เรื่องควรรู้ที่อยู่อาศัย

 

บทความแนะนำ

จะซื้อคอนโดทั้งที ทำไมต้องเลือก One9Five

เมื่ออสังหาริมทรัพย์กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การซื้อคอนโดมีเนียมสักแห่งไว้สำหรับอยู่อาศัยหรือปล่อยเช่าก็ถือว่าเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยต่อยอดให้สมบัติชิ้นนั้นมีมูลค่าสูงมากขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต แต่การซื้อคอนโดฯ ก็มีหลากหลายเรื่องให้ต้องคำนึงนะคะ บางคนอาจชั่งน้ำหนักไม่ถูกว่าระหว่างเรื่องการเดินทางสะดวกสบายใจกลางเมือง หรือดีไซน์สวยงาม ฟังก์ชั่นน่าใช้ พร้อมส่วนกลางแบบครบครัน ควรเลือกแบบไหนดีกว่ากัน แต่น่าจะดีที่สุดถ้าที่พักอาศัยหรือทรัพย์สินของเราจะรวมความต้องการเหล่านี้ไว้ได้ด้วยกันทั้งหมด ซึ่งทาง TC Development ก็ได้ rebranding ภาพลักษณ์องค์กรให้ดูหรูหรามากขึ้น ที่สำคัญยังเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุดในชื่อ “One9Five” Asoke – Rama 9 ภายใต้คอนเซ็ปต์ Luxury Life Curator รวบรวมความเป็นที่สุดของ Luxury ไว้ในสถานที่แห่งเดียว แต่จะมีความพิเศษและน่าสนใจแค่ไหน วันนี้ทีมงาน Review Your Living หาคำตอบว่าทำไมต้องเลือก One9Five มาให้แล้ว  1. ทำเลศักยภาพใจกลาง New CBDจุดเด่นของโครงการ ONE 9 FIVE อโศก-พระราม 9 คือปักหมุดบนทำเลศักยภาพ โดยที่ดินโครงการตั้งอยู่ติดถนนพระราม 9 ระหว่างแยกพระราม 9 และแยกอสมท ซึ่งโครงการจะอยู่ฝั่งมุ่งหน้าไปแยกอสมท ที่เลี้ยวขวาไปถนนเพชรอุทัยเพื่อขึ้นทางด่วนศรีรัชได้ในระยะ 600 เมตร แถมหน้าโครงการสามารถเดินมาขึ้น MRT พระราม 9 ทางออก 3 หรือทางออก G Tower เพียง 250 เมตร หรือแค่ 5 นาทีเท่านั้น นอกจากนี้ที่ MRT พระราม 9 ห่างออกไปเพียง 1 สถานี ที่สถานีศูนย์วัฒนธรรม ในอนาคตกำลังจะกลายเป็นจุด Interchange กับรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งเป็นสายที่วิ่งผ่านใจกลางเมืองโดยเชื่อมกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกกับตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน และยังห่างจากจุด Interchange กับ BTS อโศก เพียง 2 สถานี นับว่าเป็นทำเลที่เดินทางสะดวกสบายมากทั้งคนใช้และไม่ใช้รถ นอกจากนี้ตัวโครงการยังอยู่ห่างจากแยกพระราม 9 ที่ถือว่าเป็น NEW CBD ใจกลางเมืองที่มีมูลค่าการลงทุนสูงและโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพตอนนี้ เพราะเชื่อมต่อกับ CBD ชั้นในอย่าง อโศก และสุขุมวิท ซึ่งเป็นาจุดศูนย์รวมความเจริญและสิ่งอำนวยความสะดวกในตัวอยู่แล้ว โดยข้อได้เปรียบของทำเลคือสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีพระราม 9, แอร์พอร์ตลิงก์ และทางด่วน รวมถึงอาคารสำนักงาน, ศูนย์รวมห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง Central พระราม 9, Fortune Town และมีการลงทุนเมกะโปรเจ็คมากมาย 2. ฉีกรูปแบบงานดีไซน์ สร้างสรรค์จากทีม Designer ระดับท็อปของเมืองไทยนับว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ตื่นตาตื่นใจให้แก่วงการอสังหาริมทรัพย์ของไทยไม่ใช่น้อย ทั้งในแง่ของงานดีไซน์ที่ฉีกรูปแบบคอนโดเดิมๆ พัฒนา Re-Design ใหม่ทั้งหมด แถมยัง rebranding ภาพลักษณ์องค์กรให้ดูหรูหรามากขึ้น โดย “One9Five” อโศก – พระราม 9 เป็นโครงการที่ร่วมกันพัฒนาสร้างสรรค์จากทีม Designer ระดับแนวหน้าของเมืองไทย อย่าง Shma, LEOINTER และ PIA เรียกได้ว่าครบเครื่องทั้งเรื่องของ Architect, Interior และ Landscape จนสร้างเสียงฮือฮาให้กับวงการอสังหาฯ ตั้งแต่ยังไม่ได้ก่อสร้าง จึงทำให้มั่นใจว่าตัวโครงการจะต้องออกมาสวยงาม และโดดเด่นกว่าใครในย่าน อโศก - พระราม 9 แน่นอน 3. Spec เหนือความคาดหมายแน่นอนว่าเหตุผลในการตัดสินใจซื้อคอนโดฯ สักแห่ง คำตอบแรกก็คงเป็นเรื่องของทำเลที่ตั้ง แต่อยากให้พิจารณาให้ดีก่อนนะคะ เพราะองค์ประกอบอื่นอย่างการออกแบบทั้งภายนอกภายใน, การจัดวาง Layout, ขนาดห้อง, ฟังก์ชั่นการใช้งาน ไปจนถึง Spec ก็ล้วนแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น ซึ่งโครงการ “One9Five” อโศก – พระราม 9 ของ TC Development นี้ ก็ล้วนแต่ตอบโจทย์ความต้องการได้ดี ยิ่งเรื่องของงานดีไซน์ก็นับว่ามีความโดดเด่นและน่าสนใจมากที่สุด เพราะทุกพื้นที่ของโครงการในทุกตารางเมตรต่างได้รับการออกแบบจากเหล่า Designer ระดับท็อปของเมืองไทย ให้เป็นศูนย์รวม Luxury ไว้ในพื้นที่แห่งเดียวแล้ว ยังมอบวัสดุเกินมาตรฐานราคาใน Segment เดียวกันไปเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นพื้น Engineering wood, Air Conceal ฝังในฝ้า ซึ่งปกติแล้วจะมีให้เฉพาะคอนโดแบบ Super luxury segment เท่านั้น 4. จัดเต็มพื้นที่ส่วนกลาง กว่า 8.6 ไร่ในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางทางโครงการก็จัดเต็มแบบสุดๆ เรียกว่าครบครันมากทีเดียวค่ะ ซึ่งคอนเซ็ปต์ของพื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบโดยหลอมรวมความต้องการใช้ชีวิตแบบสังคมเข้ากับความเป็นส่วนตัว สู่รูปแบบของ Facility ที่มีทั้งฟังก์ชั่นการใช้งานร่วมกัน และแยกเป็นส่วนตัว เริ่มจากชั้น 1 เป็นพื้นที่ของ Grande Lobby , Private Mezzanine Lobby , Concierge Service Des , Lift Lobby , Mailbox Room , Laundry Room , Express Storage room , Public Restroom , Retails Shop Space เป็นต้น ชั้น 8 เป็นพื้นที่ของ Residential Lounge , Library Room , Game Room , Theatre Room , Golf Simulator Room , Fitness Center , Cross Fit Zone , Boxing Area , Yoga Zone , Private Spa , Locker Room , Kid’s Club ​, Pool Lounge  ซึ่งจะเชื่อมกันระหว่าง 2 ตึก  ชั้น 61 เป็นพื้นที่ของ Sky Residential Lounge , Private Sky lounge , Private Sky Meeting Room , Sky Bar 5. ราคาที่จับต้องได้ ไม่ว่าใครก็เอื้อมถึงจุดเด่นของ “One9Five” อโศก – พระราม 9 อยู่ที่การปักหมุดทำเลดีใกล้สถานีรถไฟฟ้า สรรสร้างเป็นคอนโดมิเนียมหรูในราคาคุ้มค่าให้ทุกคนสามารถจับจองได้ไม่ยาก โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 3.69 ล้านบาท เฉลี่ยทั้งโครงการที่ 165,000 บาท/ตารางเมตร สำหรับคนที่สนใจโครงการ : http://bit.ly/2LtIDHKโทร 02 245 0999

ทำเลทอง ล่าสุด

ไนท์แฟรงค์ประเทศไทยเจาะลึกทำเลทองหล่อ-เอกมัย

ไนท์แฟรงค์ประเทศไทยเจาะลึกทำเลทองหล่อ-เอกมัย

นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ทำเลศักยภาพบนถนนสุขุมวิท ย่านทองหล่อ-เอกมัยถูกจัดไว้ในอันดับต้นๆเสมอด้วยปัจจัยหนุนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางเมือง สามารถเข้าออกได้จากหลากหลายเส้นทางทั้งโดยรถยนต์ส่วนตัว รถไฟฟ้า BTS และรถโดยสารสาธารณะรูปแบบต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้นซอยเล็กซอยน้อยที่มีอยู่ในทองหล่อ-เอกมัย ยังช่วยให้เดินทางทะลุไปยังถนนเส้นสำคัญและซอยต่างๆได้มากมาย ทั้งถนนสุขุมวิทสายหลัก ถนนพระราม 4 ถนนเพชรบุรี ทางพิเศษศรีรัช ทางพิเศษฉลองรัช ซอยสุขุมวิท 49 สุขุมวิท 51 สุขุมวิท 53 และสุขุมวิท 71 (ปรีดี พนมยงค์) เป็นต้น กล่าวได้ว่าทำเลนี้เดินทางไปไหนมาไหนง่ายดายทั้งสำหรับผู้มีรถยนต์ส่วนตัวและผู้ที่ชื่นชอบการใช้บริการรถสาธารณะเลยทีเดียว ส่วนในอนาคต เมื่อรถไฟฟ้าสายสีเทาระยะที่ 1 (วัชรพล-ทองหล่อ) เปิดให้บริการ ก็จะช่วยเติมเต็มการคมนาคมในพื้นที่ทองหล่อ-เอกมัยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและส่งเสริมทำเลนี้ให้มีมูลค่าสูงกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว แผนภาพแสดงสิ่งอำนวยสะดวกต่างๆในทำเลทองหล่อ-เอกมัยและพื้นที่ใกล้เคียง ไม่เพียงสะดวกสบายในด้านการคมนาคมสัญจรเท่านั้น ทองหล่อ-เอกมัย ยังได้ชื่อว่าเป็นย่านซึ่งรวบรวมการใช้ชีวิตแบบ High-end Urban Living Lifestyle ที่ทันสมัยเหนือระดับไว้อย่างครบถ้วนเพื่อการใช้ชีวิตอย่างเพลิดเพลินสมบูรณ์แบบ ทั้งคอมมูนิตี้มอลล์ สปา ฟิตเนสและสถานออกกำลังกายสำหรับครอบครัว co-working space พื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ร้านเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน Art Gallery ตลอดจนร้านอาหารนานาชาติระดับพรีเมี่ยมและคาเฟ่หลากสไตล์ที่ตั้งอยู่สองฝั่งถนน รวมถึงในซอยย่อยอันสงบร่มรื่นแซมด้วยสีเขียวของต้นไม้ใบไม้ ให้บรรยากาศ Slow life และสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกวัยกำลังศึกษาเล่าเรียน ทองหล่อ-เอกมัยและพื้นที่ใกล้เคียงก็มีสถานศึกษาคุณภาพสูงและได้รับมาตรฐานระดับสากลหลายแห่งไว้รองรับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนอนุบาลนานาชาตินิวแบมบิโน โรงเรียนอนุบาลนานาชาติทรินิตี้ โรงเรียนอนุบาลนานาชาติโคบาโตะ โรงเรียนแอดเวนทีสเอกมัย โรงเรียนนานาชาติเวลส์ โรงเรียนนานาชาติเอกมัย ฯลฯ โดยสถานศึกษาเหล่านี้เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไปจนถึงอนุปริญญา นอกจากนี้ทำเลทองหล่อ-เอกมัยและพื้นที่ใกล้เคียงยังพรั่งพร้อมไปด้วยโรงพยาบาลชั้นนำที่มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ได้แก่ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท โรงพยาบาลคามิลเลียน โรงพยาบาลสุขุมวิท และโรงพยาบาลเพชรเวช ส่วนผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงก็สามารถใช้บริการโรงพยาบาลสัตว์ในพื้นที่ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย เช่น โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ โรงพยาบาลสัตว์เอกมัย โรงพยาบาลสัตว์สุขุมวิท 49 เป็นต้น ด้วยความครบครันทั้งด้านทำเลที่ตั้งและสิ่งอำนวยสะดวกระดับพรีเมี่ยมในพื้นที่นี่เอง จึงทำให้ทองหล่อ-เอกมัยดึงดูดผู้คนมากมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ที่ได้ชื่อว่าหรูหราและมีระดับที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ไม่เพียงเป็นย่านที่รุ่มรวยไปด้วยสีสันแห่งการใช้ชีวิต ทองหล่อ-เอกมัยยังเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของ Urban Lifestyle ด้วยที่พักอาศัยในรูปแบบคอนโดมิเนียมระดับ Hi-end และ Luxury กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ ผู้พักอาศัยในทำเลนี้นอกจากคนไทยที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตสะดวกสบายใจกลางเมืองอันรายล้อมไปด้วย facilities และ amenities ชั้นเยี่ยมแล้ว ยังมีชาวต่างชาติอีกเป็นจำนวนมากที่เลือก ทองหล่อ-เอกมัย เป็น “บ้าน” เนื่องจากย่านนี้มีความพร้อมสูงในทุกๆด้าน จึงสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้อยู่อาศัยได้อย่างไร้ข้อกังขา ความร้อนแรงของเอกมัย-ทองหล่อไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ เห็นได้ชัดจากการที่ยังมีร้านค้าใหม่ๆ ที่พักอาศัยใหม่ๆเกิดขึ้นในทำเลนี้อย่างต่อเนื่อง และนับวันย่านนี้จะทวีความเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของเมือง การได้เข้ามาใช้ชีวิตอย่างเต็มรูปแบบในทำเลทองอย่างทองหล่อ-เอกมัย โดยจับจองที่พักอาศัยฮอตฮิตอย่างคอนโดมิเนียมจึงนับเป็นเรื่องดีไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่เองหรือซื้อเพื่อลงทุนก็ล้วนคุ้มค่า เนื่องจากทำเลนี้เติบโตต่อเนื่องและแน่นอนว่าจะเป็นทำเลที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างท่วมท้นในอนาคต สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมทองหล่อ-เอกมัย ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่ศึกษาครอบคลุมตั้งแต่ถนนสุขุมวิทซอย 55 ถึงสุขุมวิทซอย 63 จากการสำรวจและวิจัยโดยทีมวิจัยอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด พบว่ามีอุปทานสะสมในพื้นที่นี้ตั้งแต่ปี 2551 ถึงครึ่งปีแรกของปี 2561 รวมทั้งสิ้น 6,112 หน่วย โดยปี 2554 เป็นปีที่มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดสูงสุดถึง 1,268 หน่วย เติบโตกว่า 365% เมื่อเทียบกับปี 2551 อย่างไรก็ตาม อุปทานใหม่ระหว่างปี 2555 – 2557 ได้ปรับตัวลดลงอยู่ในระดับคงตัวเฉลี่ย 330 หน่วยต่อปี และลดลงต่ำสุดเหลือเพียง 88 หน่วย ในปี 2558 ทั้งนี้ตลาดกลับมาคึกคักอีกครั้งในปี 2559-2560 มีอุปทานใหม่เข้ามาเฉลี่ย 914 หน่วยต่อปี ส่วนครึ่งปีแรกของปี 2561 มีคอนโดมิเนียมใหม่เข้าสู่ตลาด 220 หน่วย เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง ซึ่งคาดว่ามีอีกไม่ต่ำกว่า 2,800 หน่วย ที่จะทยอยเปิดตัวภายในปีนี้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น หมายความว่าปี 2561 ทั้งปีจะมีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดสูงถึง 3,000 หน่วย สูงที่สุดในรอบ 11 ปีเลยทีเดียว และเป็นที่น่าสังเกตว่ากว่า 40% ของคอนโดมิเนียมที่จะเปิดใหม่ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่เอกมัย ซึ่งเป็นสัญญาณค่อนข้างชัดเจนว่าทำเลนี้ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังแผ่ศักยภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยปัจจัยหนุนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งซึ่งรายล้อมด้วยสิ่งอำนวยสะดวกครบครัน นอกจากนี้ยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากทองหล่อ ในขณะที่ราคาสามารถเอื้อมถึงได้มากกว่า  ที่มา : ไนท์แฟรงค์ประเทศไทย
บ้านกลางเมือง The Edition เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์เมือง พระราม 9-พัฒนาการ เพียง 10 นาที*

บ้านกลางเมือง The Edition เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์เมือง พระราม 9-พัฒนาการ เพียง 10 นาที*

เมื่อเราพูดถึงบ้านสักหลัง สิ่งแรกที่ทุกคนจะต้องคำนึงถึงนั่นคือเรื่องของทำเลที่สามารถเดินทางได้สะดวก ใช้ทางด่วนเพื่อเข้าใจกลางเมืองได้ง่าย ขณะเดียวกันยังคงได้พื้นที่กว้างๆ ท่ามกลางความเงียบสงบ ร่มรื่นด้วยธรรมชาติรอบตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครๆ ต่างก็ใฝ่หาในช่วงเวลาส่วนตัว หากมีองค์ประกอบเหล่านี้รวมกันก็จะทำให้บ้านของเรานั้นสมบูรณ์แบบ และกลายเป็นสังคมคุณภาพในบ้านของเราเอง  ตั้งแต่มีการเดินหน้าเรื่อง EEC (Eastern Economic Corridor) กันอย่างจริงจังก็ดูเหมือนกับว่า อสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ โซนตะวันออกจะกลับมาคึกคักกันไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ทาวน์โฮม หรือคอนโดมิเนียมก็ตาม เพราะเป็นจุดที่เดินทางเชื่อมต่อเข้าเมืองได้ง่ายที่สุด และยังเดินทางไปภาคตะวันออกได้ใกล้ที่สุดแค่ชั่วโมงเดียวก็ถึงชลบุรีแล้ว เผลอๆ ใช้เวลาน้อยกว่าขับรถในกรุงเทพฯ เสียอีกใช่ไหมคะ ซึ่งถนนสายสำคัญที่สุดคงจะหนีไม่พ้นถนนกรุงเทพ–ชลบุรีสายใหม่ หรือที่เรียกกันติดปากกันว่ามอเตอร์เวย์ ซึ่งเริ่มต้นถนนจากการเชื่อมต่อจากทางพิเศษศรีรัช ช่วงถนนพระราม 9 ตัดกับถนนศรีนครินทร์ แล้วตรงยาวผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ ข้ามแม่น้ำบางปะกง แล้วเข้าสู่จ.ชลบุรี ไปจนสุดที่พัทยา รวมแล้วมีระยะทางประมาณ 125 กิโลเมตร โดยใครที่เคยขับรถบนถนนเส้นนี้ก็จะทราบกันดีค่ะว่าเป็นถนนที่ขับสบาย เพราะถนนกว้างถึง 8 เลน ไม่ว่าจะเข้าเมืองไปยังย่านพระราม 9 หรือจะออกนอกเมืองไปสนามบินสุวรรณภูมิ-ภาคตะวันออกก็สะดวกมากทีเดียวค่ะ และเชื่อว่าถนนสายนี้จะกลายเป็นหัวใจหลักทั้งในแง่ของการท่องเที่ยว และทางเศรษฐกิจอันกำลังรุดหน้าขึ้นเรื่อยๆ                   เหตุผลในความน่าสนใจไม่ได้มีเฉพาะตัวถนนกรุงเทพ–ชลบุรีสายใหม่ เท่านั้นนะคะ แต่ถนนพระราม 9 จากแยกพระราม 9 ไปจนเชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์ก็เป็นที่จับตามองในความเป็น New CBD มาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา เพราะความเพียบพร้อมรอบด้านไม่ว่าจะเป็นอาคารออฟฟิศเกรด A ศูนย์การค้าหลายแห่ง ตลาดนัดรถไฟขนาดใหญ่ สถานบันเทิง โรงพยาบาลชั้นนำ และความสะดวกในการเดินทางทั้งทางด่วนและระบบขนส่งสาธาณะ ส่งผลให้มีความเติบโตของเมืองอย่างก้าวกระโดด ซึ่งจะได้มอเตอร์เวย์ในการเชื่อมต่อความเติบโตนี้ส่งไปถึงโซน EEC ต่อไปได้ไม่ยาก    นอกจากผู้ที่ใช้รถใช้ถนนแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการเดินทางในกรุงเทพฯ ที่จะขาดไปเสียไม่ได้นั่นคือรถไฟฟ้า เพราะความรวดเร็วจะช่วยประหยัดเวลาได้ไม่น้อย ซึ่งยังมีอีกหลายโปรเจค หลายเส้นทางที่กำลังเร่งดำเนินการให้ครอบคลุมเส้นทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อบรรเทาความแออัดของการจราจรลง ซึ่งหากพูดถึงรถไฟฟ้าสายหลักของย่านนี้ก็คือ Airport Rail Link ที่เริ่มต้นสายเป็น Interchange กับ BTS สายสีเขียว สถานีพญาไท ไปสิ้นสุดสายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งสายนี้จะยิ่งทวีความสำคัญเมื่อมีการขยายเส้นทางนี้ขึ้น เป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน จากสนามบินดอนเมือง-สนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินอู่ตะเภา รวมระยะทาง 220 กิโลเมตร โดยจะวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 220 กม./ชม. ถือเป็น Mega Project ที่ไม่ไกลเกินรอคอย ซึ่งเมื่อเปิดให้บริการเมื่อไรก็จะใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ-สนามบินอู่ตะเภา ประมาณ 45 นาทีเท่านั้น นอกจากนี้เราจะไม่พูดถึงบริเวณสี่แยกพัฒนาไม่ได้ค่ะ เพราะในอนาคตจะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเดินทางออกไปได้หลากหลายเส้นทาง อาทิ Airport Rail Link กับรถไฟ สถานีหัวหมาก ที่เปิดให้บริการอยู่ทุกวันนี้แล้ว ในอนาคตกำลังจะเกิดรถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ทุกวันนี้ คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2563 และยังมีรถไฟชานเมืองสายตะวันออก-ตะวันตก(สายสีแดงอ่อน) ขณะนี้กำลังก่อสร้างช่วงระยะบางซื่อ-หัวหมาก แต่หากเสร็จสมบูรณ์ทั้งสายแล้วก็จะวิ่งตั้งแต่ จ.นครปฐม ช่วงศาลายา-ตลิ่งชัน-สะพานพระราม 6-บางซื่อ-พญาไท-หัวหมาก ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีจุดตัดกันอยู่ที่สี่แยกพัฒนาการแห่งนี้            บ้านกลางเมือง The edition พระราม9-พัฒนาการ โครงการใหม่จาก AP ที่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการได้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทำเลที่สามารถเข้าไปในย่าน New CBD อย่างพระราม 9 หรือจะเข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิก็ใช้เวลาเพียง 10 นาที และยังห่างจาก Airport Rail Link สถานีบ้านทับช้าง ประมาณ 2.5 กิโลเมตร ด้วยทำเลที่ตั้งของโครงการบนถนนคู่ขนานมอเตอร์เวย์ เดินทางสะดวกสบายทั้งเข้าเมืองด้วยทางพิเศษศรีรัช เพียง 10 นาทีก็ถึงแยกพัฒนาการ-พระราม9 และออกนอกเมืองโดยใช้มอเตอร์เวย์ได้สะดวก โดยสามารถเข้า-ออกโครงการได้ 2 เส้นทาง คือ -จากทางพิเศษศรีรัช เชื่อมต่อมอเตอร์เวย์ขาออก ออกทางคู่ขนานแล้วกลับรถบนสะพานเกือกม้า เมื่อลงสะพานกลับรถอีกครั้ง ตรงไปตามทางจนลอดใต้ถนนกาญจนาภิเษก ก็จะพบกับทางเข้าโครงการอยู่ทางขวามือ -จากแยกพัฒนาการ มาตามฝั่งขาออก เลี้ยวซ้ายลงถนนอ่อนนุชจนถึงแยกประเวศแล้วเลี้ยวซ้าย ผ่าน สน.ประเวศ เลี้ยวขวาผ่านหน้า dcondo แล้วไปตามทางลอดใต้ถนนกาญจนาภิเษก ก็จะพบกับทางเข้าโครงการอยู่ทางขวามือ   โครงการนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 18 ไร่ โดยมีให้เลือกทั้งบ้านแฝด แบบบ้าน NEW X-TREND 3 ชั้น 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ  3 คัน หน้ากว้าง 11.00 เมตร และทาวน์โฮม แบบบ้าน TERRARIA 3 ชั้น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน หน้ากว้าง 5.00 เมตร รวมทั้งหมด 118 ยูนิต ซึ่งทั้งตัวบ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางของโครงการ ที่แม้จะสร้างความหรูหราเพื่อคุณภาพชีวิตของลูกบ้านในโครงการ แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะใส่ธรรมชาติลงไปรอบโครงการ ไม่ว่าจะต้นไม้ใหญ่อันร่มรื่น หรือสนามหญ้าสีเขียวเพิ่มความสดชื่น สอดรับกับเส้นสายในส่วนของ Facility ที่ถูกดีไซน์เสมือนเป็นตัวแทนของสายลมพัดผ่านโครงการอยู่ตลอดเวลา บ้านแฝด NEW X-TREND 3 ชั้น 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ  3 คัน หน้ากว้าง 11.00 เมตร Facility ท่ามกลางธรรมชาติภายในโครงการ สิ่งอำนวยความสะดวกจะมีทั้ง อาคารสโมสรพร้อม Fitness, สระว่ายน้ำระบบเกลือ, สวนสาธารณะ, PLAYGROUND และ PET PARK พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา อย่างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง, ระบบ Access Card สำหรับเข้า-ออกโครงการ, ระบบ CCTV ทางเข้า-ออกโครงการ และกระจายตามจุดสำคัญรอบโครงการ เป็นต้น  ความกว้างขวาง หรูหราเหนือระดับ เป็นส่วนตัว ใน PENTHOUSE MASTER BEDROOM Living Room สถานที่พักผ่อนอย่างใกล้ชิดธรรมชาติสำหรับทุกคนในครอบครัว  เปิดจองครั้งแรกรอบ VVIP BOOKING วันที่ 21-22 ก.ค. 61 ในราคาเริ่มต้น 7.69 ล้านบาท ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ VVIP Privilege 100,000 บาท* >>> https://goo.gl/XA5NzA                     
ราคาที่ดินในกรุงเทพฯ พุ่งขึ้น 1,000% ในช่วง 30 ปี

ราคาที่ดินในกรุงเทพฯ พุ่งขึ้น 1,000% ในช่วง 30 ปี

ราคาที่ดินในย่านใจกลางกรุงเทพมหานครปรับตัวสูงขึ้นกว่า 1,000% นับจากปีพ.ศ. 2531 เมื่อซีบีอาร์อีเปิดสำนักงานในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมากในยุค “เอเชียไทเกอร์” ระหว่างปีพ.ศ. 2531 - 2539 ก่อนที่ตลาดจะหยุดชะงักเพราะวิกฤตการณ์ทางการเงินในปีพ.ศ. 2540   การเติบโตของราคาที่ดินเริ่มขยับสูงขึ้นในช่วงกลางทศวรรษปี 2540 และราคามีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสองปีที่ผ่านมาสำหรับที่ดินที่อยู่ในย่านใจกลางเมืองที่สำคัญหรือในซีบีดี   ในช่วงปลายทศวรรษปี 2520 ต่อเนื่องเข้าสู่ทศวรรษปี 2530  มีการซื้อขายที่ดินขนาดใหญ่ 2 แปลงด้วยกัน คือ ที่ดินขนาด 8 ไร่บนถนนสาทร โดยผู้พัฒนาเดิมของอาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ซื้อไปที่ราคาประมาณ 125,000 บาทต่อตารางวา และที่ดินขนาด 21-1-08 ไร่บนถนนวิทยุซึ่งเป็นบ้านของผู้จัดการธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดในยุคนั้น ขายให้กับกลุ่มเอ็มไทย มูลค่าที่ดินประมาณ 250,000 บาทต่อตารางวา ซึ่งปัจจุบันพัฒนาเป็นโครงการออลซีซั่น เพลส   สำหรับการขายที่ดินแปลงล่าสุดในย่านสารทร คือ ที่ดินขนาด 8 ไร่ของสถานทูตออสเตรเลีย ซึ่งขายไปด้วยราคาประมาณ 1.45 ล้านบาทต่อตารางวาในปีพ.ศ. 2560  และในย่านลุมพินี บริษัท เอสซี แอสเสท ซื้อที่ดินขนาด 880 ตารางวาบริเวณถนนหลังสวนด้วยมูลค่าประมาณ 3.1 ล้านบาทต่อตารางวา และการซื้อขายที่ดินที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยคือการขายที่ดินสถานทูตอังกฤษขนาด 23 ไร่ในปีพ.ศ. 2561 ให้แก่บริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลและฮ่องกงแลนด์   การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินนั้นไม่เหมือนกันทั้งหมด และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นยังเป็นไปตามรูปแบบการพัฒนาเมืองของกรุงเทพฯ    ในอดีตศูนย์กลางทางธุรกิจตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง และศูนย์ราชการตั้งอยู่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์   ในช่วงทศวรรษปี 2490 และ 2500 ศูนย์กลางทางธุรกิจได้ย้ายไปที่ถนนสีลมและถนนสุรวงศ์   กรุงเทพฯ เติบโตมากขึ้นในทศวรรษที่ 2510 และ 2520 แต่ยังไม่มีการกำหนดศูนย์กลางของเมืองอย่างชัดเจน และการพัฒนาได้ขยายตัวออกไปเพราะมีการสร้างถนนใหม่ๆ แต่ในปัจจุบันปัจจัยเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว  การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 ประการที่มีผลกับราคาที่ดิน คือ การเปิดและขยายระบบขนส่งมวลชน โดยรถไฟฟ้าบีทีเอสสายแรกเปิดให้บริการในปีพ.ศ. 2542 และรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินเข้มเปิดให้บริการในปีพ.ศ. 2547 ระบบขนส่งมวลชนดังกล่าวได้ทำให้วิถีชีวิตของคนในกรุงเทพฯ ทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป   ในช่วงปลายทศวรรษ 2560  กรุงเทพฯ จะมีระบบขนส่งมวลชนรวมระยะทางประมาณ 460 กิโลเมตร เปรียบเทียบกับกรุงลอนดอนที่มีระบบรถไฟใต้ดินรวมระยะทาง 402 กิโลเมตรความนิยมในระบบขนส่งมวลชนของกรุงเทพฯ ที่มีผู้ใช้มากกว่า 1.2 ล้านคนต่อวัน ได้ทำให้มูลค่าที่ดินที่อยู่ใกล้กับสถานีปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกสายหรือทุกสถานีที่จะได้รับความนิยมอย่างเท่าเทียมกัน  ส่วนหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดมูลค่าของที่ดินก็มาจากความนิยมของระบบขนส่งมวลชนแต่ละสายและแต่ละสถานี“ปัจจัยสำคัญอีกประการที่เป็นตัวกำหนดราคาที่ดิน ก็คือ ข้อกำหนดในเรื่องผังเมืองและพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ว่าด้วยเรื่องขนาดพื้นที่ที่สามารถสร้างได้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าถ้าสามารถสร้างพื้นที่ได้น้อย ราคาที่ดินก็จะไม่ปรับสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด” นางกุลวดี สว่างศรี กรรมการบริหาร หัวหน้าแผนกการลงทุนและที่ดิน  ซีบีอาร์อี ประเทศไทยกล่าวข้อกำหนดในเรื่องผังเมืองและการควบคุมการก่อสร้างอาคารมีความเข้มงวดและซับซ้อนมากขึ้น และในปัจจุบันได้กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการกำหนดราคาที่ดินในช่วงทศวรรษปี 2520 และ 2530 กรุงเทพฯ ได้ขยายตัวออกไปมากขึ้น แต่ในช่วงทศวรรษปี 2540 กรุงเทพฯ ได้กลายเป็นเมืองที่ความเจริญรวมเข้าสู่ศูนย์กลางมากขึ้น ด้วยการเกิดขึ้นของอาคารชุดพักอาศัยแนวสูงและการเติบโตของพื้นที่สำนักงานที่ทันสมัย   พื้นที่ใจกลางเมืองได้รับการกำหนดขอบเขตไว้อย่างชัดเจนมากขึ้น และเกิดการพัฒนาโครงการรอบใหม่บนพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์มากนัก เช่น ที่ดินขนาด 105 ไร่ที่เป็นที่ตั้งของโครงการวัน แบงค็อก บริเวณหัวมุมถนนพระราม 4 ตัดกับถนนวิทยุราคาที่ดินเริ่มมีสัดส่วนที่สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับต้นทุนโดยรวมในการพัฒนาโครงการ เนื่องจากราคาที่ดินมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วกว่าค่าก่อสร้าง   มูลค่าโดยรวมในการพัฒนาโครงการได้เพิ่มสูงขึ้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้คอนโดมิเนียมมีราคาขายที่แพงขึ้นและทำให้จำเป็นต้องมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้โครงการที่มีรายได้จากค่าเช่าสามารถเกิดขึ้นได้ซีบีอาร์อีคาดการณ์ว่า ที่ดินในย่านใจกลางกรุงเทพฯ จะยังคงเป็นทำเลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดต่อไปในการพัฒนาโรงแรม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และอาคารประเภทอื่น ๆ เช่น โรงพยาบาล เป็นต้น    กรุงเทพฯ จะมีการกำหนดขอบเขตพื้นที่ใจกลางเมืองที่ชัดเจนมากขึ้น และการพัฒนาโครงการจะขยายตัวไปตามเส้นทางการเดินรถของระบบขนส่งมวลชนบริเวณรอบสถานีการที่ราคาที่ดินจะปรับตัวสูงขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับระดับความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ และผลตอบแทนที่จะได้รับจากการพัฒนาโครงการ  ซึ่งจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าสามารถพัฒนาโครงการอะไรได้ และในระดับราคาใดที่ลูกค้ามีกำลังในการซื้อหรือการเช่าเมื่อโครงการแล้วเสร็จเนื่องจากที่ดินแบบมีกรรมสิทธิ์เต็มหรือฟรีโฮลด์ในย่านใจกลางเมืองที่มีศักยภาพในการพัฒนานั้น มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ   ซีบีอาร์อีจึงคาดว่าราคาที่ดินจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในบางครั้ง ที่ดินมีราคาสูงกว่ามูลค่ารวมของอาคารที่ตั้งอยู่บนแปลงที่ดิน  และเราจะได้เห็นว่ามีอาคารเก่าถูกรื้อถอนและมีการพัฒนาโครงการขึ้นใหม่บนที่ดินแปลงเดิมมากขึ้นเราได้เริ่มเห็นการรื้อถอนอาคารเคี่ยนหงวน ทาวเวอร์ 1 บนถนนวิทยุ และอาคารวานิสสา บนถนนชิดลม  รวมทั้งแผนการรื้อถอนโรงแรมดุสิตธานีและปรับปรุงพื้นที่ใหม่  แต่จนถึงขณะนี้ การรื้อถอนเกิดขึ้นกับอาคารที่มีเจ้าของเดียวเท่านั้นในปัจจุบัน กฎหมายอาคารชุดกำหนดให้เจ้าของร่วมต้องเห็นชอบร่วมกันทั้ง 100% ที่จะเพิกถอนอาคารเพื่อให้สามารถขายอาคารและนำมาพัฒนาใหม่ได้ ซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านเราแม้ว่าปัจจุบันจะมีคอนโดมิเนียมบางแห่งที่มูลค่าของทุกยูนิตรวมกันจะมีมูลค่าน้อยกว่าการถือครองที่ดินเปล่าที่ใช้สร้างคอนโดมิเนียมนั้นก็ตาม การขายยูนิตทั้งหมดและนำมาพัฒนาขึ้นใหม่ได้เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ซึ่งจำนวนเจ้าของร่วมที่ต้องเห็นชอบร่วมกันในการขายทั้งอาคารมีสัดส่วนที่น้อยกว่าของไทยซีบีอาร์อีมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะได้รับความเห็นชอบทั้ง 100% จากเจ้าของร่วมในกรุงเทพฯ ในการขายห้องชุดทั้งหมดให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์"สมมติว่าข้อกำหนดด้านผังเมืองไม่มีการเปลี่ยนแปลง และขนาดพื้นที่ที่สามารถสร้างขึ้นได้ยังคงเหมือนเดิม ที่ดินในย่านซีบีดีของกรุงเทพฯ มีแนวโน้มที่จะปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง" นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวสรุปการปรับขึ้นราคาที่ดินจะไม่อยู่ในระดับที่คงที่ และจะมีความสอดคล้องกับวัฏจักรทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

บทความเชิงวิเคราะห์ ล่าสุด

ไนท์แฟรงค์ประเทศไทยเจาะลึกทำเลทองหล่อ-เอกมัย

ไนท์แฟรงค์ประเทศไทยเจาะลึกทำเลทองหล่อ-เอกมัย

นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ทำเลศักยภาพบนถนนสุขุมวิท ย่านทองหล่อ-เอกมัยถูกจัดไว้ในอันดับต้นๆเสมอด้วยปัจจัยหนุนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางเมือง สามารถเข้าออกได้จากหลากหลายเส้นทางทั้งโดยรถยนต์ส่วนตัว รถไฟฟ้า BTS และรถโดยสารสาธารณะรูปแบบต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้นซอยเล็กซอยน้อยที่มีอยู่ในทองหล่อ-เอกมัย ยังช่วยให้เดินทางทะลุไปยังถนนเส้นสำคัญและซอยต่างๆได้มากมาย ทั้งถนนสุขุมวิทสายหลัก ถนนพระราม 4 ถนนเพชรบุรี ทางพิเศษศรีรัช ทางพิเศษฉลองรัช ซอยสุขุมวิท 49 สุขุมวิท 51 สุขุมวิท 53 และสุขุมวิท 71 (ปรีดี พนมยงค์) เป็นต้น กล่าวได้ว่าทำเลนี้เดินทางไปไหนมาไหนง่ายดายทั้งสำหรับผู้มีรถยนต์ส่วนตัวและผู้ที่ชื่นชอบการใช้บริการรถสาธารณะเลยทีเดียว ส่วนในอนาคต เมื่อรถไฟฟ้าสายสีเทาระยะที่ 1 (วัชรพล-ทองหล่อ) เปิดให้บริการ ก็จะช่วยเติมเต็มการคมนาคมในพื้นที่ทองหล่อ-เอกมัยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและส่งเสริมทำเลนี้ให้มีมูลค่าสูงกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว แผนภาพแสดงสิ่งอำนวยสะดวกต่างๆในทำเลทองหล่อ-เอกมัยและพื้นที่ใกล้เคียง ไม่เพียงสะดวกสบายในด้านการคมนาคมสัญจรเท่านั้น ทองหล่อ-เอกมัย ยังได้ชื่อว่าเป็นย่านซึ่งรวบรวมการใช้ชีวิตแบบ High-end Urban Living Lifestyle ที่ทันสมัยเหนือระดับไว้อย่างครบถ้วนเพื่อการใช้ชีวิตอย่างเพลิดเพลินสมบูรณ์แบบ ทั้งคอมมูนิตี้มอลล์ สปา ฟิตเนสและสถานออกกำลังกายสำหรับครอบครัว co-working space พื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ร้านเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน Art Gallery ตลอดจนร้านอาหารนานาชาติระดับพรีเมี่ยมและคาเฟ่หลากสไตล์ที่ตั้งอยู่สองฝั่งถนน รวมถึงในซอยย่อยอันสงบร่มรื่นแซมด้วยสีเขียวของต้นไม้ใบไม้ ให้บรรยากาศ Slow life และสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกวัยกำลังศึกษาเล่าเรียน ทองหล่อ-เอกมัยและพื้นที่ใกล้เคียงก็มีสถานศึกษาคุณภาพสูงและได้รับมาตรฐานระดับสากลหลายแห่งไว้รองรับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนอนุบาลนานาชาตินิวแบมบิโน โรงเรียนอนุบาลนานาชาติทรินิตี้ โรงเรียนอนุบาลนานาชาติโคบาโตะ โรงเรียนแอดเวนทีสเอกมัย โรงเรียนนานาชาติเวลส์ โรงเรียนนานาชาติเอกมัย ฯลฯ โดยสถานศึกษาเหล่านี้เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไปจนถึงอนุปริญญา นอกจากนี้ทำเลทองหล่อ-เอกมัยและพื้นที่ใกล้เคียงยังพรั่งพร้อมไปด้วยโรงพยาบาลชั้นนำที่มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ได้แก่ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท โรงพยาบาลคามิลเลียน โรงพยาบาลสุขุมวิท และโรงพยาบาลเพชรเวช ส่วนผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงก็สามารถใช้บริการโรงพยาบาลสัตว์ในพื้นที่ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย เช่น โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ โรงพยาบาลสัตว์เอกมัย โรงพยาบาลสัตว์สุขุมวิท 49 เป็นต้น ด้วยความครบครันทั้งด้านทำเลที่ตั้งและสิ่งอำนวยสะดวกระดับพรีเมี่ยมในพื้นที่นี่เอง จึงทำให้ทองหล่อ-เอกมัยดึงดูดผู้คนมากมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ที่ได้ชื่อว่าหรูหราและมีระดับที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ไม่เพียงเป็นย่านที่รุ่มรวยไปด้วยสีสันแห่งการใช้ชีวิต ทองหล่อ-เอกมัยยังเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของ Urban Lifestyle ด้วยที่พักอาศัยในรูปแบบคอนโดมิเนียมระดับ Hi-end และ Luxury กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ ผู้พักอาศัยในทำเลนี้นอกจากคนไทยที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตสะดวกสบายใจกลางเมืองอันรายล้อมไปด้วย facilities และ amenities ชั้นเยี่ยมแล้ว ยังมีชาวต่างชาติอีกเป็นจำนวนมากที่เลือก ทองหล่อ-เอกมัย เป็น “บ้าน” เนื่องจากย่านนี้มีความพร้อมสูงในทุกๆด้าน จึงสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้อยู่อาศัยได้อย่างไร้ข้อกังขา ความร้อนแรงของเอกมัย-ทองหล่อไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ เห็นได้ชัดจากการที่ยังมีร้านค้าใหม่ๆ ที่พักอาศัยใหม่ๆเกิดขึ้นในทำเลนี้อย่างต่อเนื่อง และนับวันย่านนี้จะทวีความเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของเมือง การได้เข้ามาใช้ชีวิตอย่างเต็มรูปแบบในทำเลทองอย่างทองหล่อ-เอกมัย โดยจับจองที่พักอาศัยฮอตฮิตอย่างคอนโดมิเนียมจึงนับเป็นเรื่องดีไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่เองหรือซื้อเพื่อลงทุนก็ล้วนคุ้มค่า เนื่องจากทำเลนี้เติบโตต่อเนื่องและแน่นอนว่าจะเป็นทำเลที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างท่วมท้นในอนาคต สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมทองหล่อ-เอกมัย ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่ศึกษาครอบคลุมตั้งแต่ถนนสุขุมวิทซอย 55 ถึงสุขุมวิทซอย 63 จากการสำรวจและวิจัยโดยทีมวิจัยอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด พบว่ามีอุปทานสะสมในพื้นที่นี้ตั้งแต่ปี 2551 ถึงครึ่งปีแรกของปี 2561 รวมทั้งสิ้น 6,112 หน่วย โดยปี 2554 เป็นปีที่มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดสูงสุดถึง 1,268 หน่วย เติบโตกว่า 365% เมื่อเทียบกับปี 2551 อย่างไรก็ตาม อุปทานใหม่ระหว่างปี 2555 – 2557 ได้ปรับตัวลดลงอยู่ในระดับคงตัวเฉลี่ย 330 หน่วยต่อปี และลดลงต่ำสุดเหลือเพียง 88 หน่วย ในปี 2558 ทั้งนี้ตลาดกลับมาคึกคักอีกครั้งในปี 2559-2560 มีอุปทานใหม่เข้ามาเฉลี่ย 914 หน่วยต่อปี ส่วนครึ่งปีแรกของปี 2561 มีคอนโดมิเนียมใหม่เข้าสู่ตลาด 220 หน่วย เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง ซึ่งคาดว่ามีอีกไม่ต่ำกว่า 2,800 หน่วย ที่จะทยอยเปิดตัวภายในปีนี้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น หมายความว่าปี 2561 ทั้งปีจะมีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดสูงถึง 3,000 หน่วย สูงที่สุดในรอบ 11 ปีเลยทีเดียว และเป็นที่น่าสังเกตว่ากว่า 40% ของคอนโดมิเนียมที่จะเปิดใหม่ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่เอกมัย ซึ่งเป็นสัญญาณค่อนข้างชัดเจนว่าทำเลนี้ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังแผ่ศักยภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยปัจจัยหนุนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งซึ่งรายล้อมด้วยสิ่งอำนวยสะดวกครบครัน นอกจากนี้ยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากทองหล่อ ในขณะที่ราคาสามารถเอื้อมถึงได้มากกว่า  ที่มา : ไนท์แฟรงค์ประเทศไทย
BTS เสียบ่อย แล้วคอนโดติดรถไฟฟ้ายังจำเป็นอยู่ไหม

BTS เสียบ่อย แล้วคอนโดติดรถไฟฟ้ายังจำเป็นอยู่ไหม

โอ้โห!!! BTS เสียทั้งวันทั้งคืนมา 3 วันรวด แถมล่าสุดพ่วงมาด้วย MRT ก็เสียไปด้วยอีก เหล่ามนุษย์ออฟฟิศทั้งหลายก็ได้แต่ถอนใจ ทำอะไรไม่ได้นอกจากโวยวายผ่านโซเชียลกันสนั่น เมื่อเป็นเช่นนี้หลายคนที่เคยหวังให้รถไฟฟ้าเป็นการเดินทางหลักที่จะช่วยให้ชีวิตแสนสะดวกสบายในเมืองกรุงก็เป็นอันพังทลายในพริบตา แล้วแบบนี้หากคิดจะลงทุนควักเงินซื้อคอนโดราคาแสนแพงติดสถานีรถไฟฟ้ายังจำเป็นอยู่หรือไม่  ระบบคมนาคมขนส่งในบ้านเราเป็นที่ทราบกันดีว่า “ยังไม่มีอะไรสมบูรณ์พร้อม” จริงไหมคะ รถเมล์ก็รอนานกว่าจะมาแต่ละสาย วินมอเตอร์ไซค์ก็เรียกค่าโดยสารแพง แท็กซี่ก็ช่างเลือก เรือด่วนเจ้าพระยา เรือคลองแสนแสบก็มีเส้นทางไม่ครอบคลุมมากนัก พอเก็บเงินซื้อรถยนต์หวังความสะดวกสบาย แต่ต้องติดอยู่บนถนนหลายชั่วโมง ซึ่งถ้านับเวลาที่อยู่บนถนนก็สามารถขับรถออกต่างจังหวัดได้เลยใช่ไหมคะ สุดท้ายรถไฟฟ้าจึงเป็นทางเลือกที่ประหยัดเวลาที่สุดสำหรับการเดินทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑลบางช่วงที่รถไฟฟ้าเข้าถึง หากไม่เกิดเหตุการณ์เสียบ่อยในชั่วโมงเร่งด่วนเช่นนี้  ในส่วนของคอนโดมิเนียมหลายโครงการก็พยายามหาทำเลเหมาะๆ ใกล้สถานี เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตอันเร่งรีบ แบบที่ลงมาจากคอนโดปุ๊บ เดินอีกไม่กี่ก้าวก็ขึ้นสถานีรถไฟฟ้าไปทำงานได้เลย ประหยัดเวลาไปได้อีกเยอะเลยค่ะ แต่หากสถาณการณ์รถไฟฟ้าในปัจจุบันยังไม่สู้ดีอยู่  เช่นนี้ ประกอบกับราคาคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าอันแสนแพง เราก็คงอาจจะต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองกันใหม่ว่า คอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราจริงหรือไม่ เพราะสิ่งที่พอจะเป็นทางออกของการเดินทางในกรุงเทพฯ ได้ในขณะนี้ คือนอกจากจะต้องเผื่อเวลาการเดินทาง ก็ต้องวางแผนการเดินทางเอาไว้หลากหลายเส้นทางด้วย เช่น ใครที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวถ้าใช้การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเป็นหลัก ก็อาจจะต้องหาโครงการที่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าไปพร้อมๆ กับมีป้ายรถเมล์ วินมอเตอร์ไซค์อยู่ใกล้ๆ ไปด้วย แต่ถ้าใครใช้รถยนต์  ส่วนตัว นอกจากจะมองหาคอนโดมิเนียมที่ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนแล้ว ก็ต้องสามารถเลือกไปขึ้นรถไฟฟ้าได้ด้วยเป็นแผนสำรองในบางวันเอาไว้ หรือจะเลือกอยู่คอนโดมิเนียมใกล้กับออฟฟิศไปเลยก็น่าสนใจนะคะ จะได้ตัดปัญหาเรื่องการเดินทางออกไปเลย สุดท้ายแล้วคอนโดมิเนียมทำเลดี ไม่ได้หมายความว่าจะต้องติดสถานีรถไฟฟ้าให้มากที่สุดเสมอไป แต่คอนโดมิเนียมที่ตั้งบนทำเลอัน  เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ตัวผู้อยู่อาศัยเองจริงๆ มากกว่า ถึงจะเรียกว่าเป็นคอนโดมิเนียมทำเลดีที่สุดสำหรับตัวเราเอง ฉะนั้นก็ลองถาม  ความต้องการของตัวเองดูให้ดีค่ะ ว่าโครงการทำเลไหนจึงจะตอบโจทย์เราได้มากที่สุด
ความน่าสนใจของคอนโดมิเนียมรีเซล

ความน่าสนใจของคอนโดมิเนียมรีเซล

เมื่อไม่นานมานี้ทีมงาน Reviewyourliving ได้มีโอกาสเข้าไปนั่งพูดคุยกับทางผู้บริหารจาก Bangkok Citismart เอเจ้นท์อันดับ 1 ของวงการ  รีเซลคอนโดมิเนียม ซึ่ง ณ วันนี้ตลาดรีเซลคอนโดมิเนียมจะเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งในแง่ของผู้อยู่อาศัยเองและนักลงทุน เรานำข้อมูลเหล่านั้นมาฝากกันค่ะ  คำถามยอดนิยมที่ว่า “ซื้อคอนโดอย่างไรให้ได้ราคาดีที่สุด” คำตอบที่มักจะได้นั่นคือ ซื้อช่วง Pre Sale เพราะนอกจากจะมีโอกาสเลือกยูนิตที่หมายตาเอาไว้ได้ (ถ้าจองทันนะคะ) ก็ยังขึ้นชื่อว่าได้ห้องแบบมือหนึ่งจริงๆ เนื่องจากหลังจากเสร็จสิ้นช่วง Pre Sale อันแสนโหดจากการต้องแย่งชิงต่อคิวกันตั้งแต่เช้า หรือความเร็วในการกดจองออนไลน์ หลังจากนั้นก็จะเกิดการบวกราคาเพิ่มจากนักลงทุนเก็งกำไรทั้งในระยะสั้น-ระยะยาว ทำให้ราคารีเซลสูงขึ้นอีกเป็นหลักแสนบาท แต่เชื่อไหมคะว่าสมัยนี้คอนโดมิเนียมรีเซลกลับมีราคาถูกกว่าโครงการขึ้นใหม่หลายแห่งเสียอีก การซื้อคอนโดมิเนียมช่วง Pre Sale นั้นหมายถึงการซื้อโดยที่ยังไม่ได้เห็นของจริงว่าออกมาเป็นอย่างไร จะเหมือนกับที่โฆษณาเอาไว้หรือไม่ อีกอย่างคือเราไม่อาจทราบได้ว่าเมื่อเข้าไปอยู่อาศัยจริงแล้วจะมีการจัดการภายในจากนิติบุคคลดีแค่ไหน เพื่อนบ้านของเราเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้ก็เหมือนกับการเสี่ยงดวงกันเอาว่าสุดท้ายแล้วคอนโดมิเนียมแห่งนั้นจะมีองค์ประกอบต่างๆ ทำให้เกิดเป็นสังคมที่มีคุณภาพหรือไม่ แตกต่างจากคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ เราจะสามารถได้ดูห้องจริงบนอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว ได้เห็นวิว เห็นทิศทางจริงจากยูนิตที่เราต้องการได้เลย ได้เห็นส่วนกลางจริง ได้สัมผัสบรรยากาศความเป็นอยู่ทั้งในคอนโดมิเนียมเอง และสภาพแวดล้อมรอบข้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีผลต่อความน่าอยู่อาศัย รวมถึงราคาของคอนโดมิเนียมในอนาคต ซึ่งเมื่อเห็นสภาพจริงแล้วเราก็สามารถประเมินได้เองคร่าวๆ  ระยะ 1-2 ปีมานี้ เราจะสังเกตได้ว่าคอนโดมิเนียมโปรเจคใหม่ๆ มักจะเกิดขึ้นในระดับตั้งแต่ Luxury ขึ้นไป เนื่องจากต้นทุนในแง่ของราคากับความจำกัดของที่ดินใจกลางเมืองติดรถไฟฟ้า ประกอบกับการจับกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีกำลังซื้อสูงรวมถึงลูกค้าชาวต่างชาติ ด้วยปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้ราคาคอนโดมิเนียมสูงขึ้นเช่นทุกวันนี้ สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นผู้อยู่อาศัยเองหรือคนลงทุนก็จะกลับมามองราคาในระดับที่ตัวเองรับได้จริงๆ ซึ่งเป็นจุดนี้เองที่คนจะหันกลับมามองคอนโดรีเซล โดยเฉพาะในนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่หันมาเก็บเกี่ยวกำไรจาก Rental Yield กันมากขึ้นกว่าการหวัง Capital Gain เพียงอย่างเดียวแบบสมัยก่อน แต่ปัจจุบันด้วยราคาคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 10%/ปี ต่างจากราคาคอนโดรีเซลประมาณ 10-20% แต่ด้วยราคาค่าเช่าจะมีการขยับเพิ่มขึ้นไม่ถึง 5%/ปี เท่านั้น ส่งผลให้ภาพรวมของ Rental Yield ลดลง ซึ่งเรื่องนี้เป็นจุดที่น่าสนใจนะคะ เพราะในทางกลับกันหากซื้อโครงการรีเซล อาจจะได้ Rental Yield มากกว่าปล่อยเช่าในโครงการใหม่เสียอีก ยกตัวอย่างเช่น คอนโดมิเนียมโซนพร้อมพงษ์-ทองหล่อ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าจะมีการถูกเช่าอยู่ตลอด โดยเฉพาะ  ชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอย่างญี่ปุ่น และชาวตะวันตก ซึ่งทุกวันนี้ได้ Rental Yield เฉลี่ยที่ 7-8% ขณะที่โครงการเกิดขึ้นใหม่ในโซนเดียวกันกลับได้ ไม่ถึง 5% เพราะราคาคอนโดมิเนียมซึ่งเป็นต้นทุนสูงขึ้นนั่นเองค่ะ นั่นหมายความว่ากลุ่มนักลงทุนปล่อยเช่าหลายรายก็ย่อมที่จะต้องกลับมามองคอนโดมิเนียมรีเซลที่เก็บเกี่ยว Rental Yield ได้มากกว่า และยังสร้าง Capital Gain ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องได้ด้วย คอนโดรีเซลก็มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ ซึ่งหากเรามีการซื้อ-ขายผ่านเอเจ้นท์ที่น่าเชื่อถือก็จะเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และยังสามารถให้คำแนะนำได้สำหรับผู้อยู่อาศัยเองหรือนักลงทุนมือใหม่ก็ตาม ถือเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่สนใจคอนโดมิเนียม     ทีเดียวค่ะ  ข้อมูลจาก : Bangkok Citismart  (Professional Property Agent)     

บทความให้ความรู้ ล่าสุด

จะซื้อคอนโดทั้งที ทำไมต้องเลือก One9Five

จะซื้อคอนโดทั้งที ทำไมต้องเลือก One9Five

เมื่ออสังหาริมทรัพย์กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การซื้อคอนโดมีเนียมสักแห่งไว้สำหรับอยู่อาศัยหรือปล่อยเช่าก็ถือว่าเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยต่อยอดให้สมบัติชิ้นนั้นมีมูลค่าสูงมากขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต แต่การซื้อคอนโดฯ ก็มีหลากหลายเรื่องให้ต้องคำนึงนะคะ บางคนอาจชั่งน้ำหนักไม่ถูกว่าระหว่างเรื่องการเดินทางสะดวกสบายใจกลางเมือง หรือดีไซน์สวยงาม ฟังก์ชั่นน่าใช้ พร้อมส่วนกลางแบบครบครัน ควรเลือกแบบไหนดีกว่ากัน แต่น่าจะดีที่สุดถ้าที่พักอาศัยหรือทรัพย์สินของเราจะรวมความต้องการเหล่านี้ไว้ได้ด้วยกันทั้งหมด ซึ่งทาง TC Development ก็ได้ rebranding ภาพลักษณ์องค์กรให้ดูหรูหรามากขึ้น ที่สำคัญยังเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุดในชื่อ “One9Five” Asoke – Rama 9 ภายใต้คอนเซ็ปต์ Luxury Life Curator รวบรวมความเป็นที่สุดของ Luxury ไว้ในสถานที่แห่งเดียว แต่จะมีความพิเศษและน่าสนใจแค่ไหน วันนี้ทีมงาน Review Your Living หาคำตอบว่าทำไมต้องเลือก One9Five มาให้แล้ว  1. ทำเลศักยภาพใจกลาง New CBDจุดเด่นของโครงการ ONE 9 FIVE อโศก-พระราม 9 คือปักหมุดบนทำเลศักยภาพ โดยที่ดินโครงการตั้งอยู่ติดถนนพระราม 9 ระหว่างแยกพระราม 9 และแยกอสมท ซึ่งโครงการจะอยู่ฝั่งมุ่งหน้าไปแยกอสมท ที่เลี้ยวขวาไปถนนเพชรอุทัยเพื่อขึ้นทางด่วนศรีรัชได้ในระยะ 600 เมตร แถมหน้าโครงการสามารถเดินมาขึ้น MRT พระราม 9 ทางออก 3 หรือทางออก G Tower เพียง 250 เมตร หรือแค่ 5 นาทีเท่านั้น นอกจากนี้ที่ MRT พระราม 9 ห่างออกไปเพียง 1 สถานี ที่สถานีศูนย์วัฒนธรรม ในอนาคตกำลังจะกลายเป็นจุด Interchange กับรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งเป็นสายที่วิ่งผ่านใจกลางเมืองโดยเชื่อมกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกกับตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน และยังห่างจากจุด Interchange กับ BTS อโศก เพียง 2 สถานี นับว่าเป็นทำเลที่เดินทางสะดวกสบายมากทั้งคนใช้และไม่ใช้รถ นอกจากนี้ตัวโครงการยังอยู่ห่างจากแยกพระราม 9 ที่ถือว่าเป็น NEW CBD ใจกลางเมืองที่มีมูลค่าการลงทุนสูงและโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพตอนนี้ เพราะเชื่อมต่อกับ CBD ชั้นในอย่าง อโศก และสุขุมวิท ซึ่งเป็นาจุดศูนย์รวมความเจริญและสิ่งอำนวยความสะดวกในตัวอยู่แล้ว โดยข้อได้เปรียบของทำเลคือสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีพระราม 9, แอร์พอร์ตลิงก์ และทางด่วน รวมถึงอาคารสำนักงาน, ศูนย์รวมห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง Central พระราม 9, Fortune Town และมีการลงทุนเมกะโปรเจ็คมากมาย 2. ฉีกรูปแบบงานดีไซน์ สร้างสรรค์จากทีม Designer ระดับท็อปของเมืองไทยนับว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ตื่นตาตื่นใจให้แก่วงการอสังหาริมทรัพย์ของไทยไม่ใช่น้อย ทั้งในแง่ของงานดีไซน์ที่ฉีกรูปแบบคอนโดเดิมๆ พัฒนา Re-Design ใหม่ทั้งหมด แถมยัง rebranding ภาพลักษณ์องค์กรให้ดูหรูหรามากขึ้น โดย “One9Five” อโศก – พระราม 9 เป็นโครงการที่ร่วมกันพัฒนาสร้างสรรค์จากทีม Designer ระดับแนวหน้าของเมืองไทย อย่าง Shma, LEOINTER และ PIA เรียกได้ว่าครบเครื่องทั้งเรื่องของ Architect, Interior และ Landscape จนสร้างเสียงฮือฮาให้กับวงการอสังหาฯ ตั้งแต่ยังไม่ได้ก่อสร้าง จึงทำให้มั่นใจว่าตัวโครงการจะต้องออกมาสวยงาม และโดดเด่นกว่าใครในย่าน อโศก - พระราม 9 แน่นอน 3. Spec เหนือความคาดหมายแน่นอนว่าเหตุผลในการตัดสินใจซื้อคอนโดฯ สักแห่ง คำตอบแรกก็คงเป็นเรื่องของทำเลที่ตั้ง แต่อยากให้พิจารณาให้ดีก่อนนะคะ เพราะองค์ประกอบอื่นอย่างการออกแบบทั้งภายนอกภายใน, การจัดวาง Layout, ขนาดห้อง, ฟังก์ชั่นการใช้งาน ไปจนถึง Spec ก็ล้วนแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น ซึ่งโครงการ “One9Five” อโศก – พระราม 9 ของ TC Development นี้ ก็ล้วนแต่ตอบโจทย์ความต้องการได้ดี ยิ่งเรื่องของงานดีไซน์ก็นับว่ามีความโดดเด่นและน่าสนใจมากที่สุด เพราะทุกพื้นที่ของโครงการในทุกตารางเมตรต่างได้รับการออกแบบจากเหล่า Designer ระดับท็อปของเมืองไทย ให้เป็นศูนย์รวม Luxury ไว้ในพื้นที่แห่งเดียวแล้ว ยังมอบวัสดุเกินมาตรฐานราคาใน Segment เดียวกันไปเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นพื้น Engineering wood, Air Conceal ฝังในฝ้า ซึ่งปกติแล้วจะมีให้เฉพาะคอนโดแบบ Super luxury segment เท่านั้น 4. จัดเต็มพื้นที่ส่วนกลาง กว่า 8.6 ไร่ในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางทางโครงการก็จัดเต็มแบบสุดๆ เรียกว่าครบครันมากทีเดียวค่ะ ซึ่งคอนเซ็ปต์ของพื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบโดยหลอมรวมความต้องการใช้ชีวิตแบบสังคมเข้ากับความเป็นส่วนตัว สู่รูปแบบของ Facility ที่มีทั้งฟังก์ชั่นการใช้งานร่วมกัน และแยกเป็นส่วนตัว เริ่มจากชั้น 1 เป็นพื้นที่ของ Grande Lobby , Private Mezzanine Lobby , Concierge Service Des , Lift Lobby , Mailbox Room , Laundry Room , Express Storage room , Public Restroom , Retails Shop Space เป็นต้น ชั้น 8 เป็นพื้นที่ของ Residential Lounge , Library Room , Game Room , Theatre Room , Golf Simulator Room , Fitness Center , Cross Fit Zone , Boxing Area , Yoga Zone , Private Spa , Locker Room , Kid’s Club ​, Pool Lounge  ซึ่งจะเชื่อมกันระหว่าง 2 ตึก  ชั้น 61 เป็นพื้นที่ของ Sky Residential Lounge , Private Sky lounge , Private Sky Meeting Room , Sky Bar 5. ราคาที่จับต้องได้ ไม่ว่าใครก็เอื้อมถึงจุดเด่นของ “One9Five” อโศก – พระราม 9 อยู่ที่การปักหมุดทำเลดีใกล้สถานีรถไฟฟ้า สรรสร้างเป็นคอนโดมิเนียมหรูในราคาคุ้มค่าให้ทุกคนสามารถจับจองได้ไม่ยาก โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 3.69 ล้านบาท เฉลี่ยทั้งโครงการที่ 165,000 บาท/ตารางเมตร สำหรับคนที่สนใจโครงการ : http://bit.ly/2LtIDHKโทร 02 245 0999
ที่ดินตาบอดไม่มีทางออก โดนที่ดินคนอื่นล้อมอยู่ควรทำอย่างไร

ที่ดินตาบอดไม่มีทางออก โดนที่ดินคนอื่นล้อมอยู่ควรทำอย่างไร

ที่ดินตาบอดคืออะไรเรามักจะได้ยินคนคุยกันเสมอว่า ที่ดินแปลงโน้นแปลงนี้เป็นที่ดินตาบอดอย่าไปซื้อ เป็นต้น มารู้จักกับที่ดินตาบอดกันค่ะ ที่ดินตาบอด คือที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะประโยชน์ เข้าออกที่ดินตัวเองไม่ได้ การจะเข้าออกจากที่ดินตัวเองต้องผ่านที่ดินแปลงอื่นๆ ซึ่งเป็นที่ส่วนบุคคลมีเจ้าของครอบครองอยู่ ทำให้เจ้าของที่ดินไม่สามารถใช้ที่ดินตนเองทำประโยชน์ได้เต็มที่ ซึ่งเรามักพบเสมอว่าที่ดินตาบอดมักจะเกิดจากการแบ่งที่ดินจากแปลงใหญ่ (แปลงแม่ หรือแปลงคง) มาแบ่งย่อยออกมาเป็นแปลงเล็กๆ เพื่อแบ่งระหว่างญาติพี่น้อง หรือลูกหลาน หรือที่ดินตาบอดจากการขอใช้ทางออกของที่ดินของผู้อื่นตั้งแต่สมัยก่อน ซึ่งอาจเป็นพี่น้องกันจึงยอมให้ใช้ทางออกได้ โดยไม่มีเอกสารทางราชการรองรับ พอเจ้าของรุ่นเดิมเสียชีวิตไป เจ้าของใหม่รุ่นถัดไปหรือทายาทไม่ยอมให้ใช้เป็นทางเข้าออกอีกต่อไปจึงมาปิดทางเข้าออกเสีย หรือที่ดินตาบอดไม่มีทางออก เพราะมีทางเข้าออกได้ลำบาก เช่น ติดแม่น้ำ ภูเขา ทะเล ทางชัน เหว เป็นต้น   ที่ดินที่ถูกห้อมล้อมจนกลายเป็นที่ดินตาบอด สามารถขอทางจำเป็นได้ โดยมีเงื่อนไขคือ  1.ต้องคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมให้เสียหายน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับเจ้าของที่ดินที่ขอทางผ่าน 2.การใช้ประโยชน์ทางจำเป็นต้องจ่ายค่าทดแทนให้เจ้าของที่ดิน จะกำหนดเป็นรายเดือนหรือรายปีก็ได้แต่หากเกิดกรณีที่เจ้าของไม่อนุญาตให้ออกสามารถร้องขอต่อศาลเพื่อขอเปิดทางจำเป็นและจ่ายค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินข้างเคียงเพื่อใช้ที่ดินของเขาสู่ถนนสาธารณะ ทางที่ดีควรตรวจสอบเช็คให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อด้วยการลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินดูตำแหน่งสภาพแวดล้อมโดยรอบรวมถึงตรวจสอบโฉนดที่ดินว่าเป็น น.ส4 หรือไม่ เพื่อทำประโยชน์ได้เต็มที่ เพราะโฉนดประเภทอื่นๆ สามารถตกทอดแก่ทายาทได้ แต่ไม่สามารถซื้อขายได้   สามารถตรวจสอบโฉนดที่ดินได้จาก  1. สำนักงานที่ดิน เพื่อดูตำแหน่ง ชื่อเจ้าของที่ดิน รูปร่างหน้าตาที่ดิน ตรวจสอบดูว่าโฉนดมีการปลอมแปลงหรือไม่ 2.ตรวจสอบจากหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมป่าไม้หากที่ดินนั้นอยู่ในพื้นที่กรมป่าไม้ หรือหากติดทะเลก็กรมเจ้าท่า รวมถึงทางพิเศษ ว่าที่ดินแปลงนี้ถูกเวนคืนหรือไม่ หากอยู่ใกล้วิทยุสื่อสารการบินก็กรมการบินพาณิชย์ ควรเช็คประวัติผู้ถือครองที่ดินให้ดีๆพิจารณาดินให้ดีๆ พิจารณาดูว่าที่ดินแปลงนี้เคยมีปัญหากับเจ้าของที่ดินเดิมหรือไม่หรือที่ดินข้างเคียงเคยใช้ประโยชน์อะไรก่อนขายเพื่อประกอบการตัดสินใจรวมถึงคมนาคมทางเข้า–ออก สะดวกสบายหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง  ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.ban4cash.net/th/articles/17565www.pra.co.th/แนวทางแก้ไขที่ดินตาบอดไร้ทางออกให้กลับมาใช้งานอีกครั้ง/ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com
เรื่องควรรู้ การตั้งศาลพระภูมิ ที่คุณอาจมองข้าม

เรื่องควรรู้ การตั้งศาลพระภูมิ ที่คุณอาจมองข้าม

สิ่งที่ต้องคำนึงในการตั้งศาลพระภูมิ คือ สถานที่ตั้ง ทิศทาง วันและฤกษ์ตั้ง ความสูงของศาลพระภูมิ และผู้ประกอบพิธีกรรมการตั้งศาลพระภูมิ    สถานที่ที่ตั้งศาล มีหลักการพิจารณาดังนี้  1. ที่ตั้งศาลต้องเป็นบริเวณพื้นดิน มิใช่บริเวณเดียวกับพื้นของตัวบ้าน 2. หากไม่มีพื้นที่ที่เป็นพื้นดิน สามารถทำการตั้งศาลบนชั้นดาดฟ้าได้ แต่ส่วนใหญ่ศาลที่ตั้งบนดาดฟ้าจะเป็นศาลเทพต่างๆ เช่นพระพรหม หรือ พระนารายณ์ มิใช่พระภูมิเจ้าที่ 3. จุดที่ตั้งของศาลต้องไม่ถูกเงาของตัวบ้านทอดลงมาทับ 4. ที่ตั้งของศาลควรอยู่ห่างจากบริเวณที่ตั้งของห้องน้ำ 5. อย่าตั้งศาลให้อยู่ใกล้กับตัวบ้านมากนัก 6. อย่าหันหน้าศาลเข้าสู่บริเวณที่ตั้งของห้องน้ำ 7. ไม่ควรตั้งศาลให้หันหน้าตรงกับประตูหน้าบ้าน 8. ตั้งศาลให้ห่างจากรั้วหรือกำแพงบ้านอย่างน้อย 1 เมตร 9. ถ้าสามารถยกพื้นที่ตั้งศาลให้สูงขึ้นสัก 1 คืบ จากพื้นดินได้ ก็เหมาะสมอย่างยิ่ง 10. ความสูงของศาล ควรสูงเหนือระดับสายตาของผู้เป็นเจ้าของบ้านขึ้นไปเล็กน้อย   ทิศทาง การหันหน้าศาลพระภูมิสู่ทิศมงคล  1. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ทิศอีสาน เป็นทิศที่ดีที่สุดหากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป 2. ทิศตะวันออก หรือ ทิศบูรพา เป็นทิศที่ดีอันดับ 2 หากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 100 ปี หลังจากนั้น จะมีแต่เสื่อมลงๆจนถึงขั้นหาความสุขความเจริญไม่ได้ 3. ทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ทิศอาคเณย์ เป็นทิศที่ดีอันดับ 3 หากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 50 ปี หลังจากนั้น จะมีแต่เสื่อมลงๆจนถึงขั้นหาความสุขความเจริญไม่ได้ทิศต้องห้ามในการตั้งศาลพระภูมิ คือ ทิศตะวันตกและทิศใต้ เมื่อหาทิศทางตั้งศาลได้แล้วจะต้องพูนดินให้สูง 1 คืบ เกลี่ยดินด้วยมือและทุบให้แน่น ห้ามใช้เท้าเด็ดขาด และเตรียมน้ำมนต์ไว้พรมบริเวณพื้นดินเพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ น้ำมนต์ที่ว่านี้เรียกว่า " น้ำมนต์ธรณีสาร " น้ำมนต์ธรณีสารนี้ ทำได้โดยนำน้ำธรรมดาไปให้พระท่านสวดพระพุทธมนต์ทำเหมือนน้ำมนต์ทั่วไปแต่ต่างกัน ตรงที่ให้ท่านนำใบไม้ต้นธรณีสารมาใส่ลงในน้ำที่จะทำน้ำมนต์  วันและฤกษ์ตั้งศาล  มีความสำคัญมาก ควรเลือกวันที่ดีและมีความเป็นสิริมงคลเพื่อให้ประสิทธิ์ผลในทางมงคล แก่ผู้อยู่อาศัยในบ้านเรือนนั้นสืบต่อไป วันต่อไปนี้ถือเป็นวันที่เป็นมงคลฤกษ์วันข้างขึ้น วันข้างแรม๒ ค่ำ ๒ ค่ำ๔ ค่ำ ๔ ค่ำ๖ ค่ำ ๖ ค่ำ๙ ค่ำ ๙ ค่ำ๑๑ ค่ำ ๑๑ ค่ำ แต่ถ้าวันข้างขึ้น หรือข้างแรมดังกล่าวไปตรงกับวันต้องห้าม ของเดือนใด ให้เลี่ยงไปใช้วันอื่นเสีย  เวลาฤกษ์อันเป็นมงคล  วัน เวลาวันอาทิตย์ เวลา ๖.๐๙ น. - ๘.๑๙ น.วันจันทร์ เวลา ๘.๒๙ น. - ๑๐.๓๙ น.วันอังคาร เวลา ๖.๓๙ น. - ๘.๐๙ น.วันพุธ เวลา ๘.๓๙ น. - ๑๐.๑๙ น.วันพฤหัสบดี เวลา ๑๐.๔๙ น. - ๑๑.๓๙ น.วันศุกร์ เวลา ๖.๑๙ น. - ๘.๐๙ น.วันเสาร์ เวลา ๘.๔๙ น. - ๑๐.๔๙ น.วันต้องห้าม  เดือน วันต้องห้ามคือเดือนอ้าย (ธันวาคม)  วันพฤหัสบดี และวันเสาร์เดือนยี่ (มกราคม) วันพุธ และวันศุกร์เดือน ๓ (กุมภาพันธ์ )  วันอังคารเดือน ๔ (มีนาคม) วันจันทร์เดือน ๕ (เมษายน)  วันพฤหัสบดี และวันเสาร์เดือน ๖ (พฤษภาคม) วันพุธ และวันศุกร์เดือน ๗ (มิถุนายน) วันอังคารเดือน ๘ (กรกฎาคม)  วันจันทร์เดือน ๙ (สิงหาคม) วันพฤหัสบดี และวันเสาร์เดือน ๑๐ (กันยายน ) วันพุธ และวันศุกร์เดือน ๑๑ (ตุลาคม) วันอังคารเดือน ๑๒ (พฤศจิกายน)  วันจันทร์ จะสังเกตได้ว่า จะไม่ปรากฏว่ามี วันอาทิตย์ เป็น ข้อห้ามเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ยึดเอาวันอาทิตย์ เป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับการตั้งศาล เพราะคนโบราณถือกันว่า วันอาทิตย์นั้นแม้จะจะเป็นวันที่มีกำลังแรงดี แต่เป็นวันแรงและวันร้อน ไม่เหมาะที่จะทำการตั้งศาล เพราะบ้านอาจจะ ร้อน จรปราศจากความร่มเย็นเป็นสุข แต่ ถ้าหากผู้กระทำพิธีมีเคล็ดมีมนตร์แก้ความร้อนของวันได้ ก็สามารถคิดทำการตั้งศาลในวันนี้ได้ตามความสะดวก    ความสูงของศาล  ขึ้นอยู่กับ ตัวเจ้าของบ้าน โดยให้ระดับฐานหรือชานชาลาพระภูมิอยู่เหนือระดับปาก (บางตำราว่าอยู่เหนือคิ้วพอดี ) ของผู้เป็นเจ้าของบ้าน ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าบ้าน ก็ควรจะตั้งศาลพระภูมิขึ้นใหม่ การใช้ศาลพระภูมิร่วมกัน กรณีที่เป็นหมู่บ้าน,ชุมชนหรือตึกแถว ให้ยึดเอาความสูงจาก เจ้าของผู้สร้างเริ่มแรก หรือหัวหน้าชุมชนนั้นๆ โดยให้เป็นตัวแทนเพื่อมาทำการยกศาลพระภูมิขึ้นเพื่อบอกกล่าวและสักการะ ขอให้ท่านดูแลปกปักษ์รักษาให้คุณ ให้โชคลาภ ความเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้อยู่อาศัยทุกคน  การปักเสาตั้งศาล  ต้องเตรียมหลุมให้เสร็จก่อนเริ่มพิธี ( ค่อยมีพิธีในวันรุ่งขึ้น ) โดยต้องเตรียมของดังนี้ พานครู 1 พาน ใช้สำหรับใส่ข้าว ธูป เทียนขาว ดอกไม้หรือพวงมาลัยสด เหล้า บุหรี่ ผ้าขาว เงิน 6 สลึงหรือ 99 บาท  รายการของมงคลใส่หลุม (ปัจจุบันที่นิยมใช้)  รายการมงคล จำนวน1 เหรียญเงิน 9 เหรียญ2 เหรียญทอง (เหรียญสลึงหรือ 50 สตางค์ก็ได้) 9 เหรียญ3 ใบเงิน 9 ใบ4 ใบทอง 9 ใบ5 ใบนาค 9 ใบ6 ใบรัก 9 ใบ7 ใบมะยม 9 ใบ8 ใบนางกวัก 9 ใบ9 ใบนางคุ้ม 9 ใบ10 ใบกาหลง 9 ใบ11 ดอกบานไม่รู้โรย 9 ดอก12 ดอกพุทธรักษา 9 ดอก13 ไม้มงคล 9 ชนิด14 แผ่น เงิน,ทอง,นาค 1 ชุด15 พลอยนพเก้า 1 ชุดการกลบหลุมนั้นให้ใช้มือกด ห้ามใช้เท้าโดยเด็ดขาด ผู้ประกอบพิธีกรรมการตั้งศาลพระภูมิ  ควรจะเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมมีศีลธรรม ทำบุญทำทานประจำ มีความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม จะทำให้การตั้งศาลพระภูมิบังเกิดผลดี มีความเจริญรุ่งเรืองแก่เจ้าของบ้าน หรือเจ้าบ้านจะเป็นผู้กระทำพิธีกรรมก็ได้ โดยศึกษาขั้นตอนพิธีกรรมต่างๆ และให้ถือศีลกินเจ 7 วัน ( 3,5,7 วันก็ได้ หรือมากกว่านี้ก็ได้ )  ส่วนประกอบสำคัญของศาลพระภูมิ  จะเหว็ดศาลพระภูมิ จะเป็นรูปพระภูมิอยู่ในแผ่นคล้ายแผ่นเสมา มือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายถือถุงเงินหรือสมุด(หนังสือ) และการปลุกเสกจะเหว็ดให้เป็นองค์พระภูมิมีดังนี้ บรรจุธาตุทั้ง 6 คือ บรรจุพระพุทธคุณ,บรรจุพระธรรมคุณ,บรรจุพระสังฆคุณ ตลอดเทวคุณและวิญญาณธาตุเข้าไปในจะเหว็ดจากที่เรียกว่า จะเหว็ดเมื่อปลุกเสกแล้วก็จะเรียกว่า "พระภูมิ" บริวารของพระภูมิจะมีตุ๊กตาชาย-หญิง อย่างละ 1 คู่ ตุ๊กตาช้าง-ม้า อย่างละ 1 คู่ ละครยก 2 โรง  เครื่องประดับตกแต่ง จะประกอบด้วย  เครื่องประดับตกแต่ง จำนวน1 แจกัน 1 คู่2 เชิงเทียน 1 คู่3 กระถางธูป 1 ใบ4 ผ้าผูกจะเหว็ด 1 ผืน5 ผ้าพันศาล (ผ้าแพร 3 สี คือ สีเขียว,สีเหลืองและสีแดง) 1 ชุด6 ฉัตรเงิน-ทอง 2 คู่7 ด้ายสายสิญจน์ 1 ม้วน8 ผ้าขาว 1 ผืน9 ทองคำเปลว -10 แป้งเจิม 1 ถ้วย11 ดอกบัว 9 ดอก12 ดอกไม้ (มาลัย 7 สี ) 7 สี  เครื่องสังเวยสำหรับตั้งศาล จะประกอบด้วยอาหารคาวหวานดังนี้เครื่องประดับตกแต่ง จำนวน1 หัวหมู 1 หัว2 ขนมต้มขาว 2 จาน3 ไก่ต้ม 1 ตัว4 ขนมถั่วงา 2 จาน5 เป็ด 1 ตัว6 ขนมถ้วยฟู 2 จาน7 ปลานึ่ง 1 ตัว8 ขนมหูช้าง 2 จาน9 ปู หรือ กุ้ง 1 จาน10 เผือก-มันต้ม 2 จาน11 บายศรีปากชามยอดไข่ 1 คู่12 ฟักทอง 2 ผล13 น้ำจิ้ม 2 ถ้วย14 แตงไทย 2 ผล15 ข้าวสวย 2 ถ้วย16 ขนุน 2 จาน17 เหล้า 1 ขวด18 สับปะรด 2 ผล19 น้ำชา 2 ถ้วย20 กล้วย 2 หวี21 น้ำสะอาด 2 แก้ว22 ผลไม้ 5 ชนิด 2 จาน23 มะพร้าวอ่อน 1 คู่24 พานหมาก พลู บุหรี่ 1 คู่25 ขนมต้มแดง 2 จาน**ถ้าขนาดบ้านและศาลพระภูมิเล็ก ก็สามารถใช้สับปะรดเพียง 1 ผลได้แต่จัดแบ่งเป็น 2 จาน *  เครื่องสังเวยสำหรับตั้งศาล ( มังสวิรัติ )เครื่องประดับตกแต่ง จำนวน1 มะพร้าวอ่อน 1 คู่2 ขนมถ้วยฟู 2 จาน3 พานหมาก พลู บุหรี่ 1 คู่4 ถั่วคั่ว 2 จาน5 ฟักทอง 2 ผล6 น้ำสะอาด 2 แก้ว7 งาคั่ว 2 จาน8 แตงไทย 2 ผล9 ข้าวสวย 2 ถ้วย10 เผือก-มันต้ม 2 จาน11 ขนุน 2 จาน12 น้ำชา 2 ถ้วย13 ขนมต้มแดง 2 จาน14 สับปะรด 2 ผล15 นม 2 ถ้วย16 ขนมต้มขาว 2 จาน17 สับปะรด 2 ผล18 เนย 2 ถ้วย19 ขนมถั่วงา 2 จาน20 ผลไม้ 5 ชนิด 2 จาน  ผลไม้ที่ห้ามนำถวายมังคุด มะเฟือง น้อยหน่าลูกจาก มะตูม ละมุดมะไฟ กระท้อน ลูกพลับพุทรา ระกำ น้อยโหน่งลูกท้อ มะขวิด ลางสาดคนไทยโบราณมีความเชื่อว่าผลไม้ทั้ง 15 ชนิดนี้เป็นอัปมงคล ไม่ควรนำมาถวายเป็นเครื่องสังเวยหน้าศาลพระภูมิเป็นอันขาด