เคล็ดลับคนรักบ้าน

 

เคล็ดลับคนรักบ้านแนะนำ

ควรดูแลสุขภาพอย่างไร? เมื่อสมาชิกในครอบครัวเลี้ยงน้องหมาไว้ในบ้าน

ปัจจุบันมีแนวโน้มในการเลี้ยงสุนัขให้อยู่ใกล้ชิดกับผู้เลี้ยงและครอบครัวมากขึ้น ไม่ได้เลี้ยงเพียงแค่ไว้เฝ้าบ้านหรือเฝ้าทรัพย์สิน ปล่อยให้อยู่อาศัยนอกตัวบ้านเช่นแต่ก่อน แต่ผู้เลี้ยงอีกกลุ่มใหญ่เลี้ยงสุนัขเอาไว้เพื่อเป็นเพื่อนโดยวางสถานะให้สุนัขเป็นสมาชิกในครอบครัว อีกทั้งผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้น พื้นที่ในการเลี้ยงมีไม่มากจำเป็นต้องเลี้ยงสุนัขในที่อยู่อาศัย ยอมปล่อยให้เหล่าสุนัขตัวน้อยใหญ่มีอภิสิทธิ์อยู่ร่วมภายในตัวบ้าน ตัวอาคาร และในห้องนอน! ซึ่งถ้าครอบครัวใดไม่มีการดูแลเรื่องความสะอาดของสุนัขและของบ้านเป็นถูกสุขลักษณะ อาจนำไปสู่การหมักหมมของเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของสมาชิกในครอบครัวได้นั่นเอง  ดังนั้น เพื่อให้การเลี้ยงสุนัขไว้ภายในบ้านไม่สร้างปัญหาให้แก่ผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะด้านสุขภาพร่างกาย ผู้เลี้ยงจึงจำเป็นที่จะต้องดูแลทั้งความเป็นอยู่ของสมาชิกครอบครัวและสุนัขให้มีสุขลักษณะ อนามัยที่ดีอย่างสม่ำเสมอ มาดูกันค่ะว่า เราจะมีวิธีการอะไรบ้างในการช่วยให้สมาชิกในครอบครัวอยู่ร่วมกับสุนัขได้สบายใจ ปลอดโรค ปลอดภัย แข็งแรงกันทั้งครอบครัว   ก่อนรับสุนัขมาเลี้ยงควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง  การคิดจะเลี้ยงสุนัขสักตัว ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องรู้จุดประสงค์ในการเลี้ยงก่อนนะคะว่า... เลี้ยงเพื่ออะไร เช่น เลี้ยงเพื่อเฝ้าบ้าน หรือ เลี้ยงไว้สำหรับเป็นเพื่อน ...มีพื้นที่เลี้ยงหรือไม่...มีเวลา มีค่าใช้จ่ายสำหรับการเลี้ยงสุนัขเพียงพอไหม...นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงควรศึกษา หาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงลักษณะนิสัย ลักษณะสายพันธุ์ของสุนัขที่ตนเองสนใจ รวมไปถึง การทำความสะอาดดูแลสุนัขอย่างถูกวิธีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งของสุนัขและครอบครัวผู้เลี้ยงค่ะ และแน่นอนว่า สมาชิกคนอื่นในครอบครัวก็เป็นส่วนสำคัญที่ผู้คิดจะเลี้ยงสุนัขไม่ควรมองข้าม ควรสอบถามความสมัครใจของสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้นในอนาคตหลังจากที่ตัดสินใจรับสุนัขมาเลี้ยง ควรเลือกสุนัขให้เข้ากับสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี หากมีเด็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ คนพิการ หรือ ผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง เป็นภูมิแพ้ ก็จำเป็นต้องวางแผนก่อนรับเลี้ยงอย่างรอบคอบรัดกุมเป็นพิเศษ เพื่อรองรับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ควรปล่อยให้การเลี้ยงสุนัขกลายเป็นปัญหาหนึ่งของครอบครัวนะคะ ในแต่ละครอบครัวมีจำนวนสมาชิก ช่วงวัย และสถานภาพที่แตกต่างกัน บางครอบครัวมีเพียง 2 คน แต่ในบางครอบครัวอาจอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกตั้งแต่เด็กทารก ไปจนถึงผู้สูงอายุ หรือ ผู้ป่วยทุพพลภาพ จึงควรมีวิธีการดูแลที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องเริ่มต้นดูแลก็คือ สุขภาวะร่างกายที่ดีของสุนัขนั่นเอง   การดูแลสุขภาพความสะอาดของสุนัข  จุดเริ่มต้นของเชื้อโรค หรืออันตรายต่างๆ ที่เกิดจากการเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้าน ล้วนเกิดมาจากปัญหาในการเลี้ยงดูรวมไปถึงการทำความสะอาดให้แก่สุนัข ผู้เลี้ยงจึงควรดูแลทำความสะอาดอาบน้ำให้สุนัขเป็นประจำสัปดาห์ละหนึ่งครั้งหรือ 2 สัปดาห์ต่อครั้งแล้วแต่ความสกปรก หรือแล้วแต่สภาพผิวหนัง สภาพขนของแต่ละสายพันธุ์ อย่างเช่น สุนัขขนสั้นบางสายพันธุ์อาจไม่จำเป็นต้องอาบน้ำเป็นประจำทุกสัปดาห์ ถ้าไม่เปื้อนสิ่งสกปรก แต่กรณีที่เป็นสุนัขขนสั้น 2 ชั้น จึงมีขนร่วงอยู่ตลอดเวลา ผู้เลี้ยงควรแปรงขนให้พวกเขาเป็นประจำทุกวัน เพื่อไม่ให้มีขนหลุดปลิวอยู่ในบ้าน อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ หรือติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ค่ะ  ส่วนเห็บกับหมัด ศัตรูตัวฉกาจของสุนัขและผู้เลี้ยงก็เป็นปัญหาที่ปล่อยปละละเลยไม่ได้เด็ดขาด เพราะสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้มักจะแอบซ่อนอยู่ที่ตัวสุนัข ห้องนอน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เตียง หรือ แม้กระทั่งบนที่นอน! ด้วยเหตุนี้เอง ผู้เลี้ยงจึงควรพาสุนัขไปฉีดยากำจัดเห็บหมัดตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอ อาบน้ำทำความสะอาดสุนัขบ่อยขึ้นในกรณีที่อาบน้ำให้สุนัขน้อบกว่า 2 สัปดาห์ต่อครั้ง และที่สำคัญต้องไม่ลืมทำความสะอาดภายในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ รวมไปถึงพื้นที่รอบตัวบ้านด้วยน้ำยากำจัดเห็บหมัดนะคะ อีกสิ่งที่หนึ่งที่เป็นปัญหากวนใจต่อสมาชิกในบ้านนั่นก็คือ กลิ่นตัวของสุนัข แนะนำให้ผู้เลี้ยงคอยเช็ดตัว โรยแป้ง ช่วยดับกลิ่นสุนัขระหว่างวัน แต่ถ้าเกิดยังมีกลิ่นติดตามโซฟาหรือเสื้อผ้าภายในบ้าน ก็ให้ลองใช้ผลิตภัณฑ์ขจัดกลิ่นบนผ้าอย่าง แอมบิเพอร์กลิ่นใดก็ได้ เพื่อช่วยกำจัดแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุหนึ่งของกลิ่นอับชื้นก็ได้ค่ะ นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงอาจต้องระวังโรคเกี่ยวกับเชื้อราที่ผิวหนังของสุนัขซึ่งสามารถติดต่อสู่คนได้อีกด้วย และด้วยเหตุนี้เอง การเริ่มต้นทำความสะอาดที่ตัวสุนัข จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพของสมาชิกทุกคนในครอบครัว   การดูแลสุขภาพเด็ก  จากผลงานวิจัยทั่วโลกต่างระบุว่า เด็กๆ ที่มีสัตว์เลี้ยงไว้ในบ้าน ได้ใกล้ชิดกับสุนัขจะช่วยให้พวกเขามีสุขภาพแข็งแรง เจ็บป่วยน้อยกว่าเด็กที่ภายในบ้านไม่มีสัตว์เลี้ยง เนื่องจากสัตว์เลี้ยงจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ ได้เองอย่างเป็นชาติจากแบคทีเรียที่สัตว์เลี้ยงนำเอามาจากนอกบ้านนั่นเอง อย่างไรก็ตาม แบคทีเรียที่ส่งผลดีต่อสุนัขภาพเด็กๆ จะต้องมีอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้นถึงจะส่งผลดี ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น หลังจากที่เด็กๆ เล่นกับสุนัขหรือ สัตว์เลี้ยงเสร็จแล้ว ควรให้พวกเขาล้างมือให้สะอาดเรียบร้อย กำจัดเส้นขนสุนัขอันเป็นสาเหตุทำให้เด็กๆ เป็นภูมิแพ้ ผื่นคันจากเชื้อโรคที่ติดมากับขนสุนัข อีกทั้งควรทำความสะอาดบ้านด้วยน้ำยาที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันเชื้อโรค ไรฝุ่น สำหรับเสื้อผ้า หรือ เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นผ้าก็สามารถใช้ แอมบิเพอร์ แอนตี้ แบคทีเรีย เพื่อช่วยลดปริมาณของแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุให้เกิดกลิ่นได้อีกแรงค่ะ  การดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์  การเลี้ยงสัตว์หรือสุนัขสามารถช่วยบรรเทาความตึงเครียด ความวิตกกังวล ที่อาจขึ้นได้ในหญิงตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ต้องใส่ใจดูแลเรื่องป้องกันการแพ้คันจากฝุ่นไร ขน หรือ เชื้อรา แบคทีเรียต่างๆ จากสุนัขมากเป็นพิเศษ จึงควรแยกพื้นที่ อาณาบริเวณระหว่างสุนัขกับหญิงตั้งครรภ์ให้เป็นสัดส่วน เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท จัดแต่งบ้านให้ง่ายต่อการทำความสะอาด นอกจากนี้ ยังต้องระมัดระวังพฤติกรรมก้าวร้าวของสุนัข เช่น กระโจนใส่ ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ควรล้างมือทุกครั้งหลังจับสุนัข และก่อนรับประทานอาหาร ไม่ควรปล่อยให้สุนัขนอนร่วมเตียงในช่วงนี้นะคะ เนื่องจากผู้หญิงหลายคนจะมีภูมิคุ้มกันต่ำลงในช่วงตั้งครรภ์อาจเกิดการแพ้ฝุ่นหรือเชื้อโรคจากขนสุนัขได้ และอีกสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยก็คือต้องทำความสะอาดบ้านอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวันนั่นเองค่ะ   การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ  การให้ผู้สูงอายุอยู่กับสุนัขจะช่วยในเรื่องของสภาพจิตใจให้มีอารมณ์ที่มั่นคง ผ่อนคลาย เหงาหรือหว้าเหว่น้อยลง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเรื่องความจำ ทักษะในการพูดคุยมากขึ้นโดยเฉพาะผู้สูงวัยที่กำลังมีภาวะความจำเสื่อม อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงสุนัขร่วมกับผู้สูงอายุจำเป็นต้องระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุมากเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้สูงอายุมีการเดิน เคลื่อนไหว ที่ไม่มั่นคงแข็งแรง หากสุนัขกระโดดหรือกระโจนเข้าหาอาจทำให้ลื่นหกล้มได้ จึงควรจัดสรรพื้นที่ของสุนัขที่เลี้ยงไว้ในบ้านให้อยู่แยกเป็นสัดส่วน มีคอกกั้น ของจำพวกชามอาหาร ถาดใส่น้ำควรวางอยู่เป็นที่ไม่ระเกะระกะ ส่วนเรื่องของความสะอาดควรเช็ดถูเป็นประจำทุกวัน หากมีผู้สูงอายุที่ไม่สบาย ร่างกายอ่อนแอ ก็ควรหลีกเลี่ยงให้สุนัขเข้าใกล้โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะเกิดการติดเชื้อโรคได้จากน้ำลาย ฝุ่น เห็บ หมัด ไร ที่ติดมาจากนอกบ้าน แนะนำให้ใช้ยาพ่นกำจัดเห็บฉีดตามฝาผนัง และซอกมุมต่างๆ ทั่วบ้าน ทั้งบริเวณของสุนัขและของสมาชิกในครอบครัว  การดูแลสุขภาพผู้ที่เป็นภูมิแพ้  ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ส่วนใหญ่ต่างเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเลี้ยง หรือการอยู่ร่วมกับสุนัข เพราะเกรงว่าขนของสุนัขจะยิ่งกระตุ้นทำให้เกิดภูมิแพ้มากยิ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขนสุนัขไม่ได้มีผลทำให้เราเกิดอาการแพ้นะคะ หากคือเศษขี้ไคล น้ำลาย ฝุ่นละออง ฉี่ หรือเชื้อโรคที่ติดอยู่กับขนของสุนัข ดังนั้น ผู้ที่เป็นภูมิแพ้แต่เลี้ยงสุนัข จึงควรระมัดระวังมากเป็นพิเศษเรื่องความสะอาดของตัวสุนัขเอง ต้องทำความสะอาดสุนัขอย่างสม่ำเสมอ จัดบริเวณให้น้องหมาอยู่เป็นสัดส่วน จำกัดพื้นที่ไม่ให้สุนัขเดินได้อย่างอิสระภายในบ้าน  ควรจัดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย หลีกเลี่ยงไม่ให้สุนัขเข้าไปอยู่ในห้องนอน และควรทำความสะอาดด้วยเครื่องดูดฝุ่นที่ออกแบบมาพิเศษสำหรับผู้เป็นโรคภูมิแพ้ ให้ทำความสะอาดพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือหาเครื่องฟอกอากาศเข้ามาติดตั้งเพื่อช่วยฟอกอากาศภายในบ้าน ส่วนเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นเนื้อผ้า ผ้าปูที่นอน รวมไปถึงพื้นพรมที่มักมีกลิ่นหมักหมมจากเชื้อแบคทีเรียอันนำไปสู่สาเหตุหนึ่งของอาการแพ้ต่างๆ ควรหาน้ำยา หรือผลิตภัณฑ์ขจัดกลิ่นบนผ้าอย่างแอมบิเพอร์ เฟิร์ส ดีเฟนซ์ เพื่อช่วยในการขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ พร้อมมอบกลิ่นหอมสะอาด และยังช่วยลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองจากผ้าในอากาศซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้อีกด้วยค่ะ การหมั่นใส่ใจเรื่องรายละเอียดในการเลี้ยงสุนัขที่ต้องนำมาไว้ในบ้านจึงไม่ใช่เรื่องเล็กที่สามารถมองข้ามได้นะคะ เพราะหากความสะอาด หรือสุขภาพของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งได้รับการปล่อยปละละเลย ก็อาจนำมาซึ่งการติดเชื้อ ภูมิแพ้ ได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนส่งผลไปยังสุขภาพจิตใจ ความรัก ที่มีต่อสุนัขได้อีกด้วย ดังนั้น ถ้าคิดจะเลี้ยงสุนัขภายในบ้านจำเป็นต้องดูแลสุนัขของทุกฝ่ายควบคู่กันไป แยกขาดออกจากกันไม่ได้นะคะ ขอบคุณบทความดีโดย : Dogilike.com http://www.dogilike.comภาพประกอบสวยๆจาก Pixabay

เคล็ดลับคนรักบ้านล่าสุด

1 2 3 ... 29
ควรดูแลสุขภาพอย่างไร? เมื่อสมาชิกในครอบครัวเลี้ยงน้องหมาไว้ในบ้าน

ควรดูแลสุขภาพอย่างไร? เมื่อสมาชิกในครอบครัวเลี้ยงน้องหมาไว้ในบ้าน

ปัจจุบันมีแนวโน้มในการเลี้ยงสุนัขให้อยู่ใกล้ชิดกับผู้เลี้ยงและครอบครัวมากขึ้น ไม่ได้เลี้ยงเพียงแค่ไว้เฝ้าบ้านหรือเฝ้าทรัพย์สิน ปล่อยให้อยู่อาศัยนอกตัวบ้านเช่นแต่ก่อน แต่ผู้เลี้ยงอีกกลุ่มใหญ่เลี้ยงสุนัขเอาไว้เพื่อเป็นเพื่อนโดยวางสถานะให้สุนัขเป็นสมาชิกในครอบครัว อีกทั้งผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้น พื้นที่ในการเลี้ยงมีไม่มากจำเป็นต้องเลี้ยงสุนัขในที่อยู่อาศัย ยอมปล่อยให้เหล่าสุนัขตัวน้อยใหญ่มีอภิสิทธิ์อยู่ร่วมภายในตัวบ้าน ตัวอาคาร และในห้องนอน! ซึ่งถ้าครอบครัวใดไม่มีการดูแลเรื่องความสะอาดของสุนัขและของบ้านเป็นถูกสุขลักษณะ อาจนำไปสู่การหมักหมมของเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของสมาชิกในครอบครัวได้นั่นเอง  ดังนั้น เพื่อให้การเลี้ยงสุนัขไว้ภายในบ้านไม่สร้างปัญหาให้แก่ผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะด้านสุขภาพร่างกาย ผู้เลี้ยงจึงจำเป็นที่จะต้องดูแลทั้งความเป็นอยู่ของสมาชิกครอบครัวและสุนัขให้มีสุขลักษณะ อนามัยที่ดีอย่างสม่ำเสมอ มาดูกันค่ะว่า เราจะมีวิธีการอะไรบ้างในการช่วยให้สมาชิกในครอบครัวอยู่ร่วมกับสุนัขได้สบายใจ ปลอดโรค ปลอดภัย แข็งแรงกันทั้งครอบครัว   ก่อนรับสุนัขมาเลี้ยงควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง  การคิดจะเลี้ยงสุนัขสักตัว ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องรู้จุดประสงค์ในการเลี้ยงก่อนนะคะว่า... เลี้ยงเพื่ออะไร เช่น เลี้ยงเพื่อเฝ้าบ้าน หรือ เลี้ยงไว้สำหรับเป็นเพื่อน ...มีพื้นที่เลี้ยงหรือไม่...มีเวลา มีค่าใช้จ่ายสำหรับการเลี้ยงสุนัขเพียงพอไหม...นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงควรศึกษา หาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงลักษณะนิสัย ลักษณะสายพันธุ์ของสุนัขที่ตนเองสนใจ รวมไปถึง การทำความสะอาดดูแลสุนัขอย่างถูกวิธีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งของสุนัขและครอบครัวผู้เลี้ยงค่ะ และแน่นอนว่า สมาชิกคนอื่นในครอบครัวก็เป็นส่วนสำคัญที่ผู้คิดจะเลี้ยงสุนัขไม่ควรมองข้าม ควรสอบถามความสมัครใจของสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้นในอนาคตหลังจากที่ตัดสินใจรับสุนัขมาเลี้ยง ควรเลือกสุนัขให้เข้ากับสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี หากมีเด็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ คนพิการ หรือ ผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง เป็นภูมิแพ้ ก็จำเป็นต้องวางแผนก่อนรับเลี้ยงอย่างรอบคอบรัดกุมเป็นพิเศษ เพื่อรองรับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ควรปล่อยให้การเลี้ยงสุนัขกลายเป็นปัญหาหนึ่งของครอบครัวนะคะ ในแต่ละครอบครัวมีจำนวนสมาชิก ช่วงวัย และสถานภาพที่แตกต่างกัน บางครอบครัวมีเพียง 2 คน แต่ในบางครอบครัวอาจอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกตั้งแต่เด็กทารก ไปจนถึงผู้สูงอายุ หรือ ผู้ป่วยทุพพลภาพ จึงควรมีวิธีการดูแลที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องเริ่มต้นดูแลก็คือ สุขภาวะร่างกายที่ดีของสุนัขนั่นเอง   การดูแลสุขภาพความสะอาดของสุนัข  จุดเริ่มต้นของเชื้อโรค หรืออันตรายต่างๆ ที่เกิดจากการเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้าน ล้วนเกิดมาจากปัญหาในการเลี้ยงดูรวมไปถึงการทำความสะอาดให้แก่สุนัข ผู้เลี้ยงจึงควรดูแลทำความสะอาดอาบน้ำให้สุนัขเป็นประจำสัปดาห์ละหนึ่งครั้งหรือ 2 สัปดาห์ต่อครั้งแล้วแต่ความสกปรก หรือแล้วแต่สภาพผิวหนัง สภาพขนของแต่ละสายพันธุ์ อย่างเช่น สุนัขขนสั้นบางสายพันธุ์อาจไม่จำเป็นต้องอาบน้ำเป็นประจำทุกสัปดาห์ ถ้าไม่เปื้อนสิ่งสกปรก แต่กรณีที่เป็นสุนัขขนสั้น 2 ชั้น จึงมีขนร่วงอยู่ตลอดเวลา ผู้เลี้ยงควรแปรงขนให้พวกเขาเป็นประจำทุกวัน เพื่อไม่ให้มีขนหลุดปลิวอยู่ในบ้าน อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ หรือติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ค่ะ  ส่วนเห็บกับหมัด ศัตรูตัวฉกาจของสุนัขและผู้เลี้ยงก็เป็นปัญหาที่ปล่อยปละละเลยไม่ได้เด็ดขาด เพราะสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้มักจะแอบซ่อนอยู่ที่ตัวสุนัข ห้องนอน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เตียง หรือ แม้กระทั่งบนที่นอน! ด้วยเหตุนี้เอง ผู้เลี้ยงจึงควรพาสุนัขไปฉีดยากำจัดเห็บหมัดตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอ อาบน้ำทำความสะอาดสุนัขบ่อยขึ้นในกรณีที่อาบน้ำให้สุนัขน้อบกว่า 2 สัปดาห์ต่อครั้ง และที่สำคัญต้องไม่ลืมทำความสะอาดภายในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ รวมไปถึงพื้นที่รอบตัวบ้านด้วยน้ำยากำจัดเห็บหมัดนะคะ อีกสิ่งที่หนึ่งที่เป็นปัญหากวนใจต่อสมาชิกในบ้านนั่นก็คือ กลิ่นตัวของสุนัข แนะนำให้ผู้เลี้ยงคอยเช็ดตัว โรยแป้ง ช่วยดับกลิ่นสุนัขระหว่างวัน แต่ถ้าเกิดยังมีกลิ่นติดตามโซฟาหรือเสื้อผ้าภายในบ้าน ก็ให้ลองใช้ผลิตภัณฑ์ขจัดกลิ่นบนผ้าอย่าง แอมบิเพอร์กลิ่นใดก็ได้ เพื่อช่วยกำจัดแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุหนึ่งของกลิ่นอับชื้นก็ได้ค่ะ นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงอาจต้องระวังโรคเกี่ยวกับเชื้อราที่ผิวหนังของสุนัขซึ่งสามารถติดต่อสู่คนได้อีกด้วย และด้วยเหตุนี้เอง การเริ่มต้นทำความสะอาดที่ตัวสุนัข จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพของสมาชิกทุกคนในครอบครัว   การดูแลสุขภาพเด็ก  จากผลงานวิจัยทั่วโลกต่างระบุว่า เด็กๆ ที่มีสัตว์เลี้ยงไว้ในบ้าน ได้ใกล้ชิดกับสุนัขจะช่วยให้พวกเขามีสุขภาพแข็งแรง เจ็บป่วยน้อยกว่าเด็กที่ภายในบ้านไม่มีสัตว์เลี้ยง เนื่องจากสัตว์เลี้ยงจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ ได้เองอย่างเป็นชาติจากแบคทีเรียที่สัตว์เลี้ยงนำเอามาจากนอกบ้านนั่นเอง อย่างไรก็ตาม แบคทีเรียที่ส่งผลดีต่อสุนัขภาพเด็กๆ จะต้องมีอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้นถึงจะส่งผลดี ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น หลังจากที่เด็กๆ เล่นกับสุนัขหรือ สัตว์เลี้ยงเสร็จแล้ว ควรให้พวกเขาล้างมือให้สะอาดเรียบร้อย กำจัดเส้นขนสุนัขอันเป็นสาเหตุทำให้เด็กๆ เป็นภูมิแพ้ ผื่นคันจากเชื้อโรคที่ติดมากับขนสุนัข อีกทั้งควรทำความสะอาดบ้านด้วยน้ำยาที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันเชื้อโรค ไรฝุ่น สำหรับเสื้อผ้า หรือ เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นผ้าก็สามารถใช้ แอมบิเพอร์ แอนตี้ แบคทีเรีย เพื่อช่วยลดปริมาณของแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุให้เกิดกลิ่นได้อีกแรงค่ะ  การดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์  การเลี้ยงสัตว์หรือสุนัขสามารถช่วยบรรเทาความตึงเครียด ความวิตกกังวล ที่อาจขึ้นได้ในหญิงตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ต้องใส่ใจดูแลเรื่องป้องกันการแพ้คันจากฝุ่นไร ขน หรือ เชื้อรา แบคทีเรียต่างๆ จากสุนัขมากเป็นพิเศษ จึงควรแยกพื้นที่ อาณาบริเวณระหว่างสุนัขกับหญิงตั้งครรภ์ให้เป็นสัดส่วน เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท จัดแต่งบ้านให้ง่ายต่อการทำความสะอาด นอกจากนี้ ยังต้องระมัดระวังพฤติกรรมก้าวร้าวของสุนัข เช่น กระโจนใส่ ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ควรล้างมือทุกครั้งหลังจับสุนัข และก่อนรับประทานอาหาร ไม่ควรปล่อยให้สุนัขนอนร่วมเตียงในช่วงนี้นะคะ เนื่องจากผู้หญิงหลายคนจะมีภูมิคุ้มกันต่ำลงในช่วงตั้งครรภ์อาจเกิดการแพ้ฝุ่นหรือเชื้อโรคจากขนสุนัขได้ และอีกสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยก็คือต้องทำความสะอาดบ้านอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวันนั่นเองค่ะ   การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ  การให้ผู้สูงอายุอยู่กับสุนัขจะช่วยในเรื่องของสภาพจิตใจให้มีอารมณ์ที่มั่นคง ผ่อนคลาย เหงาหรือหว้าเหว่น้อยลง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเรื่องความจำ ทักษะในการพูดคุยมากขึ้นโดยเฉพาะผู้สูงวัยที่กำลังมีภาวะความจำเสื่อม อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงสุนัขร่วมกับผู้สูงอายุจำเป็นต้องระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุมากเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้สูงอายุมีการเดิน เคลื่อนไหว ที่ไม่มั่นคงแข็งแรง หากสุนัขกระโดดหรือกระโจนเข้าหาอาจทำให้ลื่นหกล้มได้ จึงควรจัดสรรพื้นที่ของสุนัขที่เลี้ยงไว้ในบ้านให้อยู่แยกเป็นสัดส่วน มีคอกกั้น ของจำพวกชามอาหาร ถาดใส่น้ำควรวางอยู่เป็นที่ไม่ระเกะระกะ ส่วนเรื่องของความสะอาดควรเช็ดถูเป็นประจำทุกวัน หากมีผู้สูงอายุที่ไม่สบาย ร่างกายอ่อนแอ ก็ควรหลีกเลี่ยงให้สุนัขเข้าใกล้โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะเกิดการติดเชื้อโรคได้จากน้ำลาย ฝุ่น เห็บ หมัด ไร ที่ติดมาจากนอกบ้าน แนะนำให้ใช้ยาพ่นกำจัดเห็บฉีดตามฝาผนัง และซอกมุมต่างๆ ทั่วบ้าน ทั้งบริเวณของสุนัขและของสมาชิกในครอบครัว  การดูแลสุขภาพผู้ที่เป็นภูมิแพ้  ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ส่วนใหญ่ต่างเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเลี้ยง หรือการอยู่ร่วมกับสุนัข เพราะเกรงว่าขนของสุนัขจะยิ่งกระตุ้นทำให้เกิดภูมิแพ้มากยิ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขนสุนัขไม่ได้มีผลทำให้เราเกิดอาการแพ้นะคะ หากคือเศษขี้ไคล น้ำลาย ฝุ่นละออง ฉี่ หรือเชื้อโรคที่ติดอยู่กับขนของสุนัข ดังนั้น ผู้ที่เป็นภูมิแพ้แต่เลี้ยงสุนัข จึงควรระมัดระวังมากเป็นพิเศษเรื่องความสะอาดของตัวสุนัขเอง ต้องทำความสะอาดสุนัขอย่างสม่ำเสมอ จัดบริเวณให้น้องหมาอยู่เป็นสัดส่วน จำกัดพื้นที่ไม่ให้สุนัขเดินได้อย่างอิสระภายในบ้าน  ควรจัดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย หลีกเลี่ยงไม่ให้สุนัขเข้าไปอยู่ในห้องนอน และควรทำความสะอาดด้วยเครื่องดูดฝุ่นที่ออกแบบมาพิเศษสำหรับผู้เป็นโรคภูมิแพ้ ให้ทำความสะอาดพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือหาเครื่องฟอกอากาศเข้ามาติดตั้งเพื่อช่วยฟอกอากาศภายในบ้าน ส่วนเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นเนื้อผ้า ผ้าปูที่นอน รวมไปถึงพื้นพรมที่มักมีกลิ่นหมักหมมจากเชื้อแบคทีเรียอันนำไปสู่สาเหตุหนึ่งของอาการแพ้ต่างๆ ควรหาน้ำยา หรือผลิตภัณฑ์ขจัดกลิ่นบนผ้าอย่างแอมบิเพอร์ เฟิร์ส ดีเฟนซ์ เพื่อช่วยในการขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ พร้อมมอบกลิ่นหอมสะอาด และยังช่วยลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองจากผ้าในอากาศซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้อีกด้วยค่ะ การหมั่นใส่ใจเรื่องรายละเอียดในการเลี้ยงสุนัขที่ต้องนำมาไว้ในบ้านจึงไม่ใช่เรื่องเล็กที่สามารถมองข้ามได้นะคะ เพราะหากความสะอาด หรือสุขภาพของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งได้รับการปล่อยปละละเลย ก็อาจนำมาซึ่งการติดเชื้อ ภูมิแพ้ ได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนส่งผลไปยังสุขภาพจิตใจ ความรัก ที่มีต่อสุนัขได้อีกด้วย ดังนั้น ถ้าคิดจะเลี้ยงสุนัขภายในบ้านจำเป็นต้องดูแลสุนัขของทุกฝ่ายควบคู่กันไป แยกขาดออกจากกันไม่ได้นะคะ ขอบคุณบทความดีโดย : Dogilike.com http://www.dogilike.comภาพประกอบสวยๆจาก Pixabay
วิธีการเลือกเครื่องกรองน้ำ ใช้กับบ้าน หรือคอนโดของคุณ

วิธีการเลือกเครื่องกรองน้ำ ใช้กับบ้าน หรือคอนโดของคุณ

เชื่อได้ว่า หลายๆคน หลายๆบ้าน จะต้องติดเจ้าตัวนี้ไว้ที่บ้าน หรือคอนโดแน่ๆ ตัวนี้ก็คือ "เครื่องกรองน้ำ" ที่มันมีประโยชน์มากมาย ต่อน้ำที่กรองออกมาใช้งาน มีมากมายหลายระบบ หลายแบบ วันนี้ เลยหยิบเอาข้อมูลต่างๆ ของเจ้าเครื่องกรองน้ำ (Water Filter Machine) มาฝากกัน  การเลือกเครื่องกรองน้ำสักเครื่องเพื่อนำมาใช้งาน คงต้องเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องกรองจากน้ำประปา หรือบางแห่งเป็นน้ำบ่อ แล้วต้องนำมาดื่ม บางบ้านนำมาสำหรับชงนมให้กับทารกเลยทีเดียว ดังนั้น จึงต้องพิจารณากันค่อนข้างมาก ดังนั้นเพื่อช่วยลดความกังวล และเป็นแนวทางในการเลือกเครื่องกรองน้ำ ควรต้องพิจารณาดังต่อไปนี้  1. สภาพน้ำดิบที่เราจะนำมากรอง  น้ำดิบ คือ น้ำที่จะนำมาผ่านเครื่องกรอง น้ำในกรงเทพฯ ร้อยละ 90 เป็นน้ำประปา และน้ำในต่างจังหวัด บางแห่งเป็นน้ำประปา ประปาหมู่บ้าน น้ำบาดาล น้ำบ่อ เป็นต้น– น้ำประปาในกรุงเทพฯ สามารถใช้เครื่องกรองน้ำได้แทบทุกรุ่น เพราะน้ำประปาได้รับการกรองมาชั้นหนึ่งแล้ว โดยการประปาได้แจ้งไว้ว่าสามารถดื่มได้ แต่ที่ยังเป็นปัญหาคือ กลิ่นของคลอรีน และท่อส่งที่อาจจะไม่สะอาดเพียงพอ เครื่องกรองน้ำที่สามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้เรียงจากดีที่สุด คือ เครื่องกรองน้ำระบบ RO, เครื่องกรองน้ำระบบ Nano, เครื่องกรองน้ำระบบ UF, เครื่องกรองน้ำระบบ Microระบบกรองสำหรับน้ำประปาที่แนะนำ คือ ระบบ Ultrafiltration (UF) ใช้กรองแบคทีเรียได้อย่างสมบูรณ์ และยังคงรักษาแร่ธาตุต่างๆไว้ ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้า เพราะไม่ใช้ปั๊มเพื่อเพิ่มแรงดันน้ำ ไม่ต้องใช้ถังเก็บน้ำ และไม่เกิดของเสียจากระบบการกรอง ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ได้ถูกใช้งานในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ยาและโรงพยาบาล– ถ้าเป็นน้ำในต่างจังหวัด ต้องมีการตรวจทดสอบความสะอาดของน้ำดิบก่อน เพื่อดูว่ามีความสะอาดอยู่ในระดับไหน หากไม่สกปรกมาก ก็สามารถใช้ไส้กรองเซรามิคในเครื่องกรองน้ำช่วยได้ แต่เพื่อความปลอดภัยในการดื่ม ควรใช้เครื่องกรองน้ำระบบ ROระบบกรองน้ำ Reverse Osmosis (RO) จำเป็นต้องใช้แทงก์เก็บน้ำ เป็นสาเหตุให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ สิ้นเปลืองน้ำเนื่องจากไส้กรองขนาดเล็ก เกิดการสูญเสียแรงดันน้ำ และต้องใช้ปั๊มช่วยในการทำงาน สูญเสียแร่ธาตุภายหลังการกรองที่ควรมีในน้ำดื่ม ใช้ไฟฟ้า และมีค่าบำรุงรักษาสูงระบบ Ultraviolet (UV) สามารถฆ่าเชื้อได้ แต่กำจัดแบคทีเรียไม่ได้ แบคทีเรียจึงมีโอกาสเจริญเติบโตในน้ำได้ ไม่แนะนำสำหรับใช้กรองน้ำในบ้าน  2. งบประมาณที่เรามี  โดยความเป็นจริงน่าจะเป็นเหตุผลหลักในการซื้อเครื่องกรองน้ำเลยก็ว่าได้ เพราะเครื่องกรองน้ำมีหลายราคาตั้งแต่ถูกสุดหลักร้อย ไปจนถึงหลักแสนเลยทีเดียว ซื้ออย่างไรเราจะไม่เกิดปัญหาทางการเงินในภายหลัง– หากมีงบประมาณไม่เกิน 1,500บาท สามารถซื้อเครื่องกรองน้ำ 2-3ขั้นตอน หรือ เครื่องกรองน้ำ 5 ขั้นตอน สามารถกรองได้สูงสุด 5ไมครอน– หากมีงบประมาณ 1,500-3,000บาท สามารถซื้อเครื่องกรองน้ำไส้เซรามิค หรือ เครื่องกรองน้ำระบบ UF สามารถกรองได้สูงสุด 0.3-0.01ไมครอน– หากมีงบประมาณ 3,000บาท ขี้นไป สามารถซื้อเครื่องกรองน้ำได้ตั้งแต่ เครื่องกรองน้ำระบบ Nano และ เครื่องกรองน้ำระบบ RO สามารถกรองได้สูงสุด 0.0001ไมครอน  3. ความต้องการของเรา  เครื่องกรองน้ำปัจจุบันได้ถูกปรับให้มีความสามารถเพิ่มขึ้น โดยมีระบบการทำน้ำเย็น น้ำธรรมดา และน้ำร้อน รวมอยู่ในเครื่องเดียวกัน เพื่อความสะดวกและประหยัดพื้นที่ของผู้บริโภค ซึ่งก็ทำให้ราคาสูงตามไปด้วย ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเครื่องกรองน้ำ เราควรถามตัวเองก่อนว่า เราอยากได้เครื่องกรองน้ำที่มีความสามารถแบบไหน  4. ความเหมาะสมของตำแหน่งที่จะติดตั้ง  ในการติดตั้งเครื่องกรองน้ำต้องคำนึงว่า จุดที่จะติดตั้งมีน้ำเข้าถึงได้ง่ายหรือไม่ จะต้องเดินท่อใหม่เพื่อเครื่องกรองน้ำโดยเฉพาะเลยไหม จะตั้งดีหรือจะแขวนดี สะดวกในการเสียบปลั๊กไฟไหม และที่สำคัญมีที่ทิ้งน้ำไหม สำหรับระบบ RO ซึ่งล้วนแต่สำคัญทั้งสิ้น โดยส่วนมากผู้คนจะติดตั้งไว้ที่ ในครัว ใต้ซิงค์ล้างจาน หน้าห้องน้ำ ลานซักผ้า นอกบ้าน ในบ้าน เป็นต้น  5. ข้อมูลเฉพาะของเครื่องกรองน้ำแต่ละรุ่น  เครื่องกรองน้ำที่เราสนใจแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ มีข้อมูลเฉพาะ หรือข้อจำกัดอะไรที่เราต้องทราบบ้าง เช่น ระบบ RO จะมีน้ำทิ้ง บางรุ่นต้องใช้ไฟฟ้า บางรุ่นผลิตน้ำช้า บางรุ่นต้องล้างไส้กรอง บางรุ่นไม่ต้องล้างไส้กรอง บางยี่ห้อไส้กรองแพงกว่าตัวเครื่อง เป็นต้นความปลอดภัยน้ำสะอาด 3 ขั้นตอนมาตรฐานขั้นตอนที่ 1 Sediment ดักจับกรวด ทราย หิน โคลน และสารแขวนลอยขนาดใหญ่ ที่ปนเปื้อนมากับน้ำ เช่น เศษสนิม และผงฝุ่นจากท่อน้ำ เพื่อเตรียมน้ำสะอาดก่อนเข้าระบบกรองในขั้นตอนต่อไป ช่วยยืดอายุการใช้งานของไส้กรองอื่นๆขั้นตอนที่ 2 Activated Carbon Block ดักจับสารเคมี คลอรีน กลิ่น สี สารอินทรีย์ โดยวิธีการดูดซึมดูดซับ และกรองโลหะหนักต่างๆขั้นตอนที่ 3 Ultrafiltration กรองแบคทีเรียถึง 100 เปอร์เซ็นต์ โดยการใช้ Membrane Hollow Fiber ขนาดรูเล็กกว่าแบคทีเรีย เล็กที่สุด 0.03 ไมครอน แร่ธาตุที่เป็นประโยชน์สามารถผ่านได้ ได้ถูกเริ่มใช้ครั้งแรกในโรงพยาบาลสำหรับกรองเลือด  ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก https://www.999article.com
ปลูกอะไรไว้ในบ้านแล้วเวิร์คสุดๆ มะละกอไง!

ปลูกอะไรไว้ในบ้านแล้วเวิร์คสุดๆ มะละกอไง!

หลายๆ คน สรรหาต้นไม้ ต้นไม้มงคล ไม้ดอก ไม้สวน ไม้ประดับ โน้นนี่ มาปลูกในบ้าน เพื่อเพิ่มความเป็นสิริมงคล แต่งสวนบ้าง ชอบเป็นการส่วนตัวบ้าง วันนี้ เราจะแนะนำ ต้นไม้ที่ปลูกแล้ว ให้ประโยชน์สูงสุด ที่หลายๆ คนมองข้ามไป นั่ก็คือ "มะละกอ" นี่เอง มะละกอ เป็นไม้ผลที่คนไทยนิยมกิน ยอดอ่อนดองกินได้ ผลดิบนำมาปรุงอาหาร ใช้ปรุงส้มตำ แกงส้ม แกงเหลือง แกงอ่อม ผัดไข่ ต้มจิ้มน้ำพริก ผลสุกกินสด น้ำมีรสชาติหวานหอม มีวิตามินเอและแคลเซียมสูง  ผลดีต่อสุขภาพ  - มะละกอมีไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล และเกลือโซเดียมต่ำ เป็นแหล่งที่ดีของเส้นใยอาหาร ธาตุโพแทสเซียม วิตามินเอ ซี และโฟเลต แต่ร้อยละ 92 ของพลังงานจากมะละกอสุกมาจากคาร์โบไฮเดรต ผู้ที่ควบคุมอาหารแป้งและน้ำตาลจึงไม่ควรกินมะละกอมากเกินไป - สีแดงอมส้มที่พบในมะละกอสุกแสดงว่า มะละกอสุกมีสารไลโคพีนซึ่งเป็นสารช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย - มะละกอสุกอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แคโรทีน วิตามินซี สารฟลาโวนอยด์ สารโฟเลต กรดแพนโทเทนิก ธาตุโพแทสเซียม แมกนีเซียม และเส้นใยอาหาร สารอาหารเหล่านี้บำรุงสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด และป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่อีก ด้วย นอกจากนี้มะละกอมีเอนไซม์ปาเปน สามารถนำมาใช้ด้านการแพทย์เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บทางการกีฬา  ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด  - มะละกออาจช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแข็งตัวและโรคหัวใจที่มีสาเหตุจากโรคเบาหวานได้ดี มะละกอมีวิตามินซี วิตามินอีและวิตามินเอ (ในรูปของสารแคโรทีนอยด์) ซึ่งเป็นสารอนุมูลอิสระที่มีความสำคัญช่วยป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระของคอเลสเตอรอล เชื่อว่าวิตามินซีและอีช่วยการทำงานของเอนไซม์พาราออกโซเนสซึ่งหยุดการเกิดอนุมูลอิสระของคอเลสเตอรอล - เส้นใยอาหารในมะละกอช่วยลดคอเลสเตอรอลส่วนกรดโฟลิกใช้เปลี่ยนกรดอะมิโฮโมซิสเทอีนเป็นกรดอะมิโนซิสเทอีนที่ไม่มีพิษภัยอะไร ถ้ามีโฮโมซิสเทอีนอยู่มากกรดอะมิโนนี้จะทำลายผนังหลอดเลือด เกิดความเสี่ยงของอาการหัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองอุดตันได้  ช่วยระบบทางเดินอาหาร  - สารอาหารในมะละกอช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ เส้นใยอาหารจากมะละกอสามารถจับกับสารพิษก่อมะเร็งในลำไส้ใหญ่และพาส่งออกทำให้เกิดการสัมผัสกับเซลล์ลำไส้ใหญ่น้อยที่สุด และสารโฟเลต บีตาแคโรทีน วิตามินซีและอี ที่พบในมะละกอ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยลดการถูกทำลายของสารพันธุกรรมในเซลล์ดังกล่าวด้วยอนุมูลอิสระ  ฤทธิ์ต้านอักเสบ  - มะละกอมีเอนไซม์ปาเปนและไคโมปาเปนช่วยย่อยโปรตีน เอนไซม์เหล่านี้สามารถช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการสมานแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกได้ งานวิจัยจากประเทศมาเลเซียพบว่า สารสกัดจากเปลือกผลมะละกอดิบเร่งอัตราเร็วของการสมานแผลในหนูทดลองได้เร็วกว่าการใช้ยาทา Solcoseryl ถึง 1 สัปดาห์ - บีตาแคโรทีน วิตามินซีและอีในมะละกอก็มีฤทธิ์ลดการอักเสบเช่นกัน ดังนั้นผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคข้อเสื่อม และข้ออักเสบรูมาตอยด์จะได้ประโยชน์จากการกินมะละกอเพื่อลดอาการของโรคดังกล่าว ปัจจุบันมีการใช้เอนไซม์จากมะละกอดังกล่าวผลิตเป็นยาเม็ด ลดอาการบวม การอักเสบจากบาดแผลหรือการผ่าตัดแล้ว  ช่วยระบบภูมิคุ้มกัน  ร่างกายมนุษย์สามารถเปลี่ยนบีตาแคโรทีนที่ได้จากมะละกอสุกเป็นวิตามินเอและซีได้ เนื่องจากร่างกายต้องการวิตามินทั้งสองเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ให้ทำหน้าที่ได้ราบรื่น จึงพบว่าการกินมะละกอ เป็นประจำอาจลดความถี่การเกิดไข้หวัดและการติดเชื้อในช่องหูได้  การป้องกันภาวะจอประสาทตาเสื่อม  งานวิจัยตีพิมพ์ในต่างประเทศกล่าวว่าการกินผลไม้ 3 ครั้งต่อวันอาจลดความเสี่ยงของอาการภาวะจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ อันเป็นสาเหตุของการเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ เนื่องจากคนไทยกินมะละกอ ทั้งดิบหรือสุกอยู่เป็นปกติ ดังนั้นเราจึงมีความเสี่ยงในการเกิดโรคดังกล่าวลดลงในยามชรา   น้ำมะละกอสุก  เลือกมะละกอที่สุกกำลังดี เนื้อไม่แข็ง หรือเละจนเกินไป เนื้อเนียน รสหวาน นำมะละกอสุกหั่นเอาแต่เนื้อครึ่งถ้วย น้ำเย็นจัด 1 ถ้วย ผง อบเชย 1/8 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำมะนาว 2 ช้อนชา ปั่นมะละกอกับน้ำเย็นจัด เกลือ น้ำมะนาวเข้าด้วยกัน รินใส่แก้ว โรยด้วยผงอบเชย ดื่มเย็นๆ ทันที เห็นมั้ย!! ประโยชน์จากมะละกอมีมากมายจริงๆ ดังนั้น ถ้าจะเลือกปลูกไม้ในบ้าน อย่าลืมนึกถึง มะละกอ ด้วยละ... ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://www.thaihealth.or.thขอบคุณรูปภาพประกอบจาก Pixabay และ http://beautyclubthailand.com 
คู่มือเตรียมตัวย้ายบ้าน สบายใจเมื่อมีเช็คลิสต์

คู่มือเตรียมตัวย้ายบ้าน สบายใจเมื่อมีเช็คลิสต์

อยากได้เช็คลิสต์ไว้ช่วยเตือนความจำเวลาย้ายบ้านเพื่อช่วยให้คุณจัดระเบียบทุกอย่างได้ง่ายขึ้นใช่ไหม ให้การย้ายบ้านใหม่เป็นเรื่องง่ายๆ โดยเราจะช่วยให้คุณเตรียมความพร้อมได้ดีขึ้นกับเช็คลิสต์ของเรา    ข้อแนะนำ  การย้ายเข้าบ้านใหม่นั้นมีกระบวนการที่คุณต้องจัดการอยู่หลายขั้นตอน ตั้งแต่การทำความสะอาดบ้านที่อยู่ในขณะนี้ ไปจนถึงการเปลี่ยนที่อยู่กับธนาคารและหน่วยงานสาธารณูปโภคต่างๆ ลองเขียนรายการของทั้งหมดที่คุณต้องจัดการเพื่อให้แน่ใจว่าไม่พลาดหรือหลงลืมอะไรไป ด้านล่างนี้คือรายการเบื้องต้นที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้  คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการย้ายเข้าบ้านใหม่นั้น เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นแต่ก็แสนจะวุ่นวายและน่าปวดหัวในขณะเดียวกัน การเตรียมพร้อมที่ดีนั้นจะช่วยคุณได้มาก ดังนั้นอย่าลืมจัดทุกอย่างให้เป็นระเบียบ ลองเขียนรายการเช็คลิสต์ในการย้ายบ้านของคุณขึ้นมา เพื่อให้คุณสามารถรับมือกับสิ่งที่ต้องทำได้ทีละรายการ แล้วขีดฆ่าออกเมื่อทำเสร็จแล้ว ซึ่งจะทำให้คุณไม่ต้องคอยกังวลว่าจะหลงลืมอะไรไปในภายหลัง  การจัดทำเช็คลิสต์การย้ายบ้านนั้นเริ่มต้นจากการคำนึงถึงทุกสิ่งที่จะได้รับผลกระทบจากการย้ายบ้านของคุณไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ ใช้ลิสต์นี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเช็คลิสต์ของคุณโดยเฉพาะ ให้คุณสามารถย้ายเข้าบ้านใหม่ได้อย่างราบรื่นและหายห่วง  Moving House A Checklist  ยืนยันวันย้ายบ้านที่แน่นอน เพื่อให้คุณวางแผนจากวันกำหนดการย้าย ทำความสะอาดบ้านที่คุณอยู่ในปัจจุบันให้สะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นบ้านที่เช่าอยู่ คุณอาจจะถูกหักเงินมัดจำถ้าบ้านไม่อยู่ในสภาพสะอาดเหมือนตอนที่คุณย้ายเข้า อ่านคำแนะนำในการทำความสะอาดหลังหมดสัญญาเช่าของเราที่นี่ จัดการเรื่องกรมธรรม์ประกันภัยบ้านโดยอ้างอิงจากวันที่ย้ายเป็นหลัก เพื่อให้สัญญาเริ่มมีผลครอบคลุมทันที ตั้งแต่วันที่คุณย้ายเข้ามา นัดหมายเวลากับบริษัทขนย้ายหรือนัดเพื่อนๆ ให้มาช่วยล่วงหน้า หากคุณว่าจ้างบริษัท คุณควรอยู่คอยกำกับดูแลความเรียบร้อยทั้งในระหว่างการจัดเก็บเพื่อย้ายและการจัดส่งเพื่อคอยให้คำแนะนำและตรวจสอบความเสียหายด้วย แจ้งการประปาและการไฟฟ้าให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 6 สัปดาห์ แจ้งผู้ให้บริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตให้ทราบล่วงหน้า เพื่อให้คุณสามารถใช้งานได้ทันทีที่ย้ายเข้า ตามกฎหมาย ผู้ย้ายหรือผู้ที่เจ้าของบ้านมอบอำนาจแจ้งย้ายมีหน้าที่ต้องไปแจ้งเขตที่ย้ายออกให้ทราบภายใน 15 วัน นับตั้งแต่ที่ย้ายออก และแจ้งย้ายเข้าบ้านใหม่ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ย้ายเข้าด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้อย่าลืมตรวจสอบเอกสารที่จะต้องนำไปใช้ประกอบการยื่นเรื่องให้ครบถ้วนเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เมื่อคุณเริ่มเก็บของใส่กล่อง คุณอาจจะแยกสิ่งของที่คุณไม่มีที่พอสำหรับเก็บอีกต่อไปแล้วหรือไม่ต้องการย้ายเข้าบ้านใหม่ โดยคุณสามารถบริจาคข้าวของที่ไม่ต้องการให้กับมูลนิธิต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์เก่า เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อย่าลืมนัดหมายเวลาล่วงหน้าเพื่อให้ทางมูลนิธิส่งรถมารับ หรือนัดเวลาและสถานที่ที่คุณจะนำสิ่งของเหล่านั้นไปส่งมอบให้ -คุณสามารถแจ้งไปรษณีย์ในพื้นที่บ้านเก่าของคุณให้ส่งต่อจดหมายไปยังที่อยู่ใหม่ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้จดหมายสำคัญตกหล่นหรือถูกตีกลับ หากคุณมีลูกหรือสัตว์เลี้ยง คุณควรจ้างหรือวานให้ใครช่วยดูแลเด็กๆ และสัตว์เลี้ยงแทนในวันที่ขนย้ายเพื่อช่วยลดความวุ่นวาย นัดหมายเวลาไปรับกุญแจบ้านหลังใหม่ของคุณจากตัวแทนนายหน้า ซึ่งควรจะเป็นวันก่อนหน้าวันย้ายเพื่อให้คุณเริ่มจัดการย้ายเข้าได้ตั้งแต่เช้า ตรวจสอบให้ถี่ถ้วนเมื่อคุณเข้าไปในบ้าน อย่าเพิ่งรีบขนเฟอร์นิเจอร์เข้าไปทันที แต่คุณตรวจสอบสภาพของบ้านให้ละเอียดว่ามีอะไรเสียหายหรือผิดปกติหรือไม่ และอย่าลืมมองหาตำแหน่งของสิ่งสำคัญๆ เช่น กล่องฟิวส์ เผื่อกรณีที่เกิดไฟฟ้าดับระหว่างการขนย้าย แจ้งเปลี่ยนที่อยู่ของคุณกับทางธนาคารประมาณ 2 สัปดาห์ล่วงหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าจดหมายสำคัญนั้นจะถูกจัดส่งมาที่บ้านใหม่ของคุณอย่างถูกต้อง เมื่อคุณขนของย้ายเข้าบ้านใหม่เรียบร้อยแล้ว ก็อย่าลืมทำความสะอาดให้บ้านพร้อมอยู่อีกครั้ง โดยมีตัวช่วยดีๆ หลายตัวที่จะทำให้บ้านหลังใหม่ของคุณสะอาดได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาทำความสะอาดพื้นผิวอเนกประสงค์อย่างเช่น ซิฟ หรือ วิม สำหรับทำความสะอาดห้องน้ำที่ช่วยขจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ อย่าลืมอ่านฉลากคำแนะนำอย่างละเอียด และทดสอบการใช้งานผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดกับพื้นที่เป็นบริเวณเล็กๆ ก่อนใช้จริง ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก https://www.cleanipedia.com/th
คิดอยากจะเลี้ยงสัตว์เล็กๆ สักตัว ในคอนโดฯ เลี้ยงอะไรดีล่ะ?

คิดอยากจะเลี้ยงสัตว์เล็กๆ สักตัว ในคอนโดฯ เลี้ยงอะไรดีล่ะ?

สำหรับเพื่อนๆ ที่คิดอยากจะเลี้ยงสัตว์เล็กๆ สักตัว ในห้องสี่เหลี่ยมอย่างคอนโดฯ ที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ แต่ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลี้ยงตัวอะไรดี เรามีคำแนะนำ   ปลา แนะนำแค่ปลาหางนกยูงเท่านั้น เพราะปลาชนิดอื่นต้องการพื้นที่และยุ่งยากกับการเปลี่ยนกรองน้ำบ่อย นก ขี้นกและเศษขนสร้างฝุ่นให้แก่ห้อง ส่งผลต่อการทำความสะอาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หนู มีนิสัยชอบกิน นอน เล่น ถ้าเราไม่ใช่คนที่เบื่ออะไรง่าย และมีเวลาให้พวกเขามากพอ พวกแฮมสเตอร์หรือแกสบี้ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เต่า เรื่องที่ต้องระวังที่สุดก็เห็นจะเป็น”ขี้เต่า” นี่เอง เพราะเหม็นอย่าบอกใคร กระรอก เป็นสัตว์ที่สะอาดมาก แนะนำให้เลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ แต่ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ ชงนมและป้อนทุก 4-6 ชั่วโมง เพื่อให้ติดและเชื่องที่สุด เมื่อโตแล้วจะได้ดูแลง่าย สุนัข ในกรณีที่คอนโดฯ ไม่มีกฏห้ามเลี้ยงสัตว์ หมาน้อย “ชิวาว่า” คือคำตอบที่เหมาะที่สุด เพราะต้องการพื้นที่เพียงเล็กน้อย อาหารก็ไม่กินมาก การขับถ่ายก็น้อย ดูแลง่าย และรักเจ้าของเพียงคนเดียว แต่ต้องมีเวลามากพอให้เค้าเช่นกัน กระต่าย สิ่งเดียวที่ห้ามก็คือ อย่าปล่อยให้เป็นอิสระ เพราะมันจะเล็มแทะทุกอย่างในห้องจนไม่เหลือโดยเฉพาะสายไฟ กับข้อเสียที่สุดยอดก็คือ ปัสสาวะที่กลิ่นฉุนมาก เฟอร์เร็ต นิสัยซน ขี้เล่นมาก ปีนป่าย มุดลอด รวมถึงกินทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้ว่าปัสสาวะจะมีกลิ่นบ้าง แต่ก็ทำความสะอาดง่าย แมว อุจจาระและปัสสาวะส่งกลิ่นรุนแรงมาก ถ้าในห้องมีการระบายอากาศที่ไม่ดีล่ะก็ หมดกันแน่ๆ แต่ละตัว น่ารักน่าเลี้ยงมาก ถ้าคอนโดของคุณ อนุญาตให้เลี้ยงพวกเขาได้ ก็จัดไปอย่าให้เสีย แต่ถ้าเลือกที่จะเลี้ยงเค้าแล้ว ก็หมั่นเอาใจใส่ รักทะนุถนอมเค้าด้วยนะครับ เกรงใจข้างห้องเขาด้วยนะ ใจเขาใจเรา และที่สำคัญ ถ้าเบื่อแล้วอย่าเอาไปเป็นภาระของสังคมนะตัวเอง ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Mthaiรูปประกอบ จาก Pixabay 
วิธีปูกระเบื้องห้องน้ำแบบง่าย เปิดใช้งานเร็ว โดยไม่ต้องง้อช่าง

วิธีปูกระเบื้องห้องน้ำแบบง่าย เปิดใช้งานเร็ว โดยไม่ต้องง้อช่าง

วันนี้ Review Your Living มีวิธีปูกระเบื้องห้องน้ำแบบง่ายๆ มาช่วยทุ่นแรงคุณพ่อบ้านแม่บ้านที่กำลังปวดหัวอยู่ว่าจะซ่อมแซมห้องน้ำด้วยวิธีใดให้เปิดใช้งานได้ภายใน 24 ชั่วโมง แล้วขั้นตอนจะเป็นแบบไหนไปชมกันค่ะ  ใครที่คิดจะทำห้องน้ำใหม่หรือซ่อมแซมห้องน้ำนั้น อย่าลืมว่าการเริ่มต้นที่ดีและถูกต้องโดยทำไปทีละขั้นตอนอย่างเป็นสเต็ป นอกจากช่วยลดปัญหาจุกจิกจิกที่อาจจะตามมาภายหลัง ยังได้ห้องน้ำสวยตรงใจ ที่สำคัญการเลือกวัสดุที่จะใช้ในการทำห้องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้อง  สุขภัณฑ์ หรือ ก๊อกน้ำ จำเป็นที่จะต้องพิจารณาเรื่องคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าด้วย เพราะบางครั้งห้องน้ำออกแบบมาสวยงาม แต่เลือกสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพก็จะมีผลด้วย เช่น ถ้ากระเบื้องไม่ได้ฉากหรือมุมเมื่อปูออกมาแล้วร่องยาแนวอาจจะเบี้ยวได้ นอกจากนี้การเลือกกาวปูกระเบื้องและกาวยาแนวก็เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งเล็กๆ ที่หลายๆ คนอาจจะมองข้ามไป ปัจจุบันมีกาวปูกระเบื้องและกาวยาแนวสำหรับห้องน้ำโดยเฉพาะ ที่มีคุณสมบัติพิเศษพัฒนามาเพื่อใช้กับห้องน้ำเช่นเดียวกับในคลิปที่เรานำมาฝาก ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่ใช่น้อย..
5 อันดับบ้านสุดแพง ของนักเตะฟุตบอลโลก 2018

5 อันดับบ้านสุดแพง ของนักเตะฟุตบอลโลก 2018

ให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน คือฟุตบอลโลกฟีเวอร์  "World Cup 2018" ที่จัดขึ้นที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งเจ้าภาพ ก็จัดเต็มกับซาอุดิอาราเบีย ไป 5-0 ประตู วันนี้ เลยอยากนำเสนอข้อมูล ที่คุณเองก็อาจจะอยากรู้เหมือนกันว่า บ้านหรือคฤหาสน์ 5 อันดับแพงสุด ของนักเตะฟุตบอลโลกปีนี้ ใครจะครองแชมป์ เรามาดูกันเลย  อันดับที่ 1  บ้านของ Philippe Coutinho นักเตะชื่อดัง จากทีมชาติ บราซิล ซึ่งปีนี้ก็เป็นทีมที่น่าคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกซะด้วย จะเรียกว่าเป็น Mansion สุดหรู ในกรุง  Barcelona ก็ได้ ที่มีสาธารณูปโภคพร้อมสรรพ ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ห้องนั่งเล่นสุดหรุ ห้องครัวขนาดมหึมา สระว่ายน้ำ ลานกีฬา อุปกรณ์ออกกำลังกายครบชุด  สนนราคา Mansion นี้ อยู่ราวๆ 3-5 ล้านยูโร ถ้าเทียบขนาดแล้ว ก็ใหญ่พอๆ กับ Nou Camp ของ มิสเตอร์เพรสเด๊นท์เลยทีเดียว!!   อันดับที่ 2  เป็นบ้านของ นักเตะทีมกระทิงดุ สเปน เขาก็คือ Sergio Ramos หรือในอีกนาม เขาก็เป็นกัปตันทีม Real Madrid นั่นเอง บ้านของเขาเต็มไปด้วยสาธารณูปโภค เช่น สระว่ายน้ำ ยากูชี่ ซาวน่า โฮมออฟฟิช รวมถึงที่ขาดไม่ได้ ห้องฝึกซ้อมกีฬาที่เขาโปรดปราน ราคาบ้านก็ไม่แพงมาก อยู่ที่ 6.5 ล้านปอนด์ เท่านั้นเอง   อันดับที่ 3  เป็นของเจ้าหนูมหัศจรรย์ Neymar  นั่นเอง นักเตะทีมชาติบราซิล ที่พัฒนาตัวเอง จนกลายมาเป็นนักเตะที่ทรงคุณค่า และค่าตัวแพงลิบลิ่วได้ บ้านของเขาอยู่บนเนื้อที่กว่า 50,000 ตารางเมตร บนเนินเขาตอนเหนือของ Bougival มีเนื้อที่การใช้สอบกว่า 10,800 ตารางฟุต ราคาบ้านไม่ได้ระบุไว้ แต่คงแพงน้อยกว่าบ้านข้างบน   อันดับที่ 4  บ้านของนักเตะชาว อาร์เจนติเนี่ยน เป็นใครไปไม่ได้ เขาคือ Lionel Messi นักเตะทีมชาติอาร์เจนติน่า ที่ฟุตบอลโลกปีนี้ เขาจะพาทีมขาติของเขาไปได้ไกลขนาดไหน ต้องมาคอยติดตามเชียร์กัน ส่วนบ้านของเขา ตัวบ้านเองราคาไม่แพงเท่าไร อยู่ที่ 1.6 ล้านยูโร แต่เขาจ่ายเงินกว่า 6 ล้านยูโร เพื่อตกแต่งมัน!!!   อันดับที่ 5  เป็นบ้านของนักเตะที่ไม่มีใครจะไม่รู้จักแน่ๆ เขาคือ Cristiano Ronaldo นักเตะจากทีมชาติโปรตุเกส ที่เขามีส่วนสำคัญในการพาทีมชาติของตัวเอง เข้ารอบฟุตบอลโลก 2018 มาได้ และเขาจะเป็นกำลัง หัวหอกสำคัญ พาทีมโปรตุเกสไปคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก...(เตะนัดแรกกับ สเปน เกือบเอาตัวไม่รอด เสมอกันไป 3-3) เรามาคุยเรื่องบ้านเขากันดีกว่า มูลค่าบ้านอยู่ที่ 4.8 ล้านปอนด์ ซึ่งตัวบ้านประกอบไปด้วย 7 ห้องนอน 8 ห้องน้ำ รวมถึงห้องเก็บถ้วยรางวัล และห้องออกกำลังกาย ส่วนภายนอกบ้านก็จะมี สระว่ายน้ำ ยากูชี่ และอื่นๆ อีกเพียบ  เป็นไงกันบ้าง 5 อันดับบ้านสุดแพง ของบรรดานักเตะทีมขาติ ในศึกฟุตบอลโลก 2018 แต่ละหลังอลังการงารสร้างมาก เงินทองที่ได้มาจากการค้าแข้งของพวกเขา ก็กลับมาสู่ความสุขที่ได้สร้างบ้านด้วยน้ำแข้งของตัวเองจริงๆ  แล้วอย่าลืมเชียร์พวกเขาด้วยนะจ๊ะ.... เรียบเรียงเนื้อหาใหม่ โดย Review Your Livingขอบคุณ ข้อมูล และภาพประกอบจาก https://www.housenetwork.co.uk  
รู้หลักฮวงจุ้ยห้องน้ำ จัดอย่างไรให้เรียกทรัพย์และสุขภาพดี

รู้หลักฮวงจุ้ยห้องน้ำ จัดอย่างไรให้เรียกทรัพย์และสุขภาพดี

 ว่ากันว่าแต่ละตำราก็มักพูดถึงที่ตั้งและตำแหน่งของห้องน้ำแตกต่างออกไปว่าควรอยู่ส่วนไหนของบ้าน เพราะมีความเชื่อว่าพื้นที่ห้องน้ำในบ้านเปรียบเสมือนจุดรวมพลังงานด้านลบและมีกระแสน้ำไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ส่งผลกระทบต่อเรื่องสุขภาพและความร่ำรวยของทุกคนในบ้านได้ ดังนั้นเจ้าของบ้านควรยึดสิ่งสำคัญอย่างการตกแต่งและจัดวางสิ่งของให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย เพื่อให้เกิดกระแสหมุนเวียนและพลังงานที่ดี ก็จะเป็นการช่วยส่งเสริมให้สมาชิกครอบครัวสุขภาพดีและร่ำรวยขึ้นได้..  1. เน้นตำแหน่งที่ตั้งของห้องน้ำเป็นสำคัญ หลักการวางตำแหน่งที่ตั้งของห้องน้ำที่ดี คือไม่ควรวางตำแหน่งไว้บริเวณหน้าบ้าน เพราะนอกจากคนโบราณจะถือว่าการมีห้องน้ำอยู่หน้าบ้านจะไม่เป็นมงคลแล้ว ยังส่งผลเสียในเรื่องของมลภาวะอีกด้วย เพราะลมที่พัดเข้าทางหน้าบ้าน จะพัดพาเอากลิ่น และความอับชื้นเข้าไปภายในบ้าน ซึ่งจะไปรบกวนคนในบ้านนั่นเองค่ะ  2. พื้นที่ใต้บันได ไม่ควรทำเป็นห้องน้ำ ใช่แล้วค่ะ! พื้นที่ใต้บันไดที่ว่างเปล่านั้นไม่ควรจะเป็นที่ตั้งของห้องน้ำ เพราะตำแหน่งนี้จะส่งผลกระทบให้คุณมีบุตรยาก หรือใครที่มีลูกแล้วเด็กๆ ก็จะซุกซน ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอน ฉะนั้นห้องน้ำตรงใต้บันไดจึงเป็นข้อห้ามที่ควรเลี่ยง และสามารถแก้เคล็ดได้ด้วยการปิดประตูห้องน้ำตลอดเวลา พร้อมทั้งตกแต่งด้วยสีที่เหมาะสมกับทิศที่ตั้งเพื่อความเป็นสิริมงคล  3. ห้ามมีห้องน้ำมากกว่าจำนวนสมาชิกในบ้าน เมื่อมีห้องน้ำมากกว่าจำนวนสมาชิก ก็จะทำให้ใช้งานห้องน้ำไม่ครบทุกห้อง การที่ปล่อยให้ห้องน้ำไว้ไม่ใช้งานเป็นเวลานานๆ จะทำให้น้ำที่หล่อเลี้ยงชักโครกถูกทิ้งไว้เป็นเวลานานโดยไม่มีการหมุนเวียน เมื่อมีฝุ่นผงหรือซากแมลงก็จะทำให้น้ำเน่าเสีย กลายเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดเชื้อโรค กลิ่นเหม็น หรือเมื่อน้ำเหล่านั้นแห้งก็อาจทำให้เกิดกลิ่นเหม็นย้อนกลับเข้ามาในบ้านได้อีกด้วย  4. ไม่ควรตั้งห้องน้ำอยู่กลางบ้าน และอยู่ด้านบนของประตูหน้าบ้าน สำหรับตำแหน่งติดตั้งห้องน้ำที่ดีนั้น เจ้าของบ้านไม่ควรตั้งห้องน้ำอยู่กลางบ้าน เพราะจะทำให้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านเจ็บป่วยเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ซึ่งอาจจะเกี่ยวพันกับสุขอนามัยด้วย การระบายออกของกลิ่นและความชื้น จะระบายไปทางไหน ก็หนีไม่พ้นที่จะระบายอบอวนไปทั่วบ้านแถมยังก่อมลภาวะได้ง่าย ที่สำคัญห้องน้ำไม่ควรอยู่ด้านบนของประตูหน้าบ้าน เพราะตำแหน่งนี้จะคอยดักโชคลาภไม่ให้ผ่านประตูเข้ามาในบ้านเรา  5. ทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถือเป็นตำแหน่งที่ไม่ดี! ห้องน้ำที่อยู่ทางทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ถือเป็นตำแหน่งที่ไม่ดีนัก เพราะถือเป็นตำแหน่งอัปมงคล ส่งผลให้เกิดเรื่องฟ้องร้องคดีความอยู่เสมอ และนำโรคภัยไข้เจ็บมาสู่คนในบ้านอยู่เสมอ แถมทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นทิศที่มีลมประจำพัดผ่านอยู่เสมอหากห้องน้ำอยู่ทางทิศนี้จะทำให้ลมพัดเอากลิ่น และสิ่งสรกปกในห้องน้ำกระจายไปทั่วบ้าน ส่งผลต่อสุขภาพและบรรยากาศภายในบ้าน  6. ห้องน้ำที่ดีควรมีความโปร่ง โล่ง มีระบบการระบายอากาศที่ดี มีแสงแดดส่องถึง ห้องน้ำที่ดีไม่ควรมีแสงที่มืดจนเกินไป เพราะแสงสว่างจะช่วยลดความชื้นภายในห้องน้ำได้ เพราะฉะนั้นช่องแสงจึงควรทำให้มีขนาดใหญ่พอสมควร ถ้าห้องน้ำมีขนาดเล็ก อาจใช้กระจกเงาบานใหญ่มาช่วยเพิ่มความสว่างได้ ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีแสงแดดเข้า ก็จะยิ่งทำให้มีความชื้นสูงมากขึ้นไปอีก  7. ลดระดับพื้นลงหนึ่งสเต็ป สำหรับพื้นห้องน้ำที่ดีควรออกแบบให้มีระต่ำกว่าห้องอื่นสักประมาณ 5-10 เซนติเมตร เพราะห้องน้ำเป็นห้องที่มีการไหลออกของกระแสมาก เมื่อน้ำไหลออกก็จะพากระแสอากาศบางส่วนไหลออกไปด้วย หากมีกระแสโชคไปสะสมก็จะลากกระแสโชคนั้นออกไปด้วยทันที ดังนั้นควรก่อธรณีกั้นและลดพื้นลงสักหนึ่งเสต็ปนะคะ  8. ห้ามเปิดประตูห้องน้ำทิ้งไว้ ห้องนำ้เป็นแหล่งพลังงานด้านลบและกระแสน้ำไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา สามารถส่งผลกระทบต่อเรื่องสุขภาพและความร่ำรวยของทุกคนในบ้านได้ ใครที่กลัวห้องน้ำจะอับชื้น แนะนำให้ติดพัดลมระบายอากาศ หรือทำช่องระบายอากาศไว้ในห้องน้ำแทน เวลาเปิดประตูห้องส้วมแต่ละครั้ง อากาศเสียภายในห้องส้วม ก็จะฟุ้งกระจายออกมา หมุนเวียนอยู่ในบ้าน ผลกระทบที่ตามมาย่อมตกอยู่กับคนในบ้าน อย่างไม่ต้องสงสัยทั้งหมดที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เป็นเพียงข้อห้ามของหลักฮวงจุ้ยห้องน้ำที่ควรหลีกเลี่ยง หากใครกำลังสร้างบ้านใหม่หรือกำลังอยากจะรีโนเวทห้องน้ำก็ควรคำนึงถึงทิศทางที่ตั้งให้ดีนะคะ เพราะถ้าจัดวางทุกอย่างตามหลักแล้วรับรองว่าช่วยเรียกทรัพย์และสุขภาพของสมาชิกภายในบ้านแข็งแรงอย่างแน่นอน อ่อ! หรือถ้าใครมีงบประมาณอยากปรึกษาซินแสผู้รู้จริงก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน  ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก : ซินแสหวาง
9 แหล่งเพาะเชื้อโรคในบ้านที่คุณอาจไม่รู้

9 แหล่งเพาะเชื้อโรคในบ้านที่คุณอาจไม่รู้

ถึงแม้ว่าภายนอกใช้ในบ้านคุณจะดูสะอาดสะอ้านดี แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับมีแขกที่คุณไม่ได้รับเชิญแฝงตัวอยู่เต็มไปหมด นั่นก็คือ กองทัพเชื้อโรค และเหล่าแบคทีเรียร้ายนั่นเอง ศัตรูที่เรามองไม่เห็นนี่แหละที่เป็นสาเหตุของอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ทั้งโรคภูมิแพ้ ไข้หวัด หรืออาการท้องร่วง ยิ่งถ้าคุณละเลยในการทำความสะอาด สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็อาจจะแพร่ไปสู่ส่วนอื่นๆ ของบ้านก็ได้ งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่ามีสิ่งของอะไรบ้างที่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคเหล่านี้ บางทีคุณอาจจะยังไม่รู้ก็ได้นะคะ1. ผ้าเช็ดตัว หากมีสมาชิกภายในบ้านใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกันอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาของคุณ เพราะคิดว่ามันไม่น่าจะมีอะไรก็แค่เอาไปเช็ดตัวเฉยๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว ภายใต้ขนนุ่มของผ้าเช็ดตัว มีเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า สแตฟฟิโลคอคคัส (Staphylococus) แอบอยู่เต็มไปหมด ซึ่งเจ้าเชื้อโรคตัวนี้นี่แหละที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังต่างๆ และยังทำให้เกิดสิวตามส่วนต่างๆ ของร่างกายคุณด้วย รู้แบบนี้แล้วก็ใช้ผ้าเช็ดตัวแยกกันดีกว่านะคะ 2. เครื่องซักผ้า ถึงแม้จะเป็นเครื่องทำความสะอาด แต่ก็ใช่ว่าจะมันปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์  ถ้าหากคุณยังซักผ้าด้วยน้ำเย็น เพราะน้ำอุณหภูมิปกตินั้นไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคในเสื้อผ้าได้ ดังนั้นการซักผ้าควรซักด้วยน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียสขึ้นไป จึงจะสามารถกำจัดเชื้อโรค อย่างเช่น ไรฝุ่น แบคทีเรียต่างๆ ออกไปได้ ก็จะทำให้เสื้อผ้าของคุณสะอาดยิ่งขึ้น ดังนั้นอย่าลืมใส่ใจจุดนี้และหมั่นทำความสะอาดถังซักผ้าด้วยนะคะ 3. คีย์บอร์ด น้อยครั้งมากที่เราจะทำความสะอาดคีย์บอร์ดหน้าคอมของตัวเอง เพราะรู้สึกมันยังสะอาดอยู่ใช้ต่ออีกสักนิดก็คงไม่เป็นไร ซึ่งปุ่มเล็กๆ ที่คุณใช้กันอยู่ทุกวันนี่แหละ มีแบคทีเรียแฝงตัวอยู่มากกว่า 200 ชนิด (มากกว่าในห้องน้ำซะอีก!) ฉะนั้นก่อนและหลังใช้คอมพิวเตอร์ทุกครั้ง ก็ควรล้างมือให้สะอาดซะก่อน ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามใช้น้ำยาทำความสะอาดคอมพิวเตอร์ เช็ดอาทิตย์ละครั้งก็ยิ่งดี 4. พรม พรมที่ใช้ปูพื้นในบ้านของคุณ อาจจะดูสวยดีแต่หากคุณไม่ยอมทำความสะอาด พรมสวยแค่ไหนก็สามารถทำร้ายคุณได้เหมือนกัน เพราะคุณอาจจะยังไม่รู้ว่าความสวยงามของพรมนั้น เต็มไปด้วยแบคทีเรียกว่า 200,000 ตัวต่อตารางนิ้ว (สกปรกกว่าห้องน้ำถึง 4,000 เท่าเลยทีเดียว) แค่คิดก็แทบไม่อยากจะสัมผัสเลยใช่ไหมล่ะคะ ดังนั้นจากนี้ไปก็อย่าลืมใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดพรมและนำไปตากแดดบ้างนะคะ 5. เตียงนอน ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเตียงนอน แต่จะมีสักกี่คนที่เอาไว้นอนอย่างเดียวเท่านั้นจริงๆ เพราะเชื่อว่าหลาย ๆ คนมักจะแอบเอาขนมไปกินบนเตียงกันบ้างแหละ หรือไม่ก็ทำอะไรที่นอกเหนือจากการนอนอย่างแน่นอน ฉะนั้นนอกจากคุณแล้วก็ยังมีวายร้ายแอบครองเตียงของคุณอยู่อย่างเงียบๆ เพื่อรอเวลาจู่โจมในตอนที่คุณหลับ วิธีที่ใช้จัดการวายร้ายเหล่านี้ก็ไม่ยาก แค่เพียงคุณนำปลอกหมอน ผ้าปูเตียง และผ้าห่ม ไปซักด้วยน้ำร้อนอาทิตย์ละครั้ง ส่วนหมอนและเตียงนอนก็นำออกไปตากแดดบ้างอย่างน้อยเดือนละครั้งก็จะช่วยกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ได้ดีกว่านะ  6. ขวดเครื่องปรุงต่างๆ เชื่อว่าหลายๆ บ้านพอเครื่องปรุงในขวดหมดปุ๊บก็เติมของใหม่ลงไปปั๊บเลย รู้หรือเปล่าว่าการทำแบบนี้เท่ากับการทำร้ายตัวเองและคนในครอบครัวกันเห็นๆ ฉะนั้นคราวหน้าหากเครื่องปรุงหมด หรือตั้งขวดเครื่องปรุงนั้นทิ้งไว้นานแล้ว ก็ควรจะหยิบมาล้างทำความสะอาดบ้างนะคะ เพื่อสุขอนามัยที่ดี และเพื่อความปลอดภัยของคนในบ้านด้วย  7. อ่างอาบน้ำ สำหรับบ้านใครที่มีอ่างอาบน้ำควรฟังทางนี้ไว้ให้ดี ว่าอ่างอาบน้ำนั้นมีเชื้อโรค สแตฟฟิโลคอคคัส (Staphylococus) สะสมอยู่ถึง 26 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับส่วนอื่น ๆ ภายในห้องน้ำ โดยเฉพาะอ่างอาบน้ำระบบน้ำวน เพราะแบคทีเรียจะเติบโตอยู่ภายในท่อน้ำ ทุกครั้งที่คุณใช้อ่างอาบน้ำเหล่ากองทัพแบคทีเรียเหล่านั้นก็จะกรูกันเข้ามาหา บางครั้งหนึ่งในแบคทีเรียเหล่านั้นก็อาจจะมีเชื้อ ฟังไจ (Fungi) ต้นเหตุของโรคกลากเกลื้อนแอบแฝงมาด้วย ฉะนั้นทุกครั้งที่ทำความสะอาดห้องน้ำก็อย่าลืมล้างอ่างอาบน้ำของคุณด้วยล่ะ 8.กระโถนเด็ก เมื่อถึงเวลาขับถ่ายของเด็กๆ ถ้าเขายังเข้าห้องน้ำเองไม่ได้ ก็มีกระโถนเด็กนี่แหละเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคุณพ่อคุณแม่ ถ้าอุ้มไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ก็คงไม่ไหวหรอกจริงไหม ฉะนั้นเมื่อกระโถนคือสิ่งสำคัญที่จะต้องสัมผัสกับร่างกายของลูกน้อย หลังจากที่คุณนำกระโถนไปทำความสะอาดแล้วก็อย่าลืมฉีดสเปรย์ หรือเช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคตามด้วยนะ และที่สำคัญก็อย่าลืมล้างมือของคุณและลูก หลังจากที่ลูกทำธุระเสร็จด้วยล่ะ 9. ตู้เย็น แหล่งอาหารชั้นเลิศของทุกคนภายในบ้าน แต่ถ้าคุณปล่อยให้ตู้เย็นของคุณมีกลิ่น หรือคราบเกาะติดไว้นาน ๆ เจ้าแบคทีเรียที่ชื่อ ลิสเทอเรีย (Listeria) จะเข้าไปเจริญเติบโตอยู่ในตู้เย็นของคุณ ซึ่งหากบังเอิญคุณรับประทานอาหารที่มีแบคทีเรียตัวนี้เข้าไป ก็จะทำให้คุณเกิดอาการหนาวสั่น ปวดท้อง หรือปวดศีรษะได้ ฉะนั้นคุณควรเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ส่วนชั้นวางของภายในตู้เย็น ก็เช็ดด้วยน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อเดือนละครั้งด้วยนะ เชื้อโรคนั้นแฝงตัวอยู่ทุกที่ไม่ใช่แค่ที่บ้านของคุณเท่านั้น ที่ทำงาน หรือสถานที่อื่น ๆ ก็มีเชื้อโรคอาศัยอยู่เช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณควรจะทำก็คือ การรักษาความสะอาด ทั้งตัวคุณเองและสิ่งของต่าง ๆ ภายในบ้านของคุณ เพื่อเป็นการป้องกันอีกทางนะคะ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view48905.html ภาพประกอบจาก : https://pixabay.com

1 2 3 ... 29