กรุงเทพฯ, 21 กรกฎาคม 2559 - แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หนึ่งในผู้พัฒนาโครงการระดับซูเปอร์ลักชั่วรี่ คาดการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ของไทย โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ จะเริ่มคึกคักอีกครั้งในช่วงปลายปี 2559 หลังจากกระแสการซื้ออสังหาฯ ระดับไฮเอนด์ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้มีการชะลอตัวลงเล็กน้อย สืบเนื่องจากปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ต่างเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่จำนวนมาก เผยความคืบหน้าเตรียมส่งมอบห้องชุดแมกโนเลียส์ราชดำริบูเลอวาร์ดปลายปีนี้ ขณะที่ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ปัจจุบันขายได้แล้วกว่า 40% ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 350,000 บาท/ตร.ม. พร้อมเดินหน้าจัดกิจกรรมการตลาดและโร้ดโชว์ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

นางสาว ภีชภัตธา ผกากาญจน์ ผู้ช่วยรองประธานกรรมการ ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายโครงการ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “เนื่องจากราคาที่ดินในย่านธุรกิจใจกลางเมืองยังมีราคาขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรามั่นใจว่า นักลงทุนยังคงมองหาโอกาสการลงทุนกับโครงการระดับคุณภาพในเขตกรุงเทพฯอยู่เสมอ โดยเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ แนวโน้มการซื้อเริ่มขยับตัวสูงขึ้น เห็นได้จากการที่นักลงทุนใช้เวลาตัดสินใจซื้อห้องชุดหรูเร็วกว่าในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา และคาดว่าผู้ประกอบการหลายรายมีแผนเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่อย่างคึกคักในช่วงครึ่งปีหลังเพื่อดึงกระแสการซื้อให้เพิ่มขึ้น แต่ทางฝั่งผู้บริโภคจะตอบรับหรือไม่ ก็ถือเป็นความท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องตีโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อให้ได้เช่นกัน”

บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้ความสำคัญกับการลงทุนและพัฒนาโครงการต่างๆ ด้วยมาตรฐานระดับโลกทุกขั้นตอน เราสร้างสรรค์ความเจริญเติบโตขององค์กรผ่านการดำเนินธุรกิจแบบร่วมทุน และการร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจและนักลงทุน เพื่อการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นเยี่ยมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยโครงการร่วมทุนที่กำลังดำเนินการพัฒนาในปัจจุบัน ได้แก่ แมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด, ดิ ไอคอนสยาม, แมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟร้อนท์ เรสซิเดนซ์ ณ ไอคอนสยาม และ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

“สำหรับโครงการของเรา หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงกับการเปิดตัวโครงการระดับไฮเอนด์ของทั้ง 3 โครงการ เราจึงขอดูแนวโน้มของตลาดคอนโดมิเนียมที่คาดว่าจะคึกคักมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังเสียก่อน เพื่อที่เราจะสามารถพัฒนาโครงการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสร้างความแตกต่างในตลาดอสังหาฯ ได้อย่างแท้จริง โดยขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ในหลายๆแง่มุม ทั้งนี้เรายังคงยึดมั่นในการพัฒนาโครงการคุณภาพระดับไฮเอนด์เท่านั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อทั้งในด้านไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมี่ยมและการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าในระยะยาว” นางสาว ภีชภัตธากล่าว

ปัจจุบัน แมกโนเลียกำลังดำเนินการก่อสร้างโครงการระดับไฮเอนด์ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ แมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด เป็นโครงการแบบมิกซ์ยูส โดยมีทั้งส่วนที่เป็นโรงแรมวอลดอร์ฟ เอสโทเรีย กรุงเทพฯ เชนโรงแรมระดับ 6 ดาวในเครือฮิลตัน เวิลด์ไวด์ และส่วนที่เป็นห้องชุดพักอาศัยระดับหรู บนถนนราชดำริ ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 80% มีราคาขาย 230,000-270,000 บาท/ตร.ม. คาดปลายปีจะมียอดขายแตะ 90% และเตรียมพร้อมส่งมอบห้องชุดแก่ผู้พักอาศัยภายในปลายปีนี้

อีกหนึ่งโครงการคือ แมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟร้อนท์ เรสซิเดนซ์ ณ ไอคอนสยาม ซึ่งขณะนี้ราคาเฉลี่ย 250,000 บาท/ตร.ม. ปัจจุบันปิดการขายแล้ว และเมื่อเร็วๆนี้ยังได้รับรางวัล BCI Asia Top 10 Developers Awards 2016 การันตีโครงการคุณภาพระดับเอเชียแก่ผู้บริโภค โดยเป็นงานระดับภูมิภาคที่รวบรวมสถาปนิกชั้นนำในวงการ ตลอดจนบริษัทผู้พัฒนาและนักออกแบบโครงการแถวหน้า ซึ่งรางวัลดังกล่าวได้พิจารณาจากมูลค่ารวมของโครงการในระหว่างการก่อสร้างตลอดทั้งปี ผ่านการให้ค่าน้ำหนักตามหัวข้อต่างๆในด้านความยั่งยืน และโครงการล่าสุดคือ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ราคาเฉลี่ย 350,000 บาท/ตร.ม. ปัจจุบันขายได้แล้วกว่า 40% โดยสองโครงการหลังอยู่ในพื้นที่ของอภิมหาโครงการศูนย์การค้า ดิ ไอคอนสยาม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

สำหรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายของห้องชุดโครงการในปัจจุบัน แมกโนเลียจะเน้นการจัดกิจกรรมทางการตลาดมากมาย เพื่อจูงใจผู้บริโภคในประเทศและต่างประเทศที่มีศักยภาพทางการเงินสูงให้หันมาลงทุนกับอสังหาฯระดับไฮเอนด์ให้มากขึ้น ร่วมกับการจัดโร้ดโชว์ในต่างประเทศเพื่อชูจุดเด่นของแต่ละโครงการ โดยเน้นที่ตลาดฮ่องกงเป็นหลัก สำหรับโครงการเดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้เริ่มทำการตลาดที่ไต้หวันและอังกฤษร่วมด้วย โดยคาดว่าในกลุ่มผู้ซื้อในภาพรวมจะเป็นการซื้อเพื่ออยู่เองราว 70% และอีก 30% ที่เหลือจะเป็นการซื้อเพื่อลงทุน โดยแมกโนเลียมั่นใจว่าจะได้ผลตอบรับที่ดีจากกลยุทธ์การตลาดดังกล่าว