Tag : โครงการมิกซ์ยูส

3 ผลลัพธ์
Triple Y Residence คอนโดของคน Gen Y : รีวิวคอนโด

Triple Y Residence คอนโดของคน Gen Y : รีวิวคอนโด

Triple Y Residence คอนโดของคน Gen Y   ประชากรที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ก็คงจะต้องเป็นกลุ่มคนที่เรียกกันว่า Gen Y ค่ะ ถ้าให้พูดชัดๆ ก็คือคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2523-2540 เป็นกลุ่มที่เพิ่งต้นวัยทำงาน ซึ่งก็เพิ่งเติบโตมาจากความเป็นเด็กมหา’ลัย ที่อยู่ท่ามกลางสังคมดิจิตอลนั่นเองค่ะ แล้วคนกลุ่มนี้มาสำคัญกับเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างไร เรามาดูจากหลากหลายมุมมองกันค่ะ   ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับชาว Gen Y กันคร่าวๆ ก่อนค่ะ เพราะวัยหนุ่มๆ สาวๆ กลุ่มนี้เขายืนอยู่ท่ามกลางยุคที่โลกหมุนเปลี่ยนผ่านระหว่างโลกอนาล็อกสู่ดิจิตอลอย่างรวดเร็ว ในแต่ละวันจะใช้เวลาอยู่บนโลกอ่อนไลน์สูงสุดมากกว่ากลุ่มช่วงอายุอื่นๆ ทำให้สามารถเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเองอยู่ตลอดเวลา จึงไม่แปลกที่คนวัยนี้มักจะค้นหาอะไรใหม่ๆ ด้วยตัวเอง ชอบมีพื้นที่ส่วนตัวเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ควบคู่กันไปด้วย โจทย์นี้ทำให้ “คอนโดมิเนียม” เป็นคำตอบที่ตรงใจที่สุด   ทุกวันนี้เราจะเห็นคอนโดมิเนียมออกแบบตกแต่งมาอย่างหรูหรา ใช้หินอ่อนบวกกับอลูมิเนียมเงาวับ คล้ายไปกันหมด แต่จะมีสักกี่แห่งที่ออกแบบมาเพื่อให้ตอบการใช้ชีวิตจริงของกลุ่มคนนั้นๆ เช่น ภายในห้องพักอาศัยใช้โทนสีอ่อนดูอบอุ่น เหมาะกับการพักผ่อน มี Day Bed เป็นมุมอ่านหนังสือในช่วงเวลาชิลๆ  ส่วนกลางมี Co-Learning Space, ฟิตเนส, คาเฟ่ เปิดตลอด 24 ชม. Co-Kitchen ให้ได้ทำอาหารหนักๆ พร้อมจัดปาร์ตี้ได้เลย ไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นติดห้อง และสิ่งสำคัญคือทำเลอันเหมาะสมจริงๆ สำหรับคนตั้งแต่ Gen Y ลงไป คืออยู่ใกล้สถาบันการศึกษาและที่ทำงาน ซึ่งเราต้องเดินทางไป-กลับอยู่เกือบทุกวัน และยังต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ยิ่งอยู่ใกล้คอนโดของเรามากเท่าไหร่ ชีวิตก็ยิ่งสะดวกสบายขึ้น   สำหรับครอบครัวในยุคหลังมานี้เริ่มตระหนักดีถึงความสำคัญทางการศึกษา อาจด้วยเพราะสภาพสังคมที่ต้องแข่งขันกันมากขึ้น เพื่อหวังอนาคตที่ดีของลูกหลาน การเข้าเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปจึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน, โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ แต่ละแห่งก็มีที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกันทั้งนั้นใช่ไหมคะ แต่ถ้าการเดินทางเข้ามาถึงสถาบันที่ตัวเองเรียนอยู่ ต้องใช้เวลาฝ่าฟันกับรถติดอยู่ทุกเช้าจรดค่ำ จนใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนมากกว่าอยู่บ้านพักเสียอีก เพราะกว่าจะถึงบ้านก็ค่ำมืด แล้วต้องตื่นแต่เช้าตรู่เข้ามาในเมืองอีกอยู่ดี ฉะนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดนั่นคือการหาคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้กับสถาบันการศึกษาให้ได้มากที่สุด เพื่อประหยัดเวลาเดินทาง สู้เอาเวลาที่อยู่บนท้องถนนมานั่งอ่านหนังสือ หรือเข้าโรงเรียนกวดวิชาใกล้ๆ กันนี้ แถมมีเวลาพักผ่อนมากกขึ้นกับสิ่งอำนวยความสะดวกรอบตัว ไม่ดีกว่าเหรอคะ?       กว่า 19 ล้านคนของคนกลุ่มนี้ ไปจนถึงกลุ่ม Demand ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ซึ่งจะมีเข้ามาใหม่อยู่ทุกปี อย่างเฉพาะที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในแต่ละปีการศึกษาจะมีนิสิตตบเท้าเข้ามาใหม่ประมาณ 6,000-7,000 คน/ปี นี่ยังไม่รวมบุคลากร รวมถึงผู้ที่ทำงานในละแวกนี้อีกนะคะ เพราะแนวโน้มของคน Gen Y มีแนวโน้มนิยมเช่ามากกว่าซื้อ(ลิงค์ไปที่บทความเก่า) เรียกได้ว่าเป็นกลุ่ม Demand อันหอมหวล บวกกับทำเลที่ทั้งเดินทางง่ายและรายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะ สำหรับในมุมมองของนักลงทุน              Triple Y Residence เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ SAMYAN MITRTOWN มิกซ์ยูสใจกลางเมืองฝั่งตรงข้ามจามจุรีสแควร์ ซึ่งจะมี ทางเดินเชื่อมตรงจาก MRT สามย่าน มาถึงหน้าโครงการไม่ต้องเสี่ยงอันตรายข้ามถนน ให้อารมณ์เหมือนในต่างประเทศเลยค่ะ ทั้งหมดบนพื้นที่กว่า 14 ไร่ ที่จะกลายมาเป็น Point สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา คนทำงาน และนักท่องเที่ยว เพราะจะประกอบไปด้วย Office Grade A 30% 31 ชั้น ลิฟท์โดยสาร 14 ตัว แยกลิฟท์ขนของ พื้นที่ใช้สอย 48,000 ตร.ม. อยู่ทางฝั่งถ.พระราม 4 Retail 30% 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 36,000 ตร.ม. แบ่งโซนเป็น Eating Library 43% Learning Library 29% Living Library 28% หน้าโครงการตรงหัวมุมสี่แยก ยาวไปทางถ.พญาไท Residence 15% แบ่งเป็นคอนโดฯ 516 ยูนิต โรงแรม 112 ยูนิต ฝั่งใกล้กับคณะนิติศาสตร์ จุฬา Shared Parking 25% รวมพื้นที่ใช้สอยทั้งหมดถึง 222,000 ตร.ม.         Triple Y Residence เป็นชื่อเรียกในส่วนของคอนโดมิเนียม 33 ชั้น ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 11 ขึ้นไปโดยแบ่งเป็น 3 Type คือ 1 Bedroom 34 ตร.ม. จำนวน 459 ยูนิต 1 Bedroom+ 40 ตร.ม. จำนวน 19 ยูนิต 2 Bedroom 68 ตร.ม. จำนวน 38 ยูนิต           ส่วนชั้นล่างของอาคารเป็นโรงแรมที่เรียกว่า Triple Y Hotel จำนวน 112 ห้อง   Facility ของคอนโดมิเนียมจะแยกออกจากกันกับส่วนของโรงแรม มีเพียง Lobby เท่านั้นที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งตัว Lobby เมื่อใช้ร่วมกันกับโรงแรมก็จะต้องมีพนักงานอยู่ตลอด 24 ชม. ค่ะ ฉะนั้นเรื่องของความปลอดภัยก็หายห่วงค่ะ โดยส่วนกลางของคอนโดมิเนียมก็ถูกออกแบบมาเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงของกลุ่ม Real Demand ที่เป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ไปจนถึงกลุ่มคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็น Study zone, Fitness, Co-Kitchen, Laundry zone, สระว่ายน้ำแบบ Outdoor     Triple Y Residence เป็นคอนโดมิเนียมแบบ Lease Hold หรือสิทธิการเช่า 30 ปีค่ะ แม้ว่าฟังดูเผินๆ อาจจะทำให้ลังเลอยู่สักหน่อย แต่จริงๆ แล้วความเป็น Lease Hold ก็มีข้อดีตรงที่ว่า ราคาขายทั่วไปจะถูกกว่าแบบ Free Hold ประมาณ 20-30% เมื่อเทียบในทำเลเดียวกัน และตลอดระยะเวลา 30 ปี ทางโครงการจะช่วยดูแลที่พักอาศัยของคุณให้ดูน่าอยู่ ดูใหม่อยู่เสมอ โดยที่เราไม่ต้องไปลงแรงอะไรมากให้เสียเวลากับเหล่าปัญหาจุกจิกที่ทุกคอนโดมักจะเจอกันอยู่เสมอ ส่งผลดีทั้งการปล่อยเช่าได้ราคาดีอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้อยู่อาศัยเองก็แฮปปี้ไปด้วย         พร้อมเปิดขาย Pre-sale Event ในวันที่ 10 มี.ค. 62 ราคาเริ่มต้นพิเศษ 4.49 ล้านบาท สิทธิพิเศษ สำหรับผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน Pre-sale Event รับส่วนลด 100,000 บาท ทันที คลิก tripleyresidence หรือ โทร 065-275-7472    
Lumpini Mixx Vibhavadi-Chatuchak ทำเลแห่งอนาคต : รีวิวคอนโด

Lumpini Mixx Vibhavadi-Chatuchak ทำเลแห่งอนาคต : รีวิวคอนโด

ขึ้นชื่อว่าโครงการแบบ Mixed-Use ใครๆ ก็ต้องนึกถึงโครงการสุดหรูระดับ Super Luxury ขึ้นไป ซึ่งภายในโครงการจะเป็นการรวบรวมหลายสิ่งหลายอย่างเอาไว้มากมาย เช่น คอมมูนิตี้มอลล์ไปจนถึงศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ออฟฟิศเกรดเอ พื้นที่อเนกประสงค์อื่นๆ ที่ขาดไม่ได้คือคอนโดมิเนียม ซึ่งราคาก็สูงไปตามรูปแบบของโครงการนั้นๆ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นกลับแตกต่างจากโครงการ ลุมพินี มิกซ์ วิภาวดี-จตุจักร ที่มาในราคาเริ่มต้นประมาณ 100,000 บาท/ตร.ม. และยังตั้งอยู่ในทำเลที่น่าสนใจอีกด้วยค่ะ   ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 3 ตรงหัวมุมซอยติดริมถนนใหญ่พอดี คือที่ตั้งของโครงการ Mixed-Use อย่าง “ลุมพินี มิกซ์ วิภาวดี จตุจักร” ซึ่งที่ดินติดริมถนนวิภาวดีรังสิตช่วงต้นแบบนี้หาได้ค่อนข้างยาก เพราะปัจจุบันจะเป็นอาคารออฟฟิศ กับสถานที่ราชการเสียส่วนใหญ่ โดยถนนวิภาวดีรังสิตเป็นถนนใหญ่ที่มีความสำคัญอย่างมากเส้นหนึ่งในกรุงเทพฯ เพราะเป็นถนนที่ผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่งของทั้งสองฝั่งถนน เริ่มต้นตั้งแต่แยกดินแดงตรงยาวตามถนนไปเรื่อยๆ ก็จะผ่านโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี - มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก - สโมสรทหารบก - สำนักงานใหญ่การบินไทย - อาคารเล้าเป้งง้วน1 - เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว - สำนักงานใหญ่ ปตท. - โรงพยาบาลวิภาวดี - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ - โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ - ไอทีสแควร์ หลักสี่ - สนามบินดอนเมือง จนถึงทางแยกต่างระดับอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดปทุมธานี รวมความยาวประมาณ 24 กิโลเมตร และยังเป็นถนนที่มีทางยกระดับอุตราภิมุข(โทลเวย์) พาดผ่านตลอดทั้งเส้น ทำให้มีจุดขึ้น-ลง โทลเวย์อยู่เป็นระยะตลอดทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก และยังถือเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางออกต่างจังหวัดไปยังภาคกลาง-ภาคเหนือ หรือภาคอีสานอีกด้วย       วิภาวดีรังสิตซอย 3 ที่ตั้งของโครงการลุมพินี มิกซ์ วิภาวดี-จตุจักร มีความพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ เป็นซอยที่สามารถทะลุออกไปยังถนนพหลโยธินได้ โดยซอย 18 หรือซอย 18/1 ซึ่งเป็นช่วงที่อยู่ตรงข้ามกับตลาดนัดจตุจักรใกล้กับกรมขนส่งทางบก และรถไฟฟ้า BTS สถานี หมอชิต ซึ่งเป็นจุด Interchange กับ MRT สถานีจตุจักร ซึ่งในอนาคตประมาณปี 2563 ก็จะเปิดให้บริการส่วนต่อขยาย BTS หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ที่สำคัญคือบริเวณ MRT สถานีบางซื่อในปัจจุบัน กำลังจะกลายเป็น HUB ระดับ World Class ของการเดินทางแห่งใหม่ เพราะโครงการสถานีกลางบางซื่อที่กำลังเร่งก่อสร้างกันอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่ได้จะเป็นเพียงแค่ศูนย์กลางการเดินทางโดยระบบรางที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนทั้งรถไฟฟ้าหลายสายกับรถไฟความเร็วสูงเท่านั้น แต่จะมีทั้งอาคารสำนักงาน โรงแรม ศูนย์ประชุม และแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ อีกทั้งปัจจุบันยังเป็นจุดขึ้น-ลงทางพิเศษศรีรัชที่ใกล้ที่สุดจากตัวโครงการ    ด้วยความที่เป็นโครงการมิกซ์ยูส จึงทำให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันอยู่ภายในที่อยู่อาศัยของตัวเอง ยิ่งหากใครมีออฟฟิศอยู่ที่เดียวกันกับที่อยู่อาศัยก็ยิ่งทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเบียดเสียดกับผู้คน หรือรถยนต์บนท้องถนนในชั่วโมงเร่งด่วนอันแออัด จากคอนโดเดินไป-กลับออฟฟิศ แวะหาอาหารกลับไปทานที่ห้องได้สบายๆ คงเป็นชีวิตในฝันของคนกรุงเทพฯ ใช่ไหมคะ   Lumpini Mixx Vibhavadi-Chatuchak โครงการอยู่บนที่ดินประมาณ 8 ไร่ ทั้งหมดมี 4 อาคาร ได้แก่ อาคาร A เป็นอาคารสำนักงาน สูง 21 ชั้น 105 ยูนิต อาคาร B เป็นอาคารสำนักงาน สูง 17 ชั้น 96 ยูนิต 1 ร้านค้า อาคาร c เป็นอาคารจอดรถ สูง 8 ชั้น จอดได้ 271 คัน ไม่รวมซ้อนคัน 4 ร้านค้า และอาคาร D คอนโดมิเนียม สูง 21 ช้้น    *ภาพจำลองเพื่องานโฆษณาเท่านั้น รายละเอียดบางประการของโครงการที่ส่งมอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม *ภาพจำลองเพื่องานโฆษณาเท่านั้น รายละเอียดบางประการของโครงการที่ส่งมอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม   บรรยากาศชั้นล่างของโซนอาคารคอนโดมิเนียมนั้นร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ตลอดสองข้างทาง   *ภาพจำลองเพื่องานโฆษณาเท่านั้น รายละเอียดบางประการของโครงการที่ส่งมอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม *ภาพจำลองเพื่องานโฆษณาเท่านั้น รายละเอียดบางประการของโครงการที่ส่งมอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม   สระว่ายน้ำวิวเมืองอยู่บนอาคารจอดรถ ซึ่งมีทางเดินเชื่อมต่อจากอาคารที่พักอาศัย     โดยวันนี้เราจะพูดถึงในส่วนของคอนโดมิเนียม ภายใต้ชื่อว่า "Lumpini Park Vibhavadi-Chatuchak"  อาคาร High Rise 21 ชั้น จำนวน 736 ยูนิต ขนาดห้อง 24.00-53.00 ตร.ม. ส่วนที่จอดรถจะแยกอยู่ที่อาคาร C ค่ะ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้ แล้วเสร็จประมาณเดือนธันวาคม 2562 ราคาเริ่มต้นประมาณ 100,000 บาท/ตร.ม. มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น สระว่ายน้ำ Infinity Edge Pool, Co-living Area, Out Fitness Area, Street Basketball, Pocket Garden, Co-Living Zone, Co-Working Zone *ภาพจำลองเพื่องานโฆษณาเท่านั้น รายละเอียดบางประการของโครงการที่ส่งมอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม    อาคารคอนโดมิเนียม 21 ชั้น และอาคารจอดรถ 8 ชั้นแยกตัวออกจากกัน   Floor Plan *รายละเอียดบางประการของโครงการที่ส่งมอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม   ชั้นล่างสุดของอาคารคอนโดมิเนียม และอาคารจอดรถทางด้านขวา รอบๆ ตัวคอนโดมิเนียมมีลู่วิ่ง หรือสำหรับขี่จักรยานเป็นวงกลมได้รอบตึก มีมุมสนามสตรีทบาส และพื้นที่สวนสีเขียวสำหรับนั่งพักผ่อน *รายละเอียดบางประการของโครงการที่ส่งมอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม   ที่ชั้น 7 ของอาคารคอนโดมิเนียมมีทางเดินเชื่อมต่อไปยัง Facility ที่อยู่บนอาคารจอดรถข้างๆ *รายละเอียดบางประการของโครงการที่ส่งมอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม       *รายละเอียดบางประการของโครงการที่ส่งมอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม   ชั้นพักอาศัยบางชั้นจะมีมุมสวนสีเขียวอยู่ทั้งสองฝั่งของอาคาร ยูนิตที่พักวางแบบ Double Corridor มีลิฟท์โดยสาร 4 ตัว อยู่ตรงกลางอาคาร   Unit Plan *รายละเอียดบางประการของโครงการที่ส่งมอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม   STUDIO 24.00 ตร.ม. ห้องขนาดเริ่มต้นของโครงการ *รายละเอียดบางประการของโครงการที่ส่งมอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม   1 Bedroom 28.50 ตร.ม. *รายละเอียดบางประการของโครงการที่ส่งมอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม   1 Bedroom Corner 28.50 ตร.ม. *รายละเอียดบางประการของโครงการที่ส่งมอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม   1 Bedroom 33.50 ตร.ม. *รายละเอียดบางประการของโครงการที่ส่งมอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม   2 Bedrooms 53.00 ตร.ม.   โครงการนี้ถือว่ากระแสดีตั้งแต่เริ่มเปิดตัวค่ะ เชื่อว่าวันเปิด Pre sale จะได้รับความสนใจอย่างล้นหลามเพราะมีการถามถึงรายละเอียดโครงการกันเข้ามาไม่น้อยเลยทีเดียว ด้วยทำเลที่ดีเยี่ยมทั้งปัจจุบันและต่อไปในอนาคตประกอบกับราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ซึ่งจะเตรียมเปิดขายในวันที่ 9 มิ.ย. นี้แล้วค่ะ ในราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท พร้อมแอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น และเฟอร์นิเจอร์ครบค่ะ  
อัลลอย เอ็มทีดี เตรียมเปิดตัว “เซาธ์ ทาวเวอร์ แอท วัน คราวน์ เพลส” เรสซิเด้นซ์สุดหรูใจกลางลอนดอน โฟกัสนักลงทุนไทย ชูจุดขายทำเลมหานครระดับโลก

อัลลอย เอ็มทีดี เตรียมเปิดตัว “เซาธ์ ทาวเวอร์ แอท วัน คราวน์ เพลส” เรสซิเด้นซ์สุดหรูใจกลางลอนดอน โฟกัสนักลงทุนไทย ชูจุดขายทำเลมหานครระดับโลก

กลุ่มบริษัทอัลลอย เอ็มทีดี (AlloyMtd) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก จากประเทศมาเลเซีย เตรียมเปิดขาย “เซาธ์ ทาวเวอร์ แอท วัน คราวน์ เพลส” (The South Tower at One Crown Place) เรสซิเด้นซ์สุดหรู ภายในโครงการมิกซ์ยูส “วัน คราวน์ เพลส” ใจกลางลอนดอน เจาะตลาดพร้อมเปิดโอกาสนักลงทุนไทยเป็นแห่งแรกในเอเชีย เปิดขายรอบพิเศษ 10 – 11 มีนาคมนี้ ณ โรงแรมอนันตราสยาม กรุงเทพฯ ผู้สนใจลงทะเบียนและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ CBRE ประเทศไทย  “วัน คราวน์ เพลส” โครงการมิกซ์ยูสสุดหรู ตั้งอยู่บน “ซันสตรีท” (Sun Street) เขตอนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ของ  กรุงลอนดอน ประกอบด้วย อพาร์ตเมนต์ที่อยู่อาศัย 246 ยูนิต, โรงแรมบูติคระดับ 5 ดาว, พื้นที่อาคารสำนักงานระดับพรีเมี่ยมขนาด 130,900 ตารางเมตร (140,000 ตารางฟุต), พื้นที่ร้านค้า 650 ตารางเมตร (7,000 ตารางฟุต) และระเบียงจอร์เจีย (Georgian Terrace) อันเก่าแก่ที่ได้รับการบูรณะมาอย่างต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของตัวโครงการฯ โดยมีราคาราคาเริ่มต้นที่ 39,500,000 บาท หรือ 888,000 ปอนด์ สำหรับห้องชุดประเภท 1 ห้องนอน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถเข้าอยู่ได้ภายในปี 2563 ที คิม เซียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอัลลอย เอ็มทีดี เปิดเผยว่า “การเปิดตัวของเซาธ์ ทาวเวอร์ แอท วัน คราวน์ เพลส เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับเรา และแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของสุดยอดโครงการที่เป็นแลนด์มาร์คแห่งนี้ โครงการนี้นับเป็นมิกซ์ยูสอย่างแท้จริง ซึ่งได้นำเสนอมาตรฐานสูงสุดทั้งด้านที่อยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์ ด้วยการออกแบบของนักออกแบบชั้นนำชาวอังกฤษ ที่สร้างสรรค์ให้เป็นศูนย์กลางการทำงานแห่งยุคสมัย และแหล่งเติมเต็มชีวิตในทุกๆ วัน บนทำเลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของมหานครลอนดอน โดยคนไทยจะเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนกลุ่มแรกๆ ที่ได้มีโอกาสจับจองโครงการที่โดดเด่นที่สุดแห่งนี้” โครงการ “วัน คราวน์ เพลส” ออกแบบโดย Kohn Pedersen Fox Associates (KPF) บริษัทออกแบบเจ้าของรางวัลชนะเลิศด้านสถาปัตยกรรมระดับนานาชาติ ประกอบด้วย อาคารสูงตระหง่าน 2 อาคาร มีชั้นสูงสุดอยู่ที่ชั้นที่ 33 ทั้งสองอาคาร โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของ “ระเบียงจอร์เจีย” ที่สวยงาม ซึ่งเป็นที่สุดท้ายในละแวกนี้ที่ได้รับการบูรณะให้ยังคงความสมบูรณ์ของสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ซึ่งจะกลายเป็นคลับเฮาส์ของผู้อยู่อาศัยและโรงแรมบูติคระดับ 5 ดาว มิกซ์ยูสระดับซูเปอร์ไฮเอนด์แห่งนี้ ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับเวิลด์คลาสสำหรับผู้อยู่อาศัย ภายใต้การดูแลความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ให้ความรู้สึกของแหล่งชุมชนที่มีสีสันและในขณะเดียวกันก็ยังคงความเป็นส่วนตัว โดยสิ่งอำนวยความสะดวก ประกอบด้วย ห้องออกกำลังกายที่ทันสมัย, ห้องรับประทานอาหารแบบส่วนตัว, เลาจน์, โรงหนังขนาดเล็ก, ห้องทรีทเมนต์, สตูดิโอ และระเบียงชมวิวกว้างขวาง นอกจากนั้น แต่ละห้องชุดยังเต็มไปด้วยพื้นที่รับแสงธรรมชาติ (Light-Filled Space) ที่อบอุ่นและมีเสน่ห์อีกด้วย ทั้งนี้ พื้นที่ส่วนกลางและภายในอพาร์ตเมนต์ของ “วัน  คราวน์ เพลส” ได้รับการออกแบบโดยบริษัทตกแต่งภายในที่มีชื่อเสียงอย่าง Bowler James Brindley ในขณะที่เพนเฮ้าส์ 9 หลัง ถูกออกแบบโดย Sophie Ashby แห่ง Studio Ashby “วัน คราวน์ เพลส” ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยชื่อดังและใกล้ย่านบริษัทชั้นนำของลอนดอนหลายแห่ง นอกจากนั้น ยังอยู่ในทำเลที่ตั้งของการคมนาคมท้องถิ่นหลายเส้นทาง รวมถึงเส้นทางใหม่ Elizabeth Line Rail (Crossrail) ที่จะเปิดให้บริการในปีนี้ ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินฮีทโทรว (Heathrow Airport) เพียง 33 นาที และสามารถเดินทางไปยังแหล่งช้อปปิ้งชั้นนำของโลก อาทิ Bond Street, Broadgate Circle, Old Silicon Roundabout, Spitalfields Market และ Shoreditch ศูนย์กลางการสร้างสรรชื่อดัง เพียง 7 นาทีเท่านั้น   เฮนรี่ โรบินสัน กรรมการบริหารและพัฒนาโครงการ วัน คราวน์ เพลส กล่าวว่า “ลอนดอนคือเมืองระดับโลกที่เป็นที่ต้องการระดับนานาชาติอย่างแท้จริง เรามั่นใจว่า โครงการระดับเวิลด์คลาสแห่งนี้ จะดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนทั้งในสหราชอาณาจักรและจากทั่วโลกได้เป็นอย่างดี” ทั้งนี้ กฎหมายของสหราชอาณาจักรทำให้นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้ง่าย การถือครองกรรมสิทธิ์แบบเช่าซื้อ (Leasehold) ที่มีระยะเวลายาวนานถึง 999 ปี ซึ่งทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหราชอาณาจักรไม่เพียงแต่ดึงดูดผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย แต่ยังดึงดูดผู้ซื้อจากทั่วโลกที่เน้นการลงทุนอีกด้วย ดังนั้น นักลงทุนไทยจะมีโอกาสได้รับผลกำไรจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในลอนดอน โดยเฉพาะผู้ที่ส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งจากผลสำรวจที่ผ่านมา นักเรียนไทยเป็นนักเรียนชาวต่างชาติที่เข้ามาศึกษาในสหราชอาณาจักรมากเป็นอันดับที่ 7 จากทั่วโลก และมักใช้เวลาเรียนอย่างน้อย 4 หรือ 5 ปี ซึ่งกลายเป็นแรงจูงใจในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยซึ่งคุ้มค่ากว่าการเช่าห้องพัก นอกจากนี้ หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้นจะยังสามารถได้รับผลตอบแทนจากการเติบโตอย่างยั่งยืนของเงินทุนระยะยาวในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงลอนดอน ผลจากการศึกษาและวิจัยตลาด แสดงให้เห็นว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามูลค่าของห้องชุดที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทำเลที่ตั้งที่สำคัญ เช่น ศูนย์กลางของกรุงลอนดอน ส่งผลให้มีการเติบโตของเงินทุนที่แข็งแกร่งซึ่งคาดว่า จะเพิ่มขึ้นถึง 16.7% ภายในปี 2564 ตามตัวเลขการวิจัยของ CBRE  ซึ่งนับเป็นผลตอบแทนที่สูงกว่าสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ทองคำ น้ำมัน และตลาดหุ้น นักลงทุนไทยและนักลงทุนรายอื่นๆ จากทั่วโลกมีความสนใจที่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในกรุงลอนดอน เนื่องจาก สหราชอาณาจักรเป็นที่พำนักที่ปลอดภัยด้วยระบบกฎหมายที่โปร่งใส มีเขตเวลาที่เหมาะสำหรับการติดต่อสื่อสารและการพาณิชย์ระหว่างประเทศ, อุปทานของที่อยู่อาศัยยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้ตลาดมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคง, ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอันยาวนานของกรุงลอนดอน และการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล โดยเมื่อเร็วๆ นี้จำนวนนักลงทุนในภูมิภาคเอเชียมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินปอนด์