กิจกรรม

 

กิจกรรมล่าสุด

1 2 3 4 5
ออลล์ อินสไปร์ฯ มอบสิทธิ์พิเศษแก่ลูกบ้าน ออลล์ อินสไปร์ฯ ร่วมสัมผัสประสบการณ์ ดินเนอร์สุดหรู จากเชฟมิชลิน 3 ดาว

ออลล์ อินสไปร์ฯ มอบสิทธิ์พิเศษแก่ลูกบ้าน ออลล์ อินสไปร์ฯ ร่วมสัมผัสประสบการณ์ ดินเนอร์สุดหรู จากเชฟมิชลิน 3 ดาว

บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ ดิ เอ็กเซล ไรส์  และอิมเพรสชั่น จัดกิจกรรม Michelin star The Ultimate Dining Experience มอบสิทธิ์พิเศษแก่ลูกบ้าน ออลล์ อินสไปร์ฯ ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ กับสุดยอดเชฟมิชลินสตาร์ ระดับ 3 ดาว จากประเทศฝรั่งเศส “คริสตอฟ แบคคีย์” ที่โชว์ฝีมือปรุงอาหารรสชาติเยี่ยมยอดให้ได้ลิ้มรสกันในบรรยากาศสุดหรู ถือว่าเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ณ ห้องอาหาร ลาวี โรงแรม วี โฮเตล กรุงเทพ-เอ็มแกลอรี่ บาย โซฟิเทล โดยภายในกิจกรรมดังกล่าว ลูกบ้าน ออลล์ อินสไปร์ฯ จะได้เพลิดเพลินไปกับสุดยอดเมนูอาหารที่ได้รับการรังสรรค์จากวัตถุดิบสุดพิเศษ ด้วยรสชาติที่เป็นเลิศ ทำให้อาหารแต่ละจานดูน่ารับประทานราวกับงานศิลป์ อีกทั้งยังใส่ใจในทุกรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน ด้วยดีกรีรางวัล "French Chef of The Year 2018" เชฟแห่งปี 2018 จากประเทศฝรั่งเศส ถือว่าเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับเชฟผู้รักษารสชาติดั่งเดิม เผยแพร่อาหาร หรือขนมหวานแบบฝรั่งเศสให้คงอยู่และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก พร้อมการันตีความอร่อยจากทุกเมนู วัตถุดิบที่ผ่านการเลือกสรรเป็นอย่างดี ซึ่งออลล์ อินสไปร์ ไม่พลาดที่จะมอบโอกาสและประสบการณ์ดีๆ แบบนี้ให้กับลูกบ้านของ ออลล์ อินสไปร์ฯ                 
ออลล์อินสไปร์ฯ จัดดินเนอร์สุดหรูกับสุดยอดเชฟมิชลิน 3 ดาว

ออลล์อินสไปร์ฯ จัดดินเนอร์สุดหรูกับสุดยอดเชฟมิชลิน 3 ดาว

คุณธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าบริหาร บริษัท ออลล์อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ ดิเอ็กเซลไรส์และอิมเพรสชั่น มอบประสบการณ์สุดพิเศษแก่ลูกบ้านออลล์อินสไปร์ฯสัมผัสความอร่อยระดับโลกกับดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ จากเชฟมิชลิน 3 ดาว“คริสตอฟแบคคีย์”ที่มารังสรรค์สุดยอดเมนูอาหารให้ได้ชิมกันนับว่าเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับลูกบ้านมีโอกาสได้ลิ้มรสความอร่อยครั้งแรกในเมืองไทยจากเชฟชื่อดังที่มีความเชี่ยวชาญในการคัดสรรวัตถุดิบหายากกับส่วนผสมที่ลงตัวและรสชาติที่เป็นเลิศดีกรีรางวัล "French Chef of the Year 2018" เชฟแห่งปี 2018 จากประเทศฝรั่งเศสโดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นณ ห้องอาหาร ลาวีโรงแรม วี โฮเตล กรุงเทพ - เอ็มแกลอรี่ บาย โซฟิเทลเมื่อเร็วๆ นี้          
มั่นคงฯ ร่วมสร้างชุมชนสังคมสุขภาพ มอบรถพยาบาลและอุปกรณ์การแพทย์แก่ชุมชนคุ้งบางกระเจ้า

มั่นคงฯ ร่วมสร้างชุมชนสังคมสุขภาพ มอบรถพยาบาลและอุปกรณ์การแพทย์แก่ชุมชนคุ้งบางกระเจ้า

นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK ส่งมอบความห่วงใยด้านสุขภาพแก่ชุมชนพื้นที่คุ้งบางกระเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ด้วยการมอบรถตู้พยาบาลพร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ สำหรับใช้รับ-ส่ง ผู้ป่วยฉุกเฉิน ครอบคลุมพื้นที่ 6 ตำบล  และลดปัญหาการขาดแคลนรถตู้พยาบาลของชุมชนในพื้นที่ โดยมีนายสำเนาว์ รัศมิทัต นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้ง เป็นผู้แทนรับมอบ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น เมื่อเร็วๆ นี้ ชมภาพบรรยากาศกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ www.mk.co.th          
“แสนสิริ” ประกาศความสำเร็จด้าน CRM สมาชิก Sansiri Family โตเพิ่มขึ้นกว่า 40% ยอดใช้งานแอพ Sansiri Home Service สูงกว่า 10,000 ครั้งต่อเดือน ดึง 4 สุดยอดเชฟ ร่วมแคมเปญ “SANSIRI CHEF YOUR TABLE” ต่อยอดแพลตฟอร์ม Sansiri Move-In Experience หลังได้รับความนิยมสูงสุด หวังเพิ่มยอดสมาชิก 50% ปีหน้า

“แสนสิริ” ประกาศความสำเร็จด้าน CRM สมาชิก Sansiri Family โตเพิ่มขึ้นกว่า 40% ยอดใช้งานแอพ Sansiri Home Service สูงกว่า 10,000 ครั้งต่อเดือน ดึง 4 สุดยอดเชฟ ร่วมแคมเปญ “SANSIRI CHEF YOUR TABLE” ต่อยอดแพลตฟอร์ม Sansiri Move-In Experience หลังได้รับความนิยมสูงสุด หวังเพิ่มยอดสมาชิก 50% ปีหน้า

แสนสิริ ตอกย้ำความสำเร็จด้าน CRM ที่พร้อมดูแลตลอดการอยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์แบบ หลังขยายฐานจำนวนลูกบ้าน Sansiri Family โตขึ้นกว่า 40% และลูกบ้านวีวีไอพี Siri Priority เพิ่มขึ้นกว่า 35% ในปีนี้ ปลื้มลูกบ้านใช้งานแอพพลิเคชั่น Sansiri Home Services เฉลี่ยกว่า 10,000 ครั้งต่อเดือน รุกเดินหน้าพัฒนาบริการด้วยกลยุทธ์แบบ Personalized CRM พัฒนาเซอร์วิสใหม่ๆครอบคลุม ทุกการใช้ชีวิตของลูกบ้านแบบ 360 องศา ตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกแสนสิริ แฟมิลี่และ Siri Priority เพิ่ม 50% ในปี 2562 พร้อมต่อยอดความสำเร็จแพลตฟอร์มเซอร์วิสยอดนิยม Sansiri Move-in Experience เปิดตัวแคมเปญพริวิเล็จ “SANSIRI CHEF YOUR TABLE” (แสนสิริ เชฟ ยัวร์ เทเบิล) มอบประสบการณ์ในการรับประทานอาหารแบบเหนือระดับให้เป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้ กับครั้งแรกในประเทศไทยที่รวบรวม 4 เซเลบริตี้เชฟชั้นนำระดับประเทศ มาร่วมรังสรรค์ Dining Experience สุดพิเศษถึงบ้านหรือคอนโดฯ ของแสนสิริ ต้อนรับเทศกาลปีใหม่และโอกาสสำคัญ คุณกมลวรรณ ประสิทธิ์วุฒิเวชช์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในปี 2561 นี้ เป็นปีที่แสนสิริ ประสบความสำเร็จอย่างมากในการบริหารด้านลูกค้าสัมพันธ์ โดยมีสมาชิกครอบครัว Sansiri Family เพิ่มขึ้นจาก 60,000 คนในปี 2560 เป็น 84,000 คนในปี 2561 หรือเพิ่มขึ้นถึงกว่า 40% ภายใน 1 ปีที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสมาชิกเป็น 126,000 คนหรือกว่า 50% ในปี 2562 นอกจากนี้สมาชิก Siri Priority ยังเพิ่มขึ้นกว่า 35% จากจำนวน 150 คน ในปี 2561    เป็น 200 คนในปีนี้ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 50%ในปีหน้ากว่า 300 คน ซึ่งเป็นผลจากจุดแข็งด้านบริการที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการแบบรายบุคคล (eCRM personalization) ด้วยพริวิเล็จพิเศษและประสบการณ์ที่แตกต่างและเหนือระดับ รวมทั้งการจัดทีม Relationship Manager นอกจากนี้ หลังจากการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Sansiri Home Services เวอร์ชั่นล่าสุดเมื่อไตรมาสที่ 2 ของปีที่ผ่านมา ได้สร้างความสำเร็จอย่างสูงด้วยยอด ผู้ลงทะเบียนใช้งานกว่า 25,000 ราย ซึ่งมีการใช้งานเป็นประจำเฉลี่ยกว่า 10,000 ครั้งต่อเดือน ซึ่งกว่า 40% เป็นการใช้งานแพลตฟอร์มเซอร์วิส SANSIRI MOVE-IN EXPERIENCE ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้ และรับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกบ้านอย่างล้นหลามด้วยยอดใช้บริการมากกว่า 4,000 ครั้งต่อเดือนโดยบริการในหมวด Easy Living ที่มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุด โดยแสนสิริมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้งาน Sansiri Home Services เป็น 2 เท่าหรือกว่า 50,000 คนได้ ในปี 2562”   “สำหรับกลยุทธ์ในปี 2562 แสนสิริ จะมุ่งต่อยอดแพลตฟอร์ม Move-In Experience ในส่วนบริการที่ได้รับความนิยมอย่าง Easy Living ประเดิมด้วยการเปิดแคมเปญ Sansiri Chef Your Table ที่นำความเข้าใจจากความต้องการของลูกบ้านทุกคนที่อยากสร้างความประทับใจให้กับคนที่รัก เพื่อนๆ หรือครอบครัวในเทศกาลเฉลิมฉลองหรือโอกาสพิเศษสำคัญต่างๆ ในบรรยากาศส่วนตัวที่บ้านของตนเองเพื่อสร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำยิ่งขึ้น ซึ่งทางแสนสิริได้เชิญ 4 เซเลบริตี้เชฟชื่อดังระดับประเทศ ซึ่งบางท่านได้รับรางวัลในระดับมิชลินสตาร์ มาให้บริการรังสรรค์ Dining Experience ที่บ้านหรือคอนโดมิเนียม ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกบ้านแสนสิริได้ยกระดับประสบการณ์ในการรับประทานอาหารแบบ Chef Table ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ด้านไลฟ์สไตล์ที่ได้รับความนิยมในราคาที่เข้าถึงได้ โดยสามารถแจ้งความต้องการหรือการเลือกสรรวัตถุดิบสำหรับแต่ละมื้อพิเศษ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในวงการอสังหาฯ ของไทยที่มอบประสบการณ์ที่แตกต่างแก่ลูกบ้านอย่างเหนือระดับ ในขณะเดียวกัน โครงการใหม่ๆ ของแสนสิริก็ได้จัดเตรียมพื้นที่ Co-Kitchen Space ให้ลูกบ้านสามารถทำอาหารรับประทานเอง หรือเตรียมอาหารสำหรับงานเลี้ยงสังสรรค์ได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งถือเป็นการสะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของแสนสิริถึงความต้องการที่หลากหลายของผู้อยู่อาศัยในปัจจุบัน และความเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับบริการหลังการขาย” แคมเปญ Sansiri Chef Your Table ในความร่วมมือกับ 4 เชฟที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ เอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่น และสไตล์การทำอาหารแตกต่าง ประกอบด้วย เชฟชุมพล แจ้งไพร เซเลบริตี้เชฟอาหารไทยเจ้าของรางวัลมิชลินสตาร์, เชฟกิ๊ก- กมล ชอบดีงาม เซเลบริตี้เชฟชื่อดังด้านอาหารจีน, เชฟปิง-สุรกิจ เข็มแก้ว เซเลบริตี้เชฟชื่อดังด้านอาหารไทยอินโนเวทีฟ และ เชฟวิชิต มุกุระ เชฟอาหารไทย  ผู้มีประสบการณ์ยาวนาน พร้อมรังสรรค์คอร์สเมนูพิเศษ Chef’s Selected Dishes inspired by Sansiri เฉพาะสำหรับแสนสิริ แฟมิลี่ ในราคาค่าบริการเริ่มต้นรวม 20,000 บาท สำหรับลูกค้าจำนวน 8 ท่าน  โดยลูกบ้านแสนสิริสามารถใช้บริการได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2562  ผ่านแอพพลิเคชั่น Sansiri Home Services และเว็บไซต์ Sansiri Family www.sansiri.com/family/th นอกจากนี้ แสนสิริ ยังได้ร่วมกับพันธมิตรโรงแรมระดับ 5 ดาว จัดโปรโมชั่น Sansiri Happy Hampers คัดสรรกระเช้าของขวัญระดับพรีเมียมมาไว้ในแอพฯ ให้ลูกบ้านสามารถเลือกซื้อของขวัญได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมมอบส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 20% ได้แก่ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ  โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพ  โรงแรม ดิโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ  โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ และ โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 17 ธันวาคม 2561 ถึง 15 มกราคม 2562   โดยแสนสิริ ตั้งเป้าจะเพิ่มจำนวนพันธมิตรชั้นนำในด้านต่าง ๆ อีก 30% ในปีหน้าที่จะมาร่วมมอบสิทธิพิเศษให้ลูกบ้าน Sansiri Family จากปัจจุบันที่มีอยู่ถึง 250 ราย   “และสำหรับเป้าหมายในปี 2562 เรายังคงมุ่งมั่นต่อยอดความสำเร็จ โดยเน้นสร้างประสบการณ์ในการดูแลลูกบ้านที่มีมาตรฐานควบคู่กับบริการและสิทธิพิเศษใหม่ๆ ให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงครอบคลุมถึงลูกค้าชาวต่างชาติ   ทั้งที่อาศัยอยู่ในไทยและต่างประเทศ และขยายขอบเขตบริการครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ซึ่งยังคงยึดมั่นในการบริหารงานด้านลูกค้าสัมพันธ์ภายใต้แนวคิด Customer-centric เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ในการอยู่อาศัยให้กับลูกบ้านอย่างสมบูรณ์แบบ อาทิเช่น บริการทางด้านการเงินและพริวิเล็จแบบเอ็กซ์คลูซีฟโดยร่วมกับ   พันธมิตรชั้นนำทางธนาคาร สร้างแพลตฟอร์มบริการศูนย์รวมดีไซน์เนอร์ตกแต่งบ้านในราคาที่เข้าถึงได้ ตลอดจนพริวิเล็จพิเศษในโลเคชั่นใหม่ๆในแคมเปญ @Sansiri Urbanvibes” คุณกมลวรรณ กล่าว          
ช.การช่าง ใช้ “BIM” จำลองแบบก่อสร้างเสมือนจริง เพิ่มประสิทธิภาพการออกแบบก่อสร้าง เดินหน้ายกระดับ “อินฟราเทค” ของประเทศไทย นำร่องโครงการแรก “รถไฟฟ้าสายสีส้ม”

ช.การช่าง ใช้ “BIM” จำลองแบบก่อสร้างเสมือนจริง เพิ่มประสิทธิภาพการออกแบบก่อสร้าง เดินหน้ายกระดับ “อินฟราเทค” ของประเทศไทย นำร่องโครงการแรก “รถไฟฟ้าสายสีส้ม”

ในยุคที่ “ไทยแลนด์ 4.0” ถูกนำไปเป็นบริบทสำคัญในการนำ “เทคโนโลยี” เข้าไปเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและปฏิรูปในทุกอุตสาหกรรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนพลิกโฉมอุตสาหกรรมในหลายวงการ เช่น การเงิน อสังหาริมทรัพย์ โทรคมนาคม ฯลฯ บางอุตสาหกรรมนั้นอยู่ในช่วงเริ่มต้นในการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาช่วยบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่นเดียวกันกับ “อุตสาหกรรมก่อสร้าง” ซึ่งในภาพรวมทั่วโลกนั้น ก็เป็นอุตสาหกรรมที่ยังมีโอกาสให้เทคโนโลยี-นวัตกรรมเข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนอีกมาก ช.การช่าง ในฐานะผู้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยได้เล็งเห็นโอกาสนี้ จึงนำเทคโนโลยีการออกแบบและก่อสร้างด้วยระบบ BIM (Building Information Modeling) หรือ ระบบการทำงานแบบจำลองสารสนเทศอาคาร ที่ช่วยออกแบบงานโครงสร้างและประสานการทำงานในส่วนต่างๆได้อย่างแม่นยำมาใช้ในโครงการ ทำให้การดำเนินงานก่อสร้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และลดต้นทุนในการดำเนินงาน โดยช.การช่าง ได้ประเดิมเทคโนโลยีนี้กับการก่อสร้าง “โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม” เป็นโครงการแรก ดร.สุภามาส ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในฐานะบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างและพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม (Engineer Expertise) เป็นแกนหลักของธุรกิจ ทำให้ในการทำงานแต่ละโครงการมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย เพื่อให้การบริหารและดำเนินการในส่วนต่างๆเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เราจึงทั้งสรรหาเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาขั้นตอนการทำงานเหล่านี้อยู่เสมอ โดยก่อนหน้านี้ ช.การช่างประสบความสำเร็จจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี สปป.ลาว ที่ใช้คอนกรีตทั้งโครงการกว่า 4.3 ล้านลบ.ม.  โดยได้นำฝุ่นหินละเอียดจากการโม่หินเพื่อผลิตทรายซึ่งตามมาตรฐานทั่วไปนั้นต้องล้างทิ้งมาศึกษาและทดลองปรับส่วนผสมจนสามารถนำฝุ่นหินและทรายโม่มาใช้ทดแทนทรายแม่น้ำซึ่งมีปริมาณไม่เพียงพอได้  ทำให้ลดการใช้ทรายแม่น้ำลงได้ถึง 80% นอกจากนี้ยังลดการใช้น้ำ ลดมลภาวะจากการล้างฝุ่นหิน รวมถึงประหยัดพลังงานและเวลาในการเตรียมวัสดุจนได้รับรางวัล TCA Practice Award: Silver Medal จากสมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย”   “เช่นเดียวกันกับการนำเทคโนโลยี  Building Information Modelling (BIM) หรือ ระบบการทำงานแบบจำลองสารสนเทศอาคารซึ่งช.การช่างได้เล็งเห็นประโยชน์ของระบบดังกล่าวกับงานก่อสร้างโครงการ ที่จะพลิกโฉมงานก่อสร้างให้มีประสิทธิภาพในหลายๆด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความแม่นยำในการออกแบบและการทำแบบจำลองก่อสร้างเสมือนจริงเพื่อประสานงานในส่วนต่างๆตั้งแต่ออกแบบจนถึงการก่อสร้าง  เราจึงได้เริ่มศึกษาข้อมูล และเตรียมงานตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2560 เพื่อนำมาใช้เป็นครั้งแรกกับการออกแบบก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม - ตะวันออก สัญญาที่ 1 (ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-รามคำแหง12) และ สัญญาที่ 2 (ช่วงรามคำแหง12 – หัวหมาก) จำนวน 3 สถานีจากทั้งหมด 7 สถานี เพื่อให้เจ้าของโครงการรวมไปถึงผู้โดยสารทุกท่านวางใจได้ว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มมีความมั่นคงปลอดภัยและจะแล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด”   สำหรับระบบ Building Information Modelling (BIM) เป็นการออกแบบอาคารหรือโครงสร้างด้วยแบบจำลอง 3 มิติ พร้อมกับมีข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องอยู่ภายใน เช่น ขนาด สเปคและราคาวัสดุ จำนวนการใช้งานจริง การทำงานจะสร้างแบบจำลองเสมือนจริงในคอมพิวเตอร์ โดยผู้ที่ออกแบบทุกฝ่าย ทั้งงานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม งานระบบ สามารถทำงานบนโมเดลเดียวกันได้ ทำให้ประสานงานระหว่างทีมออกแบบและบริหารต้นทุนโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นายวัชระ แสงหัตถวัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานวิศวกรรม บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ผลักดันการใช้เทคโนโลยี BIM ในช.การช่าง กล่าวว่า “ในช่วง 4-5 ปีทีผ่านมา เทคโนโลยี BIM ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้ออกแบบและจำลองอาคารสูง ส่วนอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานในเมืองไทย เพิ่งเริ่มมีการตื่นตัวใช้ BIM อย่างกว้างขวางในช่วง 1-2 ปีนี้ โดยสภาวิศวกร สภาสถาปนิก และวิศวกรรมสถานแห่งชาติ ได้เข้ามาให้การสนับสนุนด้วยการออก BIM Guide ฉบับแรกเพื่อเป็นคู่มือการใช้งานซอฟต์แวร์ดังกล่าวเมื่อปลายปี พ.ศ. 2560 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่วงการก่อสร้างไทยจะได้นำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแพร่หลายในอนาคต”   การออกแบบโมเดล 3 มิติ มีความเที่ยงตรงและเห็นภาพโครงสร้างจริงรวมถึงปัญหาที่อาจจะเกิดในการก่อสร้างได้ชัดเจนมากกว่าทำงานด้วยแบบ 2 มิติแบบเดิมๆ ซึ่งต้องทำเป็นรูปด้าน รูปตัดประกอบกันหลายแผ่นจึงจะเห็นภาพ ในแบบ2มิติก็จะเป็นเพียงการเขียนชิ้นงานที่เป็นเส้น ไม่สัมพันธ์กัน ส่วนข้อมูลที่แสดงก็จะเป็นเพียงสี ความหนาเส้น เส้นประ หากต้องการแก้จุดใดจุดหนึ่ง จะต้องแก้แบบแผ่นอื่นๆที่ต่อเนื่องกันตามไปด้วย ทำให้การประสานงานจะมองเห็นเพียงส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานที่กำลังเขียนอยู่เท่านั้น ต่างจากการเขียนแบบด้วยโมเดล 3 มิติที่สามารถแก้จุดเดียวแล้วแบบแผ่นอื่นๆจะปรับแก้ตามอัตโนมัติ ทั้งยังสามารถตรวจจับโครงสร้างที่ชนกัน (Clash Check) ระหว่างทีมเขียนแบบได้อีกด้วย ซึ่งทำให้ลดเวลาในการตรวจแบบลงมาก การประสานงานด้วยโมเดล 3 มิตินี้ มีความแม่นยำสูงตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบก่อนลงมือก่อสร้างจริง ทำให้ทุกฝ่ายออกแบบได้สอดคล้องกันและลดการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งหน้างาน ทั้งนี้ ภาพ 3 มิติยังทำให้ผู้ที่ไม่ชำนาญด้านการอ่านแบบ เช่น ผู้ปฏิบัติงานหน้างาน เจ้าของงาน สามารถมองเห็นภาพโครงการได้ชัดเจนยิ่งขึ้น   “นอกเหนือจากการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินงานแล้วนั้น ช.การช่างก็มุ่งที่จะพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะด้านเทคโนโลยีไปพร้อมๆกัน โดยได้คัดเลือกวิศวกร สถาปนิก และช่างเขียนแบบที่มีความสามารถไปฝึกอบรมการใช้โปรแกรมกับสถาบันตัวแทน Autodesk เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มและโครงการอื่นๆในอนาคต ทั้งยังได้ปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์พร้อมโครงข่ายการทำงานในฝ่ายวิศวกรรมเพื่อให้รองรับการทำงานด้วย BIM บนโครงการคอมพิวเตอร์ของบริษัท โดยในอนาคต ช.การช่าง ยังตั้งเป้าที่จะพัฒนาเทคโนโลยี BIM ให้สามารถวิเคราะห์การใช้พลังงาน และการบำรุงรักษาโครงสร้างส่วนต่างๆ (Facility Management) ของโครงการอีกด้วย” นายวัชระเสริม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณวัชระมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนทิศทางด้านเทคโนโลยีของ ช.การช่าง เมื่อย้อนกลับไปถึงช่วงเวลากว่า 3 ทศวรรษก่อน คุณวัชระถือเป็นผู้ผลักดันในการนำคอมพิวเตอร์เครื่องแรกเข้ามาใช้ในบริษัท ช.การช่าง โดยได้รับการสนับสนุนจากคุณปลิว ตรีวิศวเวทย์ ในการเริ่มใช้งานกับโครงการ “ในเวลานั้น คอมพิวเตอร์ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย เครื่องหนึ่งจะมีมูลค่าหลายหมื่นบาท ถือว่ามีมูลค่าที่สูงมาก เราได้นำมาใช้กับระบบบัญชีและการจัดซื้อเป็นจุดประสงค์แรก ซึ่งเดิมทีมีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน จำเป็นที่ต้องนำคอมพิวเตอร์เข้ามาจัดการระบบและย่นระยะเวลาการทำงานได้หลายเท่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ของช.การช่างในตอนนั้นจึงไม่ได้มองที่ความทันสมัย แต่เราคำนึงถึงประโยชน์ที่เทคโนโลยีที่เราจะนำมาใช้นั้นเหมาะสมกับงานแค่ไหน จะสร้างความคุ้มค่าทั้งในเชิงการทำงาน การบริหารเวลา และประสิทธิภาพของได้อย่างไรบ้าง ซึ่งถือเป็นแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีของช.การช่างในปัจจุบัน”   อย่างไรก็ตาม หัวเรือใหญ่แห่งสายงานวิศวกรรมของ ช.การช่าง มองว่า หัวใจสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในองค์กรนั้นอยู่ที่ “คน” “การพัฒนาเทคโนโลยีขององค์กรนั้น ส่วนที่ท้าทายที่สุดไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี เพราะผมเชื่อว่าเทคโนโลยีถูกสร้างมาเพื่อการใช้งานที่สะดวกและง่ายดาย แต่กลับอยู่ที่ ‘คน’ ซึ่งทัศนคติการเปิดใจและยอมรับที่จะเรียนรู้แนวทางการทำงานใหม่ๆจากเทคโนโลยีถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนเรามักยึดถือความคุ้นชินกับแนวทางที่เคยทำมา เราจึงพยายามที่จะผลักดันให้บุคลากรทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ให้ตื่นตัวที่จะเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีในการทำงาน ด้วยการชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับว่าคุ้มค่ามากแค่ไหน การก้าวไปข้างหน้าขององค์กรและเทคโนโลยี ผมจึงมองว่า ‘การเปิดใจเรียนรู้’ นี้แหละถือเป็นสิ่งสำคัญมาก” นายวัชระกล่าว      
Money Expo Year-End 2018 เงินสะพัดกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท แบงก์ทุ่มโปรโมชั่นแรงงานสุดท้ายแห่งปี แห่วางแผนลงทุนส่วนบุคคลสร้างเงินล้าน

Money Expo Year-End 2018 เงินสะพัดกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท แบงก์ทุ่มโปรโมชั่นแรงงานสุดท้ายแห่งปี แห่วางแผนลงทุนส่วนบุคคลสร้างเงินล้าน

งานมหกรรมการเงินส่งท้ายปี ครั้งที่ 2 Money Expo Year-End 2018 แบงก์แข่งโปรโมชั่นพิเศษส่งท้ายปีดันยอดเงินสะพัดในงานกว่า 18,500 ล้านบาทสินเชื่อบ้านยอดฮิตกว่า 12,500 ล้านบาท เจ้าของธุรกิจขอกู้สินเชื่อ SMEs กว่า 3,000 ล้านบาท แห่ฝากเงิน/ซื้อประกันชีวิตกว่า 1,650 ล้านบาท ประชาชนสนใจปรึกษาเรื่องวางแผนการเงิน/การลงทุนสร้างความมั่งคั่งระยะยาว นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานร่วม งานมหกรรมการเงินส่งท้ายปี ครั้งที่ 2 Money Expo Year-End 2018 ที่ วารสารการเงินธนาคาร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-2 ธันวาคม 2561 ภายใต้แนวคิด “Wealth Transformation มิติใหม่แห่งความมั่งคั่ง” เปิดเผยว่า มีประชาชนในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครรวมถึงจังหวัดใกล้เคียง เช่น สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรีเดินทางมาใช้บริการทางการเงินและการลงทุนอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรก เนื่องจากมีโปรโมชั่นพิเศษที่ธนาคารและสถาบันการเงินนำมาแข่งขันกันอย่างดุเดือดภายในงาน ทำให้การจัดงานรวม 3 วันมียอดธุรกรรมทางการเงินการลงทุนรวมกว่า 18,500 ล้านบาท จากผู้สมัครใช้บริการภายในงานกว่า 28,300 ราย และมียอดผู้เข้าชมงานประมาณ 150,000 คน นางสางภาคนีกล่าวว่า โปรโมชั่นของงาน Money Expo Year-End 2018 เป็นโปรโมชั่นพิเศษที่ธนาคารและสถาบันการเงินนำมาแข่งขันกันเป็นงานสุดท้ายของปีนี้ โดยเฉพาะโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านที่แข่งกันเสนอดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ เช่น ธนาคารออมสิน คิดอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา0.50% 6 เดือนแรก ธนาคารกสิกรไทย 0.60% นาน 8 เดือนธนาคารกรุงไทย 3.37% 2 ปีแรก ธนาคารกรุงเทพอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีต่ำสุด 3.38%   รวมทั้ง โปรโมชั่นรีไฟแนนซ์บ้านมือสองและบ้านใหม่ของธนาคารแห่งประเทศจีน คิดอัตราดอกเบี้ยบ้านและวงเงินกู้เพิ่ม 0% นาน 6 เดือน เฉลี่ยอัตราดอกเบี้ย3 ปี 3% ฟรีค่าประเมิน ยกเว้นค่าจดจำนองสูงสุด   2 แสนบาท และไม่มีเงื่อนไขต้องสมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) สำหรับผู้ประกอบการก็มีโปรโมชั่นสินเชื่อเอสเอ็มอี/สตาร์ตอัพ อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 1 ปี และให้วงเงินกู้สูงสุดถึง 100 ล้านบาท มีระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุดถึง10 ปี ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ใช้ระบบบัญชีเดียวจะได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษเพียง 1% ต่อปีเท่านั้น ด้านผลิตภัณฑ์การออมและการลงทุนก็มีโปรโมชั่นพิเศษมานำเสนอในงาน เช่น ธนาคารออมสินมีโปรโมชั่นเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 105 วัน อัตราดอกเบี้ย Step up สูงสุด 9% ต่อปีทำให้มีประชาชนมาเข้าคิวตั้งแต่เช้าทุกวัน, เงินฝากประจำ 18 เดือนของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 1.8%  ต่อปี, เงินฝากปลอดภาษี 24 เดือนของธนาคารกรุงศรี อัตราดอกเบี้ย 2.3% ต่อปี และเงินฝาก ME by TMB อัตราดอกเบี้ย 1.7% ต่อปี นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังมาเปิดขาย “สลากออมสินดับเบิลเปย์” ในงานเป็นที่แรก โดยเป็นสลากออมสินพิเศษ 5 ปี จำหน่ายหน่วยละ 100 บาท รวม 600 ล้านหน่วย ลุ้นรางวัลพิเศษรถเบนซ์ รถยนต์ รถกระบะ และรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 28 ล้านบาท   ส่วนผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตก็เสนอโปรโมชั่นพิเศษเช่นเดียวกัน เช่น ซื้อประกันชีวิตแจกนาฬิกา Patek Philippe, นาฬิกา ROLEX, กระเป๋า Chanel ทองคำแท่งหนัก 10 บาท สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท, iPad Proแถมมี Cashback คืนให้ทันทีที่ชำระเบี้ย พร้อมลุ้นรางวัลรถยนต์โตโยต้า อัลทิส นางสาวภาคนีกล่าวว่า นอกจากโปรโมชั่นพิเศษภายในงานแล้ว ยังมีบริการให้คำปรึกษาวางแผนการออมการลงทุนซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก เช่นธนาคารกรุงศรีอยุธยามีบริการ Krungsri Plan Your Money ให้คำปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคลในรูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิด “แพลนดี ชีวิตสบาย จัดการเงิน ให้รวยได้ ง่ายนิดเดียว” ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ลูกค้าวางแผนทางการเงินได้ง่ายขึ้นและไปถึงเป้าหมายได้เร็วยิ่งกว่าเดิมทั้งในเรื่องการออมเงิน การลงทุน และการใช้จ่าย รวมถึงการบริหารสินเชื่อ ธนาคารกรุงเทพชูไฮไลต์ ‘B-Advice’ บริการออกแบบการเงินเพื่อคนรุ่นใหม่ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถเข้ามาขอรับคำแนะนำวางแผนการเงินและการลงทุนได้ฟรีจาก “ที่ปรึกษาทางการเงิน” ที่มีคุณวุฒิวิชาชีพด้านวางแผนทางการเงิน โดยใช้หลักการออกแบบพอร์ตลงทุนแบบ Efficient Frontier ที่เป็นรูปแบบการจัดพอร์ตที่มีประสิทธิภาพสูงในทุกระดับความเสี่ยง รวมถึงมีสินทรัพย์ทางการเงินและการลงทุนรูปแบบต่างๆ ให้เลือกลงทุนลงทุนตามเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการ   ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย นำบริการจาก CitiGold มาช่วยจัดพอร์ตการลงทุนด้วยบริการแบบเปิดกว้าง (Open Architecture) ผ่านกองทุนจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนพันธมิตรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ และธนาคารกสิกรไทยนำผู้เชี่ยวชาญจาก K-Expert มาให้คำปรึกษาทางการเงิน ทั้งคำแนะนำเรื่องการออมการลงทุน ตลอดจนการวางแผนรับวัยเกษียณ เพื่อให้วางแผนทางการเงินได้อย่างเหมาะสม สำหรับยอดธุรกรรมที่เกิดขึ้นในงาน Money Expo Year-End 2018 นางสาวภาคนีเปิดเผยว่า สินเชื่อบ้านและรีไฟแนนซ์บ้านยังฮิตติดอันดับ 1 มีผู้สมัครใช้บริการเป็นวงเงินกว่า 12,500 ล้านบาท อันดับ 2 สินเชื่อ SMEs รวมวงเงินกว่า 3,000 ล้านบาท อันดับ 3 กรมธรรม์ประกันชีวิตประกันภัยและแบงก์แอสชัวรันส์ มียอดทุนประกันรวมกันกว่า 940 ล้านบาท อันดับ 4 เงินฝากและสลากออมทรัพย์รวมวงเงินกว่า 710 ล้านบาท อันดับ 5 สินเชื่อบุคคลมีผู้สมัครกว่า 3,000 ราย วงเงินกว่า 420 ล้านบาท   นอกจากนี้ ยังมีผู้สนใจลงทุนในกองทุนรวมรวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท และสมัครบัตรเครดิตกว่า 4,700 ราย วงเงินกว่า 240 ล้านบาท          
‘ไอคอนสยาม’ จัดงาน “แบงค็อก อิลลูมิเนชั่น แอท ไอคอนสยาม” อลังการขบวนต้นคริสต์มาสเอกลักษณ์ไทย ตระการตากับฟลอร์แมปปิ้งสุดล้ำ ครั้งแรกในประเทศไทยยิ่งใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

‘ไอคอนสยาม’ จัดงาน “แบงค็อก อิลลูมิเนชั่น แอท ไอคอนสยาม” อลังการขบวนต้นคริสต์มาสเอกลักษณ์ไทย ตระการตากับฟลอร์แมปปิ้งสุดล้ำ ครั้งแรกในประเทศไทยยิ่งใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

‘ไอคอนสยาม’ อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จัดงาน “Bangkok Illumination at ICONSIAM” (แบงค็อก อิลลูมิเนชั่น แอท ไอคอนสยาม) ตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม 2562 ณ ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการจัดงานด้านศิลปะของไทยให้ปรากฏแก่สายตาของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ร่วมกับ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม เรสซิเดนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด พร้อมด้วย บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด และ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ร่วมกันจัดงาน “Bangkok Illumination at ICONSIAM” (แบงค็อก อิลลูมิเนชั่น แอท ไอคอนสยาม) ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการจัดแสดงงานด้านศิลปะร่วมสมัยที่ผสมผสานงานออกแบบลวดลายศิลปะไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติเข้าด้วยกัน  รวมทั้งเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมอันโดดเด่นของประเทศไทยในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างแพร่หลายในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ นอกจากนั้นยังเป็นการตอกย้ำสถานภาพของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทาง ที่เป็น ‘สุดยอดของโลก’ แห่งหนึ่ง ด้วยการนำเสนอปรากฏการณ์ที่เป็น ‘ครั้งแรกในโลก’ และ ‘ครั้งแรกในประเทศไทย’ มาไว้ด้วยกัน ไอคอนสยาม แลนมาร์คแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เปิดเมืองต้อนรับผู้มาเยือนทุกท่านให้มาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุข โดยท่านจะได้พบกับขบวนต้นคริสต์มาสที่ยาวที่สุด ความยาวกว่า 400 เมตร ตกแต่งประดับไฟสุดตระการตา โดดเด่นด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ผ่านแรงบันดาลใจจากเรื่องราวที่เป็นอัตลักษณ์ของไทย ด้วยการนำ “ดอกบัว” สัญลักษณ์แห่งชีวิต มาตีความแทนการสักการะขอพรจากแม่น้ำ เพื่อการเริ่มต้นของความสุข อีกทั้งนำ “บายศรีสู่ขวัญ” แทนการส่งมอบของขวัญแก่ทุกชีวิตเพื่อต้อนรับเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง พร้อมตื่นตาตื่นใจไปกับกิจกรรมการฉายภาพผนวกระบบแสงไฮเทคอันสดใสสุดอัศจรรย์ (Interactive Multimedia Mapping) หรือที่เรียกว่า Floor Mapping  ชื่อชุด ‘Magic Carpet Bangkok’ by Miguel Chevalier & Software Cyrille Henry & Antoine Villeret  ถือเป็นผลงานศิลปะขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ มิเกล เชอวาลิเยร์  ศิลปินชื่อก้องโลกชาวฝรั่งเศสเคยสร้างสรรค์มาในชีวิต  พรมวิเศษสุดมหัศจรรย์ผืนนี้เกิดจากแสงหลากสีที่จะโลดแล่นไปบนพื้นขนาดใหญ่ซึ่งผสมผสานเรื่องราวการออกแบบลวดลายศิลปะไทยและเอกลักษณ์ของชาติเข้าด้วยกัน  ในรูปแบบอินเตอร์แอคทีฟที่เชิญชวนให้ผู้ชมก้าวข้ามขอบเขตของความเป็นจริงเข้าสู่โลกเสมือนจริง ผลงานสร้างสรรค์โดยมิเกล เชอวาลิเยร์ (Miguel Chevalier) ศิลปินชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกศิลปะดิจิทัลและศิลปะเสมือนจริง ร่วมชมการฉายภาพผนวกระบบแสงไฮเทคอันสดใสสุดอัศจรรย์ที่จะจัดแสดง ระหว่างวันนี้-27 ธันวาคม 2561 และวันที่ 5-31 มกราคม 2562 นอกจากนั้นทุกเสาร์อาทิตย์ตลอดระยะเวลา 8 สัปดาห์ ท่านจะได้รับชมการแสดงสุดพิเศษที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมามอบสีสันแห่งความสุข โดยแบ่งเป็น 2 รอบ คือ เวลา 18.00 น. และ 20.00  น. ตลอดเดือนธันวาคม พบกับการแสดงร่วมสมัย  ในชุด “สายน้ำ หลอมรวม”  ยิ่งไปกว่านั้นในวันที่ 25 ธันวาคม พบไฮไลท์พิเศษต้อนรับวันคริสต์มาส  ร่วมตื่นตาตื่นใจไปกับเหล่าซานต้าและซานตี้ที่พร้อมใจกันมาส่งมอบความสุข และดื่มด่ำไปกับเพลงฮิตประจำเทศกาลที่ขับกล่อมโดยคณะนักร้องประสานเสียง และตลอดเดือนมกราคม เพลิดเพลินไปกับขบวนกลองสีสันสดใสตีประสานจังหวะเร้าใจ ในคอนเซ็ป “The colorful rhythm” และในวันที่ 12 มกราคม คุณหนูๆ ต้องห้ามพลาดขบวนแห่งความสุขที่จะรอมอบของขวัญเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลวันเด็ก  
“อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” เปิดตัว “เพอร์เฟกต์ สลีป” (Perfect Sleep)

“อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” เปิดตัว “เพอร์เฟกต์ สลีป” (Perfect Sleep)

คุณกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด ผู้นำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้านคุณภาพมาตรฐานโลก จัดงานเปิดตัว “เพอร์เฟกต์ สลีป” (Perfect Sleep) ศาสตร์แห่งการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ กับนวัตกรรมการนอนยุคใหม่ ที่จะทำให้สุขภาพของทุกคนเพอร์เฟกต์ พร้อมฉลองโฉมใหม่  อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall) สาขาบางนา โดยมี มร.เกรกกอรี่ วอง ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ สำนักงานที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานการจัดงาน ร่วมด้วย มร.เจฟฟรี่ เบิร์กแมน, พิชพิมพ์  ปัทมสัตยาสนธิ, พิศิษฐ์ ปัทมสัตยาสนธิ, ขันทอง  อุดมมหันติสุข และคิมเบอร์ลี่ แอน  โวลเทมัส ร่วมงาน ที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall) สาขาบางนา เมื่อวันก่อน
“บีจีซี” จัด “Thailand Glass Art Festival 2018” นิทรรศการศิลปะจากการเป่าแก้วครั้งแรกของไทย

“บีจีซี” จัด “Thailand Glass Art Festival 2018” นิทรรศการศิลปะจากการเป่าแก้วครั้งแรกของไทย

เพราะเชื่อมั่นศักยภาพศิลปินไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก “บีจีซี” ผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แก้วครบวงจร ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน จึงจัด “Thailand Glass Art Festival 2018” (ไทยแลนด์ กล๊าส อาร์ต เฟสติวัล 2018) นิทรรศการแสดงศิลปะจากการเป่าแก้วครั้งแรกของประเทศไทย ชวนชมผลงานศิลปะแก้ว งามวิจิตร กว่า 40 ชิ้น สร้างสรรค์โดยศิลปินระดับโลก ร่วมด้วยศิลปินแห่งชาติและศิลปินแถวหน้าของไทย ชมฟรี! ณ แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน วันที่ 30 พ.ย.-6 ธ.ค. 61     ศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จากัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “บีจีซี ในฐานะผู้นำบรรจุภัณฑ์แก้ว มุ่งหวังที่จะพัฒนางานศิลปะแก้วให้เติบโตขึ้นในประเทศไทยจึงจัดตั้งหน่วยงาน BGC Glass Studio ขึ้นเมื่อปี 2560 เพื่อส่งเสริมให้มีการสร้างสรรค์ และพัฒนาการศึกษาด้านศิลปะแก้วอย่างจริงจัง โดยมีการลงนามในเอกสารความร่วมมือ (MOU) กับ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อผลักดันแก้วให้พัฒนาไปสู่ผลงานสร้างสรรค์ และเป็นศูนย์การเรียนรู้ศิลปะจากการเป่าแก้วในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน”     “ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เชิญศิลปินผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคนิคการปฏิบัติงานแก้วให้แก่ บุคลากรของบริษัทฯ ศิลปินชาวไทย อาจารย์ และนักศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไป จึงเกิดเป็นกลุ่มศิลปินสร้างสรรค์งานศิลปะจากการเป่าแก้วขึ้นในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาไปสู่การจัดกิจกรรม และการเผยแพร่งานศิลปะจากแก้วในอนาคต”     “จากเหตุผลดังกล่าว และตอกย้ำสโลแกนขององค์กรที่ว่า ‘Invent to inspire’ พลังสร้างสรรค์ ไม่มีวันหมด เราจึงได้ริเริ่มจัดงาน Thailand Glass Art Festival 2018 ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.- 6 ธ.ค. 61 เพื่อสร้างจุดหมายใหม่ของวงการศิลปะจากการเป่าแก้วให้เกิดขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทย รวมถึงผลักดันให้เป็นที่รู้จักในภูมิภาคอาเซียน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้ชมเทคนิคการสร้างสรรค์ผลงานอันหลากหลายจากศิลปินแก้วระดับนานาชาติผ่านผลงานที่จัดแสดง ซึ่งถือเป็นนิทรรศการแสดงศิลปะจากการเป่าแก้วครั้งแรกของประเทศไทย พร้อมส่งเสริม และผลักดันให้ผลงานศิลปะแก้วของไทยก้าวไกลสู่สากล ด้วยการนำเสนอศิลปะแก้วรูปแบบใหม่ๆ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ตลอดจนสนับสนุนพลังสร้างสรรค์ของศิลปินรุ่นใหม่ เพราะเราเชื่อมั่นว่าศักยภาพศิลปินไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก และเชื่ออย่างยิ่งว่านิทรรศการครั้งนี้ จะสร้างแรงบันดาลใจ และสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มาชมนิทรรศการอย่างแน่นอน” ศิลปรัตน์ กล่าว     ทั้งนี้ นิทรรศการ “Thailand Glass Art Festival 2018” จัดขึ้น ณ แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ระหว่างวันที่ 30 พ.ย. – 6 ธ.ค. 61 ชวนตื่นตาผลงานศิลปะแก้ว จากศิลปินแก้วระดับโลก ร่วมด้วยศิลปินแห่งชาติ และศิลปินแถวหน้าของไทย รวมกว่า 40 ชิ้น   ศิลปินแก้วนานาชาติ อาทิ Jeremy Popelka (USA), Stephanie Tranchard (USA), Roger Parramore (USA), Austin Stern (USA), Nick Mount (Australia), Peter Bowles (Australia), Osamu Noda (Japan), Yumiko Noda (Japan), Hiroshi Yamano (Japan), Nobuyuki Fujiwara (Japan), Koh Seong-Hee (Korea), Lee Yong-Phill (Korea) ศิลปินแก้วไทย อาทิ อิทธิพล ตั้งโฉลก (ศิลปินแห่งชาติ), เดชา วราชุน (ศิลปินแห่งชาติ), ชนิดา สุวรรณเพ็ญ, จักรพันธ์ วิลาสินีกุล, นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์, ณัฏฐา เจริญพานิช, ชานนท์ ไกรรส, อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์, สวรรยา จันทรสมัย, เอกชญงค์ พรขจรกิจกุล, อุทิศ โพธิคำ หรือ Jayoto, ชยุตม์ จันทรากุล, ปกรณ์ สิงชา     สำหรับพิธีเปิดนิทรรศการอย่างเป็นทางการ จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 30 พ.ย. 61 เวลา 14:00 น. โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก ศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วยศิลปินรับเชิญ อาจารย์จักรพันธ์ วิลาสินีกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร, เจอร์มี โปเปลก้า (Jeremy Popelka), สเตฟานี เทร็นเชิร์ท (Stephanie Trenchard) ศิลปินระดับโลก จากประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมสนทนาในหัวข้อ “ศิลปะแก้ว สื่อผสมของความสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจ” ตลอดจน “แอฟ ทักษอร” นักแสดงชื่อดัง   ขอเชิญชมนิทรรศการ “Thailand Glass Art Festival 2018” งานแสดงศิลปะจากการเป่าแก้วครั้งแรกของประเทศไทย ตื่นตากับผลงานศิลปะแก้วอันวิจิตร สร้างสรรค์โดยศิลปินแก้วนานาชาติและศิลปินแถวหน้าของประเทศไทย ชมฟรี! ณ บริเวณแฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน  ระหว่างวันที่ 30 พ.ย. – 6 ธ.ค. 61
ศุภาลัย จัดงาน Supalai The Scent of Living ขนโครงการบ้านและคอนโดฯ คุณภาพ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษโดนใจ

ศุภาลัย จัดงาน Supalai The Scent of Living ขนโครงการบ้านและคอนโดฯ คุณภาพ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษโดนใจ

บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ลุยตลาดอสังหาฯ ปลายปี เดินหน้าจัดงาน Supalai The Scent of Living เลือกใช้ชีวิตในแบบที่เป็นคุณ ขนโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมรวมกว่า 100 โครงการ ราคาเริ่มต้น 1.65 ล้านบาท พร้อมมอบโปรโมชั่นโดนใจ ครั้งเดียวในรอบปี ระหว่างวันที่ 22-25 พฤศจิกายน 2561 ชั้น 1 Fashion Hall @ Siam Paragon   ภายในงานลูกค้าจะได้เลือกช้อปโครงการคุณภาพ หลากหลายทำเล ในราคาที่คุ้มค่า รวมกว่า  100 โครงการ มีทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ราคาเริ่มเพียง 1.65 ล้านบาท พิเศษ!! สำหรับลูกค้าจองซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมภายในงาน รับส่วนลดสูงสุด 1,000,000 บาท และรับฟรี! iPhone XS 64 GB และพิเศษสำหรับบ้านและคอนโดมิเนียมพร้อมโอนฯ รับเพิ่มฟรี! ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ ค่าจดจำนอง ค่ามิเตอร์น้ำ-ไฟ และกู้ไม่ผ่านคืนเงิน อีกทั้งภายในงานลูกค้ายังได้ร่วมสนุกกับหลากหลายกิจกรรม D.I.Y โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อาทิ เพ้นท์สีอะคริลิคบนผ้าใบ เพ้นท์กระเป๋าผ้า Floral Arts และจัดสวนขวด Terrarium   ผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยสามารถจับจองเป็นเจ้าของในราคาพิเศษสุดๆ พร้อมของแถมหลายรายการ เพียงจองในงาน Supalai The Scent of Living เท่านั้น (เงื่อนไขตามที่บริษัทฯกำหนด) สนใจลงทะเบียนรับส่วนลดและของที่ระลึกได้ที่ www.supalai.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1720        
‘ฮาบิแทท กรุ๊ป’ คว้า 2 รางวัลยอดเยี่ยมใน PropertyGuru Asia Property Awards 2018

‘ฮาบิแทท กรุ๊ป’ คว้า 2 รางวัลยอดเยี่ยมใน PropertyGuru Asia Property Awards 2018

บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมี่ยมเพื่อการลงทุนของไทย นำโดย นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยนางสาวศศิวิมล สุทธิบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ตอกย้ำความสำเร็จด้วยการเข้ารับ 2 รางวัล การันตีคุณภาพ 2 โครงการพรีเมี่ยม อย่างโครงการวินด์แฮม แอทลาส วงศ์อมาตย์ พัทยา (Wyndham Atlas Wongamat Pattaya) กับรางวัล Best Condo Interior Design (ASIA) และโครงการเลอรอย ร่วมฤดี (Leroy Ruamrudee) กับรางวัล Best Housing Architectural Design (ASIA) บนเวทีประกวดสุดยอดอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย พร็อพเพอร์ตี้กูรู เอเชีย พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ 2018 (PropertyGuru Asia Property Awards 2018) ณ ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล          
‘อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์’ จัดงาน Altitude Mastery Grand Open House

‘อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์’ จัดงาน Altitude Mastery Grand Open House

ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมายสำหรับ โครงการ Altitude Mastery โครงการบ้านเดี่ยว ทำเลถนนพหลโยธิน 24 ราคาเริ่มต้นที่ 32 ล้านบาท ซึ่งเพิ่งได้รับรางวัล รางวัล Best Housing Architectural Design จากงานอินเตอร์เนชั่นแนล พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ด เอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2561 ชยพล หรรรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการ และ ขวัญชัย ยิ่งเจริญถาวร กรรมการบริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร จัดงาน Altitude Mastery Grand Open House เปิดบ้านครั้งแรก เพื่อต้อนรับลูกค้าและว่าที่ลูกค้าคนสำคัญ ดังนั้น ภายในงานจึงจัดให้มีการแสดงเครื่องเพชร จากแบรนด์ผู้ผลิตและผู้ออกแบบจิวเวอร์รี่อันดับหนึ่งของเมืองไทยอย่าง Beauty Gems โดยได้รับเกียรติจาก คุณหนึ่ง สุริยน ศรีอรทัยกุล เจ้าของมาร่วมงานด้วยตนเอง  ทั้งยังมีรถยนต์หรูจากค่าย Aston Martin มาร่วมให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์พิเศษด้วยตัวเอง งานนี้ ชยพล หรรรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการ และ ขวัญชัย ยิ่งเจริญถาวร กรรมการบริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และลูกค้าอย่างเป็นกันเอง ซึ่งในวันงานได้รับความสนใจและการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี มีลูกค้าจองซื้อบ้านภายในงาน บ้านจากทั้งหมด 8 หลัง เหลือเพียง ยูนิตสุดท้ายหนึ่งหลังแล้วเท่านั้น
ซีพีเอ็น ชูอินโนเวชั่นทางธุรกิจและไลฟ์สไตล์ ต่อยอดวิสัยทัศน์ ‘Center of Life’ แตกไลน์ธุรกิจใหม่แบรนด์ ‘Common Ground’ โคเวิร์กกิ้งสเปซเต็มรูปแบบ

ซีพีเอ็น ชูอินโนเวชั่นทางธุรกิจและไลฟ์สไตล์ ต่อยอดวิสัยทัศน์ ‘Center of Life’ แตกไลน์ธุรกิจใหม่แบรนด์ ‘Common Ground’ โคเวิร์กกิ้งสเปซเต็มรูปแบบ

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น ประกาศเดินหน้าขยายไลน์ธุรกิจใหม่แบรนด์ ‘คอมมอน กราวด์’ (Common Ground) โคเวิร์กกิ้งสเปซเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ และต่อยอดวิสัยทัศน์การสร้าง Center of Life ศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ด้วยการร่วมทุนกับ Common Ground Group แบรนด์โคเวิร์กกิ้งสเปซที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้าทุ่มงบ 800 ล้านบาท เปิด 20 สาขา ใน 5 ปี เปิดสาขาแรกต้นปีหน้า มุ่งเป็น ‘คอมมูนิตี้เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการหัวคิดใหม่ที่ดีที่สุด’ แห่งแรกในไทย ชูจุดแข็งความเป็นศูนย์การค้าอันดับหนึ่งของประเทศที่สามารถต่อยอดธุรกิจด้วยเน็ตเวิร์กและมาร์เก็ตเพลสของซีพีเอ็น และกลุ่มเซ็นทรัล พร้อมตอบรับชีวิตทำงานยุคใหม่ด้วย Holistic Lifestyle Integration เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพฮับแห่งเซ้าท์อีสต์เอเชีย และผลักดันเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งยั่งยืน ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากวิสัยทัศน์การสร้าง Center of Life ของเรา ในการเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ เราจึงขยายไลน์ธุรกิจใหม่แบรนด์ ‘คอมมอน กราวด์’ (Common Ground) โคเวิร์กกิ้งสเปซเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็น the New Generation of Innovative Coworking Community เพื่อเป็น ‘คอมมูนิตี้เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการหัวคิดใหม่ที่ดีที่สุด’ แห่งแรกในไทย ด้วยการร่วมทุนกับ คอมมอน กราวด์ กรุ๊ป แบรนด์โคเวิร์กกิ้งสเปซที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตั้งเป้าทุ่มงบ 800 ล้านบาท เปิด 20 สาขา ใน 5 ปี เปิดสาขาแรกต้นปีหน้า เพื่อตอบรับเทรนด์ coworking space และ sharing economy กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใน 10 ปีข้างหน้า และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของธุรกิจโคเวิร์กกิ้งแห่งใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” นายอิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายขาย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเทรนด์ของโคเวิร์คกิ้งสเปซในไทยว่า ในปัจจุบัน มีกลุ่มบริษัทโคเวิร์กกิ้งสเปซระดับนานาชาติจากต่างประเทศหันมาปักหมุดและลงทุนในประเทศไทย โดยปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ หนึ่ง เมกะเทรนด์ที่ไลฟ์สไตล์การทำงานของผู้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไปตาม Technology และ Flexibility โดยต้องการพื้นที่ทำงานที่มีความเป็น Collaborative Workspace รวมถึงการลดต้นทุนทางธุรกิจทำให้รูปแบบการทำงานของผู้ประกอบการ และบริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลกจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยคาดว่าตลาด coworking space ในเอเชีย จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 30% ในปี 2030 จากปัจจุบันที่มีตลาดอยู่ที่ 2% สอง อัตราการเติบโตของตัวเลขเอสเอ็มอีในประเทศไทย ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูง 8-10% ต่อปี มากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยกว่า 1 ใน 6  มีธุรกิจอยู่ในกรุงเทพฯ หรือคิดเป็นกว่า 500,000 ราย โดยเอสเอ็มอีเหล่านี้ ล้วนแต่มองหาสถานที่ทำงานในทำเลที่ดี หรือ prime location แต่การเข้าถึงออฟฟิศให้เช่าเกรด A ในกรุงเทพฯ เป็นไปได้ยากและมีราคาสูง เช่นเดียวกับบริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทำให้โคเวิร์กกิ้งในรูปแบบของ ‘คอมมอน กราวด์’ จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในเข้าถึงสถานที่ทำงานรูปแบบใหม่ หรือ โคเวิร์กกิ้งสเปซที่เต็มไปด้วยบริการมาตรฐานเกรด A แต่ยังตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพเปี่ยมไปด้วยเครือข่ายทางธุรกิจ มร. เออร์แมน อะคินซี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งคอมมอน กราวด์ และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของคอมมอน กราวด์ เผยว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเข้าใจผู้ประกอบการอย่างลึกซึ้งในประเทศไทย เราเชื่อว่าการผนึกกำลังในครั้งนี้กับเซ็นทรัลพัฒนาที่เป็นผู้นำการพัฒนาศูนย์การค้าของประเทศ และหนึ่งในบริษัทกลุ่มเซ็นทรัลจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ และสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ทำให้ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดธุรกิจด้วยเน็ตเวิร์กและมาร์เก็ตเพลส  พร้อมตอบรับชีวิตคนทำงานและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ด้วย Holistic Lifestyle Integration ด้วยความแข็งแกร่งและกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายของกลุ่มเซ็นทรัล ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงแรม แบรนด์แฟชั่น ไลฟ์สไตล์และร้านอาหาร จะเป็นจุดแข็งด้านไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น ครบครันและครอบคลุมที่สุดในประเทศไทย” “การเปิดตัวคอมมอน กราวด์ในประเทศไทยนี้ถือเป็นการเปิดตัวในต่างประเทศเป็นประเทศที่ 3 ในภูมิภาคนี้ โดยจะเป็นรีจินัลแฟลกชิพแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยขนาดพื้นที่ถึง 4,500 ตร.ม. ซึ่งจะตั้งอยู่ใน Bangkok CBD ซึ่งโคเวิร์กกิ้งสเปซรูปแบบใหม่นี้จะทำให้ผู้ประกอบการหรือบริษัทใหญ่ต่างๆ สามารถลดต้นทุน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างออฟฟิศแบบถาวร ตั้งอยู่ใน Prime location ทำให้ติดต่องานและหมุนเวียนเปลี่ยนโลเคชั่นได้สะดวก อีกทั้ง มีความแตกต่างจากโคเวิร์กกิ้งสเปซอื่นๆ ด้วยจุดเด่นในการมอบไลฟ์สไตล์ที่ครบครันและสมบูรณ์แบบ (Enrich Lifestyle) ด้วยโลเคชั่นที่ใกล้กับศูนย์การค้าพร้อมสิทธิประโยชน์มากมายจากพันธมิตรทางธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ ทั้งแฟชั่นไลฟ์สไตล์ ร้านอาหาร ธนาคาร ฟิตเนส ที่จอดรถ ร่วมด้วยกิจกรรมอีเว้นต์และไลฟ์สไตล์เวิร์กช็อปมากมาย พร้อมต่อยอดการเติบโตทางธุรกิจ (Expand Business through our deep partnerships) ด้วยการได้ทดลองทำตลาด ทำจริง ขายจริง ในศูนย์การค้าของซีพีเอ็น และธุรกิจอื่นๆ ของกลุ่มเซ็นทรัล นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถใช้บริการได้ในทุกสาขาทั่วโลก และเพิ่มคอนเนคชั่นทางธุรกิจที่เปิดกว้างและหลากหลายกว่า” มร. เออร์แมน อะคินซี กล่าว มร. จุน เตียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมมอน กราวด์และอีกหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง กล่าวถึง แผนการลงทุนของคอมมอน กราวด์กรุ๊ปในระดับภูมิภาคว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราตั้งเป้าจะเติบโตกว่า 3 เท่าทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสำหรับประเทศไทย จะมีจำนวนสาขาทั่วประเทศ กว่า 20 สาขา โดยกว่า 10 สาขาจะตั้งอยู่บน Prime Location ในกรุงเทพฯ ที่อยู่ในอาคารสำนักงานที่เชื่อมต่อกับศูนย์การค้าของซีพีเอ็น หรืออาคารสำนักงานให้เช่าอื่นๆ รวมถึงสาขาในหัวเมืองสำคัญ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และ พัทยา เป็นต้น ทำให้ผู้ประกอบการสามารถใช้บริการในโลเคชั่นของเราได้ทั้งในและต่างประเทศ”   มร. เตียว กล่าวเพิ่มเติมว่า  “คอมมอน กราวด์เป็นรูปแบบใหม่ของโคเวิร์คกิ้งสเปซในประเทศไทย โดยจับกลุ่มเป้าหมายคนทำงานรุ่นใหม่ ได้แก่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กลุ่มสตาร์ทอัพและฟรีแลนซ์ 80% และกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความต้องการทำงานในโคเวิร์กกิ้งสเปซ 20% การขยายธุรกิจเข้ามาในประเทศไทยในครั้งนี้ จึงมุ่งเข้ามาเพื่อสร้างสรรค์ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ให้กับคนไทย เพื่อตอบรับ 6 เทรนด์โคเวิร์กกิ้งสเปซที่จะเกิดขึ้นในปี 2019 ทั่วโลกอีกด้วย ทำให้คอมมอน กราวด์เป็นโคเวิร์กกิ้งสเปซเต็มรูปแบบที่ตอบโจทย์เทรนด์ระดับโลกทั้ง 6 ประการ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย” โดย มร. เตียว กล่าวเพิ่มเติมถึง 6 เทรนด์โคเวิร์กกิ้งสเปซที่จะเกิดขึ้นในปี 2019 ทั่วโลก ได้แก่   ในระดับนักลงทุนธุรกิจโคเวิร์กกิ้ง คือ   เทรนด์การเข้ามาลงทุนทำ Coworking space จะเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความครบครันให้กับโครงการในรูปแบบมิกซ์ยูสของกลุ่มบริษัทอสังหาริมทัพย์ เทรนด์โลคัลแอคโกลบอล หรือ การผสมผสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของผู้ประกอบการในท้องถิ่นเข้ากับความเชี่ยวชาญการจัดการในระดับนานาชาติจากโกลบอลแบรนด์ในระดับผู้ประกอบการยุคใหม่ กระแส Work-Life Balance ในคนยุคใหม่ เทรนด์การชอบใช้พื้นที่การทำงานที่สามารถปรับเปลี่ยนได้และช่วยจุดประกายต่อยอดโอกาสธุรกิจ (Flexible & Hyper Competitive Space) เทรนด์ความต้องการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์กด้วยเทคโนโลยีและระบบบล็อคเชนในพื้นที่การทำงาน และ เทรนด์ที่กลุ่มบริษัทใหญ่ๆ (Corporate) เริ่มมองหาพื้นที่การทำงานในรูปแบบใหม่เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้กับองค์กร รวมถึงเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ              
ออลล์ อินสไปร์ฯ เอาใจสมาชิก อินสไปร์ ฮับ จัดกิจกรรมเติมความสุข All Inspire A Taste of Living

ออลล์ อินสไปร์ฯ เอาใจสมาชิก อินสไปร์ ฮับ จัดกิจกรรมเติมความสุข All Inspire A Taste of Living

บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ ดิ เอ็กเซล ไรส์ และอิมเพรสชั่น เดินหน้าสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านกลยุทธ์ CRM (Create Real Motivation) จัดกิจกรรม All Inspire A Taste of Living มอบความสุขสุดพิเศษ กับกิจกรรม Cooking Session รังสรรค์เมนูอาหารคาว-หวานและกิจกรรมชมภาพยนตร์ The Ultimate Experience มอบประสบการณ์การใช้ชีวิตสุดพิเศษ ให้ลูกค้าคนพิเศษแก่สมาชิก Inspire Hub Member เท่านั้น   นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ ดิ เอ็กเซล ไรส์ และอิมเพรสชั่น กล่าวว่า เพื่อตอกย้ำการเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเชื่อมั่นและไว้วางใจ ด้วยการดูแลเอาใจใส่ลูกค้าทุกโครงการให้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว พร้อมเดินหน้าสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านกลยุทธ์ CRM หรือ Create Real Motivation จุดเริ่มต้นของ Inspire Hub ที่เป็นการสร้างพลังในการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจของการใช้ชีวิตให้แก่ลูกค้าของ ออลล์ อินสไปร์ฯ พร้อมมอบ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และประสบการณ์สุดพิเศษ ผ่าน 2 กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Cooking Session : รังสรรค์เมนูอาหารคาว – หวาน ร่วมกับเชฟเบลล์ เชฟสาวสุดมั่นจากรายการ Master Chef Thailand Season 2 และ The Ultimate Experience : สัมผัสที่สุดกับประสบการณ์พิเศษในโรงภาพยนตร์ Blue Ribbon Screen กับภาพยนตร์เรื่อง “Johnny English” นอกจากนี้ ยังมีนักแสดงหนุ่มหล่อมากความสามารถ แบม ปีติภัทร รับหน้าที่เป็นพิธีกรภายในงาน “นอกจากจะพัฒนาคุณภาพชีวิต และไลฟ์สไตล์ที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในราคาที่จับต้องได้แล้วกิจกรรมที่ทาง ออลล์ อินสไปร์ฯ เลือกสรรมา ยังมุ่งเน้นการมอบความสุขที่สร้างสรรค์แรงบันดาลใจของการใช้ชีวิต อีกทั้งยังตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตและสร้าง Create Real Motivation อย่างแท้จริง” นายธนากร กล่าวตอนท้าย   ติดตามอัพเดทกิจกรรมดีๆ ที่ Facebook/fanpage All Inspire Development PCL. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร 02 029 9999              
คอตโต้ตอกย้ำศักยภาพนวัตกรรมงานดีไซน์ ส่งผลงานใหม่ที่ร่วมอวดสายตาชาวโลกในงานมหกรรมกระเบื้องระดับโลก ที่อิตาลี เข้าร่วมโชว์ในงานบ้านและสวนแฟร์ 61

คอตโต้ตอกย้ำศักยภาพนวัตกรรมงานดีไซน์ ส่งผลงานใหม่ที่ร่วมอวดสายตาชาวโลกในงานมหกรรมกระเบื้องระดับโลก ที่อิตาลี เข้าร่วมโชว์ในงานบ้านและสวนแฟร์ 61

เพราะ “ บ้าน” เป็นพื้นที่สำคัญ สำหรับคนในครอบครัว หรือถ้าจะบอกว่าเป็นศูนย์รวมความสุขที่สมาชิกได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน และคงจะดีไม่น้อย หากมีบ้านสวยสมบูรณ์แบบที่ทำให้การพักผ่อนร่วมกัน มีความหมายมากขึ้น การมองหาวัสดุที่ควรค่า จึงเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ คอตโต้ มุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้า ให้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มความสุขในทุกพื้นที่ของบ้านให้เต็มเปียมอย่างแท้จริง นายนำพล มลิชัย Chief  Marketing Officer บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องคอตโต้ พูดถึง คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด ที่นำมาร่วมแสดงในครั้งนี้ ว่า “PREMIUM Collection” นับเป็นผลงานใหม่ล่าสุด ที่ทีมดีไซน์ของ คอตโต้ นำแรงบันดาลใจจากความงดงาม ของวัสดุธรรมชาติ จากทั่วทุกมุมโลก มารวมกันไว้อย่างน่าสนใจมากที่สุดชุดหนึ่ง ที่สำคัญ เป็นคอลเลคชั่นที่มีการรังสรรค์อย่างพิถีพิถัน  เพื่อให้เจ้าของบ้านได้สัมผัสความงามของธรรมชาติ สู่พื้นที่ในบ้านได้อย่างสมบูรณ์  แบบ Luxurious Natural   พร้อมกับสะท้อนความหรูหราในทุกมุมมอง ด้วยนวัตกรรมพิเศษ ให้ผิวสัมผัสเสมือนจริง แบบ Authentic Texture ในคอลเลคชั่นนี้มีขนาดให้เลือกหลากหลาย โดยขนาดใหญ่มากถึง 60x120 ซม. ช่วยให้พื้นที่ห้องดูโอ่โถงมากยิ่งขึ้น   ล่าสุด คอตโต้ได้ถือโอกาสนำผลงานที่น่าสนใจในคอลเลคชั่นใหม่ ชุด SOAPSTONE Series CEPPO Series ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก จาก CERSAIE 2018 งานกระเบื้องเซรามิกที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลี ที่คอตโต้ นำผลงานไปร่วมแสดงที่ผ่านมา มาร่วมโชว์ในงานบ้านและสวน’61 อิมแพ็ค เมืองทองธานี นี้ด้วย “ นายนำพลกล่าวสรุป   สำหรับผู้ที่สนใจ หรือกำลังมองหาวัสดุตกแต่ง ที่งดงาม หรูหราที่แอบอิงธรรมชาติ อย่างมีระดับ มาร่วมเติมความสมบูรณ์แบบของบ้าน สามารถชมสินค้าหรือขอคำแนะนำได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายกระเบื้องคอตโต้ และ www.cotto.com SOAPSTONE Series แรงบันดาลใจจากแร่หินธรรมชาติ Talc และ Quartz ซึ่งมีลวดลายแทรกซึมอยู่ในชั้นหินที่ทับถมมาเป็นเวลานาน จนเกิดเป็น Design ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว   CEPPO Series จากลวดลายของหินท่ามกลางภูเขา Clemo และทะเลสาป d’Iseo เมือง Bargamo ประเทศอิตาลี เป็นหินที่นิยมใช้ในการสร้างสรรค์ สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยโรมันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเอกลักษณ์ที่คลาสสิค หรูหราแต่ยังคงความเรียบง่ายและสามารถใช้ได้กับสถาปัตยกรรมทุกรูปแบบ CALACATTA CLASSICO Series แรงบันดาลใจจากเสน่ห์ความขาวละมุน อันแสนอบอุ่นของหินอ่อน GOLDEN CALACATTA ซึ่งเป็นหินอ่อนกัลกัตตา ที่มีชื่อเสียงในอิตาลี        
ธนาแลนด์ จัดกิจกรรม Thank You Party : Happiness at Thana Astoria

ธนาแลนด์ จัดกิจกรรม Thank You Party : Happiness at Thana Astoria

นายโกวิทย์ สุวาณิชย์กุล (ที่ 4 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนาแลนด์ จำกัด พร้อมทีมบริหารร่วมกันจัดงาน “Thank You Party : Happiness at Thana Astoria” เพื่อขอบคุณ และส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าของโครงการคอนโดมิเนียม ธนา แอสโทเรีย ปิ่นเกล้า ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ  กิจกรรม เวิร์กช้อปทำขนมคัพเค้กกับคุณเพชร กรุณพล, Workshop Cactus ปลูกต้นกระบองเพชรน่ารักๆ, บริการล้างรถ-เติมลมให้ลูกค้า และกิจกรรมสนุก ๆ อิ่มอร่อยอื่น ๆ อีกมากมาย ปิดท้ายงานช่วงค่ำด้วยมินิคอนเสิร์ตในบรรยากาศอบอุ่นจาก อะตอม ชนกันต์ นักร้องและนักแต่งเพลงชื่อดัง พร้อมมอบของขวัญ-ของรางวัลมากมาย รวมถึงโปรโมชั่นพิเศษสุดสำหรับลูกค้าใหม่ที่จองสิทธิ์ภายในงาน โดยได้รับความสนใจจากลูกบ้านเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก          
หายเหนื่อย...โครงการบ้านอิสสระ บางนา ได้รับรางวัล Best Housing Development (Asia) บ้านหรูระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ในงานอินเตอร์เนชั่นแนล พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ด เอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2561

หายเหนื่อย...โครงการบ้านอิสสระ บางนา ได้รับรางวัล Best Housing Development (Asia) บ้านหรูระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ในงานอินเตอร์เนชั่นแนล พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ด เอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2561

หลังทุ่มเททำงานและพัฒนาโครงการในเครือชาญอิสสระ มาอย่างเต็มที่ ล่าสุด คุณปลาทู-ดิฐวัฒน์ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด พร้อมด้วย คุณธีราภรณ์ ศรีเจริญวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ ควงแขนเข้ารับรางวัลการประกวดผลงานอสังหาริมทรัพย์ยอดเยี่ยมในงานอินเตอร์เนชั่นแนล พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ด เอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2561 โดย โครงการบ้านอิสสระ บางนา ได้รับรางวัล Best Housing Development (Asia) บ้านหรูระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ซึ่งออกแบบโดย A49 ซึ่งในปี 2560 โครงการ อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9 ก็ได้รับรางวัลนี้เช่นกัน และ โครงการทิวทะเลเอสเตท ชะอำ-หัวหิน ได้รับรางวัล Best Mixed Use Development (Thailand) โครงการที่พักตากอากาศที่มีครบทั้งคอนโดมิเนียม โรงแรม เรสซิเดนซ์ และ คอมมูนิติมอลล์  งานนี้ทำเอาหนุ่มปลาทู ยิ้มแก้มปริและหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง พร้อมขอบคุณทีมงานทุกๆ คน ที่ร่วมแรงร่วมใจจนโครงการได้รับรางวัล พร้อมประกาศเตรียมลุยพัฒนาโครงการคุณภาพต่อในปีหน้าและปีต่อๆไป          
พฤกษา โฮลดิ้ง คว้า 2 รางวัลเกียรติยศต่อเนื่อง ตอกย้ำความใส่ใจเพื่อสร้างองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

พฤกษา โฮลดิ้ง คว้า 2 รางวัลเกียรติยศต่อเนื่อง ตอกย้ำความใส่ใจเพื่อสร้างองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

"พฤกษา โฮลดิ้ง คว้า 2 รางวัลเกียรติยศในงานประกาศผลรางวัลต้นแบบองค์กรที่ยั่งยืน" จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมี นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) รับรางวัล บริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืน ต่อเนื่องปีที่ 2 โดยในปีนี้ได้รับรางวัล Outstanding Sustainability Awards 2018 และ นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) รับรางวัลหุ้นยั่งยืน Thailand Sustainability Investment 2018 (THIS) ต่อเนื่องปีที่ 3 ซึ่งทั้ง 2 รางวัลนับเป็นเครื่องการันตีถึงความใส่ใจในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักบรรษัทภิบาล ตลอดจนมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมไปถึงการใส่ใจด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน          
เอสซี แอสเสทฯ รับ 2 รางวัลเกียรติยศในงาน SET Sustainability Awards 2018 ปีแรกกับรางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืนดีเด่น (Outstanding) พร้อมรางวัลหุ้นยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

เอสซี แอสเสทฯ รับ 2 รางวัลเกียรติยศในงาน SET Sustainability Awards 2018 ปีแรกกับรางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืนดีเด่น (Outstanding) พร้อมรางวัลหุ้นยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมกับ นายสมบูรณ์ คุปติมนัส เลขานุการ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมรับ 2 รางวัลเกียรติยศในงาน SET Sustainability Awards 2018 โดยเป็นปีแรกที่ได้รับรางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านความยั่งยืนดีเด่น (Outstanding) และเป็นรางวัลเดียวในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดระหว่าง 10,000-30,000 ล้านบาท พร้อมกับรางวัล Thailand Sustainability Investment (THSI) หุ้นยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมี ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการ และ ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นผู้มอบรางวัล ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้

"วสท." สุดปลื้ม กระแสตอบรับงาน "วิศวกรรมแห่งชาติ 2561" ดีเกินคาด มีผู้เข้าชมงาน พร้อมภาครัฐ-เอกชน สนับสนุนนำผลงานนวัตกรรมร่วมงานคับคั่ง

วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เผยกระแสตอบรับงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561” (National Engineering 2018) งานสัมมนาวิชาการด้านวิศวกรรมและงานแสดงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี นวัตกรรรมวิศวกรรมครั้งยิ่งใหญ่ ดีเกินคาด มีผู้สนใจทั้งจากวิศวกรและผู้สนใจเทคโนโลยีเข้าร่วมฟังเสวนา และเข้าร่วมเยี่ยมชมงานโชว์เทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆ  มากกว่า 25,000 คน ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ ปลุกกระแสเทคโนโลยีนวัตกรรมเปลี่ยนชีวิต พร้อมเร่งเดินหน้าผลักดันการพัฒนา และยกระดับมาตรฐานวิชาชีพวิศวกรรม ร่วมผลักดันประเทศให้ขับเคลื่อนไปด้วยปัญญา รองรับการก้าวเข้าสู่ “ประเทศไทย 4.0” ในอนาคต ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวภายหลังจากเสร็จสิ้นจากการจัดงาน “วิศวกรรมแห่งชาติ 2561” หรือ National Engineering 2018 ว่า จากภารกิจในการส่งเสริม และสนับสนุนความก้าวหน้าของวิชาชีพวิศวกรรม ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ สนับสนุนการวิจัย การปรับปรุงมาตรฐาน และสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่ออาชีพวิศวกรรม และสังคม ผ่านเวทีเสวนาและพื้นที่โชว์นวัตกรรมภายในงาน วิศวกรรมแห่งชาติ 2561 ในครั้งนี้ ถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ และบรรลุวัตถุของประสงค์ของการจัดงานตามที่ได้ตั้งเป้าไว้ ซึ่งต้องการให้เกิดการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานวิชาชีพวิศวกรรม ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวหน้าของไทย ตลอดจนมุ่งหวังให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน พร้อมร่วมอัพเดทเทรนด์และเทคโนโลยีวิศวกรรมโลกผ่านงานสัมมนาในหัวข้อต่าง ๆ รวมทั้งสร้างโอกาสการเป็นผู้นำของประเทศไทยทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี และตอกย้ำความเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน โดยมีผู้ที่สนใจทั้งจากวิศวกร นักศึกษา และผู้ชมทั่วไปที่สนใจเทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆ เข้าร่วมฟังเสวนา และเข้าร่วมเยี่ยมชมงาน มากกว่า 25,000 คน ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ สำหรับการจัดงานในปี 2561 นี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Engineering for Society; Smart Engineering, Smart Life, Smart Nation - วิศวกรรมอัจฉริยะ เพื่อชีวิตทันสมัย สู่ประเทศไทยแห่งอนาคต” โดยได้รับการสนับสนุนทั้งจากองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรชั้นนำของประเทศไทย นำสุดยอดนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาจัดแสดงภายในงานมากกว่า 100 ราย เพื่อร่วมปฏิรูปประเทศสู่สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญา เสริมสร้างศักยภาพให้ทุกภาคส่วนมีส่วนช่วยยกระดับสังคมสู่สมาร์ทไลฟ์ สมาร์ทเนชั่น อย่างยั่งยืน เพื่อให้คนไทยก้าวทันเทคโนโลยีและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดแก่สังคมไทย โดยมีไฮไลท์อยู่ที่ เวทีปาฐกถาพิเศษ จาก 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มาร่วมให้ความรู้ เพื่อยกระดับพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรรมที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ ซึ่งได้ช่วยสะท้อนบทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีวิศวกรรมในการช่วยผลักดันประเทศให้ขับเคลื่อนไปด้วยปัญญา และสามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกได้ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นอกจากนี้ ยังมีไฮไลท์อื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ การติดตั้งอุปกรณ์พิเศษเพื่อให้เป็นบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ซึ่งในปีนี้ มีบริษัททั้งภาครัฐ และเอกชนเอง นำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาร่วมจัดแสดงภายในงานมากมาย เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พัฒนาแอพพลิเคชั่นที่เรียกว่า “PEA Hive Platform”, เวทีเสวนาเรื่องบ้านปลอดภัย เพื่อเสริมสร้างให้คนรู้และตระหนักในเรื่องความปลอดภัยในอาคาร โดยมีวิทยากรระดับ Vice Pressident จาก National Fire Safety Association (NFPA) มาให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยในอาคาร นวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต รถพลังงานไฟฟ้า (EV Car) นอกจากจะมีค่ายรถนำรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งที่เป็นรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก นำมาโชว์ และให้สอบถามรายละเอียดภายในงานแล้ว ยังมีการนำรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ในโครงการ “ซียู โตโยต้า ฮา:โม” มาให้ผู้ที่สนใจได้ทดลองขับภายในงานอีกด้วย การประปานครหลวง ได้คิดค้น และพัฒนานวัตกรรมสำหรับการตรวจสอบสภาพท่อ หาตำแหน่งจุดแตกรั่ว โดยการใช้หุ่นยนต์เข้าไปสำรวจในท่อประปาแทน ในชื่อโครงการ หุ่นยนต์สำรวจภายในท่อประปา ไกรทอง ซึ่ง ไกรทองสามารถช่วยให้การประปานครหลวง สามารถลดการสูญเสียน้ำในจุดงานที่หาตำแหน่งรั่วได้ยาก นอกจากนี้ ยังมีชุดอุปกรณ์วิเคราะห์เสียงน้ำรั่วแบบพกพา ให้ศึกษาและสอบถามรายละเอียดได้ บูธ ปตท. ได้นำเครื่องช่วยเดิน “Brain Machine Interaction System” สำหรับผู้ที่เป็นอัมพฤต อัมพาต ได้ฝึกการเดิน โดยมีระบบสั่งการแบบ Real Time จากสมอง โดยปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา คาดว่าไม่เกิน 3-5 ปีนี้ จะมีการนำเครื่องนี้ไปอยู่ในแผนกกายภาพตามโรงพยาบาลต่าง ๆ นอกจากนี้ ทาง ปตท. ยังได้นำนวัตกรรมโดรน MPIO ที่ใช้สำหรับการสำรวจปล่องไฟและท่อแก๊สทางอากาศ และเครื่องสำรวจทางน้ำ AUV มาให้ยลโฉมภายในงาน บูธ SCG กับเทคโนโลยีการก่อสร้างระบบผนังมวลเบาเสริมโครงเหล็ก บูธคลินิกช่าง บริการให้คำปรึกษา “ฟรี” ปัญหาเรื่องบ้าน บ้านทรุด บ้านร้าว และปัญหาทางวิศวกรรมต่าง ๆ โดยวิศวกรอาสาของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา โซนกิจกรรมจัดการแข่งขัน ซึ่งมีการจดการแข่งทุกวัน ตลอดระยะเวลาการจัดงาน อาทิ การแข่งขันการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ในงานเชื่อมอุตสาหกรรม โดยมีทีมจากวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี ชื่อทีม Charity เป็นทีมชนะเลิศได้เงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัล, การแข่งขันอากาศยานไร้คนขับ กรณีดับเพลิง (Drone for Firefighting) โดยทีมที่ชนะเลิศ ได้แก่ ทีมมหาวิทยาลัยนเรศวร, การแข่งขันหุ่นยนต์ต่อสู้ (Battle Robot Warrior 2018) โดยมีทีม Mini FreeStly เป็นทีมชนะเลิศ ดร.ทศพร ศรีเอี่ยม ประธานการจัดงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2561 กล่าวว่า จากความเปลี่ยนแปลงของสังคม และเศรษฐกิจ เป็นทั้งอุปสรรค และโอกาสของวิศวกรชาวไทย ที่ต้องปรับตัวเพื่อรองรับกับการแข่งขัน และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น วิศวกรไทยต้องสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยสร้างประสิทธิผลให้ได้มากกว่าเดิม รวมทั้งเทคโนโลยีที่ทดแทนการใช้แรงงานคน และจำเป็นต้องเรียนรู้ศาสตร์ต่าง ๆ หลากหลายสาขา เพื่อตอบรับโอกาสของงานด้านวิศวกรรมในการก้าวสู่อุตสาหกรรมยุค 4.0 อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ทั้งในส่วนของภาครัฐ ตลอดจนภาคเอกชน ที่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้ อาทิ บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ต่างเห็นความสำคัญในการที่จะจัดให้มีเวทีเสวนาและจัดนิทรรศการเพื่อยกระดับความรู้วิศวกรไทย และได้มีการหารือกันถึงความร่วมมือในการจัดงานวิศวกรรมแห่งชาติ 2562 ต่อไปอีกด้วย      
สิงห์ เอสเตท เปิด “สิงห์ คอมเพล็กซ์” เดอะ ลักชัวรี่ มิกซ์ ยูส คอมเพล็กซ์ หัวมุมอโศก-เพชรบุรี พร้อมให้บริการเฟสแรกออฟฟิศ-พื้นที่ค้าปลีกกว่าแสนตรม.

สิงห์ เอสเตท เปิด “สิงห์ คอมเพล็กซ์” เดอะ ลักชัวรี่ มิกซ์ ยูส คอมเพล็กซ์ หัวมุมอโศก-เพชรบุรี พร้อมให้บริการเฟสแรกออฟฟิศ-พื้นที่ค้าปลีกกว่าแสนตรม.

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดให้บริการมิกซ์ยูสแฟล็กชิป สิงห์ คอมเพล็กซ์ ในเฟสแรกส่วนออฟฟิศ-ค้าปลีก บนทำเลแห่งศักยภาพหัวมุมถนนอโศก-เพชรบุรี ชูจุดแข็งสมาร์ทออฟฟิศแห่งใหม่บนทำเลศูนย์กลางธุรกิจ เดินทางสะดวก คับคั่งด้วยร้านค้าและร้านอาหารชื่อดังกว่า 30 ร้าน ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบของคนเมือง เชื่อจะเป็นหนึ่งธุรกิจหลักที่ผลักดันให้สิงห์ เอสเตท บรรลุเป้าหมายในการสร้างรายได้รวม 2 หมื่นล้านบาทในปี 2020   นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนในประเทศไทยและต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้ได้เปิดให้บริการ สิงห์ คอมเพล็กซ์ โครงการมิกซ์ ยูส แฟล็กชิปแห่งแรกของทางบริษัทฯ โดยโครงการตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนอโศก – เพชรบุรีที่เดินทางสะดวก ติดกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเพชรบุรี ใกล้สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ท่าเรืออโศกคลองแสนแสบ และทางด่วน ซึ่งถือเป็นทำเลศักยภาพแห่งอนาคตในย่านธุรกิจที่สำคัญ  และโครงการใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น โดยโครงการพัฒนาขึ้นบนพื้นที่ดินทั้งหมด 11 ไร่ ประกอบด้วย อาคารสำนักงานเกรดเอ 42 ชั้น พื้นที่ค้าปลีก 4 ชั้น ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ มีขนาดพื้นที่รวม 120,000 ตารางเมตร และคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี มีความสูง 39 ชั้น จำนวน 319 ยูนิต โดยโครงการได้ก่อสร้างตามมาตรฐานอาคาร LEED Gold ด้านประหยัดพลังงาน ซึ่งโครงการเปิดให้บริการเฟสแรกเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย สำนักงานเกรดเอ ดิ ออฟฟิศ แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์ (The Office at SINGHA COMPLEX) และพื้นที่ค้าปลีก 4 ชั้น ทั้งนี้อาคารสำนักงาน ดิ ออฟฟิศ แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์ ได้เตรียมความพร้อมในการเป็นสมาร์ทออฟฟิศอย่างสมบูรณ์แบบโดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ภายในอาคารควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่นที่จัดทำขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เช่าพื้นที่ในอาคารสำนักงานและผู้ใช้บริการพื้นที่ค้าปลีก ด้านจำนวนผู้เช่า ขณะนี้มีทำสัญญาเช่าไปแล้วกว่า 80% และตั้งเป้าว่าจะมีผู้เช่าเต็มพื้นที่ 100% ภายในสิ้นปี 2561 โดยขณะนี้เริ่มมีบริษัทฯ ทยอยย้ายเข้ามาในอาคาร และจะมีพนักงานออฟฟิศเข้ามาทำงานในอาคารภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน รวมกว่า 3,000 คน   นายนิธิพัฒน์ ทองพันธุ์ กรรมการบริหาร หัวหน้าแผนกพื้นที่สำนักงาน บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ จากสถาปัตยกรรมของสิงห์ คอมเพล็กซ์และการเป็นออฟฟิศเกรดเอที่มีคุณภาพสูงพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและตรงต่อความต้องการของผู้เช่าชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ จึงทำให้สามารถทำสัญญาค่าเช่าล่วงหน้าก่อนโครงการเสร็จได้มากกว่า80% และมีอัตราค่าเช่าพื้นที่เฉลี่ยดีที่สุดในย่านเดียวกัน”   สำหรับอาคารค้าปลีกสูง 4 ชั้น ที่เตรียมเป็นพื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์ของทั้งพนักงานออฟฟิศและผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม THE ESSE at SINGHA COMPLEX รวมถึงเป็นแหล่งกินช้อปแห่งใหม่ของคนกรุงเทพฯ ทั้งไทยและต่างชาติในย่านอโศก-เพชรบุรี ประกอบไป ด้วยร้านค้าและร้านอาหารชื่อดังมากมาย อาทิ  Gontran Cherrier, Bake Cheese Tart, Coffee arigato, Dressed, Bake Café by Farm Design, THE COFFEE CLUB, On-Yasai, Hoshi, Hokkaido Butadon Tokachi, Phuket Town, EST.33, ซาลาเปาโกอ้วน, Gyu Kaku, Kazan และบริการ Wellness อื่น ๆ อาทิ Cut & Curl, ศูนย์ทันตกรรม ALL ABOUT TEETH, BLOSSOM CLINIC, EYE CLASS,  Digital Banking ได้แก่ SCB Express, BAY และร้าน Tops Daily ซึ่งเป็นคอนเซปต์สโตร์ท็อปส์ดิจิตอลแห่งแรกของเมืองไทย รวมถึงร้าน 1887 ศูนย์กลางประชาสัมพันธ์เมืองท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่นำเสนอสินค้าพื้นเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวจากเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่น โดยมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสินค้าใหม่ๆ ทุกเดือน นอกจากนี้ยังมี foodPLACE ศูนย์อาหารซึ่งเปิดให้บริการอยู่บนชั้น 3 ของพื้นที่ค้าปลีก ซึ่งเป็นโซนอาหารที่รวบรวมร้านอาหารชื่อดังในตำนานทั่วกรุงเทพมหานครมาเปิดให้บริการ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัฒนาพานิช, ข้าวแกงเจ๊จู, ไก่ย่างจีระพันธ์, มงคลชัย ข้าวมันไก่ หลา ลูกชิ้นปลาเยาวราช, ราดหน้าครัวอัปสร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี Co-working space และพื้นที่รีแลกซ์ที่ลูกค้าสามารถนั่งทำงานและพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย โดยจะมีบริการ Free Super WIFI ความเร็ว 1GB/Sec. ซึ่งจะเป็น WIFI ฟรีที่เร็วที่สุดในกรุงเทพฯ ครอบคลุมทั้งอาคาร รวมถึงในบริเวณดาดฟ้าชั้น 4 ยังจัดให้เป็นสวนหย่อมสีเขียวกลางใจเมือง พื้นที่พบปะพูดคุยกันแบบคอมมูนิตี้ของทุกๆ คน ซึ่งโดยรวมทั้งหมดของพื้นที่ค้าปลีกขณะนี้เปิดให้บริการแล้วกว่า 70% และจะมีการเปิดร้านทั้งหมดอย่างเต็มรูปแบบภายในต้นปีหน้า   “จากการตอบรับที่ดีทั้งจากผู้เช่าและลูกค้าที่เข้ามาในสิงห์ คอมเพล็กซ์ นับเป็นการตอกย้ำศักยภาพของสิงห์ คอมเพล็กซ์ในการเป็นธุรกิจที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของบริษัทสิงห์ เอสเตทที่มุ่งพัฒนาโครงการคุณภาพเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจ รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน เป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างการเติบโตให้แก่บริษัทฯ และขยายโอกาสในการลงทุนหลากหลายรูปแบบทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ สิงห์ คอมเพล็กซ์ จะเป็นกลุ่มธุรกิจที่สำคัญในการผลักดันให้สิงห์ เอสเตท บรรลุเป้าหมายในการสร้างรายได้รวม 2 หมื่นล้านบาทในปี 2020 พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการรองรับดีมานด์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้” นายนริศกล่าวปิดท้าย              

1 2 3 4 5