ข่าวอสังหาริมทรัพย์

 

ข่าวอสังหาริมทรัพย์ล่าสุด

1 2 3 4 ... 138
MQDC สร้างปรากฎการณ์ต่อเนื่อง “Beautiful Bangkok 2019” บนตึกแมกโนเลียส์ ตอกย้ำกรุงเทพฯขึ้นมหานครชั้นนำระดับโลก หนุนยอดขายทะลุ 80% ปลุกกระแสนักลงทุน-ชาวต่างชาติสนใจโครงการฯ

MQDC สร้างปรากฎการณ์ต่อเนื่อง “Beautiful Bangkok 2019” บนตึกแมกโนเลียส์ ตอกย้ำกรุงเทพฯขึ้นมหานครชั้นนำระดับโลก หนุนยอดขายทะลุ 80% ปลุกกระแสนักลงทุน-ชาวต่างชาติสนใจโครงการฯ

บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด (MQDC) หนึ่งในผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย สร้างปรากฎการณ์แห่งสีสันสุดอลังการ ตื่นตาตื่นใจให้ย่านราชประสงค์อีกครั้ง ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยจัดกิจกรรม “Beautiful Bangkok 2019 : The Symphony of Happiness” บนตึกสูง 60 ชั้น โครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด (MRB) ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ ผสานเทคโนโลยี ผลงาน 7 ศิลปินไทยชั้นนำ เพื่อมอบความสุขให้กับคนไทยและนักท่องเที่ยว ต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ 2019  ระหว่างวันที่ 18-31 ธ.ค.นี้ คาดมีคนมาชมงานเพิ่มจากปีที่แล้ว 50% จากวันปกติ 600,000 คน/วัน เป็น 900,000 คน/วัน เผยงานปีก่อน เสริมภาพลักษณ์หนุนขายโครงการฯ ทะลุ 80% เหลือเพียง 20% เท่านั้น เชื่อมั่นขายหมดภายในปี 2019 ภูมิใจเตรียมส่งมอบ 2 โครงการหรูระดับโลกบนทำเลทองริมเจ้าพระยาเสริมความแข็งแรงให้แลนด์มาร์กแห่งใหม่ไอคอนสยาม   ภายในงานแถลงข่าววันนี้ ซึ่งจัดขึ้น ที่ชั้น 4 โครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด ได้รับเกียรติจาก วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด (MQDC) พร้อมด้วย ศศินันท์ ออลแมนด์ ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมี ณัฎฐพร ชีวมงคล ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) ร่วมด้วย 7 ศิลปินไทยชั้นนำของไทยที่ผลงานเป็นที่รู้จักในระดับอินเตอร์เนชั่นแนล ได้แก่ P7, MUEBON, PAI LACTOBACILLUS, TIKKYWOW, KEEP YOUR EYES ON team, TRK and BONUS TMC ตลอดจนผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนร่วมงานจำนวนมาก วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า นับเป็นปีที่ 2 แล้ว ที่ MQDC ได้สร้างความฮือฮา โดยจัดกิจกรรม “Beautiful Bangkok” การแสดง แสง สี เสียง  ด้วยเทคนิคพิเศษสุดตระการตา บนตึกสูง 60 ชั้น ณ โครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด เพื่อสร้างสีสันความสุข ความตื่นตาตื่นใจให้กับคนไทย และนักท่องเที่ยว ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ซึ่งในปีที่แล้วเราได้จัดกิจกรรม “Beautiful Bangkok by Magnolias @Ratchaprasong” (บิวตี้ฟูล แบงค็อก บาย แมกโนเลียส์ แอท ราชประสงค์) ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง สามารถช่วยดึงดูดผู้คนมาเดิน มาเที่ยวชมไฟในย่านราชประสงค์เพิ่มขึ้น   “ในฐานะสมาชิกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ ย่านธุรกิจที่เป็นดั่งหัวใจสำคัญของเมืองไทย และแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วโลก เราเชื่อมั่นว่าด้วยความพร้อมของ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) และโครงการ “แมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด” เมื่อได้ร่วมผนึกกำลังเป็นพันธมิตรกับทางสมาคมฯ เราจะสามารถเข้ามาเติมเต็มทัศนียภาพของ ย่านราชประสงค์-ย่านราชดำริ” “ปีนี้ MQDC พร้อมจะตอกย้ำการเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมฯ โดยสร้างปรากฏการณ์ และสร้างความประทับใจอีกครั้ง ด้วยการสร้างสีสันความสุข และความสมบูรณ์แบบให้ย่านราชประสงค์ โดยจับมือ สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) จัดกิจกรรม Beautiful Bangkok 2019 “The Symphony of Happiness” การแสดง แสง สี เสียง ด้วยเทคนิคพิเศษสุดตระการตา บนตึกสูง 60 ชั้น เพื่อต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ 2019 โดยมีจุดประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลด้านส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ และส่งเสริมภาพลักษณ์กรุงเทพมหานคร ในฐานะมหานครแห่งการท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก”   วิสิษฐ์ เผยด้วยว่า เราได้จัดสรรงบประมาณไว้ 100 ล้านบาท สำหรับการจัดงานนี้ขึ้น ภายใต้แนวคิด Beautiful Bangkok “The Symphony of Happiness” ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ผสานเทคโนโลยี นำเสนอศิลปะอันวิจิตร เปี่ยมสีสัน และชีวิตชีวา ซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์โดย 7 ศิลปินชั้นนำของไทยที่ผลงานเป็นที่รู้จักในระดับอินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาเที่ยวชม โดยเราจะใช้ Façade (ฟาซาด) ซึ่งเป็นจุดเด่นส่วนหนึ่งของโครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด (MRB) มาใช้เป็นพื้นที่ในการฉายไฟเข้าไปที่ตึกด้วยเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อสะท้อนความสวยงามของกรุงเทพฯ ให้ประจักษ์แก่สายตาคนทั่วโลกอีกครั้ง เพื่อมอบให้เป็นของขวัญแก่คนกรุงเทพฯ เพื่อสร้างรอยยิ้ม ความสุขและความภาคภูมิใจ เราเชื่อว่างานครั้งนี้จะสามารถดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ในช่วงเทศกาลแห่งความสุข ปรากฏการณ์แห่งความตื่นตาตื่นใจนี้ มีกำหนดการแสดง เริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ 18 ถึง 31 ธ.ค. 61 โดยวันที่ 18 ธ.ค. 61 จะมี 7 รอบ ในเวลา 19.20/ 19.40/ 20.00/ 20.20/ 20.40/ 21.00 และ 21.20 น. วันที่ 19 – 30 ธ.ค. 61 มี 7 รอบเช่นกัน ในเวลา 19.00/ 19.20/ 19.40/ 20.00/ 20.20/ 20.40 และ 21.00 น. ส่วนวันที่ 31 ธ.ค. 61 เพิ่มรอบส่งท้ายปีเก่า อีก 1 รอบ ในเวลา 23.55 น. วิสิษฐ์ ยังเผยด้วยว่า การร่วมมือกับสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการจัดงานครั้งนี้ MQDC เชื่อว่าจะช่วยหนุนเสริมการพัฒนาย่านราชประสงค์ให้เติบโตสู่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระดับโลกต่อไป และเราคาดหวังว่าการแสดง แสง สี เสียง ในปีนี้ จะสามารถดึงดูดผู้คนมาเดินเที่ยวมาชมไฟในย่านราชประสงค์ในเดือนธันวาคมเพิ่มมากขึ้น 50% จากปกติมีคนเดินประมาณ 600,000 คน/วัน เพิ่มขึ้นเป็น 900,000 คน/วัน   “จากการจัด Beautiful Bangkok เมื่อปีที่ผ่านมา มีผู้ให้ความสนใจโครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ ส่งผลให้ปัจจุบันโครงการฯ เหลือจำนวนห้องชุดอีกเพียง 20% เท่านั้น ด้วยเหตุปัจจัยที่ตั้งโครงการเป็นทำเลทองผนวกกับความเป็นลักชัวรี่มิกซ์ยูส ซึ่งสามารถตอบโจทย์ครบทุกความต้องการของไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมี่ยม ทำให้โครงการมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทั้งในแง่การเป็นเจ้าของห้องชุดเพื่อการลงทุน หรือเพื่อการอยู่อาศัยเอง โดยขณะนี้ โครงการของเรามี Rental Yield อยู่ที่ 5-7% ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่สูง เมื่อเทียบกับโครงการอื่นๆ ในย่านเดียวกัน” “จึงอยากเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ได้จัดเวลามาชมงานครั้งนี้ ที่ทีมงานของเรามีความตั้งใจและทุ่มเทในการจัดขึ้น เพื่อมอบเป็นของขวัญส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ให้กับทุกคน ที่จะได้ตื่นตาตื่นใจกับผลงานการสร้างสรรค์ศิลปะโดยศิลปินชาวไทย ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับโลก พร้อมชื่นชม และภาคภูมิใจในความเป็นไทยร่วมกัน” วิสิษฐ์ กล่าว   ด้าน ศศินันท์ ออลแมนด์ ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวเสริมด้วยว่า พร้อมกันนี้ เราอยากเชิญชวนบุคคลทั่วไปได้ร่วมสนุก และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับการแสดงแสงสีเสียงครั้งนี้ โดยโพสต์ภาพความสุขพร้อมชื่อเล่นของคุณบนเฟสบุ๊ค พร้อมพิมพ์ @MQDC ตั้งค่า Public และติด #BeautifullBangkok  เพื่อฉายภาพด้วยเทคนิคเลเซอร์ขึ้นบนอาคารแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับงานสร้างสรรค์ของศิลปินไทยชื่อดัง ระหว่างวันที่ 18-31 ธันวาคมนี้ ขณะที่ ณัฎฐพร ชีวมงคล ในนามตัวแทนสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ หรือ RSTA กล่าวว่า “เรามีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้รับความร่วมมือ และผนึกพลังกับผู้ประกอบการในย่านนี้ ในการแสดงศักยภาพย่านราชประสงค์ ให้เป็นที่ยอมรับจากคนทั่วโลก ซึ่งโครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด (MRB) ภายใต้การบริหารของกลุ่มแมกโนเลีย ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมฯ โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันวางแผนพัฒนาและอนุรักษ์ พร้อมผลักดันย่านราชประสงค์สู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ”   ณัฎฐพร กล่าวต่อไปว่า ด้วยความพร้อมของ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) และโครงการ แมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด นับแต่ได้ร่วมผนึกกำลังเป็นพันธมิตรกับสมาคมฯ ก็ได้เข้ามาช่วยเติมเต็มทัศนียภาพอันงดงามของย่านราชประสงค์-ย่านราชดำริ และเป็นยังส่วนหนึ่งที่สำคัญที่ช่วยตอกย้ำ ให้ที่แห่งนี้กลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ นำไปสู่ก้าวสำคัญของการพัฒนา ย่านราชประสงค์ให้เป็นเมืองแห่งอนาคต ที่รวมความเป็นที่สุดแห่งตลาดรีเทล ตลาดโฮลเซล ตลาดฮอสพิทอลลิตี้ ตลาดลักชัวรี่ เรสซิเดนส์ และตลาดไมซ์ใจกลางกรุงเทพฯ เข้าไว้ เพื่อหนุนเสริมให้ย่านราชประสงค์แข็งแรง พร้อมเป็นศูนย์กลางเวทีเศรษฐกิจระดับโลก “การจัดงาน Beautiful Bangkok 2019 “The Symphony of Happiness” การแสดง แสง สี เสียง ในครั้งนี้ ผู้มาชมงานจะได้สัมผัสความตื่นตาตื่นใจ อิ่มสุข อิ่มใจ และภาคภูมิใจ ในความเป็นไทย และเราเชื่อว่า จะสามารถดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่นี้” จากนั้น พิธีกรในงาน ได้เปิดตัว 7 ศิลปินชั้นนำของไทยที่ผลงานเป็นที่รู้จักในระดับอินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งแต่ละคนล้วนการรันตีฝีมือด้วยการเดยคว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วทั้งสิ้น โดยแต่ละทีมได้เผยความรู้สึกพร้อมเล่าถึงแรงบันดาลใจในการร่วมสร้างสรรค์ผลงานในครั้งนี้ พร้อมชวนมาชมการแสดง ที่จะต้องสร้างความประทับใจให้ผู้ชมอย่างแน่นอน โอกาสนี้ ภายในงาน วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ยังเผยถึงรายละเอียด และความสำเร็จของโครงการต่างๆ ภายใต้ MQDC ให้ทราบด้วย “โครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด (MRB) ของเรา มีมูลค่าโครงการราว 11,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเรามีการตอบรับดีมาก หลังจากการเปิดตัวโรงแรม Waldorf Astoria วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย เป็นโรงแรมสุดหรูระดับตำนานที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มาตั้งอยู่บนโครงการแมกโนเลียส์ฯ ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้โครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด เป็นที่ต้อนรับกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ได้มาใช้บริการและพักอาศัย   วิสิษฐ์ เผยด้วยว่า “ในด้านความสำเร็จของโครงการ MRB ที่เปิดไปแล้วนี้ ปัจจุบันได้สร้างยอดขายไปแล้ว 80 กว่า % โดยมีจำนวนห้องชุดทั้งหมด 316 ยูนิต มีสัดส่วนลูกค้าที่เป็นชาวไทย 50% และชาวต่างชาติ 50% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวฮ่องกง, สิงคโปร์และไต้หวัน ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันยอดขายของเราให้เติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นที่น่าพอใจ นอกจากทำเลที่เป็น Top destination ระดับต้นๆ ของเมืองไทยแล้ว ก็คือความเป็นมิกซ์ยูสที่ทันสมัย สามารถตอบสนอง ทุกความต้องการของผู้พักอาศัย รวมไปถึงความสมบูรณ์แบบด้านสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีให้อย่างครบครัน สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้ครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นห้องชุดแบบ 2 ห้องนอน ที่มีขนาดพื้นที่ 72-106 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ ประมาณ 20 ล้านบาท หรือคิดเป็นราคาเริ่มต้นที่ 270,000 บาท/ตารางเมตร ซึ่งมีจำนวน 220 ยูนิต หรือจะเป็น แบบ เพ้นต์เฮ้าส์ 8 ยูนิต ซึ่งเป็น ดูเพล็กซ์ เพนท์เฮ้าส์ (250- 360 ตารางเมตร) จำนวน 6 ยูนิต และเพนท์เฮ้าส์ (290-300 ตารางเมตร) จำนวน 2 ยูนิต ซึ่งปัจจุบันโครงการขายไปแล้วเหลือเพียง 20% เท่านั้น และเรามั่นใจว่าจะปิดการขายโครงการทั้งหมดได้ในไตรมาสแรกของ ปี 2019”          
สยามนุวัตร ตอกย้ำความสำเร็จปิดการขาย โครงการ “WISH SIGNATURE MIDTOWN SIAM”

สยามนุวัตร ตอกย้ำความสำเร็จปิดการขาย โครงการ “WISH SIGNATURE MIDTOWN SIAM”

นายธารธร อักษรานุวัตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามนุวัตร จำกัด เปิดเผยว่าโครงการ “WISH SIGNATURE MIDTOWN SIAM” (วิช ซิกเนเจอร์ มิดทาวน์ สยาม) ลักชัวรี่ คอนโด เป็นโครงการ High Rise ความสูง 45 ชั้น ทั้งหมดมี 623 ยูนิต ในสไตล์ Ultra Modern Luxury ตั้งอยู่ย่านธุรกิจหลักใจกลางเมือง ที่เน้นการใช้ชีวิตแบบคนรุ่นใหม่ มีสไตล์เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน ต้องการความสะดวกสบาย มีกิจกรรมพิเศษที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตที่แตกต่างได้อย่างครบถ้วนในสถานที่เดียว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สะท้อนเอกสิทธิ์ชีวิตที่เหนือกว่า” พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการที่ครบครัน ทั้ง Family Pool, Open Library, Sky Fitness, Sky Pool, Sky Lounge, Grand Amphitheater, Roof Garden, Sauna และ Private Lift โดยโครงการยังได้รับรางวัลการันตีระดับโลกจาก ASIA PACIFIC PROPERTY AWARDS ARCHITECTURE ทั้งสาขา Best Residential High-Rise Architecture Thailand และ Best Residential High-Rise Architecture Asia Pacific ในปี 2015-2016 ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ โครงการ WISH SIGNATURE MIDTOWN SIAM (วิช ซิกเนเจอร์ มิดทาวน์ สยาม) ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้า และสามารถปิดโครงการได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว นายธารธร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ย่านมิดทาวน์ สยาม เป็นทำเลระดับ “ซูเปอร์พรีเมียม” ใจกลางกรุงเทพ  ที่มีพื้นที่เหลืออยู่ไม่มากนัก จึงทำให้ “มิดทาวน์ สยาม” เป็นพื้นที่อยู่อาศัยที่ยังมีความต้องการ ในระดับท็อปของเอเชีย ซึ่งนอกจากการอยู่อาศัยแล้ว ยังถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะปัจจุบัน มีราคามากกว่า 230,000 บาท ต่อตารางเมตร คาดว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า มูลค่าของคอนโดจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ยังเล็งเห็นว่า แม้ภาพรวมของเศรษฐกิจตอนนี้ยังคงชะลอตัว แต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากในปีนี้ บริษัทฯ สามารถรับรู้รายได้ตามเป้าหมายที่ 3,000 ล้านบาท จากโครงการดังกล่าว”                  
“SPACE, STYLE, FUNCTION & PERSONALITY”  ความสัมพันธ์ของพื้นที่ ตัวตน กับความลงตัวด้านความงามและประโยชน์ใช้สอย

“SPACE, STYLE, FUNCTION & PERSONALITY” ความสัมพันธ์ของพื้นที่ ตัวตน กับความลงตัวด้านความงามและประโยชน์ใช้สอย

3 กูรูนักออกแบบ พิมพ์รุจา ศานต์ตระกูล ต้น บดินทร์ พลางกูร และ ณัฏฐา สุนทรวิเนตร์ แชร์ประสบการณ์งานออกแบบที่ดี ต้องมีความสัมพันธ์ของพื้นที่ ตัวตน กับความลงตัวด้านความงามและประโยชน์ใช้สอย แก่นักศึกษาวิชาออกแบบ ยัง ทาเลนท์ ดีไซเนอร์ ในงานเวิร์กช็อป “Space, Style, Function & Personality” เพื่อบ่มเพาะนักออกแบบรุ่นใหม่ เติมพลังความคิดสร้างสรรค์และเตรียมพร้อมสู่โลกของการทำงานจริง     พิมพ์รุจา ศานต์ตระกูล รองประธานกรรมการ และดีไซเนอร์ ผู้รับผิดชอบงานออกแบบ ตกแต่งแก่ลูกค้าDMHOME ให้ความคิดเห็นต่อแนวทางการออกแบบในปัจจุบันว่า “งานออกแบบตกแต่งไม่มีกฎเกณฑ์หรือสไตล์ ที่ตายตัว แต่เป็นการทำงานบนความเป็นตัวตนของลูกค้าและผู้อยู่อาศัย หัวใจของงานออกแบบอยู่ตรงที่ การผสานFunction การใช้งาน และการดึงอารมณ์ ความรู้สึก (Emotion) บุคลิก ความชอบ เรียกว่าต้องเข้าใจ Insight ของลูกค้า เพราะแต่ละคนก็มีความเฉพาะเจาะจง ซึ่งงานออกแบบที่ได้ก็จะมีสไตล์ความพิเศษสะท้อน คาแร็กเตอร์ของลูกค้า ได้อย่างชัดเจน และความเป็นตัวตนนี้แหละคือเอกลักษณ์ของงานออกแบบที่ดีและ จะคงอยู่ต่อไป”     ด้านต้น-บดินทร์ พลางกูร นักออกแบบเจ้าของ Context Studio ผู้มีความชัดเจนในแนวทางการออกแบบที่ ไม่ตามเทรนด์ แต่มองถึงความเป็นปัจเจกและบริบทโดยรอบของลูกค้าและความสัมพันธ์ของสเปซ บอกว่า “เราต้องนำบริบททั้งหมดโดยรอบลูกค้ามาปรับใช้ เวลาเราออกแบบทุกงาน ลูกค้าเขาจะมีคาแร็กเตอร์ มีตัวตน ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นไอเดนติตี้ ที่ที่เราจะไปอยู่ สภาพแวดล้อม ฉะนั้นงานออกแบบมันควรจะต้องสะท้อน ตัวตนของผู้อยู่ งานออกแบบและตกแต่งภายในที่ดี ควรมีเอกลักษณ์เฉพาะสัมพันธ์กับพื้นที่ และไม่เฉพาะเพื่อ ความสวยงามเท่านั้นแต่มาด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลงตัวกับสภาพแวดล้อม”     ในขณะที่ จือ-ณัฏฐา สุนทรวิเนตร์ ดีไซเนอร์เจ้าของ บริษัท Double V Space จำกัด เสริมเรื่องแรงบันดาลใจ และหัวใจของการทำอาชีพอินทีเรียดีไซเนอร์ว่า “การจะเป็นดีไซเนอร์ที่ดีต้องรู้จักสังเกตพฤติกรรมของคน และบริบทของสังคม สภาพแวดล้อม การทำงานดีไซน์ไม่เหมือนการทำงานไฟน์อาร์ต ต้องเข้าถึงความต้องการ ของลูกค้า ซึ่งไม่เพียงแค่ความสวยงามที่เราจะแนะนำลูกค้าแต่จะต้องสอดรับกับไลฟ์สไตล์การใช้งาน จึงจะเป็น การใช้งานได้อย่างคุ้มประโยชน์ ที่ฟังก์ชั่นต้องมาพร้อมกับฟอร์ม”     “จากประสบการณ์ทำงานออกแบบตกแต่งภายในแก่ลูกค้าของ DMHOME ทั้งที่พักอาศัย โชว์รูมและห้องพัก ตัวอย่างในโครงการชั้นนำของไทย อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการสร้าง Customer Experience หรือประสบการณ์ ที่ดีให้กับลูกค้า นักออกแบบที่ดีจะสามารถสื่อสารความคิด ถ่ายทอดไอเดียให้ลูกค้าเข้าใจ ทำให้ลูกค้ารู้สึก เชื่อมั่นและไว้ใจในตัวเราได้ สิ่งที่เราจะได้รับกลับมาคือการเป็นลูกค้าประจำและยังได้รับการบอกต่อแบบ ปากต่อปาก ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งจำเป็น ที่นักออกแบบรุ่นใหม่ต้องให้ความสำคัญไม่น้อยกว่าการทำงานออกแบบ” พิมพ์รุจา สรุป     ทั้งนี้ DMHOME ได้จัดประกวดการออกแบบตกแต่งห้องพักในคอนโดมิเนียม แก่นักศึกษาวิชาออกแบบ เพื่อส่งเสริมศักยภาพและมอบโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาฝีมือเพื่อเป็น Young Talented Designer ไทยรุ่นใหม่ ที่จะช่วยพัฒนาวงการออกแบบภายในให้ก้าวหน้าในอนาคต โดยมี ศิรวิชญ์ ชอบธรรม นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นผู้ชนะได้รับ ทุนการศึกษา Visual Merchandising - Interiors short summer course ที่ Central Saint Martins College ประเทศอังกฤษ
MJD พร้อมส่งมอบ “มาเอสโตร 07 อนุสาวรีย์ชัยฯ” คาดปิดโอนหมด 100% สิ้นปีนี้  ล่าสุดราคารีเซลสูงถึง 20% ขณะที่ทำเลอนุสาวรีชัยฯ บูม ราคาที่ดินดีด 10% ต่อปี  แย้มรายได้รวมปีนี้โตขึ้นกว่าปีก่อน มั่นใจปีนี้ยอดขายเป็นไปตามเป้า 30,000 ลบ.

MJD พร้อมส่งมอบ “มาเอสโตร 07 อนุสาวรีย์ชัยฯ” คาดปิดโอนหมด 100% สิ้นปีนี้ ล่าสุดราคารีเซลสูงถึง 20% ขณะที่ทำเลอนุสาวรีชัยฯ บูม ราคาที่ดินดีด 10% ต่อปี แย้มรายได้รวมปีนี้โตขึ้นกว่าปีก่อน มั่นใจปีนี้ยอดขายเป็นไปตามเป้า 30,000 ลบ.

เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ พร้อมส่งมอบโครงการ “มาเอสโตร 07 อนุสาวรีย์ชัยฯ” (Maestro 07 Victory Monument) จำนวน 171 ยูนิต มูลค่า 800 ล้านบาท ให้ลูกค้าเข้าอยู่อาศัยตั้งแต่วันนี้ เผยโครงการประสบความสำเร็จ Sold Out อย่างรวดเร็วเพียง 2 วันที่เปิดพรีเซลส์ ล่าสุดราคารีเซลสูงขึ้นมาอยู่ที่ 174,000 บาท/ตร.ม. เพิ่มสูงขึ้นจากปี’59 ที่มีราคาขายอยู่ที่ 140,000 บาท/ตร.ม. หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 20% คาดสิ้นปีนี้ปิดโอนได้หมด 100% ขณะที่ทำเลอนุสาวรีย์ชัยฯ บูม ราคาที่ดินพุ่งขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยเกือบ 10% ต่อปี ปัจจุบันแตะที่ 850,000 บาทต่อตร.ว. แย้มรายได้รวมปีนี้โตขึ้นกว่าปีก่อน ระบุครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้รวมแล้ว 2,791 ล้านบาท มั่นใจปีนี้ยอดขายเป็นไปตามเป้าที่ 30,000 ล้านบาท     คุณเพชรลดา พูลวรลักษณ์ กรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมรับรู้รายได้ในปี’61 ล่าสุดส่งโอนโครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ “มาเอสโตร 07 อนุสาวรีย์ชัยฯ” (Maestro 07 Victory Monument) จำนวน 171 ยูนิต มูลค่า 800 ล้านบาท ให้ลูกค้าเข้าอยู่อาศัยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้โครงการดังกล่าวนับเป็นคอนโดมิเนียมโครงการที่ 5 ในปีนี้ที่ได้ส่งมอบให้ลูกค้า และคาดว่าจะทยอยโอนโครงการได้หมด 100% ภายในสิ้นปีนี้ หลังจากที่ทุกโครงการที่ผ่านมาในปีนี้ที่ได้ส่งมอบให้ลูกค้าได้ปิดการโอน 100% ทั้งหมดได้แก่ มาเอสโตร01 สาทร-เย็นอากาศ, มาเอสโตร14 สยาม – ราชเทวี, มาเอสโตร03 รัชดา – พระราม 9 และเอ็ม จตุจักร     “มาเอสโตร 07 อนุสาวรีย์ชัยฯ ประสบความสำเร็จตั้งแต่เปิดขายโครงการ สามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว เพียง 2 วันที่เปิดขายพรีเซลส์ เนื่องจากทำเลอนุสาวรีย์ชัยฯ เป็นอีกหนึ่งทำเลที่มีความสำคัญของกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางคมนาคมการเดินทางที่เชื่อมต่อถนนหลายสายในการเข้าเมืองหรือออกนอกเมือง ไม่ว่าจะเป็นถนนพญาไท พหลโยธิน ราชวิถี ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน ใกล้สถานที่ราชการ และใกล้กับสถานพยาบาลชั้นนำและสถาบันทางการแพทย์กว่า 20 แห่ง จึงทำให้ทำเลอนุสาวรีย์ชัยฯ เต็มไปด้วยบุคลากรทางการแพทย์มืออาชีพ ทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกร อาจารย์ บุคคลากรต่างๆ ที่อยู่ประจำแต่ละสถานพยาบาลรวม รวมทั้งนักศึกษาแพทย์ที่เข้ามาเรียนในแต่ละปีการศึกษาแล้วกว่า 10,000 คน นอกจากนี้ยังมีคิง พาวเวอร์ รางน้ำ ที่เป็นจุด Checkpoint ของนักท่องเที่ยว จึงทำให้ทำเลนี้มีดีมานด์ของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูงขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน     ทำเลอนุสาวรีย์ชัยฯ มีดีมานด์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ อย่างไรก็ดี ทำเลนี้น้อยครั้งที่จะเกิดการพัฒนาโครงการใหม่ ทำให้ซัพพลายต์มีน้อย เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นของรัฐ ไม่สามารถนำมาพัฒนาได้ ส่งผลให้ปัจจุบัน มาเอสโตร 07 อนุสาวรีย์ชัยฯ ล่าสุดราคารีเซลสูงขึ้นมาอยู่ที่ถึง 174,000 บาท/ตารางเมตร เพิ่มสูงขึ้นจากปี’59 ที่มีราคาขายอยู่ที่ 140,000 บาท/ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 20% และมีผลตอบแทนการปล่อยเช่าเฉลี่ย 4-5% ต่อปี ขณะที่ราคาที่ดินอนุสาวรีย์ชัยฯ ก็พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน โดยสูงขึ้นเฉลี่ยเกือบ 10% ต่อปี ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 850,000 บาทต่อตารางวา” คุณเพชรลดา กล่าว     คุณเพชรลดา กล่าวปิดท้ายว่า “เราคาดว่ารายได้รวมปีนี้จะโตขึ้นกว่าปีก่อนที่มีรายได้รวม 3,410 ล้านบาท ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 บริษัทมีรายได้รวมแล้ว 2,791 ล้านบาท โดยมาจากการทยอยส่งมอบโครงการอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จปิดการโอน 100% ทุกโครงการที่ส่งมอบ เนื่องจากเราส่งมอบโครงการที่มีคุณภาพให้ลูกค้าได้ตรงต่อเวลาตามที่กำหนด จึงทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นและไว้วางใจในแบรนด์ของเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ทั้งนี้จากการที่ทยอยรับรู้ได้รายได้จากการโอนอย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่าปีนี้ยอดขายจะเป็นไปตามเป้าที่ 30,000 ล้านบาทแน่นอน”
ปาร์คทูโก ตั้งเป้ามีส่วนดันตลาดรวมที่จอดรถทะลุ 8 พันล้านบาท ลุย ‘จองก่อนจอด’ อิมแพค  สยายปีกเปิดรับสมาชิกธุรกิจ เสริมรายได้ที่จอดรถ 100 ลานจอดทั่วกรุง

ปาร์คทูโก ตั้งเป้ามีส่วนดันตลาดรวมที่จอดรถทะลุ 8 พันล้านบาท ลุย ‘จองก่อนจอด’ อิมแพค สยายปีกเปิดรับสมาชิกธุรกิจ เสริมรายได้ที่จอดรถ 100 ลานจอดทั่วกรุง

บริษัท ปาร์คทูโก จำกัด ผู้ให้บริการสมาร์ทปาร์คกิ้ง และผู้บุกเบิกแอปพลิเคชัน ‘park2go’ จองก่อนจอด พื้นที่จอดรถอัจฉริยะในย่านธุรกิจ เผยภาพรวมตลาดปล่อยเช่าที่จอดรถรุ่งกว่า 6 พันล้านบาทต่อปี ล่าสุดลุยจองก่อนจอด คว้าสิทธิบริหารที่จอดรถ อิมแพค พร้อมชวนผู้ประกอบการร่วมธุรกิจที่จอดรถกับปาร์คทูโก เพิ่มกำไรก้าวกระโดด 30% รุกพื้นที่ CBD, แหล่งท่องเที่ยว หวังเป็นคู่คิดธุรกิจที่จอดรถครบทุกโซลูชั่น ตั้งเป้ามีส่วนดันรายได้ตลาดลานจอดรถโดยรวมทะลุ 8 พันล้าน     อภิราม สีตกะลิน กรรมการผู้จัดการบริษัท ปาร์คทูโก จำกัด ผู้ก่อตั้งและบุกเบิก แอปฯ ‘park2go’ เผยว่า จากการประเมินสถิติรถยนต์จดทะเบียนของกรมการขนส่งทางบก มีรถอยู่ในกรุงเทพฯ ประมาณ 10 ล้านคัน หากประมาณการผู้ใช้รถชำระค่าจอดรถ 50 บาท / คัน / เดือน มูลค่ารวมตลาดธุรกิจที่จอดรถจะเฉลี่ยอยู่ที่ 6 พันล้านบาทต่อปี ปาร์คทูโกเล็งเห็นโอกาสการเติบโตตั้งเป้าโต 20 % ดันรายได้ตลาดลานจอดรถโดยรวมทะลุ 8 พันล้านภายใน 3 ปี ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมรายได้ผ่านแอปพลิเคชัน ‘park2go’ ผู้ใช้รถจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ สามารถ ‘จองก่อนจอด’ มีที่จอดแน่นอนก่อนถึงที่หมาย มีส่วนช่วยให้เจ้าของลานจอดมีรายได้เพิ่มขึ้นจากค่าจองโดยเฉลี่ย 10-30% พร้อมรุกเปิดรับธุรกิจที่จอดรถมาเป็นสมาชิกปาร์คทูโก 100 ลานจอดทั่วกรุง เจาะแหล่งชุมชน, แหล่งท่องเที่ยว และย่าน CBD ประเดิม 10 ลานจอดแรก รับโปรโมชั่นพิเศษ หวังเพิ่มโอกาสและศักยภาพธุรกิจที่จอดรถไทยสร้างกำไรได้มากขึ้น     ล่าสุดปาร์คทูโก ได้สิทธิบริหารพื้นที่ลานจอดรถ อิมแพค เมืองทองธานี ของบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด พร้อมพาผู้ใช้รถสัมผัสประสบการณ์ใหม่ 'จองก่อนจอด’ ณ ลานจอดรถในร่ม อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 อิมแพค เมืองทองธานี (บริเวณโซน H-N 31-32) รวมกว่า 36 ช่องจอด ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา รองรับงานทุกงาน ทุกอีเว้นต์ ที่ เมืองทองธานี อาทิ คอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดโชว์ 2018, มอเตอร์เอ็กซ์โป 2018 ผู้ใช้รถสามารถ ‘จองก่อนจอด’ ก่อนมาถึงงาน มีที่จอดแน่นอน คาดว่ามีรถหมุนเวียนเข้าใช้บริการนี้ไม่น้อยกว่าปีละ 3.5 หมื่นคัน     “หัวใจสำคัญของการร่วมธุรกิจกับปาร์คทูโก คือ เราช่วยเพิ่มให้ลานจอดรถของคุณเต็ม เพิ่มช่วงเวลาสร้างรายได้ที่หายไปที่ลานจอดรถไม่เคยได้จากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซึ่งช่วยเพิ่มยอดได้ 10-30% ในแง่ผู้ใช้รถจะได้ประโยชน์จากการไม่ต้องวนหาที่จอดรถ ลดการผลาญน้ำมันโดยเปล่าประโยชน์ ถ้ามองในเชิงมหภาคประเทศไทยสูญเสียน้ำมันจากการวนหาที่จอดรถปีละ 3.6 พันล้านบาท การใช้แอปฯ ปาร์คทูโก แค่ 10% ของประชากรรถยนต์ในเขตเมืองหลวงจะช่วยชาติลดการสูญน้ำมันได้อย่างน้อยปีละ 360 ล้านบาทแล้ว”     ปัจจุบันมีลานจอดรถเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับปาร์คทูโกแล้วหลายแห่ง อาทิ ที่จอดรถหลังมหาวิทยาลัยหอการค้า, ลานจอดรถ BTS ปุณณวิถี, ร้านอาหารกัลปพฤกษ์ @สีลม, ลานจอดอาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 อิมแพค เมืองทองธานี รองรับงานบ้านและสวนแฟร์, ไทยเที่ยวไทย และอีกมากมาย ซึ่งแพลตฟอร์มของปาร์คทูโกถือเป็นโฉมใหม่ของการยกระดับวงการที่จอดรถไทย     “ร้านอาหารกัลปพฤกษ์ @สีลม เป็นลานจอดที่เราเข้าไปช่วยแก้ปัญหาทุกโซลูชั่น ตั้งแต่ช่วยเพิ่มพื้นที่ที่จอดรถให้มากขึ้นด้วยเครื่องจอดรถอัตโนมัติ วางระบบบริหารจัดการ ระบบจ่ายเงินอัตโนมัติ รวมถึงใช้แอปฯ ปาร์คทูโกช่วยเพิ่มลูกค้าสร้างการหมุนเวียนจุดจอดได้ 8 รอบต่อวัน เพิ่มรายได้จากเดิมได้มากกว่า 133% นี่เป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ลานจอดรถไม่ใช่แค่บริการเสริม แต่สร้างเม็ดเงินเพิ่มได้จริงๆ”     สำหรับการเพิ่มสมาชิกร่วมธุรกิจ กลยุทธระยะสั้นปาร์คทูโกเน้นการตลาดเชิงรุกมุ่งตรงถึงกลุ่มผู้ประกอบการที่มีลานจอดรถทุกประเภท ในทำเลที่มีดีมานต์ที่จอดรถสูง อาทิ สาทร สุขุมวิท ทองหล่อ เยาวราช จตุจักร โดยมีแผนประชาสัมพันธ์ผ่านออนไลน์ ได้แก่ แอปพลิเคชัน, เฟซบุ๊ก และเว็บไซต์ปาร์คทูโก ซึ่งอยู่ในระหว่างปรับโฉมใหม่     ผู้สนใจร่วมทำธุรกิจกับปาร์คทูโก ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของลานจอดรถเท่านั้น ผู้มีพื้นที่ว่าง เจ้าของที่ดิน ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะเล็กจอดรถได้คันเดียว หรือจอดรถได้เป็นสิบเป็นร้อยคัน ไปจนถึงเจ้าของอาคารสำนักงาน, โรงพยาบาล, ร้านอาหาร, คอมมูนิตี้มอลล์ ฯลฯ สามารถร่วมธุรกิจกับปาร์คทูโกได้ ขอเพียงมีพื้นที่ว่างและอยู่ในทำเลที่เหมาะสม   พิเศษ! ช่วงโปรโมชั่นรับสิทธิประโยชน์ มูลค่ารวมกว่า 3.6 แสนบาท สำหรับ 100 ลานจอดแรกที่สนใจมาร่วมเป็นสมาชิกปาร์คทูโก ฟรี! ค่าสมาชิกแรกเข้า-ค่าบริหารจัดการตลอดอายุสัญญา และแอปพลิเคชัน และ 10 ลานจอดแรกเท่านั้น จะได้รับอุปกรณ์ส่งเสริมการขายประจำลานจอดรถฟรี! ได้แก่ กรวยจราจร, หมวก, ร่ม, ป้ายแบนเนอร์ และสมาร์ทโฟน Huawei รุ่น Y7 จำนวน 1 เครื่อง ตลอดจนบริการที่ปรึกษาการตลาด บริหารการตลาดออนไลน์ และแอปพลิเคชัน
“ORI” จ่อโอนโครงการใหม่สร้างเสร็จพร้อมรับรู้รายได้ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ส่งโปรโดนใจตลาดพร้อมลุยเปิดขายโครงการต่อเนื่อง

“ORI” จ่อโอนโครงการใหม่สร้างเสร็จพร้อมรับรู้รายได้ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ส่งโปรโดนใจตลาดพร้อมลุยเปิดขายโครงการต่อเนื่อง

ออริจิ้น เผยเตรียมทยอยโอนกรรมสิทธิ์โครงการสร้างเสร็จใหม่ไตรมาส 4 เพิ่ม 2 โครงการ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท หลังงานก่อสร้างรุดหน้า ติดเครื่องลุยแคมเปญทางการตลาด มั่นใจภาพรวมทั้งปีเป็นไปตามแผน   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN) ไนท์บริดจ์ (Knightsbridge) นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill) เคนซิงตัน (Kensington) และโครงการแนวราบแบรนด์ บริทาเนีย (Britania) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 4 บริษัทมีโครงการใหม่แล้วเสร็จพร้อมโอน ได้แก่ โครงการนอตติ้ง ฮิลล์ สุขุมวิท105 (Notting Hill Sukhumvit 105) มูลค่าโครงการ 2,350 ล้านบาท ที่สร้างเสร็จเร็วกว่าแผน พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ได้ทันที ทั้งนี้มี Secure Backlog แล้วถึง 80% และโครงการนอตติ้ง ฮิลล์ จตุจักร อินเตอร์เชนจ์ (Notting Hill Jatujak-Interchange) มูลค่าโครงการ 650 ล้านบาท ซึ่งมี Secure Backlog แล้วถึงกว่า 95%  ผนวกกับบริษัทมีความตั้งใจดำเนินงานก่อสร้างอย่างเต็มที่ให้แล้วเสร็จตามแผน ทำให้บริษัทมีความมั่นใจว่าการรู้รายได้จะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง   “ในขณะเดียวกัน ช่วงไตรมาส 4 บริษัทเดินหน้าเปิดขายโครงการใหม่อย่างเป็นทางการอีก 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการพารค์ ออริจิ้น ทองหล่อ มูลค่าโครงการ 12,000 ล้านบาท 2.โครงการบริทาเนียเมกา ทาวน์ บางนา มูลค่าโครงการ  1,900 ล้านบาท และ 3. โครงการบริทาเนียบางนา สุวรรณภูมิ มูลค่าโครงการ  1,000 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการกว่า 14,900 ล้านบาท”   นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมากระแสการตอบรับกับแคมเปญต่างๆ ของบริษัทนั้น ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี สังเกตได้จากการจัดงานอีเวนท์ในครั้งที่ผ่านๆ มา เช่น งาน Origin Shock Price ณ ลานแฟชั่น ฮอลล์ ศูนย์การค้า สยาม พารากอน ที่ช่วยให้ผู้บริโภคในทุกเซ็กเมนต์มีโอกาสเข้าถึงโครงการที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น จนสามารถกวาดยอดขายไปได้มากกว่า 240 ล้านบาท ในเวลา 2 วัน หรือจากโปรโมชั่น Last Minute แซงมาตรการรัฐ ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างล้นหลาม   ทั้งนี้ จากยอดขายและผลประการดำเนินงานที่ทำได้ดีตลอดช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมั่นใจว่าผลประกอบการทุกด้าน ทั้งยอดขาย รายได้ ในปีนี้ จะสามารถเป็นไปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้   สำหรับบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ประกอบด้วย 1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Project Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมมาแล้วประมาณ 54 โครงการ รวมมูลค่าโครงการกว่า 82,000 ล้านบาท 2.ธุรกิจที่สร้างรายได้หมุนเวียนต่อเนื่อง (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.ธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังมีวิสัยทัศน์ในการขยายประเภทธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร          
เอสซีฯ ผลดำเนินงาน 9 เดือน เติบโตทุกด้าน รายได้รวม 10,365 ลบ. เติบโต 32%  กำไรสุทธิ 1,096 ลบ. เติบโต 56%   ไตรมาสสุดท้ายรุกเปิด 5 โครงการแนวราบ มูลค่า 5,550 ลบ.   พร้อมจัดงานใหญ่  “This is  BEATNIQ” เปิดประสบการณ์คอนโดสไตล์ MCM (Mid-Century Modern) มิติใหม่บนถนนสุขุมวิท 21 พ.ย.นี้

เอสซีฯ ผลดำเนินงาน 9 เดือน เติบโตทุกด้าน รายได้รวม 10,365 ลบ. เติบโต 32% กำไรสุทธิ 1,096 ลบ. เติบโต 56% ไตรมาสสุดท้ายรุกเปิด 5 โครงการแนวราบ มูลค่า 5,550 ลบ. พร้อมจัดงานใหญ่ “This is BEATNIQ” เปิดประสบการณ์คอนโดสไตล์ MCM (Mid-Century Modern) มิติใหม่บนถนนสุขุมวิท 21 พ.ย.นี้

นายอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำทุกระดับราคา   กล่าวถึงความสำเร็จของผลประกอบการ 9 เดือนว่า “SC มีการเติบโตในทุกด้าน ทั้งยอดขาย รายได้รวม และกำไรสุทธิ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 โดยบริษัทฯ มียอดขายรวมเท่ากับ 11,800 ล้านบาท เติบโต 8% มีรายได้รวมเท่ากับ 10,365 ล้านบาท เติบโต 32% และมีกำไรสุทธิ 1,096 ล้านบาท เติบโตขึ้น 56%” โดยไตรมาส 3/2561 มียอดขาย 4,564 ล้านบาท เติบโต 28% มีรายได้รวมเท่ากับ 3,713 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขาย 3,500 ล้านบาท และรายได้จากการเช่าและบริการ 208 ล้านบาท กำไรสุทธิ 392 ล้านบาท  บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมและหนี้สินรวม ณ วันที่ 30 กันยายน 22561 เท่ากับ 42,794 ล้านบาท และ 27,276 ล้านบาท ตามลำดับ สำหรับไตรมาส 4/2561 นี้ บริษัทจะเปิด 5 โครงการใหม่ มูลค่ารวมประมาณ  5,550 ล้านบาทซึ่งเป็นโครงการแนวราบทั้งหมด ได้แก่  บ้านเดี่ยว 4 โครงการ และ โฮมออฟฟิศ  1 โครงการ ทั้งนี้เนื่องจากยอดขายแนวราบ กลุ่มบ้านเดี่ยว 8-20 ล้านบาท ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ด้วยแนวคิด ดีไซน์มีเอกลักษณ์  สิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์  และทำเลที่ดี  ทำให้ยอดขาย 9 เดือนเติบโตสูง 230% (YoY)  บริษัทฯ จึงเปิดแบรนด์บางกอก บูเลอวาร์ด 3 โครงการใหม่ต่อเนื่อง  ประกอบด้วย โครงการ บางกอก บูเลอวาร์ด ศรีนครินทร์-บางนา มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท พื้นที่ 55-3-20 ไร่ จำนวน 200 ยูนิต โครงการ บางกอกบูเลอวาร์ด พระราม 9 มูลค่าโครงการ 1,350 ล้านบาท พื้นที่ 30-1-0.6 ไร่  จำนวน 108 ยูนิต โครงการ บางกอก บูเลอวาร์ด รามอินทรา-เสรีไทย มูลค่าโครงการ 415 ล้านบาท  พื้นที่ 10-0-6 ไร่ จำนวน 31 ยูนิต   โดยทั้ง 3 โครงการอยู่ในโซนกรุงเทพฝั่งตะวันออกเป็นหลัก เนื่องจากเป็นทำเลศักยภาพแห่งอนาคต ที่จะเกิดโครงการ Mega Project มากมาย และรองรับความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ สู่สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมด้วยปัจจัยบวกต่างๆ ที่รองรับ EEC ทั้งโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สีส้มและสีชมพู รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ และถนนตัดใหม่ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า พร้อมกับการเปิดโครงการ เวนิว พระราม 9 มูลค่าโครงการ 1,150 ล้านบาท  พื้นที่ 34-0-24 ไร่  จำนวน 143 ยูนิต ระดับราคา 6-10 ล้านบาท และ โครงการ เวิร์คเพลส เพชรเกษม 81-2 มูลค่าโครงการ 630 ล้านบาท  เป็นโฮมออฟฟิศ 3 ชั้น ราคา 6-10 ล้านบาท บนพื้นที่ 11-2-34.1 ไร่ จำนวน 112 ยูนิต   นอกจากนี้ ในวันที่ 21 พ.ย. 2561 บริษัทฯ จะจัดงานใหญ่ส่งท้ายปี คือ “This is BEATNIQ”   เพื่อร่วมเปิดประสบการณ์มิติใหม่สไตล์ MCM (Mid-Century Modern) ณ คอนโด BEATNIQ (บีทนิค) สุขุมวิท 32 Limited Luxury Collection   ที่มีสถาปัตยกรรมอันมีเอกลักษณ์พิเศษและเป็นแลนด์มาร์คใหม่บนถนนสุขุมวิท   นายอรรถพล กล่าวสรุปว่า “ ในไตรมาส 4 SC มีโครงการต่อเนื่องที่เปิดขาย 43 โครงการ มูลค่าคงเหลือเพื่อขายรวมกว่า 37,400 ล้านบาท และจะเปิดอีก 5 โครงการใหม่ มูลค่า 5,550 ล้านบาท พร้อมกับ Backlog หรือยอดขายรอโอน  11,800 ล้านบาท โดยประมาณ 45% จะรับรู้รายได้ในปีนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะสนับสนุนยอดขายและรายได้ของ SC ให้ได้ตามเป้าหมาย ”   สนใจเยี่ยมชมโครงการใหม่ และ สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร 1749 หรือ www.scasset.com          
“Yuu ศรีราชา” คอนโดเหนือระดับ สไตล์ ZEN สุด Exclusive ริมโค้งหาดศรีราชา

“Yuu ศรีราชา” คอนโดเหนือระดับ สไตล์ ZEN สุด Exclusive ริมโค้งหาดศรีราชา

ถ้าพูดถึงศรีราชา จ. ชลบุรี ก็ต้องนึกถึงชาวญี่ปุ่น เพราะเป็นชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดที่พักอาศัยอยู่ในศรีราชา  ทั้งในรูปแบบได้รับใบอนุญาตทำงาน (work permit) และเข้ามาทำงานแบบชั่วคราว ทำให้ที่นี่ “ศรีราชา” กลายเป็นแหล่งที่มีชาวญี่ปุ่นอยู่อาศัยกันมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งในเมืองไทย ถึงขนาดได้รับการเรียกขานว่าเป็น “ลิตเติ้ลโอซาก้า” เลยทีเดียว และเชื่อว่าจำนวนชาวต่างชาติจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงเกิดการจ้างงานใหม่ๆ ขึ้นจากภาคอุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาครัฐบาลประกาศเดินหน้าโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor:EEC) เป็นภาคสองต่อยอดจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่ง “ชลบุรี” ก็เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความโดดเด่นในหลายมิติ เป็นจังหวัดที่มี GPP (Gross Provincial Products - ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด) สูงเป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเมือง “ศรีราชา” เมืองที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวสูง และก็เป็นทำเลยอดฮิตที่ครบทั้งแหล่งท่องเที่ยว แหล่งกิน แหล่งที่อยู่อาศัย และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ มากมายทั้งห้างสรรพสินค้า โรงเรียนนานาชาติ และโรงพยาบาล เป็นต้น เครือแสงฟ้าก่อสร้าง เปิดตัว “Yuu ศรีราชา” คอนโดเหนือระดับ สุด Exclusive ริมโค้งหาดศรีราชา ด้วยเหตุนี้ พื้นที่ “ศรีราชา” จึงเกิดการลงทุนในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างคึกคักในทุกรูปแบบ ซึ่งก็รวมถึงคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ “Yuu ศรีราชา” คอนโดฯ สุด Exclusive ที่ด้านหน้าโครงการติดถนนสุขุมวิท และด้านหลังติดริมหาดศรีราชา เป็นโครงการที่ถือว่าตั้งอยู่บนทำเลที่ดีที่สุด พัฒนาโดยบริษัท เอสเอฟซี เวนเจอร์ ศรีราชา จำกัด ในเครือแสงฟ้าก่อสร้าง นายเชิดศักดิ์ อัมพรสุขสกุล กรรมการ บริษัท แสงฟ้าก่อสร้าง จำกัด กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า พื้นที่ศรีราชายังมีดีมานด์ ได้รับการตอบรับที่ดีทั้งจากคนในพื้นที่ กลุ่มนักลงทุน และกลุ่มคนที่ต้องการซื้อไว้เป็นบ้านพักหลังที่สองเพราะใช้เวลาขับรถเพียงแค่ 1 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ ด้วยการคมนาคมที่สะดวกสบาย หรือกลุ่มต่างชาติที่ซื้อไว้ใช้ชีวิตในวัยเกษียณ ซึ่งนั่นก็เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของโครงการ “Yuu ศรีราชา” คอนโดฯ สุด Exclusive บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ พัฒนาเป็นอาคารสูง 29 ชั้น มีห้องชุดพักอาศัยจำนวน 285 ยูนิต (ชั้น5-29) มีขนาดพื้นที่ใช้สอยในห้องพัก ขนาด 1 และ 2 ห้องนอน ตั้งแต่ 34 ถึง 72 ตรม. มีห้องชุดพาณิชยกรรม (SHOP UNITS) 6 ยูนิต ราคขายเฉลี่ยของโครงการที่ 130,000 บาทต่อตรม. รวมมูลค่าโครงการกว่า 1,750 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายโครงการไปแล้วกว่า 40 % มีความคืบหน้างานโครงสร้างกว่า 70% ( ณ เดือนตุลาคม ก่อสร้างถึงชั้น 24 ) คาดก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบให้ลูกค้าในไตรมาส 3 ปี 2562   ชู 5 จุดขายหลักตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่   Yuu ในภาษาญี่ปุ่นนั้นแปลว่า ความสง่างาม เหนือระดับ และโครงการดังกล่าว พัฒนาภายใต้แนวคิดการใช้ชีวิตตามปรัชญา ZEN ที่เน้นความเรียบง่าย อิงธรรมชาติอันเงียบสงบ เพื่อการพักผ่อนขั้นสูงสุด พร้อมสรรค์สร้างระบบ “Smart Living” สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ในก้าวสู่การใช้ชีวิตแบบ “THE ULTIMATE LIVING EXPERIENCE”  จุดขายหลักของโครงการ Yuu แบ่งออกเป็น 5 ความเหนือระดับด้วยกันคือ The Ultimate Design : คอนเซ็ปต์ โดยรวมของโครงการนั้นได้แรงบันดาลใจมาจาก แนวคิดการใช้ชีวิต ตามปรัชญา ZEN จากรูปแบบสถาปัตยกรรมของอาคาร ที่เน้นความเรียบง่ายแต่สง่างาม ด้วยมงกุฎสีทองอร่ามบนยอดตึก เปรียบดังแร่ทองคำ ที่สื่อถึงความมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ ในส่วนของรูปแบบการตกแต่งภายในห้องพักและส่วนกลาง เราเน้น รูปแบบที่เรียบง่าย ใช้โทนสีอิงธรรมชาติ เพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลาย ในขณะเดียวกัน เราให้ความใส่ใจเรื่องการ จัดสรรรายละเอียดในทุกตารางพื้นที่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามแบบฉบับวิถีชีวิต ของคนญี่ปุ่น The Ultimate Facilities : ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับ โรงแรม 5 ดาว สิ่งอำนวยความสะดวกที่คัดสรรมาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ตอบรับทุกการใช้ชีวิตเหนือระดับ ของคุณและครอบครัวบนพื้นที่ส่วนกลางชั้น 4  กว่า 1,600 ตรม. เช่น บ่อแช่ออนเซ็นทั้งในร่มและกลางแจ้ง แยกชายและหญิงในสไตล์ดั้งเดิมของญี่ปุ่น, Japanese Tatami Room ห้องสันทนาการและพักผ่อนในบรรยากาศสไตล์ญี่ปุ่นพร้อมชมวิว สวนหินรูปแบบ Zen, Infinity Edge Pool สระว่ายน้ำระบบเกลือ พร้อมวิวทะเลสุดสายตา และ Sky Fitness ห้องออกกำลังกายวิวทะเลชั้นลอยเหนือสระว่ายน้ำ, Co-Working Space ให้คุณได้ทำงาน หรือพักผ่อนอ่านหนังสือในบรรยากาศผ่อนคลาย,  และ Beach Patio and Pier ทางเดินลงหาด แบบเล่นระดับที่มีมุมพักผ่อนในแต่ละชานพัก ให้คุณนั่งชมพระอาทิตย์ ลับขอบฟ้า พร้อมสะพานทอดยาวไปในทะเล เพื่อการพักผ่อนอย่างเต็มรูปแบบเพื่อลูกบ้าน ของโครงการ Yuu The Ultimate Smart Living :  Yuu  ถือเป็นโครงการแห่งแรกในศรีราชา ที่ติดตั้งระบบ Smart Home Automation ให้ในทุกห้องพัก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาตอบรับการใช้ชีวิต เพิ่มความสะดวกสบายตามแบบฉบับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Smart Door Lock พร้อม  Magnetic Alarm ระบบสัญญาณกันขโมย และเปิด ปิด ประตูอัตโตมัติที่ใช้งานได้ถึง 3 ระบบ ทั้ง Password, Keycard, และ Application ผ่าน Smart phone ที่สามารถสร้างรหัสชั่วคราว ในการเข้าห้องพัก และตรวจเช็กตารางเวลาเข้าออก ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย, Smart Electronic  Control ให้คุณควบคุมระบบ เปิด ปิดไฟ เครื่องปรับอากาศ และโทรทัศน์ง่ายๆ ผ่าน  Mobile Application, Smart Auto Light คำนึงถึงความสะดวกสบายในยามค่ำคืน ด้วยระบบเปิดไฟ แบบอัตโนมัติในบริเวณโถงหน้าประตูเมื่อเปิดประตูบ้าน และไฟอัตโนมัติ บริเวณ บันไดทางเดิน สู่ห้องน้ำในเวลากลางคืน และสุดท้าย Smart Flood Sensor ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ ผ่านหน้าจอมือถือในกรณีมีน้ำรั่ว บริเวณใต้ซิงค์ครัวในห้องพัก เพื่อจัดการแก้ปัญหาได้ทันท่วงที The Ultimate Location : ให้คุณใช้ชีวิตมีระดับบนพื้นที่ทำเลที่ดีที่สุดในศรีราชา แห่งเดียวที่ติดถนน สุขุมวิทและติดริมโค้งหาดศรีราชาที่มองเห็นวิวทะเลได้เกือบทุกทิศทาง” The Ultimate 5 Years Warranty : นอกจากนี้อีกหนึ่งในจุดขายของโครงการเราคือ รับประกันหลังการขาย 5 ปี ในส่วนที่เป็นโครงสร้างอาคาร, ระบบไฟฟ้า ประปา รวมไปถึงชุดตกแต่งภายใน ที่มากับห้องชุด เมื่อเทียบกับโครงการอื่นๆ ทั่วไปในท้องตลาดที่รับประกันหลังการขายเพียง 2 ปี ซึ่งเราคาดว่าน่าจะทำให้ลูกค้าพึงพอใจ และตัดสินใจง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือเพื่อลงทุนปล่อยเช่า โครงการ Yuu ศรีราชา ตั้งอยู่ติดถนนสุขุมวิท ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เดินทางสะดวก ติดถนนใหญ่ ใกล้รถไฟความเร็วสูงโครงการในอนาคตเพียง 6 กม. ซึ่งอีกไม่นาน ภายในมกราคา 2562 เราก็ได้ผู้ชนะการประมูลเพื่อเริ่มการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล  2 รายใหญ่ระหว่างค่ายเจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้งค์ (ไทย) และพันธมิตร หรือ กลุ่มบีเอสอาร์ ที่มีบริษัท บีทีเอส กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เป็นแกนนำ ซึ่งเราเชื่อว่าจะทำให้ตลาดศรีราชา คึกคักขึ้นแน่นอนหลังจาก มีการเริ่มก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง นอกจากนี้ โครงการ Yuu ยังรายล้อมด้วย แหล่งอำนวยความสะดวก ครบครัน เช่น หลากหลายร้านอาหารริมทะเล ในระยะที่เดินไปได้จากโครงการ, ห้างโรบินสัน ศรีราชา, ตึกคอม โรงเรียนดาราสมุทร, โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา, มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์, รพ. สมิติเวช และ รพ. พญาไท ศรีราชา ถือเป็นที่สุดแห่งประสบการณ์การใช้ชีวิตเหนือระดับ บนทำเลที่ดีที่สุดในศรีราชา เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชันหลากหลายตอบสนองทุกความต้องการอย่างแท้จริง     พิเศษสำหรับลูกค้าที่ได้รับการแนะนำโครงการผ่านจาก Bloggers ทุกท่านที่เข้าร่วมในงาน Yuu Blogger Day วันนี้ เพียงแจ้งว่าได้รับทราบข้อมูลมาจาก Blogger Page ใด  จะได้รับส่วนลดเงินพิเศษ  25,000 บาท สำหรับ 1 ห้องนอน และ 50,000 บาทสำหรับ 2 ห้องนอน          
สัมมนาจับทางนักลงทุน-ทองหล่อ-ยังคงเป็นที่นิยมสำหรับผู้เช่าญี่ปุ่น

สัมมนาจับทางนักลงทุน-ทองหล่อ-ยังคงเป็นที่นิยมสำหรับผู้เช่าญี่ปุ่น

นายวิชัย จุฬาโอฬารกุล กรรมการบริหาร บริษัท ชินวะ เรียลเอสเตท (ไทยแลนด์) จำกัด (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้ดำเนินโครงการรูเนะสุ ทองหล่อ 5 และโครงการ เร็น สุขุมวิท 39 ร่วมเป็นวิทยากร ในงานเสวนา“เปิดเทคนิค อัพเกรด Yield คอนโดกลางใจกลางสุขุมวิท พร้อมจับเทรนลงทุน  2019” เมื่อเร็วๆนี้ที่โรงแรม Grand Center Point Sukhumvit 55 โดยวิทยากรผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาฯ มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ในอนาคตอันใกล้ทำเลทองหล่อยังคงมีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจ สำหรับทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อการลงทุน รวมถึงการปล่อยเช่าสำหรับต่างชาติ โดยเฉพาะยังคงเป็นทำเลยอดนิยมของผู้เช่าคุณภาพชาวญี่ปุ่น โดยโครงการที่เปิดใหม่มีน้อยลงแต่มีอัตราการปรับราคาสูงขึ้น ด้วยปัจจัยด้านทำเลที่ดินหาได้ยากขึ้น                  
อนันดาฯ เผยไตรมาส 3 ยังโตแบบก้าวกระโดด กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 593% จากปีก่อน และ 67% จากไตรมาสก่อน พร้อมสร้างยอดโอนไตรมาส 3 นิวไฮ กว่า 11,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 267%

อนันดาฯ เผยไตรมาส 3 ยังโตแบบก้าวกระโดด กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 593% จากปีก่อน และ 67% จากไตรมาสก่อน พร้อมสร้างยอดโอนไตรมาส 3 นิวไฮ กว่า 11,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 267%

บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ผู้นำแห่งวงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมือง ครองตำแหน่งผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า โชว์ความสำเร็จผลดำเนินงานโดดเด่น เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีกำไรสุทธิ 976 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 593% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 67% จากไตรมาสก่อน พร้อมมียอดโอนนิวไฮ 11,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 267% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าเป้าที่วางไว้ถึง 33%   นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในไตรมาส 3 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการสร้างผลกำไรสุทธิ 976 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 593% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 67% จากไตรมาสก่อน โดยการเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากบริษัทฯ ได้รับรู้ผลกำไรจากโครงการร่วมทุนสูงถึง 982 ล้านบาท จากที่มีผลขาดทุน 113 ล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้บริษัทฯ มีอัตรากำไรสุทธินิวไฮ สูงถึง 36% จาก 5% ในไตรมาสเดียวกันปีก่อน พร้อมมียอดโอนนิวไฮ 11,837 ล้านบาท ซึ่งรวมยอดโอนจากโครงการร่วมทุน เพิ่มขึ้น 267% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าเป้าที่วางไว้ 33%   ไตรมาส 3 บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการใหม่มูลค่า 8,807 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ 2 โครงการ และโครงการแนวราบ 4 โครงการ ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียมไอดีโอ รัชดา-สุทธิสาร มูลค่าโครงการ 1,721 ล้านบาท ใกล้รถไฟฟ้าสถานี MRT สุทธิสาร โครงการคอนโดมิเนียมเอลลิโอ สาทร-วุฒากาศ มูลค่าโครงการ 3,403 ล้านบาท ใกล้รถไฟฟ้าสถานี BTS วุฒากาศ โครงการบ้านเดี่ยว แอริ พระราม 2 มูลค่าโครงการ 1,023 ล้านบาท โครงการบ้านเดี่ยว แอริ แจ้งวัฒนะ มูลค่าโครงการ 1,145 ล้านบาท โครงการทาวน์โฮม ยูนิโอ ทาวน์ สวนหลวง-พัฒนาการ มูลค่าโครงการ 628 ล้านบาท และโครงการทาวน์โฮม ยูนิโอ ทาวน์ ศรีนครินทร์-บางนา มูลค่าโครงการ 889 ล้านบาท   บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายจากโครงการใหม่ และโครงการที่เปิดตัวไปก่อนหน้า จำนวน 8,182 ล้านบาท สูงกว่าเป้าที่วางไว้ 5% ทั้งนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายทั้งปี 35,120 ล้านบาท บริษัทฯ มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นไตรมาสที่สามปี 2561 สูงกว่า 49,400 ล้านบาท รองรับการโอนใน 3 ปีข้างหน้า   ในเดือนตุลาคม 2561 นี้ บริษัทฯ ได้เช่าที่ดินเพิ่มเติม 1 แปลงในโซนพัทยา สำหรับพัฒนาโครงการเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ ทั้งนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ 5 โครงการ ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูง มูลค่าโครงการรวมกว่า 12,000 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการบนถนนพระราม 9 สาทร ทองหล่อ สุขุมวิท ซอย 8 และพัทยา โดยจะเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ ในปี 2563 สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในการกระจายแหล่งรายได้ของบริษัทฯ และเพิ่มสัดส่วนรายได้ของบริษัทฯ ที่มาจากแหล่งรายได้ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ   บริษัทฯ มีผลกำไรที่แข็งแกร่ง และมียอดโอนสูงกว่าเป้าที่วางไว้ ตลอดจนโครงการคอนโดมิเนียม ไอดีโอ สุขุมวิท 93 ที่สามารถก่อสร้างแล้วเสร็จ และโอนได้เร็วกว่าคาดในไตรมาส 3 นี้ จากเดิมที่คาดว่าจะโอนในไตรมาส 4 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดโอนเติบโต 152% จากปี 2560 เป็น 38,000 ล้านบาท ในปี 2561 ทั้งนี้บริษัทฯ มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่จะโอนในปี 2561 มูลค่ากว่า 13,746 ล้านบาท คิดเป็น 88% ของเป้ายอดโอนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งรวมส่วนแบ่งยอดโอนของ อนันดา และมิตซุย ฟูโดซัง มาจากคอนโดมิเนียม 10 โครงการที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มโอนในปี 2561 เพิ่มเติมจากคอนโดมิเนียมใหม่ 8 โครงการที่แล้วเสร็จในปี 2560   บริษัทฯ ยังคงรักษาวินัยทางการเงิน และประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจให้เติบโต พร้อมดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิซึ่งหักด้วยเงินสดต่อส่วนทุนอยู่ที่ 0.91 :1 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายระยะยาวของบริษัทฯ ในระดับ 1:1   "นอกจากนี้กระแสเงินสดของบริษัทฯ ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดย ณ สิ้นสุดไตรมาสยังคงรักษาเงินสดขนาดใหญ่ที่มีมากกว่า 2,400 ล้านบาท บริษัทฯ ยังได้รับการสนับสนุนที่แข็งแกร่งและต่อเนื่องจากสถาบันการเงินชั้นนำ และมีทางเลือกในการจัดหาแหล่งเงินทุนที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการเงินสดของบริษัทฯตลอดทั้งปี ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ตามสถานการณ์" นายชานนท์ กล่าว          
ศุภาลัย เจาะแนวราบ ทำเลภูเก็ต เตรียมเปิด “ศุภาลัย เบลล่า ถลาง ภูเก็ต” ริมถนนเทพกระษัตรี

ศุภาลัย เจาะแนวราบ ทำเลภูเก็ต เตรียมเปิด “ศุภาลัย เบลล่า ถลาง ภูเก็ต” ริมถนนเทพกระษัตรี

บมจ.ศุภาลัย เตรียมเปิด “ศุภาลัย เบลล่า ถลาง ภูเก็ต” ริมถนนเทพกระษัตรี มูลค่าโครงการ 840ล้านบาท เปิดจองวันที่ 24-25 พฤศจิกายนนี้ ในราคาเริ่มต้นเพียง 2 ล้านกว่าบาท พร้อมพบสิทธิพิเศษมากมาย นายอดิศักดิ์ วารินทร์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานโครงการภูมิภาค 3 บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการเข้ามาลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต ทั้งโครงการบ้านเดี่ยว บ้านรุ่นใหม่ ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ที่ผ่านมาได้รับกระแสตอบรับดี ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในแบรนด์ศุภาลัย ทำให้เกิดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดเตรียมปักหมุดบนทำเลศักยภาพ ริมถนนเทพกระษัตรี ซึ่งถือเป็นจุดที่มีศักยภาพสูง เดินทางสะดวก สามารถเชื่อมสู่ใจกลางเมืองภูเก็ต หรือเดินทางสู่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตได้อย่างง่ายดาย กับโครงการ “ศุภาลัย เบลล่า ถลาง ภูเก็ต” และพบกับ แบบบ้าน ศุภกัลยา (พิเศษ) ครั้งแรกในจังหวัดภูเก็ต ที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นมาให้ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น ประหยัดพลังงาน สร้างความรู้สึกปลอดโปร่ง และเย็นสบาย ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ จอดรถ 2 คัน พื้นที่ใช้สอย 128 ตร.ม. นอกจากนี้ยังมี     แบบบ้าน ให้เลือกรวม 6 แบบ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างกัน  “ศุภาลัย เบลล่า ถลาง ภูเก็ต” มูลค่าโครงการ 840 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่โครงการประมาณ  34 ไร่ จำนวน 240 แปลง ออกแบบสไตล์โมเดิร์น ทั้งทาวน์โฮม บ้านรุ่นใหม่ และบ้านเดี่ยว 2 ชั้น 3 - 4 ห้องนอน 2 - 3 ห้องน้ำ พื้นที่ใช้สอยเริ่ม 124-199 ตร.ม ราคาเริ่มต้นเพียง 2 ล้านกว่าบาท โครงการตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติแวดล้อมด้วยวิวภูเขา สามารถสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ได้ทุกเวลา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ อาทิ สวนส่วนกลาง ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกล้อง CCTV และระบบเข้า-ออกอัตโนมัติ Easy Pass ใส่ใจทุกรายละเอียด สร้างสรรค์ด้วยวัสดุคุณภาพได้มาตราฐาน ที่สุดแห่งฟังก์ชั่นเพื่อการอยู่อาศัย โดดเด่นด้วยทำเลดีที่สุด ริมถนนเทพกระษัตรี เดินทางสะดวก ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ลงตัวทุกไลฟ์สไตล์ เชื่อมสู่ทุกเส้นทางบนเกาะภูเก็ตอย่างง่ายดาย แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครัน ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล อาทิ โรงพยาบาลถลาง โลตัส ถลาง โฮมโปร ถลาง แม็คโคร ถลาง อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี และ  ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต พร้อมเปิด Pre sales อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 24-25 พฤศจิกายนนี้ ณ สำนักงานขายโครงการ ผู้สนใจสามารถแวะเยี่ยมชมบ้านตัวอย่างพร้อมรับข้อเสนอที่ดีที่สุดภายในงาน หรือสอบถามเพิ่มเติมโทร. 1720 หรือดูรายละเอียดได้ที่  www.supalai.com          
เสนาฯ พัฒนาแอพพลิเคชั่น SENA 360° ตอบโจทย์ชีวิต 4.0 ยกระดับชีวิตลูกบ้าน พร้อมบริการที่ดูแลด้วยหัวใจ

เสนาฯ พัฒนาแอพพลิเคชั่น SENA 360° ตอบโจทย์ชีวิต 4.0 ยกระดับชีวิตลูกบ้าน พร้อมบริการที่ดูแลด้วยหัวใจ

บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากกว่า 30ปี ภายใต้แนวคิด “ความไว้วางใจจากลูกค้า คือความภูมิใจของเรา” โดย ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นำทีมพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ช่องทางการสื่อสารที่สะดวกและรวดเร็ว พร้อมเชื่อมความสัมพันธ์ลูกบ้านให้สามารถติดต่อนิติบุคคลหรือระบบหลังบ้านได้ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้แอพพลิเคชั่น “เสนา 360 องศา” ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า แอพพลิเคชั่น เสนา 360 องศา เกิดจากความต้องการให้บริการหลังการขายเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ เป็นสินทรัพย์อย่างเดียวที่เมื่อคนๆหนึ่งตัดสินใจเลือกซื้อ หรือผ่อนกับธนาคารแล้ว สินทรัพย์นั้นจะกลายเป็นมรดกที่ผูกพันเจ้าของเป็นระยะเวลานานถึง 30 ปี ทำให้มองว่า เมื่อลูกบ้านตัดสินใจซื้อบ้าน หรือคอนโดมิเนียม ภายใต้การพัฒนาของเสนาดีเวลลอปเม้นท์ ควรได้รับบริการหลังการขายที่ดีที่สุด เนื่องจากลูกบ้านมักมองเห็นจุดบกพร่องที่ต้องการซ่อมแซมภายหลังจากที่เข้าอยู่อาศัย หรือโอนกรรมสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว   ดังนั้น เพื่อตอบแทนที่ลูกบ้านเลือกให้เสนาฯ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราจึงเดินตามแนวคิดที่เรายึดมั่นมาตลอด นั่นคือ “ความไว้วางใจจากลูกค้า คือความภูมิใจของเรา” ทำให้ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา เสนาฯ พัฒนาต่อยอดแอพพลิเคชั่นมาโดยตลอดเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้งานของลูกบ้านเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อาทิ บริการ SENA WE CARE แจ้งซ่อมออนไลน์ 24 ชั่วโมง , Liluna Car sharing ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน ประหยัดค่าใช้จ่าย, Acute Realty รับฝาก ขาย-เช่า, การบริการชำระค่าส่วนกลาง ค่าน้ำ ผ่าน Application ที่เป็นตัวช่วยให้ลูกบ้านสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น หมดกังวล เรื่องการจ่ายเงินที่เกินเวลากำหนด บริการ SENA WE CARE แจ้งซ่อมออนไลน์ 24 ชั่วโมง โดยลูกบ้านสามารถระบุปัญหา พร้อมภาพถ่ายที่ต้องการให้ทีมช่างเข้าแก้ไขได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องเสียเวลานัดหมายกันหลายครั้ง เพื่อเข้าดูหน้างานจริงก่อนซ่อม ซึ่งเป็นบริการที่สะดวกสบายและลดระยะเวลาที่จะสูญเสียไปจากการแจ้งซ่อมแซมหนึ่งครั้ง   นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ตอบโจทย์ชีวิต 4.0 ที่ทำให้นักช็อปหมดกังวลว่าสินค้าหรือพัสดุที่สั่งซื้อไปนั้นจะถึงมือเมื่อไหร่ หรือไม่สามารถรับพัสดุได้นอกเวลาทำการนิติบุคคล เพื่อเป็นการแก้ปัญหาในจุดนี้ เสนาฯ จึงออกแบบฟีเจอร์แจ้งเตือนและตรวจสอบสถานะของพัสดุหรือจดหมายขึ้น ซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ฟีเจอร์นิติบุคคล เมื่อมีพัสดุมาถึงลูกบ้าน แอพพลิเคชั่นจะทำการแจ้งเตือนสถานะไปยังเจ้าของห้อง ทำให้ลูกบ้านสามารถรับพัสดุได้ทันที่   ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ในระบบนิติบุคคล คือ ฟีเจอร์ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ลูกบ้านสามารถเลือกชมสถานะปัจจุบันของพื้นที่ส่วนกลางแบบเรียลไทม์ได้ ซึ่งออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยอีกขั้นซึ่งการพัฒนาทุกฟีเจอร์ภายใต้แอพพลิเคชั่น เสนา 360 องศา คือความใส่ใจที่บริษัทตั้งใจมอบให้กับลูกบ้านคนพิเศษของเรา ด้วยเราไม่มองข้ามรายละเอียดเล็กๆน้อยๆนี้เอง ทำให้กลายเป็นเอกลักษณ์ของบริษัทที่ีใส่ใจทุกดีเทลชีวิต จากแนวคิดแบบผู้หญิงอย่างแท้จริง (Made From Her) ท้ายนี้ สำหรับลูกบ้านทุกโครงการภายใต้การพัฒนาของเสนาดีเวลลอปเม้นท์ นอกจากจะได้ใช้แอพพลิเคชั่น ที่เป็นช่องทางการสื่อสารที่สะดวก รวดเร็วและครบวงจร ยังได้รับสิทธิพิเศษ อื่นๆอีกมากมาย  เมื่อแชร์ข่าวสารของบริษัท หรือเข้าร่วมกิจกรรมตามที่บริษัทกำหนด จะได้รับคะแนนสะสมทันที โดยคะแนนสะสมนั้นสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นส่วนลดร้านอาหารหรือส่วนลดในการซื้อสินค้าได้ สิทธิพิเศษดีๆเช่นนี้มีเฉพาะลูกบ้านเสนาดีเวลลอปเม้นท์เท่านั้น สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น เสนา 360 องศาได้แล้ววันนี้ทั้งในระบบ IOS และ Android สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 1775                    
เอพี ไทยแลนด์ ยิ้มรับความสำเร็จ รายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 27,110 ล้านบาท

เอพี ไทยแลนด์ ยิ้มรับความสำเร็จ รายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 27,110 ล้านบาท

เอพีประกาศความสำเร็จรายได้รวม ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2561 พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 27,110 ล้านบาท ผลจากการที่สินค้าแนวราบและคอนโดโตต่อเนื่องชูไฮไลต์เด็ดประจำไตรมาส VITTORIO อัลตร้า-ลักซ์คอนโดมิเนียม คีย์ไดรฟ์สำคัญหนุนรายได้พุ่งหลังปิดการขายทั้งโครงการ ด้านกำไรสุทธิรวม โตขึ้น 62% หรือกว่า 2,900 ล้านบาท ยอดขายรวม 10 เดือนคิดเป็น 38,540 ล้านบาท โค้งสุดท้ายของปีเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง มั่นใจสิ้นปีเตรียมยิ้มรับยอดขายที่คาดว่าจะทะลุเป้าอีกครั้ง นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาถือว่าเกินความคาดหมายเป็นที่น่าพึงพอใจอย่างมาก ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในภาพรวมของเอพี ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปี มีอัตราการเติบโตที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ โดยสร้างรายได้รวมจากสินค้าแนวราบ กลุ่มคอนโดมิเนียม (100%JV) และธุรกิจอื่นๆ ได้สูงถึง 27,113 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.9% หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวมเท่ากับ 18,090 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากที่สินค้าแนวราบและคอนโดเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน   ไตรมาส 3 นี้ ส่วนหนึ่งของยอดรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้น มาจากการทยอยโอนกรรมสิทธิ์โครงการ VITTORIO คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ระดับอัลตร้า-ลักซ์ ซึ่งปัจจุบันประสบความสำเร็จอย่างสูงสามารถปิดการขายทั้งโครงการได้เป็นที่เรียบร้อย  ด้านกำไรสุทธิรวม ณ สิ้นไตรมาส 3 (Net Profit) สูงถึง 2,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% หากเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิรวมเท่ากับ 1,792 ล้านบาท   “หนึ่งใน Key Success ของการพัฒนาโครงการเอพีคือ การมีสินค้าที่หลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการของคนเมือง ทั้งในเรื่องของโมเดลสินค้าที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานการเข้าใจถึงความต้องการแฝงอย่างแท้จริง การกำหนดแพคเกจราคาขาย ตลอดจนจำนวนโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลรอบกรุงเทพ ซึ่งโครงการ VITTORIO ถือเป็นหนึ่งใน Key Drive ที่สำคัญต่อการเติบโตของรายได้รวม ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปีนี้ นอกเหนือจากโครงการอื่นๆ ของเอพีทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมที่ภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้ถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าเครือ  เอพีเสมอมา ซึ่งมั่นใจว่าบริษัทฯ จะสามารถสร้างรายได้รวมได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน” นายอนุพงษ์ กล่าวเสริม สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 10 เดือนแรก ณ วันที่ 31 ตุลาคมนี้ บริษัทฯ สร้างยอดขายรวมได้แล้วถึง 38,545 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากคอนโดมิเนียมมูลค่า 20,930 ล้านบาท แนวราบมูลค่า 17,615 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้แล้วราว 96.8% ของเป้ายอดขายปี 2561 ที่ปรับขึ้นใหม่ (เป้ายอดขาย 39,800 ล้านบาท)   ทั้งนี้ในไตรมาส 4 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการทั้งสิ้น 12 โครงการ มูลค่า 16,840 ล้านบาท  เปิดไปแล้วจำนวน 9 โครงการ 13,200 ล้านบาท คงเหลือเปิดตัวในช่วงโค้งสุดท้ายของปีอีกจำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3,640 ล้านบาท โดยหนึ่งในไฮไลท์คือการเปิดพรีเซลคฤหาสต์หรู The Palazzo ศรีนครินทร์อย่างเป็นทางการในวันที่ 17-18 พฤศจิกายนนี้ รวมถึงยังคงมีโครงการอยู่ในพอร์ตพร้อมขาย ในทำเลศักยภาพรอบกรุงเทพอีกกว่า 100 โครงการ มูลค่าคงเหลือขายประมาณ 53,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่า ณ สิ้นปีจะสามารถทำยอดขายทะลุเป้าได้อย่างแน่นอน “บริษัทฯ ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายใหญ่ในการนำพาเอพีก้าวขึ้นสู่การเป็น 1 ใน 3 ของผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ภายใต้พันธกิจสำคัญ คือการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัย ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการคิดค้นนวัตกรรมดีไซน์ใหม่ๆ ให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย และวางแผนจัดตั้งหน่วยงานพิเศษ เพื่อทำหน้าที่ค้นหา คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่ส่งเสริมและยกระดับรูปแบบการดำเนินชีวิตสู่ประสบการณ์อยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์สู่วิถีใหม่ๆ อย่างครบถ้วนด้วยคุณภาพ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย เข้าถึงความหมายของคำว่าคุณภาพชีวิตที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”  นายอนุพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ สรุปตัวเลขทางการเงินเฉพาะไตรมาส 3 ปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้รวมจากสินค้าแนวราบกลุ่มคอนโดมิเนียม (100%JV) และธุรกิจอื่นๆ เท่ากับ 9,203 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 54.3% หากเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2560 ที่มีรายได้รวมเท่ากับ 5,965 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิเท่ากับ 915 ล้านบาท เติบโต 43.9% หากเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2560 ที่ได้ 636 ล้านบาท ณ  31 ตุลาคม 2561 บริษัทฯ มีสินค้ารอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่ามากถึง 54,147 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบมูลค่าราว 7,542 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมมูลค่า 46,605 ล้านบาท (รวมโครงการร่วมทุน) ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ภายในปีประมาณ 4,025 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566   “เอพี ไทยแลนด์ กล้าที่จะแตกต่าง ผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยสำหรับคนเมือง”          
“ควอร์เตอร์ 31” Urban  Residences ระดับซูเปอร์ลักซัวรี่ นิยามใหม่แห่งการอยู่อาศัย ในสังคมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ คีพความเป็นส่วนตัวเหนือระดับ บนสุดยอดทำเลใจกลางสุขุมวิท

“ควอร์เตอร์ 31” Urban Residences ระดับซูเปอร์ลักซัวรี่ นิยามใหม่แห่งการอยู่อาศัย ในสังคมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ คีพความเป็นส่วนตัวเหนือระดับ บนสุดยอดทำเลใจกลางสุขุมวิท

ด้วยความมุ่งมั่นและไม่หยุดนิ่งที่จะสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยระดับลักซัวรี่ให้มีคุณภาพเหนือระดับยิ่งๆ ขึ้นไป บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด ได้พัฒนาโครงการสุดหรูโครงการล่าสุด “ควอร์เตอร์ 31” (Quarter 31) Urban Residences ระดับซูเปอร์ลักซัวรี่ บนสุดยอดทำเลใจกลางเมือง ถนนสุขุมวิท 31 ที่มาพร้อมกับความโดดเด่นด้วยแนวคิดใหม่ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองระดับไฮเอนด์ สวยงามลงตัวด้วยสถาปัตยกรรมอันล้ำสมัยทั้งภายนอกและภายในตัวอาคาร สไตล์โมเดิร์น คลาสสิค สะดวกสบายด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัว และยังให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวของส่วนกลางขนาดใหญ่กว่า 1 ไร่ ที่สามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่ตัวบ้านในทุก               ยูนิตได้อย่างลงตัว ในราคาเริ่มต้น 45 ล้านบาท โดย นายสุธี ลิมปนชัยพรกุล ประธานอำนวยการ บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด เผยถึงแรงบันดาลใจในการพัฒนาโครงการ ควอร์เตอร์ 31 ว่า นายณ์ เอสเตท มุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานโครงการที่อยู่อาศัยที่มีทั้งคุณภาพ ความสวยงาม และความใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อสร้างความสุขที่ยั่งยืนของผู้พักอาศัยในระยะยาวอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้บริโภค ตามปรัชญาของบริษัทฯ “Breaking New Ground” โดยล่าสุดได้เปิดตัวโครงการ ควอร์เตอร์ 31 คลัสเตอร์โฮมระดับซูเปอร์ลักซัวรี่ สไตล์โมเดิร์นคลาสสิค ภายใต้แนวคิด “Luxury Urban Residences” ในซอยสุขุมวิท 31 สุดยอดทำเลอันดับหนึ่งของกรุงเทพมหานคร สุขุมวิท 31 นับเป็นไพร์มโลเคชั่นของกรุงเทพฯ ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางแหล่งธุรกิจ การเดินทางสะดวกสบาย ด้วยใกล้กับรถไฟฟ้าสถานีพร้อมพงษ์ และเชื่อมต่อถนนหลายสาย ได้แก่ ถ.สุขุมวิท และ ถ.เพชรบุรี อีกทั้งแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยอีกมากมาย อันเป็นแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯ อาทิ EmQuartier, Emporium, Em District ร้านอาหารชั้นนำระดับไฮเอนด์, โรงเรียนนานาชาติ, โรงพยาบาลสมิติเวช ฯลฯ และจากการสำรวจตลาดโดยรอบ พบว่าในย่านดังกล่าว ยังมีความต้องการ (Demand) ที่อยู่อาศัยในรูปแบบของ “บ้าน” เพราะส่วนใหญ่บนทำเลนี้ล้วนเป็นโครงการแนวสูง (Supply) บวกกับความสำเร็จจากโครงการ “ควอร์เตอร์ ทองหล่อ” และ“ควอร์เตอร์ 39” ภายใต้แบรนด์ ควอร์เตอร์ คอลเลคชั่น (Quarter Collection) จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนา ควอร์เตอร์ 31 โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายระดับอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ, ผู้บริหารระดับสูง, กลุ่มผู้มีครอบครัว และกลุ่มที่ซื้อเพื่อการลงทุน ทั้งนี้เพราะราคาที่ดินย่านสุขุมวิทมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งปัจจุบันราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมที่เปิดใหม่บริเวณนั้น อยู่ที่ 300,000 บาท/ตารางเมตร ในขณะที่โครงการ ควอร์เตอร์ 31 ราคาอยู่ที่ 100,000 กว่าบาท/ตารางเมตร จึงนับเป็นสินทรัพย์ (Asset) ที่น่าสนใจต่อการลงทุนระยะยาว และสามารถส่งต่อเป็นมรดกให้แก่รุ่นลูกรุ่นหลานได้ ควอร์เตอร์ 31 (Quarter 31) คลัสเตอร์โฮมระดับซูเปอร์ลักซัวรี่ 3.5 ชั้น ถูกรังสรรค์จากแรงบันดาลใจที่ต้องการให้ผู้เป็นเจ้าของได้ที่พักอาศัยสุดหรูอันทรงคุณค่าใจกลางเมือง แต่ยังคงความสงบเป็นส่วนตัวพร้อมใกล้ชิดธรรมชาติ และโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค ภายใต้แนวคิดใหม่ “Luxury Urban Residences” พร้อมมอบความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตเพียง 20 ยูนิต ซึ่งมีเนื้อที่โครงการทั้งหมดกว่า 2 ไร่ บนถนนสุขุมวิท 31 (ซอยสวัสดี) ด้วยมูลค่ารวม 915 ล้านบาท รูปแบบภายนอกถูกออกแบบให้ดูเรียบหรู คลาสสิคแต่แฝงไปด้วยความทันสมัย ตัวอาคารออกแบบให้สะท้อนความมีรสนิยมเหนือกาลเวลา ที่ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ตัวโครงการก็ยังคงสวยงามอยู่เสมอ และโดดเด่นที่สุดด้วยแนวคิดใหม่ในการวาง Layout Design โดยวางให้ที่จอดรถทั้งโครงการอยู่ใต้ดิน เพื่อให้มีพื้นที่ส่วนกลางเพิ่มขนาดขึ้นกว่า 1 ไร่ รายล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวจากต้นไม้นานาชนิด พร้อมสระว่ายน้ำระบบเกลือขนาด 4x25 เมตร และพิเศษสุดเพียงหนึ่งเดียวในสุขุมวิทที่ทุกยูนิตถูกออกแบบมาให้เปิดรับวิวสวนสวยและสระว่ายน้ำ โดยปราศจากสิ่งกีดขวางใดๆ เพื่อให้ทุกช่วงเวลาภายในบ้านคือช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนของครอบครัวอย่างแท้จริง ในส่วนของภายใน เน้นการออกแบบที่ให้ความรู้สึก โล่ง โปร่ง สบาย ด้วยเพดาน Double Volume ที่สูงถึง 6 เมตร พร้อมกระจกบานใหญ่ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อน เชื่อมต่อแสงธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวส่วนกลางกับห้องนั่งเล่นบริเวณชั้น 1 ได้อย่างลงตัว การตกแต่งเน้นโทนสีธรรมชาติ สบายตา แต่คงไว้ซึ่งความอบอุ่น วัสดุภายในบ้านถูกคัดสรรเป็นอย่างดีด้วยเกรดระดับพรีเมี่ยมสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์และการใช้งานของผู้พักอาศัยได้อย่างดีเยี่ยม อาทิ ชุดครัวแบรนด์ระดับโลกจากพ็อกเกนโพล (Poggenpohl) เครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์ซีเมนส์ (Siemen) ลิฟต์ส่วนตัวคุณภาพระดับเดียวกับอาคารสำนักงานเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งสามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 6 คน พร้อมบิ้วท์อินครัวไทยและ Maid Quarter   ควอร์เตอร์ 31 (Quarter 31) มีให้เลือกสรรถึง  2 แบบ ในราคาขายเริ่มต้น 45 ล้านบาท ได้แก่ TYPE A พื้นที่ใช้สอย 425 ตารางเมตร บนขนาดที่ดิน 30 – 42 ตารางวา หน้ากว้าง 6.1 เมตร ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 4 ที่จอดรถชั้นใต้ดิน จำนวน 10 ยูนิต และ TYPE B มีพื้นที่ใช้สอย 431 ตารางเมตร บนขนาดที่ดิน 33 - 42 ตารางวา หน้ากว้าง 6.6 เมตร ประกอบด้วย 5 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ และ 4 ที่จอดรถชั้นใต้ดิน จำนวน 10 ยูนิต ซึ่งทั้ง 2 TYPE แตกต่างกันด้วยการวาง Layout ของห้องครัวชั้นหนึ่ง โดย TYPE A ตำแหน่งของครัวจะอยู่บริเวณทางด้านหลัง จึงเหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ชอบความเป็น Private ในขณะที่ TYPE B จะวางตำแหน่งครัวทางด้านหน้าเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่น เหมาะแก่การเป็น Party Area ครบครันด้วยสิ่งอำนวยสะดวก พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง   สัมผัสประสบการณ์ที่พักอาศัยสุดหรูใจกลางสุขุมวิทได้แล้ววันนี้ที่ “ควอร์เตอร์ 31” (Quarter 31) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.NyeEstate.com หรือสอบถามเพื่อนัดเข้าชมโครงการได้ที่ โทร.063-996-9954          
แอสเซทไวส์ เปิดตัว “แอทโมซ รัชดา-ห้วยขวาง” ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 1,400 ล้านบาท  เผยคาดปิดการขาย 50% ภายใน 3 เดือน หวังดันยอดขายตามเป้าที่ 4,200 ล้านบาทสิ้นปี 2561 นี้

แอสเซทไวส์ เปิดตัว “แอทโมซ รัชดา-ห้วยขวาง” ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 1,400 ล้านบาท เผยคาดปิดการขาย 50% ภายใน 3 เดือน หวังดันยอดขายตามเป้าที่ 4,200 ล้านบาทสิ้นปี 2561 นี้

บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด ต่อยอดความสำเร็จจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ขยายแบรนด์ Atmoz เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ “Atmoz Ratchada- Huaikwang” (แอทโมซ รัชดา-ห้วยขวาง)ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 1,400 ล้านบาท ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.69 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพย่านธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิต“Active Mode” ท่ามกลางสีสันของเมืองสไตล์เออร์เบิร์น ไลฟ์แต่ยังคงต้องการกลับสู่ “Rest Mode”เพื่อพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติส่วนตัวใจกลางเมืองภายใต้คอนเซ็ปต์“แค่เปิด...ก็ปิดชีวิตเมือง” พร้อมเผยคาดการณ์ปิดการขาย 50% ภายใน 3 เดือนนี้ ส่งผลดันยอดขายตามเป้าที่ 4,200 ล้านบาทแน่นอน     นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัดกล่าวว่า“แบรนด์แอทโมซได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแอทโมซ ลาดพร้าว 71, แอทโมซ ลาดพร้าว 15 เป็นต้น โดยแบรนด์แอทโมซได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดคอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ทซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ยังคงให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียว หรือพื้นที่ส่วนกลางเพื่อพักผ่อนอย่างแท้จริงบนทำเลใจกลางเมืองล่าสุด เราจึงขยายแบรนด์แอทโมซมายังทำเลรัชดา-ห้วยขวาง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทำเลศักยภาพหรือ New CBD ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วจากการขยายตัวออกมาจากย่านสุขุมวิทชั้นใน จนกลายเป็นทำเลที่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการในหลายภาคธุรกิจแน่นอนว่าจะทำให้เกิดการขยายตัวของแหล่งงานเพิ่มขึ้นด้วยและมั่นใจว่าจะส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยในย่านนี้มีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน"     โครงการแอทโมซ รัชดา-ห้วยขวางเป็นคอนโดโลว์ไรส์แบบตกแต่งพร้อมอยู่ (Fully Furnished)สูง 8ชั้น 3 อาคาร มีจำนวน 594 ยูนิต และร้านค้าจำนวน 1 ยูนิต บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ Activityที่หลากหลายครบทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต ดังนั้น โครงการฯ จึงจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ให้สามารถรองรับความต้องการได้ถึง 31 กิจกรรม และเชื่อมต่อกันได้ทั้งโครงการ อาทิ สระว่ายน้ำ 2 สระมาตรฐาน แบบ Reflection Pool (ชั้น G) ที่ร่มรื่นด้วยพื้นที่สีเขียวและ Scenic Sky Pool (ชั้น Rooftop) เพื่อผ่อนคลายกับวิวเมือง, ล็อบบี้ เลาจน์ (LobbyLounge)     และพื้นที่พักผ่อนในทุกอาคาร, Sunken Island, Gym & Boxing Studio, Creative Inspiration Workspace, Theater, Fit Studio, Social Club, Outdoor Sky Dining และThe Secret Garden เป็นต้นนอกจากนั้นยังเข้าใจการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่จึงเพิ่มอุปกรณ์สมาร์ท เทคโนโลยี (Smart Technology) ที่ออกแบบมาเพื่อมอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้นและใช้งานได้จริง ทั้งด้านการดูแลสุขภาพ และรองรับความปลอดภัยแก่ผู้อยู่อาศัยในทุกยูนิต อาทิ Themostatระบบระบายความร้อนภายในห้อง เพื่อสูดความสดชื่นจากอากาศที่ถ่ายเทBluetooth Sound Systemระบบเสียงไร้สาย ในทุกห้องให้คุณผ่อนคลายกับเสียงเพลงที่ชื่นชอบได้ทุกที่ในห้องพัก Rescue Alarmระบบแจ้งเตือนอุบัติเหตุที่สามารถกดปุ่มขอความช่วยเหลือได้ทันที และ LED Lighting Motion Sensorเซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว ช่วยเปิด / ปิดไฟอัตโนมัติใต้เตียง เพื่อความสะดวกยามค่ำคืนเมื่อลุกจากเตียง โดยโครงการฯ ยังตอบรับทุกการใช้ชีวิตอีกขั้นด้วยบริการพิเศษ Shuttle Bus Serviceและ Late Night Conciergeเพื่อให้ลูกบ้านสะดวกสบายกับสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบได้ง่ายยิ่งขึ้น     สำหรับการออกแบบโครงการฯ มุ่งเน้นการดีไซน์ให้ทุกตารางนิ้วของโครงการฯ เปิดรับกับธรรมชาติได้ในทุกสัมผัสสบายตาจากสีสไตล์เอิร์ธโทนของตัวอาคาร ให้ความรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่มอง พร้อมตกแต่งแสงธรรมชาติด้วยร่มเงาจากระแนงไม้ บดบังไอร้อนและความวุ่นวายจากภายนอก กับความสุขที่ออกแบบมาอย่างลึกซึ้งเพื่อให้ทุกวันเสมือนวันพักผ่อนและเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้ทุกช่วงเวลา     “ด้วยโครงการตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพของรัชดา-ห้วยขวาง ซึ่งนับว่าเป็นทำเลที่ได้รับการขยายตัวจากกรุงเทพฯ ฝั่งสุขุมวิท และสามารถเดินทางเชื่อมต่อเข้าเมืองได้สะดวกในอนาคตจากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคหลักทั้งรถไฟฟ้า และ MRT อาคารสำนักงานจึงกระจายตัวออกมาเพิ่มขึ้น รวมถึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น ชาวจีน เกาหลี สิงคโปร์ ฯลฯ ที่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากใกล้สถานทูตจีน เกาหลี เป็นต้น ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ,ซูเปอร์มาร์เก็ต,โรงพยาบาล และโรงเรียนนานาชาติชื่อดัง ซึ่งเรียกว่ารายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบายแบบ 24 ชั่วโมงผมเชื่อว่าย่านรัชดา-ห้วยขวางนี้มีความคุ้มค่าทั้งสำหรับซื้อเพื่ออยู่เอง หรือเพื่อการลงทุนแน่นอน จากความน่าสนใจที่ราคาซื้อขายมีการปรับราคาขึ้นเรื่อยๆ อย่างก้าวกระโดดจากโครงการที่เปิดตัวใหม่ในแต่ละปีมีการปรับตัวสูงขึ้นปีละ 10-20% และมีอัตราค่าตอบแทนเฉลี่ย (Yield) อยู่ที่ 5-6 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่สามารถถือครองเพื่อเก็งกำไรในอนาคตได้ ซึ่งคาดว่าการเปิดโครงการแอทโมซ รัชดา- ห้วยขวางในครั้งนี้ จะสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 50% ภายใน 3 เดือน และมั่นใจว่าจะช่วยดันยอดขายรวมของบริษัทฯ ได้ตรงตามเป้าที่วางไว้ที่ 4,200 ล้านบาทอย่างแน่นอน จากปัจจุบันมียอดขายรวมแล้วกว่า 3,900 ล้านบาท หรือคิดเป็น 93% ” นายกรมเชษฐ์ กล่าวเสริม     โครงการ แอทโมซ รัชดา-ห้วยขวาง ตั้งอยู่บนทำเลที่สามารถเข้าออกได้หลากหลายเส้นทาง เชื่อมต่อถนนรัชดาภิเษก, พระราม9, ถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา – อาจณรงค์ หรือเข้าสู่ชีวิตเมืองย่านเอกมัย ทองหล่อภายใน 10 นาที หรือเพียง 5 กม. เท่านั้น และมีเส้นทางลัดออกสู่ ถนนลาดพร้าว, ถนนสุทธิสารวินิจฉัย และถนนประชาอุทิศ อีกทั้งยังใกล้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน MRT สถานีห้วยขวาง และสถานีศูนย์วัฒนธรรม รวมไปถึงรถไฟฟ้าสายสีส้ม สถานีประดิษฐ์มนูธรรมในอนาคตอีกด้วย     โดยโครงการจะเปิด Pre-saleในวันเสาร์ที่17-18 พฤศจิกายน ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าชมห้องตัวอย่างได้แล้ววันนี้ที่เซลส์ แกลเลอรี่ โครงการแอทโมซ รัชดา-ห้วยขวาง (ซอยสหการประมูล) หรือลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านเว็บไซท์ www.assetwise.co.th/condominium/atmoz-rh/ เพื่อรับส่วนลด 100,000 บาททันทีหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.02-168-0000 /Line ID: @ATMOZRH            
พฤกษา โชว์ผลงานท็อปฟอร์ม 9 เดือน กำไรพุ่ง 4,017 ลบ.อัดฉีดโค้งสุดท้าย ด้วยแคมเปญยิ่งใหญ่แห่งปี

พฤกษา โชว์ผลงานท็อปฟอร์ม 9 เดือน กำไรพุ่ง 4,017 ลบ.อัดฉีดโค้งสุดท้าย ด้วยแคมเปญยิ่งใหญ่แห่งปี

พฤกษา เรียลเอสเตท ผู้นำอันดับหนึ่งในวงการอสังหาริมทรัพย์ โชว์ผลงาน 9 เดือน กำไรพุ่ง 4,017 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.1% กวาดยอดขาย 39,196 ล้านบาท และรายได้ 30,480 ล้านบาท ตุนยอด Backlog ในมือรวม 35,749 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาสก่อน 11.3% ชูกลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่ เน้นสื่อดิจิตอลเข้าตรงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จัดหนัก เร่งอัดฉีดโค้งสุดท้าย ด้วยแคมเปญยิ่งใหญ่แห่งปี “Pruksa 25th Year Big Sale Ever ลดใหญ่ แถมใหญ่ แจกใหญ่” มอบส่วนลด ของแถม และลุ้นรับรางวัลใหญ่ คอนโด สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท และ Samsung Galaxy Note 9 รวมมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท     นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลประกอบการ 9 เดือนแรกของพฤกษาออกมาเป็นที่น่าพอใจ โดยบริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,017 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน มียอดขาย 39,196 ล้านบาท และมีรายได้อยู่ที่ 30,480 ล้านบาท ซึ่งมาจากการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ New Marketing Approach ซึ่งเป็นการทำการตลาดรูปแบบใหม่ โดยเน้นการใช้สื่อดิจิตอลเพื่อเข้าตรงถึงกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เช่น ครั้งแรกในการเปิดจอง Online ของพฤกษาในโครงการ “The Tree ดินแดง - ราชปรารภ” ที่ปิดการขายจาก Online Booking อย่างรวดเร็วภายใน 10 นาที ทำให้สามารถช่วยปิดการขายทั้งโครงการได้ และการเปิดตัวโครงการทาวน์เฮาส์ “พฤกษาวิลล์ มิสทีน รามคำแหง – วงแหวน” ทาวน์โฮมในทำเลที่ดีที่สุดบนถนนรามคำแหง เปิดขายเพียง 2 วัน สามารถทำสถิติปิดการขายเฟสแรก สร้างยอดขายไปกว่า 650 ล้านบาท รวมไปถึงโครงการบ้านเดี่ยว “ภัสสร บางนา - วงแหวน” เปิดขาย 2 วัน สามารถกวาดยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ และยังมีโครงการอื่นๆ ที่เป็นไฮไลท์ของพฤกษาอีกจำนวนหลายโครงการ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 บริษัทฯ สามารถสร้างยอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) รวม 35,749 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาสก่อน 11.3% ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้จำนวน 11,784 ล้านบาท และทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 พฤกษายังครองส่วนแบ่งตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง อยู่ที่ 10% จากมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด และยังคงรักษาแชมป์เจ้าตลาดทาวน์เฮาส์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดอยู่ที่ 21%     สำหรับแผนการดำเนินงานเพื่อครองความเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด ในช่วงไตรมาสสุดท้าย บริษัทฯ มีแผนเปิดโครงการใหม่อีก 15 โครงการ มูลค่า 11,400 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 12 โครงการ และโครงการแนวสูง 3 โครงการ โดยช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาได้เปิดตัวโครงการพรีเมียม "เดอะรีเซิร์ฟ 61 ไฮด์อะเวย์" ราคาเริ่มต้น 12 - 60 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์เป็นอย่างดี พร้อมจัดแคมเปญใหญ่ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 25 ปีของบริษัทฯ และเพื่อเร่งยอดขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ด้วยแคมเปญ “Pruksa 25th Year Big Sale Ever ลดใหญ่ แถมใหญ่ แจกใหญ่” ซึ่งเป็นโปรโมชั่นดีที่สุดในรอบ 25 ปีที่เคยมีมา โดยคัดเลือกโครงการพร้อมอยู่ทั้งทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม 161 โครงการทั่วประเทศเข้าร่วมแคมเปญ เพียงทำสัญญาและโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 28 ธันวาคม 2561 ลูกค้าจะได้รับส่วนลด ของแถม และสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ พลัมคอนโด พหลโยธิน 89 สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท และ Samsung Galaxy Note9 รวมมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจากแผนการดำเนินงานที่บริษัทฯวางไว้ จะสามารถทำให้พฤกษาบรรลุเป้าหมายได้ตามที่ตั้งไว้”
แอคคอร์โฮเทล แจกหนัก! ลุ้นรางวัลคะแนนสะสม 15 ล้านพ้อยท์ทั่วเอเชียและแปซิฟิก

แอคคอร์โฮเทล แจกหนัก! ลุ้นรางวัลคะแนนสะสม 15 ล้านพ้อยท์ทั่วเอเชียและแปซิฟิก

แอคคอร์โฮเทล จัดหนัก ลุ้นพ้อยท์สะสมครั้งใหญ่! 15 ล้านคะแนน สำหรับสมาชิกเลอคลับ แอคคอร์โฮเทลและสมาชิกแอคคอร์พลัส ที่จองห้องพักระหว่างวันที่ 13-15 พฤศจิกายน และ 11-13 ธันวาคมศกนี้ ผ่านมหกรรมห้องพักราคาพิเศษในเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific Sale) รับส่วนลดจองห้องพักสูงสุดถึง 40% พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นพ้อยท์พิเศษ รางวัลละ 500,000 คะแนน มูลค่ากว่า 375,000 บาท (กว่า 10,000 ยูโร) พิเศษยิ่งขึ้นสำหรับสมาชิกโปรแกรมแอคคอร์พลัส รับส่วนลดเพิ่มอีก 10% ในโรงแรมที่ร่วมรายการ สำรองห้องพักและลุ้นรางวัลได้ที่ www.accorhotels.com     เฮนริก เบิร์กลินด์ รองประธานกรรมการฝ่ายโปรแกรมสมาชิกประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แอคคอร์โฮเทล เผยว่า "เป็นครั้งแรกของการแจกรางวัลคะแนนสะสมสูงถึง รางวัลละ 500,000 พ้อยท์ ผู้โชคดี 30 รางวัลรวมทั้งสิ้น 15 ล้านคะแนน รวมมูลค่ากว่า 11,250,000 บาท (กว่า 300,000 ยูโร) สำหรับสมาชิกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อขอบคุณที่ให้การสนับสนุนด้วยดีเสมอมา นอกจากรางวัลคะแนนสะสม ยังมีส่วนลดพิเศษห้องพักสูงสุดถึง 40% สำหรับโรงแรมในเครือแอคคอร์โฮเทลทั่วเอเชียแปซิฟิก เพียงสำรองห้องพักจากเว็บไซต์แอคคอร์โฮเทล ในช่วงเวลาและเงื่อนไขโปรโมชั่นที่กำหนด สำหรับรายการนี้ สมาชิกแอคคอร์พลัสยังได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 10% ในโรงแรมที่ร่วมรายการ การสมัครเป็นสมาชิกเลอคลับแอคคอร์โฮเทล ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพียงสมัครทางเว็บไซต์ www.accorhotels.com/leclub และเริ่มสะสมคะแนนเพื่อใช้แลกรางวัลการเข้าพักฟรี รวมถึงรับสิทธิ์ในโปรโมชั่นพิเศษอื่นๆ"     พ้อยท์สะสม 500,000 คะแนนในรายการพิเศษนี้ สามารถแลกที่พักในแอคคอร์โฮเทล อาทิ พักผ่อนในวิลล่าริมชายหาดที่แฟร์มองต์ มัลดีฟส์ ซีร์รู เฟน ฟูชิ บนเกาะมัลดีฟส์ง 7 คืน, พักผ่อน 9 คืนในห้องสวีทใหม่เอี่ยมสุดหรู ที่ราฟเฟิลส์ สิงคโปร์ พร้อมบริการอาหารเช้าและบริการรถรับส่งจากสนามบิน/โรงแรม, พัก 14 คืนที่แฟร์มองต์ มารา ซาราฟี คลับ ในเคนยา หรือเข้าพักในห้องสวีทวิวแม่น้ำของโรงแรมสุดหรูที่เพิ่งได้รับเลือกให้เป็นโรงแรมอันดับหนึ่งของลอนดอนอย่างเดอะ ซาวอย ลอนดอน ได้ถึง 8 คืน สมาชิก Le Club AccorHotels สามารถแบ่งคะแนนรางวัลใช้เป็นส่วนลดในการเข้าพักที่โรงแรมเครือข่ายแอคคอร์โฮเทลได้ตลอดปี โดยคะแนนรางวัลทุกๆ 2,000 คะแนนมีมูลค่าเท่ากับ 40 ยูโร   อนึ่งแอคคอร์ พลัส คือ โปรแกรมสมาชิกที่มอบดีลที่ดีที่สุดทั้งการเข้าพักและห้องอาหารที่โรงแรมในเครือแอคคอร์โฮเทล พร้อมสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมเอ็กซ์คลูซีฟอีเว้นท์ สมัครเข้าร่วมโปรแกรมเพื่อเพลิดเพลินกับข้อเสนอสุดคุ้มค่าได้ที่ www.accorplus.com
ซิซซา กรุ๊ป มุ่งพัฒนา Investment Property ทางเลือกใหม่สำหรับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ปั้น “วินแดม ในหาน บีช ภูเก็ต” แบ่งรายได้ค่าเช่าให้นักลงทุนโดยตรง 100%

ซิซซา กรุ๊ป มุ่งพัฒนา Investment Property ทางเลือกใหม่สำหรับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ปั้น “วินแดม ในหาน บีช ภูเก็ต” แบ่งรายได้ค่าเช่าให้นักลงทุนโดยตรง 100%

บริษัท ซิซซา กรุ๊ป จำกัด ประกาศเป็นผู้นำบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน Investment Property(IP) ชี้ IP เป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ความเสี่ยงต่ำ ได้กำไรทั้งจากค่าเช่า และราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี เปิดตัวโปรเจคนำร่อง “วินแดม ในหาน บีช ภูเก็ต” เป็น Investment Property อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนแบบเต็มตัว ชูจุดเด่นแบ่งสัดส่วนรายได้ค่าเช่าหลังหักค่าใช้จ่ายให้นักลงทุนโดยตรง 100% นายอรรถนพ พันธุกำเหนิด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิซซา กรุ๊ป จำกัด บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีประสบการณ์มายาวนานมากกว่า 15 ปี และมุ่งเน้นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนรูปแบบใหม่ “Investment Property” เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมีความผันผวนจากผลกระทบทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาสนใจการจัดสรรเงินลงทุนในรูปแบบต่างๆ ที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เงินลงทุนหดหาย การลงทุนต้อง มีความเสี่ยงต่ำ และในระยะยาวเงินทุนสามารถเติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจให้ผลตอบแทนการลงทุนในระดับที่ดี ใช้เงินสดเพื่อการลงทุนไม่มาก ทั้งนี้ จากการที่เป็นบริษัทฯ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มาอย่างต่อเนื่อง พบว่าความต้องการลงทุน (Demand) ในอสังหาริมทรัพย์ของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ที่สร้างรายได้ในรูปแบบค่าเช่า เช่น โรงแรม คอนโด อพาร์ตเมนต์   ดังนั้น ด้วยประสบการณ์และความชำนาญด้านการก่อสร้างและพัฒนาอสังหาฯ ในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่าง ภูเก็ต กระบี่ พังงา บริษัทฯ จึงมองเห็นโอกาสในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ในรูปแบบ Investment Property (IP) ซึ่งเป็นรูปแบบการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่เน้นเพื่อการลงทุนอย่างเดียว ไม่มีการผสมกันของอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย ขายให้เฉพาะกลุ่มผู้สนใจลงทุนเท่านั้น มีทีมงานมืออาชีพระดับโลกมาบริหารงานให้เกิดค่าเช่ากับนักลงทุนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย รูปแบบของ IP จะมีผู้เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย ได้แก่ นักลงทุนหรือผู้ซื้อ (Investor) ผู้บริหารมืออาชีพ (Management Company) และ ผู้พัฒนา (Developer) โครงการแรกที่บริษัทฯ ได้พัฒนาเป็น IP หรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนแบบเต็มตัว คือ โครงการ วินแดม ในหาน บีช ภูเก็ต (WYNDHAM Nai Harn Beach Phuket) โรงแรมหรูบนทำเลโดดเด่นที่สุดของชายหาดในหาน เป็นอสังหาฯเพื่อการลงทุนที่มีการวางคอนเซ็ปท์มาตั้งแต่แรกเริ่มทำโครงการ โดยได้รับการตอบรับจาก แบรนด์วินแดม (WYNDHAM) ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลกในการบริหารโรงแรม ความเป็นมืออาชีพของการบริหารโรงแรมในเครือวินแดม ทำให้บริษัทฯ สามารถนำเสนอการการันตีผลตอบแทนการลงทุน 2 ปีแรกได้ที่ 6% และปีที่ 3-15 เป็นการจ่ายปันผลตามผลประกอบการจาก WYNDHAM โดยตรง ซึ่ง สัดส่วนรายได้ค่าเช่าหลังหักค่าใช้จ่ายนักลงทุนจะได้รับไป 100% บริษัทมีความเชื่อมั่นว่านักลงทุนจะได้ผลตอบแทนรวมเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปี โดยที่นักลงทุนมีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของและถือโฉนดยูนิตที่ลงทุน เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้สัญญาการบริหารจากทางวินแดม ซึ่งจะได้สิทธิ์เป็นผู้บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะโรงแรมนี้ทั้งหมดเพียงผู้เดียว นอกจากนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในการลงทุนจาก WYNDHAM เป็นประจำทุกไตรมาสแล้ว WYNDHAM ยังให้สิทธิ์นักลงทุนเข้าพักในโรงแรมฟรี 30 วันต่อปี อีกด้วย สำหรับโครงการ วินแดม ในหาน บีช ภูเก็ต สร้างเป็นอาคารสูง 4 ชั้น แบ่งเป็นห้อง 2 แบบ ขนาดตั้งแต่ 40 ตารางเมตร ขึ้นไป และ 60 ตารางเมตร จำนวนรวม 353 ยูนิต มีทั้งหมด 12 อาคาร ตั้งอยู่บริเวณชายหาดในหาน ซึ่งเป็นหนึ่งในชายหาดที่มีชื่อเสียงของ จ.ภูเก็ต โดยคาดว่าโรงแรมจะเปิดให้บริการได้ในเดือนกันยายนปี 2562          
EVER ผงาด!! ลุยขยายฐานโครงการแนวราบ งบไตรมาส 3/61 ฟื้นขาดทุนลดลง-จับตาโค้งสุดท้ายปีนี้พลิกมีกำไร

EVER ผงาด!! ลุยขยายฐานโครงการแนวราบ งบไตรมาส 3/61 ฟื้นขาดทุนลดลง-จับตาโค้งสุดท้ายปีนี้พลิกมีกำไร

“บมจ.เอเวอร์แลนด์” งัดแผนลุยขยายฐานแนวราบ ภายใต้แบรนด์ “มายโฮม อเวนิว - เอเวอร์ ซิตี้” หลังทำเลรามอินทรา-จตุโชติ โกยยอดขายดีเวอร์ เล็งทุ่มงบ 800 ล้านบาท ซื้อที่ดินพัฒนาโครงการเพิ่มเติม ผลประกอบการไตรมาส 3/61 ฟื้นตัวชัดเจน ส่วนรอบเก้าเดือนกวาดรายได้รวม 806  ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีก่อนทำได้ 550 ล้านบาท และขาดทุนลดลงเหลือ 164 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 206 ล้านบาท รับรู้ยอดโอนโครงการ “ เดอะโพลิแทน บรีซ” เข้ากระเป๋า ด้านบอส “สวิจักร์ โลจายะ” มั่นใจไตรมาสสุดท้ายปีนี้คึกคักต่อเนื่อง หนุนผลประกอบการสดใส ลุ้นผลงานกลับมาเทิร์นอะราวด์   นายสวิจักร์ โลจายะ ประธานกรรมการ บริษัท เอเวอร์แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ EVER  ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ “เดอะโพลิแทน” ทำเลย่านสนามบินน้ำ ,โครงการแนวราบแบรนด์ “มาย อเวนิว บ้านเดี่ยว” และทาวน์โฮม “เอเวอร์ ซิตี้” เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยังมีความเปราะบางด้วยปัญหาเศรษฐกิจในปีนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ เร่งหากลยุทธ์เพื่อเพิ่มยอดขายที่จะเป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนให้ผลประกอบการของบริษัทขยายตัวทิศทางที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง   โดยที่ผ่านมาบริษัทเร่งขยายแบรนด์แนวราบนอกเหนือจากโครงการแนวสูง และให้ความสำคัญซึ่งเป็นการขยายฐานลูกค้า โดยเฉพาะการเปิดขายโครงการแนวราบภายใต้แบรนด์ มายโฮม อเวนิว สไตล์ MODERN CHIC บนทำเลรามอินทรา-จตุโชติ ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ มียอดโอนกว่า 50% ของมูลค่าโครงการ 300 ล้านบาทและคาดว่าจะเริ่มโอนได้ภายในปลายปี 2561 บางส่วน ขณะที่ทาวน์โฮม แบรนด์ เอเวอร์ ซิตี้ เช่น ย่านสุขสวัสดิ์ , หนามแดง ฯลฯ  ได้เริ่มทยอยก่อสร้างบ้านตัวอย่าง เพื่อเตรียมความพร้อมในการจะเปิดขายแล้ว   นอกจากนี้บริษัทยังมองหาการขยายการลงทุน โดยเฉพาะการซื้อที่ดิน เพื่อพัฒนาโครงการแนวราบเพิ่มขึ้น เพราะโครงการแนวราบใช้ระยะเวลาก่อสร้างสั้น 6-9 เดือนและรับรู้รายได้เร็วเมื่อเทียบกับโครงการคอนโดมิเนียม ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 2-3 ปีกว่าที่จะรับรู้รายได้ ซึ่งเป็นการปรับกลยุทธ์ในการดำเนินงานใหม่ เพื่อผลักดันให้ผลประกอบการเติบโตในทิศทางที่ดี   ส่วนผลประกอบการในรอบเก้าเดือนบริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่  806 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 550 ล้านบาท และขาดทุนลดลงเหลือ 164 ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีก่อนขาดทุน 206 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากรับรู้รายได้จากยอดโอนโครงการแนวสูง เดอะโพลิแทน บรีซ มูลค่ารวม 1,900 ล้านบาท ที่ทยอยโอนล็อตแรกเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาและทยอยโอนอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้   “เราพยายามกระจายความเสี่ยงของพอร์ต โดยเฉพาะการขยายโครงการแนวราบ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า จึงทำให้เราพูดคุย วางแผนที่จะหาซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ ซึ่งเตรียมงบลงทุนไว้ 800 ล้านบาทต่อปี ส่วนแนวสูงในปีนี้ก็จะสนับสนุนผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ”นายสวิจักร์ กล่าว นายสวิจักร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้งปีคาดว่าจะเห็นผลการดำเนินงานที่ดี รายได้มีโอกาสเติบโตเกือบเท่าตัว จากปีก่อนมีรายได้อยู่ที่ 725 ล้านบาท และมีโอกาสพลิกเป็นกำไรจากปีก่อนที่ขาดทุน โดยเฉพาะในไตรมาส 4 /2561 เพราะได้รับปัจจัยบวกจากยอดโอน เดอะโพลิแทน บรีซ, เดอะโพลิแทนรีฟ และโครงการแนวราบบางส่วน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ผลประกอบการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นบริษัทจึงเชื่อว่าจากปัจจัยดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้ผลประกอบการกลับมาเทิร์นอะราวด์ได้อย่างแน่นอน          
อนันดาฯ ตรวจคุณภาพงานก่อสร้าง โครงการ ไอดีโอ โมบิ อโศก

อนันดาฯ ตรวจคุณภาพงานก่อสร้าง โครงการ ไอดีโอ โมบิ อโศก

คุณสุเมธ รัตนศรีกุล (กลาง) กรรมการผู้จัดการธุรกิจคอนโดมิเนียม แอชตัน / ไอดีโอ คิว และ เอลลิโอ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย คุณวีระศักดิ์ วานิชวัฒน์ (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฑีฆา ก่อสร้าง จำกัด ผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก และคุณรังสรรค์ เกียรติยศ (ที่ 1 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอบิวด์ แมเนจเมนท์ จำกัด  ที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้าง เข้าตรวจความคืบหน้าการก่อสร้าง โครงการคอนโดมิเนียม ไอดีโอ โมบิ อโศก เป็นโครงการคอนโดมิเนียม High Rise สูง 37 ชั้น ตั้งอยู่บนทำเลย่านธุรกิจหลักที่สำคัญที่สุดในอนาคตทั้งอโศกและพระราม 9 เพียบพร้อมด้วยระบบคมนาคมหลากหลาย ช่วยให้การเดินทางสะดวกสบาย เพียง 290 เมตร จากรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีเพชรบุรี และ 320 เมตร จาก Airport Rail Link สถานีมักกะสัน และ เพียง 10 นาทีสู่รถไฟฟ้า BTS สถานีอโศก ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างโครงการมีความคืบหน้าเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ และคาดว่าโครงการพร้อมโอนภายในเดือนพฤศจิกายน นี้          
“ORI” โชว์ผลงาน 9 เดือน ยอดขายทะลุ 22,400 ล้านบาท เดินหน้าผนึกกำลังโนมูระขายหุ้นร่วมทุนเพิ่มอีก 2 โครงการ มั่นใจ Q4 ผลงานฉลุย ดันผลประกอบการโตตามเป้า!!

“ORI” โชว์ผลงาน 9 เดือน ยอดขายทะลุ 22,400 ล้านบาท เดินหน้าผนึกกำลังโนมูระขายหุ้นร่วมทุนเพิ่มอีก 2 โครงการ มั่นใจ Q4 ผลงานฉลุย ดันผลประกอบการโตตามเป้า!!

ออริจิ้น โชว์ผลประกอบการ 9 เดือนแรก ยอดขายทะลุ 22,400 ล้านบาท จากเป้าทั้งปี 24,000 ล้านบาท เผย Q4 มีแบ็คล็อกรอโอนเพียบ ดันภาพรวมผลประกอบการโตตามเป้า มั่นใจ “พาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อ” กระแสดี ร่วมทุนโนมูระเพิ่มอีก 2 โครงการ ผนึกกำลังพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN) ไนท์บริดจ์ (Knightsbridge) นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill) เคนซิงตัน (Kensington) และโครงการแนวราบแบรนด์ บริทาเนีย (Britania) เปิดเผยว่า ผลประกอบการ 9 เดือนแรกของบริษัทในปีนี้ (ม.ค.-ก.ย. 2561) ถือว่าทำออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะยอดขายของบริษัทที่สามารถรับรู้แบ็กล้อกได้เพิ่มขึ้นถึง 22,496 ล้านบาท หรือคิดเป็น 94% ของเป้ายอดขายใหม่ทั้งปีที่ 24,000 ล้านบาท   “ภาพรวมโครงการใหม่ๆ ของเราในปีนี้ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค โดยเฉพาะโครงการแฟล็กชิพระดับลักชัวรีอย่างพาร์ค ออริจิ้น พญาไท และพาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อ โดยพาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อนั้น แม้ยังไม่ได้เปิดขายพรีเซลอย่างเป็นทางการ แต่ก็มียอดขายแล้วถึงราว 65%” นายพีระพงศ์ กล่าว   ขณะที่ผลประกอบการในไตรมาส 3/2561 นั้น บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 4,035 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 106% และรายได้สะสม 9 เดือนอยู่ที่ 10,693 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันที่ 166% ด้านกำไรสุทธิประจำไตรมาสอยู่ที่ 892 ล้านบาท เติบโตขึ้น 60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 22% ในขณะที่กำไรสุทธิงวด 9 เดือนอยู่ที่ 2,400 ล้านบาท เติบโตขึ้น 148% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 22%   นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับไตรมาส 4/2561 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะช่วยให้เป้าผลประกอบการทั้งปีเป็นไปได้ตามแผน โดยบริษัทยังมีแผนเปิดตัวโครงการแนวราบเพิ่มเติมอีก 2 โครงการ ได้แก่ บริทาเนีย เมกะทาวน์ มูลค่าโครงการ 1,900 ล้านบาท และ โครงการ บริทาเนีย บางนา กม.12 มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท สำหรับโครงการสร้างเสร็จใหม่ที่จะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ในช่วงนี้อีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ นอตติ้ง ฮิลล์ จตุจักร และ โครงการ นอตติ้ง ฮิลล์ สุขุมวิท 105 จากแผนทั้งหมดประกอบกับผลประกอบการที่ทำได้อย่างดีตลอดช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งปีได้ตามแผน   “อีกทั้งพันธมิตรสำคัญของเราอย่างบริษัท โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด เอง ก็ยังคงมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างดีในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน ล่าสุดร่วมทุนให้กับโนมูระเพิ่มเติมในอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ วัน ออริจิ้น 24 และ โครงการ พาร์ค ออริจิ้น ราชเทวี  ทำให้โดยรวมมีการร่วมทุนทั้งคอนโดและโรงแรมรวม 8 โครงการ มูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะมีการร่วมทุนอย่างต่อเนื่องราวปีละ 15,000 ล้านบาท เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำในธุรกิจคอนโดมิเนียมและธุรกิจโรงแรม” นายพีระพงศ์ กล่าว   สำหรับบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ประกอบด้วย 1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Project Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมมาแล้วประมาณ 54 โครงการ รวมมูลค่าโครงการกว่า 82,000 ล้านบาท 2.ธุรกิจที่สร้างรายได้หมุนเวียนต่อเนื่อง (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.ธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังมีวิสัยทัศน์ในการขยายประเภทธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร          
แมกโนเลียส์ฯ มั่นใจโครงการห้องชุดมาตรฐานระดับโลก @ไอคอนสยาม เสร็จสมบูรณ์ปลายปี 2561

แมกโนเลียส์ฯ มั่นใจโครงการห้องชุดมาตรฐานระดับโลก @ไอคอนสยาม เสร็จสมบูรณ์ปลายปี 2561

นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ผู้พัฒนาโครงการที่พักอาศัยสุดหรู 2 อาคาร ภายในโครงการไอคอนสยาม กล่าวว่า “แมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟร้อนท์ เรสซิเดนซ์ ณ ไอคอนสยาม’ เป็นคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยคุณภาพเหนือระดับที่หรูหราที่สุดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา สูง 70 ชั้น จำนวน 379 ยูนิต และ “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ” ซึ่งเป็นโครงการที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่แบรนด์ ‘แมนดาริน โอเรียนเต็ล’ แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแห่งที่ 14 ของโลกความสูง 52 ชั้น จำนวน 146 ยูนิต โดยทั้ง 2 โครงการได้สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จในวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทย ในฐานะโครงการที่พักอาศัยที่มีมาตรฐานเทียบชั้นโครงการที่พักอาศัยที่ดีที่สุดในต่างประเทศ เทียบเท่าที่พักอาศัยในมหานครชั้นอย่างนิวยอร์ค ลอนดอน โตเกียว และเซี่ยงไฮ้ พร้อมสร้างสถิติใหม่เป็นโครงการที่พักอาศัยริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีราคาสูงที่สุดคุ้มค่ากับการลงทุนและอยู่อาศัย โดยมีราคาเริ่มต้น 85 ล้านบาทสำหรับ 2 ห้องนอน และราคาเพนท์เฮ้าส์ ห้องชุดที่ใหญ่ที่สุดมีพื้นที่ใช้สอยรวม 707 ตารางเมตร ซึ่งมีราคาราวๆ 460 ล้านบาท” พร้อมเตรียมส่งมอบห้องชุดเรสซิเดนซ์สุดหรูบนทำเลทองแก่ลูกค้าได้ตั้งแต่ปลายปี 2561     หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ ซีบีอาร์อี ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ 02-118-2211หรือ sales@moresidencesbangkok.com          
จับตาราคาที่ดิน “อารีย์-พหลโยธิน” พุ่ง รับ New CBD แห่งใหม่

จับตาราคาที่ดิน “อารีย์-พหลโยธิน” พุ่ง รับ New CBD แห่งใหม่

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2542 ประเทศไทยได้มีการเปิดให้บริการรถไฟฟ้า 2 สายแรกของประเทศ ได้แก่ สายสุขุมวิท (สถานีหมอชิต-สถานีอ่อนนุช) และสายสีลม (สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ-สถานีสะพานตากสิน) ปัจจุบันรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายได้เปรียบเสมือน Backbone ของคนกรุงเทพฯในการใช้เดินทางสัญจร โดยสายที่ได้รับความนิยมและพบความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ สายสุขุมวิท ซึ่งเชื่อมต่อพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งเหนือ (จตุจักร) กรุงเทพชั้นใน และฝั่งตะวันออก (แบริ่ง) เข้าด้วยกัน   โดยสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ การปรับเปลี่ยนสีผังเมือง ให้สอดคล้องกับการพัฒนาของเมือง ด้วยการปรับให้พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สีน้ำตาล (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) และสีแดง (พาณิชยกรรม) เป็นบางช่วง ทำให้พื้นที่โซนนี้มีศักยภาพต่อการพัฒนาในอัตราส่วนที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับขนาดที่ดิน ซึ่งสามารถพัฒนาได้ทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและแนวสูง รวมไปถึงเพื่อการพาณิชย์ โรงแรมและสำนักงาน เป็นต้น นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนสีผังเมือง ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ดินอีกด้วย ต่อเรื่องนี้ นายอภิภู พรหมโยธี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ณวรางค์ แอสเซท จำกัด ซึ่งพัฒนาโครงการ “ณ วีรา พหลฯ-อารีย์” (Na Veera Phahol-Ari) คอนโด Low rise 8 ชั้น ที่มีมูลค่าโครงการ 240 ล้านบาท โดยตัวโครงการตั้งอยู่ห่างจากปากซอยพหลโยธิน 14 ในระยะไม่เกิน 200 เมตร ได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลการสำรวจของบริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ พบว่า ปัจจุบันราคาเสนอขายที่ดินแนวเส้นบีทีเอสย่านอารีย์-พหลโยธินมีช่วงราคาที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ช่วงราคา ดังนี้ 1. ตั้งแต่สถานีบีทีเอสอนุสาวรีย์ฯจนถึงอารีย์ราคาเสนอขายที่ดินอยู่ที่ตารางวาละ  1,200,000 – 1,500,000 บาท ซึ่งเป็นช่วงที่มีราคาเสนอขายสูงสุด 2. เส้นพหลโยธินซอยย่อยฝั่งเลขคี่ ราคาอยู่ที่ตารางวาละ  600,000 – 800,000 บาท และ 3. เส้นพหลโยธินซอยย่อยฝั่งเลขคู่ ราคาอยู่ที่ตารางวาละ  300,000 – 500,000 บาท ซึ่งเป็นทำเลที่มีราคาต่ำสุดเมื่อเปรียบเทียบกับทำเลอื่นในย่านนี้ ในขณะที่ทำเลไม่ได้มีความแตกต่างจากพื้นที่ใกล้เคียงมากนัก ใกล้สถานีบีทีเอส,สำนักงาน, และสาธารณูปโภคอื่นๆ อีกทั้งยังมีความสงบเหมาะกับการอยู่อาศัยมากกว่า ที่สำคัญยังมีข้อได้เปรียบทางด้านราคาในการพัฒนาที่ดินจึงสามารถพัฒนาโครงการให้มีราคาที่จับต้องได้ โดยคอนโดมิเนียมในทำเลนี้มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 125,000 บาทต่อตารางเมตร ในขณะคอนโดมิเนียมบริเวณซอยย่อยในทำเลอารีย์และบนถนนพหลโยธินในทำเลจตุจักรมีราคาเฉลี่ยสูงกว่า ราคาต่อตารางเมตรอยู่ที่ 154,000 บาท และ 166,000 บาท ตามลำดับ แม้หลายคนจะมองว่าราคาขายคอนโดมิเนียมในย่านดังกล่าว ยังต่ำกว่าคอนโดมิเนียมในย่านธุรกิจอย่าง สีลม สาธร แต่ในอนาคต ในย่านนี้กำลังจะกลายเป็นพื้นที่ New CBD เพราะนอกจากจะที่ตั้งของอาคารสำนักงานเอกชนและสถานที่สำคัญทางราชการอย่าง ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงค์), ธนาคารออมสิน (สำนักงานใหญ่), สำนักงาน กสทช., ธนาคารกสิกรสำนักงานใหญ่, เอไอเอส ทาวเวอร์ เป็นต้น ยังมีอาคารสำนักงาน เกรด A แห่งใหม่บนถนนพหลโยธินอีก 3 อาคารที่เพิ่งเปิดใช้งาน ได้แก่ 1. Pearl Bangkok อาคารสูง 25 ชั้น 2. Ari Hill อาคารมิกส์ยูส สูง 34 ชั้น ที่มีทั้งอาคารออฟฟิศ ร้านค้า และโรงแรม 3.SC Tower อาคารสูง 24 ชั้น รวมพื้นที่เช่ากว่า 83,000 ตร.ม. และคาดการณ์ว่าจะมีผู้ทำงานในทั้ง 3 อาคารนี้กว่า 6,000 คน และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะมีโครงการอื่นๆเข้าสู่ตลาดอีกจำนวนมากอาทิ โครงการ The Rice อาคารมิกส์ยูส สูง 24 ชั้น โรงพยาบาลวิมุตติ ในเครือพฤกษา อาคารวานิช เพลส ของกลุ่มแหลมทองสหการซึ่งประกอบด้วยสำนักงานและคอมมูนิตี้ มอลล์   “การเพิ่มขึ้นของจำนวนอาคารสำนักงาน คอมมูนิตี้มอลล์ และโครงการอื่นๆ รวมทั้งในอนาคตจะมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2563 เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพให้กับพื้นที่ ปัจจัยต่างๆเหล่านี้บ่งบอกได้ว่าในอนาคตจะมีแรงงานจำนวนมากเข้าสู่พื้นที่ นำมาซึ่งความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อการทำงานและใช้ชีวิต ส่งผลให้ราคาที่ดินที่อาจจะปรับเพิ่มสูงขึ้นอีกถึง 15-20% ต่อตารางวา ขณะที่ราคาขายคอนโดมิเนียมก็จะไม่ได้อยู่แค่ราคาแสนกว่าบาทอย่างแน่นอน”นายอภิภู กล่าว สำหรับโครงการ ณ วีรา พหลฯ-อารีย์ ถูกออกแบบภายใต้คำว่า คลาสสิค ทวิสต์ (Classic Twist) โดยนำรูปแบบสถาปัตยกรรมของย่านที่อยู่อาศัยในแถบยุโรปมาผสมผสานกับความทันสมัย โดยมีราคาเฉลี่ยต่อตร.ม.เพียง 110,000 บาทต่อตร.ม. หรือราคาขายต่อยูนิตเริ่มต้นที่ 2.49 ล้านบาท ประกอบด้วยห้องพักทั้งแบบ 1 ห้องนอน และ 1 ห้องนอนพิเศษ ขนาดตั้งแต่ 23.13 -33.55 ตร.ม. โดยออกแบบให้การใช้งานภายในห้องมีความหลากหลาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อิสระของกลุ่มคนยุคมิลเลนเนียล พร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อาทิ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส Co-working space รถรับ-ส่งสถานีรถไฟฟ้า เริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาส 1/2562 ก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1/2563 กำลังจะเปิดขายครั้งแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม 2561 นี้   นายอภิภู กล่าวเพิ่มเติมว่า เรามุ่งจับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ วัยทำงานที่มีไลฟ์สไตล์เป็นของตัวเอง ชื่นชอบการใช้ชีวิตอิสระไม่ได้ละเลยในเรื่องของรายละเอียดการใช้ชีวิตและการวางอนาคตให้กับตัวเอง แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพและความคุ้มค่ามาเป็นอันดับหนึ่ง  ซึ่งที่โครงการ ณ วีรา สามารถตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ได้ดีที่สุด ดังนั้นจึงถือได้ว่ามีความคุ้มค่าอย่างยิ่งไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือซื้อเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานก็จะยิ่งทวีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต   สอบถามข้อมูลโครงการเพิ่มเติม โทร 085-368-2222 หรือ http://navarangasset.com/          

1 2 3 4 ... 138