ข่าวอสังหาริมทรัพย์

 

ข่าวอสังหาริมทรัพย์ล่าสุด

1 2 3 4 ... 142
เน็กซัสชี้ ปี 2019 คือ ปีแห่งการก้าวกระโดดของธุรกิจ Co- Working Office

เน็กซัสชี้ ปี 2019 คือ ปีแห่งการก้าวกระโดดของธุรกิจ Co- Working Office

เมื่อคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นส่วนสำคัญขององค์กรต่างๆ จึงทำให้รูปแบบของการทำงานในปัจจุบันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เห็นได้จากการที่ธุรกิจให้เช่าพื้นที่ทำงานร่วม หรือ Co-working Office เริ่มเป็นที่นิยม และขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายประเทศทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยนั้น ธุรกิจให้เช่า Co-working Office เป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงซึ่งเมื่อผนวกกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของบริษัทสตาร์ทอัพในปัจจุบันที่มีมากกว่า 10,000 ราย คิดเป็นมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ยิ่งส่งผลให้ธุรกิจให้เช่า Co-working Office ยิ่งเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น   นายธีระวิทย์ ลิ้มทองสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท เน็กซัส เรียลเอสเตท แอ็ดไวเซอรี่ เผยว่า “ปัจจุบันธุรกิจให้เช่า Co-working Office กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก พบว่าในปี 2018 ตลาด Co-working Office มีการเปิดให้บริการเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา (2017) ถึง 51% บนพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร หรือคิดเป็น 2.6% ของพื้นที่เช่าอาคารสำนักงานแบบดั้งเดิม คาดว่าในปี 2019 จะมีผู้ประกอบการหลายรายที่ พร้อมขยายพื้นที่ให้บริการอีกกว่า 30,000 ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 40% โดยปัจจุบัน มีบริษัทที่เซ็นสัญญาการเช่าพื้นที่แห่งใหม่แล้วอย่างน้อย 3 ราย บนขนาดพื้นที่ประมาณ 4,000 – 8,000 ตารางเมตร   ด้านราคาค่าเช่า จากการสำรวจของเน็กซัสพบว่า อัตราค่าบริการรายเดือนของ Co-working Office อยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยปัจจุบันมี Co-working Office มากถึง 70 แห่งทั่วกรุงเทพ จากผู้ประกอบการประมาณ 30 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการชาวต่างชาติ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ คือ รีจัส (Regus) นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ต่างชาติที่พร้อมจะขยายพื้นที่ให้บริการ Co-working Office เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก เช่น วีเวิร์ค จัสโค และสเปสเซส เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้มักจะมองหาพื้นที่เช่าในอาคารสำนักงานเกรดเอ บนทำเลศักยภาพ เดินทางเข้าถึงสะดวก ตามแนวรถไฟฟ้าบนดิน และรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยขนาดพื้นที่ที่ต้องการ คือ ประมาณ 2,000-4,000 ตร.ม. หรืออาจมากถึง 8,000 ตร.ม. ในบางอาคาร “อาคารสำนักงานให้เช่าตามแนวรถไฟฟ้าและรถไฟฟ้าใต้ดินได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการธุรกิจให้เช่าพื้นที่ทำงานร่วมเป็นอย่างมาก โดยมีการขอเช่าพื้นที่ในอาคารเดียวกว่า 7,000-8,000 ตร.ม.” นายธีระวิทย์ ลิ้มทองสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท เน็กซัส เรียลเอสเตท แอ็ดไวเซอรี่ กล่าว   จากการวิจัยของเน็กซัส พบว่าเหตุที่ Co-working Office เป็นที่นิยมมากขึ้นเนื่องจาก เป็นรูปแบบบริการที่ทันสมัยเข้าใจไลฟ์สไตล์ของพนักงานในยุคมิลเลนเนียมที่ต้องการความคล่องตัว มีบรรยากาศการทำงานที่ผ่อนคลาย ทั้งยังสามารถทำสัญญาเช่าระยะสั้นได้ ซึ่งเหมาะกับบริษัทสตาร์ทอัพที่ต้องการปรับเปลี่ยนขนาดของพื้นที่ หรือจำนวนพนักงานอย่างรวดเร็ว ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้เช่าที่เคยเกิดขึ้นจากการเช่าสำนักงานแบบเดิม เช่น ค่าตกแต่งสำนักงาน ค่าเฟอร์นิเจอร์ ค่าบริหารจัดการ ค่าส่วนกลาง ค่าทำความสะอาด เป็นต้น ซึ่งข้อดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ Co-working Office มักจะมีอยู่หลายสาขาไว้ให้บริการ ดังนั้น สมาชิกจึงมีความสะดวกสบายต่อการเลือกใช้บริการในสาขาที่ตนเองต้องการ เป็นเหตุให้ Co-working Office จึงกลายเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจของผู้เช่า   “ในอนาคตอันใกล้คาดว่ามีผู้ประกอบการอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องการพัฒนาโครงการในรูปแบบของ Co-working Office โดยอาจเป็นในรูปแบบของการร่วมมือกันระหว่างเจ้าของอาคารกับผู้ประกอบการ Co-working Office หรือ เจ้าของอาคารที่หันมาเป็นผู้ประกอบการเอง และด้วยการทำ Co-working Office นั้น ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งข้อดี คือ Co-working Office จะช่วยเข้ามาช่วยลดอัตราว่างของพื้นที่ในอาคารให้น้อยลงนอกจากนี้ ยังสามารถสร้างจุดแข็งและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผู้เช่า รวมไปถึงเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการอีกด้วย โดยในอนาคตมีแนวโน้มว่าอาคารสำนักงานให้เช่าเกรดเอในกรุงเทพฯ จะมีพื้นที่สำหรับรองรับ Co-working Office ประมาณ 10% ในทุกๆอาคาร” นายธีระวิทย์ ลิ้มทองสกุล กล่าวสรุป    
เปิดตัวคอนโด ดิ เอส อโศก ‘Live Highest, Live Finest’ สิงห์ เอสเตท

เปิดตัวคอนโด ดิ เอส อโศก ‘Live Highest, Live Finest’ สิงห์ เอสเตท

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำการเป็น Premier Lifestyle Developer เปิดตัว‘ดิ เอส อโศก’ ภายใต้คอนเซปต์ ‘Live Highest, Live Finest’ คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีโครงการแรกที่สร้างเสร็จและพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้า ใส่ใจและพิถีพิถันทุกรายละเอียดในการดูแลลูกบ้านด้วยบริษัท เอส คลาส แมเนจเม้นท์ จำกัด บริษัทที่รับผิดชอบดูแลด้านพร็อพเพอร์ตี้แมเนจเม้นท์ของ สิงห์ เอสเตท เผยปัจจุบันมียอดโอนแล้วกว่า 1,550 ล้านบาท นอกจากนี้เตรียมจัดงาน Grand Opening เพื่อปิดยอดขายยูนิตล็อตสุดท้าย ในวันที่ 9-10 มีนาคม 2562 ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษ แพคเกจเฟอร์นิเจอร์พร้อมสิทธิพิเศษอื่นๆ มากมายภายในงาน คาดปิดการขายทั้งหมดได้ภายในกลางปีนี้   นายณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการพัฒนาธุรกิจพักอาศัย บมจ. สิงห์ เอสเตท เผยว่า โครงการดิ เอส อโศก (THE ESSE ASOKE) นับเป็นคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีที่มีการสร้างเสร็จพร้อมส่งมอบและ ทำการเปิดตัวโครงการแรกของทาง สิงห์ เอสเตท ซึ่งจะเป็นโครงการที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของการเป็น พรีเมียร์ ไลฟ์สไตล์ ดีเวลลอปเปอร์ (Premier Lifestyle Developer) โดยเรามุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตในระดับพรีเมียมและได้สัมผัสถึงความเป็นครอบครัวสิงห์ เอสเตท ซึ่งตอกย้ำความตั้งใจในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับลูกค้า “ดิ เอส อโศก ได้รับการออกแบบให้เป็นคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์ความต้องการของ คนเมือง ด้วยคอนเซปต์ ‘Live Highest, Live Finest’ หรือ ‘ที่สุด...ทุกการใช้ชีวิต’ โดยการออกแบบเน้นความเรียบหรู ผสานกับความเป็น Modern Contemporary ตัวอาคารมีทั้งหมด 55 ชั้น และเป็นอาคารที่อยู่อาศัยสูงที่สุดในย่านอโศก กับจำนวนห้องพัก 419 ยูนิต มูลค่าโครงการ 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 แบบ ประกอบด้วย 1Bedroom, 2Bedroom และห้อง Penthouse เน้นความเป็นส่วนตัว ด้วยการออกแบบจัดวางผังอาคารแบบไม่มีห้องตรงข้าม (Single Corridor) ทำให้มีจำนวนห้องพักต่อชั้นสูงสุดเพียง 12 ห้องเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีพื้นที่สีเขียวส่วนกลางรวมกว่า 1 ไร่ โดยเฉพาะ “ดิ เอส คอร์ท” สวนด้านหน้าโครงการมีพื้นที่ถึง 1,000 ตารางเมตร ทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่เพียงแต่ได้รับความเป็นส่วนตัวแต่ยังได้ความสดชื่นร่มรื่นและสบายตาในทุกจังหวะการใช้ชีวิตที่ “ดิ เอส อโศก” พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทางโครงการเตรียมไว้อย่างครบครัน อาทิ สระว่ายน้ำลอยฟ้าบนชั้น 33 ให้ทุกท่านชมวิวความสวยงามของกรุงเทพมหานคร และออกกำลังกายในฟิตเนสระดับพรีเมียม, สำหรับท่านที่ชื่นชอบกีฬากอล์ฟสามารถฝึกซ้อมวงสวิงที่ห้อง Golf Simulator, พร้อมพักผ่อนยามเย็นที่สวนชั้น 10 และสกาย เลาจ์ ที่ชั้น 43 ที่ประกอบไปด้วยมุมสังสรรค์ ห้องประชุม และห้องสมุด”   นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า สำหรับโครงการนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมากตั้งแต่วันที่เริ่ม pre sales ในช่วงปลายปี 2558 ทำให้เรามียอดขายไปแล้วกว่า 90% โดยโครงการได้เริ่มทำการโอนให้กับลูกค้าตั้งแต่ปลายปี 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ทำการโอนไปแล้วกว่า 1,550 ล้านบาท หรือ 38% โดยคาดว่าจะโอนแล้วเสร็จทั้งหมดภายในไตรมาส 2 ปีนี้และทางโครงการได้เตรียมโปรโมชั่นสุดพิเศษไว้สำหรับห้องส่วนที่ยังไม่ได้ขายอีกประมาณ 10% ด้วยแพคเกจเฟอร์นิเจอร์มูลค่า 500,000 บาท และยังมี voucher มูลค่า 100,000 บาท ในงาน Grand Opening ในวันที่ 9-10 มีนาคม 2562 นี้อีกด้วย   สิงห์ เอสเตท มุ่งมั่นในการเป็น Premier Lifestyle Developer โดยพัฒนาโครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ ดิ เอส (THE ESSE) ให้เป็น Leading Premium Brand ซึ่งสะท้อนถึงการใช้ชีวิตที่ครบครันอย่างพิถีพิถันและมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้กับลูกบ้านครอบครัว สิงห์ เอสเตท อีกด้วย อีกทั้งได้จัดทำ แอพลิเคชั่น S Life ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ โดยบริการ S Life เปรียบเหมือนศูนย์รวมกิจกรรมข้อมูลข่าวสาร โปรโมชั่น และ สิทธิพิเศษต่างๆ สำหรับลูกบ้านโดยเฉพาะ   นอกจากนี้อีกหนึ่งส่วนสำคัญ คือ สิงห์ เอสเตท ได้จัดตั้งบริษัท เอส คลาส แมเนจเม้นท์ จำกัด (S KLAS Management Company Limited) ขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการ โครงการอสังหาริมทรัพย์ของ สิงห์ เอสเตท ที่พร้อมให้บริการลูกบ้านอย่างครบวงจร ทั้งเรื่อง การจัดการนิติบุคคล, การแจ้งซ่อม, การจองสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และแนะนำข้อมูลสถานที่ใกล้เคียงที่สำคัญ รวมถึงบริการคอนเซียร์จเซอร์วิส (Concierge Service) ที่มีทีมงานบริการลูกบ้าน ซึ่งมีประสบการณ์ระดับสากล ด้วยมาตรฐานการบริการเหนือระดับ ทำให้ S KLAS Management สามารถดูแลโครงการทั้งหมด ให้อยู่ในระดับ Best in Class อีกทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการในอนาคต   “วันนี้สิงห์ เอสเตท พร้อมแล้วที่จะส่งมอบประสบการณ์แบบ Best in class ที่พิถีพิถัน ใส่ใจในรายละเอียด ให้กับทุกท่าน ตอกย้ำภาพการเป็น Premier Lifestyle Developer ซึ่งมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และดีที่สุดสำหรับลูกบ้านครอบครัว สิงห์ เอสเตท” นายณัฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย      
โนเบิล ประกาศเงินปันผล 6.9 บาทต่อหุ้น ผลจากการประกอบการที่แข็งแกร่ง

โนเบิล ประกาศเงินปันผล 6.9 บาทต่อหุ้น ผลจากการประกอบการที่แข็งแกร่ง

คณะกรรมการบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลพิเศษระหว่างกาลประจำไตรมาสที่สาม ปี 2561 ในอัตรา 6.9 บาทต่อหุ้น ซึ่งการปันผลดังกล่าวนับได้ว่า เป็นเงินปันผลในอัตราสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ มา ทั้งนี้เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของคณะกรรมการบริษัทฯ ที่จะสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น และสร้างความมั่นใจในกระแสเงินสดในอนาคตของบริษัทฯ   “การอนุมัติจ่ายเงินปันผลครั้งนี้ บริษัทฯ มีสองวัตถุประสงค์ กล่าวคือ ประการแรกบริษัทฯ ต้องการที่จะตอบแทนผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เนื่องจากในช่วงระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสะสมต่อกำไรสุทธิเพียง 16% เมื่อเทียบกับการจ่ายเงินปันผลในอุตสาหกรรมที่อยู่ในอัตราประมาณ 48% ทำให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และอีกประการหนึ่งคือ การที่บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการสร้างยอดขายเพื่อรับรู้รายได้ในอนาคตเมื่อสิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2561 เป็นจำนวนถึง 16,800 ล้านบาทและยอดขายดังกล่าวจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 เป็นต้นไป” กล่าวโดยนาย แฟรงค์ ฟง คึ่น เหลียง รองประธานกรรมการ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม   นายแฟรงค์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า “การอนุมัติการจ่ายเงินปันผลครั้งนี้ยังได้แสดงถึงเจตนารมณ์ของคณะกรรมการบริษัทฯ และผู้บริหารที่จะสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต โดยที่การจ่ายเงินปันผลครั้งนี้เป็นการจ่ายเงินปันผลที่เกิดขึ้นจากกระแสเงินสดจากการดำเนินการของบริษัทฯ มิได้เกิดจากการออกตราสารหนี้ หรือ สร้างหนี้เพิ่มแต่ประการใด อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ ส่วนของทุนของบริษัทฯ (Net Interest Bearing Debt to Equity Ratio) มีค่าต่ำกว่า 2.5 เท่า (ซึ่งเป็นค่าที่บริษัทฯ ได้มีการตกลงในการรักษาสัดส่วนหนี้สินทางการเงินต่อทุน ระหว่างผู้ถือหุ้นกู้ และเจ้าหนี้สถาบันการเงิน กับบริษัทฯ) โดยที่บริษัทฯ คาดการณ์ต่อไปว่าภายในสิ้นปี 2562 อัตราส่วนดังกล่าวจะมีแนวโน้มที่จะลดลงอยู่ที่ระดับประมาณ 2.1 เท่า   นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 บริษัทฯ ได้วางแผนลงทุนจัดหาซื้อที่ดินใหม่เพื่อพัฒนาโครงการเป็นจำนวน 2.5 พันล้านบาท อีกทั้งบริษัทฯ มีสินค้าคงเหลือที่เกิดจาก โครงการที่สร้างเสร็จแล้ว และ โครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการอีกจำนวนหนึ่งอีกด้วย นอกจากนี้ในไตรมาสที่ 1 ปี 2562 บริษัทฯ ยังมียอดขายที่น่าพอใจจากตลาดต่างประเทศ ดังนั้น บริษัทฯ จึงไม่มีความกังวลใด ๆ กับการบริหารกระแสเงินสด รวมถึงผลประกอบการของทางบริษัทฯ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”   ราคาหลักทรัพย์ NOBLE ณ สิ้นวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 มีค่าเท่ากับ 20.00 บาท เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 1.50 บาท เทียบเป็น 8.11%   บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมใหม่ และสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของการอยู่อาศัย เพื่อตอบสนองความต้องการ พร้อมนำคุณภาพที่ดีกว่ามาสู่ลูกค้า บริษัทฯ ประกอบธุรกิจประเภทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่อยู่อาศัย ซึ่งมีทั้งรูปแบบของบ้านเดี่ยว อาคารชุดพักอาศัยทั้งเชิงราบและตึกสูง   ณ เดือน พฤศจิกายน 2561 บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการแล้วรวมทั้งสิ้น 46 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่พัฒนาและเปิดการขายก่อนปี 2545 จำนวน 8 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 4,800 ล้านบาท และโครงการที่เปิดการขายตั้งแต่ปี 2545 ถึงปี 2561 มีจำนวน 38 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 81,700 ล้านบาท      
ตลาดรับสร้างบ้านปี 2562 กำลังซื้อยังหนาแน่น ตั้งเป้ามูลค่าตลาดรวมโต 5-8%

ตลาดรับสร้างบ้านปี 2562 กำลังซื้อยังหนาแน่น ตั้งเป้ามูลค่าตลาดรวมโต 5-8%

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน มั่นใจตลาดรับสร้างบ้านเติบโตต่อเนื่อง หลังพบกำลังซื้อปีนี้ยังหนาแน่น เศรษฐกิจของประเทศยังคงมีเสถียรภาพ ตั้งเป้ามูลค่าตลาดรวมเพิ่มอีก 5-8% หรือ 12,500 -13,000 ล้านบาท พร้อมลุยจัดงาน รับสร้างบ้านและวัสดุ  21-24 มีนาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์   ระดมบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำและผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง  กระตุ้นยอดขายไตรมาสแรก คาดยอดขายในงานไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท   นางศิริพร สิงหรัญ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builders Association: HBA) เปิดเผยว่า ตลาดรับสร้างบ้านปี 2561 มีมูลค่าตลาดรวมที่ 12,000 ล้าบาท เติบโตขึ้นจากปี 2560 ที่มีมูลค่าตลาดรวมราว 11,000 ล้านบาท ขณะที่คาดว่าในปี 2562 คาดว่ามูลค่าตลาดรวมทั้งหมดน่าจะเติบโตขึ้นอีก 5-8% หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดรวมราว 12,500–13,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขการเติบโตดังกล่าวทางสมาคมฯ ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพึงพอใจ ถึงแม้ว่าจะมีการเติบโตไม่สูงมาก แต่มีความมั่นคงและมีทิศทางที่สามารถเติบโตขึ้นไปได้เรื่อย ๆ เนื่องจากผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในการปลูกสร้างบ้านกับบริษัทรับสร้างบ้านมากขึ้น ขณะเดียวกันตัวเลขภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจของประเทศยังคงมีทิศทางการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพอีกด้วย   ก่อนหน้านี้ ทางสมาคมฯ ได้มีการทำสำรวจและวิจัยผู้บริโภคที่มาชมงาน รับสร้างบ้านและวัสดุ เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่กว่า 60% มีแผนที่จะปลูกสร้างบ้านในปีนี้ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 1 เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคในธุรกิจรับสร้างบ้านจะใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจปลูกสร้างบ้านประมาณ 3 เดือนถึง 1 ปี   “เราดูตัวเลขมูลค่าตลาดรวมมาโดยตลอด ตัวเลขใน 3 ปีที่ผ่านมาแนวโน้มยังคงมีทิศทางที่เติบโตได้ต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในการหันมาใช้บริษัทรับสร้างบ้านในการปลูกสร้างบ้านเพิ่มมากขึ้นด้วย ขณะเดียวกัน บริษัทรับสร้างบ้านหลายแห่ง มีการเร่งทำการตลาดอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในไตรมาสที่ 1 คาดว่าจะมีผู้บริโภคที่ตัดสินใจจะปลูกสร้างบ้านเป็นจำนวนมากโดยคาดว่าบ้านระดับราคา 2-5 ล้านบาทยังเป็นกลุ่มหลักของตลาด” นางศิริพร กล่าว   นางศิริพร กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายในช่วงไตรมาสที่ 1 สมาคมฯ จะมีการจัดงาน รับสร้างบ้านและวัสดุ Home Builder & Material Focus 2019 ภายใต้คอนเซ็ปต์ ให้การสร้างบ้านเป็นเรื่อยง่ายง่าย ระหว่างวันที่ 21-24 มีนาคม 2562 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยภายในงานจะเป็นการรวบรวมบริษัทรับสร้างบ้าน   ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านเข้ามาร่วมออกงาน พร้อมด้วยแบบบ้านใหม่ล่าสุด และโปรโมชั่นสุดพิเศษ พร้อมด้วย กลุ่มผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างชั้นนำที่จะนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาแสดงในงาน นอกจากนี้ทางสมาคมฯ ยังได้จัดพื้นที่ นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างรักษ์โลก  เพื่อนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายของสมาคมฯ ที่มุ่งรณรงค์ในกลุ่มสมาชิกให้ความสำคัญในเรื่องของการก่อสร้างที่เน้นดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย โดยผู้ที่จองปลูกสร้างบ้านภายในงานนอกจากจะได้รับโปรโมชันพิเศษจากบริษัทรับสร้างบ้านที่มาแสดงภายในงานแล้ว ยังมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลทองคำมูลค่า 100,000 บาทด้วย ผู้ที่สนใจเข้าชมงานสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.hba-th.org   สำหรับงาน รับสร้างบ้านและวัสดุ Home Builder & Materials 20219 ในปีนี้คาดว่าจะมียอดขายภายในงานประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับการจัดงานในปีที่แล้ว ขณะที่คาดว่าหลังการจัดงานจะมีผู้ที่ตัดสินใจปลูกสร้างบ้านคิดเป็นมูลค่ารวมอีกประมาณ 1,000 ล้านบาท
มั่นคงฯ เผยปี’ 61 กางแผนเตรียมเปิด 4 โครงการ

มั่นคงฯ เผยปี’ 61 กางแผนเตรียมเปิด 4 โครงการ

บมจ.มั่นคงเคหะการ (MK) ประกาศผลดำเนินงานปี 2561 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561) มีรายได้รวม 4,546.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.37% เมื่อเทียบจากปี 2560 และมีผลกำไรสุทธิ 305.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  31.16% โดยคิดเป็นกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.31 บาท พร้อมเผยปีนี้วางเปิดตัว 4 โครงการ ชูแนวคิด Well-Being เพื่อผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น มูลค่ารวม 4,560 ล้านบาท เตรียมงบซื้อที่ดินเพิ่มอีก 1,600 ล้านบาท ย้ำเดินหน้าดำเนินธุรกิจอสังหาเพื่อเช่าและการบริการ อย่างต่อเนื่อง หวังปี 2564 ดันสัดส่วนกำไรเป็น 50/50 เพื่อการเติบโตของบริษัทอย่างมั่นคงและยั่งยืน   นายสุเทพ วงศ์วรเศรษฐ ประธานกรรมการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขาย เพื่อเช่าและเพื่อการบริการ เผยภาพรวมธุรกิจตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2562 จะเติบโตจากปีที่ผ่านมาแบบค่อยเป็นค่อยไป (Slightly growth) เนื่องจากช่วงปีที่ผ่านมาดีเวลลอปเปอร์มีการพัฒนาสินค้าออกมาเป็นจำนวนมาก จึงส่งผลให้สินค้าที่มีอยู่ในตลาดต้องค่อยๆ รอการระบายออก (Absorb) ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องของฟองสบู่ แต่เป็นเรื่องของดีมานด์ (Demand) กับซัพพลาย (Supply) ที่ถือเป็นเรื่องปกติ รวมถึงมาตรการคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ LTV ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายนนี้ นับเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ โดยในส่วนของ มั่นคงฯ ค่อนข้างมีผลกระทบน้อย เนื่องด้วยกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มลูกค้าบ้านหลังแรกที่ซื้อไว้เพื่ออยู่อาศัยเอง (Real demand)   “การเติบโตของบริษัทฯ ในปีนี้ยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี ผนวกกับงานด้านการพัฒนาโครงการเพื่อเช่าและเพื่อการบริการที่สร้างรายได้หมุนเวียนระยะยาวนั้นเป็นไปตามแผนที่ได้วางเอาไว้ จึงยิ่งส่งผลให้เราสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันต่างหันมาให้ความสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพตัวเองกันมากขึ้น (Wellness) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะเข้ามาช่วยดูแลสุขภาพในทุกๆด้าน เน้นการใช้ชีวิตในแบบสุขภาวะที่ดี (Well-Being) คือ การสร้างคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีระหว่างสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่เรานำมาเป็นโจทย์ในการพัฒนาสินค้าและบริการตลอดมาเพื่อส่งมอบให้แก่ผู้บริโภค”   โดยปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 4,546.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,482.31 ล้านบาท หรือ 48.37% คิดเป็นกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.31 บาท สามารถแบ่งเป็นรายละเอียดได้ดังนี้ รายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 4,152.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,387.60 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50.18% ในขณะที่ยอดรายได้รับรู้จากการให้เช่าและบริการ ในปี 2561 มีทั้งสิ้น 252.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.24 ล้านบาท หรือ 28.71% ส่วนรายได้จากการให้บริการของสนามกอล์ฟ109.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.98 ล้านบาท หรือ 34.4%   สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจพัฒนาโครงการในปี 2562 บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถ ตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิตของผู้พักอาศัยทั้งเพื่อขาย เพื่อเช่าและการบริการอย่างต่อเนื่อง ตามแผนธุรกิจ 5 ปีที่ได้วางไว้ โดยเตรียมเปิดตัวโครงการเพื่อขายใหม่จำนวน 4 โครงการ ได้แก่ บ้านเดี่ยว 1โครงการ บ้านแฝด 1 โครงการ และทาวน์โฮม 2 โครงการ มูลค่ารวมทั้งสิ้น 4,560 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพ ภายใต้แนวคิด “การใช้ชีวิตในแบบสุขภาวะที่ดี หรือ Well-Being” เน้นการออกแบบโดยคำนึงถึงสุขภาวะที่ดีของผู้อยู่อาศัย ใส่ใจตั้งแต่การวางผังโครงการให้สอดคล้องกับทิศทางลม เพื่อช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงาน การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมการนำนวัตกรรมบ้านเย็นด้วยระบบ Air Flow มาใช้ ตลอดจนการวางฟังก์ชั่นที่อยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในกลุ่มคนทุกวัยเป็นสำคัญ เพื่อให้ทุกพื้นเป็นพื้นที่แห่งความสุขที่ทุกคนได้อยู่ร่วมกัน       ด้านธุรกิจเพื่อเช่าและการบริการนั้น นายสุเทพ กล่าวต่อไปว่าในปี 2562 บริษัทฯ เตรียมรุกตลาดธุรกิจเช่าและการบริการ โดยมีแผนพัฒนาโครงการบางกอกฟรีเทรดโซนโรงงานและคลังสินค้าเพื่อเช่า ที่บริหารงานโดย บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพิ่มขึ้นเป็น 173,500ตารางเมตร ส่วน โครงการ พาร์ค คอร์ท (Park Court) สุขุมวิท 77 คอนโดมิเนียมและอพาร์ตเมนต์ระดับลักซ์ชัวรี่ไฮเอนด์ ที่สามารถขายและปล่อยเช่าได้แล้วเกือบ 50% ตั้งเป้าปล่อยเช่าเต็มพื้นที่ 100% ได้ภายในปี 2562 ขณะเดียวกัน ธุรกิจ สนามกอล์ฟ ฟลอร่า วิลล์ กอล์ฟ แอนด์ คันทรีคลับ ที่หลังจากได้มีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา ก็ได้รับการตอบที่ดีจากลูกค้าทั้งจากชาวไทยและชาวต่างประเทศคาดการณ์ปีนี้รายได้โตขึ้น 10% ด้านบริษัท ยัวร์ส พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด  ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านดูแลจัดการบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ พร้อมรับบริหารโครงการเพิ่ม 10 โครงการ ตั้งเป้ารายได้โตขึ้น 70% จากปี 2561   “ปีนี้เราเดินหน้าสานต่อนโยบายสร้างความสมดุลของรายได้ธุรกิจเพื่อขายและธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอทั้งเช่าและการบริการมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งมองหาโอกาสในการพัฒนาโครงการที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ดีเพิ่มขึ้น เพื่อขยายในส่วนของธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ตามแผนการดำเนินธุรกิจ 5 ปีที่ได้วางไว้ พร้อมขยับสัดส่วนกำไรของทั้ง 2 ฝั่งให้อยู่ที่ 50/50 ภายในปี 2564 เพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นคงให้บริษัทฯ มากยิ่งขึ้น” นายสุเทพ กล่าวสรุป      
พฤกษาโชว์ผลงานปี 61 สร้างยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 25 ปี

พฤกษาโชว์ผลงานปี 61 สร้างยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 25 ปี

พฤกษาผู้นำอันดับหนึ่งในวงการอสังหาฯ โชว์ผลประกอบการปี 61 ทำผลงานนิวไฮเรคดอร์ดสร้างยอดขาย 51,101 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 25 ปี มีรายได้ 44,901 ล้านบาท และกำไร 6,022 ล้านบาท เตรียมเดินหน้าชูแผนกลยุทธ์ รักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ด้วย Portfolio ที่แข็งแกร่ง ชูนวัตกรรมเทคโนโลยี INNO-TECH ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า พร้อมเปิดตัว The Living Application ที่ทำให้ทุกเรื่องบ้าน ครบ จบในแอปเดียวตลอดจนใส่ใจในเรื่องของคุณภาพเป็นเลิศและบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ   นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานในปี 2561 บริษัทฯ สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม โดยทำยอดขายได้สูงถึง 51,101 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 25 ปี นับจากก่อตั้งพฤกษา เติบโตเพิ่มขึ้น 7.5% จากปี 2560 ที่มียอดขายรวม 47,535 ล้านบาท มีรายได้อยู่ที่ 44,901 ล้านบาท เติบโต 2.2% จากปี 2560 ที่มีรายได้ 43,935 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6,022 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 10.4% จากปี 2560 ที่มีกำไรอยู่ที่ 5,456 ล้านบาท   ด้านภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปี 2562 ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันที่เข้มข้นในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตขึ้นเล็กน้อยที่ประมาณ 5% โดยในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 54,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 5.7% เป้ารายได้ 47,000 ล้านบาท เติบโต 4.7% โดยมาจากแผนการเปิดโครงการใหม่ จำนวน 55 โครงการ มูลค่า 68,100 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทฯ ยังมียอดขายที่รอรับรู้ราย ณ สิ้นปี 2561 ที่ 33,233 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดที่สูงสุดเท่าที่ผ่านมา และเป็นยอดขายรอรับรู้รายได้ในปี 2562 อยู่ที่ 21,638 ล้านบาท   สำหรับแผนกลยุทธ์หลักในปี 62 บริษัทฯ มุ่งเน้นรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนปรับ Portfolio ของกลุ่มธุรกิจทาวน์เฮาส์ เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มระดับกลางบนเพิ่มมากขึ้น และขยายโครงการใหม่ไปยังจังหวัดที่มีศักยภาพ อาทิ ขอนแก่น ระยอง สระบุรี และนครปฐม พร้อมรักษาฐานลูกค้าเดิมในตลาดแวลู โดยในปีนี้มีแผนเปิดตัวโครงการไฮไลท์หลายโครงการ อาทิ โครงการบ้านเดี่ยวสำหรับกลุ่มตลาดบนกับแบรนด์ The Palm รวมถึงมีการนำแบรนด์ IVY กลับมาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์มากขึ้น และรุกตลาดพรีเมียมเพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำตลาดโดยเตรียมเปิดตัวแบรนด์ “Chapter” ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ของพฤกษา เพื่อขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าในระดับราคา 5 – 10 ล้านบาท ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย   ทั้งนี้พฤกษาได้ต่อยอดความสำเร็จ ขับเคลื่อนองค์กรผ่าน Digital Transformation เดินหน้าด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี INNO -TECH เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงจุด ด้วยการนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาปรับใช้ในทุกกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่การนำ Big Data ที่มีอยู่มาวิเคราะห์พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเพื่อนำมาใช้พัฒนาในด้านต่างๆ อาทิ การนำข้อมูลมาพัฒนาด้าน Product and Innovation Design สำหรับที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ตรงกับความต้อง การมากขึ้น การทำการตลาดที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในทุก Customer Journey ได้เฉพาะเจาะจง รวมไปถึงการพัฒนาด้านการบริการด้วยการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อมอบความสะดวกสบายแก่ลูกบ้านในการอยู่อาศัยแบบครบวงจรอย่าง The Living Application ที่ทำให้ทุกเรื่องบ้าน ครบ จบ ในแอปเดียว ตั้งแต่เริ่มค้นหาบ้าน ข่าวสารและโปรโมชั่น ไปจนถึงการตรวจรับบ้านและเข้าอยู่อาศัย ได้แก่ การชำระค่าผ่อนดาวน์ รวมไปถึงระบบ Smart Home (สั่งการเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านผ่านมือถือ), Smart Facilities (จองพื้นที่ส่วนกลาง), Mail Parcel แจ้งเตือนรับจดหมายหรือพัสดุ และในแอปพลิเคชันยังมีข้อมูลสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า Pruksa Member และบริการต่างๆ จากผู้ช่วยอัจฉริยะ อาทิ บริการทำความสะอาด ล้างแอร์ รับ-ส่งพัสดุ งานช่าง เป็นต้น สำหรับลูกค้าพฤกษาสามารถดาวน์โหลดผ่าน Play Store และ App Store ได้แล้ววันนี้   นอกเหนือจากแผนกลยุทธ์ตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในเรื่องของคุณภาพเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่พฤกษายังคงมุ่งเน้นใส่ใจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแผนรุกธุรกิจเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้บริษัทฯ มากยิ่งขึ้น” นางสุพัตรา กล่าว    
“โตโต้” เดินเครื่องโรงงานผลิตแห่งที่ 2 ในไทย โชว์เทคโนโลยีตอกย้ำผู้นำสุขภัณฑ์ระดับไฮเอนด์

“โตโต้” เดินเครื่องโรงงานผลิตแห่งที่ 2 ในไทย โชว์เทคโนโลยีตอกย้ำผู้นำสุขภัณฑ์ระดับไฮเอนด์

“โตโต้” อวดโฉมโรงงานผลิตสุขภัณฑ์แห่งที่ 2 จังหวัดสระบุรี หลังทุ่มงบลงทุนกว่า 2,800 ล้านบาท รองรับยอดผลิตปีละ 420,000 ชิ้น ชูเทคโนโลยีอัตโนมัติที่แม่นยำ มีประสิทธิภาพสูง และ Greenovation ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมรุกเปิดตัวสุขภัณฑ์อัจฉริยะสุดหรู NEOREST Series ใหม่ 3 รุ่น และฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET+ อีก 4 รุ่น ปฏิวัติวงการสุขภัณฑ์ด้วยฟังก์ชันการใช้งานสุดล้ำ ตอกย้ำผู้นำสุขภัณฑ์ระดับไฮเอนด์อันดับ 1 ที่ผสานดีไซน์และนวัตกรรมระดับโลกไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัวและสมบูรณ์แบบที่สุด   นายฮิโรยูกิ ซูซูกิ (Mr.Hiroyuki Suzuki) ประธานบริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสุขภัณฑ์ที่มีความล้ำสมัยทั้งการดีไซน์รูปลักษณ์และเทคโนโลยีระดับโลกที่ผสานเข้ากันอย่างลงตัว ภายใต้แบรนด์ “โตโต้” (TOTO) เปิดเผยว่า “โตโต้” เป็นผู้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านสุขภัณฑ์ยาวนานกว่า 100 ปี และยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทฯ ต้องการสร้างโรงงานผลิตสุขภัณฑ์โตโต้ แห่งที่ 2 ที่จังหวัดสระบุรี โดยใช้งบลงทุนกว่า 2,800 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตสำหรับตลาดในประเทศ ภูมิภาคเอเชีย และสหรัฐอเมริกา เนื่องจากประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการกระจายสินค้าระดับโลก โดยโรงงานดังกล่าวจะผลิตสุขภัณฑ์เป็นหลัก และบางส่วนจะมีการประกอบฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET เพื่อรองรับตลาดไฮเอนด์ด้วย โรงงานแห่งที่ 2 นี้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2560 และจะเริ่มเดินเครื่องผลิตตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2562โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะผลิตตลอด 24 ชั่วโมง ต่อ 6 วัน ต่อสัปดาห์ ประเมินกำลังการผลิตประมาณ 420,000 ชิ้นต่อปี   สำหรับโรงงานผลิตสุขภัณฑ์โตโต้ แห่งที่ 2 มีพื้นที่ประมาณ 68,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บริเวณด้านข้างโรงงานแห่งแรก ที่อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี โดยนำเทคโนโลยีเครื่องจักรอัตโนมัติมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตสุขภัณฑ์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย มีความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง เช่น แม่พิมพ์ความดันสูงแบบอัตโนมัติซึ่งรับประกันคุณภาพการขึ้นรูปชิ้นงานที่มีเสถียรภาพกว่าวิธีการขึ้นรูปที่ใช้ในอดีต และ โครงสร้างสายผลิตที่มุ่งเน้นด้านคุณภาพด้วยการแยกประเภทตามสายงานผลิตซึ่งทำให้การทำงานง่ายขึ้น   ทั้งนี้ มุ่งหวังให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตสินค้าโตโต้ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน สินค้าที่ผลิตได้จะต้องเป็นที่ยอมรับทั้งคุณภาพและมาตรฐานทุกระดับ รวมทั้งต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับโลก และสำคัญที่สุดคือมาตรฐานของโตโต้ กรุ๊ป ที่เข้มงวดกว่ามาตรฐานใดๆ ในโลก ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบที่เข้มข้นที่สุด โดยสินค้าที่ออกจากโรงงานจะต้องได้รับการตรวจสอบแบบ100% ทุกชิ้นงาน   นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมด้วยนโยบายนวัตกรรมสีเขียว (Greenovation) ตามวิสัยทัศน์การดูแลสิ่งแวดล้อมโลกของโตโต้ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น อาทิ นำน้ำทิ้งกลับมาใช้ใหม่โดยมุ่งเน้นให้น้ำเสียที่ปล่อยออกภายนอกโรงงานเป็นศูนย์, การประหยัดทรัพยากรน้ำผ่านผลิตภัณฑ์ของโตโต้, ติดตั้งระบบไฟ LED แบบเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อประหยัดพลังงาน, อุโมงค์เตาเผาแบบใหม่ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้นและสามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณมากยิ่งขึ้น, เพิ่มอัตราการเผาไหม้ที่ห้องอบแห้งด้วยการใช้ความร้อนคงเหลือจากเตาเผา รวมไปถึงท่อบำบัดก๊าซบริเวณจุดที่ติดตั้งเตาเผา ซึ่งประเทศไทยไม่มีกฎหมายบังคับให้ใช้ท่อบำบัดก๊าซในลักษณะนี้ แต่เป็นการติดตั้งตามนโยบายและมาตรฐานของโตโต้ กรุ๊ป สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ยืนยันว่าบริษัทโตโต้ยังคงมุ่งมั่นในการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน   นายทาคายะสุ ชิมาดะ (Mr.Takayasu Shimada) รองกรรมการผู้จัดการบริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าปฏิวัติวงการสุขภัณฑ์ด้วยฟังก์ชันการใช้งานสุดล้ำที่ผสานดีไซน์และนวัตกรรมระดับโลกไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัวและสมบูรณ์แบบที่สุด พร้อมเปิดตัว NEOREST Series สุขภัณฑ์อัจฉริยะด้วยดีไซน์สุดหรู พร้อมนวัตกรรมล้ำสมัยทางเทคโนโลยีที่เพิ่มความสะดวกสบายสูงสุดให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ “โตโต้” เพื่อรองรับตลาดในประเทศไทยพร้อมกันถึง 3 รุ่น ประกอบด้วย 1.NEOREST AH ฝาปิดที่ได้รับการออกแบบเป็นเส้นตรง แนบสนิทไปกับโถสุขภัณฑ์ เข้ากันได้ดีกับพื้นที่สไตล์โมเดิร์น ยกระดับด้วยสัมผัสแห่งความหรูหราและประณีต 2.NEOREST RH รูปทรงโค้งมน ให้ความรู้สึกสุขุมนุ่มนวล กลมกลืนเข้ากันได้ดีกับทุกพื้นที่ และ 3.NEOREST DH ดีไซน์แบบเรียบง่าย (Minimalist) ดึงดูดความสนใจได้อย่างชาญฉลาด ด้วยขนาดที่เหมาะเจาะลงตัว สามารถเข้ากันได้กับห้องน้ำในทุกรูปแบบ โดยผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 รุ่น มีคุณสมบัติที่โดดเด่นในด้านของระบบชำระล้างแบบ TORNADO FLUSH ทำความสะอาดได้อย่างหมดจดรอบทิศทางแบบ 360 องศา แม้ใช้น้ำในปริมาณน้อย ดีไซน์โถสุขภัณฑ์แบบไร้ขอบ เคลือบด้วยสารเคลือบเซรามิกแบบพิเศษอย่างสาร CEFIONTECT ช่วยลดการเกาะติดของคราบสกปรกและง่ายต่อการทำความสะอาด เพิ่มความมั่นใจในความสะอาดอีกขั้นด้วย EWATER+ น้ำที่มีคุณสมบัติช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย สำหรับทำความสะอาดก้านฉีดชำระและโถสุขภัณฑ์โดยไม่ใช้สารเคมี ฝารองนั่งเปิด-ปิดอัตโนมัติ ไฟส่องสว่าง และระบบชำระล้างอัตโนมัติ ควบคุมการทำงานเพียงปลายนิ้วสัมผัสด้วยรีโมทคอนโทรล   นอกจากนี้ ยังเปิดตัว WASHLET+ ฝารองนั่งอัตโนมัติรุ่นใหม่ทั้ง 4 รุ่น ที่มาพร้อมระบบชำระล้างอัตโนมัติ ประกอบด้วย รุ่น CW923UW8, รุ่น CW188UW8, รุ่น CW887UW8 และ รุ่น CW889UW8 ที่มุ่งเน้นทั้งในเรื่องของการดีไซน์และตอบโจทย์การใช้งานด้วยการออกแบบให้ท่อและสายน้ำดีต่างๆ ถูกซ่อนไว้ภายใต้รูปทรงที่โค้งมน โดยพัฒนาจากความต้องการของผู้ใช้งานด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด สามารถตอบโจทย์ความต้องการทุกด้าน เพื่อความสะดวกสบายเหนือระดับกับฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ อาทิ ก้านฉีดชำระล้างในตัว ระบบฟอกอากาศ ระบบเป่าแห้ง ระบบปรับอุณหภูมิฝารองนั่ง ให้อยู่ในสภาพอุ่นสบายตลอดการใช้งาน เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกสบายและความสะอาดสูงสุด   “โตโต้ยังคงมองเห็นศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2561 โตโต้ กรุ๊ป มียอดขายรวมทุกผลิตภัณฑ์ คิดเป็นมูลค่า 1.74 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นยอดขายภายในประเทศญี่ปุ่น 1.25 แสนล้านบาท ยอดขายต่างประเทศ 4 หมื่นล้านบาท และธุรกิจโมเดลใหม่ 8 พันล้านบาท ส่วนในปี 2562 ตั้งเป้าผลประกอบการโตโต้ (ประเทศไทย) เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปี 2561” นายฮิโรยูกิ กล่าวในตอนท้าย      
แมริออท บอนวอย ฉลองโปรแกรมเดินทางใหม่ และสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในเอเชียแปซิฟิก

แมริออท บอนวอย ฉลองโปรแกรมเดินทางใหม่ และสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในเอเชียแปซิฟิก

แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลแนะนำสิทธิประโยชน์ใหม่ในเอเชียแปซิฟิกสุดเอกซ์คลูซีฟเฉพาะสำหรับสมาชิก แมริออท บอนวอย (Marriott Bonvoy) แบรนด์ใหม่ที่มาแทนโปรแกรมรอยัลตี้เดิมทั้ง แมริออท รีวอร์ดส (Marriott Rewards), เดอะ ริตซ์-คาร์ลตัน รีวอร์ดส (The Ritz-Carlton Rewards) และสตาร์วูด พรีเฟอร์ เกสต์ (Starwood Preferred Guest หรือ SPG) ได้เปิดตัวไปเมื่อต้นปีนี้ ด้วยความเชื่อว่า การเดินทางท่องเที่ยวช่วยรังสรรค์คุณค่าให้แก่โลกของเรา แมริออท บอนวอยให้สมาชิกเข้าถึงโรงแรมต่างๆ ภายใต้พอร์ตโฟลิโอของเครือแมริออท  อินเตอร์เนชั่นแนล ในกว่า 130 ประเทศและเขตต่างๆ ทั่วโลก และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้สมาชิกเดินทางท่องไปตามใจปรารถนา   สมาชิกของแมริออท บอนวอย จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการรับประทานอาหารมื้อพิเศษ รวมถึงใช้บริการ สปาทั้งขณะอยู่บ้านและขณะเดินทาง ยิ่งไปกว่านั้น สมาชิกยังได้รับคะแนนสะสมแม้จะไม่ได้เข้าพักค้างคืน จึงเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถใช้คะแนนสะสมไปกับกิจกรรมที่ตนชื่นชอบมากที่สุด โดยมีรางวัลใหม่เพิ่มเติมในแพล็ตฟอร์มแมริออท บอนวอย โมเม้นต์ส (Moments.MarriottBonoy.com) อาทิ ประสบการณ์ระดับวีไอพีที่คอนเสิร์ตมารูน ไฟฟ์ (Maroon 5) ทั่งเจ็ดคอนเสิร์ตในโตเกียว โซล มะนิลา เกาสง มาเก๊า สิงคโปร์ และกรุงเทพฯ โดยจะได้มีโอกาสพบปะสมาชิกของวงอย่างใกล้ชิดใน 3 เมือง   “การเปิดตัวแมริออท บอนวอยเป็นก้าวสำคัญของบริษัทและเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มอบสิทธิประโยชน์สุดเอกซ์คลูซีพต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิกเพื่อเติมเต็มความฝันให้กับสมาชิกของเรา” เป็กกี้ ฟาง โร ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการขายและการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว “เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์โปรแกรมแมริออท บอนวอยให้ดียิ่งขึ้นด้วยการมอบสิ่งที่สมาชิกชื่นชอบทั้งระหว่างการเดินทางและแม้ขณะอยู่บ้าน ซึ่งสมาชิกสามารถแบ่งปันประสบการณ์เหล่านั้นกับเพื่อนหรือครอบครัวได้”   สิทธิประโยชน์แมริออท บอนวอย ร้านอาหารและบาร์ – ดื่มด่ำกับอาหารและเครื่องดื่มพร้อมรับคะแนนสะสม สมาชิกของแมริออท บอนวอยจะได้รับสิทธิพิเศษด้านอาหารและเครื่องดื่มตลอดทั้งปีที่ร้านอาหารและบาร์กว่า 28,000 แห่ง ในเอเชียแปซิฟิกที่เข้าร่วมรายการ นับเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สมาชิกสามารถรับคะแนนสะสมได้ โดยไม่ต้องเข้าพัก แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลมอบส่วนลดอาหารและเครื่องดื่ม 10% สำหรับสมาชิกทั่วไป และสมาชิกระดับซิลเวอร์ เอลิท (Silver Elite) ส่วนลด 15% สำหรับสมาชิกระดับโกลด์ เอลิท (Gold Elite) และส่วนลด 20% สำหรับสมาชิกระดับแพลตตินัม เอลิท (Platinum Elite) สมาชิกไทเทเนียม เอลิท (Titanium Elite) และแอมบาสซาเดอร์ เอลิท (Ambassador Elite) ด้วยยอดการใช้จ่ายขั้นต่ำที่ 10 ดอลล่าร์ ก็มีสิทธิได้รับคะแนนสูงสุด 10 คะแนน ต่อการใช้จ่าย 1 ดอลล่าร์ ที่โรงแรมแมริออท บอนวอยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก   สิทธิประโยชน์แมริออท บอนวอย สำหรับเด็กๆ - สนุกยิ่งขึ้นสำหรับครอบครัว ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคมนี้เป็นต้นไป แมริออท บอนวอยจะให้สิทธิประโยชน์มากยิ่งขึ้นสำหรับสมาชิกที่มาเป็นครอบครัวพร้อมเด็กๆ และเข้าพักในโรงแรมและรีสอร์ทที่เข้าร่วมโครงการ โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ ดังนี้: สำหรับผู้เข้าพักผู้ใหญ่ใช้จ่ายหนึ่งท่าน ตั้งแต่ระดับโกลด์ เอลิท (Gold Elite) ลงมาที่มีเด็กอายุ 6 ปีหรือต่ำกว่าจะได้รับอาหารเช้าฟรี และหากเด็กอายุระหว่าง 7-12 ปีจะได้รับส่วนลด 50% สมาชิกตั้งแต่ระดับแพลตตินัม เอลิท (Platinum Elite) ขึ้นไป ที่มาพร้อมเด็กอายุ 12 ปีหรือต่ำกว่าจะได้รับอาหารเช้าฟรี นอกจากนี้เด็กๆ ของสมาชิกทุกท่านจะได้เพลิดเพลินกับไอศกรีมฟรีระหว่างการเข้าพัก เพราะสิทธิประโยชน์เหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อตอบแทนสมาชิกและครอบครัวของพวกเขาสำหรับการเลือกเข้าพักที่แมริออท ซึ่งช่วยให้การเดินทางและการท่องเที่ยวสนุกมากยิ่งขึ้น   สิทธิประโยชน์แมริออท บอนวอย สปา – ผ่อนคลายพร้อมรับคะแนนสะสม นอกจากนี้ สมาชิกยังสามารถรับสิทธิประโยชน์เหนือใครไปกับโปรแกรมแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล สปา โดยสมาชิกที่ไม่ได้เข้าพักจะได้รับคะแนนสะสมสูงสุดถึง 10 คะแนนจากการใช้จ่ายทุก 1 ดอลล่าร์เมื่อใช้บริการสปากว่า 210 แห่งในเอเชียแปซิฟิกที่เข้าร่วมรายการ สมาชิกยังจะได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ เพิ่มเติม โดยสมาชิกระดับโกลด์ เอลิท (Gold Elite) ขึ้นไปจะได้รับบริการพิเศษเพิ่มเติมสำหรับการทำทรีตเมนต์แต่ละรายการ   เปิดประตูสู่จุดหมายปลายทางอันน่าตื่นใจในเอเชียแปซิฟิก ด้วยโรงแรมและรีสอร์ตกว่า 710 แห่งใน 23 ประเทศและเขตต่างๆ ในภูมิภาคนี้ แมริออท บอนวอยช่วยให้สมาชิกค้นพบจุดหมายปลายทางที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในเอเชียแปซิฟิก พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมายผ่านแพลตฟอร์มสิทธิประโยชน์ใหม่ของแมริออท บอนวอย จากวีดีโอจำนวนมากที่ถ่ายทำโดยนักท่องเที่ยวเอง สมาชิกจึงสามารถเปิดประสบการณ์แปลกใหม่ไม่เหมือนใครในการเดินทางครั้งต่อไป   สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กและกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนในเขตร้อน เชอราตัน มัลดีฟส์ ฟูล มูน รีสอร์ต แอนด์ สปา (Sheraton Maldives Full Moon Resort & Spa) ตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินและนำเสนอประสบการณ์ล่องเรือชมโลมายามอาทิตย์อัศดงที่มิอาจลืมเลือน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยใต้น้ำ ดับเบิลยู มัลดีฟส์ (W Maldives) พร้อมแนวปะการังที่สวยงามจนลืมหายใจคือจุดหมายที่ไม่ควรพลาด นักเดินทางทุกคนจะได้พบกับประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่าฝ่าดงดิบของลังกาวีหรือดำน้ำชมปะการังใต้ท้องทะเลสีเทอควอยซ์ของมัลดีฟส์   แมริออท บอนวอย ช่วยให้การสะสมคะแนนและแลกรับรางวัลเป็นเรื่องง่าย สมาชิกสามารถรับสิทธิประโยชน์จากประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยวที่ครอบคลุมมากกว่าแค่การเข้าพักในโรงแรม   อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของแมริออท บอนวอย และจุดหมายปลายทางต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิกได้ที่ MarriottBonvoyAsia.com  
Rosewood Hotels&Resorts เตรียมเปิดตัวใจกลางเพลินจิต

Rosewood Hotels&Resorts เตรียมเปิดตัวใจกลางเพลินจิต

Rosewood Hotels&Resorts โรงแรมอัลตร้าลักซ์ชัวรี่ใจกลางย่านเพลินจิต พร้อมเปิดจองห้องพักได้แล้ววันนี้ พร้อมนำเสนอแคมเปญโซเชียลมีเดียก่อนการเปิดตัวโรงแรมอย่างเป็นทางการ 31 มีนาคม 2562   โรสวูด กรุงเทพฯ โรงแรมอัลตร้าลักซ์ชัวรี่ ดีไซน์สถาปัตยกรรมสะดุดตา ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจและร้านค้าบนถนนเพลินจิตจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม 2562 ซึ่งการเปิดตัวในครั้งนี้นับเป็นการเปิดตัวโรงแรมแห่งที่สองในประเทศไทย สำหรับ โรสวูด โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท (Rosewood Hotels&Resorts) โดยมีโรงแรมในเครืออีกแห่งคือ โรสวูด ภูเก็ต ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2560 โรงแรมโรสวูดกรุงเทพฯได้ผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับวัฒนธรรมและประเพณีไทยไว้อย่างลงตัว โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ ได้นำปรัชญา A Sense of Place® ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์โรสวูด เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการออกแบบสถาปัตยกรรมภายนอก และการตกแต่งภายในตลอดจนถึงประสบการณ์การรับประทานอาหารและการผ่อนคลายภายในสปาที่ได้คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ผู้สนใจเข้าพักสามารถจองห้องพักได้แล้ววันนี้ที่ rosewoodhotels.com พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวของโรงแรมอย่างเป็นทางการ   โครงสร้างสามสิบชั้นของโรงแรมพร้อมดีไซน์อันโดดเด่นจะปรับเส้นขอบฟ้าของมหานครกรุงเทพฯ ด้วยอาคารสูงระฟ้าที่ประกอบจากอาคารทั้งสองฝั่งซึ่งเชื่อมต่อกันเป็นรูป “ไหว้” เพื่อเพิ่มความตราตรึงให้กับทิวทัศน์ของกรุงเทพมหานคร โดยการเสริมแทรกวัฒนธรรมไทยไว้ภายใต้ความทันสมัยของการออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรม การไหว้ เป็นแรงบันดาลใจหลักของดีไซน์ การประนมมือสองข้างเป็นเอกลักษณ์อันอ่อนน้อมของคนไทยที่ใช้ในการทักทาย กล่าวสวัสดีและการต้อนรับ นอกจากนี้ โรสวูด กรุงเทพฯ ยังเชื่อมติดสถานีรถไฟฟ้า BTS เพลินจิต ท่ามกลางสถานฑูตนานาประเทศ ตึกสำนักงานที่ทันสมัย และห้างสรรพสินค้าอันหรูหรา   เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดตัว โรงแรมโรสวูล กรุงเทพฯ พร้อมเปิดตัวบัญชีโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางกา ภายใต้ชื่อ @rosewoodbangkok อีกหนึ่งช่องทางหลักในการแชร์ข้อมูลข่าวสารผ่านทาง เฟซบุ๊ค และอินสตาแกรม โดยทั้งสองบัญชีจะเปิดตัวพร้อมแคมเปญ #WaiBangkok ซึ่งมุ่งเน้นการแสดงให้เห็นถึงพลังขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์และวิถีชีวิตภายในกรุงเทพมหานคร โดยแคมเปญดังกล่าวจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปให้แบ่งปันมุมมองใหม่เกี่ยวกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเปิดตัวของโรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ ในมหานครแห่งนี้   มร.โธมัส ฮาร์แลนเดอร์ กรรมการผู้จัดการ โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ กล่าวว่า “โรสวูด กรุงเทพฯ นำเสนอการบริการอัลตร้าลักซ์ชัวรี่รูปแบบใหม่ และต้องการเป็นสัญลักษณ์ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากรุงเทพมหานครนั้นเป็นศูนย์กลางสำหรับความคิดสร้างสรรค์ และการออกแบบในภูมิภาค” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า “ปรัชญา A Sense of Place® ของแบรนด์โรสวูด ได้ถูกนำมาจำกัดความในรูปแบบทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันให้คงไว้ถึงวัฒนธรรมไทยที่แท้จริง โดยทุกคนสามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ตั้งแต่การออกแบบด้านสถาปัตยกรรมของโรงแรม จนไปถึงรูปแบบการให้บริการที่มีความใส่ใจ และมีความอ่อนน้อม” โดยคุณโธมัส กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราต้องการนำเสนอความร่วมสมัยที่ถูกกลั่นกรองมาให้สอดคล้องกับความเป็นไทยมากที่สุดเรามุ่งหวังที่จะเป็นประตูซึ่งนำพาผู้เข้าพักไปพบกับความน่าอัศจรรย์ของกรุ งเทพมหานครและวัฒนธรรมไทย”   แคมเปญ #WaiBangkok จะเปิดตัววันที่ 19 กุมภาพันธ์ ตลอดจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ โดยนอกจากเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมสุนกแล้ว ยังจะแสดงซีรี่ส์ภาพถ่ายจากช่างภาพชื่อดังสองท่านได้แก่ ตั้ม ชนิพล กุศลชาติธรรม และ สก็อต วูดวาร์ด โดยตั้ม หรือเป็นที่รู้จักในวงกว้างในนาม Rockkhound เป็นช่างภาพแนวสตรีทระดับแถวหน้าของประเทศไทยจะร่วมเปิดตัวแคมเปญด้วยการนำเสนอเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ผ่านภาพถ่ายของเขา ส่วนทางด้านสก็อต วูดวาร์ด ช่างภาพสารคดีชาวแคนาดาผู้มักแสดงผลงานบนนิตยสารระดับโลกอย่าง National Geographic และ   Condé Nast Traveler ไปจนถึงสื่อหนังพิมพ์ชื่อดังอย่าง New York Times จะมาแสดงให้เห็นความน่าหลงใหลของกรุงเทพมหานครผ่านซีรี่ส์ภาพถ่ายในครั้งนี้อีกด้วย   แคมเปญภาพถ่ายอันงดงามในครั้งนี้ ต้องการเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจร่วมแบ่งปันมนต์เสน่ห์ของกรุงเทพมหานครในเชิงร่วมสมัย พร้อมนำเสนอมุมมองหรือสถานที่ที่พวกเขาชอบที่สุดในกรุงเทพฯ เพื่อประกอบเป็นเหตุผลว่า“ทำไม” พวกเขาถึงรักมหานครแห่งนี้ โดยเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมสนุกโพสต์ภาพถ่ายมุมมองใหม่ที่น่าสนใจของกรุงเทพฯบนหน้าเฟซบุ๊คของ โรสวูด กรุงเทพฯ หรืออินสตาแกรมส่วนตัวพร้อมตั้งค่าเป็นสาธารณะ พร้อมเขียนแฮชแทค #WaiBangkok และแทค @RosewoodBangkok โดยผู้ชนะจะได้รับบัตรรางวัลมูลค่า 100,000 บาท ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ภายในโรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ    
SAM โชว์ผลงานปี 61 ยอดเงินสดรับกว่าหมื่นล้านบาท

SAM โชว์ผลงานปี 61 ยอดเงินสดรับกว่าหมื่นล้านบาท

SAM เปิดตัว “นิยต” นั่งเก้าอี้ผู้บริหารระดับสูง โชว์ผลงานปี 61 ยอดเงินสดรับกว่าหมื่นล้านบาท พร้อมชูกลยุทธ์ใหม่ปี 62  ช่วยเหลือและดูแลลูกค้าทุกมิติ  เน้นให้บริการผ่านเทคโนโลยีและช่องทางการสื่อสารที่ทันสมัย สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงง่าย    SAM เปิดตัวผู้บริหารสูงสุดคนใหม่ “นิยต มาศะวิสุทธิ์” พร้อมโชว์ผลงานปี 61 ยอดเงินสดรับกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 134% ของเป้าหมายและซื้อสินทรัพย์เข้าพอร์ตได้อีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท เผยกลยุทธ์ปี 62 ดูแลอย่างจริงใจ โดยให้คำปรึกษาและพัฒนาบริการลูกค้า NPL และ NPA ผ่านเทคโนโลยีและช่องทางการสื่อสารที่ทันสมัย สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย   นายนิยต มาศะวิสุทธิ์ ผู้บริหารสูงสุด บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เปิดเผยว่า ด้วยประสบการณ์กว่า 14 ปีในฐานะผู้บริหารของ SAM ทำให้หลังจากเข้ารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จึงมีความพร้อมเดินหน้าและสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง รวดเร็ว โดย SAM พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐและทำงานอย่างมืออาชีพ  ตลอดปี 2561 ที่ผ่านมา SAM สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผลการดำเนินงาน ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561 SAM ได้รับชำระเงินสด รวมจำนวนทั้งสิ้น 11,422 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 134 ของเป้าหมาย โดยมาจากการบริหารสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ประมาณ 7,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 62  และการจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย (NPA) จำนวนมากกว่า 4,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 38 โดยตลอดปี 2561 SAM สามารถซื้อสินทรัพย์ NPL เพิ่มเติมได้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย และหากนับจากปี 2560 ถึงปัจจุบัน SAM มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องมาตลอดและมีแผนลงทุนในปีต่อๆ ไปตามแผนระยะยาวที่ได้วางไว้  จากความสำเร็จและความมุ่งมั่นในการดำเนินงาน ส่งผลให้ตั้งแต่ปี 2543 ถึง ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561 SAM สามารถนำส่งเงินคืนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฯ) เป็นเงินสะสมรวมทั้งสิ้นกว่า 250,000 ล้านบาท   ส่วน โครงการคลินิกแก้หนี้ ในปี 2561 มีผู้สมัครเข้าโครงการ 9,800 ราย  โดยยอดรวมผู้ผ่านคุณสมบัติและลงนามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้วจำนวน 1,087 ราย  ปัจจุบันมีลูกหนี้ที่ยังผ่อนชำระอยู่กับโครงการเกือบ 1,000 ราย ภาระหนี้รวมทั้งสิ้น 270 ล้านบาท นอกจากนี้  SAM ยังดำเนินงานด้านการอบรมและให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อเสริมสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง ผ่านหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สถานีตำรวจภูธร อ.ด่านช้าง สำนักงานปลัด กระทรวงกลาโหม สถาบันคุ้มครองเงินฝาก บจ.ธนบุรีประกอบรถยนต์ บจ.สยามมิชลิน เป็นต้น   นายนิยต กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนงานในปี 2562  SAM มีเป้าหมายเก็บเงินสดรับที่ 11,600 ล้านบาท และเพิ่มขนาดพอร์ตสินทรัพย์เพิ่มเติมด้วยการเข้าประมูลซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารพาณิชย์ตามแผนระยะยาวที่ตั้งไว้ให้ได้ตามเป้าหมายที่ 16,500 ล้านบาท ปัจจุบัน SAM มีสินทรัพย์ NPL คงเหลือมูลค่ารวมทั้งสิ้น 335,000 ล้านบาท แบ่งเป็นลูกหนี้รายใหญ่ ร้อยละ 66  SME ร้อยละ 30 และรายย่อย ร้อยละ 4 จึงมุ่งเน้นการช่วยเหลือลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ทุกกลุ่มให้บรรลุข้อตกลงได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีแผนการจัดกิจกรรมพิเศษต่างๆ อาทิ กิจกรรมลดหนี้มีสุข กิจกรรมเปิดบ้านทำงานวันหยุด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้นอกวันทำการ และเพิ่มเติมกิจกรรมสัญจร (Mobile Branch) เพื่อเดินทางไปพบลูกค้าและให้บริการในพื้นที่อย่างทั่วถึงตลอดปี ส่วนทรัพย์สิน NPA คงเหลือจำนวน  3,700 รายการ มูลค่ารวม 21,000 ล้านบาท แบ่งเป็นทรัพย์รายใหญ่มูลค่ามากกว่า 20 ล้าน ร้อยละ 5 ที่เหลือเป็นทรัพย์มูลค่าต่ำกว่า 20 ล้าน ร้อยละ 95 โดยกว่าร้อยละ 50 เป็นทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย ดังนั้น กลยุทธ์การบริหารจัดการ NPA ในปีนี้ SAM จึงเน้นการทำตลาดเข้าถึงลูกค้ารายย่อย พร้อมวางแผนจัดกิจกรรมต่างๆ ตลอดปี เช่น การจัดงานประมูลทรัพย์ NPA จำนวน 9 ครั้ง การเข้าร่วมงานมหกรรมกับหน่วยงานพันธมิตร จำนวน 5 ครั้ง รวมถึงการเปิดบูธ “ทรัพย์มือสองต้อง SAM” จำนวน 6 ครั้ง รวมทั้งการจัดโปรโมชั่นและกิจกรรมส่งเสริมการขายที่น่าสนใจมากมาย  เช่น  “SAM อีซี่ โปร” ฟรีค่าโอน 1% พร้อมอีก 2 โปรโมชั่นยอดนิยม ทั้ง “SAM จัดให้” และ “SAM Light ผ่อนสบายๆ 0%” และอื่นๆ คาดว่าจะกระตุ้นยอดขายNPA ได้ยาวถึงสิ้นปี   ส่วนแผนงานโครงการคลินิกแก้หนี้  SAM ได้เตรียมความพร้อมขยายขอบเขตการให้บริการเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่ม Non-Bank และเพิ่มความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เครดิตบูโร เพื่อลดกระบวนการและขั้นตอนการตรวจสอบให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  รวมทั้งยังมีแผนจัดกิจกรรม เปิดบ้านทำงานวันหยุดกับ คลินิกแก้หนี้  ทุกวันเสาร์ โดยเริ่มครั้งแรกวันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์และตลอดเดือนมีนาคมนี้   ณ ที่ทำการ ชั้น 12 อาคารเล้าเป้งง้วน ถ.วิภาวดีรังสิต ด้วยหวังว่าการจัดกิจกรรมนี้ จะช่วยสร้างโอกาสและกระตุ้นกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาขอคำปรึกษาและเข้าร่วมโครงการฯ มากขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้านหนี้สินส่วนบุคคลของผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าวได้ไม่มากก็น้อย และช่วยให้ลูกหนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้  SAM ยังให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น การอบรมและให้ความรู้ทางการเงินเพื่อเสริมสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยเฉพาะนักศึกษาที่จบการศึกษาใหม่ที่กำลังจะเข้าทำงาน เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องการวางแผนการเงินก่อนเริ่มมีรายได้  ทั้งนี้  ในปี 62 SAM  ยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยเข้ามาให้บริการลูกค้า ผ่านแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ และสื่อโซเชียลอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง  เพื่อเข้าถึงลูกค้าและให้บริการอย่างสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น      
“หลังคาเอสซีจี” บุกตลาดบ้านเก่า ลุยยกระดับบริการ “ซ่อมและเปลี่ยนหลังคาครบวงจร”

“หลังคาเอสซีจี” บุกตลาดบ้านเก่า ลุยยกระดับบริการ “ซ่อมและเปลี่ยนหลังคาครบวงจร”

“หลังคาเอสซีจี” ตอกย้ำผู้เชี่ยวชาญทุกเรื่องหลังคา เดินหน้ายกระดับบริการและโซลูชั่น “ซ่อมและเปลี่ยนหลังคาครบวงจร” เปิดให้เจ้าของบ้านเข้าไปใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมที่ผสานเข้ากับโปรแกรมประมาณราคาเปลี่ยนหลังคาของเอสซีจี ตอบเทรนด์เจ้าของบ้านที่ใช้ “เทคโนโลยี” ในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการซ่อมแซมบ้าน รู้ราคาทันใจ ลดความกังวลเรื่องงบบานปลาย พร้อมเดินหน้าสร้างการรับรู้ต่อเนื่อง ประเดิมด้วยกิจกรรมออนไลน์ “ลุ้นสำรวจปัญหาหลังคา ฟรี” พร้อมด้วยโปรโมชั่นจัดเต็มต้อนรับฤดูร้อน มั่นใจดึงกลุ่มลูกค้าบ้านเก่าที่ปัจจุบันมีกว่า22.5 ล้านหลังคาเรือน เข้ามาใช้บริการ ดันยอดขายบริการปรับปรุงหลังคาบ้านเก่าเอสซีจีเติบโต 100% จากปีที่ผ่านมา ครองความเป็นผู้นำตลาดเบอร์ 1 ด้านงานปรับปรุงหลังคาครบวงจร   นายฎายิน เกียรติกวานกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กลุ่มธุรกิจหลังคา บริษัท กระเบื้องหลังคาซีแพค จำกัด ในเอสซีจี  เปิดเผยว่า ในปี 2561“เอสซีจี รูฟ รีโนเวชั่น” (SCG Roof Renovation) หรือบริการปรับปรุงหลังคาบ้านเก่าที่จะช่วยจบทุกปัญหาเรื่องหลังคาให้เจ้าของบ้านอย่างครบวงจร ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากเจ้าของบ้านเก่าทั่วประเทศ ทั้งบริการซ่อมแซมเฉพาะจุด (Repair) และเปลี่ยนผืนหลังคา (Re-Roof) ให้กลับมาสวยงามทนทานเหมือนใหม่ ส่งผลให้เติบโต 100% จากปีที่ผ่านมา  ในปีนี้จึงได้เดินหน้าพัฒนาบริการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดให้เจ้าของบ้านสามารถเข้าไปใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมที่ผสานเข้ากับโปรแกรมประมาณราคาของเอสซีจี ให้ทราบราคาเปลี่ยนหลังคาทั้งผืนเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง เพียงเข้าเว็บไซต์ https://raes.scg.com เพื่อสร้าง User Experience (UX) ที่ดียิ่งขึ้นในทุกขั้นตอนของบริการ ช่วยให้เจ้าของบ้านวางแผนจัดสรรงบประมาณได้ถูกต้อง  ตอบโจทย์พฤติกรรมของเจ้าของบ้านในยุคดิจิทัล ที่มักใช้ “เทคโนโลยี” ในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการซ่อมแซมบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการหาสาเหตุของปัญหา การหาวัสดุสำหรับซ่อมแซม หรือแม้แต่งบประมาณที่ต้องใช้ด้วยตัวเอง “ปัจจุบันกลุ่มเจ้าของบ้านเก่าในประเทศไทยมีจำนวนกว่า 22.5 ล้านหลังคาเรือน และเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 300,000 หลังคาเรือน และเจ้าของบ้านกลุ่มนี้มักพบกับปัญหากวนใจเนื่องจากหลังคามีปัญหา อาทิ หลังคาเก่า ทรุดโทรม สีซีดจาง หลังคารั่วซึม แผ่นกระเบื้องหลังคาแตกร้าว เป็นต้น เอสซีจีจึงมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบทุกความต้องการของลูกค้า เราจึงมีแผนในการผลักดันเอสซีจี รูฟ รีโนเวชั่น ให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยจบทุกปัญหาเรื่องหลังคาให้เจ้าของบ้าน ด้วยสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐานเอสซีจี” นายฎายิน กล่าว ในส่วนของแผนการสร้างการรับรู้ จะประเดิมด้วยการเปิดกิจกรรมออนไลน์ “ลุ้นสำรวจปัญหาหลังคา ฟรี” ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ค SCG Brand ซึ่งปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 2.7 ล้านคน เพื่อปลุกดีมานด์ และสร้างการรับรู้สินค้าและบริการ  โดยกิจกรรมนี้จะเปิดโอกาสให้เจ้าของบ้าน โพสต์ภาพปัญหาหลังคาพร้อมอธิบายรายละเอียดปัญหาที่พบเจอ  ลุ้นรางวัลสำรวจปัญหาหลังคาฟรี 10 รางวัล  โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 มี.ค. 2562   นอกจากนี้ยังจะมีโปรโมชั่นที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากโปรโมชั่นรับหน้าร้อน “เปลี่ยนหลังคา พาบ้านคลายร้อน รับสิทธิพิเศษจาก เอสซีจี รูฟ รีโนเวชั่น 2 ต่อ” ต่อที่ 1 ฟรีชุดกระเบื้องปล่องระบายอากาศเอสซีจี ให้บ้านของคุณร้อนช้า เย็นนาน ต่อที่ 2 ลดราคาฉนวนกันความร้อน Stay Cool 25% ให้คุณได้นำไปใช้ป้องกันความร้อนให้เข้าบ้านน้อยลง โปรโมชั่นรับลมร้อนเริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2562  เท่านั้น  โดยสามารถสอบถามเงื่อนไขและรายละเอียดการใช้สิทธิ์โปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ SCG Experience  และ SCG Home Solution เฉพาะในเขต กรุงเทพฯ. ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ เท่านั้น   “เราเชื่อว่าการเปิดให้เจ้าของบ้านสามารถเข้าไปใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมที่ผสานเข้ากับโปรแกรมประมาณราคาเปลี่ยนหลังคาเบื้องต้นของเอสซีจี จะทำให้เจ้าของบ้านมีความพึงพอใจ และมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นในการเข้ามาขอรับบริการจากทีม เอสซีจี รูฟ รีโนเวชั่น อีกทั้งมั่นใจว่าการมีกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ และจัดโปรโมชั่นที่ตอบ Pain point ให้ลูกค้าอย่างตรงจุดและต่อเนื่องจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเช่นเคย โดยตั้งเป้ายอดลูกค้าเข้ามาใช้บริการซ่อมแซมและเปลี่ยนผืนหลังคา 1,000 หลังคาเรือน ผลักดันยอดขายเอสซีจี รูฟ รีโนเวชั่น ปีนี้เติบโต 100% จากปีที่ผ่านมา ครองความเป็นผู้นำตลาดหลังคาที่มีมูลค่า 11,000 ล้านบาท อย่างต่อเนื่อง”นายฎายิน กล่าว   สำหรับเจ้าของบ้านที่มีปัญหาหลังคา สามารถขอรับคำปรึกษาได้ฟรีที่เอสซีจี โฮมโซลูชั่น ทุกสาขาทั่วประเทศ เอสซีจี เอ็กซ์พีเรียนซ์ เลียบทางด่วนเอกมัย รามอินทรา หรือติดต่อเอสซีจี คอนแทค เซ็นเตอร์ โทร.02-586-2222 หรือคลิกเว็บไซต์ https://roofexpert.scgbuildingmaterials.com/service/renovate และ เฟซบุ๊ค SCG Brand      
THE FORESTIAS by MQDC ชูจุดเด่น ‘Imagine Happiness’ ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท จุดประกายมุมมองความสุขใกล้ตัว

THE FORESTIAS by MQDC ชูจุดเด่น ‘Imagine Happiness’ ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท จุดประกายมุมมองความสุขใกล้ตัว

บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ผู้ดำเนินกิจการพัฒนา ลงทุน และจัดการอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของและผู้พัฒนาโครงการที่พักอาศัยและมิกซ์ยูสคุณภาพ โครงการ THE FORESTIAS – เดอะ ฟอเรสเทียส์ โครงการอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่มุ่งมั่นนำเสนอโมเดลการใช้ชีวิตที่เข้ากับระบบนิเวศอันสมดุลเพื่อความสุขที่ยั่งยืนของทุกชีวิต ประเดิมสร้างการรับรู้ด้วยคอนเซ็ปต์หลัก “Imagine Happiness” ผนึกเอเจนซี่ ค่ายเพลง ศิลปิน และอาร์ทติสชั้นนำของประเทศไทย สะท้อนมุมมองความสุขในรูปแบบต่างๆ ล่าสุดส่งภาพยนตร์โฆษณาชุดแรก ‘The Land of Happiness’ ถ่ายทอดความสุขด้วยมุมมองที่หลากหลายจากจินตนาการของคนทุกวัยสู่ความเป็นหนึ่งเดียว บนพื้นที่ความสุขท่ามกลางระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่รายล้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อการใช้ชีวิตแห่งอนาคต พร้อมทุ่มงบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท สร้างช่องทางการสื่อสารแบบ Cross segmentationsเจาะกลุ่มคนกรุงเทพฯ และเออเบิร์น ก่อนเดินเกมระลอกที่สองโปรโมทโครงการ THE FORESTIAS – เดอะ ฟอเรสเทียส์ ทั่วเอเชีย   คุณกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส โครงการ THE FORESTIAS – เดอะ ฟอเรสเทียส์ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า“หลังจากที่เปิดโครงการ THE FORESTIAS – เดอะ ฟอเรสเทียส์ เมืองแห่งความสุขที่ยั่งยืน สู่สาธารณะแล้วนั้น ทางบริษัทฯ ได้ตอกย้ำความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลกเพิ่มขึ้นอีกหลากหลายสถาบันฯ ได้ดำเนินงานวิจัยในด้านสุขภาวะและความสุขของผู้อยู่อาศัยโดยนักวิจัยจาก Center for climate, health, and the global environment based at the Harvard T.H. Chan School of Public Health และ ITEC ENTERTIANMENT เพื่อดีไซน์ความสุขรูปแบบต่างๆ ด้วยการต่อยอดความคิด ข้อดีและจุดเด่นของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน อาทิ ธรรมชาติวิทยา นิเวศวิทยา ธรณีวิทยา สถาปัตยกรรม เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ วิศวกรรมโยธา นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยสาขาต่างๆ เพื่อนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อการใช้ชีวิตที่ส่งผลดีต่อทุกการดำเนินชีวิตในโลก ภายใต้คำมั่นสัญญาของ MQDC หรือ ‘for all well-being’ ซึ่งเราเชื่อว่า “นวัตกรรมจะไม่ใช่แค่เพื่อคุณภาพชีวิตดี แต่ต้องส่งเสริมให้มนุษย์ดูแลรักษาธรรมชาติและเกิดความยั่งยืนในการพัฒนาและการใช้ชีวิต” ปัจจุบัน โครงการได้ดำเนินการเตรียมพื้นที่สำหรับการก่อสร้างฐานรากของโครงการเสร็จสิ้น พร้อมร่วมมือกับชุมนุมบริเวณใกล้เคียงเริ่มปลูกป่าสาธารณะ “Forest at THE FORESTIAS – ฟอเรส แอท เดอะ ฟอเรสเทียส์” จำนวน 38,000 ต้น บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ หรือ 48,000 ตารางเมตร รวมทั้งดำเนินการก่อสร้าง Forest Pavilion ขนาดพื้นที่ 6,000 ตารางเมตร นับเป็นพาวิเลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อนำเสนอองค์ประกอบภายในของโครงการ THE FORESTIAS – เดอะ ฟอเรสเทียส์ รวมทั้งโปรเจ็กต์อสังหาริมทรัพย์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟทั้ง 3 โครงการ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาสัมผัสประสบการณ์และผู้ที่มีความสนใจได้รับชมและเข้าใจคอนเซ็ปต์ของโครงการอย่างลึกซึ้ง คุณวัสนัย ภคพงศ์พันธุ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร โครงการ THE FORESTIAS – เดอะ ฟอเรสเทียส์ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) สำหรับด้านกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดนั้น ได้เตรียมเผยภาพลักษณ์ด้านต่างๆ ของโครงการออกมาให้ทั้งลูกค้า พาร์ทเนอร์ นักลงทุน ได้เห็นถึงศักยภาพ ประสิทธิภาพ และความสมบูรณ์พร้อมของโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบ Mixed-Use Lifestyle โมเดลแรกของโลก ที่นำเสนอนิยามความสุขที่แท้จริงให้กับคนทั่วโลกได้สัมผัสและรับรู้ถึงส่วนต่างๆ ของโครงการ ภายใต้คอนเซ็ปต์หลัก“Imagine Happiness” ซึ่งวางแผนแบ่งระยะการสื่อสารออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 การสร้างการสื่อสารเกี่ยวกับคอนเซ็ปต์และรูปแบบของความสุขในด้านต่างๆ ที่สะท้อนจากมุมมองของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่วงวัย และช่วงที่ 2 นำเสนอองค์ประกอบทุกส่วนของโครงการและเอ็กซ์คลูซีฟโปรเจ็คที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย สำหรับการสื่อสารได้ใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท โดยร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ อาทิ เอเจนซี่โฆษณา สื่อรูปแบบต่างๆ ค่ายเพลง ศิลปิน และอาร์ทติสชั้นนำของประเทศไทย ร่วมสร้างสรรค์การสื่อสารประชาสัมพันธ์แบบ Cross segmentation เจาะกลุ่มคนกรุงเทพฯ และเออเบิร์น เพื่อตอบโจทย์ความสุขและความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มที่มีความหลากหลายต่างกัน โดยสร้างสรรค์ภาพยนตร์โฆษณาชุดแรก ‘The Land of Happiness’ ที่ถ่ายทอดความสุขผ่านมุมมองและจินตนาการของคนแต่ละกลุ่ม ทั้งเด็ก คนทำงาน ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ที่อาศัยอยู่เป็นครอบครัวเดี่ยว และครอบครัวขยาย เป็นเรื่องราวความสุขในมุมมองที่ตัวเองชื่นชอบในรายละเอียดที่แตกต่างกัน อาทิ วัยเด็ก สะท้อนมุมมองความสุขที่ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์นานาพันธุ์ท่ามกลางผืนป่าและธรรมชาติ วัยทำงานและวัยผู้ใหญ่ การมองหาพื้นที่ที่เริ่มต้นชีวิตครอบครัวบนพื้นฐานความปลอดภัย ความสะดวกสบาย มีเวลาได้พบปะเพื่อนฝูง ได้ร่วมทำกิจกรรมบนคอมมิวนิตี้แห่งความสุขกับกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์คล้ายๆ กัน และ ผู้สูงอายุ กับความสุขในการใช้ชีวิตร่วมกับลูกหลานและครอบครัวใหญ่ที่ทุกบ้านสามารถเชื่อมโยงพื้นที่ความสุขของทุกคนในครอบครัวใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน ร่วมแบ่งปันเรื่องราวและเวลาให้กันและกัน ซึ่งทุกความสุขเหล่านั้นแวดล้อมไปด้วยสัตว์ ต้นไม้ ธรรมชาติ และระบบนิเวศอันสมบูรณ์ ก่อนที่บทสรุปในทุกจินตนาการจะเผยความจริงว่า ความสุขเหล่านั้นจะเป็นจริงในโครงการ THE FORESTIAS by MQDC พื้นที่ที่ตอบโจทย์ทุกความสุขการใช้ชีวิตบนระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่รายล้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อชีวิตแห่งอนาคต ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ได้วางแผนการสื่อสารประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลฟ์ อาทิ สื่อทีวี สื่อหนังสือพิมพ์ สื่อ OOH สื่อ Transits สื่อ Social Media และ Influencers ในสาขาต่างๆที่จะมาช่วยเพิ่มการรับรู้ในแคมเปญการตลาดใหม่นี้ นอกจากนี้ โครงการฯ ยังได้วางแผนสร้างปรากฎการณ์การสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำเสนอเรื่องราวความสุขที่จะเกิดขึ้นในโครงการด้วยมุมมองใหม่ๆ โดยได้ร่วมมือกับค่ายเพลง ศิลปินเพลง และอาร์ทติสระดับแนวหน้าของเมืองไทยเพื่อสร้างปรากฎการณ์ความสุขผ่านเสียงเพลงและงานศิลปะ เตรียมปล่อยเอ็กซ์คลูซีฟซิงเกิ้ลและมิวสิควิดีโอ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของการฟีลเจอร์ริ่งกันของ 2 ศิลปินเพลงชั้นแนวหน้า พร้อมด้วยอีกหนึ่งมิติกับความร่วมมือของ 3 อาร์ทติสชั้นนำ ร่วมเนรมิตผลงานศิลปะแห่งความสุขผ่านการ์ตูนคาแร็กเตอร์อันโดดเด่นที่จะมาโลดแล่นบนกำแพง (Site Hoarding)ขนาดใหญ่ของโครงการ THE FORESTIAS by MQDC นับเป็นการเปลี่ยนสถานที่ที่ไม่มีใครนึกถึงให้เป็นผลงานศิลปะขนาดยักษ์ และสร้างสีสันให้กับบริเวณพื้นที่โครงการฯ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เตรียมวางแผนกลยุทธ์การตลาดและการสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโครงการ THE FORESTIAS – เดอะ ฟอเรสเทียส์ ไปยังกลุ่มชาวต่างชาติทั่วเอเชียอีกด้วย” นายวัสนัยกล่าวสรุป      
เติมพลังความสดใสให้กับชีวิตด้วยคอลเล็คชั่นใหม่จากอิเกีย

เติมพลังความสดใสให้กับชีวิตด้วยคอลเล็คชั่นใหม่จากอิเกีย

อิเกีย แนะนำคอลเล็คชั่นใหม่จากหลากหลายดีไซเนอร์ชื่อดัง ที่จะมาช่วยเติมพลังงานให้กับชีวิตประจำวัน พร้อมเริ่มต้นปีใหม่ เปิดรับสิ่งดีๆ ด้วยลวดลายกราฟิกและสีสันที่สดใส ตั้งแต่ปลอกผ้านวม ตู้ โคมไฟ และอุปกรณ์จัดเก็บของใช้ต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการจัดเก็บ แวะมาเพิ่มความสุข เติมไอเดียใหม่ๆ ในการแต่งบ้านด้วยคอลเล็คชั่นใหม่ๆ มากมายจากอิเกีย ที่มีครบทั้งดีไซน์ คุณภาพ ประโยชน์ใช้สอย และราคาที่ย่อมเยา   คอลเล็คชั่น SOMMARASTER/ซอมมารัสเตอร์ อบอุ่นกับลวดลายดอกไม้สดใสสไตล์เรโทร ออกแบบโดย Emma Hagman จาก Studio Kelkka ได้รับแรงบันดาลใจจากงานดีไซน์แบบสวีเดนยุค 1960 นำกลิ่นอายฤดูใบไม้ผลิมาสู่ห้องนอนด้วยชุดปลอกผ้านวมที่ทอจากผ้าฝ้าย 100% จากฝ้ายในแหล่งปลูกอย่างยั่งยืน ผ่านการปลูกอย่างพิถีพิถันและใส่ใจ ปลอกผ้านวม กว้าง 150 x ยาว 200 ซม. + ปลอกหมอน 2 ใบ ราคา 790 บาท   คอลเล็คชั่น NORDMELA/นูร์ดเมียลา ผู้ช่วยที่จะทำให้การจัดเก็บไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป ตู้ลิ้นชัก NORDMELA/นูร์ดเมียลา ตอบโจทย์การจัดเก็บได้ทุกห้องในบ้าน สะดวกแก่การเคลื่อนย้าย สามารถปรับใช้ได้ตามต้องการ หรือเพิ่มที่จัดเก็บเสริมจากโซลูชั่นที่มีอยู่แล้วก็ได้ ตู้ลิ้นชักพร้อมตู้แขวนเสื้อผ้า ราคา 8,990 บาท ตู้ 4 ลิ้นชัก แบบแนวนอน สามารถปรับใช้เป็นเก้าอี้นั่งได้ ราคา 7,990 บาท   คอลเล็คชั่น TISKEN/ทิสเก็น เนรมิตห้องน้ำให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุดโดยไม่ต้องเจาะกระเบื้องด้วยอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในห้องน้ำที่สามารถดูดติดผนังได้ ตั้งแต่จานรองสบู่และที่ใส่แปรงสีฟัน ที่แขวนม้วนกระดาษ รวมไปถึงที่เสียบฝักบัวและตะกร้า รับน้ำหนักได้มากถึง 3 กิโลกรัม ครบครันทุกฟังก์ชั่นการจัดเก็บในห้องน้ำ ชั้นเข้ามุมแบบดูดติดผนัง ราคา 299 บาท ตะขอแขวนแบบดูดติดผนัง ราคา 139 บาท (2 ชิ้น) ที่วางหัวฝักบัวแบบดูดติดผนัง ราคา 129 บาท   คอลเล็คชั่น YTTERBYN/อึตเตร์บึน เติมความสดใสให้ห้องครัวด้วยบานตู้ลายกราฟิกสไตล์ยุค 1970 ผลงานการออกแบบของ 10-Gruppen กลุ่มนักออกแบบที่ทรงอิทธิพลในสวีเดน เป็นที่รู้จักแพร่หลายด้วยแพทเทิร์นอันสะดุดตา เสริมแต่งห้องครัวให้ไม่จำเจกับชุดบานตู้ที่แต่ละบานมีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ แต่สามารถผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน บานตู้ กว้าง 40 x สูง 60 ซม. ราคา 1,250 บาท บานตู้ กว้าง 60 x สูง 60 ซม. ราคา 1,550 บาท   โคมแขวนเพดาน รุ่น GRIMSÅS/กริมสวส เปลี่ยนผนังห้องเรียบๆ ให้เป็นงานศิลปะ ด้วยการเล่นแสงและเงา มีให้เลือกสองแบบ ได้แก่ ลายฉลุดอกไม้สีขาวและลายฉลุปลาดาวสีเหลือง ออกแบบโดย Marcus Arvonen, Lisa Hilland และ Bea Szenfeld โคมแขวนเพดาน ขนาด 55 ซม. ราคา 1,390 บาท   คอลเล็คชั่น RABBLA/รับบลา เนรมิตให้การจัดเก็บเป็นเรื่องง่ายๆ ครบทั้งเรื่องความสวยงามและความยั่งยืน ปรับใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น ใช้เป็นอุปกรณ์จัดเก็บเสริมในตู้เสื้อผ้าได้อย่างลงตัว หรือจะใช้จัดเก็บในพื้นที่เปิดก็ได้ สามารถใช้เก็บของในห้องน้ำได้ เพราะทนความชื้นได้เป็นอย่างดี มีให้เลือกหลายขนาด มาพร้อมช่องเล็กๆ ที่ใช้เก็บของชิ้นเล็กอย่างถุงเท้า เครื่องประดับ ฯลฯ ทำจากไม้ไผ่และผ้าโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล แข็งแรงทนทาน และแน่นอนว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กล่องแบ่งช่อง ยาว 25 x กว้าง 35 x สูง 10 ซม. ราคา 499 บาท กล่องผ้าพร้อมฝาปิด กว้าง 25 x ลึก 35 x สูง 20 ซม. ราคา 590 บาท กล่องผ้าพร้อมฝาปิด กว้าง 35 x ลึก 50 x สูง 30 ซม. ราคา 790 บาท   คอลเล็คชั่น KNALLGUL/คนัลล์กุล แปลงโฉมโต๊ะทำงานให้สดใสไฉไลกว่าเดิมด้วยสีสันจากชุดเครื่องเขียน ซีรีส์ KNALLGUL/คนัลล์กุล ประกอบด้วย แผ่นรองเขียน สมุดโน้ต แพลนเนอร์ กล่องใส่เครื่องเขียน ฯลฯ แถมยังช่วยให้โต๊ะทำงานเป็นระเบียบ เปิดรับความคิดสร้างสรรค์ได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญ เหมาะกับคนรักษ์โลก เพราะกระดาษทั้งหมดได้มาจากแหล่งผลิตอย่างยั่งยืนหรือไม้ในพื้นที่ป่าที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล รีไซเคิลได้ 100% และใยกระดาษผ่านกระบวนการรีไซเคิลซ้ำได้ถึง 7 ครั้ง   พบคอลเล็คชั่นใหม่ๆ อีกมากมาย ได้ที่อิเกีย เมกาบางนา อิเกีย บางใหญ่ ที่เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต และศูนย์บริการสั่งซื้อและรับสินค้าอิเกีย จังหวัดภูเก็ต หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ IKEA.co.th        
เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ชี้ คอนโดฯ ริมหาดพัทยามาแรง “นาจอมเทียน” ฮอต

เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ชี้ คอนโดฯ ริมหาดพัทยามาแรง “นาจอมเทียน” ฮอต

เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ชี้คอนโดฯ ริมหาดพัทยามาแรง “นาจอมเทียน” ฮอต อัตราดูดซับสูงถึง 60% หนุน “รีเฟล็คชั่น จอมเทียน บีช พัทยา” กระแสตอบรับลูกค้าดีมาก คาดอนาคตตลาดอสังหาฯ พัทยาเติบโตต่อเนื่อง ดันราคาขายขึ้นแตะ 10-15% ต่อปี   เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ เผยคอนโดฯ ริมหาดพัทยาบูม ระบุ “นาจอมเทียน” มาแรง ปี’61 อัตราดูดซับสูงถึง 60% ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเป็นบ้านหลังที่สอง หนุน “รีเฟล็คชั่น จอมเทียน บีช พัทยา” คอนโดฯ ซุเปอร์ลักชัวรี่วิวทะเลบนหาดจอมเทียน กระแสตอบรับดีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ลูกค้าซื้อทั้งอยู่เองและปล่อยเช่า ผลตอบแทนปล่อยเช่าอยู่ที่ 5-6% และราคา Resale เติบโตสูงขึ้น 15% คาดอนาคตตลาดพัทยาเติบโตต่อเนื่อง ดันราคาขายปรับตัวสูงขึ้นอย่างน้อย 10-15% ต่อปี   คุณเพชรลดา พูลวรลักษณ์ กรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทำเลพัทยามีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ในโซนติดทะเล ซึ่งโซน นาจอมเทียนเป็นโซนที่มาแรงและน่าสนใจ เนื่องจากเป็นโซนที่มีดีมานด์สูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะเป็นโซนที่มีชายหาดบรรยากาศเงียบสงบและชายหาดทอดยาวมากกว่าโซนอื่นของพัทยา เหมาะแก่การพักผ่อน และที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการเปิดตัวของห้างสรรพสินค้า เทอร์มินอล21 พัทยา ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออกบนเนื้อที่กว่า 50 ไร่ มีการคัดสรรร้านค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้มากที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งการันตีได้ถึงการเติบโตและพัฒนาของที่ดิน จึงทำให้โซนนี้มีโครงการเปิดใหม่ค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่เป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 130,000 บาท ต่อตารางเมตร ทั้งนี้ โดยภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมพัทยามีอัตราการดูดซับที่ดี ในครึ่งปีหลัง 2561มีอัตราการดูดซับสูงถึง 60% ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเป็นบ้านหลังที่สองหรือบ้านสำหรับพักผ่อนช่วงวันหยุด และด้วยเหตุที่โซนนาจอมเทียนได้รับความนิยมนี้เอง จึงส่งผลให้โครงการ “รีเฟล็คชั่น จอมเทียนบีช พัทยา” (Reflection Jomtien Beach Pattaya) คอนโดมิเนียมซุเปอร์ลักชัวรี่วิวทะเลบนหาดจอมเทียน จำนวนทั้งหมด 333 ยูนิต มูลค่าโครงการ 3,300 ล้านบาท ได้รับการตอบรับที่ดีมาก   “โครงการรีเฟล็คชั่น จอมเทียนบีช พัทยา เป็นคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ติดชายหาด ชูจุดเด่นด้วยการออกแบบที่ โดดเด่นเฉพาะตัว ในสไตล์ศิลปะร่วมสมัย ตกแต่งด้วยกระจกแบบ Full Height Glass ให้ทุกยูนิตสามารถชมวิวทะเลได้แบบ 180 องศา ขณะที่ราคาไม่ได้สูงมากนัก เริ่มต้นเพียง 99,000 บาท/ตร.ม.เท่านั้น จึงทำให้ตั้งแต่เปิดโครงการมาได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งลูกค้าชาวต่างชาติที่ซื้อ ได้แก่ ลูกค้าชาวจีน อังกฤษ และฝรั่งเศส สำหรับเหตุผลในการซื้อนั้น ลูกค้าชาวไทยส่วนใหญ่เป็นครอบครัว และซื้อเพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 ขณะที่ลูกค้าชาวต่างชาติเป็นกลุ่มเกษียณอายุ ซึ่งมีทั้งซื้อเพื่ออยู่เองและปล่อยเช่า โดยแบบห้องที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อเป็นอย่างดี คือ แบบขนาด 3 ห้องนอน ขนาด 217.55 – 217.85 ตร.ม. เพราะเป็นห้องขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับการเข้าพักได้หลายคน และตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้เช่า โดยโครงการมีผลตอบแทนการปล่อยเช่าที่ดีเฉลี่ย 5-6 % และมีราคา Resale เติบโตสูงขึ้นเกือบ 15% ตอบโจทย์กลุ่มนักลงทุน ทั้งนี้เพื่อเป็นการมอบของขวัญให้แก่ลูกค้าในช่วงก่อนที่จะถึงมาตรการรัฐนี้ เมเจอร์ฯ จึงได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ ราคาพิเศษเริ่ม 6.5 ล้านบาท ฟรี! ทุกค่าใช้จ่ายวันโอน ซึ่งลูกค้าไม่ควรพลาด เพราะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะได้เป็นเจ้าของคอนโดฯ     ริมหาดวิวทะเลที่ดีที่สุดในโซนนาจอมเทียน พัทยา โดยสิทธิพิเศษเริ่มมอบตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มี.ค.นี้เท่านั้น” คุณเพชรลดา กล่าว   สำหรับแนวโน้มการเติบโตของพัทยา คุณเพชรลดา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตลาดอสังหาฯ พัทยายังเติบโตต่อไปได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยบวกแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) และการขยายตัวของสนามบินอู่ตะเภาที่ตอนนี้รองรับผู้โดยสารได้ 3 ล้านคนต่อปี และมีแผนการพัฒนาเพิ่มเป็น 15 ล้านคนต่อปีภายในปี 2023 โดยเป็นทั้งDomestic และ International Airport รองรับชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศจีน มาเลเซียและรัสเซีย ซึ่งจะทำให้ชาวต่างชาติเดินทางมาพัทยาได้ง่ายขึ้น ประกอบกับกำลังซื้อจากต่างประเทศที่ยังสนใจอสังหาฯ ในพัทยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจีน รัสเซีย และยุโรปหลายประเทศ จึงคาดว่าในอนาคตตลาดอสังหาฯ พัทยาจะมีดีมานด์สูงขึ้นต่อไปอีก และคาดว่าราคาขายจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างน้อย 10-15% ต่อปี”          
พฤกษา พร้อมส่งมอบ “เดอะทรี สุขุมวิท 71-เอกมัย” มูลค่า 2,600  ล้านบาท

พฤกษา พร้อมส่งมอบ “เดอะทรี สุขุมวิท 71-เอกมัย” มูลค่า 2,600 ล้านบาท

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท แวลู และ นายธิติพัทธ์ อดิลักษณ์ธราดล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม 1 บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) จัดงานปาร์ตี้ Glowing In The Air บนชั้นดาดฟ้าโครงการ “เดอะทรี สุขุมวิท 71-เอกมัย” ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ 100% ที่เปิดให้สื่อมวลชนเข้าชมความสวยงามของโครงการในช่วงยามเย็น โดยไฮไลท์ของโครงการคือจุดชมวิว “Observation Deck” ที่เป็นระเบียงแก้วกลางอากาศ และมีพื้นกระจกใสบนชั้นดาดฟ้า ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมแห่งแรกของพฤกษาที่สามารถชมวิวเมืองได้ถึง 720 องศา   “เดอะทรี สุขุมวิท 71-เอกมัย” เป็นคอนโดมิเนียมสูง 33 ชั้น จำนวน 886 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 2,600 ล้านบาท มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกแบบจัดเต็มอีกทั้งยังใช้วัสดุตกแต่งหรูหราเหนือระดับ พร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าชมเพื่อสัมผัสบรรยากาศจริงที่โครงการได้แล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลโทร 1739 หรือ pruksa.com      
LPN ผนึก นายณ์ เอสเตท พัฒนาอาคารสำนักงานให้เช่าริมถนนพระราม 4

LPN ผนึก นายณ์ เอสเตท พัฒนาอาคารสำนักงานให้เช่าริมถนนพระราม 4

LPN จับมือ นายณ์ เอสเตท พันธมิตรที่แข็งแกร่ง รุกตลาดอาคารสำนักงานตามกลยุทธ์การกระจายรายได้ ลดความเสี่ยงจากปัจจัยรุมเร้าตลาดคอนโด จัดตั้ง “บจก.ดลศิริ ดีเวลลอปเม้นท์” พัฒนาออฟฟิศริมถนนพระราม 4 มูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท   ลุมพินี ทาวเวอร์ : นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทแอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) ประกาศแผนร่วมทุนกับบริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด (NYE) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ จัดตั้งบริษัทใหม่ “บริษัท ดลศิริ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด” ในสัดส่วนการลงทุน 50 : 50 เพื่อร่วมพัฒนาอาคารสำนักงานและร้านค้าปลีกให้เช่า บนทำเลศักยภาพริมถนนพระราม 4 ซึ่ง LPN ได้มาบุกเบิกทำเลนี้เป็นรายแรกในปี 2532 ภายใต้การพัฒนา “ลุมพินี ทาวเวอร์” Office Condo แห่งแรก และเป็นโครงการแรกของบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง   ปัจจุบัน ตลาดอาคารสำนักงานยังมีความต้องการสูงมาก โดยเฉพาะอาคารสำนักงานที่มีคุณภาพในทำเลใจกลางเมือง ซึ่งถนนพระราม 4 นับว่ามีการเติบโตในอัตราก้าวกระโดดในช่วง 2-3 ที่ผ่านมา และจะเป็นอีกหนึ่ง New CBD ที่สำคัญเพราะเป็นเขตเชื่อมต่อระหว่าง CBD ชั้นใน เช่น สีลม สาทร พระราม 3 กับย่านราชประสงค์ เพลินจิต และสุขุมวิท รวมทั้งมี Mass Transit ขนาดใหญ่ เช่น สถานีรถไฟลอยฟ้า (BTS) สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) และทางด่วน จึงเห็นการพัฒนามิกซ์ยูสขนาดใหญ่และโครงการอาคารชุดพักอาศัยเกรด A ในย่านนี้สูงมากตลอดแนวถนน เช่น โครงการ One Bangkok หรือ สามย่านมิตรทาวน์ ของค่าย TCC Group อาคารชุดพักอาศัยเกรด A ทั้งจากบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งในรูปแบบ Freehold (ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์) และ Leasehold (การเช่าซื้อในระยะยาว) ซึ่งอาคารสำนักงานเกรด A ปัจจุบันจะมีอัตราค่าเช่าเฉลี่ย 1,000 บาทต่อตร.ม. นับเป็น Fixed Cost หรือต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูง ทำให้อาคารสำนักงานเกรด B ในระดับราคาเช่าเพียง 600 บาทต่อตร.ม. เป็นที่ต้องการของตลาดซึ่งรอดีเวลลอปเปอร์ที่มีประสบการณ์มาพัฒนา   “LPN และ นายณ์ เอสเตท เคยทำงานร่วมกันมา และต่างรู้จุดแข็งของกันและกัน การร่วมทุนในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทร่วมทุนทั้งสองในการนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาประสานเพื่อพัฒนาโครงการที่ช่วยสร้างรายได้ประจำในรูปแบบของเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงจากสภาวะการแข่งขันและปัจจัยลบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งบริษัทยังใช้เงินลงทุนจากกระแสเงินสดในการดำเนินธุรกิจของบริษัท และการกู้เงินที่เงื่อนไขในการกู้จะไม่กระทบต่อการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นของ LPN แต่อย่างใด”   โครงการอาคารสำนักงานให้เช่าภายใต้การพัฒนาของ “บริษัท ดลศิริ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด” นี้ จะเป็นแบรนด์ใหม่บนที่ดินริมถนนพระราม 4 ทำเลที่มีศักยภาพขนาด 3 ไร่ 7.5 ตารางวา ระยะเวลาการเช่า 55 ปี ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ตรีคชา จำกัดประกอบด้วย พื้นที่ใช้ประโยชน์รวม 22,600 ตร.ม. แบ่งเป็นพื้นที่สำนักงานประมาณ 21,000 ตร.ม. และพื้นที่ร้านค้าประมาณ 1,600 ตร.ม. ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจให้แก่บริษัทผู้เช่าเป็นอย่างดี   สำหรับความร่วมมือที่ผ่านมา LPN ได้ร่วมทุนภายใต้บริษัท “บริษัท กมลา ซีเนียร์ ลิฟวิ่ง จำกัด” กับบริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาโครงการไลฟ์สไตล์ซีเนียร์ลิฟวิ่ง (Lifestyle Senior Living Village) ระดับพรีเมี่ยมที่จังหวัดภูเก็ต มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่าง ๆ ระดับห้าดาว เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ภายใต้การบริหารจัดการโดยทีมงานมืออาชีพจากต่างประเทศ      
“อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์” เฟอร์นิเจอร์สัญชาติอังกฤษ เปิดแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ใจกลางกรุง

“อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์” เฟอร์นิเจอร์สัญชาติอังกฤษ เปิดแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ใจกลางกรุง

บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สบช่องว่างตลาดเซกเม้นต์ Accessible Luxury เดินหน้าเปิดตัวเฟอร์นิเจอร์น้องใหม่สไตล์อิเคล็กทิกภายใต้แบรนด์ “อเล็กซานเดอร์แอนด์เจมส์” (Alexander & James) แบรนด์ดังสัญชาติอังกฤษ พร้อมสยายปีกบุกตลาดเอเชียเต็มสูบ เปิดแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ใจกลางกรุงรองรับลูกค้ากำลังซื้อสูงทั่วเอเชีย เชื่อปัจจัยหนุนรอบด้านเอื้อโอกาสทองอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์มั่นใจแบรนด์ติดลมบนครองใจมหาชนภายใน 1 ปี   คุณพิมล ศรีวิกรม์ ประธานกรรมการ บริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  “อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ เป็นแบรนด์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูง มีกลิ่นอายของความเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบอังกฤษอย่างเห็นได้ชัด ตลาดส่งออกมีกลุ่มลูกค้าที่มองหาเฟอร์นิเจอร์สไตล์นี้อยู่มาก ซึ่งมีความโดดเด่นแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เดิมทีเราได้วางกลยุทธ์ไว้ด้วยการไปออกงานแสดงสินค้าที่ประเทศจีนและประเทศสิงคโปร์ปีละครั้ง ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น ไทย เกาหลี ไต้หวัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และแม้กระทั่งในประเทศจีนเองก็ตาม เพราะตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดในแถบเอเชียยังคงเป็นประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อ  สูงมากอย่างต่อเนื่องและมีความเคลื่อนไหวของเทรนใหม่ๆ หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา มีกลุ่มลูกค้าที่เป็นระดับพรีเมี่ยมถึงไฮเอนด์เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของแบรนด์ อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ เราวางแผนเพื่อรองรับลูกค้าทั้งในประเทศไทยและจากทั่วภูมิภาคเอเชียที่สนใจผลงานสามารถมาเยี่ยมชมโชว์รูมของเราได้สะดวก โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงที่ประเทศอังกฤษ ด้วยการสร้างแฟลกชิปสโตร์แห่งแรกบริเวณใจกลางกรุงเทพฯ และที่นี่จะเป็นต้นแบบของโชว์รูม และแกลลอรี่สำหรับโชว์สินค้ารุ่นใหม่ๆ ของอเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ตลอดทั้งปี เนื่องด้วยประเทศไทย มีจุดแข็งหลายประการ ทั้งด้านทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพในการส่งออกไปทั่วภูมิภาค และทำให้เราลดค่าใช้จ่ายในการออกงานแสดงที่จีนและสิงคโปร์ได้อีกด้วย สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านแนวราบแม้มีแนวโน้มการซื้อขายในอัตราชะลอตัวต่ำกว่าปีก่อนๆ แต่สิ่งที่เติบโตและมีแนวโน้มที่ดี คือ โครงการมิกซ์ยูสและธุรกิจโรงแรม ซึ่งมีโครงการใหญ่ๆ เกิดขึ้นใหม่ในหลายพื้นที่ นอกจากการใช้งานภายในที่อยู่อาศัยแล้ว โซฟาของอเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ก็ยังเหมาะสำหรับใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งออฟฟิศหรือโรงแรมได้อีกด้วย โดยการออกแบบของเราเน้นความคิดสร้างสรรค์และแปลกใหม่ รวมถึงความยืดหยุ่นในการเลือกวัสดุและสีให้เข้ากับอาคารได้หลากหลายสไตล์ เป้าหมาย  ในปีนี้เราอยากให้แบรนด์อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์เป็นที่จดจำอย่างกว้างขวางในตลาด เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น กลุ่มลูกค้าที่ได้รู้จักเราแล้วเมื่อถึงเวลาที่พร้อมก็จะกลับมาซื้อของเราแน่นอน”     คุณมาร์ค อเล็กซานเดอร์ สมิทธ์ (Mark Alexander Smith) ผู้ก่อตั้งและดีไซน์เนอร์ เปิดเผยว่า “แบรนด์อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส เปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.2013 ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อเริ่มก่อตั้งเราเน้นขายสินค้าในประเทศอังกฤษ  ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง มีอัตราการเติบโตของธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดยในปีนี้ ก็มีถึง 50 ร้านที่มีการจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ของอเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์อยู่ทั่วอังกฤษ เราวางตำแหน่งให้ แบรนด์เป็น Accessible Luxury คือ ความโก้หรูที่ทุกคนเข้าถึงได้ จุดแข็งของเรา คือ ดีไซน์และสีที่โดดเด่นเป็น        เอกลักษณ์ ผ่านการออกแบบจากประเทศอังกฤษ มีสไตล์เป็นของตัวเองอย่างเด่นชัด รวมถึงการเลือกสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นหนังวัวแท้จากบราซิล ผ้าจากอิตาลีและฝรั่งเศส กำมะหยี่จากแบรนด์วิลเลียม มอร์ริส (William Morris) กระทั่งโครงสร้างที่เป็นไม้ยางพาราจากป่าที่ปลูกในประเทศไทยซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งต้นกำเนิดยางพาราที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก สำหรับในประเทศไทยเองก็มีจุดแข็งหลายประการ ทางด้านโลเคชั่นที่มีศักยภาพในการส่งออกไปทั่วภูมิภาค มีช่องว่างทางตลาดและอัตราการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์เอเชียที่สูงขึ้น การมีฮับใหญ่ในประเทศไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตที่มีคุณภาพจะทำให้เราได้เปรียบในเรื่องของความเป็นเจ้าถิ่น ผนวกกับฝีมือของคนไทยที่มีความปราณีตอ่อนช้อยที่สำคัญเราสามารถควบคุมเรื่องต้นทุนของสินค้าได้ ทำให้ลูกค้าสามารถได้รับสินค้าที่มีคุณภาพสูงแต่ยังคงไว้ซึ่งสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญของเรา”   “สำหรับภาพรวมตลาดและอัตราการเติบโตของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์มีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี เนื่องจากไม่ว่าเศรษฐกิจ หรือสภาพดินฟ้าอากาศจะเป็นอย่างไร ผู้คนก็ยังคงต้องใช้เฟอร์นิเจอร์เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน อาจจะมีชะลอตัวบ้าง เมื่อมีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นแต่ไม่นานตลาดจะฟื้นตัวกลับมา สำหรับประเทศไทย เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามีความไม่แน่นอนสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ด้านการค้ากับประเทศจีน ทำให้ลูกค้าต่างประเทศที่เคยใช้สินค้านำเข้าจากประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก หันมาหาซัพพลายเออร์จากประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียแทน และจะเป็นการเปิดโอกาสให้ อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ ที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย มีโอกาสขยายตัวในตลาดส่งออกมากขึ้น สำหรับตลาดเฟอร์นิเจอร์ระดับล่างอาจจะเผชิญกับเศรษฐกิจในประเทศอยู่บ้างที่อาจจะทำให้การจับจ่ายใช้สอยชะลอตัว แต่ตลาดเฟอร์นิเจอร์เซกเมนต์ระดับบน การเลือกซื้อสินค้าจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจเป็นหลัก ดังนั้น เราจึงมีความมั่นใจว่าเฟอร์นิเจอร์ของเราจะตอบโจทย์ตรงนี้ได้”      คุณพิมล ศรีวิกรม์ กล่าวทิ้งท้าย     เชิญสัมผัสบริบทใหม่แห่งการตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ชั้นนำสัญชาติอังกฤษที่สะท้อนรสนิยมแห่งการอยู่อาศัยอย่างมีระดับ ด้วยเอกลักษณ์โดดเด่น ชวนหลงใหล พร้อมด้วยบริการสุดพิเศษแบบออนดีมานด์ เฟอร์นิเจอร์ (On-Demand Furniture) ที่สามารถเลือกสรรและปรับให้เหมาะสมกับขนาดของพื้นที่และความชอบของผู้อยู่อาศัย เพลิดเพลินกับการเลือกสีที่ใช่ วัสดุที่ชอบ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบชั้นเลิศหนึ่งเดียวในโลกในสไตล์ที่เป็นคุณได้แล้ววันนี้ที่แฟลกชิปสโตร์ อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์  สุขุมวิท 39        
ดี เวล แกรนด์แอสเสท ฉลอง ARNA EKAMAI คว้ารางวัลอินเตอร์ จองบ้านได้รถ Porsche Macan

ดี เวล แกรนด์แอสเสท ฉลอง ARNA EKAMAI คว้ารางวัลอินเตอร์ จองบ้านได้รถ Porsche Macan

ดี เวล แกรนด์แอสเสท เชื่ออสังหาฯปีหมูกทม.และปริมณฑลยังไปได้ ชูกลยุทธ์บูทีค ดีเวลลอปเปอร์-พัฒนาโครงการดีไซน์แตกต่างอย่างมีสไตล์ ฉลอง ARNA EKAMAI คว้ารางวัลอินเตอร์ จองบ้านได้รถ Porsche Macan มูลค่า 5 ล้าน 2-3 มี.ค.นี้!!   ดี เวล แกรนด์แอสเสท ชี้อสังหาฯปี 62 หลายปัจจัยส่งให้ผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ข้อมูลแม่นยำขึ้นชี้กทม. ปริมณฑลและเมืองใหญ่ยังเติบโต เปิดกลยุทธ์รุกตลาดปีหมูตอกย้ำภาพบูทีค ดีเวลลอปเปอร์ พัฒนาโครงการดีไซน์เอกลักษณ์ จับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่สไตล์เฉพาะตัว เตรียมเปิดตัว 4 โครงการ รวมมูลค่า 1,000 ล้านบาท ต่อยอดฉลองความสำเร็จโครงการ ARNA EKAMAI บ้านเดี่ยว 3 - 4 ชั้น ระดับ Super Luxury คว้ารางวัล “International Property Award 2018” ประเภท Best Residential Property Asia Pacific จัดงาน Masterpiece showcase จองบ้านได้รถ Porsche Macan มูลค่า 5 ล้านบาท 2-3 มี.ค.นี้ !!     นายถวนันท์ ธเนศเดชสุนทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเวล แกรนด์แอสเสท จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2562 อ้างอิงจากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญยังคงมีการเติบโต โดยในส่วนความต้องการที่อยู่อาศัยแนวสูงเติบโตในเขตใจกลางเมืองตามแนวรถไฟฟ้ามาจากกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงบน รวมถึงกำลังซื้อของชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน ที่ชื่นชอบโครงการย่านสุขุมวิทและรัชดาส่วนโครงการแนวราบ มีการขยายตัวในเขตชานเมือง กรุงเทพฯและปริมณฑลรวมถึงตัวเมืองของจังหวัดท่องเที่ยวหลักในภาคใต้ นอกจากนี้พบว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯส่วนหนึ่งเริ่มหันมาทำโครงการที่สร้างรายได้ประจำ เช่นอพาร์ทเม้นท์โครงการMixed Use หรือ อาคารเชิงพาณิชย์แทนการทำโครงการที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียวเพื่อใช้ประโยชน์จากที่ดินราคาสูงให้คุ้มค่ามากขึ้น   อย่างไรก็ดีมีหลายปัจจัยจากทั้งในและนอกประเทศ ที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์และวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแม่นยำ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติออกมาตรการคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย กำหนดเพดานสินเชื่อตามมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value : LTV)  แนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ย ไปจนถึงการเลือกตั้งภายในประเทศ เป็นต้น สำหรับบริษัท ดี เวล แกรนด์แอสเสท จำกัด ในฐานะบูทีค ดีเวลลอปเปอร์ ยังคงยึดกลยุทธ์พัฒนาโครงการที่มีดีไซน์เฉพาะตัว รองรับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่มีสไตล์ นิยมแบบฉบับของตัวเอง ชอบความแตกต่างไม่ซ้ำแบบใคร โดยโครงการที่จะเปิดในปีนี้ ประกอบด้วย โครงการAIRES Rama 9, AIRES Ratchada 19, AIRES Ramkhamhaeng, โครงการย่านบางนารวม 4 โครงการ มูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท และบริษัทเตรียมจัดงาน The Masterpiece Showcase ในวันที่ 2-3 มี.ค.นี้ เพื่อฉลองให้กับโครงการ ARNA EKAMAI (อาณา เอกมัย)     บ้านเดี่ยว 3 - 4 ชั้น ระดับ Super Luxury ที่คว้ารางวัล“International Property Award 2018” ประเภท Best Residential Property Asia Pacific โดยมีการนำ Masterpiece รถ Porsche Macanโมเดลใหม่ล่าสุด ปี 2562 มูลค่า 5 ล้านบาท มาโชว์ในงาน ณ ที่ตั้งโครงการให้ได้สัมผัสรถจริง โดยหากลูกค้าจองบ้านภายในวันงานก็จะได้รถรุ่นนี้ไปขับเลย   “กลยุทธ์ของดีเวล แกรนด์แอสเสท คาแรคเตอร์ของเราคือ บูทีค ดีเวลลอปเปอร์ หมายถึงดีเวลลอปเปอร์มืออาชีพ ที่มีจุดยืนการพัฒนาโครงการด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่มีรสนิยมชอบความแตกต่างไม่ซ้ำแบบใคร ซึ่งกลุ่มเป้าหมายก็สะท้อนจากคาแรกเตอร์ของดีเวลฯนั่นเอง โครงการที่จะเปิดในปีนี้ ประกอบด้วย โครงการAIRES Rama 9, AIRES Ratchada 19, AIRES Ramkhamhaeng, โครงการย่านบางนารวม 4 โครงการ มูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท ซึ่งเรามีความมั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากฐานลูกค้าของเรา โดยจะเห็นได้จากการที่โครงการอาณา เอกมัย ได้รับรางวัล International Property Award 2018” ประเภทBest Residential Property Asia Pacific เป็นความภูมิใจของทีมงานในฐานะคนที่ตั้งใจทำงาน เราจึงจัดงานThe Masterpiece Showcase เพื่อฉลองความสำเร็จ โดยผู้ที่จองบ้านจะได้รถ Porsche Macanมูลค่า 5 ล้านบาทรุ่นใหม่ล่าสุด ปี 2562 เป็นรถยนต์ SUV คอมแพครูปลักษณ์ใหม่ที่มีระบบสื่อสารและอุปกรณ์เสริมที่อำนวยความสะดวก เหมาะสำหรับเจ้าของบ้านอาณา เอกมัย แน่นอน”นายถวนันท์ กล่าว     โครงการ ARNA EKAMAI บ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบแห่งการพักอาศัยบนทำเลใจกลางเมือง  ออกแบบอย่างใส่ใจในทุกรายละเอียดตั้งแต่ฟังก์ชั่นการอยู่อาศัยไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมียมทำเลที่ตั้งโครงการเชื่อมต่อโซนธุรกิจและสุดยอดย่านไลฟ์สไตล์คนเมือง ถนนสายสำคัญ สามารถเข้า-ออกหลายทาง โดยเชื่อมต่อทั้งสุขุมวิท-เอกมัย-ทองหล่อ รวมถึงโครงข่ายทางด่วนและรถไฟฟ้า  บนขนาดพื้นที่เกือบ 2 ไร่ ราคา 32-55 ล้านบาท สำหรับที่สุดแห่งเอ็กซ์คลูซีฟเพียง 11 ครอบครัว ที่มาพร้อมพื้นที่ใช้สอยมากสุดถึง 420 ตร.ม. ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองที่ต้องการขยับขยายที่พักอาศัย  จากคอนโดสู่บ้านเดี่ยว โดยมี 3 type ให้เลือกแบบ A ที่ดินขนาด 36 - 39 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 360 ตร.ม. จำนวน 4 หลัง, แบบ B ที่ดินขนาด 45 - 51 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 407 ตร.ม. จำนวน 2 หลัง และแบบ C ที่ดินขนาด 57 - 69 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 400 ตร.ม. จำนวน 5 หลัง เป็นบ้านขนาด 4 ห้องนอน, 5 ห้องน้ำทั้งหมด, 2 ห้องครัว ทั้งครัวไทยและครัวฝรั่ง, มีห้องแม่บ้าน 1 - 2 ห้อง, ลิฟท์ส่วนตัว, สวนส่วนตัว จอดรถ 3 - 4 คัน เป็นโครงการที่ได้รับรางวัลการันตีมากมาย รวมแล้วถึง 5 รางวัล ทุกรางวัลล้วนการันตีในความสำเร็จและสร้างความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างดี โครงการจะจัดงาน The Masterpiece Showcaseในวันที่ 2-3 มีนาคมนี้ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 061-662-6565 หรือ www.arna-ekamai.com      
ออลล์ อินสไปร์ ฉีกทุกกฎทาวน์โฮม เปิดตัว เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว - นวมินทร์

ออลล์ อินสไปร์ ฉีกทุกกฎทาวน์โฮม เปิดตัว เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว - นวมินทร์

ออลล์ อินสไปร์ ฉีกทุกกฎทาวน์โฮม เปิดตัว เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว - นวมินทร์ ทาวน์โฮมความสุขไซส์ XL ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง   บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ประเดิมต้นปีตอบสนองดีมานด์ด้วยการรุกเปิดตัวโครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว - นวมินทร์ ฉีกทุกกฎทาวน์โฮมเดิมๆ กับทาวน์โฮม 3 ชั้น ภายใต้แนวคิด “XL สเปซ XL ความสุข” ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง ครบทุกฟังก์ชั่น อาทิ ถนนในโครงการกว้าง 12 เมตร พื้นที่ใช้สอยในบ้านเทียบเท่าบ้านเดี่ยวสูงสุด 220 ตร.ม. ห้องผู้สูงอายุชั้น 1 พร้อมหน้าต่างระบายอากาศเพื่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย หน้าต่างภายในบ้านขนาดกว้างพิเศษเพื่อรับแสงและลมประหยัดพลังงาน ห้องน้ำเพียงพอต่อทุกคนในบ้านในเวลาเร่งด่วน ต่อเติมหลังคาลานจอดรถฟรีเพื่อประโยชน์การใช้สอยและความสวยงามในโครงการ พร้อมความสุขเต็มอิ่มกับคลับเฮ้าส์และสวนสาธารณะขนาดใหญ่ คุ้มสุดบนทำเล ลาดพร้าว - นวมินทร์ เริ่มต้นที่ 2.79 ล้านบาท     นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์บนพื้นที่ในรัศมีสถานีขนส่งมวลชนระบบรางและทำเลอื่นที่มีศักยภาพ พร้อมๆ ไปกับการพัฒนาและออกแบบโครงการที่เป็นเอกลักษณ์และมุ่งเน้นให้ผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิตได้จริงอย่างต่อเนื่องต่อไป ตามแนวคิด “Class of Living” ชีวิตที่มีระดับ คือชีวิตที่คุณเลือกเอง โดยเปิดฤกษ์ไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัท ออลล์ อินสไปร์ฯ นำร่องเปิดตัว แนวราบ นั่นคือ โครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว-นวมินทร์ ทาวน์โฮม 3 ชั้น ที่ฉีกทุกกฎทาวน์โฮม เหมาะสำหรับชีวิตคนเมือง   มีกำหนดเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยบริษัท ออลล์ อินสไปร์ฯ มองเห็นถึงศักยภาพของทำเลย่านนวมินทร์พบว่า ความหนาแน่นของประชากรเพิ่มขึ้น ดีมานด์ที่อยู่อาศัยในย่านนี้ยังมีอย่างต่อเนื่อง และการขยายตัวของระบบรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำเลนวมินทร์จึงยังคงความน่าสนใจและเหมาะกับผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบ ดังนั้นโครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว - นวมินทร์ จึงถูกออกแบบมาในคอนเซ็ปของทาวน์โฮม 3 ชั้น ภายใต้แนวคิด “XL สเปซ XL ความสุข” ที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง (XL Urban Life) ใน 4 องค์ประกอบหลักของการใช้ชีวิต ได้แก่   1) XL Designing Life: ทาวน์โฮมที่มีหน้ากว้าง 5 และ 5.5 เมตร ภายในมีพื้นที่ใช้สอยกว้างพิเศษ สูงสุด 220 ตร.ม. โดยที่ทุก ตร.ม.ของบ้านออกแบบให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตามไลฟ์สไตล์ทั้งเพื่อการพักผ่อนอย่างห้องผู้สูงอายุชั้น 1 พร้อมหน้าต่างระบายอากาศ มาพร้อม Shower Room ในห้องน้ำชั้น 1 หรือจะปรับเปลี่ยนเป็นห้องทำงานหรือห้องเก็บของ นอกจากนี้ยังคำนึงถึงความสะดวกอื่นๆ ในการอยู่อาศัยภายในบ้าน เช่น หน้าต่างภายในบ้านขนาดกว้างพิเศษเพื่อรับแสงและลมให้เกิดการประหยัดพลังงาน ห้องน้ำเพียงพอต่อทุกคนในบ้านในเวลาเร่งด่วน การต่อเติมหลังคาลานจอดรถฟรี เพื่อประโยชน์การใช้สอยและความสวยงามในโครงการ  ทั้งยังเพิ่มความคล่องตัวของการจราจรในโครงการด้วยถนนกว้าง 12 เมตร  2) XL Smart Life: สิ่งอำนวยความสะดวกให้ลูกบ้านด้วยพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ Co-Working Space และ RFID Easy pass เข้าออกโครงการด้วยระบบอัตโนมัติพร้อมแยกทาง เข้า – ออก ระหว่างลูกบ้านกับผู้มาติดต่อเพื่อความสะดวกและปลอดภัย 3) XL Well - Being Life: อาทิ สระว่ายน้ำระบบเกลือ ห้องออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์ระดับมาตรฐาน สนามเด็กเล่นเพื่อการเสริมสร้างพัฒนาการและความสนุก สวนส่วนกลางขนาดใหญ่ ทางวิ่งเพื่อสุขภาพ และระบบความปลอดภัยคุณภาพสูง 4) XL Quality Life: สังคมและชีวิตคุณภาพ เอกสิทธิเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการของออลล์ อินสไปร์ เช่น การเป็นสมาชิก Inspire Hub รับสิทธิพิเศษตลอดทั้งปี ทั้งชมคอนเสิร์ตและชิมอาหารระดับมิชลินสตาร์ฟรี เป็นต้น หรือ การใช้สิทธิพื้นที่พักผ่อนกลางเมืองที่สยามพารากอน โครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว - นวมินทร์ ตั้งอยู่ในซอยนวมินทร์ 85 บนพื้นที่โครงการ 33–0-08 ไร่ จำนวน 308 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท เริ่มต้นที่ 2.79 ล้านบาท ครบทุกฟังก์ชั่น เหมาะทั้งที่จะซื้อเป็นบ้านหลังแรกและเหมาะกับผู้ที่ต้องการขยับขยายครอบครัวให้ใหญ่ขึ้น บนทำเลที่การเดินทางสะดวกสบาย ใกล้ทางด่วน รามอินทรา–อาจณรงค์และวงแหวนกาญจนาภิเษก ใกล้ศูนย์การค้าและแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ เซ็นทรัลเฟสติวัลอีสต์วิลล์ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ คริสตัล พาร์ค เดอะ วอล์ค เกษตรนวมินทร์ เดอะมอลล์บางกะปิ แฟชั่นไอส์แลนด์ และใกล้สถานศึกษาและโรงพยาบาลชั้นนำ เช่น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) โรงเรียนเลิศหล้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนสตรีวิทยา 2 โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล นวมินทร์ โรงพยาบาลรามคำแหง และโรงพยาบาลเวชธานี ทั้งนี้ในวันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 จะเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ ลูกค้าที่เข้าเยี่ยมชมและจองโครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว-นวมินทร์ จะได้รับส่วนลดสูงสุด 450,000 บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02 029 9999 หรือ www.allinspire.co.th  “บริษัท ออลล์ อินสไปร์ฯ เชื่อมั่นว่า โครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว-นวมินทร์ ตอบโจทย์ “สเปซแห่งความสุข” ของผู้อยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง เพราะผู้ซื้อให้ความสำคัญกับคุณภาพของโครงการและชื่อเสียงของผู้พัฒนาโครงการ เป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจ” นายธนากรกล่าวปิดท้าย
แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2562

แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2562

ซีบีอาร์อี บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลก เผยแนวโน้มปี 2562 ว่าตลาดอสังหาฯในกรุงเทพมหานครจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก ทั้งด้านการชะลอตัวของตลาดในหลายๆ ภาคอสังหาริมทรัพย์และซัพพลายใหม่จำนวนมากที่กำลังจะออกสู่ตลาด   การแข่งขันในการหาที่ดินแบบมีกรรมสิทธิ์ถาวรหรือฟรีโฮลด์ในทำเลที่หายากในย่านใจกลางเมืองยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง   อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดใหม่ๆ รวมถึงผังเมืองกรุงเทพฯ ใหม่ที่กำลังจะประกาศใช้ในปี 2563 นี้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้ต้องกลับมาประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง   กฎข้อบังคับใหม่และความไม่แน่นอน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหลายประการด้วยกัน ทั้งมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่เข้มงวดมากขึ้น  การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้  รวมถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ และผังเมืองใหม่ของกรุงเทพฯ ที่   ผังเมืองใหม่ของกรุงเทพฯ และภาษีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ที่คาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2563 ยังคงอยู่ขั้นตอนการวางแผนและยังไม่เสร็จสิ้น การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคาดว่าจะเกิดขึ้นในทำเลที่เป็นจุดเชื่อมต่อของเส้นทางรถไฟฟ้า   การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยเช่นกัน   ความท้าทายในตลาดส่งออกและการท่องเที่ยว ตลาดส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคธุรกิจสำคัญต่อการผลักดันเศรษฐกิจไทย จะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายประการในปีนี้   ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมส่งออกของไทยในด้านบวกหรือลบ รวมถึงการดึงดูดให้ชาวจีนกลับเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยหลังเหตุการณ์เรือล่มในภูเก็ตก็ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุดสำหรับภาคการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ปริมาณนักท่องเที่ยวจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนจะเป็นตัวช่วยบ่งชี้ถึงทัศนคติของนักท่องเที่ยวจีนที่มีต่อไทย   ซีบีอาร์อีเชื่อว่าตลาดการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ จะสามารถฟื้นคืนกลับสู่สภาวะเดิมได้อย่างรวดเร็วแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากปริมาณนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ดังเช่นเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองหลายๆ ครั้งในอดีตที่ผ่านมา ที่สามารถฟื้นตัวกลับมาเข้มแข็งกว่าเดิม   เงินดาวน์ที่สูงขึ้นทำให้ตลาดที่พักอาศัยชะลอตัวลง ความต้องการจากนักเก็งกำไรและนักลงทุนที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่าจะลดลง เนื่องจากราคาคอนโดมีเนียมที่สูงขึ้นจากต้นทุนที่ดิน อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และเงินดาวน์ที่เพิ่มมากขึ้นตามกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้การสร้างผลกำไรจากการปล่อยเช่าและการขายต่อคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างนั้นทำได้ยากขึ้น ตลาดจะกลับมาให้ความสำคัญกับผู้ที่ซื้อเพื่อพักอาศัยเองและการขายยูนิตที่เหลือขายในโครงการที่แล้วเสร็จ   จากความต้องการภายในประเทศที่ลดลงส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการหันไปโฟกัสที่ผู้ซื้อต่างชาติที่ใช้เงินทุนของตนเองในการซื้อคอนโดมิเนียม  แต่หากจะพึ่งพาการขายให้ผู้ซื้อต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ ก็อาจเกิดความไม่แน่นอนว่าผู้ซื้อต่างชาติเหล่านี้จะโอนกรรมสิทธิ์หรือไม่เมื่อโครงการแล้วเสร็จ รวมถึงผู้ที่จะพักอาศัยในยูนิตเหล่านั้นจะเป็นใคร นอกจากนี้ ผู้ซื้อต่างชาติยังมีความอ่อนไหวจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศของตนอีกด้วย   การแข่งขันสูงขึ้นในตลาดคอนโดมิเนียมระดับบน ในปีที่ผ่านมาผู้พัฒนาโครงการหลายรายได้เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ในย่านใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยราคาขายที่สูงกว่า 3 แสนบาทต่อตารางเมตร และดูเหมือนว่าราคาขาย 2.5 แสนบาทต่อตารางเมตรจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ในตลาดจะมีทั้งโครงการที่ขายดีและไม่ดี  ขึ้นอยู่กับการวางตำแหน่งของสินค้าและราคาที่เหมาะสม การที่ตลาดนี้มีตัวเลือกมากมายในระดับราคานี้ ก็ย่อมทำให้ยอดขายโดย รวมในหลายโครงการชะลอตัว  รวมทั้งมีการลดราคายูนิตเหลือขายในโครงการที่แล้วเสร็จหลายแห่งเพื่อเคลียร์สินค้าที่มีอยู่ให้หมดไป   โครงการใหม่ไม่ได้แข่งขันกันด้วยราคาที่จับต้องได้เท่านั้น แต่ผู้พัฒนาโครงการต่างๆ พยายามหาจุดขายที่โดดเด่นเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ ระบบบ้านอัจฉริยะ การจัดการปล่อยเช่า และการพัฒนาโครงการแบบมิกซ์ยูส เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งของจุดขายที่มีในตลาดปัจจุบัน ภายใต้สภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้ ซีบีอาร์อีเชื่อว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จจะไม่ใช่โครงการที่ได้รับการออกแบบหรือมีผังห้องที่ดีที่สุดเท่านั้น แต่ต้องเป็นโครงการที่ตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตได้ตรงใจและอยู่ในราคาที่เหมาะสมด้วย   ซีบีอาร์อีเชื่อว่าปี 2562 จะเป็นโอกาสทองของกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่เองและลงทุนในระยะยาวเนื่องจากมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่เข้มงวดขึ้น จะทำให้จำนวนผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ลดน้อยลง ในขณะที่ผู้พัฒนาจะต้องแข่งขันที่จะเร่งระบายสินค้าคงเหลือก่อนที่มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ ผู้ซื้ออาจสามารถซื้อโครงการที่ใกล้จะสร้างเสร็จในราคาที่เท่ากับตอนที่โครงการเปิดตัวได้    ความต้องการพื้นที่สำนักงานที่เปลี่ยนแปลงไป จากแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก ตลาดพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ เองก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสในเรื่องของพื้นที่ทำงานที่มีความคล่องตัว (Agile Workplace) และโคเวิร์กกิ้งสเปซ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเช่าพื้นที่สำนักงานขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ พื้นที่สำนักงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะสร้างแรงกดดันให้กับอาคารสำนักงานเก่าให้มีการปรับปรุงและยกระดับเพื่อให้คงความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่กำลังเปลี่ยนไป   ในอีก 4 ปี กรุงเทพฯ จะมีการเปลี่ยนแปลงในตลาดอาคารสำนักงาน เนื่องจากพื้นที่ 2 ล้านตารางเมตรที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและการวางแผนจะเข้าสู่ตลาด ซีบีอาร์อีคาดว่าการใช้พื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ จะอยู่ที่ 2 แสนตารางเมตรต่อปี   การปรับตัวในตลาดค้าปลีก จากการที่ตลาดค้าปลีกทั่วโลกขยับไปสู่อี-คอมเมิร์ซและการซื้อขายออนไลน์มากขึ้น  ตลาดค้าปลีกในกรุงเทพฯ เองก็กำลังค่อยๆ เดินไปในทิศทางเดียวกัน ผู้ค้าปลีกที่มีหน้าร้านต่างคิดหากลยุทธ์ในการนำเสนอสิ่งที่การซื้อขายออนไลน์ไม่สามารถให้ได้ เช่น การสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในศูนย์การค้า หรือทำให้ร้านเป็น Retailtainment หรือการผสมผสานความบันเทิงกับการให้บริการเพื่อสร้างความแตกต่าง   ซีบีอาร์อีคาดการณ์ว่าตลาดค้าปลีกจะมีแนวโน้มที่ดีซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว อัตราการเช่าพื้นที่จะยังคงอยู่ในระดับที่สูง แต่พื้นที่ค้าปลีกใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นก็มีมาก ศูนย์การค้าที่มีผลประกอบการไม่ดีนักจะมีปัญหาในการรักษาและดึงดูดผู้เช่า ทั้งยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากอี-คอมเมิร์ซและและซัพพลายใหม่ในอนาคต  แต่ค่าเช่าจะยังคงไม่มีความเปลี่ยนแปลง   อีอีซี: แรงจูงใจในตลาดอุตสาหกรรม โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี จะมีความชัดเจนมากขึ้นในปีนี้เมื่อการประมูลโครงการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit Oriented Development - TOD) ตลอดเส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่มุ่งหน้าสู่เขตอีอีซีนั้นสิ้นสุดลง ซีบีอาร์อีเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นตัวกระตุ้นให้ประเทศไทยได้รับความสนใจมากขึ้นจากผู้ผลิตและนักลงทุนต่างชาติเพื่อเข้ามาลงทุนในพื้นที่เขตอีอีซี นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีการเสนอให้มีสิทธิพิเศษด้านการเงินและการยกเว้นภาษีในเขตปลอดอากรในนิคมอุตสาหกรรมให้แก่บริษัทผู้ผลิตต่างชาติอีกด้วย   ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าประเทศไทยได้รับประโยชน์จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนหรือไม่  แต่ซีบีอาร์อีเห็นว่ามีบริษัทผู้ผลิตจากจีนบางแห่งสนใจที่จะย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยบริเวณเขตอีอีซี      การลงทุนชะลอตัว อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยปรับขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี จาก 1.50% เป็น 1.75% เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนในการพัฒนาโครงการของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้นเพิ่มขึ้น และยังทำให้ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศชะลอการซื้อออกไป ความต้องการในประเทศที่ลดลง ราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น และซัพพลายใหม่จำนวนมาก จะทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีความระมัดระวังมากขึ้นในการเปิดโครงการใหม่และการซื้อที่ดินในปี 2562   ที่ดินฟรีโฮลด์ในทำเลชั้นนำของกรุงเทพฯ จะยังคงเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้า การที่แปลงที่ดินชั้นดีในย่านใจกลางธุรกิจหรือซีบีดีเหลือไม่มากนัก ส่งผลให้ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นไปอีกจากสถิติราคาสูงสุดในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ดินบนถนนหลังสวนที่ราคา 3.1 ล้านบาทต่อตารางวา   ด้วยราคาที่ดินฟรีโฮลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บวกกับการเริ่มชะลอตัวของตลาดคอนโดมิเนียม ทำให้ผู้ประกอบการหันมาพิจารณาที่ดินแบบเช่าระยะยาวมากขึ้น โดยมีการปรับแผนการลงทุน และกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่นๆ เช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม และ เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องพัฒนาบนที่ดินแบบฟรีโฮลด์      
‘เอพี ไทยแลนด์’ เปิดตัว 3 ธุรกิจใหม่ เตรียมเปิด 39 โครงการ

‘เอพี ไทยแลนด์’ เปิดตัว 3 ธุรกิจใหม่ เตรียมเปิด 39 โครงการ

‘เอพี ไทยแลนด์’ ปิดปี ’61 คาดโตสวนกระแสกว่า 30% เติบโตเป็นประวัติการณ์ ขึ้นแท่นอันดับ 2 ผู้พัฒนาอสังหาฯ รายได้สูงสุด ดินหน้าเต็มสูบ ชูวิสัยทัศน์และพันธกิจยิ่งใหญ่ พัฒนาระบบนิเวศใหม่ นำเทคโนโลยีเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตยุคใหม่ ทำวิสัยทัศน์ ‘มอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้คนในสังคม’   บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนวัตกรรมการอยู่อาศัยของประเทศไทย ประกาศความสำเร็จคาดปิดปี 2561 ธุรกิจโดยรวมโตสวนกระแส 30% ขึ้นแท่นอันดับ 2 ผู้พัฒนาอสังหาฯ รายได้สูงสุด เดินหน้าประกาศวิสัยทัศน์ครั้งใหญ่ นำองค์กรก้าวสู่ศักราชใหม่ที่มากกว่าธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการเป็นรายแรกที่ริเริ่มสร้างสรรค์โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้แนวคิด ‘AP World, A New Vision of Quality of Life’ สร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า พร้อมเปิดตัว 3 ธุรกิจใหม่นอกธุรกิจอสังหาฯ อย่างสมภาคภูมิ ได้แก่ SEAC (เอสอีเอซี) VAARI (วาริ) และ CLAYMORE (เคลย์มอร์) มุ่งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกและการเติบโตที่ยั่งยืน ตั้งเป้าภายในปี 2565 ทั้ง 3 ภาคธุรกิจใหม่จะมีส่วนช่วยผลักดันรายได้รวมของเอพีให้เติบโตแบบก้าวกระโดดแตะหลัก 60,000 ล้านบาท   นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า “ในปี 2561  ที่ผ่านมาธุรกิจโดยรวมของเอพี ไทยแลนด์เติบโตมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เราคาดการณ์ว่า ในปี 2561 บริษัทฯ จะสามารถสร้างรายได้รวมเติบโตขึ้นประมาณ 30% จากปีก่อนหน้า ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เอพี ไทยแลนด์ ขยับขึ้นเป็นอันดับ 2 บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้สูงสุดของเมืองไทย การเติบโตแบบสวนกระแสของเอพีเป็นผลลัพธ์ของความสำเร็จในทุกธุรกิจที่เราดำเนินกิจการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในสินค้าทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม ต่างได้รับ    การตอบรับที่ดีจากตลาด สะท้อนได้ทั้งจากยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี”   นอกจากนี้ ธุรกิจอื่นๆ ในเครือเอพี ทั้ง ธุรกิจ Property Agent ภายใต้ชื่อ ‘BC (บีซี)’ ที่ให้บริการรับฝากขาย ฝากเช่าอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบ และไม่ได้จำกัดอยู่ที่สินค้าของเอพีเพียงอย่างเดียว มีผลการดำเนินงานที่เติบโตแบบก้าวกระโดด มีอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อ-ขาย-เช่า ผ่าน บีซี รวมมูลค่าสูงกว่า 12,000 ล้านบาทก้าวขึ้นเป็น Property Agent อันดับ 1 ของประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ และธุรกิจ Property Management ภายใต้ชื่อ ‘SMART (สมาร์ท)’ เป็นธุรกิจบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ส่งผลให้วันนี้ สมาร์ทได้รับความไว้วางใจให้เข้าบริหารจัดการคุณภาพชีวิตในโครงการต่างๆ ที่ไม่ใช่แต่เฉพาะเครือเอพีกว่า 55,000 ครอบครัว ในกว่า 200 โครงการ ซึ่งก้าวต่อไปทั้งสองบริษัท ‘บีซีและสมาร์ท’ จะยังคงเดินหน้าขยายขอบเขตการให้บริการเพื่อเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง   ทั้งนี้ ทั้ง 3 ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเอพี ไทยแลนด์ในการเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆ ของเมืองไทยที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการในทุกช่วงชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์และครบวงจรที่สุด (Space Expert for Living Satisfaction) ซึ่งก้าวต่อไปจากนี้ เอพี ไทยแลนด์จะไม่หยุดอยู่เพียงภาคธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่จะก้าวไปสู่ศักราชใหม่ ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘AP World, A New Vision of Quality of Life’ วิสัยทัศน์ในการสร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า ซึ่งจะสมบูรณ์ไปด้วยระบบนิเวศ (Eco System) ที่เอพีพัฒนาขึ้นอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อมุ่งสู่การเป็นรายแรกที่ริเริ่มสร้างสรรค์โลกแห่งคุณภาพชีวิตที่ดี อีกทั้ง ยังเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน บริษัทฯ จึงพร้อมเปิดตัว 3 ภาคธุรกิจใหม่ (Disruptive Business) ได้แก่ 1) VAARI ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต 2) CLAYMORE ดำเนินธุรกิจสร้างและผลักดันนวัตกรรมดีไซน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบ และ 3) SEAC ดำเนินธุรกิจในการดิสรัปวิธีการเรียนรู้ของคนในองค์กรและคน ในสังคมด้วยกระบวนการใหม่ๆ  ผ่านความร่วมมือจากสถาบันระดับโลก   ทั้ง 3 ธุรกิจใหม่จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยเสริมวิสัยทัศน์ในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประสบความสำเร็จ เคียงคู่ไปกับ Core Business คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบริษัทในเครือ ที่จะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าภายในปี 2565 สามภาคธุรกิจใหม่นี้จะมีส่วนช่วยผลักดันรายได้รวมของเอพีให้เติบโตแบบก้าวกระโดดแตะหลัก 60,000 ล้านบาท      นายอนุพงษ์กล่าวว่า “หนทางในการไปถึงวิสัยทัศน์ในการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น มีความท้าทายหลัก   3 ประการที่เราจะต้องตระหนัก ต้องบริหารจัดการ และต้องเตรียมการทุกอย่างให้พร้อม นั่นคือ 1. โลกที่กำลังดิสรัปและทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถาม คือ เราจะนำ Technology มาช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นได้อย่างไร 2. เราจะรู้จักและพัฒนานวัตกรรมให้สอดคล้องและตอบรับกับความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบที่แตกต่างกันของคนในสังคมได้อย่างไร 3. เราจะพัฒนาความรู้ ความสามารถของ ‘คนในองค์กรและคนในสังคม’ ให้ก้าวทันกระแสดิสรัปชั่นได้อย่างไร ดังนั้นการขยายองค์กรสู่ 3 ภาคธุรกิจใหม่ล่าสุดของเรา จึงช่วยตอบโจทย์และเติมเต็มให้วิสัยทัศน์ในการมอบคุณภาพชีวิตแก่คนในสังคมให้เป็นผลสำเร็จ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเอพีแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”   บริษัทใหม่ทั้ง 3 มีลักษณะการดำเนินธุรกิจ และเป้าหมายสำคัญแตกต่างกัน ดังนี้ บริษัท วาริ จำกัด: ดำเนินธุรกิจสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต (LIFE MANAGEMENT ECOSYSTEM) ที่จะมาจุดประกายคุณภาพชีวิตในวันข้างหน้าให้มีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์สังคมแห่งการอยู่อาศัยในอุดมคติให้เกิดขึ้น ลดทอนความซ้ำซ้อนที่เป็น Pain ของผู้อยู่อาศัยในวันนี้ และมอบประสบการณ์ใหม่ที่ยกระดับรูปแบบการดำเนินชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ผ่านนวัตกรรมดีไซน์ที่เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ของคนในสังคม บริษัท เคลย์มอร์ จำกัด: ดำเนินธุรกิจการพัฒนานวัตกรรมดีไซน์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ยังไม่ถูกค้นพบของคนในสังคม ผ่านการสร้างทีมนวัตกรรมที่มีจิตวิญญาณในการเป็นผู้ประกอบการขึ้นภายในองค์กร มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการเป็น Innovation Lab สร้างนวัตกรรมโดยใช้กระบวนการ Stanford Design Thinking ต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เดิมไปสู่ธุรกิจใหม่ โดยมีเป้าหมายให้นวัตกรรมที่คิดค้น จับต้องได้ และใช้งานได้จริง SEAC (เอสอีเอซี): ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน ดำเนินธุรกิจในการดิสรัปวิธีการเรียนรู้ของคนในองค์กรและคนในสังคมด้วยกระบวนการใหม่ๆ มุ่งพัฒนาความพร้อม ความสามารถของคนให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในวันนี้และอนาคต โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันระดับโลก อาทิ Stanford University ที่มีมุมมองในเรื่องการเรียนรู้ตรงกัน เพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถและกระบวนการคิดของผู้นำในเมืองไทยและระดับภูมิภาคให้มีศักยภาพทัดเทียมผู้นำระดับโลก   “การรุกขึ้นมาปรับวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับเปลี่ยนโฉมหน้าของเอพี ไทยแลนด์ ไปสู่การเป็นบริษัทที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมแทนที่จะเป็นเพียงผู้ส่งมอบที่อยู่อาศัยเพียงเท่านั้นซึ่งสุดท้ายแล้วนวัตกรรมหรือระบบนิเวศต่างๆ ที่ถูกพัฒนาจะเปิดกว้างให้บริการกับทุกคนไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นลูกค้าเอพีเท่านั้น โดยเราคาดหวังว่า ดอกผลที่เกิดขึ้นจากการขยายภาคธุรกิจ ภายใต้วิสัยทัศน์ AP World นี้ จะมีส่วนช่วยผลักดันรายได้รวมของเอพี ไทยแลนด์ให้เติบโตแบบดับเบิ้ล หรือตั้งเป้าสร้างรายได้รวมแตะหลัก 60,000 ล้านบาทภายในปี 2565” นายอนุพงษ์ กล่าว   นอกจากความสำเร็จด้านผลประกอบการณ์แล้ว ในปี 2561 ที่ผ่านมายังเป็นเกียรติยศของเอพี ไทยแลนด์ จากการคว้ารางวัลทรงเกียรติ ทั้งจากในประเทศและระดับนานาชาติ มาครองได้มากถึง 14 รางวัล อาทิ ‘บริษัทผู้ทรงอิทธิพลแห่งเอเชียประจำปี 2018’ จากเวที The Asia Corporate Excellence & Sustainability Awards (ACES) ประเทศสิงคโปร์, ‘ที่สุดของบริษัทพัฒนาคอนโดมิเนียมยอดเยี่ยมแห่งเอเชียประจำปี 2018’ จากเวที Property Guru Asia Property Awards 2018 และได้รับการจัดอันดับให้เป็น ‘The Most Admired Company 2018’ องค์กรพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคประจำปี 2018 อีกด้วย      
SC ASSET   เปิดตัว “Mr. Holmes” หุ่นยนต์ตรวจการณ์สุดล้ำ

SC ASSET เปิดตัว “Mr. Holmes” หุ่นยนต์ตรวจการณ์สุดล้ำ

SC ASSET เปิดตัว “Mr. Holmes” หุ่นยนต์ตรวจการณ์สุดล้ำ โมเดลต้นแบบด้านความปลอดภัยแห่งแรกในไทย  เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งอนาคตอย่างสมบูรณ์แบบ   นอกจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยภายใต้การมุ่งสู่เป็นผู้นำ Living Solutions Provider ด้วยคุณภาพสินค้าและบริการชั้นนำ SC ยังมุ่งตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลด้วยหัวใจสำคัญของการดูแลลูกค้า ด้านมาตรการความปลอดภัย 24 ชม. ทั้งในรั้วและนอกรั้วโครงการ โดยล่าสุดได้นำ “Mr. Holmes” หุ่นยนต์ตรวจการณ์จากประเทศสิงคโปร์ นำร่องปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยภายในโครงการ “เดอะ เนเบอร์ฮูด บางกะดี” เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับการยกระดับด้านความปลอดภัยต่อไปในอนาคต   ด้วยนโยบายด้านความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับลูกค้าของ SC โดย นายพิษณุ เดชสง หัวหน้าสายงานต้นทุนและนวัตกรรมการก่อสร้าง บริษัท เอสซี แอสเสท  คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เพื่อมุ่งยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยไปอีกขั้น จึงได้นำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์จากสิงคโปร์ โดยใช้ชื่อว่า “Mr. Holmes” หุ่นยนต์ตรวจการณ์เคลื่อนที่อัตโนมัติ มาใช้ตรวจการในพื้นที่บริเวณโดยรอบนำร่องที่โครงการเดอะ เนเบอร์ฮูด บางกะดี เป็นแห่งแรก เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยซึ่งคนไม่สามารถทำได้ตลอด 24 ชม.”   ทั้งนี้ปัจจุบันที่เดอะ เนเบอร์ฮูด บางกะดี มีโครงการเพื่อขาย 2 โครงการ ได้แก่  โครงการบ้านเดี่ยว “เวนิว ติวานนท์-รังสิต” และโครงการทาวน์โฮม “เวิร์ฟ ติวานนท์-รังสิต พร้อมกับการดูแลระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. เข้า-ออกโครงการผ่านระบบ Access Card ที่มีความปลอดภัยจาก Double Gate System ภายในโครงการยังมีการติดตั้ง CCTV ครอบคลุมทั้งโครงการ โดย SC ยังมี Security Management System นโยบายฝึกอบรมและสุ่มตรวจสอบสำหรับการทำงานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เพื่อพัฒนามาตรฐานด้านความปลอดภัย ควบคุมให้เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนดไว้   โดยแนวทางการทำงานของหุ่นยนต์ตรวจการณ์ “Mr. Holmes” ปลอดภัยไปกับรู้ใจ เมื่อพบสิ่งผิดปกติระบบจะส่งสัญญาณไปที่ป้อมรปภ. เพื่อแจ้งเหตุการณ์ได้ในทันที ด้วยระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางอัตโนมัติ ได้อย่างชาญฉลาด ผ่านการส่งข้อมูลด้วย Wi-Fi และ 4G LTE มุมมอง 360 องศา  มีกล้อง Live Streaming รูปแบบ Real-time ที่แสดงผลเป็นภาพ 360 องศา ด้วยกล้องจำนวน 4 ตัว สามารถจดจำภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว พร้อมบันทึกข้อมูลที่แม่นยำ ด้วยนวัตกรรมเซนเซอร์จับสิ่งผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็น บุคคล กระเป๋า ยานพาหนะ และ ทะเบียนรถยนต์   “Mr. Holmes” หุ่นยนต์ตรวจการณ์ที่เป็นไฮไลท์สำหรับโครงการ “เดอะ เนเบอร์ฮูด บางกะดี” เป็นนวัตกรรมสุดล้ำจาก OTSAW บริษัทพัฒนาหุ่นยนต์ชั้นนำระดับโลก ประเทศสิงคโปร์ พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะ O-R3 ลาดตระเวนรักษาความปลอดภัย (Outdoor Autonomous Security Robot) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัยแห่งแรกในไทย โดยอนาคต SC มีแผนความร่วมมือที่จะพัฒนาความสามารถของ “Mr. Holmes” ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับโครงการเดอะ เนเบอร์ฮูด บางกะดี ต่อไป   สามารถชมประสิทธิภาพของหุ่นยนต์ตรวจการณ์ “Mr. Holmes” ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=qPWSgt3Ps7c   และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการได้ที่: www.scasset.com/TheNeighbourhood          
อนันดาฯ เปิดแผนปี 62

อนันดาฯ เปิดแผนปี 62

คุณชานนท์ เรืองกฤตยา (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ประกาศความสำเร็จปี 2561 มียอดโอนเป็นสถิติสูงสุดถึง 33,000 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 120 จากปีก่อน โดยในปี 2562 ยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์พัฒนาคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าร่วมกับยักษ์ใหญ่อสังหาของญี่ปุ่นอย่างมิตซุย ฟูโดซัง อย่างต่อเนื่อง มีแผนเปิดโครงการใหม่ จำนวน 10 โครงการ มูลค่ากว่า 38,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 42 โดยแบ่งเป็น คอนโดมิเนียม 8 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนกับมิตซุย ฟูโดซัง 7 โครงการ และโครงการแนวราบ 2 โครงการ พร้อมมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งของกลุ่มกว่า 13,000 ล้านบาท เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ และขยายไปสู่ธุรกิจ Recurring Income ในอนาคตต่อไป ณ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้      
รีจัส เดินหน้าขยายความสำเร็จเปิดสาขาที่ 21 ณ สิงห์ คอมเพล็กซ์

รีจัส เดินหน้าขยายความสำเร็จเปิดสาขาที่ 21 ณ สิงห์ คอมเพล็กซ์

รีจัส เดินหน้าขยายความสำเร็จเปิดสาขาที่ 21 ณ สิงห์ คอมเพล็กซ์ ใจกลางเมืองย่านธุรกิจแห่งใหม่ ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำด้านการให้บริการพื้นที่ทำงานอันยืดหยุ่นและเปี่ยมด้วยนวัตกรรม   รีจัส (Regus) ผู้นำด้านการให้บริการพื้นที่สำนักงานระดับโลก ประกาศเปิดตัวสาขาใหม่ล่าสุดบนพื้นที่ชั้น 30 อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ สำนักงานเกรดเอสุดทันสมัยแห่งใหม่ โดยสาขาใหม่แห่งนี้นับเป็นสาขาที่ 21 ในประเทศไทยที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ใจกลางเมืองห่างจากรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีเพชรบุรีและรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์สถานีมักกะสันเพียงไม่กี่ก้าว     รีจัส สาขาใหม่ตั้งอยู่บนชั้น 30 อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ที่มีพื้นที่บริการครอบคลุมกว่า 1,134 ตารางฟุต โดยแบ่งเป็นพื้นที่สำนักงานทั้งหมด 73 ห้อง พื้นที่ทำงานกว่า 200 ที่นั่ง และห้องประชุม 2 ห้อง เพื่อรองรับความต้องการขององค์กรธุรกิจและบุคคลทั่วไปที่มองหาพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นได้อย่างไม่มีที่ใดให้บริการมาก่อน พร้อมดื่มด่ำกับวิวถนนอโศกมนตรีและถนนเพชรบุรีใจกลางกรุงเทพฯ อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับออฟฟิศพร้อมใช้งาน ระบบอินเตอร์เน็ตรองรับการใช้งานทางธุรกิจและบริการโทรศัพท์ รวมถึงห้องครัว บริการทำความสะอาดและพนักงานต้อนรับตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในการทำงาน และสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานมากยิ่งขึ้น   นอกจากนี้ รีจัสยังนำเสนอบริการเหนือระดับมากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่การทำงานแบบเดิมๆ เช่น บริการออฟฟิศเสมือนจริง พร้อมที่อยู่สำหรับส่งเอกสารบนทำเลย่านธุรกิจใจกลางเมือง ตลอดจนบริการให้ความช่วยเหลือผู้ใช้บริการที่ต้องการโยกย้ายพื้นที่ทำงานจากสาขาหนึ่งมายังอีกสาขาหนึ่งของรีจัสที่มีสาขาให้บริการทั่วกรุงเทพฯ รีจัสมีเครือข่ายสำนักงานให้เช่า พื้นที่การทำงานและพื้นที่จัดประชุมสำหรับให้บริการจำนวนถึง 3,300 แห่ง ใน 110 ประเทศทั่วโลก     คุณโนเอล โค้ก ผู้อำนวยการใหญ่ รีจัส ประจำประเทศไทย ไต้หวัน และเกาหลี เผยว่า “การเปิดตัวรีจัสสาขาที่ 21 ณ อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ เพื่อตอกย้ำว่าย่านศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่นี้ยังคงเป็นทำเลธุรกิจที่ดึงดูดความสนใจทั้งคนไทยและคนต่างชาติ พื้นที่ย่านอโศก-เพชรบุรีเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มวิชาชีพสายงานต่างๆ และคนทำงานยุคดิจิทัลแบบไร้ออฟฟิศที่ต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงานในเมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว สาขาใหม่นี้สะดวกมากสำหรับเหล่าสตาร์ทอัพ บริษัทขนาดเล็กและกลาง รวมถึงองค์กรขนาดใหญ่และฟรีแลนซ์ต่างๆ ด้วยพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นได้ สะดวกสบาย ตลอดจนรองรับการทำงานยุคดิจิทัลเป็นอย่างดี”   “การเปิดสาขาใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจของรีจัสในการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีศักยภาพ รวมทั้งตอบสนองความต้องการพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นได้ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศไทย ดังนั้น เราจึงพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงและมอบประสบการณ์การทำงานที่สะดวกสบายและยืดหยุ่นได้ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการเกิดความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้นในการทำงาน” คุณโนเอล โค้ก กล่าวเสริม     สิงห์ คอมเพล็กซ์ คือ อาคารมิกซ์ยูสชั้นนำแห่งใหม่เกรดเอ สูง 42 ชั้น ที่รายล้อมไปด้วยสถานที่ที่มีชื่อเสียงมากมายด้วยทำเลที่ตั้งนำเสนอที่สุดแห่งความสะดวกสบายสำหรับผู้เช่าและผู้มาเยือนไล่เรียงตั้งแต่โรงแรมระดับห้าดาวไปจนถึงศูนย์การประชุมระดับโลก ศูนย์การค้าระดับพรีเมี่ยมไปจนถึงตลาดนัด และร้านค้าชุมชน อาคารแห่งนี้จึงสะท้อนการใช้ชีวิตแบบคนเมืองในเมืองที่มีพลวัตสูงได้เป็นอย่างดี   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ รีจัส ณ สิงห์ คอมเพล็กซ์หรือสนใจเยี่ยมชมพื้นที่สำนักงานให้เช่า สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ www.regus.co.th          

1 2 3 4 ... 142