เคล็ดลับคนรักบ้าน

 

เคล็ดลับคนรักบ้านแนะนำ

หลอดไฟ LED คืออะไร มีข้อดีข้อเสียอะไร

หลอดไฟ LED หรือที่บางคนเรียกสั้น ๆ ว่า หลอด LED เป็นประเภทหนึ่งของหลอดไฟที่ได้รับความยอดนิยมเป็นอย่างมาก หลายคนนิยมเลือกซื้อหลอดไฟ LED ไปติดตั้งภายในบ้าน ภายในอาคาร หรือภายนอกอาคาร เป็นส่วนมากเนื่องจากคุณสมบัติที่เป็นข้อดีของหลอดไฟ LED     ถ้าคุณกำลังเลือกซื้อหลอดไฟ LED อยู่ คุณควรอ่านบทความนี้เพื่อที่จะทำความเข้าใจก่อนว่าหลอดไฟ LED คืออะไร มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร และควรเลือกซื้อหลอดไฟแบบไหน บุญถาวรได้สรุปทุกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับหลอดไฟ LED เอาไว้ให้ทั้งหมดแล้ว   หลอด LED เป็นหลอดไฟที่ผลิตขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ทำให้ไม่มีการเผาไส้ของหลอดจนเกิดเป็นความร้อนและที่สำคัญคือ ตัวหลอดไฟไม่มีสารปรอทหรือสารฮาโดเจนหรือสารอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นผลเสียต่อผู้ใช้งานภายในบ้าน ทำให้หลอดไฟ LED มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก   มารู้จักหลอดไฟ LED ให้มากขึ้น   หลอดไฟ LED คือ หลอดไฟที่ทำขึ้นมาจากไดโอดแบบเปล่งแสง สามารถให้แสงสว่างได้เป็นอย่างดี หลอดไฟ LED นิยมใช้ทั้งภายในตัวบ้าน สำหรับการตกแต่งบ้าน และใช้ภายนอกตัวบ้านได้ด้วย นอกจากนี้หลอด LED ยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกมากมาย เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมการผลิต เนื่องด้วยความที่เทคโนโลยีในการออกแบบของหลอด LED ในปัจจุบันทำให้มีความทนทานสูง พร้อมทั้งกินไฟน้อยจึงกลายเป็นหลอดไฟประเภทที่ได้รับความนิยมอย่างมาก   ลักษณะเด่นของหลอดไฟ LED คือ ตัวหลอดจะมีความร้อนน้อยหรือแทบจะไม่ร้อนเลย ทำให้เราสามารถเอามือไปสัมผัสกับหลอดไฟ LED แม้ในขณะที่กำลังเปิดอยู่ได้เลย นับเป็นข้อดีที่แตกต่างกับหลอดไฟบางประเภทที่มีความร้อนสูงมากๆ เนื่องจากการเผาไส้เพื่อให้แสงสว่าง   และด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทำให้หลอดไฟ LED สามารถระบายความร้อนได้ดีนี้ ทำให้มันมีความร้อนน้อย ความร้อนสะสมก็น้อย จนทำให้หลอดไฟ LED สามารถใช้ได้อย่างยาวนานเมื่อเทียบกับหลอดไฟชนิดอื่น ๆ และอาจจะอยู่ได้นานถึง 6 หมื่นชั่วโมงเลยทีเดียว ซื้อครั้งเดียวใช้ได้อย่างยาวนานเลยทีเดียว นับว่าคุ้มค่ามากๆ   ข้อดีของหลอดไฟ LED   ข้อดีอย่างแรกของหลอดไฟ LED เลยก็คือการที่มันมีอายุใช้งานที่ยาวนาน มีความทนทางสูงมาก สามารถใช้ได้อย่างยาวนาน ทำให้ผู้ซื้อไม่มีความจำเป็นต้องซื้อหลอดไฟ LED มาเปลี่ยนบ่อย ๆ และด้วยความทนทานนี้ยังทำให้ผู้ใช้สามารถนำหลอดไฟ LED ไปติดตั้งในพื้นที่ส่วนที่ยากต่อการเปลี่ยนหลอดไฟได้เพราะไม่จำเป็นต้องมาเปลี่ยนบ่อย   แสงของหลอดไฟ LED เป็นหนึ่งในแสงที่ปลอดภัยไม่มีรังสีที่อันตรายและเป็นแสงไฟที่สบายตา เหมาะกับการติดตั้งภายในบ้าน อีกหนึ่งข้อดีของหลอดไฟ LED ก็คือความประหยัดของหลอดไฟ หลอด LED นั้นไม่กินไฟมากนัก ช่วยให้เราหายกังวลกับภาระเรื่องค่าไฟที่จะต้องจ่ายลงไปได้มาก และนอกจากนี้คือหลอดไฟ LED สามารถที่จะเปิดปิดได้บ่อยโดยไม่กินไฟตามจำนวนครั้งการเปิดปิดสวิตช์ทำให้มีความประหยัดมากๆ เมื่อเทียบกับหลอดไฟในยุคก่อน หรือหลอดไฟที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีเก่า   วิธีเลือกซื้อหลอดไฟ LED   มาถึงการเลือกซื้อหลอดไฟ LED กันบ้าง หลักการเลือกซื้อหลอดไฟ LED อย่างแรกเลยคือการเลือกดูจากจำนวนวัตต์ (Watt) หรือกำลังไฟที่หลอดไฟนั้นใช้เพื่อให้แสงสว่าง หลอดไฟแต่ละรุ่นจะมีจำนวนวัตต์ที่ไม่เท่ากัน หรือเรียกว่าพลังงานไฟไม่เท่ากัน ยิ่งวัตต์เยอะก็จะยิ่งทำให้กินไฟมากยิ่งขึ้นแต่ก็จะทำให้หลอดไฟมีพลังงานมากที่ยิ่งขึ้นตามไปด้วย   ข้อเสีย ของหลอดไฟ LED ก็มีเหมือนกันนั้นคือ เรื่องราคาที่ค่อนสูงกว่าหลอดไฟชนิดอื่น ๆ เนื่องจากคุณสมบัติและข้อดีต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปนั้น ทำให้หลอดไฟ LED เมื่อเทียบกับหลอดไฟชนิดอื่น ๆ แล้วมักจะมีราคาที่สูงกว่า แต่เมื่อเทียบกับอายุการใช้งาน ความทนทาน และความประหยัดของหลอดไฟ LED แล้วก็ถือว่าหลอดไฟ LED มีความคุ้มค่ากับราคามากเลยทีเดียว   ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก บุญถาวร

เคล็ดลับคนรักบ้านล่าสุด

1 2 3 ... 11
หลอดไฟ LED คืออะไร มีข้อดีข้อเสียอะไร

หลอดไฟ LED คืออะไร มีข้อดีข้อเสียอะไร

หลอดไฟ LED หรือที่บางคนเรียกสั้น ๆ ว่า หลอด LED เป็นประเภทหนึ่งของหลอดไฟที่ได้รับความยอดนิยมเป็นอย่างมาก หลายคนนิยมเลือกซื้อหลอดไฟ LED ไปติดตั้งภายในบ้าน ภายในอาคาร หรือภายนอกอาคาร เป็นส่วนมากเนื่องจากคุณสมบัติที่เป็นข้อดีของหลอดไฟ LED     ถ้าคุณกำลังเลือกซื้อหลอดไฟ LED อยู่ คุณควรอ่านบทความนี้เพื่อที่จะทำความเข้าใจก่อนว่าหลอดไฟ LED คืออะไร มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร และควรเลือกซื้อหลอดไฟแบบไหน บุญถาวรได้สรุปทุกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับหลอดไฟ LED เอาไว้ให้ทั้งหมดแล้ว   หลอด LED เป็นหลอดไฟที่ผลิตขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ทำให้ไม่มีการเผาไส้ของหลอดจนเกิดเป็นความร้อนและที่สำคัญคือ ตัวหลอดไฟไม่มีสารปรอทหรือสารฮาโดเจนหรือสารอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นผลเสียต่อผู้ใช้งานภายในบ้าน ทำให้หลอดไฟ LED มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก   มารู้จักหลอดไฟ LED ให้มากขึ้น   หลอดไฟ LED คือ หลอดไฟที่ทำขึ้นมาจากไดโอดแบบเปล่งแสง สามารถให้แสงสว่างได้เป็นอย่างดี หลอดไฟ LED นิยมใช้ทั้งภายในตัวบ้าน สำหรับการตกแต่งบ้าน และใช้ภายนอกตัวบ้านได้ด้วย นอกจากนี้หลอด LED ยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกมากมาย เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมการผลิต เนื่องด้วยความที่เทคโนโลยีในการออกแบบของหลอด LED ในปัจจุบันทำให้มีความทนทานสูง พร้อมทั้งกินไฟน้อยจึงกลายเป็นหลอดไฟประเภทที่ได้รับความนิยมอย่างมาก   ลักษณะเด่นของหลอดไฟ LED คือ ตัวหลอดจะมีความร้อนน้อยหรือแทบจะไม่ร้อนเลย ทำให้เราสามารถเอามือไปสัมผัสกับหลอดไฟ LED แม้ในขณะที่กำลังเปิดอยู่ได้เลย นับเป็นข้อดีที่แตกต่างกับหลอดไฟบางประเภทที่มีความร้อนสูงมากๆ เนื่องจากการเผาไส้เพื่อให้แสงสว่าง   และด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทำให้หลอดไฟ LED สามารถระบายความร้อนได้ดีนี้ ทำให้มันมีความร้อนน้อย ความร้อนสะสมก็น้อย จนทำให้หลอดไฟ LED สามารถใช้ได้อย่างยาวนานเมื่อเทียบกับหลอดไฟชนิดอื่น ๆ และอาจจะอยู่ได้นานถึง 6 หมื่นชั่วโมงเลยทีเดียว ซื้อครั้งเดียวใช้ได้อย่างยาวนานเลยทีเดียว นับว่าคุ้มค่ามากๆ   ข้อดีของหลอดไฟ LED   ข้อดีอย่างแรกของหลอดไฟ LED เลยก็คือการที่มันมีอายุใช้งานที่ยาวนาน มีความทนทางสูงมาก สามารถใช้ได้อย่างยาวนาน ทำให้ผู้ซื้อไม่มีความจำเป็นต้องซื้อหลอดไฟ LED มาเปลี่ยนบ่อย ๆ และด้วยความทนทานนี้ยังทำให้ผู้ใช้สามารถนำหลอดไฟ LED ไปติดตั้งในพื้นที่ส่วนที่ยากต่อการเปลี่ยนหลอดไฟได้เพราะไม่จำเป็นต้องมาเปลี่ยนบ่อย   แสงของหลอดไฟ LED เป็นหนึ่งในแสงที่ปลอดภัยไม่มีรังสีที่อันตรายและเป็นแสงไฟที่สบายตา เหมาะกับการติดตั้งภายในบ้าน อีกหนึ่งข้อดีของหลอดไฟ LED ก็คือความประหยัดของหลอดไฟ หลอด LED นั้นไม่กินไฟมากนัก ช่วยให้เราหายกังวลกับภาระเรื่องค่าไฟที่จะต้องจ่ายลงไปได้มาก และนอกจากนี้คือหลอดไฟ LED สามารถที่จะเปิดปิดได้บ่อยโดยไม่กินไฟตามจำนวนครั้งการเปิดปิดสวิตช์ทำให้มีความประหยัดมากๆ เมื่อเทียบกับหลอดไฟในยุคก่อน หรือหลอดไฟที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีเก่า   วิธีเลือกซื้อหลอดไฟ LED   มาถึงการเลือกซื้อหลอดไฟ LED กันบ้าง หลักการเลือกซื้อหลอดไฟ LED อย่างแรกเลยคือการเลือกดูจากจำนวนวัตต์ (Watt) หรือกำลังไฟที่หลอดไฟนั้นใช้เพื่อให้แสงสว่าง หลอดไฟแต่ละรุ่นจะมีจำนวนวัตต์ที่ไม่เท่ากัน หรือเรียกว่าพลังงานไฟไม่เท่ากัน ยิ่งวัตต์เยอะก็จะยิ่งทำให้กินไฟมากยิ่งขึ้นแต่ก็จะทำให้หลอดไฟมีพลังงานมากที่ยิ่งขึ้นตามไปด้วย   ข้อเสีย ของหลอดไฟ LED ก็มีเหมือนกันนั้นคือ เรื่องราคาที่ค่อนสูงกว่าหลอดไฟชนิดอื่น ๆ เนื่องจากคุณสมบัติและข้อดีต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปนั้น ทำให้หลอดไฟ LED เมื่อเทียบกับหลอดไฟชนิดอื่น ๆ แล้วมักจะมีราคาที่สูงกว่า แต่เมื่อเทียบกับอายุการใช้งาน ความทนทาน และความประหยัดของหลอดไฟ LED แล้วก็ถือว่าหลอดไฟ LED มีความคุ้มค่ากับราคามากเลยทีเดียว   ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก บุญถาวร
ประโยชน์ และข้อควรระวัง การใช้น้ำมันหอมระเหย

ประโยชน์ และข้อควรระวัง การใช้น้ำมันหอมระเหย

หลายๆ บ้านที่ชอบใช้ น้ำมันหอมระเหย สูดกลิ่นเพื่อผ่อนคลาย กลับจากทำงานมาเหนื่อยๆ จุดเทียนน้ำมันหอมระเหย หอมๆ สดชื่น ผ่อนคลายได้ผลนัก ถ้ายิ่งเปิดเพลงเพื่อสุขภาพคลอเบาๆ ถึงกับหลับไปเลย แต่ต้องฟังทางนี้ด้วย เพราะ การใช้น้ำมันหอมระเหย มีทั้งประโยชน์ และข้อควรระวังด้วยเหมือนกัน     อะโรมาเทียราปี (Aromatherapy) เป็นการแพทย์ทางเลือกของการดูแลรักษาตัวเอง โดยการนำน้ำมันหอมระเหยที่แยกได้จากพืชมาใช้บำบัดรักษาโรค สำหรับการสกัดน้ำมันหอมระเหย เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์ สุขภาพความงามนั้น ถือเป็นของขวัญจากธรรมชาติที่ได้พบหลักฐานมานมนานแล้ว ตั้งแต่ยุคสมัยของชาวอียิปต์โบราณ ชาวจีนโบราณ เรื่อยมาจนถึงชาวอาหรับในปลายศตวรรษที่ 10     หลักการใช้น้ำมันหอมระเหย   น้ำมันหอมระเหยใช้หลักจากพืช ถ่ายเทพลังงานให้แก่ร่างกาย ซึ่งกลิ่นหอมนั้นจะช่วยปรับสมดุลของร่างกายและจิตใจ ในทางการแพทย์ คาดว่า มีปฏิกิริยาสัมพันธ์ (interaction) ระหว่างร่างกายและจิตใจ และถ่ายทอดสู่สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ (limbic system) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาทส่วนกลาง   วิธีการใช้น้ำมันหอมระเหย   ให้นำน้ำมันหอมระเหยมาเจือจางด้วยน้ำมันพืชหรือน้ำผึ้ง (10 หยด ต่อน้ำมันพืช 30 มิลลิลิตร) ใช้ทาภายนอกเป็นน้ำมันสำหรับนวดตัว (massage oil) สูดดม ประคบ อบห้องทำให้บรรยากาศสดชื่น หรือผสมน้ำอาบ   ข้อควรระวัง   ห้ามใช้กับหญิงมีครรภ์ เด็ก ผู้ป่วยความดันเลือดสูง ผู้ป่วยโรคลมชัก และก่อนอาบแดด การอบห้องด้วยน้ำมันหอมระเหย กลิ่นจะอยู่นาน 2-3 ชั่วโมง หากเปลี่ยนกลิ่นบ่อยๆโดยไม่พัก จะทำให้ผู้นั่งอยู่ในห้องปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน ควรใช้น้ำมันหอมระเหย 3 หยด/วัน ห้ามใช้เกิน 3 ครั้ง/วัน การผสมน้ำมันหอมระเหยในอ่างอาบน้ำ ให้ใช้ 6 - 8 หยด หากใช้น้ำมันหอมระเหยโดยไม่เจือจาง และได้รับน้ำมันหอมระเหยทางปากจะมีผลโดยตรง ต่อระบบย่อยอาหาร น้ำมันหอมระเหยจะถูกดูดซึมในกระเพาะอาหาร ทำให้อวัยวะระคายเคือง กระตุ้นน้ำย่อย การหายใจ การไหลเวียนเลือด และการย่อยอาหาร เป็นการออกฤทธิ์แบบเดียวกับเครื่องเทศ เนื่องจากประสิทธิภาพของอะโรมาเทียราปียังพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ หากบำบัดด้วยวิธีนี้ในระยะแรกแล้วไม่ดีขึ้น หรือสงสัยว่าจะเป็นโรครุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย   ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก สสส. รูปประกอบจาก Pixabay
ควรดูแลสุขภาพอย่างไร? เมื่อสมาชิกในครอบครัวเลี้ยงน้องหมาไว้ในบ้าน

ควรดูแลสุขภาพอย่างไร? เมื่อสมาชิกในครอบครัวเลี้ยงน้องหมาไว้ในบ้าน

ปัจจุบันมีแนวโน้มในการเลี้ยงสุนัขให้อยู่ใกล้ชิดกับผู้เลี้ยงและครอบครัวมากขึ้น ไม่ได้เลี้ยงเพียงแค่ไว้เฝ้าบ้านหรือเฝ้าทรัพย์สิน ปล่อยให้อยู่อาศัยนอกตัวบ้านเช่นแต่ก่อน แต่ผู้เลี้ยงอีกกลุ่มใหญ่เลี้ยงสุนัขเอาไว้เพื่อเป็นเพื่อนโดยวางสถานะให้สุนัขเป็นสมาชิกในครอบครัว อีกทั้งผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้น พื้นที่ในการเลี้ยงมีไม่มากจำเป็นต้องเลี้ยงสุนัขในที่อยู่อาศัย ยอมปล่อยให้เหล่าสุนัขตัวน้อยใหญ่มีอภิสิทธิ์อยู่ร่วมภายในตัวบ้าน ตัวอาคาร และในห้องนอน! ซึ่งถ้าครอบครัวใดไม่มีการดูแลเรื่องความสะอาดของสุนัขและของบ้านเป็นถูกสุขลักษณะ อาจนำไปสู่การหมักหมมของเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของสมาชิกในครอบครัวได้นั่นเอง     ดังนั้น เพื่อให้การเลี้ยงสุนัขไว้ภายในบ้านไม่สร้างปัญหาให้แก่ผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะด้านสุขภาพร่างกาย ผู้เลี้ยงจึงจำเป็นที่จะต้องดูแลทั้งความเป็นอยู่ของสมาชิกครอบครัวและสุนัขให้มีสุขลักษณะ อนามัยที่ดีอย่างสม่ำเสมอ มาดูกันค่ะว่า เราจะมีวิธีการอะไรบ้างในการช่วยให้สมาชิกในครอบครัวอยู่ร่วมกับสุนัขได้สบายใจ ปลอดโรค ปลอดภัย แข็งแรงกันทั้งครอบครัว     ก่อนรับสุนัขมาเลี้ยงควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง   การคิดจะเลี้ยงสุนัขสักตัว ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องรู้จุดประสงค์ในการเลี้ยงก่อนนะคะว่า... เลี้ยงเพื่ออะไร เช่น เลี้ยงเพื่อเฝ้าบ้าน หรือ เลี้ยงไว้สำหรับเป็นเพื่อน ...มีพื้นที่เลี้ยงหรือไม่...มีเวลา มีค่าใช้จ่ายสำหรับการเลี้ยงสุนัขเพียงพอไหม...นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงควรศึกษา หาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงลักษณะนิสัย ลักษณะสายพันธุ์ของสุนัขที่ตนเองสนใจ รวมไปถึง การทำความสะอาดดูแลสุนัขอย่างถูกวิธีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งของสุนัขและครอบครัวผู้เลี้ยงค่ะ   และแน่นอนว่า สมาชิกคนอื่นในครอบครัวก็เป็นส่วนสำคัญที่ผู้คิดจะเลี้ยงสุนัขไม่ควรมองข้าม ควรสอบถามความสมัครใจของสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้นในอนาคตหลังจากที่ตัดสินใจรับสุนัขมาเลี้ยง ควรเลือกสุนัขให้เข้ากับสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี หากมีเด็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ คนพิการ หรือ ผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง เป็นภูมิแพ้ ก็จำเป็นต้องวางแผนก่อนรับเลี้ยงอย่างรอบคอบรัดกุมเป็นพิเศษ เพื่อรองรับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ควรปล่อยให้การเลี้ยงสุนัขกลายเป็นปัญหาหนึ่งของครอบครัวนะคะ   ในแต่ละครอบครัวมีจำนวนสมาชิก ช่วงวัย และสถานภาพที่แตกต่างกัน บางครอบครัวมีเพียง 2 คน แต่ในบางครอบครัวอาจอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกตั้งแต่เด็กทารก ไปจนถึงผู้สูงอายุ หรือ ผู้ป่วยทุพพลภาพ จึงควรมีวิธีการดูแลที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องเริ่มต้นดูแลก็คือ สุขภาวะร่างกายที่ดีของสุนัขนั่นเอง     การดูแลสุขภาพความสะอาดของสุนัข   จุดเริ่มต้นของเชื้อโรค หรืออันตรายต่างๆ ที่เกิดจากการเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้าน ล้วนเกิดมาจากปัญหาในการเลี้ยงดูรวมไปถึงการทำความสะอาดให้แก่สุนัข ผู้เลี้ยงจึงควรดูแลทำความสะอาดอาบน้ำให้สุนัขเป็นประจำสัปดาห์ละหนึ่งครั้งหรือ 2 สัปดาห์ต่อครั้งแล้วแต่ความสกปรก หรือแล้วแต่สภาพผิวหนัง สภาพขนของแต่ละสายพันธุ์ อย่างเช่น สุนัขขนสั้นบางสายพันธุ์อาจไม่จำเป็นต้องอาบน้ำเป็นประจำทุกสัปดาห์ ถ้าไม่เปื้อนสิ่งสกปรก แต่กรณีที่เป็นสุนัขขนสั้น 2 ชั้น จึงมีขนร่วงอยู่ตลอดเวลา ผู้เลี้ยงควรแปรงขนให้พวกเขาเป็นประจำทุกวัน เพื่อไม่ให้มีขนหลุดปลิวอยู่ในบ้าน อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ หรือติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ค่ะ     ส่วนเห็บกับหมัด ศัตรูตัวฉกาจของสุนัขและผู้เลี้ยงก็เป็นปัญหาที่ปล่อยปละละเลยไม่ได้เด็ดขาด เพราะสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้มักจะแอบซ่อนอยู่ที่ตัวสุนัข ห้องนอน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เตียง หรือ แม้กระทั่งบนที่นอน! ด้วยเหตุนี้เอง ผู้เลี้ยงจึงควรพาสุนัขไปฉีดยากำจัดเห็บหมัดตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอ อาบน้ำทำความสะอาดสุนัขบ่อยขึ้นในกรณีที่อาบน้ำให้สุนัขน้อบกว่า 2 สัปดาห์ต่อครั้ง และที่สำคัญต้องไม่ลืมทำความสะอาดภายในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ รวมไปถึงพื้นที่รอบตัวบ้านด้วยน้ำยากำจัดเห็บหมัดนะคะ   อีกสิ่งที่หนึ่งที่เป็นปัญหากวนใจต่อสมาชิกในบ้านนั่นก็คือ กลิ่นตัวของสุนัข แนะนำให้ผู้เลี้ยงคอยเช็ดตัว โรยแป้ง ช่วยดับกลิ่นสุนัขระหว่างวัน แต่ถ้าเกิดยังมีกลิ่นติดตามโซฟาหรือเสื้อผ้าภายในบ้าน ก็ให้ลองใช้ผลิตภัณฑ์ขจัดกลิ่นบนผ้าอย่าง แอมบิเพอร์กลิ่นใดก็ได้ เพื่อช่วยกำจัดแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุหนึ่งของกลิ่นอับชื้นก็ได้ค่ะ นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงอาจต้องระวังโรคเกี่ยวกับเชื้อราที่ผิวหนังของสุนัขซึ่งสามารถติดต่อสู่คนได้อีกด้วย และด้วยเหตุนี้เอง การเริ่มต้นทำความสะอาดที่ตัวสุนัข จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพของสมาชิกทุกคนในครอบครัว     การดูแลสุขภาพเด็ก   จากผลงานวิจัยทั่วโลกต่างระบุว่า เด็กๆ ที่มีสัตว์เลี้ยงไว้ในบ้าน ได้ใกล้ชิดกับสุนัขจะช่วยให้พวกเขามีสุขภาพแข็งแรง เจ็บป่วยน้อยกว่าเด็กที่ภายในบ้านไม่มีสัตว์เลี้ยง เนื่องจากสัตว์เลี้ยงจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ ได้เองอย่างเป็นชาติจากแบคทีเรียที่สัตว์เลี้ยงนำเอามาจากนอกบ้านนั่นเอง   อย่างไรก็ตาม แบคทีเรียที่ส่งผลดีต่อสุนัขภาพเด็กๆ จะต้องมีอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้นถึงจะส่งผลดี ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น หลังจากที่เด็กๆ เล่นกับสุนัขหรือ สัตว์เลี้ยงเสร็จแล้ว ควรให้พวกเขาล้างมือให้สะอาดเรียบร้อย กำจัดเส้นขนสุนัขอันเป็นสาเหตุทำให้เด็กๆ เป็นภูมิแพ้ ผื่นคันจากเชื้อโรคที่ติดมากับขนสุนัข อีกทั้งควรทำความสะอาดบ้านด้วยน้ำยาที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันเชื้อโรค ไรฝุ่น สำหรับเสื้อผ้า หรือ เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นผ้าก็สามารถใช้ แอมบิเพอร์ แอนตี้ แบคทีเรีย เพื่อช่วยลดปริมาณของแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุให้เกิดกลิ่นได้อีกแรงค่ะ   การดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์   การเลี้ยงสัตว์หรือสุนัขสามารถช่วยบรรเทาความตึงเครียด ความวิตกกังวล ที่อาจขึ้นได้ในหญิงตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ต้องใส่ใจดูแลเรื่องป้องกันการแพ้คันจากฝุ่นไร ขน หรือ เชื้อรา แบคทีเรียต่างๆ จากสุนัขมากเป็นพิเศษ จึงควรแยกพื้นที่ อาณาบริเวณระหว่างสุนัขกับหญิงตั้งครรภ์ให้เป็นสัดส่วน เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท จัดแต่งบ้านให้ง่ายต่อการทำความสะอาด นอกจากนี้ ยังต้องระมัดระวังพฤติกรรมก้าวร้าวของสุนัข เช่น กระโจนใส่ ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ควรล้างมือทุกครั้งหลังจับสุนัข และก่อนรับประทานอาหาร ไม่ควรปล่อยให้สุนัขนอนร่วมเตียงในช่วงนี้นะคะ เนื่องจากผู้หญิงหลายคนจะมีภูมิคุ้มกันต่ำลงในช่วงตั้งครรภ์อาจเกิดการแพ้ฝุ่นหรือเชื้อโรคจากขนสุนัขได้ และอีกสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยก็คือต้องทำความสะอาดบ้านอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวันนั่นเองค่ะ     การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ   การให้ผู้สูงอายุอยู่กับสุนัขจะช่วยในเรื่องของสภาพจิตใจให้มีอารมณ์ที่มั่นคง ผ่อนคลาย เหงาหรือหว้าเหว่น้อยลง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเรื่องความจำ ทักษะในการพูดคุยมากขึ้นโดยเฉพาะผู้สูงวัยที่กำลังมีภาวะความจำเสื่อม อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงสุนัขร่วมกับผู้สูงอายุจำเป็นต้องระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุมากเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้สูงอายุมีการเดิน เคลื่อนไหว ที่ไม่มั่นคงแข็งแรง หากสุนัขกระโดดหรือกระโจนเข้าหาอาจทำให้ลื่นหกล้มได้ จึงควรจัดสรรพื้นที่ของสุนัขที่เลี้ยงไว้ในบ้านให้อยู่แยกเป็นสัดส่วน มีคอกกั้น ของจำพวกชามอาหาร ถาดใส่น้ำควรวางอยู่เป็นที่ไม่ระเกะระกะ ส่วนเรื่องของความสะอาดควรเช็ดถูเป็นประจำทุกวัน หากมีผู้สูงอายุที่ไม่สบาย ร่างกายอ่อนแอ ก็ควรหลีกเลี่ยงให้สุนัขเข้าใกล้โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะเกิดการติดเชื้อโรคได้จากน้ำลาย ฝุ่น เห็บ หมัด ไร ที่ติดมาจากนอกบ้าน แนะนำให้ใช้ยาพ่นกำจัดเห็บฉีดตามฝาผนัง และซอกมุมต่างๆ ทั่วบ้าน ทั้งบริเวณของสุนัขและของสมาชิกในครอบครัว   การดูแลสุขภาพผู้ที่เป็นภูมิแพ้   ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ส่วนใหญ่ต่างเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเลี้ยง หรือการอยู่ร่วมกับสุนัข เพราะเกรงว่าขนของสุนัขจะยิ่งกระตุ้นทำให้เกิดภูมิแพ้มากยิ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขนสุนัขไม่ได้มีผลทำให้เราเกิดอาการแพ้นะคะ หากคือเศษขี้ไคล น้ำลาย ฝุ่นละออง ฉี่ หรือเชื้อโรคที่ติดอยู่กับขนของสุนัข ดังนั้น ผู้ที่เป็นภูมิแพ้แต่เลี้ยงสุนัข จึงควรระมัดระวังมากเป็นพิเศษเรื่องความสะอาดของตัวสุนัขเอง ต้องทำความสะอาดสุนัขอย่างสม่ำเสมอ จัดบริเวณให้น้องหมาอยู่เป็นสัดส่วน จำกัดพื้นที่ไม่ให้สุนัขเดินได้อย่างอิสระภายในบ้าน     ควรจัดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย หลีกเลี่ยงไม่ให้สุนัขเข้าไปอยู่ในห้องนอน และควรทำความสะอาดด้วยเครื่องดูดฝุ่นที่ออกแบบมาพิเศษสำหรับผู้เป็นโรคภูมิแพ้ ให้ทำความสะอาดพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือหาเครื่องฟอกอากาศเข้ามาติดตั้งเพื่อช่วยฟอกอากาศภายในบ้าน ส่วนเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นเนื้อผ้า ผ้าปูที่นอน รวมไปถึงพื้นพรมที่มักมีกลิ่นหมักหมมจากเชื้อแบคทีเรียอันนำไปสู่สาเหตุหนึ่งของอาการแพ้ต่างๆ ควรหาน้ำยา หรือผลิตภัณฑ์ขจัดกลิ่นบนผ้าอย่างแอมบิเพอร์ เฟิร์ส ดีเฟนซ์ เพื่อช่วยในการขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ พร้อมมอบกลิ่นหอมสะอาด และยังช่วยลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองจากผ้าในอากาศซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้อีกด้วยค่ะ   การหมั่นใส่ใจเรื่องรายละเอียดในการเลี้ยงสุนัขที่ต้องนำมาไว้ในบ้านจึงไม่ใช่เรื่องเล็กที่สามารถมองข้ามได้นะคะ เพราะหากความสะอาด หรือสุขภาพของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งได้รับการปล่อยปละละเลย ก็อาจนำมาซึ่งการติดเชื้อ ภูมิแพ้ ได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนส่งผลไปยังสุขภาพจิตใจ ความรัก ที่มีต่อสุนัขได้อีกด้วย ดังนั้น ถ้าคิดจะเลี้ยงสุนัขภายในบ้านจำเป็นต้องดูแลสุนัขของทุกฝ่ายควบคู่กันไป แยกขาดออกจากกันไม่ได้นะคะ   ขอบคุณบทความดีโดย : Dogilike.com http://www.dogilike.com ภาพประกอบสวยๆจาก Pixabay
วิธีการเลือกเครื่องกรองน้ำ ใช้กับบ้าน หรือคอนโดของคุณ

วิธีการเลือกเครื่องกรองน้ำ ใช้กับบ้าน หรือคอนโดของคุณ

เชื่อได้ว่า หลายๆคน หลายๆบ้าน จะต้องติดเจ้าตัวนี้ไว้ที่บ้าน หรือคอนโดแน่ๆ ตัวนี้ก็คือ "เครื่องกรองน้ำ" ที่มันมีประโยชน์มากมาย ต่อน้ำที่กรองออกมาใช้งาน มีมากมายหลายระบบ หลายแบบ วันนี้ เลยหยิบเอาข้อมูลต่างๆ ของเจ้าเครื่องกรองน้ำ (Water Filter Machine) มาฝากกัน     การเลือกเครื่องกรองน้ำสักเครื่องเพื่อนำมาใช้งาน คงต้องเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องกรองจากน้ำประปา หรือบางแห่งเป็นน้ำบ่อ แล้วต้องนำมาดื่ม บางบ้านนำมาสำหรับชงนมให้กับทารกเลยทีเดียว ดังนั้น จึงต้องพิจารณากันค่อนข้างมาก ดังนั้นเพื่อช่วยลดความกังวล และเป็นแนวทางในการเลือกเครื่องกรองน้ำ ควรต้องพิจารณาดังต่อไปนี้   1. สภาพน้ำดิบที่เราจะนำมากรอง   น้ำดิบ คือ น้ำที่จะนำมาผ่านเครื่องกรอง น้ำในกรงเทพฯ ร้อยละ 90 เป็นน้ำประปา และน้ำในต่างจังหวัด บางแห่งเป็นน้ำประปา ประปาหมู่บ้าน น้ำบาดาล น้ำบ่อ เป็นต้น – น้ำประปาในกรุงเทพฯ สามารถใช้เครื่องกรองน้ำได้แทบทุกรุ่น เพราะน้ำประปาได้รับการกรองมาชั้นหนึ่งแล้ว โดยการประปาได้แจ้งไว้ว่าสามารถดื่มได้ แต่ที่ยังเป็นปัญหาคือ กลิ่นของคลอรีน และท่อส่งที่อาจจะไม่สะอาดเพียงพอ เครื่องกรองน้ำที่สามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้เรียงจากดีที่สุด คือ เครื่องกรองน้ำระบบ RO, เครื่องกรองน้ำระบบ Nano, เครื่องกรองน้ำระบบ UF, เครื่องกรองน้ำระบบ Micro ระบบกรองสำหรับน้ำประปาที่แนะนำ คือ ระบบ Ultrafiltration (UF) ใช้กรองแบคทีเรียได้อย่างสมบูรณ์ และยังคงรักษาแร่ธาตุต่างๆไว้ ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้า เพราะไม่ใช้ปั๊มเพื่อเพิ่มแรงดันน้ำ ไม่ต้องใช้ถังเก็บน้ำ และไม่เกิดของเสียจากระบบการกรอง ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ได้ถูกใช้งานในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ยาและโรงพยาบาล – ถ้าเป็นน้ำในต่างจังหวัด ต้องมีการตรวจทดสอบความสะอาดของน้ำดิบก่อน เพื่อดูว่ามีความสะอาดอยู่ในระดับไหน หากไม่สกปรกมาก ก็สามารถใช้ไส้กรองเซรามิคในเครื่องกรองน้ำช่วยได้ แต่เพื่อความปลอดภัยในการดื่ม ควรใช้เครื่องกรองน้ำระบบ RO ระบบกรองน้ำ Reverse Osmosis (RO) จำเป็นต้องใช้แทงก์เก็บน้ำ เป็นสาเหตุให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ สิ้นเปลืองน้ำเนื่องจากไส้กรองขนาดเล็ก เกิดการสูญเสียแรงดันน้ำ และต้องใช้ปั๊มช่วยในการทำงาน สูญเสียแร่ธาตุภายหลังการกรองที่ควรมีในน้ำดื่ม ใช้ไฟฟ้า และมีค่าบำรุงรักษาสูง ระบบ Ultraviolet (UV) สามารถฆ่าเชื้อได้ แต่กำจัดแบคทีเรียไม่ได้ แบคทีเรียจึงมีโอกาสเจริญเติบโตในน้ำได้ ไม่แนะนำสำหรับใช้กรองน้ำในบ้าน   2. งบประมาณที่เรามี   โดยความเป็นจริงน่าจะเป็นเหตุผลหลักในการซื้อเครื่องกรองน้ำเลยก็ว่าได้ เพราะเครื่องกรองน้ำมีหลายราคาตั้งแต่ถูกสุดหลักร้อย ไปจนถึงหลักแสนเลยทีเดียว ซื้ออย่างไรเราจะไม่เกิดปัญหาทางการเงินในภายหลัง – หากมีงบประมาณไม่เกิน 1,500บาท สามารถซื้อเครื่องกรองน้ำ 2-3ขั้นตอน หรือ เครื่องกรองน้ำ 5 ขั้นตอน สามารถกรองได้สูงสุด 5ไมครอน – หากมีงบประมาณ 1,500-3,000บาท สามารถซื้อเครื่องกรองน้ำไส้เซรามิค หรือ เครื่องกรองน้ำระบบ UF สามารถกรองได้สูงสุด 0.3-0.01ไมครอน – หากมีงบประมาณ 3,000บาท ขี้นไป สามารถซื้อเครื่องกรองน้ำได้ตั้งแต่ เครื่องกรองน้ำระบบ Nano และ เครื่องกรองน้ำระบบ RO สามารถกรองได้สูงสุด 0.0001ไมครอน   3. ความต้องการของเรา   เครื่องกรองน้ำปัจจุบันได้ถูกปรับให้มีความสามารถเพิ่มขึ้น โดยมีระบบการทำน้ำเย็น น้ำธรรมดา และน้ำร้อน รวมอยู่ในเครื่องเดียวกัน เพื่อความสะดวกและประหยัดพื้นที่ของผู้บริโภค ซึ่งก็ทำให้ราคาสูงตามไปด้วย ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเครื่องกรองน้ำ เราควรถามตัวเองก่อนว่า เราอยากได้เครื่องกรองน้ำที่มีความสามารถแบบไหน   4. ความเหมาะสมของตำแหน่งที่จะติดตั้ง   ในการติดตั้งเครื่องกรองน้ำต้องคำนึงว่า จุดที่จะติดตั้งมีน้ำเข้าถึงได้ง่ายหรือไม่ จะต้องเดินท่อใหม่เพื่อเครื่องกรองน้ำโดยเฉพาะเลยไหม จะตั้งดีหรือจะแขวนดี สะดวกในการเสียบปลั๊กไฟไหม และที่สำคัญมีที่ทิ้งน้ำไหม สำหรับระบบ RO ซึ่งล้วนแต่สำคัญทั้งสิ้น โดยส่วนมากผู้คนจะติดตั้งไว้ที่ ในครัว ใต้ซิงค์ล้างจาน หน้าห้องน้ำ ลานซักผ้า นอกบ้าน ในบ้าน เป็นต้น   5. ข้อมูลเฉพาะของเครื่องกรองน้ำแต่ละรุ่น   เครื่องกรองน้ำที่เราสนใจแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ มีข้อมูลเฉพาะ หรือข้อจำกัดอะไรที่เราต้องทราบบ้าง เช่น ระบบ RO จะมีน้ำทิ้ง บางรุ่นต้องใช้ไฟฟ้า บางรุ่นผลิตน้ำช้า บางรุ่นต้องล้างไส้กรอง บางรุ่นไม่ต้องล้างไส้กรอง บางยี่ห้อไส้กรองแพงกว่าตัวเครื่อง เป็นต้น ความปลอดภัยน้ำสะอาด 3 ขั้นตอนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 1 Sediment ดักจับกรวด ทราย หิน โคลน และสารแขวนลอยขนาดใหญ่ ที่ปนเปื้อนมากับน้ำ เช่น เศษสนิม และผงฝุ่นจากท่อน้ำ เพื่อเตรียมน้ำสะอาดก่อนเข้าระบบกรองในขั้นตอนต่อไป ช่วยยืดอายุการใช้งานของไส้กรองอื่นๆ ขั้นตอนที่ 2 Activated Carbon Block ดักจับสารเคมี คลอรีน กลิ่น สี สารอินทรีย์ โดยวิธีการดูดซึมดูดซับ และกรองโลหะหนักต่างๆ ขั้นตอนที่ 3 Ultrafiltration กรองแบคทีเรียถึง 100 เปอร์เซ็นต์ โดยการใช้ Membrane Hollow Fiber ขนาดรูเล็กกว่าแบคทีเรีย เล็กที่สุด 0.03 ไมครอน แร่ธาตุที่เป็นประโยชน์สามารถผ่านได้ ได้ถูกเริ่มใช้ครั้งแรกในโรงพยาบาลสำหรับกรองเลือด     ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก https://www.999article.com
ปลูกอะไรไว้ในบ้านแล้วเวิร์คสุดๆ มะละกอไง!

ปลูกอะไรไว้ในบ้านแล้วเวิร์คสุดๆ มะละกอไง!

หลายๆ คน สรรหาต้นไม้ ต้นไม้มงคล ไม้ดอก ไม้สวน ไม้ประดับ โน้นนี่ มาปลูกในบ้าน เพื่อเพิ่มความเป็นสิริมงคล แต่งสวนบ้าง ชอบเป็นการส่วนตัวบ้าง วันนี้ เราจะแนะนำ ต้นไม้ที่ปลูกแล้ว ให้ประโยชน์สูงสุด ที่หลายๆ คนมองข้ามไป นั่ก็คือ "มะละกอ" นี่เอง   มะละกอ เป็นไม้ผลที่คนไทยนิยมกิน ยอดอ่อนดองกินได้ ผลดิบนำมาปรุงอาหาร ใช้ปรุงส้มตำ แกงส้ม แกงเหลือง แกงอ่อม ผัดไข่ ต้มจิ้มน้ำพริก ผลสุกกินสด น้ำมีรสชาติหวานหอม มีวิตามินเอและแคลเซียมสูง   ผลดีต่อสุขภาพ   - มะละกอมีไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล และเกลือโซเดียมต่ำ เป็นแหล่งที่ดีของเส้นใยอาหาร ธาตุโพแทสเซียม วิตามินเอ ซี และโฟเลต แต่ร้อยละ 92 ของพลังงานจากมะละกอสุกมาจากคาร์โบไฮเดรต ผู้ที่ควบคุมอาหารแป้งและน้ำตาลจึงไม่ควรกินมะละกอมากเกินไป - สีแดงอมส้มที่พบในมะละกอสุกแสดงว่า มะละกอสุกมีสารไลโคพีนซึ่งเป็นสารช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย - มะละกอสุกอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แคโรทีน วิตามินซี สารฟลาโวนอยด์ สารโฟเลต กรดแพนโทเทนิก ธาตุโพแทสเซียม แมกนีเซียม และเส้นใยอาหาร สารอาหารเหล่านี้บำรุงสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด และป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่อีก ด้วย นอกจากนี้มะละกอมีเอนไซม์ปาเปน สามารถนำมาใช้ด้านการแพทย์เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บทางการกีฬา   ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด   - มะละกออาจช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแข็งตัวและโรคหัวใจที่มีสาเหตุจากโรคเบาหวานได้ดี มะละกอมีวิตามินซี วิตามินอีและวิตามินเอ (ในรูปของสารแคโรทีนอยด์) ซึ่งเป็นสารอนุมูลอิสระที่มีความสำคัญช่วยป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระของคอเลสเตอรอล เชื่อว่าวิตามินซีและอีช่วยการทำงานของเอนไซม์พาราออกโซเนสซึ่งหยุดการเกิดอนุมูลอิสระของคอเลสเตอรอล - เส้นใยอาหารในมะละกอช่วยลดคอเลสเตอรอลส่วนกรดโฟลิกใช้เปลี่ยนกรดอะมิโฮโมซิสเทอีนเป็นกรดอะมิโนซิสเทอีนที่ไม่มีพิษภัยอะไร ถ้ามีโฮโมซิสเทอีนอยู่มากกรดอะมิโนนี้จะทำลายผนังหลอดเลือด เกิดความเสี่ยงของอาการหัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองอุดตันได้   ช่วยระบบทางเดินอาหาร   - สารอาหารในมะละกอช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ เส้นใยอาหารจากมะละกอสามารถจับกับสารพิษก่อมะเร็งในลำไส้ใหญ่และพาส่งออกทำให้เกิดการสัมผัสกับเซลล์ลำไส้ใหญ่น้อยที่สุด และสารโฟเลต บีตาแคโรทีน วิตามินซีและอี ที่พบในมะละกอ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยลดการถูกทำลายของสารพันธุกรรมในเซลล์ดังกล่าวด้วยอนุมูลอิสระ   ฤทธิ์ต้านอักเสบ   - มะละกอมีเอนไซม์ปาเปนและไคโมปาเปนช่วยย่อยโปรตีน เอนไซม์เหล่านี้สามารถช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการสมานแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกได้ งานวิจัยจากประเทศมาเลเซียพบว่า สารสกัดจากเปลือกผลมะละกอดิบเร่งอัตราเร็วของการสมานแผลในหนูทดลองได้เร็วกว่าการใช้ยาทา Solcoseryl ถึง 1 สัปดาห์ - บีตาแคโรทีน วิตามินซีและอีในมะละกอก็มีฤทธิ์ลดการอักเสบเช่นกัน ดังนั้นผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคข้อเสื่อม และข้ออักเสบรูมาตอยด์จะได้ประโยชน์จากการกินมะละกอเพื่อลดอาการของโรคดังกล่าว ปัจจุบันมีการใช้เอนไซม์จากมะละกอดังกล่าวผลิตเป็นยาเม็ด ลดอาการบวม การอักเสบจากบาดแผลหรือการผ่าตัดแล้ว   ช่วยระบบภูมิคุ้มกัน   ร่างกายมนุษย์สามารถเปลี่ยนบีตาแคโรทีนที่ได้จากมะละกอสุกเป็นวิตามินเอและซีได้ เนื่องจากร่างกายต้องการวิตามินทั้งสองเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ให้ทำหน้าที่ได้ราบรื่น จึงพบว่าการกินมะละกอ เป็นประจำอาจลดความถี่การเกิดไข้หวัดและการติดเชื้อในช่องหูได้   การป้องกันภาวะจอประสาทตาเสื่อม   งานวิจัยตีพิมพ์ในต่างประเทศกล่าวว่าการกินผลไม้ 3 ครั้งต่อวันอาจลดความเสี่ยงของอาการภาวะจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ อันเป็นสาเหตุของการเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ เนื่องจากคนไทยกินมะละกอ ทั้งดิบหรือสุกอยู่เป็นปกติ ดังนั้นเราจึงมีความเสี่ยงในการเกิดโรคดังกล่าวลดลงในยามชรา     น้ำมะละกอสุก   เลือกมะละกอที่สุกกำลังดี เนื้อไม่แข็ง หรือเละจนเกินไป เนื้อเนียน รสหวาน นำมะละกอสุกหั่นเอาแต่เนื้อครึ่งถ้วย น้ำเย็นจัด 1 ถ้วย ผง อบเชย 1/8 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำมะนาว 2 ช้อนชา ปั่นมะละกอกับน้ำเย็นจัด เกลือ น้ำมะนาวเข้าด้วยกัน รินใส่แก้ว โรยด้วยผงอบเชย ดื่มเย็นๆ ทันที   เห็นมั้ย!! ประโยชน์จากมะละกอมีมากมายจริงๆ ดังนั้น ถ้าจะเลือกปลูกไม้ในบ้าน อย่าลืมนึกถึง มะละกอ ด้วยละ...   ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://www.thaihealth.or.th ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก Pixabay และ http://beautyclubthailand.com  
คู่มือเตรียมตัวย้ายบ้าน สบายใจเมื่อมีเช็คลิสต์

คู่มือเตรียมตัวย้ายบ้าน สบายใจเมื่อมีเช็คลิสต์

อยากได้เช็คลิสต์ไว้ช่วยเตือนความจำเวลาย้ายบ้านเพื่อช่วยให้คุณจัดระเบียบทุกอย่างได้ง่ายขึ้นใช่ไหม ให้การย้ายบ้านใหม่เป็นเรื่องง่ายๆ โดยเราจะช่วยให้คุณเตรียมความพร้อมได้ดีขึ้นกับเช็คลิสต์ของเรา       ข้อแนะนำ   การย้ายเข้าบ้านใหม่นั้นมีกระบวนการที่คุณต้องจัดการอยู่หลายขั้นตอน ตั้งแต่การทำความสะอาดบ้านที่อยู่ในขณะนี้ ไปจนถึงการเปลี่ยนที่อยู่กับธนาคารและหน่วยงานสาธารณูปโภคต่างๆ ลองเขียนรายการของทั้งหมดที่คุณต้องจัดการเพื่อให้แน่ใจว่าไม่พลาดหรือหลงลืมอะไรไป ด้านล่างนี้คือรายการเบื้องต้นที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้     คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการย้ายเข้าบ้านใหม่นั้น เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นแต่ก็แสนจะวุ่นวายและน่าปวดหัวในขณะเดียวกัน การเตรียมพร้อมที่ดีนั้นจะช่วยคุณได้มาก ดังนั้นอย่าลืมจัดทุกอย่างให้เป็นระเบียบ ลองเขียนรายการเช็คลิสต์ในการย้ายบ้านของคุณขึ้นมา เพื่อให้คุณสามารถรับมือกับสิ่งที่ต้องทำได้ทีละรายการ แล้วขีดฆ่าออกเมื่อทำเสร็จแล้ว ซึ่งจะทำให้คุณไม่ต้องคอยกังวลว่าจะหลงลืมอะไรไปในภายหลัง     การจัดทำเช็คลิสต์การย้ายบ้านนั้นเริ่มต้นจากการคำนึงถึงทุกสิ่งที่จะได้รับผลกระทบจากการย้ายบ้านของคุณไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ ใช้ลิสต์นี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเช็คลิสต์ของคุณโดยเฉพาะ ให้คุณสามารถย้ายเข้าบ้านใหม่ได้อย่างราบรื่นและหายห่วง   Moving House A Checklist   ยืนยันวันย้ายบ้านที่แน่นอน เพื่อให้คุณวางแผนจากวันกำหนดการย้าย ทำความสะอาดบ้านที่คุณอยู่ในปัจจุบันให้สะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นบ้านที่เช่าอยู่ คุณอาจจะถูกหักเงินมัดจำถ้าบ้านไม่อยู่ในสภาพสะอาดเหมือนตอนที่คุณย้ายเข้า อ่านคำแนะนำในการทำความสะอาดหลังหมดสัญญาเช่าของเราที่นี่ จัดการเรื่องกรมธรรม์ประกันภัยบ้านโดยอ้างอิงจากวันที่ย้ายเป็นหลัก เพื่อให้สัญญาเริ่มมีผลครอบคลุมทันที ตั้งแต่วันที่คุณย้ายเข้ามา นัดหมายเวลากับบริษัทขนย้ายหรือนัดเพื่อนๆ ให้มาช่วยล่วงหน้า หากคุณว่าจ้างบริษัท คุณควรอยู่คอยกำกับดูแลความเรียบร้อยทั้งในระหว่างการจัดเก็บเพื่อย้ายและการจัดส่งเพื่อคอยให้คำแนะนำและตรวจสอบความเสียหายด้วย แจ้งการประปาและการไฟฟ้าให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 6 สัปดาห์ แจ้งผู้ให้บริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตให้ทราบล่วงหน้า เพื่อให้คุณสามารถใช้งานได้ทันทีที่ย้ายเข้า ตามกฎหมาย ผู้ย้ายหรือผู้ที่เจ้าของบ้านมอบอำนาจแจ้งย้ายมีหน้าที่ต้องไปแจ้งเขตที่ย้ายออกให้ทราบภายใน 15 วัน นับตั้งแต่ที่ย้ายออก และแจ้งย้ายเข้าบ้านใหม่ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ย้ายเข้าด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้อย่าลืมตรวจสอบเอกสารที่จะต้องนำไปใช้ประกอบการยื่นเรื่องให้ครบถ้วนเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เมื่อคุณเริ่มเก็บของใส่กล่อง คุณอาจจะแยกสิ่งของที่คุณไม่มีที่พอสำหรับเก็บอีกต่อไปแล้วหรือไม่ต้องการย้ายเข้าบ้านใหม่ โดยคุณสามารถบริจาคข้าวของที่ไม่ต้องการให้กับมูลนิธิต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์เก่า เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อย่าลืมนัดหมายเวลาล่วงหน้าเพื่อให้ทางมูลนิธิส่งรถมารับ หรือนัดเวลาและสถานที่ที่คุณจะนำสิ่งของเหล่านั้นไปส่งมอบให้ -คุณสามารถแจ้งไปรษณีย์ในพื้นที่บ้านเก่าของคุณให้ส่งต่อจดหมายไปยังที่อยู่ใหม่ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้จดหมายสำคัญตกหล่นหรือถูกตีกลับ หากคุณมีลูกหรือสัตว์เลี้ยง คุณควรจ้างหรือวานให้ใครช่วยดูแลเด็กๆ และสัตว์เลี้ยงแทนในวันที่ขนย้ายเพื่อช่วยลดความวุ่นวาย นัดหมายเวลาไปรับกุญแจบ้านหลังใหม่ของคุณจากตัวแทนนายหน้า ซึ่งควรจะเป็นวันก่อนหน้าวันย้ายเพื่อให้คุณเริ่มจัดการย้ายเข้าได้ตั้งแต่เช้า ตรวจสอบให้ถี่ถ้วนเมื่อคุณเข้าไปในบ้าน อย่าเพิ่งรีบขนเฟอร์นิเจอร์เข้าไปทันที แต่คุณตรวจสอบสภาพของบ้านให้ละเอียดว่ามีอะไรเสียหายหรือผิดปกติหรือไม่ และอย่าลืมมองหาตำแหน่งของสิ่งสำคัญๆ เช่น กล่องฟิวส์ เผื่อกรณีที่เกิดไฟฟ้าดับระหว่างการขนย้าย แจ้งเปลี่ยนที่อยู่ของคุณกับทางธนาคารประมาณ 2 สัปดาห์ล่วงหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าจดหมายสำคัญนั้นจะถูกจัดส่งมาที่บ้านใหม่ของคุณอย่างถูกต้อง   เมื่อคุณขนของย้ายเข้าบ้านใหม่เรียบร้อยแล้ว ก็อย่าลืมทำความสะอาดให้บ้านพร้อมอยู่อีกครั้ง โดยมีตัวช่วยดีๆ หลายตัวที่จะทำให้บ้านหลังใหม่ของคุณสะอาดได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาทำความสะอาดพื้นผิวอเนกประสงค์อย่างเช่น ซิฟ หรือ วิม สำหรับทำความสะอาดห้องน้ำที่ช่วยขจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ อย่าลืมอ่านฉลากคำแนะนำอย่างละเอียด และทดสอบการใช้งานผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดกับพื้นที่เป็นบริเวณเล็กๆ ก่อนใช้จริง   ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก https://www.cleanipedia.com/th
คิดอยากจะเลี้ยงสัตว์เล็กๆ สักตัว ในคอนโดฯ เลี้ยงอะไรดีล่ะ?

คิดอยากจะเลี้ยงสัตว์เล็กๆ สักตัว ในคอนโดฯ เลี้ยงอะไรดีล่ะ?

สำหรับเพื่อนๆ ที่คิดอยากจะเลี้ยงสัตว์เล็กๆ สักตัว ในห้องสี่เหลี่ยมอย่างคอนโดฯ ที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ แต่ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลี้ยงตัวอะไรดี เรามีคำแนะนำ       ปลา แนะนำแค่ปลาหางนกยูงเท่านั้น เพราะปลาชนิดอื่นต้องการพื้นที่และยุ่งยากกับการเปลี่ยนกรองน้ำบ่อย   นก ขี้นกและเศษขนสร้างฝุ่นให้แก่ห้อง ส่งผลต่อการทำความสะอาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   หนู มีนิสัยชอบกิน นอน เล่น ถ้าเราไม่ใช่คนที่เบื่ออะไรง่าย และมีเวลาให้พวกเขามากพอ พวกแฮมสเตอร์หรือแกสบี้ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ   เต่า เรื่องที่ต้องระวังที่สุดก็เห็นจะเป็น”ขี้เต่า” นี่เอง เพราะเหม็นอย่าบอกใคร   กระรอก เป็นสัตว์ที่สะอาดมาก แนะนำให้เลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ แต่ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ ชงนมและป้อนทุก 4-6 ชั่วโมง เพื่อให้ติดและเชื่องที่สุด เมื่อโตแล้วจะได้ดูแลง่าย   สุนัข ในกรณีที่คอนโดฯ ไม่มีกฏห้ามเลี้ยงสัตว์ หมาน้อย “ชิวาว่า” คือคำตอบที่เหมาะที่สุด เพราะต้องการพื้นที่เพียงเล็กน้อย อาหารก็ไม่กินมาก การขับถ่ายก็น้อย ดูแลง่าย และรักเจ้าของเพียงคนเดียว แต่ต้องมีเวลามากพอให้เค้าเช่นกัน   กระต่าย สิ่งเดียวที่ห้ามก็คือ อย่าปล่อยให้เป็นอิสระ เพราะมันจะเล็มแทะทุกอย่างในห้องจนไม่เหลือโดยเฉพาะสายไฟ กับข้อเสียที่สุดยอดก็คือ ปัสสาวะที่กลิ่นฉุนมาก   เฟอร์เร็ต นิสัยซน ขี้เล่นมาก ปีนป่าย มุดลอด รวมถึงกินทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้ว่าปัสสาวะจะมีกลิ่นบ้าง แต่ก็ทำความสะอาดง่าย   แมว อุจจาระและปัสสาวะส่งกลิ่นรุนแรงมาก ถ้าในห้องมีการระบายอากาศที่ไม่ดีล่ะก็ หมดกันแน่ๆ   แต่ละตัว น่ารักน่าเลี้ยงมาก ถ้าคอนโดของคุณ อนุญาตให้เลี้ยงพวกเขาได้ ก็จัดไปอย่าให้เสีย แต่ถ้าเลือกที่จะเลี้ยงเค้าแล้ว ก็หมั่นเอาใจใส่ รักทะนุถนอมเค้าด้วยนะครับ เกรงใจข้างห้องเขาด้วยนะ ใจเขาใจเรา และที่สำคัญ ถ้าเบื่อแล้วอย่าเอาไปเป็นภาระของสังคมนะตัวเอง   ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Mthai รูปประกอบ จาก Pixabay  
วิธีปูกระเบื้องห้องน้ำแบบง่าย เปิดใช้งานเร็ว โดยไม่ต้องง้อช่าง

วิธีปูกระเบื้องห้องน้ำแบบง่าย เปิดใช้งานเร็ว โดยไม่ต้องง้อช่าง

วันนี้ Review Your Living มีวิธีปูกระเบื้องห้องน้ำแบบง่ายๆ มาช่วยทุ่นแรงคุณพ่อบ้านแม่บ้านที่กำลังปวดหัวอยู่ว่าจะซ่อมแซมห้องน้ำด้วยวิธีใดให้เปิดใช้งานได้ภายใน 24 ชั่วโมง แล้วขั้นตอนจะเป็นแบบไหนไปชมกันค่ะ  ใครที่คิดจะทำห้องน้ำใหม่หรือซ่อมแซมห้องน้ำนั้น อย่าลืมว่าการเริ่มต้นที่ดีและถูกต้องโดยทำไปทีละขั้นตอนอย่างเป็นสเต็ป นอกจากช่วยลดปัญหาจุกจิกจิกที่อาจจะตามมาภายหลัง ยังได้ห้องน้ำสวยตรงใจ ที่สำคัญการเลือกวัสดุที่จะใช้ในการทำห้องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้อง  สุขภัณฑ์ หรือ ก๊อกน้ำ จำเป็นที่จะต้องพิจารณาเรื่องคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าด้วย เพราะบางครั้งห้องน้ำออกแบบมาสวยงาม แต่เลือกสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพก็จะมีผลด้วย เช่น ถ้ากระเบื้องไม่ได้ฉากหรือมุมเมื่อปูออกมาแล้วร่องยาแนวอาจจะเบี้ยวได้ นอกจากนี้การเลือกกาวปูกระเบื้องและกาวยาแนวก็เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งเล็กๆ ที่หลายๆ คนอาจจะมองข้ามไป ปัจจุบันมีกาวปูกระเบื้องและกาวยาแนวสำหรับห้องน้ำโดยเฉพาะ ที่มีคุณสมบัติพิเศษพัฒนามาเพื่อใช้กับห้องน้ำเช่นเดียวกับในคลิปที่เรานำมาฝาก ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่ใช่น้อย..
5 อันดับบ้านสุดแพง ของนักเตะฟุตบอลโลก 2018

5 อันดับบ้านสุดแพง ของนักเตะฟุตบอลโลก 2018

ให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน คือฟุตบอลโลกฟีเวอร์  "World Cup 2018" ที่จัดขึ้นที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งเจ้าภาพ ก็จัดเต็มกับซาอุดิอาราเบีย ไป 5-0 ประตู วันนี้ เลยอยากนำเสนอข้อมูล ที่คุณเองก็อาจจะอยากรู้เหมือนกันว่า บ้านหรือคฤหาสน์ 5 อันดับแพงสุด ของนักเตะฟุตบอลโลกปีนี้ ใครจะครองแชมป์ เรามาดูกันเลย     อันดับที่ 1   บ้านของ Philippe Coutinho นักเตะชื่อดัง จากทีมชาติ บราซิล ซึ่งปีนี้ก็เป็นทีมที่น่าคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกซะด้วย จะเรียกว่าเป็น Mansion สุดหรู ในกรุง  Barcelona ก็ได้ ที่มีสาธารณูปโภคพร้อมสรรพ ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ห้องนั่งเล่นสุดหรุ ห้องครัวขนาดมหึมา สระว่ายน้ำ ลานกีฬา อุปกรณ์ออกกำลังกายครบชุด  สนนราคา Mansion นี้ อยู่ราวๆ 3-5 ล้านยูโร ถ้าเทียบขนาดแล้ว ก็ใหญ่พอๆ กับ Nou Camp ของ มิสเตอร์เพรสเด๊นท์เลยทีเดียว!!     อันดับที่ 2   เป็นบ้านของ นักเตะทีมกระทิงดุ สเปน เขาก็คือ Sergio Ramos หรือในอีกนาม เขาก็เป็นกัปตันทีม Real Madrid นั่นเอง บ้านของเขาเต็มไปด้วยสาธารณูปโภค เช่น สระว่ายน้ำ ยากูชี่ ซาวน่า โฮมออฟฟิช รวมถึงที่ขาดไม่ได้ ห้องฝึกซ้อมกีฬาที่เขาโปรดปราน ราคาบ้านก็ไม่แพงมาก อยู่ที่ 6.5 ล้านปอนด์ เท่านั้นเอง     อันดับที่ 3   เป็นของเจ้าหนูมหัศจรรย์ Neymar  นั่นเอง นักเตะทีมชาติบราซิล ที่พัฒนาตัวเอง จนกลายมาเป็นนักเตะที่ทรงคุณค่า และค่าตัวแพงลิบลิ่วได้ บ้านของเขาอยู่บนเนื้อที่กว่า 50,000 ตารางเมตร บนเนินเขาตอนเหนือของ Bougival มีเนื้อที่การใช้สอบกว่า 10,800 ตารางฟุต ราคาบ้านไม่ได้ระบุไว้ แต่คงแพงน้อยกว่าบ้านข้างบน     อันดับที่ 4   บ้านของนักเตะชาว อาร์เจนติเนี่ยน เป็นใครไปไม่ได้ เขาคือ Lionel Messi นักเตะทีมชาติอาร์เจนติน่า ที่ฟุตบอลโลกปีนี้ เขาจะพาทีมขาติของเขาไปได้ไกลขนาดไหน ต้องมาคอยติดตามเชียร์กัน ส่วนบ้านของเขา ตัวบ้านเองราคาไม่แพงเท่าไร อยู่ที่ 1.6 ล้านยูโร แต่เขาจ่ายเงินกว่า 6 ล้านยูโร เพื่อตกแต่งมัน!!!     อันดับที่ 5   เป็นบ้านของนักเตะที่ไม่มีใครจะไม่รู้จักแน่ๆ เขาคือ Cristiano Ronaldo นักเตะจากทีมชาติโปรตุเกส ที่เขามีส่วนสำคัญในการพาทีมชาติของตัวเอง เข้ารอบฟุตบอลโลก 2018 มาได้ และเขาจะเป็นกำลัง หัวหอกสำคัญ พาทีมโปรตุเกสไปคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก...(เตะนัดแรกกับ สเปน เกือบเอาตัวไม่รอด เสมอกันไป 3-3) เรามาคุยเรื่องบ้านเขากันดีกว่า มูลค่าบ้านอยู่ที่ 4.8 ล้านปอนด์ ซึ่งตัวบ้านประกอบไปด้วย 7 ห้องนอน 8 ห้องน้ำ รวมถึงห้องเก็บถ้วยรางวัล และห้องออกกำลังกาย ส่วนภายนอกบ้านก็จะมี สระว่ายน้ำ ยากูชี่ และอื่นๆ อีกเพียบ     เป็นไงกันบ้าง 5 อันดับบ้านสุดแพง ของบรรดานักเตะทีมขาติ ในศึกฟุตบอลโลก 2018 แต่ละหลังอลังการงารสร้างมาก เงินทองที่ได้มาจากการค้าแข้งของพวกเขา ก็กลับมาสู่ความสุขที่ได้สร้างบ้านด้วยน้ำแข้งของตัวเองจริงๆ  แล้วอย่าลืมเชียร์พวกเขาด้วยนะจ๊ะ....   เรียบเรียงเนื้อหาใหม่ โดย Review Your Living ขอบคุณ ข้อมูล และภาพประกอบจาก https://www.housenetwork.co.uk    
รู้หลักฮวงจุ้ยห้องน้ำ จัดอย่างไรให้เรียกทรัพย์และสุขภาพดี

รู้หลักฮวงจุ้ยห้องน้ำ จัดอย่างไรให้เรียกทรัพย์และสุขภาพดี

  ว่ากันว่าแต่ละตำราก็มักพูดถึงที่ตั้งและตำแหน่งของห้องน้ำแตกต่างออกไปว่าควรอยู่ส่วนไหนของบ้าน เพราะมีความเชื่อว่าพื้นที่ห้องน้ำในบ้านเปรียบเสมือนจุดรวมพลังงานด้านลบและมีกระแสน้ำไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ส่งผลกระทบต่อเรื่องสุขภาพและความร่ำรวยของทุกคนในบ้านได้ ดังนั้นเจ้าของบ้านควรยึดสิ่งสำคัญอย่างการตกแต่งและจัดวางสิ่งของให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย เพื่อให้เกิดกระแสหมุนเวียนและพลังงานที่ดี ก็จะเป็นการช่วยส่งเสริมให้สมาชิกครอบครัวสุขภาพดีและร่ำรวยขึ้นได้..   1. เน้นตำแหน่งที่ตั้งของห้องน้ำเป็นสำคัญ หลักการวางตำแหน่งที่ตั้งของห้องน้ำที่ดี คือไม่ควรวางตำแหน่งไว้บริเวณหน้าบ้าน เพราะนอกจากคนโบราณจะถือว่าการมีห้องน้ำอยู่หน้าบ้านจะไม่เป็นมงคลแล้ว ยังส่งผลเสียในเรื่องของมลภาวะอีกด้วย เพราะลมที่พัดเข้าทางหน้าบ้าน จะพัดพาเอากลิ่น และความอับชื้นเข้าไปภายในบ้าน ซึ่งจะไปรบกวนคนในบ้านนั่นเองค่ะ   2. พื้นที่ใต้บันได ไม่ควรทำเป็นห้องน้ำ ใช่แล้วค่ะ! พื้นที่ใต้บันไดที่ว่างเปล่านั้นไม่ควรจะเป็นที่ตั้งของห้องน้ำ เพราะตำแหน่งนี้จะส่งผลกระทบให้คุณมีบุตรยาก หรือใครที่มีลูกแล้วเด็กๆ ก็จะซุกซน ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอน ฉะนั้นห้องน้ำตรงใต้บันไดจึงเป็นข้อห้ามที่ควรเลี่ยง และสามารถแก้เคล็ดได้ด้วยการปิดประตูห้องน้ำตลอดเวลา พร้อมทั้งตกแต่งด้วยสีที่เหมาะสมกับทิศที่ตั้งเพื่อความเป็นสิริมงคล   3. ห้ามมีห้องน้ำมากกว่าจำนวนสมาชิกในบ้าน เมื่อมีห้องน้ำมากกว่าจำนวนสมาชิก ก็จะทำให้ใช้งานห้องน้ำไม่ครบทุกห้อง การที่ปล่อยให้ห้องน้ำไว้ไม่ใช้งานเป็นเวลานานๆ จะทำให้น้ำที่หล่อเลี้ยงชักโครกถูกทิ้งไว้เป็นเวลานานโดยไม่มีการหมุนเวียน เมื่อมีฝุ่นผงหรือซากแมลงก็จะทำให้น้ำเน่าเสีย กลายเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดเชื้อโรค กลิ่นเหม็น หรือเมื่อน้ำเหล่านั้นแห้งก็อาจทำให้เกิดกลิ่นเหม็นย้อนกลับเข้ามาในบ้านได้อีกด้วย   4. ไม่ควรตั้งห้องน้ำอยู่กลางบ้าน และอยู่ด้านบนของประตูหน้าบ้าน สำหรับตำแหน่งติดตั้งห้องน้ำที่ดีนั้น เจ้าของบ้านไม่ควรตั้งห้องน้ำอยู่กลางบ้าน เพราะจะทำให้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านเจ็บป่วยเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ซึ่งอาจจะเกี่ยวพันกับสุขอนามัยด้วย การระบายออกของกลิ่นและความชื้น จะระบายไปทางไหน ก็หนีไม่พ้นที่จะระบายอบอวนไปทั่วบ้านแถมยังก่อมลภาวะได้ง่าย ที่สำคัญห้องน้ำไม่ควรอยู่ด้านบนของประตูหน้าบ้าน เพราะตำแหน่งนี้จะคอยดักโชคลาภไม่ให้ผ่านประตูเข้ามาในบ้านเรา   5. ทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถือเป็นตำแหน่งที่ไม่ดี! ห้องน้ำที่อยู่ทางทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ถือเป็นตำแหน่งที่ไม่ดีนัก เพราะถือเป็นตำแหน่งอัปมงคล ส่งผลให้เกิดเรื่องฟ้องร้องคดีความอยู่เสมอ และนำโรคภัยไข้เจ็บมาสู่คนในบ้านอยู่เสมอ แถมทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นทิศที่มีลมประจำพัดผ่านอยู่เสมอหากห้องน้ำอยู่ทางทิศนี้จะทำให้ลมพัดเอากลิ่น และสิ่งสรกปกในห้องน้ำกระจายไปทั่วบ้าน ส่งผลต่อสุขภาพและบรรยากาศภายในบ้าน   6. ห้องน้ำที่ดีควรมีความโปร่ง โล่ง มีระบบการระบายอากาศที่ดี มีแสงแดดส่องถึง ห้องน้ำที่ดีไม่ควรมีแสงที่มืดจนเกินไป เพราะแสงสว่างจะช่วยลดความชื้นภายในห้องน้ำได้ เพราะฉะนั้นช่องแสงจึงควรทำให้มีขนาดใหญ่พอสมควร ถ้าห้องน้ำมีขนาดเล็ก อาจใช้กระจกเงาบานใหญ่มาช่วยเพิ่มความสว่างได้ ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีแสงแดดเข้า ก็จะยิ่งทำให้มีความชื้นสูงมากขึ้นไปอีก   7. ลดระดับพื้นลงหนึ่งสเต็ป สำหรับพื้นห้องน้ำที่ดีควรออกแบบให้มีระต่ำกว่าห้องอื่นสักประมาณ 5-10 เซนติเมตร เพราะห้องน้ำเป็นห้องที่มีการไหลออกของกระแสมาก เมื่อน้ำไหลออกก็จะพากระแสอากาศบางส่วนไหลออกไปด้วย หากมีกระแสโชคไปสะสมก็จะลากกระแสโชคนั้นออกไปด้วยทันที ดังนั้นควรก่อธรณีกั้นและลดพื้นลงสักหนึ่งเสต็ปนะคะ   8. ห้ามเปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้ ห้องนำ้เป็นแหล่งพลังงานด้านลบและกระแสน้ำไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา สามารถส่งผลกระทบต่อเรื่องสุขภาพและความร่ำรวยของทุกคนในบ้านได้ ใครที่กลัวห้องน้ำจะอับชื้น แนะนำให้ติดพัดลมระบายอากาศ หรือทำช่องระบายอากาศไว้ในห้องน้ำแทน เวลาเปิดประตูห้องส้วมแต่ละครั้ง อากาศเสียภายในห้องส้วม ก็จะฟุ้งกระจายออกมา หมุนเวียนอยู่ในบ้าน ผลกระทบที่ตามมาย่อมตกอยู่กับคนในบ้าน อย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งหมดที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เป็นเพียงข้อห้ามของหลักฮวงจุ้ยห้องน้ำที่ควรหลีกเลี่ยง หากใครกำลังสร้างบ้านใหม่หรือกำลังอยากจะรีโนเวทห้องน้ำก็ควรคำนึงถึงทิศทางที่ตั้งให้ดีนะคะ เพราะถ้าจัดวางทุกอย่างตามหลักแล้วรับรองว่าช่วยเรียกทรัพย์และสุขภาพของสมาชิกภายในบ้านแข็งแรงอย่างแน่นอน อ่อ! หรือถ้าใครมีงบประมาณอยากปรึกษาซินแสผู้รู้จริงก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน    ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก : ซินแสหวาง
9 แหล่งเพาะเชื้อโรคในบ้านที่คุณอาจไม่รู้

9 แหล่งเพาะเชื้อโรคในบ้านที่คุณอาจไม่รู้

ถึงแม้ว่าภายนอกใช้ในบ้านคุณจะดูสะอาดสะอ้านดี แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับมีแขกที่คุณไม่ได้รับเชิญแฝงตัวอยู่เต็มไปหมด นั่นก็คือ กองทัพเชื้อโรค และเหล่าแบคทีเรียร้ายนั่นเอง ศัตรูที่เรามองไม่เห็นนี่แหละที่เป็นสาเหตุของอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ทั้งโรคภูมิแพ้ ไข้หวัด หรืออาการท้องร่วง ยิ่งถ้าคุณละเลยในการทำความสะอาด สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็อาจจะแพร่ไปสู่ส่วนอื่นๆ ของบ้านก็ได้ งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่ามีสิ่งของอะไรบ้างที่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคเหล่านี้ บางทีคุณอาจจะยังไม่รู้ก็ได้นะคะ 1. ผ้าเช็ดตัว หากมีสมาชิกภายในบ้านใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกันอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาของคุณ เพราะคิดว่ามันไม่น่าจะมีอะไรก็แค่เอาไปเช็ดตัวเฉยๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว ภายใต้ขนนุ่มของผ้าเช็ดตัว มีเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า สแตฟฟิโลคอคคัส (Staphylococus) แอบอยู่เต็มไปหมด ซึ่งเจ้าเชื้อโรคตัวนี้นี่แหละที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังต่างๆ และยังทำให้เกิดสิวตามส่วนต่างๆ ของร่างกายคุณด้วย รู้แบบนี้แล้วก็ใช้ผ้าเช็ดตัวแยกกันดีกว่านะคะ   2. เครื่องซักผ้า ถึงแม้จะเป็นเครื่องทำความสะอาด แต่ก็ใช่ว่าจะมันปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์  ถ้าหากคุณยังซักผ้าด้วยน้ำเย็น เพราะน้ำอุณหภูมิปกตินั้นไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคในเสื้อผ้าได้ ดังนั้นการซักผ้าควรซักด้วยน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียสขึ้นไป จึงจะสามารถกำจัดเชื้อโรค อย่างเช่น ไรฝุ่น แบคทีเรียต่างๆ ออกไปได้ ก็จะทำให้เสื้อผ้าของคุณสะอาดยิ่งขึ้น ดังนั้นอย่าลืมใส่ใจจุดนี้และหมั่นทำความสะอาดถังซักผ้าด้วยนะคะ   3. คีย์บอร์ด น้อยครั้งมากที่เราจะทำความสะอาดคีย์บอร์ดหน้าคอมของตัวเอง เพราะรู้สึกมันยังสะอาดอยู่ใช้ต่ออีกสักนิดก็คงไม่เป็นไร ซึ่งปุ่มเล็กๆ ที่คุณใช้กันอยู่ทุกวันนี่แหละ มีแบคทีเรียแฝงตัวอยู่มากกว่า 200 ชนิด (มากกว่าในห้องน้ำซะอีก!) ฉะนั้นก่อนและหลังใช้คอมพิวเตอร์ทุกครั้ง ก็ควรล้างมือให้สะอาดซะก่อน ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามใช้น้ำยาทำความสะอาดคอมพิวเตอร์ เช็ดอาทิตย์ละครั้งก็ยิ่งดี   4. พรม พรมที่ใช้ปูพื้นในบ้านของคุณ อาจจะดูสวยดีแต่หากคุณไม่ยอมทำความสะอาด พรมสวยแค่ไหนก็สามารถทำร้ายคุณได้เหมือนกัน เพราะคุณอาจจะยังไม่รู้ว่าความสวยงามของพรมนั้น เต็มไปด้วยแบคทีเรียกว่า 200,000 ตัวต่อตารางนิ้ว (สกปรกกว่าห้องน้ำถึง 4,000 เท่าเลยทีเดียว) แค่คิดก็แทบไม่อยากจะสัมผัสเลยใช่ไหมล่ะคะ ดังนั้นจากนี้ไปก็อย่าลืมใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดพรมและนำไปตากแดดบ้างนะคะ   5. เตียงนอน ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเตียงนอน แต่จะมีสักกี่คนที่เอาไว้นอนอย่างเดียวเท่านั้นจริงๆ เพราะเชื่อว่าหลาย ๆ คนมักจะแอบเอาขนมไปกินบนเตียงกันบ้างแหละ หรือไม่ก็ทำอะไรที่นอกเหนือจากการนอนอย่างแน่นอน ฉะนั้นนอกจากคุณแล้วก็ยังมีวายร้ายแอบครองเตียงของคุณอยู่อย่างเงียบๆ เพื่อรอเวลาจู่โจมในตอนที่คุณหลับ วิธีที่ใช้จัดการวายร้ายเหล่านี้ก็ไม่ยาก แค่เพียงคุณนำปลอกหมอน ผ้าปูเตียง และผ้าห่ม ไปซักด้วยน้ำร้อนอาทิตย์ละครั้ง ส่วนหมอนและเตียงนอนก็นำออกไปตากแดดบ้างอย่างน้อยเดือนละครั้งก็จะช่วยกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ได้ดีกว่านะ    6. ขวดเครื่องปรุงต่างๆ เชื่อว่าหลายๆ บ้านพอเครื่องปรุงในขวดหมดปุ๊บก็เติมของใหม่ลงไปปั๊บเลย รู้หรือเปล่าว่าการทำแบบนี้เท่ากับการทำร้ายตัวเองและคนในครอบครัวกันเห็นๆ ฉะนั้นคราวหน้าหากเครื่องปรุงหมด หรือตั้งขวดเครื่องปรุงนั้นทิ้งไว้นานแล้ว ก็ควรจะหยิบมาล้างทำความสะอาดบ้างนะคะ เพื่อสุขอนามัยที่ดี และเพื่อความปลอดภัยของคนในบ้านด้วย   7. อ่างอาบน้ำ สำหรับบ้านใครที่มีอ่างอาบน้ำควรฟังทางนี้ไว้ให้ดี ว่าอ่างอาบน้ำนั้นมีเชื้อโรค สแตฟฟิโลคอคคัส (Staphylococus) สะสมอยู่ถึง 26 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับส่วนอื่น ๆ ภายในห้องน้ำ โดยเฉพาะอ่างอาบน้ำระบบน้ำวน เพราะแบคทีเรียจะเติบโตอยู่ภายในท่อน้ำ ทุกครั้งที่คุณใช้อ่างอาบน้ำเหล่ากองทัพแบคทีเรียเหล่านั้นก็จะกรูกันเข้ามาหา บางครั้งหนึ่งในแบคทีเรียเหล่านั้นก็อาจจะมีเชื้อ ฟังไจ (Fungi) ต้นเหตุของโรคกลากเกลื้อนแอบแฝงมาด้วย ฉะนั้นทุกครั้งที่ทำความสะอาดห้องน้ำก็อย่าลืมล้างอ่างอาบน้ำของคุณด้วยล่ะ   8.กระโถนเด็ก เมื่อถึงเวลาขับถ่ายของเด็กๆ ถ้าเขายังเข้าห้องน้ำเองไม่ได้ ก็มีกระโถนเด็กนี่แหละเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคุณพ่อคุณแม่ ถ้าอุ้มไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ก็คงไม่ไหวหรอกจริงไหม ฉะนั้นเมื่อกระโถนคือสิ่งสำคัญที่จะต้องสัมผัสกับร่างกายของลูกน้อย หลังจากที่คุณนำกระโถนไปทำความสะอาดแล้วก็อย่าลืมฉีดสเปรย์ หรือเช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคตามด้วยนะ และที่สำคัญก็อย่าลืมล้างมือของคุณและลูก หลังจากที่ลูกทำธุระเสร็จด้วยล่ะ   9. ตู้เย็น แหล่งอาหารชั้นเลิศของทุกคนภายในบ้าน แต่ถ้าคุณปล่อยให้ตู้เย็นของคุณมีกลิ่น หรือคราบเกาะติดไว้นาน ๆ เจ้าแบคทีเรียที่ชื่อ ลิสเทอเรีย (Listeria) จะเข้าไปเจริญเติบโตอยู่ในตู้เย็นของคุณ ซึ่งหากบังเอิญคุณรับประทานอาหารที่มีแบคทีเรียตัวนี้เข้าไป ก็จะทำให้คุณเกิดอาการหนาวสั่น ปวดท้อง หรือปวดศีรษะได้ ฉะนั้นคุณควรเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ส่วนชั้นวางของภายในตู้เย็น ก็เช็ดด้วยน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อเดือนละครั้งด้วยนะ   เชื้อโรคนั้นแฝงตัวอยู่ทุกที่ไม่ใช่แค่ที่บ้านของคุณเท่านั้น ที่ทำงาน หรือสถานที่อื่น ๆ ก็มีเชื้อโรคอาศัยอยู่เช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณควรจะทำก็คือ การรักษาความสะอาด ทั้งตัวคุณเองและสิ่งของต่าง ๆ ภายในบ้านของคุณ เพื่อเป็นการป้องกันอีกทางนะคะ   ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view48905.html   ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com
การเลือกซื้อคอนโด ต้องดูทิศทางของแสงแดดด้วย

การเลือกซื้อคอนโด ต้องดูทิศทางของแสงแดดด้วย

การเลือกซื้อคอนโดนั้น ทิศของแสงแดดก็มีส่วนสำคัญในการเลือกห้อง เรามาดูกันว่าห้องของคุณนั้น อยู่ในทิศอะไร แล้วได้รับแสงแดดมากไหม     ทิศตะวันออก – ได้รับแสงอาทิตย์ และความร้อนมากในช่วงเวลา เช้า-สาย โดยแสงแดดจะเป็นในลักษณะองศาตํ่า (แสงเป็นลักษณะค่อนข้างแนวราบ) ทิศตะวันตก – ได้รับแสงอาทิตย์ และความร้อนมากในช่วงเวลา บ่าย-เย็น โดยแสงแดดจะเป็นในลักษณะองศาตํ่า (แสงเป็นลักษณะค่อนข้างแนวราบ) ทิศเหนือ – ได้รับแสงอาทิตย์ และความร้อนมากในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม (4เดือน/ปี) โดยแสงแดดจะเป็นในลักษณะองศาสูง (แสงเป็นลักษณะค่อนข้างแนวดิ่ง) ทิศใต้ – ได้รับแสงอาทิตย์ และความร้อนมากในช่วงเดือนกันยายน – เมษายน (8เดือน/ปี) โดยแสงแดดจะเป็นในลักษณะองศาสูง (แสงเป็นลักษณะค่อนข้างแนวดิ่ง)   หากท่านใด กำลังมองหาคอนโดใหม่ ลองพิจารณาในส่วนนี้ ให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยเอง เช่น ทำงานกลางวัน หรือทำงานกลางคืน จะใช้เกณฑ์นี้ช่วยตัดสินใจซื้อ หรือเช่าห้องคอนโดที่เหมาะกับคุณเองได้ดีทีเดียว   ขอบคุณเนื้อหาดีๆ จาก Jwrealestate.co.th
ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ มาดูแลรักษาคอนโดมิเนียมแบบง่ายๆ กัน

ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ มาดูแลรักษาคอนโดมิเนียมแบบง่ายๆ กัน

หน้าฝนเป็นช่วงที่คุณควรให้ความใส่ใจและดูแลคอนโดมากเป็นพิเศษ เพราะช่วงนี้ห้องคอนโดอาจมีความอับชื้นได้ง่าย ซึ่งจะทำให้เกิดกลิ่นอับและมีบรรยากาศที่ไม่ค่อยน่าอยู่มากนัก ซึ่งเราก็มีวิธี การดูแลรักษาคอนโดมิเนียมแบบง่ายๆ ในช่วงหน้าฝนมาฝากเช่นกัน อย่าปล่อยให้สายฝนพรำทำให้ห้องคอนโดของคุณดูแย่ลง มาเริ่มเรียนรู้การดูแลอย่างถูกวิธีกันดีกว่า   ปิดหน้าต่างเมื่อฝนตก   เมื่อฝนตก คุณควรปิดหน้าต่างทันที เพื่อป้องกันไม่ให้นํ้าฝนสาดกระเซ็นเข้ามาในห้อง โดยเฉพาะคอนโดที่ปูพื้นด้วยพื้นไม้ลามิเนต หรือพื้นกระเบื้อง เพราะพื้นไม้อาจเกิดความเสียหาย ด้วยการพองหรือบวมจากการโดนความชื้นมากเกินไป และพื้นกระเบื้องอาจลื่นจนเป็นอันตรายต่อตัวคุณและคนอื่นๆ ได้นั่นเอง ซึ่งหากมีนํ้าสาดกระเซ็นเข้ามา ควรรีบเช็ดให้แห้งโดยด่วน   ตรวจเช็ครอยรั่วซึม   หากห้องคอนโดของคุณอยู่บนชั้นบนสุด ก็คงต้องตรวจเช็ครอยรั่วซึมสักหน่อยแล้วล่ะ เพราะเมื่อฝนตกอาจจะมีนํ้าย้อยซึมลงมาจากบนเพดานได้ ซึ่งหากพบรอยรั่ว ควรรีบซ่อมแซมโดยหาอะไรมาอุดโดยด่วน โดยเฉพาะหากรั่วมากๆ เพราะนั่นอาจทำให้ห้องคอนโดของคุณเต็มไปด้วยฝนที่ย้อยลงมา แถมยังส่งผลกระทบกับพื้นห้อง ในกรณีที่เป็นพื้นไม้ลามิเนตหรือพื้นกระเบื้องอีกด้วย ตรวจสอบปลั๊กไฟอย่างละเอียด   การตรวจสอบปลั๊กไฟอย่างละเอียด ถี่ถ้วน เป็นอีกวิธี การดูแลรักษาคอนโดมิเนียม ที่ห้ามละเลยเป็นอันขาด เพราะในช่วงฤดูฝน นํ้าที่ไหลซึมลงมาจากเพดานห้องหรือกระเซ็นมาจากนอกหน้าต่าง อาจไปโดนปลั๊กไฟ จนก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งก็มีความอันตรายมากถึงชีวิตเลยทีเดียว โดยคุณจะต้องตรวจสอบดูว่าปลั๊กไฟมีการชำรุดเสียหายหรือไม่ และควรนำฝาครอบมาครอบปิดไว้ จะได้ไม่เกิดอันตรายขึ้นนั่นเอง วางพรมเช็ดเท้าไว้หลายๆ จุด   ช่วงหน้าฝนแบบนี้ ห้องคอนโดมักจะเอือดมาก โดยเฉพาะเมื่อคุณเปียกฝนมาจากข้างนอกแล้วเหยียบยํ่าเข้าไปในห้อง เพราะฉะนั้นจึงควรวางพรมเช็ดเท้าไว้ในหลายๆ จุด ไม่ว่าจะเป็นหน้าประตูห้อง หน้าประตูห้องนํ้า หรือหน้าประตูทางออกระเบียง แค่นี้ก็ช่วยลดความอับชื้นในห้องได้แล้ว   การดูแลรักษาคอนโดมิเนียมในช่วงหน้าฝน ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพราะช่วงฝนตกบ่อยๆ อาจทำให้ห้องคอนโดอับชื้น และดูไม่น่าอยู่ได้ ซึ่งวิธีเหล่านี้ ก็เป็นวิธีขั้นเบสิค ที่จะทำให้คุณดูแลห้องคอนโดได้อย่างไม่มีติดขัด   ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Jwrealestate.co.th
อยากให้สนามหญ้าเขียวขจี มาดูแลรักษาสนามหญ้าอย่างถูกวิธี

อยากให้สนามหญ้าเขียวขจี มาดูแลรักษาสนามหญ้าอย่างถูกวิธี

วิธีดูแลสนามหญ้า อยากให้สนามหญ้าเขียวขจี มาดูแลรักษาสนามหญ้าอย่างถูกวิธี ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่เหมือนมืออาชีพมาดูแลให้ สนามหญ้าหน้าบ้านเป็นส่วนเติมเต็มให้บ้านดูเป็นบ้านมากขึ้นอีกเยอะ ยิ่งถ้าเป็นสนามหญ้าที่เขียวขจีดูสดชื่น ก็จะเป็นเสน่ห์ที่น่าดึงดูดจุดหนึ่งของบ้านเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะถ้าตอนเช้า ๆ ได้มีโอกาสมาเดินเล่นที่สนามหญ้า คงจะเป็นเช้าที่ให้ความรู้สึกดีสุด ๆ ไปเลยเนอะ และถ้าคุณเป็นคนน่าอิจฉาที่มีสนามหญ้าอยู่ในบ้านแล้ว หรือกำลังคิดจะทำสนามหญ้าในบ้าน แต่ยังไม่ค่อยรู้วิธีดูแลสนามหญ้าให้สวยสดชื่นเท่าที่ควร เอาเป็นว่ามาดูทริคดูแลสนามหญ้าต่อไปนี้กันดีกว่า   1. ดูแลดินเหมือนดูแลตัวเอง อินทรีย์ในดินก็เปรียบเสมือนร่างกายมนุษย์ ที่ต้องการน้ำ อาหาร อากาศหายใจ การย่อยอาหาร และการขับถ่าย เพื่อให้มีชีวิตรอดและเติบโตมาได้อย่างดี ซึ่งถ้าดินดีก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะส่งผลไปถึงต้นไม้ใบหญ้าที่เราปลูก ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย ดังนั้นเราจึงต้องคอยดูแลดินให้ดี อย่าให้ขาดสารอาหารที่สำคัญเด็ดขาด อาจจะดูแลด้วยการนำปุ๋ยออร์แกนิก หรือปุ๋ยคอกไปใส่ในดินก็ได้ เพราะปุ๋ยคอกเปรียบเป็นอาหารเสริมให้อินทรีย์ในดินสมบูรณ์ และเมื่อดินสมบูรณ์ ก็จะช่วยให้ต้นหญ้าได้รับสารอาหารและแร่ธาตุอย่างเต็มที่ เติบโตมาอย่างสวยงามแข็งแรง และมีภูมิต้านต่อโรคพืชต่าง ๆ อีกด้วยค่ะ 2. ตรวจสอบดินก่อนจะใส่ปุ๋ย เพื่อให้การปลูกต้นหญ้าเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบและสวยงาม ควรจะนำดินไปตรวจสอบธาตุอาหารและแร่ธาตุก่อน จะได้รู้ว่าดินของเรายังขาดแร่ธาตุหรือสารอาหารที่จำเป็นตัวไหนอยู่ เพราะหากเราไม่ตรวจสอบดินก่อน แล้วซื้อปุ๋ยมาบำรุงดินตามความเข้าใจของตัวเอง ก็อาจจะทำให้ดินมีค่าแร่ธาตุที่ขาด ๆ เกิน ๆ จนเป็นพิษต่อต้นหญ้าและพืชนิดต่าง ๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าในดินมีไนโตรเจนมากเกินไป ก็จะเป็นอันตรายต่อน้ำบาดาลในดิน แม่น้ำลำคลอง ทะเล รวมไปถึงน้ำที่เราดื่มเองด้วย หรือถ้าในดินมีธาตุอื่น ๆ มากเกินไป ก็จะทำให้พืชตายได้เลยทีเดียว     3. อย่าใส่ปูนขาวมากเกินไป ดินในบางพื้นที่มีค่าความเป็นด่างมากอยู่แล้วโดยธรรมชาติ หรือบางพื้นที่อาจจะมีค่าความเป็นกรดสูงนำ ซึ่งวิธีแก้ปัญหาที่เรารู้กันโดยทั่วไปก็คือ การนำปูนขาวมาปรับค่าความเป็นกรด-ด่างในดิน แต่ก่อนจะทำอย่างนั้นก็อยากแนะนำให้นำดินไปตรวจสอบก่อน เพราะลำพังแค่การสังเกตจากพืชที่โตมา อาจจะทำให้เราไม่ได้คำตอบเรื่องความเป็นกรด-ด่างในดินที่แท้จริง รวมถึงเราก็จะไม่มีทางรู้ได้ว่าในดินมีแร่ธาตุอะไรมากน้อยเท่าไหร่ หรือขาดอะไรที่สำคัญไปบ้างหรือเปล่า อีกทั้งค่าแมกนีเซียมและแคลเซียมในดินที่มีปูนขาว กับดินที่ไม่ปูนขาวก็ต่างกันด้วย โดยในดินปกติ จะมีค่าเฉลี่ยของแมกนีเซียมและแคลเซียมเป็น 7:1 แต่ในดินที่มีปูนขาวผสมอยู่ ค่าของแร่ธาตุทั้งสองจะเปลี่ยนเป็น 3:2 ซึ่งค่าแมกนีเซียมที่สูงกว่าแคลเซียมแบบนี้จะเปิดโอกาสให้เกิดวัชพืชขึ้นได้โดยง่าย ทางที่ดีหากต้องการจะปรับดินให้เป็นกลาง ก็ควรเลือกใช้ปุ๋ยที่มีส่วนประกอบของหินปูนแคลเซียมสูงมาใส่ในดินแทน   4. เลือกปลูกหญ้าพันธุ์ดี หญ้าก็มีหลายสายพันธุ์เหมือนกับพืชทั่วไป บางพันธุ์มีต้นยาว บางพันธุ์เป็นชนิดต้นสั้น หรือพันธุ์ที่ทนทาน ตายยากแม้จะถูกเหยียบย่ำ พันธุ์ที่ชอบแดด หรือพันธุ์ที่โตช้า โตเร็วก็มีหมด แต่แนะนำให้เลือกซื้อหญ้าพันธุ์ใหม่ที่มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะแก่การเพาะปลูก เพราะเป็นพันธุ์ที่โตช้า ทนต่อโรคพืช ทำให้ไม่ต้องรดน้ำบ่อย และไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งลดความถี่ของการตัดหญ้า ที่เป็นส่วนเพิ่มภาวะโลกร้อนได้ถึง 10% เลยด้วย 5. บำรุงสนามหญ้าด้วยปุ๋ยชีวภาพ นอกจากปุ๋ยคอกแล้ว ยังมีปุ๋ยชีวภาพ หรือปุ๋ยที่หมักจากเศษอาหาร และซากพืชแห้ง ๆ ผสมกับกากน้ำตาล ที่สามารถบำรุงต้นหญ้าให้เติบโตอย่างสวยงาม เขียวขจีได้ด้วย ซึ่งถ้าคุณไม่มีเวลาทำเองที่บ้าน ก็อาจจะหาซื้อปุ๋ยชีวภาพ หรือที่เรียกกันว่า อีเอ็ม มาใช้บำรุงสนามหญ้าก็ได้   6. สังเกตสัญญาณเตือน วัชพืชที่ขึ้นแซมมาในสนามหญ้าของเราจริง ๆ แล้วคือสัญญาณเตือนว่าดินกำลังมีปัญหาบางอย่าง และแม้ว่าเราจะกำจัดวัชพืชเหล่านี้ด้วยสารพัดวิธีไปแล้วก็ตาม แต่อีกไม่นานเจ้าวัชพืชทั้งหลายก็จะกลับมาก่อกวนสนามหญ้าของเราอีกครั้ง วิธีสังเกตก็คือ ถ้าวัชพืชขึ้นเยอะผิดปกติ ก็อาจจะเป็นเพราะว่าดินด้านล่างได้กลายเป็นดินเหนียวที่มีความหนาแน่นนั่นเอง   7. ฉีดยาฆ่าแมลงให้ถูก มีแมลงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่เป็นตัวการทำร้ายต้นหญ้า และต้นไม้ของเรา แต่คนส่วนใหญ่มักจะพ่นยาฆ่าแมลงเพื่อกำจัดแมลงทุกชนิด เพราะเข้าใจว่าแมลงเหล่านั้นจะทำร้ายให้พืชตาย หรือติดโรคพืช ซึ่งจริง ๆ แล้วแมลงบางชนิดก็เป็นมิตรกับต้นหญ้า ดังนั้นคงดีกว่าหากเราจะรู้วิธีฉีดยาฆ่าแมลงที่ถูกวิธีดังนี้ เลี่ยงใช้ยาฆ่าแมลงที่มีไนโตรเจนสูง เพราะไนโตรเจนเปรียบเสมือนอาหารอันโอชะของแมลงทุกชนิด และจะทำให้แมลงยิ่งเติบโตและแพร่พันธุ์มากขึ้น เลือกใช้ยาฆ่าแมลงชนิดดี ที่มีส่วนประกอบของธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ เพราะปลอดภัยต่อต้นพืช คน และสัตว์ ฉีดไส้เดือนฝอย กำจัดปลวก ด้วง และหนอน   8. หมั่นตัดหญ้าบ่อย ๆ หากอยากให้สนามหญ้าดูเขียวขจีน่ามอง ก็ต้องขยันตัดเล็มหญ้าบ่อย ๆ จะตัดด้วยเครื่องตัดหญ้าชนิดไหนก็ได้ แต่ควรตัดหญ้าไม่ให้สั้นจนเกินไป เพราะอาจจะกระทบกระเทือนไปถึงรากหญ้า และเป็นเหตุให้ต้นหญ้าตาย และที่เราต้องหมั่นตัดเล็มหญ้าบ่อย ๆ ก็เพราะว่า ทุกครั้งที่ตัดเล็มหญ้า ต้นหญ้าจะผลิยอดอ่อนออกมา ทำให้ต้นสนามหญ้าดูเขียวสดน่ามอง ซึ่งหากเป็นไปได้ก็ควรตัดเล็มหญ้าทุกสัปดาห์ แต่ในช่วงหน้าฝนที่หญ้ามักจะโตเร็ว ก็ต้องตัดหญ้าให้บ่อยขึ้น 9. รดน้ำให้พอเพียง ต้นหญ้าเป็นพืชที่ชอบน้ำมาก เราจึงต้องรดน้ำต้นหญ้าให้พอเพียงเพื่อให้หญ้าเจริญเติบโตอย่างเต็มที่สมบูรณ์ โดยอาจจะรดน้ำให้ชุ่มทุกเช้า จากนั้นก็เว้นมาเป็นช่วงเย็น แต่ถ้าจะให้ดีอาจจะลงทุนติดตั้งสปริงเกอร์พ่นน้ำชนิดที่ตั้งเวลาได้ เอาไว้เปิดรดน้ำสนามหญ้าระหว่างที่คุณไม่อยู่บ้าน และนาน ๆ ครั้งก็เปิดน้ำรดต้นหญ้าให้ชุ่มสักทีก็ได้ค่ะ   10. ปลูกหญ้าถมรอยแหว่ง หน้าดินอาจมีการทรุด หรือโดนน้ำเซาะจนเป็นแอ่งได้ แต่ผลกระทบจากกลไกธรรมชาติแบบนี้ก็ทำให้สนามหญ้าของเรามีรอยแหว่ง ไม่เรียบเสมอกัน ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้สักพัก และดูแลสนามหญ้าอย่างดีเป็นปกติ ต้นหญ้าก็จะงอกลามมายังพื้นที่ว่างจนเติมเต็มรอยแหว่งได้ในที่สุด แต่ถ้าใจร้อนก็อาจจะเลือกใช้วิธีโรยเมล็ดหญ้าลงในพื้นที่แหว่ง จานกั้นก็คลุมทับบาง ๆ ด้วยปุ๋ยชีวภาพ และรดน้ำให้ชุ่ม ประมาณ 2 สัปดาห์ต่อมาหญ้าก็จะงอกแซมขึ้นมาเติมเต็มรอยแหว่งให้สมบูรณ์แล้วค่ะ   11. ฟื้นฟูสภาพดิน ทั้งสารเคมีจากปุ๋ยเคมี น้ำที่กัดเซาะ และอีกสารพัดวิธีดูแลสนามหญ้าที่ทำกันมายาวนาน อาจจะทำให้ดินมีปัญหา หรือต้องการการฟื้นฟูบ้าง ซึ่งวิธีฟื้นฟูก็ทำได้หลายทาง แต่ที่สะดวกที่สุดแนะนำให้ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ หรือปุ๋ยออร์แกนิกลงไปบำรุงดิน และเลี้ยงไส้เดือนไว้ใต้ดิน เพราะปุ๋ยจากธรรมชาติเหล่านี้จะมีจุลินทรีย์ ที่จะช่วยพรวนดินให้มีช่องว่างพอที่อากาศ และออกซิเจนจะผ่านเข้าไป รวมถึงไส้เดือนเองก็จะช่วยเปิดทางให้ดินสามารถรับสารอาหารต่าง ๆ ที่เราใส่เพิ่มเติมลงไปได้อย่างสะดวกขึ้น   12. ตัดหญ้าอย่างมืออาชีพ การจะตัดหญ้าให้เต็มประสิทธิภาพและคุ้มค่า ควรจะปล่อยให้หญ้าที่ตัดเล็มไป กองตัวรวมกันอยู่บนสนาม เพื่อให้กลายเป็นปุ๋ยชนิดหนึ่ง และที่สำคัญควรตระเตรียมเครื่องตัดหญ้าให้พร้อมดังนี้ เช็กปริมาณน้ำมัน และความคมของใบมีดตัดหญ้า ถ้าใบมีดไม่คม ให้ลับหรือเปลี่ยนมีดใบใหม่ พยายามอย่าตัดหญ้าเกิน 1 ใน 3 ของความยาวต้นหญ้าทั้งหมด และไม่ควรตัดหญ้าสั้นจนติดพื้นดินเกินไป ช่วงหน้าฝนให้หมั่นตัดหญ้าให้บ่อยขึ้น   13. พยายามใช้ปุ๋ยออร์แกนิก อย่างที่บอกว่าปุ๋ยออร์แกนิก หรือปุ๋ยชีวภาพจะมีจุลินทรีย์อยู่ในนั้นค่อนข้างเยอะ ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของดิน ทำให้ดินแข็งแรง อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่สำคัญต่อพืช และจุลินทรีย์ยังช่วยเปิดโอกาสให้ดินสามารถรับธาตุอาหารที่เราใส่ลงไปได้อย่างสะดวกขึ้น นอกจากนี้ปุ๋ยออร์แกนิกยังช่วยเลี่ยงอันตรายจากสารเคมีไม่ให้เกิดผลกระทบกับแม่น้ำลำคลอง แหล่งน้ำธรรมชาติใต้ดิน ทะเล คน สัตว์ และชั้นบรรยากาศด้วย   14. เลือกปูหญ้าแผ่นดีกว่าหว่านเมล็ด การปลูกหญ้ามีวิธีให้เลือก 2 แบบ คือ ซื้อหญ้าแผ่นสำเร็จรูปมาปูให้เต็มสนาม หรือจะหว่านเมล็ดพันธุ์หญ้า แล้วรอให้ต้นหญ้าเติบโตขึ้นมา แต่หากคุณกำลังลังเลไม่รู้จะเลือกวิธีไหน แนะนำให้เลือกปูหญ้าสำเร็จรูปจะดีกว่า เพราะประหยัดในเรื่องค่าใช้จ่าย และเวลาในการสร้างสนามหญ้าให้เขียวขจี เนื่องจากหากเลือกปลูกหญ้าด้วยการหว่านเมล็ดพันธุ์ คุณจะต้องวุ่นวายกับขั้นตอนการเพาะบ่มมากมายกว่าต้นหญ้าจะเจริญเติบโตได้ขนาดที่ต้องการ อีกทั้งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายกับการเปิดน้ำเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ให้ชุ่ม รวมทั้งยังมีค่าปุ๋ยที่ต้องนำมาเป็นอาหารเสริมให้ต้นหญ้าอีก   15. ใส่ใจเรื่องพื้นที่ เรื่องพื้นที่ก็เป็นเรื่องที่ควรต้องคำนึงเป็นอันดับต้น ๆ เช่นกัน เนื่องจากหญ้าบางพันธุ์จำเป็นต้องปลูกในที่ที่แดดส่องถึงอย่างเต็มที่ ซึ่งถ้าหากนำไปปลูกในบริเวณที่มีเงาตึกบดบัง หญ้าก็จะโตไม่เต็มที่ หรือหญ้าบางพันธุ์ก็ไม่แข็งแรงพอที่จะถูกเหยียบย่ำ ดังนั้นหากนำไปปลูกบริเวณทางเท้า หรือทางเดินรถ หญ้าก็อาจจะตายได้ และในเมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ควรเลือกสถานที่ทำสนามหญ้าให้เหมาะสมกับพันธุ์ของต้นหญ้าด้วยนะคะ   16. เลือกใช้ยาฆ่าแมลงสูตรออร์แกนิก ขึ้นชื่อว่ายาฆ่าแมลง ยังไงก็ต้องมีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม คน และสัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว แต่คงจะดีกว่าหากเราจะเลือกใช้ยาฆ่าแมลงที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติมากกว่าสารเคมี เพราะผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเยล ก็ชี้ให้เห็นว่า เด็กที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืชอยู่เป็นประจำ จะมีความเสี่ยงเป็นโรคลูคิเมีย โรคมะเร็งสมอง และโรคมะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน มากกว่าเด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบธรรมชาติถึง 4 เท่า   17. เซย์ โน บริษัทกำจัดศัตรูพืช สมัยนี้อาจมีทางเลือกในการกำจัดศัตรูพืชที่สะดวกสบายมากขึ้น อย่างการจ้างบริษัมกำจัดศัตรูพืชให้มาพ่นยาฆ่าแมลงและยาฆ่าวัชพืชให้หมดไปในเวลาอันรวดเร็ว แต่ทางที่ดีอย่าใช้บริการจากบริษัทเหล่านี้จะดีกว่า เพราะส่วนมากน้ำยาที่เขาใช้มักจะเป็นสารเคมีที่มีฤิทธิ์รุนแรงกว่ายาฆ่าแมลงออร์แกนิก และวิธีการทำงานของเขาที่จะพ่นน้ำยาไปทั่วสนามหญ้า ก็อาจจะทำให้สารเคมีฟุ้งกระจาย เป็นอันตรายกับสิ่งแวดล้อม เด็ก และสัตว์เลี้ยงได้   หากเราสามารถดูแลสนามหญ้าด้วยวิธีออร์แกนิกได้มากเท่าไร สนามหญ้าของเราก็จะสวยงามเป็นธรรมชาติและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม คนในบ้าน รวมทั้งสัตว์เลี้ยงได้มากเท่านั้น แถมคุณและครอบครัวยังสามารถใช้สนามหญ้าในบ้านทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยด้วยจ้า   ขอบคุณ ข้อมูลดีดีๆ จาก Kapook.com
วิธีเก็บผักผลไม้ในตู้เย็น ให้สดอร่อยและอยู่นานมากขึ้น

วิธีเก็บผักผลไม้ในตู้เย็น ให้สดอร่อยและอยู่นานมากขึ้น

บ่อยครั้งที่เราไปตลาดหรือซุปเปอร์มาเก็ตแล้วมักหยิบจับผักผลไม้ลงใส่ตระกร้าเป็นจำนวนมาก ครั้นเมื่อพอถึงบ้านก็ยัดทุกสิ่งอย่างที่เลือกซื้อมาเข้าไปในตู้เย็น จนเกิดปัญหาตู้เย็นสูญเสียความเย็นและทำงานหนัก ส่งผลให้ผักและผลไม้อยู่ได้ไม่นาน ไม่สดเหมือนเดิมอีกต่อไป พอถึงเวลาจะนำมาใช้ก็เหี่ยวเน่าไปซะก่อน ถ้าใครกำลังหาวิธียืดอายุผักให้สดได้นานขึ้น วันนี้ Review Your Living  มีวิธีเก็บผักผลไม้ในตู้เย็นที่ถูกต้องและอยู่ได้นานมาฝากกัน   แต่ก่อนที่ทุกคนจะไปเก็บผักผลไม้ต้องรู้เรื่องนี้ก่อนนะ! 1. ไม่ควรเก็บผักไว้รวมกัน เพราะจะทำให้เกิดการเน่าเสียและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น 2. การเก็บผักด้วยวิธีแช่น้ำ ไม่ควรแช่ผักลงในน้ำทั้งตัน เพราะจะทำให้วิตามินละลายน้ำเสียไป 3. การเก็บผักเล็กๆ น้อยๆ ที่ใช้ในครัวและเก็บในตู้เย็นนั้น ควรล้างผักให้สะอาดก่อนเพราะผักที่ซื้อจากตลาดขายปลีกมักไม่สะอาด หากยังไม่ได้ใช้ทันทีให้ล้างทั้งต้นด้วยน้ำสะอาด แล้วผึ่งให้สะเด็ดน้ำจริงๆ ค่อยเอาเข้าเก็บ   เมื่อรู้วิธีก่อนนำผักผลไม้ไปเก็บในตู้เย็นที่ถูกต้องแล้ว เรามาดูวิธีการเก็บของในตู้เย็นให้อยู่ได้นานยิ่งขึ้นกันดีกว่า..   1. ใช้กระดาษห่อผัก จริงๆ แล้วผักสดควรจะต้องทานภายใน 1-2 วัน เพื่อให้ได้สารอาหารสูงสุด แต่ถ้าต้องการแช่ผักในตู้เย็น หลังจากล้างผักเสร็จแล้ว ให้ห่อผักด้วยกระดาษเช็ดมือแผ่นใหญ่ แล้วค่อยนำไปแช่ตู้เย็น ซึ่งกระดาษจะช่วยกักเก็บความชื้นไม่ให้ระเหยออกไป และช่วยคงความสดให้นานขึ้น ที่สำคัญอย่าลืมเด็ดผักใบที่ช้ำหรือเน่าทิ้งก่อนด้วยนะ   2. แยกกลุ่มผักให้ชัดเจน ก่อนจะนำผักสดเข้าตู้เย็นนั้น แนะนำให้แยกกลุ่มผักออกจากกัน โดยจำแนกเป็น 3 ชนิด คือผักที่เน่าเสียง่ายอย่าง เห็ด, ผักชี, ผักกาดหอม, ถั่วงอก, ถั่วฝักยาว, ผักบุ้ง และชะอม ต่อมาคือกลุ่มผักที่เก็บได้ในระยะเวลาจำกัด ก็จะมีผักกาด, ผักคะน้า, มะเขือเทศ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผักที่เก็บไว้ได้นานกว่าผักอื่นๆ เช่น ฟัก, แฟง, เผือก, มัน และฟักทอง ซึ่งผักเหล่านี้แม้จะเก็บในตู้เย็นก็ยืดเวลาได้ไม่นานนัก แต่การเก็บที่ดีที่สุดคือใส่ถุงพลาสติกที่สะอาดและแห้ง จะช่วยเก็บความสดไว้ได้นานขึ้น 5-7 วัน   3. ผลไม้สุกง่ายก็จับใส่ถุงสูญญากาศซะ! ขึ้นชื่อว่าผลไม้ ก็มีให้เลือกมายมายนับไม่ถ้วนเลยใช่ไหมล่ะ แต่ผลไม้ต่างๆ ที่สุกง่าย อย่าง มะม่วง, แอปเปิ้ล, อะโวคาโด, องุ่น, ลูกแพร รวมไปจนถึงผักอย่างพริกไทยสด และเห็ดทุกชนิด ถ้าอยากให้คงความสดและเก็บได้นานล่ะก็แนะนำให้ใส่ถุงพลาสติกสูญญากาศ และพยายามอย่าให้ผิวของผลไม้แต่ละลูกสัมผัสกัน เพียงเท่านี้ก็ช่วยเก็บความสดไว้ได้นานขึ้นแล้ว   4. ผลไม้ดิบก็ใส่ถุงกระดาษเจาะรู มาต่อกันที่ผลไม้ดิบ ที่ยังมีผลเป็นสีเขียว ถ้าแม่บ้านหรือพ่อบ้านคนไหนอยากให้มันยังคงความสดอยู่ล่ะก็ แนะนำให้นำผลไม้ใส่ถุงกระดาษที่เจาะรู อากาศที่ไหลเวียนจะช่วยคงความสดได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยให้ก๊าซเอธิลีนหรือก๊าซที่ทำให้ผลไม้สุกยังคงอยู่ในถุง ไม่ไปรบกวนผลไม้ชนิดอื่น   5. ผลไม้จำพวกเบอร์รี่ควรล้างด้วยน้ำอุ่น ผลไม้จำพวกตระกูลเบอร์รี่มักไม่ถูกกับความร้อนของประเทศไทยเท่าไหร่นัก เพราะสภาพอากาศร้อนชื้นส่งผลให้ผลไม้เสียง่ายมาก ดังนั้นข้อแนะนำของเราคือให้นำผลไม้อย่าง เชอร์รี่, สตรอว์เบอร์รี่, หรือบลูเบอร์รี่ ใส่ตระกร้าแล้วล้างผ่านน้ำร้อนแบบรวดเร็วประมาณ 30 วินาที หลังจากนั้นให้เทลงบนผ้า เพื่อคลายความร้อน แล้วค่อยนำไปแช่ในตู้เย็น ความร้อนจะฆ่าสปอร์แบคทีเรีย ทำให้เบอร์รี่คงความสดได้นานขึ้นนั่นเอง   6. อย่าแช่ผักและผลไม้รวมกันเป็นอันขาด สำหรับข้อนี้ขอขีดเส้นใต้รัวๆ เลย สำหรับผักผลไม้ที่ซื้อมาจากตลาดหรือซุปเปอร์มาเก็ตนั้น คุณพ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลายไม่ควรนำมาแช่น้ำรวมกัน เพราะผลไม้สุกจะปล่อยก๊าซเอธิลีนออกมา ทำให้ผักที่ว่างอยู่ใกล้ๆ เสียเร็ว ทางที่ดีเราแนะนำให้ควรเก็บผักและผลไม้แยกถุงหรือ แยกชั้นกัน ยิ่งแช่ห่างกันมากเท่าไรผักและผลไม้ก็จะช่วยยืดอายุได้นานขึ้น เชื่อสิ!   7. สำหรับเห็ดควรใส่ไว้ในกล่องพลาสติก เห็ดเป็นผักอีกหนึ่งประเภทที่เสียค่อนข้างเร็ว ดังนั้นแนะนำให้ล้างให้สะอาดแล้วตากลมให้แห้ง จากนั้นเก็บใส่กล่องพลาสติก แล้วปิดฝาไม่ต้องสนิท ให้ลมเข้าไปเล็กน้อย หรืออาจใช้แผ่นพลาสติกใส ห่อแล้วเจาะรูเล็กๆ ที่ด้านบนเพื่อป้องกันความชื่น ซึ่งเป็นตัวการสำคัญทำให้เห็ดเน่าเสียนั่นเอง   8. เก็บไข่ไว้ในชั้นวางตู้เย็น วัตุดิบอย่าง "ไข่สด" ควรเก็บไว้ในกล่องไข่หรือชั้นวางไข่ในตู้เย็น เพื่อกันการกระแทกและป้องกันการระเหยของน้ำออกจากไข่ที่สำคัญไม่ควรล้างไข่ก่อนเก็บเข้าตู้เย็น เพราะจะทำให้อากาศ สิ่งสกปรก และกลิ่นต่างๆ ในตู้เย็น ซึมเข้าภายในฟองไข่ได้ไว ทำให้ไข่ไก่เสียง่าย นอกจากนี้ก็ควรวางไข่ให้ด้านแหลมลง ให้ด้านป้านหงายขึ้น วิธีนี้จะทำให้ไข่แดงอยู่ตรงกลางฟองพอดี   เพียงแค่ทุกคนลองทำตามวิธีที่เรานำมาฝาก รับรองว่าผักผลไม้ที่ซื้อมาจากตลาดหรือซุปเปอร์มาเก็ตนั้นจะอยู่กับเรานานขึ้นแน่นอน แต่ทางทีดี  ‘ผักสด’ ควรจะกินภายใน 1-2 วัน เพื่อให้ได้สารอาหารสูงสุด แต่ถ้าต้องการแช่ผักในตู้เย็น หลังจากล้างผักและเสร็จแล้ว ให้ห่อผักด้วยกระดาษเช็ดมือแผ่นใหญ่ แล้วค่อยนำไปแช่ตู้เย็น กระดาษจะช่วยเก็บความชื้นไม่ให้ระเหยออกไป ซึ่งจะช่วยคงความสดให้นานขึ้น และอย่าลืมเด็ดผักใบที่ช้ำหรือเน่าทิ้งไปก่อนด้วยนะคะ :)
วิธีแก้เคล็ด ห้องนอน-เตียงนอน ที่ผิดหลักฮวงจุ้ย

วิธีแก้เคล็ด ห้องนอน-เตียงนอน ที่ผิดหลักฮวงจุ้ย

1. ห้องนอนต้องไม่เป็นสี่เหลี่ยม จัดว่าเป็นห้องเชือดเฉือน   ห้องนอนที่ไม่เป็นสี่เหลี่ยม แต่มีส่วนหนึ่งเว้าแหว่งไป จนเป็นรูปทรงคล้ายมีดบังตอ ถือว่าไม่ดี ยิ่งถ้าตั้งเตียงตรงบริเวณส่วนคมของมีดก็ยิ่งถือว่าไม่ดี จะทำให้สามี-ภรรยาชอบหาเรื่องทำร้ายกัน มิว่าทางกายหรือทางคำพูด หรืออาจต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดใหญ่ วิธีแก้เคล็ดตามหลักฮวงจุ้ย ให้ตั้งเตียงในส่วนที่เป็นด้านสันมีด แล้วติดลูกแก้วคริสตัลหรือตั้งกระถางต้นไม้ไว้ที่จุด A ถ้าเตียงจำเป็นต้องอยู่ทางคมมีด เพราะผนังด้านสันมีดเป็นห้องน้ำ ก็ให้ติดกระจกเงาบานใหญ่ไว้ทางผนังด้านตรงข้ามกับเตียง   2. ปลายเตียงแคบ ฝันร้ายบ่อย หงุดหงิดง่าย    บริเวณปลายเตียงนอนสมควรให้มีเนื้อที่ว่างอย่างน้อยที่สุดก็สัก 2 ฟุตครึ่ง (ถ้ามีเนื้อที่เหลือกว้างมากก็ยิ่งดี) พยายามอย่าให้มีตู้หรือโต๊ะมาตั้งไว้ที่ปลายเตียงจนเกือบชิด จะทำให้ฝันร้ายบ่อย และจิตใจมักหงุดหงิดไม่สบายอยู่เสมอ   วิธีแก้เคล็ด ตามหลักฮวงจุ้ย ควรปล่อยให้ปลายเตียงเป็นบริเวณโล่งๆ โปร่งๆ ถ้าเนื้อที่จำกัดจริงๆ และจำเป็นต้องวางตู้ขนาดใหญ่ไว้ที่ปลายเตียงก็ให้ติดผ้าม่านสีอ่อนๆ ที่หน้าประตูตู้ เมื่อนอนมองมาจะมีความรู้สึกสบายตา ไม่รู้สึกถูกพลังบางอย่างกดทับ   3. หัวเตียงหันไปทิศตะวันตก มีแต่เรื่องทุกข์ใจ    ถ้าตั้งหัวเตียงไปทางทิศตะวันตก คู่สามี-ภรรยาจะมีแต่ความเบื่อหน่ายหมดความรักความใคร่ในกันและกัน แม้เป็นคนโสดก็จะมีแต่เรื่องให้เป็นทุกข์และกังวลใจ ชีวิตถดถอยมากกว่าเจริญก้าวหน้า   วิธีแก้เคล็ด ตามหลักฮวงจุ้ย ให้ย้ายหัวเตียงไปทางทิศอื่น แล้วชีวิตจะมีความสุขความเจริญขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คู่สามี-ภรรยาก็จะมีความรักใคร่กันอย่างสดชื่นยิ่งขึ้น   4. เตียงกับเตาตรงกัน ชีวิตคู่แตกแยก การเงินติดขัด    การตั้งเตียงนอนต้องระวังให้มากที่สุด ดูด้วยว่าชั้นล่างบริเวณที่ตรงกับเตียงเรานั้น เป็นสิ่งของเครื่องเรือนใดบ้าง ถ้าตั้งเตียงทับเตาไฟในครัวชั้นล่าง หรือตั้งทับทีวี ตู้เย็นที่เป็นเครื่องไฟฟ้าก็ถือว่าไม่เป็นมงคล จะมีผลให้ชีวิตคู่แตกแยก การเงินติดขัด   วิธีแก้เคล็ด ตามหลักฮวงจุ้ย ต้องย้ายตำแหน่งของเตียงนอนไปยังมุมอื่น หรือย้ายการจัดวางเตาไฟในมุมครัวชั้นล่างไปวางตั้งยังมุมอื่น แล้วคู่สมรสจะรักกันมั่นคงยั่งยืน ฐานะการเงินก็มั่งคั่งขึ้น   5. เตียงนอนขวางประตู ไม่ดียิ่งนัก    ถ้าเตียงนอนตั้งอยู่ในตำแหน่งตรงกับประตู เมื่อนอนอยู่บนเตียงแล้ว มีลักษณะท่าทีคล้ายนอนขวางประตูอย่างหนึ่ง หรืออีกอย่างหนึ่งเหมือนนอนเอาปลายเท้าชี้หาประตู ถือว่าไม่ดี   วิธีแก้เคล็ด ตามหลักฮวงจุ้ย ให้ติดผ้าม่านอย่างทึบ (มีลวดลายได้ แต่มิใช่ผ้าโปร่งบาง) ติดบังตาไว้โดยห้ามผุกรวบชายม่านเป็นอันขาด หรือหาฉากบานพับมาตั้งบังตาระหว่างเตียงกับประตูห้องนอน หรือกั้นขวางด้วยตู้เสื้อผ้าก็ได้   6. เหนือเตียงต้องโล่ง ชีวิตราบรื่น    มิควรติดตั้งตู้หรือชั้นวางของที่เหนือหัวเตียงเด็ดขาด แม้จะเป็นชั้นเล็กๆ หรือตู้ลอยแบบบิลด์-อินก็ตามแม้จะทำให้ได้ประโยชน์ในการใช้สอยแต่จะทำให้การงานติดขัด ความคิดไม่โลดแล่น จิตใจให้หดหู่ว้าวุ่นและเจ็บป่วยง่าย   วิธีแก้เคล็ด ตามหลักฮวงจุ้ย ควรจัดการรื้อตู้และชั้นต่างๆ ออกจากบริเวณหัวเตียง ที่ผนังด้านเหนือศีรษะ หรือที่หัวเตียงติดรูปภาพลวดลายมงคลแทนจะดีกว่า   7. เตียงใต้คาน มีปัญหาต่อสุขภาพ เจ็บป่วยบ่อย    การจัดวางเตียงนอนไว้ใต้คานถือว่าผิดฮวงจุ้ย การตั้งเตียงลักษณะนี้จะทำให้ผู้เป็นเจ้าของเตียงมักเจ็บป่วยง่าย สุขภาพไม่ดี ปวดศีรษะบ่อย ปวดเมื่อยเนื้อตัวบ่อย จิตใจอึดอัดกดดันโดยไม่รู้สาเหตุแน่ชัด   วิธีแก้เคล็ด ตามหลักฮวงจุ้ย ควรจัดการเคลื่อนย้ายเสียใหม่ ตั้งเตียงไว้ในมุมอื่นที่มิได้อยู่ใต้คาน ถ้าย้ายไม่ได้จริงๆ ให้แขวนขลุ่ยจีนผูกด้ายแดง เพื่อแก้เคล็ดที่บริเวณคานนั้น   8. โต๊ะเครื่องแป้งอยู่ปลายเตียง ฝันร้ายบ่อย   ถ้าโต๊ะเครื่องแป้งตั้งอยู่ปลายเตียงพอดี หรือตั้งอยู่ข้างเตียง โดยหันกระจกเงาเข้าหาตัวเตียงพอดี จะทำให้ฝันร้ายบ่อยๆ พลังจิตใจอ่อนแอ ตื่นตกใจง่าย   วิธีแก้เคล็ด ตามหลักฮวงจุ้ย ย้ายตำแหน่งของโต๊ะเครื่องแป้ง แต่ถ้าย้ายไม่ได้จริงๆ ให้ติดผ้าม่านปิดกระจกเงาไว้   9. ใต้เตียงสกปรก การเงินติดขัด    พื้นที่ว่างใต้เตียงถ้าทำเป็นที่เก็บของจนรกรุงรัง และมีข้าวของเก่าๆ ชำรุดเก็บไว้ด้วย จะทำให้สตรีที่ตั้งครรภ์อยู่แท้งได้ ผู้ที่นอนบนเตียงนั้นจะมีจิตใจกระสับกระส่าย การงาน-การเงินติดขัดไม่ราบรื่น ถ้าเป็นคู่สามี-ภรรยาก็จะมีปากเสียงกันบ่อย   วิธีแก้เคล็ด ตามหลักฮวงจุ้ย นำข้าวของไปบรรจุใส่กล่องแล้วเก็บไว้ที่อื่น จัดใต้เตียงให้โล่ง ปัดกวาดให้สะอาดเสมอ ถ้าจำเป็นจริงๆ ให้เก็บของใส่กล่องให้เรียบร้อยเป็นระเบียบ แต่อย่าเก็บของหักๆ ชำรุดไว้ใต้เตียงเด็ดขาด   ขอบคุณแหล่งที่มา : http://sirmduang.blogspot.com/2011/11/blog-post_5831.html ภาพประกอบ : https://pixabay.com
ฮวงจุ้ย : แปลนบ้านถูกหลักฮวงจุ้ยอยู่แล้วรวย

ฮวงจุ้ย : แปลนบ้านถูกหลักฮวงจุ้ยอยู่แล้วรวย

โดยในหลักการของบ้านก็เช่นกัน เป็นเรื่องของความสมดุลที่เรียกว่า อินเอี๊ยง หรือหยินหยาง คือมีความมืดและความสว่าง ถ้ามีความสว่างมากเกินไปก็จะกระตือรือร้นมากเกินไป มุ่งมั่นแต่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่หากเป็นความมืดก็คือความนิ่ง ความสงบ ถ้าความมืดน้อยก็จะไม่สงบ   ดังนั้น ต้องแบ่งหน้าบ้านกับหลังบ้านให้สมดุลกัน โดยหน้าบ้านต้องสว่าง หลังบ้านต้องทึบ ต้องมืด เปรียบได้กับหน้าบ้านสว่างเป็นน้ำ น้ำไหลเข้ามา หลังบ้านทึบเป็นภูเขารับน้ำ แต่ถ้าอยู่สลับที่กันเช่นหลังบ้านโล่ง แปลว่าไม่มีภูเขา ภูเขาตกน้ำ คนที่อยู่ภายในบ้านจะสุขภาพไม่ดี เป็นเรื่องระหว่างเงินกับคน ดูเงินให้ดูที่ความเคลื่อนไหว ดูว่าจะเก็บอยู่หรือไม่ให้ดูความนิ่ง   ข้อห้ามที่ว่าไม่ให้ 2 ประตูตรงกัน แปลว่ามีแต่เงินเข้ามาแต่ทำเท่าไรก็ไม่เหลือ เราจึงต้องอุดข้างหลัง เหมือนโบราณถ้ามีคู่ต้องให้คู่เก็บ สามีทำงาน ภรรยาอยู่บ้านให้เก็บเงิน ไม่มีคนอยู่บ้าน ทำแทบตายไม่มีคนเก็บ คอนโดก็เช่นกัน ต้องแบ่งครึ่ง หน้ากับหลัง กฎของแม่น้ำกับภูเขาก็ใช้ได้ด้วยกัน     กฎของสว่างกับทึบต้องตรงข้ามกัน ทุกครั้งที่มีเข้ามาต้องมีการรับ เช่นถ้ามีประตูต้องไม่มีหน้าต่างตรงกัน แสงก็เช่นกัน ต้องมีความสมดุลระหว่างสว่างและมืด ที่ว่าหน้าบ้านเป็นโบสถ์ วัด โรงเจ ถือว่าเป็นความมืด จะแก้ด้วยการติดไฟสว่างไว้ 1 ดวง เพื่อแก้ให้มีความสว่างเกิดขึ้น หรือหากหน้าบ้านมีรถไฟฟ้าเปรียบเสมือนภูเขาอยู่ตรงหน้า อาจไม่ดี ต้องแก้ด้วยความโล่งโปร่ง จึงมีการวางน้ำพุ ลานน้ำผุดขึ้นมาแก้สร้างความสมดุล ความทึบคือความมั่นคงคือบุคคล ความโล่งคือการเงินหรือสุขภาพ   ความสมดุลของบ้าน เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ส่วนจะรู้ว่าสมดุลหรือไม่นั้น หลักการคำนวณเริ่มจากยืนจากหน้าบ้านใช้เข็มทิศวัด ว่าบ้านนี้หันหน้าไปทางทิศไหน หลังตั้งอยู่ทิศอะไร แล้วมาคำนวณ เบื้องต้นบ้านที่ดีต้องแบ่งด้านหน้าออกเป็น 3 ช่องได้เท่าๆ กัน   สำหรับลักษณะของบ้านที่ดีต้องเข้าตรงกลาง โดยให้เปรียบสัมพันธ์กับหน้าตาของคนเรา ทางเข้าถ้าเบี้ยวซ้าย เบี้ยวขวาเหมือนปากไม่ตรง กินไม่ถนัด และบ้านที่เอาบันไดไว้หน้าบ้านก็ไม่ดี เพราะเปรียบเสมือนเอาภูเขาไปอุดอยู่ข้างหน้า บ้านที่เป็นรูปลักษณะที่ดีคือเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่ด้านตั้งก็ด้านยาว การต่อเติมที่ไม่สมดุลมีส่วนเกินมาก ทำให้ไม่ครบองค์ประกอบ 8 ทิศไม่สมบูรณ์ก็จะไม่ดีในแง่ฮวงจุ้ย   ในการพิจารณาตามศาสตร์ฮวงจุ้ยต้องดูเฉพาะตัวบ้าน ไม่ต้องสนใจที่ดิน ประตูบ้านสำคัญกว่าประตูรั้ว เพราะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เข้ามาหาเรา รูปลักษณะบ้านก็ต้องอยู่ในความสมดุล โดยบ้านที่ดีคือ บ้าน 2 ชั้นขึ้นไป ประตูกับบันไดควรสัมพันธ์กัน ทางเข้าต้องมีบันไดรับ ซ้ายหรือขวาได้ แต่ต้องไม่ใช่ตรงกลางบ้าน เปรียบเสมือนการรับทรัพย์และนำเข้าไปในตัวบ้าน บ้านที่ดีต้องมีห้องรับแขก เข้าประตูมาแล้ว อยู่ซ้ายหรือขวาแล้วแต่ทิศทางเป็นตัวกำหนด บ้านที่ดี โดยหลักการทั่วไป ห้องใหญ่ที่สุดคือห้องของหัวหน้าครอบครัว คือคนที่หาเงินได้มากที่สุด บ้านที่ดี มุมของพ่อแม่ควรเป็นมุมสงบอยู่ชั้นล่าง   " การเลือกแปลนบ้านให้ใช้เกณฑ์ของกระแสที่ไหลมาเป็นตัวกำหนด คือให้ถนนเป็นหลัก หากว่าเป็นหลังสุดท้ายและติดริมรั้วเลยถือว่าไม่ดี เรียกว่าปลายน้ำ ยิ่งเป็นรั้วที่ติดกับหมู่บ้านและมีบ้านที่อยู่ภายนอกบังอยู่ด้วยยิ่งไม่ดี แต่ถ้าติดรั้วและอีกฝั่งเป็นที่โล่งยังถือว่ามีกระแสลมพัดผ่าน ไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อนี้ อย่างไรก็ตามยังต้องมองว่าต้นทางกับปลายทางสู้กลางทางไม่ได้...."     บ้านที่ดี ห้องครัวเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ถือเป็นมุมทรัพย์อีกแบบหนึ่ง ไม่โปร่งโล่งเกินไป ควรเป็นมุมที่ต้องแอบซ่อน เห็นครัวง่ายก็จะมีคู่แข่งตลอด อาหารการกินก็จะมีคนมาแย่งกิน กรณีนี้ยกเว้นสำหรับร้านอาหาร และครัวไทยที่ทำนอกบ้าน บ้านที่ดี การทำครัวให้เลี่ยงการประจันหน้าระหว่างเตาไฟกับอ่างล้างจาน เพราะน้ำกับไฟเจอกัน จะทำให้คนในบ้านทะเลาะกัน บ้านที่ดี โดยหลักการฮวงจุ้ย การดูครัวให้ใช้ดวงชะตาของแม่บ้านเป็นหลัก เพราะถ้าแม่บ้านไม่มีแรง กลับบ้านมาก็ไม่มีใครป้อนอาหารให้มีความสุขได้ บ้านที่ดี ควรเว้นการทำห้องน้ำตรงกลางบ้าน และตรงกลางของหลังบ้าน ห้ามส่วนที่เป็นจุดศูนย์กลางทั้งหมด เพราะจะทำให้ประธานมีปัญหา หน้าต่างและบันไดบ้านควรจัดสมดุลด้วยสายตาและยึดหลักจำนวนเลขคี่ เพราะเลขคี่ คือ พลังการเคลื่อนไหว ส่วนเลขคู่ คือพลังหยุดนิ่ง หลังคาบ้าน เปรียบเสมือนหมวก หากว่าออกแบบชายคาต่ำกว่าสายตา ทำให้คนในบ้านมองไปไม่ไกล ทัศนวิสัยไม่ดี เหมือนปิดหน้าปิดตาไว้     ที่สำคัญทางสามแพร่งถือเป็นข้อห้ามอันดับหนึ่ง เพราะกระแสจะวิ่งตรงเข้ามาชนตัวบ้าน ชนประตู จะมีปัญหามาก คนที่อยู่บ้านลักษณะนี้จะไม่มีความสุขเพราะกระแสแรง ส่งผลต่อคนแต่ละคนและมีทิศทางเป็นตัวกำหนด หากพุ่งชนทิศตะวันออกจะเกี่ยวข้องกับคำพูด ลม ปากและคอแห้ง มักจะมีปัญหาสุขภาพเรื่องปอด ทิศตะวันตกมักจะมีปัญหาเรื่องอุบัติเหตุ ทิศเหนือมีปัญหาเรื่องมดลูก ทิศใต้มีปัญหาเรื่องสายตา อย่างไรก็ตามบ้านลักษณะนี้เงินทองจะเข้าดีแต่สุขภาพจะไม่ค่อยดี   ขอขอบคุณข้อมูลฮวงจุ้ยดีๆ จาก อาจารย์ธนากร ตันอาวัชนการ ซินแสมังกร แหล่งที่มา : https://mgronline.com
8 เพื่อนบ้านสุดยี้ที่ใครมีก็ต้องเซ็ง

8 เพื่อนบ้านสุดยี้ที่ใครมีก็ต้องเซ็ง

บ้านคือวิมานแห่งความสุข แต่บางครั้งความสุขที่เราคาดหวังอาจต้องพังครืนเมื่อมีตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้อย่าง “เพื่อนบ้าน” เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ หรือคอนโดฯ หากบังเอิญต้องมาเจอกับ 1 ใน 10 ประเภทของเพื่อนบ้านเหล่านี้ ดีกรีความสุขของคุณอาจติดลบโดยไม่รู้ตัว   เจ้าแห่งเสียง แม้ว่าคุณจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในห้องสมุดที่จะพูดคุยทีต้องคอยกระซิบกระซาบ แต่หากต้องอยู่บ้านติดหรือละแวกเดียวกับคนที่พูดเสียงดัง ตะโกนโหวกเหวก โวยวาย ทะเลาะกันเช้า-เย็น หรือบ่นทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่เว้นแม้แต่หมา แมว หรือกระรอกบินที่เลี้ยงไว้ในกรง คงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก แน่นอนว่าอยู่ในห้องหรือบ้านคุณสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ แต่อย่าลืมขอบเขตของคำว่าพอดี เพราะคงไม่มีใครอยากได้รับการเผื่อแผ่คำที่ฟังแล้วไม่รื่นหูนักหรอก “เสียงนั้น” ในยามวิกาล อีกหนึ่งปัญหาที่ไม่น่าเชื่อว่าหลายคนต้องพยักหน้าว่า “ฉันก็เจอมาเหมือนกัน” จริงๆ มันก็เป็นเรื่องของธรรมชาติและการแสดงความรักต่อกัน แต่ทางที่ดีเราไม่ควรให้ความรักนั้นเป็นความร้าวรานของเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในคอนโดฯ หากไม่ใช่ห้องมุมและอยู่ชั้นบนสุด แหล่งกำเนิดเสียงประเภทนี้จะมาได้ในทุกทิศทาง หากใครที่กำลังประสบปัญหานี้ หากทำใจให้มองผ่านไม่ได้ บางทีคุณอาจจะต้องบอกให้เจ้าของบ้านหรือเจ้าของห้องรู้ ลองเขียนโน๊ต (โดยที่อาจไม่ต้องลงชื่อ) และไปสอดไว้ที่ห้องของจุดเกิดเหตุ ขอความร่วมมือให้ลดการใช้เสียงลงสักนิด หากไม่เวิร์ค สุดท้ายก็คงต้องทำใจ เพราะเสียงแบบนี้มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดได้ทุกวัน แจกบัตรเบ่งเป็นพี่ใหญ่ประจำซอย ไม่ว่าตำแหน่งในหน้าที่การงานจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่หากต้องอยู่ร่วมกันในชุมชนแล้ว ทุกคนมีสิทธิ์และเสียงเท่ากัน การเป็นซีอีโอของบริษัทใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถจอดรถขวางทางเข้า-ออกของซอยได้ หรือต่อเติมบ้านให้มากินพื้นที่สาธารณะได้ เพราะคนที่อยู่ร่วมหมู่บ้านหรือคอนโดฯ เดียวกันกับคุณก็จ่ายค่าส่วนกลางเหมือนๆ กัน ทำตัวเป็นหน่วยสอดส่องความเป็นอยู่ของคนอื่น การเอาใจใส่เพื่อนร่วมบ้าน คอยช่วยกันดูแล เฝ้าระวังเป็นเรื่องที่ดี แต่หากเกินลิมิตจะกลายเป็นการเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนบุคคลจนเกินงามคงไม่ดีนัก ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับบ้านที่มีรั้วติดกัน หรือเลย์เอาท์แบบเปิดโล่ง หากมีคนคอยจับตามองตลอดเวลาว่าคุณจะไปไหน ทำอะไร ใส่กระโปรงสีไหน ต่างหูเป็นอย่างไร และเอาไปเม้าท์ต่อเป็นที่สนุกสนาน นอกจากคุณจะไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเซเลบฯ แล้ว อาจมีการเปิดศึกกับหน่วยข่าวไม่กรองเหล่านี้ได้ จอดรถขวางทาง แม้ว่าจะเป็นพื้นที่หน้าบ้านคุณ แต่อย่าลืมว่าเมื่อพ้นประตูรั้วของคุณไปแล้ว นั่นเป็นพื้นที่สาธารณะ เรื่องการจอดรถนอกบ้านนี้ เป็นหนึ่งในปัญหา (เรื้อรัง) ที่พบเห็นได้ในหมู่บ้านจัดสรรทุกที่ แม้ว่าแบบบ้านส่วนใหญ่จะออกแบบให้มีพื้นที่จอดรถในเขตบ้าน แต่บางครั้งก็มีเหตุที่จะต้องนำรถออกมาจอดนอกบ้าน ซึ่งหากมีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้นจริงๆ ขอให้คิดสักนิดก่อนจอดว่ารถของคุณจะไปขวางทางเข้า-ออกของรถที่อยู่ร่วมซอยกันหรือไม่ ปลูก/ปล่อยต้นไม้ล้ำพื้นที่ อีกหนึ่งปัญหาสำหรับคนที่อยู่บ้านจัดสรร แม้ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาและความร่มรื่นให้กับบ้าน แต่หากกิ่งก้านของมันแผ่ขยายไปยังพื้นที่ของบ้านข้างๆ ใบร่วง ดอกโรย หรือผลตกไปในพื้นที่ของคนอื่นโดยที่เจ้าของบ้านนั้นๆ ไม่ได้อยากมีส่วนร่วมแม้แต่น้อย ก็คงต้องมีการพูดคุยกับเพื่อนบ้านให้เข้าใจ หรือทางที่ดี ก่อนจะปลูกต้นไม้ริมรั้ว ริมกำแพง ให้เว้นพื้นที่ไว้ตอนที่ต้นมันโตเต็มที่ หรือเลือกปลูกต้นที่สามารถตัดแต่งกิ่งได้ กันไว้ย่อมดีกว่าต้องมานั่งแก้ปัญหาในภายหลังอยู่แล้ว ปล่อยสัตว์เลี้ยงมาขับถ่ายที่บ้านคนอื่น แม้น้องหมา-น้องแมวส่วนใหญ่จะได้รับการฝึกฝนให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง แต่เมื่อถึงเวลาออกมาเดินเล่นนอกบ้าน หากเกิดเหตุสุดวิสัยที่ต้องปล่อยบอมบ์กลางทาง คุณเจ้าของควรต้องคอยตามเก็บใส่ถุงเพื่อความสะอาดของชุมชนโดยรวม ไม่ควรปล่อยให้ลูกรักมาวิ่งเป็นอิสระ เพราะบางครั้งน้องหมา-น้องแมวอาจเดินเล่นเพลินเข้ามาในพื้นที่บ้านของคนอื่นและถ่ายทิ้งไว้ โดยที่บางครั้งเจ้าเองก็ไม่รู้ตัว ทางที่ดีควรให้พวกเขาวิ่งเล่นอยู่ในสายตาของคุณตลอดก็จะหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวได้ ดัดแปลงบ้านผิดวัตถุประสงค์ บ้านจัดสรรไม่ว่าจะหลังเล็ก หลังใหญ่ พื้นที่กว้างหรือแคบ จุดประสงค์หลักก็คือเพื่อการอยู่อาศัย แต่จะมีบางคนที่เกิดไอเดียกระฉูด แต่ลืมนึกถึงความเหมาะสม เช่น บ้านทาวน์เฮ้าส์หลังกลางเปิดเป็นร้านอาหารตามสั่ง ผัดกระเพรา ควันขโมงตั้งแต่เช้ายันเย็น หรือบ้านหลังมุมพอมีพื้นที่แล้วทำเป็นโรงงานที่มีเครื่องจักรเสียงดังเกือบตลอด 24 ชั่วโมง คอนโดฯ บางแห่งเปิดเป็นครัวลอยฟ้าทำอาหารกล่องส่ง กลิ่นอาหารลอยไปกระแทกประตูห้องนอนเพื่อนบ้านตั้งแต่ตี 4 ทุกวัน ลองจินตนาการว่าหากเป็นคุณที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ คงปวดหัวอยู่ไม่น้อย   แม้ว่าการอยู่ร่วมกันจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประคับประคองให้ทุกคนอยู่ด้วยรอยยิ้มและความสุข หากคนที่อยู่ในชุมชนนั้นๆ ไม่รู้จักการใช้สิทธิ์และเสรีภาพที่มีอยู่ของตัวเองอย่างเหมาะสมแล้วคุณละ ต้องเผชิญกับเพื่อนบ้านเหล่านี้บ้างหรือไม่? ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.ddproperty.com/ข่าวอสังหาริมทรัพย์-บทความ/2015/3/86475/10เพื่อนบ้านสุดยี้ที่ใครมีก็ต้องเซ็ง
ฮวงจุ้ย : บ้านมีต้นไม้ที่ตายแล้วต้องรีบถอนออกจากบ้าน!

ฮวงจุ้ย : บ้านมีต้นไม้ที่ตายแล้วต้องรีบถอนออกจากบ้าน!

ฮวงจุ้ยดี ชีวิตเปลี่ยน | วันนี้มาคุยกันเรื่อง "ต้นไม้" กัน สิ่งที่อยู่กับบ้านเรา ก็เหมือนคนที่มาอาศัย และพร้อมที่จะเป็นหรือตายกับเราได้ วันนี้เราจะพูดเรื่องของ ต้นไม้ ใครที่มีต้นไม้ปลูกไว้ภายในบ้าน หรือบริเวณนอกบ้าน ต้นเล็ก ต้นใหญ่ อันดับแรกเลย ต้องเป็นต้นไม้ที่มีชีวิต โบราณบอกไว้ว่าต้นไม้จะมีเทวดาอารัก ต้นไม้ดี เทวดาก็คอยช่วยเหลือบ้าน คุ้มครองบ้านเรือน ปกปักษ์รักษา ร่มเย็นเป็นสุข วันใดวันหนึ่ง ต้นไม้ต้องตายลง อย่าปล่อยให้มีไว้ในบ้านเลย ต้องรีบขุดรากถอนโค่นออกไปทิ้งซะให้หมด!! ในตำราบอกไว้ว่า ถ้ามีต้นไม้ตายอยู่ในบ้าน...   1. บ้านนั้น มีโอกาสเปลี่ยนมือ 2. ต้นไม้ตายนั้นจะมีวิญญาณเข้ามาเกี่ยวข้องกับบ้านที่อยู่อาศัย บางทีอาจจะเห็นผี เดินอยู่บริเวณบ้าน แสดงว่ามีผีที่อาศัยอยู่ในต้นไม้ตายที่อยู่ในบ้าน     เมื่อรู้แล้ว ท่านก็รีบสำรวจต้นไม้ที่ปลูกไว้ในบ้านเลยครับ อย่าปล่อยให้ตาย ดูแลเขาดีๆ เพราะเขาเป็นส่วนหนึ่งในบ้านคุณ หมายถึงบริวารของคุณ   เรื่องราวของต้นไม้ยังมีให้เล่าอีกมากมาย จะกลับมานำเสนอในตอนต่อไปครับ ขอขอบคุณข้อมูลฮวงจุ้ยดีๆ จาก อาจารย์ธนากร ตันอาวัชนการ ซินแสมังกร
5 ต้นตอมะเร็งร้ายใกล้ตัว ภายในบ้าน

5 ต้นตอมะเร็งร้ายใกล้ตัว ภายในบ้าน

เมื่อบ้านอาจจะไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยที่สุด แต่กลายเป็นแหล่งพักพิงอันตราย เพราะภัยร้ายที่สามารถแฝงตัวอยู่รอบด้านตามสิ่งต่างๆ ที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยความคุ้นเคย จากสารก่อมะเร็งใกล้ตัว ทำให้เราสะสมสารพิษที่บั่นทอนสุขภาพสมาชิกในครอบครัวทีละนิด กว่าจะรู้ตัวถึงภัยร้ายที่คืบคลานก็อาจจะสายเกินไป ภัยร้ายที่ว่าจะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกัน 1. สีทาบ้าน การเลือกสีทาบ้านที่ดีควรพิจารณาถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพด้วย นอกเหนือจากมาตรฐาน มอก.จากกระทรวงอุตสาหกรรมที่รับรองความปลอดภัยไร้สารปรอทและสารตะกั่ว ในสียังมีส่วนประกอบอันตรายอื่นๆ ได้แก่ แคดเมียม โครเมียม ฟอร์มาดีไฮด์ และ VOCs ซึ่งเป็นสารไอระเหยที่อาจทำให้เกิดเป็นมะเร็ง โดยส่วนใหญ่ VOCs ใช้ผสมในวัสดุก่อสร้างหลายชนิด เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวละลาย เช่น เคมีที่ใช้ในไม้อัด พรม กาว และสี ดังนั้น เราควรหลีกเลี่ยงห้องทาสีใหม่ โดยเว้นช่วงเวลาอย่างน้อย 2 อาทิตย์ให้สีแห้งสนิท และไอระเหยลดลง ซึ่งห้องที่เพิ่งทาสีใหม่มักจะมีกลิ่นฉุน และทำให้เราเกิดอาการเวียนหัว คลื่นไส้ แม้กลิ่นจะจางลงหลังจากนั้น แต่เราก็ยังคงต้องสูดไอระเหยและสะสมสารพิษเข้าสู่ร่างกาย ด้วยเหตุนี้ เราควรพยายามหาซื้อสีที่ได้รับมาตรฐานฉลากเขียว ซึ่งสำนักเลขานุการสิ่งแวดล้อมไทยที่มีหน้าที่ดูแลสัญลักษณ์ฉลากเขียวได้กำหนดมาตรฐานสีไม่มีสารตะกั่ว สารปรอท และฟอร์มาดีไฮด์เป็นส่วนผสม รวมถึงค่า VOCs ต้องต่ำกว่า 50 กรัมต่อ 1 ลิตร 2. น้ำยาทำความสะอาด อันตรายของน้ำยาทำความสะอาดอยู่ที่ส่วนประกอบหรือส่วนผสมของน้ำยาทำความสะอาด ไม่ว่าจะเป็น โซดาไฟในน้ำยาทำความสะอาดเครื่องครัวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อ และเป็นพิษต่อร่างกาย หรือน้ำยาทำความสะอาดพื้นที่มีสารกลุ่มอัลคิล ฟีนอล อีธอกไซเลต หากสูดดมหรือสัมผัสในปริมาณความเข้มข้นสูงสามารถทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ตา และผิวหนังอย่างรุนแรง รวมถึงสบู่เหลวเทียมที่มีสารเคมีสังเคราะห์ เช่น สาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate) และPEG (polyethylene Glycol) ผสมอยู่ ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว และมีความเสี่ยงก่อให้เกิดมะเร็งใระยะยาว นอกจากนั้น ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ ยังต้องระวังความเสี่ยงจากน้ำยาซักผ้า น้ำยาซักแห้ง และน้ำยาปรับผ้านุ่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นต่างๆ ซึ่งผลการวิจัยของสหรัฐอเมริกาพบว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีประกอบให้กลิ่นหอมจำนวนมากกว่า 20 ชนิดที่ปล่อยสารระเหยอินทรีย์และ 7 ชนิดที่เป็นสารอันตรายหรือเป็นพิษตามกฎหมาย 3. เทียนหอม แม้แสงสลัวและกลิ่มหอมของเทียนในห้องนอนจะช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายสบายใจ แต่ก็อาจจะต้องแลกมากับความเสี่ยงการเป็นมะเร็งจมูกและมะเร็งคอ จากผลการวิจัยที่ระบุถึงสารเคมีในเทียนหอมระเหย (Volatile organic chemicals หรือ VOCs) ได้แก่ สารเบนซินในควันพิษจากท่อไอเสีย สารอัลฟาไพนีน ที่พบมากในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรวมถึงสารไลโมนีนที่มีคุณสมบัติในการสร้างกลิ่นหอม โดยที่สารเหล่านี้สามารถรวมตัวกันกลายสภาพเป็นฟอร์มาดีไฮด์ ทำปฏิกิริยากับอากาศจนกลายเป็นสารก่อมะเร็งได้ หากฟอร์มาดีไฮด์และไลโมนีนเข้าสู่ร่างการในปริมาณมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดอาการรเจ็บคอ ไอเป็นเลือด ระคายเคืองตา และเลือดกำเดาไหล ซึ่งสารดังกล่าวไม่สามารถสลายในอากาศได้ และยิ่งสะสมปริมาณในห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท โดยสามารถแปรเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งจมูกและมะเร็งคอในระยะยาว รวมถึงพาราฟินที่ทำให้เกิดสารเคมีเป็นพิษอย่างไดออกซิน และอโครลีน ซึ่งทำให้เทียนแข็งตัว และเป็นตัวการสำคัญของโรคมะเร็งปอด เช่นเดียวกับที่พบในควันบุหรี่ 4. น้ำหอมปรับอากาศ การใช้น้ำหอมปรับอากาศไม่ใช่การกำจัดกลิ่นเหม็นให้หายไป แต่เป็นการสร้างกลิ่นใหม่ที่หอมถูกใจเราแทนที่กลิ่นเหม็น ซึ่งในกลิ่นหอมสุดสดชื่นกลับแฝงไว้ด้วยอันตรายต่อสุขภาพ จากสถาบันวิจัย UC Berkeley and Lawrence Berkeley National Laboratory ระบุถึงส่วนผสมของไกลคอลอีเธอร์ (ethylene-based glycol ethers) ในน้ำหอมปรับอากาศบางชนิดที่มีสารออกฤทธิ์ทางประสาท และส่งผลต่อระบบเลือดในร่างกาย ทั้งยังทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย อาเจียน และโลหิตจาง รวมถึงในบางชนิดยังมีส่วนผสมของทาเลท ซึ่งเป็นส่วนประกอบในพลาสติกที่ส่งผลต่อระบบการทำงานของต่อมไร้ท่อในร่างกาย และทำให้ฮอร์โมนเพศผิดปกติ 5. เครื่องใช้ไฟฟ้า แม้เครื่องใช้ไฟฟ้าจะไม่มีส่วนผสมหรือสารประกอบทางเคมีที่เป็นอันตราย แต่ก็มีภัยจากรังสีและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่สามารถบั่นทอนสุขภาพร่างกายให้ทรุดโทรมและเสี่ยงเป็นโรคร้าย เช่น มะเร็งในเม็ดเลือดขาว มะเร็งสมอง โดยเครื่องใช้ไฟฟ้าอันตรายในบ้านที่เราอาจจะมองข้ามความปลอดภัยและใช้งานเป็นประจำ ได้แก่ เตาอบ โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น ไดร์เป่าผม และถ่านไฟฉาย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันถึงอันตรายในเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ที่ชัดเจน แต่เราก็ยังควรให้ความสำคัญกับการใช้งานอย่างระมัดระวัง และเว้นระยะห่างของเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้อยู่ห่างไกลเรามากที่สุด เช่น การเว้นระยะของโทรทัศน์ประมาณ 4-5 เมตรจากโซฟาตัวโปรดที่เราใช้เวลาร่วมกับสมาชิกในครอบครัว หรือการเว้นระยะไมโครเวฟหลังจากเปิดใช้งานอย่างน้อย 1 เมตร ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.ddproperty.com/ข่าวอสังหาริมทรัพย์-บทความ/2017/6/154270/5-ต้นตอมะเร็งร้ายใกล้ตัว
Top 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดูดเงินในกระเป๋าคุณ แบบร้องไห้หนักมาก

Top 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดูดเงินในกระเป๋าคุณ แบบร้องไห้หนักมาก

หลายๆ ท่าน ที่เห็นบิลค่าไฟตอนสิ้นเดือน อาจจะร้องไห้หนักมากเนื่องจากเห็นตัวเลขที่สูงปรี๊ด เรามาดู Top 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าต้องสงสัย ที่ดูดเงินในกระเป๋าอย่างไม่ปราณี กันเลยดีกว่า   1.เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟอันดับ 1 ภายในบ้านที่กินไฟเปลืองมาก และยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากสู่ชั้นบรรยากาศ เครื่องปรับอากาศ 1 เครื่อง จะกินไฟ ประมาณ 680 – 3,330 วัตต์ บวกกับสภาพอากาศบ้านเราเป็นเมืองร้อน ทำให้บ้านหลายหลังต้องเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำค่าไฟในบ้านเลยสูงปรี๊ดเลยทีเดียว 2.เครื่องทำน้ำอุ่น  ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้งานไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน แต่มีอัตราการกินไฟสูงไม่ใช่เล่น เครื่องทำน้ำอุ่น 1 เครื่อง กินไฟประมาณ 900 – 4,800 วัตต์ อัตราการกินไฟเยอะขนาดนี้ เรามากลั้นใจอาบน้ำเย็นกันดีกว่า 3.ตู้เย็น 2 – 12 คิว  ตู้เย็น ขนาด 2 – 12 คิว จะกินไฟประมาณ 53 – 194 วัตต์ ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟไม่มาก แต่เพราะเราเสียบปลั๊กตู้เย็นไว้ 24 ชั่วโมง จึงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดูดเงินในกระเป๋าคุณออกไปมากจนแทบอยากร้องไห้ 4.เครื่องซักผ้า เหตุผลที่คุณแม่บ้าน ต้องซักผ้าครั้งละมากๆ ก็เพราะ เครื่องซักผ้า 1 เครื่อง กินไฟประมาณ  250 – 2,000 วัตต์ หากซักผ้าน้อยชิ้น แต่ซักบ่อยๆ คุณแม่บ้านอาจจะกระเป๋าตังค์ฉีกไม่รู้ตัวนะ 5.เตารีด และก็เช่นเดียวกับการซักผ้าครั้งละมากๆ คุณแม่บ้าน ก็ควรจะรีดผ้าครั้งละมากๆ ด้วยเหมือนกัน เพราะเตารีด 1 เครื่อง จะกินไฟประมาณ 430 – 1,600 ทั้งนี้ เทคนิคการรีดผ้า การเลือกใช้อุณหภูมิให้เหมาะสมกับเนื้อผ้า ก็สามารรถช่วยคุณแม่บ้าน ประหยัดขึ้นได้นะคะ ทีนี้เรามีวิธีคำนวณอัตราการกินไฟของเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบง่ายๆ มาฝาก เพื่อคุณจะได้รู้ว่าจะต้องเตรียมเงินค่าไฟให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านประมาณเท่าไหร่ บ้านมีหลอดไฟจำนวน 100 วัตต์ 10 หลอด เท่ากับ 100 x 10 = 1,000 วัตต์ (1 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง) ถ้าเปิดไฟทั้ง 10 ดวง นาน 2 ชั่วโมง เท่ากับ 1,000 x 2 = 2,000 วัตต์ (2 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง) ดังนั้น 2 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง = 2 ยูนิต หรือ 2 หน่วย ค่าไฟฟ้าหน่วยละประมาณ 4 บาท = 2 x 4 = 8 บาท ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view91649.html  
5 เรื่องไม่ควรทำ เพื่อความปลอดภัยก่อนทิ้งบ้านช่วงสงกรานต์

5 เรื่องไม่ควรทำ เพื่อความปลอดภัยก่อนทิ้งบ้านช่วงสงกรานต์

หากจะทิ้งบ้านนานๆ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็อย่าคิดเรื่องเที่ยวจนลืมความปลอดภัยของบ้าน มาดูกันค่ะว่ามีเรื่องอะไรที่ควรทำเพื่อทำให้บ้านปลอดภัยจากเงื้อมมือโจรในวันที่ไม่มีใครอยู่บ้านบ้าง ในช่วงวันหยุดยาวอย่างเช่นวันสงกรานต์แบบนี้ เหตุการณ์ไม่คาดฝันมักจะเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟไหม้จากการลืมถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งคดีงัดแงะบ้าน เพราะโจรขโมยอาศัยช่วงวันหยุดยาวที่คนไม่อยู่บ้านลงมือก่อเหตุ ดังนั้นก่อนจะออกจากบ้านควรจะตรวจสอบทุกอย่างให้ละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งในวันนี้เรามีเรื่องที่ควร และเรื่องที่ไม่ควรทำเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะทิ้งบ้านเพื่อออกไปเที่ยวในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์มาฝากค่ะ จะได้เที่ยวได้แบบสบายใจ ไม่ต้องรู้สึกพะวงหน้าพะวงหลัง 1.อย่าปล่อยให้ตู้รับจดหมายหรือหนังสือพิมพ์หน้าบ้านล้น เพราะคนจะสามารถเดาได้ว่าคุณไม่อยู่บ้าน ให้ฝากเพื่อนบ้านหรือยามเก็บไว้ให้ 2.อย่าทิ้งจีพีเอสพกพาไว้ในรถ ถ้าจำเป็นต้องจอดไว้ที่สนามบิน เพราะถ้ามีโจรงัดรถ โจรจะสามารถไปที่บ้านคุณต่อได้อย่างง่ายดาย 3.อย่าโพสต์หรือแชร์รายละเอียดว่าคุณไปเที่ยวนานแค่ไหน กลับเมื่อไหร่ เพราะจะเป็นรายละเอียดให้ผู้ที่ไม่หวังดีแอบลักลอบเข้ามาในบ้านตอนคุณไม่อยู่ได้ 4.อย่าปิดม่านมิดชิดเกินไป ควรเปิดไว้บางจุดหรือแง้มหน้าต่างไว้เล็กน้อย เพื่อทำให้ดูเหมือนมีคนอยู่บ้านและช่วยให้อากาศถ่ายเทได้บ้าง 5.อย่าซ่อนกุญแจไว้นอกบ้าน ถ้าไม่มีคนอื่นมาอยู่บ้านในช่วงที่คุณไม่อยู่ เช่น ตามกระถางต้นไม้ เพราะจุดเหล่านี้อย่างไรก็ไม่รอดพ้นสายตาของโจรอยู่ดี สุดท้ายยังมีอีกทางเลือก ที่เพิ่มความมั่นใจมากยิ่งขึ้น คือเข้าโครงการ ฝากบ้านไว้กับตำรวจ เลย สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถทำได้ 3 ช่องทางคือ มาฝากด้วยตัวเองที่โรงพัก หรือโทรศัพท์มายังโรงพักเพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปพบ สุดท้ายคือ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มมาจากเฟซบุ๊ก หรือเว็บไซต์ของสถานีตำรวจแล้วส่งแฟกซ์กลับมาแจ้งความจำนงที่โรงพัก ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view145012.html
เคล็ดลับเลือกวัสดุออกแบบบ้านให้เย็นสบาย ไม่ซ้ำใคร สไตล์ “ยิปซัม ตราช้าง”

เคล็ดลับเลือกวัสดุออกแบบบ้านให้เย็นสบาย ไม่ซ้ำใคร สไตล์ “ยิปซัม ตราช้าง”

  ถึงเวลาที่สภาพอากาศเดินทางเข้าสู่หน้าร้อนทีไร ก็เป็นต้องเหนื่อยหน่าย หงุดหงิด ไม่สบอารมณ์ทุกครั้ง เพราะระดับความร้อนในบ้านเราเพิ่มขึ้นทุกปีๆ จะออกไปข้างนอกก็เจอแดดเผา จะอยู่ในบ้านก็อบอ้าวเหลือทน เนื่องจากความร้อนจากภายนอกได้เข้ามาสะสมภายในบ้านผ่านหลายช่องทาง ส่วนที่มีผลต่ออุณภูมิภายในบ้านหลักๆ เลยได้แก่หลังคาและผนัง หากต้องการอยู่ในบ้านโดยไม่ต้องพึ่งแอร์ หรือช่วยให้แอร์ทำงานน้อยที่สุดเพื่อเป็นการประหยัดไฟ ก็จำเป็นต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยป้องกันความร้อนที่เหมาะสม “ยิปซัม ตราช้าง” หยิบยกเทคนิคเพื่อการเลือกผลิตภัณฑ์ช่วยลดความร้อนภายในบ้านมานำเสนอ     เทคนิคการเลือกวัสดุ หลังคาบ้าน: 70% ของความร้อนที่เข้าสู่ตัวบ้านมาจากหลังคา เพราะเป็นส่วนที่ต้องรับแสงแดดโดยตรง และส่งความร้อนผ่านลงมาที่ตัวบ้าน ควรเลือกฝ้าเพดานใต้หลังคาที่สามารถสะท้อนความร้อนได้ในตัว มีแผ่นสะท้อนความร้อน การเลือกรูปทรงหลังคายิ่งมีพื้นที่กักเก็บความร้อนด้านบนค่อนข้างมากจะช่วยลดอุณหภูมิของบ้านได้เพราะโดยธรรมชาติอากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสู่ด้านบน ฉนวนกันความร้อน: ด่านแรกในการป้องกันความร้อนจากหลังคาไม่ให้เข้าสู่บ้าน สามารถใช้ฉนวนกันความร้อนติดตั้งเข้าไปอีกชั้นเพื่อลดความร้อนภายในบ้านได้ดียิ่งขึ้น แผ่นฉนวนกันความร้อนสามารถติดตั้งร่วมกับหลังคา ฝ้าเพดาน หรือผนัง เพื่อป้องกันความร้อนเข้าสู่บ้านได้อีกทางหนึ่ง ฝ้าชายคา: ควรเลือกฝ้าที่มีรูหรือช่องระบายอากาศผ่านเข้าออกได้ เพื่อรับลมเย็นและระบายความร้อนที่สะสมใต้โถง หลังคา พื้นบ้าน: ควรเลือกใช้กระเบื้องหรือหินอ่อนปูชั้นล่าง เพราะกักเก็บความเย็นจากพื้นดินได้เป็นอย่างดี ผนังภายใน: เป็นอีกหนึ่งส่วนของบ้านที่ถูกส่งผ่านความร้อนมาจากแสงแดดตลอดทั้งวัน ทำให้เกิดการสะสมความร้อนสูง ควรเลือกใช้วัสดุที่มีค่าการสะสมความร้อนต่ำ เช่น อิฐมวลเบา หรือเลือกใช้แผ่นยิปซัมที่มีความหนาอย่างน้อย 12 มม. และเพิ่มฉนวนกันความร้อนเพิ่มเติมเพื่อลดความร้อน ส่วนผนังภายนอกควรเลือกใช้สีขาว สีครีม สีพาสเทล ที่ช่วยสะท้อนความร้อน       ปัจจุบัน แผ่นยิปซัมมีคุณสมบัติตอบสนองการใช้งานได้หลากหลายทั้งผนังและฝ้าเพดาน นอกจากการติดตั้งที่ไม่ซับซ้อน แผ่นยิปซัมบางประเภทยังผลิตให้มีคุณสมบัติโดดเด่นเฉพาะด้าน  ฮีทบล็อค ตราช้างพลัส เทคโนโลยีของ "ชีตร็อคแบรนด์" สิทธิบัตรจาก ยูเอสจี (USG) ผู้ผลิตชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา เพิ่มคุณสมบัติป้องกันการส่งผ่านความร้อนโดยการบุแผ่นสะท้อนรังสีความร้อนด้านหลังแผ่น สามารถสะท้อนรังสีความร้อนได้ถึง 93.7% พร้อมคุณสมบัติน้ำหนักเบา แข็งแกร่ง ไม่แอ่นตัว เนื้อแผ่นสม่ำเสมอ ผ่านการรับรองตามมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก) และการทดสอบการสะท้อนรังสีความร้อนตามมาตรฐาน JIS R 3106 เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้อีกด้วย   สภาพอากาศและอุณหภูมิในประเทศเขตร้อนอย่างเรามีแต่จะสูงขึ้นทุกวัน การเลือกใช้วัสดุเพื่อออกแบบและตกแต่งบ้านเพื่อการอยู่อาศัยเพื่อช่วยลดอุณภูมิจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะส่งผลเรื่องอารมณ์และสุขภาพจิตของผู้อยู่อาศัย ยังช่วยในเรื่องค่าไฟฟ้าอีกด้วย ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน ยิปซัม ตราช้าง โทร. 08-9988-5005 หรือ http://www.siamgypsum.comหรือfacebook fanpage:@GypsumTraChangTH  
แต่งบ้านสวยดูแพง ในงบหลักร้อย จากอิเกีย บางใหญ่

แต่งบ้านสวยดูแพง ในงบหลักร้อย จากอิเกีย บางใหญ่

อย่างที่หลายๆ คนทราบกันดีอยู่แล้วว่า "อิเกีย บางใหญ่" ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เรียกว่าสร้างความตื่นเต้นให้ย่านบางใหญ่กลับมาคึกคักยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นสโตร์อิเกียที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเนื้อที่รวมถึง 50,278 ตารางเมตร มาพร้อมสินค้าให้เลือกสรรกว่า 8,000 รายการ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำหรับแต่งบ้าน อาทิ ห้องนอน, ห้องนั่งเล่น, ห้องครัว และห้องน้ำ จุดเด่นของเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านภายใต้แบรนด์ อิเกีย นั้นอยู่ในช่วงราคาย่อมเยา แต่มาพร้อมดีไซน์ที่ดูดีทันสมัยและฟังก์ชั่นที่โดนใจใช้งานได้ดี วันนี้ทีมงาน “Review Your Living” เลยขอเอาใจคนรักบ้าน ที่มีความสุขกับการแต่งบ้านโดยคัดสรรเฟอร์นิเจอร์และสินค้าไอเท็มเด็ดๆ ราคาโดนใจในราคาหลักร้อยจาก อิเกีย บางใหญ่ มาให้แล้ว บอกเลยว่านอกจากจะใช้งานได้ดี ยังตอบโจทย์ความต้องการให้กับผู้ที่กำลังมองหาตัวช่วยที่ทำให้บ้านหลังสวย หรือคอนโดมิเนียมสุดที่รักได้ปรับเปลี่ยนตามพื้นที่ที่มีอยู่แบบจำกัด แถมยังประหยัดงบในกระเป๋าสตางค์ด้วย   1. จัดห้องน้ำให้งาม และใช้ง่าย     เพราะเราต่างเริ่มต้นวันใหม่ทุกวันที่ “ห้องน้ำ” ไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้ห้องอื่นๆ ของบ้าน เพราะเป็นพื้นที่ที่ทำให้เรารู้สึกดีเสมอ ช่วยสร้างความสุขให้ผู้ใช้ได้แม้ในระยะเวลาไม่นานนักก็ตาม เมื่อห้องน้ำมีความสำคัญมากขนาดนี้ เราจึงอยากแบ่งปันไอเท็มดีๆ ราคาหลักร้อย ที่จะช่วยให้คุณใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น..   1.1 VESKEN เวสเก้น ชั้นวางของ ราคา 399 บาท  ชั้นวางของ VESKEN เวสเก้น ที่ใครๆ ก็สามารถประกอบได้ง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องมือ เพียงต่อให้ลงล็อกก็พร้อมใช้งาน ชั้นผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล จึงใช้เก็บของกระจุกกระจิกในห้องน้ำได้สบายๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องขึ้นเชื้อรา 1.2. BRICKAN บริคกัน ชั้นวางของ ราคา 790 บาท ชั้นวางของ BRICKAN บริคกัน ที่ใช้ในห้องน้ำขนาดเล็กได้อย่างลงตัว และช่วยให้คุณหาของที่ต้องใช้ได้รวดเร็วทันใจ มี 2 ฟังก์ชันการใช้งาน ใช้ชั้นเก็บผ้าเช็ดตัวที่ยังไม่ได้ใช้และใช้ตะขอแขวนผ้าเช็ดตัวผืนที่ใช้งานอยู่ 1.3.  ฮูร์เน็น ราวม่านห้องน้ำ ราคา 399 บาท ราวม่านห้องน้ำฮูร์เน็น ที่สามารถติดตั้งง่ายโดยไม่ต้องเจาะรูหรือขันสกรู มีปลอกพลาสติกหุ้มรอยต่อราวม่าน ช่วยให้เลื่อนผ้าม่านได้ไม่สะดุดเพราะราวม่านมีระบบสปริง จึงยึดติดกับผนังได้มั่นคง ทั้งนี้ที่ครอบปลายราวม่านทำจากยาง จึงไม่ก่อให้เกิดร่องรอยขีดขวนบนผนังหรือกระเบื้อง ทนทานและดูแลทำความสะอาดง่าย เพราะทำจากสแตนเลส และสามารถยืดออกได้ตั้งแต่ 70 ถึง 120 ซม. 1.4. บาลุงเง่น ราวตากผ้า ราคา 590 บาท ราวตากผ้าซีรีส์ BALUNGEN/บาลุงเง่น ได้แรงบันดาลใจจากห้องน้ำในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ต้นศตวรรษที่ 19 สกรูที่ซ่อนอย่างแนบเนียน และผิวชุบโครเมียม จึงทนทาน ไม่ผุกร่อน ช่วยให้ห้องน้ำดูสวยเนี้ยบกลมกลืนกันทั้งห้อง 1.5. คนอดด์ ถังขยะมีฝาปิด ราคา 299 บาท ถังขยะมีฝาปิด คนอดด์ ฝามีตะขอใช้เกี่ยวขอบถังเวลาเปิด ทำให้ไม่ต้องหาที่วางฝา สามารถใช้ได้ทุกที่ในบ้าน แม้แต่ในที่เปียกชื้น อย่างในห้องน้ำ   2. แต่งห้องนอนให้ชวนฝัน     “ห้องนอน” ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีความสำคัญไม่แพ้มุมอื่นๆ ภายในบ้าน เนื่องจากเป็นแหล่งพักผ่อนและเป็นห้องที่สมาชิกในบ้านใช้เวลากับมันมากที่สุดในแต่ละวัน ทั้งนี้ตามศาสตร์ของเรื่องฮวงจุ้ย การตกแต่งห้องนอนให้เป็นระเบียบและเรียบร้อยอยู่เสมอจะส่งผลถึงดวงชะตาในชีวิต ดังนั้นไม่ควรพลาดไอเท็มเด็ด ราคาหลักร้อย ที่จะทำให้ห้องนอนของคุณน่าทิ้งกายพักผ่อนชวนฝันมากกว่าที่เคย   2.1 เซียลเย่ โต๊ะข้างเตียง สีขาว ราคา 999 บาท โต๊ะข้างเตียงดีไซน์เรียบง่าย มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานสุดเจ๋ง เพียงร้อยสายไฟปลั๊กพ่วงสำหรับเสียบที่ชาร์จออกทางด้านหลังลิ้นชัก เท่านี้คุณก็มีที่ชาร์จอยู่ใกล้มือ สะดวกสบาย แถมยังเก็บสายไฟได้เรียบร้อยมิดชิดในราคาสบายกระเป๋า 2.2 ทูฟเบร็กก้า ปลอกผ้านวม และปลอกหมอน2ใบ สีดำ/ขาว ราคา 990 บาท เติมเต็มความสุขในการนอนด้วยปลอกผ้านวมเนื้อนุ่ม ทอด้วยเส้นใยฝ้ายที่ทนทาน ระบายอากาศ และซึมซับความชื้นได้ดี ให้สัมผัสนุ่มสบายผิว ปลอกผ้านวมมีลายทางที่วาดด้วยมือที่ได้รับความนิยมในยุค 70 หากลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าลายเส้นไม่ตรงนัก เพราะดีไซเนอร์วาดลวดลายขึ้นเองกับมือ และปลอกผ้านวมลายหน้าหลังต่างกัน ใช้ได้ทั้งสองด้าน สลับได้ตามชอบ อีกทั้งยังติดกระดุมแป๊กซ่อน ช่วยให้ผ้านวมเรียบ ไม่เป็นกระจุกอีกด้วย 2.3 EIDSÅ กระจกเงา ราคา 699 บาท ให้คุณเตรียมพร้อมก่อนออกจากบ้านด้วยกระจกเงารุ่น EIDSÅ ขนาด 48 x 120 ซม. ดีไซน์สวยเหนือกาลเวลา จะแขวนในห้องนั่งเล่นหรือห้องน้ำก็ได้ และยังเลือกติดแนวตั้งหรือแนวนอนได้ตามความชอบและขนาดพื้นที่ 2.4 โลเต้ ตู้ 3 ลิ้นชัก สีขาว ราคา 999 บาท ออกแบบตู้เสื้อผ้าได้ตามความต้องการจัดเก็บอย่างแท้จริง เพียงเลือกใช้ตู้ลิ้นชักน้ำหนักเบาและมีมือจับอยู่ข้างตู้ จึงเคลื่อนย้ายได้สะดวกสบาย และจัดเก็บเสื้อผ้าหรือข้าวของได้อย่างเป็นระเบียบ 2.5 ÄNGLAND (แองแลนด์) โคมไฟตั้งพื้น ราคา 790 บาท สร้างบรรยากาศอบอุ่น แสนสบาย ด้วยโคมไฟตั้งพื้นและฐานเหล็กเป็นการผสมผสานแบบคลาสสิกที่ลงตัว ช่วยเพิ่มกลิ่นอายของความดั้งเดิมในห้องของคุณ ที่ช่วยกระจายแสงไฟให้ดูนวลตา โคมไฟ ÄNGLAND (แองแลนด์) จึงตอบโจทย์ทุกความต้องการของโคมไฟด้วยลุคเดียวที่ลงตัว   3. แต่งครัวให้สวยดั่งใจนึก   “ห้องครัว” หนึ่งในหัวใจสำคัญอีกห้องหนึ่งของบ้านที่ขาดไม่ได้ เพราะนอกจากจะเป็นบริเวณประกอบอาหาร ยังกลายเป็นมุมสำหรับพูดคุยเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันของคนในครอบครัวได้อย่างมีอรรถรส ดังนั้นเราควรตกแต่งห้องครัวให้สวยงามดั่งใจจากไอเท็มสำคัญราคาหลักร้อย ดังต่อไปนี้..   3.1 วาเรียร่า ถาดเก็บช้อนส้อม ราคา 990 บาท ครัวที่สมบูรณ์แบบคือครัวที่แก้ปัญหาความไม่ลงตัวในชีวิตประจำวันได้ อาทิ การเลือกใช้ถาดเก็บช้อนส้อมวาเทียร่า เพื่อจัดระเบียบอุปกรณ์ครัว ซึ่งผลิตจากไม้จริง เป็นวัสดุธรรมชาติที่ทนทานการใช้งาน ขนาด 52 x 50 ซม. คุ้มค่าในราคาไม่ถึง 1,000 บาท 3.2 เวียดดิงเง บานตู้ สีขาว ราคา 1,000 บาท ตู้ครัวที่เหมาะกับการใช้งานจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและพลังงานทุกครั้งที่คุณทำอาหารหรือจัดการงานครัว อิเกียมีตู้ครัวหลากหลายแบบและราคาให้เลือกสรร แต่ที่น่าสนใจทั้งในแง่ของคุณภาพและราคาก็คือ บานตู้ รุ่น เวียดดิงเง สีขาวที่ดูสบายตา สะท้อนสไตล์โมเดิร์นที่ดูสบายตาในราคาน่าคบหา 3.3 วาเรียร่า ที่วางจาน ราคา 359 บาท จานชามที่วางตั้งอยู่ธรรมดาคงดูไม่สวยงามเท่าไหร่ แนะนำให้เลือกใช้ วาเรียร่า ที่วางจาน ขนาด 21 - 31 ซม. ซึ่งสามารถปรับความกว้างได้ตามขนาดของจานชาม วางเก็บในลิ้นชักสูง บนชั้นวาง หรือบนโต๊ะได้ตามใจ และเป็นระเบียบเรียบร้อยอีกด้วย 3.4. RIMFORSA (ริมฟอร์ซา) ที่วางแท็บเล็ต ราคา 490 บาท ผู้ช่วยของครัวยุคใหม่คงหนีไม่พ้น RIMFORSA (ริมฟอร์ซา) ที่ตั้งแท็บเล็ตให้คุณเห็นการคลิปการทำอาหารชัดๆ และไม่เกะกะเลอะเทอะ ขณะคุณยุ่งอยู่กับการปรุงอาหารสูตรใหม่ 3.5 ฟินทอร์ป ที่คว่ำจาน สีดำกัลวาไนซ์ ราคา 429 บาท ถ้าตู้ครัวและลิ้นชักเก็บของมีพื้นที่ไม่พอเก็บเครื่องครัวและของใช้ต่างๆ ที่เก็บของแขวนผนังคือทางเลือกที่ลงตัว นอกจากจะเลือกออกแบบได้ตอบโจทย์การใช้งาน ด้วยราวแขวน ตะขอ ภาชนะใส่ของ และชั้นวางของแบบต่างๆ แล้ว ยังช่วยให้คุณเก็บเครื่องครัวได้อย่างเป็นระเบียบ อยู่ใกล้มือหยิบใช้ง่าย เช่นเดียวกับ ฟินทอร์ป ที่คว่ำจาน สำหรับแขวนติดผนังหรือตั้งโต๊ะ มีถาดรองน้ำใต้ที่คว่ำจาน ช่วยป้องกันพื้นเปียกเลอะเทอะ   4. แต่งแต้มห้องนั่งเล่นในฝัน     การมี "ห้องนั่งเล่น" ไว้พักผ่อนในวันหยุด ก็ทำให้เราหายเหนื่อยจากการทำงานทั้งสัปดาห์ได้เป็นอย่างดี วันนี้เราจึงรวบรวมไอเท็มน่าสนใจจากอิเกียบางใหญ่ ที่จะช่วยให้ห้องนั่งเล่น ต่างสไตล์ ที่ใช้เป็นพื้นที่พักผ่อน ดูทีวี และทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวมาฝาก   4.1 ลัค โต๊ะกลาง ราคา 790 บาท ห้องนั่งเล่นเป็นสถานที่ที่บอกเล่าความเป็นตัวตนคุณ จึงไม่ควรวางข้าวของให้รกรุงรัง แนะนำให้ใช้โต๊ะกลาง รุ่นลัค ที่มีชั้นวางของใต้โต๊ะ เก็บนิตยสารและของต่างๆ ได้เป็นระเบียบ ไม่รกบนโต๊ะ ก็ช่วยทำให้ห้องดูน่าอยู่ขึ้นมาง่ายๆ 4.2 อัลเซด้า สตูลเตี้ย ราคา 990 บาท มีโต๊ะกลางแล้ว ก็ต้องมีสตูลเล็กๆ อย่าง อัลเซด้า สตูลทรงเตี้ย ที่ทำจากใยกล้วย ให้ผิวสัมผัสธรรมชาติ แต่เมื่อนำไปวางไว้ในห้องนั่งเล่นก็ช่วยทำให้ห้องดูมีสไตล์มากขึ้น 4.3 โอสเตียด พรมทอเรียบ ราคา 990 บาท ไม่ว่าจะตกแต่งสบายแค่ไหน แต่การให้นั่งพักผ่อนในห้องที่คุณไม่รู้สึกเป็นตัวของตัวเองก็คงไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก การใช้พรมเข้าไปตกแต่งก็ช่วยให้ห้องดูโดดเด่นขึ้นมาง่ายๆ ซึ่งเราขอแนะนำ โอสเตียด พรมทอเรียบ สีน้ำตาล ขนาด 80 x 140 ซม. พรมทอจากใยป่านศรนารายณ์ ซึ่งเป็นเส้นใยที่ได้จากต้นอะกาเว่ (Agave) ทำให้พรมมีความเหนียวทนทานเป็นพิเศษ 4.4 ยิลล์ฮอฟ ปลอกหมอนอิง ราคา 599 บาท เมื่อใดที่คุณเริ่มรู้สึกเบื่อห้องนั่งเล่นเดิมๆ แนะนำให้เปลี่ยนหมอนอิง และปลอกหมอนใหม่ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายดาย รวดเร็ว และสบายกระเป๋าสตางค์ ในการเพิ่มความแปลกใหม่ให้ห้อง เช่นเดียวกับ ยิลล์ฮอฟ ปลอกหมอนอิงลวดลายป่าทรอปิคอล ขนาด 40 x 65 ซม. สีสันสดใสที่จะทำให้ห้องนั่งเล่นของคุณมีเสน่ห์มากขึ้น 4.5 SJÖPENNA (เคอเพนนา) โคมแขวนเพดาน ราคา 790 บาท เพราะแสงไฟจากโคมไฟแต่ละชิ้นสร้างความแตกต่างได้อย่างสิ้นเชิง ดังนั้นห้องนั่งเล่นที่ดีนอกจากมีแสงสว่างจากธรรมชาติสาดส่องเข้ามาเพียงพอแล้ว แสงประดิษฐ์จากโคมไฟก็มีความจำเป็นเช่นกัน ซึ่งเราขอแนะนำ SJÖPENNA (เคอเพนนา) โคมแขวนเพดาน ทรงรี ขนาด 35 ซม. ที่จะช่วยกระจายแสง ให้แสงสว่างทั่วบริเวณห้องนั่งเล่นของคุณได้อย่างทั่วถึงในราคาแสนประหยัด  

1 2 3 ... 11