We Recommend

Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! [VDO]

Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! [VDO]

Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! หลาย ๆ บทความก่อนหน้านี้ เรามีการพูดถึง Bitcoin กันในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “ทำความรู้จักกับ Bitcoin ETFs” ซึ่งเป็นการทำความเข้าใจ​ เรื่องของการลงทุนใน Bitcoin หรือแม้แต่เรื่องพื้นฐานการทำงานของ Bitcoin กับ Blockchain  จากบทความ “Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto” ที่ทำให้เราเห็นภาพว่า Bitcoin มีความสัมพันธ์หรือการทำงานร่วมกับ Blockchain อย่างไร และ Blockchain เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องการโอนเงินอย่างไรบ้าง   โดยบทความในวันนี้ ก็จะเป็นการพูดถึงเรื่องพื้นฐานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin อีกหนึ่งเรื่อง คือ Bitcoin Wallet เพราะว่าเป็นหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการบริหารจัดการ Bitcoin หรือ Cryptocurrency ต่าง ๆ ที่เราได้ซื้อมา เพราะเป็นที่จัดเก็บ Bitcoin ที่เราได้ซื้อมา ซึ่งมี 2 เรื่องสำคัญที่จะอธิบายและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Bitcoin Wallet คือ ลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ Bitcoin Wallet       เข้าใจ Bitcoin Wallet ผ่านการทำงานของ Email เรื่องแรกที่เราที่อยากจะอธิบายก่อน คือ ลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet ว่ามีลักษณะการทำงานอย่างไร เพื่อที่เราจะได้บริหารจัดการ Bitcoin หรือ Cryptocurrency ต่าง ๆ ที่เราซื้อมาได้อย่างถูกวิธี เพื่อความเข้าใจการทำงานของ Bitcoin Wallet จะขอใช้ตัวอย่างการใช้งานของ Email มาเป็นตัวอธิบายลักษณะการใช้งานของตัว Bitcoin Wallet เพราะ Email เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ตัวคอนเซ็ปต์การใช้งานของ Email ก็คล้ายกับตัว Bitcoin Wallet เลย สำหรับการใช้งานของ Email ที่เราคุ้นเคย จะประกอบไปด้วย   1. การ Login   การใช้งาน Email เราจะต้องเริ่มต้นด้วยการ Login เข้าไปใช้งานตัว Email ของเราเพื่อส่ง Email ออกมา ซึ่งการที่เราจะสามารถส่ง Email ออกจาก Email ของเราได้ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ - User หรือ Email Address - Password เพื่อ login เข้าไปใช้ Email ส่งจาก Email ของเรา ออกไปหาคนอื่นได้ ซึ่งข้อมูลสำคัญในส่วนนี้ จะมีข้อมูลที่เราทราบเพียงคนเดียว คือ Password   2. การรับส่งข้อมูล ถัดมาเป็นการรับข้อมูลผ่านทาง Email ซึ่งการรับข้อมูลผ่านทาง Email ต้องใช้ Email Address ของเรา เป็นตัวรับข้อมูลจากผู้อื่น ซึ่งตัวข้อมูล Email Address เป็นข้อมูลที่เราสามารถจะบอกผู้อื่นได้ เพื่อให้ผู้อื่นส่งข้อมูลมาที่  Email Address ของเรา   3.การเก็บข้อมูล (Data storage) ถัดมา คือ การเก็บข้อมูล หรือ Data storage โดยปกติข้อมูล Email Address ของเรา ก็จะถูกเก็บไว้ใน Server ของ Email นั้น ๆ เช่น Gmail จะเป็น Server ของ Google หรือ Hotmail จะเป็นของ Microsoft จะเห็นว่าข้อมูลถูกเก็บไว้บน Server ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ของเรา   4.การเข้าถึง Email    ถัดมาเป็นการเข้าถึงตัว Email ซึ่งการเข้าถึงตัว Email สามารถเข้าถึงได้หลายรูปแบบ อาจจะเข้าถึงตัว Email ผ่านทาง PC ของเราาเอง หรือตัว Laptop หรือสมาร์ทโฟน ก็เข้าถึงตัว Email ของเราได้ทั้งหมด โดยทั้ง 4 องค์ประกอบสำคัญ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อการใช้งานของ Email ซึ่งทั้งหมดเป็นคอนเซ็ปต์การใช้งานของ Email โดยทั่ว ๆ ไป ที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ต่อมาเราจะมาดูลักษณะการใช้งานของ Bitcoin Wallet โดยนำมาเปรียบเทียบการใช้งานของ Email ในแต่ละข้อกัน ซึ่งมีลักษณะการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน   หลักการทำงานของ Bitcoin Wallet 1.การ Login   การใช้งาน Email จะต้อง Login ด้วย User name และ Password แต่สำหรับ Bitcoin หลักการ Login เข้าไปใช้งาน Bitcoin Wallet หรือการส่งตัว Bitcoin ออกจากตัว Wallet เขาเราได้ ต้องใช้ตัว Private Key ซึ่งรหัส Private Key  มีลักษณะตัวอย่างแบบนี้ 5AKYR2XCALKMSUNFADLS87GYgUQAUYD  ซึ่งของจริงจะยาวกว่าตัวอย่างนี้ พอสมควรเลย โดยความสำคัญของตัว Private ถ้าใครก็ตามรู้ตัว Private key ก็จะใช้เข้าไปใช้ตัว Bitcoin Wallet นั้นได้ ทำให้ตัว Private key เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญ ควรเก็บไว้ให้ดี ไม่ให้ใครทราบข้อมูลในส่วนนี้   2.การรับส่งข้อมูล การรับข้อมูลผ่านทาง Email ต้องใช้ Email Address ของเรา แต่การรับตัว Bitcoin จะมีตัว Public key หรือตัว Address ที่เราจะเอาไว้บอกให้คนอื่นทราบเพื่อที่เขาจะได้โอนตัวBitcoin มาหาเราได้ สำหรับตัวรหัส Public key และ Address จะมีลักษณะเหมือนรหัสของ Private Key แต่สั้นกว่า   3.การเก็บข้อมูล (Data storage) ต่อมาเป็นส่วนของ Data Storage หรือเป็นข้อมูลที่จะบอกว่า แต่ละคนมี Bitcoin อยู่เท่าไร ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะถูกบันทึกบนระบบ Blockchain แต่การจัดเก็บข้อมูล Email Address ของเรา จะถูกเก็บไว้ใน Server ของ Email นั้น ๆ   โดยระบบ Blockchain ของ Bitcoin จะมีการบันทึกบอกให้เรารู้ว่า Private key แต่ละอัน มี Bitcoin ครอบครองอยู่เท่าไรจากข้อมูล การโอนเข้าโอนออกของ Bitcoin ในอดีตของแต่ละ Private key เพราะฉะนั้น ข้อมูลที่มีการบันทึกวาใครครอบครอง Bitcoin อยู่เท่าไร จะถูกบันทึกไว้ในระบบ Blockchain   4.การเข้าถึง Bitcoin Wallet  การเข้าถึงตัว Bitcoin Wallet หรือก็คือ การที่เราจะสามารถโอน Bitcoin ออกจาก Wallet ของเราไปหาคนอื่น เราก็สามารถที่จะเข้าถึงได้ทั้งทาง Software Wallet หรือ Hardware Wallet เนื่องจากข้อมูลทั้งหมดของตัว Bitcoin มีการบันทึกในระบบ Blockchain ไม่ได้มีการบันทึกข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์หรือตัว Wallet ของเรา   จากทั้งหมดเราก็สรุปได้ว่า สิ่งที่ Bitcoin Wallet เก็บไว้ก็ถือตัว Private key, Public key หรือตัว Address โดยที่ตัว Private key ที่ Bitcoin Wallet เก็บไว จะเป็นตัวข้อมูลที่เราเอาไว้ใช้เข้าถึงตัว Bitcoin ที่มีการเก็บไว้ในระบบ Blockchain ได้นั่นเอง   Bitcoin จะหายไหม ถ้าคอมพิวเตอร์ถูกขโมย จากลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet เชื่อว่าน่าจะมองเห็นภาพและเข้าใจการทำงานที่ถูกต้องของ Bitcoin Wallet กันแล้ว แต่ก็มักจะมีคนยังข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับตัว Bitcoin Wallet โดยจะขอยกตัวอย่างดังนี้ เพื่อมาอธิบายและทำความเข้าใจอีกครั้ง   นาย A มี Bitcoin Wallet อยู่ในคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วนาย A มีการซื้อ Bitcoin มา 1 BTC , 0.5 BTC, 0.01 BTC บ้าง เข้ามาเก็บไว้ใน Wallet ที่เซฟไว้ในคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ตัวคอมพิวเตอร์ก็หายไป ฮาร์ดดิสก์ก็หายไป นาย A ก็เข้าใจว่าตัว Bitcoin ที่ซื้อมาเก็บไว้ใน Wallet อยู่ในฮาร์ดดิสก์มันไม่มีทางที่จะเอากลับมาได้แล้ว เพราะว่าตัว Bitcoin ถูกเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ที่หายไป ซึ่งความเข้าใจนี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง   แต่จากลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet ทั้งหมด ทำให้ตอนนี้เรารู้แล้วว่าตัว Bitcoin จริง ๆ ไม่ได้หายไปไหนหรอก มันถูกเก็บไว้ในระบบ Blockchain แต่ตัวที่อาจจะหายไป คือตัว Private key ซึ่งถ้านาย A มีการเก็บตัว Private key ไว้ที่อื่น เช่น เก็บไว้ใน Hardware Wallet สำรอง หรือมีการจดไว้ในกระดาษ เขาก็สามารถเข้าถึงตัว Bitcoin ที่มีการบันทึกอยู่ในระบบ Blockchain ได้ แล้วก็สามารถโอนตัว Bitcoin ส่งต่อให้คนอื่นได้   ทั้งหมดนี้น่าทำให้หลายคนที่กังวลใจ ว่ากลัว Bitcoin ที่ซื้อมา เสียเงินลงทุนไปจำนวนมาก คลายกังวลได้ เพียงแต่ต้องรักษา Private key ไว้ให้ดี และต้องจดจำให้ได้ ไม่ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์จะหายไป หรือพังลง ตัว Bitcoin ที่เราซื้อไว้ก็ยังอยู่ ส่วนเรื่องราคาเราไม่อาจจะการันตีได้ว่าจะเท่าเดิม หรือเพิ่มมากขึ้นได้ นักลงทุนทั้งหลายต้องไปลุ้นกันเอาเอง   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก  

ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก [VDO]

ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก [VDO]

ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก เชื่อว่าหลายคนคงมีความสนใจที่จะลงทุนใน Bitcoin และอาจจะรู้จักกับตัว Bitcoin เป็นอย่างดี แต่อาจจะมีเรื่องหนึ่ง คือ Bitcoin ETFs ที่อาจจะยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร ขณะเดียวกันก็อาจจะมีบางคนเช่นกัน ที่เข้าใจและคุ้นเคยกับ ETFs เป็นอย่างดี และมีความสนใจจะเข้าลงทุนใน Bitcoin     ทำความรู้จักกับ Bitcoin ETFs สำหรับบทความครั้งนี้ จึงจะมาอธิบายกันว่า Bitcoin ETFs คืออะไร  แล้วทำไมจึงมีคำกล่าวที่ว่า หากกลต.ของสหรัฐอเมริกา อนุมัติตัว Bitcoin ETFs แล้ว ราคาของ Bitcoin จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก   เริ่มแรกจะขออธิบาย ETFs ก่อนว่าคืออะไร? ETFs เป็นคำที่ย่อมาจากคำว่า Exchange Trade Funds หมายถึง กองทุนที่มีผลตอบแทนอ้างอิงกับหลักทรัพย์ ที่กองทุนนั้นเข้าไปลงทุน อย่างเช่น ถ้ากอง ETFs กองหนึ่งเข้าไปลงทุนในหุ้นปตท.และ BTS โดยผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุน จะขึ้นกับราคาหุ้น และการปันผลของหุ้นปตท.และ BTS   โดยปกติแล้ว ETFs จะอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนรายย่อยให้เข้าไปลงทุนในหลักทรัพย์หลาย ๆ ตัวได้ โดยใช้เงินลงทุนที่ต่ำ ในอัตราหลักพันบาทก็สามารถลงทุนได้แล้ว โดยเป็นการลงทุนผ่านตัวหน่วยลงทุนหรือหุ้นของ ETFs ที่มีสภาพคล่องสูง   สำหรับ Bitcoin ETFs ก็เช่นเดียวกัน การลงทุนใน Bitcoin ETFs นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนตามสินทรัพย์ที่กองทุนเข้าไปลงทุน ซึ่งก็คือตัว Bitcoin นั่นเอง   ตัวหุ้นของกอง ETFs มีลักษณะกลไก เหมือนกับการซื้อขายหุ้น โดยทั่วไปที่ส่วนใหญ่คุ้นเคย ลงทุน Bitcoin แบบไม่ต้องรู้เทคโนโลยี หลายคนที่มีความสนใจลงทุน แต่อาจจะไม่มีความรู้ในเรื่องเทคโนโลยี ไม่รู้เรื่อง Private key, Address รวมถึงการเก็บรักษา Cryptocurrency ก็จะสามารถลงทุนผ่านตัว Bitcoin ETFs ได้ เนื่องจากว่า ตัวหุ้นของกอง ETFs มีลักษณะกลไกลเหมือนกับการซื้อขายหุ้นโดยทั่วไป ที่ส่วนใหญ่คุ้นเคยกัน   โดยกลไกลการทำงานของ Bitcoin ETFs มีลักษณะดังนี้ คือ หากมีบริษัทจัดการกองทุนบริษัทหนึ่ง มีความต้องการตั้งกอง Bitcoin ETFs บริษัทนี้ต้องยื่นขออนุญาตกับทางกลต.ก่อน ซึ่งหลังจากได้รับอนุญาตแล้ว จะดำเนินการจัดตั้งกองทุนและทำการรวบรวมตัว Bitcoin โดยอาจจะซื้อผ่าน Crypto Exchange  แล้วนำตัว Bitcoin ที่ได้มาฝากกับผู้รับฝากหลักทรัพย์ หรือ Custodian Bank หลังจากนั้น ผู้รับฝากหลักทรัพย์ จะออกตัวใบหุ้นของกองทุนนี้ โดยหุ้นนี้จะออกเสนอขายให้กับนักลงทุนได้   สำหรับนักลงทุนที่ซื้อ ETFs ต้องการขายตัวหุ้นเพื่อทำกำไร ในทางทฤษฎี นักลงทุนสามารถนำใบหุ้นมาขายคืนให้กับ Custodian Bank เพื่อจะไถ่ถอนตัว Bitcoin ออกมา แล้วนำไปขายใน Crypto Exchange อีกที แต่ในทางปฏิบัติ ปกตินักลงทุนที่ลงทุนใน ETFs เขาจะนำหุ้นของกองทุนไปขายใน Stock Exchange เลย โดยปกติตัวมูลค่าหุ้นของกอง ETFs จะมีมูลค่าหุ้นเท่ากับตัวมูลค่าหลักทรัพย์ที่กองนี้เข้าไปลงทุนอยู่แล้ว ซึ่งก็คือ Bitcoin   สรุปหลักการทำงานของ Bitcoin ETFs จากที่ได้อธิบายมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ถ้า Bitcoin ETFs สำเร็จขึ้นมา นักลงทุนที่อยากลงทุน Bitcoin แต่ไม่มีความรู้เรื่อง Private key, Address รวมถึงการเก็บรักษา Cryptocurrency ก็จะสามารถลงทุนผ่านตัว Bitcoin ETFs ได้ เนื่องจากว่า ตัวหุ้นของกอง ETFs มีลักษณะกลไกเหมือนกับการซื้อขายหุ้นโดยทั่วไป ที่ส่วนใหญ่คุ้นเคยกัน   จึงมีการคาดการณ์ว่า ถ้าตัว Bitcoin ETFs อนุมัติแล้ว จะมีเม็ดอีกจำนวนมหาศาลเข้าสู่ Cryptocurrency จึงเป็นประเด็นน่าติดตามว่า Bitcoin ETFs จะมีผลต่อตลาด Cryptocurrency อย่างไร เป็นประเด็นที่เราต้องติดตามกันต่อไป   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร?  

Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? [VDO]

Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? [VDO]

Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ในวงการเงินดิจิทัล หรือตลาด Cryptocurrency จำเป็นจะต้องมีตัวกลางในการใช้และเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ จึงมีการสร้าง เหรียญ (Coin) หรือ โทเคน (Token) ขึ้นมาใช้ โดยกำหนดมูลค่าและรูปแบบของเหรียญหรือโทเคนแตกต่างกันออกไป ซึ่ง Coin  กับ Token ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจไม่เข้าใจว่าทั้ง 2 ชนิดนี้ เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร   โดยบทความนี้จะมาอธิบาย และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ Coin และ Token ว่ามีความเหมือนหรือข้อแตกต่างกันอย่างไร​ ทำไมถึงมีการแบ่งประเภท Cryptocurrency บางชนิดเป็น Coin และบางชนิดเป็น Token   รู้จัก Coin & Token และข้อแตกต่าง Coin ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีการพัฒนาระบบ Blockchain เป็นของตนเอง  ระบบและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาจะมีเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับชนิดของ Coin ตัวอย่าง Coin ได้แก่ Bitcoin, Litecoin, Ethereum หรือ Waves  ทั้ง 4 ตัวนี้จะถูกจัดประเภทเป็น Coin เนื่องจากมีระบบ Blockchain เป็นของตัวเอง  การตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction ของการโอน Bitcoin, Litecoin, Ethereum หรือ Waves ก็จะเป็นการคอนเฟิร์มในระบบ Blockchain ของตัวเอง   Token ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอีกชนิดหนึ่ง แต่ไม่มีระบบ Blockchain เป็นของตนเองโดยตรง ต้องอาศัยระบบ Blockchain ของเครือข่ายผู้อื่น ตัวอย่างเช่น OMG (OmiseGo) กับBNB (Binance Coin) ทั้ง 2 ตัวเป็น Token ที่ถูกสร้างบนระบบ Blockchain ของ Ethereum เพราะฉะนั้นการตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction เวลามีการโอน OMG หรือ BNB จะเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction บนระบบ Blockchain ของ Ethereum เพราะ Token ไม่มีระบบ Blockchain เป็นของตัวเอง   โดยข้อสังเกตนี้  หากใครเคยลงทุนด้วยวิธีการ ICO โดยใช้ Ethereum จะสังเกตว่าตัว Address ของ Ethereum ในการลงทุน ICO จะเป็น Address เดียวกับตัว BNB กับ OMG หรือก็คือทุก Token ที่มีการสร้างบน Ethereum จะใช้ตัว Wallet เดียวกันกับ Ethereum หรือก็คือ ตัว Wallet ของ Ethereum อันนี้ ถ้าเรามีการสร้างตัว Wallet ของ Ethereum ขึ้นมา Wallet อันนี้สามารถที่จะนำมาใช้กับตัว Token รวมถึงการโอน Token ทุก ๆ ตัวเลย ที่มีการสร้างขึ้นมาบนระบบ Blockchain ของ Ethereum ซึ่งในตัวอย่างนี้ ก็จะเป็น OMG และ BNB   แต่ Ethereum ก็ไม่ใช่ Coin อันเดียวที่เราสามารถจะสร้าง Token ขึ้นมาได้  อย่างเช่นตัว Waves ที่มีฟังก์ชั่นที่เราจะสามารถสร้าง Token ขึ้นมาได้ อย่างเช่น Waves ก็มีตัว WGR กับ TKS ซึ่งเป็น Token ที่ถูกสร้างขึ้นมาบนระบบ Blockchain ของ Waves โดยถ้าสังเกตจากภาพประกอบด้านล่าง จะเห็นว่าขีดเส้นทึบไว้ตรงข้างบน Bitcoin กับ Litecoin เนื่องจากตัว Bitcoin กับ Litecoin ในปัจจุบันนี้ทั้ง 2 ตัว ยังไม่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่จะทำให้ Developer สามารถที่จะสร้าง Token ขึ้นมาบนตัว Bitcoin กับ Litecoin ได้นะครับ   วิธีเช็คที่มาของToken สำหรับการตรวจสอบว่าในปัจจุบันมี Token อะไรบ้างที่ถูกสร้างบน Platform ของ Ethereum หรือ Platform ของ Waves สามารถตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์ www.coingecko.com ซึ่งจะสามารถตรวจสอบได้ว่ามีตัว Coin ใดบ้างที่สร้างตัว Token ขึ้นมาได้ ซึ่งปัจจุบันจากข้อมูลบนเว็บไซต์ coingecko จะเห็นพบว่ามี Token ต่าง ๆ มากมาย ที่ถูกสร้างขึ้นบน Platform แต่ละ Platform   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร?  

เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? [VDO]

เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? [VDO]

เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร Smart Contract  คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกเขียนขึ้นมาควบคุมการทำงานของระบบ Blockchain บน Platform ต่างๆ เช่น Ethereum เพื่อให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามโปรแกรมที่เขียนไว้   จากบทความก่อนหน้านี้ คือ​ “Blockchain คืออะไร?  เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto” ได้มีการอธิบายถึงหลักการทำงานของ Blockchain ว่า ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในหลายเรื่อง ซึ่งที่ชัดเจน คือ เรื่องของการโอนเงิน (​Money Transfer) ที่ขจัดตัวกลางออกจากระบบ ช่วยลดระยะเวลาการโอนเงิน และลดค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการโอน   ขณะที่การทำงานของระบบ Blockchain บน Platform ต่าง ๆ เช่น Ethereum จะมีชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ที่ถูกเขียนขึ้นมาควบคุมการทำงาน ของ Blockchain ที่เรียกว่า Smart Contract ซึ่งไม่สามารถจะทำให้แก้ไขข้อมูลคำสั่งดังกล่าวได้ จึงถือว่า Smart Contract มีความปลอดภัยป้องกันการแก้ไขปลอมแปลงภายหลัง ซึ่งเหมาะสมสำหรับการโอนเงิน ที่ต้องการความปลอดภัยสูงเช่นกัน   บทความในครั้งนี้ จึงจะอธิบายถึงหลักการทำงานของ Smart Contract สำหรับ Ethereum ว่ามีคุณสมบัติพื้นฐานอะไรบ้าง พร้อมกับกรณีตัวอย่างการใช้งานของ Smart Contract ของ Ethereum ที่น่าสนใจว่าได้เข้ามาช่วยในเรื่องอะไรได้บ้าง     หลักการทำงานพื้นฐานการโอน เริ่มต้นคงต้องอธิบายและทำความเข้าใจกันก่อนเรื่องแรกก่อน คือ ตัว Account ในระบบ Blockchain ว่ามีหลักการทำงานอย่างไร? ปกติการโอนในระบบ Blockchain หรือ การโอนตัว Bitcoin จะต้องมีการ Login เข้าไปใน Account ของผู้จะทำการโอน     กรณีตัวอย่าง สมมุติ A จะโอน Bitcoin ให้ B เริ่มต้น A จะต้อง Login เข้าไปใน Account ของตัวเอง โดยการใช้ Private Key สำหรับ B ก็เช่นเดียวกัน การที่ B จะโอน Bitcoin ให้ A ได้ B ก็ต้องใช้ Private Key Login เข้าไปใน Account ของตัวเองก่อน การโอนในลักษณะนี้ เป็นการโอนโดย  User หรือ ตัวผู้ใช้งาน   ลักษณะการโอนดังกล่าวนี้ ตัวระบบของ Ethereum ก็จะทำการโอนได้เช่นเดียวกัน แต่ตัวที่ระบบของ Ethereum มีเพิ่มเข้ามาคือ ตัว Smart Contract โดยตัว Smart Contract มีคุณสมบัติเบื้องต้นจะเหมือนตัว Account ปกติ เลย คือ รับโอนตัว ETH ได้  โอนตัว ETH ออกได้ ​รวมถึงสะสมตัว ETH ได้ แต่ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าจะต้องมีตัว ETH อยู่ใน Smart Contract   สิ่งที่ Smart Contract แตกต่างจาก Account ปกติ คือ Smart Contract ไม่ได้ถูกควบคุมโดย User แต่ถูกควบคุมโดยชุดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือตัวคำสั่งคอมพิวเตอร์ ที่ถูกเขียนเข้าไปไว้ใน  Smart Contract โดยตัวคำสั่งคอมพิวเตอร์ที่เขียนไว้ใน Smart Contract จะไม่สามารถแก้ไขได้ ถ้าเรามีการสร้าง Smart Contract  แล้วมีการพิมพ์ตกหล่นไป เราต้องสร้าง Smart Contract อันใหม่ขึ้นมาเลย เนื่องจากเราไม่สามารถไปแก้ไข Smart Contract ที่ถูกสร้างขึ้นมาได้   นอกจากนี้ ​ตัว  Smart Contract ยังสามารถส่งข้อมูลเข้าหากับตัว Smart Contract ตัวอื่น ๆ ในระบบ รวมถึงสามารถนำมาใช้ทำงานร่วมกัน คุณสมบัตินี้ของ Smart Contract ถูกเรียกว่า Decentralized Application  หรือที่เรียกกันว่า DApps นั่นเอง   Smart Contract กับการจัดสรรผลประโยชน์ ตัวอย่างการใช้ Smart Contract ที่น่าสนใจ ตัวอย่างแรก เป็นกรณีการจัดสรร Tip box หรือการจัดสรรปันส่วน ให้กับพนักงานภายในร้าน   โดยสมมุติว่า ทางร้านมีพนักงานอยู่ 5 คน A, B, C, D และ E และทางร้านได้ค่า Tip มาจำนวนเท่ากับ 10 ETH แล้วโดยปกติทางร้านจะให้ Manager เป็นคนรวบรวม Tip ส่วนนี้ แล้วนำมาแจกจ่ายให้กับพนักงานในแต่ละคนเท่า ๆ กัน ซึ่งถ้า Manager จัดการตามปกติ ก็จะต้องแบ่งให้กับพนักงานทั้ง 5 คนเท่า ๆ กัน ซึ่งจะได้คนละ 2 ETH ซึ่งการจ่ายลักษณะนี้จะขึ้นอยู่กับ Manager ดังนั้นแล้วอาจจะเปลี่ยนลักษณะการจ่ายค่า Tip ได้ โดย Manager ถ้าชอบ C มากกว่า D ก็อาจจะให้ C เท่ากับ 3 ETH แล้วลดส่วนที่ D ควรจะได้ เหลือแค่ 1 ETH หากทางร้านหันมาใช้ตัว Smart Contract แทนการให้ Manager มาจัดการจัดสรรปันส่วนค่า Tip นี้ พนักงานทั้ง 5 คนจะได้รับค่า Tip ในส่วนนี้เท่า ๆ กันทุกครั้ง เพราะว่าตัวเงื่อนไขใน Smart Contract ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้   จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่า ตัว Smart Contract  นอกจากจะอำนวยความสะดวกการจัดสรรปันส่วนแล้ว จะทำให้ทุกคนมั่นใจว่า จะได้รับการจัดสรรปันส่วนค่า Tip ตามกฎที่ตกลงไว้ตอนแรกแน่นอน   Smart Contract กับการระดมทุนของ Startup   อีกกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ เรื่องของการระดมทุน เป็นกรณีที่ Startup จะระดมทุน ผ่าน Crowd Funding  ตัวอย่างนี้กำหนดให้ Startup ต้องการระดมทุนเท่ากับ 30 ETH โดยปกติการระดมทุนผ่าน Crowd Funding ต้องผ่านตัวกลางเข้ามาช่วยระดมทุน โดยเป็นพวก Middleman ซึ่ง Middleman เมื่อเข้ามาช่วยจะต้องมีการขอค่าธรรมเนียม (Fee) ส่วนหนึ่งสำหรับการระดมทุน  ตัวอย่างนี้เท่ากับ 6 ETH นั่นหมายความว่า การระดมทุนครั้งนี้ต้องระดมทุนให้ได้เท่ากับ 36 ETH และถ้าการระดมทุนดำเนินการไปอย่างเรียบร้อย เท่ากับ 36 ETH  Middleman ก็จะเก็บไป 6 ETH และส่งให้ Startup ไป 30 ETH   แต่ถ้าการระดมทุนไม่ได้ตามเป้าหมาย Middleman จะทำการส่งเงินคืนไปที่ A, B, C (ผู้ให้ทุน) โดยปกติการคืนเงินไปให้ A, B, C จะไม่ได้คืนเงินทันที จะต้องใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่ง และบางครั้งก็มีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการคืนเงินให้ A, B, C   แต่หากการระดมทุนครั้งนี้ ตัว Startup เปลี่ยนมาใช้ Smart Contract มาใช้ในการระดมทุน ตัว Smart Contract จะไม่คิดค่าธรรมเนียมทั้งการจัดระดมทุน หรือแม้แต่การคืนเงินหากระดมทุนไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะฉะนั้น ตัวเลขของการระดมทุนครั้งนี้จะเท่ากับ 30 ETH     และถ้าการระดมทุนครั้งนี้เป็นไปตามเป้า ทาง Startup จะเท่ากับ 30 ETH แต่ถ้าการระดมทุนครั้งนี้ไม่สำเร็จ หรือไม่ได้ตามเป้า ตัว Smart Contract จะทำการคืนเงินไปให้ที่ A, B, C, D ทันที และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งจากตัวอย่างนี้ ตัว Smart Contract จะช่วยอำนวยความสะดวกในการระดมทุน ทั้งฝั่ง Startup และฝั่งผู้ให้เงินลงทุน คือ A, B, C และนอกจากนี้ยังช่วยลดค่าธรรมเนียม  รวมถึงช่วยเรื่องความเร็วในการระดมทุนและคืนเงิน   จากกรณีตัวอย่างทั้ง 2 เรื่อง จะเห็นว่า Smart Contract ช่วยประโยชน์ได้ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดได้ จึงเกิดความยุติธรรม และความปลอดภัยของระบบ การช่วยลดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการทำงาน และช่วยเรื่องความรวดเร็วในขั้นตอนการทำงานด้วย   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง?  

ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? [VDO]

ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? [VDO]

ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto ในโลกการเงินดิจิทัล สิ่งหนึ่งที่มีการทำธุรกรรมเหมือนกับโลกการเงินปกติ คือ การโอนเงินระหว่างบุคคล หรือ การโอนเหรียญ หรือเงินดิจิทัลต่าง ๆ ทำให้หลายคนที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการเงินดิจิทัลมากนัก เกิดข้อสงสัยว่า หลักการโอนเงินของ Cryptocurrency มีหลักการอย่างไร? มีความแตกต่างจากการโอนเงินผ่านระบบ Digital Banking ที่ทางธนาคารมีให้โอนผ่าน Internet Banking หรือ Mobile Application อย่างไร?   โดยจะขออธิบายให้เห็นถึงหลักการทำงานของทั้ง 2 ระบบ ว่ามีทั้งความเหมือน และความต่างกันอย่างไรบ้าง?   การโอนทั้ง 2 ระบบต้องใช้ Username-Password เพื่อความชัดเจนและความเข้าใจ ขอยกตัวอย่างดังนี้ คือ A ต้องการโอนเงินให้กับ B จำนวน 1,000 บาท สิ่งที่ A ต้องทำสิ่งแรก คือ A ต้อง Login เข้าไปในบัญชีธนาคารของ A ก่อน ซึ่งปกติต้องใช้ Username และ Password หลังจากนั้น A จะสามารถโอนเงินได้ โดย A ต้องมีข้อมูลเลขที่บัญชีธนาคารของ B   จากกรณีตัวอย่าง จะพบว่าลักษณะของข้อมูลมี 2 ชนิด ได้แก่ 1.Private ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนของ A ได้แก่ Username และ Password 2.Public ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนของ B ได้แก่ เลขที่บัญชีธนาคาร   ลักษณะของข้อมูลดังกล่าว จะพบว่าข้อมูลแบบ Private ของ A ซึ่งเป็นข้อมูลเฉพาะตัวของ A นั้น จะไม่สามารถบอกใครได้ หากคนอื่นรู้ข้อมูล ก็จะสามารถทำการ Login เข้ามาในบัญชีธนาคารของ A แล้วทำการโอนเงินออกไปได้ ในขณะที่ข้อมูลเลขที่บัญชี ซึ่งเป็นข้อมูลแบบ Public ที่สามารถนำเอาไปบอกคนอื่นได้ เช่น B ต้องการให้คนอื่นโอนเงินมาให้ B ก็ต้องบอกเลขที่บัญชีไป ไม่อย่างนั้น คนอื่นจะไม่สามารถโอนเงินมาหา B ได้ ดังนั้น ข้อมูลแบบ Public จึงบอกคนอื่นได้   จากกรณีตัวอย่าง หากมาลองพิจารณาข้อมูลของ A ในลักษณะที่เป็น ข้อมูล Private จะพบว่ามีคน 2 คนที่รู้ข้อมูล คือ A ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชี และระบบของธนาคาร ดังนั้นตัวระบบของธนาคารจึงตกเป็นเป้าหมายของ Hacker ในการล้วงเอาข้อมูลพวก Username และ Password ของผู้ใช้งานออกไป   "การที่มีข้อมูลของเราไว้ในตัวของระบบธนาคาร ก็มีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ ถ้า A ลืม Username หรือ Password A ก็ไปติดต่อกับธนาคร เพื่อขอกู้ Username กับ Password หรืออาจจะขอ Username หรือ Password อันใหม่มาใช้งานได้" แล้ว Cryptocurrency มีหลักการโอนให้กันอย่างไร? ขอยกกรณีตัวอย่างดังนี้ ถ้า A ต้องการโอน Bitcoin ให้ B สิ่งที่ A จะต้องทำ คือ A ต้อง Login เข้าไปในตัว  Wallet ของ A เอง ที่มีการเก็บตัว Bitcoin นี้ไว้ เพื่อเตรียมโอนให้ B ซึ่งการที่ A จะ Login เข้าไปใช้งานใน Wallet นี้ได้จะต้องใช้ตัวที่เรียกว่า Private Key หรือตัว Seed Phrase หรือเป็นวิธีการอื่น ๆ แล้วแต่ software ที่เราใช้งานในการสร้าง Wallet   หลังจาก A Login เข้าไปแล้ว A จะโอน Bitcoin ให้ B ก็ต้องทราบเลขที่บัญชีของ B ซึ่ง เลขที่บัญชีของ Cryptocurrency จะใช้ตัวที่ เรียกว่า Address   ข้อมูลพวก Private Key หรือ Seed Phrase เป็นข้อมูลที่ลักษณะ Private ซึ่ง A จะต้องเก็บรักษาข้อมูลนี้ไว้ให้ดี ถ้ามีใครรู้ข้อมูลนี้และนำไปใช้งาน ก็สามารถ Login เข้ามาใช้งานตัว Wallet นี้ได้ สามารถทำการโอนเหรียญต่าง ๆ ที่อยู่ใน Wallet นี้ออกไปได้ทั้งหมด   ส่วนข้อมูล Address เรียกว่าเป็นข้อมูล Public ซึ่งหลักการเหมือนกับเลขที่บัญชีธนาคาร ถ้า B ต้องการให้คนโอนเงินมาให้ ก็ต้องส่ง Address ให้ผู้ที่จะทำการโอนทราบ เพื่อส่งมาให้ถูก Address   พิจารณาข้อมูลในส่วน Private เนื่องจากระบบ Blockchain ไม่มีตัวกลางเหมือนธนาคาร ที่จะมาเก็บข้อมูลตัว Private Key หรือ Seed Phrase ดังนั้น A จะต้องจำข้อมูลในส่วน Private Keys หรือ Seed Phrase เอาไว้เอง ถ้า A  เกิดทำข้อมูลนี้สูญหาย A ก็จะไม่สามารถ Login เข้ามาใช้งานตัว Wallet นี้ได้ ซึ่งกรณี Private Key สูญหาย ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัว Bitcoin บางส่วนหายไปจากระบบ เนื่องจากเจ้าของทำข้อมูลส่วนนี้หายไป ทำให้ไม่สามารถโอน Bitcoin ออกมาจาก Wallet ที่เขาเคยมีได้   Web Crypto Exchange ใช้งานเหมือนหรือต่างอย่างไร? หลายคนอาจเคยสงสัย Web Crypto Exchange ที่ต้องใช้ระบบ Username และ Password อยู่ มีความแตกต่าง หรือความเหมือนกับการใช้งานการโอน Cryptocurrency อย่างไรบ้าง? "การใช้งานของ Web Crypto Exchange คือ การเช่า Wallet ของ Web Crypto Exchange เพื่อใช้ในการซื้อขาย" โดย Web Crypto Exchange จะเป็นผู้ครอบครอง Private Key และเก็บข้อมูล Username และ Password ไว้เช่นเดียวกับระบบธนาคารทั่วไป ดังนั้น Web Crypto Exchange จึงมีสิทธิ์ระงับการโอนเงินของเราได้เหมือนกับธนาคารทุกประการ เนื่องจากเราอยู่ในฐานะผู้เช่า Wallet แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของ Wallet นั่นเอง   ความปลอดภัยด้วยระบบ Blockchain มีคนสงสัยว่าตัว Private Key กับ Address มีความเกี่ยวข้องอะไรในระบบ Blockchain ที่นำมาใช้ในการโอนเงิน Cryptocurrency  ซึ่งในระบบ Blockchain จะมี 3 ตัวที่เรามักได้ยินเวลาพูดถึงการเข้ารหัส  ตัวแรกเป็น​ Private Key คือตัวที่เราเอาไว้ใช้ Login เข้าระบบ สำหรับการโอนเงิน การรับเงิน ตัวถัดมาคือ Public Key  และ Address   ในการสร้าง Wallet แต่ละครั้ง จะมีลำดับดังนี้ - ระบบ Blockchain จะสร้างตัว Private Key ขึ้นมาก่อนเป็นตัวแรก - ถัดมา Blockchain จะใช้ตัว Private Key มาสร้าง Public Key ตัวที่ 2 - หลังจากนั้น Blockchain จะใช้ตัว Public Key สร้างตัว Address ออกมาเป็นตัวที่ 3   โดยมีหลักการสำคัญ คือ หน้าตาของรหัสทั้ง 3 ตัวนั้นแทบจะไม่เหมือนกันเลย และไม่สามารถนำมาคำนวณย้อนกลับไปหารหัสชุดก่อนหน้าได้ ซึ่งถือเป็นความปลอดภัยสูงสุดของระบบ Blockchain  การปกป้องตัว Private Key ของ Blockchain ทำให้การโอน Cryptocurrency มีความปลอดภัยสูงนั่นเอง   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล  

อัพเดท ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ประจำเดือนพฤศจิกายนตุลาคม 2564

อัพเดท ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ประจำเดือนพฤศจิกายนตุลาคม 2564

อัพเดท ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ประจำเดือนพฤศจิกายนตุลาคม 2564 ภาพรวมธนาคารยังตรึงดอกเบี้ยเท่ากับช่วงก่อนหน้า เพื่อกระตุ้นยอดสินเชื่อ โดยแบงก์ออมสินจัดแคมเปญดอกเบี้ยถูกสุด 0% ใน 6 เดือนแรก ส่งผลให้ดอกเบี้ยเฉลี่ยปีแรก 0.75% เท่ากับแบงก์กรุงไทย เริ่มต้นเดือนพฤศจิกายน 2564 ประเทศไทยได้เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศของรัฐบาลไทย เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับภาวะเศรษฐกิจไทย ที่กำลังจะฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากการแพร่ระบาดไม่ลุกลามหรือรุนแรงไปกว่านี้   เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น เงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบมากขึ้น กำลังซื้อของคนไทยก็น่าจะเพิ่มมากขึ้น และคงมีความเชื่อมั่นต่ออนาคตของตนเอง ว่าจะมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์เป็นอย่างนี้แน่นอนว่า การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนคนไทย ก็คงมีมากขึ้นตามมา ทำให้นักการตลาดคงต้องจัดแคมเปญออกมาสร้างยอดขายกันมากขึ้นด้วย   สำหรับใครที่มีความต้องการซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม โดยประเมินสถานการณ์และฐานะทางการเงินของตนเองแล้วว่าสามารถหามาผ่อนชำระได้ตลอดอายุสัญญา และวางแผนว่าจะซื้อที่อยู่อาศัยของตนเอง ช่วงเวลานี้ก็เป็นโอกาสที่ดี เพราะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในเกณฑ์ต่ำ แถมด้วยโปรโมชั่นจากดีเวลลอปเปอร์มีออกมามากมายด้วย และมีข่าวแว่ว ๆ จากดีเวลลอปเปอร์บางรายที่ออกมาส่งสัญญาณว่า อนาคตราคาบ้านและคอนโดขยับเพิ่มขึ้นแน่ ๆ เพราะช่วงที่ผ่านมาเป็นจุดต่ำสุดของตลาดอสังหาฯ แล้ว ดังนั้นใครสนใจก็รีบพิจารณากันโดยเร็ว   ส่วนใครตัดสินใจได้แล้วว่าจะซื้อบ้านหรือคอนโดจากแบรนด์ที่ชื่นชอบ ก็ลองมาดูกันว่าแต่ละธนาคารมีการให้สินเชื่อกู้ซื้อบ้านในอัตราเท่าไรบ้าง สำหรับเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วภาพรวมก็ยังไม่ได้แตกต่างจากเดือนที่ผ่านมาเท่าไรนัก ส่วนใหญ่อัตราดอกเบี้ยยังคงที่ แต่มาอัพเดทกันอีกทีว่าแบงค์ไหนให้อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านเท่าไรกันบ้าง 1.ธนาคารกรุงเทพ สำหรับการธนาคารกรุงเทพ มีสินเชื่อบ้านบัวหลวง ที่ให้บริการลูกค้า 2 กลุ่ม คือ ลูกค้าพนักงานที่มีรายได้ประจำ และลูกค้าทั่วไป  โดยอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด เดือนพฤศจิกายนยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ  วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท  (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1   ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น 5.2%  (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.2% (MRR-1.75%) หลังจากนั้น 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65% อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45% (MRR-1.50%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.58% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.58% อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.50% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น  5.45% (MRR-0.50%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.87% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 4.45%(MRR-1.50%) ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45%(MRR-1.50%) หลังจากนั้น 5.45%  (MRR-0.50%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.9% อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.7%(MRR-1.25%) หลังจากนั้น 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 4.075%(MRR-1.875%) ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น 5.2%(MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.58%   -กรณีวงเงิน ตั้งแต่ 500,000 บาทแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย คงที่ปีแรก 4.75% หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีวงเงินต่ำกว่า ​500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันสิทธิการเช่า ​คิดอัตราดอกเบี้ย​ MRR-0.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันที่ดินเปล่าเพื่อการอยู่อาศัย คิดอัตราดอกเบี้ย ​MRR-0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา   หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับผู้ที่ยื่นคำขอสินเชื่อพร้อมเอกสารครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.- 31 ธ.ค.​ 64 โดยผู้กู้ต้องลงนามในสัญญากู้ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่อนุมัติสินเชื่อ​และจดทะเบียนจำนองพร้อมเบิกเงินกู้งวดแรกหรือทั้งหมดภายใน 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญา ​ -พนักงานที่มีรายได้ประจำ หมายถึง พนักงานที่มีรายได้หลัก หรือ มีความสามารถในการชำระคืนหลัก จากรายได้ประจำ -รูปแบบการชำ​ระแบบคงที่ เลือกผ่อนได้ทุกทางเลือก/รูปแบบการผ่อนชำ​ระแบบขั้นบันได เลือกผ่อนได้เฉพาะทางเลือกที่ 1 -อัตราส่วนวงเงินกู้สูงสุดและมูลค่าหลักประกันให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย -อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันตามประกาศของธนาคาร ณ วันที่ 17 มิ.ย. 64 เท่ากับ 5.95% ต่อปี -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ​​ 2.ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงไทย มีสินเชื่อสำหรับบ้านใหม่ แคมเปญ สินเชื่อบ้านกรุงไทย…สุขใจถ้วนหน้า โดยไม่คิดค่า  ธรรมเนียมยื่นกู้  โดยเดือนนี้มีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด มีการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงจากช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา​ดังนี้ แบบทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 0.75%  ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.82% (MRR-2.4%) ปรับเพิ่ม 0.15% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.67% (MRR-2.55%) ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.82% (MRR-2.4%) ปรับเพิ่ม 0.15% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.67% (MRR-2.55%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.80% ปรับเพิ่ม 0.11% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 2.69% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.04% ปรับเพิ่มขึ้น 0.02% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.02% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.0%  ไม่เปลี่ยนแปลง ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.82% (MRR-2.4%) ปรับเพิ่ม 0.15% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.67% (MRR-2.55%)  3.67% (MRR-2.55%) ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.87% (MRR-2.35%) ปรับเพิ่ม 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.67% (MRR-2.55%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.90% ปรับเพิ่มขึ้น 0.12% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 2.78% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.08% เพิ่มขึ้น 0.04% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.04%   สินเชื่อสำหรับการกู้ซื้อบ้านที่ธนาคารออกค่าจดจำนองให้** และ ฟรี ค่าธรรมเนียมยื่นกู้ แบบทำประกัน  คิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 0.75% ไม่เปลี่ยนแปลง ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.97% (MRR-2.25%) ปรับลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย  4.17% (MRR-2.05%) ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.97% (MRR-2.25%) ปรับลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย  4.17% (MRR-2.05%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.90% ปรับลดลง 0.13% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.03% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.24% ปรับเพิ่มขึ้น 0.12% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.12% แบบไม่ทำประกัน  คิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.0%  ไม่เปลี่ยนแปลง ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 3.97% (MRR-2.25%) ปรับลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย  4.17% (MRR-2.05%) ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 4.02% (MRR-2.20%) ปรับลดลง 0.15% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.17% (MRR-2.05%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 3.0% ปรับลดลง 0.11% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.11% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา = 4.27% ปรับเพิ่มขึ้น 0.12% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.15%   การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ* : ทำประกันทางเลือกใด ทางเลือกหนึ่ง ดังนี้ 1.ทำ MRTA/GLT SP เต็มวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 10 ปี 2.ทำ MRTA/GLT SP 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลากู้ 3.ทำ MRTA/GLT SP 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลากู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 15 ปี ทั้งนี้ การทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อเป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้า และไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ **ธนาคารออกค่าจดจำนองให้ 1% สูงสุดไม่เกินรายละ 200,000 บาท หากลูกค้าปิดบัญชีก่อน 5 ปี ธนาคารจะเรียกเก็บค่าจดจำนองคืน ***อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) คำนวณจากวงเงินกู้ 1.00 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี ผ่อนชำระ 6,500 บาท/เดือน เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด การพิจารณาสินเชื่ออยู่ภายใต้ดุลยพินิจของธนาคาร ยื่นสมัครสินเชื่อ ภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2564 MRR = 6.22% ต่อปี (ณ 1 เม.ย. 2564) 3.ธนาคารกรุงศรี ธนาคารกรุงศรี มีสินเชื่อบ้านกรุงศรี เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านใหม่/บ้านมือสอง) สำหรับลูกค้าทั่วไป โดยมีแคมเปญฟรี ค่าธรรมเนียมสำรวจ และค่าประเมินอัตราดอกเบี้ยยังคงเท่าเดิมจากเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากมีระยะเวลาการใช้อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ 1 ก.ย.- 31 ธ.ค. 64 โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สำหรับการกู้ในวงเงิน 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.9% ( MRR-3.15%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.00%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.97% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.39% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.50% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย MRR-1.60% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.21% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.52% สำหรับการกู้เงินในวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.55%  (MRR-3.50%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.3%  (MRR-2.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.52% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.02% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.25% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 4.1% (MRR-1.95%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.3% (MRR-1.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.7%  (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.89% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.23%   หมายเหตุ * อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงการแสดงตัวอย่าง โดยคำนวณจากฐานวงเงินกู้ 2 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท และฐานวงเงินกู้ 5 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ด้วยระยะเวลาการกู้ 10 ปี ในกรณีที่ลูกค้า ซื้อ MRTA/MLTA หากค่าเบี้ย MRTA/MLTA เปลี่ยนแปลง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ เงื่อนไขการรับสิทธิพิเศษสาหรับลูกค้าที่ซื้อประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA/MLTA) -รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เฉพาะในปีที่ 1 จากอัตราดอกเบี้ยทุกทางเลือก ลูกค้าต้องซื้อ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการตามเงื่อนไขดังนี้ 1.ผลิตภัณฑ์ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการได้แก่ MRTA : แผนกรุงศรี เซฟตี้โลน 1 พลัส หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 1 หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 2 / MLTA : กรุงศรี รักบ้าน รักคุณ หรือกรุงศรี รักบ้าน รักคุณ พลัส เท่านั้น 2.กรณีผู้กู้หลักเป็นพนักงานเงินเดือนที่มีรายได้ ประจำ​ต้องซื้อ MRTA/MLTA 100% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี หรือซื้ออย่างน้อย 70% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความ คุ้มครองไม่ต่ำกว่า 20 ปี 3.กรณีผู้กู้หลักเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว ต้องซื้อ MRTA/MLTA อย่างน้อย 80% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 10 ปี หรือซื้อย่างน้อย 50% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี 4.กรณีมีผู้กู้ร่วม สามารถซื้อ MRTA/MLTA เฉพาะผู้กู้หลักเพียงคนเดียวได้ หรือหากผู้กู้ร่วมประสงค์ที่จะซื้อ MRTA/MLTA ด้วย ผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมทุกคนจะต้องมีทุนประกันขั้นต่ำในสัดส่วนที่เท่ากัน ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย เป็นอัตราดอกเบี้ยปกติตามที่ลูกค้าได้เลือกไว้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในกรณีที่บริษัทประกันไม่ อนุมัติ MRTA/MLTA หรือในกรณีที่ลูกค้าขอยกเลิก MRTA/MLTA -ตามประกาศธนาคาร ณ วันที่ 21 พ.ค. 63 อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.05% ต่อปี -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 64 – 31 ธ.ค. 64 โดยจดจำานองและเบิกรับเงินกู้ภายในวันที่ 31 ม.ค. 65 -ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร -การพิจารณา อนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด -วงเงินกู้อนุมัติสูงสุดเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด และไม่เกินกว่า วงเงินกู้สูงสุดต่อมูลค่าหลักประกัน (ราคาซื้อขาย) ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บค่าเบี้ยปรับกรณีปิด ภาระหนี้ก่อนกำหนด (กรณีที่ลูกค้ารีไฟแนนซ์ไปสถาบันการเงินอื่นภายใน 3 ปีแรกนับจากวันทำสัญญา) คิดเป็น 3% ของยอดหนี้คงเหลือ 4.ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย มีสินเชื่อกู้ซื้อบ้านสำหรับบ้านใหม่ให้กับลูกค้าทั่วไป โดยพิจารณาเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ และกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ ซึ่งเดือนนี้อัตราดอกเบี้ยไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ระจำ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 7.72% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 7.72% สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 8.22% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 8.22% % หมายเหตุ : -อัตราดอกเบี้ย MRR = 5.97% (ประกาศ ณ วันที่ 22 พ.ค. 63) -อัตราดอกเบี้ยข้างต้นสำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้สินเชื่อบ้านตั้งแต่ 20 ก.ค.  – 31 ธ.ค. 64 -สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภทรวมอาคารพาณิชย์ยกเว้น Refinance และการปล่อยกู้เพื่อซื้อที่ดินเปล่า -มีค่าสำรวจและประเมินราคาหลักประกันโดยบริษัท โพรเกรส แอพไพรซัล หรือบริษัทประเมินที่ธนาคารรับรอง คิดขั้นต่ำ 3,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) -วงเงินให้กู้สูงสุดไม่เกิน 90% ของเราซื้อขายและไม่เกิน 90% ของราคาประเมินหลักประกัน 5.ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารเกียรตินาคิน มีสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านใหม่ : กรณีซื้อบ้านจากบริษัทพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ที่ธนาคารกำหนด) ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราดเดิมเท่ากับเดือนที่ผ่านมา โดยธนาคารเกียรตินาคินมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  2.450%-2.750% ปีต่อไป ดอกเบี้ย  4.775% (MLR-1.75%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.650%-2.950% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%) ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี  แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.60%-2.99% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.80%-3.19% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%) หมายเหตุ 1.อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับปัจจัยอ้างอิง เช่น อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ซึ่งธนาคารจะแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว  โดยจะประกาศไว้ ณ สถานที่ทำการให้บริการและ​เว็บไซต์ของธนาคาร 2.MLR ณ วันที่​ 18 สิงหาคม 2563 เท่กับ​ 6.525% ต่อปี 3.เลือกทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ​(MRTA)ผ่านธนาคาร ทุนประกันภัยเท่ากับวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาเอาประกันภัยขั้นต่ำ 10 ปี กรณีที่ระยะเวลาการกู้ไม่ถึง 10 ปี ให้ระยะเวลาเอา​​​​​​ประกันภัยเท่ากับระยะเวลาการกู้ 4.กรณี Refinance ไปสถาบันการเงินอื่นก่อนครบ 3 ปี แรก คิดค่า​ Prepayment Penalty 3% ของเงินต้นคงค้าง 5.​กรณีเลือกใช้เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยแบบฟรีค่าจดจำนอง ​​หากลูกค้า Re-Finance หรือชำระปิดบัญชีก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ ลูกค้าต้องชำระค่าจดจำนองที่ธนาคาร เคยสำรองจ่ายให้แก่ธนาคาร​ 6.ค่าประเมินหลักประกันเริ่มต้น 3,210 บาท  ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท) 7.เบี้ยประกันอัคคี ​เป็นไปตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด ​โดยผู้กู้สามารถเลือกทำประกันกับบริษัทที่น่าเชื่อถือใดก็ได้ ​ a.อัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุด ต่อหลักประกัน 100% ของราคาซื้อขายจริง หรือราคาประเมินธนาคาร แล้วแต่ราคาใดต่ำกว่า ยกเว้นธนาคารมีกำหนดเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ สำหรับบางโครงการ อาจจะได้รับอัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อหลักประกัน​ 100% b.ระยะเวลากู้สูงสุด ​30 ปี (อายุผู้รวมระยะเวลากู้ไม่เกิน 65 ปี สำหรับพนักงานเงินเดือนประจำ และไม่เกิน 70 ปี สำหรับเจ้าของกิจการ/ธุรกิจส่วนตัว) 6.ธนาคารซีไอเอ็มบี ธนาคารซีไอเอ็มบี สินเชื่อบ้าน โฮมโลนฟอร์ยู ให้กับพนักงานประจำ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ประกอบการ และเจ้าของกิจการ  โดยคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับเดือนที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารซีไอเอ็มบี มีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สำหรับพนักงานประจำ รายได้ 15,000 บาท หรือเจ้าของกิจการรายได้ 30,000 บาท ประเภททำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.25% (MRR-3.10%) ระยะเวลาที่เหลือ ดอกเบี้ย 5.35% (MRR-2.00%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.25% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.07% แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.55% (MRR-2.80%) หลังจากนั้น 5.35% (MRR-2.00%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.15% หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินกู้ 2 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 15 ปี (MRR=7.35% ประกาศ ณ วันที่ 10 เมษายน 2563) -ธนาคารยังมีอัตราดอกเบี้ยสำหรับพนักงานประจำรายได้ 30,000-50,000 หรือเจ้าของกิจการรายได้ 50,000 บาทขึ้นไปไว้พิจารณาด้วย รวมถึงสินเชื่อสำหรับโครงการที่ธนาคารเป็นผู้สนับสนุน 7.ธนาคารทีทีบี ธนาคารทีทีบี มีสินเชื่อบ้านใหม่ สำหรับการซื้อบ้านหรือคอนโดจากโครงการทั่วไป จะได้รับฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย ค่าจดทะเบียนจำนอง และค่าประเมินหลักทรัพย์ ซึ่งยังคงใช้อัตราดอกเบี้ยเท่ากับเดือนตุลาคมที่ผ่านมา  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ทางเลือก 1 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.23%) หลังจากนั้น อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.05% ดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.46% ทางเลือก 2 (ฟรีค่าจดจำนอง) ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.4% (MRR-1.88%) หลังจากนั้น 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.4% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือก 3 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 4.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา ดอกเบี้ย 4.65%   หมายเหตุ สมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ได้แก่ 1.สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ สไมล์โฮม หรือ สไมล์โฮม พลัส ​ 2.สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีทีบี เพื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3.สมัครบัตรเดบิต ttb (กรณีที่คุณมีบัตรเดบิต ttb แล้ว ไม่ต้องสมัครเพิ่ม) กู้ซื้อบ้าน คอนโดใหม่ กับทีทีบี รับข้อเสนอพิเศษ ด้วยอัตราดอกเบี้ย ให้เลือก 2 แบบ ดังนี้ แบบที่ 1 สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท -รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี -ฟรีประกันอัคคีภัยมูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของเงินกู้สูงสุดถึง 200,000 บาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง แบบที่ 2 สมัครผลิตภัณฑ์เสริมไม่ครบทั้ง 3 ประเภท​ -ฟรีประกันอัคคีภัย มูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมรวมถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร -MRR (Minimum Retail Rate : อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี) = 6.28% ต่อปี ณ วันที่ 7 พ.ค. 64 -การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA) ไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ ทำเพื่อประโยชน์หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นกับผู้กู้ในขณะที่ยังชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผู้กู้และธนาคาร และไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ -สำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.-31 ธ.ค.64 และจดจำนองภายใน 31 ม.ค. 65 8.ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีสินเชื่อบ้านสำหรับลูกค้าทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารไทยพาณิชย์  คิดมีอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ แบบไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.995% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.995% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.995% แบบทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ มากกว่าหรือเท่ากับ 70% ของวงเงินกู้ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.950% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.950% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.983% หมายเหตุ -กรณีใช้ดอกเบี้ย​แบบทำประกัน​ Credit Life 70% กำหนดให้ทำทุนประกันไม่น้อยกว่า 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลาเอาประกัน 70% ของระยะเวลากู้ตามสัญญา โดยกำหนดให้เอาระยะเวลาขั้นต่ำ 10  ปี (กรณีระยะเวลากู้ตามสัญญาต่ำ​10 ปี กำหนดให้ระยะเวลาเอาประกันเท่ากับระยะเวลากู้ตามสัญญา) ​-ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ รับประกันภัยโดย บมจ. ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต บริษัทนเครือกลุ่มเอฟดับบลิวดี หากต้องการสอบถามรายละเอียด เกี่ยวกับการประกันภัยเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ ศูนย์บริการลูกค้า โท​ร. 1315 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 – 20.00 น. -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข ​​ก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุก​ ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าผู้ชี้ช่อง หรือจัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันภัยเท่านั้น ​การพิจารณารับประกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับประกันภัย ของบริษัทประกันภัย -อัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารไทยพาณิชย์ เท่ากับ 5.995% ต่อปี ​(ประกาศ ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2563) ซึ่งอาจะเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศธนาคาร -อัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ระบุในตารางเป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในฉบับนี้เท่านั้น ​ซึ่งอาจะมีความแตกต่างกัน ตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีลูกค้าบอกเลือกประกันชีวิต หรือขอเวนคืนกรมธรรม์ หรือทำประกันไม่ครบกำหนดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ​ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยวงเงินกู้ เป็นอัตราดอกเบี้ยทั่วไป  ตามประกาศธนาคาร ระยะเวลากู้ตามสัญญา วงเงิน ระยเวลาผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย คุณสมบัติ เอกสารปรกอบการพิจารณา และการอนุมัติเป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด 9.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์  หรือ ธอส. มีสินเชื่อสำหรับการซื้อบ้านหลากหลายประเภท โดยประเภทสินเชื่อโครงการบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2564 ​มีการคิดอัตราดอกเบี้ย ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.75% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.75% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.75% (MRR-1.4%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ย 5.4% หมายเหตุ ยื่นคำขอกู้และอนุมัติตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 64 – 30 ธ.ค. 64   (ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการก่อนกำหนด หากธนาคารให้สินเชื่อเติมวงเงินของโครงการแล้ว) อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.15% ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 10.ธนาคารยูโอบี ธนาคารยูโอบี มีสินเชื่อบ้านสำหรับโคงการหมู่บ้านทั่วไป  โดยมีการคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับ​เดือนที่ผ่านมา  ธนาคารยูโอบีมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด  ดังนี้ ทางเลือก 1 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.55% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.55% (MRR-3.80%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ย 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.87% ทางเลือกที่ 2 ไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.75% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.75% (MRR-3.60%) หลังจากนั้น 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.95% ทางเลือกที่ 3 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.0% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-2.40%) หลังจากนั้น 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.88% ทางเลือกที่ 4 ไม่ทำประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.20% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 5.15% (MRR-2.20%) ปีที่ 4 อัตราดอกเบี้ย 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.85% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.96% หมายเหตุ -ขอสินเชื่อตั้งแต่ 1 ก.ย. – 30 ธ.ค. 64 และจดจำนองหลักประกันกับธนาคารภายใน 31 ม.ค.​ 65 -อัตราดอกเบี้ยแบบทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ผ่านธนาครยูโอบี >ทุนประกันเต็มวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันขั้นต่ำ 10 ปี หรือ >ทุนประกันขั้นต่ำ 80% ของวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันเต็มตามระยะเวลากู้ -อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 1 ล้านบาท อายุสัญญา 15 ปี MRR=7.35% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในสื่อโฆษณาเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยสำหรับการทำสัญญากู้ยืมของลูกค้าแต่ละรายอาจะมีความแตกต่างกันตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีไถ่ถอนจำนองเพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น ​(Re-finance) ในช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก นับจากวันที่กู้ จะมีค่าปรับ 3% ของยอดเงินต้นคงค้าง (เฉพาะวงเงินสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยเท่านั้น)​ -การอนุมัติสินเชื่อ​เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ของธนาคาร​ -เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันเท่ากับ  7.35% ต่อปี ​(ตามประกาศธนาคารณ วันที่ 1 เม.ย. 64) อนึ่ง ธนาคารสามารถประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย​ MRR ได้ตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอนุญาตไว้​ -อัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่าง ๆ​เป็นไปตามประกาศที่ธนาคารจัดทำไว้  และประกาศให้ทราบตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยธนาคารอาจเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยการปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการ หรือเว็บไซต์ของธนาคาร​ -ธนาคารยูโอบีในฐานะนายหน้าประกันภัย ​(ใบอนุญาตประกันชีวิต​เลขที่ ช.00026/2545 และใบอนุญาตประกันวินาสภัย​ เลขที่ ว.00020/2546) ทำหนี่เสนอผลิตภัณฑ์ด้านประกันภัยและเป็นผู้จัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย และอำนวยความสะดวกในการรับชำระเบี้ยประกันเท่านั้น  รับประกันชีวิตโดยบริษัท พรูเด็นเชียลประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), รับประกันวินาศภัยโดย บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ​จะเป็นผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไข ความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง 11.ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย คือ โฮมโลน โดนใจ สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.9% (สำหรับผู้มีรายได้ 75,000 บาทขึ้นไป) โดยมีการคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้กู้มีรายได้ตั้งแต่ 20,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.0% ต่อปี แบบที่ 1 ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 2.00% (MRR-5.35%) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.80% (MRR-3.55%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป 5.10% (MRR-2.25% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.57% แบบที่ 2 ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ยคงที่ 2.10%  (ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บาท 2 ปีแรก) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.20% (MRR-3.15%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.80% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.69% แบบที่ 3 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.55% (MRR-4.80%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.63% แบบที่ 4 ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยคงที่ 2.75% (ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บาท 3 ปีแรก) ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.76% เงื่อนไข กรณีลูกค้าเลือกทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร : 1.กรณีที่ลูกค้าทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร ธนาคารทดรองจ่ายค่าจดจำนองให้ 1% ของวงเงินกู้อนุมัติ หรือ สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท (ทั้งนี้ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินทดรองจ่ายค่าจดจำนองดังกล่าวคืนจากลูกค้า กรณีลูกค้าปิดบัญชีสินเชื่อ หรือ เปลี่ยนแปลงสัญญาใด ๆ ภายใน 5 ปีแรก ทุกกรณี นับจากวันทำนิติกรรมจดจำนอง) 2.กรณีสมัครทำประกันชีวิต ต้องสมัครทำ MRTA/MLTA ทุนประกัน 100% ของวงเงินสินเชื่อ ระยะความคุ้มครองขั้นต่ำ 10 ปี หมายเหตุ -โครงการจัดสรรในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เท่านั้น* -ราคาซื้อขายของหลักประกันต้องมีราคา (แนวราบ) ไม่น้อยกว่า 2.00 ล้านบาท , (แนวสูง) ไม่น้อยกว่า 2.50 ล้านบาท -ลูกค้าสามารถเลือกใช้อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ล้านละ 3,500 บาท  กรณีเลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่** -ยกเว้น ค่าประเมินราคาหลักประกัน (โครงการจัดสรรทุกโครงการที่มีราคาซื้อขาย 2 ล้านบาทขึ้นไป)*** -ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี รวมอายุผู้กู้ไม่เกิน 70 ปี**** -วงเงินกู้เพิ่มสูงสุด 10% จากสัญญาซื้อขาย เพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งบ้าน อัตราดอกเบี้ย 1) ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.75% = 4.60% หรือ 2) ไม่ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.25% = 5.10% , หลังจากนั้นปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR = 7.35% ***** -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี MRR = 7.35% (ณ 1 เม.ย. 64) ที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในโฆษณาฉบับนี้เท่านั้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -การพิจารณาคุณสมบัติของลูกค้าแต่ละรายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่ธนาคารกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์การพิจารณาสินเชื่อ โดยอยู่ในดุลยพินิจของธนาคาร ทั้งนี้เงื่อนไขต่างๆเป็นไปตามประกาศธนาคาร โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -อัตราดอกเบี้ย และโปรโมชั่น (มีวงเงินสินเชื่อจำกัด) สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อ โดยเบิกรับเงินกู้ ตั้งแต่ 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 64 -สำหรับอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.9% สำหรับผู้กู้ที่มีรายได้ 75,000 บาทขึ้นไป ผ่อนต่ำเดือนละ 3,500 บาท ฟรีค่าจดจำนองสินเชื่อเมื่อซื้อประกันผ่านธนาคาร ฟรีค่าประเมินหลักประกัน 12.ธนาคารออมสิน ธนาคารออมสิน มีสินเชื่อเคหะ สำหรับให้บริการผู้ที่ต้องการกู้เงินเพื่อไปซื้อบ้านหรือคอนโด ภายใต้แคมเปญ อัตราดอกเบี้ย 0% 6 เดือนแรก ภาพรวมไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือนตุลาคม มีเพียงอัตราดอกเบี้ยปีแรกที่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ดังนี้​ กรณีทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ยเฉลี่ย 0.75% (เดือนที่ 1-6 ดอกเบี้ย 0% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 1.5%)  ลดลง 0.75% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 1.5% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.525% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.525% (MRR-2.72%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.6% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.101% กรณีไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.0% (เดือนที่ 1-6 ดอกเบี้ย 0% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 2.0%) ปรับลดลง 1.0% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.0% ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 4.15% ปีที่​ 3 ดอกเบี้ย 4.15% (MRR-2.095%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.1% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.286%   เงื่อนไขการใช้อัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่น 1.ประกัน หมายถึง ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ 2.อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ MRR=6.245% (ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2563) 3.รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้จากธนาคาร       ที่มา Reviewyourliving รวบรวมจากเว็บไซต์ธนาคาร ข้อมูล ณ วันที่ 1 พ.ย. 64