Tag : วิธีดูแลบ้าน

12 ผลลัพธ์
คู่มือเตรียมบ้านให้พร้อมรับมือกับหน้าฝน

คู่มือเตรียมบ้านให้พร้อมรับมือกับหน้าฝน

  ฝนที่ตกลงมานอกจากก่อความรำคาญใจให้กับเราแล้ว จะเป็นส่วนที่ทำร้ายบ้านของเราอีกด้วย การหมั่นตรวจเช็คสิ่งต่างๆ ของบ้านทั้งภายในและภายนอกให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ จะช่วยให้เราพร้อมรับแรงปะทะจากพายุฝนที่กำลังจะมาได้เป็นอย่างดี โดยควรต้องตรวจเช็คทั้งตัวบ้าน สิ่งแวดล้อมละแวกบ้านอย่างละเอียด โดยสิ่งที่จำเป็นต้องตรวจเช็คมีดังต่อไปนี้..   1. ตรวจสอบหลังคา ฝ้า เพดาน ให้ดี ปัญหากวนใจเกี่ยวกับบ้านในช่วงหน้าฝน คงหนีไม่พ้นปัญหาน้ำรั่วซึมเพดานอย่างแน่นอน ซึ่งทางเราขอแนะนำให้เจ้าของบ้านหรือคอนโดมิเนียมหมั่นตรวจดูรอยรั่วซึมของหลังคา ตรวจดูผนังห้องไม่ให้มีรอยแตกร้าว ไม่มีรอยรั่วซึมของน้ำบน ฝ้าเพดาน โดยดูสังเกตุได้หากฝ้าเพดานมีลักษณะเป็นดวงสีน้ำตาลแสดงว่ามีรอยน้ำรั่ว หากพบสัญญาณบอกเหตุว่ามีการรั่วไหล ให้รีบทำการซ่อมแซมทั้นที   2. รางน้ำฝน และรางระบายน้ำ ก็อย่าละเลย สำหรับรางน้ำฝนและรางระบายน้ำนั้น คงเป็นจุดที่เจ้าของบ้านหลายคนมักไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ แต่ขอบอกเลยว่ามีความสำคัญมากนะ ดังนั้นแนะนำให้ทำความสะอาดรางระบายน้ำรอบบริเวณบ้าน ทั้งบนหลังคาและบนพื้นดินอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้มีสิ่งอุดตันจากเศษดินหรือเศษใบไม้มาขวางทางระบายของน้ำ เพื่อให้น้ำฝนที่ไหลลงมาจากหลังคา หรือไหลตามรางระบายน้ำสามารถระบายน้ำออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันน้ำขังบริเวณบ้านจนทำให้น้ำท่วมเข้าบ้านนั่นเอง   3. ระเบียงหรือนอกชาน เราก็ต้องดูแล ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดฯ เราเชื่อว่ายังก็ต้องมีระเบียงกลางแจ้ง ซึ่งเราแนะนำให้ตรวจสอบดูว่ามีคราบน้ำ คราบตะไคร่น้ำหรือเชื้อราอยู่บริเวณพื้นหรือไม่ ถ้ามีให้รีบดำเนินการทำความสะอาดขัดล้างออก เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุลื่นล้ม อีกทั้งยังเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคอีกด้วย และหากทิ้งไว้นานก็จะทำให้ทำความสะอาดได้ยากขึ้น ต้องรับกำจัดตั้งแต่เนิ่นๆ นะ   4. มีปลั๊กไฟ โคมไฟ อยู่กลางแจ้งหรือเปล่า? สำหรับข้อนี้ถือว่าสำคัญนะคะ เพราะบ้านใครที่มีบริเวณส่วนใหญ่มักต่อปลั๊กไฟไว้ใช้งานในสวน จึงควรตรวจเช็คระบบไฟฟ้าหรือบริเวณปลั๊กไฟที่อยู่ในจุดเสี่ยง อาทิ โคมไฟหน้าบ้านที่ไม่มีหลังคาคลุม, กระดิ่งไฟหน้าบ้าน, ปลั๊กไฟที่อยู่นอกบ้าน ก็ควรต้องมีฝาปิดครอบให้แน่นหนาเพื่อป้องกันน้ำกระเซ็นถึง เป็นต้น   5. ต้นไม้ใหญ่ใกล้บ้าน ระวังไว้หน่อยก็ดี แน่นอนว่าหากบริเวณบ้านพักที่อยู่อาศัยของเรา มีต้นไม้สูงอยู่ใกล้เคียง สิ่งที่เจ้าของบ้านควรทำเสมอคือแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาตัดแต่งกิ่งไม้ให้อยู่ห่างจากเสาไฟ และไม่ให้เกะกะสายไฟรอบตัวบ้าน เพราะนี่อาจจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ แถมถ้ามีฝนฟ้าคะนองหรือลมกรรโชกแรงในหน้ามรสุมก็จะยิ่งเสี่ยงให้เกิดอันตรายได้นะคะ ดังนั้นป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็ดีจ๊ะ   6. ดูแลเฟอร์นิเจอร์ในสวนให้พร้อมรับหน้าฝน เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องจัดเก็บเฟอร์นิเจอร์สนามประเภทผ้าเข้ากรุ และเตรียมการให้พร้อมรับฤดูที่เต็มไปด้วยความชื้น โดยการทาน้ำยาป้องกันแมลง หรือน้ำยาเคลือบเงาบนเฟอร์นิเจอร์ไม้และทาน้ำยากันสนิมพร้อมกับเคลือบสีใหม่ให้เฟอร์นิเจอร์เหล็ก จะได้สวยงามคงทนสู้แดดและฝน   7. ป้องกันลานลื่นในสวน ถ้าฝนตกชุก พื้นทางเดินก็มักจะมีตะไคร่น้ำเกาะ ซึ่งเจ้าของบ้านควรใช้น้ำยากำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นลาน แล้วจึงติดแถบหรือเคลือบน้ำยากันลื่นหรือปูพื้นด้วยแผ่นพื้นไม้สำเร็จรูปกันลื่นที่ถอดประกอบได้และมีน้ำหนักเบา โดยเลือกชนิดที่มีโครงรองพื้นเป็นพลาสติกก็จะสามารถระบายน้ำและความชื้นได้ดี   สุดท้ายอย่าลืมว่าเราไม่สามารถควบคุม บังคับธรรมชาติได้ แต่เราสามารถปรับตัว เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นเตรียมบ้านให้พร้อมรับกับหน้าฝนที่กำลังจะมากันดีกว่าค่ะ เพราะถ้าบ้านปลอดภัยเราก็สบายกายและสบายใจ :)
7 เช็คลิสต์สำคัญในบ้าน ที่ควรเช็คก่อนไปท่องเที่ยววันหยุด

7 เช็คลิสต์สำคัญในบ้าน ที่ควรเช็คก่อนไปท่องเที่ยววันหยุด

ใกล้สิ้นปีทั้งที ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็เวียนมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่หลายคนรอคอย เพราะมีวันหยุดยาวติดกันหลายวันทำให้มีโอกาสได้ท่องเที่ยวอีกด้วย แน่นอนค่ะว่าหลายๆ ครอบครัว ก็คงจะถือโอกาสช่วงนี้ไปท่องเที่ยวช่วงวันหยุดสิ้นปีใช่ไหมล่ะคะ บางบ้านอาจจะไปต่างจังหวัดแค่ไม่กี่วัน แต่บางครอบครัวอาจไปพักผ่อนต่างประเทศยาวเป็นสัปดาห์ก็ได้ แต่การไปเที่ยวโดยมีความกังวลห่วงบ้าน ก็คงไม่มีความสุขหรอกค่ะ ผู้เขียนเข้าใจดี จึงรวบรวม 7 ข้อเช็คลิสต์สำคัญในบ้าน ที่ควรเช็คก่อนไปท่องเที่ยววันหยุด มาฝาก ซึ่งการเตรียมความพร้อมก่อนวันหยุดยาวเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญนะคะ จะมองข้ามไปเฉยๆ ไม่ได้เลย ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของบ้านและทรัพย์สินต่อตัวผู้อ่านเอง เอาล่ะค่ะ! จะมัวชักไปทำไม ว่าแล้วก็เตรียมกระดาษปากกาให้พร้อม แล้วมาทำความรู้จักกับเรื่องสำคัญที่ควรเช็คลิสต์กันดีกว่า จะได้ท่องเที่ยวอย่างสบายใจ หายห่วง แถมบ้านยังปลอดภัยอีกด้วยนะ 1. ตรวจเช็คกุญแจ  เรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ก่อนออกจากบ้าน แนะนำให้ตรวจเช็คอุปกรณ์ตัวล็อคประตูหน้าต่างให้พร้อมใช้งาน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าต่างห้องน้ำ และห้องครัวที่เป็นจุดที่คาดไม่ถึง ห้ามคิดเลยนะคะว่าปิดแน่นสนิทแล้ว ควรตรวจเช็คให้ดี หากจุดไหนมีสภาพที่ไม่สมบูรณ์ควรจะเปลี่ยนใหม่ให้เรียบร้อยก่อนวันหยุดติดต่อกันยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่อยู่บ้านติดต่อกันนานๆ เพื่อป้องการมิจฉาชีพที่เข้ามาโจรกรรมในบ้าน 2. ระบบไฟฟ้าในบ้านควรตรวจสอบให้เรียบร้อย  หากคุณผู้อ่านเดินทางไปต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ ไม่อยู่บ้านติดต่อกันหลายๆ วัน หลังจากตรวจเช็คกุญแจแล้ว ควรตรวจปลั๊กไฟ และเต้าเสียบไฟไม่ให้มีไฟรั่วไหลเป็นอันตราย หากอุปกรณ์ชำรุดให้ทำการแก้ไขให้เพื่อป้องกันความปลอดภัย พร้อมทั้งตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้า และดึงปลั๊กออกให้เรียบร้อยก่อนออกจากบ้าน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร หรือไฟช็อต ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ได้นั่นเอง 3. ปิดวาล์วแก๊ส และวาล์วน้ำ อีกหนึ่งข้อที่หลายๆ บ้านมักจะลืมเช็คก่อนออกจากบ้าน ก็คือ ปิดวาล์วแก๊ส และวาล์วน้ำ ทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากมายตามข่าวที่เราพบเจอ ดังนั้นก่อนออกจากบ้านแนะนำให้ทำการปิดวาล์วให้เรียบร้อย พร้อมตรวจเช็คว่าไม่มีการรั่วไหลของแก๊ส และตรวจสอบไม่ให้มีอุปกรณ์ที่ติดไฟง่าย ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งการปิดวาล์วน้ำก็เพื่อป้องกันอุบัติเหตุกรณีท่อน้ำประปาแตก หรือชำรุดทำให้น้ำท่วมบ้านเวลาที่ไม่อยู่เป็นระยะนาน 4. ทำความสะอาดบ้าน และตู้เย็นให้สะอาด ก่อนวันหยุดยาวมาถึง สิ่งที่ควรทำนอกจากทำความสะอาดบ้าน ขจัดสิ่งสกปรก อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือควรเคลียร์ตู้เย็น ตรวจสอบไม่ให้มีอาหารสดตกค้างอยู่ในตู้เย็น และนำขยะไปทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็นภายในบ้าน พร้อมทั้งทำความสะอาดเสื้อผ้าก่อนไปเที่ยว จัดการซักผ้าที่ไม่ใช้แล้วและเก็บเข้าตู้เสื้อผ้าให้เรียบร้อยด้วยนะคะ เพราะเสื้อผ้าที่สกปรกอาจจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและส่งกลิ่นเหม็นและยังทำให้เสื้อผ้าเก่าเร็วอีกด้วย 5. ตรวจสอบระบบกล้องวงจรปิด ก่อนไปเที่ยววันหยุดยาวทั้งที อีกหนึ่งสิ่งที่ควรตรวจสอบคือ ระบบกล้องวงจรปิด แนะนำให้เช็คว่าตัวกล้องนั้นสามารถใช้งานได้ดีหรือไม่ ตรวจสอบแบตเตอร์รี่และปลั๊กไฟให้พร้อมใช้งาน และหมั่นตรวจเช็คกล้องวงจรปิดเวลาอยู่นอกบ้านเป็นเวลานานผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่ออย่างสมาร์ทโฟน ว่าภายในบ้านเรียบร้อยปลอดภัยดีหรือเปล่า 6. เปิดไฟในบ้านให้เหมือนมีคนอยู่อาศัย สำหรับคนที่ห่วงบ้านมาก ไปเที่ยวไหนก็ไม่เคยสนุก เพราะมัวแต่กังวลว่าบ้านจะเป็นอย่างไร? จะปลอดภัยไหม? การเปิดไฟไว้ในบ้านให้เหมือนมีคนอยู่อาศัย ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยค่ะ เพราะบ้านที่มืดไม่มีแสงสว่างมักจะล่อตาล่อใจโจรได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการเปิดไฟทิ้งไว้ก็ทำให้อุ่นใจได้ขึ้นมาบ้าง แนะนำให้ติดตั้งหลอดไฟที่สามารถติดได้เองในเวลากลางคืน และดับลงในเวลาที่มีแสงอาทิตย์ เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้า 7. ไม่ควรเก็บทรัพย์สินมีค่าไว้ที่บ้าน หลังจากเช็คลิสส์ข้อต่างๆ ก่อนออกจากบ้านทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ข้อสำคัญสุดท้ายที่ไม่ควรลืม คือ ทรัพย์สินมีค่า จำพวก เงินสด, เพชร, ทอง หรือของมีค่าอื่นๆ ซึ่งไม่ควรเก็บไว้ในบ้าน ควรนำไปฝากเซฟในธนาคารแทน แต่หากจำเป็นก็ควรเก็บล็อคไว้ในตู้เซฟให้มิดชิด เพื่อป้องกันขโมยขึ้นบ้าน สำหรับใครที่กำลังมีแพลนจะเดินทางไปเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวนี้ อย่าลืมนำเช็คลิสต์สำคัญที่เรานำมาฝากด้านบนไปตรวจสอบกันนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยต่อทรัพย์สิน และความอุ่นใจต่อสมาชิกในครอบครัว จะได้ไปเที่ยวกันอย่างมีความสุข เพลิดเพลิน และควรขับรถระมัดระวังด้วยนะคะ ยังไงทีมงาน Review Your Living ก็ขออวยพรให้ทุกคนเดินทางปลอดภัยและมีความสุขตลอดทั้งทริปเลยค่า :)
7 วิธีไล่คางคกออกจากบ้าน จากกันด้วยดีโดยไม่ต้องฆ่า

7 วิธีไล่คางคกออกจากบ้าน จากกันด้วยดีโดยไม่ต้องฆ่า

คางคกเข้าบ้าน แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ไม่อยากฆ่าแต่ก็ไม่อยากให้อยู่ในบ้าน มาดู วิธีไล่คางคกออกจากบ้าน แบบไม่ต้องเสียเลือดเนื้อกันค่ะ  คางคก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ มีประมาณ 500 ชนิด ลักษณะผิวเป็นตะปุ่มตะป่ำ ลิ้นเรียวสั้นสามารถยืด-หดได้ มีพิษร้ายหากรับประทานเข้าไป แม้ภายนอกจะดูน่ากลัวแต่จริง ๆ แล้วคางคกก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน อาทิ อาหารที่ปรุงอย่างถูกวิธี ยารักษาโรค และเครื่องหนัง แต่คงไม่มีใครอยากให้คางคกอยู่ในบ้านแน่ ๆ วันนี้เราเลยขอนำวิธีไล่คางคกออกจากบ้านมาบอกต่อ สำหรับคนที่เจอคางคกเข้าบ้านประจำ แต่ไม่รู้จะแก้ปัญหานี้ยังไงดี   1. กำจัดที่อยู่ นอกจากแหล่งน้ำก็มีที่ชื้น ๆ มืด ๆ อย่างกองเศษไม้นี่แหละที่คางคกชอบอยู่ ควรรีบนำไปทิ้งโดยเร็ว หากพบหลุมหรือบ่อในสวนให้นำดินมาถมให้เต็ม พร้อมซ่อนกับดักไว้ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้คางคกเข้ามาจำศีล 2. กำจัดแหล่งน้ำ  มักจะพบคางคกตามแหล่งน้ำบ่อย ๆ เช่น อ่างบัว บ่อปลา หรือร่องน้ำ ถ้าหากมีแหล่งให้กบดานแบบนี้ใกล้ ๆ บ้าน ไม่ยอมไปไหนแน่ ๆ ทางที่จะทำให้คางคกไม่กลับมาอีกก็คือ ทำให้แหล่งน้ำเหล่านั้นแห้งสนิททุกจุดติดกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และตัดหญ้าหรือต้นไม้ที่อยู่รอบ ๆ บริเวณเดียวกันด้วย   3. กำจัดแหล่งอาหาร  ในเมื่อคางคกกินแมลงเป็นอาหาร ให้เริ่มจากเลี่ยงการเปิดไฟที่จะล่อแมลงเข้ามาในบ้าน ฉีดยากำจัดแมลงและสัตว์ตัวเล็ก ๆ ให้หมดไป โดยเฉพาะปลวกและมด นอกจากนี้ไม่ควรนำถ้วยใส่อาหารสัตว์วางไว้นอกบ้านด้วย   4. ทำรั้วกั้น ถ้ารั้วบ้านยังมีช่องว่างที่คางคกสามารถกระโดดเข้ามาได้ ปิดช่องวางเหล่านั้นและล้อมสระหรืออ่างน้ำด้วยตาข่ายพลาสติก โดยฝังตาข่ายลงดินลึกอย่างน้อย 6-18 นิ้ว และสูงขึ้นมาจากพื้นดินอย่างน้อย 24 นิ้ว ซึ่งวิธีนี้จะช่วยป้องกันงูและสัตว์เลื้อยคลานชนิดอื่นบุกบ้านได้ด้วยล่   5. กำจัดไข่คางคก ลักษณะไข่คางคกจะเป็นเส้นเมือกใสมีจุดสีดำเล็ก ๆ อยู่ด้านใน ขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ต่างจากไข่กบที่มีลักษณะเป็นก้อนเมือกใสเกาะเป็นกลุ่ม ซึ่งวิธีกำจัดก็ไม่ยาก แค่ตักไข่คางคกขึ้นมาวางทิ้งไว้นอกแหล่งน้ำเท่านั้นเอง   6. กำจัดด้วยธรรมชาติ วิธีแรกใช้เกลือผสมน้ำแล้วฉีดไปที่ตัวคางคก วิธีที่สองก็คือโรยผงกาแฟรอบ ๆ บริเวณที่อยู่ของคางคก กลิ่นของคาเฟอีนในกาแฟก็จะทำให้คางคกกระสับกระส่าย หนีย้ายออกไปเอง โดยไม่ต้องฆ่าเลย   7. จับไปปล่อย  ถ้าใจกล้าพอให้ใช้อุปกรณ์ช่วยจับตัวคางคก แล้วนำไปใส่ไว้ในภาชนะทรงสูง เช่น ถังน้ำ ถังขยะ หรือกล่อง พร้อมกับปิดฝากให้มิดชิด ก่อนนำไปปล่อยตามแหล่งน้ำอื่นที่อยู่ไกลบ้านมากที่สุด   หากบังเอิญเจอคางคกเข้าบ้านหรือเข้ามาป้วนเปี้ยนในสวน ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก็ลองนำวิธีไล่คางคกออกจากบ้านทั้ง 7 วิธีนี้ไปทดลองใช้กันดู จะได้จากกันด้วยดี ไม่ต้องลงฆ่า แล้วรู้สึกเสียใจทีหลัง   ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://home.kapook.com/view174248.html
7 จุดต้องตรวจเช็ค เตรียมบ้านต้อนรับหน้าฝน

7 จุดต้องตรวจเช็ค เตรียมบ้านต้อนรับหน้าฝน

นับเป็นความโชคดีที่ปีนี้อากาศไม่ร้อนมากนัก แต่ในขณะเดียวกันหลาย ๆ พื้นที่ ฝนตกชุกยิ่งกว่าฤดูฝน ฝนที่มาเร็วกว่าทุก ๆ ปีแถมยังตกกระหน่ำยาวนานหลายเดือน บ้านที่ต้องเจอกับความชื้นทุก ๆ วัน อาจก่อให้เกิดเชื้อรา เกิดรอยดำไม่สวยงาม ยิ่งบ้านไหนมีรอยร้าว หลังคารั่วซึม ท่อน้ำตัน ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหาย หากแก้ไขช้าไปย่อมส่งผลกระทบบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงรวบรวมสิ่งที่ควรตรวจเช็คและวิธีการเตรียมบ้านให้พร้อม เพื่อรับมือกับหน้าฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพมาฝากกัน หน้าฝนนี้จะได้นั่งชิล ๆ ริมหน้าต่าง ฟังเสียงฝนตกกระทบอย่างสบายใจ   1. ตรวจเช็ครอยรั่ว 3 จุดใหญ่ หลังคา ฝ้าเพดาน และผนัง เป็น 3 จุดสำคัญหลัก ๆ ที่เมื่อเกิดการร้าว รั่ว ซึม จะเกิดปัญหากับบ้านอย่างแน่นอน บางจุดใหญ่ ๆ ก็เห็นได้ชัดเจน แต่บางจุดเล็ก ๆ ที่ถูกละเลยอาจลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ได้ จึงต้องหมั่นสังเกตว่ามีสัญญาณอันตรายหรือไม่ เช่น ฝ้าเพดานมีคราบรอยน้ำหยดซึมเป็นดวงสีน้ำตาล, ผนังตรงไหนมีรอยแตกร้าว เกิดรูรั่วตามรอยต่อไหม เป็นต้น หากพบจุดที่เสียหายไม่มากก็อาจจะซ่อมแซมด้วยตัวเองด้วยวัสดุอุดรูรั่ว กันซึมประเภทอะคลิริค ซีเมนต์ หรือซิลิโคน แล้วแต่ชนิดของปัญหา หรือให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย ที่สำคัญ อย่าลืมตรวจดูน้ำรั่วซึมตามขอบวงกบประตูหน้าต่าง ผนังภายนอกอาคาร และพื้นดาดฟ้าด้วยนะครับ   2. ดูแลทำความสะอาดรางน้ำฝน รางระบายน้ำ ทางระบายน้ำไม่ว่าจะเป็นรางน้ำฝนหรือท่อระบายน้ำทิ้งออกจากตัวบ้าน ตรวจเช็คทำความสะอาดเพื่อไม่ให้มีสิ่งอุดตันมาขวางทางไหลของน้ำ เมื่อน้ำฝนไหลลงมาจากหลังคาสู่รางน้ำลงท่อระบายน้ำก็จะไหลออกจากตัวบ้านได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันปัญหาน้ำไหลย้อนเข้าไปรั่วซึมภายในบ้านหรือท่วมขังรอบตัวบ้าน ซึ่งจะทำให้โครงสร้างส่วนนอกเปียกชื้น โดยเฉพาะส่วนฐานรากของตัวบ้านที่จะดูดซับความชื้นจากใต้ดิน อาจทำให้ตัวบ้านเสียหายได้   3. ขัดพื้นบริเวณระเบียง ชาน ทางเดิน หลังฝนตกชุกติดต่อกันหลายวัน เรามักจะพบคราบตะไคร่สีเขียวเกาะติดอยู่บนพื้นภายนอก หรือดินโคลนลื่น ๆ บริเวณระเบียงกลางแจ้ง ทางเดินในสวน ทางเดินรอบตัวบ้าน หมั่นตรวจเช็คดูว่ามีตะไคร่น้ำหรือเชื้อราอยู่บริเวณพื้นหรือไม่ ถ้ามีให้ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อราและกำจัดตะไคร่น้ำสูตรน้ำ นำแปรงมาขัดล้างออก เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการลื่นล้ม   4. ตัดแต่งกิ่งต้นไม้ใหญ่ใกล้ ๆ บ้าน แม้ต้นไม้จะให้ร่มเงาที่เย็นสบายในช่วงฤดูร้อน แต่อาจส่งผลอันตรายได้ในฤดูฝน ด้วยพายุลมกรรโชกแรงมักส่งผลให้กิ่งไม้แตกหักล้มทับตัวบ้าน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ เมื่อเข้าสู่หน้าฝนควรตัดแต่งกิ่งไม้ให้ดูโปร่ง ไม่ให้มีพุ่มใหญ่หนาจนเกินไป นอกจากนี้ควรต้องดูแลสวนไม่ให้มีน้ำขัง หญ้าไม่รก เพราะอาจเป็นที่ซ่อนตัวของสัตว์มีพิษและที่อยู่ของยุงลายได้   5. เช็คปลั๊กไฟ โคมไฟ กลางแจ้ง จุดนี้สำคัญมาก บ้านบางหลังที่มีความจำเป็นต้องต่อสายไฟ ปลั๊กไฟนอกบ้าน จึงควรยกปลั๊กให้สูงจากพื้นบ้านและระดับที่น้ำท่วมถึง ตรวจเช็คระบบไฟฟ้าและบริเวณปลั๊กไฟที่อยู่ในจุดเสี่ยงว่ามีการรั่วของไฟหรือไม่  และทำฝาปิดครอบให้แน่นหนาเพื่อป้องกันละอองน้ำฝน หรือเปลี่ยนไปใช้ปลั๊กแบบที่มีฝาเปิด-ปิด   6. ซ่อมแซมอุปกรณ์ฟิตติ้งในบ้าน หน้าฝนประตูหน้าต่างที่ทำจากไม้จะขยายตัวทำให้ประตูฝืด ๆ และความชื้นจะทำให้อุปกรณ์ฟิตติ้งประเภทต่าง ๆ  เป็นสนิมจนทำให้ฝืดและเกิดเสียงดังจนน่ารำคาญได้ รูกุญแจ ลูกบิดก็ใช้งานได้ยากขึ้น วิธีแก้ไขคือใช้ผ้าแห้ง เช็ดอุปกรณ์และวัสดุที่จะซ่อมแซม จากนั้นใช้น้ำมันจักร น้ำมันหล่อลื่นสารพัดประโยชน์มาชโลม ฉีด พ่น ตามจุดรอยต่อ บานพับประตู หน้าต่าง แต่ทั้งนี้ต้องแน่ใจว่าจุดดังกล่าวแห้งแล้วจริง ๆ ค่อยใส่น้ำมัน และไม่ควรใช้จารบีอัดเข้าไปเพราะอาจจะทําให้นํ้าที่ยังขังอยู่ภายในไม่สามารถระเหยออกได้   7. เตรียมพร้อมสำหรับจุดอื่น ๆ ในบ้านและสวน เช่น ทาสีย้อมไม้กันน้ำเคลือบเนื้อไม้ที่อยู่กลางแจ้ง เพื่อป้องกันน้ำฝนซึมเข้าไปในเนื้อไม้ ไม้บริเวณนั้นอาจเสียหายจนอาจจะต้องเปลี่ยนใหม่ กำจัดรังมดและแมลงที่ชอบหนีน้ำเข้ามาอยู่ในบ้าน ยกต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำมากเข้ามาอยู่ในเขตที่ไม่โดนน้ำฝนมากเกินไป เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับขั้นตอนง่าย ๆ ในการเตรียมตัวรับมือกับหน้าฝนนี้ หวังว่าจะเป็นแนวทางในการจัดการบ้านให้ไร้ปัญหากวนใจกันนะครับ สำหรับผู้อ่านท่านไหนที่กำลังมองหาตัวช่วย อุปกรณ์ซ่อมแซมรอยร้าว รั่ว ซึม บริเวณเสา ผนัง ดาดฟ้า หลังคา และดูแลอุปกรณ์ฟิตติ้งให้ใช้งานได้ดี   ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.banidea.com/thai-watsadu/
7 วิธีกำจัดกลิ่นอึแมวทั้งในและนอกบ้าน ตอบโจทย์ทั้งคนเลี้ยงและไม่เลี้ยงแมว

7 วิธีกำจัดกลิ่นอึแมวทั้งในและนอกบ้าน ตอบโจทย์ทั้งคนเลี้ยงและไม่เลี้ยงแมว

รวมวิธีกำจัดกลิ่นขี้แมวเหม็นกวนจมูกแบบละมุนละไม ที่จะไม่เป็นอันตรายต่อแมวและคน ปรับเปลี่ยนบรรยากาศรอบบ้านให้น่าอยู่ขึ้นกว่าเดิม ปัญหากลิ่นอึแมวเรียกได้ว่าเป็นปัญหาระดับชาติสำหรับใครหลาย ๆ คน แม้กระทั่งบ้านที่เลี้ยงแมวหรือบ้านที่มีแมวจรจัดเข้ามาอาศัยอยู่ เพราะถ้าหากปล่อยทิ้งไว้กลิ่นเหล่านี้ก็จะทำลายบรรยากาศในบ้าน และหากสูดดมบ่อยก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ วันนี้เราเลยนำวิธีกำจัดกลิ่นขี้แมวมาฝากกันครับ รับรองได้เลยว่าแต่ละวิธีที่เรานำมานั้น ไม่มีอะไรที่เป็นอันตรายหรือรุนแรงกับแมวแน่นอน เอาเป็นว่าแล้วจะมีวิธีไหนบ้างนั้นต้องไปดูครับ   1. น้ำยากำจัดกลิ่นทำเอง สูตรนี้เหมาะสำหรับกำจัดกลิ่นฉี่แมวในบ้าน โดยเริ่มจากผสมน้ำส้มสายชูและน้ำเปล่าในปริมาณที่เท่า ๆ กันเทใส่ขวดสเปรย์ แล้วฉีดไปตรงจุดที่แมวฉี่ไว้ ซับออกด้วยทิชชู ทำซ้ำอย่างนี้ประมาณ 2-3 ครั้ง แล้วใช้ไดร์เป่าให้แห้ง ต่อมานำเบกกิ้งโซดาโรยกลบรอยฉี่แมวให้ทั่ว แล้วผสมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ¼ ถ้วยตวงกับน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชาให้เข้ากัน เทใส่ขวดสเปรย์เพื่อฉีดพ่นลงบนเบกกิ้งโซดาที่โรยไว้ ใช้แปรงขัดเบา ๆ ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งแล้ว ปิดท้ายด้วยใช้เครื่องดูดฝุ่นกำจัดเศษเบกกิ้งโซดาให้หมด     2. น้ำหมักชีวภาพหรือน้ำ EM นอกจากน้ำหมักชีวภาพจะช่วยปรับสภาพดินเพื่อการเกษตรได้แล้ว น้ำหมักยังมีคุณสมบัติที่ช่วยกำจัดกลิ่นอึและฉี่แมวได้อีกด้วย แต่ก่อนอื่นเราต้องทำความสะอาดและเก็บสิ่งปฏิกูลให้เกลี้ยง จากนั้นนำน้ำมาหมัก (แบบไม่ผสมน้ำเปล่า) มาฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณนั้น ทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง แล้วล้างออกให้เกลี้ยง     3. กากกาแฟโรยดับกลิ่น หากที่บ้านพอจะมีกากกาแฟสดเหลืออยู่บ้าง หรือถ้าไม่มีก็ลองขอซื้อตามร้านกาแฟดูเลยครับ แล้วนำกากกาแฟมาผสมกับผิวเปลือกส้ม นำไปกลบไว้ในที่ที่แมวชอบมาฉี่หรืออึ มันจะช่วยดับกลิ่นเหม็นได้ แถมยังมีกลิ่นที่ทำให้แมวไม่     4. น้ำส้มสายชูผสมน้ำร้อน เราสามารถเอาน้ำสายชูมาประยุกต์เป็นสูตรดับกลิ่นได้หลากหลาย เช่นเดียวกับสูตรนี้เลยครับ โดยการนำน้ำส้มสายชูมาผสมกับน้ำร้อน (น้ำเดือด) ให้เข้ากันดี จากนั้นนำไปเทราดบริเวณที่แมวมาทิ้งบอมบ์ไว้ แต่ก่อนราดส่วนผสมอย่าลืมเก็บทำความสะอาดอึแมวให้เรียบร้อยก่อนนะครับ เมื่อราดลงไปแล้ว น้ำส้มสายชูและน้ำร้อนจะช่วยทำความสะอาดไปพร้อม ๆ กับควันระเหยที่ช่วยดับกลิ่น     5. เบกกิ้งโซดาผสมน้ำฉีดไล่กลิ่น หากใครไม่ชอบกลิ่นเปรี้ยวของน้ำส้มสายชู แนะนำให้ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำเปล่า กะดูปริมาณให้เข้มข้นพอสมควร พอเข้ากันดีแล้วก็เทใส่ขวดสเปรย์ เพื่อนำไปฉีดพ่นบริเวณที่แมวเคยมาอึและฉี่บ่อย ๆ เพียงเท่านี้กลิ่นฉุนจากของเสียก็จะหายไป หรือจะโรยกลบของเสียไปก็ช่วยได้เหมือนกันครับ     6. ดินปลูกต้นไม้ดับกลิ่นได้ แถมปลูกต้นไม้ต่อได้เลย ถ้าวิธีอื่นไม่ได้ผล ลองกำจัดด้วยแบบธรรมชาติดูสิครับ ให้หาดินทรายที่เอาไว้ปลูกต้นไม้มาโรยกลบอึแมวให้ทั่ว กลิ่นก็จะหายไป แต่ถ้าไม่อยากให้แมวเข้ามาอึที่เดิม ๆ อีก ให้นำดินมาลงเยอะหน่อย แล้วหาต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมมาปลูกไว้ตรงนั้นไปเลยครับ เพราะนอกจะช่วยกำจัดกลิ่นและป้องกันไม่ให้มาอึซ้ำได้แล้ว เรายังได้สวนสวย ๆ เพิ่มอีกต่างหาก     7. ลูกเหม็นดับกลิ่นเหม็น ๆ จากอึแมว แม้จะชื่อว่า "ลูกเหม็น" แต่คุณสมบัติมันกลับโดดเด่นเหนือชื่อเลยครับ เพียงแค่นำลูกเหม็นมาบดให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำเปล่าให้เข้ากัน นำไปราดบริเวณที่แมวชอบมาอึทิ้งไว้ เพียงเท่านี้กลิ่นเหม็น ๆ กวนจมูกก็จะหายไป แถมยังไล่ไม่ให้แมวเข้ามาอึได้อีกต่างหาก แต่ต้องระวังอย่าผสมให้กลิ่นลูกเหม็นฉุนแรงจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้เราหายใจไม่สะดวกเอาได้     หวังว่าแต่ละวิธีที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ คงจะไม่มีขั้นตอนไหนที่หายากเกินความสามารถแน่นอน ฉะนั้นถ้าคุณกำลังพบเจอปัญหากลิ่นเหม็นจากอึแมวอยู่ละก็ ลองนำวิธิดับกลิ่นเหล่านี้ไปลองใช้ดูนะครับ และที่สำคัญห้ามใช้วิธีรุนแรงเด็ดขาด เพราะจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข   ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://home.kapook.com/view172654.html                
10 จุดล่อแมลงเข้ามาหากินและทำรังในบ้าน

10 จุดล่อแมลงเข้ามาหากินและทำรังในบ้าน

ถ้าไปตรงไหนก็เจอแต่แมลงที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาทำรังในบ้าน อาจมีต้นเหตุมาจาก 10 จุดนี้ ที่เป็นตัวล่อแมลงเข้ามาในบ้าน มาหาวิธีป้องกันก่อนแมลงยึดบ้านกันเถอะ  ไม่ว่าจะเป็นแมลงมีพิษหรือไม่มีพิษ ก็สร้างความรำคาญให้ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นยุง แมลงหวี่ แมลงวัน แมลงเม่า แมลงสาบ และแมลงอื่น ๆ อีกหลายชนิด ถ้าไม่อยากเห็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ แบบนี้วนเวียนวุ่นวายในบ้าน เช่น เข้ามาหาอาหารกินหรือทำรัง หมั่นดูแลบ้านโดยเฉพาะ 10 จุดนี้ให้ดี เพราะเป็นจุดสำคัญที่ล่อแมลงเข้ามาในบ้านมากกว่าจุดอื่น ๆ ตอนนี้มาหาทางป้องกันไปพร้อม ๆ กันเลย 1. รอยร้าว ควรรีบซ่อมและอุดรอยรั่วในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นรอยแตกบนผนังหรือแม้กระทั่งรอยร้าวเล็ก ๆ บนกระจกหน้าต่างกับประตู ก็ล้วนเป็นช่องที่เปิดทางให้แมลงเข้ามาทำรังในบ้านทั้งนั้น   2. แอ่งน้ำ แหล่งน้ำขังนี่แหละที่ทำให้เหล่ายุงร้ายยกทัพเข้ามาอยู่ในบ้านโดยไม่ได้รับเชิญ เช่น การสำรองน้ำประปาในถังแต่ไม่ปิดฝา รางน้ำฝน รวมไปถึงถ้วยใส่น้ำดื่มของสัตว์เลี้ยง แต่การกำจัดนั้นง่ายนิดเดียว แค่หมั่นเปลี่ยนน้ำสัปดาห์ละครั้งหรือโรยเกลือในแอ่งน้ำที่ไม่สามารถระบายออกได้ นอกจากนี้ก็คอยสังเกตและเทน้ำขังตามจุดต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ออกไปด้วย   3. เตาปิ้ง  ปาร์ตี้ปิ้งย่างอาจไม่ใช่เรื่องสนุก เพราะมดหลายร้อยตัวจะเข้ามาหากินตามเศษอาหารที่ติดอยู่ตามจาน-ชามและตะแกรงเตาปิ้ง หากไม่รีบเก็บกวาดทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องใช้ และสถานที่ให้เรียบร้อยหลังใช้งาน   4. ลังกระดาษ  ไม่ใช่แค่ปลวกเท่านั้นที่จะยกทัพมากินลังกระดาษและของข้างใน เพราะแมลงสาบและแมลงสามง่าม (Silverfish) ก็อยากเข้ามาทำรังด้วยเหมือนกัน หากไม่จำเป็นก็เปลี่ยนมาใช้กล่องพลาสติกกันเถอะ   5. ไฟหน้าบ้าน แม้ไม่ใช่จุดที่พบเห็นแมลงมาทำรังบ่อย ๆ แต่แสงไฟก็เป็นตัวเชื้อเชิญให้แมลงเข้ามาเล่นไฟและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นก็คือ ยุงและแมลงที่ชอบเล่นไฟ เช่น แมลงเม่า ดังนั้นควรติดไฟให้ห่างจากตัวบ้านหรือเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟกันแมลง ก็จะช่วยป้องกันปัญหาได้   6. แหล่งความชื้นสูง ช่วงฤดูฝนต้องระวังเป็นพิเศษ ตรงไหนมีน้ำรั่ว น้ำขัง หรือความชื้นสูงควรรีบทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง หากพบรอยน้ำรั่วตามท่อก็ซ่อมให้เรียบร้อย ก่อนที่จะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงและจุดก่อตัวของเชื้อรา   7. ถังขยะ จริง ๆ แล้วถังขยะไม่ใช่ต้นเหตุโดยตรง แต่กลิ่นเหม็นที่โชยออกไปต่างหากคือตัวการสำคัญ จึงควรวางถังขยะไว้นอกบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นแหล่งอาหารของแมลงตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วหมั่นล้างถังขยะให้สะอาดและทำให้แห้งสนิททั้งด้านนอก-ด้านใน   8. หน้าต่างและประตู แมลงอาจจะเข้ามาได้ตอนที่เปิดประตูหรือหน้าต่างทิ้งไว้ มีมุ้งลวดปิดอีกชั้นจะดีกว่า เพราะอย่างน้อยลมก็สามารถพัดเข้ามาได้ นอกจากนี้ประตูและหน้าต่างควรมีขนาดที่พอเหมาะเปิด-ปิดพอดีกับกรอบ ไม่ผิดรูป บิดเบี้ยว โค้งงอ มีรอยหรือรูที่ให้แมลงเดินผ่านได้   9. ผลไม้ ผลไม้ที่ไม่ได้นำไปแช่ตู้เย็นหรือเก็บในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด หากวางไว้ด้านนอกนาน ๆ จะปล่อยก๊าซเอทิลีน (ethylene) ซึ่งเป็นก๊าซที่ล่อแมลงหวี่เข้ามา จึงควรกินให้หมดหรือนำไปทิ้งก่อนผลไม้จะเน่า   10. ของใช้สัตว์เลี้ยง นอกจากเห็บหมัดบนตัวสัตว์เลี้ยงที่ต้องระวังแล้ว ควรหมั่นดูแลและทำความสะอาดของใช้ของสัตว์เลี้ยงเป็นประจำเพื่อป้องกันการเกิดกลิ่น ส่วนอาหารสัตว์เลี้ยงก็นำไปเก็บไว้ในที่แห้งและมีฝาปิดมิดชิด   ตอนนี้ก็รู้กันแล้วว่ามีจุดไหนบ้างที่ล่อแมลงเข้ามาหากินและทำรังในบ้าน อย่าลืมหมั่นดูแล ทำความสะอาด และซ่อมแซมให้เรียบร้อย ก่อนที่สัตว์ตัวเล็ก ๆ เหล่านี้จะพากันมาอาศัยในบ้านทั้งฝูง   ขอขอบคุณข้อมูลจาก home.kapook.com
วิธีกำจัดและป้องกันตะขาบ ปราบสัตว์มีพิษให้อยู่หมัดในช่วงหน้าฝน

วิธีกำจัดและป้องกันตะขาบ ปราบสัตว์มีพิษให้อยู่หมัดในช่วงหน้าฝน

รวมวิธีกำจัดตะขาบพร้อมกับวิธีป้องกันที่จะปิดประตูตาย ไม่ยอมให้ตะขาบย่างกรายเข้ามาในบ้านของเราเด็ดขาด งั้นไปดูกันดีกว่าว่าจะมีวิธีอะไรช่วยไล่ตะขาบได้บ้าง ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ บรรดาสัตว์และแมลงต่างก็อพยพพากันย้ายรังเข้ามาในบ้านเรา ไม่เว้นแม้แต่ "ตะขาบ" สัตว์หลายขาที่มีพิษร้ายแรงพวกนี้ก็ชอบหนีเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณบ้านของเราเหมือนกัน วันนี้เราเลยรวบรวมวิธีกำจัดและวิธีป้องกันตะขาบมาฝากกันครับ เพื่อให้คุณใช้ชีวิตอยู่ในบ้านอย่างมีความสุข ไม่ต้องระแวงว่าตะขาบจะโผล่มาทำอันตราย "วิธีกำจัด" 1. ไวกว่าได้เปรียบ ถ้าจะกำจัดตะขาบคุณต้องว่องไวสุด ๆ เพราะตะขาบจะไม่อพยพเข้าบ้านเป็นกองทัพ แต่มันจะมาเพียงลำพังเลยทำให้สังเกตยากหน่อย หากมองเห็นมันในอยู่ระยะสายตา ให้รวมความกล้าแล้วกระทืบเท้าลงพื้น (ไม่ต้องกระทืบตะขาบนะครับ) เพื่อส่งสัญญาณไล่ให้หนีออกไป หรือหยิบสเปรย์มาฉีดไล่ไปเลยก็ได้ สำหรับคนที่กลัวตะขาบมากเป็นพิเศษให้หาโหลมาคว่ำเพื่อขังมันไว้ แล้วค่อย ๆ ย้ายมันออกไปนอกบ้าน 2. วางกับดักเพื่อจับตะขาบไว้ ถ้าตะขาบเข้ามาในบ้านแล้วเราหาไม่เจอ ให้นำกับดักชนิดเทปกาวหรือถาดกาวมาวางไว้ตามรอยแยก รูรั่ว หรือช่องโหว่ในบ้านเพื่อล่อให้ตะขาบมาติดกับดัก แต่วิธีนี้อาจจะใช้ได้ผลกับตะขาบตัวเล็ก ๆ ซะส่วนใหญ่ เผลอ ๆ อาจได้แมลงชนิดอื่นติดมาด้วยนะ 3. ใช้ยาฆ่าแมลง หากวิธีทางธรรมชาติใช้ไม่ได้ผล ก็ควรซื้อยาฆ่าแมลงที่มีขายตามร้านขายอุปกรณ์ทำสวนมาช่วยกำจัด ควรเลือกชนิดที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยงมาใช้ หรือไม่ก็ใช้สารกำจัดศัตรูพืช อย่างกรดบอริกหรือดินเบามาวางดักเอาไว้ก็ได้ครับ 4. พ่นยาที่ฐานบ้านและผนังด้านนอก วางกับดักสังหารตั้งแต่นอกบ้านเลยก็ได้ เพราะตะขาบต้องสัมผัสกับฐานบ้านหรือผนังบ้านด้านนอกก่อนเป็นลำดับแรก ดังนั้นหากเรานำยาฆ่ามดที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยงมาฉีดพ่นฐานบ้านหรือผนังด้านล่างของบ้านให้ทั่ว ตะขาบก็จะเข้ามาในบ้านไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว 5. โทร. เรียกเจ้าหน้าที่ แต่ถ้าลองทำมาทุกวิธีแล้วยังไม่ได้ผลดี ยังมีตะขาบเข้าบ้านอยู่เรื่อย ๆ แนะนำให้โทร. หาเจ้าหน้าที่หรือเรียกบริษัทกำจัดแมลงมาช่วยไล่ เพราะนอกจากจะกำจัดได้ผลแล้ว ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ยังรู้วิธีในการกำจัดถึงรัง และช่วยป้องกันการรบกวนในระยะยาวอีกด้วย "วิธีป้องกัน" 1. อย่าให้มีสัตว์อื่น ๆ ในบ้าน สาเหตุที่ตะขาบเข้าบ้านเพราะจะเข้ามาหาอาหารกินนั่นเอง เหยื่ออันโอชะก็ได้แก่ จิ้งจก หนู แมงมุม และแมลงตัวเล็ก ๆ ฉะนั้นเราต้องดูแลทำความสะอาดบ้านให้ดี ไม่ให้มีสัตว์เหล่านี้เข้ามาอยู่ในบ้านเลยดีกว่า 2. อย่าปล่อยให้บ้านชื้นแฉะ ตะขาบเป็นสัตว์ที่ชอบอาศัยอยู่ในจุดที่ชื้นและแฉะ ดังนั้นเราจึงต้องดูแลและทำความสะอาดบ้านให้ห่างไกลความชื้น โดยเฉพาะบริเวณชั้นใต้ดิน ตู้เสื้อผ้า และพื้นที่ซักล้างที่เปียกชื้นบ่อย หรือจะหาซื้อเครื่องปรับลดความชื้นมาวางไว้ในบ้านก็ได้ครับ…ง่ายดี แต่ถ้าอยากป้องกันตะขาบในราคาประหยัด แนะนำให้หาซองกันชื้น (ซิลิกา) มาวางไว้ตามจุดชื้น ๆ ในบ้านก็ช่วยได้เหมือนกัน 3. เก็บเครื่องมือ-อุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้นอกบ้าน นอกจากจะป้องกันความชื้นในบ้านแล้ว เรายังต้องนำสิ่งของและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถเป็นที่อยู่อาศัยของตะขาบออกไปนอกบ้านด้วยนะครับ อย่างเช่น ท่อนไม้ วัสดุคลุมดิน ผ้าใบ ถังหมักปุ๋ย เศษใบไม้ และอื่น ๆ ที่พอจะเป็นตัวล่อตะขาบได้ ให้เอาออกไปเก็บไว้นอกบ้านและเว้นระยะให้ห่างจากบ้านให้เหมาะสมด้วยก็จะดี 4. อุดช่องโหว่ ไม่ให้ตะขาบเข้า อย่าปล่อยให้มีช่องโหว่ รอยแตก และรูรั่วในบ้านเด็ดขาด เพราะช่องทางเหล่านี้คือ ทางเข้าของตะขาบดี ๆ นี่เอง เริ่มจากเดินสำรวจรอบบ้านว่ามีจุดไหนบ้าง แล้วใช้ปูนซีเมนต์ ยาแนว หรือแผ่นอุดช่องโหว่มาปิดไว้ และอย่าลืมสำรวจรางน้ำฝนว่ามีเศษขยะ กิ่งไม้ และใบไม้บ้างไหม เพราะตะขาบชอบไปอาศัยอยู่ตามแหล่งแบบนั้น 5. โรยพริกป่นกั้นอาณาเขต ถ้าอุดช่องโหว่แล้วยังไม่มั่นใจ แนะนำให้หาพริกป่นหรือพริกไทยมาโรยไว้รอบบ้านเพื่อกั้นอาณาเขต จะโรยทั้งข้างในหรือข้างนอกก็ตามแต่สะดวกเลยครับ แต่ถ้าจะให้ดีควรเป็นพริกป่นชนิดคาเยน เปเปอร์ (Cayenne Paper) เพราะมีความเผ็ดร้อนที่ทำให้สัตว์ไม่กล้าเข้ามารบกวนอีก ถึงอย่างไรวิธีเหล่านี้จะช่วยกำจัดและป้องกันตะขาบได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น ทางที่ดีเราควรทำความสะอาดและหมั่นดูแลเอาใจใส่รอบบ้านอยู่บ่อย ๆ ก็จะช่วยป้องกันแบบตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเลยครับ ถ้าหากทำได้ครบตามนี้รับรองว่าจะไม่มีตะขาบตัวไหนโผล่หน้ามาให้คุณต้องตกใจอย่างแน่นอน   ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://home.kapook.com/view172564.html
10 วิธีกำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นและหลังคา ต้นเหตุที่ทำให้บ้านลื่นและดูสกปรก

10 วิธีกำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นและหลังคา ต้นเหตุที่ทำให้บ้านลื่นและดูสกปรก

รวมวิธีกำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นและหลังคา พืชสีเขียวเล็ก ๆ ที่ขึ้นลามไปทั่วในช่วงหน้าฝน จนทำให้บ้านดูสกปรก แถมยังทำให้พื้นลื่น สาเหตุของอุบัติเหตุในบ้านด้วย เมื่อฝนมา...ภายในบ้านมันก็จะชื้น ๆ ต้นเหตุหลักที่ทำให้เกิด ตะไคร่น้ำ หรือชื่อภาษาอังกฤษที่เรียกว่า มอส (Moss) มาเกาะบ้าน ทำลายบรรยากาศไปซะหมด ถึงหลายคนจะบอกว่า มันดูสวยดี แต่ยังมีบางบ้านที่ไม่ต้องการให้มันขึ้น เราเลยไม่รอช้าที่จะนำวิธีจำกัดตะไคร่น้ำมาฝากกันค่ะ สำหรับบ้านไหนที่ไม่อยากให้ตะไคร่น้ำเกาะ ก็เลือกวิธีที่เหมาะสมไปกำจัดเลยค่ะ 1. น้ำร้อน วิธีนี้คือขั้นพื้นฐานของการกำจัดตะไคร่น้ำ โดยการราดน้ำต้มเดือดตรงที่มีตะไคร่น้ำ ตามด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอื่น ๆ เทซ้ำลงไปที่เดิม ก่อนใช้แปรงหัวแข็งขัดและทำความสะอาดอีกรอบ 2. เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง วิธีนี้เป็นการจำกัดตะไคร่น้ำแบบธรรมชาติเหมือนวิธีแรกนั่นแหละค่ะ ด้วยการใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงมาฉีดบรรดาคราบตะไคร่น้ำที่เกาะอยู่ตามผนังหรือพื้นซีเมนต์ต่าง ๆ ให้ทั่ว คราบตะไคร่น้ำก็จะหายไปในทันที แต่วิธีนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลในบริเวณที่มีคราบตะไคร่น้ำเกาะหนา 3. น้ำส้มสายชู น้ำส้มสายชูเป็นของดีที่ทุกบ้านต้องมีเลยค่ะ โดยนำน้ำส้มสายชูมาราดลงบนตะไคร่น้ำโดยตรง ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วขัดออก ราดน้ำเพื่อทำความสะอาดให้เกลี้ยง และที่สำคัญต้องทำให้แห้งด้วยนะคะ เพื่อกำจัดความชื้นตัวการที่ทำให้เกิดตะไคร่น้ำหมดไปแบบถาวรด้วย 4. สารฟอกขาว หากทำวิธีด้านบนแล้วยังมีตะไคร่น้ำสีเขียว ๆ เกาะอยู่ งั้นต้องผสมสารฟอกขาว ¾ ถ้วยตวง กับน้ำเปล่า 1 แกลลอน เพื่อนำไปราดบนตะไคร่น้ำและทิ้งไว้ 10 นาที แล้วค่อยล้างออก แต่วิธีนี้ควรระวังไม่ให้ส่วนผสมไหลไปโดนต้นไม้เด็ดขาด ที่สำคัญถ้าจะให้ดีต้องทำวิธีนี้ในวันที่อากาศปลอดโปร่ง เพราะความร้อนจากแสงแดดจะทำให้ส่วนผสมแห้งเร็วขึ้น 5. แอมโมเนียมซัลฟาเมท (Ammonium Sulfamate) แอมโมเนียมซัลฟาเมท (Ammonium Sulfamate) เป็นสารละลายที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ทำสวนทั่วไป เทใส่ที่ฉีดแล้วนำไปฉีดพ่นลงบนตะไคร่น้ำได้โดยตรง แต่อย่าลืมสวมอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัย แว่นตา ถุงมือ และที่สำคัญต้องปฏิบัติตามคู่มือการใช้งานโดยละเอียด หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีสิ่งมีชีวิตและพืชชนิดอยู่แถวนั้น แนะนำให้ทำในวันที่อากาศปลอดโปร่ง ไม่มีลมพัด เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีตกค้างอยู่ที่พืชชนิดอื่น ๆ 6. โซเดียมเพนตะคลอโรฟีเนต (Sodium Pentachlorophenate) โซเดียมเพนตะคลอโรฟีเนต (Sodium Pentachlorophenate) เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนและเป็นสารก่อมะเร็ง ดังนั้นต้องระมัดระวังมากในการใช้เป็นอย่างมาก เริ่มจากสวมอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ให้พร้อม นำโซเดียมเพนตะคลอโรฟีเนต 1 ส่วน มาละลายเจือจางในน้ำเปล่า 8 ส่วน ให้เป็นเนื้อเดียวกันแล้วราดลงบนตะไคร่น้ำให้ทั่ว ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แต่ถ้าหากฝนตกลงมาก็ให้ทำซ้ำอีกครั้ง และต้องระวังให้มากอย่าให้สารเคมีไหลไปโดนต้นไม้อื่น ๆ 7. เบกกิ้งโซดา ถ้าสารเคมีหายากเกินไป แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในครัวเรือนอย่าง เบกกิ้งโซดา เพียงแค่นำไปโรยบนตะไคร่น้ำให้ทั่ว ทิ้งไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง จากนั้นค่อยกวาดเศษตะไคร่น้ำและเศษเบกกิ้งโซดาทิ้งไป 8. น้ำยาล้างจาน ส่วนผสมที่ได้จากในครัวเรือนเหมือนกัน เริ่มจากผสมน้ำยาล้างจาน 600 มิลลิลิตร กับน้ำเปล่า 5 แกลลอนให้เข้ากันดี แล้วราดลงบนตะไคร่น้ำ ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง จากนั้นก็มาขัดและล้างออกให้สะอาด 9. ไฮเดรตไลม์ (Hydrated lime) เป็นสารประกอบอนินทรีย์ที่ใช้กำจัดตะไคร่น้ำออกได้ โดยนำสารดังกล่าว 1 กิโลกรัม มาผสมกับน้ำเปล่า 3 แกลลอน ฉีดลงไปบนตะไคร่น้ำให้ทั่ว ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ตะไคร่น้ำจะเปลี่นเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล จากนั้นก็ขัดออกเป็นขั้นตอนสุดท้าย 10. ไตรโซเดียม ฟอสเฟต (Trisodium phosphate) ไตรโซเดียม ฟอสเฟต (Trisodium phosphate) เคยถูกผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน แต่มันกลับไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถกำจัดพวกเชื้อรา เชื้อโรค รวมถึงตะไคร่น้ำให้ดีเยี่ยม หากจะนำมาใช้ให้เทไตรโซเดียม ฟอสเฟต ½ ถ้วยตวง ผสมกับน้ำอุ่น 2 แกลลอน แล้วนำไปราดลงบนตะไคร่น้ำ ขัด-ล้างออกให้เกลี้ยง ระวังอย่าให้สารเคมีไหลไปโดนต้นอื่นหรือพื้นที่อื่น ๆ โดยเด็ดขาด หากใครจะวิธีกำจัดตะไคร่น้ำที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ต้องระมัดระวังให้มาก ถ้าเลือกวิธีที่มีสารเคมีก็ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ให้พร้อม และปฏิบัติตามคำแนะนำที่มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด เพื่อกำจัดตะไคร่น้ำให้หมดไปและไม่เป็นอันตรายต่อตัวเราด้วยนะคะ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  home.kapook.com
9 จุดที่บ้านควรติด Skylight

9 จุดที่บ้านควรติด Skylight

หลังคาสกายไลท์ (Skylight) ช่องแสงให้บ้านโปร่ง ใครชอบบ้านที่ดูมืดทึบกันบ้างครับ ผู้เขียนว่าคงมีคนไม่มากที่ชอบอยู่กับความมืด ดังนั้นเวลาเราสร้างบ้านสิ่งหนึ่งที่จำเป็นไม่แพ้จุดอื่น ๆ เลยก็คือช่องแสง เพราะจะช่วยให้บ้านสว่างขึ้น ปิดจุดอับที่ทำให้บ้านดูมืดและอึดอัด ช่องแสงที่เราคุ้นตากันดีก็น่าจะเป็นหน้าต่าง ประตู ผนังติดกระจก แต่บ้านในโลกตะวันตกจะเพิ่มจุดรับแสงบนช่องบนหลังคาหรือผนังแล้วใส่วัสดุโปร่งแสง อาทิ กระจกเทมเปอร์หรือลามิเนต เพื่อให้แสงผ่านได้ เรียกว่า หลังคาสกายไลท์ (Skylight) ซึ่งจะรับแสงสว่างส่องตรงลงมาจากด้านบนเข้าสู่ตัวบ้านตามจุดต่าง ๆ การทำหลังคาโปร่งแสงแบบนี้มีผลดีต่อบ้านไม่น้อย บทความในวันนี้บ้านไอเดียจึงอยากจะแชร์จุดสำคัญ ๆ ในบ้านที่เราควรจะมีช่องให้แสงผ่าน เพื่อที่จะทำให้บ้านดูโปร่งสบาย ปลอดภัย และน่าอยู่ขึ้นมาฝากกันครับ ข้อดีของการติดตั้ง Skylight 1. เพิ่มแสงสว่างให้บริเวณบ้าน ลดการใช้ไฟส่องสว่าง หลังคาโปร่งแสง จะรับแสงแดดเข้ามาในห้องโดยตรงในเวลากลางวัน ทำให้จุดอับหรือมุมมืดของบ้านสว่างขึ้น โดยแทบจะไม่ต้องเปิดไฟฟ้า เป็นพลังงานจากธรรมชาติที่สะอาดและไม่ต้องเสียเงินซื้อ 2. ช่วยระบายอากาศในบ้านและรับแสงเพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยปกติสกายไลท์จะมีแบบที่เปิดออกได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเปิดบ้านให้ระบายความร้อนออกจากตัวบ้าน และปล่อยให้แสงแดดเข้าสู่ภายในบ้านเพื่อช่วยลดความอับชื้น ฆ่าเชื้อโรคในห้องต่าง ๆ 3. ทำให้บ้านดูโปร่งและกว้างขึ้น การทำช่องแสงขนาดใหญ่จะทำให้รู้สึกถึงการเป็นพื้นที่เปิด ที่ช่วยอำพรางสายตาให้บ้านดูโปร่งสบายตาและกว้างขึ้น วัสดุโปร่งแสงช่วยเปิดวิสัยทัศน์ให้บ้าน ทำให้คนที่อยู่ภายในสามารถรับบรรยากาศภายนอกได้ด้วย ที่มา wisegeek ได้ทราบข้อดีของการติดช่องแสง skylight กันไปแล้ว ลองมาดูกันนะครับว่าเราควรติดตั้งช่องแสงที่ว่านี้ในบริเวณไหนบ้าน โดยปกติก็จะมี 4 จุดใหญ่ ๆ ตามภาพด้านบน คือ ส่วนห้องนั่งเล่น จุดอับแสงและมืดในตัวบ้าน ห้องใต้หลังคา และส่วนต่อเติมภายนอกที่ต้องการแสง เช่น สวนกระจก ห้องทานอาหาร ครัว เป็นต้น วันนี้บ้านไอเดียจะเจาะเฉพาะจุดว่าควรติดจุดหลัก ๆ ของบ้านเพิ่มเติมในส่วนไหนที่จะเป็นประโยชน์ในการใช้แสงมากที่สุด 9 จุดด้วยกัน ครับ 1.ทางเดินในบ้าน เรามาเริ่มกันที่จุดแรก คือทางเดินในบ้านครับ ทางเดินที่เชื่อมต่อจากประตูหน้าบ้าน หรือโถงภายในบางหลังจะรู้สึกว่าแคบและมืด ซึ่งอาจจะทำให้มองเห็นไม่ถนัด ยิ่งบ้านที่มีพื้นที่ต่างระดับยิ่งต้องระวัง การเติมแสงเข้าไปในจุดนี้จะช่วยให้บ้านดูสว่างขึ้น การใช้งานในบ้านปลอดภัยมากขึ้น velux 2. ห้องนั่งเล่นหรือพื้นที่ส่วนรวมในบ้าน  ห้องนั่งเล่นจะเป็นสถานที่ที่สมาชิกในบ้านแวะเวียนเข้ามาใช้งานค่อนข้างมาก การจัดให้ส่วนนี้ได้รับแสงที่พอเหมาะ ทำให้ทั่วทั้งบริเวณดูโล่ง เพิ่มความรู้สึกสบายตา น่านั่งน่านอนสบาย ๆ แต่การติดช่องแสงบริเวณนี้ควรจะดูปริมาณของแสงและทิศทางที่แสงตกกระทบด้วย เพราะถ้าแสงเข้มและช่องแสงใหญ่เกินไป จะทำให้รู้สึกร้อนและแสบตาได้ homeadore 3. โถงเหนือบันได  บันไดที่ต่อเชื่อมระหว่างชั้นล่างกับชั้นบน บางบ้านจะเป็นทางเดินแคบ ๆ มีผนังกั้นปิดกันตกเอาไว้ด้านข้าง ทำให้บริเวณนี้มืดจนต้องเพิ่มแสงไฟเข้าไปในเพื่อความปลอดภัยขณะเดินขึ้นลง แต่ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อเจาะช่องแสงให้โปร่งสว่างก็ช่วยเพิ่มสะดวกในการใช้งานได้มาก ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ แถมยังลดการใช้ไฟฟ้าในจุดนี้ได้ด้วย veluxusa 4. มุมทำงาน   ที่บ้านไหนจัดให้มีมุมทำงานส่วนตัวหรือโฮมออฟฟิศอยู่ข้างใน แสงสว่างที่เพียงพอสำหรับการทำงานหรืออ่านหนังสือมีความจำเป็นอย่างมาก การเลือกมุมติดตั้งช่องแสงสกายไลท์ในจุดที่ผู้ใช้งานต้องการจะช่วยให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นมีมากขึ้น และเอื้อต่อการทำงานในบ้านอย่างมีความสุข veluxusa interioridea 5. ห้องครัว ครัวเป็นอีกหนึ่งจุดหลัก ๆ ของบ้านที่ต้องการแสง เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค ขจัดความชื้นที่เกิดขึ้นระหว่างการเตรียมอาหารและการซักล้าง และเพิ่มความสว่างในห้องเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน ลองทำช่องแสงสกายไลท์บริเวณเพดานในมุมที่ต้องการ เช่น เคาน์เตอร์เตรียมอาหาร มุมล้างผัก ก็จะช่วยให้ห้องครัวดูสว่างและไม่ทึบ linkedin linkedin archdaily 6. ห้องทานอาหาร ในระหว่างมื้ออาหารถ้านั่งอยู่ท่ามกลางมุมมืดคงรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ใช่ไหมครับ คงจะดีกว่าถ้าเราสร้างบรรยากาศดี ๆ ในขณะทานอาหาร ให้รู้สึกได้ถึงแสงสว่างที่อบอุ่นและโรแมนติก ด้วยช่องแสงเล็ก ๆ ที่เจาะเอาไว้ให้แสงแดดจากธรรมชาติเข้ามาภายในพื้นที่ theroomedit 7. ห้องนอน ห้องนอนที่ดีต้องมีแสงสว่างส่องถึงและเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นห้องเด็กหรือผู้ใหญ่ ตัวอย่างที่บ้านไอเดียนำมาให้ชม เป็นห้องที่ออกแบบมาให้มีช่องแสงเข้าสู่ห้องได้อย่างพอเหมาะพอดี ในตัวอย่างที่ช่องแสงขนาดใหญ่ก็มีการติดตั้งแผ่นกรองแสงเอาไว้เพื่อลดปริมาณของแสงให้อยู่ในระดับที่ต้องการ การติดช่องแสงบนเพดานห้องแบบนี้ นอกจากจะได้ประโยชน์จากแสงแล้ว ยังช่วยเปิดมุมมองให้ห้องเห็นวิวท้องฟ้าสวย ๆ ได้ด้วย wintel-line usnow 8.ห้องน้ำ ลืมห้องน้ำแบบเดิม ๆ ที่ต้องปิดมิดชิดทุกส่วนไปได้เลย เพราะอันที่จริงห้องน้ำเป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่ต้องการแสงเข้าไปช่วยลดความอับชื้น ฆ่าเชื้อโรคที่หมักหมมภายใน ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้แหละครับที่อาจเป็นแหล่งที่มาของการป่วยไข้ได้เช่นกัน ดังนั้นการเปิดพื้นที่ให้แสงแดดเข้าไปในห้องจะช่วยทำให้ภายในถูกสุขลักษณะ และเพิ่มความสุขในการใช้งานมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสำรวจเรื่องความปลอดภัยเอาไว้ก่อน ด้วยการตรวจสอบจุดที่จะติดตั้งให้ดีว่าปลอดจากสายตาของบ้านโดยรอบ หรือติดตั้งบานติดเอาไว้อีกชั้นก็จะดีมากครับ impressiveinteriordesign Badkamers voorbeelden 9. ห้องซักรีดหรือห้องใช้งานอเนกประสงค์ ในบ้านเรามักไม่ค่อยมีห้องซักรีดแยกต่างหากเหมือนในซีกโลกตะวันตก แต่บ้านยุคใหม่ก็มีการจัดการพื้นที่ใช้งานเอนกประสงค์ที่ทำเป็นห้องซักรีด-ตากผ้า ซึ่งจริง ๆ แล้วเหมาะกับบ้านเราที่มีฝนตกชุกและแดดแรง ในหน้าฝนที่บางบ้านไม่มีเครื่องอบผ้าและต้องตากผ้าไว้ในที่ร่มทำให้เมื้อผ้าเหม็นอับ หากเราต้องการตากผ้าในที่ร่มแบบไม่กลัวฝน ต้องลองติดตั้งหลังคาสกายไลท์เอาไว้ใช้งานกันดูนะครับ decorpad veluxusa นี่เป็น 9 จุดหลัก ๆ ที่บ้านควรจะมีแสงสว่างที่เพียงพอต่อการใช้งานนะครับ ซึ่งการติดตั้งสกายไลท์แบบที่นำเสนอมานี้ก็มีจุดที่ต้องระมัดระวังอยู่เหมือนกัน เช่น การวางตำแหน่งต้องคำนึงถึงทิศทางของแสง และขนาดของบานควรเหมาะสมกับพื้นที่ เพราะถ้าแสงมากไปห้องก็จะร้อนมาก และดูแลการติดตั้งไม่ให้เกิดรอยรั่วบนหลังคาหรือผนังในจุดที่ติดตั้งครับ ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.banidea.com
3 ต้นไม้กันงู…งานนี้ต้องยกธงขาวไม่กล้าเลื้อยเข้าบ้าน!

3 ต้นไม้กันงู…งานนี้ต้องยกธงขาวไม่กล้าเลื้อยเข้าบ้าน!

หากถามใครหลายคนว่ากลัว “งู” กันหรือเปล่า แน่นอนว่าคำตอบเกือบร้อยเปอร์เซนต์คือ “กลัว” และยิ่งสำหรับผู้ที่มีบ้านด้วยแล้ว การที่เจ้าสัตว์เลื้อยคลานมีพิษประเภทนี้เคลื่อนตัวเลื้อยเข้ามาในบริเวณบ้าน ขดตัวตามกิ่งไม้หรือซุกซ่อนอยู่ตามมุมบ้านยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึ่งประสงค์  เราจึงขอเสนอหนึ่งในวิธีป้องกันงูที่ทำกันง่ายๆ แถมยังช่วยเพิ่มความเขียวขจีให้กับบ้านด้วย 3 ต้นไม้เด็ด ที่งูเห็นแล้วต้องสะดุ้งโหยงเลื้อยถอยห่างบ้านไปเลย! กระบองเพชร- ด้วยธรรมชาติของงูที่ไม่ชอบหนามแหลม ต้นกระบองเพชรจึงเป็นศัตรูตัวฉกาจกับงู แต่ต้องเป็นต้นกระบองเพชรขนาดใหญ่ที่ปลูกลงดินเท่านั้นนะ เพียงซื้อต้นกระบองเพชรขนาดใหญ่มาลงดินไว้หรืออาจเริ่มต้นจากต้นเล็กแล้วเลี้ยงให้เติบโต เจ้าต้นไม้ต้นนี้ดูแลไม่ยาก เพียงแค่รดน้ำให้ชุ่มถึงโคนอาทิตย์ละครั้ง ตั้งไว้ในพื้นที่แดดไม่จัดมาก เนื่องจากถ้าโดนแดดแรงจะทำให้ต้นกรอบ แห้ง กลายเป็นสีน้ำตาล ดูแลให้ดีจนโตขึ้นออกหนามแหลม งูจะได้ไม่เลื้อยเข้าบ้านครับ ว่านพญานาคราช- ลำต้นในช่วงแรกจะมีขนาดเล็กแล้วชี้ตรงขึ้นฟ้า บริเวณลำต้นจะมีหนามอ่อนๆ คล้ายหนามของต้นกระบองเพชร บางคนบอกว่าเพราะลักษณะที่คล้ายพญานาคทำให้งูกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้ แต่สาเหตุมาจากหนามบริเวณลำต้นที่งูเกลียดอยู่แล้ว เจ้าว่านนาคราชยังปลูกง่าย เลี้ยงง่าย เพียงแค่นำปลายลำต้นด้านใดด้านหนึ่งไปปักลงดิน แล้วคอยรดน้ำอย่างสม่ำเสมอก็เติบโต นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณแก้พิษที่เกิดจากสัตว์มีพิษกัดทั้งงู ตะขาบ แมงป่อง อีกด้วย รู้แบบนี้แล้วอย่าลืมปลูกว่านพญานาคราชแล้วนำไปใส่ในกระถางวางที่พื้น ตามขอบกำแพงรั้วบ้านหรือแขวนไว้ตามเสานะครับ ลิ้นมังกร- ไม้ล้มลุกอายุยืนยาว มีลักษณะเป็นเหง้าทอดตัวตามพื้นดิน เป็นต้นไม้อวบน้ำ มีใบเดี่ยวหลากหลายรูปแบบ ทั้งรูปใบหอก รูปแถบกว้าง รูปไข่ รูปช้อน รูปรี และเป็นแท่งกลมยาว มีสีสันและลวดลายแตกต่างกัน บางชนิดมีเส้นใยเหนียวที่ใช้ทำเชือก ขอบใบเรียบเป็นสันแข็งหรือเป็นคลื่น และเพราะลักษณะใบที่ทำให้งูไม่เลื้อยเข้าบ้าน เนื่องจากลักษณะกายภาพของงูยากต่อการเลื้อยผ่าน แถมยังปลูกง่ายด้วยการแตกหน่อและเลี้ยงง่าย เติบโตได้ในทุกสภาพแวดล้อมอีกด้วย อย่าลืมนำไปลงดินปลูกไว้รอบๆ สวนหรือใส่กระถางวางไว้ตามขอบกำแพงบ้านกันนะครับ ได้รู้ถึง 3 ต้นไม้ที่ช่วยป้องกันงูเข้าบ้านไปแล้ว คุณผู้อ่านก็อย่าลืมปลูกไว้ติดบ้านหรือในสวนสวยกันนะครับ เจ้างูจะได้ไม่เลื่อยเข้ามาทักทายในบ้านครับ ขอขอบคุณข้อมูลจาก Homedeedee.com
12 ประโยชน์ของข้าวสาร ทำอะไรได้มากกว่าแค่เอาไปหุง

12 ประโยชน์ของข้าวสาร ทำอะไรได้มากกว่าแค่เอาไปหุง

นอกจากข้าวจะช่วยให้เราอิ่มท้องได้แล้ว มันยังสามารถนำมาทำประโยชน์ในบ้านได้ตั้งหลายอย่างโดยที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน ทั้งช่วยถนอมอาหารและทำให้บ้านสะอาดขึ้นด้วย เมื่อพูดถึงข้าวทีไรก็ต้องนึกถึงอาหารการกิน แต่วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาทุกคนไปดูประโยชน์ของข้าวสารที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนว่า จริง ๆ แล้วข้าวสารไม่ได้เป็นอาหารจานหลักเพียงอย่างเดียว เพราะมันยังช่วยแก้ไขปัญหาในบ้านได้สารพัดและทำประโยชน์อย่างอื่นได้อีกเยอะเลย ถ้าอยากรู้ว่าข้าวสารนั้นจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ก็ตามไปชมพร้อม ๆ กันเลยครับ 1. ดูดความชื้นจากโทรศัพท์ตกน้ำ หากพลาดทำโทรศัพท์มือถือตกน้ำ ให้รีบหยิบขึ้นมาทันที และถอดแบตเตอรี่ออกจากเครื่อง จากนั้นก็นำไปใส่ในถังข้าวสารทิ้งไว้ 1 คืน ข้าวสารจะช่วยดูดความชื้นออกจากมือถือ ลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหายลงได้เยอะ ที่สำคัญห้ามใช้ไดร์เป่าผมเป่ามือถือเด็ดขาด เพราะส่วนประกอบภายในอาจโดนความร้อนทำลาย 2. ทำความสะอาดเครื่องบดกาแฟ แม้การทำความสะอาดเครื่องชงกาแฟจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของเราแน่นอน เพราะแก้ไขได้โดยการนำข้าวสาร ½ ถ้วยตวง เทลงในเครื่องบดกาแฟ แล้วเปิดเครื่องให้ทำงาน ข้าวสารจะเข้าไปดูดน้ำมันและช่วยขัดคราบสกปรกเหล่านั้นออกมาจากตัวเครื่อง เสร็จแล้วก็ใช้น้ำยาล้างจานและน้ำสะอาดล้างซ้ำอีกครั้ง 3. ล้างคราบในขวดและแจกัน บอกลาคราบสกปรกในขวดแก้วและแจกันไปได้เลย ด้วยการเทข้าวสารลงไปจำนวนหนึ่ง ตามด้วยน้ำเปล่าและน้ำยาล้างจานอีกเล็กน้อย ปิดฝาให้เรียบร้อยแล้วเขย่า ข้าวสารจะช่วยขัดคราบสกปรกภายในและช่วยกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ให้หลุดออกได้ครับ 4. ทดสอบความร้อนของน้ำมันก่อนทอดอาหาร น้ำมันไม่ร้อนอย่าทอดอาหารโดยเด็ดขาด เพราะมิเช่นนั้นอาหารจะอมน้ำมันได้ ทางที่ดีให้เทน้ำมันลงในกระทะแล้วตั้งไฟ รอสักพัก แล้วหย่อนเมล็ดข้าวสารลงไป ถ้าข้าวสารแตกตัวออกก็แสดงว่าน้ำมันร้อนได้ที่พร้อมทอดแล้ว แต่หากข้าวสารยังอยู่ในสภาพเดิมก็ต้องรอต่อไปอีกสักพัก 5. บ่มผลไม้ให้สุก กว่าผลไม้จะสุกงอมพร้อมกินก็ปาไปตั้งหลายวัน ถ้าไม่อยากรอนานขนาดนั้น ให้นำผลไม้ที่ยังไม่สุกไปใส่ไว้ในถังข้าวสาร ปิดฝาทิ้งไว้อย่างน้อย 2 วัน ผลไม้ก็จะเริ่มสุกพร้อมกินได้เลย แต่ถ้าผลไม้ยังมีสีเขียวและมีเนื้อสัมผัสแข็งอยู่ก็ให้บ่มในข้าวสารต่อไปอีกนิดหน่อยเท่านั้นเอง 6. ป้องกันเกลือจับตัวเป็นก้อน เมื่ออากาศเริ่มชื้นทีไร เกลือในกระปุกก็จับตัวเป็นก้อนทุกที จะเอามาปรุงรสชาติอาหารก็ยากลำบากเหลือเกิน แต่ข้าวสารช่วยได้ครับ แค่นำเมล็ดข้าวสารมาหย่อนใส่ในกระปุกเกลือสัก 2-3 เม็ด ข้าวสารจะช่วยดูดความชื้นออกจากเกลือ ทำให้เกลือไม่จับตัวกันเป็นก้อน แถมยังใช้งานได้สะดวกอีกด้วย 7. ทำกาวได้ มาลดค่าใช้จ่ายของใช้ในบ้านด้วยการทำกาวใช้เองกันดีกว่าครับ เริ่มจากนำข้าวสาร 1 ถ้วยตวง ไปต้มกับน้ำเปล่าประมาณ 4 ถ้วยตวง และเคี่ยวไปเรื่อย ๆ ด้วยไฟปานกลาง เมื่อข้าวเริ่มข้นและเหนียวคล้ายกาว ก็ยกลงจากเตาเพื่อพักให้เย็นตัวลง เทใส่ขวดโหล แล้วเก็บไว้ใช้ได้เลย 8. เพิ่มความอบอุ่นให้รองเท้าในบ้าน ที่จริงแล้วเราก็ทำรองเท้าอุ่น ๆ ไว้ใส่เดินในบ้านได้ครับ ก่อนอื่นหาผ้าเนื้อหนาที่ค่อนข้างทนความร้อนมาตัดเย็บ วัดขนาดให้พอดีกับเท้าของเรา โดยเว้นช่องด้านในรองเท้าเพื่อเอาไว้ใส่ข้าวสาร จากนั้นก็เย็บปิดช่องรองเท้าให้แน่น ก่อนสวมใส่ให้นำไปอุ่นในไมโครเวฟสักประมาณ 1 นาที รองเท้าก็จะอุ่นและช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับเท้าของเราได้ง่าย ๆ เลย 9. ช่วยให้อบพายให้ได้รูปสวย หากอบพายไม่ได้รูปทรงอย่างที่ต้องการสักที แก้ไขได้โดยวางแผ่นแป้งพายลงบนถาด แล้วนำแผ่นรองอบมาปิดทับหน้าแผ่นแป้งเอาไว้ จากนั้นเทข้าวสารลงไปเพื่อถ่วงน้ำหนักจะช่วยให้แป้งพายที่อบเสร็จสวยงามได้รูป 10. กำจัดสนิมเครื่องมือช่าง เครื่องมือช่างชนิดโลหะที่ต้องสัมผัสความชื้นบ่อยอาจจะทำให้เป็นสนิมและใช้งานยากลำบากกว่าเดิม แนะนำให้แก้ไขด้วยการนำข้าวสารไปใส่ไว้ในกล่องเครื่องมือจำนวนหนึ่ง ข้าวสารจะช่วยดูดความชื้นส่วนเกิน ป้องกันไม่ให้สนิมมาเกาะกินเครื่องมือช่างของเราได้ 11. ทำความสะอาดช้อนส้อมเก่าให้กลับมาใช้ได้ใหม่ เช่นเดียวกับเครื่องมือช่าง บรรดาช้อน-ส้อมและเครื่องเงินที่เก็บเอาไว้นาน ๆ อาจจะมีคราบสกปรกเกาะติดจนทำให้เปลี่ยนสีเป็นดำคล้ำไปได้ ให้เทข้าวสารจำนวนหนึ่งใส่ถ้วย แล้วนำไปวางไว้ในตู้ ลิ้นชัก หรือจุดที่เก็บสิ่งของเหล่านั้นอยู่ ข้าวสารก็จะช่วยกำจัดความชื้นที่ทำให้เกิดคราบได้ครับ 12. ใช้เป็นวัสดุทำงานฝีมือเพื่อตกแต่งบ้าน หากใครชอบทำงานฝีมือต้องไม่พลาด เพราะข้าวสารก็เป็นอีกหนึ่งวัสดุที่สามารถนำมาทำงานฝีมือได้อย่างสวยงามไม่แพ้กัน อาจจะย้อมสีสันให้หลากหลายแล้วนำไปติดกาวเรียงกันบนกระดาษให้เป็นรูปรุ้งกินน้ำ หรือตกแต่งสิ่งของต่าง ๆ ในบ้านให้สวยงามและมีคุณค่าได้ครับ ต่อไปนี้คงไม่มีใครมองข้ามความสำคัญของข้าวสารอีกแล้วใช่ไหมครับ ถ้าหากเจอสารพัดปัญหาที่ยากจะแก้ไข อย่าลืมนำวิธีการใช้ประโยชน์จากข้าวสารอย่างที่เรามาฝากกันในวันนี้ ไปลองปรับใช้กันดูนะครับ แล้วจะรู้ว่าข้าวสารเป็นได้มากกว่าอาหารจานหลักแน่นอน   ขอขอบคุณข้อมูลจาก home.kapook.com
วิธีกำจัดแมลงสาบในบ้านง่ายๆ ได้ผลดีที่สุด

วิธีกำจัดแมลงสาบในบ้านง่ายๆ ได้ผลดีที่สุด

วิธีกำจัดแมลงสาบตัวร้ายที่บุกบ้านเราให้ผวากันบ่อย ๆ อยากรู้วิธีกำจัดแมลงสาบอย่างง่าย ๆ ให้หายไปได้อย่างไร อย่ารอช้าเลยจ้า ไม่น่าเชื่อว่าแมลงสาบตัวเล็ก ๆ จะมีอิทธิพลพอให้ใครหลายคนแทบเสียสติเวลาที่เจอได้ โดยเฉพาะในยามที่แมลงสาบหนวดยาวบินตรงเข้ามาหาเราอย่างแน่วแน่ โอย…แค่คิดก็ขนลุกขนชันไปหมดแล้วเนอะ เอาล่ะ ! ถ้าในบ้านของคุณมีแมลงสาบยั้วเยี้ยและไม่รู้จะใช้วิธีไหนกำจัดแมลงสาบ เรามีวิธีกำจัดอย่างง่าย ๆ ได้แต่ผลมาให้ลองทำตามกันครับ 1. ค้นหาต้นตอ ถ้ามีแมลงสาบในบ้านแม้เพียงตัวเดียวก็ไม่ต้องเดาแล้วว่าจะมีตัวที่สองหรืออีกเป็นฝูงอยู่ในบ้านหรือเปล่า เพราะแมลงสาบคงไม่มาอยู่เดียวดายแน่ ๆ ดังนั้นให้คุณรีบค้นหาต้นตอที่แมลงสาบมุดเข้าบ้านมาโดยทันที เริ่มจากบริเวณรอบ ๆ ที่เห็นแมลงสาบก่อนเป็นจุดแรก สำรวจดูว่ามีร่องรูหรือช่องทางใดที่แมลงสาบจะแทรกตัวผ่านเข้ามาได้บ้าง เมื่อเจอแล้วก็จัดการปิดช่องทางนั้นให้เรียบร้อย และถ้าจะให้ดีสำรวจร่องรอยแตกแยกในบ้านให้ทั่วเลยยิ่งดี อย่างน้อยก็ช่วยปิดกั้นเส้นทางของแมลงสาบได้ชั้นหนึ่งก่อน 2. ซ่อมจุดที่มีน้ำรั่วซึม แมลงสาบเป็นสัตว์ที่ขาดอาหารได้นานพอสมควร แต่ขาดน้ำเกิน 1 อาทิตย์ไม่ได้ ซึ่งก็หมายความว่า แม้บ้านจะสะอาดปราศจากเศษอาหารใด ๆ ทว่ามีจุดที่น้ำรั่วซึมหรือชื้นอยู่ก็มีสิทธิ์ได้เจอแมลงสาบตัวเป็น ๆ เหมือนกัน ดังนั้นคงเป็นการช่วยป้องกันแมลงสาบได้ดีอีกทางหนึ่ง หากเรารีบซ่อมแซมจุดที่มีน้ำรั่วหรือบริเวณที่มีความชื้นค่อนข้างสูง 3. ทำความสะอาดบ้านให้หมดจด แค่มีน้ำชื้น ๆ ยังเรียกแมลงสาบมาอยู่ในบ้านได้ อย่างนี้ก็ไม่ต้องสืบเลยว่าถ้าบ้านสกปรกเลอะเทอะจะมีแมลงสาบอยากมาอยู่ร่วมชายคากับคุณอีกกี่ฝูง ฉะนั้นอย่าปล่อยให้บ้านสกปรกเลอะเทอะเลยดีกว่านะครับ โดยเฉพาะคราบอาหารเพียงสักนิดเดียวก็ควรทำความสะอาดให้หมดจดทันที 4. ปิดฝาอาหารให้สนิท สำหรับอาหารที่อยู่บนโต๊ะอาหารควรมีฝาครอบปิดให้มิดชิด เพื่อป้องกันแมลงสาบมาวอแวอาหารจานโปรดของคุณ และพยายามกินแล้วเก็บล้างโดยทันทีให้เป็นนิสัยด้วย แค่นี้ก็ลดโอกาสที่แมลงสาบจะเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในบ้านแล้วล่ะ 5. ทิ้งขยะเสมอ ขยะเป็นแหล่งอาหารอันโอชะของเหล่าแมลงสาบตัวร้าย เพราะมีทั้งเศษอาหารและคราบน้ำที่แมลงสาบพอจะประทังชีวิตให้อยู่รอดได้ ดังนั้นพยายามอย่าหมักหมมขยะไว้ในบ้านนานนัก แม้จะเป็นขยะแห้งก็ควรทิ้งทุกวัน 6. กำจัดด้วยสารเคมี สำหรับคนที่ไม่ต้องการอยู่ร่วมกับแมลงสาบและอยากกำจัดอย่างรวดเร็ว สามารถใช้ยากำจัดแมลงที่มีส่วนผสมของสารไซเปอร์เมทริน (Cypermethrin) ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลงชนิดต่าง ๆ สูง แต่ส่งผลกระทบกับคนน้อย แต่ทั้งนี้ก่อนใช้สารเคมีควรสวมถุงมือและหน้ากากป้องกันไว้ก่อนด้วยนะครับ 7. กำจัดด้วยวิธีบ้าน ๆ มีวิธีกำจัดแมลงสาบแบบบ้านให้ได้ลองทำตามดูอยู่หลายวิธีเหมือนกันครับ วิธีแรกหากสะดวกผสมผงบอแรกซ์, น้ำตาลทราย และแป้งข้าวโพดอย่างละส่วนเข้าด้วยกัน ก็นำส่วนผสมนี้ไปวางตามจุดที่คาดว่าจะมีแมลงสาบซุ่มอยู่ เมื่อแมลงสาบหลงกลมาคาบไปกินที่รังก็จะทยอยล้มตายกันไปทีละนิด ส่วนใครสะดวกจะสร้างกับดักน้ำหวานผสมน้ำเปล่าไว้ให้แมลงสาบเดินมาลอยตุ้บป่องอยู่ในถาดน้ำหวานก็ช่วยกำจัดได้เหมือนกัน แต่ถ้าใจไม่ถึงพอจะเห็นซากแมลงสาบก็เลี่ยงไปใช้วิธีแรกดีกว่านะจ๊ะ 8. น้ำสบู่กำจัดแมลงสาบ ถ้าเห็นแมลงสาบตัวเป็น ๆ แต่ยังไม่มีกับดักล่อแมลงสาบ แนะนำให้ผสมน้ำสะอาดกับน้ำสบู่ในบริมาณน้ำ 2 ส่วน ต่อสบู่ 1 ส่วน ใส่กระบอกสเปรย์ จากนั้นนำไปฉีดพ่นที่ตัวของแมลงสาบโดยตรงได้เลย น้ำสบู่จะเข้าไปปิดกั้นทางเดินหายใจของแมลงสาบ และก็จะลาโลกนี้ไป 9. ถาดดักแมลงสาบ วิธีกำจัดแมลงสาบที่ง่ายและสะดวกอีกวิธีหนึ่งก็คือ ใช้ถาดดักแมลงสาบที่คล้าย ๆ ถาดกาวดักหนู (สามารถหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เกตทั่วไป) นำวางล่อแมลงสาบตัวร้ายตามจุดต่าง ๆ แล้วก็รอแมลงสาบมาติดกับดัก 10. ดักด้วยโหลใส่น้ำ อย่างที่บอกว่าแมลงสาบขาดน้ำไม่ได้ ดังนั้นเราสามารถวางกับดักโหลแก้วใส่น้ำไว้ตามกำแพงที่คาดว่าจะมีแมลงสาบได้เลย แมลงสาบจะดิ้นรนเข้ามาหาน้ำในโหลแล้วตกลงไปลอยตัวอยู่ในนั้นอย่างหาทางหนีไม่ได้ แต่วิธีกำจัดแมลงสาบนี้อาจไม่สามารถกำจัดแมลงสาบชนิดถอนรากถอนโคนได้ 11. พรางด้วยขวดน้ำอัดลม อีกหนึ่งกับดักน้ำที่ใช้ได้ผล ก็แค่ตัดขวดน้ำพลาสติกตรงส่วนบนออก จากนั้นคว่ำปากขวดไว้กับส่วนล่าง จะได้ลักษณะเป็นหลุมล่อแมลงสาบให้ตกลงไปทางปากขวด เจอกับน้ำผสมสบู่ที่เราผสมไว้ในขวด เรียกว่าอำนวยความสะดวกให้เหล่ากองทัพแมลงสาบเจอกับดักได้ง่ายและท้าทายขึ้น 12. ดูแลสวน หากสวนข้างบ้านของคุณมีแต่ซากปรักหักพังและต้นไม้รกรุงรังไปหมด ไม่เพียงแต่แมลงสาบเท่านั้นที่จะแอบซุ่มอยู่ในสวน แต่ยังอาจจะมีสัตว์ร้ายชนิดอื่น ๆ แฝงตัวอยู่ในรั้วบ้านของคุณด้วย ดังนั้นในส่วนนี้ก็ควรจัดการสวนให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอจะดีกว่า โดยเฉพาะขอนไม้พุผังที่อาจจะมีทั้งปลวก มอด และแมลงสาบรวมตัวอยู่ก็ต้องกำจัดออกไปจากบ้านโดยเร็วที่สุด 13. อุดช่องโหว่ เพื่อความแน่นหนามากขึ้นก็ควรอุดรูรั่วและรอยแตกแยกในบ้านให้สนิทที่สุด อาจจะฉาบปูนใหม่หรือยาแนวเสริมเข้าไปก็แล้วแต่สะดวก ป้องกันเอาไว้ก่อนอย่างนี้แมลงสาบจะได้เข้าสู่ตัวบ้านเราได้ยากยิ่งขึ้น 14. ลูกเหม็นก็ช่วยได้ กลิ่นฉุนจนแสบจมูกของลูกเหม็นก็เป็นสิ่งที่แมลงสาบขยาดไม่น้อยเลยทีเดียว ถ้าอย่างนั้นเราก็ควรนำลูกเหม็นไปวางตามจุดต่าง ๆ ที่สุ่มเสี่ยงจะมีแมลงสาบไว้เลยดีกว่า 15. สารบอแรกซ์เอาอยู่ หลังจากกำจัดแมลงสาบไปได้จำนวนหนึ่งแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงสาบมาป่วนเราได้อีก แนะนำให้ผสมสารบอแร็กซ์กับผงซักฟอก และน้ำสะอาดเข้าด้วยกัน แล้วนำใส่กระบอกสเปรย์เอาไว้ฉีดเป็นยากันแมลงสาบตามจุดที่มีความชื้นสูง หรือบริเวณกำแพงบ้านที่ดูไม่ค่อยน่าไว้ใจ เมื่อแมลงสาบมาจ๊ะเอ๋น้ำยาที่เราฉีดไว้จะได้กลัวจนต้องถอยทัพกลับไป      ใครที่กลัวแมลงสาบขึ้นสมองและมักจะเจอแมลงสาบซึ่ง ๆ หน้าให้เสียจริตกันบ่อย ๆ ลองนำวิธีกำจัดแมลงสาบที่เราแนะนำไปใช้กันดูได้เลยนะครับ   ที่มา : home.kapook.com