ข่าวอสังหาริมทรัพย์

 

ข่าวอสังหาริมทรัพย์แนะนำ

‘ฮาบิแทท กรุ๊ป’ เปิดเกมขยายตลาดต่างประเทศ ลุยโรดโชว์จีน-ฮ่องกง เชื่อศักยภาพตลาดยังแกร่ง

‘ฮาบิแทท กรุ๊ป’ เปิดเกมรุกขยายตลาดต่างประเทศเต็มสูบ ขน 2 โครงการพรีเมี่ยม วาลเด้น สุขุมวิท 39 และ วาลเด้น สุขุมวิท 31 เดินหน้าจัดกิจกรรมโรดโชว์ 3 เมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว หลังประสบความสำเร็จในตลาดฮ่องกง มั่นใจคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยมในกรุงเทพฯ ยังเติบโตได้อีกมาก จากกลุ่มลูกค้าชาวจีนมีศักยภาพสนใจซื้อและลงทุน แย้มกลยุทธ์ปีหน้าจับมือพันธมิตรรายใหญ่จ่อลุย ตลาดอื่นทั้งในเอเชียและตะวันออกกลาง นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมี่ยมเพื่อการลงทุนของไทย เปิดเผยว่า “ตลาดคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยมของผู้ซื้อชาวต่างชาติยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี โดยบริษัทฯมีแผนขยายตลาดลูกค้าชาวต่างชาติให้มากขึ้น ซึ่งเริ่มจากตลาดลูกค้าชาวจีนและฮ่องกงที่มีความใกล้ชิด ก่อนขยายไปยังตลาดอื่น ๆ ต่อไป โดยจะรุกทำกิจกรรมการตลาด ในทุกช่องทาง ทั้งการจัดกิจกรรมการตลาดในต่างประเทศด้วยตัวเอง และการร่วมมือกับพันธมิตรในการเจาะตลาดตรงเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าต่างชาติได้เพิ่มมากขึ้น”   ทั้งนี้ ฮาบิแทท กรุ๊ป ได้เริ่มจัดทำโร้ดโชว์ที่ฮ่องกงในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ และในช่วงเดือนธันวาคม 2561 ถึง มกราคม 2562 นี้ ยังได้จับมือกับพันธมิตรจีนในการจัดกิจกรรมการตลาดใน 3 เมืองที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว เพื่อเจาะตลาดลูกค้าชาวจีนโดยเฉพาะ ส่วนโครงการที่นำไปเสนอขายในการจัดกิจกรรมการตลาดในจีนครั้งนี้ จะเป็นโครงการที่บริษัทกำลังเปิดขายอยู่ขณะนี้คือ โครงการวาลเด้น สุขุมวิท 39 ซึ่งมีโควต้าสำหรับลูกค้าชาวต่างชาติเหลืออยู่ราว 50 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถขายได้หมดในช่วงไตรมาส 1 - 2 ของปีหน้า และในต้นปี 2562 จะมีนำเอาโครงการใหม่ที่จะไปเจาะตลาดลูกค้าชาวต่างชาติ ได้แก่ โครงการ วาลเด้น สุขุมวิท 31 เป็นโควต้าสำหรับลูกค้าชาวต่างชาติ มูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท “แม้การเติบโตของการซื้อขายโครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ของลูกค้าชาวจีนและฮ่องกงจะชะลอตัว เนื่องจากยังมีปัจจัยความกังวลต่อสถานการณ์ไม่แน่นอนจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน แต่ยังมีกลุ่มลูกค้าชาวจีนที่มีกำลังซื้อและยังให้ความสนใจคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยมที่มีราคาตั้งแต่ 5 - 10 ล้านบาทอยู่ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดเป้าหมายของฮาบิแทท กรุ๊ป เรามั่นใจและเชื่อมั่นว่าสินค้าที่ออกไปนำเสนอจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และคาดว่ากำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าชาวจีนน่าจะเติบโตขึ้นอีกช่วงหลังเทศกาลตรุษจีนในปีหน้า” นายชนินทร์ กล่าว   นอกจาก ฮาบิแทท กรุ๊ป จะให้ความสำคัญในการจัดกิจกรรมการตลาดในจีน และฮ่องกงแล้ว ยังให้ความ สำคัญกับตลาดอื่นด้วยเช่นกัน โดยมองหากลุ่มตลาดใหม่ ๆ เช่น ตะวันออกกลาง และตลาดในเอเชียอย่างญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย   “แม้เราจะมีกลุ่มตลาดเป้าหมายที่ชัดเจนอย่างจีนกับฮ่องกงก็ตาม แต่ฮาบิแทท กรุ๊ป ก็ยังมองหาโอกาสในตลาดเกิดใหม่เพิ่มเติม พร้อมขยายฐานลูกค้า ด้วยการจับมือกับพันธมิตร ใช้กลยุทธ์และขยายช่องทางไปสู่ตลาดใหม่ ๆ มากขึ้น โดยถือเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจตลอดปี 2562 รวมถึงการมีโปรดักส์ใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มเติมขึ้นด้วย” “ฮาบิแทท กรุ๊ป ยังเชื่อมั่นต่อตลาดผู้ซื้อต่างประเทศว่าจะมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นในปีหน้า เพราะประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีเมืองท่องเที่ยวที่ติดอันดับเมืองท่องเที่ยวของโลกซึ่งได้แก่ กรุงเทพฯ และพัทยา โดยมียอดนักท่องเที่ยวเติบโตขึ้นทุกปี ส่งผลให้การลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเติบโต ทั้งฝั่งของผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าไปลงทุนในเมืองท่องเที่ยวเหล่านี้ และฝั่งของผู้ลงทุนรายบุคคลที่เห็นประโยชน์จากการเติบโตของการท่องเที่ยว ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่ และที่สำคัญเมื่อโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC เข้ามา ก็จะทำให้แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่าง พัทยา เติบโตอย่างก้าวกระโดดอีกด้วย" นายชนินทร์ กล่าวปิดท้าย   สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ของฮาบิแทท กรุ๊ป ได้ที่เว็บไซต์ www.habitatgroup.co.th หรือโทร. 02-168-8266   เฟสบุ๊ค www.facebook.com/HabitatGroupProperties ไลน์ @habitatgroup อินสตาแกรม habitatgroup.th          

ข่าวอสังหาริมทรัพย์ล่าสุด

1 2 3 ... 137
‘ฮาบิแทท กรุ๊ป’ เปิดเกมขยายตลาดต่างประเทศ ลุยโรดโชว์จีน-ฮ่องกง เชื่อศักยภาพตลาดยังแกร่ง

‘ฮาบิแทท กรุ๊ป’ เปิดเกมขยายตลาดต่างประเทศ ลุยโรดโชว์จีน-ฮ่องกง เชื่อศักยภาพตลาดยังแกร่ง

‘ฮาบิแทท กรุ๊ป’ เปิดเกมรุกขยายตลาดต่างประเทศเต็มสูบ ขน 2 โครงการพรีเมี่ยม วาลเด้น สุขุมวิท 39 และ วาลเด้น สุขุมวิท 31 เดินหน้าจัดกิจกรรมโรดโชว์ 3 เมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว หลังประสบความสำเร็จในตลาดฮ่องกง มั่นใจคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยมในกรุงเทพฯ ยังเติบโตได้อีกมาก จากกลุ่มลูกค้าชาวจีนมีศักยภาพสนใจซื้อและลงทุน แย้มกลยุทธ์ปีหน้าจับมือพันธมิตรรายใหญ่จ่อลุย ตลาดอื่นทั้งในเอเชียและตะวันออกกลาง นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมี่ยมเพื่อการลงทุนของไทย เปิดเผยว่า “ตลาดคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยมของผู้ซื้อชาวต่างชาติยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี โดยบริษัทฯมีแผนขยายตลาดลูกค้าชาวต่างชาติให้มากขึ้น ซึ่งเริ่มจากตลาดลูกค้าชาวจีนและฮ่องกงที่มีความใกล้ชิด ก่อนขยายไปยังตลาดอื่น ๆ ต่อไป โดยจะรุกทำกิจกรรมการตลาด ในทุกช่องทาง ทั้งการจัดกิจกรรมการตลาดในต่างประเทศด้วยตัวเอง และการร่วมมือกับพันธมิตรในการเจาะตลาดตรงเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าต่างชาติได้เพิ่มมากขึ้น”   ทั้งนี้ ฮาบิแทท กรุ๊ป ได้เริ่มจัดทำโร้ดโชว์ที่ฮ่องกงในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ และในช่วงเดือนธันวาคม 2561 ถึง มกราคม 2562 นี้ ยังได้จับมือกับพันธมิตรจีนในการจัดกิจกรรมการตลาดใน 3 เมืองที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว เพื่อเจาะตลาดลูกค้าชาวจีนโดยเฉพาะ ส่วนโครงการที่นำไปเสนอขายในการจัดกิจกรรมการตลาดในจีนครั้งนี้ จะเป็นโครงการที่บริษัทกำลังเปิดขายอยู่ขณะนี้คือ โครงการวาลเด้น สุขุมวิท 39 ซึ่งมีโควต้าสำหรับลูกค้าชาวต่างชาติเหลืออยู่ราว 50 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถขายได้หมดในช่วงไตรมาส 1 - 2 ของปีหน้า และในต้นปี 2562 จะมีนำเอาโครงการใหม่ที่จะไปเจาะตลาดลูกค้าชาวต่างชาติ ได้แก่ โครงการ วาลเด้น สุขุมวิท 31 เป็นโควต้าสำหรับลูกค้าชาวต่างชาติ มูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท “แม้การเติบโตของการซื้อขายโครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ของลูกค้าชาวจีนและฮ่องกงจะชะลอตัว เนื่องจากยังมีปัจจัยความกังวลต่อสถานการณ์ไม่แน่นอนจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน แต่ยังมีกลุ่มลูกค้าชาวจีนที่มีกำลังซื้อและยังให้ความสนใจคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยมที่มีราคาตั้งแต่ 5 - 10 ล้านบาทอยู่ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดเป้าหมายของฮาบิแทท กรุ๊ป เรามั่นใจและเชื่อมั่นว่าสินค้าที่ออกไปนำเสนอจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และคาดว่ากำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าชาวจีนน่าจะเติบโตขึ้นอีกช่วงหลังเทศกาลตรุษจีนในปีหน้า” นายชนินทร์ กล่าว   นอกจาก ฮาบิแทท กรุ๊ป จะให้ความสำคัญในการจัดกิจกรรมการตลาดในจีน และฮ่องกงแล้ว ยังให้ความ สำคัญกับตลาดอื่นด้วยเช่นกัน โดยมองหากลุ่มตลาดใหม่ ๆ เช่น ตะวันออกกลาง และตลาดในเอเชียอย่างญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย   “แม้เราจะมีกลุ่มตลาดเป้าหมายที่ชัดเจนอย่างจีนกับฮ่องกงก็ตาม แต่ฮาบิแทท กรุ๊ป ก็ยังมองหาโอกาสในตลาดเกิดใหม่เพิ่มเติม พร้อมขยายฐานลูกค้า ด้วยการจับมือกับพันธมิตร ใช้กลยุทธ์และขยายช่องทางไปสู่ตลาดใหม่ ๆ มากขึ้น โดยถือเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจตลอดปี 2562 รวมถึงการมีโปรดักส์ใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มเติมขึ้นด้วย” “ฮาบิแทท กรุ๊ป ยังเชื่อมั่นต่อตลาดผู้ซื้อต่างประเทศว่าจะมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นในปีหน้า เพราะประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีเมืองท่องเที่ยวที่ติดอันดับเมืองท่องเที่ยวของโลกซึ่งได้แก่ กรุงเทพฯ และพัทยา โดยมียอดนักท่องเที่ยวเติบโตขึ้นทุกปี ส่งผลให้การลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเติบโต ทั้งฝั่งของผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าไปลงทุนในเมืองท่องเที่ยวเหล่านี้ และฝั่งของผู้ลงทุนรายบุคคลที่เห็นประโยชน์จากการเติบโตของการท่องเที่ยว ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่ และที่สำคัญเมื่อโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC เข้ามา ก็จะทำให้แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่าง พัทยา เติบโตอย่างก้าวกระโดดอีกด้วย" นายชนินทร์ กล่าวปิดท้าย   สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ของฮาบิแทท กรุ๊ป ได้ที่เว็บไซต์ www.habitatgroup.co.th หรือโทร. 02-168-8266   เฟสบุ๊ค www.facebook.com/HabitatGroupProperties ไลน์ @habitatgroup อินสตาแกรม habitatgroup.th          
“สิงห์ คอมเพล็กซ์” โครงการลักชัวรีมิกซ์ ยูส แห่งแรกในย่านอโศก-เพชรบุรี พร้อมเปิดอย่างเป็นทางการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านการผสมผสานแนวคิดในทุกมิติอย่างลงตัว

“สิงห์ คอมเพล็กซ์” โครงการลักชัวรีมิกซ์ ยูส แห่งแรกในย่านอโศก-เพชรบุรี พร้อมเปิดอย่างเป็นทางการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านการผสมผสานแนวคิดในทุกมิติอย่างลงตัว

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดตัว ‘สิงห์ คอมเพล็กซ์’ เดอะ ลักชัวรี มิกซ์ ยูส คอมเพล็กซ์ โครงการลักชัวรี มิกซ์ ยูส บริเวณหัวมุมถนนอโศก-เพชรบุรีอย่างเป็นทางการ โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 11 ไร่ ประกอบไปด้วย อาคารสำนักงานเกรดเอ “ดิ ออฟฟิศ แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์” 42 ชั้น ที่มีโซนพื้นที่ค้าปลีกรวมร้านค้าและร้านอาหารชื่อดังกว่า 30 ร้าน และคอนโดมิเนียมลักชัวรี “ดิ เอส แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์” สูง 39 ชั้น จำนวน 319 ยูนิต โดดเด่นด้วยแนวคิดในการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ใส่ใจในทุกรายละเอียด พร้อมเติมเต็มไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จากทำเลที่ตั้งเดิมของสถานทูตญี่ปุ่น ณ บริเวณหัวมุมถนนอโศก-เพชรบุรี สู่ทำเลศักยภาพในย่านเขตธุรกิจใหม่ของกรุงเทพมหานคร การเป็นจุดศูนย์กลางคมนาคม ติดกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีเพชรบุรี ใกล้สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ท่าเรืออโศกคลองแสนแสบ และทางพิเศษศรีรัช ทำให้ สิงห์ เอสเตท บริษัทชั้นนำ ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนในประเทศไทยและต่างประเทศ นำโดยนายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทฯ เล็งเห็นศักยภาพของทำเลที่ตั้งดังกล่าว จึงตัดสินใจพัฒนาโครงการ “สิงห์ คอมเพล็กซ์” (SINGHA COMPLEX) โครงการลักชัวรี มิกซ์ ยูส แห่งแรกของย่านอโศก-เพชรบุรี บนพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานแห่งนี้ นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าว “สิงห์ คอมเพล็กซ์ สะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์ที่ต้องการเพิ่มมูลค่าให้กับพื้นที่ประวัติศาสตร์ รวมถึงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อเจาะตลาดพรีเมียมของบริษัทฯ ผ่านการพัฒนาและออกแบบอย่างพิถีพิถัน ใส่ใจในทุกรายละเอียด มีการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยในส่วนของอาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก และคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีให้สามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อการจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด บนพื้นฐานของความตั้งใจของ สิงห์ เอสเตท ที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ในการใช้ชีวิต (Premier Lifestyle Developer) ส่งมอบคุณภาพที่ดีที่สุดทั้งสินค้าและบริการ และที่สำคัญคือการส่งเสริมสังคมและสภาพแวดล้อมให้ยั่งยืน” โดย สิงห์ คอมเพล็กซ์ มุ่งเน้นการสร้างประสบการณของผู้คนเพื่อให้ทุกวินาทีของการใช้ชีวิตครบถ้วน ด้วยการจัดพื้นที่ได้อย่างลงตัว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ ระหว่างการทำงาน พักผ่อน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการระดับมืออาชีพ ผ่านมิติการใช้ชีวิตทั้ง 4 ด้าน คือ การเดินทางและการเชื่อมโยงทุกการใช้ชีวิต (Life Associated) เชื่อมโยงทุกการเดินทางอย่างสะดวกเพื่อคืนเวลาในการใช้ชีวิต สร้างสมดุลทั้งทำงาน พักผ่อน และสังสรรค์กับเพื่อนฝูงภายในที่เดียว การตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มีเอกลักษณ์เพื่อสะท้อนตัวตนของคนยุคใหม่ (Life Characteristics) ค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการทำงาน ใช้ชีวิตกับสังคมคุณภาพ พร้อมรับพลังงานจากสิ่งดี ๆ รอบตัว การใช้ชีวิตทุกวันให้เป็นโอกาสพิเศษ (Life Exclusivity) สีสันใหม่ของชีวิต ถูกสร้างจากความพิถีพิถันในรายละเอียด และบริการที่เป็นเลิศ เพื่อมอบประสบการณ์และโอกาสที่พิเศษยิ่งกว่า และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ (Life Dimension) แสงแดดที่พอเพียง อุณหภูมิที่พอเหมาะ และมีเวลาที่มีคุณภาพ ก่อเกิดเป็นความสุขในทุกมิติ   สิงห์ คอมเพล็กซ์ ประกอบด้วย คอนโดมิเนียมลักชัวรี “ดิ เอส แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์” (THE ESSE at SINGHA COMPLEX) ความสูง 39 ชั้น จำนวน 319 ยูนิต ซึ่งจะมีการส่งมอบให้กับลูกค้าในช่วงปลายปี 2562 และอาคารสำนักงานให้เช่าพร้อมพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า ความสูง 42 ชั้น แบ่งเป็น อาคารสำนักงานเกรดเอ “ดิ ออฟฟิศ แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์” (THE OFFICE at SINGHA COMPLEX) สมาร์ทออฟฟิศแห่งใหม่บนถนนอโศก เพชรบุรี โดดเด่นออกแบบด้วยการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยการใช้ชีวิตทำงาน และส่วนพื้นที่ค้าปลีก ซึ่งเป็นศูนย์รวมร้านค้าและร้านอาหารชื่อดังกว่า 30 ร้าน พร้อมมีพื้นที่สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ พื้นที่ออกกำลังกายลู่วิ่งจ็อกกิ้งบนดาดฟ้า (Rooftop Jogging Track) และพื้นที่ทำงานแบบ Co-working space ซึ่งอยู่ในส่วนของ “Amphitheatre” เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจที่เปิดให้ผู้มาใช้บริการสามารถทำงานและพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย รวมทั้งการบริการระดับมืออาชีพตามมาตรฐานโรงแรมห้าดาว นอกจากนั้นเพื่อรองรับการใช้ชีวิตในยุคดิจิตอล พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ด้านการใช้ชีวิตแบบ SMART LIFE มีบริการ Super WIFI ความเร็วสูงถึง 1GB/Sec. ให้บริการฟรี เรียกได้ว่าเชื่อมโยงทุกแง่มุมของการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมการทำงาน การพักผ่อน หรือการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ทั้งนี้ สิงห์ คอมเพล็กซ์ ยังได้รับการออกแบบมาให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชน ตามหลักกลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืนของ สิงห์ เอสเตท ที่ให้ความสำคัญกับศักยภาพของทำเลที่ตั้ง และการสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะรายละเอียดที่จะสร้างความยั่งยืนให้แก่สิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้าง นายนริศกล่าว “โครงการ สิงห์ คอมเพล็กซ์ สะท้อนให้เห็นแนวคิดในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) อย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่การเลือกที่จะรักษาต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่ในพื้นที่แต่เดิมไว้เพราะต้นจามจุรีสามต้นนี้เป็นสัญลักษณ์ของอโศก และการออกแบบพื้นที่สีเขียวทั้งภายในและภายนอกอาคารภายใต้แนวคิด Urban Sanctuary นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญเรื่องความสวยงามควบคู่ไปกับการเลือกใช้นวัตกรรมอัจฉริยะ เช่น การออกแบบฟินสีทองที่สร้างความโดดเด่นสวยงามให้ตัวอาคารภายนอก ในขณะเดียวกันได้เลือกติดตั้งกระจก Double Glazed ทั้งอาคารเพื่อช่วยในเรื่องลดความร้อน ป้องกันแสงยูวี กันเสียงจากภายนอก และสามารถนำแสงธรรมชาติมาใช้ในอาคาร รวมถึงการออกแบบที่ได้การรับรองมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ซึ่งเป็นมาตรฐานอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมระดับสากล” ร่วมสัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตอันสมบูรณ์แบบที่ สิงห์ คอมเพล็กซ์ โครงการลักชัวรี มิกซ์ ยูส แห่งแรกในย่านอโศก-เพชรบุรี ที่รวบรวมทุกรายละเอียดเพื่อเติมเต็มทุกความต้องการของไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ไว้อย่างลงตัวได้แล้ววันนี้ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook.com/SinghaComplex          
CI กางแผนปี 62 รุกพัฒนาอสังหาฯ ไฮเอนด์ ทุ่ม 6 พันล้าน ผุด 6 โปรเจค เสริมทัพขยายธุรกิจ

CI กางแผนปี 62 รุกพัฒนาอสังหาฯ ไฮเอนด์ ทุ่ม 6 พันล้าน ผุด 6 โปรเจค เสริมทัพขยายธุรกิจ

ชาญอิสสระ เผยแผนขับเคลื่อนธุรกิจปี 62 ผุด 6 โปรเจค มูลค่ากว่า 6 พันล้านบาท ทั้งส่วนต่อขยายโรงแรม บาบา บีช คลับ, วาเคชั่น คลับ สร้างทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่รักการท่องเที่ยวกับที่พักระดับไฮเอนด์ เดินหน้าผุดโครงการใหม่คอนโดหรูย่านสาทร เตรียมนำ  บาบา บีช คลับ หัวหิน เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมศรีพันวา (“กองรีท”) มูลค่าไม่เกิน 550 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าลุยโครงการร่วมพัฒนาและบริหารโรงแรม เสริมทัพการเติบโต   นายสงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เหลือของปีนี้ว่าการแข่งขันด้านการตลาดอาจจะมีความคึกคักลดลงเมื่อเทียบกับช่วงปีที่ผ่านมา โดยได้รับปัจจัยกระทบจากภาคการท่องเที่ยวที่ตัวเลขตกลงในช่วง 2- 3 เดือนมาแล้ว ส่งผลให้รายได้จากภาคการท่องเที่ยวของประเทศลดลงตามไป ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการท่องเที่ยวจากภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ รวมถึงกรุงเทพฯ ที่มีอัตราจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวส่งผลทำให้สภาพหมุนเวียนทางการเงินลดลง ประกอบกับนโยบายสงครามการเงินระหว่างจีนกับสหรัฐฯซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการค้าที่จะมีการวางกฎเกณฑ์เรื่องของการนำเงินออกนอกประเทศมากขึ้น   “ปกติ 2-3 ปีที่แล้วมีการซื้อขายกับชาวจีนเยอะ ชาวจีนมาซื้อคอนโดเมืองไทยค่อนข้างมาก ตอนนี้ลดน้อยลง ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่เห็นได้ชัดว่า ในช่วงปลายปีนี้ตลาดอสังหาฯ อาจจะไม่ได้คึกคักมาก สำหรับกำลังการซื้ออสังหาฯ ที่ผ่านมา มีทั้งชาวไทย และต่างชาติ โดยในส่วนของชาวจีนก็ถือเป็นสัดส่วนที่ช่วยดึงกำลังซื้อได้พอสมควรในการเข้ามาจับจ่ายใช้สอย โครงการหลายๆ โครงการอาจจะมีผลเยอะ จากเหตุการณ์สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ที่ต้องมีการคุมเข้มเรื่องการเอาเงินออกจากประเทศจีน มันก็มีผลส่วนหนึ่งต่อสภาพการหมุนเวียนทางการเงิน ขณะเดียวกันในส่วนของบ้านเราเองมาตรการคุมเข้มของแบงก์ชาติในการปล่อยสินเชื่อ ก็จะมีผลกระทบต่อโครงการที่อยู่ในระดับล่าง-ระดับกลางที่อาจจะได้รับการอนุมัติการกู้จากแบงก์ที่ยากขึ้น โดยในส่วนของการดำเนินธุรกิจของชาญอิสสระ ในช่วงที่ผ่านมา เรามีการทำการตลาดเพื่อระบายสต็อกสินค้าในกลุ่มระดับกลาง-ล่าง มาตลอดทั้งปี อีกทั้งโครงการต่างๆ ของบริษัทเน้นสินค้าระดับไฮเอนด์ จึงส่งผลให้มาตรการดังกล่าวของแบงก์ชาติที่ออกมาไม่ได้มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจมากนัก” นายสงกรานต์ กล่าว   สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 62 บริษัทเตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 6 พันล้านบาท ในการพัฒนาโครงการใหม่ และโครงการส่วนต่อขยาย ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียมหรูย่านถนนจันทร์ - สาทร มูลค่าโครงการ 2 พันล้านบาท, ส่วนต่อขยายโรงแรมบาบา บีช คลับ หัวหิน เมนโฮเทล อาคารสูง 12 ชั้น จำนวน 50 ห้อง มูลค่าโครงการ 1.5 พันล้านบาท, โครงการบ้านพักตากอากาศ พูลวิลล่า 7 หลัง   ภายในโครงการทิวทะเลเอสเตท มูลค่าโครงการ 200 ล้านบาท, วาเคชั่น คลับ อาคารสูง 10 ชั้น 80 ยูนิต ภายในโครงการทิวทะเลเอสเตท มูลค่าโครงการ 1.5. พันล้านบาท รวมไปถึงส่วนต่อขยายของโรงแรม ศรีพันวา ภูเก็ต คอนเวนชั่นฮอลล์ขนาดจุ 400 คน พร้อมห้องพักแบบพูลสวีท จำนวน 20 ห้อง มูลค่าโครงการ 1 พันล้านบาท และโครงการบ้านพักตากอากาศ พูลวิลล่าอีกจำนวน 4 หลัง มูลค่าโครงการ 200 ล้านบาท   “ทั้ง 6 โปรเจค ถือเป็นโครงการที่จะมาช่วยเติมเต็ม และรองรับการขยายธุรกิจของบริษัทในอนาคต โดยเฉพาะในส่วนของการพัฒนาส่วนต่อขยายของโรงแรมไม่ว่าจะเป็นโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต โรงแรมบาบาบีช คลับ หัวหิน โรงแรมบาบา บีช คลับ ภูเก็ต รวมถึงโครงการวาเคชั่นคลับ ซึ่งถือเป็นแนวคิดใหม่ในการพัฒนาที่พักตากอากาศสำหรับกลุ่มคนที่สนใจเป็นเจ้าของห้องพักในงบประมาณที่ไม่ถึงหนึ่งล้านบาท แต่ได้พักในอาคารที่มีการออกแบบและบริการระดับโรงแรม 5 ดาว” นายสงกรานต์ กล่าว   นอกจากนี้ในส่วนของความคืบหน้างานที่ปรึกษา และบริหารงานโรงแรมที่ไฮหนาน มณฑล ยูนนานประเทศจีน กับกลุ่มจุนฟาเรียลเอสเตท มีมูลค่าโครงการกว่า 18,000 ล้านบาท ปัจจุบันก่อสร้างไปแล้วกว่า 40 % ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือนตุลาคม ปี 2562  ซึ่งที่ผ่านมาเราได้รับรายได้จากค่าที่ปรึกษาและจะได้บริหารงานโรงแรม ซึ่งจะเป็นรายได้ระยะยาวให้กับบริษัทต่อไปด้วย และเมื่อไม่นานมานี้กลุ่มจุนฟาก็ได้เชิญทีมพัฒนาโครงการของชาญอิสสระเข้าไปดูพื้นที่และศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงแรมต่อที่ สิบสองปันนา ประเทศจีน เพื่อลงทุนพัฒนาในปีหน้าอีกด้วย ด้านนายดิฐวัฒน์ อิสสระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมการดำเนินธุรกิจในส่วนของโครงการทิวทะเลเอสเตท โครงการ Mixed Use เต็มรูปแบบแห่งแรกในหัวหิน ด้วยคอนเซปต์โครงการบ้านพักตากอากาศแบบครบวงจร ที่มีทั้ง คอนโดมิเนียม โรงแรม พูลวิลล่า ร้านอาหาร รวมถึงพื้นที่รองรับการจัดกิจกรรม อีเว้นท์ และงานสันทนาการต่างๆ ปัจจุบันมีโครงการแล้วเสร็จรวม 4 โครงการ ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม ได้แก่ โครงการบ้านทิวทะเล อความารีน (Aquamarine), โครงการบ้านทิวทะเล บลูแซฟไฟร์ (Blue Sapphire), โครงการบลู (Blu) นอกจากนี้ยังมีโครงการ Baba Beach Club Hotel & Residences Hua Hin และ “บ้านโชค” ซึ่งเป็นบ้านพักตากอากาศเก่าแก่ของตระกูลโชควัฒนา ในสไตล์หัวหินโคโลเนียล ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างดี ประกอบกับเราได้มีการทำกิจกรรมทางการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นยอดขายมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีอีกด้วย   “จากกระแสตอบรับของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาพัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย, จีน,  อเมริกา, ไต้หวัน, สหราชอาณาจักร, เกาหลี, ฮ่องกง, แคนาดา, รัสเซีย, สวิตเซอร์แลนด์ ทำให้ในปีหน้าเราเตรียมที่จะทุ่มงบประมาณในการสร้างส่วนต่อขยายของโรงแรมเพื่อเป็นการรองรับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมตึกสูง (Main Hotel) ซึ่งเป็นอาคารสูง 12 ชั้น จำนวน 50 ห้อง ที่มาพร้อมห้องบอลรูม ขนาดใหญ่, บ้านพักตากอากาศ พูลวิลล่า จำนวน 7 หลัง 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ รวมถึงวาเคชั่นคลับ  อาคารสูง 10 ชั้น จำนวน  80 ยูนิต ” นายดิฐวัฒน์ กล่าว   สำหรับโครงการส่วนต่อขยายในส่วนของพูลวิลล่า (บาบา บีช คลับ เรสซิเดนซ์ เฟส 2) สุดหรู จำนวน 7 ยูนิต ออกแบบดีไซน์ในสไตล์นีโอโคโลเนียลโดย บริษัท ฮาบิต้า จำกัด ประกอบด้วยวิลล่า 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอย 167.50 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้น 31.9 ล้าน มูลค่าโครงการ 200 ล้านบาท โดยมีทีมงานบริหารจากโรงแรมศรีพันวา เข้ามาช่วยบริหารจัดการด้านการลงทุนปล่อยเช่าให้กับลูกค้าอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง นอกจากนี้ในส่วนของการพัฒนาโปรเจคที่เรียกว่าวาเคชั่นคลับ เป็นอาคารสูง 10 ชั้น 80 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1.5 พันล้านบาท ถือเป็นโปรเจคใหม่ที่น่าสนใจสำหรับการสร้างประสบการณ์การวางโปรแกรมการพักผ่อนสำหรับนักเดินทางยุคใหม่ อีกทั้งยังเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ ของการพัฒนาที่พักตากอากาศ สำหรับกลุ่มคนที่สนใจเป็นเจ้าของในงบประมาณที่ไม่ถึง 1 ล้านบาท แต่ได้พักในอาคารที่บริการระดับโรงแรม 5 ดาว โดยในระยะเริ่มต้นจะนำโรงแรมในเครือไม่ว่าจะเป็นโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต, โรงแรม บาบา บีช คลับ ภูเก็ต และ โรงแรม บาบา บีช คลับหัวหิน  เข้าร่วมนำร่องก่อน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2562 นอกจากนี้ในปีหน้าเราได้เจรจากับพันธมิตรในการพัฒนาปั้มน้ำมัน และแหล่งช้อปปิ้ง บริเวณด้านหน้าโครงการ ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 20 ไร่ โดยจะแบ่งพื้นที่ดังกล่าวออกมาจำนวน 6 ไร่ ในการพัฒนาเติมเต็มรูปแบบความเป็นโครงการ Mixed Use ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ขณะที่นายวรสิทธิ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีพันวา แมเนจเมนท์ จำกัด  เปิดเผยถึงภาพรวมการดำเนินธุรกิจโรงแรมที่ผ่านมายังได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีปัจจัยด้านการท่องเที่ยว และการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวจากเหตุการณ์ต่างๆ เข้ามากระทบ แต่ภาพรวมของอุตสาหกรรมโรงแรมก็ยังเติบโตได้ดี โดยในส่วนของอัตราการเข้าพักอาจจะมีการปรับตัวลดลงไปบ้าง แต่ในด้านของการเข้าใช้บริการของร้านอาหาร การใช้สถานที่จัดงาน ยังได้รับการตอบรับที่ดีโดยตลอดทั้งปีที่ผ่านมา มีกิจกรรมอีเว้นทั้งหมด 87 งาน   ทั้งนี้จากภาพรวมการเติบโตของการจัดกิจกรรมอีเว้นท์ ในปีหน้าเราเตรียมพัฒนาส่วนต่อขยายในโครงการโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต ในรูปแบบคอนเวนชั่นฮอลล์ เพื่อให้เป็นแหล่งรองรับการจัดกิจกรรม อีเว้นท์ ได้มากถึง 400 คน พร้อมพัฒนาห้องพักในรูปแบบของพูลสวีทเพิ่มอีกจำนวน 20 ห้อง เพื่อรองรับกลุ่มผู้เข้ามาร่วมกิจกรรมอีเว้นท์ได้มีที่พักผ่อน มูลค่าโครงการรวม 1 พันล้านบาท   อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังได้พัฒนาพูลวิลล่าโซนใหม่ ดีไซน์ในสไตล์ทรอปิคอลคอนเทมโพรารี่ ออกแบบโดยบริษัท แฮบบิต้า จำกัด  ผู้ออกแบบโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต ประกอบด้วยพูลวิลล่า 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ จำนวน 4 หลัง พื้นที่ใช้สอย 150 ตารางเมตร และพื้นที่ส่วนกลางอีกกว่า 1,000 ตารางเมตร มีสระว่ายน้ำและพูลบาร์ มูลค่าโครงการรวม 200 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปลายปี 2562   นอกจากนี้ในปีปลาย 2561 เราเตรียมนำโรงแรม บาบา บีช คลับ หัวหิน เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา หรือกองทรัสต์ SRIPANWA มูลค่าไม่เกิน 550 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอมติจากผู้ถือหน่วยลงทุน ที่จะมีการประชุมในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ โดยหากผู้ถือหน่วยมีมติเห็นชอบการเข้าลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมในครั้งนี้จะส่งผลให้ขนาดมูลค่าทรัพย์สินรวมของกองทรัสต์โตขึ้นจากเดิมที่ประมาณ 3,700 ล้านบาท เป็นมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท        
“ยูนิเวนเจอร์” เผยผลประกอบการ ประจำปี’61 รายได้รวมกว่า 20,900 ล้านบาท มั่นใจปี’62 โตต่อเนื่อง

“ยูนิเวนเจอร์” เผยผลประกอบการ ประจำปี’61 รายได้รวมกว่า 20,900 ล้านบาท มั่นใจปี’62 โตต่อเนื่อง

บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV เผยภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 2561 (ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2560 ถึง 30 กันยายน 2561) โดยมียอดรายได้รวม 20,994 ล้านบาท เติบโต 16% จากช่วงเดียวกันของปี 2560 มีผลกำไรสุทธิส่วนของบริษัทอยู่ที่ 1,006 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้หลักในปี 2562 (ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2561 ถึง 30 กันยายน 2562) กว่า 25,800  ล้านบาท และมีแผนเปิดโครงการใหม่ในปีนี้กว่า 30 โครงการ   นายวรวรรต ศรีสอ้าน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ประจำปี 2561 ว่าบริษัทฯ มีรายได้รวม 20,994 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 16,812 ล้านบาท คิดเป็น 80% ของรายได้รวม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าและโรงแรม 1,687 ล้านบาท ธุรกิจอื่น (รวมธุรกิจสังกะสีออกไซด์) 2,494 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัท 1,006 ล้านบาท   “ในปี 2561 รายได้หลักมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายทั้งจากบ้านและคอนโดซึ่งอยู่ในธุรกิจการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แบ่งเป็นรายได้จาก 14,053 ล้านบาท และรายได้จากคอนโด 2,759 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทฯ มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) รวมทั้งสิ้น 10,050 ล้านบาท มากจากบ้าน 7,200 ล้านบาท และจากคอนโด 2,850 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ในปี 2562 9,800 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเป้ารายได้ปี 2562   อนึ่งในปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายบ้าน 14,053 ล้านบาท โดยมาจากโครงการของกลุ่มแผ่นดินทอง จำนวน 38 โครงการ และในปี 2562 บริษัทฯ วางแผนเปิดโครงการแนวราบใหม่จำนวนกว่า 25 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 28,600 ล้านบาท   ในส่วนคอนโด บริษัทฯ มีรายได้ปี 2561  2,759 ล้านบาท จาก 8 โครงการ ของ บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด หรือ GRAND UNITY และในปี 2562 บริษัทฯ วางแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ จำนวน 5 โครงการ มูลค่าโครงการไม่น้อยกว่า 9,000 ล้านบาท   “สำหรับทิศทางและแผนการดำเนินธุรกิจภาพรวมในปี 2562 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้หลักกว่า 25,800 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 83% ทั้งนี้มาจากบ้านประมาณ 69% และมาจากคอนโด 13% รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าและโรงแรมประมาณ 7% ธุรกิจอื่นๆ (รวมธรุกิจสังกะสีออกไซด์) ประมาณ 10%” นายวรวรรต กล่าวในตอนท้าย        
เปิดตัว “บ้านดี เดอะแฮมิลตัน ชัยพฤกษ์-วงแหวน”

เปิดตัว “บ้านดี เดอะแฮมิลตัน ชัยพฤกษ์-วงแหวน”

ศิริพงษ์ สมบูรณ์ (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วย เพิ่มเกียรติ โพธิเพียรทอง (ที่ 3 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ บ้านดี เดอะ แฮมิลตัน ชัยพฤกษ์-วงแหวน” ทาวน์โฮมอารมณ์บ้านเดี่ยวสไตล์อังกฤษ  บนทำเลศักยภาพริมถนนบางกรวย-ไทรน้อย ด้วยเนื้อที่โครงการ 49 ไร่ มูลค่ารวม 1,300 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการปักธงตลาดอสังหาริมทรัพย์ในโซนนนทบุรีได้อย่างงดงาม หลังกวาดยอดขายในเฟสแรกไปแล้วกว่า 110 ล้านบาท  ณ  สำนักงานขายโครงการบ้านดี เดอะแฮมิลตัน ชัยพฤกษ์-วงแหวน อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี  เมื่อเร็วๆ นี้          
“แสนสิริ” ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ โกยยอดขาย “XT” แบรนด์ใหม่ 3 โครงการรวด ทะลุเป้าพุ่ง 12,000 ลบ. สูงสุดในประวัติศาสตร์  ปลื้ม! โครงการไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมแนวคิดใหม่แบรนด์แรกในไทย ฉีกทุกกฏการอยู่อาศัย โดนใจมิลเลนเนียล

“แสนสิริ” ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ โกยยอดขาย “XT” แบรนด์ใหม่ 3 โครงการรวด ทะลุเป้าพุ่ง 12,000 ลบ. สูงสุดในประวัติศาสตร์ ปลื้ม! โครงการไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมแนวคิดใหม่แบรนด์แรกในไทย ฉีกทุกกฏการอยู่อาศัย โดนใจมิลเลนเนียล

“แสนสิริ” เขย่าวงการอสังหาฯ ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ “XT New Lifestyle Condominium” ไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมแห่งแรกในไทยกับคอนเซปท์ที่ฉีกทุกกฏการอยู่อาศัย กวาดยอดขายทะลุเป้า 12,000 ลบ. สูงสุดในประวัติการณ์ คิดเป็น 75% ของจำนวนยูนิตที่เปิดขาย ภายในเวลาเพียง 3 เดือนกับ 3 ทำเลศักยภาพ XT เอกมัย XT ห้วยขวาง และ XT พญาไท ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตอกย้ำความสำเร็จจากการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์และเข้าใจไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่สะท้อนตัวตนของชาวมิลเลนเนียลอย่างแท้จริง การปั้นแบรนด์ใหม่ที่แข็งแกร่งด้วยแนวคิดฉีกกรอบ “Extend Your Style” เผย 3 ปัจจัยหลักการซื้อ รูปแบบห้องที่เลือกเองได้ Co-Sharing Space พื้นที่ส่วนกลางที่แชร์ร่วมกันระหว่างโครงการครบครันด้วยเทคโนโลยี ทำเลและราคาที่คุ้มค่าตอบโจทย์การอยู่อาศัยและลงทุน นายปิติ จารุกำจร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและบริหารกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “โครงการ XT New Lifestyle Condominium นับว่าเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมแนวคิดใหม่แบรนด์แรกของแสนสิริ ที่มีความท้าทายในการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และมิลเลนเนียล โดยมีมูลค่ารวมโครงการสูงสุดในประวัติศาสตร์ของแสนสิริด้วยมูลค่าถึง 21,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าการเปิดตัวแบรนด์ใหม่และโครงการในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเกินเป้าที่คาดหวังไว้จากการเปิดขายพร้อมกันรวด 3 โครงการ ทุบสถิติยอดขายทะลุถึง 12,000 ล้านบาท คิดเป็น 75% ของจำนวนยูนิตที่เปิดขาย ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายตั้งไว้ที่ 10,000 ล้านบาท ตอกย้ำความสำเร็จของการพัฒนาโครงการและสร้างแบรนด์ไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมแห่งแรกในไทยเพื่อคนรุ่นใหม่และมิลเลนเนียลอย่างแท้จริง” “ปัจจัยความสำเร็จในครั้งนี้ เกิดจากการพัฒนาแบรนด์ที่แข็งแกร่งของ XT ภายใต้แนวคิด “Extend Your Style” ซึ่งเป็นจุดเด่นของโครงการที่ฉีกกฏเกณฑ์ของการอยู่อาศัยเดิมๆ จากการเป็นไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมใหม่แห่งแรกในไทยที่ผู้ซื้อสามารถเลือกออกแบบเลย์เอาท์ห้องและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสไตล์การใช้ชีวิต พื้นที่ส่วนกลางที่พัฒนาจากแนวคิด Co-Sharing Space ที่สามารถแชร์ร่วมกันระหว่างโครงการ XT ที่ครบครันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น Flexible Furniture และ Sansiri Home Service Application ฯลฯ ตลอดจนศักยภาพทำเลโครงการและราคาที่คุ้มค่าของทั้ง 3 แห่ง ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการอยู่อาศัยและลงทุนอย่างแท้จริง ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างกันใน 3 ทำเลโครงการ  ไม่ว่าจะเป็น XT เอกมัย ศูนย์กลางของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตใจกลางเมืองของคนยุคใหม่ ดีไซน์ของโครงการที่โดดเด่นทันสมัย และด้วยราคาที่ดินที่ถีบตัวขึ้นในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลตอบแทนการลงทุนสูงจากการปล่อยเช่า เนื่องจากเป็นโลเคชั่นที่มีดีมานด์สูงจากการเช่าของลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะ ชาวญี่ปุ่น ส่วน XT ห้วยขวาง ทำเลศักยภาพสูงที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางธุรกิจใหม่หรือ CBD ของกรุงเทพฯ  ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีห้วยขวางเพียง 70 เมตร พร้อมด้วยพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกจัดเต็มในพื้นที่กว่า 4 ไร่ ซึ่งหาไม่ได้จากโครงการอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง ขณะที่ XT พญาไท ตั้งอยู่บนทำเลใจกลางเมืองที่เดินทางสะดวกสบายในราคาที่ไม่สูงเกินเอื้อม พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการบนพื้นที่รวมถึงกว่า 6,000 ตารางเมตร” นายปิติ กล่าว นอกจากนี้ แสนสิริ ยังสร้างมิติใหม่ด้วยการมอบไลฟ์สไตล์พริวิเล็จหรือ ‘XT Experience’ ที่สร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยในแบบฉบับ XT ให้กับลูกบ้านตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าอยู่อาศัย ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นจากแนวคิดหลักของโครงการและพฤติกรรมของคุนรุ่นใหม่ คือ ต้องการสิ่งที่ได้รับการออกแบบพิเศษเฉพาะบุคคล (Customized) โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสิทธิประโยชน์หลัก ได้แก่ Dining สำหรับลูกบ้าน XT ที่ชื่นชอบในการทานอาหาร, Travel สำหรับลูกบ้านที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว, Activity สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมสุดแอคทีฟ และ Leisure สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผ่อนคลาย ตลอดจน Co-Sharing Space  ในสำนักงานขายด้วยแนวคิดใหม่ที่เปิดให้ลูกบ้านและคนทั่วไปได้มาใช้สถานที่ส่วนได้จริงเพื่อร่วมแบ่งปันหรือหาไอเดียใหม่ๆในการทำงาน ตลอดจนเป็นแหล่งพบปะพูดคุยงาน โดยมีบริการเครื่องดื่มและบริการ Wi-fi ฟรี อีกด้วย   ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมเซลล์ แกลอรี่ ที่ผสานเอาบรรยากาศคาเฟ่สุดฮิปและ Co-sharing space เข้าด้วยกัน ของทั้ง 3 โครงการ XT เอกมัย XT ห้วยขวาง และ XT พญาไท  ได้แล้ววันนี้ พร้อมรับบริการ เครื่องดื่มและ Wi-fi ฟรี! โดยสามารถร่วมทำแบบทดสอบ XT Personality Test ค้นหาคาแรกเตอร์ที่ตอบโจทย์อิสระการเลือกรูปแบบห้องเฉพาะบุคคล ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.sansiri.com/xt          
สิริ เวนเจอร์ส เผยแผนลงทุนใน 2 สตาร์ทอัพและกองทุนยักษ์จากอเมริกาส่งท้ายปี 61 เตรียมประกาศ “SIRI VENTURES Private PropTech Sandbox” แผนต่อยอดนวัตกรรมสำหรับการพักอาศัยเพื่อลูกบ้านแสนสิริในปี 2562

สิริ เวนเจอร์ส เผยแผนลงทุนใน 2 สตาร์ทอัพและกองทุนยักษ์จากอเมริกาส่งท้ายปี 61 เตรียมประกาศ “SIRI VENTURES Private PropTech Sandbox” แผนต่อยอดนวัตกรรมสำหรับการพักอาศัยเพื่อลูกบ้านแสนสิริในปี 2562

สิริ เวนเจอร์ส สรุปผลการดำเนินธุรกิจในปี 2561 เผยแผนลงทุน Fifthwall กองทุนยักษ์จากอเมริกาและ 2 สตาร์ทอัพที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง Techmetics-Neuron ส่งท้ายไตรมาส 4 หนุนภาพรวมการลงทุนกว่า 300 ล้านตลอดปี แย้มแผนปี 2562 เตรียมประกาศ “SIRI VENTURES Private PropTech Sandbox” เป็น PropTech รายแรกในไทยที่ใช้โมเดลนี้ต่อยอดนวัตกรรมสำหรับการพักอาศัยเพื่อลูกบ้านแสนสิริ จ่อลงทุนใหม่ 600 ล้านบาท ขยับสเกลการลงทุนสู่สตาร์ทอัพซีรีส์เอขึ้นไป นายจิรพัฒน์ จันทร์เจิดศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี บริษัท สิริ เวนเจอร์ส จำกัด (SIRI VENTURES) บริษัทร่วมทุนในรูปแบบ CVC เพื่อวิจัยและลงทุนด้าน PropTech อย่างครบวงจร    เต็มรูปแบบรายแรกของไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินงานในปี 2562 บริษัทได้เตรียมประกาศ “SIRI VENTURES Private PropTech Sandbox” หรือ พื้นที่ประมวลผลเสมือนจริงของเหล่าสตาร์ทอัพโดย สิริ เวนเจอร์ส จะนับเป็น PropTech รายแรกในไทยที่นำโมเดลนี้เข้ามาใช้ต่อยอดนวัตกรรมสำหรับการพักอาศัยเพื่อลูกบ้านแสนสิริ หลังจากความสำเร็จในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาของ สิริ เวนเจอร์ส ภาพรวมการลงทุนตลอดทั้งปี 2561 ทั้งรูปแบบการลงทุนโดยตรงในสตาร์ทอัพ การลงทุนผ่านกองทุน และการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับหน่วยงานต่างๆ มูลค่าการลงทุนรวมมากกว่า 300 ล้านบาท นับเป็นบันไดก้าวสำคัญในการต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมและ PropTech ใหม่ๆ ในไทยอย่างเป็นรูปธรรม เผยนวัตกรรมในที่อยู่อาศัยจากการลงทุนในสตาร์ทอัพปี 2561 ทั้งนี้ บริษัทได้เริ่มนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของสตาร์ทอัพรายต่างๆ ที่ได้เข้าลงทุน นำร่องใช้กับโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริ อาทิ Semtive สตาร์ทอัพที่อยู่ระหว่างพัฒนากังหันลมพลังงานไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัย, การนำนวัตกรรมของ Astralink สตาร์ทอัพด้าน Construction Tech ผู้พัฒนาเทคโนโลยีแอพพลิเคชันสำหรับตรวจสอบงานก่อสร้าง 3 มิติแบบเรียลไทม์ มาควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง โดยอยู่ระหว่างการทดสอบใช้งานในหลายโครงการของแสนสิริ, การเตรียมเปิดตัว แสนสิริ โฮม เซอร์วิส แอพพลิเคชัน ให้ก้าวสู่อีกขั้นกับการพัฒนา AI ให้โต้ตอบได้ทันที รองรับโลกขยับ             สู่ยุค “สั่งการด้วยเสียง” ด้วย AI แบบ Human-like เต็มรูปแบบ ซึ่งพัฒนาโดย Onion Shack สตาร์ทอัพผู้พัฒนาการสนทนาด้วยเสียงผ่านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ AppySphere สตาร์ทอัพผู้พัฒนาระบบ Home Automation, Farmshelf สตาร์ทอัพด้าน Living Tech จากสหรัฐอเมริกาที่พัฒนาการปลูกผักอัจฉริยะภายในที่พักอาศัย รวมถึงการเริ่มนำ e-Scooter จาก Neuron สตาร์ทอัพสัญชาติสิงคโปร์มาทดลองใช้ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นครั้งแรก ชู Startup Ecosystem พาสตาร์ทอัพไทยสู่ ซิลิคอน วัลเลย์ เวทีสตาร์ทอัพระดับโลก นอกจากนี้บริษัทยังสามารถช่วยส่งเสริมระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ (Startup Ecosystem) ให้เติบโต ทั้งการจับมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีในไทยและระดับโลกรวม 12 ราย โดยในปีนี้ สิริ เวนเจอร์ส ได้ร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งมากมาย อาทิ Startup Thailand, Microsoft Thailand, dtac accelerate, Hubba Thailand และ Unicef ซึ่งแสนสิรินับเป็นองค์กรแรกในประเทศไทยที่ได้รับเลือกให้เป็น UNICEF’s Selected Partner นอกจากนี้ยังมีพันธมิตรทั้งที่เป็น Accelerator มหาวิทยาลัย และองค์กรรัฐ ที่มีส่วนผลักดันการเติบโตของสตาร์ทอัพอีกมากมาย รวมถึงการร่วมจัดงาน        ที่สนับสนุนองค์ความรู้ ติดอาวุธให้แก่คนในอีโคซิสเท็ม เช่น Techsauce Global Summit 2018, Startup Thailand 2018 การพาสตาร์ทอัพไทยไปสู่เวทีสตาร์ทอัพระดับโลกอย่าง ซิลิคอน วัลเลย์ การจัดงานแฮกกาธอน เพื่อให้สตาร์ทอัพได้โชว์ผลงาน ซึ่งรวมถึงงานแฮกกาธอนที่บริษัทจะร่วมกับ Google Developer Thailand ในวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้ด้วย   จับมือ Startup Platform ใหญ่ในจีน “China Renaissance” สร้างเครือข่ายสตาร์ทอัพในจีน นอกจากการลงทุนในสตาร์ทอัพแล้ว สิริ เวนเจอร์ส ยังได้ร่วมมือกับ Startup Platform ระดับโลก อาทิ “Plug and Play” จากซิลิคอน วัลเล่ย์ส สหรัฐอเมริกา และ “SOSA” จากอิสราเอล ซึ่งทั้งสองเป็นเครือข่ายของสตาร์ทอัพเกือบหมื่นรายจากทั่วโลก รวมถึงล่าสุดในความร่วมมือกับ “China Renaissance” ในการลงทุนในกองทุน “Hua Xing” กองทุนใหญ่ในประเทศจีนที่มีเครือข่ายสตาร์ทอัพในระดับยูนิคอร์นในเครือข่ายอยู่มากกว่า 20 สตาร์ทอัพ ที่จะช่วยเชื่อมโยง สิริ เวนเจอร์ส ให้พบกับสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยในประเทศจีนได้รวดเร็วและมากขึ้น ลงทุนกองทุนยักษ์จากอเมริกา และ 2 สตาร์ทอัพ ส่งท้ายปี 61  "ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทยังได้เข้าลงทุน Fifth Wall กองทุนยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกาที่มุ่งลงทุนในเทคโนโลยีด้านอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกที่จะช่วย สิริ เวนเจอร์ส ค้นหาสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยได้กว้างขวางและรวดเร็วขึ้น รวมถึงการลงทุนเพิ่มเติมในอีก 2 สตาร์ทอัพที่น่าสนใจ ได้แก่ การเข้าถือหุ้นใน Techmetics ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพหนึ่งในสองผู้พัฒนาหุ่นยนต์ให้บริการ (Deliverly Robot) ในโลกจากประเทศสิงคโปร์ โดยที่ผ่านมาแสนสิริได้นำ “แสนดี” เข้ามาใช้ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นครั้งแรก ในโครงการ เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า นอกจากในประเทศไทย Deliverly Robot ซึ่งพัฒนาโดย Techmetics ยังมีแนวโน้มได้รับการตอบรับที่ดีจากทั่วโลก ณ ปัจจุบัน Techmetics ได้ขยายการเปิดสาขาเพิ่มเติมใน ซิลิคอน วัลเล่ย์ สหรัฐอเมริกา และพัฒนา Deliverly Robot เพื่อนำไปใช้ในโรงแรมชั้นนำ อาทิ แมริออท ซิลิคอน วัลเล่ย์, โยเทล นิวยอร์คและไมอามี่ โรงพยาบาลในออสเตรเลียและไต้หวัน รวมทั้งปีหน้ามีแผนการขยายสาขาการพัฒนาไปยังแคนาดาและยุโรป นอกจากนี้บริษัทยังลงทุนใน Neuron สตาร์ทอัพสัญชาติสิงคโปร์ผู้พัฒนา e-Scooter เพื่อนำมาใช้ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นครั้งแรก โดยอยู่ระหว่างการทดลองใช้ที่ฮาบิโตะ ใน T77 และโครงการภายใต้แบรนด์ ดีคอนโด ที่เชียงใหม่”นายจิรพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติม สำหรับปี 2562 บริษัทเตรียมลงทุนในมูลค่ารวม  600 ล้านบาท ในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ลงทุนไปแล้วมาต่อยอด เช่น การพัฒนายกระดับ แสนดี หุ่นยนต์ให้บริการของแสนสิริที่จะสามารถให้บริการได้มากกว่าการช่วยส่งพัสดุ การลงทุนใหม่ในสตาร์ทอัพและ Venture Capital ที่จะขยับสเกลการลงทุนในสตาร์ทอัพในระดับซีรี่ส์เอขึ้นไป การสนับสนุนระบบนิเวศสำหรับสตาร์ทอัพ จะเริ่มขยายตลาดการสนับสนุนสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีสู่ระดับเอเชียมากขึ้นจากในปีนี้ ซึ่งเน้นสนับสนุนในประเทศไทยเป็นหลัก และการวิจัยและพัฒนา (Lab & Development) จะยังคงเดินหน้าพัฒนางานวิจัยร่วมกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในทั้ง 4 ด้านภายใต้แผนการดำเนินงานของ สิริ เวนเจอร์ส ในปี 2562 จะครอบคลุมความต้องการของลูกค้าแสนสิริได้ในทุกด้าน รวมถึงยังยกระดับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยผ่านการสร้างระบบนิเวศเพื่อการพัฒนาด้าน PropTech และ Living Tech ที่ยั่งยืน          
คิง ไว กรุ๊ป เชื่อมั่นตลาดไทย เดินหน้าเปิดคอนโดฯ หรูแห่งแรก “S61 SUKHUMVIT BY KWG” บนทำเลสงบเงียบ ใจกลางเอกมัย มูลค่าโครงการกว่า 1,500 ลบ. ในราคาเริ่มต้น 7.69 ลบ.

คิง ไว กรุ๊ป เชื่อมั่นตลาดไทย เดินหน้าเปิดคอนโดฯ หรูแห่งแรก “S61 SUKHUMVIT BY KWG” บนทำเลสงบเงียบ ใจกลางเอกมัย มูลค่าโครงการกว่า 1,500 ลบ. ในราคาเริ่มต้น 7.69 ลบ.

จากความสำเร็จในการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว วิลล่า อะคาเดีย ศรีนครินทร์ คิง ไว กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่อสังหาจากฮ่องกง เชื่อมั่นศักยภาพของตลาดอสังหาฯ เมืองไทย เดินหน้าเปิดโครงการคอนโดมิเนียมหรู Low Rise  แห่งแรก “S61 SUKHUMVIT BY KWG” Luxury Condominium ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านเอกมัย แต่ให้ความรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เริ่มต้นยูนิตละ 7.69 ล้านบาท มูลค่าโครงการกว่า 1,500 ล้านบาท คาดปิดการขายภายในปี 2562 นายเฮนรี ชาน รองประธานกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิง ไว กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “KWG” เปิดเผยต่อสื่อมวลชนในโอกาสแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “S61 SUKHUMVIT BY KWG” อย่างเป็นทางการ ณ สำนักงานขายโครงการบนถนนพระราม 4 ว่า King Wai Group (KWG) เป็นกลุ่มบริษัทจากฮ่องกงที่มีฐานอยู่ในจีน ทางกลุ่มมีธุรกิจหลากหลาย ทั้งอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการเงิน และธุรกิจค้าปลีกข้ามพรมแดน โดยมีโครงการ IMX (International Merchandise Exhibition and Exchange Center) หรือศูนย์จัดแสดงสินค้าครบวงจร รองรับโอกาสในการขยายตลาดนำเข้าสินค้าไปยังประเทศจีน ทางกลุ่มได้พัฒนาธุรกิจดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบ ตามโมเดล “Store-Warehouse-Exhibition-Customer” โดยมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างช่องทางออนไลน์-ออฟไลน์ จากทั้งในและต่างประเทศ คิง ไว กรุ๊ป มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมชื่อเสียงในธุรกิจมายาวนานกว่า 30 ปีในประเทศจีนและฮ่องกง โดยเริ่มขยายธุรกิจออกนอกประเทศหลังการปรับใช้นโยบาย “Belt and Road Initiative” (BRI) ของรัฐบาลจีน ทางกลุ่มเล็งเห็นว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว อีกทั้งยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศที่พร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางและประตูสู่การทำธุรกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต ชื่อ คิง ไว กรุ๊ป อาจยังไม่คุ้นกับคนไทยมากนักในวันนี้ แต่ถ้าเอ่ยถึงโครงการระดับเมกะโปรเจคที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด โครงการ "King Wai City Oasis" ซึ่งตั้งอยู่ในเซี่ยงไฮ้และเทียนจินมีพื้นที่ใช้สอยรวมกันมากกว่า 1.8 ล้านตารางเมตร และได้รับการรับรองจากศูนย์พิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กระทรวงปกป้องสิ่งแวดล้อม แห่งชาติจีน ให้เป็น "ที่อยู่อาศัยที่เป็นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม" และ "อาคาร Low-Carbon Building" นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Bauhinia Valley ในเขตเป่าซาน มหานครเซี่ยงไฮ้ อันเป็นผลงานชิ้นเอกของ คิง ไว กรุ๊ป ในด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ มุ่งเน้นการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม นวัตกรรมและเทคโนโลยี เชื่อมโยงแบรนด์ระดับโลกสร้างฐานอุตสาหกรรมของอนาคต ในส่วนของภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีที่ผ่านมาจะเติบโตไม่มากนัก แต่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังคงมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีโครงการมากมายสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งมวลชนที่ทำให้การคมนาคมสะดวกขึ้น หรือแพลตฟอร์มต่างๆของภาครัฐเพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจ ทางเราคิดว่า ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลและจำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยนี้ จะส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเราสามารถเติบโตไปได้ดี โดยเฉพาะแผนการขยายเมืองของไทย และกลยุทธ์การสร้างไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใน ASEAN จะส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เติบโต ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ไม่ได้มีเพียงคนไทยเท่านั้นที่ลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่มีนักลงทุนต่างชาติมากมายโดยเฉพาะจีน ที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจคอนโดมิเนียมไทย คิง ไว กรุ๊ป เองถนัดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แต่เรามีคติสำคัญคือ “เราไม่ใช่แค่สร้างสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น แต่เราสร้างสังคมที่มีคุณภาพด้วย” ดังนั้น โครงการของเราจะเน้นที่คุณภาพที่สมราคา เลือกทำเลที่เหมาะกับการทำโครงการ วางแผนการทำธุรกิจอย่างรัดกุมและแสวงพันธมิตรทางธุรกิจที่เหมาะสม เราจึงมั่นใจว่า การขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มในไทยจะได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุนทั้งในไทยและต่างชาติ “แม้ว่าบริษัท คิง ไว กรุ๊ป จะเข้ามาในเมืองไทยได้ไม่นาน แต่เราก็ได้มีการสร้างพื้นฐานที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ คิง ไว กรุ๊ป ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีโดยเราได้มีการขายโครงการ “วิลล่า อะคาเดีย ศรีนครินทร์” ไปจนหมดโครงการแล้ว และ พื้นที่ของอาคารจูเวลเลอรี่เซ็นเตอร์ที่ คิง ไว กรุ๊ป เป็นเจ้าของร่วมก็ได้รับการปล่อยเช่าไปร้อยละ 90 แล้ว ตอนนี้ คิง ไว กรุ๊ป กำลังมุ่งมั่นที่จะขยายฐานธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยโครงการ S61 SUKHUMVIT BY KWG  ที่เรากำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม 2561 จะเป็นโครงการคอนโดมิเนียมแห่งแรกของเราในเมืองไทย กลุ่มลูกค้าหลักของเราคือ กลุ่มลูกค้าที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ใจกลางกรุงเทพแต่ก็ต้องการมีพื้นที่เงียบสงบส่วนตัว กลยุทธ์ที่เราจะจับกลุ่มลูกค้าดังกล่าวคือการมีทำเลที่ตั้ง การออกแบบดีไซน์ และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้า  มูลค่าโครงการกว่า 1,500 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายปิดการขายภายในปี 2562” โครงการ S61 SUKHUMVIT BY KWG  เป็นคอนโดมิเนียมหรูแบบ Low Rise 8 ชั้น 2 อาคาร บนเนื้อที่  1-1-98 ไร่ เป็นส่วนตัวสูงสุดด้วยจำนวนยูนิตเพียง 126 ยูนิต หรือ 9 ยูนิตต่อชั้นเท่านั้น ด้วยพื้นที่อยู่อาศัยกว้างขวางเริ่มต้น 40-160 ตารางเมตร โดยมีแบบห้องให้เลือก 4 แบบ ได้แก่ 1-Bedroom ขนาด  40-46 ตารางเมตร 2-Bedrooms ขนาด  56-70 ตารางเมตร 3-Bedrooms ขนาด  79–95 ตารางเมตร และ Penthouse  ขนาด 135–160 ตารางเมตร ราคาขายเริ่มต้นต่อหน่วยที่ 192,000 บาท/ตารางเมตรโดยประมาณ ในราคาเริ่มต้นที่ 7.69-10 ล้านบาท Fully-Furnished ตกแต่งครบด้วยเฟอร์นิเจอร์และวัสดุระดับพรีเมียม มอบทุกองค์ประกอบชีวิตที่เหนือกว่า ด้วย Timeless ดีไซน์ที่สะท้อนความหรูหรา มาพร้อมความสะดวกสบายครบครัน สะท้อนความหรูหราสง่างาม ด้วยดีไซน์ Facade ที่พิถีพิถัน จากการเลือกใช้กระจก EURO Grey ที่โดดเด่นเรื่องความปลอดภัย แข็งแรงทนทาน ช่วยดูดซับความร้อน และลดเสียงรบกวนจากภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพ ติดตั้งแผง Solar Panel เพื่อช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในพื้นที่ส่วนกลางและทางเดินภายในอาคารจากพลังงานธรรมชาติช่วยสะท้อนแนวคิดของความใส่ใจสังคมส่วนรวม นวัตกรรมล้ำสมัยเพื่อความสะดวกสบายของชีวิตเมือง ด้วย Automatic Car Parking ระบบจอดรถอัตโนมัติช่วยประหยัดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่และความปลอดภัย มอบชีวิตที่สะดวกสบายอย่างแท้จริง ทำชีวิตให้เป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้ว ด้วยการนำ Smart Home Technology เทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการควบคุมการเปิดปิดไฟ และการตั้งอุณหภูมิภายในห้อง ผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ  Security System เพื่อความปลอดภัยและอุ่นใจสูงสุดของผู้อยู่อาศัย ด้วย Digital Door Lock ที่ให้คุณสะดวกสบายโดยการเข้าออกยูนิตด้วยรหัสส่วนตัว และการใช้ระบบ Key Card Access สำหรับทางเข้าหน้าโครงการ และบริเวณที่จอดรถอัตโนมัติ สำหรับผู้สนใจสามารถลงทะเบียนรับข้อเสนอพิเศษรับส่วนลดสูงสุด 400,000 บาท* และ iPhone Xs* และข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่คลิก www.s61condo-kwg.com (*ตามเงื่อนไขของบริษัท) “คิง ไว กรุ๊ป มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย โดยใช้ความเชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อยกระดับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไทยไปอีกขั้นหนึ่ง และทำเลทองหล่อ-เอกมัยเป็นทำเลที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในปัจจุบัน โดยในปี 2561 มีจำนวนโครงการที่เปิดขายทั้งโครงการ High Rise และ Low Rise พื้นที่ของโครงการที่เป็นคู่แข่งส่วนใหญ่จะอยู่บนถนนทองหล่อและเอกมัยเป็นหลัก ด้วยจำนวนโครงการที่เปิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ย่อมทำให้ลูกค้ามีข้อเปรียบเทียบมากมาย จึงส่งผลกระทบต่อระยะเวลาการตัดสินใจของลูกค้าที่จะใช้เวลานานขึ้น แต่ทั้งนี้เรามีความมั่นใจว่า ลักษณะการออกแบบโครงการ S61 SUKHUMVIT BY KWG  คอนโดมิเนียมหรู ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อให้คุณอิ่มเอมกับ Urban Lifestyle และการใช้ชีวิตเหนือระดับบนทำเลที่สงบเงียบ เป็นส่วนตัว ขณะเดียวกันทำเลที่ตั้งของโครงการก็มีศักยภาพสูงสุดเนื่องจากอยู่ใจกลางเอกมัยที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่ง Lifestyle ที่น่าอยู่ที่สุดของกรุงเทพฯ และจำนวนยูนิตที่น้อยเพียง 126 ยูนิต ทำให้โครงการ “S61 SUKHUMVIT BY KWG” จะเป็นโครงการหนึ่งในใจของลูกค้าอย่างแน่นอน” นายเฮนรี ชาน กล่าวปิดท้าย        
เสนา ขานรับนโยบายพลังงานสะอาด  หนุนโซลาร์ทุกโครงการ  ช่วยลูกบ้านลดค่าไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งเป้าเป็นผู้นำพลังงานสะอาด 100%

เสนา ขานรับนโยบายพลังงานสะอาด หนุนโซลาร์ทุกโครงการ ช่วยลูกบ้านลดค่าไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งเป้าเป็นผู้นำพลังงานสะอาด 100%

เสนา หนุนแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีมุ่งลดการใช้พลังงานไฟฟ้า หันมาเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกในชีวิตประจำวันมากขึ้น เดินหน้าติดตั้งโซลาร์เซลล์ในทุกโครงการ หวังช่วยลูกค้าบริหารค่าไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยนวัตกรรม “โซลาร์ สเกล อัพ” สามารถคำนวณค่าไฟได้ก่อน รองรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกและไลฟ์สไตล์คนไทย ที่เริ่มหันมาใส่ใจพลังงานสะอาด ลดภาวะโลกร้อน พร้อมตอกย้ำตั้งเป้าเป็นผู้นำพลังงานสะอาด 100%   ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ผู้ดำเนินโครงการหมู่บ้านใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เต็มรูปแบบรายแรกของไทย เปิดเผยว่า จากนโยบายที่รัฐบาลส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และไลฟ์ไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามเทรนด์ การผลิตรถยนต์ในอนาคต ทำให้คาดการณ์ว่า ความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) ในระยะ 5 ปีข้างหน้า จะมีแนวโน้มของการขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งตรงกับแผนดำเนินงานของเสนา ในเรื่องการหันมาให้ความสำคัญของการประหยัดพลังงาน เป็นนโยบายหลักที่จะทำให้ “บ้านทุกหลัง” ของเสนา ใช้พลังงานสะอาดโดยใช้ “โซลาร์เซลล์” ซึ่งในปัจจุบัน เสนา ได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) และ เครื่องชาร์จรถพลังงานไฟฟ้า (EV Charger ) ภายใต้ชื่อ EV ready รองรับยานยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าทั้งแบบไฮบริด และ ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าชนิดแบตเตอรี่ (BEV) ให้กับลูกค้า โดยตั้งเป้าจะติดตั้งให้ได้ทุกโครงการ     ทั้งนี้ การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนดังกล่าวเป็นไปตามทิศทางของโลกที่ให้ความสำคัญต่อพลังงานสีเขียว พึ่งพาพลังงานทดแทนมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า เทรนด์การใช้ชีวิตที่จะเกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ได้รับการตอบรับจากทุกภาคธุรกิจ ที่จะเข้ามานำเสนอนวัตกรรมรองรับรูปแบบการใช้พลังงานสะอาดที่เปลี่ยนแปลงไป สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจแนว Go Green ของเสนา นอกจากการติดตั้งแผง Solar Cell เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน(โซลาร์รูฟท็อป) แล้ว ยังนำนวัตกรรม “โซลาร์ สเกล อัพ (Solar Scale Up)” ที่ช่วยให้ลูกบ้านสามารถปรับ-เพิ่มจำนวนแผง Solar Cell ได้ตามลักษณะการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อีกทั้งยังสามารถเลือกช่วงเวลาของการใช้ไฟฟ้า ได้ตามพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยในบ้าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยประหยัดค่าไฟ และตอบโจทย์พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัย เพื่อให้ลูกบ้านสามารถบริหารค่าไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   จากแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ในปัจจุบันกระแสไฟฟ้ายังคงเป็นทางเลือกหลักที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ โดยมีอัตราการใช้งานสูงถึง 42% และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็น 47% ในปี 2578 เนื่องจากปัจจัยการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การเพิ่มขึ้นของประชากร การปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น ทำให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวันมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการด้านต่างๆของมนุษย์ นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มหันมาสนใจใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า แทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบเดิม ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้สัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงขึ้น     “เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจการใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น ทำให้เสนาโซลาร์ วางเป้าหมายการเติบโตในแต่ละปี เฉลี่ย 5-10 % โดยในปี 2561 บริษัทตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ 480 ล้านบาท และในปี 2562 คาดว่าจะมีรายได้ 500 ล้านบาท และในปี 2563 คาดว่าจะมีรายได้ 520 ล้านบาท” ผศ.ดร.เกษรา กล่าว     สำหรับโครงการที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) และสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charger Station) ภายในโครงการของเสนา ทั้งแนวราบ และคอนโดมิเนียม เพื่อบริการให้กับลูกบ้าน ได้แก่ เสนาพาร์คแกรนด์ รามอินทรา, เสนาพาร์ควิลล์ รามอินทรา – วงแหวน, เสนาวิลล์ ศาลายา, เสนาอเวนิว บางกะดี – ติวานนท์ ,เสนาช็อปเฮ้าส์ พหลโยธิน – คูคต, เสนาช็อปเฮ้าส์ลำลูกกา – คลองสอง, เสนาช็อปเฮ้าส์ บางแค – เทอดไท และคอนโดมิเนียม ได้แก่ นิช โมโน สุขุมวิท 50, นิช โมโน พีค บางนา, และมีเป้าหมายที่จะขยายให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมการบริการมากขึ้น สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ 1775 หรือ sena.co.th
การเคหะฯ คิกออฟ “โครงการบ้านเคหะกตัญญู คลองหลวง 1”  พร้อมเปิดจอง 30 พ.ย.- 6 ธ.ค.นี้ พร้อมโปรฟรีโอนฯ ราคาเริ่มต้น 2.33 ล้านบาท

การเคหะฯ คิกออฟ “โครงการบ้านเคหะกตัญญู คลองหลวง 1” พร้อมเปิดจอง 30 พ.ย.- 6 ธ.ค.นี้ พร้อมโปรฟรีโอนฯ ราคาเริ่มต้น 2.33 ล้านบาท

การเคหะฯ เดินหน้าเปิดตัว “โครงการบ้านเคหะกตัญญู คลองหลวง 1” ทันที หลังครม.มีมติเห็นชอบ โครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ชูแนวคิดงานออกแบบ Universal Design รองรับการอยู่อาศัยเพื่อผู้สูงวัย เปิดจองวันที่ 30 พฤศจิกายน - 6 ธันวาคมนี้ ที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต แถมโปรโมชั่นฟรีโอนกรรมสิทธิ์ ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.33 ล้านบาท เท่านั้น   ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กล่าวว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดำเนินการจัดทำโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา การเคหะฯในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็ได้ดำเนินการตามแผนงานทันที โดยนำร่องโครงการแรกคือ โครงการบ้านเคหะกตัญญู คลองหลวง 1 ขนาดที่ดิน 39.59 ไร่ จำนวน 192 หน่วย     ‘ทั้งนี้ ตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) การเคหะฯ มีเป้าหมายจัดทำโครงการ Senior Complex จำนวน 3,000 หน่วย โดยเบื้องต้นในปี 2561-2562 จะดำเนินการจัดสร้างทั้งหมด 360 หน่วย ประเดิมโครงการแรกในปี 2561 คือ โครงการบ้านเคหะกตัญญู คลองหลวง 1 จำนวน 192 หน่วย คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างประมาณเดือนมีนาคม 2562 และพร้อมเข้าอยู่ภายในปี 2563 สำหรับในปี 2562 จะจัดทำโครงการบ้านเคหะกตัญญู คลองหลวง 2 อีกจำนวน 168 หน่วย ซึ่งปัจจุบันโครงการที่คลองหลวง 2 อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะสามารถนำเสนอ ครม.ได้ภายในต้นปีหน้า สำหรับโครงการในระยะต่อ ๆ ไป ก็อาจจะต้องมีการวิเคราะห์และสำรวจความเหมาะสมก่อน ซึ่งก็จะพยายามกระจายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่” ดร.ธัชพลฯ กล่าว     โครงการบ้านเคหะกตัญญู คลองหลวง 1 ตั้งอยู่ริมถนนเลียบคลอง 4 ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ประกอบด้วย บ้าน 3 แบบ 1. แฝดชั้นเดียว (Type A) ขนาดที่ดิน 38 ตารางวา จำนวน 76 หน่วย พื้นที่ใช้สอย 78 ตารางเมตร 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 2. บ้านแฝด 2 ชั้น (Type B) ขนาดที่ดิน 39 ตารารางวา จำนวน 68 หน่วย พื้นที่ใช้สอย 110 ตารางเมตร 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และ 3. บ้านแฝด 2 ชั้น (Type C) ขนาดที่ดิน 42.50 ตารางวา จำนวน 48 หน่วย พื้นที่ใช้สอย 120 ตารางเมตร 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ     สำหรับความโดดเด่นของโครงการนี้อยู่ที่การออกแบบในลักษณะ Universal Design เพื่อให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้สูงวัย ตลอดจนคนทุกช่วงวัยที่อาศัยอยู่ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น การทำทางลาดชัน เพื่อให้เดินขึ้น-ลงบ้านได้สะดวก ติดตั้งสวิตซ์สูงจากพื้นไม่เกิน 90 เซ็นติเมตร ติดตั้งปลั๊กไฟสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 45 เซ็นติเมตร เพื่อความสะดวกในการใช้งานของผู้ที่ต้องนั่งรถเข็น พื้นต่างระดับไม่เกิน 2 - 2.5 เซ็นติเมตร สำหรับในห้องน้ำได้มีการติดตั้งฝักบัวแบบปรับระดับ ติดตั้งราวจับสแตนเลส เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงวัยในการช่วยพยุงตัว เป็นต้น     นอกจากนี้ ภายในโครงการยังพรั่งพร้อมไปด้วยระบบสาธารณูปโภคระดับมาตรฐานเทียบเท่าโครงการที่พัฒนาโดยบริษัทเอกชน อาทิ อาคารสันทนาการพร้อมสระว่ายน้ำ ห้องปฐมพยาบาล ห้องฟิตเนส ระบบ CCTV บริเวณทางเข้าโครงการและภายในโครงการ รั้วรอบโครงการสูง 2 เมตร พร้อมรั้วโปร่งต่อเพิ่มอีก 1 เมตร เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ถนนเมนกว้าง 16 และ 12 เมตร ถนนในซอยกว้าง 10 เมตร การออกแบบผังบริเวณโครงการและอาคารยังได้นำแนวคิดเกณฑ์ประเมินชุมชนน่าอยู่น่าสบายอย่างยั่งยืนหรือ Eco Village มาเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบ ที่สำคัญโครงการนี้ยัง ผ่านเกณฑ์บ้านประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ของ กฟผ.ในส่วนของศักยภาพทำเลที่ตั้งโครงการ พบว่า แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ดรีมเวิล์ด โรงพยาบาล สถานศึกษา เป็นต้น     สำหรับผู้ที่สนใจจับจองเป็นเจ้าของโครงการบ้านเคหะกตัญญู คลองหลวง 1 สามารถเข้ามาจองได้ภายในงานเปิดตัว “โครงการบ้านเคหะกตัญญู คลองหลวง 1” ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน - 6 ธันวาคม 2561 โดยผู้ที่จองภายในงานจะได้รับโปรโมชั่นฟรีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 09 1047 1276 หรือ Call Center 1615
เมื่อวงการธุรกิจที่อยู่อาศัย กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป โดยเน้นดีไซน์และฟังก์ชั่นที่ตอบสนองความต้องการในแบบ Personalization โดยประมวลผลจาก Big Data

เมื่อวงการธุรกิจที่อยู่อาศัย กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป โดยเน้นดีไซน์และฟังก์ชั่นที่ตอบสนองความต้องการในแบบ Personalization โดยประมวลผลจาก Big Data

เมื่อโลกเปลี่ยนผันไปตามเทคโนโลยีที่ไม่หยุดนิ่ง ส่งผลให้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคมีช่องทางในการหาข้อมูลสินค้าและบริการอย่างง่ายดายผ่านสื่อออนไลน์เพียงปลายนิ้ว พร้อมคาดหวังบริการที่ตรงใจมากขึ้นจากธุรกิจต่างๆ เหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Business Model ของธุรกิจต่างๆ จะถูก Disrupt จากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจต่างๆจึงควรต้องเร่งสร้างการ Service ในมิติใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการอันแท้จริงของลูกค้าได้โชคดีที่ในยุคปัจจุบัน ธุรกิจไม่ต้องมานั่งคาดเดาความต้องการของลูกค้าเหมือนที่เคยทำมาอีกแล้ว เพราะด้วยการมาถึงของ Big Data ที่รวบรวมข้อมูลมหาศาลของผู้บริโภคอย่างละเอียดผ่านอุปกรณ์อัจฉริยะและเครื่องมือสื่อสารอันทันสมัย ทำให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ และสร้างสรรค์บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ารายบุคคลได้ หรือแบบที่เรียกว่า Personalization นั่นเอง ในวงการธุรกิจที่อยู่อาศัย แบบบ้านสำเร็จรูปซึ่งมีหน้าตาหมือนกันทั่วไป อาจไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแล้ว เนื่องจากปัจจุบัน ผู้บริโภคต้องการบ้านที่สะท้อนความเป็นตัวเองและไม่เหมือนใครมากขึ้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงจำเป็นต้องนำเสนอ Design และฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหมาะสมกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายรายบุคคล ในแบบ Personalization มากขึ้นเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด ศูนย์รับสร้างบ้าน แลนดี้ โฮม จึงมุ่งพัฒนาการบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการ ของลูกค้าในยุคปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญในการสร้างประสบกาณ์ที่ดีผ่าน Consumer Journey ในทุกจุด Touch Point พร้อมเชื่อมโยงและบูรณาการฐานข้อมูล ในทุกภาคส่วนเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึง ผ่านระบบ Cloud Service ในการนำเสนอบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ตรงใจ ในแบบ Personalization แลนดี้ โฮม มุ่งมั่นในการสร้างบ้านในฝันของลูกค้า ผ่านแนวคิด “ Always Ahead”  โดยแลนดี้ โฮม มีความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า พร้อมพัฒนาระบบการก่อสร้าง ตลอดจนการออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งาน ที่คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยทั้งในปัจจุบัน และอนาคตเพื่อให้ลูกค้าได้บ้าน ที่ดีที่สุด ตามไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันไปของแต่ละครอบครัวแลนดี้ โฮม ได้พัฒนาระบบการจัดการภายใน พร้อมลงทุนงบประมาณกับระบบการจัดการ CRM ที่ทันสมัย นำมาซึ่งความเข้าใจในทุกความแตกต่างของลูกค้าแต่ละคน ถือเป็นการปรับเปลี่ยนจากการออกแบบบ้านในแบบ Customization ที่เดิมทีลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนแบบบ้าน หรือต้องการให้ออกแบบบ้านใหม่ได้ตามความต้องการ แต่ในปัจจุบัน การออกแบบบ้านแบบ Personalizationจะตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธภาพมากกว่าเดิม เพราะสามารถออกแบบบ้านได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ทันทีโดยแทบจะไม่ต้องมีการปรับแบบสิ่งเหล่านี้ ล้วนเน้นย้ำจุดแข็งของความเป็น Trend Setter ในการออกแบบบ้านของแลนดี้ โฮม ได้เป็นอย่างดี โดยในปัจจุบัน แลนดี้ โฮม มีแบบบ้านมาตรฐานให้ลูกค้าเลือกมากกว่า 200 แบบ"และในอนาคต แลนดี้ โฮมพร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์รับสร้างบ้านที่พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้คนในยุค 4.0 และเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยกลยุทธ์ดังต่อไปนี้   1.Personalized Approach สื่อสารข้อมูล การสร้างบ้านที่มีประโยชน์ ตามความสนใจของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในแต่ละกลุ่ม จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งระบบ CRM หรือจากการวิเคราะห์พฤติกรรมการเยี่ยมชมแบบบ้านผ่านเว็ปไซต์ co.th โดยประมวลผล พร้อมส่งข้อมูลที่ลูกค้าสนใจ  เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสถึงความพิเศษสุดในทุกจุดการบริการ   2.Big Data Analysis เพิ่มประสิทธิภาพในการรับรู้ความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างและหลากหลาย พร้อมเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น โดยการวิเคราะห์ข้อมูล Big Data ประมวลผลผ่านซอฟต์แวร์ CRM ระดับโลก ด้วยระบบ Cloud Service ให้ทุกส่วนในด้านงานบริการ เข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น พร้อมการเข้าถึงข้อมูลอย่างรวดเร็ว เพื่อปรับปรุงการบริการ และรูปแบบการสื่อสารระหว่างลูกค้าและองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ   3.Landy Home Planner แอพลิเคชั่นอัจฉริยะที่จะอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วเพื่อให้สถาปนิก และที่ปรึกษางานขาย สามารถนำเสนอข้อมูลการปลูกสร้างบ้าน ให้แก่ลูกค้าได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นสไตล์แบบบ้านที่ลูกค้าสนใจ, สเปควัสดุ ,โปรแกรมคำนวณพื้นที่ใช้สอย ตลอดจนงบประมาณการปลูกสร้าง พร้อมการบันทึกข้อมูลลูกค้าแบบ Real Time เพื่อเก็บรวบรวมรายละเอียดที่เคยคุยกันไว้อย่างมีระบบ   4.Landy Work Flow System การบริหารจัดการการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน ของส่วนงานต่างๆ ภายในองค์กร ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ตามแผนที่วางไว้ ซึ่งสามารถควบคุมงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดโดยมีการบริหารจัดการการทำงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยส่วนงานขาย, งานออกแบบ, งานก่อสร้าง ตลอดจนส่วนบริการหลังการขาย ซึ่งลูกค้าสามารถตรวจสอบ และทราบถึงขั้นตอนการทำงานได้อย่างชัดเจน หากเกิดความล่าช้าในจุดใด ก็สามารถทราบได้ทันทีถึงสาเหตุ ทำให้แก้ไขปัญหารวดเร็ว  ช่วยลดต้นทุนและความสูญเสียทางด้านทรัพยากรต่างๆได้อย่างดี นางสาวภัทรา มณีรัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและออกแบบผลิตภัณฑ์ บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ แลนดี้ โฮม ให้ความสำคัญด้านงานสถาปัตยกรรมการออกแบบ, การบริการ ตลอดจนนวัตกรรมและขั้นตอนการก่อสร้างที่ทันสมัย เพื่อให้ลูกค้าได้บ้าน ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยแห่งอนาคต เราเข้าใจ ในทุกความต้องการที่แตกต่างกัน ของแต่ละครอบครัว ทั้งจำนวนสมาชิก หรือไลฟสไตล์การใช้ชีวิต ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อพัฒนาแบบบ้านที่ไม่ใช่แค่ความสวยงาม หากแต่ต้องตอบสนองทุกความต้องการ ในแบบ Personalization” และที่กล่าวมา ก็คือการพัฒนาการบริการอย่างไม่หยุดยั้งจากแลนดี้ โฮม เพื่อคงความเป็นศูนย์รับสร้างบ้านอันดับ 1 ของประเทศไทย และมุ่งสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมแห่งการอยู่อาศัยแห่งอนาคตในยุค Thailand 4.0 รู้จัก แลนดี้ โฮม มากขึ้นได้ที่ www.landyhome.co.th หรือ www.facebook.com/landyhomeonline          
Money Expo Year-End 2018 เปิดงานคึกคัก ทุ่มโปรโมชั่นแรงโค้งสุดท้ายแห่งปี

Money Expo Year-End 2018 เปิดงานคึกคัก ทุ่มโปรโมชั่นแรงโค้งสุดท้ายแห่งปี

  เปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ งานมหกรรมการเงินส่งท้ายปี ครั้งที่ 2 Money Expo Year-End 2018 แบงก์/นอนแบงก์/ประกัน/บล./บลจ. ทุ่มโปรโมชั่นแรงส่งท้ายปี กู้บ้าน/รีไฟแนนซ์บ้าน ดอกเบี้ย 0% 6 เดือน สินเชื่อบุคคล กู้ง่ายได้ลุ้นทองคำแท่ง สินเชื่อเอสเอ็มอี/สตาร์ตอัพ ดอกเบี้ย 0% 1 ปี วงเงินกู้สูงสุด 100 ล้านบาท เงินฝากปลอดภาษี ดอกเบี้ย 2.3% ซื้อประกันชีวิต/กองทุน LTF&RMF รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี สัมมนาพิเศษ “5G DISRUPTION ระลอก 2 IoT พลิกโฉมธุรกิจการเงิน” พบกับโซน Good Living for Aging Society ที่จะช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ การดูแลกัน และกล้าที่จะเปลี่ยน ในบรรยากาศที่อบอุ่น พร้อมของขวัญพิเศษในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า เช่น อาหารเสริม เครื่องดื่ม ยา วิตามิน และเวชสำอาง การดูแลในบ้านและนอกบ้าน จัดเต็ม 4 วัน 29 พ.ย.-2 ธ.ค.61 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา     นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน Money Expo เปิดเผยว่า งานมหกรรมการเงินส่งท้ายปี ครั้งที่ 2 Money Expo Year-End 2018 มีธนาคาร สถาบันการเงิน องค์กรภาครัฐและเอกชนกว่า 80 แห่ง เข้าร่วมงานเพื่อนำเสนอบริการทางการเงินและการลงทุนอย่างครบวงจร พร้อมเตรียมแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษส่งท้ายปีด้วยเงื่อนไขที่ดีที่สุด ทั้งอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด และผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้ประชาชนผู้เข้าชมงานในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง เช่น สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ได้เลือกใช้บริการภายในงานอย่างเต็มที่   "งานมหกรรมการเงินส่งท้ายปีจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการซื้อกองทุน RMF/LTF ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันบำนาญช่วงท้ายปี เพื่อการออมระยะยาวและสามารถลดหย่อนภาษี ไปจนถึงบริการทางการเงินและการลงทุนทุกเรื่อง”   โปรโมชั่นแรงสินเชื่อดอกเบี้ย 0% ประกัน/RMF&LTF ลดหย่อนภาษี สำหรับบริการทางการเงินได้แก่ สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต สินเชื่อเอสเอ็มอี สินเชื่อเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ สินเชื่อเพื่อการส่งออกและนำเข้า เงินฝากทุกประเภท รวมทั้งประกันชีวิต/ประกันภัย/ประกันสุขภาพ ส่วนบริการทางการลงทุน ก็มีให้เลือกลงทุนหลากหลายช่องทาง ทั้งหุ้น อนุพันธ์ ทองคำ/โกลด์ฟิวเจอร์ส กองทุนรวม พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญที่มาให้คำแนะนำกลยุทธ์ในการลงทุนที่เหมาะสม   “ธนาคารและสถาบันการเงินที่เข้าร่วมงานได้เตรียมโปรโมชั่นมามอบให้กับประชาชนผู้เข้าชมงานอย่างเต็มที่ โดยเป็นโปรโมชั่นพิเศษส่งท้ายปีนี้ เช่น กู้บ้าน/รีไฟแนนซ์บ้าน ดอกเบี้ย 0% 6 เดือน สินเชื่อบุคคล กู้ง่ายได้ลุ้นทองคำแท่ง สินเชื่อเอสเอ็มอี/สตาร์ทอัพ ดอกเบี้ย 0% 1 ปี วงเงินกู้ 1-100 ล้านบาท เงินฝากปลอดภาษี ดอกเบี้ย 2.3% ต่อปี ซื้อประกันชีวิต/กองทุน LTF-RMF รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี เป็นต้น”     5G DISRUPTION ระลอก 2 IoT พลิกโฉมธุรกิจการเงิน นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานร่วม งานมหกรรมการเงิน Money Expo เปิดเผยว่า ภายในงาน วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จัดงานสัมมนาพิเศษในหัวข้อ “5G DISRUPTION ระลอก 2 IoT พลิกโฉมธุรกิจการเงิน” ในวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2561 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้อง Nile 1-2 เพื่อเตรียมความพร้อมการเข้ามาของเทคโนโลยี 5G ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลต่อธุรกิจต่างๆมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจในภาคการเงินและการลงทุน รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในวงกว้าง เนื้อหาสัมมนาเน้นถึงเทคโนโลยี 5G และ IoT ที่เกี่ยวข้องกับวงการธนาคารและตลาดเงินตลาดทุนโดยเฉพาะ รวมทั้ง Future Skill ของคนในยุค 5G, เทคโนโลยี AI ในยุค 5G, Bank vs Fintech ในยุค 5G ฯลฯ เป็นต้น   นอกจากนี้ ยังมีสัมมนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่น่าสนใจตลอดทั้ง 4 วัน ได้แก่ Take Profit หุ้นส่งท้ายปี, ลงทุนหุ้นข้ามชอต ทำกำไรหลังเลือกตั้ง,วางแผนการลงทุน ด้วยกองทุนรวมกับ NOMURA, เทคนิคพิชิตกำไรในตลาดผันผวน, เทรดทีเด็ด สเต็ปเทพ, รับมือดัชนีปี 62 ผ่านมุมมองของนักลงทุน VI, สแกนหุ้นเด่น มองเห็นกำไร ด้วยแอปล้ำหน้า Finansia HERO, Gold Forecast ทิศทางการลงทุนในทองคำปี 219, เปิดโลกการลงทุนด้วย TFEX Gold Online และ Global Futures เป็นต้น   พร้อมด้วยความบันเทิงจากกองทัพศิลปินดาราที่จะมาร่วมสนุกและมินิคอนเสิร์ตให้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ไอซ์ ศรัณยู, นนท์-ธนนท์, วี วิโอเลต, คิว วงฟลัว, บอยแบนด์ SBFIVE, แพรวา กันต์ แพต และเต นักแสดงจากค่ายนาดาว และจีเอ็มเอ็ม ทีวี     Good Living for Aging Society เปิดโซนด้วยแนวคิด "Relationship"   นางสาวภาคนีกล่าวว่า ภายในงานยังมีโซน Good Living for Aging Society ซึ่งได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากการจัดงานครั้งแรกที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้าน ข้าราชการ และคนวัยเกษียณ จนทำให้โซนนี้ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด "Relationship" ซึ่งในโซนนี้จะช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ การดูแลกัน และกล้าที่จะเปลี่ยน พร้อมของขวัญที่เป็นผลิตภัณฑ์และบริการ สำหรับคนสำคัญในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าในบรรยากาศที่อบอุ่น อาทิ การดูแลในบ้านและนอกบ้าน อาหารเสริม เครื่องดื่ม ยา วิตามิน และเวชสำอาง   "ไม่แก่ ก็มาได้" กับไฮไลต์สัมมนา หัวข้อ "โสด ไม่โสด ก็เกษียณสุขได้", "ไปไหนก็ได้ คุยกับใครก็ได้ แค่กล้าที่จะเปลี่ยน" และ "สื่อสารเชื่อมสัมพันธ์ ต่างวัยต่างความคิด" , "อร่อยต่างวัย กำหนดอาหารเพื่อความสมดุล" และกิจกรรมเวิร์คชอป อาทิ "สอนวาดรูปสีน้ำ โดย จิตกรไร้แขน", "สอนทำคลิปวีดิโอด้วยมือถือ" ภายในโซนยังมีบริการตรวจสุขภาพฟรี และมุมนั่งพักผ่อนพร้อมเสิร์ฟของว่างบริการเอาใจผู้สูงวัย มางานนี้ ได้ครบทุกอย่าง ทั้งการเงิน สุขภาพ และที่อยู่อาศัย เหมาะสำหรับวัยทำงาน และวัยก่อนสูงอายุ     แคมเปญโปรโมชั่นเด่น ในงาน Money Expo Year-End 2018   ธ.ออมสิน : สินเชื่อบ้าน อัตราดอกเบี้ย 0% 6 เดือน, รีไฟแนนซ์บ้าน อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3%, เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 105 วัน ดอกเบี้ย Step Up เฉลี่ยน 4.00%(เทียบเท่าฝากประจำ 4.706%), สินเชื่อธุรกิจ SMEs บัญชีเดี่ยว เปอร์เซ็นต์เดียว อัตราดอกเบี้ยปีแรก 1% วงเงินกู้สูงสุด 100 ล้านบาท, สินเชื่อ Smart Start-Up Smart SMEs อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 1 ปี วงเงินกู้ 1-100 ล้านบาท, สินเชื่อชีวิตสุขสันต์ กู้ง่าย ได้ลุ้นทองคำแท่งรวมมูลค่า 100,000 บาท   ธ.กรุงศรีอยุธยา : สินเชื่อบ้านกรุงศรี อัตราดอกเบี้ย 0.5% 3 เดือนแรก ค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักประกัน 50% อัตราดอกเบี้ยปีแรกลดลง 0.25% ต่อปี, เงินฝากปลอดภาษี 24 เดือน อัตราดอกเบี้ย 2.3%,ทรัพย์ NPA ราคาลดสูงสุด 70%    ธ.ไทยพาณิชย์ : สินเชื่อบ้าน อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ผ่อนนานสูงสุด 30 ปี ฟรีค่าจดจำนอง, สินเชื่อรีไฟแนนซ์ ฟรีค่าประเมิน, สินเชื่อบ้านคือเงิน อัตราดอกเบี้ยพิเศษ กู้ได้สูงสุด 20 ล้านบาท ผ่อนนาน 30 ปี ฟรี ค่าประเมิน, สินเชื่อ Speedy Cash อัตราดอกเบี้ย 0%สูงสุด 3 รอบบัญชี, ประกันชีวิต เบี้ยประกันผ่อนได้ 0% 3 เดือน, ประกันภัย เบี้ยประกันผ่อนได้ 0% 6 เดือน   ธ.กสิกรไทย : สินเชื่อบ้านกสิกรไทย อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีต่ำสุด 3.75%, สินเชื่อเอสเอ็มอี รับ Tesco Lotus Gift Voucher มูลค่า 5,000-20,000 บาท, สินเชื่อบุคคลกสิกรไทย ผ่อนเริ่มต้นเพียงแค่ 330 บาท/เดือน แค่มีเงินเดือน 7,500 บาทขึ้นไปก็กู้ได้, สินเชื่อเงินสดทันใจกสิกรไทย อัตราดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 90 วัน   ลลธ.กรุงเทพ : สินเชื่อบ้านบัวหลวง รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เมื่อลงทะเบียนจองสิทธิ์ภายในงาน   ธ.กรุงไทย : สินเชื่ออเนกประสงค์สวัสดิการ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3 ปีแรก 7.50% ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 20ปี, สินเชื่อ SMEs ปลอดเงินต้น 12 เดือน ผ่อนนาน 10 ปี วงเงินสูงสุด 100 ล้านบาท,อัตราดอกเบี้ย MRR-3.75% 2 ปีแรก ฟรี ค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักทรัพย์ประกัน ค่าธรรมเนียมการตรวจงวดงาน, สินเชื่อ Home For Cash อัตราดอกเบี้ย MRR 7.12 ตลอดอายุสัญญา ฟรี ค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักทรัพย์ประกัน ค่าธรรมเนียมการตรวจงวดงาน   ธ.อาคารสงเคราะห์ (ธอส.) : สินเชื่อบ้าน อัตราดอกเบี้ย 4 เดือนแรก 0.99% ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุด 40 ปีฟรี ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ ค่าจดทะเบียนและทำนิติกรรม ค่าประเมินราคาหลักประกันอัตราพิเศษ, เงินฝากประจำ 18 เดือน อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 1.8% ต่อปี, ทรัพย์ NPA ผ่อนชำระเงินดาวน์ อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปีนานสูงสุดถึง 60 เดือน   ธ.เพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) : สินเชื่อส่งออกสุขใจ อัตราดอกเบี้ยในปีแรก 4.5% ต่อปี อนุมัติภายใน 7 วันทำการ, สินเชื่อส่งออกเพิ่มค่า อัตราดอกเบี้ย 4.5% ต่อปีในปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 4 ล้านบาท, บริการประกันส่งออกทันใจ SMEs คุ้มครองสูงสุด 1 ล้านบาท ค่าเบี้ยประกันผู้ซื้อรายละ 1,500 บาท   บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต : ประกันชีวิต รับโชค 2 ต่อ รวมมูลค่ากว่า 1.3 ล้านบาท ต่อที่ 1 รับเลย บัตรของขวัญ Starbucks มูลค่า 300 บาท ต่อที่ 2 ร่วมลุ้น รางวัลที่ 1 ทองคำแท่งหนัก 1 บาท จำนวน 67 รางวัล รางวัลที่ 2 บัตรของขวัญเทสโก้โลตัส มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 100 รางวัล   บมจ.ทิพยประกันภัย: ประกันภัยรถยนต์/ ประกันอัคคีภัยและทรัพย์สิน/ ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ/ ประกันภัยเบ็ดเตล็ด รับส่วนสดพิเศษ ลุ้นรถยนต์ TOYOTA Yaris ATIVรุ่น 1.2J สีแดง          
เสนาดีเวลลอปเม้นท์และไนท์แฟรงค์ประเทศไทย ร่วมจัดงานเปิดตัวโครงการ “นิช โมโน เมกะ สเปซ บางนา” พร้อมพื้นที่ส่วนกลาง 3 ชั้น และที่จอดรถถึง 70%

เสนาดีเวลลอปเม้นท์และไนท์แฟรงค์ประเทศไทย ร่วมจัดงานเปิดตัวโครงการ “นิช โมโน เมกะ สเปซ บางนา” พร้อมพื้นที่ส่วนกลาง 3 ชั้น และที่จอดรถถึง 70%

บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด มหาชน ร่วมกับบริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด จัดงานแถลงข่าวเปิดให้ชมตัวอย่างคอนโดมิเนียม นิช โมโน เมกะ สเปซ บางนา ภายใต้แนวคิด “Made from Her” ที่ใส่ใจทุกรายละเอียดของการอยู่อาศัย และพื้นที่ส่วนกลาง 3 ชั้น ไม่ว่าจะเป็น Co-Working space, Meeting Space, Urban Courtyard, Lap Pool, Kid Adventure, Sliding Hill, Sky Fitness, Multipurpose area, Co-Kitchen, Cinema Space, Reading Lounge, Sunset Deck, Moon Terrace และที่จอดรถรวมมากถึง 70% ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.2 ล้านบาทพร้อมเฟอร์นิเจอร์ครบครัน   ได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด มหาชน (คนที่สี่จากซ้าย), นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด (คนที่สี่จากขวา), มร. แฟรงค์ ข่าน กรรมการบริหารและหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านโครงการที่พักอาศัย บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด (คนที่สามจากซ้าย), นางพจมาน วรกิจโภคาทร ผู้อำนวยการด้านการตลาดและการขาย บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด (คนที่สามจากขวา) และ มร. มัตซุย  โทกิโยชิ ผู้จัดการ บริษัท ฮันคิว เรียลตี้ จำกัด มหาชน (คนที่สองจากซ้าย), เข้าร่วมงาน          
SAM โชว์ผลงาน Q3 ไปได้สวย หลังรุกประมูลซื้อหนี้แบงก์กวาด NPL เข้าพอร์ตกว่าหมื่นล้านบาท ยอดจำหน่ายทรัพย์ NPA สูงเฉียด 2.5 พันล้าน ผุดโครงการพิเศษช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

SAM โชว์ผลงาน Q3 ไปได้สวย หลังรุกประมูลซื้อหนี้แบงก์กวาด NPL เข้าพอร์ตกว่าหมื่นล้านบาท ยอดจำหน่ายทรัพย์ NPA สูงเฉียด 2.5 พันล้าน ผุดโครงการพิเศษช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

นายนิยต มาศะวิสุทธิ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เปิดเผย “ผลการดำเนินงานของ SAM ณ สิ้นสุดไตรมาส 3 ปี 2561 ผลการดำเนินงานโดยรวมเป็นไปตามเป้าหมาย โดย SAM ได้รับชำระเงินสด รวมจำนวนทั้งสิ้น 6,998.77 ล้านบาท หรือร้อยละ 82.23 ของเป้าหมาย ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 9 เดือนที่ตั้งไว้ ปัจจุบัน SAM มีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการมูลค่ารวมทั้งสิ้น 343,162.21 ล้านบาท และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) 22,008.41 ล้านบาท เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่องค์กรตามแผนระยะยาว SAM ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่บริหารจัดการหนี้เสียของประเทศ และเป็นเครื่องมือของภาครัฐในการดูดซับ NPL จากระบบสถาบันการเงิน จึงมีการวางกลยุทธ์เพิ่มขนาดพอร์ต NPL โดยเข้าร่วมประมูลซื้อจากสถาบันการเงินต่างๆ ที่ประกาศขายในตลาดมาอย่างต่อเนื่อง และสามารถชนะการประมูล คิดเป็นภาระหนี้รวม 10,086.85 ล้านบาท หรือร้อยละ 50.09 ของเป้าหมายที่กำหนดในปี 2561   ด้านการบริหารจัดการ NPA สามารถจำหน่ายทรัพย์สินได้เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น  2,482.39 ล้านบาท  นับว่า SAM ประสบความสำเร็จสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าค่าเฉลี่ย 4 ปีย้อนหลัง (ปี 2557-2560) ทั้งนี้เป็นผลมาจากการวางแผนกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งโปรโมชั่นส่งเสริมการขายที่ตอบโจทย์และโดนใจลูกค้า มีการจัดกิจกรรมการขายและลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอดปี ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างทั่วถึงและตรงกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ SAM ในพอร์ตส่วนใหญ่เป็นทรัพย์มีศักยภาพสูงและตั้งอยู่ในทำเลดี โดยเฉพาะในทำเลที่สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาโครงการของภาครัฐ   ด้านการบริหารจัดการ NPL มุ่งเน้นการให้โอกาสและคำปรึกษาแก่ลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ให้สามารถกลับไปดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติ ในช่วงที่ผ่านมา SAM ได้จัดโครงการพิเศษและกิจกรรมการตลาดเชิงรุก อาทิ โครงการลดหนี้มีสุข สามารถช่วยเหลือลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้รายย่อยบรรลุข้อตกลงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น คิดเป็นมูลหนี้รวมมากกว่า 200 ล้านบาท รวมทั้งการจัดกิจกรรมเปิดบ้านทำงานวันหยุด และการเดินสายลงพื้นที่พบปะลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ทั่วประเทศ   สำหรับโครงการคลินิกแก้หนี้ ภายหลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้ได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ปัจจุบันมีลูกค้าลงนามในสัญญากับโครงการคลินิกแก้หนี้คิดเป็นมูลหนี้เงินต้นสะสมรวมประมาณ 224 ล้านบาท หรือร้อยละ 51.57 ของเป้าหมาย และมีลูกค้าส่วนหนึ่งสามารถชำระหนี้ได้สำเร็จตามแผนของโครงการแล้ว นอกจากนี้  SAM ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่ไม่สะดวกเข้ามาติดต่อในวันทำการ โดยเพิ่มการให้บริการในวันเสาร์ ครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม ครั้งที่ 2 ในเดือนสิงหาคม และครั้งที่ 3 ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ณ สำนักงานคลินิกแก้หนี้ ชั้น 12 อาคารเล้าเป้งง้วน ถ.วิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร รวมทั้งจัดกิจกรรมเดินสายให้ความรู้ทางการเงินแก่ลูกหนี้และผู้ที่สนใจ เพื่อสร้างวินัยทางการเงินและปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายและการออม ในฐานะที่เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของรัฐที่สนับสนุนนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนของประเทศอย่างยั่งยืน”          
ดี-แลนด์ฯ ปักหมุดทำเลทองนนทบุรี  ผุด “นนทบุรี ฯ” จับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

ดี-แลนด์ฯ ปักหมุดทำเลทองนนทบุรี ผุด “นนทบุรี ฯ” จับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

ดี-แลนด์ฯ ขยายฐานรับดีมานด์ที่อยู่อาศัยนนทบุรี อวดโฉมทาวน์โฮมอารมณ์บ้านเดี่ยว “บ้านดี เดอะแฮมิลตัน ชัยพฤกษ์-วงแหวน” มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์สไตล์อังกฤษ ผสานเทคโนโลยี Greenovation พร้อมฟังก์ชั่นใช้สอยครบครัน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง เดินทางเข้าเมือง-ออกต่างหวัดสะดวกสบาย มีแบบบ้านให้เลือก 3 แบบ 3 สไตล์ ในราคาเริ่มต้น 2.20 ล้านบาท     นายศิริพงษ์ สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ในเขตกรุงเทพฯ ตอนใต้ พระราม2-สมุทรสาคร โซนภาคตะวันออก และโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดนนทบุรีมีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหลักจากการเป็นทำเลที่เป็นส่วนต่อขยายของเมือง มีการพัฒนาและเชื่อมโยงในส่วนของระบบขนส่งและสาธารณูปโภคต่างๆ อาทิ การขยายถนนและรถไฟฟ้า เป็นเส้นทางเชื่อมต่อการเดินทางออกไปสู่จังหวัดอื่นๆ เช่น สุพรรณบุรี ปทุมธานี และยังเชื่อมต่อกับวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตกที่สามารถเดินทางไปนครปฐมหรือชลบุรีได้อีกด้วย ส่งผลให้ความต้องการ (Demand) ที่อยู่อาศัยในจังหวัดนนทบุรียังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น     ล่าสุด บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการ “บ้านดี เดอะแฮมิลตัน ชัยพฤกษ์-วงแหวน” (Baan D The Hamilton Chaiyapruek-Wongwaen) ทาวน์โฮม 2 ชั้นสไตล์บ้านเดี่ยว จำนวน 500 ยูนิต เนื้อที่โครงการรวมกว่า 49 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพ ริมถนนบางกรวย-ไทรน้อย ตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างนนทบุรีและโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกไว้ด้วยกัน รวมถึงการขยายเส้นทางรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง (สถานีคลองบางไผ่-เตาปูน) ในพื้นที่ดังกล่าวทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ และพื้นที่สำคัญอื่นๆ ได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยโครงการบ้านดี เดอะแฮมิลตัน ชัยพฤกษ์-วงแหวน เริ่มพัฒนาโครงการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 และได้กระแสตอบรับที่ดีมากจากการเปิด Pre-Sale ในช่วงเดือนกันยายน 2561 ที่ผ่านมา โดยขณะนี้มียอดจองในเฟสแรกแล้วกว่า 110 ล้านบาทเลยทีเดียว     โครงการ “บ้านดี เดอะแฮมิลตัน ชัยพฤกษ์-วงแหวน” อยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าคลองบางไผ่เพียง 10 นาที ได้รับการออกแบบและดีไซน์ภายใต้แนวคิด “English Cottage” ที่นำความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ที่สวยงามตามแบบฉบับอังกฤษมาผสานเข้ากับงานโครงสร้างสไตล์โมเดิร์นที่คำนึงถึงการใช้งานฟังก์ชั่นในส่วนต่างๆ ของบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยแบบบ้าน 3 แบบ 3 สไตล์ ดังนี้ 1. Type A: Westminster (เวสต์มินส์เตอร์) ทาวน์โฮม 2 ชั้น ปลูกสร้างบนที่ดินขนาด 28.70 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยรวม 140 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พร้อมที่จอดรถ 2 คัน ในราคาเริ่มต้นที่ 3.4 ล้านบาท 2. Type B: Northampton (นอร์ทแธมป์ตัน) ปลูกสร้างบนที่ดินขนาด 21.20 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 130 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พร้อมที่จอดรถ 2 คัน ราคาเริ่มต้น 2.5 ล้านบาท และ 3. Type C: Birmingham (เบอร์มิงแฮม) ทาวน์โฮม 2 ชั้น บนที่ดิน 18.50 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยรวม 100 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พร้อมที่จอดรถ 1 คัน ราคาเริ่มต้น 2.2 ล้านบาท     นายศิริพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัท ดี-แลนด์ฯ ยังได้พัฒนาฟังก์ชั่นของตัวบ้านและภายในโครงการ “บ้านดี เดอะแฮมิลตัน ชัยพฤกษ์-วงแหวน” ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ Smart Home Automation และ Multi-Generations Living Area ภายในบ้าน ตอบรับไลฟ์สไตล์ของครอบครัวที่แตกต่างกันตามช่วงวัย ด้วยคอนเซ็ปต์ “Greenovation” ซึ่งผสมผสานเข้ากับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในงานก่อสร้างต่างๆ ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม อาทิ การเลือกใช้สีคุณภาพที่เป็นมิตรต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการออกแบบและการจัดวางผังโครงการให้มีพื้นที่สีเขียวขนาดย่อมกระจายอยู่ทั่วทั้งโครงการ มีสวนสาธารณะส่วนกลางสไตล์อังกฤษ ขนาดกว่า 1 ไร่ ที่พร้อมเติมเต็มความสดชื่นให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด   นอกจากนี้ ภายในโครงการยังครบครันด้วยแหล่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ ร้านค้า ร้านอาหาร และบริการต่างๆ สนามเด็กเล่น คลับเฮ้าส์ Co-Working Space สระว่ายน้ำและห้องออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน ในขณะที่บริเวณรอบโครงการแวดล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญต่างๆ ทั้งหน่วยงานราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า อาทิ เซ็นทรัลเวสต์เกต อิเกียบางใหญ่ พลัสมอลล์ บิ๊กซี แม็คโคร และอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง สามารถเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ หรือออกต่างจังหวัดได้อย่างสะดวก     สำหรับผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมบ้านตัวอย่างได้ที่สำนักงานขายโครงการ “บ้านดี เดอะแฮมิลตัน ชัยพฤกษ์-วงแหวน” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1793 ต่อ 8 หรือคลิกดูรายละเอียดได้ที่ www.dl.co.th และ facebook: Dlandclub
“โคคูน พระราม 9” คอนโดยุคใหม่ ซัพพอร์ตทุกพลังชีวิต ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา

“โคคูน พระราม 9” คอนโดยุคใหม่ ซัพพอร์ตทุกพลังชีวิต ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา

แม้จะเพิ่งเปิดขายเพียงรอบ VIP Day ยังไม่ได้เปิดขายพรีเซลอย่างเป็นทางการ แต่โครงการ “โคคูน พระราม 9” หรือ Cocoon Rama 9 คอนโดมิเนียมโครงการแรกของบริษัท รอแยลเฮ้าส์ อีเลฟเว่น จำกัด ก็ดูจะได้รับผลตอบรับที่ดีเยี่ยม การันตีด้วยยอดขายถึงกว่า 70% หลังจากประกาศเปิดตัวโครงการได้ไม่ถึงเดือน     อาจเพราะโครงการมีปัจจัยที่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยอย่างครบถ้วน พร้อมซัพพอร์ตและเติมเต็มทุกพลังชีวิต เริ่มต้นจาก 1.ซัพพอร์ตทุกการเดินทาง โครงการตั้งอยู่ใกล้กับทั้ง The Nine พระราม 9 โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ทางพิเศษศรีรัช รถไฟฟ้าสายสีเหลืองสถานีศรีกรีฑา และแอร์พอร์ตลิงค์สถานีหัวหมาก ใกล้กับทั้งแหล่งงาน เดินทางสัญจรสะดวก จึงตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่วัยทำงานในพื้นที่ อาทิ แพทย์-พยาบาลในโรงพยาบาล คนทำงานออฟฟิศ สถาบันการศึกษา และห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงคนที่ทำงานในสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นอย่างมาก     2.ซัพพอร์ตทุกการพักผ่อน แม้จะขึ้นชื่อว่าตั้งอยู่บนย่านที่คนพลุกพล่านอย่างพระราม 9 แต่ด้วยคอนเซ็ปต์ของ “โคคูน” ที่มีความหมายตรงตัวว่า “ดักแด้” โครงการจึงต้องการให้ผู้อยู่อาศัยได้ชาร์จพลังชีวิตของตัวเองอย่างเต็มที่ทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาในโครงการ เสมือนกลับเข้ามาใน “Charging Pod” โคคูน พระราม 9 จึงตั้งอยู่ในทำเลที่สงบและเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับการพักผ่อนและผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า หลังเผชิญความพลุกพล่าน วุ่นวาย จากการทำงานมาตลอดทั้งวัน     3.ซัพพอร์ตสมดุลแห่งธรรมชาติ ทุกรายละเอียดการดีไซน์ทั้งในและนอกของโครงการ ได้รับแรงบันดาลใจจากคอนเซ็ปต์ “Simple Sensibility” หรือความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ที่อยากจะให้พื้นที่นี้เป็นเหมือนพื้นที่พักผ่อน ร่มรื่น รองรับการใช้ชีวิตของคนเมือง งานด้านสถาปัตยกรรมทั้งหมดจึงให้ความสำคัญ ความสะดวกสบายของผู้อาศัยอย่างแท้จริง ด้วยความรู้สึกอบอุ่นจากวัสดุธรรมชาติผสานกับความทันสมัย ตั้งแต่งานเฟอร์นิเจอร์ไม้แท้ พื้นหิน และ “โคมไฟหวายรูปทรงรังไหม” ที่มีแรงบันดาลใจมาจาก “รังไหม” เพื่อมาเป็นซิกเนเจอร์ของโครงการ รวมถึงการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ทั้งหน้าต่าง ประตู และดีไซน์ ภายนอกอาคาร ที่ถูกดีไซน์มาเพื่อรับแสงธรรมชาติให้ได้มากที่สุด บนคอนเซ็ปต์ “ชีวิตเรียบง่าย ทว่ายังคงความสมดุล”     นอกจากนี้โครงการยังมีจุดแข็งเป็นอย่างดี คือการควบคุมงานก่อสร้างหรือ Construction Management ด้วยตัวเองของ “รอแยลเฮ้าส์” ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจรับสร้างบ้านและพัฒนาที่อยู่อาศัย มากว่า 30 ปี จึงทำให้มั่นใจว่าผู้ซื้อจะได้อยู่อาศัยในโครงการที่มีคุณภาพ ได้วัสดุคุณภาพพรีเมียม มาเติมเต็มฝันของการอยู่อาศัย ในราคาที่เข้าถึงได้     โครงการโคคูน พระราม 9 ตั้งอยู่บนที่ดินขนาดประมาณ 1 ไร่ 57 ตารางวา บนถนนพระราม 9 ซอย 59 มูลค่าโครงการประมาณ 305 ล้านบาท เป็นอาคาร 8 ชั้น 1 อาคาร 146 ยูนิต ประกอบด้วยห้องชุด 1-2 ห้องนอน รวม 5 แบบ ขนาดตั้งแต่ 26-44 ตร.ม.     ห้องแบบ 1 ห้องนอน (CO-MMON) ขนาด 26 ตร.ม. นิยามของพื้นที่ขนาดกะทัดรัด การใช้ชีวิตที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเรียบง่าย แต่พร้อมไปด้วยฟังก์ชันการใช้ชีวิตที่ครบครัน พร้อมเป็น Comfort Zone มีจุดที่น่าสนใจคือห้องครัวและโต๊ะอาหารอยู่ด้านนอกริมระเบียง เพื่อขจัดปัญหาเรื่องกลิ่น แต่เป็นจุดที่อากาศถ่ายเท ที่สำคัญจะมองเห็นบรรยากาศวิวด้านนอก เพิ่มความชิลล์ได้อีกด้วย   ห้องแบบ 1 ห้องนอน (CO-MFORT) ขนาด 30 ตร.ม. อีกหนึ่งพื้นที่ที่พร้อมตอบโจทย์ความสบายทุกรูปแบบของคนเมือง ที่ต้องพบกับความเครียดหรือแรงกดดันจากสิ่งรอบข้าง อะไรจะดีกว่าการกลับมาห้องที่เราสามารถเอนตัวลงนอนได้อย่างไร้กังวล พร้อมชาร์จพลังให้สุดกับผู้อยู่อาศัยสำหรับวันพรุ่งนี้ที่สมบูรณ์แบบ   ห้องแบบ 1 ห้องนอน (CO-NNECT) ขนาด 33-35 ตร.ม. เพราะห้องนอนเป็นที่ที่สามารถเป็นตัวของคุณเองมากที่สุด ห้องขนาด 35 ตร.ม. จึงกำลังดีที่จะเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่คุณรู้สึกสบาย และแสดงออกความเป็นตัวเองได้ดีที่สุด รองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด   ห้องแบบ 2 ห้องนอน (CO-MPASS) ขนาด 42-44 ตร.ม. สำหรับใครที่ชอบสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน และอยากมีพื้นที่อิสระที่สามารถใช้ชีวิตได้สุดขั้ว ห้องนี้ตอบโจทย์ด้วยพื้นที่ใช้สอยเหลือเฟือ ถูกจัดสรรอย่างเป็นสัดส่วน มี 2 ห้องนอน 1 ห้องครัว 1 ห้องนั่งเล่น ที่รับประกันว่า Balance Living ในเมืองหลวงไม่ยากอย่างที่คิด   ภายในโครงการประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ สระว่ายน้ำ (The Cocoon Pool) โซนพักผ่อนหย่อนใจยอดฮิตของผู้อยู่อาศัย เติมเต็มวันหยุดด้วยกิจกรรมว่ายน้ำและผ่อนคลายไปกับพื้นที่สีเขียว มีสวนและต้นไม้ร่มรื่น สูดโอโซนได้เต็มปอด ฟิตเนส (The Cocoon Fitness) เพิ่มความแอคทีฟ ด้วยห้องออกกำลังกายอุปกรณ์ครบครัน ทั้ง Weight Training และคาร์ดิโอ เพื่อให้ร่างกายฟิต สร้างความกระปี้กระเปร่าเต็มพลัง     ห้องประชุม (The Private Cocoon) พื้นที่ทำงานแบบมัลติฟังก์ชั่น ที่สามารถเปลี่ยนเป็นห้องประชุมส่วนตัวได้อย่างอิสระ Co-working space (The Cocoon Space) พื้นที่ส่วนกลางที่เปิดโอกาสให้สร้างสรรค์งานได้อย่างอิสระ ด้วยเพดานสูงแบบ Double Volume Ceiling พร้อมโต๊ะทำงานหลากหลายแบบ ในบรรยากาศผ่อนคลาย ปลุกพลังในการทำงาน   โครงการโคคูน พระราม 9 ราคาเริ่มต้นเพียง 1.69 ล้านบาท หรือเฉลี่ยทั้งโครงการประมาณ 74,000 บาท/ตร.ม. คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาส 2/2562 และก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 3/2563 สามารถชมตัวอย่างโครงการได้ที่ สำนักงานขายโครงการ บริเวณปากซอยพระรามเก้า 57/2 เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00.น.     ผู้สนใจโครงการ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.cocooncondo.com/Rama9/ หรือสอบถาม โทร 092-323-9323 Line@ ID : @Cocooncondo
พฤกษา ผนึกกำลังแบงค์พันธมิตรชั้นนำ บริการสินเชื่อให้ลูกค้า  เตรียมพร้อมส่งมอบคอนโดเดอะทรี 3 ทำเล

พฤกษา ผนึกกำลังแบงค์พันธมิตรชั้นนำ บริการสินเชื่อให้ลูกค้า เตรียมพร้อมส่งมอบคอนโดเดอะทรี 3 ทำเล

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท แวลู และนายธิติพัทธ์ อดิลักษณ์ธราดล (กลาง) กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม 1 บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ร่วมกับผู้บริหารจากธนาคารพันธมิตรชั้นนำ 8 ธนาคาร จัดงาน Credit Day เพื่อเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินสำหรับลูกค้าที่จองซื้อห้องชุดใน แบรนด์เดอะทรี 3 โครงการ ได้แก่ เดอะทรี สุขุมวิท 71-เอกมัย, เดอะทรี จรัญฯ 30 และเดอะทรี ลาดพร้าว 15 ที่จะโอนกรรมสิทธ์ในช่วงครึ่งปีแรก ปี 2562 รวมมูลค่า 4,251 ล้านบาท โดยพฤกษาได้ร่วมมือกับธนาคารพันธมิตร ในการมอบดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และโปรโมชั่นต่างๆ มากมาย ลูกค้าสามารถเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุด และทราบผลอนุมัติในการยื่นกู้เบื้องต้นทันที ถือเป็นอีกหนึ่งในบริการดีๆ ของพฤกษาที่ใส่ใจลูกค้า อีกทั้งยังหมดกังวลกับมาตรการคุมเข้มสินเชื่อจากธปท. ซึ่งจะยังคงได้เกณฑ์วางดาวน์ 10% ตามเดิม ก่อนประกาศใช้มาตรการ 1 เมษายน 2562          
เนอวานา ไดอิ เซ็นสัญญาเจ้าของที่ดินย่านพัฒนาการ ร่วมพัฒนาโครงการ  ภายใต้โมเดลธุรกิจ “NVD Turnkey Solution”

เนอวานา ไดอิ เซ็นสัญญาเจ้าของที่ดินย่านพัฒนาการ ร่วมพัฒนาโครงการ ภายใต้โมเดลธุรกิจ “NVD Turnkey Solution”

บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด(มหาชน) ได้เซ็นสัญญาร่วมลงทุนทางธุรกิจ ภายใต้โมเดล “Turnkey Solution for Partnership Project Development” เพื่อพัฒนาโครงการกับเจ้าของที่ดินย่านพัฒนาการ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา โดยวางแผนพัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์ NIRVANA BEYOND ซึ่งจะเป็นโครงการที่ 3 ของปีนี้ที่ได้เซ็นสัญญาตามแผนธุรกิจ “NVD Turnkey Solution” ต่อจากโครงการที่จังหวัดอุดรธานี ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจากการเปิดขายรอบ Exclusiveในช่วงที่ผ่านมา และจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในปี 2562 ขณะที่โครงการ NIRVANA BEYOND โครงการนี้จะถูกพัฒนาขึ้นบนที่ดินขนาดประมาณ 12 ไร่ บนทำเลศักยภาพย่านพัฒนาการ และเป็นโครงการ NIRVANA BEYOND ซีรี่ส์ใหม่ในสังคมคุณภาพเพียง 31 หลัง โดยคาดว่าราคาขายจะอยู่ที่ประมาณ 40- 80 ล้านบาท มีมูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท ซึ่งพร้อมจะเปิดขายในไตรมาส 2/2562          
LPN กระตุ้นตลาดรังสิต จัดแคมเปญ “ส่งท้ายปี ก่อนปรับราคา ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1” เพียง 7 แสนบาท

LPN กระตุ้นตลาดรังสิต จัดแคมเปญ “ส่งท้ายปี ก่อนปรับราคา ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1” เพียง 7 แสนบาท

LPN ชวนซื้อบ้าน จัดแคมเปญ “ส่งท้ายปี ก่อนปรับราคา ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1” กระตุ้นการขายก่อนโค้งสุดท้ายแห่งปี นำสินค้าเฉพาะเฟส 1 โซน A และ B ให้ลูกค้าเลือกช้อปแสนง่าย ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 700,000 บาท จำนวนจำกัดเพียง 240 ยูนิต มูลค่า 177 ลบ. คัดเฉพาะสินค้าเกรด A ตำแหน่งดี โซนหน้า ใกล้คอมมูนิตี้ มอลล์ เป้าหมายหวังสร้างโอกาสการมีบ้านและชีวิตคุณภาพแก่ประชาชนย่านรังสิต โอกาสเดียวแห่งปี พลาดไม่ได้ วันนี้ถึงสิ้นปีเท่านั้น ส่วนผู้สนใจเช่าพักอาศัย LPN ได้จัดโซนพิเศษ F และ G ที่ตกแต่งพร้อมอยู่ในราคาเริ่มเพียง 5,000 บาท พร้อมจัดเต็มสิ่งอำนวยความสะดวก Service Value ในการใช้ชีวิตไว้อย่างครบครัน ได้แก่ Wash Coin, LPN Security, Fitness Zone, Co Working Space     นายสุรวุฒิ สุขเจริญสิน เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจ LPN เปิดเผยว่า ก่อนโค้งสุดท้ายปลายปี บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) (LPN) ได้จัดแคมเปญพิเศษเพื่อคนวัยทำงานและคนเริ่มสร้างครอบครัวที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยคุณภาพด้วยการนำโครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 มาจัดแคมเปญภายใต้ชื่อ “ส่งท้ายปี ก่อนปรับราคา ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1” เฉพาะโซนด้านหน้า A และ B เนื่องจากเป็นทำเลที่ใกล้ทางเข้า-ออกโครงการด้านหน้า ติดศูนย์การค้าคอมมูนิตี้ มอลล์ “Market Place” อันจะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต ขณะเดียวกันมองว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ซื้อได้ง่าย (Affordable Price) ราคาเริ่มต้นเพียง 700,000 บาท จำนวนจำกัดเพียง 240 ยูนิตเท่านั้น คิดเป็นมูลค่า 177 ล้านบาท โดยภายในโครงการ LPN ได้ออกแบบ Product & Service Value แก่ผู้พักอาศัยไว้อย่างครบครัน ได้แก่ รถสองแถวรับ-ส่งในโครงการ (มีค่าบริการ), บริการยืมรถจักรยาน (ปั่นในโครงการ), ระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐาน LPN Security ทั้งระบบไม้กั้นเข้า-ออกโครงการ รปภ.ดูแลตลอด 24 ชม. เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจุดตรวจทุกวัน กล้องวงจรปิด คีย์การ์ด เข้า-ออก (ห้องชุด, ลานจอดรถ) พื้นที่ส่วนกลาง ได้แก่ Fitness Zone ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ สตรีทบาส สนามฟุตซอล และ Co-Living Space     ด้านศักยภาพทำเลเมืองรังสิตยังมีความเจริญต่อเนื่องอันมีปัจจัยมาจากเดินทางเข้า-ออกสู่เมืองได้สะดวกสบายเพราะใกล้สนามบินดอนเมือง ใกล้รถไฟฟ้าที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ 2 สาย ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง บางซื่อ-รังสิตและต่อเนื่องไปถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (มีแผนเปิดบริการในปี 2563) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายจากหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต (มีแผนเปิดให้บริการในปี 2563) ส่วนการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมีทั้งทางด่วนศรีรัช แจ้งวัฒนะ บางพูน หรือทางยกระดับดอนเมืองโทลเวย์ สามารถวิ่งเข้าสู่ใจกลางเมือง เช่น สาทร สีลม สยามอย่างสะดวกสบาย หรืออาจจะใช้ถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกเชื่อมเข้าทางด่วนอาจณรงค์- รามอินทราก็สามารถมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองได้อย่างสะดวกเช่นกัน อีกทั้งใกล้ห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์สโตร์ เช่น Future Park Rangsit, Zeer, Lotusและในอนาคตมีโครงการ MEGA Rangsit และโครงการ Central รังสิต ใกล้สถานศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยรังสิต, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต     สำหรับตลาดเช่าอพาร์ทเมนท์ในย่านนี้ก็คึกคักเช่นกันเพราะยังมีดีมานด์อีกมาก LPN จึงได้พัฒนาสินค้าของโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 ตอบโจทย์ผู้เช่า โดยจัดโซนพิเศษ F และ G ขนาด 21.50 ตร.ม.ตกแต่งปล่อยเช่าในราคา 5,000 บาท/เดือน หิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย เพราะตกแต่งพร้อมเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน รวมถึงจุดบริการ Fitness Zone, Co-Working Space สำหรับออกกำลังกายและพักผ่อนไปในตัว รวมถึงรถตู้รับ-ส่ง ไปยังฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต 19 รอบต่อวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-20.00 น., รถสองแถว รับ-ส่งในโครงการ (มีค่าบริการ), บริการยืมรถจักรยาน (ปั่นในโครงการ), Blue Mart : ตู้ขายของอัจฉริยะ ด้วยการใช้จ่ายผ่านแอพทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง, Wash Coin : บริการเครื่องซักผ้าออนไลน์มีแจ้งเตือนอัตโนมัติผ่านแอพพลิเคชั่นเมื่อผ้าซักเสร็จ, พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐาน LPN Security ทั้งระบบไม้กั้นเข้า-ออกโครงการ รปภ.ดูแลตลอด 24 ชม. เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจุดตรวจทุกวัน, กล้องวงจรปิด คีย์การ์ด เข้า-ออก สำหรับโปรโมชั่นส่งเสริมงานเช่า ได้แก่ Cash Back รวมมูลค่าสูงสุด 4,800 บาท/ห้อง สำหรับสัญญาเช่า 1 ปีและ Member Get Member (MGM) แก่ผู้เช่าและผู้แนะนำ มูลค่ารวมสูงสุดคนละ 4,800 บาท/ห้อง พลาดไม่ได้จนถึงสิ้นปีนี้     สำหรับลูกค้าที่สนใจเช่าห้องชุด มีเงื่อนไขง่ายๆ ดังนี้ 1. จ่ายประกัน 1 เดือน 2. ประกันสาธารณูปโภค 3,000 บาท 3. ค่าเช่า 1 เดือน 4. ระยะสัญญาเช่า 1 ปีและหากต้องการซื้ออยู่เอง ทาง LPN ก็ยินดีขายในราคาพิเศษ   “พลาดไม่ได้กับการเป็นเจ้าของคอนโดคุณภาพย่านรังสิต ตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี 2561 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สำนักงานขายลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 เบอร์โทร 02-159-3338 หรือ LPN Call Center 02-689-6888 และ www.lpn.co.th
“ORI” อวดยอดขายทะยานเกินเป้ากว่า 25,000 ล้านบาท  จากการเปิดโครงการใหม่ “พาร์ค ออริจิ้นทองหล่อ”  หนุนผลประกอบการทั้งปีโตตามเป้า

“ORI” อวดยอดขายทะยานเกินเป้ากว่า 25,000 ล้านบาท จากการเปิดโครงการใหม่ “พาร์ค ออริจิ้นทองหล่อ” หนุนผลประกอบการทั้งปีโตตามเป้า

“ออริจิ้น” ปลื้มยอดขายโครงการแฟล็กชิพฉลุยทั้ง 2 ทำเล “พาร์ค ออริจิ้น พญาไท” กวาดยอดขายทะลุ 80% ด้าน “พาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อ” โกยยอด 74% ทันทีหลังจบพรีเซล 24 พ.ย. ตอกย้ำความต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพ มั่นใจหนุนผลประกอบการปีนี้โตตามเป้า     นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN) ไนท์บริดจ์ (Knightsbridge) นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill) เคนซิงตัน (Kensington) และโครงการแนวราบแบรนด์ บริทาเนีย (Britania) เปิดเผยว่า หลังจากประกาศเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมแฟล็กชิพภายใต้แบรนด์ใหม่ “พาร์ค ออริจิ้น” ไป 2 โครงการ ใน 2 ทำเลศักยภาพ ได้แก่ 1.พาร์ค ออริจิ้น พญาไท (PARK ORIGIN Phayathai) มูลค่าโครงการ 4,600 ล้านบาท และ 2.พาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อ (PARK ORIGIN Thonglor) มูลค่าโครงการ 12,000 ล้านบาท บริษัทได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยพาร์ค ออริจิ้น พญาไท เริ่มเปิดพรีเซลอย่างเป็นทางการไปเมื่อ 30 ก.ย. ปัจจุบัน มียอดขายแล้วถึงกว่า 80% ขณะที่พาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อ เพิ่งเปิด Exclusive Presale เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา สามารถกวาดยอดขายได้แล้วถึง 74%     “แบรนด์พาร์ค ออริจิ้น เป็นแบรนด์ใหม่ที่ทีมงานออริจิ้นทุกคนมุ่งมั่นและทุ่มเทในการสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดเป็นแบรนด์ที่อยู่อาศัยที่ลงตัว ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์ภายใต้คอนเซ็ปต์ A Perfect Living Platform ยอดขายที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนถึงสภาพของตลาดที่ยังคงให้ความสำคัญกับการซื้อที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพและตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง” นายพีระพงศ์ กล่าว     ทั้งนี้ โครงการพาร์ค ออริจิ้นทั้ง 2 โครงการ จะถูกพัฒนาในรูปแบบของโครงการมิกซ์ยูส โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ควบคู่กับคอนโดมิเนียมด้วย อาทิ โรงแรม คอมมูนิตี้มอลล์ สำนักงานให้เช่า ยอดขายของทั้ง 2 โครงการ จึงสะท้อนถึงความต้องการที่อยู่อาศัยที่ครบวงจรในรูปแบบของโครงการมิกซ์ยูสอีกด้วย ในปี 2562 บริษัทยังคงมีแผนจะพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสควบคู่กับคอนโดมิเนียมแบรนด์พาร์ค ออริจิ้น อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค     นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า ผลประกอบการในปี 2561 นี้ น่าจะสามารถเติบโตได้ตามเป้า โดยในส่วนของยอดขายนั้น บริษัทตั้งเป้าทั้งปีไว้ที่ 24,000 ล้านบาท เฉพาะช่วง 3 ไตรมาสแรก สามารถทำได้แล้ว 22,400 ล้านบาท หากรวมกับยอดขายที่เพิ่งเกิดขึ้นของโครงการพาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อ จะทำให้ยอดขายทะลุเกิน 25,000 ล้านบาท ขณะที่ด้านรายได้นั้น ก็ยังคงมีโครงการสร้างเสร็จใหม่ที่ทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง เช่น 1.โครงการนอตติ้ง ฮิลล์ สุขุมวิท105 (Notting Hill Sukhumvit 105) และ 2.โครงการนอตติ้ง ฮิลล์ จตุจักร อินเตอร์เชนจ์ (Notting Hill Jatujak-Interchange) รวมถึงการประสบความสำเร็จจากการโอนโครงการใหญ่อย่างโครงการ พาร์ค 24 (PARK24) ซึ่งทำให้อัตราหนี้สินต่อทุน (IBD/E) ของบริษัทลดลงเหลือ 1.49 เท่าในไตรมาสที่ผ่านมา และคาดว่าจะลดลงเหลือ 1.35 เท่า ในการปิดงวดไตรมาส 4 นี้          
The Connect จัดหนัก...แจกจริง จัดโปรฯ “ลดล้างสต๊อก” ฟรี!ทุกค่าใช้จ่าย  มอบส่วนลดสูงสุดถึง 5 แสนบาท* พร้อมลุ้นทอง-คอนโด* ราคาเริ่มต้นเพียง 4 ล้านกว่า*

The Connect จัดหนัก...แจกจริง จัดโปรฯ “ลดล้างสต๊อก” ฟรี!ทุกค่าใช้จ่าย มอบส่วนลดสูงสุดถึง 5 แสนบาท* พร้อมลุ้นทอง-คอนโด* ราคาเริ่มต้นเพียง 4 ล้านกว่า*

“The Connect” ยกทัพทาวน์โฮม บ้านแฝด 3 โครงการศักยภาพบน 3 ทำเล ได้แก่ ลาดพร้าว 126, เพชรเกษม 48 และ เฉลิมพระเกียรติ 67 พร้อมร่วมฉลองการก้าวเข้าสู่วาระครบรอบ 25 ปี “พฤกษา” จัดโปรฯ แรงแห่งปี “ลดล้างสต๊อก” มอบส่วนลดสูงสุดถึง 5 แสนบาท* แถมฟรีทุกค่าใช้จ่าย* พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นทอง และคอนโดฯ* ในราคาสุดพิเศษเริ่มต้นเพียง 4 ล้านกว่า* เท่านั้น   The Connect แบรนด์ทาวน์โฮม 2 ชั้น 3 ชั้น ทาวน์โฮมทรงอิสระ และบ้านแฝด ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองการก้าวเข้าสู่วาระครบรอบ 25 ปี บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ด้วยการจัดโปรโมชั่น “ลดล้างสต๊อก ฟรี! ทุกค่าใช้จ่าย” ติดตั้งมิเตอร์น้ำไฟ พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดถึง 500,000 บาท** จากราคาเริ่มต้นเพียง 4 ล้านกว่าบาท* ไม่เพียงเท่านั้นยังมีสิทธิ์ลุ้นรับทองหนัก และคอนโดมิเนียมจากพฤกษา       สำหรับ 3 โครงการไฮไลท์ที่นำมาเข้าร่วมโปรโมชั่นและอยากจะแนะนำคือ   1. The Connect ลาดพร้าว 126 อีกหนึ่งทำเลศักยภาพที่หลายคนจับตามอง วันนี้เปิดขายเฟสใหม่ตามคำเรียกร้อง โดยยังคงคอนเซ็ปต์ทาวน์โฮม 3 ชั้น หน้ากว้าง 5.5 เมตร ฟังก์ชั่นบ้านเดี่ยว พื้นที่ใช้สอย 160 ตร.ม. เพียง 194 ยูนิต บนเนื้อที่กว่า 19 ไร่ ขนาดเนื้อที่ 19.9-44.7 ตร.ว. ในแบบ 3 ห้องนอน, 3 ห้องน้ำ , ห้อง Family Room , Pantry , ห้องเก็บของ ,จอดรถ 2 คัน โดดเด่นด้วยทำเลศักยภาพเดินทางสะดวกใกล้รถไฟฟ้าสถานีลาดพร้าว 101 (รถไฟฟ้าสายสีเหลือง) ใกล้เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการ หากพลาดแล้วจะเสียใจ เพราะทำเลเช่นในราคาแบบนี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วบนย่านลาดพร้าว     2. The Connectเพชรเกษม 48 ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 9 ไร่ จำนวน 95 ยูนิต ปัจจุบันเหลือเพียง 8 ยูนิตเท่านั้น เน้นการออกแบบที่ให้ทุกตารางนิ้วกว้างขวาง เพื่อรองรับความต้องการใช้งานของผู้อยู่อาศัย ด้วยฟังก์ชั่น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พร้อมเพิ่มพื้นที่ความสุขและความเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้นด้วย 2 Master Bedroom ที่แยกสัดส่วนห้องน้ำอย่างลงตัว เติมเต็มความสุขในครอบครัวด้วยห้องโถง Family room ขนาดใหญ่บนชั้น 2 ใกล้รถไฟฟ้าสถานีบางหว้า แวดล้อมด้วยระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า หรือโรงพยาบาล       3.The Connect เฉลิมพระเกียรติ 67 สไตล์ Modern ซึ่งเหมาะกับคนรุ่นใหม่ โดยเป็นทาวน์โฮม 3 ชั้น หน้ากว้าง 5.5 เมตร พื้นที่ใช้สอย 160 ตร.ม. 3 ห้องนอน, 3 ห้องน้ำ , 1 ห้องรับแขก , 1 ห้องครัว , 1 Family room , จอดรถ  2 คัน ในสังคมคุณภาพเพียง 157 ยูนิต บนเนื้อที่กว่า 16 ไร่ เดินทางสะดวกสบายด้วยทำเลที่โดดเด่น สามารถเดินทางเข้า-ออกได้หลายเส้น อาทิ เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ที่มีทางลัดมากมายที่เชื่อมต่อให้คุณเข้าสู่เมืองได้ง่ายดาย ทั้งรามคำแหง 2 บางนา ศรีนครินทร์ ประเวศ ลาดกระบัง  โครงการอยู่ใกล้ ถนนอ่อนนุช-พัฒนาการ ที่ให้คุณเข้าสู่คลองตัน เอกมัย ทองหล่อ ได้สะดวกสบาย  ใกล้วงแหวนรอบนอก(ทางด่วนกาญจนาภิเษก) ที่เชื่อมกับถนนมอเตอร์เวย์เข้าสู่ถนนพระราม 9 หรือจะไปสนามบินสุวรรณภูมิก็ง่ายนิดเดียว สำหรับผู้ที่สนใจต้องรีบจับจองเป็นเจ้าของ เพราะเหลือเพียง 4 ยูนิตเท่านั้น       ลูกค้าสามารถหาข้อมูลและเลือกซื้อที่อยู่อาศัยจากทุกทำเลของโครงการ The Connect ได้อย่างสะดวกสบายผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท www.pruksa.com หรือสามารถเข้าเยี่ยมชมโครงการที่สนใจ พร้อมขอรับคำปรึกษาด้านสินเชื่อจากเจ้าหน้าที่ด้านการขายของบริษัทฯ ได้ตลอดเวลา โดยพนักงานขายทุกโครงการยินดีที่จะให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1739     *เงื่อนไขเป็นตามที่บริษัทกำหนดสำหรับแต่ละโครงการ **ส่วนลดที่ได้แต่ละโครงการจะมีมูลค่าที่ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับแบบบ้าน            
วัสดุอะคูสติก เอสซีจี เปิดเทรนด์ แต่งห้องจัดผนังแบบมิกซ์ยูส  เอาใจไลฟ์สไตล์เจนวาย สร้างพื้นที่เล็กให้สุขในทุกมิติ

วัสดุอะคูสติก เอสซีจี เปิดเทรนด์ แต่งห้องจัดผนังแบบมิกซ์ยูส เอาใจไลฟ์สไตล์เจนวาย สร้างพื้นที่เล็กให้สุขในทุกมิติ

บริษัท สยามไฟเบอร์กลาส จำกัด ในกลุ่มธุรกิจเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (SCG Cement-Building Materials) ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ วัสดุอะคูสติก เอสซีจี ฉนวนประเภทใยแก้วประเภทฉนวนป้องกัน และดูดซับเสียงเปิดเทรนด์การแต่งห้อง สไตล์มิกซ์ยูส ด้วยการนำ วัสดุอะคูสติก เอสซีจีรุ่น Zandera ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับเสียง และลดเสียงก้องภายในห้องพัก  มาจัดแต่งร่วมกับวัสดุตกแต่งผนังในสไตล์ต่าง ๆ ได้อย่างลงตัวทั้งสีสันจากผ้าบุเนื้อดี  และรูปทรงของวัสดุที่สามารถปรับเปลี่ยนขนาด และรูปทรงได้หลากหลาย ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนทำงานเจนวาย ที่ต้องการงานออกแบบที่โดดเด่น สะท้อนรสนิยมที่ดูดี เน้นการปรับใช้พื้นที่ ให้ตอบสนองการใช้งานได้อย่างอย่างคุ้มค่า รวมถึงคุณภาพของฉนวน ที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในการฟังเสียง และเพิ่มความสุขให้กับการพักผ่อน ได้อย่างลงตัว     โดยผู้ที่สนใจ สามารถเลือกชมสินค้าตัวอย่างหรือขอรายละเอียดสินค้า และขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายการตลาด บริษัท สยามไฟเบอร์กลาส จำกัด  โทร 02-5863888 หรือ  02-5862214  
ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ไตรมาส 4 ปี 2561

ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ไตรมาส 4 ปี 2561

ซีบีอาร์อี บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก เผยว่า มีปัจจัยหลายประการส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดที่พักอาศัยของกรุงเทพมหานคร แม้ว่ามีการเปิดตัวโครงการใหม่เกิดขึ้นมาก แต่ยอดขายจากผู้ซื้อชาวไทยเริ่มชะลอตัวลงในบางทำเลและอาจมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวต่อไปอีกจากมาตรการเรื่องการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า  ผู้พัฒนาโครงการบางรายพยายามที่จะหาทำเลที่ตอบโจทย์ความต้องการจากกลุ่มผู้ซื้อคนไทยที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง และพัฒนาโครงการในระดับราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อของตลาด  ผู้พัฒนาโครงการบางรายปรับเพิ่มสัดส่วนการขายให้กับผู้ซื้อชาวต่างชาติซึ่งอาจซื้อเพื่อการลงทุนโดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เข้าพักอาศัยจริง ด้านตลาดให้เช่าที่พักอาศัยสำหรับชาวต่างชาติในย่านใจกลางเมืองนั้นยังมีเสถียรภาพ แต่ซีบีอาร์อีมองว่าตลาดให้เช่าที่พักอาศัยสำหรับคนไทยในย่านรอบนอกใจกลางเมืองและย่านชานเมืองไม่ค่อยมีการเติบโตในเรื่องค่าเช่า ทำให้นักลงทุนที่ซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อนำมาปล่อยเช่าอาจไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้   เมื่อไม่นานมานี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดมาตรการกำกับดูแลการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่เข้มงวดขึ้น โดยการปรับลดอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ให้แก่ผู้ซื้อบางกลุ่ม เพื่อลดความเสี่ยงด้านสินเชื่อและความเสี่ยงในตลาดอสังหาริมทรัพย์  รวมทั้งปรับปรุงคุณภาพสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป ซึ่งมาตรการใหม่นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรกซึ่งเป็นความต้องการอยู่อาศัยที่แท้จริง มากกว่านักลงทุนที่ซื้อที่พักอาศัยแล้วนำมาปล่อยเช่าเพื่อสร้างผลตอบแทนซึ่งมีสัญญาสินเชื่อหลายฉบับ แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะไม่บังคับให้ผู้พัฒนาโครงการต้องเรียกเก็บเงินดาวน์ขั้นต่ำในการทำสัญญา แต่ก็จะกระตุ้นให้ผู้พัฒนาโครงการเรียกเก็บเงินดาวน์ในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงหากลูกค้าทิ้งเงินดาวน์เมื่อถึงเวลาที่ต้องโอน ซึ่งจะทำให้ความต้องการจากนักเก็งกำไรลดลง เพราะต้องใช้เงินดาวน์สูงถึง 20 - 30% ต่างจากในปัจจุบันที่ใช้เงินดาวน์เพียง 10 - 15%  และมาตรการนี้จะช่วยชะลอความร้อนแรงและสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดโดยรวม   เนื่องจากเป็นที่คาดการณ์ว่าความต้องการภายในประเทศจะชะลอตัว อันเป็นผลจากข้อกำหนดใหม่ด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซีบีอาร์อีคาดว่าจะมีผลต่อเนื่องทำให้ผู้พัฒนาโครงการหันไปพึ่งพาผู้ซื้อชาวต่างชาติที่ซื้อที่พักอาศัยด้วยเงินของตนเองเป็นหลัก เพราะเงินทั้งหมดต้องโอนมาจากต่างประเทศด้วยสกุลเงินต่างประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับด้านการเป็นเจ้าของอาคารชุดโดยชาวต่างชาติ ผู้พัฒนาโครงการหลายรายกล่าวว่าได้เพิ่มยอดขายคอนโดมิเนียมในส่วนที่มาจากผู้ซื้อชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีนทั้งในรูปของการซื้อแบบรายบุคคลและการซื้อแบบยกล็อตโดยผ่านนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ชาวจีน  หลายโครงการได้เปิดเผยว่าโควตาสำหรับผู้ซื้อต่างชาติเต็มแล้ว (49% ของพื้นที่ขาย) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต   “เรื่องนี้ทำให้ซีบีอาร์อีมีความกังวลมากขึ้นว่าการพึ่งพายอดขายจากลูกค้าต่างชาติจำนวนมากจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ เพราะยังไม่แน่นอนว่าลูกค้าต่างชาติเหล่านี้จะโอนกรรมสิทธิ์หากเป็นนักเก็งกำไร และยังไม่มีความชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียมเมื่อการก่อสร้างเสร็จสิ้น  ลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่เป็นนักลงทุน และอาจไม่มีความต้องการเที่จะซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง” นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าว   จากการสำรวจโดยแผนกวิจัย ซีบีอาร์อี พบว่า ณ ไตรมาสที่ 3 ปี 2561 มีการเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ในย่านใจกลางเมืองราว 7,200 ยูนิต เปรียบเทียบกับในช่วงสองไตรมาสแรกของปีนี้รวมกันมีเพียง 1,300 ยูนิต  โดยคอนโดมิเนียมใหม่ที่เปิดตัวในย่านใจกลางกรุงเทพฯ ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 8%เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว   ด้านราคาเสนอขายโดยเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมแบบฟรีโฮลด์ระดับไฮเอนด์ขึ้นไป ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้างในย่านใจกลางกรุงเทพฯ ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยประมาณ 1.7% ต่อปี มาอยู่ที่ 277,000 บาทต่อตารางเมตร  ซีบีอาร์อีไม่เชื่อว่าราคาเฉลี่ยในย่านใจกลางกรุงเทพฯ โดยทั่วไปจะปรับตัวลดลง เว้นแต่ในโครงการที่แล้วเสร็จแต่ยังมียูนิตเหลือขายจำนวนมาก  จากตัวเลขของผู้พัฒนาโครงการพบว่า คอนโดมิเนียมในย่านใจกลางเมืองที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างมียอดขายลดลงเหลือ 67% เทียบกับ 77% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน  ซีบีอาร์อีจึงมองว่าแนวโน้มด้านยอดขายจะค่อนข้างชะลอตัวสำหรับโครงการคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ในย่านใจกลางเมืองที่ผู้ซื้อคัดเลือกสินค้ามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการที่มีราคาขายสูงกว่า 300,000 บาทต่อตารางเมตร  ผู้พัฒนาโครงการที่ต้องการทำราคาขายให้ได้ในระดับที่สูงจำเป็นต้องทำให้ผู้ซื้อมั่นใจว่าโครงการของตนมีความเหมาะสมกับราคาอย่างแท้จริง   แผนกวิจัย ซีบีอาร์อีรายงานว่า ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มีการเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ในย่านมิดทาวน์และย่านชานเมืองรวมทั้งสิ้น 18,200 ยูนิต ซึ่งนับเป็นการเปิดตัวคอนโดมิเนียมที่มากที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2556 เป็นต้นมา โดยคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวในย่านมิดทาวน์ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี2561 ลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน    ปัจจุบันผู้พัฒนาโครงการต่างกำลังมุ่งไปที่ทำเลที่อยู่ตามแนวรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียว ส่วนต่อขยายรถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงิน และรถไฟใต้ดินสายสีส้ม สายสีเหลือง และสายสีชมพูที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง   ราคาเสนอขายโดยเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมที่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จในย่านมิดทาวน์และย่านชานเมืองปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 99,700 บาทต่อตารางเมตร เพิ่มขึ้น 5.6% ต่อปี  ในอัตราการขายของคอนโดมิเนียมที่มีมากกว่า 200 โครงการในย่านนี้อยู่ที่ระดับ 71% เปรียบเทียบกับ 59% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซีบีอาร์อีเชื่อว่ายอดขายที่ดีขึ้นนั้นเกิดจากการขายยกล็อตให้กับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ชาวจีน ถึงแม้จะยังไม่สามารถสรุปได้ว่ายอดขายเหล่านี้จะหมายถึงการโอนห้องจริงเมื่อโครงการแล้วเสร็จ   ปริมาณคอนโดมิเนียมที่เพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนด้านความต้องการภายในประเทศจากผู้ซื้อที่ต้องการพักอาศัยเอง รวมไปถึงความยั่งยืนของความต้องการจากลูกค้าต่างชาติ ทำให้แนวโน้มในตลาดคอนโดมิเนียมของกรุงเทพฯ มีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมในย่านใจกลางเมือง ผู้พัฒนาโครงการอาจจะต้องลดความคาดหวังที่มีต่อราคาขายระดับสูง หรือปรับเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นที่ทำเลใจกลางเมือง ไปสู่ทำเลที่ราคาที่ดินถูกกว่า เช่น สุขุมวิท63 (ซอยเอกมัย) มากกว่าสุขุมวิท 55 (ซอยทองหล่อ) สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมในย่านมิดทาวน์และย่านชานเมือง โครงการที่ผู้ซื้อสามารถกู้ซื้อได้และมีนักเก็งกำไรและนักลงทุนน้อยจำเป็นต้องพึ่งพาความต้องการจากผู้ซื้อคนไทยที่ต้องการพักอาศัยเองมากยิ่งขึ้น   สำหรับตลาดที่พักอาศัยให้เช่าในย่านใจกลางกรุงเทพฯ สำหรับชาวต่างชาตินั้น จำนวนชาวต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตทำงานมีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 2.7% ต่อปี และงบประมาณต่อเดือนในการเช่าบ้านก็ยังคงที่ สถานการณ์ในตลาดโดยรวมยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีอพาร์ทเมนท์ใหม่เกิดขึ้นน้อยมาก ขณะที่คอนโดมิเนียมกลับเพิ่มขึ้นโดยตลอด ซึ่งซีบีอาร์อีคาดการณ์ว่าประมาณ 30-40% ของคอนโดมิเนียมใหม่จะถูกนำออกมาปล่อยเช่าเมื่อโครงการแล้วเสร็จ
เสนาฯ ติดตั้งเครื่องชาร์จรถพลังงานไฟฟ้าภายใต้ชื่อ EV ready ตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่

เสนาฯ ติดตั้งเครื่องชาร์จรถพลังงานไฟฟ้าภายใต้ชื่อ EV ready ตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่

กระแสรถยนต์ไฟฟ้า Electric Vehicle หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่า รถ EV กำลังมาแรงทั่วโลก  ผู้บริหารหญิงคนเก่ง แห่งค่าย เสนาดีเวลลอปเม้นท์  ดร.ยุ้ย เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ก็ไม่พลาดที่จะตอบรับกระแสโดยการติดตั้งเครื่องชาร์จรถพลังงานไฟฟ้า (EV Charger ) ภายใต้ชื่อ EV ready รองรับยานยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าทั้งแบบไฮบริด และ ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าชนิดแบตเตอรี่ (BEV) ให้กับลูกค้าโครงการ เสนาพาร์คแกรนด์ รามอินทรา  และ เสนาพาร์ควิลล์ รามอินทรา - วงแหวน เพื่อตอบสนองความต้องการตลาดและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่จะเริ่มหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นงานนี้ นอกจากได้บ้านที่สวยด้วยฟังก์ชั่นและดีไซน์แล้ว ยังไม่ตกเทรนด์ด้วยน้า  สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติม โทร 1775

1 2 3 ... 137