ประโยชน์ และข้อควรระวัง การใช้น้ำมันหอมระเหย

ประโยชน์ และข้อควรระวัง การใช้น้ำมันหอมระเหย

หลายๆ บ้านที่ชอบใช้ น้ำมันหอมระเหย สูดกลิ่นเพื่อผ่อนคลาย กลับจากทำงานมาเหนื่อยๆ จุดเทียนน้ำมันหอมระเหย หอมๆ สดชื่น ผ่อนคลายได้ผลนัก ถ้ายิ่งเปิดเพลงเพื่อสุขภาพคลอเบาๆ ถึงกับหลับไปเลย แต่ต้องฟังทางนี้ด้วย เพราะ การใช้น้ำมันหอมระเหย มีทั้งประโยชน์ และข้อควรระวังด้วยเหมือนกัน

 

 

อะโรมาเทียราปี (Aromatherapy) เป็นการแพทย์ทางเลือกของการดูแลรักษาตัวเอง โดยการนำน้ำมันหอมระเหยที่แยกได้จากพืชมาใช้บำบัดรักษาโรค สำหรับการสกัดน้ำมันหอมระเหย เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์ สุขภาพความงามนั้น ถือเป็นของขวัญจากธรรมชาติที่ได้พบหลักฐานมานมนานแล้ว ตั้งแต่ยุคสมัยของชาวอียิปต์โบราณ ชาวจีนโบราณ เรื่อยมาจนถึงชาวอาหรับในปลายศตวรรษที่ 10

 

ประโยชน์ และข้อควรระวัง การใช้น้ำมันหอมระเหย

 

หลักการใช้น้ำมันหอมระเหย

 

น้ำมันหอมระเหยใช้หลักจากพืช ถ่ายเทพลังงานให้แก่ร่างกาย ซึ่งกลิ่นหอมนั้นจะช่วยปรับสมดุลของร่างกายและจิตใจ ในทางการแพทย์ คาดว่า มีปฏิกิริยาสัมพันธ์ (interaction) ระหว่างร่างกายและจิตใจ และถ่ายทอดสู่สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ (limbic system) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาทส่วนกลาง

 

วิธีการใช้น้ำมันหอมระเหย

 

ให้นำน้ำมันหอมระเหยมาเจือจางด้วยน้ำมันพืชหรือน้ำผึ้ง (10 หยด ต่อน้ำมันพืช 30 มิลลิลิตร) ใช้ทาภายนอกเป็นน้ำมันสำหรับนวดตัว (massage oil) สูดดม ประคบ อบห้องทำให้บรรยากาศสดชื่น หรือผสมน้ำอาบ

 

ข้อควรระวัง

 

  1. ห้ามใช้กับหญิงมีครรภ์ เด็ก ผู้ป่วยความดันเลือดสูง ผู้ป่วยโรคลมชัก และก่อนอาบแดด
  2. การอบห้องด้วยน้ำมันหอมระเหย กลิ่นจะอยู่นาน 2-3 ชั่วโมง หากเปลี่ยนกลิ่นบ่อยๆโดยไม่พัก จะทำให้ผู้นั่งอยู่ในห้องปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน
  3. ควรใช้น้ำมันหอมระเหย 3 หยด/วัน ห้ามใช้เกิน 3 ครั้ง/วัน
  4. การผสมน้ำมันหอมระเหยในอ่างอาบน้ำ ให้ใช้ 6 – 8 หยด
  5. หากใช้น้ำมันหอมระเหยโดยไม่เจือจาง และได้รับน้ำมันหอมระเหยทางปากจะมีผลโดยตรง ต่อระบบย่อยอาหาร น้ำมันหอมระเหยจะถูกดูดซึมในกระเพาะอาหาร ทำให้อวัยวะระคายเคือง กระตุ้นน้ำย่อย การหายใจ การไหลเวียนเลือด และการย่อยอาหาร เป็นการออกฤทธิ์แบบเดียวกับเครื่องเทศ
  6. เนื่องจากประสิทธิภาพของอะโรมาเทียราปียังพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ หากบำบัดด้วยวิธีนี้ในระยะแรกแล้วไม่ดีขึ้น หรือสงสัยว่าจะเป็นโรครุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก สสส.

รูปประกอบจาก Pixabay

Facebook Comments