ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 2 3 ... 65

"เน็กซัสฯ" สรุปตลาดคอนโดฯ ปี 62 เปิดใหม่ 4.5 หมื่นยูนิต ราคาขยับไม่เกิน 6%

ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์  นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ถือว่าไม่ได้ผิดไปจากที่หลายฝ่ายประเมินสถานการณ์เอาไว้  โดยเฉพาะกับตลาดคอนโดมิเนียม ที่มองกันว่าปีนี้ชะลอตัวลงแน่ๆ ผู้ประกอบการเปิดตัวลดลง และหันไปเปิดโครงกาแนวราบแทน เพราะมองเห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการ LTV นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มากระทบอีกหลายอย่างด้วย   ในบทสรุปสุดท้ายของปีนี้ ตลาดอสังหาฯ  โดยเฉพาะคอนโดฯ จะไปในทิศทางอย่างไร เพราะนับเวบาตอนนี้ก็เหลือเวลาให้ผู้ประกอบการทำตลาดกันได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น ภาพรวมของธุรกิจในไตรมาสสุดท้าย จะเป็นอย่างไร ทางบริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด  ได้ฉายภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ ให้เห็นทั้งช่วงที่ผ่านมา และคาดการณ์กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้   โค้งท้ายปี คอนโดฯ เปิดใหม่หมื่นยูนิต     นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด  เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาคาดว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ตลาดยังคงอยู่ในภาวะทรงตัว คาดว่าจะมีโครงการเปิดตัวใหม่ไม่เกิน 10,000 ยูนิต  ซึ่งไตรมาส 3 ที่ผ่านมามีโครงการคอนโดฯ เปิดใหม่ประมาณ 10,500 ยูนิต จำนวนการเปิดตัวที่จะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้าย จึงทำให้ประเมินได้ว่าตลอดทั้งปีนี้ จะมีคอนโดฯ เปิดตัวใหม่ไม่เกิน 45,000 ยูนิต ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยกว่าจำนวนเปิดใหม่ในปี 2561 ประมาณ 25% ที่มีจำนวนเปิดใหม่ 60,000 ยูนิต แต่จะว่าไปแล้วอัตราเฉลี่ยของช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การเปิดตัวโครงการคอนโดฯ ใหม่ก็อยู่ในอัตรา 55,000-60,000 ยูนิต   สาเหตุสำคัญเป็นผลจากการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ ของดีเวลลอปเปอร์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์  ซึ่งตั้งแต่ต้นปีประกาศว่า ปีนี้จะเปิดตัวโครงการ 290 โครงการ ทั้งคอนโดฯ และแนวราบ แต่พอเอาเข้าจริง กลับเปิดตัวโครงการใหม่ 250 โครงการ ลดลงประมาณ 30% เนื่องจากประเมินสภาพตลาดแล้วยังไม่เหมาะที่จะเปิดตัว  แม้พบว่ามีหลายโครงการที่เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ยังชะลอดูว่าภาพรวมตลาดว่าจะดีขึ้นหรือไม่  ในกรณีที่ภาพรวมตลาดยังดูทรง ๆ ก็มีแนวโน้มที่จะขยับแผนการเปิดไปเป็นปีหน้าแทน   แต่แม้ว่าโครการคอนโดฯ จะเปิดใหม่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่หากนับปริมาณคอนโดฯ ที่มีสะสมอยู่ในตลาดตอนนี้ ก็มีประมาณ 70,000-80,000 ยูนิต ซึ่งจำนวนนี้ต้องใช้ระยะเวลาขายประมาณ 2 ปีจึงจะขายหมด โดยจะต้องไม่มีสินค้าใหม่เข้ามาเพิ่ม ซึ่งจำนวนโครงการคอนโดฯ ที่เปิดตัวในปีนี้ถือว่าเป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน   สำหรับทิศทางอสังหาฯ โค้งสุดท้ายของปี ยังไม่เห็นปัจจัยบวกชัดเจน จากนโยบายกระตุ้นภาคอสังหาฯ  ของรัฐบาล นอกจากการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง ทำให้ต้นทุนการกู้เงิน และพัฒนาโครงการถูกลง หาก แต่จะเห็นชัดในแง่ของสาธารณูปโภค ได้แก่ การเปิดให้บริการเต็มรูปแบบของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายหัวลำโพง-หลักสอง ที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนจากฝั่งธนบุรีสามารถเดินทางเข้าเมืองได้ง่าย   เมื่อเมืองขยายตัวออกไป เป็นการเปิดโอกาสให้มีการขยายตัวของพัฒนาอสังหาฯ ไปในทำเลใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี ทำให้เกิดทำเลในการทำธุรกิจการค้า และการอยู่อาศัยเกิดใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของใจกลางเมืองเก่า ชุมชนเก่า อาทิ เยาวราช วังบูรพา สนามไชย ที่สามารถเชื่อมต่อกับเขตธุรกิจใจกลางเมือง ทำให้ศักยภาพของทำเลที่ดีอยู่แล้วมีมากขึ้นไปอีก ผู้ประกอบการมีการปรับปรุงร้านค้าห้องแถวในบริเวณนั้นใหม่ ทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหารและโรงแรม แนวใหม่ขึ้นมากมาย   ราคาคอนโดฯ​ ขยับ 5-6% ต่ำกว่าคาด     สำหรับราคาขายของคอนโดฯ ยังพบว่า มีราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยราคาเฉลี่ยคอนโดฯ ในกรุงเทพฯ ช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ มีราคาขายเฉลี่ย 143,800 บาทต่อตารางเมตร เพิ่มขึ้น 2.3% จากช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้  ว่าราคาจะปรับเพิ่มขึ้นถึง 7%  โดยตลาดใจกลางเมืองปรับตัวขึ้น 3% อยู่ที่ 238,000 บาทต่อตารางเมตร ตลาดรอบใจกลางเมืองปรับตัวขึ้น 1%  หรือ 114,800 บาทต่อตารางเมตร และตลาดรอบนอกเมืองปรับขึ้นอีก 2% อยู่ที่ 75,000 บาทต่อตารางเมตร   ในภาพรวมของปีนี้ คาดว่าราคาคอนโดฯ​ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่เกิน 5-6% จากปีที่ผ่านมา  ในขณะที่ความต้องการยังคงมาจากผู้ต้องการซื้ออยู่อาศัยจริงที่มีกำลังซื้อเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคอนโดฯ ที่ขายดี และสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ จะอยู่ที่ช่วงราคา 2-5 ล้านบาท  สำหรับคอนโดมิเนียมที่ราคาต่ำกว่า 1.8 ล้านบาท กลุ่มนี้ถึงแม้จะมีความต้องการมากแต่หนี้สินครัวเรือนและเครดิตของผู้กู้เอง ทำให้ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้  สำหรับตลาดลักชัวรี่และไฮเอนด์ การขายเป็นไปอย่างช้า ๆ โดยกลุ่มผู้ซื้อคือคนต้องการอยู่จริงเป็นหลัก การโอนกรรมสิทธิ์ไม่มีปัญหามากนักเนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว   เปิด 8 ทำเลทองพัฒนาอสังหาฯ     แน่นอนว่าทำเลทองในการพัฒนาโครงการคอนโดฯ ยังคงเป็นเส้นทางตามแนวรถไฟฟ้า  โดยเฉพาะกับเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่เริ่มเปิดให้บริการแล้ว ส่งผลให้หลายพื้นที่รอบๆ สถานีรถไฟฟ้า กลายเป็นทำเลทองเกิดขึ้นใหม่ สำหรับการพัฒนาโครงการคอนโดฯ แต่ในบางสถานีที่มีข้อจำกัดด้วยเรื่องที่ดิน ซึ่งหายาก  มีราคาสูง และข้อจำกัดเรื่องผังเมือง ทำให้รูปแบบการพัฒนาก็ถูกปรับเปลี่ยนไปในรูปแบบอื่นๆ เช่น พื้นที่เชิงพาณิชย์เพิ่มมากขึ้น   โดยยังพบอีกว่าบริเวณสถานีซึ่งเป็นจุดตัดของรถไฟฟ้าตั้งแต่ 2 สาย กลายเป็นทำเลน่าสนใจ ซึ่งจะเกิดการพัฒนาโครงการอสังหาฯ​ อย่างต่อเนื่องมากขึ้น ซึ่งมี 8 สถานีที่น่าสนใจ ได้แก่ 1.รัชดา-ลาดพร้าว 2.เตาปูน 3.มีนบุรี 4.วังบูรพา/วัดมังกร 5.อิสรภาพ 6.เจริญนคร 7.สามย่าน และ 8.ศรีนครินทร์  เพราะเมื่อเมืองขยายออก การเดินทางสะดวกมากขึ้น การเดินทางของคนก็สะดวกยิ่งขึ้น   กรณีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีอิสรภาพ เป็นตัวอย่างของการเกิดเป็นทำเลใหม่  ที่มีโอกาสในการพัฒนาสูง เพราะเป็นทำเลที่เชื่อมต่อไปยังทำเลอื่น ที่รถไฟฟ้าขยายไปก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น โซนปิ่นเกล้า วงเวียนใหญ่ หรือเจริญนคร ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้ย่านถนนอิสรภาพ เป็นทำเลที่ไม่ใกล้กับสถานที่สำคัญมากนัก คนที่อยู่บริเวณดังกล่าวมีแต่คนที่อยู่ในชุมชนดั้งเดิม  แต่ในอีกไม่ช้าทำเลนี้จะเป็นทำเลที่มีโครงการคอนโดฯ พัฒนาใหม่ขึ้นอีกจำนวนมาก เพราะที่ดินยังพอหามาพัฒนาได้ เหมือนกับทำเลย่านเจริญนคร เป็นทำเลใหม่ที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้ามาพัฒนาโครงการมากขึ้น  ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะกำลังจะมีรถไฟฟ้า เชื่อมต่อไปถึงห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม   ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ ทำเลปลายรถไฟฟ้าที่เป็นแหล่งชุมชน ไม่ว่าจะเป็นรามคำแหง มีนบุรี บางแค ก็ล้วนแต่เป็นทำเลที่น่าสนใจทั้งสิ้น เนื่องจากย่านเหล่านั้นยังไม่มีคอนโดฯ ออกมารองรับมากนัก แต่พบว่ามีคนอยู่อาศัยประเภทอพาร์ตเมนท์มาก ซึ่งในที่สุดจะต้องมองหาที่อยู่เพื่ออาศัยถาวรมากขึ้น และนั่นคือโอกาสของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง   สุดท้ายทำเลที่ดีอีกที่หนึ่งก็น่าจะเป็น บริเวณรัชดา ลาดพร้าว ที่มีรถไฟฟ้าเชื่อมต่อสายสีเขียวที่เพิ่งเปิดใหม่ทำให้การเดินทางสะดวกสบาย และเป็นทำเลรอบใจกลางเมือง ที่มีแหล่งช้อปปิ้งและสถานศึกษา สวนสาธารณะ อย่างไรก็ตามราคาที่ดิน และคอนโดฯ บริเวณนี้ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเช่นกัน  

"ศุภาลัย" ปักหมุดโปรเจ็กต์ใหม่ย่านท่าพระ รับอนาคตศูนย์กลางคมนาคม-การค้าย่านฝั่งธน

อสัหาฯ ฝั่งธนยังเติบโต ดีเวลลอปเปอร์ลุยพัฒนาต่อเนื่อง รับการเปิดใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายเปิดครบทุกสถานี  แต่ราคาที่ดินยังไม่สูง  "ศุภาลัย" ปักหมุดทำเลท่าพระ เปิดตัวโปรเจ็กต์ใหม่ "ศุภาลัย ไลท์ ท่าพระ-วงเวียนใหญ่" หวังดันเป้ายอดขายทั้งปี  28,000 ล้าน   นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในโซนฝั่งธนบุรีว่า  ยังมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  สาเหตุสำคัญเป็นเพราะในปีนี้  รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเปิดให้บริการแล้ว  โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง - หลักสอง ที่เปิดให้บริการเต็มรูปแบบครบทุกสถานี  ทำให้การเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางธุรกิจได้อย่างสะดวกสบาย   ปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้บริเวณแยกท่าพระ เป็นอีกหนึ่งทำเลที่น่าจับตามองในด้านมูลค่าที่ดินและการเติบโตของราคาอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีปัจจัยการอยู่อาศัยครบ และในอนาคตจะกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว การค้า การคมนาคม ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพฯ ด้วยถนนสายหลักและโครงข่ายรถไฟฟ้าหลากหลายสีอย่างสมบูรณ์  แต่ราคาที่ดินยังถือว่าไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับโซนกรุงเทพฯ  ทำให้ราคาของคอนโดมิเนียมที่พัฒนาออกมาขาย  มีระดับราคาประมาณ 80,000-120,000 บาทต่อตารางเมตรเท่านั้น       จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้บริษัทมีแผนการพัฒนาโครงการในย่านฝั่งธนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้เปิดตัวโครงการวคอนโดมิเนียม “ศุภาลัย ไลท์ ท่าพระ - วงเวียนใหญ่” (SUPALAI LITE THAPHRA - WONGWIAN YAI) มูลค่าโครงการประมาณ 1,240 ล้านบาท บนถนนเพชรเกษม อยู่ห่างจากรถไฟฟ้า MRT สถานทีท่าพระ  570 เมตร บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ จำนวน 421 ยูนิต มีขนาดห้องตั้งแต่  28-99.5 ตารางเมตร ในรูปแบบห้องสูตดิโอจนถึงห้องแบบ 3 ห้องนอน ราคาจำหน่ายเริ่มต้น 1.98 ล้านบาท โดยมีกำหนดเปิดพรีเซลล์ใน วันที่ 19 - 20 ตุลาคม 2562        นายไตรเตชะ กล่าวอีกว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายทั้งปีมูลค่า 28,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายได้มูลค่า  13,307 ล้านบาท  แบ่งเป็นยอดขายคอนโดฯ สัดส่วน  44% และโครงการแนวราบสัดส่วน  56% ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทวางแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ 21 โครงการ มูลค่ารวม 20,240 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาสสุดท้ายจะเปิดตัว  7 โครงการ รวมมูลค่า  6,000-7,000 ล้านบาท      
[PR News] แลนดี้ โฮม ชู Big Data กวาดยอดขาย 2,000 ล้าน

[PR News] แลนดี้ โฮม ชู Big Data กวาดยอดขาย 2,000 ล้าน

แลนดี้ โฮม ใช้ Big Data เสริมแกร่งธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดตัวแอปพริเคชั่น ดันเป้ายอดขายโต 5-10% มั่นใจปิดตัวเลข 2,000 ล้าน แม้การแข่งขันสูง ผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาชิงตลาด   นางสาวพรรัตน์ มณีรัตนะพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัทแลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า  จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน องค์กรหลายๆ องค์กร ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการบริหารจัดการองค์กร และต้องรู้จักปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งในสถานการณ์นี้ หลายๆ องค์กร ต่างมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี กับข้อมูล Big Data เพื่อบริหารจัดการความต้องการของลูกค้า เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง     สำหรับบริษัทได้นำเอาเทคโนโลยี และ Big Data มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน อาทิเช่น  การเปิดตัว Landy Home Application รับปรึกษาแบบและงานขาย ในงาน Home Builder & Materials Expo 2019 ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อนำเสนอแก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกค้า เข้าใจสินค้าและบริการได้ดียิ่งขึ้น  สามารถเสนอราคาพร้อมกับแบบบ้านที่ลูกค้าได้เลือกไว้ส่งเข้า Email หรือ Line ของลูกค้าได้ทันที ทำให้ลูกค้าเห็นภาพและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ภายในงาน Home Builder & Materials Expo 2019 บริษัทมียอดจองเพิ่มขึ้น 20% ​   “เรามองว่า Big Data คือเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมไอทีรุ่นใหม่ ที่สามารถรองรับการจัดเก็บ การจัดการ กรองเลือกข้อมูล การวิเคราะห์  ซึ่งในอดีตที่ผ่านมายังไม่มีเครื่องมือมารองรับ หรือยังไม่เคยนำมารวมกันเพื่อตั้งโจทย์ที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจ แต่ก่อนอาจต้องให้สถาบันการศึกษาหรือ หน่วยงานวิจัย ทำแบบสอบถาม  การค้นหาผลลัพธ์ ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลและดูความสัมพันธ์ เลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม จะได้เกิดประโยชน์กับธุรกิจ แต่ยุคนี้ทุกอย่างลัดขั้นตอน ง่าย เร็ว และเห็นผลชัดมากขึ้น”   ปัจจุบัน Digital Marketing มีเครื่องมือมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Google Analytics, Google Adwords หรือ Facebook Ads Manager ถ้าหากใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็น และคอยเก็บบันทึกข้อมูลเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง นั่นแหละคือ Big Data และนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ต่อยอดได้ว่า มีคนเข้าคลิกเว็บไซต์จำนวนกี่คน ระยะเวลาที่เปิดหน้าเว็บไซต์ คำค้นหาใดยอดฮิต หรือเป็นสิ่งที่ตลาดมีความต้องการ อยากรู้ ข้อมูลเหล่านี้นับว่ามีค่าเป็นอย่างมาก เพราะมีผลต่อครีเอทหรือทำแคมเปญที่เขาสนใจ ช่วยเพิ่มความรวดเร็วให้ฝ่ายการตลาด, ทำให้เรามองเห็นความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ชัดฯลฯ AI พัฒนา และ จดจำ ไปคล้ายๆ กับสมองของมนุษย์ การเริ่มต้นใช้เครื่องมือในวันนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับโลกของธุรกิจด้วย   นางสาวพรรัตน์  กล่าวว่า เมื่อก่อนบริษัทฯ เน้นสร้างบ้าน เสร็จเร็ว ส่งต่อ รับมอบ หาลูกค้าใหม่ แต่ปัจจุบัน Big Data ทำให้องค์กร มองวิธีการแข่งขันไม่เหมือนเดิม บริษัทได้นำระบบการบริหารข้อมูล Big Data มาพัฒนาการบริการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมช่วยลดขั้นตอนต่างๆ ที่ไม่จำเป็น  แม้กระทั่งโฆษณาและโปรโมชั่นที่ไม่เหมาะกับความต้องการของตัวลูกค้า ทางบริษัทเองสามารถคัดสรรข้อมูล ข่าวสาร หรือโฆษณารวมทั้งโปรโมชั่นต่างๆ โดยไม่จำเป็นออกซึ่งช่วยประหยัดงบโฆษณาได้ราว 1% ของยอดขาย     นอกจากนี้ ยังมีการนำเอาระบบการควบคุมงานก่อสร้าง Work Flow System โดย Work Flow System ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้น มาใช้บริหารจัดการ การทำงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ส่วนงานขาย งานออกแบบ งานก่อสร้าง ตลอดจนในส่วนของการบริการหลังการขายให้เป็นลำดับขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มต้นตั้งแต่ การเปิดใบงาน เพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติงาน เพื่อให้บุคลากรในฝ่ายที่เกี่ยวข้องทราบถึงขั้นตอนการทำงานได้อย่างชัดเจน หากเกิดความล่าช้าในจุดใดก็สามารถทราบได้ทันทีถึงสาเหตุ สามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพนี้เองทำให้ แลนดี้ โฮม สามารถสร้างบ้านได้พร้อมกันเป็นจำนวนมาก เสร็จทันหรือก่อนเวลาส่งมอบ สร้างความประทับใจแบบปากต่อปาก   นางสาวพรรัตน์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากมหกรรมรับสร้างบ้าน เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สามารถปิดยอดจองได้ถึง 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% จากปีที่ผ่านมา  และคาดว่าจะปิดยอดขายในปี 2562  ได้ตามเป้าหมายที่ 2,000 ล้านบาท แม้ว่าจะมีการแข่งขันที่รุนแรงจาก การมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทยังคงเติบโตตามเป้าหมายในอัตรา 5-10% ทุกปี เป็นผลจาก Brand Awareness ของบริษัทที่มีสูงถึง 80% และการนำนวัตกรรมการก่อสร้างบ้านต่างๆ มาใช้  อาทิ ห้องน้ำผู้สูงอายุ ระบบบ้านปลอดแมลงสาบ โปรโมชั่น ฟรีเสาเข็มเจาะ อัพเกรดวัสดุ
สรุปข่าวรอบสัปดาห์ วันที่ 14-22 กันยายน 2562

สรุปข่าวรอบสัปดาห์ วันที่ 14-22 กันยายน 2562

เหลือเวลาไม่อีกกี่วันเดือนกันยายนก็จะผ่านพ้นไป และเป็นการก้าวเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้แล้ว วันเวลาผ่านไปเร็วมาก ฤดูกาลสุดท้ายในการทำธุรกิจและเร่งยอดขาย คงเหลือเวลาอีกแค่ 3 เดือน เพื่อพิชิตเป้าหมายให้ได้ตามที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปี บรรยากาศธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็น่าจะคึกคักมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ช่วงรอบสัปดาห์ของวันที่ 14-22 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา กิจกรรมของดีเวลลอปเปอร์ก็มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ติดตามกันได้... พฤกษา เปิดคอนโดใหม่ ไลฟ์สไตล์สุขุมวิท The Privacy S101   “พฤกษา” ถือเป็นเจ้าตลาดบ้านและคอนโดมิเนียม ที่เปิดตัวโครงการใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ The Privacy S101 (เดอะไพรเวซี่ สุขุมวิท 101) มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท  เป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ 8 ชั้น จำนวน 2 อาคารที่เชื่อมต่อถึงกัน บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ จำนวน 394 ยูนิต  เป็นแบบตกแต่งครบ (Fully Furnished) มีให้เลือก 3 รูปแบบคือ แบบ 1 Bedroom ขนาด 26-29 ตารางเมตร แบบ 1 Bedroom Plus ขนาด 35 ตารางเมตร และ Combined Unit ขนาด 55 ตารางเมตร   นายปิยะ ประยงค์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท - แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวพัฒนา ภายใต้แนวคิด “Live SUKhumvit Moment” ซึ่งมาจากที่ตั้งโครงการ ที่อยู่ในซอยสุขุมวิท 101 เพียง 450 เมตรถึงรถไฟฟ้าสถานีปุณณวิถี เชื่อมต่อ Skywalk ถึง ทรูดิจิทัลพาร์ค โครงการเป็นห้องชุดตกแต่งครบราคาเริ่มต้นเพียง 2.49 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทต่อตารางเมตร   ดีแลนด์ฯ จับมือ “วราภรณ์ ซาลาเปา-ชาตรามือ” เปิดไดร์ฟทรูแห่งแรก   หลังจากบริษัท ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้เปิดตัวคอมมูนิตี้มอลภายใต้แบรนด์ “พอร์โต้ โก” (Porto Go) ไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว กับทำเลบางปะอิน ตั้งอยู่บนถนนสายเอเชีย กิโลเมตรที่ 4 ฝั่งขาออกจากกรุงเทพฯ ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในชื่อ “พอร์โต้ โก บางปะอิน” และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จึงเดินพัฒนาโครงการที่ 2   นายสุเทพ ปัญญาสาคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ได้ทุ่มงบประมาณ 400 ล้านบาท พัฒนาโครงการ “พอร์โต้ โก ท่าจีน” บนพื้นที่  23 ไร่  ตำบลบางโทรัด อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนถึงวัดเกตุมวดีศรีวราราม  เจาะกลุ่มนักเดินทางบนถนนพระราม 2 ซึ่งมีปริมาณการจราจร เฉลี่ยสูงถึงวันละ 120,000 คัน เพื่อสร้างประสบการณ์และความสะดวกสบาย  ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำติดแอร์พร้อมระบบสุขภัณฑ์แบบไร้การสัมผัส สถานีบริการน้ำมัน ร้านค้า ร้านอาหารมากถึง 30 ร้าน บริการชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ และที่จอดรถมากกว่า 200 คัน พร้อมที่จอดรถทัวร์  คาดว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้บริการได้เต็ม รูปแบบภายในต้นปี 2563   บริษัทยังได้ดึงพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมจะขยายธุรกิจในรูปแบบไดร์ฟทรูและรูปแบบใหม่ๆ ที่จะ เกิดขึ้นในอนาคตเข้าร่วม ซึ่งปัจจุบันโครงการ “พอร์โต้ โก ท่าจีน” มีพันธมิตร ทั้ง Starbucks และ KFC เปิดให้ บริการไดร์ฟทรู จนถึง 4 ทุ่มทุกวันแล้ว อีกทั้ง วราภรณ์ ซาลาเปา และ ชาตรามือ สองแบรนด์ดังสัญชาติไทย ได้เตรียมเปิดไดร์ฟทรูเป็นสาขาแรกในประเทศไทยในวันที่ 27 กันยายน และ 10 ตุลาคมนี้ ในส่วนสถานีบริการน้ำมัน ได้จับมือกับบริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ในการเปิดสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ ซึ่งจะเป็นสาขาที่ 3 บนถนนพระราม 2 เปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายนนี้ (อ่านข่าวเพิ่มเติม) ฮาบิแทท กรุ๊ป ชู 4 จุดแข็ง ไลฟ์สไตล์อินเวสเม้นท์ ธุรกิจอสังหาฯ แม้ว่าตลาดโดยรวมจะชะลอตัว โดยเฉพาะมาตรการ LTV ที่ออกมา ส่งผลกระทบให้กำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าบางส่วนหายไป  แต่สำหรับกลุ่มนักลงทุนที่ยังมีกำลังซื้อก็ยังคงมีอยู่ในตลาด ถ้าสินค้าใช่ ทำกำไรตอบโจทย์พวกเขาได้ กลุ่มฮาบิแทท จึงยังคงเดินหน้าจับตลาดกลุ่มนักลงทุนที่มองหาโอกาสทางการตลาดและผลตอบแทนจากธุรกิจอสังหาฯ อย่างต่อเนื่อง   นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอสังหาฯ เพื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ หรือ “ไลฟ์สไตล์ อินเวสเม้นท์” (Lifestyle Investment) ซึ่งเป็นแนวทางที่บริษัท มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเป็นผู้นำทางการตลาด และวันนี้พร้อมก้าวไปอีกขั้นด้วยการประกาศวิสัยทัศน์เพื่อก้าวสู่ “THE CREATOR OF LIFESTYLE INVESTMENT” ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในตลาดอสังหาฯเพื่อการลงทุน ที่ไม่ใช่แค่พัฒนาโปรดักส์และการให้บริการเท่านั้น แต่ยังเป็นการมอบความคุ้มค่าในการลงทุน ภายใต้แนวคิด Invest Remarkably, Live Extraordinary   ทั้งนี้ ฮาบิแทท กรุ๊ป มีความมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่ “THE CREATOR of LIFESTYLE INVESTMENT” เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนในรูปแบบไลฟ์สไตล์ อินเวสเม้นท์ ผ่านจุดเด่นที่แตกต่าง 4 ด้านสู่ความสำเร็จ ได้แก่ 1.UNBREAKABLE CHALLENGER ทีมงานที่มีความมุ่งมั่น และไม่หยุดแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้า มองไปข้างหน้าเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและการลงทุนที่คุ้มค่าในอนาคต 2.REALISTIC OPTIMIST เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ด้วยการยึดถือความเป็นจริงเป็นหลัก และสร้างโอกาสความเป็นไปได้อยู่เสมอ โดยไม่หวั่นไหวกับปัญาหาและอุปสรรคใดๆ 3.SERVICE INNOVATOR มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมบริการ สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เพื่อยกระดับสู่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ล้ำหน้าอยู่เสมอ 4.ZENITH OF VISIONARIES มุ่งศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้ถึงพฤิตกรรมของลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด สอดรับกับการขยายตัวของตลาดโลก   เอสบี ปรับลุคสาขา CDC ใหม่ เป็น Flagship Store ครบวงจร ไม่เพียงแต่ธุรกิจอสังหาฯ  ต้องปรับตัวเพื่อสร้างการเติบโตให้ได้ตามเป้าหมายเท่านั้น แต่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน เพราะคู่แข่งในตลาดเยอะมาก แถมการแข่งขันก็สูงจากสงครามราคา แต่ละแบรนด์จึงต้องสร้างความแตกต่าง และเพิ่มความหลากหลายในสินค้าเพื่อเป็นทางเลือกกับลูกค้ามากที่สุด   นางธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ เปิดเผยว่า ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 200 ล้านบาท ขยายพื้นที่ เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขา คริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์ (CDC) เพิ่มจาก 10,000 ตาราเมตร เป็น 15,000 ตารางเมตร พร้อมปรับโฉมใหม่ให้เป็น Flagship Store  ครบวงจร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The New Era of Luxe Design Home Decorations” เนื่องจากเป็นสาขาที่เปิดให้บริการมานานนับ 10 ปี  ซึ่งมีสินค้าตกแต่งบ้านใหม่ๆ แบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายมาเพิ่มมากขึ้น  แต่พื้นที่มีจำกัดจึงจำเป็นต้องขยายพื้นที่รองรับ นอกจากการขยายพื้นที่ให้บริการแล้ว  ยังมีการเปิดตัว Zelection Built-in ซึ่งเป็นแบรนด์ของกลุ่มสินค้าบิลท์อิน และได้เปิดตัว SB Designer Club Workspace ซึ่งจะเป็น Hub แห่งแรกของเหล่าอินทีเรียดีไซเนอร์เฉพาะที่เป็นสมาชิก “SB Designer Club” เท่านั้น โดยการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น Meeting Rooms, Smart TV, Free WIFI, Pointer, Bluetooth Speaker, F&B Special Pack (อ่านข่าวเพิ่มเติม) “ออริจิ้น” ร่วมทุน “กลุ่มดุสิตธานี” ปั้นคอนโดไฮเอนด์ การทำธุรกิจในยุคนี้ บางครั้งก็ต้องมีเพื่อนทางธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกัน แบบว่าใช้จุดเด่นของแต่ละบริษัทมาทำให้เกิดความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ดีกว่าจะมาแข่งขันกันเอง ลุ่ดกลุ่มออริจิ้นจึงจับมือกับกลุ่มดุสิตธานี พัฒนาโครงการร่วมกัน   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ได้จับมือกับบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC ร่วมกันครั้งแรกในสัดส่วน 51% ต่อ 49% เพื่อพัฒนาโครงการร่วมทุน (Joint Venture Project) ภายใต้ชื่อ “เดอะ แฮมป์ตัน ศรีราชา บาย ออริจิ้น แอนด์ ดุสิต” (The Hampton Sriracha by Origin and Dusit) เป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ 26 ชั้น 1 อาคาร แบ่งเป็นยูนิตพักอาศัย 468 ยูนิต และยูนิตเพื่อการพาณิชย์ 3 ยูนิต บริเวณตรงข้ามตึกคอม ใจกลาง ศรีราชา มูลค่าโครงการประมาณ 1,400 ล้านบาท   เนื่องจากมองว่าพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC มีศักยภาพการเติบโต เนื่องจากมีทั้งเมกะโปรเจ็คท์และเม็ดเงินลงทุนสะพัดมหาศาล มีนักลงทุนเข้ามาในพื้นที่จำนวนมาก รวมถึงมีการคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน  ประกอบกับอำเภอศรีราชา ถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพที่สุดอีกแห่งหนึ่งใน EEC เนื่องจากมีทั้งนิคมอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมที่กำลังจะพัฒนาขึ้นใหม่อีกจำนวนมาก อยู่ใกล้แหล่งโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่กำลังจะพัฒนาขึ้นอย่างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 รวมถึงยังเป็นที่ตั้งของโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล หรือ ดิจิทัล พาร์ค ไทยแลนด์ ซึ่งเป็นเมกะโปรเจ็คท์และแลนด์มาร์คใหม่ของบริษัทด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพในไทยและภูมิภาคบนพื้นที่กว่า 700 ไร่   เอพี ไทยแลนด์ จับมือพันธมิตร ผนึกม.สแตนด์ฟอร์ด เปิดทำวิจัยระดับโลก การทำธุรกิจหัวใจหลักของความสำเร็จ คือ “คน” เพราะ คือ ผู้ที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้ไปในทิศทางที่วางเอาไว้  การพัฒนาบุคลากรจึงเป็นความสำคัญอันดับแรกๆ ขององค์กร  เอพี ไทยแลนด์ จึงได้ร่วมกับเอไอเอส และธนากคารกสิกรไทย จับมือร่วมกันพร้อมด้วยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เปิด The Stanford Thailand Research Consortium การทำวิจัยระดับโลก ภายใต้การดูแลของ SEAC   ครั้งแรกของโลก ที่รวมศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญระดับสูงของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด 20 คน จากกว่า 9 สาขาวิชาเพื่อดำเนินการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเจาะลึกเต็มรูปแบบ ครอบคลุม 4 มิติองค์ความรู้เพื่ออนาคต ได้แก่ 1. ยกระดับความสามารถคนไทยให้เท่าทันโลก 2. นำเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาธุรกิจและเศรษฐกิจไทย  3. เสริมสร้างมาตรฐานคุณภาพชีวิตของคนไทยให้สูงขึ้น  อย่างยั่งยืน และ 4. ส่งเสริมการพัฒนาสังคมเมืองที่คิดถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนดำเนินการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยผ่านหลากหลายโครงการวิจัยและพัฒนาในระยะเวลา 5 ปี  ภายใต้การดูแลและสนับสนุนจาก เอสอีเอซี (SEAC) ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน   นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การก่อตั้ง “The Stanford Thailand Research Consortium” ซึ่งเป็นการทำวิจัยระดับโลกครั้งแรกของไทย ในการนำความรู้ ความสามารถ ตลอดจนทรัพยากรต่างๆ ที่มีมาช่วยพัฒนาศักยภาพประเทศไทยของเราในหลากหลายมิติ  ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นมากมาย ‘คุณภาพของคน’ คือ ประเด็นสำคัญที่โลกธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ ดังนั้น ประเด็นเรื่อง การยกระดับความสามารถของคนไทยให้เท่าทันโลกนี้เองจะเป็นหัวข้อหนึ่งในงานวิจัยที่ทาง The Stanford Thailand Research Consortium จะหยิบขึ้นมาทำการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเจาะลึกอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน   เครือบีทีเอสกรุ๊ป ทุ่มงบ 5 พันล้าน เปิดตัวโรงเรียนนานาชาติ กลุ่มบีทีเอส เองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการศึกษา เพราะเห็นไปในทิศทางเดียวกับหลายองค์กรว่า การจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ “คน” ที่มีคุณภาพคือปัจจัยความสำเร็จนั้น  จึงได้จับมือ พันธมิตร บริษัท ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ ลิมิเต็ด จากฮ่องกง ประกาศร่วมลงทุน  5,000 ล้านบาท  เพื่อก่อตั้ง “โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ”   นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) ในเครือของบริษัท  ได้จับมือกับบริษัท ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ ลิมิเต็ด จากฮ่องกง ประกาศร่วมลงทุน 5,000 ล้านบาทเพื่อก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 168 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับโรงเรียนนานาชาติแห่งอื่นๆ ในเขตกรุงเทพฯ  ติดกับโครงการธนาซิตี้ ย่านบางนา สามารถรองรับจำนวนนักเรียนได้ถึง 1,800 คน ตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงเกรด 12 และจะเริ่มเปิดสอนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป   “การลงทุนในครั้งนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ของ ยู ซิตี้ ที่จะพัฒนาที่ดินในบริเวณใกล้กับโครงการธนาซิตี้ให้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าอย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซมีพื้นที่รวมทั้งหมด 168 ไร่ หรือ 66 เอเคอร์ จึงถือเป็นโรงเรียนนานาชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตกรุงเทพฯ ตลอดจนมีพื้นที่สีเขียวรวมมากถึงประมาณ 60% ของพื้นที่ทั้งหมด เพื่อให้นักเรียนได้รับทั้งความผ่อนคลาย ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และช่วยส่งเสริมสติปัญญาและแรงบันดาลใจด้านศิลปะ”   การร่วมลงทุนของบริษัท ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ จำกัด ในโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ ถือเป็นการลงทุนจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงสุดในภาคการศึกษาระบบโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย โดยเงินลงทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาทั้งในด้านการก่อสร้างอาคารเรียนและสถานที่ ตลอดจนการคิดค้นรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์และมีประสิทธิภาพ   ​   “บริทาเนีย” เปิด 5 โครงการใหม่ เพราะตลาดคอนโดฯ ปีนี้ได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV ทำให้หลายดีเวลลอปเปอร์ เบนเข็มพัฒนาโครงการแนวราบมากขึ้น  ค่ายออริจิ้นก็มาในทิศทางเดียวกัน เพิ่มสัดส่วนพอร์ตบ้านแนวราบมากกว่าที่ผ่านมา โดยล่าสุด บริษัทลูกอย่างบริษัท บริทาเนีย จำกัด ก็เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ถึง 5 โครงการ   นางศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด ในเครือ บริษัท  ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า หลังจากโครงการบริทาเนีย ศรีนครินทร์ โครงการแรกของบริษัทที่เปิดตัวเมื่อปลายปี 2560 สามารถปิดการขายได้ในเวลาเพียง 1 ปีเศษ และ 2 โครงการที่เปิดตัวเมื่อปลายปี 2561 คือบริทาเนีย บางนา กม.12 และบริทาเนีย เมกะทาวน์ บางนา ได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทจึงเตรียมเปิดตัวโครงการบ้านจัดสรรใหม่เพิ่มอีก 5 โครงการ  ทั้งโครงการบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม เมื่อรวมกับโครงการบริทาเนีย วงแหวน-หทัยราษฎร์ ที่เปิดตัวไปแล้วในช่วงไตรมาส 1/2562 จะทำให้มีการเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องมูลค่าโครงการรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท   แผนการพัฒนาโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.บริทาเนีย บางนา-สุวรรณภูมิ เป็นโครงการบ้านเดี่ยว และบ้านแฝด จำนวน รวม 485 ยูนิต 2.บริทาเนีย บางนา กม.42 ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม จำนวนรวม 492 ยูนิต 3.บริทาเนีย คูคต สเตชั่น เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด จำนวน 138 ยูนิต 4.บริทาเนีย วงแหวน-รามอินทรา เป็นโครงการบ้านเดี่ยว จำนวน 278 ยูนิต และ 5.บริทาเนีย สายไหม เป็นโครงการบ้านแฝดและทาวน์โฮม จำนวน 294 ยูนิต โดยจะเริ่มทยอยเปิดพรีเซลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/2562 (อ่านข่าวเพิ่มเติม) โกลเด้นแลนด์ เปิดบริการ “สามย่านมิตรทาวน์” ปิดท้ายของสัปดาห์ กับการเปิดให้บริการโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสแรก บนถนนพระราม 4 กับโครงการสามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสการตอบรับที่ดี จากทั้งชาวสามย่าน จุฬาฯ และผู้อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เพราะที่นี่มีโซนเปิดให้บริการแบบ 24 ชั่วโมงด้วย     นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทใช้งบประมาณกว่า 9,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสมผสานหรือมิกซ์ยูส ภายใต้ชื่อ “สามย่านมิตรทาวน์” ขณะนี้พร้อมแล้วในการเปิดให้บริการแก่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายเพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัย การทำงาน การพักผ่อนหย่อนใจ ตลอดจนการช้อปปิ้ง ให้ครบวงจรในที่เดียว สำหรับจุดเด่นของโครงการสามย่านมิตรทาวน์ ถือเป็นมิกซ์ยูสแห่งแรกบนหัวมุมถนนพญาไท - พระราม 4 ที่มีความสมบูรณ์แบบ รวมพื้นที่ใช้สอย 222,000 ตารางเมตร เนื่องจากภายในโครงการประกอบด้วย ที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม “ทริปเปิ้ล วาย เรสซิเด้นซ์” โรงแรม “ทริปเปิ้ล วาย โฮเทล” อาคารสำนักงาน “มิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์” และพื้นที่ค้าปลีก “ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์” (อ่านข่าวเพิ่มเติม)    
บ้านแนวคิดใหม่

บ้านแนวคิดใหม่ "บริทาเนีย" เปิดตัว 5 โครงการใหม่ ยึดทำเลกรุงเทพฯตะวันออก-เหนือ

เกือบ 2 ปีมาแล้วที่แบรนด์"บริทาเนีย" จากออริจิ้น  ได้ลงสนามเข้าชิงตลาดแนวราบจากโครงการแรกบริทาเนีย ศรีนครินทร์, บริทาเนีย บางนา กม.12, บริทาเนีย เมกะทาวน์ บางนา และโครงการบริทาเนีย วงแหวน-หทัยราษฎร์ ที่เปิดตัวไปช่วงต้นปีจนได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาตลอด ล่าสุดได้ลุยเปิดรวด 5 โครงการ โดยยึดทำเลกรุงเทพฯตะวันออก-เหนือ   นางศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด บริษัทพัฒนาบ้านจัดสรรในเครือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริทาเนียการเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องจาก 4 โครงการที่ผ่านมา รวมถึงอีก 5 โครงการที่เปิดตัวล่าสุด จะมีมูลค่าโครงการรวมประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเรายังคงมองเห็นเรียลดีมานด์ในทำเล Blue Ocean หลายทำเล รวมถึงการพัฒนากลยุทธ์การสร้างบ้านแนวคิดใหม่ด้วยคอนเซ็ปต์ “B Genius Mode” ประกอบด้วย 1.B Smart Home Automation ให้เชื่อมต่อกับระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้านได้อย่างง่ายดายทุกที่ทุกเวลา เช่น IP Camera, Motion Sensor 2.B Smart Design ออกแบบอย่างเข้าใจไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัยและทุกฟังก์ชันของการใช้ชีวิต อาทิ ครัวไทยแบบปิด แยกออกจากตัวบ้าน ป้องกันกลิ่นรบกวนภายในบ้าน   พร้อมทั้งตอบโจทย์ผู้รักการทำอาหาร การจัดวาง USB Outlet ทุกจุดสำคัญภายในบ้าน ตอบโจทย์การใช้งาน device ทุกพื้นที่       การทำ Double Volume เพดานสูงในห้องนั่งเล่น การเพิ่มห้องนอนที่ 4 ในทาวน์โฮม 3.B Smart Home Services มีบริการหลังการขายแบบ On demand ทั้งบริการทำความสะอาดและช่างเทคนิค ผ่านแอปพลิเคชัน Origin Connect 4.B Smart Community อาศัยความเข้าใจผู้บริโภคและประสบการณ์ที่มีในธุรกิจคอนโดมิเนียมมาอย่างยาวนาน มาประยุกต์ใช้กับแบรนด์บริทาเนียแบบจัดเต็ม สร้างคลับเฮาส์ทันสมัยภายใต้ชื่อ Club Britania เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ สระว่ายน้ำ, สนามเด็กเล่น, Steam Room, Tea Room, Co-working space   ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ (Key Success Factor) ประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.Prime Location บริษัทเลือกพัฒนาโครงการเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพอย่างแท้จริง ใกล้ถนนหลัก ใกล้ทางด่วน มีเมกะโปรเจ็คท์และสถานที่สำคัญต่างๆ อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งร้านอาหาร คอมมูนิตี้ มอลล์ โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ 2.Smart Design คำนึงถึง Human-centric ออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยใส่ใจหาโซลูชั่นมาขจัด Pain Point ของผู้บริโภค 3.Smart Products พัฒนาบ้านให้มีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์ทุกรูปแบบ และ 4.Smart Services มีบริการแบบ On demand เช่น บริการพนักงานทำความสะอาด คอยตอบสนองความต้องการหลังการขาย   นายธำรง ปลูกจิตรสม กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริทาเนีย จำกัด กล่าวว่า สำหรับ 5 โครงการใหม่ ได้แก่ 1.บริทาเนีย บางนา-สุวรรณภูมิ เป็นโครงการบ้านเดี่ยว และบ้านแฝด จำนวน รวม 485 ยูนิต 2.บริทาเนีย บางนา กม.42 ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม 68-70 ไร่ ราคาเริ่มต้น 2-5 ล้านบาท จำนวนรวม 492 ยูนิต 3.บริทาเนีย คูคต สเตชั่น เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด จำนวน 138 ยูนิต 4.บริทาเนีย วงแหวน-รามอินทรา เป็นโครงการบ้านเดี่ยว 68 ไร่ ราคาเริ่มต้น 6-9 ล้านบาท  จำนวน 278 ยูนิต 5.บริทาเนีย สายไหม เป็นโครงการบ้านแฝดและทาวน์โฮม 65 ไร่ ราคาเริ่มต้น 2-4 ล้านบาท จำนวน 294 ยูนิต โดยจะเริ่มทยอยเปิดพรีเซลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/2562 เริ่มจากโครงการบริทาเนีย บางนา-สุวรรณภูมิ ในวันที่ 19-20 ต.ค.นี้   ทุกโครงการจะตั้งอยู่ใน Prime Location เกาะทำเลกรุงเทพฯ ตะวันออก ตอกย้ำภาพของเราในฐานะเจ้าทำเลที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคย่านดังกล่าวเป็นอย่างดี รวมทั้งตอกย้ำกลยุทธ์การเจาะตลาด Blue Ocean ที่เครือออริจิ้นให้ความสำคัญตลอดมา และยังมีจุดเด่นร่วมกันอีกหลากหลายเรื่อง อาทิ การตกแต่งสไตล์ Modern British Luxury ผสมผสานกลิ่นอายและเอกลักษณ์ความเป็นอังกฤษแบบคลาสสิคเข้ากับความทันสมัย เช่น ใช้ความโค้งมนและโทนสีขาว-เทา-ดำของยุควิคตอเรีย ฟังก์ชันบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในแบบที่คุณรัก เช่น Multi-purpose spaces ที่สามารถใช้ทำกิจกรรมกับครอบครัวได้อย่างอบอุ่นและหลากหลาย Built-in Furniture ที่คัดสรรแบรนด์คุณภาพและสิ่งที่จำเป็นเพื่อการอยู่อาศัย ขณะเดียวกัน ยังใส่ใจเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อบ้านจัดสรรที่ปัจจุบันมีอายุเฉลี่ยน้อยลง เหลือเพียงประมาณ 30-45 ปี ให้สามารถ ใช้ชีวิตในแบบที่รัก หรือ “A Life You Love”      
ยู ซิตี้ ทุ่ม 5 พันล้าน เปิดตัว “โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ” โรงเรียนนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ

ยู ซิตี้ ทุ่ม 5 พันล้าน เปิดตัว “โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ” โรงเรียนนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ

ในประเทศไทยมีโรงเรียนนานาชาติเกิดขึ้นมากมายตามหัวเมืองใหญ่ กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ โดยแต่ละแห่งก็จะมีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป อย่างที่ “โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ” เน้นปูรากฐานให้นักเรียนมีทักษะและทัศนคติที่พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอนาคต ด้วยการคิดค้นรูปแบบการเรียนการสอนและอาคารเรียนบนพื้นฐานของแนวคิดใหม่ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น บนพื้นที่ 168 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับโรงเรียนนานาชาติแห่งอื่นๆ ในเขตกรุงเทพมหานครติดกับโครงการธนาซิตี้ ย่านบางนา   นางปิยพร พรรณเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การลงทุนในรูปแบบโรงเรียน ถือเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเมือง ผลักดันศักยภาพทำเลให้ก้าวไปอีกขั้น ซึ่งที่ดิน 168 ไร่นี้อยู่ติดกับธนาซิตี้ ใกล้กับสนามบินสุรรณภูมิเพียง 4 กิโลเมตร หรือใช้เวลาขับรถเพียง 5 นาที และถือว่าเป็นโรงเรียนนานาชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตกรุงเทพฯ และในอนาคตจะมีระบบขนส่งมวลชนรางเบาเส้นทางบางนา-สุวรรณภูมิตัดผ่านในบริเวณใกล้เคียง ที่ตั้งของโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซเอื้อต่อการรองรับนักเรียนจากนานาประเทศและเป็นตัวเลือกโรงเรียนนานาชาติอันดับต้นๆ ของบรรดานักเรียนและครอบครัวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย   เชื่อว่าประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการเป็นหนึ่งในจุดหมายของการศึกษาแบบนานาชาติ เนื่องด้วยข้อมูลจากสมาคมโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยยังระบุอีกด้วยว่า ประเทศไทยเป็นตลาดโรงเรียนนานาชาติที่มีการเติบโตมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักตลอดระยะ 8 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกของประเทศไทย หรือ อีอีซี จะสามารถดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามาได้ปีละประมาณ 100,000 คน ซึ่งเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและความต้องการโรงเรียนนานาชาติในพื้นที่ภาคตะวันออกของกรุงเทพฯ ที่เพิ่มมากขึ้น      มิสเตอร์คาเมรอน ฟ็อกซ์ หัวหน้าผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ เผยว่าโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซได้จับมือกับไอดีโอ (IDEO) บริษัทออกแบบและนวัตกรรมระดับโลก ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมกันคิดค้นรูปแบบการเรียนการสอนและอาคารเรียนที่เหมาะกับ “โรงเรียนแห่งอนาคต”   โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ และเป็นโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกในโลกที่ร่วมมือกับไอดีโอในการคิดค้นคอนเซ็ปต์และการออกแบบทางกายภาพขอโรงเรียนใหม่ทั้งหมดแต่ต้น โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ ได้นำเอามาตรฐานการศึกษาแบบอเมริกันมาบูรณาการเพื่อสร้างเป็น ‘หลักสูตรเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคต (Future-ready Curriculum)’ เน้นการทำโครงงานและการฝึกทักษะ เพื่อให้นักเรียนได้พาตนเองเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน มุ่งสร้างนักคิด นักปฏิบัติ  เพื่อสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของโลกใบนี้    สถาปัตยกรรมอันล้ำสมัยของโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซเป็นผลมาจาการศึกษาวิจัยเพื่อคิดค้นวิธีการออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ช่วยเสริมสร้างให้เกิดผลสัมฤทธิ์ พฤติกรรม และความเป็นอยู่ที่ดีของนักเรียน โดยพื้นที่การเรียนรู้ของเวอร์โซนั้นเน้นที่ความคล่องตัว ยืดหยุ่น และการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด   อาคารทรงกลมที่เป็นสัญลักษณ์ของเวอร์โซ ให้ความรู้สึกของการเรียนรู้ที่เป็นอิสระ แตกต่างจากรูปแบบของอาคารเรียนแบบดั้งเดิม ทั้งนี้ โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นไฮไลต์ อาทิ สระว่ายน้ำในร่มขนาด 50 เมตรมาตรฐานโอลิมปิกที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยพร้อมด้วยระบบเกลือคลอรีนและ 10 เลนการแข่งขัน สนามฝึกซ้อมอเนกประสงค์ที่ใช้งานได้ทุกฤดูกาล สตูดิโอเพื่อการผลิตงานมัลติมีเดียและสตูดิโอบันทึกเสียง สนามกีฬาที่สามารถจุผู้ชมได้ 1,000 ที่นั่ง ห้องเวิร์คช็อปและสตูดิโองานประดิษฐ์ อาคารยิมเนเซียมขนาดใหญ่และศูนย์ออกกำลังกาย สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐาน และโคเวิร์คกิ้งสเปซสำหรับคณาจารย์ เป็นต้น   โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ เริ่มเปิดรับสมัครแล้ว พร้อมเปิดภาคการศึกษาแรกในเดือนสิงหาคม 2563 ตั้งเป้าปีแรกในการเปิดรับนักเรียนประมาณ 200-400 คน และเปิดรับเต็มที่ 1,800 คน   
โปรโมชั่น

โปรโมชั่น "บ้าน-คอนโดฯ" เดือนกันยายน 2562

"ดีเวลลอปเปอร์" ยังคงมีจัดโปรโมชั่นออกมากระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งโปรโมชั่นบ้าน และโปรโมชั่นคอนโดมิเนียม ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ บ้าน-คอนโดฯ ที่ชอบ ในทำเลต่างๆ ทุกระดับราคา หลากหลายแคมเปญ และโปรโมชัน ชอบแบบไหน อยากได้อย่างไร เลือกซื้อ เลือกหากันได้ตามสะดวก แต่ที่สำคัญ ต้องศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขแคมเปญให้ดี   นีโอ กรุ๊ป ผุด 3 โครงการใหม่ ใจโปรโมชั่น     บริษัท นีโอ 3241 ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือ นีโอ กรุ๊ป (NEO Group) เปิดตัว 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวมประมาณ 300 ล้านบาท บน 3 ทำเลย่านลาดพร้าว  พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ กับกิจกรรมพรีเซลล์ พร้อมชมบ้านตัวอย่างในวันที่ 28-29 กันยายน 2562 หากลูกค้าจองในวันดังกล่าวรับส่วนลดสูงสุด 1,000,000 บาท  ได้แก่   1.โครงการ SENSE นาคนิวาส 48 BY NEO GROUP  บ้านเดี่ยว บ้านแฝด สไตล์โมเดิร์น 3 ชั้น 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมห้องอเนกประสงค์   บนพื้นที่เริ่มต้นเพียง 39 - 50 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 285 - 325 ตารางเมตร สามารถเพิ่ม “สระว่ายน้ำ” ได้ มีทั้งหมด 9 หลัง หน้าบ้านกว้าง 8 เมตร ที่จอดรถ 3 คัน ตั้งอยู่ในซอยนาคนิวาส 48 แยก 18 - 20 2.โครงการ NEO SPACE @ WORK ลาดพร้าว 41 โฮมออฟฟิศ 3 ชั้น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ห้องอเนกประสงค์โถงสูง 5.7 เมตร บนพื้นที่ 27 - 43 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 230 – 300 ตารางเมตร มีทั้งหมด 15 ยูนิต หน้าบ้านกว้าง 5.30 เมตร ที่จอดรถ 4 – 6 คัน มีลิฟต์จอดรถ (Auto Parking) สามารถรับน้ำหนักได้ 2.3 ตัน ตั้งอยู่บนทำเลภาวนา ซอยลาดพร้าว 41 แยก 16 ราคาเริ่มต้นที่ 8.99 ล้านบาท 3.โครงการ NEO HAUS PLUS นาคนิวาส 32 พรีเมี่ยมทาวน์โฮม สไตล์โมเดิร์น  3 ชั้นครึ่ง 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พร้อม DOUBLE VOLUME สูง 5.8 เมตร บนพื้นที่ 17 - 26 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 196 - 237 ตารางเมตร มีทั้งหมด 8 ยูนิต หน้าบ้านกว้าง 5.40 เมตร ที่จอดรถ 2 คัน ตั้งอยู่บนทำเล ซอย นาคนิวาส 32  ราคาเริ่มต้นที่ 6.99 ล้านบาท   เปิดจอง “เดอะคิวบ์ ลอฟท์ฯ” พร้อมโปรโมชั่น     บริษัท คิวบ์ เรียล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้พัฒนาและบริหารงานโครงการ The Cube Loft Srinakarin-Thepharak (เดอะคิวบ์ ลอฟท์ ศรีนครินทร์-เทพารักษ์) คอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น รวม 2 อาคาร  ซอยศรีด่าน 18 และเชื่อมต่อถนนเทพารักษ์  พร้อมเปิดให้จองครั้งแรก วันที่ 21 – 30 กันยายน 2562 ที่บูธ The Cube Loft Srinakarin-Thepharak บริเวณชั้น 1 ใกล้ร้านกาแฟ Starbucks ห้างเทสโก้ โลตัส สาขาศรีนครินทร์ ราคาเริ่มต้น 1.29 ล้านบาท* พิเศษเฉพาะวันงานจองสิทธิ์เพียง 2,000 บาท/ยูนิต* รับส่วนลดสูงสุดถึง 150,000 บาท* มีขนาดให้เลือกตั้งแต่  23.5 – 34.5 ตารางเมตร และจัดเลย์เอาท์ให้เลือกถึง 6 แบบ พร้อมเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูงครบทุกฟังก์ชั่น (Fully Furnished) ดีโซน์มีเอกลักษณ์เฉพาะโครงการจาก เอสบี เฟอร์นิเจอร์ (SB Furniture) ประตูดิจิตอลจากซัมซุง (Digital Door Lock)   เนอวานา จัดแคมเปญ “Live Beyond Limits”      บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) กระตุ้นตลาดบ้านระดับไฮเอนด์ ในไตรมาส 3 จัดแคมเปญ “LIVE BEYOND LIMITS”  โปรโมชั่นดอกเบี๊ยปีแรกเพียง 0.5%  ผ่อนเพียงล้านละ 1,000 บาทต่อเดือน  พร้อม ส่วนลดสูงสุด 5 ล้านบาท และฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน  กับโครงการเนอวานา บน 8 ทำเลคุณภาพติดถนนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และ โฮมออฟฟิศ ราคาเริ่มต้นที่ 8 – 60 ล้านบาท ในงาน Live Beyond Limits วันที่ 14-22 กันยายนนี้ ที่ Sale Gallery ทุกโครงการเท่านั้น   SYS จัดโปรสุดคุ้ม “SYS Reward 2019”     บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด หรือ SYS ผู้ผลิตเหล็กเอชบีม ไวด์แฟลงก์ จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม “SYS Reward 2019” ใช้เหล็ก ได้แต้ม แลกทอง รับคะแนนสะสมคูณ 2 เพื่อตอบแทนลูกค้าที่ซื้อเหล็ก SYS ที่ร่วมรายการ และเหล็กแปรรูปจาก Steel Solution by SYS โดยลูกค้าสามารถรับคะแนนสะสมคูณ 2 ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2562 และสามารถนำคะแนนสะสมไปแลกของกำนัลได้ทาง  ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2562          

"สามย่านมิตรทาวน์" มิกซ์ยูส 9,000 ล้าน โปรเจ็กต์แรกที่เปิดบนถนนพระราม 4

เปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2562 ซึ่งถือฤกษ์งามยามดีเป็นวันแรก  สำหรับโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส “สามย่านมิตรทาวน์” บนถนนพระราม 4 และนับเป็นโปรเจ็กต์แรกของถนนเส้นนี้ ที่พร้อมให้บริการกับประชาชน นิสิต และนักศึกษา บริเวณสามย่าน  หลังพัฒนาโครงการมาเป็นระยะเวลา 3 ปี โครงการ  “สามย่านมิตรทาวน์” ภายใต้การดำเนินงานของ โกลเด้นแลนด์ หรือ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กับมูลค่าการลงทุนกว่า 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วยพื้นที่ค้าปลีก โรงแรม อาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัย บนเนื้อที่กว่า 14 ไร่ รวมพื้นที่ใช้สอย 222,000 ตารางเมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Urban Life Library – คลังแห่งอาหารและการเรียนรู้”   4 องค์ประกอบตอบทุกไลฟ์สไตล์ นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ โกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า จุดเด่นของโครงการสามย่านมิตรทาวน์ ถือเป็นมิกซ์ยูสแห่งแรกบนหัวมุมถนนพญาไท - พระราม 4 ที่มีความสมบูรณ์แบบ เนื่องจากภายในโครงการประกอบด้วย ที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม “ทริปเปิ้ล วาย เรสซิเด้นซ์” โรงแรม “ทริปเปิ้ล วาย โฮเทล” อาคารสำนักงาน “มิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์” และพื้นที่ค้าปลีก “ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์”  ปัจจุบันถือว่าโครงการประสบความสำเร็จเนอย่างดี เนื่องจากมีพันธมิตรเข้ามาเช่าพื้นที่ต่างๆ ค่อนข้างมาก อาทิ โซนพลาซ่า ปล่อยเช่ากว่า 85% คอนโดมิเนียมยอดจองซื้อกว่า 60% และอาคารสำนักงานมียอดเช่าพื้นที่กว่า 60%     โดยมี 4 องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยทำให้มีความแตกต่างจากโครงการอื่น 1.การเชื่อมต่อระบบ MRT ที่มีอุโมงค์ระหว่างรถไฟฟ้าใต้ดินมายังโครงการ ภายใต้ชื่อ “เชื่อมมิตร” (MITR DIRECT LINK) ด้วยงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของพื้นที่ถ่ายรูปของนักท่องเที่ยวและขาช้อปปิ้ง 2.การเป็นโครงการมิกซ์ยูส  ที่ประกอบด้วยพื้นที่ทั้งสำนักงาน ที่พักอาศัย และพื้นที่ค้าปลีก ซึ่งนับเป็นโครงการแรกที่เปิดให้บริการบนถนนพระราม 4 3.โครงการที่มีคอนเซ็ปต์แตกต่าง และสร้างการจดจำ โดยไม่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการให้สวยงามที่สุดเป็นหลัก แต่เน้นสร้างการจดจำ ภายใต้ 2 คีย์เวิร์ดสำคัญ คือ “ความรู้” (Knowledge)  และ “อาหาร” (Food) เนื่องจากสร้างโครงการบนพื้นที่ของสำนักทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ดินเดิม คือ ตลาดสามย่าน แหล่งรวมร้านอาหารที่ขึ้นชื่อและอร่อย  การพัฒนาจึงมุ่งเน้นการตอบสนองใน 2 เรื่องดังกล่าว ไม่ได้มุ่งเน้นในเรื่องความหรูหรา แต่เน้นไปสู่ในเรื่องของ Smart & Friendly 4.การใช้ชีวิตที่สะดวกสบายของผู้อยู่อาศัย จากการมีพื้นที่ของที่พักอาศัย และโรงแรม ที่ทำให้ผู้พักอาศัยใช้บริการในส่วนต่างๆ ของโครงการได้ตลอด 24 ชั่วโมง “เรามุ่งมั่นพัฒนาโครงการสามย่านมิตรทาวน์ให้เป็นคลังแห่งอาหารและการเรียนรู้ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง"   ภายในโครงการมีร้านค้าและบริการจากแบรนด์ดังต่างๆ เราจะไม่ทำเหมือนเดิม แต่จะมีการสร้างสรรค์คอนเซ็ปต์ใหม่เป็นแห่งแรก มาให้บริการแก่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายซึ่งมีพฤติกรรม   การบริโภคเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก จากอิทธิพลของเทคโนโลยีและโลกดิจิทัล ไม่เพียงแค่ร้านค้าของพาร์ตเนอร์เราที่เนรมิตคอนเซ็ปต์ใหม่ เพราะโกลเด้นแลนด์เองได้มีการพัฒนาร้านสินค้าและบริการ  คอนเซ็ปต์ใหม่ๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้โครงการด้วย อาทิ ร้านมีเดียม แอนด์ มอร์ (Medium & More), เอพรอน วอร์ค (Apron Walk) ทั้งหมดจะช่วยตอกย้ำให้โครงการมิกซ์ยูสเป็นจุดหมายปลายทางของพนักงานออฟฟิศ นิสิตนักศึกษา ฟรีแลนซ์ สตาร์ทอัพ นักท่องเที่ยว ผู้พักอาศัยในคอนโดฯ โรงแรม รวมถึงคนในพื้นที่สามย่านเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงให้เข้ามาเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ได้  
SB สาขา CDC ปรับลุคเป็น Flagship Store ส่ง Zelection Built-in ปฏิวัติวงการบิลท์อิน

SB สาขา CDC ปรับลุคเป็น Flagship Store ส่ง Zelection Built-in ปฏิวัติวงการบิลท์อิน

SB Design Square ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท ปรับลุคสาขา CDC ใหม่ เป็น Flagship Store สุดครบวงจร บนพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The New Era of Luxe Design Home Decorations” ประกาศปฏิวัติวงการบิลท์อินด้วยนวัตกรรมดีไซน์ล่าสุดและเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งแรกในเมืองไทยกับ “Zelection Built-in” ที่ทลายทุกกฎการตกแต่งบ้าน เสริมทัพด้วยเฟอร์นิเจอร์ 2 แบรนด์ดังจากฝั่งยุโรปและอเมริกา Laura Ashley (ลอร่า แอชลี่)และ Universal (ยูนิเวอร์แซล) พร้อมเปิด “Designer Club”   นางธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ เผยว่าแม้ภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์ปี 2562 อาจจะไม่สวยหรูนัก เนื่องจากผลกระทบ ทางเศรษฐกิจและตลาดอสังหาฯ แต่กลุ่มลูกค้าตลาดระดับบนของที่อยู่อาศัยแนวราบนับว่ายังพอไปได้ ดังนั้น การเปิดตัว “Zelection Built-in” ครั้งนี้ เราจึงเน้นเจาะลูกค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก และเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าของเรามากยิ่งขึ้น ครั้งนี้เราได้รับเกียรติจาก 2 แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำจากฝั่งยุโรปและอเมริการ ได้แก่ Laura Ashley และ Universal มาเปิดที่สาขา CDC แห่งนี้    เราพยายามเสาะแสวงหา global brand ที่ดีมาเพิ่มสีสันความหลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มากที่สุด  นายฌอห์ณ แองลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ฝ่ายปฏิบัติการแบรนด์ Laura Ashley (ลอร่า แอชลี่) สัญชาติอังกฤษที่มีความโดดเด่นเรื่องลวดลายและสีสันของงานผ้าที่เป็นเอกลักษณ์สะท้อนความมีระดับในแบบฉบับอังกฤษ ทั้งเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ห้องน้ำ รวมถึงของตกแต่งต่างๆ  มากมาย เผยถึงความร่วมมือกับ SB ครั้งนี้ว่า "เรามองว่า SB เป็นแบรนด์ที่มีความเข้มแข็งมากในตลาดเฟอร์นิเจอร์เมืองไทย มีทีมงานที่เป็นมืออาชีพ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ขยายแบรนด์ลอร่าร่วมกับเอสบีไปอีกหลายสาขา"  นายแมททิว คิม รองประธานฝ่ายขายต่างประเทศ แบรนด์ Universal (ยูนิเวอร์แซล) เผยว่า ทั้ง SB และเราต่างเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ อันยาวนานกว่า 50 ปี ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เรามักจะแชร์กระบวนการคิดความเข้าใจต่อความต้องการของลูกค้า และทำงานร่วมกันในการที่จะตอบสนองความต้องการนั้นๆ ในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเรื่องสไตล์ ราคา คุณภาพ และความสบายในการใช้งาน โดย Universal มีความหรูหราสง่างามและทันสมัยสไตล์ Modern American เป็นจุดเด่นของแบรนด์ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนเป็นงาน Handcraft เน้นการใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยม เพื่อสร้างสัมผัสที่โดดเด่นแบบ American Signature เชื่อว่าคนรักการแต่งบ้านที่มาเยี่ยมชมภายในร้านต้องได้Inspire ดีๆ ในการตกแต่งบ้านแน่นอน       นอกจากนี้ยังได้เปิดตัว Zelection Built-in แบรนด์ของกลุ่มสินค้าบิลท์อินที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฟอร์นิเจอร์ แต่สามารถรองรับการตกตแ่งภายในได้อย่างครบวงจร โดยใช้กระบวนการ “PREFAB” เริ่มตั้งแต่ Design Automation ซอฟต์แวร์สุดล้ำจากเยอรมัน เป็นตัวเชื่อมระหว่างการออกแบบและกระบวนการผลิต ให้ทุกออเดอร์ดีไซน์จากหน้าโชว์รูมพุ่งตรงสู่โรงงานผลิต ลด Human Error ช่วยให้ลูกค้าได้ชิ้นงานที่ถูกต้องแม่นยำได้มาตรฐานในเวลาอันรวดเร็ว แล้วยกชิ้นงานที่ได้จากโรงงานนำมาติดตั้ง ซึ่งสามารถลดเวลาการติดตั้งลงได้กว่าเวลาปกติกว่า 50% ซึ่งในการติดตั้งนี้มีจุดเด่นตรงที่สามารถเดินงานสายไฟภายในโครงสร้างผนังได้     SB Design Square สาขา CDC ไม่ได้มีแค่เฟอร์นิเจอร์และงานตกแต่งภายในเท่านั้น แต่ยังมี โซน Custom Shop เป็นศูนย์รวมสินค้าสั่งทำ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้า “ออกแบบได้ตรงใจ เลือกดีไซน์ในแบบที่เป็นตัวเอง” สำหรับสินค้ากลุ่มเตียงนอน, โซฟา, สตูล, เก้าอี้, หมอนอิง และผ้าม่าน     อย่างเตียงนอน ก็เลือกได้ตั้งแต่ขนาดเตียง ความสูงของหัวเตียง ดีไซน์ขาเตียง กระทั่งสีสันของหมุดตอกและลวดลวย การตอกหมุดก็เลือกได้เพื่อเพิ่มดีไซน์ความเก๋ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นบอดี้เตียงเสริมหรือเตียงลิ้นชัก เพื่อตอบโจทย์ ที่เพิ่มเติมด้วย เพื่อให้สามารถออกแบบได้ตามที่ต้องการและตรงใจมากที่สุด โซน Power Buy ศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำที่จะเติมเต็มความสมบูรณ์ให้ประสบการณ์ช้อป และ Pacamara ร้านกาแฟที่ขึ้นชื่อเรื่องเมล็ดกาแฟที่คั่วเอง    
ปิดตำนาน 4 ทศวรรษ  “สวนสยาม” ก้าวสู่โลกใบใหม่ในชื่อ “สยามอะเมซิ่งพาร์ค”

ปิดตำนาน 4 ทศวรรษ  “สวนสยาม” ก้าวสู่โลกใบใหม่ในชื่อ “สยามอะเมซิ่งพาร์ค”

คนไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะวัยผู้ใหญ่ จะรู้จัก "สวนสยาม" สวนสนุกและสวนน้ำขนาดใหญ่ ภายใต้สโลแกน “ทะเลกรุงเทพฯ" ที่สร้างชื่อและภาพจำให้กับคนไทยส่วนใหญ่ประเทศ เมื่อนึกถึงสวนน้ำและสวนสนุก จะต้องนึกถึง “สวนสยาม” ซึ่งนับตั้งแต่วันเริ่มต้นธุรกิจจนถึงปัจจุบัน ก็มีอายุยาวนานเกือบ 40 ปีแล้ว  หากเปรียบเทียบกับชีวิตคน ก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนที่ใช้ชีวิตมาอย่างเต็มที่ ผ่านร้อน ผ่านหนาว  ทั้งความสุข ความทุกข์  มามากมาย   ท่ามกลางวันเวลาที่ล่วงเลยไป  “สวนสยาม” เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง  แม้ว่าสภาพแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค  จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างก็ตาม “สวนสยาม” ก็สามารถยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้  ด้วยความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อของ ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประธานคณะกรรมการกลุ่มบริษัท สยามพาร์คซิตี้ จำกัด เจ้าของและผู้บริหารสวนสยาม   แต่สำหรับวันนี้  โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเป็นการเปลี่ยนแปลง ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น  แต่เปลี่ยนแปลง “พฤติกรรมผู้บริโภค” ที่ถือเป็นหัวใจหลักสำคัญของธุรกิจ ไปอย่างสิ้นเชิง ส่งผลทำโลกธุรกิจในวันนี้อยู่ในมือผู้บริโภค มากกว่าผู้ประกอบการ เพราะผู้บริโภคเข้าถึงแหล่งข้อมูล และมีทางเลือกหลากหลายในการซื้อหรือใช้สินค้าและบริการ     โลกได้ถูกเปลี่ยนแปลงจากยุค “Analog" สู่โลกยุค “Digital” ซึ่งการจะยืนหยัดอยู่ได้บนโลกธุรกิจยุคนี้  ผู้ประกอบการจะต้องก้าวทัน กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่เพียงแต่ปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบกับสวนสยามเท่านั้น ปัจจัยภายในเองก็ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการอยู่ต่อไปของสวนสยาม เพราะวันนี้ด้วยวัย 81 ปีของดร.ไชยวัฒน์  ซึ่งถือว่าเป็นคนสูงวัย ที่ควรจะวางมือ และส่งต่อธุรกิจให้กับทายาทต่อไปได้แล้ว ไม่ใช่เรื่องของการไม่มีความรู้ความสามารถ แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสม ในวันและเวลาที่ทายาทควรจะเข้ามาสานต่อ และต้องเปลี่ยนแปลง “สวนสยาม” ไม่ใช่แค่เพื่อ “ความอยู่รอด” แต่เพื่อการก้าวไปสู่ “ความยั่งยืน” ของธุรกิจในอนาคต   สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ “สวนสยาม” นับต่อจากนี้ไปมี 2 เรื่องใหญ่ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  และสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของสวนสยามตลอดเกือบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้ โดยเรื่องแรก นับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2562 จะไม่มีชื่อ "สวนสยาม" อีกต่อไป แต่จะพบกับชื่อใหม่ “สยามอะเมซิ่งพาร์ค” (Siam Amazing Park)   เรื่องที่สอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป ดร.ไชยวัฒน์ จะลาออกพร้อมกับแต่งตั้งให้ทายาทเข้ามาดูแลกิจการแทน ประกอบด้วยลูกชาย 2 คนได้แก่ นายสิทธิศักดิ์ เหลืองอมรเลิศ นายวุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ  ลูกสาว ได้แก่ นางจิรวรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา และลูกสะไภ้ ได้แก่ นางนพกาญจน์ เหลืองอมรเลิศ     5 ดินแดนความสนุกใน “สยามอะเมซิ่งพาร์ค”   ไฮไลท์สำคัญของสวนสนุกและสวนน้ำ “สวนสยาม” ที่มีมาแต่เดิม คือ สวนน้ำที่มีสไลท์เดอร์ขนาดใหญ่ ยังคงมีอยู่ให้ลูกค้าได้สนุกเหมือนเดิม แต่ถูกยกระดับการให้บริการภายใต้คอนเซ็ปต์ “Everyday is Amazing” โดยสวนน้ำ หรือ Water World เป็น 1 ใน 5 ดินแดนของความสนุกของสวนน้ำ   นอกจากนี้ ยังมี Extreme World  สุดยอดดินแดนแห่งความมันส์ ที่รวบรวมเครื่องเล่นท้าความ เสียวระดับโลกมาไว้ในที่เดียว อาทิ  Vortex (วอร์เท็กซ์) รถไฟเหาะตีลังกาเกลียวสว่านแบบห้อยขาที่ใหญ่ที่สุด 1 ใน 2 ของโลก  Giant Drop ยักษ์ตกตึก เครื่องเล่นทิ้งดิ่งที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Log Flume ล่องซุงมหาสนุกขนาดยักษ์สัญชาติเยอรมัน   Adventure World ดินแดนแห่งการผจญภัยไปกับเครื่องเล่นหลากหลาย อาทิ Jurassic Adventure (ผจญภัยแดนไดโนเสาร์) Twin Dragon (เรือมังกรสองหัว) และเครื่องเล่นอีกหลายชนิด Family World ดินแดนของเครื่องเล่นที่เหมาะกับสมาชิกทุกคนในครอบครัว  ทั้ง Africa Adventure (ท่องป่าแอฟริกา) Si-Am Tower หอคอยชมวิวที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้​ ม้าหมุนสองชั้นสุดคลาสสิก รวมถึง Big Double Shock (บิ๊กดับเบิ้ลช็อค) บ้านผีสิงแบบฉบับของสยามอะเมซิ่งพาร์ค และ Small World ดินแดนเครื่องเล่นไซส์มินิสำหรับนักผจญภัยตัวน้อย   ทุ่ม 3,000 ล้าน ปั้น “บางกอกเวิลด์”    ดินแดนความสนุกแห่งใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับคำว่า “สยามอะเมซิ่งพาร์ค” คือ ดินแดนที่ 6 โครงการบางกอกเวิลด์ ซึ่งใช้งบลงทุนไปถึง 5,000 ล้านบาท ทั้งการก่อสร้างและตกแต่ง เนรมิตพื้นที่ขนาด 70 ไร่ บริเวณด้านหน้าทางเข้าสวนสนุก ให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมขนาดใหญ่  ประกอบไปด้วย 14 อาคาร ได้แก่     1.บางกอกออร์แกนิกมาร์เก็ต เป็นอาคารขนาด 3 ชั้นที่ได้แรงบันดาลใจจากห้างแบดแมนแอนด์โก ห้างสรรพสินค้าที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นห้างที่ทันสมัยและใหญ่สุดในขณะนั้น 2.บางกอกโฮมคราฟท์มาร์เก็ต จำลองอาคารบี.กริมแอนด์โก ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นศูนย์รวมผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมและเคมีภัณฑ์ครบวงจรในสมัยนั้น 3.บางกอกเวิลด์ฟู้ดฮอลล์ อาคารขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากศาลาเฉลิมกรุง  หรือมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า โรงมหรสพหลวง ภายในบางกอกเวิลด์ฟู้ดฮอลล์ ประกอบด้วยอาหารไทยปรุงสำเร็จจากสี่ภาค ภัตราคารอาหารไทยและอาหารนานาชาติ ซุ้มอาหารพร้อมทาน ร้านอาหารแบบ Take away รวมถึงฟู้ดคอร์ด 4.บางกอกฟาบริกมาร์เก็ต เป็นการจำลองพาหุรัดมาไว้ในอาคารขนาด 3 ชั้น เป็นแหล่งรวมสินค้าจากวิสาหกิจชุมชน ประเภทผ้าสารพัดชนิด 5.บางกอกไทยโคลธมาร์เก็ต เป็นอาคารที่ได้แรงบันดาลใจจากตลาดสำเพ็ง โดยจัดให้เป็นแหล่งจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูป จากวิสาหกิจชุมชนสี่ภาค 6.บางกอกดินเนอร์เธียเตอร์ การจำลองบรรยากาศของศาลาเฉลิมไทย โรงละครที่ถือเป็นตำนานมากว่า 40 ปี โดยจะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมรูปแบบต่างๆ ทั้งของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ระหว่างการชมการแสดงจะมีดินเนอร์มือพิเศษ ตัวอาคารบริเวณชั้น 2 และ 3 ยังมีห้องประชุม สัมมนา และจัดเลี้ยงด้วย     7.บางกอกไชน่าทาวน์ ดึงเสน่ห์ของเยาวราชมาไว้รวมกันอย่างครบถ้วน ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร 8.บางกอกไฟน์อาร์ทมาร์เก็ต อาคารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคลองถม ภายในอาคารขนาด 2 ชั้น ได้รวบรวมสินค้าซึ่งจัดเป็นงานประณีตศิลป์ จากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศมาไว้ที่นี่ 9.ไทยคิดส์คุกกิ้งเอ็กซ์พีเรียนส์ แรงบันดาลใจจากบ้านพระอาทิตย์ ที่ถูกนำมาใช้เป็นสถานที่สำหรับการเรียนอาหารและขนมไทยสำหรับเด็กๆ 10.เวิลด์คิดส์คุกกิ้งเอ็กซ์พีเรียนส์ อาคารเรือนไทย ที่ได้แรงบันดาลใจจากเรือนขนมปังขิง ที่ได้รับความนิยมตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เพื่อเป็นสถานที่สำหรับการเรียนรู้การทำอาหารและขนมในแบบตะวันตก 11.บางกอกซูวีเนียร์ แรงบันดาลใจจากสะพานหัน ที่ตั้งอยู่ในย่านสำเพ็ง ซึ่งจะมีร้านขายสินค้าของที่รระลึก ของฝากจากทั่วประเทศ สินค้าแฮนด์เมด และอีกสารพัดกิ๊ฟช็อป 12.บางกอกโฟลทติ้งฟรุตท์มาร์เก็ต แรงบันดาลใจจากตลาดน้ำคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งจะมีเรือจำหน่ายผลไม้ และสินค้าต่างๆ 13.สำนักงานกลุ่มบริษัทสยามพาร์คซิตี้ ที่ออกแบบอาคารด้วยแรงบันดาลใจจากธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อยที่สร้างมาตั้งแต่ปี 2447 ซึ่งนอกจากเป็นสำนักงานแล้ว ยังเป็นจุดบริการและเงินและเติมเงินในบัตรแคชการ์ดด้วย 14.จุดเช็คอิน แลนด์มาร์คสำคัญของบางกอกเวิล์ด ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เสาชิงช้า ป้อมพระสุเมรุ คลองผดุงกรุงเกษม ประตูสามยอด และสะพานหัน   โครงการ “บางกอกเวิลด์” อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จ พร้อมเปิดให้บริการในปี 2564 ที่จะถึงนี้
นีโอ กรุ๊ป อสังหาฯ น้องใหม่ เปิด 3 โครงการแนวราบย่านลาดพร้าว

นีโอ กรุ๊ป อสังหาฯ น้องใหม่ เปิด 3 โครงการแนวราบย่านลาดพร้าว

นีโอ กรุ๊ป (NEO Group) บริษัทอสังหาริมทรัพย์น้องใหม่ของวงการ ลงสนามแข่งขันในแนวราบ ยึดทำเลย่านลาดพร้าว เปิดรวด 3 โครงการ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด พรีเมี่ยมทาวน์โฮม และโฮมออฟฟิศ ชูจุดเด่นด้านทำเลสามารถเข้าออกได้หลายเส้นทาง ฟังก์ชั่นดี ในราคาจับต้องได้อย่างคุ้มค่า ไม่หวั่นท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจขาลง   นางปิยนุช บุญเยี่ยมเยียน ประธานกรรมการ บริษัท นีโอ 3241 ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือ นีโอ กรุ๊ป (NEO Group) เปิดเผยว่า จากประสบการณ์ที่สั่งสมมามากกว่า 10 ปี โดยได้ทำงานด้านการพัฒนาที่ดินศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และได้รวมกลุ่มเพื่อนที่มีความสนใจและรักในการสรรสร้างที่อยู่อาศัยมาระดมความรู้ความสามารถ จัดตั้ง NEO Group ขึ้นมาเมื่อปี 2552 ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท เริ่มทำโครงการมาแล้ว 4 โครงการ ซึ่งได้ปิดโครงการไปเป็นที่เรียบร้อยทั้งหมดแล้ว ได้แก่ เดอะคลาสซี่ คอนโด รัชดา 19, นีโอเฮ้าส์ นาคนิวาส 32, นีโอ สเปซ สุคนธสวัสดิ์ 3 และ นีโอ สเปซ พลัส สุคนธสวัสดิ์ 3 โดยชูจุดเด่นในความเป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถตอบสนองลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เริ่มกระบวนการขาย การปิดการขาย และการบริการหลังการขาย และเน้นตัวโครงการการให้ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพ คมนาคมสะดวก หาอาหารการกินได้ง่าย ฟังก์ชั่นภายในใช้งานได้คุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด ตอบโจทย์ชีวิตทุกรูปแบบได้   สำหรับปีนี้ได้เปิดตัวอีก 3 โครงการ โดยการพัฒนามาจากการศึกษาข้อมูลความต้องการของกลุ่มเป้าหมายของผู้ที่ต้องการหาบ้านเพื่ออยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ได้แก่   SENSE นาคนิวาส 48 BY NEO GROUP บ้านเดี่ยว บ้านแฝด สไตล์โมเดิร์น 3 ชั้น 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมห้องอเนกประสงค์ สามารถปรับฟังก์ชั่นที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ห้องนอนผู้สูงอายุ มี ROOFTOP ชั้นบนดาดฟ้า พื้นที่เริ่มต้นเพียง 39-50 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 285-325 ตารางเมตร มีตัวเลือกสามารถเพิ่ม “สระว่ายน้ำ” ได้ มีทั้งหมด 9 หลัง หน้าบ้านกว้าง 8 เมตร ที่จอดรถ 3 คัน ตั้งอยู่ใน ซอยนาคนิวาส 48 แยก 18-20 ราคาเริ่มต้นที่ 9.99 ล้านบาท เน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลางไปจนถึงระดับค่อนข้างสูงที่มีไลฟ์สไตล์อยากใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน   NEO SPACE @ WORK ลาดพร้าว 41 โฮมออฟฟิศ 3 ชั้น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ดีไซน์โมเดิร์น มาพร้อมห้องอเนกประสงค์โถงสูง 5.7 เมตร บนพื้นที่ 27-43 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 230–300 ตารางเมตร มีทั้งหมด 15 ยูนิต หน้าบ้านกว้าง 5.30 เมตร ที่จอดรถ 4–6 คัน มีลิฟต์จอดรถ (Auto Parking) สามารถรับน้ำหนักได้ 2.3 ตัน ตั้งอยู่บนทำเลภาวนา ซอยลาดพร้าว 41 แยก 16 ห่างจากรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีลาดพร้าว ประมาณ 2 กิโลเมตร และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง เส้นลาดพร้าว - สำโรง สถานีภาวนา เพียง 1 กิโลเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 8.99 ล้านบาท เน้นจับกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ Startup หรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่ต้องการออฟฟิศทำงาน และที่พักอาศัยในสถานที่เดียวกัน   NEO HAUS PLUS นาคนิวาส 32 พรีเมี่ยมทาวน์โฮม สไตล์โมเดิร์น 3 ชั้นครึ่ง 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ดีไซน์บ้านที่ออกแบบมาเน้นความโปร่งสบาย พร้อม DOUBLE VOLUME สูง 5.8 เมตร เพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้มากขึ้น รองรับกิจกรรมทุกคนภายในบ้าน บนพื้นที่ 17-26 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 196-237 ตารางเมตร มีทั้งหมด 8 ยูนิต หน้าบ้านกว้าง 5.40 เมตร ที่จอดรถ 2 คัน ตั้งอยู่บนทำเล ซอย นาคนิวาส 32 ห่างจากปากซอย 80 เมตร ราคาเริ่มต้นที่ 6.99 ล้านบาท โดยเน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว   พิเศษในวัน Pre Sale 28-29 กันยายน 2562 ทั้ง 3 โครงการจะเปิดให้ชมบ้านตัวอย่าง พร้อมโปรโมชั่นหากลูกค้าจองในวันดังกล่าวรับส่วนลดสูงสุด 1,000,000 บาท   ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าว่า จะสามารถปิดโครงการทั้ง 3 โครงการ โอนเสร็จสิ้นได้ภายในปี 2563 และในปีหน้าตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะเปิดเพิ่มอีก 3 โครงการ มูลค่า 400 ล้านบาท ได้แก่ บ้านเดี่ยว วิภาวดี 16 มูลค่าโครงการ 90 ล้านบาท, คอนโด Low Rise พหลโยธิน 23 มูลค่าโครงการ 150 ล้านบาท และ @WORK สุคนธสวัสดิ์ มูลค่าโครงการ 100 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการทั้งหมด 340 ล้านบาท  
3 ความท้าทายและวิธีไปต่อ ของศูนย์ข้อมูลฯ ธอส. ในยุค Digital Disruption

3 ความท้าทายและวิธีไปต่อ ของศูนย์ข้อมูลฯ ธอส. ในยุค Digital Disruption

ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2547 ที่มีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์​ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จนถึงปัจจุบัน นับอายุของศูนย์ข้อมูลฯ ดำเนินงานมาถึง 15 ปีแล้ว การเกิดขึ้นของศูนย์ข้อมูลฯ วัตถุประสงค์หลักแรก คือ ต้องการให้ทำหน้าที่รวบรวบข้อมูลด้านอสังหาฯ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในงานต่างๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน   โดยเฉพาะการจัดทำฐานข้อมูลสำคัญด้านอสังหาฯ  ที่หน่วยงานอื่นไม่จัดเก็บ และจัดทำรายงานสถานการณ์ธุรกิจ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไป และหน่วยงานราชการได้รับรู้  หลังจากที่ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เกิดปัญหาฟองสบู่แตกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะไม่มีฐานข้อมูลมาใช้ในการวางแผน     ผนึกรวมกับธอส. เสริมศักยภาพ แม้ว่าจะดำเนินงานมานานถึง 15  ปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าศูนย์ข้อมูลฯ  ยังมีข้อจำกัดในการทำงาน และการเพิ่มขีดความสามารถของตนเองให้ได้มากกว่านี้  เพราะการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลฯ ในช่วงเริ่มต้น ถูกวางบทบาทและสถานะให้เป็น “หน่วยงานอิสระ” และมี ธอส. เป็นผู้ดูแล ซึ่งตลอด 15 ปี โครงสร้างของศูนย์ข้อมูลฯ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นหน่วยงานที่มีธอส. เป็นผู้ดูแลเหมือนเดิม  แต่ยังมีข้อจำกัดในการเพิ่มเจ้าหน้าที่ และงบประมาณ​ ไม่สามารถขยายศักยภาพของตัวเองได้มากกว่านี้  เพราะถูกมองเป็นภาระสำหรับธอส. ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลฯ มีเจ้าหน้าที่ 40 คน และได้รับเงินงบประมาณจากธอส. ปีละ 80-90 ล้านบาทเท่านั้น   แนวคิดของนายนริทร์ กัลยาณมิตร ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และประธานกรรมการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ มองว่าจะต้องนำเอาศูนย์ข้อมูลฯ​ ควบรวม (Merge) กับธอส. ให้กลายเป็นหนึ่งหน่วยงานของธอส.​ แต่ต้องมีอิสระในด้านการทำงาน  การควบรวมกันเพื่อให้ศูนย์ข้อมูลฯ มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น จากการใช้ทรัพยากรและศักยภาพของธอส. ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายสาขา 200 แห่งทั่วประเทศของธอส. ในการทำงาน รวมถึงอุปกรณ์ เครื่องมือ และงบประมาณ  เพราะศักยภาพของศูนย์ข้อมูลฯ มีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สามารถพัฒนาไปได้ถึงการศูนย์ฝึกอบรมด้านอสังหาฯ ของประเทศ หรือการเป็นผู้ให้ใบอนุญาตในธุรกิจอสังหาฯ ก็ยังสามารถพัฒนาไปได้     ศูนย์ข้อมูลฯ​ ยังสามารถก้าวไปสู่การเป็นหน่วยงาน Warning indicator จากการนำเอาข้อมูลมาวิเคราะห์และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่เหมือนในยุควิกฤตปี 2540 ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่น่าจะต้องเป็นให้ได้  รวมถึงการพัฒนาให้ศูนย์ข้อมูลฯ​ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ และมีความยืดหยุ่นสูง จนถึงระดับสามารถตอบสนองความต้องการของการใช้งานได้แบบเฉพาะเจาะจง อยากได้ข้อมูลพื้นที่ไหนก็วิเคราะห์ออกมาได้   นอกจากนี้ สิ่งที่ศูนย์ข้อมูลฯ ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบ คือ การทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล จากหน่ายงานต่างๆ  และเป็นผู้ให้คำแนะนำ ชี้แนะหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานที่จะออกมาตรการด้านอสังหาฯ เพื่อให้คำแนะนำได้ว่า มาตรการนั้นๆ ส่งผลดีหรือไม่ดี หรือมีผลกระทบอย่างไรบ้าง   “มาตรการภาครัฐ ที่ออกมา มันไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงก็หลายเรื่อง ถ้าทำให้ศูนย์ข้อมูลฯ นำข้อมูลหลายหน่วยงานมาวิเคราะห์ร่วมกันได้จะเป็นประโยชน์”   ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลฯ ยังถือว่าทำหน้าที่เพียงรวบรวมข้อมูล นำข้อมูลมาวิเคราะห์ระดับพื้นฐาน ยังไม่ถึงระดับส่งสัญญาณเตือนได้ สิ่งที่ศูนย์ข้อมูลฯ ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คือ เพิ่มข้อมูลการบริการ เพิ่มบริการมากขึ้น การวิเคราะห์ในเชิงลึก การวิเคราะห์ด้วยความแม่นยำ เพื่อให้ได้ประโยชน์  รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ เพื่อไม่ให้ผู้นำข้อมูลไปใช้ได้ประโยชน์สูงสุด และไม่กระทบกับแผนการลงทุนของภาคเอกชน     4 ความท้าทายในยุคดิจิทัล ที่ศูนย์ข้อมูลฯ ต้องเผชิญ   ศูนย์ข้อมูลฯ ไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ  และบุคลากร ซึ่งทำให้ไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานได้มากกว่าปัจจุบันเท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่าในโลกยุคดิจิทัลปัจจุบัน ซึ่งเป็นโลกของข้อมูลข่าวสารที่มีมากมายมหาศาล และคนส่วนใหญ่เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่าย ก็ถือว่าส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับธุรกิจและพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบันด้วย  ถือเป็นสิ่งที่เข้ามากระทบกับทุกหน่วยงานเช่นกัน ศูนย์ข้อมูลฯ เองก็ต้องปรับตัวให้ทันกับโลกยุคดิจิทัลเช่นกัน   ความท้าทายของศูนย์ข้อมูลฯ ที่ต้องเผชิญในยุคดิจิทัลมีด้วยกัน 3 เรื่องสำคัญ  คือ  1.ข้อมูลที่มีมหาศาลและรวดเร็วแบบเรียลไทม์ ปัจจุบันถือเป็นยุคของ Big Data หรือ Data Science ที่มีข้อมูลมหาศาล และยังมีความรวดเร็วแบบเรียลไทม์ ซึ่งศูนย์ข้อมูลฯ ยังไม่สามารถจัดทำฐานข้อมูลในระดับนั้นได้ โดยเฉพาะการจัดทำข้อมูลในเชิงคาดการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกหน่วยงานต้องการข้อมูลประเภทนี้ การวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Data Analytic ทางศูนย์ข้อมูลฯ ยังจัดทำได้ไม่สมบูรณ์ จึงถือว่าเป็นความท้าทายสำคัญ ซึ่งจะต้องพัฒนาและก้าวตามไปให้ทัน รวมถึงต้องเพิ่มขีดความสามารถเหล่านั้นให้ได้   2.เครื่องมือและเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูล ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลฯ ยังขาดเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงเทคนิคและวิธีการในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากในการพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การวิเคราะห์ดีมานด์และซัพพลาย โดยเฉพาะการส่งสัญญาณเตือน หรือ Warning สถานการณ์ตลาดอสังหาฯ  รวมถึงการสร้างนวัตกรรม หรือเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น Machine Learning เพื่อทำให้เห็นภาพเสมือนจริงของสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้นำเอาข้อมูลไปใช้ได้ง่าย และปฏิบัติตามได้ง่าย   3.การเกิดขึ้นของ Financial Disruption การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินในยุคดิจิทัล ส่งผลทำให้เกิดสกุลเงินดิจิทัล รูปแบบทางการเงินดิจิทัล หรือนวัตกรรมทางการเงินในส่วนที่เป็นดิจิทัล แม้ว่าอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูลฯ โดยตรง แต่ Financial Disruption ได้ส่งผลกระทบกับภาพใหญ่ของประเทศ ซึ่งศูนย์ข้อมูลฯ ต้องติดตามและวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ด้วย เพราะมีผลต่อการซื้อขายอสังหาฯ ด้วยเช่นกัน   บอร์ดบริหารของศูนย์ข้อมูลฯ  พยายามผลักดันให้ศูนย์ข้อมูลฯ ได้ควบรวมเป็นหนึ่งเดียวกันธอส. เพื่อให้มีศักยภาพและขีดความสามารถในการทำงานด้านข้อมูล ของธุรกิจอสังหาฯ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง และดูเหมือนจะเป็นหนทางเดียวที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุดเช่นกัน ซึ่งนี่คงเป็นหนทางที่จะทำให้ศูนย์ข้อมูลฯ สามารถไปต่อได้    
รัฐบาลพร้อมแจกเงินคนไทย 1,000 บาท กระตุ้นท่องเที่ยวตามมาตรการ “ชิมช้อปใช้”

รัฐบาลพร้อมแจกเงินคนไทย 1,000 บาท กระตุ้นท่องเที่ยวตามมาตรการ “ชิมช้อปใช้”

กระทรวงการคลัง พร้อมแล้ว แจกเงินให้คนไทย 1,000 บาท กระตุ้นคนไทยเที่ยวเมืองไทย ตามมาตการ “ชิมช้อปใช้” เริ่มให้ลงทะเบียน 23 กันยายนนี้ ก่อนให้ได้ช้อปจริงตั้งแต่ 27 กันยายน ในร้านค้ากว่า 1.35 แสนร้านค้า    นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ "ชิมช้อปใช้" มีความพร้อมด้านต่างๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบงานและแอปพลิเคชัน โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้ามาลงทะเบียนวันที่ 23 กันยายนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 ผ่าน www.ชิมช้อปใช้.com   โดยกำหนดจำนวนประชาชนลงทะเบียนสูงสุดวันละ 1 ล้านคน ซึ่งตลอดโครงการนี้กำหนดไม่เกิน 10 ล้านคน การลงทะเบียนจะต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว  พร้อมกับเลือกจังหวัดที่มีความต้องการเดินทางไปใช้เงิน ซึ่งต้องไม่ตรงกับจังหวัดตามทะเบียนบ้านของคนที่ลงทะเบียน     เมื่อลงทะเบียนสำเร็จ ผู้ที่ได้รับสิทธิ์จะได้รับ SMS และอีเมล์ ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 วันทำการ เพื่อยืนยันสิทธิ์การได้รับวงเงิน 1,000 บาท พร้อมแจ้งระยะเวลาการไปใช้สิทธิ์ ซึ่งหากไม่ใช้สิทธิ์ภายในระยะเวลา 14 วันนับตั้งแต่ได้รับ SMS จะถูกตัดสิทธิ์ดังกล่าว ซึ่งสามารถใช้จ่ายในด้านการเดินทางท่องเที่ยว  และจับจ่ายใช้สอยต่างๆ ได้ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562   โดยผู้ได้รับการยืนยันสิทธิ์แล้ว จะต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” มาใช้งาน โดยจะต้องยืนยันตัวตนตามขั้นตอน ดังนี้ คือ 1.สแกนบัตรประชาชน 2.กรอกข้อมูล 3.ถ่ายรูปเซลฟี่ใบหน้าตนเอง 4.ยืนยันเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียน     ระบบจะแสดงผลการยืนยันตัวตน โดยจะแสดงให้เห็นสิทธิ์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมมาตรการ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ G-Wallet 1 แสดงวงเงิน 1,000 บาทที่ได้รับจากรัฐบาล และ G-Wallet 2 แสดงยอดเงินในส่วนที่ผู้ใช้สิทธิ์เติมเข้าไป   “กระทรวงการคลังได้ปรับหลักเกณฑ์มาตรการ ให้ตอบโจทย์ผู้เข้าร่วมมาตรการมากขึ้น เรื่องแรก คือ ระยะเวลาการใช้สิทธิ์ โดยการใช้จ่ายวงเงิน 1,000 บาท สามารถเริ่มใช้สิทธิ์ภายใน 14 วัน โดยหากมีการเริ่มใช้สิทธิ์แล้ว จะสามารถใช้วงเงิน 1,000 บาทนั้น ต่อไปได้จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562”   ส่วนเรื่องที่ 2 คือ "ประเภทการใช้จ่าย" โดยขอบเขตการใช้งาน G-Wallet ช่องที่ 2 ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ประชาชนเติมเอง โดยครอบคลุมถึงค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าที่พักรวมถึงบริการตามปกติของที่พักนั้น ค่าซื้อสินค้าท้องถิ่น ค่าซื้อสินค้าและบริการจากร้านธงฟ้าประชารัฐ และค่าบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวในท้องถิ่นนั้นอีกหลายประเภท เช่น สปา รถเช่า บริการนำเที่ยวในพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งสามารถใช้จ่ายได้ทั่วประเทศกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ยกเว้นจังหวัดที่เลือกรับสิทธิ์การใช้จ่ายในส่วนของ G-Wallet 1     ทั้งนี้ เมื่อใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “ชิมช้อปใช้” ตามเงื่อนไขกำหนด จะได้รับเงินสิทธิ์ Cash Back 15% ของเงินที่ใช้จ่าย สูงสุด 4,500 บาท จำกัดการใช้จ่ายเงินไม่เกิน 30,000 บาท โดยสามารถใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันได้รับสิทธิ์จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 และจะได้รับเงินคืนภายในเดือนธันวาคม 2562   “ได้กำชับธนาคารกรุงไทย ให้ดูแลระบบอย่างเต็มที่ ไม่ให้ล่ม หรือมีปัญหาอุปสรรค กับประชาชนที่จะมาร่วมโครงการ 10 ล้านคน โดยคาดว่าจะเกิดเม็ดเงินใช้จ่ายสะพัดไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท” ในส่วนของผู้ประกอบการร้านค้า ที่มาลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ขณะนี้มีแล้วกว่า 135,000 ร้านค้าทั่วประเทศ ประกอบด้วย ผู้ประกอบการรายใหม่กว่า 55,000 ร้านค้า และผู้ประกอบการรายเดิมที่มีการให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" อีกกว่า 80,000 ร้านค้า ซึ่งมั่นใจว่าจะเพียงพอต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนแน่นอน โดยผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ยังสามารถสมัครได้จนถึงวันที่ 20 กันยายน 2562 นี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาขยายวันรับสมัครออกไปเพื่อให้ร้านค้าเข้าร่วมได้มากที่สุด "การลงทะเบียนเข้าร่วมเป็นร้านค้าตามมาตรการ ชิมช้อปใช้ นี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บภาษีแต่อย่างใด วัตถุประสงค์ของมาตรการนี้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สนับสนุนการจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้ร้านค้ามีลูกค้าเพิ่มขึ้นและมีทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อไปในระยะยาว จึงขอให้ผู้เข้าร่วมมาตรการฯ อย่าได้เป็นกังวล"  
[PR News] ปิดฉากมหกรรมบ้านและคอนโด 4 วันโกยยอด 3,500 ล้าน

[PR News] ปิดฉากมหกรรมบ้านและคอนโด 4 วันโกยยอด 3,500 ล้าน

ปิดฉากงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 41 ดีเวลลอปเปอร์กวาดยอดขายกว่า 3,500 ล้านบาท โตกว่า 10% ตลาดอสังหาฯ ยังมีดีมานด์  มั่นใจตลาดไตรมาส 3-4 ปรับตัวดีขึ้น     นายชูรัชฏ์ ชาครกุล ประธานจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41 เปิดเผยว่า การจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41 ระหว่าง 12-15 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดย 3 สมาคมหลักทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ประกอบไปด้วย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สามารถทำยอดขายตลอดการจัดงาน 4 วัน ถือว่าได้รับผลตอบรับดีตามเป้าหมายที่คาดไว้     โดยมียอดผู้เข้าชมงานใกล้เคียง จากการจัดงานครั้งที่แล้ว ขณะที่ยอดจองซื้อภายในงานมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 10% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการทาวน์เฮ้าส์ 37% คอนโดมิเนียม 34% บ้านเดี่ยว 20% บ้านแฝด 6% และที่ดินเปล่ารวมถึงอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ อีก 3% ขณะที่ยอดขอสินเชื่อของสถาบันการเงินในช่วงการจัดงานก็มีสูงถึงกว่า 4,000 ล้านบาท   “ตัวเลขคนชมงานและยอดขายภายในงานถือเป็นที่น่าพอใจ ความต้องการที่แท้จริงของที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจากการตอบรับของตลาดแบบนี้น่าจะส่งผลดีโดยรวมต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3-4 ที่ตลาดน่าจะปรับตัวดีขึ้น”     นายชูรัชฏ์ กล่าวว่า จากผลสำรวจของผู้เข้าชมงานครั้งนี้พบว่า อายุของกลุ่มที่เข้าชมงานอยู่ระหว่าง 21-30 ปี มากที่สุดที่ 39%  รองลงมาจะมีอายุ 31-40  ปี จำนวน 31% และ 41-50 ปี อีก 16% โดยผู้เข้าชมงานจะมีช่วงรายได้ระหว่าง 30,000 – 50,000 บาท มากที่สุดคิดเป็น 28% รองลงมาจะมีรายได้ระหว่าง 10,000 – 30,000 บาทที่ 22% และ 50,000 – 70,000 บาท จำนวน16%   ขณะที่ผู้เข้าชมงานในปีนี้พบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อจริงโดยกว่า 24% มีความต้องการที่จะซื้อที่อยู่อาศัยในระยะเวลา 1-3 เดือน รองลงมา 23% ต้องการจะซื้อที่อยู่อาศัยในระยะเวลา 1 ปี  โดยที่อยู่อาศัยระดับราคา 2 – 2.99 ล้านบาท ยังคงเป็นที่สนใจของผู้เข้าชมงานมากที่สุด 29% รองลงมาเป็นที่อยู่อาศัยระดับราคา 1 – 1.99  ล้านบาท จำนวน 22% และระดับราคา 3-3.99 ล้านบาท จำนวน 18% ขณะที่ประเภทโครงการที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจะเป็นโครงการประเภทคอนโดมิเนียม จำนวน 40% รองลงมาคือโครงการประเภทบ้านเดี่ยวจำนวน 35% และโครงการทาวน์เฮ้าส์ จำนวน 15%  
สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ 8-15 กันยายน 2562

สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ 8-15 กันยายน 2562

ความเคลื่อนไหวในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านมา ยังคงมีทั้งการเปิดตัวโครงการใหม่ การทำตลาดหลากหลายรูปแบบ แม้ว่าสภาพตลาดไม่คึกคัก แต่ก็นับว่ายังคงมีความเคลื่อนไหวออกมาเป็นระยะๆ เพราะงานนี้หยุดไม่ได้ ยิ่งระยะเวลาเหลือน้อยแล้วต้องเร่งสปีดทำตลาดกันหน่อย เดี๋ยวจะไม่ได้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้....   พฤกษา จับมือ ไทยเจียระไน กรุ๊ป ทำตลาดลูกค้าต่างชาติ     ใครหลายคนอาจจะมองว่ากลุ่มลูกค้าจีนชะลอตัวลง  แต่ทางกลุ่มพฤกษายังคงเชื่อมั่นว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย ยังคงเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าชาวจีน กำลังซื้อยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด  ไทยเจียระไน กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับ บริษัท พฤกษา เรียลเอส เตท จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโครงการเดอะไพรเวซี่ จตุจักร (โควต้าต่างประเทศ) พร้อมลงนามความร่วมมือและแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายรองรับลูกค้าต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมและผลักดันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทย โดยเน้นตลาดจีน ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน นางสาวหลุ่ย แซ่กั๊ว ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเจียระไน กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มเจียระไน กรุ๊ป ถือเป็นสื่อที่มีอิทธิพลสูงในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ของประเทศไทยไปสู่กลุ่มประชาชนชาวจีนแผ่นดินใหญ่ โดยปัจจุบันมีฐานข้อมูลผู้อ่านและติดตามข่าวสารผ่านสื่อต่าง ๆ ของเจียระไนเป็นจำนวนมาก และมีความสนใจด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ทำให้บริษัทฯ เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจจึงได้ก่อตั้งบริษัท เจียระไน เรลเอสเต็ท จำกัด (JIARANAI REAL ESTATE) ขึ้นในปี 2016 เพื่อเป็นสื่อกลางซื้อขายที่อยู่อาศัยรองรับความต้องการของลูกค้าจีน ศรีพันวา จับมือจีน พัฒนาโปรเจ็กต์หมื่นล้านในไห่หนาน     นี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งดีเวลลอปเปอร์ ที่ตอนนี้เดินหน้าออกไปหารายได้จากต่างประเทศ อย่างบริษัท ศรีพันวา แมเนจเมนท์​ จำกัด ของตระกูล “อิสสระ” ที่เป็นเจ้าของโรงแรมชื่อดังอย่าง “ศรีพันวา ภูเก็ต และบาบา บีช คลับ” ซึ่งตอนนี้ได้ไปจับมือกับบริษัท จุนฟา เรียลเอสเตท จำกัด ร่วมกันพัฒนาโปรเจ็กต์ใหม่ระดับหมื่นล้านที่มณฑลไห่หนาน ประเทศจีน ในการออกแบบโรงแรม เรสซิเดนซ์ รวมถึงการบริหารงานและการบริการทั้งหมด โดยมีพื้นที่ประมาณ 206,000 ตารางเมตร (ประมาณ 129 ไร่) ซึ่งพัฒนาโครงการและบริหารงานโดยทีมงานคุณภาพจากศรีพันวา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2019 นายวรสิทธิ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีพันวา แมเนจเมนท์ จำกัด เล่าว่า การร่วมทุนกับกลุ่มทุนจีน ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการสร้างรายได้ รองรับกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยลดลง และน่าจะลดลงอย่างเนื่อง นอกจากนี้ยังมีแผนสร้างรายได้ด้วยกลยุทธ์อื่นอีกด้วย (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   ดิ อัมรินทร์ เปิดโปรเจ็กต์ “ดิ อัมรินทร์ เรสสิเดนซ์”     แม้ว่าตลาดคอนโดฯ จะเจอแรงบีบคั้น จากปัจจัยลบต่างๆ รอบด้าน แต่การเปิดตัวโครงการใหม่ ก็มีอย่างต่อเนื่อง รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเปิดตัวโครงการใหม่ อย่าง ดิ อัมรินทร์ เรสสิเดนซ์ (The Amarin Residence) ของบริษัท ดิ อัมรินทร์ จำกัด ซึ่งได้พัฒนาคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ “อรุณ” (AROON) บริเวณถนนพรานนก จำนวน 1 อาคาร สูง 8 ชั้น มีจำนวนห้องชุด 61 ยูนิต รวมมูลค่าโครงการ 280 ล้านบาท มีขนาดห้องชุดตั้งแต่ 25.07-49.30 ตารางเมตร  มีห้องให้เลือก 2 แบบ คือ แบบ 1 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอย 25.07-49.30 ตารางเมตร และแบบ 1ห้องนอน พลัส ขนาด 47.11-49.06 ตารางเมตร ราคาขายเริ่ม 2.5-6.4  ล้านบาทหรือราคาขายเฉลี่ย 110,000 บาทต่อตารางเมตร   ไทยเป็นประเทศน่าลงทุนอสังหาฯ อันดับ 4     ผลของมาตรการ LTV ที่มีต่อตลาดคอนโดฯ​ ทุกดีเวลลอปเปอร์ประสานเป็นเสียงเดียวกัน ว่าได้ผลจริงๆ เพราะทำให้การเปิดตัวโครงการใหม่ของคอนโดฯ  ปีนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่จะมากน้อยแค่ไหนคงต้องวัดผลกันอีกครั้งในสิ้นปีนี้   โดยนางสาวสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด   กล่าวในงานเสวนา “LTV ทางร่วมของเศรษฐกิจไทย” ว่า  ภาพรวมตลาดอสังหาฯในปี 2562 นี้ คาดว่า ตลาดอยู่ในช่วงขาลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา เพราะผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวจากมาตรการ LTV เร่งปรับกลยุทธ์ทำสินค้าออกมาให้ตอบโจทย์ลูกค้า และราคาให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมรับความเสี่ยงใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2563  ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของความท้าทาย โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย ซึ่งจะมีผลให้จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลงและอาจเกิดผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย   ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในช่วง ปี2558 -2561 อสังหาฯไทย มีความคึกคักอย่างมาก โดยจากการจัดอันดับของ  Globalpropertyguide.com พบว่า ประเทศไทย เป็นประเทศที่น่าลงทุนในอสังหาฯอันดับ 4 ด้วย Rental Yield 5.13% สูงกว่า มาเลเซีย  สิงคโปร์ และ ญี่ปุ่น ขณะที่ราคาอสังหาฯของไทย ในรอบ 5 ที่ผ่านมา ราคามีการเปลี่ยนแปลงราว 16.29% ซึ่งปรับตัวน้อยกว่ามาเลเซีย ที่ราคาปรับตัวถึง 43.35% และญี่ปุ่น ปรับตัวถึง 29.85% ส่งผลให้อสังหาฯไทยมีความน่าสนใจ   โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีน ที่เข้ามาลงทุนซื้ออสังหาฯในไทยจำนวนมาก เห็นได้จากมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดทั้งหมดในปี 2560 ของชาวต่างชาติสูงถึง 27% และ 1 ใน 3 ของยอดการโอนเป็นของลูกค้าชาวจีน ซึ่งการเข้ามาซื้ออสังหาฯของชาวจีนในปี 2561 ทำให้ตลาดอสังหาฯไทยเติบโตสูง และเป็นตัวเร่งให้ราคาคอนโดฯบางทำเลดีดตัวสูงขึ้นจากปกติ แน่นอนว่าราคาที่สูงขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของลูกค้าชาวไทยที่รายได้ปรับขึ้นเฉลี่ยปีละ 4% เท่านั้น ไม่สอดคล้องกับราคาคอนโดฯ ที่เพิ่มขึ้นถึง 9%   แอสไพเรชั่น เตรียมเปิดตึกออฟฟิศ Spring Tower     นอกจากตลาดที่อยู่อาศัย  ซึ่งส่วนหนึ่งก็จับตลาดกลุ่มลูกค้าต่างชาติ  ตลาดอสังหาฯ ประเภทอาคารสำนักงาน ก็จับตลาดลูกค้าต่างชาติด้วยเหมือนกัน  เพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทย คือ หนึ่งในศูนย์กลางธุรกิจสำคัญของภูมิภาค ที่หลายบริษัทชั้นนำ เข้ามาตั้งสำนักงาน ทำให้ตลาดอาคารสำนักงานกลายเป็นอีกหนึ่งประเภทของตลาดอสังหาฯ ที่ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าออกมารองรับ   บริษัท แอสไพเรชั่น วัน จำกัด ผู้ดำเนินโครงการ Spring Tower เปิดตัวเตรียมเปิดให้บริการอาคารสำนักงานแห่งใหม่ในเดือนพฤศจิกายนนี้ กับโครงการ Spring Tower  ในย่านราชเทวี  บนพื้นที่ทั้งหมด 2 ไร่ 3 งาน 97 ตารางวา เป็นอาคารสำนักงานให้เช่าเกรดเอ สูง 27 ชั้น ชั้น  9 – 27 เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่า มูลค่าการลงทุนประมาณ 2,500 ล้านบาท มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่ม Multinational Company: MNC และกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในไทย ปัจจุบันมีผู้เซ็นสัญญาเช่าแล้วประมาณ 35% ของพื้นที่เช่าอาคารสำนักงาน   AWC เคาะราคาหุ้น IPO 6.00 บาท   สำหรับบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC  ในเครือ TCC Group  ประกาศออกาแล้วว่าจะขายหุ้นสามัญต่อประชาชนครั้งแรกหรือไอพีโอ จำนวนไม่เกิน 8,000 ล้านหุ้น โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนประมาณ 6,957 ล้านหุ้น และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น พร้อมกำหนดราคาเสนอขายหุ้นที่ 6.00 บาทต่อหุ้น โดยมีการนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุน (โรดโชว์) ในวันพุธที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา พร้อมกับเปิดให้นักลงทุนทั่วไปจองซื้อหุ้นได้ในระหว่างวันที่ 25-27กันยายน 2562 นี้   โดยนางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า AWC พร้อมเดินหน้าเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 6,957 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 22.47 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Overallotment Option หรือ Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น โดยนำเงินที่ได้รับจากการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไปใช้ในกลไกการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วง 30 วันแรกหลังเข้าจดทะเบียนซื้อขาย ซึ่งบริษัทตั้งเป้าระดมทุนเพื่อสนับสนุนศักยภาพและต่อยอดการเจริญเติบโตของบริษัทฯ ทั้งในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail & Commercial Building) ในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการขยายตัวของเขตเมือง (อ่านข่าวเพิ่มเติม)  
ดี-แลนด์ เตรียมเปิดตัว “พอร์โต้ โก ท่าจีน” จุดแวะพักสำหรับนักเดินทางบนถ.พระราม 2

ดี-แลนด์ เตรียมเปิดตัว “พอร์โต้ โก ท่าจีน” จุดแวะพักสำหรับนักเดินทางบนถ.พระราม 2

จุดแวะพักที่หลายคนคงจะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักเดินทาง โดยเฉพาะใครที่ขับรถผ่านถนนพระราม 2 ก็จะคุ้นเคยกันดีกับ “พอร์โต้ ชิโน่” และถนนสายเอเชีย สำหรับ “พอร์โต้ โก บางปะอิน” ซึ่งล่าสุดทาง ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ ก็ได้เดินหน้าขยายไลน์ธุรกิจ “พอร์โต้ โก” (Porto Go) บนถนนพระราม 2 อีกครั้งกับ “พอร์โต้ โก ท่าจีน” เตรียมเปิดให้บริการได้เต็ม รูปแบบภายในต้นปี 2563 เป็นสาขาที่ 3 พร้อมพบกับรูปแบบใหม่ของ “วราภรณ์ ซาลาเปา” และ “ชาตรามือ” เปิดไดร์ฟทรูสาขาแรกในประเทศไทย   นายสุเทพ ปัญญาสาคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ข้อมูลพฤติกรรมของนักเดินทางที่ใช้ถนนสายหลัก และพบว่ามีรถยนต์วิ่งเฉลี่ย 14.8 ล้านคันต่อปี หรือ 4 หมื่นคันต่อวัน เกือบทั้งหมดจอดแวะจุดพักรถ เพื่อเข้าห้องน้ำและทำกิจกรรมอื่นๆ และแวะเติมน้ำมัน ตั้งเป้าจะขยายเพิ่มเป็น 5 สาขา ภายในปี 64 โดยยึดทำเลแนวไฮเวย์ที่ออกไปยังภาคตะวันออกและภาคตะวันตก     จากความสำเร็จของแบรนด์ “พอร์โต้ โก” ธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เป็นจุดแวะพัก หรือ Rest Area บนเส้นทางหลวงเชื่อมจังหวัด เริ่มจากเมื่อ 7 ปีก่อนด้วย “พอร์โต้ ชิโน่” ไลฟ์สไตล์มอลล์แห่งแรกในจังหวัดสมุทรสาคร ถนนพระราม 2 ต่อมาได้เปิดตัว “พอร์โต้ โก บางปะอิน” เมื่อปี 2560 บนถนนสายเอเชีย กิโลเมตรที่ 4 ฝั่งขาออกจากกรุงเทพฯ ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งปัจจุบันเปิด 24 ชม.    ล่าสุดกับการทุ่มงบประมาณ 400 ล้านบาท สำหรับโครงการ “พอร์โต้ โก ท่าจีน” อยู่บนพื้นที่ขนาด 23 ไร่ ที่ตำบลบางโทรัด อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนถึงวัดเกตุมวดีศรีวราราม ห่างจาก “พอร์โต้ ชิโน่” ประมาณ 15 กิโลเมตร ซึ่งเป็นที่ดินเช่าระยะยาว เปิดพื้นที่เช่ากว่า 3,000 ตร.ม. ปัจจุบันมีผู้เช่าแล้วเกือบ 90% อาทิ  7-eleven, amazon และร้านที่เปิดให้บริการไดร์ฟทรู อย่าง Starbucks, KFC, McDonald’s และ Dunkin ที่เป็นสาขาแรกในประเทศไทย เพื่อเน้นเจาะกลุ่มนักเดินทางที่ขับรถลงภาคใต้บนถนนพระราม 2 ซึ่งมีปริมาณการจราจร เฉลี่ยสูงถึงวันละ 1.2 แสนคัน โดยมีการวาง Layout ให้ที่จอดรถอยู่กลางพื้นที่ แล้วสามารถจอดรถหน้าร้านค้าต่างๆ ได้เลย สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ที่แวะเข้ามาจะใช้เวลาเพียง 10-40 นาที เพื่อแวะทานอาหาร หรือซื้อทานบนรถ เข้าห้องน้ำ ฯลฯ แล้วสามารถเดินทางต่อได้อย่างไม่เสียเวลามากนัก ตั้งเป้าไว้ที่ 4,500-5,000 คัน/วัน ซึ่งมีความมั่นใจว่าช่วยทำให้การเดินทางสู่ภาคใต้ของถนน พระราม 2 มีชีวิตชีวายิ่งขึ้น คาดว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้บริการได้เต็ม รูปแบบภายในต้นปี 2563    ไฮไลท์อยู่ที่ร้านวราภรณ์ และ ชาตรามือ สองแบรนด์ดังสัญชาติไทยก็เตรียมที่จะเปิดไดร์ฟทรูเป็นสาขาแรกในประเทศไทย ในวันที่ 27 กันยายน และ 10 ตุลาคมนี้    คุณถิรพุทธิ์ ลิ้มเศรษฐานุวัต ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วราภรณ์ สมพงษ์ ฟู้ดส์ จำกัด กล่าวถึงร้านวราภรณ์ ซาลาเปาว่าปัจจุบันมี 93 สาขา มีสาขาต่างจังหวัดเพียง 7 สาขา ด้วยเรื่องของการกระจายอาหารที่ส่งสดใหม่ทุกวัน มีแัตตราการเพิ่มสาขาปีละ 10 สาขา ความพิเศษของการเปิดสาขาพอร์โต้ โก ท่าจีน ที่เป็นไดร์ฟทรูแห่งนี้ จะมีเมนูใหม่ที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน เช่น การนำหมั่นโถวมาทำในสไตล์เบอร์เกอร์ ไม่ว่าจะเป็นไส้หมู ไก่ แฮมชีส ฯลฯ โดยได้ลงทุนเฉพาะสาขานี้ไปกว่าล้านบาท และยังตั้งเป้าถึงการขยายกำลังการผลิต เพื่อขยายสาขาอกต่างจังหวัดได้มากขึ้นอีกด้วย    คุณศรีศุภร จาตุรงควนิช ประธานบริหาร ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทิพย์ธารี กล่าวถึงร้านชาตรามือว่า เราเน้นรสชาติที่ดี ราคาที่ทุกคนซื้อได้ สำหรับสาขานี้จะเป็นครั้งแรกที่มีบริการอาหาร แล้วจัดเป็นเซตในราคาไม่แพง เริ่มต้นที่ประมาณ 120 บาท เพื่อให้สะดวกต่อการเป็นสาขาไดร์ฟทรูแห่งแรก                
[PR News] ALL บุกตลาดจีน ปักหมุดตั้งสำนักงานใน “เซี่ยงไฮ้ – ไทเป”  ดึงผู้บริหาร 4 สัญชาติ เสริมทัพ

[PR News] ALL บุกตลาดจีน ปักหมุดตั้งสำนักงานใน “เซี่ยงไฮ้ – ไทเป”  ดึงผู้บริหาร 4 สัญชาติ เสริมทัพ

“ออลล์ อินสไปร์” เจาะตลาดต่างประเทศ ดึงผู้บริหาร 4 สัญชาติ ทั้ง  จีน สิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เสริมทัพภายใต้  “ไทย ดี เรียลเอสเตท” ผุดสำนักงานขายในเซี่ยงไฮ้ - ไทเป หวังเจาะลูกค้าทั้งจีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และญี่ปุ่น ตั้งเป้า 5 ปี กวาดยอดขาย 25,000 ล้าน           ปัจจุบันนักลงทุน ชาวต่างชาติให้ความสนใจและลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย มีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ประเทศที่น่าอยู่ ส่งให้ดีมานด์ของกลุ่มผู้เล่นในตลาดอสังหาริมทรัพย์มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาซื้อเพื่ออยู่อาศัย กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาซื้อเชิงพาณิชย์เพื่อการลงทุนในการสร้างผลตอบแทน   ทั้งนี้ จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยและศูนย์อสังหาริมทรัพย์ พบว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา  (ปี2559 - 2561) มีลูกค้าต่างชาติซื้อโครงการคอนโดมิเนียมในประเทศไทยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้มีการคาดการณ์ว่า แนวโน้มในปี 2562 ดีมานด์ความต้องการยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง   โดยคาดว่าจะมียอดลูกค้าต่างชาติซื้อโครงการคอนโดมิเนียมในประเทศไทยในปีนี้เกินกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากปี 2561 ที่มียอดลูกค้าต่างชาติซื้อโครงการคอนโดฯ มูลค่า 92,192 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2560 มียอดลูกค้าต่างชาติซื้อโครงการคอนโดฯ มูลค่า 70,758 ล้านบาท จากปี 2559 ที่มียอดลูกค้าต่างชาติซื้อโครงการคอนโดฯ ในประเทศเกือบ 60,000 ล้านบาท     นายธนากร ธนวริทธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์  ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL  เปิดเผยว่า บริษัทได้วางกลยุทธ์การดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง ในการขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประเภทคอนโดมิเนียมเจาะตลาดเอเชีย ด้วยการดึงทีมผู้บริหาร 4 สัญชาติ ทั้ง จีน สิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่Iปุ่น มืออาชีพและเชี่ยวชาญการตลาดและงานขายในต่างประเทศเข้ามาเสริมทัพ ซึ่งดำเนินการผ่าน บริษัท ไทย ดี เรียลเอสเตท จำกัด (Thai D) ประกอบธุรกิจเป็นตัวแทนและนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์สำหรับตลาดต่างประเทศ โดย ALL ถือหุ้น 100% พร้อมตั้งเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมียอดขาย (Presales) รวมที่ระดับ 25,000 ล้านบาท   โดยล่าสุด ได้เปิดสำนักงานในเซี่ยงไฮ้และไทเป ซึ่งถือเป็นมหานครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากบริษัทฯ เล็งเห็นว่าประเทศจีน เป็นประเทศที่มีนักลงทุนที่ให้ความสนใจในตลาดคอนโดมิเนียมในประเทศไทย เป็นจำนวนมาก โดยหากพิจารณาข้อมูลสถิติย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมา ปี 2559 มีสัดส่วนลูกค้าจีนเพียง 6% ขณะที่ในปี 2560 สัดส่วนลูกค้าจีน เพิ่มเป็น 9% และในปี 2561 สัดส่วนลูกค้าจีน เพิ่มเป็น 12% ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มลูกค้าจาก สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ไต้หวัน อังกฤษ และ ญี่ปุ่น เป็นต้น  ดังนั้นบริษัทฯ เชื่อว่าในปีนี้ สัดส่วนลูกค้าหลักยังคงเป็น จีนและฮ่องกงที่มีแนวโน้มที่จะขยายสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   “สำนักงานในเซี่ยงไฮ้ตั้งบนอาคาร Hong Kong Plaza ถนนซินเทียนตี้ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ ในขณะที่สำนักงานในไทเปตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจ บนถนน Zhongxiao East โดยสำนักงานมีการออกแบบตกแต่งให้มีการผสมผสานความอบอุ่นเรียบง่ายและทันสมัย และจัดพื้นที่ให้คำปรึกษาการลงทุน รวมถึงอธิบายรายละเอียดโครงการต่างๆ  เนื่องจากเรามีทีมขายท้องถิ่น ที่ดูแลสำนักงานขายในพื้นที่ และยังเป็นการทำงานร่วมกับ Local Agency ซึ่งรู้จักพฤติกรรมลูกค้าเป็นอย่างดี”   สำหรับวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้งออฟฟิศในต่างประเทศ เพื่อให้บริการวางแผนการลงทุนทางด้านอสังหาริมทรัพย์เต็มรูปแบบ การให้คำปรึกษาด้านโครงการแก่ลูกค้าอย่างละเอียดและการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยบริษัทฯ ได้นำกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ (CRM) ซึ่งเป็นกลยุทธ์การดูแลกิจกรรมและสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าหลังการขายที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศไทย อย่างการเป็นสมาชิก อินสไปร์ ฮับ ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆ ที่มัดใจทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ มาต่อยอดใช้กับกลุ่มลูกค้าในตลาดต่างประเทศด้วยเช่นกัน     “การที่บริษัทฯ เลือกประเทศจีนเป็นที่ตั้งออฟฟิศแห่งแรกในต่างประเทศ เนื่องจากบริษัทมองเห็นว่าเป็นประเทศที่มีนักลงทุนและให้ความสนใจอสังหาริมทรัพย์ของไทยเป็นจำนวนมาก โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าจีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ เป็นหลัก ทั้งนี้ยอดขายในตลาดต่างประเทศที่ผ่านมา ALL มียอดขายรวมกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งมีลูกค้าจีนประมาณ 60% โดยกลุ่มดังกล่าวถือเป็นกลุ่มลูกค้า Search for Yield ที่เป็น Real Demand ที่มองหาการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า”    นอกจากนี้ มหานครเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองศูนย์กลางความเจริญในด้านต่างๆ ของภูมิภาค ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน การค้า ที่ต้อนรับบริษัทข้ามชาติให้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศและการคมนาคมที่สำคัญการเดินทางที่สะดวกสบายครอบคลุมไปถึงมลฑลปักกิ่ง กวางโจว และเฉิงตู โดยวางเป้าหมาย 5 ปี จะมียอดขาย (Presales) รวมที่ระดับ 25,000 ล้านบาท จากความสำเร็จในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา บริษัท ไทย ดี เรียลเอสเตท จำกัด  ได้ขายโครงการในตลาดต่างประเทศไปแล้วกว่า 5,000 ยูนิต สามารถสร้างยอดขายกว่า 18,000 ล้านบาท” นายธนากร กล่าว  
เปิดห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ โดดเด่นทั้งดีไซน์และแนวคิด

เปิดห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ โดดเด่นทั้งดีไซน์และแนวคิด

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวห้องสมุดใหม่ ที่มีแนวคิดและดีไซน์เพื่อคนออกแบบ ที่รวมด้วย โคเวิร์กกิ้งสเปซ ที่อ่านหนังสือ ที่จัดแสดงนิทรรศการ และที่ฉายภาพยนตร์ เพื่อเป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้กับนิสิต ห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ ตั้งอยู่ที่อาคารสถาปัตยกรรม 1 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความโดดเด่นทั้งด้านการออกแบบและฟังก์ชั่นการใช้งานที่ไม่เหมือนห้องสมุดทั่วไป  ซึ่งเกิดจากการมองหาไอเดียความเป็นไปได้ใหม่ๆ ว่าห้องสมุดในโลกพัฒนาเป็นอย่างไรได้บ้าง นอกจากการค้นคว้าในโลกออนไลน์   ห้องสมุดเริ่มที่ชั้น 2 ของอาคาร ชั้นนี้จะเป็นส่วนเปิดโล่งขนาดใหญ่ เน้นการเข้ามานั่งทำงานเหมือนเป็น Co-Working and Thinking Space พร้อมส่วนจัดแสดงนิทรรศการที่ถูกออกแบบให้อยู่บนผนังรอบพื้นที่ห้อง   ชั้น 3 ผ่านบันไดที่ออกแบบให้เป็นจุดสนใจอยู่กลางห้อง สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้คนที่เดินผ่านเห็นมิติต่างๆ ของโครงสร้าง พร้อมทั้งเห็นนิตยสารใหม่ๆ ที่จัดวางไว้อย่างเด่นชัด บนชั้นนี้่จะเป็นพื้นที่ที่มีหนังสือใหม่ๆ ให้เลือกอ่านหลากหลายประเภท มีโต๊ะขนาดใหญ่ไว้ใช้ทำงาน และมีมุมไว้จัดแสดงผลงานต่างๆ อีกด้วย   ชั้นที่ 4 จะแบ่งเป็น 2 โซนหลักๆ คือ Quiet Zone ห้องอ่านหนังสือแบบไม่ใช้เสียง และอีกโซนจะมีจอฉายภาพยนตร์ขนาดใหญ่และที่นั่งชมแบบไล่ระดับ พร้อมฝ้าเพดานที่มีการออกแบบโดยนำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ในกรุงเทพฯ มาสร้างสรรค์เป็นแผนที่ขนาดใหญ่ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพทางด้านผังเมือง ด้านการคมนาคม ด้านการบริหารจัดการน้ำ และด้านสิ่งแวดล้อม   ทั้งนี้นิสิตจุฬาฯ ทุกคณะสามารถเข้ามาใช้งานห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ ได้ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 8.30 - 18.00 น. วันเสาร์ เวลา 10.00 - 16.00 น. และสำหรับนิสิต นักศึกษา หรือคณาจารย์ต่างสถาบันที่มีความสนใจด้านสถาปัตยกรรม สามารถเข้าใช้ได้เฉพาะวันพุธระหว่างเวลา 8.30 - 18.00 น.      
รวมอีเว้นท์ประจำเดือนกันยายน (2) 2562  

รวมอีเว้นท์ประจำเดือนกันยายน (2) 2562  

ช่วงนี้จะมีอีเว้นท์อะไรน่าสนใจบ้าง ลองมาดูกันค่ะ      Bangkok Coffee Cult 2019 OSC / Old School Cafe คอกาแฟห้ามลาดเด็ดขาด! งานนี้รวบรวมเอาร้านคาเฟ่จากทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ รวมถึงญี่ปุ่นที่โดดเด่นและชัดเจนในเรื่องของวัฒนธรรมกาแฟยกมาไว้ในงานนี้ และเปิด workshop ในการแบ่งปันประสบการณ์และถ่ายทอดทักษะเฉพาะ เพื่องานครั้งนี้โดยเฉพาะ กับบาริสต้าชื่อดังระดับรางวัล   สำหรับงานในปีนี้ตั้งใจที่จะช่วยลดขยะด้วยการจัดทำ Coffee Mini Mug โดยได้ คุณโอ๋ ฟูตอง มาเป็น Co-Content Artist วาดลายเส้นน่ารักๆ บนแก้วที่จะผลิต   วัน เวลา : 13-15 กันยายน นี้ 11.00-19.00 น. สถานที่ : LHONG 1919     Phuket Deal D บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีภูเก็ต (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต เครื่องดื่มตราช้าง (Chang Beverage) Air Asia, Budget Car Rent และชมรมสมาคม ผู้ประกอบการ จัด Deal D ที่สุดของปี ให้คุณได้ท่องเที่ยวภูเก็ตทั้งเกาะแบบคุ้มสุดๆ ลดราคาทุกอย่างตั้งแต่ตั๋วเครื่องบิน โรงแรม ร้านอาหาร หรือจะเช่ารถขับ ก็ได้ราคาพิเศษ ติดตามเพิ่มเติมที่ Facebook : So Phuket   วัน เวลา : วันนี้ – 31 ตุลาคม 2562 สถานที่ : ภูเก็ต   One Day Opportunity : การผลิตภาพยนตร์ (Film Production) ใครที่มีความฝันอยากทำงานในสายงานการผลิตภาพยนตร์ (Film Production) ต้องการค้นหาตัวตน และเรียนรู้หน้างานจริง พลาดไม่ได้! กับกิจกรรมดีๆ แบบนี้ ไม่จำต้องมีพื้นฐาน ขอแค่มีใจรักก็สามารถเข้าร่วมได้ (รับอายุ 15-24 ปี จำนวน 30 คนเท่านั้น) วิธีการสมัครค่าย : http://bit.ly/31ojbsf สมัครได้แล้ววันนี้ที่ : http://bit.ly/1dfilmproduction   วัน เวลา : 15 กันยายน 2562 09.00 - 16.00 น. สถานที่ : โรงเรียนภาพยนตร์กรุงเทพ   ตลาดของกิน อร่อยฟินทั่วไทย รวบรวมสินค้าหลากหลายประเภทแนว  Public Consumer ไลฟ์สไตล์เพื่อผู้บริโภค ให้ได้ช้อป ได้ชิมกันตลอดทั้งงาน โดยภายในงานแบ่งออกเป็นดังนี้ - Bangkok Furniture Show 2019: เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าตกแต่งบ้าน - Electronic Amazing Sale 2019 : เครื่องใช้ไฟฟ้าใช้ภายในบ้าน - Fashion & Jewelry Show 2019 : สินค้าแฟชั่นเครื่องประดับ และอัญมณี - Bangkok Wedding Fair 2019 : สตูดิโอ วิวาห์ และสินค้าเพื่องานวิวาห์ - ตลาดของกิน อร่อยฟินทั่วไทย : อาหารพร้อมรับประทาน อาหารของฝาก และพร้อมซื้อกลับบ้าน - Garden & Pet Expo 2019 : ต้นไม้ พรรณไม้ และสัตว์เลี้ยง   วัน เวลา : 7 - 15 กันยายน 2562 11.00 - 21.00 น. สถานที่ : อิมแพ็ค เมืองทองธานี HALL 5-8   Arts Therapy Performance   การแสดงสดจำลองสภาวการณ์ในห้องศิลปะบำบัด กำกับการแสดง โดย จารุนันท์ พันธชาติ เพื่อสื่อสารและให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการทำศิลปะบำบัดผ่านกระบวนการแบบการแสดงกึ่งสาธิต รูปแบบการแสดงสดที่จำลองสภาวการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นในห้องศิลปะบำบัด แสดงให้เห็นถึงการทำงานของนักศิลปะบำบัดกับผู้เข้ารับการบำบัด นักแสดงทำการสวมบทบาทเป็นผู้รับการบำบัดที่เข้ามารับการบำบัดจากนักศิลปะบำบัดแขนงต่างๆ   การแสดงนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ Art of Element & Therapy: นิทรรศการศิลปะแห่งเหตุปัจจัยและการบำบัด โดย อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี   จำหน่ายบัตรเข้าชม ราคา 350 บาท (ต่อหนึ่งรอบการแสดง) สำรองที่นั่ง หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ B-FLOOR THEATRE โทร.094 - 494 5104 (เวลา 11.00-18.00 น.)   วัน เวลา : 7 กันยายน – 13 ตุลาคม 2562 (ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์) 14.00 น. สถานที่ : ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 7 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร    
โปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งบ้าน เดือนกันยายน 2562

โปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งบ้าน เดือนกันยายน 2562

มาแล้วจ้า รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งบ้าน เดือนกันยายน 2562 ไม่ได้มีแค่เฟอร์นิเจอร์ หรือของตกแต่งบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย ลองดูรายละเอียดกันเลย     โฮมโปร ฉลองยิ่งใหญ่ครบ 23 ปี พร้อมผนึกพันธมิตร เสิร์ฟโปรโมชั่นบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ ฉลองครบรอบ 23 ปี สุดยิ่งใหญ่ มอบของขวัญคืนกำไรสุดพิเศษให้ลูกค้า “ลดทุกชั้น ทุกแผนก ทุกสาขาทั่วไทย พร้อมช้อปออนไลน์ราคาพิเศษ”ตลอด 1 เดือนเต็ม อัดแน่นพาเหรดสินค้าเรื่องบ้าน และโปรโมชั่นสุดปัง บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพรับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 200,000 บาท พร้อมบัตรเครดิตที่ร่วมรายการผ่อนทั้งร้าน 0% นานสูงสุด 24 เดือน ตั้งแต่ วันนี้  - 29 ก.ย. 62 ที่โฮมโปรทุกสาขาทั่วประเทศ   Index Living Mall 17th Anniversary Index Living Mall ฉลองครบรอบ 17 ปี ลดสูงสุด 71% พิเศษสำหรับสมาชิกสามารถซื้อสินค้าในราคาเริ่มต้น 17 บาท และร่วมลุ้นสิทธิ์รถยนต์ The All New NISSAN NOTE มูลค่า 640,000 บาท เมื่อช้อปครบทุก 1,000 บาท ที่ Index Living Mall และ The walk และสิทธิ์แลกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ของใช้และของตกแต่งบ้าน พร้อมโปรโมชั่นร่วมกับบัตรเครดิตอื่นๆ อีกมากมาย ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. 62 - 25 ก.ย. 62 ที่ Index Living Mall ทุกสาขา SB DESIGN SQUARE XTREME SALE  พบกับสินค้าลดราคาทุกชิ้น ทั้งร้าน! สูงสุดถึง 70%* - ชุดห้องนอนราคาเริ่มต้น 19,900 บาท! - ยกขบวนเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านมาให้ช้อปในราคาเดียวเพียง 990 บาท และยังมีสินค้าราคาเดียว อีกมากมาย เช่น โซฟา ชุดโต๊ะอาหาร ตู้เสื้อผ้าและอื่นๆ ในราคาเริ่มต้นที่ 9,900 บาท - พิเศษสำหรับสมาชิก SB Family แลกรับส่วนลดเพิ่ม 15%* เมื่อใช้คะแนนเท่ากับยอดซื้อ - เท่านั้นยังไม่พอ ช้อปครบตามที่กำหนด รับบัตรกำนัลเงินคืน SB Cash Rewards สูงสุดถึง 20,000บาท - นอกจากนี้ยังจะได้รับสิทธิ์ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ - พิเศษสุดๆ ! สำหรับลูกค้าบัตรเครดิต SCB รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 80,000 บาท และ Top Spenders ประจำสัปดาห์ 10 ท่านแรกยังจะได้รับบัตรกำนัลที่พักสุดหรู 5 ดาว ที่หัวหิน มูลค่า รวม 85,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน. 2562 - 30 กันยายน. 2562 ที่เอสบี ดีไซน์สแควร์ ทุกสาขา ลดดุ!! ลดสูงสุด 70% ชุดเครื่องนอนแบรนด์ดัง Robinson Online รวมชุดเครื่องนอน 4 แบรนด์ดัง JESSICA, TULIP, FOUNTAIN, VELASSE ลดแรงสูงสุด70% ➕ รับคะแนน The 1 Card X 9 เท่า เมื่อช้อปครบ 4,000 บาทขึ้นไป (ยอดซื้อหลังหักส่วนลด) ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 62-15 ก.ย. 62 เฉพาะการสั่งซื้อแบบออนไลน์ https://www.robinson.co.th   Power Mall ลดสูงสุด 50% เครื่องใช้ไฟฟ้าหลากแบรนด์ดัง Power Mall กำลังยกขบวนเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ มาลดราคาสูงสุดถึง 50% เฉพาะที่ Power Mall สาขา MCC Hall เดอะมอลล์งามวงศ์วาน, เดอะ คริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์, บลูพอร์ต หัวหินตั้งแต่วันที่ วันที่ 1-15 ก.ย. 62    
[PR News] คนไทยยังอยากมีบ้าน ดันยอดงาน NPA Grand Sale ทะลุ 2,000 ล.

[PR News] คนไทยยังอยากมีบ้าน ดันยอดงาน NPA Grand Sale ทะลุ 2,000 ล.

เรียลดีมานด์ ดันยอดขาย NPA ทะลุ 2,000 ล้านบาท แบงก์ปล่อยสินเชื่อได้กว่า 1,500 ล้านบาท สวนภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว คนยังนิยมซื้อบ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮ้าส์ มากกว่าคอนโด เผยทำเลฮอต อยู่ในโซนกิ่งแก้ว ช้างเอราวัณ เมืองทองธานี     นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เปิดเผยว่า จากการจัดงาน NPA Grand Sale & Home Loan 2019 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะอยู่ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยังชะลอตัว และมีปัจจัยลบที่เป็นอุปสรรคต่อการซื้อ-ขายอยู่พอสมควร แต่ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทรัพย์สินรอการขาย หรือ NPA (Non Performing Asset) ของธนาคารและบริษัทบริหารสินทรัพย์     โดยภายในงานมียอดขายรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมียอดขายหลังงานอีกจำนวนหนึ่ง เนื่องจากผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) และต้องการที่อยู่อาศัยที่มีราคาคุ้มค่า   ทรัพย์ที่ขายได้ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์มากกว่าคอนโดมิเนียม   “บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ที่เป็นบ้านมือสองส่วนใหญ่อยู่ในทำเลที่หาซื้อบ้านมือหนึ่งแบบใกล้เคียงกันไม่ได้แล้วในปัจจุบัน“   ประกอบกับ ทรัพย์ NPA ที่ธนาคารและบริษัทบริหารสินทรัพย์นำมาเสนอขายนั้น มีราคาส่วนลดตั้งแต่ 30-50% และมีปัจจัยเกื้อหนุนอื่นๆ ที่ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ได้แก่   อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ การผ่อนคลายมาตรการ LTV  มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้อบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ที่ต้องซื้อขายและโอนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562 และการลดค่าธรรมเนียมการโอนเหลือและค่าธรรมเนียมการจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ที่มีการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 23 มิถุนายน 2563   สำหรับการขายทรัพย์ NPA ครั้งนี้มีธนาคารและบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ร่วมงาน ได้แก่  บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัท เพียวเวลเนส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด   นอกจากนี้ ยังมีธนาคารที่ร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อให้กับประชาชนที่สนใจ ได้แก่  ธนาคารกรุงเทพ  ธนาคารกสิกรไทย  ธนาคารออมสิน  ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารแห่งประเทศจีน โดยมีการปล่อยสินเชื่อภายในงานรวมกันมากกว่า 1,500 ล้านบาท     ขณะเดียวกันทางสมาคมฯ ได้ใช้เทคโนโลยี Big Data ทำ Lead Generation เพื่อให้ได้ลูกค้าที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ที่ใช้สื่อสารในการจัดงาน พบว่า ข้อมูลสอดคล้องกับผู้ที่ตัดสินใจซื้อในงาน โดยประเภทที่อยู่อาศัยที่ได้รับความสนใจอันดับ 1 คือ บ้านเดี่ยว อันดับ 2 ได้แก่ ทาวน์เฮ้าส์ ขณะที่คอนโดมิเนียมมาเป็นอันดับ 3 ส่วนทำเลที่ได้รับความสนใจ อันดับ 1 ได้แก่ ทำเลกิ่งแก้ว สมุทรปราการ อันดับ 2 ทำเลเมืองทองธานี ปากเกร็ด และอันดับ 3 ได้แก่ ทำเลช้างเอราวัณ สมุทรปราการ   สำหรับราคาที่อยู่อาศัยที่ได้รับความสนใจยังคงเป็นที่อยู่อาศัยระดับกลาง และกลาง-ล่าง โดยราคาทาวน์เฮ้าส์ที่ได้รับความสนใจอันดับ 1 ได้แก่ 1.5-2 ล้านบาท อันดับ 2 ราคา 1-1.5 ล้านบาท และอันดับ 3 ราคา 2-3 ล้านบาท บ้านเดี่ยวราคาที่ได้รับความสนใจ อันดับ 1 ได้แก่ บ้านเดี่ยวราคา 3 - 5 ล้านบาท อันดับ 2 ราคา 2-3 ล้านบาท และอันดับ 3 ราคา 5-7 ล้านบาท สำหรับคอนโดมิเนียม อันดับ 1 ราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท อันดับ 2 ราค 1-2 ล้านบาท และอันดับ 3 ราคา 2-3 ล้านบาท    
เคาะราคา IPO หุ้น AWC ของลูกสาวเสี่ยเจริญ เปิดขาย 6 บาท ทุบสถิติระดมทุนสูงสุด

เคาะราคา IPO หุ้น AWC ของลูกสาวเสี่ยเจริญ เปิดขาย 6 บาท ทุบสถิติระดมทุนสูงสุด

หลังจากบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เตรียมตัวเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มาสักพักหนึ่ง  ถึงวันนี้ (11 กันยายน 2562) หุ้นของ AWC ก็พร้อมเปิดราคา IPO ออกมาแล้ว ว่าจะเปิดขายที่ 6.00 บาท โดยมีจำนวนหุ้นที่ออกขายจำนวนไม่เกิน 8,000 ล้านหุ้น โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนประมาณ 6,957 ล้านหุ้น และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น   คำนวณราคาและมูลค่าดูแล้ว AWC จะมีมูลค่าการระดมทุนมากสุด นับตั้งแต่ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์​ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ได้เสนอขายหน่วยลงทุน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท หรือ BTSGIF เมื่อปี 2556  ซึ่งครั้งนั้นระดมทุนไปมูลค่า 62,510.4 ล้านบาท ถือเป็นหนึ่งใน IPO ที่มีมูลค่าการเสนอขายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกในเวลานั้น   แต่หาก AWC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะกลายเป็นบริษัทที่มี Market Cap. หรือ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงสุด ทะลุไปถึง 200,000 ล้านบาทได้ เพราะทุบสถิติทุกบริษัทที่จดทะเบียน ซึ่งปัจจุบันถ้าคิดมูลค่าสินทรัพย์ของ AWC ปัจจุบันมีอยู่ถึง 92,000 ล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 115,000 ล้านบาท เมื่อมีโรงแรมที่อยู่ระหว่างนำเข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัทอีก 12 โรงแรม ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน  24,000  ล้านบาท จะเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 32,000 ล้านบาท ภายหลังจากขายหุ้น IPO แล้ว     นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า AWC ได้รับการพิจารณาอนุมัติการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือ IPO จากสำนักงาน ก.ล.ต. โดย AWC พร้อมเดินหน้าเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 6,957 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 22.47% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน)   นอกจากนี้ อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Overallotment Option หรือ Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น โดยนำเงินที่ได้รับจากการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไปใช้ในกลไกการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วง 30 วันแรกหลังเข้าจดทะเบียนซื้อขาย   ทั้งนี้ AWC ได้ร่วมกับผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ซึ่งประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ ที่ราคา 6.00 บาทต่อหุ้น     โดยได้มีนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและในต่างประเทศประเภท Cornerstone Investor จำนวน 13 ราย ได้แก่ บลจ.บัวหลวง บลจ.กรุงไทย บลจ.กสิกรไทย บลจ.ทิสโก้ บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ.ธนชาต บลจ.เอ็มเอฟซี บลจ.วรรณ บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) บมจ.เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต Affin Hwang Asset Management Berhad, Maitri Asset Management และ GIC Private Limited ได้ตกลงจองซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ที่เสนอขายครั้งนี้ เป็นจำนวนรวม 3,454 ล้านหุ้น หรือประมาณ 50% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) ที่ราคา 6.00 บาทต่อหุ้น   โดย AWC ประกอบธุรกิจพัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่มุ่งตอบไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร  ในประเทศไทย บนทำเลที่ดี แบ่งเป็น 1. กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ซึ่งมีเครือข่ายพันธมิตรผู้บริหารโรงแรมภายใต้แบรนด์ชั้นนำถึง 6 กลุ่ม  มีฐานลูกค้าทั่วโลกกว่า 300 ล้านราย 2. กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail & Commercial Building) ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า  คอมมูนิตี้ชอปปิงมอลล์และคอมมูนิตี้มาร์เก็ต ภายใต้แบรนด์เกทเวย์ พันธุ์ทิพย์ และตะวันนา   นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้าของอาคารสำนักงานใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ได้แก่ อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ อาคารสำนักงานแบบมิกซ์ยูส (Mixed-Use) ระดับเกรดเอ เมื่อพิจารณาจากพื้นที่เช่าสุทธิ  AWC ยังมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Ecosystem ของ TCC Group ที่จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต และเพิ่มมูลค่าของเงินทุนในระยะยาว   ในอนาคต AWC มีแผนจะเข้าลงทุนในกิจการเจ้าของทรัพย์สินรวม ทั้งสิ้น 14 โครงการ โดยใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้เพื่อซื้อและพัฒนากิจการ โดยมีโครงการเด่น ๆ อาทิ โครงการที่เปิดดำเนินการแล้วอย่าง โรงแรมแบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์  โรงแรมหัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์สปา  โรงแรมภูเก็ต แมริออท รีสอร์ทแอนด์สปา ในยางบีช  และโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรสส์ กรุงเทพ สาทร     นอกจากนี้ ยังรวมถึงโครงการที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นแบรนด์สากล อาทิ โรงแรมอิมพีเรียล แม่ปิง  โรงแรมแกรนด์ โซเล่ โรงแรมพรพิงค์ ทาวเวอร์  ซึ่งจะมีการเปลี่ยนเป็นแบรนด์ Melia อีกทั้งยังมีโครงการโรงแรมที่จะพัฒนาใหม่ อาทิ โรงแรมเจริญกรุง 93 โรงแรมอีสต์ เอเชีย โรงแรมบันยันทรี จอมเทียน พัทยา โครงการในพัทยา ประเภทมิกซ์ยูส ที่ครอบคลุมทั้งในส่วนโรงแรม ค้าปลีก และกิจกรรมนันทนาการอีกมากมาย รวมพื้นที่จัดประชุมและงานอีเวนท์ขนาดใหญ่บนหาดพัทยา ซึ่งโครงการทั้งหมดนี้จะทยอยเปิดให้ดำเนินการระหว่างปี 2564 – 2567   ในส่วนของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า บริษัทฯ มีแผนพัฒนาและปรับปรุงโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส อันประกอบด้วย โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ส่วนต่อขยาย (เฟส 2) โรงแรมแบงค็อกแมริออท ดิ เอเชียทีค และโรงแรมเจริญกรุง 93  บริษัทฯ ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงโครงการพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ เป็นรูปแบบอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส หรือรูปแบบอื่นๆ และมีแผนเพิ่มทางเลือกด้านความบันเทิงและสันทนาการรูปแบบใหม่ให้กับอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้าต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการใช้พื้นที่ของโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด   “ภายหลังการเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว AWC จะมีโครงการในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการรวม 27 โครงการ จากปัจจุบันมี 14 แห่ง แบ่งเป็นโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 10 แห่ง และอีก 4 แห่ง ตามสัญญาซื้อขายหุ้นปี 2562 และโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหรือมีแผนการพัฒนาจำนวน 13 แห่ง ป็นโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหรือแผนในการพัฒนา 11 แห่ง และ โครงการอสังหาริมทรัพย์ Mixed-use อีก 2 แห่ง”   โดยภายใน 5 ปีข้างหน้า AWC จะมีห้องพักโรงแรมรวม  8,506 ห้อง ส่วนกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า  บริษัทฯ จะมีพื้นที่เช่าสุทธิรวม 415,481 ตารางเมตร จากโครงการทั้งหมด 11 โครงการ โดยมีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 9 โครงการ รวม 1 โครงการ ที่บริษัทฯ ได้ทำข้อบันทึกตกลงสัญญาว่าจ้างบริหารเกทเวย์ เอกมัย และเพื่อพิจารณาเข้าลงทุนในโครงการเกทเวย์ เอกมัย ปี 2562 และอีก 2 โครงการซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและปรับปรุง และที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบความพร้อมต่าง ๆ  พร้อมกับเป็นเจ้าของอาคารสำนักงานอีก 4 แห่ง ด้วยพื้นที่เช่าสุทธิรวม 270,594 ตารางเมตร   สำหรับผลประกอบการหกเดือนแรกของปี 2562  บริษัทมีรายได้ 6,442 ล้านบาท และกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 3,114 ล้านบาท  
ถอด 3 กลยุทธ์ “ศรีพันวา” รับมือกับในภาวะตลาดนักท่องเที่ยวจีนลดลง

ถอด 3 กลยุทธ์ “ศรีพันวา” รับมือกับในภาวะตลาดนักท่องเที่ยวจีนลดลง

นักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางมาประเทศไทยมากที่สุด ในเวลานี้ต้องยกให้กับ “ชาวจีน” จากแผ่นดินใหญ่ ซึ่งมีตัวเลขมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี  แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวจีน  จะส่งสัญญาณว่ามีตัวเลขลดลงมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดเหตุเรือฟินิกซ์ล่ม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา  ไม่เฉพาะตลาดท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น แต่เป็นไปในภาพรวมของประเทศด้วย   สาเหตุสำคัญเป็นเพราะเรื่องความเชื่อมั่น ด้านความปลอดภัยในการท่องเที่ยว  แต่ไม่เพียงเท่านั้นยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่มาทำให้ตลาดจีนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าโลก นโยบายการส่งเสริมให้คนจีนเที่ยวภายในประเทศ และภาวะค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินบาท และการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ  ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการเดินทางท่องเที่ยว และจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวแทบทั้งสิ้น     นายวรสิทธิ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีพันวา แมเนจเมนท์ จำกัด ผู้บริหารโรงแรมศรีพันวา และบาบา บีช คลับ เปิดเผยว่า ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หาดป่าตองขณะนี้ น่าจะมีตัวเลขลดลงประมาณ 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวจีนหายไปจากตลาด ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนมีสัดส่วนมากที่สุดในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ  โดยมีสัดส่วนประมาณ ​25% ส่งผลทำให้ภาพรวมตลาดนักท่องเที่ยวลดลง   “ประเทศจีนมีนโยบายส่งเสริมการเที่ยวในประเทศจีนเอง คาดว่าภายใน 2 ปีนี้นักท่องเที่ยวจีนจะหายจากตลาดไปเป็นจำนวนมาก” ​   อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดจีนน่าจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง แต่คงต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 5 ปี และแม้ว่าปัจจุบันตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติประเทศอื่นๆ จะยังไม่ได้หายไปจากตลาดภูเก็ต แต่ถือว่ามีสัดส่วนน้อยกว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน   สำหรับแนวทางการรับมือ กับภาวะตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลง บริษัทได้วาง 3 กลยุทธ์เพื่อทดแทนรายได้ที่หายไป และสร้างรายได้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง     1.ปรับโครงสร้างการขายใหม่ บริษัทมีพนักงานขายรวม 23 คน  ซึ่งปัจจุบันพนักงานขายแต่ละราย  จะถือพอร์ตลูกค้าเฉพาะในแต่กลุ่มตลาดหรือประเทศ ต่อไปจะปรับการทำงานและวิธีการทำงาน ให้พนักงานขายแต่ละคน มีพอร์ตลูกค้าหลากหลาย เพื่อสามารถจะเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น และเป็นการบริหารความเสี่ยงทางการตลาด   2.สร้างตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ บริษัทจะสร้างตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ที่ชื่นชอบงานปาร์ตี้ดนตรีในแนวอันเดอร์กราวน์ ด้วยการจัดมิวสิคเฟสติวัลหรือเทศกาลดนตรีริมหาดขึ้นที่โรงแรมบาบา บิช คลับ ภูเก็ต  ซึ่งวางเป้าหมายให้เป็นหนึ่งในมิวสิคเดสทิเนชั่น ที่ให้ทุกคนได้สัมผัสเทศกาลดนตรีระดับโลก ภายใต้คอนเซ็ปต์ Music Lovers Hotel ซึ่งได้พันธมิตรระดับโลกอย่าง Circoloco นักจัดปาร์ตี้ชื่อดัง จากอิบิซา เกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มาร่วมจัดเทศกาลดนตรี  ซึ่งเคยจัดมาแล้วหนึ่งครั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา     สำหรับแผนการจัดเทศกาลดนตรี บริษัทจะจัดขึ้นประมาณ 6 ครั้งในช่วงต้นปีหน้า ในระยะเวลา 3 เดือนตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมจนถึงมีนาคม 2563 โดยจัดขึ้นทั้งที่ป่าตอง จังหวัดภูเก็ตและนาใต้ จังหวัดพังงา มีเป้าหมายคนเข้าร่วมงาน 1,500-3,000 คนต่องาน เป้าหมายทำรายได้เฉลี่ยคนละ 2,000 บาท   นายวรสิทธิ กล่าวอีกว่า นอกจากการจัดเทศกาลดนตรีในโรงแรมของบริษัทแล้ว ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างวางแผนเซ็นต์สัญญาเพื่อบริหารโรงแรมท้องถิ่นแห่งหนึ่งในอำเภอป่าตอง เป็นโรงแรมขนาด 100 ห้อง ซึ่งหมดสัญญากับเชนโรงแรมอินเตอร์เนชั่นแนล  มาตั้งแต่ 3 ปีที่ผ่านมาแล้ว  ภายหลังบริษัทได้เข้าบริหารโรงแรมดังกล่าว จะปรับปรุงพื้นที่พร้อมกับวางตำแหน่งใหม่ให้เป็น Party Hotel เพื่อใช้ในการจัดเทศกาลดนตรีด้วย   3.สร้างรายได้จากธุรกิจในต่างประเทศ บริษัทได้เซ็นต์สัญญากับบริษัท จุนฟา เรียลเอสเตท จำกัด  บริษัทอสังหาริมทรัพย์ 1 ใน 50 ชั้นนำของประเทศจีน ในการออกแบบโรงแรม เรสซิเดนซ์ รวมถึงการบริหารงานและการบริการทั้งหมด กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ในมณฑลไห่หนาน ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่าหมื่นล้านบาท  มีขนาดพื้นที่ประมาณ 129 ไร่   ในเฟสแรกจะเป็นการพัฒนาโรงแรมขนาด 60 ยูนิต รูปแบบห้องพลูสวีท ใช้งบประมาณลงทุนประมาณ​ 600-700 ล้านบาท ซึ่งน่าจะแล้วเสร็จและเปิดบริการได้ภายในปลายปี 2563 ส่วนในเฟส 2 จะพัฒนาเป็นวิลล่า จำนวน 100 หลัง มีบ้านพัก 6 ขนาด   นอกจากกลุ่มทุนจากประเทศจีนแล้ว ขณะนี้ยังมีนักธุรกิจชาวแคนนาดา เจ้าของแอพพลิเคชั่นเรียกใช้บริการรถแท็กซี่  ซึ่งเพิ่งนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีความสนใจจะลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก โดยต้องการให้บริษัทเป็นผู้บริหารจัดการ  และอาจจะนำแบรนด์ของบริษัทไปใช้  รวมถึงบริหารงานขาย ขณะนี้มีความเป็นไปได้กว่า 90% คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในกลางปีหน้า  ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีรายได้เพิ่มจากการบริหารเข้ามามากขึ้นด้วย   นายวรสิทธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า  บริษัทยังได้ลงทุนต่อเนื่องภายในพื้นที่โรงแรมศรีพันวา ด้วยการพัฒนาเป็นวิลล่า 30 ยูนิต และคอนเวนชั่นฮอลล์ เพื่อจังตลาดงานแต่งงาน ซึ่งใช้งบลงทุนประมาณ 1,000  ล้านบาท รองรับจำนวนผู้ร่วมงานได้ 200 ที่นั่ง โดยคาดว่าภายหลังจากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะทำให้สามารถเพิ่มจำนวนการจัดงานแต่งได้ถึง 80 งานต่อปี จากปกติที่มีผู้เข้ามาจัดงานแต่งงาน 60 งานต่อปี โดยพื้นที่ในโครงการยังมีเหลืออีกประมาณ 5 ไร่สำหรับใช้ในการพัฒนาโครงการได้อย่างต่อเนื่องด้วย          
“ล็อก แอนด์ ล็อก” ล้างภาพถูกมองเป็นแค่ กล่องใส่อาหาร สู่แบรนด์อุปกรณ์เครื่องครัวครบวงจร

“ล็อก แอนด์ ล็อก” ล้างภาพถูกมองเป็นแค่ กล่องใส่อาหาร สู่แบรนด์อุปกรณ์เครื่องครัวครบวงจร

ผลิตภัณฑ์ ล็อกแอนด์ล็อก (LocknLock) กล่องใส่อาหารสัญชาติเกาหลี เริ่มต้นเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งบริษัทแม่เข้ามาทำตลาดและจัดจำหน่ายเอง ก่อนจะร่วมทุนกับบริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ในปี 2553   โดยได้จัดตั้งบริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ล็อกแอนด์ล็อก จำกัด ขึ้น ด้วยทุนจดทะเบียน 17 ล้านบาท โดยศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ถือหุ้นสัดส่วน 51% และล็อกแอนด์ล็อก ถือหุ้นสัดส่วน 49% พร้อมกับแต่งตั้งให้ “ดีเคเอสเอช” เป็นตัวแทนจำหน่าย เพื่อกระจายสินค้าไปยังช่องทางต่างๆ ในช่วงปี 2556 ก่อนจะหมดสัญญาลงเมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา   แต่ปัจจุบันมีการปรับโครงสร้างการถือหุ้นใหม่ โดยบริษัทได้ซื้อหุ้นจากศรีไทย ซุปเปอร์แวร์กลับมาเพื่อทำตลาดเอง  จนทำให้ล็อกแอนด์ล็อกมีสัดส่วนการถือหุ้น 97% ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ล็อกแอนด์ล็อก ถือว่าได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าที่ดีพอสมควร จนทำให้เกิดแบรนด์คู่แข่งออกมาทำตลาด  เพื่อช่วงชิงยอดขาย แถมยังมีสินค้าลอกเลียนแบบวางเกลือนตลาด  ตั้งแต่ราคาถูกไปจนถึงราคาแพง     โจทย์ด้านยอดขายถือเป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญ  แต่โจทย์ทางการตลาดที่สำคัญกว่าในยุคปัจจุบัน คือ ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ตอนนี้คนส่วนใหญ่ สนุกและชื่นชอบการทำอาหาร เพิ่มมากขึ้น สนุกกับการทำธุรกิจอาหาร และการทำตลาดผ่านออนไลน์  ทำให้โจทย์ของ ล็อกแอนด์ล็อก ต้องตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเหล่านั้น  วันนี้จึงไม่ได้ขายแค่กล่องใส่อาหาร เท่านั้น แต่ต้องขายสินค้าทุกอย่างที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์พวกเขาด้วย และในความจริง สินค้าของบริษัทมีครอบคลุมทุกอย่างเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องครัว แถมพ่วงด้วยสินค้าไลฟ์สไตล์อื่นๆ อีกหลายชนิด   สิ่งที่บริษัทแม่ในประเทศเกาหลี ต้องการแก้โจทย์ทางการตลาดสำหรับประเทศไทย จึงมุ่งเน้นไปที่ การสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ ล็อกแอนด์ล็อก คือ สินค้าอุปกรณ์เครื่องครัวครบวงจร ซึ่งตอบโจทย์การทำอาหาร และล้างภาพเป็นแค่ “ผลิตภัณฑ์ซุปเปอร์แวร์ หรือแค่กล่องใส่อาหาร” เท่านั้น  ภายหลังจากหมดสัญญากับดีเคเอสเอช  ผลิตภัณฑ์ล็อกแอนด์ล็อก จึงทำตลาดและกระจายสินค้าด้วยตนเอง     นายจุง วุง มูน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ล็อกแอนด์ล็อก (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนวทางการทำตลาดในปีนี้จะมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์และการจดจำแบรนด์ ล็อกแอนด์ล็อก ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์กล่องใส่อาหาร แต่เป็นอุปกรณ์เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวครบวงจร เพื่อตอบโจทย์การทำอาหาร เพราะไลฟ์สไตล์คนในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป   แนวทางการทำตลาดและสร้างแบรนด์ในปีนี้ จะผ่าน 3 กลยุทธ์การตลาด ที่สำคัญ ได้แก่  1.เปิดร้านคอนเซ็ปต์สโตร์ภายใต้ชื่อ PlaceLL (เพลสแอลลแอล) ซึ่งเป็นร้านที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ล็อกแอนด์ล็อก  ไม่ว่าจะเป็นกล่องถนอมอาหาร ขวดน้ำ กระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิ เครื่องใช้ในครัวเรือน อุปกรณ์ทำอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ยังมีสินค้าด้านการเดินทางและท่องเที่ยว   โดยร้านคอนเซ็ปต์สโตร์ดังกล่าว เป็นการปรับเปลี่ยนตามบริษัทแม่ที่ประเทศเกาหลี  ซึ่งเปิดตัวไปแล้ว 3 สาขา และในประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่เปิดร้านดังกล่าว  ต่อไปในปีหน้าจะเปิดร้าน ​PlaceLL ในประเทศเวียดนาม ด้วยการปรับร้านล็อกแอนด์ล็อกที่มีอยู่ 45 สาขาให้เป็นในรูปแบบร้านคอนเซ็ปต์สโตร์  ส่วนในประเทศไทยจะปรับปรุงร้านที่มีอยู่เดิม 2 สาขาให้เป็น ร้านรูปแบบใหม่ และในปีหน้าจะเปิดเพิ่มอีก 5 สาขา   2.ปรับโซนจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า เป็นร้านรูปแบบ Shop in shop ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและเดอะมอลล์ ด้วยภาพลักษณ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ PlaceLL  เบื้องต้นจะปรับ 3 สาขาที่ห้างเดอะมอลล์งามวงศ์วาน บางกะปิ และสยามพารากอน จากก่อนหน้านี้ได้ปรับเปลี่ยนที่ห้างอิเซตันแล้ว 1 สาขา     3.ทำตลาดและสร้างแบรนด์ผ่านสื่อออนไลน์ บริษัทจะมุ่งเน้นการสื่อสาร การโฆษณา และการทำตลาดผ่านสื่อออนไลน์ เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของสินค้า นอกจากนี้ ยังจะเน้นการสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจในกิจกรรมการตลาดต่างๆ เพิ่มมากขึ้น และการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม   นายจุง วุง มูน กล่าวอีกว่า ประเทศไทยถือว่าเป็นตลาดสำคัญของบริษัท เนื่องจากเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวของภูมิภาค ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยจำนวนมาก แม้ว่ายอดขายหลักจะอยู่ในประเทศเวียดนาม เนื่องจากมีสาขาจำนวนมาก แต่ยอดขายตลาดประเทศไทยถือว่ามีอัตราการเติบโตที่ดี ในปีนี้คาดว่าจะสามารถทำยอดขายโดยรวมได้ 325 ล้านบาท และในปีหน้าจะทำยอดขายได้ 487 ล้านบาท      

1 2 3 ... 65