บทความให้ความรู้

 

บทความให้ความรู้แนะนำ

ซื้อบ้าน-คอนโดช่วงปลายปี ดีอย่างไร

โค้งสุดท้ายปลายปี ใครที่หมายหมั่นปั้นมือเอาไว้ว่าจะควักกระเป๋าซื้อที่อยู่อาศัยสักแห่ง ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดฯ ก็ตาม ตอนนี้คงต้องรีบหน่อย ก่อนดอกเบี้ยจะขึ้นในปีหน้ากันแล้วล่ะค่ะ อีกอย่างที่สำคัญเลยคือ แต่ละ Developer ช่วงปลายปีมีทีเด็ดปล่อยออกมากันรัวๆ เรามาดูกันค่ะว่าค่ายไหนจะปล่อยโปรแรงๆ  อะไรมาบ้าง   Ananda เจ้าแห่งคอนโดติดรถไฟฟ้าค่ายนี้เอา “โปรเสียศูนย์” มานำเสนอสำหรับคอนโดค่ะ ทั้งฟรีค่าทำสัญญา ฟรีค่าโอน  อยู่ฟรี 2 ปี เอาแค่ค่าทำสัญญา ค่าโอน รวมกันก็หลายหมื่นจนไปถึงหลักแสนเลยก็มีค่ะ แต่ถ้าฟรีแบบนี้ล่ะก็จะช่วยให้สบายกระเป๋าตังค์เราได้เยอะเลย ซึ่งโครงการที่่อยู่ในโปรโมชั่นนี้ ได้แก่ คิว ชิดลม เพชรบุรี, ไอดีโอ คิว สยาม-ราชเทวี, ไอดีโอ โมบิ วงศ์สว่าง-อินเตอร์เชนจ์, ไอดีโอ โมบิ บางซื่อ-แกรนด์ อินเตอร์เชนจ์, ไอดีโอ โมบิ อโศก, ไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท 66, ไอดีโอ สุขุมวิท 93, ไอดีโอ พหลโยธิน-จตุจักร, ไอดีโอ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์, ไอดีโอ โอทู   ส่วนโปรแนวราบพร้อมอยู่ 8 โครงการคือ แอริ พระราม 5-ราชพฤกษ์, แอริ พระราม 2, แอริ แจ้งวัฒนะ, เอโทล บาหลี บีช (อ่อนนุช–ลาดกระบัง), เอโทล วงแหวนฯ-ลำลูกกา, อาร์เทล พัฒนาการ-ทองหล่อ, อาร์เทล เกษตรนวมินทร์ และอาร์เด้น พัฒนาการ จะฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน และมีโปรอื่นๆ เพิ่มให้อีกแล้วแต่โครงการค่ะ   Helix ตามมาติดๆ กับบริษัทในเครืออนันดาอย่าง Helix ที่ออกโปรแรงจั่วหัวมาได้น่าสนใจมากทีเดียวค่ะ กับ “ผ่อน 18 บาท นาน 18 เดือน” แถมยังฟรีเฟอร์นิเจอร์, เครื่องใช้ไฟฟ้า ใน 2 โครงการ คือ ยูนิโอ รามคำแหง เสรีไทย และ ยูนิโอ พระราม2-ท่าข้าม   SANSIRI อีกหนึ่งค่ายแห่งนวัตกรรมที่อยู่อาศัยก็จัดโปรเช่นกันค่ะ แต่ละโครงการก็จะมีโปรโมชั่นแตกต่างกันออกไปทั้งคอนโดมิเนียม 11 โครงการ และแนวราบกว่า 30 โครงการ หลักๆ ก็จะได้ดอกเบี้ยต่ำ ฟรีค่าใช้จ่ายบางอย่าง โดยเฉพาะฟรีค่าส่วนกลางยาวนานสูงสุดถึง 8 ปี ให้อยู่กันจนลืมว่ามีค่าส่วนกลางไปเลยค่ะ ตัวอย่างโครงการที่อยู่ในโปรโมชั่น เช่น   เดอะโมนูเมนต์ สนามเป้า ส่วนลดสูงสุด 2 ล้านบาท ฟรีค่าส่วนกลาง 3 ปี ค่าจดจำนอง และค่าใช้จ่ายวันโอน ดอกเบี้ย 0.88% นาน 2 ปี   เดอะไลน์ อโศก-รัชดา ฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 2 ปี อยู่ฟรี 2 ปี ดอกเบี้ย 0.88%     เศรษฐสิริ พัฒนาการ ฟรีค่าส่วนกลางนานสูงสุด 8 ปี ดอกเบี้ย 0.88% นาน 2 ปี   สราญสิริ ติวานนท์-แจ้งวัฒนะ ลดสูงสุด 600,000 บาท ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 8 ปี จ่ายค่าจอง นอกนั้นฟรีทุกค่าใช้จ่าย   Pruksa ครบรอบ 25 ปีของเจ้าตลาดทาวน์โฮมทั้งที ก็มีทั้งลด แจก แถม มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท ทั้งทองคำ-Galaxy Note9-คอนโด ทุกคนมีสิทธิ์ได้แบบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อยกว่า 161 โครงการ เช่น   พฤกษาวิลล์ ลาดกระบัง-ประชาพัฒนา ทองคำ-Galaxy Note9-คอนโด และฟรี โอน แอร์* ฟรีรวมกว่า 1,000,000 บ.*   เดอะแพลนท์ วงแหวนลำลูกกา-คลอง 5  ข้อเสนอพิเศษกว่า 5 แสน* + ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน 0 บาท*   ภัสสร เพรสทีจ ปิ่นเกล้า-เพชรเกษม ลดลสูงสุด 500,000 ลงทะเบียนลดเพิ่มอีก 20,000   เดอะทรี อ่อนนุช สเตชั่น ส่วนลดสูงสุด 700,000 บาท ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน ฟรีเฟอร์นิเจอร์   Major Development ใครเป็นคนรักสัตว์จะต้องนึกถึงความเป็น Pet Friendly ในคอนโดของค่ายนี้แน่นอนค่ะ ซึ่งปลายปีนี้ได้ดึงเอาคอนโดฯ 7 โครงการมาลดกระหน่ำสูงสุดถึง 800,000 บาท และยังฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอนในชื่อโปรโมชั่น "FINAL DEAL" โดยทั้ง 7 โครงการที่ว่านี้คือ เอ็ม จตุจักร, เอ็ม สีลม, เอ็ม ลาดพร้าว, มาเอสโตร 01 สาทร - เย็นอากาศ, มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี, มาเอสโตร 03 รัชดา - พระราม 9 และมาเอสโตร 14 สยาม - ราชเทวี   LPN สุดท้ายกันที่ค่าย LPN จัดแคมเปญฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ด้วย “ลุมพินี บิ๊ก ช็อค ผ่อนหนักเป็นเบา” โดยช่วยลูกบ้านผ่อนคอนโดฯ เดือนละ 4,000 บาท ส่วนบ้านจะช่วยผ่อนเดือนละ 9,000 บาท แถมเฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน และบางโครงการยังลดเงินดาวน์ให้ด้วยนะคะ ซึ่งจะแบ่งเป็นคอนโดฯ 12 โครงการ ได้แก่ ลุมพินี พาร์ค เพชรเกษม 98 เฟส 2, ลุมพินี วิลล์ นครอินทร์-ริเวอร์วิว, ลุมพินี วิลล์ ราชพฤกษ์-บางแวก, ลุมพินี วิลล์ ราษฎร์บูรณะ-ริเวอร์วิว 2, ลุมพินี วิลล์ พระนั่งเกล้า-ริเวอร์วิว, ลุมพินี สวีท ดินแดง-ราชปรารภ,  ลุมพินี สวีท เพชรบุรี-มักกะสัน, ลุมพินี วิลล์ สุขุมวิท76-แบริ่ง สเตชั่น 2, ลุมพินี เพลส พระราม 3 - ริเวอร์ไรน์, ลุมพินี พาร์ค พหล 32, ลุมพินี เพลส รัชดา - สาธุ, ลุมพินี ซีเล็คเต็ด สุทธิสาร - สะพานควาย และบ้านอีก 4 โครงการ คือ บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ เพิ่มสิน - วัชรพล , บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ รังสิต คลอง 2, บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ลาดปลาดุก - บางไผ่สเตชั่น และบ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ราชพฤกษ์ - ปิ่นเกล้า   นี่เป็นแค่ตัวอย่างจากบางค่ายเท่านั้น เห็นโปรแรงช่วงปลายปีแบบนี้ ใครช้าก็อดหมดสิทธิ์นะคะ      

บทความให้ความรู้ล่าสุด

1 2 3 ... 6
ซื้อบ้าน-คอนโดช่วงปลายปี ดีอย่างไร

ซื้อบ้าน-คอนโดช่วงปลายปี ดีอย่างไร

โค้งสุดท้ายปลายปี ใครที่หมายหมั่นปั้นมือเอาไว้ว่าจะควักกระเป๋าซื้อที่อยู่อาศัยสักแห่ง ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดฯ ก็ตาม ตอนนี้คงต้องรีบหน่อย ก่อนดอกเบี้ยจะขึ้นในปีหน้ากันแล้วล่ะค่ะ อีกอย่างที่สำคัญเลยคือ แต่ละ Developer ช่วงปลายปีมีทีเด็ดปล่อยออกมากันรัวๆ เรามาดูกันค่ะว่าค่ายไหนจะปล่อยโปรแรงๆ  อะไรมาบ้าง   Ananda เจ้าแห่งคอนโดติดรถไฟฟ้าค่ายนี้เอา “โปรเสียศูนย์” มานำเสนอสำหรับคอนโดค่ะ ทั้งฟรีค่าทำสัญญา ฟรีค่าโอน  อยู่ฟรี 2 ปี เอาแค่ค่าทำสัญญา ค่าโอน รวมกันก็หลายหมื่นจนไปถึงหลักแสนเลยก็มีค่ะ แต่ถ้าฟรีแบบนี้ล่ะก็จะช่วยให้สบายกระเป๋าตังค์เราได้เยอะเลย ซึ่งโครงการที่่อยู่ในโปรโมชั่นนี้ ได้แก่ คิว ชิดลม เพชรบุรี, ไอดีโอ คิว สยาม-ราชเทวี, ไอดีโอ โมบิ วงศ์สว่าง-อินเตอร์เชนจ์, ไอดีโอ โมบิ บางซื่อ-แกรนด์ อินเตอร์เชนจ์, ไอดีโอ โมบิ อโศก, ไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท 66, ไอดีโอ สุขุมวิท 93, ไอดีโอ พหลโยธิน-จตุจักร, ไอดีโอ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์, ไอดีโอ โอทู   ส่วนโปรแนวราบพร้อมอยู่ 8 โครงการคือ แอริ พระราม 5-ราชพฤกษ์, แอริ พระราม 2, แอริ แจ้งวัฒนะ, เอโทล บาหลี บีช (อ่อนนุช–ลาดกระบัง), เอโทล วงแหวนฯ-ลำลูกกา, อาร์เทล พัฒนาการ-ทองหล่อ, อาร์เทล เกษตรนวมินทร์ และอาร์เด้น พัฒนาการ จะฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน และมีโปรอื่นๆ เพิ่มให้อีกแล้วแต่โครงการค่ะ   Helix ตามมาติดๆ กับบริษัทในเครืออนันดาอย่าง Helix ที่ออกโปรแรงจั่วหัวมาได้น่าสนใจมากทีเดียวค่ะ กับ “ผ่อน 18 บาท นาน 18 เดือน” แถมยังฟรีเฟอร์นิเจอร์, เครื่องใช้ไฟฟ้า ใน 2 โครงการ คือ ยูนิโอ รามคำแหง เสรีไทย และ ยูนิโอ พระราม2-ท่าข้าม   SANSIRI อีกหนึ่งค่ายแห่งนวัตกรรมที่อยู่อาศัยก็จัดโปรเช่นกันค่ะ แต่ละโครงการก็จะมีโปรโมชั่นแตกต่างกันออกไปทั้งคอนโดมิเนียม 11 โครงการ และแนวราบกว่า 30 โครงการ หลักๆ ก็จะได้ดอกเบี้ยต่ำ ฟรีค่าใช้จ่ายบางอย่าง โดยเฉพาะฟรีค่าส่วนกลางยาวนานสูงสุดถึง 8 ปี ให้อยู่กันจนลืมว่ามีค่าส่วนกลางไปเลยค่ะ ตัวอย่างโครงการที่อยู่ในโปรโมชั่น เช่น   เดอะโมนูเมนต์ สนามเป้า ส่วนลดสูงสุด 2 ล้านบาท ฟรีค่าส่วนกลาง 3 ปี ค่าจดจำนอง และค่าใช้จ่ายวันโอน ดอกเบี้ย 0.88% นาน 2 ปี   เดอะไลน์ อโศก-รัชดา ฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 2 ปี อยู่ฟรี 2 ปี ดอกเบี้ย 0.88%     เศรษฐสิริ พัฒนาการ ฟรีค่าส่วนกลางนานสูงสุด 8 ปี ดอกเบี้ย 0.88% นาน 2 ปี   สราญสิริ ติวานนท์-แจ้งวัฒนะ ลดสูงสุด 600,000 บาท ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 8 ปี จ่ายค่าจอง นอกนั้นฟรีทุกค่าใช้จ่าย   Pruksa ครบรอบ 25 ปีของเจ้าตลาดทาวน์โฮมทั้งที ก็มีทั้งลด แจก แถม มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท ทั้งทองคำ-Galaxy Note9-คอนโด ทุกคนมีสิทธิ์ได้แบบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อยกว่า 161 โครงการ เช่น   พฤกษาวิลล์ ลาดกระบัง-ประชาพัฒนา ทองคำ-Galaxy Note9-คอนโด และฟรี โอน แอร์* ฟรีรวมกว่า 1,000,000 บ.*   เดอะแพลนท์ วงแหวนลำลูกกา-คลอง 5  ข้อเสนอพิเศษกว่า 5 แสน* + ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน 0 บาท*   ภัสสร เพรสทีจ ปิ่นเกล้า-เพชรเกษม ลดลสูงสุด 500,000 ลงทะเบียนลดเพิ่มอีก 20,000   เดอะทรี อ่อนนุช สเตชั่น ส่วนลดสูงสุด 700,000 บาท ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน ฟรีเฟอร์นิเจอร์   Major Development ใครเป็นคนรักสัตว์จะต้องนึกถึงความเป็น Pet Friendly ในคอนโดของค่ายนี้แน่นอนค่ะ ซึ่งปลายปีนี้ได้ดึงเอาคอนโดฯ 7 โครงการมาลดกระหน่ำสูงสุดถึง 800,000 บาท และยังฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอนในชื่อโปรโมชั่น "FINAL DEAL" โดยทั้ง 7 โครงการที่ว่านี้คือ เอ็ม จตุจักร, เอ็ม สีลม, เอ็ม ลาดพร้าว, มาเอสโตร 01 สาทร - เย็นอากาศ, มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี, มาเอสโตร 03 รัชดา - พระราม 9 และมาเอสโตร 14 สยาม - ราชเทวี   LPN สุดท้ายกันที่ค่าย LPN จัดแคมเปญฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ด้วย “ลุมพินี บิ๊ก ช็อค ผ่อนหนักเป็นเบา” โดยช่วยลูกบ้านผ่อนคอนโดฯ เดือนละ 4,000 บาท ส่วนบ้านจะช่วยผ่อนเดือนละ 9,000 บาท แถมเฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน และบางโครงการยังลดเงินดาวน์ให้ด้วยนะคะ ซึ่งจะแบ่งเป็นคอนโดฯ 12 โครงการ ได้แก่ ลุมพินี พาร์ค เพชรเกษม 98 เฟส 2, ลุมพินี วิลล์ นครอินทร์-ริเวอร์วิว, ลุมพินี วิลล์ ราชพฤกษ์-บางแวก, ลุมพินี วิลล์ ราษฎร์บูรณะ-ริเวอร์วิว 2, ลุมพินี วิลล์ พระนั่งเกล้า-ริเวอร์วิว, ลุมพินี สวีท ดินแดง-ราชปรารภ,  ลุมพินี สวีท เพชรบุรี-มักกะสัน, ลุมพินี วิลล์ สุขุมวิท76-แบริ่ง สเตชั่น 2, ลุมพินี เพลส พระราม 3 - ริเวอร์ไรน์, ลุมพินี พาร์ค พหล 32, ลุมพินี เพลส รัชดา - สาธุ, ลุมพินี ซีเล็คเต็ด สุทธิสาร - สะพานควาย และบ้านอีก 4 โครงการ คือ บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ เพิ่มสิน - วัชรพล , บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ รังสิต คลอง 2, บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ลาดปลาดุก - บางไผ่สเตชั่น และบ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ราชพฤกษ์ - ปิ่นเกล้า   นี่เป็นแค่ตัวอย่างจากบางค่ายเท่านั้น เห็นโปรแรงช่วงปลายปีแบบนี้ ใครช้าก็อดหมดสิทธิ์นะคะ      
คว้าโอกาสสุดท้าย! กู้เต็ม 100% ก่อนโดนมาตรการเข้มปีหน้า

คว้าโอกาสสุดท้าย! กู้เต็ม 100% ก่อนโดนมาตรการเข้มปีหน้า

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการมี “บ้าน” เป็นของตัวเอง คือความฝันของทุกคน โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ต้องการสร้างครอบครัว และขยายพื้นที่แห่งความสุขกับคนที่ตัวเองรัก หลายๆ คน อาจจะมีบ้านหลังแรกแล้ว ซึ่งคนรุ่นใหม่มักจะเลือกซื้อคอนโดมิเนียมซึ่งอยู่ในย่าน CBD ใกล้แหล่งงาน หรือตามแนวเส้นรถไฟฟ้า เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทางเป็นหลัก แต่ถ้าในวันหนึ่งที่เราต้องการขยับขยายพื้นที่อยู่อาศัย “บ้านหลังที่ 2” อาจเป็นคำตอบสำหรับคนที่ต้องการสเปซที่มากขึ้น เพื่อรองรับสมาชิกครอบครัวที่เพิ่มขึ้น มีพื้นที่ให้เราทำกิจกรรมดีๆ ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว และให้เราได้ออกแบบชีวิตตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง และที่สำคัญต้องอยู่ในทำเลที่เดินทางเข้าเมืองสะดวก ใกล้ทางด่วน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตยุคใหม่เช่นเดียวกับการอยู่อาศัยในคอนโดในเมือง         ที่ผ่านมา การซื้อบ้านสักหลังอาจจะไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจากแบงก์ได้ปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยแนวราบถึง 95% ทำให้ผู้ซื้อวางเงินดาวน์เพียงแค่ 5% ของมูลค่าหลักทรัพย์ เช่น ถ้าคุณซื้อบ้านเดี่ยวราคา 5 ล้าน คุณวางเงินดาวน์เพียงแค่ 250,000 บาทเท่านั้น และยิ่งถ้าเป็นคุณซื้อบ้านจากดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ๆ ที่น่าเชื่อถือแบงก์อาจปล่อยกู้ถึง 100% โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินออมเลยก็ได้ แต่หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ได้ประกาศกฏเหล็ก “เกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่” โดยออกมาตรการ LTV (Loan to Value = อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน) คุมเข้มการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารพาณิชย์ เพื่อป้องกันการเกิดหนี้เสีย โดยมีผลบังคับใช้ 1 เมษายน 2562 ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวจะไม่กระทบคนที่กู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรกที่ราคาต่ำกว่า 10 ล้าน เพราะว่ายังคงใช้ใช้เกณฑ์ LTV เดิม คือวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 0-10% แต่กระทบคนที่ซื้อบ้านหลังที่ 2 ที่ยังผ่อนสัญญาแรกไม่หมด ซึ่งทำให้ผู้ซื้อต้องวางเงินดาวน์ถึง 20% ในการกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยจากเดิมที่คุณวางเงินดาวน์เพียงแค่ 250,000 บาท (5%) คุณจะต้องวางเงินดาวน์ถึง 1,000,000 บาท (20%) สำหรับการกู้ซื้อบ้านหลังละ 5 ล้าน!! สำหรับใครที่อยากซื้อบ้านหลังที่ 3 (แต่ยังผ่อนสัญญาที่ 1-2 ไม่หมด) ไม่ว่าราคาเท่าไหร่ก็ตาม จะต้องวางเงินดาวน์ 30%!!!   แน่นอนว่า มาตรการ LTV ใหม่นี้ทำให้ผู้ที่ต้องการจะซื้อบ้านต้องมีเงินออมก้อนใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนมีรายได้น้อย-ปานกลาง ซึ่งอาจจะมีฐานเงินเดือนอยู่ระหว่าง 15,000-30,000 บาท ลองคิดดูว่าคุณต้องใช้เวลานานแค่ไหน กว่าจะมีเงินออม 1,000,000 บาท สำหรับวางเงินดาวน์ มาตรการใหม่นี้จึงทำให้โอกาสที่คุณจะมีบ้านเป็นของตัวเองลดลง หรืออาจจะไม่มีโอกาสเลย!!! นอกจากนี้ เกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ยังกำหนดให้มีการนับรวมสินเชื่อ Top-up รวมในวงเงินขอกู้สินเชื่อบ้านทุกประเภทที่อ้างอิงหลักประกันเดียวกันในวงเงินที่ขอกู้ เช่น สินเชื่อเพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ เพื่อตกแต่งบ้าน ยกเว้นสินเชื่อเพื่อจ้ายเบี้ยประกันชีวิตผู้กู้ (MRTA) ประกันวินาศภัย และสินเชื่อที่ให้กับธุรกิจ SMEs       สำหรับใครที่กำลังวางแผนซื้อบ้านในอนาคต นี่คือโอกาสสุดท้ายที่คุณต้องเร่งตัดสินใจ ก่อนเจอมาตรการเข้มแบงก์ชาติปีหน้าจะเห็นได้ว่าช่วงนี้บรรดาผู้ประกอบการต่างพร้อมใจกันปล่อยของพร้อมโปรโมชั่นเด็ด แบบจัดเต็ม จัดหนักส่งท้ายปี   หนึ่งในแบรนด์บ้านคุณภาพที่น่าจับตามองในตอนนี้ คือ บริทาเนีย (Britania) จากบริษัท ออริจิ้น เฮาส์ จำกัด ในเครือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเปิดตัวโครงการแรก “บริทาเนีย ศรีนครินทร์” บ้านเดี่ยว-บ้านแฝดสไตล์อังกฤษ เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งโครงการ SOLD OUT 90% โดยแบรนด์ “บริทาเนีย” เกาะทำเลที่มีการแข่งขันไม่สูงมาก แต่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง (Real Demand) และมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง เดินทางสะดวก ใกล้ทางด่วนใกล้รถไฟฟ้า และรายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย และกลางเดือนธันวาคม 61 นี้ ออริจิ้นมอบของขวัญสุดเซอร์ไพรส์ส่งท้ายปี เปิดจองบ้านบริทาเนีย “3 โครงการใหม่ บน 3 ทำเลที่ดีที่สุด” รอบพิเศษก่อนพรีเซลในราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 1.99 ล้าน*!!! มาพร้อม facilities ครบครัน ออกแบบอย่างทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุค 4.0 โดยการผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไปในที่อยู่อาศัยพร้อมบริการระดับโรงแรม มอบความสะดวกสบายให้กับชีวิตคุณ ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน ช่างซ่อมบำรุง บริการซักรีด หรือคนสวนโดดเด่นด้วยดีไซน์และเลย์เอาท์ที่ออกแบบอย่างแตกต่างให้ผู้อยู่อาศัยได้ดีไซน์ชีวิตตัวเองได้มากขึ้นบนพื้นฐานของความครบ สะดวกสบาย ตามไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และที่สำคัญมาพร้อม “ข้อเสนอที่ดีที่สุดแห่งปี” ที่คุณไม่ควรพลาด!!!     1. โครงการ บริทาเนีย เมกะทาวน์-บางนา (Mega Town Bangna) ทาวน์โฮม-บ้านซีรีย์ใหม่สไตล์อังกฤษ (บางนา-ตราด กม.5) ออกแบบภายใต้แนวคิด “Live Cheerful with Brit Charm”เชื่อมต่อถนนหลักหลายสาย อาทิ ถ.บางนา-ตราด, ถ.ศรีนครินทร์ และ ถ.เทพารักษ์ ใกล้เมกะบางนา ใกล้ทางด่วน ใกล้วงแหวนกาญจนาภิเษก ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสีเขียว เป็นโครงการขนาดใหญ่ มีสาธารณูปโภคครบครัน เปิดจองรอบพิเศษ: 15 ธ.ค. 61 ราคาเริ่มต้น : 2.29 ล้าน* (ทาวน์โฮม) | 4.7 ล้าน* (บ้านซีรีย์ใหม่) ลงทะเบียนรับส่วนลดสูงสุด 300,000 บาท คลิก http://bit.ly/2Eec5gT   2. โครงการ บริทาเนีย บางนา กม.12 (Britania Bangna KM.12) บ้านเดี่ยวติดถนนใหญ่ ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ใกล้ทางด่วน และใกล้รถไฟฟ้า เปิดจองรอบพิเศษ: 22 ธ.ค. 61 ราคาเริ่มต้น : 4.59 ล้าน ลงทะเบียนรับส่วนลดสูงสุด 500,000 บาท คลิก http://bit.ly/2Pr9diF   3. โครงการ บริทาเนีย วงแหวน-หทัยราษฏร์ ทาวน์โฮม-บ้านซีรีย์ใหม่ ใกล้ 2 ทางด่วน และ 1 สถานีรถไฟฟ้า ออกแบบภายใต้แนวคิด “Live in Brit Style, Live Inspired” อยู่อย่างมีสไตล์ดีไซน์ที่เป็นคุณ ที่ผสมผสานความเป็น Modern British Luxury และ ความ Creative Living ได้อย่างลงตัว เปิดจองรอบพิเศษ: 22 – 23 ธ.ค. 61 ราคาเริ่มต้น: 1.99 ล้าน* (ทาวน์โฮม) | 3.99 ล้าน* (บ้านซีรีย์ใหม่) ลงทะเบียนรับส่วนลดสูงสุด 400,000 บาท คลิก http://bit.ly/2ROnR5n   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 020 300 000      
บ้านประหยัดพลังงาน อยู่แล้วดีอย่างไร?

บ้านประหยัดพลังงาน อยู่แล้วดีอย่างไร?

หลายต่อหลายครั้งที่เราได้ยินคำว่า บ้านประหยัดพลังงาน, บ้านอนุรักษ์พลังงาน หรือนิยามอะไรก็แล้วแต่ที่ดูเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นบ้านที่อยู่แล้วสบายมากกว่าท่ามกลางสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นในบ้านเรา แต่อะไรคือความหมายที่แท้จริงของบ้านลักษณะนี้ อยู่แล้วสบายกว่าอย่างไร แล้วจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้จริงๆ หรือเปล่า เราไปค้นหาคำตอบด้วยกันค่ะ     ลองนึกภาพตามนะคะ ช่วงฤดูร้อนเดือนเมษายน บางวันแดดจัดจนแสบผิว บางวันก็อบอ้าวทั้งวัน แล้วถ้านั่งอยู่ในบ้านเราเอง แต่ยังรู้สึกร้อนจนเหงื่อไหล เปิดหน้าต่างก็ไม่มีลม สุดท้ายต้องไปจบที่การเปิดแอร์กันทั้งวัน ผลคือค่าไฟพุ่งสูงกว่าปกติเท่าตัว บางคนก็แก้ปัญหาด้วยการขับรถยนต์ไปเดินห้างสรรพสินค้ารับแอร์เย็นคลายร้อน แต่นั่นก็เกิดค่าใช้จ่ายตามมาอีกอยู่ดี ถ้าเราหันมาแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน อย่างการอยู่ในบ้านที่มีลมพัดเข้าในตัวบ้านได้ อากาศหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น แสงแดดส่องเข้ามาได้น้อย หรือส่องเข้ามาในทิศทางที่เราไม่ได้ใช้งานมาก เช่น ห้องเก็บของ อยู่ในบ้านได้แบบสบายๆ ส่งผลต่อการใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยลง สิ่งเหล่านี้แหละค่ะคือส่วนหนึ่งที่เรียกว่า บ้านประหยัดพลังงาน         พอพูดถึงโครงการที่อยู่อาศัย สิ่งแรกที่จะต้องเอ่ยถึงคือเรื่องทำเลที่ตั้ง จะต้องใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา รวมถึงจุดขึ้น-ลงทางด่วน และรถไฟฟ้า ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นโครงการที่ดี แต่จะมีสักกี่โครงการที่กล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าอยู่แล้วสุขกายสบายใจ ซึ่งบ้านเดี่ยวจากโครงการ Sena Parkgrand Ramindra เป็นโครงการที่มีความโดดเด่นอย่างมีสไตล์ เพราะมีดีไซน์ที่มาจากงานวิจัยร่วมกันระหว่าง SENA กับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกิดเป็นบ้าน Green Smart Design ที่มีทั้งเรื่องดีไซน์ที่รับกับทิศทางลม แสงแดด ใช้วัสดุป้องกันความร้อน มีระบบ Air Fresh ช่วยให้อากาศหมุนเวียนในบ้านได้ดีขึ้น ความร้อนเข้าตัวบ้านน้อยลง ตอนที่เดินถ่ายรูปอยู่ในโครงการก็รู้สึกได้เลยว่า นานแล้วนะคะที่เราไม่ได้ยินเสียงนกร้องในโครงการแบบนี้   ไม่ใช่แค่เรื่องของสถาปัตยกรรมเท่านั้นนะคะ แต่นวัตกรรมก็สำคัญเช่นกัน เพราะจะช่วยส่งให้ความเป็น Green จับต้องได้ ดูเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากยิ่งขึ้น โดยสิ่งที่ SENA จับมาใส่ในโครงการก็มีทั้ง EV Charger เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ติดตั้งให้เลยทุกยูนิต     คุณเศรษฐวิชย์ อารีสกุลกิจ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจพลังงาน บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ได้มานั่งอยู่กับเราท่ามกลางบรรยากาศอันสงบร่มรื่นในโครงการ Sena Parkgrand Ramindra แล้วเริ่มเล่าให้เราฟังถึงนวัตกรรมเหล่านี้ว่า “ในระยะ 3-4 ปีต่อจากนี้เป็นช่วงเปลี่ยนเทรนด์จากรถยนต์ใช้น้ำมันธรรมดามาเป็นใช้ไฟฟ้าแทน อย่างที่เห็นรถยนต์ Hybrid ซึ่งใช้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ทางโครงการมองว่าในอนาคตอันใกล้ที่จะมีเพิ่มมากขึ้น คนก็จะเริ่มหันมาสนใจขึ้นด้วย เพราะมีทั้งในเรื่องของการประหยัดน้ำมัน ช่วยสิ่งแวดล้อมในการลดมลพิษที่เกิดขึ้นได้ด้วย ซึ่ง EV charger ก็เป็นเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่มีอายุการใช้งาน 20-30 ปี โดยไม่ต้องดูแลรักษาอะไรมาก เสนาจึงได้เตรียม EV charger เอาไว้ให้ก่อนใคร”   ส่วนที่เป็นไฮไลท์เลยคือ Solar Scale up หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Solar Cell ติดตั้งมาให้บนหลังคาบ้านทุกหลังขนาด 2 กิโลวัตต์ นับเป็นโครงการแรกของประเทศไทยเลยทีเดียวค่ะ ที่ติดตั้งมาให้เลยแบบนี้ และยังสามารถติดตั้งเพิ่มได้สูงสุดถึง 5 กิโลวัตต์ แล้วแต่การใช้งานของแต่ละบ้าน      คุณเศรษฐวิชย์ อธิบายให้เราฟังต่อว่า “โซล่าเซลล์เป็นระบบที่ไม่มีความยุ่งยากเลย เรียกได้ว่าแค่ต่อระบบ มีแสงสว่างก็เป็นอันใช้ได้ ในท้องตลาดทั่วไปขายตัว อุปกรณ์เฉลี่ยประมาณ 40,000 บาท/ 1 กิโลวัตต์ ไม่รวมค่าติดตั้ง และการขออนุญาติจากการไฟฟ้า ซึ่งเป็นระเบียบของการไฟฟ้าว่า หากมีการผลิตไฟฟ้าไม่ว่าจะใช้เองหรือขายจะต้องขออนุญาตก่อน ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับระบบสายส่งการไฟฟ้า คุณภาพไฟฟ้า และความสเถียรของไฟฟ้า เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับภาพรวมของระบบไฟฟ้าหลัก และความปลอดภัย แต่สำหรับ Sena Parkgrand Ramindra เรามีการดำเนินการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ อุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านทุกอย่างจึงสามารถไฟจากโซล่าเซลล์ได้หมด เพราะระบบโซล่าเซลล์ของทางโครงการต่อขนานเข้ากับระบบของการไฟฟ้าภายในบ้าน เกิดการผสมผสานกันระหว่างกระแสไฟฟ้าที่ได้จากโซล่าเซลล์ กับที่ได้จากการไฟฟ้าแบบทั่วไป”      การผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์จะได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายยอย่าง ไม่ว่าจะเป็นขนาดของแผงที่ติดตั้ง ซึ่งก็ต้องดูเรื่องของแบรนด์ที่ใช้ เพื่อให้ได้คุณภาพและความทนทาน โดยอายุการใช้งานทั่วไปอยู่ที่ 25-30 ปี ระหว่างนี้ก็ต้องมีการทำความสะอาดหน้าแผง เพื่อไม่ให้มีคราปสกปรกเกาะ แล้วบดบังการรับแสงแดด และความเข้มของแสงอาทิตย์ในแต่ละวัน เช่น หากวันไหนได้รับความเข้มข้นจากแสงอาทิตย์มากก็จะมีสัดส่วนไฟฟ้าที่ได้เข้าไปมาก ช่วยการใช้ไฟบ้านปกติให้ลดลงได้         คุณเศรษฐวิชย์ ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า คำว่าประหยัด ไม่ได้แปลว่าไม่ใช้เลย แต่ช่วยกันใช้ให้น้อยที่สุด ไม่ใช่แค่บ้านอยู่แล้วสบาย อากาศปลอดโปร่งเท่านั้น แต่เป็นการช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วย   ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่นวัตกรรม ยังมีบริการหลังการขายแบบครบวงจร ทั้งหมดนี้จับลง Application SENA 360 องศา ที่สามารถเห็นการทำงานของโซล่าเซลล์ได้ตลอดเวลา รวมไปถึงบริการทำความสะอาดแผง ดูกล้อง CCTV ภายในบ้านได้ตลอดเวลา ปุ่ม SOS ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน ฯลฯ ครบทุกการอยู่อาศัยใน App เดียว ง่ายดายแค่สัมผัสปลายนิ้ว เป็น Smart Lifestyle แบบกรีนๆ ที่ SENA ให้ความสำคัญมาตลอด         
วาบิซาบิ (Wabi-Sabi) เทรนด์แต่งบ้านใหม่ 2018

วาบิซาบิ (Wabi-Sabi) เทรนด์แต่งบ้านใหม่ 2018

ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะมีเทรนด์แต่งบ้านอะไรที่น่าสนใจบ้าง แต่ในปีนี้ต้องหลีกทางให้กับเทรนด์วาบิซาบิ ซึ่งเป็นที่กำลังมาแรงสุด ๆ จนเรียกได้ว่าเป็นขวัญใจนักออกแบบกันเลยทีเดียว โดยต้องบอกว่าเทรนด์นี้เป็นทรนด์ที่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบความเพอร์เฟค รักความเรียบง่าย และหลงใหลในความเป็นธรรมชาติเอามาก ๆ เพราะคอนเซ้ปต์หลักของวาบิซาบิคือการมองหาความสวยงามในความไม่สมบูรณ์ โดยถ้าหากอยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วประโยคนี้คืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน วันนี้ได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับเทรนด์นี้มาฝากแล้วค่ะ     วาบิซาบิ คืออะไร   วาบิซาบิ เป็นเทรนด์การแต่งบ้านแบบใหม่ที่กำลังมาแรงที่สุดในช่วงต้นปี 2018 โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศญี่ปุ่น จึงมีกลิ่นอายความเป็นมินิมอลแฝงอยู่หน่อย ๆ แต่สำหรับวาบิซาบิจะเน้นไปที่ตัวผู้อยู่อาศัยมากกว่าสิ่งของ ส่วนคอนเซ็ปต์หลักของวาบิซาบิก็จะเน้นที่ความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ โดยมีแนวคิดสำคัญอยู่ที่การมองหาความสวยงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความไม่สมบูรณ์แบบ หรือเรียกได้ว่าเป็นการยอมรับสิ่งของต่าง ๆ ในแบบที่มันเป็น แล้วนำสิ่งของชิ้นนั้น ๆ กลับมาใช้ประโยชน์ตามจุดมุ่งหมาย โดยไม่ต้องไปหาซื้อสิ่งของชิ้นใหม่มาทดแทน โดยการแต่งบ้านแบบนี้จะไม่มีผิด ไม่มีถูก เพราะขึ้นอยู่กับประโยชน์ ความสวยงาม และประวัติของสิ่งของแต่ละชิ้นนั่นเอง   วาบิซาบิ มีที่มาอย่างไร   เดิมที วาบิซาบิ ไม่ใช่เทรนด์การตกแต่งบ้าน แต่เป็นปรัชญาของญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 โดยมีรากฐานมาจากศาสนาพุทธ ซึ่งปรัชญานี้เป็นปรัชญาที่สอนให้เรามองหาความสงบสุขบนโลกที่แสนจะวุ่นวาย การยอมรับในสิ่งที่มีหรือสิ่งที่เป็น มากกว่าเสียเวลาไปกับการหาสิ่งที่ดีกว่า หรือในการแต่งบ้านก็คือสอนให้เรามองหาความสวยงามในความไม่สมบูรณ์จากสิ่งของต่าง ๆ และมีความสุขจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว     หลักการแต่งบ้านแบบวาบิซาบิ   คอนเซ็ปต์การแต่งบ้านแบบวาบิซาบิหลัก ๆ มีอยู่ 3 อย่าง คือ - ใช้วัสดุจากธรรมชาติ นักออกแบบส่วนใหญ่จะเลือกใช้สิ่งของที่มาจากธรรมชาติในการตกแต่งแบบวาบิซาบิ เพราะเทรนด์นี้เป็นเทรนด์ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ อีกทั้งสิ่งของที่มาจากธรรมชาติยังสามารถเข้ากันได้ดีกับการแต่งบ้านทุกสไตล์เลยด้วย แต่ไม่ว่าสิ่งของต่าง ๆ จะทำมาจากอะไร สิ่งสำคัญที่สุดก็คือมันต้องเป็นของแท้ที่ตรงกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย - ทำทุกอย่างให้เรียบง่าย หลักสำคัญสุด ๆ อีกอย่างในวาบิซาบิก็คือความเรียบง่าย แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น จัดวางทุกอย่างแบบง่าย ๆ เพราะของทุกชิ้นต่างก็มีเอกลักษณ์และความสวยงามในตัวเองอยู่แล้ว - เน้นความไม่เพอร์เฟค ด้วยความที่คอนเซ็ปต์ของวาบิซาบิ คือ การมองหาความสวยงามจากความไม่สมบูรณ์แบบ ฉะนั้นการตกแต่งบ้านแบบนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ใช้ข้าวของที่เก่า แตก หรือมีลักษณะไม่ปกติ มาตกแต่งบ้านได้อย่างสบายใจ รวมถึงยังเป็นการปล่อยให้ข้าวของต่าง ๆ เป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น โดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งอะไรมากเลยด้วย แต่ว่ายังไงก็ต้องแยกระหว่างความไม่เพอร์เฟคกับความรกให้ออกด้วยนะคะ     เคล็ดลับแต่งบ้านแบบวาบิซาบิ   1. ซื้อแต่ของที่ใช่ ที่สวย หรือที่ชอบ มาประดับตกแต่งบ้านเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเลือกของที่เพอร์เฟค ตามเทรนด์ หรือไปหาของเก่า ๆ มาตกแต่งบ้านโดยไม่จำเป็น   2. ใช้สีแบบธรรมชาติหรือสีเอิร์ทโทนในการตกแต่ง เพราะโทนสีนี้จะให้ความรู้สึกที่อบอุ่น ช่วยให้ดูกว้างข้าง และทำให้บรรยากาศดูสงบได้   3. เน้นงานแฮนด์เมดหรือเครื่องปั้นดินเผาที่ไม่ต้องเป๊ะ เพราะสิ่งของพวกนี้เป็นสิ่งของที่ไม่ค่อยสมบูรณ์แบบ แต่กลับมีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้เราสามารถองเห็นความสวยงามจากความไม่เพอร์เฟคเหล่านี้ได้ง่าย ซึ่งก็เข้ากับคอนเซ็ปต์ของวาบิซาบิได้ดี อีกทั้งของประเภทนี้ยังเป็นของพิเศษที่มีแค่ไม่กี่ชิ้นเองด้วย   4. ปล่อยข้าวของต่าง ๆ ไปตามธรรมชาติ เช่น รอยยับบนผ้าม่านหรือผ้าปู ไม่จำเป็นต้องดึงหรือรีดให้เรียบเนี้ยบทุกวัน ปล่อยให้เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นบ้างก็ได้ แต่ยังไงก็ต้องอย่าปล่อยให้รกเกินไปด้วยนะ   5. นำข้าวของเก่ากลับมาใช้ เพราะของเก่า ๆ ที่ใช้กันมาตั้งแต่รุ่นปู่-ยา ตา-ยาย หรือตกทอดมาจากพ่อ-แม่ หรือของเก่านั้น ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ ไม่จำเป็นต้องขัดให้เงาวิ้ง ถ้าสีจะดูเก่าบ้างก็ไม่เป็นไร   6. ไม่จำเป็นต้องตกแต่งด้วยดอกไม้เสมอไป เพราะกิ่งไม้ที่ร่วงอยู่ ก็สามารถนำมารวม ๆ กันตกแต่งบ้านแบบธรรมชาติได้   7. เปลี่ยนการใช้เครื่องมือที่ทันสมัย มาใช้เครื่องมือแบบธรรมชาติ แม้ว่าเครื่องมือที่ทันสมัยจะเร็วและสะดวกกว่า แต่หากอยากได้บรรยากาศแบบวาบิซาบิล่ะก็ ต้องใช้เครื่องมือที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติจะเหมาะสุด   8. ผนังแบบธรรมดา เก่า ๆ โทรม ๆ เห็นโครงสร้างเดิม เหมือนสร้างไม่เสร็จ เป็นอะไรที่ดูเข้ากันมากกับสไตล์วาบิซาบิทีเดียว   9. ลดสิ่งของต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นหรือไม่ได้ใช้ลง เก็บไว้แต่สิ่งของที่ต้องใช้หรือสิ่งของที่ทำให้เรามีความสุขก็พอ และที่สำคัญต้องเหลือไว้ให้พอใช้ด้วย   10. ผ่อนคลาย ปล่อยวาง ไม่ต้องคำนึกถึงความเพอร์เฟคอะไรมาก แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น เท่านี้ก็จะทำให้เรามีความสุขกับสิ่งรอบข้างได้แล้วค่ะ   เรียกได้ว่า วาบิซาบิ เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ช่วยให้ความสำคัญกับสิ่งของเดิม ๆ มากขึ้น รวมถึงยังเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งของที่ไม่สมบูรณ์แบบต่าง ๆ ได้ด้วย จึงไม่แปลกใจเลยที่ผู้คนและนักออกแบจะชอบเทรนด์นี้ เพราะถือได้ว่าเป็นเทรนด์ที่มีเสน่ห์แปลกใหม่มากจริง ๆ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก Kapook ภาพประกอบจาก wijzijnkees , thatkindofwoman , jutehome
เซ้งร้าน เซ้งกิจการ แบบไหนไม่ให้โดนหลอก

เซ้งร้าน เซ้งกิจการ แบบไหนไม่ให้โดนหลอก

การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆ ให้ติดตลาดและเติบโตเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนนั้น มีหลายขั้นตอน อีกทั้งมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย เพราะไม่รู้ว่าธุรกิจที่คิดใหม่ ลงทุนไปจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ดังนั้น เมื่อมีโอกาสเข้าสวมสิทธิ์ในธุรกิจที่ดำเนินกิจการรุ่งเรืองอยู่แล้ว จึงเป็นการเริ่มต้นแบบก้าวกระโดด แต่ก็มีไม่น้อยที่คนอาศัยความต้องการนี้เป็นช่องทางในการหลอกเซ้งร้าน ทำให้หลายคนเสียเงินฟรี โดยไม่ได้ดำเนินธุรกิจจริง ต้องดูอะไรบ้างจึงไม่เสียเงินฟรี มาดูกัน     เซ้งร้าน เซ้งกิจการคืออะไร   เมื่อก่อนคนไทยรู้จักคำว่า เซ้ง ในความหมายว่า เช่าซื้อโดยมีกำหนดเวลา และเมื่อหมดสัญญาเช่า ทรัพย์สินนั้นก็จะกลับคืนสู่เจ้าของเดิม เมื่อก่อนอาจทำเพียงกรณีอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัย แต่ในปัจจุบันเป็นการเซ้งร้าน เซ้งกิจการ และอาจไม่ใช่เจ้าของธุรกิจ เปิดให้เซ้ง แต่เป็นการเซ้งต่อจากผู้เซ้งเดิมที่ยังไม่หมดสัญญาเช่าซื้อ     เซ้งกิจการแบบไหนไม่ให้โดนหลอก กิจการที่นิยมเซ้งร้านกันได้แก่พวกร้านเสื้อผ้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ในห้างสรรพสินค้า รวมถึงร้านคาร์แคร์ก็มีเซ้งเหมือนกัน   สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจจ่ายเงินเซ้งก็คือ   1. คนที่ให้เซ้งมีสิทธิในร้านหรือกิจการนั้นจริงหรือไม่ อย่าเชื่อเพียงคำพูด ต้องดูเอกสารสิทธิ์   2. เป็นการเซ้งกิจการที่มีสัญญาเช่าเดิมอยู่หรือไม่ และต้องดูเงื่อนไขในสัญญาเดิมด้วยว่า อนุญาตให้เซ้งต่อได้หรือไม่ เพราะหากในสัญญาเดิมไม่อนุญาตให้เซ้งต่อ แต่เราไปเซ้งต่อ เจ้าของที่แท้จริงอาจบอกเลิกสัญญา และเราที่เป็นคนเซ้งต่อก็หมดสิทธิในร้านไปด้วย เพราะคนเก่าผิดสัญญา เจ้าของเลิกได้ หลายคนที่ถูกหลอกในเงื่อนไขเหล่านี้ คือ เสียเงินค่าเซ้งไปแล้ว แต่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจ เพราะคนเซ้งต่อผิดสัญญา เจ้าของเลยเลิกให้เช่า แต่เสียค่าแป๊ะเจี๊ยะ (เงินกินเปล่า) ไปแล้ว   3. หากเป็นการเช่าช่วงที่สามารถทำได้ตามสัญญา ต้องประเมินในเรื่องของ เงินกินเปล่า ที่ต้องจ่ายให้ผู้เซ้งต่อ กับเงินที่ต้องจ่ายให้เจ้าของที่แท้จริง ประเมินโอกาสที่จะดำเนินธุรกิจให้ได้กำไรคุ้มทุนหรือไม่ นั่นคือ ต้องมีการเช็คให้ดีว่า ร้านค้าที่เซ้งต่อมานั้น เป็นธุรกิจที่ไปต่อได้ หรือถูกหลอกให้เซ้งแล้วรับภาระการขาดทุนต่อ ดังนั้น จึงต้องมีการลงพื้นที่จริง เพื่อประเมินสถานการณ์จริง รู้ถึงปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจไปต่อได้ นั่นคือ ต้องมีความถนัดในธุรกิจนั้นอยู่ด้วย   ความไม่รอบคอบในการเซ้งร้าน เซ้งกิจการ หรือเชื่อใจคนมากเกินไป อาจถูกหลอกให้เสียเงินเปล่า โดยไม่มีธุรกิจทำได้จริง     ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.mdsiglobal.com/renting-a-shop/ ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com
ต้องรู้อะไรบ้าง ซื้อคอนโดแล้วไม่เสียสิทธิ์

ต้องรู้อะไรบ้าง ซื้อคอนโดแล้วไม่เสียสิทธิ์

ในการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียม หรืออาคารชุดนั้น มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ ธนันทร์เอก หวานฉ่ำ กรรมการผู้จัดการบริษัท อินเตอร์ เรียลตี้แมเนจเม้นท์ (IRM) และอดีตนายกสมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย มีคำแนะนำในเรื่องควรรู้     ปัจจุบันที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับคนกรุงเทพฯ เนื่องจากการตอบรับไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ทำให้เกิดอาคารใหม่ๆ โดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้าจำนวนมากและคอนโดเกิดใหม่เหล่านี้มั้งที่ขายได้หมดแล้ว และขายได้เพียงบางส่วน เข่น ขายได้เพียง 20% และอีก 80% เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ประกอบการซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องการจัดเก็บค่าใช้จ่ายที่อาจทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบหากไม่ทราบว่าต้องรู้อะไรบ้างเมื่อตัดสินใจซื้อคอนโด โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่นำมาใช้ในการบริการจัดการภายในอาคาร   สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่ผู้ซื้อคอนโดจะต้องเตรียมก็คือ เงินกองทุน ซึ่งกฎหมายระบุว่าเงินกองทุนมีไว้เพื่อซ่อมแซมส่วนกลางโดยเฉพาะการบำรุงรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ลิฟต์โดยสาร หรือการทาสีใหม่ทั้งอาคาร เงินกองทุนนี้จะเก็บประมาณ 10 เท่าของค่าส่วนกลาง เช่น หากต้องจ่ายค่าส่วนกลางในอัตรา 50 ต่อ ตรม.ผู้อยู่อาศัยจะต้องจ่ายค่ากองทุน 500 บาทต่อ ตรม. ซึ่งต้องจ่ายนอกเหนือจากราคาห้องที่ซื้อ เช่น ซื้อคอนโดขนาด 40 ตรม. จะต้องจ่ายค่ากองทุนจำนวน 20,000 บาท (40x500) ผู้ซื้อคอนโดจะต้องเตรียมเงินส่วนนี้ไว้ โดยทางผู้ขายจะชี้แจงเรื่องนี้อยู่แล้ว   นอกจากนี้แล้ว ยังต้องมีค่าส่วนกลางซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายและค่าบริการต่างๆ ประจำเดือน เช่น เงินเดือนพนักงาน แม่บ้านธุรการ รวมทั้งรายจ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงรักษาส่วนกลางของอาคาร ปกติแล้วค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะมีการเก็บล่วงหน้า 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับนโนบายของแต่ละอาคารสำหรับค่าส่วนกลางนั้นคำนวณจากพื้นที่ห้องแล้วคูณด้วยอัตราค่าจัดเก็บ เช่น พื้นท่ 40 ตร.ม. ค่าส่วนกลางตารางเมตรละ 50 บาท (40x50x12=24,000 บาท)   ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการจัดเก็บค่าส่วนกลางที่ผ่านมา ไม่สามารถเก็บจากห้องที่ยังไม่ได้ขายได้ซี่งอาจมีมากถึง 80% ของจำนวนห้องทั้งหมด ซึ่งตามกฎหมายระบุว่า หลังจากที่จดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว ห้องที่ยงขายไม่หมดผู้ประกอบการในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์จะต้องรับผิดชอบค่าส่วนกลาง แต่ส่วนใหญ่มักบ่ายเบี่ยงหรือมีการอนุโลมขอจ่ายเป็นรายเดือนได้ 1 ปี หลังจากนั้นจะต้องจ่ายทั้งหมดเข้าบัญชีของนิติบุคคล หรือให้นิติบุคคลคิดเบี้ยปรับการชำระค่าส่วนกลางล่าช้าส่วนเงินกองทุนนั้นจะจ่ายเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ได้แล้ว ซึ่งปัญหานี้ผู้ซื้อคอนโดส่วนใหญ่ไม่ทราบข้อมูลทำให้เสียเปรียบและเสียโอกาสที่จะได้รับดอกเบี้ยจากธนาคารเนื่องจากในช่วงแรกผู้ประกอบการมักใช้บริษัทในเครือทำหน้าที่บริหารทรัพย์สินของอาคาร ดังนั้น ผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลเพื่อป้องกันมิให้เสียสิทธิ์ในการอยู่อาศัยในอาคารชุด   ข้อมูลจาก ศุนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ http://www.reic.or.th
จะซื้อคอนโดทั้งที ทำไมต้องเลือก One9Five

จะซื้อคอนโดทั้งที ทำไมต้องเลือก One9Five

เมื่ออสังหาริมทรัพย์กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การซื้อคอนโดมีเนียมสักแห่งไว้สำหรับอยู่อาศัยหรือปล่อยเช่าก็ถือว่าเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยต่อยอดให้สมบัติชิ้นนั้นมีมูลค่าสูงมากขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต แต่การซื้อคอนโดฯ ก็มีหลากหลายเรื่องให้ต้องคำนึงนะคะ บางคนอาจชั่งน้ำหนักไม่ถูกว่าระหว่างเรื่องการเดินทางสะดวกสบายใจกลางเมือง หรือดีไซน์สวยงาม ฟังก์ชั่นน่าใช้ พร้อมส่วนกลางแบบครบครัน ควรเลือกแบบไหนดีกว่ากัน แต่น่าจะดีที่สุดถ้าที่พักอาศัยหรือทรัพย์สินของเราจะรวมความต้องการเหล่านี้ไว้ได้ด้วยกันทั้งหมด ซึ่งทาง TC Development ก็ได้ rebranding ภาพลักษณ์องค์กรให้ดูหรูหรามากขึ้น ที่สำคัญยังเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุดในชื่อ “One9Five” Asoke – Rama 9 ภายใต้คอนเซ็ปต์ Luxury Life Curator รวบรวมความเป็นที่สุดของ Luxury ไว้ในสถานที่แห่งเดียว แต่จะมีความพิเศษและน่าสนใจแค่ไหน วันนี้ทีมงาน Review Your Living หาคำตอบว่าทำไมต้องเลือก One9Five มาให้แล้ว     1. ทำเลศักยภาพใจกลาง New CBD จุดเด่นของโครงการ ONE 9 FIVE อโศก-พระราม 9 คือปักหมุดบนทำเลศักยภาพ โดยที่ดินโครงการตั้งอยู่ติดถนนพระราม 9 ระหว่างแยกพระราม 9 และแยกอสมท ซึ่งโครงการจะอยู่ฝั่งมุ่งหน้าไปแยกอสมท ที่เลี้ยวขวาไปถนนเพชรอุทัยเพื่อขึ้นทางด่วนศรีรัชได้ในระยะ 600 เมตร แถมหน้าโครงการสามารถเดินมาขึ้น MRT พระราม 9 ทางออก 3 หรือทางออก G Tower เพียง 250 เมตร หรือแค่ 5 นาทีเท่านั้น นอกจากนี้ที่ MRT พระราม 9 ห่างออกไปเพียง 1 สถานี ที่สถานีศูนย์วัฒนธรรม ในอนาคตกำลังจะกลายเป็นจุด Interchange กับรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งเป็นสายที่วิ่งผ่านใจกลางเมืองโดยเชื่อมกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกกับตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน และยังห่างจากจุด Interchange กับ BTS อโศก เพียง 2 สถานี นับว่าเป็นทำเลที่เดินทางสะดวกสบายมากทั้งคนใช้และไม่ใช้รถ นอกจากนี้ตัวโครงการยังอยู่ห่างจากแยกพระราม 9 ที่ถือว่าเป็น NEW CBD ใจกลางเมืองที่มีมูลค่าการลงทุนสูงและโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพตอนนี้ เพราะเชื่อมต่อกับ CBD ชั้นในอย่าง อโศก และสุขุมวิท ซึ่งเป็นาจุดศูนย์รวมความเจริญและสิ่งอำนวยความสะดวกในตัวอยู่แล้ว โดยข้อได้เปรียบของทำเลคือสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีพระราม 9, แอร์พอร์ตลิงก์ และทางด่วน รวมถึงอาคารสำนักงาน, ศูนย์รวมห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง Central พระราม 9, Fortune Town และมีการลงทุนเมกะโปรเจ็คมากมาย   2. ฉีกรูปแบบงานดีไซน์ สร้างสรรค์จากทีม Designer ระดับท็อปของเมืองไทย นับว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ตื่นตาตื่นใจให้แก่วงการอสังหาริมทรัพย์ของไทยไม่ใช่น้อย ทั้งในแง่ของงานดีไซน์ที่ฉีกรูปแบบคอนโดเดิมๆ พัฒนา Re-Design ใหม่ทั้งหมด แถมยัง rebranding ภาพลักษณ์องค์กรให้ดูหรูหรามากขึ้น โดย “One9Five” อโศก – พระราม 9 เป็นโครงการที่ร่วมกันพัฒนาสร้างสรรค์จากทีม Designer ระดับแนวหน้าของเมืองไทย อย่าง Shma, LEOINTER และ PIA เรียกได้ว่าครบเครื่องทั้งเรื่องของ Architect, Interior และ Landscape จนสร้างเสียงฮือฮาให้กับวงการอสังหาฯ ตั้งแต่ยังไม่ได้ก่อสร้าง จึงทำให้มั่นใจว่าตัวโครงการจะต้องออกมาสวยงาม และโดดเด่นกว่าใครในย่าน อโศก - พระราม 9 แน่นอน   3. Spec เหนือความคาดหมาย แน่นอนว่าเหตุผลในการตัดสินใจซื้อคอนโดฯ สักแห่ง คำตอบแรกก็คงเป็นเรื่องของทำเลที่ตั้ง แต่อยากให้พิจารณาให้ดีก่อนนะคะ เพราะองค์ประกอบอื่นอย่างการออกแบบทั้งภายนอกภายใน, การจัดวาง Layout, ขนาดห้อง, ฟังก์ชั่นการใช้งาน ไปจนถึง Spec ก็ล้วนแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น ซึ่งโครงการ “One9Five” อโศก – พระราม 9 ของ TC Development นี้ ก็ล้วนแต่ตอบโจทย์ความต้องการได้ดี ยิ่งเรื่องของงานดีไซน์ก็นับว่ามีความโดดเด่นและน่าสนใจมากที่สุด เพราะทุกพื้นที่ของโครงการในทุกตารางเมตรต่างได้รับการออกแบบจากเหล่า Designer ระดับท็อปของเมืองไทย ให้เป็นศูนย์รวม Luxury ไว้ในพื้นที่แห่งเดียวแล้ว ยังมอบวัสดุเกินมาตรฐานราคาใน Segment เดียวกันไปเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นพื้น Engineering wood, Air Conceal ฝังในฝ้า ซึ่งปกติแล้วจะมีให้เฉพาะคอนโดแบบ Super luxury segment เท่านั้น   4. จัดเต็มพื้นที่ส่วนกลาง กว่า 8.6 ไร่ ในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางทางโครงการก็จัดเต็มแบบสุดๆ เรียกว่าครบครันมากทีเดียวค่ะ ซึ่งคอนเซ็ปต์ของพื้นที่ส่วนกลางถูกออกแบบโดยหลอมรวมความต้องการใช้ชีวิตแบบสังคมเข้ากับความเป็นส่วนตัว สู่รูปแบบของ Facility ที่มีทั้งฟังก์ชั่นการใช้งานร่วมกัน และแยกเป็นส่วนตัว เริ่มจากชั้น 1 เป็นพื้นที่ของ Grande Lobby , Private Mezzanine Lobby , Concierge Service Des , Lift Lobby , Mailbox Room , Laundry Room , Express Storage room , Public Restroom , Retails Shop Space เป็นต้น ชั้น 8 เป็นพื้นที่ของ Residential Lounge , Library Room , Game Room , Theatre Room , Golf Simulator Room , Fitness Center , Cross Fit Zone , Boxing Area , Yoga Zone , Private Spa , Locker Room , Kid’s Club ​, Pool Lounge  ซึ่งจะเชื่อมกันระหว่าง 2 ตึก  ชั้น 61 เป็นพื้นที่ของ Sky Residential Lounge , Private Sky lounge , Private Sky Meeting Room , Sky Bar   5. ราคาที่จับต้องได้ ไม่ว่าใครก็เอื้อมถึง จุดเด่นของ “One9Five” อโศก – พระราม 9 อยู่ที่การปักหมุดทำเลดีใกล้สถานีรถไฟฟ้า สรรสร้างเป็นคอนโดมิเนียมหรูในราคาคุ้มค่าให้ทุกคนสามารถจับจองได้ไม่ยาก โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 3.69 ล้านบาท เฉลี่ยทั้งโครงการที่ 165,000 บาท/ตารางเมตร  สำหรับคนที่สนใจโครงการ : http://bit.ly/2LtIDHK โทร 02 245 0999
ที่ดินตาบอดไม่มีทางออก โดนที่ดินคนอื่นล้อมอยู่ควรทำอย่างไร

ที่ดินตาบอดไม่มีทางออก โดนที่ดินคนอื่นล้อมอยู่ควรทำอย่างไร

ที่ดินตาบอดคืออะไร เรามักจะได้ยินคนคุยกันเสมอว่า ที่ดินแปลงโน้นแปลงนี้เป็นที่ดินตาบอดอย่าไปซื้อ เป็นต้น มารู้จักกับที่ดินตาบอดกันค่ะ   ที่ดินตาบอด คือที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะประโยชน์ เข้าออกที่ดินตัวเองไม่ได้ การจะเข้าออกจากที่ดินตัวเองต้องผ่านที่ดินแปลงอื่นๆ ซึ่งเป็นที่ส่วนบุคคลมีเจ้าของครอบครองอยู่ ทำให้เจ้าของที่ดินไม่สามารถใช้ที่ดินตนเองทำประโยชน์ได้เต็มที่ ซึ่งเรามักพบเสมอว่าที่ดินตาบอดมักจะเกิดจากการแบ่งที่ดินจากแปลงใหญ่ (แปลงแม่ หรือแปลงคง) มาแบ่งย่อยออกมาเป็นแปลงเล็กๆ เพื่อแบ่งระหว่างญาติพี่น้อง หรือลูกหลาน หรือที่ดินตาบอดจากการขอใช้ทางออกของที่ดินของผู้อื่นตั้งแต่สมัยก่อน ซึ่งอาจเป็นพี่น้องกันจึงยอมให้ใช้ทางออกได้ โดยไม่มีเอกสารทางราชการรองรับ พอเจ้าของรุ่นเดิมเสียชีวิตไป เจ้าของใหม่รุ่นถัดไปหรือทายาทไม่ยอมให้ใช้เป็นทางเข้าออกอีกต่อไปจึงมาปิดทางเข้าออกเสีย หรือที่ดินตาบอดไม่มีทางออก เพราะมีทางเข้าออกได้ลำบาก เช่น ติดแม่น้ำ ภูเขา ทะเล ทางชัน เหว เป็นต้น     ที่ดินที่ถูกห้อมล้อมจนกลายเป็นที่ดินตาบอด สามารถขอทางจำเป็นได้ โดยมีเงื่อนไขคือ   1.ต้องคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมให้เสียหายน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับเจ้าของที่ดินที่ขอทางผ่าน   2.การใช้ประโยชน์ทางจำเป็นต้องจ่ายค่าทดแทนให้เจ้าของที่ดิน จะกำหนดเป็นรายเดือนหรือรายปีก็ได้แต่หากเกิดกรณีที่เจ้าของไม่อนุญาตให้ออกสามารถร้องขอต่อศาลเพื่อขอเปิดทางจำเป็นและจ่ายค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินข้างเคียงเพื่อใช้ที่ดินของเขาสู่ถนนสาธารณะ ทางที่ดีควรตรวจสอบเช็คให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อด้วยการลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินดูตำแหน่งสภาพแวดล้อมโดยรอบรวมถึงตรวจสอบโฉนดที่ดินว่าเป็น น.ส4 หรือไม่ เพื่อทำประโยชน์ได้เต็มที่ เพราะโฉนดประเภทอื่นๆ สามารถตกทอดแก่ทายาทได้ แต่ไม่สามารถซื้อขายได้     สามารถตรวจสอบโฉนดที่ดินได้จาก   1. สำนักงานที่ดิน เพื่อดูตำแหน่ง ชื่อเจ้าของที่ดิน รูปร่างหน้าตาที่ดิน ตรวจสอบดูว่าโฉนดมีการปลอมแปลงหรือไม่   2.ตรวจสอบจากหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมป่าไม้หากที่ดินนั้นอยู่ในพื้นที่กรมป่าไม้ หรือหากติดทะเลก็กรมเจ้าท่า รวมถึงทางพิเศษ ว่าที่ดินแปลงนี้ถูกเวนคืนหรือไม่ หากอยู่ใกล้วิทยุสื่อสารการบินก็กรมการบินพาณิชย์ ควรเช็คประวัติผู้ถือครองที่ดินให้ดีๆพิจารณาดินให้ดีๆ พิจารณาดูว่าที่ดินแปลงนี้เคยมีปัญหากับเจ้าของที่ดินเดิมหรือไม่หรือที่ดินข้างเคียงเคยใช้ประโยชน์อะไรก่อนขายเพื่อประกอบการตัดสินใจรวมถึงคมนาคมทางเข้า–ออก สะดวกสบายหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง     ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.ban4cash.net/th/articles/17565 www.pra.co.th/แนวทางแก้ไขที่ดินตาบอดไร้ทางออกให้กลับมาใช้งานอีกครั้ง/ ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com
เรื่องควรรู้ การตั้งศาลพระภูมิ ที่คุณอาจมองข้าม

เรื่องควรรู้ การตั้งศาลพระภูมิ ที่คุณอาจมองข้าม

สิ่งที่ต้องคำนึงในการตั้งศาลพระภูมิ คือ สถานที่ตั้ง ทิศทาง วันและฤกษ์ตั้ง ความสูงของศาลพระภูมิ และผู้ประกอบพิธีกรรมการตั้งศาลพระภูมิ       สถานที่ที่ตั้งศาล มีหลักการพิจารณาดังนี้   1. ที่ตั้งศาลต้องเป็นบริเวณพื้นดิน มิใช่บริเวณเดียวกับพื้นของตัวบ้าน 2. หากไม่มีพื้นที่ที่เป็นพื้นดิน สามารถทำการตั้งศาลบนชั้นดาดฟ้าได้ แต่ส่วนใหญ่ศาลที่ตั้งบนดาดฟ้าจะเป็นศาลเทพต่างๆ เช่นพระพรหม หรือ พระนารายณ์ มิใช่พระภูมิเจ้าที่ 3. จุดที่ตั้งของศาลต้องไม่ถูกเงาของตัวบ้านทอดลงมาทับ 4. ที่ตั้งของศาลควรอยู่ห่างจากบริเวณที่ตั้งของห้องน้ำ 5. อย่าตั้งศาลให้อยู่ใกล้กับตัวบ้านมากนัก 6. อย่าหันหน้าศาลเข้าสู่บริเวณที่ตั้งของห้องน้ำ 7. ไม่ควรตั้งศาลให้หันหน้าตรงกับประตูหน้าบ้าน 8. ตั้งศาลให้ห่างจากรั้วหรือกำแพงบ้านอย่างน้อย 1 เมตร 9. ถ้าสามารถยกพื้นที่ตั้งศาลให้สูงขึ้นสัก 1 คืบ จากพื้นดินได้ ก็เหมาะสมอย่างยิ่ง 10. ความสูงของศาล ควรสูงเหนือระดับสายตาของผู้เป็นเจ้าของบ้านขึ้นไปเล็กน้อย     ทิศทาง การหันหน้าศาลพระภูมิสู่ทิศมงคล   1. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ทิศอีสาน เป็นทิศที่ดีที่สุดหากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป 2. ทิศตะวันออก หรือ ทิศบูรพา เป็นทิศที่ดีอันดับ 2 หากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 100 ปี หลังจากนั้น จะมีแต่เสื่อมลงๆจนถึงขั้นหาความสุขความเจริญไม่ได้ 3. ทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ทิศอาคเณย์ เป็นทิศที่ดีอันดับ 3 หากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 50 ปี หลังจากนั้น จะมีแต่เสื่อมลงๆจนถึงขั้นหาความสุขความเจริญไม่ได้ ทิศต้องห้ามในการตั้งศาลพระภูมิ คือ ทิศตะวันตกและทิศใต้ เมื่อหาทิศทางตั้งศาลได้แล้วจะต้องพูนดินให้สูง 1 คืบ เกลี่ยดินด้วยมือและทุบให้แน่น ห้ามใช้เท้าเด็ดขาด และเตรียมน้ำมนต์ไว้พรมบริเวณพื้นดินเพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ น้ำมนต์ที่ว่านี้เรียกว่า " น้ำมนต์ธรณีสาร " น้ำมนต์ธรณีสารนี้ ทำได้โดยนำน้ำธรรมดาไปให้พระท่านสวดพระพุทธมนต์ทำเหมือนน้ำมนต์ทั่วไปแต่ต่างกัน ตรงที่ให้ท่านนำใบไม้ต้นธรณีสารมาใส่ลงในน้ำที่จะทำน้ำมนต์   วันและฤกษ์ตั้งศาล   มีความสำคัญมาก ควรเลือกวันที่ดีและมีความเป็นสิริมงคลเพื่อให้ประสิทธิ์ผลในทางมงคล แก่ผู้อยู่อาศัยในบ้านเรือนนั้นสืบต่อไป วันต่อไปนี้ถือเป็นวันที่เป็นมงคลฤกษ์ วันข้างขึ้น วันข้างแรม ๒ ค่ำ ๒ ค่ำ ๔ ค่ำ ๔ ค่ำ ๖ ค่ำ ๖ ค่ำ ๙ ค่ำ ๙ ค่ำ ๑๑ ค่ำ ๑๑ ค่ำ   แต่ถ้าวันข้างขึ้น หรือข้างแรมดังกล่าวไปตรงกับวันต้องห้าม ของเดือนใด ให้เลี่ยงไปใช้วันอื่นเสีย   เวลาฤกษ์อันเป็นมงคล   วัน เวลา วันอาทิตย์ เวลา ๖.๐๙ น. - ๘.๑๙ น. วันจันทร์ เวลา ๘.๒๙ น. - ๑๐.๓๙ น. วันอังคาร เวลา ๖.๓๙ น. - ๘.๐๙ น. วันพุธ เวลา ๘.๓๙ น. - ๑๐.๑๙ น. วันพฤหัสบดี เวลา ๑๐.๔๙ น. - ๑๑.๓๙ น. วันศุกร์ เวลา ๖.๑๙ น. - ๘.๐๙ น. วันเสาร์ เวลา ๘.๔๙ น. - ๑๐.๔๙ น. วันต้องห้าม   เดือน วันต้องห้ามคือ เดือนอ้าย (ธันวาคม)  วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ เดือนยี่ (มกราคม) วันพุธ และวันศุกร์ เดือน ๓ (กุมภาพันธ์ )  วันอังคาร เดือน ๔ (มีนาคม) วันจันทร์ เดือน ๕ (เมษายน)  วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ เดือน ๖ (พฤษภาคม) วันพุธ และวันศุกร์ เดือน ๗ (มิถุนายน) วันอังคาร เดือน ๘ (กรกฎาคม)  วันจันทร์ เดือน ๙ (สิงหาคม) วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ เดือน ๑๐ (กันยายน ) วันพุธ และวันศุกร์ เดือน ๑๑ (ตุลาคม) วันอังคาร เดือน ๑๒ (พฤศจิกายน)  วันจันทร์   จะสังเกตได้ว่า จะไม่ปรากฏว่ามี วันอาทิตย์ เป็น ข้อห้ามเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ยึดเอาวันอาทิตย์ เป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับการตั้งศาล เพราะคนโบราณถือกันว่า วันอาทิตย์นั้นแม้จะจะเป็นวันที่มีกำลังแรงดี แต่เป็นวันแรงและวันร้อน ไม่เหมาะที่จะทำการตั้งศาล เพราะบ้านอาจจะ ร้อน จรปราศจากความร่มเย็นเป็นสุข แต่ ถ้าหากผู้กระทำพิธีมีเคล็ดมีมนตร์แก้ความร้อนของวันได้ ก็สามารถคิดทำการตั้งศาลในวันนี้ได้ตามความสะดวก       ความสูงของศาล   ขึ้นอยู่กับ ตัวเจ้าของบ้าน โดยให้ระดับฐานหรือชานชาลาพระภูมิอยู่เหนือระดับปาก (บางตำราว่าอยู่เหนือคิ้วพอดี ) ของผู้เป็นเจ้าของบ้าน ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าบ้าน ก็ควรจะตั้งศาลพระภูมิขึ้นใหม่ การใช้ศาลพระภูมิร่วมกัน กรณีที่เป็นหมู่บ้าน,ชุมชนหรือตึกแถว ให้ยึดเอาความสูงจาก เจ้าของผู้สร้างเริ่มแรก หรือหัวหน้าชุมชนนั้นๆ โดยให้เป็นตัวแทนเพื่อมาทำการยกศาลพระภูมิขึ้นเพื่อบอกกล่าวและสักการะ ขอให้ท่านดูแลปกปักษ์รักษาให้คุณ ให้โชคลาภ ความเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้อยู่อาศัยทุกคน   การปักเสาตั้งศาล   ต้องเตรียมหลุมให้เสร็จก่อนเริ่มพิธี ( ค่อยมีพิธีในวันรุ่งขึ้น ) โดยต้องเตรียมของดังนี้ พานครู 1 พาน ใช้สำหรับใส่ข้าว ธูป เทียนขาว ดอกไม้หรือพวงมาลัยสด เหล้า บุหรี่ ผ้าขาว เงิน 6 สลึงหรือ 99 บาท   รายการของมงคลใส่หลุม (ปัจจุบันที่นิยมใช้)   รายการมงคล จำนวน 1 เหรียญเงิน 9 เหรียญ 2 เหรียญทอง (เหรียญสลึงหรือ 50 สตางค์ก็ได้) 9 เหรียญ 3 ใบเงิน 9 ใบ 4 ใบทอง 9 ใบ 5 ใบนาค 9 ใบ 6 ใบรัก 9 ใบ 7 ใบมะยม 9 ใบ 8 ใบนางกวัก 9 ใบ 9 ใบนางคุ้ม 9 ใบ 10 ใบกาหลง 9 ใบ 11 ดอกบานไม่รู้โรย 9 ดอก 12 ดอกพุทธรักษา 9 ดอก 13 ไม้มงคล 9 ชนิด 14 แผ่น เงิน,ทอง,นาค 1 ชุด 15 พลอยนพเก้า 1 ชุด การกลบหลุมนั้นให้ใช้มือกด ห้ามใช้เท้าโดยเด็ดขาด   ผู้ประกอบพิธีกรรมการตั้งศาลพระภูมิ   ควรจะเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมมีศีลธรรม ทำบุญทำทานประจำ มีความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม จะทำให้การตั้งศาลพระภูมิบังเกิดผลดี มีความเจริญรุ่งเรืองแก่เจ้าของบ้าน หรือเจ้าบ้านจะเป็นผู้กระทำพิธีกรรมก็ได้ โดยศึกษาขั้นตอนพิธีกรรมต่างๆ และให้ถือศีลกินเจ 7 วัน ( 3,5,7 วันก็ได้ หรือมากกว่านี้ก็ได้ )   ส่วนประกอบสำคัญของศาลพระภูมิ   จะเหว็ดศาลพระภูมิ จะเป็นรูปพระภูมิอยู่ในแผ่นคล้ายแผ่นเสมา มือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายถือถุงเงินหรือสมุด(หนังสือ) และการปลุกเสกจะเหว็ดให้เป็นองค์พระภูมิมีดังนี้ บรรจุธาตุทั้ง 6 คือ บรรจุพระพุทธคุณ,บรรจุพระธรรมคุณ,บรรจุพระสังฆคุณ ตลอดเทวคุณและวิญญาณธาตุเข้าไปในจะเหว็ดจากที่เรียกว่า จะเหว็ดเมื่อปลุกเสกแล้วก็จะเรียกว่า "พระภูมิ" บริวารของพระภูมิจะมี ตุ๊กตาชาย-หญิง อย่างละ 1 คู่ ตุ๊กตาช้าง-ม้า อย่างละ 1 คู่ ละครยก 2 โรง   เครื่องประดับตกแต่ง จะประกอบด้วย   เครื่องประดับตกแต่ง จำนวน 1 แจกัน 1 คู่ 2 เชิงเทียน 1 คู่ 3 กระถางธูป 1 ใบ 4 ผ้าผูกจะเหว็ด 1 ผืน 5 ผ้าพันศาล (ผ้าแพร 3 สี คือ สีเขียว,สีเหลืองและสีแดง) 1 ชุด 6 ฉัตรเงิน-ทอง 2 คู่ 7 ด้ายสายสิญจน์ 1 ม้วน 8 ผ้าขาว 1 ผืน 9 ทองคำเปลว - 10 แป้งเจิม 1 ถ้วย 11 ดอกบัว 9 ดอก 12 ดอกไม้ (มาลัย 7 สี ) 7 สี   เครื่องสังเวยสำหรับตั้งศาล จะประกอบด้วยอาหารคาวหวานดังนี้ เครื่องประดับตกแต่ง จำนวน 1 หัวหมู 1 หัว 2 ขนมต้มขาว 2 จาน 3 ไก่ต้ม 1 ตัว 4 ขนมถั่วงา 2 จาน 5 เป็ด 1 ตัว 6 ขนมถ้วยฟู 2 จาน 7 ปลานึ่ง 1 ตัว 8 ขนมหูช้าง 2 จาน 9 ปู หรือ กุ้ง 1 จาน 10 เผือก-มันต้ม 2 จาน 11 บายศรีปากชามยอดไข่ 1 คู่ 12 ฟักทอง 2 ผล 13 น้ำจิ้ม 2 ถ้วย 14 แตงไทย 2 ผล 15 ข้าวสวย 2 ถ้วย 16 ขนุน 2 จาน 17 เหล้า 1 ขวด 18 สับปะรด 2 ผล 19 น้ำชา 2 ถ้วย 20 กล้วย 2 หวี 21 น้ำสะอาด 2 แก้ว 22 ผลไม้ 5 ชนิด 2 จาน 23 มะพร้าวอ่อน 1 คู่ 24 พานหมาก พลู บุหรี่ 1 คู่ 25 ขนมต้มแดง 2 จาน **ถ้าขนาดบ้านและศาลพระภูมิเล็ก ก็สามารถใช้สับปะรดเพียง 1 ผลได้แต่จัดแบ่งเป็น 2 จาน *   เครื่องสังเวยสำหรับตั้งศาล ( มังสวิรัติ ) เครื่องประดับตกแต่ง จำนวน 1 มะพร้าวอ่อน 1 คู่ 2 ขนมถ้วยฟู 2 จาน 3 พานหมาก พลู บุหรี่ 1 คู่ 4 ถั่วคั่ว 2 จาน 5 ฟักทอง 2 ผล 6 น้ำสะอาด 2 แก้ว 7 งาคั่ว 2 จาน 8 แตงไทย 2 ผล 9 ข้าวสวย 2 ถ้วย 10 เผือก-มันต้ม 2 จาน 11 ขนุน 2 จาน 12 น้ำชา 2 ถ้วย 13 ขนมต้มแดง 2 จาน 14 สับปะรด 2 ผล 15 นม 2 ถ้วย 16 ขนมต้มขาว 2 จาน 17 สับปะรด 2 ผล 18 เนย 2 ถ้วย 19 ขนมถั่วงา 2 จาน 20 ผลไม้ 5 ชนิด 2 จาน   ผลไม้ที่ห้ามนำถวาย มังคุด มะเฟือง น้อยหน่า ลูกจาก มะตูม ละมุด มะไฟ กระท้อน ลูกพลับ พุทรา ระกำ น้อยโหน่ง ลูกท้อ มะขวิด ลางสาด คนไทยโบราณมีความเชื่อว่าผลไม้ทั้ง 15 ชนิดนี้เป็นอัปมงคล ไม่ควรนำมาถวายเป็นเครื่องสังเวยหน้าศาลพระภูมิเป็นอันขาด
บ้านแพงที่สุดในโลก 10 อันดับ

บ้านแพงที่สุดในโลก 10 อันดับ

บ้านเป็นสถานที่ที่คนเราใช้ชีวิตอยู่กับมันมากที่สุด เพราะเป็นที่พักพิงของเราเอง หลายคนจึงพยายามสร้างบ้านให้ดูดี สะดวกสบายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า สถานที่พักอาศัยของมนุษย์เรานั้นจะหรูหราและมูลค่ามากที่สุดได้มากขนาดไหนกัน วันนี้เราจะพาไปดูบ้าน 10 แห่งทั่วโลก ที่ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารไทม์ (TIME) เมื่อปลายปีที่แล้ว ว่าเป็นบ้านที่แพงที่สุดในโลก พร้อมเปิดเผยชื่อเจ้าของบ้านแต่ละหลังด้วย     อันดับ 10 7 อัปเปอร์ ฟิลลิมอร์ การ์เด้นส์ (7 Upper Phillimore Gardens) ภาพจาก previewchicago.com ที่ตั้ง : กรุงลอนดอน, สหราชอาณาจักร มูลค่า : 4.6 พันล้านบาท รายละเอียด : จากโรงเรียนกลายมาเป็นคฤหาสน์สุดหรูประกอบไปด้วยห้องนอน 10 ห้อง มีสระว่ายน้ำ, ซาวน่า, โรงยิม, โรงภาพยนตร์รวมไปถึงห้องนิรภัยอยู่ชั้นใต้ดิน โดยภายในจะตกแต่งด้วยหิน, ทองคำ และงานศิลปะที่ประเมินค่าไม่ได้ เจ้าของ : โอเลน่า พินชัก (Olena Pinchuk) ลูกสาวของ ลีโอนิด คุชมา (Leonid Kuchma) รองประธานาธิบดียูเครน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ ANTIAIDS และยังเป็นเพื่อนสาวของนักร้อง-นักแต่งเพลงชื่อดังอย่าง เอลตัน จอห์น อีกด้วย อันดับ 9 เคนซิงตัน พาเลซ การ์เด้นส์ (Kensington Palace Gardens) ภาพจาก previewchicago.com ที่ตั้ง : กรุงลอนดอน, สหราชอาณาจักร มูลค่า : 5 พันล้านบาท รายละเอียด : ตั้งอยู่ในย่านมหาเศรษฐีในกรุงลอนดอน บ้านมีแผงยื่นขยายลงไปชั้นใต้ดินกลายเป็นสนามเทนนิส, ศูนย์พยาบาล และพิพิธภัณฑ์รถยนต์ เจ้าของ : โรมัน อับราโมวิช (Roman Abramovich) มหาเศรษฐีน้ำมันชาวรัสเซียและเป็นเจ้าของหลักของบริษัทลงทุนเอกชน บริษัทมิลล์เฮาส์ แคปปิทัล เขาเป็นที่รู้จักของชาติตะวันตกในฐานะเจ้าของสโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกชื่อดังของอังกฤษอย่าง เชลซี ( Chelsea) อันดับ 8 เซเว่น เดอะ พินนาเคิล (Seven The Pinnacle) ภาพจาก vidanaeuropa.com ที่ตั้ง : บิ๊ก สกาย, รัฐมอนแทนา สหรัฐอเมริกา มูลค่า : 5.6 พันล้านบาท รายละเอียด : เป็นทรัพย์สมบัติที่ใหญ่ที่สุดในเยลโลว์สโตนคลับ หรือชุมชนการเล่นกอล์ฟและสกีแบบส่วนตัวสำหรับผู้ที่มั่งมี บ้านประกอบไปด้วยชั้นให้ความร้อน สระว่ายน้ำจำนวนมาก โรงยิมและห้องเก็บไวน์ เจ้าของ : เอ็ดดรา และทิม บลิกซ์เซ็ธ (Edra and Tim Blixseth) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อันดับ 7 ปราสาทเฮิร์สต์ (Hearst Castle) ภาพจาก celebritynetworth.com ที่ตั้ง : ซาน ไซเมียน, รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มูลค่า : 6.9 พันล้านบาท รายละเอียด : ปราสาทหลังโตขนาด 27 ห้องนอน ถูกใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดังอย่างเดอะ ก็อดฟาเธอร์ (The Godfather) เจ้าของ : วิลเลียม แรนดอล์ฟ (William Randolph) ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการดูแลปราสาทหลังนี้ ปัจจุบันกลายเป็นมรดกและสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติแคลิฟอร์เนีย อันดับ 6 เอลลิสัน เอสเตท (Ellison Estate) ภาพจาก wsj.com ที่ตั้ง : วู้ดไซด์, รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มูลค่า : 7.2 พันล้านบาท รายละเอียด : คฤหาสน์ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 23 เอเคอร์ ประกอบไปด้วยตึกถึง 10 ตึก ด้วยกัน เจ้าของ : แลร์รี่ เอลลิสัน (Larry Ellison) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ออราเคิล ผู้ซึ่งถูกขนานนามให้เป็นบุคคลที่รวยเป็นอันดับ 3 ของโลก ในปี 2013 (พ.ศ. 2556) อันดับ 5 18-19 เคนซิงตัน พาเลซ การ์เด้นส์ (18-19 Kensington Palace Gardens) ภาพจาก commons.wikimedia ที่ตั้ง : กรุงลอนดอน, สหราชอาณาจักร มูลค่า : 8 พันล้านบาท รายละเอียด : เป็นอีกหนึ่งทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในย่านมหาเศรษฐีในกรุงลอนดอน คฤหาสน์หลังนี้ตั้งอยู่ติดกับพระราชวังของเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคท โดยจะประกอบไปด้วย 12 ห้องนอน ห้องน้ำสไตล์เตอร์กิช สระว่ายน้ำกลางแจ้ง และที่จอดรถสำหรับ 20 คัน เจ้าของ : ลักษมี มิตตัล (Lakshmi Mittal) ประธานใหญ่แห่ง Arcelor Mittal บริษัทชั้นนำทางด้านอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กครบวงจร และยังเป็น 1 ใน 100 บุคคลที่รวยที่สุดในประเทศอินเดียอีกด้วย อันดับ 4 โฟร์ แฟร์ฟิลด์ พอนด์ (Four Fairfield Pond) ภาพจาก celebritynetworth.com ที่ตั้ง : ซากาโปแน็ก, นครนิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา มูลค่า : 9 พันล้านบาท รายละเอียด : คฤหาสน์หลังโตตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 63 เอเคอร์ ที่มีโรงงานผลิตไฟฟ้าเป็นของตัวเอง ภายในตัวคฤหาสน์ประกอบไปด้วย 29 ห้องนอน, 39 ห้องน้ำ, สนามบาสเกตบอล, ลานโยนโบว์ลิ่ง, สนามสควอช, สนามเทนนิส, สระว่ายน้ำ 3 แห่ง และโต๊ะทานอาหารที่มีความยาวกว่า 28 เมตร เจ้าของ : อิรา เรนเนิร์ท (Ira Rennert) เจ้าของกิจการเรนโค้ กรุ๊ป บริษัทผู้ลงทุนในเครือผู้ผลิตรถยนต์และการหลอม และยังรวมไปถึงโลหะและเหมืองแร่อีกด้วย อันดับ 3 วิลล่า ลีโอโพลดา (Villa Leopolda) ภาพจาก celebritynetworth.com ที่ตั้ง : โกตดาซูร์, ชายฝั่งทะเลทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส มูลค่า : 2.7 หมื่นล้านบาท รายละเอียด : คฤหาสน์หลังมโหฬารตั้งอยู่บนพื้นที่ 50 เอเคอร์ ได้รับการขนานนามว่าเป็นสีเขียวเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่มีทั้งสระว่ายน้ำและบ้านสระว่ายน้ำ, ห้องครัวกลางแจ้ง, ลานจอดเฮลิคอปเตอร์และเกสต์เฮ้าส์ขนาดใหญ่ซึ่งใหญ่กว่าคฤหาสน์ของเศรษฐีส่วนใหญ่ซะอีก และคฤหาสน์หลังนี้ยังถูกใช้เป็นฉากในการถ่ายทำภาพยนตร์สุดคลาสสิกชื่อดังอย่าง ฮิตช์ค็อก (Hitchcock) ในปี 1955 (พ.ศ 2498) เจ้าของ : ลิลลี่ ซาฟรา (Lily Safra) นักสังคมสงเคราะห์ชาวบราซิล และยังเป็นแม่หม้าย อดีตภรรยาของวิลเลี่ยม วาฟรา นายธนาคารชาวเลบานอน ซึ่งเสียชีวิตภายในบ้านของคู่รักคู่หนึ่งหลังจากถูกลอบวางเพลิง อันดับ 2 แอนทิเลีย (Antilia) ภาพจาก india.com ที่ตั้ง : นครมุมไบ, ประเทศอินเดีย มูลค่า : 3.6 หมื่นล้านบาท รายละเอียด : บ้านพักส่วนตัวสมัยใหม่ของมหาเศรษฐีชาวมุมไบ เป็นทรงตึก 27 ชั้น บนพื้นที่ประมาณ 122 ตารางเมตร มีที่จอดรถชั้นใต้ดินถึง 6 ชั้น และมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ 3 ลาน โดยมีพนักงานรับใช้ประจำการอยู่ทั้งสิ้นกว่า 600 คนเลยทีเดียว เจ้าของ : มูเกช อัมบานี (Mukesh Ambani) บุคคลที่ได้ชื่อว่ารวยที่สุดและเป็นนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอินเดีย เขามีทรัพย์สินส่วนตัวมูลค่าประมาณ 856,400 ล้านบาท นอกจากนี้เขามีรายได้จากการเป็นเจ้าของบริษัทความเชื่อมั่นด้านอุตสาหกรรม บริษัทพลังงานและวัสดุ อันดับ 1 พระราชวังบักกิงแฮม (Buckingham Palace) ภาพจาก wikipedia ที่ตั้ง : กรุงดอนดอน, สหราชอาณาจักร มูลค่า : 5.6 หมื่นล้านบาท รายละเอียด : แม้ตามหลังโครงสร้างแล้วจะถือว่าเป็นบ้าน แต่แน่นอนว่าไม่ใช่สำหรับขาย เนื่องจากเป็นพระราชวังซึ่งเป็นที่ประทับของราชินีของอังกฤษ โดยประกอบไปด้วยห้องหับทั้งหมด 775 ห้อง แบ่งเป็นห้องรับรอง 19 ห้อง, ห้องนอน 52 ห้อง, ห้องพนักงาน 188 ห้อง, ห้องสำนักงาน 82 ห้อง และห้องน้ำอีก 78 ห้อง เจ้าของ : พระราชวังบักกิงแฮมเป็นที่ประทับเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษ ปัจจุบันเป็นของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ประธานเครือจักรภพและผู้ปกครองสูงสุดแห่งคริสตจักรแห่งอังกฤษ ตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495   ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพประกอบจาก Kapook.com
เลือกทำเลเปิดร้าน ทำธุรกิจอย่างไรดี

เลือกทำเลเปิดร้าน ทำธุรกิจอย่างไรดี

การจะลงมือทำธุรกิจ เปิดร้านค้าอะไรสักอย่าง ทำเลนับเป็นปัจจัยต้นๆ เลยทีเดียวที่เราต้องคำนึงถึง เพราะหากไม่คิดถึงทำเล จะกลายเป็นการทำ(ทิ้งทะ)เล ประมาณว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำนะครับ     1.ทำเลกลุ่มลูกค้าต้องมีคนเดินผ่านทั้งหน้า และหลัง   ควรที่จะมองเห็นได้ในหลายมุม เพราะจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายได้มากยิ่งขึ้น   2.ทำเลดีโบราณว่า ควรหลีกเลี่ยงทางสามแพร่ง    เพราะเนื่องจากทางฮวงจุ้ยแล้วถือว่าไม่ดีไม่เป็นมงคลจะทำให้ค้าขายไม่ดี   3.ทำเลดีไม่เปิดร้านโดดเดี่ยว ควรมีร้านค้าอื่นๆ ตั้งอยู่ในบริเวณนั้นด้วย    เป็นแหล่งที่ผู้คนเขาไปจับจ่ายซื้อของ ไม่ใช่เป็นร้านเดี่ยวๆ  ยิ่งเป็นแหล่งชุมชน เศรษฐกิจจะยิ่งดีมากยิ่งขึ้น เพราะผู้คนตั้งใจเข้ามาจับจ่ายใช้เงิน   4.ทำเลดีสามารถขยายพื้นที่ได้ในอนาคต   ต้องมองว่าธุรกิจมีโอกาสเติบโต เมื่อโตแล้วต้องขยายได้ หากพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยก็จะทำให้การขยายเป็นไปได้วยความยากลำบาก   5.ทำเลดีต้องมีที่จอดรถ หรือ คมนาคมสะดวก   เป็นเรื่องใหญ่มาก หากลูกค้ามาแล้วไม่มีที่จอดรถ หรือเดินทางมาด้วยความยากลำบาก จุดนี้เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงในอันดับต้นๆ   6.ทำเลดีต้องมีลูกค้า หรือ กลุ่มเป้าหมาย   ต้องรู้ว่าลูกค้าเราเป็นใคร เช่น ร้านกาแฟควรเปิดใกล้ออฟฟิศ อุปกรณ์การเรียนควรเปิดใกล้โรงเรียน มหาวิทยาลัย แต่ถ้าเป็นเครื่องสังฆภัณฑ์ ก็ควรอยู่ใกล้วัด เป็นต้น   7.ทำเลดี ต้องมีเงินทุน   ถ้าอยากได้ทำเลดีๆ ก็ต้องช้เงินเพื่อซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่กล่าวมา หากไม่มีทุนหรือกำลังทรัพย์มากพอ ก็ต้องขยับโซนออกไปย่านชานเมืองหน่อย แต่โอกาสในการสร้างรายได้ก็จะน้อยลง   8.ทำเลไม่ดีอย่าลืมใช้เทคโนโลยี การตลาดออนไลน์   หากเราอยู่ในจุดที่เสียเปรียบเรื่องทำเล ก็ไม่ใช่ว่าจะแย่ไปทั้งหมดนะครับ ลองนำการตลาดออนไลน์มาแทนทำเลที่ไม่สู้ดีนัก ถ้าทำดี ทำเลก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปนะครับ   8 แนวทางเบื้องต้นในการเลือกทำเลครับ แต่ใช่ว่าทำเลดีแล้วจะทำให้ธุรกิจจะรุ่งนะครับ ยังมีอีกหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินค้า การบริหารจัดการ คู่แข่งฯ ที่เราต้องเรียนรู้และพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้ธุรกิจเราสามารถเดินหน้าสร้างกำไรได้อย่างไรก็แล้วแต่ครับ “ทำเลดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” อย่างแน่นอนครับ   ขอบคุณแหล่งที่มา : https://taokaemai.com/how-to-select-location-for-business/   ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com
Vertical House บ้านเดี่ยวทำเลคอนโด

Vertical House บ้านเดี่ยวทำเลคอนโด

ทุกวันนี้ทำเลโครงการบ้านเดี่ยวอยู่ห่างออกไปไกลจากตัวเมืองไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ หลายโครงการต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นหลักเวลาเดินทางเข้า-ออก เพราะเรื่องของที่ดินที่ต้องมีพื้นที่ใหญ่มากพอที่จะสามารถนำมาพัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยวนั้นนับวันก็ยิ่งหายากกันเหลือเกินโดยเฉพาะทำเลกลางเมือง แต่ทุกวันนี้ยังมีโครงการบ้านเดี่ยวแบบที่เรียกกันว่า Vertical House เป็นโครงการที่สามารถตอบโจทย์ได้ดีทั้งเรื่องทำเล และยังเหมาะสำหรับคนที่ชอบอยู่บ้านเดี่ยวได้พื้นที่ใช้สอยเยอะๆ ด้วยค่ะ   Vertical House เป็นคำนิยามสำหรับบ้านเดี่ยวในลักษณะทรงสูงขึ้นไป เพราะอยู่ในที่ดินขนาดจำกัด จึงต้องขยายพื้นที่ใช้สอยด้วยการเพิ่มพื้นที่ในแนวสูงแทน ซึ่งโครงการประเภทนี้ในบ้านเรามักจะตั้งอยู่ในทำเลย่านกลางเมืองที่มีราคาที่ดินสูงทีเดียว และยังมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดจึงทำให้ต้องพัฒนาเป็นโครงการระดับลักชัวรี่ขึ้นไป โดยจะเห็นได้จากโครงการที่เรายกตัวอย่างมาให้ดูกันในบทความนี้ค่ะ   D8 จากบริษัท เดวา เรียลเอสเตท เดวา เรียลเอสเตท เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์น้องใหม่ที่ประเดิมโครงการแรกด้วยโครงการระดับ "Luxury Vertical House" ชื่อโครงการ D8 เป็นบ้านเดี่ยว 5 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 700 ตร.ม. 4 ห้องนอน 9 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 6 คัน มีทั้งลิฟท์, สระว่ายน้ำ และสวนย่อมส่วนตัวในบ้าน ทั้งหมด 6 ยูนิต ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 88 ติดกับทางพิเศษฉลองรัช ซึ่งมีการออกแบบมาสำหรับครอบครัวใหญ่ทั้ง 3 เจนเนอเรชั่น ให้ทุกคนในครอบครัวได้อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว ราคาประมาณ 39.9 ล้านบาท   LEROY Ruamrudee จากฮาบิแททกรุ๊ป ปกติแล้วฮาบิแททกรุ๊ปคือ Developer ที่พัฒนาโครงการอยู่ในพัทยา แต่ในปีนี้เป็นครั้งแรกที่มาชิมลางลงโครงการในกรุงเทพฯ กันบ้าง เริ่มด้วยโครงการบนทำเลสุดพรีเมี่ยมภายในซอยร่วมฤดี อย่าง LEROY Ruamrudee บ้านเดี่ยว 7 ชั้น 6 ห้องนอน ทั้งหมด 2 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยกว่า 2,160 ตร.ม. ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 108 ล้านบาท   zilhouette ทองหล่อ 25  จากบริษัทเปี่ยมสุข พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บ้านเดี่ยว 7 ชั้น ทั้งหมด 3 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 608 ตร.ม. 4-5 ห้องนอน 7-8 ห้องน้ำ จอดรถได้ 4-6 คัน ตัวอาคารล้อมรอบด้วยกระจก เน้นความโปร่งโล่ง สไตล์ Sophisticated Modern Luxury เน้นความเรียบหรู โมเดิร์น ใส่นวัตกรรมต่างๆ ลงไปมากมาย ที่ตั้งอยู่ซอยทองหล่อ 25 ราคาประมาณ 70 ล้านบาท   Arna Ekamai จากบริษัทดีเวล แกรนด์แอสเสท จำกัด บ้านเดี่ยว 3-4 ชั้น ทั้งหมด 11 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 390 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ จอดรถได้ 3-4 คัน โครงการตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 65 ซึ่งสามารถทะลุออกไปยังเอกมัยและซอยสุขุมวิท 71 ได้ ตัวอาคารออกแบบสไตล์โมเดิร์นเล่นกับแสงเงา ให้ได้รับแสงธรรมชาติ และความเป็นส่วนตัวมากที่สุด ราคาเริ่มต้น 32 ล้านบาท   เราจะสังเกตได้ว่า โครงการสไตล์ Vertical House มักจะถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่ สามารถอยู่อาศัยได้อย่างสะดวกสบายในทุกช่วงวัยของครอบครัว ตามมาด้วยที่จอดรถไม่ต่ำกว่า 3 คัน ซึ่งดูสมเหตุสมผลกับการอาศัยอยู่กันหลายคน โดยแต่ละยูนิตจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมาให้ในบ้านของตัวเองเลย เช่น ลิฟท์โดยสาร, สวนสีเขียว, สระว่ายน้ำ และห้องนอนก็มีห้องน้ำในตัวมาให้ทุกห้อง รวมถึงห้องนอน ห้องน้ำสำหรับแม่บ้านโดยเฉพาะจึงไม่จำเป็นจะต้องมีพื้นที่ส่วนกลางเหมือนโครงการบ้านเดี่ยวทั่วไป มาพร้อมดีไซน์อันเรียบง่ายสไตล์โมเดิร์น โดดเด่นที่ฟังก์ชั่นครบครัน   แม้ว่าโครงการลักษณะนี้จะยังถือว่ามีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับคอนโดมิเนียมในทำเล และราคาใน Segment เดียวกัน แต่เชื่อค่ะว่าจะทยอยเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ เพราะสามารถตอบโจทย์ได้ดีทั้งเรื่องของพื้นที่ใช้สอย ฟังก์ชั่น พื้นที่จอดรถ ความเป็นส่วนตัว และทำเล เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนกระเป๋าหนักค่ะ
บ้านและที่ดิน กับทำเลต้องห้าม ที่ไม่ควรลงทุน

บ้านและที่ดิน กับทำเลต้องห้าม ที่ไม่ควรลงทุน

1.ทำเลบ้านไม่ควรอยู่บนทางสามแพร่ง  ตามความเชื่อของคนโบราณทั้งไทยและจีน ถือเป็นทำเลอันตรายและอัปมงคลที่นักลงทุนควรหลีกเลี่ยง   2.ไม่ควรอยู่ตรงข้ามกับวัด ศาลเจ้าหรือสถานที่ไม่เป็นมงคล  ทำเลเหล่านี้ไม่เป็นที่นิยมเพราะเชื่อกันว่าการอยู่ใกล้วัดและศาลเจ้าทำมาค้าขายไม่รุ่งเรือง เนื่องจากวัดมีงานศพอยู่บ่อยๆ เช่นเดียวกับศาลเจ้าที่มักมีเสียงดังอึกทึก หรือทำเลที่อยู่ติดกับสถานที่ไม่เป็นมงคล เช่น ป่าช้า หรือสุสาน ซึ่งมีปัญหาด้านวิวทิวทัศน์ ทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ น่ากลัว   3.ไม่ควรอยู่ติดกับโรงแรมม่านรูดหรือสถานอาบอบนวด  เชื่อกันว่าเป็นทำเลอโคจร ทำให้ผู้อยู่อาศัยขาดความสงบสุข   4.ไม่ควรเป็นที่ดินที่ถูกน้ำเซาะ หรือใกล้ตลิ่ง  ที่ดินติดน้ำลักษณะนี้มีโอกาสพังทลายและสูญหายได้ นอกจากนั้นอาจมีผลทำให้ผู้อยู่อาศัยหรือผู้ใช้ประโยชน์บนที่ดินมีอันตรายได้   5.ไม่ควรเลือกที่ดินที่มีรูปร่างผิดปกติหรือมีลักษณะไม่ดี  เช่น เป็นที่สามเหลี่ยมชายธง ที่ดินที่มีด้านหน้าแคบและมีส่วนลึกมาก หรือที่ดินที่มีรูปทรงผิดปกติในรูปลักษณ์ต่างๆ   6.ไม่อยู่ใกล้สิ่งรบกวนซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียง  เช่น ทางขึ้นลงของเครื่องบิน หรือทางรถไฟ เพราะการศึกษาพบว่าเสียงดังมากๆ และดังเป็นประจำจะรบกวนความสามารถในการคิดของคนเรา และยังรบกวนการพักผ่อนนอนหลับซึ่งมีผลต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย   7.ไม่เป็นที่ดินที่เป็นบ่อเลี้ยงปลามาก่อน เป็นทำเลที่ถมแล้วไม่แน่นดินพรุ ทำให้มีปัญหาดินขาดความมั่นคงได้ในอนาคต   8.ทำเลไม่อยู่ในแนวเวนคืน  ทำเลในลักษณะนี้มีโอกาสถูกทางราชการมาเวนคืนหรือยึดคืนได้ตลอด   9.ไม่ควรปลูกบ้านหรือซื้อที่ดินที่มีทำเลอยู่ติดกับโรงพยาบาล  ทำเลลักษณะนี้อยู่แล้วจะขาดความสุขกายสบายใจ เนื่องจากจะพบเห็นผู้ป่วยหรือคนเจ็บเข้าออกโรงพยาบาลอยู่ตลอดเวลา   10.ไม่อยู่ในทำเลที่มีบ้านประกาศขายติดกันหลายหลัง  ถือเป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีว่าทำเลบริเวณนั้นไม่น่าอยู่ หรือมีปัญหาอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ เช่น เคยเกิดเหตุหรือสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน   11.ไม่ควรอยู่ติดหรืออยู่ใกล้กับเพื่อนบ้านที่ไม่ควรอยู่ใกล้  เช่น ร้านขายโลงศพ ร้านซ่อมรถ ร้านขายสัตว์ปีก ร้านทำประตูเหล็กดัดและมุ้งลวด เพราะทำเลเหล่านี้มักมีปัญหาเรื่องมลภาวะด้านต่างๆ ตามมา   การเลือกซื้อบ้านและที่ดินไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยหรือเพื่อการลงทุน ควรเลือกทำเลที่มีข้อเสียน้อยที่สุดและพยายามหลีกเลี่ยงทำเลต้องห้ามทั้งหมด ดังนั้นในการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านและที่ดินจึงต้องใช้เวลาและพิจารณาทุกรายละเอียดอย่างรอบคอบเพื่อให้ได้ประโยชน์และคุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด   ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.landinvestingthai.com/ทำเลไม่ดี/ ภาพประกอบ : https://pixabay.com
7 เคล็ดลับการเลือกตึกแถวเพื่อการลงทุน

7 เคล็ดลับการเลือกตึกแถวเพื่อการลงทุน

1.เลือกลงทุนในตึกแถวที่ตั้งอยู่ในทำเลที่มีคนสัญจรอย่างพลุกพล่าน เนื่องจากตึกแถวที่มีกลุ่มคนเดินผ่านหรือสัญจรผ่านหน้าร้านเป็นจำนวนมาก คือกลุ่มคนที่มีโอกาสกลายมาเป็นผู้อยู่อาศัยในตึกแถว หรือ กลายมาเป็นลูกค้าของกิจการต่างๆ ในตึกแถวหลังนั้นได้ในอนาคต   2.เลือกลงทุนในตึกแถวห้องริมสุด เพราะเป็นบริเวณที่น่าลงทุนมากกว่าตึกแถวห้องกลาง เนื่องจากสามารถเปิดหน้าร้านได้ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง ทำให้มีพื้นที่ใช้ประโยชน์ได้มากกว่า สามารถเพิ่มมูลค่าให้ สูงขึ้นได้ และนักลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นทั้งในลักษณะซื้อมาขายไปหรือการลงทุนใน ลักษณะปล่อยเช่า   3.ต้องลงทุนในตึกแถวที่สามารถหาที่จอดรถได้สะดวก เพราะที่จอดรถเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกิดความคล่องตัว ทั้งในแง่ของการอยู่อาศัยและการลงทุนทำธุรกิจ   4.ตรวจสอบโครงสร้างและสภาพตึกเพื่อประเมินราคาก่อนลงทุนเสมอ เนื่องจากมูลค่าของตึกจะมาจากสิ่งปลูกสร้างเป็นสำคัญ ส่วนที่ดินมักเป็นมูลค่าส่วนน้อย การตรวจสอบวัดพื้นที่และตรวจสอบสภาพตึกช่วยให้สามารถประมาณการราคาของตึกแถวได้อย่างถูกต้องเหมาะสมสำหรับการลงทุน   5.เลือกลงทุนในตึกแถวที่มองจากถนนได้อย่างเด่นชัด ซึ่งสามารถสร้างป้ายโฆษณาบนดาดฟ้าให้เช่าได้ ลักษณะตึกแถวประเภทนี้ช่วยเพิ่มมูลค่าตึกแถวให้กับนักลงทุนได้มาก เพราะสามารถเก็บค่าเช่าป้ายโฆษณาได้มากกว่าค่าเช่าบ้านหลายเท่าตัว   6.ลงทุนในตึกแถวที่มีทำเลถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย เช่น เป็นตึกแถวที่อยู่ในซอยซึ่งต้องตั้งอยู่ในฝั่งที่มีรถยนต์วิ่งเข้า หรือเป็นตึกแถวที่ถนนโอบรอบ ลักษณะของตึกแถวประเภทนี้มักได้รับความสนใจทั้งจากผู้ซื้อและผู้เช่า   7.ลงทุนซื้อตึกแถวเป็นห้องคู่ การเลือกตึกแถวแบบห้องคู่ดีกว่าตึกแถวห้องเดี่ยว เพราะมีความยืดหยุ่นในการใช้ประโยชน์ได้มากกว่า เนื่องจากธุรกิจทั่วไปนิยมเปิดธุรกิจในตึกแถวสองห้องมากกว่าห้องเดี่ยว   อย่างไรก็ดีการลงทุนตึกแถวให้ประสบความสำเร็จ ต้องมีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนเป็นอย่างดี  เพราะนอกจากการวิเคราะห์และวางแผนในการลงทุนแล้วที่ต้องทำอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว ยังต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์เข้ามาใช้ในเวลาเดียวกันด้วย   ขอบคุณแหล่งที่มา www.landinvestingthai.com/การเลือกตึกแถว/ ภาพประกอบจาก https://pixabay.com https://www.pexels.com
คนมีบ้าน-คอนโดเตรียมตัว ค่าส่วนกลางจะขึ้นราคา!

คนมีบ้าน-คอนโดเตรียมตัว ค่าส่วนกลางจะขึ้นราคา!

บทความนี้เราจะมาว่ากันด้วยเรื่องค่าส่วนกลางค่ะซึ่งงค่าส่วนกลางนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าใครที่ซื้อที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม-ทาวน์โฮม-บ้านเดี่ยวกับโครงการต่างๆ ก็จะต้องเสียค่าส่วนกลางล่วงหน้ากันส่วนใหญ่ประมาณ 1-2 ปี ตั้งแต่วันโอนกรรมสิทธิ์กันเลย โดยมีการคิดเป็นบาท/ตร.ม. หรือบาท/ตร.ว. เพื่อนำไปดูแลทรัพย์ส่วนกลาง ภายในโครงการ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีต้นทุนอยู่ และหากต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นแน่นอนว่าค่าส่วนกลางก็จะถูกขึ้นราคาตามไปด้วย   ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนค่ะว่า ค่าส่วนกลางที่เราจ่ายไปนั้นจะถูกนำไปบริหารจัดการโดยนิติบุคคล ของโครงการ ซึ่งเงินก้อนนี้จะถูกนำมาดูแลส่วนกลางทั้งหมด เช่น ค่าซ่อมบำรุงลิฟต์ ค่าพนักงานรักษาความปลอดภัย ค่าแม่บ้านทำความสะอาด ค่าดูแลสวน สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคส่วนกลางต่างๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ก็ย่อมมีต้นทุนอย่างที่เกริ่นกันไปแล้วใช่ไหมคะ ซึ่งสิ่งสำคัญที่เรากำลังจะมาบอกถึงสาเหตุของการขึ้นราคา ค่าส่วนกลางในอนาคตนั้นหลักๆ แล้วก็เป็นผลพวงมาจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นจากเดิมในกรุงเทพฯ วันละ 300 บาท เป็นวันละ 325 บาท ซึ่งมีผลมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ฉะนั้นค่าจ้างพนักงานนิติบุคคล ค่าจ้างรปภ. ค่าจ้างแม่บ้านก็จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงส่วนกลางที่แต่ละโครงการต่างก็แข่งขันกันทำให้สวยยิ่งขึ้น มีพื้นที่เพิ่มขึ้น ตรงนี้ก็กลายเป็นว่าต้องมีต้นทุนในการดูแลรักษากันมากขึ้นตามไปด้วย หลาย Developer จึงผลักต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ประมาณ 1-2% ไปที่ค่าส่วนกลาง โดยจะเริ่มมีผลกันตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป   สุดท้ายอาจมีคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วแบบนี้ไม่จ่ายค่าส่วนกลางได้ไหม ซึ่งเราขอแนะนำว่าจ่ายเถอะค่ะ แม้ว่าราคาต่อปีจะอยู่ที่หลายหมื่นบาทก็ตาม เพราะค่าใช้จ่ายนี้ก็นำไปปรับปรุงให้โครงการที่เราอยู่นั้นมีสภาพแวดล้อมสวยงามอยู่เสมอ ดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกให้ รวมถึงยังช่วยเรื่องความปลอดภัยของเราด้วย ซึ่งการอาศัยอยู่ร่วมกันก็ต้องทำตามกฎเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่งผลให้บ้านของเราน่าอยู่อาศัยไปด้วย เพราะหากลูกบ้านไม่จ่ายค่าส่วนกลางก็จะมีการกำหนดโทษปรับ ไปจนถึงฟ้องศาลได้ตามกฎหมาย
อนาคตที่อยู่อาศัยวัยเกษียณ ไม่ใช่แค่บ้านผู้สูงอายุ

อนาคตที่อยู่อาศัยวัยเกษียณ ไม่ใช่แค่บ้านผู้สูงอายุ

ที่ผ่านมาเราได้ยินคำว่า “สังคมผู้สูงอายุ” กันมาพักใหญ่ จนในปี 2561 นี้ประเทศไทยก็ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกันอัตราการเกิดใหม่ก็น้อยลงทุกปี สิ่งที่จะตามมาไม่เพียงแค่เรื่องของแรงงานวัยทำงานลดลงแล้วไปกระทบต่อ ภาพรวมเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เรื่องที่อยู่อาศัยก็สำคัญเช่นกัน เพราะฉะนั้นทุกวันนี้เราจึงเห็นโครงการที่อยู่อาศัย สำหรับวัยเกษียณเพิ่มมากขึ้นจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต่างก็มองเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ โดยจะน่าสนใจอย่างไร ลองมาดูกันค่ะ   หลักเกณฑ์จากสหประชาชาติระบุว่า หากประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 10 ของประเทศก็ถือว่า ประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ซึ่งในประเทศไทยในปัจจุบันมีประชากรวัยเกษียณร้อยละ 14.5 โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นปีละอีก 500,000 คน/ปี(ข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล) เรื่องนี้หลายภาคส่วนก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญไม่น้อยค่ะ จะเห็นได้จากหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นเพื่อผู้สูงอายุมากขึ้น เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ, โครงการบ้านที่เริ่มมีห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุ, การจัดอบรมให้ความรู้ต่างๆ, สถาบันการเงิน อย่างธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออกสินเชื่อบุพเพสันนิวาส ผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปสามารถยื่นกู้สินเชื่อ เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ซื้อที่ดิน ปลูกสร้าง ซื้ออุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย โดยสามารถผ่อนชำระได้ถึงอายุ 75 ปี ดอกเบี้ย 3.99% คงที่ 10 ปี เป็นต้น ในส่วนของที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่ผ่านมาเราจะชินกับคำว่าบ้านพักคนชรากันเสียมากกว่า แม้จะเป็นอีก หนึ่งทางเลือก ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่าสภาพแวดล้อมไม่ดีเท่าไรนักและไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเท่าที่ควร จึงไม่เป็นที่สนใจกันสักเท่าไรนัก แต่ปัจจุบันนี้เราคงต้องเปลี่ยนความคิดกันใหม่แล้วล่ะค่ะ เพราะหลายโครงการ ที่อยู่อาศัยใหม่ๆ สำหรับผู้สูงอายุน่าสนใจไม่แพ้คอนโดมิเนียมหรือบ้านจัดสรรยุคนี้เลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่ศูนย์พัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและส่งเสริมอาชีพระดับตำบล กระจายอยู่ 778 แห่งทั่วประเทศและกำลังจะมีการขยายเพิ่มอีก 400 แห่งภายในปีนี้เพื่อให้ผู้สูงอายุได้อยู่อาศัยไม่ไกลจากถิ่นที่อยู่เดิมมากนักจะมีการจัดกิจกรรมหลากหลายสำหรับฝึกสมอง ฝึกอาชีพ อีกทั้งในอนาคตก็จะมีโครงการฝากผู้สูงอายุไว้ที่ศูนย์ช่วงกลางวัน ลูกหลานจะได้หมดห่วงเวลาทำงานแล้ว ผู้สูงอายุจะต้องอยู่บ้านคนเดียว ช่วงเย็นก็สามารถไปรับกลับบ้านได้ ทางด้านสถานสงเคราะห์คนชราในปัจจุบันที่เดิมอยู่ในการดูแลของกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ได้ทำการโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลต่อแล้วบางส่วน โดยมีโครงการพัฒนา ยกระดับจากสถานสงเคราะห์สู่ “ซีเนียร์คอมเพล็กซ์” แบบครบวงจร มีการควบคุมสถานที่ มีพยาบาลดูแลตลอด 24 ชม. ตลอดจนการดูแลผู้สูงอายุให้ได้ตามมาตรฐานที่ดี ตามที่ทางภาครัฐทำการศึกษาไว้จะออกมาในลักษณะ เป็นห้องชุดในอาคาร 5 ชั้น ซึ่งกำลังจะเปิดภาคเอกชนเข้ามาลงทุนภายในปีนี้   ส่วนภาคเอกชนก็มีทั้งโครงการสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ เช่น โครงการ Jin Wellbeing County จ.ปทุมธานี, โครงการวิลล่ามีสุข เรสซิเดนท์เซส อ.สันทราย จ.เชียงใหม่, โครงการเวลเนสซิตี้ บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ซึ่งโครงการลักษณะนี้จะเน้นทำเลที่ใกล้กับโรงพยาบาล มีบรรยาการภายในโครงการปลอดโปร่งใกล้ชิดธรรมชาติ มีเจ้าหน้าที่ดูแลตลอดเวลา และโครงการที่อยู่อาศัยทั่วไปที่มีการออกแบบมาเพื่ออยู่กับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุอยู่ด้วย โดยใส่สิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น เช่น ห้องนอนชั้นล่างของบ้าน, ราวจับในห้องน้ำ, ปูพื้นด้วยกระเบื้องชนิดกันลื่น เป็นต้น   น่าชื่นใจนะคะที่สังคมหันมาให้ความสำคัญกันมากขึ้นหลังจากมองข้ามกันมานานพอสมควร หากเรามีมาตรการรองรับ ที่ดีเรื่องสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทยก็จะไม่ใช่ปัญหาตามมาภายหลัง    
5 เทคนิค เพิ่มโอกาสอนุมัติรีไฟแนนซ์บ้าน/คอนโด

5 เทคนิค เพิ่มโอกาสอนุมัติรีไฟแนนซ์บ้าน/คอนโด

สำหรับคนที่เคยกู้สินเชื่อบ้านหรือคอนโดจากธนาคารมาก่อน คงรู้กันดีธนาคารมีสิทธิ์ตอบรับหรือปฏิเสธการขอสินเชื่อ ถ้าเลือกได้เราก็คงอยากเป็นคนที่ได้รับการอนุมัติ คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้มีโอกาสเตรียมตัวก่อนจะถึงเวลารีไฟแนนซ์ เพื่อเพิ่มโอกาสการอนุมัติเวลาเราไปขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน/รีไฟแนนซ์คอนโดกับธนาคาร เทคนิคที่ 1 ชำระหนี้ให้ตรงตามกำหนด เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี ทุกครั้งที่มีการขอสินเชื่อ เจ้าหน้าที่ของธนาคารที่จะไปตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ของเราจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ซึ่งเก็บรวบรวมประวัติการขอสินเชื่อและประวัติการชำระหนี้ของเราไว้ เพื่อเอามาประเมินว่าเรามีนิสัยการชำระหนี้เป็นอย่างไร (ทั้งหนี้บ้าน หนี้รถยนต์ หนี้บัตรเครดิต) ทางที่ดีคือไม่ควรมีการชำระล่าช้า เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี ก็จะทำให้มีโอกาสได้รับการอนุมัติมากขึ้นครับ เทคนิคที่ 2 ปิดบัตรเครดิตที่ไม่ได้ใช้ หลายคนอาจยังไม่รู้จักคำว่า “ความสามารถในการก่อหนี้” ซึ่งดูง่ายๆ จากวงเงินสินเชื่อที่เราสามารถทำการเบิกกู้ได้ ถ้าจะให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ บัตรเครดิตนี่แหละครับ สมมติเราเงินเดือน 50,000 บาท แต่มีบัตรเครดิต 3 ใบ วงเงินใบละ 200,000 บาท ถ้าวันดีคืนดี เราดันไปรูดจนเต็มวงเงินทุกใบ กลายเป็นว่ามีหนี้ 600,000 บาททันที แบบนี้ธนาคารก็อาจมองว่าจะเอาเงินที่ไหนมาผ่อนบ้าน จึงเป็นที่มาของคำแนะนำในข้อนี้ว่าถ้าหากมีบัตรเครดิตหลายใบ และมีใบที่ไม่ได้ใช้จริงๆ ก็ปิดไปดีกว่าครับ เทคนิคที่ 3 เดินบัญชีธนาคาร (Statement) อย่างสม่ำเสมอ หนึ่งในรายการเอกสารที่ทุกธนาคารขอเวลาเรายื่นใบสมัครรีไฟแนนซ์บ้าน/รีไฟแนนซ์คอนโด ก็คือรายการเดินบัญชีย้อนหลัง เพื่อนำมาดูว่าเรามีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอหรือไม่ และแต่ละเดือนมีเงินเข้า/ออกอย่างไรบ้าง ซึ่งก็แล้วแต่ธนาคารว่าจะดูย้อนหลังกี่เดือน บางธนาคารก็ 6 เดือน หรือบางธนาคารอาจขอดูยาวถึง 2 ปีเลยก็มี เทคนิคที่ 4 สลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองเงินเดือน บางคนอาจเคยได้ยินว่า สลิปเงินเดือนต้องใช้สลิปคาร์บอนเท่านั้น แต่หลายๆบริษัทสมัยนี้ไม่ใช้กระดาษคาร์บอนในการพิมพ์สลิปเงินเดือนแล้ว จึงสงสัยกันว่าถ้าสลิปเงินเดือนไม่ใช่กระดาษคาร์บอน จะกู้ผ่านไหม ก็ขอตอบกันตรงนี้ให้หายข้อข้องใจเลยแล้วกันครับว่า “ได้เหมือนกัน” เพียงแต่สลิปคาร์บอนจะดูน่าเชื่อถือกว่าเล็กน้อยเท่านั้นเอง แต่เราก็สามารถขอใบรับรองเงินเดือนจากบริษัทมาประกอบ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือได้เช่นกันครับ เทคนิคที่ 5 ลายเซ็นต้องเหมือนกันทุกแผ่น คุณรู้หรือไม่ว่าเอกสารทุกใบที่ส่งไปธนาคารจะพูดตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่ได้เป็นมิจฉาชีพมาแอบอ้างขอสินเชื่อ ดังนั้นการเซ็นรับรองในเอกสารทุกใบควรเซ็นให้เหมือนกัน เพราะแต่ละวันมีเอกสารจำนวนมากถูกปฏิเสธเพราะลายเซ็นไม่ตรงกัน ทำให้ต้องเสียเวลาไปเซ็นใหม่อีกรอบ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.refinn.com/เพิ่มโอกาสอนุมัติรีไฟแนนซ์บ้าน
5 ทำเลเลี่ยงได้ให้เลี่ยงเมื่อซื้อคอนโด

5 ทำเลเลี่ยงได้ให้เลี่ยงเมื่อซื้อคอนโด

การเลือกที่อยู่อาศัยก็เหมือนเลือกทำเลให้กับร้านค้า หากได้พักอาศัยในทำเลที่ดีก็จะช่วยให้คุณสะดวกสบายและช่วยให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าองค์ประกอบรอบๆ ข้างแย่ เราก็ควรหลีกเลี่ยงด้วยเช่นกัน 1. ไม่ควรซื้อคอนโดที่อยู่ใกล้แนวสายไฟฟ้าไฟแรงสูงถ้าให้ดีควรเลือกคอนโดหรือห้องที่อยู่ห่างเสาไฟฟ้าหรือสิ่งที่จะทำให้เกิดอันตรายได้ อย่างน้อย 300 เมตรขึ้นไป ทั้งนี้ยังสามารถประเมินความปลอดภัยเรื่องอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น อยู่ใกล้กับอาคารที่ง่ายต่อการลุกลามของเชื้อเพลิงหรือไม่ 2.ลองสังเกตถึงหม้อแปลงกระแสไฟฟ้าให้ดี ในพื้นที่ชุมชนเรามักจะเห็นหม้อแปลงไฟฟ้าอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ดีแน่ถ้าสิ่งนี้จะอยู่ละแวกเดียวกับที่อยู่อาศัยของเราควรเลือกห้องที่อยู่ไกลหม้อแปลง ออกมาหน่อยอย่างน้อย 100 เมตร หรือในระยะที่ประเมินได้ว่าการระเบิดของมันจะไม่ส่งผลกระทบกับห้องของเรา 3.ถอยให้ห่างเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือไม่มีใครที่อยากเข้าใกล้เสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ แต่นั่นก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ลองสำรวจและเลือกคอนโดที่อยู่ไกลจากแหล่งส่งสัญญาณโทรศัพท์ 300 เมตรเป็นอย่างน้อย เพราะนั่นจะดีกับตัวคุณ 4.ไม่ใกล้วัดและเมรุเผาศพข้อนี้คงเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ถ้าหลีกเลี่ยงได้เราก็ขอแนะนำว่าคงไม่ดีแน่ถ้าห้องของเราหันหน้าไปทางวัด หรือต้องเห็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตลอดเวลา โดยเฉพาะเมรุเผาศพ ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยงดีกว่า 5.อยู่ห่างกองขยะเข้าไว้เพราะนอกจากจะไม่อยู่ในรัศมีของกลิ่นเน่าเหม็นแล้ว กองขยะยังเป็นสัญลักษณ์ของเชื้อโรค ฝุ่นละออง ที่ปลิวมากับอากาศ มันคงไม่ดีแน่ถ้าคุณต้องสูดดมมันทุกวัน เพราะนั่นเป็นบ่อเกิดของโรค ซึ่งทำให้คุณต้องเจ็บป่วย ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.plus.co.th/condo-for-sale/condo-checklist
7 ประเด็นร้อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ กรุงเทพฯ

7 ประเด็นร้อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ กรุงเทพฯ

  เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง ชี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ ปรับตัวรับการลงทุนของกลุ่ม    ทุนต่างชาติ ผู้ประกอบการรายกลางและรายใหม่ตบเท้าเข้าตลาดเพิ่ม ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่มองหาการลงทุนในตลาดเช่าเพื่อบริหารต้นทุนและรับรู้รายได้ในระยะยาว ส่วนครึ่งปีหลังตลาดคอนโดมิเนียม ระดับลักซูรี่กลางเมืองยังเติบโตต่อเนื่อง   นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี2561 ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ ยังคงคึกคักต่อเนื่อง และมีประเด็นสำคัญในตลาดที่น่าจับตามองอยู่หลายประเด็น ทั้งในแง่ของการลงทุน ราคาที่ดิน แนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง และปีหน้า     ประเด็นที่ 1 : ในช่วงไตรมาสแรกปี 2561 มีโครงการ คอนโดมิเนียม เกิดใหม่ โดยผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ และรายย่อยจำนวน 14,094 หน่วย จาก 31 โครงการ ซึ่งเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับที่ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้มีจำนวนห้องชุดทั้งหมดในตลาด อยู่ที่ 564,000 หน่วย และจากการที่ที่ดินในใจกลางเมืองมีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้พัฒนาไม่สามารถหาที่ดินพัฒนาโครงการได้เหมาะสม สัดส่วนห้องชุดที่เกิดใหม่จึงเกิดขึ้นบริเวณ โซนสุขุมวิทตอนปลาย (29%) โซนพญาไท-รัชดาภิเษก-พระราม 9 (23%) โซนตากสิน เพชรเกษม (17%) เป็นหลัก สำหรับในครึ่งปีหลังนี้น่าจะเห็นโครงการใหม่เกิดขึ้นบริเวณแจ้งวัฒนะ และ รามอินทรามากขึ้น จากแผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม  สิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า ราคาคอนโดมิเนียมในกลุ่มซูเปอร์ลักซูรี่กลางเมืองที่เปิดตัวราคาตารางเมตรละ 400,000 บาท จะมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ จากราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น  ในขณะที่ตลาดซิตี้คอนโดจะขยายตัวออกไปในส่วนต่อขยายรถไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้ราคาไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก   ประเด็นที่ 2 : หลายปีที่ผ่านมา ผู้พัฒนาหลักในตลาดคอนโดมิเนียมจะเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 70% ของตลาด แต่สำหรับในช่วงไตรมาสแรกนี้ ผู้พัฒนาโครงการ รายกลางและรายใหม่ เริ่มมีสัดส่วนมากขึ้น รวมทั้งผู้พัฒนาจากต่างชาติด้วย โดยมีผู้พัฒนาโครงการรายกลางและรายใหม่เปิดตัวโครงการประมาณ 38% ของจำนวนห้องชุดใหม่ในตลาด ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าตลาดยังน่าดึงดูดให้ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ผู้ประกอบการขนาดกลางหลายรายยังมี Roadmap ที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายใน 1 - 2 ปีนี้อีกด้วย   ในขณะเดียวกันแผนธุรกิจและการพัฒนาโครงการสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ กลับมาให้ความสำคัญกับตลาดที่มีความยั่งยืนมากขึ้น เปลี่ยนแปลงสัดส่วนการลงทุน ระมัดระวังการซื้อที่ดินกลางเมืองบ้าง โดยเพิ่มพัฒนาตลาดบ้านแนวราบที่การเช่าที่ดินระยะยาว เพื่อพัฒนาโครงการที่มีรายได้ค่าเช่ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมหรืออาคารสำนักงาน และเริ่มมองหาการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศมากขึ้นด้วย     ประเด็นที่ 3 : ทุนต่างชาติ ในช่วงไตรมาสแรกมีบริษัททุนขนาดใหญ่จากจีนที่เปิดตัวโครงการชัดเจนโดยมิได้อาศัยบริษัทไทยที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมทุนถึง 20% ของจำนวนห้องชุดที่เปิดในตลาดกรุงเทพฯ  และเป็นโครงการขนาดใหญ่ มูลค่ารวมมากกว่า 30,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการลงทุนในประเทศไทย สำหรับต่างชาติที่เคยเข้ามาลงทุนก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ก็ยังคงมองหาโอกาสในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เริ่มเห็นคอนโดมิเนียมที่ตอบสนองความต้องการของคนญี่ปุ่นมากขึ้น ปีนี้ทุนญี่ปุ่นที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ต่อเนื่องอีกไม่ต่ำกว่า 4 - 5 โครงการ   ประเด็นที่ 4 : นักลงทุนรายย่อยต่างชาติ ยังคงให้ความสนใจเข้ามาลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมอย่างต่อเนื่อง   และมีจำนวนมากขึ้น ปัจจัยหลักก็ยังคงมาจากราคาสินค้าที่ยังคงถูกกว่ามาก เมื่อเทียบกับตลาดในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนจากฮ่องกง และญี่ปุ่น ประกอบกับระยะการเดินทางก็ไม่ไกล การซื้อคอนโดมิเนียมไว้           ก็เสมือนเป็นบ้านหลังที่ 2 เพื่อพักผ่อนและปล่อยเช่า ก่อนหน้านี้เราจะเห็นเทรนด์นี้ เฉพาะในสินค้าประเภท ลักซูรี่ และซูเปอร์ลักซูรี่เท่านั้น แต่ตอนนี้ตลาดไฮเอนด์ และตลาดระดับกลางก็เริ่มมีนักลงทุนให้ความสนใจมากขึ้น นอกจากนี้นักลงทุนจากประเทศจีน ก็ยังต้องการย้ายเงินลงทุนมายังต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงอีกด้วย  ประกอบกับผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่ในประเทศเองก็ออกไปนำเสนอสินค้าในต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนี่อง มีการสร้างความเชื่อมั่นด้วยการไปเปิดสำนักงานย่อย เพื่อบริการลูกค้าอีกด้วย จึงทำให้ตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะในเอเชียเติบโตอย่างต่อเนื่อง   อีกส่วนที่น่าจับตามองคือ ในช่วงที่ผ่านมามีนักลงทุนเข้ามามองหาซื้อห้องชุดในโควต้าต่างชาติ 49% เพื่อไปเสนอให้นักลงทุนรายย่อยในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมองเห็นโอกาสในการทำกำไร ในขณะเดียวกันก็ยังเชื่อมันว่ามีผู้ซื้อรายย่อยในประเทศต่างๆ ยังคงมองหาคอนโดมิเนียมในเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดนี้ก็น่าจะยังคงเติบโตได้ต่อไป     ประเด็นที่ 5 : สำหรับนักลงทุนรายใหม่ที่มีเงินทุนจากธุรกิจครอบครัว รุ่นพ่อแม่เริ่มจับมือกันมาร่วมทุน   เพื่อพัฒนาโครงการที่พักอาศัยแนวใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมหรือบ้านพักอาศัยระดับหรู โดยกลุ่มนี้      ก็เหมือน Startup ในธุรกิจอื่นๆ มีต้นทุนในการบริหารจัดการต่ำ มีความคล่องตัวสูง บางกลุ่มก็มีตลาดรองรับสินค้า  ที่พัฒนาอย่างชัดเจนซึ่งอยู่ในเครือข่ายของธุรกิจหลัก และไม่เฉพาะตลาดที่อยู่อาศัยเท่านั้น ยังรวมไปถึง โรงแรมแนวใหม่ อพาร์ทเมนท์ Co-working space หรือ Lifestyle retail ต่างๆ   ประเด็นที่ 6 : หลายๆ โครงการอสังหาริมทรัพย์ได้นำ Platform การใช้ชีวิต ที่ตอบสนองกับ Lifestyle คนไทยที่เปลียนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มาเพิ่มเป็นจุดขายในการพัฒนาโครงการ ไม่ว่าจะเป็นระบบสั่งการหรือการให้บริการผ่าน Mobile Application ต่างๆ Smart Robot หรือ Smart Locker เป็นต้น ซึ่งแน่นอนก็จะตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี โอกาสในตลาดสำหรับคนที่มีที่อยู่อาศัยแล้วที่จะมี Platform ที่สามารถตอบสนองความต้องการของที่อยู่อาศัยเดิม น่าจะเป็นสิ่งที่น่าจับตามองในระยะเวลาอันสั้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งระบบ Smart Locker หรือระบบการบริการต่างๆ ที่เพิ่มความปลอดภัย การพักผ่อนหย่อนใจ และความสะดวกสบายใน การใช้ชีวิตมากขึ้น     ประเด็นที่ 7 : โอกาสทางการตลาดสำหรับตลาดที่อยู่อาศัยในครึ่งปีหลัง ยังคงเห็นความเติบโตในตลาดต่างชาติ ในขณะที่ราคาก็ยังคงปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนที่สูงขึ้น คอนโดมิเนียม 7 - 8 ชั้นขนาดโครงการเล็กลง   จาก ผู้พัฒนารายใหม่ ยังคงเห็นต่อเนื่อง รวมถึงบ้านลักซูรี่ระดับราคาสูงก็ยังคงมีความต้องการต่อเนื่อง และยังมีผู้ให้ความสนใจ ทำเลการพัฒนาโครงการ ถ้าเป็นโครงการกลางเมืองจะขยับจากทองหล่อไปเอกมัยมากขึ้น สุขุมวิท   31 - 49 ก็เริ่มเข้าไปในซอยที่ลึกขึ้น   เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีต่างชาติเข้ามาซื้อและมาลงทุนมากขึ้น ดังนั้นสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมืองและการลงทุนรวมทั้งค่าเงินของประเทศเหล่านั้นก็จะมีผลกระทบต่อตลาดอสังหาประเทศไทยมากกว่าแต่ก่อน  
เลือกซื้อแอร์อย่างไรให้คุ้มค่า เข้ากับทุกขนาดและสไตล์การแต่งห้อง

เลือกซื้อแอร์อย่างไรให้คุ้มค่า เข้ากับทุกขนาดและสไตล์การแต่งห้อง

ย่างเข้าสู่  “ฤดูร้อน” กันแล้ว อย่างที่ทราบกันดีว่าสภาพอากาศช่วงหน้าร้อนของประเทศไทยนั้นทวีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศา กันเลยทีเดียว วิธีรับมือส่วนใหญ่ของใครหลายๆ คนคงเป็นการมองหาเครื่องปรับอากาศเครื่องใหม่เพื่อมาคลายร้อนให้กับตัวเอง แต่ปัจจุบันการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศโดยคำนึงเพียงแค่ขนาด BTU และราคานั้นไม่ได้แล้วนะคะ เพราะด้วยสภาวะแวดล้อม คุณภาพของอากาศ หรือไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เราต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น   ซึ่งจะดีแค่ไหนถ้ามีเครื่องปรับอากาศสักตัวที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความเย็น ดีไซน์ คุณภาพ และราคา ที่สำคัญต้องประหยัดไฟฟ้า แน่นอนว่าผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ Mitsubishi Heavy Duty จึงได้ปล่อยผลิตภัณฑ์ที่หลายครอบครัวกำลังมองหานั่นคือให้ทั้งความคุ้มค่า ที่มาพร้อมประสิทธิภาพทรงพลัง ด้วยนวัตกรรมการผลิตที่ตอบโจทย์ได้ทุกไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพของผู้ใช้ และความสะดวกสบายจากการใช้งาน วันนี้เราจึงมีข้อแนะนำในการเลือกขนาดเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละห้อง ที่จะทำให้วันสบายๆ ของคุณหมดกังวลเรื่องความร้อน แถมยังประหยัดและดีต่อสุขภาพมาฝากกันค่ะ..   ถ้ารู้ขนาดห้องที่ชัดเจน ก็จะเลือกเครื่องปรับอากาศง่าย!   สิ่งแรกต้องรู้ในการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ คือจะใช้แอร์กี่ บีทียู (BTU) โดยค่า BTU คือหน่วยบอกความสามารถในการถ่ายเทหรือดึงความร้อนออกจากห้อง และทำความเย็นภายในห้อง ซึ่งคิดหน่วยต่อชั่วโมง (BTU/h) เราจึงต้องเลือก BTU ให้เหมาะกับขนาดห้อง ในการซื้อแอร์มาติดตั้ง ซึ่งสูตรสำเร็จง่ายๆ ที่เราอยากแนะนำ คือโดยทั่วไปแล้ว เครื่องปรับอากาศแบบติดผนัง หรือเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก จะมีมาตรฐานเริ่มต้นที่ 9000-24,000 บีทียู ขนาด 9,000 BTU จะเหมาะกับห้องขนาด 9-12 ตารางเมตร หรือห้องนอนขนาดเล็ก 12,000 BTU เหมาะกับห้องขนาด 12-16 ตารางเมตร หรือห้องนอนมาตรฐานของคอนโดฯ ทั่วไป ถ้าเป็นขนาด 18,000 BTU จะเหมาะกับห้องขนาด 16-24 ตารางเมตร ซึ่งสามารถเป็นเครื่องปรับอากาศตัวเดียวของห้องสตูดิโอในคอนโดได้ และ 24,000 BTU เหมาะกับห้องขนาด 24-32 ตารางเมตร ใช้กับขนาดของห้องโถงในบ้าน หรือสตูดิโอขนาดใหญ่นั่นเองค่ะ   ถ้าเน้นประหยัดไฟ ต้องเลือกเครื่องปรับอากาศแบบประหยัดพลังงาน   การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศที่มีระบบ Inverter จะช่วยประหยัดไฟได้จริงนะคะ เพราะระบบนี้จะเน้นสร้างความเย็นคงที่ อุณหภูมิจะไม่สวิงไปมา จึงมีความเงียบในการใช้งาน เนื่องจากคอมเพรสเซอร์ในระบบนี้ทำงานต่อเนื่องแบบลดรอบ ซึ่งต่างจากคอมเพรสเซอร์ธรรมดาที่ทำความเย็นถึงจุดหนึ่งแล้วตัด แล้วก็เริ่มทำความเย็นใหม่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เครื่องปรับอากาศที่มีระบบ Inverter อาจจะมีราคาสูงสักหน่อย แต่ลงทุนระยาวถือว่าคุ้ม น่าสนใจไม่น้อย แต่เครื่องปรับอากาศ ระบบ inverter ในท้องตลาดนั้นมีมากมายหลายรุ่นหลายยี่ห้อเลยะคะ แถมยังมีราคาที่สูงกว่าระบบธรรมดาอีกด้วย ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อควรเลือกเครื่องปรับอากาศที่ได้รับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ที่จะช่วยประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายได้ ที่สำคัญควรคำนึงถึงประสิทธิภาพการทำงาน และชิ้นส่วนประกอบภายในของเครื่องปรับอากาศแต่ละเครื่องที่เรียกว่า ระบบ inverter แท้ทั้งระบบ (100% Real Inverter) เพื่อประสิทธิภาพในการประหยัดไฟที่มากกว่า คุ้มค่ากว่าในระยะยาว   ถ้าเครื่องปรับอากาศมันเก่ากินไฟ ก็อย่าฝืนใช้ต่อเลย..   หลายๆ คนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าเครื่องปรับรุ่นเก่า หรือเครื่องที่ใช้งานมาอย่างหนักหน่วงยาวนานนั้นกินไฟมาก ดังนั้นแนะนำให้ตัดใจเลือกซื้อใหม่ดีกว่าค่ะ เพราะเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่นั้นมีความสามารถในการทำความเย็นได้ดี ในขณะที่กินไฟน้อย ทั้งยังมีระบบทำความเย็นต่างๆ ที่เราสามารถเลือก หรือปรับใช้ให้เหมาะกับพื้นที่ พร้อมสู้หน้าร้อนได้สบาย แถมยังมีคุณสมบัติพิเศษรวมอยู่ในตัวด้วยเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าแก่ผู้ใช้มากที่สุด เช่น SENSOR ที่จะคอยตรวจจับความเคลื่อนไหวของเราและเลือกโหมดการทำงาน, อุณหภูมิ หรือระดับพัดลมโดยอัตโนมัติ ให้เหมาะสมกับจำนวนคนและจำนวนคนและการทำกิจกรรมต่างๆ ภายในห้อง, โหมดประหยัดพลังงาน หลีกเลี่ยงการทำให้อากาศภายในห้องเย็นจนเกินไป ด้วยการเพิ่มอุณหภูมิและลดระดับพัดลมให้ต่ำลง เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานมากที่สุด, ระบบเร่งทำความเย็น ที่จะเร่งการทำงานเมื่อเปิดเครื่องให้อุณหภูมิห้องลดลงอย่างรวดเร็ว และลมแรงทำให้เรารู้สึกเย็นสบายขึ้นเมื่อเข้าในห้อง, ฟังก์ชั่นที่ปิดการใช้งานเครื่องปรับอากาศโดยอัตโนมัติหากไม่มีคนอยู่ในห้องเป็นเวลานาน หรือโหมดอัจฉริยะต่างๆ ที่ปรับเปลี่ยนการทำงานตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้งานแต่ละคน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีอยู่ในเครื่องปรับอากาศ Mitsubishi Heavy Duty รุ่นใหม่ทุกข้อเลยนะคะ   Mitsubishi Heavy Duty 5 ทศวรรษในประเทศไทย 5 ปีรับประกันทุกชิ้น และเย็นเร็วทันใจ   Mitsubishi Heavy Duty คือเครื่องปรับอากาศแบรนด์ดังจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีจุดแข็งในการผลิตเครื่องจักรกล เครื่องยนต์กลไก เครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งในครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม ทำให้เครื่องปรับอากาศของแบรนด์นี้ ขึ้นชื่อด้านประสิทธิภาพ มาตรฐานการผลิต ความทนทาน ตลอดจนมีตัวแทนจำหน่าย และบริการหลังการขายที่ครองใจและเคียงคู่คนไทยมากว่า 5 ทศวรรษ ด้วยการสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดเทคโนโลยีวิศวกรรมระดับโลกที่มีอยู่ในเครื่องปรับอากาศ อีกทั้งยังคงจุดเด่น “ประหยัดทนทานทุกงานหนัก” ไม่ว่าจะเป็นขนาด หรือฟังก์ชั่นการใช้งานแบบใด เครื่องปรับอากาศแบรนด์นี้ทุกรุ่น ล้วนมีประสิทธิภาพ ประหยัด ทนทานสมชื่อ Heavy Duty ที่เป็นจุดขายอย่างยาวนาน     ความคุ้มค่าของเครื่องปรับอากาศ Mitsubishi Heavy Duty ไม่ได้หมดเพียงเท่านี้ ยังมีระบบ Jet Flow ที่ทำให้เครื่องปรับอากาศ ลมแรงเย็นเร็วทันใจ แถมยังช่วยประหยัดไฟได้มากกว่า ด้วย Inverter แท้ทั้งระบบ  และยังคงใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยงดใช้สารทำความเย็นที่เป็นอันตรายต่อชั้นบรรยากาศโอโซน ตามนโยบายของบริษัท “Move the world forward” มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคต ทั้งสังคม อุตสาหกรรมและชีวิตประจำวัน ที่สดใสยิ่งขึ้น     Mitsubishi Heavy Duty ช่วยประหยัดและทนทานทุกงานหนัก   เมื่อเครื่องปรับอากาศ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้อุณหภูมิภายในบ้านเย็นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น Mitsubishi Heavy Duty จึงคิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่มาช่วยให้อากาศเย็นขึ้น ดีต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย และมาพร้อมดีไซน์อันโดดเด่น โดยล่าสุดปี 2561 นี้ได้เปิดตัวเครื่องปรับอากาศ inverter แท้ทั้งระบบ (100% Real Inverter) รุ่น SRK-ZSXS SERIES ซึ่งเป็นเครื่องปรับอากาศระดับลักชัวรี่ จุดเด่นอยู่ที่ทุกรุ่นทุกขนาดครอบคลุมทุกความต้องการการใช้งาน ตั้งแต่ 9,000, 12,000, 18,000 และ 24,000 BTU ที่เหนือกว่าด้วยดีไซน์สวยงาม เหมาะแก่การติดตั้งเข้ากับขนาดและสไตล์การแต่งห้อง แถมยังได้รับรางวัล A’ Design award 2017 มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานอันสะดวกสบายและทันสมัย เช่น Motion Sensor ที่คอยตรวจจับความเคลื่อนไหวของมนุษย์อยู่ภายในห้อง, ECO OPERATION ที่ทำงานร่วมกับ Motion Sensor โดยการปรับความเหมาะสมของอุณหภูมิและระดับพัดลมให้เหมาะสมกับจำนวนคนที่อยู่ในห้อง, AUTO OFF ฟังก์ชั่นที่ปิดการใช้งานเครื่องปรับอากาศโดยอัตโนมัติหากไม่มีคนอยู่ในห้องนานกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นไป, PRESET OPERATION ให้ผู้ใช้สามารถเลือกโหมดการทำงานล่วงหน้าได้, LED BRIGHTNESS ADJUSTMENT ให้ผู้ใช้งานสามารถหรี่ไฟ LED หน้า Panel แอร์โดยเพื่อไม่ให้รบกวนการนอน เป็นต้น   เครื่องปรับอากาศ Mitsubishi Heavy Duty รุ่นล่าสุดปี 2561 SRK-ZSXS SERIES ที่มี inverter แท้ทั้งระบบ  (100% Real Inverter) Design : Italian Designได้รับรางวัล A’ Design award   Mitsubishi Heavy Duty รุ่น SRK-ZSXS SERIES ดีต่อสุขภาพมากกว่า   นอกจาก Mitsubishi Heavy Duty inverter รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง SRK-ZSXS SERIES จะมาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานอันสะดวกสบายและทันสมัยแล้ว ยังมีฟังก์ชั่นเอาใจคนรักสุขภาพ โดยการใช้ Filter ที่สามารถเลือกเปลี่ยนได้ ตามฟังก์ชั่นเพื่อสุขภาพต่างๆ เช่น Natural Enzyme Filter ที่มีส่วนประกอบของเอ็นไซม์ธรรมชาติ สามารถป้องกันและทำลายเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ, Natural Solar Filter ช่วยกรองอากาศกำจัดกลิ่นเหม็นและกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ ทำให้อากาศในห้องมีความสดชื่นมากยิ่งขึ้น, Anti-allergy & Activated carbon filter ช่วยกำจัดสารก่อภูมิแพ้ ดูดซับก๊าซอันตรายและฝุ่นละอองในอากาศ, Vitamin C Filter ช่วยทำให้อากาศที่ออกมามีวิตามิน C ทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื่น เครื่องปรับอากาศ Mitsubishi Heavy Duty รุ่น SRK-ZSXS SERIES ขนาด 9,000 BTU ที่ออกแบบให้มีหน้าตาเหมือนกันทุกขนาด Btu เหมาะกับห้องขนาด 9-12 ตารางเมตร ซึ่งเมื่อนำไปติดตั้งบริเวณห้องนั่งเล่นของคอนโดมิเนียมก็มีความลงตัว ทั้งขนาดของพื้นที่ และดีไซน์ที่เข้ากับทุกการตกแต่งห้องทุกๆ สไตล์   สุดท้ายนี้ คงไม่มีใครไม่อยากหายใจเอาอากาศดีๆ เข้าปอดหรอกใช่ไหมคะ ดังนั้นการเลือกเครื่องปรับอากาศสักเครื่องหนึ่งก็ถือว่าเป็นตัวช่วยทำให้บรรยากาศดีขึ้นได้เยอะเลยนะคะ โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ Mitsubishi Heavy Duty รุ่นใหม่ SRK-ZSXS SERIES ที่มาพร้อมระบบ inverter แท้ทั้งระบบ เหนือกว่าแบรนด์คู่แข่งทั้งหมด อีกทั้งยังมีฟังก์ชั่นการทำงานแบบครบครันทันสมัย ที่สำคัญตัวแบรนด์ยังความน่าเชื่อถือและมาตรฐานการผลิตที่ดีเยี่ยม โดยทุกเครื่องที่ผลิตและจัดจำหน่ายในประเทศไทยนั้นได้ผ่านการตรวจรับรองคุณภาพตามมาตรฐานโลกเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่ QC กันทุกชิ้นส่วนตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการ Packaging สินค้าลงกล่อง ทำให้กล้ารับประกันทุกชิ้นส่วนเป็นระยะเวลา 5 ปี แถมดีไซน์ก็ยังสวยงามเข้ากับทุกสไตล์ห้อง ในขณะที่ขนาด BTU ก็มีให้เลือกมากมาย จึงมั่นใจในคุณภาพได้ว่า Mitsubishi Heavy Duty เป็นเครื่องปรับอากาศที่จะช่วยเติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัวคุณเสมอ   และอีกหนึ่งโปรโมชั่นสุดคุ้มเพียงซื้อเครื่องปรับอากาศ Mitsubishi Heavy Duty รุ่น SRK10CRV และ SRK13CRV รับไปเลย ลำโพง JBL Go สุดคุ้ม 1 เครื่อง ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มี.ค. 2561 เท่านั้น   ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2561 เมื่อซื้อเครื่องปรับอากาศซีรี่ย์ SRK-CVV ทุกรุ่น รับไปเลยเสื้อยืดสุดเท่ห์จาก MITSUBISHI HEAVY DUTY   หน้าร้อนนี้ไม่ว่าจะซื้อรุ่นไหน รับรองได้เลยว่าคุ้ม!!!   หมายเหตุ : เฉพาะสินค้ารุ่นที่ร่วมรายการ และห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการเท่านั้น โปรดสอบถามข้อมูล ณ จุดขาย ดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ www.mitsuheavythai.com     #หนีร้อนมาพึ่งโอ้ #HeavyDutyชื่อนี้ไม่ได้มีไว้เล่นๆ #MitsubishiHeavyDuty #เย็นเร็วทนทานประหยัดไฟ
5 ต้นไม้ใหญ่ที่ควรปลูกไว้ในบ้าน ช่วยให้เย็นสบาย เสริมสิริมงคลด้วย

5 ต้นไม้ใหญ่ที่ควรปลูกไว้ในบ้าน ช่วยให้เย็นสบาย เสริมสิริมงคลด้วย

ใกล้เข้าสู่ฤดูร้อนคราใด ปัญหากวนใจคงหนีไม่พ้นกับความร้อนระอุของสภาพอากาศที่ทุกคนต่างเคยสัมผัสกันดี เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่บนพื้นที่เขตร้อน อุณหภูมิจึงค่อนข้างสูงในเวลากลางวัน และจะค่อยๆ ทวีคูณความร้อนขึ้นในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม ของทุกปี ซึ่งแน่นอนค่ะว่า "หน้าร้อน" กับ "บ้านร้อน" เป็นของคู่กัน ยิ่งอากาศภายนอกสูงเท่าไหร่ แอร์คอนดิชั่นก็ยิ่งทำงานหนักจากการเปิดใช้เครื่องปรับอากาศตลอดทั้งวัน โดยปัญหาที่ตามมาก็คือค่าไฟที่สูงกว่าปกติ นับว่าส่งผลกระทบกับการอยู่อาศัยไม่ใช่น้อยเลยนะคะ ซึ่งวิธีลดความร้อนไม่ให้เข้าสู่ตัวบ้านนอกจากการติดตั้งฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา, การทำระแนงไม้กรองแสง หรือจะเป็นการเลือกใช้วัสดุอย่างอิฐมวลเบาแทนการก่อผนังอิฐ และคอนกรีตที่สะสมความร้อนแล้ว ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่บ้านได้ง่ายๆ คือ การปลูกต้นไม้ใหญ่ เพื่อช่วยสร้างความร่มรื่นและให้ร่มเงาแก่อาคารที่พักอาศัย นอกจากนี้ยังเป็นไม้ประดับเพื่อโชว์ความสวยงามของลำต้น รูปทรงของเรือนยอด ทรงพุ่มใบ รูปทรงหรือสีสันของดอก และกลิ่นหอมก็ช่วยทำให้บรรยากาศในบริเวณนั้นน่าพักผ่อนมากขึ้นไปอีก นับว่าเป็นวิธีป้องกันความร้อนด้วยธรรมชาติก็ว่าได้ค่ะ แต่ปัญหากวนใจของการปลูกต้นไม้ใหญ่ หลายคนคงกลัวว่ารากลึกของไม้ใหญ่จะมีผลกระทบต่อโครงสร้าง ซึ่งเราอาจแก้ปัญหานี้ได้โดยเลือกต้นไม้ที่มีพุ่มแผ่กว้าง เลือกต้นไม้ที่รากไม่ลึกนักเพื่อป้องกันการทำลายโครงสร้างนั่นเองค่ะ ทั้งนี้ต้นไม้ใหญ่ก็มีให้เลือกหลากหลายพรรณนะคะ แต่จะมีต้นอะไรบ้างที่ช่วยบดบังแสงแดดทำให้บ้านเย็นสบาย ดูแลรักษาง่าย และเสริมสิริมงคล เรามีคำตอบมาให้แล้วค่ะ..   1. ต้นมะม่วง ต้นไม้ใหญ่ขนาดกลางที่แนะนำให้ปลูกติดบ้านไว้ ก็คือต้นมะม่วงค่ะ ซึ่งเป็นไม้มงคลที่มีมาตั้งแต่พุทธกาล เชื่อกันว่าหากปลูกมะม่วงเอาไว้ในบ้านจะทำให้คนในบ้านมีความร่ำรวยมากขึ้น และควรปลูกไว้ทางทิศใต้เพื่อความเป็นสิริมงคลหรือปลูกในหน้าฝนเนื่องจากจะเจริญเติบโตได้ดี นอกจากแผ่กิ่งก้านสาขาออกมาให้ความร่มเงากับตัวบ้านแล้ว ในช่วงฤดูร้อนยังออกผลให้เจ้าของบ้านสามารถเก็บรับประทานได้ด้วย สำหรับพันธุ์มะม่วงที่นิยมปลูกกันก็คือ เขียวเสวย, อกร่อง, โชคอนันต์, แรด, น้ำดอกไม้ และฟ้าลั่น หากใครอยากขยายพันธุ์ก็สามารถทำได้โดยการเพาะเมล็ด หรือการตอนกิ่งง่ายๆ นับว่าเป็นต้นไม้ที่ดูแลไม่ยากและมีประโยชน์อีกด้วยค่ะ ข้อแนะนำ : ควรปลูกให้ห่างจากรั้วบ้านและตัวบ้าน เนื่องจากการเจริญเติบโตของต้นมะม่วงอาจทำให้เกิดรอยแตกร้าวได้   2. ต้นหูกระจง หรือต้นแผ่บารมี "หูกระจงควรปลูกให้ห่างจากตัวบ้าน" เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูคุ้นตากับประโยคนี้ดี แต่เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมต้องปลูกให้ห่างจากตัวบ้านด้วย เหตุผลก็เพราะต้นหูกระจงค่อนข้างเติบโตเร็ว เมื่อปลูกใกล้ตัวบ้านเวลาโตขึ้นเรื่อยๆ กิ่งก้าน และพุ่มจะขยายใหญ่จนอาจทำให้เกิดความเสียหายกับหลังคาบ้านได้ ดังนั้นจึงควรปลูกโดยเว้นระยะห่างสัก 8 เมตร พุ่มจึงจะแผ่กิ่งก้านออกมาสวยงาม ซึ่งส่วนใหญ่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อให้ความร่มเงาแก่อาคารที่พักอาศัย ซึ่งลำต้นมีความสูงประมาณ 15-20 เมตร ลักษณะเด่นคือมีพุ่มใบละเอียดแผ่เป็นชั้นสวยงาม ใบมีลักษณะเหมือนหูกวาง แต่ขนาดใบเล็กกว่า มักออกดอกช่วงกุมภาพันธ์ถึงเมษายน และมีความเชื่อว่าหากปลูกไว้ในบริเวณบ้านจะทำให้มีบารมีกว้างไกล สามารถใช้เป็นไม้ประธานในสวนได้ ข้อแนะนำ : ไม่ควรปลูกใกล้สระหรือบ่อน้ำ เพราะใบร่วงง่าย   3. ต้นอโศกอินเดีย ต้นอโศกอินเดียเป็นไม้ยืนต้นทรงสูงแบบผลัดใบ สูงเต็มที่ได้ถึง 25 เมตร  มีลักษณะเป็นพุ่มพีระมิดแคบๆ กิ่งโน้มลู่ลงทั้งต้น ใบเดี่ยวและปลายแหลม มีสีเขียวเป็นมันเงางาม ขอบใบเป็นคลื่น มักออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ทนแดดทนฝนได้ดี สามารถใช้เป็นไม้ประดับอำพรางสายตาจากเพื่อนบ้านได้ เนื่องจากส่วนใหญ่นิยมปลูกไว้ริมรั้วเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว โดยควรปลูกห่างจากริมรั้วอย่างน้อยประมาณ 30 เซนติเมตร นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยบดบังแสงแดด และป้องกันฝุ่นละอองได้ดี ทั้งยังมีความเชื่อว่าเป็นต้นไม้มงคลที่ใครปลูกไว้ในบริเวณบ้านแล้วจะหมดทุกข์หมดโศกนั่นเองค่ะ ข้อแนะนำ : ในช่วงหน้าแล้งใบจะร่วงเยอะ ทำให้ต้องหมั่นเก็บกวาดและรดน้ำบ่อยๆ หากเจ้าของบ้านต้องการควบคุมความสูงของลำต้นก็ควรหมั่นตัดยอดเรื่อยๆ นะคะ   4. ต้นสารภี ต้นสารภี จัดว่าเป็นไม้ดอกยืนต้นขนาดกลาง มีลำต้นสูงประมาณ 10-15 เมตร เป็นไม้ไม่ผลัดใบ ลำต้นตรง มีเรือนยอดเป็นทรงพุ่มทึบ ใช้ปลูกเพื่อให้ความร่มเงาและบังลมได้ อีกทั้งยังมีดอกและพุ่มใบที่สวยงาม จึงใช้ปลูกเป็นไม้ประดับได้ด้วย ทั้งนี้มีความเชื่อว่าหากบ้านไหนปลูกต้นสารภีจะทำให้มีอายุยืนยาว ซึ่งสามารถปลูกในดินได้ทุกสภาพ ปลูกได้ดีทั้งในที่ร่มรำไรและกลางแจ้ง นอกจากนี้ยังออกดอกและผลให้สามารถนำใช้ประโยชน์ได้มากมายไม่ว่าจะเป็น ผลไม้สำหรับรับประทาน, สมุนไพรรักษาโรค และผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ไม่เพียงเท่านี้เนื้อไม้สารภียังมีความแข็งแรง ทนทาน สามารถนำมาใช้สร้างเป็นที่อยู่อาศัย หรือทำเฟอร์นิเจอร์ได้อีกด้วยค่ะ ข้อแนะนำ : เพื่อความเป็นสิริมงคลคนไทยโบราณเชื่อว่า การปลูกไม้เอาคุณนั้นควรปลูกในวันเสาร์ และควรปลูกไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อช่วยป้องกันสิ่งไม่ดี และผู้ปลูกควรเป็นสุภาพสตรีเท่านั้น เนื่องจากสารภีเป็นชื่อที่เหมาะสำหรับสตรี   5. ต้นไทรย้อย ต้นไทรย้อยก็เป็นอีกหนึ่งไม้ยืนต้นขนาดกลางไปถึงใหญ่ ที่มีความเชื่อมาตั้งแต่โบราณว่าเป็นที่อาศัยของเทพารักษ์ หากปลูกไว้ในบริเวณบ้านจะทำให้ร่มเย็นเป็นสุข ป้องกันอันตรายทั้งปวง และยังช่วยดูดสารพิษได้ดีด้วย ซึ่งลักษณะของลำต้นจะมีความสูงตรง เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 10-20 เมตร แตกก้านเป็นพุ่ม มีรากอากาศแตกย้อยห้อยลงมาตามกิ่งก้านและลำต้นเป็นจำนวนมาก ทำให้ดูสวยงามและสามารถบังแดดได้ดี จัดเป็นไม้ประดับที่นิยมปลูกไว้ทางทิศตะวันตก เพื่อความเป็นสิริมงคลกับบ้าน นอกจากนี้ยังทนแดด ทนฝนได้ดีอีกด้วยค่ะ ข้อแนะนำ : หากอยากควบคุมการเจริญเติบโตของรากไม่ให้กระทบโครงสร้าง สามารถสร้างกระบะปลูกต้นไม้ได้นะคะ สำหรับไม้ที่ใหญ่เกินกว่าจะปลูกลงในกระถาง เพื่อให้ต้นไม้เติบโตได้เฉพาะตำแหน่งและพื้นที่ที่กำหนดไว้ สามารถทำได้โดยการก่อกระบะบนผิวดินและฝังไว้ใต้ดิน เพราะการเจริญเติบโตของทรงต้นจะสัมพันธ์กับการแตกทรงพุ่ม ทำให้เราสามารถบังคับทรงพุ่มให้มีขนาดที่ต้องการได้ค่ะ แนะนำต้นไม้กันไปแล้ว หากแฟนๆ ชาว Review Your Living คนไหนอยากตกแต่งสวนในบริเวณบ้านของตัวเองให้ร่มรื่นและเขียวขจี แต่ไม่รู้จะไปหาซื้อต้นไม้ที่ไหนดี วันนี้เรามีแหล่งขายตลาดต้นไม้และอุปกรณ์จัดสวนในราคาย่อมเยามาฝากด้วยค่ะ 1. ตลาดนัดสวนจตุจักร เรียกได้ว่าเป็นตลาดต้นไม้อันดับต้นๆ ของประเทศกันเลยค่ะ สำหรับตลาดนัดจตุจักร ซึ่งการเดินทางมาตลาดต้นไม้ในครั้งนี้ก็ง่ายและสะดวกมากๆ เพราะสามารถนั่งรถไฟฟ้า BTS มาลงสถานีหมอชิต หรือนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT มาลงที่สถานีกำแพงเพชร เดินเท้าเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้วค่ะ ภายในตลาดมีต้นไม้ให้เลือกซื้อหลากหลายสายพรรณเลยนะคะ ตั้งแต่ต้นไม้ยอดฮิต, ต้นไม้ใหญ่, ไม้มงคล, แคคตัส หรือแม้กระทั่งต้นไม้พันธุ์หายาก ก็มีหมดเลย โดยทุกคนสามารถแวะเวียนไปได้ในช่วงเวลาขายส่ง วันพุธ-วันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ของทุกสัปดาห์ หากใครทำงานไม่มีเวลาช่วงกลางวัน แนะนำให้ไปเดินซื้อในวันอังคารนะคะ เพราะจะมีบรรดาพ่อค้าแม่ค้ามาเริ่มขายตั้งแต่เวลา 15.00 ไปจนถึง 23.00 น. เลยค่ะ   2. ตลาดต้นไม้ บางใหญ่ - บางบัวทอง สำหรับใครที่มีรถส่วนตัว แนะนำให้ขับรถลัดเลาะไปตามเส้นทางถนนกาญจนาภิเษก บางใหญ่-บางบัวทอง เรื่อยๆ จะพบกับร้านขายต้นไม้เรียงรายอยู่ริมฝั่งถนนตลอดเส้นทาง ซึ่งก็มีต้นไม้สารพัดชนิดให้เลือกซื้อกลับไปปลูกในสวนที่บ้านไม่ต่างกับตลาดนัดจตุจักรเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ทำสวนขายอีกด้วย โดยตลาดย่านนี้จะเปิดขายทุกวันนะคะ แต่แอบกระซิบว่าวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีร้านต้นไม้มาเปิดขายกันเยอะเป็นพิเศษ   3. ตลาดต้นไม้ คลอง 15 อีกหนึ่งตลาดต้นไม้แถบชานเมืองที่เรียกว่าขายต้นไม้แบบครบวงจรเลยทีเดียวค่ะ เพราะนอกจากจะเป็นตลาดต้นไม้แล้ว ยังขึ้นชื่อว่าเป็นอันซีนไทยแลนด์อีกด้วย เพราะมีทั้งการจำหน่ายพันธุ์ไม้ดอก-ไม้ประดับ, บอนไซ, ไม้ถัก, ไม้ล้อม, ไม้หายากนานาชนิด และอุปกรณ์ทำสวน ซึ่งตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณ รังสิต-องครักษ์ คลอง 15 หากขับรถลัดเลาะมาตามเลียบคลองรังสิต จะเจอป้ายบอกทางอยู่ตลอดเลยค่ะ ไม่ต้องกลัวหลงนะคะ แถมตลาดต้นไม้ที่นี่ก็เปิดให้บริการทุกวันด้วยค่ะ เมื่อรู้แหล่งซื้อขายต้นไม้ราคาย่อมเยาแบบครบวงจรหลักๆ ที่เราคัดมาแนะนำกันไปแล้ว ก็อย่าลืมจด list ไว้นะคะว่าสนใจต้นไม้ชนิดไหนบ้าง เวลาไปเลือกซื้อจะได้ควบคุมเงินได้ ซึ่ง 5 ต้นไม้มงคล (ขนาดใหญ่) ที่เรานำมาฝากในบทความด้านบนนั้น จัดว่าเป็นไม้ยืนต้นที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ เนื่องจากเป็นต้นไม้หายากที่กำลังจะถูกลืม เพราะไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก จึงควรค่าแก่การอนุรักษ์ ทั้งยังเหมาะแก่การนำมาปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อชื่นชมความงามของดอกและผลที่มีลักษณะสวยงาม นอกจากนี้ยังเป็นต้นไม้ที่มีทรงพุ่มสวยงาม เหมาะแก่การใช้ปลูกเพื่อตกแต่งสวน ปลูกให้ความร่มรื่นและร่มเงาแก่ตัวบ้านให้เย็นสบาย อีกทั้งยังเสริมสิริมงคลตามความเชื่อของคนโบราณได้เป็นอย่างดี รูปภาพจาก : Pinterest
วิธีตรวจสอบที่ดินแบบง่ายๆ แค่คลิ๊กเดียววิธีตรวจสอบที่ดิน

วิธีตรวจสอบที่ดินแบบง่ายๆ แค่คลิ๊กเดียววิธีตรวจสอบที่ดิน

ยุคนี้จะทำอะไรก็ง่ายแค่คลิ๊กเดียว วิธีตรวจสอบที่ดินก็เช่นเดียวกันค่ะ แค่เปิดเว็บไซต์ค้นหาที่ดินที่เราสนใจจะซื้อ หรือจะเป็นที่ดินของเราอยู่แล้วมาตรวจสอบดูว่าที่ดินตรงนั้นมีขนาดเท่าไร เป็นที่ดินประเภทไหนสามารถนำไปพัฒนาในรูปแบบไหนได้บ้างตามกฎหมายกำหนด และสามารถดูราคาประเมินที่ดินได้ด้วย ซึ่งตรงนี้มีประโยชน์มากสำหรับก่อนจะตัดสินใจซื้อที่ดิน หรือจะทำอะไรกับที่ดินก็ตามแต่ ที่สำคัญไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปถึงกรมที่ดินแบบสมัยก่อนค่ะ วิธีดูง่ายมาก ลองทำตามดูทีละข้อนะคะ 1.เปิดเว็บไซต์กรมที่ดิน http://dolwms.dol.go.th/tvwebp/ เลือกจังหวัด อำเภอ ด้านบน หากเรามีฉโนดในมืออยู่แล้วก็ระบุเลขโฉนดลงไปแล้วกดค้นหาได้เลยค่ะ แต่ถ้าในกรณีที่เราสนใจซื้อที่ดินนั้นก็ต้องซูมแผนที่ ไล่หาที่ดินแล้วคลิ๊กตรงที่ดินได้เลยค่ะ จะมีข้อมูลขึ้นมาให้ตามภาพเลย  ในกรณีที่บางที่ดินคลิ๊กขึ้นมาแล้วไม่ได้ระบุราคาประเมินก็ต้องเปิดเว็บไซต์ของกรมธนารักษ์ http://property.treasury.go.th/pvmwebsite/index.asp เราสามารถหาราคาประเมินที่ดินได้จากทั้งเลขที่โฉนด หรือเลขที่ดินก็ได้ค่ะ โดยเอาเลขที่เราได้จากเว็บไซต์กรมที่ดินในข้อที่ 1 มาระบุก็จะได้ราคาประเมินมาค่ะ 2.ย่อหน้าสุดท้ายของข้อมูลที่ดิน จะระบุเอาไว้ว่าเป็นที่ดินประเภทไหน อย่างในรูปด้านบนนี้เป็นที่ดินประเภท ย.6 ซึ่งที่ดินแต่ละประเภทจะมีข้อกำหนดในการอนุญาตใช้ประโยชน์จากที่ดินได้แตกต่างกัน เช่น ที่ดิน ย.6 อนุญาตให้สร้างที่อยู่อาศัยประเภทอาคารอยู่อาศัยรวม พื้นที่ไม่เกิน 10,000 เมตร ตามเงื่อนไขที่ 3 คือ ตั้งอยู่ริมถนนที่มีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร หรืออยู่ในระยะ 500 เมตร จากสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน, ไม่อนุญาตให้ใช้ที่ดินในเชิงพาณิชยกรรมพื้นที่เกิน 10,000 ตร.ม. เป็นต้น โดยสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่ http://cpd.bangkok.go.th:90/web2/NEWCPD2556/06_cpd56.pdf 3.ถ้าอ่านข้อกำหนดจากข้อ 2 แล้วยังไม่เข้าใจ ก็สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องกฏหมายด้านโยธาธิการและผังเมืองได้ที่ http://www.dpt.go.th/wan/lawdpt/search.asp ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่ทำให้เราสามารถทราบข้อมูลเบื้องต้นของที่ดินแต่ละแปลง และยังสามารถรู้ข้อกำหนดที่สามารถสร้างได้กับที่ดินอย่างคร่าวๆ ด้วยค่ะ    
ผังเมืองกรุงเทพหลากสี แบ่งไปทำไมกัน?

ผังเมืองกรุงเทพหลากสี แบ่งไปทำไมกัน?

หลายครั้งหลายหนที่เราพูดถึงเรื่องที่ดิน แต่ทราบหรือเปล่าคะว่าแต่ละพื้นที่นั้นมีการจัดการวางผังเมืองเอาไว้แบ่งเป็นโซนๆ แล้วในแต่ละโซนก็มีการกำหนดสีเอาไว้ด้วยว่าสีไหนสร้างอะไรบนที่ดินนั้นได้ แล้วสร้างได้ขนาดไหน หรือห้ามสร้างอะไรบ้าง ซึ่งในบทความนี้เราจะโฟกัสพื้นที่ของกรุงเทพฯ ค่ะ ผังเมือง คือ การจัดการพื้นที่ของเมืองให้เป็นสัดส่วน แล้วตั้งข้อกำหนดเพื่อให้การนำที่ดินไปพัฒนานั้นเกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นไปตามแนวทางที่วางเอาไว้ มองภาพรวมแล้วมีความสอดคล้องกันควบคู่ไปกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพทย์สินของประชาชน รวมถึงต้องรักษาสภาพแวดล้อมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปด้วย ซึ่งในประเทศไทยมีกรมโยธาธิการและผังเมืองที่เป็นหน่วยงานดูแลจัดทำผังเมือง ส่วนในกรุงเทพฯ มีสำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร คอยจัดการดูแล ซึ่งในบ้านเรามีการแบ่งผังเมืองแยกออกเป็นหลายสี แต่ละสีก็มีความหมายรวมถึงมีข้อกฎหมายในการใช้ประโยชน์จากที่ดินแตกต่างกันออกไป จากภาพเราจะเห็นว่ากรุงเทพฯ ถูกแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายสี แต่ละสีก็จะมีความหมายรวมถึงกฎข้อบังคับการใช้ประโยชน์ที่ดินแตกต่างกันออกไป โดยแบ่งตามสีได้ดังนี้      สีเหลือง(ย.1-ย.4) ที่ดินประเภทอยู่อาศัยหนาแน่นน้อย สีส้ม(ย.5-ย.7) ที่ดินประเภทอยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง สีน้ำตาล(ย.8-ย.10)   ที่ดินประเภทอยู่อาศัยหนาแน่นมาก สีแดง(พ.1-พ.5)    ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม สีม่วง(อ.1-อ.2)    ที่ดินประเภทอุตสาหกรรม สีม่วงเม็ดมะปราง(อ.3) ที่ดินประเภทคลังสินค้า สีขาวมีกรอบและเส้นทแยงสีเขียว(ก.1-ก.3) ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม สีเขียว(ก.4-ก.5) ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม สีน้ำตาลอ่อน(ศ.1-ศ.2) ที่ดินประเภทอนุรักษ์เพื่อส่งเสริมเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมไทย สีน้ำเงิน(ส.) ที่ดินประเภทสถาบันราชการการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีการขยายตัวของเมืองออกไปอย่างรวดเร็วตามรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างอยู่หลายสายรวมถึงถนนที่ขยายเส้นทางเพิ่มขึ้น จากเดิมที่กระจุกตัวอยู่แค่ในโซน CBD เช่น สีลม สาทร อโศก สุขุมวิทช่วงต้น รวมถึง New CBD อย่างพระราม9 และพื้นที่อื่นๆ อีกในอนาคต ซึ่งย่อมต้องมีผลกระทบจากการขยายตัวของเมืองแม้จะเกิดผลดีต่อการพัฒนาบ้านเมือง แต่ทั้งนี้ย่อมเกิดผลกระทบด้านลบตามมาด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อไหร่ที่มีความเจริญเข้ามาพื้นที่เกษตรกรรมก็มักจะลดลงตามไปด้วย โดยพื้นที่การเกษตรในเขตกรุงเทพฯ เกิดการใช้ประโยชน์ลดลงกว่า 4% หรือประมาณ 2.6 แสนไร่ จากพื้นที่การเกษตรในกรุงเทพฯ ทั้งหมด 1,500 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 27% แต่ในขณะที่พื้นที่อยู่อาศัยกลับเพิ่มขึ้นประมาณ 7.3% และพื้นที่พาณิชยกรรมเพิ่มขึ้น 25.43%   เมื่อเมืองเกิดการพัฒนาที่ขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้นเช่นนี้แล้วจึงต้องมีการเตรียมปรับปรุงผังเมืองฉบับใหม่ซึ่งฉบับที่กำลังเร่งพลักดันให้ประกาศใช้ในปีนี้นั้นเป็นฉบับที่ 4 โดยการปรับปรุงผังเมืองแต่ละครั้งจะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจาก 14 ด้านมาดำเนินงานร่วมกันกับสำนักผังเมือง เพื่อให้ผังเมืองออกมาสมบูรณ์มากที่สุด ได้แก่ ด้านประชากร, เศรษฐกิจ, อุตสาหกรรม, ผังเมือง, การคมนาคมขนส่ง, สิ่งแวดล้อม, สาธารณูปโภค, สังคม, ยุทธศาสตร์ความมั่นคง, การวางผังชุมชนและภูมิทัศน์เมือง, กฏหมาย, สารสนเทศด้านภูมิศาสตร์, การจัดทำร่างผังเมืองรวม และด้านการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสาระสำคัญของผังเมืองฉบับใหม่นี้คือการกำหนดการขยายตัวเท่าที่จำเป็น กำหนดโซนเพื่อให้เกิดการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าที่สุดทำให้กระชับเมืองเข้าไปอีก แต่จะไม่เป็นการเสียพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ ไป สร้างความสมดุลระหว่างพื้นที่ในเมืองกับชานเมือง ขณะเดียวกันกลุ่มนักลงทุนก็พยายามพลักดันให้เกิดการกระจายของเมืองให้มากขึ้น เพื่อพัฒนาโครงการได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และยังช่วยเรื่องราคาที่ดินได้ด้วย     สุดท้ายแล้วหน้าตาของผังเมืองใหม่จะออกมาเป็นอย่างไร เมื่อบังคับใช้แล้วจะสามารถนำมาใช้จริงโดยไม่เกิดผลเสียต่อฝ่ายใดได้หรือไม่ก็ต้องรอดูกันต่อไปค่ะ  
เห็นด้วยไหม? คอนโดจะไม่สร้างที่จอดรถ

เห็นด้วยไหม? คอนโดจะไม่สร้างที่จอดรถ

องค์ประกอบของคอนโดมิเนียม 1 โครงการในปัจจุบัน ก็จะต้องมียูนิตพักอาศัย สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง เช่น พื้นที่สีเขียว สระว่ายน้ำ ฟิตเนส โถ่งล็อบบี้ และที่สำคัญคือที่จอดรถซึ่งกลายเป็นปัญหาโลกแตกอยู่เกือบทุกโครงการที่แม้ว่าจะมีความพยายามในการแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังไม่ได้ลงตัวไปเสียทั้งหมด งานนี้เลยต้องเรียกร้องไปถึงภาครัฐให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้   ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าปัจจุบันพื้นที่จอดรถนั้นมีความสำคัญกับทุกคนในคอนโด แม้บางยูนิตจะไม่ได้ใช้รถยนต์ส่วนตัวก็ตาม เพราะราคาที่เราจ่ายเงินซื้อคอนโดไปทุกยูนิตรวมถึงค่าส่วนกลางนั้นได้บวกค่าที่จอดรถเข้าไปแล้ว ซึ่งการสร้างที่จอดรถนั้นเจ้าของโครงการจะต้องแบกรับภาระต้นทุน ยิ่งพื้นที่จอดรถมากก็ยิ่งมีต้นทุนสูงตาม อาจส่งผลให้พื้นที่ในโครงการส่วนอื่นๆ ลดลงไปด้วย เพราะที่จอดรถนี้ย่อมไม่มีใครซื้อเป็นของตัวเอง เว้นแต่บางโครงการในระดับหรูที่มีการล็อคที่จอดรถของแต่ละห้องโดยเฉพาะแล้วพ่วงเป็นโฉนดที่จอดรถไปด้วย ซึ่งเจ้าของโฉนดก็ต้องเสียค่าส่วนกลางเพิ่มขึ้นอยู่ดี   ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 พ.ศ.2517 ได้กำหนดให้อาคารชุดที่มีพื้นที่แต่ละครอบครัวตั้งแต่ 60 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องมีที่จอดรถ ที่กลับรถยนต์ และทางเข้าออกรถยนต์ ซึ่งจำนวนที่จอดรถยนต์จะต้องจัดให้มีตามกำหนด โดยได้แบ่งเป็นในกรุงเทพฯ ต้องจัดให้มีที่จอดรถยนต์ไม่น้อยกว่า 1 คัน ต่อพื้นที่อาคาร 120 ตร.ม. ส่วนต่างจังหวัดให้มีที่จอดรถยนต์ไม่น้อยกว่า 1 คัน ต่อพื้นที่อาคาร 240 ตร.ม. โดยพื้นที่จอดรถยนต์ 1 คัน จะต้องมีพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างไม่น้อยกว่า 2.50 เมตร ยาวไม่น้อยกว่า 6 เมตร โดยต้องทําเครื่องหมายแสดงลักษณะและขอบเขตของที่จอดรถยนต์ไว้ และต้องจัดให้อยู่ภายในบริเวณของอาคารนั้น ถ้าอยู่ภายนอกอาคารต้องมีทางไปสู่อาคารนั้นไม่ เกิน 200 ม.     ประเด็นอยู่ที่เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดการเรียกร้องจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้ยกเลิกกฎหมายนี้เสียใหม่ เพราะมองว่ากฎหมายเขียนขึ้นมานานแล้วก็เริ่มล้าหลังเข้าไปทุกที ไม่เอื้อต่อการพัฒนา แถมยังต้องแบกภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปทุกทีไม่ว่าจะเป็นราคาที่ดิน และเหล่าพรบ. หลายฉบับที่กำลังมีการร่างกันอยู่ก็อาจจะเกิดความซ้ำซ้อนกันเข้าไปอีก ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยต้องสูงตามไปด้วย เหมือนเป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค ซึ่งพื้นที่จอดรถนี้เองที่ก็เป็นหนึ่งในต้นทุนที่ทางเจ้าของโครงการมองว่าหากตัดออกไปได้ก็จะช่วยให้ภาระต้นทุนนี้ลดลง เพราะในเมื่อทุกวันนี้ก็นิยมพัฒนาโครงการตามแนวรถไฟฟ้าที่เป็นระบบขนส่งสาธารณะหลักของกรุงเทพฯ กันอยู่แล้ว ซึ่งหากตัดที่จอดรถออกไปได้ก็อาจจะทำให้ราคาขายลดลง ประชาชนก็จะหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะมากขึ้น   เมื่อมองกลับมาที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมในความเป็นจริงแล้วถึงแม้ว่าจะอยู่โครงการติดรถไฟฟ้าในระยะที่เดินไปขึ้นสถานีได้ไม่ไกล แต่ไม่ว่าจะด้วยพฤติกรรมผู้บริโภค ค่านิยมหรือความจำเป็นต่อการใช้งานอื่นๆ ยุคนี้คนก็ยังนิยมใช้รถยนต์ส่วนตัวอยู่ดี ฉะนั้นทุกวันนี้จึงเกิดปัญหาเรื่องที่จอดรถไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานจริง แม้จะมีการอนุญาตให้ 1 ยูนิต มีพื้นที่จอดรถยนต์ได้ 1 คันแล้วก็ตาม บางครั้งที่จอดรถภายในโครงการไม่พอก็ต้องยอมขับออกไปหาที่จอดรถนอกโครงการ ส่งผลกระทบต่อไปอีกถึงประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่เดิมแถวนั้นรวมถึงผู้ที่ใช้รถใช้ถนนตามไปด้วย เมื่อเกิดปัญหาก็ได้มีการเรียกร้องไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ให้ออกกฏบังคับเรื่องที่จอดรถต้องมีรองรับสำหรับทุกยูนิต ไม่ใช่มีเพียงแค่ 30-40% ขั้นต่ำตามกฎหมาย   ปัญหานี้จึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการกับกลุ่มประชาชน ที่ต่างก็มีการเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้แก้ไขปัญหากันทั้งสองฝ่าย ซึ่งไม่ว่ากฎหมายจะถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นกันอีกครั้งหรือไม่ แล้วหากมีการแก้ไขใหม่จะเป็นไปในทิศทางไหน สุดท้ายใครที่จะได้ประโยชน์เหล่านั้นไป เราต้องคอยติดตามกันต่อไป          

1 2 3 ... 6