เคล็ดลับคนรักบ้าน

 

เคล็ดลับคนรักบ้านล่าสุด

1 2 3 4 ... 11
ฮวงจุ้ยบ้านปี 2561 เสริมสิริมงคลรับปีใหม่ ด้วยฮวงจุ้ยสีแต่งบ้านตามธาตุเกิด

ฮวงจุ้ยบ้านปี 2561 เสริมสิริมงคลรับปีใหม่ ด้วยฮวงจุ้ยสีแต่งบ้านตามธาตุเกิด

ฮวงจุ้ยสีแต่งบ้าน 2561 ตามธาตุประจำตัวทั้ง 5 ธาตุ เสริมสิริมงคล โชคลาภ และความโชคดีต้อนรับปีใหม่ด้วย ฮวงจุ้ยสีแต่งบ้านตามธาตุประจำตัว 2561  มาต้อนรับปี 2561 (ปีจอ) ด้วยสิ่งดี ๆ เป็นสิริมงคลให้กับชีวิต ด้วยฮวงจุ้ยสีแต่งบ้านที่ถูกโฉลกกับธาตุเกิดประจำตัว ที่จะช่วยส่งเสริมโชคลาภให้ชีวิตอุดมสมบูรณ์พูลสุข ทั้งเรื่องส่วนตัวและหน้าที่การงาน มาดูกันว่าแต่ละธาตุเกิดเหมาะที่จะตกแต่งบ้านด้วยสีอะไร หรือธาตุเกิดแต่ละธาตุควรจะตกแต่งด้วยสีแต่งบ้านสีไหนดีจึงจะถูกโฉลก สำหรับตอนนี้ก็ตามไปเช็กฮวงจุ้ยสีแต่งบ้านตามหลักฮวงจุ้ยบ้าน 2561 ที่กระปุกดอทคอมรวบรวมมาฝากกันในวันนี้พร้อม ๆ กันเลยครับ   1. ธาตุไฟ ธาตุไฟ ตัวแทนของพลังงานและความน่าหลงใหล เป็นธาตุที่มีบุคลิกดึงดูดเพศตรงข้าม ชอบการติดต่อสื่อสาร มีจินตนาการในการสร้างสรรค์หรือทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่สำคัญยังมีแรงพลังผลักดันให้ทำสิ่งที่มุ่งมั่นตั้งใจไว้จนสำเร็จ ทั้งนี้สีแต่งบ้านนำโชคประจำธาตุไฟคือ สีส้ม สีแดง สีชมพู สีม่วง และสีเหลืองเข้ม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมในเรื่องของชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานให้มีความเจริญก้าวหน้า อีกทั้งยังทำให้เรื่องความรักความสัมพันธ์เป็นไปในทางที่ดีขึ้นด้วย โดยการนำของแต่งบ้านหรือเฟอร์นิเจอร์ตามสีนำโชคที่ว่ามานี้ไปสร้างจุดเด่นหรือจุดนำสายตาให้กับห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ห้องครัว หรือห้องนอน คู่กับโทนสีอ่อน เช่น หมอนอิงสีแดงบนโซฟาสีขาว ชุดเก้าอี้กินข้าวสีส้มกับโต๊ะกระจก ฉากกั้นสีเหลืองในนั่งเล่นห้องสีเบจ หรือชุดเครื่องนอนสีชมพู-ขาว เพื่อปรับบรรยากาศให้เหมาะกับการนอนมากยิ่งขึ้น ก็จะไม่น่าเบื่อหรือจืดชืด ไม่ทึบไม่คับแคบ แถมยังเป็นสิริมงคลด้วย   2. ธาตุดิน ธาตุดิน ตัวแทนของความมั่นคงและอุดมสมบูรณ์ เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว หากตั้งใจทำอะไรแล้วจะไม่ลดละความพยายาม มีเป้าหมายชัดเจน จึงทำให้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยตัวเองได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีความรับผิดชอบสูง สีแต่งบ้านนำโชคสำหรับคนธาตุดินคือ สีเหลืองอ่อน สีทราย สีเบจ และสีเนื้อ ซึ่งโทนสีเหล่านี้ก็จะช่วยเสริมดวงให้ชีวิตมีความมั่นคง มีสเถียรภาพ สงบ มีสุขภาพที่ดี ที่สำคัญยังช่วยให้ความรักทั้งแบบคู่รักและครอบครัวมีความแน่นแฟ้นสามัคคีมากขึ้นอีกด้วย แต่ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ของหรือสีแต่งบ้านประจำธาตุดินเพียงอย่างเดียว หากจับคู่กับสีหรือของแต่งบ้านที่อยู่ในกลุ่มของธาตุไม้ ก็จะช่วยให้บรรยากาศในบ้านเป็นกันเอง ดูผ่อนคลาย โปร่งสบาย และเหมาะกับการพักผ่อนในทุก ๆ วัน อาทิ การตกแต่งแบล็กดรอปสีเหลืองอ่อนในห้องครัว ชุดเฟอร์นิเจอร์สีเบจสำหรับห้องนั่งเล่น หรือการทำผนังอิฐโชว์แนวหรือหัวเตียงในห้องนอน   3. ธาตุน้ำ ธาตุน้ำเป็นตัวแทนของความลื่นไหลและความอุดมสมบูรณ์ เป็นคนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ขี้สงสาร นุ่มนวลอ่อนโยน มองโลกในแง่ดี ชอบความสงบ ไม่ชอบการทะเลาะเบาะแว้ง มีอารมณ์ลุ่มลึกหรือคิดลึกซึ้งกับทุกเรื่อง ซึ่งสีนำโชคของธาตุน้ำคือ สีดำและสีน้ำเงิน ที่จะช่วยส่งเสริมในเรื่องของโชคลาภเงินทองและความอุมสมบูรณ์ให้กับตัวเองและครอบครัว นอกจากนี้ยังทำให้บ้านนั้นมีบรรยากาศที่สงบ ปลอดโปร่ง อยู่แล้วร่มเย็นเป็นสุข ในขณะเดียวกันก็นำความสดชื่นมาให้ ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องแต่งทั้งบ้านด้วยสีน้ำเงินหรือใช้เฟอร์นิเจอร์สีดำทั้งหมด เพียงใช้เป็นธีมสีในการเลือกสีทาบ้านในจุดที่ต้องการจะเน้นหรือใช้สำหรับเลือกของใช้ของตกแต่งในบ้านก็พอ แล้วนำกรอบกระจกหรือคริสตัลมาตกแต่งเพิ่ม ก็จะช่วยภายในบ้านดูสว่างไสวระยิบระยับสวยงามคล้ายประกายแสงจากผิวน้ำ ทำให้บรรยากาศมีความผ่อนคลายและน่าอยู่มากขึ้น   4. ธาตุไม้ ธาตุไม้เป็นตัวแทนของความเจริญเติบโตและความมีชีวิตชีวา เป็นคนซื่อตรง มีคุณธรรม รักศักดิ์ศรี มีความเข้มแข็งอดทน และเชื่อมั่นในตัวเองสูง สีแต่งบ้านนำโชคสำหรับธาตุไม้คือ สีน้ำตาลและสีเขียว ซึ่งจะช่วยให้มีความเป็นอยู่และมีสุขภาพที่ดี ทั้งนี้หากมีการนำต้นไม้มาปลูกหรือประดับในบ้านด้วย ก็จะช่วยส่งเสริมในเรื่องของการเงินและหน้าที่การงานให้ประสบความสำเร็จ เจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า มีความมั่งคั่ง ส่วนของตกแต่งที่นำมาใช้นั้นก็ควรเน้นไปที่สิ่งของที่ทำด้วยวัสดุจากธรรมชาติ เช่น หินอ่อน ไม้สีอ่อนที่จะช่วยบรรยากาศในบ้านดูปลอดโปร่งกว่าไม้สีเข้ม หรือจับคู่ตกแต่งกับเฟอร์ธีมสีเขียวก็ได้ ก็จะช่วยสร้างความสมดุลให้กับบ้านได้อีกทาง โดยเฉพาะในห้องครัว ห้องกินข้าว ห้องน้ำ และห้องนั่งเล่น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความสงบและความรู้สึกอบอุ่นให้กับผู้อยู่อาศัยอีกด้วย   5. ธาตุโลหะ ธาตุโลหะเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ ความเที่ยงตรง และไร้เดียงสา สีแต่งบ้านนำโชคสำหรับธาตุโลหะคือ สีขาว สีเทา และสีเมทาลิค นอกจากจะเป็นโทนสีที่ทำให้บ้านดูเรียบง่ายแต่หรูหรา สวยงามอย่างมีระดับแล้ว ยังเป็นสีที่ช่วยขจัดปัดเป่าและปกป้องจากสิ่งชั่วร้าย พร้อมทั้งช่วยรักษาความสมดุลการเคลื่อนไหวของพลังงานชี่ที่จะนำพาความสงบสุขมาให้แก่คนในบ้าน นอกจากนี้การตกแต่งด้วยโทนสีขาว สีเทา และสีเมทาลิค ยังสร้างเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใครเมื่อนำมาจับคู่กัน อาทิ สีขาวกับทองเมทาลิค หรือสีเทากับเงินเมทาลิค ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชอบความทันสมัยแบบสไตล์โมเดิร์น นอกจากนี้ยังช่วยให้บรรยากาศในบ้านดูสว่างและปลอดโปร่งขึ้นอีกด้วย การตกแต่งนั้นก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่และความชอบ เพียงเลือกสีเหล่านี้ไปผสมผสานกับการตกแต่งก็จะทำให้บ้านน่าอยู่มีบรรยากาศที่ดี พร้อมทั้งยังเป็นสิริมงคลกับตัวเองและคนในบ้านอีกด้วย  เป็นยังไงกันบ้างครับกับสาระดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับบ้านและคอนโดแบบนี้อีกมากมาย ติดตามต่อได้ที่นี่เลยนะค้าบบบ www.reviewyourliving.com/infographic ขอขอบคุณข้อมูลจาก ourhomeideas knowfengshui thespruce https://home.kapook.com/view181969.html
ทริคจัดหิ้งพระในบ้านอย่างไรให้เป็นสิริมงคลกับเจ้าของ

ทริคจัดหิ้งพระในบ้านอย่างไรให้เป็นสิริมงคลกับเจ้าของ

บ้านแต่ละหลังย่อมมีหิ้งพระ หรือมากกว่านั้นอาจจะมีหิ้งเทพ หิ้งรูปบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ แต่ก็ยังพบปัญหาว่าหลายคนไม่ทราบว่าควรจัดวาง ตั้งหิ้งพระไว้บริเวณใดของบ้านถึงเหมาะสมและเป็นมงคลกับชีวิต รวมถึงอาจเผลอวางหิ้งพระผิดที่ผิดทางจนเกิดความไม่เป็นมงคลได้ เราจึงรวบรวมคำแนะนำเรื่องการจัดหิ้งพระให้เหมาะสมและเป็นมงคลต่อเจ้าของบ้าน   หมั่นดูแลหิ้งพระให้สะอาดอยู่เสมอ หลายจุดในบ้านเจ้าของบ้านให้ความสำคัญแต่บางครั้งหลงลืมตำแหน่งของหิ้งพระ ดังนั้นต้องหมั่นเช็ดทำความสะอาดองค์พระหรือรูปเทพ เพราะหากองค์พระหรือรูปเทพมีฝุ่นจับเชื่อว่าจะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วย นอกจากนั้นควรหมั่นเปลี่ยนน้ำ ดอกไม้ในแจกันบูชาเพื่อให้ชีวิตของคนในบ้านสดชื่น แจ่มใสอยู่ตลอดเวลา   เลือกตำแหน่งที่สงบ หิ้งพระควรตั้งอยู่ในพื้นที่ๆ สงบ ไร้เสียงรบกวน จอแจ เช่นบางบ้านประดับหิ้งพระไว้บริเวณประตูเข้า-ออก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าคนในบ้านจะพบแต่ความวุ่นวาย   หิ้งพระบนหลังตู้ควรสูงกว่าศีรษะ หากคุณพักอาศัยในคอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์หิ้งพระควรอยู่สูงกว่าศีรษะเพราะมันเกี่ยวพันกับความเจริญก้าวหน้า อาชีพการงาน   หิ้งพระควรตั้งอยู่ในมุมที่เป็นสัดส่วน ไม่ใช่เมื่ออยู่นอกบ้านแล้วสามารถมองเห็นหิ้งพระในบ้านอย่างชัดเจน เช่นนั้นถือว่าไม่ดี บนหิ้งพระควรมีองค์พระหรือองค์เทพเป็นจำนวนเลขคี่ หิ้งพระไม่ควรติดตั้งผนังเดียวกับห้องน้ำหรือห้องครัว รวมถึงไม่ควรหันหน้าหิ้งบูชาไปตรงกับประตูห้องน้ำหรือห้องครัว เพราะจะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วย มีเรื่องขัดแย้งหรือเงินทองรั่วไหล   หิ้งพระไม่ควรตั้งอยู่ปลายเตียง หากไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรตั้งหิ้งบูชาไว้ในห้องนอน เนื่องจากเราอาจมีกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อหน้าหิ้งพระเช่นการเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือการร่วมหลับนอนของคู่สามี-ภรรยา อีกทั้งยังไม่ควรหันหน้าหิ้งพระไปยังทิศที่เตียงตั้งอยู่ด้วย   ห้องพระคือห้องพระ ห้องพระก็คือห้องสำหรับตั้งบูชาพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว เราอย่าใช้ห้องพระไว้เก็บข้าวของชนิดอื่นๆ รวมทั้งห้องพระไม่ควรอยู่ติดกับห้องน้ำหรือมีประตูตรงกับห้องน้ำ   ห้องรับแขกไม่ใช่ที่ตั้งของหิ้งบูชา อย่างที่บอกว่าหิ้งพระควรตั้งอยู่ในห้องที่ค่อนข้างมีบรรยากาศสงบ   หลีกเลี่ยงการตั้งหิ้งบูชาไว้ใต้คาน เพราะหมายถึงดวงชะตาของเจ้าของบ้านอาจถูกกดทับ และมักมีเรื่องให้ปวดหัวอยู่เสมอ   เป็นยังไงกันบ้างครับกับสาระดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับบ้านและคอนโดแบบนี้อีกมากมาย ติดตามต่อได้ที่นี่เลยนะค้าบบบ www.reviewyourliving.com/infographic   ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.sanook.com/home/9521/
6 ทริคง่าย ๆ กำจัดสารพัดแมลงกวนใจภายในบ้าน

6 ทริคง่าย ๆ กำจัดสารพัดแมลงกวนใจภายในบ้าน

วิธีกำจัดแมลงในบ้าน ให้ไร้ความรำคาญใจ โดยสามารถนำวิธีกำจัดแมลงในบ้านไปใช้ได้สารพัดวิธี เพื่อบอกลาเจ้าแมลงร้ายที่คอยป่วนให้หมดสิ้น นอกจากสมาชิกในบ้านแล้ว หลายบ้านยังต้องเจอแขกที่ไม่ได้รับเชิญเป็นเหล่ามด ปลวก และแมลงอีกสารพัด สร้างความหนักใจกันน่าดู แต่เจ้าแมลงตัวป่วนสารพัดชนิดก็มีวิธีจัดการให้อยู่หมัดแบบไม่ต้องมากวนใจเราบ่อย ๆ เหมือนกัน และในวันนี้กระปุกดอทคอมก็นำวิธีกำจัดแมลงมาฝาก ลองไปทำตามพร้อมกันได้เลยจ้า 1. ทำความสะอาดเตียงให้ดี ตัวไรไม่มีแน่ ตัวเหลือบ ตัวไร ที่เกิดจากการหมักหมม และเชื้อโรคบนฟูกนอน กำจัดได้ง่าย ๆ เพียงแค่คุณขยันซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม และเครื่องนอนทุกชิ้น รวมถึงหมั่นนำไปตากแดดฆ่าเชื้อโรคบ่อย ๆ เชื้อโรค และตัวไรทั้งหลายก็คงอพยพหนีไปไม่มากวนใจอีก   2. ยิ่งปลูกต้นไม้ใกล้บ้าน ยิ่งมีสารพัดแมลง ทั้งมด ปลวก และแมลงสารพัดชนิด ใช้ช่องทางจากต้นไม้ริมหน้าต่าง หรือกิ่งไม้ที่ยื่นมาเกาะกำแพงบ้าน เป็นทางเดินเข้ามาในบ้านเราได้อย่างง่าย ๆ และถ้าคุณมีต้นไม้ปลูกชิดกำแพงบ้าน เห็นแมลงมาเกาะแกะอาหาร หรือไต่อยู่รอบ ๆ บ้านก็คงไม่น่าแปลกใจ ดังนั้นควรตัดแต่งกิ่งไม้ไม่ให้รุ่มร่ามย่างกรายเข้ามาใกล้บ้าน หรือทางที่ดีไม่ปลูกต้นไม้ใกล้ตัวบ้านเลยจะดีที่สุด   3. ปิดฝาภาชนะให้แน่น ป้องกันได้อีกทาง อาหารทุกชนิดที่จัดเก็บในกล่อง ควรปิดฝากล่องให้แน่นหนาด้วย แค่นี้ก็สามารถป้องกันมด และแมลงมาก่อกวนได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ถ้าจะป้องกันให้ดีที่สุด อาจจะต้องรองน้ำที่ขาชั้นวางของ หรือขาโต๊ะสักหน่อย รับรองว่ามด และแมลงไต่มาถึงกล่องอาหารเราไม่ได้แน่ ๆ   4. เหยื่อล่อน้อย ต้นเหตุดักหนูไม่สำเร็จ สำหรับบ้านไหนที่มีหนูวิ่งเล่นทั่วบ้าน และเคยใช้กับดักหนูแล้วแต่ไม่สำเร็จ ปัญหาของคุณอาจจะอยู่ที่เหยื่อล่อมีจำนวนน้อยไปก็ได้ครับ จึงทำให้หนูฉกอาหารไปกินได้โดยไม่ทันโดนกับดักของเราจับไว้ซะก่อน เอาเป็นว่าคราวหน้าถ้าจะดักหนู ก็อย่าลืมเพิ่มเหยื่อล่อให้มากขึ้นอีกนิดก็แล้วกันนะครับ   5. ต้นตอเชื้อโรค อยู่ที่ของหมักหมม ไม่ว่าจะเป็นจานที่กองทับถมในอ่างล้างจานหลายวัน ถังขยะที่ไม่ได้ทิ้งมาเป็นสัปดาห์ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีที่คุณอาจคาดไม่ถึง ! แถมยังเป็นแหล่งกำเนิด หรือของล่อมด แมลง เชื้อราได้อีกด้วย ฉะนั้นล้างทำความสะอาดจานชามทันที และหมั่นทิ้งขยะทุกวันก็จะช่วยลดแมลงก่อกวนบ้านได้ดีขึ้นเยอะ   6. เปลี่ยนหลอดไฟเป็นสีวอร์มไวท์เวิร์กกว่า หลอดไฟสีขาวช่วยกำจัดแมลงได้ส่วนหนึ่งก็จริง แต่เมื่อแมลงเหล่านี้มาเกาะแกะแถวหลอดไฟ แมงมุมก็จะได้โอกาสเข้ามาปักหลักคอยกินแมลงที่บินว่อนอยู่ ซึ่งก็แน่นอนว่าพื้นที่รอบ ๆ หลอดไฟของคุณจะมีใยแมงมุมเป็นพร็อพเสริมโดยที่ไม่ได้สมัครใจเลย แต่ถ้าเปลี่ยนหลอดไฟเป็นสีวอร์มไวท์ แมลงก็จะถูกกำจัดอย่างเดิม แต่แมงมุมจะคลำทางมาสร้างใยไม่ได้ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า หลอดไฟแบบไหนเจ๋งกว่ากัน เป็นยังไงกันบ้างครับกับสาระดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับบ้านและคอนโดแบบนี้อีกมากมาย ติดตามต่อได้ที่นี่เลยนะค้าบบบ www.reviewyourliving.com/infographic ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://home.kapook.com/view87411.html
9 วิธีกำจัดตัวเรือดตั้งแต่ต้นตอ จบปัญหามีรอยแดงคันยุบยิบตอนตื่นนอน

9 วิธีกำจัดตัวเรือดตั้งแต่ต้นตอ จบปัญหามีรอยแดงคันยุบยิบตอนตื่นนอน

สำหรับคนที่มีรอยแดง บวม คัน ตอนตื่นนอน เพราะโดนตัวเรือดกัด มาดูวิธีกำจัดตัวเรือดไปพร้อม ๆ กัน แล้วรีบลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่ตัวเรือดจะใช้บ้านของเราเป็นที่อยู่ถาวร  ถ้าพูดถึงสัตว์ตัวเล็ก ๆ หรือแมลงที่มักเข้ามาก่อกวนในบ้าน คงต้องมีชื่อตัวเรือดติดโผกันบ้างแน่ ๆ เพราะถึงแม้ตัวเรือดจะพบเห็นได้ไม่บ่อยเท่าแมลงวัน แมลงหวี่ มด หรือปลวก แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่มักโดนตัวเรือดกัด ทำให้เกิดปุ่มนูน มีอาการบวม แดง คัน บริเวณคอ มือ แขน และขา กว่าจะหายก็ใช้เวลานานเป็นสัปดาห์เลยทีเดียว วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอรวมวิธีกำจัดตัวเรือดแบบง่าย ๆ แต่ได้ผลมาฝากกัน แต่ก่อนจะไปดูวิธีกำจัดตัวเรือด มาทำความรู้จักให้มากขึ้นก่อนดีกว่า ตัวเรือด (Bedbug) เป็นปรสิตสีน้ำตาล ลักษณะผิวเหมือนเปลือกมีขุย ๆ ตัวเล็ก ขนาดประมาณ 5-6 มิลลิเมตร ลำตัวแบนรี มีขา แต่ไม่มีปีก มีปากแหลมไว้สำหรับดูดเลือด ออกไข่สีขาวแต่สีจะเข้มขึ้นเมื่อใกล้ฟักตัว แพร่พันธุ์ได้เร็ว ชอบอาศัยในที่อุณหภูมิอุ่น และกินเลือดมนุษย์เป็นอาหาร ดังนั้นจึงมักพบมากบริเวณห้องนอน อาทิ ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูเตียง ตะเข็บฟูก ขอบเตียง กองเสื้อผ้า โดยสามารถกำจัดได้ด้วยวิธีเหล่านี้   1. หาแหล่งที่อยู่ของตัวเรือดให้เจอ เราคงไม่สามารถกำจัดตัวเรือดได้หมด หากไม่รู้ถึงแหล่งที่อยู่จริง ๆ ของกองทัพตัวเรือด ฉะนั้นควรเริ่มด้วยการหาแหล่งที่อยู่ให้เจอเป็นอันดับแรก ซึ่งวิธีค้นหาตัวเรือดก็ไม่ยาก เพราะจุดที่ตัวเรือดอยู่จะมีจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ หรือรอยสีสนิมคล้าย ๆ รอยเลือดปรากฏอยู่ นอกจากนี้หากมีกลิ่นสาบหรือกลิ่นคล้าย ๆ ผลไม้บูดเน่า ก็เป็นสัญญาณว่ามีตัวเรือดอยู่เช่นกัน นอกจากนี้อย่ามัวแต่มองหาตัวเรือดแค่ในห้องนอนเท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้วตามโซฟา ผนัง รวมถึงรอยแตก รอยร้าว และตามซอกหลืบต่าง ๆ ของบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่ที่สัตว์เลี้ยงของเราชอบอยู่ ก็มักจะมีตัวเรือดชอบมาอาศัยด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นสำรวจให้ทั่วว่าตัวเรือดซ่อนอยู่ตรงไหนของบ้าน จะได้ลงมือกำจัดให้ถูกจุด   2. ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดให้ทั่วทุกพื้นที่ วิธีที่ง่ายที่สุดในการกำจัดตัวเรือดก็คือ การใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดตัวเรือดและสิ่งสกปรกให้ทั่วบ้าน โดยเฉพาะแหล่งที่อยู่ยอดฮิตอย่าง ที่นอน โซฟา ม่าน พรม ผนัง เฟอร์นิเจอร์ และเก้าอี้ ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่ดูดซอกมุมอย่างละเอียดเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมทำความสะอาดฟิลเตอร์หรือตัวกรองในเครื่องดูดฝุ่นของเราด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเรือดแพร่กระจายไปห้องอื่น ๆ ของบ้าน   3. นำเครื่องนอนไปซักด้วยน้ำร้อน หากพบว่าแหล่งที่อยู่อาศัยของตัวเรือดคือ ที่นอน ผ้าม่าน หรือของชิ้นเล็ก ๆ ที่พอจะซักได้ ให้เรารีบนำสิ่งของเหล่านั้นไปซักในน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิอย่างน้อย 122 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 50 องศาเซลเซียส ทันที เนื่องจากตัวเรือดจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในความร้อนระดับนี้ โดยซักตามด้วยผงซักฟอกเพื่อกำจัดคราบเลือดที่อาจดึงดูดปรสิตหรือแมลงอื่น ๆ มาในห้องนอน และถ้าหากอยากทำให้แน่ใจว่าเรากำจัดตัวเรือดได้หมดจดจริง ๆ ก็ให้นำสิ่งที่เราซักมาตากแดดในวันที่มีแสงจัด ๆ ด้วย   4. ทิ้งของใช้ที่เป็นแหล่งที่อยู่ของตัวเรือด ในกรณีที่ของใช้ชิ้นนั้น ๆ มีตัวเรือดอาศัยอยู่รวมกันมาก ไม่สามารถกำจัดได้หมด หรือตัวเรือดทำลายสิ่งของเหล่านั้นจนไม่สามารถใช้เป็นปกติได้แล้ว แนะนำให้ตัดสินใจทิ้งของชิ้นนั้นไปซะ เพราะเก็บเอาไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แถมยังเป็นแหล่งที่อยู่ให้ตัวเรือดขยายพันธุ์อีกต่างหาก ทว่าก่อนจะนำไปทิ้งก็อย่าลืมเขียนโน้ตติดไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นที่เจอหยิบไปใช้ต่อ   5. อุดรอยร้าวในบ้าน รอยร้าวตามผนังบ้าน ร่องหรือรอยแตกตามเฟอร์นิเจอร์ หรือหลังวอลเปเปอร์ที่ติดไม่สนิทหรือหลุดลอก เป็นอีกหนึ่งสถานที่หลบซ่อนของตัวเรือด แถมยังกำจัดออกได้ยาก ดังนั้นทางที่ดีอย่าลืมจัดการปิด อุด ฉาบรูหรือรอยร้าวต่าง ๆ ในบ้านให้เรียบสนิทด้วย   6. ใช้ดินเบาช่วย หรือลองหันมาใช้วิธีกำจัดตัวเรือดแบบธรรมชาติ โดยนำดินเบาสูตรผสมอาหารโรยบริเวณที่มีตัวเรือดอาศัยอยู่ก็ช่วยกำจัดตัวเรือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะดินเบาจะทำหน้าที่ดูดซึมน้ำจากตัวเรือด ส่งผลให้ตัวเรือดตายลงในที่สุด แถมดินเบาผสมกับอาหารยังไม่ส่งผลเสียต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมด้วย ทำให้เราใช้ดินเบาได้แบบสบาย ๆ เลย ทว่าถึงอย่างไรตอนโรยดินเบาก็ควรจะใส่ผ้าปิดจมูกเพื่อป้องกันเอาไว้สักหน่อย ส่วนระยะเวลาที่ดินเบาจะช่วยกำจัดตัวเรือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เวลาประมาณ 10-12 วันค่ะ   7. ฉีดไล่ด้วยน้ำใบสะระแหน่ ถ้าบ้านใครที่เพิ่งเริ่มมีตัวเรือด หรือมีตัวเรือดไม่มาก แนะนำให้ใช้วิธีแบบธรรมชาติที่ง่ายและดี โดยการนำใบสะระแหน่มาบดแล้วคั้นให้เป็นน้ำ เทใส่ขวดสเปรย์ จากนั้นก็นำไปฉีดให้ทั่วบริเวณที่มีตัวเรือดอยู่ ก็จะทำให้ตัวเรือดตายและค่อย ๆ หายไป เพราะว่าในใบสะระแหน่มีกลิ่นและสรรพคุณที่ช่วยขับไล่แมลงอยู่นั่นเอง   8. หยดที ทรี ออยล์บนที่นอน รู้ไหมคะว่าที ทรี ออยล์ (Tea Tree Oil) ที่สาว ๆ ชอบนำมาบำรุงผิว ก็ช่วยกำจัดตัวเรือดและแมลงต่าง ๆ ให้ออกไปจากบ้านของเราได้ ด้วยการนำที ทรี ออยล์มาฉีดบริเวณที่มีตัวเรือดอาศัยอยู่หรือหยดบนเสื้อผ้าและที่นอน เพียงง่าย ๆ แค่นี้ ก็ช่วยไล่เจ้าตัวเรือดออกไปได้แล้ว   9. ซิลิกาเจล (Silica gel) ซิลิกาเจลเป็นสารสังเคราะห์จากทรายขาวกับกำมะถัน มีลักษณะเป็นโพรงด้านใน ทำให้ดูดน้ำ ดูดความชื้นได้ดี ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลที่เราสามารถใช้ซิลิกาเจลช่วยกำจัดตัวเรือดได้ โดยให้ป้ายซิลิกาเจลไว้ในบริเวณที่ตัวเรือดอาศัยอยู่ ทิ้งไว้สักระยะ รอให้ตัวเรือดติดกับซิลิกาเจล เพราะเนื้อซิลิกาเจลจะมีความเหนียวสูงมาก เมื่อตัวเรือดมาติดจึงไม่สามารถสลัดออกได้ แล้วตัวเรือดก็จะค่อย ๆ แห้งตายไปในที่สุด สุดท้ายนี้ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้วิธีไหนในการกำจัดตัวเรือด เราขอแนะนำให้ทำวิธีนั้นซ้ำอีกครั้งในทุก 3 อาทิตย์ เพื่อให้ช่วยแก้ปัญหาตัวเรือดบุกบ้านอย่างถาวรและมีประสิทธิภาพ  และเห็นไหมคะว่าการกำจัดตัวเรือดสามารถทำได้ไม่ยาก แถมยังมีหลายวิธีด้วย ฉะนั้นถ้าเริ่มพบว่าบ้านของเรามีตัวเรือด ให้รีบทำตามวิธีที่สะดวกที่เราแนะนำไปทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด ไม่งั้นอาจมีตัวเรือดเต็มบ้านจนกำจัดไม่ไหว เป็นยังไงกันบ้างครับกับสาระดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับบ้านและคอนโดแบบนี้อีกมากมาย ติดตามต่อได้ที่นี่เลยนะค้าบบบ www.reviewyourliving.com/infographic ขอขอบคุณข้อมูลจาก  https://home.kapook.com/view181219.html
ดีงาม...6 ประโยชน์ของน้ำซาวข้าว รู้แล้วจะเททิ้งไม่ลง !

ดีงาม...6 ประโยชน์ของน้ำซาวข้าว รู้แล้วจะเททิ้งไม่ลง !

รู้ไหมว่า น้ำซาวข้าว ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับสุขภาพและความสวยความงามเท่านั้น แต่น้ำซาวข้าวยังมีประโยชน์ต่องานบ้านและสวนสวย ๆ ของคุณด้วย เชื่อว่าหลาย ๆ คนรู้กันอยู่แล้วว่าน้ำซาวข้าวมีประโยชน์ เพราะน้ำซาวข้าวหรือน้ำขาวถือเป็นของที่ผู้หลักผู้ใหญ่มักจะบอกต่อ ๆ กันมาว่าดีต่อสุขภาพอย่างนั้น ดีต่อผิวพรรณอย่างโน้น ดีต่อผมอย่างนี้ แต่พอถึงเวลาหุงข้าวจริง ๆ แทบทุกคนก็ไม่ได้สนใจน้ำซาวข้าวอยู่ดี แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้เห็นประโยชน์อื่น ๆ ของน้ำซาวข้าวมากขึ้น วันนี้เราจึงได้นำเคล็ดลับประโยชน์ดี ๆ ของน้ำซาวข้าวที่มีต่อบ้านและสวนของคุณมาฝาก เพื่อให้คุณได้เห็นถึงความดีงามและประโยชน์ของน้ำซาวข้าวจนตัดสินใจเททิ้งไม่ลงเลยล่ะ   1. ดีต่อผ้าขาว ถ้าไม่อยากมีปัญหาเสื้อผ้าสีขาวมีรอยยับ ลองแช่เสื้อผ้าสีขาวเหล่านั้นลงไปในน้ำซาวข้าวเจือจาง แล้วปล่อยทิ้งไว้สัก 5 นาที จากนั้นนำมาล้างน้ำออกให้สะอาด แล้วนำไปซักแบบปกติ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้เสื้อที่รีดง่ายและมีรอยยับน้อยลงแล้วล่ะ แต่ก็ไม่ใช่ช่วยให้ผ้าไร้รอยยับเพียงอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ เพราะจริง ๆ แล้วน้ำซาวข้าวยังช่วยให้เสื้อสีขาวที่ดูเก่าหมอง กลับมาขาวสะอาดเหมือนใหม่ได้ด้วย โดยวิธีการก็ง่าย ๆ เพียงแค่นำเสื้อผ้าสีขาวที่เราจะซักไปแช่ไว้ในน้ำซาวข้าวประมาณ 3 วัน โดยเปลี่ยนน้ำใหม่ 1-2 ครั้ง ในแต่ละวัน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำซาวเข้าบูดหรือเน่าเสีย พอครบตามเวลาที่กำหนดก็ให้นำผ้าขึ้นมาซักตามปกติ เสร็จแล้วเสื้อสีขาวที่เคยหมองก็จะกลับมาสะอาดวิ้งอีกครั้งแล้วค่ะ   2. ดีต่อภาชนะในครัวเรือน รู้ไหมคะว่าน้ำซาวข้าวสามารถนำมาใช้ล้างถ้วย จาน ชาม หม้อ และภาชนะต่าง ๆ ที่มีคราบไขมันและกลิ่นคาวเกาะติดได้ แถมยังไม่มีสารเคมีเจือปนอีกด้วย ฉะนั้นใครที่มีปัญหาน้ำยาล้างจานหมดฉุกเฉิน ก็สามารถใช้น้ำซาวข้าวล้างแทนได้แบบสบาย ๆ อีกทั้งยังมีงานวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่า น้ำซาวข้าวที่แช่ข้าวไว้ 24 ชั่วโมงมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับน้ำยาล้างจานเป๊ะ ๆ เลยด้วย นอกจากนี้การนำน้ำซาวข้าวเทลงในหม้อหุงข้าว จากนั้นก็หุงจนน้ำเดือด เสร็จแล้วก็นำมาล้างตามปกติ จะช่วยให้ปัญหาหมอหุงข้าวบูดหายไปได้อีกด้วย ฉะนั้นบ้านใครที่มีปัญหาหม้อหุงข้าวมีกลิ่นบูดเหลืออยู่ ก็ลองทำตามวิธีนี้เลย รับรองเห็นผลชัวร์   3. ดีต่อผัก ผลไม้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกวันนี้ผักและผลไม้มีสารพิษตกค้างจากยาฆ่าแมลงอยู่มาก ดังนั้นก่อนจะนำมารับประทาน เราต้องล้างผักและผลไม้ให้สะอาดอยู่เสมอ ทว่านอกจากน้ำเปล่าแล้ว น้ำซาวข้าวก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยขจัดสารพิษตกค้างออกไปได้อย่างหมดจด โดยให้นำผักและผลไม้แช่ลงไปในน้ำซาวข้าวประมาณ 5-15 นาที ซึ่งน้ำซาวข้าวที่ใช้ควรเป็นน้ำซาวข้าวครั้งที่ 2 (น้ำซาวข้าวครั้งแรกอาจมีสิ่งสกปรกเจือปน) เมื่อแช่เสร็จก็ให้นำไปล้างน้ำเปล่าอีกครั้ง แค่นี้ก็รับประทานได้แบบปลอดภัยไกลจากสารเคมีต่าง ๆ แล้ว   4. ดีต่อกระจก สำหรับคนที่อยากให้กระจกภายในบ้านใสสะอาด ให้นำน้ำซาวข้าวไปล้างกระจก แล้วเช็ดออกด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ เพียงง่าย ๆ แค่นี้ก็ช่วยให้กระจกของคุณใส สะอาด และดูดีขึ้นเป็นกองแล้วล่ะ   5. ดีต่อพื้นไม้ นอกจากประโยชน์ด้านบน ถ้าบ้านใครเป็นบ้านไม้ แล้วอยากให้พื้นไม้สะอาดเงางามละก็ แนะนำให้ใช้ผ้าชุบน้ำซาวข้าวเช็ดให้ทั่วพื้น จากนั้นก็ใช้ผ้าแห้งเช็ดตามอีกที เท่านี้ก็ได้พื้นบ้านไม้เงาวับแล้ว   6. ดีต่อต้นไม้ ประโยชน์ข้อสุดท้าย ขอแนะนำให้รดน้ำต้นไม้ด้วยน้ำซาวข้าวบ่อย ๆ แล้วจะพบว่าต้นไม้ของคุณดูแข็งแรงและมีใบที่สวยงามมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในน้ำซาวข้าวมีสารอาหารจากข้าวละลายอยู่มาก เมื่อใช้น้ำซาวข้าวรดน้ำต้นไม้เป็นประจำ ก็จะช่วยเร่งให้ต้นไม้แข็งแรงและเจริญงอกงามได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งหากนำน้ำซาวข้าวมาผสมกับกากน้ำตาลและจุลินทรีย์ ก็จะได้น้ำหมักชีวภาพมาใช้เองได้อีกด้วย ในเมื่อน้ำซาวข้าวมีประโยชน์ต่อบ้านของเราขนาดนี้ ต่อไปเวลาหุงข้าวก็อย่าเผลอทิ้งน้ำซาวข้าวไปซะเฉย ๆ เชียวล่ะ อ้อ แล้วก็อย่าลืมว่าน้ำซาวข้าวครั้งแรกอาจมีสิ่งสกปรกเจือปน ดังนั้นถ้าจะใช้น้ำซาวข้าวไปล้างภาชนะและผลไม้ต่าง ๆ ก็ควรจะใช้เป็นน้ำซาวข้าวครั้งที่ 2 นะคะ เป็นยังไงกันบ้างครับกับสาระดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับบ้านและคอนโดแบบนี้อีกมากมาย ติดตามต่อได้ที่นี่เลยนะค้าบบบ www.reviewyourliving.com/infographic   ขอขอบคุณข้อมูลจาก home.kapook.com, womensweekly, rakbankerd, gotoknow, Mitchai Khamngok, vegetweb
5 ข้อที่คนแต่งห้องชอบทำพลาด

5 ข้อที่คนแต่งห้องชอบทำพลาด

คนส่วนใหญ่ที่มีคอนโด มักจะมีความสุขในการแต่งห้องของตัวเอง โดยการออกไปหาซื้อเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งด้วยตัวเอง แต่หลายๆคนมักจะรู้สึกว่าทำไมห้องของเรามันออกมาไม่สวยเหมือนกับที่เราคิดไว้ วันนี้พวกเราได้รวบรวมข้อผิดพลาด 5 ข้อที่คนส่วนใหญ่ที่แต่งห้องเองมักจะทำกัน ถ้าคุณได้ทำอย่างน้อยหนึ่งข้อจากห้าข้อนี้ พวกเราแนะนำให้คุณหยุดและลองปรับเปลี่ยนวิธีกันดูนะครับ บางทีมันอาจจะช่วยให้ห้องของคุณสวยมากขึ้นได้   1. เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่ไม่เข้ากัน :ทั้งในเรื่องของขนาด สไตล์ หรือแม้กระทั่งรูปแบบของเฟอร์นิเจอร์เอง สาเหตุหลักๆมักจะมาจาก เวลาเราเดินไปเจอเฟอร์นิเจอร์หรือของแต่งบ้านสวยๆ ลดราคา เราจะรีบซื้อทันที โดยที่เราอาจจะลืมคิดไปว่า ของทั้งหมดที่เราซื้อกันไปนั้นเมื่อไปอยู่รวมกันแล้วจะเข้ากันไหม และขนาดของเฟอร์นิเจอร์จะพอดีกับห้องของเราไหม วิธีการแก้ไขคือ ให้คุณลองหาภาพที่มีสไตล์การตกแต่งในแบบที่เราชอบเก็บไว้ จากนั้นเวลาที่เราจะเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่ง ให้ยึดรูปแบบจากภาพนี้เลย ถ้าเราดูแล้ว โทนสีมันใช่ รูปแบบมันโดน เราก็ซื้อทันทีอย่ามัวรีรอ  แต่เดี๋ยวก่อน!!! มีอีกหนึ่งข้อที่คุณควรคำนึง นั่นก็คือ ขนาดของเฟอร์นิเจอร์ต้องพอดีกับห้องของเราด้วย ไม่อย่างนั้น ซื้อมาแล้ววางในห้องไม่ได้ พวกเราก็ไม่รับผิดชอบนะครับ 555   2. ทาสีโดยไม่ได้ลองก่อน :เป็นอีกหนึ่งข้อที่หลายๆคนมักพลาดกัน รู้หรือไม่! สีที่เราเห็นในชาร์ตก่อนที่เราซื้อ กับสีที่ทาเสร็จแล้ว มักจะไม่เหมือนกันสะทีเดียว ด้วยปัจจัยจากสภาพอากาศ อุณหภูมิ หรือแสงในห้องของเรา วิธีการแก้ไขคือ ให้ลองซื้อกระปุกเล็กๆมาทดลองทาพื้นที่เล็กๆดูก่อน แล้วทิ้งไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อดูว่าใช่สีที่เราต้องการหรือไม่   3. มองข้ามแสงธรรมชาติ :แสงธรรมชาติที่หลายๆคนพยามหาวิธีป้องกันไม่ให้เข้ามาในห้องของเราได้ เพราะกลัวว่าห้องจะร้อน แต่รู้ไหมว่า แสงธรรมชาติช่วยให้ห้องคุณดูสดชื่นและน่าอยู่ขึ้นได้ ที่สำคัญยังช่วยเราประหยัดค่าไฟได้อีกด้วย สำหรับแสงจากหลอดไฟ เราอาจจะเลือกใช้หลอดไฟที่สามารถปรับความสว่างให้เหมาะกับการใช้งานทั้งกลางวันและกลางคืนได้   4. เลือกผ้าม่านผิดขนาด :ทุกห้องคงมีผ้าม่านกันใช่ไหมครับ แต่รู้หรือไม่ว่า ผ้าม่านเป็นตัวช่วยให้ห้องของคุณดูแคบหรือกว้างขึ้นได้ หากคุณต้องการจะติดผ้าม่าน เราขอแนะนำให้คุณติดผ้าม่านให้สูงกว่ากรอบหน้าต่างสักหน่อยนึง วิธีนี้จะทำให้หน้าต่างและห้องของเราดูสูงและกว้างมากขึ้น หรือถ้าอยากให้ห้องของเราดูดีมีชาติตระกูลมากขึ้น แนะนำให้ติดผ้าม่าน 2 ชั้น โดยชั้นแรกจะเป็นผ้าม่านโปร่งๆ ช่วยบังสายตาจากภายนอกและยังคงได้รับแสงจากธรรมชาติอยู่ เหมาะสำหรับเปิดรับแสงแดดในตอนเช้าที่ยังไม่ร้อนมาก ส่วนอีกชั้นจะเป็นผ้าม่านทึบ ไว้สำหรับปิดในช่วงเวลาที่มีแสงแดดจัดๆ   5. ของตกแต่งมากเกินไป :ของตกแต่งถ้ามากเกินไปจะทำให้ห้องของเราดูรกได้ ยิ่งไปกว่านั้นของตกแต่งบางอย่างเป็นตัวเก็บฝุ่นอีกต่างหาก เช่น พรมขนๆ ที่อาจจะทำให้ห้องของคุณดูสวยเด่นในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นสิ่งสกปรกและฝุ่นจะถามหา ยิ่งถ้าคุณไม่มีเวลาทำความสะอาดด้วยแล้ว บอกได้คำเดียวว่าเละแน่ๆ หรือดอกไม้ปลอมที่หลายๆคนนำมาแต่งห้องเพราะชอบสีสันสดใสของมัน แต่คุณรู้ไหมว่า ดอกไม้ปลอมนี่แหละเป็นตัวเก็บฝุ่นชั้นดีเลย วิธีการแก้ไขคือ เราควรจะเลือกซื้อของตกแต่งมาแต่งห้องแต่พองามไม่มากจนเกินไป และที่สำคัญควรเลือกของตกแต่งที่ทำมาจากวัสดุที่ทำความสะอาดได้ง่าย และไม่เก็บฝุ่นนะครับ ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.sanook.com/home/12949/   เป็นยังไงกันบ้างครับกับสาระดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับบ้านและคอนโดแบบนี้อีกมากมาย ติดตามต่อได้ที่นี่เลยนะค้าบบบ www.reviewyourliving.com/infographic
5 ของมงคล แต่งบ้าน ความหมายดี เหมาะนำเข้าบ้าน หรือ เป็นของขวัญเลอค่า

5 ของมงคล แต่งบ้าน ความหมายดี เหมาะนำเข้าบ้าน หรือ เป็นของขวัญเลอค่า

ภาพเพียง 1 ภาพ แทนความหมายได้เป็นพันคำ เราจึงมักใช้สัญลักษณ์ของ ภาพวาด ประติมากรรม รูปปั้น หรือ งานแกะสลักสวยๆ เป็น ของมงคล แต่งบ้าน เพื่อดึงดูด โชคลาภ สิริมงคลเข้าบ้านตามความหมายของภาพหรือ รูปปั้นนั้นๆ ซึ่งตามศาสตร์ฮวงจุ้ยแล้ว มีสัตว์มงคล สัญลักษณ์มงคลอีกมากมายที่เหมาะสำหรับเสริมดวงโชคลาภในแต่ละด้านไป ว่าแต่จะมีอะไรบ้างที่มีความหมายดีๆ เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญแทนใจส่งความปรารถนาดีให้แก่ผู้ที่เคารพรัก ในโอกาสต่างๆ เช่น อวยพรปีใหม่,เปิดกิจการร้านค้า,ขึ้นบ้านใหม่,ครบรอบวันเกิด,เลื่อนตำแหน่ง,เกษียณอายุ,งานมงคลสมรส นอกจากนี้ ยังเหมาะสำหรับการตกแต่งบ้าน ร้านค้า และสำนักงาน ให้ดูสวยงามโดดเด่นและเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่ครอบครองอีกด้วย ตามมาดูกันค่ะ   1. ม้า ในศาสตร์ฮวงจุ้ยนั้น ม้าซึ่งมีธาตุไฟเป็นธาตุธรรมชาติ เป็นสัตว์ในลำดับที่ 7 ในนักษัตรจีน มักมีความเชื่อกันว่า ม้าเป็นสัตว์ที่เปี่ยมไปด้วยพลังงานธาตุหยางและทิศประจำปีม้าหรือปีมะเมียคือทิศใต้ ม้าเป็นสัญลักษณ์ของขุนนาง ชนชั้นสูง และวิถีชีวิตที่สุขสบาย และม้าเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความรวดเร็ว ว่องไว แข็งแรง ไม่หยุดอยู่กับที่ ได้ฉายาว่า ม้าเร็ว ซึ่งจะส่งผลทำให้ธุรกิจ การค้า การงาน ประสบความสำเร็จเร็วยิ่งขึ้น ลักษณะม้าคู่ที่มงคลจะมีลักษณะกำลังวิ่ง ก้าวกระโดด ส่วนม้า 8 ตัว จะหมายถึง ความรวดเร็ว คล่องแคล่วว่องไว ปานม้าหนุ่ม 8 ตัวก็ไม่ปาน ให้นำรูปปั้นม้า ตั้งไว้ทางทิศใต้ในห้องนั่งเล่น เพื่อเพิ่มพลังให้กับมุมชื่อเสียง กระตุ้นโอกาสต่างๆ ที่จะได้มีชื่อเสียง และความนิยมยกย่องอย่างกว้างขวาง   ชาวจีนเชื่อกันว่า การจัดวางม้าสามตัวจะสามารถแก้การแตกแยกได้ หรือใช้ภาพม้าแปดตัว แปด อิริยาบถ เพื่อเสริมความก้าวหน้ารุ่งเรืองในทางธุรกิจการค้า สำเร็จรวดเร็ว ม้า ยังเป็นสัญลักษณ์แทนคำอวยพรให้สุขภาพแข็งแรงอีกด้วย เหมาะแก่การเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่เป็นอย่างมาก     2. ปลาคราฟ ภาพปลาคราฟ 9 ตัว ความหมาย โดยนิสัยของปลาคราฟที่ต้องว่ายทวนน้ำ เปรียบเหมือนชีวิตคนเรา ที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรค มีตำนานของชาวจีนเราว่า หากปลาคราฟตัวใดว่ายจากปลายน้ำถึงต้นน้ำได้จักเป็นมังกรแปลว่า หากมีอุปสรรคสูงใหญ่แค่ไหน หากมีความเพียรเป็นที่ตั้งแล้วย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จในที่สุด สัญลักษณ์ของความปรารถนาที่จะได้ผลกำไร หรือ ผลประโยชน์จากการทำธุรกิจ เพราะปลาคราฟเป็นปลาที่ชอบว่ายทวนกระแสน้ำ เหมือนกับการที่คนเราไม่ยอมแพ้กับอุปสรรคต่างๆ นานา ตามศาสตร์ฮวงจุ้ย ถือว่า ภาพปลาคราฟซ่อนแฝงพลังของ “ธาตุน้ำ” เอาไว้     3. เรือสำเภา ความหมาย ตามประเพณีจีน ถือว่าเรือสำเภาเป็นของมงคลที่สื่อถึงการค้าขายประสบความสำเร็จ หากร้านค้ามีการค้าขาย การตั้งเรือสำเภาเอาไว้ในบ้าน ในร้านค้า จะทำให้กิจการค้าราบรื่น ไม่สะทกสะท้าน แม้มีอุปสรรค ถ้าโถมเข้ามา หากท่านสามารถวางเรือสำเภาใน “ทิศตะวันออก” หรือ “ทิศตะวันออกเฉียงใต้”ได้ก็จะยิ่งเสริมพลังของฮวงจุ้ยในมุมนั้นได้มากขึ้นไปอีก สามารถเสริมให้ท่านมีกิจการการค้าและชีวิตที่ราบรื่น ปรับตัวได้คล่องแคล่วตามสถานการณ์ มีสติปัญญาที่ลึกซึ้งเหมือนน้ำ     4. มังกร เป็นสัญลักษณ์แห่ง พลัง อำนาจ ความยิ่งใหญ่ เพศชาย จักรพรรดิ ประเทศชาติ มังกรถือเป็นสัตว์สำคัญที่สุดของจีน และเป็นสัตว์เทพที่ศักดิ์สิทธิ์ เกิดจากลักษณะของสัตว์ ๕ ชนิด มีเขา กวาง หัววัว ตัวงู เกล็ดปลา เท้าเหยี่ยว  มังกรเป็นสัตว์เทพ จึงเหาะเหินเดินอากาศได้ แหวกน้ำดำดินได้   การนำสัญลักษณ์มังกรมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นรูปวาด รูปปั้น หรือประดับตามข้าวของเครื่องใช้ หากเป็นของจักรพรรดิ มังกรจะมี ๕ เล็บ ของขุนนางจะมี ๔ เล็บ ถ้าสามัญชนจะมี ๓ เล็บเท่านั้น ตามตำนานจีน มังกรเป็นสัตว์มงคลสูงสุด เป็นราชาแห่งสัตว์มีเกล็ดทั้งมวล เป็นตัวแทนแห่งความแข็งแกร่ง ความดีงาม ความตั้งใจ ความอุตสาหะพยายาม ความกล้าหาญ และความอดทน ชาวจีนจึงถือว่า มังกรคือ จิตวิญญาณของการเปลี่ยนแปลง และฟื้นฟูให้ดีขึ้น และมังกรยังเป็นผู้นำฝนแห่งชีวิตมาให้ ภาพลักษณ์ของมังกร จะเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่เกิดปีไก่ (ระกา) ซึ่งเชื่อกันว่าแปลงร่างมาเป็นนกโฟนิกซ์ ที่เป็นเพื่อนสนิทกับมังกร     5.นกยูง นกยูง เป็นสัญลักษณ์ของความงดงาม อวดโฉม ความพร้อมสะพรั่ง อลังการ ความรัก ความสุข ความโชคดี และความเจริญในด้านการเงิน ผู้ใดที่ต้องการให้ความรักดี เจริญดี ในด้านการเงินการวางแผน ให้นำนกยูงตั้งไว้ที่โต๊ะทำงาน หรือประดับภาพนกยูงที่โถงทางเดินเข้าบ้าน     เป็นยังไงกันบ้างครับกับสาระดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับบ้านและคอนโดแบบนี้อีกมากมาย ติดตามต่อได้ที่นี่เลยนะค้าบบบ www.reviewyourliving.com/infographic   ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://decor.mthai.com/fortune/32430.html
ของ 6 ชิ้นที่ทำให้บ้านดูไม่มีสไตล์

ของ 6 ชิ้นที่ทำให้บ้านดูไม่มีสไตล์

ของใช้หลาย ๆ อย่าง ที่เรานำมาใช้ในบ้านนั้น ทำให้บ้านของเราดูขาดความเนี๊ยบ ไม่มีสไตล์ไปโดยที่เราไม่ได้คาดคิด บางชิ้นทำให้บ้านดูรก และถ้ามีของเหล่านี้อยู่ในบ้านมันทำให้บรรยากาศโดยรวมภายในบ้านของเราดูไม่ดี และมักจะเป็นสิ่งแรก ๆ ที่แขกหรือผู้มาเยือนจะสังเกตเห็นได้ชัดเจน ของดังกล่าวมีด้วยกัน 6 อย่าง ต่อไปนี้ 1.หลอดไฟฟลูออเรสเซนท์ : ไฟชนิดนี้ให้แสงสว่างจ้า เมื่อนำมาใช้จะทำให้บรรยากาศในบ้านดูไม่ดีนัก วิธีแก้ไขก็คือการเปลี่ยนไปใช้ไฟที่ให้แสงอุ่น และให้ความสว่างในลักษณะที่นุ่มนวลลง เพื่อทำให้บรรยากาศในบ้านดูอบอุ่นและมีสไตล์ 2.สายไฟ : ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า สายไฟต่าง ๆ อย่างเช่นสายทีวี สายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อความบันเทิงทั้งหลาย ควรหาที่ซ่อน หรือเก็บแอบไว้ ไม่ควรปล่อยออกมาให้เห็น อาจจะใช้กล่อง หรือรางปิด เพื่อให้ดูเรียบร้อยสวยงาม 3.ห้องว่างเปล่า : แม้ว่าการตกแต่งในยุคใหม่ ๆ จะเน้นความโล่ง เรียบง่าย แต่ก็ต้องไม่โล่งจนเกินไป เพราะความโล่งเกินไป ก็ทำให้ดูไม่มีสไตล์ได้เช่นกัน 4.กรอบรูปที่ดูไม่ดี : กรอบรูปราคาถูก ไม่มีสไตล์ หากนำมาติดไว้ จะเป็นที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ถึงความไม่มีสไตล์นั้น เพราะกรอบรูปจะเป็นสิ่งที่เตะสายตามากที่สุด เมื่อมีใครเข้ามา ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า เราควรต้องลงทุนกับกรอบรูปกันสักหน่อย 5.มู่ลี่แนวตั้ง : มู่ลี่แบบนี้ แม้จะใช้งานได้ดี แต่ดูไม่ค่อยจะมีสไตล์นัก ทางที่ดี ควรเปลี่ยนเป็นผ้าม่าน และราวแขวนสวย ๆ จะดีกว่า 6.โคมไฟราคาถูก : พวกโคมไฟที่ทำจากกระดาษ หรือวัสดุราคาถูก ทำให้ภาพรวมของบ้านดูไม่ดีเช่นกัน โคมไฟจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะต้องลงทุน ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.sanook.com/home/14481/  
ต้องทำอย่างไร…เมื่อสงสัยว่าปลวกบุกบ้าน?

ต้องทำอย่างไร…เมื่อสงสัยว่าปลวกบุกบ้าน?

เนื่องจากร่องรอยปลวกนั้นมักไม่โผล่มาให้สังเกตเห็นกันได้ง่ายๆ ด้วยตาเปล่า ในสายตาหลายๆท่านจึงดูเป็นการยากที่จะปักใจเชื่อได้ว่าโครงสร้างบ้านของตนได้กลายเป็นเหยื่อของศัตรูบ้านที่เรียกว่าปลวกไปแล้วจริงๆ หากท่านเจ้าของบ้านเกิดข้อสงสัย ว่าบ้านแสนสวยที่กำลังอาศัยอยู่ในขณะนี้ นั้นกำลังตกเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของบรรดาปลวกใต้ดินอยู่จริงหรือไม่ เพื่อความอุ่นใจ ก็ควรปฏิบัติตามขั้นตอนทั้งห้าดังต่อไปนี้ค่ะ บทความโดย : M Factors 1.ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน  อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่าปลวกเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก อาศัยอยู่ใต้ดิน โปรดปรานที่มืดและชื้นแฉะ การสังเกตทางเดินปลวกในเบื้องต้นนั้นจึงไม่ใช่งานง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ มีโอกาสสูงที่ร่องรอยต่างๆ จะปรากฎในพื้นที่เล็กๆ ที่ท่านเจ้าของบ้านคาดไม่ถึง อาจเป็นในมุมมืดหรือซอกแคบที่ลึกที่สุดในตัวบ้าน นับเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดพิถีพิถันเป็นอย่างยิ่ง จึงเห็นได้ชัดว่าการมอบหน้าที่นี้ให้กับบริษัทกำจัดแมลงมืออาชีพผู้มีความเชี่ยวชาญจะสามารถช่วยประหยัดเวลาให้เจ้าของบ้านทุกท่านได้มากกว่า และผลลัพธ์ที่ได้ก็ย่อมดีกว่าการลงแรงตรวจหาปลวกด้วยตัวเองอย่างแน่นอนค่ะ 2.เก็บตัวอย่างเอาไว้เป็นหลักฐาน  หากพบแมลงเม่าบินว่อนเล่นแสงไฟอยู่ในบ้านของท่าน ให้จับมาใส่ขวดโหลเพื่อนำมาสังเกตต่อไป ว่าแมลงเม่านั้นเป็นมดหรือปลวกกันแน่ วิธีการแยกแยะความแตกต่างเบื้องต้น คือมดจะมีเอวคอดกว่าและมีหนวดหักงอมากกว่าปลวก และปีกของปลวกจะมีขนาดเท่ากัน ในขณะที่ปีกคู่หน้าของมดจะมีขนาดใหญ่กว่าปีกคู่หลังค่ะ ซึ่งการเก็บตัวอย่างแมลงเม่าเพื่อมาพิจารณาว่าเป็นมดหรือปลวกนี้ จะเป็นการช่วยให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทำงานได้ง่ายขึ้นมาก เพราะจะสามารถให้คำปรึกษาหรือเลือกวิธีการกำจัดแมลงในบ้านได้อย่างถูกต้องเหมาะสมที่สุดค่ะ 3.เลือกวิธีที่ดีที่สุดเพื่อรับมือกับปัญหา ในท้องตลาดปัจจุบันมีทางเลือกการกำจัดปลวกอยู่หลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเคมีอย่างที่คุ้นเคยกันดี การใช้สารสกัดจากพืชสมุนไพรนานาชนิด ไปจนถึงการฝังเหยื่อซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดแห่งวงการกำจัดแมลง แต่ละวิธีก็ย่อมมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น ระบบฉีดพ่นอัดน้ำยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเพราะมีราคาถูก แต่ประสิทธิภาพของสารเคมีมักเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาอันสั้น ทั้งยังเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและผิวหนัง หรือระบบฝังเหยื่อเซนตริคอนที่มีราคาสูง แต่เมื่อติดตั้งระบบแล้วก็สามารถใช้ได้อย่างถาวร มีอายุการใช้งานยาวนาน ไม่ต้องรื้อผนังหรือขุดเจาะตัวบ้าน และไม่ใช้หรือก่อให้เกิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีร่องรอยการรุกรานจากปลวกในบ้านของท่านจริง เจ้าของบ้านทุกท่านก็ควรนำข้อมูลไปพิจารณาก่อนการตัดสินใจ เพื่อเลือกวิธีการกำจัดปลวกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบ้านของท่านเองค่ะ 4.คิดจะทำลายรัง ต้องมุ่งกำจัดที่ตัวแม่ ไม่ว่าปลวกงานหรือปลวกทหารจะต้องพากันพลีชีพไปมากมายเท่าไร แต่ตราบใดที่ราชินีปลวกยังไม่ตายจากไป บรรดาลิ่วล้อปลวกภายในรังก็ยังสามารถรักษาอาณาจักรและผลิตลูกหลานกันออกมาได้อย่างไม่หยุดหย่อน ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการหาทางกำจัดที่สามารถทำให้ราชินีตายจนรังปลวกล่มสลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในบรรดาระบบกำจัดปลวกในท้องตลาดประเทศไทยปัจจุบันนี้ อาจกล่าวได้ว่าระบบฝังเหยื่อแบบเซนตริคอนเป็นเพียงวิธีการเดียวที่การกำจัดปลวกเกิดขึ้นในรังปลวกอย่างแท้จริง เพราะในระยะกลางของกระบวนการกำจัดปลวก ปลวกงานที่เดินทางกลับไปยังรังหลังจากออกหาอาหารในแท่นเซนตริคอน จะทำหน้าที่เป็นพาหะนำสารรีครูททูและรีครูทเอจี ซึ่งมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของปลวกกลับไปถึงที่รัง และแพร่กระจายสารรีครูทไปสู่ประชากรปลวกทุกตัวรวมถึงราชินีปลวก ทำให้ราชินีปลวกตัวแม่ต้องตายและไม่สามารถให้กำเนิดทายาทได้อีกค่ะ 5.กำจัดแหล่งซ่องสุมของเหล่าแมงเม่า หลังจากที่รังปลวกล่มสลายไปแล้ว เจ้าของบ้านควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในการตรวจตราร่องรอยของปลวกและแมลงเม่าที่ยังอาจหลงเหลืออยู่ในบริเวณบ้านโดยรอบ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาณาจักรปลวกแห่งใหม่จนเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยได้อีก โดยนอกจากจะตรวจสอบในท่อน้ำหรือรางน้ำที่อุดตัน ตามซอกหลืบในบ้าน หรือตามโครงสร้างฝ้าเพดานและบัวเชิงผนังแล้ว ยังควรใส่ใจบริเวณนอกบ้านให้ดี เพราะในบริเวณซากกิ่งไม้ใบไม้เน่าเปื่อยหรือกองปุ๋ยนี่แหละค่ะ ที่มักเป็นแหล่งชุมนุมกันของบรรดาแมลงเม่า ซึ่งหากสามารถกำจัดแมลงเม่าจนสิ้นซากได้โดยรอบบ้านได้ทั้งภายในและภายนอกอย่างทั่วถึงแล้ว ก็สามารถสบายใจเพราะโอกาสที่ปลวกจะหวนกลับมาทำลายบ้านท่านได้ก็จะเหลืออยู่เพียงน้อยนิด แต่ถึงกระนั้นก็อย่านิ่งนอนใจไปนะคะ ไม่ว่าอย่างไร  บ้านของท่านต้องคอยรับการตรวจตราจากเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอแม้รังปลวกจะล่มสลายไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของบ้านของทุกท่านนั่นเองค่ะ เพื่อเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด หากท่านสงสัยว่ามีปลวกในบริเวณบ้านของท่านหรือไม่ หนทางที่ดีที่สุดคือขอรับบริการตรวจตราร่องรอยปลวกจากผู้เชี่ยวชาญ หากพบร่องรอยปลวก ก็ต้องรีบหาทางกำจัดให้ทันท่วงทีก่อนปัญหาจะสายเกินแก้ แต่หากไม่พบ ก็สามารถขอรับบริการติดตั้งระบบกำจัดปลวก เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตได้ ระบบเซนตริคอนนั้นเป็นนวัตกรมการกำจัดปลวกทางเลือกใหม่ ที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพและไร้พิษภัยจากสารเคมี และที่สำคัญคือสามารถกำจัดปลวกได้ถึงต้นตอ ซึ่งก็คือราชินีปลวกผู้ให้กำเนิดนั่นเองค่ะ ทางเราขอแนะนำบริษัท M Factors ผู้ให้บริการกำจัดปลวกชั้นนำของประเทศไทยด้วยระบบเซนตริคอนมาเป็นเวลานานหลายปี หากสนใจขอคำปรึกษา รับบริการกำจัดปลวกด้วยระบบเซนตริคอน หรือต้องการศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ M Factors ได้ทาง www.mfactors.co.th หรือ Facebook Mfactors ค่ะ ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.banidea.com/how-do-when-have-termite/  
เคล็ดลับในการลดค่าไฟฟ้าสำหรับแต่ละบ้าน

เคล็ดลับในการลดค่าไฟฟ้าสำหรับแต่ละบ้าน

เรื่องของค่าไฟฟ้านั้น เป็นค่าใช้จ่ายตายตัวของทุกๆ บ้าน จะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างด้วยกัน เช่น จำนวนสมาชิกในบ้าน จำนวนของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มี และปริมาณการใช้งานในแต่ละวันนั่นเอง แต่จะทำอย่างไร ที่พอจะทำให้ค่าไฟที่นับวันค่า FT (ย่อมาจากคำว่า Float time หมายถึง การลอยค่าของต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ที่การไฟฟ้าไม่สามารถควบคุมได้) ซึ่งมีแต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้ ค่าไฟฟ้าจึงเป็นรายจ่ายที่ออกจะหนักหนาสาหัส ของหลายๆ คนเลยทีเดียว ดังนั้น การปรับตัวให้เข้ากับค่าไฟที่สูงขึ้น ด้วยการหาทางประหยัดปริมาณการใช้ไฟฟ้า ภายในครัวเรือนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดนั่นเอง ส่วนจะทำได้ด้วยวิธีการไหนบ้างนั้น ลองไปดูกันเลยค่ะ เปลี่ยนหลอดไฟฟ้าในบ้าน มาเป็นหลอดประหยัดพลังงานทั้งหมด เช่น ใช้หลอดตะเกียบแทนหลอดไส้ ซึ่งอาจเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้สักหน่อย แต่เป็นการลงทุนเพื่อการใช้งานในระยะยาวที่จะทำให้ใช้ไฟได้อย่างประหยัดมากขึ้น และอาจจะใช้บัลลาสต์ประหยัดไฟร่วมด้วยก็จะยิ่งดี รวมไปถึงหากบริเวณใด ที่มีการติดตั้งหลอดไฟมากเกินความจำเป็น ก็ถอดหลอดบางหลอดออกมาเก็บไว้ ก็จะช่วยประหยัดไฟได้อีกด้วย การเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ควรคำนึงถึงอัตราการใช้ไฟฟ้า โดยเลือกที่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เป็นหลักและควรจะเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมาตรฐาน และซื้อตามความจำเป็นเท่านั้นรวมทั้งต้องหมั่นดูแลทำความสะอาดเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้น อย่างสม่ำเสมอด้วย ควรดึงปลั๊กออกทุกครั้ง เมื่อไม่ได้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดใดก็ตาม อย่าเสียบแช่เอาไว้ เพราะถึงแม้จะปิดการทำงานแล้วก็ยังมีกระแสไฟวนเวียนอยู่ภายในนั่นเอง เครื่องปรับอากาศ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด จึงควรเลือกเปิดเฉพาะบางช่วงเวลา ตามความจำเป็นเท่านั้นเช่น ในเวลากลางวัน หรือบ่ายที่อากาศร้อนจัด ไม่ควรเปิดไว้ทั้งวันทั้งคืนตลอดเวลารวมไปถึงควรติดตั้งผ้าม่านภายในห้องที่ใช้ เพื่อป้องกันความร้อนจากแสงแดด และหมั่นทำความสะอาดภายในเครื่องปรับอากาศ เป็นประจำทุกเดือนด้วย เลือกตู้เย็นให้เหมาะสมกับขนาดของครอบครัว เพราะหากตู้เย็นยิ่งมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีปริมาณการใช้ไฟมากขึ้นตามไปด้วย และไม่ควรเปิด-ปิดตู้เย็นบ่อยครั้งจนเกินไป และไม่นำอาหาร หรือสิ่งของที่ไม่จำเป็นเข้าไปแช่เพราะจะยิ่งทำให้ตู้เย็นต้องทำงานหนักเกินไป ซักผ้าครั้งละมากๆ การซักผ้าทีละน้อย จะทำให้ต้องใช้เครื่องซักผ้าบ่อยเกินไปควรรวบรวมเสื้อผ้าที่ต้องการซัก ให้ได้ปริมาณมากพอสมควรก่อน แล้วจึงค่อยนำไปซักทีเดียว ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงเคล็ดลับบางส่วน ในการช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับบ้านได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งสมาชิกที่อยู่ในบ้าน ต้องช่วยกันดูแล และให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากทำได้ รับรองว่าบิลค่าไฟในเดือนต่อไป จะลดลงไปได้พอสมควรอย่างแน่นอนค่ะ ขอบคุณแหล่งที่มา : www.plerne.com/วิธีการลดค่าไฟฟ้า/
วิธีขจัดคราบเหลืองบนเสื้อผ้าสีขาว โดยเฉพาะคราบเหลืองบริเวณรักแร้และคอเสื้อ

วิธีขจัดคราบเหลืองบนเสื้อผ้าสีขาว โดยเฉพาะคราบเหลืองบริเวณรักแร้และคอเสื้อ

สำหรับหลายๆ คน หรือหลายๆ บ้านที่มีเสื้อผ้าสีขาว ไม่ว่าจะเป็นชุดนักเรียน ชุดนักศึกษา ชุดทำงาน หรือเสื้อตัวโปรด ที่ต้องใช้เป็นประจำ อาจจะเจอกับปัญหา “คราบเหลืองบนเสื้อขาว” ที่ทำให้เสื้อผ้าที่ไม่ได้เก่า กลับดูเก่า และดูไม่สะอาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งคราบเหลืองบริเวณคอเสื้อและรักแร้ด้วยแล้ว ทำให้ไม่กล้าหยิบมาใส่อย่างน่าเสียดาย สำหรับปัญหานี้ ถ้าเป็นบริเวณรักแร้ ส่วนใหญ่ก็มักเกิดจากการใช้โรลออนดับกลิ่นตัว หรือสเปร์ยระงับกลิ่นตัวนั่นเอง ส่วนถ้าเป็นบริเวณคอเสื้อ ก็อาจจะเกิดจากจากครีมทาผิว หรือครีมกันแดดที่ใช้อยู่เป็นประจำก็ได้ เป็นต้น ก่อนอื่น ต้องบอกว่า วิธีที่เรานำมาฝากในวันนี้ จะเรียงลำดับจากระดับเบาๆ (คราบน้อย คราบเกิดใหม่ กำจัดง่าย) ไปจนถึงระดับฮาร์ดคอร์ (คราบเก่า คราบสะสมค้างปี คราบที่ใช้วิธีอื่นๆ มาแล้วไม่ได้ผล) เพราะฉะนั้น ถ้าใครไม่แน่ใจ ควรเลือกจากวิธีเบาๆ ก่อน เพื่อเป็นการรักษาสภาพผ้าไม่ให้เสียหรือเสื่อมสภาพนั่นเองค่ะ จนกระทั่งวิธีเบาๆ ไม่ไหวแล้ว ค่อยใช้วิธีฮาร์ดคอร์ หรือวิธีสุดท้ายนะคะ ใช้มะนาว โดยผ่ามะนาวออกเป็นซีก แล้วนำมาขัดที่บริเวณคราบเหลืองๆ จากนั้น ก็นำน้ำใส่ในกะละมัง แล้วเอาน้ำมะนาวผสมกับน้ำสะอาด โดยกะปริมาณอย่างละครึ่ง แล้วนำเสื้อลงไปแช่ทิ้งเอาไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะเอามาซักตามปกติ ก็จะช่วยให้คราบเหลืองที่จับตัวกันแน่นจางหายลงไปได้หรือบางคนก็เทน้ำมะนาวลงไปในน้ำผสมผงซักฟอก แล้วซักตามปกติก็จะทำให้ผ้าขาว มีความขาวคงทนไปนานๆ เช่นกัน  ใช้สบู่สำหรับซักผ้า ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านทั่วๆไป เช่น สบู่นีออน (NEON) มาถูลงบริเวณคราบเหลือง ทั้งบริเวณคอและรักแร้ให้ทั่ว แล้วใช้แปรงซักผ้าขัดถูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคราบเหลืองหลุดออก แล้วค่อยนำไปซักด้วยผงซักฟอก หรือน้ำยาซักผ้าตามปกติอีกครั้ง ใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ โดยจัดการนำมาป้ายลงบนคราบเหลืองบนเสื้อ ทั้งใต้รักแร้และคอเสื้อ จากนั้น ให้ทิ้งเอาไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะนำไปซักอีกครั้งนี่ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยจัดการกับคราบสกปรกได้ดี     ใช้น้ำส้มสายชู เทราดลงบนผ้าส่วนที่มีคราบเหลือง แล้วทิ้งเสื้อเอาไว้ก่อนอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วค่อยใช้น้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอกมาทาทับลงไป ตามด้วยการใช้แปรงขัดคราบไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะต้องทำซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ ถึงจะช่วยให้คราบเหลืองๆ ที่เกาะอยู่จางลงไป ใช้น้ำส้มสายชู ผสมไฮเตอร์ ผสมผงซักฟอก แล้วนำผ้าที่คราบลงไปแช่ทิ้งไว้สักพัก แล้วซักออกตามปกติ คราบเหลืองจะหายไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ ใช้น้ำยาล้างจานซันไลต์ สำหรับใครที่ใช้วิธีข้างบนทั้งหมด แล้วยังไม่ได้ผล ลองใช้ซันไลต์เลยค่ะ นำไปป้ายคราบเหลือง แล้วจัดการขัดหรือขยี้ออก หลายคนบอกว่าได้ผลจนน่าแปลกใจเชียวล่ะ วิธีสุดท้ายสำหรับใครที่ใช้วิธีข้างบนทั้งหมด “ไม่ได้ผลเลย” เหมาะสำหรับผ้าใยสังเคราะห์ประเภทโพลีเอสเตอร์ ที่มีความทนกรด (ไม่ควรใช้กับผ้าใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย และผ้าใยสังเคราะห์ประเภทไนลอน เพราะจะทำให้ผ้าละลายได้) และใช้ในกรณีที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว (เช่น เสื้อตัวที่ซักจนถอดใจ และเตรียมจะทิ้งแล้ว) แนะนำ “น้ำยาล้างห้องน้ำ” ด้วยการนำผ้าที่เปื้อนคราบไปจุ่มน้ำให้เปียกก่อนแล้วใช้น้ำยาล้างห้องน้ำทาลงไปบนคราบ จากนั้นให้ใช้แปรงสีฟันค่อยๆ ขัดคราบออก ซึ่งถ้าไม่ออกอีก ก็ให้ใช้การขยี้แบบการซักผ้าเลยค่ะ (โปรดใส่ถุงมือยางเวลาขยี้ด้วย เพราะถ้าขยี้ด้วยมือเปล่าน้ำยาจะกัดมือค่ะ) และไม่ควรทิ้งน้ำยาไว้บนเสื้อนานเกินไป เพราะคราบน้ำยาจะไปติดเสื้อแทน เพราะฉะนั้น รีบทาแล้วรีบขัดหรือขยี้ออก เสร็จแล้วให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกหลายๆ น้ำและถ้าใครกลัวว่าจะมีสารเคมีตกค้าง แล้วจะทำร้ายผิวได้ แนะนำให้ซักด้วยวิธีซักผ้าตามปกติอีก 2-3 ครั้ง หรือทำการต้มเสื้ออีก ก่อนนำไปตาก แล้วค่อยนำมาใส่นะคะ และนั่นก็คือวิธีต่างๆ ที่จะสามารถช่วยชุบชีวิตเสื้อผ้าสีขาวที่มีคราบเหลืองให้กลับมาขาวสดใสได้อีกครั้ง โดยไม่จำเป็นจะต้องซื้อเสื้อใหม่ให้เสียดายเงิน หรือทนใส่เสื้อที่ไม่น่าดูอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันปัญหาคราบเหลืองๆ ไม่พึงประสงค์ ไม่ให้เกิดซ้ำอีก ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้โรลออนที่เป็นสาเหตุของปัญหา หรือเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นตัวในรูปแบบอื่นๆ แทน แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ (เช่น ในกรณีที่โรลออนที่ใช้อยู่ ไม่สามารถเปลี่ยนยี่ห้อได้ เพราะใช้ได้แค่ยี่ห้อเดียว) เมื่อเสื้อที่กลับมาขาวแล้ว เกิดคราบเหลืองขึ้นมาอีก ก็ให้รีบถอดเสื้อออกมาแช่น้ำยาซักผ้า และซักทันทีที่กลับมาถึงบ้าน อย่าทิ้งไว้นาน หรือเก็บไว้รอซักสุดสัปดาห์ เพราะคราบเหลืองที่ยิ่งปล่อยไว้นาน และสะสมมากๆ เข้าจะขจัดออกยากมากถึงมากที่สุด (วนกลับไปที่จุดเดิม) นั่นเองค่ะ ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.plerne.com/remove-yellow-stains-from-white-shirt/    
6 สิ่งห้ามทิ้ง! ลงชักโครก หรือ ซิงค์น้ำ ถ้าไม่อยากเจอปัญหาท่อตัน

6 สิ่งห้ามทิ้ง! ลงชักโครก หรือ ซิงค์น้ำ ถ้าไม่อยากเจอปัญหาท่อตัน

อาการ ท่อตัน น่าจะเป็นปัญหาภายในบ้านที่เกือบทุกคนจะต้องเคยเจอ ถึงแม้ว่าท่อน้ำของเราจะมีขนาดใหญ่ แต่การใช้งานนานปีก็สามารถทำให้มันอุดตันได้ รวมถึงสิ่งของบางอย่างที่เรานึกว่ามันน่าจะไหลไปกับแรงดันน้ำได้ แต่กลับเกาะแน่นสะสมอยู่ภายในท่อทำให้น้ำระบายไม่สะดวกจนอุดตันซะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นใครไม่อยากมานั่งลอกท่อบ่อยๆ ก็ควรเลิกทิ้งของ 6 อย่างนี้ในเบื้องต้นก่อนเลยนะคะ ทรายแมว ถึงจะเป็นเนื้อทราย และปริมาณไม่มาก แต่การปล่อยไหลทิ้งลงท่อน้ำก็ไม่ใช่ไอเดียที่ดีเลยค่ะ เพราะในทรายแมวมักมีสารพวกซิลิกาเจล หรือแร่ธาติอื่นๆ ที่ไม่สามารถละลายไปกับน้ำได้ ยิ่งพอเปียกแล้ว ทรายพวกนี้จะจับตัวเป็นก้อนมากกว่าเดิมอีกด้วย หาถุงพลาสติกมาใส่แล้วนำไปทิ้งจะดีกว่านะคะ กากกาแฟ ต้มกาแฟหอมๆ เสร็จก็อย่าเพิ่งใจร้อน เทกากกาแฟลงท่อใกล้มือซะงั้น เพราะเส้นกากใยสามารถสะสมและติดแน่นอยู่รอบๆ ท่อได้อย่างดี เพิ่มโอกาสในการอุดตันมากขึ้นเป็นกอง ทิชชู่เปียก ทิชชู่หรือทิชชู่เปียกเป็นสิ่งของที่มีเส้นใยเหนียวหนึบน่าดูเลยล่ะค่ะ ถ้าไม่อยากมานั่งลอกท่อทุกๆ  3 เดือน ก็อย่าทิ้งมันลงไปในท่อระบายน้ำที่ไหนเลยนะคะ ผ้าอ้อมเด็ก ผ้าอ้อมสำเร็จรูปรวมไปถึงผ้าอนามัยและแผ่นอนามัยทั้งหลายมีเจลที่ไว้ดูดซับน้ำอยู่ภายใน ทำให้เมื่อลงไปในท่อจะดูดซับน้ำจนบวมขึ้นทำให้อุดตันได้ง่ายดาย คัตตอนบัต คัตตอนบัตแท่งเล็กๆ สามารถเกี่ยวพันกันและเมื่อนานเข้าจะกลายเป็นขยะชิ้นใหญ่ภายในท่อ ยิ่งบริเวณมุมโค้งของท่อยิ่งทำให้แท่งสำลีนี้ มีโอกาสเข้าไปติดอยู่มากขึ้น น้ำมันและสารหล่อลื่น น้ำมันมากมายในกระทะที่เหลือจากการทำครัว ควรแยกใส่ถุงและทิ้งต่างหาก ไม่ควรนำไปเทลงท่อ เพราะเมื่อน้ำมันเย็นตัวลงจะเกิดเป็นไขและรวมตัวกันเป็นคราบสะสมเหนียวเหนอะ กักเก็บเป็นจุดศูนย์รวมความสกปรกภายในท่อ และจะกลายเป็นตัวการของปัญหาอุดตันได้อย่างแน่นอน รู้แล้วแบบนี้ จัดเก็บขยะให้เป็นที่ทาง เป็นระเบียบตั้งแต่ต้นเหตุ เราก็ไม่ต้องมาเสียเวลา เสียอารมณ์ เสียแรง และเสียสตางค์มาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://decor.mthai.com/home-idea/tips-home-idea/37099.html
เทคนิคแต่งบ้านประหยัดตังค์

เทคนิคแต่งบ้านประหยัดตังค์

สำหรับวันนี้ เราก็มีเทคนิคใหม่ๆ มาเสนอสำหรับคนที่อยากจะปรับเปลี่ยนลุคให้กับบ้านของคุณโดยที่ไม่ต้องลงทุนมากมาย ก็ได้บ้านสวยเก๋มาเชยชมแล้วหล่ะค่ะ 1.ทาสีผนังใหม่ ลงทุนเลือกซื้อสีทาภายในที่ชอบมาซักกระป๋อง แล้วเลือกวันว่างๆ สุดสัปดาห์ รวมพลคนในครอบครัวให้มาช่วยกันทาสีห้องใหม่ ไม่เพียงแต่จะได้ห้องที่แปลกตาไปจากเดิม แต่ยังได้ร่วมทำกิจกรรมกันในครอบครัว เพียงเท่านี้ผนังห้องเรียบๆ สีขาวก็จะเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ รับรองได้ว่าคุ้มค่าการลงทุนอย่างแน่นอน 2.ตกแต่งห้องใหม่ ลองดูซิว่า ตอนนี้บ้านของคุณมีอะไรอยู่แล้วบ้าง มุมนั้นวางของรกเกินไปรึป่าว หรือว่ามีรูปสวยๆ ไปวางเก็บทิ้งไว้ในห้องเก็บของ ทำไมไม่ลองจัดแต่งบ้านใหม่ โดยเลือกเอาของที่คุณมีอยู่เดิมมาวางในมุมที่เปลี่ยนไป เช่น โต๊ะเขียนหนังสือตัวเก่าที่ลูกสาวไม่ใช้แล้ว  ลองเอามาจัดวางในห้องรับแขก เป็นมุมไว้สำหรับโชว์ของ หรือว่าภาพฝีมือลูกชายสมัยยังเด็กที่ยังเก็บไว้ ลองเอามาประดับตกแต่งผนังบ้านของคุณดูสิ รับรองได้ว่าให้ความรู้สึกย้อนความหลังได้ดีทีเดียว 3.เลือกแสงอย่างชาญฉลาด ลองติดตั้งตัวปรับระดับแสงให้กับสวิชไฟในห้องของคุณ รับรองได้ว่าจะช่วยเปลี่ยนความรู้สึก รวมถึงสามารถปรับแสงให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละเวลาได้ด้วย แต่ถ้าหากเป็นเรื่องยากเกินไปนัก ลองเลือกโคมไฟเก๋ๆ มาตั้งสองข้างขนาบกับโซฟาตัวโปรดของคุณในห้องนั่งเล่น หรือจะเปลี่ยนที่ครอบอันใหม่ให้เรียบหรู ดูมีสไตล์กว่าเดิมก็ไม่ว่ากัน 4.หมอนอิงช่วยได้ ถ้าหากว่าการลงทุนซื้อโซฟาตัวใหม่ซักตัว ทำให้คุณต้องคิดหนักเรื่องราคาแล้วหล่ะก็ ขอแนะนำว่าเพียงเลือกหมอนอิงลายสวยเก๋ถูกใจหลายๆ ใบมาวางประดับลงบนโซฟาตัวเก่า เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ห้องใหม่ หมอนใหม่ และโซฟารูปแบบใหม่ ที่แตกต่างไปจากเดิมแล้วหล่ะค่ะ 5.นอนอย่างมีสไตล์ ห้องนอนของคุณก็ต้องการ การเปลี่ยนแปลงด้วยรึเปล่า? ลองเปลี่ยนหัวเตียงใหม่ดูสิ หรือจะเลือกภาพวาดอันใหญ่มาประดับผนังก็ไม่เลวนะ นอกจากจะช่วยเพิ่มอะไรให้กับผนังห้องของคุณแล้ว การเลือกตกแต่งที่ดูหนักแน่นยังช่วยทำให้ห้องของคุณดูมีแนวทางที่ชัดเจนและมีเสน่ห์ หรือว่าอยากจะลองเลือกรูปแบบผสมผสานก็ไม่ว่ากัน  ตัวเตียงใหม่กับโต๊ะตัวเก่า หรือจะหัวเตียงเก่ากับโต๊ะตัวใหม่คงแล้วแต่ใครจะชอบแบบไหน คงต้องเลือกกันเอาเอง 6.ลองใช้กระจกซิจ๊ะ หากว่าภาพวาดหรืองานศิลปะที่คุณอยากจะได้มาประดับห้องของคุณมีราคาสูงเกินงบไปหน่อย ทำไมไม่ลองหันมาเลือกใช้กระจกประดับห้องดูหล่ะ เพียงนำกระจกไปเข้ากรอบที่คุณชอบ แล้วก็มาวางเรียงประดับห้อง อยากได้มากได้น้อยก็สามารถตกแต่งเลือกได้ตามใจตัวเอง นอกจากจะให้ลูกเล่น และผลลัพธ์ที่แปลกตาแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้อย่างดีอีกด้วย 7.พิจารณาเรื่องขนาด เรื่องของขนาดนั้นมีผลมากทีเดียวกับความรู้สึกของคน ไม่ว่าห้องของคุณมีขนาดเล็กแค่ไหน แต่ถ้ามีของประดับชิ้นใหญ่ซักชิ้น รับรองได้ว่าช่วยทำให้ห้องคุณดูแกรนด์ขึ้นได้มากทีเดียว ลองเลือกภาพพิมพ์ชิ้นใหญ่ๆ มาวางประดับผนัง หรือจะเลือกงานประติมากรรมที่ชื่นชอบซักชิ้นก็ไม่ว่ากัน 8.ของเก่าทำใหม่ แม้จะเป็นเก้าอี้ตัวเก่าที่เริ่มจะออกสีเหลืองๆ แต่โครงไม้ที่สวยงามนั้นคงทำให้ทิ้งมันไม่ลง  ทำไมไม่ลองนำเอาเฟอร์นิเจอร์เก่าที่มีไปปรับเปลี่ยนเบาะใหม่ แล้วก็ทาสีซะใหม่ เพียงเท่านี้เก้าอี้ตัวเก่งของคุณก็จะดูใหม่และเก๋เหมาะกับห้องของคุณ 9.จัดการกับหน้าต่างของคุณ ลองเลือกผ้าม่านที่เหมาะกับหน้าต่างและห้องของคุณ บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่ว่าผ้าม่านเป็นตัวกรองแสงที่จะเข้ามาภายในห้อง รวมไปถึงรูปแบบและลวดลายของผ้าม่านยังสามารถแสดงรสนิยมและบุคลิกของเจ้าของได้อีกด้วย ทำไมไม่ลองเปลี่ยนผ้าม่านห้องนั่งเล่นของคุณดูหล่ะ เพียงเท่านี้ห้องคุณก็จะเปลี่ยนไปอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน 10.สร้างสรรค์ผลงานให้บ้านด้วยตัวเอง หลังจากเลือกสรรหางานศิลปะสวยๆ เพื่อมาประดับห้องอยู่นาน  อาจไม่พบที่ถูกใจหรือว่ามีราคาแพงเกินไป ทำไมไม่ลองมาสร้างสรรค์ผลงานเองดูหล่ะ อาจจะทำแบบง่ายๆ ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบวาดรูป โดยหารูปในนิตยสารที่ชอบ มาแปะซ้อนทับกัน ตกแต่งสร้างภาพขึ้นเองใหม่ แล้วใส่กรอบ หรือใครคนไหนมีฝีมือ ก็อวดโฉมได้เต็มที่ เพียงเท่านี้ เทคนิคง่ายๆ เราก็สามารถตกแต่งบ้านสวยราคาประหยัดกันได้แล้วหล่ะค่ะ ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.lalinproperty.com/news/ceative-home-save-money.html
วิธีการดูแลต้นไม้หน้าหนาว

วิธีการดูแลต้นไม้หน้าหนาว

เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาว สวนของใครที่เต็มไปด้วยไม้ดอก ก็คงมีความสุข เพราะ ไม้ดอกส่วนใหญ่มักจะเจริญเติบโตได้ดี เนื่องจากอากาศที่เย็นจะทำให้อัตราการแตกดอกสูงขึ้น แต่เนื่องจากฤดูหนาว อากาศจะแห้ง ความชื้นในอากาศจะลดต่ำลง สวนที่เป็นไม้เขตร้อน มักจะเข้าสู่ระยะพักตัว มีการผลัดใบ เพื่อลดการคลายน้ำ ให้น้อยลง ดังนั้นหากสวนของใครเต็มไปด้วยไม้เมืองร้อน ฤดูหนาวคงเป็นช่วงเวลาที่สวนของใครหลายๆ คนไม่น่าดูเท่าไหร่นัก วันนี้ฉันจึงนำวิธีการดูแลรักษาต้นไม้ในหน้าหนาวมาฝากกันค่ะ หัวใจสำคัญของการดูแลต้นไม้หน้าหนาวก็คือ การรักษาความชุ่มชื้นให้กับต้นไม้ หาวัสดุอย่างเช่น ฟางข้าว หรือเปลือกถั่ว มาคลุมหรือโรยบริเวณโคนต้นไม้ หรือแปลงปลูก เพื่อเก็บรักษาความชื้นในดิน ทำการรดน้ำให้ถี่ขึ้น แต่อย่าใช้วิธีปล่อยน้ำแช่ตลอดเวลา เพราะดินจะแฉะจนเกินไป ควรปล่อยให้พื้นดินแห้งบ้าง เพื่ออากาศสามารถลงแทรกไปในดินได้บ้าง เพื่อให้รากสามารถได้รับอากาศด้วย นอกจากนี้ การรดน้ำต้นไม้ด้วยสปริงเกิล ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งซึ่ง นอกเหนือจากจะเป็นการรดน้ำตามปกติ ยังเป็นการเพิ่มความชื้นในอากาศได้ด้วย การตัดแต่งกิ่งก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยให้ต้นไม้ลดการคลายน้ำลงได้ และช่วยลดภาระให้ต้นไม้ไม่ต้องลำเลียงอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มากนัก โดยเลือกตัดแต่งกิ่งที่ไม่ได้รูปทรงเพื่อให้ได้ทรงพุ่มตามต้องการ กิ่งที่ผุ หรือแห้ง ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่เกิดจากกิ่งไม้หล่น เนื่องจากลมที่พัดแรงในหน้าหนาว สำหรับในเรื่องของการให้ปุ๋ยแก่ต้นไม้ในช่วงฤดูหนาว จะต้องให้ปุ๋ยด้วยความระมัดระวัง การให้ปุ๋ยจะแตกต่างจากการให้ปุ๋ยในช่วงฤดูฝนซึ่งสามารถให้ปุ๋ยได้บ่อยครั้ง แต่เนื่องจากอากาศที่เย็นจะทำให้ปุ๋ยแตกตัวได้น้อยลง จึงทำให้ปุ๋ยมีโอกาสตกค้างในดินเป็นปริมาณมาก มีโอกาสที่จะทำให้ดินเค็ม ดังนั้นเมื่อทำการให้ปุ๋ยควรจะทำการรดน้ำด้วยปริมาณที่มากกว่าเดิม หรือลดปริมาณปุ๋ยเคมีลงและหันไปใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทน ขอบคุณแหล่งที่มา : https://sites.google.com/site/theflowerseasons1/kradan-snthna
เทคนิคทำความสะอาดบ้านแบบง๊ายง่าย ห่างไกล “ภูมิแพ้”

เทคนิคทำความสะอาดบ้านแบบง๊ายง่าย ห่างไกล “ภูมิแพ้”

การทำความสะอาดบ้านตามปกติก็ต้องหมั่นทำกันบ่อย ๆ อยู่แล้ว แต่ถ้าสมาชิกในบ้านของเรามีผู้ที่เป็น "โรคภูมิแพ้" คุณแม่บ้านต้องใส่ใจการดูแลทำความสะอาดบ้านบ่อย ๆ เลยนะคะ เพราะมลพิษและฝุ่นต่าง ๆ ภายในบ้าน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ไปกระตุ้นอาการภูมิแพ้ ดังนั้นเรามาดู เคล็ดลับการทำความสะอาด และจัดบ้านให้ปลอดจากเจ้าฝุ่นตัวการกันดีกว่าค่ะ ตุ๊กตาตัวสะสมฝุ่น มีหลายคนเลยที่ติดการนอนกอดตุ๊กตาตัวโปรดทุกคืน แต่รู้หรือไม่ว่าเจ้าตุ๊กตาขน ๆ เหล่านี้เป็นแหล่งสะสมฝุ่นชั้นดีเลยนะคะ ดังนั้นหากเป็นไปได้อย่าวางตุ๊กตาไว้ใกล้หัวนอนเกินไป หรือทางที่ดีไม่ควรที่จะวางตุ๊กตาไว้ในห้อง เพื่อเป็นการป้องกันฝุ่น หรือถ้าหากใครที่ติดนอนกอดตุ๊กตาจริง ๆ ก็ต้องหมั่นนำไปซักทำความสะอาดบ่อย ๆ เพื่อไม่ให้ฝุ่นจับ โดยวิธีการทำความสะอาด เพียงนำตุ๊กตาไปซักด้วยน้ำสบู่ จากนั้นล้างออกด้วยน้ำร้อน ซับน้ำออกให้มากที่สุด แล้วนำไปตากแดด หมั่นทำแบบนี้เป็นประจำเพื่อสุขอนามัยที่ดี จะได้ไม่เกิดภูมิแพ้นะคะ ไรฝุ่นบนที่นอนก็ตัวแสบไม่แพ้กัน เตียงนอนถือเป็นจุดที่เราแทบจะใช้เวลาอยู่ตรงนี้มากที่สุดในแต่ละวัน ซึ่งหากที่นอนของเราไม่ได้รับการดูแลทำความสะอาด ก็จะยิ่งเป็นที่สะสมของไรฝุ่นเลยล่ะค่ะ เพราะไรฝุ่นจะอาศัยในบริเวณที่มีความอับชื้น และเจริญเติบโตได้ดีจากอาหารซึ่งก็คือเซลล์ผิวหนังของมนุษย์ รวมถึงใยผ้าและขนสัตว์ ดังนั้นทุก ๆ อาทิตย์ ควรนำผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ไปซักทำความสะอาด และหมั่นนำฟูกที่นอน หมอน ไปตากแดดฆ่าเชื้อโรค จะได้ช่วยลดไรฝุ่นนะคะ หมั่นกำจัดขนสัตว์ และอาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงเป็นประจำ ใครที่มีสัตว์เลี้ยงไว้ในบ้านก็ต้องระวังเรื่องของขนสัตว์ด้วยนะคะ โดยเฉพาะกับผู้ที่เป็นภูมิแพ้ ในส่วนนี้คุณแม่บ้านต้องหมั่นกำจัดขนสัตว์ภายในบ้านเป็นประจำ โดยเฉพาะบริเวณเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นผ้า หรือตามซอกหลืบต่าง ๆ ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดให้ทั่ว ถ้ามีขนสัตว์ติดตามที่นอนหรือเสื้อผ้า ก็ควรใช้ลูกกลิ้งกำจัดให้เรียบร้อย ที่นอกจากนี้ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงเข้ามานอนด้วย  เพราะรังแคของสัตว์เลี้ยงก็เป็นอาหารชั้นดีของไรฝุ่นเช่นกันค่ะ ที่สำคัญเลยก็ควรอาบน้ำทำความสะอาดเจ้าตูบและเจ้าเหมียวในบ้านกันด้วยนะคะ ทำความสะอาดมุมที่อับชื้น และซอกหลืบตามบ้าน  อย่างที่เคยบอกไว้ว่ามุมอับชื้น และซอกหลืบตามบ้าน เป็นแหล่งก่อตัวของเชื้อโรคได้ดีทีเดียว คุณแม่บ้านจึงจำเป็นต้องใส่ใจในการทำความสะอาดบริเวณเหล่านี้กันมาก ๆ นะคะ โดยนอกจากจะทำการดูดฝุ่นแล้ว ยังควรฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในการทำความสะอาดด้วย เพื่อป้องกกันการก่อตัวของสารก่อภูมิแพ้หรือไรฝุ่นค่ะ ผ้าม่าน แหล่งสะสมฝุ่นที่คุณมักมองข้าม ฝุ่นละอองตามพื้นหรือเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ กันเป็นสิ่งที่เราสามารถมองเห็นฝุ่นด้วยตาเปล่ากันอยู่แล้ว แต่ผ้าม่านกลับเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม แถมนาน ๆ ทีถึงจะถอดมาซักอีกด้วย แต่รู้หรือไม่ว่าที่เราไม่เห็นฝุ่นบนผ้าม่านก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนะคะ เพราะผ้าม่านนี่แหละตัว “อมฝุ่น” เลยล่ะค่ะ เพราะว่าเรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ก็เลยมักจะไม่ค่อยนำมาทำความสะอาด  ผ้าม่านจึงกลายเป็นแหล่งสะสมเพาะพันธุ์เชื้อโรค ดังนั้นอย่างน้อย ๆ จึงควรถอดผ้าม่านออกมาซักทำความสะอาดกันบ้าง จะได้ไม่อมฝุ่นจนกระตุ้นภูมิแพ้นะคะ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.tescolotus.com/blog/view/567?cutheadfoot=1
9 สิ่งไม่ควรทำกับตู้เย็นที่บ้านคุณ

9 สิ่งไม่ควรทำกับตู้เย็นที่บ้านคุณ

ตู้เย็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีใช้กันเกือบทุกครัวเรือน นอกจากจะสามารถเก็บตุนอาหารได้ยาวนาน ยังช่วยดับกระหายคลายร้อนจากน้ำเย็นได้ดีอีกด้วย ขอนำเกร็ดข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ผู้อ่านได้ใช้ตู้เย็นกันอย่างถูกวิธี เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้เราสามารถประหยัดค่าไฟฟ้า และยืดอายุการใช้งานของตู้เย็น ตู้เย็นที่บ้านจะได้อยู่ให้เราใช้ไปนานๆ ครับ เนื้อหา : บ้านไอเดีย วางชิดติดผนัง : โดยปกติเกือบทุกบ้าน นิยมจัดวางตู้เย็นไว้ชิดผนัง ซึ่งไม่เป็นเรื่องที่ผิดแต่หากวางชิดผนังจนเกินไป จะส่งผลให้การระบายความร้อนของตู้เย็นเป็นไปอย่างลำบาก ทำให้ตู้เย็นทำงานหนักและเปลืองค่าไฟมากขึ้น การจัดวางจึงควรเว้นระยะห่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท ข้อควรระวัง สำหรับบ้านที่เลือกจัดเก็บตู้เย็นเข้ากับ built in ครัว หากออกแบบให้แน่นขนาดพอดีจนเกินไป อาจส่งผลเสียในด้านการระบายความร้อน ควรออกแบบให้มีช่องระบายอากาศด้านหลัง ด้านข้างและด้านบนครับ ระยะห่างที่เหมาะสม ด้านบน 20-30 ซม. ด้านหลัง 10-20 ซม. และด้านข้าง 5-10 ซม. วางใกล้ความร้อน : นอกจากวางชิดติดผนังแล้ว ไม่ควรวางตู้เย็นไว้ใกล้แหล่งทำความร้อน เช่น กระติกน้ำร้อน ,​ หม้อหุงข้าว , ไมโครเวฟ , เตาแก๊ส บางบ้านต้องการประหยัดพื้นที่ นิยมนำหม้อหุงข้าวจัดวางไว้บนตู้เย็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด ไม่ควรทำครับ หรือแม้แต่การวางชิดติดผนังทางทิศใต้ หากมีแสงแดดสาดส่อง ผนังบ้านร้อนมากอาจส่งผลให้ตู้เย็นทำงานหนักขึ้นเช่นกันครับ เปิดทิ้งไว้นานๆ : ข้อนี้เคยเป็นประเด็นที่ได้พูดคุยกัน กับข้อสงสัยที่ว่า หากต้องการใช้ตู้เย็นในช่วงดังกล่าวนาน ๆเช่น ตักไอศครีมที่แช่ช่องฟรีซ ระหว่างเปิดตู้เย็นทิ้งไว้จนกระทั่งตักเสร็จ กับ หยิบไอศครีมออกมา ปิดตู้เย็น ตักเสร็จแล้วค่อยเปิดใหม่เพื่อเก็บ แบบไหนเปลืองค่าไฟมากกว่ากัน คำตอบ : เปิดทิ้งไว้เปลืองกว่ามากครับ นั่นเป็นเพราะว่าโดยปกติตู้เย็นจะทำความเย็นตลอด 24 ชม. ตู้เย็นจะรักษาอุณหภูมิตามค่าที่ผู้ใช้ตั้งไว้ หากอุณหภูมิสูงขึ้นจะเริ่มทำความเย็นใหม่เพื่อให้อุณหภูมิคงที่อยู่เสมอ กรณีที่เปิดแล้วปิด ความเย็นภายในตู้เย็น จะถ่ายเทออกไปน้อยกว่าการเปิดทิ้งไว้นาน ๆ ส่งผลให้ตู้เย็นลดการทำงาน ประหยัดค่าไฟมากขึ้นครับ ยางเสื่อม : ขอบยางตู้เย็นเมื่อใช้ไปนาน ๆ จะเสื่อมลง ขอบยางเป็นเสมือนส่วนปิดกั้นรอยรั่วของความเย็น หากขอบยางเสื่อมไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะความเย็นจากภายในจะเล็ดลอดออกไปตลอดเวลา ส่งผลให้ตู้เย็นทำงานหนักตลอดเวลา ควรซ่อมแซมด้วยการเปลี่ยนขอบยางใหม่ หากพอจะมีความรู้เรื่องช่างสามารถซื้อมาเปลี่ยนเองได้ แนะนำตอนไปซื้อถอดของเก่าไปให้ที่ร้านดูด้วยนะครับ เพื่อที่จะได้เทียบขนาดและรุ่นที่ตรงกัน ราคาโดยรวมประมาณ 1,000 บาท แต่หากไม่มั่นใจที่จะเปลี่ยนเอง แนะนำให้ช่างทำให้ เสียค่าแรงนิดหน่อยแต่ปลอดภัยและสะดวกกว่าครับ งัดแงะช่องฟรีซ : ตู้เย็นรุ่นเก่าที่ไม่มีระบบ No Frost เมื่อใช้ไปสักระยะน้ำแข็งจะเกาะติดเต็มช่องฟรีซ สิ่งต้องห้ามคือการงัดแงะน้ำแข็งออกจากช่องฟรีซ แต่ให้กดปุ่มละลายน้ำแข็งแทน หลังจากน้ำแข็งละลายแล้วควรรีบทำความสะอาด เช็ดให้แห้ง เพราะน้ำแข็งที่ละลายนั้นมักสะสมเชื้อโรคไว้ด้วย ไม่สามารถนำมารับประทานได้ครับ หากเป็นไปได้เมื่อต้องซื้อตู้เย็นใหม่ ควรเลือกเป็นระบบ No Frost ดีกว่ากันเยอะครับ กระจุกของแน่น : สิ้นเดือนทีไรกระเป๋าตังค์แน่น คุณแม่บ้านส่วนใหญ่นิยมไปจ่ายตลาดในช่วงนี้ ส่วนใหญ่มักจัดเต็ม นำอาหารทั้งผัก ผลไม้ ยัดแน่นเต็มตู้เย็น ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ตู้เย็นไม่สามารถกระจายความเย็นได้ทั่วถึง โดยเฉพาะการจัดวางอาหารไว้ใกล้ช่องความเย็น จะเป็นการบดบังความเย็นไม่สามารถกระจายได้ทั่วทั้งตู้เย็น ให้นึกถึงสภาพแวดล้อมที่มีผู้คนแออัด บริเวณไหนแออัดอากาศจะร้อนมาก ภายในตู้เย็นก็เช่นกันครับ ควรมีพื้นที่ว่างไว้อย่างน้อยประมาณ 10 % หากตู้เย็นเต็มแน่นตลอด นั่นอาจเป็นสัญญาณที่กำลังบอกเราว่า ควรเลือกซื้อตู้เย็นใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่า หรืออาจลองคัดเลือกดูว่า อะไรบ้างที่ไม่จำเป็นเก็บไว้ในตู้เย็น มีอะไรบ้างแช่ไว้เป็นปีแล้วไม่เคยได้ใช้มัน ควรกำจัดทิ้งออกครับ อาหารร้อนใจเย็น ๆ : เคยไหม ? ทำอาหารไว้เสร็จใหม่ ๆ อยากจะให้เย็นไว ๆ จึงหยิบใส่เข้าตู้เย็นเลยทันที การทำเช่นนี้จะส่งผลให้ภายในตู้เย็น เกิดความร้อนมากขึ้น ทำงานหนักมากขึ้น ค่าไฟย่อมสูงขึ้นตามลำดับ เครื่องดื่มมีก๊าซ : เครื่องดื่มประเภท น้ำอัดลม , เบียร์  หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีก๊าซ ไม่ควรนำมาแช่แข็ง เนื่องด้วยเครื่องดื่มที่มีก๊าซ สามารถขยายตัวเมื่อเจอความเย็นจัด อาจส่งผลให้ขวดแตกระเบิดได้ครับ ปลั๊กตู้เย็น : ไม่ควรเสียบปลั๊กตู้เย็นร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ควรเสียบแยกไว้เฉพาะตู้เย็นโดยเฉพาะและควรมีอุปกรณ์ตัดตอนป้องกันวงจรไว้ด้วย กรณีที่ซื้อตู้เย็นเข้าบ้านใหม่ อาจยังไม่มีตำแหน่งปลั๊กสำรองไว้ หากต้องการใช้ปลั๊กพ่วงชั่วคราว ควรเลือกเฉพาะคุณภาพดีเท่านั้นซึ่งจะมีราคาสูงถึงหลักพันบาท แนะนำให้ติดต่อช่างไฟ เพื่อทำการเดินสายไฟใหม่ รวมค่าใช้จ่ายไม่กี่ร้อยคุ้มกว่ากันเยอะครับ ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.banidea.com/donts-of-refrigerator-storage/
ทิศทางแดดกับการจัดห้อง

ทิศทางแดดกับการจัดห้อง

ทำไมกันน้า...ห้องนั่งเล่นถึงได้ร้อนขนาดนี้ เปิดแอร์ก็เเล้ว แล้วทำไมกลางคืนแล้วห้องนอนยังเก็บสะสมความร้อนไว้อยู่เลย หลายคำถามที่เกิดกับห้องในบ้านของเรา บางทีอาจเกิดจากเราจัดห้องไม่ถูกกับ “ทิศทางเเดด” ก็ได้  งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าห้องไหนควรจัดไว้ทางทิศไหนจึงจะเหมาะสม ทิศตะวันออก พระอาทิตย์จะขึ้นตอนเช้าทางทิศนี้ ดังนั้นลักษณะการรับเเดด จะรับในช่วงเช้าตลอดปี เเละจะมาร้อนในช่วงสาย เเต่จะเย็นลงในช่วงตอนเย็น ดังนั้นก็เหมาะที่จะจัดห้องนอนไว้ทางทิศนี้ เพราะเมื่อเรากลับมาถึงบ้านแล้วเข้าห้องนอน ห้องนอนของเราก็จะไม่สะสมความร้อนไว้ หรืออาจจะเป็นทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือทิศตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้ ทิศตะวันตก สำหรับทิศตะวันตกนั้น พระอาทิตย์จะตกดินทางทิศนี้ ดังนั้นก็จะได้รับเเดดช่วงบ่ายตลอดปี เป็นด้านที่มีความร้อนสูงมากที่สุดในเเต่ละวัน จึงควรนำไปใช้ประโยชน์ทำเป็นโรงจอดรถ ห้องเก็บของ หรือห้องที่เราใช้งานในระยะสั้นๆ เช่นห้องซักผ้า ห้องน้ำ ห้องครัว ทิศใต้ สำหรับทิศใต้นั้นจะรับแดดในช่วงสายถึงบ่าย หรือเกือบตลอดทั้งวัน รวมแล้วเป็นระยะเวลาครึ่งปี หรือ 6 เดือน (กันยายน-มีนาคม) ทำให้ร้อนมากในช่วงเวลากลางวันเเละบ่าย นอกจากเราจะมีการบังร่มเงาให้อาคาร โดยทั่วไปทิศนี้จะเหมาะกับห้องที่มีระเบียงยื่นยาว ทิศเหนือ สำหรับทิศเหนือนั้น ส่วนใหญ่จะได้รับร่มเงาเกือบตลอดทั้งปี โดยจะรับแดดเพียงปีละ 2 เดือนเท่านั้น (กลางเดือนพฤษภาคม-กลางเดือนกรกฎาคม) อากาศทางทิศนี้จึงเย็นกว่าทางทิศอื่นๆ ดังนั้นทิศนี้จึงเหมาะสำหรับห้องที่มีการใช้งานมากหรือยาวนานในตอนกลางวัน เช่น ห้องพักผ่อน ห้องรับประทานอาหาร ห้องรับเเขก ตอนนี้รู้เเล้วใช่มั้ยว่าทิศไหนควรจัดห้องแบบไหนจึงจะเหมาะสม หมดปัญหาทำไมห้องของเราร้อนจังไปได้เลย วันไหนว่างๆก็ลองถือเข็มทิศสำรวจทิศทางของบ้านดู เแล้วก็ชวนสบ้านมาชิกในบ้านปรับห้องใหม่ให้เหมาะสมกันดูนะ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.home.co.th/hometips/decoration/detail/55052-ทิศทางแดดกับการจัดห้อง
ทางสามแพร่ง ภายในหมู่บ้านจัดสรร ไม่ดีจริงหรือ ?

ทางสามแพร่ง ภายในหมู่บ้านจัดสรร ไม่ดีจริงหรือ ?

ฮวงจุ้ยน่ารู้ ความเข้าใจผิดเรื่องทางสามแพร่ง และวิธีแก้ ตามความเชื่อของคนโบราณทั้งไทยและต่างประเทศ ต่างบอกกันว่าทางสามแพร่งนั้นเป็นตำแหน่งไม่ดี อัปมงคล สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อ แต่เป็นความจริงตามหลักการพื้นฐาน เนื่องจากการสร้างบ้านในตำแหน่งทางสามแพร่งอยู่ในพื้นที่ล่อแหลมต่อการเกิดอุบัติเหตุ เกิดความวุ่นวาย ก่อให้เกิดเสียงรบกวน แสงไฟสาดส่องเข้าบ้านในยามค่ำคืน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางสามแพร่งดังกล่าว จะหมายถึงเฉพาะบ้านที่อยู่ติดถนนใหญ่ หรือเป็นเส้นทางหลักที่มีรถสัญจร ยิ่งมีรถปริมาณมาก ขับเร็วมาก ยิ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่ดี ผู้อยู่อาศัยจะรู้สึกไม่สบายใจ ว้าวุ่นกังวลใจอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้จะรบกวนต่อการใช้ชีวิต ส่งผลให้ชีวิตไม่เป็นสุขได้   แต่ทั้งนี้ กรณีทางสามแพร่งในโครงการบ้านจัดสรร ไม่สามารถนำทฤษฎีทางสามแพร่งมาใช้ในหลักฮวงจุ้ยได้ทั้งหมด เนื่องจากลักษณะการอยู่อาศัยภายในโครงการบ้านจัดสรร จำกัดพื้นที่ความเป็นส่วนตัวไว้แล้ว ผู้ที่เข้ามาภายในโครงการบ้านโดยหลักจะเป็นผู้อยู่อาศัย หากเป็นโครงการบ้านขนาดใหญ่ตั้งแต่ 100 ยูนิตเป็นต้นไป และตำแหน่งทางสามแพร่งตั้งอยู่ตั้งแต่ต้นทางของโครงการ ตรงส่วนนี้อาจมีผลกระทบได้ แต่หากเป็นโครงการขนาดเล็กหรือทางสามแพร่งที่อยู่ท้ายโครงการ ตำแหน่งดังกล่าวจะไม่นับว่าเป็นจุดอัปมงคลแต่อย่างใด เนื่องจากโดยปกติแต่ละวันค่อนข้างมีรถผ่านเข้าออกน้อยมาก หรือหากผ่านเข้ามาก็จะขับกันอย่างช้าๆ เท่านั้น แม้ว่าทางสามแพร่งภายในโครงการบ้านจะไม่ได้มีผลใดกับฮวงจุ้ย แต่เชื่อได้ว่าบางท่านก็ยังอาจมีความกังวลใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย บ้านไอเดียขอปิดท้ายด้วย วิธีแก้เคล็ด ทางสามแพร่ง ซึ่งมีวิธีการไม่ยากเลยครับ ทำกำแพงบ้านกำแพงบ้านในตำแหน่งดังกล่าว ควรออกแบบให้เป็นกำแพงที่สามารถปกปิดได้ เหมาะกับลักษณะแบบกำแพงปูนด้านล่างปิดทึบ ด้านบนสลับด้วยวัสดุอื่นๆ เพื่อความสวยงาม ติดไฟไว้ตามเสากำแพงเพื่อให้แสงสว่างยามค่ำคืน ตำแหน่งประตูรั้วประตูรั้วบ้านควรจะต้องอยู่ในตำแหน่งเยื้องจากทางที่พุ่งเข้ามา อาจต้องคำนวณดูว่า บ้านด้านใดกินพื้นที่ทางสามแพ่งมากกว่ากัน ให้เลือกทางที่กินพื้นที่น้อยที่สุดเพื่อเป็นการหลบมุม และไม่ควรเปิดประตูทิ้งไว้ เปิดเฉพาะช่วงเวลาเข้าออกเท่านั้น เสริมรั้วต้นไม้ ต้นไม้เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาฮวงจุ้ยได้ เพราะต้นไม้นับเป็นเกราะป้องกันอีกชั้นควบคู่กับกำแพงบ้าน หากนำหลักความจริงเข้ามาวิเคราะห์ ต้นไม้ช่วยในการกรองฝุ่น แสงสาดส่องจากรถยนต์ บดบังตัวบ้านได้อย่างดี ควรเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะกับการทำรั้ว เช่น ต้นโมก ต้นแก้ว ต้นชา หรือไม้ยืนต้นอื่นๆ จัดสวนหน้าบ้านพื้นที่หน้าบ้านควรใช้เป็นพื้นที่ว่างสำหรับการจัดสวน ตำแหน่งบ้านร่นระยะเข้าไป หลักการดังกล่าวไม่เพียงแก้ฮวงจุ้ยได้ แต่ยังเหมาะกับการเสริมฮวงจุ้ยให้กับบ้านทั่วไปอีกด้วย บ้านที่ดีควรมีพื้นที่สวนหน้าบ้าน ไม่ควรให้บ้านอยู่ชิด ติดรั้วมากจนเกินไป ทำทางเท้าหากเป็นโครงการบ้านจัดสรร โดยทั่วไปนิยมทำทางเท้าไว้ให้แล้ว แต่หากไม่มี เจ้าของบ้านสามารถทำเป็นทางเท้าเพิ่มเติมได้เช่นกันครับ อาจนำกระถางต้นไม้มาประดับตกแต่งให้แลดูสวยงาม มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น เรื่องราวของฮวงจุ้ยนั้น เป็นข้อมูลที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น การจะบอกได้ว่าแบบไหนดี แบบไหนไม่ดี จำเป็นต้องดูตามความเหมาะสมของสถานที่นั้นๆ สำหรับบ้านภายในโครงการจัดสรรที่เป็นทางสามแพร่ง สามารถซื้อขาย หรืออยู่อาศัยได้เป็นปกติครับ จะว่าไปแล้วจุดดังกล่าวยังมีข้อดีกว่าแปลนที่มีบ้านเคียงข้างอยู่ติดกันอย่างแออัด ทั้งทางด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง แต่หากเป็นทางแยก พื้นที่หน้าบ้านจะโปร่งโล่ง สามารถรับลมได้ดีกว่าอีกด้วย และบางโครงการตำแหน่งดังกล่าวขายยาก ทางโครงการจึงมักลดราคา ผู้อยู่อาศัยสามารถสร้างบ้านในราคาต่ำกว่าปกติ เรียกได้ว่าเป็นโอกาสซื้อที่ดินถูกสำหรับผู้รู้เลย ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.banidea.com/fengshui-land-t-junction/
10 วิธี ขจัดคราบดินสอสี ให้หมดเกลี้ยงออกจากผนัง

10 วิธี ขจัดคราบดินสอสี ให้หมดเกลี้ยงออกจากผนัง

คุณแม่บ้านหลายคนที่มีลูกน้อยคงจะปวดหัวกับภาพวาดและลวดลายต่างๆ ที่ลูกน้อยละเลงแต่งแต้มสีสันบนผนังบ้าน ก็ผนังบ้านที่อุตส่าห์ทะนุถนอมอย่างดีกลับต้องมาเปรอะเปื้อนสกปรกอย่างนี้ แต่เราสามารถ ขจัดคราบดินสอสี ให้หมดเกลี้ยงออกจากผนังได้ด้วยการใช้อุปกรณ์ง่าย ๆ เหล่านี้ค่ะ ไดร์เป่าผมและน้ำยาล้างจาน ตัวช่วยแรกเป็นอุปกรณ์ที่สามารถหาได้ง่าย ๆ ภายในบ้านโดยใช้ความร้อนจากไดร์เป่าผม เป่าบริเวณผนังที่มีคราบดินสอสีติดอยู่ จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำยาล้างจานเช็ดจนรอยจางลง แต่ถ้ายังเห็นคราบเปื้อนอยู่ก็สามารถใช้น้ำยาล้างจานมาเช็ดเพิ่มได้ น้ำมันอเนกประสงค์ น้ำมันอเนกประสงค์ หรือ WD-40 ที่ช่างลับมีดรู้จักกันดีเรียกได้ว่าเป็นน้ำมันสารพัดประโยชน์กันเลยทีเดียว โดยฉีดน้ำมันอเนกประสงค์ในปริมาณที่พอเหมาะลงบนคราบดินสอสี เพราะสารเคมีอาจทำอันตรายสำหรับคนที่แพ้ได้ จากนั้นใช้กระดาษทิชชูมาเช็ดตามคราบเปื้อน แต่ถ้าคราบเปื้อนยังเหลืออยู่ก็ให้ซ้ำจนกว่ารอยนั้นจะจางหายไป ฟองน้ำ ฟองน้ำเป็นอุปกรณ์ที่สามารถหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เกตทั่วไป และยังสามารถนำมาทำความสะอาดคราบดินสอสีบนผนังได้ เพียงนำฟองน้ำมาถูบนคราบเปื้อนจนกว่ารอยนั้นจะจางไป แตถ้ายังไม่จางสามารถใส่น้ำยาล้างจานแล้วนำไปถูกับคราบเปื้อนก็ได้ แปรงสีฟัน แปรงสีฟันไม่ได้มีหน้าที่แค่ทำความสะอาดฟันเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาขจัดคราบดินสอสีได้ เพียงนำแปรงสีฟันเก่าที่ไม่ได้ใช้งานมาจุ่มน้ำสะอาดหรือน้ำยาล้างจาน แล้วนำไปขัดบริเวณคราบเปื้อนจนรอยจางหายไป เบคกิ้งโซดา เบคกิ้งโซดาเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ทำขนม แล้วยังสามารถนำมาใช้ขจัดคราบดินสอสีบนผนังได้ โดยการนำแปรงสีฟัน ฟองน้ำหรือผ้าที่ไม่ใช้แล้วมาชุบเบคกิ้งโซดาเช็ดบริเวณคราบเปื้อนจนรอยจางลง มายองเนส หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงว่ามายองเนส ซอสสีเหลืองนวลเนื้อเข้มข้นที่มักจะใช้รับประทานร่วมกับสลัด ยังสามารถนำมาลบคราบดินสอสีบนผนังได้ โดยนำมายองเนสมาถูบริเวณคราบเปื้อนบนผนัง จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดบริเวณคราบเปื้อนจนกว่ารอยนั้นจะจางหายไป ยางลบ เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่สามารถหาได้ง่ายในบ้าน เพียงนำยางลบมาลบคราบดินสอสีบนผนังบ้านจนกว่าคราบเปื้อนนั้นจางลงจากนั้นให้ใช้ผ้าชุบน้ำยาล้างจานมาเช็ดบริเวณนั้นอีกครั้ง เพื่อให้คราบเปื้อนหายไป ฝอยขัดหม้อ ไม่ได้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทำความสะอาดภาชนะภายในครัวเรือนเท่านั้น แต่เรายังนำมาทำความสะอาดคราบดินสอสีบนผนังได้โดยนำฝอยขัดหม้อมาขัดคราบเปื้อนไปในทิศทางเดียวกัน แต่อย่าขัดแรง เพราะอาจจะทำให้ผนังเกิดรอยด่างต่างๆ จนต้องเสียเงินทาสีผนังบ้านใหม่เลยก็ได้ น้ำส้มสายชู เป็นเครื่องปรุงที่ทุกบ้านมีไว้เพื่อใช้ปรุงอาหาร แล้วยังสามารถนำมาขจัดคราบดินสอสีให้หมดไปจากผนังบ้านได้ เพียงแค่นำแปรงสีฟันชุบน้ำส้มสายชูเล็กน้อยแล้วนำมาขัดบริเวณคราบเปื้อนจากนั้นใช้น้ำสะอาดล้างออก ผนังบ้านของคุณก็จะกลับมาสะอาดอีกครั้งแล้ว เบบี้ออยล์ เป็นน้ำมันสำหรับทาผิวเด็กและดูแลสุขภาพผิวสำหรับใครหลายคน นอกจากนี้ยังสามารถนำมาทำความสะอาดคราบดินสอสีได้ โดยนำผ้าสะอาดมาชุบกับเบบี้ออยล์แล้วนำมาเช็ดบริเวณคราบเปื้อนเบา ๆ จนรอยนั้นจางลงเพียงเท่านี้ก็ทำให้ผนังบ้านของคุณสะอาดเหมือนใหม่อีกครั้ง ขอบคุณแหล่งที่มา : https://decor.mthai.com/home-idea/tips-home-idea/27775.html
9 ดอกไม้จัดสวนสีเหลือง ความหมายดี น่าปลูกในบ้าน

9 ดอกไม้จัดสวนสีเหลือง ความหมายดี น่าปลูกในบ้าน

มาเติมความสดใสให้สวนมีสีสันด้วย 9 ดอกไม้จัดสวนสีเหลืองหลากหลายชนิด อยากรู้ว่าดอกไม้สีเหลืองความหมายดีมีต้นอะไรบ้าง ก็ตามไปชมพร้อมๆ กันเลยค่ะ "สีเหลือง" เป็นสีแห่งความรื่นเริงสดใส ความสุข ความหวัง และแสงสว่าง วันนี้กระปุกดอทคอมก็อยากจะชวนทุกคนมาเติมเต็มความสมบูรณ์ให้วิวสวย ๆ ด้วยการปลูกดอกไม้สีเหลืองประดับสวนจากดอกไม้สีเหลืองขนาดเล็กและขนาดใหญ่ทั้งหมด 9 ชนิด มีให้เลือกปลูกทั้งดอกไม้สีเหลืองยืนต้น ดอกไม้สีเหลืองไม้เลื้อย ดอกไม้สีเหลืองส่งกลิ่นหอม  ที่มาพร้อมความหมายดีๆ ควรค่าแกการปลูกในบ้าน 1. ดอกทานตะวัน ดอกไม้ที่เปรียบเหมือนตัวแทนของความสดใส เหมาะกับการจัดสวนในช่วงหน้าร้อน เพราะเป็นดอกไม้ที่ชอบแสงแดดจัด เพาะพันธุ์ได้โดยนำเมล็ดไปฝังในหลุมดินร่วน ความลึกประมาณ 4-5 เซนติเมตร รดน้ำพอให้ดินชุ่มแต่ไม่แฉะ ไม่ควรปล่อยให้ดินแห้ง ดูแลเป็นพิเศษช่วงแรก และระวังเรื่องการให้ปุ๋ยมากเกินไป เพราะจะทำให้ก้านดอกไม่แข็งแรง หักง่ายในช่วงที่ดอกบานเต็มที่ 2. ดอกดาวเรือง ดอกไม้มงคลที่เชื่อกันว่ายิ่งออกดอกเยอะยิ่งนำพาโชคลาภมาให้ แถมการปลูกก็ไม่ยากเพราะสามารถปลูกได้กับดินทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตดีที่สุดในดินที่มีการระบายน้ำดี ปลูกในบริเวณที่โดนแสงแดดโดยตรง รดน้ำที่โคนต้นไม่โดนกลีบดอก และรอให้ดินแห้งก่อนรดน้ำซ้ำ - วิธีปลูกดาวเรืองในกระถางด้วยเมล็ด ขยายพันธุ์ขายจากสิบเป็นร้อยต้น 3. เบญจมาศ ดอกไม้ที่มีนับร้อยสายพันธุ์ แตกต่างกันออกที่สี ความสูง และขนาดของดอก ซึ่งเบญจมาศสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ของการมองโลกในแง่ดี ความหวัง และการยกย่องบูชา จึงเป็นดอกไม้จัดสวนอีกหนึ่งชนิดที่ผู้คนนำไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปลูกด้วยการปักชำจะให้ผลดีที่สุด โดยนำยอดกิ่งที่สมบูรณ์ แข็งแรง และมีตาใบปักลงในดินร่วนปนทราย โดนแสงแดดโดยตรง ดูแลรดน้ำในตอนเช้าให้ชุ่มแต่อย่าแฉะ 4. ดารารัตน์ ดอกไม้ที่แสดงถึงความรัก ความเคารพ ความเห็นอกเห็นใจ รวมไปถึงมิตรภาพ ขยายพันธุ์ได้โดยการฝังหัวในดิน ความลึกประมาณ 3 เท่าของความสูงของหัวต้นดารารัตน์ หรือประมาณ 3-8 นิ้ว หากน้อยกว่านี้ก้านดอกจะเหี่ยวเร็วในช่วงออกดอก ดินที่ใช้ควรเป็นดินที่ระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกรดเล็กน้อย รดน้ำมากในช่วงที่ดอกกำลังบานแล้วค่อยลดปริมาณลง เลี่ยงบำรุงด้วยปุ๋ยที่มีค่าไนโตรเจนสูง - ทำความรู้จัก “ดอกดารารัตน์” หนึ่งในแบบประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์เพื่อถวายในหลวง ร.9 5. สุพรรณิการ์ หรือ ต้นฝ้ายคำ เป็นไม้ยืนต้น ความสูงประมาณ 8-15 เซนติเมตร ไม้ผลัดใบ ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่งและส่งกลิ่นหอม หากปลูกไว้ในบ้านก็เป็นสิริมงคลและเสริมโชคลาภให้แก่ผู้อยู่อาศัย การดูแลรักษาต้นสุพรรณิการ์ก็ไม่ยาก เพราะเป็นต้นไม้ที่ทนต่อทุกสภาพอากาศ เจริญเติบโตได้ดีในทุกพื้นที่ เพียงปลูกในบริเวณมีแดดจัด พร้อมทั้งหมั่นรดน้ำพอประมาณเป็นประจำทุกวัน 6. ราชพฤกษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ต้นคูน ซึ่งมีการลงนามให้เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 และถือเป็นต้นไม้มงคลที่นำพาความเจริญรุ่งเรืองมาให้ผู้ปลูก ลักษณะเป็นต้นไม้ขนาดกลาง สูงประมาณ 10-20 เมตร ออกดอกเป็นช่อความยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ได้ 2 วิธีคือเพาะเมล็ดจากฝักแก่ในดินหรือปักชำกิ่ง ช่วง 1-3 ปีแรกจะโตช้า และออกดอกเมื่อมีอายุประมาณ 4-5 ปี ปลูกโดยเพาะในดินร่วนหรือดินเหนียวและเป็นที่โล่งแจ้ง รดน้ำ 7-10 วันต่อครั้ง ให้ปุ๋ยปีละ 3-4 ครั้ง 7.พุทธรักษา ต้นไม้มงคลที่เชื่อว่าปลูกแล้วจะช่วยปกป้องคุ้มครองไม่ให้มีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับคนในบ้าน ลักษณะเป็นไม้ล้มลุก ความสูงประมาณ 1-2 เมตร มีเหง้าใต้ดิน ออกดอกเป็นช่อ เจริญเติบโตด้วยการแตกหน่อ หากจะปลูกสามารถทำได้ด้วยการแตกเพาะเมล็ดหรือตัดเหง้าติดหน่อไปฝังในดินร่วนผสมปุ๋ยหมักกับแกลบผุ เป็นพื้นที่ที่ที่มีแสงรำไร รดน้ำ 3-5 ครั้งต่อวัน หมั่นใส่ปุ๋ยคอกบำรุงปีละ 4-6 ครั้ง 8. จำปา ต้นไม้มงคลช่วยเสริมสิริมงคลให้แก่ผู้ปลูกชนิดนี้ เป็นไม้ยืนต้นให้ร่มเงา ความสูงประมาณ 20 ฟุต มีใบเล็กกว่าต้นจำปี ออกดอกเดี่ยวรวมกันเป็นช่อสีเหลืองส้ม ช่วงเวลาที่เหมาะกับการปลูก ได้แก่ ตุลาคม–ธันวาคม และ เดือนมีนาคม–เดือนพฤษภาคม ขยายพันธุ์ได้ทั้งการทาบกิ่งและเพาะเมล็ดในดินร่วนปนทราย ที่โล่งแจ้งมีแสงแดดจัด รดน้ำวันลครั้ง และหมั่นบำรุงด้วยปุ๋ยคอก 9. กระดังงา อีกหนึ่งต้นไม้มงคลที่จะช่วยเสริมให้ผู้ปลูกเป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดัง มีเงินทอง ลาภยศ อีกทั้งยังมีผู้คนนับหน้าถือตา มีลักษณะเป็นไม้เลื้อยทรงพุ่มขนาดกลาง ออกดอกเป็นช่อตลอดปี ส่งกลิ่นหอมในช่วงเช้าและเย็น ขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง โดยปลูกในหลุมดินร่วน ที่โล่งแจ้งมีแสงแดดจัด รดน้ำประมาณ 5-7 วันต่อครั้ง และบำรุงด้วยปุ๋ยคอกปีละ 4-6 ครั้ง หากใครชอบจัดสวนด้วยดอกไม้สีเหลือง ก็ลองนำไปพิจารณากันดูนะคะ แต่ทั้งนี้อย่าลืมคำนึงถึงการดูแลรักษาต้นไม้ด้วย ว่าไลฟ์สไตล์และบ้านของเราเหมาะกับการปลูกดอกไม้สีเหลืองชนิดใดมากที่สุด ขอบคุณแหล่งที่มา : https://home.kapook.com/view174487.html  
5 เคล็ดลับ วิธีดับกลิ่นห้องน้ำ วิธีง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้

5 เคล็ดลับ วิธีดับกลิ่นห้องน้ำ วิธีง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้

ดับกลิ่นห้องน้ำด้วยลูกเหม็น : วิธีนี้เป็นวิธีเบสิคที่ถ้าพูดถึงการดับกลิ่นห้องน้ำ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงวิธีนี้เป็นอันดับแรกๆ เป็นวิธีที่ได้ผลและขั้นตอนการการเตรียมอุปกรณ์ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ซื้อลูกเหม็นมา 1 ห่อ นำไปวางไว้บริเวณชักโครก แค่นี้กลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้องน้ำก็จะหมดไป สบู่เหลวอาบน้ำเดทตอล : อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ สบู่เดทตอลช่วยขจัดกลิ่นในห้องน้ำได้จริงๆ ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยากเพียงแค่เพื่อนๆ อาบน้ำ และล้างน้ำ น้ำสบู่ที่เรานำมาถูตัวก็จะไหลลงท่อไปช่วยขจัดเชื้อโรค และก็จะมีกลิ่นหอมของสบู่หอมทั่วทั้งห้องเลยค่ะ ดับกลิ่นชักโครกด้วยเกลือ : คุณสมบัติของเกลือจะขจัดเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นเหม็นในห้องน้ำได้ วิธีการก็คือเทเกลือลงไปในน้ำ และราดลงไปที่ชักโครกทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที หรือนานกว่านั้นก็ได้นะคะ  เพียงแค่นี้ห้องกลิ่นเหม็นในห้องน้ำก็จะลดลง ถ่านหุงต้ม : ถ่านสีดำๆ ที่เราไว้ใช้เป็นฝืนเพื่อจุดไฟนอกจากจะช่วยลดกลิ่นอับในตู้เย็นได้แล้ว ยังสามารถดูดกลิ่นอับในห้องน้ำได้ด้วยนะคะ เพียงแค่คุณนำถ่านใส่ถุงพลาสติกและนำไปวางไว้ในห้องน้ำ ถ่านก็จะดูดกลิ่นอับในห้องน้ำให้หมดไป ดับกลิ่นห้องน้ำด้วยมะกรูด : การดับกลิ่นห้องน้ำด้วยมะกรูดก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ผ่ามะกรูดให้เป็นชิ้นๆ แล้วก็นำไปวางไว้ตามชักโครก มะกรูดจะดับกลิ่นเหม็นของปัสสาวะได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ได้เห็นเคล็ดลับ ดับกลิ่นในห้องน้ำ กันไปแล้ว ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองหาวิธีดับกลิ่นห้องน้ำอยู่ ก็ลองนำวิธีข้างต้นไปใช้กับบ้านเพื่อนๆ กันดูนะคะ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://decor.mthai.com/home-idea/tips-home-idea/20225.html  
6 เคล็ด (ไม่) ลับสำหรับการเลือกซื้อเครื่องทำน้ำอุ่น

6 เคล็ด (ไม่) ลับสำหรับการเลือกซื้อเครื่องทำน้ำอุ่น

ย่างเข้าฤดูหนาวใครหลายคนคงมีปัญหาเรื่องการอาบน้ำ (น้ำเย็นมาก) เพราะการอาบน้ำในฤดูหนาวเสียงต่อการเจ็บป่วย เป็นไข้ หวัด ได้ง่ายกว่าฤดูกาลอื่น หนึ่งในทางเลือกที่จะไม่ต้องทนกับการอาบน้ำที่เย็นเฉียบ คือ การใช้เครื่องทำงานอุ่นในการอาบน้ำ แต่หลายคนยังไม่รู้ว่าเครื่องทำน้ำอุ่นแต่ละประเภทเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และวิธีเลือกซื้อต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง 1.ขนาดของที่อยู่อาศัย ก่อนซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นต้องดูความต้องการใช้ก่อน ว่าจะติดตั้งในครอบครัวเล็ก หรือครอบครัวขนาดใหญ่ หากเป็นครอบครัวเล็กควรใช้เครื่องทำน้ำอุ่นแบบ Single Point ทำความร้อนจากเครื่องทำน้ำอุ่น 1 ตัวต่อ 1 จุด ส่วนครอบครัวใหญ่ควรใช้เครื่องทำน้ำอุ่นแบบ Multi Point สามารถใช้ได้หลายจุดพร้อมกันโดยผ่านท่อที่ที่มีวาล์วซึ่งติดตั้งภายในบ้าน แต่เครื่องทำน้ำอุ่น Multi Point สิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าแบบ Single Point 2.กำลังไฟในบ้าน เครื่องทำน้ำอุ่นมีขนาดกำลังวัตต์ของไฟที่หลากหลาย ก่อนเลือกซื้อควรตรวจสอบมิเตอร์ไฟของบ้านว่าให้กำลังไฟเท่าใด เช่น มิเตอร์ไฟ ขนาด 5(15) A ควรใช้เครื่องทำน้ำอุ่นกำลังไฟฟ้าไม่เกิน 3,500 วัตต์ หากใช้มิเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 15(45) A ควรใช้เครื่องทำน้ำอุ่นกำลังไฟไม่เกิน 4,500 วัตต์ หรือ 6,000 วัตต์ 3.หม้อต้มประเภทต่างๆ หม้อต้มเครื่องทำน้ำอุ่นนั้นมีหลายประเภท ก่อนซื้อควรตัดสินใจจากคุณสมบัติเหล่านี้ หม้อต้มทองแดง ทนทานความร้อน แรงดันน้ำ มีอายุการใช้งานที่นาน แต่มีราคาสูง หม้อต้มแบบพลาสติก ทำความร้อนได้เร็ว จึงทำให้ประหยัดพลังงาน และมีราคาถูก แต่มีอายุการใช้งานสั้น หม้อต้มที่ใช้ขดลวดทองแดง ให้ความร้อนที่เร็วมาก แต่อุณหภูมิของน้ำร้อนจะไม่คงที่มากนัก 4.เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน  เครื่องทำน้ำอุ่นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกชนิดที่ใช้กำลังไฟที่มาก การซื้อควรเลือกเครื่องที่ได้รับมาตรฐานประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 นอกจากฉลากเบอร์ 5 ควรเลือกเครื่องทำน้ำอุ่นที่มีเทคโนโลยีช่วยให้ประหยัดพลังงานเพิ่มอีกอย่างเช่นเทคโนโลยี Aero Jet ของยี่ห้อ Stiebel Eltron ซึ่งจะดึงออกซิเจนในอากาศเข้าไปแทนที่น้ำ ทำให้ประหยัดน้ำ แรงดันน้ำเท่าเดิม ประหยัดพลังงานได้ประมาณ 40% 5.ปลอดภัยไว้ก่อน สิ่งสำคัญคือความปลอดภัย ควรเลือกเครื่องน้ำอุ่นที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัย เช่นระบบตัดกระแสไฟอัตโนมัติ หากเกิดเหตุไฟฟ้ารั่ว ระบบตัดการทำงานอัตโนมัติเมื่ออุณหภูมิสูงเกิน หรือระบบป้องกันหม้อทำความร้อนจนไหม้ ดังนั้นการเลือกซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอยากมาก  6.บริการหลังการขายที่ดี ควรเลือกยีห้อที่มีประกันครอบคุลม ศูนย์ซ่อมติดต่อสะดวก มี Call Center พร้อมพนักงานให้ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ขอบคุณแหล่งที่มา : www.3mautofilmclub.com/building/มุมคนรักบ้าน/%206%20เคล็ด(ไม่)ลับสำหรับการเลือกซื้อเครื่องทำน้ำอุ่น/876
5 สิ่งในบ้านที่อาจทำให้คุณเจ็บป่วย

5 สิ่งในบ้านที่อาจทำให้คุณเจ็บป่วย

อะไรบ้างที่อยู่ในบ้าน และมันเป็นสาเหตุให้คุณป่วย นอกจากเรายังมีวิธีป้องกันสาเหตุของการเจ็บป่วย ซึ่งรวมถึงวิธีทำความสะอาด จะมีอะไรบ้างตามมาดูกันเลย 1.ที่นอนสกปรก มีอะไรบ้างที่ตกอยู่บนเตียงหลลังจากการนอนหลับที่ยาวนาน มีค่าเฉี่ยของผิวหนังที่ตายในทุกสัปดาห์ประมาณ 30 กรัม ซึ่งมันจะตกอยู่บนผ้าปูที่นอน และกลายเป็นอาหารที่ไรฝุ่นชอบ ซึ่งนำไปสูการเป็นโรคผิวหนัง โรคภูมิแพ้ ระคายเคืองต่อผิว และอื่นๆ เพื่อความสะอาดควรนำผ้าปูที่นอนไปซักในน้ำร้อนประมาณ 60 องศา อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง 2.เครื่องดูดฝุ่นอันเก่า คุณอาจตรวจสอบเครื่องดูดฝุ่นเพื่อทำความสะอาดมัน โดยการเปิดมันออกมา แต่อาจเป็นเรื่องอันตรายบมากกว่าเรื่องดี จาการศึกษาของวารสาร Environmental Science & Technology ในเครื่องดูดฝุ่นที่มียี่ห้อ อายุการใช้งาน และราคาที่แตกต่างกัน ซึ่งทุก ๆ หนึ่งอันจะมีฝุ่น แบคทีเรีย และโรคภูมิแพ้ในอากาศ มลพิษเหล่านี้ยิ่งพบมากขึ้นในเครื่องดูดฝุ่นที่เก่า วิธีป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรก และฝุ่นกลับเข้ามาในเครื่องคือซื้อดูดฝุ่นที่มีตัวแผนกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง และทำความสะอาดมัน เป็นประจำ 3.ขนจากสัตว์เลี้ยงของคุณ สัตว์เลี้ยงคือเพื่อนที่น่ารักของบ้านที่ดีที่สุด แต่น่าเสียดายสิ่งที่มันทิ้งไว้เบื้อหลังอย่าง “ขน” อาจทำให้คุณป่วย จาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีอาการแพ้สัตว์เลี้ยง วิธีป้องกันที่ดีคือไม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าใกล้เฟอร์นิเจอร์ ผ้า และพรมมากที่สุดเท่าที่ทำได้ นอกจากนี้ควรทำความสะอาดบ้านเพื่อกำจัดขนของสัตว์เลี้ยงอย่างเป็นประจำ 4.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือนส่วนใหญ่มักเต็มไปด้วยสารเคมี ซึ่งอาจก่อให่เกิดอันตรายต่อสุขภาพที่แตกต่างกันไป ผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เช่น สารซักฟอก และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องประดับ มักจะมีสารเปอร์โคลอโธเอลีน (Perchloroethylene) แต่ยังมีวิธีแก้ไขด้วยธรรมชาติด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติเช่นน้ำมะนาว น้ำมันประกอบอาหาร น้ำส้มสายชู และ เบคกิ้งโซดา เพื่อการทำความสะอาด 5.ลิ้นชักตู้เย็นสกปรก แม้ว่าผัก และผลไม้ในลิ้นชักตู้เย็นของคุณผ่านล้างการทำความสะอาด แต่อาจมีจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายซ่อนอยู่ เช่น อี. โคไล และ ซาลโมเนลลา ซึ่งมักพบปนเปื้อนในอาหาร แบคทีเรียเหล่านี้นำไปสู่โรคเป็นพิษ ป้องกันโดยการล้างผักผลไม้ก่อนรับประทานทุกครั้ง และทำความสะอาดลิ้นชัก ชั้นวางตู้เย็นอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง   ขอบคุณแหล่งที่มา www.3mbuildingfilm.com/มุมคนรักบ้าน/5%20สิ่งในบ้านที่อาจทำให้คุณเจ็บป่วย/927
4 วิธีกำจัดสิ่งสกปรกในเครื่องซักผ้า

4 วิธีกำจัดสิ่งสกปรกในเครื่องซักผ้า

รู้หรือไม่? ว่าผลลัพธ์ของการได้ผ้าขาวสะอาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับผงซักฟอกและวิธีการซักเท่านั้น เพราะยังมีเรื่อง “ความสะอาดของเครื่องซักผ้า” ที่ช่วยป้องกันสิ่งตกค้างไม่ให้ปะปนขณะซักผ้าอีกด้วย รู้กันแบบนี้แล้วต้องมาดูกับ 4 วิธีนี้กันเลย 1. ทำความสะอาดเครื่องซักผ้าด้วย “เบคกิ้งโซดา” วิธีทำความสะอาด เติมน้ำให้เต็มเครื่องซักผ้า เทเบคกิ้งโซดา 1 ถ้วย เปิดเครื่องซักผ้าให้เบคกิ้งโซดาละลายน้ำ ปิดเครื่องซักผ้าปล่อยแช่ทิ้งไว้ 5-10 ชั่วโมงจึงถ่ายน้ำออก เปลี่ยนน้ำสะอาดใหม่อีกครั้งเพื่อช่วยชะล้างคราบสกปรกที่ตกค้างให้หลุดออกไป 2. ทำความสะอาดเครื่องซักผ้าด้วย “น้ำส้มสายชู” วิธีทำความสะอาด เทน้ำส้มสายชู 1-2 ถ้วย เปิดเครื่องซักผ้าให้น้ำส้มสายชูช่วยชะล้างคราบสกปรกที่ตกค้างให้หลุดออกไป ปิดเครื่องซักผ้าล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อยเป็นอันเสร็จสิ้น 3. ทำความสะอาดเครื่องซักผ้าด้วย “แอมโมเนีย” วิธีทำความสะอาด เทแอมโมเนีย 1-2 ถ้วย เปิดเครื่องซักผ้าให้แอมโมเนียช่วยชะล้างคราบสกปรกที่อุดตันให้หลุดออกไป ปิดเครื่องซักผ้าล้างทำความสะอาดอีกครั้งแค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว 4. ทำความสะอาดเครื่องซักผ้าด้วย “ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค” วิธีทำความสะอาด: เติมน้ำครึ่งหนึ่งของเครื่องซักผ้า เทผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค 1 ถ้วย เปิดเครื่องซักผ้าให้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคช่วยฆ่าเชื้อโรคและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ให้หลุดออกไป ปิดเครื่องซักผ้าปล่อยแช่ทิ้งไว้ 5 ชั่วโมงจึงถ่ายน้ำออก เปลี่ยนน้ำสะอาดใหม่อีกครั้งก็เหมือนได้เครื่องซักผ้าใหม่เลยทีเดียว แม้การทำความสะอาดเครื่องซักผ้าถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับใครหลาย ๆ คน แต่เชื่อเถอะค่ะ ว่าคุณจะมั่นใจกับความสะอาดมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.omothailand.com/tips/share_tip/4-วิธีกำจัดสิ่งสกปรกในเครื่องซักผ้า/48

1 2 3 4 ... 11