หลังหารือมาหลายครั้ง ในที่สุดก็นิ่งเสียที สำหรับโมเดลการพัฒนาที่ดินย่าน "มักกะสัน" พื้นที่ 497 ไร่ ที่ดินไพรมแอเรียของ "ร.ฟ.ท.-การรถไฟแห่งประเทศไทย" ที่ปล่อยร้างมานานนับปี

พัฒนาสวน-พาณิชย์-พิพิธภัณฑ์

ล่าสุดทั้ง 2 กระทรวง "คมนาคมและคลัง" เคาะโควตาจัดสรรปันส่วนการพัฒนาพื้นที่ ตามโจทย์ที่ "คสช.-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" ให้การบ้านไว้สำหรับเป็นปอดคนกรุงเทพฯและพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์สร้างรายได้คืนคลังหลังรับโอนสิทธิ์การพัฒนาที่ดินระยะยาวเพื่อแลกหนี้ของร.ฟ.ท.

"พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การโอนสิทธิ์ที่ดินเพื่อชำระหนี้ให้กระทรวงการคลังนั้น จะนำร่องเป็นแห่งแรกคือ ที่ดินมักกะสัน พื้นที่ 497 ไร่ โดยกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้กรมธนารักษ์เข้ามาร่วมกับ ร.ฟ.ท.ว่าจ้างที่ปรึกษาประเมินราคาที่ดินและค่าเสียโอกาสที่ ร.ฟ.ท.จะได้รับ จะสรุปภายในเดือนมิถุนายนนี้

สำหรับการพัฒนาได้วางผังพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.พิพิธภัณฑ์รถไฟ พื้นที่ 30 ไร่ 2.พื้นที่สวน ประกอบด้วยบึงมักกะสัน เลนจักรยาน และพื้นที่สีเขียว พื้นที่ 150 ไร่ และ 3.พื้นที่เชิงพาณิชย์เฟสแรก 140 ไร่ รวมกับลานจอดรถ และถนนเข้าออก ส่วนอีก 177 ไร่จะพัฒนาในเฟส 2 ระยะเวลาถัดไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากมีที่พักและโรงพยาบาลของ ร.ฟ.ท.อยู่ กำลังจะทบทวนว่าจะคงไว้ที่เดิมหรือย้ายออกไปยังที่ใหม่ ให้ ร.ฟ.ท.ทำรายละเอียดมาเสนอต่อไป

รอประเมนราคาแลกหนี้ก้อนโต

ด้าน "กุลิศ สมบัติศิริ" ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ให้กระทรวงคมนาคมกับกระทรวงการคลังพิจารณาที่ดินมักกะสันแปลงเดียวก่อนในการนำมาแลกหนี้ของ ร.ฟ.ท.ว่าจะลดภาระหนี้ได้เท่าไหร่หลังมีการพัฒนาตามโมเดลใหม่แล้ว หากไม่เพียงพอถึงจะมาพิจารณาที่ดินแปลงอื่นต่อไป เช่น สถานีแม่น้ำ 277 ไร่ บริเวณ กม.11 จำนวน 359 ไร่

"ที่ดินมักกะสันจะต้องแบ่งพื้นที่เป็นปอดคนกรุงเทพฯการพัฒนาเชิงพาณิชย์อาจจะได้ไม่มาก ทำให้มูลค่าโครงการลดลงตามไปด้วย ทางกรมธนารักษ์และการรถไฟฯต้องให้ที่ปรึกษามาประเมินใหม่ จะประเมินทั้ง 497 ไร่ เพื่อให้ทราบมูลค่าที่แท้จริง จะชำระหนี้ได้เท่าไหร่ ไม่พอก็หาที่แปลงใหม่เพิ่ม"

โดยเอกชนที่สนใจในการพัฒนาโครงการให้กับกรมธนารักษ์จะต้องมีการออกแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกันระหว่างพื้นที่ปอดและเชิงพาณิชย์ความตั้งใจของรัฐบาลอยากจะให้เหมือนกับโครงการมารีน่าเบย์ของประเทศสิงคโปร์

เปิดพิมพ์เขียวโมเดล คสช.

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในเฟสแรกแยกการพัฒนา 3 ส่วน (ดูแผนผัง) ตามแนวคิดของ คสช. โดยพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์ จำนวน 140 ไร่ จะอยู่ติดกับสถานีมักกะสันของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ปัจจุบันเป็นพื้นที่ย่านโรงงานมักกะสัน

ทั้งนี้ เมื่อหักถนนเข้าออกและลานจอดรถประมาณ 60 ไร่ จะเหลือพื้นที่พัฒนาจริง ๆ ประมาณ 80 ไร่ อยู่ที่กรมธนารักษ์จะออกแบบการพัฒนาเป็นแบบไหน ซี่งมีความเป็นไปได้สูงจะไม่เป็นอาคารที่สูงมากนัก ส่วนพื้นที่สวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์รถไฟจะอยู่บริเวณพื้นที่สับเปลี่ยนย่านโรงงานรถไฟ พื้นที่อาคารโรงงานและกลุ่มอาคารพัสดุ ส่วนเฟส 2 จะอยู่บริเวณพื้นที่นิคมรถไฟและโรงพยาบาลฉัตรไชยากร

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ขณะที่การประเมินมูลค่าจะพิจารณาทั้งแปลง 497 ไร่ แม้จะไม่ได้นำที่ดินทั้งหมดมาใช้ในเชิงพาณิชย์ทั้งหมดก็ตาม เพราะถือว่าเป็นค่าเสียโอกาสให้กับ ร.ฟ.ท. จากเดิมกระทรวงการคลังจะคิดเฉพาะพื้นที่เชิงพาณิชย์เท่านั้น ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายชัดเจนในที่ประชุม คนร.เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา จะให้มีการประเมินมูลค่าที่ดินย่านมักกะสันยกแปลง

"จากนี้คมนาคมกับคลังจะต้องหารือกันถึงมูลค่าที่ดินซึ่งเดิม ร.ฟ.ท.ประเมินไว้กว่า 5-6 หมื่นล้านบาท และระยะเวลาเช่าจะเป็น 30 ปีหรือ 50 ปี ส่วนการแลกหนี้ทางคลังจะยอมเคลียร์ให้ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมด 7 หมื่นล้านบาท" แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งหมดเป็นหน้าตาผังการใช้ประโยชน์ที่ดินย่านมักกะสัน ณ เวลานี้ ไม่รู้หลังหมดเวลาของ "รัฐบาล คสช." แล้ว โมเดลนี้จะยังคงอยู่หรือล่มสลายตามไปด้วย

เพราะที่ผ่านมาไม่ว่ารัฐบาลไหนมากำกับดูแล ร.ฟ.ท. ก็ต้องหยิบที่ดินแปลงนี้มารื้อและทบทวนใหม่ ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ไหน ๆ รัฐบาลชุดนี้ก็มีอำนาจพิเศษอยู่ในมือแล้ว อย่าปล่อยโอกาสและเวลาให้สูญเปล่า

 

ที่มา : www.prachachat.net