เรื่องควรรู้ที่อยู่อาศัย

 

บทความแนะนำ

24 Hours in Ramkhamhaeng

พูดถึง “รามคำแหง” เชื่อว่าหลายคนน่าจะมีภาพผุดขึ้นมาในหัวทันทีแบบไม่ต้องคิดนาน…. ถนนสายเก่าที่พลุกพล่านตลอดทั้งวัน มีกิจกรรมสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนจนแทบจะไม่เคยหลับใหล นอกจากจะเป็นแหล่งการศึกษาชั้นนำแล้ว ก็ยังเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นศูนย์กลางของการกีฬา และมีสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ตั้งอยู่บนถนนสายนี้เช่นกัน ภาพที่ผู้คนหมุนเวียนในแต่ละวันมากมาย ตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนถึงรุ่งเช้าของอีกวัน ทำให้เรารู้สึกว่าย่านรามคำแหงไม่เคยหลับเลย แต่ใครจะรู้ว่าในย่านรามคำแหงนี้ ยังมีมุมสงบสวยๆ ร้านคาเฟ่สุดแนวซึ่งดีต่อกายและใจให้เราได้เช็คอินกันรัวๆ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ พร้อมแล้วตามเราไปเติมประสบการณ์ใหม่ให้ชีวิตในรามคำแหงกันค่ะ   Sport Lover : กกท. (การกีฬาแห่งประเทศไทย)   ด้วยความที่เป็นศูนย์กลางของกีฬาแห่งประเทศไทย จึงมีหลายประเภทกีฬาเปิดกว้างสำหรับประชาชนทั่วไปให้ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ไม่ได้สงวนเฉพาะแต่ทีมชาติเท่านั้น จะว่ายน้ำ ยิงปืน เทควันโด ยกน้ำหนัก หรือจะหมัดมวย สาย Active ชอบออกกำลังกายไม่ควรพลาด   ไฮไลท์ที่เรากำลังสนใจคือ “การยิงธนู” กีฬาที่แสนจะคูล เพราะต้องอาศัยทั้งสมาธิอันแน่วแน่ และจิตใจที่แข็งแกร่ง เพราะต้องฝึกฝนจนเกิดทักษะความแม่นยำ แค่เห็นท่าทางการน้าวสายธนูของนักกีฬาที่กำลังฝึกอยู่ในสนามก็เท่เกินบรรยายแล้วล่ะ ใน “กกท.” ยังมีสมาคมกีฬาที่น่าสนใจอีกมากมาย หรือแม้กระทั่งพื้นที่ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปใช้ออกกำลังกายได้ทุกวัน     Café Hopping : Emmie’s  +  Café Now   ใครจะเชื่อว่า “รามคำแหง” มีคาเฟ่เก๋ๆ เยอะจนเลือกแทบไม่ถูก ทั้งแบบ Grab & Go และแบบที่มีพื้นที่ให้นั่งเล่น นั่งชิล หรือแม้แต่นั่งทำงานก็ยังได้   “Emmie’s” เป็นร้านหนึ่งในซอยพระรามเก้า 49 คาเฟ่สีขาวน่ารักพร้อมบรรยากาศเงียบสงบแห่งนี้ มีเมนูบรั้นช์และขนมหวานในสไตล์เฮลธ์ตี้ให้เลือกมากมาย โทนสีขาวแบบเรือนกระจก ทำให้รู้สึกโล่งและโปร่งมาก ยิ่งหันไปเห็นสีเขียวๆ สบายตาจากต้นไม้รอบๆ อีก บอกเลยว่าที่นี่เหมาะแก่การซุกตัวในวันหยุดมากๆ       จากคาเฟ่สีขาว เปลี่ยนมูดมาที่คาเฟ่โทนเข้มอย่าง “Café Now” by Propaganda แค่ชื่อก็การันตีความเท่ห์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีอาหารและเครื่องดื่มสุดแนวให้ได้ลองกันอีกด้วย ภายในร้านเต็มไปด้วยของแต่งบ้านและของสะสมสไตล์วินเทจ ถูกใจคนรักงานดีไซน์แน่นอน ไม่ว่าจะนั่งเล่นจิบกาแฟชิลๆ หรือจะนัดคุยนั่งทำงาน บรรยากาศในร้านก็น่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี           ออกซิเจนเต็มปอด : สวนนวมินทร์ภิรมณ์   ถ้าการออกกำลังกายใน กกท. ดูจะจริงจังเกินไป “สวนนวมินทร์ภิรมณ์” น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนในย่านรามคำแหง ห่างออกมาแค่อึดใจก็จะได้สูดออกซิเจนได้เต็มปอด การได้มาวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่รอบบึง ได้เดินเล่นปล่อยสมองให้ได้หยุดพักกับธรรมชาติรอบตัวซักนิด หรือจะชวนเพื่อนๆ มาเล่นกีฬาด้วยกัน ก็อาจจะเป็นการชาร์จแบตที่ดีที่สุดของวันเลยก็ได้       ถูกใจสายเปย์ : แหล่งช็อปปิ้งหลากสไตล์   ย่านรามคำแหงมีแหล่งช็อปปิ้งให้เลือกหลากหลายสไตล์ แวดล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ตลาดนัด รวมถึงคอมมิวนิตี้มอลล์ก็มีให้เลือกแวะ ช็อป ชิลได้ไม่เว้นวัน คุณแม่บ้านน่าจะถูกใจกับการเลือกซื้ออาหารปรุงสดสะอาดจากตลาดเสรีมาร์เก็ต สายเฮลท์ตี้ก็ได้สนุกกับการช็อปปิ้งอาหารเพื่อสุขภาพที่ Lemon Farm หรือ Gourmet Market ของเดอะมอลล์ จับจ่ายผักผลไม้สารพัดชนิดกลับไปปรุงมื้ออาหารที่ดีต่อกายและใจ          ยังคงเอาใจสายสุขภาพกันต่อด้วย แหล่งช็อปปิ้งอุปกรณ์กีฬา ซึ่งจัดหนักจัดเต็มตั้งแต่ห้าง FBT ซึ่งตั้งตระหง่านคู่ถนนรามคำแหงมาอย่างยาวนาน หรือถ้ายังไม่ถูกใจ แผนกเครื่องกีฬาในห้างเดอะมอลล์ก็นับว่ามีครบครันแทบจะทุกแบรนด์ให้เลือกหากันเลยทีเดียว       ถ้าเป็นคนรามฯตัวจริง จะต้องเคยเดิน “ตลาดนัดการกีฬาไนท์” (ตลาดนัด กกท.) ไม่งั้นจะถือว่าไม่ใช่ ช่วงเย็นๆ ของทุกวัน (เว้นเวันพุธ) ที่นี่มีของให้เลือกจับจ่ายเพียบ ไม่ว่าจะของกิน ของใช้ทั่วไป เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า มีให้เลือกแทบไม่ซ้ำในราคาน่าคบหาอีกด้วย         Life Style 24 ชั่วโมง : Niche MONO Ramkhamhaeng   พูดถึงรามคำแหงมาไม่น้อยแล้ว เชื่อว่าหลายคนน่าจะเริ่มสนใจ และอาจจะเปลี่ยนใจอยากมาใช้ชีชิตในย่านนี้กันบ้างแล้วแหละ เพราะรามคำแหงยังมีอะไรน่าค้นหาอีกเยอะ ถ้าจะพูดถึงคอนโดมิเนียมในรามคำแหง หนึ่งในโครงการที่จะมาตอบโจทย์ Life Style แบบ 24 ชั่วโมงนี้ ต้องยกให้ “Niche MONO Ramkamhaeng” เท่านั้น เพราะหัวใจหลักของการออกแบบโครงการนี้คือ “ความสนุกของการใช้ชีวิต ที่สามารถเติมเต็มทุกกิจกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง” ด้วย Facility ส่วนกลางขนาดใหญ่ต่อเนื่องทั้งโครงการ ใหญ่กว่า 6.5 ไร่ ซึ่งรวบรวมทุก Healthy Lifestyle ไว้อย่างครบถ้วน และยังเป็นโครงการที่มีพื้นที่ส่วนกลางที่ใหญ่ที่สุดในย่านรามคำแหงเลยทีเดียว     ถึงจะไม่ได้ไปออกกำลังกายที่ กกท. ในโครงการเองก็ยังมี Sport Village ขนาดใหญ่ รวบรวมไว้ทั้ง Jogging Track, Bike Lane, สนามบาสเกตบอล แบบ Multi-Sport ซึ่งปรับเปลี่ยนเป็นสนามฟุตซอลได้ และสระว่ายน้ำมากถึง 3 สระ 3 สไตล์ ถ้าทั้งหมดนี้ยังไม่หนำใจ Niche MONO Ramkhamhaeng ยังจัด Fitness Village ขนาดใหญ่ที่ชั้น 6-7 ให้อีก พร้อมพื้นที่สีเขียวบิ๊กเบิ้มที่เราไม่จำเป็นต้องออกไปหาสูดโอโซนที่อื่นอีก ทั้งหมดนี้เปิดให้บริการกันแบบ 24 ชั่วโมงไปเลยยยย  เรียกว่าเอาใจคนรักสุขภาพกันแบบเต็มๆ   ความเพียบพร้อมที่ทางโครงการเตรียมไว้ ไม่ได้เอาใจแค่ลูกบ้านหัวใจนักกีฬาเท่านั้นนะคะ ลูกบ้านที่ชอบชิล ชอบแฮงค์เอ้าท์ ก็มีพื้นที่ส่วนร้านค้าภายในโครงการรวมไว้ทั้ง Café เก๋ๆ, ร้านอาหาร และซุปเปอร์มาร์เก็ตไว้ค่อยอำนวยความสะดวก และตอบทุกโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างแท้จริง         Niche MONO Ramkamhaeng อยู่บนทำเลการเดินทางสะดวกแบบสุดๆ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าหัวหมาก (สายสีส้ม) 0 เมตร ใกล้ทั้งสถานีอินเตอร์เชนจ์ ใกล้แอร์พอร์ตลิงค์ ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วน และมอเตอร์เวย์ ด้วยทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลาย ทำให้คุณสามารถกำหนดจังหวะการเดินทางในทุกวันได้ด้วยตัวเอง   Niche MONO Ramkhamhaeng เริ่มต้น 1.99 ล้านบาท* เปิดจอง 1-7 พ.ย. นี้ ที่เดอะมอลล์บางกะปิ ลงทะเบียนรับส่วนสูงสุด 100,000 บาท* สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก http://bit.ly/2IcXJ09    

ทำเลทอง ล่าสุด

24 Hours in Ramkhamhaeng

24 Hours in Ramkhamhaeng

พูดถึง “รามคำแหง” เชื่อว่าหลายคนน่าจะมีภาพผุดขึ้นมาในหัวทันทีแบบไม่ต้องคิดนาน…. ถนนสายเก่าที่พลุกพล่านตลอดทั้งวัน มีกิจกรรมสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนจนแทบจะไม่เคยหลับใหล นอกจากจะเป็นแหล่งการศึกษาชั้นนำแล้ว ก็ยังเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นศูนย์กลางของการกีฬา และมีสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ตั้งอยู่บนถนนสายนี้เช่นกัน ภาพที่ผู้คนหมุนเวียนในแต่ละวันมากมาย ตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนถึงรุ่งเช้าของอีกวัน ทำให้เรารู้สึกว่าย่านรามคำแหงไม่เคยหลับเลย แต่ใครจะรู้ว่าในย่านรามคำแหงนี้ ยังมีมุมสงบสวยๆ ร้านคาเฟ่สุดแนวซึ่งดีต่อกายและใจให้เราได้เช็คอินกันรัวๆ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ พร้อมแล้วตามเราไปเติมประสบการณ์ใหม่ให้ชีวิตในรามคำแหงกันค่ะ   Sport Lover : กกท. (การกีฬาแห่งประเทศไทย)   ด้วยความที่เป็นศูนย์กลางของกีฬาแห่งประเทศไทย จึงมีหลายประเภทกีฬาเปิดกว้างสำหรับประชาชนทั่วไปให้ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ไม่ได้สงวนเฉพาะแต่ทีมชาติเท่านั้น จะว่ายน้ำ ยิงปืน เทควันโด ยกน้ำหนัก หรือจะหมัดมวย สาย Active ชอบออกกำลังกายไม่ควรพลาด   ไฮไลท์ที่เรากำลังสนใจคือ “การยิงธนู” กีฬาที่แสนจะคูล เพราะต้องอาศัยทั้งสมาธิอันแน่วแน่ และจิตใจที่แข็งแกร่ง เพราะต้องฝึกฝนจนเกิดทักษะความแม่นยำ แค่เห็นท่าทางการน้าวสายธนูของนักกีฬาที่กำลังฝึกอยู่ในสนามก็เท่เกินบรรยายแล้วล่ะ ใน “กกท.” ยังมีสมาคมกีฬาที่น่าสนใจอีกมากมาย หรือแม้กระทั่งพื้นที่ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปใช้ออกกำลังกายได้ทุกวัน     Café Hopping : Emmie’s  +  Café Now   ใครจะเชื่อว่า “รามคำแหง” มีคาเฟ่เก๋ๆ เยอะจนเลือกแทบไม่ถูก ทั้งแบบ Grab & Go และแบบที่มีพื้นที่ให้นั่งเล่น นั่งชิล หรือแม้แต่นั่งทำงานก็ยังได้   “Emmie’s” เป็นร้านหนึ่งในซอยพระรามเก้า 49 คาเฟ่สีขาวน่ารักพร้อมบรรยากาศเงียบสงบแห่งนี้ มีเมนูบรั้นช์และขนมหวานในสไตล์เฮลธ์ตี้ให้เลือกมากมาย โทนสีขาวแบบเรือนกระจก ทำให้รู้สึกโล่งและโปร่งมาก ยิ่งหันไปเห็นสีเขียวๆ สบายตาจากต้นไม้รอบๆ อีก บอกเลยว่าที่นี่เหมาะแก่การซุกตัวในวันหยุดมากๆ       จากคาเฟ่สีขาว เปลี่ยนมูดมาที่คาเฟ่โทนเข้มอย่าง “Café Now” by Propaganda แค่ชื่อก็การันตีความเท่ห์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีอาหารและเครื่องดื่มสุดแนวให้ได้ลองกันอีกด้วย ภายในร้านเต็มไปด้วยของแต่งบ้านและของสะสมสไตล์วินเทจ ถูกใจคนรักงานดีไซน์แน่นอน ไม่ว่าจะนั่งเล่นจิบกาแฟชิลๆ หรือจะนัดคุยนั่งทำงาน บรรยากาศในร้านก็น่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี           ออกซิเจนเต็มปอด : สวนนวมินทร์ภิรมณ์   ถ้าการออกกำลังกายใน กกท. ดูจะจริงจังเกินไป “สวนนวมินทร์ภิรมณ์” น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนในย่านรามคำแหง ห่างออกมาแค่อึดใจก็จะได้สูดออกซิเจนได้เต็มปอด การได้มาวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่รอบบึง ได้เดินเล่นปล่อยสมองให้ได้หยุดพักกับธรรมชาติรอบตัวซักนิด หรือจะชวนเพื่อนๆ มาเล่นกีฬาด้วยกัน ก็อาจจะเป็นการชาร์จแบตที่ดีที่สุดของวันเลยก็ได้       ถูกใจสายเปย์ : แหล่งช็อปปิ้งหลากสไตล์   ย่านรามคำแหงมีแหล่งช็อปปิ้งให้เลือกหลากหลายสไตล์ แวดล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ตลาดนัด รวมถึงคอมมิวนิตี้มอลล์ก็มีให้เลือกแวะ ช็อป ชิลได้ไม่เว้นวัน คุณแม่บ้านน่าจะถูกใจกับการเลือกซื้ออาหารปรุงสดสะอาดจากตลาดเสรีมาร์เก็ต สายเฮลท์ตี้ก็ได้สนุกกับการช็อปปิ้งอาหารเพื่อสุขภาพที่ Lemon Farm หรือ Gourmet Market ของเดอะมอลล์ จับจ่ายผักผลไม้สารพัดชนิดกลับไปปรุงมื้ออาหารที่ดีต่อกายและใจ          ยังคงเอาใจสายสุขภาพกันต่อด้วย แหล่งช็อปปิ้งอุปกรณ์กีฬา ซึ่งจัดหนักจัดเต็มตั้งแต่ห้าง FBT ซึ่งตั้งตระหง่านคู่ถนนรามคำแหงมาอย่างยาวนาน หรือถ้ายังไม่ถูกใจ แผนกเครื่องกีฬาในห้างเดอะมอลล์ก็นับว่ามีครบครันแทบจะทุกแบรนด์ให้เลือกหากันเลยทีเดียว       ถ้าเป็นคนรามฯตัวจริง จะต้องเคยเดิน “ตลาดนัดการกีฬาไนท์” (ตลาดนัด กกท.) ไม่งั้นจะถือว่าไม่ใช่ ช่วงเย็นๆ ของทุกวัน (เว้นเวันพุธ) ที่นี่มีของให้เลือกจับจ่ายเพียบ ไม่ว่าจะของกิน ของใช้ทั่วไป เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า มีให้เลือกแทบไม่ซ้ำในราคาน่าคบหาอีกด้วย         Life Style 24 ชั่วโมง : Niche MONO Ramkhamhaeng   พูดถึงรามคำแหงมาไม่น้อยแล้ว เชื่อว่าหลายคนน่าจะเริ่มสนใจ และอาจจะเปลี่ยนใจอยากมาใช้ชีชิตในย่านนี้กันบ้างแล้วแหละ เพราะรามคำแหงยังมีอะไรน่าค้นหาอีกเยอะ ถ้าจะพูดถึงคอนโดมิเนียมในรามคำแหง หนึ่งในโครงการที่จะมาตอบโจทย์ Life Style แบบ 24 ชั่วโมงนี้ ต้องยกให้ “Niche MONO Ramkamhaeng” เท่านั้น เพราะหัวใจหลักของการออกแบบโครงการนี้คือ “ความสนุกของการใช้ชีวิต ที่สามารถเติมเต็มทุกกิจกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง” ด้วย Facility ส่วนกลางขนาดใหญ่ต่อเนื่องทั้งโครงการ ใหญ่กว่า 6.5 ไร่ ซึ่งรวบรวมทุก Healthy Lifestyle ไว้อย่างครบถ้วน และยังเป็นโครงการที่มีพื้นที่ส่วนกลางที่ใหญ่ที่สุดในย่านรามคำแหงเลยทีเดียว     ถึงจะไม่ได้ไปออกกำลังกายที่ กกท. ในโครงการเองก็ยังมี Sport Village ขนาดใหญ่ รวบรวมไว้ทั้ง Jogging Track, Bike Lane, สนามบาสเกตบอล แบบ Multi-Sport ซึ่งปรับเปลี่ยนเป็นสนามฟุตซอลได้ และสระว่ายน้ำมากถึง 3 สระ 3 สไตล์ ถ้าทั้งหมดนี้ยังไม่หนำใจ Niche MONO Ramkhamhaeng ยังจัด Fitness Village ขนาดใหญ่ที่ชั้น 6-7 ให้อีก พร้อมพื้นที่สีเขียวบิ๊กเบิ้มที่เราไม่จำเป็นต้องออกไปหาสูดโอโซนที่อื่นอีก ทั้งหมดนี้เปิดให้บริการกันแบบ 24 ชั่วโมงไปเลยยยย  เรียกว่าเอาใจคนรักสุขภาพกันแบบเต็มๆ   ความเพียบพร้อมที่ทางโครงการเตรียมไว้ ไม่ได้เอาใจแค่ลูกบ้านหัวใจนักกีฬาเท่านั้นนะคะ ลูกบ้านที่ชอบชิล ชอบแฮงค์เอ้าท์ ก็มีพื้นที่ส่วนร้านค้าภายในโครงการรวมไว้ทั้ง Café เก๋ๆ, ร้านอาหาร และซุปเปอร์มาร์เก็ตไว้ค่อยอำนวยความสะดวก และตอบทุกโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างแท้จริง         Niche MONO Ramkamhaeng อยู่บนทำเลการเดินทางสะดวกแบบสุดๆ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าหัวหมาก (สายสีส้ม) 0 เมตร ใกล้ทั้งสถานีอินเตอร์เชนจ์ ใกล้แอร์พอร์ตลิงค์ ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วน และมอเตอร์เวย์ ด้วยทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลาย ทำให้คุณสามารถกำหนดจังหวะการเดินทางในทุกวันได้ด้วยตัวเอง   Niche MONO Ramkhamhaeng เริ่มต้น 1.99 ล้านบาท* เปิดจอง 1-7 พ.ย. นี้ ที่เดอะมอลล์บางกะปิ ลงทะเบียนรับส่วนสูงสุด 100,000 บาท* สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก http://bit.ly/2IcXJ09    
Whizdom Asoke-Sukhumvit ใกล้ชิดสวนป่ากลางกรุง

Whizdom Asoke-Sukhumvit ใกล้ชิดสวนป่ากลางกรุง

หนึ่งในทำเลคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองที่มีทิวทัศน์ดีที่สุด คงจะหนีไม่พ้นการที่ได้วิวทะเลสาบกลางสวนสาธารณะขนาดใหญ่ซึ่งหาได้ยากมากๆ ในบ้านเราค่ะ ทั้งในแง่ของสวนสาธารณะที่มีอยู่ไม่กี่แห่ง ประกอบกับที่ดินใกล้เคียงก็หาไม่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะที่ดินใกล้กับสวนป่าเบญจกิติที่มีทะเลสาบขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยพื้นที่สีเขียว 130 ไร่ รวมพื้นที่กว่า 450 ไร่ ใจกลางเมืองใกล้กับศูนย์สิริกิติ์ฯ เปรียบได้กับโอเอซิสของย่านอโศกก็คงไม่ผิดนัก          เมื่อเอ่ยถึงย่านอโศกแล้ว สิ่งแรกที่ใครหลายคนจะนึกถึงนั่นคืออาคารสำนักงานเรียงรายกันอยู่ตลอดช่วงถนน ซึ่งก็ไม่แปลกนะคะ เพราะอโศกนั้นเป็นแหล่งที่มีพื้นที่ออฟฟิศมากที่สุดในกรุงเทพฯ กว่า 1 ล้านตารางเมตร ถูกเช่าเกือบ 100% จาก  บริษัทที่มีชื่อเสียงหลายองค์กรทั้งสัญชาติไทยและต่างชาติ อีกทั้งยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ เนื่องจากนักลงทุนต่างก็มองเห็นศักยภาพของย่านนี้อย่างไร้ข้อกังขามาโดยตลอด โดยหากมองจากทำเลที่ตั้งแล้วนั้นก็จะพบว่าอโศกถือเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง CBD เดิมอย่างสาทร-สีลม กับ New CBD ที่พระราม 9 เราเลยจะไม้ได้เห็นเพียง Office Building เท่านั้น แต่ทั้งโรงแรมหรู คอนโดมิเนียม ห้างสรรพสินค้า รวมถึงสถานที่สำคัญมากมาย จึงไม่แปลกเลยค่ะที่จะกลายเป็นศูนย์รวมเศรษฐกิจในบ้านเราอีกแห่งหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดทั้งในปัจจุบันและอนาคต   ด้วยความที่เป็นแหล่งรวมคนทำงานมนุษย์ออฟฟิศ รวมถึงนักศึกษา บุคคลากรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อมีผู้คนมากมายก็ย่อมต้องตามมาด้วยอาหารการกินเช่นกันใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นแนวสตรีทฟู้ด ร้านอาหารทั้งไทย เอเชีย ตะวันตก ร้านคาเฟ่ดีไซน์สวย ไปจนถึงร้านแฮงค์เอ้าท์ ให้เลือกลิ้มลองกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำหลากหลาย ส่วนเรื่องราคาค่าครองชีพนั้น กลับไม่แพงอย่างที่ใครคิด แม้จะอยู่ใจกลางเมืองก็ตามโดยเฉพาะช่วงกลางวันที่มีตลาดชื่อดังขวัญใจชาวออฟฟิศอโศกอย่าง ตลาดรวมทรัพย์ บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ ร้านค้า ร้านอาหารกว่า 300 ร้าน เรียกได้ว่าคนทำงานละแวกนี้ไม่มีใครไม่เคยมาเดินแน่นอน ตลาดนัดมศว. เปิดเฉพาะวันอังคาร และพฤหัสบดี ช่วงเช้า-14.00 น. แหล่งสินค้า และของอร่อยที่คนทำงานมักจะหิ้วขึ้นไปกินบนออฟฟิศอยู่เป็นประจำ ตลาดสุขตา อีกหนึ่งตลาดที่คนหนาแน่นมากในช่วงกลางวัน รวมถึง Food Court บนห้างสรรพสินค้า Terminal 21 ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าราคาถูกที่สุดในบ้านเรา แบบที่สามารถถือเงิน 25-30 บาท ก็ได้ก๋วยเตี๋ยว หรือข้าวมา 1 จานแบบอิ่มพอดีได้เลยค่ะ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแรงผลักดันต่อเศรษฐกิจของอโศกที่ไม่เคยจางไป     นอกจากจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับไลฟ์สไตล์ได้ทั่วถึงแล้วนั้นก็ยังมีสวนสาธารณะคือ “สวนป่าเบญจกิติ” โอเอซิสของย่านอโศกที่ได้ต้นไม้โอบล้อมทะเลสาบอยู่รอบด้าน เปิดให้บริการทุกวัน 05.00-21.00 น. ซึ่งเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกที่มีลักษณะเป็นสวนป่า เพราะมีโซนที่เป็นไม้ยืนต้นใหญ่ให้ความร่มรื่น แต่ยังคงมีความโปร่งแสง ส่องแสงแดดให้ลอดลงมาถึงพื้นที่ได้อยู่ ยามเย็นเมื่อแดดร่มลมตกจะมีผู้คนทั้งเด็ก วัยทำงานไปจนถึงผู้สูงอายุมาวิ่งออกกำลังกายกัน เพราะมีถนนล้อมรอบทะเลสาบเป็นระยะทางประมาณ 1.8 กิโลเมตร ซึ่งมีประตูทางเข้าด้านที่เชื่อมต่อเข้าไปยังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สถานที่สำคัญในการจัดงานอีเว้นท์สำคัญเอาไว้หลายงาน ซึ่งมีแผนจะปิดปรับปรุงถึง 3 ปี โดยจะเริ่มปิดทำการช่วงปลายปี 2561 เพื่อขยายพื้นที่เชิงการพาณิชย์และศูนย์การประชุมนานาชาติ รวมถึงสามารถจอดรถไปมากขึ้นรวมแล้วไม่น้อยกว่า 1.8 แสนตารางเมตร เมื่อปรับปรุงเสร็จสมบูรณ์แล้วก็จะยิ่งทำให้พื้นที่บริเวณนี้ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีก       การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเกือบจะเป็นหนทางหลักที่หลายคนเลือกใช้เพื่อหลีกหนีรถติดในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน แน่นอนว่ารถไฟฟ้าคือคำตอบที่สะดวกรวดเร็วที่สุดของการเดินทางในกรุงเทพฯ ซึ่งสายหลักก็คือสายสุขุมวิท สายสีลม และรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน โดยจะวิ่งผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่ง ล้วนแต่เป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญทั้งสิ้นรวมถึงอโศกด้วยเช่นกัน ซึ่งบริเวณสี่แยกอโศกก็เป็นจุด Interchange ระหว่าง BTS สถานีอโศก กับ MRT สถานีสุขุมวิท ส่วนถนนหลักอย่างสุขุมวิทจะตัดกันกับถนนรัชดาภิเษก และถนนอโศกมนตรีที่สี่แยกอโศกเป็นแยกที่มีเอกลักษณ์ความเป็นเมืองใหญ่สูง เพราะเป็นทั้งจุด Interchange มี Sky Walk ข้ามสี่แยก และเชื่อมต่อเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า Terminal 21 กับโรงแรมระดับ 5 ดาวอย่าง Grande Centre Point Terminal 21 ช่วงถนนกว้าง มีจอ LED ขนาดใหญ่บนอาคารสูง เรียกได้ว่าใครที่เห็นภาพปุ๊บก็จะทราบได้ทันทีว่านี่คือ สี่แยกอโศก             Whizdom Asoke-Sukhumvit   โครงการวิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท เป็นคอนโดมิเนียมระดับ Hi-end ลักษณะ High Rise 39 ชั้น เมื่อได้วิวไฮไลท์ประจำโครงการจากสวนป่าเบญจกิติก็จะยิ่งทำให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในบ้านพักตากอากาศใกล้ชิดธรรมชาติ เป็นส่วนตัวจากความวุ่นวายภายนอก แต่ยังอยู่ท่ามกลางความสะดวกสบายแบบวิถีชีวิตคนเมืองหลวง เทียบเคียงกันกับมหานครใหญ่ๆ ของโลก   Whizdom Asoke-Sukhumvit(วิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท) ตั้งอยู่ริมถนนรัชดาภิเษก ฝั่งตรงข้ามกับ “สวนป่าเบญจกิติ” และยังสามารถเข้าจากซอยสุขุมวิท 16 อีกเส้นทางได้ด้วย นี่ถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของคอนโดมิเนียมกลางเมืองเช่นนี้ เพราะเมื่อได้อยู่อาศัยจริงแล้ว การเข้า-ออกได้ 2 ทางจะช่วยให้เกิดความสะดวกสบายได้อีกเยอะ เช่น หากการจราจรบน ถ.รัชดาฯ ติดขัด ก็สามารถเข้าซ.สุขุมวิท 16 ได้ ซึ่งภายในซ.สุขุมวิท 16 นี้ ก็ยังแวดล้อมไปด้วยร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ คาเฟ่ ร้านแฮงเอาท์ ไปจนถึง ซุปเปอร์มาร์เกตตลอด 24 ชม. อยู่ใกล้กับโครงการ ที่สำคัญ คือ เป็นซอยที่สามารถทะลุไปได้หลายเส้นทาง เช่น ซ.ไผ่สิงโต, ซ.สุขุมวิท 22,  ซ.สุขุมวิท 24 และถ.พระราม 4 ซึ่งก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกเรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทาง     จุด Interchange สำคัญในปัจจุบัน ยังมีเพียงไม่กี่สถานีเท่านั้นที่กลายเป็นแหล่งทำเลทองของที่อยู่อาศัย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Interchange ระหว่าง BTS สถานีอโศก กับ MRT สถานีสุขุมวิท โดยห่างจากโครงการเพียง 450 เมตร ถือเป็น Interchange แห่งเดียวบนถนนสุขุมวิทในปัจจุบันที่มีผู้โดยสารกว่า 85,000 คน/วัน ไม่ไกลจากนี้เพียง 1 สถานีจาก MRT สุขุมวิท ไปยัง Airport Rail Link สถานีมักกะสัน เพื่อเชื่อมต่อไปยังสุวรรณภูมิ  อีกทั้งยังพรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย นอกจากนี้ยังมีจุดขึ้น-ลงทางด่วนอยู่ไม่ไกลโครงการอีกหลายแห่งทีเดียวค่ะ ไม่ว่าจะเป็นทางพิเศษเฉลิมมหานคร ด่านพระราม 4, ด่านท่าเรือ หรือทางพิเศษศรีรัชที่ด่านอโศก ทั้งหมดก็จะห่างจากโครงการประมาณ 2 กิโลเมตร      จาก BTS อโศก-Whizdom Asoke-Sukhumvit    เราลองเดินชมทำเลของย่านนี้ไปจนถึงคอนโด Whizdom Asoke-Sukhumvit(วิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท) กันค่ะ โดยเริ่มต้นจาก BTS สถานีอโศก เดินออกทางประตูที่ 6   ทางออกทางฝั่งนี้นอกจากจะเชื่อมต่อกับห้างสรรพสินค้า Terminal 21 และโรงแรม Grande Centre Point Terminal 21 แล้ว ก็ยังเป็น Interchange กับ MRT สถานีสุขุมวิท    เดินตามประตูทางออกที่ 6 ของ BTS นั้นจะเป็นการเดินบน Sky Walk ข้ามสี่แยกอโศก    มองย้อนกลับไปที่ BTS สถานีอโศกที่ผ่านมาเมื่อสักครู่นี้ค่ะ สำหรับสี่แยกที่มีขนาดใหญ่อย่างสี่แยกอโศกแล้วนั้น Sky Walk ถือว่ามีความสำคัญมากๆ  ที่ทำให้คนเดินข้ามถนนได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น     ลงบันไดที่อยู่ใกล้โครงการที่สุดค่ะ ซึ่งอยู่ริมถนนสุขุมวิทข้างอาคาร Exchange Tower ตรงหัวมุมสี่แยกอโศกเลย   จากหน้าอาคาร  Exchange Tower  เดินมาตามถนนรัชดาภิเษกประมาณ 180 เมตรก็จะพบกับซอยสุขุมวิท 16 ซึ่งเป็นซอยที่สามารถเดินจาก BTS อโศก ใช้เป็นทางเข้า-ออกโครงการได้อีก 1 ช่องทางค่ะ   บรรยากาศภายในซอยสุขุมวิท 16 นั้นคึกคักไม่แพ้บนถนนหลักทีเดียวค่ะ ตั้งแต่ปากซอยก็จะมีทั้งร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ ไปจนถึงร้านแฮงค์เอ้าท์เรียงรายอยู่มากมาย   บริเวณหลังอาคาร CTI Tower มี Foodland 24 ชม. อยู่ด้วยนะคะ ซึ่งตัวอาคาร  CTI Tower นี้เองก็จะอยู่ติดกับโครงการ Whizdom Asoke-Sukhumvit(วิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท)    บริเวณด้านหลังโครงการ อีกหนึ่งทางเข้า-ออก Whizdom Asoke-Sukhumvit(วิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท) ค่ะ ที่ดินของโครงการทางฝั่งในซอยสุขุมวิท 16 นี้หน้ากว้างใช้ได้เลยค่ะ     จากด้านหลังอาคาร CTI Tower เราสามารถเดินทะลุมาที่ริมถนนรัชดาได้เลยค่ะ ซึ่งถัดไปก็จะเป็นที่ตั้งของโครงการแล้วค่ะ   หน้าโครงการจะมีที่ดินหน้ากว้างกว่าด้านหลังเล็กน้อยค่ะ ตอนนี้กำลังล้อมรั้วสร้าง Sale Gallery ที่ใครหลายคนใจจดใจจ่อรอคอยที่จะได้เห็นยลโฉมกันอยู่ ซึ่งอีกไม่นานเกินรอค่ะ   จากหน้าโครงการเราเดินข้ามสะพานลอยมาที่สวนป่าเบญจกิติ ซึ่งจะเปิดให้บริการทุกวัน 05.00-21.00 น. ภายในสวนแห่งนี้ตรงกลางจะเป็นทะเลสาบ นอกนั้นจะเป็นพื้นที่ของสวนป่าที่มีต้นไม้ยืนต้นนานาพันธุ์ ให้ความร่มรื่นอยู่ทั่วบริเวณ    รอบทะเลสาบจะมีถนนอยู่รอบเป็นรูปคล้ายวงรี หลายคนนิยมมาวิ่งออกกำลังกายกันที่นี่ในช่วงเย็นๆ ค่ะ เปลี่ยนบรรยากาศจากการวิ่งในห้องฟิตเนสมาวิ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ขณะเดียวกันถ้าได้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมแถวนี้ด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งทำให้เหมือนได้มีโอกาสพักผ่อนอยู่ตลอดเวลา   บรรยากาศด้านนอกเป็นอาคารสูงระฟ้า แต่พอเข้ามาในสวนป่าเบญจกิติแล้ว กลับพบกับอีกบรรยากาศที่เหมือนอยู่กันคนละโลกกับภายนอก ทั้งที่อยู่กลางเมืองย่านเศรษฐกิจ ซึ่งโครงการ Whizdom Asoke-Sukhumvit(วิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท) จะอยู่ระหว่างอาคาร Lake Ratchada (อาคารสีฟ้า)ทางขวามือของภาพ กับอาคาร CTI Tower (อาคารสีเขียว)ทางซ้ายมือของภาพ      การได้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมที่สามารถเดินทางได้หลากหลายเส้นทาง จะทำให้สะดวกสบายมากสำหรับการวางแผนเดินทางแต่ละวัน อย่างวันไหนรถติดก็เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า วันไหนฝนตกก็เปลี่ยนมาขับรถยนต์แทน ใกล้กับจุดขึ้น-ลงทางด่วนหลายจุด ฝั่งตรงข้ามกันยังมีสวนป่าเบญจกิติให้ได้พักสายตาจากทิวทัศน์ที่หาได้ยากมากในกรุงเทพฯ หรือเปลี่ยนบรรยากาศการพักผ่อนออกกำลังกายได้ง่ายๆ ขณะเดียวกันก็ยังแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกตลอด 24 ชม. ทุกสิ่งจะส่งให้ชีวิตคนเมืองกรุงลงตัวกว่าที่เคยใน Whizdom Asoke-Sukhumvit(วิสซ์ดอม อโศก-สุขุมวิท)        สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Tel : 1265 Website : ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษ  http://bit.ly/2oOYTpU
เอกมัย-ทองหล่อ ไลฟ์สไตล์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

เอกมัย-ทองหล่อ ไลฟ์สไตล์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ถ้าถามถึงแหล่งไลฟ์สไตล์ของในกรุงเทพฯ ยุคนี้ย่อมต้องมีองค์ประกอบเรื่องกิน-เที่ยวในตัวเองครบครัน ไม่ว่าจะเป็นร้านคาเฟ่ตกแต่งเก๋ๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกาแฟเฉพาะตัว หรือร้านอาหารหลากหลายสัญชาติ เชฟและวัตถุดิบอิมพอร์ตจากต่างประเทศโดยเฉพาะ ไปจนถึงร้านที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างรอบด้าน เช่น ร้านจักรยาน ร้านแฟชั่น ร้านเฟอร์นิเจอร์ ร้านบาร์เบอร์-ซาลอน ร้านสปา ร้านแฮงค์เอาท์ ผับบาร์ยามค่ำคืนยาวไปจนร้านข้าวต้มโต้รุ่ง เรียกได้ว่าย่านนี้ไม่เคยหลับใหล จึงไม่แปลกที่ย่านเอกมัย-ทองหล่อ คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบค่ะ   หากพูดถึงในแง่ของที่อยู่อาศัยย่านนี้แล้ว เชื่อว่าคงเป็นที่อยู่อาศัยในฝันของใครหลายคน รวมไปถึงชุมชน Expat ที่กระจุกตัวกันอยู่ในย่านนี้ไม่น้อย เพราะนอกจากไลฟ์สไตล์อันเพียบพร้อมรอบด้านแล้วยังเดินทางสะดวกสบาย ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีเอกมัย-ทองหล่อ และตัวถนนเองที่แม้จะเป็นเพียงถนนหรือซอยที่เป็นทางเชื่อมลัดเลาะไปสู่ถนนหลักอย่างถนนเพชรบุรีกับถนนสุขุมวิท แต่ด้วยความกว้างของถนนจึงทำให้สามารถมีอาคารสูงขนาดใหญ่เกิดขึ้นได้ตามกฏหมาย อีกทั้งยังสามารถทะลุออกไปถนนพระราม 4 ที่ต่อไปยังสีลม-สาทรได้ในระยะไม่ไกลกัน จึงทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในย่านที่มีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ              จากแผนที่จะเห็นภาพชัดขึ้นค่ะว่าช่วงซอยทองหล่อ 10  - เอกมัย 12 - ปรีดีฯ 31 เป็นซอยที่เชื่อมต่อกันตรงใจกลางย่านนี้พอดี ส่วนจุดขึ้น-ลงทางด่วนที่ใกล้ที่สุดก็มีทั้งทางพิเศษฉลองรัช ซึ่งอยู่เลยแยกพระโขนงไปเล็กน้อย และทางพิเศษเฉลิมมหานคร โดยอยู่บริเวณถนนพระราม 4   เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้แล้ว เราก็จะพาไปเดินชมทำเลเอกมัย-ทองหล่อด้วยเลยค่ะ   รอบๆ สถานีรถไฟฟ้าเอกมัย มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่ใครๆ ต่างก็จดจำได้ เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่ใกล้กันทั้ง เกตเวย์ เอกมัย, เมเจอร์ สุขุมวิท และ สถานีขนส่งเอกมัย   บรรยากาศช่วงปากซอยเอกมัย มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในย่านนี้คึกคักอยู่ตลอดเวลา เดินเล่นในเอกมัยก็มีความคึกคักไม่แพ้กันทั้งกลางวัน-กลางคืน ตลอดทางมีสิ่งอำนวยความสะดวก ร้านที่น่าสนใจเรียงรายอยู่มากมาย ทั้งร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ และร้านที่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ต่างๆ ในปัจจุบัน ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนได้หลากหลาย หากโฟกัสกันที่จุดสำคัญของย่านเอกมัยก็คงต้องบอกว่าอยู่ตรงสี่แยกกลางซอยที่สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ตั้งแต่ซอยทองหล่อ 10 ต่อมาที่ซอยเอกมัย 5 ซอยเอกมัย 12 แล้วไปทะลุสุดที่ซอยสุขุมวิท 71 ตรงซอยปรีดี พนมยงค์ 31 ทำให้การเดินทางง่ายขึ้น  ลองเดินทะลุมาที่ทองหล่อ ช่วงทองหล่อซอย 10 ยังเป็นแหล่งปาร์ตี้ชื่อดังอยู่หลายร้าน ใครที่ชอบชีวิต nightlife ต่างก็รู้จักแถวนี้แน่นอน      จากนั้นเราลองเดินกลับมาที่เอกมัย เข้าไปดูในซอยเอกมัย 12 กันต่อค่ะ    บรรยากาศภายในซอยเอกมัย 12 เป็นช่วงถนนที่มีความกว้างถึง 4 เลน ซึ่งเรียกได้ว่าช่วงนี้เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างทองหล่อ-เอกมัย-ซอยสุขุมวิท 71(ซอยปรีดีพนมยงค์) ภายในซอยเอกมัย 12 แห่งนี้มีคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ที่น่าสนใจอยู่ค่ะ ชื่อว่า "The FINE Bangkok"   The FINE Bangkok คอนโดมิเนียม High Rise 31 ชั้น 1 อาคาร 220 ยูนิต ที่จอดรถแบบอัตโนมัติ 70% บนพื้นที่ 1-1-05 ไร่ ในซอยเอกมัย 12  เกิดจากการร่วมทุนกันระหว่างบริษัท ซันเคียวโฮม (ไทยแลนด์) จำกัด(บริษัทอสังหาริมทรัพย์จากประเทศญี่ปุ่น) กับ บริษัท เคฮัง เรียลเอสเตท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของ Keihan Railways  ผู้ให้บริการรถไฟรายใหญ่ในภูมิภาคคันไซ จึงเกิดเป็น The FINE Bangkok คอนโดมิเนียมสไตล์ Luxury Modern Japanese มูลค่าโครงการกว่า 1.7 พันล้านบาท และรังสรรค์งานดีไซน์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม ออกแบบตกแต่งภายใน และ Landscape โดยบริษัทชื่อดังอย่าง  Architects 49     สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการถูกแบ่งออกเป็น 4 โซนด้วยกัน ได้แก่   โซน Fine Greenery แม้เป็นคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง แต่กลับรายล้อมไปด้วยธรรมชาติตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าโครงการด้วยบรรยากาศแแบบ Fine Spring Garden และสวนพักผ่อนที่ชั้น 23 และ 27 ให้ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมด้วย City View   โซน Fine Lounge ด้วยความตั้งใจออกแบบให้เป็นพื้นที่ใช้ร่วมกัน มีส่วนรองรับสำหรับการใช้งานจากกลุ่มใหญ่ แต่ยังคงได้ความเป็นส่วนตัว โดยดีไซน์ออกมาให้มีเอกลักษณ์ความเป็น Modern Luxury แบบญี่ปุ่นชัดเจนที่สุด ประกอบไปด้วย  Lobby, Mail Room, Co-working room และ Private Meeting room   โซน Fine Retreat พื้นที่พักผ่อนรับลมธรรมชาติพร้อมดื่มด่ำทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเมืองไปด้วย ซึ่งทุกส่วนออกแบบให้สามารถชมวิวขอบฟ้าได้ใกล้ที่สุดอย่าง สระว่ายน้ำขนาดใหญ่, Pool Bar, Sauna Room, Hot Pool, The Edge View Point     โซน Fine Sky พื้นที่ Roof Lounge สูงสุดของอาคาร ออกแบบมาให้สามารถชม City View ได้รอบทิศทาง 360 องศา ไปพร้อมกัน เช่น Fitness, Golf Club, Sky Seat, Karaoke room, Kid Room, Wine Lounge                          Floor Plan ชั้น 1 หน้าโครงการหันไปทางทิศใต้ จัดสวนสไตล์ Fine Spring Garden โดยต้องผ่านลำธารเล็กๆ หน้าโครงการไปก่อน ให้ความรู้สึกแบบสวนญี่ปุ่น  Floor Plan ชั้น 9-22 เป็นชั้นสำหรับยูนิตพักอาศัย ประกอบไปด้วยลิฟท์โดยสาร 2 ตัว ลิฟท์เซอร์วิส 1 ตัว บันไดหนีไฟ 2 จุด วางรูปแบบ Double Corridor ฝั่งทิศตะวันออกได้วิวทางพระโขนง-อ่อนนุช ส่วนทางฝั่งตะวันตกจะได้วิวในเมืองอย่างทองหล่อ-อโศก Floor Plan ชั้น 30 เป็น Facility โซน Fine Retreat ประกอบไปด้วยสระว่ายน้ำขนาดใหญ่, Pool Bar, Sauna Room, Hot Pool และ The Edge View Point       สิ่งเหล่านี้สามารถพูดได้ว่าเป็นการออกแบบมาเพื่อวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ในระดับพรีเมียม เพื่อสนองต่อความต้องการความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตได้ดีที่สุดบนกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นอันทรงเสน่ห์   The FINE Bangkok ไม่ใช่แค่คอนโดมิเนียมสไตล์ญี่ปุ่น แต่เป็นคอนโดที่ตั้งใจให้เกิดขึ้นในบ้านเราได้สัมผัสกับความแตกต่างในสไตล์ Luxury Modern Japanese เตรียมเปิดห้องตัวอย่างเร็วๆ นี้ และพร้อมเปิด Pre sale 2-3 มิ.ย. นี้   
Knightsbridge Phaholyothin Interchange บนทำเลที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดของกรุงเทพฯ โซนเหนือ

Knightsbridge Phaholyothin Interchange บนทำเลที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดของกรุงเทพฯ โซนเหนือ

หากพูดถึงย่านเศรษฐกิจในบ้านเราที่มีความเจริญรุดหน้าด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ขณะเดียวกันก็เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ก็คงจะหนีไม่พ้น CBD เดิมอย่างสีลม-สาทร และ New CBD ที่พระราม 9 แต่นับจากนี้ต่อไปในอนาคตอีกเพียง 4-5 ปี เริ่มมีหลายคนพูดถึงกันแล้ว นั่นคือบริเวณกรุงเทพฯ โซนเหนืออย่างบางซื่อ-พหลโยธินช่วงห้าแยกลาดพร้าวไปจนถึงช่วงสะพานใหม่ ซึ่งทุกวันนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็นที่น่าจับตามองว่าจะกลายเป็น New CBD ต่อไปถัดจากพระราม 9     ถนนพหลโยธิน (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1) เป็นถนนสายสำคัญสายหนึ่งในประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะมีจุดเริ่มต้นจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นกม. ที่ 0 ยาวขึ้นไปทางภาคเหนือจรดด่านชายแดนไทย-พม่าที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมระยะทางแล้วก็เกือบ 1,000 กิโลเมตร โดยความน่าสนใจจะเริ่มตั้งแต่จตุจักร ตรงไปผ่านห้าแยกลาดพร้าว แยกรัชโยธิน แยกเกษตร วงเวียนหลักสี่ สะพานใหม่ไปจนบรรจบกับถนนวิภาวดีรังสิต ด้วยความเติบโตของเมืองอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะช่วงห้าแยกลาดพร้าวเป็นต้นไปนั้น กลายเป็นทำเลทองแห่งหนึ่งที่มีราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกือบ 100% แถมที่ดินติดริมถนนใหญ่ยังค่อนข้างหาได้ยากขึ้น เพราะหลายจุดจะเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ ขณะเดียวกันก็ยังเป็นช่วงถนนที่สามารถเชื่อมต่อไปยังถนน และสถานที่สำคัญได้มากมาย   เรามาเริ่มดูจากถนนพหลโยธินช่วงห้าแยกลาดพร้าว เพราะถือเป็นด่านสำคัญที่เปรียบเสมือนเป็นสัญญาณว่านี่คือจุดเริ่มต้นของความเป็นเมืองอย่างกรุงเทพฯ ซึ่งมีถนนหลายสายตัดกันทั้งวิภาวดีรังสิต ถนนสายสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ ออกปริมณฑลสู่ต่างจังหวัดทางภาคเหนือ-ตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีทางพิเศษอุตราภิมุข (โทลเวย์) พาดผ่านตลอดทั้งสาย ถนนลาดพร้าว แหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญสายหนึ่งของกรุงเทพฯ ซึ่งกำลังจะมีรถไฟฟ้าสายสีเหลืองเกิดขึ้น และถนนพหลโยธิน ถัดมาที่แยกรัชโยธินตัดกับถนนรัชดาภิเษก เป็นถนนที่เชื่อมต่อกับถนนสายอื่นๆ จนคล้ายวงกลมระหว่างกรุงเทพฯ กับฝั่งธนบุรี ซึ่งแต่ละช่วงของวงกลมนี้ต่างก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ส่วนแยกเกษตรจะตัดกับถนนประเสริฐมนูกิจและถนนงามวงศ์วาน ก็เป็นแหล่งไลฟ์สไตล์ของเหล่านักศึกษา แน่นอนว่าจะตามมาด้วยอาหารอร่อยๆ ราคาไม่แพงอยู่มากมาย สุดท้ายที่ช่วงวงเวียนหลักสี่ไปจนบรรจบกับถนนวิภาวดีรังสิต มีทั้งถนนแจ้งวัฒนะ ถนนรามอินทราตัดผ่าน และยังเป็นจุดที่ใกล้กับสนามบินดอนเมืองมากที่สุดของถนนเส้นนี้ ทำให้ตามกฏหมายแล้วจะมีอาคารสูงได้ไม่เกิน 45 เมตร ซึ่งการเดินทางจากช่วงนี้ไปสนามบินดอนเมืองหากใช้แยกคปอ. เข้าสู่ถนนธูปะเตมีย์ จะใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที     ด้านระบบขนส่งสาธารณะอันสะดวกสบาย ใช้เวลาในการเดินทางน้อยที่สุด คงจะหนีไม่พ้นรถไฟฟ้าที่ใครหลายคนรอคอยให้มาถึงใกล้กับที่อยู่อาศัยของตัวเอง เพื่อเป็นทางเลือกการเดินทางได้ง่ายที่สุด ซึ่งสิ่งสำคัญสำหรับการมาของรถไฟฟ้าคือการนำพาความเติบโตของเมืองมาด้วย เพราะเมื่อการเดินสะดวกแล้วก็จะนำพาคนให้เข้าถึงได้ง่าย จึงเกิดสิ่งอำนวยความสะดวกตามมาด้วยไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ไฮเปอร์มาร์เกต ร้านขายสินค้า-บริการต่างๆ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตประวัน รวมถึงที่อยู่อาศัยใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นสถานีรถไฟฟ้าที่เป็นจุด Interchange ก็จะยิ่งเป็นตัวเลือกในการเดินทางได้หลากหลายยิ่งขึ้น   รถไฟฟ้าที่กำลังเกิดขึ้นในเส้นทางนี้ หลักๆ ก็คือสถานีกลางบางซื่อ (คาดว่าเริ่มเปิดให้บริการปี 2567 และเสร็จสมบูรณ์ปี 2577) ศูนย์กลางโลจิสติกส์ครบวงจรบนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ ซึ่งจะมีรถไฟฟ้า, รถไฟความเร็วสูงหลายสายมาอยู่เป็นจุดเริ่มต้นสายที่นี่ รวมถึงเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ ศูนย์การค้า แหล่งบันเทิงต่างๆ ศูนย์กีฬาขนาดใหญ่ ศูนย์ประชุมนานาชาติ ศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟความเร็วสูง แหล่งสำนักงาน ฯลฯ และอีกสายหนึ่งที่ก็มีความสำคัญเช่นกัน คือรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต (คาดว่าเปิดให้บริการปี 2563) โดยเป็นการเชื่อมต่อมาจากสายสีเขียว สถานีหมอชิตในปัจจุบัน ซึ่งสายสีเขียวส่วนต่อขยายนี้จะมีเส้นทางผ่านห้าแยกลาดพร้าวตรงยาวไปผ่านแยกรัชโยธิน แยกเกษตร วงเวียนหลักสี่จนถึงสะพานใหม่ แล้วเบี่ยงขวาเข้าสู่ถนนลำลูกกาช่วงต้น สำหรับสถานีที่เป็นจุด Interchange ในเส้นทางส่วนต่อขยายนี้ก็จะมีตั้งแต่สถานีห้าแยกลาดพร้าวกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีพหลโยธินในปัจจุบัน แยกรัชโยธินกับรถไฟฟ้าสายสีเหลืองส่วนต่อขยาย สถานีพหลโยธิน 24 แยกเกษตรกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล แคราย-ลำสาลี (คาดว่าเปิดให้บริการปี 2567) และวงเวียนหลักสี่ กับสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี (คาดว่าเปิดให้บริการปี 2564)         ในบรรดาจุด Interchange ของรถไฟฟ้าสายนี้ที่กล่าวกันไปแล้ว จุดที่น่าสนใจมากที่สุดเห็นจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกเสียจากบริเวณวงเวียนหลักสี่ ซึ่งเป็น Interchange ระหว่างสายสีเขียว สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ กับสายสีชมพู สถานีวงเวียนหลักสี่ เพราะทั้ง 2 สายจะวิ่งผ่านสถานที่สำคัญหลากหลาย โดยสายสีชมพูจะวิ่งผ่านถนนรามอินทราที่เป็นแหล่งชุมชนเดิม รวมถึงหมู่บ้านแนวราบเสียส่วนใหญ่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ อย่างเซ็นทรัลรามอินทรา แฟชั่นไอซ์แลนด์ รวมถึงคอมมูนิตี้อยู่ 2-3 แห่ง เชื่อมต่อไปยังถนนแจ้งวัฒนะที่เป็นแหล่งออฟฟิศของทั้งเอกชน รัฐวิสาหกิจ และราชการอยู่หลายแห่งเกือบตลอดเส้นทาง ไปจนถึงปากเกร็ดแหล่งชุมชนดั่งเดิมและของกินอร่อยๆ มากมาย และยังมีจุด Interchange กับรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม บางซื่อ-รังสิต (คาดว่าเปิดให้บริการปี 2563) บริเวณไอทีสแควร์ ที่จะวิ่งตรงเข้าสู่สถานีกลางบางซื่อ HUB แห่งการเดินทางระดับอาเซียน ส่วนสายสีเขียวหากเรามองจุดสำคัญตลอดสองข้างทางของรถไฟฟ้าเส้นนี้ตั้งแต่สยาม-หมอชิต เข้าสู่ส่วนต่อขยายตั้งแต่ห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งเมื่อไล่เรียงสิ่งอำนวยความสะดวกรวมทั้งสถานที่สำคัญ เช่น เซ็นทรัลลาดพร้าว ยูเนี่ยนมอลล์ เมเจอร์รัชโยธิน ตลาดบางเขน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ตลาดยิ่งเจริญ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช และสถานที่ราชการหลายแห่ง เป็นต้น ไปจนถึงถนนลำลูกกา สถานีคูคต ก็จะเห็นได้ชัดว่าเป็นสายสำคัญมากสายหนึ่งในบ้านเรา ซึ่งทุกวันนี้ทั้งสายสีเขียวส่วนต่อขยาย กับสายสีชมพูกำลังดำเนินการก่อสร้างกันอยู่ เป็นรถไฟฟ้าในอนาคตที่ไม่ได้มีเพียงแค่ความคาดหวังจะให้เกิดขึ้นเท่านั้น แต่เป็นสายที่จะเกิดขึ้นจริงแน่นอนในอนาคตอันใกล้เข้ามาทุกขณะ   ปัจจัยหลายสิ่งหลายอย่างตามที่เล่ามาทั้งหมดนี้ประกอบกันจนส่งให้ทำเลนี้เป็นที่หมายปองของการอยู่อาศัยสำหรับใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาในสถาบันใกล้เคียง คนทำงานย่านรามอินทรา-แจ้งวัฒนะ ใช้รถไฟฟ้าสายสีชมพูแคราย-มีนบุรี ได้อย่างสะดวก หรือกลุ่มคนทำงานในเมืองที่ขยับออกมาจากคอนโดมิเนียมในตัวเมืองที่มีราคาสูง แต่การเดินทางยังคงสะดวกด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต แม้กระทั่งคนที่อยู่อาศัยในย่านเดิมแล้วต้องการขยับขยาย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากความคุ้นเคยเดิม       Knightsbridge Phaholyothin Interchange   คอนโดมิเนียม High Rise 15 ชั้น 726 ยูนิต 1 อาคาร ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ทาวเวอร์  ลิฟท์ 6 ตัว แยกลิฟท์เซอร์วิช 2 ตัว ที่จอดรถ 40% มาแบบ Fully Furnished เฟอร์นิเจอร์ครบพร้อมเข้าอยู่ บนเนื้อที่ทั้งหมดกว่า 5 ไร่ ตัวโครงการ Knightsbridge Phaholyothin Interchange ตั้งอยู่บนถนนพหลโยธินขาออก ก่อนถึงซอยพหลโยธิน 57 เยื้องกับเทสโก้โลตัส สาขาหลักสี่ประมาณ 100 เมตร ซึ่งจะอยู่ห่างจากจุด Interchange ของรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ กับสายสีชมพู สถานีวงเวียนหลักสี่ โดยไม่ต้องข้ามถนนก็สามารถเดินได้เพียง 250 เมตร อยู่ในระยะที่เดินได้สบายๆ ซึ่งมาในราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท     Floor Plan  โครงการจะมีลักษณะคล้ายรูปตัว C กับตัว I เชื่อมต่อกันเป็นอาคารเดียวกัน แต่จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ทาวเวอร์  คือ ทาวเวอร์ A ด้านหน้าโครงการ และทาวเวอร์ B ล้อมรอบส่วนกลาง     ชั้น 3 จะเป็นชั้นเริ่มต้นของยูนิตพักอาศัย   ชั้น 4-5 เป็นศูนย์กลางของ Facility กลางโครงการ ซึ่งมีการวางอาคารให้ตรงส่วนกลางนี้สามารถรับลมธรรมชาติเข้ามาได้อย่างทั่วถึง     Unit Plan   ความพิเศษอย่างหนึ่งตรงที่แบบห้องมีให้เลือกมากมายถึง 20 แบบ ขนาดห้องมีตั้งแต่ 1 Bedroom 23.3 ไปจนถึง Duplex 51.20 ตร.ม. แต่ละขนาดก็จะมีมาให้เลือกต่างกัน เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์อันหลากหลาย เช่น   ยูนิตขนาดเริ่มต้นของโครงการ 23.30 ตร.ม. มีให้เลือก 2 แบบ ทั้งแบบแนวลึก Living Room กับ Bedroom อยู่ในโซนเดียวกัน และแบบ Duplex ยก Bedroom ขึ้นไปไว้ที่ชั้นลอย เพิ่มความเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น       เป็น Type ที่แยกทุกห้องออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วน โดยมีพื้นที่กลางห้องมากขึ้น ซึ่งจะมีการ Built in โต๊ะทำงานเพิ่มมาให้ตามไปด้วย     ยูนิตที่มี 1 Bedroom อยู่ชั้นบน แต่เพิ่มห้องอเนกประสงค์มาให้อีก 1 ห้อง ที่ชั้นล่างเชื่อมต่อกับระเบียง ซึ่งเราสามารถดัดแปลงห้องได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ห้องชมภาพยนตร์ หรือแม้แต่ห้องนอนอีกห้องก็ยังได้     ยูนิตแบบ Penthouse 2 Bedroom ขนาด 48.90 ตร.ม. ก็มีมาให้เลือกทั้ง 2 แบบ คือ แบบชั้นเดียว กับ Duplex     ยูนิตขนาดใหญ่ที่สุดของโครงการ 51.20 ตร.ม. ที่จัดมาให้ถึง 3 ห้องนอน แบ่งเป็นชั้นล่าง 2  ห้องนอน และชั้นบนอีก 1 ห้องนอน แต่ละห้องนอนก็จะมีความพิเศษแตกต่างกันอย่างห้องนอนแรก จะมีระเบียงส่วนตัว ห้องนอนที่ 2 มีห้องน้ำในตัว และห้องนอนชั้นบนจะกั้น Walk In Closet    บรรยากาศภายในห้อง   Living Room โปร่งด้วยกระจกใสที่สามารถมองทะลุผ่านห้องนอนออกไปด้านนอก และยังช่วยเพิ่งแสงสว่างทำให้ห้องดูไม่อึดอัด   Space แนวลึก ได้พื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน   ห้องนอนส่วนตัว พร้อม Built in ตู้เสื้อผ้า   มุมโต๊ะเครื่องแป้ง หรือโต๊ะทำงาน Built in มาให้พร้อมใช้งาน   ห้องน้ำได้สุขภัณฑ์ทุกอย่างมาครบเซตตามที่เห็นพร้อมฉากกั้นกระจก   ห้องครัวปิดแยกออกเป็นสัดส่วน และยังเชื่อมต่อกับระเบียงห้อง ทำให้มีการระบายอากาศ และความชื้นภายในครัวได้ดี     Facility รวมพื้นที่แล้ว 3,700 ตร.ม. เริ่มตั้งแต่หน้าโครงการเข้าไปที่ชั้น G ภายในอาคาร สิ่งอำนวยความสะดวกหลักชั้น 4-5 และ Rooftop ที่เราจะได้เห็นมุมมองเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ โซนเหนืออย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สำหรับโครงการนี้รวมแล้วจะแบ่งโซน Facility เอาไว้มากถึง 30 โซน เช่น Grand Lobby, Co-working space, Business room, Swimming pool, Curve Jacuzzi, Sunken lounge, Coin operate vending machine, Yoga room, Fit club, The Excited Sky bridge, Sky lounge, Sky sunset party, Sky BBQ area ฯลฯ         เปิดมุมมอง Sky Bridge เห็นสนามบินดอนเมืองโดยไร้อาคารสูงบดบัง ทำให้ Knightsbridge Phaholyothin Interchange สามารถสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ บนทำเลที่หาได้ยากเต็มที ด้วยระยะ 250 เมตรถึงสถานีรถไฟฟ้าที่เป็น Interchange ระหว่างสายสีเขียวกับสายสีชมพู แต่ราคาเริ่มต้นเพียง  2.49 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าคอนโดมิเนียมจะแล้วเสร็จปี 2563 พร้อมๆ กับรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายจะเปิดให้ใช้บริการพอดี   คลิกลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลดพิเศษ >>> https://bit.ly/2v2rFH3 เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ 061-401-7000
ไนท์แฟรงค์ประเทศไทยเจาะลึกทำเลทองหล่อ-เอกมัย

ไนท์แฟรงค์ประเทศไทยเจาะลึกทำเลทองหล่อ-เอกมัย

นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ทำเลศักยภาพบนถนนสุขุมวิท ย่านทองหล่อ-เอกมัยถูกจัดไว้ในอันดับต้นๆเสมอด้วยปัจจัยหนุนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางเมือง สามารถเข้าออกได้จากหลากหลายเส้นทางทั้งโดยรถยนต์ส่วนตัว รถไฟฟ้า BTS และรถโดยสารสาธารณะรูปแบบต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้นซอยเล็กซอยน้อยที่มีอยู่ในทองหล่อ-เอกมัย ยังช่วยให้เดินทางทะลุไปยังถนนเส้นสำคัญและซอยต่างๆได้มากมาย ทั้งถนนสุขุมวิทสายหลัก ถนนพระราม 4 ถนนเพชรบุรี ทางพิเศษศรีรัช ทางพิเศษฉลองรัช ซอยสุขุมวิท 49 สุขุมวิท 51 สุขุมวิท 53 และสุขุมวิท 71 (ปรีดี พนมยงค์) เป็นต้น กล่าวได้ว่าทำเลนี้เดินทางไปไหนมาไหนง่ายดายทั้งสำหรับผู้มีรถยนต์ส่วนตัวและผู้ที่ชื่นชอบการใช้บริการรถสาธารณะเลยทีเดียว ส่วนในอนาคต เมื่อรถไฟฟ้าสายสีเทาระยะที่ 1 (วัชรพล-ทองหล่อ) เปิดให้บริการ ก็จะช่วยเติมเต็มการคมนาคมในพื้นที่ทองหล่อ-เอกมัยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและส่งเสริมทำเลนี้ให้มีมูลค่าสูงกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว   แผนภาพแสดงสิ่งอำนวยสะดวกต่างๆในทำเลทองหล่อ-เอกมัยและพื้นที่ใกล้เคียง   ไม่เพียงสะดวกสบายในด้านการคมนาคมสัญจรเท่านั้น ทองหล่อ-เอกมัย ยังได้ชื่อว่าเป็นย่านซึ่งรวบรวมการใช้ชีวิตแบบ High-end Urban Living Lifestyle ที่ทันสมัยเหนือระดับไว้อย่างครบถ้วนเพื่อการใช้ชีวิตอย่างเพลิดเพลินสมบูรณ์แบบ ทั้งคอมมูนิตี้มอลล์ สปา ฟิตเนสและสถานออกกำลังกายสำหรับครอบครัว co-working space พื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ร้านเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน Art Gallery ตลอดจนร้านอาหารนานาชาติระดับพรีเมี่ยมและคาเฟ่หลากสไตล์ที่ตั้งอยู่สองฝั่งถนน รวมถึงในซอยย่อยอันสงบร่มรื่นแซมด้วยสีเขียวของต้นไม้ใบไม้ ให้บรรยากาศ Slow life และสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกวัยกำลังศึกษาเล่าเรียน ทองหล่อ-เอกมัยและพื้นที่ใกล้เคียงก็มีสถานศึกษาคุณภาพสูงและได้รับมาตรฐานระดับสากลหลายแห่งไว้รองรับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนอนุบาลนานาชาตินิวแบมบิโน โรงเรียนอนุบาลนานาชาติทรินิตี้ โรงเรียนอนุบาลนานาชาติโคบาโตะ โรงเรียนแอดเวนทีสเอกมัย โรงเรียนนานาชาติเวลส์ โรงเรียนนานาชาติเอกมัย ฯลฯ โดยสถานศึกษาเหล่านี้เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไปจนถึงอนุปริญญา   นอกจากนี้ทำเลทองหล่อ-เอกมัยและพื้นที่ใกล้เคียงยังพรั่งพร้อมไปด้วยโรงพยาบาลชั้นนำที่มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ได้แก่ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท โรงพยาบาลคามิลเลียน โรงพยาบาลสุขุมวิท และโรงพยาบาลเพชรเวช ส่วนผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงก็สามารถใช้บริการโรงพยาบาลสัตว์ในพื้นที่ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย เช่น โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ โรงพยาบาลสัตว์เอกมัย โรงพยาบาลสัตว์สุขุมวิท 49 เป็นต้น   ด้วยความครบครันทั้งด้านทำเลที่ตั้งและสิ่งอำนวยสะดวกระดับพรีเมี่ยมในพื้นที่นี่เอง จึงทำให้ทองหล่อ-เอกมัยดึงดูดผู้คนมากมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ที่ได้ชื่อว่าหรูหราและมีระดับที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ไม่เพียงเป็นย่านที่รุ่มรวยไปด้วยสีสันแห่งการใช้ชีวิต ทองหล่อ-เอกมัยยังเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของ Urban Lifestyle ด้วยที่พักอาศัยในรูปแบบคอนโดมิเนียมระดับ Hi-end และ Luxury กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ ผู้พักอาศัยในทำเลนี้นอกจากคนไทยที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตสะดวกสบายใจกลางเมืองอันรายล้อมไปด้วย facilities และ amenities ชั้นเยี่ยมแล้ว ยังมีชาวต่างชาติอีกเป็นจำนวนมากที่เลือก ทองหล่อ-เอกมัย เป็น “บ้าน” เนื่องจากย่านนี้มีความพร้อมสูงในทุกๆด้าน จึงสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้อยู่อาศัยได้อย่างไร้ข้อกังขา ความร้อนแรงของเอกมัย-ทองหล่อไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ เห็นได้ชัดจากการที่ยังมีร้านค้าใหม่ๆ ที่พักอาศัยใหม่ๆเกิดขึ้นในทำเลนี้อย่างต่อเนื่อง และนับวันย่านนี้จะทวีความเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของเมือง การได้เข้ามาใช้ชีวิตอย่างเต็มรูปแบบในทำเลทองอย่างทองหล่อ-เอกมัย โดยจับจองที่พักอาศัยฮอตฮิตอย่างคอนโดมิเนียมจึงนับเป็นเรื่องดีไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่เองหรือซื้อเพื่อลงทุนก็ล้วนคุ้มค่า เนื่องจากทำเลนี้เติบโตต่อเนื่องและแน่นอนว่าจะเป็นทำเลที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างท่วมท้นในอนาคต   สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมทองหล่อ-เอกมัย ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่ศึกษาครอบคลุมตั้งแต่ถนนสุขุมวิทซอย 55 ถึงสุขุมวิทซอย 63 จากการสำรวจและวิจัยโดยทีมวิจัยอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด พบว่ามีอุปทานสะสมในพื้นที่นี้ตั้งแต่ปี 2551 ถึงครึ่งปีแรกของปี 2561 รวมทั้งสิ้น 6,112 หน่วย โดยปี 2554 เป็นปีที่มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดสูงสุดถึง 1,268 หน่วย เติบโตกว่า 365% เมื่อเทียบกับปี 2551 อย่างไรก็ตาม อุปทานใหม่ระหว่างปี 2555 – 2557 ได้ปรับตัวลดลงอยู่ในระดับคงตัวเฉลี่ย 330 หน่วยต่อปี และลดลงต่ำสุดเหลือเพียง 88 หน่วย ในปี 2558 ทั้งนี้ตลาดกลับมาคึกคักอีกครั้งในปี 2559-2560 มีอุปทานใหม่เข้ามาเฉลี่ย 914 หน่วยต่อปี ส่วนครึ่งปีแรกของปี 2561 มีคอนโดมิเนียมใหม่เข้าสู่ตลาด 220 หน่วย เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง ซึ่งคาดว่ามีอีกไม่ต่ำกว่า 2,800 หน่วย ที่จะทยอยเปิดตัวภายในปีนี้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น หมายความว่าปี 2561 ทั้งปีจะมีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดสูงถึง 3,000 หน่วย สูงที่สุดในรอบ 11 ปีเลยทีเดียว และเป็นที่น่าสังเกตว่ากว่า 40% ของคอนโดมิเนียมที่จะเปิดใหม่ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่เอกมัย ซึ่งเป็นสัญญาณค่อนข้างชัดเจนว่าทำเลนี้ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังแผ่ศักยภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยปัจจัยหนุนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งซึ่งรายล้อมด้วยสิ่งอำนวยสะดวกครบครัน นอกจากนี้ยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากทองหล่อ ในขณะที่ราคาสามารถเอื้อมถึงได้มากกว่า     ที่มา : ไนท์แฟรงค์ประเทศไทย
บ้านกลางเมือง The Edition เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์เมือง พระราม 9-พัฒนาการ เพียง 10 นาที*

บ้านกลางเมือง The Edition เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์เมือง พระราม 9-พัฒนาการ เพียง 10 นาที*

เมื่อเราพูดถึงบ้านสักหลัง สิ่งแรกที่ทุกคนจะต้องคำนึงถึงนั่นคือเรื่องของทำเลที่สามารถเดินทางได้สะดวก ใช้ทางด่วนเพื่อเข้าใจกลางเมืองได้ง่าย ขณะเดียวกันยังคงได้พื้นที่กว้างๆ ท่ามกลางความเงียบสงบ ร่มรื่นด้วยธรรมชาติรอบตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครๆ ต่างก็ใฝ่หาในช่วงเวลาส่วนตัว หากมีองค์ประกอบเหล่านี้รวมกันก็จะทำให้บ้านของเรานั้นสมบูรณ์แบบ และกลายเป็นสังคมคุณภาพในบ้านของเราเอง     ตั้งแต่มีการเดินหน้าเรื่อง EEC (Eastern Economic Corridor) กันอย่างจริงจังก็ดูเหมือนกับว่า อสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ โซนตะวันออกจะกลับมาคึกคักกันไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ทาวน์โฮม หรือคอนโดมิเนียมก็ตาม เพราะเป็นจุดที่เดินทางเชื่อมต่อเข้าเมืองได้ง่ายที่สุด และยังเดินทางไปภาคตะวันออกได้ใกล้ที่สุดแค่ชั่วโมงเดียวก็ถึงชลบุรีแล้ว เผลอๆ ใช้เวลาน้อยกว่าขับรถในกรุงเทพฯ เสียอีกใช่ไหมคะ ซึ่งถนนสายสำคัญที่สุดคงจะหนีไม่พ้นถนนกรุงเทพ–ชลบุรีสายใหม่ หรือที่เรียกกันติดปากกันว่ามอเตอร์เวย์ ซึ่งเริ่มต้นถนนจากการเชื่อมต่อจากทางพิเศษศรีรัช ช่วงถนนพระราม 9 ตัดกับถนนศรีนครินทร์ แล้วตรงยาวผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ ข้ามแม่น้ำบางปะกง แล้วเข้าสู่จ.ชลบุรี ไปจนสุดที่พัทยา รวมแล้วมีระยะทางประมาณ 125 กิโลเมตร โดยใครที่เคยขับรถบนถนนเส้นนี้ก็จะทราบกันดีค่ะว่าเป็นถนนที่ขับสบาย เพราะถนนกว้างถึง 8 เลน ไม่ว่าจะเข้าเมืองไปยังย่านพระราม 9 หรือจะออกนอกเมืองไปสนามบินสุวรรณภูมิ-ภาคตะวันออกก็สะดวกมากทีเดียวค่ะ และเชื่อว่าถนนสายนี้จะกลายเป็นหัวใจหลักทั้งในแง่ของการท่องเที่ยว และทางเศรษฐกิจอันกำลังรุดหน้าขึ้นเรื่อยๆ                      เหตุผลในความน่าสนใจไม่ได้มีเฉพาะตัวถนนกรุงเทพ–ชลบุรีสายใหม่ เท่านั้นนะคะ แต่ถนนพระราม 9 จากแยกพระราม 9 ไปจนเชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์ก็เป็นที่จับตามองในความเป็น New CBD มาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา เพราะความเพียบพร้อมรอบด้านไม่ว่าจะเป็นอาคารออฟฟิศเกรด A ศูนย์การค้าหลายแห่ง ตลาดนัดรถไฟขนาดใหญ่ สถานบันเทิง โรงพยาบาลชั้นนำ และความสะดวกในการเดินทางทั้งทางด่วนและระบบขนส่งสาธาณะ ส่งผลให้มีความเติบโตของเมืองอย่างก้าวกระโดด ซึ่งจะได้มอเตอร์เวย์ในการเชื่อมต่อความเติบโตนี้ส่งไปถึงโซน EEC ต่อไปได้ไม่ยาก      นอกจากผู้ที่ใช้รถใช้ถนนแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการเดินทางในกรุงเทพฯ ที่จะขาดไปเสียไม่ได้นั่นคือรถไฟฟ้า เพราะความรวดเร็วจะช่วยประหยัดเวลาได้ไม่น้อย ซึ่งยังมีอีกหลายโปรเจค หลายเส้นทางที่กำลังเร่งดำเนินการให้ครอบคลุมเส้นทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อบรรเทาความแออัดของการจราจรลง ซึ่งหากพูดถึงรถไฟฟ้าสายหลักของย่านนี้ก็คือ Airport Rail Link ที่เริ่มต้นสายเป็น Interchange กับ BTS สายสีเขียว สถานีพญาไท ไปสิ้นสุดสายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งสายนี้จะยิ่งทวีความสำคัญเมื่อมีการขยายเส้นทางนี้ขึ้น เป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน จากสนามบินดอนเมือง-สนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินอู่ตะเภา รวมระยะทาง 220 กิโลเมตร โดยจะวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 220 กม./ชม. ถือเป็น Mega Project ที่ไม่ไกลเกินรอคอย ซึ่งเมื่อเปิดให้บริการเมื่อไรก็จะใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ-สนามบินอู่ตะเภา ประมาณ 45 นาทีเท่านั้น นอกจากนี้เราจะไม่พูดถึงบริเวณสี่แยกพัฒนาไม่ได้ค่ะ เพราะในอนาคตจะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเดินทางออกไปได้หลากหลายเส้นทาง อาทิ Airport Rail Link กับรถไฟ สถานีหัวหมาก ที่เปิดให้บริการอยู่ทุกวันนี้แล้ว ในอนาคตกำลังจะเกิดรถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ทุกวันนี้ คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2563 และยังมีรถไฟชานเมืองสายตะวันออก-ตะวันตก(สายสีแดงอ่อน) ขณะนี้กำลังก่อสร้างช่วงระยะบางซื่อ-หัวหมาก แต่หากเสร็จสมบูรณ์ทั้งสายแล้วก็จะวิ่งตั้งแต่ จ.นครปฐม ช่วงศาลายา-ตลิ่งชัน-สะพานพระราม 6-บางซื่อ-พญาไท-หัวหมาก ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีจุดตัดกันอยู่ที่สี่แยกพัฒนาการแห่งนี้                  บ้านกลางเมือง The edition พระราม9-พัฒนาการ โครงการใหม่จาก AP ที่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการได้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทำเลที่สามารถเข้าไปในย่าน New CBD อย่างพระราม 9 หรือจะเข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิก็ใช้เวลาเพียง 10 นาที และยังห่างจาก Airport Rail Link สถานีบ้านทับช้าง ประมาณ 2.5 กิโลเมตร ด้วยทำเลที่ตั้งของโครงการบนถนนคู่ขนานมอเตอร์เวย์ เดินทางสะดวกสบายทั้งเข้าเมืองด้วยทางพิเศษศรีรัช เพียง 10 นาทีก็ถึงแยกพัฒนาการ-พระราม9 และออกนอกเมืองโดยใช้มอเตอร์เวย์ได้สะดวก โดยสามารถเข้า-ออกโครงการได้ 2 เส้นทาง คือ   -จากทางพิเศษศรีรัช เชื่อมต่อมอเตอร์เวย์ขาออก ออกทางคู่ขนานแล้วกลับรถบนสะพานเกือกม้า เมื่อลงสะพานกลับรถอีกครั้ง ตรงไปตามทางจนลอดใต้ถนนกาญจนาภิเษก ก็จะพบกับทางเข้าโครงการอยู่ทางขวามือ   -จากแยกพัฒนาการ มาตามฝั่งขาออก เลี้ยวซ้ายลงถนนอ่อนนุชจนถึงแยกประเวศแล้วเลี้ยวซ้าย ผ่าน สน.ประเวศ เลี้ยวขวาผ่านหน้า dcondo แล้วไปตามทางลอดใต้ถนนกาญจนาภิเษก ก็จะพบกับทางเข้าโครงการอยู่ทางขวามือ       โครงการนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 18 ไร่ โดยมีให้เลือกทั้งบ้านแฝด แบบบ้าน NEW X-TREND 3 ชั้น 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ  3 คัน หน้ากว้าง 11.00 เมตร และทาวน์โฮม แบบบ้าน TERRARIA 3 ชั้น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน หน้ากว้าง 5.00 เมตร รวมทั้งหมด 118 ยูนิต ซึ่งทั้งตัวบ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางของโครงการ ที่แม้จะสร้างความหรูหราเพื่อคุณภาพชีวิตของลูกบ้านในโครงการ แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะใส่ธรรมชาติลงไปรอบโครงการ ไม่ว่าจะต้นไม้ใหญ่อันร่มรื่น หรือสนามหญ้าสีเขียวเพิ่มความสดชื่น สอดรับกับเส้นสายในส่วนของ Facility ที่ถูกดีไซน์เสมือนเป็นตัวแทนของสายลมพัดผ่านโครงการอยู่ตลอดเวลา   บ้านแฝด NEW X-TREND 3 ชั้น 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ  3 คัน หน้ากว้าง 11.00 เมตร   Facility ท่ามกลางธรรมชาติภายในโครงการ   สิ่งอำนวยความสะดวกจะมีทั้ง อาคารสโมสรพร้อม Fitness, สระว่ายน้ำระบบเกลือ, สวนสาธารณะ, PLAYGROUND และ PET PARK พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา อย่างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง, ระบบ Access Card สำหรับเข้า-ออกโครงการ, ระบบ CCTV ทางเข้า-ออกโครงการ และกระจายตามจุดสำคัญรอบโครงการ เป็นต้น    ความกว้างขวาง หรูหราเหนือระดับ เป็นส่วนตัว ใน PENTHOUSE MASTER BEDROOM   Living Room สถานที่พักผ่อนอย่างใกล้ชิดธรรมชาติสำหรับทุกคนในครอบครัว     เปิดจองครั้งแรกรอบ VVIP BOOKING วันที่ 21-22 ก.ค. 61 ในราคาเริ่มต้น 7.69 ล้านบาท ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ VVIP Privilege 100,000 บาท* >>> https://goo.gl/XA5NzA                      
ราคาที่ดินในกรุงเทพฯ พุ่งขึ้น 1,000% ในช่วง 30 ปี

ราคาที่ดินในกรุงเทพฯ พุ่งขึ้น 1,000% ในช่วง 30 ปี

ราคาที่ดินในย่านใจกลางกรุงเทพมหานครปรับตัวสูงขึ้นกว่า 1,000% นับจากปีพ.ศ. 2531 เมื่อซีบีอาร์อีเปิดสำนักงานในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมากในยุค “เอเชียไทเกอร์” ระหว่างปีพ.ศ. 2531 - 2539 ก่อนที่ตลาดจะหยุดชะงักเพราะวิกฤตการณ์ทางการเงินในปีพ.ศ. 2540   การเติบโตของราคาที่ดินเริ่มขยับสูงขึ้นในช่วงกลางทศวรรษปี 2540 และราคามีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสองปีที่ผ่านมาสำหรับที่ดินที่อยู่ในย่านใจกลางเมืองที่สำคัญหรือในซีบีดี   ในช่วงปลายทศวรรษปี 2520 ต่อเนื่องเข้าสู่ทศวรรษปี 2530  มีการซื้อขายที่ดินขนาดใหญ่ 2 แปลงด้วยกัน คือ ที่ดินขนาด 8 ไร่บนถนนสาทร โดยผู้พัฒนาเดิมของอาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ซื้อไปที่ราคาประมาณ 125,000 บาทต่อตารางวา และที่ดินขนาด 21-1-08 ไร่บนถนนวิทยุซึ่งเป็นบ้านของผู้จัดการธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดในยุคนั้น ขายให้กับกลุ่มเอ็มไทย มูลค่าที่ดินประมาณ 250,000 บาทต่อตารางวา ซึ่งปัจจุบันพัฒนาเป็นโครงการออลซีซั่น เพลส   สำหรับการขายที่ดินแปลงล่าสุดในย่านสารทร คือ ที่ดินขนาด 8 ไร่ของสถานทูตออสเตรเลีย ซึ่งขายไปด้วยราคาประมาณ 1.45 ล้านบาทต่อตารางวาในปีพ.ศ. 2560  และในย่านลุมพินี บริษัท เอสซี แอสเสท ซื้อที่ดินขนาด 880 ตารางวาบริเวณถนนหลังสวนด้วยมูลค่าประมาณ 3.1 ล้านบาทต่อตารางวา และการซื้อขายที่ดินที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยคือการขายที่ดินสถานทูตอังกฤษขนาด 23 ไร่ในปีพ.ศ. 2561 ให้แก่บริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลและฮ่องกงแลนด์   การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินนั้นไม่เหมือนกันทั้งหมด และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นยังเป็นไปตามรูปแบบการพัฒนาเมืองของกรุงเทพฯ    ในอดีตศูนย์กลางทางธุรกิจตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง และศูนย์ราชการตั้งอยู่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์   ในช่วงทศวรรษปี 2490 และ 2500 ศูนย์กลางทางธุรกิจได้ย้ายไปที่ถนนสีลมและถนนสุรวงศ์   กรุงเทพฯ เติบโตมากขึ้นในทศวรรษที่ 2510 และ 2520 แต่ยังไม่มีการกำหนดศูนย์กลางของเมืองอย่างชัดเจน และการพัฒนาได้ขยายตัวออกไปเพราะมีการสร้างถนนใหม่ๆ แต่ในปัจจุบันปัจจัยเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว  การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 ประการที่มีผลกับราคาที่ดิน คือ การเปิดและขยายระบบขนส่งมวลชน โดยรถไฟฟ้าบีทีเอสสายแรกเปิดให้บริการในปีพ.ศ. 2542 และรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินเข้มเปิดให้บริการในปีพ.ศ. 2547 ระบบขนส่งมวลชนดังกล่าวได้ทำให้วิถีชีวิตของคนในกรุงเทพฯ ทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป   ในช่วงปลายทศวรรษ 2560  กรุงเทพฯ จะมีระบบขนส่งมวลชนรวมระยะทางประมาณ 460 กิโลเมตร เปรียบเทียบกับกรุงลอนดอนที่มีระบบรถไฟใต้ดินรวมระยะทาง 402 กิโลเมตร ความนิยมในระบบขนส่งมวลชนของกรุงเทพฯ ที่มีผู้ใช้มากกว่า 1.2 ล้านคนต่อวัน ได้ทำให้มูลค่าที่ดินที่อยู่ใกล้กับสถานีปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกสายหรือทุกสถานีที่จะได้รับความนิยมอย่างเท่าเทียมกัน  ส่วนหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดมูลค่าของที่ดินก็มาจากความนิยมของระบบขนส่งมวลชนแต่ละสายและแต่ละสถานี “ปัจจัยสำคัญอีกประการที่เป็นตัวกำหนดราคาที่ดิน ก็คือ ข้อกำหนดในเรื่องผังเมืองและพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ว่าด้วยเรื่องขนาดพื้นที่ที่สามารถสร้างได้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าถ้าสามารถสร้างพื้นที่ได้น้อย ราคาที่ดินก็จะไม่ปรับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด” นางกุลวดี สว่างศรี กรรมการบริหาร หัวหน้าแผนกการลงทุนและที่ดิน  ซีบีอาร์อี ประเทศไทยกล่าว ข้อกำหนดในเรื่องผังเมืองและการควบคุมการก่อสร้างอาคารมีความเข้มงวดและซับซ้อนมากขึ้น และในปัจจุบันได้กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการกำหนดราคาที่ดิน ในช่วงทศวรรษปี 2520 และ 2530 กรุงเทพฯ ได้ขยายตัวออกไปมากขึ้น แต่ในช่วงทศวรรษปี 2540 กรุงเทพฯ ได้กลายเป็นเมืองที่ความเจริญรวมเข้าสู่ศูนย์กลางมากขึ้น ด้วยการเกิดขึ้นของอาคารชุดพักอาศัยแนวสูงและการเติบโตของพื้นที่สำนักงานที่ทันสมัย   พื้นที่ใจกลางเมืองได้รับการกำหนดขอบเขตไว้อย่างชัดเจนมากขึ้น และเกิดการพัฒนาโครงการรอบใหม่บนพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์มากนัก เช่น ที่ดินขนาด 105 ไร่ที่เป็นที่ตั้งของโครงการวัน แบงค็อก บริเวณหัวมุมถนนพระราม 4 ตัดกับถนนวิทยุ ราคาที่ดินเริ่มมีสัดส่วนที่สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับต้นทุนโดยรวมในการพัฒนาโครงการ เนื่องจากราคาที่ดินมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วกว่าค่าก่อสร้าง   มูลค่าโดยรวมในการพัฒนาโครงการได้เพิ่มสูงขึ้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้คอนโดมิเนียมมีราคาขายที่แพงขึ้นและทำให้จำเป็นต้องมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้โครงการที่มีรายได้จากค่าเช่าสามารถเกิดขึ้นได้ ซีบีอาร์อีคาดการณ์ว่า ที่ดินในย่านใจกลางกรุงเทพฯ จะยังคงเป็นทำเลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดต่อไปในการพัฒนาโรงแรม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และอาคารประเภทอื่น ๆ เช่น โรงพยาบาล เป็นต้น    กรุงเทพฯ จะมีการกำหนดขอบเขตพื้นที่ใจกลางเมืองที่ชัดเจนมากขึ้น และการพัฒนาโครงการจะขยายตัวไปตามเส้นทางการเดินรถของระบบขนส่งมวลชนบริเวณรอบสถานี การที่ราคาที่ดินจะปรับตัวสูงขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับระดับความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ และผลตอบแทนที่จะได้รับจากการพัฒนาโครงการ  ซึ่งจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าสามารถพัฒนาโครงการอะไรได้ และในระดับราคาใดที่ลูกค้ามีกำลังในการซื้อหรือการเช่าเมื่อโครงการแล้วเสร็จ เนื่องจากที่ดินแบบมีกรรมสิทธิ์เต็มหรือฟรีโฮลด์ในย่านใจกลางเมืองที่มีศักยภาพในการพัฒนานั้น มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ   ซีบีอาร์อีจึงคาดว่าราคาที่ดินจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในบางครั้ง ที่ดินมีราคาสูงกว่ามูลค่ารวมของอาคารที่ตั้งอยู่บนแปลงที่ดิน  และเราจะได้เห็นว่ามีอาคารเก่าถูกรื้อถอนและมีการพัฒนาโครงการขึ้นใหม่บนที่ดินแปลงเดิมมากขึ้น เราได้เริ่มเห็นการรื้อถอนอาคารเคี่ยนหงวน ทาวเวอร์ 1 บนถนนวิทยุ และอาคารวานิสสา บนถนนชิดลม  รวมทั้งแผนการรื้อถอนโรงแรมดุสิตธานีและปรับปรุงพื้นที่ใหม่  แต่จนถึงขณะนี้ การรื้อถอนเกิดขึ้นกับอาคารที่มีเจ้าของเดียวเท่านั้น ในปัจจุบัน กฎหมายอาคารชุดกำหนดให้เจ้าของร่วมต้องเห็นชอบร่วมกันทั้ง 100% ที่จะเพิกถอนอาคารเพื่อให้สามารถขายอาคารและนำมาพัฒนาใหม่ได้ ซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านเราแม้ว่าปัจจุบันจะมีคอนโดมิเนียมบางแห่งที่มูลค่าของทุกยูนิตรวมกันจะมีมูลค่าน้อยกว่าการถือครองที่ดินเปล่าที่ใช้สร้างคอนโดมิเนียมนั้นก็ตาม การขายยูนิตทั้งหมดและนำมาพัฒนาขึ้นใหม่ได้เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ซึ่งจำนวนเจ้าของร่วมที่ต้องเห็นชอบร่วมกันในการขายทั้งอาคารมีสัดส่วนที่น้อยกว่าของไทย ซีบีอาร์อีมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะได้รับความเห็นชอบทั้ง 100% จากเจ้าของร่วมในกรุงเทพฯ ในการขายห้องชุดทั้งหมดให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ "สมมติว่าข้อกำหนดด้านผังเมืองไม่มีการเปลี่ยนแปลง และขนาดพื้นที่ที่สามารถสร้างขึ้นได้ยังคงเหมือนเดิม ที่ดินในย่านซีบีดีของกรุงเทพฯ มีแนวโน้มที่จะปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง" นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวสรุป การปรับขึ้นราคาที่ดินจะไม่อยู่ในระดับที่คงที่ และจะมีความสอดคล้องกับวัฏจักรทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
พหลฯ-ประดิพัทธ์ ทำเลใหม่ในย่านสุดคลาสสิค

พหลฯ-ประดิพัทธ์ ทำเลใหม่ในย่านสุดคลาสสิค

เน็กซัส ชี้พหลฯ-ประดิพัทธ์เป็นตลาดคอนโดมิเนียมทำเลใหม่ในย่านสุดคลาสสิค สนนราคาขายถูกกว่าทำเลใกล้เคียงกันบนถนนพหลโยธิน ในระยะการเดินทางและสิ่งแวดล้อมเดียวกัน ทำเลศักยภาพที่มีแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คุ้มค่าทั้งในแง่ของการซื้อไว้เป็นทรัพย์สินและการลงทุนในอนาคต     นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ทำเลประดิพัทธ์เป็นทำเลใหม่ที่น่าจับตามอง ภาพรวมของย่านพหลฯ-ประดิพัทธ์ยังคงความคลาสสิค เป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนเก่าแก่ โรงแรม เต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารชื่อดัง ซึ่งประกอบกิจการในอาคารพาณิชย์ 3-4 ชั้น เป็นช่วง ๆ ตลอดแนวถนนประดิพัทธ์ การเจริญเติบโตของเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้ศักยภาพในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของย่านนี้เพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันราคาที่ดินในตลาดตลอดแนวถนนเสนอขายที่ราคาตารางวาละ 600,000 – 800,000 บาท โดยบริเวณข้างเคียง ได้แก่ บริเวณซอยย่อยในทำเลอารีย์ บริเวณถนนพหลโยธินตั้งแต่ช่วงจตุจักรไปจนถึงสถานีบีทีเอสสะพานควาย และช่วงสถานีบีทีเอสสะพานควายไปตลอดจนถึงอนุสาวรีย์ฯ เสนอขายที่ดินที่ราคาตารางวาละ 600,000 – 800,000 บาท 900,000 – 1,000,000 บาท และ 1,200,000 – 1,500,000 บาท ตามลำดับ     ราคาคอนโดมิเนียมเฉลี่ยในทำเลพหลฯ-ประดิพัทธ์ปัจจุบันเสนอขายที่ราคาตารางเมตรละ 170,000 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาเฉลี่ยที่ต่ำกว่าราคาคอนโดมิเนียมบนถนนเส้นหลักพหลโยธินตั้งแต่ช่วงสถานีบีทีเอสสะพานควายไปจนถึงอนุสาวรีย์ที่เสนอขายในราคา 218,000 บาท/ตารางเมตร โดยทั้งสองทำเลมีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน ทั้งในแง่ของขนาดถนน การคมนาคม และสาธารณูปโภค   สำหรับคอนโดมิเนียมในบริเวณข้างเคียง ได้แก่ บริเวณซอยย่อยในทำเลอารีย์ และบนถนนพหลโยธินในทำเลจตุจักร มีระดับราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรอยู่ที่ 154,000 บาท และ 166,000 บาท ตามลำดับ แม้ว่าทำเลดังกล่าวจะอยู่ห่างจากทำเลพหลฯ-ประดิพัทธ์ในระยะที่ไม่แตกต่างกัน แต่ระดับราคาคอนโดมิเนียมเฉลี่ยต่อตารางเมตรต่ำกว่า ซึ่งสอดคล้องกับปัจจัยทางด้านกายภาพของบริเวณซอยย่อยในทำเลอารีย์ ที่ส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็ก ขนาดอาคารที่อยู่อาศัยไม่เกิน 8 ชั้น และที่ตั้งโครงการคอนโดมิเนียมทำเลจตุจักรมีระยะการเข้าถึงกรุงเทพฯ ชั้นในมากกว่า เมื่อเทียบกับทำเลอื่นข้างต้น     ทำเลใกล้กัน ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน   ทำเลพหลฯ-ประดิพัทธ์ สามารถเข้า-ออกได้หลายเส้นทาง และหลายรูปแบบ อยู่ในระยะเดินทางไปยังเส้นทางหลักถนนพหลโยธินและถนนพระรามที่ 6 โดยใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีด้วยรถยนต์ หรือในระยะเดินเท้า 10-15 นาที ใช้เส้นทางลัดไปยังทำเลอารีย์ได้จากซอยย่อยต่าง ๆ การเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดทั้งสถานีสะพานควายและอารีย์ อยู่ในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกันกับทำเลที่ตั้งที่อยู่ระหว่างสถานีรถไฟฟ้าบนถนนพหลโยธิน นอกจากนี้การใช้บริการทางพิเศษทั้งการเดินทางเข้าสู่กรุงเทพชั้นใน กรุงเทพฝั่งเหนือหรือวงแหวนรอบนอก ก็สามารถใช้บริการได้ในระยะรัศมี 2 กิโลเมตร     พื้นที่โดยรอบทำเลมีสาธารณูปโภคอื่น ๆ ครบครัน มีห้างสรรพสินค้าและ คอมมูนิตี้ มอลล์กว่า 10 แห่ง สถานศึกษาขนาดใหญ่ 2 แห่ง โรงพยาบาล 6 แห่ง สถานที่ราชการ 7 แห่ง และอาคารสำนักงานอีกนับไม่ถ้วนทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ยังไม่นับรวมถึงร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านสะดวกซื้อที่กระจายตัวอยู่อีกจำนวนมาก เมื่อเปรียบเทียบกับทำเลใกล้เคียง จะพบว่าสิ่งแวดล้อมโดยรอบแทบจะเป็นสิ่งแวดล้อมเดียวกัน   ทำเลที่มีแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง   เป็นระยะเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว ตั้งแต่มีโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียวเปิดให้บริการ ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าเส้นแรกของประเทศไทยเชื่อมพื้นที่กรุงเทพฝั่งเหนือ (จตุจักร) กรุงเทพชั้นใน และฝั่งตะวันออก (แบริ่ง) การปรับเปลี่ยนผังเมืองตามการเจริญเติบโตของเมือง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สีน้ำตาลและมีสีแดงเป็นบางช่วง นั่นทำให้พื้นที่โซนนี้มีศักยภาพในการพัฒนาในอัตราส่วนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับขนาดที่ดิน สามารถพัฒนาได้ทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและแนวสูง รวมไปถึงเพื่อการพาณิชย์ โรงแรมและสำนักงาน เป็นต้น     ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างคาดว่าจะเปิดใช้บริการในปี 2563 ได้แก่ ส่วนคมนาคม คือรถไฟฟ้าสายสีแดง ตลอดแนวถนนกำแพงเพชร 5 โดยสถานีที่ใกล้กับทำเลนี้ที่สุดคือ สถานีประดิพัทธ์ ซึ่งจะทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และส่วนที่เป็นอาคาร 2 โครงการ คือ เดอะไรส์ บาย ศรีศุภราช เป็นโครงการมิกซ์ ยูสของกลุ่มศรีศุภราชกรุ๊ป รวมค้าปลีก ช็อปปิ้งมอลล์และโรงแรมระดับ 4 ดาว โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลวิมุตติ ของบริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพ บนพื้นที่รวม 7 ไร่เศษ นอกจากนี้ยังมีโครงการขนาดใหญ่อื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งมีแผนจะเปิดให้บริการภายใน 5-15 ปีนี้ ได้แก่ เดอะ ยูนิคอร์น โครงการมิกซ์ ยูส ของบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) มีแนวคิดจะสร้างให้เป็นศูนย์กีฬา รวมร้านค้าปลีกและพื้นที่สำนักงานไว้ด้วยกัน และโครงการ บางกอก เทอร์มินอล อยู่ระหว่างการพัฒนาที่ดินให้เป็นมิกซ์ ยูส มีพื้นที่สำนักงาน โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ที่จอดรถ และพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นสถานีขนส่ง สุดท้ายคือโครงการพัฒนาสถานีกลางบางซื่อ บนพื้นที่กว่า 218 ไร่ ตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ตามโครงข่ายสถานีขนส่งมวลชนแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร ที่เป็นแหล่งศูนย์รวมคมนาคมทางรางระดับอาเซียน  
ร้านอร่อย ย่านท่าเรือคลองสาน (ท่าน้ำคลองสานพลาซ่า)

ร้านอร่อย ย่านท่าเรือคลองสาน (ท่าน้ำคลองสานพลาซ่า)

คนที่อยู่ย่าน "คลองสาน" จะปฏิเสธบอกว่าไม่รู้จัก ท่าน้ำคลองสานพลาซ่า ไม่ได้แน่ๆ เพราะ ท่าน้ำคลองสานพลาซ่า เป็นแหล่งช้อปปิ้ง ที่มีเหล่านักช้อปทั้งหลาย อยากจะมาเดินซื้อหาเสื้อผ้า และสินค้าแฟชั่นอย่างมากมาย ที่นี่มีร้านค้า ร้านอาหาร ข้างทางยาวตั้งแต่ถนนเจริญนครยันท่าเรือเลย และ ที่จะพูดกัน แนะนำกันในวันนี้ คือร้านอร่อยๆ ที่พลาดไม่ได้ หลังจากเดินช้อปกันจนเหนื่อย จนเมื่อย ลองหาร้านอร่อยๆ แถวๆ นี้กินดูครับ ขอบอกเลยว่า อร่อยจริงๆ มาตามดูกันว่ามีร้านไหนกันบ้าง...       บัวลอยคลองสาน มาที่คลองสานคงจะไม่พลาดที่จะต้องกินบัวลอย เพราะเม็ดบัวลอยที่ นุ่ม ละมุนลิ้น มีทั้งบัวลอยไข่เค็ม บัวลอยไข่หวาน หวานเจ้มจ้นมากจ้ะ #บัวลอยไข่เค็ม 🗓 เปิดบริการทุกวัน ⌚ 10:00-20:00 น. 📍คลองสานพลาซ่า     ขนมเบื้องคลองสาน ขนมเบื้องชิ้นโตทำร้อนๆมารอเสิร์ฟ มีหลายแบบ หลายไส้ทั้งหวาน ทั้งเค็ม ครบรส ไส้ก็แน่นเต็มปากเต็มคำ เน้นๆ ทั้งลูกเกด ฝอยทอง มะพร้าวคั่ว 🗓 เปิดบริการทุกวัน ⌚ 10:00-20:00 น. 📍คลองสานพลาซ่า     ราชาขนมโตเกียว โตเกียวสุดครีเอท มีมากมายหลายไส้ เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินก็ยังได้ มีทั้งไส้กรอก ปูอัด ปลาชีส แป้งก็กรอบไส้ก็เต็มปาก โอ้ยย ฟินมั่กๆ 🗓 เปิดบริการทุกวัน ⌚ 10:00-20:00 น. 📍คลองสานพลาซ่า     แม่อนงค์กล้วยปิ้ง กล้วยปิ้ง มันทิพย์ มันญี่ปุ่น ขอบอกพร้อมมากกก มันทิพย์ ก็ปั้นกลมพอดีคำ นุ่มละมุนมาก ราคาก็เป็นมิตรกับกระเป๋า จิ้มลิ้มมากเวอร์ 🗓 เปิดบริการทุกวัน ⌚ 10:00-20:00 น. 📍คลองสานพลาซ่า     ทาโกะยากิ ทาโกะยากิร้อนๆทำออกมามีมากมายหลายไส้ ทั้ง ปลาหมึก ทูน่า กุ้ง แซลม่อน แน่นเวอร์ผสานกับซอสราดหอมๆ กรุบกริบสุดดดด 🗓 เปิดบริการทุกวัน ⌚ 10:00-20:00 📍คลองสานพลาซ่า     อิ่วก้วย ขนมที่ใครหลายๆคนอาจจะงง อิ่วก้วย เป็นขนมโบราณของจีน จะเป็นแป้งนุ่มๆ ที่ห่อด้วยไส้ มีทั้ง ไส้หน่อไม้ กู๋ไช่ เผือก เยอะมากก และก็นำมาทอดร้อนๆ กัดแล้วอิ่มเอมม๊ากมาก 🗓 เปิดบริการทุกวัน ⌚ 10:00-20:00 น. 📍คลองสานพลาซ่า     ไก่อบโอ่ง ไก่อบโอ่งร้อนๆ ยกขึ้นมาจากโอ่ง สับออกมาเป็นชิ้นหยิบกินง่าย คล่องมือกันเลยทีเดียว เนื้อก็นุ่มละมุนลิ้นมากเวอร์ น้ำจิ้มก็เป็นสูตรมะขามขอบอกแซ่บ! 🗓 เปิดบริการทุกวัน ⌚ 10:00-20:00 น. 📍คลองสานพลาซ่า   เป็นไงกันบ้าง เห็นแต่ละร้าน น้ำลายไหลกันเลยทีเดียว ทำเลทองบ้าน คอนโดดีๆ แถวคลองสานเพียบ อาจจะแว่บออกมาเดินชิวๆ ชิมของอร่อยๆ ตามใจปากกันเลยทีเดียว... ตามพิกัด Google Map นี้ไปเลยครับ     ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพประกอบสวยๆ จาก EventPass

บทความเชิงวิเคราะห์ ล่าสุด

SMEs จะเลือกอะไรดีระหว่างเช่า Co-working Space กับ ซื้อ Home Office

SMEs จะเลือกอะไรดีระหว่างเช่า Co-working Space กับ ซื้อ Home Office

SMEs จะเลือกอะไรดีระหว่างเช่า Co-working Space กับ ซื้อ Home Office ระยะหลังมาคนรุ่นใหม่มักจะมีความใฝ่ฝันอยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เป็นนายตัวเอง มีเวลาที่เป็นอิสระมากกว่า เป็นมนุษย์เงินเดือน โดยการเปิดบริษัทเริ่มต้นจากเล็กๆ ก็ย่อมต้องมีสถานที่ ซึ่งใช้เป็นออฟฟิศหลักในการทำงาน และในบทความนี้เราจะโฟกัสกันไปที่ 2 ตัวเลือกยอดฮิตที่สุดในปัจจุบันนี้ นั่นคือ Co-working Space กับโฮมออฟฟิศ   SMEs ย่อมาจาก Small and Medium Enterprises หมายถึง *บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก มีจำนวนการจ้างงาน ไม่เกิน 50 คน ไม่ว่าจะเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด หรือกิจการร่วมค้า ซึ่งการใช้สถานที่ทำเป็นออฟฟิศแล้วแต่ เงินทุนของแต่ละองค์กร เริ่มตั้งแต่ใช้บ้านเดิมของตัวเองเป็นออฟฟิศ เช่าพื้นที่ตาม Office Building เช่าพื้นที่ Co-working Space ซื้ออาคารพาณิชย์แล้วรีโนเวทใหม่ หรือซื้อ Home Office เป็นของตัวเอง ซึ่งทางเลือกในปัจจุบันนี้ก็มักจะมองไปที่ การเช่าพื้นที่ Co-working Space หรือไม่ก็ซื้อ Home Office เป็นของตัวเองไปเลย เพราะจะได้บรรยากาศการทำงาน ที่ฉีกกรอบจากห้องสี่เหลี่ยมมีคอกกั้นแต่ละโต๊ะแบบเดิมๆ ออกไปให้มีพื้นที่อิสระมากขึ้นดูแล้วไม่รู้สึกเคร่งเครียดจนเกินไป ซึ่งทั้งสองแบบนี้มีข้อดีที่แตกต่างกันออกไป โดยเราจะลองมาดูกันค่ะว่าการเลือกสถานที่ทำออฟฟิศ ของทั้งสองอย่างนี้มีข้อดี-ข้อเสีย แตกต่างกันอย่างไรบ้าง     Co-working Space สถานที่ทำงานสุดฮิตของคน Gen Y ขวัญใจเหล่าฟรีแลนซ์ เพราะมีพื้นที่ทำงานให้เลือกหลายมุม ตกแต่งสวย เอื้อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ มีหลากหลายราคาให้เลือกทั้งแบบคิดเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายเดือน ไปจนถึงเช่าเปิดออฟฟิศเป็นรายปี และมักจะมีอุปกรณ์สำนักงาน เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องปริ้น เครื่องแฟกซ์ มี Wifi ฯลฯ รวมถึงเครื่องดื่มกับเบเกอรี่เอาไว้คอยบริการไปด้วย โดยรูปแบบมีทั้งที่เป็นร้านคาเฟ่จัดโซนสำหรับให้นั่งทำงานด้วย หรือแบบที่เป็น Co-working Space โดยเฉพาะ แบบที่ตั้งอยู่ในอาคารพาณิชย์ที่ได้ทำการรีโนเวทใหม่ อยู่ในคอนโดมิเนียม และที่ตั้งอยู่ใน Office Building ซึ่งจะมีพื้นที่ค่อนข้างมาก สามารถเช่าเป็นสำนักงานของ SMEs ได้เลย โดยข้อดีของการ เลือกเช่าออฟฟิศอยู่ใน Co-working Space คือความหยืดหยุ่นของพื้นที่ สามารถปรับเพิ่ม-ลดได้อยู่ตลอดตาม การขยายตัวของธุรกิจ รวมไปถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่สามารถควบคุมได้ค่อนข้างคงที่ ราคาถูกกว่าใน Office Building ขนาดใหญ่ และช่วยเรื่องความสัมพันธ์ของพนักงานไปด้วย คือแทนที่จะแบ่งโซนแต่ละแผนกออกจากกันก็ สามารถปรับพื้นที่ให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น   ความโดดเด่นอย่างหนึ่งคือ ทำเลที่ตั้งของ Co-working Space นั้นมักจะเน้นการเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย อยู่ในเมืองใกล้รถไฟฟ้า และยังสามารถเปลี่ยนที่นั่งทำงานได้ตามความสะดวกของแต่ละวันที่อาจแตกต่างกันไป และยังเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานให้ดูไม่ซ้ำซากจำเจอีกด้วย บางแห่งมีการจัด event จัด workshop เพิ่มทักษะให้กับผู้ที่สนใจทั่วไปได้มีโอกาศเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน และเมื่อเราทำงานในพื้นที่เปิดเช่นนี้ก็จะมีโอกาส ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการทำงานซึ่งกันและกันจากคนที่ทำฟรีแลนซ์ ในสายงานเดียวกัน หรือสายใกล้เคียงกันจนเกิดเป็นสังคมของฟรีแลนซ์ขนาดย่อมขึ้นได้ แต่ถึงจะเป็นพื้นที่เปิดโล่งแบบไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ก็ใช่ว่าทุกคนจะต้องชอบพื้นที่ลักษณะนี้ใช่ไหมคะ เพราะการทำงานในความเงียบสงบ เป็นส่วนตัวยังคงเป็นที่ต้องการ สำหรับบางคนที่ต้องการสมาธิในการทำงานมากๆ อยู่     Home Office ทุกวันนี้มีโครงการที่สร้างมาเพื่อให้ทำโฮมออฟฟิศเกิดขึ้นมากมายหลายแบรนด์ หลายทำเล โดยจะมีลักษณะคล้ายกัน คือเป็นอาคารสูงประมาณ 3 ชั้นขึ้นไป ผนังกับหลังคาแต่ละยูนิตติดกันคล้ายกับทาวน์โฮม แต่จะได้พื้นที่ใช้สอยมากกว่า ดีไซน์ทันสมัย ฟังก์ชั่นภายในเอื้อต่อการออกแบบสร้างสรรค์พื้นที่ได้ตามต้องการ ไม่เน้นส่วนกลางที่สวยงามมาก แต่จะเน้นให้มีพื้นที่จอดรถมากขึ้นทั้งสำหรับพนักงานเอง และสำหรับผู้ที่มาติดต่อ กับบริษัท มีระบบรักษาความปลอดภัยเช่นเดียวกันกับโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบทั่วไป ได้ความเป็นส่วนตัวมากกว่า Office Building และบางโครงการก็มีโปรโมชั่นมากมายออกมาชวนให้จับจอง เช่น การผ่อนงวดราคาถูกกว่าไปเช่า พื้นที่สำนักงานแต่ละเดือนอยู่หลายหมื่นบาท เป็นต้น   บรรยากาศภายใน Home Office เหมือนนั่งทำงานอยู่ในบ้านของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วบริษัทที่ใช้โฮมออฟฟิศ เป็นที่ตั้งสำนักงานนั้นมักจะไม่เคร่งครัดเรื่องการแต่งตัวมากนัก ไม่ต้องใส่กางเกงสแล็ค เสื้อเชิ้ต หรือกระโปรง รองเท้าคัทชู แต่จะใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์มาทำงานก็ไม่มีกฎห้าม บางออฟฟิศก็จะมีมุมที่เป็นเหมือนห้องนั่งเล่น มีโซฟา ทีวีเอาไว้พักผ่อน มีห้องครัว โต๊ะทานอาหาร ให้ได้ทำอาหารเบาๆ กันเองในออฟฟิศ บางแห่งอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ โดยสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็เพื่อลดความเครียดจากงาน สร้างบรรยากาศให้ปลอดโปร่ง เป็นวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มากขึ้นอีกทางหนึ่ง หรือบางแห่งก็ปรับให้ชั้นบนสุดเป็นพื้นที่ส่วนตัว มีทั้งห้องนั่งเล่น ห้องนอนของเจ้าของ SMEs ไปเลยก็ได้ ซึ่งตรงนี้สามารถลดภาระของเจ้าของธุรกิจลงได้โดยทำออฟฟิศให้เป็นบ้านของตัวเองไปด้วยเสียเลย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลางก็ถูกกว่า Office Building   แม้โครงการส่วนใหญ่จะมีข้อเสียอยู่บ้างในเรื่องของทำเล เพราะด้วยความที่เป็นอสังหาฯ แนวราบก็ย่อมจะต้องใช้ที่ดิน มากกว่าอาคารสูงที่อยู่ใจกลางเมือง แม้ว่าหลายโครงการมักจะอยู่ใกล้กับทางด่วน ทำให้สะดวกต่อพนักงาน ที่ขับรถมาทำงาน แต่จะอยู่ไกลจากระบบขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะรถไฟฟ้าในปัจจุบัน รวมถึงเรื่องภาระหนี้สิน ของบริษัทที่จะมีมากกว่าการเช่า ทั้งราคาเบ็ดเสร็จของตัว Home Office รวมค่าตกแต่งภายในเพิ่มเติม ราคาอุปกรณ์สำนักงานต่างๆ ที่มักจะบานปลาย แถมยังมีค่าเสื่อมสภาพตามมาในอนาคตอีกด้วย   สุดท้ายแล้วตัวเลือกทั้งสองนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน แต่ที่สำคัญก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ ให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กรมากที่สุด               *ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.rd.go.th/publish/38056.0.html        
ไนท์แฟรงค์ประเทศไทยเจาะลึกทำเลทองหล่อ-เอกมัย

ไนท์แฟรงค์ประเทศไทยเจาะลึกทำเลทองหล่อ-เอกมัย

นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ทำเลศักยภาพบนถนนสุขุมวิท ย่านทองหล่อ-เอกมัยถูกจัดไว้ในอันดับต้นๆเสมอด้วยปัจจัยหนุนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางเมือง สามารถเข้าออกได้จากหลากหลายเส้นทางทั้งโดยรถยนต์ส่วนตัว รถไฟฟ้า BTS และรถโดยสารสาธารณะรูปแบบต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้นซอยเล็กซอยน้อยที่มีอยู่ในทองหล่อ-เอกมัย ยังช่วยให้เดินทางทะลุไปยังถนนเส้นสำคัญและซอยต่างๆได้มากมาย ทั้งถนนสุขุมวิทสายหลัก ถนนพระราม 4 ถนนเพชรบุรี ทางพิเศษศรีรัช ทางพิเศษฉลองรัช ซอยสุขุมวิท 49 สุขุมวิท 51 สุขุมวิท 53 และสุขุมวิท 71 (ปรีดี พนมยงค์) เป็นต้น กล่าวได้ว่าทำเลนี้เดินทางไปไหนมาไหนง่ายดายทั้งสำหรับผู้มีรถยนต์ส่วนตัวและผู้ที่ชื่นชอบการใช้บริการรถสาธารณะเลยทีเดียว ส่วนในอนาคต เมื่อรถไฟฟ้าสายสีเทาระยะที่ 1 (วัชรพล-ทองหล่อ) เปิดให้บริการ ก็จะช่วยเติมเต็มการคมนาคมในพื้นที่ทองหล่อ-เอกมัยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและส่งเสริมทำเลนี้ให้มีมูลค่าสูงกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว   แผนภาพแสดงสิ่งอำนวยสะดวกต่างๆในทำเลทองหล่อ-เอกมัยและพื้นที่ใกล้เคียง   ไม่เพียงสะดวกสบายในด้านการคมนาคมสัญจรเท่านั้น ทองหล่อ-เอกมัย ยังได้ชื่อว่าเป็นย่านซึ่งรวบรวมการใช้ชีวิตแบบ High-end Urban Living Lifestyle ที่ทันสมัยเหนือระดับไว้อย่างครบถ้วนเพื่อการใช้ชีวิตอย่างเพลิดเพลินสมบูรณ์แบบ ทั้งคอมมูนิตี้มอลล์ สปา ฟิตเนสและสถานออกกำลังกายสำหรับครอบครัว co-working space พื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ร้านเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน Art Gallery ตลอดจนร้านอาหารนานาชาติระดับพรีเมี่ยมและคาเฟ่หลากสไตล์ที่ตั้งอยู่สองฝั่งถนน รวมถึงในซอยย่อยอันสงบร่มรื่นแซมด้วยสีเขียวของต้นไม้ใบไม้ ให้บรรยากาศ Slow life และสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกวัยกำลังศึกษาเล่าเรียน ทองหล่อ-เอกมัยและพื้นที่ใกล้เคียงก็มีสถานศึกษาคุณภาพสูงและได้รับมาตรฐานระดับสากลหลายแห่งไว้รองรับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนอนุบาลนานาชาตินิวแบมบิโน โรงเรียนอนุบาลนานาชาติทรินิตี้ โรงเรียนอนุบาลนานาชาติโคบาโตะ โรงเรียนแอดเวนทีสเอกมัย โรงเรียนนานาชาติเวลส์ โรงเรียนนานาชาติเอกมัย ฯลฯ โดยสถานศึกษาเหล่านี้เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไปจนถึงอนุปริญญา   นอกจากนี้ทำเลทองหล่อ-เอกมัยและพื้นที่ใกล้เคียงยังพรั่งพร้อมไปด้วยโรงพยาบาลชั้นนำที่มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ได้แก่ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท โรงพยาบาลคามิลเลียน โรงพยาบาลสุขุมวิท และโรงพยาบาลเพชรเวช ส่วนผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงก็สามารถใช้บริการโรงพยาบาลสัตว์ในพื้นที่ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย เช่น โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ โรงพยาบาลสัตว์เอกมัย โรงพยาบาลสัตว์สุขุมวิท 49 เป็นต้น   ด้วยความครบครันทั้งด้านทำเลที่ตั้งและสิ่งอำนวยสะดวกระดับพรีเมี่ยมในพื้นที่นี่เอง จึงทำให้ทองหล่อ-เอกมัยดึงดูดผู้คนมากมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ที่ได้ชื่อว่าหรูหราและมีระดับที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ไม่เพียงเป็นย่านที่รุ่มรวยไปด้วยสีสันแห่งการใช้ชีวิต ทองหล่อ-เอกมัยยังเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของ Urban Lifestyle ด้วยที่พักอาศัยในรูปแบบคอนโดมิเนียมระดับ Hi-end และ Luxury กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ ผู้พักอาศัยในทำเลนี้นอกจากคนไทยที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตสะดวกสบายใจกลางเมืองอันรายล้อมไปด้วย facilities และ amenities ชั้นเยี่ยมแล้ว ยังมีชาวต่างชาติอีกเป็นจำนวนมากที่เลือก ทองหล่อ-เอกมัย เป็น “บ้าน” เนื่องจากย่านนี้มีความพร้อมสูงในทุกๆด้าน จึงสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้อยู่อาศัยได้อย่างไร้ข้อกังขา ความร้อนแรงของเอกมัย-ทองหล่อไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ เห็นได้ชัดจากการที่ยังมีร้านค้าใหม่ๆ ที่พักอาศัยใหม่ๆเกิดขึ้นในทำเลนี้อย่างต่อเนื่อง และนับวันย่านนี้จะทวีความเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของเมือง การได้เข้ามาใช้ชีวิตอย่างเต็มรูปแบบในทำเลทองอย่างทองหล่อ-เอกมัย โดยจับจองที่พักอาศัยฮอตฮิตอย่างคอนโดมิเนียมจึงนับเป็นเรื่องดีไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่เองหรือซื้อเพื่อลงทุนก็ล้วนคุ้มค่า เนื่องจากทำเลนี้เติบโตต่อเนื่องและแน่นอนว่าจะเป็นทำเลที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างท่วมท้นในอนาคต   สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมทองหล่อ-เอกมัย ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่ศึกษาครอบคลุมตั้งแต่ถนนสุขุมวิทซอย 55 ถึงสุขุมวิทซอย 63 จากการสำรวจและวิจัยโดยทีมวิจัยอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด พบว่ามีอุปทานสะสมในพื้นที่นี้ตั้งแต่ปี 2551 ถึงครึ่งปีแรกของปี 2561 รวมทั้งสิ้น 6,112 หน่วย โดยปี 2554 เป็นปีที่มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดสูงสุดถึง 1,268 หน่วย เติบโตกว่า 365% เมื่อเทียบกับปี 2551 อย่างไรก็ตาม อุปทานใหม่ระหว่างปี 2555 – 2557 ได้ปรับตัวลดลงอยู่ในระดับคงตัวเฉลี่ย 330 หน่วยต่อปี และลดลงต่ำสุดเหลือเพียง 88 หน่วย ในปี 2558 ทั้งนี้ตลาดกลับมาคึกคักอีกครั้งในปี 2559-2560 มีอุปทานใหม่เข้ามาเฉลี่ย 914 หน่วยต่อปี ส่วนครึ่งปีแรกของปี 2561 มีคอนโดมิเนียมใหม่เข้าสู่ตลาด 220 หน่วย เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง ซึ่งคาดว่ามีอีกไม่ต่ำกว่า 2,800 หน่วย ที่จะทยอยเปิดตัวภายในปีนี้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น หมายความว่าปี 2561 ทั้งปีจะมีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดสูงถึง 3,000 หน่วย สูงที่สุดในรอบ 11 ปีเลยทีเดียว และเป็นที่น่าสังเกตว่ากว่า 40% ของคอนโดมิเนียมที่จะเปิดใหม่ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่เอกมัย ซึ่งเป็นสัญญาณค่อนข้างชัดเจนว่าทำเลนี้ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังแผ่ศักยภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยปัจจัยหนุนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งซึ่งรายล้อมด้วยสิ่งอำนวยสะดวกครบครัน นอกจากนี้ยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากทองหล่อ ในขณะที่ราคาสามารถเอื้อมถึงได้มากกว่า     ที่มา : ไนท์แฟรงค์ประเทศไทย
BTS เสียบ่อย แล้วคอนโดติดรถไฟฟ้ายังจำเป็นอยู่ไหม

BTS เสียบ่อย แล้วคอนโดติดรถไฟฟ้ายังจำเป็นอยู่ไหม

โอ้โห!!! BTS เสียทั้งวันทั้งคืนมา 3 วันรวด แถมล่าสุดพ่วงมาด้วย MRT ก็เสียไปด้วยอีก เหล่ามนุษย์ออฟฟิศทั้งหลายก็ได้แต่ถอนใจ ทำอะไรไม่ได้นอกจากโวยวายผ่านโซเชียลกันสนั่น เมื่อเป็นเช่นนี้หลายคนที่เคยหวังให้รถไฟฟ้าเป็นการเดินทางหลักที่จะช่วยให้ชีวิตแสนสะดวกสบายในเมืองกรุงก็เป็นอันพังทลายในพริบตา แล้วแบบนี้หากคิดจะลงทุนควักเงินซื้อคอนโดราคาแสนแพงติดสถานีรถไฟฟ้ายังจำเป็นอยู่หรือไม่     ระบบคมนาคมขนส่งในบ้านเราเป็นที่ทราบกันดีว่า “ยังไม่มีอะไรสมบูรณ์พร้อม” จริงไหมคะ รถเมล์ก็รอนานกว่าจะมาแต่ละสาย วินมอเตอร์ไซค์ก็เรียกค่าโดยสารแพง แท็กซี่ก็ช่างเลือก เรือด่วนเจ้าพระยา เรือคลองแสนแสบก็มีเส้นทางไม่ครอบคลุมมากนัก พอเก็บเงินซื้อรถยนต์หวังความสะดวกสบาย แต่ต้องติดอยู่บนถนนหลายชั่วโมง ซึ่งถ้านับเวลาที่อยู่บนถนนก็สามารถขับรถออกต่างจังหวัดได้เลยใช่ไหมคะ สุดท้ายรถไฟฟ้าจึงเป็นทางเลือกที่ประหยัดเวลาที่สุดสำหรับการเดินทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑลบางช่วงที่รถไฟฟ้าเข้าถึง หากไม่เกิดเหตุการณ์เสียบ่อยในชั่วโมงเร่งด่วนเช่นนี้     ในส่วนของคอนโดมิเนียมหลายโครงการก็พยายามหาทำเลเหมาะๆ ใกล้สถานี เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตอันเร่งรีบ แบบที่ลงมาจากคอนโดปุ๊บ เดินอีกไม่กี่ก้าวก็ขึ้นสถานีรถไฟฟ้าไปทำงานได้เลย ประหยัดเวลาไปได้อีกเยอะเลยค่ะ แต่หากสถาณการณ์รถไฟฟ้าในปัจจุบันยังไม่สู้ดีอยู่  เช่นนี้ ประกอบกับราคาคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าอันแสนแพง เราก็คงอาจจะต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองกันใหม่ว่า คอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราจริงหรือไม่ เพราะสิ่งที่พอจะเป็นทางออกของการเดินทางในกรุงเทพฯ ได้ในขณะนี้ คือนอกจากจะต้องเผื่อเวลาการเดินทาง ก็ต้องวางแผนการเดินทางเอาไว้หลากหลายเส้นทางด้วย เช่น ใครที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวถ้าใช้การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเป็นหลัก ก็อาจจะต้องหาโครงการที่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าไปพร้อมๆ กับมีป้ายรถเมล์ วินมอเตอร์ไซค์อยู่ใกล้ๆ ไปด้วย แต่ถ้าใครใช้รถยนต์  ส่วนตัว นอกจากจะมองหาคอนโดมิเนียมที่ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนแล้ว ก็ต้องสามารถเลือกไปขึ้นรถไฟฟ้าได้ด้วยเป็นแผนสำรองในบางวันเอาไว้ หรือจะเลือกอยู่คอนโดมิเนียมใกล้กับออฟฟิศไปเลยก็น่าสนใจนะคะ จะได้ตัดปัญหาเรื่องการเดินทางออกไปเลย   สุดท้ายแล้วคอนโดมิเนียมทำเลดี ไม่ได้หมายความว่าจะต้องติดสถานีรถไฟฟ้าให้มากที่สุดเสมอไป แต่คอนโดมิเนียมที่ตั้งบนทำเลอัน  เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ตัวผู้อยู่อาศัยเองจริงๆ มากกว่า ถึงจะเรียกว่าเป็นคอนโดมิเนียมทำเลดีที่สุดสำหรับตัวเราเอง ฉะนั้นก็ลองถาม  ความต้องการของตัวเองดูให้ดีค่ะ ว่าโครงการทำเลไหนจึงจะตอบโจทย์เราได้มากที่สุด
ความน่าสนใจของคอนโดมิเนียมรีเซล

ความน่าสนใจของคอนโดมิเนียมรีเซล

เมื่อไม่นานมานี้ทีมงาน Reviewyourliving ได้มีโอกาสเข้าไปนั่งพูดคุยกับทางผู้บริหารจาก Bangkok Citismart เอเจ้นท์อันดับ 1 ของวงการ  รีเซลคอนโดมิเนียม ซึ่ง ณ วันนี้ตลาดรีเซลคอนโดมิเนียมจะเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งในแง่ของผู้อยู่อาศัยเองและนักลงทุน เรานำข้อมูลเหล่านั้นมาฝากกันค่ะ     คำถามยอดนิยมที่ว่า “ซื้อคอนโดอย่างไรให้ได้ราคาดีที่สุด” คำตอบที่มักจะได้นั่นคือ ซื้อช่วง Pre Sale เพราะนอกจากจะมีโอกาสเลือกยูนิตที่หมายตาเอาไว้ได้ (ถ้าจองทันนะคะ) ก็ยังขึ้นชื่อว่าได้ห้องแบบมือหนึ่งจริงๆ เนื่องจากหลังจากเสร็จสิ้นช่วง Pre Sale อันแสนโหดจากการต้องแย่งชิงต่อคิวกันตั้งแต่เช้า หรือความเร็วในการกดจองออนไลน์ หลังจากนั้นก็จะเกิดการบวกราคาเพิ่มจากนักลงทุนเก็งกำไรทั้งในระยะสั้น-ระยะยาว ทำให้ราคารีเซลสูงขึ้นอีกเป็นหลักแสนบาท แต่เชื่อไหมคะว่าสมัยนี้คอนโดมิเนียมรีเซลกลับมีราคาถูกกว่าโครงการขึ้นใหม่หลายแห่งเสียอีก   การซื้อคอนโดมิเนียมช่วง Pre Sale นั้นหมายถึงการซื้อโดยที่ยังไม่ได้เห็นของจริงว่าออกมาเป็นอย่างไร จะเหมือนกับที่โฆษณาเอาไว้หรือไม่ อีกอย่างคือเราไม่อาจทราบได้ว่าเมื่อเข้าไปอยู่อาศัยจริงแล้วจะมีการจัดการภายในจากนิติบุคคลดีแค่ไหน เพื่อนบ้านของเราเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้ก็เหมือนกับการเสี่ยงดวงกันเอาว่าสุดท้ายแล้วคอนโดมิเนียมแห่งนั้นจะมีองค์ประกอบต่างๆ ทำให้เกิดเป็นสังคมที่มีคุณภาพหรือไม่ แตกต่างจากคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ เราจะสามารถได้ดูห้องจริงบนอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว ได้เห็นวิว เห็นทิศทางจริงจากยูนิตที่เราต้องการได้เลย ได้เห็นส่วนกลางจริง ได้สัมผัสบรรยากาศความเป็นอยู่ทั้งในคอนโดมิเนียมเอง และสภาพแวดล้อมรอบข้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีผลต่อความน่าอยู่อาศัย รวมถึงราคาของคอนโดมิเนียมในอนาคต ซึ่งเมื่อเห็นสภาพจริงแล้วเราก็สามารถประเมินได้เองคร่าวๆ     ระยะ 1-2 ปีมานี้ เราจะสังเกตได้ว่าคอนโดมิเนียมโปรเจคใหม่ๆ มักจะเกิดขึ้นในระดับตั้งแต่ Luxury ขึ้นไป เนื่องจากต้นทุนในแง่ของราคากับความจำกัดของที่ดินใจกลางเมืองติดรถไฟฟ้า ประกอบกับการจับกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีกำลังซื้อสูงรวมถึงลูกค้าชาวต่างชาติ ด้วยปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้ราคาคอนโดมิเนียมสูงขึ้นเช่นทุกวันนี้ สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นผู้อยู่อาศัยเองหรือคนลงทุนก็จะกลับมามองราคาในระดับที่ตัวเองรับได้จริงๆ ซึ่งเป็นจุดนี้เองที่คนจะหันกลับมามองคอนโดรีเซล โดยเฉพาะในนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่หันมาเก็บเกี่ยวกำไรจาก Rental Yield กันมากขึ้นกว่าการหวัง Capital Gain เพียงอย่างเดียวแบบสมัยก่อน แต่ปัจจุบันด้วยราคาคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 10%/ปี ต่างจากราคาคอนโดรีเซลประมาณ 10-20% แต่ด้วยราคาค่าเช่าจะมีการขยับเพิ่มขึ้นไม่ถึง 5%/ปี เท่านั้น ส่งผลให้ภาพรวมของ Rental Yield ลดลง ซึ่งเรื่องนี้เป็นจุดที่น่าสนใจนะคะ เพราะในทางกลับกันหากซื้อโครงการรีเซล อาจจะได้ Rental Yield มากกว่าปล่อยเช่าในโครงการใหม่เสียอีก ยกตัวอย่างเช่น คอนโดมิเนียมโซนพร้อมพงษ์-ทองหล่อ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าจะมีการถูกเช่าอยู่ตลอด โดยเฉพาะ  ชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอย่างญี่ปุ่น และชาวตะวันตก ซึ่งทุกวันนี้ได้ Rental Yield เฉลี่ยที่ 7-8% ขณะที่โครงการเกิดขึ้นใหม่ในโซนเดียวกันกลับได้ ไม่ถึง 5% เพราะราคาคอนโดมิเนียมซึ่งเป็นต้นทุนสูงขึ้นนั่นเองค่ะ นั่นหมายความว่ากลุ่มนักลงทุนปล่อยเช่าหลายรายก็ย่อมที่จะต้องกลับมามองคอนโดมิเนียมรีเซลที่เก็บเกี่ยว Rental Yield ได้มากกว่า และยังสร้าง Capital Gain ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องได้ด้วย   คอนโดรีเซลก็มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ ซึ่งหากเรามีการซื้อ-ขายผ่านเอเจ้นท์ที่น่าเชื่อถือก็จะเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และยังสามารถให้คำแนะนำได้สำหรับผู้อยู่อาศัยเองหรือนักลงทุนมือใหม่ก็ตาม ถือเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่สนใจคอนโดมิเนียม     ทีเดียวค่ะ     ข้อมูลจาก : Bangkok Citismart  (Professional Property Agent)      
คอนโดติดรถไฟฟ้า ดีจริงหรือ?

คอนโดติดรถไฟฟ้า ดีจริงหรือ?

ทุกวันนี้เมื่อเอ่ยถึงคอนโดมิเนียมก็ต้องทำเลติดรถไฟฟ้า เพราะเป็นการเดินทางที่สะดวกรวดเร็วที่สุด ท่ามกลางรถติดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในกรุงเทพมหานครแห่งนี้ หลายค่ายก็โหมโปรโมทกันยกใหญ่ว่ายิ่งติดรถไฟฟ้าก็ยิ่งดี แต่ทว่ายิ่งติดสถานีรถไฟฟ้ามากเท่าไร ราคาก็ยิ่งแพงขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกันใช่ไหมคะ ที่สำคัญก็ใช่ว่าจะมีสิ่งแวดล้อม หรือสิ่งอำนวยความสะดวกดีๆ ไปเสียทุกสถานี แล้วอย่างนี้จะดีจริงหรือ?   จากการประเมินสภาพจราจรทั่วโลก ประจำปี 2560 โดย INRIX Global Traffic Scorecard(บริษัทที่ทำการ วัดผลการจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วนรวมถึงช่วงเวลาอื่นๆ จากทั่วโลก) พบว่ากรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองรถติดมากที่สุดอันดับ 16 ของโลก และยังเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย การเดินทางบนท้องถนนจึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทุกวัน และการแก้ปัญหาได้ดีที่สุดจึงหนีไม่พ้นรถไฟฟ้า เพราะสามารถลดระยะเวลาเดินทางลงได้มาก แม้ว่าทุกวันนี้ จะมีอยู่ไม่กี่สายก็ตาม หลายคนเลยพยายามมองหาที่พักอาศัยใกล้สถานีรถไฟฟ้า เพื่อแลกมากับ เวลาเดินทางที่สั้นลง เหนื่อยน้อยลง แต่ก็มีข้อควรระวังในการเลือกคอนโดมิเนียมติดสถานีรถไฟฟ้าด้วยนะคะ   เป็นที่ทราบกันดีว่ายิ่งติดรถไฟฟ้ามากเท่าไรก็ยิ่งมีราคาแพง โดยเฉพาะสถานีย่านใจกลางเมืองก็ย่อมเป็นโครงการระดับ Super Luxury ด้วยทำเล รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อมในทุกด้าน เช่น สถานีทองหล่อ, สถานีเพลินจิต, สถานีชิดลม, สถานีศาลาแดง, สถานีช่องนนทรี เป็นต้น แต่ถ้าเป็นคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้สถานีที่ห่างออกมา จากใจกลางเมืองก็คงต้องมาพิจารณากันเป็นรายสถานีกันไปค่ะ เพราะหลายสถานีก็ไม่ได้มีสภาพแวดล้อมที่ดีเท่าไรนัก หากไม่ใช่คนที่อยู่ย่านนั้นอยู่แล้วก็อาจจะไม่รับรู้ได้ อย่างที่เราจะยกตัวอย่างปัญหาจากบางสถานีแบบกว้างๆ ให้ได้ลองไปสังเกตกันดูค่ะ สถานีคนล้น เป็นสถานีที่มีคนใช้บริการกันเยอะมาก โดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนเพื่อเดินทางเข้าไปทำงานในเมือง บางวันถึงขั้นล้นจนไม่สามารถขึ้นไปยังชานชาลาได้ และหากผู้โดยสารในขบวนก็เต็มมาจากสถานีก่อนหน้าอยู่แล้ว พอมาถึงสถานีถัดไปก็ขึ้นได้แค่ไม่กี่คนเท่านั้น กลายเป็นต้องเผื่อเวลากันมากขึ้นเพื่อรอคิวเบียดเข้าขบวนรถที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนจนแทบหายใจไม่ออก   สถานีน้ำท่วม เชื่อไหมคะว่ามีบางสถานีที่เวลาเกิดฝนตกหนักก็เกิดน้ำท่วมขังที่ถนนข้างใต้สถานีนั้นเอง แล้วยิ่งหากถนนช่วงที่น้ำท่วมนั้นอยู่หน้าคอนโดของเราพอดีล่ะคะ นอกจากผู้ที่ใช้บีทีเอสจะต้องเดินลุยน้ำแล้วเข้าคอนโดแล้วยังส่งผลถึงราคาขายห้องในอนาคตตามไปด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องดูดีๆ เลยค่ะ   สถานีเปลี่ยว แม้จะเป็นช่วงที่มีรถไฟฟ้าผ่าน แต่ก็ยังมีบางสถานีที่เป็นเหมือนแค่ทางผ่านค่ะ สิ่งอำนวยความสะดวก ใกล้สถานีก็แทบไม่มี แถมช่วงกลางคืนไม่ค่อยมีผู้คนเดินอยู่แถวนั้น ไฟก็ไม่สว่างก็ยิ่งเปลี่ยวเข้าไปกันใหญ่   สถานีมีแค่ตลาด ถ้าไลฟ์สไตล์ของคุณชอบเดินห้างสรรพสินค้าตากแอร์เย็นๆ นั่งทานร้านอาหารในห้างแล้วล่ะก็ คอนโดมิเนียมที่อยู่ในสถานีใกล้กับตลาดก็คงไม่เหมาะเท่าไร แม้จะอยู่ติดกับรถไฟฟ้าก็ตามใช่ไหมคะ บางแห่งก็เป็นตลาดสดอาจมีกลิ่นรบกวน ส่งผลต่อสภาพแวดล้อม สุดท้ายก็ไปกระทบกับราคาขายในอนาคตอีกต่างหาก   สถานีใกล้ห้างสรรพสินค้า หรือแหล่งร้านแฮงค์เอ้าท์ คอนโดมิเนียมที่ใกล้ทั้งสถานีรถไฟฟ้าพร้อมๆ กับห้างสรรพสินค้า ย่อมเป็นทำเลที่ดีมากใช่ไหมคะ แต่ในทางกลับกันหากไลฟ์สไตล์ของคุณชอบความเงียบสงบเป็นส่วนตัว เดินหาอะไรง่ายๆ ทานมากกว่า คอนโดมิเนียมทำเลนี้ก็คงไม่เหมาะค่ะ เพราะอาจมีค่าครองชีพที่สูงขึ้น ผู้คนพลุกพล่านอยู่เกือบตลอดเวลา และยิ่งหากใกล้แหล่งแฮงค์เอ้าท์ก็อาจได้รับผลกระทบจากเสียงดังช่วงกลางคืนได้   ห้องติดริมถนนใหญ่ โครงการที่ติดสถานีรถไฟฟ้าย่อมต้องอยู่ติดริมถนนใหญ่ไปด้วยใช่ไหมคะ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรระวังห้องที่อยู่ฝั่งริมถนนหน้าโครงการปค่ะ โดยเฉพาะยูนิตที่อยู่ชั้นไม่สูงจะได้รับผลกระทบจากเสียงบนท้องถนนที่ดังอยู่ตลอดเวลา และสิ่งที่จะตามมานั้นคือฝุ่นดำๆ ที่มักจะเกาะติดอยู่ที่ระเบียงเป็นประจำ ซึ่งเวลาเราตากผ้าไว้ที่ระเบียงก็ต้องโดนฝุ่นเหล่านี้ตามไปด้วยค่ะ   สุดท้ายหากคิดจะควักเงินสักก้อนเพื่อให้ได้อยู่คอนโดติดรถไฟฟ้าแลกกับความสะดวกสบายก็ต้องดูที่สถานีด้วยค่ะ ว่าเป็นสถานีอะไร สำรวจสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร ช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเป็นอย่างไร เวลาเราเข้าไปอาศัยอยู่จริงจะได้ ไม่เกิดปัญหาภายหลัง และเพื่อได้คอนโดที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเรามากที่สุดค่ะ  
จริงหรือ คน Gen Y นิยมเช่ามากกว่าซื้อ

จริงหรือ คน Gen Y นิยมเช่ามากกว่าซื้อ

Gen Y คือกลุ่มคนที่เกิดประมาณ พ.ศ.2523-2543 ปัจจุบันก็อยู่ในช่วงวัยเรียนมหาวิทยาลัยไปจนถึงวัยทำงาน โดยมีนักวิเคราะห์จากหลายแห่งต่างก็ลงความเห็นกันว่า กลุ่มคนวัยนี้มักจะมีพฤติกรรมชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ด้วยตัวเอง มีความเป็นตัวของตัวเอง แบ่งเวลางานกับชีวิตส่วนตัวได้ดี แต่ก็ถูกปรามาสเอาไว้มากเหมือนกันว่ามักจะไม่ค่อยมี ความอดทน  ซึ่งด้วยช่วงอายุของคนวัยนี้ก็มักเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของเหล่าสินค้าและบริการต่างๆ มากมาย รวมไปถึงคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยวด้วย   ในความเป็นจริงแล้วถ้าเราจะไปตัดสินว่าใครมีพฤติกรรมเป็นอย่างไรก็คงจะถูกต้องไปเสียทั้งหมดจริงไหมคะ เพราะแต่ละคนก็มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันออกไป  และเมื่อพูดถึงในแง่ของการอยู่อาศัยคอนโดมิเนียม บางคนครอบครัวก็ซื้อให้เลยตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย บางคนทำงานได้ 2-3 ปีก็ตัดสินใจซื้อเอง ยิ่งเริ่มผ่อนเร็ว โปะเป็นบางช่วงก็ยิ่งหมดเร็ว เพราะระยะหลังมาหลายโครงการก็มีโปรโมชั่นยั่วยวนใจเหล่า First jobber เมื่อไม่นานมานี้เราได้ข้อมูลมาจากเจ้าหน้าที่สถาบันการเงินระดับสูงว่า กลุ่มคน Gen  Y ที่มีไลฟ์สไตล์แบบ คนเมืองกรุงเริ่มมีพฤติกรรมชอบเช่าคอนโดอยู่มากกว่าซื้อ และเมื่อหมดสัญญาเช่าก็เลือกย้ายไปอยู่คอนโดอื่นที่ใหม่กว่า แม้ราคาค่าเช่าจะแพงกว่าแต่ก็ไม่ต่างกันมาก เพราะโครงการใหม่ๆ ย่อมมีได้ดีไซน์สวย ส่วนกลางเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ในมุมของ Developer ก็แข่งขันกันสร้างสรรค์พื้นที่ส่วนกลางให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกบ้าน ที่เป็นกลุ่มคนรุ่นนี้เช่นกัน   ในแง่ของการยื่นกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่นั่นมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง โดยเฉพาะแนวคิดที่ อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เพื่อที่จะได้ไม่เป็นลูกน้องใคร มีอิสระด้านเวลามากขึ้น ซึ่งธุรกิจที่ได้รับความนิยมสูงสุด ก็คงหนีไม่พ้นร้านกาแฟ และการลาออกจากงานประจำมาขายของออนไลน์อย่างเต็มตัว โดยเมื่อไรที่กลุ่มคนเหล่านี้ จะทำเรื่องยื่นกู้สินเชื่อก็มักถูกปฏิเสธสูงกว่าคนรุ่น Gen X หรือสูงกว่าคน Gen Y ที่เป็นมนุษย์เงินเดือนเสียอีก ซึ่งปัจจัยสำคัญคือเรื่องของวินัยทางการเงินที่แม้จะมีเงินหมุนเวียนอยู่ตลอด แต่ธนาคารอาจมองได้ว่า เป็นกระแสเงินสดที่ไม่ดีเท่าที่ควร เงินออมที่เป็นเงินเย็นจริงๆ ยังน้อยอยู่ ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะปฏิเสธ ผู้ที่มีกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเองไปเสียทุกรายนะคะ เพียงแต่จะเข้มงวดมากขึ้นเรื่องวินัยทางการเงินเท่านั้นเอง   สุดท้ายไม่ว่ากลุ่มคน Gen Y จะเลือกเช่าหรือซื้อ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปแน่ๆ นั่นคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็ว ชนิดที่ว่า Developer ต้องวิ่งให้ทันเพื่อครองใจให้อยู่หมัด ซึ่งสิ่งสำคัญคือคนวัยนี้มักจะไม่คล้อยตาม คำโฆษณาง่ายๆ ตราบใดที่ยังไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง แต่ถ้ามีอะไรที่มาตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างโดนใจ ก็อาจจะตัดสินใจได้ไม่ยากเช่นกันใช่ไหมคะ  
Freehold กับ Leasehold อย่างไหนดีกว่ากัน

Freehold กับ Leasehold อย่างไหนดีกว่ากัน

ระยะ 1-2 ปีหลังมานี้หากใครติดตามข่าวคราวแวดวงอสังหาริมทรัพย์ก็คงจะได้ยินคำว่า Freehold กับ Leasehold กันบ่อยมากขึ้นใช่ไหมคะ เรื่องนี้ดูจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะที่ดินทำเลทองในบ้านเรา แต่สำหรับต่างประเทศเรื่องนี้มีมานานมากแล้วค่ะ แล้วระหว่าง Freehold กับ Leasehold อย่างไหนจะมีดีกว่ากัน เราลองมาเปรียบเทียบกันดูค่ะ   ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับความแตกต่างของ Freehold กับ Leasehold กันก่อนค่ะ   Freehold คือ การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหมายความว่าคนซื้อก็จะได้กรรมสิทธิ์ไปครอบครอง แต่ทั้งนี้ตามกฎหมายแล้วชาวต่างชาติจะสามารถซื้อห้องชุดในคอนโดมิเนียมลักษณะนี้ได้ 49% จากยูนิตทั้งหมดของโครงการ   Leasehold คือ การเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ เรียกง่ายๆ ว่าเช่าในระยะยาว ไม่ได้กรรมสิทธิ์แต่อย่างใด เมื่อครบกำหนดตามสัญญาก็ต้องคืนสิทธิ์ให้เจ้าของหรือต่อสัญญาอีก ซึ่งในบ้านเราก็ตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป และส่วนใหญ่จะเป็นทำเลทองอยู่ใจกลางเมือง   เหตุผลของการต้องมีการซื้อ-ขายแบบ Leasehold กันเกิดขึ้นก็เพราะราคาที่ดินซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าแพงขึ้นอยู่ตลอด ทำให้ราคาแบบเช่าระยะยาวจะมีราคาถูกกว่าซื้อ-ขายขาด ยิ่งทำเลใจกลางเมืองที่ทุกวันนี้ราคาก็ปาเข้าไปหลักล้านบาท/ตารางวา หากจะซื้อที่ดินราคาขนาดนั้นแล้วนำมาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมก็ย่อมต้องมีราคา/ตารางเมตรสูงมากทีเดียว เฉลี่ยแล้วอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท/ตารางเมตร ซึ่งก็เป็นราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปเอื้อมถึงได้ยาก ทุกวันนี้เราจึงเห็นโครงการที่ขายแบบ Leasehold จะเป็นโครงการในระดับ Super Luxury ขึ้นไป หรือไม่ก็เป็น Mix Use แบบโปรเจคยักษ์ใหญ่ ประกอบกับเจ้าของที่ดินเหล่านั้นเองก็เริ่มมองเห็นหนทางการสร้างรายได้ระยะยาวเพิ่มมากขึ้นแทนที่จะขายขาดแล้วจบไป เพราะระยะ 2-3 ปีหลังมานี้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดทะลุ 100% เหตุผลอีกประการหนึ่งคือส่วนใหญ่ที่ดินนั้นมีเจ้าของเป็นหน่วยงานภาครัฐ จึงทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขายขาด เช่น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, กรมธนารักษ์, การรถไฟฯ เป็นต้น     แล้วโครงการแบบ Leasehold ขายใครล่ะ?   ดูแบบนี้แล้วใครๆ ก็อยากซื้อที่ดินแบบ Freehold กันมากกว่าใช่ไหมคะ แล้วแบบนี้ใครจะซื้อคอนโดมิเนียมแบบ Leasehold ล่ะ ในเมื่อไหนๆ จะเสียเงินก้อนโตหรือต้องผ่อนแบบระยะยาวหลายปีแล้ว ก็ซื้อแบบ Freehold เป็นของตัวไปเลยไม่ดีกว่าหรือ คำตอบนี้แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ค่ะ คือ   กลุ่มคนไทยที่มีกำลังทรัพย์มากพอ ซึ่งยอมจ่ายแพงกว่า แต่แลกกับการได้ทำเลที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองที่หาได้ยากเต็มที พร้อมมีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมอยู่รอบตัว ซึ่งโครงการคอนโดมิเนียมแบบนี้ก็ตามมาด้วยบริการหลังการขายรวมไปถึงการดูแลรอบด้านที่ดีตลอดระยะเวลาในสัญญาตามไปด้วย   กลุ่มชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ ฯลฯ ไม่ว่าจะด้วยการทำธุรกิจ หรือซื้อไว้เป็นบ้านหลังที่ 2 เพราะเมื่อเทียบกับราคาคอมโดมิเนียมในประเทศของตัวเองแล้ว คอนโดมิเนียมในประเทศไทยนั้นก็ถือว่ามีราคาถูกกว่ามาก เช่น คอนโดมิเนียมในเมืองเซี่ยงไฮ้ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบ Leasehold มีราคาเฉลี่ยประมาณ 500,000 บาท/ตารางเมตร ไปจนถึง 1,000,000 บาท/ตารางเมตร และตามกฏหมายแล้วชาวต่างชาติสามารถเข้ามาถือครองคอนโดมิเนียมลักษณะนี้ได้อย่างไม่จำกัด     อีกประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นข้อถกเถียงกันใหญ่โตอยู่ในขณะนี้ถึงขั้นตั้งคำถามกันว่านี่จะเป็นการขายชาติหรือไม่ในการให้ต่างชาติมาถือครองที่ดินและการซื้อคอนโดแบบ Leasehold ในเขต EEC แต่ทั้งนี้ทางรัฐบาลก็ได้ออกมาอธิบายแล้วว่าชาวต่างชาติที่สามารถเข้ามาถือครองที่ดินในลักษณะนี้ได้มีการระบุว่าจะถือครองได้ก็ต่อเมื่อเป็นชื่อนิติบุคคลที่มาประกอบกิจการที่เป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด และแม้ว่าในบ้านเราจะยังไม่คุ้นชินกันมากนัก แต่ในต่างประเทศนั้นมีการเช่าซื้อระยะยาวแบบนี้มานานแล้ว จึงทำให้ชาวต่างชาติมีความเข้ากับคำว่า Leasehold อยู่แล้ว   สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นโครงการแบบ Freehold หรือ Leasehold ก็มีทั้งข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันออกไป ใครชอบทำเลใจกลางเมืองมีสิ่งอำนวยความสะดวกอันสมบูรณ์แบบ ใช้ชีวิตแบบคนยุคใหม่ ในอนาคตก็คงต้องเลือกอยู่แบบ Leasehold    เพราะเป็นเทรนด์ใหม่ที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใครที่ยังชอบแบบ Freehold ได้กรรมสิทธิ์เป็นของตัวเองก็ยังคงมีให้เลือกกันอีกมากมากหลายทำเลเลยค่ะ
NPL คือ? ส่งผลต่อคนจะกู้สินเชื่ออย่างไร

NPL คือ? ส่งผลต่อคนจะกู้สินเชื่ออย่างไร

เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อไรที่เราจะยื่นกู้สินเชื่อบ้านเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยไม่ว่าประเภทไหนก็ตามทางธนาคารจะมีวิธีพิจารณาเพื่ออนุมัติคล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นรายได้หลัก การเดินบัญชี ฯลฯ หรือแม้แต่ปัจจัยภายนอกอย่าง NPL ที่จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจปล่อยกู้ ซึ่งตัวผู้ที่ต้องการยื่นกู้เองควรจะลองศึกษาหาข้อมูลในเบื้องต้นเอาไว้บ้าง เพื่อเพิ่มโอกาสให้เราได้รับการอนุมัติมากยิ่งขึ้น   NPL ย่อมาจาก Non-Performing Loan คือ สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือที่เรียกกันว่าหนี้เสีย โดยเกิดจากการที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยและเงินต้นคืนให้สถาบันการเงินเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 เดือน สถาบันการเงินนั้นจะมองว่าเป็นหนี้เสียทันที โดยหากตัวบุคคลถูกตีว่าติด NPL จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือทางการเงินอย่างมาก ยิ่งหากจะทำการกู้สินเชื่อไม่ว่าจะประเภทใดก็ตามมักจะถูกปฏิเสธได้ง่าย ซึ่งจากสถิติจากปีที่ผ่านมา NPL ที่พุ่งสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ ธนาคารกรุงเทพ ประมาณ 87,000 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย ประมาณ 69,000 ล้านบาท และธนาคารไทยพาณิชย์ ประมาณ 65,000 บาท แต่ธนาคารที่มีอัตราลดลง คือ ธนาคารทหารไทย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย และธนาคารเกียรตินาคิน ตามลำดับ   อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าเราจะต้องศึกษาข้อมูลที่เป็นปัจจัยหนึ่งก่อนการยื่นขอสินเชื่อนั่นคือ NPL ที่กล่าวถึงนี้ เพราะหากช่วงไหนที่ภาพรวม NPL ของประเทศสูงจะส่งผลให้ธนาคารมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะเมื่อช่วงปีที่ผ่านมามี NPL พุ่งสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสินเชื่อบุคคลประเภทอื่นๆ สาเหตุหลักมาจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ที่มีรายได้น้อย ส่งผลต่อการถูกปฏิเสธสินเชื่อในกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย-ปานกลาง ซึ่งปีที่แล้วสูงถึง 40-50% และเมื่อยอดปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง ทางผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงหันไปพัฒนาโครงการระดับสูงทำเลใจกลางเมืองมากกว่า เพราะนอกจากเรื่องของการจับกลุ่มผู้ที่มีกำลังซื้อระดับสูงในประเทศไทยแล้ว ยังหันไปหากลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติโดยเฉพาะในเอเชียด้วยกันที่สนใจซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทยกันมากขึ้น แม้ว่าในปี 2561 หลายฝ่ายต่างเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นจากหลายๆ ปัจจัยต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนของยูนิตมากที่สุดในรอบ 4-5 ปี การร่วมทุนระหว่างผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยและจากต่างประเทศ รวมถึงตัวเลข GDP ที่จะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้แนวโน้มของ NPL ค่อยๆ ลดลง แต่การขยายตัวเพิ่มขึ้นของภาคอสังหาริมทรัพย์นี้ยังคงกระจุกตัวอยู่กลางเมืองกรุงเทพฯ ในโครงการที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้สูง  จึงทำให้ธนาคารยังคงต้องพิจารณาการอย่างถี่ถ้วนในการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพื่อพยายามควบคุมไม่ให้มีตัวเลข NPL ที่สูงขึ้นอีก   แม้ว่าหลายธนาคารจะยังคงเข้มงวดต่อการปล่อยสินเชื่อบุคคลโดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ปล่อยสินเชื่อให้เลย เพราะหลายคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าในปีนี้อสังหาริมทรัพย์จะดีขึ้นยิ่งกว่าปีที่แล้ว และหากเราแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ได้ รวมถึงการมีวินัยทางการเงินก็จะทำให้กู้ผ่านได้ไม่ยาก แม้แต่ผู้ที่มีประวัติ NPL ก็สามารถเข้าไปปรึกษากับทางธนาคารได้ แต่จะใช้ระยะเวลานานกว่า และมีข้อแม้หลายอย่างที่ต้องปฏิบัติเสียก่อนจะยื่นกู้ เช่น ต้องจ่ายหนี้สินทั้งหมดให้เรียบร้อยก่อน เป็นต้น      
EEC มีดีอะไร ทำไมถึงแห่ลงทุนกันนัก

EEC มีดีอะไร ทำไมถึงแห่ลงทุนกันนัก

ตั้งแต่มีประกาศนโยบาย EEC เกิดขึ้น ทุกคนคงจะได้ยินข่าวคราวเรื่องนี้กันมาตลอด เพราะหลายภาคส่วนต่างก็หวังไว้ว่าโครงการนี้จะเป็นกลไลสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมารุ่งโรจน์ได้ ซึ่งทุกวันนี้ก็มีความคืบหน้าเกิดขึ้นมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎหมายหรือโครงการต่างๆ ที่พยายามเร่งกันอย่างเต็มกำลัง เพื่อเป็นแรงจูงใจดึงดูดการเข้ามาลงทุน ครั้งนี้เรามาดูกันว่าโครงการ EEC คืบหน้าไปถึงไหนกันแล้ว แล้วทำไมถึงได้มีเหล่านักลงทุ่มทุนสร้างกันหลายโครงการ   อย่างที่เคยอธิบายกันไปแล้วเกี่ยวกับ EEC ในบทความ "ทำความรู้จักกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)" ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าเหล่านักลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่างก็ให้ความสำคัญอย่างมากต่อโครงการนี้ ดังจะเห็นได้จากโครงการต่างๆ ที่เริ่มมีการกางแผนออกมาบ้างแล้วภายในเขตพื้นที่ของ EEC ทั้งในส่วนของภาคอุตสาหกรรม และภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์เอง เราก็เริ่มได้เห็นหลายๆ โครงการเกิดขึ้นพร้อมความหวังในการสร้างรายได้ให้เติบโตตามไปด้วยกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกนี้ โดยโครงการในภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มมีการเข้าซื้อที่ดินแล้วเรียบร้อยแล้ว เช่น บริษัท จินป่าว พรีซิชั่น อินดัสทรี่ จำกัด เป็นบริษัทอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมสัญชาติไต้หวันที่มาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ปี 1998 มีการซื้อที่ดินขนาด 54 ไร่ ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด 2 จ.ชลบุรี เพื่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน,นักธุรกิจรัสเซียหลายรายสนใจเข้ามาดูทิศทางการลงทุนในเขตอีอีซี เช่น พลังงานนิวเคลียร์ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ การบริหารท่าเรือ สนามบิน เทคโนโลยีสร้างสรรค์ ยานยนต์เพื่อการก่อสร้าง เทคโนโลยีชีวิภาพ เทคโนโลยีสื่อสาร ฯลฯ โดยจะเข้ามาเยี่ยมชมด้วยตนเองเร็วๆ นี้   ส่วนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีการเปิดตัวลงแแข่งขันกันในสนามนี้ แม้ว่าราคาที่ดินจะพุ่งสูงขึ้นถึง 50% ก็ตาม เช่น  เอสซี แอสเสท ปีนี้เตรียมพัฒนาโครงการใน จ.ฉะเชิงเทรา, เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ มีการเจรจาซื้อที่ดินเพิ่ม แต่ก็มีแผนจะพัฒนาโครงการในที่ดินที่มีอยู่แล้วใน จ.ระยอง กับจ.ชลบุรี, ออริจิ้น หลังจากมีโครงการคอนโดมิเนียมกับมิกซ์ยูสที่ศรีราชาไปแล้ว ก็เตรียมจะพัฒนามิกซ์ยูสที่จ.ระยอง 2 ทำเล, พฤกษา ปีนี้มีแผนเปิดตัวโครงการแนวราบถึง 8 โครงการ แบ่งเป็นจ.ชลบุรี 3 โครงการ จ.ระยอง 3 โครงการ และจ.ฉะเชิงเทรา 2 โครงการ, แสนสิริ มีแผนพัฒนาโครงการในพัทยา เป็นต้น   จะเห็นได้ว่ายิ่งโครงการนี้เป็นรูปธรรมขึ้นมากเท่าไรก็ยิ่งได้รับความสนในการลงทุนมากขึ้นเท่านั้น ตั้งแต่รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการอีอีซี มาจนถึงปัจจุบันที่มีการร่างพรบ. กันเสร็จเรียบร้อยแล้วทุกมาตรา สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็มีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดยมีมาตรการสำคัญที่ส่งเสริมชวนให้นักลงทุนหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายซึ่งบางอย่างมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งพื้นที่ทั้งหมด 3 จังหวัดจะถูกแบ่งประมาณ 10 โซน แต่ละโซนก็จะได้รับสิทธิพิเศษที่แตกต่างกันไป แต่ละ เช่น ขยายพื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่จากเดิม 12,000 ไร่ เพิ่มอีก 26,366 ไร่ ซึ่งรวมทั้งหมด, เขตเมืองการบินภาคตะวันออกจะได้รับการยกเว้นภาษี 8 ปี และลดหย่อนภาษีนิติบุคคล 50% เพิ่มอีก 5 ปี, เขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมาย เขตอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC พื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ได้ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล 50% เพิ่มอีก 5 ปี, สิทธิการทำงานของแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ 3 จังหวัดโดยไม่ต้องขออนุญาตครอบคลุมไปถึงครอบครัวที่ติดตามมาอาศัยอยู่ด้วย, สิทธิคนต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน, สิทธิการซื้ออาคารชุดของต่างชาติได้แต่ละโครงการได้ 100% เต็ม เป็นต้น     สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้โครงการ EEC ประสบความสำเร็จได้นั่นคือโครงสร้างพื้นฐานทางการคมนาคม เพราะหากการคมนาคมขนส่งเป็นไปได้อย่างสะดวกสบายก็จะช่วยรองรับเรื่อง Logistics หนึ่งในหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม โดยทางรัฐบาลได้มีการเดินหน้าเรื่องคมนาคมทั้งทางเรือที่จะมีการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกหลัก คือ มาบตาพุดเฟส 3 โครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 โครงการท่าเรือสัตหีบ ส่วนทางอากาศ คือ สนามบินอู่ตะเภาที่ทางรัฐได้ตั้งเป้าหมายให้เป็นสนามบินหลักแห่งที่ 3 ต่อจากดอนเมืองกับสุวรรณภูมิ และทางบกระบบรางในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา และต่อไปถึง จ.ระยอง โดยจะเชื่อมจากแนว Airport Rail Link ในปัจจุบัน ซึ่งล่าสุดโปรเจคยักษ์ใหญ่นี้กำลังจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ใน 3 จังหวัดภาคตะวันออกอีกต่อไป แต่ล่าสุดได้มีนโยบายเร่งศึกษาแผนพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อหลากหลายเส้นทางทั่วประเทศ โดยเฉพาะรถไฟทางคู่เส้นทางแหลมฉบัง-มาบตาพุด-ระยอง-จันทบุรี-ตราด, โครงการรถไฟศรีราชา-ระยอง รวมถึงการเชื่อมต่อโซนอีอีซีไปจนถึงทวาย-กัมพูชา ซึ่งหากโครงการรถไฟนี้เสร็จสมบูรณ์ก็จะยิ่งส่งให้ EEC มีความสมบรูณ์มากขึ้น เพราะหากการคมนาคมขนส่งเป็นไปได้อย่างสะดวกสบายก็จะเป็นปัจจัยสำคัญทั้งทางด้านธุรกิจต่างๆ และการท่องเที่ยวที่จะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น ประชาชนในพื้นที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น สุดท้ายสิ่งเหล่านี้จะทำให้พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่น่าอยู่ระดับภูมิภาคเอเชียอย่างที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้   ณ วันนี้เราสามารถพูดกันได้อย่างเต็มปากว่า EEC คือความหวังใหม่ในการพลิกฟื้นคืนชีพของเศรษฐกิจประเทศไทยให้กลับมาเป็นแหล่งลงทุนที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจกันอีกครั้ง แม้โครงการนี้จะยังคงไม่สมบูรณ์ 100% แต่เชื่อว่าหากเริ่มมีการประกาศพระราชชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกอย่างเป็นทางการซึ่งคาดว่าจะประกาศภายในปีนี้ก็จะยิ่งทำให้มีเงินเม็ดเงินเข้ามาลงทุนมหาศาลตามที่คาดการณ์กันเอาไว้ถึงหลักแสนล้านบาท ส่งผลถึงการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เองที่ก็มีความเชื่อมั่นในโครงการนี้อยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อมีอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นก็จะมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น คนทำงานทั้งที่เป็นคนไทยและต่างชาติย่อมเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัยก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว จากนี้ต้องคอยจับตามองตลาดนี้กันเอาไว้ให้ดีว่าจะมีอะไรน่าสนใจตามที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายค่ายโปรยเอาไว้บ้าง

บทความให้ความรู้ ล่าสุด

วาบิซาบิ (Wabi-Sabi) เทรนด์แต่งบ้านใหม่ 2018

วาบิซาบิ (Wabi-Sabi) เทรนด์แต่งบ้านใหม่ 2018

ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะมีเทรนด์แต่งบ้านอะไรที่น่าสนใจบ้าง แต่ในปีนี้ต้องหลีกทางให้กับเทรนด์วาบิซาบิ ซึ่งเป็นที่กำลังมาแรงสุด ๆ จนเรียกได้ว่าเป็นขวัญใจนักออกแบบกันเลยทีเดียว โดยต้องบอกว่าเทรนด์นี้เป็นทรนด์ที่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบความเพอร์เฟค รักความเรียบง่าย และหลงใหลในความเป็นธรรมชาติเอามาก ๆ เพราะคอนเซ้ปต์หลักของวาบิซาบิคือการมองหาความสวยงามในความไม่สมบูรณ์ โดยถ้าหากอยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วประโยคนี้คืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน วันนี้ได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับเทรนด์นี้มาฝากแล้วค่ะ     วาบิซาบิ คืออะไร   วาบิซาบิ เป็นเทรนด์การแต่งบ้านแบบใหม่ที่กำลังมาแรงที่สุดในช่วงต้นปี 2018 โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศญี่ปุ่น จึงมีกลิ่นอายความเป็นมินิมอลแฝงอยู่หน่อย ๆ แต่สำหรับวาบิซาบิจะเน้นไปที่ตัวผู้อยู่อาศัยมากกว่าสิ่งของ ส่วนคอนเซ็ปต์หลักของวาบิซาบิก็จะเน้นที่ความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ โดยมีแนวคิดสำคัญอยู่ที่การมองหาความสวยงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความไม่สมบูรณ์แบบ หรือเรียกได้ว่าเป็นการยอมรับสิ่งของต่าง ๆ ในแบบที่มันเป็น แล้วนำสิ่งของชิ้นนั้น ๆ กลับมาใช้ประโยชน์ตามจุดมุ่งหมาย โดยไม่ต้องไปหาซื้อสิ่งของชิ้นใหม่มาทดแทน โดยการแต่งบ้านแบบนี้จะไม่มีผิด ไม่มีถูก เพราะขึ้นอยู่กับประโยชน์ ความสวยงาม และประวัติของสิ่งของแต่ละชิ้นนั่นเอง   วาบิซาบิ มีที่มาอย่างไร   เดิมที วาบิซาบิ ไม่ใช่เทรนด์การตกแต่งบ้าน แต่เป็นปรัชญาของญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 โดยมีรากฐานมาจากศาสนาพุทธ ซึ่งปรัชญานี้เป็นปรัชญาที่สอนให้เรามองหาความสงบสุขบนโลกที่แสนจะวุ่นวาย การยอมรับในสิ่งที่มีหรือสิ่งที่เป็น มากกว่าเสียเวลาไปกับการหาสิ่งที่ดีกว่า หรือในการแต่งบ้านก็คือสอนให้เรามองหาความสวยงามในความไม่สมบูรณ์จากสิ่งของต่าง ๆ และมีความสุขจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว     หลักการแต่งบ้านแบบวาบิซาบิ   คอนเซ็ปต์การแต่งบ้านแบบวาบิซาบิหลัก ๆ มีอยู่ 3 อย่าง คือ - ใช้วัสดุจากธรรมชาติ นักออกแบบส่วนใหญ่จะเลือกใช้สิ่งของที่มาจากธรรมชาติในการตกแต่งแบบวาบิซาบิ เพราะเทรนด์นี้เป็นเทรนด์ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ อีกทั้งสิ่งของที่มาจากธรรมชาติยังสามารถเข้ากันได้ดีกับการแต่งบ้านทุกสไตล์เลยด้วย แต่ไม่ว่าสิ่งของต่าง ๆ จะทำมาจากอะไร สิ่งสำคัญที่สุดก็คือมันต้องเป็นของแท้ที่ตรงกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย - ทำทุกอย่างให้เรียบง่าย หลักสำคัญสุด ๆ อีกอย่างในวาบิซาบิก็คือความเรียบง่าย แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น จัดวางทุกอย่างแบบง่าย ๆ เพราะของทุกชิ้นต่างก็มีเอกลักษณ์และความสวยงามในตัวเองอยู่แล้ว - เน้นความไม่เพอร์เฟค ด้วยความที่คอนเซ็ปต์ของวาบิซาบิ คือ การมองหาความสวยงามจากความไม่สมบูรณ์แบบ ฉะนั้นการตกแต่งบ้านแบบนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ใช้ข้าวของที่เก่า แตก หรือมีลักษณะไม่ปกติ มาตกแต่งบ้านได้อย่างสบายใจ รวมถึงยังเป็นการปล่อยให้ข้าวของต่าง ๆ เป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น โดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งอะไรมากเลยด้วย แต่ว่ายังไงก็ต้องแยกระหว่างความไม่เพอร์เฟคกับความรกให้ออกด้วยนะคะ     เคล็ดลับแต่งบ้านแบบวาบิซาบิ   1. ซื้อแต่ของที่ใช่ ที่สวย หรือที่ชอบ มาประดับตกแต่งบ้านเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเลือกของที่เพอร์เฟค ตามเทรนด์ หรือไปหาของเก่า ๆ มาตกแต่งบ้านโดยไม่จำเป็น   2. ใช้สีแบบธรรมชาติหรือสีเอิร์ทโทนในการตกแต่ง เพราะโทนสีนี้จะให้ความรู้สึกที่อบอุ่น ช่วยให้ดูกว้างข้าง และทำให้บรรยากาศดูสงบได้   3. เน้นงานแฮนด์เมดหรือเครื่องปั้นดินเผาที่ไม่ต้องเป๊ะ เพราะสิ่งของพวกนี้เป็นสิ่งของที่ไม่ค่อยสมบูรณ์แบบ แต่กลับมีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้เราสามารถองเห็นความสวยงามจากความไม่เพอร์เฟคเหล่านี้ได้ง่าย ซึ่งก็เข้ากับคอนเซ็ปต์ของวาบิซาบิได้ดี อีกทั้งของประเภทนี้ยังเป็นของพิเศษที่มีแค่ไม่กี่ชิ้นเองด้วย   4. ปล่อยข้าวของต่าง ๆ ไปตามธรรมชาติ เช่น รอยยับบนผ้าม่านหรือผ้าปู ไม่จำเป็นต้องดึงหรือรีดให้เรียบเนี้ยบทุกวัน ปล่อยให้เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นบ้างก็ได้ แต่ยังไงก็ต้องอย่าปล่อยให้รกเกินไปด้วยนะ   5. นำข้าวของเก่ากลับมาใช้ เพราะของเก่า ๆ ที่ใช้กันมาตั้งแต่รุ่นปู่-ยา ตา-ยาย หรือตกทอดมาจากพ่อ-แม่ หรือของเก่านั้น ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ ไม่จำเป็นต้องขัดให้เงาวิ้ง ถ้าสีจะดูเก่าบ้างก็ไม่เป็นไร   6. ไม่จำเป็นต้องตกแต่งด้วยดอกไม้เสมอไป เพราะกิ่งไม้ที่ร่วงอยู่ ก็สามารถนำมารวม ๆ กันตกแต่งบ้านแบบธรรมชาติได้   7. เปลี่ยนการใช้เครื่องมือที่ทันสมัย มาใช้เครื่องมือแบบธรรมชาติ แม้ว่าเครื่องมือที่ทันสมัยจะเร็วและสะดวกกว่า แต่หากอยากได้บรรยากาศแบบวาบิซาบิล่ะก็ ต้องใช้เครื่องมือที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติจะเหมาะสุด   8. ผนังแบบธรรมดา เก่า ๆ โทรม ๆ เห็นโครงสร้างเดิม เหมือนสร้างไม่เสร็จ เป็นอะไรที่ดูเข้ากันมากกับสไตล์วาบิซาบิทีเดียว   9. ลดสิ่งของต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นหรือไม่ได้ใช้ลง เก็บไว้แต่สิ่งของที่ต้องใช้หรือสิ่งของที่ทำให้เรามีความสุขก็พอ และที่สำคัญต้องเหลือไว้ให้พอใช้ด้วย   10. ผ่อนคลาย ปล่อยวาง ไม่ต้องคำนึกถึงความเพอร์เฟคอะไรมาก แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น เท่านี้ก็จะทำให้เรามีความสุขกับสิ่งรอบข้างได้แล้วค่ะ   เรียกได้ว่า วาบิซาบิ เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ช่วยให้ความสำคัญกับสิ่งของเดิม ๆ มากขึ้น รวมถึงยังเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งของที่ไม่สมบูรณ์แบบต่าง ๆ ได้ด้วย จึงไม่แปลกใจเลยที่ผู้คนและนักออกแบจะชอบเทรนด์นี้ เพราะถือได้ว่าเป็นเทรนด์ที่มีเสน่ห์แปลกใหม่มากจริง ๆ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก Kapook ภาพประกอบจาก wijzijnkees , thatkindofwoman , jutehome
เซ้งร้าน เซ้งกิจการ แบบไหนไม่ให้โดนหลอก

เซ้งร้าน เซ้งกิจการ แบบไหนไม่ให้โดนหลอก

การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆ ให้ติดตลาดและเติบโตเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนนั้น มีหลายขั้นตอน อีกทั้งมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย เพราะไม่รู้ว่าธุรกิจที่คิดใหม่ ลงทุนไปจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ดังนั้น เมื่อมีโอกาสเข้าสวมสิทธิ์ในธุรกิจที่ดำเนินกิจการรุ่งเรืองอยู่แล้ว จึงเป็นการเริ่มต้นแบบก้าวกระโดด แต่ก็มีไม่น้อยที่คนอาศัยความต้องการนี้เป็นช่องทางในการหลอกเซ้งร้าน ทำให้หลายคนเสียเงินฟรี โดยไม่ได้ดำเนินธุรกิจจริง ต้องดูอะไรบ้างจึงไม่เสียเงินฟรี มาดูกัน     เซ้งร้าน เซ้งกิจการคืออะไร   เมื่อก่อนคนไทยรู้จักคำว่า เซ้ง ในความหมายว่า เช่าซื้อโดยมีกำหนดเวลา และเมื่อหมดสัญญาเช่า ทรัพย์สินนั้นก็จะกลับคืนสู่เจ้าของเดิม เมื่อก่อนอาจทำเพียงกรณีอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัย แต่ในปัจจุบันเป็นการเซ้งร้าน เซ้งกิจการ และอาจไม่ใช่เจ้าของธุรกิจ เปิดให้เซ้ง แต่เป็นการเซ้งต่อจากผู้เซ้งเดิมที่ยังไม่หมดสัญญาเช่าซื้อ     เซ้งกิจการแบบไหนไม่ให้โดนหลอก กิจการที่นิยมเซ้งร้านกันได้แก่พวกร้านเสื้อผ้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ในห้างสรรพสินค้า รวมถึงร้านคาร์แคร์ก็มีเซ้งเหมือนกัน   สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจจ่ายเงินเซ้งก็คือ   1. คนที่ให้เซ้งมีสิทธิในร้านหรือกิจการนั้นจริงหรือไม่ อย่าเชื่อเพียงคำพูด ต้องดูเอกสารสิทธิ์   2. เป็นการเซ้งกิจการที่มีสัญญาเช่าเดิมอยู่หรือไม่ และต้องดูเงื่อนไขในสัญญาเดิมด้วยว่า อนุญาตให้เซ้งต่อได้หรือไม่ เพราะหากในสัญญาเดิมไม่อนุญาตให้เซ้งต่อ แต่เราไปเซ้งต่อ เจ้าของที่แท้จริงอาจบอกเลิกสัญญา และเราที่เป็นคนเซ้งต่อก็หมดสิทธิในร้านไปด้วย เพราะคนเก่าผิดสัญญา เจ้าของเลิกได้ หลายคนที่ถูกหลอกในเงื่อนไขเหล่านี้ คือ เสียเงินค่าเซ้งไปแล้ว แต่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจ เพราะคนเซ้งต่อผิดสัญญา เจ้าของเลยเลิกให้เช่า แต่เสียค่าแป๊ะเจี๊ยะ (เงินกินเปล่า) ไปแล้ว   3. หากเป็นการเช่าช่วงที่สามารถทำได้ตามสัญญา ต้องประเมินในเรื่องของ เงินกินเปล่า ที่ต้องจ่ายให้ผู้เซ้งต่อ กับเงินที่ต้องจ่ายให้เจ้าของที่แท้จริง ประเมินโอกาสที่จะดำเนินธุรกิจให้ได้กำไรคุ้มทุนหรือไม่ นั่นคือ ต้องมีการเช็คให้ดีว่า ร้านค้าที่เซ้งต่อมานั้น เป็นธุรกิจที่ไปต่อได้ หรือถูกหลอกให้เซ้งแล้วรับภาระการขาดทุนต่อ ดังนั้น จึงต้องมีการลงพื้นที่จริง เพื่อประเมินสถานการณ์จริง รู้ถึงปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจไปต่อได้ นั่นคือ ต้องมีความถนัดในธุรกิจนั้นอยู่ด้วย   ความไม่รอบคอบในการเซ้งร้าน เซ้งกิจการ หรือเชื่อใจคนมากเกินไป อาจถูกหลอกให้เสียเงินเปล่า โดยไม่มีธุรกิจทำได้จริง     ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.mdsiglobal.com/renting-a-shop/ ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com
ต้องรู้อะไรบ้าง ซื้อคอนโดแล้วไม่เสียสิทธิ์

ต้องรู้อะไรบ้าง ซื้อคอนโดแล้วไม่เสียสิทธิ์

ในการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียม หรืออาคารชุดนั้น มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ ธนันทร์เอก หวานฉ่ำ กรรมการผู้จัดการบริษัท อินเตอร์ เรียลตี้แมเนจเม้นท์ (IRM) และอดีตนายกสมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย มีคำแนะนำในเรื่องควรรู้     ปัจจุบันที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับคนกรุงเทพฯ เนื่องจากการตอบรับไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ทำให้เกิดอาคารใหม่ๆ โดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้าจำนวนมากและคอนโดเกิดใหม่เหล่านี้มั้งที่ขายได้หมดแล้ว และขายได้เพียงบางส่วน เข่น ขายได้เพียง 20% และอีก 80% เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ประกอบการซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องการจัดเก็บค่าใช้จ่ายที่อาจทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบหากไม่ทราบว่าต้องรู้อะไรบ้างเมื่อตัดสินใจซื้อคอนโด โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่นำมาใช้ในการบริการจัดการภายในอาคาร   สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่ผู้ซื้อคอนโดจะต้องเตรียมก็คือ เงินกองทุน ซึ่งกฎหมายระบุว่าเงินกองทุนมีไว้เพื่อซ่อมแซมส่วนกลางโดยเฉพาะการบำรุงรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ลิฟต์โดยสาร หรือการทาสีใหม่ทั้งอาคาร เงินกองทุนนี้จะเก็บประมาณ 10 เท่าของค่าส่วนกลาง เช่น หากต้องจ่ายค่าส่วนกลางในอัตรา 50 ต่อ ตรม.ผู้อยู่อาศัยจะต้องจ่ายค่ากองทุน 500 บาทต่อ ตรม. ซึ่งต้องจ่ายนอกเหนือจากราคาห้องที่ซื้อ เช่น ซื้อคอนโดขนาด 40 ตรม. จะต้องจ่ายค่ากองทุนจำนวน 20,000 บาท (40x500) ผู้ซื้อคอนโดจะต้องเตรียมเงินส่วนนี้ไว้ โดยทางผู้ขายจะชี้แจงเรื่องนี้อยู่แล้ว   นอกจากนี้แล้ว ยังต้องมีค่าส่วนกลางซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายและค่าบริการต่างๆ ประจำเดือน เช่น เงินเดือนพนักงาน แม่บ้านธุรการ รวมทั้งรายจ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงรักษาส่วนกลางของอาคาร ปกติแล้วค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะมีการเก็บล่วงหน้า 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับนโนบายของแต่ละอาคารสำหรับค่าส่วนกลางนั้นคำนวณจากพื้นที่ห้องแล้วคูณด้วยอัตราค่าจัดเก็บ เช่น พื้นท่ 40 ตร.ม. ค่าส่วนกลางตารางเมตรละ 50 บาท (40x50x12=24,000 บาท)   ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการจัดเก็บค่าส่วนกลางที่ผ่านมา ไม่สามารถเก็บจากห้องที่ยังไม่ได้ขายได้ซี่งอาจมีมากถึง 80% ของจำนวนห้องทั้งหมด ซึ่งตามกฎหมายระบุว่า หลังจากที่จดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว ห้องที่ยงขายไม่หมดผู้ประกอบการในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์จะต้องรับผิดชอบค่าส่วนกลาง แต่ส่วนใหญ่มักบ่ายเบี่ยงหรือมีการอนุโลมขอจ่ายเป็นรายเดือนได้ 1 ปี หลังจากนั้นจะต้องจ่ายทั้งหมดเข้าบัญชีของนิติบุคคล หรือให้นิติบุคคลคิดเบี้ยปรับการชำระค่าส่วนกลางล่าช้าส่วนเงินกองทุนนั้นจะจ่ายเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ได้แล้ว ซึ่งปัญหานี้ผู้ซื้อคอนโดส่วนใหญ่ไม่ทราบข้อมูลทำให้เสียเปรียบและเสียโอกาสที่จะได้รับดอกเบี้ยจากธนาคารเนื่องจากในช่วงแรกผู้ประกอบการมักใช้บริษัทในเครือทำหน้าที่บริหารทรัพย์สินของอาคาร ดังนั้น ผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลเพื่อป้องกันมิให้เสียสิทธิ์ในการอยู่อาศัยในอาคารชุด   ข้อมูลจาก ศุนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ http://www.reic.or.th
จะซื้อคอนโดทั้งที ทำไมต้องเลือก One9Five

จะซื้อคอนโดทั้งที ทำไมต้องเลือก One9Five

เมื่ออสังหาริมทรัพย์กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การซื้อคอนโดมีเนียมสักแห่งไว้สำหรับอยู่อาศัยหรือปล่อยเช่าก็ถือว่าเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยต่อยอดให้สมบัติชิ้นนั้นมีมูลค่าสูงมากขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต แต่การซื้อคอนโดฯ ก็มีหลากหลายเรื่องให้ต้องคำนึงนะคะ บางคนอาจชั่งน้ำหนักไม่ถูกว่าระหว่างเรื่องการเดินทางสะดวกสบายใจกลางเมือง หรือดีไซน์สวยงาม ฟังก์ชั่นน่าใช้ พร้อมส่วนกลางแบบครบครัน ควรเลือกแบบไหนดีกว่ากัน แต่น่าจะดีที่สุดถ้าที่พักอาศัยหรือทรัพย์สินของเราจะรวมความต้องการเหล่านี้ไว้ได้ด้วยกันทั้งหมด ซึ่งทาง TC Development ก็ได้ rebranding ภาพลักษณ์องค์กรให้ดูหรูหรามากขึ้น ที่สำคัญยังเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุดในชื่อ “One9Five” Asoke – Rama 9 ภายใต้คอนเซ็ปต์ Luxury Life Curator รวบรวมความเป็นที่สุดของ Luxury ไว้ในสถานที่แห่งเดียว แต่จะมีความพิเศษและน่าสนใจแค่ไหน วันนี้ทีมงาน Review Your Living หาคำตอบว่าทำไมต้องเลือก One9Five มาให้แล้ว     1. ทำเลศักยภาพใจกลาง New CBD จุดเด่นของโครงการ ONE 9 FIVE อโศก-พระราม 9 คือปักหมุดบนทำเลศักยภาพ โดยที่ดินโครงการตั้งอยู่ติดถนนพระราม 9 ระหว่างแยกพระราม 9 และแยกอสมท ซึ่งโครงการจะอยู่ฝั่งมุ่งหน้าไปแยกอสมท ที่เลี้ยวขวาไปถนนเพชรอุทัยเพื่อขึ้นทางด่วนศรีรัชได้ในระยะ 600 เมตร แถมหน้าโครงการสามารถเดินมาขึ้น MRT พระราม 9 ทางออก 3 หรือทางออก G Tower เพียง 250 เมตร หรือแค่ 5 นาทีเท่านั้น นอกจากนี้ที่ MRT พระราม 9 ห่างออกไปเพียง 1 สถานี ที่สถานีศูนย์วัฒนธรรม ในอนาคตกำลังจะกลายเป็นจุด Interchange กับรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งเป็นสายที่วิ่งผ่านใจกลางเมืองโดยเชื่อมกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกกับตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน และยังห่างจากจุด Interchange กับ BTS อโศก เพียง 2 สถานี นับว่าเป็นทำเลที่เดินทางสะดวกสบายมากทั้งคนใช้และไม่ใช้รถ นอกจากนี้ตัวโครงการยังอยู่ห่างจากแยกพระราม 9 ที่ถือว่าเป็น NEW CBD ใจกลางเมืองที่มีมูลค่าการลงทุนสูงและโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพตอนนี้ เพราะเชื่อมต่อกับ CBD ชั้นในอย่าง อโศก และสุขุมวิท ซึ่งเป็นาจุดศูนย์รวมความเจริญและสิ่งอำนวยความสะดวกในตัวอยู่แล้ว โดยข้อได้เปรียบของทำเลคือสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีพระราม 9, แอร์พอร์ตลิงก์ และทางด่วน รวมถึงอาคารสำนักงาน, ศูนย์รวมห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง Central พระราม 9, Fortune Town และมีการลงทุนเมกะโปรเจ็คมากมาย   2. ฉีกรูปแบบงานดีไซน์ สร้างสรรค์จากทีม Designer ระดับท็อปของเมืองไทย นับว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ตื่นตาตื่นใจให้แก่วงการอสังหาริมทรัพย์ของไทยไม่ใช่น้อย ทั้งในแง่ของงานดีไซน์ที่ฉีกรูปแบบคอนโดเดิมๆ พัฒนา Re-Design ใหม่ทั้งหมด แถมยัง rebranding ภาพลักษณ์องค์กรให้ดูหรูหรามากขึ้น โดย “One9Five” อโศก – พระราม 9 เป็นโครงการที่ร่วมกันพัฒนาสร้างสรรค์จากทีม Designer ระดับแนวหน้าของเมืองไทย อย่าง Shma, LEOINTER และ PIA เรียกได้ว่าครบเครื่องทั้งเรื่องของ Architect, Interior และ Landscape จนสร้างเสียงฮือฮาให้กับวงการอสังหาฯ ตั้งแต่ยังไม่ได้ก่อสร้าง จึงทำให้มั่นใจว่าตัวโครงการจะต้องออกมาสวยงาม และโดดเด่นกว่าใครในย่าน อโศก - พระราม 9 แน่นอน   3. Spec เหนือความคาดหมาย แน่นอนว่าเหตุผลในการตัดสินใจซื้อคอนโดฯ สักแห่ง คำตอบแรกก็คงเป็นเรื่องของทำเลที่ตั้ง แต่อยากให้พิจารณาให้ดีก่อนนะคะ เพราะองค์ประกอบอื่นอย่างการออกแบบทั้งภายนอกภายใน, การจัดวาง Layout, ขนาดห้อง, ฟังก์ชั่นการใช้งาน ไปจนถึง Spec ก็ล้วนแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น ซึ่งโครงการ “One9Five” อโศก – พระราม 9 ของ TC Development นี้ ก็ล้วนแต่ตอบโจทย์ความต้องการได้ดี ยิ่งเรื่องของงานดีไซน์ก็นับว่ามีความโดดเด่นและน่าสนใจมากที่สุด เพราะทุกพื้นที่ของโครงการในทุกตารางเมตรต่างได้รับการออกแบบจากเหล่า Designer ระดับท็อปของเมืองไทย ให้เป็นศูนย์รวม Luxury ไว้ในพื้นที่แห่งเดียวแล้ว ยังมอบวัสดุเกินมาตรฐานราคาใน Segment เดียวกันไปเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นพื้น Engineering wood, Air Conceal ฝังในฝ้า ซึ่งปกติแล้วจะมีให้เฉพาะคอนโดแบบ Super luxury segment เท่านั้น   4. จัดเต็มพื้นที่ส่วนกลาง กว่า 8.6 ไร่ ในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางทางโครงการก็จัดเต็มแบบสุดๆ เรียกว่าครบครันมากทีเดียวค่ะ ซึ่งคอนเซ็ปต์ของพื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบโดยหลอมรวมความต้องการใช้ชีวิตแบบสังคมเข้ากับความเป็นส่วนตัว สู่รูปแบบของ Facility ที่มีทั้งฟังก์ชั่นการใช้งานร่วมกัน และแยกเป็นส่วนตัว เริ่มจากชั้น 1 เป็นพื้นที่ของ Grande Lobby , Private Mezzanine Lobby , Concierge Service Des , Lift Lobby , Mailbox Room , Laundry Room , Express Storage room , Public Restroom , Retails Shop Space เป็นต้น ชั้น 8 เป็นพื้นที่ของ Residential Lounge , Library Room , Game Room , Theatre Room , Golf Simulator Room , Fitness Center , Cross Fit Zone , Boxing Area , Yoga Zone , Private Spa , Locker Room , Kid’s Club ​, Pool Lounge  ซึ่งจะเชื่อมกันระหว่าง 2 ตึก  ชั้น 61 เป็นพื้นที่ของ Sky Residential Lounge , Private Sky lounge , Private Sky Meeting Room , Sky Bar   5. ราคาที่จับต้องได้ ไม่ว่าใครก็เอื้อมถึง จุดเด่นของ “One9Five” อโศก – พระราม 9 อยู่ที่การปักหมุดทำเลดีใกล้สถานีรถไฟฟ้า สรรสร้างเป็นคอนโดมิเนียมหรูในราคาคุ้มค่าให้ทุกคนสามารถจับจองได้ไม่ยาก โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 3.69 ล้านบาท เฉลี่ยทั้งโครงการที่ 165,000 บาท/ตารางเมตร  สำหรับคนที่สนใจโครงการ : http://bit.ly/2LtIDHK โทร 02 245 0999
ที่ดินตาบอดไม่มีทางออก โดนที่ดินคนอื่นล้อมอยู่ควรทำอย่างไร

ที่ดินตาบอดไม่มีทางออก โดนที่ดินคนอื่นล้อมอยู่ควรทำอย่างไร

ที่ดินตาบอดคืออะไร เรามักจะได้ยินคนคุยกันเสมอว่า ที่ดินแปลงโน้นแปลงนี้เป็นที่ดินตาบอดอย่าไปซื้อ เป็นต้น มารู้จักกับที่ดินตาบอดกันค่ะ   ที่ดินตาบอด คือที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะประโยชน์ เข้าออกที่ดินตัวเองไม่ได้ การจะเข้าออกจากที่ดินตัวเองต้องผ่านที่ดินแปลงอื่นๆ ซึ่งเป็นที่ส่วนบุคคลมีเจ้าของครอบครองอยู่ ทำให้เจ้าของที่ดินไม่สามารถใช้ที่ดินตนเองทำประโยชน์ได้เต็มที่ ซึ่งเรามักพบเสมอว่าที่ดินตาบอดมักจะเกิดจากการแบ่งที่ดินจากแปลงใหญ่ (แปลงแม่ หรือแปลงคง) มาแบ่งย่อยออกมาเป็นแปลงเล็กๆ เพื่อแบ่งระหว่างญาติพี่น้อง หรือลูกหลาน หรือที่ดินตาบอดจากการขอใช้ทางออกของที่ดินของผู้อื่นตั้งแต่สมัยก่อน ซึ่งอาจเป็นพี่น้องกันจึงยอมให้ใช้ทางออกได้ โดยไม่มีเอกสารทางราชการรองรับ พอเจ้าของรุ่นเดิมเสียชีวิตไป เจ้าของใหม่รุ่นถัดไปหรือทายาทไม่ยอมให้ใช้เป็นทางเข้าออกอีกต่อไปจึงมาปิดทางเข้าออกเสีย หรือที่ดินตาบอดไม่มีทางออก เพราะมีทางเข้าออกได้ลำบาก เช่น ติดแม่น้ำ ภูเขา ทะเล ทางชัน เหว เป็นต้น     ที่ดินที่ถูกห้อมล้อมจนกลายเป็นที่ดินตาบอด สามารถขอทางจำเป็นได้ โดยมีเงื่อนไขคือ   1.ต้องคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมให้เสียหายน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับเจ้าของที่ดินที่ขอทางผ่าน   2.การใช้ประโยชน์ทางจำเป็นต้องจ่ายค่าทดแทนให้เจ้าของที่ดิน จะกำหนดเป็นรายเดือนหรือรายปีก็ได้แต่หากเกิดกรณีที่เจ้าของไม่อนุญาตให้ออกสามารถร้องขอต่อศาลเพื่อขอเปิดทางจำเป็นและจ่ายค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินข้างเคียงเพื่อใช้ที่ดินของเขาสู่ถนนสาธารณะ ทางที่ดีควรตรวจสอบเช็คให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อด้วยการลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินดูตำแหน่งสภาพแวดล้อมโดยรอบรวมถึงตรวจสอบโฉนดที่ดินว่าเป็น น.ส4 หรือไม่ เพื่อทำประโยชน์ได้เต็มที่ เพราะโฉนดประเภทอื่นๆ สามารถตกทอดแก่ทายาทได้ แต่ไม่สามารถซื้อขายได้     สามารถตรวจสอบโฉนดที่ดินได้จาก   1. สำนักงานที่ดิน เพื่อดูตำแหน่ง ชื่อเจ้าของที่ดิน รูปร่างหน้าตาที่ดิน ตรวจสอบดูว่าโฉนดมีการปลอมแปลงหรือไม่   2.ตรวจสอบจากหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมป่าไม้หากที่ดินนั้นอยู่ในพื้นที่กรมป่าไม้ หรือหากติดทะเลก็กรมเจ้าท่า รวมถึงทางพิเศษ ว่าที่ดินแปลงนี้ถูกเวนคืนหรือไม่ หากอยู่ใกล้วิทยุสื่อสารการบินก็กรมการบินพาณิชย์ ควรเช็คประวัติผู้ถือครองที่ดินให้ดีๆพิจารณาดินให้ดีๆ พิจารณาดูว่าที่ดินแปลงนี้เคยมีปัญหากับเจ้าของที่ดินเดิมหรือไม่หรือที่ดินข้างเคียงเคยใช้ประโยชน์อะไรก่อนขายเพื่อประกอบการตัดสินใจรวมถึงคมนาคมทางเข้า–ออก สะดวกสบายหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง     ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.ban4cash.net/th/articles/17565 www.pra.co.th/แนวทางแก้ไขที่ดินตาบอดไร้ทางออกให้กลับมาใช้งานอีกครั้ง/ ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com
เรื่องควรรู้ การตั้งศาลพระภูมิ ที่คุณอาจมองข้าม

เรื่องควรรู้ การตั้งศาลพระภูมิ ที่คุณอาจมองข้าม

สิ่งที่ต้องคำนึงในการตั้งศาลพระภูมิ คือ สถานที่ตั้ง ทิศทาง วันและฤกษ์ตั้ง ความสูงของศาลพระภูมิ และผู้ประกอบพิธีกรรมการตั้งศาลพระภูมิ       สถานที่ที่ตั้งศาล มีหลักการพิจารณาดังนี้   1. ที่ตั้งศาลต้องเป็นบริเวณพื้นดิน มิใช่บริเวณเดียวกับพื้นของตัวบ้าน 2. หากไม่มีพื้นที่ที่เป็นพื้นดิน สามารถทำการตั้งศาลบนชั้นดาดฟ้าได้ แต่ส่วนใหญ่ศาลที่ตั้งบนดาดฟ้าจะเป็นศาลเทพต่างๆ เช่นพระพรหม หรือ พระนารายณ์ มิใช่พระภูมิเจ้าที่ 3. จุดที่ตั้งของศาลต้องไม่ถูกเงาของตัวบ้านทอดลงมาทับ 4. ที่ตั้งของศาลควรอยู่ห่างจากบริเวณที่ตั้งของห้องน้ำ 5. อย่าตั้งศาลให้อยู่ใกล้กับตัวบ้านมากนัก 6. อย่าหันหน้าศาลเข้าสู่บริเวณที่ตั้งของห้องน้ำ 7. ไม่ควรตั้งศาลให้หันหน้าตรงกับประตูหน้าบ้าน 8. ตั้งศาลให้ห่างจากรั้วหรือกำแพงบ้านอย่างน้อย 1 เมตร 9. ถ้าสามารถยกพื้นที่ตั้งศาลให้สูงขึ้นสัก 1 คืบ จากพื้นดินได้ ก็เหมาะสมอย่างยิ่ง 10. ความสูงของศาล ควรสูงเหนือระดับสายตาของผู้เป็นเจ้าของบ้านขึ้นไปเล็กน้อย     ทิศทาง การหันหน้าศาลพระภูมิสู่ทิศมงคล   1. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ทิศอีสาน เป็นทิศที่ดีที่สุดหากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป 2. ทิศตะวันออก หรือ ทิศบูรพา เป็นทิศที่ดีอันดับ 2 หากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 100 ปี หลังจากนั้น จะมีแต่เสื่อมลงๆจนถึงขั้นหาความสุขความเจริญไม่ได้ 3. ทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ทิศอาคเณย์ เป็นทิศที่ดีอันดับ 3 หากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 50 ปี หลังจากนั้น จะมีแต่เสื่อมลงๆจนถึงขั้นหาความสุขความเจริญไม่ได้ ทิศต้องห้ามในการตั้งศาลพระภูมิ คือ ทิศตะวันตกและทิศใต้ เมื่อหาทิศทางตั้งศาลได้แล้วจะต้องพูนดินให้สูง 1 คืบ เกลี่ยดินด้วยมือและทุบให้แน่น ห้ามใช้เท้าเด็ดขาด และเตรียมน้ำมนต์ไว้พรมบริเวณพื้นดินเพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ น้ำมนต์ที่ว่านี้เรียกว่า " น้ำมนต์ธรณีสาร " น้ำมนต์ธรณีสารนี้ ทำได้โดยนำน้ำธรรมดาไปให้พระท่านสวดพระพุทธมนต์ทำเหมือนน้ำมนต์ทั่วไปแต่ต่างกัน ตรงที่ให้ท่านนำใบไม้ต้นธรณีสารมาใส่ลงในน้ำที่จะทำน้ำมนต์   วันและฤกษ์ตั้งศาล   มีความสำคัญมาก ควรเลือกวันที่ดีและมีความเป็นสิริมงคลเพื่อให้ประสิทธิ์ผลในทางมงคล แก่ผู้อยู่อาศัยในบ้านเรือนนั้นสืบต่อไป วันต่อไปนี้ถือเป็นวันที่เป็นมงคลฤกษ์ วันข้างขึ้น วันข้างแรม ๒ ค่ำ ๒ ค่ำ ๔ ค่ำ ๔ ค่ำ ๖ ค่ำ ๖ ค่ำ ๙ ค่ำ ๙ ค่ำ ๑๑ ค่ำ ๑๑ ค่ำ   แต่ถ้าวันข้างขึ้น หรือข้างแรมดังกล่าวไปตรงกับวันต้องห้าม ของเดือนใด ให้เลี่ยงไปใช้วันอื่นเสีย   เวลาฤกษ์อันเป็นมงคล   วัน เวลา วันอาทิตย์ เวลา ๖.๐๙ น. - ๘.๑๙ น. วันจันทร์ เวลา ๘.๒๙ น. - ๑๐.๓๙ น. วันอังคาร เวลา ๖.๓๙ น. - ๘.๐๙ น. วันพุธ เวลา ๘.๓๙ น. - ๑๐.๑๙ น. วันพฤหัสบดี เวลา ๑๐.๔๙ น. - ๑๑.๓๙ น. วันศุกร์ เวลา ๖.๑๙ น. - ๘.๐๙ น. วันเสาร์ เวลา ๘.๔๙ น. - ๑๐.๔๙ น. วันต้องห้าม   เดือน วันต้องห้ามคือ เดือนอ้าย (ธันวาคม)  วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ เดือนยี่ (มกราคม) วันพุธ และวันศุกร์ เดือน ๓ (กุมภาพันธ์ )  วันอังคาร เดือน ๔ (มีนาคม) วันจันทร์ เดือน ๕ (เมษายน)  วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ เดือน ๖ (พฤษภาคม) วันพุธ และวันศุกร์ เดือน ๗ (มิถุนายน) วันอังคาร เดือน ๘ (กรกฎาคม)  วันจันทร์ เดือน ๙ (สิงหาคม) วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ เดือน ๑๐ (กันยายน ) วันพุธ และวันศุกร์ เดือน ๑๑ (ตุลาคม) วันอังคาร เดือน ๑๒ (พฤศจิกายน)  วันจันทร์   จะสังเกตได้ว่า จะไม่ปรากฏว่ามี วันอาทิตย์ เป็น ข้อห้ามเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ยึดเอาวันอาทิตย์ เป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับการตั้งศาล เพราะคนโบราณถือกันว่า วันอาทิตย์นั้นแม้จะจะเป็นวันที่มีกำลังแรงดี แต่เป็นวันแรงและวันร้อน ไม่เหมาะที่จะทำการตั้งศาล เพราะบ้านอาจจะ ร้อน จรปราศจากความร่มเย็นเป็นสุข แต่ ถ้าหากผู้กระทำพิธีมีเคล็ดมีมนตร์แก้ความร้อนของวันได้ ก็สามารถคิดทำการตั้งศาลในวันนี้ได้ตามความสะดวก       ความสูงของศาล   ขึ้นอยู่กับ ตัวเจ้าของบ้าน โดยให้ระดับฐานหรือชานชาลาพระภูมิอยู่เหนือระดับปาก (บางตำราว่าอยู่เหนือคิ้วพอดี ) ของผู้เป็นเจ้าของบ้าน ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าบ้าน ก็ควรจะตั้งศาลพระภูมิขึ้นใหม่ การใช้ศาลพระภูมิร่วมกัน กรณีที่เป็นหมู่บ้าน,ชุมชนหรือตึกแถว ให้ยึดเอาความสูงจาก เจ้าของผู้สร้างเริ่มแรก หรือหัวหน้าชุมชนนั้นๆ โดยให้เป็นตัวแทนเพื่อมาทำการยกศาลพระภูมิขึ้นเพื่อบอกกล่าวและสักการะ ขอให้ท่านดูแลปกปักษ์รักษาให้คุณ ให้โชคลาภ ความเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้อยู่อาศัยทุกคน   การปักเสาตั้งศาล   ต้องเตรียมหลุมให้เสร็จก่อนเริ่มพิธี ( ค่อยมีพิธีในวันรุ่งขึ้น ) โดยต้องเตรียมของดังนี้ พานครู 1 พาน ใช้สำหรับใส่ข้าว ธูป เทียนขาว ดอกไม้หรือพวงมาลัยสด เหล้า บุหรี่ ผ้าขาว เงิน 6 สลึงหรือ 99 บาท   รายการของมงคลใส่หลุม (ปัจจุบันที่นิยมใช้)   รายการมงคล จำนวน 1 เหรียญเงิน 9 เหรียญ 2 เหรียญทอง (เหรียญสลึงหรือ 50 สตางค์ก็ได้) 9 เหรียญ 3 ใบเงิน 9 ใบ 4 ใบทอง 9 ใบ 5 ใบนาค 9 ใบ 6 ใบรัก 9 ใบ 7 ใบมะยม 9 ใบ 8 ใบนางกวัก 9 ใบ 9 ใบนางคุ้ม 9 ใบ 10 ใบกาหลง 9 ใบ 11 ดอกบานไม่รู้โรย 9 ดอก 12 ดอกพุทธรักษา 9 ดอก 13 ไม้มงคล 9 ชนิด 14 แผ่น เงิน,ทอง,นาค 1 ชุด 15 พลอยนพเก้า 1 ชุด การกลบหลุมนั้นให้ใช้มือกด ห้ามใช้เท้าโดยเด็ดขาด   ผู้ประกอบพิธีกรรมการตั้งศาลพระภูมิ   ควรจะเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมมีศีลธรรม ทำบุญทำทานประจำ มีความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม จะทำให้การตั้งศาลพระภูมิบังเกิดผลดี มีความเจริญรุ่งเรืองแก่เจ้าของบ้าน หรือเจ้าบ้านจะเป็นผู้กระทำพิธีกรรมก็ได้ โดยศึกษาขั้นตอนพิธีกรรมต่างๆ และให้ถือศีลกินเจ 7 วัน ( 3,5,7 วันก็ได้ หรือมากกว่านี้ก็ได้ )   ส่วนประกอบสำคัญของศาลพระภูมิ   จะเหว็ดศาลพระภูมิ จะเป็นรูปพระภูมิอยู่ในแผ่นคล้ายแผ่นเสมา มือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายถือถุงเงินหรือสมุด(หนังสือ) และการปลุกเสกจะเหว็ดให้เป็นองค์พระภูมิมีดังนี้ บรรจุธาตุทั้ง 6 คือ บรรจุพระพุทธคุณ,บรรจุพระธรรมคุณ,บรรจุพระสังฆคุณ ตลอดเทวคุณและวิญญาณธาตุเข้าไปในจะเหว็ดจากที่เรียกว่า จะเหว็ดเมื่อปลุกเสกแล้วก็จะเรียกว่า "พระภูมิ" บริวารของพระภูมิจะมี ตุ๊กตาชาย-หญิง อย่างละ 1 คู่ ตุ๊กตาช้าง-ม้า อย่างละ 1 คู่ ละครยก 2 โรง   เครื่องประดับตกแต่ง จะประกอบด้วย   เครื่องประดับตกแต่ง จำนวน 1 แจกัน 1 คู่ 2 เชิงเทียน 1 คู่ 3 กระถางธูป 1 ใบ 4 ผ้าผูกจะเหว็ด 1 ผืน 5 ผ้าพันศาล (ผ้าแพร 3 สี คือ สีเขียว,สีเหลืองและสีแดง) 1 ชุด 6 ฉัตรเงิน-ทอง 2 คู่ 7 ด้ายสายสิญจน์ 1 ม้วน 8 ผ้าขาว 1 ผืน 9 ทองคำเปลว - 10 แป้งเจิม 1 ถ้วย 11 ดอกบัว 9 ดอก 12 ดอกไม้ (มาลัย 7 สี ) 7 สี   เครื่องสังเวยสำหรับตั้งศาล จะประกอบด้วยอาหารคาวหวานดังนี้ เครื่องประดับตกแต่ง จำนวน 1 หัวหมู 1 หัว 2 ขนมต้มขาว 2 จาน 3 ไก่ต้ม 1 ตัว 4 ขนมถั่วงา 2 จาน 5 เป็ด 1 ตัว 6 ขนมถ้วยฟู 2 จาน 7 ปลานึ่ง 1 ตัว 8 ขนมหูช้าง 2 จาน 9 ปู หรือ กุ้ง 1 จาน 10 เผือก-มันต้ม 2 จาน 11 บายศรีปากชามยอดไข่ 1 คู่ 12 ฟักทอง 2 ผล 13 น้ำจิ้ม 2 ถ้วย 14 แตงไทย 2 ผล 15 ข้าวสวย 2 ถ้วย 16 ขนุน 2 จาน 17 เหล้า 1 ขวด 18 สับปะรด 2 ผล 19 น้ำชา 2 ถ้วย 20 กล้วย 2 หวี 21 น้ำสะอาด 2 แก้ว 22 ผลไม้ 5 ชนิด 2 จาน 23 มะพร้าวอ่อน 1 คู่ 24 พานหมาก พลู บุหรี่ 1 คู่ 25 ขนมต้มแดง 2 จาน **ถ้าขนาดบ้านและศาลพระภูมิเล็ก ก็สามารถใช้สับปะรดเพียง 1 ผลได้แต่จัดแบ่งเป็น 2 จาน *   เครื่องสังเวยสำหรับตั้งศาล ( มังสวิรัติ ) เครื่องประดับตกแต่ง จำนวน 1 มะพร้าวอ่อน 1 คู่ 2 ขนมถ้วยฟู 2 จาน 3 พานหมาก พลู บุหรี่ 1 คู่ 4 ถั่วคั่ว 2 จาน 5 ฟักทอง 2 ผล 6 น้ำสะอาด 2 แก้ว 7 งาคั่ว 2 จาน 8 แตงไทย 2 ผล 9 ข้าวสวย 2 ถ้วย 10 เผือก-มันต้ม 2 จาน 11 ขนุน 2 จาน 12 น้ำชา 2 ถ้วย 13 ขนมต้มแดง 2 จาน 14 สับปะรด 2 ผล 15 นม 2 ถ้วย 16 ขนมต้มขาว 2 จาน 17 สับปะรด 2 ผล 18 เนย 2 ถ้วย 19 ขนมถั่วงา 2 จาน 20 ผลไม้ 5 ชนิด 2 จาน   ผลไม้ที่ห้ามนำถวาย มังคุด มะเฟือง น้อยหน่า ลูกจาก มะตูม ละมุด มะไฟ กระท้อน ลูกพลับ พุทรา ระกำ น้อยโหน่ง ลูกท้อ มะขวิด ลางสาด คนไทยโบราณมีความเชื่อว่าผลไม้ทั้ง 15 ชนิดนี้เป็นอัปมงคล ไม่ควรนำมาถวายเป็นเครื่องสังเวยหน้าศาลพระภูมิเป็นอันขาด
บ้านแพงที่สุดในโลก 10 อันดับ

บ้านแพงที่สุดในโลก 10 อันดับ

บ้านเป็นสถานที่ที่คนเราใช้ชีวิตอยู่กับมันมากที่สุด เพราะเป็นที่พักพิงของเราเอง หลายคนจึงพยายามสร้างบ้านให้ดูดี สะดวกสบายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า สถานที่พักอาศัยของมนุษย์เรานั้นจะหรูหราและมูลค่ามากที่สุดได้มากขนาดไหนกัน วันนี้เราจะพาไปดูบ้าน 10 แห่งทั่วโลก ที่ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารไทม์ (TIME) เมื่อปลายปีที่แล้ว ว่าเป็นบ้านที่แพงที่สุดในโลก พร้อมเปิดเผยชื่อเจ้าของบ้านแต่ละหลังด้วย     อันดับ 10 7 อัปเปอร์ ฟิลลิมอร์ การ์เด้นส์ (7 Upper Phillimore Gardens) ภาพจาก previewchicago.com ที่ตั้ง : กรุงลอนดอน, สหราชอาณาจักร มูลค่า : 4.6 พันล้านบาท รายละเอียด : จากโรงเรียนกลายมาเป็นคฤหาสน์สุดหรูประกอบไปด้วยห้องนอน 10 ห้อง มีสระว่ายน้ำ, ซาวน่า, โรงยิม, โรงภาพยนตร์รวมไปถึงห้องนิรภัยอยู่ชั้นใต้ดิน โดยภายในจะตกแต่งด้วยหิน, ทองคำ และงานศิลปะที่ประเมินค่าไม่ได้ เจ้าของ : โอเลน่า พินชัก (Olena Pinchuk) ลูกสาวของ ลีโอนิด คุชมา (Leonid Kuchma) รองประธานาธิบดียูเครน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ ANTIAIDS และยังเป็นเพื่อนสาวของนักร้อง-นักแต่งเพลงชื่อดังอย่าง เอลตัน จอห์น อีกด้วย อันดับ 9 เคนซิงตัน พาเลซ การ์เด้นส์ (Kensington Palace Gardens) ภาพจาก previewchicago.com ที่ตั้ง : กรุงลอนดอน, สหราชอาณาจักร มูลค่า : 5 พันล้านบาท รายละเอียด : ตั้งอยู่ในย่านมหาเศรษฐีในกรุงลอนดอน บ้านมีแผงยื่นขยายลงไปชั้นใต้ดินกลายเป็นสนามเทนนิส, ศูนย์พยาบาล และพิพิธภัณฑ์รถยนต์ เจ้าของ : โรมัน อับราโมวิช (Roman Abramovich) มหาเศรษฐีน้ำมันชาวรัสเซียและเป็นเจ้าของหลักของบริษัทลงทุนเอกชน บริษัทมิลล์เฮาส์ แคปปิทัล เขาเป็นที่รู้จักของชาติตะวันตกในฐานะเจ้าของสโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกชื่อดังของอังกฤษอย่าง เชลซี ( Chelsea) อันดับ 8 เซเว่น เดอะ พินนาเคิล (Seven The Pinnacle) ภาพจาก vidanaeuropa.com ที่ตั้ง : บิ๊ก สกาย, รัฐมอนแทนา สหรัฐอเมริกา มูลค่า : 5.6 พันล้านบาท รายละเอียด : เป็นทรัพย์สมบัติที่ใหญ่ที่สุดในเยลโลว์สโตนคลับ หรือชุมชนการเล่นกอล์ฟและสกีแบบส่วนตัวสำหรับผู้ที่มั่งมี บ้านประกอบไปด้วยชั้นให้ความร้อน สระว่ายน้ำจำนวนมาก โรงยิมและห้องเก็บไวน์ เจ้าของ : เอ็ดดรา และทิม บลิกซ์เซ็ธ (Edra and Tim Blixseth) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อันดับ 7 ปราสาทเฮิร์สต์ (Hearst Castle) ภาพจาก celebritynetworth.com ที่ตั้ง : ซาน ไซเมียน, รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มูลค่า : 6.9 พันล้านบาท รายละเอียด : ปราสาทหลังโตขนาด 27 ห้องนอน ถูกใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดังอย่างเดอะ ก็อดฟาเธอร์ (The Godfather) เจ้าของ : วิลเลียม แรนดอล์ฟ (William Randolph) ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการดูแลปราสาทหลังนี้ ปัจจุบันกลายเป็นมรดกและสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติแคลิฟอร์เนีย อันดับ 6 เอลลิสัน เอสเตท (Ellison Estate) ภาพจาก wsj.com ที่ตั้ง : วู้ดไซด์, รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มูลค่า : 7.2 พันล้านบาท รายละเอียด : คฤหาสน์ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 23 เอเคอร์ ประกอบไปด้วยตึกถึง 10 ตึก ด้วยกัน เจ้าของ : แลร์รี่ เอลลิสัน (Larry Ellison) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ออราเคิล ผู้ซึ่งถูกขนานนามให้เป็นบุคคลที่รวยเป็นอันดับ 3 ของโลก ในปี 2013 (พ.ศ. 2556) อันดับ 5 18-19 เคนซิงตัน พาเลซ การ์เด้นส์ (18-19 Kensington Palace Gardens) ภาพจาก commons.wikimedia ที่ตั้ง : กรุงลอนดอน, สหราชอาณาจักร มูลค่า : 8 พันล้านบาท รายละเอียด : เป็นอีกหนึ่งทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในย่านมหาเศรษฐีในกรุงลอนดอน คฤหาสน์หลังนี้ตั้งอยู่ติดกับพระราชวังของเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคท โดยจะประกอบไปด้วย 12 ห้องนอน ห้องน้ำสไตล์เตอร์กิช สระว่ายน้ำกลางแจ้ง และที่จอดรถสำหรับ 20 คัน เจ้าของ : ลักษมี มิตตัล (Lakshmi Mittal) ประธานใหญ่แห่ง Arcelor Mittal บริษัทชั้นนำทางด้านอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กครบวงจร และยังเป็น 1 ใน 100 บุคคลที่รวยที่สุดในประเทศอินเดียอีกด้วย อันดับ 4 โฟร์ แฟร์ฟิลด์ พอนด์ (Four Fairfield Pond) ภาพจาก celebritynetworth.com ที่ตั้ง : ซากาโปแน็ก, นครนิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา มูลค่า : 9 พันล้านบาท รายละเอียด : คฤหาสน์หลังโตตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 63 เอเคอร์ ที่มีโรงงานผลิตไฟฟ้าเป็นของตัวเอง ภายในตัวคฤหาสน์ประกอบไปด้วย 29 ห้องนอน, 39 ห้องน้ำ, สนามบาสเกตบอล, ลานโยนโบว์ลิ่ง, สนามสควอช, สนามเทนนิส, สระว่ายน้ำ 3 แห่ง และโต๊ะทานอาหารที่มีความยาวกว่า 28 เมตร เจ้าของ : อิรา เรนเนิร์ท (Ira Rennert) เจ้าของกิจการเรนโค้ กรุ๊ป บริษัทผู้ลงทุนในเครือผู้ผลิตรถยนต์และการหลอม และยังรวมไปถึงโลหะและเหมืองแร่อีกด้วย อันดับ 3 วิลล่า ลีโอโพลดา (Villa Leopolda) ภาพจาก celebritynetworth.com ที่ตั้ง : โกตดาซูร์, ชายฝั่งทะเลทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส มูลค่า : 2.7 หมื่นล้านบาท รายละเอียด : คฤหาสน์หลังมโหฬารตั้งอยู่บนพื้นที่ 50 เอเคอร์ ได้รับการขนานนามว่าเป็นสีเขียวเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่มีทั้งสระว่ายน้ำและบ้านสระว่ายน้ำ, ห้องครัวกลางแจ้ง, ลานจอดเฮลิคอปเตอร์และเกสต์เฮ้าส์ขนาดใหญ่ซึ่งใหญ่กว่าคฤหาสน์ของเศรษฐีส่วนใหญ่ซะอีก และคฤหาสน์หลังนี้ยังถูกใช้เป็นฉากในการถ่ายทำภาพยนตร์สุดคลาสสิกชื่อดังอย่าง ฮิตช์ค็อก (Hitchcock) ในปี 1955 (พ.ศ 2498) เจ้าของ : ลิลลี่ ซาฟรา (Lily Safra) นักสังคมสงเคราะห์ชาวบราซิล และยังเป็นแม่หม้าย อดีตภรรยาของวิลเลี่ยม วาฟรา นายธนาคารชาวเลบานอน ซึ่งเสียชีวิตภายในบ้านของคู่รักคู่หนึ่งหลังจากถูกลอบวางเพลิง อันดับ 2 แอนทิเลีย (Antilia) ภาพจาก india.com ที่ตั้ง : นครมุมไบ, ประเทศอินเดีย มูลค่า : 3.6 หมื่นล้านบาท รายละเอียด : บ้านพักส่วนตัวสมัยใหม่ของมหาเศรษฐีชาวมุมไบ เป็นทรงตึก 27 ชั้น บนพื้นที่ประมาณ 122 ตารางเมตร มีที่จอดรถชั้นใต้ดินถึง 6 ชั้น และมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ 3 ลาน โดยมีพนักงานรับใช้ประจำการอยู่ทั้งสิ้นกว่า 600 คนเลยทีเดียว เจ้าของ : มูเกช อัมบานี (Mukesh Ambani) บุคคลที่ได้ชื่อว่ารวยที่สุดและเป็นนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอินเดีย เขามีทรัพย์สินส่วนตัวมูลค่าประมาณ 856,400 ล้านบาท นอกจากนี้เขามีรายได้จากการเป็นเจ้าของบริษัทความเชื่อมั่นด้านอุตสาหกรรม บริษัทพลังงานและวัสดุ อันดับ 1 พระราชวังบักกิงแฮม (Buckingham Palace) ภาพจาก wikipedia ที่ตั้ง : กรุงดอนดอน, สหราชอาณาจักร มูลค่า : 5.6 หมื่นล้านบาท รายละเอียด : แม้ตามหลังโครงสร้างแล้วจะถือว่าเป็นบ้าน แต่แน่นอนว่าไม่ใช่สำหรับขาย เนื่องจากเป็นพระราชวังซึ่งเป็นที่ประทับของราชินีของอังกฤษ โดยประกอบไปด้วยห้องหับทั้งหมด 775 ห้อง แบ่งเป็นห้องรับรอง 19 ห้อง, ห้องนอน 52 ห้อง, ห้องพนักงาน 188 ห้อง, ห้องสำนักงาน 82 ห้อง และห้องน้ำอีก 78 ห้อง เจ้าของ : พระราชวังบักกิงแฮมเป็นที่ประทับเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษ ปัจจุบันเป็นของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ประธานเครือจักรภพและผู้ปกครองสูงสุดแห่งคริสตจักรแห่งอังกฤษ ตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495   ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพประกอบจาก Kapook.com
เลือกทำเลเปิดร้าน ทำธุรกิจอย่างไรดี

เลือกทำเลเปิดร้าน ทำธุรกิจอย่างไรดี

การจะลงมือทำธุรกิจ เปิดร้านค้าอะไรสักอย่าง ทำเลนับเป็นปัจจัยต้นๆ เลยทีเดียวที่เราต้องคำนึงถึง เพราะหากไม่คิดถึงทำเล จะกลายเป็นการทำ(ทิ้งทะ)เล ประมาณว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำนะครับ     1.ทำเลกลุ่มลูกค้าต้องมีคนเดินผ่านทั้งหน้า และหลัง   ควรที่จะมองเห็นได้ในหลายมุม เพราะจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายได้มากยิ่งขึ้น   2.ทำเลดีโบราณว่า ควรหลีกเลี่ยงทางสามแพร่ง    เพราะเนื่องจากทางฮวงจุ้ยแล้วถือว่าไม่ดีไม่เป็นมงคลจะทำให้ค้าขายไม่ดี   3.ทำเลดีไม่เปิดร้านโดดเดี่ยว ควรมีร้านค้าอื่นๆ ตั้งอยู่ในบริเวณนั้นด้วย    เป็นแหล่งที่ผู้คนเขาไปจับจ่ายซื้อของ ไม่ใช่เป็นร้านเดี่ยวๆ  ยิ่งเป็นแหล่งชุมชน เศรษฐกิจจะยิ่งดีมากยิ่งขึ้น เพราะผู้คนตั้งใจเข้ามาจับจ่ายใช้เงิน   4.ทำเลดีสามารถขยายพื้นที่ได้ในอนาคต   ต้องมองว่าธุรกิจมีโอกาสเติบโต เมื่อโตแล้วต้องขยายได้ หากพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยก็จะทำให้การขยายเป็นไปได้วยความยากลำบาก   5.ทำเลดีต้องมีที่จอดรถ หรือ คมนาคมสะดวก   เป็นเรื่องใหญ่มาก หากลูกค้ามาแล้วไม่มีที่จอดรถ หรือเดินทางมาด้วยความยากลำบาก จุดนี้เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงในอันดับต้นๆ   6.ทำเลดีต้องมีลูกค้า หรือ กลุ่มเป้าหมาย   ต้องรู้ว่าลูกค้าเราเป็นใคร เช่น ร้านกาแฟควรเปิดใกล้ออฟฟิศ อุปกรณ์การเรียนควรเปิดใกล้โรงเรียน มหาวิทยาลัย แต่ถ้าเป็นเครื่องสังฆภัณฑ์ ก็ควรอยู่ใกล้วัด เป็นต้น   7.ทำเลดี ต้องมีเงินทุน   ถ้าอยากได้ทำเลดีๆ ก็ต้องช้เงินเพื่อซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่กล่าวมา หากไม่มีทุนหรือกำลังทรัพย์มากพอ ก็ต้องขยับโซนออกไปย่านชานเมืองหน่อย แต่โอกาสในการสร้างรายได้ก็จะน้อยลง   8.ทำเลไม่ดีอย่าลืมใช้เทคโนโลยี การตลาดออนไลน์   หากเราอยู่ในจุดที่เสียเปรียบเรื่องทำเล ก็ไม่ใช่ว่าจะแย่ไปทั้งหมดนะครับ ลองนำการตลาดออนไลน์มาแทนทำเลที่ไม่สู้ดีนัก ถ้าทำดี ทำเลก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปนะครับ   8 แนวทางเบื้องต้นในการเลือกทำเลครับ แต่ใช่ว่าทำเลดีแล้วจะทำให้ธุรกิจจะรุ่งนะครับ ยังมีอีกหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินค้า การบริหารจัดการ คู่แข่งฯ ที่เราต้องเรียนรู้และพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้ธุรกิจเราสามารถเดินหน้าสร้างกำไรได้อย่างไรก็แล้วแต่ครับ “ทำเลดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” อย่างแน่นอนครับ   ขอบคุณแหล่งที่มา : https://taokaemai.com/how-to-select-location-for-business/   ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com
Vertical House บ้านเดี่ยวทำเลคอนโด

Vertical House บ้านเดี่ยวทำเลคอนโด

ทุกวันนี้ทำเลโครงการบ้านเดี่ยวอยู่ห่างออกไปไกลจากตัวเมืองไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ หลายโครงการต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นหลักเวลาเดินทางเข้า-ออก เพราะเรื่องของที่ดินที่ต้องมีพื้นที่ใหญ่มากพอที่จะสามารถนำมาพัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยวนั้นนับวันก็ยิ่งหายากกันเหลือเกินโดยเฉพาะทำเลกลางเมือง แต่ทุกวันนี้ยังมีโครงการบ้านเดี่ยวแบบที่เรียกกันว่า Vertical House เป็นโครงการที่สามารถตอบโจทย์ได้ดีทั้งเรื่องทำเล และยังเหมาะสำหรับคนที่ชอบอยู่บ้านเดี่ยวได้พื้นที่ใช้สอยเยอะๆ ด้วยค่ะ   Vertical House เป็นคำนิยามสำหรับบ้านเดี่ยวในลักษณะทรงสูงขึ้นไป เพราะอยู่ในที่ดินขนาดจำกัด จึงต้องขยายพื้นที่ใช้สอยด้วยการเพิ่มพื้นที่ในแนวสูงแทน ซึ่งโครงการประเภทนี้ในบ้านเรามักจะตั้งอยู่ในทำเลย่านกลางเมืองที่มีราคาที่ดินสูงทีเดียว และยังมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดจึงทำให้ต้องพัฒนาเป็นโครงการระดับลักชัวรี่ขึ้นไป โดยจะเห็นได้จากโครงการที่เรายกตัวอย่างมาให้ดูกันในบทความนี้ค่ะ   D8 จากบริษัท เดวา เรียลเอสเตท เดวา เรียลเอสเตท เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์น้องใหม่ที่ประเดิมโครงการแรกด้วยโครงการระดับ "Luxury Vertical House" ชื่อโครงการ D8 เป็นบ้านเดี่ยว 5 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 700 ตร.ม. 4 ห้องนอน 9 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 6 คัน มีทั้งลิฟท์, สระว่ายน้ำ และสวนย่อมส่วนตัวในบ้าน ทั้งหมด 6 ยูนิต ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 88 ติดกับทางพิเศษฉลองรัช ซึ่งมีการออกแบบมาสำหรับครอบครัวใหญ่ทั้ง 3 เจนเนอเรชั่น ให้ทุกคนในครอบครัวได้อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว ราคาประมาณ 39.9 ล้านบาท   LEROY Ruamrudee จากฮาบิแททกรุ๊ป ปกติแล้วฮาบิแททกรุ๊ปคือ Developer ที่พัฒนาโครงการอยู่ในพัทยา แต่ในปีนี้เป็นครั้งแรกที่มาชิมลางลงโครงการในกรุงเทพฯ กันบ้าง เริ่มด้วยโครงการบนทำเลสุดพรีเมี่ยมภายในซอยร่วมฤดี อย่าง LEROY Ruamrudee บ้านเดี่ยว 7 ชั้น 6 ห้องนอน ทั้งหมด 2 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยกว่า 2,160 ตร.ม. ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 108 ล้านบาท   zilhouette ทองหล่อ 25  จากบริษัทเปี่ยมสุข พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บ้านเดี่ยว 7 ชั้น ทั้งหมด 3 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 608 ตร.ม. 4-5 ห้องนอน 7-8 ห้องน้ำ จอดรถได้ 4-6 คัน ตัวอาคารล้อมรอบด้วยกระจก เน้นความโปร่งโล่ง สไตล์ Sophisticated Modern Luxury เน้นความเรียบหรู โมเดิร์น ใส่นวัตกรรมต่างๆ ลงไปมากมาย ที่ตั้งอยู่ซอยทองหล่อ 25 ราคาประมาณ 70 ล้านบาท   Arna Ekamai จากบริษัทดีเวล แกรนด์แอสเสท จำกัด บ้านเดี่ยว 3-4 ชั้น ทั้งหมด 11 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 390 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ จอดรถได้ 3-4 คัน โครงการตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 65 ซึ่งสามารถทะลุออกไปยังเอกมัยและซอยสุขุมวิท 71 ได้ ตัวอาคารออกแบบสไตล์โมเดิร์นเล่นกับแสงเงา ให้ได้รับแสงธรรมชาติ และความเป็นส่วนตัวมากที่สุด ราคาเริ่มต้น 32 ล้านบาท   เราจะสังเกตได้ว่า โครงการสไตล์ Vertical House มักจะถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่ สามารถอยู่อาศัยได้อย่างสะดวกสบายในทุกช่วงวัยของครอบครัว ตามมาด้วยที่จอดรถไม่ต่ำกว่า 3 คัน ซึ่งดูสมเหตุสมผลกับการอาศัยอยู่กันหลายคน โดยแต่ละยูนิตจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมาให้ในบ้านของตัวเองเลย เช่น ลิฟท์โดยสาร, สวนสีเขียว, สระว่ายน้ำ และห้องนอนก็มีห้องน้ำในตัวมาให้ทุกห้อง รวมถึงห้องนอน ห้องน้ำสำหรับแม่บ้านโดยเฉพาะจึงไม่จำเป็นจะต้องมีพื้นที่ส่วนกลางเหมือนโครงการบ้านเดี่ยวทั่วไป มาพร้อมดีไซน์อันเรียบง่ายสไตล์โมเดิร์น โดดเด่นที่ฟังก์ชั่นครบครัน   แม้ว่าโครงการลักษณะนี้จะยังถือว่ามีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับคอนโดมิเนียมในทำเล และราคาใน Segment เดียวกัน แต่เชื่อค่ะว่าจะทยอยเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ เพราะสามารถตอบโจทย์ได้ดีทั้งเรื่องของพื้นที่ใช้สอย ฟังก์ชั่น พื้นที่จอดรถ ความเป็นส่วนตัว และทำเล เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนกระเป๋าหนักค่ะ