Tag : แต่งบ้าน

96 ผลลัพธ์
ไอเดียแต่งห้องนั่งเล่น ครบทั้งทำงาน และ พักผ่อน

ไอเดียแต่งห้องนั่งเล่น ครบทั้งทำงาน และ พักผ่อน

ไอเดียแต่งห้องนั่งเล่น ครบทุกฟังค์ชั่น ด้วยปัญหาสำหรับผู้ที่ซื้อบ้านใหม่ หรือ กำลังเริ่มต้นที่จะรีโนเวทบ้าน ซึ่งต้องการใช้พื้นที่ในบ้านให้คุ้มค่าที่สุด และกำลังมองหาไอเดีย สำหรับ แต่งห้อง สำหรับหลายๆห้องในบ้าน ซึ่งนอกจากห้องรับแขกที่หลายๆบ้านให้ความสำคัญแล้ว การมีห้องนั่งเล่น ในบ้านก็เป็นอีกหนึ่งไอเดีย ที่กำลังได้รับความนิยม ในสมัยนี้ วันนี้เรามีไอเดียในแต่งห้องนั่งเล่น ให้ได้คุ้มค่าที่สุด ทั้งใช้เป็นห้องทำงานในตัว รวมถึงเป็นห้องพักผ่อน จะนั่งอ่านหนังสือ หรือ หลายๆกิจกรรมกับคนในครอบครัวได้ โดยไม่ต้องแยกกันอยู่คนละห้อง เชิญอ่านตัวอย่างไอเดีย แต่งห้องนั่งเล่น ที่ครบทุกฟังค์ชั่น ได้ที่นี่   1.แบ่ง 2 โซนในห้องเดียว ไอเดียแต่งห้องนั่งเล่นนี้ใช้การแบ่งโซนของห้องเป็น 2 โซน โดยยังใช้แอร์ และ ทีวี ร่วมกันได้ แต่ทว่าใช้งานต่างกัน โซนนึงดูทีวี และ พักผ่อน  ส่วนอีกโซนนนั่งทำงานอดิเรกได้   ขอบคุณภาพจาก : pinterest.com : California Closets   2.แบ่งมุมย่อย โดยใช้เฟอร์นิเจอร์ แยกโซน การจัดห้องนั่งเล่นสไตล์นี้ ที่ใช้สีของเฟอร์นิเจอร์ไม้คุมโทนของห้อง พร้อมทั้งหาเฟอร์นิเจอร์ อย่างตู้เก็บของ และ โซฟายาว มาเป็นตัวช่วยแบ่งโซน ประโยชน์คือ ทำให้สมาชิกในบ้านสามารถทำกิจกรรมได้ในห้องด้วยกัน โดยแต่ละคน จะพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองในการใช้งาน   ขอบคุณภาพจาก : pinterest.com :  kurashicom.jp   3.ใช้เป็นห้องทำงาน แล้วแยกโซนด้วยโต๊ะยาว สำหรับการแต่งห้องนี้ เหมาะกับคู่รัก ที่ต้องการใช้ห้องนั่งเล่น มาเป็นห้องทำงานที่คุ้มค่าของสองเรา ซึ่งใช้เฟอร์นิเจอร์อย่างโต๊ะ มาแบ่งครึ่งของแต่ละโซนทำงานของตัวเอง ดูเหมือนห้องทำงานจริงจัง แต่ขณะเดียวกัน  ก็ยังทำให้ห้องนั่งเล่นนี้ เป็นเป็นห้องทำกิจกรรมอย่างอื่นได้ เพียงหมุนโต๊ะมาเจอกัน หรือ หากมีลูกน้อยขึ้นมา ก็สามารถให้เค้ามานั่งขีดเขียนวาดรูป ที่โต๊ะกลางนี้ได้ โดยที่ทั้ง 3 คน ยังอยู่ในห้องเดียวกันได้   ขอบคุณภาพจาก :  pinterest.com : decorology.blogspot.com 4.จัดห้องสันทนาการเพื่อลูก และ ครอบครัว สำหรับไอเดียจัดห้องนี้เหมาะมากสำหรับครอบครัวลูกเล็ก ต้องการห้องที่ไว้ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะกิจกรรมกับลูก ซึ่งการจัดห้องนี้ ลูกทำกิจกรรม ส่วนพ่อแม่ก็สามารถใช้โต๊ะทรงสูง ที่สามารถนั่งข้างๆลูกได้ ซึ่งการเลือกเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนี้ จำเป็นต้องเลือกสร้างขนาด เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานของคนทั้งสองวัย   ขอบคุณภาพจาก : http://www.decoist.com/home-office-playroom-combo-designs/ 5.ห้องนั่งเล่นขนาดเล็ก สำหรับคู่รัก การจัดห่องนั่งเล่นรูปทรงตัว L นี้ เมื่อเดินเข้ามาจะทำให้คุณรู้สึกไม่คับแคบ แต่สามารถใช้พื้นที่ได้คุ้มค่า ฝั่งนึงให้คู่รักไว้สำหรับทำงาน ส่วนอีกฝั่งทำเป็นโซฟายาว หากนั่งทำงานนานๆ สามารถมาเอนหลังอ่านหนังสือ ซึ่งการแต่งห้องนั่งเล่นแบบนี้ จะเหมาะอยู่กับเพียง 1-2 คน   ขอบคุณภาพจาก :  pinterest.com : hepok.com 6.ห้องเดียวครบ สำหรับคนโสด คนโสด หรือ คนที่อยู่คอนโด ที่ต้องการใช้ห้องที่เหลือซักห้องให้คุ้ม การจัดห้องลักษณะนี้ ที่ใช้โต๊ะทำงาน และ โซฟาที่มีตู้เก็บของด้าน รวมถึงตู้เสื้อผ้า  ทำให้ใช้ห้องนี้ได้ใช้ประโยชน์ครบถ้วน  ทั้งเป็นห้องแต่งตัว และ ห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น และอีกประโยชน์คือ เมื่อนำเฟอร์นิเจอร์ อย่างตู่เสื้อผ้ามารวมด้วย จะทำให้ส่วนอื่นๆ ของคอนโดของคุณได้เหลือพื้นที่เพิ่มมากขึ้น   ขอบคุณภาพจาก :  pinterest.com :  interiorholic.com 7.ห้องนั่งเล่นเล็ก เล่นระดับ การจัดห้องนั่งเล่นลักษณะนี้จะเหมาะกับคนบ้านที่ห้องขนาดเล็ก แต่ต้องการใช้ประโยชน์ครบถ้วน ซึ่งการเล่นระดับของเฟอร์นิเจอร์อย่างโซฟา ทำให้ห้องนี้ดูไม่คับแคบ และ ทำให้ห้องดูสนุก เช่น เบื่อมุมนี้ ก็สามารถมานั่งมุมนั้นได้ ขอบคุณภาพจาก :  pinterest.com :  the36thavenue 8.ห้องนั่งเล่นแบบ 4 คนพ่อแม่ลูก การจัดห้องนั่งเล่นลักษณะนี้เรียกว่า สำหรับครอบครัวที่อยากให้ทุกคนมารวมใช้ประโยชน์จากห้องนี้ให้มากที่สุด สามารถรองรับการใช้งานได้ถึง 4 คน ซึ่งอาจเป็นพ่อ แม่ ลูกชาย ลูกสาว อีกทั้งจะมีมุมโซฟา ที่ติดกับหน้าต่าง ซึ่งช่วยดึงแสงจากข้างนอกเข้ามา ทำให้ห้องนี้ ดูสว่างและไม่คับแคบ เมื่อมีหลายคนอยู่ร่วมกัน  เรียกว่าเปิดแอร์ 1 เครื่องคุ้มที่สุดเลย   ขอบคุณภาพจาก :   pinterest.com : caclosets   เลือกการจัดห้องนั่งเล่นแบบไหนที่โดนใจสำหรับคุณที่สุด จากทุกไอเดียเรื่องการจัดห้องนั่งเล่นนั้น จะเห็นได้ว่าขนาดของห้อง และ มุมของหน้าต่าง มีผลต่อการปรับพื้นที่เพื่อใช้เป็นห้องนั่งเล่น ของคุณ ดังนั้น ขอให้คุณลองพิจารณาก่อนว่า จะเลือกห้องใด ขนาดใดมาทำ และนำไอเดีย จากทีมงาน Reviewyourliving.com ปรับใช้กันดู
ไอเดียจัดมุมนั่งเล่น ข้างบ้าน

ไอเดียจัดมุมนั่งเล่น ข้างบ้าน

ไอเดียจัดมุมนั่งเล่น ข้างบ้าน   ด้วยกว่าจะมีบ้านซักหลังเป็นของตัวเองก็ยากยิ่ง เมื่อมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว ก็อยากจะใช้พื้นที่ให้คุ้มที่สุด คราวนี้พื้นที่ข้างบ้านที่ปกติเราจะปล่อยๆไว้เฉยๆ วันนี้ Reviewyourliving มีไอเดียมานำเสนอ ที่จะทำให้พื้นที่ว่างแห่งนี้ กลายเป็นพื้นที่เต็มไปด้วยความสุข ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่สวนข้างบ้านให้กลายเป็น " มุมนั่งเล่นข้างบ้าน " ซึ่งมุมนั่งเล่นแห่งนี้คุณสามารถใช้เป็นพื้นที่ในการออกมาทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ ทั้งนั่งเล่น หรือ จัดปาร์ตี้เล็กๆ ในกลางแจ้ง ซึ่งจะช่วยให้เปลี่ยนบรรยากาศให้คนในบ้านได้ออกมารับลม รับแสงแดด  เชิญชมไอเดียจัดมุมนั่งเล่น ข้างบ้าน   1. สวนทางยาว   ขอเริ่มด้วยการออกแบบที่ง่ายที่สุด คือ การจัดสวนให้เป็นแนวลึก จากนั้นนำเก้าอี้ มาจัดวางประกอบ  การออกแบบเน้นสำหรับคนที่ต้องการคตวามง่ายในการสร้าง แต่ความยากน่าจะเป็นการจัดหาต้นไม้ ที่มีลักษณะ ไม่สูงเกินไป เพื่อทำให้สวนของเราดูไม่อึดอัด เมื่อนั่งบนเก้าอี้ ที่วางมีระดับความสูงกว่าสวน   ขอบคุณภาพจาก : pinterest.com : dwellmedia   2. โต๊ะยาว เรียบง่าย   สำหรับแบบที่ 2 นี้ เป็นการออกแบบที่ไม่ง่ายไม่ยาก คือ คุณต้องทำพื้นระแนงไม้เทียม ขึ่นมา แล้วจัดหาโต๊ะยาว และ เก้าอี้นั่งยาว แล้วตัดด้วยเก้าอี้สดใส เพื่อมาตัดสีให้ดูสนุกขึ้น อีกทั้งการเตรียมผ้าใบสีขาว มาตรึงไว้ที่มุม เพื่อกรองแสง ถือเป็นแบบที่เรียบง่าย   ขอบคุณภาพจาก : pinterest.com : brit   3. หลังคาต้นไม้ และเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า   สำหรับพื้นที่นั่งเล่นข้างบ้าน ลักษณะนี้ขอมอบให้ผู้ที่ไม่ชอบความเนี๊ยบ แต่ชอบความเป็นธรรมชาติ ด้วยหลังคาโปร่งใส แล้วปล่อยให้ไม้เลื่อยพันไปจนคลุม ส่วนเก้าอี้ ก็เลือกชุดไม้ที่เก่า แล้วนำเบาะสีสันมาตกแต่ง การออกแบบหลังโปรงใสแบบนี้ ทำให้ตัวบ้านมีแสงส่องเข้ามา แต่ก็ยังกันฝนได้อีกด้วย   ขอบคุณภาพจาก : pinterest.com : brit 4. ชุดปาร์ตี้ กลางแจ้ง   มาถึงดีไซน์ของกลุ่มพี่ชื่นชอบปาร์ตี้ เพื่อนเยอะๆ ที่ต้องสูบบุหรี่ หรือ ต้องการปิ้่งย่าง ซึ่งการแบบมุมพักผ่อนนอกบ้านแบบนี้  ทำให้กลิ่นควันต่างๆ ไม่เข้ามาในบ้าน และคุณสามารถทำกิจกรรมปาร์ตี้ได้หลากหลายขึ้น ยิ่งหากทำโซนล้างมือ เอาไว้ด้วยละก็ เรียกว่าครบเครื่อง สามารถล้างอุปกรณ์ ล้างมือ หลังปาร์ตี้ได้เลย ขอบคุณภาพจาก : pinterest.com : homedit 5. แบบวินเทจ จิบชาเบาๆ   สำหรับผู้ที่ชอบความสงบ อยากได้มุมนั่งเล่นแบบนั่งเงียบๆ จิบชา ยามเช้า ต้องการความเป็นส่วนตัว ต้องสไตล์นี้แน่นอน ซึ่งการออกแบบจะสำคัญที่การเลือกเฟอร์นิเจอร์ และ ต้นไม้ กระถางต้นไม้ ที่จะต้องให้กลมกลืนกันมากที่สุด   ขอบคุณภาพจาก : pinterest.com : inspirationsdeco.blogspot.fr 6. มุมเล็กที่ครบทุกฟังค์ชั่น   สำหรับการออกแบบนี้ ขอเรียกว่า เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความครบ เพราะยอมแบ่งครึ่งนึง เป็นสนามหญ้า ให้พื้นที่สีเขียว แล้วจัดอีกครึ่งเป็นที่นั่งเล่น พร้อมทั้งจะมีที่ล้างจาน ซึ่งหากมองแล้วจะพบว่า คนส่วนใหญ่จะชอบแบบนี้ เพราะมีทุกอย่างครบถ้วนเลย   ขอบคุณภาพจาก : pinterest.com : rosienottage.com 7. จัดเพื่อคืนที่แสนโรแมนติก   สำหรับผู้ใช้ชีวิตกลางวันอยู่ในออฟฟิต กว่าจะเข้าบ้านก็ดึกดื่น ดังนั้นการเลือกตกแต่งมุมนั่งเล่น ข้างบ้าน ให้เป็นมุมโรแมนติก ตอนกลางคืน ก็คุ้มมาก ด้วยการเน้นการใช้หลอดไฟสีส้ม ประดับ ร้อยไปกับมุมในบ้าน และ ต้นไม้  แล้วจัดเฟอร์นิเจอร์ไม้ต่างๆ เอาไว้ เรียกว่า กลับบ้านมา่เปิดไฟในสวนไว้ อยากจะนั่งเล่นจนเช้าเลยทีเดียว   ขอบคุณภาพจาก : pinterest.com : archdigest 8. มุมกิจกรรมเบาๆ   การออกแบบนี้สำหรับผู้ที่ไม่ชอบการมีรายละเอียดเยอะมากชอบความเรียบๆ ดูแลง่ายๆ  ต้นไม้ไม่เยอะ แต่เน้นมีพื้นกลางไว้ แต่รอบล้อมด้วยเก้าอี้ไม้ยาว เพื่อให้บริเวณกว้างนี้ไว้สำหรับไว้นั่งเล่นกับลูกๆ หรือ กับสัตว์เลี้ยง กลางแจ้งได้ ขอบคุณภาพจาก : pinterest.com : rhsblog.co.uk   ไอเดียจัดมุมนั่งเล่น ข้างบ้าน   และนี้ก็คือไอเดียทั้งหมดที่ ทีมงาน reviewyourliving นำมาเสนอให้คุณได้ลองเลือก ไปจัดมุมนั่งข้างบ้านกัน แม้นพื้นที่ไม่เยอะๆ แต่คุณก็สามารถเติมความสุขได้มากได้เช่นกัน
ไอเดียแต่งห้องสไตล์สาวออฟฟิศ

ไอเดียแต่งห้องสไตล์สาวออฟฟิศ

ไอเดียแต่งห้องสไตล์สาวออฟฟิศ สำหรับสาวออฟฟิศที่มีชีวิตที่แสนจะรีบเร่งในแต่ละวัน การจัดตกแต่งห้องก็ควรจัดให้สามารถหยิบจับทำอะไรได้ง่ายๆ และแบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เรามาดูไอเดียแต่งห้องสไตล์สาวออฟฟิศกันเลยค่ะ   1.มุมโต๊ะทำงาน สำหรับสาวๆ ที่พกงานกลับมาทำที่บ้านด้วย หากเดิมเอาโน้ตบุ๊คหรือเอกสารมาทำบนที่นอนล่ะก็ ขอบอกว่าให้รีบจัดมุมทำงานโดยเฉพาะจะดีกว่า เพราะจะช่วยให้ทำงานได้คล่องยิ่งขึ้น และท่าในการนั่งทำงานก็ยังจะทำให้ไม่ปวดเมื่อยตามตัวอีกด้วย   ขอบคุณภาพจาก pinterest : 99-homedecorpictures.us การวางตำแหน่งของโต๊ะทำงาน สาวๆ ควรหันหน้าเข้าหน้าต่าง เพราะนอกจากแสงสว่างที่ส่องเข้ามาแล้ว แน่นอนว่าหากนั่งหันหลังให้หน้าต่างแสงจะสะท้อนกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจทำให้การทำงานไม่สะดวกได้   ขอบคุณภาพจาก pinterest : blog.scotchtape.ca บนโต๊ะทำงานให้วางแต่ของที่จำเป็น ใช้บ่อย เช่น เครื่องเขียน สมุด หนังสือ อาจมีโคมไฟเล็กๆ ไว้ช่วยทำงานในยามดึกได้ บนโต๊ะทำงานของอาจจะเยอะ แต่ที่สำคัญ อย่าให้พื้นที่นี้รกเด็ดขาด ควรจัดข้าวของให้เป็นระเบียบ เพื่อความคล่องตัวในการทำงาน   ขอบคุณภาพจาก pinterest : camillestyles ตกแต่งมุมโต๊ะทำงานด้วยสิ่งที่สาวๆ ชอบ เช่น ตัวการ์ตูนสุดโปรด ต้นไม้ โทนสีที่ชอบ เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้กับสาวๆ ระหว่างที่นั่งทำงาน ซึ่งสาวๆ สามารถสร้างมุมนี้ให้เป็นมุมสุดโปรดตามสไตล์ของตัวเองได้อีกด้วย 2.ชั้นวางของแบบติดผนัง เชื่อว่าสาวออฟฟิศเกือบทุกคนต้องมีของกระจุกกระจิกเต็มห้องไปหมด เรามีไอเดียมานำเสนอ ให้ลองคัดเลือกเฉพาะสิ่งของที่ต้องใช้เป็นประจำทุกวันแล้วนำมาวางบนชั้นติดผนังดูสิ ช่วยประหยัดเวลาไม่ต้องไปหาของจากแต่ละที่ และยิ่งตอนนี้ ชั้นวางของมีหลายขนาด หลายรูปทรง ลองเลือกให้เหมาะสมกับพื้นที่ของผนัง แล้วเอามาแต่งห้องดูสิ   ขอบคุณภาพจาก pinterest : reusero.com ผนังโล่งๆ สามารถนำมาประยุกต์ให้เป็นที่วางของได้อย่างดี แค่เลือกแบบและขนาดที่พอเหมาะกับพื้นที่ห้องของคุณ   ขอบคุณภาพจาก pinterest : stilettobeats ทุกๆ เช้าก่อนออกจากบ้าน เครื่องประดับ กระเป๋า ต่างต้องถูกหยิบใช้ในทุกๆ วัน จะดีแค่ไหนถ้าเราจัดวางไว้บนชั้นที่หยิบได้สะดวก 3.บอร์ดกันลืม เคยไหมที่ เมื่อออกจากบ้านมาแล้ว พึ่งรู้ว่าลืมบิลค่าไฟ ลืมวันสำคัญต่างๆ เพราะว่าสาวออฟฟิศต่างก็มีภาระในการที่ต้องจำหลายสิ่งหลายอย่าง เพียงแค่ทำบอร์ดกันลืมติดไว้ว่าวันไหนต้องทำอะไรบ้าง และ ทุกๆ เช้าก่อนออกจากบ้านก็อย่าลืมดูที่บอร์ดนี้กันล่ะ   ขอบคุณภาพจาก pinterest : apartmenttherapy.com โน้ตต่างๆ หรือเอกสารที่สำคัญๆ ก็ให้นำมารวบไว้ที่บอร์ดนี้บอร์ดเดียว เรียกว่าเป็นพื้นที่ในการช่วยเตือนความจำเชียวล่ะ   ขอบคุณภาพจาก pinterest : idecz.com หรือจะใช้เป็นตะแกรง เชือกขึงกับผนังห้อง แล้วใช้ไม้หนีบน่ารักๆ มาหนีบโน้ตต่างๆ ไว้ก็ได้นะ 4.กระจกเงา ไอเทมที่ขาดไม่ได้ของสาวๆ ก่อนออกไปไหน ต้องหมุนตัวแล้วส่องดูความเรียบร้อยของตัวเองก่อนออกจากบ้าน ส่วนใหญ่อาจจะมีอยู่แล้วในห้องน้ำ แต่อย่าลืมไปว่าเวลาที่เราแต่งตัว แต่งหน้า ทำผม ดูภาพรวม ถ้าเรามีกระจกเงาประจำห้อง เราก็ไม่ต้องวิ่งเข้า-ออกห้องน้ำให้เสียเวลาแถมยังช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้นอีกด้วย   ขอบคุณภาพจาก pinterest : thesnug.com เป็นอีกหนึ่งไอเดียแต่งห้องสไตล์สาวออฟฟิศ เพียงเลือกใช้กระจกเงาบานยาว เพื่อส่องเช็คความเรียบร้อยได้ทั้งตัว ก่อนออกจากบ้านทุกเช้า   ขอบคุณภาพจาก pinterest : bonitaglassshoppe.com อาจเลือกใช้ตู้เสื้อผ้า หรือบานประตูแบบเป็นกระจก เพื่อประหยัดพื้นที่ในการวางกระจกเงา   ขอบคุณภาพจาก pinterest : visaomaterna.com.br หากจะติดกระจกเงาที่ผนัง แนะนำไอเดียในการแปลงให้เป็นตู้ใส่เครื่องประดับชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพื่อให้ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าที่สุด 5. Walk-in Closet เสื้อผ้าใส่ไปทำงานก็เยอะ ใส่เล่นก็เยอะ เครื่องสำอาง เครื่องประดับ ไหนจะรองเท้า หมวก กระเป๋าอีก จะเอาไปเก็บไว้ตรงไหนหมดละเนี่ย สาวๆ คงจะมีคำถามแบบนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง วิธีการแก้ก็คือให้เลือกตกแต่งห้องโดยจัดแบ่งพื้นที่ทำเป็น Walk-in Closet โดยเฉพาะ   ขอบคุณภาพจาก pinterest : homedecor0079 ความฝันของสาวๆ หลายคนที่อยากมีห้องแต่งตัวเป็นของตัวเอง และอาจต้องอยู่ในห้องนี้เป็นเวลานาน สาวๆ อาจจะติดแอร์เพิ่มเติมหรือว่าหากระจกที่ส่องทั้งตัวมาไว้ในห้องนี้ก็ได้อย่ารอช้า รีบไปเนรมิตห้องแต่งตัวในฝันกันเถอะ   ขอบคุณภาพจาก pinterest : homegoods หากพื้นที่ไม่พอที่จะกั้นเป็นห้องแต่งตัวห้องหนึ่งไปเลย ก็เพียงแค่จัดสรรมุมหนึ่งของห้อง สำหรับไว้แต่งตัวโดยเฉพาะ แต่เพียงต้องหาอุปกรณ์จัดเก็บของให้เป็นระเบียบ     เชื่อว่าสาวออฟฟิศหลายคนที่ยุ่งมากในแต่ละวัน ก็อยากจะมีห้องนอนที่มีมุมทำงาน มุมแต่งตัว มุมพักผ่อน อยู่รวมในห้องเดียวกัน หวังว่า ไอเดียแต่งห้องสไตล์สาวออฟฟิศ จะช่วยให้สาวๆ หลายคนได้เนรมิตห้องได้ตามความฝัน เพียงแค่หามุมพื้นที่ใช้สอยหลักๆ จัดให้เป็นสัดส่วน และตกแต่งตามสไตล์ที่ชอบ ให้เป็นมุมน่ารักๆ บ่งบอกความเป็นตัวเอง เท่านี้นอกจากเวลาที่อยู่ออฟฟิศ เมื่อกลับมาบ้านก็คงต้องใช้เวลาไปกับการอยู่ในห้องนี้อย่างแน่นอน
3 วัสดุปูพื้นนอกบ้าน เนรมิตรพื้นที่รอบบ้านให้สวยสไตล์ยุโรป

3 วัสดุปูพื้นนอกบ้าน เนรมิตรพื้นที่รอบบ้านให้สวยสไตล์ยุโรป

สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือหลงใหลในบรรยากาศอันสวยงามของถนนหนทางหรือพื้นทางเดินที่สุดแสนจะคลาสสิกในประเทศแถบตะวันตก อย่าง อิตาลี สเปน อังกฤษ หรือฝรั่งเศส จนเก็บมาเป็นสไตล์ในฝันแล้วล่ะก็ เรามี 3 วัสดุปูพื้นภายนอก ที่จะมาเนรมิตพื้นทางเดินรอบบ้าน ลานจอดรถ พื้นทางเดินในสวน หรือแม้กระทั่งสวนหย่อมเล็กๆ หลังบ้าน ให้สวย โดดเด่น เสมือนได้อยู่ท่ามกลางประเทศในแถบยุโรปกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Stamp Pave, Carpet Stone และ Stamp Concrete 1. สร้างพื้นทางเดินมิติใหม่ด้วยเสน่ห์จากลายหิน กับ Stamp Pave กระเบื้องปูพื้นที่มีรูปทรงและเส้นสายของลายแผ่นหินที่แตกออกอย่างเป็นธรรมชาติ มีหลากหลายสีสันและลวดลายให้เลือกใช้ มาพร้อมกับความแข็งแรง ทนทาน ชั้นสีผสมอยู่ในเนื้อคอนกรีต ทำให้สีไม่หลุดล่อน และทำความสะอาดง่ายเพราะผ่านการเคลือบผิวหน้าด้วยน้ำยาเคลือบเงาผิวคอนกรีตโดยเฉพาะจากโรงงาน เหมาะสำหรับปูพื้นทางเดินในสวน ลานจอดรถ และพื้นที่อเนกประสงค์รอบๆ บ้าน ให้บรรยากาศในสไตล์ที่ไม่เคยตกยุค ภาพ: Stamp Pave ลาย London ผิวหน้าเสมือนหินธรรมชาติที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความสวยงามของท้องถนนในแถบยุโรป  ภาพ: จากพื้นทางเดินอันแสนโรแมนติกในอิตาลี ถูกถ่ายทอดลวดลายลงบน Stamp Pave ลาย Como และ Naple จนเกิดเป็นเส้นสายที่สงบและผ่อนคลาย ภาพ: ให้ความรู้สึกคลาสสิกและเพิ่มมิติให้กับพื้นทางเดิน ด้วยกระเบื้องปูพื้น Stamp Pave ลาย Milano ผิวสัมผัสของกระเบื้องเสมือนลายหินที่แตกออกอย่างเป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกคล้ายเดินเล่นอยู่ในสวนต่างประเทศ ภาพ: Stamp Pave ลาย Tuscany ด้วยกระเบื้องทรงกึ่งวงกลมที่มีรายละเอียดของลายหินที่ก่อให้เกิดลวดลายต่อเนื่องและลงตัว สามารถนำมาจัดวางสลับสีสันให้เกิดเป็นแพทเทิร์นที่แปลกตาและน่าหลงใหล ภาพ: แบ่งสัดส่วนการจัดวางกระเบื้องปูพื้น Stamp Pave ลาย Florence ให้เป็นเส้นทางตามการก้าวเดิน พื้นที่ด้านข้างโรยหินกรวดสีขาวและดำขนานไปกับทางเดินยาว เพิ่มลูกเล่นน่ารักๆ ให้กับสวนได้อย่างไม่ซ้ำใคร ภาพ: ผสมผสานความคลาสสิกและความรู้สึกอ่อนหวานโรแมนติกไปด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยรูปทรงและเส้นสายของกระเบื้องปูพื้น Stamp Pave ลาย Zofia 2. หรูหรา ลงตัว ในแบบคลาสสิก ด้วย Carpet Stone กระเบื้องปูพื้นที่นำรูปทรงเรขาคณิตมาจัดวางอย่างลงตัว โดยมีตาข่ายช่วยยึดอยู่ด้านหลัง เพื่อเรียงร้อยก้อนคอนกรีตให้เป็นรูปทรงต่างๆ อย่างเช่น ทรงพัด รูปทรงที่โค้งเว้า ช่วยเพิ่มความหรูหราและโอ่โถงให้กับพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น หรือจะเป็นทรงโค้งแบบครึ่งวงกลม เมื่อนำมาประกบกันก็จะได้วงกลมที่สมบูรณ์ เพิ่มความโดดเด่นให้กับพื้นที่ แต่หากชอบความเป็นธรรมชาติ อาจเลือกรูปทรงอิสระ อย่างรุ่น Natutal ที่ให้ความคลาสสิกและสวยงาม เสมือนเดินอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ Carpet Stone สามารถปูพื้นทางเดินในสวน ลานจอดรถ และพื้นที่อเนกประสงค์ต่างๆ เพื่อให้ได้บรรยากาศของความคลาสสิกและสวยงามได้ตามต้องการ ภาพ: ด้วยลวดลายที่อิสระและความหลากหลายรูปทรงของกระเบื้องปูพื้น Carpet Stone รุ่น Natural ให้ความรู้สึกเสมือนเดินอยู่บนพื้นหินท่ามกลางธรรมชาติ ภาพ: หรูหราลงตัวทั้งลวดลายและความเป็นธรรมชาติ ให้บรรยากาศสุดคลาสสิก ด้วยกระเบื้องปูพื้น Carpet Stone ภาพ: จัดสวนให้สวยในสไตล์อังกฤษ ด้วยกระเบื้องปูพื้น Carpet Stone อย่าลืมโรยหินกรวดหรือหินเกล็ดระหว่างร่องพื้น เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมชาติ และให้บรรยากาศกลมกลืนกับพื้นที่โดยรอบ 3. หลากลวดลายและสีสัน สร้างเสน่ห์ดั่งงานศิลปะให้พื้นภายนอก ด้วย Stamp Concrete พื้นคอนกรีตพิมพ์ลายที่มีเสน่ห์ด้วยโทนสี ลวดลาย รวมถึงผิวสัมผัสที่คล้ายผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน ผสานกับความแข็งแรง ทนทาน ด้วยคอนกรีตสูตรพิเศษที่พัฒนาขึ้นให้เหมาะสำหรับงานคอนกรีตพิมพ์ลายโดยเฉพาะ อีกทั้งยังใช้ผงสีและน้ำยาเคลือบผิวคอนกรีตสูตรเฉพาะ จึงทำให้สีสวย ทนทาน ช่วยชะลอการเกิดตะไคร่น้ำ และทำความสะอาดได้ง่าย จึงเหมาะสำหรับตกแต่งพื้นรอบบ้าน โรงจอดรถ ลานรอบสระว่ายน้ำ หรือพื้นที่ที่ต้องการรับน้ำหนักมากๆ เพื่อเพิ่มความโดดเด่น และสร้างเอกลักษณ์ ได้บรรยากาศในสไตล์ยุโรปอย่างอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ ภาพ: Stamp Concrete ในโทนสีส้มแดง ช่วยแต่งเติมความโดดเด่นให้พื้นที่ภายนอกอย่างอบอุ่นและนุ่มนวล ภาพ: สร้างลวดลายพื้นภายนอกให้เสมือนพื้นทางเดินเก่าในแถบยุโรป ด้วย Stamp Concrete ในโทนสีเทาและดำ ภาพ: พลิ้วไหวไปกับพื้นทางเดินรูปทรงอิสระ ด้วย Stamp Concrete โทนสีส้ม  บทความโดย SCG Experience คู่คิดก่อนสร้างบ้าน ช่วยให้คุณสร้างบ้านได้อย่างมั่นใจ พร้อมให้คำปรึกษาตลอดการสร้างบ้าน โดยผู้เชี่ยวชาญจาก SCG เพียงนำแบบบ้านมายื่นรับคำปรึกษา พร้อมรับสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ที่ SCGคู่คิดก่อนสร้างบ้าน​ 
ฮวงจุ้ยแต่งบ้าน 12 นักษัตร เสริมสิริมงคลชีวิตรับปีระกา 2017

ฮวงจุ้ยแต่งบ้าน 12 นักษัตร เสริมสิริมงคลชีวิตรับปีระกา 2017

ฮวงจุ้ยแต่งบ้านตามปีนักษัตรปี 2017 คนเกิดแต่ละปีควรและไม่ควรทำสิ่งใดบ้าง มาดู ฮวงจุ้ยแต่งบ้านตามปีนักษัตรปี 2017 เพื่อนำหลักแต่งบ้านไปปรับใช้ให้ตรงตามหลักฮวงจุ้ย 2017 ฮวงจุ้ยแต่งบ้านมีการปรับเปลี่ยนกันทุกปี ไหน ๆ ก็ก้าวเข้าสู่ปี 2017 อย่างเป็นทางการแล้ว วันนี้เราเลยนำฮวงจุ้ยแต่งบ้าน 12 นักษัตร เสริมสิริมงคลรับปี 2017 มาฝาก  มาดูกันว่านักษัตรแต่ละปีควรหรือไม่ควรตกแต่งบ้านอย่างไร ของมงคลชิ้นไหนที่ช่วยเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตบ้าง เพื่อให้โชคดีทั้งในเรื่องเงินทอง ทรัพย์สิน หน้าที่การงาน รวมไปถึงความรักความสัมพันธ์ ปีชวด (ปีหนู) สำหรับคนที่เกิดในปีชวดหรือปีหนูควรหลีกเลี่ยงการตกแต่งบ้านด้วยสิ่งของหรือสัญลักษณ์ที่สื่อถึงม้าหรือหนูแบบโดด ๆ แนะนำให้หาตุ๊กตาหรือรูปปั้นลิงขี่ม้ามาประดับตกแต่งบ้านแทน  เพราะจะนำพาโชคลาภให้เข้ามาในชีวิต พร้อมทั้งเสริมดวงเรื่องความรัก หรือนำรูปปลาอโรวานา 8 หรือรูปปลาอโรวานา 168 มาตกแต่งบ้านแทนก็ได้ ก็จะนำพาความรักดี ๆ มาให้เช่นกัน ปีฉลู (ปีวัว) แม้ว่าปีนักษัตรฉลูจะมีวัวเป็นสัญลักษณ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนำสิ่งของที่สื่อถึงวัว ควาย แกะ หรือแพะ มาตกแต่งบ้านเสมอไป เพราะตามหลักฮวงจุ้ยในปีนี้กำหนดไว้ว่า ชาวปีฉลูควรตกแต่งบ้านด้วยสิ่งของหรือสัญลักษณ์ที่สื่อถึง "นกฟินิกซ์" เพราะจะช่วยส่งเสริมเรื่องการงานและธุรกิจให้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น ส่วนในเรื่องความรักแนะนำให้หาเต่ามาเลี้ยงเพราะจะทำให้ความรักหวานชื่น แม้ความสัมพันธ์จะดำเนินไปอย่างช้า ๆ แต่ก็ชัวร์แน่นอน ปีขาล (ปีเสือ) คนที่เกิดในปีขาลควรหลีกเลี่ยงการตกแต่งบ้านด้วยรูปภาพเสือหรือลิง แต่เหมาะกับการใช้รูปภาพปลาอโรวานา 168 แทน เพราะจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับชีวิต นอกจากนี้ก็ยังมีสิ่งของและสัญลักษณ์ที่สื่อถึงวัวและควาย ที่ควรจะนำมาตกแต่งบ้านหรือโต๊ะทำงาน ซึ่งจะช่วยให้ความรักราบรื่น ปีเถาะ (ปีกระต่าย) สิ่งที่ชาวปีนักษัตรเถาะควรหลีกเลี่ยงนั่นก็คือ การนำรูปภาพไก่และกระต่ายมาตกแต่งบ้าน รวมไปถึงคนที่เกิดในปีไก่ด้วยเหมือนกัน ทางที่ดีให้หาปลาอโรวานาหรือเต่ามาเลี้ยง เพราะจะช่วยป้องกันภัยอันตรายที่จะมาถึงตัว ส่งเสริมให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ทั้งยังส่งเสริมเรื่องของความรักความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย ปีมะโรง (ปีมังกร) สำหรับคนที่เกิดในปีนักษัตรมะโรงจะมีสัญลักษณ์ประจำเป็นรูปมังกร ซึ่งควรหลีกเลี่ยงการตกแต่งบ้านด้วยสิ่งของหรือสัญลักษณ์ที่สื่อถึงมังกร แค่นำรูปภาพหรือสัญลักษณ์ที่สื่อถึงไก่และนกฟีนิกซ์มาประดับบ้านไว้ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้การงานคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องความรักให้หาภาพปลาอโรวานา 168 มาตกแต่ง จะช่วยเสริมดวงความรักความสัมพันธ์ให้ยิ่งแน่นแฟ้น ปีมะเส็ง (งูเล็ก) สำหรับคนที่เกิดในปีนักษัตรมะเส็งไม่ควรนำรูปภาพหรือสัญลักษณ์ที่สื่อถึงงูและหมูมาตกแต่งบ้าน แนะนำให้หารูปภาพ รูปปั้น หรือผลงานศิลปะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไก่และนกฟีนิกซ์มาตกแต่งแทน จะช่วยเสริมดวงให้ดีขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้การงานก้าวหน้าและถ้าอยากให้ความรักราบรื่น ดำเนินไปอย่างมั่นคง ควรหาเต่ามาเลี้ยงไว้บริเวณหน้าต่างบ้าน หรือจะใช้เป็นรูปปั้นและรูปภาพแทนก็ได้ค่ะ ปีมะเมีย (ปีม้า) ผู้ที่เกิดในปีนักษัตรมะเมียควรหลีกเลี่ยงการตกแต่งบ้านด้วยสัญลักษณ์หรือสิ่งของที่สื่อถึงม้าและหนู และเพื่อให้มีแต่สิ่งดี ๆ ตลอดทั้งปี สามารถเอาชนะสิ่งท้าทายได้อย่างง่ายดาย แนะนำให้หารูปปั้นลิงขี่ม้ามาประดับตกแต่งบ้าน ส่วนในเรื่องความรักนั้นให้นำภาพปลาอโรวานา 168 มาตกแต่งจะทำให้ความรักและการงานมั่นคง ปีมะแม (ปีแพะ) หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยแต่งบ้านด้วยสิ่งของที่สื่อถึงแพะ แกะ หรือวัวมาตลอด ควรจะย้ายสิ่งของพวกนั้นออกจากบ้าน เพื่อให้ตรงกับข้อกำหนดของหลักฮวงจุ้ยในปีนี้ แล้วหารูปภาพของนกในตำนาน (sarimanok  Asian) หรือภาพปลาอโรวานา 168 มาตกแต่งร่วมกันแทน ก็จะทำให้ดวงชีวิตทั่วไปและดวงความรักดียิ่งขึ้น ปีวอก (ปีลิง) คนที่เกิดในปีนักษัตรวอกไม่ควรนำสิ่งของที่สื่อถึงลิงมาตกแต่งบ้าน เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ไม่ถูกกับเสือและจะนำพาโชคร้ายเข้ามาในชีวิต ทางที่ดีควรจะหาปลาอโรวานามาเลี้ยงเพราะจะช่วยให้ดวงในปีนี้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น และถ้ายิ่งนำรูปภาพปลาอโรวานา 168 มาตกแต่งด้วยก็จะช่วยเสริมสิริมงคล ทั้งในเรื่องทั่วไปและเรื่องความรักให้ชื่นมื่นมากยิ่งขึ้น ปีระกา (ปีไก่) การตกแต่งบ้านสำหรับผู้ที่เกิดในปีนักษัตรระกาจะแตกต่างจากปีนักษัตรอื่น ๆ ก็ตรงที่สามารถนำสิ่งของที่สื่อถึงนักษัตรมาตกแต่งบ้านได้ ไม่ว่าจะเป็นไก่หรือนกฟีนิกซ์ก็ได้ทั้งนั้น เพราะจะช่วยส่งเสริมให้การงานและธุรกิจมั่นคงมากยิ่งขึ้น เสริมดวงความรักด้วยการนำภาพปลาอโรวานา 168 มาตกแต่ง ก็จะให้ความรักดีขึ้นเป็นเท่าตัว ปีจอ (ปีหมา) สำหรับคนที่เกิดในปีนักษัตรจอไม่ควรนำสิ่งของหรือสัญลักษณ์ที่สื่อถึงหมาและมังกรมาตกแต่งบ้าน ให้นำสิ่งของหรือสัญลักษณ์ที่สื่อถึงไก่และนกฟีนิกซ์มาตกแต่งแทนดีกว่า เพราะจะช่วยรักษาและปกป้องของรักของหวงให้อยู่รอดปลอดภัย หากหาภาพปลาอโรวานา 168 มาตกแต่งเพิ่ม ก็จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้น มีความรักที่โรแมนติกหวานชื่น ปีกุน (ปีหมู) คนที่เกิดในปีนักษัตรกุนต้องระวังให้ดี ๆ ห้ามนำสิ่งของหรือสัญลักษณ์ที่สื่อถึงหมูและงูมาตกแต่งบ้านเด็ดขาด เพราะเป็นตัวนำโชคร้ายมาสู่คนที่เกิดในปีกุน ให้หาภาพปลาอโรวานา 168 มาตกแต่งบ้านแทน เพราะจะช่วยเสริมดวงความรักและเสริมสิริมงคลให้กับชีวิต จากที่ดีมากอยู่แล้วก็จะดียิ่ง ๆ ขึ้นไป บอกลาการตกแต่งบ้านในปีก่อน ๆ ไปได้เลย แล้วนำหลักการตกแต่งบ้านในปี 2017  ไปปรับใช้ เพื่อเปิดทิศทางบ้านในการต้อนรับสิ่งดี ๆ สิ่งที่เป็นมงคลให้เข้ามาในชีวิตได้อย่างเต็มที่ ขอขอบคุณข้อมูลจาก philstar fengshuiweb Home.kapook.com
9 เรื่องฮวงจุ้ยควร-ไม่ควรทำ สำหรับปรับเปลี่ยนห้องนอน

9 เรื่องฮวงจุ้ยควร-ไม่ควรทำ สำหรับปรับเปลี่ยนห้องนอน

ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ฮวงจุ้ย Catherine Brophy เผยเคล็ดลับที่ควรทำและไม่ควรทำ เพื่อให้เรานอนหลับโดยปราศจากความเครียด ห้องนอนที่มีความสะอาดเรียบร้อยและสงบนั้น ส่งผลต่อชีวิตของเรา ดังนั้นการตกแต่งห้องนอนจึงต้องวางเป้าหมายไว้ก่อนว่าจะต้องเป็นพื้นที่ของการพักผ่อน สภาพแวดล้อมต่าง ๆ มีความกลมกลืน และ 9 สิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณจัดห้องนอนของคุณเป็นห้องนอนในฝันที่ถูกหลักฮวงจุ้ยได้ไม่ยาก 1.ไม่ควรเก็บของใด ๆ ไว้ใต้เตียง แม้สิ่งเดียวก็ไม่ควร Brophy บอกว่า ของทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีพลังงานในตัวของมันด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นยิ่งคุณเก็บของไว้ใต้เตียงมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งจะเหลือพื้นที่สำหรับให้พลังงานไหลผ่านในขณะที่คุณนอนหลับพักผ่อนน้อยลงไป กฎข้อนี้มีประโยชน์สำหรับทุกคน ยิ่งใครที่นอนหลับยาก ก็ยิ่งต้องทำตามกฎข้อนี้ 2.ต้องสะอาดไม่รกเลอะเทอะ เพราะความสะอาดเรียบร้อยเป็นจุดเริ่มต้นของสภาพแวดล้อมที่สงบ ผ่อนคลาย ต้องแน่ใจว่า ห้องนอนของเรานั้นปราศจากของรกเลอะเทอะวางระเกะระกะ และในการทำความสะอาดก็ควรทำในทุกซอกทุกมุม แม้กระทั่งในตู้เสื้อผ้า ก็ควรหาเวลานำเสื้อผ้าออกมาแล้วทำความสะอาดในตู้บ้าง ดูดฝุ่นใต้เตียง อะไรที่ไม่ใช้แล้วก็ทิ้งไปบ้าง ประเมินพื้นที่ใช้สอย อย่าให้ดูอึดอัดคับแคบจนเกินไป เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้ก็นำไปบริจาคอย่าให้ของที่ไม่ใช้เหล่านั้นมารกพื้นที่พลังงานของคุณ 3.อย่าอยู่กับอดีต เพราะการยึดติดกับอดีตจะเป็นการรบกวนปัจจุบันของคุณ อะไรที่หมดอายุ ใช้ไม่ได้แล้วก็ไม่ควรเก็บไว้อีก เธอเล่าว่าเคยมีลูกค้าคนหนึ่งมาปรึกษาว่า เธอและสามีนอนอยู่ที่เตียงเก่า ซึ่งเป็นเตียงที่สามีเคยนอนกับภรรยาคนเก่า และทุกครั้งที่เห็นเตียงทำให้นึกถึงแต่อดีต ดังนั้น หากคุณมีเฟอร์นิเจอร์ หรือมีสิ่งใด ที่คอยย้ำเตือนแต่อดีตก็ควรจะเปลี่ยน หรือนำออกไป 4.คิดถึงประโยชน์ใช้สอยด้วย หลาย ๆ ครั้งที่เรานำอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ามาตกแต่งห้อง เพื่อให้สวยงาม แต่มันกลับทำให้พื้นที่แคบลง แถมไม่ได้ใช้งาน หรือใช้ไม่สะดวกสบาย ก็ไม่ควรจะมีไว้ 5.เตียงนอนต้องมีหัวเตียง เพราะหัวเตียงจะช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่ามีอะไรมาคอยปกป้องในขณะที่กำลังนอนหลับ และหัวเตียงก็ควรเป็นแบบเรียบ ๆ 6.อะไรที่ชำรุดเสียหาย อย่าปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น ต้องซ่อม หากไม่ซ่อมหรือซ่อมไม่ได้แล้ว ก็ให้นำออกไปเลย ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาเสีย พรมขาด เก้าอี้ชำรุด 7.ไฟในห้องนอนควรเป็นไฟที่สามารถปรับความสว่างได้ เพราะแสงไฟก็มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกและพลังงานเช่นกัน ไฟในห้องนอนไม่ควรให้จ้ามากจนเกินไป และปัจจุบันนี้มีไฟหลายแบบ หลายลักษณะให้เลือกใช้ เราสามารถทดสอบเพื่อหาไฟในลักษณะที่เราใช้แล้วรู้สึกสบายที่สุด 8.ไม่ควรแขวนกระจกในห้องนอนมากเกินไป ในกรณีที่คุณต้องการจะแขวนกระจกในห้องนอนนั้น Brophy แนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงการแขวนกระจกตรงข้ามกับเตียงนอน หรือหน้าต่าง เพราะกระจกจะเป็นตัวสะท้อนพลังงาน และแสง การแขวนกระจกให้ส่องลงมาที่เตียงจะรบกวนการนอน และการแขวนตรงกับหน้าต่างก็จะสะท้อนไฟซึ่งอาจจะมีการส่องสว่างมาจากภายนอก ทำให้รบกวนการนอนได้เช่นกัน 9.ความสบายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ยิ่งคุณได้พักผ่อนในตอนกลางคืนมากแต่ไหน ก็ยิ่งทำให้มีพละกำลังมากในเช้าวันรุ่งขึ้น ดังนั้น ต้องให้ความสำคัญกับที่นอน หากนอนไม่สบาย ก็ควรจะต้องลงทุนเพิ่มเท่าที่ไหว เพื่อให้ได้ที่นอนที่นอนแล้วรู้สึกสบายที่สุด   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  home.sanook.com
เทคนิคเลือกโทนสีแต่งบ้าน ตามหลักจิตวิทยา

เทคนิคเลือกโทนสีแต่งบ้าน ตามหลักจิตวิทยา

ในการตกแต่งบ้าน โทนสีที่เลือกใช้มีผลเชิงจิตวิทยาต่อบรรยากาศและอารมณ์ความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย ทำให้แต่ละโทนสีเหมาะสำหรับใช้ในห้องที่แตกต่างกัน มาทำความรู้จักกับ 6โทนสียอดนิยมที่ใช้ในการแต่งบ้านกันเลยครับ 1. สีโทนร้อน(Warm Colors): ประกอบด้วย สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีม่วงแดงหากเป็นสีโทนร้อนที่สีค่อนข้างสด จะให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา ดึงดูดความสนใจลดความเฉื่อยชา เพิ่มความเจริญอาหาร จึงเหมาะกับห้องรับแขกและห้องรับประทานอาหาร แต่หากเป็นสีโทนร้อนที่ไม่จัดจ้าน อาทิ สีเหลืองอ่อน สีส้มอ่อน สีพีช จะให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง สามารถนำไปใช้กับห้องได้ทุกประเภท 2. สีโทนเย็น (Cool Colors): ประกอบด้วย สีเขียวเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน สีม่วงน้ำเงิน สีโทนเย็นจะให้ความรู้สึกเย็นตา ผ่อนคลาย สดชื่นจึงเหมาะมากกับห้องนอน ห้องรับแขก ห้องน้ำ หากเป็นสีโทนเย็นที่ค่อนข้างเข้ม เช่น น้ำเงินเข้ม ม่วงเข้ม จะให้ความรู้สึกน่าเชื่อถือ สุขุม มีสมาธิ เหมาะกับห้องทำงาน หรือห้องรับแขกที่เจ้าของบ้านต้องการสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเคร่งขรึม 3. สีกลาง (Neutral Colors): คือสีที่ไม่ได้อยู่ในโทนเย็นหรือโทนร้อน อาทิ สีขาว เทา ดำ น้ำตาล เบจ ครีม ให้ความรู้สึกเรียบง่าย สะอาดตา สามารถนำไปใช้ได้กับทุกห้องของบ้าน(ยกเว้นสีเข้ม เช่น ดำ น้ำตาลเข้ม ไม่ควรใช้สีเดียวทั้งห้อง เพราะจะทำให้รู้สึกอึดอัดคับแคบ ควรใช้ร่วมกับสีอื่นๆ ด้วย) นอกจากนี้ยังนำไปจับคู่กับสีอื่นๆ ได้ทุกโทนสี 4. สีเอกรงค์ (Monochromes): เป็นการใช้สีหลักเพียงสีเดียว แต่ทำให้หลากหลายโดยไล่น้ำหนักความเข้มอ่อนหรือความร้อน/เย็น เช่น ดำ-เทา-ขาว, น้ำเงิน-ฟ้า-ขาว, แดง-แดงส้ม-ส้ม, เหลือง-เหลืองเขียว-เขียว เป็นต้น สีเอกรงค์จะให้ความรู้สึกกลมกลืน ประณีต แต่มีมิติที่น่าสนใจ สามารถนำไปใช้ได้กับทุกห้อง 5. สีตรงข้าม (Contrast): เป็นการใช้สีที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของวงจรสีมาตกแต่งร่วมกัน อาทิ แดง-เขียว, น้ำเงิน-ส้ม, ฟ้า-ม่วง ให้ความรู้สึกฉูดฉาด ตื่นตาตื่นใจ เหมาะกับห้องที่ต้องการบรรยากาศที่ร่าเริง เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ เช่น ห้องรับแขก ห้องทำงานครีเอทีฟ ห้องนอนเด็ก ทั้งนี้ ควรใช้สีตรงข้ามในสัดส่วน 70: 30 หรือ 80: 20 จะทำให้ห้องดูดีมากที่สุด 6. สีพาสเทล (Pastel Colors): คือสีต่างๆ ที่ถูกนำมาผสมสีขาว เพื่อลดความเข้มและความสดของสีลง เช่น สีชมพูอ่อน สีม่วงอ่อน สีเขียวมิ้นท์ จึงให้ความรู้สึกนุ่มนวล อ่อนโยน ชวนฝัน และโรแมนติก สามารถนำไปใช้ได้กับทุกห้องที่ต้องการบรรยากาศดังกล่าว นอกจากนี้ยังนิยมนำมาใช้ในการแต่งบ้านสไตล์วินเทจด้วย สีแต่ละโทน ช่วยสร้างอารมณ์และบรรยากาศที่แตกต่างกันจริงๆ ว่ามั้ยครับ? คราวนี้อยากให้บ้านเป็นแบบไหนก็ให้สีช่วยสื่อสารออกมาเลย ขอทุกท่านให้มีความสุขกับการแต่งบ้านครับ ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.sherasolution.com
เผยเทรนด์แต่งบ้านปี 2017 ที่เด็ดจนคุณไม่ควรพลาด

เผยเทรนด์แต่งบ้านปี 2017 ที่เด็ดจนคุณไม่ควรพลาด

ปีใหม่ที่กำลังมาถึงนี้ หลายคนอาจกำลังมีแผนตกแต่งบ้านใหม่ให้น่าอยู่กว่าเดิมกันใช่มั้ยครับ ถ้าอยากให้บ้านออกมาสวยทันสมัย ไม่มี OUT ต้องไม่พลาดอัพเดทเทรนด์การตกแต่งบ้านเหล่านี้ที่กำลังมาแรงต้อนรับปี 2017 จะมีเทรนด์ไหนน่าสนใจและน่านำไปปรับใช้บ้าง มาชมพร้อมๆ กันได้เลย 1. หวนสู่ธรรมชาติ: การแต่งบ้านสไตล์ธรรมชาติเป็นเทรนด์ที่มาแรงตั้งแต่ปี 2016 และยังคงฮิตข้ามปีไปจนถึงปี 2017 เนื่องจากผู้คนเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ จึงหันมาแต่งบ้านให้มีกลิ่นอายของธรรมชาติกันมากเพื่อทำบ้านให้เป็นทั้งที่พักกายและพักใจที่แท้จริง โดยนิยมตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุที่มีสีสันและลวดลายเสมือนวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ วัสดุทดแทนไม้ หิน แกรนิตโต้ ดินเผา เป็นส่วนประกอบ และบางบ้านก็ยังเลือกปลูกต้นไม้และทำบ่อน้ำเอาไว้ในบ้านอีกด้วย เพื่อช่วยปรับบรรยากาศให้ผ่อนคลายยิ่งขึ้น 2. สีสัน: กูรูด้านสีอย่าง Pantone ประกาศแล้วว่า เฉดสีที่จะมาแรงจนกลายเป็น "สีแห่งปี 2017" คือสีเขียว Greenery โดยให้เหตุผลว่า "เป็นเฉดสีแห่งความสดชื่นและการฟื้นฟูให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง" เพราะ Greenery เป็นสีของใบไม้ในวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ จึงเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้คนรู้สึกแจ่มใส มีกำลังใจ ผ่อนคลายกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น หลังจากปี 2016 ที่ผ่านมานั้นมีเรื่องเศร้าและเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นบนโลกมากมาย นอกจากสี Greenery แล้ว ทาง Pantone ก็ยังได้ประกาศเฉดสีอื่นๆ ที่จะมาแรงในปี 2017 นี้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นสีที่ดูสดใส และมีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ 3. กระเบื้องดินเผาและอิฐแดง: กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งจากเทรนด์การแต่งบ้านสไตล์ธรรมชาติ เพราะให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ อบอุ่น และมีความคลาสสิคในตัวเอง ทั้งนี้ อิฐแดงยังถูกนำไปใช้ตกแต่งผนังบ้านสไตล์ลอฟท์ซึ่งเป็นสไตล์ที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากชื่นชอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้าอยากแต่งบ้านโดยใช้กระเบื้องดินเผาและอิฐแดงแต่ไม่อยากให้บ้านดูย้อนยุคจนเกินไป ควรเลือกใช้ตกแต่งแค่บางส่วน อาทิ ผนังด้านใดด้านหนึ่ง แทนการใช้กับทุกส่วน ทุกห้องของบ้าน 4. โลหะ: ของตกแต่งและเครื่องใช้ที่ทำจากโลหะ โดยเฉพาะทองเหลือง เหล็ก หรือวัสดุที่มีความวาวแบบเมทัลลิค ซึ่งได้รับความนิยมในปี 2016 ก็ยังฮ็อตฮิตมาถึงปี 2017 เช่นเดียวกัน แต่คาดว่าสไตล์จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยปี 2016 คนส่วนใหญ่นิยมนำเครื่องโลหะไปใช้ตกแต่งในสไตล์วินเทจ แต่ปี 2017 จะนำเอาเครื่องโลหะไป Mix & Match กับสไตล์โมเดิร์นและสไตล์อื่นๆ มากขึ้น 5. มุมพักผ่อนส่วนตัว: ยุคนี้คนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจตัวเองและให้ความสำคัญกับความสุขส่วนตัวกันมากขึ้น จึงนิยมจัดมุมพักผ่อนที่สามารถตอบโจทย์ความสุขในแบบที่ตัวเองต้องการเอาไว้ภายในบริเวณบ้านด้วย ซึ่งมุมพักผ่อนของแต่ละคน แต่ละบ้าน ก็อาจไม่เหมือนกัน อย่างคนรักธรรมชาติก็อาจจัดมุมนั่งเล่นในสวน คนชอบดูหนังก็อาจทำห้องโฮมเธียเตอร์ หรือคนชอบอ่านหนังสือก็อาจแบ่งพื้นที่เป็นมุมอ่านหนังสือที่สงบและผ่อนคลาย ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.sherasolution.com/
5 ข้อผิดพลาดในการแต่งบ้าน

5 ข้อผิดพลาดในการแต่งบ้าน

ไม่ว่าใครก็อยากแต่งบ้านหลังสำคัญของตัวเองให้สวยงามน่าอยู่ด้วยกันทั้งนั้นจริงมั้ยครับ? แต่บางครั้ง ข้อผิดพลาดที่เราเผลอพลั้งไปอาจทำให้บ้านของเราหมดสวยได้ วันนี้เราจึงอยากเอาข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมาฝาก เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ระมัดระวังกันครับ 1. ไม่มองภาพรวม: บ่อยครั้งเจ้าของบ้านชื่นชอบการแต่งบ้านหลากหลายสไตล์และไม่สามารถตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ทำให้ภาพรวมของบ้านดูกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง เช่น ทำผนังปูนเปลือย โชว์โครงสร้างดูเท่ดิบแบบสไตล์ลอฟท์ แต่ใช้เฟอร์นิเจอร์บุนวมลวดลายอ่อนช้อยแบบวินเทจ แล้วตกแต่งด้วยของเล่นของสะสมไทยโบราณ หรือของบางอย่าง เมื่อวางอยู่เดี่ยวๆ ดูสวยถูกใจ แต่เมื่อนำมาจัดวางภายในบ้านแล้วกลับไม่เข้ากับสไตล์การแต่งบ้าน หรือไม่เข้ากับของชิ้นอื่นๆ ภายในบ้าน ทำให้ภาพรวมดูไม่สวยงามอย่างที่คิด 2. ใช้สีผิดพลาด: สี ส่งผลโดยตรงต่อบรรยากาศและอารมณ์ของบ้าน ข้อผิดพลาดเรื่องการใช้สีที่พบบ่อย เช่น   - ทาสีโดยไม่ได้ทดลองสี: ตัวอย่างสีบนชาร์ตสีอาจผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงได้ ควรลองทาบางส่วนแค่บางส่วนของบ้าน แล้วรอ 1-2 สัปดาห์ให้สีอยู่ตัวก่อน หากถูกใจ ค่อยทาทั้งผนังหรือทั้งบ้าน - ใช้สีเดียวกันหมดทั้งบ้าน: บางคนกังวลว่าส่วนต่างๆ ภายในบ้าน จะดูไม่เข้ากัน จึงเลือกใช้สีผนังและของตกแต่งเป็นสีเดียวกันทั้งหมด จนดูจำเจและขาดจุดสนใจ แนะนำให้หาสีอื่นๆ มาตัดกับสีหลักสัก 20-30% อาจเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือเป็นการทาสีบนผนังด้านใดด้านหนึ่งก็ได้ - ใช้หลายมากสีเกินไป: การใช้สีหลากหลายในสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน อาจทำให้แต่ละสีแย่งกันเด่น จนดูลายตามากกว่าสวยงาม ลองเปลี่ยนมาใช้สีหลักเพียง 1-2 สี จะดูลงตัวมากกว่า 3. แต่งเยอะจนดูรก: การมีเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งหลายชิ้น ไม่ได้การันตีว่าบ้านของเราจะออกมาสวยงาม เพราะของตกแต่งยิบย่อยที่มากเกินไปอาจทำให้บ้านดูรกและเลอะเทอะแนะนำให้เลือกของชิ้นใหญ่เป็นหลักสักชิ้น แล้วค่อยเสริมของตกแต่งอื่นๆ ในปริมาณที่พอดี จะทำให้บ้านของเราดูสวยสบายตา ทั้งยังโปร่งโล่งยิ่งขึ้น 4. ตัดสินใจซื้อของแต่งบ้านแบบปุบปับ: การตัดสินใจซื้อด้วยความพอใจชั่ววูบอาจทำให้ได้ของที่ไม่เหมาะกับบ้าน ขนาดไม่พอดีกับพื้นที่ หรือไม่เข้ากับของชิ้นเดิมที่มีอยู่ หรือการซื้อเพียงเพราะอยากตามเทรนด์โดยที่ไม่ได้ชอบของชิ้นนั้นจริงๆ เมื่อเลิกฮิตแล้ว ของชิ้นนั้นก็หมดคุณค่า 5. ไม่คำนึงถึงไลฟ์สไตล์คนในบ้าน: บ้าน มีไว้สำหรับใช้ชีวิต หากแต่งบ้านโดยเน้นความสวยงามอย่างเดียว โดยไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันของคนในบ้าน ไม่สะดวกสบาย ไม่ปลอดภั้ย บ้านหลังนี้ก็ไม่ใช่บ้านที่น่าอยู่ สำหรับข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เช่น บ้านมีผู้สูงอายุ แต่เลือกใช้วัสดุปูพื้นที่มีผิวเรียบลื่น หรือบันไดดีไซน์แปลกแต่เดินขึ้นลงยาก เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ, บ้านมีเด็กเล็กและสัตว์เลี้ยงแต่ใช้ของแต่งบ้านที่แตกหักง่าย หรือใช้พรม/ผนังสีอ่อนสกปรกง่าย หรือ บางบ้านเน้นซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์ถูกใจ มีเอกลักษณ์ แต่ใช้งานจริงไม่สะดวก เพียงหลีกเลี่ยง 5 ข้อผิดพลาดเหล่านี้ เราก็สามารถแต่งบ้านได้สวยงามและลงตัวกับการอยู่อาศัยแล้วล่ะครับขอให้มีความสุขกับการตกแต่งบ้านนะครับ ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.sherasolution.com/
4 เคล็ดลับ เลือกเคาน์เตอร์ครัวยังไงไม่ให้เสียใจภายหลัง

4 เคล็ดลับ เลือกเคาน์เตอร์ครัวยังไงไม่ให้เสียใจภายหลัง

หากพูดถึงห้องครัว สิ่งแรกที่จะนึกถึงก็คือ เคาน์เตอร์ครัวนั้นเอง ซึ่งปัจุบันมีให้เลือกมากมายหลายแบบ จนทำให้เพื่อนๆ หลายคนเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว วันนี้เราจึงมี 4 เคล็ดลับการเลือกเคาน์เตอร์ครัวมาฝากเพื่อนๆ กัน ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันเลยครับ 1. ประเภทครัว ในปัจจุบันครัว ก็มีหลากหลายแบบให้เลือก ซึ่งก็มีข้อดี-ข้อเสีย ที่แตกต่างกันออกไป โดยหลักๆ จะแบ่งออกเป็น 4 แบบด้วยกัน คือ - ครัวปูน : หากจะพูดถึงเรื่องความทนทาน แข็งแรง ต้องยกให้ครัวปูนเป็นอันดับ 1 เลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะทำครัวหนักแค่ไหน ก็ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือเสียหายได้ยากและมีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างนาน จึงเหมาะสำหรับเพื่อนๆ ที่ทำครัวหนัก หุง อุ่น ต้ม ผัด ทอด แบบจัดเต็ม แต่อาจไม่ถูกใจในเรื่องของความสวยงาม อีกทั้งเมื่อใช้ไปนานๆ อาจก่อให้เกิดกลิ่นอับได้อีกด้วยครับ - ครัวสำเร็จรูป : หรือครัวแบบ Knock Down โดยจะเป็นครัวประกอบแบบสำเร็จ จึงทำให้มีความรวดเร็ว สะดวกในการติดตั้ง ซึ่งดูมีความทันสมัย สวยงามและมีหลากหลายแบบให้เลือก เหมาะสำหรับเพื่อนๆ ที่ทำครัวไม่หนักมาก โดยส่วนใหญ่จะนิยมใช้กับคอนโด แต่ทั้งนี้ขนาดครัวอาจจะไม่พอดีกับพื้นที่ เนื่องจากครัวสำเร็จรูปจะมีการกำหนดขนาดไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว - ครัวบิวท์อิน : จะมีลักษณะคล้ายกับครัวแบบสำเร็จรูป โดยจะมีความแตกต่างกันคือ สามารถสั่งทำได้ตามขนาด รูปแบบที่ต้องการ ซึ่งจะทำให้ได้ขนาดที่พอดีกับพื้นที่ รวมไปถึงในเรื่องของความทันสมัย ความสวยงาม ส่วนใหญ่นิยมใช้กับบ้านและคอนโด สามารถทำได้ทั้งครัวหนัก ครัวเบา แต่ไม่ทนทาน เท่าครัวปูน อีกทั้งยังมีราคาที่ค่อนข้างสูงครับ - ครัวสแตนเลส : จะมีความทนทาน รักษาความสะอาดได้ง่าย และไม่เป็นรอยขูดขีด ซึ่งมีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างนาน เหมาะสำหรับการทำครัวที่หนักมากๆ ส่วนใหญ่นิยมใช้ในภัตรคาร และ ร้านอาหารใหญ่ๆ ครับ 2. วัสดุที่เลือกใช้  ตอบโจทย์การใช้งาน อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่น้อย สำหรับการเลือกใช้วัสดุของเคาน์เตอร์ครัว ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเพื่อนๆ ด้วยเช่นกัน ว่าต้องการทำครัวหนักมากน้อยเพียงใด เพราะวัสดุแต่ละตัว ก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป  อาทิ - หินอ่อน : จะให้ในเรื่องของความสวยงาม หรูหรา สามารถทนน้ำ ทนความร้อนได้ดี แต่เป็นรอยขูดขีดได้ง่ายหากไม่ระมัดระวัง อีกทั้งยังมีราคาสูงอีกด้วย - หินแกรนิต : จะมีความคงทนแข็งแรง ทนต่อทุกสภาพอากาศ สามารถดูแลรักษาได้ง่าย มีความสวยงาม และราคาไม่สูงมาก แต่ดูดซับน้ำค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับวัสดุอื่นๆ - หินสังเคราะห์ : จะทนต่อความร้อน และ ทนต่อการขีดข่วน ซึ่งคุณภาพจะดีกว่าหินอ่อนและหินแกรนิต จึงทำให้มีราคาค่อนข้างสูง - ไม้ : จะให้ความเป็นธรรมชาติ และมีหลากหลายแบบให้เลือก สามารถทำความสะอาดได้ง่าย แต่ไม่ค่อยถูกกับน้ำ เพราะเมื่อโดนน้ำอาจก่อให้เกิดเป็นดวงหรือรอยได้ - ลามิเนต : ถือเป็นวัสดุที่นิยมใช้ ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลากหลายสี สามารถทำความสะอาดได้ง่าย ราคาไม่แพง แต่ไม่ทนต่อความร้อน และเกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย - กระเบื้อง : สามารถทำความสะอาดได้ง่าย และทนความร้อนได้ดี แต่มักจะเกิดการแตกหักจนอาจทำให้กระเบื้องหลุดร่อนได้ 3. ขนาดห้องครัว ก่อนที่เพื่อนๆ จะทำการเลือกเคาน์เตอร์ครัวนั้น Infinity Design ผ้าม่าน แนะนำให้มีการวัดขนาดพื้นที่ภายในห้องครัวที่แน่นอน ชัดเจน เพราะจะทำให้สามารถเลือกเคาร์เตอร์ครัวได้ง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำให้ได้ขนาดที่พอดี ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป แต่หากเลือกเป็นครัวบิ้วท์อิน สำหรับข้อนี้คงหมดปัญหาไปได้เลย 4. สไตล์การตกแต่งและความชอบ ทั้งหมดนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับความชอบ รวมไปถึงสไตล์การตกแต่งบ้านของแต่ละบุคคล เพราะครัวแต่ละแบบก็ให้ความสวยงามและมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป หรืออาจจะมีการเลือกใช้วัสดุ โทนสีให้เหมาะกับสไตล์การตกแต่งบ้านก็สามารถทำได้เช่นกันครับ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  www.infinitydesign.in.th
จัดสวนบาหลีในบ้าน 7 ไอเดียจัดสวนสำหรับเมืองร้อน

จัดสวนบาหลีในบ้าน 7 ไอเดียจัดสวนสำหรับเมืองร้อน

อยากจัดสวนบาหลีในบ้านด้วยตัวเอง มาดูไอเดียจัดสวนบาหลีในบ้านกัน พร้อมแนะนำพรรณไม้สำหรับจัดสวนบาหลี ที่เหมาะกับอากาศเมืองร้อน อยากรู้ว่ามีวิธีจัดสวนบาหลีอย่างไรบ้าง ตามไปชมกันครับ สวนบาหลีเป็นหนึ่งในสไตล์การจัดสวนยอดนิยม โดยเฉพาะแถบพื้นที่เมืองร้อนอย่างบ้านเรา เนื่องจากสวนสไตล์บาหลีเป็นการจัดสวนที่มีการนำวัฒนธรรมท้องถิ่น สภาพอากาศ และธรรมชาติมาปรับสมดุลให้เข้ากันอย่างลงตัว เอาเป็นว่าใครที่กำลังมองหาไอเดียจัดสวนบาหลีในบ้านด้วยตัวเองอยู่ ก็ตามไปชมไอเดียจัดสวนบาหลีที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เลย 1. มีไม้ประดับให้ร่มเงา พรรณไม้จัดสวนบาหลีควรเป็นไม้เมืองร้อนที่ทนร้อนและทนแล้งได้ดี ซึ่งพรรณไม้ที่นิยมนำมาแต่งสวนบาหลีนั้นได้แก่ ไม้น้ำ ไม้เลื้อย และไม้ยืนที่ให้ร่มเงา ซึ่งพรรณไม้ที่นิยมนำมาแต่งสวนสไตล์บาหลี ได้แก่ ต้นปาล์ม, ต้นบอน, สับปะรดสี, ดราแคนน่า, ฟิโลเดนดรอน, กล้วยพัด และเฟิร์น 2. ตกแต่งด้วยสีสันของไม้ดอก ในการจัดสวนบาหลีนอกจากจะมีพรรณไม้ให้ร่มเงาแล้ว ควรจะแต่งแต้มความสดใสด้วยสีสันสวยงามของไม้ดอกด้วย ซึ่งไม้ดอกที่นิยมนำมาจัดสวนบาหลีเป็นดอกไม้ที่มีสีสันจัดจ้านและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ลีลาวดี, ชบา,  เบิร์ดออฟ พาราไดซ์ (ปักษาสวรรค์), บัว, ชวนชม, เฮลิโคเนีย (ธรรมรักษา) และกล้วยไม้ 3. เน้นใช้วัสดุธรรมชาติ นอกจากความเขียวขจีของพรรณไม้ที่สำคัญกับสวนบาหลีแล้ว ในรายละเอียดของการตกแต่งก็สำคัญไม่แพ้กัน หากอยากให้ใกล้เคียงกับความเป็นบาหลีมากขึ้น ควรจะตกแต่งด้วยของตกแต่งที่ทำมาจากธรรมชาติหรือทำเลียนแบบธรรมชาติ เช่น บุผนังรอบสวนด้วยไม้ไผ่ ใช้ใบจากมุงหลังคาศาลานั่งเล่น โรยทางเดินด้วยหินหรือตกแต่งทางเดินด้วยกระเบื้องหินเลียนแบบลายจากธรรมชาติ 4. สร้างชีวิตชีวาด้วยบ่อน้ำ น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้สวนดูสดชื่น ผ่อนคลาย มีชีวิตชีวา และดูร่มเย็น เหมาะกับการเป็นสถานที่พักผ่อนอย่างแท้จริง ดังนั้นควรมีที่สำหรับทำบ่อปลา บ่อน้ำเล็ก หรือน้ำพุในมุมเล็ก ๆ ให้มีเสียงน้ำเคลื่อนไหวอยู่รอบ ๆ ด้วย 5. มีศาลาไว้พักกาย ศาลาสำหรับพักผ่อนที่เข้ากับธีมสวนบาหลี เห็นทีคงหนีไม่พ้นศาลามุงใบจาก ศาลาไม้ไผ่ หรือศาลาไม้สวย ๆ สักหลัง แต่ถ้าหากบริเวณบ้านมีพื้นที่น้อย อาจจะเปลี่ยนจากการนำศาลามาตกแต่งสวน เป็นการนำโต๊ะ-เก้าอี้ชุดเล็ก ๆ ที่ทำจากไม้มาวางไว้นั่งเล่นกับคนในครอบครัวแทนก็ได้ครับ 6. เพิ่มกลิ่นอายบาหลีด้วยรูปปั้นหินสลัก รูปปั้นหินสลักเป็นอีกหนึ่งของตกแต่งสวน ที่จะทำให้สวนของคุณมีกลิ่นอายของความเป็นบาหลีมากขึ้น ซึ่งรูปปั้นหินสลักที่นิยมทำมาใช้ส่วนใหญ่ ได้แก่ รูปปั้นหินสลักหน้าคนและสัตว์ หรือเทพในตำนานต่าง ๆ เป็นต้น 7. เครื่องหอมสร้างความผ่อนคลาย ถ้าใครสนใจอยากเพิ่มมิติใหม่ให้กับการพักผ่อนในสวนแบบบาหลีอย่างเต็มที่ บรรดาเครื่องหอมช่วยคุณได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นธูปหอมกำยาน น้ำมันหอมระเหย หรือถุงบุหงา ก็จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นครับ คงเห็นกันแล้วใช่ไหมครับว่าการจัดสวนสไตล์บาหลีนั้นไม่ยากจริง ๆ เพียงแค่ทำตามไอเดียจัดสวนบาหลีในบ้านเหล่านี้ สวนในบ้านของคุณก็จะกลายเป็นสวนสวย ๆ ที่มีกลิ่นอายความเป็นบาหลีขึ้นมาทันที ถ้าติดใจสวนสไตล์นี้ก็ลองนำไอเดียไปใช้กันดูนะครับ ขอขอบคุณข้อมูลจาก home.kapook.com, homeimprovementpages, calyx, thaihomegarden และ decorreport  
15 ไอเดียตกแต่งห้องนั่งเล่นแจ่มๆ ใช้ได้ทั้งบ้านและคอนโด!

15 ไอเดียตกแต่งห้องนั่งเล่นแจ่มๆ ใช้ได้ทั้งบ้านและคอนโด!

สารพัดไอเดียตกแต่งห้องนั่งเล่นที่มาแรงและสามารถปรับใช้ได้ทั้งบ้านและคอนโด ถ้าอยากรู้แล้วว่าจะมีไอเดียอะไรบ้างนั้นต้องไปดูกันเลยดีกว่าครับ เบื่อกันแล้วหรือยังกับการนั่งพักผ่อนในมุมเดิม ๆ บรรยากาศห้องนั่งเล่นเดิม ๆ ในบ้าน เพราะถ้าอดรนทนไม่ไหวแล้วละก็ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงไปเฟ้นหา 15 ไอเดียตกแต่งห้องนั่งเล่นมาให้ได้ดูกันให้รู้ไปเลยว่ายังมีสไตล์การตกแต่งห้องนั่งเล่นอีกมากมายที่นอกเหนือจากโซฟาธรรมดากับโต๊ะกาแฟแสนเชย รอให้เราลองไปสัมผัสและหยิบมาใช้งานอยู่ครับ แล้วจะรู้ว่าห้องนั่งเล่นที่เปลี่ยนไปก็ช่วยสร้างอะไรใหม่ ๆ ให้เราได้เหมือนกัน ภาพจาก hilaryrobertson 1. บรรยากาศหวาน ๆ แต่ไม่เลี่ยน ข้อแรกก็ขอเอาใจสาวหวานที่รักการแต่งบ้านกันหน่อย กระแสการตกแต่งบ้านแบบนี้ต้องเปิดรับแสงแดดจากธรรมชาติให้สาดส่องเข้ามาภายใน เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ดูหรูหราแต่แอบซ่อนรายละเอียดของความหวานด้วยของตกแต่งที่มีโทนชมพู ลายดอกไม้ วัสดุเมทัลลิก และโคมไฟแชนเดอเลีย ถ้าไม่อยากให้ดูเลี่ยนอาจหาของตกแต่งสีดำมาทอนความหวาน หรือเลือกโทนสีชมพูหม่น ๆ แทนสีชมพูสด ภาพจาก theeverygirl 2. เรียบง่ายตามสไตล์มินิมอลและฮิปสเตอร์ แม้ว่าการแต่งห้องนั่งเล่นในสไตล์มินิมอลและฮิปสเตอร์จะดูเรียบง่ายไม่มีรายละเอียดซับซ้อนอะไร แต่จะต้องยึดหลัก Less is More เสาเอกของสไตล์ทั้งหมด นั่นก็คือการใช้สิ่งของธรรมดาแต่มีผลทางใจเมื่อยามแรกเห็น ดังนั้นเทรนด์นี้จึงเน้นการตกแต่งไปที่การเลือกเฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายไม่มีสีสันฉูดฉาดและมีฟังก์ชั่นการใช้งานแบบทั่ว ๆ ไป ดึงดูดใจด้วยของอย่างแจกันหรือโคมเมทัลลิกโทนพิงค์โกลด์ และประดับด้วยต้นไม้เล็ก ๆ สัก 1-2 ต้นก็เพียงพอแล้ว ภาพจาก lantliv 3. ต้องมนตร์เสน่ห์แห่งความอ่อนโยนสไตล์คอทเทจ จริง ๆ แล้วการแต่งห้องนั่งในสไตล์คอทเทจนั้นไม่ยาก เพียงแค่ลดบรรทัดฐานของดีไซเนอร์ลงเล็กน้อยและเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่หรูหรามากนักอย่างเช่น ไม้และผ้า เน้นโทนสีเทาอ่อนผสมกับโทนสีพาสเทลที่ดูแล้วสบายตา เพิ่มความอ่อนโยนด้วยไม้ดอกเพื่อให้เข้าถึงสไตล์คอทเทจได้อย่างง่าย ๆ ภาพจาก cushandnooks 4. ผสานความหรูหรากับธรรมชาติ รับรองได้เลยว่าการตกแต่งห้องนั่งเล่นในสไตล์หรูหราแต่เรียบง่ายแบบนี้ต้องโดนใจคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน เพราะเทรนด์นี้จะมุ่งเน้นการแต่งด้วยโทนธรรมชาติของต้นไม้ โทนสีคลาสสิก และเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์เรียบง่ายแต่แอบซ่อนความหรูหราเข้าไปในวัสดุบ้าง เช่น ตกแต่งด้วยสีทองเพื่อคงความมีระดับเอาไว้ ภาพจาก apartmentstori 5. ใช้ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจ เรียกได้ว่าเป็นสไตล์ที่เก็บเอาความทรงจำอันสวยงามในธรรมชาติอย่างเช่น แสงแดด แม่น้ำ และมนตร์เสน่ห์ที่โดดเด่นของธรรมชาติเข้ามาไว้ด้วยอย่างลงตัว รูปแบบการดีไซน์จะค่อนข้างเรียบหรูแบบธรรมดา แต่จะดึงดูดสายตาด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์เฉพาะตัวอย่างเช่น ไม้ที่มีลักษณะโค้งมน โต๊ะโลหะทรงเหลี่ยม โซฟาผ้า โคมไฟดวงเล็ก ผลงานศิลปะทางวัฒนธรรม และโทนสีน้ำตาลอ่อน สีฟ้า สีขาว เป็นหลัก ภาพจาก jenniferharrisonstyle 6. ทันสมัยตลอดกาลด้วยโทนขาว-ดำ รายละเอียดของสไตล์นี้ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การใช้โทนสีขาว-ดำ เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานได้หลากหลายชนิด รูปทรงสิ่งของก็ดูเข้ากับทุกยุคทุกสมัย อย่างเช่น โซฟาสีขาวที่ประดับด้วยหมอนอิงลายสีดำ พรมลวดลายขาว-ดำ ของตกแต่งโทนสีดำ และแทรกด้วยชั้นวางเมทัลลิกเพื่อตัดโทนไม่ให้มืดจนเกินไป ภาพจาก dustjacket-attic 7. ผสานสไตล์โมเดิร์นยกระดับความหรู ถ้ามองแบบผิวเผินการตกแต่งด้วยสไตล์นี้ก็จะคล้ายกับโมเดิร์นลักซ์ซูรี่ แต่เมื่อได้ลองเจาะเข้าไปในรายละเอียดเราจะพบว่ามีความแตกต่างพอสมควร เพราะต้องแต่งห้องนั่งเล่นด้วยโทนสีหม่นโทนเดียวกันเกือบทั้งห้อง ใช้วัสดุแนวเรียบหรูแต่ดูดีอย่าง คริสตัล กระจก พรมขนสัตว์ หนัง และไม้ เพื่อให้สไตล์ทุกอย่างในห้องนั่งเล่นสอดคล้องกัน ภาพจาก interiorjunkie 8. เน้นโทนสีเบจสร้างบรรยากาศสบายๆ การตกแต่งหลัก ๆ จึงให้ความสำคัญกับการเลือกใช้โทนสีเบจและสีครีมที่พาให้ชวนฝันและสร้างสรรค์ไปพร้อม ๆ กับความหรูหรา โดยโซฟาจะต้องมีลักษณะหนานุ่มเป็นพิเศษนั่งแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ประดับหมอนอิงและพรมขนที่แลดูฟุ้ง ๆ เลือกโต๊ะรับแขกที่แต่งด้วยโลหะมันวาวเพื่อบ่งบอกถึงความหรูหราอย่างในจินตนาการ ภาพจาก nohomewithoutyou 9. เปิดรับแสงด้วยเพดานสูง หากห้องนั่งเล่นความกว้างไม่มากนักลองยกระดับเพดานให้สูงขึ้นดู จะช่วยพรางตาให้ห้องเล่นดูกว้างและสว่างขึ้นไปพร้อมกัน ถ้าหากยังดูอึดอัดอาจเพิ่มจำนวนหน้าต่าง เพื่อเปิดทางให้แสงเข้ามาพร้อมเพิ่มระดับความหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์เรียบหรู ของตกแต่งสีเมทัลลิกบ้างเล็กน้อยสลับกับโทนสีขาวและของที่มีสีสด ๆ อีกเล็กน้อยไม่ให้บรรยากาศจืดชิดเกินไป ภาพจาก apartmenttherapy 10. เน้นโทนสีดำให้ดูลึกลับและน่าค้นหา ยุคสมัยหนึ่งการแต่งบ้านด้วยโทนสีดำอาจจะเป็นเรื่องที่ดูแปลกและไม่เข้าท่า แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปโทนสีดำก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันเลอค่าและคู่ควรกับการตกแต่งทุกยุคทุกสมัยจริง ๆ เช่นเดียวกับการแต่งห้องนั่งเล่นในสไตล์นี้ ที่จะดึงดูดสายตาด้วยผนังสีดำด้าน โซฟาสีเข้ม ของตกแต่งในแนวผู้ชาย ความสว่างจากหน้าต่าง หรืออาจจะเสริมด้วยความเขียวขจีของพืชพรรณอีกเล็กน้อย ภาพจาก undeclaredpanache 11. เปลี่ยนห้องนั่งเล่นเล็กเป็นสวนหย่อมในบ้าน เป็นอีกหนึ่งไอเดียแต่งห้องนั่งเล่นที่เหมาะกับชาวคอนโดเป็นอย่างมาก ถึงแม้ขนาดพื้นที่ของในห้องนั่งเล่นจะมีขนาดเล็กและคับแคบ แต่การตกแต่งผนังด้วยสีขาว เฟอร์นิเจอร์สีสดใส พร้อมนำต้นไม้มาตกแต่งเพิ่มก็จะช่วยสร้างความสดชื่น หรือนำไม้มงคลปลูกใส่กระถางมาวางแล้วจัดให้เป็นสวนหย่อมในร่มก็ได้ ภาพจาก thedesignfiles 12. แนวผสมผสานที่เหมาะกับการใช้งานของทุกคนในครอบครัว การแต่งห้องนั่งเล่นในแนวนี้แม้ว่าจะไม่สามารถระบุสไตล์ที่ชัดเจนได้ แต่กลับดูลงตัวไม่แพ้สไตล์อื่น ๆ เลยทีเดียว เป็นการนำไลฟ์สไตล์ของทุกคนในบ้านมาสร้างดีไซน์ห้องนั่งเล่น อย่างเช่น โซฟาและเฟอร์นิเจอร์หลากสีสัน แทรกด้วยของตกแต่งที่เป็นไม้เนื้ออ่อน และตกแต่งด้วยสิ่งของสะสมจากสมาชิกในบ้าน ภาพจาก christinedovey 13. ผลงานศิลปะสร้างความโดดเด่น สไตล์การออกแบบห้องนั่งเล่นของทุกดีไซน์ส่วนมากจะเน้นไปที่เฟอร์นิเจอร์และโทนสี แต่ในข้อนี้จะโชว์การใช้ผลงานศิลปะสร้างห้องนั่งเล่นสไตล์ใหม่ขึ้นมาให้ดู ไม่ว่าผลงานศิลปะนั้นจะเป็นแบบไหนหรือจากใครก็แล้วแต่สามารถใช้กับการตกแต่งนี้ได้เลย เพียงแค่ปรับลดรายละเอียดของเฟอร์นิเจอร์เพียงเล็กน้อยเพื่อส่งให้ผลงานศิลปะดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ภาพจาก planete-deco 14. แต่งห้องนั่งเล่นเท่ ๆ ในสไตล์ลอฟท์ เป็นอีกหนึ่งดีไซน์ที่กำลังมาแรงในช่วงนี้เลยครับ กับการตกแต่งห้องนั่งเล่นในสไตล์ลอฟท์ที่มีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน โดยการเน้นโชว์เนื้อแท้ของวัสดุแต่ละชนิด เช่น ขั้นบันไดเหล็ก ผนังอิฐโชว์แนวท่อสายไฟใต้เพดาน โซฟาหนัง และไม้ ซึ่งมันอาจจะดูดิบและหนักไปสักหน่อยสำหรับคนที่ชอบความอ่อนโยน แต่ถ้าได้ลองแต่งห้องนอนสไตล์นี้แล้วก็อาจจะติดใจขึ้นมาก็ได้นะจะบอกให้ ภาพจาก *DREAMS * 15. สไตล์ผสมในแบบที่เป็นคุณ ห้องนั่งเล่นแต่ละแบบที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่มีสไตล์ที่เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน ซึ่งต่างจากห้องนั่งเล่นแบบสุดท้ายนี้ที่ไม่มีแพทเทิร์นหรือคำจำกัดความตายตัว เพราะทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล หากไม่ได้ชอบสไตล์ใดสไตล์หนึ่งเป็นพิเศษ ก็ลองนำแนวหลักของแต่ละสไตล์ผสมผสานกันดู อาจจะกลายเป็นการแต่งบ้านแนวใหม่ให้กับใครอีกหลายคนก็ได้นะครับ ถ้าเบื่อบรรยากาศห้องนั่งเล่นเก่าๆ ลองเอาไอเดียแต่งห้องนั่งเล่นที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปปรับให้เข้ากับบ้านคุณดูนะครับ หลังจากนี้อาจจะไม่อยากออกไปไหนแล้วก็ได้นะ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก home.kapook.com
ไอเดียแปลงของใช้เป็นกระถาง ในพื้นที่จำกัด

ไอเดียแปลงของใช้เป็นกระถาง ในพื้นที่จำกัด

ไอเดียประยุกต์ของเหลือใช้ในบ้านให้เป็นกระถางปลูกต้นไม้ ไว้สำหรับจัดสวนเล็ก ๆ ในบ้านหรือจัดสวนในพื้นที่จำกัด ตามไปดูกันครับว่ามีของใช้ในบ้านชิ้นไหนที่สามารถนำมาใช้เป็นกระถางปลูกต้นไม้ได้บ้าง คิดอยากจะปลูกต้นไม่สักต้นแต่ยังไม่มีไอเดีย เชิญทางนี้ครับ เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมได้รวบรวมไอเดีย DIY กระถางต้นไม้จากของเหลือใช้ในบ้าน สร้างบรรยากาศใหม่ให้สวนของคุณไม่ซ้ำใคร แถมยังช่วยลดจำนวนขยะบนโลกได้อีกด้วยนะครับ นอกจากนี้ต่อให้ในบ้านจะเหลือพื้นที่น้อยนิดก็สามารถนำไอเดียเหล่านี้ไปใช้ได้ เพราะกระถางแต่ละใบใช้พื้นที่วางนิดเดียวเอง อีกทั้งยังเป็นการจัดสวนบนพื้นที่จำกัดที่ดูดีมีสไตล์อีกด้วยนะ กระถางกระบวย อีกหนึ่งไอเดียแปลงเครื่องครัวเก่า ๆ ให้มีประโยชน์ ให้นำกระบวยมาเจาะรูระบายน้ำเล็ก ๆ ที่ฐาน ลงดินเพื่อปลูกต้นไม้ต้นเล็กแล้วจับแขวนบนผนัง กลายเป็นสวนแสนเก๋ในสไตล์คนรักงานครัวไปเลย เห็นแล้วใช่ไหมครับว่าข้าวของเครื่องใช้ในบ้านที่ชำรุดเสียหายหรือเหลือใช้ ก็สามารถนำมาทำกระถางปลูกต้นไม้ที่ทั้งชิคและเก๋ได้เลย รับรองว่าสวนในบ้านของคุณจะต้องดูมีสไตล์จนเพื่อนบ้านต่างพากันแอบมองอย่างแน่นอน กระถางกล่องเหล็ก สำรวจตู้เก็บของในบ้านว่ายังมีกล่องเหล็กเหลือใช้อยู่บ้างไหม ถ้าฝากล่องเป็นกระจกได้ยิ่งดี ให้นำมาล้างทำความสะอาด ใส่ดินลงต้นไม้ เจาะช่องที่ฝาแล้วปิดให้แน่นสนิท นำไปติดบนฝาผนังได้เลย กระถางกล่องเครื่องมือช่าง อยากเปลี่ยนกล่องเครื่องมือช่างอันใหม่ให้คุณพ่อ ก็ไม่ต้องโยนทิ้งของเก่าลงถังขยะล่ะ เพราะช่องต่าง ๆ ในกล่องสามารถแปลงมาปลูกต้นไม้เล็ก ๆ ได้หลากหลายชนิดเลยครับ ไม่เชื่อก็ลองทำดู อย่าลืมเจอะช่องเล็ก ๆ ด้านล่างของกล่องไว้เป็นที่ระบายน้ำด้วยนะ กระถางโต๊ะกาแฟ ถ้าอยากมีเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่เหมือนใคร แนะนำให้รีโนเวทโต๊ะกาแฟใหม่ด้วยการเปิดช่องตรงกลาง เพื่อลงดินปลูกต้นไม้ต้นเล็ก ๆ และประดับตกแต่งด้วยหิน ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในการจิบกาแฟตอนเช้าให้ดูสดชื่นขึ้นกว่าที่เคย กระถางหนังสือ หนังสือไม่ได้ให้ความรู้เราได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยบำบัดบรรยากาศในบ้านให้ดูสดชื่นขึ้นได้อีกด้วย หากมีเล่มไหนที่เราไม่ได้หยิบมาอ่านนานแล้ว ให้นำมาเจาะช่องตรงกลาง สำหรับปลูกพร้อมกับรูระบายน้ำเล็ก ๆ ไว้ด้านล่าง แล้วจัดการลงดินเพื่อนำต้นไม้มาลงได้เลยครับ กระถางหลอดไฟ อยู่ ๆ หลอดไฟที่ใช้งานมานับแรมปีเกิดขัดข้องขึ้นมา อย่ารอช้าถอดไส้ในออก แล้วทำความสะอาดให้เรียบร้อย จากนั้นก็นำมาปลูกต้นไม้ให้กลายเป็นกระถางสุดอินเทรนด์ที่ไม่มีบ้านไหนเหมือนแน่นอน กระถางเปลือกไข่ บ้านไหนชอบกินเมนูไข่ต้องชอบไอเดียนี้แน่ ๆ เพราะหลังทำอาหารเสร็จยังสามารถเก็บเปลือกไข่ปลูกต้นกล้าของต้นไม้ได้นะครับ แค่เลือกเปลือกหนา ๆ มาเรียงไวในแผงไข่แล้วลงมือปลูกได้เลย กลายเป็นสวนน่ารัก ๆ ที่เสริมแคลเซียมให้ต้นกล้าไปในตัวได้ด้วย
10 วิธีจัดบ้านใหม่ แบบไม่ต้องใช้งบเยอะ

10 วิธีจัดบ้านใหม่ แบบไม่ต้องใช้งบเยอะ

การจัดและตกแต่งบ้านใหม่ เพื่อให้ดูสวย ทันสมัย และมีดีไซน์นั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ ที่ต้องใช้งบประมาณไม่น้อยเลย หลาย ๆ คน ต้องจ้างนักออกแบบ ผู้รับเหมา มารีโนเวทกันใหม่ ซึ่งก็แน่นอนว่า หากถึงขั้นนั้น ก็ต้องเตรียมใจรับทั้งความยุ่งยากและเม็ดเงินที่ต้องจ่าย แต่ทั้งนี้ เราก็มีวิธีที่จะรีโนเวทบ้าน แบบที่เรียกว่าเป็นทางลัด ให้กับคุณได้เช่นกัน ทางลัดที่ว่านั้น มีอยู่ 10 วิธีดังต่อไปนี้ 1. หาจุดที่เป็นจุดเปิด หรือ Open space ให้กับบ้านบ้านที่มี Open space จะทำให้ดูกว้าง และน่าอยู่ และการที่จะมี Open space นั้นก็ไม่จำเป็นต้องทุบ หรือรื้อผนังด้านใดด้านหนึ่งออก เพียงแค่อาศัยการจัดวาง เอาของใหญ่ ๆ อย่างเช่นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ๆ ดูแล้วหนักตาออกไป ลองหมุนเปลี่ยนที่วางเฟอร์นิเจอร์ไปรอบ ๆ ห้อง หลาย ๆ แบบ ก็จะหามุมที่ลงตัวได้ พวกตู้ใบใหญ่ ๆ นั้นทำให้เปลืองพื้นที่ และหากเป็นสีเข้ม ก็ยิ่งทำให้ดูทึบอึดอัด หากไม่สามารถนำออกไปได้ ก็ลองเปลี่ยนสี มาเป็นสีโทนขาว จะช่วยหลอกตา ให้ดูมีพื้นที่มากขึ้น นอกจากสีแล้ว วิธีหลอกสายตาที่ใช้ได้ผลอีกอย่างก็คือการใช้กระจก หากติดกระจกตรงข้ามหน้าต่าง จะช่วยสะท้อนแสงให้ห้องสว่างมากขึ้น 2. เพิ่มไฟการที่ในบ้านมีแสงสว่างเหมาะสม ทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวาน่าอยู่ ห้องมืด ทำให้ดูเล็ก สีเข้ม ก็เช่นกัน สีขาว ที่มีแสงสว่างให้ความรู้สึกเปิด การเพิ่มแสงภายในบ้านทำได้หลายวิธี ทั้งการติดไฟเพิ่ม หรืออาจจะเพิ่มเพียงแค่ตั้งโคมไฟบนโต๊ะ หรือโคมไฟตั้งพื้น ก็ได้เช่นกัน เลือกติดตั้งไฟ ในจุดที่มืด หรือมุมมืด หรือหากต้องการจะลงทุน ติดไฟผนัง เปลี่ยนเพดานให้ทันสมัย ก็จะทำให้บ้านดูน่าอยู่ขึ้นอีกมากทีเดียว 3. เปลี่ยนชุดอุปกรณ์มือจับ หรือที่จับของตู้และลิ้นชัก เช่นในห้องน้ำ ห้องครัว หากบ้านของใครยังใช้แบบเก่า ๆ หรือใช้จนเก่า สึก ชำรุด ก็ให้เปลี่ยนใหม่ทั้งชุด ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งตู้ เพราะการเปลี่ยนแค่ที่จับนั้นเป็นงานที่ง่าย ไม่ต้องใช้งบประมาณมาก แต่ก็ทำให้ดูดีขึ้นมาได้มากเช่นกัน ส่วนในการเลือกวัสดุนั้น ก็มีหลากหลาย ทั้งบรอนซ์ นิเกิล คอปเปอร์ สแตนเลส ซึ่งควรเลือกให้ดูทันสมัย แต่ต้องไปกันได้กับสไตล์ของตู้ และห้อง 4. ปรับปรุงหน้าต่าง เพราะหน้าต่างเป็นส่วนสำคัญ ที่เราจะมองเห็นอยู่ตลอด การปรับปรุงนั้น อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนม่านใหม่ ทั้งสีและแบบ วัสดุ ให้ดูทันสมัย หรือหากบานหน้าต่างเก่าชำรุดแล้ว ก็เปลี่ยนกรอบใหม่ จะทำให้ได้ความรู้สึกที่สดใสขึ้นมาก 5. มีที่นั่งเล่นนอกบ้าน ในการจัดบ้าน หลาย ๆ คนมักจะคิดถึงแต่การจัดตกแต่งภายในตัวบ้าน แต่ลืมพื้นที่นอกบ้าน การจัดให้มีที่นั่งเล่นนอกบ้าน ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าลงทุน อาจจะตั้งเก้าอี้ที่นั่งสบาย อุปกรณ์ตกแต่งเพียงเล็กน้อย สำหรับให้นั่งฟังเพลง ดื่มไวน์ได้ ในช่วงวันหยุดพักผ่อน ก็จะทำให้บ้านที่มีบรรยากาศน่าอยู่มากขึ้น 6. จัดตกแต่งสวน บ้านหลาย ๆ หลัง ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดสวน เพียงแค่ปลูกต้นไม้ ให้มีสีเขียว ๆ สองสามต้น ก็เรียกว่า มีสวนแล้ว แต่ทั้งนี้ หากเราลงทุนในการจัดตกแต่งสวนเพิ่มอีกสักหน่อย จะทำให้บ้านดูดีมีระดับขึ้นอีกมาก อาจจะเริ่มด้วยการค่อย ๆ ปลูกดอกไม้ ที่สวนหน้าบ้าน แล้วค่อย ๆ ขยายไปตามทางเดิน เลือกชนิดของต้นไม้ให้เหมาะสม จะสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นได้มาก 7. เลือกใช้วอลล์เปเปอร์ที่ติดตั้งได้ง่ายและลอกออกได้ง่าย วอลล์เปเปอร์สมัยคุณแม่ นอกจากจะล้าสมัยแล้ว ยังติดยากแกะยาก แต่วอลล์เปเปอร์สมัยใหม่ ให้ความสะดวกสบายมากขึ้นเยอะ ติดเองได้ง่าย เปลี่ยนง่าย และยังมีลวดลาย กราฟิกทันสมัย วอลล์เปเปอร์พวกนี้สามารถเปลี่ยนห้องให้ดูทันสมัย แปลกตาได้ในเวลาแค่ข้ามคืน 8. จัดพื้นที่ห้องน้ำให้กว้างแน่นอนว่าห้องน้ำเป็นห้องที่สกปรกง่าย การจะตกแต่งห้องน้ำใหม่ เริ่มด้วยการทำความสะอาด จากนั้นก็ค่อย ๆ มาเช็คที่ละจุดว่าควรจะปรับเปลี่ยนตรงไหนบ้าง จุดง่าย ๆ ที่แค่เปลี่ยนก็จะทำให้ดีขึ้นทันทีก็คือ ลูกบิด ไฟ โต๊ะกระจก ก๊อกน้ำ และม่านห้องน้ำ เพียงแค่วัสดุต่าง ๆ ในห้องน้ำสะอาดเงางาม ก็ทำให้ดูดีขึ้นมาได้มากแล้ว 9. ทำห้องสำหรับผู้ชายหรือ Man cave ผู้ชายมักจะชอบให้มีพื้นที่สำหรับซ่อนตัว หรือที่สำหรับหลบเข้าไปอยู่เงียบ ๆ อาจจะเพื่อนั่งดื่ม หรือเล่นเกม เป็นที่ที่จะไม่มีใครเข้าไปยุ่งวุ่นวายหรือไปตำหนิติเตียนอะไรเขา ในการจะทำห้องลักษณะนี้ เริ่มแรกให้หาพื้นที่ในบ้านก่อน บางบ้านมีห้องใต้ดิน ก็อาจจะใช้ห้องใต้ดิน บางบ้านก็แบ่งพื้นที่ในโรงรถ บางบ้านก็ใช้พื้นที่นอกบ้าน ในห้องนั้นอาจจะมีทีวี โต๊ะพูล บาร์ ที่ปลูกดอกไม้ เก้าอี้นั่งสบาย พรม หมอน เครื่องเสียง ในขณะที่ผู้ชายมีห้องแบบนี้ไว้ในบ้าน ผู้หญิงก็อาจจะอยากมีห้องสำหรับนั่งทำการฝีมือเช่นกัน 10. เมื่อไหร่ที่รู้สึกอยากจะปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงบ้านอีก ก็ให้ทำความสะอาดและทาสีใหม่ก่อนเริ่มจากการทำความสะอาดแบบจริงจัง เริ่มที่ห้องหลัก ๆ ก่อน เช่นห้องนั่งเล่น การทำความสะอาดอย่างจริงจังนั้น ช่วยปรับอารมณ์ และทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้น เมื่อได้เริ่มทำความสะอาดแล้ว ก็จะเกิดแรงบันดาลใจให้อยากทำอย่างอื่น ๆ ต่อไปอีก ซึ่งอาจจะพิจารณาการทาสีใหม่ เพื่อให้บ้านสดใสขึ้น ทาสีผนังใหม่ ทาสีฝ้าใหม่ เป็นต้น การปรับปรุงบ้านนั้น มีหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องเสียเงินเสียทองมากเสมอไป แค่บ้านไม่สกปรกรกรุงรัง ก็ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกสบายขึ้นได้มากแล้ว   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  home.sanook.com
10 สิ่งในบ้านที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อย

10 สิ่งในบ้านที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อย

บ้านน่าจะเป็นสถานที่ๆ เมื่อเข้ามาแล้วรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย ได้พักผ่อน แต่ทั้งนี้มีหลาย ๆ คนรู้สึกเหนื่อยล้า ไม่สดชื่น ไม่อยากจะตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเลย นั่นเป็นเพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยและสิ่งเหล่านั้นมีอะไรบ้างมาดูกัน   1. ความรก แน่นอนว่าถ้าคุณพักผ่อนอยู่ในที่ๆ ไม่สะอาด มันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้น อาจจะรู้สึกเหนื่อยมากขึ้นด้วยซ้ำ มีการสำรวจพบว่าบรรยากาศที่รกรุงรังทำให้เกิดความเครียด และก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยมากขึ้น   2. การทาผนังสีฟ้า จากการทำรวจห้องนอนสีต่าง ๆ จะนวน 2,000 ห้อง พบว่าบ้านที่ทาห้องนอนด้วยสีฟ้าช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ลดความดันโลหิต และทำให้รู้สึกง่วง ดังนั้นสีฟ้าจึงเป็นสีที่เหมาะกับการใช้ในห้องนอน แต่จะไม่เหมาะที่จะนำไปใช้ในห้องอื่น   3. โทรทัศน์และจอคอมพิวเตอร์ ทั้งสองอย่างนี้มีคลื่นสีฟ้า และมันจะส่งผ่านไปที่สมอง สมองก็จะผลิตเมลาทนิน ที่ทำให้รู้สึกเหนื่อย   4. เครื่องต้มกาแฟ แม้ว่ามันจะดีสำหรับในช่วงเช้า แต่ไม่ค่อยเหมาะสำหรับในช่วงบ่ายหรือค่ำ ถ้าคุณดื่มกาแฟในช่วงอาหารค่ำ คาเฟอีนก็จะไปกระตุ้นพลังงาน ซึ่งไม่ดีสำหรับการเตรียมตัวนอนหลับพักผ่อน   5. เซ็ทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางคนเห็นว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สักเล็กน้อยก่อนนอน จะช่วยให้หลับง่าย แต่คุณภาพการหลับของคุณจะไม่ดี และทำให้ไม่สดชื่นเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า   6. เทียนหอมลาเวนเดอร์แม้ว่ากลิ่นจะช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ในบางกรณีก็ทำให้เหนื่อย ผู้เชี่ยวชาญจาก Wesleyan University ศึกษาพบว่า การดมกลิ่นลาเวนเดอร์ก่อนนอนมีแนวโน้มที่จะทำให้นอนหลับอุตตุ ดังนั้น ในช่วงกลางวัน ไม่ควรจุดเทียนหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ ลองเปลี่ยนเป็นกลิ่นส้มแทน และกลิ่นลาเวนเดอร์ ก็ใช้เฉพาะตอนกลางคืน   7. อาหารขยะฝรั่งอบกรอบ อาหารที่มีน้ำตาลสูง คาร์โบไฮเดรตสูง จะทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา   8. การตั้งอุณภูมิในห้อง จากการศึกษาพบว่า อุณภูมิที่ค่อนข้างเย็น คือประมาณ 16-20 องศาเซลเซียส จะทำให้รู้สึกง่วง หากตั้งอุณภูมิในบ้านไว้ในระดับนี้ทั้งวัน จะทำให้รู้สึกอยากนอนกลางวัน   9. โทรศัพท์มือถือ แน่นอนว่าเป็นอุปกรณ์ที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ แต่มันทำให้เรารู้สึกเหนื่อยมากขึ้นในระหว่างวัน ร้อยละ20 ของคนหนุ่มสาว อายุ 19-29 ปี มักจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาในตอนกลางคืนเพราะการโทรศัพท์ การส่งข้อความ และอีเมล์ ซึ่งนั่นรบกวนการนอนหลับ ทั้ง ๆ ที่เราเหนื่อยกับการทำงานมาทั้งวันแล้ว   10. ม่านหน้าต่าง มีการสำรวจสถานที่ทำงานที่มีหน้าต่าง กับไม่มีหน้าต่าง พบว่า คนที่ได้รับแสงจากธรรมชาติในช่วงกลางวัน จะนอนหลับได้ดีกว่าคนที่ทำงาน ในที่ที่ไม่มีแสงธรรมชาติส่องผ่านเข้ามา ดังนั้นที่บ้านก็เช่นกัน เราควรเปิดรับแสงจากธรรมชาติ เพื่อให้สามารถนอนหลับพักผ่อนในช่วงกลางคืนได้อย่างเต็มที่     ขอบคุณข้อมูลจาก www.housebeautiful.co.uk home.sanook.com            
10 ของมงคล ของขวัญสำหรับทำบุญขึ้นบ้านใหม่

10 ของมงคล ของขวัญสำหรับทำบุญขึ้นบ้านใหม่

เวลาเพื่อนทำบุญขึ้นบ้านใหม่ทีไร นึกไม่ค่อยออกว่าจะซื้ออะไรให้ หลายๆ คนชอบเลือกของที่เป็นสิริมงคลหรือมีความหมายดีๆ ในเชิงเปรียบเทียบให้ และนี่คือ 10 ของมงคลที่เราอยากแนะนำให้คุณลองซื้อไว้มอบเป็นของขวัญทำบุญขึ้นบ้านใหม่ให้เพื่อน 1.ลูกโลก ของมงคลที่แนะนำให้วางไว้บนโต๊ะทำงาน เพราะมีความหมายถึงกิจการที่ก้าวหน้า ก้าวไกล วิธีอธิษฐานเพื่อให้สมหวังก็คือการใช้มือขวาหมุนลูกโลกให้เวียนขวาเบาๆ สัก 3 รอบ 2.อัญมณีสีเขียว ของมงคลที่ควรตั้งใกล้ประตูทางเข้า เพราะมีความหมายถึงการป้องกันพลังไม่ดีไม่ให้เข้าบ้าน หรือถ้าพลังลบเข้ามาก็จะเปลี่ยนเป็นพลังบวกหรือพลังดีๆ 3.นกยูงรำแพน เป็นของมงคลที่ช่วยทำให้มีชื่อเสียงเหมือนหางของนกยูงที่รำแพนสวยงาม 4.นาฬิกาเรือนทอง ของมงคลสำหรับการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ แนะนำให้เลือกนาฬิกาทรงกลม วงรี หรือรูปไข่เพราะจะช่วยให้มีคนอุปถัมภ์ 5.เรือใบ เป็นของมงคลสำหรับขึ้นบ้านใหม่ที่ช่วยเรื่องการอุปถัมภ์ แต่ไม่ควรตั้งหัวเรือหันไปทางหน้าต่างหรือประตู 6.ธงชาติ ของมงคลที่สามารถติดได้ทุกตำแหน่งของบ้าน ซึ่งช่วยให้สิ่งที่ปรารถนาสัมฤทธิ์ผล ช่วยให้ประสบความสำเร็จ 7.ควอตไซต์ อัญมณีที่เหมาะสมจะมอบให้เป็นของขวัญในวันทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เพราะช่วยเรื่องการขยายคำอธิษฐานให้สัมฤทธิ์ผลเร็วขึ้น 8.ภาพปลาคู่ เป็นของมงคลสำหรับขึ้นบ้านใหม่ที่มีความหมายถึงการมีกิน มีใช้ไม่รู้จบ วางได้ทุกทิศทุกตำแหน่ง 9.กระจกเงา เหมาะสำหรับติดใกล้เครื่องคิดเงิน ประมาณว่าจะมีเงินเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ 10.เพชรตาแมว เป็นเครื่องรางเรียกเงินทอง ควรตั้งไว้ในตู้เซฟหรือบนโต๊ะทำงาน   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  home.sanook
รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์ 12 ราศี ตกแต่งบ้านแบบไหนดี ให้เข้ากับราศีคุณ

รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์ 12 ราศี ตกแต่งบ้านแบบไหนดี ให้เข้ากับราศีคุณ

สัญลักษณ์ของแต่ละราศีสะท้อนบุคลิกของคนในราศีนั้นๆ ซึ่งนั่นยังรวมไปถึงเรื่องการตกแต่งบ้านที่ลักษณะของราศีทั้ง 12 ยังสะท้อนสไตล์การออกแบบและตกแต่งได้เป็นอย่างดี เราจึงนำข้อมูลสำคัญเรื่องการตกแต่งบ้านตามราศีมาฝาก ราศีมังกร เป็นคนที่มีวินัยและค่อนข้างเรียบง่าย ดังนั้นการตกแต่งบ้านหรือห้องจึงไม่ค่อยยุ่งยากมากนัก สีที่เน้นคือโทนสีธรรมชาติเช่นสีเทา สีเขียว เพราะสีเหล่านี้จะทำให้รู้สึกสบาย และถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าของที่ชาวราศีนี้โชว์จะช่วยสะท้อนความเป็นตัวตนของเขาไม่ว่าจะเป็นภาพพิมพ์ หนังสือ หรือโต๊ะกาแฟ ราศีกุมภ์ เน้นการออกแบบที่ค่อนข้างทันสมัย รวมไปถึงต้องมีเกดเจ็ตที่ช่วยทำให้ชีวิตของพวกเขาสะดวกสบายยิ่งขึ้น ชาวราศีนี้ส่วนใหญ่ชอบสีขาว-ดำ อีกทั้งยังชอบตกแต่งห้องด้วยงานประติมากรรม รวมทั้งยังจะรู้สึกสดชื่นยิ่งขึ้นเมื่อได้อยู่ในพื้นที่ๆ เปิดสู่แสงธรรมชาติ ราศีมีน สำหรับชาวราศีนี้หัวใจสำคัญอยู่ที่สไตล์โบฮีเมียน บ้านของชาวราศีนี้ต้องสะท้อนบุคลิกภาพที่ชื่นชอบสุนทรียภาพ และพวกเขายังรู้สึกเพลิดเพลินกับพื้นที่ๆ ทำให้เกิดสมาธิ เช่นการจุดเทียนหอมหรือเปิดหน้าต่างให้แสงธรรมชาติเข้ามา ราศีเมษ บุคลิกนิสัยค่อนข้างมีความคึกคะนอง คล่องแคล่วว่องไว รวมทั้งยังหลงใหลในสีแดงหรือสีส้ม สำหรับห้องที่ชาวราศีนี้ใส่ใจเป็นพิเศษคือห้องครัว เพราะเขาสามารถแสดงทักษะด้านการทำอาหารของตัวเองได้อย่างชัดเจน ราศีพฤษภ เป็นราศีที่สนใจเรื่องราวความโรแมนติก และชื่นชอบความบันเทิงหรืองานศิลปะ ชาวราศีพฤษภมักเป็นคนที่ให้ค่ากับความหรูหรา ความสะดวกสบาย รวมไปถึงของตกแต่งแบบดั้งเดิม ด้วยความเป็นคนชื่นชอบเสียงเพลง ดังนั้นระบบความบันเทิงจึงต้องมีอยู่รอบตัวบ้าน ราศีเมถุน เป็นคนชอบสังคมและความมีชีวิตชีวา ชาวราศีนี้จึงเน้นให้มีพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อรองรับการสนทนาหรืองานเลี้ยงสังสรรค์ภายในบ้าน แนวทางการตกแต่งของพวกเขามักจะมีแนวโน้มไปทางด้านความสะอาดและทันสมัย ราศีกรกฎ เป็นชาวราศีที่มีอารมณ์อ่อนไหว สไตล์การตกแต่งบ้านของเขาเน้นความมีเรื่องราว ดังนั้นบ้านของพวกเขาจึงเน้นที่จะต้องมีความเป็นครอบครัวเช่นภาพสมาชิกของครอบครัว พื้นที่สำหรับพวกเขาจะเน้นบรรยากาศอบอุ่น สะดวกสบายและเชื้อเชิญให้ผู้สนใจเข้าไป ราศีสิงห์ ชาวสิงห์เป็นคนที่หัวใจมีความบันเทิง ธรรมชาติของพวกเขาพร้อมที่จะร่วมในงานสังสรรค์ขนาดใหญ่และหรูหราฟุ่มเฟือย ชาวราศีสิงห์มักจะภูมิใจและตกแต่งบ้านด้วยของที่ระลึกจากการเดินทาง ราศีกันย์ ชาวกันย์ชอบความเรียบง่าย เป็นระเบียบเรียบร้อย การตกแต่งบ้านของชาวกันย์จะสะท้อนบุคลิกของเขาอย่างชัดเจน ราศีตุลย์ เป็นคนมีรสนิยมและชื่นชอบการออกแบบที่ดี และต้องเน้นการออกแบบที่ดูสง่างามเหนือกาลเวลา รวมถึงควรมีพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่และเน้นพื้นที่ใช้งานขนาดกว้าง ราศีพิจิก ชาวพิจิกเป็นคนที่มีความเป็นส่วนตัวสูงและชื่นชอบความลึกลับ ห้องแต่งตัวมักจะตกแต่งด้วยสิ่งทอที่ดูพิถีพิถันเช่นกำมะหยี่ หรือใช้หินอ่อน ชาวพิจิกจะคิดเสมอว่าบ้านคือที่หลบซ่อนตัวเองออกจากโลกภายนอก เพื่อที่เขาจะได้อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีสิ่งที่เขาหลงใหล ราศีธนู ชาวธนูเป็นคนรักการผจญภัยและชื่นชอบธรรมชาติ สไตล์การตกแต่งบ้านของพวกเขาจึงเป็นการผสมผสานระหว่างความเรียบง่ายและความสะดวกสบาย   ขอขอบคุณข้อมูลจาก home.sanook.com
ตกแต่งทาวน์โฮม 2 ชั้น อบอุ่น เรียบง่าย สบายจนไม่อยากออกไปไหน

ตกแต่งทาวน์โฮม 2 ชั้น อบอุ่น เรียบง่าย สบายจนไม่อยากออกไปไหน

ตกแต่งบ้านทาวน์โฮม 2 ชั้น ไอเดียตกแต่งทาวน์โฮมแบบเรียบง่าย ดูดี บรรยากาศอบอุ่นเหมือนอยู่กับครอบครัว และรู้สึกสบายจนไม่อยากจะออกไปเที่ยวที่ไหนเลย อากาศร้อน ๆ แบบนี้คงมีแต่คนอยากออกไปเที่ยวคลายร้อน แต่เชื่อหรือไม่ว่าการตกแต่งบ้านสวย ๆ ทำให้คุณรู้สึกไม่อยากออกไปไหนได้ อย่างเช่นไอเดียตกแต่งทาวน์โฮม 2 ชั้นของ คุณ suneobar สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่สามารถทำให้บ้านทาวน์โฮม 2 ชั้นหลังนี้ดูอบอุ่น สบายตา สบายใจ จนแทบไม่อยากจะออกไปเที่ยวนอกบ้านเลย Review: ตกแต่งทาวน์โฮมให้โฮมมี่ โดย คุณ suneobar ตอนนี้อยู่มาได้ 4 เดือนแล้วครับ ยังแก้ไขอะไรโน่นนั่นนี่ไปเรื่อย ๆ (หมามียังชีวิตนะครับ ไม่ใช่หมาปลอม 555) เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ -  หน้าบ้านที่ใส่สีเขียวเข้าไปเพื่อทำให้บรรยากาศของทาวน์โฮมมีความอบอุ่นมากขึ้น -  เมื่อเข้ามาก็จะพบตู้รองเท้า ชั้นวางกระเป๋า และภาพเจ้าของบ้าน -  ส่วนของห้องนั่งเล่น -  และกั้นบริเวณของห้องนั่งเล่นกับห้องกินข้าวด้วยตู้วางของและชั้นวางทีวี -  ส่วนของห้องกินข้าว -  เมื่อมองออกไปจะเจอต้นไทรเกาหลีและไฮเดรนเยีย เพื่อกั้นที่ซักล้างให้ดูเป็นสัดส่วนและสบายตา -  ห้องครัวครับ -  ต่อไปจะเป็นห้องนอนใหญ่ -  ฝั่งตรงข้ามเป็นตู้เสื้อผ้าหน้าบานกระจก -  ห้องนอนเล็กครับ - ขอบคุณสำหรับการรับชมครับ ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ suneobar สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม home.kapook.com  
10 แบบบ้านชั้นเดียว 3D 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

10 แบบบ้านชั้นเดียว 3D 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

แบบบ้านชั้นเดียว ใช้ได้ทั้งบ้านและคอนโด แบบบ้านชั้นเดียว สำหรับคนที่กำลังจะรีโนเวทคอนโดหรือสร้างบ้านใหม่  แบบบ้านชั้นเดียว ยังคงเป็นแบบบ้านที่นิยมมาอย่างต่อเนื่อง วันนี้เราเลยรวบรวมแบบบ้านชั้นเดียว 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ในรูปแบบของแปลน 3D มาฝากเป็นของขวัญปีใหม่ เผื่อใครกำลังจะสร้างบ้าน รีโนเวทคอนโด หรือกำลังจะขึ้นบ้านใหม่ปีหน้านี้ ภาพจาก bridgesatkendallplace 1. แบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ตกแต่งด้วยโทนสีอบอุ่น จัดวางพื้นที่ส่วนรวมไว้ตรงกลาง แล้วแยกห้องนอนออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งขวาเป็นห้องนอนใหญ่ 1 ห้อง ส่วนห้องนอนอีก 2 ห้องจัดอยู่ฝั่งซ้ายใช้ห้องน้ำร่วมกัน ภาพจาก home-designing 2. แบบบ้านชั้นเดียวสำหรับครอบครัวที่มีพี่น้อง ห้องนอนของพ่อ-แม่ถูกแยกออกไปอยู่เหนือห้องนั่งเล่น ส่วนห้องลูก ๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามกันทั้ง 2 ห้อง โดยมีห้องน้ำคั่นตรงกลางไว้ใช้ร่วมกัน ภาพจาก home-designing 3. บ้านบรรยากาศเรียบหรูด้วยการตกแต่งโทนสีขาว-เขียวกับการวางห้องนอนและห้องน้ำในแนวตัวแอล (L) ล้อมพื้นที่ส่วนรวมอย่างห้องนั่งเล่นกับห้องครัวเอาไว้ นอกจากนี้มีระเบียงตรงมุมห้องไว้ออกไปกินลมชมวิวด้วย ภาพจาก pradipta 4. สำหรับคนที่ไม่ชอบให้ควันจากการทำอาหารลอยฟุ้งเข้าไปในห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ หรือห้องนอน แบบบ้านนี้ได้แยกส่วนของห้องครัวออกมาต่างหากสามารถทำประตูปิดได้ อยู่คั่นระหว่าง 2 ห้องนอนเล็ก ส่วนห้องนอนใหญ่ถัดออกไปด้านหน้าติดกับห้องนั่งเล่น พอแขกเปิดประตูเข้ามาก็นั่งพักได้เลย ภาพจาก foundationdezin 5. แม้จะมีพื้นที่น้อยนิดก็ไม่เป็นปัญหาหากจะทำบ้านแบบ 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ เพราะแค่ลดขนาดของแต่ละห้องลงมา แล้วรวมห้องกินข้าวไว้กับห้องนั่งเล่น ก็หมดปัญหาเรื่องการแบ่งพื้นที่แล้ว ภาพจาก Landtrades 6. แปลนสำหรับบ้านหน้าแคบแต่ตัวบ้านยาว โดยการจัดพื้นที่รวมไว้ด้านหน้า ส่วนห้องนอนและห้องน้ำทั้งหมดนำมารวมไว้ด้านหลัง ทำให้ห้องนอนทุกห้องมีระเบียงเป็นของตัวเองด้วย ภาพจาก domaineatvillebois 7. เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็จะเจอทางแยกสำหรับไปพื้นที่รวมและห้องนอนเล็ก 2 ห้องกับห้องน้ำอีก 1 ห้อง ส่วนห้องนอนใหญ่มีห้องน้ำในตัวมีทางเข้าอยู่หลังห้องนั่งเล่นที่อยู่รวมกับห้องครัว โต๊ะทำงาน และโต๊ะกินข้าวในพื้นที่เดียวกัน ภาพจาก fixarh 8. สำหรับคนที่ชอบธรรมชาติแบบบ้านหลังนี้น่าจะตอบโจทย์ได้ดี โดยการตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาล-ขาว มีต้นไม้ปลูกเป็นหย่อม ๆ พร้อมระเบียงอีก 3 จุดในห้องนั่งเล่น ห้องนอนใหญ่ และห้องครัว ภาพจาก hemorpheusgroup 9. แบบบ้านที่เปิดต้อนรับด้วยห้องนั่งเล่นและโต๊ะกินข้าว ก่อนเป็นส่วนของห้องครัว ห้องนอน และห้องน้ำ พร้อมระเบียงที่เชื่อมต่อจากด้านข้างของทุกห้อง โดยใช้ระเบียงของห้องครัวเป็นพื้นที่ซักล้างไปในตัว ภาพจาก siddhagroup 10. แบบบ้านที่จัดพื้นที่รวมไว้ตรงกลางล้อมรอบด้วยห้องครัว ห้องซักล้าง ห้องน้ำ และห้องนอน โดยห้องนอนเล็ก 2 ห้องใช้ห้องน้ำร่วมกัน พร้อมพรางตาพื้นที่ภายในให้กว้างขึ้นด้วยประตูกระจกใส   ขอขอบคุณข้อมูลจาก home.kapook.com
DIY Renovate “ห้องนอน” ถ้าทำแล้วมีความสุขขึ้นขนาดนี้ รู้งี้ทำไปตั้งนานแล้ว

DIY Renovate “ห้องนอน” ถ้าทำแล้วมีความสุขขึ้นขนาดนี้ รู้งี้ทำไปตั้งนานแล้ว

วันนี้เรามีไอเดียการ Renovate ห้องนอนเก๋ๆ น่ารักๆ จาก สมาชิกพันทิป คุณ PuY~isme มาฝากทุกท่านอีกหนึ่งกระทู้ครับ เราลองไปดูกันดีกว่าครับ ว่าจะออกมาสวยงามขนาดไหน สวัสดีค่ะ วันนี้กลับอีกครั้ง จะมาพูดถึงการตกแต่งห้อง สไตล์ DIY กันต่อ หลังจากที่ได้รีวิวไปแล้ว 4 ห้อง (ห้องนอนเด็ก ห้องเก็บของ ห้องทำงาน และมุมบิวตี้โถงทางเดิน) สำหรับห้องนี้ปุ้ยตั้งใจจะรีโนเวททำให้เป็นของขวัญวันเกิดของสามีและของขวัญวันครบรอบแต่งงาน 2 ปี ของเราค่ะ ห้องนอน ขนาด 3.5x4 m (มีบันไดในห้อง) ห้องน้ีเป็นห้องนอนหลัก (แต่ขนาดเล็ก) เพราะเน้นฟังก์ชั่น คือ ไว้นอน และเอาไว้เก็บเสื้อผ้าของสามี (ใต้บันได) ไม่ดูทีวี ไม่ทำงานในห้องค่ะ ส่วนบันไดที่เห็นนั้นจะเดินไปสู่ห้องแต่งตัวของปุ้ยอยู่ชั้นบน ----------  มีคนถามเยอะมากว่า บันไดในห้องนอนทำไปทำไม ? ---------- ตอนแรกเดิมที ปุ้ยออกแบบให้มีบันได เพราะว่าชอบอารมณ์ห้อง Duplex ในคอนโดหรือโรงแรม รู้สึกว่าเจ๋งดี แล้วก็ตอนออกแบบบ้าน ปุ้ยเอามาปรับใช้ เพราะว่าสามีนอนกรน ช่วงแต่งงานแรกๆ ปุ้ยนอนไม่หลับเลย (แรกๆ เช่าคอนโดอยู่กันก่อนจะมีบ้านค่ะ) ปุ้ยเลยคิดขึ้นมาได้ว่า เอาไอเดียห้อง Duplex มาใช้ แล้วกะว่าแยกกันนอนคนละชั้น แต่ยังมีบันไดเชื่อมกัน จะได้ไม่โดนครหาว่าแยกห้องนอน (คือ ยังเป็นห้องเดียวกันอยู่) แต่ว่า เอาเข้าจริง ตอนหลัง ปุ้ยไปฝังเข็ม รักษาคลายเครียด คลายกล้ามเนื้อ แล้วก็ทำให้ไม่ได้ยินเสียงกรนอีกเลย เพราะว่าช่วยให้ปุ้ยก็หลับง่ายขึ้น เลยสรุปไม่ได้แยกกันนอนค่ะ Inspiration ที่ปุ้ยคิดไว้ตอนที่ออกแบบห้องนี้ ประมาณว่ามีเตียงกับตู้เสื้อผ้าใต้บันได คือ เห็นจากเว็บ pinterest แล้วหลงรักไอเดียของตู้เสื้อผ้าใต้บันได เพราะดูเหมือนการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ดีไซน์ในห้องนี้ เน้นเอาใจคุณผู้ชาย ดังนั้นการแม็ทสีและดีไซน์ ปุ้ยจึงเลือกใช้สีดำ ทอง น้ำตาล และเงินหรือไอเท็มที่แวววาว ทุกอย่างดูเข้าเหลี่ยมเข้ามุม (ไม่มีลายโค้งมนหรือหวานช้อย) และมิกซ์เข้ากับเฟอร์นิเจอร์โทนสีเข้ม ให้ออกมาดูหรู แต่ทุกอย่างอยู่ภายใต้งบท่ีไม่แพงจนเกินไป ซึ่งห้องนี้เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของปุ้ยเอง ภูมิใจและเรียกได้ว่าเป็นของขวัญชิ้นโตให้กับเค้าเลย ปุ้ยตั้งงบกับห้องนี้ไว้ ที่ 55,000 บาทค่ะ ก่อนที่จะเล่าถึงที่มาที่ไป และไอเดียในการแต่งห้องนี้ มาดูรูปผลงานที่สำเร็จแล้ว ยั่วน้ำลายกันก่อน -------------- ภาพหลัง รีโนเวทเสร็จแล้ว ภาพจริง บรรยากาศจริง ค่ะ -------------- [ถ่ายรูปในวันที่แดดออก แสงเข้ามาทำให้ห้องที่ใช้เฟอร์นิเจอร์สีเข้ม ดูสว่างสดใสขึ้นเยอะเลย] สำหรับกระทู้นี้ อาจจะรีวิวไปพร้อมกับการเล่าเนื้อหาแนวไลฟ์สไตล์ไปด้วยนะคะ เพราะห้องนี้มีเรื่องราวของเค้าค่ะ อย่างที่เกริ่นตอนต้น โดยใช้คำว่า “รีโนเวท” เพราะว่าห้องนี้เป็นห้องนอนที่เราใช้ซุกหัวนอนกันมาตั้งแต่บ้านยังสร้างไม่เสร็จค่ะ แล้วก็ทนๆ อยู่กันไปแบบนี้ เพราะว่าไม่มีงบมาตกแต่งซะที ถ้าใครได้ติดตามเรื่องราวการสร้างบ้านของปุ้ยจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็นห้องๆ นี้ในวันนี้ มันผ่านอะไรมามากมายค่ะ มีปัญหาตั้งแต่คราวที่ผู้รับเหมาทิ้งงาน เราต้องมารับชะตากรรมจากช่างทาสี ที่รู้สึกว่าชีวิตความเป็นอยู่ เลวร้ายสุดๆ คือ เราย้ายเข้ามาอยู่มานอนแล้ว สีก็ยังทาไม่เสร็จ แต่จำเป็นต้องย้ายเพราะว่า สัญญาเช่าคอนโดหมด (เป็นภาพที่ไม่น่าดู เลยต้องทำสีเป็น Sepia ค่ะ 555) ภาพที่เห็นเราต้องใช้เตียงเก่าของสามี (ที่เค้าบอกว่านอนมาตั้งแต่เด็ก) ขนมาจากบ้านแม่ ส่วนของที่แพ็คมาจากคอนโดก็ต้องเอาถุงพลาสติกคลุมไว้ เพราะกลัวฝุ่นและสีหกใส่ อีกทั้งยัง Unpack ไม่ได้ จะทำอะไรก็ลำบากมากค่ะ อยู่กันสภาพนี้ 2 สัปดาห์กว่าช่างทาสีจะยอมมาทาสีต่อ แล้วก็พอทาสีเสร็จ ออกมาย่ำแย่กว่าที่คิดไว้เยอะ จนหมดกำลังใจจะทำอะไรต่อ เพราะเงินก็หมด แต่ก็อดทนค่ะ ต่อมาพอบ้านเสร็จ ช่างทุกอย่างออกจากบ้านไป เราก็ไปซื้อราวแขวนผ้าราคาถูกๆ อันละ 100 - 200 กว่าบาท มาติดผนัง เพื่อให้อยู่ได้  แล้วก็มีเฟอร์นิเจอร์จากคอนโดนิดหน่อยที่ขนมาใช้ต่อที่บ้าน สภาพเป็นแบบนี้ก็อยู่กันมา 1 ปีเต็มๆ เวลาใครไปใครมา ก็ไม่ค่อยอยากให้เข้ามาดูห้องนอน เพราะว่า “อาย” ค่ะ (ห้องนอนเป็นห้องที่อยู่ชั้นล่าง ใครๆ ก็ชอบถามว่าห้องอะไร จะขอดู) สามีเป็นคนง่ายๆ อะไรก็ได้ค่ะ เค้าอยู่ได้ (เราก็ต้องอยู่กับเค้า แบบจำยอม) แต่ปุ้ยฝันมาตลอดว่าอยากทำห้องนี้ให้มันออกมาดี มันควรเป็นห้องที่เราอยากอยู่ที่สุดในบ้าน มันคือ ห้องของเรา โอเค ขอจบดราม่าแค่ตรงนี้ ต่อไปจะเล่าถึงการรีโนเวทห้องให้ฟังค่ะ --------------  ภาพก่อน การรีโนเวท -------------- ภาพ Before ทุกๆ มุมของห้องก่อนทำการ Renovate การรีโนเวทครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ให้สวยงามเท่านั้นค่ะ แต่เป็นการรีโนเวทพฤติกรรมที่ควรปรับเปลี่ยนให้ไปในทางที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นด้วย ได้แก่ - การหันเตียงนอนให้ถูกต้อง (อยากเปลี่ยนมานานแล้ว แต่ว่าไม่มีใครช่วยย้ายเตียง) - การทิ้งข้าวของที่ไม่จำเป็น - การจัดระเบียบเสื้อผ้าและสิ่งของ - การจัดให้เป็นหมวดหมู่และให้หยิบใช้สะดวก - การตกแต่งบรรยากาศห้องให้ดูสวยงาม น่าพักผ่อน - และผลลัพธ์ คือ การเปลี่ยนแปลงชีวิตแบบที่ปุ้ยคาดไม่ถึง อันดับแรกเลย คือ ปุ้ยซื้อตู้เสื้อผ้าเผื่อมาจัดระเบียบข้าวของในห้องค่ะ ฝันมานานแล้วอยากทำตู้เสื้อผ้าใต้บันได (ก็เลยเป็นหนึ่งเหตุผลที่ออกแบบให้มีบันไดในห้อง) ซึ่งปุ้ยตั้งใจจะให้เป็นตู้เสื้อผ้าแบบเปิดโล่ง (Open Closet) ซึ่งคนไทยมักจะเรียกว่า ตู้เสื้อผ้าวอร์คอิน (Walk-in Closet) จากการเดินสำรวจตลาดเฟอร์นิเจอร์หลายๆ ที่ ปุ้ยก็ตกลงปลงใจกับดีไซน์รุ่น ILLUSION SERIES เป็นโครงอลูมิเนียมพ่นสีดำ บานไม้อัด หน้าบานพ่นไฮกลอส และชั้นวางสีไม้ ปุ้ยคิดว่าดีไซน์นี้มันดูเหมาะกับผู้ชายมากค่ะ (จริงๆ เค้ามีสีขาวด้วย) ตู้นี้ปุ้ยได้มาจากอินเด็กซ์ (Index Living Mall) ก่อนจะคำนวณราคา เค้าจะมาวัดพื้นที่จริง แล้วก็ออกแบบก่อนว่าต้องใช้เสาสูงเท่าไหร่ จะแต่งส่วนได้กี่ล็อก แล้วจะใช้ฟังก์ชั่นอะไรใส่ลงไปได้บ้าง สำหรับพื้นที่เล็กๆ ใต้บันไดนี้ พื้นที่ใช้งานจริงที่สามารถติดตั้งได้ คือ 1.8 เมตร ความสูงไล่ระดับด้วย เค้าต้องมาวัดอย่างละเอียดเลยค่ะ เสร็จแล้วก็ออกแบบสามมิติ แล้วก็ตีราคาออกมาตามชิ้นอุปกรณ์ที่ใช้ ราคาคิดแยกเป็นชิ้นๆ เลย ส่วนการติดตั้งก็ง่ายมาก ทั้งชุดนี้ช่างจากอินเด็กซ์มาติดตั้ง 3 คน ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. เองค่ะ - เสาอลูมิเนียม+ชุดปรับขา 4x1,995 = 7,980 บาท - ชุดข้อต่อเข้าผนัง 4x590 = 2,360 บาท - แผ่นชั้นไม้ 80x40 cm = 600 บาท
- ชุดราวแขวนเสื้อสแตนเลส 40 cm 2x490 = 980 บาท - ชุดราวแขวนเสื้อสแตนเลส 60 cm = 690 บาท - กล่องบนบานเปิดขึ้น 60 cm = 5,090 บาท - ลิ้นชัก 3 ชั้น 60 cm =10,900 บาท
- ลิ้นชักแขวนกางเกง 80 cm = 4,290 บาท - ตัวรับชั้น 6x690 = 4,140 บาท - ตัวยึดโครงตู้กับเสาอลูมิเนียม 3x590 = 1,770 บาท - แผ่นชั้นราวแขวน 40x40 cm  2x310 = 620 บาท รวมทั้งสิ้น 39,420 บาท เดิมทีแล้วตั้งงบกับตู้ไว้แค่ 15,000 บาท เกินมา 2 เท่านิดๆ 
สำหรับใครที่อยากได้ตู้แบบนี้ ถ้าไม่เอากล่องบานปิด หรือลิ้นชัก ก็น่าจะใช้งบประมาณ 20,000 
แต่ปุ้ยอยากให้มีลิ้นชักเพราะอยากให้ดูเป็นระเบียบ และให้มีส่วนที่เก็บของกันฝุ่นด้วย
ถ้าใครไปซื้อ เค้าจะเคาะราคามา แล้วถ้าเราไม่อยากได้ชิ้นไหน ก็ตัดออกได้ค่ะ เค้าก็จะไปทำราคามาให้ใหม่อีกรอบ โครงสร้างของตู้เสื้อผ้านี้ เป็นแบบปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นได้เอง (Flexible) ดังนั้นเราอาจจะตั้งงบเพื่อซื้อโครงและฟังก์ชั่นจำเป็นมาติดตั้งก่อน และ ข้อดีคือ ในอานาคต ถ้าเราอยากเพิ่มชั้นวาง ก็ซื้อมาเพิ่มเองได้ ส่วนชั้นวางที่ติดตั้งแล้ว สามารถถอดและ เปลี่ยนระดับความสูงได้เองค่ะ ปุ้ยลองทำดูแล้วไม่ยากนะ ไหนๆ จะจัดทั้งที่ก็ถือโอกาสทำทีเดียวเลย เฟอร์นิเจอร์ย้ายออก แล้วก็ติดวอลเปเปอร์ ด้วยค่ะ (แต่ปุ้ยติดวอลเปเปอร์หลังติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ ก็ทำได้ไม่ยากค่ะ เพราะว่าตู้ไม่ได้เป็นบิวท์อิน แค่ยึดติดผนังไว้แบบ เคลื่อนย้ายได้) การติดวอลเปเปอร์ เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่ช่างทาสีแสนห่วย (ที่เกริ่นไว้ตอนแรก) ทาสีไม่เรียบทำให้ห้องนอนของเราเป็นสไตล์ลอฟท์ ดูไม่เรียบร้อย ส่งผลให้เวลานอน รู้สึกไม่ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ 
หลังติดวอลเปเปอร์ แล้วช่วยให้ห้องดูสะอาดตาขึ้น แสงในห้องและเทคเจอร์จะดูดีขึ้น เรียบร้อยและดูมีฟิลลิ่งมากขึ้นเยอะเลยค่ะ รูปตู้เสื้อผ้า ก่อนติดตั้งวอลเปเปอร์ รูปตู้เสื้อผ้า หลังติดตั้งวอลเปเปอร์ มุมใต้บันได ดูดีขึ้นหลังจากติดตั้งตู้เสื้อผ้าแบบ Open Closet และติดวอลเปเปอร์ลาย Dandy Check (จาก Zaran Wallpaper) ส่วนผนังที่เหลือเป็นลายเรียบๆ เพื่อส่งเสริมให้ลายหลักของเรา ดูดโดดเด่น ผนังส่วนอื่นๆ จึงเป็นสีเบจอ่อนๆ ที่มีเทคเจอร์วิ้งๆ รับกับแสงไฟ สวยงามมาก ช่วยให้ห้องดูแพงขึ้น ดูหรูขึ้นได้จริงค่ะ 
แอบแต่งแสง ด้วยโคมไฟเส้น LED เพิ่ม (ขอรีวิวท้ายกระทู้) ทำให้มุมนี้ดูหรูหรา น่าสนใจขึ้นเยอะเลย ทีนี้มาพูดถึงฟังก์ชั่นการจัดเก็บที่ปุ้ยออกแบบไว้ให้สามี กันค่ะ เทคนิคการจัดระเบียบ ที่ได้ไอเดียสรุปมาจาก ทฤษฎีของ KonMari method (นักจัดระเบียบชื่อดังของญี่ปุ่น) และ Kyoko Ikeda (จากหนังสือชื่อ ทำไงดี! อยากจัดห้องให้เนี้ยบๆ) ดังนี้ 1. ทิ้งของที่ไม่จำเป็น หรือถ้าเลือกไม่ถูก คือ ของที่พอเห็นแล้วทำให้ใจเต้น (Spark Joy) ให้เก็บไว้ 2. อย่าเก็บของที่คิดว่าจะได้เอามาใช้สักวัน เพราะคำว่า “สักวัน” จะไม่มีวันมาถึง 3. อย่าให้ใครเข้ามาดูตอนเราทิ้งของ เพราะเค้าจะบอกว่าอย่าทิ้งเสียดาย (ใส่ถุงดำมัดเงื่อนตายไว้เลย) 4. การตัดใจจากสิ่งของง่ายๆ โดยการไว้อาลัยกับสิ่งของ ด้วย “คำขอบคุณ” ที่เค้าได้รับใช้เรามา และขอให้เค้าจากไปอย่างมีความสุข 5. จัดของที่เหลือ ตามหมวดหมู่การใช้งาน และพับเข้าที่ให้เป็นระเบียบ 6. ของทุกอย่างต้องมองเห็น จะได้หยิบมาใช้ได้ ไม่ลืมว่าไว้ตรงไหน 7. การวางทุกอย่างแบบตั้งขึ้น จะทำให้เห็นง่ายขึ้น เพราะไม่ถูกชิ้นอื่นทับ 8. ที่สำคัญต้องหยิบใช้สะดวกด้วยนะคะ ตามที่เห็น จัดระเบียบให้หมดแล้ว ทุกอย่าง ตู้ Wall-in Closet นี้เอาอยู่ เนื่องจากห้องเราเล็กและก็ไม่ได้มีที่เก็บของมากนัก เพราะฉะนั้น ในห้องนี้ จะมีฟังก์ชั่น แค่สำหรับ การนอน เก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวของสามี ส่วนของส่วนตัวของปุ้ย เก็บห้องอื่นค่ะ สำหรับห้องนี้ ตู้เสื้อผ้าเรามีพื้นที่จำกัด ตามที่เห็นว่ามีที่แขวนเสื้ออยู่แค่ราวเดียวเล็กๆ เราควรคัดเลือกเสื้อผ้าข้าวของ ทิ้งให้หมด  เอาให้เหลือ เท่าที่ใช้งานจริงๆ ของส่วนใหญ่เป็นของสามี ดังนั้นเราเป็นคนทิ้ง ไม่มีคำว่า เสียดาย 555 ข้อดีของสามีปุ้ย คือ เค้าเป็นคนสมบัติน้อยค่ะ ไม่ค่อยมีของสะสม และไม่บ้าแต่งตัว แต่ว่าบางทีก็ใช้ของบางอย่าง จนมันน่าจะหมดอายุขัยแล้ว ก็ยังไม่ปล่อยมันไปเกิดใหม่ค่ะ ข้าวของจะมี เสื้อเชิ๊ตใส่ไปทำงาน (12 ตัว) เสื้อเชิ๊ตที่ไม่ค่อยได้ใช้ (10ตัว) กางเกงใส่ไปทำงาน (6 ตัว) เสื้อลำลอง (10 ตัว) กางเกงลำลอง (8 ตัว) ถุงเท้า กางเกงใน และข้าวของส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ สิ่งที่เราจัดการ คือ ทิ้งเสื้อผ้าที่เก่าจนย้วย เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่แล้ว ทิ้งขยะพวกนามบัตร บิล ใบเสร็จ (ไม่รู้เก็บไว้ทำไม) แต่สิ่งที่เราแอบเก็บไว้ให้ คือ เสื้อเชิ๊ตไซส์ XXL เพราะตอนนี้เค้าผอมลง เหลือใส่ไซส์ L2 
จริงๆ ควรจะทิ้งไปเลย จะได้ไม่มีข้ออ้างในการกลับมาอ้วนอีก เพราะว่าไม่มีเสื้อใส่ ถ้าอ้วนอีกคราวหน้า ก็คือ ต้องถอดเสื้อไปทำงานแล้วหละ (เดี๋ยวเขียนกระทู้นี้เสร็จ จะเอาไปบริจาคเลย) ถ้าเห็นจากรูปจะรู้ว่าข้าวของเค้าน้อยมาก พวกเน็คไท เสื้อสูท ก็ไว้ที่ทำงาน รองเท้าหนังมีหลายคู่ก็ไว้ท้ายรถ จริงๆ ผู้ชายก็ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องแต่งตัวเยอะ (เพราะถ้าเยอะ เดี๋ยวจะแต่งหล่อไปจีบสาว) ถ้าคุณผู้ชายที่บ้านใครข้าวของเยอะ เราลองช่วยเค้าทิ้ง+จัดระเบียบก็จะช่วยให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นได้อีกเยอะเลยนะคะ ส่วนพวกเสื้อผ้าที่ไม่ค่อยได้ใช้ เช่น เสื้อโค้ทหรือชุดสำหรับใส่ไปเที่ยวประเทศหนาวๆ เราก็พับเก็บใส่กรุไว้ในตู้ ถ้าจะใช้ ค่อยไปรื้อมาค่ะ ฟังก์ชั่นการใช้งานของตู้นี้ เหมาะมากสำหรับคนของไม่เยอะอย่างสามีเรา เพราะว่าถ้าเยอะจนแน่นเกินไป จะดูไม่ค่อยสวย เสื้อเชิ๊ตที่ใส่จริงๆ มี 12 ตัวเองค่ะ ที่แขวน 4 ตัว แล้วที่เหลืออยู่ในตระกร้าเตรียมซักอีก 3  ตัว ซักแล้วยังไม่ได้รีด อีก 5 ตัว (กระจายอยู่ตาม Process การซัก-ใส่) ไม้แขวนเสื้อ สีดำซื้อมานานแล้ว แต่ไซส์เล็กเหมาะกับเสื้อผู้หญิง และสีแดงเป็นไซส์ใหญ่เหมาะกับเสื้อของผู้ชายมากกว่า ไม่แขวนทั้ง 2 แบบจากอินเด็กซ์ (ไซส์ใหญ่สีดำเค้าก็มีนะคะ แต่สีแดงนี่ได้รับมรดกมาจากบ้านพี่สาวค่ะ พอมาวาง ก็ดูเด่น กลายเป็นกิมมิกไปอีกแบบ) ปุ้ยประยุกต์ใช้จากกล่องตะแกรงลวดสีดำ ที่ใช้สำหรับใส่ของในสำนักงาน และกล่องลิ้นชักจิ๋วใสๆ ทั้งนี้หมดนี้ก็ซื้อจากอินเด็กซ์ แต่ละชิ้นประมาณ 29 - 199 บาท ไม่เกินนี้ค่ะ มุมสะสมเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ 
อันนี้ไม่ได้สนับสนุนนะคะ แต่ว่าเค้าขอไว้ เค้าอยากได้ ความฝันของเค้า ปุ้ยก็เลยไปซื้อ ที่วางขวดไวน์อะคริลิก มาให้ใช้ไปก่อน ซื้อจากอินเด็กซ์ ราคา 890 บาท ปกติจะชอบซื้อเวลาไปดิวตี้ฟรี ก่อนหน้านี้ซื้อเยอะมาก ช่วงนี้ก็เลยสั่งงด ตอนนี้เหลือแค่ขวดเดียวที่กินไม่หมดค่ะ ถัดมา ที่แขวนกุญแจ สามารถนำมาประยุกต์ใช้แขวนแว่น กับเครื่องประดับได้ด้วย ซื้อจากอินเด็กซ์ เหมือนกันค่ะ แต่ปุ้ยลืมจดราคาไว้ กล่องลิ้นชักพลาสติกจิ๋วๆ ใสๆ จากอินเด็กซ์ ราคา 99 บาท Accessories พวกหมวกกับสายเอี๊ยม ปุ้ยซื้อมาให้เค้าเอง เห็นแล้วชอบ ปุ้ยประยุกต์ใช้ไม้แขวนกระโปรง เอามาแขวนให้ค่ะ ก็ดีเก๋ดีนะ จริงๆ แขวนพวกเนคไทกับโบว์ไทได้ด้วยค่ะ ส่วนต่อมาเป็น ลิ้นชัก แขวนกางเกง อันนี้ปุ้ยชอบเป็นการส่วนตัว ก็เลยเอาฟังก์ชั่นนี้มาใส่ ช่องใส่ของเหนือชั้นแขวนกางเกง ปุ้ยเอากล่องกระดาษ มาไว้เก็บของที่ไม่ค่อยได้ใช้ โดยแยกตามประเภทและเขียนป้ายชื่อติดไว้ อย่างชัดเจน จริงๆ กล่องนี้ซื้อมานานมากแล้วตอนอยู่คอนโด พอย้ายบ้าน เกือบจะทิ้งแล้ว พอดีไซน์ตู้มีสีน้ำตาล เลยนึกขึ้นได้ ไปหยิบมาใช้ มันก็ดูเข้ากันได้พอดีเลยค่ะ กล่องอเนกประสงค์จากอินเด็กซ์ ราคา 139 บาท ถัดมาเป็นตะกร้าใส่เสื้อผ้าเตรียมซัก จากอินเด็กซ์ ราคา 469 บาท อันนี้ก็ชอบค่ะ 
ใช้ของอินเด็กซ์ มาหลายอันแล้ว พอเจออันนี้ ก็ปิ๊งเลย เหมาะกับสไตล์ห้องนอนห้องนี้สุดๆ เพราะเป็นสีดำขอบขาว แล้วก็มีแยก 2 ส่วน คือ ผ้าสีเข้มกับผ้าสีอ่อน   ส่วนอีกใบเป็นถังขยะ 20 ลิตร จากอินเด็กซ์ ราคา 359 บาท แน่นอนเลือกมาเพราะดีไซน์เข้ากับห้อง เป็นสีดำ แล้วปุ่มกดสีเงินค่ะ ถังนี้ปุ้ยประยุกต์มาใส่ ถุงเท้าที่ใส่แล้ว เตรียมเอาไปซัก แล้วภายในใส่ถุงใส่ผ้าแบบที่มีหูหิ้ว ขนาดพอดีกับถัง เวลาไปซัก ก็หิ้วไปแต่ถุงใส่ผ้าด้านในค่ะ
 ไอเดียนี้ทำให้ แยกถุงเท้าออกจากเสื้อผ้าอื่นๆ แล้วก็ยังเก็บได้มิดชิด ดูสวยงามด้วยค่ะ ชุดลำลอง ประกอบด้วย เสื้อยืด เสื้อบอล กางเกงบอล กางเกงขาสั้น คือ ชุดที่เค้าใส่ในวันหยุดค่ะ พับๆๆ ให้เรียบร้อย แล้วก็วางเก็บแบบตั้งไว้ จะได้เห็นครบทุกตัว ปุ้ยพยายามพับโดยหันมาร์คของเสื้อออกมาให้เห็นชัดๆ เพราะว่า บางทีเค้ามีเสื้อสีเดียวกันหลายตัว 
ส่วนเสื้อเชิ๊ตในลิ้นชัก ก็เช่นกันค่ะ พับแล้วหันวางในแนวตั้ง ไอเดียของการจัดของ นอกจากจะทำให้เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญ เราจะต้องมองเห็นของทุกชิ้น เพื่อที่จะไม่หลงลืมว่า มีมันอยู่ และละเลยที่จะหยิบมาใช้ รวมถึง ช่วยแก้ปัญหา “การหานู่นนั่นนี่ไม่เจอ” ค่ะ อีกไอเดียหนึ่งที่เก็บมาจากเว็บของฝรั่ง แล้วรู้สึกว่าน่าจะเวิร์คสำหรับสามี คือ การจัดระเบียบอุปกรณ์ชาร์จแบ็ตโทรศัพท์มือถือ เพราะว่า ปุ้ยต้องหงุดหงิดทุกวัน ที่จะมาเก็บให้ คือไงรู้มะ เค้ามีโทรศัพท์ หลายเครื่อง ไหนจะแท็บเล็ตอีก แล้วเวลาชาร์จก็กองบนพื้น พอออกไปทำงานแล้ว พวกสายชาร์จ ปลั๊กพ่วง ก็กองระเกะระกะ บนพื้นนั่นแหละ จะกวาดจะถูอะไรก็ลำบาก (ขอบ่นให้เถอะค่าาาา) เชื่อว่าหลายคนประสบกันปัญหานี้ค่ะ ปุ้ยก็เลยจัดระเบียบให้โดยการซ่อนพวกปลั๊กและสายชาร์จไว้ในลิ้นชัก และก็ม้วนเก็บให้เป็บระเบียบ แบ่งเป็น 2 ลิ้นชัก จะได้ไม่ทับกัน หรือพันกันสะเปะสะปะ ชั้นบนไว้ชาร์จพวกโทรศัพท์มือถือ ส่วนลิ้นชักล่างไว้ชาร์จแท็บเล็ต ซึ่งมีขนาดใหญ่และกินที่มาก แบบนี้ แก้ปัญหาชีวิตระเกะระกะ สะเปะสะปะ ไปได้เยอะเลยค่ะ จบในส่วนของตู้เสื้อผ้าและการจัดเก็บข้าวของแล้วค่ะ เดี๋ยวมาต่อ มุมพักผ่อน กันค่ะ ยังไม่เหนื่อยกันใช่มั้ยคะ เรามาต่อกันที่ "มุมหลับพักผ่อน" ปุ้ยปรึกษากับสามี เราตัดสินใจขยายไซส์เตียงจากควีนไซส์ เป็นคิงไซส์ (เผื่อมีสมาชิกเพิ่ม) จะได้นอนกันสบายๆ เตียงคิงไซส์รุ่น GEHRY จากอินเด็กซ์ ราคา 21,900 บาท ปุ้ยชอบรุ่นนี้ ตรงที่เป็นผิวบานไม้ไฮกลอสเงาวั๊บสีน้ำตาลดำ (ชอบสีนี้มากว่าน้ำตาลแดงอันเก่าเยอะเลย) ตรงขอบด้านหัวเตียงมีคิ้วขอบสีทองเหลือง ชอบตรงนี้ที่สุดค่ะ ทำให้ดูหรูหราขึ้น ส่วนรุ่นนี้ไม่มีหัวเตียง ก็ช่วยให้ดูเป็นระเบียบไม่รก 
แต่ปุ้ยเอาเบาะรองนั่งสีเบจขลิบขอบสีดำ มาวางไว้ ช่วยให้เตียงดูนุ่มนวลขึ้น เวลาพิงอ่านหนังสือก่อนนอนก็ดีเลยค่ะ มุมเตียงนอน ปุ้ยย้ายหัวเตียงมาไว้ฝั่งทิศเหนือค่ะ พอเปิดประตูห้องเข้ามา ก็จะเจอเตียงหันออกมา
ปุ้ยก็ย้ายมานอนด้านซ้ายของเตียง (ด้านขวาของรูป) ซึ่งปุ้ยเคยรู้มาว่า ถ้าแต่งงานกัน ภรรยาควรนอนซ้าย สามีนอนขวา คราวนี้พอย้ายมาฝั่งนี้ปุ้ยเลยขอนอนทางซ้าย ส่วนสามีก็นอนฝั่งที่ติดกับตู้เสื้อผ้า ซึ่งเค้าจะได้หยิบใช้ของส่วนตัวเค้าได้สะดวกเลย ที่สำคัญต่อไปนี้ปุ้ยจะไม่ต้องเดินอ้อมไปขึ้นเตียงไกลๆ อีกแล้วววว นี่คือ ผลพลอยได้ที่แฮปปี้สุด โต๊ะข้างเตียง เรางบไม่พอ ก็เลยไปเอาโต๊ะที่เคยซื้อไว้หลายปีแล้ว สีเข้ากัน มาวางด้านขวาของเตียง ด้านขวา (ด้านที่สามีนอน) ไม่มีโคมไฟ เพราะว่าสามารถใช้ไฟตรงโครงเสาตู้เสื้อผ้าได้ ปุ้ยติดตั้งโคมไฟ LED แบบที่เปิด/ปิดด้วยระบบสัมผัสที่ โคมเลย สะดวกสุดๆ (ใครสนใจเดี๋ยวโพสต์รีวิวโคมไฟ ให้นะคะ) วอลเปเปอร์จาก Zaran Wallpaper สีเบจอ่อนๆ ช่วยให้ผนังดูนุ่มนวลขึ้น และมีเทคเจอร์ลายผ้า แซมกลิตเตอร์วิ้งๆ แบบกระจายห่างๆ ช่วยให้ดูหรูหราขึ้น ราคาตรม.ละ 350 - 550 บาท ส่วนด้านซ้ายที่ปุ้ยนอน เอาเก้าอี้ม้านั่งสีดำมาใช้วางของ (ม้านั่ง จากอินเด็กซ์ 199 บาท) 
และมุมนี้เพิ่มไฮไลท์ด้วยการเอาโคมไฟ ที่มีดีไซน์เข้ากับเตียงมาวางไว้ค่ะ ทำให้มุมนี้ดูดีขึ้นมาทันตาเลย โคมไฟ ตั้งพื้น รุ่น ROARKE จากอินเด็กซ์ ราคา 1,430 บาท ขาโคมเคลือบสแตนเลส และหุ้มหนังสีน้ำตาล
ปุ้ยชอบโคมไฟอันนี้ เพราะนอกจากเรื่องดีไซน์แล้ว ยังฟังก์ชั่นมี ที่เปิด/ปิด แบบเชือกดึง สะดวกดี เบาะรองนั่ง จากอินเด็กซ์ ราคา 199 บาท หมอนอิง จากอินเด็กซ์  สีดำ คำว่า Rock ตกแต่งด้วยหมุมสีทอง 139 บาท ผ้าปูสีเขียวขี้ม้าและผ้านวมสีเบจทอง ได้มาจากการช็อปปิ้งงาน บ้านและสวนแฟร์ เซ็ทละ 3,990 บาท ส่วนมุมด้านบนจริงๆ อยากเอาตู้แขวนบานไฮกลอสหรือบานกระจกเงา มาแขวน ไว้เก็บของที่ไม่ค่อยได้ใช้ แต่ว่างบเราหมดแค่นี้จริงๆ ค่ะ อีกด้านผนังของห้อง เป็นหน้าต่างบานใหญ่ รอเก็บตังค์ซื้อผ้าม่านสวยๆ มาเปลี่ยนค่ะ 
อันนี้รับมรดกจากบ้านพี่สาวมา ขนาดไม่พอดี ตอนแรกมีเอามาแปะเพิ่มให้มันบังหน้าต่างให้มิดๆ แต่พอติดวอลเปเปอร์ดึงออกมา ยังไม่ได้ติดกลับเข้าไป ส่วนผนังตรงชานบันได ปุ้ยกำลังคิดว่าจะหานาฬิกาเก๋ๆ มาแขวน แต่ยังไม่เจอที่ถูกใจ (อยากได้สไตล์ที่ดูคลาสสิก แบบเรียบๆ ) ถ้าแขวนนาฬิกาตรงนี้ เวลาตื่นมาจะได้ดูเวลาพอดี
 ด้านล่างนานาฬิกาลงมา ก็คิดๆ ไว้ว่าจะหาชั้นวางของเล็กๆ มาวางพวกขวดน้ำหอมที่สะสมไว้ค่ะ สรุปค่ะ งบที่ใช้ไปในห้องนี้ก็ ราวๆ 66,000 บาท (ไม่รวมค่าเสื่อกับวอลเปเปอร์) ซึ่งเกินจากงบที่ตั้งไว้มา 11,000 บาท ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จในการบริหารงบ แต่ว่ายังไงก็ได้ความถูกใจและลงตัวมากๆ ค่ะ ถือว่าคุ้มค่ากับความพยายาม ไม่รู้ว่าสามี เค้าดีใจแค่ไหน เพราะว่าไม่เคยถาม แต่ตอนนี้ก็นอนห้องสวยๆ นี้มา 1 สัปดาห์แล้วค่ะ มาดูเปรียบเทียบกันแบบชัดๆ ว่าเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน ขอบคุณสำหรับเพื่อนๆ ที่อ่านกันมาจนจบนะคะ กระทู้นี้ใช้ความพยายาม (ความถึก) อย่างมากเลย เพราะว่าถ่ายรูปยากมาก ปุ้ยถ่ายเองค่ะ ปกติห้องอยู่ในมุมที่ไม่ค่อยโดนแสง ต้องรอจังหวะวันที่แดดออกจ้าๆ เลย แถมห้องก็แคบ เลนส์ที่ยืมพี่สาวมาก็แบบว่าถอยจนสุดหัวติดผนังอีกฝั่งแล้วก็ยังเห็นมุมกว้างสุดแค่นี้ สรุปถ่ายอยู่ 5 วัน ถ่ายแล้วถ่ายอีก กดชัตเตอร์มา 3,000 กว่ารูป เลือกมาใช้ไม่ถึง 30 รูป 555 หลายคนอาจจะคิดว่า ห้องสวยเพราะถ่ายรูปสวยรึเปล่า บอกเลยว่า ไม่ใช่ค่ะ เพราะว่า ของจริงสวยกว่าในรูปมากๆ แต่ว่าความสามารถในการถ่ายรูปก็ไม่ได้มีมากมาย ใช้พยายามสุดๆ แล้วได้แค่นี้จริงๆ ระหว่างทาง มีแมวๆ เจ้าขนมผิง เจ้าก้อนเมฆ และเจ้าปลาทู แวะเวียนกันมาให้กำลังใจ พร้อมป่วนเล็กๆ ค่ะ ก่อนจะจบกระทู้ ขอสรุปบางอย่างแต่สำคัญมาก ที่ปุ้ยมีหยอดไว้เล็กๆ ตอนต้นกระทู้ว่า นี่ไม่ใช่แค่การรีโนเวทห้อง แต่มันคือ การรีโนเวทชีวิต หมายถึง ชีวิตคู่ค่ะ
 ปุ้ยไม่อายที่จะเล่าว่า เมื่อก่อน เราทะเลาะกันบ่อยมาก จนปุ้ยได้สังเกตและตระหนักถึงพฤติกรรมการทะเลาะของเรา (หลังอยู่ห้องรีโนเวทมา 1 สัปดาห์) สาเหตุก่อนหน้าที่ทำให้เราทะเลาะกันเพราะว่า - บรรยากาศในห้องเก่า มันไม่ทำให้จิตใจสงบ ไม่ผ่อนคลายค่ะ - ปุ้ยแทบจะไม่อยากเข้ามานอน และไม่อยากจะตื่นมาพบบรรยากาศแย่ๆ ในห้องเก่า - บรรยากาศที่ไม่ดี ทำให้จิตใจเราเครียด และทำให้หงุดหงิดง่าย - ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน มักจะทะเลาะกัน “ในห้องนอน” และปุ้ยมักจะเริ่มต้นประโยคว่า “เบื่อ” แต่ตอนนี้ชีวิตคู่เรา ถูกรีโนเวทไปพร้อมๆ กับห้องนอนห้องนี้
ทุกวันนี้พอเข้าห้องนี้ จะอารมณ์ดี คุยกันดี เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนว่า ชีวิตคู่ของเรา “แฮปปี้” กันมากขึ้น และปุ้ยเพิ่งเข้าใจก็วันนี้เองว่า การอยู่ในที่ดีๆ ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ได้จริงๆ ค่ะ ถ้าใครอยากจะเอาใจสามีหรือภรรยา หรือกำลังประสบปัญหาชีวิตคู่ ลองใช้วิธีการรีโนเวทห้อง สร้างบรรยากาศของความสุขแบบนี้ ปุ้ยเชื่อว่า อะไรๆ มันจะต้องดีขึ้น หรือใครที่อยู่คนเดียว ลองหาโอกาสรีโนเวทห้องนอน ก็มันเหมือนได้รีโนเวทชีวิตของเราไปด้วย เพราะชีวิตถ้าได้หลับสบาย และพบความสุขตั้งแต่ตอนลืมตาตื่น วันทั้งวันของเรา ก็จะมีความสุขค่ะ บอกเลยว่าจบห้องนี้แล้วมีความสุขมากๆ เวลาได้นอนห้องสวยๆ มันช่างดีอย่างงี้นี่เอง สุดท้ายนี้ขอบคุณสามีที่ตามใจ ให้เราจัดระเบียบ เลือกเฟอร์นิเจอร์ตามใจเรา ไม่มีขัด ซักนิด หวังว่าจะชอบของขวัญชิ้นนี้ ที่ภรรยาทำให้ด้วยความรักและความตั้งใจ <3
  แม้จะไม่เอ่ยปากชม แต่ดูก็รู้ว่า “ชอบใจ” อยู่ไม่น้อยค่ะ ต่อจากนี้เก็บตังค์/หางบ กันต่อนะคะ จะมาตกแต่งแบบ DIY กันอีก ที่บ้านยังเหลือห้องมาให้เพื่อนๆ อ่านรีวิวเป็นไอเดียกันอีกเยอะ ทั้งห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องซักรีด ห้องกินข้าว ทางเข้าบ้าน ห้องแต่งตัว ยังไม่ได้ทำเลยค่าาา เอาเป็นว่า พบกันใหม่กระทู้หน้าแล้วกันค่ะ มีอะไรดีๆ มา DIY ให้ดูกันอีก รับรอง บั๊ยบายค่าาา เพิ่มเติม จากที่ปุ้ยได้มีพูดถึงการติดตั้งไฟ LED ที่ช่วยทำให้ตู้เสื้อผ้าดูสวย และสว่างขึ้น รวมถึงเวลากลางคืนก็สามารถใช้เป็นไฟส่องสว่างแทนไฟหัวเตียงได้ด้วย มาเล่า DIY กันต่อ ในเรื่องการติดตั้งโคมไฟเส้น LED อเนกประสงค์ ซึ่งปุ้ยลองใช้ดูแล้ว คิดว่าเป็นโคมไฟที่ใช้งานง่ายๆ เพียงแค่เสียบปลั้ก และต่อเข้าเป็นเส้นยาวได้ตามที่เราต้องการ แล้วที่เวิร์คมากๆ ก็คือ ฟังก์ชั่นกันใช้งานเก๋ๆ ด้วยการเปิด/ปิดแบบสัมผัส โดยไม่ต้องต่อสวิตซ์ใดๆ เพียงแค่แตะที่โคมไฟก็เปิดปิดเองได้แล้ว เท่สุดๆ ไปเลย ที่สำคัญ คือ ดีไซน์ดูดี และแข็งแรงทนทานด้วยค่ะ ก่อนอื่นขอพูดถึงโปรดักซ์ที่เลือกมาใช้ในการ DIY นี้ก่อนค่ะ มี 2 แบบ 1) ขอเรียกว่า "ตัวแม่" Philips Linear wall lamp LED 1x3W ไฟตกแต่ง LED พร้อมหม้อแปลง รุ่น 30913 (Grey) สามารถใช้ตัวพ่วง รุ่น 30914 ได้เพิ่มอีก 3 ชุด 2) ขอเรียกว่า "ตัวลูก" Philips Linear wall lamp LED 1x3W ไฟตกแต่ง LED รุ่น 30914 (Grey) ซึ่งโคมไฟเส้น LED ชนิดนี้เป็นไอเดียที่เหมาะกับ - ผู้ที่ต้องการอุปกรณ์ให้แสงสว่าง ที่ติดตั้งเองได้แบบง่ายๆ เพียงแค่เสียบปลั๊ก และยึดเส้นโคมไฟด้วยตะปูเล็กๆ หรือติดกาว 3m ก็ได้ เพราะน้ำหนักเบามากค่ะ - ผู้ที่ต้องการอุปกรณ์ให้แสงสว่าง ที่อเนกประสงค์ใช้งานได้หลากหลายจุด ทั้ง อ่างล้างจาน ตู้เสื้อผ้า ไฟหัวเตียง โต๊ะเครื่องแป้ง เป็นต้น - ผู้ที่ต้องการอุปกรณ์ให้แสงสว่างที่ถอดประกอบและเคลื่อนย้ายได้ง่าย อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการติดตั้ง - โคมไฟเส้นตัวแม่ + อะแดปเตอร์ - โคมไฟตัวลูก (หรือตัวพ่วง) - ตัวเชื่อมโคมไฟ ในเซ็ทให้มา 2 แบบ คือ แบบสำหรับต่อเชื่อมเป็นเส้นตรง กับแบบสายไฟ สำหรับต่อห่าง หรือต่อแบบหักมุม - ตัวยึดผนัง แถมมาให้พร้อมโคมไฟ - เทปกาว 2 หน้าสำหรับยึดโคมไฟกับผนัง - อุปกรณ์อื่นๆ ดินสอ กรรไกร ตลับเมตร สะพานไฟ เป็นต้น วิธีการติดตั้ง 1.   นำตัวแม่ (สังเกตจากมีขั้ว) ต่อด้านที่มีขั้วเข้ากับสายอะแดปเตอร์ 2.   ต่อตัวเชื่อมเข้าที่ตัวแม่อีกด้าน 3.   นำตัวลูก มาต่อเข้ากับตัวเชื่อม 4.   ทำซ้ำข้อ 2)-3) จนกว่าจะได้ความยาวที่ต้องการ 5.   ยึดอุปกรณ์ทั้งหมดเข้ากับผนังหรือพื้นที่ใช้งานด้วยเทปกาว 2 หน้า  หรือถ้าต้องการติดตั้งถาวรก็เจาะผนังแล้วใช้พุกและน็อตที่อยู่ในเซ็ทอุปกรณ์ 6.   เสียบปลั๊ก คำแนะนำในการติดตั้ง (หลังจากลองผิดลองถูกมาแล้ว) 1.  หากพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ แนะนำให้ติดตั้งโคมไฟแค่แถวเดียวหรือติดตั้งด้านในด้านหนึ่ง ไม่ควรติดตั้งมากกว่า 1 ด้าน เพราะแสงจะสว่างมากไป 2.  หากต้องการติดตั้งในผนังที่หันออกมายังผู้ใช้ แนะนำให้ติดตั้งโดยหันหลอดไฟขึ้นด้านบนหรือด้านล่าง ไม่ควรติดโดนหันหลอดออกมายังผู้ใช้งานโดนตรง เพราะแสงที่ส่องจะมีปริมาณมาก(แสงจ้า) ทำให้แสบตาได้ 3.   เมื่อติดตั้งตัวแม่แนะนำให้หันส่วนขั้วต่อเข้ากับสายอะแดปเตอร์ เพื่อให้ใช้งานเปิด/ปิดได้ตามฟังก์ชั่นที่ออกแบบไว้ 4.   หากติดตั้งตัวแม่โดยใช้ด้านที่ไม่มีขั้วต่อเข้าอะแดปเตอร์ ก็จะทำให้หลอดไฟเปิดอยู่ตลอดเวลา เหมาะสำหรับการใช้งานในกรณีที่มีหลายจุด และต่อปลั๊กจากตัวแม่ทุกจุดเข้ากับสวิตส์หรือสะพานไฟตัวเดียว แล้วสั่งเปิดปิดจากสวิตส์ตัวเดียวกันให้เปิดไฟพร้อมกันทุกจุดค่ะ วิธีการใช้งาน เปิด/ปิด ด้วยการแตะเบาๆ ที่โคมไฟตัวแม่ ก็จะสว่างทั้งเส้น (อย่าลืมเสียบอะแดปเตอร์เข้ากับปลั๊กไฟที่บ้าน) ลิงค์ VDO สาธิตการเปิด/ปิด มาเล่าถึงไอเดียการใช้งานกันค่ะ พอดีช่วงนี้ปุ้ยกำลังรีโนเวทห้องนอน ซึ่งในห้องจะมีตู้เสื้อผ้าแบบ Walk-in ที่ติดตั้งใต้บันได เป็นมุมที่ค่อนข้างมืด ดังนั้นก็เลยเอา Philips Linear wall lamp LED มาลองติดตั้ง และพบว่ามันเวิร์คมากค่ะ เพราะว่า โครงเสาของราวตู้เสื้อผ้า มีช่องตรงกลางพอดี (สำหรับยึดบาน) เริ่มต้น ปุ้ยลองเล่นดูก่อน ค่อยๆ ติดทีละชิ้น ทีละฝั่งค่ะ ลองเปลี่ยนตำหน่งไปเรื่อย ทำให้ค้นพบว่า ในพื้นที่ส่วนย่อยๆ หนึ่งส่วนเราควรวางหลอดไว้เพียงแถวเดียว หรือด้านเดียว เพื่อไม่ให้แสงไฟจ้าเกินไป และ สุดท้ายออกมาได้แบบนี้ พอติดไฟ LED แล้ว ดูสว่างและหรูหราขึ้นเอยะเลยค่ะ       ของจริงสวยมากค่ะ ช่วยให้แสงโดยรวมของมุมนี้ดูเด่น และหรูหราขึ้น หรือใครจะลองเอามาวางเป็นเส้นตามขอบผนัง ก็ช่วยให้ห้องดูหรูหรา น่าสนใจขึ้นมากเลยค่ะ ก่อนจะติดตั้งบนตู้เสื้อผ้า ปุ้ยลองเอามาฝึกประกอบ บนพื้นก่อน มันดูดีมาก เลยถ่ายรูปก็บไว้ค่ะ โดยรวมแล้ว ปุ้ยให้คะแนนไอเท็มเจ๋งๆ Philips Linear wall lamp LED เซ็ทนี้ 9/10 เลยค่ะ ถ้ามีหลากลายสีให้เลือกเข้ากับผนังและเฟอร์นิเจอร์นะคะ ปุ้ยจะให้คะแนะเต็มเลย ปุ้ยลองใช้งานแล้ว คิดว่าทุกคนสามรถติดตั้งเองได้ง่ายจริงๆ รวมถึงให้ความสวยงาม และปลอดภัย (ไม่มีโดนช็อต หรือมีสปาร์คค่ะ) อีกทั้งคุณภาพก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีและทนทานเลย (ทำตกหลายครั้ง ยังใช้งานได้ปกติ) พร้อมมีอะไหล่ในการติดตั้งให้มาพร้อมกับคู่มืออย่างดี หวังว่าใครที่กำลังมาหา ตัวช่วยในการเพิ่มแสงสว่าง หรือไอเท็มเก๋ๆ สำหรับตกแต่งห้อง จะถูกใจและลองหามาใช้งานกันดูนะคะ แล้วพบกันในกระทู้หน้านะคะ จะมาชวน DIY กันต่อ อีกค่าาา บั๊ยบายค่าาาา   ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก สมาชิกพันทิป คุณ PuY~isme  www.facebook.com/ilkePuYisme www.puyisme.com
7 ไอเดียห้องออกกำลังกาย สำหรับคนรักสุขภาพ

7 ไอเดียห้องออกกำลังกาย สำหรับคนรักสุขภาพ

คนยุคใหม่ หันมารักสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น เพราะการออกกำลังกาย นอกจากจะสร้างความแข็งแรงของร่างกายแล้ว ยังช่วยส่งผลให้สุขภาพใจดีตามไปด้วย หลายๆ คนชอบออกกำลังกายที่บ้าน ไม่ได้ไปออกตามสวนสาธารณะ หรือฟิตเนตต่างๆ วันนี้เราจึงขอนำ 7 ไอเดียการตกแต่งห้องออกกำลังกายที่บ้านมาฝาก เพื่อให้การออกกำลังกายเป็นไปอย่างเพลิดเพลินมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม มาชมกันว่าบ้านของเราจะสามารถนำไอเดียใดไปใช้ได้บ้าง เริ่มกันเลยนะคะ 1. ห้องออกกำลังกายในสวน หากบ้านยังมีบริเวณพื้นที่พอเหลือ การสร้างบ้านหลังเล็กๆแยกออกมาจากตัวบ้านหลัก เพื่อใช้เป็นห้องออกกำลังกายก็น่าสนใจดีไม่น้อย เหมาะสำหรับครอบครัวที่ชอบการออกกำลังกายร่วมกัน มีอุปกรณ์หลายชิ้น และได้ความเป็นส่วนตัวที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ออกแบบประตูกระจกบานเลื่อน เปิดออกกว้างๆ รับความสดชื่นปลอดโปร่งจากภายนอก ทำให้ไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ 2.มุมออกกำลังกายภายในบ้าน จัดมุมเล็กๆสักมุมหนึ่งภายในบ้าน ให้เป็นโซนสำหรับออกกำลังกายโดยเฉพาะ ชั้นวางของติดผนังไว้เก็บอุปกรณ์การออกกำลังกาย เช่น ดัมเบล ผ้าขนหนู หมวก ผนังกระจกมองเห็นบรรยากาศภายนอก ทำให้มุมเล็กๆกลายเป็นมุมที่รู้สึกปลดปล่อยอย่างปลอดโปร่ง 3.ห้องออกกำลังกายในบ้าน สำหรับบ้านที่มีห้องหรือมีพื้นที่กว้าง สามารถจัดแต่งไว้เป็นห้องออกกำลังกายโดยเฉพาะได้ ติดประตูบานเลื่อนเพื่อความเป็นส่วนตัว และไม่เกะกะพื้นที่เวลาเปิดปิด ภายในห้องทาผนังด้วยสีสันที่สดชื่น แลดูสดใส อาจจะติดกระจกเงาบานใหญ่ เพื่อช่วยให้ห้องดูกว้างขวางขึ้น และทำให้ได้มองดูตัวเองขณะออกกำลังกายด้วย การเลือกใช้กระจกแนวตั้ง จะช่วยให้หุ่นของเราดูเพรียวสูงขึ้น เป็นการกระตุ้นให้เกิดกำลังใจที่จะออกกำลังมากขึ้น 4.เชื่อมต่อพื้นที่สีเขียว การออกแบบห้องออกกำลังกายให้สามารถมองเห็นสวนรอบๆบ้านได้ ให้ธรรมชาติมีส่วนร่วมทำให้การออกกำลังกายเป็นช่วงเวลาที่แสนผ่อนคลาย ในส่วนนี้อาจจะออกแบบให้ผนังห้องเป็นประตูกระจกบานใหญ่เลื่อนเปิดปิด เพื่อให้สัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ สวนสีเขียวช่วยให้เกิดความรู้สึกสงบ เหมาะเป็นอย่างยิ่งกับการออกกำลังกายประเภทโยคะ 5.แบ่งพื้นที่ภายในห้องนอน ไว้เป็นมุมออกกำลังกาย สำหรับห้องนอนเป็นห้องที่มีความเป็นส่วนตัวสูงกว่าห้องอื่นๆ หากห้องนอนที่มีพื้นที่กว้างๆ ลองแบ่งโซนไว้สำหรับการออกกำลังกายโดยเฉพาะ หาฉากมากั้นหรือปิดด้วยม่านกั้นระหว่างโซนเตียงนอนกับโซนออกกำลังกาย เพื่อให้ดูเป็นสัดส่วน หรือหากเป็นห้องที่มีขนาดไม่กว้างมาก อาจไม่จำเป็นต้องกั้น เพื่อที่จะได้ดูปลอดโปร่ง นอกจากนี้อาจจัดวางในตำแหน่งหน้าทีวี จะเหมาะสมกับผู้ที่ต้องการออกกำลังกายที่อาจพึ่งพาเสียงเพลง MV สนุกๆไปพร้อมกัน หรืออาจจะเปิดคลิปสอนออกกำลังกาย ช่วยให้สะดวกขึ้นได้ 6.ออกกำลังกายในห้องของลูกๆ มุมอ่านหนังสือหรือมุมของเล่นของลูกๆ สามารถนำเครื่องออกกำลังกายไปวางไว้ได้ เหมาะกับคุณแม่ที่ต้องการออกกำลังกาย แต่ก็ต้องดูแลลูกๆไปด้วยในเวลาเดียวกัน 7.ต่อเติมห้องออกกำลังกายออกมาจากตัวบ้านหลัก เป็นการเพิ่มพื้นที่การใช้สอยเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะ รูปแบบการต่อเติมอาจจะออกแบบให้สอดคล้องและกลมกลืนกับตัวบ้านเดิม ภายในห้องเปิดโปร่ง สามารถวางเครื่องออกกำลังกายที่มีได้อย่างครบครัน ประตูเปิดกว้างระบายและหมุนเวียนอากาศ มีตู้เก็บของเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย จบกันไปแล้วสำหรับ 7 ไอเดียห้องออกกำลังกาย ไอเดียไหนที่เหมาะสมกับบ้านลองนำไปประยุกต์กันดูนะคะ อาจจะทำให้การออกกำลังกายในทุกๆวันสนุกสนานและมีความสุขมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญที่สุด อย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ใส่ใจตัวเอง รักตัวเอง ต้องหมั่นออกกำลังกายกันนะจ๊ะ   ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก  www.banidea.com
รีโนเวทบ้านพักเก่าอายุ 30 ปี เหมือนบ้านใหม่เพิ่งซื้อ ไว้อยู่ยันเกษียณ

รีโนเวทบ้านพักเก่าอายุ 30 ปี เหมือนบ้านใหม่เพิ่งซื้อ ไว้อยู่ยันเกษียณ

เมื่อคุณหมอตัดสินใจไม่ซื้อบ้านใหม่ ด้วยเหตุผลที่ว่าใกล้กับโรงพยาบาล เลยจัดการรีโนเวทบ้านพักเก่ากว่า 30 ปีซะใหม่ ไว้อยู่ยาว ๆ จนถึงช่วงเกษียณ ใครล่ะจะยอมลงทุนกับบ้านที่ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่ว่าคุณหมอคนนี้กลับตัดสินใจลงมือรีโนเวทบ้านพักอายุกว่า 30 ปีใหม่หมดตั้งแต่หน้าบ้านยันหลังบ้าน ซึ่งหลายคนคงคิดอยู่ล่ะสิว่าทำแบบนี้แล้วจะคุ้มกับเงินที่ลงไปเหรอ ? เอาเป็นว่าเก็บข้อสงสัยไว้แล้วไปหาคำตอบ พร้อมตามไปชมฝีมือการรีโนเวทบ้านของ คุณ สาลิกาโบยบิน สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม กันเลยดีกว่า ชักอยากจะรู้แล้วสิว่าหน้าตาบ้านพักจะออกมาเป็นยังไง !   หลังจากที่เคยตั้งกระทู้ขอคำแนะนำเพื่อน ๆ ในห้องชายคาเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับการรีโนเวทบ้าน สุดท้ายจากการระดมความคิดเห็นทั้งจากเพื่อน ๆ และคนรอบตัวสรุปว่า ในเมื่อตั้งใจจะทำงานอยู่ที่นี่อีกนาน (เจ้าของบ้านเดิมก็อยู่จนเกษียณ) เพราะทั้งคนไข้ เพื่อนร่วมงาน และผู้บังคับบัญชาก็น่ารัก เลยคิดซ่อมบ้านหลังนี้ดีกว่า และทำทั้งทีกะอยู่นานก็คงต้องซ่อมใหญ่จะได้อยู่ยันเกษียณไปเลย (เพี้ยง) ก่อนที่จะไปต่อขอแจกแจงก่อนนะครับ เผื่อหลายคนสงสัยว่าทำไมทำขนาดนี้ ไม่ซื้อบ้านไปเลย ก็เหตุผลตามนี้ครับ 1. ผมทำงานในโรงพยาบาลตลอด อยู่เวรก็โดนตามบ่อย ฉะนั้นมีบ้านในโรงพยาบาลที่สามารถเดินไปทำงานได้ 5 นาทีถึง ถือว่าสะดวกมากครับ 2. ค่าบ้านข้างนอก ถ้าเอาพื้นที่ขนาดนี้ (หน้ากว้าง 14 เมตร ลึก 17 เมตร พื้นที่ใช้สอยผมทำไป 300 ตารางเมตร) ทำเลขนาดนี้ ราคาตลาด ผมว่ามี 4-5 ล้านบาทได้ครับ แถมอยู่นอกโรงพยาบาลอีก ถ้าโดนตามดูคนไข้แต่ละทีต้องขับรถฝ่ารถติดมาดูครับ 3. สิ่งแวดล้อม ในเมื่ออยู่ในโรงพยาบาล ซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง ก็เป็นหมอและพยาบาลหมด ก็ถือว่าน่าจะอุ่นใจได้ในระดับนึง 4. อยู่ในโรงพยาบาลค่าน้ำ-ค่าไฟก็เบิกได้บางส่วน อย่างน้อยเดือนละ 200-300 บาท ก็ประหยัดได้อีกส่วนนึงครับ 5. นึกไม่ออก พอนับข้อดีได้ 5 ข้อแล้ว ก็เลยตัดสินใจทำบ้านพักในนี้แหละครับ แล้วผมก็เริ่มหาไอเดียหลังจากนั้นครับ ทั้งในห้องชายคา พวกหนังสือเกี่ยวกับบ้านกับการออกแบบ และเว็บไซต์ต่าง ๆ มาผสมผสานกัน จนออกมาเป็นบ้านหลังนี้ครับ แต่ก่อนหน้านั้นเคยมีคำถามว่าทำขนาดนี้กับของหลวงได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ผมเองก็กังวลอยู่ แต่จากการสอบถามจากหัวหน้าและผู้บังคับบัญชาหลาย ๆ ระดับ เพื่อนร่วมงานหลาย ๆ ท่านที่ปรับปรุงบ้านหลวง ทุกคนก็บอกว่าทำไปเฮอะ ขอให้ดูดีก็พอ แต่ที่สำคัญต้องจำไว้คือถ้าย้ายก็ต้องทิ้งไว้ให้หลวงนะ ถอดยกไปไม่ได้ แต่ถ้าไม่ทำชั่วร้ายแรงก็คงอยู่ได้ถึงเกษียณนั่นแหละ ซึ่งจากตรงนี้ผมก็สบายใจในระดับนึงครับ คิดว่าทำทั้งทีขอให้อยู่สบาย ๆ เราไปเที่ยวไม่กี่วันยังหมดเป็นหมื่น ถ้าอยู่ถึงเกษียณจริง ใครจะมาอยู่ต่อก็ให้เขาไปเถอะ แบบภายนอก พอเสร็จก็ตัดออกบ้าง ตามงบและความจำเป็นครับ แบบภายในบางส่วน (เช่นกันครับตอนแรกอินทีเรียใส่มาเยอะกว่านี้มาก แต่ผมขอตัดออกก่อนเพราะงบหมด โดยเน้นขอให้ช่วยเลือกสี วัสดุ และการตกแต่งเป็นหลัก บิวท์อินน้อย ๆ แล้วก็ขอเฟอร์นิเจอร์ลอยแทนเพราะเคลื่อนย้ายได้) ขอเม้าท์นิดนึงนะครับ ก่อนหน้านี้เวลาเราอ่านเกี่ยวกับอินทีเรียจะรู้สึกจำเป็นไหม แพงไหม เว่อร์ไปรึเปล่า ซึ่งตรงนี้พอมีโอกาสได้ทำงานกับอินทีเรียจริง ๆ พบว่าเขาช่วยเราได้เยอะมากนะครับ ช่วยหลาย ๆ เรื่องที่เราต้องตัดสินใจ ทั้งเลือกสี เลือกกระเบื้อง เลือกเฟอร์นิเจอร์ คือปกติคนเราจะสร้างบ้านกันแค่หลัง 2 หลัง แต่อาชีพนี้ผ่านการออกแบบบ้านมาหลายหลัง ฉะนั้นเขาก็จะมีมุมมองเกี่ยวกับการเลือกวัสดุ การจัดวางของให้ได้ประโยชน์คุ้มค่า ของหลายอย่างไม่ต้องแพงแต่วางออกมาแล้วสวย สรุปพอบ้านเสร็จก็ปลื้ม สวยดี ชอบมากครับ ส่วนลานจอดรถเดิมปูไม้คอนวูด จัดหลังคาโปร่งแสงตราช้างเข้าไปเพื่อเพิ่มความสว่าง แล้วก็ใช้รั้วสีดำแบบโมเดิร์นหน่อย ส่วนลานจอดรถจริง ๆ เทพื้น ปูกระเบื้องพอร์ซเลน หลังคาเมทัลชีท พร้อมประตูเข้าด้านข้างอีกอันครับ จอดเสร็จจะได้เข้าบ้านเลย ห้องโถงต่อเติมจากเดิมมาสุดพื้นที่บ้านด้านหน้า ทำให้ได้พื้นที่เพิ่มมาพร้อมโต๊ะเขียนหนังสือเด็กสีชมพูแปร๊ด (โลตัสมีแต่สีนี้อะ ขัดกับสไตล์โมเดิร์นไปนิด แต่ลูกชอบมาก) ห้องนี้ใช้งานมากสุดแล้วครับ มีโซฟา, ทีวี, คอมพิวเตอร์ และของเล่นเด็กด้วย ห้องกินข้าวและครัวใน อันนี้ต่อมาจากห้องโถงครับ แบ่งด้วยประตูกระจก มีครัวในและตู้เย็น 2 ตู้ (มีลูกสองคน 4 ขวบกับขวบครึ่งแต่ของเยอะมาก) ผนังใส่กระจกเงา 1 บาน เพราะอินทีเรียบอกว่าจะได้เพิ่มมิติและทำให้ด้านในดูกว้าง ครัวนอก อันนี้ต่อเติมเพิ่มจากบ้านเดิมครับ ลงเข็มตอม่อเรียบร้อย หลังคาเมทัลชีทครับ เอาไว้ทำอาหารเป็นหลัก ข้างหลังบ้านโล่ง ใส่หน้าต่างเยอะ ๆ พร้อมปล่องดูดควัน อีกฝั่งเป็นเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้า อนาคตอันไกลน่าจะมีเครื่องล้างจาน (แม่บ่นว่าอยู่กัน 4 คน ทำกับข้าวก็ไม่เป็น ทำครัวใหญ่กว่าร้านข้าวแกงอีก)   เดิมข้างบ้านมีต้นมะขามเรียงเป็นแนวรั้ว แต่คุณแฟนรู้สึกรกและทำความสะอาดยาก ก็เลยเทพื้นปูนขัดมัน และทาสีกำแพงด้วย แต่ทำแล้วก็สวยดีครับ ประตูครัวเปิดไปเป็นที่ลานกว้าง มีมุมวางถังน้ำ 1,500 ลิตร ปั๊มน้ำคิคาวะ และเอาไว้ซักล้าง (พูดไปอย่างนั้นแหละครับ อยู่มาจะ 2 เดือนแล้ว ซักกับเครื่องตลอดเลย) แดดเปรี้ยงคุณแม่บ้านยังอบผ้าเลยครับ ห้องโถงเล็ก ซึ่งตอนนี้เอาไว้ใส่ของเด็กกับเสื้อผ้าเด็กครับ อนาคตคงเอาไว้เป็นห้องสำหรับญาติผู้ใหญ่เวลาแก่ ๆ จะได้ไม่ต้องขึ้นบันได ติดแอร์ ทำไฟเรียบร้อย เดิมห้องน้ำล่างจะเล็กมาก แต่ผมอยากได้ห้องน้ำใหญ่ ๆ ก็เลยทลายผนังข้างหลังออก ก็ได้พื้นที่เพิ่มมาอีกเท่านึง แบ่งโซนเปียกแห้ง ใช้ผนังกั้น ตอนแรกกะทำเป็นกระจก แต่คุณแฟนทักว่าทำความสะอาดยาก เลยตัดสินใจใช้ผนังปูกระเบื้อง อินทีเรียเลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นเจาะแถวกลางไว้หน่อยจะได้ไม่ทึบ และเจาะช่องแสงธรรมชาติ สรุปดีงามครับ บันไดเป็นไม้แดง ราวเหล็ก เลยจัดการทาสีใหม่ให้ดูเข้มขึ้น ใส่บล็อกแก้วเพื่อเพิ่มแสงจากภายนอก ยกหน้าต่างให้สูงขึ้น ใส่ผ้าม่านทิ้งตัวให้ดูสูงโปร่ง ส่วนอินทีเรียก็ออกแบบโคมไฟต่างระดับทั้งหมด 3 อัน สวยดีครับ ห้องน้ำชั้นบนเปลี่ยนทุกอย่างเลยครับ ทั้งพื้น ผนัง สุขภัณฑ์ กระจก บานเกล็ด แล้วก็ติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นด้วยครับ ห้องนอนเล็กเดิมเป็นพื้นไม้ครับ แต่ขัดสีแล้วก็ลงสี ทำฝ้า ใส่ไฟใหม่ เอาเฟอร์นิเจอร์มาตั้งไว้สำหรับรับแขก แล้วก็เผื่อเวลาที่คุณพ่อ-คุณแม่มาเยี่ยมครับ ห้องแต่งตัวเดิมเป็นห้องนอนมาก่อนครับ ผมก็ทำสีใหม่ กั้นประตูกระจก ตู้เสื้อผ้าใหญ่ยักษ์ 2 ตู้ (จะได้ไม่มาเบียดตู้เรา) ห้องนอนหลัก ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ใช้เงินเยอะ เพราะเป็นส่วนที่ทำเพิ่มจากของเดิม และด้วยความที่อยากได้ห้องนอนใหญ่ ๆ สำหรับลูก ๆ ด้วย ก็เลยต่อเติมทำชั้นสองขึ้นมา โดยให้วิศวะมาช่วยดูแลด้วย เพราะบ้านเก่าแล้วกลัวมันทรุด เลยต้องลงเข็ม ทำตอม่อ โครงเหล็ก และก็ปูพื้นด้วยสมาร์ทบอรด์จะได้เบาครับ จากนั้นก็ปูด้วยกระเบื้องยางลายไม้ หลังคาเป็นเมทัลชีทกรุฉนวนครับ ก็ออกมาเป็นแบบนี้ครับ เลยได้ห้องนอนยาวสมใจ และก็ใช้ที่นอน 6 ฟุต 2 ตัวต่อกันครับ นอนกัน 4 คนพ่อ แม่ ลูก ต่อจากห้องนอนเป็นระเบียงครับ ปูกระเบื้องไว้ตากผ้าเล็กผ้าน้อย มีซิงค์ไว้ล้างขวดนมด้วย เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ใช้ของอินเด็กซ์ครับ ขึ้นไปเลือกกับอินทีเรียที่กรุงเทพฯเลย เพราะมีบริการจัดส่งมานครศรีธรรมราชด้วย ประกอบให้เสร็จสรรพ  ไม่อย่างนั้นถ้าเอามาประกอบเอง ป่านนี้อาจยังไม่เสร็จครับ ส่วนระบบน้ำ ระบบไฟ เดินใหม่หมดทั้งบ้านครับเพื่อความปลอดภัย และเนื่องจากอยู่เองก็ใช้ของมีมาตรฐานหน่อย อะไรเขาว่าดีจัดมาหมดครับ ส่วนงบทั้งหมดรวมเฟอร์นิเจอร์ด้วย ประมาณ 2 ล้านกว่า ๆ นะครับ ใช้เวลาประมาณ 4 เดือนครับ เป็น 4 เดือนที่เหนื่อยมาก ๆ มีเรื่องปวดหัวทุกวัน ทั้งเรื่องแบบ เรื่องช่าง เรื่องของ เรื่องวัสดุ  มีเรื่องบ่นได้งอนกับแฟนเกือบทุกวัน  แต่พอเสร็จแล้วก็มีความสุขมาก ๆ ครับ เพราะนี่บ้านของเราครับ (ลืม ๆ ของหลวงครับ แต่เราสร้างครอบครัวที่นี่กันครับ) จบแล้วครับสำหรับการรีวิว ปลุกบ้านอายุ 30 ปีครับ ตอนนี้เข้ามาอยู่ได้ 2 เดือนแล้วครับ ทำบุญบ้านเรียบร้อย ยังไม่ค่อยคุ้นครับเพราะอยู่หอมา 10 กว่าปี พอมีบ้านใหญ่ขึ้น เลยรู้สึกทำไมเก็บกวาดไม่หมดสักที ประกอบกับตัวเล็กวัยกำลังรื้อเลย รกทั้งวันครับ (ภาพที่ลงนี่บางรูปเอารูปก่อนย้ายเข้ามาลงให้ดู จะได้ไม่รกมาก) หลาย ๆ อย่างก็ค่อย ๆ หาซื้อมาเติมครับ อาจยังไม่สมบูรณ์แบบมาก หลายอย่างก็ตัดไปตามงบก่อน แต่โดยรวมครอบครัวผมก็พอใจมากเลยครับ ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ สาลิกาโบยบิน สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม home.kapook.com
DIY เตียงนอนจากไม้พาเลท

DIY เตียงนอนจากไม้พาเลท

หากอยู่บ้านแล้วรู้สึกเบื่อกับบรรยากาศเดิม ๆ เฟอร์นิเจอร์ก็เก่าเต็มทน ลองเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ให้น่าใช้งาน ด้วย DIY เตียงนอนจากไม้พาเลทกันมั้ยคะ ฟังดูเหมือนยากแต่ถ้าช่วยสร้างบรรยากาศสบายๆ เป็นธรรมชาติ ช่วยให้ได้ลุคเรียบง่ายและน่าพักผ่อนแล้วละก็ เชื่อว่าหลายต้องเปลี่ยนความคิดแน่นอน จะลองทำเองก่อนหรือหาช่างมาทำให้ก็ได้นะคะ ตามมาดูไอเดียกันเลย แท่นวางสินค้าเก่านำมาวางซ้อนกันเป็นเตียงขนาดพอดีได้อย่างสบายๆ เติมลูกเล่นให้หัวเตียงยังได้เลยนะคะ สร้างเสน่ห์แบบง่ายๆให้ห้องนอน เตียงนอนง่ายๆจากไม้พาเลท ความสูงเปลี่ยนได้ตามต้องการเลย ด้านข้างเตียงยังเสริมเป็นโต๊ะข้างเตียง สำหรับวางโคมไฟได้อีกด้วย DIY จากไม้พาเลทเข้าได้กับทุกห้องแม้จะเป็นห้องสีขาวเรียบ แต่ถ้าลองเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์แล้ว ห้องเรียบๆก็ดูน่าสนใจขึ้นมาทันทีเลยค่ะ ผนังอิฐสุดแนวเมื่อจับคู่กับเตียงนอนจากไม้พาเลทแล้วทำให้ห้องมีอะไรไปอีกแบบ และไอเดียนี้ไม่ต้องทำอะไรมากเลย หาไม้พาเลทมาเป็นแท่นวางให้พอดีกับที่นอนของเราเท่านั้นเอง อีกหนึ่งความชิค เมื่อจับคู่เตียงจากไม้พาเลทและผนังอิฐ อีกหนึ่งความชิค เมื่อจับคู่เตียงจากไม้พาเลทและผนังอิฐ ถ้าเบื่อสีไม้แบบเดิมๆ ลองทาสีขาวดูนะ ช่วยปรับลุคให้ห้องดูสบายตาขึ้นเยอะเลย นอกจากฐานเตียงแล้วเรายังเพิ่มเฮดบอร์ดให้หัวเตียงได้อีก สวยเข้ากัน ไม่ยุ่งยาก สำหรับใครที่มีห้องขนาดเล็กและกำลังมองหาไอเดียอยู่ ทำง่ายๆค่ะ แค่นำแท่นวางสินค้าหรือไม้พาเลทมาวางซ้อนกัน เสริมด้วยเบาะและหมอนอิงนุุ่มสบายเป็นกันเสร็จ องสีขาวเรียบแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ทั้งพาเลทไม้ งานสาน และบันไดไม้ เจ๋งมากๆ ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก  www.forfur.com
แบบบ้านสองชั้นดีไซน์สวย พร้อมสวนสไตล์โมเดิร์น

แบบบ้านสองชั้นดีไซน์สวย พร้อมสวนสไตล์โมเดิร์น

ในทุกๆเรื่อง หากจัดสรรทุกสิ่งทุกอย่างให้เข้ากับตัวเอง เหมาะสมกับสถานะของตัวเอง จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่สามารถจัดสรรได้นะคะ อย่างเช่น บ้านของตัวเราเอง ก่อนที่จะสร้างหรือตกแต่ง เจ้าของบ้านย่อมรู้สถานะของตนเอง ว่าชอบหรือไม่ชอบแบบไหน ห้องไหนที่ใช้มากที่สุด แค่ไหนถึงจะพอดีกับครอบครัว เมื่อตอบโจทย์ได้ทีละข้อ การสร้างบ้านให้เข้ากับตัวเองจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น สวนก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะจัดสวน นอกจากอยากได้ความสดชื่นสวยงามแล้ว ต้องถามตัวเองก่อนด้วยว่า สามารถดูแลสวนได้แค่ไหน การจัดสวนเท่าที่สามารถดูแลไหว จะทำให้เราไม่เหนื่อยและไม่เป็นกังวลกับมัน ได้รับความผ่อนคลายอย่างเต็มที่     บ้านสองชั้นออกแบบสวย เข้ากับยุคปัจจุบัน สร้างอยู่บนที่ดิน 250 ตารางวา บริเวณบ้านรอบบ้านจึงสร้างความปลอดโปร่งให้กับผู้อยู่อาศัย ตัวบ้านปูนทาสีขาว มีพื้นที่ใช้สอยถึง 650 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ  ประตู หน้าต่าง ผนังกระจก ทำหน้าที่รับแสงจากภายนอก และสะท้อนแสงสว่างจากภายในได้เป็นอย่างดี ในเวลาที่เปิดไฟในบ้านจึงเพิ่มความงดงามขึ้นได้มาก การตกแต่งภายในสไตล์โมเดิร์น สะดวกสบายและโล่งสบาย สวนของบ้านเน้นการตกแต่งที่เรียบง่าย ปลูกต้นไม้ตามริมกำแพงพอให้ความสดชื่นสบายตา และเมื่อโตขึ้นจะให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี พื้นสนามหญ้าสีเขียวตัดแต่งเรียบร้อยทั้งด้านหน้าและด้านข้าง สวนด้านข้างแบ่งเป็นสี่เหลี่ยมสามชั้น ชั้นนอกสุด โรยหินแซมด้วยไม้พุ่มเตี้ยเล็กๆในบางจุด ชั้นที่สองเป็นหญ้าสีเขียวนุ่มสบายเท้า ส่วนชั้นในสุดตรงกลางปูต้นไม้หนึ่งต้นโรยด้วยหิน สวนแบบเรียบง่ายแลดูมีมิติ และสร้างความผ่อนคลายให้กับผู้อยู่อาศัยได้ในทุกๆวัน   ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก  www.banidea.com