กิจกรรม

 

กิจกรรมล่าสุด

1 ... 3 4 5
SC ทรานส์ฟอร์ม ขับเคลื่อนองค์กรมิติใหม่ ขยับสู่ผู้นำ Living Solutions Provider อย่างเต็มรูปแบบ

SC ทรานส์ฟอร์ม ขับเคลื่อนองค์กรมิติใหม่ ขยับสู่ผู้นำ Living Solutions Provider อย่างเต็มรูปแบบ

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น Living Solutions Provider โดยการกำหนดทิศทางวัฒนธรรมองค์กรใหม่เพื่อหล่อหลอมพนักงานให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งในด้านการทำงาน ความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากตอบสนองความต้องการขององค์กรโดยตรงแล้ว ยังสามารถสื่อสารความตั้งใจนี้ไปยังลูกค้า โดยการยึดถือหัวใจหลัก “สร้างทุกเช้าที่ดีให้กับลูกค้าทุกคน” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “รู้ใจ” เพื่อตอบโจทย์ความพึงพอใจและการอยู่อาศัยของลูกค้าเป็นสำคัญ หากองค์กรมีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน จะสามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายและภารกิจไปพร้อมกับพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เมื่อเข้าสู่ยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและการแข่งขันในโลกปัจจุบัน เอสซีฯ จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่จากผู้นำด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก้าวสู่การเป็น Living Solutions Provider ผู้พัฒนาและสร้างสรรค์สินค้าบริการ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงจุดในยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมด้วย 4 กลยุทธ์ ได้แก่   1. Re-invention: ด้วยหลัก 3 D Digitize ปรับเปลี่ยนการทำงานเข้าสู่ยุคดิจิทัล เพื่อเก็บ Data หาความต้องการลูกค้า วิเคราะห์และพัฒนา Design ใช้หลัก Human-Centric เข้าใจปัญหาของลูกค้า เพื่อออกแบบสินค้าและบริการ รวมถึงโซลูชันตอบโจทย์ลูกค้า Developer ประสานนวัตกรรมและพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพในทุกระดับราคา 2.Co-Creation: ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจหลากหลายใน Ecosystem เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น 3.Quality First: สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องคุณภาพสินค้าและบริการ 4.Top-Line Growth: บริหารรายได้และยอดขาย ขับเคลื่อนให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ     SC Re-Culture วัฒนธรรมองค์กรของ เอสซี แอสเสท เมื่อปี 2550 หรือประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา เราได้มีการกำหนด Core Value คือ “2C2A” เป็นกรอบในการทำงาน ได้แก่ ช่างคิด ช่างสร้างสรรค์ผลงาน (Create), ใส่ใจลูกค้า (Care), ตอบสนองต่อความต้องการอย่างรวดเร็ว มีความกระตือรือร้น (Active) และ มีความเป็นมืออาชีพ (Ability)   แนวทางการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้บรรลุเป้าหมาย   การสร้างวัฒนธรรมองค์กร ด้วยรูปแบบบายดีไซน์ (By Design) คือ สิ่งที่ต้องการให้คนเป็นไปตามที่องค์กรต้องการ  โดยเกิดจากการออกแบบพฤติกรรมย่อย รวมกันเป็นค่านิยมและเมื่อมีค่านิยมถูกขมวดรวมกัน ทำต่อกันมาเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง จึงเกิดเป็นวัฒนธรรม ซึ่งสามารถออกแบบด้วย 4 หลักการ   1. กำหนดวิสัยทัศน์ และเป้าหมายให้ชัดเจน 2. กำหนดยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์ที่สอดคล้องกัน 3. การนำแบบแผนไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ 4. กำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน นำสู่ความสำเร็จ   “หัวใจสำคัญของการทรานส์ฟอร์มองค์กร คือ การกำหนดทิศทางและร่วมกันออกแบบวัฒนธรรมองค์กรใหม่ โดยในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากบริษัท สลิงชอท กรุ๊ป ที่ปรึกษาและผู้ให้บริการด้านการพัฒนาผู้นำและการจัดการองค์กร ได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การศึกษา สำรวจและการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายที่ปรึกษา, คณะผู้บริหารระดับสูง, ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และฝ่ายสื่อสารองค์กร รวมไปถึงพนักงานทุกระดับ ให้สามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันได้ โดยไม่หลุดกรอบที่องค์กรตั้งไว้” นายณัฐพงศ์ กล่าวต่อ นายอภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จํากัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผู้นำ และการจัดการองค์กร เผยว่า “หลักการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ต้องมีการวางแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ล่วงหน้า และคงไม่สามารถสำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันของพนักงานทุกคนในองค์กร ทั้งนี้ต้องเริ่มต้นจากการค้นหาและศึกษาทั้งปัจจัยภายในและภายนอกผสมผสานกัน ซึ่งนอกจากผู้บริหารและที่ปรึกษาร่วมกันกำหนดค่านิยมใหม่ ยังลงลึกถึงการสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากลูกค้า และลูกบ้าน รวมถึงการจัดทำแบบสำรวจกับพนักงานทั้งองค์กร เพื่อร่วมกันออกแบบวัฒนธรรมตัวใหม่ขององค์กรที่บ่งบอกตัวตน และรวบรวมเพื่อเป็นการกำหนดกรอบพฤติกรรม ค่านิยม ความคิด ให้ซึมซับไปกับการทำงาน ตลอดจนสามารถพัฒนาและหล่อหลอมกลายเป็นวัฒนธรรมภายในองค์กรได้ นายณัฐพงศ์ กล่าวสรุปว่า นอกจากความท้าทายใหม่ในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ที่ต้องใช้เวลาค้นหาค่านิยมใหม่ ๆ ร่วมกัน และริเริ่มไปพร้อมกันกับองค์กร สิ่งสำคัญอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตพนักงานทุกคน เอสซีฯ จึงได้จัดทำแอพลิเคชัน “SC In One” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะใช้สื่อสารระหว่างพนักงาน และมอบสิทธิประโยชน์ในรูปแบบใหม่สำหรับพนักงานทุกคน โดยมีฟังก์ชันต่างๆ อาทิ   TOOK 9 ช่วยในการนับก้าว มีการจัดอันดับ เพื่อสนับสนุน Wellness Program Flexible Benefit มีสวัสดิการที่ตอบสนอง Life Style ของพนักงาน โดยพนักงานเป็นผู้เลือกเอง Flexible Time พนักงานเลือกเวลาทำงานได้ นอกจากนี้การขับเคลื่อนให้มีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น โดยการคัดเลือกกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลง หรือ “SC Team Robin” เพื่อเป็นตัวแทนสร้างการเปลี่ยนแปลงสื่อสารกับเพื่อนพนักงานภายใต้ภารกิจนี้และบรรลุเป้าหมายร่วมกัน”   เพราะเอสซีฯ เชื่อว่า “คน” คือทรัพยากรบุคคลที่สำคัญของการขับเคลื่อนองค์กร ดังนั้นการรับมือกับการปรับวัฒนธรรมองค์กร พนักงานทุกระดับจึงต้องมีส่วนร่วม ทั้ง ระดับผู้บริหาร และพนักงาน​ ร่วมจับมือเดินหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกัน พัฒนาให้เป็นคนเก่งและดี เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมทั้งสามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้ ทั้งยังพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้อยู่คู่กับองค์กรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน          
เอสซีจี นำทีมผู้บริหาร เยี่ยมชม บูธคอตโต้ ที่ อิตาลี ในงานแสดงกระเบื้องเซรามิคแบรนด์ดัง ที่ใหญ่ที่สุดในโลก “CERSAIE” ตอกย้ำศักยภาพแบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

เอสซีจี นำทีมผู้บริหาร เยี่ยมชม บูธคอตโต้ ที่ อิตาลี ในงานแสดงกระเบื้องเซรามิคแบรนด์ดัง ที่ใหญ่ที่สุดในโลก “CERSAIE” ตอกย้ำศักยภาพแบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี (ที่ 4 จากซ้าย ) นำทีมผู้บริหารเข้าเยี่ยมชมคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดจาก “COTTO” (คอตโต้) ที่นำผลงานการถ่ายทอดอารมณ์ของหินธรรมชาติหายากจากความนิยมทั่วทุกมุมโลกมาโลดแล่นบนกระเบื้องพอร์ซเลนได้อย่างสมจริงและใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุดในชุด Soapstone และ Ceppo รวมทั้งกระเบื้องโมเสคเนื้อพอร์ซเลนรูปแบบทรงหกเหลี่ยมเพิ่มเติม ให้ดีไซน์เนอร์ได้สนุกกับงานออกแบบตกแต่งพื้นที่ต่างๆ ให้แตกต่างไปจากเดิมในชุด Hexagon ตอกย้ำความสำเร็จของแบรนด์ผู้ผลิตรายแรกของไทยที่เปิดตัวสู่ตลาดโลกจนได้รับการยอมรับมานานกว่า 10 ปี ในงาน CERSAIE 2018 งานกระเบื้องเซรามิคที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลี          
เนอวานา จับมือ ธนาคารกรุงเทพ จัดแคมเปญ “Unbeatable Deal” ส่งท้ายปลายปี  มอบอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.5%

เนอวานา จับมือ ธนาคารกรุงเทพ จัดแคมเปญ “Unbeatable Deal” ส่งท้ายปลายปี มอบอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.5%

นายนันทชาติ กลีบพิพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายธุรกิจ บ.เนอวานา ไดอิ จำกัด(มหาชน) และนายเคลวิน ฟู ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดตัวแคมเปญ “Unbeatable Deal” มอบที่สุดของข้อเสนอสุดพิเศษแห่งปี ‘ฟรีทุกค่าใช้จ่าย’ พร้อมรับสิทธิพิเศษบริการทางการเงิน ‘อัตราดอกเบี้ย 0.5% คงที่นาน 1 ปี’ จากธนาคารกรุงเทพ ขอเชิญชวนลูกค้าผู้สนใจจองและซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 28 ธันวาคม 2561 ที่ทุกโครงการบ้านพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์เนอวานา รวม 12 โครงการ เช่น เนอวานา บียอนด์ เนอวานา ดีฟายน์ และเนอวานา แอท เวิร์ค เป็นต้น ในราคาเริ่มต้นที่ 4.7-30 ล้านบาท ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1787
เปิดตัว ที่แรกในไทย “Stayy with Hostmaker” แพลตฟอร์มจองบ้านพักสุดล้ำ พร้อมปลดล็อคศักยภาพของทุกบ้านเพียงคลิกเดียว!

เปิดตัว ที่แรกในไทย “Stayy with Hostmaker” แพลตฟอร์มจองบ้านพักสุดล้ำ พร้อมปลดล็อคศักยภาพของทุกบ้านเพียงคลิกเดียว!

โฮสต์เมกเกอร์ (HOSTMAKER) บริษัทชั้นนำด้านบริการจัดการอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าและอยู่อาศัยจากยุโรป ได้ประกาศเปิดตัว “Stayy with Hostmaker” แพลตฟอร์มจองบ้านพักสุดล้ำอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเป็นที่แรกของโลก ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นตลาดแรกของโลกสำหรับการเปิดตัว “Stayy with Hostmaker” ก่อนตลาดยุโรปและประเทศอื่น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ โดย ‘Stayy’ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักชาวไทยและต่างชาติสามารถค้นหาที่พักระยะกลางและยาวได้อย่างสะดวกผ่านกระบวนการจัดการที่ยืดหยุ่น ภายใต้ข้อบังคับและปฏิบัติตามข้อกำหนดของประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยของบ้านพักที่เชื่อถือได้ บริหารโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากโฮสต์เมกเกอร์ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2557 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โฮสต์เมกเกอร์ได้ให้บริการผู้เข้าพักกว่า 250,000 ราย และสร้างรายได้กว่า 50 ล้านปอนด์ (2.1 พันล้านบาท) แก่ผู้ให้เช่าบ้านพัก นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล “Best Short Term Rental Platform” หมวดรางวัลดีเด่นด้านแพลตฟอร์มปล่อยเช่าบ้านพักระยะสั้นจาก Serviced Apartment Award เมื่อปีที่ผ่านมาจากความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการกำหนดราคาให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์สามารถสร้างรายได้มากกว่าทางเลือกอื่นๆ ในขณะที่ผู้เข้าพักหรือผู้เช่าสามารถรับการบริการอย่างดีเยี่ยมตลอดระยะเวลาที่เข้าพักอาศัย และหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ปัจจุบันโฮสต์เมกเกอร์มีบ้านพักให้เช่าแล้วกว่า 50 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งนับเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้น   โฮสต์เมกเกอร์ดำเนินการและปฏิบัติตามข้อกำหนดของประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้บริการเช่าบ้านพักขั้นต่ำอย่างน้อยระยะเวลา 30 วันขึ้นไป ซึ่งบริการระยะเวลาดังกล่าวในกรุงเทพฯ สามารถตอบโจทย์ผู้ที่เดินทางได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะบ้านเช่าขั้นต่ำ 30 วันยังคงเป็นบริการที่หาได้ยากในตลาดที่มีความต้องการสูงมากขึ้นเรื่อยๆ  และด้วย Stayy with Hostmaker แพลตฟอร์มจองบ้านพักใหม่ล่าสุดนี้จะสามารถให้บริการอย่างครบครัน ปลอดภัย และอำนวยความสะดวกแก่ผู้เช่าบ้านด้วยความมั่นใจและยืดหยุ่นแบบไม่ยุ่งยาก นกุล ชาร์มา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารโฮสต์เมกเกอร์ กล่าว “กรุงเทพฯ นับเป็นหนึ่งสถานที่ที่มีผู้คนเดินทางมาเยอะที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว นักศึกษา หรือชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำงาน ซึ่งก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี และส่วนใหญ่พวกเขามักมองหาบ้านพักที่ได้คุณภาพและสามารถเช่าอยู่ได้อย่างน้อย 1 เดือนถึง 1 ปี แบบถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งแพลตฟอร์มของเราก็ตอบโจทย์ทุกอย่างอย่างลงตัวที่สุด เราจึงลือกกรุงเทพฯ เป็นจุดหมายแรกในโลกสำหรับการเปิดตัว Stayy with Hostmaker ซึ่งเรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งและพร้อมให้บริการอย่างเต็มที่ที่สุดแก่คนไทยและผู้ที่เดินทางมากรุงเทพฯ ทุกท่าน”   สำหรับคุณสมบัติหลักของแพลตฟอร์ม Stayy with Hostmaker ได้แก่ การคัดสรรบ้านพักอย่างพิถีพิถัน โดยมุ่งเน้นคุณภาพ ดีไซน์ และความสะดวกสบาย สถานที่ตั้งของบ้านพักที่โดดเด่นในกรุงเทพฯ เป็นการเพิ่มตัวเลือกให้ผู้เช่าพักอย่างหลากหลาย เช่น สถานที่ตั้งแบบใจกลางเมืองอันครึกครื้นและบริเวณที่เงียบสงบ บริการ 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วันในสัปดาห์ ด้วยผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นที่จะให้บริการและความช่วยเหลือผู้เข้าพักตลอดระยะเวลาการเช่าบ้าน บริการแบบยืดหยุ่นไร้กังวล ไม่ว่าผู้เข้าพักจะเข้าพักระยะเวลานานเท่าไร ผู้เช่าจะอยู่ภายใต้สัญญาเช่าที่ยืดหยุ่น ผ่านการบริการที่สะดวกและง่ายดาย เพื่อตอบสนองความต้องการด้านที่พักอาศัยที่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ โฮสต์เมกเกอร์ได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับแสนสิริ ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรของประเทศไทย โดยในปัจจุบันได้ร่วมทำโครงการ อาทิ  XXXIX, ฮาสุ เฮาส์, คีนน์ บาย แสนสิริ และ เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า   “Stayy with Hostmaker เติมเต็มความตั้งใจของเราที่จะปลดล็อคศักยภาพของทุกๆ บ้านในกรุงเทพฯ โดยการยกระดับการจองบ้านพักด้วยนวัตกรรมและการบริการแบบครบครันระดับโรงแรมให้แก่ผู้เข้าพักรุ่นใหม่ ทั้งนี้ด้วยแพลตฟอร์ม Stayy เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถเปิดประสบการณ์ใหม่ และส่งต่อความสุขผ่านความพิเศษของบ้านพักทุกๆ หลัง อย่างมีสไตล์และสร้างสรรค์” นกุล ชาร์มา กล่าวสรุป   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมเว็บไซต์  https://stayy.hostmaker.com            
ซีคอนโฮมความดีคืนสังคมไทย

ซีคอนโฮมความดีคืนสังคมไทย

บริษัท ซีคอน โฮม จำกัด  โดยนายมนู ตระกูลวัฒนะกิจ กรรมการผู้จัดการ (ซ้าย) และนางสาวศุภิชชา ชัยพิพัฒน์ กรรมการบริษัท (ขวา) ดำเนินการโครงการ “ความดีคืนสู่สังคมไทย” มอบเงินจำนวน 50,000 บาท สมทบโครงการย่อย หนังสือ ต.เต่าออมสิน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการรักสัตว์ให้เป็น (Give Then A Hug) ของศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ สัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำฯ (กลาง) เป็นผู้รับมอบ โดยเงินบริจาคดังกล่าวจะนำไปสมทบซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์และนำมาช่วยเหลือสัตว์ป่วยต่อไป รับมอบที่ศูนย์รับสร้างบ้านซีคอนโฮม สี่พระยา เมื่อวันก่อน          
รวมพลังหัวใจไทย สร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่บนแม่น้ำเจ้าพระยา การแสดงครั้งประวัติศาสตร์ ที่จะสะกดทุกสายตาโลก ‘มหาปรากฏการณ์งานเปิดเมืองไอคอนสยาม’ 9-11 พ.ย.นี้

รวมพลังหัวใจไทย สร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่บนแม่น้ำเจ้าพระยา การแสดงครั้งประวัติศาสตร์ ที่จะสะกดทุกสายตาโลก ‘มหาปรากฏการณ์งานเปิดเมืองไอคอนสยาม’ 9-11 พ.ย.นี้

วันนี้ ไอคอนสยาม อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต มูลค่า 54,000 ล้านบาท ประกาศความพร้อม เตรียมเปิดประตูอภิมหาโครงการเมืองสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจัดเตรียมงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท รังสรรค์ ‘มหาปรากฏการณ์งานเปิดเมืองไอคอนสยาม’ ขึ้นในวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2561 นี้ ซึ่งจะเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญและเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยการรวมพลังหัวใจไทยสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่บนแม่น้ำเจ้าพระยาให้สะกดทุกสายตาโลก โดยในวันที่ 9 พฤศจิกายนจะเป็นรอบไพรเวท สำหรับแขกเชิญ ซึ่งประกอบไปด้วยลูกค้าวีไอพี เซเลบริตี้ ศิลปินชื่อดัง สื่อมวลชนทั้งไทยและเทศ ประชาชน 1,000 คนแรกจากกิจกรรม ICONSIAM Explorer และตัวแทนจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนโดยรอบไอคอนสยาม โดยจารึกค่ำคืนแห่งความประทับใจด้วยความบันเทิงจากสุดยอดศิลปินระดับโลก อาทิ ชเว ชีวอน, คิม ดงจุน, F4 และไฮไลท์สุดเซอร์ไพรส์ คอนเสิร์ตของนักร้อง นักดนตรี และนักแต่งเพลงชื่อดังก้องโลก เจ้าของรางวัลแกรมมี่อวอร์ดมากมาย พร้อมด้วยเหล่าซูเปอร์สตาร์  เซเลบริตี้ชื่อดังทั่วฟ้าเมืองไทยกว่า 100 ชีวิต ร่วมสร้างความบันเทิงและเดินพรมแดงที่ยาวที่สุด ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาทิ อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ, แอน ทองประสม, เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข, เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ, เจี๊ยบ โสภิตนภา ชุมภาณี, ศรีริต้า เจนเซ่น, บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์, กาละแมร์   พัชรศรี เบญจมาศ, วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา, โทนี่ รากแก่น, บัวขาว บัญชาเมฆ, อองตวน ปินโต, เมทินี กิ่งโพยม, ซอนย่า คูลลิ่ง, สู่ขวัญ บูลกุล, The Face Men, The Face Winner, Miss Universe Thailand ส่วนในวันที่ 10-11 พฤศจิกายน เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชมการแสดงครั้งประวัติศาสตร์ พร้อมสเปเชียลโชว์จาก F4 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน เปิดให้เหล่าแฟนคลับเข้าชมฟรี  นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ได้ถูกรังสรรค์ขึ้นจากปณิธานที่จะเชิดชูเรื่องราวอันมีคุณค่าและเป็นความภาคภูมิใจจากทุกมิติของความเป็นไทยที่มีอยู่ในชาติ นำเสนอในรูปแบบของความวิจิตรล้ำสมัย หลอมรวมเป็นที่สุดของเอกลักษณ์และวิถีไทยอันสง่างาม พร้อมกับคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดของโลก มารวบรวมไว้ ณ ที่แห่งเดียวกัน เป็นเมืองแห่งความรุ่งโรจน์ที่รวบรวมสิ่งที่ดีที่สุดของไทยกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลกเข้าไว้ด้วยกัน นำเสนอความเป็นไทยสู่เวทีโลก โดยไอคอนสยามได้พลิกโฉมการพัฒนาโครงการที่เป็นจุดหมายปลายทางที่ยิ่งใหญ่ด้วยคอนเซ็ปต์ ‘การสร้างประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย’ หรือ Creating Shared Value และ ‘การร่วมกันรังสรรค์’ หรือ Co-Creation ซึ่งเราได้ทำให้เกิดขึ้นจริงแล้วอย่างเป็นรูปธรรม เต็มรูปแบบ และในสเกลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่ใดในโลก” “ไอคอนสยามคือ ‘เดสติเนชั่น’ ที่เกิดจากการรวมพลังความคิดสร้างสรรค์ระดับชาติครั้งยิ่งใหญ่ จากหัวใจคนไทยหลายภาคส่วนผู้มีความรู้ความสามารถจากชุมชนทั่วประเทศ ภาคธุรกิจ และภาคราชการ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ จากหลายประเทศที่รักเมืองไทยรวมแล้วเป็นทีมผู้ร่วมสร้างสรรค์กว่า 1,000 คน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีความปรารถนาที่จะช่วยกันสร้างสัญลักษณ์ใหม่ให้เป็นตัวแทนจินตนาการแห่งยุค เสริมสร้างให้คนไทยภาคภูมิใจในความเป็นไทย และช่วยกันสืบทอดความงดงามของความเป็นไทยสู่ชนรุ่นหลัง อีกทั้งให้คนทั่วโลกที่มาเยี่ยมชมรู้สึกหลงรักและประทับใจประเทศไทยมากยิ่งขึ้น” นางชฎาทิพ กล่าว การแสดงที่ดีที่สุดระดับโลก จาก 5 ประเทศ ซึ่งหาดูได้ยาก การแสดงศิลปะการตกแต่งอาหารบนอาภรณ์ชั้นสูง ครั้งแรกในประเทศไทย โดยการรังสรรค์เมนูจาก Tom Wolfe (ทอม วูลฟ์) เซเลบริตี้เชฟชื่อดังระดับโลกจากประเทศอังกฤษ ผนึกกำลังร่วมกับสรพล ชวพัฒนากุล ดีไซเนอร์ไทยเจ้าของแบรนด์ SORAPOL ซึ่งมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในวงการแฟชั่นระดับนานาชาติ สร้างสรรค์ผลงานการออกแบบ Haute Couture Collection ที่จะสร้างความงดงามตระการตา และเต็มอิ่มกับอาหารเลิศรสไปพร้อมๆ กัน ณ ชั้น 1 ของบริเวณไอคอนลักซ์ การแสดงมายากลชุดพิเศษโดยนักมายากลระดับโลก ครั้งแรกในประเทศไทย ผสมผสานกับการแสดงบัลเลต์ชั้นสูงจากเหล่านักบัลเลต์ระดับโลก ที่น่าตื่นตาตื่นใจในเรื่องราวที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษเพื่อไอคอนสยาม ณ ชั้น 1 บริเวณไอคอนลักซ์ นำโดย Charlie Mag (ชาร์ลี แม็ก) นักมายากลรุ่นใหม่ชาวสเปนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากการแสดงมายากลนกพิราบซึ่งได้ชื่อว่ายากที่สุดในโลกของมายากล และยังเป็นเจ้าของรางวัลสูงสุดของนักมายากลระดับสากลมากมาย ผนึกกำลังกับ Vinz (วิ้นซ์) อีกหนึ่งนักมายากลชื่อดังของโลกชาวฝรั่งเศส ที่เคยแสดงกลให้ Luxury Brands มาแล้วทั่วโลก จัดการแสดงมายากลชุดพิเศษที่นำไปสู่การค้นพบที่สุดแห่งความงามของศิลปะการแสดงบัลเลต์ชั้นสูงจากเหล่านักบัลเลต์ระดับโลกจากรัสเซีย Mariinsky Theatre (มารินสกี้ เธียเตอร์) ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของศิลปะรัสเซีย กำกับการแสดงโดย Erika Lemay / PHYSICAL POETRY (เอริก้า เลอเม / ฟิซิคัล โพเอทรี้) จากประเทศแคนาดา การผนึกกำลังครั้งสำคัญ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ของเหล่านักสร้างสรรค์งานอีเว้นท์ที่เป็นสุดยอดของประเทศไทย และของโลก   นายเกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) บริษัทอีเว้นท์ของคนไทยบริษัทเดียวที่ติดอันดับ 7 ของโลก จากการจัดอันดับโดยนิตยสารสเปเชี่ยล อีเว้นท์ แม็กกาซีน ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “นี่คือปรากฏการณ์งานเปิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โจทย์ที่เราได้รับจากไอคอนสยาม คือนี่ไม่ใช่การจัดงานเปิดโครงการ แต่นี่คืองานเปิดเมือง ซึ่งไอคอนสยามและผู้สร้างสรรค์งานอีเว้นท์ทั้งไทยและเทศต่างมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะสร้างปรากฏการณ์งานเปิดเมืองที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก และทำให้คนไทยภาคภูมิใจ”   นายสนธิญา หนูจีนเส้ง ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ส่วนการกระจายสินค้าด้านคอมพิวเตอร์ลูกข่าย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น บริษัท อินเทลเทคโนโลยี จำกัด บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก กล่าวว่า “การแสดงโดรนจำนวน 1,500 ลำครั้งนี้นับว่ามากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยทำมาก่อนและถือเป็นครั้งแรกในโลกที่ผสมผสานเรื่องราวอันล้ำค่าของวัฒนธรรมไทยเข้าไปกับการแสดงเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างกลมกลืนสวยงาม ซึ่งจะสร้างความตื่นตาตาใจและยิ่งใหญ่อลังการในระดับโลกอย่างแท้จริง” นายเสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีเอ็มโอ กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจครีเอทีฟอีเว้นท์ครบวงจรแห่งอาเซียน ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการ  อีเว้นท์สื่อสารการตลาด และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ กล่าวว่า “บริษัทอีเว้นท์ออแกไนซ์เซอร์และทุกคนที่มีส่วนรวม ได้ตั้งเป้าหมายร่วมกันสร้างงานระดับ Once-in-a-lifetime Event เพื่อแสดงพลังศักยภาพของคนไทยให้เป็นกลายชื่อเสียงที่ดีงามกระหึ่มดังไปทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่น่าภาคภูมิใจของทุกคนที่ได้มีส่วนร่วม และร่วมอยู่ในการแสดงครั้งประวัติศาสตร์นี้”   นางวิวรรณ กรรณสูต กรรมการผู้จัดการ บริษัท แม็กซ์ อิมเมจ จำกัด บริษัทผู้เชี่ยวชาญและคร่ำหวอดในวงการสร้างสรรค์งานอีเว้นท์ที่สร้างผลงานระดับประเทศมากมาย กล่าวว่า “นี่คือการผนึกกำลังกันของผู้คนจำนวนมากจากนานาสาขาอาชีพ ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ร่วมกันเนรมิตงานเปิดไอคอนสยาม ถือเป็นความท้าทายและกล้าหาญที่ไอคอนสยามได้บุกเบิกความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นของไอคอนสยามในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของไทย และสิ่งที่ดีที่สุดของโลกเข้าไว้ด้วยกัน”   นายอุปถัมป์ นิสิตสุขเจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไร้ท์แมน จำกัด บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ ในการสร้างสรรค์งานออกแบบและนวัตกรรมระดับโลก ในรูปแบบ Creative Event & Theme Park, Exhibition แบบครบวงจร เป็นผู้นำด้านงานพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้ ทั้งในและต่างประเทศ กล่าวว่า “ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง นี่คือโอกาสที่ดีมากในการร่วมกันแสดงศักยภาพของคนไทยที่มีไม่แพ้ชาติใดในโลกให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก ซึ่งเราหวังว่าจะสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่ตัวเองและลูกหลานจะได้ภาคภูมิใจ และหวังว่าคนไทยทุกคนจะได้ร่วมกันภาคภูมิใจในศักยภาพและฝีมือของคนไทยด้วยเช่นเดียวกัน”   นายสมบัษร ถิระสาโรช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตือ จำกัด บริษัทสร้างสรรค์งานอีเว้นท์ไลฟ์สไตล์ชื่อดังซึ่งได้รับการยอมรับมากที่สุดรายหนึ่งในประเทศไทย กล่าวว่า “เป้าหมายหลักคือการสร้างสรรค์มหาปรากฏการณ์งานเปิดเมืองไอคอนสยาม ให้คนไทยได้ภาคภูมิใจในศักยภาพและความสามารถของคนไทยด้วยกัน และให้ทั่วโลกต้องหันมามองไทยด้วยความชื่นชม การแสดงครั้งประวัติศาสตร์บนแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ จะต้องเป็นที่จดจำตลอดไป”   นายกฤต สุทธิถวิล ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มคิวดีซี ไบรท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทสร้างสรรค์งานอีเว้นท์ และงานแสดงสินค้าชื่อดัง กล่าวว่า “รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์มหาปรากฏการณ์งานเปิดเมืองไอคอนสยาม และภูมิใจที่ได้เห็นการรวมพลังหัวใจไทยเพื่อสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่นี้ให้เกิดขึ้น ซึ่งทุกคนที่เกี่ยวข้องได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจและทุกอย่างที่มีอย่างสุดความสามารถ เพื่อแสดงศักยภาพของคนไทยให้ชาวโลกได้เห็น” นายสุพจน์ กล่าวว่า “ไอคอนสยาม คือเมืองที่เป็นศูนย์รวมของความมหัศจรรย์อันหลากหลาย ทั้งศิลปะและวัฒนธรรม ผสมผสานรวมอยู่กับที่สุดของการช้อปปิ้งและความบันเทิง โดยการผนึกกำลังพันธมิตรองค์กรธุรกิจทั้งใหญ่และเล็กทุกขนาดและหลากหลายรูปแบบธุรกิจ รวมไปถึงผู้คนจำนวนมากจากนานาสาขาอาชีพที่มีความปรารถนาจะสร้างสถานที่ที่บอกเล่าหลากหลายเรื่องราวของความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ผสมกับสิ่งที่ดีในมิติต่างๆ จากทุกมุมโลก รวมพลังกันสร้างสรรค์สัญลักษณ์ใหม่ซึ่งจะกลายเป็นมหาปรากฏการณ์ ที่ประสานประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย แผ่กระจายความรุ่งเรืองไปทั่วทั้งในระดับชุมชน สังคม และประเทศ”   “คาดการณ์ว่า ในช่วงแรกของการเปิดให้บริการ จะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการในไอคอนสยามเฉลี่ย 150,000 คนต่อวัน แบ่งเป็นชาวไทย 65-70% และชาวต่างชาติ 30-35% ส่วนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเช่นปลายปี สัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะเพิ่มเป็น 40-45%" นายสุพจน์ กล่าว        
ชุดสุขภัณฑ์ RUE (รูว์) สวยงามทันสมัย สไตล์ฝรั่งเศส คอลเลคชั่นใหม่ จาก nahm (นาม)

ชุดสุขภัณฑ์ RUE (รูว์) สวยงามทันสมัย สไตล์ฝรั่งเศส คอลเลคชั่นใหม่ จาก nahm (นาม)

nahm (นาม) แบรนด์สุขภัณฑ์สัญชาติไทยหนึ่งในผู้นำสุขภัณฑ์ดีไซน์สวย ขอแนะนำ ผลิตภัณฑ์ล่าสุด คอลเลคชั่น RUE (รูว์) ชุดสุขภัณฑ์ ที่มีความโดดเด่นและมีสไตล์ในแบบฝรั่งเศส มีให้เลือกทั้ง สุขภัณฑ์แบบชิ้นเดียว ด้วยดีไซน์แบบปกปิดด้านข้าง ทำความสะอาดง่าย พร้อมฝารองนั่งแบบ Soft Close ปิดแบบนุ่มนวล ลดแรงกระแทก ไม่ทำให้เกิดเสียงดัง ฝารองนั่งยาวเป็นพิเศษ นั่งสบาย รองรับทุกสรีระ และด้วยความสูงถึง 40 ซม. สามารถลุกนั่งได้สบาย ไม่เมื่อยล้า โดยมาพร้อมระบบชำระล้างแบบ Syphon 3/6L. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกาชำระล้างได้อย่างทั่วถึง สะอาดหมดจด และประหยัดน้ำ นอกจากนี้ สามารถจับเข้า Set ด้วย อ่างล้างหน้าแบบแขวนผนัง สามารถเลือกได้ 3 สไตล์ ติดตั้งขาครึ่งแบบแขวน หรือขาตั้งแบบเต็มถึงพื้น เพื่อความสวยงาม   สามารถสัมผัสความทันสมัยในสไตล์ฝรั่งเศส คอลเลคชั่น RUE (รูว์) จาก nahm (นาม) ได้แล้ววันนี้ ที่ โชว์รูม สุขภัณฑ์ nahm (นาม) ทั่วประเทศ หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nahm-sanitaryware.com และ www.facebook.com/nahmsanitaryware          
อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดตัวห้อง VR models  ยกระดับการวางแผนพัฒนาโครงการ

อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดตัวห้อง VR models ยกระดับการวางแผนพัฒนาโครงการ

อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ นับเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกของประเทศไทย นำเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) ประยุกต์เข้ากับระบบสร้างแบบจำลองเสมือนของอาคาร (Building Information modelling หรือ BIM) ที่ถือเป็นโมเดลจำลองดิจิทัลที่ช่วยวางแผนพัฒนาโครงการต่างๆ โดย VR BIM models จะช่วยปรับปรุงกระบวนการพัฒนาทั้งหมดของโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนและประหยัดเวลาในการดำเนินการ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ทุ่มเม็ดเงินการลงทุนทั้งหมดกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งได้รับผลตอบแทนตามความคาดหวังอย่างรวดเร็ว โดย 13 โครงการ ที่มีการนำเทคโนโลยี VR BIM มาประยุกต์ใช้ระหว่างการก่อสร้าง อาทิ Ashton Rama 9, Q Sukhumvit 36 และ Ideo Sathon พบว่าสามารถช่วยลดต้นทุนและร่นระยะเวลาในการก่อสร้างได้เร็วยิ่งขึ้น ภายในระยะเวลา 12 เดือนของการใช้งาน บริษัทอนันดา ดีเวล ลอปเม้นท์เผยว่าจากการตรวจสอบรายงาน Requests for Information (สอบถามทางวิศกรรมที่ทำงานในโครงการ) พบว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการสร้างโครงการได้อย่างดียิ่งขึ้น ดร.เชษฐ์ ยง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายนวัตกรรม บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ นำเทคโนโลยีจากอนันดา เออร์เบินเทค มาปรับใช้และพัฒนาให้ทันสมัยมากที่สุดเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยุคสมาร์ทซิตี้  เรามองว่าเทคโนโลยี VR BIM เสมือนเป็น DNA สำคัญของการเป็นสมาร์ทซิตี้ ที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาด้านสังคมที่เกี่ยวข้องกับประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันช่วยพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดค่าใช้จ่าย และอำนวยความสะดวกระหว่างการร่วมมือกันของทุกหน่วยงาน” คุณธีรวรรตน์ ตังประพฤทธิ์กุล ผู้จัดการฝ่าย BIM บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า " VR BIM models คือเทคโนโลยีการพิมพ์เขียวด้วยระบบดิจิทัล (Digital Blueprint) ที่ช่วยให้ทุกหน่วยงานมีส่วนร่วมในโครงการ โดยจำลองเข้าสู่โครงสร้างเสมือนจริงตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน ซึ่งหากเราสามารถเพิ่มความแม่นยำให้ในการตรวจหาข้อผิดพลาดในระยะเริ่มต้น จะช่วยให้เราสามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันท่วงทีก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาและงบประมาณในการแก้ไขสูง ยกตัวอย่าง เมื่อเร็วๆ นี้ ที่เราค้นพบผ่านเทคโนโลยี BIM ว่าที่จอดรถอัตโนมัติไม่สามารถสร้างให้พอดีกับพื้นที่โดยกำหนด ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้เราตรวจสอบข้อผิดพลาดได้ตั้งแต่ต้นโดยสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 3 ล้านบาท"          
‘เอพี ไทยแลนด์’ สุดยอดนักพัฒนาอสังหาฯ รายเดียวจากประเทศไทย คว้ารางวัลอันทรงเกียรติแห่งเอเชีย ‘บริษัทผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2018’

‘เอพี ไทยแลนด์’ สุดยอดนักพัฒนาอสังหาฯ รายเดียวจากประเทศไทย คว้ารางวัลอันทรงเกียรติแห่งเอเชีย ‘บริษัทผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2018’

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต รับมอบรางวัล “The Asia Corporate Excellence & Sustainability Awards” (ACES) สาขา บริษัทผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2018 (Asia's Most Influential Companies 2018) รางวัลอันทรงเกียรติในระดับภูมิภาคเอเชียที่ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการที่มีผลงานโดดเด่นใน 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การบริหารธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม การเป็นแบรนด์ครองใจลูกค้า และการดำเนินงานภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจังและยั่งยืน โดยเอพี (ไทยแลนด์) เป็นบริษัทอสังหาฯ เพียงรายเดียวจากประเทศไทยที่ได้รับมอบรางวัลนี้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลการันตีความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของเอพีในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด (Quality of Life) ของการอยู่อาศัยที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งคุณภาพ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ผ่านการบริหารโครงสร้างบริษัท การสร้างคนคุณภาพในองค์กร            
SC ส่งภาพยนตร์โฆษณาภาคต่อ “Wish Box” สะท้อนเรื่องราวการใช้ชีวิตของคนเมือง เพื่อการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ “เนเบอร์ฮูด บางกะดี”

SC ส่งภาพยนตร์โฆษณาภาคต่อ “Wish Box” สะท้อนเรื่องราวการใช้ชีวิตของคนเมือง เพื่อการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ “เนเบอร์ฮูด บางกะดี”

บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สร้างสรรค์แคมเปญสื่อสารมิติใหม่ภาคต่อจากชุดแรก ด้วยการตอกย้ำแนวคิดสำคัญสำหรับการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ โมเดลต้นแบบแห่งแรกสำหรับ SC คือ “เนเบอร์ฮูด บางกะดี” โดยชวนชมและร่วมกันแชร์ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ล่าสุดชื่อ “Wish Box” ที่ต่อยอดจากเรื่องราวสะท้อนการใช้ชีวิตของคนเมือง สู่คนในชุมชนบางกะดีร่วมกันออกความคิดเห็นผ่านมุมมองหลากหลาย ทั้งนี้นอกจากการจัดทำวิจัยร่วมกับ Redek ศูนย์บริการวิจัยและออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่ SC Asset ได้นำผลงานศึกษาวิจัยนำมาดีไซน์เพื่อตอบโจทย์เรื่อง human-centric แล้ว ยังมีการรับฟังความคิดเห็นคนในชุมชน พร้อมรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไปออกแบบ ให้ “เนเบอร์ฮูด บางกะดี” เป็นพื้นที่ที่ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะบ้านที่ดี...ไม่ได้จบอยู่แค่ในรั้ว นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสนุกให้ติดตามกันได้เร็วๆ นี้   พร้อมรับชมภาพยนตร์ที่ : https://www.facebook.com/scasset/videos/344692866106312/ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการได้ที่: www.scasset.com/TheNeighbourhood          
“ทอสเท็ม” รุกตลาดกลุ่มเอ็นยูสเซอร์ในงานบ้านและสวนแฟร์ 2018 ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์คุณภาพอันดับ1 บริการโซลูชั่นที่พักอาศัยครบวงจร โชว์นวัตกรรมสินค้าตอบโจทย์ดีไซน์ทุกฟังก์ชั่นใช้งาน

“ทอสเท็ม” รุกตลาดกลุ่มเอ็นยูสเซอร์ในงานบ้านและสวนแฟร์ 2018 ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์คุณภาพอันดับ1 บริการโซลูชั่นที่พักอาศัยครบวงจร โชว์นวัตกรรมสินค้าตอบโจทย์ดีไซน์ทุกฟังก์ชั่นใช้งาน

ทอสเท็ม (TOSTEM) แบรนด์ผู้นำผลิตสินค้าเกี่ยวกับประตูและหน้าต่างอะลูมิเนียมที่มียอดขายอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่นและบริการโซลูชั่นที่พักอาศัยครบวงจรในเครือลิกซิลกรุ๊ป นำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ล้ำสมัยภายใต้คอนเซ็ปต์ “Every Detail ทุกรายละเอียดเป็นสิ่งสำคัญ” มุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคยิ่งขึ้น ในงานบ้านและสวนแฟร์ 2018 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม 2561 - 4 พฤศจิกายน 2561 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี   มร. ฮิโรกาซุ โมโรคูม่า ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและปฏิบัติการ แบรนด์ทอสเท็ม บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทอสเท็มเป็นหนึ่งในแบรนด์ของลิกซิลที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้ออกแบบ สถาปนิก ผู้รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ความนิยมในผลิตภัณฑ์ประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมเป็นอย่างดี โดยปีนี้เราวางกลยุทธ์เจาะตลาดและสร้างการรับรู้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค (End User) โดยตรงยิ่งขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นฐานตลาดขนาดใหญ่ที่มีโอกาสเติบโตสูง ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจเลือกสินค้าด้วยตนเองมากขึ้น ซึ่งเร็วๆนี้ ทอสเท็มเตรียมแนะนำผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมแบบครบวงจรสำหรับอาคารที่อยู่อาศัยในงานบ้านและสวนแฟร์ 2018 ซึ่งเป็นมหกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่มีผู้ชมงานกว่า 1.8 ล้านคน เพื่อถ่ายทอดความโดดเด่นและตัวตนของแบรนด์ในทุกมิติแก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ส่วนผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน ได้แก่ WINDOW SASH (ประตูหน้าต่าง) ที่มีซีรีย์ WEPLUS ผ่านการออกแบบและทดสอบประสิทธิภาพตามมาตรฐาน ASTM และมาตรฐานที่เข้มงวดของทอสเท็ม มีดีไซน์ที่ครบถ้วน ทำความสูงได้ถึง 3 เมตร สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ออกแบบ โดยซีรีย์ P7 ตอบรับการอยู่อาศัยแบบหรูหราด้วยวัสดุระดับพรีเมียม พร้อมคุณลักษณะพิเศษที่เหมาะสำหรับโครงการที่พักอาศัยทั้งแนวราบและอาคารสูงปานกลาง และสำหรับซีรีย์ WE SERIES นั้นจะถ่ายทอดคุณภาพระดับสูงจากทอสเท็มให้แต่ละวันของชีวิตถูกออกแบบให้คงคุณภาพตามมาตรฐานที่เข้มงวดในระดับราคาที่ย่อมเยาว์กว่าที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ENTRANCE DOOR (ประตูหน้าบ้าน) เป็นการออกแบบประตูที่นอกจากดีไซน์โดดเด่นสวยงามแล้ว ยังให้ความรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขแก่ผู้อยู่อาศัยภายในบ้านด้วยประตูลายไม้ หรือประตูโลหะสำเร็จรูปคุณภาพสูง GIESTA ที่มาพร้อมด้ามจับใช้งานง่าย และระบบความปลอดภัยขั้นสูง เพิ่มความสะดวกสบายและอุ่นใจแก่ทุกคนในบ้าน EXTERIOR (ผลิตภัณฑ์นอกตัวบ้าน) ประตูรั้วสำเร็จรูป นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้บ้านมีดีไซน์ที่สมบูรณ์ลงตัวยิ่งขึ้น สร้างเอกลักษณ์ความโดดเด่นแก่ตัวบ้าน ซึ่งมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยที่ไว้วางใจได้ดีที่สุด    ภายในงานมีการออกแบบพาวิลเลี่ยนภายใต้คอนเซ็ปต์ “Every Detail ทุกรายละเอียดเป็นสิ่งสำคัญ” เพื่อสะท้อนถึงแนวคิดและตัวตนของแบรนด์ที่ใส่ใจในรายละเอียดการออกแบบทุกชิ้นส่วนออกมาเป็นชิ้นงานซึ่งตอบโจทย์ต่อการใช้งาน พร้อมความสวยงาม เรียบง่าย และคงทน โดยพาวิลเลี่ยนถูกออกแบบมาในโทนสีขาว มุ่งสื่อถึงเอกลักษณ์ความเรียบง่ายผสานเข้ากับนวัตกรรมและความทันสมัย โดยนำส่วนประกอบชิ้นงานประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับตัวพาวิลเลี่ยน เพื่อให้ผู้ชมงานได้สัมผัสใกล้ชิดและเข้าถึงทุกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ในทุกมิติ “เราเชื่อว่าด้วยมาตรฐานการผลิตจากประเทศญี่ปุ่นที่ไว้วางใจได้ในคุณภาพอันดับ1 มีฟังก์ชั่นตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายทั้งดีไซน์สวยงาม ทันสมัย และความคงทน จะทำให้แบรนด์ทอสเท็มเป็นที่รู้จักและอยู่ในใจของผู้บริโภคคนไทยอย่างแน่นอน” มร. ฮิโรกาซุ โมโรคูม่า กล่าวทิ้งท้าย        
กลับมาอีกครั้งกับงานป๊อปอัพอีเว้นต์ CHANINTR CRAFT

กลับมาอีกครั้งกับงานป๊อปอัพอีเว้นต์ CHANINTR CRAFT

กลับมาอีกครั้งกับงานป๊อปอัพอีเว้นต์ CHANINTR CRAFT พบกับเฟอร์นิเจอร์จาก แบรนด์ดังทั่วโลก ซึ่งโดดเด่นเป็นพิเศษในเรื่องการออกแบบและกระบวนการผลิต ด้วยทักษะเชิงช่างอย่างเอาใจใส่และพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ทำให้ได้เป็นชิ้นงาน เฟอร์นิเจอร์ที่ประณีตสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ Carl Hansen & Son, Conde House, DCW Editions, Emeco, Ethnicraft, Herman Miller, Louis Poulsen, Maruni, Notre Monde และ Ton เป็นต้น พร้อมรับส่วนลดและโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ มากมายกับบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการ   CHANINTR CRAFT จัดที่ Chanintr 61 ซอยสุขุมวิท 61 ระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม - 4 พฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 10.00 - 19.00 น. (วันศุกร์และเสาร์เปิดถึง 21.00 น.)
พฤกษา จับมือ กรมการแพทย์ ลงนาม MOU ร่วมพัฒนาบ้านสำหรับผู้สูงอายุ

พฤกษา จับมือ กรมการแพทย์ ลงนาม MOU ร่วมพัฒนาบ้านสำหรับผู้สูงอายุ

นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และนายแพทย์ สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง “ความร่วมมือทางวิชาการด้านสภาพแวดล้อมที่ใส่ใจความปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ” โดยร่วมกันศึกษานวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีการออกแบบและเลือกใช้วัสดุภายในบ้านที่คำนึงถึงความปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ ที่จะช่วยลดและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ไม่เอื้ออำนวยกับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดเตรียมพื้นที่ตัวอย่างที่มีความปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุที่โรงพยาบาลเลิดสิน เพื่อใช้เป็นสถานที่เรียนรู้สำหรับแพทย์และพยาบาล รวมถึงผู้สูงอายุและญาติผู้ป่วย ตลอดจนการให้ความรู้ในการเตรียมพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุหลังรับการฟื้นฟูจากโรงพยาบาลเมื่อกลับไปใช้ชีวิตประจำวันปกติที่บ้าน ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่พฤกษามีความใส่ใจลูกค้า และชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง
BMAM Expo Asia 2018 ปิดฉากด้วยความสำเร็จอีกครั้ง เผยปีหน้ามาในคอนเซ็ปต์ใหม่ รวมที่สุดเเห่งนวัตกรรมด้านอาคาร

BMAM Expo Asia 2018 ปิดฉากด้วยความสำเร็จอีกครั้ง เผยปีหน้ามาในคอนเซ็ปต์ใหม่ รวมที่สุดเเห่งนวัตกรรมด้านอาคาร

ปิดฉากงาน BMAM Expo Asia 2018 (BMAM 2018) งานแสดงสินค้าเเละการประชุมสัมมนาด้านการบำรุงรักษาอาคารและการบริหารจัดการทรัพยากรอาคารแห่งเอเชีย ครั้งที่ 11 กับความสำเร็จตามความคาดหมาย มีผู้ประกอบการเข้าร่วมแสดงสินค้ากว่า 81 บริษัท มีผู้เข้าชมงานกว่า 3,569 ราย จากกว่า 20 ประเทศ กระตุ้นธุรกิจด้าน FM ด้วยยอดนัดหมายเจรจาธุรกิจกว่า 250 นัดหมาย อิมแพ็คเดินเครื่องประกาศจัดงานปีหน้าในคอนเซ็ปต์ใหม่ในวันที่  27-29 มิถุนายน 2562 อิมแพ็ค เมืองทองธานี มร. ลอย จุน ฮาว ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า การจัดงาน BMAM Expo Asia ในปีนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี คาดการว่าจะมีมูลค่าการซื้อขายจากการเจรจาธุรกิจภายในงานกว่า 240 ล้านบาท ด้านนายวรกร วีราพัชร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิจิตอล บัตเลอร์ จำกัด หนึ่งในผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าในงาน กล่าวว่า “BMAM Expo Asia เป็นจุดนัดพบของกลุ่มผู้บริหารจัดการทรัพยากรอาคาร และเป็นงานแสดงสินค้าที่ตอบโจทย์ ช่วยให้สามารถพบปะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนในแวดวงธุรกิจเดียวกัน ทำให้สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาทางธุรกิจได้ ซึ่งเราได้รับผลตอบรับค่อนข้างดีจากการร่วมเเสดงสินค้าในครั้งนี้” “งาน BMAM Expo Asia 2018 เป็นงานแสดงสินค้าที่ทำให้เราได้พบกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและกลุ่มผู้รับเหมา ถ้าคุณอยากเจาะตลาดในประเทศไทย ที่นี้คืองานแสดงสินค้าที่ตอบโจทย์สำหรับคุณ” นายเฮนรี่ โซ บริษัท บีไคนด์ จำกัด จากประเทศฮ่องกง กล่าวเสริม นายบรรจง สุกรีฑา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า “ภายในงาน BMAM Expo Asia 2018 กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้จัดทำแพลตฟอร์ม Factory 4.0 และสาธิตศักยภาพระบบหม้อน้ำอัจฉริยะ (Smart Boiler) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไอน้ำของหม้อน้ำด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้เชื้อเพลิง ลดการสิ้นเปลืองความร้อนและไฟฟ้า เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล โดยรัฐบาลต้องการแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนในการพัฒนา ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยคาดหวังว่าการดำเนินงานของกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะใช้ความรู้จากทรัพยากรบุคคลให้น้อยที่สุดในการตัดสินใจ และจะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้มากขึ้น” นอกเหนือจากงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมแล้ว งาน BMAM Expo Asia ยังได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการอาคารจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสมาคมต่างๆ เพื่อจัดสัมมนาวิชาการ ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าฟังมากกว่า 890 คน ตลอด สามวัน หัวข้อสัมมนาประกอบด้วย กุญแจสู่การบริหารจัดการอาคารแห่งอนาคต, เมืองอัจฉริยะที่แท้ทำอย่างไร, นวัตกรรมทำความสะอาดยุค 4.0 และ อีกหลายหัวข้อที่มุ่งเน้นให้ความรู้ทางเทคนิคและเทรนด์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรม  FM   โดยในปีหน้างาน BMAM Expo Asia กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 27-29 มิถุนายน 2562 ณ อาคาร 6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำหรับความคืบหน้าในการจัดงานสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.bmamexpoasia.com
LUXURY จับคอลลาเจนใส่หมอนและเครื่องนอน รายแรกในโลก

LUXURY จับคอลลาเจนใส่หมอนและเครื่องนอน รายแรกในโลก

Luxury ผู้นำทางด้านเครื่องนอน อันดับ 1 ของประเทศที่ส่งหมอนให้กับโรงแรม 5 ถึง 6 ดาวทั่วประเทศ วันนี้ Luxury ไม่ได้หยุดนิ่งในการพัฒนาธุรกิจ และผลิตภัณฑ์เพื่อให้ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคให้มากขึ้น ซึ่งได้นำนวัตกรรมที่มีความต่างต่อยอดหมอนเพื่อมองสิ่งดีดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค     คมศานต์ จิวากานนท์ ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีลักซ์ โฮเทล ซัพพลาย จำกัด กล่าวว่า "ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่บริษัทวิจัย และพัฒนา (R&D) ขึ้นมาเป็นผลลัพธ์มาจากการได้จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาในตลาดเครื่องนอน ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาพบว่า หมอนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ว่าผู้ประกอบการรายใดก็สามารถทำได้ แบรนด์ของบริษัทของจะยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดไว้ได้อย่างไร ก็คงต้องขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของหมอนที่มีประโยชน์มากกว่าการนอน และบริการหลังการขายที่ดีซึ่งลูกค้าให้ความไว้วางใจ ตนจึงมีแนวคิดที่จะเพิ่มฟังก์ชันลงไปในหมอนให้เป็นหมอนที่ไม่ธรรมดา เพราะวันหนึ่งทุกคนจะต้องใช้เวลาอยู่บนหมอนกว่า 8 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นควรจะต้องได้อะไรที่มากกว่าการนอน ไม่ใช่มีคุณสมบัติแค่นอนดี หนุนคอสบายแล้วจบ ค้นหาวัตถุดิบที่จะนำมาเป็นส่วนประกอบของหมอนจนทำให้ได้พบกับสาร ที่เรียกว่าคอลลาเจน (Collagen) โดยเลือกใช้สารสกัดที่ได้จากปลามิลค์ฟิช (Milkfish) จากไต้หวันซึ่งเป็นปลาทะเลนํ้าลึกที่เป็นธรรมชาติล้วน โดยปลอดภัยแม้กระทั่งการใช้กับผิวเด็ก โดยนำมาทำเป็นเส้นใยฟิลาเจน (FILAGEN) ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน เมื่อได้คอลลาเจนแบบที่ต้องการแล้ว ประกอบกับผ้าคอตตอน (Cotton) เป็นเส้นใยจากธรรมชาติ และได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่า บอบบางและปกป้องผิวได้ดีที่สุด จึงน่าที่จะนำผ้าคอตตอนผสมกับคอลลาเจนแล้วถักทอออกมาให้เป็นผ้าหรือนำไปอยู่ในหมอน"   คอลลาเจนบนเครื่องนอน คอตตอนที่บริษัทเลือกใช้ เป็นคอตตอนจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นคอตตอนที่ดีที่สุด โดยนำมาถักทอร่วมกับเส้นใยฟิลาเจนซึ่งมีจำนวนเส้นด้ายอยู่ 1,200 เส้น เรียกได้ว่ามีความละเอียดที่สุดในวงการผ้าคอตตอน โดยนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์อย่าง ปลอกหมอน, ผ้าปูที่นอน, ปลอกผ้านวม และหมอน ภายใต้แบรนด์ “ลักษณ์ชัวรี่ คอตตอน คอลลาเจน” (LUXURY COTTON COLLAGEN) “ลักษณ์ชัวรี่ คอตตอน คอลลาเจน” นั้น อยู่ที่นวัตกรรมที่นำมาใช้ ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวในเวลานอน เนื่องจากส่วนใหญ่จะนอนในห้องแอร์ทำให้ผิวแห้ง รวมถึงเรื่องของการกำจัดกลิ่น เพราะผ้าปูที่นอนจะไม่ได้ถูกเปลี่ยนบ่อยเหมือนกับเสื้อผ้าทำให้เกิดการสะสมของสิ่งสกปรก แต่คอลลาเจนจะทำหน้าที่ทำความสะอาดให้ผ้าใหม่อยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยป้องกันรังสียูวี (UV) ที่เกิดจากโทรศัพท์มือถือ นีออน โทรทัศน์ ฯลฯ ได้ถึง 97.7% อีกทั้งคอลลาเจนยังมีคุณสมบัติอยู่แบบถาวร และเมื่อยิ่งซักผ้าก็จะยิ่งนุ่มขึ้นจากคุณสมบัติของคอตตอน     “นี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปกป้องผู้นอน ซึ่งผู้ใช้อาจจะไม่ได้คำนึงถึง ฟังก์ชันทั้งที่เป็นสิ่งที่ต้องใช้งาน และจะดีกว่าไหมหากซื้อผลิตภัณฑ์แล้วสามารถดูแลตัวเอง หรือได้มากกว่าแค่การนอนหลับ เสมือนเป็นด่านสุดท้ายที่ดูแลระหว่างนอน โดยตามปกติผิวจะสูญเสียมอยส์เจอไรเซอร์ไปจากการระเหย แต่คอลลาเจนจะช่วยดักจับให้เข้ามาอยู่ที่เส้นใย ดังนั้น เมื่อผู้ใช้ได้สัมผัสจึงเท่ากับได้รับความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา” อย่างไรก็ตามในอนาคตแบรนด์จะนำเสนอผลิตภัณฑ์เสริมประเภทอื่นเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นผ้าเช็ดตัวคอลลาเจน ซึ่งจะช่วยเรื่องความชุ่มชื้นไม่ใช่เพียงแค่ซับนํ้าได้ดี รวมไปถึงผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดผม หมอนรองคอ รองเท้าสลิปเปอร์ และแม้กระทั่งผ้าผิดตา   เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย คมศานต์ บอกอีกว่า เบื้องต้นจะมุ่งเน้นการทำตลาดที่ปลอกหมอน เพราะสามารถเปลี่ยนได้ง่ายที่สุด โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือทุกกลุ่มที่ใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเครื่องนอน กลุ่มที่ต้องการฟังก์ชันเพิ่มเติมจากนวัตกรรมใหม่ โดยเลือกกำหนดราคาให้สามารถเข้าถึงได้ตั้งแต่กลุ่มผู้บริโภคระดับล่างไปจนถึงระดับบน เพราะต้องการให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ ส่วนช่องทางการจำหน่ายจะเน้นที่การออกงานแสดงสินค้า ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตีมอลล์ อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม และสถานเสริมความงามต่างๆ นอกจากนี้ บริษัทยังได้ทุ่มงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท เพื่อเจาะตลาดทางด้านออนไลน์โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งทีมงานทางด้านออนไลน์ การซื้อสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ออนไลน์ทุกแขนง อีกทั้งยังมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในรูปแบบของแฟชั่นโชว์ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์วันที่ 3 ตุลาคม 2561 โดยมีนางแบบนายแบบชั้นนำอย่างใหม่-ดาวิกา และโป๊ป-ธนวรรธน์ มาร่วมเดินแฟชั่นชุดเครื่องนอนครั้งแรกในประเทศ ไทย ซึ่งจะมีสไตลิสต์อันดับต้นของประเทศมาออกแบบเครื่องแต่งกายที่ทำมาจากผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ และช่วยให้ตัวแทนจำหน่ายของแบรนด์ทำงานได้สะดวกมากขึ้น “ในต่างประเทศบริษัทก็ได้มีการจดเครื่องหมายการค้าไว้เช่นเดียวกัน แต่จะยังไม่ทำตลาดในระยะแรก เพราะต้องการให้คนไทยได้ใช้ก่อน โดยไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศไทย หรือต่างประเทศผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ก็ถือว่าเป็นเจ้าแรกทั้งหมด ทั้งหมวดเครื่องนอนและเส้นใย”  
มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39 ปิดฉาก ผลสำรวจชี้ยอดซื้อหลักมาจากกลุ่มเรียลดีมานด์ ไร้ผลกระทบจากมาตรการของธปท.

มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39 ปิดฉาก ผลสำรวจชี้ยอดซื้อหลักมาจากกลุ่มเรียลดีมานด์ ไร้ผลกระทบจากมาตรการของธปท.

ผลสำรวจหลังงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39 ชี้ความต้องการที่อยู่อาศัยจากกลุ่ม เรียลดีมานด์ยังอยู่ในระดับสูง และสินค้าประเภท คอนโดมิเนียมยังคงครองความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง นายปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39 เปิดเผยถึงผลสำรวจ หลังการจัดงานฯ ว่า ตลอด 4 วัน ตั้งแต่ 4-7 ตุลาคมมีผู้เข้าร่วมงานใกล้เคียงกับครั้งที่ผ่านมา และมียอดจองซื้อ ที่อยู่อาศัยภายในงานเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้และคาดว่าจะมียอดขายตามมาอีกไม่ต่ำกว่า 2 เท่า โดยประเภท ที่อยู่อาศัยที่มีการจองซื้อภายในงานมากที่สุด 3 ลำดับแรกได้แก่ คอนโดมิเนียม คิดเป็น 38 % รองลงมาเป็น บ้านเดี่ยว คิดเป็น 37% และทาวเฮ้าส์คิดเป็น 17% ที่เหลือเป็นสินค้าประเภทบ้านแฝดและอื่นๆ อีก 8 %  นอกจากนี้ ยังมียอดขอสินเชื่อกว่า หนึ่งหมื่นล้านบาท “ผลสำรวจยังระบุอีกว่าผู้ที่ตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในงานครั้งนี้ราว 80% ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และอีก 20 % ซื้อเพื่อ การลงทุน ซึ่งอาจมองได้ว่ามาตรการคุมสินเชื่อของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เน้นไปที่บ้านราคาตั้งแต่ 10 ล้าน บาท และบ้านหลังที่ 2 ยังไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้บริโภคที่มาซื้อที่อยู่อาศัย ในงานมหกรรมบ้านและ คอนโด ครั้งที่ 39  สำหรับผู้เข้าชมงานกว่า 63% เป็นผู้เข้าชมงานมหกรรมฯ เป็นครั้งแรก และอีกประมาณ 37% เป็นผู้ที่เคยมางานแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ผู้เข้าชมงานกว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen Y ในช่วงอายุ 21-30 ปี 38% รองลงมาจะอยู่ในช่วงอายุ 31-40 ปี คิดเป็น 32% และ 30% เป็นกลุ่ม Gen X ในช่วงอายุ 41-50 ปี ขณะที่ ผลสำรวจด้านรายได้ส่วนตัวต่อเดือนชี้ว่าผู้เดินงาน 45% มีรายได้อยู่ไม่เกิน 30,000 บาท และ 26% มีรายได้ ระหว่าง 30,000-50,000 บาท ส่วนที่มีรายได้เกิน 50,000 บาท จะอยู่ที่ 29%”  “ผลสำรวจด้านระยะเวลาที่ต้องการซื้อในอนาคต 1-2 ปี จะอยู่ที่ 31% ขณะที่ระยะเวลา 6-12 เดือน อยู่ที่ 32% และระยะเวลา 1-3  เดือน อยู่ที่ 37% ส่วนด้านงบประมาณในการซื้อที่อยู่อาศัยแต่ละประเภทระบุว่าผู้เข้าชมงาน 27% ต้องการที่อยู่อาศัยระดับ ราคา 1-2 ล้านบาท และ 29% ต้องการระดับ 2-3 ล้านบาท และอีก 32% ต้องการราคา 3-4 ล้านบาท มีเพียง 12 % ที่สนใจที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท” นายปิติพัฒน์ กล่าวสรุป สำหรับงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 40 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-24 มีนาคม 2562 ณ ศูนย์การ ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีนายณพงศ์  ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เป็นประธานในการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 40
SC ต่อยอดมุมมองสำคัญของการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ “เนเบอร์ฮูด บางกะดี” จับมือผู้กำกับชื่อดัง  ร่วมถ่ายทอดแนวคิดแบรนด์สู่โฆษณาชุดใหม่ “...ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัว?”

SC ต่อยอดมุมมองสำคัญของการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ “เนเบอร์ฮูด บางกะดี” จับมือผู้กำกับชื่อดัง ร่วมถ่ายทอดแนวคิดแบรนด์สู่โฆษณาชุดใหม่ “...ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัว?”

นางสาวโฉมชฎา กุลดิลก หัวหน้าสายงานฝ่ายสื่อสารและกลยุทธ์แบรนด์ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “SC ได้สร้างสรรค์แคมเปญสื่อสารมิติใหม่ที่สุดแห่งปี เพื่อสร้างการรับรู้ถึงแนวคิดสำคัญสำหรับการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ โมเดลต้นแบบแห่งแรกสำหรับ SC คือ “เนเบอร์ฮูด” ชุมชนที่ทุกคนมีส่วนร่วมกันออกแบบ โดยร่วมกับผู้กำกับมือหนึ่งของไทย “ต้อม เป็นเอก รัตนเรือง” ในภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ชื่อ “...ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว?” เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ของผู้คนในสังคมถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่หลากหลาย ปรับตัวให้อยู่กับปัญหาได้ในมุมมองที่แตกต่างกัน โดยบอกเล่าถึงสิ่งที่คนเมืองประสบพบเจอในชีวิตประจำวันที่ทำให้กลายเป็นสิ่งเคยชิน ” The Neighbourhood  “เนเบอร์ฮูด บางกะดี” มีจุดมุ่งหมายให้เกิดเป็นโมเดลที่อยู่อาศัยที่ตอบรับการเติบโตของชุมชนเมืองในอนาคต เกิดเป็นพื้นที่สาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ทั้งผู้อยู่อาศัยในโครงการและชุมชมในย่าน รวมถึงการระดมความคิดเพื่อหา Solutions เกี่ยวกับการอยู่อาศัยจาก Co-creators ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้อยู่อาศัยในโครงการ รวมถึงชุมชนในย่าน ซึ่งโครงการนี้เป็นต้นแบบเพื่อใช้ในการพัฒนาที่ดินอื่นของบริษัทต่อไปในอนาคต   “เนเบอร์ฮูด” ชุมชนที่ทุกคนมีส่วนร่วมกันออกแบบนี้  ได้นำการศึกษาด้าน Human-Centric เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของการอยู่อาศัยในเมืองมาปรับใช้อย่างจริงจัง โดยจุดเริ่มต้นเพื่อพัฒนาพื้นที่สาธารณะด้านหน้าโครงการ บนที่ดินขนาดกว่า 200 ไร่ในย่านบางกะดี  โดยมีการทำงานร่วมกับภาคการศึกษา คือ Redek ศูนย์บริการวิจัยและออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทำการศึกษาวิจัยเรื่องความต้องการของมนุษย์เกี่ยวกับการใช้งานพื้นที่ส่วนกลาง ภายในโครงการบ้านจัดสรร รวมถึงศึกษาเรื่องความต้องการใช้งานของพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนในชุมชนสามารถใช้ร่วมกันได้ ก่อนที่จะนำผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาพัฒนาบนที่ดินจริงภายในปี 2562 ต่อไป Neighbourhood Bangkadi ย่านบางกะดี ตั้งอยู่บนเส้นทางเชื่อมต่อถนนติวานนท์และอำเภอเมืองปทุมธานี-รังสิต เป็นย่านชานเมืองทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของกทม. เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยศักยภาพต่อการเติบโตและการอยู่อาศัยในอนาคต มีโครงการพัฒนาหลากหลาย เช่น สถานีรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีชมพูที่อยู่ระหว่างการดำเนินการคาดว่าจะแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2563* บวกกับความเป็นสวนอุตสาหกรรมที่มีโรงงานอุตสาหกรรมในเขตเทศบาลกว่า 60 แห่ง อันถือเป็นแหล่งงานสำคัญ ประกอบกับความเข้มแข็งของอีก 17 ชุมชนที่ร่วมกันพัฒนาท้องถิ่น ทำให้เกิดศักยภาพของทำเลขึ้น พร้อมรับชมเรื่องราว “...ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว?” https://www.youtube.com/watch?v=PHSBj8cixkw และติดตามข่าวสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ “เนเบอร์ ฮูด บางกะดี” ได้ที่ www.scasset.com/theneighbourhood
ทอล์กไอเดียแต่งบ้านเสริมฮวงจุ้ยกับ หมอวั้ง

ทอล์กไอเดียแต่งบ้านเสริมฮวงจุ้ยกับ หมอวั้ง

หากเราต้องการจะตกแต่งห้องสักห้อง หรือบ้านสักหลัง แน่นอนว่าแทบทุกคนก็ต้องรีดไอเดียกันมาอย่างเต็มที่ บ้างก็ต้องไปเสาะแสวงหาแนวทางหรือดีไซน์เก๋ๆ เพื่อมาทำให้ที่อยู่ของเรากลายเป็นบ้านในฝันแบบ ‘โฮม สวีท โฮม’ กันอย่างแน่นอน แต่หากมองลึกเข้าไปในตัวบ้านจริงๆ แล้ว ยังมีปัจจัยเล็กๆ ที่หลายคนมองข้ามไป ซึ่งหากเพ่งมองดีๆ เรื่องนี้ก็เป็นไอเดียแต่งบ้านสุดแสนจะสำคัญที่อยู่เคียงคู่กับความเชื่อของเราๆ มาตลอด แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องของ “ฮวงจุ้ย” นั่นเอง ส่วนใหญ่แล้วฮวงจุ้ยจะถูกมองว่าเป็นความเชื่อรูปแบบหนึ่ง แต่ใช่ว่าเคล็ดลับทุกอย่างในตำราจะเป็นแค่ความเชื่อเท่านั้น  หัวใจสำคัญของฮวงจุ้ยอิงจากหลักจิตวิทยา และยิ่งถ้าบวกกับความรู้ด้าน Interior Design แล้วล่ะก็ ฮวงจุ้ยจะกลายเป็นศิลปะที่น่าสนใจที่บรรดาเหล่าคนรักบ้านไม่ควรมองข้ามกันเลยทีเดียว ที่สำคัญเมื่อไม่นานมานี้ ‘หมอวั้ง’ หมอดูชื่อดังควบตำแหน่งอดีตนิสิตเอก Interior ทอล์กไอเดียแต่งบ้านผ่านแฟนเพจ Horolive.com ซึ่งเป็นเคล็ดลับแต่งบ้านแบบกูรู อย่างนี้ก็ต้องเอามาเล่าให้คนรักบ้านฟังเพื่อเสริมไอเดียใหม่ๆ แบบไม่ให้ตกหล่นกันเลยดีกว่า สิ่งแรกที่นักแต่งบ้านทุกคนต้องรู้ก็คือ คำแนะนำสั้นๆ 3 ข้อ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ คือ บ้านไม่ควรรก, รีบทิ้งของเน่าเสียในบ้าน และไม่ควรเก็บข้าวของที่ชำรุดแล้วไว้ในบ้าน เพราะสิ่งเหล่านี้จะส่งผลในเรื่องความเหน็ดเหนื่อยวุ่นวายในการใช้ชีวิตและการเงิน ซ้ำยังส่งผลให้คนในบ้านเกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอีกด้วย และที่สำคัญบ้านที่ไม่รก ไม่มีของเน่าของเสียก็จะดูสะอาดสะอ้าน สบายตา เสริมพลังด้านบวก พร้อมต้อนรับเรื่องดีๆ ใหม่ๆ เข้ามาในบ้าน นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดของตกแต่งอื่นๆ ที่เราอาจมองข้าม ซึ่งหมอวั้งก็ได้เล่าเคล็ดลับเสริมฮวงจุ้ยตั้งแต่หน้าบ้านยันหลังบ้าน ให้เราไปอัพเดทไม่ให้พลาดสักจุดกันเลยทีเดียว   รองเท้า เริ่มจากสิ่งที่ถูกถอดไว้ก่อนเข้าบ้านกันเลย รองเท้าไม่ควรถูกวางขวางทางเข้าบ้าน เพราะเป็นของที่เหยียบย่ำอยู่ติดเท้า และกลิ่นของรองเท้าจะทำให้บรรยากาศของบ้านไม่ดี ที่สำคัญคือเหล่าสัตว์ร้าย อย่างงู มด และแมลงต่างๆ อาจไปซ่อนตัวอยู่ในรองเท้า ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับเราได้ วิธีแก้ง่ายๆ คือหาชั้นวางรองเท้าที่เป็นระเบียบวางไว้ข้างประตู ก็ช่วยเปิดทางให้ลมพัดเอาบรรยากาศดีๆ เข้าภายในตัวบ้านได้แล้ว   ปลั๊กไฟ เมื่อเดินผ่านประตูบ้านหรือห้องมา ด้านขวามือไม่ควรเป็นแหล่งรวมของปลั๊กไฟที่ไร้ระเบียบ เพราะด้านขวามือของบ้านคือแหล่งพลังงาน การมีปลั๊กไฟจะทำให้เกิดการขัดแย้งกัน ส่วนสายไฟจะสื่อถึงคลื่น หากไร้ความเป็นระเบียบจะแสดงถึงอาการควบคุมอารมณ์ยาก เกิดการโต้เถียงในครอบครัวบ่อยๆ และจะทำให้เกิดอันตรายอีกด้วย   นาฬิกา ห้ามวางอยู่ปลายเท้าเวลานอน เพราะจะทำให้เกิดความกังวล พักผ่อนได้ไม่เต็มที่ สำหรับนาฬิกาดิจิทัล จะเหมาะกับห้องทำงาน ห้องรับแขก ไม่เหมาะกับห้องนอน เพราะจะทำให้เกิดแสงรบกวนในห้อง และหากเป็นนาฬิกาแบบเข็ม ก็ไม่ควรได้ยินเสียงการเดินของนาฬิกา เพราะเสียงของเข็มนาฬิกาสื่อถึงเวลาชีวิตที่เดินไปหาวันสุดท้าย ที่สำคัญที่สุดคือในบ้านห้ามมีนาฬิกาเสีย เพราะจะทำให้การงานติดขัด และสื่อถึงเรื่องราวในชีวิตเราจะหยุด จะติดขัด สะดุด ไม่ราบรื่น โคมไฟ ไม่ควรซื้อดีไซน์ที่มีความแหลม เป็นปลายหอก ปลายธนู ปลายดาบ ที่ทิ่มลงมา โดยเฉพาะในห้องนอน โต๊ะทานข้าว จะส่งผลเรื่องสุขภาพ โคมไฟแบบห่วง หรือแบบกลมจะช่วยให้การทำธุรกิจรุ่งเรือง เพราะสื่อถึงสัญลักษณ์ Infinity โคมไฟสุ่ม หรือแบบตะแกรงเป็นโคมไฟที่ดี สามารถวางไว้ได้ทุกที่ในบ้าน และโคมไฟหลากสี ตามสีเบญจธาตุ แดง ขาว เขียว น้ำเงิน เหลือง จะสื่อถึงลักษณะฮวงจุ้ยที่ดี   กระจก ข้อห้ามสำคัญ คือห้ามติดกระจกตรงกับช่องบานประตู และไม่ควรติดกระจกตรงกับบันไดแนวที่เราเดินขึ้น เพราะมุมนี้แสดงถึงมุมที่เป็นอันตราย รวมทั้งไม่ควรใช้กระจกที่มีดีไซน์ของรอยต่อหลายแผ่น เพราะรอยต่อนั้นจะสื่อถึงความไม่เชื่อมโยง ไม่สมบูรณ์ ซึ่งกระจกที่ปลอดภัยและสามารถติดได้ทุกจุดของบ้านคือ กระจกทรงกลม กระจกทรงรี ไม่มีเหลี่ยม ไม่มีมุม แต่หากต้องติดกระจกที่มีเหลี่ยม ก็ไม่ควรติดหันเหลี่ยมไปทางมุมที่เราใช้ชีวิต เช่น ที่นอน ที่นั่ง ที่ทำงาน ที่เก็บเงิน   วอลล์เปเปอร์ ในยุคที่มีนวัตกรรมอันหลากหลายจึงเกิดวอลล์เปเปอร์ที่สามารถเขียนได้ ลบได้ และมีคุณสมบัติแม่เหล็กติดของโชว์ได้ ซึ่งวอลล์เปเปอร์นี้ไม่ควรติดไว้ในห้องสำคัญ เช่น ห้องรับแขก ห้องนอน ห้องนั่งเล่น เพราะด้านนั้นจะเป็นด้านผนังที่มีพลังไม่ดี เรื่องของลวดลาย วอลล์เปเปอร์ที่มีลายของสัตว์ดุร้ายหรือสัตว์มีพิษ ห้ามติดภายในบ้าน ในห้องนอนควรหลีกเลี่ยงลายที่ดูมีความแหลมคม พันไปมา ยุ่งยาก ซับซ้อน จะส่งผลในมีปัญหาคู่ครอง ผ้าม่าน นับเป็นสิ่งเสริมฮวงจุ้ยที่ดี เพราะหากหน้าต่างหรือประตูหันหน้าเก็บแสงแดดไว้จะทำให้บ้านร้อน ทำให้เราหลับพักผ่อนไม่สบาย ยิ่งถ้าเปิดเครื่องปรับอากาศ ก็จะทำให้พลังร้อนและเย็นมาปะทะกัน จนทำให้เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้ ซึ่งผ้าม่านแบล็กเอาท์ที่กันแสง UV ได้ 100% ก็เป็นของตกแต่งที่ตอบโจทย์ฮวงจุ้ยได้ดี   สี แม้บางสีจะมีความเป็นมงคลสุดๆ แต่ควรคำนึงถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการใช้สีนั้นๆด้วย เช่น สีแดง ไม่ควรทาทั้งบ้าน แต่ควรใช้ในบางมุมของบ้าน เช่น มุมผนังที่เกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แนวของเสาที่บังหลบเหลี่ยม ส่วนของประตู เพราะประตูบ้านส่วนใหญ่จะเป็นมุมของความมีชื่อเสียง ที่สำคัญคือตามหลักฮวงจุ้ยไม่ควรรื้อหรือทุบบ้าน การใช้สีทับเพื่อเปลี่ยนฮวงจุ้ยก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี   การตกแต่งบ้านที่ดีนอกเหนือจากความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยที่หลากหลายแล้ว ดีไซน์เองก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน และสำหรับคนรักบ้านไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือวัยเก๋าเอง ก็ควรระมัดระวังความลงตัวเข้ากันได้ของบรรยากาศบ้าน เพราะหากเราเลือกของตกแต่งที่เป็นมงคล แต่ไม่เข้ากับแนวทางตกแต่งของบ้านเราเลย ก็จะทำให้บรรยากาศนั้นติดลบเอาเสียเปล่าๆ เพราะความเชื่อที่ดีควรตั้งอยู่ในความเหมาะสม และไม่ก่อความเดือดร้อน ที่สำคัญที่สุดคือ เชื่อแล้วต้องมีความสุข เชื่อแล้วต้องสบายใจนั่นเอง

"ยิปซัมตราช้าง" แนะเคล็ดลับรีโนเวทบ้านสร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุ

ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2564 โดยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในสัดส่วนสูงถึง 20%  ทำให้สัดส่วนของผู้สูงอายุต่อประชากรวัยทำงานสูงถึง 1 ต่อ 4 คน (ข้อมูลอ้างอิงจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของคนในสังคมที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการอยู่อาศัยและที่อยู่อาศัยที่ต้องสามารถตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุให้มีความเหมาะสม สะดวกสบาย และปลอดภัยมากขึ้น  “ยิปซัมตราช้าง”  ตระหนักถึงความสำคัญนี้ จึงขอนำเสนอเคล็ดลับ “การรีโนเวทบ้านเพื่อผู้สูงอายุ” เพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่มาพร้อมกับมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สำหรับพื้นที่ใช้งานของผู้สูงอายุที่มีการใช้งานในชีวิตประจำวันบ่อยครั้ง เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ และพื้นที่ใช้สอยส่วนกลาง ควรจัดให้อยู่บริเวณชั้นล่าง เพื่อความสะดวกและปลอดภัยไม่ต้องเดินขึ้นลงบันได เริ่มที่ ห้องนอน ขนาดพื้นที่ห้องนอนควรกว้างขวางพอสำหรับพักผ่อนและทำงานอดิเรก ควรอยู่ใกล้ห้องน้ำหรือมีห้องน้ำในตัว มีหน้าต่างในขนาดและระดับที่เหมาะสมให้มองเห็นทิวทัศน์ด้านนอกชัดเจนและรับแสงธรรมชาติได้ เพิ่มความปลอดภัยด้วยการติดตั้งไฟอัตโนมัติพร้อมเซ็นเซอร์บริเวณเตียงและตามทางเดิน เพื่อช่วยนำทางให้ผู้สูงอายุลุกเดินไปห้องน้ำในเวลากลางคืนได้สะดวกยิ่งขึ้น ห้องน้ำ ไม่ควรมีพื้นต่างระดับ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุกับผู้สูงอายุหากเกิดอาการกล้ามเนื้อหรือแขนขาอ่อนแรง พื้นผิวกระเบื้องต้องไม่ลื่นและมีค่าความฝืดที่เหมาะสม ควรติดตั้งราวจับทรงตัวบริเวณที่นั่งอาบน้ำเพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัย   นอกจากนี้ควรติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือด้วย หากเกิดการล้มและเหตุฉุกเฉินเพื่อคนในบ้านจะสามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที พื้นที่ทั่วไปภายในบ้าน ควรติดตั้งราวจับทรงตัวไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อช่วยพยุงตัวระหว่างเดิน และลดความเสี่ยงในการหกล้ม   วัสดุปูพื้นควรเลือกใช้ที่พื้นผิวเรียบแต่ไม่ลื่น มีความนุ่มแต่ไม่ยวบจะช่วยลดแรงกระแทกได้ และยังช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถทรงตัวได้ดีขณะเดิน ประตูควรเป็นประตูบานเลื่อนระบบรางแขวนด้านบน เพื่อไม่ให้มีธรณีประตูหรือรางกีดขวางด้านล่าง ช่วยลดโอกาสการสะดุดหกล้มและควรมีความกว้างที่มากพอหากต้องรองรับการใช้งานของรถเข็น มือจับประตูต้องมีขนาดที่เหมาะสม ใช้แรงน้อยในการเปิดปิด ไม่ลื่นมือ และไม่มีเหลี่ยมมุมที่อาจทำให้เกิดอันตรายจากการล้มกระแทกหรือเกี่ยวเสื้อผ้า พื้นที่ภายนอก สามารถจัดสรรพื้นที่ทำสวน เพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลายและกระตุ้นให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีชีวิตชีวาได้ด้วยการทำกิจกรรมเบาๆ อย่างเช่น รดน้ำต้นไม้ พื้นทางเดินภายนอกควรเป็นพื้นระดับเดียวและมีความเรียบสม่ำเสมอกันทั้งผืน ควรเลือกใช้วัสดุพื้นที่ไม่ลื่นและช่วยลดแรงกระแทก หากเกิดการล้มก็จะช่วยบรรเทาความรุนแรงได้ นอกจากนี้ยังควรติดตั้งราวจับทรงตัวและเตรียมพื้นที่สำหรับนั่งพักด้วย สำหรับการปรับปรุงและขยายห้องกรณีที่ภายในบ้านมีผู้สูงอายุที่ต้องนั่งวีลแชร์ ทำให้ห้องเดิมกลายเป็นห้องที่เล็กเกินไปจะขยับไปทางไหนก็ติดและกลับตัวไม่สะดวก ในกรณีแบบนี้เราสามารถติดตั้งผนังยิปซัมเพื่อช่วยขยายพื้นที่ได้ ด้วยการรื้อผนังเดิมและขยับแนวผนังเพื่อขยายห้อง โดยควรเลือกใช้ผนังยิปซัมที่มีความหนา12มม. เพราะจะสามารถทนทานต่อแรงกระแทกได้ดี   นอกจากเคล็ดลับด้านบนแล้ว “ยิปซัมตราช้าง” ขอนำเสนอนวัตกรรมระบบปิดผิวผนังอีซี่ฟินิช ตราช้าง (EASYFINISH™ System) “นวัตกรรมเพื่อผิวผนังที่สมบูรณ์แบบ” ช่วยให้ผนังสวยเรียบเนียน ปราศจากรอยร้าว ทำให้ผนังได้ระนาบช่วยให้การติดตั้งเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินเรียบเนียนสวยงาม ทำงานได้งานเร็วขึ้น ช่วยลดมลภาวะจากฝุ่นละออง เหมาะสำหรับบ้านที่มีผู้อยู่อาศัยและต้องการรีโนเวทบ้านให้รองรับกับการใช้งานของผู้สูงอายุได้อย่างครบถ้วน   สำหรับท่านใดที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลการใช้งานเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนยิปซัมตราช้าง โทร. 02-555-0000 หรือ www.siamgypsum.com หรือ facebook fanpage:@GypsumTraChangTH
ออลล์ อินสไปร์ฯ จัดกิจกรรม All Inspire A Taste of Living

ออลล์ อินสไปร์ฯ จัดกิจกรรม All Inspire A Taste of Living

คุณธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ ดิ เอ็กเซล ไรส์ และอิมเพรสชั่น จัดงาน “All Inspire A Taste of Living” กิจกรรมสุดเอ็กซ์ครูซีฟแก่สมาชิก Inspire Hub Member สำหรับ 30 ท่านผู้โชคดีเท่านั้น ที่ได้มาสัมผัสกับประสบการณ์พิเศษที่พร้อมมอบให้กับลูกค้าคนสำคัญ อาทิ กิจกรรม Cooking Session รังสรรค์เมนูอาหารคาว-หวาน ร่วมกับเชฟเบลล์ เชฟสาวสุดมั่นจากรายการ Master Chef Thailand Season 2 และ กิจกรรม The Ultimate Experience สุดยอดความเอ็กซ์ครูซีฟในการชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ Blue Ribbon Screen กับเรื่อง “Johnny English” ซึ่งกิจกรรมนี้จัดขึ้น ณ ลานกิจกรรมพารากอน ซีนีเพล็กซ์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อเร็วๆ นี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่โทร 02 029 9999 หรือ www.allinspire.co.th
โฮมโปร ชี้กลยุทธ์พัฒนาสินค้า Private Brand ชูจุดต่าง ดีไซน์ ฟีเจอร์  ฟังก์ชัน ตอบโจทย์ทุกกลุ่ม Segment เชื่อสัดส่วนเพิ่ม  25% ในอนาคต

โฮมโปร ชี้กลยุทธ์พัฒนาสินค้า Private Brand ชูจุดต่าง ดีไซน์ ฟีเจอร์ ฟังก์ชัน ตอบโจทย์ทุกกลุ่ม Segment เชื่อสัดส่วนเพิ่ม 25% ในอนาคต

โฮมโปร เผยกลยุทธ์การพัฒนาสินค้ากลุ่ม Private Brand หลังพบแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง ชูกลยุทธ์ 3 จุดต่างด้าน ดีไซน์ ฟีเจอร์ และฟังก์ชัน ในระดับคุณภาพดี ราคาย่อมเยา เพื่อตอบโจทย์ทุกกลุ่ม Segment ลูกค้า ที่มีความต้องการแตกต่างกัน เชื่อมั่นจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการเติบโตเป็น 25% ในอนาคต นางสาวสิริวรรณ เสริมชีพ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือโฮมโปร ผู้นำธุรกิจศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์ตกแต่งบ้านครบวงจร  เปิดเผยว่า จากการเปลี่ยนแปลงของตลาดและพฤติกรรมการเลือกซื้อ เลือกใช้สินค้าของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเทคโนโลยี และความหลากหลายของสินค้าที่มีให้เลือกเพิ่มมากขึ้น โฮมโปร ในฐานะธุรกิจ Retail ที่ดำเนินธุรกิจมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 22 ปี ได้ศึกษา วิจัย และนำไปสู่การปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับตลาด และเข้าถึงความต้องการภายใน (Insight) ของผู้บริโภค โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาสินค้ากลุ่ม ไพรเวทแบรนด์ (Private Brand) ที่ปัจจุบันสามารถสร้างสัดส่วนรายได้ได้ถึง 20%   และเพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โฮมโปรได้พัฒนาสินค้ากลุ่ม ไพรเวทแบรนด์ (Private Brand)  ใหม่พร้อมยกระดับสินค้าจาก Good เป็น Better  และ Best ตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า,เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน, ห้องน้ำ, ห้องครัว, เครื่องมือช่าง และอุปกรณ์เกี่ยวกับการทำความสะอาด ด้วยกลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง (Differentiation) ที่ต้องมีคุณค่ากับผู้บริโภคทั้งในด้านดีไซน์ ฟีเจอร์ และฟังก์ชั่น โดยต้องคำนึงถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คุณภาพของสินค้าต้องดีเยี่ยม ได้มาตรฐานในราคาที่จับต้องได้ และหาซื้อได้ที่เดียวคือที่โฮมโปร หรือ Exclusive @ HomePro เท่านั้น   เนื่องจากผู้บริโภคในยุคนี้จะเลือกสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด บวกกับการฉีกกฎแบบแผนทางการตลาดด้วยวิธีการนำเสนอผ่านช่องต่างๆ ผ่านการสร้างประสบการณ์ในรูปแบบ Inspiration video content เพื่อเข้าถึงปัญหา และการแก้ไขได้จริงในเรื่องบ้านด้วยวิธีง่ายๆ ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจมากยิ่งขึ้นขึ้น อีกทั้งยังเลือกใช้กลยุทธ์ในการเข้าถึงง่ายในตัวผลิตภัณฑ์  ด้วยวิธีการกระจายสินค้าให้มากที่สุดทั้งทางหน้าร้านในประเทศ และสาขาต่างประเทศ และบนแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ อีคอมเมิร์ซ ที่สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทั้งทาง Website และ Line ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีในการผลักดันสินค้ากลุ่มไพรเวทแบรนด์ (Private Brand) ให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในอนาคต “การให้ความสำคัญกับการเดินหน้าสร้างสินค้าไพรเวทแบรนด์ระดับพรีเมี่ยมของโฮมโปรนั้น ใช้เวลาและทุ่มเทกันหนักมาก โดยชิ้นงานแต่ละชิ้นที่จะออกสู่ตลาดและวางจำหน่ายได้นั้น ต้องใช้ความประณีตเป็นอย่างมาก  โดยมีเกณฑ์ชี้วัดที่สำคัญคือในเรื่องงบประมาณและคุณภาพที่เท่าเทียมกัน   ลูกค้าเห็นสินค้าแล้วตัดสินใจเลือกซื้อกลับบ้าน ที่สำคัญที่สุดเมื่อใช้แล้วมีการบอกต่อและมีการซื้อซ้ำ นั่นสะท้อนให้เห็นว่าไพรเวทแบรนด์ของเราได้เข้าไปครองใจผู้บริโภค และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่อยู่ในบ้านของลูกค้าอีกด้วย”  นางสาวสิริวรรณ กล่าวเพิ่มเติม   สำหรับกลุ่มสินค้า ไพรเวทแบรนด์ (Private Brand)  ที่มีอัตราการเติบโตเป็นอันดับหนึ่ง คือกลุ่ม Home Textile ภายใต้แบรนด์ HLS – Home Living Style เน้นกลุ่มผ้าเป็นหลักทั้ง ผ้าม่าน หมอน พรม ผ้าปูที่นอน Wallpaper  และของตกแต่งภายในบ้าน ซึ่งสามารถตอบโจทย์ให้กับคนรักบ้านที่มีความต้องการ และไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี ด้วยจุดเด่นในด้านความละเอียดอ่อนของกระบวนการผลิต ออกแบบ และสำคัญที่สุดคือนวัตกรรมที่คำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าเป็นหลัก โดย Product Line ในกลุ่มของ HLS เกือบทั้งหมดได้ผ่านรับการรับรอง หรือ Certificate จากหลากหลายสถาบัน ที่สามารถเชื่อมั่นได้ว่าปลอดภัยกับผู้ใช้งาน การันตีว่าสินค้ามีคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ อาทิเช่น ผ้าม่าน HLS ถูกคัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันที่มีความกังวลเรื่องแสงแดด และสุขภาพผิว โดยได้แบ่งผ้าม่านออกเป็น 2 ชนิด คือ ผ้าม่าน Black out ช่วยป้องกันแสง ป้องกันรังสี UVA/UVB ได้ถึง 99% ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงาน และลดอุณหภูมิภายในห้องได้ประมาณ 3-5 องศา และผ้าม่าน Dim out มีคุณสมบัติช่วยลดแสงเพียงอย่างเดียว  แสงแดดบางส่วนสามารถลอดเข้ามาได้บ้าง ซึ่งผ้าม่านทั้ง 2 ชนิด มีคุณสมบัติโดดเด่นที่ผ่านการรับรองระดับประเทศ ในด้านความปลอดภัยในการใช้งาน และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การันตีด้วยฉลาก  Smart Fabric UV Protection หรือ เนื้อผ้าอัจฉริยะ จากสถาบันอุตสาหกรรมพัฒนาสิ่งทอ (THTI) เพื่อการันตีในเรื่องมาตรฐานและทำความสะอาดง่าย และที่สำคัญใช้การวิธีการย้อมสีที่ปลอดสารก่อมะเร็ง พรม HLS ไม่ได้เน้นแค่ฟังก์ชัน สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องคุณภาพ และความปลอดภัย (Safety) ได้รับการรับรองว่าการผลิตไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือ Confidence in Textile สามารถซักทำความสะอาดได้  กันลื่นได้ดี ด้วย Thermoplastic rubber ที่จะช่วยเรื่องความปลอดภัย Microfiber เส้นใยอ่อนนุ่ม ซับน้ำได้ดี และ Antibacterial ป้องกันเชื้อโรคเกาะบนเส้นใยของพรม และไม่มีผลต่อสุขภาพซึ่งผ่านการทดสอบแล้ว จากสถาบันอุตสาหกรรมสิ่งทอ (THTI) หมอน HLS มีหลากหลายฟังก์ชั่น ที่คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาของลูกค้าที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสุขภาพ ปวดต้นคอ ภูมิแพ้  หรือเป็นหวัด เพราะใช้วัสดุผ้าหุ้มที่ป้องกันแบคทีเรีย รวมถึงไลฟ์สไตล์การนอนที่แตกต่างกัน ซึ่งได้นำเทคโนโลยี เข้ามาช่วยในการผลิต เพื่อให้ลูกค้าสามารถได้สินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม เช่น  หมอนขนเป็น ขนห่าน , หมอนชาโคล , หมอนยางพารา , หมอนสำหรับเด็ก และหมอนเมมโมรี่โฟม   นอกเหนือจากกลุ่มสินค้า Home Textile แล้ว ยังมีแบรนด์อื่นๆที่ได้รับความนิยมภายใต้ Private Brand ของโฮมโปร อาทิ Furdini (กลุ่มเฟอร์นิเจอร์) , Moya  และ TARA (กลุ่มห้องน้ำและกระเบื้อง) , Carini และ Elektra (โคมไฟ) , Cabin (เคาน์เตอร์ครัว) เป็นต้น เพื่อตอบโจทย์ทุกๆพื้นที่ภายในบ้านให้ครบจบในที่เดียว ที่โฮมโปรเท่านั้น นางสาวสิริวรรณ กล่าวปิดท้าย
ศุภาลัยรับรางวัล Thailand Headlines Person of The Year Awards 2018

ศุภาลัยรับรางวัล Thailand Headlines Person of The Year Awards 2018

นายปุณณพันธ์  เหน่งเพ็ชร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานก่อสร้างแนวราบ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนรับมอบรางวัล Thailand Headlines Person of The Year Awards 2018 ในกลุ่มสาขาเศรษฐกิจและสังคม โดยมีนายอาคม  เติมพิทยาไพสิฐ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้มอบรางวัล จัดโดยบริษัท เจียระไน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด   บมจ.ศุภาลัย ได้รับรางวัลดังกล่าวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้บริษัทที่มีบทบาท   ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม มีผลงานโดดเด่นและเป็นที่รู้จักในวงการธุรกิจ และมีข่าวบทสัมภาษณ์ที่ปรากฎในสื่อต่างๆ และโซเชียลมีเดียจำนวนมาก รวมทั้งมีส่วนร่วมสร้างประโยชน์และสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-จีน ณ ห้องพารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อเร็วๆนี้  
30 พ.ย. นี้ แอสเสท เวิรด์ รีเทล ผนึกพลังแบรนด์ชั้นนำ พร้อมเปิดตัว ‘เกตเวย์ แอท บางซื่อ’ เนรมิตสู่ศูนย์การค้าแนวคิด ‘Fulfill You Everyday Life’

30 พ.ย. นี้ แอสเสท เวิรด์ รีเทล ผนึกพลังแบรนด์ชั้นนำ พร้อมเปิดตัว ‘เกตเวย์ แอท บางซื่อ’ เนรมิตสู่ศูนย์การค้าแนวคิด ‘Fulfill You Everyday Life’

นายณภัทร เจริญกุล หัวหน้าสายงานกลุ่มค้าปลีก กลุ่มแอสเสท เวิรด์ รีเทล ในเครือของ  แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น (ทีซีซี กรุ๊ป) ผู้บริหารศูนย์การค้าเกตเวย์ แอท บางซื่อ เปิดเผยว่า ด้วยประสบการณ์การบริหารจัดการโครงการฯและศูนย์การค้าต่างๆ ในกลุ่ม Asset World Retail ที่ผ่านมา บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวศูนย์การค้าเกตเวย์ แอท บางซื่อ ภายใต้แพลตฟอร์ม Community Shopping Mall อย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน นี้ จากการศึกษาในขั้นตอนเตรียมการก่อสร้างศูนย์การค้าเกตุเวย์ แอท บางซื่อ พื้นที่เขตบางซื่อถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ คมนาคม การศึกษา รวมถึงมีประชากรที่อาศัยอยู่เดิมและย้ายเข้ามาอยู่ใหม่จำนวนมาก โดยพื้นที่รอบศูนย์ฯ ในระยะรัศมี 5-7 กิโลเมตรนั้นครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพตอนเหนือ 5 เขต มีเขตบางซื่อ เขตดุสิต เขตบางพลัด เขตจตุจักร เขตพญาไท และ จ. นนทบุรี 2 เขต คือ เขตเมืองนนทบุรี เขตบางกรวย ซึ่งมีจำนวนประชากรอาศัยอยู่กว่า 606,000 คน ทั้งยังมีกำลังซื้อสูง มีรายได้ประมาณ 70,000 บาทต่อครัวเรือน  นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งการค้าดั้งเดิมของกรุงเทพฯ ตอนเหนือที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างมาก จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการพัฒนาธุรกิจรีเทลในย่านบางซื่อนี้ “ย่านบางซื่อแห่งนี้ ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการค้าและศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ที่รายล้อมด้วยสถานที่สำคัญและแหล่งเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการกว่า 14 แห่งและยังใกล้ที่ตั้งรัฐสภาแห่งใหม่ที่ๆ จะมีผู้คนเข้าติดต่อกับหน่วยงานราชกาลมากมายในแต่ละวัน อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศมากกว่า 10 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งมีเจ้าหน้าที่ พนักงานกว่าหมื่นคนที่มีกำลังซื้ออยู่มากมาย โรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากกว่า 23 แห่งรายล้อมรอบพื้นที่ รวมถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่อีก 5 แห่ง และยังมีโครงการที่อยู่อาศัยจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำมากกว่า 18 โครงการ จำนวนรวมกว่า 30,000 ยูนิต นอกจากนี้ ยังถูกวางให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดของไทย และจะกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ในอนาคต (New CBD : New Central Business District) ของกรุงเทพฯ โดยสถานีกลางบางซื่อยังถูกกำหนดให้เป็นต้นแบบของการพัฒนาพื้นที่ในขอบเขตและบริเวณสถานี เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาเมืองใหม่ในพื้นที่รอบสถานีรถไฟความเร็วสูง ที่จะเข้ามาส่งเสริมการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนและพัฒนาโครงการทั้งที่อยู่อาศัยและโครงการเชิงพาณิชย์ ทำให้เกิดทราฟฟิคในย่านดังกล่าวเพิ่มขึ้น ถือเป็นผลดีต่อศูนย์การค้าฯ อย่างมาก” นายณภัทร เจริญกุล กล่าว ทั้งนี้ ยังมีโครงข่ายการคมนาคมที่สมบูรณ์และเป็น Link Gate Hub โดยมีทั้งทางด่วน 2 เส้น ประกอบด้วย ทางด่วนประชาชื่น และทางด่วนศรีรัช รถเมล์สาธารณะ 4 สาย เรือสาธารณะ 3 ท่า รถไฟสถานีบางซื่อ รถไฟฟ้า MRT ถึง 2 สถานี ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีม่วงสถานีเตาปูน และในอนาคตกับรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสีน้ำเงินสถานี บางโพ ที่จะทำให้การเดินทางสะดวกสบาย ดึงดูดกลุ่มคนให้เข้ามาพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งปัจจัยข้างต้นถือเป็นโอกาสทางธุรกิจในการเปิดตัวศูนย์ฯ ที่จะสามารถตอบสนองและเติมเต็มความต้องการของกลุ่มคนในย่านบางซื่อ   “สำหรับภาพรวมการแข่งขันธุรกิจรีเทลในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเมืองเศรษฐกิจนั้น บริษัทฯ มองว่ายังมีอัตราเพิ่มขึ้นต่อเนื่องต่อไปอีก 1-2 ปี ดังนั้น ผู้ประกอบต้องสร้างธุรกิจที่มีความแตกต่างและมีศักยภาพในการตอบโจทย์ของกลุ่มลูกค้า ซึ่งการลงทุนในเมืองขนาดใหญ่ยังมีความน่าสนใจและยังมีช่องทางในการลงทุน ทั้งจากการขยายตัวของการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการดึงดูดนักลงทุน โดยบริษัทฯ จะเน้นการเพิ่มมิติใหม่ๆ ให้แก่วงการธุรกิจรีเทลในไทย ทั้งการใช้โมเดลตลาดชุมชนที่ผสมผสานความลงตัวระหว่างผู้เช่ารายใหญ่และรายย่อย ให้สามารถดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อการเติบโตในระยะยาว รวมถึงต้องพัฒนารูปแบบศูนย์การค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อเติมเต็มความต้องการ และสามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า              ในพื้นที่และบริเวณโดยรอบ ที่จะสามารถใช้เวลากับครอบครัว คนรัก หรือแม้แต่การให้เวลากับตัวเอง เพื่อเติมเต็มช่วงเวลาดีๆ ในแต่ละวันได้ง่ายๆ ใกล้บ้านหรือที่ทำงานได้อยู่เสมอ” นายณภัทร เจริญกุล กล่าวเสริม ด้านนายณพล พรสมบุณ หัวหน้างานแผนธุรกิจและลูกค้า กล่าวว่า ศูนย์การค้าเกตเวย์ แอท บางซื่อ มีพื้นที่กว่า 10 ไร่ และมีพื้นที่ใช้สอยกว่า 95,000 ตารางเมตร รวม 11 ชั้น ที่จอดรถ 1,100 คัน มีพื้นที่ให้เช่าถึง 39,000 ตารางเมตร หรือประมาณ 400 ร้านค้า ด้วยงบลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันปิดการขายไปแล้ว 95% และก่อสร้างแล้วเสร็จกว่า 90% เจาะกลุ่มลูกค้าผู้อยู่อาศัยในพื้นที่บางซื่อและบริเวณโดยรอบ ได้แก่ กลุ่มครอบครัว กลุ่มคนทำงาน กลุ่มนักเรียนนักศึกษา ดำเนินการภายใต้แนวคิด ‘Simple, Complete, Fun and Friendly’ จึงกลายเป็นนิยามของศูนย์การค้าฯคือ “Fulfill Your Everyday Life-เติมเต็มทุกความต้องการในแบบคุณ” ภายใต้ concept ดังกล่าว ภายในศูนย์การค้าจึงได้มีการสร้างความหลากหลายของสินค้าเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างครบครัน ประกอบด้วย โซน Urban Market ที่วางคอนเซ็ปและบรรยากาศให้มีกลิ่นอายความเป็นมาร์เก็ตที่ยกระดับมาตรฐานการบริการ ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหวานใน Take Home, สินค้าเครื่องครัวเครื่องใช้ และสินค้าและบริการเกี่ยวกับการดำรงชีวิตพื้นฐาน โซน Everyday Fashion ที่มีการรวบรวมสินค้าทั้งแบรนด์แฟชั่นเสื้อผ้า ชุดกีฬา รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอางค์ โซน Fast Fashion Brand ที่รวมแบรนด์ชั้นนำมากมายให้เลือกสรรง่ายๆตามสไตล์คุณ Urbano   ที่รวมเทรนด์แฟชั่นไว้อย่างครบครันเพื่อให้ลูกค้าได้สนุกไปกับการแต่งตัวในโลกแฟชั่น โซน Lifestyle Living ซึ่งรวมสินค้าและบริการต่างๆ เกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน ร้านหนังสือ บริการทางการเงินและไอทีไว้อย่างครบครัน โซน Lifestyle Dining เป็นแหล่งรวมร้านอาหารชื่อดังไว้มากมายเพื่อให้นักชิมทุกท่านได้ลิ้มลองและอิ่มอร่อยกับทุกเมนูในทุกๆมื้อ โซน Play & Learn แหล่งรวมความสนุก ความรู้ และส่งเสริม   ทางความคิด ไอเดียสร้างสรรค์ ให้กับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสอนพิเศษ, ติวเตอร์, Kids zone สำหรับวัยเด็กและวัยเรียน โซน Office พื้นที่สำนักงานเช่าสำหรับวัยทำงาน อีกทั้งยังมีโซน Entertainment บริการโรงภาพยนตร์จำนวน 6 โรง ทั้งหมด 1,450 ที่นั่ง และบริการด้านเกมส์ รวมถึงฟิสเนสสำหรับคนรักสุขภาพที่เปิดให้บริการ 24 ชม.   โดยมีไฮไลท์ร้านค้าสำคัญ อาทิ บิ๊กซี ฟู้ด เพลส (Big C Foodplace), เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ (Major Cineplex) , โฮมโปร เอส (Home Pro S), เดอะ เพาเวอร์ ไลฟ์ (The Power Life), ฮาร์เบอร์ แลนด์ (Harbor Land) , เจ๊ทส์ ฟิตเนส (Jetts Fitness), ฟัน เฟสตา (Fun Festa), ยูนิโคล่ (Uniqlo), เอช แอนด์ เอ็ม (H&M), เอทูแซท (AIIZ), บิวเทรี่ยม ( Beautrium), สปอร์ตเวิลด์ (Sport World), วัตสัน (Watsons), บาร์บีคิว พลาซ่า (BBQ Plaza), เคเอฟซี (KFC), ออร์ก้า (Orca), ซานตา เฟ่ (Santa Fe), ชาบูชิ (ShabuShi), สุคิยะ (Sukiya), ไทม์ แอนด์ เทลส์ ตำรับวิเศษไก่ย่าง (Time&Tales), อูมัย บาย โตไก (Umi by Tohkai), ตำมั่ว (TumMour), ยามาซากิ (Yamazaki), ธนาคารกสิกรไทย (Kasikorn Bank), ธนาคารธนชาติ (Thanachart Bank) และอีกมากมายที่จะเติมเต็มทุกความต้องการในแบบของคุณได้อย่างเต็มอิ่ม “ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าให้ศูนย์การค้าเกตเวย์ แอท บางซื่อ กลายเป็นศูนย์การค้าที่อยู่ในใจของลูกค้า สามารถตอบโจทย์ไลฟ์ไตล์คนในย่านบางซื่อ - บางโพ ให้ลูกค้ามีความรู้สึกเป็นเสมือนบ้านหลังที่ 2 และดึงดูดให้ลูกค้าออกมาใช้บริการ โดยเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เติมเต็มชีวิตคนเมืองแบบครบครันที่มีคุณค่าและคุณภาพ ทั้งลานกิจกรรมในร่มและกลางแจ้ง ให้ทุกคนได้เข้าร่วมกิจกรรมได้ฟรี พร้อมรวบรวมร้านอาหารแบบเชนทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์ไตล์เรื่องของอาหารของทุกกลุ่มลูกค้า รวมถึงเป็นศูนย์กลางความสนุกสนานความบันเทิงด้วย play ground ที่สามารถเล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และโรงภาพยนตร์ พร้อมสถานที่ออกกำลังกาย 24 ชั่วโมง จึงเชื่อมั่นว่า ศูนย์การค้าเกตเวย์ แอท บางซื่อ จะเติมเต็มทุกความต้องการในแบบของลูกค้าทุกเพศทุกวัยได้อย่างแน่นอน” นายณพล พรสมบุณ กล่าว   ด้านนางสาวกัญญภัส วิจิตรพรรณกุล หัวหน้างานการตลาด กล่าวถึงกลยุทธ์ด้านการตลาดว่า ทางศูนย์ฯ ได้สื่อสารสร้างการรับรู้ทั้งด้านออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงได้ทำกิจกรรม CSR ร่วมกับมูลนิธิ ซ.โซ่ อาสา เพื่อสร้างความคุ้นเคยและเป็นมิตร เป็นครอบครัวเดียวกันกับผู้คนในพื้นที่ ตลอดจนการออกทรูปและโรดโชว์ตามสถานที่สำคัญ เพื่อเป็นการแนะนำและกระตุ้นการรับรู้กลุ่มเป้าหมาย   “ในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการของศูนย์การค้าเกตุเวย์ แอท บางซื่อ จะได้พบกับความสนุกสนาน ภายใต้คอนเซ็ปต์ Family Fun : สนุกยกบ้าน ที่มีการแสดงให้เห็นถึงการให้บริการของศูนย์การค้าที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของทุกเพศทุกวัยผ่านการแสดงของนักแสดงทั้ง 5 สาย  คือ  แมทธิวและลิเดีย ตัวแทนของสายครอบครัว   คนรุ่นใหม่ เวียร์ ตัวแทนของสายเฮลตี้ ใหม่-ดาวิกา ตัวแทนของสายแฟชั่น และน้องชายทั้ง 2 คน ตัวแทนของสายกินและสายเล่น พร้อมทั้งมินิคอนเสิร์ตจากเจ เจตริน และอีกไฮไลท์ในวันงาน คือ ทางศูนย์การค้าได้จัดเตรียมกล่องของขวัญขนาดยักษ์ เพื่อเป็นการรวบรวมของขวัญต่างๆ จากผู้ที่มาร่วมงามและลูกค้าที่มาศูนย์การค้าฯได้ร่วมกันส่งต่อความสุขสู่น้องๆในช่วงปลายปีกับมูลนิธิ ซ.โซ่ อาสา ตลอดจนโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม จากร้านค้าที่ร่วมกิจกรรมเปิดศูนย์การค้าฯ อีกมากมาย รวมถึงทางเราได้เตรียมสื่อสนับสนุนทั้งโทรทัศน์สื่อกลางแจ้ง สื่อออนไลน์มากมาย เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ สร้างการรับรู้ และกิจกรรมความสนุกอื่นๆ ตลอดทั้งเดือนธันวาคม เพื่อสร้างทราฟฟิคกับศูนย์การค้าฯและร้านค้าของเรา” นางสาวกัญญภัส วิจิตรพรรณกุล กล่าวสรุป   ทั้งนี้ หลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ศูนย์การค้าเกตเวย์ แอท บางซื่อ ยังระดมจัดกิจกรรมอัดแน่นความบันเทิงต่อเนื่องจนถึงเทศกาลปีใหม่ ประกอบด้วย   - วันที่ 1-2 ธันวาคม นี้ เตรียมพบกับไลฟ์แอ็คชั่นโชว์สุดมันส์จาก พาวเวอร์เรนเจอร์ ไดโนฟอร์ซ เบรฟ โชว์ (Power Ranger Dino Force Brave Show) จะได้ตื่นตาตื่นใจกับไลฟ์แอคชั่นโชว์สุดมันส์แบบจัดเต็มทั้งแสง สี เสียง ส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยฉากเวทีชุดใหม่ล่าสุด พร้อมพบปะมาสค์ไรเดอร์ วี1 ครั้งแรกในประเทศไทย และเชิญชมนิทรรศการของเล่นของสะสม Rangers ที่หาชมยาก ให้เข้าชมฟรีตลอดงาน และเมื่อซื้อสินค้าในงานครบ 1,000 บาท ได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมสอยดาว รวมรางวัล 700 ชิ้น  ซึ่งทุกๆที่ลูกค้าจะได้พบกับสินค้าลิขสิทธิ์ถูกต้องในราคาพิเศษให้เลือกช้อปกันอย่างจุใจ   - วันที่ 3-9 ธันวาคม พบกับกิจกรรม Sugar Paradise พบคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบจากศิลปิน Girl Group สุดฮอต ‘BNK48’ พร้อมต้อนรับแฟนคลับและชาวโอตะทุกท่านมาร่วมสนุกกับกิจกรรมสุด Exclusive หลากหลายภายในงาน - วันที่ 10-16 ธันวาคม พบกับกิจกรรม เทศกาลคนโก้ งานวัดสุดฮิปที่สุดในย่านนี้ กับเทศกาลคนโก้   ที่จะชวนเหล่าจิ๊กโก๋ จิ๊กกี๋ ออกมาสนุก ช้อปสุดชิล เดินเทียวเล่นจำลองบรรยากาศกรุงเทพเมืองฟ้าอมร ชมกิจกรรมการแสดง การละเล่นต่างๆ มากมาย   - วันที่ 14-31 ธันวาคม พบกับกิจกรรม Beer Fest บริเวณหน้าศูนย์การค้าฯ ที่มาพร้อมกับศิลปินมากมาย อาทิ ลิปตา, สแตมป์ อภิวัชร์, เบ็น ชลาทิศ, ป๊อป ปองกูล   - วันที่ 17-23 ธันวาคม พบกับเทศกาล Gift Fest งานมหกรรมรวบรวมสินค้าไอเดียสุดชิค พร้อมทั้งของขวัญสุดพิเศษภายในงานพร้อมทั้ง Meet & Greet กับศิลปินชื่อดัง ส่งมอบความสุขส่งท้ายปี   - วันที่ 21-25 ธันวาคม พบกับเทศกาล Christmas Celebration ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข สนุกไปกับเหล่าซานต้าที่มาพร้อมขบวนพาเหรดสุดอลังการกับงาน “The Wonder Wood Christmas” ต้นคริสมาสสูงกว่า 10 เมตรที่แรก ที่เดียวในประเทศไทย พร้อมจำลองบรรยากาศของตกแต่งสุดน่ารักในรูปแบบ Music Box ขนาดยักษ์ และตัวการ์ตูนที่ทำจากไม้ทั้งหมด   - วันที่ 24-31 ธันวาคม พบกับเทศกาล Craft Fest พบกับงานสินค้า Handmade ภายในงานสามารถเข้ามาเดินชมเดินช้อป และสนทนากับคนทำงานฝีมือ ช้อปสินค้าแฮนเมด และผ่อนคลายกับงานคราฟต์เพื่อเป็นการบำบัดไปอย่างไม่รู้ตัว   นอกจากกิจกรรมมากมายในการสร้างสื่อสนับสนุนร้านค้าในศูนย์การค้าฯ ยังจัดเตรียม Shuttle Bus  ให้บริการรับส่งจาก MRT สถานีเตาปูน - เกตเวย์ แอท บางซื่อ ทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. และในวันธรรมดา (วันจันทร์-วันศุกร์) เพิ่มจุดรับส่งที่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCG) ช่วงเวลา 11.30-14.00 น. และ 17.00-18.00 น.   นี่คือ ความพร้อมที่ทางผู้บริหารและทีมงานได้จัดเตรียมไว้เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวชาวบางซื่อ และทำให้เรามั่นใจได้ว่า ศูนย์การค้าเกตเวย์ แอท บางซื่อ จะนำมาซึ่งความสุข ความครบครัน ตอบโจทย์ผู้บริโภคย่านบางซื่อและบริเวณโดยรอบได้อย่างแน่นอน   ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/GatewayatBangsue
ยิปรอคชูนวัตกรรมผนังสำเร็จรูปประสิทธิภาพสูงเพื่อบ้านยุคใหม่ในงาน “Baan & Beyond Expo 2018” 28 กันยายนข-7 ตุลาคม 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ยิปรอคชูนวัตกรรมผนังสำเร็จรูปประสิทธิภาพสูงเพื่อบ้านยุคใหม่ในงาน “Baan & Beyond Expo 2018” 28 กันยายนข-7 ตุลาคม 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตยิปซัมรายแรกของประเทศไทยและผู้คิดค้นนวัตกรรมยิปซัมคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “ยิปรอค” ตอกย้ำจุดยืนบริษัทในฐานะผู้พัฒนาโซลูชั่นส์เพื่อการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนและผู้ผลิตยิปซัมอันดับหนึ่งของเมืองไทย จัดบูธนำเสนอสินค้านวัตกรรมและโซลูชั่นส์การก่อสร้างใหม่ล่าสุดที่ตอบทุกโจทย์ความต้องการของบ้านสมัยใหม่ ในงาน Baan & Beyond Expo 2018 ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน - 7 ตุลาคม 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา   มร.ซิลแวง เบอแดงง์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด (มหาชน) เน้นย้ำว่างานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองของบริษัทในการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีการดำเนินงานในประเทศไทย ด้วยการตอกย้ำถึงชื่อเสียงและจุดยืนของบริษัทในฐานะผู้พัฒนาโซลูชั่นส์เพื่อการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนและผู้ผลิตยิปซัมชั้นนำอันดับหนึ่งของเมืองไทย   “ยิปรอคคือผู้ผลิตยิปซัมระดับพรีเมียม ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์แผ่นยิปซัมและปูนปลาสเตอร์คุณภาพสูงสู่ตลาดเมืองไทย นับเป็นเวลา 50 ปีแล้วที่เราได้สนับสนุนให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตการพัออาศัยที่ดียิ่งขึ้น ผ่านโซลูชั่นส์การก่อสร้างใหม่ล่าสุดที่ดีที่สุด เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงไปของไลฟ์สไตล์การพักอาศัยยุคใหม่ โดยเน้นที่การบริหารจัดการการเติบโตของโครงการ การประหยัดพลังงาน และการปกป้องสิ่งแวดล้อม” มร.ซิลแวง เบอแดงง์ กล่าว “นวัตกรรมคือจุดแข็งที่สร้างความแตกต่างให้ยิปรอคมีความได้เปรียบทางการแข่งขันและเหนือกว่าคู่แข่งจำนวนมากในตลาด การฉลองครบรอบ 50 ปีครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสดีในการตอกย้ำถึงความเป็นเลิศของเราในอุตสาหกรรมก่อสร้างของเมืองไทย”   ภายในบูธยิปรอค เจ้าของบ้านและช่างรับเหมาสามารถศึกษาตัวอย่างนวัตกรรมยิปซัมใหม่ล่าสุดของบริษัท ซึ่งได้รับการออกแบบเพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้อยู่อาศัย และเพื่อสร้างสรรค์พื้นที่อยู่อาศัยที่ดีเยี่ยมได้ในสภาพแวดล้อมทุกรูปแบบ ผลิตภัณฑ์ยิปรอคช่วยในการสร้างสรรค์พื้นที่อยู่อาศัยที่ครบครันทั้งระบบผนัง เพดาน ทางเดิน และบันได ทั้งสำหรับบ้าน สถาบันการศึกษา โรงภาพยนตร์ โรงพยาบาล และอื่น ๆ โดยคำนึงถึงปัจจัยเพื่อการอยู่อาศัยที่สะดวกสบายทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันความร้อน การป้องกันเสียงรบกวน การส่งเสริมการนอนหลับที่ดี การลดความเครียด การป้องกันอาการแพ้ และการประหยัดพลังงาน ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญและทีมงานในบูธยิปรอคยังพร้อมให้คำแนะนำที่มีประโยชน์ในการเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้งานเฉพาะด้านให้เหมาะสมกับงบประมาณของคุณ   สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาในงาน สามารถไปเยี่ยมชม ยิปรอค โซลูชั่นส์ เซ็นเตอร์ (Gyproc Solution Center) สาขาถนนศรีอยุธยา เพื่อดูนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ล่าสุดของยิปรอคได้ ซึ่งมีระบบผนังและเพดานสวยที่สวยงามมากมายทั้งสำหรับที่อยู่อาศัยและอาคารสำนักงาน นอกจากนี้ บริษัทยังมีข้อมูลรายชื่อช่างติดตั้งที่ผ่านการฝึกอบรมโดยยิปรอค พร้อมเกร็ดความรู้และเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพและความคงทนของอาคาร เพื่อการยืดอายุการใช้งานอาคารให้ยาวนานยิ่งขึ้น   ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ http://www.gyproc.co.th/ หรือ https://www.facebook.com/GyprocTH

1 ... 3 4 5