อยู่สบายไร้กังวล

 

อยู่สบายไร้กังวลแนะนำ

5 ของตกแต่งบ้าน เพิ่มความโรแมนติกให้บ้านคุณ

1. ดอกไม้สิ่งที่เป็นตัวแทนของความโรแมนติก คงหนีไม่พ้น ดอกไม้ เพราะดอกไม้เป็นสิ่งที่สวยงาม ความมีชีวิตชีวา ใครเห็นก็รู้สึกสดชื่น คนรักก็มักจะมอบช่อดอกไม้ให้แก่กันเพื่อแสดงความรัก หากมุมของบ้านมีดอกไม้ประดับอยู่ในแจกัน ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศโรแมนติกได้ ซึ่งในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องใช้ดอกไม้สดเพียงอย่างเดียว แต่เราสามารถใช้ดอกไม้ประดิษฐ์แทนได้ บางทีอาจจะสวยงามกว่าของจริงซะด้วยซ้ำ 2. แสงเทียนหากนึกถึงบรรยากาศโรแมนติก แสงจากเทียน เป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่นิยมนำมาเป็นของตกแต่ง ให้อารมณ์ความรู้สึกผ่อนคลาย ดูอบอุ่น เราสามารถใช้เชิงเทียนมาเป็นของตกแต่งบ้านได้ ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเชิงเทียนเดี่ยว แบบ 3, แบบ 5, แบบ 7 หรือแบบ 9 เล่ม โดยแสงสว่างก็จะเพิ่มตามจำนวนเล่มเทียน แต่ถ้ากังวลเรื่องการเกิดเพลิงไหม้ ปัจจุบันได้มีผู้คิดค้นเทียนแบบใส่ถ่านแบตเตอรี่ ให้แสงไฟใกล้เคียงกับของจริงมาก การวางเชิงเทียน เหมาะกับการวางไว้บนโต๊ะอาหาร หรือโต๊ะที่อยู่ตามมุมห้อง ตามทางเดิน เพื่อใช้เป็นแสงสว่างได้อย่างลงตัว 3.รูปภาพการใช้รูปภาพ หรือกรอบรูป มาประดับผนังของบ้าน จะช่วยให้ห้องไม่โล่งเกินไป และถ้าเป็นภาพวิวทิวทัศน์แนวธรรมชาติ หรือภาพคู่แต่งงาน ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศโรแมนติกได้ ยิ่งถ้ามีแสงเทียนส่องไปที่ภาพด้วยแล้ว ความรู้สึกคงจะเหมือนกลีบกุหลาบล่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าเลยทีเดียว แถมยังเป็นการย้ำเตือนความทรงจำในวันเก่าๆ ที่ความรักของคู่รักสุขงอม หวนให้นึกถึงคนึงหา 4. โคมไฟในบ้านหรือห้องนอน จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการติดหลอดไฟ เพื่อความสว่างในการอยู่อาศัย แต่ถ้าหากต้องการความโรแมนติก เราก็สามารถเลือกโคมไฟ ที่มีดีไซน์สวย แบบระย้า แบบรูปทรงแปลกตา มาช่วยเสริมให้บรรยากาศเป็นโทนสีละมุน โดยอาจจะใช้หลอดไฟสีอุ่น เช่น ส้มอ่อน รับรองห้องของคุณจะน่าอยู่มากขึ้น ใช้เวลาในบ้านมากขึ้น ได้อยู่กับครอบครัว 5. น้ำหอมน้ำหอมหรือน้ำหอมปรับอากาศ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญของการสร้างความโรแมนติกให้กับบ้านของคุณ เพราะกลิ่นเป็นหนึ่งในสัมผัสทั้ง 5 สามารถช่วยให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เปลี่ยนอารมณ์และบรรยากาศของห้องได้ จึงไม่แปลกที่ห้องฮันนีมูนสูท จะใช้กลิ่นหอมของดอกไม้ มาช่วยสร้างบรรยากาศให้คู่รักรู้สึกผ่อนคลาย เคลิบเคลิ้ม สำหรับใครที่กำลังอยากหาของตกแต่งบ้าน มาช่วยสร้างบรรยากาศความโรแมนติกในบ้าน ก็อย่าลืมนำของตกแต่งบ้านที่เราแนะนำ นำไปเป็นข้อมูลในการเลือกซื้อของกันดูนะค่ะ รับรองว่าจะช่วยให้คุณสร้างบรรยายกาศภายในห้องนอนได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยให้คุณมีช่วงเวลาดีๆ กับคนรักอีกด้วย ^_^ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.wemall.com/blog/3500/5-decorating-romanticภาพประกอบจาก : https://pixabay.comhttps://unsplash.com 

อยู่สบายไร้กังวลล่าสุด

1 2 3 ... 11
5 ของตกแต่งบ้าน เพิ่มความโรแมนติกให้บ้านคุณ

5 ของตกแต่งบ้าน เพิ่มความโรแมนติกให้บ้านคุณ

1. ดอกไม้สิ่งที่เป็นตัวแทนของความโรแมนติก คงหนีไม่พ้น ดอกไม้ เพราะดอกไม้เป็นสิ่งที่สวยงาม ความมีชีวิตชีวา ใครเห็นก็รู้สึกสดชื่น คนรักก็มักจะมอบช่อดอกไม้ให้แก่กันเพื่อแสดงความรัก หากมุมของบ้านมีดอกไม้ประดับอยู่ในแจกัน ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศโรแมนติกได้ ซึ่งในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องใช้ดอกไม้สดเพียงอย่างเดียว แต่เราสามารถใช้ดอกไม้ประดิษฐ์แทนได้ บางทีอาจจะสวยงามกว่าของจริงซะด้วยซ้ำ 2. แสงเทียนหากนึกถึงบรรยากาศโรแมนติก แสงจากเทียน เป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่นิยมนำมาเป็นของตกแต่ง ให้อารมณ์ความรู้สึกผ่อนคลาย ดูอบอุ่น เราสามารถใช้เชิงเทียนมาเป็นของตกแต่งบ้านได้ ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเชิงเทียนเดี่ยว แบบ 3, แบบ 5, แบบ 7 หรือแบบ 9 เล่ม โดยแสงสว่างก็จะเพิ่มตามจำนวนเล่มเทียน แต่ถ้ากังวลเรื่องการเกิดเพลิงไหม้ ปัจจุบันได้มีผู้คิดค้นเทียนแบบใส่ถ่านแบตเตอรี่ ให้แสงไฟใกล้เคียงกับของจริงมาก การวางเชิงเทียน เหมาะกับการวางไว้บนโต๊ะอาหาร หรือโต๊ะที่อยู่ตามมุมห้อง ตามทางเดิน เพื่อใช้เป็นแสงสว่างได้อย่างลงตัว 3.รูปภาพการใช้รูปภาพ หรือกรอบรูป มาประดับผนังของบ้าน จะช่วยให้ห้องไม่โล่งเกินไป และถ้าเป็นภาพวิวทิวทัศน์แนวธรรมชาติ หรือภาพคู่แต่งงาน ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศโรแมนติกได้ ยิ่งถ้ามีแสงเทียนส่องไปที่ภาพด้วยแล้ว ความรู้สึกคงจะเหมือนกลีบกุหลาบล่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าเลยทีเดียว แถมยังเป็นการย้ำเตือนความทรงจำในวันเก่าๆ ที่ความรักของคู่รักสุขงอม หวนให้นึกถึงคนึงหา 4. โคมไฟในบ้านหรือห้องนอน จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการติดหลอดไฟ เพื่อความสว่างในการอยู่อาศัย แต่ถ้าหากต้องการความโรแมนติก เราก็สามารถเลือกโคมไฟ ที่มีดีไซน์สวย แบบระย้า แบบรูปทรงแปลกตา มาช่วยเสริมให้บรรยากาศเป็นโทนสีละมุน โดยอาจจะใช้หลอดไฟสีอุ่น เช่น ส้มอ่อน รับรองห้องของคุณจะน่าอยู่มากขึ้น ใช้เวลาในบ้านมากขึ้น ได้อยู่กับครอบครัว 5. น้ำหอมน้ำหอมหรือน้ำหอมปรับอากาศ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญของการสร้างความโรแมนติกให้กับบ้านของคุณ เพราะกลิ่นเป็นหนึ่งในสัมผัสทั้ง 5 สามารถช่วยให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เปลี่ยนอารมณ์และบรรยากาศของห้องได้ จึงไม่แปลกที่ห้องฮันนีมูนสูท จะใช้กลิ่นหอมของดอกไม้ มาช่วยสร้างบรรยากาศให้คู่รักรู้สึกผ่อนคลาย เคลิบเคลิ้ม สำหรับใครที่กำลังอยากหาของตกแต่งบ้าน มาช่วยสร้างบรรยากาศความโรแมนติกในบ้าน ก็อย่าลืมนำของตกแต่งบ้านที่เราแนะนำ นำไปเป็นข้อมูลในการเลือกซื้อของกันดูนะค่ะ รับรองว่าจะช่วยให้คุณสร้างบรรยายกาศภายในห้องนอนได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยให้คุณมีช่วงเวลาดีๆ กับคนรักอีกด้วย ^_^ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.wemall.com/blog/3500/5-decorating-romanticภาพประกอบจาก : https://pixabay.comhttps://unsplash.com 
นอนหลับอย่างไร ให้เป็นสุข

นอนหลับอย่างไร ให้เป็นสุข

หากจะพูดว่าการนอนหลับมีส่วนสำคัญที่จะกำหนดคุณภาพชีวิตของเรา หรือนัยว่าเรานอนอย่างไร เหมือนกับที่พูดว่าเรากินอะไรเราก็เป็นอย่างนั้น (You are what you eat) ก็คงไม่ผิดนัก  ถ้าเรานอนหลับสนิทและนานพอเหมาะ เราจะตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจจะหมดไป ขณะเดียวกันร่างกายและจิตใจก็สามารถสังเคราะห์หล่อหลอมอาหารและประสบการณ์ที่รับเข้าไปในวันวานได้เต็มที่ ก่อเกิดเป็นคุณภาพของชีวิต (ในวัน) ใหม่ที่เปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์ แต่ถ้าเรานอนหลับ ๆ ตื่น ๆ นอนน้อย เราจะตื่นขึ้นมาด้วยความง่วงเหงาหาวนอนยังงัวเงีย มึนงง คล้าย ๆ กับว่ายังไม่พร้อมที่จะเริ่มชีวิตในวันใหม่ แต่ถ้าสุดโด่งไปอีกข้างหนึ่งคือนอนมากเกินไป ก็จะเกิดความเกียจคร้านไม่อยากทำอะไร เหมือนเวลากินอาหารมากเกินแล้วร่างกายไม่อยากขยับหรือโยกย้ายไปไหน เรียกว่าเกิดภาวะสะสมมากเกินไป  ดังนั้น ถ้าต้องการทีคุณภาพชีวิตที่ดีก็ต้องดูแลเสาหลักแห่งการนอนหลับให้ดีด้วย ดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ปริมาณคือนอนจำนวนชั่วโมงที่พอเพียง ส่วนคุณภาพคือนอนหลับให้สนิท ถ้าได้นอนหลับลึกถึงขนาดที่เรียกว่า “ โยคะนิทรา ” (Yoka nidra) คือนอนหลับอย่างมีสมาธิ (Meditive sleep) ด้วยละก็ถือว่าเป็นสุดยอดของการนอนหลับเลยทีเดียว ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับที่น่าจะช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้น  นอนหัวค่ำตื่นแต่เช้า ควรเข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้า ดีกว่านอนดึกตื่นสาย ถ้าเป็นไปได้ควรเข้านอนอย่าให้เกิน 4 ทุ่ม เพราะช่วงเวลาระหว่าง 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มนั้นตามหลักอายุรเวทถือว่าเป็นช่วงเวลาของธาตุดิน ธาตุน้ำ บรรยากาศโดยทั่วไปจะมีความหนักหน่วงโน้มนำให้นอนหลับได้ง่าย เหมือนกับธรรมชาติส่งสัญญาณให้รู้ว่าชีวิตในวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว ถึงเวลาของการพักผ่อนเสียที (ยกเว้นสัตว์บางประเภทที่มีวงจรชีวิตตื่นและหากินตอนกลางคืน)แต่ถ้าเลย 4 ทุ่มไปแล้วจะเป็นช่วงเวลาที่ธาตุไฟเพิ่มขึ้นทำให้ร่างกายตื่นตัวอีกครั้ง และอาจส่งผลให้นอนไม่หลับ (ยกเว้นคนที่หลับง่ายและนอนดึกจนเคยชิน) ส่วนที่ให้ตื่นแต่เช้านั้นก็ประมาณว่า ช่วงก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเป็นช่วงที่ธรรมชาติเปี่ยมด้วยพลังชีวิต เผื่อเวลาอาหารมื้อเย็น ควรเผื่อเวลาให้อาหารมื้อเย็นถูกย่อยให้เสร็จก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง นั่นหมายถึงว่าควรกินอาหารมื้อเย็นให้เร็วสักหน่อย เพราะการนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ถ้ากินอาหารเสร็จแล้วเข้านอนโดยทันที จำทำให้อาการไม่ถูกย่อย เพราะกระเพราะอาหารทำงานไม่เต็มที่ ขณะเดียวหันก็จะนอนหลับไม่สนิทด้วย  ล้างหน้า ล้างมือ ล้างเท้าก่อนนอน ก่อนเข้านอนควรล้างมือ เท้า และหน้า และใช้น้ำมัน ( ถ้าได้น้ำมันงายิ่งดี ) นวดที่ฝ่าเท้า จะทำให้เกิดความผ่อนคลายและหลับสนิทขึ้น อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น คือดื่มนมต้มอุ่น ๆ สักแก้วก่อนนอน เนื่องจากมีคุณสมบัติชุ่มชื้น บำรุง อาการนอนไม่หลับนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากร่างกายตื่นตัว ความชุ่มชื้นของนมจะทำให้เกิดความหนืดหน่วงลดความตื่นตัวทำให้นอนหลับง่ายขึ้น  ไม่ทำกิจกรรมตื่นเต้นก่อนนอน ก่อนเข้านอนไม่ควรทำกิจกรรมใด ๆ ที่จะกระตุ้นให้ตื่นตัว เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เร้าใจชวนติดตาม เพราะจะทำให้คุณไม่อยากนอนหลับหรือนอนไม่หลับ หรือไม่ก็ทำให้หลับไม่สนิท เพราะเก็บเอาเรื่องราวที่ดูหรืออ่านไม่เป็นถ้าจะฟังเพลงเพราะฟังดนตรีที่นุ่นนวลชวนให้อารมณ์และจิตใจผ่อนคลายช่วยให้หลับง่ายขึ้น ถ้าต้องการหลับให้สนิทและจิตใจได้พักผ่อนอย่างสมบูรณ์ ควรจะทำจิตใจให้สงบโดยการสวดมนต์และทำสมาธิ การทำสมาธิก่อนนอนจะทำให้หลับได้ลึกอย่างที่เรียกว่า “ โยคะนิทรา ” คือหลับแบบมีสมาธิได้  ท่านอนต้องเหมาะสม ท่าและทิศในการนอนก็มีผลต่อการนอนหลับด้วยเหมือนกัน ท่านอนตะแคงขวาจะทำให้รูจมูกซ้ายโล่งเพราะน้ำหนักตัวไปลงที่ร่างกายซีกขวา รูจมูกซ้ายสัมพันธ์พลังเย็น เมื่อเปิดโล่งจะทำให้ร่างกายชุ่มเย็นและผ่อนคลาย การนอนตะแคงขวาจึงทำให้ผ่อนคลายมากขึ้นส่วนท่านอนตะแคงซ้ายจะทำให้รูจมูกขวาซึ่งสัมพันธ์กับพลังร้อนเปิดโล่ง มีผลทำให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น จึงเหมาะที่จะเป็นท่านอนช่วงสั้น ๆ ก่อนหรือหลังอาหารมากกว่า ไม่เหมาะที่จะเป็นท่าในการนอนหลับเพราะมีผลทำให้ร่างกายร้อนขึ้นท่านอนหงายมีผลทำให้การไหลเวียนของพลังในร่างกายไม่ดี ทำให้ธาตุลมกำเริบ ส่วนท่านอนคว่ำเป็นท่าที่ไม่เหมาะสมที่สุด เพราะร่างกายโดยเฉพาะบริเวณท้องและอกถูกกดทับทำให้หายใจไม่สะดวก  ไม่ควรนอนกลางวัน โดยทั่วไปแล้วไม่ควรนอนกลางวันเพราะทำให้อาหารไม่ย่อยและเป็นไข้ได้ ยกเว้นในฤดูร้อนที่อนุโลมให้นอนหลับตอนกลางวันได้ เพราะอากาศร้อนทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย การนอนกลางวันจะช่วยฟื้นคืนพลังได้ หรือคนแก่ เด็กเล็ก คนที่ร่างกายอ่อนเพลีย หรือเหน็ดเหนื่อยจากการมีเพศสัมพันธ์ การใช้แรงมากๆ จากการเดินทางหรืออดนอน อนุโลมให้นอนตอนกลางวันได้เพื่อชดเชยพลังที่สูญเสียไป ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก สสส.
ข้อควรระวังสำหรับการอาบน้ำ

ข้อควรระวังสำหรับการอาบน้ำ

การอาบน้ำชำระร่างกาย มีความละเอียด มีมุมมอง และเทคนิคต่างๆ มากมาย ปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์จากน้ำเพื่อผลในการกระตุ้นร่างกาย ฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วย   1. ควรงดการอาบน้ำในบุคคลเหล่านี้ คือ คนที่มีไข้สูง หรืออยู่ในระยะที่เริ่มจะมีอาการไข้เฉียบพลัน, ผู้ป่วยโรคหัวใจรุนแรง, โรคเลือดจาง, โรคไตวายรุนแรง, คนที่ดื่มเหล้าเมา2. โรคที่ติดต่อกันง่าย เช่น วัณโรค แผลติดเชื้อที่ผิวหนัง ไม่ควรอาบน้ำในสระหรือที่สาธารณะร่วมกัน และควรใช้อุปกรณ์ของใช้ส่วนตัวเท่านั้น3. คนที่มีโรคความดันสูง โรคหัวใจขาดเลือด ไม่ควรแช่น้ำร้อนนานเกิน 10 นาที ในขณะที่แช่น้ำร้อนควรถูนวดตัวไปด้วย เพื่อช่วยให้การไหลเวียนที่ผิวดีขึ้น4. การแช่น้ำร้อนนานกว่าครึ่งชั่วโมง จะทำ ให้เลือดลงมาสะสมที่ผิวหนัง ส่งผลให้ไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ อาจเป็นลมได้5. ไม่ควรอาบน้ำในขณะเหงื่อออกมาก จะทำให้ไม่สบาย เพราะรูขุมขนกำลังเปิด ความเย็นจะเข้าสู่ร่างกาย6. การอาบน้ำหลังกินข้าวอิ่มใหม่ๆ จะทำให้การย่อยอาหารมีประสิทธิภาพน้อยลง7. การอาบน้ำร้อนปกติ อุณหภูมิไม่ควรเกิน 40 องศาเซลเซียส ยกเว้นกรณีพิเศษที่ต้องการผลเฉพาะ ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก มูลนิธิหมอชาวบ้าน
การลดขยะในครัวเรือน Household waste reduction

การลดขยะในครัวเรือน Household waste reduction

หากใครมาบอกคุณว่า ขยะกำลังจะล้นโลก เมื่อสักสิบกว่าปีก่อนหน้านี้ คงฟังดูเป็นเรื่องตลก แต่ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อมถูกนำเสนอให้เราได้เข้าถึงความจริงอย่างรอบด้านอย่างทุกวันนี้ ปัญหาขยะล้นโลกย่อมจะไม่ใช่เรื่องเหนือจริงอีกต่อไป ถ้าเราไม่ร่วมมือกันป้องกันกล่องพิซซ่า กล่อมโฟมข้าวมันไก่ แก้วชากาแฟ ถุงพลาสติกถุงกระดาษ เศษผักอาหาร ขวดแชมพู เครื่องสำอางฯลฯ เหล่านี้เป็นขยะที่มาจากครัวเรือนในบ้านเราแทบทั้งสิ้น ยิ่งเราอุปโภคบริโภคกันทุกวัน สร้างขยะจากเศษอาหารไม่ต่ำกว่าสามมื้อ จึงนับว่าขยะในครัวเรือนมีส่วนช่วยเพิ่มปัญหาทางสิ่งแวดล้อมอันดับต้นๆ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษในปี 2559 พบว่าขยะทั่วประเทศมีจำนวนถึง 27.04 ล้านตัน และคาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี จนรัฐบาลได้พยายามดันปัญหาขยะให้เป็นวาระแห่งชาติ ถึงกับตั้งศูนย์ปฏิบัติการให้เป็นประเทศไทยไร้ขยะ 1. ใช้ถุงผ้าไปตลาดหรือห้างคราวหน้าถือถุงผ้าไปช็อปปิ้ง การใช้ถุงผ้าใส่ของจะช่วยลดจำนวนถุงพลาสสติกได้ เมื่อกลับมาบ้านเราจะได้ไม่มีขยะถุงพลาสติกเหลือทิ้ง 2. ใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดเติมเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดเติม (Refill) กับน้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม สบู่เหลว อาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ ภายในบ้านของเรา นอกจากจะราคาถูกกว่าแล้วการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชนิดเติมจะเป็นการลดบรรจุภัณฑ์หีบห่อในส่วนที่เป็นขยะภายในบ้านได้ และยังเป็นการลดต้นทุนในการใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการผลิต ซึ่งจะเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมทางอ้อมได้อีกทางด้วย 3. แยกประเภทขยะภายในบ้านเพื่อสะดวกแก่พนักงานผู้เก็บขยะ และเรายังสามารถนำขยะบางชนิดไปขายเพิ่มรายได้เข้าบ้านอีกด้วย เช่น ขวดพลาสสติก ขวดแก้ว กล่องกระดาษ ฯลฯ 4.ผลิตปุ๋ยใช้เองภายในครัวเรือนเศษพืชผัก ใบไม้สามารถนำมาหมักทำปุ๋ยใส่ต้นไม้และบำรุงดิน ลดการซื้อปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพงแล้วยังมีสารพิษตกค้างด้วย 5.นำสิ่งของที่ใช้แล้วกลับมาหมุนเวียนดัดแปลงใช้ประโยชน์ยกตัวอย่างเช่น ถุงพลาสติก ถุงกระดาษที่ไม่เปรอะเปื้อนให้เก็บไว้ใช้ใส่ของ ใครมีไอเดียบรรเจิดจะนำ ขวดแก้ว ขวดพลาสติก กระป๋องเครื่องดื่ม มาดัดแปลงเป็นกระบอกใส่ของ หรือกระถางต้นไม้ก็ไม่ว่ากันและหากมีเศษกระดาษสำนักงานเหลือใช้ ก็สามารถนำมาตกแต่งไว้เป็นกระดาษโน๊ตหรือทำเป็นสมุดทำมือก็เก๋ไม่เบา เห็นไหมว่าการจัดการลดขยะในครัวเรือนเราเองก็สามารถทำได้ง่ายๆ ซึ่งนอกจากบ้านเราจะดูสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามขึ้นแล้ว เราเองยังมีส่วนช่วยลดปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมให้กับโลกที่เรารักอีกด้วย  ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.livingdd.com/household-waste-reduction/ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com
เรื่องควรรู้ การตั้งศาลพระภูมิ ที่คุณอาจมองข้าม

เรื่องควรรู้ การตั้งศาลพระภูมิ ที่คุณอาจมองข้าม

สิ่งที่ต้องคำนึงในการตั้งศาลพระภูมิ คือ สถานที่ตั้ง ทิศทาง วันและฤกษ์ตั้ง ความสูงของศาลพระภูมิ และผู้ประกอบพิธีกรรมการตั้งศาลพระภูมิ    สถานที่ที่ตั้งศาล มีหลักการพิจารณาดังนี้  1. ที่ตั้งศาลต้องเป็นบริเวณพื้นดิน มิใช่บริเวณเดียวกับพื้นของตัวบ้าน 2. หากไม่มีพื้นที่ที่เป็นพื้นดิน สามารถทำการตั้งศาลบนชั้นดาดฟ้าได้ แต่ส่วนใหญ่ศาลที่ตั้งบนดาดฟ้าจะเป็นศาลเทพต่างๆ เช่นพระพรหม หรือ พระนารายณ์ มิใช่พระภูมิเจ้าที่ 3. จุดที่ตั้งของศาลต้องไม่ถูกเงาของตัวบ้านทอดลงมาทับ 4. ที่ตั้งของศาลควรอยู่ห่างจากบริเวณที่ตั้งของห้องน้ำ 5. อย่าตั้งศาลให้อยู่ใกล้กับตัวบ้านมากนัก 6. อย่าหันหน้าศาลเข้าสู่บริเวณที่ตั้งของห้องน้ำ 7. ไม่ควรตั้งศาลให้หันหน้าตรงกับประตูหน้าบ้าน 8. ตั้งศาลให้ห่างจากรั้วหรือกำแพงบ้านอย่างน้อย 1 เมตร 9. ถ้าสามารถยกพื้นที่ตั้งศาลให้สูงขึ้นสัก 1 คืบ จากพื้นดินได้ ก็เหมาะสมอย่างยิ่ง 10. ความสูงของศาล ควรสูงเหนือระดับสายตาของผู้เป็นเจ้าของบ้านขึ้นไปเล็กน้อย   ทิศทาง การหันหน้าศาลพระภูมิสู่ทิศมงคล  1. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ทิศอีสาน เป็นทิศที่ดีที่สุดหากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป 2. ทิศตะวันออก หรือ ทิศบูรพา เป็นทิศที่ดีอันดับ 2 หากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 100 ปี หลังจากนั้น จะมีแต่เสื่อมลงๆจนถึงขั้นหาความสุขความเจริญไม่ได้ 3. ทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ทิศอาคเณย์ เป็นทิศที่ดีอันดับ 3 หากตั้งศาลหันไปทิศนี้บ้านนั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 50 ปี หลังจากนั้น จะมีแต่เสื่อมลงๆจนถึงขั้นหาความสุขความเจริญไม่ได้ทิศต้องห้ามในการตั้งศาลพระภูมิ คือ ทิศตะวันตกและทิศใต้ เมื่อหาทิศทางตั้งศาลได้แล้วจะต้องพูนดินให้สูง 1 คืบ เกลี่ยดินด้วยมือและทุบให้แน่น ห้ามใช้เท้าเด็ดขาด และเตรียมน้ำมนต์ไว้พรมบริเวณพื้นดินเพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ น้ำมนต์ที่ว่านี้เรียกว่า " น้ำมนต์ธรณีสาร " น้ำมนต์ธรณีสารนี้ ทำได้โดยนำน้ำธรรมดาไปให้พระท่านสวดพระพุทธมนต์ทำเหมือนน้ำมนต์ทั่วไปแต่ต่างกัน ตรงที่ให้ท่านนำใบไม้ต้นธรณีสารมาใส่ลงในน้ำที่จะทำน้ำมนต์  วันและฤกษ์ตั้งศาล  มีความสำคัญมาก ควรเลือกวันที่ดีและมีความเป็นสิริมงคลเพื่อให้ประสิทธิ์ผลในทางมงคล แก่ผู้อยู่อาศัยในบ้านเรือนนั้นสืบต่อไป วันต่อไปนี้ถือเป็นวันที่เป็นมงคลฤกษ์วันข้างขึ้น วันข้างแรม๒ ค่ำ ๒ ค่ำ๔ ค่ำ ๔ ค่ำ๖ ค่ำ ๖ ค่ำ๙ ค่ำ ๙ ค่ำ๑๑ ค่ำ ๑๑ ค่ำ แต่ถ้าวันข้างขึ้น หรือข้างแรมดังกล่าวไปตรงกับวันต้องห้าม ของเดือนใด ให้เลี่ยงไปใช้วันอื่นเสีย  เวลาฤกษ์อันเป็นมงคล  วัน เวลาวันอาทิตย์ เวลา ๖.๐๙ น. - ๘.๑๙ น.วันจันทร์ เวลา ๘.๒๙ น. - ๑๐.๓๙ น.วันอังคาร เวลา ๖.๓๙ น. - ๘.๐๙ น.วันพุธ เวลา ๘.๓๙ น. - ๑๐.๑๙ น.วันพฤหัสบดี เวลา ๑๐.๔๙ น. - ๑๑.๓๙ น.วันศุกร์ เวลา ๖.๑๙ น. - ๘.๐๙ น.วันเสาร์ เวลา ๘.๔๙ น. - ๑๐.๔๙ น.วันต้องห้าม  เดือน วันต้องห้ามคือเดือนอ้าย (ธันวาคม)  วันพฤหัสบดี และวันเสาร์เดือนยี่ (มกราคม) วันพุธ และวันศุกร์เดือน ๓ (กุมภาพันธ์ )  วันอังคารเดือน ๔ (มีนาคม) วันจันทร์เดือน ๕ (เมษายน)  วันพฤหัสบดี และวันเสาร์เดือน ๖ (พฤษภาคม) วันพุธ และวันศุกร์เดือน ๗ (มิถุนายน) วันอังคารเดือน ๘ (กรกฎาคม)  วันจันทร์เดือน ๙ (สิงหาคม) วันพฤหัสบดี และวันเสาร์เดือน ๑๐ (กันยายน ) วันพุธ และวันศุกร์เดือน ๑๑ (ตุลาคม) วันอังคารเดือน ๑๒ (พฤศจิกายน)  วันจันทร์ จะสังเกตได้ว่า จะไม่ปรากฏว่ามี วันอาทิตย์ เป็น ข้อห้ามเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ยึดเอาวันอาทิตย์ เป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับการตั้งศาล เพราะคนโบราณถือกันว่า วันอาทิตย์นั้นแม้จะจะเป็นวันที่มีกำลังแรงดี แต่เป็นวันแรงและวันร้อน ไม่เหมาะที่จะทำการตั้งศาล เพราะบ้านอาจจะ ร้อน จรปราศจากความร่มเย็นเป็นสุข แต่ ถ้าหากผู้กระทำพิธีมีเคล็ดมีมนตร์แก้ความร้อนของวันได้ ก็สามารถคิดทำการตั้งศาลในวันนี้ได้ตามความสะดวก    ความสูงของศาล  ขึ้นอยู่กับ ตัวเจ้าของบ้าน โดยให้ระดับฐานหรือชานชาลาพระภูมิอยู่เหนือระดับปาก (บางตำราว่าอยู่เหนือคิ้วพอดี ) ของผู้เป็นเจ้าของบ้าน ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าบ้าน ก็ควรจะตั้งศาลพระภูมิขึ้นใหม่ การใช้ศาลพระภูมิร่วมกัน กรณีที่เป็นหมู่บ้าน,ชุมชนหรือตึกแถว ให้ยึดเอาความสูงจาก เจ้าของผู้สร้างเริ่มแรก หรือหัวหน้าชุมชนนั้นๆ โดยให้เป็นตัวแทนเพื่อมาทำการยกศาลพระภูมิขึ้นเพื่อบอกกล่าวและสักการะ ขอให้ท่านดูแลปกปักษ์รักษาให้คุณ ให้โชคลาภ ความเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้อยู่อาศัยทุกคน  การปักเสาตั้งศาล  ต้องเตรียมหลุมให้เสร็จก่อนเริ่มพิธี ( ค่อยมีพิธีในวันรุ่งขึ้น ) โดยต้องเตรียมของดังนี้ พานครู 1 พาน ใช้สำหรับใส่ข้าว ธูป เทียนขาว ดอกไม้หรือพวงมาลัยสด เหล้า บุหรี่ ผ้าขาว เงิน 6 สลึงหรือ 99 บาท  รายการของมงคลใส่หลุม (ปัจจุบันที่นิยมใช้)  รายการมงคล จำนวน1 เหรียญเงิน 9 เหรียญ2 เหรียญทอง (เหรียญสลึงหรือ 50 สตางค์ก็ได้) 9 เหรียญ3 ใบเงิน 9 ใบ4 ใบทอง 9 ใบ5 ใบนาค 9 ใบ6 ใบรัก 9 ใบ7 ใบมะยม 9 ใบ8 ใบนางกวัก 9 ใบ9 ใบนางคุ้ม 9 ใบ10 ใบกาหลง 9 ใบ11 ดอกบานไม่รู้โรย 9 ดอก12 ดอกพุทธรักษา 9 ดอก13 ไม้มงคล 9 ชนิด14 แผ่น เงิน,ทอง,นาค 1 ชุด15 พลอยนพเก้า 1 ชุดการกลบหลุมนั้นให้ใช้มือกด ห้ามใช้เท้าโดยเด็ดขาด ผู้ประกอบพิธีกรรมการตั้งศาลพระภูมิ  ควรจะเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมมีศีลธรรม ทำบุญทำทานประจำ มีความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม จะทำให้การตั้งศาลพระภูมิบังเกิดผลดี มีความเจริญรุ่งเรืองแก่เจ้าของบ้าน หรือเจ้าบ้านจะเป็นผู้กระทำพิธีกรรมก็ได้ โดยศึกษาขั้นตอนพิธีกรรมต่างๆ และให้ถือศีลกินเจ 7 วัน ( 3,5,7 วันก็ได้ หรือมากกว่านี้ก็ได้ )  ส่วนประกอบสำคัญของศาลพระภูมิ  จะเหว็ดศาลพระภูมิ จะเป็นรูปพระภูมิอยู่ในแผ่นคล้ายแผ่นเสมา มือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายถือถุงเงินหรือสมุด(หนังสือ) และการปลุกเสกจะเหว็ดให้เป็นองค์พระภูมิมีดังนี้ บรรจุธาตุทั้ง 6 คือ บรรจุพระพุทธคุณ,บรรจุพระธรรมคุณ,บรรจุพระสังฆคุณ ตลอดเทวคุณและวิญญาณธาตุเข้าไปในจะเหว็ดจากที่เรียกว่า จะเหว็ดเมื่อปลุกเสกแล้วก็จะเรียกว่า "พระภูมิ" บริวารของพระภูมิจะมีตุ๊กตาชาย-หญิง อย่างละ 1 คู่ ตุ๊กตาช้าง-ม้า อย่างละ 1 คู่ ละครยก 2 โรง  เครื่องประดับตกแต่ง จะประกอบด้วย  เครื่องประดับตกแต่ง จำนวน1 แจกัน 1 คู่2 เชิงเทียน 1 คู่3 กระถางธูป 1 ใบ4 ผ้าผูกจะเหว็ด 1 ผืน5 ผ้าพันศาล (ผ้าแพร 3 สี คือ สีเขียว,สีเหลืองและสีแดง) 1 ชุด6 ฉัตรเงิน-ทอง 2 คู่7 ด้ายสายสิญจน์ 1 ม้วน8 ผ้าขาว 1 ผืน9 ทองคำเปลว -10 แป้งเจิม 1 ถ้วย11 ดอกบัว 9 ดอก12 ดอกไม้ (มาลัย 7 สี ) 7 สี  เครื่องสังเวยสำหรับตั้งศาล จะประกอบด้วยอาหารคาวหวานดังนี้เครื่องประดับตกแต่ง จำนวน1 หัวหมู 1 หัว2 ขนมต้มขาว 2 จาน3 ไก่ต้ม 1 ตัว4 ขนมถั่วงา 2 จาน5 เป็ด 1 ตัว6 ขนมถ้วยฟู 2 จาน7 ปลานึ่ง 1 ตัว8 ขนมหูช้าง 2 จาน9 ปู หรือ กุ้ง 1 จาน10 เผือก-มันต้ม 2 จาน11 บายศรีปากชามยอดไข่ 1 คู่12 ฟักทอง 2 ผล13 น้ำจิ้ม 2 ถ้วย14 แตงไทย 2 ผล15 ข้าวสวย 2 ถ้วย16 ขนุน 2 จาน17 เหล้า 1 ขวด18 สับปะรด 2 ผล19 น้ำชา 2 ถ้วย20 กล้วย 2 หวี21 น้ำสะอาด 2 แก้ว22 ผลไม้ 5 ชนิด 2 จาน23 มะพร้าวอ่อน 1 คู่24 พานหมาก พลู บุหรี่ 1 คู่25 ขนมต้มแดง 2 จาน**ถ้าขนาดบ้านและศาลพระภูมิเล็ก ก็สามารถใช้สับปะรดเพียง 1 ผลได้แต่จัดแบ่งเป็น 2 จาน *  เครื่องสังเวยสำหรับตั้งศาล ( มังสวิรัติ )เครื่องประดับตกแต่ง จำนวน1 มะพร้าวอ่อน 1 คู่2 ขนมถ้วยฟู 2 จาน3 พานหมาก พลู บุหรี่ 1 คู่4 ถั่วคั่ว 2 จาน5 ฟักทอง 2 ผล6 น้ำสะอาด 2 แก้ว7 งาคั่ว 2 จาน8 แตงไทย 2 ผล9 ข้าวสวย 2 ถ้วย10 เผือก-มันต้ม 2 จาน11 ขนุน 2 จาน12 น้ำชา 2 ถ้วย13 ขนมต้มแดง 2 จาน14 สับปะรด 2 ผล15 นม 2 ถ้วย16 ขนมต้มขาว 2 จาน17 สับปะรด 2 ผล18 เนย 2 ถ้วย19 ขนมถั่วงา 2 จาน20 ผลไม้ 5 ชนิด 2 จาน  ผลไม้ที่ห้ามนำถวายมังคุด มะเฟือง น้อยหน่าลูกจาก มะตูม ละมุดมะไฟ กระท้อน ลูกพลับพุทรา ระกำ น้อยโหน่งลูกท้อ มะขวิด ลางสาดคนไทยโบราณมีความเชื่อว่าผลไม้ทั้ง 15 ชนิดนี้เป็นอัปมงคล ไม่ควรนำมาถวายเป็นเครื่องสังเวยหน้าศาลพระภูมิเป็นอันขาด
3 ขั้นตอนง่ายๆ กับการแต่งสวนในฝัน

3 ขั้นตอนง่ายๆ กับการแต่งสวนในฝัน

การจัดแต่งสวน ปลูกต้นไม้ไว้ในบ้าน นอกจากจะเป็นงานอดิเรกให้กับคุณแม่ได้มีกิจกรรมยามว่างเพลิดเพลินกับการตกแต่งบ้านแล้ว ยังทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวา มีสีสัน ร่มรื่น สบายตาดูเป็นธรรมชาติ และยังช่วยลดการเกิดภาวะโลกร้อนอีกด้วย แต่ในการจัดสวนหรือปลูกต้นไม้ไว้ในบ้านไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคุณแม่บ้านสาย ECO อย่างเรา พร้อมแล้วเรามาเริ่มจัดแต่งสวนในฝันของเรากันเลย  ขั้นตอนแรกนึกถึงพื้นที่ใช้สอยในการจัดแต่งสวนของที่อยู่อาศัยของเราว่ามีพื้นที่มากน้อยแค่ไหน ต่อจากนั้นคิดถึงสวนที่เราชอบ ซึ่งมีความหลากหลายตามที่ใจเราต้องการเช่น สวนหิน สวนน้ำ สวนญี่ปุ่น สวนแขวนหรือสวนกระถาง  ขั้นตอนที่สองเมื่อเริ่มมีภาพสวนในหัวของเราแล้ว ต่อมาคือกำหนดวางตำแหน่งพื้นที่ประโยชน์ใช้สอยของบ้านยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ตรงนี้จะทำทางเดิน หรือให้มีโต๊ะนั่งเล่นนั่งทำกิจกรรมต่าง ๆ อ่านหนังสือเล่มโปรด จิบน้ำชายามบ่ายก็ได้  ขั้นตอนที่สามกำหนดวัสดุ อุปกรณ์ในการตกแต่งสวนของเรา พันธุ์ไม้ที่เราชื่นชอบ โทนสีต่าง ๆ และต้องศึกษาพันธุ์ไม้ที่เราจะนำมาจัดแต่ง ดูเรื่องทิศทางของแสงแดดและลม ถ้าอยู่ในจุดที่แสงมากไปต้นไม้บางชนิดก็ไม่ชอบแสงมาก หรือต้นไม้บางชนิดอดทนต่อแสงแดด ต้นไม้บางชนิดชอบน้ำมากบางชนิดไม่ค่อยชอบน้ำ เราต้องศึกษาก่อนที่จะนำมาประดับสวนในฝันของเรา  เป็นไงบ้างเคล็ดไม่ลับง่ายๆ ที่จะให้เราสามารถจัดสวนในฝันของเราให้เป็นจริงได้ ไม่ง่ายและก็ไม่ได้ยากจนเกินไปเลยใช่ไหม แต่ควรศึกษาหาข้อมูลสักนิดก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.sanook.com/home/17309/ภาพประกอบ : https://unsplash.com/
5 วิธีจัดการกับความร้อนในคอนโด

5 วิธีจัดการกับความร้อนในคอนโด

หลายๆ คนคงรู้อยู่แล้วว่าประเทศไทยเป็นประเทศเมืองร้อน (มว๊ากกกกกกกก) ทำให้ คอนโดมิเนียมส่วนใหญ่จะมีความร้อนสะสมอยู่ในห้อง หลายๆ คนเลือกใช้วิธีการเปิดแอร์สู้ ซึ่งแน่นอนความเย็นของแอร์มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น หลายๆ คนจึงเลือกที่จะหนีปัญหาโดยการไปเดินห้างสรรพสินค้าซะเลย เราเลยขอนำเสนอ 5 วิธีการจัดการกับความร้อนในคอนโด ได้แก่  1. สีสว่างบ้านก็สบายหากเป็นห้องที่อยู่ในทิศที่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์แบบเต็มๆ แล้ว การเลือกใช้สีโทนสว่าง สีอ่อน หรือสีพาสเทล ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะสีโทนนี้จะไม่กักเก็บความร้อนเท่ากับสีโทนเข้ม และยังช่วยให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกผ่อนคลาย สบายตา สบายใจมากขึ้น 2. ฟิล์มกรองแสงช่วยท่านได้นอกจากจะเลือกระดับความเข้มของฟิล์มได้แล้ว ยังให้ความรู้สึกโล่งโปร่งสบายตา และราคาประหยัดสบายกระเป๋า ทั้งยังช่วยชะลอความซีดจางของเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องได้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสามารถออกแบบลวดลายของฟิล์มเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับห้องของเรา 3. ติดผ้าม่านกันแสง (ผ้าม่าน Blackout)ผ้าม่านเป็นสิ่งของอีกชิ้นหนึ่งที่ทุกคอนโดขาดไม่ได้ แถมยังเป็นตัวช่วยที่สามารถป้องกันแสงแดดและความร้อนเข้ามาสู่ภายในห้อง โดยเฉพาะกับผ้าม่านแบบ Blackout ที่สามารถกันแสงได้ถึง 99% โดยเนื้อผ้าของผ้าม่านชนิดนี้จะมีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดดและความร้อน จึงสามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ควรเลือกผ้าม่านสีโทนอ่อน จะช่วยให้ห้องดูโปร่ง สบายมากขึ้น 4. หลอดประหยัดไฟช่วยประหยัดเงินหลอดไฟเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่หลายๆ คนมองข้าม มีใครรู้บ้างว่าหลอดไส้ที่เราใช้ๆ กันนั้น คายความร้อนถึง 100-400 °c ทำให้ “คอนโดเราร้อน” แบบไม่รู้ตัว แถมยังกินไฟและอายุการใช้งานสั้นอีกต่างหาก ใครที่ยังใช้หลอดไส้อยู่ลองเปลี่ยนมาใช้ “หลอดประหยัดไฟ”อย่างหลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือหลอด LED แทน ที่นอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟแล้ว ยังไม่ทำให้ห้องร้อนอีกด้วย 5. ปลูกต้นไม้ริมระเบียงการปลูกต้นไม้เป็นความฝันของชาวคอนโดหลายๆ คน นอกจากต้นไม้จะดูสวยงาม และให้ความรู้สึกผ่อนคลายแล้ว ต้นไม้ยังช่วยลดอุณหภูมิความร้อน ทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นลง โดยต้นไม้ที่เลือกควรเป็นไม้กระถางที่สามารถดูแลและเคลื่อนย้ายได้ง่ายใครนำทั้ง 5 วิธีนี้ไปลองใช้แล้วได้ผลยังไง มาเล่าให้พวกเราฟังด้วยนะคะขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.sanook.com/home/12457/ภาพประกอบจาก : https://pixabay.comhttps://unsplash.com/
อาหาร 10 อย่าง ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น…มันรกตู้!

อาหาร 10 อย่าง ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น…มันรกตู้!

ตู้เย็น ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกบ้านจะต้องมีกันอย่างแน่นอน  เพราะตู้เย็นคือ สิ่งที่ช่วยถนอมอาหารได้อีกหนึ่งวิธี แต่ก็ไม่สามารถใช้ได้กับอาหารทุกประเภทนะคะ วันนี้เราจึงมี 10 อาหารที่ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็นมาฝากเพื่อนๆ กัน แต่จะมีอะไรบ้างนั้น ไปชมกันเลยค่ะ   1. มะเขือเทศเชื่อว่าหลายๆ บ้านต้องมีกันอย่างแน่นอน โดยเฉพาะสาวๆ เพราะมะเขือเทศนั้น จะช่วยในเรื่องของผิวพรรณ และ ช่วยชะลอความความแก่ได้นั้นเอง  แต่อย่าเผลอนำไปแช่ตู้เย็นกันนะ  เพราะความเย็นภายในตู้เย็น จะทำให้ผิวและรสชาติของมะเขือเทศเปลี่ยนไป ซึ่งหากมีการนำมะเขือเทศที่ไม่สุกมากนักไปเก็บภายในตู้เย็น  ความเย็นจะเบรครูปลักษณ์เดิมเอาไว้ ทำให้มะเขือเทศไม่สุกหรือไม่เป็นสีแดงเต็มที่นั้นเองค่ะ  2. กระเทียมถือเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารที่หลายบ้านขาดไม่ได้ ต้องมีติดบ้านอยู่ตลอด ซึ่งวิธีการเก็บกระเทียมนั้น ไม่ควรนำไปเก็บในตู้เย็น เนื่องจากจะทำให้ขึ้นราได้ง่าย อีกทั้งอาจจะทำให้กระเทียมงอกออกมาเป็นต้นได้อีกด้วยค่ะ  3. หัวหอมสิ่งที่ต้องระวังเป็นที่สุดนั้นก็คือ ความชื้น  ฉะนั้น ไม่ควรนำหัวหอมไปเก็บไว้ในตู้เย็น เนื่องจากความชื้นภายในตู้เย็น จะทำให้หัวหอมขึ้นราได้ง่ายค่ะ  4. มันฝรั่งหากเพื่อนๆ ไม่อยากให้มันฝรั่งเสียรสชาติ ก็ไม่ควรที่จะเก็บไว้ในตู้เย็น เพราะความเย็นภายในตู้เย็นจะทำให้รสชาติของมันฝรั่งเปลี่ยน และ ทำให้ผิวที่เรียบนั้น หยาบขึ้นอีกด้วยค่ะ  5. โหระพาการดูดกลิ่น ถือเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติของโหระพา ซึ่งหากนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นนั้น  โหระพาจะดูดกลิ่นทั้งหมดภายในตูเย็น  จึงทำให้โหระพามีกลิ่น และไม่สามารถนำมาปรุงอาหารได้อีก  รวมไปถึงจะทำให้ใบมีลักษณะเหี่ยวไม่สวยงามค่ะ  6. น้ำผึ้งในข้อนี้เพื่อนๆ หลายคนอาจจะสงสัย ว่าทำไมไม่ควรนำน้ำผึ้งเก็บไว้ในตู้เย็น  เนื่องจากความเย็นจะทำให้น้ำผึ้งก่อตัวเป็นผลึกและข้น จนทำน้ำผึ้งไม่สามารถใช้งานได้อีก  ซึ่งน้ำผึ้งนั้น เป็นสิ่งที่สามารถเก็บไว้ได้นาน ไม่เสีย และไม่หมดอายุ แต่ต้องเป็นน้ำผึ้งแท้เท่านั้นนะคะ  7. ขนมปังเอกลักษณ์ของขนมปังนั้น ก็คือความนุ่ม แต่ถ้าไม่อยากให้ความนุ่มนั้นหมดไป ก็ไม่ควรนำไปเก็บไว้นั้นตู้เย็นเป็นเด็ดขาด เนื่องจากความเย็นจะทำให้ขนมปัง แห้งและแข็งค่ะ  8. แตงโมผลไม้สีแดงชุ่มฉ่ำ ที่เพื่อนหลายๆ คนยกให้เป็นของโปรด ด้วยประโยชน์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอและวิตามินซี  แต่หากเพื่อนๆ นำไปเก็บไว้ในตู้เย็นนั้น จะทำให้สารอาหารทั้งหมดที่อยู่ในแตงโมสูญเสียไปทันทีค่ะ  9. กาแฟอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรเก็บไว้ในตู้เย็น นั้นก็คือ กาแฟ เนื่องจากคุณสมบัติจะคล้ายๆ กับ โหระพา ในเรื่องของการดูดกลิ่น ซึ่งหากนำไปเก็บไว้ในตู้เย็น กลิ่นทั้งหมดก็จะติดที่กาแฟทันที  จนทำให้กาแฟมีกลิ่น  เสียรสชาติและทานไม่ได้อีกต่อไปค่ะ  10. เหล้ามาถึงข้อสุดท้ายกันแล้ว  สำหรับนักดื่มทั้งหลาย  ซึ่งการเก็บเหล้านั้น ควรเก็บในอุณหภูมิห้องเป็นดีที่สุด เพราะการนำไปเก็บไว้ในตู้เย็น เมื่อเกิดเป็นน้ำแข็ง จนละลาย จะทำให้รสชาติของเหล้าเปลี่ยนไปจากเดิมค่ะ ขอบคุณแหล่งที่มา : www.infinitydesign.in.th/อาหาร-10-อย่าง-ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น/48066ภาพประกอบ : https://pixabay.com
ของใช้จำเป็นยามฉุกเฉินที่ทุกบ้านควรมี

ของใช้จำเป็นยามฉุกเฉินที่ทุกบ้านควรมี

เหตุไม่คาดฝันต่างๆ ในชีวิตคนเรามีทั้งที่ป้องกันได้และป้องกันไม่ได้ สำหรับเหตุที่เราสามารถป้องกันได้นั้น หากเราวางแผนการป้องกันไว้อย่างรอบคอบและไม่ประมาท ก็จะปลอดภัย แต่สำหรับเหตุฉุกเฉินที่อยู่เหนือการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทางที่ดีคือการเตรียมรับมือล่วงหน้า โดยเฉพาะเหตุฉุกเฉินต่างๆในบ้าน สิ่งเหล่านี้คือของใช้จำเป็นที่เราควรมีติดบ้านไว้เสมอ เพื่อความปลอดภัย และช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้หากเกิดเหตุไม่คาดฝันต่างๆ ไฟฉายเป็นสิ่งที่อาจดูเหมือนไม่สำคัญ แต่จะเป็นสิ่งแรกที่จำเป็นที่สุดหากเกิดเหตุที่ทำให้กระแสไฟฟ้าขัดข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน จงเตรียมไฟฉายที่ใช้งานได้ มีถ่านพร้อมเอาไว้ในจุดประจำที่ทุกคนในบ้านรู้  ควรมีมากกว่าหนึ่งจุด ทุกชั้นในบ้าน รวมถึงนอกบ้านและในรถ  ให้สามารถหยิบใช้ได้ทันทีเมื่อถึงคราวจำเป็น โทรศัพท์ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์บ้าน หรือโทรศัพท์มือถือ ควรดูแลให้พร้อมใช้ ถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือ ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เพียงพอและเตรียมชุดแบตเตอรี่สำรองเอาไว้ ส่วนโทรศัพท์บ้าน แม้ในยุคนี้คนจะนิยมใช้โทรศัพท์มือถือมากกว่า แต่ก็ควรมีไว้ประจำบ้านเพื่อความปลอดภัย เพราะในเหตุภัยพิบัติบางกรณีอาจไม่มีสัญญาณสำหรับมือถือ แบตเตอรี่หมด หรือโทรศัพท์หาย แต่โทรศัพท์บ้านนั้นจะใช้งานได้ค่อนข้างแน่นอน เบอร์โทรศัพท์ที่จำเป็นภาพประกอบจาก : https://www.mthai.com/ สิ่งจำเป็นที่ต้องคู่กับโทรศัพท์ คือรายชื่อและเบอร์โทรฉุกเฉินที่จำเป็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเบอร์แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย แจ้งรถพยาบาล แจ้งเหตุน้ำไฟขัดข้อง ฯลฯ รวมถึงเบอร์โทรบุคคลใกล้ชิดในกรณีเร่งด่วน ซึ่งนอกจากบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือแล้ว ควรมีเป็นเล่มจดบันทึกเอาไว้ในจุดที่เข้าถึงได้ง่ายด้วย เพราะหากเกิดเหตุร้ายแรง แล้วหาโทรศัพท์ที่บันทึกไว้ไม่เจอ หรือใช้โทรศัพท์มือถือไม่ได้เพราะเหตุใดก็ตาม คนในบ้านก็ยังสามารถช่วยหาเบอร์สำคัญเหล่านั้นและโทรขอความช่วยเหลือจากโทรศัพท์บ้านได้ ชุดปฐมพยาบาลและยาที่จำเป็นหากคนในบ้านมีโรคประจำตัว ควรมีการเก็บชุดยารักษาโรคที่ใช้สำรองเอาไว้ในบ้านเสมอ และควรมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น พร้อมด้วยชุดยาสามัญประจำบ้านเอาไว้ในจุดที่ทุกคนสามารถหยิบใช้ได้สะดวก แต่ต้องระวังให้พ้นมือเด็ก หมั่นตรวจสอบดูเป็นระยะๆว่ายาหรืออุปกรณ์พยาบาลที่เก็บสำรองไว้ยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ ไม่หมดอายุเสียก่อน น้ำดื่ม-น้ำใช้เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต ทุกบ้านควรมีการสำรองน้ำสะอาดที่พร้อมดื่มเก็บไว้ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับการดื่มกินของคนในบ้านเสมอ โดยอย่างน้อยที่สุดควรมีสำรองน้ำดื่มพอให้ดื่มได้ครบทุกคนในเวลา 1 วัน หรือขั้นต่ำคนละ 1 ขวดลิตร นอกจากสำรองน้ำดื่มแล้วควรมีแหล่งสำรองน้ำใช้เอาไว้ด้วย ในกรณีเกิดเหตุน้ำประปาไม่ไหล หรือไฟดับทำให้เครื่องปั๊มน้ำที่สูบน้ำจากแท็งค์มาใช้ประจำวันบ้านไม่ทำงาน เช่น มีถังน้ำหรือตุ่มน้ำที่ปิดฝาสนิท เติมน้ำสะอาดให้เต็มเสมอเอาไว้เผื่อใช้ในยามจำเป็น กล่องเครื่องมือเอนกประสงค์แม้คุณจะไม่ใช่ช่างแต่ก็ควรมีกล่องเครื่องมือเอนกประสงค์สำหรับการใช้งานพื้นฐานต่างๆไว้ในบ้าน หรือในห้องเก็บของสักชุดหนึ่ง โดยถ้าคุณไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมซื้ออุปกรณ์อะไรบ้าง ก็สามารถไปสอบถามได้ตามแผนกช่างในห้างสรรพสินค้า หรือร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับบ้านทั่วไป เจ้าหน้าที่จะแนะนำได้ว่า คุณควรมีกล่องเครื่องมือประมาณไหนเอาไว้ติดบ้าน โดยทั่วไปแล้ว ในกล่องมักประกอบด้วย คีม ไขควง ค้อน น็อต สกรู ที่เป็นขนาดมาตรฐานสำหรับการใช้งานทั่วไป ใช้ไม่ยาก อาหารสำเร็จรูปเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมีติดบ้านอยู่แล้ว แต่ควรคิดเผื่อเอาไว้สำหรับจำนวนที่ต้องสำรองในกรณีฉุกเฉินด้วย เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่า ภัยพิบัติหรือเหตุร้ายที่เกิดขึ้นอาจทำให้บ้านคุณไม่มีไฟฟ้าใช้ น้ำไม่ไหล หรืออาจเกิดน้ำท่วมจนถนนเข้าบ้านสัญจรเข้าออกไปซื้อของกินไม่ได้  อาหารสำเร็จรูปหรือของแห้งในตู้อาจเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมองข้ามในช่วงเวลาปกติ แต่คุณจะเห็นความสำคัญของอาหารสำรองเหล่านี้มากๆเมื่อความหิวมาเยือน โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ ควรมีการสำรองไว้มากเป็นพิเศษ ทุกการป้องกันที่เราเตรียมการไว้อย่างรอบคอบจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน แม้บางอย่างจะเตรียมไว้แล้วไม่ได้ใช้ ก็ไม่ต้องคิดเสียดาย เพราะกันไว้…ย่อมดีกว่าแก้ ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.livingdd.com/must-have-items-for-emergency-in-your-home/ภาพประกอบจาก https://pixabay.com  

1 2 3 ... 11