ข่าวอสังหาริมทรัพย์

 

ข่าวอสังหาริมทรัพย์แนะนำ

พฤกษา พร้อมส่งมอบ “เดอะทรี สุขุมวิท 71-เอกมัย” มูลค่า 2,600 ล้านบาท

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท แวลู และ นายธิติพัทธ์ อดิลักษณ์ธราดล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม 1 บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) จัดงานปาร์ตี้ Glowing In The Air บนชั้นดาดฟ้าโครงการ “เดอะทรี สุขุมวิท 71-เอกมัย” ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ 100% ที่เปิดให้สื่อมวลชนเข้าชมความสวยงามของโครงการในช่วงยามเย็น โดยไฮไลท์ของโครงการคือจุดชมวิว “Observation Deck” ที่เป็นระเบียงแก้วกลางอากาศ และมีพื้นกระจกใสบนชั้นดาดฟ้า ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมแห่งแรกของพฤกษาที่สามารถชมวิวเมืองได้ถึง 720 องศา   “เดอะทรี สุขุมวิท 71-เอกมัย” เป็นคอนโดมิเนียมสูง 33 ชั้น จำนวน 886 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 2,600 ล้านบาท มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกแบบจัดเต็มอีกทั้งยังใช้วัสดุตกแต่งหรูหราเหนือระดับ พร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าชมเพื่อสัมผัสบรรยากาศจริงที่โครงการได้แล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลโทร 1739 หรือ pruksa.com      

ข่าวอสังหาริมทรัพย์ล่าสุด

1 2 3 ... 140
พฤกษา พร้อมส่งมอบ “เดอะทรี สุขุมวิท 71-เอกมัย” มูลค่า 2,600  ล้านบาท

พฤกษา พร้อมส่งมอบ “เดอะทรี สุขุมวิท 71-เอกมัย” มูลค่า 2,600 ล้านบาท

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท แวลู และ นายธิติพัทธ์ อดิลักษณ์ธราดล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม 1 บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) จัดงานปาร์ตี้ Glowing In The Air บนชั้นดาดฟ้าโครงการ “เดอะทรี สุขุมวิท 71-เอกมัย” ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ 100% ที่เปิดให้สื่อมวลชนเข้าชมความสวยงามของโครงการในช่วงยามเย็น โดยไฮไลท์ของโครงการคือจุดชมวิว “Observation Deck” ที่เป็นระเบียงแก้วกลางอากาศ และมีพื้นกระจกใสบนชั้นดาดฟ้า ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมแห่งแรกของพฤกษาที่สามารถชมวิวเมืองได้ถึง 720 องศา   “เดอะทรี สุขุมวิท 71-เอกมัย” เป็นคอนโดมิเนียมสูง 33 ชั้น จำนวน 886 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 2,600 ล้านบาท มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกแบบจัดเต็มอีกทั้งยังใช้วัสดุตกแต่งหรูหราเหนือระดับ พร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าชมเพื่อสัมผัสบรรยากาศจริงที่โครงการได้แล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลโทร 1739 หรือ pruksa.com      
LPN ผนึก นายณ์ เอสเตท พัฒนาอาคารสำนักงานให้เช่าริมถนนพระราม 4

LPN ผนึก นายณ์ เอสเตท พัฒนาอาคารสำนักงานให้เช่าริมถนนพระราม 4

LPN จับมือ นายณ์ เอสเตท พันธมิตรที่แข็งแกร่ง รุกตลาดอาคารสำนักงานตามกลยุทธ์การกระจายรายได้ ลดความเสี่ยงจากปัจจัยรุมเร้าตลาดคอนโด จัดตั้ง “บจก.ดลศิริ ดีเวลลอปเม้นท์” พัฒนาออฟฟิศริมถนนพระราม 4 มูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท   ลุมพินี ทาวเวอร์ : นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทแอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) ประกาศแผนร่วมทุนกับบริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด (NYE) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ จัดตั้งบริษัทใหม่ “บริษัท ดลศิริ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด” ในสัดส่วนการลงทุน 50 : 50 เพื่อร่วมพัฒนาอาคารสำนักงานและร้านค้าปลีกให้เช่า บนทำเลศักยภาพริมถนนพระราม 4 ซึ่ง LPN ได้มาบุกเบิกทำเลนี้เป็นรายแรกในปี 2532 ภายใต้การพัฒนา “ลุมพินี ทาวเวอร์” Office Condo แห่งแรก และเป็นโครงการแรกของบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง   ปัจจุบัน ตลาดอาคารสำนักงานยังมีความต้องการสูงมาก โดยเฉพาะอาคารสำนักงานที่มีคุณภาพในทำเลใจกลางเมือง ซึ่งถนนพระราม 4 นับว่ามีการเติบโตในอัตราก้าวกระโดดในช่วง 2-3 ที่ผ่านมา และจะเป็นอีกหนึ่ง New CBD ที่สำคัญเพราะเป็นเขตเชื่อมต่อระหว่าง CBD ชั้นใน เช่น สีลม สาทร พระราม 3 กับย่านราชประสงค์ เพลินจิต และสุขุมวิท รวมทั้งมี Mass Transit ขนาดใหญ่ เช่น สถานีรถไฟลอยฟ้า (BTS) สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) และทางด่วน จึงเห็นการพัฒนามิกซ์ยูสขนาดใหญ่และโครงการอาคารชุดพักอาศัยเกรด A ในย่านนี้สูงมากตลอดแนวถนน เช่น โครงการ One Bangkok หรือ สามย่านมิตรทาวน์ ของค่าย TCC Group อาคารชุดพักอาศัยเกรด A ทั้งจากบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งในรูปแบบ Freehold (ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์) และ Leasehold (การเช่าซื้อในระยะยาว) ซึ่งอาคารสำนักงานเกรด A ปัจจุบันจะมีอัตราค่าเช่าเฉลี่ย 1,000 บาทต่อตร.ม. นับเป็น Fixed Cost หรือต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูง ทำให้อาคารสำนักงานเกรด B ในระดับราคาเช่าเพียง 600 บาทต่อตร.ม. เป็นที่ต้องการของตลาดซึ่งรอดีเวลลอปเปอร์ที่มีประสบการณ์มาพัฒนา   “LPN และ นายณ์ เอสเตท เคยทำงานร่วมกันมา และต่างรู้จุดแข็งของกันและกัน การร่วมทุนในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทร่วมทุนทั้งสองในการนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาประสานเพื่อพัฒนาโครงการที่ช่วยสร้างรายได้ประจำในรูปแบบของเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงจากสภาวะการแข่งขันและปัจจัยลบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งบริษัทยังใช้เงินลงทุนจากกระแสเงินสดในการดำเนินธุรกิจของบริษัท และการกู้เงินที่เงื่อนไขในการกู้จะไม่กระทบต่อการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นของ LPN แต่อย่างใด”   โครงการอาคารสำนักงานให้เช่าภายใต้การพัฒนาของ “บริษัท ดลศิริ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด” นี้ จะเป็นแบรนด์ใหม่บนที่ดินริมถนนพระราม 4 ทำเลที่มีศักยภาพขนาด 3 ไร่ 7.5 ตารางวา ระยะเวลาการเช่า 55 ปี ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ตรีคชา จำกัดประกอบด้วย พื้นที่ใช้ประโยชน์รวม 22,600 ตร.ม. แบ่งเป็นพื้นที่สำนักงานประมาณ 21,000 ตร.ม. และพื้นที่ร้านค้าประมาณ 1,600 ตร.ม. ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจให้แก่บริษัทผู้เช่าเป็นอย่างดี   สำหรับความร่วมมือที่ผ่านมา LPN ได้ร่วมทุนภายใต้บริษัท “บริษัท กมลา ซีเนียร์ ลิฟวิ่ง จำกัด” กับบริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาโครงการไลฟ์สไตล์ซีเนียร์ลิฟวิ่ง (Lifestyle Senior Living Village) ระดับพรีเมี่ยมที่จังหวัดภูเก็ต มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่าง ๆ ระดับห้าดาว เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ภายใต้การบริหารจัดการโดยทีมงานมืออาชีพจากต่างประเทศ      
“อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์” เฟอร์นิเจอร์สัญชาติอังกฤษ เปิดแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ใจกลางกรุง

“อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์” เฟอร์นิเจอร์สัญชาติอังกฤษ เปิดแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ใจกลางกรุง

บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สบช่องว่างตลาดเซกเม้นต์ Accessible Luxury เดินหน้าเปิดตัวเฟอร์นิเจอร์น้องใหม่สไตล์อิเคล็กทิกภายใต้แบรนด์ “อเล็กซานเดอร์แอนด์เจมส์” (Alexander & James) แบรนด์ดังสัญชาติอังกฤษ พร้อมสยายปีกบุกตลาดเอเชียเต็มสูบ เปิดแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ใจกลางกรุงรองรับลูกค้ากำลังซื้อสูงทั่วเอเชีย เชื่อปัจจัยหนุนรอบด้านเอื้อโอกาสทองอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์มั่นใจแบรนด์ติดลมบนครองใจมหาชนภายใน 1 ปี   คุณพิมล ศรีวิกรม์ ประธานกรรมการ บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  “อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ เป็นแบรนด์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูง มีกลิ่นอายของความเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบอังกฤษอย่างเห็นได้ชัด ตลาดส่งออกมีกลุ่มลูกค้าที่มองหาเฟอร์นิเจอร์สไตล์นี้อยู่มาก ซึ่งมีความโดดเด่นแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เดิมทีเราได้วางกลยุทธ์ไว้ด้วยการไปออกงานแสดงสินค้าที่ประเทศจีนและประเทศสิงคโปร์ปีละครั้ง ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น ไทย เกาหลี ไต้หวัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และแม้กระทั่งในประเทศจีนเองก็ตาม เพราะตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดในแถบเอเชียยังคงเป็นประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อ  สูงมากอย่างต่อเนื่องและมีความเคลื่อนไหวของเทรนใหม่ๆ หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา มีกลุ่มลูกค้าที่เป็นระดับพรีเมี่ยมถึงไฮเอนด์เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของแบรนด์ อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ เราวางแผนเพื่อรองรับลูกค้าทั้งในประเทศไทยและจากทั่วภูมิภาคเอเชียที่สนใจผลงานสามารถมาเยี่ยมชมโชว์รูมของเราได้สะดวก โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงที่ประเทศอังกฤษ ด้วยการสร้างแฟลกชิปสโตร์แห่งแรกบริเวณใจกลางกรุงเทพฯ และที่นี่จะเป็นต้นแบบของโชว์รูม และแกลลอรี่สำหรับโชว์สินค้ารุ่นใหม่ๆ ของอเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ตลอดทั้งปี เนื่องด้วยประเทศไทย มีจุดแข็งหลายประการ ทั้งด้านทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพในการส่งออกไปทั่วภูมิภาค และทำให้เราลดค่าใช้จ่ายในการออกงานแสดงที่จีนและสิงคโปร์ได้อีกด้วย สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านแนวราบแม้มีแนวโน้มการซื้อขายในอัตราชะลอตัวต่ำกว่าปีก่อนๆ แต่สิ่งที่เติบโตและมีแนวโน้มที่ดี คือ โครงการมิกซ์ยูสและธุรกิจโรงแรม ซึ่งมีโครงการใหญ่ๆ เกิดขึ้นใหม่ในหลายพื้นที่ นอกจากการใช้งานภายในที่อยู่อาศัยแล้ว โซฟาของอเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ก็ยังเหมาะสำหรับใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งออฟฟิศหรือโรงแรมได้อีกด้วย โดยการออกแบบของเราเน้นความคิดสร้างสรรค์และแปลกใหม่ รวมถึงความยืดหยุ่นในการเลือกวัสดุและสีให้เข้ากับอาคารได้หลากหลายสไตล์ เป้าหมาย  ในปีนี้เราอยากให้แบรนด์อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์เป็นที่จดจำอย่างกว้างขวางในตลาด เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น กลุ่มลูกค้าที่ได้รู้จักเราแล้วเมื่อถึงเวลาที่พร้อมก็จะกลับมาซื้อของเราแน่นอน”     คุณมาร์ค อเล็กซานเดอร์ สมิทธ์ (Mark Alexander Smith) ผู้ก่อตั้งและดีไซน์เนอร์ เปิดเผยว่า “แบรนด์อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส เปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.2013 ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อเริ่มก่อตั้งเราเน้นขายสินค้าในประเทศอังกฤษ  ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง มีอัตราการเติบโตของธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดยในปีนี้ ก็มีถึง 50 ร้านที่มีการจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ของอเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์อยู่ทั่วอังกฤษ เราวางตำแหน่งให้ แบรนด์เป็น Accessible Luxury คือ ความโก้หรูที่ทุกคนเข้าถึงได้ จุดแข็งของเรา คือ ดีไซน์และสีที่โดดเด่นเป็น        เอกลักษณ์ ผ่านการออกแบบจากประเทศอังกฤษ มีสไตล์เป็นของตัวเองอย่างเด่นชัด รวมถึงการเลือกสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นหนังวัวแท้จากบราซิล ผ้าจากอิตาลีและฝรั่งเศส กำมะหยี่จากแบรนด์วิลเลียม มอร์ริส (William Morris) กระทั่งโครงสร้างที่เป็นไม้ยางพาราจากป่าที่ปลูกในประเทศไทยซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งต้นกำเนิดยางพาราที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก สำหรับในประเทศไทยเองก็มีจุดแข็งหลายประการ ทางด้านโลเคชั่นที่มีศักยภาพในการส่งออกไปทั่วภูมิภาค มีช่องว่างทางตลาดและอัตราการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์เอเชียที่สูงขึ้น การมีฮับใหญ่ในประเทศไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตที่มีคุณภาพจะทำให้เราได้เปรียบในเรื่องของความเป็นเจ้าถิ่น ผนวกกับฝีมือของคนไทยที่มีความปราณีตอ่อนช้อยที่สำคัญเราสามารถควบคุมเรื่องต้นทุนของสินค้าได้ ทำให้ลูกค้าสามารถได้รับสินค้าที่มีคุณภาพสูงแต่ยังคงไว้ซึ่งสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญของเรา”   “สำหรับภาพรวมตลาดและอัตราการเติบโตของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์มีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี เนื่องจากไม่ว่าเศรษฐกิจ หรือสภาพดินฟ้าอากาศจะเป็นอย่างไร ผู้คนก็ยังคงต้องใช้เฟอร์นิเจอร์เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน อาจจะมีชะลอตัวบ้าง เมื่อมีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นแต่ไม่นานตลาดจะฟื้นตัวกลับมา สำหรับประเทศไทย เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามีความไม่แน่นอนสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ด้านการค้ากับประเทศจีน ทำให้ลูกค้าต่างประเทศที่เคยใช้สินค้านำเข้าจากประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก หันมาหาซัพพลายเออร์จากประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียแทน และจะเป็นการเปิดโอกาสให้ อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ ที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย มีโอกาสขยายตัวในตลาดส่งออกมากขึ้น สำหรับตลาดเฟอร์นิเจอร์ระดับล่างอาจจะเผชิญกับเศรษฐกิจในประเทศอยู่บ้างที่อาจจะทำให้การจับจ่ายใช้สอยชะลอตัว แต่ตลาดเฟอร์นิเจอร์เซกเมนต์ระดับบน การเลือกซื้อสินค้าจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจเป็นหลัก ดังนั้น เราจึงมีความมั่นใจว่าเฟอร์นิเจอร์ของเราจะตอบโจทย์ตรงนี้ได้”      คุณพิมล ศรีวิกรม์ กล่าวทิ้งท้าย     เชิญสัมผัสบริบทใหม่แห่งการตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ชั้นนำสัญชาติอังกฤษที่สะท้อนรสนิยมแห่งการอยู่อาศัยอย่างมีระดับ ด้วยเอกลักษณ์โดดเด่น ชวนหลงใหล พร้อมด้วยบริการสุดพิเศษแบบออนดีมานด์ เฟอร์นิเจอร์ (On-Demand Furniture) ที่สามารถเลือกสรรและปรับให้เหมาะสมกับขนาดของพื้นที่และความชอบของผู้อยู่อาศัย เพลิดเพลินกับการเลือกสีที่ใช่ วัสดุที่ชอบ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบชั้นเลิศหนึ่งเดียวในโลกในสไตล์ที่เป็นคุณได้แล้ววันนี้ที่แฟลกชิปสโตร์ อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์  สุขุมวิท 39        
ดี เวล แกรนด์แอสเสท ฉลอง ARNA EKAMAI คว้ารางวัลอินเตอร์ จองบ้านได้รถ Porsche Macan

ดี เวล แกรนด์แอสเสท ฉลอง ARNA EKAMAI คว้ารางวัลอินเตอร์ จองบ้านได้รถ Porsche Macan

ดี เวล แกรนด์แอสเสท เชื่ออสังหาฯปีหมูกทม.และปริมณฑลยังไปได้ ชูกลยุทธ์บูทีค ดีเวลลอปเปอร์-พัฒนาโครงการดีไซน์แตกต่างอย่างมีสไตล์ ฉลอง ARNA EKAMAI คว้ารางวัลอินเตอร์ จองบ้านได้รถ Porsche Macan มูลค่า 5 ล้าน 2-3 มี.ค.นี้!!   ดี เวล แกรนด์แอสเสท ชี้อสังหาฯปี 62 หลายปัจจัยส่งให้ผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ข้อมูลแม่นยำขึ้นชี้กทม. ปริมณฑลและเมืองใหญ่ยังเติบโต เปิดกลยุทธ์รุกตลาดปีหมูตอกย้ำภาพบูทีค ดีเวลลอปเปอร์ พัฒนาโครงการดีไซน์เอกลักษณ์ จับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่สไตล์เฉพาะตัว เตรียมเปิดตัว 4 โครงการ รวมมูลค่า 1,000 ล้านบาท ต่อยอดฉลองความสำเร็จโครงการ ARNA EKAMAI บ้านเดี่ยว 3 - 4 ชั้น ระดับ Super Luxury คว้ารางวัล “International Property Award 2018” ประเภท Best Residential Property Asia Pacific จัดงาน Masterpiece showcase จองบ้านได้รถ Porsche Macan มูลค่า 5 ล้านบาท 2-3 มี.ค.นี้ !!     นายถวนันท์ ธเนศเดชสุนทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเวล แกรนด์แอสเสท จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2562 อ้างอิงจากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญยังคงมีการเติบโต โดยในส่วนความต้องการที่อยู่อาศัยแนวสูงเติบโตในเขตใจกลางเมืองตามแนวรถไฟฟ้ามาจากกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงบน รวมถึงกำลังซื้อของชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน ที่ชื่นชอบโครงการย่านสุขุมวิทและรัชดาส่วนโครงการแนวราบ มีการขยายตัวในเขตชานเมือง กรุงเทพฯและปริมณฑลรวมถึงตัวเมืองของจังหวัดท่องเที่ยวหลักในภาคใต้ นอกจากนี้พบว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯส่วนหนึ่งเริ่มหันมาทำโครงการที่สร้างรายได้ประจำ เช่นอพาร์ทเม้นท์โครงการMixed Use หรือ อาคารเชิงพาณิชย์แทนการทำโครงการที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียวเพื่อใช้ประโยชน์จากที่ดินราคาสูงให้คุ้มค่ามากขึ้น   อย่างไรก็ดีมีหลายปัจจัยจากทั้งในและนอกประเทศ ที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์และวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแม่นยำ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติออกมาตรการคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย กำหนดเพดานสินเชื่อตามมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value : LTV)  แนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ย ไปจนถึงการเลือกตั้งภายในประเทศ เป็นต้น สำหรับบริษัท ดี เวล แกรนด์แอสเสท จำกัด ในฐานะบูทีค ดีเวลลอปเปอร์ ยังคงยึดกลยุทธ์พัฒนาโครงการที่มีดีไซน์เฉพาะตัว รองรับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่มีสไตล์ นิยมแบบฉบับของตัวเอง ชอบความแตกต่างไม่ซ้ำแบบใคร โดยโครงการที่จะเปิดในปีนี้ ประกอบด้วย โครงการAIRES Rama 9, AIRES Ratchada 19, AIRES Ramkhamhaeng, โครงการย่านบางนารวม 4 โครงการ มูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท และบริษัทเตรียมจัดงาน The Masterpiece Showcase ในวันที่ 2-3 มี.ค.นี้ เพื่อฉลองให้กับโครงการ ARNA EKAMAI (อาณา เอกมัย)     บ้านเดี่ยว 3 - 4 ชั้น ระดับ Super Luxury ที่คว้ารางวัล“International Property Award 2018” ประเภท Best Residential Property Asia Pacific โดยมีการนำ Masterpiece รถ Porsche Macanโมเดลใหม่ล่าสุด ปี 2562 มูลค่า 5 ล้านบาท มาโชว์ในงาน ณ ที่ตั้งโครงการให้ได้สัมผัสรถจริง โดยหากลูกค้าจองบ้านภายในวันงานก็จะได้รถรุ่นนี้ไปขับเลย   “กลยุทธ์ของดีเวล แกรนด์แอสเสท คาแรคเตอร์ของเราคือ บูทีค ดีเวลลอปเปอร์ หมายถึงดีเวลลอปเปอร์มืออาชีพ ที่มีจุดยืนการพัฒนาโครงการด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่มีรสนิยมชอบความแตกต่างไม่ซ้ำแบบใคร ซึ่งกลุ่มเป้าหมายก็สะท้อนจากคาแรกเตอร์ของดีเวลฯนั่นเอง โครงการที่จะเปิดในปีนี้ ประกอบด้วย โครงการAIRES Rama 9, AIRES Ratchada 19, AIRES Ramkhamhaeng, โครงการย่านบางนารวม 4 โครงการ มูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท ซึ่งเรามีความมั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากฐานลูกค้าของเรา โดยจะเห็นได้จากการที่โครงการอาณา เอกมัย ได้รับรางวัล International Property Award 2018” ประเภทBest Residential Property Asia Pacific เป็นความภูมิใจของทีมงานในฐานะคนที่ตั้งใจทำงาน เราจึงจัดงานThe Masterpiece Showcase เพื่อฉลองความสำเร็จ โดยผู้ที่จองบ้านจะได้รถ Porsche Macanมูลค่า 5 ล้านบาทรุ่นใหม่ล่าสุด ปี 2562 เป็นรถยนต์ SUV คอมแพครูปลักษณ์ใหม่ที่มีระบบสื่อสารและอุปกรณ์เสริมที่อำนวยความสะดวก เหมาะสำหรับเจ้าของบ้านอาณา เอกมัย แน่นอน”นายถวนันท์ กล่าว     โครงการ ARNA EKAMAI บ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบแห่งการพักอาศัยบนทำเลใจกลางเมือง  ออกแบบอย่างใส่ใจในทุกรายละเอียดตั้งแต่ฟังก์ชั่นการอยู่อาศัยไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมียมทำเลที่ตั้งโครงการเชื่อมต่อโซนธุรกิจและสุดยอดย่านไลฟ์สไตล์คนเมือง ถนนสายสำคัญ สามารถเข้า-ออกหลายทาง โดยเชื่อมต่อทั้งสุขุมวิท-เอกมัย-ทองหล่อ รวมถึงโครงข่ายทางด่วนและรถไฟฟ้า  บนขนาดพื้นที่เกือบ 2 ไร่ ราคา 32-55 ล้านบาท สำหรับที่สุดแห่งเอ็กซ์คลูซีฟเพียง 11 ครอบครัว ที่มาพร้อมพื้นที่ใช้สอยมากสุดถึง 420 ตร.ม. ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองที่ต้องการขยับขยายที่พักอาศัย  จากคอนโดสู่บ้านเดี่ยว โดยมี 3 type ให้เลือกแบบ A ที่ดินขนาด 36 - 39 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 360 ตร.ม. จำนวน 4 หลัง, แบบ B ที่ดินขนาด 45 - 51 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 407 ตร.ม. จำนวน 2 หลัง และแบบ C ที่ดินขนาด 57 - 69 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 400 ตร.ม. จำนวน 5 หลัง เป็นบ้านขนาด 4 ห้องนอน, 5 ห้องน้ำทั้งหมด, 2 ห้องครัว ทั้งครัวไทยและครัวฝรั่ง, มีห้องแม่บ้าน 1 - 2 ห้อง, ลิฟท์ส่วนตัว, สวนส่วนตัว จอดรถ 3 - 4 คัน เป็นโครงการที่ได้รับรางวัลการันตีมากมาย รวมแล้วถึง 5 รางวัล ทุกรางวัลล้วนการันตีในความสำเร็จและสร้างความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างดี โครงการจะจัดงาน The Masterpiece Showcaseในวันที่ 2-3 มีนาคมนี้ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 061-662-6565 หรือ www.arna-ekamai.com      
ออลล์ อินสไปร์ ฉีกทุกกฎทาวน์โฮม เปิดตัว เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว - นวมินทร์

ออลล์ อินสไปร์ ฉีกทุกกฎทาวน์โฮม เปิดตัว เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว - นวมินทร์

ออลล์ อินสไปร์ ฉีกทุกกฎทาวน์โฮม เปิดตัว เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว - นวมินทร์ ทาวน์โฮมความสุขไซส์ XL ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง   บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ประเดิมต้นปีตอบสนองดีมานด์ด้วยการรุกเปิดตัวโครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว - นวมินทร์ ฉีกทุกกฎทาวน์โฮมเดิมๆ กับทาวน์โฮม 3 ชั้น ภายใต้แนวคิด “XL สเปซ XL ความสุข” ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง ครบทุกฟังก์ชั่น อาทิ ถนนในโครงการกว้าง 12 เมตร พื้นที่ใช้สอยในบ้านเทียบเท่าบ้านเดี่ยวสูงสุด 220 ตร.ม. ห้องผู้สูงอายุชั้น 1 พร้อมหน้าต่างระบายอากาศเพื่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย หน้าต่างภายในบ้านขนาดกว้างพิเศษเพื่อรับแสงและลมประหยัดพลังงาน ห้องน้ำเพียงพอต่อทุกคนในบ้านในเวลาเร่งด่วน ต่อเติมหลังคาลานจอดรถฟรีเพื่อประโยชน์การใช้สอยและความสวยงามในโครงการ พร้อมความสุขเต็มอิ่มกับคลับเฮ้าส์และสวนสาธารณะขนาดใหญ่ คุ้มสุดบนทำเล ลาดพร้าว - นวมินทร์ เริ่มต้นที่ 2.79 ล้านบาท     นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์บนพื้นที่ในรัศมีสถานีขนส่งมวลชนระบบรางและทำเลอื่นที่มีศักยภาพ พร้อมๆ ไปกับการพัฒนาและออกแบบโครงการที่เป็นเอกลักษณ์และมุ่งเน้นให้ผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิตได้จริงอย่างต่อเนื่องต่อไป ตามแนวคิด “Class of Living” ชีวิตที่มีระดับ คือชีวิตที่คุณเลือกเอง โดยเปิดฤกษ์ไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัท ออลล์ อินสไปร์ฯ นำร่องเปิดตัว แนวราบ นั่นคือ โครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว-นวมินทร์ ทาวน์โฮม 3 ชั้น ที่ฉีกทุกกฎทาวน์โฮม เหมาะสำหรับชีวิตคนเมือง   มีกำหนดเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยบริษัท ออลล์ อินสไปร์ฯ มองเห็นถึงศักยภาพของทำเลย่านนวมินทร์พบว่า ความหนาแน่นของประชากรเพิ่มขึ้น ดีมานด์ที่อยู่อาศัยในย่านนี้ยังมีอย่างต่อเนื่อง และการขยายตัวของระบบรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำเลนวมินทร์จึงยังคงความน่าสนใจและเหมาะกับผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบ ดังนั้นโครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว - นวมินทร์ จึงถูกออกแบบมาในคอนเซ็ปของทาวน์โฮม 3 ชั้น ภายใต้แนวคิด “XL สเปซ XL ความสุข” ที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง (XL Urban Life) ใน 4 องค์ประกอบหลักของการใช้ชีวิต ได้แก่   1) XL Designing Life: ทาวน์โฮมที่มีหน้ากว้าง 5 และ 5.5 เมตร ภายในมีพื้นที่ใช้สอยกว้างพิเศษ สูงสุด 220 ตร.ม. โดยที่ทุก ตร.ม.ของบ้านออกแบบให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตามไลฟ์สไตล์ทั้งเพื่อการพักผ่อนอย่างห้องผู้สูงอายุชั้น 1 พร้อมหน้าต่างระบายอากาศ มาพร้อม Shower Room ในห้องน้ำชั้น 1 หรือจะปรับเปลี่ยนเป็นห้องทำงานหรือห้องเก็บของ นอกจากนี้ยังคำนึงถึงความสะดวกอื่นๆ ในการอยู่อาศัยภายในบ้าน เช่น หน้าต่างภายในบ้านขนาดกว้างพิเศษเพื่อรับแสงและลมให้เกิดการประหยัดพลังงาน ห้องน้ำเพียงพอต่อทุกคนในบ้านในเวลาเร่งด่วน การต่อเติมหลังคาลานจอดรถฟรี เพื่อประโยชน์การใช้สอยและความสวยงามในโครงการ  ทั้งยังเพิ่มความคล่องตัวของการจราจรในโครงการด้วยถนนกว้าง 12 เมตร  2) XL Smart Life: สิ่งอำนวยความสะดวกให้ลูกบ้านด้วยพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ Co-Working Space และ RFID Easy pass เข้าออกโครงการด้วยระบบอัตโนมัติพร้อมแยกทาง เข้า – ออก ระหว่างลูกบ้านกับผู้มาติดต่อเพื่อความสะดวกและปลอดภัย 3) XL Well - Being Life: อาทิ สระว่ายน้ำระบบเกลือ ห้องออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์ระดับมาตรฐาน สนามเด็กเล่นเพื่อการเสริมสร้างพัฒนาการและความสนุก สวนส่วนกลางขนาดใหญ่ ทางวิ่งเพื่อสุขภาพ และระบบความปลอดภัยคุณภาพสูง 4) XL Quality Life: สังคมและชีวิตคุณภาพ เอกสิทธิเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการของออลล์ อินสไปร์ เช่น การเป็นสมาชิก Inspire Hub รับสิทธิพิเศษตลอดทั้งปี ทั้งชมคอนเสิร์ตและชิมอาหารระดับมิชลินสตาร์ฟรี เป็นต้น หรือ การใช้สิทธิพื้นที่พักผ่อนกลางเมืองที่สยามพารากอน โครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว - นวมินทร์ ตั้งอยู่ในซอยนวมินทร์ 85 บนพื้นที่โครงการ 33–0-08 ไร่ จำนวน 308 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท เริ่มต้นที่ 2.79 ล้านบาท ครบทุกฟังก์ชั่น เหมาะทั้งที่จะซื้อเป็นบ้านหลังแรกและเหมาะกับผู้ที่ต้องการขยับขยายครอบครัวให้ใหญ่ขึ้น บนทำเลที่การเดินทางสะดวกสบาย ใกล้ทางด่วน รามอินทรา–อาจณรงค์และวงแหวนกาญจนาภิเษก ใกล้ศูนย์การค้าและแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ เซ็นทรัลเฟสติวัลอีสต์วิลล์ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ คริสตัล พาร์ค เดอะ วอล์ค เกษตรนวมินทร์ เดอะมอลล์บางกะปิ แฟชั่นไอส์แลนด์ และใกล้สถานศึกษาและโรงพยาบาลชั้นนำ เช่น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) โรงเรียนเลิศหล้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนสตรีวิทยา 2 โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล นวมินทร์ โรงพยาบาลรามคำแหง และโรงพยาบาลเวชธานี ทั้งนี้ในวันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 จะเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ ลูกค้าที่เข้าเยี่ยมชมและจองโครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว-นวมินทร์ จะได้รับส่วนลดสูงสุด 450,000 บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02 029 9999 หรือ www.allinspire.co.th  “บริษัท ออลล์ อินสไปร์ฯ เชื่อมั่นว่า โครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว-นวมินทร์ ตอบโจทย์ “สเปซแห่งความสุข” ของผู้อยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง เพราะผู้ซื้อให้ความสำคัญกับคุณภาพของโครงการและชื่อเสียงของผู้พัฒนาโครงการ เป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจ” นายธนากรกล่าวปิดท้าย
แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2562

แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2562

ซีบีอาร์อี บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลก เผยแนวโน้มปี 2562 ว่าตลาดอสังหาฯในกรุงเทพมหานครจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก ทั้งด้านการชะลอตัวของตลาดในหลายๆ ภาคอสังหาริมทรัพย์และซัพพลายใหม่จำนวนมากที่กำลังจะออกสู่ตลาด   การแข่งขันในการหาที่ดินแบบมีกรรมสิทธิ์ถาวรหรือฟรีโฮลด์ในทำเลที่หายากในย่านใจกลางเมืองยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง   อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดใหม่ๆ รวมถึงผังเมืองกรุงเทพฯ ใหม่ที่กำลังจะประกาศใช้ในปี 2563 นี้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้ต้องกลับมาประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง   กฎข้อบังคับใหม่และความไม่แน่นอน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหลายประการด้วยกัน ทั้งมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่เข้มงวดมากขึ้น  การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้  รวมถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ และผังเมืองใหม่ของกรุงเทพฯ ที่   ผังเมืองใหม่ของกรุงเทพฯ และภาษีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ที่คาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2563 ยังคงอยู่ขั้นตอนการวางแผนและยังไม่เสร็จสิ้น การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคาดว่าจะเกิดขึ้นในทำเลที่เป็นจุดเชื่อมต่อของเส้นทางรถไฟฟ้า   การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยเช่นกัน   ความท้าทายในตลาดส่งออกและการท่องเที่ยว ตลาดส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคธุรกิจสำคัญต่อการผลักดันเศรษฐกิจไทย จะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายประการในปีนี้   ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมส่งออกของไทยในด้านบวกหรือลบ รวมถึงการดึงดูดให้ชาวจีนกลับเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยหลังเหตุการณ์เรือล่มในภูเก็ตก็ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุดสำหรับภาคการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ปริมาณนักท่องเที่ยวจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนจะเป็นตัวช่วยบ่งชี้ถึงทัศนคติของนักท่องเที่ยวจีนที่มีต่อไทย   ซีบีอาร์อีเชื่อว่าตลาดการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ จะสามารถฟื้นคืนกลับสู่สภาวะเดิมได้อย่างรวดเร็วแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากปริมาณนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ดังเช่นเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองหลายๆ ครั้งในอดีตที่ผ่านมา ที่สามารถฟื้นตัวกลับมาเข้มแข็งกว่าเดิม   เงินดาวน์ที่สูงขึ้นทำให้ตลาดที่พักอาศัยชะลอตัวลง ความต้องการจากนักเก็งกำไรและนักลงทุนที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่าจะลดลง เนื่องจากราคาคอนโดมีเนียมที่สูงขึ้นจากต้นทุนที่ดิน อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และเงินดาวน์ที่เพิ่มมากขึ้นตามกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้การสร้างผลกำไรจากการปล่อยเช่าและการขายต่อคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างนั้นทำได้ยากขึ้น ตลาดจะกลับมาให้ความสำคัญกับผู้ที่ซื้อเพื่อพักอาศัยเองและการขายยูนิตที่เหลือขายในโครงการที่แล้วเสร็จ   จากความต้องการภายในประเทศที่ลดลงส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการหันไปโฟกัสที่ผู้ซื้อต่างชาติที่ใช้เงินทุนของตนเองในการซื้อคอนโดมิเนียม  แต่หากจะพึ่งพาการขายให้ผู้ซื้อต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ ก็อาจเกิดความไม่แน่นอนว่าผู้ซื้อต่างชาติเหล่านี้จะโอนกรรมสิทธิ์หรือไม่เมื่อโครงการแล้วเสร็จ รวมถึงผู้ที่จะพักอาศัยในยูนิตเหล่านั้นจะเป็นใคร นอกจากนี้ ผู้ซื้อต่างชาติยังมีความอ่อนไหวจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศของตนอีกด้วย   การแข่งขันสูงขึ้นในตลาดคอนโดมิเนียมระดับบน ในปีที่ผ่านมาผู้พัฒนาโครงการหลายรายได้เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ในย่านใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยราคาขายที่สูงกว่า 3 แสนบาทต่อตารางเมตร และดูเหมือนว่าราคาขาย 2.5 แสนบาทต่อตารางเมตรจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ในตลาดจะมีทั้งโครงการที่ขายดีและไม่ดี  ขึ้นอยู่กับการวางตำแหน่งของสินค้าและราคาที่เหมาะสม การที่ตลาดนี้มีตัวเลือกมากมายในระดับราคานี้ ก็ย่อมทำให้ยอดขายโดย รวมในหลายโครงการชะลอตัว  รวมทั้งมีการลดราคายูนิตเหลือขายในโครงการที่แล้วเสร็จหลายแห่งเพื่อเคลียร์สินค้าที่มีอยู่ให้หมดไป   โครงการใหม่ไม่ได้แข่งขันกันด้วยราคาที่จับต้องได้เท่านั้น แต่ผู้พัฒนาโครงการต่างๆ พยายามหาจุดขายที่โดดเด่นเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ ระบบบ้านอัจฉริยะ การจัดการปล่อยเช่า และการพัฒนาโครงการแบบมิกซ์ยูส เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งของจุดขายที่มีในตลาดปัจจุบัน ภายใต้สภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้ ซีบีอาร์อีเชื่อว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จจะไม่ใช่โครงการที่ได้รับการออกแบบหรือมีผังห้องที่ดีที่สุดเท่านั้น แต่ต้องเป็นโครงการที่ตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตได้ตรงใจและอยู่ในราคาที่เหมาะสมด้วย   ซีบีอาร์อีเชื่อว่าปี 2562 จะเป็นโอกาสทองของกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่เองและลงทุนในระยะยาวเนื่องจากมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่เข้มงวดขึ้น จะทำให้จำนวนผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ลดน้อยลง ในขณะที่ผู้พัฒนาจะต้องแข่งขันที่จะเร่งระบายสินค้าคงเหลือก่อนที่มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ ผู้ซื้ออาจสามารถซื้อโครงการที่ใกล้จะสร้างเสร็จในราคาที่เท่ากับตอนที่โครงการเปิดตัวได้    ความต้องการพื้นที่สำนักงานที่เปลี่ยนแปลงไป จากแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก ตลาดพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ เองก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสในเรื่องของพื้นที่ทำงานที่มีความคล่องตัว (Agile Workplace) และโคเวิร์กกิ้งสเปซ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเช่าพื้นที่สำนักงานขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ พื้นที่สำนักงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะสร้างแรงกดดันให้กับอาคารสำนักงานเก่าให้มีการปรับปรุงและยกระดับเพื่อให้คงความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่กำลังเปลี่ยนไป   ในอีก 4 ปี กรุงเทพฯ จะมีการเปลี่ยนแปลงในตลาดอาคารสำนักงาน เนื่องจากพื้นที่ 2 ล้านตารางเมตรที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและการวางแผนจะเข้าสู่ตลาด ซีบีอาร์อีคาดว่าการใช้พื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ จะอยู่ที่ 2 แสนตารางเมตรต่อปี   การปรับตัวในตลาดค้าปลีก จากการที่ตลาดค้าปลีกทั่วโลกขยับไปสู่อี-คอมเมิร์ซและการซื้อขายออนไลน์มากขึ้น  ตลาดค้าปลีกในกรุงเทพฯ เองก็กำลังค่อยๆ เดินไปในทิศทางเดียวกัน ผู้ค้าปลีกที่มีหน้าร้านต่างคิดหากลยุทธ์ในการนำเสนอสิ่งที่การซื้อขายออนไลน์ไม่สามารถให้ได้ เช่น การสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในศูนย์การค้า หรือทำให้ร้านเป็น Retailtainment หรือการผสมผสานความบันเทิงกับการให้บริการเพื่อสร้างความแตกต่าง   ซีบีอาร์อีคาดการณ์ว่าตลาดค้าปลีกจะมีแนวโน้มที่ดีซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว อัตราการเช่าพื้นที่จะยังคงอยู่ในระดับที่สูง แต่พื้นที่ค้าปลีกใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นก็มีมาก ศูนย์การค้าที่มีผลประกอบการไม่ดีนักจะมีปัญหาในการรักษาและดึงดูดผู้เช่า ทั้งยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากอี-คอมเมิร์ซและและซัพพลายใหม่ในอนาคต  แต่ค่าเช่าจะยังคงไม่มีความเปลี่ยนแปลง   อีอีซี: แรงจูงใจในตลาดอุตสาหกรรม โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี จะมีความชัดเจนมากขึ้นในปีนี้เมื่อการประมูลโครงการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit Oriented Development - TOD) ตลอดเส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่มุ่งหน้าสู่เขตอีอีซีนั้นสิ้นสุดลง ซีบีอาร์อีเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นตัวกระตุ้นให้ประเทศไทยได้รับความสนใจมากขึ้นจากผู้ผลิตและนักลงทุนต่างชาติเพื่อเข้ามาลงทุนในพื้นที่เขตอีอีซี นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีการเสนอให้มีสิทธิพิเศษด้านการเงินและการยกเว้นภาษีในเขตปลอดอากรในนิคมอุตสาหกรรมให้แก่บริษัทผู้ผลิตต่างชาติอีกด้วย   ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าประเทศไทยได้รับประโยชน์จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนหรือไม่  แต่ซีบีอาร์อีเห็นว่ามีบริษัทผู้ผลิตจากจีนบางแห่งสนใจที่จะย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยบริเวณเขตอีอีซี      การลงทุนชะลอตัว อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยปรับขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี จาก 1.50% เป็น 1.75% เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนในการพัฒนาโครงการของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้นเพิ่มขึ้น และยังทำให้ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศชะลอการซื้อออกไป ความต้องการในประเทศที่ลดลง ราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น และซัพพลายใหม่จำนวนมาก จะทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีความระมัดระวังมากขึ้นในการเปิดโครงการใหม่และการซื้อที่ดินในปี 2562   ที่ดินฟรีโฮลด์ในทำเลชั้นนำของกรุงเทพฯ จะยังคงเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้า การที่แปลงที่ดินชั้นดีในย่านใจกลางธุรกิจหรือซีบีดีเหลือไม่มากนัก ส่งผลให้ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นไปอีกจากสถิติราคาสูงสุดในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ดินบนถนนหลังสวนที่ราคา 3.1 ล้านบาทต่อตารางวา   ด้วยราคาที่ดินฟรีโฮลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บวกกับการเริ่มชะลอตัวของตลาดคอนโดมิเนียม ทำให้ผู้ประกอบการหันมาพิจารณาที่ดินแบบเช่าระยะยาวมากขึ้น โดยมีการปรับแผนการลงทุน และกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่นๆ เช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม และ เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องพัฒนาบนที่ดินแบบฟรีโฮลด์      
‘เอพี ไทยแลนด์’ เปิดตัว 3 ธุรกิจใหม่ เตรียมเปิด 39 โครงการ

‘เอพี ไทยแลนด์’ เปิดตัว 3 ธุรกิจใหม่ เตรียมเปิด 39 โครงการ

‘เอพี ไทยแลนด์’ ปิดปี ’61 คาดโตสวนกระแสกว่า 30% เติบโตเป็นประวัติการณ์ ขึ้นแท่นอันดับ 2 ผู้พัฒนาอสังหาฯ รายได้สูงสุด ดินหน้าเต็มสูบ ชูวิสัยทัศน์และพันธกิจยิ่งใหญ่ พัฒนาระบบนิเวศใหม่ นำเทคโนโลยีเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตยุคใหม่ ทำวิสัยทัศน์ ‘มอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้คนในสังคม’   บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนวัตกรรมการอยู่อาศัยของประเทศไทย ประกาศความสำเร็จคาดปิดปี 2561 ธุรกิจโดยรวมโตสวนกระแส 30% ขึ้นแท่นอันดับ 2 ผู้พัฒนาอสังหาฯ รายได้สูงสุด เดินหน้าประกาศวิสัยทัศน์ครั้งใหญ่ นำองค์กรก้าวสู่ศักราชใหม่ที่มากกว่าธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการเป็นรายแรกที่ริเริ่มสร้างสรรค์โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้แนวคิด ‘AP World, A New Vision of Quality of Life’ สร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า พร้อมเปิดตัว 3 ธุรกิจใหม่นอกธุรกิจอสังหาฯ อย่างสมภาคภูมิ ได้แก่ SEAC (เอสอีเอซี) VAARI (วาริ) และ CLAYMORE (เคลย์มอร์) มุ่งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกและการเติบโตที่ยั่งยืน ตั้งเป้าภายในปี 2565 ทั้ง 3 ภาคธุรกิจใหม่จะมีส่วนช่วยผลักดันรายได้รวมของเอพีให้เติบโตแบบก้าวกระโดดแตะหลัก 60,000 ล้านบาท   นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า “ในปี 2561  ที่ผ่านมาธุรกิจโดยรวมของเอพี ไทยแลนด์เติบโตมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เราคาดการณ์ว่า ในปี 2561 บริษัทฯ จะสามารถสร้างรายได้รวมเติบโตขึ้นประมาณ 30% จากปีก่อนหน้า ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เอพี ไทยแลนด์ ขยับขึ้นเป็นอันดับ 2 บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้สูงสุดของเมืองไทย การเติบโตแบบสวนกระแสของเอพีเป็นผลลัพธ์ของความสำเร็จในทุกธุรกิจที่เราดำเนินกิจการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในสินค้าทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม ต่างได้รับ    การตอบรับที่ดีจากตลาด สะท้อนได้ทั้งจากยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี”   นอกจากนี้ ธุรกิจอื่นๆ ในเครือเอพี ทั้ง ธุรกิจ Property Agent ภายใต้ชื่อ ‘BC (บีซี)’ ที่ให้บริการรับฝากขาย ฝากเช่าอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบ และไม่ได้จำกัดอยู่ที่สินค้าของเอพีเพียงอย่างเดียว มีผลการดำเนินงานที่เติบโตแบบก้าวกระโดด มีอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อ-ขาย-เช่า ผ่าน บีซี รวมมูลค่าสูงกว่า 12,000 ล้านบาทก้าวขึ้นเป็น Property Agent อันดับ 1 ของประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ และธุรกิจ Property Management ภายใต้ชื่อ ‘SMART (สมาร์ท)’ เป็นธุรกิจบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ส่งผลให้วันนี้ สมาร์ทได้รับความไว้วางใจให้เข้าบริหารจัดการคุณภาพชีวิตในโครงการต่างๆ ที่ไม่ใช่แต่เฉพาะเครือเอพีกว่า 55,000 ครอบครัว ในกว่า 200 โครงการ ซึ่งก้าวต่อไปทั้งสองบริษัท ‘บีซีและสมาร์ท’ จะยังคงเดินหน้าขยายขอบเขตการให้บริการเพื่อเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง   ทั้งนี้ ทั้ง 3 ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเอพี ไทยแลนด์ในการเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆ ของเมืองไทยที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการในทุกช่วงชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์และครบวงจรที่สุด (Space Expert for Living Satisfaction) ซึ่งก้าวต่อไปจากนี้ เอพี ไทยแลนด์จะไม่หยุดอยู่เพียงภาคธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่จะก้าวไปสู่ศักราชใหม่ ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘AP World, A New Vision of Quality of Life’ วิสัยทัศน์ในการสร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า ซึ่งจะสมบูรณ์ไปด้วยระบบนิเวศ (Eco System) ที่เอพีพัฒนาขึ้นอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อมุ่งสู่การเป็นรายแรกที่ริเริ่มสร้างสรรค์โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี อีกทั้ง ยังเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน บริษัทฯ จึงพร้อมเปิดตัว 3 ภาคธุรกิจใหม่ (Disruptive Business) ได้แก่ 1) VAARI ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต 2) CLAYMORE ดำเนินธุรกิจสร้างและผลักดันนวัตกรรมดีไซน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบ และ 3) SEAC ดำเนินธุรกิจในการดิสรัปวิธีการเรียนรู้ของคนในองค์กรและคน ในสังคมด้วยกระบวนการใหม่ๆ  ผ่านความร่วมมือจากสถาบันระดับโลก   ทั้ง 3 ธุรกิจใหม่จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยเสริมวิสัยทัศน์ในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประสบความสำเร็จ เคียงคู่ไปกับ Core Business คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบริษัทในเครือ ที่จะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าภายในปี 2565 สามภาคธุรกิจใหม่นี้จะมีส่วนช่วยผลักดันรายได้รวมของเอพีให้เติบโตแบบก้าวกระโดดแตะหลัก 60,000 ล้านบาท      นายอนุพงษ์กล่าวว่า “หนทางในการไปถึงวิสัยทัศน์ในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น มีความท้าทายหลัก   3 ประการที่เราจะต้องตระหนัก ต้องบริหารจัดการ และต้องเตรียมการทุกอย่างให้พร้อม นั่นคือ 1. โลกที่กำลังดิสรัปและทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถาม คือ เราจะนำ Technology มาช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นได้อย่างไร 2. เราจะรู้จักและพัฒนานวัตกรรมให้สอดคล้องและตอบรับกับความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบที่แตกต่างกันของคนในสังคมได้อย่างไร 3. เราจะพัฒนาความรู้ ความสามารถของ ‘คนในองค์กรและคนในสังคม’ ให้ก้าวทันกระแสดิสรัปชั่นได้อย่างไร ดังนั้นการขยายองค์กรสู่ 3 ภาคธุรกิจใหม่ล่าสุดของเรา จึงช่วยตอบโจทย์และเติมเต็มให้วิสัยทัศน์ในการมอบคุณภาพชีวิตแก่คนในสังคมให้เป็นผลสำเร็จ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเอพีแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”   บริษัทใหม่ทั้ง 3 มีลักษณะการดำเนินธุรกิจ และเป้าหมายสำคัญแตกต่างกัน ดังนี้ บริษัท วาริ จำกัด: ดำเนินธุรกิจสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต (LIFE MANAGEMENT ECOSYSTEM) ที่จะมาจุดประกายคุณภาพชีวิตในวันข้างหน้าให้มีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์สังคมแห่งการอยู่อาศัยในอุดมคติให้เกิดขึ้น ลดทอนความซ้ำซ้อนที่เป็น Pain ของผู้อยู่อาศัยในวันนี้ และมอบประสบการณ์ใหม่ที่ยกระดับรูปแบบการดำเนินชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ผ่านนวัตกรรมดีไซน์ที่เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ของคนในสังคม บริษัท เคลย์มอร์ จำกัด: ดำเนินธุรกิจการพัฒนานวัตกรรมดีไซน์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบของคนในสังคม ผ่านการสร้างทีมนวัตกรรมที่มีจิตวิญญาณในการเป็นผู้ประกอบการขึ้นภายในองค์กร มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการเป็น Innovation Lab สร้างนวัตกรรมโดยใช้กระบวนการ Stanford Design Thinking ต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เดิมไปสู่ธุรกิจใหม่ โดยมีเป้าหมายให้นวัตกรรมที่คิดค้น จับต้องได้ และใช้งานได้จริง SEAC (เอสอีเอซี): ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน ดำเนินธุรกิจในการดิสรัปวิธีการเรียนรู้ของคนในองค์กรและคนในสังคมด้วยกระบวนการใหม่ๆ มุ่งพัฒนาความพร้อม ความสามารถของคนให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในวันนี้และอนาคต โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันระดับโลก อาทิ Stanford University ที่มีมุมมองในเรื่องการเรียนรู้ตรงกัน เพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถและกระบวนการคิดของผู้นำในเมืองไทยและระดับภูมิภาคให้มีศักยภาพทัดเทียมผู้นำระดับโลก   “การรุกขึ้นมาปรับวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับเปลี่ยนโฉมหน้าของเอพี ไทยแลนด์ ไปสู่การเป็นบริษัทที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมแทนที่จะเป็นเพียงผู้ส่งมอบที่อยู่อาศัยเพียงเท่านั้นซึ่งสุดท้ายแล้วนวัตกรรมหรือระบบนิเวศต่างๆ ที่ถูกพัฒนาจะเปิดกว้างให้บริการกับทุกคนไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นลูกค้าเอพีเท่านั้น โดยเราคาดหวังว่า ดอกผลที่เกิดขึ้นจากการขยายภาคธุรกิจ ภายใต้วิสัยทัศน์ AP World นี้ จะมีส่วนช่วยผลักดันรายได้รวมของเอพี ไทยแลนด์ให้เติบโตแบบดับเบิ้ล หรือตั้งเป้าสร้างรายได้รวมแตะหลัก 60,000 ล้านบาทภายในปี 2565” นายอนุพงษ์ กล่าว   นอกจากความสำเร็จด้านผลประกอบการณ์แล้ว ในปี 2561 ที่ผ่านมายังเป็นเกียรติยศของเอพี ไทยแลนด์ จากการคว้ารางวัลทรงเกียรติ ทั้งจากในประเทศและระดับนานาชาติ มาครองได้มากถึง 14 รางวัล อาทิ ‘บริษัทผู้ทรงอิทธิพลแห่งเอเชียประจำปี 2018’ จากเวที The Asia Corporate Excellence & Sustainability Awards (ACES) ประเทศสิงคโปร์, ‘ที่สุดของบริษัทพัฒนาคอนโดมิเนียมยอดเยี่ยมแห่งเอเชียประจำปี 2018’ จากเวที Property Guru Asia Property Awards 2018 และได้รับการจัดอันดับให้เป็น ‘The Most Admired Company 2018’ องค์กรพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคประจำปี 2018 อีกด้วย      
SC ASSET   เปิดตัว “Mr. Holmes” หุ่นยนต์ตรวจการณ์สุดล้ำ

SC ASSET เปิดตัว “Mr. Holmes” หุ่นยนต์ตรวจการณ์สุดล้ำ

SC ASSET เปิดตัว “Mr. Holmes” หุ่นยนต์ตรวจการณ์สุดล้ำ โมเดลต้นแบบด้านความปลอดภัยแห่งแรกในไทย  เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งอนาคตอย่างสมบูรณ์แบบ   นอกจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยภายใต้การมุ่งสู่เป็นผู้นำ Living Solutions Provider ด้วยคุณภาพสินค้าและบริการชั้นนำ SC ยังมุ่งตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลด้วยหัวใจสำคัญของการดูแลลูกค้า ด้านมาตรการความปลอดภัย 24 ชม. ทั้งในรั้วและนอกรั้วโครงการ โดยล่าสุดได้นำ “Mr. Holmes” หุ่นยนต์ตรวจการณ์จากประเทศสิงคโปร์ นำร่องปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยภายในโครงการ “เดอะ เนเบอร์ฮูด บางกะดี” เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับการยกระดับด้านความปลอดภัยต่อไปในอนาคต   ด้วยนโยบายด้านความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับลูกค้าของ SC โดย นายพิษณุ เดชสง หัวหน้าสายงานต้นทุนและนวัตกรรมการก่อสร้าง บริษัท เอสซี แอสเสท  คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เพื่อมุ่งยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยไปอีกขั้น จึงได้นำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์จากสิงคโปร์ โดยใช้ชื่อว่า “Mr. Holmes” หุ่นยนต์ตรวจการณ์เคลื่อนที่อัตโนมัติ มาใช้ตรวจการในพื้นที่บริเวณโดยรอบนำร่องที่โครงการเดอะ เนเบอร์ฮูด บางกะดี เป็นแห่งแรก เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยซึ่งคนไม่สามารถทำได้ตลอด 24 ชม.”   ทั้งนี้ปัจจุบันที่เดอะ เนเบอร์ฮูด บางกะดี มีโครงการเพื่อขาย 2 โครงการ ได้แก่  โครงการบ้านเดี่ยว “เวนิว ติวานนท์-รังสิต” และโครงการทาวน์โฮม “เวิร์ฟ ติวานนท์-รังสิต พร้อมกับการดูแลระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. เข้า-ออกโครงการผ่านระบบ Access Card ที่มีความปลอดภัยจาก Double Gate System ภายในโครงการยังมีการติดตั้ง CCTV ครอบคลุมทั้งโครงการ โดย SC ยังมี Security Management System นโยบายฝึกอบรมและสุ่มตรวจสอบสำหรับการทำงานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เพื่อพัฒนามาตรฐานด้านความปลอดภัย ควบคุมให้เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนดไว้   โดยแนวทางการทำงานของหุ่นยนต์ตรวจการณ์ “Mr. Holmes” ปลอดภัยไปกับรู้ใจ เมื่อพบสิ่งผิดปกติระบบจะส่งสัญญาณไปที่ป้อมรปภ. เพื่อแจ้งเหตุการณ์ได้ในทันที ด้วยระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางอัตโนมัติ ได้อย่างชาญฉลาด ผ่านการส่งข้อมูลด้วย Wi-Fi และ 4G LTE มุมมอง 360 องศา  มีกล้อง Live Streaming รูปแบบ Real-time ที่แสดงผลเป็นภาพ 360 องศา ด้วยกล้องจำนวน 4 ตัว สามารถจดจำภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว พร้อมบันทึกข้อมูลที่แม่นยำ ด้วยนวัตกรรมเซนเซอร์จับสิ่งผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็น บุคคล กระเป๋า ยานพาหนะ และ ทะเบียนรถยนต์   “Mr. Holmes” หุ่นยนต์ตรวจการณ์ที่เป็นไฮไลท์สำหรับโครงการ “เดอะ เนเบอร์ฮูด บางกะดี” เป็นนวัตกรรมสุดล้ำจาก OTSAW บริษัทพัฒนาหุ่นยนต์ชั้นนำระดับโลก ประเทศสิงคโปร์ พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะ O-R3 ลาดตระเวนรักษาความปลอดภัย (Outdoor Autonomous Security Robot) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัยแห่งแรกในไทย โดยอนาคต SC มีแผนความร่วมมือที่จะพัฒนาความสามารถของ “Mr. Holmes” ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับโครงการเดอะ เนเบอร์ฮูด บางกะดี ต่อไป   สามารถชมประสิทธิภาพของหุ่นยนต์ตรวจการณ์ “Mr. Holmes” ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=qPWSgt3Ps7c   และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการได้ที่: www.scasset.com/TheNeighbourhood          
อนันดาฯ เปิดแผนปี 62

อนันดาฯ เปิดแผนปี 62

คุณชานนท์ เรืองกฤตยา (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ประกาศความสำเร็จปี 2561 มียอดโอนเป็นสถิติสูงสุดถึง 33,000 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 120 จากปีก่อน โดยในปี 2562 ยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์พัฒนาคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าร่วมกับยักษ์ใหญ่อสังหาของญี่ปุ่นอย่างมิตซุย ฟูโดซัง อย่างต่อเนื่อง มีแผนเปิดโครงการใหม่ จำนวน 10 โครงการ มูลค่ากว่า 38,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 42 โดยแบ่งเป็น คอนโดมิเนียม 8 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนกับมิตซุย ฟูโดซัง 7 โครงการ และโครงการแนวราบ 2 โครงการ พร้อมมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งของกลุ่มกว่า 13,000 ล้านบาท เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ และขยายไปสู่ธุรกิจ Recurring Income ในอนาคตต่อไป ณ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้      
รีจัส เดินหน้าขยายความสำเร็จเปิดสาขาที่ 21 ณ สิงห์ คอมเพล็กซ์

รีจัส เดินหน้าขยายความสำเร็จเปิดสาขาที่ 21 ณ สิงห์ คอมเพล็กซ์

รีจัส เดินหน้าขยายความสำเร็จเปิดสาขาที่ 21 ณ สิงห์ คอมเพล็กซ์ ใจกลางเมืองย่านธุรกิจแห่งใหม่ ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำด้านการให้บริการพื้นที่ทำงานอันยืดหยุ่นและเปี่ยมด้วยนวัตกรรม   รีจัส (Regus) ผู้นำด้านการให้บริการพื้นที่สำนักงานระดับโลก ประกาศเปิดตัวสาขาใหม่ล่าสุดบนพื้นที่ชั้น 30 อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ สำนักงานเกรดเอสุดทันสมัยแห่งใหม่ โดยสาขาใหม่แห่งนี้นับเป็นสาขาที่ 21 ในประเทศไทยที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ใจกลางเมืองห่างจากรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีเพชรบุรีและรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์สถานีมักกะสันเพียงไม่กี่ก้าว     รีจัส สาขาใหม่ตั้งอยู่บนชั้น 30 อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ที่มีพื้นที่บริการครอบคลุมกว่า 1,134 ตารางฟุต โดยแบ่งเป็นพื้นที่สำนักงานทั้งหมด 73 ห้อง พื้นที่ทำงานกว่า 200 ที่นั่ง และห้องประชุม 2 ห้อง เพื่อรองรับความต้องการขององค์กรธุรกิจและบุคคลทั่วไปที่มองหาพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นได้อย่างไม่มีที่ใดให้บริการมาก่อน พร้อมดื่มด่ำกับวิวถนนอโศกมนตรีและถนนเพชรบุรีใจกลางกรุงเทพฯ อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับออฟฟิศพร้อมใช้งาน ระบบอินเตอร์เน็ตรองรับการใช้งานทางธุรกิจและบริการโทรศัพท์ รวมถึงห้องครัว บริการทำความสะอาดและพนักงานต้อนรับตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในการทำงาน และสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานมากยิ่งขึ้น   นอกจากนี้ รีจัสยังนำเสนอบริการเหนือระดับมากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่การทำงานแบบเดิมๆ เช่น บริการออฟฟิศเสมือนจริง พร้อมที่อยู่สำหรับส่งเอกสารบนทำเลย่านธุรกิจใจกลางเมือง ตลอดจนบริการให้ความช่วยเหลือผู้ใช้บริการที่ต้องการโยกย้ายพื้นที่ทำงานจากสาขาหนึ่งมายังอีกสาขาหนึ่งของรีจัสที่มีสาขาให้บริการทั่วกรุงเทพฯ รีจัสมีเครือข่ายสำนักงานให้เช่า พื้นที่การทำงานและพื้นที่จัดประชุมสำหรับให้บริการจำนวนถึง 3,300 แห่ง ใน 110 ประเทศทั่วโลก     คุณโนเอล โค้ก ผู้อำนวยการใหญ่ รีจัส ประจำประเทศไทย ไต้หวัน และเกาหลี เผยว่า “การเปิดตัวรีจัสสาขาที่ 21 ณ อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ เพื่อตอกย้ำว่าย่านศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่นี้ยังคงเป็นทำเลธุรกิจที่ดึงดูดความสนใจทั้งคนไทยและคนต่างชาติ พื้นที่ย่านอโศก-เพชรบุรีเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มวิชาชีพสายงานต่างๆ และคนทำงานยุคดิจิทัลแบบไร้ออฟฟิศที่ต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงานในเมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว สาขาใหม่นี้สะดวกมากสำหรับเหล่าสตาร์ทอัพ บริษัทขนาดเล็กและกลาง รวมถึงองค์กรขนาดใหญ่และฟรีแลนซ์ต่างๆ ด้วยพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นได้ สะดวกสบาย ตลอดจนรองรับการทำงานยุคดิจิทัลเป็นอย่างดี”   “การเปิดสาขาใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจของรีจัสในการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีศักยภาพ รวมทั้งตอบสนองความต้องการพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นได้ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศไทย ดังนั้น เราจึงพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงและมอบประสบการณ์การทำงานที่สะดวกสบายและยืดหยุ่นได้ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการเกิดความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้นในการทำงาน” คุณโนเอล โค้ก กล่าวเสริม     สิงห์ คอมเพล็กซ์ คือ อาคารมิกซ์ยูสชั้นนำแห่งใหม่เกรดเอ สูง 42 ชั้น ที่รายล้อมไปด้วยสถานที่ที่มีชื่อเสียงมากมายด้วยทำเลที่ตั้งนำเสนอที่สุดแห่งความสะดวกสบายสำหรับผู้เช่าและผู้มาเยือนไล่เรียงตั้งแต่โรงแรมระดับห้าดาวไปจนถึงศูนย์การประชุมระดับโลก ศูนย์การค้าระดับพรีเมี่ยมไปจนถึงตลาดนัด และร้านค้าชุมชน อาคารแห่งนี้จึงสะท้อนการใช้ชีวิตแบบคนเมืองในเมืองที่มีพลวัตสูงได้เป็นอย่างดี   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ รีจัส ณ สิงห์ คอมเพล็กซ์หรือสนใจเยี่ยมชมพื้นที่สำนักงานให้เช่า สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ www.regus.co.th          
เอเพ็กซ์  เปิดตัว “Sheraton Krabi Long Beach Resort & Residences” รีสอร์ทระดับ 5 ดาวแห่งแรก ริมหาดยาว จังหวัดกระบี่

เอเพ็กซ์ เปิดตัว “Sheraton Krabi Long Beach Resort & Residences” รีสอร์ทระดับ 5 ดาวแห่งแรก ริมหาดยาว จังหวัดกระบี่

บริษัท เอเพ็กซ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)หรือ APEX หนึ่งในผู้นำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูสระดับพรีเมี่ยม เซ็นสัญญากับ แมริออท อินเตอร์เนชันแนล (NASDAQ: MAR) เพื่อว่าจ้างบริหารโรงแรมและจัดให้เช่าเรสซิเดนซ์ โครงการมิกซ์ยูสสุดหรู “Sheraton Krabi Long Beach Resort & Residences” บนทำเลที่ดีที่สุดหน้าหาดยาว จังหวัดกระบี่ มูลค่าโครงการรวม 3,459 ล้านบาท พร้อมเปิดบริการไตรมาสที่ 4 ปี 2564  ดึงดูดนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมี่ยม หวังสร้างเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก   นายพงษ์พันธ์ สัมภวคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเพ็กซ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ APEX เปิดเผยว่า บริษัทฯมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ Marriott International อีกครั้งในการพัฒนาโครงการสุดหรู  “Sheraton Krabi Long Beach Resort &  Residences” แห่งแรกที่หาดยาวจังหวัดกระบี่ เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมถึงนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนในที่พักตากอากาศระดับพรีเมี่ยม ติดริมชายหาดเพื่อปล่อยเช่า โครงการจะเริ่มก่อสร้างช่วงกลางปี 2562 จะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2564 ซึ่งจากสถิตินักท่องเที่ยวพบว่านับตั้งแต่ปี 2559 มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจังหวัดกระบี่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณที่ดีในอนาคตสำหรับการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ที่จะสามารถขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว   โครงการ “Sheraton Krabi Long Beach Resort & Residences” มูลค่าโครงการ 3,459 ล้านบาท ประกอบด้วยโรงแรมขนาดจำนวน 212 ห้องพัก รวมถึงคอนโดมิเนียมแบบ Low Rise และเรสซิเดนซ์แบบพูลวิลล่า จำนวน 100 ยูนิต บนพื้นที่รวม 76 ไร่ เน้นการออกแบบภายในห้องรวมถึงการคัดสรรเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์เรียบหรูในแบบของ Sheraton โดยจุดเด่นของโครงการตั้งอยู่ติดริมชายหาดยาวถึง 225 เมตร และมองเห็นทิวทัศน์ของหาดไร่เลย์ อ่าวนาง และเกาะโพดะ ที่มีความสวยงาม  สะดวกสบายในการเดินทางจากสนามบินนานาชาติกระบี่ เพียง 30 นาที  สำหรับลูกค้าที่ซื้อเรสซิเดนซ์สามารถเข้าร่วมโครงการ Rental Program ที่มีการบริหารตามมาตรฐานโดยโรมแรมระดับ 5 ดาว อย่างโรงแรมเชอราตัน พร้อมสิทธิพิเศษ สามารถเข้าพักได้ 30 วันต่อปี โครงการนี้จึงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการพักผ่อนหรือการลงทุน” นายพงษ์พันธ์ กล่าวเสริม   โครงการดังกล่าวยังติดกับโครงการ “คลับเมด กระบี่ รีสอร์ท แอนด์ เรสซิเดนซ์เซส (Club Med Krabi Resort & Residences) ซึ่งเป็นโครงการพูลวิลล่าคอนโดมิเนียมแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของคลับอีกด้วย   นายคาร์ล ฮัดสัน รองประธานบริหาร (Area Vice President, Thailand, Vietnam, Cambodia & Myanmar), บริษัท แมริออท อินเตอร์เนชันแนล จำกัด กล่าวว่า “Sheraton Krabi Long Beach Resort & Residences” เป็นโครงการรีสอร์ทแห่งแรกของ Sheraton ในจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงแรมขอกลุ่ม Marriott International ที่มีแบรนด์โรงแรมชั้นนำ 30 แบรนด์ คลอบคลุม 130 ประเทศทั่วโลก ธุรกิจของแมริออทกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เราจึงมีความยินดีอย่างยิ่งได้ร่วมงานกับทางเอเพ็กซ์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการรูปแบบมิกซ์ยูสเพื่อการพักอาศัยระดับพรีเมียม เรามีความเชื่อมั่นว่า โครงการ  Sheraton Krabi Long Beach Resort & Residences จะสามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศไทยและทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ด้วยศักยภาพของจังหวัดกระบี่ที่เต็มไปด้วยความงดงามของธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบและแตกต่างจากภูเก็ตด้วยหมู่เกาะ ปะการัง ภูเขา น้ำตก เต็มไปด้วยท้องทะเลอันสวยงาม เรียกได้ว่าเป็นไข่มุกแห่งอันดามัน รวมถึงสนามบินนานาชาติขนาดใหญ่ของกระบี่ที่สามารถรองรับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก  จึงทำให้จังหวัดกระบี่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงคุณภาพระดับนานาชาติ”        
พฤกษา เตรียมโอนคอนโด “เดอะทรี” 4 โครงการ พร้อมเปิดชม “เดอะทรี สุขุมวิท 71 เอกมัย”

พฤกษา เตรียมโอนคอนโด “เดอะทรี” 4 โครงการ พร้อมเปิดชม “เดอะทรี สุขุมวิท 71 เอกมัย”

พฤกษา เตรียมโอนคอนโดมิเนียมเดอะทรี 4 ทำเล ในปี 2562  มูลค่าเกือบ 5 พันล้าน ลุยเปิดโครงการใหม่ พร้อม เปิดชมห้องจริง วิวจริง “เดอะทรี สุขุมวิท 71 เอกมัย” ทำเลใกล้ใจกลางเมือง สูง 33 ชั้น ชูไฮไลท์จุดชมวิว “Observation Deck” ระเบียงแก้วกลางอากาศ เตรียมส่งมอบลูกค้าเดือนกุมภาพันธ์นี้   นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท - แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ ในปี 2562 บริษัทมีคอนโดมิเนียมในกลุ่มธุรกิจแวลูแบรนด์ “เดอะทรี” ที่เตรียมพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าจำนวน 4 โครงการได้แก่ เดอะทรี สุขุมวิท 71 เอกมัย, เดอะทรี จรัญสนิทวงศ์ 30, เดอะทรี ลาดพร้าว 15 และ เดอะทรี ดินแดง ราชปรารภ มูลค่า 4,816 ล้านบาท  โดยแบรนด์เดอะทรี เป็นคอนโดมิเนียมระดับราคา 2-5 ล้านบาท เน้นทำเลที่อยู่ในเมือง ใกล้รถไฟฟ้า  ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมการอยู่อาศัย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ให้มากกว่าคอนโดในระดับราคาเดียวกัน  ซึ่งมีการทำการตลาดรูปแบบใหม่ (New Marketing Approach) และเพิ่มช่องการทางขายด้วยการเปิดให้จองออนไลน์ (Online Booking)  สอดรับกับยุคดิจิทัล ซึ่งนำมาใช้กับโครงการเดอะทรี ดินแดง ราชปรารถ เป็นโครงการแรกและสามารถปิดการขายได้ในเพียง 10 นาที  โดยคอนโดมิเนียมเดอะทรีทุกโครงการที่เปิดขายได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้าตั้งแต่ในช่วงเปิดพรีเซล ปัจจุบันสามารถปิดการขายได้เกือบ 100% ทุกโครงการแล้ว  ด้านแผนการเปิดคอนโดมิเนียมของกลุ่มธุรกิจพฤกษาแวลูในปีนี้ มีการเตรียมที่ดินเพื่อพัฒนาไว้แล้วในหลายทำเล และเพื่อเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยแบบใหม่ (LTV) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในปีนี้ จึงปรับโครงการเป็นคอนโดมิเนียมที่มีรอบธุรกิจ 1-2 ปี เพื่อยืดระยะเวลาผ่อนดาวน์ให้มากขึ้น”   นายธิติพัฒน์ อดิลักษณ์ธราดล กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม 1 บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ได้เตรียมส่งมอบโครงการ “เดอะทรี สุขุมวิท 71-เอกมัย” คอนโดมิเนียมสูง 33 ชั้น พื้นที่โครงการกว่า 3 ไร่  จำนวน 886 ยูนิต  มูลค่าโครงการรวม 2,600 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ 100%  จุดเด่นโครงการอยู่ที่ทำเลซึ่งอยู่ในแหล่งชุมชน ใกล้ใจกลางเมือง สามารถเชื่อมต่อไปย่านใจกลางธุรกิจอโศกหรือสุขุมวิทได้สะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS สถานีพระโขนง ใกล้แอร์พอร์ตลิ้งค์สถานีรามคำแหงเพียง 300 เมตร นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากถึง 3 โซน ที่ดีไซน์มาเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์กลุ่มลูกค้าครบทุกมิติการใช้ชีวิต และสามารถใช้งานได้จริงทุกฟังก์ชั่น โดยไฮไลท์ของโครงการคือจุดชมวิว “Observation Deck”ที่เป็นระเบียงแก้วกลางอากาศ และมีพื้นกระจกใสบนชั้นดาดฟ้า ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมแห่งแรกของพฤกษาที่สามารถชมวิวเมืองได้ถึง 720 องศา โดยลูกค้าที่สนใจสามารถแวะชมโครงการ ห้องจริง วิวจริงได้แล้วตั้งแต่วันนี้”              
แสนสิริประกาศวิสัยทัศน์ FOR GREATER WELL-BEING กำหนดทิศทางอสังหาฯยุคใหม่ ยืนหนึ่งผู้นำด้านการออกแบบและสร้างนวัตกรรม

แสนสิริประกาศวิสัยทัศน์ FOR GREATER WELL-BEING กำหนดทิศทางอสังหาฯยุคใหม่ ยืนหนึ่งผู้นำด้านการออกแบบและสร้างนวัตกรรม

แสนสิริประกาศวิสัยทัศน์ FOR GREATER WELL-BEING กำหนดทิศทางอสังหาฯยุคใหม่ ยืนหนึ่งผู้นำด้านการออกแบบและสร้างนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย รับกระแสผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพ-สิ่งแวดล้อม เตรียมเปิดตัว “Dust-free House” บ้านปลอดฝุ่นครั้งแรกของเมืองไทยปีนี้ พร้อมวางแผนเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนด้วยยอดขาย 3 ปีรวมกว่า 160,000 ล้านบาท   บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประกาศให้ปี 2561 เป็นปีแห่งความสำเร็จสูงสุด #SansiriBestYearEver ด้วยยอดขายสูงสุดในรอบ 34 ปี 48,500 ล้านบาทโตขึ้น 25% และยอดขายต่างชาติอันดับหนึ่งของประเทศ 14,000 ล้านบาท สูงขึ้น 51% พร้อมเดินหน้าวิสัยทัศน์ For Greater Well-being สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดปี 2562ต่อยอดกลยุทธ์ Green & Well-being สู่ทุกโครงการใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยทุกมิติ ประกาศมาตรการต่อสู้มลภาวะและฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างจริงจัง ด้วยการเปิดตัว “Dust-free House” บ้านปลอดฝุ่นครั้งแรกในประเทศในปีนี้ ตอกย้ำภาพลักษณ์ของแสนสิริในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมเคาะแผนเปิดตัว 28 โครงการใหม่รวมมูลค่ากว่า 46,600 ล้านบาท ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ภายใต้คุณภาพระดับ Best in Class ทุกประเภท ทุกระดับราคา ควบคู่กับการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ระบุดีมานด์ที่อยู่อาศัยปีนี้ยังมีแต่ลูกค้าจะเลือกแบรนด์ที่เชื่อถือได้มากขึ้น ซึ่งแสนสิริมั่นใจว่าจะมีลูกค้าใหม่ที่เป็น Real-demand มาซื้อโครงการแสนสิริมากขึ้น เหตุเชื่อมั่นในคุณภาพและการดูแล หลังเข้าอยู่อาศัย พร้อมวางเป้าเติบโตแบบยั่งยืนด้วยยอดพรีเซลรวม 3 ปี (2561 – 2564) ทะลุเป้า 1.6 แสนล้าน   นายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “ปี 2561 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ถือว่าดีที่สุดของในการดำเนินธุรกิจของแสนสิริมาตลอด 34 ปีที่ผ่านมาหรือ Sansiri Best Year Ever จากความสำเร็จรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าการเปิดตัวโครงการใหม่สูงที่สุดกว่า  65,200 ล้านบาทจาก 25 โครงการ ยอดพรีเซลปี 2561 กว่า 48,500 ล้านบาทสูงสุดเป็นประวัติการณ์โดยเติบโตกว่าปี 2560 ที่อยู่ที่ 38,500 ล้านบาทถึง 25% รวมถึงยอดขายต่างชาติกว่า 14,000 ล้านบาทเติบโตกว่าปีที่ผ่านมาถึง 51% หรือเติบโตกว่า 5 ปีก่อนถึง 10 เท่า ซึ่งแสนสิริครองอันดับหนึ่งยอดขายต่างชาติสูงสุดมาต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันแสนสิริยังมียอด Backlog รวมกว่า 63,500 ล้านบาทที่จะช่วยการันตียอดรับรู้รายได้อันแข็งแกร่งในอีก 3 ปีข้างหน้า”   ปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้เราสามารถบรรลุเป้าหมาย Sansiri Best Year Ever ในปี 2561 คือการตอบรับที่ดีของลูกค้าในทุกประเภทที่อยู่อาศัยและทุกเซกเมนต์ โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านเดี่ยวเติบโตขึ้นถึง 34 % กลุ่มทาวน์เฮาส์เติบโต 77% และกลุ่มคอนโดมิเนียมเติบโตกว่า 20% ทั้งนี้ โครงการที่ได้รับการตอบรับดีเกินเป้าหมายเมื่อปีที่ผ่านมา อาทิ บ้านแสนสิริที่กวาดยอดขายไปกว่า 75%ของมูลค่าโครงการทั้งหมดภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซ์ซัวรี่ของเมืองไทย การเปิดตัวคอนโดมิเนียมไลฟ์สไตล์เพื่อคนรุ่นใหม่อย่าง XT ที่มูลค่าการเปิดตัว 3 โครงการรวมกว่า 21,000 ล้านบาทแต่ก็สามารถขายได้ถึง 12,000 ล้านบาทภายใน 3 เดือน รวมทั้งทาวน์เฮ้าส์แบรนด์ใหม่ “สิริ เพลส” ที่ยอดขายดีจนสามารถดันยอดขายทาวน์เฮ้าส์ให้โตขึ้นกว่าปี 2559 ได้ถึง 3 เท่า ขณะที่ยอดขายจากตลาดต่างจังหวัดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จของปีที่ผ่านมาด้วยยอดขายถึง 12,000 ล้านบาทหรือคิดเป็น 25% ของยอดขายรวมทั้งหมด เติบโตขึ้นกว่าปีก่อนถึง 51%   คุณวันจักร์กล่าวต่อว่า “ในปี 2562 นี้ แสนสิริมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 28 โครงการรวมมูลค่ากว่า 46,600 ล้านบาท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม 12 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 22,400 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 9 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 18,700 ล้านบาท และทาวน์เฮ้าส์ 7 โครงการรวมมูลค่า 5,500 ล้านบาท ซึ่งมุ่งเน้นเปิดตัวโครงการระดับกลาง (Medium Segment)และระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น (Affordable Segment) โดยคิดเป็นสัดส่วนรวม 96% ของมูลค่าการเปิดตัวโครงการทั้งหมด พร้อมตั้งเป้าพรีเซลปีนี้ไว้ที่ 36,000 ล้านบาทและเป้าโอนรวมที่ 32,000 ล้านบาท รวมทั้งวางเป้าหมายระยะยาว 3 ปี ในการสร้างยอดพรีเซลรวมกว่า 160,000 ล้านบาทระหว่างปี 2562-2564”   นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 ยังคงเติบโตแต่อาจจะชะลอตัวบ้างในส่วนของการซื้อเพื่อลงทุนของลูกค้าคนไทย แต่อย่างไรก็ตาม แสนสิริเชื่อว่าการซื้อเพื่ออยู่เองจะยังคงโตในระดับเดียวกับปีก่อน ทั้งนี้ จากการแข่งขันด้านราคาและการพัฒนาโครงการของทุกผู้ประกอบการในปีนี้ ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกในการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ซึ่งแสนสิริเชื่อมั่นว่าปี 2562 นี้จะเป็นปีที่ได้เปรียบทางธุรกิจของบริษัท เพราะลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่เองจะเลือกแบรนด์ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพและบริการหลังการขายมากกว่าแบรนด์เล็กเพราะเป็นการซื้อเพื่ออยู่เองในระยะยาว นอกจากนั้น แสนสิริเชื่อมั่นว่ายอดโอนโครงการของแสนสิริในปีนี้จะเป็นไปได้ดีตามเป้าเพราะมียอดพรีเซลที่รอการรับรู้รายได้ในระดับสูงจากลูกค้าที่มีคุณภาพและกำลังซื้อจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าชาวจีนและชาวต่างชาติ ที่วางเงินดาวน์สูงและเชื่อมั่นในศักยภาพการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ไทยเพื่อผลตอบแทนระยะยาว”   คุณอุทัย กล่าวต่อถึงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจปี 2562 ว่า แสนสิริให้ความสำคัญและลงลึกในทุกรายละเอียด  ของความต้องการของผู้บริโภคเพื่อเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตของลูกค้าเสมอมา โดยปีนี้แสนสิริมองเห็นเทรนด์และความต้องการในการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปของคนยุคปัจจุบันที่มีความตื่นตัวในเรื่องการดูแลสุขภาพและปัญหาสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น จึงวางวิสัยทัศน์ For Greater Well-being เพื่อต่อยอด 2 แนวคิด Green & Well-being มาประยุกต์ใช้กับทุกโครงการใหม่ของแสนสิริ นำร่องด้วยโครงการเศรษฐสิริ ทวีวัฒนา บ้านเดี่ยวภายใต้คอนเซปต์ Well-being โครงการแรกของแสนสิริที่จะเปิดตัวในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ รวมทั้งเตรียมเปิดขายอย่างเป็นทางการ Wellness Residence คอนโดมิเนียมสำหรับคนรักสุขภาพแห่งแรกของไทยบนทำเลศักยภาพกรุงเทพกรีฑา ที่จะเปิดมิติใหม่แห่งการอยู่อาศัยที่สามารถดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ตลอดจนจะรุกแบรนด์บุราสิริมากขึ้นด้วย เพราะเล็งเห็นดีมานด์คนในกรุงเทพที่อยากได้บ้านสไตล์รีสอร์ตเพื่อเติมเต็มสุขภาพกายและสุขภาพใจ นอกจากนั้น แสนสิริยังวางแผนที่จะสร้างปรากฎการณ์ใหม่แก่วงการอสังหาฯด้วยการเปิดตัว “บ้านปลอดฝุ่น” หรือ Dust-free House ครั้งแรกของเมืองไทยภายในปีนี้และประกาศนโยบายรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจังผ่านการลดการใช้พลังงานและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมโลกในทุกขั้นตอน   ด้านการพัฒนาโครงการใหม่ในปี้นี้จะมุ่งเน้นกลยุทธ์ Diversification ที่จะนำเสนอหลากหลายประเภทโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้น ครอบคลุมในทุกระดับราคาและทุกทำเลทั่วประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีสัดส่วนการเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์เพิ่มมากขึ้นใน    ปีนี้เพื่อรองรับดีมานด์การอยู่อาศัยเอง นำโดยแบรนด์เศรษฐสิริที่เป็นบ้านเดี่ยวตอบโจทย์ลูกค้าระดับบนที่ต้องการบ้านขนาดใหญ่เพื่อครอบครัวขยาย และแบรนด์สิริ เพลสทาวน์เฮ้าส์สำหรับผู้ที่อยากมีบ้านหลังแรกในราคาที่จับต้องได้แต่ยังได้ส่วนกลางมาตรฐานแสนสิริและฟังก์ชั่นการใช้งานบ้านที่ให้มากกว่าทาวน์เฮ้าส์โดยทั่วไป ขณะที่คอนโดมิเนียมก็จะมีการเปิดตัวโครงการในทุกระดับราคาและหลายทำเลเช่นกัน   คุณอุทัย กล่าวต่อว่า “แสนสิริยังมุ่งมั่นที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ทั้งในประเทศและในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถครองใจลูกค้าต่างชาติได้ในทุกเซกเมนต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ โดยปีนี้เราเปิด SIRI HOUSE  ที่สิงคโปร์และที่เมืองไทยด้วยหวังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการถ่ายทอดประสบการณ์                การใช้ชีวิตแบบแสนสิริให้ลูกค้าได้สัมผัส ตลอดจนเราจะสร้างความแข็งแรงให้กับโครงการปัจจุบันด้วยการเปิดตัว Sansiri Club Collection ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มโครงการที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และ Sansiri Luxury Collection การรวมกลุ่มโครงการระดับลักซ์ชัวรี่และซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างเอกลักษณ์ในการสื่อสารการตลาดผ่านวิธีการและแคมเปญที่เหมาะสมกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่มมากยิ่งขึ้น   นอกจากนั้น ในปีนี้แสนสิริจะเดินหน้านำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในพัฒนาการดำเนินธุรกิจให้มากขึ้นเพื่อความสะดวกสบายของลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำนวัตกรรมมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาความปลอดภัยในการอยู่อาศัยก็เป็นอีกจุดแข็งของแบรนด์ที่แสนสิริต้องการที่จะเน้นย้ำ ในปีนี้เช่นกันเพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภค นอกจากนั้น แสนสิริจะรุก ในการสร้างองค์กรที่มีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนด้วยการนำการทำงานแบบ Agile มาใช้สนับสนุนการทำงานของคนรุ่นใหม่ให้มีประสิทธิภาพ  รวมทั้งสานต่อ Sansiri Green Mission ตลอดจนการช่วยเหลือเด็กไทยและต่างชาติอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรม Social Change และการเป็น UNICEF’s Selected Partner องค์กรแรกและองค์กรเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   “แสนสิริเชื่อมั่นว่าแนวคิด For Greater Well-being ที่แสนสิริมุ่งมั่นในการมอบรูปแบบและนวัตกรรมการอยู่อาศัยที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในปี 2562 นี้ จะสร้างความโดดเด่นและแตกต่างให้กับแบรนด์แสนสิริในฐานะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าใจความต้องการผู้บริโภคในทุกยุคทุกสมัยอย่างแท้จริง ตลอดจนเป็นผู้เซตมาตรฐานการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประเทศไทยเพื่อคุณภาพการชีวิตที่ดีขึ้นของลูกค้าและเพื่อโลกที่ดีขึ้นของเราได้” คุณอุทัย กล่าวสรุป          
“ยูนิเวนเจอร์” เผยผลประกอบการ ประจำปี’61 รายได้รวม 20,994 ล้านบาท

“ยูนิเวนเจอร์” เผยผลประกอบการ ประจำปี’61 รายได้รวม 20,994 ล้านบาท

บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV เผยภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 2561 (ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2560 ถึง 30 กันยายน 2561) โดยมียอดรายได้รวม 20,994 ล้านบาท เติบโต 16% จากช่วงเดียวกันของปี 2560 มีผลกำไรสุทธิส่วนของบริษัทอยู่ที่ 1,006 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้หลักในปี 2562 (ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2561 ถึง 30 กันยายน 2562) กว่า 25,800 ล้านบาท และมีแผนเปิดโครงการใหม่ในปีนี้กว่า 31 โครงการ พร้อมรุกเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน   นายวรวรรต ศรีสอ้าน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ประจำปี 2561 ว่าบริษัทฯ มีรายได้รวม 20,994 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้มาจากธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 16,812 ล้านบาท ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า และโรงแรม 1,688 ล้านบาท ธุรกิจอื่น (รวมธุรกิจสังกะสีออกไซด์) 2,373 ล้านบาท และรายได้อื่น ๆ 121 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัท 1,006 ล้านบาท “ในปีงบประมาณ 2561 รายได้หลักมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายทั้งในแนวราบและแนวสูงซึ่งอยู่ในธุรกิจการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แบ่งเป็นรายได้จากโครงการแนวราบ 14,053 ล้านบาท โดยมาจากโครงการของกลุ่มแผ่นดินทอง จำนวน 38 โครงการ และรายได้จากโครงการแนวสูง 2,759 ล้านบาท จาก 8 โครงการของ บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด หรือ GRAND UNITY   นอกจากนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 บริษัทฯ มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) รวมทั้งสิ้น 10,200 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 7,000 ล้านบาท และโครงการแนวสูง 3,200 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ในปี 2562 จำนวน 9,700 ล้านบาท (จากโครงการแนวราบ 7,000 และโครงการแนวสูง 2,700) หรือคิดเป็น 45% ของเป้ารายได้อสังหาริมทรัพย์เพื่อขายปี 2562 ที่ 21,400 ล้านบาท ในปี 2562 บริษัทฯ วางแผนเปิดโครงการแนวราบใหม่จำนวนกว่า 25 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 28,600 ล้านบาท และโครงการแนวสูงใหม่ จำนวน 6 โครงการ มูลค่าโครงการไม่น้อยกว่า 9,600 ล้านบาท” นายวรวรรต กล่าว   นายวรวรรต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2562 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้หลักอยู่ที่ 25,800 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายคิดเป็นสัดส่วนประมา ณ 83% ทั้งนี้มาจากโครงการแนวราบประมาณ 70% และมาจากโครงการแนวสูงประมาณ 13% รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าและโรงแรมประมาณ 7% ธุรกิจอื่นๆ (รวมธุรกิจสังกะสีออกไซด์) ประมาณ 10%” ล่าสุด จากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2562 ได้มีมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ UV และ GOLD อนุมัติการออกและเสนอขายหุ้นกู้เพิ่มเติม ในวงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาท (UV 2,000 ล้านบาท และ GOLD 3,000 ล้านบาท)   ทั้งนี้ ในปี 2562 บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งตลอดทั้งภาพรวม เพื่อประสิทธิภาพและความพร้อมในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน (Towards Sustainable Growth) โดยเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินการตามกลยุทธ์หลัก 3 ปี ที่เราให้ความสำคัญ (Core Strategy 2018 - 2020) ทั้ง 5 ส่วน ให้เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็น การ “Optimization” ความหลากหลายที่เรามี เพื่อสร้างประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น ล่าสุด ธุรกิจสังกะสีออกไซด์ มีการเติบโตถึง 30 % จากปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นการเติบโตที่ดีที่สุด และขณะนี้มีกำลังการผลิต (capacity) เต็มจำนวน พร้อมกับวางแผนในการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่ยังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น “Diversification” ไปที่โครงการรูปแบบใหม่ ๆ นอกเหนือจากบ้านเดี่ยวหรือคอนโดมิเนียม อย่างเช่นล่าสุด บริษัทฯ ได้ลงทุนในการพัฒนาโครงการประเภทโรงแรม ณ จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ชื่อ Modena อีกทั้งยัง Diversified ต่อไปอีกในเรื่องของการทำ Service ต่าง ๆ นอกเหนือจากสินค้าเพื่อขายหรือเช่า เช่น การมีบริษัทมืออาชีพในการบริหารจัดการสินทรัพย์ หรือจัดการอสังหาริมทรัพย์ การมี โบรคเกอร์ในการดูแลการปล่อยเช่าหรือการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการบริการที่ครอบคลุมทั้งในช่วงการเตรียมการ และระหว่างการก่อสร้างเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการมองทั้ง “Supply Chain” เพื่อต่อยอดและสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรและการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งวิเคราะห์และมองหาโอกาสที่ใช่ตลอดทั้งระยะทาง บนพื้นฐานสำคัญของ Entry Point และExit Point ที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับ “Synergy” ธุรกิจที่ครอบคลุมในด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น งานที่บริษัท ฟอร์เวิร์ด ซิสเต็ม และ บริษัท อะเฮดออล จำกัด (AHEADALL COMPANY LIMITED) ที่ขายงานระบบเข้าโครงการรวมถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “Opportunistic Investment” การขับเคลื่อนโอกาส (Opportunity) และพร้อมที่จะรองรับโอกาสใหม่ๆ ที่เห็นเป็นรูปธรรม อาทิ การเข้าลงทุนใน บริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ STI ซึ่งเป็นธุรกิจบริหารโครงการ บริหารการก่อสร้าง รวมถึงออกแบบสถาปัตยกรรมโครงสร้าง โดยมีภาพรวมผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องในเชิงของการรับรู้รายได้ ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ต่อปี   “นอกจากการเติบโตในแง่ตัวเลขผลประกอบการ เรายังมุ่งหวังที่จะเพิ่มการบริหารงานให้แข็งแกร่ง พร้อมกับให้ความสำคัญในการจัดการในทุก ๆ ด้าน รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความโปร่งใส หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และความรับผิดชอบที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสีย สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการยืนยันในคุณภาพจากหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในรอบบัญชีปี 2561 บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจอย่าเคร่งครัดรวมถึงได้นำหลักการกำกับกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียนปี 2560 (Corporate Governance Code : CG Code) ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับธุรกิจและบริบทของกลุ่มบริษัทอย่างเหมาะสม โดยบริษัทได้ดำเนินการทบทวนและปรับปรุงกฎบัตร นโยบาย จรรยาบรรณทางธุรกิจ ตลอดจนดำเนินการต่างๆ ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของ CG Code และหลักเกณฑ์ตามโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียน (Corporate Governance Report of Thai Listed Companies : CGR) ส่งผลให้บริษัทได้รับผลการสำรวจการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียน ประจำปี 2561 ในระดับ “ดีเลิศ” ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 และได้รับผลการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 จำนวน 99 คะแนน   นอกจากนี้ ล่าสุด บริษัทฯ ยังได้ประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต โดยมีเป้าหมายยื่นขอการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตจากคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนดต่อไป ซึ่งจากภาพรวมในการพัฒนาดังกล่าวทั้งหมด เชื่อมั่นว่าเราจะก้าวสู่ครบรอบ 40 ปีในการดำเนินธุรกิจ ในปี 2563 นี้ ด้วยความแข็งแกร่งและยั่งยืน” นายวรวรรต กล่าวในตอนท้าย          
พราวฯดันหัวหิน “สปอร์ต เดสทิเนชั่น” ปี 62 ทุ่มงบกว่า100 ล้านจัดอีเอ้นท์ใหญ่

พราวฯดันหัวหิน “สปอร์ต เดสทิเนชั่น” ปี 62 ทุ่มงบกว่า100 ล้านจัดอีเอ้นท์ใหญ่

“พราว เรียลเอสเตท” ทุ่มงบการตลาดกว่า 100 ล้านบาท จัดอีเว้นท์กีฬาระดับอินเตอร์ฯ ตลอดทั้งปี หวังดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สานแผนดันหัวหินเป็น “สปอร์ต เดสทิเนชั่น” ล่าสุดจับมือธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับปรุง SCB Center Court ภายใน ทรู อารีน่า หัวหิน ยกระดับเป็นสนามเทนนิสที่มีมาตรฐานสากล พร้อมประเดิมรายการแรกกับการแข่งขันเทนนิสหญิงของโลก ระหว่าง 28 มกราคม–3กุมภาพันธ์ 2562  นี้   พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า พราว เรียลเอสเตท จะเดินหน้าแผนการผลักดันหัวหินให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (สปอร์ต เดสทิเนชั่น) อย่างจริงจัง โดยในปีนี้จะใช้งบการตลาดมากกว่า 100 ล้านบาท เน้นจัดกิจกรรมระดับอินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อให้เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามา โดยคาดว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าหัวหินมากกว่าปีก่อน 12% ซึ่งตลาดจีนยังคงมาแรงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น   กิจกรรมที่จัดขึ้นจะมีทั้งรายการแข่งขันกีฬาระดับโลก เช่น งานโปโล  ASIAN BEACH POLO 2019, Golf Tournament, งานวิ่งมาราธอน  HUAHIN GRAND MARATHON, งานปั่นจักรยาน BIKE & SHOOT 2019  และงานอีเว้นท์ด้านไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ล่าสุด ประเดิมเปิดสนาม SCB Center Court กับการกลับมาของรายการแข่งขันเทนนิสหญิงของโลก “ดับเบิลยูทีเอ อินเตอร์เนชั่นแนล ซีรีส์ ทัวร์นาเมนต์” รายการ “โตโยต้า ไทยแลนด์ โอเพ่น 2019 พรีเซนเต็ด บาย อีเอ” ชิงเงินรางวัลรวมกว่า  250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8 ล้านบาท โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มกราคม-3 กุมภาพันธ์ 2562   “ปัจจุบันเราใช้กีฬาเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาหัวหิน เพราะมองว่ากีฬาไม่ใช่แค่กระแสที่มาในระยะสั้นเท่านั้น แต่กีฬาจะอยู่กับคนทุกยุคทุกสมัย สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้หลากหลาย เช่นฟุตบอล และเทนนิส ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้หลายกลุ่ม รวมทั้งกีฬาโปโล ก็จะเข้าถึงกลุ่มคนในอีกกลุ่มหนึ่ง โดยงานต่างๆ ที่จัดจะอยู่ในพื้นที่ของ พราว เรียลเอสเตท เช่น ทรู อารีน่า หัวหิน, สวนน้ำ วานา นาวา วอเตอร์ จังเกิ้ล, โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลหัวหิน รีสอร์ท, ฯลฯ เป็นต้น” คุณพราวพุธ กล่าว   ฯพณฯ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาการจัดการแข่งขันเทนนิสหญิง “โตโยต้า ไทยแลนด์ โอเพ่น 2019 พรีเซนเตด็ บาย อีเอ”  กล่าวว่าปัจจุบันการแข่งขันกีฬาถือเป็นแรงขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย และส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม มีนักท่องเที่ยวจากต่างชาติสนใจ และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ มาสู่หัวหิน การได้จัดการแข่งขันทัวร์นาเมนต์สำคัญระดับโลกอย่างการแข่งขันเทนนิสหญิง  “โตโยต้า ไทยแลนด์ โอเพ่น 2019 พรีเซนเตด็ บาย อีเอ” ไม่เพียงช่วยสร้างรายได้สู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศจากการหลั่งไหลเข้ามาของผู้ร่วมงาน คณะผู้จัดการ และผู้เข้าชมการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศได้อย่างมหาศาลจากการได้แพร่ภาพสถานที่ท่องเที่ยวผ่านรายการแข่งขันกีฬาไปทั่วโลก     ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับการแข่งขันกีฬาระดับโลกที่จะทยอยเข้ามา พราว เรียล เอสเตท ผู้บริหารโครงการ ทรู อารีน่า หัวหิน จึงได้จับมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ปรับปรุงสนามจัดการแข่งขัน SCB Centre Court โดยเพิ่มอัฒจรรย์ผู้ชมสำหรับเซ็นเตอร์คอร์ต ซึ่งต้องให้ได้มาตรฐานระดับสากล สามารถจุได้ถึง 2,500 ที่นั่ง ออกแบบหลังคาให้เป็นรูปหน้าจั่วแบบสถาปัตยกรรมแบบไทยเพื่อให้คงเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ พร้อมด้วยหลังคาผ้าใบสลับซ้อนเป็นสีขาวโปร่งทำให้สามารถระบายความร้อนได้ดี ซึ่งใช้งบประมาณในการปรับปรุงครั้งนี้กว่า 20 ล้านบาท   “หลังจากจบการแข่งขัน โตโยต้า ไทยแลนด์ โอเพ่น 2019 พรีเซนเต็ด บาย อีเอ แล้วสนาม SCB Centre Court  จะใช้ในการแข่งขันเทนนิสในรายการอื่นๆ ต่อไป จึงคาดว่าสนามแห่งนี้จะเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามามากขึ้นด้วย” นายสุวัจน์กล่าวเพิ่มเติม   นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่สนามเทนนิสมีระบบ ELC (Electronic line calling) เพื่อย้อนดูภาพการตกของลูกเทนนิสในสนาม ในจังหวะที่บางครั้งสายตาของมนุษย์ไม่สามารถมองได้ทัน พร้อมไฟส่องสว่างที่คอร์ตเทนนิสที่ออกแบบมาพิเศษเงาไม่บังผู้ตีในตอนกลางคืน  นอกจากนี้ยังมีส่วนของห้องใต้อัฒจรรรย์ ซึ่งเป็นห้องนักกีฬา และห้องอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับผู้มาใช้สนาม   ด้านนายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “สนาม SCB Centre Court แห่งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันวงการกีฬาเทนนิสไทย สร้างนักเทนนิสรุ่นใหม่ให้ก้าวไกลไปอีกระดับ และไทยพาณิชย์พร้อมจะสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาทุกคน และหวังว่าเราจะได้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ให้กับวงการกีฬาไทยด้วยกันอีกในอนาคต”        
ออริจิ้นฯ เตรียมเปิด

ออริจิ้นฯ เตรียมเปิด "Knightsbridge สุขุมวิท-เทพารักษ์" รับรถไฟฟ้าสายสีเหลือง

การลงทุนโครงข่ายระบบรถไฟฟ้า และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-บางกะปิ-สำโรง) ระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) เป็นอีกโครงการที่มาเติมเต็มโครงข่ายขนส่งมวลชน กรุงเทพฯโซนตะวันออก เป็นเส้นทางเชื่อมกรุงเทพฯตอนบนกับตอนล่าง นับตั้งแต่ถนนลาดพร้าว บางกะปิ ศรีนครินทร์ และเทพารักษ์  เมื่อบวกกับปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ เช่น ชุมชนขยายตัวและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่เป็นตัวเพิ่มศักยภาพที่น่าสนใจ ทำให้ตลอดแนวรถไฟฟ้าสายสีเหลืองที่มีระยะทาง 30.4 กม. รวม 23 สถานี นายกฯพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานพิธีกดปุ่มสร้างปลายเดือนสิงหาคม 2561 มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จเปิดให้บริการปี 2564 คาดการณ์จะมีผู้โดยสารให้บริการประมาณ 220,000 คน-เที่ยวต่อวัน ส่งผลเกิดการลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยคึกคัก   “ไนท์บริดจ์ สุขุมวิท-เทพารักษ์ ” (Knightsbridge Sukhumvit-Theparak) คอนโดมิเนียมใหม่ล่าสุด!!  ที่ บมจ. ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) เจ้าของโครงการยืนยันว่าเป็นโครงการบนถนนเทพารักษ์ ทำเลศักยภาพที่พร้อมเจิดจรัส เพียง 0 เมตรจากสถานี MRT ทิพวัล และเชื่อมต่อกับสถานี Interchange สำโรง (สายสีเขียวสุขุมวิท) เพียง 1 สถานี เชื่อมต่อถนนเส้นหลักถึง 2 เส้นทั้งสุขุมวิทและศรีนครินทร์     โครงการ “ไนท์บริดจ์ สุขุมวิท-เทพารักษ์ ” ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 1ไร่ พัฒนาเป็นอาคารสูง 35 ชั้น 1อาคาร จำนวน 474 ยูนิต และ 1Shop  มีห้องให้เลือกตั้งแต่ขนาดพื้นที่ 23 - 55 ตารางเมตร(ตร.ม.) ราคาขายเฉลี่ยที่ 90,000 บาทต่อตร.ม.  มูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,490 ล้านบาท มีที่จอดรถ Auto Parking 49% กำหนดเริ่มก่อสร้าง ปี 2562 คาดแล้วเสร็จในปี 2564  (อาคารจะสร้างเสร็จพร้อมรถไฟฟ้าเปิดใช้งาน) โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะเป็นกลุ่มพนักงานบริษัทแนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และ โซนเทพารักษ์,บางนา,บางพลี,สมุทรปราการ เจาะกลุ่มคนที่มีระดับรายได้ 35,000 บาทต่อเดือนโดยประมาณ   โครงการดังกล่าวออกแบบโดยบริษัท โบว์มอนท์ พาร์ทเนอร์ส จำกัดหนึ่งในผู้ออกแบบที่อยู่อาศัยที่มีความคิดสร้างสรรค์ และมีผลงานมากมายเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันดีในประเทศไทย ด้วยประสบการณ์ของบริษัทผู้ออกแบบผสานกับความเป็นผู้เชี่ยวชาญมีฐานข้อมูลด้านการตลาดของ ออริจิ้น ฯ จึงสร้างความโดดเด่นในโครงการทุกพื้นที่การอยู่อาศัยรวมถึงพื้นที่ส่วนกลางที่โดดเด่น ชั้นบนสุด Rooftop Facility สวนชั้นดาดฟ้า พร้อมจุดชมวิวได้รอบทิศ 360 องศา อีกทั้งยังตอกย้ำจุดเด่นแบรนด์ Knightsbridgeให้แตกต่างจากโครงการการอื่นในย่านเดียวกันนั่นคือ จะเน้นไปที่ความพรีเมี่ยมของทำเล จำนวนยูนิตไม่มากนัก และรวมไปถึงความเป็นส่วนตัวในการใช้พื้นที่ส่วนกลางได้เต็มอิ่มในราคาที่จับต้องได้  มีระบบรักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิด CCTV 24 ชั่วโมง ปัจจุบันเปิดรับลงทะเบียนสำหรับรับข่าวสารข้อมูลโครงการแล้วที่ www.origin.co.th หรือ http://www.origin.co.th/register/knightsbridge-sukhumvit-thepharak หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 020-300-000     นอกจากนี้ยังมีอีก 5 ปัจจัยสำคัญที่นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ กรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท ออริจิ้น ฯ บอกว่าเป็นเหตุผลที่บริษัทฯเลือกลงทุนพัฒนาโครงการ “ไนท์บริดจ์ สุขุมวิท-เทพารักษ์” บนถนนเทพารักษ์ที่มีความโดดเด่นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต นั่นคือ   โครงการอยู่ติดกบรถไฟฟ้าสถานีเทพารักษ์ 0 เมตรและเชื่อมต่อกับ interchange สายสีเขียว สถานีสำโรง ซึ่งมีโครงสร้างและแนวโน้ม ในการรับผลประโยชน์จากการพัฒนาของที่ดินได้ทั้งสองสาย ถนนเส้นนี้เป็น 1 ใน ถนนเพียง 3 สายบนแนวรถไฟฟ้าสายสุขุมวิทที่เป็นถนน 4 เลน และ มีรถไฟฟ้าตัดผ่านกลางซอย ทำเลเทพารักษ์อยู่เชื่อมต่อ ถนน เส้นหลักถึง 2 เส้น (สุขุมวิท และ ศรีนครินทร์) รวมไปถึงตัวโครงการที่ตั้งอยู่บนถนนหลัก (8 เลน) ที่สามารถรองรับการพัฒนาของที่ดินรวมไปถึงการลงทุนต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขยายตัวของทำเลสุขุมวิท ลูกค้าต่างชาติทั้งเอเซียและยุโรปมีความต้องการห้องพักอาศัยในเมืองใกล้แนวรถไฟฟ้าในทำเลเที่เดินทาง สะดวกและอุดมสมบูรณ์ในราคาค่าเช่าที่ถูกลงพร้อมกับการขยายตัวของแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสีเหลืองที่เชื่อมต่อจุด Interchangeบางนา-สุวรรณภูมิ มีการเจริญเติบโตในด้านการลงทุนต่างๆ ทั้งที่พักอาศัย,Community Mall,โรงแรม และ โรงเรียนนานาชาติ   ด้วยศักยภาพของทำเลที่ตั้งโครงการที่อุดมไปด้วยห้างสรรพสินค้าและ Avenue ชั้นนำ พร้อมความสะดวกสบายในการเดินทางบนถนนเทพารักษ์ที่เป้นถนนที่มีความกว้างถึง 8 เลนเชื่อมกับถนนหลัก 2 เส้นทางทั้งสุขุมวิทและศรีนครินทร์ สะดวกสาบายกับการเดินทางด้วยรถยนต์ใกล้ทางด่วนและวงแหวนอุตสาหกรรม จะช่วยทำให้ชีวิตกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในพื้นที่...ที่ต้องการใช้ชีวิตส่วนตัวที่จะได้รับผลประโยชน์จากการมาของรถไฟฟ้าทั้งสายสีเหลืองและสายสีเขียวในแง่ของการเจริญเติบโตของที่ดิน และโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆในอนาต   บริษัทฯมั่นใจว่า โครงการ “ไนท์บริดจ์ สุขุมวิท-เทพารักษ์ ” จะเป็นที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยในละแวกนั้นๆที่ต้องการแยกครองครัว หรือใช้ชีวิตส่วนตัว อยากมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เพื่อจะได้ไม่ต้องเช่าที่อยู่อาศัย และเห็นความสำคัญของรถไฟฟ้าสายสีเหลืองที่จะสร้างเสร็จในปี 2564 และจากข้อมูลที่ได้จากการสำรวจพบว่า มีกลุ่มคนที่เดิมมีบ้านอยู่บริเวณเทพารักษ์ สำโรง ปู่เจ้าสมิงพราย ที่ต้องการแยกครอบครัว แต่ไม่มีเงินมากพอจะซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบ จึงเลือกซื้อคอนโดฯแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่อยู่ใกล้บ้านเดิมของตนเอง              
สิงห์ เอสเตท ต้อนรับ ยูนิชาร์ม สู่ออฟฟิศใหม่ที่ สิงห์ คอมเพล็กซ์

สิงห์ เอสเตท ต้อนรับ ยูนิชาร์ม สู่ออฟฟิศใหม่ที่ สิงห์ คอมเพล็กซ์

ต้อนรับยูนิ.ชาร์ม ๐ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) โดยนายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมลงนามเซ็นสัญญากับ นายทาดาชิ นาคาอิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิ.ชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด โดยบริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าอนามัย ผ้าอ้อม และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการดูแลสุขอนามัย  ในโอกาสเช่าพื้นที่อาคารสำนักงานดิ ออฟฟิศ แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์ ชั้น 31 พื้นที่รวม 1,327.80 ตรม. โดยมี นายศรุต  วีรกุล ผู้จัดการอาวุโส แผนกพื้นที่สำนักงาน ซีบีอาร์อี ประเทศไทยตัวแทนในการปล่อยเช่าพื้นที่ภายในอาคารสำนักงาน (Sole Agent) พร้อมด้วย นางอรณีย์ พูลขวัญ ผู้อำนวยการ – ฝ่ายพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและการพาณิชย์ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ร่วมให้การต้อนรับ ณ สำนักงานขาย ดิ ออฟฟิศ แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์ ชั้น 15 โครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ เมื่อเร็วๆ นี้        
อนันดาฯ ยึดเบอร์ 1 คอนโดติดรถไฟฟ้า ลุยเปิด 38,000ล้าน

อนันดาฯ ยึดเบอร์ 1 คอนโดติดรถไฟฟ้า ลุยเปิด 38,000ล้าน

บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ผู้นำแห่งวงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมือง ครองตำแหน่งผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าย้ำมั่นใจความสำเร็จที่ผ่านมาจากกลยุทธ์ที่ดำเนินมาถูกต้องของบริษัทมุ่งตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้อย่างลงตัวที่สุด ด้วยประสบการณ์พร้อมความเชี่ยวชาญตลอด 20 ปีที่ผ่านมาภายใต้แนวคิด Urban Living Solutions เน้นศักยภาพการเติบโตของบริษัทในอนาคตแบบมั่นคงและยั่งยืนพร้อมความแข็งแกร่งทางการเงินและการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรชั้นนำมิตซุย ฟูโดซัง ประกาศแผนธุรกิจปี 2562 เติบโตต่อเนื่องพร้อมความระมัดระวัง เดินหน้าเปิด 10 โครงการใหม่ มูลค่ากว่า 38,000 ล้านบาท เน้นทำเลติดรถไฟฟ้าที่ยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก   นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทอนันดาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายครองตำแหน่งผู้นำในการพัฒนาที่อยู่อาศัยติดรถไฟฟ้าจากวิสัยทัศน์ที่คิดและทำเป็นรายแรกของเมืองไทยพร้อมเป็นองค์กรที่พัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง รวมทั้งมีการเตรียมความพร้อมและความยืดหยุ่นในการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆได้อย่างเหมาะสมเพื่อสามารถขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จแบบแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป ซึ่งจากความสำเร็จที่ผ่านมานั้น บริษัทมั่นใจว่ากลยุทธ์ที่ได้ดำเนินมาโดยตลอดเป็นสิ่งที่ถูกต้องโดยการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพบนทำเลศักยภาพสูงติดรถไฟฟ้า สามารถตอบสนองความต้องการของคนเมืองยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างฯ มาปรับใช้ในโครงการเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองให้ดียิ่งขึ้นในราคาที่สมเหตุผลและสามารถจับต้องได้ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังโดยการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบตลอดเวลาพร้อมกระแสเงินสดในมือกว่า 13,000 ล้านบาทซึ่งสามารถนำไปลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต   ซึ่งในปี 2562 บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์พัฒนาคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าโดยเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น  ซึ่งยังคงได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างบริษัท มิตซุย  ฟูโดซัง  จำกัดเป็นอย่างดีตั้งแต่เริ่มร่วมทุนในปี 2013–จนถึงปัจจุบันทำให้บริษัทเป็นอันดับหนึ่งที่มีมูลค่าการร่วมทุนสูงที่สุดในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยนอกจากนี้ ยังมีแผนในการกระจายช่องทางรายได้โดยการเพิ่มพอร์ตจากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ (Recurring Income) โดยอนันดาฯมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจและเป็นการลงทุนที่มีรายได้ต่อเนื่องในระยะยาวจึงได้มีการเริ่มดำเนินโครงการเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ที่เป็นการจับมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่างดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ดซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจเซอร์วิสเรสซิเดนซ์ระดับลักชัวรี่ชั้นนำของโลกโดยมีรางวัลจำนวนมากการันตีโดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ 5 โครงการ ได้แก่ Somerset Rama 9, Ascott Embassy Sathorn, AscottThonglor, LYF Sukhumvit 8 และ โครงการล่าสุด อยู่ระหว่างดำเนินโครงการ ณ ชายหาดพัทยากลาง   “นอกจากนี้ในส่วนของกระแสเงินสดของบริษัทยังมีความแข็งแกร่งโดยมีนโยบายในการรักษาระดับเงินสดของกลุ่มรวมทั้งบริษัทร่วมทุนไว้ในระดับสูงกว่า 13,000 ล้านบาท ทั้งยังได้รับการสนับสนุนที่แข็งแกร่งและต่อเนื่องจากสถาบันการเงินชั้นนำ และมีทางเลือกในการจัดหาแหล่งเงินทุนที่หลากหลายสามารถเลือกใช้ได้ตามสถานการณ์ และถึงแม้ว่าบริษัทจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด โดยสามารถรักษาอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนไว้ภายใต้เป้าหมายที่ 1:1”   ในปี 2561 บริษัทฯมีโครงการร่วมทุนเพิ่มขึ้น 5 โครงการ มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท คือ ไอดีโอ สาทร-วงเวียนใหญ่ ไอดีโอรัชดา-สุทธิสาร เอลลิโอ สาทร-วุฒากาศ ไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท อีสพอยท์ และโครงการคอนโดมิเนียมย่านสะพานควาย ทั้งยังร่วมพัฒนาโครงการร่วมกับมิตซุย ฟูโดซัง โดยการลงทุนในธุรกิจเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ 4 โครงการดังกล่าวมูลค่าการลงทุนทั้งหมด 10,000 ล้านบาท   บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาโครงการร่วมทุนเพิ่มขึ้น ด้วยมูลค่าโครงการร่วมทุนเกินกว่า 157,600 ล้านบาท ในปี 2562 จากปี 61 ที่มีมูลค่า 128,000 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถรักษาตำแหน่งผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าโครงการร่วมทุนสูงที่สุดในประเทศ   บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการทำสถิติยอดขายใหม่ (นิวไฮ) การขายไปยังต่างประเทศจากโครงการใหม่และโครงการที่เปิดขายไปก่อนหน้า โดยมียอดขายถึง 10,000 ล้านบาท ในปี 2561 ซึ่งเติบโตขึ้นร้อยละ 4 จากปีก่อน   ในปี 2561 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จสูงเกินคาดจากแผนการดำเนินงานที่ตั้งไว้ โดยนับว่าเป็นปีที่บริษัทสามารถสร้างสถิติใหม่ในส่วนของยอดโอนเป็นสถิติสูงสุดถึง 33,000 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 120 จากปีก่อนหน้าและมียอดโอนในส่วนของลูกค้าต่างชาติที่สามารถทำสถิติสูงสุดเช่นกันที่ 6,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 300 จากปีก่อนหน้าในส่วนของแบ็คล็อค ณ สิ้นปี 2561 อยู่ที่ 41,000 ล้านบาทเพื่อรองรับการเติบโตของยอดโอนของบริษัทในระยะ 3 ปีข้างหน้าโดยปกติอัตราการขายคอนโดมิเนียมของบริษัทมีมากกว่า 90% ของสต๊อกซึ่งมีการขายภายในระยะเวลา 3 ปีนับตั้งแต่การเปิดตัวโครงการ สอดคล้องกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้เกือบ 70% ของสต็อกประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม และโครงการแนวราบกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะขายเพื่อรองรับและรักษาอัตราการเติบโตของธุรกิจ     บริษัทฯ มีแผนเปิดโครงการใหม่ในปี 2562 จำนวน 10 โครงการ มูลค่ากว่า 38,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 42 โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 8โครงการ ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนกับมิตซุย ฟูโดซัง 7 โครงการ และโครงการแนวราบ 2 โครงการ โดยตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ14 อยู่ที่ 36,000 ล้านบาท จาก 31,500 ล้านบาท ในปีก่อน และตั้งเป้ายอดโอนเติบโตที่ร้อยละ 9 จากปีก่อนอยู่ที่ 36,000 ล้านบาท โดยในปี 2562 บริษัทฯ คาดว่ามีคอนโดมิเนียมที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มโอน 10 โครงการเพิ่มเติมจากในปี 2561 ซึ่งมีคอนโดมิเนียมใหม่ที่สร้างแล้วเสร็จ และเริ่มโอนกว่า 10 โครงการ   ในปีนี้บริษัทได้กำหนดทิศทางกลยุทธ์การตลาด โดยให้ความสำคัญกับ 3 สิ่งที่สำคัญ ได้แก่   1.กลยุทธ์การบริหารจัดการโครงสร้าง และมาตรฐานของแต่ละแบรนด์สินค้า เพื่อให้มีจุดยืนที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละเซ็กเม้นท์ได้อย่างเหมาะสม ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย ที่มีความแตกต่างในด้านความสนใจ รสนิยม และ กำลังซื้อ ครอบคลุมตั้งแต่โครงการระดับพรีเมี่ยมจนถึงโครงการที่ราคาคุ้มค่า จับต้องได้ และตอบโจทย์ทุกด้านในการใช้ชีวิต Ashton (Accessible Luxury Condominium) แบรนด์ Top-Tier ของอนันดา ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สุนทรียะของการอยู่อาศัย ใส่ใจในทุกรายละเอียด บนทำเลที่ดีที่สุด (Prime area) ของกรุงเทพ IDEO Q ( Premium Condominium ) โดดเด่นกับดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยโลเคชั่นใจกลางเมือง สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มองหาที่อยู่อาศัยที่สะท้อนถึงความสำเร็จและความก้าวหน้าในชีวิต IDEO MOBI (Innovative Condominium) คอนโดที่เน้นการนำนวัตกรรมมาใช้ในการออกแบบ ให้มี Function การอยู่อาศัยที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น IDEO ( Mass Transit Condominium ) ที่อยู่อาศัยบนทำเลติดรถไฟฟ้า ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์พื้นที่ชีวิตที่ต้องการความสะดวก และสามารถใช้ชีวิตเต็มที่ในทุกด้าน Live-Work-Play ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Elio (Value Condominium) คอนโดที่คุ้มค่า ราคาจับต้องได้ มีพื้นที่ส่วนกลางที่โดดเด่น เหมาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ และกำลังมองหาที่อยู่อาศัยเพื่อเริ่มต้นการใช้ชีวิต เช่นเดียวกันกับ Housing Brand Portfolios ที่มีการวางรากฐานของแบรนด์เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าตั้งแต่ระดับพรีเมี่ยมจนถึงโครงการที่ราคาคุ้มค่า ภายใต้แบรนด์ Artale (บ้านเดี่ยวหรู ใจกลางเมือง) , Airi (บ้านเดี่ยวสมัยใหม่ สไตล์มินิมอล) , Arden (ทาวน์โฮมดีไซน์โดดเด่น ทำเลเมือง) และ Atoll (บ้านเดี่ยวสำหรับครอบครัวรุ่นใหม่)  เพื่อตอบโจทย์ความเป็น Urban Living Solutions ได้อย่างดีที่สุด   2.ขับเคลื่อนองค์กรและกลยุทธ์การตลาดด้วยแนวทางดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมโยงสินค้าเข้าสู่ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับกลุ่มลูกค้าในช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะช่องทางดิจิทัลที่ในปัจจุบันสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งยกระดับการทำการตลาดดิจิทัลไปสู่อีกขั้นภายใต้ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับชั้นนำ   3.กลยุทธ์การเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ จะเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าระดับกลางจนถึงพรีเมี่ยมภายใต้แบรนด์ ไอดีโอ, ไอดีโอ คิว และ แอชตัน ซึ่งโครงการที่นำมาเปิดขายในปีนี้ ทางบริษัทฯ มั่นใจว่า จะได้รับการตอบรับที่ดีเหมือนอย่างเช่นเคย และยังมีโครงการที่มีมูลค่าโครงการสูงสุดเท่าที่อนันดาฯ เคยพัฒนามา   สำหรับโครงการที่เป็นไฮไลท์ในปีนี้ ได้แก่ โครงการ ไอดีโอ คิว พหล-สะพานควาย ตั้งอยู่ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสะพานควาย (0 เมตร) บนที่ดินขนาดประมาณ 5 ไร่  มีจำนวนห้องพักอาศัยทั้งหมด 1,114 ห้อง มูลค่าโครงการประมาณ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 อาคาร อาคารเอ มีจำนวนห้อง 396 ห้อง อาคารบี มีจำนวนห้อง 287 ห้อง และอาคารซี มีจำนวนห้อง 431 ห้อง ทั้งยังมีร้านค้าปลีก 5 ร้าน จุดเด่นของโครงการ คือ ติดรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสะพานควาย โดยมีคอนเซ็ปต์ในการพัฒนามาจาก Urban -Human- Nature (เมือง-คน-ธรรมชาติ) Urban-คือการเชื่อมต่อ 0 เมตรจากรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีสะพานควาย Human– คือการเป็นโครงการที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของผู้อยู่อาศัย โดยจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สิ่งอำนวยความสะดวกประจำโครงการ, รูปลักษณ์โครงการ หรือ สังคมของผู้พักอาศัย ที่มุ่งเน้นถึงสุขภาพที่ดีของผู้อยู่อาศัย Nature–คือการผสมผสานธรรมชาติเข้าไปในรูปลักษณ์การดีไซน์ของตัวตึก โดยโครงการจะเปิด Presales กลางปีนี้ และ โครงการเซอร์วิส อพาร์ทเม้นต์ ณ ชายหาดพัทยากลางบนที่ดินขนาดประมาณ 4 ไร่ มีจำนวนห้องพัก 324 ห้อง มูลค่าโครงการเกือบ 2,000 ล้านบาท    
SC Asset ร่วมกับ Muvmi เปิดจุดบริการเรียกรถไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชั่น

SC Asset ร่วมกับ Muvmi เปิดจุดบริการเรียกรถไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชั่น

SC Asset ร่วมกับ Muvmi เปิดจุดบริการเรียกรถไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชั่นรูปแบบใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมตอบโจทย์สู่การเป็น Living Solutions Provider   บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมตอบโจทย์สู่การเป็น  Living Solutions Provider โดยนายสมชาย เลาหบูรณะกิจ หัวหน้าสายงาน บริหารทรัพย์สิน  จับมือกับ ดร. กฤษดา กฤตยากีรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เออร์เบิน โมบิลิตี้ เทค จำกัด พร้อมด้วยผู้บริหารทั้งสองบริษัท ร่วมคิกออฟ Muvmi บริการเรียกรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชั่น ในรูปแบบ sharing โดยนำร่องเปิดให้บริการในย่านอารีย์ ปัจจุบันมีจุดจอดรถ (Charging Station) ที่อาคาร SC Tower และอาคารเอไอเอส ทาวเวอร์ 2 ถนนพหลโยธิน เดินทางไปยังจุดรับส่งหลักต่างๆ ได้แก่ BTS อารีย์ BTS สะพานควาย MRT กำแพงเพชร เป็นต้น ซึ่งในอนาคตมีแผนขยายเส้นทางการเดินรถมากขึ้น สำหรับผู้ที่สนใจใช้บริการสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น Muvmi (ทั้งในระบบ iOS และ Android) ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.facebook.com/muvmi/          
คอนโดมิเนียมสิทธิการเช่าระยะยาว ทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคใจกลางเมือง

คอนโดมิเนียมสิทธิการเช่าระยะยาว ทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคใจกลางเมือง

เน็กซัส เผยผลการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับคอนโดมิเนียมแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว (Leasehold) ปัจจุบันมีจำนวนไม่ถึง 1% ของจำนวนคอนโดมิเนียมที่ในตลาดกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่บริเวณใจกลางเมือง บนทำเลที่มีศักยภาพสูง หรือบริเวณที่ไม่สามารถหาซื้อที่ดินแบบซื้อขาดได้  และที่ดินลักษณะนี้เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่จะเป็นของหน่วยงานรัฐ และสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จะมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เป็นที่ดินของเอกชน โดยทำเลหลักของคอนโดเหล่านี้ คือ ย่านราชดำริ หลังสวน พระราม 4   นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (Mrs.Nalinrat Chareonsuphong, Managing Director of Nexus Property Marketing Company Limited) เผยว่า สำหรับ อุปทานของคอนโดมิเนียมแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาวใจกลางกรุงเทพฯ นั้น มีทั้งสิ้น 4,500 หน่วย จาก 22 โครงการ โดยพบว่ามากกว่า 67% ตั้งอยู่บริเวณหลังสวน และราชดำริ ถ้าจะวิเคราะห์ถึงอุปทานคอนโดมิเนียมใหม่ที่เปิดขายในช่วง 2-3  ปีที่ผ่านมานั้น จะพบว่าเป็นโครงการบนทำเลพิเศษที่มีศักยภาพสูงมาก และมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโครงการในเครือของสินธร เรสซิเดนซ์ โครงการ ไอแอมไชน่าทาวน์ บริเวณเยาวราช หรือแม้แต่ โฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเดนซ์ บริเวณริมแม่น้ำ   ด้านราคาคอนโดมิเนียมแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาวนั้น มีความแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ทำเลที่ตั้ง ปืที่ก่อสร้าง และคุณภาพโครงการ พบว่าหลายโครงการในกลุ่ม ซูเปอร์ ลักชัวรี่ มักใช้เครือโรงแรม 5 ดาวเข้ามาบริหาร หรือมีส่วนควบที่เป็นโรงแรมหรือเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์เกรดเอพ่วงอยู่ด้วย เพื่อเพิ่มมูลค่าและดึงดูดผู้ซื้อชาวต่างชาติให้สนใจเข้ามาซื้อโครงการมากขึ้น  โดยหลักการแล้วคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว จะมีระยะเวลาการเช่า 30 ปี ราคาซื้อขายสิทธิมือสองอาจจะลดลงเมื่อจำนวนปีที่เหลือถือครองลดลง แต่ในความเป็นจริง มีคอนโดมิเนียมแบบให้สิทธิเช่าระยะยาวในหลายโครงการ ราคาก็ไม่ได้ปรับตัวลดลงตามปีที่เหลืออยู่ แต่กลับเพิ่มขึ้น เนื่องจากคุณภาพของห้องชุดที่ดี มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องจากเจ้าของโครงการ ผู้ซื้อยังมีความต้องการคอนโดในทำเล นั้นๆ อยู่ และยิ่งไปกว่านั้น เราพบว่าราคาของคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว มักจะปรับตัวสูงขึ้น ถึงแม้อายุการเช่าน้อยลง และอาจจะทำราคาได้ดีกว่าคอนโดฟรีโฮลด์ที่ขายอยู่ในตลาดอีกด้วย ซึ่งส่งผลทำให้ผลตอบแทนต่อปีจากการลงทุนในคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว อยู่ในอัตรา 7-10% ซึ่งมากกว่าคอนโดฟรีโฮลด์ในทำเลเดียวกัน     นางนลินรัตน์ ยังกล่าวต่อว่า ความน่าสนใจของคอนโดมิเนียมแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาวในอนาคตจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินใจกลางเมืองที่มีราคาสูงขึ้นและหายากขึ้น  ทำให้เจ้าของที่ดินเอกชนสนใจที่จะปล่อยที่ดินให้เช่าระยะยาวมากกว่าขายที่ดินทั้งผืน ในขณะที่ภาครัฐเองก็มีที่ดินให้เช่าอย่างต่อเนื่อง ในด้านของราคา พบว่าโดยทั่วไปคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว จะมีราคาขายถูกกว่าคอนโดขายขาด(Freehold) อย่างน้อย 30-40% ทำให้ผู้ซื้อสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งของคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนโดที่อยู่ในระดับ ซูเปอร์ ลักชัวรี่ เป็นทำเลที่มีความพรีเมี่ยมมาก เช่น หลังสวนหรือราชดำริ ยังคงได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากผู้ซื้อ  และเมื่อวิเคราะห์ถึง แพลตฟอร์มการใช้ชีวิต ของคนกรุงเทพยุคมิลเลนเนียม ที่ต้องการความสะดวกสบาย เดินทางสะดวก และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบในอนาคตก็สามารถย้ายที่อยู่ไปอยู่บ้านเดี่ยวได้เมื่ออยู่ในวัยทำงานที่อายุมากขึ้น การซื้อคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาวจึงเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับคนกลุ่มนี้ และด้วยสภาพสังคมไทยในปัจจุบันที่เรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กลุ่มนี้เป็นอีกกลุ่มสำคัญที่จะให้ความสนใจกับที่อยู่อาศัยในแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว เนื่องจากคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังทำงาน และมีอำนาจการจับจ่ายสูง เพราะเมื่อพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมแล้ว การซื้อคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาวนั้นคุ้มค่ากว่า เพราะพื้นฐานความต้องการของคนกลุ่มนี้ต้องการความปลอดภัยในการใช้ชีวิต ต้องการอยู่ในทำเลที่สะดวกสบาย และความสามารถในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้โดยง่าย โดยเน็กซัสคาดว่าในอนาคต เราอาจจะเห็นคอนโดสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นแบบให้เช่าระยะยาวนี้มากขึ้น   สำหรับในมุมมอง ตลาดลงทุน โดยปกติแล้วคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว จะมีเงื่อนไขการจ่ายเงินจอง และทำสัญญามากกว่าคอนโดแบบขายขาดโดยอยู่ที่ประมาณ 30% ธนาคารก็จะปล่อยกู้ในวงเงิน 70% ที่เหลือ ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวหากเปรียบเทียบกับนโยบายใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในกรณีที่ซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 หรือหลังที่ 3  ส่งผลให้คอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว ไม่ได้เสียเปรียบคอนโดฟรีโฮลด์ในแง่เม็ดเงินลงทุนเบื้องต้นอีกต่อไป สำหรับ ผลตอบแทนจากการลงทุน  คอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว โดยทั่วไปจะให้ผลตอบแทนต่อปีสูงกว่า เนื่องจากราคาขายต่ำกว่าและส่วนใหญ่จะอยู่ในทำเลที่มีความต้องการเช่าสูง นอกจากนี้เงินที่ประหยัดได้จากการซื้อคอนโดที่ถูกกว่าสามารถนำไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ ขนาดห้องที่เหมาะสม และรูปแบบที่ตอบสนองความต้องการของตลาดในแต่ละทำเล  จะเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้คอนโดปล่อยเช่าได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สุดท้าย ตลาดต่างชาติ ก็น่าจะมีอนาคตดีสำหรับคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว ด้วยปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความคุ้นเคยของต่างชาติ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ของการอยู่คอนโดประเภทนี้ ความง่ายในการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว รวมถึงเงื่อนไขในการซื้อต่างๆ เช่น ไม่จำเป็นต้องโอนเงินจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสำหรับชาวจีน ที่การโอนเงินออกมาซื้อคอนโดเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก เป็นต้น    
2 บริษัทลูกเครือ “ออริจิ้น” คว้า ISO9001 : 2015 ตอกย้ำมาตรฐานบริการคุณภาพ

2 บริษัทลูกเครือ “ออริจิ้น” คว้า ISO9001 : 2015 ตอกย้ำมาตรฐานบริการคุณภาพ

นายประสิทธิ์ จรัสวิชากร (ที่ 2 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีโม แมเนจเม้นท์ จำกัด และนายชาคริต ธีรประยูร (ซ้ายสุด) ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรม 2 ผู้บริหารดูแลธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) รับมอบใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001 : 2015 ตอกย้ำถึงคุณภาพและมาตรฐานการบริหารและการบริการที่พัฒนาจนถึงระดับสากลของทั้ง 2 บริษัท และตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการส่งมอบคุณภาพการบริการที่ดีให้แก่ลูกค้า สำหรับบริษัท พรีโม แมเนจเม้นท์ จำกัด ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการอาคารชุด หมู่บ้านจัดสรร ศูนย์การค้า รวมถึงให้บริการด้านวิศวกรรมงานระบบต่างๆ ขณะที่บริษัท อูโน่ เซอร์วิส จำกัด ให้บริการงานทำความสะอาดแบบครบวงจร อาทิ ห้องชุด บ้านพักอาศัย พื้นที่ส่วนกลาง อาคาร สถานที่ รวมถึงมีบริการงานบำรุงรักษา ตกแต่งห้องเพื่อปล่อยเช่า จัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า ผ้าม่าน วอลเปเปอร์ และชุดเครื่องนอน โดยทีมบุคลากรที่ผ่านการอบรมด้วยมาตรฐานระดับโรงแรม      
HQ เปิดตัวพื้นที่ทำงานสำหรับคนยุคใหม่แห่งแรกในไทย ณ อาคาร เอสพีอี ทาวเวอร์ พหลโยธิน

HQ เปิดตัวพื้นที่ทำงานสำหรับคนยุคใหม่แห่งแรกในไทย ณ อาคาร เอสพีอี ทาวเวอร์ พหลโยธิน

HQ เปิดตัวครั้งแรกเพื่อตอบโจทย์พื้นที่การทำงานที่ยืดหยุ่นได้และมีความสำคัญสำหรับเหล่าคนทำงาน ฟรีแลนซ์ และธุรกิจขนาดเล็กในประเทศไทย   HQ ผู้ให้บริการเช่าพื้นที่สำนักงานชั้นนำภายใต้เครือ IWG ผู้นำธุรกิจให้บริการเช่าพื้นที่สำนักงานระดับโลกและผู้ดำเนินการบริหารบริษัทพื้นที่ทำงานชั้นนำทั่วโลก ได้แก่ รีจัส และสเปซเซส เปิดตัวสาขาแรกในประเทศไทย ณ อาคาร เอสพีอี ทาวเวอร์ ถนนพหลโยธิน พื้นที่ทำงานแห่งใหม่นี้อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าสนามเป้าและห่างจากสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ พญาไท เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น   HQ มีเป้าหมายในการนำเสนอพื้นที่ทำงานสำหรับมืออาชีพและฟรีแลนซ์ในกรุงเทพฯ ด้วยสถานที่ที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานและส่งมอบคุณค่าที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ โดยสาขาแรกนี้ตั้งอยู่บนชั้น 10 ของอาคารเอสพีอี ทาวเวอร์ แบ่งเป็นพื้นที่สำนักงาน 910 ตารางเมตร ประกอบไปด้วยห้องทำงาน 60 ห้อง พื้นที่ทำงาน 188 ที่นั่ง และห้องประชุม 2 ห้อง มาพร้อมกับทางออกของการทำงานที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการการใช้พื้นที่ทำงานทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นโคเวิร์คกิ้ง เลานจ์ ออฟฟิศส่วนตัว และห้องประชุม   คุณโนเอล โค้ก ผู้อำนวยการใหญ่ HQ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ความสำเร็จของสเปซเซสและรีจัสในประเทศไทยได้ปูทางให้เราเปิดตัว HQ สาขาแรกในกรุงเทพฯ สาขาใหม่นี้ซึ่งตอบโจทย์พื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นได้และมีความสำคัญสำหรับเหล่าคนทำงาน ฟรีแลนซ์ และธุรกิจขนาดเล็กในประเทศไทยเรามั่นใจว่า แบรนด์ HQ จะเป็นอีกหนึ่งแบรนด์เวิร์คสเปซระดับโลกที่ตอบสนองความต้องการพื้นที่ทำงานในกรุงเทพฯได้เป็นอย่างดี”   เอชคิวนำเสนอคอนเซ็ปต์หลัก 3 คอนเซ็ปต์ ได้แก่ ออกแบบมาเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ – HQ ช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าในการดำเนินธุรกิจและทำงานชิ้นสำคัญ โดยปราศจากการรบกวน ความยุ่งยาก ปัญหาเรื่องเทคโนโลยี และราคาที่ไม่แพงเกินไป พื้นที่ทำงานสำหรับทุกคน – HQ ออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับทุกคนตั้งแต่องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ไปจนถึงฟรีแลนซ์ต่างๆ แม้ว่าลูกค้าจะต้องการพื้นที่ทำงานสำหรับ 1 คน หรือ 1,000 คน เวิร์คสเปซแห่งนี้นำเสนอเงื่อนไขการใช้งานต่างๆ ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้และมีราคาที่เหมาะสมเพื่อให้ทุกคนมาใช้บริการได้ ง่ายต่อการใช้งาน – HQ มีแอพพลิเคชั่นที่ลูกค้าสามารถจองห้องประชุมหรือจองพื้นที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว   “HQ เล็งเห็นว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่กำลังขยายตัวด้วยจำนวนที่เพิ่มขึ้นของคนทำงานยุคใหม่แบบไร้ออฟฟิศขณะเดียวกันบริษัทเองก็ได้รับผลดีจากความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้น ลดค่าใช้จ่ายการเช่าสถานที่ ตลอดจนเพิ่มความสุขในการทำงานให้แก่พนักงาน HQ มีวิสัยทัศน์ที่จะนำข้อดีเหล่านี้มาใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจทุกขนาดและทุกขั้นตอน ยกตัวอย่างเช่น ฟรีแลนซ์และเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการย้ายที่นั่งทำงานจากห้องนั่งเล่นหรือร้านกาแฟแถวบ้านมาเป็นสถานที่ทำงานที่สะท้อนความเป็นมืออาชีพ HQ นำเสนอความต้องการพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนให้การทำงานประสบผลสำเร็จและได้ผลงานที่มีคุณภาพ ตลอดจนส่งมอบคุณค่าที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโตมากยิ่งขึ้น” คุณโนเอล กล่าวเพิ่มเติม          
ซีคอนโฮม เปิดบ้านตัวอย่าง ชูบ้านคุณภาพ และความหลากหลาย ตอบโจทย์ ความต้องการของทุกไลฟ์สไตล์

ซีคอนโฮม เปิดบ้านตัวอย่าง ชูบ้านคุณภาพ และความหลากหลาย ตอบโจทย์ ความต้องการของทุกไลฟ์สไตล์

บริษัทรับสร้างบ้านรายใหญ่ เปิดประสบการณ์ใหม่กับบ้านตัวอย่างแห่งแรกของบริษัท ซีคอนโฮม ณ ศูนย์ศรีนครินทร์ พร้อมเดินหน้าขยายตลาดให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ ชูความหลากหลายของแบบบ้านกว่า 200 แบบ ตั้งเป้าเพิ่มสปีดการทำงาน   นายมนู ตระกูลวัฒนะกิจ กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ซีคอนโฮม จำกัด กล่าวว่า "จากประสบการณ์ที่ซีคอนโฮม รับสร้างบ้านมานานเกือบ 60 ปี มีแบบบ้านที่พัฒนาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปโดยตลอดของผู้บริโภคกว่า 200 แบบ ราคาการก่อสร้างบ้านตั้งแต่ 2-30 ล้านบาท อีกทั้งเน้นให้ความสำคัญกับความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ทุกกลุ่มเช่น Young Generation , First Jobber หรือ First Management เป็นกลุ่มเริ่มสร้างครอบครัวจะคำนึงถึงการใช้งานห้องต่างๆภายในบ้าน ฟังก์ชั่นการใช้งานในแต่ละพื้นที่ของบ้าน และกลุ่ม Successor เป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ผู้บริหารระดับสูง เจ้าของธุรกิจ เจ้าของโรงงาน ที่บางครั้งบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยแต่ยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงรสนิยมและแสดงฐานะ เราจึงพยายามออกแบบบ้านและจัดหมวดหมู่ของแบบบ้านให้ตอบโจทย์ในทุกความต้องการตามไลฟสไตล์ของกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่ม”     กลุ่มลูกค้ากว่า 60% ที่เป็นฐานลูกค้าหลักในปัจจุบัน นิยมสร้างบ้านที่ระดับราคา 5-6 ล้านบาท เป็นแบบบ้านขนาด 3-4 ห้องนอน  ที่มีการออกแบบ รูปแบบฟังก์ชั่นการใช้งาน การแบ่งสัดส่วนพื้นที่บ้านที่แตกต่างกันออกไป โดยลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อมาจากความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ เป็นหลัก และรูปแบบบ้านที่มีความหลากหลายให้เลือก   นายมนู กล่าวเสริมว่า "ซีคอนโฮม เป็นรายแรกที่มีบ้านตัวอย่างให้ลูกค้าได้สัมผัสจริง ได้เห็นบ้านที่พร้อมอยู่ เพื่อให้ลูกค้าเกิดการตัดสินใจซื้อจากอารมณ์ความรู้สึกชื่นชอบ นอกเหนือจากการที่ลูกค้าเชื่อถือและให้ความไว้วางใจซีคอนโฮม จากความใส่ใจในการก่อสร้าง คุณภาพของวัสดุก่อสร้าง และประสบการณ์การทำงานที่เรามี งานด้านการออกแบบบ้านใหม่ๆ ก็เป็นสิ่งที่เราสามารถไม่ละเลยและให้ความสำคัญ เราจะมีแบบบ้านใหม่ๆ ที่ออกมาให้ลูกค้าเลือกอย่างน้อยปีละ 12 แบบ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยในวันที่ซีคอนโฮมเปิดให้ชมบ้านตัวอย่างที่ศูนย์ศรีนครินทร์ในวันแรก เรามียอดจองอยู่ที่ 60 ล้านบาท ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับโมเดลการทำตลาดรูปแบบนี้”     สำหรับบ้านตัวอย่างหลังแรกของซีคอนโฮม สร้างบนพื้นที่ 150 ตารางวา พื้นที่ 489 ตร.ม. 2 ชั้น ขนาด 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ เป็นสไตล์ Modern Contemporary มีการออกแบบให้ผสมผสานกันทั้งความทันสมัย และให้ความรู้สึกอบอุ่น พื้นที่บริเวณห้องรับแขก เน้นเพดานสูงให้สัมผัสความโปร่ง โล่งของบ้าน ส่วนของห้องนั่งเล่นให้ความรู้สึกอบอุ่นสบาย  แบ่งสัดส่วนของห้องอย่างลงตัว มีพื้นที่ครัวกว้างตามสไตล์บ้านแบบที่คนไทยนิยม พื้นที่ส่วนกลางของชั้น 2 เน้นความโปร่ง ลดส่วนของผนัง เพิ่มกระจกเพื่อให้สามารถรับแสงสว่างในเวลากลางวัน ช่วยประหยัดพลังงาน มีส่วนเปิดโล่งรับลมจากภายนอกของบ้าน ห้องนอนแต่ละห้องแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน   “ทั้งนี้ซีคอนโฮม เตรียมปรับรูปแบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อความรวดเร็วในการทำงานทุกขั้นตอนและส่งมอบบ้านกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นความรวดเร็วด้านการก่อสร้าง กระบวนการขั้นตอนการขออนุญาตต่างๆ ขั้นตอนการการดำเนินงานเอกสาร ขั้นตอนการรอรับวัสดุอุปกรณ์ การประสานงานต่างๆของทีมงานแต่ละฝ่าย ทำให้เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถลดระยะเวลาการสร้างบ้านทุกแบบลงได้ประมาณ 2-3เดือน ซึ่งจะส่งผลให้มียอดรายได้เพิ่มมากขึ้น” นายมนู กล่าวเพิ่มเติม     “ทางด้านเป้าหมายยอดขายในปี 2562 ซีคอนโฮมตั้งเป้าการเติบโตที่ 30% คิดเป็นมูลค่า 1,750 ล้านบาท 365 หลัง ต่อปี เฉลี่ยวันละ 1 หลัง พร้อมเตรียมขยายการให้บริการให้มากยิ่งขึ้น โดยเราเตรียมเปิดศูนย์บริการเพิ่มในกรุงเทพมหานครอีก 1 แห่งช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และขยายออกไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด เน้นจังหวัดที่เป็นหัวเมืองหลัก และจังหวัดที่มีฐานลูกค้าของเราอยู่อาศัย ห่างจากกรุงเทพมหานครไม่เกิน  250  กม. ” นายมนู กล่าวปิดท้าย   สำหรับซีคอนโฮม มีทั้งหมด 5 ศูนย์เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้กับลูกค้า ได้แก่ ซีคอนโฮม ศูนย์สี่พระยา ศูนย์บางแค ศูนย์แจ้งวัฒนะ ศูนย์รามอินทรา และศูนย์ศรีนครินทร์   เปิดบริการทุกวัน จันทร์ - ศุกร์  เวลา 08.00 - 17.30 น. และวันเสาร์ เวลา 09.00 - 17.00 น. โทร. 02 237 2900 www.seaconhome.co.th        
“พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค” ประกาศแผนปี 62 เดินหน้ากลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม

“พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค” ประกาศแผนปี 62 เดินหน้ากลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม

“พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค” เดินหน้ากลยุทธ์การพัฒนาโครงการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน ต่อยอดการดำเนินงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้อยู่อาศัย ด้านทิศทางธุรกิจปี 2562 วางเป้าขายของกลุ่มบริษัทที่ 21,600 ล้าน เปิดโครงการใหม่รวม 20 โครงการ มูลค่า 38,400 ล้าน    นายชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ และ นางสาวศิริรัตน์ วงศ์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการเงิน บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) แถลงถึงแผนธุรกิจของกลุ่มบริษัท โดยกลยุทธ์ในปีนี้จะเดินหน้าต่อยอดการพัฒนาโครงการที่คำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีอย่างยั่งยืนและการอนุรักษ์พลังงานอย่างจริงจัง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัย เริ่มตั้งแต่การเปิดตัวโครงการบ้านนวัตกรรมภายใต้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้างไปจนถึงการอยู่อาศัยได้อย่างสบาย และปลอดภัยจากปัญหามลพิษ โดยความร่วมมือกับ เซกิซุย เคมิคอล ประเทศญี่ปุ่น บริษัทยังได้ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านพลังงาน ในการนำเทคโนโลยีด้าน Smart Energy ได้แก่ EV Wall Charger (เป็นผลิตภัณฑ์ที่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR และ ปตท.ได้ร่วมกันพัฒนาขึ้น โดยเข้ามาเป็นมาตรฐานใหม่ในกลุ่มบ้านระดับไฮเอนด์ และรองรับมาตรฐาน EV Ready ในบ้านระดับทั่วไป) และอยู่ในระหว่างการพัฒนาโครงการและหารือกับปตท. ในการนำเทคโนโลยีการจัดการพลังงาน (Smart energy monitoring and management) โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และพลังงานหมุนเวียน เช่น Solar PV เพื่อนำมาให้บริการในโครงการของ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เป็นครั้งแรกในอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย   บริษัทยังจะมีแนวทางการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเดินหน้าต่อเนื่อง สร้างพื้นที่ทะเลสาบ อีก 3 แห่ง รวมเป็นพื้นที่ 183 ไร่ เพื่อช่วยลดอุณหภูมิในโครงการ มีแผนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโครงการ โดยเพิ่มต้นไม้เพื่อช่วยฟอกอากาศ การจัดการขยะภายในโครงการ โดยเพิ่มจำนวนบ้านที่ก่อสร้างด้วยระบบพรีแฟบ เป็น 80% ของจำนวนบ้านทั้งหมด หรือ 2,000 หลังในปีนี้ เพื่อลดปัญหาเศษวัสดุที่เกิดจากงานก่อสร้าง มีการติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในโครงการ ด้านประหยัดพลังงาน มีแนวคิดอาคารประหยัดพลังงาน โดยติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ทั้งคลับเฮ้าส์และสำนักงานขาย ผลิตไฟฟ้าจากแสง อาทิตย์เพื่อนำมาใช้ในอาคาร และเปลี่ยนหลอดไฟทั้งหมดเป็นหลอดประหยัดไฟรวมทั้งติดตั้งโคมไฟถนนอัจฉริยะที่ทำงานอัตโนมัติ มีกล้อง CCTV ใช้พลังงานจากโซล่าเซล     สำหรับแผนงานในส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปีนี้กลุ่มบริษัทตั้งเป้าขาย 21,600 ล้านบาท ประกอบด้วย เป้าขายของ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค 20,500 ล้านบาท จากโครงการแนวราบ 12,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 7,000ล้านบาท และคอนโดประเทศญี่ปุ่น 1,500 ล้านบาท สำหรับเป้าขาย แกรนด์ แอสเสทฯ ตั้งไว้ที่ 1,100 ล้านบาท การเปิดโครงการใหม่ ปีนี้ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีแผนเปิด 17 โครงการ มูลค่า 20,000 ล้านบาท เป็นแนวราบ 16 โครงการ 18,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 1 โครงการ 2,000 ล้านบาท ขณะที่แกรนด์ แอสเสทฯ มีแผนเปิดโครงการใหม่ 3 โครงการ มูลค่า 18,300 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่า 16,000 ล้านบาท และโครงการวิลล่าจังหวัดระยอง มูลค่า 2,300 ล้านบาท   นอกเหนือจากการเปิดตัวโครงการบ้านนวตกรรมระบบโมดูลาร์ ภายใต้ความร่วมมือกับ เซกิซุย เคมิคอล ในเดือนมีนาคมนี้ พร้อมกันใน 4 ทำเล ได้แก่ กรุงเทพกรีฑา, รามคำแหง, แจ้งวัฒนะ และรัตนาธิเบศร์ รวมมูลค่า 2,200 ล้านบาท ในไตรมาส 4 บริษัทยังจะมีการเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวไฮเอนด์ภายใต้ความร่วมมือกับ ฮ่องกง แลนด์ ทำเลแจ้งวัฒนะ มูลค่า 10,000 ล้านบาท และ ทำเลบางนามูลค่า 5,000 ล้านบาท ด้านโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้ความร่วมมือกับ ซูมิโตโม ฟอเรสทรี ได้แก่ โครงการไฮด์ เฮอริเทจ ทองหล่อ คอนโดมิเนียมไฮเอนด์ มูลค่าโครงการ 6,000 ล้านบาท กำหนดเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ และมีแผนเปิดตัวคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถนนเจริญนคร มูลค่าโครงการ 10,000 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2562 อีกด้วย   สำหรับประมาณการรายได้ของกลุ่มบริษัทปีนี้ ตั้งไว้ที่ 27,555 ล้านบาท ประกอบด้วยรายได้ของ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค 20,000 ล้านบาท รายได้ของ แกรนด์ แอสเสทฯ 1,100 ล้านบาท รายได้จากธุรกิจโรงแรม 4,500 ล้านบาท รายได้จากการขายที่ดิน 1,740 ล้านบาท และจากธุรกิจให้เช่าอีก 215 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าซึ่งปีนี้ กลุ่มบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ถึง 32.29% หรือ6,813 ล้านบาท ในส่วนของธุรกิจโรงแรมของกลุ่มบริษัท ปีนี้ประมาณการรายได้จากธุรกิจโรงแรมจะเพิ่มขึ้นจากโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ซึ่งได้รับผลจากการเปิดตัวของไอคอนสยาม นอกจากนี้ ยังจะเพิ่มขึ้นจากการเปิดตัวโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ สุขุมวิท อย่างเป็นทางการของในเดือนมีนาคมนี้ พร้อมทั้งยังมีการเปิดบริการห้องอาหารรูฟท็อป และเน้นธุรกิจ MICE เพื่อเพิ่มรายได้ในส่วนของอาหารและเครื่องดื่ม      

1 2 3 ... 140