Tag : คอนโด Leasehold

3 ผลลัพธ์
Triple Y Residence คอนโดของคน Gen Y : รีวิวคอนโด

Triple Y Residence คอนโดของคน Gen Y : รีวิวคอนโด

Triple Y Residence คอนโดของคน Gen Y   ประชากรที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ก็คงจะต้องเป็นกลุ่มคนที่เรียกกันว่า Gen Y ค่ะ ถ้าให้พูดชัดๆ ก็คือคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2523-2540 เป็นกลุ่มที่เพิ่งต้นวัยทำงาน ซึ่งก็เพิ่งเติบโตมาจากความเป็นเด็กมหา’ลัย ที่อยู่ท่ามกลางสังคมดิจิตอลนั่นเองค่ะ แล้วคนกลุ่มนี้มาสำคัญกับเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างไร เรามาดูจากหลากหลายมุมมองกันค่ะ   ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับชาว Gen Y กันคร่าวๆ ก่อนค่ะ เพราะวัยหนุ่มๆ สาวๆ กลุ่มนี้เขายืนอยู่ท่ามกลางยุคที่โลกหมุนเปลี่ยนผ่านระหว่างโลกอนาล็อกสู่ดิจิตอลอย่างรวดเร็ว ในแต่ละวันจะใช้เวลาอยู่บนโลกอ่อนไลน์สูงสุดมากกว่ากลุ่มช่วงอายุอื่นๆ ทำให้สามารถเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเองอยู่ตลอดเวลา จึงไม่แปลกที่คนวัยนี้มักจะค้นหาอะไรใหม่ๆ ด้วยตัวเอง ชอบมีพื้นที่ส่วนตัวเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ควบคู่กันไปด้วย โจทย์นี้ทำให้ “คอนโดมิเนียม” เป็นคำตอบที่ตรงใจที่สุด   ทุกวันนี้เราจะเห็นคอนโดมิเนียมออกแบบตกแต่งมาอย่างหรูหรา ใช้หินอ่อนบวกกับอลูมิเนียมเงาวับ คล้ายไปกันหมด แต่จะมีสักกี่แห่งที่ออกแบบมาเพื่อให้ตอบการใช้ชีวิตจริงของกลุ่มคนนั้นๆ เช่น ภายในห้องพักอาศัยใช้โทนสีอ่อนดูอบอุ่น เหมาะกับการพักผ่อน มี Day Bed เป็นมุมอ่านหนังสือในช่วงเวลาชิลๆ  ส่วนกลางมี Co-Learning Space, ฟิตเนส, คาเฟ่ เปิดตลอด 24 ชม. Co-Kitchen ให้ได้ทำอาหารหนักๆ พร้อมจัดปาร์ตี้ได้เลย ไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นติดห้อง และสิ่งสำคัญคือทำเลอันเหมาะสมจริงๆ สำหรับคนตั้งแต่ Gen Y ลงไป คืออยู่ใกล้สถาบันการศึกษาและที่ทำงาน ซึ่งเราต้องเดินทางไป-กลับอยู่เกือบทุกวัน และยังต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ยิ่งอยู่ใกล้คอนโดของเรามากเท่าไหร่ ชีวิตก็ยิ่งสะดวกสบายขึ้น   สำหรับครอบครัวในยุคหลังมานี้เริ่มตระหนักดีถึงความสำคัญทางการศึกษา อาจด้วยเพราะสภาพสังคมที่ต้องแข่งขันกันมากขึ้น เพื่อหวังอนาคตที่ดีของลูกหลาน การเข้าเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปจึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน, โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ แต่ละแห่งก็มีที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกันทั้งนั้นใช่ไหมคะ แต่ถ้าการเดินทางเข้ามาถึงสถาบันที่ตัวเองเรียนอยู่ ต้องใช้เวลาฝ่าฟันกับรถติดอยู่ทุกเช้าจรดค่ำ จนใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนมากกว่าอยู่บ้านพักเสียอีก เพราะกว่าจะถึงบ้านก็ค่ำมืด แล้วต้องตื่นแต่เช้าตรู่เข้ามาในเมืองอีกอยู่ดี ฉะนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดนั่นคือการหาคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้กับสถาบันการศึกษาให้ได้มากที่สุด เพื่อประหยัดเวลาเดินทาง สู้เอาเวลาที่อยู่บนท้องถนนมานั่งอ่านหนังสือ หรือเข้าโรงเรียนกวดวิชาใกล้ๆ กันนี้ แถมมีเวลาพักผ่อนมากกขึ้นกับสิ่งอำนวยความสะดวกรอบตัว ไม่ดีกว่าเหรอคะ?       กว่า 19 ล้านคนของคนกลุ่มนี้ ไปจนถึงกลุ่ม Demand ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ซึ่งจะมีเข้ามาใหม่อยู่ทุกปี อย่างเฉพาะที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในแต่ละปีการศึกษาจะมีนิสิตตบเท้าเข้ามาใหม่ประมาณ 6,000-7,000 คน/ปี นี่ยังไม่รวมบุคลากร รวมถึงผู้ที่ทำงานในละแวกนี้อีกนะคะ เพราะแนวโน้มของคน Gen Y มีแนวโน้มนิยมเช่ามากกว่าซื้อ(ลิงค์ไปที่บทความเก่า) เรียกได้ว่าเป็นกลุ่ม Demand อันหอมหวล บวกกับทำเลที่ทั้งเดินทางง่ายและรายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะ สำหรับในมุมมองของนักลงทุน              Triple Y Residence เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ SAMYAN MITRTOWN มิกซ์ยูสใจกลางเมืองฝั่งตรงข้ามจามจุรีสแควร์ ซึ่งจะมี ทางเดินเชื่อมตรงจาก MRT สามย่าน มาถึงหน้าโครงการไม่ต้องเสี่ยงอันตรายข้ามถนน ให้อารมณ์เหมือนในต่างประเทศเลยค่ะ ทั้งหมดบนพื้นที่กว่า 14 ไร่ ที่จะกลายมาเป็น Point สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา คนทำงาน และนักท่องเที่ยว เพราะจะประกอบไปด้วย Office Grade A 30% 31 ชั้น ลิฟท์โดยสาร 14 ตัว แยกลิฟท์ขนของ พื้นที่ใช้สอย 48,000 ตร.ม. อยู่ทางฝั่งถ.พระราม 4 Retail 30% 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 36,000 ตร.ม. แบ่งโซนเป็น Eating Library 43% Learning Library 29% Living Library 28% หน้าโครงการตรงหัวมุมสี่แยก ยาวไปทางถ.พญาไท Residence 15% แบ่งเป็นคอนโดฯ 516 ยูนิต โรงแรม 112 ยูนิต ฝั่งใกล้กับคณะนิติศาสตร์ จุฬา Shared Parking 25% รวมพื้นที่ใช้สอยทั้งหมดถึง 222,000 ตร.ม.         Triple Y Residence เป็นชื่อเรียกในส่วนของคอนโดมิเนียม 33 ชั้น ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 11 ขึ้นไปโดยแบ่งเป็น 3 Type คือ 1 Bedroom 34 ตร.ม. จำนวน 459 ยูนิต 1 Bedroom+ 40 ตร.ม. จำนวน 19 ยูนิต 2 Bedroom 68 ตร.ม. จำนวน 38 ยูนิต           ส่วนชั้นล่างของอาคารเป็นโรงแรมที่เรียกว่า Triple Y Hotel จำนวน 112 ห้อง   Facility ของคอนโดมิเนียมจะแยกออกจากกันกับส่วนของโรงแรม มีเพียง Lobby เท่านั้นที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งตัว Lobby เมื่อใช้ร่วมกันกับโรงแรมก็จะต้องมีพนักงานอยู่ตลอด 24 ชม. ค่ะ ฉะนั้นเรื่องของความปลอดภัยก็หายห่วงค่ะ โดยส่วนกลางของคอนโดมิเนียมก็ถูกออกแบบมาเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงของกลุ่ม Real Demand ที่เป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ไปจนถึงกลุ่มคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็น Study zone, Fitness, Co-Kitchen, Laundry zone, สระว่ายน้ำแบบ Outdoor     Triple Y Residence เป็นคอนโดมิเนียมแบบ Lease Hold หรือสิทธิการเช่า 30 ปีค่ะ แม้ว่าฟังดูเผินๆ อาจจะทำให้ลังเลอยู่สักหน่อย แต่จริงๆ แล้วความเป็น Lease Hold ก็มีข้อดีตรงที่ว่า ราคาขายทั่วไปจะถูกกว่าแบบ Free Hold ประมาณ 20-30% เมื่อเทียบในทำเลเดียวกัน และตลอดระยะเวลา 30 ปี ทางโครงการจะช่วยดูแลที่พักอาศัยของคุณให้ดูน่าอยู่ ดูใหม่อยู่เสมอ โดยที่เราไม่ต้องไปลงแรงอะไรมากให้เสียเวลากับเหล่าปัญหาจุกจิกที่ทุกคอนโดมักจะเจอกันอยู่เสมอ ส่งผลดีทั้งการปล่อยเช่าได้ราคาดีอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้อยู่อาศัยเองก็แฮปปี้ไปด้วย         พร้อมเปิดขาย Pre-sale Event ในวันที่ 10 มี.ค. 62 ราคาเริ่มต้นพิเศษ 4.49 ล้านบาท สิทธิพิเศษ สำหรับผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน Pre-sale Event รับส่วนลด 100,000 บาท ทันที คลิก tripleyresidence หรือ โทร 065-275-7472    
คอนโดมิเนียมสิทธิการเช่าระยะยาว ทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคใจกลางเมือง

คอนโดมิเนียมสิทธิการเช่าระยะยาว ทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคใจกลางเมือง

เน็กซัส เผยผลการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับคอนโดมิเนียมแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว (Leasehold) ปัจจุบันมีจำนวนไม่ถึง 1% ของจำนวนคอนโดมิเนียมที่ในตลาดกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่บริเวณใจกลางเมือง บนทำเลที่มีศักยภาพสูง หรือบริเวณที่ไม่สามารถหาซื้อที่ดินแบบซื้อขาดได้  และที่ดินลักษณะนี้เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่จะเป็นของหน่วยงานรัฐ และสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จะมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เป็นที่ดินของเอกชน โดยทำเลหลักของคอนโดเหล่านี้ คือ ย่านราชดำริ หลังสวน พระราม 4   นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (Mrs.Nalinrat Chareonsuphong, Managing Director of Nexus Property Marketing Company Limited) เผยว่า สำหรับ อุปทานของคอนโดมิเนียมแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาวใจกลางกรุงเทพฯ นั้น มีทั้งสิ้น 4,500 หน่วย จาก 22 โครงการ โดยพบว่ามากกว่า 67% ตั้งอยู่บริเวณหลังสวน และราชดำริ ถ้าจะวิเคราะห์ถึงอุปทานคอนโดมิเนียมใหม่ที่เปิดขายในช่วง 2-3  ปีที่ผ่านมานั้น จะพบว่าเป็นโครงการบนทำเลพิเศษที่มีศักยภาพสูงมาก และมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโครงการในเครือของสินธร เรสซิเดนซ์ โครงการ ไอแอมไชน่าทาวน์ บริเวณเยาวราช หรือแม้แต่ โฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเดนซ์ บริเวณริมแม่น้ำ   ด้านราคาคอนโดมิเนียมแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาวนั้น มีความแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ทำเลที่ตั้ง ปืที่ก่อสร้าง และคุณภาพโครงการ พบว่าหลายโครงการในกลุ่ม ซูเปอร์ ลักชัวรี่ มักใช้เครือโรงแรม 5 ดาวเข้ามาบริหาร หรือมีส่วนควบที่เป็นโรงแรมหรือเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์เกรดเอพ่วงอยู่ด้วย เพื่อเพิ่มมูลค่าและดึงดูดผู้ซื้อชาวต่างชาติให้สนใจเข้ามาซื้อโครงการมากขึ้น  โดยหลักการแล้วคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว จะมีระยะเวลาการเช่า 30 ปี ราคาซื้อขายสิทธิมือสองอาจจะลดลงเมื่อจำนวนปีที่เหลือถือครองลดลง แต่ในความเป็นจริง มีคอนโดมิเนียมแบบให้สิทธิเช่าระยะยาวในหลายโครงการ ราคาก็ไม่ได้ปรับตัวลดลงตามปีที่เหลืออยู่ แต่กลับเพิ่มขึ้น เนื่องจากคุณภาพของห้องชุดที่ดี มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องจากเจ้าของโครงการ ผู้ซื้อยังมีความต้องการคอนโดในทำเล นั้นๆ อยู่ และยิ่งไปกว่านั้น เราพบว่าราคาของคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว มักจะปรับตัวสูงขึ้น ถึงแม้อายุการเช่าน้อยลง และอาจจะทำราคาได้ดีกว่าคอนโดฟรีโฮลด์ที่ขายอยู่ในตลาดอีกด้วย ซึ่งส่งผลทำให้ผลตอบแทนต่อปีจากการลงทุนในคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว อยู่ในอัตรา 7-10% ซึ่งมากกว่าคอนโดฟรีโฮลด์ในทำเลเดียวกัน     นางนลินรัตน์ ยังกล่าวต่อว่า ความน่าสนใจของคอนโดมิเนียมแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาวในอนาคตจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินใจกลางเมืองที่มีราคาสูงขึ้นและหายากขึ้น  ทำให้เจ้าของที่ดินเอกชนสนใจที่จะปล่อยที่ดินให้เช่าระยะยาวมากกว่าขายที่ดินทั้งผืน ในขณะที่ภาครัฐเองก็มีที่ดินให้เช่าอย่างต่อเนื่อง ในด้านของราคา พบว่าโดยทั่วไปคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว จะมีราคาขายถูกกว่าคอนโดขายขาด(Freehold) อย่างน้อย 30-40% ทำให้ผู้ซื้อสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งของคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนโดที่อยู่ในระดับ ซูเปอร์ ลักชัวรี่ เป็นทำเลที่มีความพรีเมี่ยมมาก เช่น หลังสวนหรือราชดำริ ยังคงได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากผู้ซื้อ  และเมื่อวิเคราะห์ถึง แพลตฟอร์มการใช้ชีวิต ของคนกรุงเทพยุคมิลเลนเนียม ที่ต้องการความสะดวกสบาย เดินทางสะดวก และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบในอนาคตก็สามารถย้ายที่อยู่ไปอยู่บ้านเดี่ยวได้เมื่ออยู่ในวัยทำงานที่อายุมากขึ้น การซื้อคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาวจึงเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับคนกลุ่มนี้ และด้วยสภาพสังคมไทยในปัจจุบันที่เรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กลุ่มนี้เป็นอีกกลุ่มสำคัญที่จะให้ความสนใจกับที่อยู่อาศัยในแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว เนื่องจากคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังทำงาน และมีอำนาจการจับจ่ายสูง เพราะเมื่อพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมแล้ว การซื้อคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาวนั้นคุ้มค่ากว่า เพราะพื้นฐานความต้องการของคนกลุ่มนี้ต้องการความปลอดภัยในการใช้ชีวิต ต้องการอยู่ในทำเลที่สะดวกสบาย และความสามารถในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้โดยง่าย โดยเน็กซัสคาดว่าในอนาคต เราอาจจะเห็นคอนโดสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นแบบให้เช่าระยะยาวนี้มากขึ้น   สำหรับในมุมมอง ตลาดลงทุน โดยปกติแล้วคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว จะมีเงื่อนไขการจ่ายเงินจอง และทำสัญญามากกว่าคอนโดแบบขายขาดโดยอยู่ที่ประมาณ 30% ธนาคารก็จะปล่อยกู้ในวงเงิน 70% ที่เหลือ ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวหากเปรียบเทียบกับนโยบายใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในกรณีที่ซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 หรือหลังที่ 3  ส่งผลให้คอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว ไม่ได้เสียเปรียบคอนโดฟรีโฮลด์ในแง่เม็ดเงินลงทุนเบื้องต้นอีกต่อไป สำหรับ ผลตอบแทนจากการลงทุน  คอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว โดยทั่วไปจะให้ผลตอบแทนต่อปีสูงกว่า เนื่องจากราคาขายต่ำกว่าและส่วนใหญ่จะอยู่ในทำเลที่มีความต้องการเช่าสูง นอกจากนี้เงินที่ประหยัดได้จากการซื้อคอนโดที่ถูกกว่าสามารถนำไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ ขนาดห้องที่เหมาะสม และรูปแบบที่ตอบสนองความต้องการของตลาดในแต่ละทำเล  จะเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้คอนโดปล่อยเช่าได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สุดท้าย ตลาดต่างชาติ ก็น่าจะมีอนาคตดีสำหรับคอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว ด้วยปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความคุ้นเคยของต่างชาติ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ของการอยู่คอนโดประเภทนี้ ความง่ายในการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คอนโดแบบให้สิทธิการเช่าระยะยาว รวมถึงเงื่อนไขในการซื้อต่างๆ เช่น ไม่จำเป็นต้องโอนเงินจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสำหรับชาวจีน ที่การโอนเงินออกมาซื้อคอนโดเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก เป็นต้น    
Freehold กับ Leasehold อย่างไหนดีกว่ากัน

Freehold กับ Leasehold อย่างไหนดีกว่ากัน

ระยะ 1-2 ปีหลังมานี้หากใครติดตามข่าวคราวแวดวงอสังหาริมทรัพย์ก็คงจะได้ยินคำว่า Freehold กับ Leasehold กันบ่อยมากขึ้นใช่ไหมคะ เรื่องนี้ดูจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะที่ดินทำเลทองในบ้านเรา แต่สำหรับต่างประเทศเรื่องนี้มีมานานมากแล้วค่ะ แล้วระหว่าง Freehold กับ Leasehold อย่างไหนจะมีดีกว่ากัน เราลองมาเปรียบเทียบกันดูค่ะ   ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับความแตกต่างของ Freehold กับ Leasehold กันก่อนค่ะ   Freehold คือ การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหมายความว่าคนซื้อก็จะได้กรรมสิทธิ์ไปครอบครอง แต่ทั้งนี้ตามกฎหมายแล้วชาวต่างชาติจะสามารถซื้อห้องชุดในคอนโดมิเนียมลักษณะนี้ได้ 49% จากยูนิตทั้งหมดของโครงการ   Leasehold คือ การเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ เรียกง่ายๆ ว่าเช่าในระยะยาว ไม่ได้กรรมสิทธิ์แต่อย่างใด เมื่อครบกำหนดตามสัญญาก็ต้องคืนสิทธิ์ให้เจ้าของหรือต่อสัญญาอีก ซึ่งในบ้านเราก็ตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป และส่วนใหญ่จะเป็นทำเลทองอยู่ใจกลางเมือง   เหตุผลของการต้องมีการซื้อ-ขายแบบ Leasehold กันเกิดขึ้นก็เพราะราคาที่ดินซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าแพงขึ้นอยู่ตลอด ทำให้ราคาแบบเช่าระยะยาวจะมีราคาถูกกว่าซื้อ-ขายขาด ยิ่งทำเลใจกลางเมืองที่ทุกวันนี้ราคาก็ปาเข้าไปหลักล้านบาท/ตารางวา หากจะซื้อที่ดินราคาขนาดนั้นแล้วนำมาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมก็ย่อมต้องมีราคา/ตารางเมตรสูงมากทีเดียว เฉลี่ยแล้วอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท/ตารางเมตร ซึ่งก็เป็นราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปเอื้อมถึงได้ยาก ทุกวันนี้เราจึงเห็นโครงการที่ขายแบบ Leasehold จะเป็นโครงการในระดับ Super Luxury ขึ้นไป หรือไม่ก็เป็น Mix Use แบบโปรเจคยักษ์ใหญ่ ประกอบกับเจ้าของที่ดินเหล่านั้นเองก็เริ่มมองเห็นหนทางการสร้างรายได้ระยะยาวเพิ่มมากขึ้นแทนที่จะขายขาดแล้วจบไป เพราะระยะ 2-3 ปีหลังมานี้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดทะลุ 100% เหตุผลอีกประการหนึ่งคือส่วนใหญ่ที่ดินนั้นมีเจ้าของเป็นหน่วยงานภาครัฐ จึงทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขายขาด เช่น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, กรมธนารักษ์, การรถไฟฯ เป็นต้น     แล้วโครงการแบบ Leasehold ขายใครล่ะ?   ดูแบบนี้แล้วใครๆ ก็อยากซื้อที่ดินแบบ Freehold กันมากกว่าใช่ไหมคะ แล้วแบบนี้ใครจะซื้อคอนโดมิเนียมแบบ Leasehold ล่ะ ในเมื่อไหนๆ จะเสียเงินก้อนโตหรือต้องผ่อนแบบระยะยาวหลายปีแล้ว ก็ซื้อแบบ Freehold เป็นของตัวไปเลยไม่ดีกว่าหรือ คำตอบนี้แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ค่ะ คือ   กลุ่มคนไทยที่มีกำลังทรัพย์มากพอ ซึ่งยอมจ่ายแพงกว่า แต่แลกกับการได้ทำเลที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองที่หาได้ยากเต็มที พร้อมมีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมอยู่รอบตัว ซึ่งโครงการคอนโดมิเนียมแบบนี้ก็ตามมาด้วยบริการหลังการขายรวมไปถึงการดูแลรอบด้านที่ดีตลอดระยะเวลาในสัญญาตามไปด้วย   กลุ่มชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ ฯลฯ ไม่ว่าจะด้วยการทำธุรกิจ หรือซื้อไว้เป็นบ้านหลังที่ 2 เพราะเมื่อเทียบกับราคาคอมโดมิเนียมในประเทศของตัวเองแล้ว คอนโดมิเนียมในประเทศไทยนั้นก็ถือว่ามีราคาถูกกว่ามาก เช่น คอนโดมิเนียมในเมืองเซี่ยงไฮ้ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบ Leasehold มีราคาเฉลี่ยประมาณ 500,000 บาท/ตารางเมตร ไปจนถึง 1,000,000 บาท/ตารางเมตร และตามกฏหมายแล้วชาวต่างชาติสามารถเข้ามาถือครองคอนโดมิเนียมลักษณะนี้ได้อย่างไม่จำกัด     อีกประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นข้อถกเถียงกันใหญ่โตอยู่ในขณะนี้ถึงขั้นตั้งคำถามกันว่านี่จะเป็นการขายชาติหรือไม่ในการให้ต่างชาติมาถือครองที่ดินและการซื้อคอนโดแบบ Leasehold ในเขต EEC แต่ทั้งนี้ทางรัฐบาลก็ได้ออกมาอธิบายแล้วว่าชาวต่างชาติที่สามารถเข้ามาถือครองที่ดินในลักษณะนี้ได้มีการระบุว่าจะถือครองได้ก็ต่อเมื่อเป็นชื่อนิติบุคคลที่มาประกอบกิจการที่เป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด และแม้ว่าในบ้านเราจะยังไม่คุ้นชินกันมากนัก แต่ในต่างประเทศนั้นมีการเช่าซื้อระยะยาวแบบนี้มานานแล้ว จึงทำให้ชาวต่างชาติมีความเข้ากับคำว่า Leasehold อยู่แล้ว   สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นโครงการแบบ Freehold หรือ Leasehold ก็มีทั้งข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันออกไป ใครชอบทำเลใจกลางเมืองมีสิ่งอำนวยความสะดวกอันสมบูรณ์แบบ ใช้ชีวิตแบบคนยุคใหม่ ในอนาคตก็คงต้องเลือกอยู่แบบ Leasehold    เพราะเป็นเทรนด์ใหม่ที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใครที่ยังชอบแบบ Freehold ได้กรรมสิทธิ์เป็นของตัวเองก็ยังคงมีให้เลือกกันอีกมากมากหลายทำเลเลยค่ะ