ศูนย์วิจัยอสังหาฯ ชี้ ตลาดที่อยู่อาศัยปี 58 หดตัว จากปัญหาเศรษฐกิจ พบครึ่งปีหลังทำเล กทม. - ปริมณฑล เหลืออื้อรอขาย เพิ่มขึ้นในรอบ 5 ปี โดยเฉพาะห้องชุดราคาไม่เกินล้าน คาด 2 - 3 ปี หากไม่ได้รับการแก้ไข ถึงขั้นวิกฤติ...

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 58 นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ประเมินว่า โครงการที่อยู่อาศัยปี 2558 ลดลงประมาณ 1.5% ในแง่มูลค่า แต่ในแง่จำนวนหน่วย อาจลดลงประมาณ 20.5% ถือว่าตกต่ำลงกว่าปีก่อนมากพอสมควร เนื่องจากตลาดเริ่มหดตัวลง โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ เศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออก และผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ที่ลดต่ำลงกว่าเป้าหมาย รวมทั้งอาจมีปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศ ตลอดจนดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจในด้านต่างๆ ที่ทยอยปรับตัวลดลง ส่วนปัจจัยบวกเป็นราคาค่าก่อสร้างอาคารที่ไม่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยไม่ได้เพิ่มขึ้นนัก

ทั้งนี้ การสำรวจข้อมูลตลาดอสังหาริมทรัพย์ครั้งล่าสุดนั้น (ตั้งแต่เดือนมิ.ย. - ต้นเดือน ก.ค. 58) พบโครงการถึง 1,634 โครงการ ที่ยังขายอยู่ในท้องตลาด หากนับรวมโครงการที่มีหน่วยเหลือขายตั้งแต่ 20 หน่วยขึ้นไป ซึ่งเป็นโครงการที่ยังมีกิจกรรมการขาย มีอยู่ 1,185 โครงการ หากเจาะจงไปในทำเล กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ล่าสุด มีโครงการที่อยู่อาศัยจำนวน 488,026 หน่วย ที่สำรวจพบ รวมมูลค่า 1,646,767 ล้านบาท โดยเป็นห้องชุดมากสุดถึง 51% รองลงมาเป็นทาวน์เฮาส์ 23% บ้านเดี่ยว 19% และอื่นๆ ได้แก่ บ้านแฝด ตึกแถว และที่ดินจัดสรรเพียง 7% เท่านั้น โดยส่วนหลักทั่วประเทศยังเป็นห้องชุด และในหลายพื้นที่ห้องชุดเพิ่มขึ้นสูงสุด เช่น พื้นที่แถบชายฝั่งทะเล พัทยา ภูเก็ต เป็นต้น

“ขณะนี้มีหน่วยเหลือขายในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลอยู่ 178,641 หน่วย ตัวเลขหน่วยรอขายนี้เพิ่มขึ้นมาโดยตลอดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เพราะปริมาณบ้านในกรุงเทพมหานคร มีอยู่ราว 4.8 ล้านหน่วย หรือ 3.7% ของทั้งหมด ในห้วงวิกฤติปี 2540-2542 สัดส่วนนี้สูงถึง 5% ดังนั้น แม้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ แต่มีแนวโน้มสู่วิกฤติในอนาคตได้ แต่คงกินเวลาอีก 2-3 ปี หากไม่มีการแก้ไขใดๆ”

สำหรับการเปิดตัวโครงการใหม่ในครึ่งแรกของปี 2558 พบว่า มีการเปิดใหม่ถึง 56,548 หน่วย โดย 56,388 หน่วย หรือ 99.7% เป็นที่อยู่อาศัย แยกเป็นห้องชุดถึง 37,220 หน่วย (66%) ทาวน์เฮาส์ 12,176 หน่วย (22%) และบ้านเดี่ยว 4,230 หน่วย หรือ 8% จะสังเกตได้ว่า สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าระดับราคาไม่เกิน 2 ล้าน กลุ่มหนึ่ง และที่เกิน 10 ล้านขึ้นไปอีกกลุ่มหนึ่ง

“หากประเมินภาพรวมพบว่าปีนี้มีสินค้าเกิดขึ้นน้อยกว่าปี 2557 เพียง 1% แต่มูลค่าจะสูงกว่า 30% แต่นี่เป็นแค่ภาพลวงตา เพราะเมื่อแยกแยะให้เห็นสินค้าที่มีราคาเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป จะพบว่า สินค้าราคาเกิน 10 ล้านบาทนั้น มีเกิดเพิ่มขึ้นถึง 161% คือจากปีที่แล้ว 2,355 หน่วย มาปีนี้จะเพิ่มเป็น 6,154 หน่วย ส่วนมูลค่าปีที่แล้วเกิด 36,769 ล้านบาท แต่ปีนี้อาจเกิดสูงถึง 140,060 หน่วย หรือเพิ่มขึ้น 281% สินค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่เกิดเพิ่มสูงกว่าปีที่แล้วมาก คือ สินค้าราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยเฉพาะห้องชุด พบว่า มีห้องชุดราคานี้ในปี 2557 จำนวน 10,385 หน่วย แต่ในปี 2558 คาดว่าจะเกิดถึง 18,876 หน่วย หรือเพิ่มขึ้น 82% ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา"

 

ที่มา : www.thairath.co.th