Tag : แสนสิริ

96 ผลลัพธ์
จากล้อม “ไม้ใหญ่” สู่แปลงปลูก “ผักสวนครัวหลังบ้าน” โปรเจ็กต์เติมเต็ม SANSIRI GREEN MISSION

จากล้อม “ไม้ใหญ่” สู่แปลงปลูก “ผักสวนครัวหลังบ้าน” โปรเจ็กต์เติมเต็ม SANSIRI GREEN MISSION

ถือเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับดีเวลลอปเปอร์ที่จำเป็นจะต้องตัดต้นไม้ เพื่อปรับปรุงพื้นที่เตรียมพัฒนาโครงการ แต่บ่อยครั้งที่จะพบประเด็นการถกเถียง หรือถึงขั้น “ขัดแย้ง” ระหว่างดีเวลลอปเปอร์กับคนในชุมชน เมื่อจำเป็นต้องตัดต้นไม้ใหญ่ หรือต้นไม้ที่มีอายุยาวนานหลายสิบปีหรือหลักร้อยปี เพราะต้นไม้หลายต้นไม่ใช่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ แต่ต้นไม้ใหญ่บางต้นมีความสำคัญต่อจิตใจของคนในชุมชนด้วย   ทางออกที่มักหยิบมาใช้เป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งดีกว่าการ “ตัด” ต้นไม้นั้นไปเลย คือ การล้อมต้นไม้แล้วย้ายไปปลูกยังสถานที่อื่น หรือไม่ก็เอาเข้ามาปลูกภายในโครงการ สร้างแลนด์สเคปให้สวยงาม แถมยังรักษาต้นไม้ให้มีอายุต่อไปได้อีก ยิ่งในภาวะปัจจุบันเรื่องของพื้นที่สีเขียว มีความจำเป็นและสำคัญมากกว่าแค่ การทำตามมาตรฐาน EIA ( Environmental Impact Assessment Report ) หรือการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบกา รต้องจัดทำเท่านั้น   แต่ความสำคัญของพื้นที่สีเขียว คือ ถูกหยิบมาเป็น “จุดขาย” สำคัญของโครงการบ้านหรือคอนโดมิเนียมไปแล้ว หลายโครงการชูเรื่องนี้อย่างชัดเจน ก็เพราะปัจจุบันโลกกำลังเผชิญอยู่กับปัญหาโลกร้อน และปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ทั้งโลก ผู้คนจึงต้องออกมาร่วมมือร่วมใจ เพื่อจะทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อ “มนุษย์โลก” อย่างเราๆ ทุกคนั้นเอง     สำหรับแสนสิริ ได้มีการกำหนด “SANSIRI GREEN MISSION” เป็นนโยบายสำคัญเรื่องหนึ่งในการพัฒนา โครงการอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียว ซึ่งตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา แสนสิริมีแนวทางในการจัดการต้นไม้และพื้นที่สีเขียว คือ “เก็บ เลือก ปลูก รักษา” ได้แก่ การเก็บต้นไม้เดิมเพิ่มมูลค่า เก็บรักษาต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่เดิม ให้คงอยู่ในพื้นที่โครงการ การเลือกชนิด ขนาด ตำแหน่ง ตามความเหมาะสม เลือกชนิดพันธุ์ไม้ ความเหมาะสมของพื้นที่ และประโยชน์ของพันธุ์ไม้ต่อลูกบ้าน เพื่อเพิ่มพื้นทีสีเขียวให้ลูกบ้านได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด   รวมถึงเน้นการเลือกต้นไม้จากป่าปลูก ตั้งแต่ยังเป็นต้นเล็ก เพื่อให้เติบโตอย่างแข็งแรงยั่งยืนไปพร้อมกับโครงการและลูกบ้าน   การปลูกถูกต้องตามหลักการเพื่อความยั่งยืน การใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ การวางตำแหน่ง คำนวณระยะห่างและการค้ำยันต้นไม้ การรักษาและใส่ใจอย่างยั่งยืน การดูแลให้ต้นไม้สวยงามเป็นคุณค่าคู่โครงการตลอดไป   ตัวอย่างของการจัดการต้นไม้ขนาดใหญ่ อายุนานหลายสิบปีที่แสนสิริจัดการ เช่น โครงการเดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ ที่เก็บต้นไม้อายุกว่า 50 ปีไว้ทั้งหมด 5 ต้นภายในสวนส่วนกลางที่มีพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร โครงการเวีย โบทานี กับการออกแบบอาคารให้โอบล้อมต้นจามจุรีอายุกว่า 80 ปี กระบวนการทั้งหมดถูกจัดทำขึ้นภายใต้โครงการ Sansiri Tree Story ซึ่งเป็นแนวทางการจัดการพื้นที่สีเขียวและต้นไม้ในโครงการของแสนสิริ   จากการ “เก็บ เลือก ปลูก รักษา” ไม้ใหญ่ แสนสิริ เดินหน้าขับเคลื่อน SANSIRI GREEN MISSION ต่อกับโปรเจ็กต์ “Sansiri Backyard” (แสนสิริ แบคยาร์ด) กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโครงการ ด้วยเพิ่มแปลงพืชผักสวนครัว กับการนำเอาพื้นที่ว่างเปล่ารอการพัฒนา หรือพื้นที่เปล่าของโครงการ มาทำให้เกิดประโยชน์ ทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการมีผักสวนครัวปลดสารพิษ ให้กับลูกบ้าน หรือคนในชุมชนได้บริโภค เป็นการตอกย้ำแนวคิดเศรษฐกิหมุนเวียนที่ถูกนำมาปรับใช้ให้เข้ากับแบรนด์แสนสิริ   นางจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการ Sansiri Backyard เกิดมาจากความต้องการให้เมืองใหญ่ในประเทศไทยเป็นเมืองแห่งการอยู่อาศัยยั่งยืนแห่งอนาคตที่คนและธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัวตลอดจนคนเมืองมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ใส่ใจสุขภาพกาย สุขภาพใจตามแนวคิด well-being มากขึ้น จากหลัก 3Gs ได้แก่   1.Green การสร้างประโยชน์จากพื้นที่ว่างอยู่กลางแจ้งหรือในอาคาร อยู่บนอาคารสูงหรือบ้านให้เป็นพื้นที่สีเขียว 2.Grow ปลูกผักและผลไม้ในรูปแบบฟาร์มผักบนพื้นที่ว่าง และสร้างความเป็นคอมมูนิตี้แบบยั่งยืนในเมืองใหญ่ด้วยการเปิดโอกาสให้พนักงาน ลูกบ้าน ชุมชนใกล้เคียงและผู้ที่สนใจได้ใช้เวลาร่วมกันในการปลูกผักและ 3.Give ผลผลิตบางส่วนที่ได้จากจะแบ่งปันต่อไปยังครอบครัวแสนสิริในโครงการที่มี Sansiri Backyard เช่น โรงเรียนรอบข้างพื้นที่ชุมชนข้างเคียงและคนทั่วไปที่ต้องการเรียนรู้การใช้ชีวิตที่ดีแบบ well-being ตลอดจนพนักงานแสนสิริ นอกจากนี้ อาจจะจำหน่ายผลผลิตเพื่อนำเงินมอบให้กับหน่วยงานต่างๆ และยังแผนนำผลผลิตปลอดสารนี้ไปใช้ที่สิริ เฮาส์ (SIRI HOUSE) และโรงแรมเอสเคป หัวหินและเขาใหญ่ในอนาคตด้วย   โดยช่วง 1 ปีที่ผ่านมาแสนสิริได้เริ่มนำร่องใช้พื้นที่ว่างของโครงการต่างๆ 20 โครงการ ปลูกพืชผักสวนครัวไปบ้างแล้ว ทั้งพื้นที่ดาดฟ้าคอนโดฯ พื้นที่ส่วนกลาง ที่ว่างในอาคาร โดยผลผลิตได้ถูกแบ่งปันให้กับลูกบ้านภายในโครงการ แผนต่อไปจะนำพื้นที่ของโครงการ T77 และที่หัวหินมาจัดทำสวนผักหลังบ้านต่อไปด้วย   "ก่อนการพัฒนาโครงการจะต้องมีกระบวนการขออนุญาต การขออีไอเออย่างน้อยใช้ระยะเวลา 1 ปี จึงจะนำเอาพื้นที่ว่างมาปลูกผักก่อน เพราะผักจะมีอายุสั้นบางชนิดเพียง 30-45 วันก็เก็บกินได้ ก่อนหน้านี้แสนสิริได้เริ่มทำการศึกษาการปลูกผักมาก่อนแล้ว มีการแจกชุดปลูกให้พนักกงาน และเริ่มภายในออฟฟิศก่อน ต่อไปก็จะขยายไปยังพื้นที่รอการพัฒนา เช่น โครงการ T77 มีที่ดินกว่า 5 ไร่ที่รอการพัฒนาในระยะ 1 ปี และอีกกว่า 5 ไร่ รอการพัฒนาในระยะ 3-5 ปี”นางจริยา กล่าวในตอนท้าย"    
“แสนสิริ” โชว์ความสำเร็จ ตอกย้ำผู้นำตลาดลักซ์ชัวรี่ ปิดการขาย “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า”

“แสนสิริ” โชว์ความสำเร็จ ตอกย้ำผู้นำตลาดลักซ์ชัวรี่ ปิดการขาย “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า”

“แสนสิริ” ตอกย้ำผู้นำตลาดอสังหาริมทัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่และซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ของไทย ประกาศปิดการขาย “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” (THE MONUMENT SANAMPAO) ด้วยยอดขายกว่า 1,500 ลบ. จำนวน 86 ยูนิต ย้ำความสำเร็จแบรนด์ “เดอะ โมนูเมนต์” คอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างเข้าใจและตอบโจทย์ครอบครัวรุ่นใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The Monument to Generations’ การส่งต่อทำเลคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองสูงถึง 70%  เผยปัจจัยหลัก ได่แก่ ทำเล ความเป็นส่วนตัว ดีไซน์ที่มีรสนิยม วัสดุคุณภาพระดับเวิลด์คลาส ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มลักซ์ชัวรี่ระดับบนอย่างแท้จริง พร้อมเตรียมเผยโฉมและโอนกรรมสิทธิ์ “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” โครงการล่าสุด ภายใต้บริษัทร่วมทุนกับ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) มูลค่ากว่า 6,500 ล้านบาทกับแนวคิด “Luxury is Space” คอนโดมิเนียมลักซ์ชัวรี่สำหรับครอบครัวยุคใหม่ นิยามความหรูหราผ่านพื้นที่โอ่โถงที่ให้ประสบการณ์เสมือนบ้าน แลนด์มาร์คแห่งใหม่บนถนนเส้นหลักทองหล่อ ปัจจุบัน มียอดขายอยู่ที่ 40% หรือมูลค่า 2,600 ล้านบาท นายปิติ จารุกำจร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า “เดอะ โมนูเมนต์” ถืออีกหนึ่งแบรนด์คอนโดมิเนียม ในการรุกตลาดคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ของแสนสิริ พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด ‘The Monument to Generations’ การส่งต่อทำเลที่มีคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น และความภาคภูมิใจในกการอยู่อาศัย ควบคู่กับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และการคัดสรรวัสดุที่มีคุณภาพระดับเวิลด์คลาสโดยโครงการแรก “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” เปิดตัวในปี 2558 ในรูปแบบไฮไรซ์สูง 24 ชั้น ที่ให้ความเป็นส่วนตัวเพียง 86 ยูนิต บนทำเลสนามเป้า – พหลโยธิน ที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางการรวมตัวของวัฒนธรรมเก่า และความทันสมัย ที่ผสานอย่างลงตัว โดยปัจจุบัน สามารถปิดการขายโครงการ 100% ด้วยมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท เมื่อต้นปีนี้”   นายปิติ กล่าวต่อไปว่า “ปัจจัยสำเร็จที่โดดเด่น ส่งผลให้โครงการได้รับการตอบรับอย่างสูงสุดจากกลุ่มลูกค้า ได้แก่ ความคุ้มค่าของโครงการที่มูลค่าเพิ่มขึ้นเหนือกาลเวลา ทั้งคุณภาพและราคาที่ดีที่สุด ทำให้ “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” เป็นทรัพย์สินที่ควรค่าแก่การครอบครอง สามารถส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลานได้ ด้วยที่ตั้งโครงการอยู่ในทำเลศักยภาพสูง ติดริมถนนใหญ่ โซนเส้นถนนพหลโยธินตอนต้น ซึ่งปัจจุบันหาได้ยากมาก พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการใช้ชีวิตทุกมิติ เพียง 5 กม. ใกล้ทางด่วนทั้งขาเข้าและออกนอกเมือง โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองสูงถึง 70% และผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าด้วยสูงถึง 4-6% ต่อปี ซึ่งกลุ่มลูกค้าเช่า ได้แก่ กลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย กลุ่มแพทย์ที่ทำงาน ในบริเวณนี้ กลุ่มลูกค้าโรงพยาบาลพญาไท เป็นต้น ทำให้ทำเลนี้ ไม่แตกต่างจากทำเลใจกลางเมืองสำคัญอื่นๆ ที่มีราคาสูงกว่า ทั้งนี้ ยังคงมีลูกค้าสนใจและมีความต้องการซื้อโครงการอย่างต่อเนื่อง พบว่ามีราคาซื้อต่อสูงขึ้นถึง 5% โครงการยังถือเป็นผลงานการออกแบบระดับมาสเตอร์พีซ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัยที่คงความคลาสสิคเหนือกาลเวลา พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนทุกรายละเอียดที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีที่สุด ทั้งยังให้ความสำคัญกับ การจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ นอกจากล็อบบี้เลานจ์ บริเวณชั้นหนึ่งที่จัดเตรียมพื้นที่ไว้ให้ลูกบ้านรับรองแขกแล้ว ยังมีพื้นที่ส่วนกลางอื่นๆ อีกถึง 3 ชั้น คิดเป็นพื้นที่กว่า 20% ของพื้นที่ห้องชุดทั้งหมด ซึ่งส่วนกลางมีฟังก์ชั่นครบครัน ทั้งพื้นที่ออกกำลังกาย Panoramic Exercise Room และพื้นที่สังสรรค์ Social Lounge, Sky Pavilion, Libraryroom และ Tea Room เป็นต้น “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” นำเทคโนโลยีเพื่อการใช้ชีวิตแบบ SMART LIVING มาช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิต โดยถือเป็นโครงการที่พักอาศัยแห่งแรกในเอเชียที่มีหุ่นยนต์ส่งของให้บริการลูกบ้าน พร้อมระบบรองรับการใช้พลังงานทดแทนในอนาคตอย่าง EV charger station สำหรับรถยนต์ทุกรุ่น มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนกลาง และติดตั้งเครื่องรีไซเคิลขวดน้ำพลาสติก (PET Bottle Refun)     เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะพลาสติก และสุดท้ายโครงการนี้ยังมี บริการเพื่อการใช้ชีวิตเหนือระดับ อย่าง Building Manager และ Concierge Service ผู้ช่วยประจำโครงการ เช่น บริการซัก อบ รีด, บริการตรวจสอบดูแลและจัดการห้องชุด, บริการเรียกรถลีมูซีน, บริการแนะนำร้านซ่อมเสื้อผ้าและเครื่องหนัง เป็นต้น” “ด้วยความสำเร็จของแบรนด์ “เดอะ โมนูเมนต์” โครงการแรก จึงเป็นที่มาของการสานต่อสู่การพัฒนาโครงการ “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” โครงการคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ที่กำหนดนิยามใหม่แห่งการอยู่อาศัยด้วยพื้นที่กว้างขวางภายใต้แนวคิด “Luxury is Space” โอ่โถงเสมือนอยู่บ้านเดี่ยว โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอาคารรูปทรง “Monolith” อันเป็นเอกลักษณ์ ที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ในทองหล่อ และเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตสุดเอ็กซ์คลูซีฟสูงสุดเพียงชั้นละ 4 ห้อง รวม 127 ยูนิต บนที่ดินขนาด 2 ไร่ ติดถนนเส้นหลักของทองหล่อ อีกหนึ่งทำเลอันเป็นมรดกทรงคุณค่าที่มีศักยภาพสูงสุดอันดับต้นๆของกรุงเทพฯ ทั้งย่านที่พักอาศัยคุณภาพสูงมาตั้งแต่อดีต และแหล่งรวมร้านค้าชั้นนำ ร้านอาหารและ คอมมูนิตี้มอลล์ระดับไฮเอนด์มากมายโดยหลังจากเปิดพรีเซลไปเมื่อปี 2561 และได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม ด้วยยอดพรีเซลกว่า 40% พร้อมเตรียมเปิดเผยโฉม “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” ในเดือนมีนาคมปีนี้ ซึ่งเราคาดว่าจะได้รับการตอบรับในการโอนกรรมสิทธิ์อย่างเช่นเคย อีกแน่นอน” นายปิติ กล่าวสรุป      
แสนสิริ ชูนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่นครั้งแรกในไทย ประเดิมโครงการแรก “เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา”

แสนสิริ ชูนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่นครั้งแรกในไทย ประเดิมโครงการแรก “เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา”

แสนสิริเดินเกมส์ต่อยอดที่อยู่อาศัยแนวราบ หลังโกยยอดขาย 18,800 ล้านบาทเติบโตขึ้นถึง 40% ในปีที่ผ่านมา ชูแนวราบหัวหอกสำคัญในการรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริในปี 2562 วางแผนขยายการเติบโตส่วนแบ่ง ทางการตลาดให้กับธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง เคาะแผนเปิดตัว 16 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวมกว่า 24,200 ล้านบาท ครอบคลุมทุกเซกเมนต์และระดับราคาทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองชั้นนำ เตรียมเปิดตัว Tiger Lane ในระดับ S Segment และตอกย้ำความสำเร็จในกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับกลางบน ด้วยแบรนด์เศรษฐสิริและบุราสิริ พร้อมนำแบรนด์ระดับราคาที่เข้าถึงง่ายมาเปิดขายในสัดส่วน ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ แบรนด์สราญสิริ – คณาสิริ – อณาสิริ รวมถึงทาวน์เฮาส์ภายใต้แบรนด์ สิริ เพลส ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา ตั้งเป้าพิชิตยอดพรีเซลกว่า 14,400 ล้านบาทในปีนี้ พร้อมทั้งรุกต่อยอดวิสัยทัศน์ “SANSIRI FOR GREATER WELL-BEING” เปิดตัวบ้านเดี่ยวโครงการแรกของปี “เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา” มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท จัดเต็มแนวคิดเต็มรูปแบบ ชูนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่น “Dust free House” ครั้งแรกในไทย รับมือปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกบ้านในทุกมิติ   พร้อมชูจุดเด่นด้านการออกแบบภายใต้แนวคิด “ชีวิตสุนทรีย์ มีดีเทล” นำแรงบันดาลใจจากกล้วยไม้ สะท้อนความภาคภูมิใจของผู้อยู่อาศัย ผ่านดีไซน์อย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียดควบคู่กับการนำเสนอนวัตกรรม และการออกแบบฟังก์ชันการใช้งานเพื่อเติมเต็มประสบการณ์ในการอยู่อาศัยสมบูรณ์แบบ   นายสมเกียรติ หงษ์ทรัพย์ภิญโญ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จ ก้าวสู่ปีแห่งที่สุดในทุกด้านตามเป้าหมายที่วางไว้ #SansiriBestYearEver จากยอดขายรวมที่สามารถทำได้ถึง 48,500 ล้านบาท นับว่าสูงที่สุดในรอบ 34 ปี ความสำเร็จมาจากการที่ลูกค้าให้การตอบรับที่ดี โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวราบที่เปิดตัว มียอดขาย 18,800 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 40% โดยทาวน์เฮาส์ที่เติบโตขึ้นถึง 75% จากการชูจุดขายฉีกตลาดในความโดดเด่นของทาวน์เฮาส์คุณภาพ ในระดับ Best in Class ตอบรับเทรนด์การอยู่อาศัยคนรุ่นใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ขยายทุกความชอบ ให้เป็นไปได้ รวมถึงบ้านเดี่ยวที่ประสบความสำเร็จในทุกแบรนด์และเติบโตขึ้น 35% ทุกโครงการได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด   “ในปี 2562 นี้แสนสิริมีแผนพัฒนาโครงการใหม่ทั้งสิ้น 28 โครงการ มูลค่ารวม 46,600 ล้านบาท โดยจะเน้นเปิดตัวโครงการแนวราบเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างสมดุลย์ของพอร์ตโฟลิโอและตอบรับความต้องการของตลาดบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนพัฒนาโครงการแนวราบ จำนวน 16 โครงการ มูลค่ากว่า 24,200 ล้านบาท ครอบคลุมทุกเซกเมนต์และระดับราคา ได้แก่ การเตรียมเปิดตัวโครงการ Tiger Lane ในระดับ S Segment โครงการบ้านเดี่ยวในระดับกลางบน อาทิ แบรนด์เศรษฐสิริและบุราสิริ นอกจากนี้ยังเปิดตัวโครงการในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ แบรนด์สราญสิริ – คณาสิริ – อณาสิริ รวมถึงทาวน์เฮาส์ภายใต้แบรนด์ สิริ เพลส เพื่อเต็มเติมพอร์ตโฟลิโอที่อยู่อาศัยแนวราบของแสนสิริให้ครอบคลุมความต้องการกลุ่มลูกค้า ทุกเซกเมนต์ ทุกระดับราคา และขยายการเติบโตของส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบของบริษัท โดยโครงการใหม่ของแสนสิริที่จะเข้าสู่ตลาดในปี 2562 จะมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับเทรนด์ด้านที่อยู่อาศัย ในปัจจุบัน และความต้องการของกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เช่นกลุ่มครอบครัวที่มีผู้สูงอายุและเด็กกลุ่มผู้รักสุขภาพ และกลุ่มผู้ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” นายสมเกียรติ กล่าว   โครงการ ‘เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา’ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท บ้านเดี่ยวโครงการแรกภายใต้แนวคิด “Sansiri For Greater Well-Being” ซึ่งนับเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปีนี้ ด้วยการมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมควบคู่ไปกับการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของลูกบ้าน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในทุกองค์ประกอบผ่านแนวคิดหลักทั้ง 3 ด้านได้แก่ Physical (สบายกาย), Mental (สบายใจ) และ Social Wellbeing (ความสัมพันธ์ที่ดีกับสังคมเพื่อนบ้าน) โดยนำนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่น (Dust-Free House) มาใช้ในโครงการบ้านเดี่ยวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อรับมือกับวิกฤตฝุ่นควันที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ในปัจจุบันและเทรนด์ของผู้คนที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเทคโนโลยีนี้สามารถกรองฝุ่นละอองได้ขนาดเล็กถึง 0.1 ไมครอนรวมทั้งกรองกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น จุลินทรีย์ในอากาศ และเชื้อราได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในห้องปลอดเชื้อในโรงพยาบาล ลูกบ้านจึงมั่นใจได้ว่าอากาศในบ้านของโครงการจะสะอาด ปราศจากฝุ่นละออง ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังได้นำนวัตกรรมบ้านเย็น Cooliving Designed Home มาช่วยให้ทุกมุมของบ้านปลอดโปร่งและเพิ่มการหมุนเวียนของอากาศภายในบ้านรวมถึง Universal Design ที่ออกแบบสำหรับครอบครัวในทุกเจเนอเรชันทั้งในบ้านและพื้นที่ส่วนกลาง นอกจากนี้ยังส่งมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตของครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจธรรมชาติด้วยการมอบ Food Waste Machine ให้ลูกบ้านในช่วงเปิดขายโครงการตามแนวคิดการดำเนินธุรกิจ Sansiri Green Mission อีกด้วย” นายสมเกียรติ กล่าวเสริม   โครงการ “เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา” โครงการบ้านเดี่ยว 2 ชั้น บนที่ดิน 100 ตร.วา ขึ้นไป ในระดับราคา15-20 ล้านบาท ตั้งอยู่ในทำเลที่เชื่อมต่อไปยังตัวเมืองกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง สามารถเดินทางเข้าเมืองโดยใช้ทางพิเศษ ศรีรัชวงแหวนรอบนอกหรือ ทางยกระดับบรมราชชนนี มีโครงข่ายคมนาคมที่สะดวก รวมถึงส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่กำหนดเปิดใช้งานในปี 2562 และสายสีแดงอ่อนซึ่งกำหนดเปิดใช้งานในปี 2565 นอกจากนี้ยังอยู่ไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลพุทธมณฑล และแหล่งไลฟ์สไตล์ต่างๆ ที่รองรับการใช้ชีวิตของครอบครัวยุคใหม่ ตอบรับความต้องการบ้านเดี่ยวระดับราคา 10.00 – 19.99 ล้านบาทในทำเลทวีวัฒนาที่มียอดขายได้เฉลี่ยรวมถึง 84% ขณะที่ปัจจุบันเหลือยูนิตขายในตลาดน้อยลง จึงนับเป็นโอกาสที่แสนสิริจะพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวที่สามารถตอบรับความต้อง การของลูกค้าในทุกด้านอย่างครอบคลุมโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยเพิ่มมากขึ้นหรือต้องการแยกครอบครัวในพื้นที่ใกล้เคียงเขตทวีวัฒนา โดยหลังจากเปิดขายโครงการเฟสแรกในช่วงที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับที่ดีโดยมียอดขายไปแล้ว 12 ยูนิตภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนซึ่งนับเป็นการตอบรับที่ดีในกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับราคา 15 – 20 ล้านบาท   สำหรับแนวคิดการพัฒนาโครงการนำแรงบันดาลใจจากพืชเศรษฐกิจที่ขึ้นชื่อของเขตทวีวัฒนาอย่างกล้วยไม้มาใช้ในการสร้างสรรค์งานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทั้งภายในตัวบ้านและพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความภาคภูมิและสง่างามให้แก่ผู้อยู่อาศัย ทั้งยังเป็นส่วนตัวอย่างสูงสุดด้วยสังคมคุณภาพเพียง 133 ยูนิตที่เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งในบ้านและในพื้นที่ส่วนกลาง รายล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 3 ไร่ จากพืชพันธุ์นานาชนิดเปิดโอกาสให้ลูกบ้านทุกคนได้ดื่มด่ำสุนทรียะท่ามกลางธรรมชาติในส่วนของฟังก์ชันการใช้งานภายในตัวบ้านที่ถูกจัดสรรอย่างลงตัวเพื่อรองรับการอยู่อาศัยของคนทุกเจเนอเรชันในครอบครัว อาทิ Triple Master Bedroom ห้องนอนขนาดใหญ่ 3 ห้องพร้อมห้องน้ำในตัว,Enclosed Balcony พื้นที่เอนกประสงค์กึ่งเอาท์ดอร์ ที่ขยายจากห้องนอนให้เป็นมุมโปรดสะท้อนตัวตนของผู้ใช้งาน, Garden Access Bedroom ห้องนอนใกล้ชิดธรรมชาติบริเวณชั้นล่างที่รองรับการใช้งานของผู้สูงอายุ, My Pavilion เรือนรับรองเชื่อมกับตัวบ้านที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ได้ตามต้อง การ และ Universal Design for 3 Generations การออกแบบบ้านที่คำนึงถึงผู้อยู่อาศัยทุกวัย พร้อมระบบHome Automation ที่สามารถสั่ง เปิด-ปิด ไฟและแอร์ได้จากมือถือผ่าน Sansiri Home Service Application และมาตรฐานความปลอดภัยภายใต้ Sansiri Security Inspection ที่ช่วยให้ลูกบ้านอุ่นใจ และสะดวกสบายยิ่งขึ้น”   “บริษัทคาดว่าการพัฒนาโครงการ“เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา” ภายใต้แนวคิด Sansiri For Greater Well-being จะสามารถสร้างยอดขายให้กับโครงการได้กว่า 30% มูลค่ารวม 640 ล้านบาทภายในปลายปีนี้ ผลักดันให้แสนสิริบรรลุเป้าหมายในการสร้างยอดขายในกลุ่มธุรกิจแนวราบ 14,400 ล้านบาทตามที่ตั้งไว้” นายสมเกียรติกล่าวสรุป สัมผัสชีวิตสุนทรีย์ มีดีเทล ได้แล้ววันนี้ ที่โครงการ “เศรษฐสิริ ทวีวัฒนา” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการฯ กรุณาติดต่อทาง โทร. 1685 หรือทาง www.sansiri.com        
แสนสิริ ตอกย้ำความเป็น “Thailand’s First Digital Real Estate Developer” ผนึกยักษ์ไอที Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft มุ่งเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบผ่านเทคโนโลยี

แสนสิริ ตอกย้ำความเป็น “Thailand’s First Digital Real Estate Developer” ผนึกยักษ์ไอที Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft มุ่งเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบผ่านเทคโนโลยี

แสนสิริ ผู้นำด้าน “Digital Real Estate Developer” ตัวจริงรายแรกของวงการอสังหาฯ ไทย ประกาศวิสัยทัศน์ Sansiri Tech Forward ทุ่มงบ 600 ล้านบาท ชูเทคโนโลยีเป็นฟันเฟืองสำคัญในการดำเนินธุรกิจประจำปี 2019 ผ่าน AI, IoT และ Blockchain ควบคู่กับการผนึกกำลังกับพันธมิตรชั้นนำด้านไอทีของไทยและระดับโลก อาทิ Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าให้วงจรธุรกิจ Sansiri Value Chain ตั้งแต่ การพัฒนาโครงการ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร ไปถึงการสร้างสรรค์บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกบ้านแสนสิริในทุกมิติ ครั้งแรกในไทย! ก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ (AI First) ภายในปี 2020 พร้อมนำร่องเตรียมเปิดตัว “บ้านตัวอย่าง Smart Home” เรียนรู้พฤติกรรมผู้อยู่อาศัย และ “Virtual Sales Gallery” จำลองสำนักงานขายของโครงการต่าง ๆ มารวมกันไว้ที่ Sales Centre ในไตรมาส 3 นี้   “ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา แสนสิริเซตมาตรฐานใหม่ให้กับวงการอสังหาฯ ด้วยการนำนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยรูปแบบใหม่ ๆ มาใช้ในโครงการอย่างจริงจังก่อนใคร จนกลายมาเป็นนวัตกรรมมาตรฐานในการพัฒนาโครงการใหม่ของแสนสิริในปัจจุบัน ตอกย้ำความเป็น “Digital Real Estate Developer” ตัวจริงรายแรกของวงการที่มุ่งยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตให้กับลูกบ้านอย่างสมบูรณ์ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ iConvenience (ความสะดวกสบาย) iSafe (ความปลอดภัย) และ iGreen (ด้านประหยัดพลังงาน) ผ่านการทำความเข้าใจและความต้องการของลูกค้า โดยยึดหลัก Human-Centric ด้วยเทคโนโลยี” ดร.ทวิชา ตระกูลยิ่งยง ประธานผู้บริหารสายงานเทคโนโลยี บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าว   ในปี 2019 แสนสิริเตรียมยกระดับศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ผ่าน 3 กลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI, IoT และ Blockchain พัฒนาโครงการและบริการให้มีคุณภาพ สร้างความ พึงพอใจให้ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น การแสวงหาพันธมิตรชั้นนำ ด้านเทคโนโลยี ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก อาทิ Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานภายในองค์กร และการสร้างแพลตฟอร์มการทำงานและการให้บริการแบบดิจิทัล ส่งเสริมให้พนักงานมีความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะพื้นฐานและพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อส่งต่อเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับลูกค้าอย่างไม่หยุดยั้ง   “ปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ในปีนี้ แสนสิริเร่งเครื่องนำ AI , IoT และ Blockchain มาขับ เคลื่อน 3 กลยุทธ์ มุ่งยกระดับการพัฒนาโครงการ (Product) การสร้างสรรค์การบริการ (Service) และการปลดล็อกประสิทธิภาพการทำงาน (Process)” ดร.ทวิชา กล่าว   ด้านการพัฒนาโครงการ (Product) แสนสิริก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยการยกระดับเทคโนโลยี Home Automation  สู่การเป็น Smart Home กับเทคโนโลยี AI และ IoT ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย มอบความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ช่วยประหยัดพลังงานและยกระดับ คุณภาพชีวิตได้อย่างก้าวหน้ามากขึ้น พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับ Amazon Web Services เพื่อพัฒนานวัตกรรม PorpTech ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ร่วมกันในอนาคต โดยบ้านตัวอย่าง Smart Home ของแสนสิริ วางแผนที่จะเปิดตัวในไตรมาส 3 นี้   นอกจากนี้ แสนสิริเดินหน้าเสริมสร้างความปลอดภัยด้วย Smart Command Centre ศูนย์เฝ้าระวังอัจฉริยะ จากส่วนกลาง ยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการระบบวิศวกรรมอาคารและความปลอดภัย เสริมสร้างความอุ่นใจให้ลูกบ้านตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกโครงการใหม่ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมรวม 29 โครงการในปี 2019 พร้อมส่งเสริมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สานต่อพันธกิจ Green Mission ด้วยเทคโนโลยีตรวจสอบการใช้น้ำและพลังงาน และแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ หากมีการใช้งานที่ผิดปกติ ตลอดจนมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต (Well-Being) ของลูกบ้านในทุกมิติ ด้วยการพัฒนา Dust-Free House “บ้านปลอดฝุ่น” สร้างสุขภาพที่ดีให้กับผู้อยู่ศัยทุกคนในครอบครัว   ด้านการสร้างสรรค์การบริการ (Service) แสนสิริเน้นย้ำการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกค้าบนโลกออนไลน์ นำเทคโนโลยี AI มาศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและสร้างคอนเทนต์ ที่ตอบโจทย์ความสนใจของลูกค้าเฉพาะบุคคล (Personalization) และเตรียมเปิดตัว Virtual Sales Gallery จำลองสำนักงานขายของโครงการต่าง ๆ มารวมกันไว้ที่ Sale Centre ให้ลูกค้าสามารถเยี่ยมชมหลาย ๆ โครงการได้ในที่เดียวในไตรมาส 3 นี้   ด้านการปลดล็อคประสิทธิภาพการทำงาน (Process) แสนสิรินำเทคโนโลยี PropTech มาใช้ในวงจรธุรกิจ Sansiri Value Chain อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการบริหารการก่อสร้างออนไลน์แบบครบวงจร เริ่มจากการนำระบบ AI มาจัดหาและประเมินศักยภาพของที่ดินก่อนซื้อมาพัฒนาโครงการ นำระบบ BIM และ Primavera มาใช้บริหารจัดการและวางแผนการก่อสร้าง ตั้งแต่ การออกแบบแบบจำลอง 3 มิติ (3D Model) ก่อนก่อสร้างจริง รวมถึงติดตามความคืบหน้าการก่อสร้าง พร้อมกำหนดระยะเวลาและงบประมาณการก่อสร้างได้แม่นยำขึ้น ทำให้กระบวนการก่อสร้างโครงการเป็นไปตามระยะเวลาและงบประมาณที่วางแผนไว้ พร้อมนำ Inspection Mobile Apps มาใช้ตรวจสอบโครงการให้กับลูกบ้านก่อนส่งมอบ และจับมือกับ Digital Ventures นำ Blockchain มาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพระบบจัดซื้อจัดจ้าง B2P (Blockchain Solutions for Procure-to-Pay) กับกลุ่มคู่ค้าของแสนสิริให้มีความโปร่งใส รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการยกระดับเทคโนโลยีการทำงาน ผ่านความร่วมมือกับ Microsoft ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีความเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ มุ่งสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงานของบุคคลากรให้มีความคล่องตัวผ่านเทคโนโลยี เพื่อส่งต่อการบริการคุณภาพ ที่ตอบสนองความต้องการของลูกบ้านได้รวดเร็วและตรงจุด   “ด้วยกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง เราเชื่อมั่นในศักยภาพความเป็น Thailand’s First Digital Real Estate Developer ของแสนสิริ ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการอสังหาฯ ไทย มุ่งเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบให้กับลูกบ้านในทุกมิติ (Complete your Living Experience) ผ่านเทคโนโลยี Proptech ตลอดปี 2019 และต่อไปในอนาคต” ดร. ทวิชา กล่าวสรุป      
6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย

6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย

6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย...แรงบันดาลใจสู่ดีไซน์ระดับเวิลด์คลาสแห่งแรกของไทย “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ สูงที่สุดบนทองหล่อ   ในโลกของการออกแบบอาคารสำนักงานระฟ้า โรงแรม และที่อยู่อาศัยยุคปัจจุบันทั่วโลก มีการแข่งขันกันในเรื่องของการสร้างอาคารที่มีความมั่นคงแข็งแรง ทว่ามาพร้อมดีไซน์ที่สวยงามและแปลกใหม่ เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้พบเห็น ซึ่งความแปลกใหม่เหล่านั้นได้เลือนหายไปตามยุคสมัยเช่นกัน แต่ทราบหรือไม่ว่า ยังมีสถาปัตยกรรมอยู่รูปแบบหนึ่ง ที่ยังคงท้าทายเหนือกาลเวลามาหลายพันปีโดยไม่คลายเสน่ห์แห่งความงดงามมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ นั่นคือ สถาปัตยกรรมแบบ “โมโนลิธ” (Monolith) ซึ่งแปลว่าหินหรือเสาหินขนาดใหญ่เพียงก้อนเดียว   และในยุคปัจจุบัน สถาปัตยกรรมแบบโมโนลิธ นั้นได้หมายถึง ตัวอาคารที่มีจุดเด่นในเรื่องรูปทรง ที่มีลักษณะเป็นแท่งสมมาตร อัตราส่วนความกว้างของฐานอาคารต่อความสูงอยู่ที่ 1:10 จากพื้นดินไปจนถึงยอดอาคาร เน้นลักษณะภายนอกอาคารแบบมินิมัล โดยลดทอนรายละเอียดต่างๆ จนเกิดเป็นความเรียบ...แต่ไม่ง่าย... ให้ความรู้สึกมั่นคง สง่างาม โดดเด่น เป็นแลนด์มาร์กคงความโดดเด่น ในทุกยุคทุกสมัย การออกแบบงานสถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” นิยมนำมาใช้ในการสร้างตึกระฟ้าระดับโลกมากมายที่มีความโดดเด่นและมักตั้งอยู่ในใจกลางเมือง กลางย่านธุรกิจสำคัญ รวมถึงมักจะกลายเป็นแลนมาร์กของเมืองนั้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ กลางเกาะแมนฮัตตัน นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นเขตที่นิยมสร้างอาคารด้วยสถาปัตยกรรมรูปทรงโมโนลิธมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก    One World Trade Center แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Aecom.com) One World Trade Center เป็นอาคารหลังใหม่ที่สร้างขึ้นในพื้นที่ พื้นที่ 65,000 ตารางเมตรของพื้นที่ทั้งหมด ปัจจุบัน อาคารแห่งนี้ถือว่าสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเป็นอาคารที่สูงเป็นลำดับที่ 6 ของโลก ด้วยความสูง 1,776 ฟุต หรือ 541 เมตร โดยผู้สร้างตั้งใจให้เป็นอาคารที่โดดเด่นทั้งในแง่ของการดีไซน์และประโยชน์ใช้สอย นี่จึงเป็นที่มาของการสร้างให้อาคารหลังนี้มีความสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเลือกสร้างในสไตล์โมโนลิธที่มีความสมมาตร มากด้วยรายละเอียดในการออกแบบที่   สวยโดดเด่น และตอบทุกโจทย์เรื่องฟังก์ชั่น   432 Park Avenue แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Businessinsider.com) 432 Park Avenue เป็นอาคารที่พักอาศัยที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนิวยอร์ก ไม่ไกลจากสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค จึงทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามของเกาะแมนฮัตตันและเมืองนิวยอร์กได้อย่างเต็มที่ ด้วยความสูง 1,396 ฟุตที่ถือว่าเป็นอาคารที่พักอาศัยที่สูงที่สุดในซีกโลกตะวันตก และเป็นอาคารที่สูงเป็นอันดับสองในนิวยอร์ก ทำให้ 432 Park Avenue เป็นอาคารสไตล์โมโนลิธที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน   Millenium Hilton Hotel แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Pinterest: Bruce Cairns) อีกหนึ่งอาคารที่อยู่ไม่ไกลจาก One World Trade Center คือ อาคารซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมมิลเลเนียม ฮิลตัน ซึ่งตั้งอยู่มุมถนนฟูลตันสตรีทตัดกับถนน เชิร์ชสตรีท โรงแรมแห่งนี้ ซึ่งเลือกสะกดชื่อ “Millenium” แบบผิดไวยากรณ์เพื่อเพิ่มความสะดุดตาให้กับชื่อ มีห้องพักทั้งหมด 471 ห้อง ตั้งอยู่ภายในอาคารสูง 55 ชั้นที่ออกแบบให้มีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสูงขึ้นไปตรงๆ เป็นดีไซน์โมโนลิธที่มินิมอลอย่างที่สุด ทว่าก็โดดเด่นในทันทีที่ได้พบเห็น   Seagram Tower แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: archspeech.com) อีกหนึ่งอาคารสำคัญทางสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1958 และยังคงโดดเด่นมาจนถึงปัจจุบัน คือ Seagram Tower (ซีแกรม ทาวเวอร์) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนพาร์คอเวนิว มิดทาวน์ นิวยอร์ก อาคารโมโนลิธแห่งนี้ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอเมริกัน-เยอรมัน ลุดวิก มีส์ ฟาน เดอ โรฮ์ ด้วยความตั้งใจในการเผยให้เห็นโครงสร้างของตัวอาคารเมื่อมองจากด้านนอก ซึ่งถือว่าล้ำหน้ากว่ายุคสมัยและได้กลายเป็นอาคารหลังสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่องานออกแบบทางสถาปัตยกรรมในสหรัฐอเมริกามาจนถึงปัจจุบัน   Al Sharq Tower ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เครดิตภาพ: arabexperts.ae) อาคารสไตล์โมโนลิธส่วนใหญ่มักจะออกแบบมาในลักษณะแท่งสี่เหลี่ยม ทรงสูงตรง แต่ Al Sharq Tower (อัล ชาร์ก ทาวเวอร์) อาคารที่ พักอาศัยระดับไอคอนที่เมืองดูไบนั้นออกแบบให้เป็นเหมือนแท่งทรงกระบอก 9 แท่งมัดรวมอยู่ด้วยกัน กลายเป็นอาคารหลังใหม่ในดีไซน์ที่ดูหรูหราและอยู่เหนือกาลเวลาอย่างไม่เคยมีมาก่อน ยิ่งเมื่อเปิดไฟประดับในเวลากลางคืนยิ่งเผยให้เห็นความโดดเด่นของตัวอาคารที่มีความสูง 360 เมตร ทว่ายังคงสัดส่วนการออกแบบอาคารโมโนลิธให้มีความกว้างฐานและความสูงในอัตราส่วน 1:10 เช่นเดิม   Montparnasse Tower ปารีส, ฝรั่งเศส (เครดิตภาพ: inexhibit.com) โดยทั่วไปแล้ว เมืองปารีสไม่อนุญาตให้มีการสร้างอาคารสูงในตัวเมือง สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในตัวเมืองปารีสจึงมีแต่หอไอเฟลเท่านั้น จนกระทั่ง Tour Montparnasse หรือ Montparnasse Tower ถูกก่อสร้างขึ้นด้วยความสูงถึง 210 เมตร ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาคารแห่งนี้เปิดโอกาสให้ผู้คนทั้งในปารีสและนักท่องเที่ยวได้ชมวิวเมืองปารีสอย่างเต็มตา และมองเห็นหอไอเฟลในอีกหนึ่งมุมที่สวยที่สุด ส่วนในเชิงของการออกแบบ อาคารแห่งนี้ยังคำนวณองศาของการจัดวางกระจกทุกบานอย่างตั้งใจเพื่อให้ทั้งอาคารกลายเป็นกระจกสะท้อนวิวเมืองขนาดใหญ่ เกิดเป็นภาพลวงตาที่ทำให้ตัวอาคารกลมกลืนไปกับเมืองปารีสได้อย่างน่าสนใจ     สถาปัตยกรรมโมโนลิธในเมืองไทย สำหรับในประเทศไทยหลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับสถาปัตยกรรมสไตล์โมโนลิธมากนัก เพราะเบื้องหลังของ ความเรียบเท่ของอาคารระฟ้ารูปทรงโมโนลิธในมหานครใหญ่ทั่วโลก แฝงไว้ซึ่งรายละเอียดมากมายตั้งแต่กระบวนการออกแบบที่เน้นเทคนิคในการออกแบบและการก่อสร้างที่มีรายละเอียดมากกว่าอาคารปกติ เช่น การคำนวณเรื่องแรงลม หรือ สัดส่วนของอาคารที่เหมาะสม รวมถึงการเลือกใช้วัสดุพิเศษ เช่น กระจกชนิดพิเศษรอบอาคาร และการออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้แตกต่างไปจากการก่อสร้างอาคารทั่วไป จึงทำให้อาคารรูปทรงโมโนลิธโดดเด่นกับทุก ๆ สายตาของผู้พบเห็น   The Monument Thong Lo (เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ) สถาปัตยกรรมรูปทรงโมโนลิธแห่งแรก ของเมืองไทย ล่าสุด แสนสิริ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรชั้นนำของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยด้วยดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยรสนิยม ควบคู่การออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลงตัว และบริการพิเศษเพื่อการใช้ชีวิตที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ในการอยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการสถาปัตยกรรมของประเทศไทย ด้วยการนำสถาปัตยกรรมแบบโมโนลิธมาใช้ในการออกแบบโครงการเดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่สูงที่สุดบนถนนทองหล่อด้วยความสูงถึง 45 ชั้นหรือ 177 เมตร โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์รูปทรงอาคารที่สูงตรงตั้งตระหง่าน โดยนำที่จอดรถลงไปไว้ในชั้นใต้ดินเพื่อความสวยงามเช่นเดียวกับอาคารสูงระฟ้าในมหานครใหญ่ทั่วโลก   พร้อมเพิ่มความงดงามด้านหน้าอาคารด้วยงานประติมากรรมขนาดใหญ่สระว่ายน้ำดีไซน์ระดับไอคอนิก สูงถึง 10 เมตร ยาว 28 เมตร กว้าง 9.5เมตร แรงบันดาลใจจากต้นไม้ใหญ่ ประกอบด้วยสระเด็กและสระน้ำวนในบริเวณเดียวกัน พื้นของสระเป็นหินไวท์ คลาวด์ (White Cloud) สีขาวดุจก้อนเมฆตัดกับสีฟ้าของน้ำ รายล้อมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดเหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจของครอบครัวยุคใหม่ในพื้นที่ที่เป็นโอเอซิสใจกลางเมือง (Urban Oasis) อย่างแท้จริง   เตรียมพบกับนิยามใหม่ของการอยู่อาศัยของโครงการ เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ กับพื้นที่กว้างขวางเสมือนบ้านเดี่ยว Luxury is Spaceบนทำเลทองหล่อ ได้เร็วๆ นี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1685      
แสนสิริประกาศวิสัยทัศน์ FOR GREATER WELL-BEING กำหนดทิศทางอสังหาฯยุคใหม่ ยืนหนึ่งผู้นำด้านการออกแบบและสร้างนวัตกรรม

แสนสิริประกาศวิสัยทัศน์ FOR GREATER WELL-BEING กำหนดทิศทางอสังหาฯยุคใหม่ ยืนหนึ่งผู้นำด้านการออกแบบและสร้างนวัตกรรม

แสนสิริประกาศวิสัยทัศน์ FOR GREATER WELL-BEING กำหนดทิศทางอสังหาฯยุคใหม่ ยืนหนึ่งผู้นำด้านการออกแบบและสร้างนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย รับกระแสผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพ-สิ่งแวดล้อม เตรียมเปิดตัว “Dust-free House” บ้านปลอดฝุ่นครั้งแรกของเมืองไทยปีนี้ พร้อมวางแผนเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนด้วยยอดขาย 3 ปีรวมกว่า 160,000 ล้านบาท   บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประกาศให้ปี 2561 เป็นปีแห่งความสำเร็จสูงสุด #SansiriBestYearEver ด้วยยอดขายสูงสุดในรอบ 34 ปี 48,500 ล้านบาทโตขึ้น 25% และยอดขายต่างชาติอันดับหนึ่งของประเทศ 14,000 ล้านบาท สูงขึ้น 51% พร้อมเดินหน้าวิสัยทัศน์ For Greater Well-being สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดปี 2562ต่อยอดกลยุทธ์ Green & Well-being สู่ทุกโครงการใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยทุกมิติ ประกาศมาตรการต่อสู้มลภาวะและฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างจริงจัง ด้วยการเปิดตัว “Dust-free House” บ้านปลอดฝุ่นครั้งแรกในประเทศในปีนี้ ตอกย้ำภาพลักษณ์ของแสนสิริในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมเคาะแผนเปิดตัว 28 โครงการใหม่รวมมูลค่ากว่า 46,600 ล้านบาท ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ภายใต้คุณภาพระดับ Best in Class ทุกประเภท ทุกระดับราคา ควบคู่กับการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ระบุดีมานด์ที่อยู่อาศัยปีนี้ยังมีแต่ลูกค้าจะเลือกแบรนด์ที่เชื่อถือได้มากขึ้น ซึ่งแสนสิริมั่นใจว่าจะมีลูกค้าใหม่ที่เป็น Real-demand มาซื้อโครงการแสนสิริมากขึ้น เหตุเชื่อมั่นในคุณภาพและการดูแล หลังเข้าอยู่อาศัย พร้อมวางเป้าเติบโตแบบยั่งยืนด้วยยอดพรีเซลรวม 3 ปี (2561 – 2564) ทะลุเป้า 1.6 แสนล้าน   นายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “ปี 2561 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ถือว่าดีที่สุดของในการดำเนินธุรกิจของแสนสิริมาตลอด 34 ปีที่ผ่านมาหรือ Sansiri Best Year Ever จากความสำเร็จรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าการเปิดตัวโครงการใหม่สูงที่สุดกว่า  65,200 ล้านบาทจาก 25 โครงการ ยอดพรีเซลปี 2561 กว่า 48,500 ล้านบาทสูงสุดเป็นประวัติการณ์โดยเติบโตกว่าปี 2560 ที่อยู่ที่ 38,500 ล้านบาทถึง 25% รวมถึงยอดขายต่างชาติกว่า 14,000 ล้านบาทเติบโตกว่าปีที่ผ่านมาถึง 51% หรือเติบโตกว่า 5 ปีก่อนถึง 10 เท่า ซึ่งแสนสิริครองอันดับหนึ่งยอดขายต่างชาติสูงสุดมาต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันแสนสิริยังมียอด Backlog รวมกว่า 63,500 ล้านบาทที่จะช่วยการันตียอดรับรู้รายได้อันแข็งแกร่งในอีก 3 ปีข้างหน้า”   ปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้เราสามารถบรรลุเป้าหมาย Sansiri Best Year Ever ในปี 2561 คือการตอบรับที่ดีของลูกค้าในทุกประเภทที่อยู่อาศัยและทุกเซกเมนต์ โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านเดี่ยวเติบโตขึ้นถึง 34 % กลุ่มทาวน์เฮาส์เติบโต 77% และกลุ่มคอนโดมิเนียมเติบโตกว่า 20% ทั้งนี้ โครงการที่ได้รับการตอบรับดีเกินเป้าหมายเมื่อปีที่ผ่านมา อาทิ บ้านแสนสิริที่กวาดยอดขายไปกว่า 75%ของมูลค่าโครงการทั้งหมดภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซ์ซัวรี่ของเมืองไทย การเปิดตัวคอนโดมิเนียมไลฟ์สไตล์เพื่อคนรุ่นใหม่อย่าง XT ที่มูลค่าการเปิดตัว 3 โครงการรวมกว่า 21,000 ล้านบาทแต่ก็สามารถขายได้ถึง 12,000 ล้านบาทภายใน 3 เดือน รวมทั้งทาวน์เฮ้าส์แบรนด์ใหม่ “สิริ เพลส” ที่ยอดขายดีจนสามารถดันยอดขายทาวน์เฮ้าส์ให้โตขึ้นกว่าปี 2559 ได้ถึง 3 เท่า ขณะที่ยอดขายจากตลาดต่างจังหวัดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จของปีที่ผ่านมาด้วยยอดขายถึง 12,000 ล้านบาทหรือคิดเป็น 25% ของยอดขายรวมทั้งหมด เติบโตขึ้นกว่าปีก่อนถึง 51%   คุณวันจักร์กล่าวต่อว่า “ในปี 2562 นี้ แสนสิริมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 28 โครงการรวมมูลค่ากว่า 46,600 ล้านบาท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม 12 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 22,400 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 9 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 18,700 ล้านบาท และทาวน์เฮ้าส์ 7 โครงการรวมมูลค่า 5,500 ล้านบาท ซึ่งมุ่งเน้นเปิดตัวโครงการระดับกลาง (Medium Segment)และระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น (Affordable Segment) โดยคิดเป็นสัดส่วนรวม 96% ของมูลค่าการเปิดตัวโครงการทั้งหมด พร้อมตั้งเป้าพรีเซลปีนี้ไว้ที่ 36,000 ล้านบาทและเป้าโอนรวมที่ 32,000 ล้านบาท รวมทั้งวางเป้าหมายระยะยาว 3 ปี ในการสร้างยอดพรีเซลรวมกว่า 160,000 ล้านบาทระหว่างปี 2562-2564”   นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 ยังคงเติบโตแต่อาจจะชะลอตัวบ้างในส่วนของการซื้อเพื่อลงทุนของลูกค้าคนไทย แต่อย่างไรก็ตาม แสนสิริเชื่อว่าการซื้อเพื่ออยู่เองจะยังคงโตในระดับเดียวกับปีก่อน ทั้งนี้ จากการแข่งขันด้านราคาและการพัฒนาโครงการของทุกผู้ประกอบการในปีนี้ ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกในการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ซึ่งแสนสิริเชื่อมั่นว่าปี 2562 นี้จะเป็นปีที่ได้เปรียบทางธุรกิจของบริษัท เพราะลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่เองจะเลือกแบรนด์ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพและบริการหลังการขายมากกว่าแบรนด์เล็กเพราะเป็นการซื้อเพื่ออยู่เองในระยะยาว นอกจากนั้น แสนสิริเชื่อมั่นว่ายอดโอนโครงการของแสนสิริในปีนี้จะเป็นไปได้ดีตามเป้าเพราะมียอดพรีเซลที่รอการรับรู้รายได้ในระดับสูงจากลูกค้าที่มีคุณภาพและกำลังซื้อจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าชาวจีนและชาวต่างชาติ ที่วางเงินดาวน์สูงและเชื่อมั่นในศักยภาพการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ไทยเพื่อผลตอบแทนระยะยาว”   คุณอุทัย กล่าวต่อถึงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจปี 2562 ว่า แสนสิริให้ความสำคัญและลงลึกในทุกรายละเอียด  ของความต้องการของผู้บริโภคเพื่อเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตของลูกค้าเสมอมา โดยปีนี้แสนสิริมองเห็นเทรนด์และความต้องการในการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปของคนยุคปัจจุบันที่มีความตื่นตัวในเรื่องการดูแลสุขภาพและปัญหาสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น จึงวางวิสัยทัศน์ For Greater Well-being เพื่อต่อยอด 2 แนวคิด Green & Well-being มาประยุกต์ใช้กับทุกโครงการใหม่ของแสนสิริ นำร่องด้วยโครงการเศรษฐสิริ ทวีวัฒนา บ้านเดี่ยวภายใต้คอนเซปต์ Well-being โครงการแรกของแสนสิริที่จะเปิดตัวในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ รวมทั้งเตรียมเปิดขายอย่างเป็นทางการ Wellness Residence คอนโดมิเนียมสำหรับคนรักสุขภาพแห่งแรกของไทยบนทำเลศักยภาพกรุงเทพกรีฑา ที่จะเปิดมิติใหม่แห่งการอยู่อาศัยที่สามารถดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ตลอดจนจะรุกแบรนด์บุราสิริมากขึ้นด้วย เพราะเล็งเห็นดีมานด์คนในกรุงเทพที่อยากได้บ้านสไตล์รีสอร์ตเพื่อเติมเต็มสุขภาพกายและสุขภาพใจ นอกจากนั้น แสนสิริยังวางแผนที่จะสร้างปรากฎการณ์ใหม่แก่วงการอสังหาฯด้วยการเปิดตัว “บ้านปลอดฝุ่น” หรือ Dust-free House ครั้งแรกของเมืองไทยภายในปีนี้และประกาศนโยบายรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจังผ่านการลดการใช้พลังงานและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมโลกในทุกขั้นตอน   ด้านการพัฒนาโครงการใหม่ในปี้นี้จะมุ่งเน้นกลยุทธ์ Diversification ที่จะนำเสนอหลากหลายประเภทโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้น ครอบคลุมในทุกระดับราคาและทุกทำเลทั่วประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีสัดส่วนการเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์เพิ่มมากขึ้นใน    ปีนี้เพื่อรองรับดีมานด์การอยู่อาศัยเอง นำโดยแบรนด์เศรษฐสิริที่เป็นบ้านเดี่ยวตอบโจทย์ลูกค้าระดับบนที่ต้องการบ้านขนาดใหญ่เพื่อครอบครัวขยาย และแบรนด์สิริ เพลสทาวน์เฮ้าส์สำหรับผู้ที่อยากมีบ้านหลังแรกในราคาที่จับต้องได้แต่ยังได้ส่วนกลางมาตรฐานแสนสิริและฟังก์ชั่นการใช้งานบ้านที่ให้มากกว่าทาวน์เฮ้าส์โดยทั่วไป ขณะที่คอนโดมิเนียมก็จะมีการเปิดตัวโครงการในทุกระดับราคาและหลายทำเลเช่นกัน   คุณอุทัย กล่าวต่อว่า “แสนสิริยังมุ่งมั่นที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ทั้งในประเทศและในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถครองใจลูกค้าต่างชาติได้ในทุกเซกเมนต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ โดยปีนี้เราเปิด SIRI HOUSE  ที่สิงคโปร์และที่เมืองไทยด้วยหวังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการถ่ายทอดประสบการณ์                การใช้ชีวิตแบบแสนสิริให้ลูกค้าได้สัมผัส ตลอดจนเราจะสร้างความแข็งแรงให้กับโครงการปัจจุบันด้วยการเปิดตัว Sansiri Club Collection ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มโครงการที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และ Sansiri Luxury Collection การรวมกลุ่มโครงการระดับลักซ์ชัวรี่และซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างเอกลักษณ์ในการสื่อสารการตลาดผ่านวิธีการและแคมเปญที่เหมาะสมกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่มมากยิ่งขึ้น   นอกจากนั้น ในปีนี้แสนสิริจะเดินหน้านำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในพัฒนาการดำเนินธุรกิจให้มากขึ้นเพื่อความสะดวกสบายของลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำนวัตกรรมมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาความปลอดภัยในการอยู่อาศัยก็เป็นอีกจุดแข็งของแบรนด์ที่แสนสิริต้องการที่จะเน้นย้ำ ในปีนี้เช่นกันเพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภค นอกจากนั้น แสนสิริจะรุก ในการสร้างองค์กรที่มีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนด้วยการนำการทำงานแบบ Agile มาใช้สนับสนุนการทำงานของคนรุ่นใหม่ให้มีประสิทธิภาพ  รวมทั้งสานต่อ Sansiri Green Mission ตลอดจนการช่วยเหลือเด็กไทยและต่างชาติอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรม Social Change และการเป็น UNICEF’s Selected Partner องค์กรแรกและองค์กรเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   “แสนสิริเชื่อมั่นว่าแนวคิด For Greater Well-being ที่แสนสิริมุ่งมั่นในการมอบรูปแบบและนวัตกรรมการอยู่อาศัยที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในปี 2562 นี้ จะสร้างความโดดเด่นและแตกต่างให้กับแบรนด์แสนสิริในฐานะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าใจความต้องการผู้บริโภคในทุกยุคทุกสมัยอย่างแท้จริง ตลอดจนเป็นผู้เซตมาตรฐานการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประเทศไทยเพื่อคุณภาพการชีวิตที่ดีขึ้นของลูกค้าและเพื่อโลกที่ดีขึ้นของเราได้” คุณอุทัย กล่าวสรุป          
แสนสิริ ผนึกธนาคารออมสิน เปิดตัว “HomeForLife” สินเชื่อที่อยู่อาศัยแห่งปี 2019

แสนสิริ ผนึกธนาคารออมสิน เปิดตัว “HomeForLife” สินเชื่อที่อยู่อาศัยแห่งปี 2019

แสนสิริ ผนึกธนาคารออมสิน ฉีกกรอบทุกนวัตกรรมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เปิดตัว “HomeForLife” สินเชื่อที่อยู่อาศัยแห่งปี 2019 ครั้งแรกในไทยที่ผสาน 2 จุดเด่น ได้บ้านพร้อมการวางแผนการเงินในแพคเกจเดียว   แสนสิริ จับมือธนาคารออมสิน เปิดตัว “HomeForLife” นวัตกรรมสินเชื่อที่อยู่อาศัยของ ปี 2019 ครั้งแรกในไทยที่ผสานจุดเด่น กู้ง่าย-ผ่อนสบาย-มีรายได้หลังเกษียณได้บ้านพร้อมการวางแผนการเงินในแพคเกจเดียว ตอบโจทย์ลูกค้า Smart Consumer ซึ่งต้องวางแผนทางการเงินที่มั่นคงสำหรับทุกช่วงชีวิต ตั้งเป้าลูกค้าแสนสิริใช้บริการสินเชื่อจากธนาคารออมสินมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 50%   นายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ถึงแม้ว่าภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบรอบด้าน อย่างไรก็ตามที่อยู่อาศัยยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญและยังคงมีความต้องการอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ซึ่งต้องการที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพทั้งด้านการออกแบบที่สวยงาม ฟังก์ชั่นที่อำนวยความสะดวกต่อการใช้งานจริง และบริการที่ช่วยสนับสนุนการอยู่อาศัยซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างลงตัว ซึ่งตรงกับแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และแนวทางการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริ ทั้งการพัฒนาโครงการคุณภาพ ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบันที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และรูปแบบสังคมที่เปลี่ยนไป เพื่อมุ่งเติมเต็มประสบการณ์การอยู่อาศัยให้กับลูกค้าอย่างสมบูรณ์แบบ (complete your living experience) ทำให้แสนสิริมีความเชื่อมั่นว่าปีนี้จะเป็นอีกปีที่ดีในการเติบโตของบริษัทอย่างยั่งยืน   ล่าสุดบริษัทได้มองเห็นเทรนด์ที่น่าสนใจในเรื่องของการวางแผนทางการเงินเพื่อความมั่นคงในระยะยาวจากการประเมินของมูลนิธิสถานบันวิจัยและพัฒนา ผู้สูงอายุที่ระบุว่ากลุ่มคนอายุ 25-55 ปี ให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินให้เพียงพอสำหรับการเกษียณอายุในอนาคตถึง 55% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะในกลุ่ม Smart Consumer หันมาวางแผนการเงินระยาวอย่างชาญฉลาดกันมากขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายในการมีอิสระทางการเงินได้เร็วยิ่งขึ้น     ด้วยความเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคกลุ่ม Smart Consumer ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ควบคู่กับการมีอิสระทางการเงินหลังเกษียณ ทำให้บริษัทได้ร่วมกับธนาคารออมสินในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อ “HomeForLife” ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่มีจุดเด่นจากการผสมผสานระหว่างสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในรูปแบบปกติ และ Reverse Mortgage ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินในทุกช่วงชีวิตโดยภายหลังอายุ 60 ปีลูกค้าสามารถนำที่อยู่อาศัยที่มีกรรมสิทธิ์และปลอดภาระหนี้วางเป็นหลักประกันกับธนาคารออมสินเพื่อเปลี่ยนเป็นรายได้ โดยเลือกรับเป็นรายเดือน หรือก้อนใหญ่ โดยผู้กู้ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยนั้นตลอดช่วงชีวิต ซึ่งเป็นการวางแผนชีวิตเพื่ออนาคตระยะยาวและสร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างลงตัว   “แสนสิริเชื่อมั่นว่าจุดเด่นของสินเชื่อ “HomeForLife” จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าเซกเมนต์ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคาตั้งแต่ 1-20 ล้านบาท ทำให้ลูกค้าในทุกช่วงวัยสามารถตัดสินใจซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น ด้วยภาระการผ่อนชำระที่สบายกว่าเดิม ทั้งยังสามารถใช้เป็นแหล่งสร้างรายได้ไปได้ตลอดชีวิต ตั้งเป้าลูกค้าแสนสิริใช้บริการสินเชื่อจากธนาคารออมสินมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 50% ภายในระยะเวลาหนึ่งปีจากการเปิดตัวสินเชื่อนี้ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าจากปัจจัยสนับสนุนของการเปิดตัวสินเชื่อ “HomeForLife” ในช่วงนี้ จะช่วยสนับสนุนการขายในแคมเปญ “โปรหมดเปลือก” ซึ่งนำเสนอโครงการที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ พร้อมอยู่กว่า 30 โครงการทั่วประเทศ มอบข้อเสนอสุดพิเศษครอบคลุมโครงการที่อยู่อาศัยทุกเซ็กต์เม้นต์ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 มีนาคม 2562  โดยยังได้เตรียมจัดงานขายภายใต้แคมเปญ “โปรหมดเปลือก” สำหรับลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยใหม่ ในวันที่ 8 -10 กุมภาพันธ์ 2562 นี้ที่แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอนอีกด้วย ผู้ที่สนใจ “HomeForLife” นวัตกรรมสินเชื่อที่อยู่อาศัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในวันงาน     นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน กล่าวว่า “สินเชื่อ “HomeForLife” นับเป็นนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันครั้งแรกระหว่างผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และสถาบันการเงินที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคที่ฉลาดวางแผนทางการเงิน ซึ่งโดยปกติเงื่อนไขของสินเชื่อแบบ Reverse Mortgage จะปล่อยกู้ให้กับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งจะนำที่อยู่อาศัยที่ตนมีกรรมสิทธิ์ และปลอดภาระหนี้มาเปลี่ยนเป็นรายได้ในการดำรงชีพทั้งแบบเงินก้อนและรายเดือนแต่สำหรับแพคเกจสินเชื่อ “HomeForLife” นับเป็นการสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญให้กับการตัดสินใจกู้เงิน   เพื่อซื้อที่พักอาศัยของคนไทยให้ล้ำหน้าขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการนำ Reverse Mortgage มาผสมผสานสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัยในรูปแบบปกติ สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการของแสนสิริทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมด้วยอัตราการผ่อนชำระที่ต่ำกว่าปกติ เมื่อผู้กู้มีอายุครบ 60 ปี และที่อยู่อาศัยนั้นปลอดภาระหนี้แล้ว ธนาคารออมสินจะประเมินมูลค่าที่อยู่อาศัยจริง ณ ขณะนั้นเพื่อกำหนดวงเงินสินเชื่อแบบย้อนกลับ โดยผู้กู้สามารถเลือกรับเป็นเงินก้อนหรือเงินงวดรายเดือนและหากผู้กู้อายุครบ 60 แล้วแต่สถานะที่อยู่อาศัยยังไม่ปลอดภาระหนี้ยังสามารถขอเบิกเงินสินเชื่อแบบ Reverse Mortgage งวดแรกในอัตรา 10% เพื่อนำมาโปะปิดภาระหนี้ของที่อยู่อาศัยที่ยังเหลืออยู่ได้อีกด้วย โดยสินเชื่อ “HomeForLife เหมาะสำหรับลูกค้าทุกวัยด้วยระยะผ่อนชำระที่นาน ทำให้ผู้กู้สามารถรับรายได้จากเงินกู้นานสูงสุดจนถึงอายุ 85 ปี (โดยกำหนดระยะเวลาของการกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยตามปกติสูงสุดถึง 30 ปี และกำหนดระยะเวลาของการกู้แบบย้อนกลับแบบ Reverse Mortgage สูงสุดถึง 25 ปี) เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วหากผู้กู้ยังมีชีวิตอยู่ ธนาคารจะหยุดจ่ายเงินกู้ โดยผู้กู้ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยนั้นตลอดชีวิต หรือทำเรื่องกู้เพิ่มเติม หากผู้กู้เสียชีวิต ทายาทของผู้กู้สามารถไถ่ถอนที่อยู่อาศัยนั้นได้ ภายใต้เงื่อนไขการเจรจากับธนาคาร”   “สำหรับประโยชน์ที่ชัดเจนสำหรับผู้กู้คือ สามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของตัวเองได้ง่ายขึ้น พร้อม ๆ ไปกับการสร้างความมั่นคงในทุกช่วงวัยของชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบและไร้กังวล ด้วยอัตราการผ่อนชำระที่ต่ำกว่าปกติ ผ่อนสบายขึ้น ลดภาระในช่วงวัยทำงานและช่วงชีวิตที่กำลังสร้างครอบครัว ทำให้ผู้กู้สามารถมีวงเงินกู้ที่มากขึ้น สามารถเลือกขยายงบประมาณได้ตรงกับความต้องการในการซื้อที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นเปิดโอกาสให้ผู้กู้หรือทายาทไถ่ถอนที่อยู่อาศัยนั้นได้ในทุกๆช่วงสัญญา ขณะเดียวกันก็เป็นการเตรียมตัวสร้างความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณ ด้วยรายได้ที่จะช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิตและเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจนถึงอายุ 85 ปี ซึ่งเป็นการเสริมสร้างหลักประกันให้ชีวิตแก่ประชาชน และบรรเทาภาระงบประมาณภาครัฐด้านสวัสดิการชราภาพ”   “โดยธนาคารออมสินคาดว่านวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่นี้จะกลายเป็นทางเลือกใหม่และเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภควัยทำงานในยุคปัจจุบันวางแผนทางการเพื่ออนาคตในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ธนาคารเองก็สามารถตัดสินใจปล่อยกู้ได้ง่ายขึ้นด้วยหลักประกันที่มั่นคง และสร้างโอกาสให้ธนาคารสามารถนำสินเชื่อแบบ Reverse Mortgage และสินเชื่อต่าง ๆ ของธนาคารเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น” นายชาติชายกล่าว   แสนสิริ มอบสิทธิการเลือกใช้สินเชื่อ“HomeForLife”สำหรับลูกค้าที่ซื้อโครงการแสนสิริทุกโครงการได้แล้ววันนี้ โดยผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.02-299-8000 ต่อ 211170-72            
แสนสิริ ปลุกอสังหาต้นปี 62 ประเดิมเปิดตัว “โปรหมดเปลือก” มอบส่วนลดเน้นๆ สูงสุด 12 ลบ. ปั้มยอดก่อนมาตรการรัฐ ตั้งเป้ายอดขายแคมเปญ 2,000 ล้านบาท

แสนสิริ ปลุกอสังหาต้นปี 62 ประเดิมเปิดตัว “โปรหมดเปลือก” มอบส่วนลดเน้นๆ สูงสุด 12 ลบ. ปั้มยอดก่อนมาตรการรัฐ ตั้งเป้ายอดขายแคมเปญ 2,000 ล้านบาท

แสนสิริปลุกตลาดอสังหาต้นปี 62 เปิดตัวโปรโมชันร้อนแรงต้อนรับปีใหม่ ครั้งใหญ่ ครั้งเดียว “โปรหมดเปลือก” คัดส่วนลดเน้นๆสูงสุดถึง 12 ล้านบาท คอนโดมิเนียมราคาเริ่มต้นเพียง 990,000 บาท พบกับบ้านเดี่ยว-คอนโด-ทาวน์เฮาส์พร้อมอยู่ กว่า 30 โครงการทั่วประเทศ ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน ฟรีค่าส่วนกลาง และอยู่ฟรี 2 ปี สำหรับโครงการคอนโดมิเนียมตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 มี.ค.62 มั่นใจกระแสตอบรับดี ลูกค้าเร่งตัดสินใจซื้อก่อนมาตรการรัฐบังคับใช้ 1 เม.ย.62 ตั้งเป้ายอดขายแคมเปญประเดิมต้นปี 2,000 ล้านบาท   นายอุทัย  อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ต้นปี 2562 เปิดตัวแคมเปญต้อนรับปีใหม่ “โปรฯหมดเปลือก” คัดโครงการที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ พร้อมอยู่กว่า 30โครงการทั่วประเทศ มอบข้อเสนอสุดพิเศษครอบคลุมโครงการที่อยู่อาศัยทุกเซ็กต์เม้นต์ ตั้งแต่คอนโดมิเนียมตากอากาศระดับพรีเมี่ยม โครงการบ้านไม้ขาวที่มอบส่วนลดสูงสุดถึง 12 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ดีคอนโดในราคาที่เข้าถึงได้ เริ่มต้นเพียง 990,000 บาท โครงการเดอะไลน์ วงศ์สว่าง ราคาเดียว 2.39 ล้านบาท พร้อมฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน ฟรีค่าส่วนกลาง และข้อเสนออยู่ฟรี 2 ปีสำหรับคอนโดมิเนียมพร้อมเข้าอยู่ ขณะที่บ้านเดี่ยวโครงการนาราสิริ บางนา มอบส่วนลดสูงสุด 8 ล้านบาท พร้อมฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนสำหรับโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ที่เข้าร่วม รวมถึงข้อเสนอพิเศษอีกมากมาย อาทิ ทาวน์เฮาส์โครงการสิริ เพลส ราชพฤกษ์-รัตนาธิเบศน์ แจกทอง 15 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 มีนาคม2562 มั่นใจแคมเปญนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยวางเป้าหมายยอดขายแคมเปญแรกของปีไว้ที่ 2,000ล้านบาท   “แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ต้นปี 2562 นับว่ามีหลายปัจจัยสนับสนุน ทั้งการมองหาที่อยู่อาศัยใหม่ หลังจากได้รับเงินพิเศษหรือโบนัสในช่วงปลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ มาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย (แอลทีวี) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน2562 ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งการตัดสินใจซื้อของกลุ่มลูกค้า การจัดแคมเปญ “โปรหมดเปลือก” จึงนับเป็นการมอบประโยชน์สูงสุดให้ผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยใหม่ที่มีคุณภาพ บนทำเลศักยภาพ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างตรงจุด ซึ่งมั่นใจว่าแคมเปญนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วประเทศตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างแน่นอน” นายอุทัย กล่าว   นอกจากนี้ แสนสิริ ยังเตรียมจัดงานขายภายใต้แคมเปญ “โปรหมดเปลือก” สำหรับลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยใหม่ ในวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์2562 นี้ที่แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน พบกับคอนโดมิเนียมคัดพิเศษ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษอีกมากมาย รวมถึงข้อเสนอพิเศษทางการเงินจากธนาคารชั้นนำ เฉพาะภายในงานเท่านั้น          
แสนสิริ ผนึกพลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว “Smart Command Centre” ศูนย์เฝ้าระวังอัจฉริยะจากส่วนกลาง แจ้งเตือนเหตุฉุกเฉิน 24/7 แห่งแรกของวงการอสังหาฯ ไทยเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการบริการ

แสนสิริ ผนึกพลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว “Smart Command Centre” ศูนย์เฝ้าระวังอัจฉริยะจากส่วนกลาง แจ้งเตือนเหตุฉุกเฉิน 24/7 แห่งแรกของวงการอสังหาฯ ไทยเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการบริการ

แสนสิริ ผนึกพลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว “Smart Command Centre” ศูนย์เฝ้าระวังอัจฉริยะจากส่วนกลาง แจ้งเตือนเหตุฉุกเฉิน 24/7 แห่งแรกของวงการอสังหาฯ ไทย เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการบริการ ยกระดับความปลอดภัยและระบบวิศวกรรมอาคารจากศูนย์ควบคุมส่วนกลางตลอด 24 ชม. ต่อยอดเทคโนโลยี IoT ที่เชื่อมต่อข้อมูลเรียลไทม์จาก 4 โครงการนำร่อง   แสนสิริ จับมือพลัส พร็อพเพอร์ตี้ บริษัทในเครือ ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดตัว “Smart Command Centre” ศูนย์ควบคุมสังเกตการณ์จากส่วนกลางเต็มรูปแบบแห่งแรกของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ณ อาคารสิริภิญโญ ภายใต้การลงทุนรวมกว่า  20 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการความปลอดภัยในพื้นที่ส่วนกลาง (Security Monitoring) และระบบวิศวกรรมอาคารส่วนกลาง (IoT Facility Management) ของโครงการที่พักอาศัย มายังศูนย์ควบคุมส่วนกลาง พร้อมผู้เชี่ยวชาญคอยเฝ้าระวัง สั่งการ และประสานงานตลอด 24 ชั่วโมงเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการบริการ ทั้งด้านการดูแลความปลอดภัย และระบบภายในอาคารให้ทุกระบบทำงานรวดเร็ว แม่นยำ จัดการปัญหาได้ตรงจุด พร้อมเสริมขีดความสามารถในการบริหารโครงการแบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Preventive Maintenance) นำร่อง 4 โครงการส่งท้ายปี 61 เป็นของขวัญปีใหม่ให้ลูกบ้านแสนสิริ เผยแผนเตรียมเชื่อมต่อ Smart Command Centre เข้ากับ 11 โครงการแนวราบและกลุ่มโครงการคอนโดมิเนียม ภายใต้การบริหารโดยพลัส พร็อพเพอร์ตี้ที่จะแล้วเสร็จใหม่ ในปี 2562 ดร. ทวิชา ตระกูลยิ่งยง ประธานผู้บริหารสายงานเทคโนโลยี บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเข้าใจลึกซึ้งถึงความต้องการของลูกค้าและไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาการบริการในโครงการที่อยู่อาศัย ล่าสุดจึงประกาศความพร้อมในการเดินหน้าต่อเนื่องในการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาพัฒนายกระดับการบริการหลังการขายให้แก่ลูกบ้าน เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบ ภายใต้แนวคิดที่เป็นหัวใจหลักของแสนสิริและตอบโจทย์เทรนด์การใช้ชีวิตในยุคที่เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล มีบทบาท สำคัญในชีวิตประจำวัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ บริษัทประสบความสำเร็จในกระแสตอบรับการเปิดตัว Sansiri Security System หรือระบบรักษาความปลอดภัยภายในโครงการ (พื้นที่ส่วนกลาง) ที่แข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยีอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยที่ทันสมัยผสานกับการทำงานของทีมงานที่ได้รับการฝึกอบรมจากครูฝึกมากด้วยประสบการณ์ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับการอยู่อาศัยของลูกบ้านในด้านความปลอดภัยอย่างรอบด้าน รวมถึงการเป็นผู้นำในการพัฒนา สมาร์ท คอนโด โดยการเดินหน้าใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ในทุกโครงการคอนโดมิเนียมที่จะแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2562เป็นต้นไป “ในวันนี้ แสนสิริได้ต่อยอดการให้บริการด้านการอยู่อาศัยให้ล้ำหน้าไปอีกขั้นด้วยการร่วมมือกับพลัส พร็อพเพอร์ตี้ จัดตั้ง “Smart Command Centre” ศูนย์ควบคุมสังเกตุการณ์จากส่วนกลาง เต็มรูปแบบแห่งแรกของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 20 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจในการให้บริการที่ดีที่สุดให้กับลูกบ้านแสนสิริในโครงการที่บริหารจัดการโดยพลัส พร็อพเพอร์ตี้ทั้งด้านบริหารจัดการความปลอดภัย (Security Monitoring) ที่เพิ่มความอุ่นใจแก่ผู้อยู่อาศัยเป็น 2 เท่า และด้านการบริหารจัดการระบบวิศวกรรมอาคาร (IoT Facility Management) ด้วยเทคโนโลยี IoT อันล้ำสมัยที่สามารถช่วยในเรื่องของการบริหารจัดการ Facility และลดค่าใช้จ่ายส่วนกลางของโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.ทวิชา กล่าว สำหรับศูนย์ควบคุมสังเกตุการณ์จากส่วนกลางเต็มรูปแบบแห่งแรกของวงการอสังหาฯ ไทย (Smart Command Centre) ตั้งอยู่ที่อาคารสิริภิญโญ ได้รับการพัฒนาและวางระบบจากผู้นำในธุรกิจและเทคโนโลยีด้านการรักษาความปลอดภัยมาตรฐานสากลที่มีประสบการณ์มากว่า 40 ปี ได้แก่ บริษัท กัทส์ อินเวสติเกชั่น จำกัด ร่วมพัฒนาและวางระบบในการปฏิบัติการทั้งหมด โดย Smart Command Centre มีหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการ เฝ้าระวัง สังเกตุการณ์เหตุผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนกลาง รวมถึงแจ้งเตือนเมื่ออุปกรณ์ใกล้ถึงเวลาบำรุงรักษาแบบเรียลไทม์ พร้อมสั่งการเพื่อดำเนินการตรวจสอบความผิดปกติต่าง ๆ จากศูนย์ควบคุมฯ ได้ทันที นอกจากนี้ยังช่วยประสานงาน กับหน่วยงานต่างๆ เช่น ตำรวจ โรงพยาบาล หรือช่างผู้เชี่ยวชาญได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการต่อเหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด โดยภายในศูนย์ควบคุมฯ จะมีเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการ 2 ทีมประจำ 24 ชั่วโมง ตลอดทั้ง 7 วัน ผ่านหน้าจอมอนิเตอร์คมชัดระดับ HD จำนวน 12  จอที่จะรับสัญญาณตรงมาจากโครงการแบบเรียลไทม์ นายชาญ ศิริรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคารและวิศวกรรม บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือกับแสนสิริในการจัดตั้ง Smart Command Centre จะช่วยสร้างความอุ่นใจและสบายใจให้กับลูกบ้านแสนสิริในโครงการที่พลัส พร็อพเพอร์ตี้บริหารจัดการ ทั้งในด้านการเฝ้าระวัง (Preventive Monitoring) และการดูแลรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance ) สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการที่อยู่อาศัยให้โดดเด่นด้านมูลค่าเหนือคู่แข่งในทำเลเดียวกัน จากระดับความปลอดภัยในการอยู่อาศัยและความสามารถในการดูแลรักษาโครงการให้มีประสิทธิภาพสวยงามอยู่เสมอ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจเช่าและการซื้อขายเปลี่ยนมือ รวมถึงช่วยบริหารค่าส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย “ในปลายปี 2561 นี้ Smart Command Centre จะเริ่มเชื่อมต่อข้อมูลจาก 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการคอนโดมิเนียม เดอะ เทอร์ทีไนน์ สุขุมวิท 39, โครงการ เดอะ ไลน์ อโศก-รัชดา, โครงการ เดอะ ไลน์ ราชเทวี และโครงการบ้านเดี่ยวคณาสิริ พระราม 2 – วงแหวน นอกจากนี้ในปี 2562 เรามีแผนที่จะเชื่อมต่อ Smart Command Centre เข้ากับโครงการแนวราบ 11 โครงการ และโครงการแนวสูงที่จะแล้วเสร็จทั้งหมด ในอนาคต แสนสิริ และพลัสฯ ยังมีแผนการต่อยอดขอบข่ายการทำงานของ Smart Command Centre ทั้งในด้านของการบริหารความปลอดภัย ที่จะเพิ่มการเชื่อมต่อข้อมูลจากระบบ Visitor Management System ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลของผู้มาติดต่อทั้งหมด และระบบ Face Recognition ที่สามารถจัดเก็บภาพใบหน้า ลายนิ้วมือ และข้อมูลของผู้รับเหมา และในส่วนของ IoT Facility Management จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ (Smart Grid) และการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) เพิ่มเติม   “นอกเหนือจากความสามารถด้านการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย และการดูแลระบบวิศวกรรมอาคารส่วนกลาง แสนสิริและพลัสฯ ยังมีแผนขยายขีดความสามารถของ Smart Command Centre ไปยังการใช้งานระบบ Touch Points & Intelligent ซึ่งเป็นเครื่องมือในการรับฟังและตอบรับ ความต้องการของลูกค้าทั่วประเทศผ่านทั้งช่องทางโซเชียลมีเดียและ คอลล์เซ็นเตอร์ รวมถึง Sansiri Infrastructure ที่จะสร้างความมั่นใจในความพร้อมเรื่อง CRM, Salesforce, Data Warehouse ต่าง ๆ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดูแลลูกบ้านตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งทั้งหมดนี้ คือบริการจากแสนสิริและพลัสฯ ที่พัฒนาด้วยความใส่ใจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการให้บริการและสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบให้แก่ลูกบ้านแสนสิริครอบคลุมไปถึงในปี 2562” ดร. ทวิชากล่าว          
“แสนสิริ” ประกาศความสำเร็จด้าน CRM สมาชิก Sansiri Family โตเพิ่มขึ้นกว่า 40% ยอดใช้งานแอพ Sansiri Home Service สูงกว่า 10,000 ครั้งต่อเดือน ดึง 4 สุดยอดเชฟ ร่วมแคมเปญ “SANSIRI CHEF YOUR TABLE” ต่อยอดแพลตฟอร์ม Sansiri Move-In Experience หลังได้รับความนิยมสูงสุด หวังเพิ่มยอดสมาชิก 50% ปีหน้า

“แสนสิริ” ประกาศความสำเร็จด้าน CRM สมาชิก Sansiri Family โตเพิ่มขึ้นกว่า 40% ยอดใช้งานแอพ Sansiri Home Service สูงกว่า 10,000 ครั้งต่อเดือน ดึง 4 สุดยอดเชฟ ร่วมแคมเปญ “SANSIRI CHEF YOUR TABLE” ต่อยอดแพลตฟอร์ม Sansiri Move-In Experience หลังได้รับความนิยมสูงสุด หวังเพิ่มยอดสมาชิก 50% ปีหน้า

แสนสิริ ตอกย้ำความสำเร็จด้าน CRM ที่พร้อมดูแลตลอดการอยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์แบบ หลังขยายฐานจำนวนลูกบ้าน Sansiri Family โตขึ้นกว่า 40% และลูกบ้านวีวีไอพี Siri Priority เพิ่มขึ้นกว่า 35% ในปีนี้ ปลื้มลูกบ้านใช้งานแอพพลิเคชั่น Sansiri Home Services เฉลี่ยกว่า 10,000 ครั้งต่อเดือน รุกเดินหน้าพัฒนาบริการด้วยกลยุทธ์แบบ Personalized CRM พัฒนาเซอร์วิสใหม่ๆครอบคลุม ทุกการใช้ชีวิตของลูกบ้านแบบ 360 องศา ตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกแสนสิริ แฟมิลี่และ Siri Priority เพิ่ม 50% ในปี 2562 พร้อมต่อยอดความสำเร็จแพลตฟอร์มเซอร์วิสยอดนิยม Sansiri Move-in Experience เปิดตัวแคมเปญพริวิเล็จ “SANSIRI CHEF YOUR TABLE” (แสนสิริ เชฟ ยัวร์ เทเบิล) มอบประสบการณ์ในการรับประทานอาหารแบบเหนือระดับให้เป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้ กับครั้งแรกในประเทศไทยที่รวบรวม 4 เซเลบริตี้เชฟชั้นนำระดับประเทศ มาร่วมรังสรรค์ Dining Experience สุดพิเศษถึงบ้านหรือคอนโดฯ ของแสนสิริ ต้อนรับเทศกาลปีใหม่และโอกาสสำคัญ คุณกมลวรรณ ประสิทธิ์วุฒิเวชช์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในปี 2561 นี้ เป็นปีที่แสนสิริ ประสบความสำเร็จอย่างมากในการบริหารด้านลูกค้าสัมพันธ์ โดยมีสมาชิกครอบครัว Sansiri Family เพิ่มขึ้นจาก 60,000 คนในปี 2560 เป็น 84,000 คนในปี 2561 หรือเพิ่มขึ้นถึงกว่า 40% ภายใน 1 ปีที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสมาชิกเป็น 126,000 คนหรือกว่า 50% ในปี 2562 นอกจากนี้สมาชิก Siri Priority ยังเพิ่มขึ้นกว่า 35% จากจำนวน 150 คน ในปี 2561    เป็น 200 คนในปีนี้ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 50%ในปีหน้ากว่า 300 คน ซึ่งเป็นผลจากจุดแข็งด้านบริการที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการแบบรายบุคคล (eCRM personalization) ด้วยพริวิเล็จพิเศษและประสบการณ์ที่แตกต่างและเหนือระดับ รวมทั้งการจัดทีม Relationship Manager นอกจากนี้ หลังจากการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Sansiri Home Services เวอร์ชั่นล่าสุดเมื่อไตรมาสที่ 2 ของปีที่ผ่านมา ได้สร้างความสำเร็จอย่างสูงด้วยยอด ผู้ลงทะเบียนใช้งานกว่า 25,000 ราย ซึ่งมีการใช้งานเป็นประจำเฉลี่ยกว่า 10,000 ครั้งต่อเดือน ซึ่งกว่า 40% เป็นการใช้งานแพลตฟอร์มเซอร์วิส SANSIRI MOVE-IN EXPERIENCE ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้ และรับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกบ้านอย่างล้นหลามด้วยยอดใช้บริการมากกว่า 4,000 ครั้งต่อเดือนโดยบริการในหมวด Easy Living ที่มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุด โดยแสนสิริมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้งาน Sansiri Home Services เป็น 2 เท่าหรือกว่า 50,000 คนได้ ในปี 2562”   “สำหรับกลยุทธ์ในปี 2562 แสนสิริ จะมุ่งต่อยอดแพลตฟอร์ม Move-In Experience ในส่วนบริการที่ได้รับความนิยมอย่าง Easy Living ประเดิมด้วยการเปิดแคมเปญ Sansiri Chef Your Table ที่นำความเข้าใจจากความต้องการของลูกบ้านทุกคนที่อยากสร้างความประทับใจให้กับคนที่รัก เพื่อนๆ หรือครอบครัวในเทศกาลเฉลิมฉลองหรือโอกาสพิเศษสำคัญต่างๆ ในบรรยากาศส่วนตัวที่บ้านของตนเองเพื่อสร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำยิ่งขึ้น ซึ่งทางแสนสิริได้เชิญ 4 เซเลบริตี้เชฟชื่อดังระดับประเทศ ซึ่งบางท่านได้รับรางวัลในระดับมิชลินสตาร์ มาให้บริการรังสรรค์ Dining Experience ที่บ้านหรือคอนโดมิเนียม ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกบ้านแสนสิริได้ยกระดับประสบการณ์ในการรับประทานอาหารแบบ Chef Table ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ด้านไลฟ์สไตล์ที่ได้รับความนิยมในราคาที่เข้าถึงได้ โดยสามารถแจ้งความต้องการหรือการเลือกสรรวัตถุดิบสำหรับแต่ละมื้อพิเศษ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในวงการอสังหาฯ ของไทยที่มอบประสบการณ์ที่แตกต่างแก่ลูกบ้านอย่างเหนือระดับ ในขณะเดียวกัน โครงการใหม่ๆ ของแสนสิริก็ได้จัดเตรียมพื้นที่ Co-Kitchen Space ให้ลูกบ้านสามารถทำอาหารรับประทานเอง หรือเตรียมอาหารสำหรับงานเลี้ยงสังสรรค์ได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งถือเป็นการสะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของแสนสิริถึงความต้องการที่หลากหลายของผู้อยู่อาศัยในปัจจุบัน และความเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับบริการหลังการขาย” แคมเปญ Sansiri Chef Your Table ในความร่วมมือกับ 4 เชฟที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ เอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่น และสไตล์การทำอาหารแตกต่าง ประกอบด้วย เชฟชุมพล แจ้งไพร เซเลบริตี้เชฟอาหารไทยเจ้าของรางวัลมิชลินสตาร์, เชฟกิ๊ก- กมล ชอบดีงาม เซเลบริตี้เชฟชื่อดังด้านอาหารจีน, เชฟปิง-สุรกิจ เข็มแก้ว เซเลบริตี้เชฟชื่อดังด้านอาหารไทยอินโนเวทีฟ และ เชฟวิชิต มุกุระ เชฟอาหารไทย  ผู้มีประสบการณ์ยาวนาน พร้อมรังสรรค์คอร์สเมนูพิเศษ Chef’s Selected Dishes inspired by Sansiri เฉพาะสำหรับแสนสิริ แฟมิลี่ ในราคาค่าบริการเริ่มต้นรวม 20,000 บาท สำหรับลูกค้าจำนวน 8 ท่าน  โดยลูกบ้านแสนสิริสามารถใช้บริการได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2562  ผ่านแอพพลิเคชั่น Sansiri Home Services และเว็บไซต์ Sansiri Family www.sansiri.com/family/th นอกจากนี้ แสนสิริ ยังได้ร่วมกับพันธมิตรโรงแรมระดับ 5 ดาว จัดโปรโมชั่น Sansiri Happy Hampers คัดสรรกระเช้าของขวัญระดับพรีเมียมมาไว้ในแอพฯ ให้ลูกบ้านสามารถเลือกซื้อของขวัญได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมมอบส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 20% ได้แก่ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ  โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพ  โรงแรม ดิโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ  โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ และ โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 17 ธันวาคม 2561 ถึง 15 มกราคม 2562   โดยแสนสิริ ตั้งเป้าจะเพิ่มจำนวนพันธมิตรชั้นนำในด้านต่าง ๆ อีก 30% ในปีหน้าที่จะมาร่วมมอบสิทธิพิเศษให้ลูกบ้าน Sansiri Family จากปัจจุบันที่มีอยู่ถึง 250 ราย   “และสำหรับเป้าหมายในปี 2562 เรายังคงมุ่งมั่นต่อยอดความสำเร็จ โดยเน้นสร้างประสบการณ์ในการดูแลลูกบ้านที่มีมาตรฐานควบคู่กับบริการและสิทธิพิเศษใหม่ๆ ให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงครอบคลุมถึงลูกค้าชาวต่างชาติ   ทั้งที่อาศัยอยู่ในไทยและต่างประเทศ และขยายขอบเขตบริการครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ซึ่งยังคงยึดมั่นในการบริหารงานด้านลูกค้าสัมพันธ์ภายใต้แนวคิด Customer-centric เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ในการอยู่อาศัยให้กับลูกบ้านอย่างสมบูรณ์แบบ อาทิเช่น บริการทางด้านการเงินและพริวิเล็จแบบเอ็กซ์คลูซีฟโดยร่วมกับ   พันธมิตรชั้นนำทางธนาคาร สร้างแพลตฟอร์มบริการศูนย์รวมดีไซน์เนอร์ตกแต่งบ้านในราคาที่เข้าถึงได้ ตลอดจนพริวิเล็จพิเศษในโลเคชั่นใหม่ๆในแคมเปญ @Sansiri Urbanvibes” คุณกมลวรรณ กล่าว          
“แสนสิริ” ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ โกยยอดขาย “XT” แบรนด์ใหม่ 3 โครงการรวด ทะลุเป้าพุ่ง 12,000 ลบ. สูงสุดในประวัติศาสตร์  ปลื้ม! โครงการไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมแนวคิดใหม่แบรนด์แรกในไทย ฉีกทุกกฏการอยู่อาศัย โดนใจมิลเลนเนียล

“แสนสิริ” ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ โกยยอดขาย “XT” แบรนด์ใหม่ 3 โครงการรวด ทะลุเป้าพุ่ง 12,000 ลบ. สูงสุดในประวัติศาสตร์ ปลื้ม! โครงการไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมแนวคิดใหม่แบรนด์แรกในไทย ฉีกทุกกฏการอยู่อาศัย โดนใจมิลเลนเนียล

“แสนสิริ” เขย่าวงการอสังหาฯ ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ “XT New Lifestyle Condominium” ไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมแห่งแรกในไทยกับคอนเซปท์ที่ฉีกทุกกฏการอยู่อาศัย กวาดยอดขายทะลุเป้า 12,000 ลบ. สูงสุดในประวัติการณ์ คิดเป็น 75% ของจำนวนยูนิตที่เปิดขาย ภายในเวลาเพียง 3 เดือนกับ 3 ทำเลศักยภาพ XT เอกมัย XT ห้วยขวาง และ XT พญาไท ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตอกย้ำความสำเร็จจากการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์และเข้าใจไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่สะท้อนตัวตนของชาวมิลเลนเนียลอย่างแท้จริง การปั้นแบรนด์ใหม่ที่แข็งแกร่งด้วยแนวคิดฉีกกรอบ “Extend Your Style” เผย 3 ปัจจัยหลักการซื้อ รูปแบบห้องที่เลือกเองได้ Co-Sharing Space พื้นที่ส่วนกลางที่แชร์ร่วมกันระหว่างโครงการครบครันด้วยเทคโนโลยี ทำเลและราคาที่คุ้มค่าตอบโจทย์การอยู่อาศัยและลงทุน นายปิติ จารุกำจร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและบริหารกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “โครงการ XT New Lifestyle Condominium นับว่าเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมแนวคิดใหม่แบรนด์แรกของแสนสิริ ที่มีความท้าทายในการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และมิลเลนเนียล โดยมีมูลค่ารวมโครงการสูงสุดในประวัติศาสตร์ของแสนสิริด้วยมูลค่าถึง 21,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าการเปิดตัวแบรนด์ใหม่และโครงการในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเกินเป้าที่คาดหวังไว้จากการเปิดขายพร้อมกันรวด 3 โครงการ ทุบสถิติยอดขายทะลุถึง 12,000 ล้านบาท คิดเป็น 75% ของจำนวนยูนิตที่เปิดขาย ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายตั้งไว้ที่ 10,000 ล้านบาท ตอกย้ำความสำเร็จของการพัฒนาโครงการและสร้างแบรนด์ไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมแห่งแรกในไทยเพื่อคนรุ่นใหม่และมิลเลนเนียลอย่างแท้จริง” “ปัจจัยความสำเร็จในครั้งนี้ เกิดจากการพัฒนาแบรนด์ที่แข็งแกร่งของ XT ภายใต้แนวคิด “Extend Your Style” ซึ่งเป็นจุดเด่นของโครงการที่ฉีกกฏเกณฑ์ของการอยู่อาศัยเดิมๆ จากการเป็นไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมใหม่แห่งแรกในไทยที่ผู้ซื้อสามารถเลือกออกแบบเลย์เอาท์ห้องและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสไตล์การใช้ชีวิต พื้นที่ส่วนกลางที่พัฒนาจากแนวคิด Co-Sharing Space ที่สามารถแชร์ร่วมกันระหว่างโครงการ XT ที่ครบครันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น Flexible Furniture และ Sansiri Home Service Application ฯลฯ ตลอดจนศักยภาพทำเลโครงการและราคาที่คุ้มค่าของทั้ง 3 แห่ง ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการอยู่อาศัยและลงทุนอย่างแท้จริง ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างกันใน 3 ทำเลโครงการ  ไม่ว่าจะเป็น XT เอกมัย ศูนย์กลางของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตใจกลางเมืองของคนยุคใหม่ ดีไซน์ของโครงการที่โดดเด่นทันสมัย และด้วยราคาที่ดินที่ถีบตัวขึ้นในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลตอบแทนการลงทุนสูงจากการปล่อยเช่า เนื่องจากเป็นโลเคชั่นที่มีดีมานด์สูงจากการเช่าของลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะ ชาวญี่ปุ่น ส่วน XT ห้วยขวาง ทำเลศักยภาพสูงที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางธุรกิจใหม่หรือ CBD ของกรุงเทพฯ  ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีห้วยขวางเพียง 70 เมตร พร้อมด้วยพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกจัดเต็มในพื้นที่กว่า 4 ไร่ ซึ่งหาไม่ได้จากโครงการอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง ขณะที่ XT พญาไท ตั้งอยู่บนทำเลใจกลางเมืองที่เดินทางสะดวกสบายในราคาที่ไม่สูงเกินเอื้อม พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการบนพื้นที่รวมถึงกว่า 6,000 ตารางเมตร” นายปิติ กล่าว นอกจากนี้ แสนสิริ ยังสร้างมิติใหม่ด้วยการมอบไลฟ์สไตล์พริวิเล็จหรือ ‘XT Experience’ ที่สร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยในแบบฉบับ XT ให้กับลูกบ้านตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าอยู่อาศัย ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นจากแนวคิดหลักของโครงการและพฤติกรรมของคุนรุ่นใหม่ คือ ต้องการสิ่งที่ได้รับการออกแบบพิเศษเฉพาะบุคคล (Customized) โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสิทธิประโยชน์หลัก ได้แก่ Dining สำหรับลูกบ้าน XT ที่ชื่นชอบในการทานอาหาร, Travel สำหรับลูกบ้านที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว, Activity สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมสุดแอคทีฟ และ Leisure สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผ่อนคลาย ตลอดจน Co-Sharing Space  ในสำนักงานขายด้วยแนวคิดใหม่ที่เปิดให้ลูกบ้านและคนทั่วไปได้มาใช้สถานที่ส่วนได้จริงเพื่อร่วมแบ่งปันหรือหาไอเดียใหม่ๆในการทำงาน ตลอดจนเป็นแหล่งพบปะพูดคุยงาน โดยมีบริการเครื่องดื่มและบริการ Wi-fi ฟรี อีกด้วย   ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมเซลล์ แกลอรี่ ที่ผสานเอาบรรยากาศคาเฟ่สุดฮิปและ Co-sharing space เข้าด้วยกัน ของทั้ง 3 โครงการ XT เอกมัย XT ห้วยขวาง และ XT พญาไท  ได้แล้ววันนี้ พร้อมรับบริการ เครื่องดื่มและ Wi-fi ฟรี! โดยสามารถร่วมทำแบบทดสอบ XT Personality Test ค้นหาคาแรกเตอร์ที่ตอบโจทย์อิสระการเลือกรูปแบบห้องเฉพาะบุคคล ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.sansiri.com/xt          
แสนสิริ เซตมาตรฐานวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดตัวครั้งแรกกับโมเดลธุรกิจเปลี่ยนโลก “Sansiri Green Mission” ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

แสนสิริ เซตมาตรฐานวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดตัวครั้งแรกกับโมเดลธุรกิจเปลี่ยนโลก “Sansiri Green Mission” ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำผู้นำอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทย ที่สร้างจุดเปลี่ยนเพื่ออนาคตของโลก ปั้นโมเดล “แสนสิริ กรีน มิชชั่น  – Sansiri Green Mission” สะท้อนปรัชญาของแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ “Circular Economy” ผสานการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีภายใต้การวิจัยและพัฒนาในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน วาง Green Roadmap ผลักดัน 4 คำมั่นสัญญาหลัก ได้แก่ Waste Management |  Energy Saving & Generation | Smart Move และ Sustainability เพื่อโลกและคุณภาพชีวิตที่ดีในการอาศัยอยู่ของลูกบ้านแสนสิริและประชาคมโลกอย่างยั่งยืน   นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ด้วยวิสัยทัศน์ของแสนสิริที่ไม่เพียงแค่การพัฒนาหรือสร้างที่อยู่อาศัย แต่แสนสิริยังมุ่งมั่นส่งมอบไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตให้แก่ลูกค้าภายใต้แนวคิด customer-centric หรือความต้องการของลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุดเพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยให้กับลูกค้าในแต่ละกลุ่มได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ล่าสุดแสนสิริยังมีแนวคิด ในการเดินหน้าเป็นผู้นำเพื่อผลักดันและเซตมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยในด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและยั่งยืน โดยการให้ความสำคัญทั้งในด้านลดการใช้พลังงานและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมโลก ทั้งนี้ที่ผ่านมา แสนสิริได้จัดตั้งทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) และร่วมมือกับพันธมิตรจากสถาบันฯ และบริษัทฯ ชั้นนำระดับโลกกว่า 20 ราย เพื่อพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน  โดยเริ่มนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ผ่านการทดสอบเข้าสู่กระบวนการติดตั้งในโครงการนำร่องต่างๆ อาทิ โครงการ Cooliving Designed Home นวัตกรรมบ้านระบายความร้อน การพัฒนาและติดตั้งกังหันลม ผลิตไฟฟ้า Wind Turbine รวมถึงการเปิดตัว Smart Move แพลตฟอร์มบริการเช่ารถพลังงานไฟฟ้า 100% เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้าน เป็นต้น”   โดยการดำเนินงานเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนในครั้งนี้ “แสนสิริ” ได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน มาประยุกต์ให้เข้ากับแบรนด์ดีเอ็นเอ (DNAs) ของบริษัท ด้วยแรงขับเคลื่อนจากทัศนคติที่พร้อมเปิดรับและพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การอยู่อาศัยสมบูรณ์แบบ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวทางการจัดการของเสียและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ บนหลักการ 2 ข้อใหญ่ ได้แก่ การรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรเพื่อประโยชน์สูงสุด และการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรการบริโภคให้น้อยที่สุด สอดรับกับ แผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ (พ.ศ. 2559 – 2564) เพื่อแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย ตามนโยบายรัฐบาลที่กำหนดให้เป็น “วาระแห่งชาติ” รวมถึงร่างแผนจัดการขยะพลาสติกอย่างบูรณาการ            (พ.ศ. 2560 - 2564) เกิดเป็นโมเดลต้นแบบภายใต้ชื่อ “แสนสิริ กรีน มิชชั่น – Sansiri Green Mission” อันจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญกับการเป็นผู้กำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยในอนาคตที่เข้าใจและใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยมี Green Roadmap เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนในทุกโครงการใหม่ของแสนสิริ ภายใต้ 4 คำมั่นสัญญาหลัก ได้แก่ Waste Management | Energy Saving & Generation | Smart Move และ Sustainability     นายอุทัย กล่าวต่อไปว่า “เราได้เตรียมงบประมาณไว้ 50 ล้านบาท ระหว่างปี พ.ศ. 2562 - 2564 โดยมุ่งมั่งสร้างความเป็นเลิศสู่ความยั่งยืนด้านพลังงานและกำจัดของเสีย ซึ่งในด้าน Waste Management หรือ การจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทวางจุดยืนที่ชัดเจน ในการลดปริมาณขยะคอนกรีตจากการก่อสร้างทั้งในรูปแบบก่ออิฐฉาบปูนและพรีคาสต์สู่นวัตกรรม “Earth Blox” ที่นำเศษคอนกรีตมวลเบาเหลือใช้จากการก่อสร้างกลับมาเป็นส่วนผสมในการแปรรูป เพื่อสร้างบล็อกคอนกรีตใหม่ นำกลับมาใช้ทำแผ่นทางเท้า ช่องลมระบายอากาศ และของตกแต่งภายในแลนด์สเคป โดยนับจากนี้ บริษัทจะเพิ่มการใช้การก่อสร้างด้วยระบบพรีคาสต์ในการก่อสร้างคอนโดมิเนียมจาก 50% เป็น 80% ภายในปีพ.ศ. 2564 ซึ่งจะสามารถลดขยะคอนกรีตที่เกิดจากการก่อสร้างโดยวิธีก่ออิฐฉาบปูนได้ถึง 1,600 ตันต่อปี ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถช่วยโลกลดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas) ได้มากกว่า 48 ตันต่อปี เท่ากับพื้นที่สีเขียวของป่าไม้ 36 ไร่ รวมทั้งตั้งเป้าหมายในการเดินหน้าประกาศภารกิจในการลดปริมาณขยะคอนกรีตจากการก่อสร้างในโรงงานพรีคาสต์ของแสนสิริเป็น 0% หรือ Zero Waste ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2562   ในด้านการกำจัดขยะจากการบริโภคของลูกบ้าน บริษัทได้ทุ่มงบประมาณ 600,000 บาท ติดตั้งเครื่อง Food Waste Machine จำนวน 10 เครื่อง บนพื้นที่ส่วนกลางในทุกโครงการแนวสูงที่จะพัฒนาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2562 เป็นต้นไป โดยตั้งเป้าหมายขยายการใช้งานใน 23 โครงการ ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยในช่วงปีแรกสามารถแปรรูปขยะมูลฝอยได้มากถึง 18 ตันต่อปี จาก 10 โครงการ และคาดว่าเมื่อครบทั้งสิ้น 23 โครงการ จะสามารถแปรรูปขยะมูลฝอยเฉลี่ย 42 ตันต่อปี นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้ง Refun Machine เครื่องรับคืนขวดพลาสติกและกระป๋องในทุกโครงการแนวสูง รวมทั้งสิ้น 23 โครงการ ภายในปี พ.ศ. 2564 และร่วมมือกับสตาร์ทอัพในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น Goo Greens เพื่อนำเสนอความรู้เกี่ยวกับการแยกขยะให้กับลูกบ้านและให้ลูกบ้านได้สนุกกับการสะสมคะแนนเพื่อแลกของสมนาคุณต่างๆ ซึ่งเริ่มนำมาใช้แล้ว ทั้งในโครงการแนวราบ ที่เศรษฐสิริ จรัญฯ-ปิ่นเกล้า และโครงการแนวสูงภายในฮาบิโตะมอลล์ รวมทั้งได้นำร่องติดตั้งเครื่อง Home bio gas หรือนวัตกรรมเครื่องเปลี่ยนขยะมูลฝอยเป็นก๊าซหุงต้มที่โรงแรมเอสเคป เขาใหญ่ และในส่วนของสำนักงานใหญ่ เซลล์ ออฟฟิศ และเซลล์ แกลอรี่ บริษัทตั้งเป้าหมายในการยกเลิกการใช้ขวดน้ำดื่มพลาสติก 100% ภายในปลายปีหน้า”     นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ส่งเสริมการพัฒนาด้าน Energy Saving & Generation เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าทดแทนให้กับโครงการต่างๆ ของบริษัท โดยมีแผนติดตั้ง Solar Roof ครอบคลุม 31 โครงการ ภายในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งจะส่งผลให้ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 2 เมกกะวัตต์ พลังงานสะอาดที่ผลิตได้เทียบเท่ากับปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนถึง 1,400 ล้านเครื่อง ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 2,223 ตันต่อปี หรือคิดเป็นพื้นที่ป่าสีเขียวประมาณ 1,600 ไร่ นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนลดการใช้พลังงานในโครงการที่อยู่อาศัยทั้งในโครงการแนวราบและแนวสูง ด้วยการใช้นวัตกรรมที่ช่วยถ่ายเทอากาศและลดอุณหภูมิในที่อยู่อาศัย ได้แก่ นวัตกรรม Cooliving Designed Home ที่ประกอบด้วย Solar Attic การใช้พัดลมที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยลด    ความร้อนใต้หลังคาบ้าน ทำให้อากาศภายในตัวบ้านเย็นลง และ Shading Screen ระแนงกันแดดที่ออกแบบโดยคำนึงถึงทิศทางของบ้าน เป็นต้น   นายอุทัย กล่าวต่อไปว่า “ด้านการเติมเต็มประสบการณ์การอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตของลูกบ้านที่สมบูรณ์แบบ หรือ “Smart Move” บริษัทได้นำเสนอแนวคิด Complete your living experience และร่วมมือกับ 4 พันธมิตรหลัก Honda, Haupcar, SHARGE และ EA Anywhere สร้างแพลตฟอร์มบริการยานพาหนะระบบเช่า รวมทั้งติดตั้ง Electronic car sharing และ EV Charger ครบทุกโครงการแนวสูงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป ซึ่งปัจจุบันติดตั้งไปแล้ว 5 สถานีรวม 11 คัน และเตรียมเพิ่มอีก 4 สถานีรวม 6 คัน ในปีหน้า คาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 7.5 ตันต่อปี หรือคิดเป็นพื้นที่ป่าสีเขียวประมาณ 5.7 ไร่ พร้อมกันนี้ ยังได้วางเป้าหมายเพื่อต่อยอดโดยเปิดตัวพันธมิตรใหม่ e-scooter ให้บริการใน 2 โครงการสำคัญอีกด้วย และสุดท้ายในส่วนของ Sustainability การบริหารเพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน บริษัทได้เตรียมความพร้อมสร้างความร่วมมือกับองค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยนับเป็นอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่จับมือกับกลุ่มอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ในเมือง หรือ Big Tree เพื่อจัดการต้นไม้ใหญ่ในโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน โดยนำหลักสูตรรุกขกรรมมาอบรมนิติบุคคลและเจ้าหน้าที่ที่ดูแลโครงการ ดูแลตัดแต่งต้นไม้ใหญ่ให้สวยงามและยั่งยืนในทุกโครงการ เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของลูกบ้านและรักษาสภาพแวดล้อมให้ร่มรื่นและเพิ่มมูลค่าโครงการ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน หรือ Sustainability design ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการออกแบบให้ลดการใช้ทรัพยากรและพลังงาน ผสานกับฟังก์ชั่นการใช้งานอย่างลงตัว อาทิ การออกแบบที่พักตอบโจทย์เรื่องอยู่สบายและลดอุณหภูมิภายในบ้าน เพื่อลดปริมาณการใช้พลังงาน ด้วยนวัตกรรม Cooliving Designed Home ในโครงการแนวราบ และนวัตกรรม Ventilation Door คอนโดมิเนียมหายใจได้ใช้ในโครงการแนวสูง ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค เป็น “Green Condominium”  เต็มรูปแบบ โครงการแรก และจะนำแนวคิดไปต่อยอดปรับใช้กับโครงการที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคตทุกโครงการ”   Sansiri Green Mission ทั้ง 4 คำมั่นสัญญาหลัก ได้แก่ Waste Management | Smart Move | Energy Saving & Generation และ Sustainability นับเป็นการผสมผสานนวัตกรรมสีเขียวตลอดวงจรธุรกิจ และเป็นโมเดลแรกของวงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมสอดรับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนครบทุกวงจร ตั้งแต่ Reduce – Recycle – Design – Retailer – Consumers ซึ่งมั่นใจว่าภายใน 3 ปี Sansiri Green Mission จะเป็นกุญแจขับเคลื่อนการสร้างเมืองแห่งอนาคตที่มีความยั่งยืนด้านพลังงานอันจะนำมาซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะยกระดับมาตรฐานของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยให้ก้าวสู่การให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” นายอุทัยกล่าวสรุป    
แสนสิริหนุนโรงแรม The Standard สยายปีก 15 สาขาทั่วโลกภายใน 5 ปี  พร้อมเปิดตัว One Night แอปฯ จองโรงแรมปฏิวัติวงการครั้งแรกในเอเชีย

แสนสิริหนุนโรงแรม The Standard สยายปีก 15 สาขาทั่วโลกภายใน 5 ปี พร้อมเปิดตัว One Night แอปฯ จองโรงแรมปฏิวัติวงการครั้งแรกในเอเชีย

แสนสิริประกาศเปิดตัวโรงแรมเดอะสแตนดาร์ด (The Standard Hotel) และสแตนดาร์ด เรซิเดนซ์ (Standard Residences) ในประเทศไทยอันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายสาขาทั่วโลก พร้อมเปิดตัววัน ไนท์ (One Night)แอปพลิเคชั่นจองโรงแรมภายในวันเดียวกับที่พัก ซึ่งขยายขอบข่ายการบริการสู่เอเชียเป็นครั้งแรกที่กรุงเทพฯ เพื่อต่อยอดหลังการประกาศวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่ธุรกิจโรงแรม เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ระดับโลกผ่านการลงทุนมูลค่า 80 ล้านดอลล่าร์ หรือ 2,640 ล้านบาท ในหลากหลายแบรนด์ชั้นนำระดับโลก     การสยายปีกของ The Standard และOne Night สู่เอเชียครั้งนี้เป็นผลจากการขยายตัวทางธุรกิจอย่างรวดเร็วหลังการร่วมลงทุน ของแสนสิริเมื่อปลายปีที่ผ่านมา  โดย Standard International ตั้งเป้าขยายสาขาโรงแรมทั่วโลกเพิ่มขึ้น 2 เท่า จาก 5 สาขาในปัจจุบันเป็น 10 สาขาภายใน 1 ปี และขยายเพิ่ม 2 เท่าอีกครั้งเป็น 20สาขาภายใน 5 ปี ขณะที่ One Night เริ่มรุกสู่ตลาดเอเชียซึ่งมีศักยภาพการเติบโตทางธุรกิจสูง โดยเริ่มเปิดให้บริการที่กรุงเทพฯ แล้วเป็นแห่งแรก     นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2560 เราได้ประกาศแผนการลงทุนในแบรนด์ระดับโลกมากมาย ซึ่งล้วนเป็นผู้นำในธุรกิจโรงแรม เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ การลงทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขยายฐานความรู้และการสร้างพันธมิตรในประเภทธุรกิจอื่นที่หลากหลายออกไปนอกเหนือจากด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นเรื่องน่ายินดีที่ในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี การลงทุนครั้งนี้ได้ช่วยขับเคลื่อนให้ The Standardและแอปพลิเคชั่น One Night เติบโตในอัตราที่รวดเร็ว ซึ่งวันนี้ทั้งสองแบรนด์พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดเอเชียอย่างแข็งแกร่ง โดยมีประเทศไทยเป็นเป้าหมายแห่งแรก”      The Standard แบรนด์ที่กล่าวได้ว่ามีอิทธิพลที่สุดในธุรกิจบูทีคโฮเทล ได้วางแผนขยายสาขาโรงแรมเพิ่มขึ้นสองเท่า ทั่วโลกหลังจากที่แสนสิริเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 35% ในบริษัทแม่ คิดเป็นมูลค่า 58 ล้านดอลล่าร์ หรือกว่า 1,900 ล้านบาท The Standardตั้งเป้าขยายสาขาสู่ตลาดใหม่ๆ โดยอาศัยทีมงานที่เปี่ยมคุณภาพ ความเชี่ยวชาญ  ในการสร้างสรรค์โปรแกรมและกิจกรรมที่เน้นการสะท้อนวัฒนธรรมในรูปแบบต่างๆ การคัดสรรพาร์ทเนอร์  และการสร้างสรรค์งานอีเวนต์ที่ไม่ซ้ำใคร เพื่อเชื่อมโยงชุมชนและสังคมท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากทั่วโลก เข้าด้วยกัน The Standard ได้ปักหมุดขยาย 10 สาขาทั่วโลกโดยมี 2 สาขาที่ประเทศไทย ที่จะเปิดบริการภายในอนาคตอันใกล้     ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ 5 ปีที่จะขยายสาขาให้ครบ 20 แห่ง ทั้งในโลเคชั่นที่อยู่ในพื้นที่ใจกลางเมือง และเมืองตากอากาศชั้นนำทั่วโลก อันได้แก่ ลอนดอน ซึ่งจะเปิดในไตรมาส 1 ปี 2562ตามด้วย ปารีส มิลาน เบอร์ลิน ลิสบอน ปราก แมดริด ชิคาโก ลาสเวกัส  นิวออร์ลีนส์ แอตแลนต้า ดูไบ สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน กรุงเทพฯ ภูเก็ต หัวหิน จาการ์ตา และบาหลี โดยเมืองเป้าหมายทั้งหมดข้างต้นล้วนแล้วแต่เป็นทำเลที่ The Standardมีแผนดำเนินการพัฒนาโรงแรมที่เป็นรูปธรรมแล้ว หรือมีความคืบหน้าในขั้นตอนเจรจาตกลง     อามาร์ ลาลวานี ซีอีโอ สแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “การขยายแบรนด์ The Standard ไปสู่พื้นที่ใหม่ๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการส่งมอบประสบการณ์การเข้าพักในโรงแรมที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นของเราสู่ผู้คนอีกมากมาย เราสร้างสรรค์พื้นที่ให้มีความสอดคล้องกลมกลืนกับวัฒนธรรรมเฉพาะตัวของแต่ละท้องถิ่นที่โรงแรมตั้งอยู่ ผ่านการออกแบบพื้นที่ใช้สอยและการสร้างประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่นให้กับทั้งแขกที่มาพักและผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ    The Standardยังตั้งใจสร้างแบรนด์ให้เป็นพื้นที่ที่เป็นเสมือนศูนย์กลางของพลังแห่งความสร้างสรรค์และการร่วมกันทำกิจกรรมแสนสนุกสนาน ตัวอย่างที่ชัดเจนได้แก่ The Standard สาขา High Line ซึ่งเป็นโรงแรมแฟล็กชิพของเราที่นิวยอร์ก ที่นับได้ว่าเป็นเครื่องมือบุกเบิกการพลิกโฉมพื้นที่ซึ่งอดีตเป็นย่านโรงงานเนื้อสัตว์ให้กลายเป็นทำเลซึ่งเป็นที่น่าสนใจที่สุดของแห่งหนึ่งของเมือง และดึงดูดให้เกิดสถานที่ซึ่งมีความน่าสนใจ และผู้ประกอบการใหม่ๆ เข้ามาในย่าน   ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์วิทนีย์ (Whitney Museum) เทสลา (Tesla) และซัมซุง(Samsung)นอกจากนี้นับตั้งแต่ The Standard ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจภายในย่าน ยังส่งผลให้ราคาของอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณนี้มีมูลค่าสูงขึ้นราวสองเท่าเมื่อเทียบกับอสังหาฯ ในบริเวณที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่บล็อกจากโรงแรม และเราเชื่อมั่นว่าปรากฏการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นอีกเช่นเดียวกันเมื่อเราเปิดโรงแรม The Standard สาขาใหม่แห่งแรกนอกสหรัฐอเมริกา ที่ลอนดอน ในย่านคิงส์ครอส และในพื้นที่ใหม่ๆ ทั่วโลกอีกมากมาย”       “สำหรับประเทศไทย เรามีแผนเปิดโรงแรม The Standard แห่งแรกที่ภูเก็ต ซึ่งนอกจากโรงแรมแล้ว ยังมี Standard Residences ซึ่งเราพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้ความร่วมมือกับแสนสิริ ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจทั้งในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่น่ามาเยี่ยมเยือน รวมถึงจำนวนของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี จึงเป็นทำเลที่เหมาะสมสำหรับการเปิดตัวแบรนด์ The Standard ไม่ว่าจะเป็นความโดดเด่นในด้านอาหารการกินชั้นเลิศ แวดวงแฟชั่น และศิลปะ เมื่อประกอบเหตุผลต่างๆ เข้าด้วยกัน เราจึงตัดสินใจเลือกกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งสำนักงาน ประจำภูมิภาคของเราเพื่อดูแลการดำเนินธุรกิจทั้งหมดในแถบเอเชียและตะวันออกกลาง”      ด้วยจำนวนโรงแรมทั้งหมด 6 แห่งในปัจจุบันและห้องพักรวมกันกว่า 1,200 ห้อง (รวมโรงแรมแห่งใหม่ที่จะเปิดในลอนดอน) The Standard สามารถสร้างรายได้ปีละประมาณ 200 ล้านดอลล่าร์ หรือ6,600 ล้านบาท มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 85% มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเติบโต 121% โดยทุกสาขามีอัตราที่ใกล้เคียงกัน  The Standard ยังมีสัดส่วนการจองห้องพักจากลูกค้าโดยตรงและการกลับมาใช้บริการซ้ำของแขกที่สูงเป็นอย่างมาก ซึ่งช่วยสะท้อน  ความแข็งแกร่งของแบรนด์ซึ่งโดดเด่นกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ     จิมมี่ ซูฮ์ ประธานบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง One Night กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งกับการเปิดตัวแอปพลิเคชั่น One Night ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการขยายธุรกิจสู่เอเชียเป็นครั้งแรก กรุงเทพฯ คือเมืองที่ไม่เคยหลับ ผู้คนเปี่ยมพลัง  ในการทำงานและใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมสำหรับOne Night แอปพลิเคชั่นจองโรงแรมในวันเดียวกับการเข้าพัก ที่มอบตัวเลือกโรงแรมอิสระชื่อดังซึ่งล้วนคัดสรรมาเพื่อประสบการณ์สุดพิเศษด้วยราคาที่ดีที่สุด”   “แอปพลิเคชั่น One Night เกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมแนวคิดในการใช้ชีวิตให้คุ้มค่าและการท่องเที่ยวที่เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ สอดคล้องกับเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันที่ผู้บริโภคต้องการบริการที่สั่งได้ทันทีอย่างใจ (on-demand service) ผ่านทางหน้าจอโทรศัพท์ นอกจากนี้ ยังเป็นการผลักดันให้การพักในโรงแรมกลายเป็นกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ เพื่อหลีกหนีจากชีวิตประจำวันที่จำเจ ตามเทรนด์ Staycation ที่กำลังมาแรง นอกจากนั้นตัวแอปฯ ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมที่น่าสนใจบริเวณโดยรอบโรงแรมอีกด้วย”     สำหรับ One Night ที่เปิดตัวในกรุงเทพฯ ได้รวบรวมโรงแรมอิสระที่ดีที่สุด 16 แห่ง ประกอบด้วย โรงแรมอาคิระ สุขุมวิท, โรงแรมอาคิระ ทองหล่อ, แบงค็อก ริเวอร์ไซด์, ปาเฮ่า เกสต์เฮาส์ เยาวราช, โรงแรมคาโบชอง, โรงแรมดิโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ, ริว่าอรุณ, ริวา เซอร์ยา, เซี่ยงไฮ้แมนชั่น, เดอะสยาม, สยามแอทสยาม, โรงแรมสุโขทัย, โรงแรม เดอะ สุโกศล, 137 พิลล่าร์ สวีท แอนด์ เรสซิเด้นซ์, โรงแรมอำแดง, จอช โฮเทล และวันเดย์ โฮสเทล ลูกค้าแสนสิริสามารถรับสิทธิพิเศษสำหรับการจองโรงแรมในกรุงเทพมหานครผ่านแอปพลิเคชั่น One Night ได้ระหว่างวันนี้ – 30พฤศจิกายน 2561 ด้วยส่วนลดพิเศษ 1,000 บาท สำหรับลูกค้า Sansiri Family และส่วนลด 1,500บาทสำหรับลูกค้า Siri Priority     นอกเหนือจากกรุงเทพฯ ปัจจุบัน One Night ได้เปิดให้บริการแล้วในอีก 15 เมืองหลักในสหรัฐอเมริกา และลอนดอน ครอบคลุมโรงแรมอิสระกว่า 170แห่ง และมีแผนขยายขอบข่ายให้ครอบคลุม 30เมืองทั่วโลก รวมทั้งในเอเชีย  และยุโรป ภายในสิ้นปี 2563 “การร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับแบรนด์ที่แข็งแกร่งและโดดเด่น จะช่วยส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของแสนสิริ ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงบริการจากผู้นำธุรกิจระดับโลกอย่างแท้จริง การเปิดตัวThe Standard และ One Night ในประเทศไทยคืออีกก้าวสำคัญของเรา ที่จะนำไปสู่สิ่งใหม่ๆ อีกมากมายในอนาคต" นายอภิชาติกล่าว    
อภิชาติ จูตระกูล หัวเรือใหญ่ของแสนสิริ ยิ้มรับความสำเร็จหลังจาก 1 ปี ของการลงทุนธุรกิจชั้นนำด้านเทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ชั้นนำของโลก

อภิชาติ จูตระกูล หัวเรือใหญ่ของแสนสิริ ยิ้มรับความสำเร็จหลังจาก 1 ปี ของการลงทุนธุรกิจชั้นนำด้านเทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ชั้นนำของโลก

อภิชาติ จูตระกูล หัวเรือใหญ่ของแสนสิริ ยิ้มรับความสำเร็จหลังจาก 1 ปี ของการลงทุนธุรกิจชั้นนำด้านเทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ชั้นนำของโลก ด้วยความเคลื่อนไหวสำคัญของ 2พันธมิตรอย่างเครือโรงแรม “เดอะสแตนดาร์ด” (The Standard) แบรนด์โรงแรมที่ทรงพลังที่สุด  ในวงการบูทีคโฮเทลที่กำลังเดินหน้าขยายสาขาโรงแรมใหม่อีก 15 แห่งภายใน5 ปีข้างหน้า หลังการเข้าไปลงทุนของแสนสิริ ที่สำคัญมี 2 สาขาที่จะเปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในเอเชียที่ประเทศไทย นอกจากนี้ “วัน ไนท์”(One Night) แอปพลิเคชั่นสำหรับการจองโรงแรมในวันเดียวกับการเข้าพักก็ได้เริ่มรุกสู่ตลาดเอเชียเร็วๆ นี้ โดยเริ่มเปิดให้บริการที่กรุงเทพฯ เป็นที่หมายแรก เตรียมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้พร้อมกันในวันที่ 6พฤศจิกายนนี้
ครั้งแรกในไทย! “แสนสิริ” ผนึก “โตคิว คอร์เปอเรชั่น” ดึง “สมิติเวช” ร่วมเสริมแกร่ง  ประกาศพันธมิตร เปิดตัว “เวลล์เนส เรสซิเดนซ์” ต่อยอดศักยภาพ 3 ผู้นำธุรกิจ

ครั้งแรกในไทย! “แสนสิริ” ผนึก “โตคิว คอร์เปอเรชั่น” ดึง “สมิติเวช” ร่วมเสริมแกร่ง ประกาศพันธมิตร เปิดตัว “เวลล์เนส เรสซิเดนซ์” ต่อยอดศักยภาพ 3 ผู้นำธุรกิจ

“แสนสิริ” “โตคิว คอร์เปอเรชั่น” ร่วมด้วย “โรงพยาบาลสมิติเวช” ยักษ์ใหญ่ผู้นำ 3 ธุรกิจ ด้านอสังหาฯในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น และโรงพยาบาลระดับนานาชาติชั้นนำในไทยผนึกกำลังประกาศพันธมิตร เดินหน้าพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ “เวลล์เนส เรสซิเดนซ์” (Wellness Residence) ที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ครั้งแรกในไทยพัฒนาขึ้นจากการศึกษาอย่างครอบคลุม เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพคอนเซ็ปท์ใหม่ พร้อมรับรองมาตรฐานระดับโลก WELL Certification เปิดมิติใหม่แห่งการใช้ชีวิตด้วยแนวคิดการส่งเสริมสุขภาพดีในทุกๆด้านจากความต้องการของคนทุกวัย มูลค่าโครงการกว่า 2,400 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพกรุงเทพกรีฑา ครบครันด้วยการสร้างคอมมูนิตี้และกิจกรรมไลฟ์สไตล์แห่งการอยู่อาศัยจากแบรนด์ชั้นนำมากมาย เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจที่เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ มุ่งพลิกโฉมการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีในไทยสอดรับเทรนด์เวลล์เนสโลกและในไทยที่เติบโตขึ้น   นายปิติ จารุกำจร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและบริหารกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ปัจจุบัน คนเราใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากกว่าเมื่อเทียบกับเวลาในชีวิต และพร้อมจะจ่ายในสิ่งที่ต้องการเพื่อการดูแลสุขภาพ จากบ้านที่เราอาศัยสู่การใช้ชีวิตที่หลากหลายรวมถึงการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ดังนั้น การได้อยู่ในบ้านที่ถูกสร้างเพื่อส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพดี จึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนทุกวัย จากรายงานการศึกษาเรื่องที่อยู่อาศัยเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี (Build Well to Live Well 2018) ที่สถาบันสุขภาพโลก (Global Wellness Institute) จัดทำขึ้นในปีนี้ พบว่านับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา การพัฒนาที่อยู่อาศัยในกลุ่มเวลล์เนสเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีทั่วโลกมีมูลค่าตลาดประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท หรือ 134,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีอัตราการเติบโต 6.4% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมการก่อสร้างของโลกที่เติบโตที่ 1.5% และสามารถทำกำไรเฉลี่ยประมาณ 10-25% โดยปัจจุบัน มีโครงการและชุมชนที่เน้นการสร้างไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพดีประมาณ 740 แห่งทั่วโลก”     “แสนสิริ จึงได้พัฒนาโครงการในเซ็กเม้นท์ใหม่ “เวลล์เนส เรสซิเดนซ์” จากแนวคิดที่ต้องการนำเสนอที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่เป็นครั้งแรกของไทยที่สร้างขึ้นจากการศึกษาอย่างครอบคลุม ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่อยู่อาศัยครบวงจรที่คำนึงถึงการดีไซน์สวยงามที่ตอบโจทย์การใช้งาน (Style Living) เราได้นำแนวคิดการออกแบบที่เข้าใจความต้องการของมนุษย์มาใช้ในการพัฒนาทุกโครงการ ในครั้งนี้ เราจึงได้ร่วมมือกับโตคิว คอร์เปอเรชั่น ซึ่งเป็นนักพัฒนาจากญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมากในด้านการพัฒนาโครงการเพื่อการใช้ชีวิตที่ดีในทุกช่วงวัย รวมถึงร่วมมือกับโรงพยาบาลสมิติเวช ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญในด้านการยกระดับการดูแลสุขภาพ เพื่อสร้างสรรค์โครงการคอนโดมิเนียมสำหรับคนรักสุขภาพที่จะยกระดับมาตรฐานโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อไลฟ์สไตล์ที่เน้นสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไปอีกขั้น โครงการนี้จะเป็นโครงการที่อยู่อาศัยและคอมมูนิตี้แห่งแรกในประเทศไทยที่พัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงสุขภาพของผู้อยู่อาศัยเป็นหัวใจสำคัญ ภายใต้แนวคิด 5 ด้านที่เป็นองค์ประกอบของการส่งเสริมการมีสุขภาพดี ได้แก่ด้านร่างภาย (Body) จิตใจ (Mind) จิตวิญญาณ (Soul) สิ่งแวดล้อม (Environment) และการใช้ชีวิตในสังคมที่รักสุขภาพ (Like minded community) โดยสะท้อนผ่านทั้งในการกำหนดคอนเซ็ปต์ การออกแบบการคัดสรรวัสดุที่ดีต่อสุขภาพ การตกแต่งและใช้เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวที่เหมาะกับสรีระผู้ใช้งาน ตลอดจนผสานจุดแข็งของพันธมิตรแต่ละรายเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร เพื่อสร้างสรรค์โครงการที่มีดีไซน์ โดดเด่นเพื่อการมีสุขภาพที่ดีในทุกมิติ”   แสนสิริ, โตคิว กรุ๊ป และ สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น ร่วมมือกันโดยมีสัดส่วนการลงทุน 70:29:1 ตามลำดับ โดยโรงพยาบาลสมิติเวชจะร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์มอบบริการด้านสุขภาพเพื่อสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เป็น “Well-Cared” ซึ่งสรรหาโครงการที่อยู่อาศัยที่จะทำให้ตนเองสามารถรักษาสุขภาพดีที่ยืนยาว รวมทั้งมีเพื่อน มีสังคมที่มีความต้องการอย่างเดียวกัน     มร. ชินจิ สึยามะ ผู้จัดการทั่วไป และตัวแทนในประเทศไทย บริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) กล่าวว่า “เป้าหมายของเรา คือ การสร้างสรรค์ “สิ่งแวดล้อมที่สวยงาม” มีความอบอุ่น เพื่อการใช้ชีวิตที่ดี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงชีวิตของผู้คน (Sustainable Living) ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จมาก คือ การสร้าง Business model หรือการผสานองค์ความรู้ที่เราเรียกว่า “One Tokyu” เข้ากับความรู้และประสบการณ์กับธุรกิจในเครือ บริษัทได้นำความเชี่ยวชาญการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่คำนึงถึงการสร้างสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ มีประโยชน์ใช้สอยและรองรับการใช้ชีวิตได้จริง ซึ่งถือเป็นทักษะสำคัญจากทีมสถาปนิกของโตคิว กรุ๊ป ทั้งยังได้นำการออกแบบที่สอดคล้องกับสภาพร่างกายมาใช้ในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่อาศัย ตลอดจนข้อมูลจากการศึกษาตลาดและประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่คำนึงถึงสุขภาพมาให้ได้สัมผัส ซึ่งจะยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่และเกิดประโยชน์ต่อผู้ที่อาศัยในโครงการอย่างเต็มที่”     ด้าน พ.ญ. สุรางคณา เตชะไพฑูรย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชและโรงพยาบาลบีเอ็นเอช กล่าวว่า “ข้อมูลจากทีดีอาร์ไอ เปิดเผยผลประมาณการค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยในอีก 15 ปีข้างหน้าตามหลัก OECD จะมีค่าประมาณ 4.8 – 6.3 แสนล้านบาท นอกจากนี้ การวิจัยใหม่ๆ ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยทางพันธุกรรมของคนมีผลประมาณ 20% ต่อสุขภาพของเรา ส่วนที่เหลืออีก 80% นั้น เป็นผลจากการใช้ชีวิตและปัจจัยภายนอก เช่น บ้าน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งล้วนแต่มีผลโดยตรงต่อสุขภาพ พฤติกรรม วิถีชีวิต และอารมณ์ ดังนั้น ในฐานะผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพชั้นนำ เรามุ่งเน้นหลักการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ด้วยการสร้างคุณค่าต่อผู้รับบริการ สังคมและประเทศผ่านคอนเซ็ปท์ “เราไม่อยากให้ใครป่วย” โดยใช้นวัตกรรมให้ผู้รับบริการ รู้เท่าทัน-สกัดกั้น-วางแผน เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีแบบองค์รวม (Holistic living)เนื่องมาจากปัญหาของผู้ป่วยทั้งกายและใจ นอกจากนี้ การใช้นวัตกรรมดูแลสุขภาพ Precision Medicine เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ระดับยีนเฉพาะบุคคล สามารถเจาะลึกได้ทุกโรค เพื่อบ่งบอกความเสี่ยงการเกิดโรคได้ล่วงหน้าได้ตั้งแต่ในครรภ์ ยังสามารถช่วยสกัดกั้นโรคต่างๆ ตั้งแต่ก่อนคลอด หรือแรกเกิด ทำให้ทุกชีวิตเกิดมา   อย่างมีคุณภาพและปลอดโรคภัยไข้เจ็บตั้งแต่เริ่มแรก สมิติเวชมีความตั้งใจเพื่อมุ่งเน้นให้ผู้คนไม่เจ็บป่วย อันจะช่วยลดการเจ็บป่วยจากโรคที่เกิด ลดการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการรักษา Healthcare cost โดยรวมลดลง รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นทุกปีจากการที่ผู้ป่วยมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อ GDP (Gross Domestic Product) ของประเทศในการพยุงเศรษฐกิจชาติเมื่อประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น และนี่คือการสร้าง “องค์กรแห่งคุณค่า” (Organization of Value)”   “นอกจากนี้จากการที่ปัจจุบันผู้บริโภคควรเริ่มตระหนักถึงโครงการที่อยู่อาศัยที่เข้าใจและให้ความสำคัญต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของเราเป็นหลัก เพื่อช่วยให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น เราจึงเห็นว่ามีโอกาสอีกมากในตลาดที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพสูงและให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดี และความต้องการของผู้บริโภคในตลาดนี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การร่วมเป็นพันธมิตรกับแสนสิริและโตคิว คอร์เปอเรชั่น จะเป็นช่องทางในการเพิ่มรายได้ของเราอีกทางหนึ่ง นอกเหนือไปจากการขยายธุรกิจด้านบริการทางการแพทย์ที่เป็นธุรกิจหลักของเรา”     โครงการคอนโดมิเนียมสำหรับคนรักสุขภาพแห่งใหม่นี้ เป็นโครงการคอนโดมิเนียม 4 อาคาร รวมมูลค่า 2,400 ล้านบาท ที่นอกจากจะส่งเสริมการใช้ชีวิตที่ให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพแล้ว ยังจะเป็นการสร้างชุมชน “Wellness Community” ที่จะช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพในองค์รวมได้อย่างครบวงจร โครงการดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นที่ 7 ไร่ บนถนนกรุงเทพกรีฑา ทำเลทองสำหรับการอยู่อาศัยและมีสิ่งแวดล้อมที่สงบ และสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์โดยรอบได้อย่างง่ายดาย การออกแบบโครงการเป็นไปตามแนวคิดที่เน้นการเติมเต็มทุกมิติในการใช้ชีวิตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางกายภาพ จิตใจ จิตวิญญาณ สิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งคาดว่าจะเริ่มพรีเซลล์ได้ในปี 2562 นี้ โดยมีจุดเด่นใน 4 ด้าน ได้แก่   ด้านจิตใจ (Mind) จิตวิญญาณ (Soul) และการใช้ชีวิตในสังคมแห่งสุขภาพ (Like-minded community) โครงการคอนโดมิเนียมรูปแบบใหม่สำหรับคนรักสุขภาพแห่งแรกของไทย ที่พรั่งพร้อมด้วยกิจกรรมและบริการจากไลฟ์สไตล์แบรนด์ชั้นนำระดับโลกและในไทยไว้ในที่เดียว โดยร่วมกับพันธมิตรจัดกิจกรรมและบริการต่างๆ ที่ส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีตั้งแต่วันนี้ เพื่อพัฒนาการด้านสุขภาพร่างกาย (Body) สุขภาพความคิดและจิตใจ (Mind&Soul) สังคมของผู้ที่มีความชอบคล้ายกัน (Like-minded Community) และการวางแผนชีวิตทางการเงิน (Wealth)   ด้านสุขภาพร่างกาย (Body) โครงการที่อยู่อาศัยแห่งแรกของไทยที่ออกแบบด้วยยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ (Universal Design) และให้ความสำคัญกับความสวยงาม (Aesthetic Universal Design) การจัดการพื้นที่ให้รองรับกับการเปลี่ยนแปลงความต้องการในอนาคตทั้งในที่พักอาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ (Space planning & Ergonomic Design) โดยผสานการออกแบบที่โดดเด่นผ่านความเชี่ยวชาญร่วมกับพันธมิตรอย่างโตคิว   โครงการแรกของไทยที่มีโซลูชั่นเพื่อสุขภาพที่ครบวงจร บริการผ่านการใช้เทคโนโลยี Tele-health และ Plus+ Service โรงพยาบาลสมิติเวช จะนำนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพมาใช้เพื่อช่วยให้เราเห็น ป้องกัน และวางแผนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างครบวงจร ผู้อยู่อาศัยในโครงการจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ บริการเพื่อสุขภาพ และได้รับคำปรึกษา ตลอดจนบริการส่งเสริมสุขภาพทั้งทางกายภาพและจิตใจ ผ่านบริการโดยตรงและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ บริการด้านสุขภาพสำหรับผู้อยู่อาศัยจะเน้นการป้องกัน และการให้คำปรึกษา เช่น การตรวจสุขภาพก่อนย้ายเข้าโครงการ การให้ความรู้ส่งเสริมสุขภาพ และการตรวจหาปัญหาสุขภาพ ตลอดจนโปรแกรมอื่นๆ เช่น การตรวจสอบทางพันธุกรรมและการแพทย์ ที่เจาะลึกระดับยีน (Precision Medicine) รวมทั้งอุปกรณ์ตรวจสุขภาพเพื่อให้คำแนะนำด้านสุขภาพแก่ผู้อยู่อาศัยได้อย่างทันท่วงทีผ่านการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ (Tele-health) นอกจากนี้ แสนสิริยังจะนำบริการ Plus+ Service มาใช้ โดยเป็นแนวคิดด้านการบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์แรกของไทยซึ่งมีโรงพยาบาลสมิติเวชเป็นผู้ให้ความรู้และฝึกอบรม เพื่อให้ข้อมูลความรู้แก่ลูกค้าในโครงการ รวมทั้งบริการฉุกเฉินตลอดเวลา ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) มาตรฐานบทใหม่ของโครงการที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่สำหรับคนรักสุขภาพในประเทศไทยที่ยกระดับสู่การรับรองมาตรฐานระดับโลก WELL Certification จากสถาบัน WELL Building InstituteTM ในสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างโมเดลใหม่ในการพัฒนาโครงการ ที่ผสานจุดเด่นด้านการดูแลสุขภาพเข้ากับสิ่งแวดล้อมอย่างกลมกลืน โดยให้ความสำคัญกับ 11 ปัจจัยหลัก ได้แก่ อากาศ น้ำ โภชนาการ แสง การเคลื่อนไหว ความสบาย เสียง วัสดุ จิตใจ ชุมชน สังคม และ นวัตกรรม WELL (เวลล์) เป็นมาตรฐานรับรองแรกที่รับประกันประสิทธิภาพของระบบโดยวัดผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่มีต่อสุขภาพ และเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับระดับโลก   “เราหวังว่าโครงการเวลล์เนส เรสซิเดนซ์นี้ จะเป็นมิติใหม่ด้านกลยุทธ์ที่สามารถตอบโจทย์คนที่รักสุขภาพแบบครบองค์รวมได้อย่างดี รวมถึงความเชี่ยวชาญของพันธมิตรระดับชั้นนำที่มั่นใจว่าจะสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีได้ตั้งแต่วันนี้” นายปิติกลาวสรุป
แสนสิริเผยโฉม “เดอะ ไลน์ อโศก-รัชดา” ชูโมเดลสมาร์ท  คอนโดเต็มรูปแบบแห่งแรกของแสนสิริ  ตอกย้ำผู้นำคอนโดมิเนียมอัจฉริยะผสานเทคโนโลยี IoT

แสนสิริเผยโฉม “เดอะ ไลน์ อโศก-รัชดา” ชูโมเดลสมาร์ท คอนโดเต็มรูปแบบแห่งแรกของแสนสิริ ตอกย้ำผู้นำคอนโดมิเนียมอัจฉริยะผสานเทคโนโลยี IoT

แสนสิริ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านผู้พัฒนานวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล เผยแผนพัฒนาสมาร์ท คอนโด ประกาศเดินหน้าใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ในทุกโครงการคอนโดมิเนียมที่จะแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป แบ่งแผนพัฒนาออกเป็น 3 ระดับตามเซ็กเมนต์โครงการ ตั้งแต่การควบคุมระบบพื้นฐานไปจนถึงอาคารอัจฉริยะเต็มรูปแบบ เน้นกลยุทธ์ในการยกระดับสมาร์ท คอนโด ของวงการอสังหาริมทรัพย์ ผ่านแนวคิด 3 ด้าน ได้แก่ iConvenience (ความสะดวกสบาย) iSafe (ความปลอดภัย) และ iGreen (ด้านประหยัดพลังงาน) ชู “เดอะ ไลน์ อโศก-รัชดา” โครงการภายใต้การร่วมทุนระหว่างแสนสิริและบีทีเอส กรุ๊ปฯ เป็นโมเดลสมาร์ท คอนโดแห่งแรกของแสนสิริ พร้อมยก ดิ เอดจ์ (The Edge) อาคารอัจฉริยะที่สุดในโลกของประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นต้นแบบในการพัฒนาโครงการภายในปี 2563     ดร. ทวิชา ตระกูลยิ่งยง ประธานผู้บริหารสายงานเทคโนโลยีและวิเคราะห์ข้อมูล บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แสนสิริเล็งเห็นถึงความสำคัญในเทรนด์ผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ จึงนำแนวคิดการบริหารจัดการอาคารอัจฉริยะ ที่ใช้เทคโนโลยี IoT หรือ Internet of Things เข้าไปเชื่อมต่ออุปกรณ์กับซอฟต์แวร์และบริการที่มีภายในอาคาร ตั้งแต่ พื้นที่ส่วนกลางไปจนถึงภายในห้องพักอาศัย ยกระดับความสะดวกสบายและปลอดภัยให้แก่ลูกบ้าน และยังสามารถบริหารจัดการอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมช่วยควบคุมการทำงานเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนกลาง เช่น อุปกรณ์ดับเพลิง เครื่องปั่นไฟ ตู้ควบคุมระบบไฟฟ้าหลัก ลิฟต์ ปั๊มน้ำ ระบบท่อระบายน้ำและสระว่ายน้ำ ไปจนถึงการปรับสภาพอากาศภายในอาคาร (Heating, Ventilation and Air Conditioning : HVAC) ทำให้สามารถควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม เพื่อลดการใช้พลังงานเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถช่วยคาดการณ์ความเสียหายของอุปกรณ์ต่าง ๆ (Preventive Maintenance) ให้สามารถวางแผนการซ่อมแซมได้อย่างทันท่วงที และช่วยประหยัดต้นทุนในการบริหารจัดการได้ในระยะยาว”     “จากความสำคัญดังกล่าว แสนสิริจึงได้วางแผนการพัฒนาสมาร์ท คอนโดออกเป็น 3 ระดับ ตามเซ็กเมนต์ที่แตกต่างกันของโครงการที่จะแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2562 ได้แก่ ระดับพื้นฐาน คือการใช้เทคโนโลยี IoT เข้ามาควบคุมระบบส่วนกลางของโครงการ ระดับปานกลาง คือการใช้เทคโนโลยี IoT เข้ามาควบคุมระบบพร้อมด้วยระบบ Building Automation System (BAS) ในการสั่งการระบบพื้นที่ส่วนกลาง ระดับสูงสุด คือสมาร์ท คอนโด ที่นำเทคโนโลยี IoT เข้ามาร่วมบริหารจัดการอาคารในการคาดการณ์ความเสียหายของอุปกรณ์ต่าง ๆ (Preventive Maintenance) เพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”     “แสนสิริ จึงได้นำแผนพัฒนาระดับสูงสุดดังกล่าวเข้ามาใช้ที่โครงการเดอะ ไลน์ อโศก-รัชดา ซึ่งเป็นโครงการภายใต้การร่วมทุนระหว่างแสนสิริและบีทีเอส กรุ๊ปฯ โครงการที่ 4 ที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่แล้ววันนี้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Balance is Everything ที่ต้องการตอบสนองการใช้ชีวิตที่สมดุลให้กับคนเมือง ซึ่งประสบความสำเร็จจากการปิดการขายได้ทันทีในวันพรีเซลล์ และศักยภาพด้านทำเลใจกลางย่านธุรกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ อย่างย่านพระรามเก้า โดยโครงการได้รับผลตอบรับอย่างดีจากลูกค้า มียอดโอนแล้วเกือบ 40% เพียง 2 อาทิตย์หลังจากเริ่มโอน มั่นใจถึงเป้าที่ตั้งไว้ 80% ภายในปีนี้อย่างแน่นอน และอีกหนึ่งองค์ประกอบที่โดดเด่นของเดอะ ไลน์ อโศก-รัชดา คือ เทคโนโลยีสุดล้ำครอบคลุมทั้งการบริการจัดการระบบพลังงานและทรัพยากรต่าง ๆ ภายในอาคารแบบอัตโนมัติ พร้อมคาดการณ์การซ่อมบำรุง ทั้งระบบไฟฟ้า ระบบน้ำประปา ระบบระบายน้ำ ระบบการรักษาความปลอดภัย และระบบ Home Automation ภายในห้องพักอาศัยใน 3 ด้าน ได้แก่ iConvenience (ความสะดวกสบาย) iSafe (ความปลอดภัย) และ iGreen (ด้านประหยัดพลังงาน) เพื่ออำนวยความสะดวกในทุกมิติของการใช้ชีวิตของลูกบ้าน” ดร.ทวิชา กล่าว       นอกจากนี้ แสนสิริยังได้นำระบบลงทะเบียนอัจฉริยะสำหรับบุคคลภายนอกที่เข้ามาในโครงการได้เพียงใช้คิวอาร์โค้ด โดยลูกบ้านสามารถกำหนดวันและเวลา รวมทั้งบริเวณที่ผู้มาติดต่อสามารถเข้าถึงได้ (Smart Guest Registration) ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่แสนสิริสร้างสรรค์ขึ้นเข้ามาใช้ในโครงการนี้เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังมี ศูนย์ควบคุมระบบการบริหารจัดการอาคารด้วยระบบ IoT of Building, ระบบควบคุมการใช้ไฟฟ้าส่วนกลาง (Smart Lighting Control), ระบบควบคุมการปิด-เปิดประตูหนีไฟ (Smart Door Safety Monitoring), ระบบสมาร์ทล็อคเกอร์และตู้จ่ายพัสดุอัติโนมัติเชื่อมต่อกับ iBox (Smart Delivery), แท่นชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมบริการรถยนต์พลังงานไฟฟ้า Smartmove และสถานีชาร์จประจุไฟฟ้า โดยสามารถจองใช้บริการได้ง่าย ๆ บนแอพพลิเคชั่น Home Service, เครื่องซักผ้าอัจฉริยะ (Smart Wash), เครื่องรับคืนขวดพลาสติค (Refun Machine) และระบบเทเลคอมในอาคารจอดรถ     “ยิ่งไปกว่านั้น แสนสิริยังมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดในการพัฒนาการบริหารจัดการอาคารแบบสมาร์ท คอนโดให้เหนือขึ้นไปจากแผนพัฒนา 3 ระดับดังกล่าว โดยยกให้โครงการ ดิ เอดจ์ (The Edge) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นอาคารอัจฉริยะที่สุดในโลกให้เป็นต้นแบบในการพัฒนาโมเดลสมาร์ท คอนโดในอนาคตของแสนสิริภายในปี 2563 ซึ่งโครงการดังกล่าวโดดเด่นด้านการใช้เทคโนโลยี IoT เข้ามาเชื่อมโยงการจัดการอาคารเข้ากับผู้ใช้งานหรือผู้อาศัยที่มีความต้องการและพฤติกรรมที่แตกต่างกัน (Personalization) ได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกมิติ โดยโครงการนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นอาคารที่โดดเด่นด้านการจัดการพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก” ดร. ทวิชา กล่าวสรุป    
“เดอะ ไลน์ อโศก-รัชดา” คอนโดอัจฉริยะต้นแบบแห่งแรกของแสนสิริ  บนทำเลศักยภาพ พร้อมเข้าอยู่แล้ววันนี้ ฟรี! ทุกค่าใช้จ่ายวันโอนรวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท ภายในตุลาคมนี้

“เดอะ ไลน์ อโศก-รัชดา” คอนโดอัจฉริยะต้นแบบแห่งแรกของแสนสิริ บนทำเลศักยภาพ พร้อมเข้าอยู่แล้ววันนี้ ฟรี! ทุกค่าใช้จ่ายวันโอนรวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท ภายในตุลาคมนี้

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) นำโดย นายปิติ จารุกำจร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม เผยโฉม “เดอะ ไลน์ อโศก-รัชดา คอนโดมิเนียมอัจฉริยะต้นแบบ(Smart Building) แห่งแรกของแสนสิริ ภายใต้การร่วมทุนกับบีทีเอส กรุ๊ป ครบครันด้วยเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยและความปลอดภัยสูงสุด สร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมเข้าอยู่แล้ววันนี้ พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษ สำหรับผู้ที่โอนยูนิตภายในเดือนตุลาคมนี้ อาทิ ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน ค่าส่วนกลาง 12 เดือน ค่าติดตั้งและประกันมิเตอร์ไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกหลายรายการ รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท   เดอะ ไลน์ อโศก-รัชดา โครงการร่วมทุนระหว่างแสนสิริ และบีทีเอสกรุ๊ป เป็นคอนโดมิเนียมไฮไรส์สูง 38 ชั้น จำนวน 473 ยูนิต ขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 27.50 – 50.25 ตารางเมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Balance is Everything, Location is Everything” ตอบสนองการใช้ชีวิตที่สมดุลย์ให้กับคนเมือง บนทำเลศักยภาพใกล้รถไฟใต้ดิน MRT สถานีพระราม 9 เพียง 300 เมตร ในย่านศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ โดดเด่นด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสุดล้ำเพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตของผู้พักอาศัยให้สะดวกสบายในทุกมิติ และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ดิจิตัลในยุคปัจจุบัน อาทิ Double Security System ด้วยการนำเทคโนโลยี IOT of Building มาใช้ควบคุมบริหารงานระบบอาคารจากส่วนกลางเพื่อมอบความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ลูกบ้าน Smart Guest Registration ระบบลงทะเบียนสำหรับแขกหรือบุคคลภายนอกที่เข้ามาภายในโครงการผ่าน QR Code ส่งตรงเข้ามือถือ Smart Delivery ให้ลูกบ้านสามารถรับพัสดุได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความร่วมมือจาก I-Box ตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะโดยไปรษณีย์ไทย และ Box 24 ตู้รับฝากและรับส่งพัสดุเอกชน อาทิ Kerry, DHL บริการซักรีด และ ช็อปสินค้าออนไลน์จากTesco LotusและBig C Smart Move – บริการรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BMW i3s และ Hyundai IONIQ Electric พร้อมสถานีอัดประจุไฟฟ้า EV Charger เป็นต้น
อารียา พรอพเพอร์ตี้ นำ 3 โครงการไฮไลท์ ชูระบบ Home Intelligent ร่วมมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39  พร้อมอัดโปรฯ แรง “Happy X 3” กระตุ้นยอดขายรับไฮซีซั่น

อารียา พรอพเพอร์ตี้ นำ 3 โครงการไฮไลท์ ชูระบบ Home Intelligent ร่วมมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39 พร้อมอัดโปรฯ แรง “Happy X 3” กระตุ้นยอดขายรับไฮซีซั่น

บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ยกทัพบ้าน และคอนโด กว่า 15 โครงการ ชู 3 โครงการไฮไลท์ทำเลทอง อารียา บุษบา ลาดพร้าว-เสรีไทย, เดอะวิลเลจ บางนา-วงแหวนฯ และ เดอะ คัลเลอร์ส เปอตี บางนา-วงแหวนฯ, วงแหวนฯ-ราชพฤกษ์ โครงการให้ที่ยกระดับการอยู่อาศัยด้วยระบบ Home Intelligent สอดรับเทรนด์รักสุขภาพ ให้ลูกค้าได้สัมผัส “ความสุข มีตัวตน” พร้อมจัดแคมเปญเด่น “Happy X 3” ฟรีโอนทุกรายการ ฟรีเฟอร์นิเจอร์ ฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้า แถมรับส่วนลดเพิ่มสูงสุดถึง 20,000 บาท และพบกับโปรโมชั่นสุดพิเศษ สำหรับคอนโดมิเนียม A Space ID ดอกเบี้ย 0% นาน 2 ปี กับธนาคารยูโอบี แบบไม่ต้องกังวลกับดอกเบี้ยขาขึ้น และ คอนโดมิเนียม A Space me ผ่อน 2,500 บาท/เดือน นาน 3 ปี กับธนาคารธนชาติ ช่วยกระตุ้นยอดขายประเดิมช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พบข้อเสนอสุดพิเศษนี้ได้ในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 4 - 7 ตุลาคม นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์   นายวิวัฒน์ เลาหพูนรังษี ประธานกรรมการอาวุโส บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อารียาฯ ได้คัดสรรโครงการที่อยู่อาศัยทั้งแนบราบและแนวสูงจำนวน 15 โครงการ เข้าร่วมงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 4-7 ตุลาคม 2561 ณ บูท G35-44 โซน CG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นอกจากนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายรับไฮซีซั่นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทฯ เตรียมส่งแคมเปญสุดพิเศษ “Happy X 3” ต่อที่ 1 ฟรีค่าโอนทุกรายการ ฟรีเฟอร์นิเจอร์ ฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้า ต่อที่ 2 รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 20,000 บาท และต่อที่ 3 ลุ้นรับรางวัล Apple Watch Series 4 จำนวน 4 รางวัล และพิเศษสำหรับคอนโดมิเนียม A Space ID อโศก-รัชดา ดอกเบี้ย 0% นาน 2 ปี กับธนาคารยูโอบี แบบไม่ต้องกังวลกับดอกเบี้ยขาขึ้น และ คอนโดมิเนียม A Space me สุขุมวิท 77, บางนา, รัตนาธิเบศร์ ผ่อนสบาย ๆ เพียง 2,500 บาท/เดือน นาน 3 ปี กับธนาคารธนชาติ   ภายในงาน ยังพบกับ 3 โครงการไฮไลท์ ที่ยกระดับการอยู่อาศัยด้วยระบบ Home Intelligent สอดรับเทรนด์รักสุขภาพ ให้ลูกค้าได้สัมผัสถึง “ความสุข มีตัวตน” คาดว่าจะได้รับความสนใจจากผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยในแง่ของทำเลเด่น เดินทางสะดวก ได้แก่ โครงการ อารียา บุษบา ลาดพร้าว-เสรีไทย ราคาเริ่มต้น 14 ล้านบาท บ้านหรูระดับ Hi-end บนถนนเสรีไทย เดินทางสะดวกใกล้โรงเรียนและแหล่งไลฟ์สไตล์ชั้นนำ เน้นความเป็นส่วนตัว เพียง 27   ยูนิต พื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ ถึง 305 ตร.ม. 1 Exclusive Master Bedroom พร้อม walk-in closet ขนาดใหญ่ 2 ห้องนอน พร้อมห้องน้ำในตัวทุกห้อง 1 multi – function room ที่สามารถรองรับทุกกิจกรรมของทุกคนในครอบครัว ยกระดับการอยู่อาศัยด้วยระบบ Home Intelligent สุดล้ำ 2 ที่จอดรถ โครงการ เดอะ วิลเลจ บางนา-วงแหวนฯ 3 ราคาเริ่มต้น 4.29 ล้านบาท สมาร์ทโฮมสไตล์ American Cottage หลังใหญ่สบายทุกการอยู่อาศัย ด้วยระบบ Home Intelligent ทั้งหลัง 1 Master Bedroom ด้านหน้าเพื่อรับแดดอ่อนยามเช้า และรับอากาศบริสุทธิ์ถ่ายเทได้ดีขึ้น 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ อุ่นใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่โครงการ ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยระดับมาตรฐานสูง ที่ทำงานร่วมกับระบบ Home Intelligent สามารถส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังสมาร์ทโฟนของคุณ บรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ตลอด 2 ข้างทาง เดินทางสะดวกใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วน 2 สาย ใกล้อิเกีย, เมกา บางนา โครงการ เดอะ คัลเลอร์ส “เปอตี” บางนา-วงแหวนฯ  ราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท และ วงแหวนฯ – ราชพฤกษ์ ราคาเริ่มต้น 1.79 ล้านบาท ทาวน์โฮมซีรี่ส์ใหม่ ใช้ชีวิตอิสระทุกตารางเมตร ตอบโจทย์ทุกฟังก์ชั่นการใช้งานคุ้มค่าทุกพื้นที่ในบ้านด้วย 2 Master Bedroom เพิ่มความเป็นส่วนตัวและเป็นสัดส่วนมากขึ้น 1 multi-function room ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน 1 flexi kitchen พื้นที่ครัวลงตัวทุกความถนัด ช่วยเพิ่มความคล่องตัว และต่อเนื่องในการใช้งาน   นายวิวัฒน์ เลาหพูนรังษี กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับข้อเสนอพิเศษที่ทางอารียาฯ จัดให้ในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งนี้ ถือเป็นความพิเศษที่ Happy แบบคูณ 3 นอกจากจะได้พบกับที่อยู่อาศัยที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์แล้ว ยังพบกับโปรโมชั่นสุดพิเศษถึง 3 ฟรี หรือแม้แต่ดอกเบี้ย 0% นาน 2 ปี โดยคาดว่าจะมียอดจองซื้อภายในงานนี้ไม่ต่ำกว่า 395 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนบราบ 293 ล้านบาท และโครงการแนวสูง 102 ล้านบาท”
บีทีเอส แสนสิริ ชูความสำเร็จจากการพัฒนาโครงการร่วมกัน คาดโกยกำไรตามเป้าหมาย  ล่าสุดเตรียมบุ๊กกำไรโอนจากอีก 2 โครงการใหญ่ มูลค่าโอนรวม 5,300 ลบ.

บีทีเอส แสนสิริ ชูความสำเร็จจากการพัฒนาโครงการร่วมกัน คาดโกยกำไรตามเป้าหมาย ล่าสุดเตรียมบุ๊กกำไรโอนจากอีก 2 โครงการใหญ่ มูลค่าโอนรวม 5,300 ลบ.

บีทีเอส-แสนสิริ เผยความสำเร็จจากการร่วมมือกันพัฒนาคอนโดมิเนียมแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชน โดยพัฒนาร่วมกันไปแล้วถึง 12 โครงการ มูลค่ารวม 43,000 ล้านบาท ล่าสุดปีนี้เตรียมโกยกำไรจากโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุน บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป อีก 4 โครงการ ดันกำไรจากบริษัทร่วมทุนแตะ 700 ล้านบาท ขณะที่ SIRI ยังมีรายได้จากการบริหารโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนเพิ่มเติมอีก 6,000 ล้านบาท ไตรมาสสุดท้ายเตรียมรับรู้กำไรจากการโอนอีก 2 โครงการใหญ่ เดอะไลน์ อโศก - รัชดาและเดอะ เบส การ์เดน - พระราม 9 มูลค่าโอนรวม 5,300 ล้านบาท คาดกำไรโอนเข้าเป้าจากความโดดเด่นของทั้ง 2 โครงการและที่ตั้งโครงการในทำเลศักยภาพ อโศก-พระราม 9 ซึ่งเป็นNew CBD ขณะที่ยังทยอยรับรู้กำไรต่อเนื่องจากอีก 2 โครงการที่ทยอยโอนตั้งแต่ครึ่งปีแรก เชื่อมั่นจุดแข็งด้านผู้นำการพัฒนาที่อยู่อาศัยของแสนสิริผนึกศักยภาพของบีทีเอส กรุ๊ป ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในทุกโครงการต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าต่อตามแผนเตรียมจ่อคิวเปิดตัวโครงการใหม่ ภายใต้ บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป “เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค” มูลค่าโครงการ 4,900 ล้านบาท ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้   นางสาววรางคณา  อัครสถาพร ผู้จัดการทั่วไป บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป เปิดเผยว่า หลังจากบีทีเอส และแสนสิริ ประกาศความร่วมมือในแผนระยะยาวในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชน ภายใต้บริษัทร่วมทุน บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างกลุ่มบีทีเอส และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) 50 : 50 ล่าสุดด้วยความแข็งแกร่งในด้านเงินทุนของกลุ่มบริษัทบีทีเอสที่เตรียมพร้อมไว้เพื่อรองรับการลงทุนในการขยายธุรกิจรถไฟฟ้าและความพร้อมด้านบุคลากร รวมถึงการมีที่ดินที่พร้อมพัฒนาในมือของกลุ่มบริษัท ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริ ส่งผลให้ทั้งสองบริษัทพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมร่วมกันไปแล้วจำนวนรวมทั้งสิ้น 12 โครงการ มูลค่ารวม 43,000 ล้านบาท ซึ่งหลายโครงการประสบความสำเร็จปิดการขายได้ทันทีในวันพรีเซลล์ โดยล่าสุดในปี 2561 นี้ บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป มีแผนการโอนคอนโดมิเนียมอีก 4 โครงการ มูลค่าการโอนรวมประมาณ 13,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เดอะไลน์ราชเทวี มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท ที่เริ่มรับรู้กำไรตั้งแต่ไตรมาส 2/2561 โครงการเดอะไลน์ วงศ์สว่างคอนโดมิเนียมพร้อมโอนสร้างเสร็จก่อนขายมูลค่าโครงการ 4,800 ล้านบาท ที่เริ่มรับรู้กำไรตั้งแต่ไตรมาส 1/2561 เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังมีคอนโดมิเนียมภายใต้การร่วมทุนอีก 2 โครงการใหญ่ ที่จะเริ่มโอนและรับรู้กำไรทันทีในปลายเดือนกันยายนนี้ ได้แก่ โครงการ เดอะไลน์ อโศก – รัชดา มูลค่าโครงการประมาณ 3,000 ล้านบาท และโครงการเดอะเบส การ์เด้น - พระราม 9 มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท รวมถึงแสนสิริยังมีรายได้รายได้จากการบริหารโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนกับบีทีเอสในปีนี้เพิ่มเติมอีก 6,000 ล้านบาทอีกด้วย     “บริษัทคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากการโอน 2 โครงการใหม่ในช่วงไตรมาสสุดท้าย คือ เดอะ ไลน์ อโศก – รัชดา และ เดอะ เบส การ์เด้น-พระราม 9 จากความโดดเด่นของทั้ง 2 โครงการ รวมถึงศักยภาพของโครงการ ซึ่งตั้งอยู่ในทำเล อโศก-พระราม 9 ซึ่งเป็นย่านธุรกิจแห่งใหม่ที่น่าจับตามอง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง รองรับการเติบโตและขยายตัวของเมืองชั้นใน นับเป็นทำเลศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) ที่รวมการคมนาคมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ย่านศูนย์กลางธุรกิจจากการรายล้อมด้วยโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งหากพิจารณาในแง่ของการลงทุน ทั้งจากการปล่อยเช่าและการถือครองระยะยาว ทำเลนี้นับว่ามีศักยภาพในแง่การลงทุนสูงจากความต้องการใหม่ทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ย้ายมาอยู่อาศัยตามแหล่งงาน โดยเฉพาะชาวจีนและชาวญี่ปุ่นที่เริ่มเห็นเพิ่มขึ้นในทำเลนี้” นางสาววรางคณา กล่าว โครงการเดอะ ไลน์ อโศก – รัชดา (THE LINE Asoke-Ratchada) มูลค่าโครงการประมาณ 3,000 ล้านบาท ชูคอนเซ็ปต์ “Balance is Everything, Location is Everything” ตอบสนองการใช้ชีวิตที่สมดุลย์ให้กับคนเมือง บนทำเลศักยภาพศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) ใกล้ MRT พระราม 9 เพียง 300 เมตร นอกจากนี้ยังนับเป็นอาคารที่พักอาศัยอัจฉริยะ (Smart Building) แห่งแรกของแสนสิริที่สร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้วในวันนี้ พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การอยู่อาศัยสมบูรณ์แบบ (Complete Your Living Experience) ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ที่ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิตของลูกบ้านในยุคดิจิทัล พร้อมมอบโปรโมชั่นโอนกรรมสิทธิ์ในเดือนตุลาคมนี้ อาทิ ฟรีค่าธรรมเนียมโอน ฟรีค่าส่วนกลาง 12 เดือน และฟรีค่าติดตั้งและประกันมิเตอร์ไฟฟ้า เป็นต้น     โครงการ เดอะ เบส การ์เด้น – พระราม9 มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท ยกระดับความพรีเมียม คัดสรรวัสดุที่ใช้อย่างบรรจงทุกรายละเอียด ด้วยการนำหินจากประเทศอิตาลีมาตกแต่งห้องฟิตเนสและ Lobby และปรับดีไซน์ ให้สะท้อนความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ในแนวคิด GARDEN OF CREATION นำพื้นที่สีเขียวมารวมกันก่อเกิดเป็นสวนขนาดใหญ่ที่ให้มากกว่าการพักผ่อน เดินทางสะดวกใกล้แอร์พอร์ตลิงค์สถานีรามคำแหงเพียง 3 นาที และใกล้ทางด่วนศรีรัชเพียง 5 นาที พร้อมมอบโปรโมชั่นโอนกรรมสิทธิ์ ฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรีค่าส่วนกลาง 2ปีเมื่อโอนภายในเดือนกันยายน และฟรีค่าส่วนกลาง 1 ปี เมื่อโอนภายในเดือนตุลาคมนี้*   “ในปี้นี้เราได้เห็นอีกก้าวหนึ่งของความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นการผนวกพลังระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจระยะยาวที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กันและกันอย่างยั่งยืน สำหรับความร่วมมือในช่วงที่เหลือของปีนี้ บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง ยังเตรียมเปิดคอนโดมิเนียมใหม่ ร่วมกันอีก 1 โครงการ คือ โครงการเดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค มูลค่าโครงการ 4,900 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการด้านที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่เตรียมเปิดให้บริการในปี 2563 โดยจุดเด่นของโครงการคืออยู่ติดรถไฟฟ้า 2 สาย เพียง 300 เมตรจากสถานีห้าแยกลาดพร้าว พร้อมสวนขนาดใหญ่ กว่า 8 ไร่ และส่วนกลางขนาดใหญ่กว่า 3,000 ตร.ม.ที่พัฒนาภายใต้คอนเซป‘Green is a new luxury’ จะเปิดการขายในเดือนพฤศจิกายนนี้” นางสาววรางคณา กล่าว
“บ้านแสนสิริ พัฒนาการ” สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ของการขายโครงการแฟล็กชิพและตลาดบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ไทย โกยยอดขายกว่า 65% เพียง 3 เดือน กว่า 2,700 ล้านบาท

“บ้านแสนสิริ พัฒนาการ” สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ของการขายโครงการแฟล็กชิพและตลาดบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ไทย โกยยอดขายกว่า 65% เพียง 3 เดือน กว่า 2,700 ล้านบาท

งานนี้เรียกได้ว่าปลาบปลื้มที่สุดสำหรับ “อภิชาติ จูตระกูล” หัวเรือใหญ่แห่งแสนสิริ หลังยอดขายโครงการ “บ้านแสนสิริ พัฒนาการ” แฟล็กชิพแห่งที่ 4 สานต่อความสำเร็จของ “บ้านแสนสิริ สุขุมวิท 67” ที่เปิดตัวไปเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว กลับมาสร้างปรากฎการณ์อีกครั้ง ด้วยสถิติการขายโครงการ “บ้านแสนสิริ พัฒนาการ” บ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่รวดเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ในไทย กวาดยอดขายไปแล้วกว่า 65% สูงถึง 2,700 ล้านบาท ในเวลาเพียงแค่ 3 เดือนหลังจากเปิดตัวโครงการ คุณอภิชาติกระซิบว่า จุดขายหลักที่ลูกค้าชื่นชอบ คือ ความสมบูรณ์พร้อมของโครงการ ทั้งเรื่องทำเลบนถนนพัฒนาการ ที่หาพื้นที่สำหรับทำโครงการบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ได้ยากยิ่ง รวมถึงดีไซน์ของแบบบ้านที่งดงามจากยุครีเจนซี่ของอังกฤษ และความเชื่อมั่นของลูกค้าในคุณภาพแบรนด์แสนสิริ ด้วยกระแสตอบรับอย่างล้นหลามกับยอดผู้เข้าชมบ้านตัวอย่างที่แรงไม่หยุด ได้ยินมาว่าแสนสิริ เตรียมดึงดีไซน์เนอร์ชั้นนำระดับโลกมาร่วมรังสรรค์โครงการบ้านแสนสิริ พัฒนาการ ตอกย้ำประสบการณ์ความเป็นที่สุดแห่งการใช้ชีวิตระดับมาสเตอร์พีซ ใครอยากเป็นเจ้าของบ้านแสนสิริ ควรต้องรีบกันหน่อย เพราะโครงการแฟล็กชิพบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ที่เหนือระดับเช่นนี้ อาจจะต้องลุ้นกัน ไม่รู้จะมาอีกเมื่อไหร่
แสนสิริ เปิดตัวเดอะ เบส สะพานใหม่ ภายใต้ความร่วมมือกับบีทีเอส กรุ๊ป  และเดอะ เบส สุขุมวิท 50

แสนสิริ เปิดตัวเดอะ เบส สะพานใหม่ ภายใต้ความร่วมมือกับบีทีเอส กรุ๊ป และเดอะ เบส สุขุมวิท 50

แสนสิริปลุกกระแสแบรนด์ เดอะ เบส ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ MARK MY BASE ต่อยอดหลังประสบความสำเร็จมาแล้วถึง 13 โครงการ มูลค่ารวม 24,000 ล้านบาท เผยโฉมTHE BASE New Series ในแบบที่สะท้อนความเป็นคุณ เปิดตัว 3 โครงการใหม่ในปี 61 บนทำเลศักยภาพทั้งอยู่อาศัยและลงทุน มูลค่ารวมกว่า 6,100 ล้านบาท ชูเดอะ เบส เซ็นทรัล – ภูเก็ต โครงการแรก ประสบความสำเร็จปิดการขายทันทีในวันพรีเซลล์ เดินหน้าตามแผนเปิดตัวอีก 2 โครงการใหม่ ในกรุงเทพฯ “เดอะ เบส สะพานใหม่” ภายใต้ความร่วมมือกับบีทีเอส กรุ๊ป และ“เดอะ เบส สุขุมวิท 50” ภายใต้ความร่วมมือกับโตคิว คอร์ปอเรชัน มั่นใจ เดอะ เบส ภายใต้ คอนเซ็ปต์ใหม่ MARK MY BASE โดดเด่นด้านดีไซน์ที่เข้าใจการใช้ชีวิตและฟังก์ชั่นการอยู่อาศัยในแต่ละทำเล สามารถตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้อย่างแน่นอน ส่งผลยอดขายรวมคอนโดมิเนียมของแสนสิริตามเป้าหมาย 30,000 ล้านบาท ก้าวสู่ปีแห่ง Sansiri Best Year Ever     นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทประสบความสำเร็จในการพัฒนาคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ เดอะ เบส (THE BASE) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแบรนด์คอนโดมิเนียมที่มีความแข็งแกร่งของแสนสิริ เน้นการตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ทันสมัย มีความเป็นตัวของตัวเอง การออกแบบในแต่ละโครงการสะท้อนบุคลิกภาพและไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าในทำเลนั้นๆ ซึ่งเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ You are where you live โดยเปิดตัวมาแล้วถึง 13 โครงการ จำนวน 9,440 ยูนิต มูลค่ารวม 24,000 ล้านบาท     ล่าสุดเพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จและความแข็งแกร่งของแบรนด์ เดอะ เบส บริษัทจึงได้เปิดตัว เดอะ เบส ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ “MARK MY BASE” สู่แบรนด์คอนโดมิเนียมที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น สะท้อนความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ชูแนวคิดการออกแบบจากตัวตนของผู้อยู่อาศัยโดยการผสมผสานเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละทำเลเข้ากับการออกแบบที่ร่วมสมัย เกิดเป็นเอกลักษณ์และเรื่องราวที่สะท้อนถึงตัวตนของผู้อยู่อาศัย โดยเดอะ เบส ที่ตั้งอยู่ในทำเลต่างๆ จะมีความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ แตกต่างกัน ในแต่ละทำเล เพื่อตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังเติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้าน ตามมาตรฐานของแสนสิริที่พัฒนาและลงมือทำมาโดยตลอด ทั้งดีไซน์สวยงามที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่นพร้อมใช้งานได้จริง ใส่ใจในทุกรายละเอียดและเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกบ้าน และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ผสมผสานกับการอยู่อาศัยเพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อาทิ สมาร์ท ล็อคเกอร์ และโฮม เซอร์วิส แอปพลิเคชัน รวมถึงบริการที่ครบถ้วนเพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีทั้งก่อนและหลังการขาย อาทิ Sansiri Security System มั่นใจกับระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. และสิทธิพิเศษต่างๆ ในแสนสิริ แฟมิลี่ ซึ่งทั้งหมดเพื่อ เติมเต็มการอยู่อาศัยให้สมบูรณ์แบบแก่ลูกบ้านแสนสิริ “บริษัทมีแผนเปิดตัวคอนโดมิเนียมแบรนด์ เดอะ เบส ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ MARK MY BASE ในปี 2561 จำนวน 3 โครงการ ทำเลกรุงเทพฯ และภูเก็ต ได้แก่ เดอะ เบส เซ็นทรัล – ภูเก็ต, เดอะ เบส สะพานใหม่ และเดอะ เบส สุขุมวิท 50 มูลค่ารวมกว่า 6,100 ล้านบาท โดยหลังจากที่บริษัทได้เผยโฉม THE BASE New Series ในแบบที่สะท้อนความเป็นตัวคุณ โครงการแรก เดอะ เบส เซ็นทรัล – ภูเก็ต จำนวน จำนวน 590 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,660 ล้านบาท เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาปรากฎว่าได้รับการตอบรับที่ดีจนสามารถปิดการขายได้ทันทีในวันพรีเซลล์” นายภูมิภักดิ์ กล่าว     สำหรับโครงการ “เดอะ เบส สะพานใหม่” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างแสนสิริและบีทีเอส กรุ๊ป จำนวน 820 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 2,800 ล้านบาท พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด MY BASE REVEALS NEW PERSPECTIVES (มาย เบสมีหลายมุม) ผสมผสานองค์ประกอบของความแตกต่างอย่างลงตัวภายใต้คอนเซ็ปต์ความย้อนแย้ง (Irony) สะท้อน ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ตั้งอยู่บนทำเลที่น่าจับตามองในอนาคตเพียง 0 เมตรจากสถานีสายหยุด ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่จะเปิดให้บริการในปี 2563 และรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ พร้อมเชื่อมต่อถนนหลายสายหลักอย่างวิภาวดีรังสิต พหลโยธิน และสนามบินดอนเมือง ทั้งยังตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาล มหาวิทยาลัยและสถานที่ราชการหลายแห่ง เต็มอิ่มกับการใช้ชีวิตด้วยพื้นที่ส่วนกลางเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ซึ่งมีพื้นที่รวมสูงถึง 4,800 ตารางเมตร จากพื้นที่โครงการทั้งหมด 4 ไร่ พร้อมโดดเด่นด้วย Rooftop Facilities เต็มพื้นที่ชั้นดาดฟ้าของโครงการที่รวบรวมทั้งสวนสวย พื้นที่ดูดาว ลู่วิ่ง และสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ และ Panoramic Gym ที่ชั้น 14 เข้าไว้ด้วยกันพร้อมเชื่อมต่ออาคาร 2 ฝั่งด้วยทางเชื่อมแบบ Spiral Bridge ซึ่งออกแบบขึ้นด้วยหลัก Universal Design รองรับการใช้งานของคนทุกวัย นอกจากนี้ยังนำเสนอประสบการณ์ใหม่ของการอยู่อาศัยแนวสูงด้วยยูนิตแบบลอฟท์ (Loft Unit) เพดานสูง 4.55 เมตร ที่ชั้น 14 ช่วยเพิ่มพื้นที่การใช้งานให้มากขึ้นกว่าเดิมโดยมีพื้นที่ใช้สอยให้เลือกสรรหลายขนาดตามความต้องการ พร้อมเปิดขายแบบแต่งครบ (Fully Furnished) ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.29 ล้านบาท     โครงการเดอะ เบส สุขุมวิท 50 ภายใต้ความร่วมมือกับโตคิว คอร์ปอเรชั่น จำนวน 415 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 1,600 ล้านบาท พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด MY BASE DISCOVER THE UNEXPECTED (มาย เบส คือ การค้นพบ) เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้ามาค้นพบความแตกต่าง อย่างเป็นตัวเอง ตั้งอยู่บนซอยสุขุมวิท 50 เชื่อมต่อทุกการเดินทางด้วยทางด่วน 2 สายหลักทั้งฉลองรัช และเฉลิมมหานคร สามารถเดินทางสู่พื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ อย่างรวดเร็ว ด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส เพียง 2 นาที จากบีทีเอสอ่อนนุช พร้อมบริการรถรับ-ส่งจากโครงการ อีกทั้งยังมีศักยภาพสูงในเรื่องของการลงทุนด้วย Rental Yield ของคอนโดมิเนียม แสนสิริในย่านนี้ที่เฉลี่ยสูงถึง 5-10% พร้อมสะท้อนตัวตนของคุณด้วยดีไซน์การออกแบบโครงการที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ทั้งภายนอกและภายในโครงการ อาทิ การออกแบบฟาสาด (Façade) ที่เล่นสนุกกับสีสัน คู่ตรงข้าม (Contrast) และลวดลายพรางสายตา (Camouflage) รวมถึงการดีไซน์ภายในส่วนกลางของโครงการด้วย หินเทอร์ราซโซ (Terrazzo) จากประเทศอิตาลีที่สั่งผลิตในลวดลายพิเศษสำหรับโครงการนี้โดยเฉพาะ เป็นวัสดุหลักในการตกแต่ง และโคมไฟคอลเลคชั่น เมลท์เพนแดนท์ (Melt Pendant) จากดีไซน์เนอร์ชื่อดังทอม ดิกซอน (Tom Dixon) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการหลอมละลายที่เกิดขึ้นในปรากฏการณ์ธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสามารถรองรับการใช้งานหลากฟังก์ชั่น ด้วยความลงตัวของการออกแบบพื้นที่ภายในห้องพัก และสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ส่วนกลางที่แตกต่าง ให้ความเป็นส่วนตัวในการใช้งาน พร้อมเปิดขายแบบแต่งครบ (Fully Furnished) ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.29 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการจะเปิดพรีเซลอย่างเป็นทางการในวันที่ 22-23 กันยายน 2561 นี้ พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษ! ฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.sansiri.com โทร. 1685   “ด้วยปัจจัยภาพรวม อาทิ ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาที่สะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ดี มีการปรับเป้าการส่งออกเพิ่มขึ้น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาที่สูงสุดในรอบ 5 ปี รวมถึงกำลังซื้อลูกค้าและทิศทางความต้องการที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวในช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อรวมกับการสร้างกระแสแบรนด์เดอะ เบส ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ “MARK MY BASE” เชื่อมั่นว่าจะส่งผลให้ทั้ง 2 โครงการคอนโดมิเนียมเดอะ เบส ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งในด้านราคา ทำเล พื้นที่ใช้สอย และฟังก์ชั่นการใช้งาน ส่งผลให้ยอดขายรวมคอนโดมิเนียมของแสนสิริในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมาย 30,000 ล้านบาท ก้าวสู่ปีแห่ง “Sansiri Best Year Ever ” ได้อย่างสมบูรณ์” นายภูมิภักดิ์กล่าว #SansiriBestYearEver
จาก “บิ๊ก ดาต้า” สู่กลยุทธ์บ้านที่เติมเต็มทุกการใช้ชีวิตของแสนสิริ

จาก “บิ๊ก ดาต้า” สู่กลยุทธ์บ้านที่เติมเต็มทุกการใช้ชีวิตของแสนสิริ

ในโลกยุคปัจจุบัน ถือเป็นยุคแห่งการปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกมิติ ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยีแบบวินาทีต่อวินาที ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน การนำ “บิ๊กดาต้า” (Big Data) หรือข้อมูลที่มีอยู่อย่างมหาศาลจากการเก็บรวบรวมในที่ต่างๆ มาวิเคราะห์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคมาใช้จึงเป็นเทคโนโลยีที่สามารถสร้างแต้มต่อให้แก่การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล   ปัจจุบันองค์กรชั้นนำต่างๆ มีการนำข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภคจากบิ๊กดาต้ามาใช้อย่างแพร่หลาย ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์เองก็มีการนำบิ๊กดาต้ามาใช้เพื่อจับเทรนด์พฤติกรรมของผู้บริโภคว่า ในขณะนี้ผู้บริโภคมีความต้องการเชิงลึกอะไร และจะต้องออกแบบที่อยู่อาศัยและดูแลลูกบ้านอย่างไรเพื่อให้ตอบสนองความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคต แสนสิริเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่นำบิ๊กดาต้ามาใช้ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงลึกของผู้บริโภคที่มีความหลากหลายในแต่ละเจนเนอเรชั่น และตีโจทย์ออกมาเป็นกลยุทธ์องค์กรและผลงานที่เป็นรูปธรรมครอบคลุมทุกมิติในการใช้ชีวิตของผู้พักอาศัย   นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา แสนสิริไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อเติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้านแก่ลูกบ้าน โดยมีการนำบิ๊กดาต้า ซึ่งเป็นการรวบรวมฐานข้อมูลจากภายนอกและภายในของแสนสิริเอง มาวิเคราะห์ กลั่นกรอง ออกแบบ และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ผ่านทีมแสนสิริดีไซน์ โซลูชั่น ดีพาร์ทเมนท์ (DSD) และทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่ก่อนการพัฒนาคอนเซ็ปต์โครงการไปจนถึงการดูแลหลังการขาย เรียกได้ว่าเป็นการคิดและใส่ใจตลอดเส้นทางของผู้บริโภค (Customer Journey) โดยแนวคิดบ้านเติมเต็มทุกการใช้ชีวิต นี้ได้มี 4 มาตรฐานหลักในการพัฒนาการ ดูแล และนำมาใช้กับทุกโครงการด้านหลักๆ ของแสนสิริ คือ การออกแบบ (Design) คุณภาพ (Quality) เทคโนโลยี (Technology) และการบริการ (Service) เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและการใช้ชีวิตที่หลากหลายของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน   การออกแบบ กับ คุณภาพ เป็นสิ่งที่แสนสิริมองว่า ต้องมาคู่กัน การออกแบบที่ดีนอกจากดีไซน์ที่สวยงามและก่อสร้างได้จริงแล้ว จะต้องมาพร้อมกับฟังก์ชั่นที่ใช้งานได้จริง ตอบโจทย์ทุกการอยู่อาศัยของอยู่อาศัย ซึ่งจากข้อมูลบิ๊กดาต้าของแสนสิริ พบว่า ผู้อยู่อาศัยบ้านเดี่ยว มักจะอยู่รวมกันถึง 3 เจนเนอเรชั่น คือ รุ่นปู่ ย่า พ่อแม่ และลูก ในการออกแบบโครงการประเภทบ้านเดี่ยวจึงต้องออกแบบให้ครอบคลุมเพื่อตอบโจทย์สำหรับ 3 เจนเนอเรชั่น ตั้งแต่การออกแบบให้ชั้นล่างมีห้องนอน เพื่อรองรับผู้สูงอายุจะได้ไม่ต้องเดินขึ้นลงบัน ออกแบบให้ขนาดห้องน้ำมีความกว้างมากกว่าปกติ มีการแยกโซนเปียกโซนแห้ง และพื้นจะต้องเรียบเสมอกัน เพราะจากฐานข้อมูล พบว่า การหกล้มและอุบัติเหตุที่เกิดกับผู้สูงอายุมักเกิดขึ้นในห้องน้ำ   การออกแบบเพื่อครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ด้วยความใส่ใจของแสนสิริ จึงออกแบบและพัฒนาสนามเล่นที่เป็นมากกว่าสนามเด็กเล่น ภายใต้แนวคิด Educational Playground ที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านร่างกายและช่วยเพิ่มพูนพัฒนาการทางสมอง ในด้านทักษะการตัดสินใจ รวมถึงการแก้ปัญหาผ่านการเล่นเกมส์ โดยได้รับคำปรึกษาในการออกแบบและแนะนำเรื่องการใช้วัสดุให้ปลอดภัยในสนามเด็กเล่นจากโรงพยาบาลสมิติเวช   แสนสิริยังเติมเต็มคำว่า “บ้าน” ด้วยการออกแบบบ้านให้เย็นสบายไม่ต้องเปิดแอร์ ด้วยการออกแบบ Cool Living Designed Home อาทิ “Solar Attic” ระบบพัดลมและช่องระบายอากาศใต้หลังคาจากพลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้ภายในตัวบ้านเย็นลง ทำให้ทุกมุมของบ้านอยู่สบายตอบโจทย์การใช้ชีวิต     นอกจากนี้ ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภค ยังช่วยให้แสนสิริเห็นแนวโน้มสำคัญของคนรุ่นใหม่หรือคนยุคมิลเลนเนียลที่จะเริ่มมีบทบาทและกำลังซื้อมากขึ้นในอนาคต โดยข้อมูลระหว่างปีพ.ศ. 2556 - 2560 พบว่า กลุ่มดังกล่าวซื้อโครงการของแสนสิริเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แสนสิริจึงนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการพัฒนาโครงการ XT Condominium ที่จะตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ และสร้างนิยามใหม่ของไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียม โดยชู 3 จุดเด่น คือ Personalized Room Layouts อิสระในการเลือกรูปแบบห้อง 6 สไตล์ Co-Sharing Spaces เกิดจากแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบวัฒนธรรม Sharing Economy โดยแลกเปลี่ยนการเข้าใช้ Co-Sharing Spaces ที่แตกต่างกันได้ทุกโครงการภายใต้แบรนด์ XT และVirtual Activities ตอบรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่สนใจเทคโนโลยี และ ระบบ Home Automation สำหรับการควบคุมและสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในยูนิตและส่วนกลาง   เทคโนโลยีและนวัตกรรม แสนสิริ เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่มีการนำ Prop Tech มาช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิตของลูกบ้านในฐานะครอบครัวของแสนสิริ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่ต่อยอดมาจากบิ๊กดาต้า โดยเฉพาะในเรื่องของ Customer Journey ของแสนสิริ จนออกมาเป็น Sansiri Home Service Application แอปพลิเคชันเดียวที่เชื่อมต่อการใช้ชีวิตของลูกบ้านให้ง่ายขึ้นผ่านปลายนิ้วสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารระหว่างลูกบ้าน แสนสิริ และนิติบุคคลแบบเรียลไทม์ ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีจดหมายหรือพัสดุมาถึง ระบบแสดงค่าส่วนกลาง ยอดเงินฝาก ยอดเงินค้างชำระ รวมถึงระบบแจ้งซ่อม และ ตรวจสอบสถานะการแจ้งซ่อม โดยที่ไม่ต้องลงไปตรวจสอบทางฝ่ายนิติบุคคลด้วย ปัจจุบัน Sansiri Home Service Application ของแสนสิริมีผู้ใช้งานมากกว่า 20,000 คน   การบริการ ที่ไม่ใช่แค่บริการหลังการขาย แสนสิริพร้อมการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกบ้านตั้งแต่ก่อนซื้อ จนกระทั่งการย้ายเข้ามาอยู่ แสนสิริจึงได้พัฒนา Sansiri Move in Experience ขึ้น ในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อดูแลลูกบ้านตลอดทุกการใช้ชีวิต รวมถึงดูแลสิทธิพิเศษให้กับลูกบ้านแสนสิริก่อนใครอย่าง Sansiri Priority และ Sansiri Family   ด้านความปลอดภัยซึ่งถือเป็นหัวใจของการอยู่อาศัย แสนสิริพัฒนา Sansiri Security System ระบบรักษาความปลอดภัยที่ผสานระหว่างการทำงานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) มืออาชีพ ร่วมกับการนำเทคโนโลยีระบบอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยที่ทันสมัยมาใช้ อาทิเช่น Face Recognition บันทึกใบหน้าและลายนิ้วมือของผู้มาติดต่อ กล้องวงจรปิดที่พร้อมจับความผิดปกติตลอด 24 ชั่วโมง Digital Fence ระบบรั้วแจ้งเตือนเหตุการณ์ฉุกเฉิน โดยตรวจจับและส่งสัญญานแจ้งเตือนเมื่อมีการบุกรุก   ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่แสนสิริสร้างสรรค์ขึ้นด้วยความเข้าใจข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภคเพื่อ “เติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกๆด้านอย่างแท้จริง นับเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่นำความต้องการของลูกค้ามาวิเคราะห์และใช้ให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม
SIRI ปลื้มขายเกลี้ยงหุ้นกู้ล็อตใหญ่ 5 พันล้านบาท  พร้อมนำเงินลงทุนจับมือพันธมิตรระดับโลกลุยธุรกิจในไทย พัฒนาโครงการใหม่ไตรมาส4 และขยายกำลังการผลิตโรงงานพรีคาสต์

SIRI ปลื้มขายเกลี้ยงหุ้นกู้ล็อตใหญ่ 5 พันล้านบาท พร้อมนำเงินลงทุนจับมือพันธมิตรระดับโลกลุยธุรกิจในไทย พัฒนาโครงการใหม่ไตรมาส4 และขยายกำลังการผลิตโรงงานพรีคาสต์

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI สุดปลื้มหลังปิดจ๊อบขายหุ้นกู้ล็อตใหญ่ 5,000 ล้านบาทหมดเกลี้ยง นักลงทุนให้ความเชื่อมั่นตอบรับดีจากความแข็งแกร่งของแผนธุรกิจภายใต้ Sansiri Best Year Ever เผยพร้อมนำเงินทุนเสริมแกร่งรับแผนขยายธุรกิจ อาทิ การสานต่อกลยุทธ์การเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยการจับมือกับบริษัทชั้นนำระดับโลกพลิกโฉมวงการอสังหาริมทรัพย์ในไทยและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ นำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนต่อยอดกำลังการผลิตโรงงานพรีคาสต์และป้อนการพัฒนาโครงการใหม่ของแสนสิริในไตรมาส 4 ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์และคอนโดมิเนียม เดินหน้าเต็มกำลังการผลิต 100% ในทั้ง 2 โรงงาน รองรับความต้องการใช้ได้ถึง 8.5 แสนตร.ม.ต่อปี เติบโตตามแผนการเปิดโครงการใหม่ เผยการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ในปีนี้ได้รับความสนใจเกินคาดและช่วยลดต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้นทุนการเงินล่าสุดอยู่ที่ 3.20%     นายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (SIRI) เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัทประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้เสนอขายไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยคงที่ 3.20% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือนตลอดอายุของหุ้นกู้ 3 ปี ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยปรากฏว่าได้รับการต้อนรับจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม จนทำให้หุ้นกู้ล้อตใหญ่ ขายหมดในระยะเวลารวดเร็ว โดย ทั้งนี้ ทริส เรทติ้ง ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ในระดับ “BBB+” แนวโน้ม “คงที่” เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงสถานะความเป็นผู้นำของบริษัทและผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาในการพัฒนาที่อยู่อาศัย ตลอดจนแบรนด์ที่แข็งแกร่งเป็นที่ยอมรับในที่อยู่อาศัยทุกประเภททั้ง คอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ รวมถึงความครอบคลุมในทุกระดับราคา     สำหรับการเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ ยังนับเป็นการเสนอขายหุ้นกู้มูลค่าสูงที่สุดที่แสนสิริเคยเปิดการจำหน่ายมาก่อน ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากนักลงทุน โดยเงินทุน 5,000 ล้านบาท ที่ได้จากการขายหุ้นกู้ในครั้งล่าสุดนี้ ส่วนหนึ่งเพื่อนำไปชำระคืนหุ้นกู้เดิมที่หมดอายุลง และเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์การเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการเป็นพันธมิตรกับบริษัทชั้นนำระดับโลก อาทิ การจับมือกับ Standard International แบรนด์ที่ทรงพลังที่สุดในธุรกิจบูติกโฮเทล พลิกโฉมวงการอสังหาริมทรัพย์ในไทย และจับมือกับ Hostmaker บริษัทบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งจากลอนดอน เข้ามาช่วยบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ลูกบ้านและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ   นอกจากนี้บริษัทจะนำเงินไปขยายการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตในโรงงานพรีคาสท์แบบ Semi-Automated Carousel System ของแสนสิริ ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยจากประเทศเยอรมัน โดยกระบวนการผลิตทุกสถานีควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ และมีการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาใช้ในการประกอบแบบข้าง (Shuttering Robot) ทำให้เกิดความแม่นยำในการกำหนดขนาดชิ้นงานพรีคาสท์ ทำงานได้รวดเร็ว ประหยัดเวลา และลดระยะเวลาการก่อสร้าง สำหรับพัฒนาโครงการใหม่ของแสนสิริในไตรมาส 4 ทั้งบ้านดี่ยว ทาวน์เฮาส์และคอนโดมิเนียม     ปัจจุบันโรงงานพรีคาสท์ของแสนสิริในทั้ง 2 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 750 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่ประมาณ 107 ไร่ คลอง 10 ลำลูกกา จ.ปทุมธานี มีกำลังการผลิตผนังสำเร็จรูปป้อนให้โครงการต่างๆ ของแสนสิริได้ 100% โดยมีการวางแผนการผลิตพรีคาสต์ให้สอดคล้องกับแผนการเปิดโครงการใหม่ที่จะเติบโตขึ้นในทุกๆปี โดยในปี 2561 โรงงานพรีคาสต์ของแสนสิริ สามารถผลิตแผ่นสำเร็จรูปได้สูงสุดถึง 8.5 แสนตารางเมตรต่อปี ผนังสำเร็จรูปที่ผลิตได้นำไปใช้พัฒนาที่อยู่อาศัยในโครงการบ้านเดี่ยวทุกโครงการของแสนสิริ อาทิ บ้านเดี่ยวแบรนด์คณาสิริ, สราญสิริ, บุราสิริ และเศรษฐสิริ ในส่วนของทาวน์เฮาส์ ใช้กับทุกโครงการของสิริเพลส และคอนโดมิเนียม ใช้กับ Façade ในโครงการ ดีคอนโด ธรรมศาสตร์2, เดอะ ไลน์ วงศ์สว่าง, เดอะ ไลน์ ราชเทวี, โมนูเมนต์ สนามเป้า และใช้เป็นส่วนประกอบอาคารของโครงการดีคอนโด ศรีราชา เป็นต้น นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนเปิดตัวโรงงานพรีคาสต์เพิ่มเติมในปีหน้าอีกด้วย     “สำหรับการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ถือเป็นการบริหารต้นทุนของแสนสิริอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปี 2561 ต้นทุนทางการเงินจากการออกหุ้นกู้ของแสนสิริลดลงมาอยู่ที่ 3.20% โดยปัจจุบันแสนสิริมีสัดส่วนการระดมทุนจากหุ้นกู้อยู่ที่ 50% การกู้จากสถาบันการเงินอยู่ที่ 25% และอีก 25% เป็นเงินกู้ระยะสั้นของบริษัท จากการเข้าถึงแหล่งทุนที่มีต้นทุนต่ำนี้ทำให้แสนสิริสามารถนำเงินทุนที่ได้มาพัฒนาโครงการใหม่ๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บริษัทสามารถก้าวสู่ปีแห่งการเติบโตเป็นประวัติการณ์ จากการตั้งเป้าหมายยอดขายสูงที่สุด 45,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นปีที่ดีที่สุดของแสนสิรินับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท” นายวันจักร์ กล่าว #SansiriBestYearEver
แสนสิริ จับมือฮาบิแททเอาใจคนรุ่นใหม่ เผยเทรนด์การตกแต่งบ้านคอนเซ็ปท์ ‘A REFLECTION OF LIVING IN STYLE’

แสนสิริ จับมือฮาบิแททเอาใจคนรุ่นใหม่ เผยเทรนด์การตกแต่งบ้านคอนเซ็ปท์ ‘A REFLECTION OF LIVING IN STYLE’

เมื่อ Design Matters เรื่องของดีไซน์ไม่เคยอยู่ไกลตัวเรา ทุกสิ่งประดิษฐ์ที่เราใช้ในชีวิต ประจำวัน ล้วนเป็นผลผลิตมาจากการออกแบบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะสร้างสรรค์มาเพื่อตอบโจทย์ ความสะดวกสบาย หรือเติมเต็มการใช้ชีวิต ดีไซน์ที่ดี พร้อมทั้งรูปลักษณ์และประโยชน์ใช้สอย นอกจากจะทำให้เราใช้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น ยังสะท้อนตัวตนของเราอีกด้วย   แสนสิริจึงร่วมกับฮาบิแทท เปิดคอลเลคชั่นเฟอร์นิเจอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ จากฮาบิแทท ดีไซน์ สตูดิโอระดับโลก ที่มาพร้อมกับแนวคิด “A REFLECTION OF LIVING IN STYLE” ผลงานออกแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ยึดถือความงามอันเรียบง่าย ละทิ้งการตกแต่งประดับประดาที่มากเกินไป เกิดเป็นความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม สะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิต และตัวตนของ คนรุ่นใหม่     คุณชัยจักร วทัญญู ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นเรื่องเทรนด์ของงานดีไซน์สถาปัตยกรรมและการตกแต่งในปัจจุบันว่าความซับซ้อน ของสภาพสังคม และเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้ผู้คนแสวงหาความเป็นธรรมชาติ ความเรียบง่าย ที่จะทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง ปราศจากความวุ่นวาย จะเห็นว่ากระแสมินิมอล สโลว์ไลฟ์ เรียบแต่โก้ กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และถูกนำมาใช้ในวงการออกแบบ ทั้งงานสถาปัตยกรรม งานออกแบบตกแต่งภายใน งานแฟชั่น และงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งสไตล์ออกแบบบ้าน ที่สะท้อนการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบันจะออกมาในรูปทรงโมเดิร์น ที่ลดทอนรายละเอียดลงไป เน้นการใช้รูปทรงเรขาคณิต ทรงเหลี่ยมเพื่อให้ได้พื้นที่ใช้สอย โทนสีก็จะเรียบง่ายสบายตา ส่วนอีกสไตล์หนึ่งที่นิยมกันก็จะเป็นบ้านสไตล์รีสอร์ตที่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง”   สำหรับงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์สไตล์มินิมอล หลายคนจะนึกถึงแบรนด์ฮาบิแทท ที่เรียบง่าย แต่โดดเด่นด้วยวัสดุ และประโยชน์ใช้สอยที่ใช้งานได้จริง มาครั้งนี้ แสนสิริและฮาบิแททเลือกที่ จะนำเสนอผลงานใน 3 คอลเลคชั่น ที่ถ่ายทอดความหมายของ Less is More และ Simplicity มาเป็นงานดีไซน์เฟอร์นิเจอร์แบบครบองค์ประกอบของการอยู่อาศัย ตั้งแต่ คอร์เนอร์โซฟา ที่จัดเจนในด้านฟังก์ชั่นใช้สอยและความประณีต หรือจะเป็น Dining set ที่ได้แรงบันดาลใจ มาจากเส้นสายความอ่อนช้อยตามธรรมชาติของอาร์ต นูโว ไปจนถึงชุดโต๊ะ ตู้ เตียง เฟอร์นิเจอร์ ที่แฟนพันธุ์แท้ มินิมอลลิส รักความเป็นธรรมชาติ ต้องสรรหามาใส่ในบ้าน และห้องนอน     มร.วินเซนต์ เดตาเยอร์ CEO ของฮาบิแทท กล่าวว่า ฮาบิแททคือ ความลงตัวของ Minimal กับ Space งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ทั้ง 3 คอลเลคชั่นนี้ เป็นงานออกแบบที่แสดงชัดถึงการ ลดทอนเส้นสาย สิ่งไม่จำเป็นต่างๆ ออก คงเหลือแต่ ความเรียบ เท่ จะเน้น ไปที่สีเอิร์ธโทน เป็นหลัก เช่นสีน้ำตาล โทนต่างๆ ของไม้ สีเทา สีขาว สีน้ำเงิน จะจัดวางตรงไหน ก็ลงตัว สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ ได้ง่าย กลมกลืนไปกับพื้นที่ที่ล้อมรอบ (Space) ให้ความสุนทรีย์และ ความปลอดโปร่ง นอกจากนี้ยังมาพร้อมด้วยฟังก์ชั่น ใช้การออกแบบเพื่อซ่อนการจัดเก็บ สิ่งของอย่างมีดีไซน์ ตลอดจนมีความประณีตในการผลิต คัดเลือกผ้าทอชั้นดี ให้สัมผัสที่ อ่อนโยนต่อทั้งสายตาและการใช้งาน     “ฮาบิแททเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับระดับโลกมายาวนานกว่า 50 ปี ในกลุ่มลูกค้าที่ชอบงานดีไซน์ ที่สวย เรียบง่ายสไตล์มินิมอล เน้นการโชว์พื้นผิวของไม้จริงจากยุโรป เช่นไม้โอ๊ค ไม้บีช และไม้แอช ขณะเดียวกันก็มีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย คัดสรรค์วัสดุคุณภาพดี มีความคงทน ซึ่งทั้ง 3 คอลเลคชั่นนี้ เป็นคอลเลคชั่นที่ดีไซน์ เฉพาะสำหรับแสนสิริเท่านั้น” มร.วินเซนท์ สรุป   สำหรับลูกบ้านและผู้สนใจในโครงการ บุราสิริ และเศรษฐสิริ สามารถเยี่ยมชมบ้านตัวอย่าง และพบกับคอลเลคชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากฮาบิแททใน 6 โครงการนำร่อง ได้แก่ บุราสิริ วงแหวน-อ่อนนุช บุราสิริ ราชพฤกษ์ 345 เศรษฐสิริ พหล-วัชรพล เศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา เศรษฐสิริ ปิ่นเกล้า-กาญจนา และ เศรษฐสิริ วงแหวน ลำลูกกา พร้อมเงื่อนไขพิเศษแพคเกจ เฟอร์นิเจอร์ราคาเริ่มต้น 650,000 บาท หรือสามารถเข้าดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sansiri.com โทร. 1685