อยู่สบายไร้กังวล

 

อยู่สบายไร้กังวลล่าสุด

1 2 3 4 5
หมดกังวลเรื่องหยากไย่! 5 วิธีไล่แมงมุม แบบไม่ต้องฆ่า

หมดกังวลเรื่องหยากไย่! 5 วิธีไล่แมงมุม แบบไม่ต้องฆ่า

หากพูดถึงแมงมุม คงต้องนึกถึงใยแมงมุมกันอย่างแน่นอน ซึ่งมักจะมีให้เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง บริเวณมุมเพดานหรือมุมห้องต่างๆ วันนี้ เราจึงมีวิธีการไล่แมงมุมมาฝากเพื่อนๆ กัน ซึ่งเป็นวิธีการไล่แบบง่ายๆ อีกทั้งไม่ต้องฆ่าให้บาปอีกด้วยค่ะ 1. ไล่แมงมุมด้วย “น้ำส้มสายชู” เรียกได้ว่าสารพัดประโยชน์จริงๆ เลยนะคะ สำหรับน้ำส้มสารชู ซึ่งสามารถนำไปประกอบอาหาร ทำความสะอาดสิ่งของต่างๆ และนำมาไล่แมงมุมได้อีกด้วย โดยนำน้ำสะอาด ผสมกับน้ำส้มสายชู จากนั้นนำไปฉีดบริเวณต่างๆ เท่านี้ก็สามารถไล่แมงมุมกันได้แล้ว และยังทำให้แมงมุมไม่กล้าเข้ามาใกล้อีกด้วย เนื่องจากแมงมุมไม่ชอบกลิ่นฉุนของน้ำส้มสายชูนั้นเองค่ะ 2. ไล่แมงมุมด้วย “สเปรย์เปปเปอร์มินต์” สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่อยากใช้น้ำส้มสายชูแนะนำให้ใช้เป็นสเปรย์เปปเปอร์มินต์แทนค่ะ โดยนำน้ำสะอาดผสมกับน้ำมันหอมระเหยกลิ่นเปปเปอร์มินต์ ฉีดบริเวณต่ามจุดต่างๆ ซึ่งกลิ่นของเปปเปอร์มินต์นั้น ถือเป็นอีกกลิ่นที่แมงมุมไม่ชอบ และไม่อยากเข้าใกล้ค่ะ 3. ไล่แมงมุมด้วย “เกาลัด” ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถทำได้ง่ายๆ มาก เพียงนำเกาลัด ไปวางตามจุดต่างๆ ภายในบ้าน เท่านี้ก็สามารถไล่แมงมุมกันได้แล้ว อีกทั้งยังไม่กล้าเข้ามาใกล้อีกด้วย เนื่องจากแมงมุมกลัวเกาลัด ซึ่งคาดว่าอาจเป็นเพราะกลิ่นนั้นเองค่ะ 4. ไล่แมงมุมด้วย “ผลไม้รสเปรี้ยว” อีกหนึ่งกลิ่นยอดนิยมที่สัตว์หลายชนิดมักไม่ชอบ รวมไปถึงแมงมุมด้วยเช่นกัน อาทิ มะนาว ส้ม เป็นต้น เพียงนำเปลือกไปทาบริเวณตามจุดต่างๆ ภายในบ้าน และบริเวณที่แมงมุมชอบอาศัยอยู่  หรือจะใช้เป็นน้ำมันหอมระเหยกลิ่นส้มแทนก็ได้เช่นกัน เท่านี้แมงมุมก็ไม่กล้าเข้าใกล้แล้วค่ะ 5. ทำความสะอาดบ้าน พร้อมปิดรูขนาดเล็ก สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้นั้นก็คือ ความสะอาด ซึ่งควรมีการทำความสะอาดอยู่สม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้มีแมงมุมมาทำใยหรือมาอาศัยอยู่ รวมไปถึงควรปิดรูขนาดเล็กบริเวณรอบบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้แมงมุมมาทำใยนั้นเองค่ะ ขอบคุณแหล่งที่มา www.infinitydesign.in.th/หมดกังวลเรื่องหยากไย่-5-วิธีไล่แมงมุม-แบบไม่ต้องฆ่า/57215
วิธีกำจัดคราบกาวจากสติ๊กเกอร์ ด้วยของใช้ใกล้ตัว

วิธีกำจัดคราบกาวจากสติ๊กเกอร์ ด้วยของใช้ใกล้ตัว

หนึ่งในปัญหากวนใจ สำหรับใครหลายคน กับคราบกาวจากสติ๊กเกอร์ สุดเหนียว! แถมยิ่งขัด ยิ่งดำ ยิ่งเหนียว ยิ่งเละไปกันใหญ่ ให้ตายเถอะ! เรามาจบปัญหานี้แบบไม่ต้องออกแรงให้หัวเสีย ด้วยเคล็ดลับสุดง่าย กับของใช้ใกล้ๆ ตัวเรากันเถอะ! 1. น้ำมันไฟแช็ก จะเลือกใช้ของยี่ห้ออะไรก็ได้ แต่หากต้องการนำมาใช้เพื่อทำความสะอาด ขอแนะนำเป็น Ronson เพราะเนื่องจากมีราคาถูกกว่า ใช้หยดลงบนผ้าหรือทิชชู่ แล้วเริ่มเช็ดไปที่คราบกาวเหนียวๆ เหล่านั้น! อย่าลืมใส่ถุงมือก่อนด้วยล่ะ (หากไม่สวม อาจระคายเคืองต่อผิว) 2. ครีมอเนกประสงค์ ทาครีมอเนกประสงค์ อย่าง สเตคลีน ลงบนรอยสติ๊กเกอร์ ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1-2 นาที (นานกว่านี้ก็ได้) แล้วนำผ้าแห้งค่อยๆ เช็ดออก หากเป็นคราบกาวที่เกิดขึ้นนานแล้ว งานนี้อาจต้องออกแรงกันสักหน่อย! และนอกจากคราบกาวแล้ว ครีมอเนกประสงค์ อย่าง สเตคลีน ยังมีคุณสมบัติที่ช่วยกำจัดคราบได้อีกหลายอย่างอีกด้วย 3. น้ำมันอเนกประสงค์ บางคนก็เรียกน้ำมันครอบจักรวาล ฉีดลงบนคราบกาวจากสติ๊กเกอร์ให้ชุ่ม แล้วทิ้งระยะเวลาไว้ซักครู่ จากนั้นใช้ผ้าสะอาดค่อยๆ เช็ดออก! … อย่างง่ายอ่ะ! 4. น้ำยาล้างเล็บ ของใช้ใกล้ตัวสำหรับสาวๆ หากเจอคราบกาวจากสติ๊กเกอร์กวนใจเมื่อไหร่ ลองใช้น้ำยาล้างเล็บจุ่มเข้ากับผ้าสะอาด แล้วค่อยๆ นำไปขัดเช็ดทำความสะอาดคราวกาว! 5. ยางลบดินสอ ใช้ได้ผลดีกับคราบสติ๊กเกอร์ คราบกาวสองหน้า เช่น บนหนังสือ บนตู้เย็น (ฉลากประหยัดไฟ) เป็นต้น ลบถูวนเป็นลักษณะวงกลมบนคราบกาวเบาๆ ขี้ยางลบจะม้วนเอาคราบกาวออกมา ทำไปเรื่อยๆ จนหมดเกลี้ยง! 6. ยาหม่อง อ่านไม่ผิดหรอก ยาหม่อง จริงๆ! ป้ายยาหม่องลงไปบริเวณคราบสติ๊กเกอร์ที่ยังเหลือคราบกาวติดอยู่ ปล่อยทิ้งไว้สักพัก แล้วนำผ้ามาขัดเช็ดคราบกาวให้เกลี้ยง! สูตรนี้ถูกบอกต่อมาแบบปากต่อปาก ที่ได้ผลดีนัก … ไม่เชื่อต้องลอง!   ขอบคุณแหล่งที่มา : www.infinitydesign.in.th/กำจัดคราบเหนียวจากสติกเกอร์/35677
ปลั๊กไฟ อันตรายใกล้ตัวที่ (อาจ) คร่าชีวิตลูกน้อย

ปลั๊กไฟ อันตรายใกล้ตัวที่ (อาจ) คร่าชีวิตลูกน้อย

ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ปลั๊กไฟก็ถือเป็นอุปกรณ์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ หากใช้อย่างประมาท ไม่ระมัดระวัง โตแล้วอาจจะต้องไม่ต้องเป็นห่วงมาก แต่สำหรับเด็ก โดยเฉพาะเด็กตัวเล็กๆ ที่ยังไม่ค่อยประสีประสาต้องบอกเลยว่า อันตรายมาก เสี่ยงโดนไฟดูด ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำ 9 วิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว   โดยทั่วไป แล้วเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการโดนไฟดูดมากที่สุด คือเด็กที่อยู่ในช่วงอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เด็กเล็กตั้งแต่วัยคลานขึ้นไป มักชอบที่จะใช้นิ้วเขี่ยอะไรไปทั่ว ชอบหยิบของที่ตกอยู่ตามพื้นและบางครั้งก็มักจะเอาพวกกิ๊บ หรือของต่างๆ ที่คว้าได้ แหย่เข้าไปในรูปลั๊กไฟตามผนัง ตามปลั๊กสามตา หรือปลั๊กต่อพ่วงที่เสียบไฟไว้ บางครั้งก็คว้าสายไฟไปกัดด้วยความมันเขี้ยว จนอาจเกิดอันตรายร้ายแรงกับลูกได้ ดังนั้นเราจึงควรหาวิธีป้องกัน ระวังอันตรายใกล้ตัวคร่าชีวิตลูก ไว้ก่อนจะดีกว่า   ใส่ตัวครอบปลั๊ก หาซื้อตัวครอบปลั๊กไฟมาปิดรูปลั๊กที่ไม่ได้ใช้ ซึ่งตัวครอบปลั๊กนั้นหาซื้อได้ง่ายมากตามแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้าง หรือตามร้านจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป   ความสูงของปลั๊กไฟ ควรติดตั้งปลั๊กไฟให้อยู่สูงจากพื้นประมาณ 1.5 เมตร   เก็บและม้วนสายไฟทุกครั้ง เก็บและม้วนสายไฟของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดหลังใช้งานเสร็จเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกกัดสายไฟ   ไม่ควรปล่อยให้สายไฟจากเครื่องใช้ไฟฟ้าห้อยหรือเสียบพาดอยู่ตามพื้น เพราะเด็กเล็กอาจกระชากสายไฟเล่นจนทำให้เกิดไฟช็อต และอาจทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเช่นกระติกน้ำร้อนร่วงตกลงมาใส่หัวเด็กจนเป็นอันตรายได้   หมั่นตรวจสอบสายไฟ อย่าปล่อยให้สายไฟเปื่อยหรือชำรุด หากเจอต้องเปลี่ยนทันที ไม่ควรนิ่งนอนใจ   ระวังปลั๊กสามตา หรือปลั๊กต่อพ่วง หากมีการใช้ปลั๊กสามตา หรือปลั๊กต่อพ่วง ควรไว้ในที่สูง และไม่ควรเสียบไฟมากจนเกินกำลังไฟ เพราะบางครั้งการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกันหลายๆ ตัว ก็เสี่ยงที่จะทำให้เกิดไฟช็อตหรือไฟรั่วได้   ระวังเสียบปลั๊กไม่แน่น การเสียบปลั๊กไม่แน่น ไม่มิด มีเหล็กเสียบเลื่อนออกมาก็เป็นอีกสิ่งที่ต้องคอยระวัง เพราะนอกจากจะเสี่ยงที่จะทำให้เกิดประกายไฟที่หัวปลั๊กแล้ว ยังเสี่ยงต่อการที่เจ้าตัวเล็กจะไปจับเล่นจนโดนไฟดูดอีกด้วย   ติดตั้งเครื่องตัดไฟอัตโนมัติ คุณพ่อคุณแม่ควรหาซื้อและติดตั้งเครื่องตัดไฟอัตโนมัติ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้   ตรวจดูต้นไม้ที่ปลูกไว้รอบบ้าน ตรวจดูต้นไม่ที่ปลูกไว้รอบบ้าน ไม่ให้ไปเกี่ยวกับสายไฟ และหากพบเห็นก็ไม่ควรหักกิ่งตัดต้นเองนะครับ ควรโทรแจ้งเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าจะดีที่สุด     ขอบคุณแหล่งที่มา : www.ddproperty.com/ข่าวอสังหาริมทรัพย์-บทความ/2017/9/161017/ปลั๊กไฟ-อันตรายใกล้ตัวท          
ผ่อนบ้านไม่ไหว ควรทำอย่างไรดี

ผ่อนบ้านไม่ไหว ควรทำอย่างไรดี

เมื่อ มีปัญหาผ่อนชำระบ้านไม่ไหว หรือ หมุนเงินไม่ทัน ก่อนอื่นต้องสำรวจก่อนว่าเราสามารถลดรายจ่ายอื่นๆ อีกได้ไหม พยายามตัดรายจ่ายก้อนใหญ่ออกก่อน (ที่ไม่เกี่ยวกับการดำรงชีวิต) จากนั้น ดูว่าเดือนนี้ (หรือเดือนถัดไป) จะเหลือเงินส่งผ่อนน้อยกว่าที่กำหนดได้เท่าไหร่ เช่น ผ่อนต่องวด 10,000 บาท แต่เหลือเงินแค่ 5,000 บาท เป็นต้น   เมื่อเราได้สำรวจตัวเองและพยายามที่จะลดรายจ่ายอื่นๆแล้ว สิ่งที่ควรกระทำ เกี่ยวกับการผ่อนชำระบ้าน ควรทำดังต่อไปนี้ 1. โทร.ไปบอกเจ้าหน้าที่ธนาคาร (สาขาที่ทำเรื่องกู้เงิน) แจ้งทางธนาคารว่า เราสามารถผ่อนชำระงวดนี้ได้น้อยกว่าค่างวดปกติ ธนาคารจะมีเบี้ยปรับอย่างไรบ้าง (ส่วนใหญ่จะมีเบี้ยปรับกรณีผ่อนชำระล่าช้า) ซึ่งจะคิดในอัตราที่สูงกว่าปกติ (ราวๆ 18%) และควรถามค่าธรรมเนียมอื่นๆ อีก เช่น ค่าธรรมเนียมในการทวงหนี้ที่ค้างชำระ หรือ ค่าธรรมเนียมธนาคารอื่นๆ เป็นต้น   2. จ่ายค่างวดที่สามารถจ่ายได้ ในเดือนนี้ก่อน ห้ามไม่จ่ายค่างวดเลย หรือ เงียบหายไปเฉยๆ ควรจ่ายของเดือนนี้ไปก่อน เช่น เหลือแค่ 5,000 บาท เพราะธนาคารอาจจะคิดไว้ก่อนว่าเราจะเบี้ยวหนี้ในครั้งต่อไปด้วยครับ ทำให้ธนาคารอาจจะเตรียมเรื่องส่งฟ้องเพื่อยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด และอาจจะฟ้องเราเป็นบุคคลล้มลายได้ ทำให้เราหรือผู้กู้ร่วมไม่สามารถทำธุรกรรมใดๆ (การเซ็นฯเอกสารการเงิน) ได้อีกเลย   เพราะหากมีธุรกรรมใดๆ เกิดขึ้น ธนาคารจะตามไปอายัดไว้ แล้วดึงเงินในธุรกรรมนั้นไปหักค่าคงค้างพร้อมดอกเบี้ย นับตั้งแต่วันหยุดชำระ (ดอกเบี้ยบ้านเป็นแบบหักต้นหักดอก ในกรณีจ่ายค่าผ่อนปกติ แต่เมื่อหยุดจ่าย ดอกเบี้ยบ้านก็จะกลายเป็น “ต้นทบดอก” ไป) ทำให้เมื่อไปเจรจากับธนาคารในภายหลังจากที่ให้ฟ้องล้มละลายไปแล้ว จะทำให้เห็นว่ายังมีเงินคงค้างที่เป็นดอกเบี้ยที่ทบต้นทบดอก ตามมาหลอกหลอนอีก ทำให้ธุรกรรมใดๆ เมื่อมีการโอนเงินก็จะถูกดึงไปหักอยู่ตลอด แบบนี้ก็ไม่มีวันที่จะไปทำมาหากินใดๆ ได้อีกเลย   3. การชำระเงินเดือนถัดไป เดือนถัดไปควรจะชำระ เงินค่างวดที่คงค้างไว้ครั้งก่อน + ดอกเบี้ยที่ปรับชำระล่าช้า + ค่างวดปกติในเดือนนั้น เพื่อที่ธนาคารจะได้หยุดดอกเบี้ยปรับล่าช้า (18%) กลับมาที่ดอกเบี้ยปกติ ที่ควรจะเป็นครับ เมื่อชำระทั้ง 3 ยอดแล้ว นำสลิปส่ง FAX ไปหาเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่เดือนก่อนได้ติดต่อไว้เรื่องขอชำระล่าช้า เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่รีบทำเรื่องยืนยันการชำระที่ค้างชำระไปในเดือนก่อน เพื่อเป็นลายลักษณ์อักษรไปที่สำนักงานใหญ่ด้วย พร้อมทั้งสอบถามว่าแบบนี้จะทำให้กลับมาคิดในดอกเบี้ยปกติเมื่อใด   4. ตรวจสอบยอดชำระเดือนถัดๆไป ตรวจสอบว่าเดือนถัดไป (เดือนที่ 3) มีการคำนวณดอกเบี้ย และหักเงินต้นกลับมาเป็นระบบปกติหรือไม่ หากไม่ปกติ ให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่ได้ติดต่อไว้ทันที ว่ามีเหตุผิดพลาดในขั้นตอนไหน หรือ เข้าไปพบเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวให้พิมพ์ Statement การผ่อนชำระมาพูดคุยกัน หากเจ้าหน้าที่อธิบายแล้วไม่เข้าใจ แนะนำให้ติดต่อสำนักงานใหญ่ (อาจผ่านระบบโทรศัพท์ก่อน) หากยังไม่ได้รับการอธิบายที่ชัดเจน หรือยังไม่เข้าใจ ก็ขอชื่อเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานใหญ่ที่จะสามารถเข้าพบได้ เพื่อเข้าไปปรึกษา   ทั้งนี้ ควรรีบเข้าไปดำเนินการเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นระบบยังจะคำนวณเป็นการชำระล่าช้าอยู่ ซึ่งก็จะเป็นลักษณะทบต้นทบดอกอยู่ หากปล่อยให้เนิ่นนานก็จะกลายเป็นยอดที่สูงมากจนเราไม่สามารถชำระไหว   หมายเหตุ เหตุที่ผ่อนชำระไม่ไหว ควรรีบติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารทันที เมื่อเราทราบว่าผ่อนไม่ไหวแน่ๆ ในเดือนนี้ หรือ ในเดือนถัดไป (อาจจะมีเหตุจำเป็นต้องหมุนเงินขึ้นมา) อย่าคิดเอาเองว่าธนาคารน่าจะช่วยเราอย่างนั้นอย่างนี้ โดยที่เราไม่ติดต่อเข้าไปก่อน (เรื่องหนี้ไม่มีใครมาช่วยเราได้ หากเราไม่ช่วยตัวเอง)   ขอให้ทุกท่านสามารถฟันฟ่าอุปสรรคในการผ่อนบ้านไปได้ครับ       ขอบคุณแหล่งที่มา : www.baan-d.com/เมื่อผ่อนบ้านไม่ไหว/        
การเลือกโปรโมชั่นบ้านและคอนโด

การเลือกโปรโมชั่นบ้านและคอนโด

เข้าสู่ช่วงภาวะเศรษฐกิจขาลงแบบนี้ ทำให้คนจับจ่ายใช้สอยน้อยลง และส่งผลถึงการซื้อบ้านและคอนโดน้อยลงตามไปด้วย เหตุนี้จึงทำให้บ้านและคอนโดต่างๆงัดโปรโมชั่นเด็ดออกมามัดใจลูกค้ากันมากมาย แต่เราก็ควรที่จะศึกษาแต่ละโปรโมชั่นให้ดีก่อนตัดสินใจเลือกซื้อด้วยนะคะ 1. ผ่อน 0% มีหลายคนที่เข้าใจผิดคิดว่าการผ่อน 0% นั้นคือการไม่ต้องผ่อนเลยสักบาท ทั้งที่จริงแล้วผู้ซื้อยังคงต้องผ่อนเงินงวดอยู่ เพียงแต่เงินที่ผ่อนแต่ละเดือนนั้นไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ที่จ่ายไปคือเงินต้นทั้งหมด ก็เหมือนกับว่าเจ้าของโครงการเป็นคนจ่ายดอกเบี้ยแทนผู้ซื้อนั่นเอง ก็เท่ากับว่าเป็นการลดราคาบ้านหรือคอนโดนั้นๆ 2. อยู่ฟรี โปรโมชั่นนี้ส่วนใหญ่ใช้กระตุ้นการขายโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมโอน ซึ่งผู้ซื้อจะต้องวางเงินจอง เงินทำสัญญา แต่เงินดาวน์อาจต้องเทก้อนใหญ่ หรือบางครั้งแค่เพียงใช้เงินจองและเงินทำสัญญา แล้วก็กู้ธนาคารเลย แต่เมื่อทำสัญญากู้และรับโอนแล้ว ยังไม่ต้องผ่อนชำระธนาคารใน 1 ปี หรือ 2 ปี หรือตามเวลาที่ในสัญญาระบุไว้ 3. อยู่ก่อน โปรโมชั่นนี้เป็นการทดลองอยู่ก่อนนี้ผู้ซื้อจะต้องจ่ายค่าเช่าก่อนเข้าอยู่ให้กับโครงการก่อน โดยในสัญญาอาจระบุไว้ว่าเมื่อมีการซื้อจริงๆในอนาคต ก็อาจจะนำมาเป็นส่วนลดหรือเงินดาวน์ได้ 4. การันตีผลตอบแทน โปรโมชั่นนี้เราต้องดูให้ละเอียดว่า มีการการันตีผลตอบแทนในอัตราเท่าไร ระยะเวลากี่ปี จ่ายยังไง และเงื่อนไขอื่นๆด้วย เพื่อประเมินว่าคุ้มหรือไม่ และที่สำคัญเพื่อประเมินโอกาสและความเป็นไปได้เมื่อนำมาปล่อยเช่าเองหลังจากผ่านพ้นช่วงการันตีแล้ว การเลือกโปรโมชั่นที่ดีนั้น คือการเลือกโปรโมชั่นที่เหมาะสมที่สุดกับแต่ละคน และเราสามารถที่จะต่อรองเจรจาได้หากต้องการปรับเปลี่ยนในส่วนต่างๆของโปรโมชั่นนั้น เพื่อเลือกโปรโมชั่นที่ดีและเหมาะสมกับเราที่สุดค่ะ ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.lalinproperty.com/news/choose-promotion-home-condo.html
การดูแลทำความสะอาดพื้นลามิเนต

การดูแลทำความสะอาดพื้นลามิเนต

พื้นลามิเนต" เป็นพื้นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะสามารถติดตั้งได้ง่าย ราคาไม่แพง  มีหลายแบบให้เลือกได้ตามความเหมาะสมกับคอนโดหรือทาวน์โฮมของท่าน โดยสามารถซ่อมแซมและเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และเพื่อเป็นการถนอมพื้นสวยให้อยู่คู่บ้าน ทางเราจึงขอแนะนำวิธีการทำความสะอาดพื้นลามิเนตอย่างถูกต้องเพื่อยืดอายุการใช้งานค่ะ   1. ปัดกวาดเศษฝุ่น ควรปัดกวาดเศษฝุ่นเป็นประจำหรือใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่นเป็นประจำ เพื่อให้พื้นสะอาดลดการสะสมฝุ่นตามรอยต่อแผ่นพื้น และการปัดกวาดพื้นให้สะอาดเป็นการลดการขีดข่วนที่ผิวพื้น ช่วยรักษาผิวพื้นลามิเนตให้สวยงาม การปัดกวาดพื้นให้สะอาดเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งในการเตรียมพื้นก่อนการถูทำความสะอาดค่ะ   2. ควรใช้เพียงน้ำเปล่า (น้ำประปา)  ในการทำความสะอาดพื้นลามิเนตด้วยการถูพื้นลามิเนตควรใช้เพียงน้ำเปล่า เพราะถ้าหากใช้น้ำยาถูพื้น น้ำยาถูพื้นจะกัดกร่อนทำให้ผิวพื้นลามิเนตเกิดความเสียหาย นอกจากนี้น้ำยาทำความสะอาดอาจจะซึมเข้าไปทำให้แผ่นลามิเนตหลุดออกมาได้นะคะ   3. ควรใช้น้ำแต่น้อย เพื่อไม่ให้พื้นบวม ด้วยคุณสมบัติของพื้นลามิเนตที่มีการผสมกาวในเนื้อของวัสดุ ดังนั้นการดูแลทำความสะอาดพื้นด้วยการถูพื้นจึงควรใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดถูทำความสะอาด การใช้น้ำที่เปียกเกินไปถูพื้นอาจทำให้พื้นลามิเนตบวมแล้วบิดตัวผิดรูป จนต้องเปลี่ยนพื้นในบริเวณนั้นนะคะ   4. ขจัดคราบด้วยน้ำแข็ง ในกรณีที่มีคราบเหนียวอย่างขี้ผึ้งหรือหมากฝรั่งติดพื้น ให้ถูน้ำแข็งลงบนคราบดังกล่าวและค่อย ๆ ขูดออกอย่างเบามือ โดยระมัดระวังอย่าให้เกิดรอยขีดข่วนบนพื้น นอกจากนี้น้ำแข็งยังสามารถขจัดหมากฝรั่งออกจากพรมได้อีกด้วยอีกนะคะ   5. ห้ามใช้เครื่องขัดพื้น เครื่องขัดพื้นไฟฟ้าอาจจะอำนวยความสะดวกในพื้นที่กว้าง ๆ อย่างร้านอาหาร แต่ไม่เหมาะสมกับการทำความสะอาดพื้นลามิเนตแน่นอนค่ะ เพราะมีความรุนแรงจนอาจสร้างความเสียหายให้กับพื้นได้ จำไว้ว่าเครื่องขัดพื้นแบบนี้เหมาะสมจะใช้กับพื้นไม้แข็ง ๆ เท่านั้น ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงจะดีกว่านะคะ   6.หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาขัดพื้นที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ควรหลีกเลี่ยงการทำความสะอาดพื้นด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนทุกประเภท เพราะอาจสร้างความเสียหายแบบถาวรให้กับพื้นไม้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงแปรงขนโลหะหรือแปรงขนแข็งทุกชนิด เพราะอาจทิ้งรอยขีดข่วนไว้ได้นะคะ   หากทำตามขั้นตอนตามที่ทางเราแนะนำข้างต้นแล้ว รับรองว่าพื้นลามิเนตจะสวยอยู่คู่บ้านคุณไปอีกนานค่ะ ^^   ขอบคุณแหล่งที่มา : www.inside2home.com/knowledge/182/การดูแลทำความสะอาดพื้นลามิเนต/            
4 เคล็ดลับ กับการสร้างบ้านให้ได้อารมณ์รีสอร์ต

4 เคล็ดลับ กับการสร้างบ้านให้ได้อารมณ์รีสอร์ต

อยากมีบ้านที่ได้อารมณ์สบายๆ เหมือนอยู่รีสอร์ต แต่ไม่รู้ว่าควรจะต้องตกแต่งยังไงบ้าง เรามีเคล็ดลับสำหรับการทำบ้านให้ได้อารมณ์รีสอร์ตมาฝากกันค่ะ   แสงธรรมชาติ แสง เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการนำธรรมชาติเข้าสู่พื้นที่ภายในบ้าน อีกทั้งยังมีส่วนช่วยทำให้บ้านสะอาด ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพดีและรู้สึกสดชื่นตลอดวัน แต่ไม่ควรเปิดช่องแสงของบ้านในทางทิศตะวันตก เพราะแดดยามบ่ายที่ส่าดส่องเข้ามาอาจทำให้บรรยากาศภายในบ้านร้อนอบอ้าวจนไม่น่าอยู่ได้   ต้นไม้สีเขียวสดชื่น ต้นไม้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ หากยิ่งมีต้นไม้ในบริเวณบ้านมากเท่าไหร่ ต้นไม้ก็สามารถช่วยฟอกอากาศ ผลิตออกซิเจน พร้อมช่วยดูดซับมลภาวะทางเสียงได้มากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญ ยังพร้อมมอบร่มเงาและความร่มรื่นให้กับพื้นที่ภายในบ้านเย็นสบายได้เป็นอย่างดี   น้ำชุ่มฉ่ำ น้ำ เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้บ้านดูเย็นสบาย เพราะความชื้นของน้ำจะระเหยกลายเป็นไอลอยสู่อากาศ เมื่อมีลมพัดไอเย็นจากน้ำในบริเวณบ้านก็จะพัดพาเข้ามาสู่พื้นที่ภายในบ้านให้เย็นสดชื่นได้ตลอดทั้งวัน โดยอาจเลือกทำเป็นสะน้ำ บ่อน้ำขนาดเล็ก หรือจัดวางกระถางน้ำพุไว้ในทิศทางที่ลมพัดเข้าสู่ตัวบ้าน ก็สามารถทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกเย็นสบายได้โดยไม่จำเป็นต้องง้อแอร์ ลมเย็นสบาย ลม หากอยากให้บรรยากาศภายในบ้านเต็มไปด้วยสัมผัสเย็นสบาย แนะนำให้หันหน้าต่างเพื่อรับลมทางทิศตะวันตกและทิศใต้ เพื่อรับลมประจำถิ่นตามฤดูต่างๆ อีกทั้งยังต้องวางผังบ้านให้เปิดโล่งเพื่อให้อากาศสามารถถ่ายเทได้อย่างสะดวก      
ข้อดี! ของคอนโดโลวไรส์

ข้อดี! ของคอนโดโลวไรส์

ปัจจุบันในกรุงเทพและปริมณฑล เต็มไปด้วยแหล่งทำงานแหล่งธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยว จึงทำให้ต้องมีการสร้าง คอนโดโลวไลส์ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ากลุ่มคนเมือง ผู้พิถีพิถันกับทุกรายละเอียด เน้นอยู่สบาย ท่ามกลางความสะดวกครบครัน เราจึงอยากนำเสนอข้อดีของ คอนโดโลวไลส์ให้ชมกันค่ะ   1.มีความเป็นส่วนตัว คอนโดที่ออกแบบเป็นโลว์ไรส์ สัดส่วนยูนิตของอาคารจะถูกลดลง คนอาศัยจึงพอเหมาะไม่มากจนแออัด ทำให้ลดปัญหาไม่ต้องมานั่งกังวลเพื่อนบ้านในการทำกิจกรรมใช้สอยต่างๆ เช่น ฟิตเนา ว่ายน้ำ มุมห้องสมุด จึงทำให้บรรยากาศทำให้ดูสะดวกสบายและเป็นส่วนตัวมีมากขึ้น 2. ประหยัดค่าใช้จ่าย เมื่อโครงการมีขนาดสร้างเล็ก ทุนในการสร้างบางส่วนน้อยกว่า ราคาจึงถูกกว่าไฮไรส์ ตัวอย่างโครงการใหม่ของพฤกษาที่ชื่อ “The Privacy เรวดี” ราคาเริ่มต้นยังอยู่ที่ ล้านต้นๆ เท่านั้น ขณะที่คอนโดสูงๆ ทั่วไปส่วนใหญ่ราคา 2 ล้านอัพ ประหยัดงบประมาณได้ค่อนข้างสูง 3. หมดกังวลเรื่องที่จอดรถ ด้วยจำนวนชั้นน้อยผู้อาศัย รถประจำตัวจึงมีไม่มากเท่าพวกคอนโดสูงๆ ไม่ต้องมานั่งปวดหัววนรีบร้อนหาที่จอดรถให้วุ่นวาย หรือออกเดินทางลำบาก 4. บรรยากาศคอนโดเป็นมิตร คอนโดใหญ่ๆ ที่คนอาศัยเยอะก็อาจจะดูวุ่นวาย มากคนปัญหาก็เยอะตามมา แต่ไม่ใช่ว่าคอนโดขนาดเล็กอยู่แล้วจะไม่มีปัญหาเลย คอนโดที่ไหนก็มีปัญหากันบ้างมากน้อยต่างกัน เพียงแต่คอนโดขนาดเล็ก ถ้ามีการการนัดประชุมลูกบ้านจะทำได้ง่ายกว่า เพราะคนน้อย แล้วการที่คนน้อย ก็ไม่ต้องแย่งใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการมาก ทำให้บรรยากาศระหว่างเพื่อนสร้างความเป็นมิตรกันมากขึ้นด้วย ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.lalinproperty.com/news/condo-low-rise.html
สร้างบ้านให้ปลอดภัยเพื่อผู้สูงอายุ

สร้างบ้านให้ปลอดภัยเพื่อผู้สูงอายุ

ในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเริ่มก้าวเข้าสู่ "สังคมผู้สูงวัย" มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจส่งผลในระยะยาวต่อการใช้ชีวิตภายในบ้านในแต่ละวันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเข้าห้องน้ำ การลุกนั่ง หรือการเดินไปมาภายในบ้าน เป็นต้น และเพื่อเป็นการรองรับการเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุที่เข้าสู่ช่วงสูงวัย สำหรับผู้สูงวัยที่มีการเคลื่อนไหวในระบบข้อต่อกระดูก กล้ามเนื้อ และอวัยวะส่วนต่างๆ ที่ไม่มีความคล่องตัวเช่นเดิม เรื่องของความปลอดภัยภายในบ้านถือเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ภายในห้องน้ำที่มักเกิดปัญหากับผู้สูงวัยขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งการลื่นหกล้ม ปัญหาในการลุกนั่งหรือการเคลื่อนตัวที่ยากลำบาก การตกแต่งภายในห้องน้ำสำหรับผู้สูงวัยจึงควรมาพร้อมความปลอดภัย และมีการใส่ใจตั้งแต่โครงสร้างการออกแบบ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการจัดวางติดตั้งเลยทีเดียว ซึ่งประกอบไปด้วยปัจจัยที่ควรพิจารณา ดังนี้ อ่างล้างหน้า ควรจัดวางพื้นที่ในส่วนอ่างล้างหน้าให้สามารถรับน้ำหนักได้ดี เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถยืนค้ำหรือใช้มือพยุงตัวได้ โดยควรติดตั้งให้อยู่ในระดับความสูงที่เหมาะสม ไม่ควรติดตั้งในระดับที่ต่ำเกินไปจนต้องก้ม หรือสูงเกินไปจนเกิดอันตรายในการใช้งาน สุขภัณฑ์ การเลือกใช้โถสุขภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุควรเลือกที่มีความสูงในระดับที่เหมาะสม เพื่อความสะดวกสบายและง่ายต่อการลุก-นั่ง ของผู้สูงอายุ เก้าอี้สำหรับอาบน้ำ เนื่องจากผู้สูงวัยส่วนใหญ่มักมีปัญหาที่ไม่สามารถเดิน หรือยืนได้เป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว ดังนั้นจึงควรติดตั้งเก้าอี้สำหรับอาบน้ำ เพื่อความสะดวกสบายในการอาบน้ำ โดยไม่ควรทำพื้นที่ทางเดินแบ่งขั้น หรือลดหลั่นชั้นระดับภายในห้องน้ำ เพื่อป้องกันการเกิดอันตราย ราวจับ นอกจากการเลือกใช้สุขภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยและรองรับกับการใช้งานของผู้สูงวัยแล้ว การติดตั้งราวจับตามพื้นที่ต่างๆ ภายในห้องน้ำยังเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นอย่างมาก โดยควรติดตั้งราวจับไว้ในบริเวณที่ผู้สูงอายุมีการลุก-นั่ง หรือใช้งาน เช่น บริเวณสุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า หรือที่นั่งอาบน้ำ ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้สำหรับผู้สูงวัย แนะนำให้เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์ที่เหมาะสม ไม่สูงหรือเตี้ยจนเกินไป หากเป็นเฟอร์นิเจอร์ประเภทโซฟาควรเลือกที่มีวัสดุนั่งสบาย ไม่นิ่มหรือแข็งเกินไป เพราะอาจส่งผลต่อการลุก-นั่ง และสุขภาพร่างกายของผู้สูงวัยได้ โทนสีที่เลือกใช้ในการตกแต่งภายในบ้าน แนะนำให้ใช้โทนสีอ่อนๆ ไม่จัดจ้าน ควรเป็นโทนสีที่มองแล้วทำให้รู้สึกสบายตาและผ่อนคลาย การจัดวางสเปซภายในไม่ควรมีเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งบ้านที่มากชิ้นจนเกินไป ไม่ควรวางเกะกะทางเดิน และควรติดตั้งราวจับไว้ในพื้นที่ใกล้ๆ ตามทางเดินของผู้สูงอายุ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายและทำให้เกิดความปลอดภัยในการอยู่อาศัยภายในบ้านของผู้สูงวัยมากที่สุด อีกหนึ่งพื้นที่ภายในบ้านที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ บันไดบ้าน เพราะการขึ้น-ลงบันไดกลายเป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความยากลำบากในการใช้ชีวิตสำหรับผู้งสูงอายุ จึงควรติดตั้งราวจับบันไดทั้งสองฝั่ง หรือทำลิฟท์บันไดให้ผู้สูงอายุนั่งก็ได้เช่นกัน แต่ทางที่ดีที่สุด ควรจัดวางห้องนอนของผู้สูงอายุไว้ในบริเวณด้านล่าง เพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้น-ลงบริเวณบันไดก็จะดีที่สุด ไม่ใช่เพียงพื้นที่ภายในบ้านเท่านั้น แต่พื้นที่นอกบ้านก็ควรให้ความสำคัญเช่นกัน โดยควรตกแต่งพื้นทางเดินสำหรับผู้สูงอายุให้เหมาะสม ไม่ควรทำขั้นบันไดที่สลับซับซ้อน หลีกเลี่ยงการทำทางเดินลดหลั่นระดับต่างๆ ควรตกแต่งพื้นที่นอกบ้านด้วยบล็อกยางที่มีสัมผัสนุ่มสบายเพื่อกันกระแทกและการลื่นไถล พร้อมติดตั้งราวจับตามพื้นที่ทางเดินหรือตามมุมสวนต่างๆ เพื่อให้ผู้งอายุสามารถเดินได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ขอบคุณแหล่งที่มา : www.forfur.com/แต่งบ้าน/สร้างบ้านให้ปลอดภัยเพื่อผู้สูงอายุ
รอยร้าวของผนัง สัญญาณอันตราย...หรือแค่เรื่องธรรมชาติ

รอยร้าวของผนัง สัญญาณอันตราย...หรือแค่เรื่องธรรมชาติ

เคยมองไปบนผนังบ้านของตัวเองแล้วสังเกตเห็นรอยร้าวกันบ้างมั้ย รอยร้าวเหล่านั้นเป็นแค่เรื่องธรรมชาติหรืออันตรายต่อบ้านขนาดไหน ลองมาดูกันครับ เคยสงสัยกันบ้างไหมครับว่าทำไมอาคารบ้านเรือนเราอยู่ๆก็เกิดมีรอยร้าวทั้งๆที่เพิ่งจะสร้างเสร็จใหม่ๆ แบบบ้านบางหลังสร้างมาตั้งหลายปีก็ไม่เห็นว่าจะร้าวเลย แล้วรอยร้าวพวกนี้ส่งสัญญาณอะไรให้เราบ้าง อันตรายแค่ไหน แบบบ้านจะพังไหม หรือ แค่เราคิดมากไปเอง ไม่แน่อาจจะแค่เรื่องธรรมชาติหรือเปล่าไปถามบางคนก็ว่าแค่ปูนร้าวไม่มีอะไรหรอก แต่อีกคนมาบอกว่าต้องแก้นะเดี๋ยวบ้านพัง แล้วตกลงเราจะรู้ได้อย่างไร ว่ารอยร้าวที่เกิดกับบ้านเรานั้นอันไหนต้องแก้ไข หรืออันไหนปล่อยไว้ก็ได้ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับรอยร้าวที่ทั้งทำให้เราร้าวรานและร้อนใจนั้นมีแบบไหนกันบ้าง และจะแก้ไขอย่างไร ลองมาดูกันครับ 1.รอยร้าวที่เกิดบนผนัง รอยร้าวประเภทนี้ส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตรายถึงขั้นบ้านถล่มดินทลาย แต่มักจะมาในรูปแบบของความน่ารำคาญ คือจะทำให้ดูรกหูรกตา ไม่น่ามอง แต่ในกรณีนี้ไม่สามารถทำให้บ้านพังได้ครับ เช่น 1.1 รอยร้าวแบบแตกลายงา มักจะเกิดจากปูนฉาบขาดน้ำ คือ ผนังก่ออิฐแห้งเกินไปทำให้เมื่อเราเริ่มงานฉาบปูน น้ำที่ผสมในปูนฉาบที่ได้สัดส่วนดีงามแล้ว โดนผนังด้านในดูดเอาน้ำไปทำให้ปูนฉาบผิดสัดส่วนและแห้งเกินไป เมื่อใช้อาคารไปซักพักจึงเกิดเป็นรอยดังกล่าว หรืออาจจะโดนเร่งงานจากเจ้าของบ้านหรือรีบเก็บงวดงาน ทำให้เมื่อก่อผนังอิฐเสร็จก็ฉาบเลยไม่รอให้ผนังอิฐเซ็ทตัวนั่นเอง การแก้ไข : A - ก่อนงานฉาบปูนให้เรารดน้ำผนังก่ออิฐให้ชุ่มก่อนเพื่อไม่ให้ผนังขาดน้ำ แล้วแบบไหนถึงเรียกว่าไม่ขาดน้ำ สังเกตง่ายๆก่อนจะเริ่มงานฉาบลองเอาฝ่ามือไปนาบผนังถ้ารู้สึกว่าเย็นๆชื้นๆก็แสดงว่าใช้ได้แล้วนั่นเอง B - ถ้าสายไปเสียแล้ว เพราะแตกไปเรียบร้อยก็แก้ไขได้ไม่ยาก ให้ใช้สีที่มีความยืดหยุ่นสูง หาได้หลากหลายยี่ห้อในท้องตลาดมาทาทับให้เรียบร้อย และมักจะแก้ได้อย่างชะงัดทีเดียวครับ 1.2 รอยแตกของผนังตามริมขอบวงกบ อันนี้ส่วนใหญ่เกิดจากความมักง่ายของช่างก่อสร้าง ที่ไม่ยอมทำเสาเอ็น เสาเอ็นก็คือเสา คสล.ขนาดประมาณ 7 x 7 cm ที่ทำเป็นกรอบครอบวงกบประตูไว้นั่นเอง เพื่อป้องกันปูนฉาบแตกจากการเปิดปิดประตู ฉะนั้นในระหว่างการก่อสร้างเจ้าของบ้านก็ควรตรวจสอบให้รอบคอบก่อนจะที่ช่างจะฉาบปูนครับ 1.3 รอยแตกแนวทแยงบนผนังกว้างประมาณ1-2 มม.อันนี้เริ่มจะน่ากังวลขึ้นมาหน่อยครับ รอยร้าวประเภทนี้มักจะเกิดหลังจากอาคารสร้างเสร็จไปแล้วซักพัก หากเราเจอให้ลองเอาดินสอขีดตรงปลายรอยแตกแล้วสังเกตว่าร้าวต่อหรือไม่ ถ้าไม่ก็ถือว่าไม่อันตรายอาจจะแค่เกิดการบิดของผนังหรือเวลาสิบล้อขับผ่านหน้าบ้านบ่อยๆเกิดการสะเทือนมากเป็นต้น แต่ถ้ารอยร้าวกว้างและยาวมากขึ้นอาจจะสันนิษฐานได้ว่า โครงสร้างอาคารอาจจะกำลังทรุดตัว ควรปรึกษาวิศวกรเป็นการด่วน 2.รอยร้าวที่เกิดบนคาน รอยร้าวบริเวณนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือเยอะ ให้คิดไว้ก่อนว่านั่นคือเรื่องอันตราย ให้รีบหาสาเหตุและแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุด เพราะไม่ใช่เรื่องปกติแล้วครับ โดยเราอาจสังเกตได้ดังนี้ 2.1รอยร้าวแบบแตกลายงาแต่ไม่ปริออกมา อันนี้น่าจะเกิดจากปูนฉาบขาดน้ำเช่นเดียวกับข้อ 1.1 หรืออาจจะเป็นช่างฉาบปูนคนเดียวกัน ไม่ทำให้เกิดอันตรายใดๆ 2.2 รอยร้าวเป็นเส้นตรงแนวตั้งตรงกลางคานและปริจนเห็นเนื้อปูนหรือเหล็กเสริมด้านใน อาการนี้แสดงว่าคานรับน้ำหนักเกินกว่าที่วิศวกรกำหนดไว้ เรามักจะเจอกรณีแบบนี้ในอาคารประเภทโกดังที่มีการกองเก็บสินค้าเกินกำลัง ให้ลองเอาของที่ตั้งอยู่บนเหนือคานออกแล้วสังเกตดูว่ารอยร้าวมันหยุดหรือไม่ ถ้าหยุดก็แสดงว่าเราเจอสาเหตุ ขั้นตอนต่อไปก็ให้กระจายการวางน้ำหนักให้สมดุลกันทั้งอาคาร แต่ถ้ายังคงร้าวต่ออันนี้ให้คิดไว้ก่อนเลยว่าอาคารของเราก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน ก็รีบอพยพชั่วคราวกันก่อนครับ แล้วรีบติดต่อวิศวกรมาดูโดยเร็วที่สุด เพราะอาจจะทำให้อาคารพังได้ 3.รอยร้าวที่เกิดบนเสา รอยร้าวที่เกิดกับเสาก็เป็นอีกตำแหน่งที่ถือว่าอันตรายถึงชีวิตได้ง่าย ถ้าไม่นับรอยแตกลายงา รอยร้าวของเสามักจะเกิดที่หัวเสา อาจจะฉีกออกแค่เสาหรือทั้งคานและเสาก็ได้ อันนี้รีบย้ายออกจากบ้านก่อนเลยครับ แล้วติดต่อวิศวกรผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบ เพราะเกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน เกิดแรงเฉือนอย่างรุนแรงที่ตำแหน่งหัวเสาเชื่อมกับคานและจะทำให้อาคารทรุดลงมาได้ การแก้ไขมีตั้งแต่เสริมเหล็กรับแรงให้กับเสา ไปจนถึงทุบอาคารทิ้งกันเลย ฉะนั้นถ้าเจอรอยร้าวแบบนี้อย่านิ่งนอนใจอย่างเด็ดขาดครับ 4.รอยร้าวที่เกิดบนพื้น รอยร้าวบนพื้นมักจะมีให้เห็นบริเวณพื้นชั้นล่าง และเป็นพื้นที่วางบนดินหรือที่เรียกว่าพื้นหล่อในที่ โดยสาเหตุเกิดจากการทรุดตัวของดินถมบดอัดที่อยู่ใต้พื้น พอดินที่รับน้ำหนักพื้นทรุดลงก็จะทำให้พื้นทรุดตาม ทำให้เห็นรอยร้าวตามขอบพื้นที่ติดกับคาน การแก้ไข หากกำลังเริ่มทำแบบบ้านให้พยายามทำพื้นแบบวางบนคานไม่ว่าจะเป็นพื้นหล่อหรือพื้นสำเร็จรูปก็ตาม ปัญหานี้ก็จะไม่เกิดกับบ้านเราอย่างแน่นอน ส่วนคนที่อยู่แบบบ้านเดิมมานานและพื้นทรุดตัวแล้ว อันนี้แก้ยากครับ ง่ายสุดคือทุบพื้นเดิมทิ้งแล้วหล่อใหม่ดีกว่า เป็นยังไงบ้างครับได้รับรู้กันไปพอสมควรสำหรับเรื่องรอยร้าวในตำแหน่งต่างๆ ทั้งที่อันตรายและไม่อันตราย วันไหนว่างๆลองเดินสำรวจรอบบ้านกันดู หรือว่าใครกำลังเจอปัญหานี้พอดีก็จะได้มีแนวทางในการแก้ไขเบื้องต้นได้ครับ ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.forfur.com/%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87-%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4
ซื้อบ้านมือสอง มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

ซื้อบ้านมือสอง มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

เป็นเรื่องปกติที่เวลาเราซื้อบ้านมือสองจะมี “ความเสี่ยง” มากกว่าบ้านใหม่ เพราะถ้าเราซื้อบ้านใหม่ ก็สามารถเลือกได้เลยว่าจะเอาโครงการไหน รู้ประวัติที่มาของโครงการ ความน่าเชื่อถือ เเต่บ้านมือสองนั้นเเตกต่างกัน เพราะอย่างๆน้อยบ้านต้องมีเจ้าของมาก่อนแล้วเเน่นอน แล้วถ้าเราจะเลือกซื้อบ้านมือสองสักหลัง เราเตรียมตัวรับมือกับความเสี่ยงเรื่องอะไรบ้าง?    1.เเน่ใจได้ยังไงว่าคนที่อยู่บ้านหลังนั้นเป็นเจ้าของบ้าน? อย่างเเรกสุดที่เราต้องเจอเลย เพราะเราไม่อาจเเน่ใจได้เลยว่าเขาใช่เจ้าของบ้านตัวจริงหรือเปล่า? หรือเพียงเเค่ผู้อยู่อาศัย ผู้เช่าบ้าน ก่อนจะตกลงซื้อขายเบื้องต้นต้องตรวจสอบให้ดีก่อน วิธีตรวจสอบคือการเอาโฉนดไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินว่าเจ้าของชื่ออะไร พอถึงวันนัดวางเงินก็เอาเอกสารมาเทียบกัน ถ้าตรงกันก็ถือว่าถูกต้อง เเต่ถ้าซื้อบ้านเอง เเนะนำให้สำนักกฎหมายเข้ามาดูเเล จะปลอดภัยกว่า     2.บ้านมีทางออกมั้ย? ความเสี่ยงต่อมาคือเรื่องทางออก ถ้าเป็นบ้านที่อยู่นอกโครงการหมู่บ้านจัดสรร และมีถนนตัดผ่านหน้าบ้าน ต้องตรวจสอบก่อนว่าถนนเส้นนั้นเป็นถนนส่วนบุคคลหรือเป็นถนนภาระจำยอมที่ให้บ้านอื่นสามารถใช้ได้ร่วมกัน เเต่ถ้าใครเลือกขอสินเชื่อธนาคารก็ไม่ต้องกังวล เพราะเจ้าหน้าที่ธนาคารจะส่งฝ่ายประเมินเอกสารไปตรวจสอบให้เรา สบายใจไร้กังวล   3.เรื่องราคาจะเป็นกลางมั้ย? เรื่องสำคัญที่หลายคนกังวลคือเรื่องราคา หลายคนอาจไม่มีประสบการณ์ซื้อขายบ้านมาก่อน ดังนั้นต้องตรวจสอบราคาให้ดีก่อนว่าเป็นราคาตลาดหรือมั้ย? ถ้าเก็บข้อมูลได้เยอะเเล้วเจอหลังที่ใช่ ก็ซื้อได้เลย เเต่ถ้าเพิ่งดูครั้งเเรกแล้วชอบ ก็อย่าพึ่งรีบตัดสินใจ เราอาจจะลองค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต เเล้วเปรียบเทียบราคาบ้านในละเเวกเดียวกัน เเต่ก็ต้องเช็คข้อมูลให้ถูกต้องด้วย อย่าเชื่อหมดทุกอย่าง ได้ข้อมูลที่พอใจเเล้วเราก็ลงพื้นที่จริงได้เลย อย่าลืมอีกเรื่องคือ เมื่อตกลงราคากันได้เรียบร้อย ต้องคุยกันให้เด็ดขาดว่าฝ่ายไหนจะจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนใดบ้าง?   4.บ้านถูกอายัดอยู่หรือเปล่า? การอายัดเกิดจากการเอาบ้านไปติดจำนองเเล้วไม่ผ่อนเจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงไปขออำนาจศาลอายัดบ้านไว้ก่อน เหตุการณ์แบบนี้มักเกิดกับการซื้อขายบ้านในเมือง หลายคนเลยที่ดูบ้านเรียบร้อย ตกลงจะซื้อพร้อมวางเงิน เเต่บ้านกลับถูกอายัด วิธีแก้ไขคือเราสามารถไปขอดูโฉนดที่กรมที่ดินก่อนได้ เเจ้งว่าอยากจะตรวจสอบเพราะต้องการจะซื้อบ้านหลังนี้ ส่วนเรื่องการติดจำนอง ไม่ต้องเป็นกังวล เพราะว่าคนที่ติดจำนองต้องมาไถ่ถอนไปก่อนถึงจะซื้อขายได้   5.ถ้าเอกสารสิทธิที่ครอบครองไม่ใช่โฉนดที่ดินล่ะ? กรณีเป็นพื้นที่ต่างจังหวัด เอกสารสิทธิเป็น น.ส.3 และ น.ส.3ก สามารถซื้อได้ทั้งหมด เเต่ถ้าเป็น ภบท. หรือซื้อใบรับรองจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ยืนยันว่าใช้เป็นที่ทำมาหากิน พวกนี้ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง   6.ถ้าซื้อไปแล้วถูกเวนคืน? ก่อนจะเลือกซื้อบ้าน ควรตรวจสอบว่าเเถวนั้นมีโครงการทำทางด่วน รถไฟฟ้า ถนนตัดผ่านใหม่หรือเปล่า? ถ้าอยู้ในช่วงสำรวจก็ถือเป็นความเสี่ยงส่วนหนึ่ง เเต่ถ้าการเวนคืนที่ดินเเถวนั้นออกเป็นกฤษฎีกาแล้วก็สบายใจได้ เพราะถือว่าที่ดินเเถวนั้นห้ามทำการซื้อขายเด็ดขาด     7.แล้วถ้าโฉนดบ้านมีชื่อมากกว่า 1 คน ทำไงดี? เรื่องนี้เวลาวางเงินซื้อขายทุกคนต้องเซ็นยินยอม ถ้าเกิดเหตุการณ์มีคนใดคนหนึ่งไม่ยินยอมในวันโอน เราอาจโดนยึดมัดจำไปฟรีๆ เเล้วต้องมาเสียเวลามาฟ้องร้องเรียกมัดจำคืน     8.ถ้าเกิดสิ่งปลูกสร้างที่ดินไม่มาพร้อมกัน ถ้าที่ดินเป็นชื่อคนละคนกับบ้าน จะซื้อขายต้องมีประกาศจากสำนักงานที่ดินว่าทั้งสองฝ่ายยินยอมก่อน จะต้องเสียเวลาอีก 1 เดือน และถ้าหากไม่ประกาศก็โอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้   9.ถ้ามีปัญหา มีผู้จัดการมรดกจัดการหรือเปล่า? ถ้าคนถือครองเสียชีวิต ก็ต้องดูว่ามีใครเป็นผู้จัดการมรดก ทำเรื่องเรียบร้อยเเล้วหรือยัง? เเต่ถ้าเกิดวางเงินไปแล้ว เเต่กลัวว่าจะโอนไม่ได้ ซึ่งจริงๆแล้วสามารถโอนได้ โดยขออำนาจศาลเเต่งตั้งผู้จัดการมรดกก็สามารถทำเรื่องซื้อขายกันต่อได้เเล้ว ตอนนี้เรารู้เเล้วว่าความเสี่ยงที่จะเจอเวลาเราจะซื้อบ้านมือสองนั้นมีอะไรบ้าง ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจซื้อบ้านมือสองสักหลังต้องคิดให้ดีๆ เก็บข้อมูลให้มากๆก่อนซื้อ   ขอบคุณแหล่งที่มา  :  https://www.home2nd.com/blog/87690  
เคล็ดลับดับกลิ่นสีบ้านใหม่

เคล็ดลับดับกลิ่นสีบ้านใหม่

แปลงโฉมบ้านด้วยการทาสีใหม่เรียบร้อยแล้ว แต่ต้องมาหงุดหงิดใจกับกลิ่นสีใหม่ที่ชวนปวดหัว มาดับกลิ่นสีเหม็นๆ ให้หมดไปด้วยอุปกรณ์ที่หาได้ในบ้านกันค่ะ รับรองว่าไม่ยากเกินความสามารถแน่นอน   1.เปิดประตูหน้าต่างให้หมดทุกบานเพื่อระบายอากาศ และเปิดพัดลมช่วยด้วย กลิ่นจะค่อยๆ จางหายไป   2.รวบรวมเศษสบู่กลิ่นหอมๆ แล้วใส่ถุงหรือกล่องเล็กๆ วางไว้ตามมุมห้อง กลิ่นสบู่จะช่วยกลบกลิ่นสีได้   3.หาถ่านไม้ก้อนเล็กๆ ใส่กล่องวางไว้รอบห้อง เพราะถ่านไม้เป็นคาร์บอนที่มีคุณสมบัติด้านการดูดกลิ่น   4.หยดวานิลลาประมาณ 1 - 2 ช้อนโต๊ะลงในถ้วยใบเล็ก นำไปตั้งไว้ในห้องที่เพิ่งทาสีเสร็จ กลิ่นสีจะค่อยๆ หายไป   5. ผสมน้ำส้มสายชูครึ่งถ้วยกับน้ำร้อนจัดครึ่งถ้วย วางไว้กลางห้อง เพราะน้ำส้มสายชูช่วยดับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้ดี   6.ใช้พืชผักที่หาซื้อได้ตามตลาดทั่วไป เช่น หอมแดง หอมหัวใหญ่ ใบเตย ลูกมะกรูด ฯลฯ หั่นหรือทุบเบาๆ เล็กน้อยแล้ววางไว้ใน ห้องที่ทาสีเสร็จใหม่ๆ อาจใช้ฉีดสเปรย์ปรับอากาศร่วมด้วย ประมาณ 1 - 2 วันกลิ่นสีจะค่อยๆ หายไปค่ะ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.home.co.th/hometips/decoration/detail/53994  
วิธีแก้ปัญหาบ้านทรุดเป็นโพรง อีกหนึ่งวิธีช่วยป้องกันงูเข้าบ้านได้

วิธีแก้ปัญหาบ้านทรุดเป็นโพรง อีกหนึ่งวิธีช่วยป้องกันงูเข้าบ้านได้

วิธีแก้ปัญหาบ้านทรุดเป็นโพรง สำหรับบ้านที่กำลังจะก่อสร้างและก่อสร้างเสร็จแล้ว แต่มีปัญหาเรื่องบ้านทรุดเป็นโพรง มาดูวิธีแก้ป้องกันงูเข้าบ้านพร้อม ๆ กันค่ะ  งู เป็นสัตว์มีพิษที่อันตรายมากทีเดียว ยิ่งหน้าฝนแบบนี้ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะบางทีมันอาจเข้ามาทำรังในบ้านโดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น โพรงใต้บ้านที่เกิดจากปัญหาบ้านทรุด วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำ วิธีแก้ปัญหาบ้านทรุดเป็นโพรง ข้อมูลดี ๆ จาก เฟซบุ๊ก ผู้รับเหมาผู้ซื่อสัตย์ ที่ยินดีให้นำความรู้มาแบ่งปัน ใครกำลังเจอปัญหาเรื่องบ้านทรุดจนใต้พื้นเป็นโพรง มาดูวิธีแก้ไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ วิธีแก้ปัญหาบ้านทรุดเป็นโพรง โดย เฟซบุ๊ก ผู้รับเหมาผู้ซื่อสัตย์ จากข่าวดัง ! งูเข้าไปอยู่ใต้พื้นบ้านเราที่เป็นโพรงได้อย่างไร ?? ผมอ่านเจอข่าวนี้และเคยมีเพื่อน ๆ หลายคนสอบถามเข้ามาในอินบ็อกซ์ เรื่อง "วิธีแก้ปัญหาบ้านทรุดเป็นโพรง" วันนี้ผมจึงนำวิธีแก้ปัญหาสำหรับ 1) เพื่อน ๆ ที่กำลังจะสร้างบ้าน 2) บ้านที่สร้างเสร็จแล้วและมีปัญหานี้อยู่ จะมีวิธีและขั้นตอนแก้ไขอย่างไรบ้าง ? ลองมาดูกันครับ... วิธีแก้ปัญหาบ้านทรุดเป็นโพรง 1. บดอัดดินให้แน่น จะได้ระดับที่ต้องการ (ก่อนก่อสร้าง)   2. ตอนระหว่างสร้าง จากระดับพื้นดินถึงตัวบ้านไม่เกิน 1 เมตร ใช้วิธีหล่อครีบคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) ต่อจากท้องคาน ลงมา หากผนังระดับพื้นดินห่างเกิน 1 เมตร ควรทำผนังกั้นและเทคานที่พื้นรอบบ้าน (ควรเสียบเหล็กหนวดกุ้งด้วย)   ถ้าเป็นบริเวณพื้นที่ซักล้างควรลงเข็มแบบปูพรม แต่ด้านล่างของพื้นดินต้องไม่มีอุปกรณ์งานระบบ เช่น ถังดักไขมัน, ถังเก็บน้ำ, ถังส้วม 3. ถ้าบ้านที่สร้างเสร็จแล้วเป็นโพรง กรณีที่ 1 ทรุดไม่เกิน 10 เซนติเมตร ใน 1 ปี สามารถแก้ไขด้วยการปรับระดับพื้น โดยถมพื้นให้สูงเลยโพรงใต้บ้านขึ้นมา แล้วตกแต่งผิวหน้าด้วยสมาร์ทบอร์ดหรืออื่น ๆ ได้ กรณีที่ 2 หากพื้นดินทรุดเยอะเกิน 10 เซนติเมตร ใน 1 ปี ควรปิดโพรงชั่วคราวไปก่อน อาจจะใช้แผ่นสมาร์ทบอร์ดหรือหินมาปิดไว้ จนพื้นไม่ทรุดแล้ว จึงค่อยเริ่มทำแบบกรณีที่ 1 ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก ผู้รับเหมาผู้ซื่อสัตย์ และ https://home.kapook.com/view177526.html
ผ่อนไหวใช่ว่าดี คำนวณก่อน ดอกเบี้ยบ้าน คุ้มค่าจริงเปล่า?

ผ่อนไหวใช่ว่าดี คำนวณก่อน ดอกเบี้ยบ้าน คุ้มค่าจริงเปล่า?

การมีทรัพย์สินติดตัวไว้ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป ยิ่งเมื่อการได้มาเป็นภาระเกินความจำเป็น ยิ่งมีมูลค่ามาก การได้มากก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น และผู้ให้บริการทางการเงินส่วนมากก็มอบช่องทางสบายๆให้กับคนใจร้อน คนที่มีความต้องการมากเสียจนลืมคิดหน้าคิดหลังให้ดีซะก่อน หากคุณไม่อยากเสียผลประโยชน์จากการไม่วางแผน ลองอ่านบทความนี้ให้จบ แล้วคุณจะพบว่า ดอกเบี้ยจากการผ่อนบ้าน หากไม่บริหารให้ดี จะเจ็บหนักขนาดไหน   อันดับแรกคือหาเจ้าที่ประหยัดที่สุด เวลาเราไปดูตารางดอกเบี้ยของผู้ให้บริการทางการเงินหลายๆเจ้า เรามักจะเห็นคำว่า MRR นำอยู่ข้างหน้าเสมอ ตามด้วย สามปีแรกดอกเบี้ยกี่ % แล้วหลังจากนั้นเป็น MRR ลบเท่าไหร่ เช่น MRR = 7.25% สามปีแรก ดอกเบี้ย 3.75% ปีที่เหลือ ดอกเบี้ย MRR-2% เมื่อเห็นแบบนี้ก็เข้าใจง่ายๆว่าคุณจะต้องโดนดอกเบี้ยปีละกี่ % แต่ค่า MRR จะเปลี่ยนไปทุกปีตามกำหนดการของธนาคาร เป็นเหตุผลที่มีการรีไฟแนนซ์ ทำให้การตัดสินใจเลือกผู้บริการธุรกรรมทางการเงินเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ยังไม่รวมไปถึงปริมาณการผ่อนชำระ   หลักการผ่อนไม่ให้ขาดทุน จุดสำคัญที่อยากให้ทุกคนเข้าใจกันคือปริมาณก่อนผ่อนชำระของคุณ เพราะคนส่วนมากมักจะเลือกผ่อนทีละน้อย เพื่อไม่ให้เดือดร้อนทรัพย์สินส่วนอื่น ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกไปซะหมด โดยเฉพาะกับคนที่สามารถรับผิดชอบผ่อนชำระได้มาก บางคนมีรายได้พอจะผ่อนให้เสร็จในสิบปีได้ แต่เลือกจะผ่อน 20 ปีเพื่อจะเอาเงินไปใช้ทำส่วนอื่น ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดเต็มๆ ธนาคารมักจะมีการผ่อนชำระขั้นต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 1ล้านต่อ 7พันบาท จะผ่อนหมดในเวลาประมาณ 142 สัปดาห์หรือ 20 ปี ซึ่งใช้เวลานานมาก ในขณะที่ปริมาณดอกเบี้ยไม่ได้ลดลงเลย คุณอาจจะมีรายได้อยู่ที่ 30,000 บาทต่อเดือน ผ่อน 15,000 บาทต่อเดือนต่อเงินต้นสองล้านบาท คุณคิดว่าคุณจะโดนดอกเบี้ยเท่าไหร่? ดอกเบี้ยหรือค่า MRR อาจจะคงที่ในทุกทุกปีที่คุณผ่อน แต่ดอกเบี้ยจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับเงินต้นว่าคุณผ่อนไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ซึ่งดอกเบี้ยนั้นจะคำนวณตามเงินต้นและต้องรับผิดชอบทุกเดือน หมายความว่ายิ่งคุณจ่ายทีละน้อย เงินต้นก็จะลดลงช้าลงเท่านั้น เท่ากับว่าดอกเบี้ยก็จะลดลงช้าด้วยเช่นกัน จากล้านละเจ็ดพัน เปลี่ยนมาเป็นล้านละหมื่น จะย่นระยะเวลาการผ่อนชำระลงได้มากกว่าที่คุณคิด ยอมลงทุนผ่อนทีละมากๆต่อทรัพย์สินทีละชิ้น ดีกว่ามานั่งผ่อนยาวๆแต่เมื่อคำนวณออกมาแล้ว ดอกเบี้ยสูงเท่าเงินต้นนะครับ   รายได้ไม่พอ จะแก้ปัญหาอย่างไร? สำหรับคนที่มีความจำเป็นที่จะต้องผ่อนบ้าน หรือคนที่ผ่อนชำระไปแล้วพึ่งพบว่าตนเองกำลังขาดทุนอยู่จะแก้ปัญหาได้ทางไหนบ้าง? จริงๆแล้วหากไม่มีรายได้เพิ่ม ก็อาจจะเป็นทางออกที่ยาก แต่ก็มีทางเลือกง่ายๆดังนี้ โปะก้อนใหญ่ วิธีการแก้ปัญหาเงินต้นลดช้า แก้ได้ด้วยการโปะเงินก้อนเข้าไปในทุกทุกปีหรือทุกทุกเดือน เพื่อเป็นการลดเงินต้นอีกรูปแบบหนึ่ง แม้จะต้องใช้เงินเยอะเหมือนเดิม แต่ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารเงินของท่านว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน รีไฟแนนซ์ การรีไฟแนนซ์นั้นมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเสมอ หากคำนวณไม่ดี จะกลายเป็นขาดทุนไปด้วย แต่หากทำถูกวิธี จะสามารถลดดอกเบี้ยลงอย่างเห็นได้ชัด ข้อเสนอปัจจุบัน ดอกเบี้ยกำไรผู้ซื้อมีเป็นช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก หลังจากนั้นไปการรีไฟแนนซ์จึงกลายมาเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่ง หาผู้กู้ร่วม ในเมื่อไม่สามารถรับผิดชอบด้วยตัวเองได้ ก็ต้องหาคนมาช่วยรับผิดชอบ อาจจะไม่ใช่รูปแบบของการ กู้ร่วมทั้งหมด แต่ก็สามารถหารายได้เพิ่มจากที่พักที่คุณมีนี่แหล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเช่าที่ หรือเปลี่ยนเป็นหอพักก็ดีทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ที่ปลายทางได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ วิธีการหลีกหนีดอกเบี้ยบ้านที่สูงเกินไป อยู่ตั้งแต่ตอนเริ่มขอสินเชื่อ ตั้งแต่ตอนคำนวณฐานรายได้และรูปแบบการชำระที่คุณต้องการ หากเตรียมพร้อมไว้ก่อน ก็จะไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม คนที่ไม่มีทางเลือกก็จำเป็นต้องพยายามให้หนักกว่าคนอื่น หากต้องการจะออกจากวังวนนี้ แม้ว่าการผ่อนระยะเวลานานจะเป็นทางเลือกที่คุณสบายใจที่สุด แต่การผ่อนเงินเพียงสองล้านบาทอาจกลายเป็นดอกเบี้ยร่วมหนึ่งล้านบาทได้เลย มากพอที่จะคุณถอยรถยนต์อีกคันได้สบายๆ ดังนั้นก่อนจะทำการใหญ่ การศึกษาข้อมูลทางการเงินมีความจำเป็นมากกว่าที่คุณคิด อย่ารีบร้อน วางแผนให้ดีก่อน ขอบคุณข้อมูลจาก : https://finance.rabbit.co.th/blog/minimum-house-installment        
เรื่องควรรู้ก่อนตัดสินใจ รีไฟแนนซ์บ้าน

เรื่องควรรู้ก่อนตัดสินใจ รีไฟแนนซ์บ้าน

เรื่องของสินเชื่ออาจจะเป็นเรื่องที่เข้าใจยากซักหน่อย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่เราต้องรู้ไว้ ไม่ว่าคุณจะกำลังผ่อนบ้านอยู่ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อบ้านซักหลังเป็นของตัวเอง เรื่องสินเชื่อบ้าน ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยค่ะ     รีไฟแนนซ์บ้านคืออะไร? การรีไฟแนนซ์บ้าน คือ การขอกู้ยืมสินเชื่อก้อนใหม่จากธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เรามีสัญญาการผ่อนชำระอยู่เดิม หรือ จะทำเรื่องกู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งใหม่ มาโปะหนี้จากธนาคารเดิมก็สามารถทำได้ การรีไฟแนนซ์บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการขอกู้เงินจากธนาคารเดิม หรือธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งใหม่ ต่างมีจุดประสงค์เพื่อขยายระยะเวลาการผ่อนที่เหลือให้นานขึ้น และมีค่างวดน้อยลง หรือ เพื่อให้ผ่อนหมดเร็วขึ้น     คนส่วนใหญ่มักจะนิยมรีไฟแนนซ์บ้าน หรือ คอนโดมิเนียม กันทุกๆ 3  ปี หรือ เมื่อเริ่มที่จะรู้สึกว่าผ่อนไม่ไหว แต่ในความเป็นจริงแล้ว การรีไฟแนนซ์บ้าน ไม่จำเป็นต้องรอให้เรารู้สึกว่าผ่อนบ้านหรือคอนโดไม่ไหวถึงจะยื่นเรื่องขอรีไฟแนนซ์ เพราะ ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ มีกำหนดให้สามารถรีไฟแนนซ์ได้เรื่อยๆ (ทุกรอบ 3ปี) ทั้งนี้เพราะธนาคารและสถาบันการเงินแต่ละแห่งล้วนมีแรงจูงใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงนั่นเอง เพราะอัตราดอกเบี้ยในการกู้เงินซื้อบ้านหรือคอนโดของทุกธนาคารจะถูกแค่ในช่วง 3 ปีแรกเท่านั้น และหลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น หมายความว่าคุณจะต้องจ่ายค่างวดและดอกเบี้ยการผ่อนบ้านในอัตราปกติ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกค้าหลายๆคนจึงเลือกทำการรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งใหม่นั่นเอง       1.เงื่อนไขการรีไฟแนนซ์ของธนาคารและสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ปัจจัยหลักๆของการกู้สินเชื่อบ้านคือดอกเบี้ย ดังนั้นหากคุณต้องการจะรีไฟแนนซ์ ดอกเบี้ยคือสิ่งที่จะต้องพิจารณาเป็นอย่างแรก อัตราดอกเบี้ยสำหรับการรีไฟแนนซ์ที่เหมาะสม คือ อัตราดอกเบี้ยจะต้องต่ำกว่าดอกเบี้ยตลอดสินเชื่อที่ใช้ในปัจจุบัน รวมทั้งเงื่อนไขเรื่องจำนวนเงินผ่อนต่องวดที่ต้องลดลงและ ระยะการผ่อนที่นานขึ้นเพราะธนาคารและสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ย่อมมีเงื่อนไขการรีไฟแนนซ์ที่ต่างกัน หากคุณรู้เงื่อนไขของธนาคารแต่ละแห่ง จะทำให้เราสามารถคำนวนได้ว่าการรีไฟแนนซ์บ้านแต่ละครั้งมีส่วนช่วยในการลดดอกเบี้ยได้มากน้อยแค่ไหน     2.ค่าใช้จ่ายโดยรวมทั้งหมด อัตราดอกเบี้ย ค่าประเมินราคาทรัพย์สิน ค่าธรรมเนียมการปล่อยกู้ ค่าอากรแสตมป์ ค่าจำนองที่ดิน ค่าทำประกัน หรือค่าบริการอื่นๆ (ค่าประกันอัคคีภัย) ส่วนมากค่าใช้จ่ายโดยรวมนี้คุณสามารถคำนวนได้จากเว็บไซต์ของธนาคารและสถาบันการเงินแต่ละแห่ง เพราะในปัจจุบันธนาคารและสถาบันการเงินที่มีการให้บริการรีไฟแนนซ์ จะมีบริการคำนวนค่าใช้จ่ายให้แก่ลูกค้าที่ต้องการใช้บริการรีไฟแนนซ์อยู่แล้ว     3.ต้องรู้ว่าใช้เอกสารอะไรในการยื่นขอรีไฟแนนซ์บ้าง สำเนาบัตรประชาชน/สำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมฉบับจริง ใบรับรองเงินเดือน (ย้อนหลัง 3เดือน) หรือ หนังสือผ่านสิทธิสวัสดิการข้อตกลง ฉบับจริง ใบเสร็จการผ่อนชำระย้อนหลัง 24 เดือน (ในกรณีรีไฟแนนซ์บ้านแบบไถ่ถอน) สำเนาบัญชีเงินฝากแสดงรายการย้อนหลัง 6 เดือน และหลักฐานแสดงฐานะการเงินอื่น ๆ พร้อมฉบับจริง หรือ Statement พร้อมเซ็นต์รับรอง หากผู้ยื่นเรื่องขอรีไฟแนนซ์ ประกอบอาชีพส่วนตัว ให้นำสำเนาใบประกอบวิชาชีพ หรือ ใบอนุญาตประกอบการ มาแสดงด้วย แต่หากประกอบธุรกิจให้นำสำเนาทะเบียนการค้า ทะเบียนบริษัท หรือทะเบียนห้างหุ้นส่วนฯ พร้อมยื่นหลักฐานการเสียภาษีเงินได้ แนบใบเสร็จตัวจริงจากกรมสรรพากร ย้อนหลัง 6 เดือน มาด้วย (รูปถ่ายกิจการ จำนวน 3-4 รูป) สำเนาโฉนดที่ดิน/นส.3ก/หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด/อช.2(2ชุด) พร้อมรับรองจาก สนง.ที่ดิน     4.ศึกษาขั้นตอนการรีไฟแนนซ์เบื้องต้น การศึกษาขั้นตอนการรีไฟแนนซ์บ้านจะทำให้คุณประหยัดเวลาในการดำเนินการได้มากขึ้น รวมถึงคุณสามารถเตรียมเอกสารและดำเนินการยื่นเอกสารได้ทันเวลาอีกด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การติดต่อขอสำเนาสรุปยอดหนี้เงินกู้กับธนาคารเก่า ยื่นเอกสารสรุปยอดหนี้ที่ได้จากธนาคารแห่งเก่าไปขอรีไฟแนนซ์กับธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งใหม่ เจ้าหน้าที่ธนาคารมาประเมินทรัพย์สิน การนัดวันไถ่ถอนที่สำนักงานที่ดินธนาคารเดิม การนัดวันทำสัญญากับธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งใหม่ ดำเนินการเรื่องโอนที่ที่ดินในเขตที่ของเราตั้งอยู่   แม้ว่าข้อมูลต่างๆจะสำคัญต่อการรีไฟแนนซ์บ้าน แต่การศึกษาข้อมูลอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่ทางออกทั้งหมด คุณควรดูปัจจัยจากตัวคุณเพิ่มเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นรายได้ประจำ เงินเก็บ กำลังทรัพย์ แนวมโน้มทางการเงิน แนวโน้มหน้าที่การงาน รวมถึงการคำนวนความสามารถในการผ่อนค่างวด ดอกเบี้ย รวมถึงระยะเวลาในการผ่อนด้วย  ขอบคุณข้อมูลจาก : https://finance.rabbit.co.th/blog/re-finance-101        
5 วิธีลดร้อนให้บ้าน (Info)

5 วิธีลดร้อนให้บ้าน (Info)

  ว่ากันว่าเข้าสู่ช่วงหน้าร้อนทีไรค่าไฟแต่ละบ้านจะขึ้นสูงปรี๊ดทุกที ก็แหม ด้วยอุณหภูมิข้างนอกที่ร้อนฉ่าขนาดนั้น ครั้นจะไม่ให้ใช้เครื่องปรับอากาศเลยก็คงจะทรมานเกินไปใช่ไหมล่ะคะ แต่จะให้เปิดแอร์อยู่ทั้งวันทั้งคืน พอถึงสิ้นเดือนทีเห็นบิลค่าไฟก็คงเศร้าใจไม่ใช่น้อย วันนี้ทีมงาน Review Your Living จึงได้รวบรวมสารพัดวิธีลดความร้อนให้กับบ้านมาฝาก ซึ่งต้องบอกเลยว่าเป็นเทคนิคดีๆ ที่จะช่วยเพิ่มความเย็นให้กับบ้านแสนรักของคุณได้อย่างแน่นอน 1. Façade ช่วยได้ การดีไซน์ Facade (ฟาซาด) ไม่ว่าจะใช้วัสดุอะไรปกคลุมตัวอาคารก็คงคล้ายกับการแต่งตัวให้แก่บ้าน เพราะสามารถ เปลี่ยนบรรยากาศภายนอกของบ้านสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี บางคนอาจจะคิดว่าไม่มีความจำเป็นอะไร ไม่ต้องมีก็ได้ แต่ทราบไหมคะว่าฟาซาดนั้นช่วยกันฝนและกรองแสงลดความร้อนก่อนจะเข้าสู่ตัวบ้านได้เป็นยังดี อีกทั้งยังช่วยให้สายลมพัดผ่านได้ง่ายขึ้นรวมถึงอำพรางสายตาจากภายนอกเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวอีกด้วยค่ะ   2. ติดฟิลม์กรองแสงลดความร้อนสิ! ถ้าบ้านของคุณรายล้อมไปด้วยกระจกใส แน่นอนค่ะว่าคงทำให้บรรยากาศในบ้านดูโปร่งโล่งแต่ก็ต้องแลกมาด้วยความร้อนนะคะ ยิ่งมีแสงสว่างจากธรรมชาติสาดส่องมามากเท่าไหร่ความร้อนก็ยิ่งเข้าสู่ตัวบ้านมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นแนะนำว่าควรติดฟิลม์กรองแสงชนิดเคลือบโลหะค่ะ ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยกรองแสงสว่างจากด้านนอกได้เป็นอย่างดีแล้ว คุณสมบัติเด่นของโลหะยังช่วยสะท้อนความร้อนออกไปอีกด้วย เพียงเท่านี้บ้านคุณก็เกิดภาวะเย็นสบายแล้วค่ะ   3. เปลี่ยนผ้าม่าน ชีวิตก็เปลี่ยน... อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะว่าผ้าม่านจะช่วยกันความร้อนได้อย่างไร แน่นอนว่าถ้าคุณเลือกใช้ผ้าม่านทั่วๆ ไปก็คงช่วยกรองแสงได้ประมาณหนึ่ง แต่ถ้าคุณเลือกใช้ม่าน Blackout หรือผ้าทึบแสงที่มีประสิทธิภาพกันแสงได้ถึง 99% ซึ่งส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับการเคลือบกันรังสี UV ทำให้บ้านเย็นขึ้น ผู้อยู่อาศัยสบายตัว สบายใจ และที่สำคัญสบายกระเป๋าด้วยค่ะเนื่องจากช่วยประหยัดค่าไฟไปได้เยอะเชียวล่ะ   4. ต้นไม้ก็ช่วยได้นะ อีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้บ้านของคุณเย็นขึ้น นั่นก็คือการปลูกต้นไม้ใหญ่สีเขียวขจีให้แตกแขนงกิ่งก้านปกคลุมบ้าน แต่ก็ต้องคอยดูแลให้ดีนะคะ ถ้ามันเริ่มโตหรือสูงเกินไปอาจบดบังตัวบ้านได้ ดังนั้นต้องคอยหมั่นตัดกิ่งก้านเล็มใบเพื่อให้ลมสามารถพัดผ่านได้อย่างสะดวก ส่วนข้อแนะนำที่เราอยากบอกก็คือควรปลูกต้นไม้ทางทิศตะวันตกหรือทิศใต้ เพราะทิศทางลมจะช่วยพัดผ่านทำให้บ้านเย็นขึ้น   5. ติดฉนวนกันความร้อน แน่นอนค่ะว่าปัจจุบันมีวัสดุใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย หนึ่งในวัสดุที่รู้จักกันดีก็คงหนีไม่พ้นฉนวนกันความร้อนที่มักนิยมติดกันบนฝ้า ใต้หลังคา หรือแม้แต่ผนังบ้าน ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยสะท้อนและปกป้องความร้อนได้ดี ทั้งยังติดตั้งง่ายไม่ว่าจะเป็นบ้านสร้างสำเร็จรูปหรือบ้านสร้างใหม่ ทำให้บ้านเย็นฉ่ำตลอดทั้งวัน   เป็นยังไงกันบ้างค่ะกับบทความดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีบทความน่ารู้อีกมากมายให้ได้ติดตามกันได้ที่นะคะ https://goo.gl/dwpzgr
ข้อคำนึงถึงความปลอดภัยของที่อยู่อาศัย

ข้อคำนึงถึงความปลอดภัยของที่อยู่อาศัย

เมื่อที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ดังนั้นการคิดเลือกซื้อคอนโดมิเนียมหรือบ้านสักหลังก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งเลยใช่ไหมคะ? ครั้นจะเลือกซื้อเพราะถูกใจในทำเล แนวคิดโครงการ ขนาดพื้นที่ใช้สอย หรือชื่อเสียงจากผลงานที่ผ่านมาของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังอย่างเดียวก็คงจะไม่พอ อีกหนึ่งข้อสำคัญที่พวกเราทีมงาน Review Your Living อยากให้คุณผู้อ่านพิจารณาให้ดีในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยนั่นก็คือ ‘ความปลอดภัย’ ทั้งในด้านของชีวิตและทรัพย์สินค่ะ เพราะถ้าลำดับเหตุการณ์จากข่าวโจรกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศจะเห็นได้ว่ามีบ้านในโครงการหรือแม้กระทั่งคอนโดมิเนียมส่วนหนึ่งที่ดูเหมือนปลอดภัยดี แต่ก็ยังไม่วายที่จะโดนยกเค้า! วันนี้เราจึงรวบรวม 3 ข้อมูลโดยเน้นในเรื่องความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยมาฝากค่ะ เพื่อให้ทุกคนได้คำนึงและนำไปตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อพร้อมย้ายเข้าอยู่อย่างสบายใจ บทความโดย Review Your Living 1. ความปลอดภัยในการวางแผนออกแบบโครงการ ข้อนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักของการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยเลยล่ะค่ะ เพราะการออกแบบถนนและจัดวางตำแหน่งอาคารให้มีความเป็นอยู่ปลอดภัย การจัดแบ่งโซนนิ่งหรือการสัญจรในโครงการ รวมไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ดี การจัดระบบรักษาความปลอดภัยและระเบียบการบริหารของหมู่บ้าน/คอนโดฯ  ก็ล้วนแต่มีความสำคัญที่จะทำให้ที่อยู่อาศัยสบายและปลอดภัยมากขึ้น 2. ระบบป้องกันภัยของโครงการ เป็นอีกเรื่องที่ถือว่ามีความสำคัญต่อความสุขและความสบายใจของครอบครัวไม่ใช่น้อยจริงๆ ค่ะ สำหรับระบบป้องกันภัยของโครงการ ฉะนั้นการเลือกระบบป้องกันภัยที่เราสามารถตรวจสอบได้หลักๆ เลยก็คือ ความสูงของรั้วโครงการควรสูงเกิน 3 เมตรขึ้นไป ระบบควบคุมการเข้าออกโครงการควรมีพนักงานรักษาความปลอดภัย ควมคุมการเข้าออกยานพาหนะด้วยระบบอิเล็คโทรนิกส์ เซ็นเตอร์ คอนโทรล แทนการติกสติ๊กเกอร์หน้ากระจก มีระบบประตูทางเข้า 2 ชั้น กล้องวงจรปิด CCTV ที่คอยบันทึกเทปตลอด 24 ชั่วโมง การควบคุมด้วยระบบ Key Card ทั้งการเข้าออกและการใช้ลิฟต์ การออกแบบโครงการให้ดูโปร่งโล่ง ง่ายต่อการมองเห็นหรือตรวจสอบลาดตระเวน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจราจร 3. การจัดการและออกกฎระเบียบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูง อย่างที่ทราบกันดีแหละค่ะว่าทุกๆ โครงการบ้านหรือคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่นั้นจะมีนิติบุคคลคอยดูแลทั้งในเรื่องของพื้นที่ส่วนกลางและระบบรักษาความปลอดภัย แต่ถ้าจะให้มั่นใจก็ควรตรวจสอบถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้รอบคอบกันสักนิดนะคะ อาทิ บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาในโครงการนั้นต้องแลกบัตรทุกครั้ง หรือถ้าเป็นคอนโดฯ ก็ควรมีบริเวณพื้นที่ล็อบบี้รองรับไม่ให้เข้าไปสู่ด้านบนได้ทันที การตรวจสอบช่วงเวลาลาดตระเวนของรปภ. ที่ควรมีทุกชั่วโมง และการจัดยามรักษาการณ์ประจำบริเวณแยกแต่ละโซนนอกเหนือจากจุดผ่านเข้าออกโครงการ เป็นต้น ข้อมูลข้างต้นที่เรานำมาฝากนั้นก็เป็นเพียงตัวช่วยหนึ่งในการคำนึงถึงความปลอดภัยของที่อยู่อาศัย แต่ถ้าคุณผู้อ่านกำลังตัดสินใจจะเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดฯ พวกเราทีมงาน Review Your Living แนะนำให้ลองศึกษาถึงข้อดีและข้อเสียของด้านอื่นๆ ด้วยนะคะ จะได้มีที่อยู่อาศัยที่ใช่และตรงใจที่สุดนั่นเอง เป็นยังไงกันบ้างค่ะกับบทความดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีบทความน่ารู้อีกมากมายให้ได้ติดตามกันได้ที่นะคะ https://goo.gl/dwpzgr  
จะกู้บ้านทั้งที ต้องทำประกันด้วยหรือ?

จะกู้บ้านทั้งที ต้องทำประกันด้วยหรือ?

เมื่อความฝันในการมีบ้านหลังแรกหรือคอนโดมิเนียมในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องยากอยู่ไกลเกินเอื้อมสักเท่าไหร่  เพราะเพียงแค่คุณวางเงินจองหรือดาวน์ตามสัญญาข้อกำหนดของโครงการที่ถูกใจ จากนั้นก็ดำเนินตามขั้นตอนคือยื่นกู้ธนาคาร รอผลอนุมัติ เพียงเท่านี้ความฝันของคุณก็เป็นจริงขึ้นมาแล้วแล้วค่ะ แต่การทำเรื่องขอเงินกู้เพื่อซื้อบ้านกับธนาคารนั้นส่วนใหญ่มักจะมีเรื่องของข้อเสนอขายกรมธรรม์พ่วงเข้ามาเกี่ยวข้องให้เราทำด้วย เพื่อได้อัตราดอกเบี้ยในการกู้สินเชื่อที่ถูกกว่าการไม่ทำประกัน บางคนอาจจะสงสัยว่าเราต้องทำด้วยไหม? ทำไปแล้วได้อะไร? วันนี้ทีมงาน Review Your Living จึงได้รวบรวมข้อมูลคลายข้อสงสัยมาฝากค่ะ เรียบเรียงโดย Review Your Living   สำหรับประกันสินเชื่อบ้านนั้นมีอยู่ 3 ประเภท คือ   1. ประกันคุ้มครองหลักทรัพย์ เป็นประกันชีวิตที่คุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้านที่เราได้รับอนุมัติจากธนาคารนั่นเองค่ะ ซึ่งจะมีระยะเวลาคุ้มครองให้คุณเลือกตั้งแต่ 5 – 30 ปี อัตราค่าเบี้ยประกันนั้นก็ขึ้นอยู่กับวงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ ส่วนวิธีการชำระค่าดอกเบี้ยก็มักจะรวมอยู่ในวงเงินสินเชื่อแล้วค่ะ สังเกตได้ว่าทุกๆ ธนาคารมักจะใช้อัตราดอกเบี้ยมาเป็นสิ่งจูงใจเพื่อให้ผู้บริโภคเลือกโปรแกรมสินเชื่อที่มีประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้านด้วย โดยทางเลือกนี้อัตราดอกเบี้ยจะถูกกว่าสินเชื่อธรรมดาประมาณ 0.5% ค่ะ   ทั้งนี้ประโยชน์ของประกันชนิดนี้ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่คุณกำลังผ่อนบ้านอยู่กับธนาคารและเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเสียชีวิตหรือทุพลภาพถาวรตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ บริษัทจะเป็นผู้จ่ายเงินกู้ที่เหลืออยู่ทั้งหมดกับธนาคารให้ หากคำนวณแล้วทุนประกันสูงกว่าจำนวนหนี้ที่เหลืออยู่นั้นครอบครัวก็มีสิทธิ์ได้ส่วนต่างคืน รวมถึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกยึดบ้านอีกด้วย และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้นะคะ   2. ประกันอัคคีภัย เป็นประกันคุ้มครองบ้านระยะเวลาสั้นๆ แต่ต้องทำเป็นประจำทุกปีหรือ 2-3 ปีตามข้อตกลง กรณีที่เกิดอัคคีภัยซึ่งจะคุ้มครองเฉพาะตัวบ้านไม่รวมที่ดินนะคะ  หากเกิดอัคคีภัยขึ้นบ้านที่ไม่มีภาระหนี้ผลประโยชน์ก็จะเป็นของเจ้าของบ้านโดยตรง แต่ถ้าตัวบ้านติดจำนองกับธนาคาร ผู้รับประโยชน์คือธนาคารซึ่งจะหักไปกับหนี้ที่เหลืออยู่ ทำให้เจ้าของบ้านมีหนี้น้อยลงหรือหมดไปแล้วแต่กรณีข้อตกลง โดยประกันชนิดนี้จะคลอบคลุมความเสียหายของบ้านจาหเหตุการณ์อาทิ ไฟไหม้ ฟ้าผ้า แก๊สจากการทำแสงสว่าง แต่ไม่รวมการระเบิดดนื่องจากแผ่นดินไหว เป็นต้น   pinterest 3. ประกันภัยพิบัติ ประกันที่คุ้มครองบ้านจากภัยธรรมชาติต่างๆ อาทิ น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุเข้า เป็นต้น ซึ่งจะมีเงื่อนไขตามข้อกำหนดของแต่ละธนาคารและเสียเบี้ยประกัน 0.5% ของราคาบ้านต่อปี โดยที่รัฐบาลไม่ได้บังคับ จะทำหรือไม่ทำก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเองค่ะ แต่ประกันชนิดนี้จะไม่คลอบคลุมบ้านในพื้นที่ที่ถูกกำหนดว่าเป็นพื้นที่รองรับน้ำ กักเก็บน้ำ ทางผ่านน้ำนะคะ ดังนั้นถ้าจะซื้อบ้านอยู่ตรงไหนก็ควรศึกษาพื้นที่ให้ดีก่อนแล้วกันนะจ๊ะ     "สรุป" การทำประกันทุกๆ ชนิดที่มาพร้อมกับวงเงินกู้ซื้อบ้านนั้น ส่วนใหญ่ต่างก็มีข้อเสนอที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหมล่ะคะ? เพราะฉะนั้นถ้าใครกำลังจะตกลงปลงใจซื้อบ้านและยื่นกู้ธนาคาร ทีมงาน Review Your Living ก็อยากให้คุณศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ ข้อแนะนำง่ายๆ คือลองปรึกษาเจ้าหน้าที่สินเชื่อขอคำอธิบายเงื่อนไขต่างๆ ให้เข้าใจทุกรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนก่อน เพื่อลดความเสี่ยงและความสบายใจของครอบครัวคุณเอง       ขอขอบคุณภาพจาก www.toonpool.com/cartoons/Fire_7295            
เปลี่ยนห้องน้ำให้ดูเท่และปลอดภัยง่ายๆ ด้วยกระเบื้องกันลื่น

เปลี่ยนห้องน้ำให้ดูเท่และปลอดภัยง่ายๆ ด้วยกระเบื้องกันลื่น

หากพูดถึงห้องน้ำที่เปรียบเสมือน ‘หัวใจ’ เพราะเป็นห้องสำคัญอีกหนึ่งห้องในบ้านที่เราต้องใช้งานในชีวิตประจำวันอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำชำระล้างร่างกาย ไปจนถึงการปลดทุกข์หนักเบา เราต่างใช้เวลาในแต่ละวันอยู่ในห้องน้ำ โดยรวมแล้วก็ถือว่ามากพอที่จะใส่ใจโดยการให้ความสำคัญในเรื่องของออกแบบตกแต่งให้เป็นห้องที่สวยงามในสไตล์ของคุณเอง แต่ความสวยงามก็ต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยด้วยนะคะ ถ้าจะตกแต่งให้สวยเพียงอย่างเดียวก็คงไม่คุ้มค่า พวกเราทีมงาน Review Your Living จึงอยากแนะนำกระเบื้องกันลื่นที่ใช้ได้ทั้งพื้นที่ส่วนเปียกและส่วนแห้งหลายแบบหลากสไตล์จาก HomePro ร้านวัสดุที่ค่อนข้างหาง่ายมาฝากค่ะ รับรองว่าเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะเปลี่ยนห้องน้ำของคุณผู้อ่านให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป บทความโดย Review Your Living 1. เรียบเท่อย่างปลอดภัย เอาใจคนรักสไตล์ลอฟต์ที่มีความดิบเท่ในตัวเอง ด้วยกระเบื้องพื้นสีเทาเข้มคล้ายกับลวดลายของปูนเปลือยที่นิยมใช้ขัดมันกับพื้นหรือผนังเพื่อบ่งบอกสไตล์ที่ชัดเจน แต่การใช้พื้นปูนในห้องน้ำนั้นอาจก่อเกิดปัญหาลื่นล้มได้ ดังนั้นแนะนำให้ลองเปลี่ยนมาใช้กระเบื้องปูพื้นเซรามิคกันลื่นในโทนสีและเท็กเจอร์ใกล้เคียงกับพื้นปูน เพียงเท่านี้ห้องน้ำของคุณจะดูมีสไตล์และปลอดภัยอีกด้วยค่ะ TARA กระเบื้องพื้น 60x60 ซม. โรแลนโด้เทาเข้ม #1061765 จาก Home Pro     2. อบอุ่นได้ สวยด้วย แน่นอนค่ะว่าไม้เป็นวัสดุตัวแทนของความอบอุ่น แต่ในแง่ของการตกแต่งห้องน้ำนั้นการนำไม้จริงมาใช้แทนพื้นคงไม่น่าดูนักเพราะความชื้นในห้องน้ำสามารถทำให้เกิดเชื้อราได้ ดังนั้นหากคุณผู้อ่านอยากให้ห้องน้ำดูอบอุ่นเป็นธรรมชาติได้กลิ่นอายบรรยากาศสไตล์รีสอร์ท แนะนำให้ลองใช้กระเบื้องปูพื้นเซรามิคกันลื่นในโทนสีและเท็กเจอร์ใกล้เคียงกับไม้ที่มีให้เลือกมากมายดูนะคะ นอกจากจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นแล้ว ยังสร้างบรรยากาศให้ดูสงบขึ้นอีกด้วย TARA กระเบื้องพื้น 15x60 ซม. เดนิช วู้ด ดาร์ค บราวน์ #106191 จาก Home Pro 3. แข็งแกร่งดั่งภูผา หินคือหนึ่งในวัสดุที่มีความสวยงามในตัวเอง ครั้นจะนำมาใช้ทำพื้นห้องน้ำก็คงจะราคาสูงจนเกินไป แต่หากคุณผู้อ่านเบื่อความจำเจในการใช้กระเบื้องสีธรรมดาเรียบง่ายแล้ว แนะนำให้ลองเปลี่ยนมาใช้กระเบื้องปูพื้นเซรามิคกันลื่นลายหินธรรมชาติที่ปัจจุบันมีให้เลือกสีและลวดลายคล้ายของจริงดูนะคะ เพียงเท่านี้ก็ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับห้องน้ำของคุณแล้วค่ะ COTTO กระเบื้องพื้น 12x12 นิ้ว ริเวอร์สโตน แอมเบอร์ PM #2925 จาก Home Pro
เพดานคอนโดฯ เจอน้ำรั่ว...4 วิธีรับมือโดยด่วน

เพดานคอนโดฯ เจอน้ำรั่ว...4 วิธีรับมือโดยด่วน

เข้าสู่ช่วงฤดูฝนคราใด ปัญหากวนใจที่มักพบเจอกันบ่อยๆ ก็คงหนีไม่พ้นกับปัญหาน้ำรั่วจากเพดาน ที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยอลหม่านต้องหาอุปกรณ์มารองน้ำไม่ให้เปียกพื้นหรือข้าวของบริเวณนั้น อีกทั้งยังทิ้งคราบ รอยด่างของเชื้อราไม่สวยงามหลงเหลือไว้ให้ดูต่างหน้าด้วย ซึ่งปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบ้านเดี่ยวเท่านั้นนะคะ แต่ยังสามารถเกิดขึ้นภายในคอนโดมิเนียมได้อีกด้วย ส่วนสาเหตุหลักๆ นั้นมา จากการใช้ระบบกันซึมที่ไม่มีคุณภาพและไม่ได้มาตรฐานเพียงพอนั่นเอง สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ เพราะวันนี้ทีมงาน Review Your Living ได้รวบรวมวิธีรับมือปัญหาน้ำรั่วจากเพดานมาฝากค่ะ บทความโดย Review Your Living 1. ตั้งสติและเคลื่อนย้ายสิ่งของ ทันทีที่มีน้ำรั่วหยดลงมาจากเพดาน ขั้นตอนแรกคือรีบหาอุปกรณ์มารองน้ำเพื่อไม่ให้พื้นเปียกกระจายไปทั่วห้อง จากนั้นให้สังเกตว่าบริเวณน้ำรั่วลงมามีอะไรเสียหายหรือไม่ ถ้ามีควรเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของออก เพื่อป้องกันความเสียหาย หากเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่อย่าง ตู้เสื้อผ้า โซฟา ให้ใช้ถุงพลาสติกหรือผ้าใบผืนใหญ่มาคลุมไว้ก่อน เพราะความชื้นเป็นสาเหตุของเชื้อราที่สามารถทำเฟอร์นิเจอร์โปรดในห้องของคุณพังได้   2. หมั่นสำรวจตรวจเช็คให้ดี ปัญหาฝ้าหรือเพดานรั่วซึมส่วนใหญ่นั้นมาจากการก่อสร้างที่อาจไม่ได้ปูวัสดุกันซึมก่อนปูกระเบื้อง ท่อน้ำภายในเกิดการชำรุด หรือแผ่นฝ้ายิปซั่มที่เลือกใช้นั้นไม่มีวัสดุเคลือบที่ทนต่อความชื้นทำให้เกิดการอมน้ำสูงจนบวมและรั่วออกมาในที่สุด ดังนั้นเราควรหมั่นสำรวจสิ่งผิดปกติอยู่บ่อยๆ เช่น เช็ครอยแตกของผนังว่ามีรอยร้าวหรือไม่ แต่หากพบปัญหาน้ำรั่วแล้วให้มองหารอยรั่วโดยสังเกตจากจุดเล็กๆ ก่อน จะได้รู้ตำแหน่งที่ชัดเจนเพื่อรีบทำการแก้ไขในขั้นตอนต่อไป   3. แจ้งนิติบุคคล กฎยังไงก็ต้องเป็นกฎค่ะ ถ้าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอย่าเพิ่งใจร้อนโทรเรียกช่างเข้ามาซ่อมเลยก็คงจะไม่ได้ เมื่อเราอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมไม่ว่าจะซ่อมหรือต่อเติมอะไรภายในห้อง กฎคือต้องแจ้งนิติบุคคลก่อน ดังนั้นแนะนำให้รีบแจ้งนิติบุคคลเพื่อขอความช่วยเหลือและให้ทราบถึงปัญหาที่เราพบเจอ ก่อนให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขต่อไป   4. ติดต่อช่าง ซ่อมแซมให้เรียบร้อย! การให้ช่างเข้ามาแก้ไขปัญหาที่ต้นตอหรือหาจุดกำเนิดรอยรั่วเพื่อทำการซ่อมแซมนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วค่ะ เพราะช่างที่ชำนาญจะสามารถแก้ไขปัญหาและอธิบายได้อย่างตรงจุด ดังนั้นหากเกิดปัญหาขึ้นไม่ควรปล่อยผ่านนิ่งนอนใจไปนะคะ เพราะถ้าปล่อยปัญหาไว้นานเข้ารอยรั่วเล็กๆ อาจก่อเกิดกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค เชื้อราได้ด้วย อย่ารอช้า! รีบติดต่อนิติบุคคลเพื่อประสานช่างเข้ามาช่วยดูแลก่อนดีกว่าค่ะ ปัญหาน้ำรั่วจากเพดานในช่วงหน้าฝนแบบนี้คงทำให้หลายคนกังวลใจไม่ใช่น้อยใช่ไหมคะ ดังนั้นรีบตรวจสอบรอยแตกร้าวหรือจุดรั่วตั้งแต่เนิ่นๆ ก็เป็นอีกเรื่องที่ทีมงาน Review Your Living สนับสนุนให้ทำนะคะ เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมก็ต้องใช้เงินประมาณหนึ่ง ฉะนั้นป้องกันไว้ก่อนก็ปลอดภัยและสบายใจกว่าจริงไหมคะ?
4 เคล็ดลับ ควรเลือกธนาคารยังไงในการกู้ซื้อบ้าน

4 เคล็ดลับ ควรเลือกธนาคารยังไงในการกู้ซื้อบ้าน

เมื่อตัดสินใจที่จะมีบ้านใหม่อาจเป็นเพราะเริ่มมีครอบครัวใหม่ ข้าวใหม่ปลามัน หรือต้องการเปลี่ยนบ้านใหม่ เพราะบ้านเราเล็กไปบ้างเก่าไปบ้างหรือเป็นเพราะย้ายที่อยู่ใหม่ก็ต้องการบ้านใหม่หรือมีบ้านอยู่แล้วต้องการขยายปรับปรุงบ้านใหม่เหล่านี้แน่นอนว่าผู้ซื้อหรือผู้สร้างบ้านย่อมศึกษาทำเล ประเภทบ้าน ราคา สิ่งแวดล้อมที่ต้องการให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ตัวเอง สิ่งที่ต้องเตรียมตัวคือเตรียมเงินได้ออมไว้ส่วนหนึ่งสำหรับเป็นเงินมัดจำ เงินดาวน์ เงินส่วนเพิ่มสำหรับการสร้างบ้านที่ไม่ให้ “บาน” มิฉะนั้นก็ต้อง “บ้า” ไปเลย ส่วนที่เหลือซึ่งเป็นส่วนใหญ่ก็ต้องไปขอกู้กับสถาบันการเงินต่างๆ   จะกู้ที่ใหนดี สถาบันการเงินที่ให้กู้มีหลากหลาย ส่วนใหญ่จะเป็นธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีหลายแห่ง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน นอกจากนั้นยังมีสหกรณ์ออมทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต บริษัทอสังหาริมทรัพย์ การเคหะแห่งชาติ หรือบริษัทนายจ้างของตนเอง เป็นต้น แต่การที่เลือกสถาบันการเงินที่ให้กู้เพื่อซื้อบ้านก็ควรต้องศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของผู้กู้ แต่ที่ไม่แนะนำก็คือกู้กับอาบังหรือใช้บัตรเครดิตรูดปรี๊ด เพราะดอกเบี้ยก็จะให้ก้นบานเป็นแน่   เงื่อนไขสินเชื่อที่เหมาะกับตัวเอง ในการเลือกสถาบันการเงินสำหรับเงินกู้สินเชื่อบ้านประเด็นที่สำคัญคือสถาบันแห่งนั้นเป็นสถาบันที่ให้กู้เป็นอาชีพหรือไม่ หรือเป็นเพียงเฉพาะกิจ เพราะการกู้ซื้อบ้านต้องใช้เวลาในการผ่อนชำระที่ยาวนาน 25-30 ปี และในการผ่อนชำระนั้นไม่ควรมีการสะดุดใดๆ หรือถูกเรียกคืนเงิน ระหว่างผ่อนชำระสถาบันการเงินที่ให้บริการเป็นอาชีพจะให้เงินกู้ผ่อนชำระคืนระยะยาว   ดอกเบี้ยต่ำดูอย่างไร ถ้าต้องการดอกเบี้ยต่ำและไม่ต้องการให้มีภาระกับการผ่อนมาก ก็ควรจะเลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่กับสถาบันที่ให้กู้อัตราดอกเบี้ยคงที่นานๆ เช่น 5 ปี เพราะในระหว่างนั้นจะไม่มีการปรับอัตราผ่อนและหลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยที่คิดเป็นเท่าไร ส่วนใหญ่จะอิงกับ MLR ลูกค้ารายย่อยชั้นดี ซึ่งอย่างหลังจะมีอัตราสูงกว่าเล็กน้อย การอิงกับอัตราดังกล่าวจะต้องดูว่าบวกหรือลบเท่าไรจากอัตราอ้างอิง ถ้าคำนวณแล้วสูงกว่าอีกสถาบันหนึ่งก็เป็นข้อพิจารณาเลือกใช้บริการ   กู้ได้มากน้อยดูตรงใหน การคำนวณวงเงินให้กู้ สถาบันการเงินจะมีการประเมินราคาบ้านโดยบริษัทประเมินราคาซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารพาณิชย์จะมีบริษัทในเครือเป็นผู้ประเมิน ซึ่งการประเมินราคาหลักประกันถ้าเป็นโครงการที่ส้รางโดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำจำอิงกับราคาซื้อขายบ้านเป็นหลัก ดังนั้นวงเงินให้กู้ตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ถ้าเป็นบ้านแนวราบคือบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์สูงสุดไม่เกิน 95% ของราคาประเมิน และเป็นบ้านแนวดิ่งหมายถึงคอนโดฯ สูงสุดไม่เกิน 90% ของราคาประเมิน ฉะนั้นถ้าผู้กู้มีเงินออมมากหน่อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องวงเงินกู้มากเท่ากับผู้มีเงินออมจำกัดที่จำต้องเลือกสถาบันที่ให้วงเงินกูมากกว่า   ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.home.co.th
7 จุดต้องตรวจเช็ค เตรียมบ้านต้อนรับหน้าฝน

7 จุดต้องตรวจเช็ค เตรียมบ้านต้อนรับหน้าฝน

นับเป็นความโชคดีที่ปีนี้อากาศไม่ร้อนมากนัก แต่ในขณะเดียวกันหลาย ๆ พื้นที่ ฝนตกชุกยิ่งกว่าฤดูฝน ฝนที่มาเร็วกว่าทุก ๆ ปีแถมยังตกกระหน่ำยาวนานหลายเดือน บ้านที่ต้องเจอกับความชื้นทุก ๆ วัน อาจก่อให้เกิดเชื้อรา เกิดรอยดำไม่สวยงาม ยิ่งบ้านไหนมีรอยร้าว หลังคารั่วซึม ท่อน้ำตัน ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหาย หากแก้ไขช้าไปย่อมส่งผลกระทบบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงรวบรวมสิ่งที่ควรตรวจเช็คและวิธีการเตรียมบ้านให้พร้อม เพื่อรับมือกับหน้าฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพมาฝากกัน หน้าฝนนี้จะได้นั่งชิล ๆ ริมหน้าต่าง ฟังเสียงฝนตกกระทบอย่างสบายใจ   1. ตรวจเช็ครอยรั่ว 3 จุดใหญ่ หลังคา ฝ้าเพดาน และผนัง เป็น 3 จุดสำคัญหลัก ๆ ที่เมื่อเกิดการร้าว รั่ว ซึม จะเกิดปัญหากับบ้านอย่างแน่นอน บางจุดใหญ่ ๆ ก็เห็นได้ชัดเจน แต่บางจุดเล็ก ๆ ที่ถูกละเลยอาจลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ได้ จึงต้องหมั่นสังเกตว่ามีสัญญาณอันตรายหรือไม่ เช่น ฝ้าเพดานมีคราบรอยน้ำหยดซึมเป็นดวงสีน้ำตาล, ผนังตรงไหนมีรอยแตกร้าว เกิดรูรั่วตามรอยต่อไหม เป็นต้น หากพบจุดที่เสียหายไม่มากก็อาจจะซ่อมแซมด้วยตัวเองด้วยวัสดุอุดรูรั่ว กันซึมประเภทอะคลิริค ซีเมนต์ หรือซิลิโคน แล้วแต่ชนิดของปัญหา หรือให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย ที่สำคัญ อย่าลืมตรวจดูน้ำรั่วซึมตามขอบวงกบประตูหน้าต่าง ผนังภายนอกอาคาร และพื้นดาดฟ้าด้วยนะครับ   2. ดูแลทำความสะอาดรางน้ำฝน รางระบายน้ำ ทางระบายน้ำไม่ว่าจะเป็นรางน้ำฝนหรือท่อระบายน้ำทิ้งออกจากตัวบ้าน ตรวจเช็คทำความสะอาดเพื่อไม่ให้มีสิ่งอุดตันมาขวางทางไหลของน้ำ เมื่อน้ำฝนไหลลงมาจากหลังคาสู่รางน้ำลงท่อระบายน้ำก็จะไหลออกจากตัวบ้านได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันปัญหาน้ำไหลย้อนเข้าไปรั่วซึมภายในบ้านหรือท่วมขังรอบตัวบ้าน ซึ่งจะทำให้โครงสร้างส่วนนอกเปียกชื้น โดยเฉพาะส่วนฐานรากของตัวบ้านที่จะดูดซับความชื้นจากใต้ดิน อาจทำให้ตัวบ้านเสียหายได้   3. ขัดพื้นบริเวณระเบียง ชาน ทางเดิน หลังฝนตกชุกติดต่อกันหลายวัน เรามักจะพบคราบตะไคร่สีเขียวเกาะติดอยู่บนพื้นภายนอก หรือดินโคลนลื่น ๆ บริเวณระเบียงกลางแจ้ง ทางเดินในสวน ทางเดินรอบตัวบ้าน หมั่นตรวจเช็คดูว่ามีตะไคร่น้ำหรือเชื้อราอยู่บริเวณพื้นหรือไม่ ถ้ามีให้ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อราและกำจัดตะไคร่น้ำสูตรน้ำ นำแปรงมาขัดล้างออก เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการลื่นล้ม   4. ตัดแต่งกิ่งต้นไม้ใหญ่ใกล้ ๆ บ้าน แม้ต้นไม้จะให้ร่มเงาที่เย็นสบายในช่วงฤดูร้อน แต่อาจส่งผลอันตรายได้ในฤดูฝน ด้วยพายุลมกรรโชกแรงมักส่งผลให้กิ่งไม้แตกหักล้มทับตัวบ้าน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ เมื่อเข้าสู่หน้าฝนควรตัดแต่งกิ่งไม้ให้ดูโปร่ง ไม่ให้มีพุ่มใหญ่หนาจนเกินไป นอกจากนี้ควรต้องดูแลสวนไม่ให้มีน้ำขัง หญ้าไม่รก เพราะอาจเป็นที่ซ่อนตัวของสัตว์มีพิษและที่อยู่ของยุงลายได้   5. เช็คปลั๊กไฟ โคมไฟ กลางแจ้ง จุดนี้สำคัญมาก บ้านบางหลังที่มีความจำเป็นต้องต่อสายไฟ ปลั๊กไฟนอกบ้าน จึงควรยกปลั๊กให้สูงจากพื้นบ้านและระดับที่น้ำท่วมถึง ตรวจเช็คระบบไฟฟ้าและบริเวณปลั๊กไฟที่อยู่ในจุดเสี่ยงว่ามีการรั่วของไฟหรือไม่  และทำฝาปิดครอบให้แน่นหนาเพื่อป้องกันละอองน้ำฝน หรือเปลี่ยนไปใช้ปลั๊กแบบที่มีฝาเปิด-ปิด   6. ซ่อมแซมอุปกรณ์ฟิตติ้งในบ้าน หน้าฝนประตูหน้าต่างที่ทำจากไม้จะขยายตัวทำให้ประตูฝืด ๆ และความชื้นจะทำให้อุปกรณ์ฟิตติ้งประเภทต่าง ๆ  เป็นสนิมจนทำให้ฝืดและเกิดเสียงดังจนน่ารำคาญได้ รูกุญแจ ลูกบิดก็ใช้งานได้ยากขึ้น วิธีแก้ไขคือใช้ผ้าแห้ง เช็ดอุปกรณ์และวัสดุที่จะซ่อมแซม จากนั้นใช้น้ำมันจักร น้ำมันหล่อลื่นสารพัดประโยชน์มาชโลม ฉีด พ่น ตามจุดรอยต่อ บานพับประตู หน้าต่าง แต่ทั้งนี้ต้องแน่ใจว่าจุดดังกล่าวแห้งแล้วจริง ๆ ค่อยใส่น้ำมัน และไม่ควรใช้จารบีอัดเข้าไปเพราะอาจจะทําให้นํ้าที่ยังขังอยู่ภายในไม่สามารถระเหยออกได้   7. เตรียมพร้อมสำหรับจุดอื่น ๆ ในบ้านและสวน เช่น ทาสีย้อมไม้กันน้ำเคลือบเนื้อไม้ที่อยู่กลางแจ้ง เพื่อป้องกันน้ำฝนซึมเข้าไปในเนื้อไม้ ไม้บริเวณนั้นอาจเสียหายจนอาจจะต้องเปลี่ยนใหม่ กำจัดรังมดและแมลงที่ชอบหนีน้ำเข้ามาอยู่ในบ้าน ยกต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำมากเข้ามาอยู่ในเขตที่ไม่โดนน้ำฝนมากเกินไป เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับขั้นตอนง่าย ๆ ในการเตรียมตัวรับมือกับหน้าฝนนี้ หวังว่าจะเป็นแนวทางในการจัดการบ้านให้ไร้ปัญหากวนใจกันนะครับ สำหรับผู้อ่านท่านไหนที่กำลังมองหาตัวช่วย อุปกรณ์ซ่อมแซมรอยร้าว รั่ว ซึม บริเวณเสา ผนัง ดาดฟ้า หลังคา และดูแลอุปกรณ์ฟิตติ้งให้ใช้งานได้ดี   ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.banidea.com/thai-watsadu/
10 วิธีกำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นและหลังคา ต้นเหตุที่ทำให้บ้านลื่นและดูสกปรก

10 วิธีกำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นและหลังคา ต้นเหตุที่ทำให้บ้านลื่นและดูสกปรก

รวมวิธีกำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นและหลังคา พืชสีเขียวเล็ก ๆ ที่ขึ้นลามไปทั่วในช่วงหน้าฝน จนทำให้บ้านดูสกปรก แถมยังทำให้พื้นลื่น สาเหตุของอุบัติเหตุในบ้านด้วย เมื่อฝนมา...ภายในบ้านมันก็จะชื้น ๆ ต้นเหตุหลักที่ทำให้เกิด ตะไคร่น้ำ หรือชื่อภาษาอังกฤษที่เรียกว่า มอส (Moss) มาเกาะบ้าน ทำลายบรรยากาศไปซะหมด ถึงหลายคนจะบอกว่า มันดูสวยดี แต่ยังมีบางบ้านที่ไม่ต้องการให้มันขึ้น เราเลยไม่รอช้าที่จะนำวิธีจำกัดตะไคร่น้ำมาฝากกันค่ะ สำหรับบ้านไหนที่ไม่อยากให้ตะไคร่น้ำเกาะ ก็เลือกวิธีที่เหมาะสมไปกำจัดเลยค่ะ 1. น้ำร้อน วิธีนี้คือขั้นพื้นฐานของการกำจัดตะไคร่น้ำ โดยการราดน้ำต้มเดือดตรงที่มีตะไคร่น้ำ ตามด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอื่น ๆ เทซ้ำลงไปที่เดิม ก่อนใช้แปรงหัวแข็งขัดและทำความสะอาดอีกรอบ 2. เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง วิธีนี้เป็นการจำกัดตะไคร่น้ำแบบธรรมชาติเหมือนวิธีแรกนั่นแหละค่ะ ด้วยการใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงมาฉีดบรรดาคราบตะไคร่น้ำที่เกาะอยู่ตามผนังหรือพื้นซีเมนต์ต่าง ๆ ให้ทั่ว คราบตะไคร่น้ำก็จะหายไปในทันที แต่วิธีนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลในบริเวณที่มีคราบตะไคร่น้ำเกาะหนา 3. น้ำส้มสายชู น้ำส้มสายชูเป็นของดีที่ทุกบ้านต้องมีเลยค่ะ โดยนำน้ำส้มสายชูมาราดลงบนตะไคร่น้ำโดยตรง ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วขัดออก ราดน้ำเพื่อทำความสะอาดให้เกลี้ยง และที่สำคัญต้องทำให้แห้งด้วยนะคะ เพื่อกำจัดความชื้นตัวการที่ทำให้เกิดตะไคร่น้ำหมดไปแบบถาวรด้วย 4. สารฟอกขาว หากทำวิธีด้านบนแล้วยังมีตะไคร่น้ำสีเขียว ๆ เกาะอยู่ งั้นต้องผสมสารฟอกขาว ¾ ถ้วยตวง กับน้ำเปล่า 1 แกลลอน เพื่อนำไปราดบนตะไคร่น้ำและทิ้งไว้ 10 นาที แล้วค่อยล้างออก แต่วิธีนี้ควรระวังไม่ให้ส่วนผสมไหลไปโดนต้นไม้เด็ดขาด ที่สำคัญถ้าจะให้ดีต้องทำวิธีนี้ในวันที่อากาศปลอดโปร่ง เพราะความร้อนจากแสงแดดจะทำให้ส่วนผสมแห้งเร็วขึ้น 5. แอมโมเนียมซัลฟาเมท (Ammonium Sulfamate) แอมโมเนียมซัลฟาเมท (Ammonium Sulfamate) เป็นสารละลายที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ทำสวนทั่วไป เทใส่ที่ฉีดแล้วนำไปฉีดพ่นลงบนตะไคร่น้ำได้โดยตรง แต่อย่าลืมสวมอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัย แว่นตา ถุงมือ และที่สำคัญต้องปฏิบัติตามคู่มือการใช้งานโดยละเอียด หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีสิ่งมีชีวิตและพืชชนิดอยู่แถวนั้น แนะนำให้ทำในวันที่อากาศปลอดโปร่ง ไม่มีลมพัด เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีตกค้างอยู่ที่พืชชนิดอื่น ๆ 6. โซเดียมเพนตะคลอโรฟีเนต (Sodium Pentachlorophenate) โซเดียมเพนตะคลอโรฟีเนต (Sodium Pentachlorophenate) เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนและเป็นสารก่อมะเร็ง ดังนั้นต้องระมัดระวังมากในการใช้เป็นอย่างมาก เริ่มจากสวมอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ให้พร้อม นำโซเดียมเพนตะคลอโรฟีเนต 1 ส่วน มาละลายเจือจางในน้ำเปล่า 8 ส่วน ให้เป็นเนื้อเดียวกันแล้วราดลงบนตะไคร่น้ำให้ทั่ว ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แต่ถ้าหากฝนตกลงมาก็ให้ทำซ้ำอีกครั้ง และต้องระวังให้มากอย่าให้สารเคมีไหลไปโดนต้นไม้อื่น ๆ 7. เบกกิ้งโซดา ถ้าสารเคมีหายากเกินไป แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในครัวเรือนอย่าง เบกกิ้งโซดา เพียงแค่นำไปโรยบนตะไคร่น้ำให้ทั่ว ทิ้งไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง จากนั้นค่อยกวาดเศษตะไคร่น้ำและเศษเบกกิ้งโซดาทิ้งไป 8. น้ำยาล้างจาน ส่วนผสมที่ได้จากในครัวเรือนเหมือนกัน เริ่มจากผสมน้ำยาล้างจาน 600 มิลลิลิตร กับน้ำเปล่า 5 แกลลอนให้เข้ากันดี แล้วราดลงบนตะไคร่น้ำ ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง จากนั้นก็มาขัดและล้างออกให้สะอาด 9. ไฮเดรตไลม์ (Hydrated lime) เป็นสารประกอบอนินทรีย์ที่ใช้กำจัดตะไคร่น้ำออกได้ โดยนำสารดังกล่าว 1 กิโลกรัม มาผสมกับน้ำเปล่า 3 แกลลอน ฉีดลงไปบนตะไคร่น้ำให้ทั่ว ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ตะไคร่น้ำจะเปลี่นเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล จากนั้นก็ขัดออกเป็นขั้นตอนสุดท้าย 10. ไตรโซเดียม ฟอสเฟต (Trisodium phosphate) ไตรโซเดียม ฟอสเฟต (Trisodium phosphate) เคยถูกผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน แต่มันกลับไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถกำจัดพวกเชื้อรา เชื้อโรค รวมถึงตะไคร่น้ำให้ดีเยี่ยม หากจะนำมาใช้ให้เทไตรโซเดียม ฟอสเฟต ½ ถ้วยตวง ผสมกับน้ำอุ่น 2 แกลลอน แล้วนำไปราดลงบนตะไคร่น้ำ ขัด-ล้างออกให้เกลี้ยง ระวังอย่าให้สารเคมีไหลไปโดนต้นอื่นหรือพื้นที่อื่น ๆ โดยเด็ดขาด หากใครจะวิธีกำจัดตะไคร่น้ำที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ต้องระมัดระวังให้มาก ถ้าเลือกวิธีที่มีสารเคมีก็ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ให้พร้อม และปฏิบัติตามคำแนะนำที่มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด เพื่อกำจัดตะไคร่น้ำให้หมดไปและไม่เป็นอันตรายต่อตัวเราด้วยนะคะ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  home.kapook.com
เทคนิคใช้ไฟฟ้าอย่างไรให้ปลอดภัยในหน้าฝน

เทคนิคใช้ไฟฟ้าอย่างไรให้ปลอดภัยในหน้าฝน

เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากฝนตกฟ้าคะนองจะทำให้การเดินทางไปไหนมาไหนลำบากแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่อยากให้ทุกคนคำนึงถึงนั่นคือ การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงหน้าฝน หรือฝนตกหนัก เพราะฤดูฝนแบบนี้มักเกิดเหตุไฟดูด ไฟช็อตได้บ่อยครั้ง มาดูกันว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่ควรระมัดระวัง 1.ระมัดระวังเวลาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่วางไว้ในที่ชื้น มีเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภทมักตั้งอยู่ในบริเวณที่มีความชื้นเช่นปั๊มน้ำ เครื่องซักผ้า ดังนั้นเวลาใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ควรเพิ่มความระมัดระวัง สวมรองเท้าก่อนเข้าไปสัมผัสหรือใช้งานเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว 2.ไม่ควรใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าขณะตัวเปียก เรื่องนี้เรารู้กันอยู่แล้ว แต่บางครั้งอาจหลงลืม หลายๆ คนพอตัวเปียกฝน หรือชื้นๆ มาจากนอกบ้าน พอเข้ามาในบ้านอาจเผลอตัวไปสัมผัสปลั๊กไฟ หรือบางคนชอบใช้ไดรฟ์เป่าผมหลังสระผมใหม่ๆ ซึ่ง ไม่แนะนำให้ทำแบบนั้น เนื่องจากหากเกิดไฟรั่วกระแสไฟจะผ่านร่างกายได้สะดวกขึ้น และเมื่อเกิดเหตุไฟฟ้าช็อตเราควรทำอย่างไร 1.ห้ามเข้าไปช่วยผู้ถูกไฟฟ้าช็อต จนกว่าจะแน่ใจว่าผู้บาดเจ็บไม่ได้สัมผัสกับสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าใดๆ ถ้าจำเป็นต้องหาวัสดุที่เป็นฉนวนไม่นำกระแสไฟฟ้า เช่นไม้ หรือผ้ามาเขี่ยสายไฟออกจากผู้บาดเจ็บก่อน 2.ถ้าผิวหนังผู้ที่จะช่วยเปียกชื้น ห้ามเข้าไปช่วยเพราะยิ่งเป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าและอาจถูกไฟฟ้าดูดได้ วิธีป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด หมั่นตรวจเช็คอุปกรณ์และสายไฟ และควรซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด บริเวณที่วางสายไฟไม่ควรให้สิ่งของที่หนักไปทับ และวางให้พ้นทางเดิน เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ควรเปียกน้ำ ห้ามซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองโดยที่ไม่มีความรู้ ไม่ควรใช้ไฟฟ้าหลายอย่างกับปลั๊กไฟตัวเดียว ต่อสายดินเพื่อให้ไฟลงดิน และควรติดตั้งเครื่องตัดไฟฟ้าลัดวงจรภายในบ้าน เพื่อความปลอดภัยและเป็นการป้องกันที่ดี สิ่งเหล่านี้สามารถป้องกันได้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายที่รุนแรง   ขอขอบคุณข้อมูลจาก คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล home.sanook.com

1 2 3 4 5