อยู่สบายไร้กังวล

 

อยู่สบายไร้กังวลแนะนำ

เรื่องน่าละเหี่ย อ่อนเพลียใจ ถ้าเจอในบ้านคุณ

"บ้านคือวิมานของเรา" คำนี้หลายๆ คนคงคุ้นหูกันอยู่แล้ว แต่ถ้าบ้านมันไม่ใช่วิมานล่ะ 555 มันจะกลายไปเป็น "นรกบนดิน" ซะงั้น ที่คุณต้องทนอยู่ เพราะสิ่งต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นภายในบ้านเรา (ไม่รวมเมียนะ 555) สิ่งเหล่านี้ ที่จะก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ทำให้บ้านไม่น่าอยู่ น่าละเหี่ยใจ ลองมาดูว่า คืออะไร แล้วมีวิธีแก้ไข ได้อย่างไร     ข้อที่ 1 คนในบ้านเราเอง ที่เอาแต่เรื่องร้ายๆ เรื่องหนักใจ เข้าบ้าน อันนี้จริงครับ บางทีเรื่องไม่เป็นเรื่อง คนของเราก็ทำให้มันกลายเป็นเรื่องหนักอกหนักใจได้ทันที (เดาเอาเองเรื่องอะไร) เราเองก็ต้องมองโลกในแง่ดีไว้ ใจเย็นๆ ทุกเรื่องมีทางออก ทางแก้ไขเสมอ   ข้อที่ 2 หมอน อย่าให้มันเก่าไป เก่าจะยวบๆ หนุนแล้วติดเตียง ถ้าเรานอนหลับไม่สนิท ตื่นมาก็รู้สึกได้ว่า อ่อนเพลีย ไม่สบายตัว ไม่สดชื่น ทั้งๆ ที่นอนทั้งคืน แต่มันจะนอนไม่หลับ ไม่สบาย ถ้าหมอน มันนุ่มเกินไป หรือ แข็งจนสูงเกินไป ว่างๆ ลองตรวจดูหมอนที่คุณใช้หนุนว่ามันสบายต่อการนอนมั้ย ลองลงทุน หาซื้อหมอนดีๆ สักใบสองใบ ราคาหมอนดีๆ ก็ไม่น่าจะแพงนะ ชีวิตยามเช้าของคุณ อาจจะตื่อนขึ้นมาบนวิมานจริงๆ ก็ได้     ข้อที่ 3 การกลั้นหาว จะทำให้เรารู้สึกอ่อนเพลีย เพราะ เมื่อเราง่วงแล้วเราไม่ไปนอน เอาแต่กลั้นไม่ให้หาว ง่วงก็ง่วง หาวก็ไม่หาว ร่างกายจะมีปฏิกริยา ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทั่วถึง (ออกแนววิชาการหน่อยนึง) >> นั่นสิ ง่วงก็ไปนอน จบ     ข้อที่ 4 ข้อนี้ เห็นด้วย ถ้าถึงเวลาที่ต้องซัก หรือเอาผ้าห่มไปตากแดด แต่ไม่เอาไปทำ แล้วนอนอยู่กับมัน พวกไร ฝุ่น จะทำให้เราหายใจไม่สะดวกติดขัด นอนหลับไม่สนิท หลับไม่เต็มตื่นได้ ตื่นเช้า แทบไม่อยากจะลุกจากเตียง อ่อนแอๆ...เพราะฝุ่นพวกนี้่เอง วิธีแก้ง่ายๆ เลย เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนหนุน หมอนข้างๆ บ่อยๆ แล้ว พวกหมอน หมอนข้าง ผ้านวม รวมถึงฟูก ถ้ามีเวลา ก็เอาไปตากแดด (เปรี้ยงๆ เลย) รับประกัน ไรฝุ่นตาย หายวับไปจากโลกนี้แน่นอน     ข้อที่ 5 การที่อยู่ใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้านานๆ และมากเกินไป ก็จะทำให้ร่างกายอ่อนล้า อ่อนเพลียได้ง่าย เพราะอุณหภูมิความร้อนที่กระจายออกมาจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้น ทำให้ร่างกายเราเสียน้ำ รวมถึงมีขั้วบวกที่ทำให้เกิดฮอร์โมนอ่อนเพลีย ซึมเศร้าได้ พยายามหลีกเลี่ยงนะ   ข้อที่ 6 บ้าน "รก" ถ้าตามหลักการอยู่อาศัยแล้ว ถ้าบ้านรก หันไปทางไหน มีของใช้วางระเกะระกะ จานชามก็ไม่ล้าง เกะกะขวางทาง รกรุงรังไปหมด ดูแล้วก็หงุดหงิด รำคาญใจ ก่อให้เกิดความเบื่อหน่ายได้ และอีกทั้ง ในหลักฮวงจุ้ย อยู่ดีมีสุข บ้านที่เราอยู่ ไม่ควร "รก" จะทำให้เรา ขาดพลังชีวิต (นั่นไง พลังหายไป) ดังนั้น เราควรต้องจัดบ้านให้น่าอยู่ สอาดสะอ้าน สบายตา เข้าไว้     ข้อที่ 7 หน้าต่างสกปรก ปกติแล้ว เราอยู่บ้าน ถ้าไม่เปิดแอร์ เราก็จะเปิดหน้าต่าง เพื่อที่จะให้ลมพัด ถ่ายเทเข้ามาในบ้าน หากหน้าต่าง มีฝุ่น แบคทีเรีย สิ่งสกปรกเกาะอยู่เต็มเลย เมื่อลมพัดเข้าบ้าน ก็จะพัดสิ่งสกปรกเหล่านี้เข้ามาในบ้านด้วย อาจจะทำให้คนในบ้าน ไม่สบาย เจ็บป่วย อ่อนเพลีย ได้   เท่าที่ยกมาให้ 7 ข้อ ผมว่ามันยังคงมีข้ออื่นๆ อีกเพียบ ที่ก่อให้เราอ่อนล้า อ่อนเพลีย เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น หากใคร มีความเห็นเพิ่มเติม ก็สามารถกรอก แสดงความคิดเห็นคุณในกล่องข้อความด้านล่างบทความนี้ได้เลยครับ     ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ วันนี้ บายๆ ไปก่อน เรียบเรียงโดย นาย OneFineDay ʕ•ᴥ•ʔ     ข้อมูลดีๆ ประกอบจาก Hunsa.com ภาพประกอบสวยๆ จาก Pixabay.com

อยู่สบายไร้กังวลล่าสุด

1 2 3 ... 5
เรื่องน่าละเหี่ย อ่อนเพลียใจ ถ้าเจอในบ้านคุณ

เรื่องน่าละเหี่ย อ่อนเพลียใจ ถ้าเจอในบ้านคุณ

"บ้านคือวิมานของเรา" คำนี้หลายๆ คนคงคุ้นหูกันอยู่แล้ว แต่ถ้าบ้านมันไม่ใช่วิมานล่ะ 555 มันจะกลายไปเป็น "นรกบนดิน" ซะงั้น ที่คุณต้องทนอยู่ เพราะสิ่งต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นภายในบ้านเรา (ไม่รวมเมียนะ 555) สิ่งเหล่านี้ ที่จะก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ทำให้บ้านไม่น่าอยู่ น่าละเหี่ยใจ ลองมาดูว่า คืออะไร แล้วมีวิธีแก้ไข ได้อย่างไร     ข้อที่ 1 คนในบ้านเราเอง ที่เอาแต่เรื่องร้ายๆ เรื่องหนักใจ เข้าบ้าน อันนี้จริงครับ บางทีเรื่องไม่เป็นเรื่อง คนของเราก็ทำให้มันกลายเป็นเรื่องหนักอกหนักใจได้ทันที (เดาเอาเองเรื่องอะไร) เราเองก็ต้องมองโลกในแง่ดีไว้ ใจเย็นๆ ทุกเรื่องมีทางออก ทางแก้ไขเสมอ   ข้อที่ 2 หมอน อย่าให้มันเก่าไป เก่าจะยวบๆ หนุนแล้วติดเตียง ถ้าเรานอนหลับไม่สนิท ตื่นมาก็รู้สึกได้ว่า อ่อนเพลีย ไม่สบายตัว ไม่สดชื่น ทั้งๆ ที่นอนทั้งคืน แต่มันจะนอนไม่หลับ ไม่สบาย ถ้าหมอน มันนุ่มเกินไป หรือ แข็งจนสูงเกินไป ว่างๆ ลองตรวจดูหมอนที่คุณใช้หนุนว่ามันสบายต่อการนอนมั้ย ลองลงทุน หาซื้อหมอนดีๆ สักใบสองใบ ราคาหมอนดีๆ ก็ไม่น่าจะแพงนะ ชีวิตยามเช้าของคุณ อาจจะตื่อนขึ้นมาบนวิมานจริงๆ ก็ได้     ข้อที่ 3 การกลั้นหาว จะทำให้เรารู้สึกอ่อนเพลีย เพราะ เมื่อเราง่วงแล้วเราไม่ไปนอน เอาแต่กลั้นไม่ให้หาว ง่วงก็ง่วง หาวก็ไม่หาว ร่างกายจะมีปฏิกริยา ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทั่วถึง (ออกแนววิชาการหน่อยนึง) >> นั่นสิ ง่วงก็ไปนอน จบ     ข้อที่ 4 ข้อนี้ เห็นด้วย ถ้าถึงเวลาที่ต้องซัก หรือเอาผ้าห่มไปตากแดด แต่ไม่เอาไปทำ แล้วนอนอยู่กับมัน พวกไร ฝุ่น จะทำให้เราหายใจไม่สะดวกติดขัด นอนหลับไม่สนิท หลับไม่เต็มตื่นได้ ตื่นเช้า แทบไม่อยากจะลุกจากเตียง อ่อนแอๆ...เพราะฝุ่นพวกนี้่เอง วิธีแก้ง่ายๆ เลย เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนหนุน หมอนข้างๆ บ่อยๆ แล้ว พวกหมอน หมอนข้าง ผ้านวม รวมถึงฟูก ถ้ามีเวลา ก็เอาไปตากแดด (เปรี้ยงๆ เลย) รับประกัน ไรฝุ่นตาย หายวับไปจากโลกนี้แน่นอน     ข้อที่ 5 การที่อยู่ใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้านานๆ และมากเกินไป ก็จะทำให้ร่างกายอ่อนล้า อ่อนเพลียได้ง่าย เพราะอุณหภูมิความร้อนที่กระจายออกมาจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้น ทำให้ร่างกายเราเสียน้ำ รวมถึงมีขั้วบวกที่ทำให้เกิดฮอร์โมนอ่อนเพลีย ซึมเศร้าได้ พยายามหลีกเลี่ยงนะ   ข้อที่ 6 บ้าน "รก" ถ้าตามหลักการอยู่อาศัยแล้ว ถ้าบ้านรก หันไปทางไหน มีของใช้วางระเกะระกะ จานชามก็ไม่ล้าง เกะกะขวางทาง รกรุงรังไปหมด ดูแล้วก็หงุดหงิด รำคาญใจ ก่อให้เกิดความเบื่อหน่ายได้ และอีกทั้ง ในหลักฮวงจุ้ย อยู่ดีมีสุข บ้านที่เราอยู่ ไม่ควร "รก" จะทำให้เรา ขาดพลังชีวิต (นั่นไง พลังหายไป) ดังนั้น เราควรต้องจัดบ้านให้น่าอยู่ สอาดสะอ้าน สบายตา เข้าไว้     ข้อที่ 7 หน้าต่างสกปรก ปกติแล้ว เราอยู่บ้าน ถ้าไม่เปิดแอร์ เราก็จะเปิดหน้าต่าง เพื่อที่จะให้ลมพัด ถ่ายเทเข้ามาในบ้าน หากหน้าต่าง มีฝุ่น แบคทีเรีย สิ่งสกปรกเกาะอยู่เต็มเลย เมื่อลมพัดเข้าบ้าน ก็จะพัดสิ่งสกปรกเหล่านี้เข้ามาในบ้านด้วย อาจจะทำให้คนในบ้าน ไม่สบาย เจ็บป่วย อ่อนเพลีย ได้   เท่าที่ยกมาให้ 7 ข้อ ผมว่ามันยังคงมีข้ออื่นๆ อีกเพียบ ที่ก่อให้เราอ่อนล้า อ่อนเพลีย เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น หากใคร มีความเห็นเพิ่มเติม ก็สามารถกรอก แสดงความคิดเห็นคุณในกล่องข้อความด้านล่างบทความนี้ได้เลยครับ     ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ วันนี้ บายๆ ไปก่อน เรียบเรียงโดย นาย OneFineDay ʕ•ᴥ•ʔ     ข้อมูลดีๆ ประกอบจาก Hunsa.com ภาพประกอบสวยๆ จาก Pixabay.com
วิธีรับมือเมื่อหลังคาบ้านรั่วซึม

วิธีรับมือเมื่อหลังคาบ้านรั่วซึม

รอยรั่วบนหลังคาเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ อาจเกิดจากอุบัติเหตุจากธรรมชาติ เช่น กิ่งไม้ร่วงใส่ ลมพายุ ใบไม้ทับถม หรือแม้แต่การเลือกใช้กระเบื้องที่มีรอยแตกหักมามุงหลังคา องศาในการมุงหลังคา การหันทิศทางของแผ่นกระเบื้อง การมุงไม่สนิท สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ทำให้เกิดรอยรั่วได้ทั้งนั้น ความเสียหายที่อาจเกิดเมื่อหลังคารั่ว จะเกิดน้ำไหลผ่านหลังคาจนมาถึงเพดาน หากปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานก็จะทำให้บ้านกลายเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของเชื้อรา ส่งผลให้คนในบ้านมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจ อีกทั้งยังทำให้บ้านมีคราบน้ำ ดูสกปรกอีกด้วย       วิธีรับมือเบื้องต้น เช็ครอยรั่ว หากมีน้ำหยดลงมาบริเวณฝ้าเพดาน ถ้าใช้ฝ้าเพดานชนิดที่สามารถเปิดได้ ก็ควรเปิดเช็ครอยรั่วว่ามาจากส่วนใดของหลังคา เพื่อที่จะได้แจ้งช่างซ่อมได้ถูกจุด   ซ่อมแซมด้วยตัวเอง ในกรณีที่มีรอยรั่วไม่มาก สามารถซ่อมได้ด้วยตนเอง ให้ซื้อวัสดุสำหรับงานซ่อมรอยรั่ว หรือวัสดุกันซึมมาอุดรอยรั่วเบื้องต้น ก่อนที่จะโทรตามช่างเพื่อซ่อมแซมหลังคาครั้งใหญ่   หมั่นทำความสะอาดหลังคาอยู่เสมอ หนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดรอยรั่ว คือ การผุพังของวัสดุอันเกิดมาจากการทับถมของซากใบไม้ และกิ่งไม้เป็นระยะเวลานาน การทำความสะอาดพื้นที่เหล่านี้จะช่วยให้หลังคาไม่ต้องแบกรับน้ำหนักที่มากเกินไป อีกทั้งยังสามารถระบายน้ำได้อย่างรวดเร็วเวลาที่ฝนตกหนักๆ อีกด้วย   การเลือกใช้รางน้ำฝนที่มีขนาดไม่สัมพันธ์กับหลังคา เช่น ขอบรางด้านนอกสูงกว่าด้านใน จึงทำให้ปริมาณน้ำฝนไหลย้อนกลับเข้าสู่ตัวบ้านจนเกิดรอยร้าว ทางแก้เบื้องต้น คือ เจาะรูระบายเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำฝนล้นรางตามมา   จะเห็นได้ว่าวิธีตรวจสอบหลังคาบ้านของเราว่ารั่วหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ทั้งนี้ควรตรวจสอบเป็นประจำทุกๆ ปี ไม่ต้องรอให้เข้าหน้าฝน หรือรอให้เห็นร่องรอยของน้ำก่อนแล้วค่อยตรวจสอบ ที่สำคัญควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์มุงหลังคาที่มีคุณภาพ พร้อมช่างที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การรับประกันหลังงานเสร็จ เพื่อความสบายใจของทุกคนในบ้านนะคะ   ขอบคุณแหล่งที่มา : www.eswc2010.com/วิธีรับมือเบื้องต้นเมื/ ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com
ผู้หญิงเช่าห้องพักอยู่คนเดียว ควรระวังเรื่องอะไรบ้าง?

ผู้หญิงเช่าห้องพักอยู่คนเดียว ควรระวังเรื่องอะไรบ้าง?

สมัยนี้ภัยอันตรายต่างๆ นั้น มีอยู่ชนิดที่เรียกได้ว่าแทบจะรอบตัวเลยทีเดียว แถมยังไม่เกี่ยงด้วยว่าจะเกิดที่ไหนเวลาใด โดยเฉพาะกับคุณผู้หญิงที่ต้องเช่าห้องพักอยู่คนเดียว อาจจะเพราะต้องทำงาน หรือเรียนหนังสือไกลบ้านก็แล้วแต่ หากไม่ระมัดระวัง ก็ยิ่งจะพาให้ตัวเองมีโอกาสเกิดอันตราย กับทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้นไปอีก ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของคุณสาวๆ เอง หากจะหวังให้มีคนมาช่วยได้ทันในเวลาคับขัน เหมือนอย่างในละครหรือในภาพยนต์ ก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ สิ่งสำคัญ จึงเป็นตัวคุณเอง ที่ต้องระมัดระวังความปลอดภัยของตัวเองให้ดีที่สุดและไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องตกอยู่ในความเสี่ยง โดยไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด สิ่งที่คุณสาวๆ ต้องให้ความสำคัญ เมื่อจำเป็นจะต้องเช่าห้องพักอยู่คนเดียว มีดังนี้ค่ะ     เลือกอยู่หอพักสตรี หากเป็นไปได้คุณสาวๆ ควรเลือกอยู่หอพักสตรีเท่านั้น ซึ่งจะช่วยเรื่องความปลอดภัยจากผู้ชายได้มากเลยทีเดียว   เลือกที่พักที่ไม่อยู่ในซอยลึกเกินไป ไม่ว่าจะเป็นหอพัก อพาร์ทเม้นท์ หรือคอนโดมิเนียม ควรพยายามเลือกที่พัก ที่ไม่อยู่ในซอยลึกเกินไป และเดินทางไป-กลับ เข้า-ออก ได้สะดวก และที่สำคัญ หากเป็นเวลากลางคืน ควรจะมีไฟที่ให้แสงสว่างข้างทาง โดยเฉพาะหากคุณต้องเลิกงานดึกๆ หรือทำงานเข้างานเป็นเวลา   สถานที่พักควรมีระบบการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เช่น มียามรักษาความปลอดภัย และระบบสกรีนคนเข้าออก โดยใช้การ์ด หรือการแลกบัตรประชาชน มีกล้องวงจรปิดทั้งด้านนอก และภายในบริเวณอาคาร และไม่ปล่อยให้คนนอก เข้าหรือออกได้ตามความพอใจ   ห้องที่มีระเบียงจัดการล็อคให้ดี ควรต้องระมัดระวัง อย่าลืมปิดแล้วจัดการล็อคให้ดี และหมั่นตรวจดูด้วยว่า ที่ล็อคมีความแข็งแรงหรือไม่ โดยเฉพาะหากระเบียงนั้น สามารถใช้บันไดปีนขึ้นมาบนห้อง หรือปีนจากห้องข้างๆ ข้ามเข้ามาได้ รวมไปถึงตรวจสอบความแข็งแรงของหน้าต่างด้วย   หากได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ควรตรวจดูผ่านตาแมว (ถ้ามี) หรือถามดูให้ให้แน่ใจก่อนว่าเป็นใคร ถึงค่อยเปิดประตูออกไปดู   สำรวจเพื่อนข้างๆ ห้อง โดยเฉพาะหากว่าเป็นผู้ชาย ก็ควรต้องหมั่นสังเกตถึงพฤติกรรม หากรู้สึกว่าเริ่มมีความไม่น่าไว้วางใจ ก็ควรระวังเป็นพิเศษ แต่หากดูแล้วพบว่ามีความเสี่ยงมากเกินไป แล้วสามารถย้ายห้องได้ ก็ควรจะย้ายไปในส่วนที่มีความปลอดภัยมากกว่า อย่าลังเล และทั้งหมดนี้ คือวิธีการที่จะช่วยปกป้องความปลอดภัย ให้กับคุณสาวๆ ในเบื้องต้นขอให้จำไว้ว่า อย่าประมาท อย่าเผลอเรอโดยเด็ดขาด มีสติ และระมัดระวังตัวเองตลอดเวลาเพราะอันตรายนั้น สามารถจะเกิดขึ้นกับคุณได้ทุกที่ ทุกเวลานั่นเองค่ะ   ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.plerne.com/ผู้หญิงพักคนเดียว/ ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com/ https://unsplash.com/
5 ปัญหาแย่ๆ ที่ทำให้เพื่อนบ้านเกลียดโดยไม่รู้ตัว

5 ปัญหาแย่ๆ ที่ทำให้เพื่อนบ้านเกลียดโดยไม่รู้ตัว

เคยรู้สึกหงุดหงิดเพื่อนบ้านบ้างไหม… บางครั้งที่เพื่อนบ้านอาจทำให้เราไม่พอใจ หรือสร้างปัญหาใดๆ ขึ้นมา จนทำให้เราลำบากใจ…เพื่อนบ้านเกลียด จะโวยวายก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะผิดใจกัน เราขอแนะนำให้คุณรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านไว้ เพราะคุณเองก็คงไม่อยากต้องอยู่ในบ้านที่รายล้อมไปด้วยศัตรูหรอกใช่ไหม… ในยามที่เราไม่อยู่บ้าน เพื่อนบ้านจะเป็นหูเป็นตาที่ดีที่สุดสำหรับเรา ในกรณีที่เพื่อนบ้านของคุณสร้างปัญหาหรือทำให้คุณไม่พอใจ ควรพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจกันดีๆ ด้วยวิธีประณีประนอม ในขณะเดียวกัน บางครั้งคุณเองก็อาจทำให้เพื่อนบ้านไม่พอใจโดยที่คุณไม่รู้ตัวได้เช่นกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเพื่อนบ้านว่าเขาจะมาตักเตือนคุณไหม แต่ทางที่ดีที่สุดที่คุณจะสามารถอยู่ร่วมกับคนหมู่มากให้มีความสุขได้ คือต้องมองที่ตัวเองเสมอว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้น สร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้านหรือไม่ สร้างความลำบากใจให้ใครหรือเปล่า ซึ่งปัญหาที่เรามักทำโดยไม่รู้ตัวกันมีดังนี้   1.ต้นไม้ยื่นออกมาในบริเวณบ้านคนอื่น   นี่เป็นปัญหาที่เบสิกสุดๆ ปัญหาหนึ่งเลยก็ว่าได้ สำหรับคนที่รักสวน และชอบความร่มรื่นก็มักจะปลูกต้นไม้ใหญ่หลายๆ ต้น ในบริเวณบ้าน ซึ่งในช่วงแรกๆ อาจไม่มีปัญหา แต่เมื่อต้นไม้โตขึ้น แผ่กิ่งก้านสาขามากมาย ก็อาจทำให้เราหลงลืม และไม่ใส่ใจ ยิ่งเป็นต้นไม้ใหญ่ๆ ก็ถูกปล่อยตามธรรมชาติ ในขณะเดียวกันบางทีกิ่งก้าน หรือใบไม้ต่างๆ ของต้นไม้บ้านเรา อาจปลิวไปตกที่บริเวณบ้านคนอื่น สร้างความรกและสกปรก ให้กับเพื่อนบ้านโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว   วิธีแก้ปัญหา: เลือกปลูกต้นไม้ให้ห่างจากบริเวณที่ติดกับบ้านคนอื่น คอยดูแล ตัดแต่งต้นไม้เป็นประจำ เพื่อทำให้กิ่งก้านของต้นไม้ไม่รกจนเกินไป และใบไม้จะได้ไม่ปลิวร่วงไปนอกบริเวณ   2.สวนแนวตั้งทำให้บ้านคนอื่นชื้น สำหรับบ้านที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่อย่างทาวน์โฮมหรือตึกแถว แต่อยากมีพื้นที่สีเขียว หลายบ้านจึงเลือกทำสวนแนวตั้งเพื่อเพิ่มความร่มรื่นให้กับบ้าน แต่การทำสวนในรูปแบบนี้อาจทำให้บ้านของคนอื่นชื้นได้โดยไม่รู้ตัว หากไม่ได้รับการจัดพื้นที่ และดูแลอย่างเหมาะสม ซึ่งความชื้นที่เกิดจากสวนแนวตั้งนี้ สามารถสร้างความเสียหายให้กับผนัง/กำแพงของเพื่อนบ้านได้ อาทิ การเกิดเชื้อรา หรือสีกำแพงลอกล่อน   วิธีแก้ปัญหา: เลือกปลูกพรรณไม้จำพวกแคคตัสหรือไม้อวบน้ำ หรือไม้ทนแล้งอื่นๆ จะได้ไม่ต้องรดน้ำบ่อยๆ แถมดูแลง่ายอีกด้วย หรือจัดใส่ภาชนะปลูกให้เป็นระเบียบ ลายละเอียดไม่ต้องเยอะ ก็เท่ไปอีกแบบ   3.ที่ทิ้งขยะ โชคดีที่หมู่บ้านในยุคสมัยนี้เริ่มมีถังขยะในบ้าน ที่สามารถเปิดได้จากทั้งในบ้านและนอกบ้าน สะดวกสำหรับทั้งคนทิ้งและคนเก็บ แต่สำหรับหมู่บ้านเก่าหรือในชุมชนที่ไม่มีที่ทิ้งขยะ การกองถุงขยะทิ้งไว้หน้าบ้านอาจทำให้ทัศนียภาพเสีย หน้าบ้านไม่น่ามอง แถมยังส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์รบกวนไปทั่วอีกด้วย ซึ่งถ้าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น เพื่อนบ้านต้องไม่ชอบใจแน่นอน   วิธีแก้ปัญหา: หาถังขยะมาตั้งไว้หน้าบ้าน พร้อมฝาปิดอย่างมิดชิด เพื่อไม่ให้กลิ่นรบกวน และที่สำคัญควรรักษาความสะอาดบริเวณหน้าบ้านด้วย   4.ต่อเติมบ้าน เชื่อว่ามีหลายบ้าน เมื่ออยู่บ้านไปนานๆ จนบ้านเริ่มเก่า อาจรู้สึกเบื่อ จึงทำให้อยากปรับเปลี่ยน เพิ่มเติม หรือแก้ไขปัญหาสึกหรอต่างๆ ซึ่งการลงมือต่อเติมใดๆ ก็แล้วแต่มักจะส่งเสียงดังรบกวนไปทั่ว หรือการต่อเติมในจุดที่เป็นส่วนรวมของบ้านทั้ง 2 หลัง เช่นกำแพงรั้ว หากเราทำไปโดยพลการอาจทำให้เพื่อนบ้านไม่พอใจ เพราะว่าการกระทำดังกล่าวมีผลกระทบต่อบ้านของเขาด้วย   วิธีแก้ปัญหา: ควรเจรจาบอกกล่าวเพื่อนบ้านก่อนลงมือทำการต่อเติมใดๆ แจ้งให้เพื่อนบ้านรับรู้ก่อนว่า เราจะปรับปรุงบ้านช่วงวันไหน อาจจะเกิดเสียงดังรบกวน ควรขอโทษไว้ก่อน จะช่วยทำให้เพื่อนบ้านไม่รู้สึกติดใจอะไรมาก กรณีที่จะทำการต่อเติมในจุดที่เป็นส่วนรวมก็ควรขออนุญาต และชี้แจงกับเพื่อนบ้านให้เรียบร้อยก่อนลงมือทำ   5.ที่จอดรถ ยกให้เป็นสุดยอดของปัญหาที่น่าปวดหัวปัญหาหนึ่ง เพราะการจอดรถไว้หน้าบ้านนอกจากจะสร้างความลำบากให้กับเพื่อนบ้านแล้ว ยังทำให้ผู้ที่สัญจรไปมาหงุดหงิดอีกด้วย เวลาเพื่อนบ้านจะออกไปข้างนอกแล้วติดรถเราอยู่ออกไม่ได้ อาจทำให้เขาเสียเวลาได้   วิธีแก้ปัญหา : อันดับแรกควรซื้อบ้านที่มีที่จอดรถพอสำหรับจำนวนรถที่มี หากอยู่ทาวน์เฮ้าส์ก็ไม่ควรมีรถไว้ถึง 3-4 คัน เพราะการจอดรถไว้หน้าบ้าน เป็นการรบกวนคนอื่น ถึงแม้ว่าจะเป็นหน้าบ้านของเราก็ตาม แต่ถนนหน้าบ้านมีไว้ให้ทุกคนได้ใช้ร่วมกัน สำหรับสัญจรไปมา ไม่ใช่คิดว่าเป็นหน้าบ้านตัวเองแล้วจะจอดได้ ควรคำนึงถึงความเหมาะสม หากถนนมีความกว้างมากพอที่จะให้รถขับผ่านได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่เพื่อลดปัญหาดังกล่าวเมื่อกลับถึงบ้านควรถอยรถจอดในบ้าน น่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ส่วนในกรณีที่ถ้าเจ้าของบ้านเป็นคนเพื่อนเยอะ  มีเพื่อนมาหามากจนบริเวณหน้าบ้านไม่มีที่จอดรถ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนอื่น ควรให้เพื่อน/แขก ที่จะมาพบจอดรถไว้บริเวณส่วนกลางก็ช่วยทำให้ไม่เกิดปัญหาเหล่านี้ได้   แน่นอนว่าหลายๆคนน่าจะเคยเจอกับปัญหาเหล่านี้มาบ้างแล้ว เคยเบื่อหน่าย หงุดหงิดเพื่อนบ้าน แต่อย่าลืมว่าบางครั้งเราก็อาจทำเรื่องที่น่าหงุดหงิดเหล่านี้เช่นกัน ทางที่ดีคือควรใส่ใจซึ่งกันและกัน อะไรที่เราไม่ชอบ ก็ไม่ควรทำกับคนอื่น และเมื่อมีปัญหาควรหาวิธีประนีประนอมคุยกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ในภายภาคหน้าค่ะ   ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.baanlaesuan.com/49134/ideas/neighbor_problem/ ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com
5 ของตกแต่งบ้าน เพิ่มความโรแมนติกให้บ้านคุณ

5 ของตกแต่งบ้าน เพิ่มความโรแมนติกให้บ้านคุณ

1. ดอกไม้ สิ่งที่เป็นตัวแทนของความโรแมนติก คงหนีไม่พ้น ดอกไม้ เพราะดอกไม้เป็นสิ่งที่สวยงาม ความมีชีวิตชีวา ใครเห็นก็รู้สึกสดชื่น คนรักก็มักจะมอบช่อดอกไม้ให้แก่กันเพื่อแสดงความรัก หากมุมของบ้านมีดอกไม้ประดับอยู่ในแจกัน ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศโรแมนติกได้ ซึ่งในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องใช้ดอกไม้สดเพียงอย่างเดียว แต่เราสามารถใช้ดอกไม้ประดิษฐ์แทนได้ บางทีอาจจะสวยงามกว่าของจริงซะด้วยซ้ำ   2. แสงเทียน หากนึกถึงบรรยากาศโรแมนติก แสงจากเทียน เป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่นิยมนำมาเป็นของตกแต่ง ให้อารมณ์ความรู้สึกผ่อนคลาย ดูอบอุ่น เราสามารถใช้เชิงเทียนมาเป็นของตกแต่งบ้านได้ ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเชิงเทียนเดี่ยว แบบ 3, แบบ 5, แบบ 7 หรือแบบ 9 เล่ม โดยแสงสว่างก็จะเพิ่มตามจำนวนเล่มเทียน แต่ถ้ากังวลเรื่องการเกิดเพลิงไหม้ ปัจจุบันได้มีผู้คิดค้นเทียนแบบใส่ถ่านแบตเตอรี่ ให้แสงไฟใกล้เคียงกับของจริงมาก การวางเชิงเทียน เหมาะกับการวางไว้บนโต๊ะอาหาร หรือโต๊ะที่อยู่ตามมุมห้อง ตามทางเดิน เพื่อใช้เป็นแสงสว่างได้อย่างลงตัว   3.รูปภาพ การใช้รูปภาพ หรือกรอบรูป มาประดับผนังของบ้าน จะช่วยให้ห้องไม่โล่งเกินไป และถ้าเป็นภาพวิวทิวทัศน์แนวธรรมชาติ หรือภาพคู่แต่งงาน ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศโรแมนติกได้ ยิ่งถ้ามีแสงเทียนส่องไปที่ภาพด้วยแล้ว ความรู้สึกคงจะเหมือนกลีบกุหลาบล่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าเลยทีเดียว แถมยังเป็นการย้ำเตือนความทรงจำในวันเก่าๆ ที่ความรักของคู่รักสุขงอม หวนให้นึกถึงคนึงหา   4. โคมไฟ ในบ้านหรือห้องนอน จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการติดหลอดไฟ เพื่อความสว่างในการอยู่อาศัย แต่ถ้าหากต้องการความโรแมนติก เราก็สามารถเลือกโคมไฟ ที่มีดีไซน์สวย แบบระย้า แบบรูปทรงแปลกตา มาช่วยเสริมให้บรรยากาศเป็นโทนสีละมุน โดยอาจจะใช้หลอดไฟสีอุ่น เช่น ส้มอ่อน รับรองห้องของคุณจะน่าอยู่มากขึ้น ใช้เวลาในบ้านมากขึ้น ได้อยู่กับครอบครัว   5. น้ำหอม น้ำหอมหรือน้ำหอมปรับอากาศ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญของการสร้างความโรแมนติกให้กับบ้านของคุณ เพราะกลิ่นเป็นหนึ่งในสัมผัสทั้ง 5 สามารถช่วยให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เปลี่ยนอารมณ์และบรรยากาศของห้องได้ จึงไม่แปลกที่ห้องฮันนีมูนสูท จะใช้กลิ่นหอมของดอกไม้ มาช่วยสร้างบรรยากาศให้คู่รักรู้สึกผ่อนคลาย เคลิบเคลิ้ม   สำหรับใครที่กำลังอยากหาของตกแต่งบ้าน มาช่วยสร้างบรรยากาศความโรแมนติกในบ้าน ก็อย่าลืมนำของตกแต่งบ้านที่เราแนะนำ นำไปเป็นข้อมูลในการเลือกซื้อของกันดูนะค่ะ รับรองว่าจะช่วยให้คุณสร้างบรรยายกาศภายในห้องนอนได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยให้คุณมีช่วงเวลาดีๆ กับคนรักอีกด้วย ^_^   ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.wemall.com/blog/3500/5-decorating-romantic ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com https://unsplash.com  
นอนหลับอย่างไร ให้เป็นสุข

นอนหลับอย่างไร ให้เป็นสุข

หากจะพูดว่าการนอนหลับมีส่วนสำคัญที่จะกำหนดคุณภาพชีวิตของเรา หรือนัยว่าเรานอนอย่างไร เหมือนกับที่พูดว่าเรากินอะไรเราก็เป็นอย่างนั้น (You are what you eat) ก็คงไม่ผิดนัก     ถ้าเรานอนหลับสนิทและนานพอเหมาะ เราจะตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจจะหมดไป ขณะเดียวกันร่างกายและจิตใจก็สามารถสังเคราะห์หล่อหลอมอาหารและประสบการณ์ที่รับเข้าไปในวันวานได้เต็มที่ ก่อเกิดเป็นคุณภาพของชีวิต (ในวัน) ใหม่ที่เปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์ แต่ถ้าเรานอนหลับ ๆ ตื่น ๆ นอนน้อย เราจะตื่นขึ้นมาด้วยความง่วงเหงาหาวนอนยังงัวเงีย มึนงง คล้าย ๆ กับว่ายังไม่พร้อมที่จะเริ่มชีวิตในวันใหม่ แต่ถ้าสุดโด่งไปอีกข้างหนึ่งคือนอนมากเกินไป ก็จะเกิดความเกียจคร้านไม่อยากทำอะไร เหมือนเวลากินอาหารมากเกินแล้วร่างกายไม่อยากขยับหรือโยกย้ายไปไหน เรียกว่าเกิดภาวะสะสมมากเกินไป     ดังนั้น ถ้าต้องการทีคุณภาพชีวิตที่ดีก็ต้องดูแลเสาหลักแห่งการนอนหลับให้ดีด้วย ดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ปริมาณคือนอนจำนวนชั่วโมงที่พอเพียง ส่วนคุณภาพคือนอนหลับให้สนิท ถ้าได้นอนหลับลึกถึงขนาดที่เรียกว่า “ โยคะนิทรา ” (Yoka nidra) คือนอนหลับอย่างมีสมาธิ (Meditive sleep) ด้วยละก็ถือว่าเป็นสุดยอดของการนอนหลับเลยทีเดียว ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับที่น่าจะช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้น   นอนหัวค่ำตื่นแต่เช้า ควรเข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้า ดีกว่านอนดึกตื่นสาย ถ้าเป็นไปได้ควรเข้านอนอย่าให้เกิน 4 ทุ่ม เพราะช่วงเวลาระหว่าง 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มนั้นตามหลักอายุรเวทถือว่าเป็นช่วงเวลาของธาตุดิน ธาตุน้ำ บรรยากาศโดยทั่วไปจะมีความหนักหน่วงโน้มนำให้นอนหลับได้ง่าย เหมือนกับธรรมชาติส่งสัญญาณให้รู้ว่าชีวิตในวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว ถึงเวลาของการพักผ่อนเสียที (ยกเว้นสัตว์บางประเภทที่มีวงจรชีวิตตื่นและหากินตอนกลางคืน) แต่ถ้าเลย 4 ทุ่มไปแล้วจะเป็นช่วงเวลาที่ธาตุไฟเพิ่มขึ้นทำให้ร่างกายตื่นตัวอีกครั้ง และอาจส่งผลให้นอนไม่หลับ (ยกเว้นคนที่หลับง่ายและนอนดึกจนเคยชิน) ส่วนที่ให้ตื่นแต่เช้านั้นก็ประมาณว่า ช่วงก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเป็นช่วงที่ธรรมชาติเปี่ยมด้วยพลังชีวิต   เผื่อเวลาอาหารมื้อเย็น ควรเผื่อเวลาให้อาหารมื้อเย็นถูกย่อยให้เสร็จก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง นั่นหมายถึงว่าควรกินอาหารมื้อเย็นให้เร็วสักหน่อย เพราะการนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ถ้ากินอาหารเสร็จแล้วเข้านอนโดยทันที จำทำให้อาการไม่ถูกย่อย เพราะกระเพราะอาหารทำงานไม่เต็มที่ ขณะเดียวหันก็จะนอนหลับไม่สนิทด้วย   ล้างหน้า ล้างมือ ล้างเท้าก่อนนอน ก่อนเข้านอนควรล้างมือ เท้า และหน้า และใช้น้ำมัน ( ถ้าได้น้ำมันงายิ่งดี ) นวดที่ฝ่าเท้า จะทำให้เกิดความผ่อนคลายและหลับสนิทขึ้น อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น คือดื่มนมต้มอุ่น ๆ สักแก้วก่อนนอน เนื่องจากมีคุณสมบัติชุ่มชื้น บำรุง อาการนอนไม่หลับนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากร่างกายตื่นตัว ความชุ่มชื้นของนมจะทำให้เกิดความหนืดหน่วงลดความตื่นตัวทำให้นอนหลับง่ายขึ้น   ไม่ทำกิจกรรมตื่นเต้นก่อนนอน ก่อนเข้านอนไม่ควรทำกิจกรรมใด ๆ ที่จะกระตุ้นให้ตื่นตัว เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เร้าใจชวนติดตาม เพราะจะทำให้คุณไม่อยากนอนหลับหรือนอนไม่หลับ หรือไม่ก็ทำให้หลับไม่สนิท เพราะเก็บเอาเรื่องราวที่ดูหรืออ่านไม่เป็น ถ้าจะฟังเพลงเพราะฟังดนตรีที่นุ่นนวลชวนให้อารมณ์และจิตใจผ่อนคลายช่วยให้หลับง่ายขึ้น ถ้าต้องการหลับให้สนิทและจิตใจได้พักผ่อนอย่างสมบูรณ์ ควรจะทำจิตใจให้สงบโดยการสวดมนต์และทำสมาธิ การทำสมาธิก่อนนอนจะทำให้หลับได้ลึกอย่างที่เรียกว่า “ โยคะนิทรา ” คือหลับแบบมีสมาธิได้   ท่านอนต้องเหมาะสม ท่าและทิศในการนอนก็มีผลต่อการนอนหลับด้วยเหมือนกัน ท่านอนตะแคงขวาจะทำให้รูจมูกซ้ายโล่งเพราะน้ำหนักตัวไปลงที่ร่างกายซีกขวา รูจมูกซ้ายสัมพันธ์พลังเย็น เมื่อเปิดโล่งจะทำให้ร่างกายชุ่มเย็นและผ่อนคลาย การนอนตะแคงขวาจึงทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น ส่วนท่านอนตะแคงซ้ายจะทำให้รูจมูกขวาซึ่งสัมพันธ์กับพลังร้อนเปิดโล่ง มีผลทำให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น จึงเหมาะที่จะเป็นท่านอนช่วงสั้น ๆ ก่อนหรือหลังอาหารมากกว่า ไม่เหมาะที่จะเป็นท่าในการนอนหลับเพราะมีผลทำให้ร่างกายร้อนขึ้น ท่านอนหงายมีผลทำให้การไหลเวียนของพลังในร่างกายไม่ดี ทำให้ธาตุลมกำเริบ ส่วนท่านอนคว่ำเป็นท่าที่ไม่เหมาะสมที่สุด เพราะร่างกายโดยเฉพาะบริเวณท้องและอกถูกกดทับทำให้หายใจไม่สะดวก   ไม่ควรนอนกลางวัน โดยทั่วไปแล้วไม่ควรนอนกลางวันเพราะทำให้อาหารไม่ย่อยและเป็นไข้ได้ ยกเว้นในฤดูร้อนที่อนุโลมให้นอนหลับตอนกลางวันได้ เพราะอากาศร้อนทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย การนอนกลางวันจะช่วยฟื้นคืนพลังได้ หรือคนแก่ เด็กเล็ก คนที่ร่างกายอ่อนเพลีย หรือเหน็ดเหนื่อยจากการมีเพศสัมพันธ์ การใช้แรงมากๆ จากการเดินทางหรืออดนอน อนุโลมให้นอนตอนกลางวันได้เพื่อชดเชยพลังที่สูญเสียไป   ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก สสส.
ข้อควรระวังสำหรับการอาบน้ำ

ข้อควรระวังสำหรับการอาบน้ำ

การอาบน้ำชำระร่างกาย มีความละเอียด มีมุมมอง และเทคนิคต่างๆ มากมาย ปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์จากน้ำเพื่อผลในการกระตุ้นร่างกาย ฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วย       1. ควรงดการอาบน้ำในบุคคลเหล่านี้ คือ คนที่มีไข้สูง หรืออยู่ในระยะที่เริ่มจะมีอาการไข้เฉียบพลัน, ผู้ป่วยโรคหัวใจรุนแรง, โรคเลือดจาง, โรคไตวายรุนแรง, คนที่ดื่มเหล้าเมา 2. โรคที่ติดต่อกันง่าย เช่น วัณโรค แผลติดเชื้อที่ผิวหนัง ไม่ควรอาบน้ำในสระหรือที่สาธารณะร่วมกัน และควรใช้อุปกรณ์ของใช้ส่วนตัวเท่านั้น 3. คนที่มีโรคความดันสูง โรคหัวใจขาดเลือด ไม่ควรแช่น้ำร้อนนานเกิน 10 นาที ในขณะที่แช่น้ำร้อนควรถูนวดตัวไปด้วย เพื่อช่วยให้การไหลเวียนที่ผิวดีขึ้น 4. การแช่น้ำร้อนนานกว่าครึ่งชั่วโมง จะทำ ให้เลือดลงมาสะสมที่ผิวหนัง ส่งผลให้ไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ อาจเป็นลมได้ 5. ไม่ควรอาบน้ำในขณะเหงื่อออกมาก จะทำให้ไม่สบาย เพราะรูขุมขนกำลังเปิด ความเย็นจะเข้าสู่ร่างกาย 6. การอาบน้ำหลังกินข้าวอิ่มใหม่ๆ จะทำให้การย่อยอาหารมีประสิทธิภาพน้อยลง 7. การอาบน้ำร้อนปกติ อุณหภูมิไม่ควรเกิน 40 องศาเซลเซียส ยกเว้นกรณีพิเศษที่ต้องการผลเฉพาะ   ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก มูลนิธิหมอชาวบ้าน
การลดขยะในครัวเรือน Household waste reduction

การลดขยะในครัวเรือน Household waste reduction

หากใครมาบอกคุณว่า ขยะกำลังจะล้นโลก เมื่อสักสิบกว่าปีก่อนหน้านี้ คงฟังดูเป็นเรื่องตลก แต่ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อมถูกนำเสนอให้เราได้เข้าถึงความจริงอย่างรอบด้านอย่างทุกวันนี้ ปัญหาขยะล้นโลกย่อมจะไม่ใช่เรื่องเหนือจริงอีกต่อไป ถ้าเราไม่ร่วมมือกันป้องกัน กล่องพิซซ่า กล่อมโฟมข้าวมันไก่ แก้วชากาแฟ ถุงพลาสติกถุงกระดาษ เศษผักอาหาร ขวดแชมพู เครื่องสำอางฯลฯ เหล่านี้เป็นขยะที่มาจากครัวเรือนในบ้านเราแทบทั้งสิ้น ยิ่งเราอุปโภคบริโภคกันทุกวัน สร้างขยะจากเศษอาหารไม่ต่ำกว่าสามมื้อ จึงนับว่าขยะในครัวเรือนมีส่วนช่วยเพิ่มปัญหาทางสิ่งแวดล้อมอันดับต้นๆ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษในปี 2559 พบว่าขยะทั่วประเทศมีจำนวนถึง 27.04 ล้านตัน และคาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี จนรัฐบาลได้พยายามดันปัญหาขยะให้เป็นวาระแห่งชาติ ถึงกับตั้งศูนย์ปฏิบัติการให้เป็นประเทศไทยไร้ขยะ   1. ใช้ถุงผ้า ไปตลาดหรือห้างคราวหน้าถือถุงผ้าไปช็อปปิ้ง การใช้ถุงผ้าใส่ของจะช่วยลดจำนวนถุงพลาสสติกได้ เมื่อกลับมาบ้านเราจะได้ไม่มีขยะถุงพลาสติกเหลือทิ้ง   2. ใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดเติม เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดเติม (Refill) กับน้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม สบู่เหลว อาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ ภายในบ้านของเรา นอกจากจะราคาถูกกว่าแล้วการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชนิดเติมจะเป็นการลดบรรจุภัณฑ์หีบห่อในส่วนที่เป็นขยะภายในบ้านได้ และยังเป็นการลดต้นทุนในการใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการผลิต ซึ่งจะเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมทางอ้อมได้อีกทางด้วย   3. แยกประเภทขยะภายในบ้าน เพื่อสะดวกแก่พนักงานผู้เก็บขยะ และเรายังสามารถนำขยะบางชนิดไปขายเพิ่มรายได้เข้าบ้านอีกด้วย เช่น ขวดพลาสสติก ขวดแก้ว กล่องกระดาษ ฯลฯ   4.ผลิตปุ๋ยใช้เองภายในครัวเรือน เศษพืชผัก ใบไม้สามารถนำมาหมักทำปุ๋ยใส่ต้นไม้และบำรุงดิน ลดการซื้อปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพงแล้วยังมีสารพิษตกค้างด้วย   5.นำสิ่งของที่ใช้แล้วกลับมาหมุนเวียนดัดแปลงใช้ประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น ถุงพลาสติก ถุงกระดาษที่ไม่เปรอะเปื้อนให้เก็บไว้ใช้ใส่ของ ใครมีไอเดียบรรเจิดจะนำ ขวดแก้ว ขวดพลาสติก กระป๋องเครื่องดื่ม มาดัดแปลงเป็นกระบอกใส่ของ หรือกระถางต้นไม้ก็ไม่ว่ากันและหากมีเศษกระดาษสำนักงานเหลือใช้ ก็สามารถนำมาตกแต่งไว้เป็นกระดาษโน๊ตหรือทำเป็นสมุดทำมือก็เก๋ไม่เบา   เห็นไหมว่าการจัดการลดขยะในครัวเรือนเราเองก็สามารถทำได้ง่ายๆ ซึ่งนอกจากบ้านเราจะดูสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามขึ้นแล้ว เราเองยังมีส่วนช่วยลดปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมให้กับโลกที่เรารักอีกด้วย     ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.livingdd.com/household-waste-reduction/ ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com
เรื่องควรรู้ การตั้งศาลพระภูมิ ที่คุณอาจมองข้าม

เรื่องควรรู้ การตั้งศาลพระภูมิ ที่คุณอาจมองข้าม

สิ่งที่ต้องคำนึงในการตั้งศาลพระภูมิ คือ สถานที่ตั้ง ทิศทาง วันและฤกษ์ตั้ง ความสูงของศาลพระภูมิ และผู้ประกอบพิธีกรรมการตั้งศาลพระภูมิ       สถานที่ที่ตั้งศาล มีหลักการพิจารณาดังนี้   1. ที่ตั้งศาลต้องเป็นบริเวณพื้นดิน มิใช่บริเวณเดียวกับพื้นของตัวบ้าน 2. หากไม่มีพื้นที่ที่เป็นพื้นดิน สามารถทำการตั้งศาลบนชั้นดาดฟ้าได้ แต่ส่วนใหญ่ศาลที่ตั้งบนดาดฟ้าจะเป็นศาลเทพต่างๆ เช่นพระพรหม หรือ พระนารายณ์ มิใช่พระภูมิเจ้าที่ 3. จุดที่ตั้งของศาลต้องไม่ถูกเงาของตัวบ้านทอดลงมาทับ 4. ที่ตั้งของศาลควรอยู่ห่างจากบริเวณที่ตั้งของห้องน้ำ 5. อย่าตั้งศาลให้อยู่ใกล้กับตัวบ้านมากนัก 6. อย่าหันหน้าศาลเข้าสู่บริเวณที่ตั้งของห้องน้ำ 7. ไม่ควรตั้งศาลให้หันหน้าตรงกับประตูหน้าบ้าน 8. ตั้งศาลให้ห่างจากรั้วหรือกำแพงบ้านอย่างน้อย 1 เมตร 9. ถ้าสามารถยกพื้นที่ตั้งศาลให้สูงขึ้นสัก 1 คืบ จากพื้นดินได้ ก็เหมาะสมอย่างยิ่ง 10. ความสูงของศาล ควรสูงเหนือระดับสายตาของผู้เป็นเจ้าของบ้านขึ้นไปเล็กน้อย     ทิศทาง การหันหน้าศาลพระภูมิสู่ทิศมงคล   1. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ทิศอีสาน เป็นทิศที่ดีที่สุดหากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป 2. ทิศตะวันออก หรือ ทิศบูรพา เป็นทิศที่ดีอันดับ 2 หากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 100 ปี หลังจากนั้น จะมีแต่เสื่อมลงๆจนถึงขั้นหาความสุขความเจริญไม่ได้ 3. ทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ทิศอาคเณย์ เป็นทิศที่ดีอันดับ 3 หากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 50 ปี หลังจากนั้น จะมีแต่เสื่อมลงๆจนถึงขั้นหาความสุขความเจริญไม่ได้ ทิศต้องห้ามในการตั้งศาลพระภูมิ คือ ทิศตะวันตกและทิศใต้ เมื่อหาทิศทางตั้งศาลได้แล้วจะต้องพูนดินให้สูง 1 คืบ เกลี่ยดินด้วยมือและทุบให้แน่น ห้ามใช้เท้าเด็ดขาด และเตรียมน้ำมนต์ไว้พรมบริเวณพื้นดินเพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ น้ำมนต์ที่ว่านี้เรียกว่า " น้ำมนต์ธรณีสาร " น้ำมนต์ธรณีสารนี้ ทำได้โดยนำน้ำธรรมดาไปให้พระท่านสวดพระพุทธมนต์ทำเหมือนน้ำมนต์ทั่วไปแต่ต่างกัน ตรงที่ให้ท่านนำใบไม้ต้นธรณีสารมาใส่ลงในน้ำที่จะทำน้ำมนต์   วันและฤกษ์ตั้งศาล   มีความสำคัญมาก ควรเลือกวันที่ดีและมีความเป็นสิริมงคลเพื่อให้ประสิทธิ์ผลในทางมงคล แก่ผู้อยู่อาศัยในบ้านเรือนนั้นสืบต่อไป วันต่อไปนี้ถือเป็นวันที่เป็นมงคลฤกษ์ วันข้างขึ้น วันข้างแรม ๒ ค่ำ ๒ ค่ำ ๔ ค่ำ ๔ ค่ำ ๖ ค่ำ ๖ ค่ำ ๙ ค่ำ ๙ ค่ำ ๑๑ ค่ำ ๑๑ ค่ำ   แต่ถ้าวันข้างขึ้น หรือข้างแรมดังกล่าวไปตรงกับวันต้องห้าม ของเดือนใด ให้เลี่ยงไปใช้วันอื่นเสีย   เวลาฤกษ์อันเป็นมงคล   วัน เวลา วันอาทิตย์ เวลา ๖.๐๙ น. - ๘.๑๙ น. วันจันทร์ เวลา ๘.๒๙ น. - ๑๐.๓๙ น. วันอังคาร เวลา ๖.๓๙ น. - ๘.๐๙ น. วันพุธ เวลา ๘.๓๙ น. - ๑๐.๑๙ น. วันพฤหัสบดี เวลา ๑๐.๔๙ น. - ๑๑.๓๙ น. วันศุกร์ เวลา ๖.๑๙ น. - ๘.๐๙ น. วันเสาร์ เวลา ๘.๔๙ น. - ๑๐.๔๙ น. วันต้องห้าม   เดือน วันต้องห้ามคือ เดือนอ้าย (ธันวาคม)  วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ เดือนยี่ (มกราคม) วันพุธ และวันศุกร์ เดือน ๓ (กุมภาพันธ์ )  วันอังคาร เดือน ๔ (มีนาคม) วันจันทร์ เดือน ๕ (เมษายน)  วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ เดือน ๖ (พฤษภาคม) วันพุธ และวันศุกร์ เดือน ๗ (มิถุนายน) วันอังคาร เดือน ๘ (กรกฎาคม)  วันจันทร์ เดือน ๙ (สิงหาคม) วันพฤหัสบดี และวันเสาร์ เดือน ๑๐ (กันยายน ) วันพุธ และวันศุกร์ เดือน ๑๑ (ตุลาคม) วันอังคาร เดือน ๑๒ (พฤศจิกายน)  วันจันทร์   จะสังเกตได้ว่า จะไม่ปรากฏว่ามี วันอาทิตย์ เป็น ข้อห้ามเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ยึดเอาวันอาทิตย์ เป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับการตั้งศาล เพราะคนโบราณถือกันว่า วันอาทิตย์นั้นแม้จะจะเป็นวันที่มีกำลังแรงดี แต่เป็นวันแรงและวันร้อน ไม่เหมาะที่จะทำการตั้งศาล เพราะบ้านอาจจะ ร้อน จรปราศจากความร่มเย็นเป็นสุข แต่ ถ้าหากผู้กระทำพิธีมีเคล็ดมีมนตร์แก้ความร้อนของวันได้ ก็สามารถคิดทำการตั้งศาลในวันนี้ได้ตามความสะดวก       ความสูงของศาล   ขึ้นอยู่กับ ตัวเจ้าของบ้าน โดยให้ระดับฐานหรือชานชาลาพระภูมิอยู่เหนือระดับปาก (บางตำราว่าอยู่เหนือคิ้วพอดี ) ของผู้เป็นเจ้าของบ้าน ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าบ้าน ก็ควรจะตั้งศาลพระภูมิขึ้นใหม่ การใช้ศาลพระภูมิร่วมกัน กรณีที่เป็นหมู่บ้าน,ชุมชนหรือตึกแถว ให้ยึดเอาความสูงจาก เจ้าของผู้สร้างเริ่มแรก หรือหัวหน้าชุมชนนั้นๆ โดยให้เป็นตัวแทนเพื่อมาทำการยกศาลพระภูมิขึ้นเพื่อบอกกล่าวและสักการะ ขอให้ท่านดูแลปกปักษ์รักษาให้คุณ ให้โชคลาภ ความเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้อยู่อาศัยทุกคน   การปักเสาตั้งศาล   ต้องเตรียมหลุมให้เสร็จก่อนเริ่มพิธี ( ค่อยมีพิธีในวันรุ่งขึ้น ) โดยต้องเตรียมของดังนี้ พานครู 1 พาน ใช้สำหรับใส่ข้าว ธูป เทียนขาว ดอกไม้หรือพวงมาลัยสด เหล้า บุหรี่ ผ้าขาว เงิน 6 สลึงหรือ 99 บาท   รายการของมงคลใส่หลุม (ปัจจุบันที่นิยมใช้)   รายการมงคล จำนวน 1 เหรียญเงิน 9 เหรียญ 2 เหรียญทอง (เหรียญสลึงหรือ 50 สตางค์ก็ได้) 9 เหรียญ 3 ใบเงิน 9 ใบ 4 ใบทอง 9 ใบ 5 ใบนาค 9 ใบ 6 ใบรัก 9 ใบ 7 ใบมะยม 9 ใบ 8 ใบนางกวัก 9 ใบ 9 ใบนางคุ้ม 9 ใบ 10 ใบกาหลง 9 ใบ 11 ดอกบานไม่รู้โรย 9 ดอก 12 ดอกพุทธรักษา 9 ดอก 13 ไม้มงคล 9 ชนิด 14 แผ่น เงิน,ทอง,นาค 1 ชุด 15 พลอยนพเก้า 1 ชุด การกลบหลุมนั้นให้ใช้มือกด ห้ามใช้เท้าโดยเด็ดขาด   ผู้ประกอบพิธีกรรมการตั้งศาลพระภูมิ   ควรจะเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมมีศีลธรรม ทำบุญทำทานประจำ มีความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม จะทำให้การตั้งศาลพระภูมิบังเกิดผลดี มีความเจริญรุ่งเรืองแก่เจ้าของบ้าน หรือเจ้าบ้านจะเป็นผู้กระทำพิธีกรรมก็ได้ โดยศึกษาขั้นตอนพิธีกรรมต่างๆ และให้ถือศีลกินเจ 7 วัน ( 3,5,7 วันก็ได้ หรือมากกว่านี้ก็ได้ )   ส่วนประกอบสำคัญของศาลพระภูมิ   จะเหว็ดศาลพระภูมิ จะเป็นรูปพระภูมิอยู่ในแผ่นคล้ายแผ่นเสมา มือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายถือถุงเงินหรือสมุด(หนังสือ) และการปลุกเสกจะเหว็ดให้เป็นองค์พระภูมิมีดังนี้ บรรจุธาตุทั้ง 6 คือ บรรจุพระพุทธคุณ,บรรจุพระธรรมคุณ,บรรจุพระสังฆคุณ ตลอดเทวคุณและวิญญาณธาตุเข้าไปในจะเหว็ดจากที่เรียกว่า จะเหว็ดเมื่อปลุกเสกแล้วก็จะเรียกว่า "พระภูมิ" บริวารของพระภูมิจะมี ตุ๊กตาชาย-หญิง อย่างละ 1 คู่ ตุ๊กตาช้าง-ม้า อย่างละ 1 คู่ ละครยก 2 โรง   เครื่องประดับตกแต่ง จะประกอบด้วย   เครื่องประดับตกแต่ง จำนวน 1 แจกัน 1 คู่ 2 เชิงเทียน 1 คู่ 3 กระถางธูป 1 ใบ 4 ผ้าผูกจะเหว็ด 1 ผืน 5 ผ้าพันศาล (ผ้าแพร 3 สี คือ สีเขียว,สีเหลืองและสีแดง) 1 ชุด 6 ฉัตรเงิน-ทอง 2 คู่ 7 ด้ายสายสิญจน์ 1 ม้วน 8 ผ้าขาว 1 ผืน 9 ทองคำเปลว - 10 แป้งเจิม 1 ถ้วย 11 ดอกบัว 9 ดอก 12 ดอกไม้ (มาลัย 7 สี ) 7 สี   เครื่องสังเวยสำหรับตั้งศาล จะประกอบด้วยอาหารคาวหวานดังนี้ เครื่องประดับตกแต่ง จำนวน 1 หัวหมู 1 หัว 2 ขนมต้มขาว 2 จาน 3 ไก่ต้ม 1 ตัว 4 ขนมถั่วงา 2 จาน 5 เป็ด 1 ตัว 6 ขนมถ้วยฟู 2 จาน 7 ปลานึ่ง 1 ตัว 8 ขนมหูช้าง 2 จาน 9 ปู หรือ กุ้ง 1 จาน 10 เผือก-มันต้ม 2 จาน 11 บายศรีปากชามยอดไข่ 1 คู่ 12 ฟักทอง 2 ผล 13 น้ำจิ้ม 2 ถ้วย 14 แตงไทย 2 ผล 15 ข้าวสวย 2 ถ้วย 16 ขนุน 2 จาน 17 เหล้า 1 ขวด 18 สับปะรด 2 ผล 19 น้ำชา 2 ถ้วย 20 กล้วย 2 หวี 21 น้ำสะอาด 2 แก้ว 22 ผลไม้ 5 ชนิด 2 จาน 23 มะพร้าวอ่อน 1 คู่ 24 พานหมาก พลู บุหรี่ 1 คู่ 25 ขนมต้มแดง 2 จาน **ถ้าขนาดบ้านและศาลพระภูมิเล็ก ก็สามารถใช้สับปะรดเพียง 1 ผลได้แต่จัดแบ่งเป็น 2 จาน *   เครื่องสังเวยสำหรับตั้งศาล ( มังสวิรัติ ) เครื่องประดับตกแต่ง จำนวน 1 มะพร้าวอ่อน 1 คู่ 2 ขนมถ้วยฟู 2 จาน 3 พานหมาก พลู บุหรี่ 1 คู่ 4 ถั่วคั่ว 2 จาน 5 ฟักทอง 2 ผล 6 น้ำสะอาด 2 แก้ว 7 งาคั่ว 2 จาน 8 แตงไทย 2 ผล 9 ข้าวสวย 2 ถ้วย 10 เผือก-มันต้ม 2 จาน 11 ขนุน 2 จาน 12 น้ำชา 2 ถ้วย 13 ขนมต้มแดง 2 จาน 14 สับปะรด 2 ผล 15 นม 2 ถ้วย 16 ขนมต้มขาว 2 จาน 17 สับปะรด 2 ผล 18 เนย 2 ถ้วย 19 ขนมถั่วงา 2 จาน 20 ผลไม้ 5 ชนิด 2 จาน   ผลไม้ที่ห้ามนำถวาย มังคุด มะเฟือง น้อยหน่า ลูกจาก มะตูม ละมุด มะไฟ กระท้อน ลูกพลับ พุทรา ระกำ น้อยโหน่ง ลูกท้อ มะขวิด ลางสาด คนไทยโบราณมีความเชื่อว่าผลไม้ทั้ง 15 ชนิดนี้เป็นอัปมงคล ไม่ควรนำมาถวายเป็นเครื่องสังเวยหน้าศาลพระภูมิเป็นอันขาด
3 ขั้นตอนง่ายๆ กับการแต่งสวนในฝัน

3 ขั้นตอนง่ายๆ กับการแต่งสวนในฝัน

การจัดแต่งสวน ปลูกต้นไม้ไว้ในบ้าน นอกจากจะเป็นงานอดิเรกให้กับคุณแม่ได้มีกิจกรรมยามว่างเพลิดเพลินกับการตกแต่งบ้านแล้ว ยังทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวา มีสีสัน ร่มรื่น สบายตาดูเป็นธรรมชาติ และยังช่วยลดการเกิดภาวะโลกร้อนอีกด้วย แต่ในการจัดสวนหรือปลูกต้นไม้ไว้ในบ้านไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคุณแม่บ้านสาย ECO อย่างเรา พร้อมแล้วเรามาเริ่มจัดแต่งสวนในฝันของเรากันเลย     ขั้นตอนแรก นึกถึงพื้นที่ใช้สอยในการจัดแต่งสวนของที่อยู่อาศัยของเราว่ามีพื้นที่มากน้อยแค่ไหน ต่อจากนั้นคิดถึงสวนที่เราชอบ ซึ่งมีความหลากหลายตามที่ใจเราต้องการเช่น สวนหิน สวนน้ำ สวนญี่ปุ่น สวนแขวนหรือสวนกระถาง     ขั้นตอนที่สอง เมื่อเริ่มมีภาพสวนในหัวของเราแล้ว ต่อมาคือกำหนดวางตำแหน่งพื้นที่ประโยชน์ใช้สอยของบ้านยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ตรงนี้จะทำทางเดิน หรือให้มีโต๊ะนั่งเล่นนั่งทำกิจกรรมต่าง ๆ อ่านหนังสือเล่มโปรด จิบน้ำชายามบ่ายก็ได้     ขั้นตอนที่สาม กำหนดวัสดุ อุปกรณ์ในการตกแต่งสวนของเรา พันธุ์ไม้ที่เราชื่นชอบ โทนสีต่าง ๆ และต้องศึกษาพันธุ์ไม้ที่เราจะนำมาจัดแต่ง ดูเรื่องทิศทางของแสงแดดและลม ถ้าอยู่ในจุดที่แสงมากไปต้นไม้บางชนิดก็ไม่ชอบแสงมาก หรือต้นไม้บางชนิดอดทนต่อแสงแดด ต้นไม้บางชนิดชอบน้ำมากบางชนิดไม่ค่อยชอบน้ำ เราต้องศึกษาก่อนที่จะนำมาประดับสวนในฝันของเรา     เป็นไงบ้างเคล็ดไม่ลับง่ายๆ ที่จะให้เราสามารถจัดสวนในฝันของเราให้เป็นจริงได้ ไม่ง่ายและก็ไม่ได้ยากจนเกินไปเลยใช่ไหม แต่ควรศึกษาหาข้อมูลสักนิดก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำ   ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.sanook.com/home/17309/ ภาพประกอบ : https://unsplash.com/
5 วิธีจัดการกับความร้อนในคอนโด

5 วิธีจัดการกับความร้อนในคอนโด

หลายๆ คนคงรู้อยู่แล้วว่าประเทศไทยเป็นประเทศเมืองร้อน (มว๊ากกกกกกกก) ทำให้ คอนโดมิเนียมส่วนใหญ่จะมีความร้อนสะสมอยู่ในห้อง หลายๆ คนเลือกใช้วิธีการเปิดแอร์สู้ ซึ่งแน่นอนความเย็นของแอร์มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น หลายๆ คนจึงเลือกที่จะหนีปัญหาโดยการไปเดินห้างสรรพสินค้าซะเลย เราเลยขอนำเสนอ 5 วิธีการจัดการกับความร้อนในคอนโด ได้แก่     1. สีสว่างบ้านก็สบาย หากเป็นห้องที่อยู่ในทิศที่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์แบบเต็มๆ แล้ว การเลือกใช้สีโทนสว่าง สีอ่อน หรือสีพาสเทล ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะสีโทนนี้จะไม่กักเก็บความร้อนเท่ากับสีโทนเข้ม และยังช่วยให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกผ่อนคลาย สบายตา สบายใจมากขึ้น   2. ฟิล์มกรองแสงช่วยท่านได้ นอกจากจะเลือกระดับความเข้มของฟิล์มได้แล้ว ยังให้ความรู้สึกโล่งโปร่งสบายตา และราคาประหยัดสบายกระเป๋า ทั้งยังช่วยชะลอความซีดจางของเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องได้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสามารถออกแบบลวดลายของฟิล์มเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับห้องของเรา   3. ติดผ้าม่านกันแสง (ผ้าม่าน Blackout) ผ้าม่านเป็นสิ่งของอีกชิ้นหนึ่งที่ทุกคอนโดขาดไม่ได้ แถมยังเป็นตัวช่วยที่สามารถป้องกันแสงแดดและความร้อนเข้ามาสู่ภายในห้อง โดยเฉพาะกับผ้าม่านแบบ Blackout ที่สามารถกันแสงได้ถึง 99% โดยเนื้อผ้าของผ้าม่านชนิดนี้จะมีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดดและความร้อน จึงสามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ควรเลือกผ้าม่านสีโทนอ่อน จะช่วยให้ห้องดูโปร่ง สบายมากขึ้น   4. หลอดประหยัดไฟช่วยประหยัดเงิน หลอดไฟเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่หลายๆ คนมองข้าม มีใครรู้บ้างว่าหลอดไส้ที่เราใช้ๆ กันนั้น คายความร้อนถึง 100-400 °c ทำให้ “คอนโดเราร้อน” แบบไม่รู้ตัว แถมยังกินไฟและอายุการใช้งานสั้นอีกต่างหาก ใครที่ยังใช้หลอดไส้อยู่ลองเปลี่ยนมาใช้ “หลอดประหยัดไฟ”อย่างหลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือหลอด LED แทน ที่นอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟแล้ว ยังไม่ทำให้ห้องร้อนอีกด้วย   5. ปลูกต้นไม้ริมระเบียง การปลูกต้นไม้เป็นความฝันของชาวคอนโดหลายๆ คน นอกจากต้นไม้จะดูสวยงาม และให้ความรู้สึกผ่อนคลายแล้ว ต้นไม้ยังช่วยลดอุณหภูมิความร้อน ทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นลง โดยต้นไม้ที่เลือกควรเป็นไม้กระถางที่สามารถดูแลและเคลื่อนย้ายได้ง่าย ใครนำทั้ง 5 วิธีนี้ไปลองใช้แล้วได้ผลยังไง มาเล่าให้พวกเราฟังด้วยนะคะ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.sanook.com/home/12457/ ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com https://unsplash.com/
อาหาร 10 อย่าง ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น…มันรกตู้!

อาหาร 10 อย่าง ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น…มันรกตู้!

ตู้เย็น ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกบ้านจะต้องมีกันอย่างแน่นอน  เพราะตู้เย็นคือ สิ่งที่ช่วยถนอมอาหารได้อีกหนึ่งวิธี แต่ก็ไม่สามารถใช้ได้กับอาหารทุกประเภทนะคะ วันนี้เราจึงมี 10 อาหารที่ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็นมาฝากเพื่อนๆ กัน แต่จะมีอะไรบ้างนั้น ไปชมกันเลยค่ะ     1. มะเขือเทศ เชื่อว่าหลายๆ บ้านต้องมีกันอย่างแน่นอน โดยเฉพาะสาวๆ เพราะมะเขือเทศนั้น จะช่วยในเรื่องของผิวพรรณ และ ช่วยชะลอความความแก่ได้นั้นเอง  แต่อย่าเผลอนำไปแช่ตู้เย็นกันนะ  เพราะความเย็นภายในตู้เย็น จะทำให้ผิวและรสชาติของมะเขือเทศเปลี่ยนไป ซึ่งหากมีการนำมะเขือเทศที่ไม่สุกมากนักไปเก็บภายในตู้เย็น  ความเย็นจะเบรครูปลักษณ์เดิมเอาไว้ ทำให้มะเขือเทศไม่สุกหรือไม่เป็นสีแดงเต็มที่นั้นเองค่ะ   2. กระเทียม ถือเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารที่หลายบ้านขาดไม่ได้ ต้องมีติดบ้านอยู่ตลอด ซึ่งวิธีการเก็บกระเทียมนั้น ไม่ควรนำไปเก็บในตู้เย็น เนื่องจากจะทำให้ขึ้นราได้ง่าย อีกทั้งอาจจะทำให้กระเทียมงอกออกมาเป็นต้นได้อีกด้วยค่ะ   3. หัวหอม สิ่งที่ต้องระวังเป็นที่สุดนั้นก็คือ ความชื้น  ฉะนั้น ไม่ควรนำหัวหอมไปเก็บไว้ในตู้เย็น เนื่องจากความชื้นภายในตู้เย็น จะทำให้หัวหอมขึ้นราได้ง่ายค่ะ   4. มันฝรั่ง หากเพื่อนๆ ไม่อยากให้มันฝรั่งเสียรสชาติ ก็ไม่ควรที่จะเก็บไว้ในตู้เย็น เพราะความเย็นภายในตู้เย็นจะทำให้รสชาติของมันฝรั่งเปลี่ยน และ ทำให้ผิวที่เรียบนั้น หยาบขึ้นอีกด้วยค่ะ   5. โหระพา การดูดกลิ่น ถือเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติของโหระพา ซึ่งหากนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นนั้น  โหระพาจะดูดกลิ่นทั้งหมดภายในตูเย็น  จึงทำให้โหระพามีกลิ่น และไม่สามารถนำมาปรุงอาหารได้อีก  รวมไปถึงจะทำให้ใบมีลักษณะเหี่ยวไม่สวยงามค่ะ   6. น้ำผึ้ง ในข้อนี้เพื่อนๆ หลายคนอาจจะสงสัย ว่าทำไมไม่ควรนำน้ำผึ้งเก็บไว้ในตู้เย็น  เนื่องจากความเย็นจะทำให้น้ำผึ้งก่อตัวเป็นผลึกและข้น จนทำน้ำผึ้งไม่สามารถใช้งานได้อีก  ซึ่งน้ำผึ้งนั้น เป็นสิ่งที่สามารถเก็บไว้ได้นาน ไม่เสีย และไม่หมดอายุ แต่ต้องเป็นน้ำผึ้งแท้เท่านั้นนะคะ   7. ขนมปัง เอกลักษณ์ของขนมปังนั้น ก็คือความนุ่ม แต่ถ้าไม่อยากให้ความนุ่มนั้นหมดไป ก็ไม่ควรนำไปเก็บไว้นั้นตู้เย็นเป็นเด็ดขาด เนื่องจากความเย็นจะทำให้ขนมปัง แห้งและแข็งค่ะ   8. แตงโม ผลไม้สีแดงชุ่มฉ่ำ ที่เพื่อนหลายๆ คนยกให้เป็นของโปรด ด้วยประโยชน์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอและวิตามินซี  แต่หากเพื่อนๆ นำไปเก็บไว้ในตู้เย็นนั้น จะทำให้สารอาหารทั้งหมดที่อยู่ในแตงโมสูญเสียไปทันทีค่ะ   9. กาแฟ อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรเก็บไว้ในตู้เย็น นั้นก็คือ กาแฟ เนื่องจากคุณสมบัติจะคล้ายๆ กับ โหระพา ในเรื่องของการดูดกลิ่น ซึ่งหากนำไปเก็บไว้ในตู้เย็น กลิ่นทั้งหมดก็จะติดที่กาแฟทันที  จนทำให้กาแฟมีกลิ่น  เสียรสชาติและทานไม่ได้อีกต่อไปค่ะ   10. เหล้า มาถึงข้อสุดท้ายกันแล้ว  สำหรับนักดื่มทั้งหลาย  ซึ่งการเก็บเหล้านั้น ควรเก็บในอุณหภูมิห้องเป็นดีที่สุด เพราะการนำไปเก็บไว้ในตู้เย็น เมื่อเกิดเป็นน้ำแข็ง จนละลาย จะทำให้รสชาติของเหล้าเปลี่ยนไปจากเดิมค่ะ   ขอบคุณแหล่งที่มา : www.infinitydesign.in.th/อาหาร-10-อย่าง-ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น/48066 ภาพประกอบ : https://pixabay.com
ของใช้จำเป็นยามฉุกเฉินที่ทุกบ้านควรมี

ของใช้จำเป็นยามฉุกเฉินที่ทุกบ้านควรมี

เหตุไม่คาดฝันต่างๆ ในชีวิตคนเรามีทั้งที่ป้องกันได้และป้องกันไม่ได้ สำหรับเหตุที่เราสามารถป้องกันได้นั้น หากเราวางแผนการป้องกันไว้อย่างรอบคอบและไม่ประมาท ก็จะปลอดภัย แต่สำหรับเหตุฉุกเฉินที่อยู่เหนือการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทางที่ดีคือการเตรียมรับมือล่วงหน้า โดยเฉพาะเหตุฉุกเฉินต่างๆในบ้าน สิ่งเหล่านี้คือของใช้จำเป็นที่เราควรมีติดบ้านไว้เสมอ เพื่อความปลอดภัย และช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้หากเกิดเหตุไม่คาดฝันต่างๆ   ไฟฉาย เป็นสิ่งที่อาจดูเหมือนไม่สำคัญ แต่จะเป็นสิ่งแรกที่จำเป็นที่สุดหากเกิดเหตุที่ทำให้กระแสไฟฟ้าขัดข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน จงเตรียมไฟฉายที่ใช้งานได้ มีถ่านพร้อมเอาไว้ในจุดประจำที่ทุกคนในบ้านรู้  ควรมีมากกว่าหนึ่งจุด ทุกชั้นในบ้าน รวมถึงนอกบ้านและในรถ  ให้สามารถหยิบใช้ได้ทันทีเมื่อถึงคราวจำเป็น   โทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์บ้าน หรือโทรศัพท์มือถือ ควรดูแลให้พร้อมใช้ ถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือ ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เพียงพอและเตรียมชุดแบตเตอรี่สำรองเอาไว้ ส่วนโทรศัพท์บ้าน แม้ในยุคนี้คนจะนิยมใช้โทรศัพท์มือถือมากกว่า แต่ก็ควรมีไว้ประจำบ้านเพื่อความปลอดภัย เพราะในเหตุภัยพิบัติบางกรณีอาจไม่มีสัญญาณสำหรับมือถือ แบตเตอรี่หมด หรือโทรศัพท์หาย แต่โทรศัพท์บ้านนั้นจะใช้งานได้ค่อนข้างแน่นอน   เบอร์โทรศัพท์ที่จำเป็น ภาพประกอบจาก : https://www.mthai.com/ สิ่งจำเป็นที่ต้องคู่กับโทรศัพท์ คือรายชื่อและเบอร์โทรฉุกเฉินที่จำเป็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเบอร์แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย แจ้งรถพยาบาล แจ้งเหตุน้ำไฟขัดข้อง ฯลฯ รวมถึงเบอร์โทรบุคคลใกล้ชิดในกรณีเร่งด่วน ซึ่งนอกจากบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือแล้ว ควรมีเป็นเล่มจดบันทึกเอาไว้ในจุดที่เข้าถึงได้ง่ายด้วย เพราะหากเกิดเหตุร้ายแรง แล้วหาโทรศัพท์ที่บันทึกไว้ไม่เจอ หรือใช้โทรศัพท์มือถือไม่ได้เพราะเหตุใดก็ตาม คนในบ้านก็ยังสามารถช่วยหาเบอร์สำคัญเหล่านั้นและโทรขอความช่วยเหลือจากโทรศัพท์บ้านได้   ชุดปฐมพยาบาลและยาที่จำเป็น หากคนในบ้านมีโรคประจำตัว ควรมีการเก็บชุดยารักษาโรคที่ใช้สำรองเอาไว้ในบ้านเสมอ และควรมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น พร้อมด้วยชุดยาสามัญประจำบ้านเอาไว้ในจุดที่ทุกคนสามารถหยิบใช้ได้สะดวก แต่ต้องระวังให้พ้นมือเด็ก หมั่นตรวจสอบดูเป็นระยะๆว่ายาหรืออุปกรณ์พยาบาลที่เก็บสำรองไว้ยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ ไม่หมดอายุเสียก่อน   น้ำดื่ม-น้ำใช้ เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต ทุกบ้านควรมีการสำรองน้ำสะอาดที่พร้อมดื่มเก็บไว้ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับการดื่มกินของคนในบ้านเสมอ โดยอย่างน้อยที่สุดควรมีสำรองน้ำดื่มพอให้ดื่มได้ครบทุกคนในเวลา 1 วัน หรือขั้นต่ำคนละ 1 ขวดลิตร นอกจากสำรองน้ำดื่มแล้วควรมีแหล่งสำรองน้ำใช้เอาไว้ด้วย ในกรณีเกิดเหตุน้ำประปาไม่ไหล หรือไฟดับทำให้เครื่องปั๊มน้ำที่สูบน้ำจากแท็งค์มาใช้ประจำวันบ้านไม่ทำงาน เช่น มีถังน้ำหรือตุ่มน้ำที่ปิดฝาสนิท เติมน้ำสะอาดให้เต็มเสมอเอาไว้เผื่อใช้ในยามจำเป็น   กล่องเครื่องมือเอนกประสงค์ แม้คุณจะไม่ใช่ช่างแต่ก็ควรมีกล่องเครื่องมือเอนกประสงค์สำหรับการใช้งานพื้นฐานต่างๆไว้ในบ้าน หรือในห้องเก็บของสักชุดหนึ่ง โดยถ้าคุณไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมซื้ออุปกรณ์อะไรบ้าง ก็สามารถไปสอบถามได้ตามแผนกช่างในห้างสรรพสินค้า หรือร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับบ้านทั่วไป เจ้าหน้าที่จะแนะนำได้ว่า คุณควรมีกล่องเครื่องมือประมาณไหนเอาไว้ติดบ้าน โดยทั่วไปแล้ว ในกล่องมักประกอบด้วย คีม ไขควง ค้อน น็อต สกรู ที่เป็นขนาดมาตรฐานสำหรับการใช้งานทั่วไป ใช้ไม่ยาก   อาหารสำเร็จรูป เป็นสิ่งที่ทุกคนควรมีติดบ้านอยู่แล้ว แต่ควรคิดเผื่อเอาไว้สำหรับจำนวนที่ต้องสำรองในกรณีฉุกเฉินด้วย เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่า ภัยพิบัติหรือเหตุร้ายที่เกิดขึ้นอาจทำให้บ้านคุณไม่มีไฟฟ้าใช้ น้ำไม่ไหล หรืออาจเกิดน้ำท่วมจนถนนเข้าบ้านสัญจรเข้าออกไปซื้อของกินไม่ได้  อาหารสำเร็จรูปหรือของแห้งในตู้อาจเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมองข้ามในช่วงเวลาปกติ แต่คุณจะเห็นความสำคัญของอาหารสำรองเหล่านี้มากๆเมื่อความหิวมาเยือน โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ ควรมีการสำรองไว้มากเป็นพิเศษ   ทุกการป้องกันที่เราเตรียมการไว้อย่างรอบคอบจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน แม้บางอย่างจะเตรียมไว้แล้วไม่ได้ใช้ ก็ไม่ต้องคิดเสียดาย เพราะกันไว้…ย่อมดีกว่าแก้   ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.livingdd.com/must-have-items-for-emergency-in-your-home/ ภาพประกอบจาก https://pixabay.com    
ต้นไม้ฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ และคลายร้อน

ต้นไม้ฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ และคลายร้อน

สำหรับบ้านเรานั้น อากาศร้อนโดยเฉพาะตอนบ่าย จึงควรปลูกไม้ยืนต้นไม้พุ่มทางด้านทิศตะวันตกของบ้าน เพื่อกันแสงแดดส่องตัวบ้าน ดังนั้นไม่มีอะไรดีไปกว่าการปลูกต้นไม้ นอกจากจะช่วยให้อากาศบริสุทธิ์แล้วยังช่วยประหยัดเงินสำหรับค่าไฟฟ้าได้ดียิ่ง หรือถึงแม้จะใช้เครื่องปรับอากาศก็จะลดค่าไฟฟ้าได้มากเช่นเดียวกัน เนื่องจากอุณหภูมิในบ้านเย็นลง     กล้วย (Musa)   กล้วย เป็นพืชที่คนไทยรู้จักกันดี และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยอย่างขาดไม่ได้ กล้วยเป็นพืชที่เป็นทั้งอาหาร ยา และแปรรูปทำเชือก ใบตองห่ออาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย ในแง่เป็นไม้ประดับนั้น มีกล้วยหลายชนิดที่เป็นไม้ประดับและให้ความสวยงาม เช่น กล้วยบัว กล้วยผา   ในต่างประเทศ นิยมปลูก กล้วยแคระ (Musa caven dishii) เป็นไม้ประดับในอาคารเนื่องจากมีขนาดเล็ก สูงเพียง ๒-๕ ฟุต สามารถปลูกในกระถางได้ดี เนื่องจากกล้วยมีใบใหญ่ คายน้ำได้ดี จึงเป็นที่นิยมในประเทศหนาว เพราะอากาศแห้ง รวมทั้ง กล้วยให้บรรยากาศของความเป็นต้นไม้เขตร้อนซึ่งบ้านของเขาไม่มี     การปลูกกล้วยไว้เพื่อให้ร่มเงาแก่อาคารบ้านนั้น เหมาะสำหรับบ้านเราเนื่องจากอากาศร้อน แดดตอนบ่ายแรง ดังนั้น กล้วยยังให้ความร่มเย็นแก่บ้าน และสนามอีกด้วย   ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก สสส. http://www.thaihealth.or.th ขอบคุณภาพประกอบจาก Internet, https://pixabay.com
สุดง่าย...วิธีไล่กิ้งกือไม่ให้เข้าบ้าน

สุดง่าย...วิธีไล่กิ้งกือไม่ให้เข้าบ้าน

"กิ้งกือ" เป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ แต่หากกิ้งกือบุกบ้านเราก็คงรำคาญใจใช่ไหมคะ? เพราะด้วยลักษณะตัวที่ค่อยๆ คืบคลานอยู่ภายในบริเวณบ้าน ซึ่งดูไม่น่ามองสักเท่าไหร่ แม้เจ้าตัวนี้จะไม่มีพิษสงร้ายแรงอะไร แต่ก็ทำให้ขนลุก สยดสยอง ไม่ว่าจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ยิ่งถ้าใกล้หน้าฝนทีไร กองทัพกิ้งกือก็จะโผล่มาบนดินทันที! แต่ไม่กังวลใจไปค่ะ เพราะวันนี้เรานำวิธีกำจัดกิ้งกือมาฝาก รับรองว่าใช้ได้ผล และสัตว์ร้อยขาชนิดนี้จะไม่มากวนใจบ้านคุณอีกต่อไป   1.ปูนขาว  ปูนขาวสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านวัสดุก่อสร้างแถวบ้าน นำปูนขาวไปโรยไว้รอบๆ บ้าน โดยเฉพาะตามขอบซีเมนต์หรือพื้นดินบริเวณที่กิ้งกือมักจะเดินผ่าน   2.น้ำส้มควันไม้ น้ำส้มควันไม้สามารถนำมาใช้เป็นยากำจัดแมงในบ้านได้ ผสมน้ำส้มควันไม้ 1 ส่วน กับน้ำเปล่า 20 ลิตร นำไปราดบริเวณที่มีกิ้งกือ นอกจากนี้ยังสามารถไล่แมลงต่างๆ ไม่ให้เข้ามาในบ้านได้อีกด้วย ปัจจุบันน้ำส้มควันไม้หาซื้อได้ง่ายตามร้านวัสดุก่อสร้าง ร้านเคมีภัณฑ์ ร้านเคมีเกษตร ฯลฯ ก็จะมีน้ำส้มควันไม้ขายค่ะ   3.เกลือ ใช้เกลือแกงที่ใช้ทำอาหารโรยรอบๆ บ้าน วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและประหยัด หรืออาจจะใช้เกลือเม็ดที่เป็นแบบกระสอบโรยไว้ตามพื้นรอบๆ บ้าน รับรองกิ้งกือพากันย้ายหนีออกจากบ้านคุณแน่นอนค่ะ แต่ถ้าฝนตกก็ต้องหมั่นโรยบ่อยๆ แต่ระวังอย่าโรยเกลือไว้ใกล้ต้นไม้เกินไปเพราะความเค็มจะเป็นอันตรายต่อพืชค่ะ   4. ลูกเหม็น เพียงแค่วางลูกเหม็นไว้ตามจุดต่างๆ ของบ้านเท่านี้กิ้งกือก็จะพากันย้ายหนีออกไป เพราะทนกลิ่นฉุนของเจ้าลูกเหม็นนี้ไม่ไหวนั่นเอง   5. ชอล์คกันมด ชอล์คที่เอาไว้ขีดกันมดก็สามารถเอามาขีดไล่กิ้งกือได้เช่นกัน ลองขีดไว้รอบๆ บ้านหรือขีดหนาๆ บริเวณหน้าประตูเพื่อป้องกันเจ้ากิ้งกือกระดื๊บๆ เข้ามาในบ้านของเราค่ะ   6. สมุนไพรไล่แมลง ใช้สมุนไพรไล่แมลงฉีดพ่นบริเวณที่ไม่ต้องการไม่ให้ มด แมลงและ กิ้งกือเข้าไปหลบซ่อน   แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเจ้ากิ้งกือตัวยึกยือสุดยี๊ที่เราไม่ชอบให้มาอยู่ในบ้านของเราก็มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศไม่น้อยเช่นกันนะคะ เป็นผู้ช่วยในการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในระบบนิเวศเพื่อเป็นอาหาร ทั้งซากพืช ซากสัตว์ และสิ่งเน่าเปื่อยต่างๆ แต่ถ้าใครไม่อยากให้เจ้ากิ้งกือเข้ามาในบ้าน ก็หมั่นทำความสะอาดอบ้านอย่าให้มีพื้นที่รกและชื้น (กิ้งกือชอบความชื้น) เพียงเท่านี้เจ้ากิ้งกือก็จะไม่เดินเข้ามาในบ้านของเราแล้วค่ะ   ขอบคุณภาพประกอบจาก Internet, https://pixabay.com
การเตรียมบ้าน สำหรับคนสูงอายุ ที่ต้องให้ความสำคัญ

การเตรียมบ้าน สำหรับคนสูงอายุ ที่ต้องให้ความสำคัญ

"บ้านที่เราอยู่เมื่อวันที่เราเกิด และเราอยู่ในบ้านหลังนั้นไปอีก 40 ปี หรือมากกว่านั้น เราก็จะรู้ว่า บ้านมันก็ยังเหมือนเดิมแต่คนในบ้านแก่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันเริ่มไม่สมดุลกันละ พอมันเป็นแบบนี้ ความเป็นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกายย่อมเกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะ 3 จุดเสี่ยงในบ้าน     เริ่มจาก "ห้องน้ำ" เป็นจุดที่มีการเปลี่ยนระดับพื้น ลื่น แสงสว่างไม่พอ เช่นเดียวกับ "บันได" ที่มีการเปลี่ยนระดับพื้นเหมือนกัน ลื่น และค่อนข้างมืด โอกาสหกล้มย่อมเกิดได้ง่าย สุดท้ายคือ "เตียงนอน" เป็นจุดที่จะต้องเปลี่ยนท่าทางจากยืนเป็นนั่ง จากนั่งเป็นนอน หรือตอนเช้า จากนอนเป็นนั่ง จากนั่งเป็นยืน โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ หกล้มก็มีได้สูง"     ถ้าเป็นไปได้ พื้นต่างระดับต้องปรับให้ระดับน้อยที่สุดไปจนถึงไม่มีเลย ส่วนพื้นที่ลื่น ถ้าเป็นกระเบื้อง ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่เรามากขึ้น ง่ายสุด งบน้อยสุด ซื้อน้ำยามาเคลือบกระเบื้องให้มันมีความสากมากขึ้น แต่ถ้าไม่ไหวละ ยังไงก็ลื่นอยู่ดี อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนพื้นให้เป็นผิวหยาบ   สำหรับบันได ไม่อยากให้ชันมาก ถ้ามีความคิดจะปรับปรุงใหม่ ขนาดลูกนอนควรยาวประมาณ 1 ไม้บรรทัดเพื่อให้เท้าวางได้พอดี ส่วนขนาดลูกตั้งควรอยู่ที่ประมาณ 15 เซนติเมตร ส่วนสีของขั้นบันไดควรใช้สีสว่าง และที่สำคัญคือต้องมีแสงสว่างอย่างเพียงพอเพื่อให้การเดินขึ้นลงอย่างปลอดภัย     ส่วนอีกเรื่องที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ การเพิ่มอุปกรณ์อย่าง 'ราวจับ' เข้าไป เริ่มจากจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงระดับพื้น จุดที่คิดว่าพื้นมันลื่น จุดที่มีการเปลี่ยนแปลงอิริยาบถเยอะๆ อย่างเช่นในห้องน้ำ หรือเตียงนอน ซึ่งหลายๆ ที่เริ่มมีชุดราวจับแบบติดตั้งสำหรับเตียงนอนขายแล้ว"     อย่างแรกเลย ต้องจัดระเบียบเฟอนิเจอร์เพื่อให้โล่ง เดินได้สะดวกขึ้น เนื่องจากผู้สูงอายุมักมีปัญหาเรื่องสายตา ถ้ามีสิ่งของวางเกะกะอาจเป็นสาเหตุทำให้สะดุดล้มได้ง่าย ส่วนห้องรับประทานอาหาร เก้าอี้พลาสติกไม่แนะนำให้ใช้ เวลาค้ำเพื่อลุกเดิน อาจล้มคว่ำได้ และขอฝากไว้อีกนิดเรื่องสัตว์เลี้ยง เพราะอาจไปพันแข้งพันขาผู้สูงอายุจนเกิดอุบัติเหตุได้     นอกจากนั้น สัญญาณช่วยเหลือในบ้านก็จำเป็นเหมือนกัน หลายครั้งผู้สูงอายุล้มอยู่นาน แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเพราะไม่มีใครรู้ หรือเรียกใครไม่ได้ยิน ดังนั้น ห้องสำคัญๆ ที่ควรติดไว้เลยก็คือ ห้องน้ำ เวลาล้มอยู่ในห้องน้ำจะได้มีคนรู้ ลูกหลานจะได้เข้ามาช่วยได้ทันเวลา"     ถึงตอนนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายประเทศทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ดังนั้น "การเตรียมบ้าน" ให้พร้อมคืออีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสิ่งที่ทุกคน ปรารถนาคือความสุขในบั้นปลายชีวิต ไม่ใช่ "พิการ" หรือนอนเป็นผักอยู่บนเตียง   ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพประกอบ จาก สสส. http://www.thaihealth.or.th ขอบคุณภาพประกอบจาก Internet, https://pixabay.com
5 พฤติกรรม ไม่ควร และควรทำในสำนักงาน

5 พฤติกรรม ไม่ควร และควรทำในสำนักงาน

คนทำงานสำนักงานมักมีอาการปวดบริเวณหลังส่วนบน (สะบัก) และส่วนล่าง (เอว) จากการทำงาน สาเหตุหลักมาจาก   - ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง - อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป (แม้ว่าจะเป็นท่าทางที่ถูกต้องก็ตาม) - ท่าออกกำลังกายที่ไม่เหมาะสม   5 สิ่งที่ไม่ควรทำ   1. นั่งนานเกิน 2 ชั่วโมง ขณะนั่งน้ำหนักของส่วนศีรษะและลำตัวจะตกลงที่หมอนรองกระดูก ตัวหมอนรองกระดูกมีลักษณะเหมือนเยลลี่ แต่ของเหลวที่อยู่ด้านในสามารถซึมออกได้ทางหลอดเลือดฝอย ยิ่งนั่งนานแรงกดจากน้ำหนักตัวส่วนบนจะทำให้ปริมาณน้ำในหมอนน้อยลง คล้ายกับการที่เรานั่งบนเบาะ ยิ่งนั่งนานเบาะจะยิ่งยุบตัวลงมากขึ้น สำหรับหมอนรองกระดูก ถ้าน้ำในหมอนลดลง จะทำให้สูญเสียความยืดหยุ่นไปด้วย โอกาสที่จะบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหวที่มีผลต่อแรงกด/บิดของหมอนรองกระดูกทั้งในขณะนั่ง หรือเมื่อทำกิจกรรมอื่นๆ หลังจากนั้นจะสูงขึ้น เช่น การยกของที่มีน้ำหนักมากหลังจากนั่งมานาน   2. นั่งหลังค่อม การที่หลังส่วนบนบริเวณสะบักค่อม จะทำให้หลังส่วนล่างค่อมหรือปูดออกทางด้านหลังมากขึ้น (reversed lordotic curve) การทำเช่นนี้ทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังมีแรงกดเพิ่มขึ้น และมีโอกาสที่จะปลิ้นไปทางด้านหลังได้ง่ายขึ้น เนื่องจากเนื้อเยื่อด้านหลังถูกยืดให้หย่อนเป็นระยะเวลานาน สิ่งที่ควรทำคือ ในขณะนั่งควรอย่าให้หลังค่อมอยู่นาน หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ   3. บิดตัวขณะนั่ง เมื่อนั่งนานหมอนรองกระดูกจะมีความยืดหยุ่นลดลงดังที่กล่าวมาแล้ว การบิดหรือหมุนตัวจะทำให้หมอนรองกระดูกเสียหายได้ง่าย เปรียบเทียบดูกับเยลลี่ ถ้าเรากดร่วมกับการบิดจะทำให้เยลลี่ฉีกขาดง่ายกว่าการกดอย่างเดียว ท่านที่ชอบออกกายบริหารบิดตัวขณะนั่งควรเลิกทำได้แล้ว ถ้าอยากบิดตัวควรลุกขึ้นยืนแอ่นหลังให้หมอนรองกระดูกคืนสภาพสักสองสามทีแล้วจึงบิดตัว   4. ก้มตัวลงสุดขณะนั่ง บางท่านอาจใช้ท่านี้ในการบริหารร่างกาย การนั่งทำให้แรงกดที่หมอนรองกระดูกสันหลังสูงอยู่แล้ว หากยิ่งก้มตัวจะเป็นการยืดเนื้อเยื่อทางด้านหลัง ทำให้หย่อนหรือฉีกขาดได้ ท่านี้เหมาะสำหรับคนที่หลังแข็งก้มหลังไม่ลงมากกว่า คนทำงานสำนักงานส่วนใหญ่จะนั่งซึ่งเท่ากับการก้มหรืองอตัวอยู่แล้ว การก้มลงไปอีกไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากเป็นการยืดส่วนของหลังที่ถูกยืดอยู่แล้วจากการนั่ง   5. ยืดกล้ามเนื้อสะบัก ในการนั่งทำงาน มือของเราจะอยู่ด้านหน้าตลอดเวลา กล้ามเนื้อระหว่างสะบัก (Rhomboid major and minor) จะถูกยืดอยู่แล้ว การไปยืดกล้ามเนื้อเหล่านี้จะทำให้กล้ามเนื้อมีความยาวเพิ่มขึ้นกว่าปกติ (หย่อน) แรงกล้ามเนื้อที่ต้องทำงานในความยาวปกติจะลดลงมีโอกาสบาดเจ็บได้ง่าย ในฐานะนักกายภาพบำบัดผู้เขียนเคยพบผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อสะบักยาวกว่าปกติ จะมีอาการเจ็บที่กล้ามเนื้อระหว่างสะบัก เมื่อยิ่งไปยืดกล้ามเนื้อด้วยการบริหารกล้ามเนื้อจะยิ่งหย่อน บางครั้งผู้ป่วยก็ได้รับการรักษาด้วยการกดจุดบริเวณนั้น ยิ่งกดก็ยิ่งบาดเจ็บ กล้ามเนื้อก็ยิ่งหย่อน เมื่อมีการออกแรงของกล้ามเนื้ออาจบาดเจ็บได้   5 สิ่งที่ควรทำ   1. ยืนดัดหลัง เมื่อนั่งไปซักพักควรลุกยืนดัดหลังด้วยการเอามือเท้าบริเวณเอวและแอ่นหลัง ๑๐-๒๐ วินาที การดัดหลังจะช่วยให้หมอนรองกระดูกคืนสภาพจากการการถูกกดได้ส่วนหนึ่ง และเป็นการยืดกล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้องอสะโพก และกล้ามเนื้อหน้าอกที่มักจะหดสั้นจากการนั่งนาน   2. ยืนบิดตัว การบิดตัวจะช่วยยืดกล้ามเนื้อด้านข้างของลำตัว และช่วยให้เนื้อเยื่อหลังมีความยืดหยุ่นมากขึ้น การยืนบิดตัวมีข้อดีกว่าการนั่งบิดเพราะแรงกดของหมอนรองกระดูกสันหลังน้อยกว่ามาก ค่อยๆ บิดลำตัวช้าๆ จนรู้สึกตึงลำตัวด้านข้างและค้างไว้ประมาณ ๑๐ วินาที จึงบิดไปอีกข้าง อย่าบิดเร็วเพราะกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อบริเวณหลังอาจฉีกขาดได้   3. นั่งแอ่นหลัง ถ้าไม่มีโอกาสได้ยืนดัดหลัง เช่น ต้องนั่งประชุมนาน อาจใช้การนั่งแอ่นหลังประมาณ 10 วินาที หรือใช้หมอนหนุนหลังช่วยดัดหลัง จะช่วยลดแรงกดที่หมอนรองกระดูกสันหลังได้บางส่วนแต่จะน้อยกว่าการยืนดัดหลัง ถ้าไม่อยากแอ่นหลัง ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ เช่นนั่งเท้าโต๊ะ นั่งหลังพิง นั่งเอียงตัว นั่งเท้าที่เท้าแขนบ้างไม่เกินท่าละ 5 นาที การทำเช่นนี้ทำให้เนื้อเยื่อของหลังไม่ถูกยืดนานเกินไปจากท่านั่งบางท่า มีการสลับยืดบ้างหดบ้างของเนื้อเยื่อ   4. ยืดกล้ามเนื้อหน้าอก กล้ามเนื้อหน้าอกมักหดสั้นจากการใช้มือและแขนทำงานไปด้านหน้าตลอดเวลา การที่กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกหดสั้นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลังค่อม ปวดหลังส่วนบน และอาจทำให้ปวดไหล่ได้ การยืดกล้ามเนื้อหน้าอกทำได้ในท่ายืน เอามือประสานกันด้านหลังแล้วยกแขนขึ้นตรงๆ ตัวไม่ก้ม จะตึงบริเวณหน้าอก ให้ค้างไว้ 10 วินาที ถ้าไม่สามารถยืนอาจนั่งทำได้แต่ให้เลื่อนตัวมานั่งที่ขอบเก้าอี้จะได้มีช่องว่างสำหรับการยกแขนขึ้น   5. ออกกำลังกล้ามเนื้อสะบัก ได้กล่าวมาแล้วว่ากล้ามเนื้อมักจะหย่อนจากการถูกยืดอยู่เป็นประจำ การออกกำลังเพื่อเพิ่มความแข็งแรง (ไม่ใช่ยืดเหยียด) ของกล้ามเนื้อสะบักไม่หย่อนและกลับเข้าสู่ความยาวปกติได้ ให้นั่งหรือยืน พร้อมกับกางแขนออก 90 องศา ชูมือขึ้น คล้ายกับทำท่ายอมแพ้ พยามดึงศอกไปทางด้านหลังให้มากที่สุด จะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อระหว่างสะบักทำงาน ค้างไว้ 5 วินาที ทำ 2-3 ครั้ง   คนทำงานสำนักงานควรออกกำลังด้วยการเดินเร็วหรือวิ่ง วันเว้นวัน ซึ่งมีประโยชน์สองต่อคือ 1) เพิ่มความฟิตของระบบหัวใจและหายใจ และ 2) เมื่อมีการขยับของแขนและขา ส่วนของหลังมีการเคลื่อนไหวร่วมด้วย ช่วยให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณหลังดีขึ้น หลังมีความยืดหยุ่นไม่บาดเจ็บง่าย   ขอบคุณข้อมูล จาก : มูลนิธิหมอชาวบ้าน
วิธีกำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นและหลังคา ต้นเหตุที่ทำให้บ้านลื่นและดูสกปรก

วิธีกำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นและหลังคา ต้นเหตุที่ทำให้บ้านลื่นและดูสกปรก

รวมวิธีกำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นและหลังคา พืชสีเขียวเล็ก ๆ ที่ขึ้นลามไปทั่วในช่วงหน้าฝน จนทำให้บ้านดูสกปรก แถมยังทำให้พื้นลื่น สาเหตุของอุบัติเหตุในบ้านด้วย เมื่อฝนมา...ภายในบ้านมันก็จะชื้น ๆ ต้นเหตุหลักที่ทำให้เกิดตะไคร่น้ำ หรือชื่อภาษาอังกฤษที่เรียกว่า มอสส์ (Moss) มาเกาะบ้าน ทำลายบรรยากาศไปซะหมด ถึงหลายคนจะบอกว่า มันดูสวยดี แต่ยังมีบางบ้านที่ไม่ต้องการให้มันขึ้น กระปุกดอทคอมเลยไม่รอช้าที่จะนำวิธีกำจัดตะไคร่น้ำมาฝากกันค่ะ สำหรับบ้านไหนที่ไม่อยากให้ตะไคร่น้ำเกาะ ก็เลือกวิธีที่เหมาะสมไปกำจัดเลยค่ะ น้ำร้อน วิธีนี้คือขั้นพื้นฐานของการกำจัดตะไคร่น้ำ โดยการราดน้ำต้มเดือดตรงที่มีตะไคร่น้ำ ตามด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอื่น ๆ เทซ้ำลงไปที่เดิม ก่อนใช้แปรงหัวแข็งขัดและทำความสะอาดอีกรอบ   เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง วิธีนี้เป็นการกำจัดดตะไคร่น้ำแบบธรรมชาติเหมือนวิธีแรกนั่นแหละค่ะ ด้วยการใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงมาฉีดบรรดาคราบตะไคร่น้ำที่เกาะอยู่ตามผนังหรือพื้นซีเมนต์ต่าง ๆ ให้ทั่ว คราบตะไคร่น้ำก็จะหายไปในทันที แต่วิธีนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลในบริเวณที่มีคราบตะไคร่น้ำเกาะหนา   น้ำส้มสายชู น้ำส้มสายชูเป็นของดีที่ทุกบ้านต้องมีเลยค่ะ โดยนำน้ำส้มสายชูมาราดลงบนตะไคร่น้ำโดยตรง ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วขัดออก ราดน้ำเพื่อทำความสะอาดให้เกลี้ยง และที่สำคัญต้องทำให้แห้งด้วยนะคะ เพื่อกำจัดความชื้นตัวการที่ทำให้เกิดตะไคร่น้ำให้หมดไปแบบถาวรด้วย   สารฟอกขาว หากทำวิธีด้านบนแล้วยังมีตะไคร่น้ำสีเขียว ๆ เกาะอยู่ งั้นต้องผสมสารฟอกขาว ¾ ถ้วยตวง กับน้ำเปล่า 1 แกลลอน เพื่อนำไปราดบนตะไคร่น้ำและทิ้งไว้ 10 นาที แล้วค่อยล้างออก แต่วิธีนี้ควรระวังไม่ให้ส่วนผสมไหลไปโดนต้นไม้เด็ดขาด ที่สำคัญถ้าจะให้ดีต้องทำวิธีนี้ในวันที่อากาศปลอดโปร่ง เพราะความร้อนจากแสงแดดจะทำให้ส่วนผสมแห้งเร็วขึ้น   เบกกิ้งโซดา ถ้าสารเคมีหายากเกินไป แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในครัวเรือนอย่าง เบกกิ้งโซดา เพียงแค่นำไปโรยบนตะไคร่น้ำให้ทั่ว ทิ้งไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง จากนั้นค่อยกวาดเศษตะไคร่น้ำและเศษเบกกิ้งโซดาทิ้งไป น้ำยาล้างจาน ส่วนผสมที่ได้จากในครัวเรือนเหมือนกัน เริ่มจากผสมน้ำยาล้างจาน 600 มิลลิลิตร กับน้ำเปล่า 5 แกลลอนให้เข้ากันดี แล้วราดลงบนตะไคร่น้ำ ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง จากนั้นก็มาขัดและล้างออกให้สะอาด   หากใครจะใช้วิธีกำจัดตะไคร่น้ำที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ต้องระมัดระวังให้มาก ถ้าเลือกวิธีที่มีสารเคมีก็ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ให้พร้อม และปฏิบัติตามคำแนะนำที่มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด เพื่อกำจัดตะไคร่น้ำให้หมดไปและไม่เป็นอันตรายต่อตัวเราด้วยนะคะ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view172394.html
คู่มือเตรียมบ้านให้พร้อมรับมือกับหน้าฝน

คู่มือเตรียมบ้านให้พร้อมรับมือกับหน้าฝน

  ฝนที่ตกลงมานอกจากก่อความรำคาญใจให้กับเราแล้ว จะเป็นส่วนที่ทำร้ายบ้านของเราอีกด้วย การหมั่นตรวจเช็คสิ่งต่างๆ ของบ้านทั้งภายในและภายนอกให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ จะช่วยให้เราพร้อมรับแรงปะทะจากพายุฝนที่กำลังจะมาได้เป็นอย่างดี โดยควรต้องตรวจเช็คทั้งตัวบ้าน สิ่งแวดล้อมละแวกบ้านอย่างละเอียด โดยสิ่งที่จำเป็นต้องตรวจเช็คมีดังต่อไปนี้..   1. ตรวจสอบหลังคา ฝ้า เพดาน ให้ดี ปัญหากวนใจเกี่ยวกับบ้านในช่วงหน้าฝน คงหนีไม่พ้นปัญหาน้ำรั่วซึมเพดานอย่างแน่นอน ซึ่งทางเราขอแนะนำให้เจ้าของบ้านหรือคอนโดมิเนียมหมั่นตรวจดูรอยรั่วซึมของหลังคา ตรวจดูผนังห้องไม่ให้มีรอยแตกร้าว ไม่มีรอยรั่วซึมของน้ำบน ฝ้าเพดาน โดยดูสังเกตุได้หากฝ้าเพดานมีลักษณะเป็นดวงสีน้ำตาลแสดงว่ามีรอยน้ำรั่ว หากพบสัญญาณบอกเหตุว่ามีการรั่วไหล ให้รีบทำการซ่อมแซมทั้นที   2. รางน้ำฝน และรางระบายน้ำ ก็อย่าละเลย สำหรับรางน้ำฝนและรางระบายน้ำนั้น คงเป็นจุดที่เจ้าของบ้านหลายคนมักไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ แต่ขอบอกเลยว่ามีความสำคัญมากนะ ดังนั้นแนะนำให้ทำความสะอาดรางระบายน้ำรอบบริเวณบ้าน ทั้งบนหลังคาและบนพื้นดินอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้มีสิ่งอุดตันจากเศษดินหรือเศษใบไม้มาขวางทางระบายของน้ำ เพื่อให้น้ำฝนที่ไหลลงมาจากหลังคา หรือไหลตามรางระบายน้ำสามารถระบายน้ำออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันน้ำขังบริเวณบ้านจนทำให้น้ำท่วมเข้าบ้านนั่นเอง   3. ระเบียงหรือนอกชาน เราก็ต้องดูแล ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดฯ เราเชื่อว่ายังก็ต้องมีระเบียงกลางแจ้ง ซึ่งเราแนะนำให้ตรวจสอบดูว่ามีคราบน้ำ คราบตะไคร่น้ำหรือเชื้อราอยู่บริเวณพื้นหรือไม่ ถ้ามีให้รีบดำเนินการทำความสะอาดขัดล้างออก เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุลื่นล้ม อีกทั้งยังเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคอีกด้วย และหากทิ้งไว้นานก็จะทำให้ทำความสะอาดได้ยากขึ้น ต้องรับกำจัดตั้งแต่เนิ่นๆ นะ   4. มีปลั๊กไฟ โคมไฟ อยู่กลางแจ้งหรือเปล่า? สำหรับข้อนี้ถือว่าสำคัญนะคะ เพราะบ้านใครที่มีบริเวณส่วนใหญ่มักต่อปลั๊กไฟไว้ใช้งานในสวน จึงควรตรวจเช็คระบบไฟฟ้าหรือบริเวณปลั๊กไฟที่อยู่ในจุดเสี่ยง อาทิ โคมไฟหน้าบ้านที่ไม่มีหลังคาคลุม, กระดิ่งไฟหน้าบ้าน, ปลั๊กไฟที่อยู่นอกบ้าน ก็ควรต้องมีฝาปิดครอบให้แน่นหนาเพื่อป้องกันน้ำกระเซ็นถึง เป็นต้น   5. ต้นไม้ใหญ่ใกล้บ้าน ระวังไว้หน่อยก็ดี แน่นอนว่าหากบริเวณบ้านพักที่อยู่อาศัยของเรา มีต้นไม้สูงอยู่ใกล้เคียง สิ่งที่เจ้าของบ้านควรทำเสมอคือแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาตัดแต่งกิ่งไม้ให้อยู่ห่างจากเสาไฟ และไม่ให้เกะกะสายไฟรอบตัวบ้าน เพราะนี่อาจจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ แถมถ้ามีฝนฟ้าคะนองหรือลมกรรโชกแรงในหน้ามรสุมก็จะยิ่งเสี่ยงให้เกิดอันตรายได้นะคะ ดังนั้นป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็ดีจ๊ะ   6. ดูแลเฟอร์นิเจอร์ในสวนให้พร้อมรับหน้าฝน เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องจัดเก็บเฟอร์นิเจอร์สนามประเภทผ้าเข้ากรุ และเตรียมการให้พร้อมรับฤดูที่เต็มไปด้วยความชื้น โดยการทาน้ำยาป้องกันแมลง หรือน้ำยาเคลือบเงาบนเฟอร์นิเจอร์ไม้และทาน้ำยากันสนิมพร้อมกับเคลือบสีใหม่ให้เฟอร์นิเจอร์เหล็ก จะได้สวยงามคงทนสู้แดดและฝน   7. ป้องกันลานลื่นในสวน ถ้าฝนตกชุก พื้นทางเดินก็มักจะมีตะไคร่น้ำเกาะ ซึ่งเจ้าของบ้านควรใช้น้ำยากำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นลาน แล้วจึงติดแถบหรือเคลือบน้ำยากันลื่นหรือปูพื้นด้วยแผ่นพื้นไม้สำเร็จรูปกันลื่นที่ถอดประกอบได้และมีน้ำหนักเบา โดยเลือกชนิดที่มีโครงรองพื้นเป็นพลาสติกก็จะสามารถระบายน้ำและความชื้นได้ดี   สุดท้ายอย่าลืมว่าเราไม่สามารถควบคุม บังคับธรรมชาติได้ แต่เราสามารถปรับตัว เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นเตรียมบ้านให้พร้อมรับกับหน้าฝนที่กำลังจะมากันดีกว่าค่ะ เพราะถ้าบ้านปลอดภัยเราก็สบายกายและสบายใจ :)
การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า...ในหน้าฝน

การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า...ในหน้าฝน

ขึ้นชื่อว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็เป็นที่รู้กันละค่ะว่าไม่ถูกกับน้ำ ยิ่งฝนตกฟ้าคะนองด้วยแล้ว ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าค่ะ อ่านเคล็ดลับการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าให้ปลอดภัย ในหน้าฝน ต้องทำอย่างไร เราไปดูกันเลย   คอมพิวเตอร์ หลังใช้อินเตอร์เน็ตแล้ว อย่าลืมถอดสายโทรศัพท์ออกจากตัวโมเด็มเพื่อป้องกันไฟฟ้ากระชากมาตามสายโทรศัพท์ ซึ่งจะทำให้โมเด็มเสียหายได้ และจะดีมากถ้าถอดปลั๊กคอมพิวเตอร์ออกจากเต้าเสียบไฟบ้านด้วย   โทรทัศน์ ควรติดตั้งเสาอากาศให้มั่นคงแข็งแรง และห่างจากแนวสายไฟแรงสูง กะระยะว่าหากเสาอากาศล้มหรือหักลงมาจะต้องไม่โดนสายไฟฟ้าแรงสูง หากที่บ้านหรืออาคารที่อยู่ไม่ได้มีสายล่อฟ้า ก็ควรถอดสายอากาศออกจากทีวีทุกครั้ง (โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน) รวมทั้งไม่เปิดทีวีขณะที่ฝนตกฟ้าร้องด้วย   เครื่องทำน้ำอุ่น ต้องย้ำกับช่างผู้มาติดตั้งให้ต่อสายดินให้เรียบร้อยนะคะ และไม่ควรใช้เครื่องทำน้ำอุ่นหากไม่แน่ใจว่าต่อสายดินหรือไม่   เครื่องปรับอากาศ พอเข้าหน้าฝนก็ควรมีการตรวจสอบสภาพเครื่องกันหน่อยว่ามีกระแสไฟฟ้ารั่วหรือไม่ โดยเฉพาะสายไฟฟ้าที่ใช้ต่อเข้ากับเครื่องปรับอากาศ และเครื่องปรับอากาศต้องไม่ติดตั้งใกล้สารหรือวัตถุไวไฟ   โคมไฟสนาม ต้องหมั่นดูแลตรวจสอบสภาพเปลือกสายไฟให้ดีอยู่เสมอ ตัวเสาโคมก็ควรต่อสายกลับไปที่แผงสวิตซ์แล้วต่อลงดิน เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลลงดิน เพราะหากเกิดไฟรั่วขึ้นลูกอาจจะไปสัมผัสทำให้ได้รับอันตรายได้   สวิตช์กริ่งไฟฟ้า หากมือเปียกชื้นหรือยืนอยู่ในพื้นที่แฉะไม่ควรสัมผัสกริ่งโดยตรง เพราะจะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านทำให้เกิดไฟดูดได้ ทางที่ดีควรติดตั้งสวิตช์กริ่งไฟฟ้าที่กันฝน มีฝาปิด และหมั่นตรวจตราให้อยู่ในสภาพปลอดภัยพร้อมใช้งาน อย่ามองข้ามสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้นะคะ เพราะหากไม่ใส่ใจการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าให้ถูกวิธี หรือไม่รีบแก้ไขเมื่อชำรุดเสียหาย อาจจะเป็นภัยต่อชีวิตของคนทั้งครอบครัวได้ค่ะ   ขอบคุณแหล่งที่มา : http://swis.act.ac.th/html_edu/cgibin/act/main_php/print_informed.php?id_count_inform=2504 ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com
ต้นไม้ไล่ยุง ปลูกไว้ไร้แมลงร้าย

ต้นไม้ไล่ยุง ปลูกไว้ไร้แมลงร้าย

ตะไคร้หอม เชื่อว่าหลายคนต้องเคยใช้ยาทากันยุงหรือสเปรย์กันยุงกลิ่นตะไคร้กันแน่ๆ และคงจะรู้ถึงคุณสมบัติของตะไคร้กันไม่น้อย เพราะน้ำมันหอมระเหยในตะไคร้ คนอาจจะชอบใจ แต่สำหรับยุงน่าจะไม่ชอบใจนัก ถ้าบ้านใครมีพื้นที่ แนะนำว่าปลูกเหนือลมเพื่อให้ลมพัดกลิ่นกระจายไปรอบๆ บ้าน โดยวิธีการไล่ยุงคือต้องทำให้น้ำมันหอมระเหย อาจจะต้องทุบหรือขยี้ใบ และต้องทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เห็นผล   ลาเวนเดอร์ น้ำมันระเหยที่สกัดจากดอกลาเวนเดอร์สามารถไล่ยุงได้ เพราะยุงจะไม่ชอบกลิ่นแรงของลาเวนเดอร์ ดังนั้นหากต้องการแต่งสวนสวยๆ ด้วยดอกไม้ ลองหาต้นลาเวนเดอร์มาปลูก นอกจากจะช่วยไล่ยุงร้ายไม่ให้มากวนใจแล้ว ยังได้สวนสวยๆ ให้นั่งเล่นเวลาพักผ่อนอยู่ที่บ้านอีกด้วย   แคทนิป บ้านที่เลี้ยงเจ้าแมวจะต้องรู้จักหรืออาจจะปลูกต้นแคทนิป หรือกัญชาแมวไว้ในบ้านอยู่แล้ว ต้นไม้ชนิดนี้ไม่ได้แค่ช่วยสร้างความเบิกบานให้น้องเหมียวในบ้านเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติช่วยขับไล่ยุงที่มากวนใจได้ดี และไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ด้วย   สะระแหน่ พืชสมุนไพรที่เรานำมาทำอาหารอย่างสะระแหน่ ก็มีคุณสมบัติที่ช่วยไล่ยุงร้ายได้เช่นกัน เพราะภายในสะระแหน่มีน้ำมันหอมระเหยที่ยุงไม่ชอบกลิ่นเอามากๆ ซึ่งสะระแหน่นั้นสามารถขึ้นได้ง่าย เพราะฉะนั้นหากบ้านไหนไม่มีพื้นที่ก็สามารถปลูกใส่กระถางวางไว้ตรงระเบียงก็ได้เช่นกัน ลองเด็ดใบสะระแหน่มาขยี้แล้วทาลงบนผิวรับรองจะไม่มียุงมาคอยกวนใจ แถมยังทำให้ผิวชุ่มชื้นด้วย   เสาร์อาทิตย์หรือวันว่างๆ ลองชวนเด็กๆ ในครอบครัวมาตกแต่งสวนรอบบ้าน ปลูกต้นไม้ที่ช่วยไล่ยุงร้าย ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างความสนุกไม่น้อย อย่างไรก็ตามแม้จะปลูกต้นไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยไล่ยุงแล้ว ก็ยังต้องคอยระวังและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงอีกทางหนึ่งด้วย   ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.pf.co.th/blog/cozy-at-home/green-at-home/2017/09/20/mosquito-repellent-tree/  
แน่ใจได้อย่างไร? ที่ดินข้างโครงการไม่มีตึกสูงบัง

แน่ใจได้อย่างไร? ที่ดินข้างโครงการไม่มีตึกสูงบัง

ตำแหน่งห้องในฝันสำหรับการเลือกห้องในคอนโด นอกจากอยู่ในด้านที่ไม่ต้องเจอแดดร้อน ก็มีเรื่องของวิวทิวทัศน์โล่งกว้าง หลายคนจึงพยายามเลือกห้องฝั่งที่ติดกับที่ดินโล่งกว้างหรืออย่างน้อยก็มีเพียงแค่ตึกเตี้ยๆ แต่ไม่มีอะไรแน่นอน วันหนึ่งเราอาจต้องตื่นจากฝัน เมื่อพบว่า ที่ดินข้างๆ ก็ผุดโครงการคอนโดอีกหนึ่งโครงการขึ้นมา กลายเป็นว่าความสุขจากทิวทัศน์สุดลูกหูลูกตาถูกดับฝันลงทันที ก่อนอื่นขออธิบายว่าในอาคารสูง (สูงตั้งแต่ 23 เมตร) หรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ (พื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตร) กฎหมายกำหนดไว้ว่าอาคารต้องเว้นที่ว่างจากเขตที่ดินอย่างน้อย 6 เมตร เพราะฉะนั้น ในกรณีอาคารสูงคนละโครงการกัน จะมีระยะตึกติดกันมากที่สุด 12 เมตร ระยะนี้เป็นระยะเพื่อให้รถดับเพลิงทำงานได้ แต่ไม่ใช่ระยะที่มาจากการพิจารณาความขวยอายที่ต้องสบตากับเพื่อนบ้านข้างตึก ระยะ 12 เมตรระหว่างสองห้องคอนโดสูง จึงดูใกล้จนแทบจะจีบกันได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวังเช่นนี้ เราสามารถอาศัยความรู้และความเข้าใจในบ้านเมือง + กฎหมายอาคารเล็กน้อย...แล้วที่ดินข้างตึกเราแบบไหน ที่มีแนวโน้มว่าจะไม่กลายเป็นอาคารสูงขึ้นมาในอนาคต 1. ที่ดินติดแม่น้ำ หรือติดถนน อันนี้ฟันธงได้เลยว่าอนาคตยังไงก็เป็นแม่น้ำหรือถนนวันยังค่ำ และการันตีว่าตึกสูงจะต้องอยู่ห่างจากห้องเราไปอีกฟากถนน + 6 เมตร 2. ที่ดินใกล้เคียงที่ไม่น่าจะมีตึกสูงใกล้ๆ  เช่น โรงพยาบาลดังๆ สวนสาธารณะของรัฐ โรงเรียนหรือวัดที่ปักหลักมั่นคง หรือแม้แต่บ้านมหาเศรษฐี ก็รวมอยู่ในข้อนี้ด้วย แม้ในกรณีนี้อาจจะไม่สามารถรับรองได้ 100% แต่ก็พอจะใช้พิจารณาได้ 3. ที่ดินที่มีถนนเล็กกว่า 10 เมตรเข้าถึง เนื่องจากกฎหมายอาคารกำหนดให้อาคารสูง ต้องตั้งอยู่บนที่ดินที่มีถนนกว้างเกิน 10 เมตรเข้าถึง ที่ดินที่ติดถนนเล็กกว่า 10 เมตรจึงสร้างอาคารสูงสุดได้ไม่เกิน 23 เมตร (ประมาณ 7 ชั้น) หากคอนโดของท่านอยู่ติดซอยเล็กๆ แล้วที่ดินด้านข้างหรือด้านหลังติดถนนเล็กกว่า 10 เมตรโดยไม่ติดถนนใหญ่อื่นใด ที่ดินนั้นย่อมไม่มีโอกาสเป็นตึกสูงได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากเกิดการรวบที่ดินก้อนนั้นไปติดต่อกับที่ดินอื่นที่ติดถนนกว้างเกิน 10 เมตรได้ ที่ดินนั้นก็จะสามารถสร้างตึกสูงได้เช่นกัน 4. ที่ดินติดตีนสะพาน หรือที่ดินติดทางโค้ง ข้อนี้ก็มาจากข้อกำหนดทางกฎหมายอาคาร เนื่องจากกฎหมายกำหนดว่าอาคารสูงโดยทั่วไปต้องมีที่จอดรถ และอาคารจอดรถห้ามมีทางเข้าออกติดตีนสะพานที่มี ”ความลาดชัน” ใกล้กว่า 50 เมตร (นับจากกึ่งกลางทางเข้าจนถึงจุดเริ่มต้นทางลาด โดยสะพานที่มีความลาดน้อยกว่า 2 ซม.ต่อระยะ 1 เมตร ไม่นับเป็นสะพานที่ต้องทำตามกฎนี้) หรือใกล้ทางโค้งเกินกว่า 20 เมตร (นับจากกึ่งกลางทางเข้าจนถึงจุดเริ่มต้นโค้ง) ที่ดินที่ติดสะพาน และติดทางโค้งทางแยกในระยะดังกล่าวจึงไม่สามารถสร้างอาคารสูงได้ ยกเว้นแต่จะหาทางเชื่อมที่ดินนั้นกับทางเข้าออกทางอื่นๆ ได้คล้ายๆ ข้อ 3 หรือไม่ก็ต้องมีอาคารจอดรถภายในระยะ 200 ม.ในอีกที่ดินอีกผืน ซึ่งยุ่งยากพอตัว 5. ที่ดินที่ผังเมืองกำหนดไว้ว่าห้ามสร้างอาคารสูง กฎหมายผังเมืองมีข้อกำหนดในแต่ละโซนเรื่องขนาดของตึกที่สร้างได้ หากอาคารคอนโดที่ท่านอยู่อาศัยอยู่บนขอบระหว่างผังเมืองโซนสร้างอาคารสูงได้ กับโซนผังเมืองที่ห้ามสร้างอาคารสูง ที่ดินข้างนั้นก็จะห้ามสร้างอาคารสูงโดยปริยาย แต่ข้ออาจจะเป็นกรณีที่หาได้ยากสักหน่อย เพราะโดยทั่วไปผังเมืองจะเปลี่ยนโซนต่อเมื่ออยู่กันคนละบล็อกถนน มิได้ตัดกันระหว่างที่ดิน อีกทั้งผังเมืองจะมีการพิจารณาใหม่เสมอทุก 5 – 10 ปี จึงมีความไม่แน่นอนสูง 6. ที่ดินที่มีขนาดเล็ก เนื่องจากกฎหมายกำหนดระยะร่นต่างๆ ของอาคารสูงไว้ เช่นต้องมีที่ว่างให้รถดับเพลิงวิ่งโดยรอบ 6 เมตร ที่ดินที่มีขนาดเล็กมากๆ (เช่นมีหน้าที่ดินกว้างไม่ถึง 20 เมตร) จึงไม่คุ้มค่าที่จะสร้างเป็นอาคารสูง แต่ข้อนี้มีความไม่แน่ไม่นอนมาก เพราะโครงการอาคารที่จะสร้างใหม่ มักกวาดซื้อที่ดินก้อนเล็กๆรวมแปลงเข้าด้วยกันเป็นที่ดินผืนใหญ่เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าที่ดินผืนเล็กๆ นั้นมีขอบเขตอีกทางเป็นถนน แม่น้ำ หรือโครงการที่ไม่น่าจะเปลี่ยนไปเป็นโครงการอื่น ก็ทำให้มั่นใจได้ว่า ที่ดินนั้นจะไม่กลายเป็นตึกสูงได้มากขึ้น ที่จริงยังมีอีกหลายกรณียิบย่อย แต่อย่างน้อยหลักการพิจารณาที่ดินว่าจะสร้างอาคารสูงได้หรือไม่ทั้ง 6 ข้อข้างต้น จะช่วยให้ท่านๆ มีหลักการสำหรับคาดเดาสภาพแวดล้อมของคอนโดว่าจะมีอาคารสูงสร้างขึ้นข้างๆ ได้หรือไม่ ความรู้และข้อมูล ช่วยให้เรามองอนาคตได้รอบคอบ และกว้างไกลขึ้นอีกขั้นเสมอ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://zmyhome.com/content/ที่ดินแบบไหน-ที่จะไม่กลายเป็นตึกสูงในภายหลัง
ปัจจัยหลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับผู้สูงอายุ

ปัจจัยหลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับผู้สูงอายุ

ใครที่กำลังมองหาที่ดินมาสร้างบ้านชั้นเดียว หรือ มีที่ดินครอบครองอยู่ในมือ แล้วกำลังคิดจะสร้างบ้านชั้นเดียวที่รองรับได้ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และก็ตัวคุณเองที่อายุมากขึ้นเรื่อยๆ ไปตามกาลเวลาก็ได้เวลาอันสมควรที่จะมาดู 5 ปัจจัยหลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับผู้สูงอายุแล้ว ว่าควรจัดฟังก์ชันอะไรยังไงบ้างเพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบาย และสามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง 1. บ้านชั้นเดียวกับทางเข้าบ้านที่รองรับวีลแชร์ได้ นอกจากบ้านชั้นเดียว ที่เป็นเสมือนหัวใจหลักในการออกแบบบ้านสำหรับผู้ชราแล้ว หลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวเพื่อให้คนชราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอันดับต้นๆ ก็คือ ทางเดินเข้าออกตัวบ้าน ส่วนนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทุกแบบบ้านชั้นเดียวจะต้องมี เนื่องจากเป็นตัวนำพาคนชราเข้าออกสู่บ้านชั้นเดียว ซึ่งจะแบ่งสองส่วนด้วยกันคือ ทางลาด กับ บันไดทางเข้าบ้าน โดยทางเดินเข้าบ้านทั้งสองทางนี้จะต้องมีราจับตลอดแนว และมีความกว้างมากกว่า 50 ซม. ขึ้นไป และไม่น้อยกว่า 90 ซม. เพื่อรองรับผู้สูงอายุที่นั่งวิลแชร์ได้ รวมไปถึงทางลาดทางลาดต้องมีความลาดชันไม่เกิน  1:12 ตามกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคาร สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชราพ.ศ. 2548 กำหนด 2.บ้านชั้นเดียวกับประตูทางเข้าบานใหญ่ เมื่อผู้ชราผ่านด่านทางเดินเข้าบ้านได้แล้ว ก็จะพบกับด่านสอง นั่นก็คือประตูทางเข้าบ้าน แน่นอนว่าขนาดของประตูทางเข้าออกบ้านจะต้องมีขนาดกว้างกว่าวีลแชร์หรือมากกว่า 36 นิ้วขึ้นไป ประตูจะต้องใช้แรงผลักเข้าออกง่ายไม่ฝืดเคือง แต่ก็ต้องไม่เบามากเพราะผู้ชราที่เปิดเข้าออกอาจจะลื่นล้มไปกับประตูที่ที่เปิดออกด้วยความรวดเร็วมากได้ ดังนั้นประตูทางเข้าบ้านส่วนใหญ่ของแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับคนชรานั้นจึงมักเลือกใช้บานประตูแบบเลื่อนสองตอนที่สามารถจับเกาะและพยุงตัวได้ รวมไปถึงสามารถเปิดช่องทางการเข้าบ้านได้เป็นระยะกว้าง ต้องออกแบบให้ลางเลื่อนนั้นขนาบไปกับพื้นบ้านทางเข้าออกเพื่อป้องกันการสะดุดหกล้ม โดยสามารถดรอปพื้นลงไปเพื่อวางลางเลื่อนได้ 3.บ้านชั้นเดียวกับวัสดุที่ตอบโจทย์ความปลอดภัยและสุขภาพ เมื่อเข้ามาในตัวบ้าน สิ่งแรกที่ผู้ชราจะต้องสัมผัสเมื่ออยู่ในตัวบ้านชั้นเดียวก็คือพื้นบ้าน วัสดุตรงนี้ถ้าอยากจะเน้นความสวยงามด้วยการใช้กระเบื้องแบบขัดมันรับรองว่าไม่ปลอดภัยสำหรับคนชราแน่นอน ดังนั้นการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับในส่วนของพื้นจะต้องเน้นพื้นกระเบื้องผิวด้าน ซึ่งสามารถศึกษาวัสดุปูเพื่อนเบื้องต้นได้จาก วัสดุปูพื้นบ้าน กระเบื้องแบบไหน ควรใช้งานกับส่วนใด รวมไปถึงผนังบ้าน เพดาน ก็ควรมีการเคลือบผิวด้วยไวนีล เพื่อการทำความสะอาดที่ง่ายและไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาเป็นประจำ ส่วนในเรื่องการตกแต่งบ้านชั้นเดียวที่ประกอบไปด้วย เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และฝุ่น ตรงนี้ตัดทิ้งไปได้เลย เพื่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น พรม ผ้าม่าน และเฟอร์นิเจอร์แบบลอยต่างๆ ควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ขนาดไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป สามารถใช้งานได้แบบไม่ต้องก้มหรือย่อ และควรออกแบบให้บริเวณรอบบ้านมีต้นไม้ใบหญ้าเยอะๆ เพื่อคอยจับฝุ่นที่จะเข้ามาในตัวบ้าน ไม่เพียงแค่นั้นพื้นที่สีเขียวยังช่วยให้บ้านได้รับความร่มรื่นและอากาศบริสุทธิ์อันเป็นที่ชื่นชอบของคนชราด้วย 4.บ้านชั้นเดียวกับห้องนอนที่รองรับความสะดวก สำหรับการออกแบบบ้านชั้นเดียวให้ตอบโจทย์ผู้สูงอายุมากที่สุดต่อมาก็คือการวางตำแหน่งของห้องนอน ควรอยู่ใกล้กับฟังก์ชันอื่นๆ อาทิ ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร หรือ ห้องที่มีการเดินผ่านไปมาของคนภายในบ้าน เพื่อที่ผู้ชราจะสามารถเชื่อมต่อไปใช้งานห้องต่างๆ ได้อย่างสะดวก อีกทั้งคนในบ้านจะได้สามารถดูแลผู้ชราได้อย่างทั่วถึง แต่ทั้งนี้ก็ต้องออกแบบห้องนอนของผู้ชราให้มีความเป็นส่วนตัวไปในตัวด้วย ส่วนใหญ่ Layout ของห้องนอนคนชราจะอยู่บริเวณมุมบ้าน หรือ มุมที่สามารถรับแสงธรรมชาติได้สองด้าน เพื่อเป็นการเปิดห้องให้โล่ง โปร่ง สบาย และสามารถเปิดบานหน้าต่างออกเพื่อรับลมธรรมชาติได้ โดยบานหน้าต่างต้องออกแบบดีไซน์ให้สูงกว่าเอวหรือที่ความสูงประมาณ 1 ฟุต เพื่อป้องกันการพลัดตกลงมาจากห้องนอน ส่วนเตียงไม่ควรมีขอบมุมที่แหลม และไม่จำเป็นต้องสูงมาก ควรวางเข้ามุมเพื่อป้องกันการกลิ้งตกเตียง และต้องเหลือพื้นที่ปลายเตียงและข้างเตียงไว้สำหรับเดินเข้าออกห้องได้อย่างง่ายดายด้วย ซึ่งถ้าจะให้ดีสามารถติดตั้งราวจับตามจุดสำคัญในห้องได้ถ้าห้องมีขนาดกว้างมาก 5.บ้านชั้นเดียวกับห้องน้ำที่ปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัย มาที่ส่วนสำคัญส่วนสุดท้ายอย่างห้องน้ำ และเป็นส่วนที่ต้องระมัดระวังที่สุดเพราะผู้สูงอายุจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งกับโซนนี้ ดังนั้นห้องน้ำที่ดีควรอยู่บนพื้นที่ที่คนในบ้านเป็นหูเป็นตาด้วยกันได้ โดยแบบแปลนบ้านชั้นเดียวส่วนใหญ่จะออกแบบให้ห้องน้ำอยู่ใกล้กับห้องนอนแต่ไม่อยู่ในห้อง เพื่อป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุ และสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ง่าย ขอบคุณแหล่งที่มา : http://bit.ly/2tql7mY

1 2 3 ... 5