กิจกรรม

 

กิจกรรมล่าสุด

1 2 3 4
‘อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์’ จัดงาน Altitude Mastery Grand Open House

‘อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์’ จัดงาน Altitude Mastery Grand Open House

ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมายสำหรับ โครงการ Altitude Mastery โครงการบ้านเดี่ยว ทำเลถนนพหลโยธิน 24 ราคาเริ่มต้นที่ 32 ล้านบาท ซึ่งเพิ่งได้รับรางวัล รางวัล Best Housing Architectural Design จากงานอินเตอร์เนชั่นแนล พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ด เอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2561 ชยพล หรรรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการ และ ขวัญชัย ยิ่งเจริญถาวร กรรมการบริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร จัดงาน Altitude Mastery Grand Open House เปิดบ้านครั้งแรก เพื่อต้อนรับลูกค้าและว่าที่ลูกค้าคนสำคัญ ดังนั้น ภายในงานจึงจัดให้มีการแสดงเครื่องเพชร จากแบรนด์ผู้ผลิตและผู้ออกแบบจิวเวอร์รี่อันดับหนึ่งของเมืองไทยอย่าง Beauty Gems โดยได้รับเกียรติจาก คุณหนึ่ง สุริยน ศรีอรทัยกุล เจ้าของมาร่วมงานด้วยตนเอง  ทั้งยังมีรถยนต์หรูจากค่าย Aston Martin มาร่วมให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์พิเศษด้วยตัวเอง งานนี้ ชยพล หรรรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการ และ ขวัญชัย ยิ่งเจริญถาวร กรรมการบริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และลูกค้าอย่างเป็นกันเอง ซึ่งในวันงานได้รับความสนใจและการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี มีลูกค้าจองซื้อบ้านภายในงาน บ้านจากทั้งหมด 8 หลัง เหลือเพียง ยูนิตสุดท้ายหนึ่งหลังแล้วเท่านั้น
ซีพีเอ็น ชูอินโนเวชั่นทางธุรกิจและไลฟ์สไตล์ ต่อยอดวิสัยทัศน์ ‘Center of Life’ แตกไลน์ธุรกิจใหม่แบรนด์ ‘Common Ground’ โคเวิร์กกิ้งสเปซเต็มรูปแบบ

ซีพีเอ็น ชูอินโนเวชั่นทางธุรกิจและไลฟ์สไตล์ ต่อยอดวิสัยทัศน์ ‘Center of Life’ แตกไลน์ธุรกิจใหม่แบรนด์ ‘Common Ground’ โคเวิร์กกิ้งสเปซเต็มรูปแบบ

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น ประกาศเดินหน้าขยายไลน์ธุรกิจใหม่แบรนด์ ‘คอมมอน กราวด์’ (Common Ground) โคเวิร์กกิ้งสเปซเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ และต่อยอดวิสัยทัศน์การสร้าง Center of Life ศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ด้วยการร่วมทุนกับ Common Ground Group แบรนด์โคเวิร์กกิ้งสเปซที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้าทุ่มงบ 800 ล้านบาท เปิด 20 สาขา ใน 5 ปี เปิดสาขาแรกต้นปีหน้า มุ่งเป็น ‘คอมมูนิตี้เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการหัวคิดใหม่ที่ดีที่สุด’ แห่งแรกในไทย ชูจุดแข็งความเป็นศูนย์การค้าอันดับหนึ่งของประเทศที่สามารถต่อยอดธุรกิจด้วยเน็ตเวิร์กและมาร์เก็ตเพลสของซีพีเอ็น และกลุ่มเซ็นทรัล พร้อมตอบรับชีวิตทำงานยุคใหม่ด้วย Holistic Lifestyle Integration เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพฮับแห่งเซ้าท์อีสต์เอเชีย และผลักดันเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งยั่งยืน ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากวิสัยทัศน์การสร้าง Center of Life ของเรา ในการเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ เราจึงขยายไลน์ธุรกิจใหม่แบรนด์ ‘คอมมอน กราวด์’ (Common Ground) โคเวิร์กกิ้งสเปซเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็น the New Generation of Innovative Coworking Community เพื่อเป็น ‘คอมมูนิตี้เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการหัวคิดใหม่ที่ดีที่สุด’ แห่งแรกในไทย ด้วยการร่วมทุนกับ คอมมอน กราวด์ กรุ๊ป แบรนด์โคเวิร์กกิ้งสเปซที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตั้งเป้าทุ่มงบ 800 ล้านบาท เปิด 20 สาขา ใน 5 ปี เปิดสาขาแรกต้นปีหน้า เพื่อตอบรับเทรนด์ coworking space และ sharing economy กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใน 10 ปีข้างหน้า และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของธุรกิจโคเวิร์กกิ้งแห่งใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” นายอิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายขาย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเทรนด์ของโคเวิร์คกิ้งสเปซในไทยว่า ในปัจจุบัน มีกลุ่มบริษัทโคเวิร์กกิ้งสเปซระดับนานาชาติจากต่างประเทศหันมาปักหมุดและลงทุนในประเทศไทย โดยปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ หนึ่ง เมกะเทรนด์ที่ไลฟ์สไตล์การทำงานของผู้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไปตาม Technology และ Flexibility โดยต้องการพื้นที่ทำงานที่มีความเป็น Collaborative Workspace รวมถึงการลดต้นทุนทางธุรกิจทำให้รูปแบบการทำงานของผู้ประกอบการ และบริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลกจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยคาดว่าตลาด coworking space ในเอเชีย จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 30% ในปี 2030 จากปัจจุบันที่มีตลาดอยู่ที่ 2% สอง อัตราการเติบโตของตัวเลขเอสเอ็มอีในประเทศไทย ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูง 8-10% ต่อปี มากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยกว่า 1 ใน 6  มีธุรกิจอยู่ในกรุงเทพฯ หรือคิดเป็นกว่า 500,000 ราย โดยเอสเอ็มอีเหล่านี้ ล้วนแต่มองหาสถานที่ทำงานในทำเลที่ดี หรือ prime location แต่การเข้าถึงออฟฟิศให้เช่าเกรด A ในกรุงเทพฯ เป็นไปได้ยากและมีราคาสูง เช่นเดียวกับบริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทำให้โคเวิร์กกิ้งในรูปแบบของ ‘คอมมอน กราวด์’ จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในเข้าถึงสถานที่ทำงานรูปแบบใหม่ หรือ โคเวิร์กกิ้งสเปซที่เต็มไปด้วยบริการมาตรฐานเกรด A แต่ยังตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพเปี่ยมไปด้วยเครือข่ายทางธุรกิจ มร. เออร์แมน อะคินซี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งคอมมอน กราวด์ และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของคอมมอน กราวด์ เผยว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเข้าใจผู้ประกอบการอย่างลึกซึ้งในประเทศไทย เราเชื่อว่าการผนึกกำลังในครั้งนี้กับเซ็นทรัลพัฒนาที่เป็นผู้นำการพัฒนาศูนย์การค้าของประเทศ และหนึ่งในบริษัทกลุ่มเซ็นทรัลจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ และสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ทำให้ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดธุรกิจด้วยเน็ตเวิร์กและมาร์เก็ตเพลส  พร้อมตอบรับชีวิตคนทำงานและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ด้วย Holistic Lifestyle Integration ด้วยความแข็งแกร่งและกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายของกลุ่มเซ็นทรัล ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงแรม แบรนด์แฟชั่น ไลฟ์สไตล์และร้านอาหาร จะเป็นจุดแข็งด้านไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น ครบครันและครอบคลุมที่สุดในประเทศไทย” “การเปิดตัวคอมมอน กราวด์ในประเทศไทยนี้ถือเป็นการเปิดตัวในต่างประเทศเป็นประเทศที่ 3 ในภูมิภาคนี้ โดยจะเป็นรีจินัลแฟลกชิพแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยขนาดพื้นที่ถึง 4,500 ตร.ม. ซึ่งจะตั้งอยู่ใน Bangkok CBD ซึ่งโคเวิร์กกิ้งสเปซรูปแบบใหม่นี้จะทำให้ผู้ประกอบการหรือบริษัทใหญ่ต่างๆ สามารถลดต้นทุน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างออฟฟิศแบบถาวร ตั้งอยู่ใน Prime location ทำให้ติดต่องานและหมุนเวียนเปลี่ยนโลเคชั่นได้สะดวก อีกทั้ง มีความแตกต่างจากโคเวิร์กกิ้งสเปซอื่นๆ ด้วยจุดเด่นในการมอบไลฟ์สไตล์ที่ครบครันและสมบูรณ์แบบ (Enrich Lifestyle) ด้วยโลเคชั่นที่ใกล้กับศูนย์การค้าพร้อมสิทธิประโยชน์มากมายจากพันธมิตรทางธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ ทั้งแฟชั่นไลฟ์สไตล์ ร้านอาหาร ธนาคาร ฟิตเนส ที่จอดรถ ร่วมด้วยกิจกรรมอีเว้นต์และไลฟ์สไตล์เวิร์กช็อปมากมาย พร้อมต่อยอดการเติบโตทางธุรกิจ (Expand Business through our deep partnerships) ด้วยการได้ทดลองทำตลาด ทำจริง ขายจริง ในศูนย์การค้าของซีพีเอ็น และธุรกิจอื่นๆ ของกลุ่มเซ็นทรัล นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถใช้บริการได้ในทุกสาขาทั่วโลก และเพิ่มคอนเนคชั่นทางธุรกิจที่เปิดกว้างและหลากหลายกว่า” มร. เออร์แมน อะคินซี กล่าว มร. จุน เตียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมมอน กราวด์และอีกหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง กล่าวถึง แผนการลงทุนของคอมมอน กราวด์กรุ๊ปในระดับภูมิภาคว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราตั้งเป้าจะเติบโตกว่า 3 เท่าทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสำหรับประเทศไทย จะมีจำนวนสาขาทั่วประเทศ กว่า 20 สาขา โดยกว่า 10 สาขาจะตั้งอยู่บน Prime Location ในกรุงเทพฯ ที่อยู่ในอาคารสำนักงานที่เชื่อมต่อกับศูนย์การค้าของซีพีเอ็น หรืออาคารสำนักงานให้เช่าอื่นๆ รวมถึงสาขาในหัวเมืองสำคัญ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และ พัทยา เป็นต้น ทำให้ผู้ประกอบการสามารถใช้บริการในโลเคชั่นของเราได้ทั้งในและต่างประเทศ”   มร. เตียว กล่าวเพิ่มเติมว่า  “คอมมอน กราวด์เป็นรูปแบบใหม่ของโคเวิร์คกิ้งสเปซในประเทศไทย โดยจับกลุ่มเป้าหมายคนทำงานรุ่นใหม่ ได้แก่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กลุ่มสตาร์ทอัพและฟรีแลนซ์ 80% และกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความต้องการทำงานในโคเวิร์กกิ้งสเปซ 20% การขยายธุรกิจเข้ามาในประเทศไทยในครั้งนี้ จึงมุ่งเข้ามาเพื่อสร้างสรรค์ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ให้กับคนไทย เพื่อตอบรับ 6 เทรนด์โคเวิร์กกิ้งสเปซที่จะเกิดขึ้นในปี 2019 ทั่วโลกอีกด้วย ทำให้คอมมอน กราวด์เป็นโคเวิร์กกิ้งสเปซเต็มรูปแบบที่ตอบโจทย์เทรนด์ระดับโลกทั้ง 6 ประการ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย” โดย มร. เตียว กล่าวเพิ่มเติมถึง 6 เทรนด์โคเวิร์กกิ้งสเปซที่จะเกิดขึ้นในปี 2019 ทั่วโลก ได้แก่   ในระดับนักลงทุนธุรกิจโคเวิร์กกิ้ง คือ   เทรนด์การเข้ามาลงทุนทำ Coworking space จะเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความครบครันให้กับโครงการในรูปแบบมิกซ์ยูสของกลุ่มบริษัทอสังหาริมทัพย์ เทรนด์โลคัลแอคโกลบอล หรือ การผสมผสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของผู้ประกอบการในท้องถิ่นเข้ากับความเชี่ยวชาญการจัดการในระดับนานาชาติจากโกลบอลแบรนด์ในระดับผู้ประกอบการยุคใหม่ กระแส Work-Life Balance ในคนยุคใหม่ เทรนด์การชอบใช้พื้นที่การทำงานที่สามารถปรับเปลี่ยนได้และช่วยจุดประกายต่อยอดโอกาสธุรกิจ (Flexible & Hyper Competitive Space) เทรนด์ความต้องการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์กด้วยเทคโนโลยีและระบบบล็อคเชนในพื้นที่การทำงาน และ เทรนด์ที่กลุ่มบริษัทใหญ่ๆ (Corporate) เริ่มมองหาพื้นที่การทำงานในรูปแบบใหม่เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้กับองค์กร รวมถึงเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ              
ออลล์ อินสไปร์ฯ เอาใจสมาชิก อินสไปร์ ฮับ จัดกิจกรรมเติมความสุข All Inspire A Taste of Living

ออลล์ อินสไปร์ฯ เอาใจสมาชิก อินสไปร์ ฮับ จัดกิจกรรมเติมความสุข All Inspire A Taste of Living

บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ ดิ เอ็กเซล ไรส์ และอิมเพรสชั่น เดินหน้าสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านกลยุทธ์ CRM (Create Real Motivation) จัดกิจกรรม All Inspire A Taste of Living มอบความสุขสุดพิเศษ กับกิจกรรม Cooking Session รังสรรค์เมนูอาหารคาว-หวานและกิจกรรมชมภาพยนตร์ The Ultimate Experience มอบประสบการณ์การใช้ชีวิตสุดพิเศษ ให้ลูกค้าคนพิเศษแก่สมาชิก Inspire Hub Member เท่านั้น   นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ ดิ เอ็กเซล ไรส์ และอิมเพรสชั่น กล่าวว่า เพื่อตอกย้ำการเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเชื่อมั่นและไว้วางใจ ด้วยการดูแลเอาใจใส่ลูกค้าทุกโครงการให้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว พร้อมเดินหน้าสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านกลยุทธ์ CRM หรือ Create Real Motivation จุดเริ่มต้นของ Inspire Hub ที่เป็นการสร้างพลังในการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจของการใช้ชีวิตให้แก่ลูกค้าของ ออลล์ อินสไปร์ฯ พร้อมมอบ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และประสบการณ์สุดพิเศษ ผ่าน 2 กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Cooking Session : รังสรรค์เมนูอาหารคาว – หวาน ร่วมกับเชฟเบลล์ เชฟสาวสุดมั่นจากรายการ Master Chef Thailand Season 2 และ The Ultimate Experience : สัมผัสที่สุดกับประสบการณ์พิเศษในโรงภาพยนตร์ Blue Ribbon Screen กับภาพยนตร์เรื่อง “Johnny English” นอกจากนี้ ยังมีนักแสดงหนุ่มหล่อมากความสามารถ แบม ปีติภัทร รับหน้าที่เป็นพิธีกรภายในงาน “นอกจากจะพัฒนาคุณภาพชีวิต และไลฟ์สไตล์ที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในราคาที่จับต้องได้แล้วกิจกรรมที่ทาง ออลล์ อินสไปร์ฯ เลือกสรรมา ยังมุ่งเน้นการมอบความสุขที่สร้างสรรค์แรงบันดาลใจของการใช้ชีวิต อีกทั้งยังตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตและสร้าง Create Real Motivation อย่างแท้จริง” นายธนากร กล่าวตอนท้าย   ติดตามอัพเดทกิจกรรมดีๆ ที่ Facebook/fanpage All Inspire Development PCL. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร 02 029 9999              
คอตโต้ตอกย้ำศักยภาพนวัตกรรมงานดีไซน์ ส่งผลงานใหม่ที่ร่วมอวดสายตาชาวโลกในงานมหกรรมกระเบื้องระดับโลก ที่อิตาลี เข้าร่วมโชว์ในงานบ้านและสวนแฟร์ 61

คอตโต้ตอกย้ำศักยภาพนวัตกรรมงานดีไซน์ ส่งผลงานใหม่ที่ร่วมอวดสายตาชาวโลกในงานมหกรรมกระเบื้องระดับโลก ที่อิตาลี เข้าร่วมโชว์ในงานบ้านและสวนแฟร์ 61

เพราะ “ บ้าน” เป็นพื้นที่สำคัญ สำหรับคนในครอบครัว หรือถ้าจะบอกว่าเป็นศูนย์รวมความสุขที่สมาชิกได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน และคงจะดีไม่น้อย หากมีบ้านสวยสมบูรณ์แบบที่ทำให้การพักผ่อนร่วมกัน มีความหมายมากขึ้น การมองหาวัสดุที่ควรค่า จึงเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ คอตโต้ มุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้า ให้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มความสุขในทุกพื้นที่ของบ้านให้เต็มเปียมอย่างแท้จริง นายนำพล มลิชัย Chief  Marketing Officer บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องคอตโต้ พูดถึง คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด ที่นำมาร่วมแสดงในครั้งนี้ ว่า “PREMIUM Collection” นับเป็นผลงานใหม่ล่าสุด ที่ทีมดีไซน์ของ คอตโต้ นำแรงบันดาลใจจากความงดงาม ของวัสดุธรรมชาติ จากทั่วทุกมุมโลก มารวมกันไว้อย่างน่าสนใจมากที่สุดชุดหนึ่ง ที่สำคัญ เป็นคอลเลคชั่นที่มีการรังสรรค์อย่างพิถีพิถัน  เพื่อให้เจ้าของบ้านได้สัมผัสความงามของธรรมชาติ สู่พื้นที่ในบ้านได้อย่างสมบูรณ์  แบบ Luxurious Natural   พร้อมกับสะท้อนความหรูหราในทุกมุมมอง ด้วยนวัตกรรมพิเศษ ให้ผิวสัมผัสเสมือนจริง แบบ Authentic Texture ในคอลเลคชั่นนี้มีขนาดให้เลือกหลากหลาย โดยขนาดใหญ่มากถึง 60x120 ซม. ช่วยให้พื้นที่ห้องดูโอ่โถงมากยิ่งขึ้น   ล่าสุด คอตโต้ได้ถือโอกาสนำผลงานที่น่าสนใจในคอลเลคชั่นใหม่ ชุด SOAPSTONE Series CEPPO Series ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก จาก CERSAIE 2018 งานกระเบื้องเซรามิกที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลี ที่คอตโต้ นำผลงานไปร่วมแสดงที่ผ่านมา มาร่วมโชว์ในงานบ้านและสวน’61 อิมแพ็ค เมืองทองธานี นี้ด้วย “ นายนำพลกล่าวสรุป   สำหรับผู้ที่สนใจ หรือกำลังมองหาวัสดุตกแต่ง ที่งดงาม หรูหราที่แอบอิงธรรมชาติ อย่างมีระดับ มาร่วมเติมความสมบูรณ์แบบของบ้าน สามารถชมสินค้าหรือขอคำแนะนำได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายกระเบื้องคอตโต้ และ www.cotto.com SOAPSTONE Series แรงบันดาลใจจากแร่หินธรรมชาติ Talc และ Quartz ซึ่งมีลวดลายแทรกซึมอยู่ในชั้นหินที่ทับถมมาเป็นเวลานาน จนเกิดเป็น Design ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว   CEPPO Series จากลวดลายของหินท่ามกลางภูเขา Clemo และทะเลสาป d’Iseo เมือง Bargamo ประเทศอิตาลี เป็นหินที่นิยมใช้ในการสร้างสรรค์ สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยโรมันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเอกลักษณ์ที่คลาสสิค หรูหราแต่ยังคงความเรียบง่ายและสามารถใช้ได้กับสถาปัตยกรรมทุกรูปแบบ CALACATTA CLASSICO Series แรงบันดาลใจจากเสน่ห์ความขาวละมุน อันแสนอบอุ่นของหินอ่อน GOLDEN CALACATTA ซึ่งเป็นหินอ่อนกัลกัตตา ที่มีชื่อเสียงในอิตาลี        
ธนาแลนด์ จัดกิจกรรม Thank You Party : Happiness at Thana Astoria

ธนาแลนด์ จัดกิจกรรม Thank You Party : Happiness at Thana Astoria

นายโกวิทย์ สุวาณิชย์กุล (ที่ 4 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนาแลนด์ จำกัด พร้อมทีมบริหารร่วมกันจัดงาน “Thank You Party : Happiness at Thana Astoria” เพื่อขอบคุณ และส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าของโครงการคอนโดมิเนียม ธนา แอสโทเรีย ปิ่นเกล้า ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ  กิจกรรม เวิร์กช้อปทำขนมคัพเค้กกับคุณเพชร กรุณพล, Workshop Cactus ปลูกต้นกระบองเพชรน่ารักๆ, บริการล้างรถ-เติมลมให้ลูกค้า และกิจกรรมสนุก ๆ อิ่มอร่อยอื่น ๆ อีกมากมาย ปิดท้ายงานช่วงค่ำด้วยมินิคอนเสิร์ตในบรรยากาศอบอุ่นจาก อะตอม ชนกันต์ นักร้องและนักแต่งเพลงชื่อดัง พร้อมมอบของขวัญ-ของรางวัลมากมาย รวมถึงโปรโมชั่นพิเศษสุดสำหรับลูกค้าใหม่ที่จองสิทธิ์ภายในงาน โดยได้รับความสนใจจากลูกบ้านเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก          
หายเหนื่อย...โครงการบ้านอิสสระ บางนา ได้รับรางวัล Best Housing Development (Asia) บ้านหรูระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ในงานอินเตอร์เนชั่นแนล พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ด เอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2561

หายเหนื่อย...โครงการบ้านอิสสระ บางนา ได้รับรางวัล Best Housing Development (Asia) บ้านหรูระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ในงานอินเตอร์เนชั่นแนล พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ด เอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2561

หลังทุ่มเททำงานและพัฒนาโครงการในเครือชาญอิสสระ มาอย่างเต็มที่ ล่าสุด คุณปลาทู-ดิฐวัฒน์ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด พร้อมด้วย คุณธีราภรณ์ ศรีเจริญวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ ควงแขนเข้ารับรางวัลการประกวดผลงานอสังหาริมทรัพย์ยอดเยี่ยมในงานอินเตอร์เนชั่นแนล พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ด เอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2561 โดย โครงการบ้านอิสสระ บางนา ได้รับรางวัล Best Housing Development (Asia) บ้านหรูระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ซึ่งออกแบบโดย A49 ซึ่งในปี 2560 โครงการ อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9 ก็ได้รับรางวัลนี้เช่นกัน และ โครงการทิวทะเลเอสเตท ชะอำ-หัวหิน ได้รับรางวัล Best Mixed Use Development (Thailand) โครงการที่พักตากอากาศที่มีครบทั้งคอนโดมิเนียม โรงแรม เรสซิเดนซ์ และ คอมมูนิติมอลล์  งานนี้ทำเอาหนุ่มปลาทู ยิ้มแก้มปริและหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง พร้อมขอบคุณทีมงานทุกๆ คน ที่ร่วมแรงร่วมใจจนโครงการได้รับรางวัล พร้อมประกาศเตรียมลุยพัฒนาโครงการคุณภาพต่อในปีหน้าและปีต่อๆไป          
พฤกษา โฮลดิ้ง คว้า 2 รางวัลเกียรติยศต่อเนื่อง ตอกย้ำความใส่ใจเพื่อสร้างองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

พฤกษา โฮลดิ้ง คว้า 2 รางวัลเกียรติยศต่อเนื่อง ตอกย้ำความใส่ใจเพื่อสร้างองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

"พฤกษา โฮลดิ้ง คว้า 2 รางวัลเกียรติยศในงานประกาศผลรางวัลต้นแบบองค์กรที่ยั่งยืน" จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมี นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) รับรางวัล บริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืน ต่อเนื่องปีที่ 2 โดยในปีนี้ได้รับรางวัล Outstanding Sustainability Awards 2018 และ นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) รับรางวัลหุ้นยั่งยืน Thailand Sustainability Investment 2018 (THIS) ต่อเนื่องปีที่ 3 ซึ่งทั้ง 2 รางวัลนับเป็นเครื่องการันตีถึงความใส่ใจในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักบรรษัทภิบาล ตลอดจนมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมไปถึงการใส่ใจด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน          
เอสซี แอสเสทฯ รับ 2 รางวัลเกียรติยศในงาน SET Sustainability Awards 2018 ปีแรกกับรางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืนดีเด่น (Outstanding) พร้อมรางวัลหุ้นยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

เอสซี แอสเสทฯ รับ 2 รางวัลเกียรติยศในงาน SET Sustainability Awards 2018 ปีแรกกับรางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืนดีเด่น (Outstanding) พร้อมรางวัลหุ้นยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมกับ นายสมบูรณ์ คุปติมนัส เลขานุการ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมรับ 2 รางวัลเกียรติยศในงาน SET Sustainability Awards 2018 โดยเป็นปีแรกที่ได้รับรางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืนดีเด่น (Outstanding) และเป็นรางวัลเดียวในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดระหว่าง 10,000-30,000 ล้านบาท พร้อมกับรางวัล Thailand Sustainability Investment (THSI) หุ้นยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมี ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการ และ ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นผู้มอบรางวัล ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้

"วสท." สุดปลื้ม กระแสตอบรับงาน "วิศวกรรมแห่งชาติ 2561" ดีเกินคาด มีผู้เข้าชมงาน พร้อมภาครัฐ-เอกชน สนับสนุนนำผลงานนวัตกรรมร่วมงานคับคั่ง

วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เผยกระแสตอบรับงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561” (National Engineering 2018) งานสัมมนาวิชาการด้านวิศวกรรมและงานแสดงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี นวัตกรรรมวิศวกรรมครั้งยิ่งใหญ่ ดีเกินคาด มีผู้สนใจทั้งจากวิศวกรและผู้สนใจเทคโนโลยีเข้าร่วมฟังเสวนา และเข้าร่วมเยี่ยมชมงานโชว์เทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆ  มากกว่า 25,000 คน ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ ปลุกกระแสเทคโนโลยีนวัตกรรมเปลี่ยนชีวิต พร้อมเร่งเดินหน้าผลักดันการพัฒนา และยกระดับมาตรฐานวิชาชีพวิศวกรรม ร่วมผลักดันประเทศให้ขับเคลื่อนไปด้วยปัญญา รองรับการก้าวเข้าสู่ “ประเทศไทย 4.0” ในอนาคต ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวภายหลังจากเสร็จสิ้นจากการจัดงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561” หรือ National Engineering 2018 ว่า จากภารกิจในการส่งเสริม และสนับสนุนความก้าวหน้าของวิชาชีพวิศวกรรม ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ สนับสนุนการวิจัย การปรับปรุงมาตรฐาน และสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่ออาชีพวิศวกรรม และสังคม ผ่านเวทีเสวนาและพื้นที่โชว์นวัตกรรมภายในงาน วิศวกรรมแห่งชาติ 2561 ในครั้งนี้ ถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ และบรรลุวัตถุของประสงค์ของการจัดงานตามที่ได้ตั้งเป้าไว้ ซึ่งต้องการให้เกิดการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานวิชาชีพวิศวกรรม ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวหน้าของไทย ตลอดจนมุ่งหวังให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน พร้อมร่วมอัพเดทเทรนด์และเทคโนโลยีวิศวกรรมโลกผ่านงานสัมมนาในหัวข้อต่าง ๆ รวมทั้งสร้างโอกาสการเป็นผู้นำของประเทศไทยทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี และตอกย้ำความเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน โดยมีผู้ที่สนใจทั้งจากวิศวกร นักศึกษา และผู้ชมทั่วไปที่สนใจเทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆ เข้าร่วมฟังเสวนา และเข้าร่วมเยี่ยมชมงาน มากกว่า 25,000 คน ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ สำหรับการจัดงานในปี 2561 นี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Engineering for Society; Smart Engineering, Smart Life, Smart Nation - วิศวกรรมอัจฉริยะ เพื่อชีวิตทันสมัย สู่ประเทศไทยแห่งอนาคต” โดยได้รับการสนับสนุนทั้งจากองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรชั้นนำของประเทศไทย นำสุดยอดนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาจัดแสดงภายในงานมากกว่า 100 ราย เพื่อร่วมปฏิรูปประเทศสู่สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญา เสริมสร้างศักยภาพให้ทุกภาคส่วนมีส่วนช่วยยกระดับสังคมสู่สมาร์ทไลฟ์ สมาร์ทเนชั่น อย่างยั่งยืน เพื่อให้คนไทยก้าวทันเทคโนโลยีและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดแก่สังคมไทย โดยมีไฮไลท์อยู่ที่ เวทีปาฐกถาพิเศษ จาก 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มาร่วมให้ความรู้ เพื่อยกระดับพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรรมที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ ซึ่งได้ช่วยสะท้อนบทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีวิศวกรรมในการช่วยผลักดันประเทศให้ขับเคลื่อนไปด้วยปัญญา และสามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกได้ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นอกจากนี้ ยังมีไฮไลท์อื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ การติดตั้งอุปกรณ์พิเศษเพื่อให้เป็นบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ซึ่งในปีนี้ มีบริษัททั้งภาครัฐ และเอกชนเอง นำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาร่วมจัดแสดงภายในงานมากมาย เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พัฒนาแอพพลิเคชั่นที่เรียกว่า “PEA Hive Platform”, เวทีเสวนาเรื่องบ้านปลอดภัย เพื่อเสริมสร้างให้คนรู้และตระหนักในเรื่องความปลอดภัยในอาคาร โดยมีวิทยากรระดับ Vice Pressident จาก National Fire Safety Association (NFPA) มาให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยในอาคาร นวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต รถพลังงานไฟฟ้า (EV Car) นอกจากจะมีค่ายรถนำรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งที่เป็นรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก นำมาโชว์ และให้สอบถามรายละเอียดภายในงานแล้ว ยังมีการนำรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ในโครงการ “ซียู โตโยต้า ฮา:โม” มาให้ผู้ที่สนใจได้ทดลองขับภายในงานอีกด้วย การประปานครหลวง ได้คิดค้น และพัฒนานวัตกรรมสำหรับการตรวจสอบสภาพท่อ หาตำแหน่งจุดแตกรั่ว โดยการใช้หุ่นยนต์เข้าไปสำรวจในท่อประปาแทน ในชื่อโครงการ หุ่นยนต์สำรวจภายในท่อประปา ไกรทอง ซึ่ง ไกรทองสามารถช่วยให้การประปานครหลวง สามารถลดการสูญเสียน้ำในจุดงานที่หาตำแหน่งรั่วได้ยาก นอกจากนี้ ยังมีชุดอุปกรณ์วิเคราะห์เสียงน้ำรั่วแบบพกพา ให้ศึกษาและสอบถามรายละเอียดได้ บูธ ปตท. ได้นำเครื่องช่วยเดิน “Brain Machine Interaction System” สำหรับผู้ที่เป็นอัมพฤต อัมพาต ได้ฝึกการเดิน โดยมีระบบสั่งการแบบ Real Time จากสมอง โดยปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา คาดว่าไม่เกิน 3-5 ปีนี้ จะมีการนำเครื่องนี้ไปอยู่ในแผนกกายภาพตามโรงพยาบาลต่าง ๆ นอกจากนี้ ทาง ปตท. ยังได้นำนวัตกรรมโดรน MPIO ที่ใช้สำหรับการสำรวจปล่องไฟและท่อแก๊สทางอากาศ และเครื่องสำรวจทางน้ำ AUV มาให้ยลโฉมภายในงาน บูธ SCG กับเทคโนโลยีการก่อสร้างระบบผนังมวลเบาเสริมโครงเหล็ก บูธคลินิกช่าง บริการให้คำปรึกษา “ฟรี” ปัญหาเรื่องบ้าน บ้านทรุด บ้านร้าว และปัญหาทางวิศวกรรมต่าง ๆ โดยวิศวกรอาสาของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา โซนกิจกรรมจัดการแข่งขัน ซึ่งมีการจดการแข่งทุกวัน ตลอดระยะเวลาการจัดงาน อาทิ การแข่งขันการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ในงานเชื่อมอุตสาหกรรม โดยมีทีมจากวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี ชื่อทีม Charity เป็นทีมชนะเลิศได้เงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัล, การแข่งขันอากาศยานไร้คนขับ กรณีดับเพลิง (Drone for Firefighting) โดยทีมที่ชนะเลิศ ได้แก่ ทีมมหาวิทยาลัยนเรศวร, การแข่งขันหุ่นยนต์ต่อสู้ (Battle Robot Warrior 2018) โดยมีทีม Mini FreeStly เป็นทีมชนะเลิศ ดร.ทศพร ศรีเอี่ยม ประธานการจัดงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2561 กล่าวว่า จากความเปลี่ยนแปลงของสังคม และเศรษฐกิจ เป็นทั้งอุปสรรค และโอกาสของวิศวกรชาวไทย ที่ต้องปรับตัวเพื่อรองรับกับการแข่งขัน และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น วิศวกรไทยต้องสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยสร้างประสิทธิผลให้ได้มากกว่าเดิม รวมทั้งเทคโนโลยีที่ทดแทนการใช้แรงงานคน และจำเป็นต้องเรียนรู้ศาสตร์ต่าง ๆ หลากหลายสาขา เพื่อตอบรับโอกาสของงานด้านวิศวกรรมในการก้าวสู่อุตสาหกรรมยุค 4.0 อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ทั้งในส่วนของภาครัฐ ตลอดจนภาคเอกชน ที่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้ อาทิ บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ต่างเห็นความสำคัญในการที่จะจัดให้มีเวทีเสวนาและจัดนิทรรศการเพื่อยกระดับความรู้วิศวกรไทย และได้มีการหารือกันถึงความร่วมมือในการจัดงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2562 ต่อไปอีกด้วย      
สิงห์ เอสเตท เปิด “สิงห์ คอมเพล็กซ์” เดอะ ลักชัวรี่ มิกซ์ ยูส คอมเพล็กซ์ หัวมุมอโศก-เพชรบุรี พร้อมให้บริการเฟสแรกออฟฟิศ-พื้นที่ค้าปลีกกว่าแสนตรม.

สิงห์ เอสเตท เปิด “สิงห์ คอมเพล็กซ์” เดอะ ลักชัวรี่ มิกซ์ ยูส คอมเพล็กซ์ หัวมุมอโศก-เพชรบุรี พร้อมให้บริการเฟสแรกออฟฟิศ-พื้นที่ค้าปลีกกว่าแสนตรม.

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดให้บริการมิกซ์ยูสแฟล็กชิป สิงห์ คอมเพล็กซ์ ในเฟสแรกส่วนออฟฟิศ-ค้าปลีก บนทำเลแห่งศักยภาพหัวมุมถนนอโศก-เพชรบุรี ชูจุดแข็งสมาร์ทออฟฟิศแห่งใหม่บนทำเลศูนย์กลางธุรกิจ เดินทางสะดวก คับคั่งด้วยร้านค้าและร้านอาหารชื่อดังกว่า 30 ร้าน ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบของคนเมือง เชื่อจะเป็นหนึ่งธุรกิจหลักที่ผลักดันให้สิงห์ เอสเตท บรรลุเป้าหมายในการสร้างรายได้รวม 2 หมื่นล้านบาทในปี 2020   นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนในประเทศไทยและต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้ได้เปิดให้บริการ สิงห์ คอมเพล็กซ์ โครงการมิกซ์ ยูส แฟล็กชิปแห่งแรกของทางบริษัทฯ โดยโครงการตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนอโศก – เพชรบุรีที่เดินทางสะดวก ติดกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเพชรบุรี ใกล้สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ท่าเรืออโศกคลองแสนแสบ และทางด่วน ซึ่งถือเป็นทำเลศักยภาพแห่งอนาคตในย่านธุรกิจที่สำคัญ  และโครงการใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น โดยโครงการพัฒนาขึ้นบนพื้นที่ดินทั้งหมด 11 ไร่ ประกอบด้วย อาคารสำนักงานเกรดเอ 42 ชั้น พื้นที่ค้าปลีก 4 ชั้น ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ มีขนาดพื้นที่รวม 120,000 ตารางเมตร และคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี มีความสูง 39 ชั้น จำนวน 319 ยูนิต โดยโครงการได้ก่อสร้างตามมาตรฐานอาคาร LEED Gold ด้านประหยัดพลังงาน ซึ่งโครงการเปิดให้บริการเฟสแรกเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย สำนักงานเกรดเอ ดิ ออฟฟิศ แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์ (The Office at SINGHA COMPLEX) และพื้นที่ค้าปลีก 4 ชั้น ทั้งนี้อาคารสำนักงาน ดิ ออฟฟิศ แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์ ได้เตรียมความพร้อมในการเป็นสมาร์ทออฟฟิศอย่างสมบูรณ์แบบโดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ภายในอาคารควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่นที่จัดทำขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เช่าพื้นที่ในอาคารสำนักงานและผู้ใช้บริการพื้นที่ค้าปลีก ด้านจำนวนผู้เช่า ขณะนี้มีทำสัญญาเช่าไปแล้วกว่า 80% และตั้งเป้าว่าจะมีผู้เช่าเต็มพื้นที่ 100% ภายในสิ้นปี 2561 โดยขณะนี้เริ่มมีบริษัทฯ ทยอยย้ายเข้ามาในอาคาร และจะมีพนักงานออฟฟิศเข้ามาทำงานในอาคารภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน รวมกว่า 3,000 คน   นายนิธิพัฒน์ ทองพันธุ์ กรรมการบริหาร หัวหน้าแผนกพื้นที่สำนักงาน บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ จากสถาปัตยกรรมของสิงห์ คอมเพล็กซ์และการเป็นออฟฟิศเกรดเอที่มีคุณภาพสูงพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและตรงต่อความต้องการของผู้เช่าชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ จึงทำให้สามารถทำสัญญาค่าเช่าล่วงหน้าก่อนโครงการเสร็จได้มากกว่า80% และมีอัตราค่าเช่าพื้นที่เฉลี่ยดีที่สุดในย่านเดียวกัน”   สำหรับอาคารค้าปลีกสูง 4 ชั้น ที่เตรียมเป็นพื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์ของทั้งพนักงานออฟฟิศและผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม THE ESSE at SINGHA COMPLEX รวมถึงเป็นแหล่งกินช้อปแห่งใหม่ของคนกรุงเทพฯ ทั้งไทยและต่างชาติในย่านอโศก-เพชรบุรี ประกอบไป ด้วยร้านค้าและร้านอาหารชื่อดังมากมาย อาทิ  Gontran Cherrier, Bake Cheese Tart, Coffee arigato, Dressed, Bake Café by Farm Design, THE COFFEE CLUB, On-Yasai, Hoshi, Hokkaido Butadon Tokachi, Phuket Town, EST.33, ซาลาเปาโกอ้วน, Gyu Kaku, Kazan และบริการ Wellness อื่น ๆ อาทิ Cut & Curl, ศูนย์ทันตกรรม ALL ABOUT TEETH, BLOSSOM CLINIC, EYE CLASS,  Digital Banking ได้แก่ SCB Express, BAY และร้าน Tops Daily ซึ่งเป็นคอนเซปต์สโตร์ท็อปส์ดิจิตอลแห่งแรกของเมืองไทย รวมถึงร้าน 1887 ศูนย์กลางประชาสัมพันธ์เมืองท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่นำเสนอสินค้าพื้นเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวจากเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่น โดยมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสินค้าใหม่ๆ ทุกเดือน นอกจากนี้ยังมี foodPLACE ศูนย์อาหารซึ่งเปิดให้บริการอยู่บนชั้น 3 ของพื้นที่ค้าปลีก ซึ่งเป็นโซนอาหารที่รวบรวมร้านอาหารชื่อดังในตำนานทั่วกรุงเทพมหานครมาเปิดให้บริการ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัฒนาพานิช, ข้าวแกงเจ๊จู, ไก่ย่างจีระพันธ์, มงคลชัย ข้าวมันไก่ หลา ลูกชิ้นปลาเยาวราช, ราดหน้าครัวอัปสร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี Co-working space และพื้นที่รีแลกซ์ที่ลูกค้าสามารถนั่งทำงานและพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย โดยจะมีบริการ Free Super WIFI ความเร็ว 1GB/Sec. ซึ่งจะเป็น WIFI ฟรีที่เร็วที่สุดในกรุงเทพฯ ครอบคลุมทั้งอาคาร รวมถึงในบริเวณดาดฟ้าชั้น 4 ยังจัดให้เป็นสวนหย่อมสีเขียวกลางใจเมือง พื้นที่พบปะพูดคุยกันแบบคอมมูนิตี้ของทุกๆ คน ซึ่งโดยรวมทั้งหมดของพื้นที่ค้าปลีกขณะนี้เปิดให้บริการแล้วกว่า 70% และจะมีการเปิดร้านทั้งหมดอย่างเต็มรูปแบบภายในต้นปีหน้า   “จากการตอบรับที่ดีทั้งจากผู้เช่าและลูกค้าที่เข้ามาในสิงห์ คอมเพล็กซ์ นับเป็นการตอกย้ำศักยภาพของสิงห์ คอมเพล็กซ์ในการเป็นธุรกิจที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของบริษัทสิงห์ เอสเตทที่มุ่งพัฒนาโครงการคุณภาพเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจ รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน เป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างการเติบโตให้แก่บริษัทฯ และขยายโอกาสในการลงทุนหลากหลายรูปแบบทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ สิงห์ คอมเพล็กซ์ จะเป็นกลุ่มธุรกิจที่สำคัญในการผลักดันให้สิงห์ เอสเตท บรรลุเป้าหมายในการสร้างรายได้รวม 2 หมื่นล้านบาทในปี 2020 พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการรองรับดีมานด์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้” นายนริศกล่าวปิดท้าย              
เอสบี ทิ้งทวนเปิดแผนเขย่าตลาดตกแต่งคอนโดก่อนสิ้นปี เปิดธุรกิจโมเดลใหม่ “CONDO SOLUTIONS” บริการแต่งคอนโดสุดครบวงจร  ตั้งเป้ายอดขาย 300 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 62

เอสบี ทิ้งทวนเปิดแผนเขย่าตลาดตกแต่งคอนโดก่อนสิ้นปี เปิดธุรกิจโมเดลใหม่ “CONDO SOLUTIONS” บริการแต่งคอนโดสุดครบวงจร ตั้งเป้ายอดขาย 300 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 62

เอสบี ดีไซน์สแควร์ ผู้นำด้านนวัตกรรมและดีไซน์เฟอร์นิเจอร์เมืองไทย เดินหน้ารุกตลาดอย่างต่อเนื่อง ประกาศแผนธุรกิจใหม่ส่งท้ายปีด้วย “CONDO SOLUTIONS @ SB DESIGN SQUARE” (คอนโด โซลูชั่นส์ @ เอสบี ดีไซน์สแควร์) ศูนย์รวมบริการตกแต่งคอนโด สุดครบวงจร ประกาศความเป็นผู้ให้บริการรายแรกของเมืองไทย ที่ตอบทุกเรื่องแต่งคอนโดได้ในที่เดียว ซึ่งมีมากกว่าแค่เรื่องเฟอร์นิเจอร์ ชูจุดเด่นเรื่องบริการที่ครอบคลุมถึงการตกแต่งภายในและสินค้าแต่งคอนโดต่างๆ เน้นตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่ม Gen Y ในกรุงเทพฯ และนักลงทุนที่อยากแต่งคอนโดให้ปล่อยเช่าง่ายและขายต่อได้ราคา พร้อมตั้งเป้ายอดขายภายในสิ้นปี 2562 โกยไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท นางธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ เปิดเผยถึงกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ในครั้งนี้ว่า “ปัจจุบันคนนิยมอยู่คอนโดมากขึ้น ทั้งที่ตกแต่งไว้อยู่เองและเพื่อปล่อยเช่า ซึ่งเราเข้าใจในความต้องการของลูกค้า คือ เมื่อลูกค้าซื้อคอนโดแล้วยังต้องเดินหาเฟอร์นิเจอร์อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเตรียมเรื่องผ้าม่าน วอลเปเปอร์ ปูพื้น กรุกระจก และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งต้องเจอกับความยุ่งยากปวดหัว เสียเวลา ในการหา, ติดต่อ, เจรจาต่อรองกับผู้รับเหมาหลายๆ ราย แถมต้องวัดดวงเรื่องฝีมือของผู้รับเหมา เพราะไม่มีอะไรการันตีได้ว่างานตกแต่งที่ได้จะสวยเหมือนแบบที่คุยกันไว้หรือเปล่า ด้วยเหตุนี้ เอสบี ดีไซน์สแควร์ ซึ่งบริษัทมีศักยภาพครบทั้งเรื่อง 1. เฟอร์นิเจอร์ทั้งบิลท์อินและลอยตัว (ด้านความหลากหลายและสไตล์) 2. อินทีเรียดีไซน์เนอร์ ที่มีความเชี่ยวชาญในงานออกแบบตกแต่งคอนโด 3. วัสดุหรือ Raw Material สำหรับงานตกแต่งที่มีให้ลูกค้าเลือกได้มากที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุด 4. มี Partner ที่หลากหลายและแข็งแกร่ง (ในทุกกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับงานตกแต่ง) 5. มีบริษัทในเครือที่ดูแลเรื่องงานตกแต่งภายในโดยเฉพาะ ซึ่งอยู่ภายในมาตรฐานของ เอสบี ด้วยศักยภาพที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เราจึงมีความพร้อมที่จะเข้ามาช่วยดูแล “งานตกแต่งคอนโด” ให้กับลูกค้าได้แบบเบ็ดเสร็จและครบวงจร คือ นอกจากจะเป็นเรื่องของเฟอร์นิเจอร์ ที่มีทั้งบิลท์อินและลอยตัวแล้ว ยังมีบริการที่ดูแลเรื่องงานตกแต่งภายในอื่นๆ ไม่ว่าจะปูพื้น  ดรอปฝ้า ย้ายปลั๊ก ทำผนังตกแต่งกรุกระจก เติมไฟประดับ ติดฟิล์ม กันความร้อน ผ้าม่าน วอลเปเปอร์ ติดตั้ง Digital Door Lock และเพิ่มระบบ Smart Home System เพื่อตอบรับการใช้ชีวิตแบบ Smart Metro Lifestyle ที่สำคัญ คือ เรามี Interior Designer มืออาชีพคอยช่วยดูแลเรื่องออกแบบและสไตล์การตกแต่ง และยังมี Condo Décor Planner ที่เป็นมากกว่าผู้ช่วยส่วนตัวคอยให้คำปรึกษา ติดตามงาน บริหารจัดการเวลาและวางแผนงาน   ติดตั้งต่างๆ ให้กับลูกค้า เพื่อให้การแต่งคอนโดของลูกค้าเป็นเรื่องสะดวกสบายและง่ายขึ้น ซึ่ง CONDO SOLUTIONS @ SB DESIGN SQUARE ไม่เพียงแต่จะตอบโจทย์ลูกค้าทั่วไปเท่านั้น แต่ยังมีแพ็คเกจการตกแต่งพิเศษสำหรับนักลงทุนที่ซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า เพื่อจะเป็นโซลูชั่นที่ช่วยประหยัดเวลา และเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุนด้วย เรียกว่าจะช่วยให้ลูกค้าจบทุกความกังวลใจ ไม่เสียเวลา รวมทั้งมั่นใจได้     ในคุณภาพสินค้า วัสดุ และบริการที่มาพร้อมทีมงานมืออาชีพ ไม่ว่าจะแต่งคอนโดไว้อยู่เอง หรืออยากแต่งให้ปล่อยเช่าง่าย ขายต่อได้ราคา รับรองจะหมดปัญหาความวุ่นวายถ้าแต่งคอนโดกับ CONDO SOLUTIONS @ SB DESIGN SQUARE” กลยุทธ์หลักของ CONDO SOLUTIONS @ SB DESIGN SQUARE คือ เน้นการสื่อสารการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายทั้งที่เป็นกลุ่มอยู่ผู้อาศัย และกลุ่มนักลงทุนในหลากหลายช่องทาง รวมทั้งมีโปรโมชั่นและแพ็คเกจแต่งคอนโดพิเศษ อาทิ ซื้อเฟอร์นิเจอร์คอนโด ลดเพิ่มสูงสุด 10% สำหรับสินค้าตกแต่งอื่นๆ ได้แก่ ผ้าม่าน, วอลเปเปอร์, ฟิล์มกันความร้อน, Digital Door Lock, Smart Home System, ปูพื้น, กรุกระจก, ที่นอน, ชุดเครื่องนอน ฯลฯ โดยในโอกาสนี้ นายเกลน ริชาร์ด แนกกลิส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายงานเครือข่ายการขายและฝ่ายการตลาด บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนบัตรเครดิตและบัตรผ่อนชำระในเครือกรุงศรีคอนซูมเมอร์ ได้มาร่วมให้ข้อมูลและกล่าวถึง Exclusive Promotion ที่ทางแบงค์กรุงศรีในฐานะพาร์ทเนอร์หลักของการเปิดตัวครั้งนี้ว่า “พิเศษสำหรับลูกค้าที่จะแต่งคอนโดกับ CONDO SOLUTIONS @ SB DESIGN SQUARE โดยเฉพาะ คือ ผ่อนนาน 24 เดือนกับบัตรกรุงศรี โดย เอสบี ช่วยชำระดอกเบี้ยให้ 10 เดือน, ได้รับเครดิตเงินคืน 13% เมื่อใช้ Point เท่ายอดซื้อ, รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 60,000 บาท เมื่อช้อปครบตามเงื่อนไข, รับคะแนนสะสมสูงสุด 10 เท่า สำหรับทุกยอดใช้จ่ายผ่านบัตรและ Top Spender รับ Voucher จากธนาคารกรุงศรี สูงสุด15,000 บาท” สำหรับอีกกลยุทธ์ที่ส่งเสริมการรับรู้ คือ การจัดนิทรรศการ Painless Exhibition ที่ เอสบี ดีไซน์สแควร์ บางนา ในวันพุธที่ 7 พฤศจิกายน 2561 เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป เพื่อแสดงให้เห็นถึง Paint Point ต่างๆ ของคนแต่งคอนโด เช่น ความลำบากในการหาช่าง ความยุ่งยากในการติดต่อประสานงานซัพพลายเออร์หลายราย ได้ช่างแล้วแต่ก็ไม่มั่นใจในฝีมือและคุณภาพสินค้า แต่งตั้งนานไม่เสร็จสักที ต้องลางานหลายรอบ เพื่อมาเฝ้างานติดตั้ง ฯลฯ ซึ่งทุกปัญหาจะหมดไปถ้ามาแต่งคอนโดกับ CONDO SOLUTIONS ทั้งนี้ ภายในงานฯ ยังมีการตกแต่งห้องตัวอย่างไว้ให้ชมกันถึง 6 สไตล์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งห้อง ซึ่งเป็นห้องตัวอย่างที่จำลองมาจากแปลนคอนโดจริงของโครงการดังหลายโครงการ“ “ในส่วนของจุดเด่น คือ ลูกค้าจะได้ห้องที่สวยเป๊ะเหมือนห้องตัวอย่าง ควบคุมงบประมาณในการตกแต่งได้ เพราะจะรู้ราคาทันทีที่เลือกสไตล์การตกแต่ง ที่สำคัญคือได้บริการครบครัน ติดตั้งรวดเร็ว พร้อมเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการตกแต่งคอนโดฯ โดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1. สร้างแรงบันดาลใจ ด้วยห้องตัวอย่างทั้ง 6 แบบเพื่อเลือกแบบที่ใช่ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์คุณ พร้อมพูดคุยกับ Condo Décor Planner  2. รู้ราคาทันที เพื่อควบคุมงบประมาณได้ตรงใจ กำหนดระยะเวลาตกแต่งและติดตั้งได้เอง และสามารถกำหนดวันเข้าอยู่ได้เลย 3. ตอบโจทย์การแต่งบ้านได้แบบรายบุคคลด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย  สามารถปรับ เปลี่ยน ย่อ ขยาย ขนาด ฟังก์ชั่น วัสดุ ดีไซน์  ก็ “สั่งทำได้” เพื่อเฟอร์นิเจอร์สวยพอดีกับพื้นที่และความต้องการของลูกค้า โดยมีอินทีเรียดีไซน์เนอร์ มืออาชีพคอยดูแลและให้คำปรึกษา และ 4.ครบทุกเรื่องตกแต่ง จบทุกความกังวลใจ ไม่เสียเวลา มั่นใจได้ในคุณภาพสินค้าและวัสดุ ไปจนถึงการจัดส่ง ติดตั้ง ดูแลงานแต่งคอนโดทุกขั้นตอนด้วยทีมงานมืออาชีพ” “ทั้งนี้เราได้เจาะกลุ่มเป้าหมายคือคนยุค Gen Y อายุระหว่าง 28-35 ปี ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ รวมถึงกลุ่มนักลงทุน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ลงทุนในคอนโดฯ ระดับ Hi-end เพื่อปล่อยเช่าชาวต่างชาติ จะเป็นกลุ่มที่มองหาบริการตกแต่งคอนโดที่สร้างลุคหรูหรา ดูดีมีสไตล์ และอีกกลุ่มคือ ลงทุนในคอนโดฯ ระดับกลาง ซึ่งกลุ่มนี้จะมองหา Value ในการลงทุนตกแต่งในงบประมาณที่จำกัด ติดตั้งได้รวดเร็ว แต่ต้องออกมาดูดี ซึ่ง เอสบี สามารถตอบโจทย์ได้ทั้ง 2 กลุ่ม ด้วยแพคเกจแต่งคอนโดสำหรับนักลงทุน ที่สามารถตกแต่งและให้ผู้เช่าขนกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลยภายใน 30 วัน เพราะ “เวลา” เป็นสิ่งมีค่าสำหรับนักลงทุน” “สำหรับแผนดำเนินธุรกิจใหม่ของ เอสบี นับเป็นเจ้าแรกของตลาดเฟอร์นิเจอร์ ที่มุ่งเน้นด้านการดีไซน์แบบครบวงบจร โดยจะมีการนำ CONDO SOLUTIONS ไปยัง เอสบี ดีไซน์สแควร์ ทั้ง 12 สาขา ภายในปี 2562” คุณธัญญรักข์ กล่าวในที่สุด          
KOHLER Design Forum 2018  ร่วมสรรค์สร้างอนาคตแห่งการอยู่อาศัย  เชื่อมสรรพสิ่งออนไลน์ภายใต้แนวคิด “ALL THINGS CONNECTED”

KOHLER Design Forum 2018 ร่วมสรรค์สร้างอนาคตแห่งการอยู่อาศัย เชื่อมสรรพสิ่งออนไลน์ภายใต้แนวคิด “ALL THINGS CONNECTED”

โคห์เลอร์ ผู้นำระดับโลกด้านการออกแบบนวัตกรรมและการผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับห้องครัวและสุขภัณฑ์ กำหนดจัดงาน KOHLER Design Forum ณ เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเชิญชวนเหล่าสถาปนิก นักออกแบบ และผู้ปฏิบัติงานในสาขาที่เกี่ยวข้องในเมืองไทยมาร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตของอุตสาหกรรมด้านการอยู่อาศัย และรับฟังองค์ความรู้เชิงลึกจากผู้บรรยายระดับโลกในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคอินเตอร์เน็ต รวมถึงแนวโน้มของระบบเมือง บ้าน และสำนักงานอัจฉริยะ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต   งาน KOHLER Design Forum จะจัดขึ้นภายใต้ธีม “All Things Connected”ถือเป็นเวทีสำหรับผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมสถาปัตย์และการออกแบบในประเทศไทย เพื่อมาร่วมพูดคุยถึงการสร้างสรรค์อนาคตของอุตสาหกรรมด้านการอยู่อาศัย ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ องค์ความรู้เชิงลึก และแนวคิดที่ให้ความสำคัญในเรื่องอนาคตของเทคโนโลยีอัจฉริยะภายในบ้าน สำนักงาน และอาคารประเภทต่าง ๆ พร้อมนำเสนอแนวโน้มและองค์ความรู้ด้านการออกแบบแนวใหม่ ซึ่งนอกเหนือจากการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ โคห์เลอร์ยังจัดแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด “KOHLER Konnect™” ระบบบ้านอัจฉริยะ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการทำงานของห้องน้ำด้วยเสียง มอบความสะดวกสบายและการเชื่อมต่อที่ง่ายดายยิ่งขึ้น   ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โคห์เลอร์จัดการประชุมตามศูนย์กลางการออกแบบหลายแห่งทั้งในเอเชียและยุโรป และนำเสนอองค์ความรู้จากนักออกแบบและสถาปนิกที่ทรงอิทธิพลและเจ้าของรางวัลทั่วโลก สำหรับในปีนี้มีการจัดงาน KOHLER Design Forum มาแล้วทั้งในสิงคโปร์ ลอนดอน โตรอนโต และดูไบ โดยกรุงเทพฯ ถือเป็นสถานที่จัดงานแห่งสุดท้ายสำหรับปีนี้ ซึ่งกำหนดจัดภายใต้แนวคิด “All Things Connected”   KOHLER Design Forum เป็นการประชุมนำเสนอข้อมูลรอบเอ็กซ์คลูซีฟที่จัดขึ้นเป็นพิเศษหรับกลุ่มผู้ปฏิบัติงานในวงการสถาปนิกและนักออกแบบเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างคอนเน็กชั่น พร้อมพบปะกับบรรดาผู้นำและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อรับฟังข้อมูลผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดกับระบบ“KOHLER Konnect” ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://kohler.design/design-forum/          
SC ทรานส์ฟอร์ม ขับเคลื่อนองค์กรมิติใหม่ ขยับสู่ผู้นำ Living Solutions Provider อย่างเต็มรูปแบบ

SC ทรานส์ฟอร์ม ขับเคลื่อนองค์กรมิติใหม่ ขยับสู่ผู้นำ Living Solutions Provider อย่างเต็มรูปแบบ

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น Living Solutions Provider โดยการกำหนดทิศทางวัฒนธรรมองค์กรใหม่เพื่อหล่อหลอมพนักงานให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งในด้านการทำงาน ความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากตอบสนองความต้องการขององค์กรโดยตรงแล้ว ยังสามารถสื่อสารความตั้งใจนี้ไปยังลูกค้า โดยการยึดถือหัวใจหลัก “สร้างทุกเช้าที่ดีให้กับลูกค้าทุกคน” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “รู้ใจ” เพื่อตอบโจทย์ความพึงพอใจและการอยู่อาศัยของลูกค้าเป็นสำคัญ หากองค์กรมีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน จะสามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายและภารกิจไปพร้อมกับพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เมื่อเข้าสู่ยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและการแข่งขันในโลกปัจจุบัน เอสซีฯ จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่จากผู้นำด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก้าวสู่การเป็น Living Solutions Provider ผู้พัฒนาและสร้างสรรค์สินค้าบริการ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงจุดในยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมด้วย 4 กลยุทธ์ ได้แก่   1. Re-invention: ด้วยหลัก 3 D Digitize ปรับเปลี่ยนการทำงานเข้าสู่ยุคดิจิทัล เพื่อเก็บ Data หาความต้องการลูกค้า วิเคราะห์และพัฒนา Design ใช้หลัก Human-Centric เข้าใจปัญหาของลูกค้า เพื่อออกแบบสินค้าและบริการ รวมถึงโซลูชันตอบโจทย์ลูกค้า Developer ประสานนวัตกรรมและพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพในทุกระดับราคา 2.Co-Creation: ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจหลากหลายใน Ecosystem เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น 3.Quality First: สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องคุณภาพสินค้าและบริการ 4.Top-Line Growth: บริหารรายได้และยอดขาย ขับเคลื่อนให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ     SC Re-Culture วัฒนธรรมองค์กรของ เอสซี แอสเสท เมื่อปี 2550 หรือประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา เราได้มีการกำหนด Core Value คือ “2C2A” เป็นกรอบในการทำงาน ได้แก่ ช่างคิด ช่างสร้างสรรค์ผลงาน (Create), ใส่ใจลูกค้า (Care), ตอบสนองต่อความต้องการอย่างรวดเร็ว มีความกระตือรือร้น (Active) และ มีความเป็นมืออาชีพ (Ability)   แนวทางการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้บรรลุเป้าหมาย   การสร้างวัฒนธรรมองค์กร ด้วยรูปแบบบายดีไซน์ (By Design) คือ สิ่งที่ต้องการให้คนเป็นไปตามที่องค์กรต้องการ  โดยเกิดจากการออกแบบพฤติกรรมย่อย รวมกันเป็นค่านิยมและเมื่อมีค่านิยมถูกขมวดรวมกัน ทำต่อกันมาเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง จึงเกิดเป็นวัฒนธรรม ซึ่งสามารถออกแบบด้วย 4 หลักการ   1. กำหนดวิสัยทัศน์ และเป้าหมายให้ชัดเจน 2. กำหนดยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์ที่สอดคล้องกัน 3. การนำแบบแผนไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ 4. กำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน นำสู่ความสำเร็จ   “หัวใจสำคัญของการทรานส์ฟอร์มองค์กร คือ การกำหนดทิศทางและร่วมกันออกแบบวัฒนธรรมองค์กรใหม่ โดยในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากบริษัท สลิงชอท กรุ๊ป ที่ปรึกษาและผู้ให้บริการด้านการพัฒนาผู้นำและการจัดการองค์กร ได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การศึกษา สำรวจและการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายที่ปรึกษา, คณะผู้บริหารระดับสูง, ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และฝ่ายสื่อสารองค์กร รวมไปถึงพนักงานทุกระดับ ให้สามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันได้ โดยไม่หลุดกรอบที่องค์กรตั้งไว้” นายณัฐพงศ์ กล่าวต่อ นายอภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จํากัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผู้นำ และการจัดการองค์กร เผยว่า “หลักการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ต้องมีการวางแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ล่วงหน้า และคงไม่สามารถสำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันของพนักงานทุกคนในองค์กร ทั้งนี้ต้องเริ่มต้นจากการค้นหาและศึกษาทั้งปัจจัยภายในและภายนอกผสมผสานกัน ซึ่งนอกจากผู้บริหารและที่ปรึกษาร่วมกันกำหนดค่านิยมใหม่ ยังลงลึกถึงการสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากลูกค้า และลูกบ้าน รวมถึงการจัดทำแบบสำรวจกับพนักงานทั้งองค์กร เพื่อร่วมกันออกแบบวัฒนธรรมตัวใหม่ขององค์กรที่บ่งบอกตัวตน และรวบรวมเพื่อเป็นการกำหนดกรอบพฤติกรรม ค่านิยม ความคิด ให้ซึมซับไปกับการทำงาน ตลอดจนสามารถพัฒนาและหล่อหลอมกลายเป็นวัฒนธรรมภายในองค์กรได้ นายณัฐพงศ์ กล่าวสรุปว่า นอกจากความท้าทายใหม่ในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ที่ต้องใช้เวลาค้นหาค่านิยมใหม่ ๆ ร่วมกัน และริเริ่มไปพร้อมกันกับองค์กร สิ่งสำคัญอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตพนักงานทุกคน เอสซีฯ จึงได้จัดทำแอพลิเคชัน “SC In One” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะใช้สื่อสารระหว่างพนักงาน และมอบสิทธิประโยชน์ในรูปแบบใหม่สำหรับพนักงานทุกคน โดยมีฟังก์ชันต่างๆ อาทิ   TOOK 9 ช่วยในการนับก้าว มีการจัดอันดับ เพื่อสนับสนุน Wellness Program Flexible Benefit มีสวัสดิการที่ตอบสนอง Life Style ของพนักงาน โดยพนักงานเป็นผู้เลือกเอง Flexible Time พนักงานเลือกเวลาทำงานได้ นอกจากนี้การขับเคลื่อนให้มีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น โดยการคัดเลือกกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลง หรือ “SC Team Robin” เพื่อเป็นตัวแทนสร้างการเปลี่ยนแปลงสื่อสารกับเพื่อนพนักงานภายใต้ภารกิจนี้และบรรลุเป้าหมายร่วมกัน”   เพราะเอสซีฯ เชื่อว่า “คน” คือทรัพยากรบุคคลที่สำคัญของการขับเคลื่อนองค์กร ดังนั้นการรับมือกับการปรับวัฒนธรรมองค์กร พนักงานทุกระดับจึงต้องมีส่วนร่วม ทั้ง ระดับผู้บริหาร และพนักงาน​ ร่วมจับมือเดินหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกัน พัฒนาให้เป็นคนเก่งและดี เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมทั้งสามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้ ทั้งยังพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้อยู่คู่กับองค์กรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน          
เอสซีจี นำทีมผู้บริหาร เยี่ยมชม บูธคอตโต้ ที่ อิตาลี ในงานแสดงกระเบื้องเซรามิคแบรนด์ดัง ที่ใหญ่ที่สุดในโลก “CERSAIE” ตอกย้ำศักยภาพแบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

เอสซีจี นำทีมผู้บริหาร เยี่ยมชม บูธคอตโต้ ที่ อิตาลี ในงานแสดงกระเบื้องเซรามิคแบรนด์ดัง ที่ใหญ่ที่สุดในโลก “CERSAIE” ตอกย้ำศักยภาพแบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี (ที่ 4 จากซ้าย ) นำทีมผู้บริหารเข้าเยี่ยมชมคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดจาก “COTTO” (คอตโต้) ที่นำผลงานการถ่ายทอดอารมณ์ของหินธรรมชาติหายากจากความนิยมทั่วทุกมุมโลกมาโลดแล่นบนกระเบื้องพอร์ซเลนได้อย่างสมจริงและใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุดในชุด Soapstone และ Ceppo รวมทั้งกระเบื้องโมเสคเนื้อพอร์ซเลนรูปแบบทรงหกเหลี่ยมเพิ่มเติม ให้ดีไซน์เนอร์ได้สนุกกับงานออกแบบตกแต่งพื้นที่ต่างๆ ให้แตกต่างไปจากเดิมในชุด Hexagon ตอกย้ำความสำเร็จของแบรนด์ผู้ผลิตรายแรกของไทยที่เปิดตัวสู่ตลาดโลกจนได้รับการยอมรับมานานกว่า 10 ปี ในงาน CERSAIE 2018 งานกระเบื้องเซรามิคที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลี          
เนอวานา จับมือ ธนาคารกรุงเทพ จัดแคมเปญ “Unbeatable Deal” ส่งท้ายปลายปี  มอบอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.5%

เนอวานา จับมือ ธนาคารกรุงเทพ จัดแคมเปญ “Unbeatable Deal” ส่งท้ายปลายปี มอบอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.5%

นายนันทชาติ กลีบพิพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายธุรกิจ บ.เนอวานา ไดอิ จำกัด(มหาชน) และนายเคลวิน ฟู ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดตัวแคมเปญ “Unbeatable Deal” มอบที่สุดของข้อเสนอสุดพิเศษแห่งปี ‘ฟรีทุกค่าใช้จ่าย’ พร้อมรับสิทธิพิเศษบริการทางการเงิน ‘อัตราดอกเบี้ย 0.5% คงที่นาน 1 ปี’ จากธนาคารกรุงเทพ ขอเชิญชวนลูกค้าผู้สนใจจองและซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 28 ธันวาคม 2561 ที่ทุกโครงการบ้านพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์เนอวานา รวม 12 โครงการ เช่น เนอวานา บียอนด์ เนอวานา ดีฟายน์ และเนอวานา แอท เวิร์ค เป็นต้น ในราคาเริ่มต้นที่ 4.7-30 ล้านบาท ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1787
เปิดตัว ที่แรกในไทย “Stayy with Hostmaker” แพลตฟอร์มจองบ้านพักสุดล้ำ พร้อมปลดล็อคศักยภาพของทุกบ้านเพียงคลิกเดียว!

เปิดตัว ที่แรกในไทย “Stayy with Hostmaker” แพลตฟอร์มจองบ้านพักสุดล้ำ พร้อมปลดล็อคศักยภาพของทุกบ้านเพียงคลิกเดียว!

โฮสต์เมกเกอร์ (HOSTMAKER) บริษัทชั้นนำด้านบริการจัดการอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าและอยู่อาศัยจากยุโรป ได้ประกาศเปิดตัว “Stayy with Hostmaker” แพลตฟอร์มจองบ้านพักสุดล้ำอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเป็นที่แรกของโลก ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นตลาดแรกของโลกสำหรับการเปิดตัว “Stayy with Hostmaker” ก่อนตลาดยุโรปและประเทศอื่น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ โดย ‘Stayy’ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักชาวไทยและต่างชาติสามารถค้นหาที่พักระยะกลางและยาวได้อย่างสะดวกผ่านกระบวนการจัดการที่ยืดหยุ่น ภายใต้ข้อบังคับและปฏิบัติตามข้อกำหนดของประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยของบ้านพักที่เชื่อถือได้ บริหารโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากโฮสต์เมกเกอร์ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2557 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โฮสต์เมกเกอร์ได้ให้บริการผู้เข้าพักกว่า 250,000 ราย และสร้างรายได้กว่า 50 ล้านปอนด์ (2.1 พันล้านบาท) แก่ผู้ให้เช่าบ้านพัก นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล “Best Short Term Rental Platform” หมวดรางวัลดีเด่นด้านแพลตฟอร์มปล่อยเช่าบ้านพักระยะสั้นจาก Serviced Apartment Award เมื่อปีที่ผ่านมาจากความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการกำหนดราคาให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์สามารถสร้างรายได้มากกว่าทางเลือกอื่นๆ ในขณะที่ผู้เข้าพักหรือผู้เช่าสามารถรับการบริการอย่างดีเยี่ยมตลอดระยะเวลาที่เข้าพักอาศัย และหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ปัจจุบันโฮสต์เมกเกอร์มีบ้านพักให้เช่าแล้วกว่า 50 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งนับเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น   โฮสต์เมกเกอร์ดำเนินการและปฏิบัติตามข้อกำหนดของประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้บริการเช่าบ้านพักขั้นต่ำอย่างน้อยระยะเวลา 30 วันขึ้นไป ซึ่งบริการระยะเวลาดังกล่าวในกรุงเทพฯ สามารถตอบโจทย์ผู้ที่เดินทางได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะบ้านเช่าขั้นต่ำ 30 วันยังคงเป็นบริการที่หาได้ยากในตลาดที่มีความต้องการสูงมากขึ้นเรื่อยๆ  และด้วย Stayy with Hostmaker แพลตฟอร์มจองบ้านพักใหม่ล่าสุดนี้จะสามารถให้บริการอย่างครบครัน ปลอดภัย และอำนวยความสะดวกแก่ผู้เช่าบ้านด้วยความมั่นใจและยืดหยุ่นแบบไม่ยุ่งยาก นกุล ชาร์มา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารโฮสต์เมกเกอร์ กล่าว “กรุงเทพฯ นับเป็นหนึ่งสถานที่ที่มีผู้คนเดินทางมาเยอะที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว นักศึกษา หรือชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำงาน ซึ่งก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี และส่วนใหญ่พวกเขามักมองหาบ้านพักที่ได้คุณภาพและสามารถเช่าอยู่ได้อย่างน้อย 1 เดือนถึง 1 ปี แบบถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งแพลตฟอร์มของเราก็ตอบโจทย์ทุกอย่างอย่างลงตัวที่สุด เราจึงลือกกรุงเทพฯ เป็นจุดหมายแรกในโลกสำหรับการเปิดตัว Stayy with Hostmaker ซึ่งเรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งและพร้อมให้บริการอย่างเต็มที่ที่สุดแก่คนไทยและผู้ที่เดินทางมากรุงเทพฯ ทุกท่าน”   สำหรับคุณสมบัติหลักของแพลตฟอร์ม Stayy with Hostmaker ได้แก่ การคัดสรรบ้านพักอย่างพิถีพิถัน โดยมุ่งเน้นคุณภาพ ดีไซน์ และความสะดวกสบาย สถานที่ตั้งของบ้านพักที่โดดเด่นในกรุงเทพฯ เป็นการเพิ่มตัวเลือกให้ผู้เช่าพักอย่างหลากหลาย เช่น สถานที่ตั้งแบบใจกลางเมืองอันครึกครื้นและบริเวณที่เงียบสงบ บริการ 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วันในสัปดาห์ ด้วยผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นที่จะให้บริการและความช่วยเหลือผู้เข้าพักตลอดระยะเวลาการเช่าบ้าน บริการแบบยืดหยุ่นไร้กังวล ไม่ว่าผู้เข้าพักจะเข้าพักระยะเวลานานเท่าไร ผู้เช่าจะอยู่ภายใต้สัญญาเช่าที่ยืดหยุ่น ผ่านการบริการที่สะดวกและง่ายดาย เพื่อตอบสนองความต้องการด้านที่พักอาศัยที่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ โฮสต์เมกเกอร์ได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับแสนสิริ ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรของประเทศไทย โดยในปัจจุบันได้ร่วมทำโครงการ อาทิ  XXXIX, ฮาสุ เฮาส์, คีนน์ บาย แสนสิริ และ เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า   “Stayy with Hostmaker เติมเต็มความตั้งใจของเราที่จะปลดล็อคศักยภาพของทุกๆ บ้านในกรุงเทพฯ โดยการยกระดับการจองบ้านพักด้วยนวัตกรรมและการบริการแบบครบครันระดับโรงแรมให้แก่ผู้เข้าพักรุ่นใหม่ ทั้งนี้ด้วยแพลตฟอร์ม Stayy เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถเปิดประสบการณ์ใหม่ และส่งต่อความสุขผ่านความพิเศษของบ้านพักทุกๆ หลัง อย่างมีสไตล์และสร้างสรรค์” นกุล ชาร์มา กล่าวสรุป   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมเว็บไซต์  https://stayy.hostmaker.com            
ซีคอนโฮมความดีคืนสังคมไทย

ซีคอนโฮมความดีคืนสังคมไทย

บริษัท ซีคอน โฮม จำกัด  โดยนายมนู ตระกูลวัฒนะกิจ กรรมการผู้จัดการ (ซ้าย) และนางสาวศุภิชชา ชัยพิพัฒน์ กรรมการบริษัท (ขวา) ดำเนินการโครงการ “ความดีคืนสู่สังคมไทย” มอบเงินจำนวน 50,000 บาท สมทบโครงการย่อย หนังสือ ต.เต่าออมสิน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการรักสัตว์ให้เป็น (Give Then A Hug) ของศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ สัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำฯ (กลาง) เป็นผู้รับมอบ โดยเงินบริจาคดังกล่าวจะนำไปสมทบซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์และนำมาช่วยเหลือสัตว์ป่วยต่อไป รับมอบที่ศูนย์รับสร้างบ้านซีคอนโฮม สี่พระยา เมื่อวันก่อน          
รวมพลังหัวใจไทย สร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่บนแม่น้ำเจ้าพระยา การแสดงครั้งประวัติศาสตร์ ที่จะสะกดทุกสายตาโลก ‘มหาปรากฏการณ์งานเปิดเมืองไอคอนสยาม’ 9-11 พ.ย.นี้

รวมพลังหัวใจไทย สร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่บนแม่น้ำเจ้าพระยา การแสดงครั้งประวัติศาสตร์ ที่จะสะกดทุกสายตาโลก ‘มหาปรากฏการณ์งานเปิดเมืองไอคอนสยาม’ 9-11 พ.ย.นี้

วันนี้ ไอคอนสยาม อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต มูลค่า 54,000 ล้านบาท ประกาศความพร้อม เตรียมเปิดประตูอภิมหาโครงการเมืองสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจัดเตรียมงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท รังสรรค์ ‘มหาปรากฏการณ์งานเปิดเมืองไอคอนสยาม’ ขึ้นในวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2561 นี้ ซึ่งจะเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญและเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยการรวมพลังหัวใจไทยสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่บนแม่น้ำเจ้าพระยาให้สะกดทุกสายตาโลก โดยในวันที่ 9 พฤศจิกายนจะเป็นรอบไพรเวท สำหรับแขกเชิญ ซึ่งประกอบไปด้วยลูกค้าวีไอพี เซเลบริตี้ ศิลปินชื่อดัง สื่อมวลชนทั้งไทยและเทศ ประชาชน 1,000 คนแรกจากกิจกรรม ICONSIAM Explorer และตัวแทนจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนโดยรอบไอคอนสยาม โดยจารึกค่ำคืนแห่งความประทับใจด้วยความบันเทิงจากสุดยอดศิลปินระดับโลก อาทิ ชเว ชีวอน, คิม ดงจุน, F4 และไฮไลท์สุดเซอร์ไพรส์ คอนเสิร์ตของนักร้อง นักดนตรี และนักแต่งเพลงชื่อดังก้องโลก เจ้าของรางวัลแกรมมี่อวอร์ดมากมาย พร้อมด้วยเหล่าซูเปอร์สตาร์  เซเลบริตี้ชื่อดังทั่วฟ้าเมืองไทยกว่า 100 ชีวิต ร่วมสร้างความบันเทิงและเดินพรมแดงที่ยาวที่สุด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาทิ อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ, แอน ทองประสม, เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข, เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ, เจี๊ยบ โสภิตนภา ชุมภาณี, ศรีริต้า เจนเซ่น, บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์, กาละแมร์   พัชรศรี เบญจมาศ, วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา, โทนี่ รากแก่น, บัวขาว บัญชาเมฆ, อองตวน ปินโต, เมทินี กิ่งโพยม, ซอนย่า คูลลิ่ง, สู่ขวัญ บูลกุล, The Face Men, The Face Winner, Miss Universe Thailand ส่วนในวันที่ 10-11 พฤศจิกายน เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชมการแสดงครั้งประวัติศาสตร์ พร้อมสเปเชียลโชว์จาก F4 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน เปิดให้เหล่าแฟนคลับเข้าชมฟรี  นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ได้ถูกรังสรรค์ขึ้นจากปณิธานที่จะเชิดชูเรื่องราวอันมีคุณค่าและเป็นความภาคภูมิใจจากทุกมิติของความเป็นไทยที่มีอยู่ในชาติ นำเสนอในรูปแบบของความวิจิตรล้ำสมัย หลอมรวมเป็นที่สุดของเอกลักษณ์และวิถีไทยอันสง่างาม พร้อมกับคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดของโลก มารวบรวมไว้ ณ ที่แห่งเดียวกัน เป็นเมืองแห่งความรุ่งโรจน์ที่รวบรวมสิ่งที่ดีที่สุดของไทยกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลกเข้าไว้ด้วยกัน นำเสนอความเป็นไทยสู่เวทีโลก โดยไอคอนสยามได้พลิกโฉมการพัฒนาโครงการที่เป็นจุดหมายปลายทางที่ยิ่งใหญ่ด้วยคอนเซ็ปต์ ‘การสร้างประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย’ หรือ Creating Shared Value และ ‘การร่วมกันรังสรรค์’ หรือ Co-Creation ซึ่งเราได้ทำให้เกิดขึ้นจริงแล้วอย่างเป็นรูปธรรม เต็มรูปแบบ และในสเกลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่ใดในโลก” “ไอคอนสยามคือ ‘เดสติเนชั่น’ ที่เกิดจากการรวมพลังความคิดสร้างสรรค์ระดับชาติครั้งยิ่งใหญ่ จากหัวใจคนไทยหลายภาคส่วนผู้มีความรู้ความสามารถจากชุมชนทั่วประเทศ ภาคธุรกิจ และภาคราชการ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ จากหลายประเทศที่รักเมืองไทยรวมแล้วเป็นทีมผู้ร่วมสร้างสรรค์กว่า 1,000 คน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีความปรารถนาที่จะช่วยกันสร้างสัญลักษณ์ใหม่ให้เป็นตัวแทนจินตนาการแห่งยุค เสริมสร้างให้คนไทยภาคภูมิใจในความเป็นไทย และช่วยกันสืบทอดความงดงามของความเป็นไทยสู่ชนรุ่นหลัง อีกทั้งให้คนทั่วโลกที่มาเยี่ยมชมรู้สึกหลงรักและประทับใจประเทศไทยมากยิ่งขึ้น” นางชฎาทิพ กล่าว การแสดงที่ดีที่สุดระดับโลก จาก 5 ประเทศ ซึ่งหาดูได้ยาก การแสดงศิลปะการตกแต่งอาหารบนอาภรณ์ชั้นสูง ครั้งแรกในประเทศไทย โดยการรังสรรค์เมนูจาก Tom Wolfe (ทอม วูลฟ์) เซเลบริตี้เชฟชื่อดังระดับโลกจากประเทศอังกฤษ ผนึกกำลังร่วมกับสรพล ชวพัฒนากุล ดีไซเนอร์ไทยเจ้าของแบรนด์ SORAPOL ซึ่งมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในวงการแฟชั่นระดับนานาชาติ สร้างสรรค์ผลงานการออกแบบ Haute Couture Collection ที่จะสร้างความงดงามตระการตา และเต็มอิ่มกับอาหารเลิศรสไปพร้อมๆ กัน ณ ชั้น 1 ของบริเวณไอคอนลักซ์ การแสดงมายากลชุดพิเศษโดยนักมายากลระดับโลก ครั้งแรกในประเทศไทย ผสมผสานกับการแสดงบัลเลต์ชั้นสูงจากเหล่านักบัลเลต์ระดับโลก ที่น่าตื่นตาตื่นใจในเรื่องราวที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษเพื่อไอคอนสยาม ณ ชั้น 1 บริเวณไอคอนลักซ์ นำโดย Charlie Mag (ชาร์ลี แม็ก) นักมายากลรุ่นใหม่ชาวสเปนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากการแสดงมายากลนกพิราบซึ่งได้ชื่อว่ายากที่สุดในโลกของมายากล และยังเป็นเจ้าของรางวัลสูงสุดของนักมายากลระดับสากลมากมาย ผนึกกำลังกับ Vinz (วิ้นซ์) อีกหนึ่งนักมายากลชื่อดังของโลกชาวฝรั่งเศส ที่เคยแสดงกลให้ Luxury Brands มาแล้วทั่วโลก จัดการแสดงมายากลชุดพิเศษที่นำไปสู่การค้นพบที่สุดแห่งความงามของศิลปะการแสดงบัลเลต์ชั้นสูงจากเหล่านักบัลเลต์ระดับโลกจากรัสเซีย Mariinsky Theatre (มารินสกี้ เธียเตอร์) ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของศิลปะรัสเซีย กำกับการแสดงโดย Erika Lemay / PHYSICAL POETRY (เอริก้า เลอเม / ฟิซิคัล โพเอทรี้) จากประเทศแคนาดา การผนึกกำลังครั้งสำคัญ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ของเหล่านักสร้างสรรค์งานอีเว้นท์ที่เป็นสุดยอดของประเทศไทย และของโลก   นายเกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) บริษัทอีเว้นท์ของคนไทยบริษัทเดียวที่ติดอันดับ 7 ของโลก จากการจัดอันดับโดยนิตยสารสเปเชี่ยล อีเว้นท์ แม็กกาซีน ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “นี่คือปรากฏการณ์งานเปิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โจทย์ที่เราได้รับจากไอคอนสยาม คือนี่ไม่ใช่การจัดงานเปิดโครงการ แต่นี่คืองานเปิดเมือง ซึ่งไอคอนสยามและผู้สร้างสรรค์งานอีเว้นท์ทั้งไทยและเทศต่างมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะสร้างปรากฏการณ์งานเปิดเมืองที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก และทำให้คนไทยภาคภูมิใจ”   นายสนธิญา หนูจีนเส้ง ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ส่วนการกระจายสินค้าด้านคอมพิวเตอร์ลูกข่าย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น บริษัท อินเทลเทคโนโลยี จำกัด บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก กล่าวว่า “การแสดงโดรนจำนวน 1,500 ลำครั้งนี้นับว่ามากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยทำมาก่อนและถือเป็นครั้งแรกในโลกที่ผสมผสานเรื่องราวอันล้ำค่าของวัฒนธรรมไทยเข้าไปกับการแสดงเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างกลมกลืนสวยงาม ซึ่งจะสร้างความตื่นตาตาใจและยิ่งใหญ่อลังการในระดับโลกอย่างแท้จริง” นายเสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีเอ็มโอ กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจครีเอทีฟอีเว้นท์ครบวงจรแห่งอาเซียน ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการ  อีเว้นท์สื่อสารการตลาด และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ กล่าวว่า “บริษัทอีเว้นท์ออแกไนซ์เซอร์และทุกคนที่มีส่วนรวม ได้ตั้งเป้าหมายร่วมกันสร้างงานระดับ Once-in-a-lifetime Event เพื่อแสดงพลังศักยภาพของคนไทยให้เป็นกลายชื่อเสียงที่ดีงามกระหึ่มดังไปทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่น่าภาคภูมิใจของทุกคนที่ได้มีส่วนร่วม และร่วมอยู่ในการแสดงครั้งประวัติศาสตร์นี้”   นางวิวรรณ กรรณสูต กรรมการผู้จัดการ บริษัท แม็กซ์ อิมเมจ จำกัด บริษัทผู้เชี่ยวชาญและคร่ำหวอดในวงการสร้างสรรค์งานอีเว้นท์ที่สร้างผลงานระดับประเทศมากมาย กล่าวว่า “นี่คือการผนึกกำลังกันของผู้คนจำนวนมากจากนานาสาขาอาชีพ ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ร่วมกันเนรมิตงานเปิดไอคอนสยาม ถือเป็นความท้าทายและกล้าหาญที่ไอคอนสยามได้บุกเบิกความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นของไอคอนสยามในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของไทย และสิ่งที่ดีที่สุดของโลกเข้าไว้ด้วยกัน”   นายอุปถัมป์ นิสิตสุขเจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไร้ท์แมน จำกัด บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ ในการสร้างสรรค์งานออกแบบและนวัตกรรมระดับโลก ในรูปแบบ Creative Event & Theme Park, Exhibition แบบครบวงจร เป็นผู้นำด้านงานพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้ ทั้งในและต่างประเทศ กล่าวว่า “ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง นี่คือโอกาสที่ดีมากในการร่วมกันแสดงศักยภาพของคนไทยที่มีไม่แพ้ชาติใดในโลกให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก ซึ่งเราหวังว่าจะสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่ตัวเองและลูกหลานจะได้ภาคภูมิใจ และหวังว่าคนไทยทุกคนจะได้ร่วมกันภาคภูมิใจในศักยภาพและฝีมือของคนไทยด้วยเช่นเดียวกัน”   นายสมบัษร ถิระสาโรช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตือ จำกัด บริษัทสร้างสรรค์งานอีเว้นท์ไลฟ์สไตล์ชื่อดังซึ่งได้รับการยอมรับมากที่สุดรายหนึ่งในประเทศไทย กล่าวว่า “เป้าหมายหลักคือการสร้างสรรค์มหาปรากฏการณ์งานเปิดเมืองไอคอนสยาม ให้คนไทยได้ภาคภูมิใจในศักยภาพและความสามารถของคนไทยด้วยกัน และให้ทั่วโลกต้องหันมามองไทยด้วยความชื่นชม การแสดงครั้งประวัติศาสตร์บนแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ จะต้องเป็นที่จดจำตลอดไป”   นายกฤต สุทธิถวิล ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มคิวดีซี ไบรท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทสร้างสรรค์งานอีเว้นท์ และงานแสดงสินค้าชื่อดัง กล่าวว่า “รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์มหาปรากฏการณ์งานเปิดเมืองไอคอนสยาม และภูมิใจที่ได้เห็นการรวมพลังหัวใจไทยเพื่อสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่นี้ให้เกิดขึ้น ซึ่งทุกคนที่เกี่ยวข้องได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจและทุกอย่างที่มีอย่างสุดความสามารถ เพื่อแสดงศักยภาพของคนไทยให้ชาวโลกได้เห็น” นายสุพจน์ กล่าวว่า “ไอคอนสยาม คือเมืองที่เป็นศูนย์รวมของความมหัศจรรย์อันหลากหลาย ทั้งศิลปะและวัฒนธรรม ผสมผสานรวมอยู่กับที่สุดของการช้อปปิ้งและความบันเทิง โดยการผนึกกำลังพันธมิตรองค์กรธุรกิจทั้งใหญ่และเล็กทุกขนาดและหลากหลายรูปแบบธุรกิจ รวมไปถึงผู้คนจำนวนมากจากนานาสาขาอาชีพที่มีความปรารถนาจะสร้างสถานที่ที่บอกเล่าหลากหลายเรื่องราวของความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ผสมกับสิ่งที่ดีในมิติต่างๆ จากทุกมุมโลก รวมพลังกันสร้างสรรค์สัญลักษณ์ใหม่ซึ่งจะกลายเป็นมหาปรากฏการณ์ ที่ประสานประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย แผ่กระจายความรุ่งเรืองไปทั่วทั้งในระดับชุมชน สังคม และประเทศ”   “คาดการณ์ว่า ในช่วงแรกของการเปิดให้บริการ จะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการในไอคอนสยามเฉลี่ย 150,000 คนต่อวัน แบ่งเป็นชาวไทย 65-70% และชาวต่างชาติ 30-35% ส่วนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเช่นปลายปี สัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะเพิ่มเป็น 40-45%" นายสุพจน์ กล่าว        
ชุดสุขภัณฑ์ RUE (รูว์) สวยงามทันสมัย สไตล์ฝรั่งเศส คอลเลคชั่นใหม่ จาก nahm (นาม)

ชุดสุขภัณฑ์ RUE (รูว์) สวยงามทันสมัย สไตล์ฝรั่งเศส คอลเลคชั่นใหม่ จาก nahm (นาม)

nahm (นาม) แบรนด์สุขภัณฑ์สัญชาติไทยหนึ่งในผู้นำสุขภัณฑ์ดีไซน์สวย ขอแนะนำ ผลิตภัณฑ์ล่าสุด คอลเลคชั่น RUE (รูว์) ชุดสุขภัณฑ์ ที่มีความโดดเด่นและมีสไตล์ในแบบฝรั่งเศส มีให้เลือกทั้ง สุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียว ด้วยดีไซน์แบบปกปิดด้านข้าง ทำความสะอาดง่าย พร้อมฝารองนั่งแบบ Soft Close ปิดแบบนุ่มนวล ลดแรงกระแทก ไม่ทำให้เกิดเสียงดัง ฝารองนั่งยาวเป็นพิเศษ นั่งสบาย รองรับทุกสรีระ และด้วยความสูงถึง 40 ซม. สามารถลุกนั่งได้สบาย ไม่เมื่อยล้า โดยมาพร้อมระบบชำระล้างแบบ Syphon 3/6L. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกาชำระล้างได้อย่างทั่วถึง สะอาดหมดจด และประหยัดน้ำ นอกจากนี้ สามารถจับเข้า Set ด้วย อ่างล้างหน้าแบบแขวนผนัง สามารถเลือกได้ 3 สไตล์ ติดตั้งขาครึ่งแบบแขวน หรือขาตั้งแบบเต็มถึงพื้น เพื่อความสวยงาม   สามารถสัมผัสความทันสมัยในสไตล์ฝรั่งเศส คอลเลคชั่น RUE (รูว์) จาก nahm (นาม) ได้แล้ววันนี้ ที่ โชว์รูม สุขภัณฑ์ nahm (นาม) ทั่วประเทศ หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nahm-sanitaryware.com และ www.facebook.com/nahmsanitaryware          
อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดตัวห้อง VR models  ยกระดับการวางแผนพัฒนาโครงการ

อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดตัวห้อง VR models ยกระดับการวางแผนพัฒนาโครงการ

อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ นับเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกของประเทศไทย นำเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) ประยุกต์เข้ากับระบบสร้างแบบจำลองเสมือนของอาคาร (Building Information modelling หรือ BIM) ที่ถือเป็นโมเดลจำลองดิจิทัลที่ช่วยวางแผนพัฒนาโครงการต่างๆ โดย VR BIM models จะช่วยปรับปรุงกระบวนการพัฒนาทั้งหมดของโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนและประหยัดเวลาในการดำเนินการ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ทุ่มเม็ดเงินการลงทุนทั้งหมดกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งได้รับผลตอบแทนตามความคาดหวังอย่างรวดเร็ว โดย 13 โครงการ ที่มีการนำเทคโนโลยี VR BIM มาประยุกต์ใช้ระหว่างการก่อสร้าง อาทิ Ashton Rama 9, Q Sukhumvit 36 และ Ideo Sathon พบว่าสามารถช่วยลดต้นทุนและร่นระยะเวลาในการก่อสร้างได้เร็วยิ่งขึ้น ภายในระยะเวลา 12 เดือนของการใช้งาน บริษัทอนันดา ดีเวล ลอปเม้นท์เผยว่าจากการตรวจสอบรายงาน Requests for Information (สอบถามทางวิศกรรมที่ทำงานในโครงการ) พบว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการสร้างโครงการได้อย่างดียิ่งขึ้น ดร.เชษฐ์ ยง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายนวัตกรรม บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ นำเทคโนโลยีจากอนันดา เออร์เบินเทค มาปรับใช้และพัฒนาให้ทันสมัยมากที่สุดเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยุคสมาร์ทซิตี้  เรามองว่าเทคโนโลยี VR BIM เสมือนเป็น DNA สำคัญของการเป็นสมาร์ทซิตี้ ที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาด้านสังคมที่เกี่ยวข้องกับประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันช่วยพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดค่าใช้จ่าย และอำนวยความสะดวกระหว่างการร่วมมือกันของทุกหน่วยงาน” คุณธีรวรรตน์ ตังประพฤทธิ์กุล ผู้จัดการฝ่าย BIM บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า " VR BIM models คือเทคโนโลยีการพิมพ์เขียวด้วยระบบดิจิทัล (Digital Blueprint) ที่ช่วยให้ทุกหน่วยงานมีส่วนร่วมในโครงการ โดยจำลองเข้าสู่โครงสร้างเสมือนจริงตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน ซึ่งหากเราสามารถเพิ่มความแม่นยำให้ในการตรวจหาข้อผิดพลาดในระยะเริ่มต้น จะช่วยให้เราสามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันท่วงทีก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาและงบประมาณในการแก้ไขสูง ยกตัวอย่าง เมื่อเร็วๆ นี้ ที่เราค้นพบผ่านเทคโนโลยี BIM ว่าที่จอดรถอัตโนมัติไม่สามารถสร้างให้พอดีกับพื้นที่โดยกำหนด ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้เราตรวจสอบข้อผิดพลาดได้ตั้งแต่ต้นโดยสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 3 ล้านบาท"          
‘เอพี ไทยแลนด์’ สุดยอดนักพัฒนาอสังหาฯ รายเดียวจากประเทศไทย คว้ารางวัลอันทรงเกียรติแห่งเอเชีย ‘บริษัทผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2018’

‘เอพี ไทยแลนด์’ สุดยอดนักพัฒนาอสังหาฯ รายเดียวจากประเทศไทย คว้ารางวัลอันทรงเกียรติแห่งเอเชีย ‘บริษัทผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2018’

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต รับมอบรางวัล “The Asia Corporate Excellence & Sustainability Awards” (ACES) สาขา บริษัทผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2018 (Asia's Most Influential Companies 2018) รางวัลอันทรงเกียรติในระดับภูมิภาคเอเชียที่ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการที่มีผลงานโดดเด่นใน 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การบริหารธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม การเป็นแบรนด์ครองใจลูกค้า และการดำเนินงานภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจังและยั่งยืน โดยเอพี (ไทยแลนด์) เป็นบริษัทอสังหาฯ เพียงรายเดียวจากประเทศไทยที่ได้รับมอบรางวัลนี้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลการันตีความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของเอพีในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด (Quality of Life) ของการอยู่อาศัยที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งคุณภาพ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ผ่านการบริหารโครงสร้างบริษัท การสร้างคนคุณภาพในองค์กร            
SC ส่งภาพยนตร์โฆษณาภาคต่อ “Wish Box” สะท้อนเรื่องราวการใช้ชีวิตของคนเมือง เพื่อการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ “เนเบอร์ฮูด บางกะดี”

SC ส่งภาพยนตร์โฆษณาภาคต่อ “Wish Box” สะท้อนเรื่องราวการใช้ชีวิตของคนเมือง เพื่อการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ “เนเบอร์ฮูด บางกะดี”

บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สร้างสรรค์แคมเปญสื่อสารมิติใหม่ภาคต่อจากชุดแรก ด้วยการตอกย้ำแนวคิดสำคัญสำหรับการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ โมเดลต้นแบบแห่งแรกสำหรับ SC คือ “เนเบอร์ฮูด บางกะดี” โดยชวนชมและร่วมกันแชร์ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ล่าสุดชื่อ “Wish Box” ที่ต่อยอดจากเรื่องราวสะท้อนการใช้ชีวิตของคนเมือง สู่คนในชุมชนบางกะดีร่วมกันออกความคิดเห็นผ่านมุมมองหลากหลาย ทั้งนี้นอกจากการจัดทำวิจัยร่วมกับ Redek ศูนย์บริการวิจัยและออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่ SC Asset ได้นำผลงานศึกษาวิจัยนำมาดีไซน์เพื่อตอบโจทย์เรื่อง human-centric แล้ว ยังมีการรับฟังความคิดเห็นคนในชุมชน พร้อมรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไปออกแบบ ให้ “เนเบอร์ฮูด บางกะดี” เป็นพื้นที่ที่ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะบ้านที่ดี...ไม่ได้จบอยู่แค่ในรั้ว นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสนุกให้ติดตามกันได้เร็วๆ นี้   พร้อมรับชมภาพยนตร์ที่ : https://www.facebook.com/scasset/videos/344692866106312/ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการได้ที่: www.scasset.com/TheNeighbourhood          
“ทอสเท็ม” รุกตลาดกลุ่มเอ็นยูสเซอร์ในงานบ้านและสวนแฟร์ 2018 ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์คุณภาพอันดับ1 บริการโซลูชั่นที่พักอาศัยครบวงจร โชว์นวัตกรรมสินค้าตอบโจทย์ดีไซน์ทุกฟังก์ชั่นใช้งาน

“ทอสเท็ม” รุกตลาดกลุ่มเอ็นยูสเซอร์ในงานบ้านและสวนแฟร์ 2018 ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์คุณภาพอันดับ1 บริการโซลูชั่นที่พักอาศัยครบวงจร โชว์นวัตกรรมสินค้าตอบโจทย์ดีไซน์ทุกฟังก์ชั่นใช้งาน

ทอสเท็ม (TOSTEM) แบรนด์ผู้นำผลิตสินค้าเกี่ยวกับประตูและหน้าต่างอะลูมิเนียมที่มียอดขายอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่นและบริการโซลูชั่นที่พักอาศัยครบวงจรในเครือลิกซิลกรุ๊ป นำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ล้ำสมัยภายใต้คอนเซ็ปต์ “Every Detail ทุกรายละเอียดเป็นสิ่งสำคัญ” มุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคยิ่งขึ้น ในงานบ้านและสวนแฟร์ 2018 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม 2561 - 4 พฤศจิกายน 2561 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี   มร. ฮิโรกาซุ โมโรคูม่า ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและปฏิบัติการ แบรนด์ทอสเท็ม บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทอสเท็มเป็นหนึ่งในแบรนด์ของลิกซิลที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้ออกแบบ สถาปนิก ผู้รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ความนิยมในผลิตภัณฑ์ประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมเป็นอย่างดี โดยปีนี้เราวางกลยุทธ์เจาะตลาดและสร้างการรับรู้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค (End User) โดยตรงยิ่งขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นฐานตลาดขนาดใหญ่ที่มีโอกาสเติบโตสูง ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจเลือกสินค้าด้วยตนเองมากขึ้น ซึ่งเร็วๆนี้ ทอสเท็มเตรียมแนะนำผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมแบบครบวงจรสำหรับอาคารที่อยู่อาศัยในงานบ้านและสวนแฟร์ 2018 ซึ่งเป็นมหกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่มีผู้ชมงานกว่า 1.8 ล้านคน เพื่อถ่ายทอดความโดดเด่นและตัวตนของแบรนด์ในทุกมิติแก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ส่วนผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน ได้แก่ WINDOW SASH (ประตูหน้าต่าง) ที่มีซีรีย์ WEPLUS ผ่านการออกแบบและทดสอบประสิทธิภาพตามมาตรฐาน ASTM และมาตรฐานที่เข้มงวดของทอสเท็ม มีดีไซน์ที่ครบถ้วน ทำความสูงได้ถึง 3 เมตร สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ออกแบบ โดยซีรีย์ P7 ตอบรับการอยู่อาศัยแบบหรูหราด้วยวัสดุระดับพรีเมียม พร้อมคุณลักษณะพิเศษที่เหมาะสำหรับโครงการที่พักอาศัยทั้งแนวราบและอาคารสูงปานกลาง และสำหรับซีรีย์ WE SERIES นั้นจะถ่ายทอดคุณภาพระดับสูงจากทอสเท็มให้แต่ละวันของชีวิตถูกออกแบบให้คงคุณภาพตามมาตรฐานที่เข้มงวดในระดับราคาที่ย่อมเยาว์กว่าที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ENTRANCE DOOR (ประตูหน้าบ้าน) เป็นการออกแบบประตูที่นอกจากดีไซน์โดดเด่นสวยงามแล้ว ยังให้ความรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขแก่ผู้อยู่อาศัยภายในบ้านด้วยประตูลายไม้ หรือประตูโลหะสำเร็จรูปคุณภาพสูง GIESTA ที่มาพร้อมด้ามจับใช้งานง่าย และระบบความปลอดภัยขั้นสูง เพิ่มความสะดวกสบายและอุ่นใจแก่ทุกคนในบ้าน EXTERIOR (ผลิตภัณฑ์นอกตัวบ้าน) ประตูรั้วสำเร็จรูป นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้บ้านมีดีไซน์ที่สมบูรณ์ลงตัวยิ่งขึ้น สร้างเอกลักษณ์ความโดดเด่นแก่ตัวบ้าน ซึ่งมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยที่ไว้วางใจได้ดีที่สุด    ภายในงานมีการออกแบบพาวิลเลี่ยนภายใต้คอนเซ็ปต์ “Every Detail ทุกรายละเอียดเป็นสิ่งสำคัญ” เพื่อสะท้อนถึงแนวคิดและตัวตนของแบรนด์ที่ใส่ใจในรายละเอียดการออกแบบทุกชิ้นส่วนออกมาเป็นชิ้นงานซึ่งตอบโจทย์ต่อการใช้งาน พร้อมความสวยงาม เรียบง่าย และคงทน โดยพาวิลเลี่ยนถูกออกแบบมาในโทนสีขาว มุ่งสื่อถึงเอกลักษณ์ความเรียบง่ายผสานเข้ากับนวัตกรรมและความทันสมัย โดยนำส่วนประกอบชิ้นงานประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับตัวพาวิลเลี่ยน เพื่อให้ผู้ชมงานได้สัมผัสใกล้ชิดและเข้าถึงทุกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ในทุกมิติ “เราเชื่อว่าด้วยมาตรฐานการผลิตจากประเทศญี่ปุ่นที่ไว้วางใจได้ในคุณภาพอันดับ1 มีฟังก์ชั่นตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายทั้งดีไซน์สวยงาม ทันสมัย และความคงทน จะทำให้แบรนด์ทอสเท็มเป็นที่รู้จักและอยู่ในใจของผู้บริโภคคนไทยอย่างแน่นอน” มร. ฮิโรกาซุ โมโรคูม่า กล่าวทิ้งท้าย        

1 2 3 4