บทความเชิงวิเคราะห์

 

บทความเชิงวิเคราะห์แนะนำ

SMEs จะเลือกอะไรดีระหว่างเช่า Co-working Space กับ ซื้อ Home Office

SMEs จะเลือกอะไรดีระหว่างเช่า Co-working Space กับ ซื้อ Home Office ระยะหลังมาคนรุ่นใหม่มักจะมีความใฝ่ฝันอยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เป็นนายตัวเอง มีเวลาที่เป็นอิสระมากกว่า เป็นมนุษย์เงินเดือน โดยการเปิดบริษัทเริ่มต้นจากเล็กๆ ก็ย่อมต้องมีสถานที่ ซึ่งใช้เป็นออฟฟิศหลักในการทำงาน และในบทความนี้เราจะโฟกัสกันไปที่ 2 ตัวเลือกยอดฮิตที่สุดในปัจจุบันนี้ นั่นคือ Co-working Space กับโฮมออฟฟิศ   SMEs ย่อมาจาก Small and Medium Enterprises หมายถึง *บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก มีจำนวนการจ้างงาน ไม่เกิน 50 คน ไม่ว่าจะเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด หรือกิจการร่วมค้า ซึ่งการใช้สถานที่ทำเป็นออฟฟิศแล้วแต่ เงินทุนของแต่ละองค์กร เริ่มตั้งแต่ใช้บ้านเดิมของตัวเองเป็นออฟฟิศ เช่าพื้นที่ตาม Office Building เช่าพื้นที่ Co-working Space ซื้ออาคารพาณิชย์แล้วรีโนเวทใหม่ หรือซื้อ Home Office เป็นของตัวเอง ซึ่งทางเลือกในปัจจุบันนี้ก็มักจะมองไปที่ การเช่าพื้นที่ Co-working Space หรือไม่ก็ซื้อ Home Office เป็นของตัวเองไปเลย เพราะจะได้บรรยากาศการทำงาน ที่ฉีกกรอบจากห้องสี่เหลี่ยมมีคอกกั้นแต่ละโต๊ะแบบเดิมๆ ออกไปให้มีพื้นที่อิสระมากขึ้นดูแล้วไม่รู้สึกเคร่งเครียดจนเกินไป ซึ่งทั้งสองแบบนี้มีข้อดีที่แตกต่างกันออกไป โดยเราจะลองมาดูกันค่ะว่าการเลือกสถานที่ทำออฟฟิศ ของทั้งสองอย่างนี้มีข้อดี-ข้อเสีย แตกต่างกันอย่างไรบ้าง     Co-working Space สถานที่ทำงานสุดฮิตของคน Gen Y ขวัญใจเหล่าฟรีแลนซ์ เพราะมีพื้นที่ทำงานให้เลือกหลายมุม ตกแต่งสวย เอื้อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ มีหลากหลายราคาให้เลือกทั้งแบบคิดเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายเดือน ไปจนถึงเช่าเปิดออฟฟิศเป็นรายปี และมักจะมีอุปกรณ์สำนักงาน เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องปริ้น เครื่องแฟกซ์ มี Wifi ฯลฯ รวมถึงเครื่องดื่มกับเบเกอรี่เอาไว้คอยบริการไปด้วย โดยรูปแบบมีทั้งที่เป็นร้านคาเฟ่จัดโซนสำหรับให้นั่งทำงานด้วย หรือแบบที่เป็น Co-working Space โดยเฉพาะ แบบที่ตั้งอยู่ในอาคารพาณิชย์ที่ได้ทำการรีโนเวทใหม่ อยู่ในคอนโดมิเนียม และที่ตั้งอยู่ใน Office Building ซึ่งจะมีพื้นที่ค่อนข้างมาก สามารถเช่าเป็นสำนักงานของ SMEs ได้เลย โดยข้อดีของการ เลือกเช่าออฟฟิศอยู่ใน Co-working Space คือความหยืดหยุ่นของพื้นที่ สามารถปรับเพิ่ม-ลดได้อยู่ตลอดตาม การขยายตัวของธุรกิจ รวมไปถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่สามารถควบคุมได้ค่อนข้างคงที่ ราคาถูกกว่าใน Office Building ขนาดใหญ่ และช่วยเรื่องความสัมพันธ์ของพนักงานไปด้วย คือแทนที่จะแบ่งโซนแต่ละแผนกออกจากกันก็ สามารถปรับพื้นที่ให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น   ความโดดเด่นอย่างหนึ่งคือ ทำเลที่ตั้งของ Co-working Space นั้นมักจะเน้นการเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย อยู่ในเมืองใกล้รถไฟฟ้า และยังสามารถเปลี่ยนที่นั่งทำงานได้ตามความสะดวกของแต่ละวันที่อาจแตกต่างกันไป และยังเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานให้ดูไม่ซ้ำซากจำเจอีกด้วย บางแห่งมีการจัด event จัด workshop เพิ่มทักษะให้กับผู้ที่สนใจทั่วไปได้มีโอกาศเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน และเมื่อเราทำงานในพื้นที่เปิดเช่นนี้ก็จะมีโอกาส ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการทำงานซึ่งกันและกันจากคนที่ทำฟรีแลนซ์ ในสายงานเดียวกัน หรือสายใกล้เคียงกันจนเกิดเป็นสังคมของฟรีแลนซ์ขนาดย่อมขึ้นได้ แต่ถึงจะเป็นพื้นที่เปิดโล่งแบบไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ก็ใช่ว่าทุกคนจะต้องชอบพื้นที่ลักษณะนี้ใช่ไหมคะ เพราะการทำงานในความเงียบสงบ เป็นส่วนตัวยังคงเป็นที่ต้องการ สำหรับบางคนที่ต้องการสมาธิในการทำงานมากๆ อยู่     Home Office ทุกวันนี้มีโครงการที่สร้างมาเพื่อให้ทำโฮมออฟฟิศเกิดขึ้นมากมายหลายแบรนด์ หลายทำเล โดยจะมีลักษณะคล้ายกัน คือเป็นอาคารสูงประมาณ 3 ชั้นขึ้นไป ผนังกับหลังคาแต่ละยูนิตติดกันคล้ายกับทาวน์โฮม แต่จะได้พื้นที่ใช้สอยมากกว่า ดีไซน์ทันสมัย ฟังก์ชั่นภายในเอื้อต่อการออกแบบสร้างสรรค์พื้นที่ได้ตามต้องการ ไม่เน้นส่วนกลางที่สวยงามมาก แต่จะเน้นให้มีพื้นที่จอดรถมากขึ้นทั้งสำหรับพนักงานเอง และสำหรับผู้ที่มาติดต่อ กับบริษัท มีระบบรักษาความปลอดภัยเช่นเดียวกันกับโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบทั่วไป ได้ความเป็นส่วนตัวมากกว่า Office Building และบางโครงการก็มีโปรโมชั่นมากมายออกมาชวนให้จับจอง เช่น การผ่อนงวดราคาถูกกว่าไปเช่า พื้นที่สำนักงานแต่ละเดือนอยู่หลายหมื่นบาท เป็นต้น   บรรยากาศภายใน Home Office เหมือนนั่งทำงานอยู่ในบ้านของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วบริษัทที่ใช้โฮมออฟฟิศ เป็นที่ตั้งสำนักงานนั้นมักจะไม่เคร่งครัดเรื่องการแต่งตัวมากนัก ไม่ต้องใส่กางเกงสแล็ค เสื้อเชิ้ต หรือกระโปรง รองเท้าคัทชู แต่จะใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์มาทำงานก็ไม่มีกฎห้าม บางออฟฟิศก็จะมีมุมที่เป็นเหมือนห้องนั่งเล่น มีโซฟา ทีวีเอาไว้พักผ่อน มีห้องครัว โต๊ะทานอาหาร ให้ได้ทำอาหารเบาๆ กันเองในออฟฟิศ บางแห่งอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ โดยสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็เพื่อลดความเครียดจากงาน สร้างบรรยากาศให้ปลอดโปร่ง เป็นวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มากขึ้นอีกทางหนึ่ง หรือบางแห่งก็ปรับให้ชั้นบนสุดเป็นพื้นที่ส่วนตัว มีทั้งห้องนั่งเล่น ห้องนอนของเจ้าของ SMEs ไปเลยก็ได้ ซึ่งตรงนี้สามารถลดภาระของเจ้าของธุรกิจลงได้โดยทำออฟฟิศให้เป็นบ้านของตัวเองไปด้วยเสียเลย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลางก็ถูกกว่า Office Building   แม้โครงการส่วนใหญ่จะมีข้อเสียอยู่บ้างในเรื่องของทำเล เพราะด้วยความที่เป็นอสังหาฯ แนวราบก็ย่อมจะต้องใช้ที่ดิน มากกว่าอาคารสูงที่อยู่ใจกลางเมือง แม้ว่าหลายโครงการมักจะอยู่ใกล้กับทางด่วน ทำให้สะดวกต่อพนักงาน ที่ขับรถมาทำงาน แต่จะอยู่ไกลจากระบบขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะรถไฟฟ้าในปัจจุบัน รวมถึงเรื่องภาระหนี้สิน ของบริษัทที่จะมีมากกว่าการเช่า ทั้งราคาเบ็ดเสร็จของตัว Home Office รวมค่าตกแต่งภายในเพิ่มเติม ราคาอุปกรณ์สำนักงานต่างๆ ที่มักจะบานปลาย แถมยังมีค่าเสื่อมสภาพตามมาในอนาคตอีกด้วย   สุดท้ายแล้วตัวเลือกทั้งสองนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน แต่ที่สำคัญก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ ให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กรมากที่สุด               *ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.rd.go.th/publish/38056.0.html        

บทความเชิงวิเคราะห์ล่าสุด

1 2
SMEs จะเลือกอะไรดีระหว่างเช่า Co-working Space กับ ซื้อ Home Office

SMEs จะเลือกอะไรดีระหว่างเช่า Co-working Space กับ ซื้อ Home Office

SMEs จะเลือกอะไรดีระหว่างเช่า Co-working Space กับ ซื้อ Home Office ระยะหลังมาคนรุ่นใหม่มักจะมีความใฝ่ฝันอยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เป็นนายตัวเอง มีเวลาที่เป็นอิสระมากกว่า เป็นมนุษย์เงินเดือน โดยการเปิดบริษัทเริ่มต้นจากเล็กๆ ก็ย่อมต้องมีสถานที่ ซึ่งใช้เป็นออฟฟิศหลักในการทำงาน และในบทความนี้เราจะโฟกัสกันไปที่ 2 ตัวเลือกยอดฮิตที่สุดในปัจจุบันนี้ นั่นคือ Co-working Space กับโฮมออฟฟิศ   SMEs ย่อมาจาก Small and Medium Enterprises หมายถึง *บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก มีจำนวนการจ้างงาน ไม่เกิน 50 คน ไม่ว่าจะเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด หรือกิจการร่วมค้า ซึ่งการใช้สถานที่ทำเป็นออฟฟิศแล้วแต่ เงินทุนของแต่ละองค์กร เริ่มตั้งแต่ใช้บ้านเดิมของตัวเองเป็นออฟฟิศ เช่าพื้นที่ตาม Office Building เช่าพื้นที่ Co-working Space ซื้ออาคารพาณิชย์แล้วรีโนเวทใหม่ หรือซื้อ Home Office เป็นของตัวเอง ซึ่งทางเลือกในปัจจุบันนี้ก็มักจะมองไปที่ การเช่าพื้นที่ Co-working Space หรือไม่ก็ซื้อ Home Office เป็นของตัวเองไปเลย เพราะจะได้บรรยากาศการทำงาน ที่ฉีกกรอบจากห้องสี่เหลี่ยมมีคอกกั้นแต่ละโต๊ะแบบเดิมๆ ออกไปให้มีพื้นที่อิสระมากขึ้นดูแล้วไม่รู้สึกเคร่งเครียดจนเกินไป ซึ่งทั้งสองแบบนี้มีข้อดีที่แตกต่างกันออกไป โดยเราจะลองมาดูกันค่ะว่าการเลือกสถานที่ทำออฟฟิศ ของทั้งสองอย่างนี้มีข้อดี-ข้อเสีย แตกต่างกันอย่างไรบ้าง     Co-working Space สถานที่ทำงานสุดฮิตของคน Gen Y ขวัญใจเหล่าฟรีแลนซ์ เพราะมีพื้นที่ทำงานให้เลือกหลายมุม ตกแต่งสวย เอื้อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ มีหลากหลายราคาให้เลือกทั้งแบบคิดเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายเดือน ไปจนถึงเช่าเปิดออฟฟิศเป็นรายปี และมักจะมีอุปกรณ์สำนักงาน เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องปริ้น เครื่องแฟกซ์ มี Wifi ฯลฯ รวมถึงเครื่องดื่มกับเบเกอรี่เอาไว้คอยบริการไปด้วย โดยรูปแบบมีทั้งที่เป็นร้านคาเฟ่จัดโซนสำหรับให้นั่งทำงานด้วย หรือแบบที่เป็น Co-working Space โดยเฉพาะ แบบที่ตั้งอยู่ในอาคารพาณิชย์ที่ได้ทำการรีโนเวทใหม่ อยู่ในคอนโดมิเนียม และที่ตั้งอยู่ใน Office Building ซึ่งจะมีพื้นที่ค่อนข้างมาก สามารถเช่าเป็นสำนักงานของ SMEs ได้เลย โดยข้อดีของการ เลือกเช่าออฟฟิศอยู่ใน Co-working Space คือความหยืดหยุ่นของพื้นที่ สามารถปรับเพิ่ม-ลดได้อยู่ตลอดตาม การขยายตัวของธุรกิจ รวมไปถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่สามารถควบคุมได้ค่อนข้างคงที่ ราคาถูกกว่าใน Office Building ขนาดใหญ่ และช่วยเรื่องความสัมพันธ์ของพนักงานไปด้วย คือแทนที่จะแบ่งโซนแต่ละแผนกออกจากกันก็ สามารถปรับพื้นที่ให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น   ความโดดเด่นอย่างหนึ่งคือ ทำเลที่ตั้งของ Co-working Space นั้นมักจะเน้นการเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย อยู่ในเมืองใกล้รถไฟฟ้า และยังสามารถเปลี่ยนที่นั่งทำงานได้ตามความสะดวกของแต่ละวันที่อาจแตกต่างกันไป และยังเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานให้ดูไม่ซ้ำซากจำเจอีกด้วย บางแห่งมีการจัด event จัด workshop เพิ่มทักษะให้กับผู้ที่สนใจทั่วไปได้มีโอกาศเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน และเมื่อเราทำงานในพื้นที่เปิดเช่นนี้ก็จะมีโอกาส ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการทำงานซึ่งกันและกันจากคนที่ทำฟรีแลนซ์ ในสายงานเดียวกัน หรือสายใกล้เคียงกันจนเกิดเป็นสังคมของฟรีแลนซ์ขนาดย่อมขึ้นได้ แต่ถึงจะเป็นพื้นที่เปิดโล่งแบบไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ก็ใช่ว่าทุกคนจะต้องชอบพื้นที่ลักษณะนี้ใช่ไหมคะ เพราะการทำงานในความเงียบสงบ เป็นส่วนตัวยังคงเป็นที่ต้องการ สำหรับบางคนที่ต้องการสมาธิในการทำงานมากๆ อยู่     Home Office ทุกวันนี้มีโครงการที่สร้างมาเพื่อให้ทำโฮมออฟฟิศเกิดขึ้นมากมายหลายแบรนด์ หลายทำเล โดยจะมีลักษณะคล้ายกัน คือเป็นอาคารสูงประมาณ 3 ชั้นขึ้นไป ผนังกับหลังคาแต่ละยูนิตติดกันคล้ายกับทาวน์โฮม แต่จะได้พื้นที่ใช้สอยมากกว่า ดีไซน์ทันสมัย ฟังก์ชั่นภายในเอื้อต่อการออกแบบสร้างสรรค์พื้นที่ได้ตามต้องการ ไม่เน้นส่วนกลางที่สวยงามมาก แต่จะเน้นให้มีพื้นที่จอดรถมากขึ้นทั้งสำหรับพนักงานเอง และสำหรับผู้ที่มาติดต่อ กับบริษัท มีระบบรักษาความปลอดภัยเช่นเดียวกันกับโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบทั่วไป ได้ความเป็นส่วนตัวมากกว่า Office Building และบางโครงการก็มีโปรโมชั่นมากมายออกมาชวนให้จับจอง เช่น การผ่อนงวดราคาถูกกว่าไปเช่า พื้นที่สำนักงานแต่ละเดือนอยู่หลายหมื่นบาท เป็นต้น   บรรยากาศภายใน Home Office เหมือนนั่งทำงานอยู่ในบ้านของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วบริษัทที่ใช้โฮมออฟฟิศ เป็นที่ตั้งสำนักงานนั้นมักจะไม่เคร่งครัดเรื่องการแต่งตัวมากนัก ไม่ต้องใส่กางเกงสแล็ค เสื้อเชิ้ต หรือกระโปรง รองเท้าคัทชู แต่จะใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์มาทำงานก็ไม่มีกฎห้าม บางออฟฟิศก็จะมีมุมที่เป็นเหมือนห้องนั่งเล่น มีโซฟา ทีวีเอาไว้พักผ่อน มีห้องครัว โต๊ะทานอาหาร ให้ได้ทำอาหารเบาๆ กันเองในออฟฟิศ บางแห่งอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ โดยสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็เพื่อลดความเครียดจากงาน สร้างบรรยากาศให้ปลอดโปร่ง เป็นวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มากขึ้นอีกทางหนึ่ง หรือบางแห่งก็ปรับให้ชั้นบนสุดเป็นพื้นที่ส่วนตัว มีทั้งห้องนั่งเล่น ห้องนอนของเจ้าของ SMEs ไปเลยก็ได้ ซึ่งตรงนี้สามารถลดภาระของเจ้าของธุรกิจลงได้โดยทำออฟฟิศให้เป็นบ้านของตัวเองไปด้วยเสียเลย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลางก็ถูกกว่า Office Building   แม้โครงการส่วนใหญ่จะมีข้อเสียอยู่บ้างในเรื่องของทำเล เพราะด้วยความที่เป็นอสังหาฯ แนวราบก็ย่อมจะต้องใช้ที่ดิน มากกว่าอาคารสูงที่อยู่ใจกลางเมือง แม้ว่าหลายโครงการมักจะอยู่ใกล้กับทางด่วน ทำให้สะดวกต่อพนักงาน ที่ขับรถมาทำงาน แต่จะอยู่ไกลจากระบบขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะรถไฟฟ้าในปัจจุบัน รวมถึงเรื่องภาระหนี้สิน ของบริษัทที่จะมีมากกว่าการเช่า ทั้งราคาเบ็ดเสร็จของตัว Home Office รวมค่าตกแต่งภายในเพิ่มเติม ราคาอุปกรณ์สำนักงานต่างๆ ที่มักจะบานปลาย แถมยังมีค่าเสื่อมสภาพตามมาในอนาคตอีกด้วย   สุดท้ายแล้วตัวเลือกทั้งสองนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน แต่ที่สำคัญก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ ให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กรมากที่สุด               *ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.rd.go.th/publish/38056.0.html        
ไนท์แฟรงค์ประเทศไทยเจาะลึกทำเลทองหล่อ-เอกมัย

ไนท์แฟรงค์ประเทศไทยเจาะลึกทำเลทองหล่อ-เอกมัย

นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ทำเลศักยภาพบนถนนสุขุมวิท ย่านทองหล่อ-เอกมัยถูกจัดไว้ในอันดับต้นๆเสมอด้วยปัจจัยหนุนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางเมือง สามารถเข้าออกได้จากหลากหลายเส้นทางทั้งโดยรถยนต์ส่วนตัว รถไฟฟ้า BTS และรถโดยสารสาธารณะรูปแบบต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้นซอยเล็กซอยน้อยที่มีอยู่ในทองหล่อ-เอกมัย ยังช่วยให้เดินทางทะลุไปยังถนนเส้นสำคัญและซอยต่างๆได้มากมาย ทั้งถนนสุขุมวิทสายหลัก ถนนพระราม 4 ถนนเพชรบุรี ทางพิเศษศรีรัช ทางพิเศษฉลองรัช ซอยสุขุมวิท 49 สุขุมวิท 51 สุขุมวิท 53 และสุขุมวิท 71 (ปรีดี พนมยงค์) เป็นต้น กล่าวได้ว่าทำเลนี้เดินทางไปไหนมาไหนง่ายดายทั้งสำหรับผู้มีรถยนต์ส่วนตัวและผู้ที่ชื่นชอบการใช้บริการรถสาธารณะเลยทีเดียว ส่วนในอนาคต เมื่อรถไฟฟ้าสายสีเทาระยะที่ 1 (วัชรพล-ทองหล่อ) เปิดให้บริการ ก็จะช่วยเติมเต็มการคมนาคมในพื้นที่ทองหล่อ-เอกมัยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและส่งเสริมทำเลนี้ให้มีมูลค่าสูงกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว   แผนภาพแสดงสิ่งอำนวยสะดวกต่างๆในทำเลทองหล่อ-เอกมัยและพื้นที่ใกล้เคียง   ไม่เพียงสะดวกสบายในด้านการคมนาคมสัญจรเท่านั้น ทองหล่อ-เอกมัย ยังได้ชื่อว่าเป็นย่านซึ่งรวบรวมการใช้ชีวิตแบบ High-end Urban Living Lifestyle ที่ทันสมัยเหนือระดับไว้อย่างครบถ้วนเพื่อการใช้ชีวิตอย่างเพลิดเพลินสมบูรณ์แบบ ทั้งคอมมูนิตี้มอลล์ สปา ฟิตเนสและสถานออกกำลังกายสำหรับครอบครัว co-working space พื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ร้านเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน Art Gallery ตลอดจนร้านอาหารนานาชาติระดับพรีเมี่ยมและคาเฟ่หลากสไตล์ที่ตั้งอยู่สองฝั่งถนน รวมถึงในซอยย่อยอันสงบร่มรื่นแซมด้วยสีเขียวของต้นไม้ใบไม้ ให้บรรยากาศ Slow life และสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกวัยกำลังศึกษาเล่าเรียน ทองหล่อ-เอกมัยและพื้นที่ใกล้เคียงก็มีสถานศึกษาคุณภาพสูงและได้รับมาตรฐานระดับสากลหลายแห่งไว้รองรับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนอนุบาลนานาชาตินิวแบมบิโน โรงเรียนอนุบาลนานาชาติทรินิตี้ โรงเรียนอนุบาลนานาชาติโคบาโตะ โรงเรียนแอดเวนทีสเอกมัย โรงเรียนนานาชาติเวลส์ โรงเรียนนานาชาติเอกมัย ฯลฯ โดยสถานศึกษาเหล่านี้เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไปจนถึงอนุปริญญา   นอกจากนี้ทำเลทองหล่อ-เอกมัยและพื้นที่ใกล้เคียงยังพรั่งพร้อมไปด้วยโรงพยาบาลชั้นนำที่มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ได้แก่ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท โรงพยาบาลคามิลเลียน โรงพยาบาลสุขุมวิท และโรงพยาบาลเพชรเวช ส่วนผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงก็สามารถใช้บริการโรงพยาบาลสัตว์ในพื้นที่ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย เช่น โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ โรงพยาบาลสัตว์เอกมัย โรงพยาบาลสัตว์สุขุมวิท 49 เป็นต้น   ด้วยความครบครันทั้งด้านทำเลที่ตั้งและสิ่งอำนวยสะดวกระดับพรีเมี่ยมในพื้นที่นี่เอง จึงทำให้ทองหล่อ-เอกมัยดึงดูดผู้คนมากมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ที่ได้ชื่อว่าหรูหราและมีระดับที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ไม่เพียงเป็นย่านที่รุ่มรวยไปด้วยสีสันแห่งการใช้ชีวิต ทองหล่อ-เอกมัยยังเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของ Urban Lifestyle ด้วยที่พักอาศัยในรูปแบบคอนโดมิเนียมระดับ Hi-end และ Luxury กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ ผู้พักอาศัยในทำเลนี้นอกจากคนไทยที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตสะดวกสบายใจกลางเมืองอันรายล้อมไปด้วย facilities และ amenities ชั้นเยี่ยมแล้ว ยังมีชาวต่างชาติอีกเป็นจำนวนมากที่เลือก ทองหล่อ-เอกมัย เป็น “บ้าน” เนื่องจากย่านนี้มีความพร้อมสูงในทุกๆด้าน จึงสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้อยู่อาศัยได้อย่างไร้ข้อกังขา ความร้อนแรงของเอกมัย-ทองหล่อไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ เห็นได้ชัดจากการที่ยังมีร้านค้าใหม่ๆ ที่พักอาศัยใหม่ๆเกิดขึ้นในทำเลนี้อย่างต่อเนื่อง และนับวันย่านนี้จะทวีความเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของเมือง การได้เข้ามาใช้ชีวิตอย่างเต็มรูปแบบในทำเลทองอย่างทองหล่อ-เอกมัย โดยจับจองที่พักอาศัยฮอตฮิตอย่างคอนโดมิเนียมจึงนับเป็นเรื่องดีไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่เองหรือซื้อเพื่อลงทุนก็ล้วนคุ้มค่า เนื่องจากทำเลนี้เติบโตต่อเนื่องและแน่นอนว่าจะเป็นทำเลที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างท่วมท้นในอนาคต   สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมทองหล่อ-เอกมัย ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่ศึกษาครอบคลุมตั้งแต่ถนนสุขุมวิทซอย 55 ถึงสุขุมวิทซอย 63 จากการสำรวจและวิจัยโดยทีมวิจัยอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด พบว่ามีอุปทานสะสมในพื้นที่นี้ตั้งแต่ปี 2551 ถึงครึ่งปีแรกของปี 2561 รวมทั้งสิ้น 6,112 หน่วย โดยปี 2554 เป็นปีที่มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดสูงสุดถึง 1,268 หน่วย เติบโตกว่า 365% เมื่อเทียบกับปี 2551 อย่างไรก็ตาม อุปทานใหม่ระหว่างปี 2555 – 2557 ได้ปรับตัวลดลงอยู่ในระดับคงตัวเฉลี่ย 330 หน่วยต่อปี และลดลงต่ำสุดเหลือเพียง 88 หน่วย ในปี 2558 ทั้งนี้ตลาดกลับมาคึกคักอีกครั้งในปี 2559-2560 มีอุปทานใหม่เข้ามาเฉลี่ย 914 หน่วยต่อปี ส่วนครึ่งปีแรกของปี 2561 มีคอนโดมิเนียมใหม่เข้าสู่ตลาด 220 หน่วย เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง ซึ่งคาดว่ามีอีกไม่ต่ำกว่า 2,800 หน่วย ที่จะทยอยเปิดตัวภายในปีนี้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น หมายความว่าปี 2561 ทั้งปีจะมีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดสูงถึง 3,000 หน่วย สูงที่สุดในรอบ 11 ปีเลยทีเดียว และเป็นที่น่าสังเกตว่ากว่า 40% ของคอนโดมิเนียมที่จะเปิดใหม่ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่เอกมัย ซึ่งเป็นสัญญาณค่อนข้างชัดเจนว่าทำเลนี้ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังแผ่ศักยภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยปัจจัยหนุนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งซึ่งรายล้อมด้วยสิ่งอำนวยสะดวกครบครัน นอกจากนี้ยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากทองหล่อ ในขณะที่ราคาสามารถเอื้อมถึงได้มากกว่า     ที่มา : ไนท์แฟรงค์ประเทศไทย
BTS เสียบ่อย แล้วคอนโดติดรถไฟฟ้ายังจำเป็นอยู่ไหม

BTS เสียบ่อย แล้วคอนโดติดรถไฟฟ้ายังจำเป็นอยู่ไหม

โอ้โห!!! BTS เสียทั้งวันทั้งคืนมา 3 วันรวด แถมล่าสุดพ่วงมาด้วย MRT ก็เสียไปด้วยอีก เหล่ามนุษย์ออฟฟิศทั้งหลายก็ได้แต่ถอนใจ ทำอะไรไม่ได้นอกจากโวยวายผ่านโซเชียลกันสนั่น เมื่อเป็นเช่นนี้หลายคนที่เคยหวังให้รถไฟฟ้าเป็นการเดินทางหลักที่จะช่วยให้ชีวิตแสนสะดวกสบายในเมืองกรุงก็เป็นอันพังทลายในพริบตา แล้วแบบนี้หากคิดจะลงทุนควักเงินซื้อคอนโดราคาแสนแพงติดสถานีรถไฟฟ้ายังจำเป็นอยู่หรือไม่     ระบบคมนาคมขนส่งในบ้านเราเป็นที่ทราบกันดีว่า “ยังไม่มีอะไรสมบูรณ์พร้อม” จริงไหมคะ รถเมล์ก็รอนานกว่าจะมาแต่ละสาย วินมอเตอร์ไซค์ก็เรียกค่าโดยสารแพง แท็กซี่ก็ช่างเลือก เรือด่วนเจ้าพระยา เรือคลองแสนแสบก็มีเส้นทางไม่ครอบคลุมมากนัก พอเก็บเงินซื้อรถยนต์หวังความสะดวกสบาย แต่ต้องติดอยู่บนถนนหลายชั่วโมง ซึ่งถ้านับเวลาที่อยู่บนถนนก็สามารถขับรถออกต่างจังหวัดได้เลยใช่ไหมคะ สุดท้ายรถไฟฟ้าจึงเป็นทางเลือกที่ประหยัดเวลาที่สุดสำหรับการเดินทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑลบางช่วงที่รถไฟฟ้าเข้าถึง หากไม่เกิดเหตุการณ์เสียบ่อยในชั่วโมงเร่งด่วนเช่นนี้     ในส่วนของคอนโดมิเนียมหลายโครงการก็พยายามหาทำเลเหมาะๆ ใกล้สถานี เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตอันเร่งรีบ แบบที่ลงมาจากคอนโดปุ๊บ เดินอีกไม่กี่ก้าวก็ขึ้นสถานีรถไฟฟ้าไปทำงานได้เลย ประหยัดเวลาไปได้อีกเยอะเลยค่ะ แต่หากสถาณการณ์รถไฟฟ้าในปัจจุบันยังไม่สู้ดีอยู่  เช่นนี้ ประกอบกับราคาคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าอันแสนแพง เราก็คงอาจจะต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองกันใหม่ว่า คอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราจริงหรือไม่ เพราะสิ่งที่พอจะเป็นทางออกของการเดินทางในกรุงเทพฯ ได้ในขณะนี้ คือนอกจากจะต้องเผื่อเวลาการเดินทาง ก็ต้องวางแผนการเดินทางเอาไว้หลากหลายเส้นทางด้วย เช่น ใครที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวถ้าใช้การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเป็นหลัก ก็อาจจะต้องหาโครงการที่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าไปพร้อมๆ กับมีป้ายรถเมล์ วินมอเตอร์ไซค์อยู่ใกล้ๆ ไปด้วย แต่ถ้าใครใช้รถยนต์  ส่วนตัว นอกจากจะมองหาคอนโดมิเนียมที่ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนแล้ว ก็ต้องสามารถเลือกไปขึ้นรถไฟฟ้าได้ด้วยเป็นแผนสำรองในบางวันเอาไว้ หรือจะเลือกอยู่คอนโดมิเนียมใกล้กับออฟฟิศไปเลยก็น่าสนใจนะคะ จะได้ตัดปัญหาเรื่องการเดินทางออกไปเลย   สุดท้ายแล้วคอนโดมิเนียมทำเลดี ไม่ได้หมายความว่าจะต้องติดสถานีรถไฟฟ้าให้มากที่สุดเสมอไป แต่คอนโดมิเนียมที่ตั้งบนทำเลอัน  เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ตัวผู้อยู่อาศัยเองจริงๆ มากกว่า ถึงจะเรียกว่าเป็นคอนโดมิเนียมทำเลดีที่สุดสำหรับตัวเราเอง ฉะนั้นก็ลองถาม  ความต้องการของตัวเองดูให้ดีค่ะ ว่าโครงการทำเลไหนจึงจะตอบโจทย์เราได้มากที่สุด
ความน่าสนใจของคอนโดมิเนียมรีเซล

ความน่าสนใจของคอนโดมิเนียมรีเซล

เมื่อไม่นานมานี้ทีมงาน Reviewyourliving ได้มีโอกาสเข้าไปนั่งพูดคุยกับทางผู้บริหารจาก Bangkok Citismart เอเจ้นท์อันดับ 1 ของวงการ  รีเซลคอนโดมิเนียม ซึ่ง ณ วันนี้ตลาดรีเซลคอนโดมิเนียมจะเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งในแง่ของผู้อยู่อาศัยเองและนักลงทุน เรานำข้อมูลเหล่านั้นมาฝากกันค่ะ     คำถามยอดนิยมที่ว่า “ซื้อคอนโดอย่างไรให้ได้ราคาดีที่สุด” คำตอบที่มักจะได้นั่นคือ ซื้อช่วง Pre Sale เพราะนอกจากจะมีโอกาสเลือกยูนิตที่หมายตาเอาไว้ได้ (ถ้าจองทันนะคะ) ก็ยังขึ้นชื่อว่าได้ห้องแบบมือหนึ่งจริงๆ เนื่องจากหลังจากเสร็จสิ้นช่วง Pre Sale อันแสนโหดจากการต้องแย่งชิงต่อคิวกันตั้งแต่เช้า หรือความเร็วในการกดจองออนไลน์ หลังจากนั้นก็จะเกิดการบวกราคาเพิ่มจากนักลงทุนเก็งกำไรทั้งในระยะสั้น-ระยะยาว ทำให้ราคารีเซลสูงขึ้นอีกเป็นหลักแสนบาท แต่เชื่อไหมคะว่าสมัยนี้คอนโดมิเนียมรีเซลกลับมีราคาถูกกว่าโครงการขึ้นใหม่หลายแห่งเสียอีก   การซื้อคอนโดมิเนียมช่วง Pre Sale นั้นหมายถึงการซื้อโดยที่ยังไม่ได้เห็นของจริงว่าออกมาเป็นอย่างไร จะเหมือนกับที่โฆษณาเอาไว้หรือไม่ อีกอย่างคือเราไม่อาจทราบได้ว่าเมื่อเข้าไปอยู่อาศัยจริงแล้วจะมีการจัดการภายในจากนิติบุคคลดีแค่ไหน เพื่อนบ้านของเราเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้ก็เหมือนกับการเสี่ยงดวงกันเอาว่าสุดท้ายแล้วคอนโดมิเนียมแห่งนั้นจะมีองค์ประกอบต่างๆ ทำให้เกิดเป็นสังคมที่มีคุณภาพหรือไม่ แตกต่างจากคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ เราจะสามารถได้ดูห้องจริงบนอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว ได้เห็นวิว เห็นทิศทางจริงจากยูนิตที่เราต้องการได้เลย ได้เห็นส่วนกลางจริง ได้สัมผัสบรรยากาศความเป็นอยู่ทั้งในคอนโดมิเนียมเอง และสภาพแวดล้อมรอบข้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีผลต่อความน่าอยู่อาศัย รวมถึงราคาของคอนโดมิเนียมในอนาคต ซึ่งเมื่อเห็นสภาพจริงแล้วเราก็สามารถประเมินได้เองคร่าวๆ     ระยะ 1-2 ปีมานี้ เราจะสังเกตได้ว่าคอนโดมิเนียมโปรเจคใหม่ๆ มักจะเกิดขึ้นในระดับตั้งแต่ Luxury ขึ้นไป เนื่องจากต้นทุนในแง่ของราคากับความจำกัดของที่ดินใจกลางเมืองติดรถไฟฟ้า ประกอบกับการจับกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีกำลังซื้อสูงรวมถึงลูกค้าชาวต่างชาติ ด้วยปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้ราคาคอนโดมิเนียมสูงขึ้นเช่นทุกวันนี้ สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นผู้อยู่อาศัยเองหรือคนลงทุนก็จะกลับมามองราคาในระดับที่ตัวเองรับได้จริงๆ ซึ่งเป็นจุดนี้เองที่คนจะหันกลับมามองคอนโดรีเซล โดยเฉพาะในนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่หันมาเก็บเกี่ยวกำไรจาก Rental Yield กันมากขึ้นกว่าการหวัง Capital Gain เพียงอย่างเดียวแบบสมัยก่อน แต่ปัจจุบันด้วยราคาคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 10%/ปี ต่างจากราคาคอนโดรีเซลประมาณ 10-20% แต่ด้วยราคาค่าเช่าจะมีการขยับเพิ่มขึ้นไม่ถึง 5%/ปี เท่านั้น ส่งผลให้ภาพรวมของ Rental Yield ลดลง ซึ่งเรื่องนี้เป็นจุดที่น่าสนใจนะคะ เพราะในทางกลับกันหากซื้อโครงการรีเซล อาจจะได้ Rental Yield มากกว่าปล่อยเช่าในโครงการใหม่เสียอีก ยกตัวอย่างเช่น คอนโดมิเนียมโซนพร้อมพงษ์-ทองหล่อ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าจะมีการถูกเช่าอยู่ตลอด โดยเฉพาะ  ชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอย่างญี่ปุ่น และชาวตะวันตก ซึ่งทุกวันนี้ได้ Rental Yield เฉลี่ยที่ 7-8% ขณะที่โครงการเกิดขึ้นใหม่ในโซนเดียวกันกลับได้ ไม่ถึง 5% เพราะราคาคอนโดมิเนียมซึ่งเป็นต้นทุนสูงขึ้นนั่นเองค่ะ นั่นหมายความว่ากลุ่มนักลงทุนปล่อยเช่าหลายรายก็ย่อมที่จะต้องกลับมามองคอนโดมิเนียมรีเซลที่เก็บเกี่ยว Rental Yield ได้มากกว่า และยังสร้าง Capital Gain ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องได้ด้วย   คอนโดรีเซลก็มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ ซึ่งหากเรามีการซื้อ-ขายผ่านเอเจ้นท์ที่น่าเชื่อถือก็จะเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และยังสามารถให้คำแนะนำได้สำหรับผู้อยู่อาศัยเองหรือนักลงทุนมือใหม่ก็ตาม ถือเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่สนใจคอนโดมิเนียม     ทีเดียวค่ะ     ข้อมูลจาก : Bangkok Citismart  (Professional Property Agent)      
คอนโดติดรถไฟฟ้า ดีจริงหรือ?

คอนโดติดรถไฟฟ้า ดีจริงหรือ?

ทุกวันนี้เมื่อเอ่ยถึงคอนโดมิเนียมก็ต้องทำเลติดรถไฟฟ้า เพราะเป็นการเดินทางที่สะดวกรวดเร็วที่สุด ท่ามกลางรถติดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในกรุงเทพมหานครแห่งนี้ หลายค่ายก็โหมโปรโมทกันยกใหญ่ว่ายิ่งติดรถไฟฟ้าก็ยิ่งดี แต่ทว่ายิ่งติดสถานีรถไฟฟ้ามากเท่าไร ราคาก็ยิ่งแพงขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกันใช่ไหมคะ ที่สำคัญก็ใช่ว่าจะมีสิ่งแวดล้อม หรือสิ่งอำนวยความสะดวกดีๆ ไปเสียทุกสถานี แล้วอย่างนี้จะดีจริงหรือ?   จากการประเมินสภาพจราจรทั่วโลก ประจำปี 2560 โดย INRIX Global Traffic Scorecard(บริษัทที่ทำการ วัดผลการจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วนรวมถึงช่วงเวลาอื่นๆ จากทั่วโลก) พบว่ากรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองรถติดมากที่สุดอันดับ 16 ของโลก และยังเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย การเดินทางบนท้องถนนจึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทุกวัน และการแก้ปัญหาได้ดีที่สุดจึงหนีไม่พ้นรถไฟฟ้า เพราะสามารถลดระยะเวลาเดินทางลงได้มาก แม้ว่าทุกวันนี้ จะมีอยู่ไม่กี่สายก็ตาม หลายคนเลยพยายามมองหาที่พักอาศัยใกล้สถานีรถไฟฟ้า เพื่อแลกมากับ เวลาเดินทางที่สั้นลง เหนื่อยน้อยลง แต่ก็มีข้อควรระวังในการเลือกคอนโดมิเนียมติดสถานีรถไฟฟ้าด้วยนะคะ   เป็นที่ทราบกันดีว่ายิ่งติดรถไฟฟ้ามากเท่าไรก็ยิ่งมีราคาแพง โดยเฉพาะสถานีย่านใจกลางเมืองก็ย่อมเป็นโครงการระดับ Super Luxury ด้วยทำเล รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อมในทุกด้าน เช่น สถานีทองหล่อ, สถานีเพลินจิต, สถานีชิดลม, สถานีศาลาแดง, สถานีช่องนนทรี เป็นต้น แต่ถ้าเป็นคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้สถานีที่ห่างออกมา จากใจกลางเมืองก็คงต้องมาพิจารณากันเป็นรายสถานีกันไปค่ะ เพราะหลายสถานีก็ไม่ได้มีสภาพแวดล้อมที่ดีเท่าไรนัก หากไม่ใช่คนที่อยู่ย่านนั้นอยู่แล้วก็อาจจะไม่รับรู้ได้ อย่างที่เราจะยกตัวอย่างปัญหาจากบางสถานีแบบกว้างๆ ให้ได้ลองไปสังเกตกันดูค่ะ สถานีคนล้น เป็นสถานีที่มีคนใช้บริการกันเยอะมาก โดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนเพื่อเดินทางเข้าไปทำงานในเมือง บางวันถึงขั้นล้นจนไม่สามารถขึ้นไปยังชานชาลาได้ และหากผู้โดยสารในขบวนก็เต็มมาจากสถานีก่อนหน้าอยู่แล้ว พอมาถึงสถานีถัดไปก็ขึ้นได้แค่ไม่กี่คนเท่านั้น กลายเป็นต้องเผื่อเวลากันมากขึ้นเพื่อรอคิวเบียดเข้าขบวนรถที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนจนแทบหายใจไม่ออก   สถานีน้ำท่วม เชื่อไหมคะว่ามีบางสถานีที่เวลาเกิดฝนตกหนักก็เกิดน้ำท่วมขังที่ถนนข้างใต้สถานีนั้นเอง แล้วยิ่งหากถนนช่วงที่น้ำท่วมนั้นอยู่หน้าคอนโดของเราพอดีล่ะคะ นอกจากผู้ที่ใช้บีทีเอสจะต้องเดินลุยน้ำแล้วเข้าคอนโดแล้วยังส่งผลถึงราคาขายห้องในอนาคตตามไปด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องดูดีๆ เลยค่ะ   สถานีเปลี่ยว แม้จะเป็นช่วงที่มีรถไฟฟ้าผ่าน แต่ก็ยังมีบางสถานีที่เป็นเหมือนแค่ทางผ่านค่ะ สิ่งอำนวยความสะดวก ใกล้สถานีก็แทบไม่มี แถมช่วงกลางคืนไม่ค่อยมีผู้คนเดินอยู่แถวนั้น ไฟก็ไม่สว่างก็ยิ่งเปลี่ยวเข้าไปกันใหญ่   สถานีมีแค่ตลาด ถ้าไลฟ์สไตล์ของคุณชอบเดินห้างสรรพสินค้าตากแอร์เย็นๆ นั่งทานร้านอาหารในห้างแล้วล่ะก็ คอนโดมิเนียมที่อยู่ในสถานีใกล้กับตลาดก็คงไม่เหมาะเท่าไร แม้จะอยู่ติดกับรถไฟฟ้าก็ตามใช่ไหมคะ บางแห่งก็เป็นตลาดสดอาจมีกลิ่นรบกวน ส่งผลต่อสภาพแวดล้อม สุดท้ายก็ไปกระทบกับราคาขายในอนาคตอีกต่างหาก   สถานีใกล้ห้างสรรพสินค้า หรือแหล่งร้านแฮงค์เอ้าท์ คอนโดมิเนียมที่ใกล้ทั้งสถานีรถไฟฟ้าพร้อมๆ กับห้างสรรพสินค้า ย่อมเป็นทำเลที่ดีมากใช่ไหมคะ แต่ในทางกลับกันหากไลฟ์สไตล์ของคุณชอบความเงียบสงบเป็นส่วนตัว เดินหาอะไรง่ายๆ ทานมากกว่า คอนโดมิเนียมทำเลนี้ก็คงไม่เหมาะค่ะ เพราะอาจมีค่าครองชีพที่สูงขึ้น ผู้คนพลุกพล่านอยู่เกือบตลอดเวลา และยิ่งหากใกล้แหล่งแฮงค์เอ้าท์ก็อาจได้รับผลกระทบจากเสียงดังช่วงกลางคืนได้   ห้องติดริมถนนใหญ่ โครงการที่ติดสถานีรถไฟฟ้าย่อมต้องอยู่ติดริมถนนใหญ่ไปด้วยใช่ไหมคะ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรระวังห้องที่อยู่ฝั่งริมถนนหน้าโครงการปค่ะ โดยเฉพาะยูนิตที่อยู่ชั้นไม่สูงจะได้รับผลกระทบจากเสียงบนท้องถนนที่ดังอยู่ตลอดเวลา และสิ่งที่จะตามมานั้นคือฝุ่นดำๆ ที่มักจะเกาะติดอยู่ที่ระเบียงเป็นประจำ ซึ่งเวลาเราตากผ้าไว้ที่ระเบียงก็ต้องโดนฝุ่นเหล่านี้ตามไปด้วยค่ะ   สุดท้ายหากคิดจะควักเงินสักก้อนเพื่อให้ได้อยู่คอนโดติดรถไฟฟ้าแลกกับความสะดวกสบายก็ต้องดูที่สถานีด้วยค่ะ ว่าเป็นสถานีอะไร สำรวจสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร ช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเป็นอย่างไร เวลาเราเข้าไปอาศัยอยู่จริงจะได้ ไม่เกิดปัญหาภายหลัง และเพื่อได้คอนโดที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเรามากที่สุดค่ะ  
จริงหรือ คน Gen Y นิยมเช่ามากกว่าซื้อ

จริงหรือ คน Gen Y นิยมเช่ามากกว่าซื้อ

Gen Y คือกลุ่มคนที่เกิดประมาณ พ.ศ.2523-2543 ปัจจุบันก็อยู่ในช่วงวัยเรียนมหาวิทยาลัยไปจนถึงวัยทำงาน โดยมีนักวิเคราะห์จากหลายแห่งต่างก็ลงความเห็นกันว่า กลุ่มคนวัยนี้มักจะมีพฤติกรรมชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ด้วยตัวเอง มีความเป็นตัวของตัวเอง แบ่งเวลางานกับชีวิตส่วนตัวได้ดี แต่ก็ถูกปรามาสเอาไว้มากเหมือนกันว่ามักจะไม่ค่อยมี ความอดทน  ซึ่งด้วยช่วงอายุของคนวัยนี้ก็มักเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของเหล่าสินค้าและบริการต่างๆ มากมาย รวมไปถึงคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยวด้วย   ในความเป็นจริงแล้วถ้าเราจะไปตัดสินว่าใครมีพฤติกรรมเป็นอย่างไรก็คงจะถูกต้องไปเสียทั้งหมดจริงไหมคะ เพราะแต่ละคนก็มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันออกไป  และเมื่อพูดถึงในแง่ของการอยู่อาศัยคอนโดมิเนียม บางคนครอบครัวก็ซื้อให้เลยตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย บางคนทำงานได้ 2-3 ปีก็ตัดสินใจซื้อเอง ยิ่งเริ่มผ่อนเร็ว โปะเป็นบางช่วงก็ยิ่งหมดเร็ว เพราะระยะหลังมาหลายโครงการก็มีโปรโมชั่นยั่วยวนใจเหล่า First jobber เมื่อไม่นานมานี้เราได้ข้อมูลมาจากเจ้าหน้าที่สถาบันการเงินระดับสูงว่า กลุ่มคน Gen  Y ที่มีไลฟ์สไตล์แบบ คนเมืองกรุงเริ่มมีพฤติกรรมชอบเช่าคอนโดอยู่มากกว่าซื้อ และเมื่อหมดสัญญาเช่าก็เลือกย้ายไปอยู่คอนโดอื่นที่ใหม่กว่า แม้ราคาค่าเช่าจะแพงกว่าแต่ก็ไม่ต่างกันมาก เพราะโครงการใหม่ๆ ย่อมมีได้ดีไซน์สวย ส่วนกลางเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ในมุมของ Developer ก็แข่งขันกันสร้างสรรค์พื้นที่ส่วนกลางให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกบ้าน ที่เป็นกลุ่มคนรุ่นนี้เช่นกัน   ในแง่ของการยื่นกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่นั่นมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง โดยเฉพาะแนวคิดที่ อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เพื่อที่จะได้ไม่เป็นลูกน้องใคร มีอิสระด้านเวลามากขึ้น ซึ่งธุรกิจที่ได้รับความนิยมสูงสุด ก็คงหนีไม่พ้นร้านกาแฟ และการลาออกจากงานประจำมาขายของออนไลน์อย่างเต็มตัว โดยเมื่อไรที่กลุ่มคนเหล่านี้ จะทำเรื่องยื่นกู้สินเชื่อก็มักถูกปฏิเสธสูงกว่าคนรุ่น Gen X หรือสูงกว่าคน Gen Y ที่เป็นมนุษย์เงินเดือนเสียอีก ซึ่งปัจจัยสำคัญคือเรื่องของวินัยทางการเงินที่แม้จะมีเงินหมุนเวียนอยู่ตลอด แต่ธนาคารอาจมองได้ว่า เป็นกระแสเงินสดที่ไม่ดีเท่าที่ควร เงินออมที่เป็นเงินเย็นจริงๆ ยังน้อยอยู่ ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะปฏิเสธ ผู้ที่มีกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเองไปเสียทุกรายนะคะ เพียงแต่จะเข้มงวดมากขึ้นเรื่องวินัยทางการเงินเท่านั้นเอง   สุดท้ายไม่ว่ากลุ่มคน Gen Y จะเลือกเช่าหรือซื้อ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปแน่ๆ นั่นคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็ว ชนิดที่ว่า Developer ต้องวิ่งให้ทันเพื่อครองใจให้อยู่หมัด ซึ่งสิ่งสำคัญคือคนวัยนี้มักจะไม่คล้อยตาม คำโฆษณาง่ายๆ ตราบใดที่ยังไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง แต่ถ้ามีอะไรที่มาตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างโดนใจ ก็อาจจะตัดสินใจได้ไม่ยากเช่นกันใช่ไหมคะ  
Freehold กับ Leasehold อย่างไหนดีกว่ากัน

Freehold กับ Leasehold อย่างไหนดีกว่ากัน

ระยะ 1-2 ปีหลังมานี้หากใครติดตามข่าวคราวแวดวงอสังหาริมทรัพย์ก็คงจะได้ยินคำว่า Freehold กับ Leasehold กันบ่อยมากขึ้นใช่ไหมคะ เรื่องนี้ดูจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะที่ดินทำเลทองในบ้านเรา แต่สำหรับต่างประเทศเรื่องนี้มีมานานมากแล้วค่ะ แล้วระหว่าง Freehold กับ Leasehold อย่างไหนจะมีดีกว่ากัน เราลองมาเปรียบเทียบกันดูค่ะ   ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับความแตกต่างของ Freehold กับ Leasehold กันก่อนค่ะ   Freehold คือ การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหมายความว่าคนซื้อก็จะได้กรรมสิทธิ์ไปครอบครอง แต่ทั้งนี้ตามกฎหมายแล้วชาวต่างชาติจะสามารถซื้อห้องชุดในคอนโดมิเนียมลักษณะนี้ได้ 49% จากยูนิตทั้งหมดของโครงการ   Leasehold คือ การเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ เรียกง่ายๆ ว่าเช่าในระยะยาว ไม่ได้กรรมสิทธิ์แต่อย่างใด เมื่อครบกำหนดตามสัญญาก็ต้องคืนสิทธิ์ให้เจ้าของหรือต่อสัญญาอีก ซึ่งในบ้านเราก็ตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป และส่วนใหญ่จะเป็นทำเลทองอยู่ใจกลางเมือง   เหตุผลของการต้องมีการซื้อ-ขายแบบ Leasehold กันเกิดขึ้นก็เพราะราคาที่ดินซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าแพงขึ้นอยู่ตลอด ทำให้ราคาแบบเช่าระยะยาวจะมีราคาถูกกว่าซื้อ-ขายขาด ยิ่งทำเลใจกลางเมืองที่ทุกวันนี้ราคาก็ปาเข้าไปหลักล้านบาท/ตารางวา หากจะซื้อที่ดินราคาขนาดนั้นแล้วนำมาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมก็ย่อมต้องมีราคา/ตารางเมตรสูงมากทีเดียว เฉลี่ยแล้วอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท/ตารางเมตร ซึ่งก็เป็นราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปเอื้อมถึงได้ยาก ทุกวันนี้เราจึงเห็นโครงการที่ขายแบบ Leasehold จะเป็นโครงการในระดับ Super Luxury ขึ้นไป หรือไม่ก็เป็น Mix Use แบบโปรเจคยักษ์ใหญ่ ประกอบกับเจ้าของที่ดินเหล่านั้นเองก็เริ่มมองเห็นหนทางการสร้างรายได้ระยะยาวเพิ่มมากขึ้นแทนที่จะขายขาดแล้วจบไป เพราะระยะ 2-3 ปีหลังมานี้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดทะลุ 100% เหตุผลอีกประการหนึ่งคือส่วนใหญ่ที่ดินนั้นมีเจ้าของเป็นหน่วยงานภาครัฐ จึงทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขายขาด เช่น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, กรมธนารักษ์, การรถไฟฯ เป็นต้น     แล้วโครงการแบบ Leasehold ขายใครล่ะ?   ดูแบบนี้แล้วใครๆ ก็อยากซื้อที่ดินแบบ Freehold กันมากกว่าใช่ไหมคะ แล้วแบบนี้ใครจะซื้อคอนโดมิเนียมแบบ Leasehold ล่ะ ในเมื่อไหนๆ จะเสียเงินก้อนโตหรือต้องผ่อนแบบระยะยาวหลายปีแล้ว ก็ซื้อแบบ Freehold เป็นของตัวไปเลยไม่ดีกว่าหรือ คำตอบนี้แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ค่ะ คือ   กลุ่มคนไทยที่มีกำลังทรัพย์มากพอ ซึ่งยอมจ่ายแพงกว่า แต่แลกกับการได้ทำเลที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองที่หาได้ยากเต็มที พร้อมมีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมอยู่รอบตัว ซึ่งโครงการคอนโดมิเนียมแบบนี้ก็ตามมาด้วยบริการหลังการขายรวมไปถึงการดูแลรอบด้านที่ดีตลอดระยะเวลาในสัญญาตามไปด้วย   กลุ่มชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ ฯลฯ ไม่ว่าจะด้วยการทำธุรกิจ หรือซื้อไว้เป็นบ้านหลังที่ 2 เพราะเมื่อเทียบกับราคาคอมโดมิเนียมในประเทศของตัวเองแล้ว คอนโดมิเนียมในประเทศไทยนั้นก็ถือว่ามีราคาถูกกว่ามาก เช่น คอนโดมิเนียมในเมืองเซี่ยงไฮ้ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบ Leasehold มีราคาเฉลี่ยประมาณ 500,000 บาท/ตารางเมตร ไปจนถึง 1,000,000 บาท/ตารางเมตร และตามกฏหมายแล้วชาวต่างชาติสามารถเข้ามาถือครองคอนโดมิเนียมลักษณะนี้ได้อย่างไม่จำกัด     อีกประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นข้อถกเถียงกันใหญ่โตอยู่ในขณะนี้ถึงขั้นตั้งคำถามกันว่านี่จะเป็นการขายชาติหรือไม่ในการให้ต่างชาติมาถือครองที่ดินและการซื้อคอนโดแบบ Leasehold ในเขต EEC แต่ทั้งนี้ทางรัฐบาลก็ได้ออกมาอธิบายแล้วว่าชาวต่างชาติที่สามารถเข้ามาถือครองที่ดินในลักษณะนี้ได้มีการระบุว่าจะถือครองได้ก็ต่อเมื่อเป็นชื่อนิติบุคคลที่มาประกอบกิจการที่เป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด และแม้ว่าในบ้านเราจะยังไม่คุ้นชินกันมากนัก แต่ในต่างประเทศนั้นมีการเช่าซื้อระยะยาวแบบนี้มานานแล้ว จึงทำให้ชาวต่างชาติมีความเข้ากับคำว่า Leasehold อยู่แล้ว   สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นโครงการแบบ Freehold หรือ Leasehold ก็มีทั้งข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันออกไป ใครชอบทำเลใจกลางเมืองมีสิ่งอำนวยความสะดวกอันสมบูรณ์แบบ ใช้ชีวิตแบบคนยุคใหม่ ในอนาคตก็คงต้องเลือกอยู่แบบ Leasehold    เพราะเป็นเทรนด์ใหม่ที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใครที่ยังชอบแบบ Freehold ได้กรรมสิทธิ์เป็นของตัวเองก็ยังคงมีให้เลือกกันอีกมากมากหลายทำเลเลยค่ะ
NPL คือ? ส่งผลต่อคนจะกู้สินเชื่ออย่างไร

NPL คือ? ส่งผลต่อคนจะกู้สินเชื่ออย่างไร

เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อไรที่เราจะยื่นกู้สินเชื่อบ้านเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยไม่ว่าประเภทไหนก็ตามทางธนาคารจะมีวิธีพิจารณาเพื่ออนุมัติคล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นรายได้หลัก การเดินบัญชี ฯลฯ หรือแม้แต่ปัจจัยภายนอกอย่าง NPL ที่จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจปล่อยกู้ ซึ่งตัวผู้ที่ต้องการยื่นกู้เองควรจะลองศึกษาหาข้อมูลในเบื้องต้นเอาไว้บ้าง เพื่อเพิ่มโอกาสให้เราได้รับการอนุมัติมากยิ่งขึ้น   NPL ย่อมาจาก Non-Performing Loan คือ สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือที่เรียกกันว่าหนี้เสีย โดยเกิดจากการที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยและเงินต้นคืนให้สถาบันการเงินเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 เดือน สถาบันการเงินนั้นจะมองว่าเป็นหนี้เสียทันที โดยหากตัวบุคคลถูกตีว่าติด NPL จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือทางการเงินอย่างมาก ยิ่งหากจะทำการกู้สินเชื่อไม่ว่าจะประเภทใดก็ตามมักจะถูกปฏิเสธได้ง่าย ซึ่งจากสถิติจากปีที่ผ่านมา NPL ที่พุ่งสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ ธนาคารกรุงเทพ ประมาณ 87,000 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย ประมาณ 69,000 ล้านบาท และธนาคารไทยพาณิชย์ ประมาณ 65,000 บาท แต่ธนาคารที่มีอัตราลดลง คือ ธนาคารทหารไทย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย และธนาคารเกียรตินาคิน ตามลำดับ   อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าเราจะต้องศึกษาข้อมูลที่เป็นปัจจัยหนึ่งก่อนการยื่นขอสินเชื่อนั่นคือ NPL ที่กล่าวถึงนี้ เพราะหากช่วงไหนที่ภาพรวม NPL ของประเทศสูงจะส่งผลให้ธนาคารมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะเมื่อช่วงปีที่ผ่านมามี NPL พุ่งสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสินเชื่อบุคคลประเภทอื่นๆ สาเหตุหลักมาจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ที่มีรายได้น้อย ส่งผลต่อการถูกปฏิเสธสินเชื่อในกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย-ปานกลาง ซึ่งปีที่แล้วสูงถึง 40-50% และเมื่อยอดปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง ทางผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงหันไปพัฒนาโครงการระดับสูงทำเลใจกลางเมืองมากกว่า เพราะนอกจากเรื่องของการจับกลุ่มผู้ที่มีกำลังซื้อระดับสูงในประเทศไทยแล้ว ยังหันไปหากลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติโดยเฉพาะในเอเชียด้วยกันที่สนใจซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทยกันมากขึ้น แม้ว่าในปี 2561 หลายฝ่ายต่างเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นจากหลายๆ ปัจจัยต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนของยูนิตมากที่สุดในรอบ 4-5 ปี การร่วมทุนระหว่างผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยและจากต่างประเทศ รวมถึงตัวเลข GDP ที่จะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้แนวโน้มของ NPL ค่อยๆ ลดลง แต่การขยายตัวเพิ่มขึ้นของภาคอสังหาริมทรัพย์นี้ยังคงกระจุกตัวอยู่กลางเมืองกรุงเทพฯ ในโครงการที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้สูง  จึงทำให้ธนาคารยังคงต้องพิจารณาการอย่างถี่ถ้วนในการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพื่อพยายามควบคุมไม่ให้มีตัวเลข NPL ที่สูงขึ้นอีก   แม้ว่าหลายธนาคารจะยังคงเข้มงวดต่อการปล่อยสินเชื่อบุคคลโดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ปล่อยสินเชื่อให้เลย เพราะหลายคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าในปีนี้อสังหาริมทรัพย์จะดีขึ้นยิ่งกว่าปีที่แล้ว และหากเราแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ได้ รวมถึงการมีวินัยทางการเงินก็จะทำให้กู้ผ่านได้ไม่ยาก แม้แต่ผู้ที่มีประวัติ NPL ก็สามารถเข้าไปปรึกษากับทางธนาคารได้ แต่จะใช้ระยะเวลานานกว่า และมีข้อแม้หลายอย่างที่ต้องปฏิบัติเสียก่อนจะยื่นกู้ เช่น ต้องจ่ายหนี้สินทั้งหมดให้เรียบร้อยก่อน เป็นต้น      
EEC มีดีอะไร ทำไมถึงแห่ลงทุนกันนัก

EEC มีดีอะไร ทำไมถึงแห่ลงทุนกันนัก

ตั้งแต่มีประกาศนโยบาย EEC เกิดขึ้น ทุกคนคงจะได้ยินข่าวคราวเรื่องนี้กันมาตลอด เพราะหลายภาคส่วนต่างก็หวังไว้ว่าโครงการนี้จะเป็นกลไลสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมารุ่งโรจน์ได้ ซึ่งทุกวันนี้ก็มีความคืบหน้าเกิดขึ้นมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎหมายหรือโครงการต่างๆ ที่พยายามเร่งกันอย่างเต็มกำลัง เพื่อเป็นแรงจูงใจดึงดูดการเข้ามาลงทุน ครั้งนี้เรามาดูกันว่าโครงการ EEC คืบหน้าไปถึงไหนกันแล้ว แล้วทำไมถึงได้มีเหล่านักลงทุ่มทุนสร้างกันหลายโครงการ   อย่างที่เคยอธิบายกันไปแล้วเกี่ยวกับ EEC ในบทความ "ทำความรู้จักกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)" ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าเหล่านักลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่างก็ให้ความสำคัญอย่างมากต่อโครงการนี้ ดังจะเห็นได้จากโครงการต่างๆ ที่เริ่มมีการกางแผนออกมาบ้างแล้วภายในเขตพื้นที่ของ EEC ทั้งในส่วนของภาคอุตสาหกรรม และภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์เอง เราก็เริ่มได้เห็นหลายๆ โครงการเกิดขึ้นพร้อมความหวังในการสร้างรายได้ให้เติบโตตามไปด้วยกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกนี้ โดยโครงการในภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มมีการเข้าซื้อที่ดินแล้วเรียบร้อยแล้ว เช่น บริษัท จินป่าว พรีซิชั่น อินดัสทรี่ จำกัด เป็นบริษัทอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมสัญชาติไต้หวันที่มาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ปี 1998 มีการซื้อที่ดินขนาด 54 ไร่ ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด 2 จ.ชลบุรี เพื่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน,นักธุรกิจรัสเซียหลายรายสนใจเข้ามาดูทิศทางการลงทุนในเขตอีอีซี เช่น พลังงานนิวเคลียร์ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ การบริหารท่าเรือ สนามบิน เทคโนโลยีสร้างสรรค์ ยานยนต์เพื่อการก่อสร้าง เทคโนโลยีชีวิภาพ เทคโนโลยีสื่อสาร ฯลฯ โดยจะเข้ามาเยี่ยมชมด้วยตนเองเร็วๆ นี้   ส่วนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีการเปิดตัวลงแแข่งขันกันในสนามนี้ แม้ว่าราคาที่ดินจะพุ่งสูงขึ้นถึง 50% ก็ตาม เช่น  เอสซี แอสเสท ปีนี้เตรียมพัฒนาโครงการใน จ.ฉะเชิงเทรา, เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ มีการเจรจาซื้อที่ดินเพิ่ม แต่ก็มีแผนจะพัฒนาโครงการในที่ดินที่มีอยู่แล้วใน จ.ระยอง กับจ.ชลบุรี, ออริจิ้น หลังจากมีโครงการคอนโดมิเนียมกับมิกซ์ยูสที่ศรีราชาไปแล้ว ก็เตรียมจะพัฒนามิกซ์ยูสที่จ.ระยอง 2 ทำเล, พฤกษา ปีนี้มีแผนเปิดตัวโครงการแนวราบถึง 8 โครงการ แบ่งเป็นจ.ชลบุรี 3 โครงการ จ.ระยอง 3 โครงการ และจ.ฉะเชิงเทรา 2 โครงการ, แสนสิริ มีแผนพัฒนาโครงการในพัทยา เป็นต้น   จะเห็นได้ว่ายิ่งโครงการนี้เป็นรูปธรรมขึ้นมากเท่าไรก็ยิ่งได้รับความสนในการลงทุนมากขึ้นเท่านั้น ตั้งแต่รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการอีอีซี มาจนถึงปัจจุบันที่มีการร่างพรบ. กันเสร็จเรียบร้อยแล้วทุกมาตรา สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็มีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดยมีมาตรการสำคัญที่ส่งเสริมชวนให้นักลงทุนหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายซึ่งบางอย่างมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งพื้นที่ทั้งหมด 3 จังหวัดจะถูกแบ่งประมาณ 10 โซน แต่ละโซนก็จะได้รับสิทธิพิเศษที่แตกต่างกันไป แต่ละ เช่น ขยายพื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่จากเดิม 12,000 ไร่ เพิ่มอีก 26,366 ไร่ ซึ่งรวมทั้งหมด, เขตเมืองการบินภาคตะวันออกจะได้รับการยกเว้นภาษี 8 ปี และลดหย่อนภาษีนิติบุคคล 50% เพิ่มอีก 5 ปี, เขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมาย เขตอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC พื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ได้ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล 50% เพิ่มอีก 5 ปี, สิทธิการทำงานของแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ 3 จังหวัดโดยไม่ต้องขออนุญาตครอบคลุมไปถึงครอบครัวที่ติดตามมาอาศัยอยู่ด้วย, สิทธิคนต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน, สิทธิการซื้ออาคารชุดของต่างชาติได้แต่ละโครงการได้ 100% เต็ม เป็นต้น     สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้โครงการ EEC ประสบความสำเร็จได้นั่นคือโครงสร้างพื้นฐานทางการคมนาคม เพราะหากการคมนาคมขนส่งเป็นไปได้อย่างสะดวกสบายก็จะช่วยรองรับเรื่อง Logistics หนึ่งในหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม โดยทางรัฐบาลได้มีการเดินหน้าเรื่องคมนาคมทั้งทางเรือที่จะมีการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกหลัก คือ มาบตาพุดเฟส 3 โครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 โครงการท่าเรือสัตหีบ ส่วนทางอากาศ คือ สนามบินอู่ตะเภาที่ทางรัฐได้ตั้งเป้าหมายให้เป็นสนามบินหลักแห่งที่ 3 ต่อจากดอนเมืองกับสุวรรณภูมิ และทางบกระบบรางในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา และต่อไปถึง จ.ระยอง โดยจะเชื่อมจากแนว Airport Rail Link ในปัจจุบัน ซึ่งล่าสุดโปรเจคยักษ์ใหญ่นี้กำลังจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ใน 3 จังหวัดภาคตะวันออกอีกต่อไป แต่ล่าสุดได้มีนโยบายเร่งศึกษาแผนพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อหลากหลายเส้นทางทั่วประเทศ โดยเฉพาะรถไฟทางคู่เส้นทางแหลมฉบัง-มาบตาพุด-ระยอง-จันทบุรี-ตราด, โครงการรถไฟศรีราชา-ระยอง รวมถึงการเชื่อมต่อโซนอีอีซีไปจนถึงทวาย-กัมพูชา ซึ่งหากโครงการรถไฟนี้เสร็จสมบูรณ์ก็จะยิ่งส่งให้ EEC มีความสมบรูณ์มากขึ้น เพราะหากการคมนาคมขนส่งเป็นไปได้อย่างสะดวกสบายก็จะเป็นปัจจัยสำคัญทั้งทางด้านธุรกิจต่างๆ และการท่องเที่ยวที่จะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น ประชาชนในพื้นที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น สุดท้ายสิ่งเหล่านี้จะทำให้พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่น่าอยู่ระดับภูมิภาคเอเชียอย่างที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้   ณ วันนี้เราสามารถพูดกันได้อย่างเต็มปากว่า EEC คือความหวังใหม่ในการพลิกฟื้นคืนชีพของเศรษฐกิจประเทศไทยให้กลับมาเป็นแหล่งลงทุนที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจกันอีกครั้ง แม้โครงการนี้จะยังคงไม่สมบูรณ์ 100% แต่เชื่อว่าหากเริ่มมีการประกาศพระราชชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกอย่างเป็นทางการซึ่งคาดว่าจะประกาศภายในปีนี้ก็จะยิ่งทำให้มีเงินเม็ดเงินเข้ามาลงทุนมหาศาลตามที่คาดการณ์กันเอาไว้ถึงหลักแสนล้านบาท ส่งผลถึงการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เองที่ก็มีความเชื่อมั่นในโครงการนี้อยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อมีอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นก็จะมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น คนทำงานทั้งที่เป็นคนไทยและต่างชาติย่อมเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัยก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว จากนี้ต้องคอยจับตามองตลาดนี้กันเอาไว้ให้ดีว่าจะมีอะไรน่าสนใจตามที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายค่ายโปรยเอาไว้บ้าง
กฎหมายใหม่ คนเช่าหอมีเฮ

กฎหมายใหม่ คนเช่าหอมีเฮ

หลายคนคงจะต้องผ่านช่วงชีวิตของการเป็นเด็กหอมาใช่ไหมคะ เพราะการได้อยู่ใกล้กับสถานที่เรียนหรือสถานที่ทำงานย่อมประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้มากกว่า ซึ่งแต่ละคนก็ต้องเจอปัญหาจุกจิกกวนใจไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง อย่างเรื่องค่าประกันหอแรกเข้าที่แพงกว่าค่าเช่าห้องหลายเท่าตัว ค่าน้ำ-ค่าไฟที่เก็บในอัตราสูงเกินจริง เวลาจะย้ายออกจากหอก็โดนยึดเงินประกันจนเกือบจะไม่เหลือทั้งที่ไม่มีอะไรเสียหาย แต่ต่อไปนี้ปัญหาจะลดลงและหมดไปในอนาคต เพราะกำลังจะมีกฎหมายใหม่ออกบังคับใช้เพื่อควบคุมปัญหาหอพัก-อพาร์ทเม้นท์ทั่วประเทศ   กฎหมายควบคุมหอพักที่กำลังจะเผยโฉมออกมาในเร็ววันนี้เกิดขึ้นมาจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ได้รับการร้องเรียนเข้ามาอย่างมากมายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการเช่าหอพัก-อพาร์ทเม้นท์ โดยปัญหา 2 อันดับแรก คือ เมื่อผู้เช่าได้ย้ายออกจากหอพักโดยแจ้งล่วงหน้าเอาไว้ 1 เดือนตามสัญญา แต่กลับไม่ได้เงินค่าประกันหอพักและค่าเช่าล่วงหน้าที่ได้เก็บไว้ตั้งแต่แรกเข้าคืน กับเรื่องอัตราค่าน้ำแพงเกินจริงถึง 15-20 บาท/ลบ.ม. ทั้งที่อัตราค่าน้ำจริงอยู่ที่ 8-11 บาท/ลบ.ม. ส่วนค่าไฟอัตราที่หอพักคิดประมาณ 6-9 บาท/หน่วย แต่อัตราจริงอยู่ที่ 2-4 บาท/หน่วย บางแห่งก็เจอปัญหามิเตอร์วิ่งเร็วเกินจริงอีกด้วย และเมื่อทางสคบ. ได้เขาไปตรวจสอบก็พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนมากจะเป็นหอพักสำหรับนักศึกษา กฏหมายฉบับนี้จึงกำลังจะเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภคต่อไปได้ ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในช่วงของการส่งเรื่องเพื่อประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป   ไม่เพียงแต่ควบคุมเรื่องค่าน้ำ-ค่าไฟ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของผู้อยู่อาศัยหอพักเพียงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการควบคุมธุรกิจพอพัก แม้ตอนนี้จะยังไม่ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนแต่ก็ให้คำจำกัดความกับธุรกิจประเภทนี้ว่า เป็นผู้ที่มีห้องแล้วแบ่งให้เช่าตั้งแต่ 5 ห้องขึ้นไปไม่ว่าจะมีอยู่กี่ที่ หรืออยู่กันคนละแห่งก็ตามจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ในการควบคุมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นหอพัก อพาร์ทเม้นท์ บ้านเช่า หรือคอนโดมิเนียม ส่วนที่เป็นหอพักนักเรียน นักศึกษา จะต้องทำการจดทะเบียนให้ถูกต้อง ซึ่งส่วนนี้จะไปอยู่ในความควบคุมของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์     กฎหมายฉบับนี้มีใจความสำคัญที่เป็นข้อกำหนดให้ปฏิบัติ เช่น ผู้ให้บริการหอพักจะต้องแสดงรายละเอียดให้ชัดเจนครบถ้วนในสัญญา ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ที่อยู่ของผู้เช่า ระยะเวลาการเช่า รายละเอียดของทรัพย์สินภายในห้องที่ให้เช่า อัตราค่าน้ำ-ค่าไฟที่เหมาะสมอ้างอิงกับอัตราจริง วิธีการชำระเงิน ฯลฯ และจะมีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ใหม่แก่ผู้ประกอบการ ที่สำคัญคือเงื่อนไขข้อปฏิบัติของการคืนเงินประกัน รวมไปถึงกำหนดข้อห้ามต่างๆ อย่างห้ามไม่ให้มีการเก็บเงินค่าเช่าห้องล่วงหน้าเกิน 1 เดือน ห้ามไม่ให้เก็บเงินค่าประกันเกิน 50% ของค่าเช่า ต้องคืนเงินประกันภายใน 7 วัน หลังผู้เช่าได้ทำการย้ายออก ห้ามไม่ให้ล็อกห้องผู้เช่าที่จ่ายเงินล่าช้าหลังวันที่กำหนด และไม่ให้เก็บเงินเพิ่มสำหรับผู้ต่อสัญญา เป็นต้น ทั้งหมดนี้จะต้องทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ โดยมีการกำหนดโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากมีการฝ่าฝืนต้องมีโทษทันที ซึ่งหากมีผลบังคับใช้เมื่อไรผู้ประกอบธุรกิจจะต้องยกเลิกสัญญาฉบับเดิมที่เคยทำไว้ทั้งหมด แล้วทำสัญญาใหม่กับผู้เช่าภายใต้ข้อกำหนดใหม่ให้เป็นไปตามกฎหมาย   ผู้ที่เช่าอาศัยอยู่หอพักเห็นแบบนี้แล้วคงจะสบายใจกันมากขึ้น เพราะเมื่อมีกฎหมายออกมาคุ้มครองผู้บริโภคอย่างนี้แล้ว   ก็จะไม่ถูกเจ้าของหอพักขูดรีดโดยที่ทำอะไรไม่ได้อีกต่อไป รอติดตามการมีผลบังคับใช้กันได้เลยค่ะ คาดว่าประมาณเดือนพฤษภาคมนี้ เราจะได้เห็นหน้าตาของตัวกฎหมายควบคุมหอพักขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย    
รายได้น้อยก็กู้ซื้อบ้านได้

รายได้น้อยก็กู้ซื้อบ้านได้

เมื่อพูดถึงเรื่องการกู้สินเชื่อบ้านหลายคนต้องมีคำถามตามมามากมาย และหนึ่งในคำถามที่หลายคนอยากรู้กันมากที่สุดคือ ต้องมีรายได้ขั้นต่ำเท่าไหร่จึงจะยื่นกู้ได้ แล้วถ้ามีรายได้ต่อเดือนน้อยจะสามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้ไหม คำตอบคือ “ได้” ซึ่งหากติดตามข่าวจะทราบว่าทั้งทางภาครัฐและเอกชนมีมาตรการสำหรับผู้มีรายได้น้อยออกมาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งก็มีเงื่อนไขแตกต่างกันไป ในบทความนี้เราจะยกตัวอย่างโครงการสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย รวมถึงวิธีคำนวณวงเงินกู้สินเชื่อบ้านดูอย่างคร่าวๆ ว่าเงินเดือนเท่านี้ จะสามารถยื่นกู้ได้แค่ไหน โครงการบ้านคนไทยประชารัฐ เป็นโครงการบ้านประชารัฐระยะที่ 2 โดยวางวงเงินสินเชื่อทั้งหมดเอาไว้ที่ 4,000 ล้านบาท จากธนาคารออมสินกับธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) มีวิธีการพิจารณาแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกคือประชาชนที่มีรายชื่อขึ้นทะเบียนบัตรสวัสดิการรัฐเอาไว้แล้ว กลุ่มต่อมาคือประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 35,000 บาท/เดือน และกลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มประชาชนทั่วไป โดยลักษณะของโครงการจะมีทั้งบ้านแฝด 18 ตร.ว. บ้านแถวชั้นเดียว 16 ตร.ว. และอาคารที่พักอาศัย 24 ตร.ม. ในราคาไม่เกินยูนิตละ 350,000-700,000 บาท ผ่อนชำระไม่เกิน 2,000 บาท/เดือน ซึ่งโครงการระยะที่ 2 นี้จะอยู่ในพื้นที่ของราชพัสดุ กรมธนารักษ์ ทั้งหมด  8 แปลง คือ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง 618 ยูนิต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 584 ยูนิต อ.เมือง จ.เชียงราย 352 ยูนิต อ.เมือง จ.นครพนม 322 ยูนิต อ.เมือง จ.ขอนแก่น 292 ยูนิต อ.เมือง จ.อุดรธานี 264 ยูนิต อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 186 ยูนิต และอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 139 ยูนิต ซึ่งในแต่ละพื้นที่โครงการจะถูกแบ่งเป็นที่พักอาศัย 70% กับพื้นที่เชิงพาณชิย์อีก 30% ทั้งหมดนี้กรรมสิทธิ์จะเป็นของผู้ได้รับสิทธิ์ระยะยาว 30 ปี โครงการสินเชื่อบ้านสวัสดิการแห่งรัฐดำเนินการโดยธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) โดยในปีนี้กำหนดวงเงินในสินเชื่อรายใหม่สูงถึง 1.89 แสนล้านบาท ซึ่งมีทั้งหมด 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นโครงการสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และประชาชนที่มีรายได้น้อยไม่เกิน 25,000 บาท/เดือน สามารถยื่นกู้ได้นานที่สุดถึง 40 ปี ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4 ปีแรก 2.โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นโครงการสำหรับบุคลากรภาครัฐ ไม่จำกัดวงเงินสูงสุดต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4 ปีแรก 3.โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโครงการสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประชาชนที่มีรายได้น้อยไม่เกิน 25,000 บาท/เดือน ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงาน/เจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นผู้ที่มีภูมิลำเลาอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือต้องการอาศัยอยู่ วงเงินกู้ 1,000,000-2,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5 ปีแรก ทั้งนี้ถ้ากู้ไม่เกิน 1,000,000 บาท จะมีข้อกำหนดในรายได้ต่อเดือนประมาณ 12,000 บาท ผ่อนชำระไม่เกิน 4,200 บาท/เดือน ที่สำคัญผู้ที่ไม่มีงานทำสามารถยื่นเป็นผู้กู้ร่วมได้ และในกรณีที่มีหลักฐานด้านรายได้ไม่เพียงพอ ธอส. จะให้เปิดให้มีการเดินบัญชี 6-9 เดือน หากเป็นไปตามเงื่อนไขกำหนดแล้วจึงค่อยอนุมัติสินเชื่อให้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  ghbank.co.th นอกจากนี้ยังมีอีกหลายธนาคารที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีรายได้ไม่สูงมากนักก็สามารถกู้สินเชื่อบ้านได้ตามกฏที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละธนาคาร ที่สำคัญคือผู้กู้จะต้องมีความสามารถในการผ่อนชำระสูงสุดแต่ละเดือนต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ ระยะเวลาผ่อนประมาณ 15-35 ปี  และไม่มีภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย(ถ้ามีภาระผ่อนอย่างอยู่ด้วยก็จะถูกหักลบไปในความสามารถการผ่อนต่อเดือน 40%) ซึ่งสำหรับการกู้บ้านจะขอกู้ได้ไม่เกิน 85% ของราคาประเมิน อาคารพาณิชย์ขอกู้ได้ไม่เกิน 75% ของราคาประเมิน ส่วนคอนโดมิเนียมจะขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการว่ามีการร่วมกับธนาคารไหนบ้างซึ่งบางโครงการสามารถยื่นกู้ได้ถึง 100% โดยเรามีวิธีคำนวณเงินกู้จากฐานเงินเดือนคร่าวๆ เช่น 15,00040% = 6,000 บาท/เดือน รายได้ต่อเดือน 15,000 บาท ผ่อน 40% ของรายได้ต่อเดือน เท่ากับต้องผ่อนเดือนละ 6,000 บาท วงเงินการกู้ซื้อบ้าน ฐานเงินเดือน 15,000 ระยะเวลาผ่อน 15 ปี จะได้วงเงินกู้ประมาณ  640,000 - 730,000 บาท ฐานเงินเดือน 15,000 ระยะเวลาผ่อน 20 ปี จะได้วงเงินกู้ประมาณ  740,000 - 870,000 บาท ฐานเงินเดือน 15,000 ระยะเวลาผ่อน 25 ปี จะได้วงเงินกู้ประมาณ  810,000 - 970,000 บาท ฐานเงินเดือน 15,000 ระยะเวลาผ่อน 30 ปี จะได้วงเงินกู้ประมาณ  850,000 - 1,000,000 บาท ฐานเงินเดือน 15,000 ระยะเวลาผ่อน 35 ปี จะได้วงเงินกู้ประมาณ  880,000 - 1,100,000 บาท *ทั้งนี้แล้วแต่อัตราดอกเบี้ยและการพิจารณาของแต่ละธนาคารด้วย นั่นหมายความว่าแม้มีรายได้น้อยก็สามารถยื่นกู้ได้เพียงแต่วงเงินที่ทางธนาคารอนุมัติก็จะน้อยลงไปตามสัดส่วน และแต่ละโครงการที่อยู่อาศัย แต่ละโปรโมชั่นของธนาคารนั้นแตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นผู้สนใจยื่นกู้สินเชื่อบ้านควรจะรวบรวมข้อมูลจากหลายๆ แห่งมาเปรียบเทียบกัน โดยเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด
รถไฟฟ้าสายสีส้ม สายแห่งการเชื่อมต่อกรุงเทพฯ

รถไฟฟ้าสายสีส้ม สายแห่งการเชื่อมต่อกรุงเทพฯ

ในช่วง 1-2 ปีหลังที่ผ่านมานี้ เราจะได้เห็นการก่อสร้างของรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าเดิม รวมถึงรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ที่ยังคงอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานอยู่อย่างต่อเนื่อง ด้วยความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางมากกว่าการเดินทางแบบอื่น รถไฟฟ้าจึงกลายเป็นความหวังของระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่หลายคนรอคอยให้เกิดขึ้นโดยเร็ว   ในบรรดารถไฟฟ้าทั้งหมด 11 สาย แต่ละสายก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป ซึ่งมีอยู่สายหนึ่งที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นสายที่เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกกับกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน โดยวิ่งผ่านใจกลางเมือง สถานที่สำคัญๆ หลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลศิริราช สนามหลวง ราชเทวี ประตูน้ำ รัชดาภิเษก ฯลฯ และยังเป็นจุด interchange กับรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ ในอนาคตมากมาย นั่นคือ รถไฟฟ้ามหานคร สายสีส้ม (MRT) เป็นรถไฟฟ้าที่มีทั้งช่วงที่เป็นใต้ดินกับช่วงที่เป็นยกระดับ โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือฝั่งกรุงเทพฯ โซนตะวันตก(บางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) กับกรุงเทพฯ โซนตะวันออก(ศูนย์วัฒนธรรมฯ - บางกะปิ - มีนบุรี) โดยใช้จุดกึ่งกลางของสายนี้ที่สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นจุด interchange รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินในปัจจุบัน รวมระยะทาง 35.4 กิโลเมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการประมาณปี 2566   รถไฟฟ้าสายสีส้ม ฝั่งกรุงเทพฯ โซนตะวันตก(บางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) ทั้งหมด 13 สถานี เป็นรถไฟฟ้าใต้ดินทั้งหมด ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเวนคืนที่ดิน เริ่มจาก   1.สถานีตลิ่งชัน interchange กับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอ่อน 2.สถานีบางขุนนนท์ บนถนนสุทธาวาสตัดกับถนนจรัญสนิทวงศ์ interchange กับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 3.สถานีศิริราช ใต้สะพานอรุณอัมรินทร์ ใกล้กับโรงพยาบาลศิริราช จากนั้นก็จะลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาไปอีกฝั่ง 4.สถานีสนามหลวง ใกล้กับโรงละครแห่งชาติ 5.สถานีอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย บริเวณถนนราชดำเนินกลาง ใกล้กับแยกผ่านฟ้าลีลาศ interchange กับรถไฟฟ้าสายสีม่วงบางใหญ่ – ราษฎร์บูรณะ สถานีผ่านฟ้า 6.สถานีหลานหลวง บริเวณถนนหลานหลวง แยกหลานหลวงตัดกับถนนจักรพรรดิพงษ์ 7.สถานียมราช บริเวณถนนหลานหลวง ใกล้โรงพยาบาลมิชชั่น interchange กับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม 8.สถานีราชเทวี  บริเวณถนนเพชรบุรี ใกล้แยกราชเทวี interchange กับรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีราชเทวี 9.สถานีประตูน้ำ บริเวณถนนเพชรบุรี ใกล้ห้างแพลทินัม 10.สถานีราชปรารภ บริเวณถนนราชปรารภ interchange กับรถไฟฟ้าสายสีแดงแอร์พอร์ตลิงค์ สถานีราชปรารภ 11.สถานีรางน้ำ บริเวณถนนราชปรารภ ปากซอยรางน้ำ 12.สถานีดินแดง บริเวณถนนวิภาวดีขาเข้าตัดกับถนนดินแดง 13.สถานีประชาสงเคราะห์ บริเวณถนนมิตรไมตรี ใกล้กับศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร2 เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันออกที่สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย     ส่วนรถไฟฟ้าสายสีส้ม ฝั่งกรุงเทพฯ โซนตะวันออก(ศูนย์วัฒนธรรมฯ - บางกะปิ - มีนบุรี) ปัจจุบันเริ่มดำเนินงานก่อสร้างแล้วในช่วงปลายปี 60 ที่ผ่านมา โดยมีการปิดถนนฝั่งละ 1 เลน บริเวณซอยรามคำแหง 162/1 ถึงซอยรามคำแหง 166 ทั้งขาเข้า-ขาออก, ซอยรามคำแหง 76 – 108 (ขาเข้า), ซอยรามคำแหง 127 – 129 (ขาออก) และบริเวณซอยรามคำแหง 151/1 – 159 เริ่มจาก   1.สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย บริเวณถนนรัชดาภิเษก ใกล้กับห้างเอสพลานาดรัชดา interchange กับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 2.สถานีรฟม. บริเวณถนนวัฒนธรรม ใกล้กับแยกผังเมือง 3.สถานีประดิษฐ์มนูธรรม บริเวณถนนพระราม 9 ใกล้สี่แยกพระราม 9 – ประดิษฐ์มนูธรรม 4.สถานีรามคำแหง 12 บริเวณถนนรามคำแหง หน้าห้างเดอะมอลล์ สาขารามคำแหง 5.สถานีรามคำแหง บริเวณถนนรามคำแหง หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง 6.สถานีราชมังคลา บริเวณถนนรามคำแหง หน้าสนามกีฬาราชมังคลา 7.สถานีหัวหมาก บริเวณถนนรามคำแหง หน้าโรงพยาบาลรามคำแหง 8.สถานีลำสาลี บริเวณถนนรามคำแหง ใกล้แยกลำสาลีตัดกับถนนศรีนครินทร์ interchange กับรถไฟฟ้าสายสีเหลือง 9.สถานีศรีบูรพา บริเวณถนนรามคำแหงตัดกับถนนศรีบูรพา แยกบ้านม้า ใกล้กับบิ๊กซี สุขาภิบาล3 10.สถานีคลองบ้านม้า บริเวณถนนรามคำแหง ระหว่างซอยรามคำแหง 92-94 และมีอาคารจอดแล้วจร 5 ชั้น รองรับการจอดรถได้ประมาณ 1,200 คัน และตั้งแต่สถานีนี้จะค่อยๆ ยกระดับจากใต้ดินมา 11.สถานีสัมมากร บริเวณถนนรามคำแหง หน้าหมู่บ้านสัมมากร 12.สถานีน้อมเกล้า บริเวณถนนรามคำแหง  หน้าหน้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า 13.สถานีราษฎร์พัฒนา บริเวณถนนรามคำแหง บริเวณถนนรามคำแหง สามแยกมิสทีน 14.สถานีมีนพัฒนา บริเวณถนนรามคำแหง หน้าทางเข้าวัดบางเพ็ญใต้ ตรงข้ามนิคมอุตสาหกรรมบางชัน 15.สถานีเคหะรามคำแหง บริเวณถนนรามคำแหง  ใกล้เคหะรามคำแหง 16.สถานีมีนบุรี บริเวณถนนรามคำแหง interchange กับรถไฟฟ้าสายสีชมพู 17.สถานีสุวินทวงศ์ บริเวณถนนรามคำแหงตัดกับถนนสุวินทวงศ์ บริเวณแยกสุวินทวงศ์   เมื่อรถไฟฟ้ากำลังจะมาถึง ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่พลาดที่จะขยับตาม ผู้ซื้อก็จับจองกันอย่างรวดเร็วเช่นกัน ซึ่งคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าสายสีส้มนี้ก็มีหลายทำเลที่น่าสนใจไม่น้อย ทั้งซื้อเพื่ออยู่อาศัย และลงทุนในอนาคต ซึ่งเราได้รวบรวมบางโครงการที่เป็นตัวเด็ดๆ ตามสายนี้ เช่น   THE LINE ราชเทวี คอนโด High Rise ที่อยู่บนถนนเพชรบุรี ใกล้จุด interchange ระหว่างสายสีเขียวกับสายสีส้ม สถานีราชเทวี ประมาณ 220 เมตร ห่างเพียง 1 สถานีก็สามารถเชื่อมต่อไปยัง Airport Link กับสถานีสยาม     Ideo Mobi รางน้ำ คอนโด High Rise อยู่ภายในถนนรางน้ำ ฝั่งใกล้กับถนนราชปรารภ ซึ่งก็ใกล้รถไฟฟ้าสายสีส้ม สถานีรางน้ำ อีกด้วย ตัวนี้เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว ส่วนกลางออกแบบมาได้สวย รวมถึงสระว่ายน้ำส่วนกลางที่ว่ายได้รอบ 360 องศา บนชั้นสูงสุดของคอนโด     Metris พระราม 9-รามคำแหง คอนโด High Rise บริเวณสี่แยกรามคำแหงฝั่งขาออก ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างแห่ง เช่น ฟู้ดแลนด์ เดอะมอลล์รามคำแหงที่กำลังจะทำการรีโนเวทใหม่ เดอะไนท์ รามคำแหงที่กำลังจะทำการรีโนเวทใหม่ ถนนพระราม 9 กล้รถไฟฟ้าสายสีส้ม สถานีรางน้ำ อีกด้วย ใจกลางเมือง สถานที่สำคัญๆ หลายแห่งใกล้ทางด่วน และสามารถออกไปถนนกาญจนาภิเษกไม่ไกล     KnightsBridge Collage รามคำแหง คอนโด High Rise สไตล์อังกฤษ ทำออกมาได้หรูหราที่สุดในย่านนี้ ปากซอยรามคำแหง 42 ใกล้กับจุดinterchange ระหว่างสายสีส้มกับสายสีเหลือง บริเวณสี่แยกลำสาลี ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และสถานศึกษาหลายแห่ง     สุดท้ายในระหว่างการดำเนินงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจากนี้ไปอีก 5 ปี อาจมีการปิดถนนเป็นระยะ โดยเราสามารถติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ผ่านทาง facebook.com/MRTOrangeLineEast     ภาพจาก : facebook/โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี  
อสังหาปี 61' จะรุ่งหรือจะร่วง

อสังหาปี 61' จะรุ่งหรือจะร่วง

ในปี 60' ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปนี้ เราได้เห็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ค่ายใหญ่หลายรายประกาศร่วมทุนกับบริษัทต่างประเทศ เพื่อขยายโอกาสในการลงทุนกว้านซื้อที่ดินทำเลสวยๆ ราคาแพงๆ พร้อมพัฒนาตัวโครงการให้ดีขึ้น รวมถึงโครงการมิกซ์ยูสที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้หลากหลายมากขึ้นกว่าการซื้อ-ขายที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว รวมถึงการไปตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยด้วยเทคโนโลยี ส่วนผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ค่ายเล็กที่เริ่มขยับขยายกันมากขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นภาพสะท้อนของวงการอสังหาริมทรัพย์ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง โดยพระเอกของงานคงจะหนีไม่พ้นกลุ่มคอนโดมิเนียม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดคอนโดมิเนียมดูเงียบเหงาลงไป แต่ในปี 2560 นี้ กลับมาคึกคักอีกครั้งตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี ดูจากตัวเลขของจำนวนยูนิตที่เปิดขายใหม่ในปีนี้มากถึง 62,700 ยูนิต 128 โครงการ สูงสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็มีผู้ซื้อกว่า 65% แม้ว่าผู้ซื้อจะเป็นนักลงทุนเพื่อเก็งกำไรทั้งในระยะสั้น ระยะยาวก็ตาม แสดงให้เห็นว่าถ้ามีโครงการดีๆ เกิดขึ้น ผู้ซื้อก็ยังคงให้ความสนใจกันอยู่ โดยเฉพาะโครงการใกล้รถไฟฟ้า ทั้งที่เปิดให้บริการแล้วในปัจจุบัน และที่กำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ ดูได้จากในปีนี้ที่มีหลายโครงการเปิดตัวกันในทำเลส่วนต่อขยายสายสีเขียวกับช่วงสายสีน้ำเงินกันอยู่ไม่น้อย ซึ่งในปีหน้าคาดว่าจะเริ่มมีโครงการใหม่ๆ เปิดในสายสีชมพู สีส้ม และสีเหลืองมากขึ้น เพราะตอนนี้เริ่มมีการเคลียร์พื้นที่ก่อสร้างแล้วบางส่วน ด้วยความมาแรงของวงการอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมในปีนี้หลายคนคาดการณ์กันว่าจะส่งผลไปจนถึงปีหน้าให้มีการเปิดยูนิตใหม่ด้วยเป็นจำนวนสูสีกันกับปีนี้ประมาณกว่า 56,000 ยูนิต หรือคิดเป็น 44.1% ซึ่งน่าจะเน้นทำเลทางฝั่งโซนตะวันออก และโซนเหนือของกรุงเทพฯ ตามแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ที่ฮอตที่สุดคงจะหนีไม่พ้นทำเลช่วงรัชโยธิน-ม.เกษตรศาสตร์ คาดว่าจะมียูนิตเปิดใหม่ประมาณ 30,000 ยูนิต ราคาอยู่ที่ประมาณ 130,000 บาท/ตร.ม. และทำเลอโศก-ทองหล่อ-เอกมัย ที่ยังคงเนื้อหอมอยู่เสมอ คาดว่าจะมียูนิตเปิดใหม่ประมาณ 10,000 ยูนิต เน้นเป็นโครงการระดับลักชัวรี่ ราคาเฉลี่ยโซนนี้จะอยู่ที่มากกว่า 200,000 บาท/ตร.ม. ส่วนคอนโดมิเนียมที่มีราคาเฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาท/ตร.ม. อยู่ที่ 50% ของทั้งตลาด ลดลงอย่างต่อเนื่องจากปี 2553 ที่เดิมมีอยู่ถึง 90% เหตุเพราะราคาที่ดินสูงขึ้นทุกปี ทำให้การพัฒนาโครงการก็ต้องอยู่ในระดับราคาสูงตามไปด้วย ทำให้ปัจจุบันราคาคอนโดมิเนียมในระดับนี้จะอยู่แถบชานเมืองเป็นส่วนใหญ่ โดยคอนโดมิเนียมในราคาเฉลี่ย 100,000-150,000 บาท/ตร.ม. จะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ จนมาครองตลาดแทน ทั้งนี้มีการคาดการณ์กันว่าในปี 2561 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 4% แต่ตลาดก็ยังเป็นของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อยู่ โดยมีแนวโน้มหันมาพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแบบ Low Rise ที่มีทำเลเข้าไปตามซอยเล็กกันมากขึ้นด้วยเรื่องของราคาที่ดินริมถนนใหญ่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง จากตัวเลขของจำนวนยูนิตในปีนี้ และที่คาดการณ์กันของปีหน้า หลายฝ่ายก็มีความกังวลไม่น้อยในเรื่องของการเกิดภาวะฟองสบู่แตกในวงการอสังหาริมทรัพย์หรือที่เรียกกันว่าโอเวอร์ซัพพลาย เพราะโดยปกติแล้วธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์จะเติบโต หรือซบเซาลงตามภาวะเศรษฐกิจ กล่าวคือ หากช่วงไหนที่เศรษฐกิจดี ผู้บริโภคก็มั่นใจที่จะใช้จ่ายเงิน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็จะเร่งสร้างโครงการเพื่อเปิดขายทำยอด ซึ่งคาดว่าในปีหน้าเศรษฐกิจจะเติบโตขึ้นประมาณ 4-4.6% แต่หากเศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลให้กำลังซื้อลดลง ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทราบได้ เพียงแต่ต้องคอยติดตามภาวะทางตลาดและเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็จะถูกผลกระทบตามไปด้วย เมื่อสต๊อกที่มีอยู่ในมือเริ่มระบายได้ยากขึ้น ยอดขายแต่ละเดือนก็ลดน้อยลงไปด้วย ยิ่งถ้าเหลือ  สต๊อกจากช่วงขาขึ้นที่เร่งสร้างโครงการมากๆ ก็จะยิ่งส่งผลกระทบให้เกิดภาวะฟองสบู่แตกของวงการอสังหาฯ ประกอบกับล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้ทางธนาคารกรุงเทพฯ ได้ประกาศชะลอการปล่อยกู้คอนโดมิเนียม เพราะทางธนาคารมองว่าการเติบโตของตลาดนี้กระจุกตัวเฉพาะกลุ่มตลาดบนในตัวเมือง จนเกรงว่าตลาดนี้จะเริ่มล้น กระทบต่อยอดโอนกรรมสิทธิ์จริง ซึ่งยอดโอนนี้เป็นตัวชี้วัดการเติบโตของภาคอสังหาฯ ที่แท้จริง แต่เมื่อมองไปที่ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบทางธนาคารยังคงมองว่าดีอยู่ ขณะเดียวกันคอนโดมิเนียมราคาระดับกลางกลับมียอดขายลดน้อยลง ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศที่แม้จะยังโตไปได้อยู่อย่างช้าๆ แต่รายได้ส่วนบุคคลกลับยังไม่โตตาม และแม้จะมีดีมานด์จากชาวต่างชาติ เช่น จีน,ฮ่องกง, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น เข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมทั้งทำเลในเมืองใกล้รถไฟฟ้า ทำเลใกล้แหล่งอุตสาหกรรม และทำเลในสถานที่ท่องเที่ยวกันมากขึ้น แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงเรื่องสินเชื่อธนาคาร เพราะในบางประเทศก็มีนโยบายการนำเงินออกนอกประเทศ ท่ามกลางความเชื่อมั่นจากหลายฝ่ายว่าตลาดอสังหาฯ ในปีหน้าจะไม่เกิดโอเวอร์ซัพพลายอย่างแน่นนอน แต่กลับจะบูมมากขึ้น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายค่ายก็งัดเอาจุดแข็งของตัวเองมาแข่งขันกันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้าที่มีบางส่วนกำลังจะเปิดให้ใช้บริการเพิ่มเติมอีกในปีหน้า แต่ในทางตรงกันข้ามทางธนาคารกลับมองว่าตลาดคอนโดมิเนียมจะเริ่มล้นในตลาดกลุ่มตลาดบน อีกทั้งยอดจองจะไม่สมดุลกับยอดโอนกรรมสิทธิ์จริง เรื่องนี้เราคงจะสรุปกันในตอนนี้ไม่ได้ แต่ต้องมองกันในระยะยาวต่อไปว่า หากปีหน้าวงการอสังหาฯ จะกลับมาอยู่ในจุดพีคอีกครั้ง ตรงนี้จะกลายเป็นจุดสูงสุดแล้วค่อยๆ ชะลอตัวลงมาแบบที่เคยเป็นมาแล้วหรือไม่
สถิติคอนโดปี 60 เปิดขายสูงสุดในรอบ 10 ปี

สถิติคอนโดปี 60 เปิดขายสูงสุดในรอบ 10 ปี

ในปี 2560 นี้ ตลอดทั้งปีเราจะเห็นว่ามีโครงการใหม่ๆ เปิดตัวขึ้นมากมายในหลายทำเล โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองที่แม้จะมีราคาสูงขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นที่ต้องการอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ซื้ออยู่อาศัยเองหรือนักลงทุน ซึ่งหากพูดถึงตลาดคอนโดมิเนียมที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในปีนี้ เมื่อมองเป็นตัวเลขแล้วก็ต้องตกใจกับจำนวนที่เปิดขายใหม่ที่สูงสุดในรอบ 10 ปี จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ลองดูกันค่ะ เริ่มจากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่เผยให้เห็นภาพรวมของจำนวนยูนิตเปิดขายใหม่จากทุกประเภทโครงการในปี 60' ซึ่งจะแบ่งออกเป็นทำเล ดังนี้ 1.นนทบุรี  คอนโดมิเนียม 26,927 บ้านจัดสรร 4,439 คิดเป็น 7% 2.สมุทรปราการ  คอนโดมิเนียม 19,019 บ้านจัดสรร 8,983 คิดเป็น 6.2% 3.ธัญบุรี  คอนโดมิเนียม 1,266 บ้านจัดสรร 10,466 คิดเป็น 4.6% 4.บางบัวทอง  คอนโดมิเนียม 4,712 บ้านจัดสรร 12,194 คิดเป็น 3.7% 5.บางซื่อ  คอนโดมิเนียม 16,656 บ้านจัดสรร – คิดเป็น 3.7% 6.บางพลี  คอนโดมิเนียม 1,538 บ้านจัดสรร 12,858 คิดเป็น 3.2% 7.ลำลูกกา  คอนโดมิเนียม 584 บ้านจัดสรร 12,273 คิดเป็น 2.9% 8.บางใหญ่  คอนโดมิเนียม 2,533 บ้านจัดสรร 9,773 คิดเป็น 2.7% 9.สมุทรสาคร  คอนโดมิเนียม 466 บ้านจัดสรร 11,364 คิดเป็น 2.6% หากโฟกัสมาที่ตลาดคอนโดมิเนียมเฉพาะในกรุงเทพฯ ของปี 60' นี้ ถือว่าเป็นปีที่เราได้เห็นโครงการใหม่ๆ เปิดตัวขึ้นมากมายในทุก Segment ทั้งเจ้าใหญ่ เจ้าเล็ก ต่างก็แข่งขันกันอย่างดุเดือดกันมาตลอดทั้งปี โดย มีจำนวนยูนิตที่เปิดการขายในโครงการใหม่ประมาณ 62,000 ยูนิต 128 โครงการ สูงสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มียูนิตเปิดตัวใหม่สูงกว่าอัตราเฉลี่ยในรอบ 5 ปี โดยทำเลของคอนโดมิเนียมที่ความต้องการที่มีมากที่สุด คือ 1.พระโขนง-สวนหลวง 14,400 ยูนิต คิดเป็น 23% 2.พญาไท-รัชดาภิเษก 13,200 ยูนิต คิดเป็น 21% 3.ธนบุรี-เพชรเกษม 8,900 ยูนิต คิดเป็น 14% ซึ่งเขตที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่มากที่สุด 88% คือ ปทุมวัน-ราชเทวี รวมยอดขายทั้งหมดอยู่ที่ 57,300 ยูนิต สูงกว่าอัตราขายเฉลี่ยในช่วง 5 ปี และย่านที่มีอัตราการขยายตัวของคอนโดมิเนียมมากที่สุดคือ ธนบุรี-เพชรเกษม ถึง 107% รองลงมาคือย่านติวานนท์-รัตนาธิเบศร์ 76% และแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 68% ในทางกลับกันตลาดแนวราบมีการเปิดตัวลดลงถึง 28% ลดลงมากที่สุดในรอบ 6 ปี เพราะดีเวลอปเปอร์ค่ายใหญ่หันมาเล่นตลาดแนวสูงกันมากขึ้น เรื่องของราคาคอนโดมิเนียมที่เห็นได้ชัดว่าปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ จนราคาในระดับไม่เกิน 2 ล้านเกือบจะหาไม่ได้แล้วในโครงการใหม่ๆ โดยในปี 60' นี้ มีการปรับราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 8% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 59' ราคาเฉลี่ย 130,600 บาท/ตร.ม. โดยเขตที่มีราคาคอนโดมอเนียมสูงขึ้นมากที่สุดคือเขตปทุมวัน เขตราชเทวี สูงถึง 16% ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองย่านอื่นๆ ก็มีราคาสูงขึ้นประมาณ 12% ด้วยเช่นกัน สรุปแล้วภาพรวมของตลาดคอนโดมิเนียมในปี 60' ยังเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะได้รับผลจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้น จุดนี้เองอาจส่งผลถึงตลาดในปีหน้าที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะมีทิศทางที่สดใสต่อไปอีกเช่นกัน    
คอนโดใกล้มหาลัยฯ ดีมานด์แรง

คอนโดใกล้มหาลัยฯ ดีมานด์แรง

แต่ละปีมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยประมาณ 100,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะต้องมองหาที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยของตัวเอง เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปเรียนและทำกิจกรรมตลอด 4 ปีเป็นอย่างน้อย แหล่งหอพักใกล้มหาวิทยาลัยมักจะเกิดเป็นชุมชนขนาดเล็ก ทำให้เกิดดีมานด์อยู่ไม่น้อยส่งผลถึงศักยภาพการลงทุนตามไปด้วย   ปกติแล้วเมื่อมีนักศึกษาใหม่เมื่อใกล้วันเปิดเทอมใหม่จะเริ่มมองหาหอพักใกล้มหาวิทยาลัยของตัวเองเพื่ออยู่อาศัย โดยผู้ปกครองมีส่วนในการตัดสินใจด้วย ปัจจัยในการเลือกหอพักคือเรื่องการเดินทางไปเรียนได้สะดวก รวดเร็ว อยู่ท่ามกลางแหล่งอาหารการกิน และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี แต่ละหอพักก็มีราคาค่าเช่าให้เลือกหลายระดับตั้งแต่หลักพันต้นๆ  ไปจนถึงหลักหมื่นกันเลยทีเดียว ซึ่งผู้ปกครองหลายครอบครัวเริ่มตระหนักถึงค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่จะเกิดขึ้น จึงเริ่มหันมาลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมเพื่ออยู่อาศัยเองกันมากขึ้น เพราะสามารถเก็บไว้อยู่อาศัยต่อตอนทำงาน หรือจะปล่อยเช่ารายเดือนต่อก็ได้ผลตอบแทนดีถึง 4-6% แถมโครงการคอนโดมิเนียมก็มีส่วนกลางสวยๆ ให้ได้ใช้บริการ ระบบการรักษาความปลอดภัยก็แน่นหนากว่าหอพักทั่วไป     ทางด้านผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ต่างก็เริ่มหันมาจับกลุ่มเป้าหมายในทำเลใกล้สถาบันการศึกษามากขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยกลุ่มเป้าหมายส่วนมากจะเป็นนักศึกษาที่ผู้ปกครองซื้อให้เพื่ออยู่อาศัยเอง และนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งเก็งกำไร และปล่อยเช่ารายเดือน ในระยะแรกของตลาดนี้ราคาคอนโดต่อยูนิตจะอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาท เหมาะสำหรับกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการความสะดวกสบาย ไม่เน้นหรูหรามากนัก แต่หากทำเลไหนที่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้า แหล่งอำนวยความสะดวกทั่วไปด้วย ราคาก็จะสูงตามตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ที่โดดเด่นที่สุดก็ย่านพหลโยธิน-เกษตร ที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำเลสามย่าน พญาไท ราชเทวี อยู่ใกล้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น   ส่วนตลาดอสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัด ที่จับกลุ่มเป้าหมายเป็นนักศึกษา ทำเลมาแรงที่สุดคือจังหวัดนครปฐม เพราะมีมหาวิทยาลัยที่เป็นวิทยาเขตขยายออกมาจากในกรุงเทพฯ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน มีจำนวนนักศึกษาประมาณ 14,000 คน/ปี มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จำนวนนักศึกษาประมาณ 13,000 คน/ปี และมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จำนวนนักศึกษาประมาณ 9,000 คน/ปี เป็นต้น นอกจากคอนโดมิเนียมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในราคาเริ่มเต้นเพียงล้านต้นๆ ยังมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้นจากในเมืองคือทาวน์โฮมและบ้านเดี่ยวที่สามารถซื้อได้ในราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มดีมานด์ที่ไม่ได้มาจากแค่นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มบุคลากร อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นทำเลใกล้มหาวิทยาลัยยังคงเป็นทำเลที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
อสังหายุค 4.0 เทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต

อสังหายุค 4.0 เทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต

ศตวรรษที่ 21 นี้ โลกของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย หลายสิ่งหลายอย่างต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเพื่อหมุนให้ทันตามโลกที่เปลี่ยนไปอย่างชนิดที่เรียกได้ว่าพลิกฝ่ามือ บางอย่างก้าวตามยุคสมัยไม่ทันก็ต้องโบกมือลาจากไป สิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกสิ่งรอบตัวเปลี่ยนแปลงไปได้มากมายขนาดนี้ นั่นคือ "เทคโนโลยี" ซึ่งเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันจนแทบจะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบันอย่างขาดไปเสียไม่ได้ ทุกวันนี้เทคโนโลยีถูกแทรกซึมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตอยู่ตลอดเวลา จนเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การเปิดรับข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร การทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อความบันเทิง สินค้าและบริการ ฯลฯ จนเกิดเป็นแผนพัฒนาไทยแลนด์ 4.0 มาตั้งแต่ปี 2559 ที่ทางรัฐบาลมุ่งหวังให้ประเทศไทยใช้นวัตกรรมเหล่านี้ผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าต่อไป ในวงการอสังหาริมทรัพย์เองก็ไม่แพ้วงการไหน เพราะ Developer หลายเจ้าที่นำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้จนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ หรือบริษัทเอกชนต่างๆ ที่สร้างเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ขึ้นมาให้บริการ ตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อสร้างอาคาร ระบบจัดการภายในที่อยู่อาศัย ระบบการซื้อ-ขาย และนวัตกรรมอื่นๆ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละเทคโนโลยีที่คิดค้นกันขึ้นมานั้นก็เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย หรือลูกบ้านที่ใช้ชีวิตอยู่ในโครงการให้ได้มากที่สุด จุดนี้เองสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของเจ้าของโครงการที่มีให้กับลูกบ้านได้เป็นอย่างดี ตลอดจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เองด้วย โดยเรียกกันว่า  "PROP TECH" หรือ "Property Technology" PROP TECH ได้กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งนำมาแข่งขันโชว์ศักยภาพกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำทีมขึ้นมาสร้าง พัฒนานวัตกรรมมาใช้ในโครงการของตัวเอง หรือร่วมมือกับบรรดาสตาร์ทอัพ ระดมไอเดียพัฒนาปรับปรุงจนนำมาใช้ได้จริง และยังสามารถผลัดดันไปแข่งขันบนเวทีโลกได้อีกด้วย ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งจุดขายที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดไม่แพ้เรื่องของทำเล ดีไซน์ทางสถาปัตยกรรม และราคา ซึ่งนวัตกรรมเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงการพัฒนาอีกต่อไป แต่ทุกวันนี้สามารถนำมาใช้งานได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ จึงถือว่าเป็นกำไรของผู้บริโภคในการมีตัวเลือกของการใช้ชีวิตให้ง่ายมากขึ้น หากพูดภาพรวมแบบนี้อาจจะนึกไม่ออก เราลองไปดูตัวอย่างของนวัตกรรมเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันนำมาใช้งานจริงแล้วในประเทศไทย Precast concrete นวัตกรรมการก่อสร้างด้วยแผ่นคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูป เป็นเทคโนโลยีจากประเทศเยอรมนีที่สามารถควบคุมคุณภาพได้ทุกแผ่น ทุกขั้นตอน โดยให้ตัวผนังนี้มารับน้ำหนักแทนที่เสา และคาน ส่งผลให้การตกแต่งภายในสวยงามมากขึ้น มีคุณสมบัติต้านแรงลม แรงแผ่นดินไหว กันความร้อนและเสียงจากภายนอก โดยในเมืองไทยนิยมใช้วิธีการก่อสร้างแบบนี้กันมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะช่วยลดขยะหน้าไซต์งานก่อสร้าง ไม่ต้องมาคอยผสมปูน หล่อเสา ก่ออิฐ ฉาบปูนแบบเดิม และยังทำให้งานก่อสร้างเสร็จเร็วมากขึ้นด้วย ปัจจุบันนิยมนำมาสร้างคอนโด ทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว เป็นต้น Online Booking ระบบจองโครงการที่อยู่อาศัยผ่านเว็บไซต์ เมื่อก่อน(หรือปัจจุบันก็ยังมีอยู่) เมื่อโครงการทำการเปิดรอบ Pre sale ผู้ซื้อก็จะต้องเดินทางไปที่ตั้งของโครงการนั้นๆ ตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อให้ได้คิวอันดับต้นๆ ในการเลือกจองห้องดีที่สุดที่เราเล็งเอาไว้ แต่ปัจจุบันหลายโครงการทำการเปิดจอง Pre sale ผ่านเว็บไซต์ ไม่ต้องตื่นแต่เช้า เดินตากแดดไปจองห้องกันอีกต่อไป ไม่ว่าจะทำอะไร อยู่ที่ไหนก็สามารถจองได้ เรียกว่าใครเร็วกว่าก็ได้ไป Automatic parking ระบบจอดรถอัตโนมัติ หลายคนคงเคยใช้บริการกันตามห้างสรรพสินค้าบางแห่งที่มีให้ใช้บริการ เช่น The EmQuartier ซึ่งไม่ต้องเสียเวลาขับรถวนหาที่จอดนานๆ เพียงแค่ขับรถเข้าไปจอดในลิฟท์ตัวใหญ่แล้วทำตามคำแนะนำ รถของเราก็จะเข้าจอดได้อย่างปลอดภัยมากกว่า ประหยัดพื้นที่จอดรถ แถมยังเพิ่มปริมาณการจอดรถได้อีกมาก ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีบางโครงการคอนโดมิเนียมนำมาใช้บ้างแล้ว    Delivery Robot หุ่นยนต์เซอร์วิชภายในโครงการ ทำหน้าที่ได้หลายอย่างด้วยกัน เช่น ส่งพัสดุ, อาหาร ถึงหน้าห้องพัก Smart home หรือ Home Automation เป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเอาไว้ในสมาร์ทโฟนของเรา ใช้สำหรับควบคุมปิด-เปิด ไฟ, เครื่องปรับอากาศ, โทรทัศน์, ดูกล้องวงจรปิด, ฯลฯ จากสมาร์ทโฟนของเรา ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะลืมปิดไฟก่อนออกจากบ้าน และสามารถสั่งเปิดไฟเอาไว้ก่อนเราจะถึงบ้าน เพื่อความปลอดภัยช่วงกลางคืนอีกด้วย Application สำหรับลูกบ้าน เจ้าของโครงการที่อยู่อาศัยรายใหญ่หลายราย ได้ทำ Application เพื่อรองรับบริการหลังการขาย เพื่อความสะดวกสบายของลูกบ้านอย่างรอบด้าน เช่น สำหรับติดต่อนิติบุคคล, แจ้งช่างซ่อม, จองพื้นที่ส่วนกลาง นอกจากนี้ยังมี Application และเว็บไซต์ ที่พัฒนาโดยบริษัทสตาร์ทอัพซึ่งเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยโดยตรง เช่น เรียกแม่บ้านให้เข้ามาทำความสะอาดที่ห้อง Website สุดท้ายที่คงจะไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะเราคือ www.reviewyourliving.com เว็บไซต์รีวิวโครงการที่อยู่อาศัยทั้งคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว ลงประกาศขาย-เช่า ข่าวสารวงการอสังหาริมทรัพย์ที่อัพเดทอยู่ตลอด บทความต่างๆ และยังมี Application reviewyourliving เพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงบนสมาร์ทโฟนของคุณอีกด้วย           สุดท้ายข้อสำคัญของเทคโนโลยี คือ ทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้นกว่าเดิมในยุคที่ต้องแข่งขันกับเวลาอยู่ตลอด ฉะนั้นเทคโนโลยีจะต้องใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อนจนเกินไป ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และสอดคล้องกับการดำเนินชีวิต
ข้อดี! ของคอนโดโลวไรส์

ข้อดี! ของคอนโดโลวไรส์

ปัจจุบันในกรุงเทพและปริมณฑล เต็มไปด้วยแหล่งทำงานแหล่งธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยว จึงทำให้ต้องมีการสร้าง คอนโดโลวไลส์ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ากลุ่มคนเมือง ผู้พิถีพิถันกับทุกรายละเอียด เน้นอยู่สบาย ท่ามกลางความสะดวกครบครัน เราจึงอยากนำเสนอข้อดีของ คอนโดโลวไลส์ให้ชมกันค่ะ   1.มีความเป็นส่วนตัว คอนโดที่ออกแบบเป็นโลว์ไรส์ สัดส่วนยูนิตของอาคารจะถูกลดลง คนอาศัยจึงพอเหมาะไม่มากจนแออัด ทำให้ลดปัญหาไม่ต้องมานั่งกังวลเพื่อนบ้านในการทำกิจกรรมใช้สอยต่างๆ เช่น ฟิตเนา ว่ายน้ำ มุมห้องสมุด จึงทำให้บรรยากาศทำให้ดูสะดวกสบายและเป็นส่วนตัวมีมากขึ้น 2. ประหยัดค่าใช้จ่าย เมื่อโครงการมีขนาดสร้างเล็ก ทุนในการสร้างบางส่วนน้อยกว่า ราคาจึงถูกกว่าไฮไรส์ ตัวอย่างโครงการใหม่ของพฤกษาที่ชื่อ “The Privacy เรวดี” ราคาเริ่มต้นยังอยู่ที่ ล้านต้นๆ เท่านั้น ขณะที่คอนโดสูงๆ ทั่วไปส่วนใหญ่ราคา 2 ล้านอัพ ประหยัดงบประมาณได้ค่อนข้างสูง 3. หมดกังวลเรื่องที่จอดรถ ด้วยจำนวนชั้นน้อยผู้อาศัย รถประจำตัวจึงมีไม่มากเท่าพวกคอนโดสูงๆ ไม่ต้องมานั่งปวดหัววนรีบร้อนหาที่จอดรถให้วุ่นวาย หรือออกเดินทางลำบาก 4. บรรยากาศคอนโดเป็นมิตร คอนโดใหญ่ๆ ที่คนอาศัยเยอะก็อาจจะดูวุ่นวาย มากคนปัญหาก็เยอะตามมา แต่ไม่ใช่ว่าคอนโดขนาดเล็กอยู่แล้วจะไม่มีปัญหาเลย คอนโดที่ไหนก็มีปัญหากันบ้างมากน้อยต่างกัน เพียงแต่คอนโดขนาดเล็ก ถ้ามีการการนัดประชุมลูกบ้านจะทำได้ง่ายกว่า เพราะคนน้อย แล้วการที่คนน้อย ก็ไม่ต้องแย่งใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการมาก ทำให้บรรยากาศระหว่างเพื่อนสร้างความเป็นมิตรกันมากขึ้นด้วย ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.lalinproperty.com/news/condo-low-rise.html
ผ่อนไหวใช่ว่าดี คำนวณก่อน ดอกเบี้ยบ้าน คุ้มค่าจริงเปล่า?

ผ่อนไหวใช่ว่าดี คำนวณก่อน ดอกเบี้ยบ้าน คุ้มค่าจริงเปล่า?

การมีทรัพย์สินติดตัวไว้ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป ยิ่งเมื่อการได้มาเป็นภาระเกินความจำเป็น ยิ่งมีมูลค่ามาก การได้มากก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น และผู้ให้บริการทางการเงินส่วนมากก็มอบช่องทางสบายๆให้กับคนใจร้อน คนที่มีความต้องการมากเสียจนลืมคิดหน้าคิดหลังให้ดีซะก่อน หากคุณไม่อยากเสียผลประโยชน์จากการไม่วางแผน ลองอ่านบทความนี้ให้จบ แล้วคุณจะพบว่า ดอกเบี้ยจากการผ่อนบ้าน หากไม่บริหารให้ดี จะเจ็บหนักขนาดไหน   อันดับแรกคือหาเจ้าที่ประหยัดที่สุด เวลาเราไปดูตารางดอกเบี้ยของผู้ให้บริการทางการเงินหลายๆเจ้า เรามักจะเห็นคำว่า MRR นำอยู่ข้างหน้าเสมอ ตามด้วย สามปีแรกดอกเบี้ยกี่ % แล้วหลังจากนั้นเป็น MRR ลบเท่าไหร่ เช่น MRR = 7.25% สามปีแรก ดอกเบี้ย 3.75% ปีที่เหลือ ดอกเบี้ย MRR-2% เมื่อเห็นแบบนี้ก็เข้าใจง่ายๆว่าคุณจะต้องโดนดอกเบี้ยปีละกี่ % แต่ค่า MRR จะเปลี่ยนไปทุกปีตามกำหนดการของธนาคาร เป็นเหตุผลที่มีการรีไฟแนนซ์ ทำให้การตัดสินใจเลือกผู้บริการธุรกรรมทางการเงินเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ยังไม่รวมไปถึงปริมาณการผ่อนชำระ   หลักการผ่อนไม่ให้ขาดทุน จุดสำคัญที่อยากให้ทุกคนเข้าใจกันคือปริมาณก่อนผ่อนชำระของคุณ เพราะคนส่วนมากมักจะเลือกผ่อนทีละน้อย เพื่อไม่ให้เดือดร้อนทรัพย์สินส่วนอื่น ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกไปซะหมด โดยเฉพาะกับคนที่สามารถรับผิดชอบผ่อนชำระได้มาก บางคนมีรายได้พอจะผ่อนให้เสร็จในสิบปีได้ แต่เลือกจะผ่อน 20 ปีเพื่อจะเอาเงินไปใช้ทำส่วนอื่น ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดเต็มๆ ธนาคารมักจะมีการผ่อนชำระขั้นต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 1ล้านต่อ 7พันบาท จะผ่อนหมดในเวลาประมาณ 142 สัปดาห์หรือ 20 ปี ซึ่งใช้เวลานานมาก ในขณะที่ปริมาณดอกเบี้ยไม่ได้ลดลงเลย คุณอาจจะมีรายได้อยู่ที่ 30,000 บาทต่อเดือน ผ่อน 15,000 บาทต่อเดือนต่อเงินต้นสองล้านบาท คุณคิดว่าคุณจะโดนดอกเบี้ยเท่าไหร่? ดอกเบี้ยหรือค่า MRR อาจจะคงที่ในทุกทุกปีที่คุณผ่อน แต่ดอกเบี้ยจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับเงินต้นว่าคุณผ่อนไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ซึ่งดอกเบี้ยนั้นจะคำนวณตามเงินต้นและต้องรับผิดชอบทุกเดือน หมายความว่ายิ่งคุณจ่ายทีละน้อย เงินต้นก็จะลดลงช้าลงเท่านั้น เท่ากับว่าดอกเบี้ยก็จะลดลงช้าด้วยเช่นกัน จากล้านละเจ็ดพัน เปลี่ยนมาเป็นล้านละหมื่น จะย่นระยะเวลาการผ่อนชำระลงได้มากกว่าที่คุณคิด ยอมลงทุนผ่อนทีละมากๆต่อทรัพย์สินทีละชิ้น ดีกว่ามานั่งผ่อนยาวๆแต่เมื่อคำนวณออกมาแล้ว ดอกเบี้ยสูงเท่าเงินต้นนะครับ   รายได้ไม่พอ จะแก้ปัญหาอย่างไร? สำหรับคนที่มีความจำเป็นที่จะต้องผ่อนบ้าน หรือคนที่ผ่อนชำระไปแล้วพึ่งพบว่าตนเองกำลังขาดทุนอยู่จะแก้ปัญหาได้ทางไหนบ้าง? จริงๆแล้วหากไม่มีรายได้เพิ่ม ก็อาจจะเป็นทางออกที่ยาก แต่ก็มีทางเลือกง่ายๆดังนี้ โปะก้อนใหญ่ วิธีการแก้ปัญหาเงินต้นลดช้า แก้ได้ด้วยการโปะเงินก้อนเข้าไปในทุกทุกปีหรือทุกทุกเดือน เพื่อเป็นการลดเงินต้นอีกรูปแบบหนึ่ง แม้จะต้องใช้เงินเยอะเหมือนเดิม แต่ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารเงินของท่านว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน รีไฟแนนซ์ การรีไฟแนนซ์นั้นมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเสมอ หากคำนวณไม่ดี จะกลายเป็นขาดทุนไปด้วย แต่หากทำถูกวิธี จะสามารถลดดอกเบี้ยลงอย่างเห็นได้ชัด ข้อเสนอปัจจุบัน ดอกเบี้ยกำไรผู้ซื้อมีเป็นช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก หลังจากนั้นไปการรีไฟแนนซ์จึงกลายมาเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่ง หาผู้กู้ร่วม ในเมื่อไม่สามารถรับผิดชอบด้วยตัวเองได้ ก็ต้องหาคนมาช่วยรับผิดชอบ อาจจะไม่ใช่รูปแบบของการ กู้ร่วมทั้งหมด แต่ก็สามารถหารายได้เพิ่มจากที่พักที่คุณมีนี่แหล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเช่าที่ หรือเปลี่ยนเป็นหอพักก็ดีทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ที่ปลายทางได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ วิธีการหลีกหนีดอกเบี้ยบ้านที่สูงเกินไป อยู่ตั้งแต่ตอนเริ่มขอสินเชื่อ ตั้งแต่ตอนคำนวณฐานรายได้และรูปแบบการชำระที่คุณต้องการ หากเตรียมพร้อมไว้ก่อน ก็จะไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม คนที่ไม่มีทางเลือกก็จำเป็นต้องพยายามให้หนักกว่าคนอื่น หากต้องการจะออกจากวังวนนี้ แม้ว่าการผ่อนระยะเวลานานจะเป็นทางเลือกที่คุณสบายใจที่สุด แต่การผ่อนเงินเพียงสองล้านบาทอาจกลายเป็นดอกเบี้ยร่วมหนึ่งล้านบาทได้เลย มากพอที่จะคุณถอยรถยนต์อีกคันได้สบายๆ ดังนั้นก่อนจะทำการใหญ่ การศึกษาข้อมูลทางการเงินมีความจำเป็นมากกว่าที่คุณคิด อย่ารีบร้อน วางแผนให้ดีก่อน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://finance.rabbit.co.th/blog/minimum-house-installment        
เจาะตลาดอสังหาฯ “ศรีราชา” เปิดบ้าน “The ZEA” คอนโดมิเนียมสไตล์ญี่ปุ่นระดับพรีเมียม

เจาะตลาดอสังหาฯ “ศรีราชา” เปิดบ้าน “The ZEA” คอนโดมิเนียมสไตล์ญี่ปุ่นระดับพรีเมียม

ณ วันนี้ เมืองศรีราชา จังหวัดชลบุรี น่าจะเป็นทำเลอสังหาริมทรัพย์ใกล้กรุงเทพฯ ที่ร้อนแรง และน่าจับตามากที่สุด ความฮอตของทำเลนี้มาจากเหตุผลหลัก 5 ประการด้วยกันคือ ศรีราชา เป็นเมืองท่าฝั่งตะวันออก เพราะเป็นที่ตั้งของท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง และอยู่ระหว่างสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง ได้แก่ สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา เป็นเมืองอุตสาหกรรม เพราะเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ หลายแห่ง ซึ่งบริษัทต่างชาติโดยเฉพาะญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนและตั้งโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก มีอัตราการจ้างงานสูง มีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในตำแหน่งระดับสูงเป็นจำนวนไม่น้อย เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเล ที่เพียบพร้อมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ครบครันไปด้วยความสะดวกสบายและความบันเทิงมากมายพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ภาครัฐให้ความสำคัญกับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งศรีราชาเป็นส่วนหนึ่งที่จะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าว อยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพฯ มาก เพียงแค่ขับรถชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้นเอง จากเหตุผลทั้ง 5 ข้อดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความต้องการที่พักอาศัยเป็นจำนวนมาก ทั้งจากคนที่เข้ามาท่องเที่ยว เข้ามาทำงาน และผู้ที่ต้องการมีบ้านหลังที่สองเพื่อพักผ่อนตากอากาศโดยอยู่ไม่ไกลกรุงเทพฯ ในขณะที่โครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ยังมีไม่เพียงพอในการรองรับความต้องการ ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความต้องการที่พักอาศัยคุณภาพสูงระดับพรีเมียม   ล่าสุด “เจแอลแอล” บริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ให้ตัวเลขสำรวจตลาดคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมในเมืองศรีราชา จังหวัดชลบุรี  ระบุว่า แม้ในช่วงระยะ 3-5 ปีก่อนหน้านี้ มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายในศรีราชาจำนวนมาก  โครงการส่วนใหญ่มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2559-2560 ปัจจุบันจึงมียูนิตใหม่เพิ่มเข้ามาในตลาดมากถึง 5,000 ยูนิต แต่ส่วนใหญ่เป็นคอนโดที่จับตลาดกลางถึงล่าง ในขณะที่ยูนิตคอนโดในระดับพรีเมียมมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย และมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น สำหรับโครงการคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมที่เพิ่งสร้างเสร็จพร้อมโอนเข้าอยู่ในปีนี้ ได้แก่ The ZEA ศรีราชา ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยการออกแบบมาเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่นโดยเฉพาะ เริ่มจากการให้อ่างอาบน้ำทุกยูนิต จัดเต็มสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งออนเซน  สระว่ายน้ำ สวนเซนสไตล์ญี่ปุ่น และอื่น ๆ  อีกมากมาย  แต่ที่พิเศษสุด ๆ สำหรับโครงการนี้ ก็คือ  ทำเลที่ตั้งโครงการ  ที่จัดว่าเป็นทำเลสวยงามด้วยทัศนียภาพของชายหาด  ทะเล และภูเขา สะดวกในการเดินทางเพราะอยู่ติดถนนสุขุมวิท มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน คือ นักธุรกิจ ผู้บริหารต่างชาติที่เข้ามาทำงานในศรีราชา รวมถึงผู้ที่ต้องการบ้านพักตากอากาศใกล้กรุงเทพฯ   Review Your Living จึงเดินทางไปเปิดบ้านนำชมโครงการ The ZEA   เรามีภาพสวย ๆ ถ่ายจากสถานที่จริงมายั่วน้ำลาย  ส่วนถ้าใครดูแล้วติดใจ สามารถนัดหมายเข้าไปชมห้องตัวอย่างที่ตกแต่งเป็นไอเดียให้ได้เห็นบรรยากาศการอยู่อาศัยจริง   ไปดูแล้วตัดสินใจเลือกห้องจริง  วิวสวยจริงทุกยูนิตได้ที่โครงการด้วยตัวเอง   ติดต่อเข้าชมโครงการได้ที่ The ZEA ศรีราชา โทรศัพท์ 091-736-9999 เมื่อพร้อมแล้วตามไปเปิดบ้าน The ZEA กันเลย ทางเข้าโครงการ The ZEA กว้างขวาง เมื่อเดินทางมาจากกรุงเทพฯ สามารถเห็นโครงการเป็นเสมือนแลนด์มาร์คของเมืองศรีราชาได้แต่ไกล ที่สำคัญอยู่ติดถนนใหญ่ สะดวกสบายในการเดินทาง ล็อบบี้มีความโอ่โถง มีการตกแต่งห้องชุดในส่วนล็อบบี้เป็นร้านอาหารพร้อมให้บริการ ให้อารมณ์ไม่ต่างจากโรงแรมหรู สามารถนั่งชมวิวสวนสวย  ก่อนขึ้นไปชมห้องจริงได้   ภายในห้องจัดแต่งไว้อย่างเรียบร้อย ห้องน้ำมาพร้อมกับอ่างอาบน้ำทุกยูนิต  ไม่ต้องกังวลเมื่อผู้เช่าชาวญี่ปุ่นถามถึงอ่างอาบน้ำ   วิวสวยๆ มีให้เลือกทั้งทะเลและภูเขา ถึง The ZEA ศรีราชา จะอยู่ติดถนนใหญ่ แต่การจราจรไม่พลุกพล่าน บรรยากาศจึงค่อนข้างสงบผ่อนคลาย เหมาะกับการผักผ่อนอย่างแท้จริง   The ZEA ศรีราชาจัดเต็มสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งสระวายน้ำ ออนเซน  ซาวน่า  ฟิตเนส   สวนสวยในแบบ Water Scape บนชั้นดาดฟ้า  สวนร่มรื่นตลอดทางเดินลงไปริมทะเล เป็นต้น ถ้าอยากรู้ว่าของสวย ๆ พร้อมโอกาสในการลงทุนแบบนี้ จะเด็ดแค่ไหน  ลองแวะไปดูด้วยตา สัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง โอกาสแบบนี้ ไม่ได้มีมาบ่อย ๆ โทรนัดชมห้องจริง ที่ 091-736-9999 หรือ www.thezeacondo.com/register/
มีงบเท่ากัน คอนโดกลางเมือง หรือ บ้านชานเมือง เลือกอันไหนดี?

มีงบเท่ากัน คอนโดกลางเมือง หรือ บ้านชานเมือง เลือกอันไหนดี?

ปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะว่าที่พักอาศัยนั้นเป็นปัจจัยสำคัญของการดำรงชีวิต เพราะเราต่างต้องใช้งานอยู่บ่อยๆ นอกจากการพักผ่อนในชีวิตประจำวันแล้ว ยังเป็นพื้นที่ส่วนตัวของใครหลายคนอีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่นักที่ปัจจุบันจะมีคอนโดมิเนียมกลางเมือง และบ้านชานเมืองเกิดขึ้นมากมายในราคาที่ใกล้เคียงกัน หากคุณก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังอยากซื้อที่อยู่อาศัยสักที่หนึ่งเพื่อเติมเต็มความสุขของชีวิต แต่อยู่ในช่วงที่กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อแบบไหนดี? วันนี้ทีมงาน Review Your Living ได้ทำการรวบรวมข้อมูลระหว่างข้อดีข้อเสียของคอนโดกลางเมือง และบ้านชานเมืองมาฝากค่ะ เพื่อเป็นตัวช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายและไวขึ้น <   เรียบเรียงโดย Review Your Living ข้อดีของคอนโดกลางเมือง ทำเลสะดวกสบายง่ายต่อการเดินทาง ข้อนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักของคอนโดกลางเมืองเลยค่ะ เพราะเนื่องจากจะช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางแล้ว ยังแวดล้อมไปด้วยสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครันไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา โรงพยาบาล เป็นต้น ดูแลรักษาง่าย เนื่องจากขนาดห้องพักในคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่มักจะมีขนาดค่อนข้างจำกัดทำให้การดูแลพื้นที่ภายในเป็นเรื่องที่ง่ายและประหยัดเวลาสำหรับทุกๆ คน ทั้งยังมีพนักงานนิติบุคคลหรือแม่บ้านประจำคอยดูแลสภาพแวดล้อมภายนอกให้เรียบร้อยและสวยงามอยู่เสมอ ปลอดภัยไร้ความกังวล นอกจากมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำแต่ละอาคารแล้ว ภายในคอนโดฯ ยังมีกล้องวงจรปิดหลากหลายมุมในแต่ละชั้นอีกด้วย ทำให้ลูกบ้านรู้สึกปลอดภัยทั้งยังสบายใจไร้ความกังวลเมื่อต้องเดินทางไปไหนนานๆ ข้อเสียของคอนโดกลางเมือง ราคาสูง ข้อเสียข้อนี้มีผลต่อการตัดสินใจจริงๆ ค่ะ เพราะคอนโดฯ กลางเมืองส่วนใหญ่มักมีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากการเดินทางที่แสนสะดวกสบาย บางโครงการแค่ก้าวเท้าออกมาก็สามารถขึ้นรถไฟฟ้าได้แล้วซึ่งก็คุ้มค้าต่อราคาเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าไลฟ์สไตล์คุณเป็นคนเมืองที่ใช้รถไฟฟ้าบ่อยกว่าขับรถเอง คอนโดมีเนียมกลางเมืองคงเป็นคำตอบที่ถูกต้องของคุณค่ะ พื้นที่จอดรถไม่เพียงพอ เป็นเรื่องยากค่ะสำหรับคอนโดมิเนียมที่รองรับที่จอดรถถึง 100% ดังนั้นถ้าคุณเลือกซื้อคอนโดฯ กลางเมือง คุณก็ควรทำใจไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เลยค่ะว่าถ้าไม่รีบกลับบ้าน ช่วงค่ำๆ ต้องมีเหตุการณ์วนหาที่จอดอย่างแน่นอน มีกฎเกณฑ์และข้อห้ามมากมาย คอนโดฯ ทั่วไปมักมีกฎเกณฑ์และข้อห้ามมากมาย อาทิ ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ซึ่งกฎและข้อห้ามก็ค่อนข้างเคร่งครัดอาจทำให้คุณรู้สึกอึดอัดไปบ้าง ข้อแนะนำคือให้ศึกษากฎและทำความเข้าใจกับข้อห้ามต่างๆ นั้นให้ดีก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อ เพื่อความสุขระยะยาวในชีวิตนะคะ ข้อดีของบ้านชานเมือง มีบริเวณมากกว่า เป็นข้อดีที่ใครหลายคนชอบใช่ไหมละค่ะ ก็แหม บ้านมีพื้นที่เยอะก็สามารถทำอะไรได้หลายอย่างไม่ว่าจะทำ ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว หรือเว้นพื้นที่ไว้สำหรับทำสวนสวย ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ก็ล้วนแต่เนรมิตให้ออกมาเป็นดั่งใจได้หมด เงียบสงบไม่พลุกพล่าน สำหรับใครที่รักความสงบบ้านชานเมืองก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อยเลยค่ะ เพราะแต่ละโครงการต่างๆ นั้นจะกำหนดขนาดของบ้านแต่ละหลังซึ่งก็มียูนิตน้อยกว่าคอนโดฯ ทำให้บรรยากาศค่อนข้างสงบ ไม่มีผู้คนพลุกพล่านเดินผ่านไปมาเหมือนดั่งคอนโดกลางเมืองแน่นอนค่ะ บรรยากาศดี ร่มรื่น ด้วยทำเลชานเมืองทำให้เรามีโอกาสได้ใกล้ชิดสัมผัสกับธรรมชาติได้มากกว่าคอนโดฯ กลางเมืองที่แวดล้อมไปด้วยตึกสูง ถนน รถรา และผู้คนมากมายซึ่งอาจจะทำให้รู้สึกอึดอัด แต่การเลือกซื้อบ้านชานเมืองนั้น คุณจะได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติภายใต้บรรยากาศที่ร่มรื่นมากขึ้นนั่นเองค่ะ   ข้อเสียของบ้านชานเมือง เดินทางลำบาก เป็นข้อเสียที่ปวดใจจริงๆ ค่ะ ขึ้นชื่อว่าบ้านชานเมืองแน่นอนว่าต้องห่างไกลตัวเมืองประมาณหนึ่ง ดังนั้นถ้าคุณคิดจะเลือกซื้อบ้านชานเมืองก็ควรเผื่อเวลาในการเดินทางสักหน่อยแล้วกันค่ะ หรือไม่ก็ควรเลือกทำเลที่ห่างไม่ไกลจากรถไฟฟ้ามากนักเพื่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันนะคะ ห่างไกลความสะดวกสบาย อย่างที่ทราบกันดีแหละค่ะว่าบ้านชานเมืองมักอยู่ห่างจากตัวเมือง สาธารณูโภคโดยรอบโครงการอาจไม่ครบครันเหมือนดั่งคอนโดฯ กลางเมืองเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นคุณควรศึกษาและดูพื้นที่จริงก่อนตัดสินใจซื้อจะได้ไม่เสียใจทีหลังนะจ๊ะ ขายต่อยากและเสี่ยงขาดทุน ด้วยทำเลที่ห่างไกลอาจเป็นปัญหาในการขายต่อ ในกรณีที่คุณเกิดการเปลี่ยนใจหรือย้ายที่อยู่ใหม่ ดังนั้นถ้าจะซื้อบ้านชานเมืองก็ควรพิจารณาให้ละเอียดและตัดสินใจอย่างรอบคอบก่อนนะคะ จะได้ไม่เกิดปัญหานี้ขึ้น
เคล็ดลับเก็บออมของมนุษย์เงินเดือน เพื่อเงินก้อนโต!

เคล็ดลับเก็บออมของมนุษย์เงินเดือน เพื่อเงินก้อนโต!

เคยสงสัยกันบ้างไหมคะว่าเงินแต่ละเดือนเราสูญหายไปไหนหมด? ทั้งๆ ที่ประหยัดแล้วแต่ก็ยังไม่มีเหลือเก็บ ยิ่งเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีค่าใช้จ่ายมากมายครั้นจะซื้อของขวัญชิ้นใหญ่ให้ตนเองอย่างยานพาหนะ หรือที่อยู่อาศัย ต่างก็ต้องใช้เงินก้อนจำนวนหนึ่งไปดาวน์เพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา แต่จะทำยังไงให้ตนเองมีวินัยและสามารถเก็บเงินก้อนได้อยู่หมัด มาดูวิธีเก็บออมแบบง่ายๆ แต่ได้ผล ที่ทีมงาน Review Your Living รวบรวมมาฝากดีกว่าค่ะ เรียบเรียงโดย Review Your Living 1. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย การแยกแยะรายรับรายจ่ายโดยการจดบันทึกหรือใช้แอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนนั้นจะช่วยอุดรอยรั่วปัญหาเงินหายไปไหนได้เป็นอย่างดี เพราะบัญชีเหล่านี้จะช่วยสะท้อนการใช้เงินในแต่ละวันของคุณว่าหมดไปกับอะไรบ้าง อีกทั้งยังเป็นตัวชี้วัดจำนวนรายได้ที่เข้ามาด้วย ทำให้สามารถคำนวณการใช้เงินและแบ่งเก็บออมได้อย่างสบายใจ ภาพจาก tweakyourbiz.com 2. แบ่งแยกสัดส่วนให้ชัดเจน เมื่อมีรายรับเข้ามาให้แบ่งเงินออกเป็นส่วนๆ โดยแยกค่าสาธารณูปโภคจำพวกค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าบัตรเครดิตไว้ส่วนหนึ่ง แล้วจึงแบ่งเก็บออมแบบค่อยเป็นค่อยไปอาจจะ 5% หรือ 10% ของยอดที่เหลือจากการหักไว้ และเหลือเท่าไหร่ค่อยมาหารเฉลี่ยใช้รายวันอีกที   3. กำหนดค่าใช้จ่ายรายวัน หากเกินต้องหยอดกระปุก! อย่างที่กล่าวมาตามรายละเอียดจากข้อข้างต้น เมื่อคำนวณแบ่งค่าใช้จ่ายส่วนต่างๆ อย่างรอบคอบแล้ว อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มเงินออมของคุณให้เพิ่มพูนขึ้นอย่างดาย โดยกำหนดค่าใช้จ่ายรายวันเช่น ตั้งใจใช้เงินวันละ 200 บาท แต่ใช้เกินไปเป็น 250 บาท ก็ต้องนำเงินมาหยอดกระปุก 50 บาท เพื่อเป็นกฎเกณฑ์ฝึกวินัยการใช้เงินไปในตัว ทั้งยังมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นอีกด้วย   4. ดื่มกาแฟ = ออมเงิน สำหรับคอกาแฟตัวจริงที่ขาดไม่ได้เลยในแต่ละวันและรู้สึกผิดต่อตัวเองทุกครั้งที่เสียสตางค์จ่ายนั้น คงไม่ต้องรู้สึกกังวลใจอีกต่อไปแล้วค่ะ วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณรู้สึกดีทุกครั้งที่ซื้อกาแฟสักแก้วนั้น ก็เพียงแค่ใช้คติ ‘ซื้อเท่าไหร่ออมเท่านั้น’ เช่น เมื่อคุณซื้อกาแฟราคา 75 บาท คุณก็ต้องออมเงิน 75 บาท ซึ่งอาจจะดูเหมือนเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่เชื่อเถอะค่ะถ้าคุณออมแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะมีเงินก้อนเพิ่มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด   5. เศษอย่าใช้สิจ๊ะ แน่นอนค่ะว่าเงินเดือนหรือใบเสร็จต่างๆ มักไม่ใช่ยอดที่พอดิบพอดีเป๊ะ ดังนั้นอีกหนึ่งวิธีออมเงินที่เราอยากแนะนำก็คือ การเก็บเศษค่ะ ตัวอย่างเช่น มียอดเงินเดือนเข้ามา 24,500 บาท ก็กลั้นใจใช้ไปทุกเดือนเพียง 24,000 บาท ส่วน 500 บาทที่เหลือนั้นก็ถือเป็นการเก็บออมไปในตัวนั่นเอง ยิ่งถ้าคุณมีวินัยและตั้งใจเก็บไปทุกเดือนๆ เงินก้อนก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ   6. แบงค์ 50 ก็ช่วยได้นะ อีกหนึ่งเคล็ดลับที่ฮิตมากในกลุ่มนักศึกษาและพนักงานออฟฟิศนั่นก็การเก็บธนบัตรจำนวน 50 บาทค่ะ เพราะแบงค์ 50 นั้นไม่ใช่ว่าเรามีโอกาสได้รับบ่อยๆ เหมือนแบงค์ 20 และ 100 บาท ฉะนั้นหาก มีโอกาสได้เจอเวลาใช้จ่ายรับเงินทอนก็เก็บไว้เถอะค่ะ สะสมไปเรื่อยๆ เมื่อผ่านไปครบ 1 ปี ลองเอาออกมานับดู คุณอาจจะตกใจกับยอดเงินออมที่สูงลิ่วก็เป็นได้นะคะ
มีงบเท่ากัน คอนโดกลางเมือง หรือ บ้านชานเมือง เลือกอันไหนดี?

มีงบเท่ากัน คอนโดกลางเมือง หรือ บ้านชานเมือง เลือกอันไหนดี?

ปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะว่าที่พักอาศัยนั้นเป็นปัจจัยสำคัญของการดำรงชีวิต เพราะเราต่างต้องใช้งานอยู่บ่อยๆ นอกจากการพักผ่อนในชีวิตประจำวันแล้ว ยังเป็นพื้นที่ส่วนตัวของใครหลายคนอีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่นักที่ปัจจุบันจะมีคอนโดมิเนียมกลางเมือง และบ้านชานเมืองเกิดขึ้นมากมายในราคาที่ใกล้เคียงกัน หากคุณก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังอยากซื้อที่อยู่อาศัยสักที่หนึ่งเพื่อเติมเต็มความสุขของชีวิต แต่อยู่ในช่วงที่กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อแบบไหนดี? วันนี้ทีมงาน Review Your Living ได้ทำการรวบรวมข้อมูลระหว่างข้อดีข้อเสียของคอนโดกลางเมือง และบ้านชานเมืองมาฝากค่ะ เพื่อเป็นตัวช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายและไวขึ้น เรียบเรียงโดย Review Your Living ข้อดีของคอนโดกลางเมือง ทำเลสะดวกสบายง่ายต่อการเดินทาง ข้อนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักของคอนโดกลางเมืองเลยค่ะ เพราะเนื่องจากจะช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางแล้ว ยังแวดล้อมไปด้วยสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครันไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา โรงพยาบาล เป็นต้น ดูแลรักษาง่าย เนื่องจากขนาดห้องพักในคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่มักจะมีขนาดค่อนข้างจำกัดทำให้การดูแลพื้นที่ภายในเป็นเรื่องที่ง่ายและประหยัดเวลาสำหรับทุกๆ คน ทั้งยังมีพนักงานนิติบุคคลหรือแม่บ้านประจำคอยดูแลสภาพแวดล้อมภายนอกให้เรียบร้อยและสวยงามอยู่เสมอ ปลอดภัยไร้ความกังวล นอกจากมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำแต่ละอาคารแล้ว ภายในคอนโดฯ ยังมีกล้องวงจรปิดหลากหลายมุมในแต่ละชั้นอีกด้วย ทำให้ลูกบ้านรู้สึกปลอดภัยทั้งยังสบายใจไร้ความกังวลเมื่อต้องเดินทางไปไหนนานๆ ข้อเสียของคอนโดกลางเมือง ราคาสูง ข้อเสียข้อนี้มีผลต่อการตัดสินใจจริงๆ ค่ะ เพราะคอนโดฯ กลางเมืองส่วนใหญ่มักมีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากการเดินทางที่แสนสะดวกสบาย บางโครงการแค่ก้าวเท้าออกมาก็สามารถขึ้นรถไฟฟ้าได้แล้วซึ่งก็คุ้มค้าต่อราคาเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าไลฟ์สไตล์คุณเป็นคนเมืองที่ใช้รถไฟฟ้าบ่อยกว่าขับรถเอง คอนโดมีเนียมกลางเมืองคงเป็นคำตอบที่ถูกต้องของคุณค่ะ พื้นที่จอดรถไม่เพียงพอ เป็นเรื่องยากค่ะสำหรับคอนโดมิเนียมที่รองรับที่จอดรถถึง 100% ดังนั้นถ้าคุณเลือกซื้อคอนโดฯ กลางเมือง คุณก็ควรทำใจไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เลยค่ะว่าถ้าไม่รีบกลับบ้าน ช่วงค่ำๆ ต้องมีเหตุการณ์วนหาที่จอดอย่างแน่นอน มีกฎเกณฑ์และข้อห้ามมากมาย คอนโดฯ ทั่วไปมักมีกฎเกณฑ์และข้อห้ามมากมาย อาทิ ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ซึ่งกฎและข้อห้ามก็ค่อนข้างเคร่งครัดอาจทำให้คุณรู้สึกอึดอัดไปบ้าง ข้อแนะนำคือให้ศึกษากฎและทำความเข้าใจกับข้อห้ามต่างๆ นั้นให้ดีก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อ เพื่อความสุขระยะยาวในชีวิตนะคะ ข้อดีของบ้านชานเมือง มีบริเวณมากกว่า เป็นข้อดีที่ใครหลายคนชอบใช่ไหมละค่ะ ก็แหม บ้านมีพื้นที่เยอะก็สามารถทำอะไรได้หลายอย่างไม่ว่าจะทำ ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว หรือเว้นพื้นที่ไว้สำหรับทำสวนสวย ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ก็ล้วนแต่เนรมิตให้ออกมาเป็นดั่งใจได้หมด เงียบสงบไม่พลุกพล่าน สำหรับใครที่รักความสงบบ้านชานเมืองก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อยเลยค่ะ เพราะแต่ละโครงการต่างๆ นั้นจะกำหนดขนาดของบ้านแต่ละหลังซึ่งก็มียูนิตน้อยกว่าคอนโดฯ ทำให้บรรยากาศค่อนข้างสงบ ไม่มีผู้คนพลุกพล่านเดินผ่านไปมาเหมือนดั่งคอนโดกลางเมืองแน่นอนค่ะ บรรยากาศดี ร่มรื่น ด้วยทำเลชานเมืองทำให้เรามีโอกาสได้ใกล้ชิดสัมผัสกับธรรมชาติได้มากกว่าคอนโดฯ กลางเมืองที่แวดล้อมไปด้วยตึกสูง ถนน รถรา และผู้คนมากมายซึ่งอาจจะทำให้รู้สึกอึดอัด แต่การเลือกซื้อบ้านชานเมืองนั้น คุณจะได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติภายใต้บรรยากาศที่ร่มรื่นมากขึ้นนั่นเองค่ะ   ข้อเสียของบ้านชานเมือง เดินทางลำบาก เป็นข้อเสียที่ปวดใจจริงๆ ค่ะ ขึ้นชื่อว่าบ้านชานเมืองแน่นอนว่าต้องห่างไกลตัวเมืองประมาณหนึ่ง ดังนั้นถ้าคุณคิดจะเลือกซื้อบ้านชานเมืองก็ควรเผื่อเวลาในการเดินทางสักหน่อยแล้วกันค่ะ หรือไม่ก็ควรเลือกทำเลที่ห่างไม่ไกลจากรถไฟฟ้ามากนักเพื่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันนะคะ ห่างไกลความสะดวกสบาย อย่างที่ทราบกันดีแหละค่ะว่าบ้านชานเมืองมักอยู่ห่างจากตัวเมือง สาธารณูโภคโดยรอบโครงการอาจไม่ครบครันเหมือนดั่งคอนโดฯ กลางเมืองเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นคุณควรศึกษาและดูพื้นที่จริงก่อนตัดสินใจซื้อจะได้ไม่เสียใจทีหลังนะจ๊ะ ขายต่อยากและเสี่ยงขาดทุน ด้วยทำเลที่ห่างไกลอาจเป็นปัญหาในการขายต่อ ในกรณีที่คุณเกิดการเปลี่ยนใจหรือย้ายที่อยู่ใหม่ ดังนั้นถ้าจะซื้อบ้านชานเมืองก็ควรพิจารณาให้ละเอียดและตัดสินใจอย่างรอบคอบก่อนนะคะ จะได้ไม่เกิดปัญหานี้ขึ้น
5 แนวคิดการเลือกซื้อคอนโดเพื่อการลงทุนและการอยู่อาศัย

5 แนวคิดการเลือกซื้อคอนโดเพื่อการลงทุนและการอยู่อาศัย

ยุคก่อนผู้บริโภคส่วนใหญ่ซื้อที่พักเพื่อการอยู่อาศัย แต่ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป การเลือกที่อยู่อาศัยจึงแตกต่างตามไลฟสไตล์ของแต่ละคน บ้างซื้อคอนโดสำหรับใช้ชีวิตในช่วงวันทำงาน หรือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการลงทุน หรือสำหรับบางคนมองว่าคอนโดเป็นได้ทั้งที่อยู่อาศัยและแหล่งลงทุนในขณะเดียวกัน คุณเพชรรัตน์ กิตติบุญโญภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซับเจคทีฟ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการ Verde (แวร์เด) สุขุมวิท 49/5 คอนโดมิเนียมหรูสไตล์วินเทจ มีคำแนะนำสำหรับผู้สนใจเลือกซื้อคอนโดสำหรับอาศัยและการลงทุนสำหรับคนเมืองกัน ทำเลดีช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม นอกจากทำเลติดรถไฟฟ้า ใกล้ทางด่วนแล้ว ทำเลในย่านซีบีดี (Centre Business District) หรือย่านศูนย์กลางธุรกิจ ได้แก่โซน สุขุมวิท เพลินจิต-ลุมพินี สีลม-สาทร ถือเป็นทำเลทองที่มีราคาที่ดินเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามแต่ละพื้นที่นั้นมีดัชนีราคาที่แตกต่างกันอีกด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้ออกมาเปิดเผยว่าห้องชุดในพื้นที่สุขุมวิทตอนต้น ได้แก่เขตวัฒนา เฉพาะแขวงคลองเตยเหนือ คลองตันเหนือ และเขตคลองเตย เฉพาะเขตคลองเตย คลองตัน มีการปรับราคาสูงสุดที่ 9-11% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าพบว่ามีการปรับราคาสูงขึ้น 0.2-1.2% นอกจากนี้ บริษัท กรุงเทพสมาร์ทซิติ้ ตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์ยังตอกย้ำทำเลทองที่มีความต้องการเช่าคอนโดว่าในปี 2559 โซนสุขุมวิทตอนกลาง คือ ทองหล่อ, เอกมัย, พระโขนง มีสัดส่วนความต้องการเช่าสูงถึง 63% อีกด้วย ความสวยที่ควบคู่กับคุณภาพ หากไม่อยู่ก็นำมาให้เช่าต่อได้ในสภาพดีไม่เสียราคา แม้จะเป็นคอนโดมิเนียมก็ควรคำนึงถึงการอยู่อาศัยระยะยาว ควรดูการเลือกใช้วัสดุจากแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือ ทั้ง สุขภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุปูพื้น นอกจากนี้ พื้นที่ส่วนเปียก หรือพื้นที่หน้าห้องน้ำนั้น ควรจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทนน้ำไม่บวมง่าย ดีไซน์สวยดูดีเหนือการเวลาไม่แหวกแนวจนเกินไป ความสวยนั้นต้องมาคู่กับคุณภาพ แม้ไม่ได้อยู่เองก็สามารถขายหรือเช่าต่อโดยไม่เสียราคา ที่ตั้งโครงการเหมาะสมสำหรับอยู่อาศัย ข้อดีของที่พักใจกลางเมืองคือการเดินทางสะดวกสบายและอยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญต่างๆ แต่เราอาจหลีกไม่พ้นกับความวุ่นวาย จึงควรเลือกทำเลที่ตั้งอยู่ในเมืองแต่อยู่ในเขตที่พักอาศัยให้ความสงบและเป็นส่วนตัว ขณะเดียวกันก็ใช้เวลาไม่นานก็สามารถเดินทางเข้าถึงสถานที่สำคัญในตัวเมืองได้ นอกจากนี้ควรหาทำเลที่สามารถใช้ทางเข้าออกเพื่อเชื่อมต่อถนนสำคัญได้หลายเส้นทาง และหากสามารถเดินทางโดยใช้เส้นทางลัดภายในที่เชื่อมต่อกันก็จะดีมาก คุณสมบัติที่ดีอย่างนี้แม้จะหายากแต่ก็สามารถหาได้ในใจกลางเมืองใหญ่ คอนโดมิเนียมในมาตรฐานของบ้าน ควรมองหาคอนโดมิเนียมที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของโครงสร้างและพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยที่สบายเสมือนบ้านหลังหนึ่ง ควรเลือกโครงการที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มพื้นที่เพดานสูงเพื่อความโปร่งสบายรับลมและแสงธรรมชาติหลายด้าน ขณะเดียวกันมีความเป็นส่วนตัวจากสิ่งรบกวนรอบข้าง แต่ละโครงการไม่ควรมียูนิตที่แออัด สิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่ส่วนกลาง อาทิ ลิฟต์ ที่จอดรถ ควรมีอัตราเหมาะสมต่อจำนวนผู้อยู่อาศัย และหากมีพื้นที่สีเขียวและต้นไม่ใหญ่ให้ความร่มรื่นจะสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูงสุด เทคโนโลยีสมัยใหม่นอกจากจะช่วยเรื่องความปลอดภัยแล้ว คนเมืองอย่างเราควรให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวสูงสุดด้วยเช่นกัน อาทิเช่น เลือกคอนโดที่มีมาตรการและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ประตูออโต้สำหรับรถเข้า คีย์การ์ดประตูเข้าออก การควบคุมลิฟต์เฉพาะชั้น กริ่งหน้าประตูแบบเห็นหน้า (VDO Door Phone) กล้อง CCTV ครอบคลุมทั้งโครงการ คุณเพชรรัตน์ ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันมีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้เลือกมากมาย ท้ายที่สุดควรคำนึงถึงความรู้สึกสบายในฐานะผู้อยู่อาศัยระยะยาว ซึ่งสามารถตอบโจทย์ทั้งการเลือกซื้อคอนโดเพื่ออาศัยหรือเพื่อการลงทุน” โครงการ Verde เป็นคอนโดมิเนียมหรูสไตล์วินเทจ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองสุขุมวิท 49/15 เป็นอาคารแบบ Low Rise สูง  7 ชั้น สร้างขึ้นภายใต้ 3 แนวคิดหลัก ประกอบด้วย คุณภาพ ความหรูหรา และความเป็นส่วนตัว โดดเด่นด้วยนวัตกรรมการก่อสร้าง Thick Solid Wall สร้างผนังที่มีความหนาไม่น้อยกว่า 17 เซนติเมตร ช่วยป้องกันเสียงรบกวนระหว่างยูนิต สร้างความเป็นส่วนตัวสูงสุดให้แก่ผู้พักอาศัย  และยอมลดจำนวนชั้น 1 ชั้น เพื่อเพิ่มความสูงจากพื้นถึงฝ้าให้สูงถึง 2.85 เมตร ถือเป็นจุดเด่นของโครงการเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกโล่งโปร่งสบายเสมือนบ้าน โครงการ Verde ประกอบด้วยห้อง 3 ประเภท ได้แก่  1 ห้องนอน  2 ห้องนอน และเพนท์เฮ้าส์ รวมทั้งสิ้น 31 ยูนิต  มีให้เลือกมากถึง 13 รูปแบบ อาคารแต่ละชั้นมีจำนวนห้องสูงสุดเพียง 6 ยูนิต โดย 4 ห้องเป็นห้องมุม  ขณะนี้มีความคืบหน้าไปแล้ว 75% เปอร์เซ็นต์ กำหนดสร้างเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกรกฎาคม 2560 ราคาเริ่มต้นที่ 7.4 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยตารางเมตรละ 164,000 บาท ผู้สนใจสามารถติดต่อเพื่อนัดเยี่ยมชมโครงการที่ 081-618-6666 หรือ เว็บไซต์ verdebangkok.com หรือเฟสบุ๊ค verdebangkok”
เขย่าวงการอสังหา  คิงพาวเวอร์ บุกซื้อ”โรงแรม- จุดชมวิว” ตึกมหานคร

เขย่าวงการอสังหา คิงพาวเวอร์ บุกซื้อ”โรงแรม- จุดชมวิว” ตึกมหานคร

เรียกว่าเป็นทอล์กอ๊อฟเดอะทาวน์ กันในช่วงสัปดาห์ก่อนสงกรานต์กับการประกาศซื้อโรงแรม, จุดชมวิว Observation Deck และอาคารรีเทลมหานครคิวป์ในตึก "มหานคร" ของเจ้าพ่อดิวตี้ฟรีอย่างคิงเพาวเวอร์ ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า14,000 ล้านบาทเพื่อต่อยอดธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวหวังดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เจ้าของอย่างบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ได้รับเงินจากการขายในครั้งนี้เพื่อต่อชีวิตอีก 4 โครงการที่อยู่ในมือ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท ได้แก่ The Ritz-Carlton Residence Bangkok มี Backlog 3,280 ล้านบาท และห้องชุดที่รอขาย 4,281 ล้านบาท โครงการมหาสมุทร วิลล่า มี Backlog 816 ล้านบาท และรอขาย 3,088 ล้านบาท โครงการนิมิต หลังสวน มียอดขายแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็น Backlog 6,709 ล้านบาท และห้องชุดรอขาย 1,291 ล้านบาท และWindshell นราธิวาส มี Backlog 792 ล้านบาท และห้องชุดรอขาย 2,208 ล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าจะรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2561-2562 ก่อนหน้านี้ บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) หนึ่งในบิ๊กอสังหาเคยเสนอราคาเพื่อซื้อโครงการนิมิตหลังสวนทั้งโครงการ และห้องชุดที่พักอาศัยในโครงการ The Ritz-Carlton Residence Bangkok จำนวน 53 ห้องชุด ในโครงการมหานคร แต่ก็มีเหตุล้มดีลไปโดยที่แสนสิริจะได้รับเงินมัดจำ 322,823,805 บาทคืนเต็มจำนวน นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทจะนำเงินรวมกับกระแสเงินสดจากการขายหุ้น เพิ่มทุนในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 มูลค่า 3,894 ล้านบาท มาเพื่อลดหนี้ ซึ่งจะทำให้บริษัทแข็งแรงขึ้นและมั่นคงในระยะยาวต่อไป สำหรับโครงการมหาสมุทร คันทรี่ คลับ หัวหิน บริษัทฯ มีแผนที่จะหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อร่วมลงทุนและปรับรูปแบบ พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ให้กับโครงการ ด้วยการเพิ่มจำนวนห้องพักเพื่อทำเป็นโรงแรมเพื่อสุขภาพแบบครบวงจรระดับไฮเอนด์ในคลับเฮ้าส์ (Health & Wellness) ซึ่งปัจจุบัน มีสมาชิกกว่า 200 สมาชิก ปรากฎการณ์ได้ครั้งนี้ ทำให้วงการอสังหาประเทศไทยแปลกใจไม่น้อยว่าเจ้าพ่อดิวตี้ฟรีจะชิมลางธุรกิจอสังหาหรือไม่ และทางด้านเพซ ดีเวลลอปเมนท์ จะเริ่มเดินหน้าโครงการมหาสมุทร คันทรี่ คลับ หัวหิน ที่หลายคนรอคอยออกมาให้เห็นหรือไม่ คงต้องจับตาดูกันต่อไป

1 2