อยู่สบายไร้กังวล

 

อยู่สบายไร้กังวลล่าสุด

1 2 3 ... 5
แน่ใจได้อย่างไร? ที่ดินข้างโครงการไม่มีตึกสูงบัง

แน่ใจได้อย่างไร? ที่ดินข้างโครงการไม่มีตึกสูงบัง

ตำแหน่งห้องในฝันสำหรับการเลือกห้องในคอนโด นอกจากอยู่ในด้านที่ไม่ต้องเจอแดดร้อน ก็มีเรื่องของวิวทิวทัศน์โล่งกว้าง หลายคนจึงพยายามเลือกห้องฝั่งที่ติดกับที่ดินโล่งกว้างหรืออย่างน้อยก็มีเพียงแค่ตึกเตี้ยๆ แต่ไม่มีอะไรแน่นอน วันหนึ่งเราอาจต้องตื่นจากฝัน เมื่อพบว่า ที่ดินข้างๆ ก็ผุดโครงการคอนโดอีกหนึ่งโครงการขึ้นมา กลายเป็นว่าความสุขจากทิวทัศน์สุดลูกหูลูกตาถูกดับฝันลงทันที ก่อนอื่นขออธิบายว่าในอาคารสูง (สูงตั้งแต่ 23 เมตร) หรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ (พื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตร) กฎหมายกำหนดไว้ว่าอาคารต้องเว้นที่ว่างจากเขตที่ดินอย่างน้อย 6 เมตร เพราะฉะนั้น ในกรณีอาคารสูงคนละโครงการกัน จะมีระยะตึกติดกันมากที่สุด 12 เมตร ระยะนี้เป็นระยะเพื่อให้รถดับเพลิงทำงานได้ แต่ไม่ใช่ระยะที่มาจากการพิจารณาความขวยอายที่ต้องสบตากับเพื่อนบ้านข้างตึก ระยะ 12 เมตรระหว่างสองห้องคอนโดสูง จึงดูใกล้จนแทบจะจีบกันได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวังเช่นนี้ เราสามารถอาศัยความรู้และความเข้าใจในบ้านเมือง + กฎหมายอาคารเล็กน้อย...แล้วที่ดินข้างตึกเราแบบไหน ที่มีแนวโน้มว่าจะไม่กลายเป็นอาคารสูงขึ้นมาในอนาคต   1. ที่ดินติดแม่น้ำ หรือติดถนน อันนี้ฟันธงได้เลยว่าอนาคตยังไงก็เป็นแม่น้ำหรือถนนวันยังค่ำ และการันตีว่าตึกสูงจะต้องอยู่ห่างจากห้องเราไปอีกฟากถนน + 6 เมตร   2. ที่ดินใกล้เคียงที่ไม่น่าจะมีตึกสูงใกล้ๆ  เช่น โรงพยาบาลดังๆ สวนสาธารณะของรัฐ โรงเรียนหรือวัดที่ปักหลักมั่นคง หรือแม้แต่บ้านมหาเศรษฐี ก็รวมอยู่ในข้อนี้ด้วย แม้ในกรณีนี้อาจจะไม่สามารถรับรองได้ 100% แต่ก็พอจะใช้พิจารณาได้   3. ที่ดินที่มีถนนเล็กกว่า 10 เมตรเข้าถึง เนื่องจากกฎหมายอาคารกำหนดให้อาคารสูง ต้องตั้งอยู่บนที่ดินที่มีถนนกว้างเกิน 10 เมตรเข้าถึง ที่ดินที่ติดถนนเล็กกว่า 10 เมตรจึงสร้างอาคารสูงสุดได้ไม่เกิน 23 เมตร (ประมาณ 7 ชั้น) หากคอนโดของท่านอยู่ติดซอยเล็กๆ แล้วที่ดินด้านข้างหรือด้านหลังติดถนนเล็กกว่า 10 เมตรโดยไม่ติดถนนใหญ่อื่นใด ที่ดินนั้นย่อมไม่มีโอกาสเป็นตึกสูงได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากเกิดการรวบที่ดินก้อนนั้นไปติดต่อกับที่ดินอื่นที่ติดถนนกว้างเกิน 10 เมตรได้ ที่ดินนั้นก็จะสามารถสร้างตึกสูงได้เช่นกัน   4. ที่ดินติดตีนสะพาน หรือที่ดินติดทางโค้ง ข้อนี้ก็มาจากข้อกำหนดทางกฎหมายอาคาร เนื่องจากกฎหมายกำหนดว่าอาคารสูงโดยทั่วไปต้องมีที่จอดรถ และอาคารจอดรถห้ามมีทางเข้าออกติดตีนสะพานที่มี ”ความลาดชัน” ใกล้กว่า 50 เมตร (นับจากกึ่งกลางทางเข้าจนถึงจุดเริ่มต้นทางลาด โดยสะพานที่มีความลาดน้อยกว่า 2 ซม.ต่อระยะ 1 เมตร ไม่นับเป็นสะพานที่ต้องทำตามกฎนี้) หรือใกล้ทางโค้งเกินกว่า 20 เมตร (นับจากกึ่งกลางทางเข้าจนถึงจุดเริ่มต้นโค้ง) ที่ดินที่ติดสะพาน และติดทางโค้งทางแยกในระยะดังกล่าวจึงไม่สามารถสร้างอาคารสูงได้ ยกเว้นแต่จะหาทางเชื่อมที่ดินนั้นกับทางเข้าออกทางอื่นๆ ได้คล้ายๆ ข้อ 3 หรือไม่ก็ต้องมีอาคารจอดรถภายในระยะ 200 ม.ในอีกที่ดินอีกผืน ซึ่งยุ่งยากพอตัว   5. ที่ดินที่ผังเมืองกำหนดไว้ว่าห้ามสร้างอาคารสูง กฎหมายผังเมืองมีข้อกำหนดในแต่ละโซนเรื่องขนาดของตึกที่สร้างได้ หากอาคารคอนโดที่ท่านอยู่อาศัยอยู่บนขอบระหว่างผังเมืองโซนสร้างอาคารสูงได้ กับโซนผังเมืองที่ห้ามสร้างอาคารสูง ที่ดินข้างนั้นก็จะห้ามสร้างอาคารสูงโดยปริยาย แต่ข้ออาจจะเป็นกรณีที่หาได้ยากสักหน่อย เพราะโดยทั่วไปผังเมืองจะเปลี่ยนโซนต่อเมื่ออยู่กันคนละบล็อกถนน มิได้ตัดกันระหว่างที่ดิน อีกทั้งผังเมืองจะมีการพิจารณาใหม่เสมอทุก 5 – 10 ปี จึงมีความไม่แน่นอนสูง   6. ที่ดินที่มีขนาดเล็ก เนื่องจากกฎหมายกำหนดระยะร่นต่างๆ ของอาคารสูงไว้ เช่นต้องมีที่ว่างให้รถดับเพลิงวิ่งโดยรอบ 6 เมตร ที่ดินที่มีขนาดเล็กมากๆ (เช่นมีหน้าที่ดินกว้างไม่ถึง 20 เมตร) จึงไม่คุ้มค่าที่จะสร้างเป็นอาคารสูง แต่ข้อนี้มีความไม่แน่ไม่นอนมาก เพราะโครงการอาคารที่จะสร้างใหม่ มักกวาดซื้อที่ดินก้อนเล็กๆรวมแปลงเข้าด้วยกันเป็นที่ดินผืนใหญ่เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าที่ดินผืนเล็กๆ นั้นมีขอบเขตอีกทางเป็นถนน แม่น้ำ หรือโครงการที่ไม่น่าจะเปลี่ยนไปเป็นโครงการอื่น ก็ทำให้มั่นใจได้ว่า ที่ดินนั้นจะไม่กลายเป็นตึกสูงได้มากขึ้น   ที่จริงยังมีอีกหลายกรณียิบย่อย แต่อย่างน้อยหลักการพิจารณาที่ดินว่าจะสร้างอาคารสูงได้หรือไม่ทั้ง 6 ข้อข้างต้น จะช่วยให้ท่านๆ มีหลักการสำหรับคาดเดาสภาพแวดล้อมของคอนโดว่าจะมีอาคารสูงสร้างขึ้นข้างๆ ได้หรือไม่ ความรู้และข้อมูล ช่วยให้เรามองอนาคตได้รอบคอบ และกว้างไกลขึ้นอีกขั้นเสมอ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://zmyhome.com/content/ที่ดินแบบไหน-ที่จะไม่กลายเป็นตึกสูงในภายหลัง        
ปัจจัยหลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับผู้สูงอายุ

ปัจจัยหลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับผู้สูงอายุ

ใครที่กำลังมองหาที่ดินมาสร้างบ้านชั้นเดียว หรือ มีที่ดินครอบครองอยู่ในมือ แล้วกำลังคิดจะสร้างบ้านชั้นเดียวที่รองรับได้ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และก็ตัวคุณเองที่อายุมากขึ้นเรื่อยๆ ไปตามกาลเวลาก็ได้เวลาอันสมควรที่จะมาดู 5 ปัจจัยหลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับผู้สูงอายุแล้ว ว่าควรจัดฟังก์ชันอะไรยังไงบ้างเพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบาย และสามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง 1. บ้านชั้นเดียวกับทางเข้าบ้านที่รองรับวีลแชร์ได้ นอกจากบ้านชั้นเดียว ที่เป็นเสมือนหัวใจหลักในการออกแบบบ้านสำหรับผู้ชราแล้ว หลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวเพื่อให้คนชราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอันดับต้นๆ ก็คือ ทางเดินเข้าออกตัวบ้าน ส่วนนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทุกแบบบ้านชั้นเดียวจะต้องมี เนื่องจากเป็นตัวนำพาคนชราเข้าออกสู่บ้านชั้นเดียว ซึ่งจะแบ่งสองส่วนด้วยกันคือ ทางลาด กับ บันไดทางเข้าบ้าน โดยทางเดินเข้าบ้านทั้งสองทางนี้จะต้องมีราจับตลอดแนว และมีความกว้างมากกว่า 50 ซม. ขึ้นไป และไม่น้อยกว่า 90 ซม. เพื่อรองรับผู้สูงอายุที่นั่งวิลแชร์ได้ รวมไปถึงทางลาดทางลาดต้องมีความลาดชันไม่เกิน  1:12 ตามกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคาร สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชราพ.ศ. 2548 กำหนด 2.บ้านชั้นเดียวกับประตูทางเข้าบานใหญ่ เมื่อผู้ชราผ่านด่านทางเดินเข้าบ้านได้แล้ว ก็จะพบกับด่านสอง นั่นก็คือประตูทางเข้าบ้าน แน่นอนว่าขนาดของประตูทางเข้าออกบ้านจะต้องมีขนาดกว้างกว่าวีลแชร์หรือมากกว่า 36 นิ้วขึ้นไป ประตูจะต้องใช้แรงผลักเข้าออกง่ายไม่ฝืดเคือง แต่ก็ต้องไม่เบามากเพราะผู้ชราที่เปิดเข้าออกอาจจะลื่นล้มไปกับประตูที่ที่เปิดออกด้วยความรวดเร็วมากได้ ดังนั้นประตูทางเข้าบ้านส่วนใหญ่ของแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับคนชรานั้นจึงมักเลือกใช้บานประตูแบบเลื่อนสองตอนที่สามารถจับเกาะและพยุงตัวได้ รวมไปถึงสามารถเปิดช่องทางการเข้าบ้านได้เป็นระยะกว้าง ต้องออกแบบให้ลางเลื่อนนั้นขนาบไปกับพื้นบ้านทางเข้าออกเพื่อป้องกันการสะดุดหกล้ม โดยสามารถดรอปพื้นลงไปเพื่อวางลางเลื่อนได้ 3.บ้านชั้นเดียวกับวัสดุที่ตอบโจทย์ความปลอดภัยและสุขภาพ เมื่อเข้ามาในตัวบ้าน สิ่งแรกที่ผู้ชราจะต้องสัมผัสเมื่ออยู่ในตัวบ้านชั้นเดียวก็คือพื้นบ้าน วัสดุตรงนี้ถ้าอยากจะเน้นความสวยงามด้วยการใช้กระเบื้องแบบขัดมันรับรองว่าไม่ปลอดภัยสำหรับคนชราแน่นอน ดังนั้นการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับในส่วนของพื้นจะต้องเน้นพื้นกระเบื้องผิวด้าน ซึ่งสามารถศึกษาวัสดุปูเพื่อนเบื้องต้นได้จาก วัสดุปูพื้นบ้าน กระเบื้องแบบไหน ควรใช้งานกับส่วนใด รวมไปถึงผนังบ้าน เพดาน ก็ควรมีการเคลือบผิวด้วยไวนีล เพื่อการทำความสะอาดที่ง่ายและไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาเป็นประจำ ส่วนในเรื่องการตกแต่งบ้านชั้นเดียวที่ประกอบไปด้วย เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และฝุ่น ตรงนี้ตัดทิ้งไปได้เลย เพื่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น พรม ผ้าม่าน และเฟอร์นิเจอร์แบบลอยต่างๆ ควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ขนาดไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป สามารถใช้งานได้แบบไม่ต้องก้มหรือย่อ และควรออกแบบให้บริเวณรอบบ้านมีต้นไม้ใบหญ้าเยอะๆ เพื่อคอยจับฝุ่นที่จะเข้ามาในตัวบ้าน ไม่เพียงแค่นั้นพื้นที่สีเขียวยังช่วยให้บ้านได้รับความร่มรื่นและอากาศบริสุทธิ์อันเป็นที่ชื่นชอบของคนชราด้วย 4.บ้านชั้นเดียวกับห้องนอนที่รองรับความสะดวก สำหรับการออกแบบบ้านชั้นเดียวให้ตอบโจทย์ผู้สูงอายุมากที่สุดต่อมาก็คือการวางตำแหน่งของห้องนอน ควรอยู่ใกล้กับฟังก์ชันอื่นๆ อาทิ ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร หรือ ห้องที่มีการเดินผ่านไปมาของคนภายในบ้าน เพื่อที่ผู้ชราจะสามารถเชื่อมต่อไปใช้งานห้องต่างๆ ได้อย่างสะดวก อีกทั้งคนในบ้านจะได้สามารถดูแลผู้ชราได้อย่างทั่วถึง แต่ทั้งนี้ก็ต้องออกแบบห้องนอนของผู้ชราให้มีความเป็นส่วนตัวไปในตัวด้วย ส่วนใหญ่ Layout ของห้องนอนคนชราจะอยู่บริเวณมุมบ้าน หรือ มุมที่สามารถรับแสงธรรมชาติได้สองด้าน เพื่อเป็นการเปิดห้องให้โล่ง โปร่ง สบาย และสามารถเปิดบานหน้าต่างออกเพื่อรับลมธรรมชาติได้ โดยบานหน้าต่างต้องออกแบบดีไซน์ให้สูงกว่าเอวหรือที่ความสูงประมาณ 1 ฟุต เพื่อป้องกันการพลัดตกลงมาจากห้องนอน ส่วนเตียงไม่ควรมีขอบมุมที่แหลม และไม่จำเป็นต้องสูงมาก ควรวางเข้ามุมเพื่อป้องกันการกลิ้งตกเตียง และต้องเหลือพื้นที่ปลายเตียงและข้างเตียงไว้สำหรับเดินเข้าออกห้องได้อย่างง่ายดายด้วย ซึ่งถ้าจะให้ดีสามารถติดตั้งราวจับตามจุดสำคัญในห้องได้ถ้าห้องมีขนาดกว้างมาก 5.บ้านชั้นเดียวกับห้องน้ำที่ปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัย มาที่ส่วนสำคัญส่วนสุดท้ายอย่างห้องน้ำ และเป็นส่วนที่ต้องระมัดระวังที่สุดเพราะผู้สูงอายุจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งกับโซนนี้ ดังนั้นห้องน้ำที่ดีควรอยู่บนพื้นที่ที่คนในบ้านเป็นหูเป็นตาด้วยกันได้ โดยแบบแปลนบ้านชั้นเดียวส่วนใหญ่จะออกแบบให้ห้องน้ำอยู่ใกล้กับห้องนอนแต่ไม่อยู่ในห้อง เพื่อป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุ และสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ง่าย ขอบคุณแหล่งที่มา : http://bit.ly/2tql7mY
5 วิธีกำจัดกลิ่นเหม็นและคราบสกปรกในตู้ไมโครเวฟได้อยู่หมัด

5 วิธีกำจัดกลิ่นเหม็นและคราบสกปรกในตู้ไมโครเวฟได้อยู่หมัด

น้ำมะนาว นำน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับกับน้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง จากนั้นนำไปเวฟในไมโครเวฟประมาณ 2-3 นาที ทิ้งไว้สักพักจนกว่าตู้ไมโครเวฟหายร้อน แล้วใช้ฟองน้ำเช็ดทำความสะอาดให้ทั่ว เบกกิ้งโซดา นำเบกกิ้งโซดา 2 ช้อนพูน ผสมกับน้ำเปล่าข่อนแก้ว จากนั้นนำไปเวฟในไมโครเวฟ 3 - 5 นาที ทิ้งไว้สักพัก แล้วเช็ดออกให้สะอาด น้ำยาล้างจาน หยดน้ำยาล้างจนลงไปบนฟองน้ำ จากนั้นนำไปถูในไมโครเวฟ โดยอาจจะใช้แรงขัดสักนิด แล้วใช้ผ้าชุบน้ำสะอาด เช็ดเอาน้ำยาล้างจานออก สุดท้ายใช้ผ้าแห้งเช็ดอีกที ยาสีฟัน หลังจากกำจัดกลิ่นด้วยวิธีตามข้อ 1-2 แล้ว นำยาสีฟันบีบลงไปบนแปรงสีฟันอันเก่าแล้วใช้ขัดทำความสะอาดด้านในให้ทั่ว จากนั้นเช็ดออกด้วยผ้าสะอาด ถ่านหุงต้ม วิธีนี้อาจจะดูโบราณไปสักหน่อย แต่ก็ใช้ได้ผลในกรณีที่ตู้ไมโครเวฟมีกลิ่นเหม็นไม่มาก เพียงแค่นำถ่านหุงต้มใส่ในภาชนะ แล้ววางทิ้งไว้ 2-3 วัน กลิ่นก็จะหายไป เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับ 5 วิธีกำจัดกลิ่นเหม็นและคราบสกปรกในตู้ไมโครเวฟที่เรานำมาฝาก อย่าลืมนำไปปฏิบติกันด้วยนะคะ แหล่งที่มา : http://www.thaiticketmajor.com/variety/lifestyle/7639/
12 เรื่องที่สาวๆ พึงระวัง เมื่ออยู่บ้านหรือคอนโดคนเดียว

12 เรื่องที่สาวๆ พึงระวัง เมื่ออยู่บ้านหรือคอนโดคนเดียว

มาดูกันว่าหากสาวๆ คิดจะอยู่คนเดียวมีเรื่องอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษบ้าง และหากเกิดเหตุฉุกเฉินต้องจัดการอย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอมมี 12 เรื่องที่สาวๆ ควรระวังเมื่ออยู่บ้านหรือคอนโดคนเดียวมาฝากกันค่ะ การอยู่บ้านหรือคอนโดคนเดียวอาจจะสะดวก มีความเป็นส่วนตัว แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกกับความปลอดภัยด้วย จะเห็นได้ว่าคดีอาชญากรรมต่างๆ นั้นมักจะเกิดกับผู้หญิง โดยเฉพาะกับสาวๆ ที่อยู่คนเดียวหรือไปไหนมาไหนตามลำพัง วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้รวบรวม 12 เรื่องที่สาวๆ ควรระวังเมื่ออยู่คนเดียวมาฝาก รวมถึงวิธีป้องกันและวิธีเอาตัวรอดในสถานการณ์นั้นๆ ด้วย 1. หาข้อมูลและคดีอาชญากรรมในพื้นที่ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกบ้านหรือคอนโด ไม่ใช่ดูแค่ความสวยงามหรือราคาเท่านั้น แต่พิจารณาข้อมูลหรือข่าวที่เคยเกิดขึ้นในบริเวณนั้นๆ ด้วย หากเป็นไปได้ให้ไปดูสถานที่จริงเสียก่อน เพราะส่วนมากแล้วตามหน้าเว็บไซต์ผู้ให้เช่ามักจะบอกแค่ลักษณะของห้อง ราคา สิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งความเป็นจริงตัวอาคารอาจจะอยู่ในซอยเปลี่ยวหรือใกล้กับแหล่งมั่วสุมก็ได้ 2. เปลี่ยนลูกบิดประตูเมื่อย้ายเข้าใหม่ สิ่งที่ควรทำในการย้ายเข้าหอใหม่ก็คือ เปลี่ยนลูกบิดประตูห้อง เพราะผู้เช่าคนก่อนอาจจะปั๊มกุญแจสำรองไว้และอาจจะกลับมาโดยประสงค์ร้ายหรืออาจจะเกิดในกรณีที่เจ้าของห้องคนเก่าเผลอเมาแล้วกลับมาห้องเดิมซึ่งเราก็ไม่สามารถรู้ได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องรับความยินยอมจากเจ้าของห้องเสียก่อน ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนได้จริงๆ ก็ให้ติดกลอนประตูด้านในแทน และเมื่อต้องออกไปข้างนอกก็ล็อกห้องโดยการหาที่ครอบลูกบิดมาใส่ไว้แทน 3. ประตูกระจกเลื่อนเสี่ยงภัย สำหรับประตูระเบียงหลังห้องที่เป็นแบบกระจกบานเลื่อน เสี่ยงต่อการถูกจู่โจมมากกว่าประตูแบบธรรมดาเพราะง่ายต่อการงัดแงะ วิธีป้องกันคือให้หาท่อนเหล็กหรือด้ามไม้ม็อบใส่เข้าไปในลู่บานเลื่อน เพื่อไม่ให้คนภายนอกเปิดบานเลื่อนเข้ามาได้ 4. อย่าโพสทุกอย่างลงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่าได้ประกาศว่าอยู่คนเดียวหรือเขียนเนื้อหาที่สื่อว่าอาศัยอยู่คนเดียวลงในเว็บไซต์โซเชียลต่างๆ เด็ดขาด เพราะในโลกออนไลน์นั้นมีทั้งคนที่ไว้ใจได้และไว้ใจไม่ได้ อีกอย่างที่ต้องระวังไว้ก็คือ เนื้อหาเกี่ยวกับตารางชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ทำงานจากกี่โมงถึงกี่โมง ตอนนี้อยู่ตรงไหน หรือจะกลับกี่โมง เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ประสงค์ดีวางแผนลอบเข้าห้องตอนที่คุณไม่อยู่ได้   5. ทำตัวเหมือนอยู่ห้องหลายคน วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันตัวคือต้องไม่ให้คนรู้ว่าคุณอยู่คนเดียว โดยส่วนใหญ่คนร้ายจะจ้องเข้าจู่โจมเหยื่อที่เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้หญิงที่อยู่คนเดียว ซึ่งคนร้ายอาจเป็นคนนอกหรือคนในก็ได้ วิธีที่คนร้ายจะสามารถรู้รายละเอียดต่างๆ ของเราจากการดูชื่อบนซองจดหมายที่ส่งมาถึงเราหรือการเดินดูบริเวณหน้าห้อง วิธีป้องกันคือให้ใช้ชื่อผู้ชายในการให้ชื่อ-ที่อยู่ในการรับของแทนชื่อของตนเอง หรือให้หารองเท้าผู้ชายคู่ใหญ่ๆ วางหน้าห้อง 6. พกอุปกรณ์ป้องกันติดตัวไว้ข้างกายตลอด ไม่จำเป็นต้องปืนหรือมีด เพราะถ้าไม่มีความเชี่ยวชาญในการใช้คนร้ายอาจจะใช้โอกาสนี้แย่งอาวุธกลับมาทำร้ายเราแทน ให้พกสเปรย์พริกไทยไว้กับตัวอยู่เสมอ เพราะเป็นอุปกรณ์ป้องกันตัวที่หาได้ง่ายและสามารถพกติดตัวได้สะดวก สำหรับในบ้านนั้นให้วางไว้ข้างเตียงในตำแหน่งที่หยิบได้สะดวก สามารถโต้ตอบคนร้ายได้ในระยะไกลไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้และเสี่ยงอันตรายเหมือนมีด 7. มีความรอบคอบอยู่เสมอ อย่าเผลอหรือนิ่งนอนใจในทุกสถานการณ์ เวลาอยู่บ้านคนเดียวให้ตรวจดูว่าประตูล็อกดีหรือยัง อย่าไว้ใจให้คนแปลกหน้าหรือคนที่เพิ่งรู้จักมาบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่คุณเดินจากรถมายังประตู คนร้ายมักจะใช้ช่วงเวลานี้จู่โจมเหยื่อ เพราะเหยื่อจะไว้วางใจและในมือของเหยื่อนั้นจะมีทั้งกุญแจรถ กุญแจบ้าน ฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบใดก็ควรจะระวังตัวไว้ตลอด 8. ปิดม่านให้มิดชิด เพราะบางทีแค่รั้วบ้านอาจจะบังสายตาคนนอกที่เดินผ่านไปผ่านมาไม่ได้ การเปิดม่านอาจจะช่วยให้บ้านสว่างก็จริง แต่ก็เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการโจรกรรมได้ เพราะคนร้ายจะรู้รายละเอียดของเหยื่อโดยที่ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เดินผ่านบ้านก็รู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบ้านที่มีของมีค่าตั้งโชว์ 9. เก็บกุญแจและรีโมทรถยนต์ไว้ใกล้ตัว ถึงแม้ว่ารีโมทรถยนต์จะไม่ใช่อาวุธที่ป้องกันตัวได้ แต่ก็สามารถช่วยได้ดีในเวลาคับขัน ให้เก็บรีโมทไว้บนหัวเตียงหรือในตำแหน่งที่หยิบง่าย ถ้าถูกจู่โจมในขณะที่นอนหลับหรือกำลังนอนจะได้หยิบมาใช้งานได้ทันการ โดยเมื่อถูกจู่โจมหรือทำร้ายให้กดปุ่มสีแดงเพื่อเปิดให้เสียงไซเรนร้อง อาศัยช่วงเวลาที่คนร้ายชะงักตกใจจากเสียงไซเรนรีบเอาตัวรอดแล้วตะโกนให้คนช่วย 10. เบอร์โทรศัพท์ของคนในมีไว้เยอะยิ่งดี นอกจากเบอร์โทรฉุกเฉิน สถานีตำรวจ โรงพยาบาลแล้ว เบอร์ของยาม เจ้าของหอ แม่บ้านที่หอ หรือแม้กระทั่งเบอร์ของเพื่อนบ้านก็ควรจะมีไว้ในโทรศัพท์ เพราะบางทีเพื่อน คนในครอบครัวหรือเจ้าหน้าที่ก็อาจจะอยู่ไกล อาจจะมาช่วยเหลือไม่ทันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน   11. แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย ถ้าพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น ชอบเดินตาม หรือชอบเจออยู่บริเวณทางเข้าบ้านหรือคอนโดบ่อยๆ รวมไปถึงบุคคลภายนอกที่มีพฤติกรรมเสี่ยง อย่างเช่น การรวมตัวดื่มสุราของกลุ่มบุคคล ควรให้แจ้งเจ้าหน้าที่ไว้เพราะถึงแม้ว่ากลุ่มคนเหล่านั้นจะไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ถ้ามีแอลกอฮอล์ในร่างกาย   12. เลี้ยงสุนัขไว้เฝ้ายาม ถ้าเป็นไปได้ให้เลี้ยงสุนัขไว้ด้วยก็ดี เพราะเจ้าตูบนี่แหละเป็นทั้งยามและสัญญาณเตือนภัยชั้นดี ประสาทสัมผัสของสุนัขจะไวมาก เมื่อได้ยินเสียงแปลกๆ ตอนกลางคืน หรือได้ยินเสียงหรือกลิ่นที่ไม่คุ้นเคยพวกมันจะเห่าและมีอาการลุกลี้ลุกลน ซึ่งเจ้าของก็สามารถสังเกตได้ หวังว่าวิธีที่เราได้นำมาฝากนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสาวๆ ที่อยู่หอ คอนโด หรืออยู่บ้านคนเดียวนะคะ อย่างไรแล้ว สาวๆ ก็ควรระวังตัวไว้ตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสังคมในปัจจุบันที่มีข่าวอาชญากรรมให้เห็นทุกวัน ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view142749.html
10 วิธีทำความสะอาดสเตนเลสให้กลับมาเงาวับอีกครั้ง

10 วิธีทำความสะอาดสเตนเลสให้กลับมาเงาวับอีกครั้ง

วิธีทำความสะอาดของใช้ในบ้านเน้อสเตนเลส ด้วยอุปกรณ์ใกล้ตัวที่อยู่ในบ้าน ช่วยคืนความสะอาดเงางามให้สเตนเลสและน่าหยิบจับมาใช้งานอีกครั้ง เหตุผลที่หลายคนเลือกใช้สเตนเลสก็คงจะหนีไม่พ้นความสวยงามและความทนทานในการใช้งานใช่ไหมล่ะคะ แต่พอซื้อมาใช้จริง ๆ แล้วก็พบว่า ของใช้ที่เป็นเนื้อสเตนเลสอย่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว หรือของใช้ในบ้านชนิดอื่นๆ  เนี่ย ดูหมองหม่นเร็ว ไม่เงาวับเหมือนครั้งแรกๆ ที่ซื้อมาใช้ กระปุกดอทคอมเลยไม่รอช้า รีบไปสรรหาและรวบรวมวิธีทำความสะอาดของใช้ในบ้านชนิดสเตนเลส ที่สามารถหาได้จากในบ้านมาฝากกันค่ะ 1.น้ำยาล้างจานและน้ำมันแร่  คราบเหนียวและคราบกรังที่เกาะอยู่บนสเตนเลส ให้นำผ้ามาชุบน้ำพอหมาด ตามด้วยชุบน้ำยาล้างจานเล็กน้อย นำไปขัดถูคราบให้ทั่ว แต่ถ้าคราบยังไม่ออก ให้ลงน้ำยาซ้ำอีกสัก 2-3 รอบ ก่อนจะใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดออกและเช็ดให้แห้ง หลังจากนั้นหยดน้ำมันแร่หรือเบบี้ ออยล์ ลงบนผ้าอีกผืนประมาณ 2-3 หยด เพื่อใช้เช็ดเคลือบผิวหน้าสเตนเลสให้ดูเงางามก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย 2. น้ำส้มสายชูและน้ำมัน ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดสเตนเลสเปื้อนคราบทั่วไปที่ทำให้ดูหมอง ให้เทน้ำส้มสายชูลงในขวดสเปรย์แล้วฉีดลงบนคราบ เช็ดออกด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ จากนั้นใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์อีกผืนชุบน้ำมันบาง ๆ แล้วเช็ดเคลือบผิวหน้าของสเตนเลสอีกชั้นเพื่อเคลือบผิวให้ดูเงางาม 3. น้ำยาเช็ดกระจก รอยนิ้วมือบนสเตนเลสที่เช็ดเท่าไรก็ไม่ออก แนะนำให้ใช้น้ำยาเช็ดกระจกฉีดพ่นลงบนผ้าไมโครไฟเบอร์ แล้วนำไปเช็ดรอยนิ้วเมือบนสเตนเลส เพียงเท่านี้สเตนเลสก็จะกลับมาสะอาดสดใสไร้รอยนิ้วมือบดบังความเงางามอีกต่อไป ที่สำคัญไม่ควรฉีดพ่นน้ำยาเช็ดกระจกลงบนเนื้อสเตนเลสโดยตรง 4. คลับโซดา (Club Soda) คลับโซดา (Club Soda) คือน้ำโซดาที่ใช้ผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีวางขายอยู่ทั่วไป สามารถนำมาทำความสะอาดคราบสกปรกบนสเตนเลสได้อย่างดีเยี่ยม แค่เทใส่ขวดสเปรย์แล้วฉีดพ่นลงบนคราบสกปรกหรือเนื้อสเตนเลสโดยตรง ใช้ผ้าสะอาด ๆ เช็ดออก คราบก็จะหายไปพร้อมทั้งคืนความสดใสเป็นประกายให้สเตนเลส 5. แป้งอเนกประสงค์ การทำความสะอาดเครื่องครัวที่ดูหมองให้กลับมาเหมือใหม่ ง่ายนิดเดียวเอง เริ่มจากล้างทำความสะอาดคราบส่วนเกินออกก่อน เช็ดให้แห้ง แล้วโรยแป้งประกอบอาหารอเนกประสงค์ให้ทั่ว ใช้ผ้าขนนุ่มๆ เช็ดวนเป็นวงกลมเพื่อให้เกิดความเงางาม ดูสะอาดเหมือนใหม่อีกครั้ง 6. น้ำมันอเนกประสงค์ (น้ำมันหล่อลื่น) น้ำมันหล่อลื่นเป็นตัวช่วยดี ๆ ที่ทำให้สเตนเลสกลับมาเงาวับเหมือนให้ได้อีกครั้ง เพียงแค่ฉีดพ่นลงบนเนื้อสเตนเลสโดยตรง แล้วใช้ผ้าเช็ดๆ ถูๆ สเตนเลสก็จะกลับมาเงาวับได้ในทันที แต่ก็อย่าลืมอ่านวิธีใช้และข้อควรระวังในการใช้งานกันอย่างเคร่งครัดเลยนะคะ 7. แอลกอฮอล์ วิธีนี้ช่วยทำความสะอาดคราบสกปรกชนิดแห้งกรังได้อย่างง่ายดาย แค่นำผ้ามาชุบแอลกอฮอล์ชนิดทำความสะอาดเพียงเล็กน้อย แล้วนำไปเช็ดเฉพาะจุดที่มีคราบให้หลุดออก ห้ามเช็ดพื้นผิวสเตนเลสทั้งหมดเพื่ออาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยาอื่น ๆ บนพื้นผิว 8. น้ำสบู่ เหมาะกับการทำความสะอาด อ่างล้างจานแบบสเตนเลสและถังน้ำต่าง ๆ แค่ผสมสบู่เหลวกับน้ำเปล่าให้เจือจาง แล้วนำมาทำความสะอาดตามอ่างน้ำและถังน้ำ ให้คราบมันที่เป็นเมือกหลุดออก พร้อมกลับใช้งานได้อีกครั้ง 9. เบกกิ้งโซดา หากสเตนเลสเปื้อนคราบกาแฟเหลือง ๆ ที่ยากจะทำความสะอาด ให้ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำเปล่าเล็กน้อย คนส่วนผสมให้มีลักษณะเป็นเนื้อสครับเข้มข้น แล้วป้ายลงบนคราบ ทิ้งไว้สักพัก จากนั้นก็ขัด ๆ ถู ๆ คราบก่อนเช็ดทำความออกให้เกลี้ยงอีกครั้ง 10. น้ำมันเลมอน ออยล์ น้ำมันเลมอน ออยล์ คืออุปกรณ์ที่ใช้ทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ประเภทเนื้อไม้ซะส่วนใหญ่ แต่ก็สามารถนำมาปรับใช้ทำความสะอาดสเตนเลสได้ด้วย เพียงแค่เทน้ำมันลงบนผ้าไมโครไฟเบอร์แล้วเช็ดพื้นผิวสเตนเลสให้ทั่ว เพียงเท่านี้คราบก็จะหายวับไปอย่างรวดเร็ว ทริคทำความสะอาดสเตนเลสที่ต้องรู้ไว้ ! - เลือกผ้าได้ถูกชนิดก็พิชิตคราบได้ : ควรจะใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าขนหนูเนื้อนุ่มเพื่อลดการขีดข่วน - อุณหภูมิก็สำคัญไม่งั้นอาจทำให้เกิดปัญหาได้ : เนื้อเดิมของสเตนเลสมีความเย็นอยู่แล้ว ฉะนั้นก่อนทำความสะอาดทุกครั้งควรรอเนื้อสเตนเลสอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออื่น ๆ เย็นลงหรืออุณหภูมิลดลงซะก่อน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบระหว่างทำความสะอาด - ทดลองน้ำยาทำความสะอาดตัวใหม่ก่อนทำจริง : ก่อนจะลงน้ำยาทำความสะอาดบนสเตนเลสเป็นครั้งแรก แนะนำให้ทดลองกับเนื้อสเตนเลสเป็นจุดเล็ก ๆ ซะก่อน เพื่อดูว่าน้ำยานั้นใช้ได้ถูกกับสเตนเลสของเราหรือไม่ - เช็ดให้ถูกทางก็วางใจได้เลย : หากสังเกตดี ๆ เราจะเห็นเส้นที่อยู่บนเนื้อสเตนเลส ดังนั้นแนวการเช็ดทำความสะอาดก็ต้องเช็ดไปตามแนวลายเส้นของสเตนเลสไปเลย ไม่ควรเช็ดหรือถูตัดเส้นเด็ดขาด - ทำความสะอาดบ่อย : คุณภาพก็ถดถอยได้เหมือนกัน บางครั้งคราบสกปรกต่าง ๆ ก็กลายเป็นเกราะป้องกันเนื้อสเตนเลสให้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น แต่ถ้าทำความสะอาดบ่อยเกินไป เกราะเหล่านั้นก็จะถูกทำลายลงไปด้วย ต่อไปนี้คงไม่มีใครผลัดวันประกันพรุ่งในการทำความสเตนเลสแล้วใช่ไหมล่ะ เพราะแต่ละวิธีที่เรานำมาให้ชมกันในวันนี้ มันช่างง่ายดายแถมอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็สามารถหาได้จากในบ้าน งั้นไปไล่เช็กเลยค่ะว่าสเตนเลสชิ้นไหนในบ้านที่ถึงเวลาต้องนำมาทำความสะอาดแล้วบ้างนะ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view171824.html  
12 วิธีทำความสะอาดพื้นไม้ ให้ทนทานไร้รอยขีดข่วน

12 วิธีทำความสะอาดพื้นไม้ ให้ทนทานไร้รอยขีดข่วน

วิธีทำความสะอาดพื้นไม้ที่ถูกต้อง กำจัดได้ทั้งคราบธรรมดาและคราบหนักโดยไม่ทำลายเนื้อไม้ ถ้าอยากรู้ว่าจะมีวิธีไหนที่จะทำให้พื้นไม้ในบ้านของเราสวยงามยาวนาน ทนทาน ไร้รอยขีดข่วนได้ ก็ตามไปชมกันเลยค่ะ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพื้นไม้นั้นมีราคาแพงขนาดไหน หากคิดที่จะแต่งบ้านด้วยพื้นไม้ก็ต้องดูแลและเอาใส่ใจในเรื่องของความสะอาดเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้พื้นบ้านราคาสุดหรูหรากลายเป็นพื้นธรรมดาราคาถูกไปได้ ดังนั้นกระปุกดอทคอมเลยรวบรวมนำเอาวิธีในการทำความสะอาดพื้นไม้อย่างถูกวิธีมาฝาก เพื่อให้พื้นไม้คงทน สวยงาม ใช้งานไปได้อีกนานแสนนาน 1. แอลกอฮอล์เช็ดรอยขีดเขียน หากพื้นไม้มีรอยขีดเขียน ให้นำแอลกอฮอล์เทลงบนผ้าผืนหนาประมาณ ¼ ช้อนชา แล้วนำไปเช็ดบริเวณที่มีรอยปากกาหรือดินสอ โดยค่อยๆ เช็ดวนรอบๆ ห้ามเช็ดแบบกระจาย มิเช่นนั้นจะทำให้เนื้อไม้ส่วนอื่นเสียหายตามไปด้วย เสร็จแล้วก็ทิ้งไว้ 3-5 นาที แล้วค่อยเช็ดออกด้วยผ้าสะอาดอีกครั้ง 2. เตารีดแก้รอยบุ๋มบนเนื้อไม้ จริงๆ แล้วเราสามารถแก้ไขรอยบุ๋มบนเนื้อไม้ได้ด้วยเตารีด โดยเทน้ำเปล่าลงบนรอยไม้บุ๋ม เมื่อน้ำเริ่มซึม ก็ให้รีบนำผ้าผืนหนามาปิดทับรอยเอาไว้ จากนั้นใช้เตารีดที่ความร้อนสูงนาบลงไปบนผ้า รอให้ผ้าแห้งแล้วค่อยยกเตารีดออก เนื้อไม้ก็จะกลับมาเรียบเนียนเหมือนเดิม 3. แป้งเด็กกำจัดเสียงเอี๊ยด ออกจะน่ากลัวไปนิด เดินบนพื้นไม้ทีไรต้องมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามติดทุกฝีก้าว สามารถแก้ไขได้โดยการเทแป้งเด็กลงบนพื้นไม้ตรงจุดที่เกิดเสียง และเกลี่ยแป้งให้ทั่ว เพียงเท่านี้คุณก็ก้าวเดินในบ้านได้อย่างไม่ต้องกังวลกับเสียงชวนสยองอีกต่อไป 4. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ล้างคราบและกลิ่นฉี่สัตว์เลี้ยง สามารถกำจัดคราบเหล่านี้ได้ด้วยวิธีที่แสนจะง่ายดาย เริ่มจากซับฉี่สัตว์เลี้ยงออกจากพื้นไม้ให้เกลี้ยง แล้วหันมาผสมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เข้ากับน้ำยาล้างจานและเบกกิ้งโซดาให้ได้เนื้อสครับที่เข้มข้น แล้วนำไปขัดถูลงบริเวณคราบฉี่ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วค่อยเช็ดออกจนพื้นสะอาด 5. ชาดำทำความสะอาดพื้นไม้ ไม่ทิ้งสารตกค้าง คอน้ำชาทั้งหลาย หากใช้ถุงชงชาดำแล้วอย่าเพิ่งทิ้ง ให้นำมาต้มในน้ำเปล่าประมาณ 2-4 ถุงจนน้ำเริ่มเปลี่ยนสี แต่ถ้าพื้นไม้ที่บ้านเป็นสีอ่อน ก็อย่าต้มนานมิเช่นนั้นสีชาจะเข้มจนเกินไป รอจนกว่าน้ำชาจะเย็นตัวลง จากนั้นก็ให้นำผ้ามาชุบและบิดพอหมาด เช็ดทำความสะอาดพื้นไม้ให้ทั่ว สารโพลีฟีนอลที่อยู่ในน้ำชาดำจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บนพื้นไม้ได้ แถมยังทำให้พื้นไม้สวยนานขึ้นอีกด้วย 6. สูตรผสมน้ำส้มสายชูเช็ดพื้นไม้ จะทำความสะอาดพื้นไม้ทั้งที จะใช้น้ำยาเคมีได้อย่างไรล่ะ มาลองใช้สูตรน้ำส้มสายชูแบบธรรมชาติให้พื้นไม้สะอาดไร้สารตกค้างกันดีกว่าค่ะ ก่อนอื่นให้นำน้ำมันมะกอก ¼ ถ้วยตวง มาผสมกับน้ำส้มสายชู 1/3 ถ้วยตวง น้ำมันหอมระเหย 12 หยด และน้ำร้อนอีก 5 ถ้วยตวง เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีก็ให้นำไปเช็ดทำความสะอาดพื้น 7. ล้างคราบเหนียวออกจากพื้นไม้ หลายครั้งที่ทำอาหารหกเลอะพื้นไม้ แต่ก็ไม่เคยทำความสะอาดจริงจังสักที ฉะนั้นให้นำเทปกาวมาติดที่พื้นเพื่อกั้นเขตรอยเปื้อนอาหารเหนียวๆ นั้นเอาไว้ จากนั้นให้โรยเบกกิ้งโซดาทับลงไป รอให้แห้ง และเช็ดตามด้วยผ้าชุบน้ำในขั้นตอนสุดท้ายก็เป็นอันเรียบร้อย 8. ยาสีฟันลบรอยหมึกปากกาและคราบน้ำ ยาสีฟัน เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถลบรอยขีดเขียนจากน้ำหมึกปากกาและรอยคราบน้ำบนพื้นไม้ให้จางหายไปได้ ไม่ว่ารอยน้ำหมึกนั้นจะมากมายขนาดไหน แค่ป้ายยาสีฟันลงไปบนรอยน้ำหมึก จากนั้นเช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เพียงเท่านี้พื้นไม้ของคุณก็จะกลับมาสวยงามเหมือนเดิม 9. สูตรกำจัดฝุ่นบนพื้นไม้ ถ้าไม่อยากเสี่ยงทำลายพื้นไม้ในบ้านตัวเอง แนะนำให้ลองผสมน้ำส้มสายชู ¼ ถ้วยตวง น้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชา โซเดียมคาร์บอเนต ¼ ถ้วยตวง และน้ำอุ่น 2 แกลลอนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาถูพื้นไม้ในบริเวณที่มีฝุ่นเกาะ พื้นก็จะสะอาดใสไม่มีฝุ่นกวนใจแน่นอน 10. ทำความสะอาดพื้นลามิเนต เนื่องจากกระบวนการการผลิตไม้ลามิเนต ที่ต้องบีบอัดเป็นชั้น ๆ เราจึงต้องทำความสะอาดอย่างถูกต้อง ด้วยการดูดฝุ่นพื้นออกก่อน แล้วใช้ไม้ถูพื้นและน้ำยาทำความสะอาดสูตรอ่อนโยนถูลงบนพื้นไม้ จากนั้นเช็ดพื้นให้แห้งอีกครั้งก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ถึงแม้จะไม่ยากอย่างที่คิดแต่จะต้องทำให้ถูกตามขั้นตอน และจะต้องไม่ทิ้งน้ำยาทำความสะอาดไว้บนพื้นลามิเนตนานเกินไป เพราะจะทำให้พื้นเสียหายได้ 11. ลบรอยข่วนจากเล็บสัตว์เลี้ยง แม้ว่ารอยข่วนบนพื้นไม้จากฝีมือของสัตว์เลี้ยง จะแก้ยากขนาดไหนแต่เราก็สามารถแก้ไขได้ เพียงแค่นำสีโป๊วไม้ถูลงบนรอยข่วนเพื่อเติมเต็มร่องเนื้อไม้ จากนั้นใช้ฟองน้ำชุบสีที่เข้มพอ ๆ กับสีเนื้อไม้เดิมซับลงไป ตามด้วยลงแว็กซ์และทิ้งไว้ 5 นาที ใช้ผ้าแห้งเช็ดให้พื้นขึ้นเงาอีกครั้ง รอยข่วนเหล่านั้นก็จะหายไป 12. สเปรย์กำจัดคราบหนักบนพื้นลามิเนต แม้ว่าการทำความสะอาดพื้นลามิเนตอย่างถูกวิธีจะทำให้พื้นสะอาดก็จริง แต่ถ้าพื้นเปื้อนคราบหนักก็ต้องจัดการด้วยสเปรย์สูตรพิเศษ ที่มีส่วนผสมของน้ำเปล่า 1 ถ้วย น้ำส้มสายชู 1 ถ้วย แอลกอฮอล์ ¼ ถ้วยตวง และน้ำยาล้างจานประมาณ 2-3 หยด ให้เข้ากันดี แล้วเทใส่ขวดสเปรย์เพื่อนำไปฉีดพ่นลงบนคราบหนัก และเช็ดออกให้สะอาด เพราะพื้นไม้นั้นมีมูลค่าค่อนข้างสูง ดังนั้นเราจึงต้องดูแลและทำความสะอาดอย่างถูกวิธี ถ้าไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายมากมายไปกับพื้นไม้โดยใช่เหตุ ก็ต้องดูแลพื้นไม้ให้ถูกวิธีอย่างที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ด้วยนะคะ   ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view149594.html
10 ของอันตรายในบ้านที่คาดไม่ถึง

10 ของอันตรายในบ้านที่คาดไม่ถึง

ทุกๆ วันที่เราใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน มีข้าวของเครื่องใช้มากมายที่เราต้องสัมผัส ใกล้ชิด ฯลฯ โดยที่เราเองอาจมองข้ามสารพิษ หรืออันตรายที่ซ่อนอยู่ในของใช้ต่างๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราไม่รู้ และส่วนหนึ่งเราอาจละเลยว่าไม่น่าจะมีอันตรายมากมาย Sanook! Home เห็นความสำคัญของอันตรายจากของใช้ต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใน “บ้าน” มาดูกันว่าของชิ้นเล็กๆ บางชิ้นอาจอันตรายกับเรามากกว่าที่คิด และนี่คือ 10 รายการสารพิษในบ้านที่คุณอาจต้องการเลือกซื้อของใช้เข้าบ้านในครั้งต่อไปกัน 1.ลูกเหม็นเรามักจะใส่มันไว้ในตู้เสื้อผ้า ทั้งช่วยกันแมลงกินผ้า และป้องกันกลิ่นอับ ลูกเหม็นจะสลายตัวเป็นก๊าซ แม้ว่าผู้ผลิตจะมีคำเตือนว่าห้ามสูดดมแล้วก็ตาม แต่นักวิจัยพบว่ายังไม่พอ เพราะ มันมีส่วนทำให้สัตว์ทดลองเป็นมะเร็ง การได้รับสารอย่างต่อเนื่องจะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว และการได้รับในปริมาณมากอาจทำให้เวียนหัว อาเจียน และท้องเสีย แต่หากจำเป็นต้องใช้ ให้ใส่ไว้ในภาชนะปิดสนิท และแยกจากส่วนอื่น ๆ ในบ้าน เมื่อจะนำของหรือผ้าที่ใส่ไว้ในตู้ที่มีลูกเหม็นมาใช้ ก็ควรซัก หรือล้างก่อน เพราะสารเคมีสามารถซึมเข้าเนื้อผ้าได้ 2.ยาฆ่าแมลง บ้านเรือนจำนวนกว่าร้อยละ 90 ในสหรัฐอเมริกา มียาฆ่าแมลง ยาฆ่าแมลงเหล่านี้ มีสารเคมีหลากหลายสูตร ฆ่าได้ทั้งแมลงเล็กๆ ไปจนถึงหนูเลยทีเดียว แน่นอนว่ามันเป็นสารพิษ ซึ่งผู้ผลิตจะต้องบอกปริมาณสารพิษไว้บนฉลากสินค้า อีกทั้งจะต้องมีการทดสอบความปลอดภัยก่อนนำออกมาวางจำหน่าย แต่ผู้ใช้ก็ต้องระมัดระวังและเก็บให้พ้นมือเด็ก 3.เฟอร์นิเจอร์ไม้อัด ไม้อัดได้รับความนิยมอย่างมากในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์มาเป็นเวลาหลายสิบปี ในการผลิตนั้นต้องใช้สารเคมี ในการที่จะยึดองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกันจนกลายเป็นแผ่นไม้ และสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบสำคัญก็คือ ฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งเมื่อได้รับความร้อน หรือความชื้น ก็อาจจะระเหยออกมา ก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น เกิดความระคายเคืองต่อดวงตา และระบบทางเดินหายใจ อีกทั้งนักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าสารนี้มีสวนทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง 4.สารเคมีในพรมปูพื้น สารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในพรมก็คือสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือที่เรียกว่า VOCs สารดังกล่าวนี้อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหากได้รับในปริมาณมาก นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบว่า ในพรมที่ผลิตขึ้นมาใหม่ ๆ จะมีสารดังกล่าวนี้ในปริมาณที่จะทำอันตรายต่อคนได้ ดังนั้น เมื่อจะซื้อพรมใหม่มาใช้ ก่อนนำเข้าบ้าน ควรจะกางออกและตากไว้ภายนอกประมาณ 1-2 วัน 5.สารเคมีใน Printer นักวิจัยพบว่าเครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Printer) ที่สามารถพิมพ์งานได้อย่างคมชัดนั้น สามารถปล่อยสารเคมี VOCs ออกมาในปริมาณที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ใช้งานได้ และมีความเกี่ยวพันกับการเกิดโรคหัวใจและโรคปอด แต่ไม่ใช่ว่า เครื่องพิมพ์เลเซอร์ทุกเครื่องจะก่อปัญหาทั้งหมด จากการทดสอบพบว่า ประมาณ 40%ของเครื่องที่ทดสอบ ปล่อยสารเคมีออกมาในระดับที่รับได้ แต่อีก 27% มากเกินควร ขึ้นอยู่กับอายุของเครื่อง และส่วนประกอบอื่น ๆ ในเครื่องด้วย ซึ่งสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการนำมาใช้งานคือ สถานที่วาง ไม่ควรให้มีใครเข้าไปนั่งใกล้ ๆ เป็นระยะยาว โดยเฉพาะในสำนักงาน 6.สีที่มีสารตะกั่ว เป็นที่ทราบกันดีว่า สารตะกั่วส่งผลเสียต่อสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบประสาท สมอง เซลล์เม็ดเลือด และไต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กเล็ก สีเหล่านี้ เมื่อทาทิ้งไว้เป็นเวลานาน มันจะลอกออกมา และเป็นอันตรายไม่ควรไปจับ แกะ ดึงออก ด้วยการสัมผัสโดยตรงด้วยตัวเองเด็ดขาด 7.สเปรย์ปรับอากาศ และน้ำยาทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เมื่อใช้ในพื้นที่แคบ จะมีปริมาณสารพิษตกค้างมาก ซึ่งสารดังกล่าวมีส่วนประกอบทางเคมี ที่ทำปฏิกิริยากับโอโซน และมีส่วนสัมพันธ์กับไนโตรเจน ไดออกไซด์ ซึ่งส่งผลต่อการเกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง ดังนั้น การทำความสะอาดห้องน้ำ การพ่นสเปรย์ดับกลิ่นในห้อง อาจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ป่วย วิธีที่ดีกว่าคือการเปิดประตูหน้าต่างให้มีการหมุนเวียนของอากาศในบ้านเรือน 8.ขวดนมเด็ก และพลาสติก BPA ขวดนมสำหรับเด็กทารก ทำมาจากพลาสติกโพลีคาร์บอร์เนต และพลาสติกชนิดนี้ ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่กลับมีส่วนผสมของสารเคมีที่เรียกว่า BPA หรือ bisphenol –a เมื่อโดนความร้อน มันก็จะปล่อยสารเคมีที่เป็นอันตรายออกมา สารเคมีดังกล่าว สามารถสร้างความผิดปกติให้กับฮอร์โมน และระบบประสาท ส่งผลต่อการเจริญเติบโตได้ 9.สาร flame retardant ที่ช่วยหน่วงเหนี่ยวการลุกไหม้ สารดังกล่าวนี้ใช้อย่างแพร่หลายในเบาะ จอทีวี คอมพิวเตอร์ ข้อดีของมันคือลดความเสียหายอันเกิดจากไฟลุกไหม้ แต่มีข้อเสียคือมีสารเคมี PBDEs ผสมอยู่ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าสารดังกล่าว มีส่วนเกี่ยวพันกับปัญหาการเรียนรู้ และระบบความจำ จำนวนสเปิร์ม และการทำงานของไทรอยด์ ในหนูทดลอง มนุษย์ ได้รับอันตรายจากสารนี้ ทั้งจากการอากาศ ฝุ่นละออง รวมไปถึงการบริโภคเนื้อสัตว์ ที่มีสารดังกล่าว หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตร เมื่อได้รับสารนี้ ก็สามารถส่งผ่านไปยังเด็กในครรภ์ หรือผ่านน้ำนมไปให้ทารกได้ 10.เครื่องสำอางที่มีสาร Phthalates ซึ่งเป็นสารที่ใช้เพิ่มความยืดหยุ่น ใช้เคลือบเพื่อความคงทน ที่ใช้กันในวงการเครื่องสำอาง เรียกว่า plasticizers ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารนี้ มีตั้งแต่โลชั่น ครีมอาบน้ำ แชมพู สเปรย์ ยาทาเล็บ ไปจนถึงของเล่นเด็ก นักวิทยาศาสตร์พบกว่าสารดังกล่าว มีผลต่อการเจริญพันธ์ และพัฒนาการในสัตว์ทดลอง แม้สามารถใช้ในปริมาณที่กำหนด ในเครื่องสำอางของผู้ใหญ่ แต่การใช่ในเด็กและทารก ควรต้องมีการควบคุม และนอกเหนือไปจากสารเคมีที่เจือปนอยู่ในผลิตภัณฑ์แล้วเราควรให้ความสำคัญกับสิ่งของที่ชำรุดเสียหายเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านด้วย เช่นขาโต๊ะชำรุด เสื้อผ้าขาด ๆ เพราะของเหล่านี้อาจก่อให้เกิดอันตรายโดยที่เรานึกไม่ถึง และแม้เราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าสารเคมี ทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้น แต่การใช้งานไม่เพียงเป็นอันตรายต่อสุขภาพเท่านั้น ยังมีส่วนก่อให้เกิดมลภาวะในอากาศและสภาพแวดล้อมโดยรวมด้วย ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.sanook.com/home/9549/  
ไขธรรมชาติแดด-ลม ตัวช่วยเพิ่มมูลค่าให้อสังหาฯ

ไขธรรมชาติแดด-ลม ตัวช่วยเพิ่มมูลค่าให้อสังหาฯ

“แดด” และ “ลม” เป็นของขวัญจากธรรมชาติที่มอบให้กับมนุษย์เพื่อใช้ปั้นแต่ง เพิ่มประโยชน์ของที่ดิน บ้าน และ อาคารประเภทต่างๆ หากอสังหาริมย์ทรัพย์ใดมีตำแหน่งที่ดีหรือถูกพัฒนาออกแบบโดยคำนึงถึงธรรมชาติของแดดและลมในพื้นที่อย่างเหมาะสม ก็จะส่งผลให้มูลค่าโดดเด่นขึ้นได้อย่างชัดเจน   ก่อนที่เราจะไปดูเคล็ดลับการประยุกต์ใช้ อยากจะไขความลับทางธรรมชาติของแดดและลมในบ้านเมืองเราก่อน ว่ามีลักษณะอย่างไรกันบ้าง ซึ่งเมืองไทยของเราเป็นเมืองร้อน(มาก) อากาศร้อนอบอ้าว ฤดูร้อนจะยาวนานเหลือเกิน เมื่อประกอบกับความเชื่อ ความมงคลต่างๆ เพราะฉะนั้นเรืองแดดและลม ที่่คนให้ความสนใจมากที่สุด คงจะหนีไม่พ้นทิศทางตะวันขึ้น - ตก และทิศทางลมในช่วงฤดูร้อน   ทางโคจรและธรรมชาติของแสงแดด คนทั่วไปมักจะเข้าใจผิดว่าอิทธิพลของแดดที่มีต่อบ้านหรืออาคารมาจากทิศตะวันออกและตะวันตกเป็นหลัก เนื่องจากถูกสอนมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันออกในตอนเช้า และต้องตกทางทิศตะวันตกในช่วงเย็น ซึ่งที่จริงใน 1 ปี การขึ้นลงของพระอาทิตย์ จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาจจะเบ้ไปทางทิศเหนือ หรือเอียงไปทางใต้ก็ได้   ที่เป็นแบบนี้เพราะประเทศของเราตั้งอยู่บริเวณหนือเส้นศูนย์สูตร ค่อนมาทางซีกโลกเหนือ จึงทำให้แดดทำมุมเฉียงจากทิศทางใต้มากกว่า เป็นผลให้พื้นที่ในประเทศได้รับอิทธิพลของแสงแดดที่ส่องจากทิศใต้มากกว่าแดดที่ส่องจากทิศเหนือ   ซึ่งตอนนี้  เราสามารถแบ่งทิศแดดบ้านตามช่วงเวลา ซึ่งจะมีอยู่ 2 ทิศ ดังนี้ 1.ดวงอาทิตย์โคจรอ้อมไปทางทิศเหนือ พฤษภาคม - สิงหาคม  รวม 3-4 เดือน   2.ดวงอาทิตย์โคจรอ้อมไปทางทิศใต้ กันยายน - เมษายน รวม 8-9 เดือน เห็นได้ว่าด้วยเงื่อนไขทิศแดดตามช่วงเวลานี้เอง แสงแดดจากทิศใต้จึงกลายเป็นแดดที่มีอิทธิพลต่อที่อยู่อาศัยมากที่สุด เนื่องจากเป็นทิศแดดที่เกิดขึ้นคร่อมในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนซึ่งร้อนหนักสุด เป็นแสงแดดที่ส่องทำมุมค่อนข้างต่ำ แถมยังส่องเป็นระยะเวลานานด้วย   ทิศทางและะธรรมชาติของลม เช่นเดิมประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร และอยู่ในเขตร้อนจึงทำให้พื้นที่ตกอยู่ภายใต้มรสุมหรือลมประจำฤดู ที่มีทิศทางการพัดตามฤดูกาลค่อนข้างแน่นอน โดยจะมีลมอยู่ 2 ทิศเหมือนแสงแดด ดังนี้   1.ลมประจำถิ่นฤดูหนาวพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์รวม 3-4 เดือน   2.ลมประจำฤดูร้อนพัดกลับจากทิศตะวันตกเฉียงใต้หรือทิศใต้ ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงมีนาคม - ตุลาคม รวม8-9 เดือน หลังจากที่เราทราบธรรมชาติ และทิศทางของลม และแสงแดดแล้ว วันนี้เรามีเคล็ดลับการประยุกต์แสงแดดและลมให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างบ้าน คอนโด อาคารต่างๆ ฯ ให้มีมูลค่าเพิ่มพูนขึ้นไปอีก ดังนี้จ้า     1.จัดแปลนบ้านให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามากที่สุด พยายามให้มีสัดส่วนนกว้าง ความยาวประมาณ 1:3 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ยอมรับกันว่ารับลม และหลบแดดได้ดีที่สุด โดยหันด้านยาวของบ้านไปในทิศเหนือ-ใต้ เพื่อหลบแสงตะวัน และช่วยรับลมให้พัดเข้าบ้านได้ดีในฤดูร้อน และให้เอาด้านแคบของบ้านหันให้อยู่ในแนวทิศตะวันออก- ตะวันตก เพื่อให้ผนังของบ้านเราถูกแดดน้อยที่สุด โดยทิศควรจัดให้มีหน้าต่างน้อยที่สุด   2.เน้นเลือกบ้านหรือห้องชุดที่หันไปทางทิศเหนือ ซึ่งดีกว่าทิศใต้แน่นอน เพราะร้อนน้อยกว่า เนื่องจากแดดบ้านเราจะอ้อมมาทางทิศใต้เป็นหลัก เทียบกับทางทิศเหนือที่ตลอดทั้งปีจะแทบไม่ได้รับแดดเลย   3.จัดแยกห้องใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับทิศแดดและทิศลม ตัวอย่างเช่น ห้องนั่งเล่นซึ่งเป็นห้องที่มักจะใช้เวลาอยู่ครั้งละนานๆ ในเวลากลางวันก็ควรจะจัดให้อยู่ในทิศเหนือ ห้องครัวควรจะหันหน้ารับลมด้วยเพื่อการระบายกลิ่นและควันได้ดี เช่น จัดทิศให้อยู่ทางทิศใต้ แต่ต้องระวังไม่ให้ลมพัดจากห้องครัว พากลิ่นไปสู่ห้องอื่นๆ ภายในบ้าน   4.บังคับทิศทางลมด้วยการเจาะช่องหน้าต่างหรือช่องลมในอาคาร อาศัยหลักคิดที่ว่า “มีทางเข้าจะต้องมีทางออกด้วยลมถึงจะเข้ามาได้” หากห้องใดมีเฉพาะช่องรับลมเพียงด้านเดียวจะไม่มีลมใดๆ เข้ามาเลย   5.จัดการระดับความแรงของลม สามารถทำได้ง่ายๆ เช่นกัน โดยยึดหลักหากต้องการห้องที่ได้รับลมเต็มที่และสม่ำเสมอเช่นห้องนั่งเล่น หรือห้องรับประทานอาหาร ให้เปิดช่องลมทางเข้าให้มีขนาดเท่ากับทางออก แต่หากต้องการได้ลมเอื่อยๆ ช้าๆ ก็ให้เปิดทางลมเข้าให้ใหญ่กว่าทางลมออก ในทางกลับกันหากต้องการให้ลมเข้าห้องพัดแรงขึ้น ก็ทำได้ด้วยวิธีการเปิดช่องทางลมเข้าให้แคบกว่าช่องแคบทางลมออก       ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.home.co.th/hometips/decoration/detail/54949-ไขธรรมชาติแดด-ลม-ตัวช่วยเพิ่มมูลค่าให้อสังหาฯ              
10 ปัญหาห้องน้ำที่แก้ได้

10 ปัญหาห้องน้ำที่แก้ได้

1.กลิ่นอับชื้นภายในห้องน้ำ Solution การแก้ปัญหาแรกเริ่มตั้งแต่การออกแบบบ้าน ก็คือการพยามออกแบบตำแหน่งของห้องน้ำทุกห้องให้ติดกับภายนอก หรือหากอยู่ทางทิศใต้และทิศตะวันตกก็จะยิ่งดี เนื่องจากมีแสงสว่างจากธรรมชาติส่องเข้ามาเพื่อฆ่าเชื้อโรคได้ ช่องเปิดของห้องน้ำกับภายนอกก็สามารถออกแบบได้หลากหลายวิธี เช่น บานกระทุ้ง บานเกล็ด บานเลื่อนและบานเปิด ที่สามารถทำให้เกิดการระบายอากาศระหว่างภายในกับภายนอกได้เป็นอย่างดี ส่วนในกรณีที่ห้องน้ำไม่สามารถอยู่ติดกับภายนอกได้ ก็จำเป็นจะต้องติดตั้งเครื่องดูดอากาศแบบติดกับฝ้าที่ช่วยดูดกลิ่น อากาศและความอับชื้นผ่านท่อเพื่อปล่อยสู่ภายนอก 2.น้ำในห้องน้ำไม่ระบายลงท่อ Solution เช็คความลาดเอียงของห้องน้ำใหม่ โดยปกติแล้วการทำระดับพื้นห้องน้ำจะต้องให้ลาดเอียงไปยังท่อระบายน้ำในสัดส่วนความลาดชันประมาณ 1:200 และพื้นจะต้องลาดอย่างสม่ำเสมอ ไม่เกิดแอ่งที่พื้นในบางจุดที่จะทำให้น้ำขังได้ นอกจากนั้นระดับพื้นห้องน้ำยังควรต่ำกว่าห้องภายนอกอย่างน้อย 5 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลออกสู่ภายนอกห้องน้ำได้ 3.อาบน้ำแล้วเปียกไปทั้งห้องน้ำ Solution การแก้ปัญหานี้มีวิธีเดียวคือต้องแบ่งส่วนแห้งและส่วนเปียกตามการใช้งาน โดยส่วนแห้งจะประกอบด้วยอ่างล้างหน้าและโถส้วม ส่วนส่วนเปียก ได้แก่ ส่วนอาบน้ำฝักบัวและอ่างอาบน้ำ ทั้งสองส่วนควรแยกออกจากกันด้วยวิธีต่างๆ ตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น กั้นห้องแยกกัน กั้นด้วยประตูกระจกหรือผ้าม่านกันน้ำ เป็นต้น 4.พื้นลื่นจนทำให้เกิดอันตราย Solution การเลือกวัสดุปูพื้นห้องน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญต่อความปลอดภัย โดยควรเลือกใช้กระเบื้องหรือหินที่มีเท็กซ์เจอร์ค่อนข้างหยาบ ผิวด้านและไม่มันเงา แต่ถ้าหากสุดวิสัยไม่สามารถปูกระเบื้องใหม่ที่เหมาะสมได้ ก็จำเป็นจะต้องใช้แผ่นยางรองกันลื่นสำหรับห้องน้ำในส่วนที่เป็นฝักบัวและส่วนเปียกไปก่อน 5.แสงสว่างไม่เพียงพอ Solution บริเวณเคาน์เตอร์ซิงก์ควรเพิ่มไฟประเภท Task Light โดยอาจจะเป็นในรูปแบบของโคมไฟติดผนังติดบริเวณกระจกที่ให้แสงสว่างมาจากด้านหน้า ทำให้บริเวณหน้ากระจกสว่างและสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น 6.ท่อระบายน้ำตันระบายน้ำไม่ทัน Solution ท่อระบายน้ำสกปรกหรือท่อน้ำทิ้งควรมีขนาดมาตรฐาน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 3 นิ้ว ทำให้น้ำทิ้งผ่านลงไปได้อย่างรวดเร็วกว่า การเลือก Floor Drain ก็ควรมีฝาตะแกรงครอบเพื่อกันไม่ให้สิ่งสกปรกและฝุ่นผงอันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ท่อตันหลุดลงไปในท่อได้ นอกจากนั้นยังควรดูแลรักษาความสะอาดบริเวณ Floor Drain อย่างสม่ำเสมอ 7.ที่เก็บของภายในห้องน้ำไม่เพียงพอ Solution พื้นที่เก็บของในห้องน้ำควรออกแบบให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ โดยส่วนใหญ่มักออกแบบให้มีตู้เก็บของอยู่ใต้เคาน์เตอร์ซิงก์เป็นตู้บานปิด เพื่อเก็บพวกม้วนกระดาษและอุปกรณ์ทำความสะอาด ส่วนสบู่และยาสระผมที่จำเป็นต้องใช้งานประจำควรเลือกชั้นวางของแบบเปิด ติดตั้งในส่วนอาบน้ำบริเวณตำแหน่งที่อยู่ในระยะเอื้อมและหยิบใช้ได้อย่างสะดวก รวมทั้งยังเป็นวัสดุที่ง่ายต่อการทำความสะอาด เช่น อะครีลิคและสเตนเลสสตีล เป็นต้น 8.ไฟฟ้าช็อตที่เกิดจากปลั๊กและสวิตช์ไฟภายในห้อง Solution ปลั๊กหรือ Outlet ภายในห้องน้ำควรอยู่สูงกว่าพื้นประมาณอย่างน้อย 70 เซนติเมตร หรืออยู่ระดับเดียวกับเคาน์เตอร์ซิงก์ และอยู่ในส่วนแห้งเท่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำโดนปลั๊ก นอกจากนั้นภายในห้องน้ำควรเลือกใช้ปลั๊กหรือ Outlet ประเภทกันน้ำได้หรือมีฝาครอบกันน้ำ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากการการใช้งานด้วย 9.ผนังหรือฝ้าที่อยู่ติดกับห้องน้ำมีการบวมน้ำที่เกิดจากความชื้น Solution ก่อนที่จะปูกระเบื้องจำเป็นต้องฉาบผนังห้องน้ำด้วยน้ำยากันความชื้นหรือน้ำยากันซึมให้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะส่วนของฝักบัวและส่วนของอ่างอาบน้ำควรตรวจสอบการซึมให้ดี ฝ้าเพดานก็เช่นกันควรใช้ฝ้ายิปซัมทนความชื้นฉาบเรียบสำหรับห้องน้ำโดยเฉพาะ 10.วัสดุบางชนิดที่ใช้ภายในห้องน้ำทำความสะอาดได้ยาก Solution ห้องน้ำส่วนใหญ่เลือกใช้กระเบื้องเซรามิคเป็นคำตอบสำหรับวัสดุในห้องน้ำ เนื่องจากดูแลรักษาและทำความสะอาดได้ง่ายที่สุด กระเบื้องที่มีเท็กซ์เจอร์หยาบๆ ก็จะทำความสะอาดได้ยากกว่ากระเบื้องที่มีเท็กซ์เจอร์เรียบทั่วไป รวมทั้งกระเบื้องแผ่นใหญ่ที่การปูมีรอยต่อน้อยกว่า ก็จะลดพื้นที่สะสมของเชื้อโรคและคราบสกปรกได้มากกว่า   ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.home.co.th/hometips/decoration/detail/54772-10-ปัญหาห้องน้ำที่แก้ได้  
“ที่ดินทรุด” ปัญหาโลกแตกที่เช็กและแก้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

“ที่ดินทรุด” ปัญหาโลกแตกที่เช็กและแก้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

เรียกว่าปัญหาโลกแตกอย่างที่ดินทรุดนั้น เป็นสิ่งที่หลายคนปวดหัวหนักมาก เพราะนอกจากจะต้องเสียเวลาลงแรงและเปลืองเงินแล้ว ยังนำความเสียหายมาให้เมื่อลงมือก่อสร้างบ้านหรืออาคารไปแล้ว ดังนั้นทางที่ดีเพื่อไม่ให้ต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าว ควรตรวจสอบดินทรุดด้วยวิธีต่างๆ พร้อมศึกษาวิธีแก้ปัญหา อย่างละเอียดถี่ถ้วนเรียนรู้ ตรวจสอบดินทรุดอย่างเข้าใจ 1. ย้อนอดีตที่ดินของตนเอง ในที่นี้หมายถึงการมองย้อนกลับไปว่าก่อนจะเห็นที่ดินว่างเปล่า อันถูกถมจนเรียบเตียนแล้วนั้น บริเวณนี้เป็นอะไรมาก่อน หากเป็นแอ่ง บ่อน้ำ หรืออยู่ใกล้กับแม่น้ำ รับรองว่าต่อให้ถมดินอย่างไรก็ทรุด สืบเนื่องจากดินอมน้ำมาเป็นเวลานาน บวกกับหากตั้งอยู่ใกล้กับคลองหรือแม่น้ำ แน่นอนว่าถูกน้ำกัดเซาะอยู่ตลอด เหตุนี้เองจึงทำให้เป็นปัจจัยหลักของที่ดินทรุดในบริเวณดังกล่าว เพราะฉะนั้นทางที่ดีก่อนซื้อที่ดิน ควรพิจารณาความเป็นมาของที่ผืนนั้นเป็นอันดับแรก แต่ถ้าหากเป็นที่ได้มาจากมรดกตกทอด อาจจะต้องศึกษาวิธีการป้องกันดินทรุดตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจะสร้างบ้าน ไม่เช่นนั้นเตรียมเผชิญปัญหาเรื่องโครงสร้างบ้านเป็นอันดับต่อไป 2.ศึกษาที่ดินทรุดของตนเองอยู่โซนไหนของกรุงเทพฯ หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่าที่ดินกรุงเทพฯ และปริมณฑล มักจะทรุดตัวลงทุกปี ปริมาณ 1 เซนติเมตร ทั้งนี้มีระดับน้ำทะเลหนุนปีละปริมาณ 4 มิลลิเมตร อาจเป็นเพราะกรุงเทพฯ มีลักษณะเป็นที่ลุ่มต่ำ ประกอบกับตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จึงทำให้บางที่ดินเกิดเป็นแอ่ง ซึ่งเป็นเช่นนี้มานานแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของดิน รวมทั้งทัศนียภาพบริเวณนั้นด้วย โดยอัตราเฉลี่ยของการทรุดตัวในแต่ละเซนติเมตรนั้น เกิดจากตึกรางบ้านช่องถูกสร้างบนดินลักษณะอ่อนนุ่มนั่นเอง และถ้าดูผลการสำรวจจากกรมทรัพยากรธรณี สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และกรมแผนที่ทหารเมื่อช่วงปี 2551 จะพบว่าแต่ละโซนของกรุงเทพฯ มีที่ดินทรุดตัวมากน้อยแตกต่างกัน ทั้งนี้พื้นที่ทรุดมากที่สุดคือเขตบางกะปิ โดยมีการทรุดตัวสะสมประมาณ 1.20 เมตรเศษ ส่วนที่น้อยสุดคือฝั่งนนทบุรี 3.พิจารณาที่ดินทรุดช่วงหน้าฝน เวลานี้อย่าเพิ่งมองว่าฝนตกจะทำให้ทุกอย่างแย่ไปหมด เพราะสำหรับงานก่อสร้างหรือถมที่นั้นถือว่าเป็นเรื่องดีอย่างมาก และจะใช้เวลานี้ในการเช็กว่าที่ดินทรุดหรือไม่ โดยสามารถดูได้จากปริมาณดินอันไหลไปกับน้ำฝน ในขณะเดียวกันหากเพิ่งถมใหม่ๆ จะทำให้ที่ดินมีความแน่นขึ้น ทั้งนี้การถมที่ให้แน่นมีด้วยกัน 2 วิธีคือ ถมแบบอัด เพิ่มปริมาณความหนาทีละชั้นหน้าดิน เมื่อฝนตกถูกชะล้างออกไป วิธีนี้สามารถป้องกันดินทรุดได้ดี ส่วนวิธีที่ 2 เป็นการถมแบบไม่อัด คือให้เต็มพื้นที่ทีเดียว แน่นอนว่าข้อดีคือได้ความเร็ว แต่ข้อเสียสังเกตได้เลยฝนตกแบบนี้ ดินทรุดแน่นอน แก้ไขรับมือปัญหาที่ดินทรุดแบบกล้วยๆ 1. ถมที่ดินใหม่ให้แน่น อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการถมที่ดินในหน้าฝนจะทำให้ดินแน่น แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับรูปแบบของการถมด้วย ซึ่งแน่นอนว่าการถมแบบบีบอัด ย่อมป้องกันปัญหาที่ดินทรุดได้อย่างดี แต่ถ้าต้องการความแน่น เพื่อความชัวร์ว่าสร้างบ้านหรืออาคารไปแล้วไม่ทรุด ต้องเพิ่มปริมาณดินทีละชั้นประมาณ 20-50 เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะดินด้วย ประกอบกับระหว่างการถมต้องอัดให้แน่นทีละชั้น แล้วค่อยถมต่อ อันเป็นกระบวนการของการบีบอัดหน้าดิน ซึ่งต้องทำเช่นนี้จนกว่าจะได้ระดับดินจนเต็มพื้นที่ ทั้งนี้เมื่อถมเสร็จ สังเกตว่าปริมาณดินไม่เกิดการยุบตัวลง จึงค่อยลงมือสร้างบ้านหรืออาคารนั้นได้ 2. สร้างกำแพงดิน วิธีการนี้เป็นขั้นตอนแก้ไขปัญหาเมื่อดินทรุดตัวลงแล้ว ซึ่งอาจเกิดจากขั้นตอนการถมดินโดยไม่ได้ใช้วิธีบีบอัด ทำให้ดินไหลไปกับกระแสน้ำ ดังนั้นวิธีแก้ไขเฉพาะหน้าคือต้องสร้างกำแพงดินนั่นเอง 3. ใช้หลักการพอเพียง ด้วยการปูหญ้าแฝก เรียกว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาดินทรุด ที่ประหยัดสุดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้หลักการพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยวิธีปลูกหญ้าแฝกในแนวสโลบ เพื่อป้องกันดินสไลด์ในช่วงหน้าฝนหรือฤดูน้ำหลาก ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมปลูกขวางแนวลาดชัน ทั้งนี้เป็นการป้องกันน้ำกัดเซาะ นิยมกับพื้นที่ริมแม่น้ำ   ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.ddproperty.com/ข่าวอสังหาริมทรัพย์-บทความ/2017/6/155072/ที่ดินทรุด-ปัญหาโลกแต
7 ความผิดพลาดในการสร้างบ้าน ที่ควรใส่ใจ

7 ความผิดพลาดในการสร้างบ้าน ที่ควรใส่ใจ

ในการสร้างบ้าน หากเลือกผู้รับเหมาที่ไม่ดี หรือไม่คำนึงถึงความเหมาะสมของตัวคุณเอง ก็อาจทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ 7 ความผิดพลาดที่คุณควรใส่ใจ เพื่อจะไม่เกิดความผิดพลาดขึ้นกับบ้านของคุณ มีดังนี้ แสงสว่างไม่เพียงพอนอกจากแสงสว่างภายในห้องนั้นๆ ต้องเพียงพอต่อการมองเห็นแล้ว ตามจุดที่มีการใช้งานที่ต้องการแสงสว่าง ก็ควรมีแสงสว่างอย่างเพียงพอด้วย เช่น โต๊ะอ่านหนังสือ เป็นต้น อาจเลือกใช้ไฟแบบซ่อนหลอดไฟเพื่อตกแต่งห้องให้สวยงามก็ได้การสร้างบ้านให้แสงแดดได้ส่องเข้ามาถึงในจุดที่ทำให้บ้านสว่างก็ช่วยเพิ่มแสงสว่างในบ้าน และประหยัดไฟได้ สีที่น่าเบื่อการใช้แต่สีเรียบๆ และสีเหมือนกันหมดทั้งบ้าน อาจสร้างความน่าเบื่อได้อย่างง่ายๆ ดังนั้น คุณไม่ควรกลัวที่จะเล่นกับสีสันบ้าง พื้นโล่งมากพื้นที่โล่งมากเกินไป ทำให้บ้านดูไม่สมดุล และเหลือเนื้อที่เกินความจำเป็นของบ้าน หากบ้านมีขนาดใหญ่เกินไป อาจเลือกวางเฟอร์นิเจอร์ไว้ที่กลางห้อง หรือใช้พรมปูพื้นเข้ามาช่วย เว้นพื้นที่เฟอร์นิเจอร์ไม่เหมาะสมการจะทำบ้านของคุณให้ดูสะดวกสบายและมีพื้นที่การใช้งานต่อเนื่อง เรื่องการเว้นระยะระหว่างเฟอร์นิเจอร์ 1 ชิ้นเป็นเรื่องจำเป็น อย่าพยายามตั้งเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เข้าไปในพื้นที่ๆ เล็กจนเกินไป เช่นควรเว้นระยะห่างของเก้าอี้ทานข้าวออกจากเก้าอี้นั่งตัวอื่นประมาณ 61 เซนติเมตรเพื่อป้องกันข้อศอกกระทบกันในระหว่างรับประทานอาหาร จุดน่าสนใจมากเกินไปทุกๆ ห้องควรมีจุดโฟกัสเพียงจุดเดียว หากทุกจุดน่าสนใจ ดูสะดุดตาหมด ห้องนั้นก็จะขาดความสวยงามและเสน่ห์ไปทันที ลอกแบบมากจากแคตตาล็อกคุณควรดูไว้เป็นไอเดียเพื่อมาต่อยอด หรือประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมเท่านั้น ไม่ควรลอกมาเหมือนเป๊ะ จนบางครั้งไม่เหมาะกับสไตล์บ้าน หรือความชอบ หรือความเหมาะสมในการใช้งาน สีของไม้ที่หลากหลายเกินไป ถ้าคุณชอบเฟอร์นิเจอร์ไม้ ก็ควรเลือกที่มีโทนใกล้เคียงกัน หรือเหมือนกันมากที่สุด อาจแตกต่างกันได้ ก็ไม่ควรเกิน 3 สี และอย่าให้ดูแตกต่างกันมากจนเกินไป ในการจะสร้างบ้าน อย่าลืมใส่ใจความผิดพลาดทั้ง 7 ประการนี้ด้วยนะคะ เพื่อที่บ้านของคุณจะได้ไม่เกิดความผิดพลาดเช่นเดียวกัน และอย่าลืมนึกถึงการใช้งานควบคู่ไปกับความสวยงามด้วยนะคะ ขอบคุณแหล่งที่มา : บ้านน่ารู้.com/บ้านน่าอยู่/page/2
5 แนวทางบ้านเย็น เพิ่มสภาวะอยู่สบาย

5 แนวทางบ้านเย็น เพิ่มสภาวะอยู่สบาย

ออกแบบบ้านให้เย็นสบาย สุขได้ทุกฤดูกาล การออกแบบบ้านที่ดี นอกจากภาพลักษณ์อันสวยงามที่ทางสถาปนิกได้ออกแบบให้บ้านในฝันของเรามีเอกลักษณ์สวยเท่ไม่ซ้ำใครแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในการออกแบบบ้าน คือ ออกแบบอย่างไรให้ฟังก์ชั่นถูกใจเจ้าของบ้าน เพื่อการอยู่อาศัยที่สุขกายและสุขใจไปพร้อม ๆ กัน ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวมากขึ้น ทำให้เทรนด์การออกแบบบ้านสมัยใหม่ ให้ความสำคัญกับ “สภาวะอยู่สบาย” บ้านที่ดีเมื่อเดินเข้าบ้านไปแล้ว อุณหภูมิภายในบ้านควรเย็นกว่าอุณหภูมิภายนอกประมาณ 5 องศาขึ้นไป ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้อยู่อาศัยสัมผัสได้ถึงความสบายเนื้อ สบายตัวแล้ว ยังช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ดีอีกด้วยครับ บ้านไอเดียขอนำเสนอ 5 แนวทางพื้นฐานในการออกแบบ ที่จะช่วยให้บ้านของเราเกิดสภาวะอยู่สบาย โดยเน้นการออกแบบเพื่อให้สอดรับกับหลักธรรมชาติ นำข้อดีต่าง ๆ ที่ธรรมชาติสรรสร้างมาให้เกิดประโยชน์สูงสุดครับ 1. วางผังบ้าน ให้เหมาะกับแดด การวางผังห้องต่างๆ ภายในบ้านให้สอดรับกับธรรมชาติ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องวางแผนในงานออกแบบ เพราะการใช้งานแต่ละห้องมีความแตกต่างกัน บางห้องต้องการแสงแดดเพื่อลดความอับชื้น ในขณะเดียวกันบางห้องต้องการความร่มรื่นตลอดทั้งวัน โดยปกติแล้วในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝนซึ่งมีระยะเวลายาวนานถึง 9 เดือน แสงอาทิตย์เริ่มต้นขึ้นทางทิศตะวันออก จากนั้นอ้อมไปทางทิศใต้และตกในทิศตะวันตก ด้านที่ได้รับแสงแดดร้อนจึงเป็นทิศใต้และทิศตะวันตก ส่วนทิศเหนือเฉลี่ยทั้งปีจะเป็นทิศที่ได้รับแสงอาทิตย์น้อยที่สุดครับ เพราะฉะนั้น หากต้องการออกแบบบ้านให้อยู่สบาย ห้องที่ใช้สำหรับพักผ่อน เช่น ห้องนั่งเล่น, ห้องนอน ควรจัดวางในทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ ส่วนห้องที่มีความอับชื้นสูง เช่น ห้องน้ำ, ห้องครัว, ห้องเก็บของ ควรจัดวางไว้ในทางทิศตะวันตกหรือทิศใต้ เพื่อให้ห้องดังกล่าวได้รับแสงแดดช่วยป้องกันความอับชื้นและในขณะเดียวกัน ช่วยบดบังแสงแดดให้กับห้องอื่นๆ ครับ 2. มีช่องระบายอากาศ ช่องลมเข้า ช่องลมออก การบดบังแสงแดดด้วยการจัดผังห้องให้เหมาะสมกับทิศเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอต่อหลักการบ้านเย็น เพราะส่วนที่ได้รับแสงแดดมากที่สุดไม่ใช่ผนังบ้าน แต่เป็นหลังคาบ้าน การออกแบบบ้านให้มีช่องระบายอากาศจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้อากาศภายในบ้านหมุนเวียนอยู่เสมอ บ้านที่ดีจึงควรมีช่องระบายอากาศ ทั้งช่องลมเข้าและช่องลมออก ซึ่งหากพิจารณาจากหลักธรรมชาติแล้ว ลมธรรมชาติจะมาทางทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 9 เดือน ส่วนทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 3 เดือน เพราะฉะนั้นในทิศดังกล่าว ควรมีช่องหน้าต่างหรือช่องลมระบายอากาศเพื่อให้ลมสามารถพัดผ่านเข้ามาภายในบ้านได้ สำหรับทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้ แม้จะได้รับลมดีเกือบทั้งปี แต่ทิศนี้นับเป็นทิศที่มีแสงแดดร้อนจัดเช่นเดียวกัน ทิศดังกล่าวจึงควรออกแบบลักษณะปิดแต่โปร่ง บดบังความร้อนจากแสงแดดได้แต่ในขณะเดียวกันต้องได้รับลมที่ดีด้วย ผู้ออกแบบจึงนิยมใช้บล็อคช่องลม, ระแนง หรือวัสดุใดๆ ที่มีความโปร่ง มาช่วยออกแบบในทิศนี้ ส่วนทิศเหนือได้รับแสงน้อยส่งผลให้ห้องมืด การออกแบบจึงเน้นใช้วัสดุกระจก เพื่อให้แสงธรรมชาติมีอย่างเพียงพอ 3. เลือกใช้หลังคาทรงสูง  จากหัวข้อที่ผ่านมาได้เกริ่นไว้ว่า หลังคาเป็นส่วนที่ได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์มากที่สุด หลังคาบ้านที่ดีจึงควรมีรูปทรงที่สอดรับกับธรรมชาติ โดยหลักการแล้วมวลอากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสู่ที่สูงเสมอ เพราะฉะนั้นหลังคาบ้านจึงควรมีรูปทรงสูงโปร่ง มีโถงหลังคาเพื่อเปิดพื้นที่ให้มวลอากาศลอยตัวขึ้นไปได้ พร้อมกับออกแบบให้โถงหลังคามีช่องระบายอากาศ มวลอากาศร้อนที่สะสมภายในบ้านจะค่อยๆ ถ่ายเทออกและหมุนเวียนอากาศใหม่เข้ามาอยู่เสมอครับ นอกจากโถงหลังคาแล้ว องศาความชันของหลังคาก็มีส่วนในการรับความร้อน สำหรับบ้านหลังคาแบน หลังคาจะสัมผัสกับแสงอาทิตย์โดยตรงทั้งผืน ส่วนหลังคาที่มีองศาความชันสูง เช่น หลังคาจั่ว, หลังคามะนิลา และหลังคาปั้นหยา จะสัมผัสกับแสงอาทิตย์ได้น้อยกว่า อีกทั้งเมื่อแสงอาทิตย์เปลี่ยนไปอีกด้าน ส่งผลให้ด้านตรงกันข้ามเกิดเงาช่วยบดบังให้กันและกัน ส่วนหลังคาแบนจะไม่มีส่วนใดบดบังให้ครับ นอกจากนี้..หลังคาที่มีองศาความชันสูง ยังส่งผลดีต่อการระบายน้ำเมื่อฝนตก ยิ่งชันมากน้ำจะยิ่งระบายได้เร็วมากขึ้น ลดโอกาสปัญหารั่วซึมได้ดีอีกด้วยครับ 4. วัสดุช่วยกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ทั้ง 3 ข้อที่ผ่านมา เป็นแนวทางการออกแบบเพื่อให้สอดรับกับหลักธรรมชาติ ทิศทางลม แสงแดด และหลักการถ่ายเทมวลอากาศร้อนออกสู่ตัวบ้าน ส่วนหัวข้อนี้เป็นส่วนประกอบเสริมที่ช่วยปกป้องบ้านจากความร้อนได้ดียิ่งขึ้น โดยการเลือกวัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันร้อน, ไม่นำและไม่อมความร้อนครับ พื้นสวนรอบบ้าน : ควรเลี่ยงการเทพื้นซีเมนต์รอบๆ บริเวณบ้าน เพราะพื้นซีเมนต์มีคุณสมบัติอมความร้อน ส่งผลให้ช่วงเย็นและค่ำคืน ความร้อนที่สะสมมาตลอดทั้งวันคายตัวออก ผู้อยู่อาศัยจึงรู้สึกร้อนอบอ้าว แนะนำให้เลือกวัสดุที่มีช่องระบายอากาศ เช่น พื้นตัวหนอน, พื้นอิฐ, พื้นช่องลม, พื้นหิน, ระเบียงไม้, พื้นสนามหญ้า หรือวัสดุใดๆ ที่สามารถ่ายเทอากาศได้สะดวกครับ ผนังบ้าน : วัสดุผนังเย็นที่มีในประเทศไทย ผนังบ้านโฟมจะให้ความเย็นสบายสูงสุดแต่ยังได้รับความนิยมน้อยเนื่องด้วยราคาและมีช่างที่สามารถสร้างบ้านโฟมได้ไม่มากนัก รองลงมาและกำลังเป็นที่นิยมสูง คือการเลือกก่อผนังด้วยอิฐมวลเบา ซึ่งมีคุณสมบัติกันร้อนได้ดีกว่าอิฐมอญแดง แต่หากผู้อ่านต้องการใช้อิฐมอญแดง แนะนำให้เลือกก่อผนัง 2 ชั้นในด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ การก่อผนัง 2 ชั้นจะช่วยปกป้องผนังด้านใน ไม่ให้สัมผัสกับความร้อนโดยตรง นอกจากนี้ยังสามารถใช้วัสดุประเภทระแนง, บล็อคช่องลม และฟาซาด เพื่อช่วยกรองแสงแดดให้มีความร้อนลดน้อยลง ในขณะเดียวกันบ้านยังรับลมธรรมชาติได้อีกด้วย สำหรับผนังกระจกควรเลือกใช้เฉพาะทิศเหนือและทิศตะวันออกเท่านั้น ส่วนทิศใต้และทิศตะวันตกควรเลี่ยงที่จะใช้กระจก เพราะกระจกนำความร้อนได้ดีมากครับ หลังคาบ้าน : นอกจากการเลือกหลังคาทรงสูงโปร่งแล้ว การเพิ่มฉนวนกันความร้อนใต้โถงหลังคา ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้บ้านเย็นขึ้นได้มาก สามารถติดตั้งได้ 2 ลักษณะ ติดตั้งบนฝ้าเพดานและติดตั้งใต้แผ่นกระเบื้องหลังคา หรือจะติดตั้งทั้ง 2 ลักษณะก็สามารถทำได้เช่นกันครับ 5. ปลูกไม้ยืนต้นให้ถูกทิศทาง อีกสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือ ต้นไม้ โดยเฉพาะบ้านที่ไม่เอื้อต่อการวางผังในทิศทางที่เหมาะสมกับธรรมชาติ หรือต้องการให้บ้านมีความโปร่งสบาย เช่น ต้องการรับลมธรรมชาติในทางทิศใต้ หากออกแบบผนังบ้านในลักษณะปิด ลมจะไม่สามารถพัดผ่านเข้ามาได้ การออกแบบเปิดโปร่งจึงช่วยให้ลมพัดเข้ามาได้อย่างสะดวก แต่ในขณะเดียวกันทิศใต้มีแสงแดดร้อนกว่าทิศอื่น ๆ การปลูกไม้ยืนต้นจึงเป็นทางเลือกที่ลงตัวและช่วยให้บ้านเย็นขึ้นได้มากครับ นอกจากจะช่วยบดบังแสงแดดได้ดีแล้ว ลมที่พัดผ่านเข้ามาจะกระทบกับพุ่มไม้ก่อนเข้าสู่ตัวบ้าน ส่งผลให้ลมร้อนถูกเปลี่ยนสถานะกลายเป็นลมเย็น พร้อมกันนี้ต้นไม้ยังช่วยกรองฝุ่นละออง บ้านจึงเย็นสบายและมีอากาศที่สดชื่นเกือบตลอดทั้งปี แนวทางการออกแบบทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นแนวทางพื้นฐานที่เหมาะสำหรับการสร้างบ้านในประเทศไทย แต่หากเป็นบ้านเรือนในประเทศอื่นๆ ที่มีอากาศหนาว การออกแบบจะตรงกันข้ามกัน ผู้อ่านท่านใดที่ชอบชมผลงานการออกแบบบ้านจากสถาปนิกต่างประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำไอเดียเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้งาน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมลงตัวกับสภาพภูมิอากาศในไทยครับ สำหรับผู้อ่านท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกแบบบ้านเย็น สามารถคอมเม้นต์สอบถามมาทางเพจบ้านไอเดียได้ครับ หรือสถาปนิก นักออกแบบท่านใดต้องการแบ่งปันความรู้ในงานออกแบบเพื่อบ้านเย็น ร่วมเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ใต้เนื้อหาชุดนี้ได้ ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.banidea.com/how-to-cool-house-design/
5 เทรนด์แต่งบ้านที่เคยเอาท์ แต่กำลังจะกลับมาใหม่ในปี 2018

5 เทรนด์แต่งบ้านที่เคยเอาท์ แต่กำลังจะกลับมาใหม่ในปี 2018

ในปี 2018 นี้ เทรนด์การแต่งบ้านจะมีการปรับเปลี่ยนลุค สิ่งที่เคยล้าสมัย จะกลับมาเป็นที่นิยมอีก สำหรับใครที่กำลังคิดจะแต่งบ้าน ลองมาดูเทรนด์สำหรับปีหน้ากันก่อน และเป็นข่าวดีที่ว่าเราไม่จำเป็นต้องเสียงบประมาณในการซื้อของรุ่นใหม่ ๆ ทันสมัยมาแต่งเสมอไป เพราะในปีหน้านี้ สไตล์เก่า ๆ หลายสไตล์ จะกลับมาทันสมัยอีกครั้ง โดยเฉพาะกับ 5 สไตล์ต่อไปนี้ 1.ทองเหลืองจะกลับมาอีกครั้ง : ของแต่งบ้านที่มีความมันวาว อย่างพวกโลหะ ทองเหลือง เป็นสิ่งที่ทำให้บ้านดูสดใส มีชีวิตชีวา แต่สไตล์นี้ เคยถูกระบุว่าเป็นสไตล์ที่ล้าสมัยในช่วงปี 2016 แต่คาดว่าจะกลับมาเป็นที่นิยมใหม่ นับตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นไป ดังนั้นใครมีของแต่งบ้านแนวทองเหลือง เตรียมนำออกมาปัดฝุ่นกันได้เลย   2.สีเขียวอะโวคาโดและสีทองสุก : สองสีนี้เมื่อนำมาใช้ด้วยกันแล้วดูเป็นดีไซน์ที่ดีทีเดียว ทำให้สถานที่สงบ เชื้อเชิญ และออกแนวย้อนยุคหน่อย เทรนด์นี้เคยได้รับความนิยมในช่วงยุค 70 แต่ในปีหน้าก็มีแนวโน้มจะมาแรงมากเช่นกัน   3.สีขาวและดำ : การตกแต่งภายในด้วยสีขาวและดำ เป็นสไตล์ที่อยู่ได้เรื่อย ๆ มาเป็นเวลานานแล้ว และเป็นสไตล์ที่ติดกลุ่มความนิยมในอันดับต้น ๆ มาไม่เคยตก สไตล์นี้จะตกแต่งให้ดูลึกลับ หรือสง่างามก็ได้ เป็นสไตล์ที่คลาสสิกและลงตัวเสมอมา   4.เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ : ส่วนใหญ่แล้วในการเลือกเฟอร์นิเจอร์ เจ้าของบ้านจะพิจารณาจากพื้นที่มากกว่าดีไซน์ แต่สำหรับในปีหน้านี้ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ จะกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง หลังจากที่เคยถูกมองว่าล้าสมัยมาช่วงหนึ่ง ยิ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่สไตล์โบราณ ก็ยิ่งสร้างบรรยากาศหรูหรา คลาสสิก   5.แต่งผนังห้องให้เหมือนแกลอรี่ : แม้ว่าการนำรูปหลาย ๆ รูปมาแขวนผนัง จะถูกพิจารณาว่าเชยมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่สไตล์นี้ เป็นสไตล์ที่ไม่เคยห่างหายไปนาน ครอบครัวต่าง ๆ ล้วนมีภาพที่อยากจะนำมาแขวนตกแต่งกันทั้งนั้น และในปีหน้า สไตล์นี้จะกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นภาพเล็ก หรือภาพใหญ่ ก็สามารถจะนำมาตกแต่งให้ดูน่าสนใจได้ทั้งนั้น   เป็นยังไงกันบ้างครับกับสาระดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับบ้านและคอนโดแบบนี้อีกมากมาย ติดตามต่อได้ที่นี่เลยนะค้าบบบ www.reviewyourliving.com/infographic ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.sanook.com/home/14357/
ต้องรีบกำจัด ! วิธีแก้ปัญหาแอร์มีกลิ่นเหม็นสุดจะดม ก่อนคนในบ้านจะทนอยู่ไม่ไหว

ต้องรีบกำจัด ! วิธีแก้ปัญหาแอร์มีกลิ่นเหม็นสุดจะดม ก่อนคนในบ้านจะทนอยู่ไม่ไหว

หากแอร์ที่บ้านมีกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ มาดูวิธีแก้ปัญหาและกำจัดกลิ่นเหล่านั้นให้หายไป พร้อมรู้ทันถึงสาเหตุ วิธีทำความสะอาด และวิธีป้องกันไม่ให้แอร์มีกลิ่นกันดีกว่าครับ ด้วยอากาศของเมืองไทยที่ร้อนแรงไปซะทุก ๆ ฤดูกาล เชื่อว่าแทบทุกบ้านต้องติดตั้งแอร์เอาไว้ประทังความร้อนกันหมดแล้วแน่ ๆ ซึ่งถึงแม้ว่าแอร์จะมีประโยชน์ดี ๆ ที่ช่วยให้เราหายร้อนได้แบบง่าย ๆ ทว่าแอร์ก็ถือเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีปัญหาเยอะอยู่พอสมควร โดยหนึ่งในปัญหาเหล่านั้นก็คือแอร์มีกลิ่นเหม็น แต่ต่อไปนี้ปัญหาแอร์เหม็นอับจะหมดไป เพราะในวันนี้เราได้นำวิธีแก้ปัญหาแอร์มีกลิ่น พร้อมเจาะลึกถึงสาเหตุและวิธีป้องกันไม่ให้แอร์มีกลิ่นมาฝากทุกคนแล้ว   สาเหตุที่ทำให้แอร์มีกลิ่นเหม็น การที่แอร์ส่งกลิ่นเหม็นสามารถเกิดได้จากสาเหตุต่าง ๆ ต่อไปนี้   ความสกปรก การอุดตัน สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้แอร์มีกลิ่นเหม็นมักมาจากคราบสกปรกและการอุดตัน ทั้งจากฝุ่นละอองและน้ำขังต่าง ๆ และยิ่งไปกว่านั้นคราบสกปรกและสิ่งอุดตันพวกนี้ยังทำให้แอร์ไม่เย็น ทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนัก ส่งเสียงดัง และเสียได้ไวขึ้นด้วย   เชื้อรา อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้แอร์มีกลิ่นเหม็น ซึ่งพบเห็นได้บ่อย ๆ ก็คือ มีเชื้อโรคและเชื้อราสะสมอยู่ภายในแอร์ โดยเฉพาะบริเวณถาดรองน้ำทิ้ง ฉะนั้นอย่าลืมทำความสะอาดแอร์ที่บ้านบ่อย ๆ นะครับ   สัตว์ ตามซอกเล็ก ๆ ต้องระวังไว้ให้ดี เพราะอาจมีสัตว์ตัวเล็ก ๆ อาทิ มด แมลงสาบ หรือหนูเข้าไปทำรังหรือซ่อนตัวอยู่ในนั้น ซึ่งอาจจะอึหรือฉี่หรือตายอยู่ในนั้น หากทิ้งไว้นานวันโดยที่เราไม้รู้ ก็จะส่งกลิ่นเหม็นออกมาพร้อมลมจากช่องแอร์ได้   น้ำแอร์รั่ว เครื่องแอร์ที่มีน้ำรั่วไหล ก็มีส่วนที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นออกมาจากแอร์ได้เหมือนกันนะครับ โดยจะเป็นกลิ่นเหม็นในแบบเหม็นไหม้หรือกลิ่นไอเสียนั่นเอง   วิธีทำความสะอาดแอร์บ้าน เพื่อแก้ปัญหาแอร์มีกลิ่นเหม็น 1. ปิดสวิตซ์และเบรกเกอร์ จากนั้นก็เปิดฝาครอบแอร์ 2. นำแผงกรองฝุ่นและถาดน้ำทิ้งออกไปล้าง โดยแผงกรองฝุ่นสามารถทำล้างทำความสะอาดได้โดยการฉีดน้ำแรง ๆ ในด้านที่ไม่มีฝุ่น เพื่อให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกอีกด้านหลุดออกมา อาจจะใช้แปรงขนนุ่มขัดด้วยก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็เปลี่ยนใหม่ไปเลยก็ได้ ส่วนถาดน้ำทิ้งให้ขจัดสิ่งสกปรกด้วยน้ำร้อนหรือน้ำสบู่ จากน้ำล้างออกด้วยน้ำยาฟอกขาวหรือน้ำส้มสายชู 3. นำทั้งคู่ไปตากแดดหรือผึ่งให้แห้ง 4. จากนั้นกลับมาที่แฟนคอยล์ยูนิต แล้วกำจัดฝุ่นและคราบสกปรกอุดตัน รวมถึงซากสัตว์ที่เสียชีวิตออกให้หมด พร้อมล้างทำความสะอาดตัวเครื่องให้เรียบร้อย 5. เสร็จแล้วเป่าลมหรือฉีดน้ำร้อน น้ำยาฟอกขาว หรือน้ำส้มสายชูเข้าไปในท่อน้ำทิ้ง เพื่อเป็นการกำจัดเชื้อราและเชื้อโรคที่สะสมอยู่ภายในให้ออกไปให้หมด อย่าลืมตรวจเช็กตามท่อต่าง ๆ ไม่ให้รูรั่วด้วยนะครับ จากนั้นก็ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง 6. พอทุกอย่างเสร็จ แห้ง และสะอาดแล้ว ก็ให้ประกอบชิ้นส่วนที่เราถอมาเข้าที่เหมือนเดิม เพียงเท่านี้เราก็จะได้แอร์ที่ไร้กลิ่นเหม็นต่าง ๆ แล้วครับ   วิธีป้องกันไม่ให้แอร์มีกลิ่นเหม็นอับ สำหรับวิธีการป้องกันไม่ให้แอร์มีกลิ่นเหม็นเน่าหรือเหม็นอับนั้นอาจจะไม่ได้มีแน่ชัด แต่ถ้าหากเราหมั่นดูแลและล้างแอร์ให้สะอาดอยู่เสมอก็ถือเป็นการป้องกันไม่ให้แอร์ส่งกลิ่นเหม็นได้ โดยบริเวณแผงขดท่อคอยล์เย็นควรล้างทำความสะอาดเป็นประจำทุกปี ส่วนแผงกรอกฝุ่นก็ควรจะทำความสะอาดทุกเดือน เพราะเจ้าแผงกรองฝุ่นหรือฟิลเตอร์นี้ เป็นชิ้นส่วนที่มีฝุ่นเกาะอยู่มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแอร์ที่ติดตั้งไว้ในพื้นที่ที่มีฝุ่นเยอะ ยิ่งควรถอดล้างให้ได้ทุกวัน หรืออย่างน้อย ๆ ก็ทุกสัปดาห์ ส่วนระยะเวลาในการล้างทำความสะอาดชุดคอยล์ร้อน ควรล้างในทุก ๆ  6 เดือน หรือ 1 ปีครับ อ้อ นอกจากนี้อย่าลืมดูแลท่อน้ำทิ้งและถาดรองน้ำทิ้งไม่ให้มีเมือกและสิ่งสกปรกตกค้างอยู่ด้วย แล้วถ้าหากแถวบ้านมีหนูหรือแมลงสาบพอสมควร ก็อย่านิ่งเฉย คอยกำจัดหรือล่อให้มันไปอยู่ที่อื่นที่ห่างไกลจากแอร์ของเรา เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีสัตว์มาฉี่หรือตายในแอร์ด้วย ถ้าเครื่องปรับอากาศที่บ้านส่งกลิ่นเหม็น กลิ่นอับ กลิ่นไม่ดี ชีวิตในบ้านเราไม่มีความสุขแน่ ฉะนั้นเมื่อได้รู้ถึงสาเหตุ วิธีแก้ปัญหา วิธีทำความสะอาด และวิธีป้องกันเหล่านี้ไปแล้ว อย่าลืมใส่ใจดูแลเครื่องปรับอากาศที่บ้านให้ดี จะได้ไร้กลิ่นกวนใจ ส่งผลให้มีความสุขในการพักผ่อนที่บ้านได้แบบเต็มที่ไปเลย เป็นยังไงกันบ้างครับกับสาระดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับบ้านและคอนโดแบบนี้อีกมากมาย ติดตามต่อได้ที่นี่เลยนะค้าบบบ www.reviewyourliving.com/infographic ขอขอบคุณข้อมูลจาก home.kapook.com/view184108.html
9 ความสกปรกสุดยี้ในห้องนอน รู้แล้วรีบทำความสะอาดด่วน!

9 ความสกปรกสุดยี้ในห้องนอน รู้แล้วรีบทำความสะอาดด่วน!

แหล่งเชื้อโรคในห้องนอน อันตรายใกล้ตัวที่สกปรกอย่างคาดไม่ถึง หลายคนอาจจะมองข้าม เพราะไม่คิดว่าห้องนอนที่ดูสะอาดสะอ้านจะสกปรกถึงขนาดนี้  แหล่งสะสมของเชื้อโรคไม่ได้มีแค่พื้นที่ที่สกปรก เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว หรือพื้นที่ชื้นแฉะเท่านั้น เนื่องจากเชื้อโรคและสิ่งสกปรกอื่น ๆ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ฉะนั้นในพื้นที่ที่ดูเหมือนจะสะอาดและเรียบร้อย เช่น ห้องนอน ก็มีเชื้อโรคอาศัยและสะสมอยู่เช่นกัน ซึ่งบางทีอันตรายมากกว่าพื้นที่ที่มีคราบสกปรกด้วยซ้ำ 1. ในแต่ละคืนมีไรฝุ่นกว่า 1.5 ล้านตัวนอนร่วมเตียงกับคุณ ไรฝุ่น สาเหตุของโรคภูมิแพ้ มักพบได้ตามห้องนอน โดยพวกมันจะอาศัยอยู่ตามเตียง หมอน และผ้าห่ม มีจำนวนมากถึง 1.5 ล้านตัวเลยทีเดียว วิธีกำจัดคือ หมั่นนำชุดเครื่องนอน หมอน และผ้าห่มไปผึ่งแดดบ่อย ๆ เพื่อไล่ความชื้น ไรฝุ่น รวมถึงสิ่งสกปรกต่าง ๆ   2. พรมมีแบคทีเรียมากกว่าชักโครก 4,000 เท่า พรมในบ้านถือเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียและสิ่งสกปรกชั้นดี เนื่องจากพรมทำความสะอาดยากกว่าพื้นธรรมดา ดังนั้นแบคทีเรียจึงชอบมาอยู่ในพรม  เพื่อป้องกันการสะสมของแบคทีเรียในพรม ควรดูดฝุ่นอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง   3. หมอนเป็นแหล่งสะสมของไรฝุ่นและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ในระยะเวลา 3 ปี หมอนจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว และสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือไรฝุ่นและเซลล์ผิวหนังบนใบหน้าที่ตายแล้ว เพื่อป้องกันการสะสมของสิ่งเหล่านี้ให้หมั่นซักและทำความสะอาดหมอนเป็นประจำ โดยสามารถนำหมอนลงซักกับเครื่องซักผ้าได้ แต่ถ้าหมอนยุบและไม่คืนรูปแนะนำให้เปลี่ยนใหม่   4. โทรศัพท์มือถือสกปรกกว่าชักโครก จะเห็นได้ว่าในแต่ละวันโทรศัพท์มือถือต้องสัมผัสกับทั้งเหงื่อ เครื่องสำอางบนใบหน้า และสิ่งสกปรกที่ติดมากับมือ เมื่อนานวันเข้าสิ่งสกปรกเหล่านั้นจึงเกิดการสะสม ถ้าไม่ทำความสะอาดก็ยิ่งจะสะสมเพิ่มขึ้นไปอีก แต่สามารถกำจัดได้ด้วยการใช้แอลกอฮอล์เช็ดของใช้เหล่านี้บ่อย ๆ   5. ชุดนอนเป็นแหล่งที่อยู่ของแบคทีเรีย บางคนอาจจะคิดว่าแค่ใส่นอนเฉย ๆ ไม่ได้ใส่ไปเจอสิ่งสกปรกนอกบ้าน แต่ในระหว่างที่นอนหลับนั้นจะมีทั้งเหงื่อและไรฝุ่นที่อยู่บนเตียงสัมผัสกับชุดนอน ถ้าใส่ซ้ำหลายวันอาจจะทำให้เกิดการสะสมของสิ่งสกปรก ทางที่ดีควรใส่ซ้ำไม่เกิน 2-3 วัน   6. ในแต่ละปีเหงื่อที่ออกในขณะหลับมีปริมาณมากถึง 26 แกลลอน ตอนกลางคืนขณะหลับจะมีเหงื่อออกจากร่างกายไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะกับบ้านเราที่มีอากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้ ฉะนั้นเตียงนอนที่เรานอนทุกวันจึงรับเหงื่อไปเต็ม ๆ สามารถหลีกเลี่ยงการสะสมของเหงื่อและสิ่งสกปรกได้ ด้วยการฉีดสเปรย์กำจัดเชื้อโรคและนำที่นอนไปผึ่งแดด 7. เตียงนอนเต็มไปด้วยไรและสิ่งสกปรก นอกจากเครื่องนอนต่าง  ๆ แล้ว เตียงนอนก็ต้องได้รับการทำความสะอาดเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งทีทำความสะอาดยากกว่าส่วนอื่น ๆ ก็ตาม เพราะเตียงนอนที่ผ่านการใช้งานมา 8 ปี มีปริมาณของเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วสะสมอยู่ถึง 4.5 กิโลกรัม ทั้งนี้สามารถทำความสะอาดได้ด้วยการดูดฝุ่น 8. ไวรัสสามารถอาศัยอยู่ในร่างกายคนได้ 48 ชั่วโมง ไวรัสและพาหะของไข้ต่าง ๆ สามารถอาศัยอยู่นอกร่างกายของคนที่เป็นไข้ได้ 48 ชั่วโมง แสดงว่าคนอื่น ๆ สามารถรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ถึงแม้ว่าคนที่เป็นไข้จะไม่ได้อยู่บริเวณนั้นแล้วก็ตาม   9. อาจจะป่วยได้ถ้านอนกับสัตว์เลี้ยง ถึงแม้ว่าเจ้าตูบและเจ้าเหมียวที่บ้านจะอาบน้ำหรือทำความสะอาดมาแล้ว แต่สิ่งสกปรกและเชื้อโรคก็ยังมีหลงเหลืออยู่ คนที่นอนร่วมเตียงกับสัตว์เลี้ยงจึงต้องทำความสะอาดเตียงนอนและเครื่องนอนต่าง ๆ มากกว่าปกติ สำหรับ 9 แหล่งเชื้อโรคในห้องนอนที่เรานำมาฝากนั้นจะเห็นได้ว่าเป็นจุดที่คาดไม่ถึงและต้องคลุกคลีอยู่ทุกวัน ทีนี้รู้แล้วรีบทำความสะอาดด่วนเลยนะคะ ถ้าไม่อยากไปหาหมอ ! เป็นยังไงกันบ้างครับกับสาระดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับบ้านและคอนโดแบบนี้อีกมากมาย ติดตามต่อได้ที่นี่เลยนะค้าบบบ www.reviewyourliving.com/infographic ขอขอบคุณข้อมูลจาก housebeautiful goodhousekeeping home.kapook.com/view152964
How to แต่งห้องนอนสไตล์ Zen สร้างบรรยากาศแบบญี่ปุ่น

How to แต่งห้องนอนสไตล์ Zen สร้างบรรยากาศแบบญี่ปุ่น

ปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะว่าในยุคปัจจุบันการแต่งบ้านสไตล์ Zen หรือที่เราเรียกติดปากกันว่ามินิมอล ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก เพราะด้วยวิถีชีวิตที่ค่อนข้างเรียบง่ายและเป็นระเบียบเรียบร้อยแบบคนญี่ปุ่น รวมไปจนถึงการออกแบบที่พิถีพิถัน คำนึงถึงการใช้งานของผู้อยู่อาศัยมาเป็นอย่างดี ทำให้ผู้คนที่มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวต่างประทับใจ และไม่น่าแปลกใจเลยที่เราจะได้เห็นการตกแต่งบ้านในสไตล์นี้ในประเทศไทยมากขึ้น   เมื่อกระแสของความมินิมอลยังดีอยู่เสมอ และดูมีทีท่าที่จะเพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะอย่างที่ทราบกันดีแหละค่ะว่าความมินิมอลอยู่บนพื้นฐานของความเรียบง่าย และถึงจะมีความเรียบง่าย แต่ก็ดูไม่ธรรมดา แม้จะใช้ของตกแต่งเพียงน้อยชิ้น แต่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครันตามความต้องการ นี่จึงถือเป็นเสน่ห์สำคัญที่สไตล์มินิมอล เข้ามาครองใจใครหลายคน วันนี้ Review Your Living เลยขอหยิบเอาไอเดียการตกแต่งห้องนอนในสไตล์ Zen หรือสไตล์มินิมอลแบบฉบับญี่ปุ่น ที่เน้นความเรียบง่าย แต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สำหรับคนที่กำลังคิดจะแต่งหรือเปลี่ยนโฉมห้องนอนใหม่มาฝาก โดยเฉพาะห้องนอนไซส์มินิ ที่หากจัดเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งเยอะจนเกินไปอาจจะทำให้ดูรกและเกะกะได้ ดังนั้นการแต่งห้องนอนสไตล์นี้ จึงเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้ห้องนอนออกมาดูสวยและตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนในบ้านได้..   ห้องนอนที่เรานำมาให้ชมกันเป็นห้องนอนในบ้านตัวอย่าง โครงการ Noble Gable Kanso Watcharapol ด้วยคอนเซ็ปต์ของการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สงบและใกล้ชิดธรรมชาติ มาสู่แรงบันดาลใจในการออกแบบ โดยลดทอนความฟุ่มเฟือยให้เหลือเพียงแก่นแท้ของประโยชน์ใช้สอยแบบตะวันตก ทว่ายังแอบแฝงรายละเอียดสัมผัสความเป็นธรรมชาติของพื้นผิวรอบข้าง หลอมรวมออกมาในสไตล์เซน สะท้อนผ่านการตกแต่งห้องนอนขนาดพื้นที่จำกัด โทนสีของห้องใช้จึงเป็นสีเอิร์ธโทน เพื่อให้ห้องนอนดูเรียบง่ายมากที่สุด และการใช้วัสดุไม้มาตกแต่ง ก็ทำให้ห้องดูสว่าง และให้ความรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น   ภายในห้องนอนตกแต่งอย่างเรียบง่าย ดูอบอุ่นด้วยโทนสีอ่อนละมุนจากวัสดุไม้โทนสีวอร์มโอ๊คที่นำมากรุผนังและฝ้า เซาะร่องเพื่อเพิ่มความมีมิติ ทำให้รู้สึกโปร่งโล่งและทำให้ห้องดูกว้างขวางมากขึ้น ใช้หน้าต่างกระจกใสรับแสงธรรมชาติที่มาเสริมให้ห้องดูสว่างโดยไม่ต้องพึ่งแสงประดิษฐ์ในเวลากลางวัน ทั้งยังทำหน้าที่ช่วยถ่ายเทอากาศ ทำให้ห้องนอนเล็กๆ ดูสะอาดสะอ้านน่าพักผ่อนแม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ขนาดน้อยนิดก็ตาม   ส่วนการตกแต่งที่ทำให้ห้องนอนดูไม่คับแคบไร้ซึ่งความอึดอัดใดๆ คือการบิลต์อินเฟอร์นิเจอร์ ไปตามความยาวของผนังห้องฝั่งหนึ่งเพื่อเหลือพื้นที่ว่างให้ได้มากที่สุด บริเวณข้างเตียงออกแบบให้เป็นลิ้นชักเก็บของ ซึ่งข้อดีของงานบิลต์อินคือเราสามารถทำขึ้นให้พอดีกับพื้นที่ได้โดยไม่เสียประโยชน์การใช้งานส่วนนั้นไป ทั้งยังเหมาะกับขนาดพื้นที่จำกัด จึงเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ทำให้สามารถใช้พื้นที่อันน้อยนิดได้อย่างคุ้มค่า   รวมไปถึงการบิลต์อินตู้เสื้อผ้า แทนการซื้อเฟอร์นิเจอร์ และการเลือกชั้นวางแบบโปร่งไม่มีหน้าบานเปิดปิด ก็ช่วยทำให้ห้องนอนไม่อึดอัด และยังทำให้ผู้อยู่อาศัยใช้งานสะดวกสบายมากขึ้น จะเห็นว่าแม้จะมีเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งน้อยชิ้น แต่ในทุกๆ ชิ้นต่างใช้ประโยชน์ได้เต็มที่และเข้ากับสไตล์ Zen ในบรรยากาศแบบญี่ปุ่นอีกด้วยค่ะ นี่เป็นเพียงไอเดียส่วนหนึ่ง ที่สามารถทำออกมาให้เป็นจริงได้ สำหรับใครที่มีไอเดียหรือแรงบันดาลใจแล้วอยากเปลี่ยนโฉมห้องนอนใหม่ สามารถนำไอเดียที่เรานำมาฝากไปปรึกษาสถาปนิกหรืออินทีเรียเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้เลยค่ะ :)  
อ๊ะ! ทำอยู่รึเปล่า? 6 พฤติกรรมเสี่ยงทำ เครื่องซักผ้าพัง! แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

อ๊ะ! ทำอยู่รึเปล่า? 6 พฤติกรรมเสี่ยงทำ เครื่องซักผ้าพัง! แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เครื่องซักผ้า อบผ้าของเรา อาจจะเป็นตัวช่วยแสนสะดวกสบายภายในบ้าน แต่ก็อย่าลืมนะคะ ว่ามันก็เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งเช่นกัน เพราะงั้นกลไกการทำงานและระบบที่ถูกตั้งไว้ ล้วนต้องทำความเข้าใจก่อนใช้งาน การใช้งานที่ถูกต้อง นอกจากจะช่วยยืดอายุของเครื่อง และส่งเสริมการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุเช่น การเกิดอัคคีภัย ไฟรั่ว ไฟช็อต จากเครื่องใช้ไฟฟ้าได้อีกต่างหาก รู้อย่างนี้แล้ว ก็มาหลีกเลี่ยงพฤติกรรม 6 อย่างที่อาจทำให้ เครื่องซักผ้าพัง เกิดความเสียหายโดยไม่รู้ตัวกันไว้ก่อนดีกว่านะคะ   วางและเสียบปลั๊กเครื่องซักผ้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ มากเกินไป การวางเครื่องซักผ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ร่วมกันอย่างหนาแน่นภายในห้องเดียวกันนั้นค่อนข้างอันตราย เพราะเวลาเครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานพร้อมๆ กัน ย่อมเกิดความร้อนที่สะสม ซึ่งห้องที่แออัดจะทำให้ความร้อนไม่สามารถระบายออกไปได้ดีเท่าห้องที่โปร่งโล่ง และการนำปลั๊กไฟพ่วงมาต่อกันหลายๆ อันเพื่อให้มีรูเสียบที่เพียงพอกับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ก็อาจทำให้ไฟตกหรือไฟช็อตจากการดึงกระแสไฟที่มากเกินไป และเกิดเพลิงไหม้ได้อย่างง่ายดาย   ใส่เสื้อผ้าในเครื่องซักมากเกินปริมาณความจุของถังซักผ้า อย่าพยายามอัดใส่เสื้อผ้าในการซักแต่ละครั้งมากเกินไป เพราะน้ำก็ต้องการพื้นที่เพื่อซักล้าง กองเสื้อผ้าที่อัดกันแน่นจะทำให้เครื่องซักผ้าทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ นอกจากเสื้อผ้าที่ได้ออกมาจะไม่ค่อยสะอาดเท่าที่ควรแล้ว มอเตอร์ที่ทำงานหนักไปก็อาจจะเสียหายตามกันมาติดๆ เลยล่ะค่ะ   ไม่เคยทำความสะอาดเครื่องซักผ้า เครื่องซักผ้าคือเครื่องที่ทำงานกับน้ำ เพราะงั้นเป็นที่แน่นอนว่ามีน้ำก็ต้องมีความชื้น และความชื้นนี่แหละ ที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดเชื้อรา เพียงเสียเวลาทำความสะอาดนิดหน่อย จะช่วยให้ลดเชื้อโรค ปลอดเชื้อราที่ก่อโรคให้ร่างกาย และเสื้อผ้าก็ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ มีแต่ข้อดีขนาดนี้แล้ว ก็อย่าลืมทำความสะอาดเครื่องซักผ้ากันอย่างน้อยซักเดือนละครั้งกันนะคะ   ปัญหาเรื่องการติดตั้งเครื่องซักผ้า หากคุณเป็นหนึ่งคนที่เครื่องซักผ้าในบ้านชอบสั่นและเขยิบออกจากตำแหน่งที่ตั้งทุกครั้งที่มีการทำงาน อาจเกิดจากการติดตั้งที่มีปัญหาไม่ได้ระดับอย่างที่ควรจะเป็นก็ได้นะ เพราะการสั่นกระแทกจนเครื่องเคลื่อนที่นั้น อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อพื้นและผนัง รวมถึงตัวเครื่องในระยะยาว ต้องรีบแก้ไขก่อน ดีกว่ามานั่งเสียเงินซ่อมแซมในภายหลัง   ใช้ผงซักฟอกมากเกินไป หลายๆ คนอาจคิดว่าการใส่ผงซักฟอก ยิ่งมาก ยิ่งดี ผ้ายิ่งหอม แต่ความเป็นจริงแล้วกลับกันเลยนะคะ เพราะผงซักฟอกที่มีปริมาณมากเกินไป อาจตกค้างและไปอุดตันตามท่อต่างๆ ภายในเครื่องซักผ้า ไม่ต้องกังวลเรื่องความสะอาด เพียงใช้ผงซักฟอกเทียบเท่ากับปริมาณที่แนะนำก็เพียงพอแล้ว   ไม่เอาของในกระเป๋าออกก่อนนำเสื้อผ้าไปซัก สิ่งของขนาดเล็ก เช่น เหรียญ กุญแจ และวัตถุเนื้อแข็งอื่นๆ ล้วนสร้างความเสียหายให้กับภายในเครื่องซักผ้าของเราได้ทั้งนั้น เพราะการที่ชิ้นส่วนเล็กๆ  พวกนี้ จะเข้าไปอุดตันท่อระบายน้ำหรือช่องระบายอากาศก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เสียเวลาซักนิดเพื่อเช็คของออกจากกระเป๋าก่อนซักผ้าทุกครั้ง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าใช่ไหมล่ะคะ ที่มาจาก www.apartmenttherapy.com
7 วิธีทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์หนัง ให้สวยเนี้ยบ ด้วยสารธรรมชาติ ทำง่าย แถมประหยัด

7 วิธีทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์หนัง ให้สวยเนี้ยบ ด้วยสารธรรมชาติ ทำง่าย แถมประหยัด

เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากหนัง แน่นอนว่าจะช่วยเสริมให้ห้องของคุณดูดี มีรสนิยม แต่หากไม่เอาใจใส่ เฟอร์นิเจอร์หนังที่สกปรกและยับเยิน จะเปลี่ยนลุคห้องได้แบบ 360 องศากันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นเพื่อห้องสวยและอายุการใช้งานที่ยืนยาวของเฟอร์นิเจอร์ มารีบอ่าน วิธีทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์หนัง ง่ายๆ ด้วยสารธรรมชาติ ให้เฟอร์นิเจอร์ในบ้านสวย คงทน และปลอดภัย ไร้สารพิษ แล้วอย่าลืมนำไปแชร์ นำไปใช้กันนะครับ   1. ดูดฝุ่นเฟอร์นิเจอร์หนัง วิธีที่ง่ายในการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์หนัง คือ การดูดฝุ่น โดยเน้นบริเวณซอกมุม เพื่อไม่ให้ฝุ่นเข้าไปสะสม   2.ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ด ใช้ผ้าชุบน้ำแล้วบิดให้แห้งหมาดๆ ระวังไม่ให้แฉะ เช็ดไปตามพื้นผิวของหนังอย่างรวดเร็วเพื่อขจัดสิ่งสกปรกเบื้องต้น หากมีคราบน้ำหลงเหลือจากการเช็ดให้นำผ้าแห้งมาเช็ดอีกครั้ง เพราะหนังบางชนิดไม่ควรโดนน้ำแฉะๆ  จะสามารถทำให้หนังเปลี่ยนสีได้   3. ใช้แอลกอฮอล์เช็ดรอยเปื้อนของหมึก สำหรับรอยขูดขีดจากหมึกในปากกา สามารถทำความสะอาดได้โดยนำสำลีก้านชุบแอลกอฮอล์และถูเบาๆ บริเวณที่เปื้อน พอหมึกเริ่มละลายออกให้เช็ดซ้ำด้วยผ้าอีกครั้ง   4. ใช้แป้งข้าวโพดและน้ำมะนาวเช็ดคราบติดแน่น สำหรับคราบติดแน่น เช่นคราบอาหาร คราบเลือด สามารถเช็ดออกได้ โดยนำ แป้งข้าวโพดปริมาณ 2 ส่วนและน้ำมะนาวอีก 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน ก่อนนำไปเช็ดบริเวณรอยเปื้อน   5.ใช้น้ำมันมะกอกหรือเบบี้ออยล์เช็ดรอยข่วน สำหรับรอยขูดขีดเล็กๆ ใช้สำลีก้านชุบน้ำมันมะกอกหรือเบบี้ออยล์ไปทาบริเวณรอยให้รอบ ทิ้งไว้เป็นเวลา  5 นาที ก่อนเช็ดออกด้วยผ้าสะอาด   6.ใช้น้ำยาทำความสะอาดที่ผสมขึ้นมาเอง สำหรับพื้นผิวหนังทั้งหมด ลองใช้น้ำส้มสายชู 2 ส่วน ผสมกับ น้ำมันมะกอก 1 ส่วน บรรจุลงในขวดสเปรย์ เขย่าให้เข้ากันก่อนนำไปใช้พ่นเช็ดทำความสะอาด และถ้าใครชอบกลิ่นหอม ก็สามารถหยดน้ำหอมลงไปเพิ่มซักเล็กน้อยได้นะ   7. เคลือบผิวเครื่องหนังด้วยน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะพร้าวคือทางเลือกที่ดีในการนำมาเคลือบผิวหนังเพื่อความเงางามของเฟอร์นิเจอร์หนัง อีกทั้งยังเป็นการเติมเต็มรอยขีดข่วนเล็กๆ ขั้นตอนทำได้ง่ายๆ ด้วยเริ่มจาก ถูเบาๆ เป็นวงกลมให้ทั่วทั้งบริเวณ ปล่อยทิ้งไว้ 10 นาที และเช็ดออก เพียงเท่านี้รับรองว่าเฟอร์นิเจอร์หนังของคุณจะดูใหม่กิ๊งอย่างแน่นอน ได้ทริคดีๆ อย่างนี้แล้ว อย่าลืมนำไปใช้ดูแลเฟอร์นิเจอร์ตัวโปรดของคุณให้สวย คงทน ยืดอายุในการใช้งานได้มากขึ้นด้วยวิธีธรรมชาติเหล่านี้กันนะครับ เป็นยังไงกันบ้างครับกับสาระดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับบ้านและคอนโดแบบนี้อีกมากมาย ติดตามต่อได้ที่นี่เลยนะค้าบบบ www.reviewyourliving.com/infographic   ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://decor.mthai.com/home-idea/tips-home-idea/36843
5 วิธีคืนชีพร่องยาแนว สวยสดใส น่าอยู่ยิ่งกว่าเดิม

5 วิธีคืนชีพร่องยาแนว สวยสดใส น่าอยู่ยิ่งกว่าเดิม

“งานบ้าน” ใครว่าไม่เหนื่อย พอลงมือทำจริง ๆ ก็เรียกเหงื่อได้เหมือนกันนะครับ การหาเคล็ดลับดี ๆ วิธีผ่อนแรงจึงเป็นแนวทางที่จะช่วยทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้ อย่างการทำความสะอาดพื้นกระเบื้องที่มีคราบดำติดฝังแน่นตามร่องยาแนว ที่ใคร ๆ เห็นแล้วก็ต้องหนักใจ เพราะลำพังใช้แปรงขัดถู ขัดทั้งวันก็ไม่สะอาด เนื้อหาชุดนี้ “บ้านไอเดีย” จึงรวบรวมวิธีทำความสะอาดร่องกระเบื้องแบบทำเองได้ไม่ต้องจ้างช่าง เพื่อให้คุณแม่บ้านและคุณพ่อบ้านไม่เหนื่อยจนเกินไป จะได้เหลือเวลาใช้ทำธุระส่วนตัวหรือพักผ่อนร่วมกับครอบครัวในวันหยุดมากขึ้นกว่าเดิม สนับสนุนโดย : บุญถาวร   บ้านยุคใหม่ ใคร ๆ ก็ปูพื้นและผนังด้วยกระเบื้องเซรามิก เนื่องด้วยเป็นวัสดุที่ทนทาน ดูแลง่ายกว่างานไม้และวัสดุอื่น ๆ กระเบื้องมีเพียงข้อเสียเดียวคือรอยต่อของร่องยาแนว เมื่อใช้งานไปนาน ๆ มักมีฝุ่นผงติดแน่น ยากที่จะทำความสะอาดให้กลับมาใหม่เช่นเดิมได้ วันนี้เรามีวิธีการขจัดสิ่งสกปรกฝังแน่นตามร่องยาแนวที่จะกลายเป็นเรื่องง่าย ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่เปลืองเงิน ไม่เปลืองแรงกับ 5 วิธีนี้ครับ     1. สูตรเบคกิ้งโซดาและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์   หลายคนอาจจะสงสัยว่าเบคกิ้งโซดากับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ คืออะไร เบคกิ้งโซดาหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต เป็นส่วนผสมสำหรับทำขนมให้ขึ้นฟู (คนละตัวกับผงฟูนะครับ) จะมีความเป็นด่าง ส่วนไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ก็เป็นน้ำยาที่เราใช้ล้างแผลนั่นเองครับ มีคุณสมบัติช่วยให้บริเวณที่ใช้งานขาวและสะอาด โดยไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ที่รุนแรงต่อผู้ใช้และผิววัสดุยาแนว ซึ่งทำมาจากซีเมนต์ที่มีรูพรุน จึงถูกกัดกร่อนได้จากสารเคมีรุนแรงที่พบในน้ำยาทำความสะอาดในครัวเรือนทั่วไป สองอย่างนี้จึงค่อนข้างปลอดภัยเมื่อนำมาใช้ในบ้าน   วิธีใช้คือ ผสมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ¼ ถ้วยตวง เบคกิ้งโซดา ½ ถ้วยตวง (หรือเพิ่มพลังขจัดความสกปรกด้วยการเติมน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชา) คนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วนำไปป้ายตามร่องยาแนว 30 นาที จากนั้นใช้แปรงแข็ง ๆ ขัดจนคราบดำ ๆ หลุดออก ใช้ผ้าสะอาดเช็ดตาม แล้วล้างออกด้วยน้ำอีกครั้ง     2. สูตรน้ำยาล้างห้องน้ำผสมน้ำส้มสายชู   การทำความสะอาดด้วยน้ำส้มสายชู เป็นสูตรคลาสสิคที่หลายบ้านนิยมใช้เป็นน้ำยาพื้นฐานในการทำความสะอาดพื้น เพราะหาง่ายในครัว เป็นกรด acetic acid ที่ไม่มีสารพิษตกค้าง สูตรนี้จะใช้น้ำยาล้างห้องน้ำผสมกับน้ำส้มสายชูอย่างละครึ่ง แล้วใช้แปรงจุ่มขัดตามร่อง ใช้เวลาและแรงเพียงนิดเดียวก็ขัดออกได้หมด น้ำยาล้างตำรับนี้มีกลิ่นฉุนแรงและขจัดคราบค่อนข้างได้ผลดี เพราะน้ำยาล้างห้องน้ำมีส่วนผสมของกรดเกลือ (hydrochloric acid)  น้ำส้มสายชูกลั่นก็มีฤทธิ์เป็นกรดเช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายคราบคูณ 2 ซึ่งผู้ใช้งานเองก็ต้องระวัง ควรลงมือทำในช่วงที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงหรือเด็กอยู่ใกล้ ๆ     3. แต้มร่องยาแนวด้วยสี   การเปลี่ยนคราบสีดำบริเวณร่องกระเบื้องให้ดูขาวสะอาดแบบเบสิค ไม่ใช้เทคนิคซับซ้อนก็ขาวได้ทันใจ นั่นคือ การใช้พู่กันจุ่มสีอะคริลิคสำหรับงานวาดรูป แบบ Deco Art ซึ่งจะมีคุณสมบัติที่กันน้ำได้ ทาเคลือบตามร่องยาแนวให้ทั่ว หากสีเลอะออกไปเปื้อนกระเบื้องก็สามารถใช้ฟองน้ำหรือผ้าชุบน้ำเช็ดได้ เมื่อทาเสร็จแล้วทิ้งไว้ให้สีแห้งสนิทประมาณ 24 ชั่วโมงเป็นอันเสร็จเรียบร้อย กรณีใช้สีอะคริลิคแนะนำเป็นกระเบื้องผนังนะครับ หากเป็นกระเบื้องพื้นอาจใช้สีซีเมนต์หรือสีที่ผลิตมาเพื่อเติมร่องยาแนวโดยเฉพาะ จะทนต่อความชื้นและแรงขัดถูได้ดีกว่าสีอะคริลิคทั่วไปครับ     4. ทำความสะอาดด้วยกระดาษทราย    สำหรับใครที่คิดว่าสูตรที่ให้มา 3 ข้อนี้ ยังไม่ได้ผลขั้นสูงสุดแบบที่อยากจะให้เป็น และพร้อมที่จะเสียสละผิวร่องยาแนว ให้ใช้สูตรขัดด้วยกระดาษทราย รับรองว่าร่องยาแนวจะขาวขึ้นแน่นอน แต่อาจต้องแลกมาด้วยการออกแรงมากกว่าสูตรอื่น ๆ สักหน่อย ซึ่งวิธีการก็ง่าย ๆ คือเลือกซื้อกระดาษทรายความละเอียดมากหน่อยประมาณเบอร์ 180-240 นำมาพับเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือพับพันหวีอันเล็ก ๆ  แล้วนำไปขัดตามร่องยาแนวดำ ๆ จนคราบออกหมดก็เสร็จเรียบร้อย ระวังอย่าเลือกกระดาษทรายเม็ดหยาบไปเพราะอาจจะขูดกระเบื้องเป็นรอยได้ครับ     5. ใช้น้ำยาทำความสะอาดร่องยาแนวโดยเฉพาะ   คุณพ่อบ้านแม่บ้านที่ไม่มีวัตถุดิบสำหรับงาน D.I.Y หาในบ้านแล้วไม่มีน้ำส้มสายชู ไม่มีเบคกิ้งโซดา หรือกลัวอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการผสมวัตถุดิบเอง แนะนำให้หาซื้อผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดร่องยาแนวโดยเฉพาะ  โดยปกติมีจำหน่ายตามแผนกน้ำยาทำความสะอาด ข้อดีของน้ำยาเหล่านี้ คือ ปลอดภัย ไม่ทำลายผิวหน้ากระเบื้อง กลิ่นไม่ฉุนเท่ากับสูตรต่าง ๆ ที่ผสมเอง ซื้อมาเพียงขวดเดียว สามารถใช้ได้กับงานกระเบื้องทั้งหลังครับ   จบทั้ง 5 วิธี ที่จะช่วยให้กระเบื้องพื้นและกระเบื้องผนังบ้านของเรา กลับมาดูสดใสมีชีวิตชีวาน่าอยู่ยิ่งกว่าเดิม แต่ละวิธีไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ถนัดใช้วิธีไหนประยุกต์ได้ตามความต้องการ แต่หากเลือกใช้วิธีที่ต้องสัมผัสสารเคมี ซึ่งอาจมีฤทธิ์เป็นกรด เป็นด่าง แนะนำให้หาถุงมือยางมาสวมใส่ เพื่อป้องกันมือไม่ให้สัมผัสกับสารเคมีโดยตรง   ส่วนใครที่อยากใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับขัดคราบสกปรกบริเวณร่องยาแนวโดยเฉพาะ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ทั้งกระดาษทราย สีอะคริลิค ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นบ้านและห้องน้ำหลากหลายยี่ห้อ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นมาเพื่อวัสดุต่าง ๆ โดยเฉพาะ ช่วยป้องกันผิววัสดุไม่ให้ถูกทำลายจากสารเคมี หรือต้องการคำแนะนำอื่น สามารถหาซื้อสินค้าพร้อมรับคำปรึกษาจาก บุญถาวร ผู้นำงานกระเบื้องเซรามิกของไทย ได้ทุกสาขาใกล้บ้านครับ   ข้อมูลเพิ่มเติม เว็บไซต์: Boonthavorn.com ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.banidea.com/tile-cleaner-by-boonthavorn/
น้ำยาทำความสะอาดพื้น ทำเองได้ง่ายๆ

น้ำยาทำความสะอาดพื้น ทำเองได้ง่ายๆ

ถ้าไม่มีน้ำยาทำความสะอาดพื้น จะใช้อะไรถูพื้นได้บ้าง การทำความสะอาดพื้นบ้านโดยทั่วไป หลายๆ บ้านอาจจะใช้เพียงน้ำเปล่าก็พอแล้ว แต่ถ้าอยากให้การทำความสะอาด มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น หากพื้นมีคราบสกปรกมาก ซึ่งก็หมายถึงเชื้อโรคต่างๆ ด้วยการใช้น้ำธรรมดาเพียงอย่างเดียว ก็อาจไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดพื้นเข้าช่วยแต่ถ้าหากใครไม่อยากเสียเงินซื้อ หรือถ้าวันไหนน้ำยาทำความสะอาด เกิดหมดกะทันหัน ใช้น้ำเปล่าผสมกับเบกกิ้งโซดา โดยปริมาณที่ใช้ ก็ให้กะปริมาณเอาตามขนาดของห้องที่ต้องการทำความสะอาด ว่ามีความกว้างแค่ไหน   ใช้ผงฟู ประมาณ 1/4 ถ้วยตวง นำมาผสมกับน้ำผงซักฟอกหรือจะใช้เป็นน้ำสบู่ก็ได้ เพียงแค่เล็กน้อย คนให้เข้ากัน แล้วเอามาเทลงบนพื้นจากนั้น ก็ใช้ไม้ถูพื้น ถูได้ตามปกติ ใช้น้ำส้มสายชู ประมาณ 5-6 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 ถัง แล้วค่อยเอามาถูพื้นบ้านตามปกติวิธีนี้ สามารถช่วยดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ดีอีกด้วย ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเดทตอล ประมาณ 1-2 ฝา ผสมกับน้ำประมาณ 1 ถัง ในการถูพื้น นอกจากสามารถใช้ทำความสะอาดแล้ว ยังช่วยฆ่าเชื้อได้ดีอีกด้วย ใช้น้ำยาซักผ้าขาว เช่น ไฮเตอร์ ประมาณครึ่งฝา มาเทลงในน้ำ แล้วผสมคนให้เข้ากัน จากนั้น ก็เทใส่กระบอกฉีด แล้วพ่นตามพื้นที่ต้องการทำความสะอาด ซึ่งวิธีนี้ สามารถกำจัดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อราที่ติดอยู่บนพื้นได้ดี โดยเฉพาะผู้ที่เลี้ยงสัตว์ไว้ในบ้าน เช่น แมว เป็นต้น หากที่บ้านเป็นพื้นกระเบื้องธรรมดาๆ ก็สามารถใช้น้ำยาล้างจานปกติ มาใช้ทำความสะอาดพื้นบ้านก็ได้เช่นกัน ใช้สารชีวภาพ เช่น น้ำหมักจากผักหรือผลไม้ ที่นอกจากจะใช้ทำความสะอาดได้ดีแล้ว ยังไม่ต้องใช้สารเคมี ที่อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย แถมยังเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างคุ้มค่า เช่น น้ำหมักจากเมล็ดมะรุม หรือจากมะกรูด เป็นต้น เพียงเท่านี้ พื้นบ้านก็จะสะอาด สดใสไม่มีคราบรอยสกปรกต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงิน ซื้อน้ำยาทำความสะอาดมาใช้อีกด้วยค่ะ ขอบคุณแหล่งที่มา : www.plerne.com/วัสดุทำความสะอาดพื้น/
วิธีดับกลิ่นเหม็นจากท่อน้ำ ด้วยสิ่งของใกล้ตัว

วิธีดับกลิ่นเหม็นจากท่อน้ำ ด้วยสิ่งของใกล้ตัว

ปัญหาท่อระบายน้ำภายในบ้านและคอนโดส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ เป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่กวนใจคุณแม่บ้านและใครหลายๆ คน เช่น ชักโครก ท่อน้ำทิ้งในห้องน้ำ ท่ออ่างล้างจานในห้องครัว หรือท่อระบายน้ำเครื่องซักผ้า ซึ่งจุดนั้นมักมีกลิ่นเหม็นที่เกิดจากเศษอาหารหลุดลงไป หรือเป็นแหล่งสะสมของคราบสกปรกและเชื้อโรค แม้ว่าบางครั้งคุณได้ล้างทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมแล้วก็ตาม ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไป เพราะวันนี้เรามีวิธีกำจัดกลิ่นท่อเหม็นเหล่านั้นมาฝากกันค่ะ   รักษาความสะอาด คุณต้องเก็บเศษอาหารทิ้งลงถังขยะแทนการเทลงท่อน้ำโดยตรง ส่วนท่อระบายน้ำในห้องน้ำหมั่นเอาเศษผมออก และเวลาคุณแม่บ้านกวาดบ้านควรตักเศษผงใส่ที่ตักขยะ ห้ามกวาดเศษผงนั้นลงในห้องน้ำเด็ดขาด นอกจากเศษผงจะส่งกลิ่นแล้วยังทำให้ท่อน้ำตันได้อีกด้วยนะ   ทำความสะอาดท่อด้วยเบกกิ้งโซดา โดยการนำเบกกิ้งโซดามาโรยลงในท่อ จากนั้นให้คุณราดน้ำส้มสายชูตามลงไปในปริมาณที่เท่ากัน แล้วรอประมาณ 15 นาที จึงค่อยราดน้ำเดือดตามลงไป วิธีนี้ช่วยสลายเศษอาหารหรือกระจุกเส้นผมภายในท่อออก ทำให้ท่อโล่งและน้ำไหลได้สะดวกขึ้น   ทำความสะอาดด้วยโซดาไฟ เนื่องจากโซดาไฟเป็นสารเคมีอันตรายอย่างมากคุณควรเรียกผู้เชี่ยวชาญมาจัดการให้ หรือหากต้องทำเองควรใช้อย่างระมัดระวัง เวลาใช้ต้องใส่ถุงมือ และผ้าปิดปากปิดจมูกทุกครั้ง นำโซดาไฟใส่ลงในภาชนะ ค่อยๆ เติมน้ำแล้วคนให้ละลาย จากนั้นเทลงในท่อที่อุดตัน ระวังอย่าให้เข้าตา จมูก และปาก แม้กระทั่งผิวหนังเอง เพราะโซดาไฟมีฤทธิ์เป็นด่าง หากเข้มข้นมากก็สามารถกัดผิวหนังให้เปื่อยยุ่ยได้ในระยะเวลาเพียงแค่เสี้ยววินาทีนะคะ   ใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ เช่น ยาขจัดเชื้อโรคเดทตอล หรือจุลินทรีย์ EM เป็นต้น คุณสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ที่ใช้ในครัวเรือน โดยนำเอา EM เทลงไปในท่อน้ำทิ้ง ประมาณ 2-4 ลิตร (แล้วแต่พื้นที่ของท่อ) ติดต่อกันทุกวันประมาณ 1 สัปดาห์ พวกจุลินทรีย์หรือน้ำหมักชีวภาพนี้ จะทำหน้าที่ย่อยสลายคราบไขมัน หรือคราบสกปรกที่ติดอยู่ภายในท่อ ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาท่อเหม็นนี้   ดับกลิ่นด้วยเกลือ ให้คุณนำเกลือที่เราใช้ปรุงอาหารมาละลายกับน้ำอย่างเข้มข้น แล้วนำไปราดลงในชักโครกหรือคอห่านได้เลย ฤทธิ์ของเกลือจะช่วยขจัดเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นเหม็นได้   จะเห็นว่าการกำจัดท่อเหม็นด้วยวิธีเหล่านี้ จะช่วยแก้ปัญหากลิ่นจากท่อน้ำทิ้งได้ แต่สิ่งที่ควรปฏิบัติคือ การหมั่นดูแลทำความสะอาด อย่าให้มีเศษเส้นผม เศษอาหาร หรืออะไรหลุดลงไปตามท่อ เพียงเท่านี้ก็ขจัดแหล่งสะสมของเชื้อโรค และไม่มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์มารบกวนใจผู้อยู่อาศัยได้อีก     ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.klangpanya.com/วิธีแก้ท่อเหม็น/            
รวมวิธีป้องกันขโมย ตีนแมว ขึ้นบ้าน โดนยกเค้าทีหนึ่งอาจหมดเนื้อหมดตัวได้

รวมวิธีป้องกันขโมย ตีนแมว ขึ้นบ้าน โดนยกเค้าทีหนึ่งอาจหมดเนื้อหมดตัวได้

"ขโมยขึ้นบ้าน" คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองและคนที่เรารักเป็นแน่ เพราะหากโดนยกเค้าทีหนึ่งสำหรับบางคนแล้วอาจถึงกับหมดเนื้อหมดตัวเลยทีเดียว อุตส่าห์ตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อสร้างครอบครัว สร้างความเป็นอยู่ที่ดี แต่ดันมาถูกหัวขโมยที่ไม่มีจิตสำนึกมาปล้นเอาไปซะดื้อๆอย่างนั้น ใครไม่โดนหรือเจอกับตัวเองก็คงจะไม่มีทางรู้ว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน ถึงแม้ปัญหาโจรขโมยขึ้นบ้านจะเป็นเรื่องใหญ่และหาทางป้องกันยากขนาดไหน แต่เราก็จำเป็นต้องทำ เพื่อรักษาสิ่งมีค่า ทรัพย์สมบัติที่อยู่ในบ้านของเราให้อยู่กับเราไปได้นานที่สุด วันนี้เรามีวิธีป้องกันขโมยขึ้นบ้านหลายๆ วิธีมาฝากครับ ตามมาดูกันได้เลย เริ่มจากรั้วบ้านปราการด่านแรก การป้องกันขโมยขึ้นบ้านที่ดีนั้น ก่อนอื่นมาเริ่มจากปราการด่านแรกของเรากันก่อน นั่นก็คือ "รั้วบ้าน" รั้วบ้านที่ดีควรเป็นอย่างไร? รั้วบ้านที่ใช้ในกาป้องกันโจรขโมยที่ดี ถ้าเป็นรั้วปูนควรเป็นรั้วที่มีความสูงมากๆ สูงอย่างน้อยก็ 3 เมตรขึ้นไปถึงจะดี ยิ่งสูงมากเท่าไร การจะปีนป่ายเข้ามาภายในตัวบ้านก็ยากมากขึ้นเท่านั้น และท่าจะให้ดีก็ติดเหล็กปลายแหลมไว้บนกำแพงด้วย เพื่อเพิ่ม level ความยากในการการปีนขึ้นไปอีก แต่ถ้าเป็นรั้วเหล็กก็ให้ทำเป็นรั้วสแตนเลสไปเลย แข็งแรง ทนทาน ยากต่อการตัด แต่ราคาก็แพงไปตามคุณภาพอ่ะนะ ก็เลือกดูตามความเหมาะสมของตังค์ในกระเป๋าของแต่ละคนก็แล้วกัน นอกจากการสร้างรั้วขึ้นมาป้องกันขโมยแล้ว การปลูกต้นไม้ที่มีหนามเยอะๆ ที่มีความสูงไม่เกิน 2-3 เมตรไว้ที่ริมรั้ว ก็เป็นการป้องกันการปีนป่ายของโจรขโมยได้เป็นอย่างดี เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการป้องกันโจรขึ้นบ้านที่น่าสนใจเช่นกัน ประตูหน้าต่างตรวจสอบให้แน่นหนา จุดที่ขโมยใช้เป็นทางเข้ามาในตัวบ้านง่ายที่สุดก็คือ ประตูและหน้าต่างของบ้านเรานั่นเอง ซึ่งเราก็รู้ทั้งรู้นะว่าขโมยจะเข้ามาทางนี้ แต่พี่แกก็เก่งเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นประตูแบบไหน ล็อคกุญแจยี่ห้ออะไร ใส่เหล็กดัดกี่ชั้น ก็สามารถพัง สะเดาะกลอน งัดแงะ ประตูหน้าต่างเข้ามาขโมยของในบ้านจนได้ แต่ถึงการป้องกันในจุดนี้จะยากขนาดไหน เราก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับประตูและหน้าต่างบ้านของเราอยู่ดี อย่างน้อยๆก็ทำให้มันแข็งแรง งัดยากขึ้น เพื่อให้เวลาพี่แกมาขโมยจะได้เสียเหงื่อ และเสียเวลามากหน่อย อย่างว่าอยากได้ของคนอื่นก็ต้องลงทุนลงแรงมากหน่อย ถึงจะได้ของดีมีค่าไป (ประชดซะเลย) ประตูบ้าน 2 ชั้น ไม่เอาลูกบิด ก่อนอื่นให้เราไปตรวจสอบประตูทุกบานที่อยู่ในบ้านของเราก่อน ว่ามันแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน โดยประตูที่สามารถเปิดออกไปนอกตัวบ้านนั้นควรเป็นประตูที่ไม่มีลูกบิดจะดีที่สุด เพราะบริเวณลูกบิดประตูเป็นจุดที่สามารถถูกทำลายหรือเจาะเข้ามาได้ง่าย ให้ล็อคประตูด้วยกลอนหลายๆตัว และติดตั้งประตูเหล็กดัดเอาไว้อีกชึ้นหนึ่ง จะช่วยป้องกันการงัดแงะได้ดีกว่า แต่ถ้าจะให้งัดยากขึ้นไปอีก ให้เราติดตั้งตัวยูสำหรับคล้องกุญแจไว้ที่ประตูอีกตัวหนึ่ง เอาไว้คล้องกับประตูเหล็กดัดอีกชึ้นหนึ่ง แล้วทำให้ประตูที่ติดด้านนอกเปิดออก ในขณะที่ประตูเหล็กดัดเปิดเข้า ลองนึนถึงสภาพขโมยที่ต้องงัดบ้านดูสิครับ ว่าจะยากขนาดไหน หน้าต่างต้องแน่นหนา หน้าต่างก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ขโมยสามารถพังเข้ามาได้ง่ายไม่แพ้ประตู การป้องกันหน้าต่างที่ดีก็คือการติดเหล็กดัดให้แน่นหนา โดยเหล็กดัดที่เลือกใช้ควรเป็นเหล็กที่หนาหน่อย แล้วไม่ต้องเอาแบบที่มีลายสวยๆ เป็นเถาวัลย์พันๆกันอะไรประมาณนั้น เพราะมันมีจุดเชื่อมเหล็กมาก และเหล็กบริเวณนั้นจะบางเป็นพิเศษ ใช้ครีมตัดเหล็กสักตัวก็ขาดแล้ว ถ้ามีงบมากหน่อยก็ติดลูกกรงแบบสแตนเลสไปเลย รับรองตัดยากสุดๆ อีกจุดที่สำคัญในการป้องกันหน้าต่างก็คือ ตรงสกรูหรือน็อตที่ยึดเหล็กดัดเข้าไปกรอบหน้าต่าง ควรหาปูนมาโบกทับปิดหัวตะปูหรือหัวสกรูไว้ เพื่อให้ยากต่อการขันหรืองัดแงะมากขึ้น และที่สำคัญอย่าสร้างหน้าต่างไว้ใกล้ๆ กับประตูเด็ดขาด เพราะถ้างัดหน้าต่างเข้ามาได้ การเอื้อมมือมางัดประตูก็จะง่ายขึ้นมาก ดังนั้นควรสร้างไว้ให้ไกลกันสักหน่อย กันไว้ดีกว่าแก้ ความสว่างช่วยคุณได้ อีกหนึ่งเรื่องที่สามารถช่วยป้องกันโจรขโมยเวลาที่เราไม่อยู่บ้านได้ดีก็คือ เรื่องความสว่างภายในบ้านและนอกบ้าน ยิ่งบ้านเรามีมุมมืดน้อยเท่าไร โอกาสการโดนขโมยของก็น้อยลงเท่านั้น เพราะฉะนั้นเวลาที่เราไม่อยู่บ้านเราควรเปิดไฟหลอกขโมยพวกนี้เอาไว้ เพื่อให้พี่แกคิดว่ามีคนอยู่ในบ้าน จะได้ไม้กล้าเข้ามาขโมยของ โดยอาจจะติดตั้งระบบการเปิดปิดไฟแบบอัตโนมัติหรือ Timer เอาไว้ โดยระบบไฟแบบนี้เราสามารถเซ็ตได้ว่าจะให้เปิดปิดไฟเวลาไหนได้บ้าง เราก็ตั้งเอาไว้ตอนตกดึกให้ไฟมันเปิดเอง เพื่อหลอกตาให้คนอื่นคิดว่ามีคนอยู่ในบ้านตลอดเวลา เป็นการป้องกันขโมยขึ้นบ้านที่ดีอีกวิธีหนึ่ง สัญญาณกันขโมยและกล้องวงจรปิด มันช่วยได้เยอะจริงๆ หากใครมีทุนทรัพย์มากแล้วล่ะก็ การติดตั้งสัญญาณกันขโมยหรือกล้องวงจรปิด ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยป้องกันขโมยขึ้นบ้านได้เป็นอย่างดี เดี๋ยวนี้มีพวกสัญญาณกันขโมยออกมาให้เลือกมากมาย จะให้ดีก็เลือกที่มันเป็น sensor จับการเคลื่อนไหวหรือสิ่งผิดปกติจะดีมาก เอามาติดไว้แถวๆประตูทางเข้าบ้านเวลาที่เราไม่อยู่ ก็ช่วยให้อุ่นใจได้เยอะ มีเพื่อนบ้านดี เหมือนมียามนับ 10 เพื่อนบ้านที่ดีสามารถช่วยสอดส่อง ดูแลบ้านให้กับเราได้เวลาที่เราไม่อยู่ ต้องไปทำธุระนอกบ้านหรือไปเที่ยวหลายๆ วัน เพราะฉะนั้นเราต้องคอยผูกมิตรกับบ้านใกล้เรือนเคียงเอาไว้ เวลาไม่อยู่ก็ฝากให้เขาคอยช่วยดูว่ามีอะไรผิดปกติบ้าง เผื่อมีอะไรไม่ชอบมาพากลอย่างน้อย เขาก็สามารถโทรศัพท์มาบอกเรา หรือโทรไปแจ้งตำรวจแทนเราได้ เวลากลับมาก็ซื้อของฝากคิดไม้ติดมือมาให้เพื่อนบ้านบ้าง เพื่อเป็นการตอบแทนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนั่นเอง เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะถูกขโมยเหล่านี้มายกเค้าเอาทรัพย์สินภายในบ้านของเราไปวันไหนบ้าง สิ่งที่เราพอจะทำได้ก็คือการระวังตัวไม่ประมาทในการใช้ชีวิต รู้จักหาวิธีป้องกันด้วยตัวเอง และมีความรอบคอบทุกครั้งที่ต้องออกไปนอกบ้านนานๆ และถ้าจะให้ดีก็ควรใช้เทคโนโลยีที่ดีมาช่วยปกป้องคุ้มกันทรัพย์สินภายในบ้านให้อยู่รอดปลอดภัย ให้อยู่กับเราไปนานๆ "กันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าแย่แล้วดีแก้ไม่ทัน" จริงมั๊ยครับ ขอบคุณแหล่งที่มา : http://homeenrich.blogspot.com/2014/01/theft-protection.html
คิดซักนิด ก่อนเช่าคอนโด

คิดซักนิด ก่อนเช่าคอนโด

การเช่าห้องพักหรือคอนโด เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับวัยทำงาน และวัยเรียน ที่ต้องการมีที่พัก ใกล้ที่ทำงานหรือที่เรียน เพราะหากจะซื้อบ้านหรือคอนโดอยู่ถาวรเลยนั้น ก็เป็นเรื่องที่หนักเอาการ การเช่าอยู่ จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่จะช่วยให้ความสะดวกสบายมากขึ้น   ทำเล ทำเล เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการเช่าคอนโดนั้น ต้องช่วยเพิ่มในความสะดวกสบายของการเดินทาง และแหล่งของกินที่จะช่วยในเรื่องของการดำรงชีวิต และอาศัยในแต่ละวัน เพราะถ้ามีสิ่งเหล่านี้ครบ ชีวิตเราก็จสบายขึ้นเยอะเลย และที่สำคัญคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปด้วยนะ   ที่จอดรถ หายากพอสมควรสำหรับหลายๆ ที่โดยเฉพาะคนที่มีรถนั้น ต้องดูที่พักที่มีที่จอดรถ และไม่เปลี่ยวจนเกินไป เพราะนอกจากจะอันตรายต่อทรัพย์สินของท่านแล้ว ยังช่วยให้ง่ายต่อการใช้ชีวิตมากขึ้นอีกด้วย แต่คงไม่มีปัญหาสำหรับหลายๆ คนที่ไม่ได้ใช้รถแต่ใช้การเดินทางโดยรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นใต้ดินหรือบนฟ้าก็ตาม ซึ่งปัจจุบัน ก็มีหลายคอนโดที่อยู่ติดรถไฟฟ้า และเส้นทางคมนาคมอื่นๆ ด้วย ทำให้ง่ายต่อการเดินทาง    เพื่อนบ้านนิสัยดี สภาพแวดล้อมอีกอย่างที่อาจจะสังเกตุยากหน่อย และควรจะหมั่นสังเกตุ ฉะนั้นหากห้องข้างๆ ดูน่าไว้ใจและมีอุปนิสัยที่ดีก็ถือเป็นความโชคดีสุดๆ ของคุณเลยทีเดียว เพราะจะหมดปัญหากวนใจอย่างการส่งเสียงดังรบกวน หรือความเสี่ยงในชีวิต และทรัพย์สินต่างๆ เผลอๆ อาจจะได้เพื่อนดีๆ ที่พึ่งพาได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย   การบำรุงรักษาห้องพัก ก่อนตัดสินใจเช่าคอนโด แนะนำให้ตรวจสอบร่องรอยความเสียหาย และการบำรุงรักษาห้องพักให้ดี ว่าส่วนไหนในห้องพักมีการชำรุด และยังไม่ได้รับการซ่อมแซมบ้าง หรือจุดที่ซ่อมแซมแล้วใช้งานได้จริง หรือไม่ เพราะเจ้าของห้องที่มีการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ จะช่วยยืนยันได้ว่า หากเกิดปัญหาอะไรในห้องพัก คุณจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ อีกอย่างจะได้ใช้ยืนยันเวลาทำสัญญาเช่าพักและจ่ายค่าประกันห้องด้วย เพื่อเลี่ยงปัญหาโดนหักค่าประกันห้องพักในภายหลังค่ะ   ค้นหารายละเอียดเกี่ยวกับคอนโด การรู้ประวัติความเป็นมาของคอนโดนั้นๆ ก่อนตัดสินใจเข้าพักก็จำเป็นไม่น้อย ยิ่งเดี๋ยวนี้โลกออนไลน์เป็นแหล่งข่าวที่ดี ก็จะยิ่งทำให้ได้ทราบปัญหาและความเสี่ยงต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่าง ถ้าพื้นที่ไหนเกิดเหตุร้ายบ่อยๆ เช่น ปล้น ชิงทรัพย์หรือฆ่าข่มขืน คุณจะได้ไหวตัวทันว่าพื้นที่นั้นไม่ปลอดภัย เป็นต้น   ชัดเจนเรื่องค่าใช้จ่าย อย่าลังเลที่จะถามถึงบิลค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต หรือค่าโทรศัพท์จากเจ้าของห้อง ว่าได้รับการชำระหมดแล้วหรือไม่ จะได้ไม่เป็นภาระให้คุณต้องมานั่งรับผิดชอบทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นคนก่อ ให้ปวดใจเล่น รวมไปถึงส่วนกลางต่างๆ การให้บริการ   ตรวจสอบกฎระเบียบเรื่องการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง หากคุณมีเพื่อนรักเป็นสัตว์เลี้ยง การหาคอนโดเช่าก็เป็นเรื่องยากขึ้นมาอีกนิดหน่อย เพราะไม่ใช่คอนโดทุกแห่งจะอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ ดังนั้นควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าที่พักนั้นๆ ไม่มีกฎห้ามในเรื่องสัตว์เลี้ยง แต่หากคุณไม่มีสัตว์เลี้ยงไว้ในครอบครอง ก็เบาใจกับปัญหานี้ไปได้เลย   ค่าเช่าที่เหมาะสม ถึงแม้ว่าคอนโดแห่งนั้น จะตอบโจทย์ของคุณได้หมดทุกข้อ แต่ถ้าคำนวณแล้วรายรับจะไม่พอรายจ่ายเพราะค่าเช่าคอนโดที่สูงเกินไป ก็เห็นทีว่าจะไม่เวิร์คเช่นกัน ดังนั้นลองมองหาคอนโดที่ราคาเหมาะสมกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และเงินในกระเป๋าของคุณจะดีกว่า   พิจารณาสัญญาเช่าให้ละเอียด ก่อนเซ็นสัญญาเช่า อย่าลืมอ่านรายละเอียดข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาให้ถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาขั้นต่ำในการเข้าพัก ราคาค่าเช่า จำนวนเงินค่ามัดจำ กฎระเบียบต่างๆ ของหอพัก รวมไปถึง การดูแลรักษาห้องพักในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นด้วย เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันทั้งผู้เช่า และผู้ให้เช่า จะได้ไม่เกิดปัญหาโลกแตกในภายหลังค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเช่าพักหรือจะเป็นการพักอาศัยแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความปลอดภัย ดังนั้น   นอกเหนือจาก 9 ข้อด้านบนแล้ว ก็ควรเลือกคอนโดในย่านที่มีคนพลุกพล่าน ไม่เปลี่ยว ไม่อยู่ในซอยลึก เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินไว้ก่อน ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.lalinproperty.com/news/think-before-loan-condo.html        
มหัศจรรย์ วิธีปราบ 8 แมลงร้าย!!

มหัศจรรย์ วิธีปราบ 8 แมลงร้าย!!

สำหรับ คุณแม่บ้าน-พ่อบ้าน ท่านไหนที่ปวดหัวกับปัญหาแมลง วิ่งเล่นกันเต็มบ้าน หรือแมลงที่สร้างความวุ่นวายใจให้กับเราอยู่ละก็ วันนี้เรามีวิธีง่ายๆ มานำเสนอ ลองเอาไปใช้ดูบ้างก็ได้นะคะ เห็นว่าได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ แถมยังเป็นวิธีแสนง่ายและสุดประหยัดอีกด้วย หลายๆท่านเคยประสบปัญหาแมลงร้ายตัวป่วน อยู่หรือป่าวคะ ตัวเล็กๆ ลูกๆ มันเล็กมากๆ ส่วนมากจะอยู่ตาม ตู้กับข้าว ชั้นหนังสือ หรือในครัว และอีกหลายๆ ที่ภายในบ้านของคุณ วันนี้ห้ามพลาด เรามีวิธีการกำจัดแมลง ง่ายๆ และได้ผล มาฝาก ลองไปดู วิธีทำกันได้เลยค่ะ มด ผสมน้ำส้มสายชูเข้ากับน้ำเปล่าในปริมาณที่เท่ากัน นำใส่ลงในขวดสเปรย์ แล้วฉีดพ่นไปที่ตัวมดหรือบริเวณที่มดใช้สัญจรเป็นประจำ เช่น ขอบประตู ขอบหน้าต่าง หรือตามพื้น มดเกลียดน้ำส้มสายชูก็จะอพยพออกจากบริเวณบ้านเราแน่นอน แมลงสาบ ผสมเบกกิ้งโซดาและน้ำตาลปี๊บในปริมาณที่เท่ากัน นำไปโรยไว้บริเวณที่อยู่ของแมลงสาบ หรือบริเวณที่พบเจอบ่อย ๆ เมื่อแมลงสาบเห็นส่วนผสมนั้น ก็จะเก็บเอาไปแบ่งกันกินในรัง คราวนี้ตายยกรังเราก็เก็บกวาดให้เกลี้ยงเกลา แมลงวัน ผสมน้ำแอปเปิลไซเดอร์กับน้ำยาล้างจานแล้ววางทิ้งไว้ ล่อแมลงวันบินมาตอมกับดัก เมื่อแมลงวันดูดน้ำเข้าไป ฤทธิ์ของน้ำยาล้างจานก็จะทำให้แมลงวันหมดลมหายใจไปในที่สุด แมลงหวี่ ทำสเปรย์ไล่แมลงหวี่โดย มะกรูดประมาณ 20-30ลูก ผ่าครึ่งใส่ในขวดโหล เติมน้ำแค่พอท่วมมะกรูด ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ 2 สัปดาห์ จึงนำน้ำที่สกัดได้ใส่ในกระบอกฉีด นำไปฉีดไล่แมลงหวี่ หรือฉีดไว้ตามบริเวณต่างๆที่แมลงหวี่ชอบมาตอม นอกจากจะเป็นการไล่แมลงหวี่แล้วยังได้กลิ่นหอมสดชื่นจากสเปรย์มะกรูดด้วยค่ะ ไล่มอดออกจากข้าวสาร สมุนไพรไทยรสเผ็ดร้อน กลิ่นฉุน เช่น พริกแห้ง ใบมะกรูด หอมแดง นำมาอย่างละกำมือรวมกันห่อด้วยผ้าขาวบางแล้วใส่ลงไปในข้าวสาร เท่านี้บรรดามอดก็ทนความเผ็ดร้อนของสมุนไพรไม่ไหวจนต้องอพยพหนีไปยกครัว แมงมุม เทน้ำยาล้างจานใส่ขวดสเปรย์ที่ผสมกับน้ำสบู่ครึ่งถ้วยตวงกับน้ำเปล่าอีก 2 แกลลอน แล้วนำไปฉีดพ่นให้ทั่วแหล่งที่อยู่ของแมงมุม เช่นบริเวณพุ่มต้นไม้สวนหน้าบ้านและตามซอกหลืบมืด ๆ ฤทธิ์ของส่วนผสมจะทำลายสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ของแมงมุม เพลี้ย นำกระเทียมประมาณ 1 กำมือมาตำให้แหลกแล้วแช่ในน้ำเปล่า 2 ลิตรทิ้งไว้ 1 วัน จากนั้นกรองเอาแต่น้ำไปฉีดพ่นเพลี้ยตามใบไม้ให้หนีหาย ริ้นไร ผสมน้ำยาล้างจาน 2 หยดกับน้ำส้มสายชูใส่ถ้วยไว้ 3 ถ้วย แล้วนำไปวางรอบบ้าน สำหรับห้องที่คิดว่ามีตัวริ้นซ่อนอยู่ เมื่อตัวริ้นไรมาติดกับดักก็นำไปเททิ้ง แล้วหมั่นเปลี่ยนส่วนผสมทุก ๆ 1-2 วันด้วยนะคะ ป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ วิธีกำจัดแมลงร้ายก่อเหตุกวนใจได้ ทำไม่ยากเลยใช่ไหมค่ะ เพียงแค่นำเทคนิคกำจัดแมลงร้ายที่เรานำมาฝากกันไปลองทำดู เพียงเท่านั้นแมลงร้ายกวนใจ ก็จะค่อยๆหายแล้วไม่มากวนใจคุณได้อีก คราวนี้บ้านก็จะทั้งสะอาดและน่าอยู่ คุณและครอบครัวก็สบายใจ ปลอดภัยจากเหล่าแมลงร้ายและสารเคมีอีกด้วย ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.tnews.co.th/contents/348199

1 2 3 ... 5