Tag : บ้าน

144 ผลลัพธ์
“บ้านของคน Alternative ตอบโจทย์ทุกการอยู่อาศัย”

“บ้านของคน Alternative ตอบโจทย์ทุกการอยู่อาศัย”

“บ้าน” คงเคยได้ยินปัญหามากมายหลังตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัย หรือกระทั่งปัญหาชวนให้คิดตั้งแต่เริ่มแรกที่ไปดู ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยว  เพื่อให้ได้ที่อยู่อาศัยดีที่สุด เหมาะสมและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของสมาชิกทุกคน ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดี พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลายและครบครัน     เพราะการอยู่อาศัยเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น องค์ประกอบมากมายล้วนเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้การเลือกบ้านของคน Alternative ได้สิ่งที่ดีที่สุด คุ้มค่า และตอบโจทย์ทุกการอยู่อาศัยของสมาชิกได้เป็นอย่างดี   ข้อมูลบางส่วนจาก : มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (องค์กรสาธารณประโยชน์) ข้อมูลจาก:  โครงการพาร์คเวย์ เอ-ลีฟ รามคำแหง 190/1 ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสายสีส้มเพียง 500 เมตร
Centro Chaiyaphruek-Chaengwattana 2 ( เซนโทร ชัยพฤกษ์ – แจ้งวัฒนะ2)

Centro Chaiyaphruek-Chaengwattana 2 ( เซนโทร ชัยพฤกษ์ – แจ้งวัฒนะ2)

บ้านเดี่ยวที่ออกแบบจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของครอบครัวเมืองกับธรรมชาติ กับโครงการ Centro Chaiyaphruek-Chaengwattana 2 ( เซนโทร ชัยพฤกษ์ - แจ้งวัฒนะ2)  บ้านเดี่ยวสไตล์ใหม่เอาใจคนรุ่นใหม่จาก AP (Thailand)   ที่พบกับความเงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติ และอยู่ใกล้จากสิ่งอำนวยความสะดวกบนถนนแจ้งวัฒนะครบครัน ใช้เวลาเพียง 10 นาทีถึงแจ้งวัฒนะ ทำเล   นนทบุรี เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ที่ติดกับกรุงเทพฯ มีประชากรที่หนาแน่นรองจากกรุงเทพฯ แต่เสน่ห์ของนนทบุรีก็ไม่แพ้เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหารอร่อยขึ้นชื่อ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ครบครันอย่างห้างสรรพสินค้า แหล่งสำนักงานราชการ รัฐวิสาหกิจมากมาย เปรียบเสมือนกรุงเทพฯ มีอะไร นนทบุรีก็มีเช่นกัน เพ็งสายตามาจับจ้องมาที่ถนนแจ้งวัฒนะ เป็นอีกหนึ่งถนนแหล่งธุรกิจอีกเส้นหนึ่ง ถือว่าเป็นถนนสายนักทำงานทั้งราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนจึงมีความมีความสำคัญ นอกจากนี้ยังสิ่งอำนวยครบครันไม่ว่าจะเป็น เซนทรัลแจ้งวัฒนะ โรงพยาบาล World Medical Center เป็นต้น       ถอยห่างจากความวุ่นวายบนถนนแจ้งวัฒนะ ออกไปไม่ไกลจะพบกับโครงการ “Centro ชัยพฤกษ์ - แจ้งวัฒนะ2” ตั้งอยู่บนถนน ทางหลวงชนบท นนทบุรี 2051 ซึ่งมีความเงียบสงบไม่วุ่นวาย และไม่ห่างไกลจากสิ่งอำนวยความสะดวกบนถนนแจ้งวัฒนะ ใช้เวลาเพียง 10 นาทีเข้าถึงอย่าง เซนทรัล พลาซ่า แจ้งวัฒนะ , The Crystal PTT , Home Pro ชัยพฤกษ์ , เมืองทองธานี , โรงพยาบาลปากเกร็ด , โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และ โรงพยาบาล World Medical Center , โรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า , โรงเรียนสารสาสน์ , โรงเรียนสวนกุหลาบนนทบุรี , โรงเรียนหอวังนนทบุรี , มหาวิยาลัยรังสิต , มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  นอกจากนี้ย้งใกล้รถไฟฟ้าสายสีมว่ง(สถานีบางรักน้อยท่าอิฐ) และในอนาคตจะใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพู (สถานีปากเกร็ด)     ภาพรวมโครงการ     " Centro ชัยพฤกษ์ - แจ้งวัฒนะ2 " เป็นโครงการบ้านเดี่ยว 2 ชั้น บนพื้นที่ประมาณ 47 ไร่ ทำให้มีเพื่อนบ้านถึง 207 หลัง จุดเด่นของโครงการแบบบ้านที่มีหน้ากว้าง พร้อมกับมีห้องน้ำให้กับทุกห้องนอน  เพิ่มความเป็นส่วนตัวมากขึ้น บวกกับส่วนกลางที่ครบครันบนพื้นที่กว่า 1.5 ไร่ อย่าง Fitness , Kid’s bike lane , Jogging track , Playground , สระว่ายน้ำ เพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง   เริ่มจากประตูหน้าโครงการเป็นแบบ Security Gate ในส่วนของทางเข้า - ออกของโครงการเป็นระบบ Access Card (Easy Pass) และมาพร้อมกับกล้องวงจรปิด CCTV กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง   เมื่อผ่านประตูหลักมาแล้ว ตรงเข้ามาเป็นถนนเพื่อเข้าไปโครงการ โดยสองข้างทางประดับด้วยต้นไม้เพิ่มความร่มรื่น เป็นธรรมชาติ สบายตา   แต่ก่อนที่จะพาไปชมบ้านตัวอย่าง มาเดินชมส่วนกลางของโครงการกันก่อนครับ และนี้คือหน้าตาภาพรวมของส่วนกลาง       พื้นที่ตรงนี้เป็นส่วนของ Playground ให้เด็ก ๆ ได้มาวิ่งเล่นเปลี่ยนบรรยากาศ   ถัดมาจาก Playground เป็น Kid's Bike Lane ให้น้อง ๆ หนู ๆ มาปั่นจักรยานออกกำลังกายครับ   สระว่ายน้ำของส่วนกลางเป็นระบบเกลือ แยกสระเด็ก - ผู้ใหญ่ ซึ่งสระเด็กความลึกอยู่ที่ 30 ซม. ส่วนผู้ใหญ่ 1.30 ซม.   และนี้คือหน้าตาของสระว่ายน้ำเด็กข้าง ๆ มีเตียงสระว่ายน้ำให้ผู้ปกครองมาดูแล เด็ก ๆ ได้อย่างใกล้ชิด   ต่อจากสระว่ายน้ำมาต่อกันที่ Co - working space สำหรับคนที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งอ่านหนังสือ หรือตั้งกลุ่มคุยกับเพื่อนบ้าน   สำหรับคนที่รักสุขภาพต้องนี้เลย Fitness ตัวห้องรายล้อมไปด้วยกระจก ทำให้ดูโอ่โถ่งกว้างขว้าง ไม่อึดอัด   Plan   Shine  พื้นที่ใช้สอย 175 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องพักผ่อน 2 ที่จอดรถในร่ม     Radiant  พื้นที่ใช้สอย 190 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องพักผ่อน 2 ที่จอดรถในร่ม     Glorious  พื้นที่ใช้สอย 227 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 2 ห้องพักผ่อน 3 ที่จอดรถในร่ม     Luminance  พื้นที่ใช้สอย 255 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 2 ห้องพักผ่อน 1 ห้องแม่บ้าน 3 ที่จอดรถในร่ม   ชมบ้านตัวอย่าง   วันนี้บ้านตัวอย่างที่จะพาไปชม เป็นแบบ Luminance พื้นที่ใช้สอย 255 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 2 ห้องพักผ่อน 1 ห้องแม่บ้าน 3 ที่จอดรถในร่ม และทางโครงการให้เป็นบ้านเปล่า แต่แถมวอลเปเปอร์ และสัญญาณกันขโมยให้กับทุกยูนิต เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับลูกบ้านให้อุ่นใจมากขึ้น   และนี้คือหน้าตาของบ้าน Luminance ตรงตามฟังก์ชั่นแบบหน้าบ้านมีความกว้าง ตัวบ้านออกแบบสไตล์ Modern + Contemporary คือเน้นความเรียบง่าย วัสดุเน้นเป็นเหล็กหรือกระจก มีความเป็น Modern บวกเข้ากับโทนสีของบ้านเป็นสีขาว และมีไม้มาต่อเติมดูมีกลิ่นอาย Contemporary ได้อย่างลงตัว   ก่อนที่จะเข้าไปชมตัวบ้านด้านหน้าจะเห็นเป็นที่จอดรถในร่ม ที่สามารถจอดได้ถึง 3 คัน และมีประตูที่เชื่อมเข้าไปยังในบ้านอีกด้วย   และนี้คือประตูหลักเพื่อเข้าไปในบ้านเป็นประตูกระจก  ซึ่งกระจกภายในบ้านทั้งหลังเป็นกระจกลามิเนต แข็งแรง ป้องกันความร้อน และเก็บเสียงได้ดี   เข้ามาถึงห้องแรกจะพบกับ Common Area เพดานสูงถึง 2.6 เมตร มีความกว้างสบายสามารถวางโซฟาแอลเชฟ ก็ยังเหลือพื้นที่อีกมาก   ถัดมา พื้นที่ส่วนนี้สามารถทำเป็นโต๊ะรับประทานอาหาร จากภาพจะเป็นโต๊ะสำหรับหกที่นั่งและมีบาร์ แต่เปลี่ยนเป็นโต๊ะยาว 8 ถึง 10 ที่นั่งก็ยังได้สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกมาก หรือมีเพื่อนมาสังสรรค์ที่บ้านก็ยังรับไหว   ด้านขวามือสุดจะพาไปสู่ห้องครัว   และนี้คือหน้าตาของห้องครัว ทางโครงการ Built in เน้นวัสดุด้วยไม้ แต่สามารถเปลี่ยนได้ตามสไตล์ของผู้อยู่อาศัยครับ   ด้านบนเป็นตู้ไฟ ทางโครงการได้ Built in เป็นตู้ไม้ปิดไว้เพื่อความสวยงาม และประตูด้านขวามือเปิดออกไปจะเป็นส่วนด้านหลังบ้าน   ในส่วนของพื้นที่ด้านนี้ สามารถทำเป็นพื้นที่ซักล้างได้ และจะเห็นประตูอีกสองบ้านเป็นส่วนของห้องแม่บ้าน และห้องน้ำครับ   ส่วนนี้คือ หน้าตาของห้องแม่บ้าน   และห้องน้ำด้านหลังบ้าน   กลับเข้ามาในบ้าน เดินต่อจากโซนโต๊ะรับประทานอาหาร ด้านขวามือจะเป็นห้องน้ำกลาง   ในห้องน้ำกลางจะไม่มีส่วนของพื้นที่อาบน้ำครับ   ออกจากห้องน้ำ จะพบกับประตูไม้ที่เชื่อมกับโรงจอดรถ   ไปต่อกัน แต่ก่อนที่จะขึ้นชั้น 2 ยังมีห้องทางด้านซ้ายมือ   ในส่วนของห้องนี้ ทางโครงการได้ทำเป็นห้องดูหนัง หรือผู้อยู่อาศัยจะทำเป็นห้องนั่งเล่นอีกห้อง เวลาแขกของคุณลูกและแขกของคุณพ่อคุณแม่มา จะได้แยกกันได้ หรือจะทำเป็นห้องอ่านหนังสือตามสไตล์ของผู้อยู่อาศัย   พื้นที่ในห้องนี้ กว้างพอที่สามารถทำเป็นห้องกิจกรรมต่างๆ หรือมุมโปรดได้ นอกจากนี้ยังมีห้องน้ำให้ในตัวด้วย   ภายในห้องอเนกประสงค์ชั้นล่าง จะมีห้องน้ำมาให้ในตัว ปูด้วยกระเบื้องเซรามิคสีเทาเข้ม   เดินต่อเพื่อไปยังชั้น 2 ของบ้านด้วยบันไดไม้สำเร็จรูปสีธรรมชาติ   ขึ้นมาถึง จะพบกับห้องมากมายเริ่มจากซ้ายมือกันเลยครับ   ในส่วนของห้องนอน 1 ภายในห้องกว้างพอรองรับเตียง 6 ฟุตก็ยังไม่ดูอึดอัด ทางโครงการตกแต่ง Built in ให้กลิ่นอายถึงผู้หญิงดูเรียบง่าย สบาย ๆ หน้าต่างทำให้เป็นบานไม้เลื่อนขึ้นมาให้ดูเก๋ ๆ มากขึ้น   นอกจากนี้ปลายเตียง ยังพอมีพื้นที่เหลือสำหรับวางตู้เสื้อผ้า และโต๊ะทำงาน อ่านหนังสือได้อีกด้วยครับ   ห้องน้ำชั้นบนทุกห้อง จะมีกระจกกั้นในส่วนของพื้นที่อาบน้ำครับ   ออกมาจากห้องนอน 1 จะเห็นอีกสามห้องเริ่มจากตรงกลางกันก่อนครับ ซึ่งความจริงจะเป็นพื้นที่โล่งๆ แต่ทางโครงการได้ติดกระจกบานเลื่อนเพื่อสร้างเป็นอีกห้องครับ   ทางโครงการ ได้จัดทำเป็นห้องอเนกประสงค์ชั้น 2 หรือเป็นห้องทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวก่อนที่จะแยกย้ายกันเข้านอน และจะเห็นประตูกระจกเพื่อไปยังระเบียงหน้าบ้าน   พื้นระเบียงปูด้วยกระเบื้องเซรามิค และราวกันตกเป็นกระจกใสลามิเนต และยังสามารถเดินเชื่อมกับ Master Bedroom ได้   กลับเข้ามาด้านขวามือ จะเป็นห้องนอน 2 ทางโครงการ Built in ให้เป็นห้องนอนเด็ก สร้างลูกเล่นทำพื้นต่างระดับเพิ่มมิติมากขึ้น และยังมีพื้นที่สร้างโดมของเล่นเด็กให้หนู ๆ ได้เข้าไปเล่นได้อีกด้วย ห้องก็ยังดูกว้างไม่เล็กครับ   ห้องน้ำของห้องนอน 2 เหมือนกับห้องนอน 1 มีกระจกกั้นที่อาบน้ำแยกส่วนเปียก และแห้งอย่างชัดเจน   และห้องสุดท้ายกับ Master Bedroom กว้างขวางดูโอ่โถง มีพื้นที่มาก รองรับเตียง King Size ก็ยังมีพื้นที่เหลือ ๆ   มีกระจกบานใหญ่ ทำให้ห้องดูโล่ง เพื่ออากาศถ่ายเท และยังสามารถเชื่อมไปยังห้องอเนกประสงค์ชั้น 2 ได้ครับ   หันหลังกลับมาจะเป็นส่วนของ Walk In Closet และห้องน้ำครับ   สามารถติดตั้งตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ แยกซ้ายขวาเป็นตู้ของคุณพ่อและคุณแม่ได้อย่างลงตัว ไม่ต้องใช้ตู้เสื้อผ้าร่วมกัน   ก่อนที่จะเข้าห้องน้ำ ก็ยังมีพื้นที่พอทางโครงการ Built in เป็นตู้ใหญ่และโต๊ะเสริมสวยของคุณแม่ ก็ยังเหลือพื้นที่กว้างไม่อึดอัด   ส่วนของห้องน้ำ Master Bedroom ทางโครงการจะมีอ่างอาบน้ำให้ครับ   ภายในห้องน้ำก็มีเนื้อที่กว้างมาก นอกจากจะมีอ่างอาบน้ำ ซ้ายมือก็เป็นส่วนของพื้นที่อาบน้ำด้วยฝักบัว   และมีกระจกแบบบานกระทุ้งเพื่อให้อากาศถ่ายเท ไม่อับชื้น   และนี้คือบ้านตัวอย่างบ้านเปล่า เป็นแบบ Glorious พื้นที่ใช้สอย 227 ตร.ม.  4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 2 ห้องพักผ่อน 3 ที่จอดรถในร่ม   สำหรับที่จอดรถเป็นแบบในร่มจอดได้ถึงสามคัน และมีประตูเชื่อมเข้าสู่ตัวบ้าน   ประตูหลักเข้าบ้าน ยังคงเป็นกระจกลามิเนต กันความร้อนได้เวลาแสงแดดส่องเข้ามา ไม่ทำให้ผู้อยู่อาศัยร้อนเกินไปครับ   หน้าต่างและประตูทั้งบ้าน เป็นแบบล็อคสองชั้น เหมือนกันหมดทุกยูนิตครับ   ตัวล็อคชั้นที่สองเป็นแบบก้นหอย เพิ่มความปลอดภัยให้กับลูกบ้าน   ในส่วนของพื้นที่ด้านนี้เป็น Common Area สามารถทำเป็นห้องรับแขก และเชื่อมยาวไปยังโต๊ะรับประทานอาหาร   ลึกเข้ามาด้านซ้ายมือจะนำไปสู่ห้องครัว   ภายในครัวซิงค์ล้างจาน อยู่ตรงกับหน้าต่างบ้านใหญ่ เพื่ออากาศถ่ายเท และไม่อับชื้น   อีกด้านของห้องครัวเป็นเคาน์เตอร์ และยังมีพื้นที่ไว้วางตู้เย็นได้ครับ มุมขวาบนเป็นตู้ไฟ   มีประตูเชื่อมออกไปหลังบ้าน และด้านหัวประตูมีพัดลมดูดอากาศเวลาทำอาหารไม่ให้กลิ่นอาหารกระจายเข้าสู่ตัวบ้าน   เปิดประตูออกมา เป็นส่วนของพื้นที่ซักล้าง   ด้านหลังบ้าน ยังมีพื้นที่ ทางโครงการได้ติดตั้งปั๊มน้ำ และ Condensing Unit    กลับเข้ามาด้านตรงข้ามของห้องครัว จะเป็นห้องนอนชั้นล่าง หรือทำเป็นห้องอเนกประสงค์ก็ได้   ภายในห้องนี้ สามารถทำเป็นห้องนอนชั้นล่างสำหรับผู้สูงอายุในบ้านได้ หรือไว้เป็นห้องนอนแขกก็ย่อมได้   ภายในห้องมีห้องน้ำให้ภายในตัวตามฟังก์ชั่นมีห้องน้ำในห้องนอนทุกห้องเพิ่มความเป็นส่วนตัว   ภายในห้องน้ำ มีแยกพื้นที่เปียกและแห้งไว้ พื้นปูด้วยกระเบื้องเซรามิคกันลื่น     เมื่อเข้ามาสิ่งแรกจะพบกับอ่างล้างหน้าจากแบรนด์  Cotto   โถสุขภัณฑ์จากแบรนด์ Cotto       ด้านข้างโถสุขภัณฑ์เป็นพื้นที่สำหรับอาบน้ำ มีฝักบัวจากแบรนด์ Cotto เช่นกัน     ตรงข้ามกับห้องจะเจอบันไดแต่ก่อนจะขึ้นไปชั้น 2 ประตูขวามือเชื่อมจากที่จอดรถหน้าบ้าน และตรงกลางคือห้องน้ำกลางของบ้าน       หน้าตาของห้องน้ำกลางของบ้าน จะไม่มีส่วนของพื้นที่อาบน้ำ   ขึ้นบันไดไปต่อเพื่อไปยังชั้น 2   หน้าตาภาพรวมของชั้นสอง พื้นที่ตรงกลางสามารถกั้นเป็นห้องอเนกประสงค์ หรือห้องดูทีวีชั้น 2 ก็ได้ ไว้ทำกิจกรรมภายในครอบครัวในตอนกลางคืนก่อนแยกย้ายเข้านอน   เมื่อขึ้นบันไดมา ที่กำแพงด้านข้างจะเจอสัญญาณกันขโมย   เมื่อขึ้นบันไดมาชั้นสองด้านขวามือ จะเป็นห้องนอน 1 และ 2 มาเริ่มจากห้องนอนแรก ด้านขวามือกันก่อนครับ   ภายในห้องนอนแรก มุมห้องด้านซ้ายเป็นห้องน้ำ   หน้าตาของห้องน้ำ ของห้องนอน 1       ภายในห้องน้ำ มีพื้นที่ต่างระดับแยกระหว่างพื้นที่เปียกกับแห้งไว้     ถัดมาเป็นห้องนอน 2 ออกแบบมาเหมือนกับห้องนอนแรก มีความโปร่งโล่งสบายไม่อึดอัด   และส่วนนี้คือห้องน้ำในห้องนอน 2   และห้องสุดท้ายกับ Master Bedroom รายล้อมด้วยกระจกบานใหญ่   ประตูกระจกเชื่อมต่อออกไปยังระเบียงบ้าน   ถ้าสังเกตให้ดีที่ระเบียงบ้านจะมีรูระบายน้ำเวลาฝนตกน้ำฝน จะได้ไหลออกไปได้ไม่ให้เกิดน้ำขัง   มีพื้นที่ยื่นออกมาจากห้อง Master Bedroom เพื่อไว้ติดตั้ง Condensing Unit   กลับเข้ามาในส่วนของพื้นที่ส่วนนี้สามารถทำเป็น Walk In Closet  ด้านขวามมือเป็นห้องน้ำครับ       หน้าตาของห้องน้ำในห้อง Master Bedroom   อ่างล้างหน้าเป็นแบบลอย และมีตู้เก็บของด้านล่าง   สีกับธรรมชาติมีความเกี่ยวข้องสอดคล้องกับปรากฏการณ์ธรรมชาติและช่วงชีวิตของเรา จึงเกิดเป็นแนวคิดของโครงการ Centro Chaiyaphruek-Chaengwattana 2 ( เซนโทร ชัยพฤกษ์ - แจ้งวัฒนะ2) บ้านเดี่ยวสไตล์ใหม่เอาใจคนรุ่นใหม่จาก AP (Thailand) ที่มาพร้อมกับรูปแบบบ้านใหม่ที่มีหน้ากว้าง และภายในบ้านมีห้องน้ำให้ในตัวทุกห้องเพิ่มความเป็นส่วนตัว บวกกับส่วนกลางที่ครบครันบนพื้นที่ 1.5 ไร่ นอกจากนี้ตัวโครงการอยู่ห่างจากสิ่งอำนวยความสะดวกบนถนนแจ้งวัฒนะแค่เอื้อมเพียง 10 นาทีถึง            
La Casita Huahin – ลา กาซิตา หัวหิน (PREVIEW)

La Casita Huahin – ลา กาซิตา หัวหิน (PREVIEW)

La Casita Huahin (ลา กาซิตา หัวหิน ) - คอนโดมิเนียม Row Rise 8 ชั้น ใจกลางหัวหิน ด้วยแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของสเปน ในแบบพาสเทลที่จะเปิดให้คุณได้สัมผัสความหมายของคำว่า บ้านแห่งความสุข อย่างแท้จริง   รายละเอียดโครงการ เจ้าของโครงการ    บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ลักษณะคอนโด    คอนโดมิเนียม Row Rise 8 ชั้น ที่ตั้งโครงการ     ถนนเพชรเกษม ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์   สถานที่สำคัญใกล้เคียง ชายหาดหัวหิน วัดเขาตะเกียบ หอนาฬิกา ตลาดหัวหิน วัดหัวหิน ซิเคก้า มาร์เก็ต วิลเลจ รพ.กรุงเทพ หัวหิน บลูพอร์ต หัวหิน     ลักษณะห้องและขนาดห้อง 1 Bedroom :  26.50-35.00 ตร.ม. 2 Bedroom : 48.25-91.00 ตร.ม.   สิ่งอำนวยความสะดวก สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนพักผ่อน Wireless Internet บริเวณพื้นที่ส่วนกลาง ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม.   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร : 1685 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.sansiri.com
เนอวานา ไดอิ (NVD) แถลงรายได้ครึ่งปีแรก 1,315 ล้านบาท เติบโต 226% เตรียมเปิดอีก 2 โครงการใหม่รวมมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท เดินหน้า ธุรกิจรับสร้างบ้าน จัดทัพผู้บริหารมือดีเสริมความแกร่ง

เนอวานา ไดอิ (NVD) แถลงรายได้ครึ่งปีแรก 1,315 ล้านบาท เติบโต 226% เตรียมเปิดอีก 2 โครงการใหม่รวมมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท เดินหน้า ธุรกิจรับสร้างบ้าน จัดทัพผู้บริหารมือดีเสริมความแกร่ง

บมจ. เนอวานา ไดอิ (NVD) เปิดตัวเลขผลประกอบการครึ่งปีแรก บันทึกรายได้รวม 1,315 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 226% สร้างกำไรสุทธิ 112 ล้านบาท เผยแผนครึ่งปีหลังเปิดตัวอีก 2 ​โครงการ มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท มั่นใจยอดขายหลักมาจากคอนโดระดับพรีเมียม Banyan Tree Residences Riverside Bangkok และโครงการ Define ศรีนครินทร์-พระราม 9 พร้อมรุกธุรกิจรับสร้างบ้านโฉมใหม่ เปิดโอกาสให้ลูกค้าเป็นเจ้าของบ้านเนอวานา บนที่ดินของลูกค้าเอง เร่งสร้าง Nirvana Home Building Center ศูนย์รับสร้างบ้านแห่งใหม่ พร้อมจัดทัพผู้บริหารระดับมือดีมาดูแลด้านการเงิน ออกแบบ งานขาย งานก่อสร้าง นายศรศักดิ์ สมวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) หรือ NVD เผยว่า “ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา NVD ทำรายได้รวม (Total Revenue) ทั้งสิ้น 1,315 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานที่มีการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ  และ NVD ได้เสริมความแข็งแกร่งของทีมงาน และได้ผู้บริหารมืออาชีพ ทั้งด้านการดำเนินธุรกิจ การบริหารงานก่อสร้าง การเงินและการจัดการเข้ามา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้บริษัทบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ การที่ บริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ได้ควบรวมกับ บริษัท ไดอิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นับเป็นการผนวกจุดเด่นด้านเทคโนโลยีการก่อสร้างที่นำสมัย มั่นคงแข็งแรง เข้ากับความสามารถด้านการออกแบบที่ตรงใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเนอวานา ซึ่งจะนำมาซึ่งประโยชน์แก่ NVD เป็นอย่างมาก เป็นที่มาของแผนยุทธศาสตร์ Synergistically Beyond” “ในด้านการทำการตลาดนั้น เราวางกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ NVD คือ กลุ่ม B ถึง A++ ที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย ชอบความแตกต่าง เน้นรายละเอียด เพราะโครงการที่เราพัฒนานั้น จะพัฒนาภายใต้แนวความคิด Life is Full of Details เน้นการใช้ Human-Centered Design ในการออกแบบ โครงการจะถูกออกแบบในสไตล์โมเดิร์น ระดับพรีเมียม ตอบรับ high-end lifestyle สำหรับด้านคุณภาพนั้นเรามีการก่อสร้างที่มีคุณภาพ โดยใช้พื้นฐานนวัตกรรมของไดอิ ที่จะสร้างความรวดเร็วในการก่อสร้าง ทั้งยังมีความแข็งแกร่ง สวยงาม และทนทาน  ตอบโจทย์การขยายตลาดในวงที่กว้างขึ้น ทั้งธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจรับสร้างบ้าน  ทั้งหมดนี้คือกลยุทธ์ Synergistically Beyond ที่จะตอบสนองการเติบโต ในช่วงเวลา 5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้นายศรศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินธุรกิจของ NVD แบ่งเป็น  3 หมวด คือ 1.) ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ครอบคลุมโครงการทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ ภายใต้แบรนด์ Nirvana Beyond, Nirvana Define, Nirvana @WORK และคอนโดมิเนียมแบรนด์ Banyan Tree Residences Riverside Bangkok 2.)  ธุรกิจรับสร้างบ้าน ลูกค้าสามารถสร้างบ้านเนอวานา ในที่ดินของลูกค้า โดยบริษัทมองเห็นโอกาสทางการตลาดที่จะเติบโตไปได้ต่อเนื่องและยั่งยืน อีกทั้งยังมีความพร้อมที่จะต่อยอดธุรกิจนี้ไปได้ด้วย Synergistically Beyond โดยมีแผนสร้าง Nirvana Home Building Center แห่งใหม่บริเวณพระราม 9 ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์รูปแบบใหม่ของการรับสร้างบ้าน ที่จะมีบ้านจริงให้ลูกค้าเลือก คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2561 และสุดท้าย 3.) ธุรกิจวัสดุก่อสร้างรูปแบบทันสมัย ธุรกิจนี้จะใช้ศักยภาพเชิงเทคโนโลยีการผลิตวัสดุก่อสร้างเดิมของไดอิ โดยเสริมการออกแบบที่แตกต่างและทันสมัย ในสไตล์ของเนอวานาเข้าไป เป็น Innovative Product รูปแบบใหม่ ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้า คาดว่าธุรกิจนี้จะเติบโตไปพร้อมกับ NVD และตลาดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยรวม ด้านนายจิรเดช นุตสถิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารมืออาชีพในวงการการเงิน ซึ่งได้เข้ามาร่วมทัพผู้บริหารเมื่อไม่นานมานี้ โดยรับผิดชอบสายงานการเงินของ NVD กล่าวถึงผลการดำเนินงานของ NVD ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาว่า “ในครึ่งปีแรก NVD บันทึกรายได้รวม 1,315 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 912 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 226 เมื่อเปรียบเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2559 โดยการเติบโตนั้นมาจากธุรกิจทั้ง 3 ส่วนของ NVD คือ 1) รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นเงิน 997 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 722 ล้านบาท ในครึ่งปีแรกของปี 2560 เนื่องจาก โครงการใหม่ๆ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี อาทิ โครงการ @WORK รามอินทรา และลาดพร้าว-เกษตร นวมินทร์ และโครงการ Define พระราม 9  ส่วนที่ 2) รายได้จากบ้านสั่งสร้างและธุรกิจรับสร้างบ้าน เป็นเงิน 265 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 137 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และส่วนที่ 3) รายได้จากการขายวัสดุก่อสร้างเป็นเงิน 53 ล้านบาท กำไรขั้นต้นเป็นเงิน 415 ล้านบาทในครึ่งปีแรกของปี 2560 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 290 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 112 ล้านบาท ในครึ่งปีแรกของปี 2560 และ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 NVD มีรายได้รอรับรู้ (Backlog) อยู่ประมาณ 920 ล้านบาท” ในช่วงครึ่งปีหลัง NVD จะเปิดตัวอีก 2 โครงการ มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท  ได้แก่ โครงการคอนโดมิเนียม ภายใต้   แบรนด์ Banyan Tree Residences Riverside Bangkok มูลค่า 6,000 ล้านบาท และโครงการ Define ศรีนครินทร์-พระราม 9 มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท” “โครงการ Define ศรีนครินทร์-พระราม 9 เป็นโครงการนำร่องบนที่ดินผืนใหญ่ของ NVD ขนาด 237 ไร่ ติดสองฝั่งถนนตัดใหม่ ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ย่านกรุงเทพกรีฑา  NVD มีแผนจะพัฒนา 6-7 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 13,000 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จในอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้า ส่วนโครงการคอนโดมิเนียม Banyan Tree Residences Riverside Bangkok น่าจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงปลายปี 2561 เป็นต้นไป” เกี่ยวกับ บมจ. เนอวานา ไดอิ (NVD) บมจ. เนอวานา ไดอิ (NVD) เป็นบริษัทควบรวมระหว่าง บริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (Nirvana Development Co.,Ltd)  และ ไดอิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (Daii Group) ด้วยทุนจดทะเบียน 1,405.6 ล้านบาท โดยดำเนินธุรกิจหลัก คือ 1) ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Property Development) ได้แก่ การพัฒนาโครงการบ้านอยู่อาศัย (Nirvana Beyond, Nirvana Icon, Intro) สำนักงานโฮมออฟฟิศ (Nirvana @Work) ทาวน์โฮม (Nirvana Define, Cover, Cluster) คอนโดมิเนียม (Banyan Tree Residences Riverside Bangkok) โดยปัจจุบัน มีโครงการที่พัฒนาแล้วทั้งสิ้น 18 ​โครงการ มูลค่าโครงการคงเหลือรวมกว่า 14,000 ล้านบาท, 2) ธุรกิจรับสร้างบ้าน (Nirvana Home Builder)  3) ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง NVD จึงเกิดจากการผนวกจุดเด่นด้านเทคโนโลยีการก่อสร้างที่นำสมัย มั่นคงแข็งแรงของไดอิ เข้ากับความสามารถด้านการออกแบบที่ตรงใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเนอวานา บริษัทฯ ได้วางกรอบกลยุทธ์การทำงานไว้ภายใต้แนวคิดที่ต้องมุ่งมั่นไปข้างหน้า โดยคำนึงถึงทุกองค์ประกอบในการทำงานเพราะเราเชื่อว่า ภายใต้ทุกรายละเอียดของการใช้ชีวิต ล้วนนำมาซึ่งความสุขทั้งของลูกค้า เพื่อนร่วมงาน พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้ถือหุ้นทุกคน ส่งผลให้การพัฒนาสินค้าจากทางเนอวานา ไดอิ จะสามารถตอบสนอง     ความต้องการของลูกค้า ทั้งในด้านฟังก์ชั่นการใช้งานและตอบสนองความต้องการในการทางความรู้สึก ในรูปแบบที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ของเนอวานาอย่างแท้จริง เพราะที่ เนอวานา ไดอิ เราเชื่อว่า Life is Full of Details.  
ข้อคำนึงถึงความปลอดภัยของที่อยู่อาศัย

ข้อคำนึงถึงความปลอดภัยของที่อยู่อาศัย

เมื่อที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ดังนั้นการคิดเลือกซื้อคอนโดมิเนียมหรือบ้านสักหลังก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งเลยใช่ไหมคะ? ครั้นจะเลือกซื้อเพราะถูกใจในทำเล แนวคิดโครงการ ขนาดพื้นที่ใช้สอย หรือชื่อเสียงจากผลงานที่ผ่านมาของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังอย่างเดียวก็คงจะไม่พอ อีกหนึ่งข้อสำคัญที่พวกเราทีมงาน Review Your Living อยากให้คุณผู้อ่านพิจารณาให้ดีในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยนั่นก็คือ ‘ความปลอดภัย’ ทั้งในด้านของชีวิตและทรัพย์สินค่ะ เพราะถ้าลำดับเหตุการณ์จากข่าวโจรกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศจะเห็นได้ว่ามีบ้านในโครงการหรือแม้กระทั่งคอนโดมิเนียมส่วนหนึ่งที่ดูเหมือนปลอดภัยดี แต่ก็ยังไม่วายที่จะโดนยกเค้า! วันนี้เราจึงรวบรวม 3 ข้อมูลโดยเน้นในเรื่องความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยมาฝากค่ะ เพื่อให้ทุกคนได้คำนึงและนำไปตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อพร้อมย้ายเข้าอยู่อย่างสบายใจ บทความโดย Review Your Living 1. ความปลอดภัยในการวางแผนออกแบบโครงการ ข้อนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักของการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยเลยล่ะค่ะ เพราะการออกแบบถนนและจัดวางตำแหน่งอาคารให้มีความเป็นอยู่ปลอดภัย การจัดแบ่งโซนนิ่งหรือการสัญจรในโครงการ รวมไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ดี การจัดระบบรักษาความปลอดภัยและระเบียบการบริหารของหมู่บ้าน/คอนโดฯ  ก็ล้วนแต่มีความสำคัญที่จะทำให้ที่อยู่อาศัยสบายและปลอดภัยมากขึ้น 2. ระบบป้องกันภัยของโครงการ เป็นอีกเรื่องที่ถือว่ามีความสำคัญต่อความสุขและความสบายใจของครอบครัวไม่ใช่น้อยจริงๆ ค่ะ สำหรับระบบป้องกันภัยของโครงการ ฉะนั้นการเลือกระบบป้องกันภัยที่เราสามารถตรวจสอบได้หลักๆ เลยก็คือ ความสูงของรั้วโครงการควรสูงเกิน 3 เมตรขึ้นไป ระบบควบคุมการเข้าออกโครงการควรมีพนักงานรักษาความปลอดภัย ควมคุมการเข้าออกยานพาหนะด้วยระบบอิเล็คโทรนิกส์ เซ็นเตอร์ คอนโทรล แทนการติกสติ๊กเกอร์หน้ากระจก มีระบบประตูทางเข้า 2 ชั้น กล้องวงจรปิด CCTV ที่คอยบันทึกเทปตลอด 24 ชั่วโมง การควบคุมด้วยระบบ Key Card ทั้งการเข้าออกและการใช้ลิฟต์ การออกแบบโครงการให้ดูโปร่งโล่ง ง่ายต่อการมองเห็นหรือตรวจสอบลาดตระเวน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจราจร 3. การจัดการและออกกฎระเบียบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูง อย่างที่ทราบกันดีแหละค่ะว่าทุกๆ โครงการบ้านหรือคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่นั้นจะมีนิติบุคคลคอยดูแลทั้งในเรื่องของพื้นที่ส่วนกลางและระบบรักษาความปลอดภัย แต่ถ้าจะให้มั่นใจก็ควรตรวจสอบถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้รอบคอบกันสักนิดนะคะ อาทิ บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาในโครงการนั้นต้องแลกบัตรทุกครั้ง หรือถ้าเป็นคอนโดฯ ก็ควรมีบริเวณพื้นที่ล็อบบี้รองรับไม่ให้เข้าไปสู่ด้านบนได้ทันที การตรวจสอบช่วงเวลาลาดตระเวนของรปภ. ที่ควรมีทุกชั่วโมง และการจัดยามรักษาการณ์ประจำบริเวณแยกแต่ละโซนนอกเหนือจากจุดผ่านเข้าออกโครงการ เป็นต้น ข้อมูลข้างต้นที่เรานำมาฝากนั้นก็เป็นเพียงตัวช่วยหนึ่งในการคำนึงถึงความปลอดภัยของที่อยู่อาศัย แต่ถ้าคุณผู้อ่านกำลังตัดสินใจจะเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดฯ พวกเราทีมงาน Review Your Living แนะนำให้ลองศึกษาถึงข้อดีและข้อเสียของด้านอื่นๆ ด้วยนะคะ จะได้มีที่อยู่อาศัยที่ใช่และตรงใจที่สุดนั่นเอง เป็นยังไงกันบ้างค่ะกับบทความดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีบทความน่ารู้อีกมากมายให้ได้ติดตามกันได้ที่นะคะ https://goo.gl/dwpzgr  
บ้านสั่งสร้าง VS บ้านโครงการ อันไหนดีกว่ากัน?

บ้านสั่งสร้าง VS บ้านโครงการ อันไหนดีกว่ากัน?

ความสุขสำหรับใครหลายๆ คนคือการได้เจอและอยู่ในสถานที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นที่ของเราใช่ไหมคะ เช่นเดียวกับการเลือกบ้านสักหลังหนึ่งที่ใครต่างให้คำนิยามว่าเป็น ‘พื้นที่ส่วนตัว’ หากคุณผู้อ่านกำลังมีแพลนจะซื้อบ้านใหม่ แต่ยังคงลังเลใจว่าควรซื้อบ้านโครงการที่สร้างไว้แล้วพร้อมเข้าอยู่ หรือบ้านสั่งสร้างโดยมองหาบริษัทออกแบบรับเหมาก่อสร้างดีนะ? วันนี้ทีมงาน Review Your Living เลยได้รวบรวมระหว่างข้อดีกับข้อเสียของบ้านสั่งสร้างและบ้านโครงการมาฝากค่ะ ซึ่งเรียกว่าเป็นตัวช่วยสำคัญ แก่การตัดสินใจเลือกบ้านแสนรักของคุณนั่นเอง เรียบเรียงโดย Review Your Living ข้อดีของบ้านสั่งสร้าง 1. เลือกบริษัทออกแบบบ้านได้ตามต้องการและสามารถควบคุมงบประมาณได้ ข้อนี้ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของบ้านสั่งสร้างเลยล่ะคะ เพราะคุณจะสามารถกำหนดงบประมาณเองได้ โดยเอาแบบแปลนบ้านที่ใช่ให้บริษัทออกแบบรับเหมาก่อสร้างประเมิน ซึ่งถ้าหากผู้รับเหมาตีราคาสูงเกินงบไป ก็สามารถต่อรองหรือปรับเปลี่ยนแก้แบบ หรือเลือกใช้วัสดุในงบประมาณที่พอดีได้ค่ะ 2. เลือกแบบบ้านและปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานได้ตามใจ ขึ้นชื่อว่า ‘บ้าน’ ทุกคนก็คงอยากเลือกทุกสิ่งทุกอย่างเองใช่ไหมคะ? การสั่งสร้างก็เป็นทางเลือกหนึ่งของการเนรมิตทุกสิ่งให้ออกมาอย่างใจ เพราะเราสามารถเลือกแบบบ้านในสไตล์ที่ใช่ ทั้งยังสามารถเลือกวัสดุและสีที่ชอบ รวมไปจนถึงการปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นทุกอย่างในบ้านให้ออกมาตามดั่งความต้องการ 3. มีระยะเวลาผ่อนนาน การสั่งสร้างนั้นมีระยะเวลาผ่อนนานกว่าบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว ซึ่งสามารถผ่อนชำระเป็นงวดๆ ทำให้ทุกคนมีโอกาสเป็นเจ้าของบ้านกันง่ายขึ้น   ข้อเสียของบ้านสั่งสร้าง 1. ไม่สามารถเข้าอยู่ได้ทันที อย่างที่ทราบกันดีว่าบ้านสั่งสร้างต้องใช้เวลาในการดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งก็จะดำเนินไปตามขั้นตอนและระยะเวลาในการจ้างที่ตกลงกับผู้รับเหมา ดังนั้นใครที่คิดเลือกบ้านสั่งสร้างก็ต้องใจเย็นๆ นะจ๊ะ 2. ปัญหาการทิ้งงานหรือล่าช้า คงปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะว่าปัญหาทิ้งงานหรืองานล่าช้านั้นเกิดขึ้นเยอะมากในวงการสร้างบ้าน ดังนั้นถ้าคุณเลือกบ้านสั่งสร้างก็ควรทำการบ้านหาข้อมูลดีๆ อาทิ ผลงานที่ผ่านมา ชื่อเสียงและการตอบรับจากลูกค้า รายละเอียดสัญญา รวมไปจนถึงข้อตกลงของบริษัทนั้นๆ เป็นต้น 3. สภาพแวดล้อมไม่เหมือนบ้านโครงการ แน่นอนค่ะว่าการสั่งสร้างบ้านนั้น สภาพแวดล้อมก็คงไม่ได้สวยงามและแวดล้อมไปด้วยสาธารณูปโภคเหมือนดั่งบ้านตามโครงการทั่วไป ดังนั้นหากคุณจะกำลังมองหาที่ดินสักแปลงหนึ่งไว้สำหรับปลูกบ้าน ก็ควรเลือกทำเลที่ใช่เพื่อง่ายต่อการเดินทางสักหน่อยแล้วกันค่ะ   ข้อดีบ้านโครงการ 1. เลือกทำเลที่สะดวกต่อการเดินทาง ข้อดีข้อนี้ให้คะแนน 10/10 ไปเลยค่ะ เพราะเนื่องจากทุกวันนี้ไม่ว่าจะจังหวัดไหนรถก็ติดเหลือเกิน การเผื่อเวลาในการเดินทางเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก แต่จะดีแค่ไหนถ้าบ้านเราอยู่ในทำเลที่ง่ายต่อการเดินทางเหมือนดั่งบ้านโครงการทั่วไปที่มักอยู่ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน รวมไปจนถึง BTS,MRT แค่นี้ก็เดินทางสบายแล้วค่ะ 2. ความสะดวกสบายระบบน้ำ/ไฟ รวมถึงสาธารณูปโภคและความปลอดภัย แน่นอนล่ะคะว่าบ้านโครงการส่วนใหญ่จะเดินสายไฟ ต่อท่อน้ำทุกอย่างให้เสร็จสรรพโดยที่คุณไม่ต้องเสียเงินจ้างช่างเฉพาะเพิ่ม ทั้งยังมีพื้นที่ส่วนกลางอย่าง สระว่ายน้ำ สวนสวย ฟิตเนต รองรับลูกบ้านอีกต่างหาก ที่สำคัญคือปลอดภัยไม่ต้องกลัวขโมยค่ะเพราะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง 3. ขอสินเชื่อง่าย บ้านโครงการส่วนใหญ่มักได้รับความร่วมมือและเชื่อถือจากหลายสถาบันการเงิน ดังนั้นการเลือกซื้อบ้านโครงการจึงมีแนวโน้มที่จะยื่นกู้และอนุมัติได้ง่ายค่ะ   ข้อเสียบ้านโครงการ 1. ไม่สามารถควบคุมเรื่องคุณภาพวัสดุ แน่นอนค่ะว่าบ้านโครงการส่วนใหญ่มักดำเนินการสร้างไว้พร้อมอยู่แล้วและรอเพียงการตัดสินใจซื้อของคุณเท่านั้น ดังนั้นคุณภาพของวัสดุจึงต้องเป็นไปตามการเลือกใช้ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ซึ่งบางทีอาจไม่ตรงตามความต้องการของคุณ ข้อแนะนำคือศึกษาข้อมูลให้ดีและพิจารณาจากการสำรวจบ้านตัวอย่างที่สร้างเสร็จแล้วค่ะ 2. ไม่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานได้รวมถึงแบบบ้านมีให้เลือกน้อย เพราะแบบบ้านแต่ละโครงการมักถูกออกแบบและคิดฟังก์ชั่นการใช้งานมาแล้ว การปรับเปลี่ยนจึงเป็นเรื่องยาก ข้อแนะนำก็คือควรเลือกแบบบ้านและขนาดที่ลงตัวที่สุดเพื่อความสุขในทุกๆ วันนะคะ 3. มีข้อจำกัดในเรื่องของการต่อเติม การต่อเติมบ้านโครงการมักมีข้อจำกัดเยอะ เนื่องจากต้องคำนึงถึงสภาพพื้นที่ เพื่อนบ้าน การขนย้ายวัสดุก่อสร้าง ตลอดจนการแก้ปัญหาน้ำรั่วและรอยต่อของอาคาร และการขออนุญาตก่อสร้างด้วย ดังนั้นควรต้องศึกษาข้อมูลให้ดีรวมไปจนถึงขอคำปรึกษาจากวิศวกรก่อนก็จะช่วยทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นค่ะ เป็นยังไงกันบ้างค่ะกับบทความดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีบทความน่ารู้อีกมากมายให้ได้ติดตามกันได้ที่นะคะ https://goo.gl/dwpzgr
ข้อควรรู้ก่อนตรวจรับบ้าน ด้วยตัวเอง

ข้อควรรู้ก่อนตรวจรับบ้าน ด้วยตัวเอง

เมื่อตัดสินใจซื้อบ้านสักหลังหนึ่งนอกจากถูกใจในเรื่องทำเลศักยภาพ สภาพแวดล้อม สาธารณูปโภคที่ครบครัน แปลนบ้านหรือคอนเซ็ปต์ต่างๆ ที่ตรงไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยแล้วนั้น อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญก่อนตัดสินใจโอนคือ ‘การตรวจรับ’ เช็คความเรียบร้อยอย่างละเอียดทั้งหมดให้มั่นใจทั้งภายในและภายนอก ตั้งแต่ระบบโครงสร้างไปจนถึงงานสีว่าเป็นไปตามแบบหรือข้อตกลงโครงการนั้นๆ หรือไม่ แต่จะต้องตรวจสอบยังไง ใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง สำหรับใครที่กำลังจะซื้อบ้านและไม่อยากเสียเงินจ้างวิศวกรเข้ามาช่วยนั้น ไม่ควรพลาดวิธีตรวจรับบ้านด้วยตัวเองที่ทีมงาน Review Your Living นำมาฝากในวันนี้ค่ะ บทความโดย Review Your Living 1. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม สำหรับการตรวจรับบ้านอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก็คือ สมุดจดและปากกาสำหรับจดรายการที่ต้องแก้ไข ไฟฉายเพื่อส่องในจุดที่แสงน้อย กล้องถ่ายรูปบันทึกหลักฐานในจุดที่ต้องแก้ไข ขนมปังเลี้ยงปลาเพื่อทดสอบการกดสุขภัณฑ์ และลูกปิงปองสำหรับเช็คระดับพื้นลาดเอียง 2. เช็คระบบโครงสร้างให้ดี บ้านที่สวยงามและแข็งแรงนั้นต้องมาจากระบบโครงสร้างที่ดี ดังนั้นควรเช็ครอยร้าวบริเวณผนัง พื้น คาน เสา ให้ดี รวมถึงความลาดเอียงของพื้นว่ามีน้ำขังหรือไม่ ซึ่งบ้านที่แข็งแรงต้องไม่มีรอยร้าวหรือโพรง นอกจากนี้ควรตรวจพื้นผิวที่ฉาบแล้วด้วยว่าเรียบเนียนดีไหม มีสีที่ทาหลุดลอกบ้างหรือเปล่า ในส่วนของฝ้าเพดานนั้นสังเกตได้จากความเรียบร้อยในการเข้ามุม และร่องรอยน้ำหยดที่บ่งบอกถึงปัญหารั่วซึม 3. ประตู หน้าต่าง อย่าละเลย! อย่าคิดว่าบ้านที่ตรวจสอบว่าโครงสร้างแข็งแรงแล้วนั้น ระบบช่องเปิดอย่างบานประตู หน้าต่างจะเรียบร้อยเสมอไป ดังนั้นจึงจำเป็นเช็คอย่างรอบคอบนะคะว่าทางโครงการได้ติดตั้งอุปกรณ์อยู่แนวระดับที่ถูกต้อง สามารถเปิด-ปิดสนิทได้ปกติหรือเปล่า ควรทดสอบการใช้งานกลอนทุกตัวว่าใช้งานได้ไหม รวมถึงดูความเรียบร้อยการยาแนวและรอยรั่วบริเวณขอบประตูและหน้าต่างทุกบานด้วยค่ะ   4. วัสดุก็เป็นเรื่องสำคัญ แน่นอนค่ะว่าการใช้วัสดุที่สวยงามก็ช่วยทำให้บ้านสมบูรณ์ขึ้น แต่วัสดุที่ทางโครงการเลือกใช้นั้นไม่ว่าจะคุณภาพสูงแค่ไหนเราก็ควรตรวจสอบให้ดีนะคะ  อย่างพื้นกระเบื้องนั้นต้องเดินแล้วไม่สะดุด พื้นลามิเนตเดินแล้วต้องไม่มีเสียงดัง ส่วนการเช็คว่าช่างปูพื้นได้ระดับหรือไม่ แนะนำให้ใช้ลูกปิงปองวางดู ถ้าไม่กลิ้งก็แสดงว่าได้ระดับค่ะ   5. ห้ามพลาดเรื่องระบบน้ำและไฟฟ้า หากตรวจสอบทุกข้อที่กล่าวมาตามข้างต้นครบแล้วนั้น ห้ามลืมเช็คระบบไฟฟ้านะคะ แนะนำให้ลองเปิดปิดสวิทซ์ไฟหลายๆ ครั้ง รวมถึงนำสายชาร์ตโทรศัพท์ที่พกมาเสียบดูทุกเต้าว่าใช้งานได้ปกติหรือไม่ ส่วนระบบน้ำนั้นควรตรวจเช็คจากการเปิดก๊อกและฝักบัวทุกตัวว่าน้ำไหลดีไหม เช็คระบบน้ำล้นโดยการทดลองขังน้ำไว้ในอ่างล้างหน้า อ่างล้างจานในครัว เพื่อดูว่าช่องน้ำล้นทำงานหรือเปล่า และจึงปล่อยออกเพื่อดูว่าน้ำสามารถไหลได้สะดวก ที่สำคัญอย่าลืมกดชักโครกโดยใช้ขนมปังแทนมูลเพื่อทดสอบว่าสามารถใช้งานได้ดีไม่มีอุดตัน 6. อย่าลืม...ภายนอกตัวบ้าน มาถึงข้อสุดท้ายแล้วค่ะ การตรวจรับบ้านนั้นไม่ใช่แค่เช็คเฉพาะภายในอย่างเดียวนะคะ แต่ภายนอกนั้นเราก็ควรตรวจสอบด้วย เริ่มจากสภาพบริเวณรอบๆ ตรวจระดับแนวดิ่งและฉาก ความลาดเอียงของท่อระบายน้ำ ท่อประปา ท่อน้ำทิ้ง ท่อน้ำดี ว่ามีระยะลาดเอียงอย่างไร สามารถระบายน้ำได้ดีหรือไม่ เป็นต้น เป็นยังไงกันบ้างค่ะกับบทความดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีบทความน่ารู้อีกมากมายให้ได้ติดตามกันได้ที่นะคะ https://goo.gl/dwpzgr
จะกู้บ้านทั้งที ต้องทำประกันด้วยหรือ?

จะกู้บ้านทั้งที ต้องทำประกันด้วยหรือ?

เมื่อความฝันในการมีบ้านหลังแรกหรือคอนโดมิเนียมในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องยากอยู่ไกลเกินเอื้อมสักเท่าไหร่  เพราะเพียงแค่คุณวางเงินจองหรือดาวน์ตามสัญญาข้อกำหนดของโครงการที่ถูกใจ จากนั้นก็ดำเนินตามขั้นตอนคือยื่นกู้ธนาคาร รอผลอนุมัติ เพียงเท่านี้ความฝันของคุณก็เป็นจริงขึ้นมาแล้วแล้วค่ะ แต่การทำเรื่องขอเงินกู้เพื่อซื้อบ้านกับธนาคารนั้นส่วนใหญ่มักจะมีเรื่องของข้อเสนอขายกรมธรรม์พ่วงเข้ามาเกี่ยวข้องให้เราทำด้วย เพื่อได้อัตราดอกเบี้ยในการกู้สินเชื่อที่ถูกกว่าการไม่ทำประกัน บางคนอาจจะสงสัยว่าเราต้องทำด้วยไหม? ทำไปแล้วได้อะไร? วันนี้ทีมงาน Review Your Living จึงได้รวบรวมข้อมูลคลายข้อสงสัยมาฝากค่ะ เรียบเรียงโดย Review Your Living   สำหรับประกันสินเชื่อบ้านนั้นมีอยู่ 3 ประเภท คือ   1. ประกันคุ้มครองหลักทรัพย์ เป็นประกันชีวิตที่คุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้านที่เราได้รับอนุมัติจากธนาคารนั่นเองค่ะ ซึ่งจะมีระยะเวลาคุ้มครองให้คุณเลือกตั้งแต่ 5 – 30 ปี อัตราค่าเบี้ยประกันนั้นก็ขึ้นอยู่กับวงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ ส่วนวิธีการชำระค่าดอกเบี้ยก็มักจะรวมอยู่ในวงเงินสินเชื่อแล้วค่ะ สังเกตได้ว่าทุกๆ ธนาคารมักจะใช้อัตราดอกเบี้ยมาเป็นสิ่งจูงใจเพื่อให้ผู้บริโภคเลือกโปรแกรมสินเชื่อที่มีประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้านด้วย โดยทางเลือกนี้อัตราดอกเบี้ยจะถูกกว่าสินเชื่อธรรมดาประมาณ 0.5% ค่ะ   ทั้งนี้ประโยชน์ของประกันชนิดนี้ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่คุณกำลังผ่อนบ้านอยู่กับธนาคารและเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเสียชีวิตหรือทุพลภาพถาวรตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ บริษัทจะเป็นผู้จ่ายเงินกู้ที่เหลืออยู่ทั้งหมดกับธนาคารให้ หากคำนวณแล้วทุนประกันสูงกว่าจำนวนหนี้ที่เหลืออยู่นั้นครอบครัวก็มีสิทธิ์ได้ส่วนต่างคืน รวมถึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกยึดบ้านอีกด้วย และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้นะคะ   2. ประกันอัคคีภัย เป็นประกันคุ้มครองบ้านระยะเวลาสั้นๆ แต่ต้องทำเป็นประจำทุกปีหรือ 2-3 ปีตามข้อตกลง กรณีที่เกิดอัคคีภัยซึ่งจะคุ้มครองเฉพาะตัวบ้านไม่รวมที่ดินนะคะ  หากเกิดอัคคีภัยขึ้นบ้านที่ไม่มีภาระหนี้ผลประโยชน์ก็จะเป็นของเจ้าของบ้านโดยตรง แต่ถ้าตัวบ้านติดจำนองกับธนาคาร ผู้รับประโยชน์คือธนาคารซึ่งจะหักไปกับหนี้ที่เหลืออยู่ ทำให้เจ้าของบ้านมีหนี้น้อยลงหรือหมดไปแล้วแต่กรณีข้อตกลง โดยประกันชนิดนี้จะคลอบคลุมความเสียหายของบ้านจาหเหตุการณ์อาทิ ไฟไหม้ ฟ้าผ้า แก๊สจากการทำแสงสว่าง แต่ไม่รวมการระเบิดดนื่องจากแผ่นดินไหว เป็นต้น   pinterest 3. ประกันภัยพิบัติ ประกันที่คุ้มครองบ้านจากภัยธรรมชาติต่างๆ อาทิ น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุเข้า เป็นต้น ซึ่งจะมีเงื่อนไขตามข้อกำหนดของแต่ละธนาคารและเสียเบี้ยประกัน 0.5% ของราคาบ้านต่อปี โดยที่รัฐบาลไม่ได้บังคับ จะทำหรือไม่ทำก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเองค่ะ แต่ประกันชนิดนี้จะไม่คลอบคลุมบ้านในพื้นที่ที่ถูกกำหนดว่าเป็นพื้นที่รองรับน้ำ กักเก็บน้ำ ทางผ่านน้ำนะคะ ดังนั้นถ้าจะซื้อบ้านอยู่ตรงไหนก็ควรศึกษาพื้นที่ให้ดีก่อนแล้วกันนะจ๊ะ     "สรุป" การทำประกันทุกๆ ชนิดที่มาพร้อมกับวงเงินกู้ซื้อบ้านนั้น ส่วนใหญ่ต่างก็มีข้อเสนอที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหมล่ะคะ? เพราะฉะนั้นถ้าใครกำลังจะตกลงปลงใจซื้อบ้านและยื่นกู้ธนาคาร ทีมงาน Review Your Living ก็อยากให้คุณศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ ข้อแนะนำง่ายๆ คือลองปรึกษาเจ้าหน้าที่สินเชื่อขอคำอธิบายเงื่อนไขต่างๆ ให้เข้าใจทุกรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนก่อน เพื่อลดความเสี่ยงและความสบายใจของครอบครัวคุณเอง       ขอขอบคุณภาพจาก www.toonpool.com/cartoons/Fire_7295            
อิฐมวลเบา VS อิฐมอญ แบบไหนดีกว่ากัน?

อิฐมวลเบา VS อิฐมอญ แบบไหนดีกว่ากัน?

เป็นคำถามที่สอบถามกันมาบ่อย(มาก) อาจจะเรียกได้ว่า มากที่สุดก็ว่าได้ กับการลังเลใจในการเลือกใช้อิฐมาก่อผนังให้บ้าน โดยเฉพาะคู่ชิง ระหว่าง อิฐมอญ VS อิฐมวลเบาแบบไหนดีกว่ากัน ผู้เขียนเองขอตอบแบบฟันธงตั้งแต่เริ่มต้นก่อนเลยว่า ไม่มีอิฐชนิดไหนที่ดีกว่ากัน แต่อิฐทั้ง 2 ประเภทนี้ มีความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกัน บ้านแต่ละหลังในยุคปัจจุบัน สถาปนิกและวิศวกร จึงเลือกที่จะนำอิฐทั้ง 2 ประเภทนี้ มาใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสม   รู้จักกับอิฐมอญ อิฐมอญหรืออิฐแดง ทำจากดินเหนียวผสมแกลบเผา ผลิตได้เองภายในประเทศ กระจายตามท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาค มีความคงทนในการใช้งานสูงมากจึงได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีต และเป็นที่คุ้นเคยกับช่างก่ออิฐทั่วไป นอกจากนี้อิฐมอญยังมีคุณสมบัติทนต่อความชื้น มีความหนาแน่นสูง และราคาถูกกว่าอิฐมวลเบา ส่วนข้อเสียของอิฐมอญ คือน้ำหนักที่มากกว่าอิฐมวลเบา โดยมีน้ำหนัก 130 กก./ ตร.ม. กรณีก่อชั้นเดียว และ 180 กก./ตร.ม. กรณีก่อผนัง 2 ชั้น รวมทั้งอิฐมอญมีขนาดเล็ก จึงใช้เวลาก่อผนังค่อนข้างมาก เป็นผลให้ค่าแรงเพิ่มขึ้น อีกหนึ่งข้อเสียที่ไม่ควรมองข้าม คือเรื่องความร้อน โดยอิฐมอญมีคุณสมบัติอมความร้อน สังเกตได้จากผนังที่โดนแดด หากนำมือไปสัมผัสจะรู้สึกร้อนในช่วงกลางวัน และหลังตะวันตกดินไปแล้ว ช่วงค่ำก็ยังร้อนอยู่ จนกว่าจะตกดึกถึงจะคลายความร้อนได้หมด วิธีป้องกันความร้อนกรณีนำอิฐมอญมาใช้งาน นิยมก่อผนัง 2 ชั้นในด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ ซึ่งเป็นทิศที่แสงแดดสาดส่องในช่วงกลางวัน การก่อ 2 ชั้นจะต้องเว้นช่องว่างระหว่างอิฐแต่ละชั้นอย่างน้อย 5 ซม. เพื่อให้เกิดช่องว่างมีอากาศถ่ายเท พร้อมกับทำช่องระบายความร้อนให้กับอิฐชั้นนอกเพื่อให้ความร้อนถ่ายเทออกจากตัวบ้าน ส่วนอิฐชั้นในไม่ได้ถูกความร้อนโดยตรง ภายในบ้านจึงเย็นกว่าการก่อชั้นเดียวมาก แต่ทั้งนี้เจ้าของบ้านต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น ในมุมมองของผู้เขียนเอง หากทำให้บ้านเย็นขึ้นได้ เมื่อมองระยะยาวแล้วนับว่าคุ้มมากครับ   รู้จักกับอิฐมวลเบา อิฐมวลเบา หรือคอนกรีตมวลเบา มีส่วนผสมหลักคือปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ คุณสมบัติเด่น ให้น้ำหนักที่เบากว่าอิฐมอญ ขนาดของอิฐได้มาตรฐาน  ลดการสูญเสียได้ดี เหมาะอย่างยิ่งกับผนังบ้านที่ต้องการลดน้ำหนักของโครงสร้าง เพราะอิฐมวลเบามีน้ำหนักน้อยกว่าอิฐมอญ ประมาณ​ 1 ใน 3 ของอิฐมอญเท่านั้น ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ผลิตอิฐมวลเบาจำนวนมาก แต่ละแบรนด์มีส่วนผสมและคุณภาพแตกต่างกัน แนะนำให้เลือกซื้อเฉพาะผู้จำหน่ายที่มี มอก. รองรับ หรือแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ คุณสมบัติเด่นของอิฐมวลเบา นอกจากเรื่องน้ำหนักแล้ว ด้วยขนาดอิฐที่ใหญ่ ได้มาตรฐาน จึงช่วยให้กระบวนการก่ออิฐ เสร็จไวกว่าอิฐมอญมาก โดยช่างจะใช้ปูนก่อที่ผลิตมาเพื่ออิฐมวลเบาโดยเฉพาะ และเมื่อก่อเสร็จไวค่าแรงคนงานจึงลดลง ขนาดที่ได้มาตรฐานช่วยลดการสูญเสียของอิฐได้ดีกว่าอิฐมอญ ส่วนคุณสมบัติด้านกันความร้อน และกันเสียง อิฐมวลเบาทำได้ดีกว่าอิฐมอญมาก (เมื่อเทียบกับกรณีก่ออิฐมอญชั้นเดียว) ส่วนข้อเสีย ด้วยลักษณะทางกายภาพของวัสดุที่มีรูพรุน ทำให้อิฐมวลเบาดูดซับน้ำ ซึ่งจะมีผลกับความชื้น การออกแบบจึงไม่นิยมใช้งานภายในห้องน้ำ ห้องครัว ส่วนการเจาะผนังเพื่อติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้พุกที่ออกแบบมาเพื่ออิฐมวลเบาเท่านั้น ผู้เจาะควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด มิเช่นนั้นอาจทำให้อิฐมวลเบาเสียหายได้   สรุปแบบไหนดีกว่ากัน อย่างที่แจ้งไปตอนต้นครับ อิฐทั้ง 2 ประเภทนี้ ดีคนละอย่างกัน หรือแม้หากอิฐไหนจะมีข้อเสียใด ก็สามารถแก้ไขได้ทุกจุด ในมุมมองของผู้เขียนเอง หากนำมาใช้งานจะเลือกใช้อิฐทั้ง 2 ประเภทร่วมกัน โดยแบ่งการใช้งาน ดังนี้ อิฐมอญ เลือกใช้ในบริเวณที่โดนความชื้นบ่อยครั้ง เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว หรือผนังส่วนที่โดนฝนสาดโดยตรง กรณีนำอิฐมอญมาใช้ร่วมกับผนังภายนอก จะเลือกก่ออิฐ 2 ชั้นเท่านั้น เพราะจะช่วยป้องกันความร้อน ป้องกันเสียงได้ดีไม่ต่างไปจากอิฐมวลเบา และเลือกใช้อิฐมอญร่วมกับตำแหน่งที่ต้องรับน้ำหนักมาก อาทิ อ่างล้างหน้า ท็อปโต๊ะ หรืองานผนังที่มีการกรุผนังตกแต่งวัสดุที่มีน้ำหนักมาก อิฐมวลเบา เลือกใช้ร่วมกับผนังภายในบ้าน ผนังห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องอื่น ๆ กรณีผนังภายนอก จะเลือกใช้เฉพาะด้านที่ไม่โดนฝนสาดโดยตรงครับ หรือหากใช้ผนังภายนอกทั้งหมด จะเลือกอิฐมวลเบาที่มีความหนาตั้งแต่ 10 ซม. ขึ้นไป   ตัวอย่างอัตราส่วนการใช้งาน กรณีผู้เขียนสร้างบ้าน 1 ชั้น จะเลือกใช้อิฐมอญเป็นหลัก หากเป็นบ้าน 2 ชั้นเฉลี่ยแล้วอัตราส่วนเท่า ๆ กัน แต่หากบ้านสูง 3-4 ชั้นขึ้นไป เปอร์เซ็นส่วนใหญ่ที่จะเลือกใช้เป็นอิฐมวลเบาเป็นหลัก เพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างและค่าแรงคนงานได้ดีกว่าอิฐมอญมาก   เทียบค่าใช้จ่าย หากเทียบกันเฉพาะค่าวัสดุ อิฐมวลเบาแพงกว่าครับ แต่หากนำค่าวัสดุมาบวกกับค่าแรงช่าง ระหว่างอิฐมวลเบากับอิฐมอญก่อ 2 ชั้น มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกันมาก โดยเฉลี่ยแล้ว อิฐมวลเบาจะมีต้นทุน 360 – 400 บาท/ตร.ม. ขึ้นอยู่กับรุ่นและแบรนด์ ส่วนอิฐมอญก่อ 2 ชั้น เฉลี่ย 400 – 420 บาท/ตร.ม. ค่าใช้จ่ายที่ไม่ต่างกันมาก การเลือกใช้ให้เหมาะกับลักษณะงาน จึงเป็นคำตอบที่สมดุลที่สุดครับ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.banidea.com/concrete-vs-brick/            
4 เคล็ดลับ ควรเลือกธนาคารยังไงในการกู้ซื้อบ้าน

4 เคล็ดลับ ควรเลือกธนาคารยังไงในการกู้ซื้อบ้าน

เมื่อตัดสินใจที่จะมีบ้านใหม่อาจเป็นเพราะเริ่มมีครอบครัวใหม่ ข้าวใหม่ปลามัน หรือต้องการเปลี่ยนบ้านใหม่ เพราะบ้านเราเล็กไปบ้างเก่าไปบ้างหรือเป็นเพราะย้ายที่อยู่ใหม่ก็ต้องการบ้านใหม่หรือมีบ้านอยู่แล้วต้องการขยายปรับปรุงบ้านใหม่เหล่านี้แน่นอนว่าผู้ซื้อหรือผู้สร้างบ้านย่อมศึกษาทำเล ประเภทบ้าน ราคา สิ่งแวดล้อมที่ต้องการให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ตัวเอง สิ่งที่ต้องเตรียมตัวคือเตรียมเงินได้ออมไว้ส่วนหนึ่งสำหรับเป็นเงินมัดจำ เงินดาวน์ เงินส่วนเพิ่มสำหรับการสร้างบ้านที่ไม่ให้ “บาน” มิฉะนั้นก็ต้อง “บ้า” ไปเลย ส่วนที่เหลือซึ่งเป็นส่วนใหญ่ก็ต้องไปขอกู้กับสถาบันการเงินต่างๆ   จะกู้ที่ใหนดี สถาบันการเงินที่ให้กู้มีหลากหลาย ส่วนใหญ่จะเป็นธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีหลายแห่ง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน นอกจากนั้นยังมีสหกรณ์ออมทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต บริษัทอสังหาริมทรัพย์ การเคหะแห่งชาติ หรือบริษัทนายจ้างของตนเอง เป็นต้น แต่การที่เลือกสถาบันการเงินที่ให้กู้เพื่อซื้อบ้านก็ควรต้องศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของผู้กู้ แต่ที่ไม่แนะนำก็คือกู้กับอาบังหรือใช้บัตรเครดิตรูดปรี๊ด เพราะดอกเบี้ยก็จะให้ก้นบานเป็นแน่   เงื่อนไขสินเชื่อที่เหมาะกับตัวเอง ในการเลือกสถาบันการเงินสำหรับเงินกู้สินเชื่อบ้านประเด็นที่สำคัญคือสถาบันแห่งนั้นเป็นสถาบันที่ให้กู้เป็นอาชีพหรือไม่ หรือเป็นเพียงเฉพาะกิจ เพราะการกู้ซื้อบ้านต้องใช้เวลาในการผ่อนชำระที่ยาวนาน 25-30 ปี และในการผ่อนชำระนั้นไม่ควรมีการสะดุดใดๆ หรือถูกเรียกคืนเงิน ระหว่างผ่อนชำระสถาบันการเงินที่ให้บริการเป็นอาชีพจะให้เงินกู้ผ่อนชำระคืนระยะยาว   ดอกเบี้ยต่ำดูอย่างไร ถ้าต้องการดอกเบี้ยต่ำและไม่ต้องการให้มีภาระกับการผ่อนมาก ก็ควรจะเลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่กับสถาบันที่ให้กู้อัตราดอกเบี้ยคงที่นานๆ เช่น 5 ปี เพราะในระหว่างนั้นจะไม่มีการปรับอัตราผ่อนและหลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยที่คิดเป็นเท่าไร ส่วนใหญ่จะอิงกับ MLR ลูกค้ารายย่อยชั้นดี ซึ่งอย่างหลังจะมีอัตราสูงกว่าเล็กน้อย การอิงกับอัตราดังกล่าวจะต้องดูว่าบวกหรือลบเท่าไรจากอัตราอ้างอิง ถ้าคำนวณแล้วสูงกว่าอีกสถาบันหนึ่งก็เป็นข้อพิจารณาเลือกใช้บริการ   กู้ได้มากน้อยดูตรงใหน การคำนวณวงเงินให้กู้ สถาบันการเงินจะมีการประเมินราคาบ้านโดยบริษัทประเมินราคาซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารพาณิชย์จะมีบริษัทในเครือเป็นผู้ประเมิน ซึ่งการประเมินราคาหลักประกันถ้าเป็นโครงการที่ส้รางโดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำจำอิงกับราคาซื้อขายบ้านเป็นหลัก ดังนั้นวงเงินให้กู้ตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ถ้าเป็นบ้านแนวราบคือบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์สูงสุดไม่เกิน 95% ของราคาประเมิน และเป็นบ้านแนวดิ่งหมายถึงคอนโดฯ สูงสุดไม่เกิน 90% ของราคาประเมิน ฉะนั้นถ้าผู้กู้มีเงินออมมากหน่อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องวงเงินกู้มากเท่ากับผู้มีเงินออมจำกัดที่จำต้องเลือกสถาบันที่ให้วงเงินกูมากกว่า   ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.home.co.th
7 วิธีไล่คางคกออกจากบ้าน จากกันด้วยดีโดยไม่ต้องฆ่า

7 วิธีไล่คางคกออกจากบ้าน จากกันด้วยดีโดยไม่ต้องฆ่า

คางคกเข้าบ้าน แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ไม่อยากฆ่าแต่ก็ไม่อยากให้อยู่ในบ้าน มาดู วิธีไล่คางคกออกจากบ้าน แบบไม่ต้องเสียเลือดเนื้อกันค่ะ  คางคก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ มีประมาณ 500 ชนิด ลักษณะผิวเป็นตะปุ่มตะป่ำ ลิ้นเรียวสั้นสามารถยืด-หดได้ มีพิษร้ายหากรับประทานเข้าไป แม้ภายนอกจะดูน่ากลัวแต่จริง ๆ แล้วคางคกก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน อาทิ อาหารที่ปรุงอย่างถูกวิธี ยารักษาโรค และเครื่องหนัง แต่คงไม่มีใครอยากให้คางคกอยู่ในบ้านแน่ ๆ วันนี้เราเลยขอนำวิธีไล่คางคกออกจากบ้านมาบอกต่อ สำหรับคนที่เจอคางคกเข้าบ้านประจำ แต่ไม่รู้จะแก้ปัญหานี้ยังไงดี   1. กำจัดที่อยู่ นอกจากแหล่งน้ำก็มีที่ชื้น ๆ มืด ๆ อย่างกองเศษไม้นี่แหละที่คางคกชอบอยู่ ควรรีบนำไปทิ้งโดยเร็ว หากพบหลุมหรือบ่อในสวนให้นำดินมาถมให้เต็ม พร้อมซ่อนกับดักไว้ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้คางคกเข้ามาจำศีล 2. กำจัดแหล่งน้ำ  มักจะพบคางคกตามแหล่งน้ำบ่อย ๆ เช่น อ่างบัว บ่อปลา หรือร่องน้ำ ถ้าหากมีแหล่งให้กบดานแบบนี้ใกล้ ๆ บ้าน ไม่ยอมไปไหนแน่ ๆ ทางที่จะทำให้คางคกไม่กลับมาอีกก็คือ ทำให้แหล่งน้ำเหล่านั้นแห้งสนิททุกจุดติดกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และตัดหญ้าหรือต้นไม้ที่อยู่รอบ ๆ บริเวณเดียวกันด้วย   3. กำจัดแหล่งอาหาร  ในเมื่อคางคกกินแมลงเป็นอาหาร ให้เริ่มจากเลี่ยงการเปิดไฟที่จะล่อแมลงเข้ามาในบ้าน ฉีดยากำจัดแมลงและสัตว์ตัวเล็ก ๆ ให้หมดไป โดยเฉพาะปลวกและมด นอกจากนี้ไม่ควรนำถ้วยใส่อาหารสัตว์วางไว้นอกบ้านด้วย   4. ทำรั้วกั้น ถ้ารั้วบ้านยังมีช่องว่างที่คางคกสามารถกระโดดเข้ามาได้ ปิดช่องวางเหล่านั้นและล้อมสระหรืออ่างน้ำด้วยตาข่ายพลาสติก โดยฝังตาข่ายลงดินลึกอย่างน้อย 6-18 นิ้ว และสูงขึ้นมาจากพื้นดินอย่างน้อย 24 นิ้ว ซึ่งวิธีนี้จะช่วยป้องกันงูและสัตว์เลื้อยคลานชนิดอื่นบุกบ้านได้ด้วยล่   5. กำจัดไข่คางคก ลักษณะไข่คางคกจะเป็นเส้นเมือกใสมีจุดสีดำเล็ก ๆ อยู่ด้านใน ขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ต่างจากไข่กบที่มีลักษณะเป็นก้อนเมือกใสเกาะเป็นกลุ่ม ซึ่งวิธีกำจัดก็ไม่ยาก แค่ตักไข่คางคกขึ้นมาวางทิ้งไว้นอกแหล่งน้ำเท่านั้นเอง   6. กำจัดด้วยธรรมชาติ วิธีแรกใช้เกลือผสมน้ำแล้วฉีดไปที่ตัวคางคก วิธีที่สองก็คือโรยผงกาแฟรอบ ๆ บริเวณที่อยู่ของคางคก กลิ่นของคาเฟอีนในกาแฟก็จะทำให้คางคกกระสับกระส่าย หนีย้ายออกไปเอง โดยไม่ต้องฆ่าเลย   7. จับไปปล่อย  ถ้าใจกล้าพอให้ใช้อุปกรณ์ช่วยจับตัวคางคก แล้วนำไปใส่ไว้ในภาชนะทรงสูง เช่น ถังน้ำ ถังขยะ หรือกล่อง พร้อมกับปิดฝากให้มิดชิด ก่อนนำไปปล่อยตามแหล่งน้ำอื่นที่อยู่ไกลบ้านมากที่สุด   หากบังเอิญเจอคางคกเข้าบ้านหรือเข้ามาป้วนเปี้ยนในสวน ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก็ลองนำวิธีไล่คางคกออกจากบ้านทั้ง 7 วิธีนี้ไปทดลองใช้กันดู จะได้จากกันด้วยดี ไม่ต้องลงฆ่า แล้วรู้สึกเสียใจทีหลัง   ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://home.kapook.com/view174248.html
7 จุดต้องตรวจเช็ค เตรียมบ้านต้อนรับหน้าฝน

7 จุดต้องตรวจเช็ค เตรียมบ้านต้อนรับหน้าฝน

นับเป็นความโชคดีที่ปีนี้อากาศไม่ร้อนมากนัก แต่ในขณะเดียวกันหลาย ๆ พื้นที่ ฝนตกชุกยิ่งกว่าฤดูฝน ฝนที่มาเร็วกว่าทุก ๆ ปีแถมยังตกกระหน่ำยาวนานหลายเดือน บ้านที่ต้องเจอกับความชื้นทุก ๆ วัน อาจก่อให้เกิดเชื้อรา เกิดรอยดำไม่สวยงาม ยิ่งบ้านไหนมีรอยร้าว หลังคารั่วซึม ท่อน้ำตัน ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหาย หากแก้ไขช้าไปย่อมส่งผลกระทบบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงรวบรวมสิ่งที่ควรตรวจเช็คและวิธีการเตรียมบ้านให้พร้อม เพื่อรับมือกับหน้าฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพมาฝากกัน หน้าฝนนี้จะได้นั่งชิล ๆ ริมหน้าต่าง ฟังเสียงฝนตกกระทบอย่างสบายใจ   1. ตรวจเช็ครอยรั่ว 3 จุดใหญ่ หลังคา ฝ้าเพดาน และผนัง เป็น 3 จุดสำคัญหลัก ๆ ที่เมื่อเกิดการร้าว รั่ว ซึม จะเกิดปัญหากับบ้านอย่างแน่นอน บางจุดใหญ่ ๆ ก็เห็นได้ชัดเจน แต่บางจุดเล็ก ๆ ที่ถูกละเลยอาจลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ได้ จึงต้องหมั่นสังเกตว่ามีสัญญาณอันตรายหรือไม่ เช่น ฝ้าเพดานมีคราบรอยน้ำหยดซึมเป็นดวงสีน้ำตาล, ผนังตรงไหนมีรอยแตกร้าว เกิดรูรั่วตามรอยต่อไหม เป็นต้น หากพบจุดที่เสียหายไม่มากก็อาจจะซ่อมแซมด้วยตัวเองด้วยวัสดุอุดรูรั่ว กันซึมประเภทอะคลิริค ซีเมนต์ หรือซิลิโคน แล้วแต่ชนิดของปัญหา หรือให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย ที่สำคัญ อย่าลืมตรวจดูน้ำรั่วซึมตามขอบวงกบประตูหน้าต่าง ผนังภายนอกอาคาร และพื้นดาดฟ้าด้วยนะครับ   2. ดูแลทำความสะอาดรางน้ำฝน รางระบายน้ำ ทางระบายน้ำไม่ว่าจะเป็นรางน้ำฝนหรือท่อระบายน้ำทิ้งออกจากตัวบ้าน ตรวจเช็คทำความสะอาดเพื่อไม่ให้มีสิ่งอุดตันมาขวางทางไหลของน้ำ เมื่อน้ำฝนไหลลงมาจากหลังคาสู่รางน้ำลงท่อระบายน้ำก็จะไหลออกจากตัวบ้านได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันปัญหาน้ำไหลย้อนเข้าไปรั่วซึมภายในบ้านหรือท่วมขังรอบตัวบ้าน ซึ่งจะทำให้โครงสร้างส่วนนอกเปียกชื้น โดยเฉพาะส่วนฐานรากของตัวบ้านที่จะดูดซับความชื้นจากใต้ดิน อาจทำให้ตัวบ้านเสียหายได้   3. ขัดพื้นบริเวณระเบียง ชาน ทางเดิน หลังฝนตกชุกติดต่อกันหลายวัน เรามักจะพบคราบตะไคร่สีเขียวเกาะติดอยู่บนพื้นภายนอก หรือดินโคลนลื่น ๆ บริเวณระเบียงกลางแจ้ง ทางเดินในสวน ทางเดินรอบตัวบ้าน หมั่นตรวจเช็คดูว่ามีตะไคร่น้ำหรือเชื้อราอยู่บริเวณพื้นหรือไม่ ถ้ามีให้ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อราและกำจัดตะไคร่น้ำสูตรน้ำ นำแปรงมาขัดล้างออก เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการลื่นล้ม   4. ตัดแต่งกิ่งต้นไม้ใหญ่ใกล้ ๆ บ้าน แม้ต้นไม้จะให้ร่มเงาที่เย็นสบายในช่วงฤดูร้อน แต่อาจส่งผลอันตรายได้ในฤดูฝน ด้วยพายุลมกรรโชกแรงมักส่งผลให้กิ่งไม้แตกหักล้มทับตัวบ้าน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ เมื่อเข้าสู่หน้าฝนควรตัดแต่งกิ่งไม้ให้ดูโปร่ง ไม่ให้มีพุ่มใหญ่หนาจนเกินไป นอกจากนี้ควรต้องดูแลสวนไม่ให้มีน้ำขัง หญ้าไม่รก เพราะอาจเป็นที่ซ่อนตัวของสัตว์มีพิษและที่อยู่ของยุงลายได้   5. เช็คปลั๊กไฟ โคมไฟ กลางแจ้ง จุดนี้สำคัญมาก บ้านบางหลังที่มีความจำเป็นต้องต่อสายไฟ ปลั๊กไฟนอกบ้าน จึงควรยกปลั๊กให้สูงจากพื้นบ้านและระดับที่น้ำท่วมถึง ตรวจเช็คระบบไฟฟ้าและบริเวณปลั๊กไฟที่อยู่ในจุดเสี่ยงว่ามีการรั่วของไฟหรือไม่  และทำฝาปิดครอบให้แน่นหนาเพื่อป้องกันละอองน้ำฝน หรือเปลี่ยนไปใช้ปลั๊กแบบที่มีฝาเปิด-ปิด   6. ซ่อมแซมอุปกรณ์ฟิตติ้งในบ้าน หน้าฝนประตูหน้าต่างที่ทำจากไม้จะขยายตัวทำให้ประตูฝืด ๆ และความชื้นจะทำให้อุปกรณ์ฟิตติ้งประเภทต่าง ๆ  เป็นสนิมจนทำให้ฝืดและเกิดเสียงดังจนน่ารำคาญได้ รูกุญแจ ลูกบิดก็ใช้งานได้ยากขึ้น วิธีแก้ไขคือใช้ผ้าแห้ง เช็ดอุปกรณ์และวัสดุที่จะซ่อมแซม จากนั้นใช้น้ำมันจักร น้ำมันหล่อลื่นสารพัดประโยชน์มาชโลม ฉีด พ่น ตามจุดรอยต่อ บานพับประตู หน้าต่าง แต่ทั้งนี้ต้องแน่ใจว่าจุดดังกล่าวแห้งแล้วจริง ๆ ค่อยใส่น้ำมัน และไม่ควรใช้จารบีอัดเข้าไปเพราะอาจจะทําให้นํ้าที่ยังขังอยู่ภายในไม่สามารถระเหยออกได้   7. เตรียมพร้อมสำหรับจุดอื่น ๆ ในบ้านและสวน เช่น ทาสีย้อมไม้กันน้ำเคลือบเนื้อไม้ที่อยู่กลางแจ้ง เพื่อป้องกันน้ำฝนซึมเข้าไปในเนื้อไม้ ไม้บริเวณนั้นอาจเสียหายจนอาจจะต้องเปลี่ยนใหม่ กำจัดรังมดและแมลงที่ชอบหนีน้ำเข้ามาอยู่ในบ้าน ยกต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำมากเข้ามาอยู่ในเขตที่ไม่โดนน้ำฝนมากเกินไป เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับขั้นตอนง่าย ๆ ในการเตรียมตัวรับมือกับหน้าฝนนี้ หวังว่าจะเป็นแนวทางในการจัดการบ้านให้ไร้ปัญหากวนใจกันนะครับ สำหรับผู้อ่านท่านไหนที่กำลังมองหาตัวช่วย อุปกรณ์ซ่อมแซมรอยร้าว รั่ว ซึม บริเวณเสา ผนัง ดาดฟ้า หลังคา และดูแลอุปกรณ์ฟิตติ้งให้ใช้งานได้ดี   ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.banidea.com/thai-watsadu/
วิธีทำความสะอาดกระจกห้องน้ำ

วิธีทำความสะอาดกระจกห้องน้ำ

หากกระจกห้องน้ำไม่ใสสะอาดพอ คุณจะเเน่ใจได้อย่างไรว่าคุณดูดีแล้ว? ไม่ว่าจะเป็นการเช็คลิปสติกที่ติดฟันหรือเช็คผมที่กระเซอะกระเซิงจากการตื่นนอน กระจกห้องน้ำสามารถช่วยให้คุณดูดีได้ ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับกระจกและทำความสะอาดให้ใสสะอาดอยู่ตลอดเวลา คุณรู้วิธีทำความสะอาดกระจกห้องน้ำหรือไม่? จริงๆ แล้วการทำความสะอาดกระจกห้องน้ำไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิดไว้ เพราะอาจมีอะไรต่อมิอะไรสาดใส่ทำให้ดูสกปรกอยู่ตลอดเวลา ลองคิดดูสิว่ากระจกห้องน้ำต้องเจอกับอะไรบ้าง? ไม่ว่าจะเป็นแชมพูที่กระเด็นใส่ คราบเครื่องสำอาง และคราบน้ำหลังจากการอาบน้ำ แต่การทำความสะอาดกระจกห้องน้ำไม่ใช่เรื่องยากเลย หากคุณทราบถึงเทคนิคการทำความสะอาดที่ถูกต้อง 5 ขั้นตอนการทำความสะอาดกระจกห้องน้ำ วิธีทางด้านล่างนี้เป็นวิธีการทำความสะอาดกระจกห้องน้ำให้ดูสะอาดเงางามเป็นประกาย เริ่มจากการใช้ฟองน้ำจุ่มลงในน้ำอุ่นและเช็ดบนกระจกเบาๆ การใช้น้ำเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถทำความสะอาดกระจกได้ดี เพราะน้ำจะทิ้งคราบเอาไว้เมื่อแห้งแล้ว ทำให้กระจกแลดูไม่สะอาด อย่างไรก็ตาม การเช็ดสิ่งสกปรกให้ออกก่อนการเช็ดกระจกจะช่วยให้การทำความสะอาดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งสกปรกประเภทฝุ่นละอองสามารถทำให้กระจกเกิดรอยขีดข่วนได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเช็ดฝุ่นละอองออกจากกระจกให้ได้มากที่สุด การใช้กรดเป็นการทำความสะอาดกระจกอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เช่น น้ำส้มสายชูที่มีส่วนประกอบเป็นกรด ผสมน้ำส้มสายชูหนึ่งส่วนกับน้ำสองส่วนเข้าด้วยกัน เทใส่ขวดสเปรย์และฉีดให้ทั่วกระจก จากนั้นให้เช็ดด้วยฟองน้ำตามอีกรอบ   หรือหากคุณไม่มีขวดสเปรย์ คุณสามารถจุ่มฟองน้ำลงในส่วนผสม บีบให้พอหมาดแล้วนำมาเช็ดกระจกได้เลย การใช้น้ำส้มสายชูยังเป็นอีกทางเลือกที่ปลอดภัย เพราะเป็นสะสารที่มีส่วนผสมของแอมโมเนียซึ่งปลอดภัยต่อเด็กและสัตว์เลี้ยงที่บ้าน อย่าลืมทดลองใช้ส่วนผสมของน้ำส้มสายชูเพียงเล็กน้อยบนกระจกก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ทำให้กระจกเสียหาย คุณทราบหรือไม่ว่า น้ำส้มสายชูยังเป็นวิธีขจดคราบน้ำบนกระจกได้? น้ำส้มสายชูนี่แหละสามารถทำหน้าที่เป็นน้ำยาขจัดคราบน้ำบนกระจกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ น้ำส้มสายชูยังสามารถใช้ทำความสะอาดกระเบื้อง อ่างล้างมือ และอ่างอาบน้ำได้อีกด้วย!   คราบน้ำที่แห้งมักเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดคราบบนกระจก วิธีการกำจัดคราบน้ำคือ ใช้น้ำส้มสายชูฉีดลงบนกระจก จากนั้นให้ใช้ไม้ปาดน้ำปาดคราบออกโดยเริ่มจากบนลงล่าง และจากด้านข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง การใช้ผ้านุ่มๆ เช็ด แต่ผ้าจะทิ้งขุยไว้บนกระจก การใช้ไม้ยางรีดน้ำอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า   ขั้นตอนสุดท้ายคือการขัดกระจกด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ที่จะช่วยให้กระจกเงาและใสขึ้น ผ้าไฟเบอร์จะไม่ทิ้งขุยผ้าไว้บนกระจก เพียงเท่านี้คุณก็จะได้กระจกที่ใสสะอาด ไร้คราบน้ำและคราบสกปรกอื่นๆ ตอนนี้คุณก็ทราบวิธีขจัดคราบต่างๆ บนกระจกและวิธีทำความสะอาดกระจกให้สะอาดเงางามเป็นประกายแล้ว ที่นี้ไม่ว่าคุณจะต้องการเช็คการแต่งหน้าแล้วทรงผมปัญหาในการมองเห็นอีกต่อไปก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เคล็ดลับ เมื่อทำความสะอาดกระจกห้องน้ำ คุณควรหลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาด ผ้าจะทิ้งขุยผ้าเล็กๆ ไว้บนกระจก เราขอแนะนำให้ใช้ฟองน้ำเช็ดกระจกหรือไม้ปาดน้ำแทน คุณสามารถใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ที่ไม่ทิ้งขุยเช็ดในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อขัดให้กระจกเงาใส ขั้นตอนสำคัญ อย่าลืมทำความสะอาดกระจกห้องน้ำเป็นประจำ การทำความสะอาดกระจกห้องน้ำเป็นประจำ จะช่วยป้องกันการเกิดคราบที่ฝังแน่น และช่วยให้การทำความสะอาดกระจกง่ายและรวดเร็วขึ้น   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  www.cleanipedia.com
7 วิธีกำจัดกลิ่นอึแมวทั้งในและนอกบ้าน ตอบโจทย์ทั้งคนเลี้ยงและไม่เลี้ยงแมว

7 วิธีกำจัดกลิ่นอึแมวทั้งในและนอกบ้าน ตอบโจทย์ทั้งคนเลี้ยงและไม่เลี้ยงแมว

รวมวิธีกำจัดกลิ่นขี้แมวเหม็นกวนจมูกแบบละมุนละไม ที่จะไม่เป็นอันตรายต่อแมวและคน ปรับเปลี่ยนบรรยากาศรอบบ้านให้น่าอยู่ขึ้นกว่าเดิม ปัญหากลิ่นอึแมวเรียกได้ว่าเป็นปัญหาระดับชาติสำหรับใครหลาย ๆ คน แม้กระทั่งบ้านที่เลี้ยงแมวหรือบ้านที่มีแมวจรจัดเข้ามาอาศัยอยู่ เพราะถ้าหากปล่อยทิ้งไว้กลิ่นเหล่านี้ก็จะทำลายบรรยากาศในบ้าน และหากสูดดมบ่อยก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ วันนี้เราเลยนำวิธีกำจัดกลิ่นขี้แมวมาฝากกันครับ รับรองได้เลยว่าแต่ละวิธีที่เรานำมานั้น ไม่มีอะไรที่เป็นอันตรายหรือรุนแรงกับแมวแน่นอน เอาเป็นว่าแล้วจะมีวิธีไหนบ้างนั้นต้องไปดูครับ   1. น้ำยากำจัดกลิ่นทำเอง สูตรนี้เหมาะสำหรับกำจัดกลิ่นฉี่แมวในบ้าน โดยเริ่มจากผสมน้ำส้มสายชูและน้ำเปล่าในปริมาณที่เท่า ๆ กันเทใส่ขวดสเปรย์ แล้วฉีดไปตรงจุดที่แมวฉี่ไว้ ซับออกด้วยทิชชู ทำซ้ำอย่างนี้ประมาณ 2-3 ครั้ง แล้วใช้ไดร์เป่าให้แห้ง ต่อมานำเบกกิ้งโซดาโรยกลบรอยฉี่แมวให้ทั่ว แล้วผสมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ¼ ถ้วยตวงกับน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชาให้เข้ากัน เทใส่ขวดสเปรย์เพื่อฉีดพ่นลงบนเบกกิ้งโซดาที่โรยไว้ ใช้แปรงขัดเบา ๆ ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งแล้ว ปิดท้ายด้วยใช้เครื่องดูดฝุ่นกำจัดเศษเบกกิ้งโซดาให้หมด     2. น้ำหมักชีวภาพหรือน้ำ EM นอกจากน้ำหมักชีวภาพจะช่วยปรับสภาพดินเพื่อการเกษตรได้แล้ว น้ำหมักยังมีคุณสมบัติที่ช่วยกำจัดกลิ่นอึและฉี่แมวได้อีกด้วย แต่ก่อนอื่นเราต้องทำความสะอาดและเก็บสิ่งปฏิกูลให้เกลี้ยง จากนั้นนำน้ำมาหมัก (แบบไม่ผสมน้ำเปล่า) มาฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณนั้น ทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง แล้วล้างออกให้เกลี้ยง     3. กากกาแฟโรยดับกลิ่น หากที่บ้านพอจะมีกากกาแฟสดเหลืออยู่บ้าง หรือถ้าไม่มีก็ลองขอซื้อตามร้านกาแฟดูเลยครับ แล้วนำกากกาแฟมาผสมกับผิวเปลือกส้ม นำไปกลบไว้ในที่ที่แมวชอบมาฉี่หรืออึ มันจะช่วยดับกลิ่นเหม็นได้ แถมยังมีกลิ่นที่ทำให้แมวไม่     4. น้ำส้มสายชูผสมน้ำร้อน เราสามารถเอาน้ำสายชูมาประยุกต์เป็นสูตรดับกลิ่นได้หลากหลาย เช่นเดียวกับสูตรนี้เลยครับ โดยการนำน้ำส้มสายชูมาผสมกับน้ำร้อน (น้ำเดือด) ให้เข้ากันดี จากนั้นนำไปเทราดบริเวณที่แมวมาทิ้งบอมบ์ไว้ แต่ก่อนราดส่วนผสมอย่าลืมเก็บทำความสะอาดอึแมวให้เรียบร้อยก่อนนะครับ เมื่อราดลงไปแล้ว น้ำส้มสายชูและน้ำร้อนจะช่วยทำความสะอาดไปพร้อม ๆ กับควันระเหยที่ช่วยดับกลิ่น     5. เบกกิ้งโซดาผสมน้ำฉีดไล่กลิ่น หากใครไม่ชอบกลิ่นเปรี้ยวของน้ำส้มสายชู แนะนำให้ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำเปล่า กะดูปริมาณให้เข้มข้นพอสมควร พอเข้ากันดีแล้วก็เทใส่ขวดสเปรย์ เพื่อนำไปฉีดพ่นบริเวณที่แมวเคยมาอึและฉี่บ่อย ๆ เพียงเท่านี้กลิ่นฉุนจากของเสียก็จะหายไป หรือจะโรยกลบของเสียไปก็ช่วยได้เหมือนกันครับ     6. ดินปลูกต้นไม้ดับกลิ่นได้ แถมปลูกต้นไม้ต่อได้เลย ถ้าวิธีอื่นไม่ได้ผล ลองกำจัดด้วยแบบธรรมชาติดูสิครับ ให้หาดินทรายที่เอาไว้ปลูกต้นไม้มาโรยกลบอึแมวให้ทั่ว กลิ่นก็จะหายไป แต่ถ้าไม่อยากให้แมวเข้ามาอึที่เดิม ๆ อีก ให้นำดินมาลงเยอะหน่อย แล้วหาต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมมาปลูกไว้ตรงนั้นไปเลยครับ เพราะนอกจะช่วยกำจัดกลิ่นและป้องกันไม่ให้มาอึซ้ำได้แล้ว เรายังได้สวนสวย ๆ เพิ่มอีกต่างหาก     7. ลูกเหม็นดับกลิ่นเหม็น ๆ จากอึแมว แม้จะชื่อว่า "ลูกเหม็น" แต่คุณสมบัติมันกลับโดดเด่นเหนือชื่อเลยครับ เพียงแค่นำลูกเหม็นมาบดให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำเปล่าให้เข้ากัน นำไปราดบริเวณที่แมวชอบมาอึทิ้งไว้ เพียงเท่านี้กลิ่นเหม็น ๆ กวนจมูกก็จะหายไป แถมยังไล่ไม่ให้แมวเข้ามาอึได้อีกต่างหาก แต่ต้องระวังอย่าผสมให้กลิ่นลูกเหม็นฉุนแรงจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้เราหายใจไม่สะดวกเอาได้     หวังว่าแต่ละวิธีที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ คงจะไม่มีขั้นตอนไหนที่หายากเกินความสามารถแน่นอน ฉะนั้นถ้าคุณกำลังพบเจอปัญหากลิ่นเหม็นจากอึแมวอยู่ละก็ ลองนำวิธิดับกลิ่นเหล่านี้ไปลองใช้ดูนะครับ และที่สำคัญห้ามใช้วิธีรุนแรงเด็ดขาด เพราะจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข   ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://home.kapook.com/view172654.html                
พื้นที่บันได ทำอะไรเพิ่มเติมได้

พื้นที่บันได ทำอะไรเพิ่มเติมได้

ปัจจุบันบ้านในเมืองมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จากราคาที่ดินและค่าก่อสร้างที่สูงขึ้น การใช้พื้นที่ต่างๆ ภายในบ้านจึงต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด พื้นที่บริเวณบันไดทั้งใต้บันไดและเหนือบันไดชั้นบนสุดมักจะเป็นพื้นที่ที่ถูกมองข้าม และถูกทิ้งให้เปล่าประโยชน์อยู่เสมอ พื้นที่ดังกล่าวถ้าวัดขนาดจากแปลนจะมีพื้นที่ประมาณ 2-3 ตารางเมตร หากเป็นคอนโดแบบ Duplex ที่มีชั้นลอย ขนาดของพื้นที่ใต้บันไดดังกล่าวคิดเป็นเงินกว่า 2-3 แสนบาทเลยทีเดียว ดังนั้นด้วยการออกแบบที่ดีจะช่วยให้พื้นที่ว่างบริเวณบันไดถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ บันไดแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ บันไดทึบ และบันไดโปร่ง บันไดทั้งสองประเภทมีผลต่อการออกแบบพื้นที่ใช้สอยใต้บันได บันไดทึบคือบันไดที่มีทั้งลูกตั้งและลูกนอนบันได ไม่สามารถมองทะลุลงไปได้ ส่วนท้องของบันไดทึบมีทั้งแบบ ท้องเรียบ และท้องหยักตามลูกตั้งลูกนอน หรือที่เรียกว่าแบบพับผ้า และแบบมีคานแม่บันได บันไดทึบเหมาะแก่การใช้ประโยชน์พื้นที่ใต้บันได แต่ต้องระวังเรื่องท้องของบันได เช่น บันไดแบบพับผ้าจะมีหยักมุมแหลม อาจจะไม่เหมาะเป็นพื้นที่ให้คนเข้าไปใช้งาน ภาพ: ตัวอย่างบันไดทึบ ท้องบันไดเรียบ ส่วนบันไดโปร่งเป็นบันไดที่มีแต่ลูกนอนบันไดอย่างเดียว สามารถมองทะลุลงไปได้ ส่วนท้องของบันไดโปร่งแบ่งเป็นแบบแม่บันไดด้านข้าง และแบบแม่บันไดข้างใต้ที่รองรับลูกนอน บันไดโปร่งเหมาะแก่การเป็นบันไดโชว์ให้สวยงาม ไม่เหมาะแก่การกั้นห้อง หรือใช้งานข้างใต้ อาจทำได้เพียงชั้นวางของเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ภาพ: ตัวอย่างบันไดโปร่งที่มีแม่บันไดอยู่ด้านข้าง พื้นที่ใต้บันได สามารถออกแบบให้ใช้ประโยชน์ได้ 3 รูปแบบ คือ ใช้เก็บของ ใช้เป็นส่วนใช้งานต่างๆ และใช้เป็นส่วนเซอร์วิสของบ้าน การใช้พื้นที่ใต้บันไดไว้เก็บของ เป็นรูปแบบที่เห็นได้บ่อย เนื่องจากง่ายต่อการทำ และมีพื้นที่มากเพียงพอ รูปแบบของการเก็บของใต้บันไดมีทั้ง การทำเป็นห้องเก็บของที่มีผนังปิดทึบและประตู การทำเป็นชั้นวางของหรือเป็นตู้ Built-in ให้เข้ากับพื้นที่ใต้บันไดโดยจะมีบานเปิดปิดหรือไม่มีก็ได้ และยังมีรูปแบบที่เป็นตู้รางเลื่อนที่สามารถดึงชั้นวางของออกมาได้ซึ่งจะเพิ่มพื้นที่เก็บของให้มากขึ้น ของที่เก็บใต้บันไดมักจะเป็น รองเท้า เสื้อผ้า หนังสือ หรือของจิปาถะอื่นๆ ภาพ: ตัวอย่างการใช้พื้นที่ใต้บันไดโดย Built-in เป็นชั้นเก็บของ ภาพ: ตัวอย่างการใช้พื้นที่ใต้บันไดโดย Built-In เป็นชั้นเก็บของแบบตู้รางเลื่อน (สไลด์) การใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นส่วนใช้งานต่างๆ มักจะใช้กับบ้านที่มีพื้นที่น้อยมาก เช่น คอนโดแบบ Duplex บางครั้งพื้นที่ใต้บันไดสามารถใช้สำหรับวางโต๊ะและทีวีสำหรับส่วนนั่งเล่น หรือใช้สำหรับวางโต๊ะคอมพิวเตอร์เป็นส่วนทำงานได้ นอกจากนี้ ยังอาจจะออกแบบเป็นเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินที่เป็นหลุมเข้าไปสามารถใช้เป็นที่นั่งหรือที่นอนเล่นใต้บันได้ได้อีกด้วย ภาพ: ตัวอย่างการใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นที่ทำงาน ภาพ: ตัวอย่างการใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นที่นั่งเล่น การใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นส่วนเซอร์วิสของบ้าน พบได้บ่อยในบ้านที่เป็นตึกแถวหรือทาวน์เฮ้าส์ ส่วนมากมักจะใช้ทำเป็นห้องน้ำ โดยวางโถส้วมในบริเวณที่ท้องบันไดเอียงลงเนื่องจากเวลาใช้งานจะเป็นการนั่งจึงไม่ต้องใช้พื้นที่สูงมากนัก นอกจากห้องน้ำแล้วพื้นที่ใต้บันไดยังสามารถทำเป็นส่วนซักล้าง โดยตั้งเครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้า หรือจะทำเป็นเคาน์เตอร์ครัว หรือ Pantry เล็กๆ ก็ได้ ทั้งนี้การใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นส่วนเซอร์วิสจะต้องคำนึงถึงท่อน้ำประปาและท่อน้ำทิ้งด้วยว่าจะเดินท่ออย่างไร ภาพ: ตัวอย่างการใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นห้องน้ำ ภาพ: ตัวอย่างการใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นส่วนเตรียมอาหาร ในส่วนของพื้นที่เหนือบันไดชั้นบนสุด มักจะเป็นโถงสูงจากชานพักบันไดช่วงสุดท้ายจนถึงหลังคา ซึ่งเราสามารถต่อเติมเป็นชั้นลอยเล็กๆ ได้ โดยทำเป็นพื้นโครงสร้างเหล็ก และปูวัสดุแผ่นที่มีน้ำหนักไม่มาก เช่น ไม้ หรือไฟเบอร์ซีเมนต์ พื้นที่ดังกล่าวสามารถใช้ทำเป็นหิ้งพระ ที่เก็บของ ส่วนทำงาน หรือนั่งเล่นก็ได้ (ควรปรึกษาวิศวกรถึงรูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสม) บทความโดย SCG Experience คู่คิดก่อนสร้างบ้าน ช่วยให้คุณสร้างบ้านได้อย่างมั่นใจ พร้อมให้คำปรึกษาตลอดการสร้างบ้าน โดยผู้เชี่ยวชาญจาก SCG เพียงนำแบบบ้านมายื่นรับคำปรึกษา พร้อมรับสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ที่ SCGคู่คิดก่อนสร้างบ้าน​ 
10 จุดล่อแมลงเข้ามาหากินและทำรังในบ้าน

10 จุดล่อแมลงเข้ามาหากินและทำรังในบ้าน

ถ้าไปตรงไหนก็เจอแต่แมลงที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาทำรังในบ้าน อาจมีต้นเหตุมาจาก 10 จุดนี้ ที่เป็นตัวล่อแมลงเข้ามาในบ้าน มาหาวิธีป้องกันก่อนแมลงยึดบ้านกันเถอะ  ไม่ว่าจะเป็นแมลงมีพิษหรือไม่มีพิษ ก็สร้างความรำคาญให้ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นยุง แมลงหวี่ แมลงวัน แมลงเม่า แมลงสาบ และแมลงอื่น ๆ อีกหลายชนิด ถ้าไม่อยากเห็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ แบบนี้วนเวียนวุ่นวายในบ้าน เช่น เข้ามาหาอาหารกินหรือทำรัง หมั่นดูแลบ้านโดยเฉพาะ 10 จุดนี้ให้ดี เพราะเป็นจุดสำคัญที่ล่อแมลงเข้ามาในบ้านมากกว่าจุดอื่น ๆ ตอนนี้มาหาทางป้องกันไปพร้อม ๆ กันเลย 1. รอยร้าว ควรรีบซ่อมและอุดรอยรั่วในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นรอยแตกบนผนังหรือแม้กระทั่งรอยร้าวเล็ก ๆ บนกระจกหน้าต่างกับประตู ก็ล้วนเป็นช่องที่เปิดทางให้แมลงเข้ามาทำรังในบ้านทั้งนั้น   2. แอ่งน้ำ แหล่งน้ำขังนี่แหละที่ทำให้เหล่ายุงร้ายยกทัพเข้ามาอยู่ในบ้านโดยไม่ได้รับเชิญ เช่น การสำรองน้ำประปาในถังแต่ไม่ปิดฝา รางน้ำฝน รวมไปถึงถ้วยใส่น้ำดื่มของสัตว์เลี้ยง แต่การกำจัดนั้นง่ายนิดเดียว แค่หมั่นเปลี่ยนน้ำสัปดาห์ละครั้งหรือโรยเกลือในแอ่งน้ำที่ไม่สามารถระบายออกได้ นอกจากนี้ก็คอยสังเกตและเทน้ำขังตามจุดต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ออกไปด้วย   3. เตาปิ้ง  ปาร์ตี้ปิ้งย่างอาจไม่ใช่เรื่องสนุก เพราะมดหลายร้อยตัวจะเข้ามาหากินตามเศษอาหารที่ติดอยู่ตามจาน-ชามและตะแกรงเตาปิ้ง หากไม่รีบเก็บกวาดทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องใช้ และสถานที่ให้เรียบร้อยหลังใช้งาน   4. ลังกระดาษ  ไม่ใช่แค่ปลวกเท่านั้นที่จะยกทัพมากินลังกระดาษและของข้างใน เพราะแมลงสาบและแมลงสามง่าม (Silverfish) ก็อยากเข้ามาทำรังด้วยเหมือนกัน หากไม่จำเป็นก็เปลี่ยนมาใช้กล่องพลาสติกกันเถอะ   5. ไฟหน้าบ้าน แม้ไม่ใช่จุดที่พบเห็นแมลงมาทำรังบ่อย ๆ แต่แสงไฟก็เป็นตัวเชื้อเชิญให้แมลงเข้ามาเล่นไฟและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นก็คือ ยุงและแมลงที่ชอบเล่นไฟ เช่น แมลงเม่า ดังนั้นควรติดไฟให้ห่างจากตัวบ้านหรือเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟกันแมลง ก็จะช่วยป้องกันปัญหาได้   6. แหล่งความชื้นสูง ช่วงฤดูฝนต้องระวังเป็นพิเศษ ตรงไหนมีน้ำรั่ว น้ำขัง หรือความชื้นสูงควรรีบทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง หากพบรอยน้ำรั่วตามท่อก็ซ่อมให้เรียบร้อย ก่อนที่จะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงและจุดก่อตัวของเชื้อรา   7. ถังขยะ จริง ๆ แล้วถังขยะไม่ใช่ต้นเหตุโดยตรง แต่กลิ่นเหม็นที่โชยออกไปต่างหากคือตัวการสำคัญ จึงควรวางถังขยะไว้นอกบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นแหล่งอาหารของแมลงตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วหมั่นล้างถังขยะให้สะอาดและทำให้แห้งสนิททั้งด้านนอก-ด้านใน   8. หน้าต่างและประตู แมลงอาจจะเข้ามาได้ตอนที่เปิดประตูหรือหน้าต่างทิ้งไว้ มีมุ้งลวดปิดอีกชั้นจะดีกว่า เพราะอย่างน้อยลมก็สามารถพัดเข้ามาได้ นอกจากนี้ประตูและหน้าต่างควรมีขนาดที่พอเหมาะเปิด-ปิดพอดีกับกรอบ ไม่ผิดรูป บิดเบี้ยว โค้งงอ มีรอยหรือรูที่ให้แมลงเดินผ่านได้   9. ผลไม้ ผลไม้ที่ไม่ได้นำไปแช่ตู้เย็นหรือเก็บในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด หากวางไว้ด้านนอกนาน ๆ จะปล่อยก๊าซเอทิลีน (ethylene) ซึ่งเป็นก๊าซที่ล่อแมลงหวี่เข้ามา จึงควรกินให้หมดหรือนำไปทิ้งก่อนผลไม้จะเน่า   10. ของใช้สัตว์เลี้ยง นอกจากเห็บหมัดบนตัวสัตว์เลี้ยงที่ต้องระวังแล้ว ควรหมั่นดูแลและทำความสะอาดของใช้ของสัตว์เลี้ยงเป็นประจำเพื่อป้องกันการเกิดกลิ่น ส่วนอาหารสัตว์เลี้ยงก็นำไปเก็บไว้ในที่แห้งและมีฝาปิดมิดชิด   ตอนนี้ก็รู้กันแล้วว่ามีจุดไหนบ้างที่ล่อแมลงเข้ามาหากินและทำรังในบ้าน อย่าลืมหมั่นดูแล ทำความสะอาด และซ่อมแซมให้เรียบร้อย ก่อนที่สัตว์ตัวเล็ก ๆ เหล่านี้จะพากันมาอาศัยในบ้านทั้งฝูง   ขอขอบคุณข้อมูลจาก home.kapook.com
เรื่องของเครื่องปรับอากาศ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

เรื่องของเครื่องปรับอากาศ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

รวมเรื่องจริงที่เกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศหรือแอร์เพื่อให้เราได้รู้จักและรู้ถึงที่มามากขึ้น แอบบอกหน่อยดีกว่าว่า ถ้ายิ่งรู้จักคุณก็จะรักแอร์ของคุณมากขึ้น นับวันอากาศก็ยิ่งร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งสิ่งศักสิทธิ์ที่ไหนแล้ว ก็เห็นจะมีแต่เครื่องปรับอากาศนี่แหละที่ช่วยเราได้ ในเมื่อเครื่องปรับอากาศก้าวเข้ามาบทบาทสำคัญกับชีวิตของเราอย่างมาก วันนี้เราเลยจะพาทุกคนไปทำความรู้จักเจ้าเครื่องปรับอากาศหรือที่เรียกติดปากว่าแอร์ ผ่าน 11 เรื่องจริงของเครื่องทำความเย็นเหล่านี้กันครับ แล้วจะมีอะไรบ้างนั้นต้องไปดู 1. ผู้ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องปรับอากาศ วิลลิส แคร์เรียร์ วิศวกรโรงพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา เป็นคนแรกที่ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องปรับอากาศเครื่องแรกของโลก เมื่อปี ค.ศ. 1902 โดยแคร์เรียร์มองหาวิธีในการควบคุมความชื้นในอาคาร เพื่อป้องกันไม่ให้หมึกแห้งเร็ว จึงเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เขาเรียกว่า "Apparatus for Treating Air" หรือเครื่องปรับอากาศ กระทั่งได้รับการจดสิทธิบัตรในปี ค.ศ. 1906   2. กลายมาเป็นเครื่องปรับอากาศปี 1950 แม้จะได้รับการจดสิทธิบัตรในปี ค.ศ. 1906 แต่เครื่องปรับอากาศก็เพิ่งจะมาเป็นรูปเป็นร่าง มีขนาดและระบบที่เล็กอย่างทุกวันนี้ เมื่อปี  ค.ศ. 1950 และออกขายสู่ท้องตลาดมากกว่า 1 ล้านเครื่อง ซึ่งปรากฎว่าขายหมดเกลี้ยง   3. ควรตรวจเช็กเครื่องปรับอากาศประจำปี หากที่บ้านไหนมีเครื่องปรับอากาศชควรจะเรียกช่างเข้ามาตรวจเช็กระบบเป็นประจำทุก ๆ ปี เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องปรับอากาศที่บ้านยังใช้งานได้ตามปกติและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาจนต้องตามแก้ไขทีหลัง   4. เครื่องปรับอากาศทำงานด้วยการลดความชื้น เครื่องปรับอากาศทำงานด้วยการนำพาความชื้นหรือลดความชื้นออกจากอากาศในบริเวณนั้น ถึงแม้หลักการทำงานจะไม่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าเครื่องปรับความชื้น แต่เครื่องปรับอากาศก็ช่วยป้องกันการเกิดเชื้อราและฝุ่นสกปรกได้   5. เครื่องปรับอากาศช่วยกำจัดสารก่อภูมิแพ้ได้ นอกจากเครื่องปรับอากาศจะทำให้บ้านเย็นแล้ว ระบบการทำงานภายในยังมีคุณสมบัติช่วยกำจัดสารก่อภูมิแพ้และเศษฝุ่นที่มากับอากาศได้อีกด้วย ถ้าหากอาการภูมิแพ้ของคุณกำเริบในช่วงที่อากาศกำลังร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ก็ลองเปิดเครื่องปรับอากาศช่วยดูสิครับ   6. หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศทุก 3 เดือน เครื่องปรับอากาศจะทำงานได้ดีหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับแผ่นกรองอากาศด้วยนะครับ เพราะถ้าปล่อยให้แผ่นกรองด้านในสกปรก มีฝุ่นเกาะเต็มไปหมด ประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องปรับอากาศก็จะลดลงตามไปด้วย แถมเครื่องยังต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้นไม่ว่าที่บ้านจะใช้เครื่องปรับอากาศชนิดไหน ก็ต้องหมั่นทำความสะอาดทุก 3 เดือนด้วยนะครับ   7. ผ้าม่านช่วยกักเก็บความเย็น ถ้าหน้าต่างของห้องหันตรงกับทางที่แสงแดดส่องเข้ามาพอดี ให้หาม่านมาติดไว้เพื่อป้องกันความร้อนจากแสงแดดไม่ให้เข้ามาทำให้อุณหภูมิภายในห้องสูงขึ้น จนเครื่องปรับอากาศก็ต้องทำงานหนักตามไปด้วย   8. ยิ่งปิดช่องลมแอร์ เครื่องก็ยิ่งพังง่าย หลายคนคงไม่รู้ว่าการปิดช่องลมแอร์ด้านใดด้านหนึ่ง มันไม่ได้ช่วยปรับเปลี่ยนทิศทางแอร์ได้ตามที่ต้องการหรอกนะครับ แต่มันกลับทำให้เครื่องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม จนอาจถึงขั้นทำให้ระบบภายในเสียหายเลยก็มี  หากต้องการให้ความเย็นกระจายตัวอย่างทั่วถึง แนะนำให้เปิดพัดลมช่วยอีกแรงจะดีกว่า   9. เครื่องปรับอากาศใหญ่ก็ก็ยิ่งจ่ายค่าไฟเยอะ อย่างที่รู้กันดีว่าเครื่องปรับอากาศจะทำให้บ้านอยู่สบายขึ้น แต่ก็กินไฟโหดไม่แพ้กัน ทางที่ดีควรหันมาเลือกใช้เครื่องปรับอากาศแบบติดผนังและ BTU ที่เหมาะสมกับขนาดห้อง เนื่องจากจะทำให้การใช้ไฟฟ้าน้อยลง และจะช่วยประหยัดเงินไปได้เยอะเลย   10. แอร์บ้านสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1913 แอร์สำหรับติดตั้งในบ้านเครื่องแรกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1913 โดย ชาร์ลส์ เกตส์ (Charles Gates) ผู้ที่ได้ฉายาว่า “Spend-a-Million” ทายาทเจ้าของกิจการลวดหนามในสมันนั้น ซึ่งเขาเป็นคนแรกที่สร้างอพาร์ทเม้นท์ติดแอร์ขึ้นมา แต่ยังไม่ทันสร้างเสร็จสมบูรณ์ดี เกตส์ก็เสียชีวิตไปในระหว่างร่วมทริปล่าสัตว์ แม้จะเป็นคนสร้างแต่ก็ไม่มีโอกาสได้ใช้งาน   11. คนอเมริกันจ่ายเงินเป็นพันล้านเพื่อแอร์ ทุกวันนี้ชาวอเมริกันต้องเสียเงินไปกับการติดตั้งแอร์บ้านเป็นจำนวนมาก ตามที่กระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่า โดยรวมแล้วคนอเมริกันจะจ่ายเงินมากกว่า 22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 700 พันล้านบาทในการติดตั้งแอร์ นอกจากนี้ยอดการใช้ไฟฟ้ายังมากกว่า 183 พันล้านกิโลวัตต์ ต่อชั่วโมงในทุก ๆ ปีอีกด้วย   เป็นอย่างบอกไว้ไหมล่ะครับ ถ้าคุณยิ่งรู้จักเครื่องปรับอากาศคุณก็จะยิ่งรักและอยากดูแลเอาใจใส่ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะกว่าเจ้าเครื่องนี้จะมาช่วยให้เราไม่ต้องทุรนทุรายกับอากาศร้อนได้นั้น มันต้องมีการพัฒนามาอย่างยาวนาน ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปต่าง ๆ นานา รวมไปถึงการดูแลจากเราเป็นสำคัญ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก home.kapook.com
10 วิธีใช้งานไมโครเวฟแบบผิด ๆ ที่จะส่งผลเสียในระยะยาว

10 วิธีใช้งานไมโครเวฟแบบผิด ๆ ที่จะส่งผลเสียในระยะยาว

มาดูวิธีใช้ไมโครเวฟแบบผิด ๆ เป็นตัวอย่างที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะไม่อย่างนั้นจะส่งผลเสียกับตัวเครื่องและสุขภาพในระยะยาว ไมโครเวฟ ถือว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกหนึ่งชนิดที่มีเกือบทุกบ้าน วิธีการใช้ก็ไม่ยาก แต่ก็ต้องระวังกันนิดนึง เพราะแม้การกระทำบางอย่างจะไม่ส่งผลในเร็ว ๆ นี้ แต่หากยังทำแบบนี้กับไมโครเวฟบ่อย  ๆ ก็จะเป็นส่งผลเสียกับสุขภาพและระบบภายในของไมโครเวฟในระยะยาว ลดความเสี่ยงที่จะเกิดเรื่องไม่คาดคิดกับ 10 วิธีการใช้ไมโครเวฟผิด ๆ ที่นำมาฝากกันในวันนี้ ไว้เป็นตัวอย่างและไม่นำไปต่อ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนที่ใช้ไมโครเวฟ   1. ใช้เวลาอุ่นน้อยเกินไป การทำอาหารในไมโครเวฟนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะเราต้องควบคุมอุณหภูมิและระยะเวลาให้เหมาะสม เพื่ออาหารสุกทั่วถึงกันทั้งหมด ไม่อย่างนั้นก็คงต้องกินอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบเข้าไปหรือไม่ก็ต้องนำเข้าไปอุ่นใหม่อีกครั้ง ถ้าไม่อยากเป็นแบบนั้น แนะนำให้ใช้อุณหภูมิตั้งแต่ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป และใช้ระยะเวลาอุ่นให้นานหน่อย โดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพียงเท่านี้อาหารก็จะสุกพร้อมทาน   2. อุ่นแก้วกาแฟกระดาษ คอกาแฟทั้งหลายต้องระวังไว้ให้ดีเลยครับ เพราะการที่คุณนำแก้วกาแฟแบบกระดาษเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟ ความร้อนจะทำให้กาวละลาย แก้วยุบตัว และเกิดรอยรั่วได้ แต่ถ้าต้องการดื่มแบบร้อน ๆ แนะนำให้เทเครื่องดื่มใส่แก้วเซรามิคหรือแก้วที่ระบุว่าสามารถเข้าไมโครเวฟได้แทนดีกว่า จะได้ไม่ดื่มกาแฟที่ปนเปื้อนสารเคมีอีก   3. อุ่นอาหารทิ้งไว้ในไมโครเวฟ วันยุ่ง ๆ ที่คุณต้องทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน อยากจะขอให้เว้นไว้สักอย่างนั่นก็คือ ไม่ควรอุ่นอาหารทิ้งไว้ในไมโครเวฟ แล้วเดินไปทำธุรอย่างอื่นต่อ เช่น การอุ่นป๊อปคอร์น เพราะถ้าป๊อปคอร์นโดนความร้อนนานเกินไปจะทำให้ไหม้เกรียมได้ หรือแก้ปัญหาโดยการอุ่นตามเวลาที่กำหนดไว้บนบรรจุภัณฑ์ของอาหารก็พอ   4. ใช้ภาชนะพลาสติก หลายคนรู้ดีว่าไม่ควรนำภาชนะพลาสติกเข้าไมโครเวฟเด็ดขาด เพราะอาจทำให้พลาสติกละลายได้ และที่สำคัญในภาชนะพลาสติกเหล่านั้นมีสารเคมีที่ชื่อ Bisphenol A (BPA) ผสมอยู่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการกระตุ้นฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ยิ่งโดนความร้อนมาก ๆ สารพิษที่ว่านี้ก็จะเข้าแทรกซึมอยู่ในอาหาร แนะนำให้ถ่ายเทอาหารลงภาชนะอื่นที่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ก่อนจะดีกว่าครับ   5. ไม่ใช้ฝาครอบอาหาร ถ้าไม่อยากตามทำความสะอาดไมโครเวฟหลังใช้งานทุกครั้ง ก่อนอุ่นอาหารก็ต้องหาฝาครอบอาหารที่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้มาครอบไว้ เพื่อไม่ให้อาหารกระเด็นติดภายในเครื่อง อีกทั้งยังช่วยรักษาระดับความร้อนให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม สุกกำลังดีทั้งด้านนอกและด้านใน ถ้าใครไม่มีฝาครอบจะใช้จานหรือชามครอบแทนก้ได้ครับ แต่สิ่งที่นำมาครอบนั้นจะต้องมีช่องระบายไอน้ำด้วยนะครับ   6. ใช้ภาชนะรีไซเคิล หากไลฟ์สไตล์ของคุณคือ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ก็ควรดูให้แน่ใจว่าจาน-ชาม ช้อน-ส้อม รวมไปถึงผ้าเช็ดปากที่ผลิตมาจากกระบวการรีไซเคิลนั้น มีส่วนผสมของเศษโลหะอยู่หรือไม่ เพราะถ้ามีผสมอยู่ แล้วนำไปอุ่นในไมโครเวฟ เศษโลหะเหล่านั้นจะทำให้เกิดประกายไฟที่เป็นอันตรายได้   7. ละลายอาหารแช่แข็งทั้งห่อบรรจุภัณฑ์ ถึงจะรีบทำอาหารทำขนาดไหน แต่ก็ไม่ควรนำอาหารแช่แข็งไปละลายน้ำแข็งในไมโครเวฟทั้งห่อเด็ดขาด เพราห่อบรรจุภัณฑ์อย่าง ห่อพลาสติก ถุงกระดาษ และฟอยล์อะลูมิเนียม มีสารพิษอันตรายที่ชื่อ Bisphenol A (BPA) อยู่ เมื่อสารชนิดนี้โดนความร้อน มันก็จะเข้าแทรกซึมไปในอาหาร ดังนั้นก่อนละลายน้ำแข็งควรเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ก่อนเข้าไมโครเวฟดีกว่า   8. ใช้อุณหภูมิสูงอุ่นอาหาร แม้ว่าปุ่มอุ่นอาหารด้วยอุณหภูมิสูงจะทำให้อาหารร้อนเร็วได้ทันใจ แต่ปุ่มนี้ก็ไม่ได้เหมาะกับการอุ่นอาหารทุกชนิดเสมอไป อย่างเช่น ผัก เนื้อสัตว์แช่แข็ง หรือเนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ เพราะอาหารจะสุกไม่ทั่วถึง ดังนั้นควรเลือกใช้อุณหภูมิปานกลาง หั่นแบ่งเนื้อสัตว์ให้มีขนาดที่พอเหมาะ และละลายน้ำแข็งก่อนอุ่น ก็จะทำให้อาหารนั้นสุกพอดี ไม่เกรียมนอกและดิบใน   9. หยิบอาหารไม่สวมถุงมือ อาหารที่เพิ่งอุ่นเสร็จใหม่ ๆ ร้อนใช่เล่น ดังนั้งไม่ควรใช้มือเปล่าหยิบเด็ดขาดเพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ จากผลการศึกษาของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นว่า ในปี ค.ศ. 2002-2012 มีเด็กที่อายุระหว่าง 1-4 ปี จำนวนกว่า 11,000 คน ต้องเข้ารับการรักษาจากอุบัติเหตุโดนของร้อนลวกมือ เพราะหยิบ-จับอาหารที่เพิ่งอุ่นเสร็จโดยไม่ใส่ถุงมือ ฉะนั้นควรจะหาซื้อถุงมือกันความร้อนจากไมโครเวฟมาติดบ้านไว้และสาธิตการใช้งานให้เด็ก ๆ ได้ดู เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น   10. อุ่นเครื่องดื่มจนเดือด คิดจะอุ่นเครื่องดื่มในไมโครเวฟต้องระวังเรื่องความร้อนให้ดี ๆ เพราะถ้าหากของเหลวมาเจอกับความร้อนมากเกินตั้งแต่ 100 องศาเซลเซียส จะทำให้เกิดการปะทุภายในและเป็นอันตรายอย่างมาก ควรใช้เวลาแต่พอดีหรือแบ่งเป็นช่วงสั้น ๆ ใส่แก้วทรงสูงหรือวางช้อนไว้ในแก้วก็จะช่วยให้ของเหลวไม่เดือดเร็วจนเกินไป   ลองเช็กกันดูแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ ยังมีใครทำแบบนี้อยู่หรือไม่ หากทำอยู่ก็ควรหลีกเลี่ยงให้ไวและปรับมาใช้งานไมโครเวฟให้ถูกต้องจะดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราและคนในบ้านนั้นเอง แถมเครื่องยังใช้งานได้ยาวนานไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่ให้เปลืองด้วย   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  home.kapook.com
10 ผักไม้เลื้อย ปลูกไว้เก็บกินก็ได้ ใช้ทำซุ้มบังแดดก็ดี๊ดี !

10 ผักไม้เลื้อย ปลูกไว้เก็บกินก็ได้ ใช้ทำซุ้มบังแดดก็ดี๊ดี !

พืชผักไม้เลื้อย อีกหนึ่งทางเลือกของคนรักสวนที่อยากได้พืชไม้เลื้อยกินได้หรือทำสวนผักไม้เลื้อย อยากรู้พืชไม้เลื้อยมีอะไรบ้าง มาดู 10 พืชผักไม้เลื้อยพร้อม ๆ กันเลยค่ะ คิดจะทำสวนทั้งที…มันต้องเลือกต้นไม้ดี ๆ ที่มีประโยชน์หลายด้านกันหน่อย อย่างเช่น 10 พืชผักไม้เลื้อย ที่เป็นพืชไม้เลื้อยกินได้ ไว้สร้างสวนผักไม้เลื้อย ที่สามารถบังแดดและเก็บกินได้ไปในตัว ถ้าอยากรู้ว่าพืชไม้เลื้อยมีอะไรบ้างที่กินได้ ตามไปดูลิสต์ 10 พืชผักไม้เลื้อยที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เลยค่ะ แล้วจะเห็นว่าช่างเป็นพืชที่เหมาะกับบ้านในเขตเมืองร้อนอย่างเราจริง ๆ เลย 1. ตำลึง ตำลึง : เป็นไม้เลื่อยที่ขึ้นได้ทั่วไป ปลูกง่ายและโตไว ลักษณะลำต้นเป็นเถาเลื้อยมือเกาะ ออกใบคล้ายรูปหัวใจ มีดอกเป็นช่อสีขาว ลักษณะผลเป็นทรงกลมเรียวยาว สีเขียวอ่อน แต่เมื่อสุกแล้วจะมีสีแดงระรื่อดูสวยงาม สรรพคุณ : มีวิตามินบำรุงร่างกาย ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันหัวใจขาดเลือด บำรุงสายตา มีกากใยช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากมะเร็ง ทั้งยังใช้รักษาโรคเบาหวาน และแก้งูสวัดได้ด้วย วิธีปลูก : ที่ง่ายที่สุดก็คือ การปักชำ เพียงแค่ตัดเถายาว 30 เซนติเมตร มาปักทำมุมเอียงในกระถางดินร่วน ดูแลรดน้ำทุกวันจนแตกยอดใหม่ แล้วอย่าลืมทำค้างหรือหาไม้มาหลักมาปัก เพื่อให้ต้นเลื้อยขึ้นไปรับแสงด้วยนะคะ 2. บวบ บวบ : มี 3 ชนิด ได้แก่ บวบเหลี่ยม บวบหอม และบวบงู เป็นพืชเถาตามข้อมีมือเกาะ ลักษณะใบกว้างและเป็นรูปเหลี่ยม ปลายใบเรียวแหลม ออกดอกสีเหลืองตามง่ามใบ มีผลเรียวยาว ลักษณะผิวขึ้นอยู่กับชนิดของบวบ เป็นผักฤทธิ์เย็นและมีน้ำเยอะ สรรพคุณ : ช่วยดับร้อนในร่างกายได้ อุดมไปด้วยฟอสฟอรัสช่วยสร้างเม็ดเลือด มีกากใยช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ริดสีดวงทวาร ช่วยถอนพิษได้อีกด้วย วิธีปลูก : ให้เพาะเมล็ดลงดินที่ผสมปุ๋ยหมักและแกลบในปริมาณที่เท่ากัน รดน้ำสม่ำเสมอ จนออกใบ 2 ใบ แล้วค่อยย้ายต้นกล้าไปปลูกในดินหรือกระถาง ทำค้างหรือหาไม้หลักมาปักให้ต้นยึดเกาะ ดูแลรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะ บำรุงปุ๋ยทุก 15 วัน/ครั้ง รดน้ำหมักสะเดาเพื่อกำจัดวัชพืช 3. ถั่วพู ถั่วพู : เป็นไม้เลื้อยที่มีหลายสายพันธุ์ ลำต้นหรือเถายาว 3 เมตรขึ้นไป ออกใบเรียวยาวและปลายใบแหลม ออกเรียงสลับตามเถา ลักษณะดอกเป็นช่อสีขาว ส่วนผลเป็นฝักเรียวยาว แยกขอบออกเป็น 4 แฉก ขอบฝักหยัก ด้านในมีเมล็ดถั่ว สรรพคุณ : ช่วยบำรุงหัวใจ กระตุ้นการเจริญเติบโตและฮอร์โมน แก้อักเสบ แก้ร้อนใน และช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย วิธีปลูก : ด้วยเมล็ดถือว่าดีที่สุด โดยนำเมล็ดจากฝักแห้งมาปลูกในกระถางดินเหนียวที่ผสมกากมะพร้าวและปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก เมื่อต้นเริ่มงอกก็ควรย้ายมาปลูกในกระถางที่ใหญ่กว่า หาไม้หลักมาปักให้ต้นยึด เด็ดต้นที่ไม่แข็งแรงทิ้งไป ดูแลรดน้ำให้ชุ่มทุกวัน และตั้งกระถางให้โดนแดดรำไร 4. ถั่วฝักยาว ถั่วฝักยาว : เป็นพืถั่วชนิดไม้เลื้อย มีเถาสีเขียว ออกใบสีเขียวคล้ายรูปสามเหลี่ยม แต่โคนใบแหลมเข้าหาก้านใบ ลักษณะดอกออกเป็นช่อสีขาวตามซอกใบ ฝักเป็นทรงกลมขนาดเล็กและเรียวยาว ด้านในมีเมล็ดถั่ว สรรพคุณ : ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี และช่วยรักษาอาการบวม วิธีปลูก : ให้นำเมล็ดถั่ว 5 เม็ด มาปลูกในกระถางดินร่วนผสมทรายและปุ๋ยคอก เว้นระยะห่างให้พอดี หาไม้หลักหรือทำค้างไว้ข้าง ๆ เพื่อให้ต้นยึดเกาะ สังเกตุถ้าต้นไหนไม่แข็งแรงให้ตัดทิ้ง รดน้ำทั้งเช้าและเย็น หมั่นบำรุงปุ๋ยเมื่อต้นมีอายุได้ 1 เดือน 5. ขจรหรือสลิด ขจรหรือสลิด : เป็นไม้เลื้อยที่นิยมนำส่วนดอกมากิน เถาเป็นสีเขียว เมื่อแก่เถาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล  ลักษณะใบคล้ายรูปหัวใจกว้าง 5 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ มีสีเหลืองและส่งกลิ่นหอม สรรพคุณ : บำรุงหัวใจ ตับ และไต แก้หน้ามืดวิงเวียน แก้ท้องเสีย บำรุงสายตา บำรุงเลือด และแก้อาการเมาค้าง วิธีปลูก : ให้นำกิ่งที่สมบูรณ์มาปักในกระถางดินร่วนที่ผสมปุ๋ยหมัก รดน้ำให้พอชุ่มทุกวัน แต่เมื่อผ่านไป 2 สัปดาห์ให้ปรับมารดแค่วันเว้นวันก็พอ หาไม้หลักหรือค้างมาปักให้ต้นเลื้อยด้วยนะคะ 6. พริกไทย พริกไทย : เป็นพืชสมุนไพรและเป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมนำมาปรุงแต่งรสชาติอาหาร ลำต้นเป็นข้อปล้อง มีเถายึดเกาะ ลักษณะใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม ออกดอกเป็นช่อไม่มีก้านดอก ลักษณะผลทรงกลมสีเขียวเข้ม ออกเรียงกันเป็นช่อ สรรพคุณ : ช่วยบรรเทาอาการปวด ขับลมในกระเพาะ กระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้ดีขึ้น และป้องกันการเกิดอัลไซเมอร์ วิธีปลูก : ให้นำกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์มาปักชำลงในกระถางที่มีดินดำที่ผสมขี้เถ้าแกลบ รดน้ำให้ชุ่ม หาถุงพลาสติกมาครอบทิ้งไว้ 30 วัน แล้วค่อยดึงออก ย้ายต้นไปปลูกให้กระถางขนาดใหญ่ที่มีดินดำผสมปุ๋ยคอกและเปลือกข้าว ปักไม้หลักหรือทำค้างให้ต้นเลื้อย ดูแลรดน้ำทุกวันในช่วงแรก ๆ พอต้นแข็งแรงค่อยปรับเป็นสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง บำรุงปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง 7. ฟักข้าว ฟักข้าว : เป็นพืชล้มลุกมีเถาเลื้อย ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว คล้ายรูปหัวใจ ขอบใบหยักเล็กน้อย ออกดอกสีขาว-เหลืองตามข้อ ส่วนผลเป็นทรงกลมมีหนามรอบผล ผลอ่อนจะเป็นสีเหลืองอมเขียว แต่เมื่อสุกแล้วจะกลายเป็นสีแดงหรือสีส้ม ด้านในมีเมล็ด ส่วนเนื้อที่อยู่ในเมล็ดจะเป็นสีขาว (เมล็ดดิบจะมีพิษ ต้องนำมาทำให้สุกก่อนกิน) สรรพคุณ : ช่วยดับพิษทุกชนิด บำรุงปอด แก้ท่อน้ำดีอุดตัน และแก้วัณโรค วิธีปลูก : ให้นำเมล็ดจากผลสดไปแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นลอกเปลือกหุ้มเมล็ดออก นำไปเพาะในตะกร้าที่มีกากมะพร้าว ดูแลรดน้ำทั้งเช้าและเย็น ถ้าต้นแข็งแรงแล้วค่อยย้ายลงมาปลูกในดิน หาไม้หลักหรือตค้างมาปักไว้ให้ต้นเลื้อย 8. ฟักแม้ว ฟักแม้ว : เป็นไม้เลื้อยตระกูลแตง ลักษณะยอดคล้ายยอดฟักทอง ลำต้นเป็นเหลี่ยมและมีเถาเลื้อย ออกใบลักษณะ 5 แฉก สีเขียวเข้ม ดอกฟักแม้วออกตามซอกใบ สีเขียว-เหลือง ผลมีลักษณะเรียวยาว ก้นเป็นร่อง มีสีเขียวอมเหลือง สรรพคุณ : ช่วยขับปัสสาวะ บำรุงหัวใจ ช่วยลดความดันโลหิต ต้านมะเร็ง และเสริมสร้างกระดูก วิธีปลูก : จากผลฟักแม้วเป็นวิธีที่ดีที่สุด เนื่องจากเป็นพืชที่มีอายุสั้น ไม่เหมาะกับการปักชำ เริ่มจากคัดผลที่สุกเต็มที่หรือมีรากงอกมาปลูกในกระถางดินที่ผสมปุ๋ยคอกและแกลบดำ ดูแลรดน้ำให้ชุ่มประมาณเดือนกว่า ๆ ต้นก็จะแข็งแรงพร้อมย้ายมาปลูกในกระถางใหญ่ หรือในหลุมดินลึก 30 เซเนติเมตร ปักไม้หลักหรือค้างให้ต้นเลื้อย ดูแลรดน้ำตามปกติ และบำรุงปุ๋ยทุกเดือน 9. มะระ มะระ : เป็นไม้เลื้อยที่ขึ้นได้ดีในเขตร้อน มีเถาเลื้อยเกาะไปตามที่ต่าง ๆ ออกใบกว้าง ขอบใบหยัก ลักษณะดอกเป็นสีเหลืองออกตามซอกใบ ส่วนลักษณะผลขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ถ้าเป็นมะระขี้นก ผลจะเป็นทรงกลมคล้ายวงรีแต่ปลายแหลม มีสีเขียวเข้ม ผิวขรุขระ ส่วนมะระจีน จะยาวกว่าดูคล้ายรูปทรงกระบอก มีสีเขียวอ่อน สรรพคุณ : แก้ร้อนใน กระตุ้นระบบขับถ่าย แก้อาการอักเสบ แก้หวัด และช่วยรักษาเบาหวานได้ วิธีปลูก : ให้นำเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์มาปลูกลงในกระถางดินร่วนผสมปุ๋ยคอก ดูแลรดน้ำวันละ 1 ครั้ง หาไม้หลักหรือค้างมาปักเพื่อให้ต้นเลื้อยยึดเกาะด้วยนะคะ 10. ชะพลู ชะพลู : เป็นพืชล้มลุกที่ขึ้นได้ทั่วไป โดยเฉพาะที่ชื้น ลำต้นเป็นข้อ มีเถาเลื้อย ลักษณะใบคล้ายรูปหัวใจ ผิวใบขรุขระ ออกดอกเป็นช่อสีขาวขนาดเล็ก สรรพคุณ : ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายให้ดีขึ้น ช่วยบำรุงสมองและสายตา มีสารต้านอนุมูลอิสระ รักษาเบาหวาน ช่วยชะลอและยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็ง วิธีปลูก : ให้เด็ดยอดชะพลูมีใบติดสัก 2-3 ใบมาปักชำลงในกระถางดินร่วน ดูแลรดน้ำทุกวัน วันละครั้ง บำรุงปุ๋ยทุก 3 เดือน   เห็นไหมล่ะว่าผักไม้เลื้อยพวกนี้ก็มีประโยชน์หลากหลายกับเค้าเหมือนกัน ทั้งใช้ทำสวน ทำซุ้มบังแดด หรือจะปลูกเอาไว้เก็บกินก็ได้ เป็นต้นไม้ที่มีแต่ประโยชน์ขนาดนี้ คนรักสวนไม่ควรพลาดเลยนะคะ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก home.kapook.com
11 ปัญหาสุดเบสิกของสนามหญ้า จัดการได้อยู่หมัด

11 ปัญหาสุดเบสิกของสนามหญ้า จัดการได้อยู่หมัด

สนามหญ้าสวย ๆ ต้องเป็นสนามหญ้าที่เขียวชอุ่ม ต้นหญ้าทุกต้น รวมถึงดินก็ต้องดูสุขภาพดี ซึ่งถ้าคุณเป็นอีกคนที่เลือกจะปลูกสนามหญ้าเอาไว้ที่บ้าน เพื่อเพิ่มความสดชื่นและบรรยากาศสวย ๆ แต่จัดการดูแลแค่ไหนสนามหญ้าก็ยังมีปัญหาจุกจิกกวนใจอยู่ตลอด ถ้าอย่างนั้นลองมาดูวิธีจัดการปัญหาสุดเบสิกของสนามหญ้าตามนี้กันดีกว่า เผื่อจะช่วยให้คุณแก้ปัญหาสนามหญ้าที่ไม่ได้ดั่งใจได้บ้างนะคะ   1. หญ้าไม่ขึ้นแถวโคนต้นไม้ สำหรับปัญหาพื้นที่สนามหญ้าเป็นช่องโหว่ เพราะปลูกหญ้าไม่ขึ้นบริเวณใต้โคนต้นไม้ แนะนำให้เลือกปลูกหญ้าให้ถูกทิศทาง ในพื้นที่ด้านทิศเหนือ ควรเลือกปลูกต้นหญ้าพันธุ์ที่ไม่ชอบแดดเท่าไร ส่วนพื้นที่ด้านทิศใต้ ให้เลือกปลูกหญ้าพันธุ์ที่มีลำต้นสูงสักนิด เพื่อให้เขาชูต้นมารับแดดได้สะดวก จะช่วยลดปัญหาหญ้าขึ้นเป็นหย่อม ๆ ได้ค่ะ   2. หญ้าเฉาตรงที่เป็นเนิน ในพื้นที่ที่เป็นเนินสูง อาจจะเจอปัญหาต้นหญ้าแห้งตาย หรือไม่เจริญเติบโตบ้าง ซึ่งหลัก ๆ แล้วก็เกิดจากพื้นที่ที่เป็นเนินสูง จะมีโอกาสได้รับแสงแดดดีกว่าปกติ ทำให้ดินแห้งได้ง่าย ต้นหญ้าก็เลยไม่ได้รับน้ำที่พอเพียงสำหรับการเจริญเติบโต วิธีแก้ปัญหาก็ง่าย ๆ เลย แค่จัดการระบบน้ำในส่วนนี้เพิ่มเข้าไปอีกหน่อย หรือเพื่อความยั่งยืน จะให้ผู้เชี่ยวชาญเลือกพันธุ์หญ้า และจัดการระบบรดน้ำให้ก็ได้   3. วัชพืชก่อกวนสนามหญ้า ถ้าสนามหญ้าของคุณเต็มไปด้วยวัชพืชที่ขึ้นแซมไม่หยุดหย่อน ให้จัดการวัชพืชเหล่านี้ด้วยยากำจัดวัชพืชไปเลย แต่ก็ควรเลือกสูตรที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด และต้องฉีดกำจัดวัชพืช 2 ช่วง คือ ช่วงฤดูฝน และช่วงฤดูหนาว เนื่องจากวัชพืชในแต่ละฤดูก็เป็นวัชพืชต่างชนิดกัน อาจต้องใช้วิธีการกำจัดที่แตกต่างกันไปด้วย   4. สนามหญ้าโหว่เป็นช่วง ๆ สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้สนามหญ้าไม่สวยเพอร์เฟคท์ คงหนีไม่พ้นสนามหญ้าเว้าแหว่งเป็นหย่อม ๆ ไม่เขียวชอุ่มทั่วกันทั้งผืน ซึ่งถ้าเกิดปัญหานี้ขึ้นกับสนามหญ้าของคุณ ให้จัดการถอนเศษหญ้า ปรับหน้าดินในบริเวณนั้นให้เรียบร้อย จากนั้นปลูกพันธุ์หญ้าลงไปใหม่รดน้ำให้ชุ่ม และหาพืชมาปกคลุมดินบริเวณนั้นให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดด้วย ปล่อยทิ้งไว้ 2 สัปดาห์ หมั่นรดน้ำบ่อย ๆ อนุบาลจนหญ้าค่อย ๆ เติบโตอย่างแข็งแรง หรือจะเลือกใช้หญ้าแผ่นสำเร็จรูปมาปูเสริมพื้นที่ก็ได้เช่นกัน แต่อาจจะต้องดูเรื่องพันธุ์หญ้า สี และขนาดของต้นหญ้าให้ใกล้เคียงที่สุด เพื่อเลี่ยงปัญหาผืนหญ้ามีสีไม่สม่ำเสมอกันด้วย   5. ต้นหญ้ากลายเป็นสีน้ำตาล หญ้าที่กลายเป็นสีน้ำตาลเป็นหย่อม ๆ มีสาเหตุมาจากเชื้อราฟูซาเรียม (Fusarium) ที่มาพร้อมกับความชื้นที่มากเกินไป จนทำให้ต้นหญ้ากลายเป็นสีน้ำตาลในบริเวณกว้าง ซึ่งเราก็ควรแก้ปัญหาด้วยการใส่ปุ๋ยบำรุง และพยายามลดความชื้นด้วยการหาทางระบายน้ำให้ดินมากขึ้น อีกทั้งควรจะหายาฆ่าเชื้อรามาจัดการเสริมด้วยอีกแรง   6. มีใยสีเทาปกคลุมต้นหญ้า ในตอนเช้าหลังน้ำค้างตก อาจจะมีโอกาสได้เห็นทั้งหยดน้ำค้าง และใยสีเทาจาง ๆ บนยอดหญ้าพร้อม ๆ กัน แต่ใยที่ว่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ดีกับสุขภาพของสนามหญ้านัก เพราะถ้าปล่อยไว้ไม่รีบจัดการ ใยบาง ๆ สีเทาที่เป็นเชื้อรา ก็อาจจะลุกลามปกคลุมต้นหญ้าในบริเวณกว้างกว่านี้ ฉะนั้นจึงต้องรีบหายาฆ่าเชื้อรามาฉีดพ่น เพื่อกำจัดเชื้อราทั้งหมดให้เกลี้ยง   7. โคนต้นหญ้าเป็นสีส้มสนิม ต้นหญ้าที่มีสุขภาพไม่ดี มักจะดูออกได้ง่าย ๆ ที่โคนต้น หากลำต้นของต้นหญ้าแห้งเหี่ยว แถมที่โคนต้นยังมีสีส้มคล้าย ๆ สีสนิมเกาะอยู่ด้วย ก็แปลได้ว่า สนามหญ้าของคุณขาดน้ำในปริมาณที่พอเพียงแล้วล่ะ รวมทั้งปุ๋ยและสารอาหารก็มีไม่พอเช่นกัน ดังนั้นก็ควรรีบหาปุ๋ยมาใส่ และบำรุงดูแลด้วยการรดน้ำให้ชุ่มชื้นเสมอ นอกจากนี้ก็ควรตัดหญ้าบ่อย ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ต้นหญ้าได้ผลัดใบด้วย   8. หญ้าขึ้นเขียวชอุ่มล้อมต้นหญ้าที่ตายแล้ว หากเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นกับสนามหญ้าของคุณ ก็แสดงว่าพื้นดินบริเวณนั้นมีความชื้นมากเกินไป จนอาจจะมีเห็ดเติบโตขึ้นได้ และเราก็ควรปรับปรุงพื้นดินตรงนั้นให้อุดมสมบูรณ์ และร่วนซุยขึ้นอีกนิด ด้วยการใส่ปุ๋ยบำรุงลงไป จากนั้นก็ควบคุมความชื้นให้สม่ำเสมอประมาณ 3-5 วัน   9. สนามหญ้าแห้งตายขยายวงกว้าง ถ้าจู่ ๆ สนามหญ้าของคุณเริ่มกลายเป็นสีน้ำตาลมากขึ้นทุกที และขยายวงกว้างจนความสวยงามหายไปไม่มีเหลือ ให้ขุดดินตรงบริเวณที่เป็นปัญหาขึ้นมาสำรวจดูว่ามีเชื้อรา หรือแมลงอะไรมาก่อกวนสนามหญ้าของคุณหรือเปล่า ถ้ามีก็จัดการกำจัดให้สิ้นซาก โดยใช้ยากำจัดศัตรูพืชจำพวก Diazinon, Isofenphos หรือ Chlorpyrifos ซึ่งก่อนใช้ควรจะเช็กเรื่องความปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยง เด็ก และคนชราก่อนด้วย หรือทางที่ดีแจ้งหน่วยงานหรือผู้เชี่ยวชาญมาทำให้ดีกว่าค่ะ   10. มีเห็ดขึ้นหลากหลายชนิด หลายคนอาจจะกุมขมับหากจะบอกว่าเห็ดเป็นสิ่งมีชีวิตที่กำจัดออกยากที่สุดในบรรดาวัชพืชที่ขึ้นแซมมาในสนามหญ้า เพราะต้องใช้วิธีการดึงออกเท่านั้นจึงจะกำจัดได้ แต่นี่ก็เป็นเพียงวิธีการแก้ปัญหาชั่วคราว ดังนั้นทางที่ดีควรจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยการจัดการระบบระบายน้ำให้ดี เพื่อเลี่ยงการสะสมความชื้น ต้นเหตุของเชื้อรา รวมทั้งกำจัดสารอินทรีย์ที่เน่าเปื่อย และตอไม้ออกจากสนามหญ้าด้วยค่ะ   11. น้ำท่วมขังในสนามหญ้า สาเหตุของการที่มีน้ำขังท่วมสนามหญ้ามีอยู่หลายปัจจัย ทั้งพื้นที่ต่ำเกินไป หรือฝนตามฤดูที่ตกชุก แต่ปัญหานี้ก็แก้ไม่ยาก แค่คุณลองหาไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นมาปลูกในสนามหญ้า เลือกเอาพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพน้ำท่วมขัง และดินที่แห้งแล้งด้วยก็ดี เช่น ต้นจั๋ง ต้นจันทร์ผา หรือหมากเหลือง เป็นต้น ปลูกต้นไม้เอาไว้แบบนี้ ก็จะช่วยให้น้ำที่ท่วมขังอยูในสนามหญ้า ค่อย ๆ ถูกดูดซึมจนหมดไปได้เองจ้า   จะว่าไปปัญหาสนามหญ้าก็จุกจิกพอตัวเลยนะคะ แต่ถ้าเรามีวิธีจัดการดูแลอย่างดีจะกี่ปัญหาก็เหมือนจะไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นแค่อุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราต้องปัดเป่าให้หมดไป เพื่อที่สนามหญ้าของเราจะได้เขียวชอุ่มสุดเพอร์เฟคท์อย่างที่ตั้งใจไว้จ้า   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  home.kapook.com
10 ต้นไม้จัดสวนน่าปลูก ช่วยป้องกันแมงและแมลงบุกบ้าน

10 ต้นไม้จัดสวนน่าปลูก ช่วยป้องกันแมงและแมลงบุกบ้าน

10 ต้นไม้จัดสวนน่าปลูก ไว้ช่วยไล่แมงและแมลงไม่ให้มากัดกินพืชผลดอกใบ หรือแอบเข้ามาหากินทำรังในอยู่ในบ้าน บางต้นก็ส่งกลิ่นหอมชวนให้ผ่อนคลาย ในขณะที่บางต้นก็สามารถเก็บกินได้ด้วย หากใครที่กำลังมองหาต้นไม้มาประดับสวนในบ้าน ไม่ต้องไปไหนไกลเพราะวันนี้ กระปุกดอทคอมได้รวบรวมนำต้นไม้จัดสวนที่มีคุณสมบัติช่วยไล่และป้องกันไม่ให้แมงและแมลงน่ารำคาญเหล่านั้นเข้ามารบกวนบรรยากาศในบ้าน นอกจากนี้ยังเก็บกินได้เพราะบางชนิดเป็นพืชผักสมุนไพรที่สามารถนำมาทำอาหารได้ ในขณะที่บางชนิดส่งกลิ่นหอมรัญจวน น่าปลูกทุกต้นเลยล่ะ   1. โหระพา นอกจากรสชาติและกลิ่นของโหระพาจะถูกนำมาปรุงอยุ่ในอาหารจานเด็ดแล้ว หากนำกระถางปลูกโหระพาไปวางไว้ตามจุดที่มียุงชุมนุมกันเยอะ ๆ กลิ่นและน้ำมันที่อยู่ในโหระพาจะช่วยไล่ยุงได้ อีกทั้งหากเก็บใบโหระพามาไปต้มในน้ำเปล่า 110 มิลลิลิตรประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้ววอดก้าขนาด 110 มิลลิลิตรผสมลงไป แล้วเทใส่ขวดสเปรย์ ก็สามารถใช้ฉีดตามตัว (ยกเว้นบริเวณใบหน้า ตา จมูก และปาก) เพื่อป้องกันยุงเมื่อออกข้างนอกได้ด้วย วิธีปลูก : โหระพาขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ ก่อนอื่นให้นำกิ่งโหระพาจากต้นที่สมบูรณ์ยาว 5-10 เซนติเมตร มาปลิดใบออกให้หมด แล้วปักลงในกระถางที่มีดินร่วนระบายน้ำได้ดี คลุมหน้าดินด้วยฟางแห้งและรดน้ำให้ชุ่มทันที ดูแลให้น้ำมากหน่อยและตั้งกระถางให้โดนแดดรำไร   2. ตะไคร้ ตะไคร้ เป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมาย ทำได้หลายอย่าง แม้กระทั่งช่วยไล่ยุง เพราะในตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหย (Citronella Oil) ที่ยุงไม่ชอบ อีกทั้งบริเวณที่ใช้ปลูกตะไคร้ยังต้องเป็นดินที่ระบายน้ำได้ดีและมีแสงแดดส่องถึง ซึ่งยุงไม่ชอบเอาซะเลย วิธีปลูก : ตะไคร้ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อออกมาปลูกหรือแช่ก้านตะไคร้ให้ออกรากแล้วค่อยนำมาปลูกใหม่ หากเป็นวิธีแยกหน่อให้เลือกตะไคร้ต้นที่สมบูรณ์ที่สุดแล้วจัดการแยกออกมาสัก 3 หน่อ เพื่อนำไปปลูกในดินร่วนผสมปุ๋ยคอกและวัสดุที่ช่วยให้ระบายน้ำได้ดี ช่วงแรกอย่าเพิ่งนำออกมาตากแดด ให้ดูแลรดน้ำจนกว่าต้นจะแข็งแรง แล้วค่อยนำมาตั้งให้โดนแดดรำไร พร้อมทั้งรดน้ำเช้าและเย็น 3. สะระแหน่ หากพูดถึงสะระแหน่ คนส่วนใหญ่ก็จะรู้กันดีว่าเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมาย ทั้งปรุงอาหารให้มีรสชาติและกลิ่นที่พึงพอใจ มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย แถมกลิ่นของน้ำมันใบสะระแหน่ยังช่วยไล่แมลงและยุงได้อีกด้วย หรือจะนำน้ำมันสักดจากใบสะระแหน่มาผสมน้ำส้มสายชูกลิ่นแอปเปิ้ล และวอดก้า เพื่อทำเป็นสเปรย์กันยุงก็ได้ครับ ช่างเป็นต้นไม้ควรหามาปลูกไว้ในบ้านจริง ๆ วิธีปลูก : สะระแหน่ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ เพียงแค่นำกิ่งสะระแหน่จากต้นที่แข็งแรงมาปักปักเอียงประมาณ 45 องศาในกระถางที่มีดินร่วน แล้วรดน้ำให้ชุ่ม กิ่งจะแตกใบภายใน 4-5 วัน ดูแลรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะและต้องไม่มีน้ำขัง และตั้งกระถางให้โดนแดดรำไร   4. ดาวเรือง แทบไม่อยากเชื่อเลยว่า ดอกดาวเรืองที่เรานำมาประดับตกแต่งสิ่งต่าง ๆ ให้สวยงามนั้น จะมีกลิ่นที่ช่วยไล่เพลี้ย ยุง และปลูกไว้เพื่อกั้นเขตแดนไม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าไปยุ่มย่ามในสวนได้ อีกทั้งรากของดาวเรืองยังช่วยป้องกันการรุกรานของไส้เดือนฝอยได้ เหมาะกับการนำมาปลูกไว้ในสวนผักสวนครัวเพื่อป้องกันศัตรูพืชมากทีเดียว วิธีปลูก : ดาวเรืองขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด นำเมล็ดดาวเรืองที่ต้องการมาเพาะในกระบะที่มีดินผสมกับพีทมอส เมื่อต้นเริ่มงอกให้ย้ายมาปลูกในกระถางที่มีดินร่วน แกลบ และขุยมะพร้าว เด็ดยอดเมื่อต้นมี 3 คู่ใบ ช่วงแรกรดน้ำวันละ 2-3 ครั้ง แล้วค่อย ๆ ลดปริมาณลงมาเป็นรดน้อย ๆ แต่รดบ่อย ๆ ต้องไม่มีน้ำท่วมขัง อย่าปล่อยให้ดินแห้ง และตั้งกระถางให้โดนแดด   5. เบญจมาศ เบญจมาศเป็นพืชที่มีสารไพรีทรอยด์ (Pyrethroids) สารที่ช่วยฆ่าแมงและแมลงอย่าง ยุง แมลงสาบ ด้วง เห็บ แมงมุม ไร ไส้เดือนฝอย แมลงสามง่าม แมลงอื่น ๆ อีกหลายชนิดได้ เลยมีการนำดอกเบญจมาศมาสกัดทำผลิตภัณฑ์อย่างสเปรย์ป้องกันแมลง แชมพูกำจัดเห็บของสุนัข และอื่น ๆ อีกมากมาย ถึงสารนี้จะช่วยไล่แมลงให้ห่างไกล แต่มันกลับกลายเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ ดังนั้นหากจะนำมาใช้ควรใช้อย่างระมัดระวัง เลือกใช้แต่ที่เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปดีกว่า วิธีปลูก : เบญจมาศขยายพันธุ์ด้วยการเพาะ แยกหน่อ แต่การปักชำเป็นวิธีขยายพันธุ์ที่ง่ายที่สุด ด้วยการนำกิ่งจากต้นที่สมบูรณ์ยาว 2.5 นิ้ว ปลิดเฉพาะใบล่างออกให้หมด แล้วตัดปลายก้านให้เป็นปากฉลามจุ่มน้ำยากันรา รอให้แห้งแล้วนำมาปักลงในวัสดุระบายน้ำได้ดี อย่าง ขุยมะพร้าว ทรายหยาบ แกลบ และทรายหยาบผสมขี้เถ้าแกลบในอัตราส่วนที่เท่า ๆ กัน ดูแลรดน้ำให้ชุ่ม รากจะงอกภายใน 1-2 สัปดาห์ แล้วค่อยย้ายมาปลูกในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี ดูแลรดน้ำที่โคนต้นทั้งเช้าและเย็น   6. โรสแมรี่ (Rosemary) โรสแมรี่ (Rosemary) เป็นสมุนไพรสัญชาติฝรั่งที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี และเป็นพืชที่มีหลายรูปแบบสามารถปลูกไว้จัดสวนด้วยก็ได้ แถมน้ำจากโรสแมรี่ยังช่วยไล่ยุงและแมลงอันตรายอื่น ๆ ให้ออกไปจากสวนและบริเวณบ้านได้ วิธีปลูก : ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ ตัดก้านโรสแมรี่จากต้นที่สมบูรณ์ให้ได้ความยาวขนาด 4 นิ้ว เพื่อนำมาปักลงในกระถางที่มีพีทมอสและกรวดหยาบ ตั้งกระถางให้โดนแดดรำไร รดน้ำที่โคนต้น รากจะงอกภายใน 3 สัปดาห์ และเจริญเติบโตเป็นต้นใหญ่หรือจะย้ายไปปลูกในแปลงปลูกใหม่ก็ได้ครับ ดูแลรดน้ำน้อยเพราะโรสแมรี่ไม่ค่อยชอบน้ำ   7. พิทูเนีย (Petunias) ไม้ดอกสีสันสวยงามอย่าง พิทูเนีย (Petunias) มีก้านใบที่สามารถดักแมลงได้ ช่วยกำจัดเพลี้ย เพลี้ยจักจั่นฝอย หนอน แมลงเต่าทอง และแมงแคงขาโป้  ศัตรูพืชที่คอยกัดกินพืชในสวนของเรา แถมยังเป็นไม้ดอกที่ชอบแสงแดดมากจึงทำให้แมงและแมลงไม่ชอบเข้าใกล้ หากนำมาปลูกไว้ใกล้แปลงผัก อย่าง มะเขือเทศ ถั่ว พริกไทย และโหระพา รับรองได้เลยว่าไม่มีศัตรูพืชหน้าไหนเข้ามายุ่งแน่นอน วิธีปลูก : พิทูเนียขนาดพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด นำเมล็ดพันธุ์ที่ชอบมาเพาะในกระบะทรายร่อนผสมขุยมะพร้าวและพรมน้ำให้พอชุ่มชื้น ดูแลรดน้ำทั้งเช้าและเย็น รอให้รากงอกและต้นแข็งแรงประมาณ 10-12 วัน แล้วค่อยย้ายมาปลูกในกระถางหรือแปลงปลูกที่มีดินร่วนระบายน้ำได้ดี ผสมขุยมะพร้าวและทรายหยาบ ดูแลรดน้ำวันละ 1 ครั้งให้ดินพอชุ่มชื้น และตั้งกระถางให้โดนแดดจัด   8. แนสเตอร์ชัม (Nasturtiums) แนสเตอร์ชัม (Nasturtiums) เป็นไม้ดอกสีสันสวยงามที่มาพร้อมกลิ่นหอมแรง สามารถเด็ดดอกและใบมาปรุงอาหารเพื่อรับประทานได้ ที่สำคัญยังช่วยไล่แมลงหวี่ เพลี้ย แมลงเต่าทอง และหนอนกะหล่ำ ด้วยการปล่อยสารเคมีที่แมลงศัตรูพืชไม่ชอบไปในอากาศ ช่วยป้องกันพืชสายพันธุ์ใกล้เคียง และผักสวนครัวบริเวณรอบข้างได้ วิธีปลูก : แนสเตอร์ชัมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด โดยนำเมล็ดพันธุ์ที่ต้องการมาเพาะ (เมล็ดที่มีลักษณะเหี่ยวย่นใช้ปลูกได้ ไม่ต้องทิ้ง) ในแปลงปลูกหรือกระถางที่มีดินร่วนปนทราย เน้นการรบายน้ำได้ดี ดูแลรดน้ำปานกลาง ตั้งกระถางให้โดนแดดรำไร และไม่ต้องบำรุงปุ๋ยมาก เพราะเป็นต้นไม้ที่ปลูกง่ายและเลี้ยงง่าย ไม่อย่างนั้นต้นจะไม่ออกดอก   9. ลาเวนเดอร์ ถ้าจะข้ามลาเวนเดอร์ไปมันก็ยังไงอยู่ ต้องบอกเลยว่า ลาเวนเดอร์เป็นไม้ดอกสีม่วงที่มีคุณสมบัติมากมาย กลิ่นหอมช่วยในการบำบัดอาการนอนไม่หลับ ปรับกลิ่นผ้าลินินให้หอม และถูกนำมาสกัดทำน้ำหอม แต่กลิ่นหอม ๆ เหล่านี้กลับเป็นพิษภัยต่อแมงและแมลง โดยเฉพาะยุง แมลงวัน และแมลงเมา หากนำมาปลูกไว้ในบริเวณก็จะช่วยไล่ได้ ยิ่งถ้าตัดดอกมาปักไว้แถวประตูและหน้าต่างก็จะกลายเป็นด่านป้องกันแมลงไม่ให้เข้าบ้านได้อีกชั้น วิธีปลูก : ลาเวนเดอร์ขยายพันธุ์กด้วยการปักชำ ให้หาก้านลาเวนเดอร์สายพันธุ์จากดอกอ่างขางมาปลูก เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกในไทยได้ เมื่อได้แล้วก็นำมาปักลงในกระถางที่มีดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี มีค่า pH 6-7 ดอกจะออกภายใน 3-4 เดือน ดูแลรดน้ำปานกลาง อย่าให้มีน้ำขัง ตั้งกระถางให้โดนแดดรำไร ใช้ปุ๋ยละลายช้าสูตร (16-16-16) และอย่าใช้ปุ๋ยคอกที่ได้จากมูลหมูและไก่เพราะจะทำให้ไนโตรเจนในดินสูงมากเกินกว่าที่พืชต้องการ   10. หม้อข้าวหม้อแกงลิง แม้หม้อข้าวหม้อแกงลิงจะเป็นพืชกินสัตว์ที่อาจจะดูน่ากลัว แต่ก็เป็นที่นิยมเลี้ยงกันทั่วไปและมีคุณสมบัติที่ช่วยในการกำจัดแมงและแมลงที่น่ารำคาญได้ ด้วยการใช้น้ำหวาน สีสัน และกลิ่นหอม ๆ ล่อแมลง อย่างแมลงวัน มด ผึ้ง แมลงเต่าทอง ทาก และหอยทากให้เข้ามาวนเวียนใกล้ ๆ จนเข้าไปติดกับและลื่นลงไปในหม้อ แมลงก็จะอ่อนแรงและไม่สามารถหนีไปไหนได้ วิธีปลูก : หม้อข้าวหม้อแกงลิงขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด เริ่มจากนำฝักเมล็ดพันธุ์ไปวางในพีทมอสที่ค่อนข้างชื้น เมื่อฝักแตกก็รีบนำเมล็ดมาเพาะในวัสดุที่มีส่วนผสมของ มอสและเพอร์ไลต์ในปริมาณที่เท่ากัน รากจะงอกภายใน 2 เดือน หลังจากนั้นนำมาปลูกในกระถางที่มีกาบมะพร้าวสับ 3 ส่วน และเลือกผสมกับทรายหยาบ ใบก้ามปู เวอร์มิคูไลท์ พีทมอส หรือหินภูเขาไฟอย่างใดอย่างหนึ่งในอัตรา 1 ส่วน ดูแลรดน้ำตอนเช้าวันละ 1 ครั้งให้ชุ่มชื้น และตั้งกระถางให้โดนแดดเต็มวัน ช่างเป็นต้นไม้ที่ดีและมีประโยชน์มากครับ หากใครกำลังมองต้นไม้จัดสวนอยู่ ก็ลองนำไอเดียต้นไม้ไล่แมลงเหล่านี้ไปลองปลูกประดับบ้านกันดูนะครับ เพื่อให้บ้านมีบรรยากาศสดชื่นและไร้แมลงรบกวน   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  home.kapook.com
วิธีกำจัดและป้องกันตะขาบ ปราบสัตว์มีพิษให้อยู่หมัดในช่วงหน้าฝน

วิธีกำจัดและป้องกันตะขาบ ปราบสัตว์มีพิษให้อยู่หมัดในช่วงหน้าฝน

รวมวิธีกำจัดตะขาบพร้อมกับวิธีป้องกันที่จะปิดประตูตาย ไม่ยอมให้ตะขาบย่างกรายเข้ามาในบ้านของเราเด็ดขาด งั้นไปดูกันดีกว่าว่าจะมีวิธีอะไรช่วยไล่ตะขาบได้บ้าง ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ บรรดาสัตว์และแมลงต่างก็อพยพพากันย้ายรังเข้ามาในบ้านเรา ไม่เว้นแม้แต่ "ตะขาบ" สัตว์หลายขาที่มีพิษร้ายแรงพวกนี้ก็ชอบหนีเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณบ้านของเราเหมือนกัน วันนี้เราเลยรวบรวมวิธีกำจัดและวิธีป้องกันตะขาบมาฝากกันครับ เพื่อให้คุณใช้ชีวิตอยู่ในบ้านอย่างมีความสุข ไม่ต้องระแวงว่าตะขาบจะโผล่มาทำอันตราย "วิธีกำจัด" 1. ไวกว่าได้เปรียบ ถ้าจะกำจัดตะขาบคุณต้องว่องไวสุด ๆ เพราะตะขาบจะไม่อพยพเข้าบ้านเป็นกองทัพ แต่มันจะมาเพียงลำพังเลยทำให้สังเกตยากหน่อย หากมองเห็นมันในอยู่ระยะสายตา ให้รวมความกล้าแล้วกระทืบเท้าลงพื้น (ไม่ต้องกระทืบตะขาบนะครับ) เพื่อส่งสัญญาณไล่ให้หนีออกไป หรือหยิบสเปรย์มาฉีดไล่ไปเลยก็ได้ สำหรับคนที่กลัวตะขาบมากเป็นพิเศษให้หาโหลมาคว่ำเพื่อขังมันไว้ แล้วค่อย ๆ ย้ายมันออกไปนอกบ้าน 2. วางกับดักเพื่อจับตะขาบไว้ ถ้าตะขาบเข้ามาในบ้านแล้วเราหาไม่เจอ ให้นำกับดักชนิดเทปกาวหรือถาดกาวมาวางไว้ตามรอยแยก รูรั่ว หรือช่องโหว่ในบ้านเพื่อล่อให้ตะขาบมาติดกับดัก แต่วิธีนี้อาจจะใช้ได้ผลกับตะขาบตัวเล็ก ๆ ซะส่วนใหญ่ เผลอ ๆ อาจได้แมลงชนิดอื่นติดมาด้วยนะ 3. ใช้ยาฆ่าแมลง หากวิธีทางธรรมชาติใช้ไม่ได้ผล ก็ควรซื้อยาฆ่าแมลงที่มีขายตามร้านขายอุปกรณ์ทำสวนมาช่วยกำจัด ควรเลือกชนิดที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยงมาใช้ หรือไม่ก็ใช้สารกำจัดศัตรูพืช อย่างกรดบอริกหรือดินเบามาวางดักเอาไว้ก็ได้ครับ 4. พ่นยาที่ฐานบ้านและผนังด้านนอก วางกับดักสังหารตั้งแต่นอกบ้านเลยก็ได้ เพราะตะขาบต้องสัมผัสกับฐานบ้านหรือผนังบ้านด้านนอกก่อนเป็นลำดับแรก ดังนั้นหากเรานำยาฆ่ามดที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยงมาฉีดพ่นฐานบ้านหรือผนังด้านล่างของบ้านให้ทั่ว ตะขาบก็จะเข้ามาในบ้านไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว 5. โทร. เรียกเจ้าหน้าที่ แต่ถ้าลองทำมาทุกวิธีแล้วยังไม่ได้ผลดี ยังมีตะขาบเข้าบ้านอยู่เรื่อย ๆ แนะนำให้โทร. หาเจ้าหน้าที่หรือเรียกบริษัทกำจัดแมลงมาช่วยไล่ เพราะนอกจากจะกำจัดได้ผลแล้ว ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ยังรู้วิธีในการกำจัดถึงรัง และช่วยป้องกันการรบกวนในระยะยาวอีกด้วย "วิธีป้องกัน" 1. อย่าให้มีสัตว์อื่น ๆ ในบ้าน สาเหตุที่ตะขาบเข้าบ้านเพราะจะเข้ามาหาอาหารกินนั่นเอง เหยื่ออันโอชะก็ได้แก่ จิ้งจก หนู แมงมุม และแมลงตัวเล็ก ๆ ฉะนั้นเราต้องดูแลทำความสะอาดบ้านให้ดี ไม่ให้มีสัตว์เหล่านี้เข้ามาอยู่ในบ้านเลยดีกว่า 2. อย่าปล่อยให้บ้านชื้นแฉะ ตะขาบเป็นสัตว์ที่ชอบอาศัยอยู่ในจุดที่ชื้นและแฉะ ดังนั้นเราจึงต้องดูแลและทำความสะอาดบ้านให้ห่างไกลความชื้น โดยเฉพาะบริเวณชั้นใต้ดิน ตู้เสื้อผ้า และพื้นที่ซักล้างที่เปียกชื้นบ่อย หรือจะหาซื้อเครื่องปรับลดความชื้นมาวางไว้ในบ้านก็ได้ครับ…ง่ายดี แต่ถ้าอยากป้องกันตะขาบในราคาประหยัด แนะนำให้หาซองกันชื้น (ซิลิกา) มาวางไว้ตามจุดชื้น ๆ ในบ้านก็ช่วยได้เหมือนกัน 3. เก็บเครื่องมือ-อุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้นอกบ้าน นอกจากจะป้องกันความชื้นในบ้านแล้ว เรายังต้องนำสิ่งของและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถเป็นที่อยู่อาศัยของตะขาบออกไปนอกบ้านด้วยนะครับ อย่างเช่น ท่อนไม้ วัสดุคลุมดิน ผ้าใบ ถังหมักปุ๋ย เศษใบไม้ และอื่น ๆ ที่พอจะเป็นตัวล่อตะขาบได้ ให้เอาออกไปเก็บไว้นอกบ้านและเว้นระยะให้ห่างจากบ้านให้เหมาะสมด้วยก็จะดี 4. อุดช่องโหว่ ไม่ให้ตะขาบเข้า อย่าปล่อยให้มีช่องโหว่ รอยแตก และรูรั่วในบ้านเด็ดขาด เพราะช่องทางเหล่านี้คือ ทางเข้าของตะขาบดี ๆ นี่เอง เริ่มจากเดินสำรวจรอบบ้านว่ามีจุดไหนบ้าง แล้วใช้ปูนซีเมนต์ ยาแนว หรือแผ่นอุดช่องโหว่มาปิดไว้ และอย่าลืมสำรวจรางน้ำฝนว่ามีเศษขยะ กิ่งไม้ และใบไม้บ้างไหม เพราะตะขาบชอบไปอาศัยอยู่ตามแหล่งแบบนั้น 5. โรยพริกป่นกั้นอาณาเขต ถ้าอุดช่องโหว่แล้วยังไม่มั่นใจ แนะนำให้หาพริกป่นหรือพริกไทยมาโรยไว้รอบบ้านเพื่อกั้นอาณาเขต จะโรยทั้งข้างในหรือข้างนอกก็ตามแต่สะดวกเลยครับ แต่ถ้าจะให้ดีควรเป็นพริกป่นชนิดคาเยน เปเปอร์ (Cayenne Paper) เพราะมีความเผ็ดร้อนที่ทำให้สัตว์ไม่กล้าเข้ามารบกวนอีก ถึงอย่างไรวิธีเหล่านี้จะช่วยกำจัดและป้องกันตะขาบได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น ทางที่ดีเราควรทำความสะอาดและหมั่นดูแลเอาใจใส่รอบบ้านอยู่บ่อย ๆ ก็จะช่วยป้องกันแบบตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเลยครับ ถ้าหากทำได้ครบตามนี้รับรองว่าจะไม่มีตะขาบตัวไหนโผล่หน้ามาให้คุณต้องตกใจอย่างแน่นอน   ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://home.kapook.com/view172564.html
ตำแหน่งติดตั้งแอร์ สุขภาพดี ฮวงจุ้ยดี ประหยัดค่าไฟ

ตำแหน่งติดตั้งแอร์ สุขภาพดี ฮวงจุ้ยดี ประหยัดค่าไฟ

เลือกตำแหน่งแอร์ให้เหมาะสม ดีต่อสุขภาพ ดีต่อฮวงจุ้ย ฤดูร้อนเมษายนปีนี้ ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศแต่ละแบรนด์ต่างขายดีเทน้ำ เทท่า ด้วยความร้อนที่สูงมากพัดลมธรรมดาเอาไม่อยู่ เพราะเมื่อเปิดพัดลมแล้ว ลมที่ได้กลับเป็นลมร้อน การอยู่อาศัยภายในบ้านแทบไม่ต่างอะไรกับนั่งในเตาอบ บ้านของผู้เขียนเองปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาไว้รอบบ้าน เลือกทิศทางแสง ทิศทางลมให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ ทำเกือบทุกวิถีทางแล้วแต่ก็ไม่อาจต้านทานความร้อนของปีนี้ได้เลย จำเป็นต้องเปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศบ่อยครั้ง แต่ก็ยังดีที่ได้ทำส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติม มิเช่นนั้นคงร้อนกว่านี้แน่ ๆ   ที่ผ่านมาเราได้นำเสนอแนวทางการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ ทั้งการเลือกขนาด BTU, น้ำยาแอร์, เทคโนโลยีแอร์สมัยใหม่ รวมทั้งวิธีประหยัดค่าไฟแอร์ ซึ่งทุก ๆ เนื้อหาต่างได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ สำหรับเนื้อหาชุดนี้ เกิดขึ้นจากการได้พบเห็นบ้านของสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ที่ได้รีวิวมาให้ชมกัน มีหลายหลังที่เห็นแล้วอยากจะบอกกับเจ้าของบ้านว่า ตำแหน่งแอร์ ติดตั้งผิดนะ แต่ครั้นจะบอกกล่าวกันตรง ๆ ก็เกรงว่าจะเสียน้ำใจกัน จึงขอบอกผ่านเนื้อหาชุดนี้ เพื่อเป็นประโยชน์กับท่านที่กำลังคิดซื้อแอร์มาติดตั้งใหม่ด้วยครับ แนวทางการเลือกตำแหน่งติดตั้งแอร์ ก่อนคิดจะซื้อแอร์มาใช้งาน สิ่งสำคัญที่ต้องวางแผนและสรุปงานให้จบ คือตำแหน่งในการติดตั้ง เพราะหากช่างแอร์มาถึงบ้านแล้ว แต่เรายังไม่มีตำแหน่งในการติดตั้ง เมื่อถึงช่วงเวลานั้นอาจจำเป็นต้องรีบคิดแบบเร่งด่วนซึ่งมักจะคิดผิด คิดไม่รอบคอบนัก หากพบเจอช่างแอร์ที่ดี มีความรู้ด้านตำแหน่งและทิศทางต่าง ๆ ก็นับว่าโชคดีไปครับ แต่หากเจอช่างแอร์ที่ไม่สนใจรายละเอียดงานมากนัก ขอแค่ติดตั้งให้เสร็จ รับเงิน ก็นับว่าหมดหน้าที่แล้ว เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องคิดวางแผนอย่างรอบคอบก่อนล่วงหน้า หรือหากท่านใดยังไม่สร้างบ้าน ให้สถาปนิกช่วยคิดให้จบตั้งแต่กระบวนการออกแบบบ้านได้ยิ่งดีครับ   ตำแหน่งเครื่องปรับอากาศ (ภายในห้อง) 1 . วางในตำแหน่งกระจายตัวของลมได้ไกล ห้องแต่ละห้องอาจออกแบบให้มีขนาดสัดส่วนที่แตกต่างกัน วิธีการมองหาตำแหน่งเบื้องต้นให้ดูว่าตำแหน่งจุดไหนที่เรายืนอยู่ สามารถมองเห็นส่วนต่าง ๆ ของห้องได้ทั่วถึง หากสายตามองเห็นได้กว้าง เครื่องปรับอากาศก็สามารถกระจายลมเย็นไปทั่วทั้งห้องได้เช่นเดียวกัน แต่หากติดตั้งในมุมอับ มุมขวาง การกระจายความเย็นอาจทำได้ไม่ดีนัก อย่างเช่น ห้องที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตำแหน่งแอร์ควรติดตั้งในตำแหน่งแนวยาว ลมจะกระจายความเย็นได้ทั่วถึงกว่าตำแหน่งแนวขวาง ตัวอย่างตำแหน่งการติดตั้งแอร์ อาจปรับตำแหน่งได้ตามความเหมาะสม 2. ไม่โดนแสงแดดหรือความร้อนโดยตรง เครื่องทำความเย็นทุก ๆ ประเภท ทั้งตู้เย็นและแอร์ จะไม่นิยมให้โดนแสงแดดหรือโดนความร้อนมากนัก เนื่องด้วยความร้อนส่งผลให้แอร์ทำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะผนังบ้านทางทิศใต้และทิศตะวันตก เป็นทิศที่มีแสงแดดร้อนเกือบตลอดทั้งวัน แต่ทั้งนี้ในทางปฏิบัติ ห้องบางห้องไม่สามารถเลี่ยงที่จะติดตั้งในทิศดังกล่าวได้ อาจเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศชนิดติดฝังฝ้าเพดานทดแทน ซึ่งจะให้ความสวยงามและไม่รกพื้นที่ผนังอีกด้วยครับ   3. ไม่อยู่ในตำแหน่งศรีษะ ข้อนี้นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งด้านฮวงจุ้ยและด้านสุขภาพ ในทางฮวงจุ้ยจะไม่นิยมให้มีวัตถุใด ๆ ติดตั้งไว้เหนือศรีษะ แนะนำให้ผู้อ่านทดลองนั่งหรือนอนในตำแหน่งที่มีวัตถุเหนือศรีษะ จากนั้นค่อย ๆ สังเกตความรู้สึก เราจะรับรู้ถึงการกดทับ ไม่ปลอดภัย การอยู่อาศัยจะรู้สึกถึงความระแวงเป็นกังวล จิตใจย่อมไม่สงบ และหากมองในมุมของการใช้งานจริง การติดตั้งแอร์ไว้ตำแหน่งที่ผู้ใช้ต้องนั่ง ต้องนอน เช่น โต๊ะทำงาน เตียงนอน เมื่อถึงเวลาซ่อมแซม ล้างทำความสะอาด ย่อมก่อให้เกิดความไม่สะดวก ฝุ่นอาจร่วงตกลงมาบนที่นอน ส่งผลให้เลอะ สกปรก และช่างอาจยืนเซอร์วิชได้ไม่สะดวกอีกด้วยครับ   4. ไม่อยู่ในตำแหน่งตรงกันข้าม ตำแหน่งตรงกันข้าม หมายถึง ตำแหน่งที่ผู้อยู่อาศัยต้องใช้งานระยะยาว อาจเป็นการนั่งทำงานทั้งวัน นอนหลับพักผ่อนตลอดค่ำคืน เนื่องด้วยหากลมเย็นของแอร์กระทบกับร่างกายโดยตรงต่อเนื่องยาวนาน มักส่งผลให้ร่างกายเจ็บป่วย ผิวแห้ง ระคายเคืองตา เกิดอาการภูมิแพ้ได้ง่าย ตัวอย่างเช่น กรณีห้องนอนไม่ควรให้ตรงข้ามเตียงนอน กรณีห้องทำงาน ไม่ควรตรงข้ามกับตำแหน่งโต๊ะทำงาน แต่หากเป็นตำแหน่งที่ใช้งานชั่วคราว เช่น โต๊ะอาหาร, มุมรับแขก หรือโซนอื่น ๆ ที่ใช้งานชั่วคราวจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก ตำแหน่งคอยล์ร้อน (ภายนอกห้อง) 5. นอกจากการเลือกตำแหน่งติดตั้งแอร์ภายในห้องต่าง ๆ ของบ้านแล้ว ส่วนประกอบของแอร์ยังมีคอยล์ร้อนที่ติดตั้งไว้นอกบ้าน ซึ่งจะมีหลักการเลือกตำแหน่งที่สำคัญ ดังนี้ ไม่ควรให้อยู่สูง หรือต่ำจนเกินไป เพราะหากสูงเกินไป การติดตั้งและซ่อมแซมภายหลังอาจไม่สะดวกมากนัก แต่หากต่ำจนเกินไปจนใกล้ระดับพื้น อาจส่งความเสียหายเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมและอาจก่อให้เกิดอันตราย หากผู้อยู่อาศัยเดินไม่ระมัดระวัง ไม่ควรให้ห่างจากเครื่องปรับอากาศมากเกินไป ยิ่งห่างมากระบบการทำงานจะยิ่งหนักขึ้น อีกทั้งช่างจะต้องเดินท่อไกล เสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้นอีกด้วยครับ ก่อนติดตั้งแอร์ภายใน จึงจำเป็นต้องออกไปดูนอกห้องว่า จะมีตำแหน่งให้จัดวางคอยล์ร้อนหรือไม่ สำหรับบ้านที่ยังไม่สร้าง ในขั้นตอนออกแบบบ้าน ควรมีตำแหน่งสำหรับวางคอยล์ร้อนโดยเฉพาะ ช่วยให้บ้านสวยงามขึ้นครับ   ทั้งหมดนี้เป็นเพียงหลักการพื้นฐานทั่วไป หากเลือกได้ควรติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสมย่อมก่อให้เกิดการอยู่อาศัยที่ดีกว่า แต่หากเลือกไม่ได้จริง ๆ ก็อย่าเพิ่งกังวลไปมากนะครับ หาตำแหน่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็นับว่าดีที่สุดในห้องนั้น ๆ แล้ว   ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.banidea.com/position-air-conditioners/
คนผ่อนบ้านกับผ่อนรถ ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้ใครมากกว่ากัน

คนผ่อนบ้านกับผ่อนรถ ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้ใครมากกว่ากัน

คนที่อยากมีบัตรเครดิตใช้และได้สมัครบัตรเครดิตกับธนาคารไปก็ย่อมอยากรู้ว่าตัวเองจะได้รับการอนุมัติหรือไม่ ซึ่งความกังวลใจเหล่านี้อาจจะมาจากด้วยหลากหลายเหตุผลที่ทำให้ไม่มั่นใจในการขออนุมัติบัตร เช่น เคยมีประวัติจ่ายหนี้ช้าบ้าง แต่ไม่เคยไม่จ่าย หรือปัจจุบันมีภาระหนี้อยู่เยอะ บางคนก็ผ่อนบ้าน บางคนก็ผ่อนรถยนต์ จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่าระหว่างคนผ่อนบ้านกับผ่อนรถ ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้ใครมากกว่ากัน   หากมองในมุมของระยะเวลาในการผ่อน การผ่อนรถยนต์ก็จะดูเป็นภาระน้อยกว่าเพราะผ่อนไม่กี่ปีก็จบ ในขณะที่คนที่ผ่อนบ้านจะต้องผ่อนเป็นเวลานานเป็นสิบปีถือว่าเป็นภาระหนี้ที่ยาวนาน ถ้ามองในมุมนี้ โอกาสที่ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้กับคนที่ผ่อนรถยนต์ก็มากกว่าคนที่ผ่อนบ้าน   แต่หากมองในอีกมุมเรื่องของเครดิตที่เกิดจากการขอสินเชื่อนั้น การที่คนเราได้รับอนุมัติกู้เงินซื้อบ้านได้ต้องถือว่ามีเครดิตที่ดีมาก ต้องผ่านการพิจารณาหลักเกณฑ์ต่าง ๆ จนธนาคารมั่นใจได้จึงปล่อยเครดิตกู้บ้านให้ได้ หากมองในมุมที่การขอสินเชื่อบ้านนั้นยากกว่าการขอสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารก็น่าจะอนุมัติบัตรเครดิตให้กับคนที่ผ่อนบ้านมากกว่าคนที่ผ่อนรถยนต์   ในความเป็นจริงแล้ว เหตุผลที่ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้กับลูกค้าหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องว่าลูกค้าคนนั้นผ่อนบ้านหรือผ่อนรถยนต์อยู่เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องดูปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายด้วย โดยการอนุมัติบัตรเครดิตในปัจจุบันธนาคารจะใช้ระบบที่เรียกว่า Credit Scoring โดยนำหลักเกณฑ์ คุณสมบัติและข้อมูลรายละเอียดของลูกค้ามาจัดทำเป็น Score เพื่อดูว่าลูกค้าคนนั้นผ่านเกณฑ์หรือไม่ หากผ่านเกณฑ์ก็หมายความว่าได้รับอนุมัติ แต่หากไม่ผ่านก็หมายความว่าไม่ได้รับอนุมัตินั่นเอง   โดยข้อมูลที่นำมาเป็นปัจจัยในการทำ Credit Scoring ก็อาจจะแตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละธนาคาร ธนาคารหลายแห่งใช้ผลวิเคราะห์จากสถิติของลูกค้าธนาคารในอดีตเพื่อนำมากำหนดเป็น Credit Scoring ใช้ในการพิจารณาการอนุมัติหรือไม่อนุมัติบัตรเครดิตใหม่ให้กับลูกค้าด้วย ยกตัวอย่างสิ่งที่จะมีผลกับ Credit Scoring เช่น อายุ คนที่มีอายุน้อยจะได้คะแนนน้อยกว่าคนที่อยู่ในช่วงวัยกลางคนหรือเป็นผู้ใหญ่กว่า เพราะธนาคารมองว่าคนที่เป็นผู้ใหญ่ทำงานมานานมีความมั่นคงทางการงานและการเงินมากกว่า ส่วนคนที่มีอายุน้อยก็อาจเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นานและยังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนงานได้อีก ส่วนคนที่มีอายุมากอยู่ในวัยใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้วก็อาจได้คะแนนเครดิตน้อยกว่าคนที่อยู่ในวัยทำงานเพราะธนาคารก็มองอีกเช่นกันว่าคนเหล่านี้อีกไม่นานก็จะถึงวัยที่ไม่ได้ทำงานมีรายได้อีกต่อไป อาชีพ คนที่มีอาชีพมั่นคง เช่น แพทย์หรือวิศวกรมีโอกาสที่จะได้รับอนุมัติบัตรเครดิตมากกว่าอาชีพอื่น ๆ เพราะธนาคารถือว่าการงานมั่นคงต่อให้ต้องย้ายที่ทำงานก็มีงานรองรับแน่นอน เมื่อเทียบกับอาชีพผู้รับเหมาก่อสร้างหรือพนักงานขายที่รายได้อาจจะไม่มั่นคงมีขึ้นมีลงได้ตลอด การศึกษา คนที่มีการศึกษาสูงกว่า เช่น จบปริญญาเอกหรือปริญญาโท มีโอกาสที่จะได้คะแนนเครดิตสูงกว่าคนที่เรียนไม่จบหรือจบแค่ปริญญาตรี เพราะธนาคารมองว่าคือโอกาสในการทำงานที่มีความมั่นคง เพศ มีเช่นกันสำหรับบางธนาคารที่ให้คะแนนเครดิตผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เพราะถือว่าเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องทำงานและเป็นคนที่มีรายได้ แต่บางธนาคารก็ให้คะแนนเครดิตผู้หญิงมากกว่าก็มี เพราะมองในมุมว่าผู้หญิงมีความรับผิดชอบสูงกว่า ประวัติสินเชื่อ คนที่มีเครดิตคือเคยกู้เงินมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตใบก่อนหน้า สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์หรือเงินกู้อะไรก็แล้วแต่ ธนาคารจะพิจารณาให้คะแนนเครดิตคนเหล่านี้มากกว่าคนที่ไม่เคยมีเครดิตหรือขอสินเชื่อที่ไหนมาก่อนเลย รายได้ ข้อมูลรายได้ของลูกค้าแน่นอนว่าต้องเป็นส่วนหนึ่งของการให้คะแนนเครดิต คนที่มีรายได้สูงกว่าก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้รับอนุมัติบัตรเครดิตมากกว่าคนที่มีรายได้น้อย ภาระหนี้ ภาระหนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะบอกถึงความสามารถในการชำระหนี้ก้อนใหม่ที่ลูกค้ากำลังสมัครเข้ามา ลูกค้าที่มีภาระหนี้น้อยกว่าก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้รับอนุมัติบัตรเครดิตมากกว่าลูกค้าที่มีภาระหนี้เยอะ   ที่ยกมาก็เป็นเพียงแค่ตัวอย่างของปัจจัยที่มีผลกับ Credit Scoring ที่ธนาคารใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาอนุมัติบัตรเครดิตให้กับลูกค้าเท่านั้น อาจมีปัจจัยอะไรอื่น ๆ อีกที่เราไม่สามารถรู้ได้ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นนโยบายของแต่ละธนาคารที่แตกต่างกันไป น้ำหนักคะแนนของแต่ละปัจจัยว่าเรื่องไหนจะมากหรือน้อยก็ไม่มีสูตรตายตัวแล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคารอีก จึงเป็นเรื่องที่ตอบได้ยากในบางครั้งว่าเพราะเหตุใดบางคนถึงสมัครบัตรเครดิตแล้วไม่ผ่าน หรือบางคนสมัครบัตรเครดิตกับธนาคารหนึ่งไม่ผ่าน แต่สมัครกับอีกธนาคารหนึ่งอาจจะผ่านก็เป็นได้   เรื่องการผ่อนบ้านหรือผ่อนรถธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้กับใครมากกว่ากัน จึงเป็นเรื่องที่ตอบยาก ต้องดูเรื่องภาระหนี้ด้วยเป็นสิ่งสำคัญ หากมีรายได้มากแม้ผ่อนบ้านหรือผ่อนรถแล้ว ภาระหนี้ก็ยังไม่ถึง 40% แบบนี้โอกาสที่จะได้รับอนุมัติบัตรเครดิตก็ย่อมสูงขึ้น อย่างลูกค้าบางรายเมื่อได้รับอนุมัติสินเชื่อบ้านเรียบร้อย ผ่อนจ่ายไปไม่กี่เดือน ธนาคารก็โทรมาเสนอบัตรเครดิตให้ใช้โดยไม่ต้องเสียเวลาสมัครก็มี หรืออย่างคนที่ผ่อนรถอยู่ก็มีที่สมัครบัตรเครดิตแล้วได้หรือไม่ได้รับอนุมัติมีทั้งสองแบบด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป   ดังนั้นการที่ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราผ่อนบ้านหรือผ่อนรถอยู่เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ประกอบอีกมากมายขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร   ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://money.sanook.com/424023/