ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 2 3 ... 69
“ทีวัน บิวดิ้ง” เปิดตัวออฟฟิศให้เช่าแพงสุดในสุขุมวิท แค่ 3 เดือนผู้เช่าเต็ม 100%

“ทีวัน บิวดิ้ง” เปิดตัวออฟฟิศให้เช่าแพงสุดในสุขุมวิท แค่ 3 เดือนผู้เช่าเต็ม 100%

“ทีวัน บิวดิ้ง” เปิดตัวอาคารสำนักงานเกรด A มูลค่า 3,500 ล้าน ชูจุดเด่น The New Tech & Innovative Hub ดึงองค์กรด้านไอทีและเทคโนโลยีเข้าเช่าพื้นที่ แค่ 3 เดือนผู้เช่าเต็ม 100% แม้ราคาเช่าสูงที่สุดถึง 1,300 บาทต่อตารางเมตรในย่านสุขุมวิท ทีวัน บิวดิ้ง อาคารสำนักงานใจกลางทองหล่อ นางสาววริษา ภาสกรนที กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีวัน บิวดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ได้ลงทุน 3,500 ล้านบาท พัฒนาโครงการอาคารสำนักงาน “ทีวัน บิวดิ้ง” (T-One) ขนาดความสูง 47 ชั้น แบ่งเป็นส่วนพื้นที่สำนักงาน Co-working space ร้านอาหาร ฟิตเนสเซ็นเตอร์ และพื้นที่ส่วนกลาง ชูจุดเด่นเป็นอาคารสำนักงานสำหรับธุรกิจ ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม สำหรับธุรกิจคลื่นลูกใหม่ทั้งระดับประเทศ และระดับโลก อาทิ Tencent, Joox, WeWork, Wongnai, Sanook, Etigo, Zelingo, Shiseido รวมทั้งสำนักงานใหญ่ของอิชิตัน กรุ๊ป ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองบริเวณ ทองหล่อ - สุขุมวิท 40 “จุดเด่นของอาคาร T-One ตัวโครงสร้างเป็นดีไซน์แบบทวิสต์ ใช้กระจกสีฟ้าและทอง อาคารตั้งอยู่บนทำเล CBD เดินทางสะดวกทั้งทางรถไฟฟ้าบีทีเอสและทางรถยนต์ ที่สามารถทะลุออกได้ทั้งถนนสุขุมวิทและถนนพระราม 4 ใช้นวัตกรรมการก่อสร้าง และการบริหารพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเทคโนโลยี จากเยอรมัน มีระบบจอดรถแบบ Automate Car Parking System  เหมาะสำหรับบริษัทรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ การเป็นบริษัทระดับนานาชาติโดยใช้ทำเลนี้เป็นฮับด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่จะขยายธุรกิจต่อไปยังประเทศ AEC ปัจจุบันมีผู้เช่า 100% หลังเปิดจองเพียง 3 เดือน” ทีวัน ค่าเช่าสูงถึง 1,300 บาทต่อตารางเมตร ด้านนางสาวทัตยากรณ์ เบญจภัทรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการแผนกอาคารและสำนักงาน บ.โจนส์ แลง  ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ ยังมีปริมาณพื้นที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของบริษัทผู้เช่า โดยเฉพาะอาคารสำนักงานเกรดเอ ปัจจุบันอาคารสำนักงานทั่วกรุงเทพฯ มีพื้นที่รวมกันทั้งสิ้น 9 ล้านตารางเมตร ซึ่งในจำนวนนี้ มีอัตราการว่างเหลือเช่าเฉลี่ย 8.7%   ในขณะที่กลุ่มอาคารสำนักงานเกรดเอมีพื้นที่ว่างเหลือเพียง 5% จึงทำให้อาคารสำนักงานเกรดเอ มีแนวโน้มปรับตัวค่าเช่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีราคาค่าเช่าตั้งแต่ 900-1,000 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ปัจจุบันอาคารเกสรทาวน์เวอร์มีอัตราค่าเช่าแพงที่สุด 1,350 บาทต่อเดือน สำหรับอาคาร T-One  มีราคาค่าเช่า 900-1,300 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ส่วนนายกฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผุ้จัดการ จาก บ.Tencent ประเทศไทย ในฐานะผู้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงาน T-One กล่าวว่า Tencent เป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจากประเทศจีน เข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2553 โดยในปัจจุบันมีธุรกิจที่อยู่ภายใต้การดูแลในประเทศไทย เช่น Sanook, WeChat, JOOX, WeTV และ PUBG โดยมองว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญ และบริษัทวางยุทธศาสตร์ให้เป็นฮับในเอเชีย ในการสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนต์แพลตฟอร์ม โดยบริษัทเช่าพื้นที่ T-One จำนวน 4,000 ตารางเมตร    
ทีเอ็มบี จับมือ ไวซ์ไซท์ ล้วงพฤติกรรมการเงิน GEN Y อะไรคือของที่พวกเขาต้องมีก่อน 40

ทีเอ็มบี จับมือ ไวซ์ไซท์ ล้วงพฤติกรรมการเงิน GEN Y อะไรคือของที่พวกเขาต้องมีก่อน 40

ทีเอ็มบี จับมือ ไวซ์ไซท์ เผยข้อมูลพฤติกรรมเชิงลึกทางการเงินในโซเชียลมีเดียของกลุ่มคน “GEN Y” ผ่านแคมเปญ #ของมันต้องมีก่อน40   พบส่วนใหญ่มีความฝันสร้างอนาคตที่ดีและมั่นคง อยากมีบ้าน รถ และเงินออม  ชี้พฤติกรรมการเงินที่ส่งผลให้ GEN Y ไปไม่ถึงเป้าหมายทางการเงิน พร้อมแนะทางแก้ปัญหาเพื่อให้ GEN Y มีพฤติกรรมทางการเงินที่ดีขึ้น ทีเอ็มบีจัดแคมเปญ #ของมันต้องมีก่อน40 นางกาญจนา  โรจวทัญญู หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร สื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับไวซ์ไซท์ (WISESIGHT) ผู้นำด้าน Social Monitoring Tool รายใหญ่ของไทย ในการจัดทำแคมเปญ #ของมันต้องมีก่อน40 ซึ่งมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคน GEN Y  ที่มีการเปิดรับข้อมูล อัพเดทข่าวสารทางช่องทางดิจิทัลเป็นหลัก ติดตาม Influencers ที่มีแนวคิดคล้ายกัน ผ่านทางช่องทางโซเชียล โดยเฉพาะ Twitter และ เฟซบุ๊ก (Facebook) เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต   ทั้งนี้ ทีเอ็มบี มีวิสัยทัศน์ของการเป็นธนาคารแบบยั่งยืน (Sustainable Banking) ที่มุ่งมั่นให้ความรู้ทางด้านการเงิน พร้อม ทั้งมีการใช้เครื่องมือกระตุ้นให้คนมีพฤติกรรมทางการเงินที่ถูกต้อง รวมไปถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ หรือปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ โดยได้เน้นถึงกลุ่มคนเป้าหมายที่เป็น GEN Y ช่วงต้นอายุระหว่าง 23 – 30 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มกำลังแรงงานสำคัญของประเทศ เริ่มทำงาน มีรายได้ แต่ไม่มีการวางแผนทางด้านการเงิน ไม่สามารถจัดการบริหารการเงินได้อย่างเหมาะสม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นกลุ่มที่พร้อมเปิดรับคำแนะนำ และความรู้ทางด้านการบริหารจัดการเงิน “จะเห็นได้ว่าในเฟสแรกเราได้จุดกระแสด้วย Influencer อย่าง กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ กันต์ กันตถาวร และกาละแมร์ พัชรศรี ที่เป็นดาราเซเลบ มีแง่มุมในด้านการใช้ชีวิต ตั้งเป้าหมายด้านหน้าที่การงาน การเงินอย่างชัดเจน รวมไปถึง มิ้นท์  บล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวจากเพจ I Roam Alone และ ช่า เจ้าของเพจบันทึกของตุ๊ด ที่เป็นไอดอลสร้างแรงบันดาลใจ มาร่วมแชร์เป้าหมายชีวิตให้คนที่ติดตามได้ฟังกัน ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะแฮชแท็กแคมเปญ #ของมันต้องมีก่อน40 ที่สามารถติดเทรนด์ Twitter อันดับหนึ่ง มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แชร์เป้าหมายชีวิตรวมแล้วกว่าหมื่นความคิดเห็น” เนื่องจากทีเอ็มบีเชื่อว่าหาก GEN Y ได้ตระหนักถึงเป้าหมายในชีวิตแล้ว จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนพฤติกรรมตรงตามความเชื่อของทีเอ็มบี  Make THE Difference ที่ว่าคนเราสามารถเปลี่ยนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น และนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้จนสำเร็จ นอกจากนี้กิจกรรมต่อไปที่จะเกิดขึ้นในกลางเดือนธันวาคมนี้ จะมีขึ้นเพื่อชักชวนให้ GEN Y ได้ลุกขึ้นเปลี่ยนพฤติกรรม ทางการใช้จ่าย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนตั้งเป้าหมายที่จะได้เริ่มต้นสิ่งดี ๆ ในปีถัดไป เผยข้อมูลลึก Gen Y ของมันต้องมีก่อน40 ด้านนายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ได้นำข้อมูลบนโซเชียล มาวิเคราะห์และปลดล็อคศักยภาพของข้อมูลดิบจนกลายเป็นอินไซท์เพื่อส่งต่อให้แบรนด์ และเอเจนซี่นำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการวางกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยข้อมูลโซเชียลที่ไวซ์ไซท์นำมาวิเคราะห์นั้นมาจาก Facebook, Twitter, Instagram, YouTube, Pantip และเว็บไซต์ข่าวต่างๆ ปัจจุบันมีข้อมูลดิบที่เก็บเอาไว้ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท จำนวนมหาศาล ที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ในถัง Big Data และไม่เคยลบทิ้งเลยทำให้ในปัจจุบันบริษัทมีจำนวนข้อมูลดิบมากที่สุดในประเทศไทย   ส่วนนายพุทธศักดิ์ ตันติสุทธิเวท ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูล บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงข้อมูลที่ได้จากวิเคราะห์เก็บข้อมูลดังนี้  คนไทยใช้สื่อสังคมออนไลน์ (โซเชียล) 74% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งคิดเป็น อันดับ 8 ของโลก สำหรับจำนวนผู้ใช้โซเชียลในประเทศไทย พบว่าสื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยมที่ครองใจคนไทยในยุคนี้ และมีผู้ใช้งานบน Facebook 56 ล้านบัญชี Instagram 13 ล้านบัญชี และ Twitter 9.5 ล้านบัญชี และระยะเวลาที่ใช้คิดเป็น  3 ชั่วโมง 11 นาที เวลาเฉลี่ยใน 1 วัน และยังพบว่า 80% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย เคยซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และกว่า 50% เป็นคน GEN Y (อายุ 28-38 ปี) “ดังนั้นในการทำแคมเปญ #ของมันต้องมีก่อน40 ในครั้งนี้ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลถึงพฤติกรรมเชิงลึกของกลุ่มคน GEN Y ที่ได้จุดกระแสผ่านบรรดา Influencer จะเห็นได้ว่าการแสดงความคิดเห็น แชร์ มีความคิดเห็นที่คล้ายคลึงกับ Influencer ที่กดติดตามกันดังนี้ คนที่ติดตาม กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ กันต์ กันตถาวร และกาละแมร์ พัชรศรี ก็จะเป็นเป้าหมายเรื่องการเก็บเงิน มีบ้าน สร้างความมั่นคงในชีวิต ด้านกลุ่มคนที่ติดตามบล็อกเกอร์สายเที่ยว ก็จะมีเป้าหมายเรื่องเที่ยว เรื่องการใช้ชีวิตอิสระเสรี” หากลงลึกในด้านความคิดเห็นของในแต่ละแพลตฟอร์มนั้น ก็จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันไปอีกเช่นกัน อย่างเช่นใน Facebook จะเป็นไปในทิศทางที่แสดงออกถึงความจริงจังในชีวิต แสดงออกถึงตัวตนด้านที่อยากให้คนอื่นเห็น #ของมันต้องมีก่อน 40 ของชาว Facebook ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความมั่นคง เช่น อยากมีเงินเก็บ บ้าน รถยนต์ ธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น ส่วนทางด้าน Twitter นั้น จะเป็นไปในแนวทางที่มีความอิสระเสรี เป็นตัวของตัวเอง มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกับความเห็นใน Facebook ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินเพื่อซื้อบัตรคอนเสิร์ต อยากเจอศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบ และอยากเลี้ยงแมว เป็นต้น     จากการวิเคราะห์ Data ของแคมเปญในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่า Influencer มีอิทธิพลทางความคิดให้ผู้ติดตามได้คล้อยตามง่าย ดังนั้นเมื่อเหล่า Influencer ลุกขึ้นมาทำอะไร จะเกิดกระแส เกิด Social Voice ในการทำตาม ซึ่งแน่นอนว่าในการทำแคมเปญครั้งนี้ เมื่อได้จุดกระแสออกไปแล้ว เกิดการตั้งคำถามให้กับกลุ่ม GEN Y ให้เกิดการฉุกคิดเกี่ยวกับเป้าหมายทางการเงิน เพื่อนำไปสู่แนวทางในการวางแผนชีวิตให้ดียิ่งขึ้น GEN Y อยากมี "บ้าน" เพราะของมันต้องมีก่อน40 นอกจากนี้ ยังพบว่าความหวัง “ของมันต้องมี” ก่อนอายุ 40 คือ  อยากมีบ้าน (48%) รถยนต์ (22%) ขณะที่อยากมีเงินออมและสินทรัพย์อื่นๆ มีไม่มาก (13%) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับ GEN Y เมื่อวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษา พบว่ามียอดใช้จ่ายในกลุ่มสินค้า “ของมันต้องมี” ถึง 69% ขณะที่รายการซื้อบ้าน ซื้อรถที่เป็นความฝันมีสัดส่วนที่ลดลงมาก รวมทั้งสัดส่วนเงินออมมีไม่ถึง 10%   โดยเฉลี่ย GEN Y หมดเงินไปกับ “ของมันต้องมี” ปีละเกือบแสนหรือ 1 ใน 4 ของรายได้ต่อปี ส่วนใหญ่เป็นการซื้อโทรศัพท์ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กระเป๋า และนาฬิกา/เครื่องประดับ และถ้าขยายภาพให้ชัดเจนในแต่ละกลุ่ม GEN Y ใช้เงินไปกับ“ของมันต้องมี” ถึงปีละ 1.37 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าสูงเทียบได้กับ 13% ของรายได้ประเทศ (GDP) หรือ 8 เท่าของมูลค่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หรือ 91% ของมูลค่าการลงทุนในโครงการ EEC 5 ปี     สาเหตุที่ GEN Y อยากได้ “ของมันต้องมี” เป็นเพราะซื้อตามเทรนด์กลัวเอ้าท์ (42%) มากกว่ามองเป็นของจำเป็น (37%) แถมเงินที่ใช้ซื้อนั้น คนส่วนใหญ่ (70%) บอกมีเงินไม่พอ แต่ใช้การกู้จากธนาคารและใช้บัตรเครดิตกับบัตรกดเงินสดในการใช้จ่าย ซึ่งเมื่อลงรายละเอียดพบว่ามากกว่า 70% ของ GEN Y มีการผ่อนชำระที่ต้องเสียดอกเบี้ย นอกจากนี้ GEN Y มีลักษณะเข้าทำนองฝันไกลแต่ไปไม่ถึง สะท้อนจาก GEN Y ที่เริ่มต้นทำงานเฉลี่ยตั้งเป้าอยากมีเงินเก็บ 6 ล้านบาท แต่บอกจะออมเงินแค่เฉลี่ยเดือนละ 5,500 บาท ซึ่งถ้าเก็บด้วยอัตรานี้ต้องใช้เวลาถึง 90 ปี จึงจะถึงเป้าหมาย   GEN Y จะต้องทำอย่างไรหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรเพื่อนำไปสู่การมีพฤติกรรมทางการเงินที่ดีหรือมีวินัยทางการเงิน สิ่งแรกที่แนะนำคือ ลดเงินที่ใช้กับ “ของมันต้องมี” ง่ายๆ โดยลดลงแค่ 50% (เชื่อว่าลดหมด 100% เป็นไปได้ยาก) ควบคู่กับวางแผนการบริหารเงินให้ดีโดยเพิ่มการออมการลงทุนให้ถูกที่ แค่นี้ GEN Y จะมีเงินสะสมเพิ่มขึ้น 43,000 บาทต่อปี เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี 20 ปี หรือยาวไป 30 ปีก็จะสามารถซื้อทรัพย์สินตามที่เคยตั้งความหวังไว้ได้ไม่ยาก คุณนริศกล่าวปิดท้าย ด้วยข้อเสนอแนะสำหรับ GEN Y เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงิน และประสบผลสำเร็จในเป้าหมายที่วางไว้ได้ดียิ่งขึ้น   ข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ ทีเอ็มบี และ ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย)     
บันยัน ไทยแลนด์ กรุ๊ป ปั้นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสพื้นที่ 600 ไร่ที่หัวหิน

บันยัน ไทยแลนด์ กรุ๊ป ปั้นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสพื้นที่ 600 ไร่ที่หัวหิน

บันยัน ไทยแลนด์ กรุ๊ป เตรียมที่ดิน 600 ไร่ ปั้นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส ขณะที่โปรเจ็กต์ “บันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน” ดึง ริชมอนทส์ คริสตี้ส์ฯ ทำตลาดและการขาย วิลล่าอีก 51 ยูนิต หวังปิดโครงการใน 3-4 ปี    นายเชิ๊ท คว้อนท์ ประธานกรรมการบริหาร บันยัน ไทยแลนด์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ได้เตรียมวางแผนนำที่ดิน 600 ไร่ ซึ่งอยู่ติดสนามกอล์ฟบันยัน กอล์ฟ คลับ พัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส มูลค่าหลายพันล้านบาท ซึ่งภายในโครงการประกอบด้วยศูนย์สุขภาพ เวลเนสเซ็นเตอร์ กีฬาทางน้ำ โรงเรียนสอนกอล์ฟ สนามฟุตบอล โรงแรม รีสอร์ท วิลล่า และโครงการคอนโดมิเนียมเพื่อขาย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาโครงการ และออกแบบมาสเตอร์แปลน ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาพัฒนาโครงการประมาณ 5-7 ปี บันยันจับมือริช-มอนทส์ เจาะตลาดต่างชาติ ส่วนโครงการบันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน บนพื้นที่ 93.75 ไร่ ที่ได้เริ่มพัฒนาโครงการมาตั้งแต่ปี 2553 เป็นรูปแบบวิลล่า จำนวน 102 ยูนิต มูลค่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทขายวิลล่าได้แล้ว 51 ยูนิต ล่าสุดได้จับมือกับ "ริช-มอนทส์ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลเอสเตท" เพื่อให้เข้ามาช่วยทำการตลาดและการขาย โครงการบันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน ที่เหลืออยู่ 51 ยูนิต มูลค่า 1,800 ล้านบาท เพื่อเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ โดยริชมอนทส์ คริสตี้ส์ฯ คาดว่าจะสามารถปิดโครงการได้ภายในระยะเวลา 3-4 ปีนับจากนี้ นายเชิ้ท กล่าวอีกว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่หัวหิน-ปราณบุรี ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาในระยะ 5-7 ปีที่ผ่านมา จากภาวะเศรษฐกิจของไทยซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมของตลาดอสังหาฯ  ชะลอตัวลง ส่วนบริษัทไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่ในตลาดระดับบน  ซึ่งมีกำลังซื้อสูง ประกอบกับบริษัทลงทุนโดยไม่ได้กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน   สำหรับบริษัทมีพื้นที่ในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ รวมทั้งหมด 1,400 ไร่ แบ่งเป็นการพัฒนาสนามกอล์ฟ โครงการบันยัน กอล์ฟ คลับ ขนาด 18 หลุม บนเนื้อที่ 400 ไร่  โครงการบันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน บนเนื้อที่ 93.75 ไร่  สร้างบ้านได้จำนวน 102 หลัง ราคาตั้งแต่ 15  ถึง 80 ล้านบาท โดยผู้ซื้อสามารถที่จะเลือกแบบวิลล่าจากแบบมาตรฐาน 4 แบบ ที่ทางโครงการมีให้ หรือปรับเปลี่ยนในรูปแบบที่ตนเองต้องการเพิ่มเติม เพื่อปลูกสร้างบนที่ดินขนาดที่เลือกเองเริ่มต้นประมาณ 100 ตารางวา และเตรียมใช้พื้นที่อีก 600 ไร่พัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส นอกจากนี้ ยังได้เตรียมใช้พื้นที่ 1.5 ไร่ พัฒนาเป็นศูนย์สุขภาพภายในโครงการ มั่นใจบันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน ลูกค้าตอบรับดี ด้านนายทิมโมธี สเคพวิงตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ริชมอนทส์ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่น เรียลเอสเตท กล่าวว่า หัวหิน ยังคงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพการเติบโตสูง มีสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ด้วยโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก - ไทยแลนด์ ริเวียร่า (Thailand Riviera) จึงทำให้เมืองมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นที่สนใจของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศหรืออยู่อาศัยหลังเกษียณ โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โครงการวิลล่าระดับไฮเอนด์ในหัวหินมีการพัฒนาออกสู่ตลาดน้อยมาก จึงมั่นใจว่า โครงการบันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน จะได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เตรียมจัดงานเปิดตัวบันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน ทั้งนี้ บันยัน ไทยแลนด์ กรุ๊ป และริชมอนทส์ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลเอสเตท เตรียมจัดงานเอ็กซ์คูลซีฟเปิดตัวบันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน (Exclusive Launch of Banyan Residences Villa Hua Hin) ระหว่างวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน – วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2562 โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ เวลา 10:00-17:00 น.   ข้อมูลเพิ่มเติม และดูแบบแบบวิลล่าได้ที่เว็บไซต์โครงการบันยัน เรสซิเนซ์ วิลล่า หัวหิน     
สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 18-24 พฤศจิกายน 2562

สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 18-24 พฤศจิกายน 2562

อาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน  กำลังจะผ่านพ้นไปแล้ว  และเรากำลังก้าวเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี  2562 ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองและการเตรียมตัวเริ่มต้นปีใหม่  ที่เชื่อว่าหลายคนคงอยากจะเริ่มต้นกับวันใหม่  ปีใหม่  เพราะปีที่ผ่านมาอาจทำอะไรไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้   สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปีนี้ก็ถือว่าเป็นปีที่ยากลำบากปีหนึ่ง เพราะเจอกับปัจจัยลบหลายเรื่อง เหลือเวลาอีกเดือนเดียวจะทำผลงานได้ตามเป้าหมายหรือไม่  คงลุ้นกันน่าดู เดือนธันวาคมคงเป็นช่วงเวลาสุดท้าย  ที่จะโหมแรงทำการตลาดกันสุดฤทธิ์ ได้ตามตามเป้าหมายหรือไม่ค่อนมาว่ากันอีกที   ส่วนรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาวงการอสังหาฯ ใคร ทำอะไร ที่ไหน  อย่างไร  มาหาคำตอบกัน   พฤกษา รุกหนักคอนโด เปิด 3 โปรเจ็กต์ “The Tree"  นายปิยะ ประยงค์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท – แวลู  บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในครึ่งปีหลัง 2562 บริษัทมีการปรับกลุทธ์การเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียม โดยเน้นโครงการที่เป็น Best in Class เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางที่มีกำลังซื้อและมีศักยภาพในท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ในทำเลใกล้รถไฟฟ้าและมีดีมานด์รองรับ  โดยในไตรมาส 4 จะเปิดคอนโดมิเนียมอีก 3 โครงการ ได้แก่ The Tree พัฒนาการ-เอกมัย, The Tree Victory Monument และ The Tree พระราม 4-สุขุมวิท มูลค่ารวม 5,100 ล้านบาท   โดยโครงการ “The Tree Victory Monument”  ถือเป็นโครงการ Highlight ของแบรนด์ The Tree โครงการแรกในระดับลักชัวรี่ มีการปรับโฉมที่ทำห้องฝ้าเพดานสูง 4.4 เมตร และ ห้อง Duplex ฝ้าเพดานสูง 4.9 เมตร ในราคาที่แข่งขันได้ (อ่านข่าวเพิ่มเติม) ชาญอิสสระ เปิดตัว "ดิ อิสสระ สาทร" นายสงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในปัจจุบันนี้ว่า คอนโดมิเนียมที่มีทำเลอยู่ในย่านกลางเมืองและชานเมืองยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับตลาดกลุ่มลูกค้าระดับบน ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์ยังมีความต้องการหาสินค้าที่มีคุณภาพมาตอบโจทย์การอยู่อาศัย ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองที่มองหาคอนโดมิเนียมในย่านกลางเมือง พร้อมต้องการหลีกหนีความวุ่นวาย   ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวลักชัวรี่คอนโด “ดิ อิสสระ สาทร” (The Issara Sathorn) ย่านถนนจันทน์-สาทร เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสูง 37 ชั้น จำนวน 270 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 2,400 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างในปีหน้า และคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จประมาณปี 2565 ราคาเริ่มต้น 4.88 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 1-2-60 ไร่ บริเวณถนนจันทน์-สาทร มีขนาดพื้นที่ห้องเริ่มต้น 32.75-188 ตารางเมตร  มีห้องให้เลือกถึง 4 รูปแบบ ได้แก่ ห้องแบบ 1 ห้องนอน, ห้องแบบ 2 ห้องนอน, ห้องแบบ 3 ห้องนอน และเพนท์เฮ้าส์ 3-4 ห้องนอน   “มั่นคงฯ” เปิดตัวสำนักงานใหม่บนถนนสุรวงศ์ นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK  เปิดเผยว่า ได้ย้ายสำนักงานใหม่มาที่ถนนสุรวงค์  เนื่องกจากสถานที่เดิมได้ครบสัญญาเช่า 30 ปี  จึงได้ย้ายสำนักงานใหม่ด้วยการลงทุน 250 ล้านบาท เช่าที่ดินย่านสุรวงศ์ ก่อสร้างอาคารขนาด 8 ชั้น ชูแนวคิด Wellbeing ภายใต้คอนเซปต์ Workplace Wellbeing   โดยภายในอาคาร บริเวณชั้น G เป็นพื้นที่ Co-Wellnest  ซึ่งพนักงานสามารถใช้พื้นที่ในการ Sharing ความรู้ต่างๆ นอกจากนี้ยังเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้บริการได้, ชั้น P1 - P2ชั้นจอดรถ, ชั้น 5 ชั้นฟิตเนสให้พนักงานได้ออกกำลังกาย มีทั้งห้องโยคะและห้องกายภาพ, ชั้น 6, 7, 8 คือส่วนของสำนักงาน โดยที่ชั้น 8 จะมีในส่วนของห้องอาหาร (Canteen) สำหรับพนักงานด้วย และชั้นดาดฟ้า ที่จัดให้เป็น “Rooftop Organic Farm” ให้ผู้บริหารและพนักงานได้ร่วมกันปลูกผัก-ผลไม้ออร์แกนิค สำหรับไว้รับประทานอีกทั้งเพื่อให้พนักงาน ได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของที่มาที่ไปของอาหาร   “แสนสิริ” เผยโฉม “KHUN by YOO inspired by Starck”   นายปิติ จารุกำจร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและบริหารกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวโครงการ “KHUN by YOO inspired by Starck” (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค)” ภายใต้บริษัทร่วมทุนกับ บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ซึ่งได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ 100% มูลค่ารวม 4,400 ล้านบาท ซึ่งเป็น 1st Design Branded Residence ระดับลักซ์ชัวรี่ใน Sansiri Luxury Collection ภายใต้ความร่วมมือกับ YOO Studio แบรนด์ดีไซน์สตูดิโอระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบแห่งแรกในประเทศไทย  ปัจจุบันมียอดขายแล้วเกือบ 70% หรือคิดเป็นมูลค่า 2,800 ล้านบาท   นายปิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้เป็น 1 ในเพียงแค่ 36 โปรเจ็กต์ทั่วโลกที่ฟิลิปป์ สตาร์ค ร่วมรังสรรค์ ด้วยจำนวนจำกัดเพียง 148 ยูนิต   มาตรฐานทั่วไปที่มีในตลาด จึงถือเป็นอสังหาฯ ที่มีศักยภาพสูงมากในการลงทุนแบบ Passion Investment  ซึ่งโครงการ KHUN by YOO inspired by Starck ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ 100% พร้อมโอนกรรมสิทธ์แล้วตั้งแต่วันนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 18.9 ล้านบาท  ปัจจุบัน Sansiri Luxury collection คอลเลคชั่น สร้างยอดขายรวมแล้วกว่า 17,700 ล้านบาท ได้แก่ 98 Wireless ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงจำนวน 3 ยูนิต, บ้านแสนสิริ พัฒนาการเหลือเพียงจำนวน 3 หลัง ตลอดจน THE MONUMENT Thong Lo ที่มียอดขายแล้วถึง 60% จากทั้งหมดของโครงการ   "ลลิล" ส่ง 7 โครงการรับกำลังซื้อ ย่านรังสิต-ปทุม-ลำลูกกา นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN)  เปิดเผยถึงศักยภาพของทำเลรังสิตว่า พื้นที่ในทำเลรังสิตตั้งแต่ลำลูกกา รังสิต-องครักษ์ และคลองหลวง ถือเป็นพื้นที่ของการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรมาอย่างยาวนาน เนื่องจากเป็นทำเลที่มีความสะดวกในด้านการเดินทางจากโครงข่ายคมนาคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ถนนวิภาวดีรังสิต ทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ ถนนวงแหวนฝั่งตะวันออก เป็นต้น   ขณะที่ในปัจจุบันรถไฟฟ้าทั้งสายสีแดงธรรมศาสตร์ รังสิต-บางซื่อ และรถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-คูคต ที่จะเปิดให้บริการในอนาคต และมีแผนจะขยายเส้นทางไปถึงถนนวงแหวน จะทำให้การเดินทางเข้า-ออกเมืองมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ เช่น การขยายสนามบินดอนเมือง รวมถึงห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เกิดขึ้นในอนาคต และห้างเดิมที่มีให้บริการอยู่แล้วจะทำให้สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่มีความพร้อมและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ทำเลรังสิตกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง   ทั้งนี้ โครงการที่อยู่อาศัยในทำเล ลำลูกกา-รังสิต ถือเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในเมือง ซึ่งโครงการทาวน์โฮมของบริษัทฯ ในทำเลรังสิต ราคาเริ่มต้นประมาณ 2 ล้านบาท ได้ห้องนอน 3 ห้องนอน และที่จอดรถ 2 คัน ส่วนบ้านราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 2 ล้านกว่า - 6 ล้านบาท  บริษัทจึงได้เปิด 7 โครงการมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ในทำเลดังกล่าว ได้แก่   1.โครงการไลโอ บลิสซ์ รังสิต-คลองหลวง   2. โครงการไลโอ บลิสซ์ ลำลูกกา-คลอง 2  3.โครงการบุรีรมย์ รังสิต-ลำลูกกา คลอง 4  4. โครงการลลิล ทาวน์ ลำลูกกา คลอง 4-5  5. โครงการลลิล ทาวน์ วงแหวน-ลำลูกกา คลอง 6   6. โครงการลลิล ทาวน์ รังสิต-คลอง  2 และ 7. โครงการไลโอ บลิสซ์ รังสิต-คลอง 4  รวมมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท   BAM เดินหน้าขายหุ้น IPO   นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ได้เปิดให้ประชาชนจองหุ้น IPO ได้ในวันที่ 25 - 29 พฤศจิกายนนี้  ผ่านธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ทุกสาขา ในช่วงราคาเสนอขาย 15.50-17.50 บาทต่อหุ้น โดยบริษัทจะเสนอขายหุ้น IPO ด้วยจำนวนรวมกันไม่เกิน 1,535 ล้านหุ้น ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 280 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมจำนวนไม่เกิน 1,255 ล้านหุ้น   นอกจากนี้ อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 230 ล้านหุ้น รวมทั้งสิ้นจำนวนไม่เกิน 1,765 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 5 บาท เพื่อนำเงินจากการระดมทุนไปขยายธุรกิจโดยซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายในอนาคต ชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน และ/หรือชำระหุ้นกู้ที่ถึงกำหนดที่ออกโดยบริษัทฯ และ/หรือตั๋วเงินจ่าย และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน (อ่านข่าวเพิ่มเติม)          
[PR News] SC Asset จับมือ 6 พันธมิตร เพิ่มบริการผ่านแอป “บ้านรู้ใจ”

[PR News] SC Asset จับมือ 6 พันธมิตร เพิ่มบริการผ่านแอป “บ้านรู้ใจ”

SC Asset จับมือ 6 พันธมิตร ปล่อยบริการใหม่ ที่ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องที่อยู่อาศัย ทั้งการรีไฟแนนซ์ ประกันภัย และส่งแก๊ซ ผ่านแอปพลิเคชัน “บ้านรู้ใจ” ตอบโจทย์ human-centric สู่การเป็น “Living Solutions Provider”   แอปพลิเคชัน "บ้านรู้ใจ" ของ SC Asset  ได้ถูกออกแบบและพัฒนาไว้บนแพลตฟอร์มหนึ่งเดียว โดยรวบรวมทุกสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าทั้งบ้านและคอนโด ด้วยฟีเจอร์ใหม่ Rue Jai Subscription “ช่วยเรื่องบ้าน จัดการเรื่องชีวิต” โดยรูปแบบ คือ บริการแพ็กเกจดูแลที่อยู่อาศัยแบบรายเดือน ครอบคลุมตั้งแต่การทำความสะอาดบ้าน ดูแลสวน ซัก-รีด ฯลฯ    SC Asset จับมือพันธมิตร เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ในแอปพลิเคชั่น นายดิเรก ตยาคี Head of Living Solutions บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC Asset เปิดเผยว่า ได้จับมือกับ 6 พันธมิตรทั้งกลุ่มธนาคาร ประกันภัย และ บริษัทแก๊สชั้นนำ เปิดบริการใหม่ในแอปพลิเคชัน "บ้านรู้ใจ"  ของ SC Asset  ได้แก่ บริการรีไฟแนนซ์ ซึ่งได้ร่วมกับ 4 องค์กรพันธมิตร ได้แก่  ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารยูโอบี  ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และ Refinn  “ปัจจุบันผลตอบรับบริการรีไฟแนนซ์ดีมาก มีลูกบ้านยื่นเรื่องรีไฟแนนซ์ผ่านแอปพลิเคชั่นกว่า 400 ล้านบาท และดำเนินการยื่นเรื่องจดจำนองเรียบร้อยคิดเป็นมูลค่า 100 ล้านบาท สำหรับอนาคตจะมีการขยายการให้บริการด้านการเงินต่างๆ เพิ่มมากขึ้น อาทิ เปลี่ยนบ้านให้เป็นเงิน การกู้เงินเพื่อตกแต่งบ้าน และการดูแลในเรื่อง Wealth Management ด้วย” ประกันเดินทางร่วมกับการประกันบ้าน นอกจากนี้ ยังมีบริการ “ประกันภัย” จากบริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด ที่ร่วมนำเสนอแพ็คเก็จประกันเดินทางแบบใหม่ร่วมกับการประกันบ้านในระยะเวลาที่ต้องการ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของวงการประกันภัย และเป็นบริการพิเศษเฉพาะสำหรับลูกบ้านของ SC เท่านั้น เพื่อให้ลูกบ้านรู้สึกสบายใจ ไร้กังวล เวลาเดินทางไปท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นทริปสั้นๆ หรือทริปยาว และในอนาคตก็จะมีบริการด้านประกันภัยอื่นๆ เช่น พรบ.รถยนต์ เป็นต้น บริการส่งแก๊สถังใหม่ทุกเดือน นายดิเรก กล่าวอีกว่า แอปพลิเคชั่น บ้านรู้ใจ ยังมีบริการจัดส่งแก๊ส โดยความร่วมมือกับบริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ผู้นำในการจัดจำหน่ายแก๊ส LPG ที่ร่วม co-creation สร้างสรรค์บริการใหม่ๆ โดยจัดบริการส่งแก๊สถังใหม่ให้เป็นประจำทุกเดือน หมดปัญหาความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้นเมื่อแก๊สหมดระหว่างทำกับข้าว โดยแผนในอนาคต คือการร่วมกับ SC จะนำต้นแบบจากประเทศญี่ปุ่นมาพัฒนาให้เป็นมาตรฐานเดียวกันให้เกิดความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนถังแก๊สเพิ่มขึ้น “จุดเด่นที่สำคัญของแอปพลิเคชัน บ้านรู้ใจ นอกจาก Conversation การสนทนาผ่านเจ้าหน้าที่รู้ใจ ด้วยบริการตลอด 24 ชั่วโมง คือ การมีฟีเจอร์ “Rue Jai Subscription” ช่วยเรื่องบ้าน จัดการเรื่องชีวิตรวมไปถึงการร่วมมือกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญมอบบริการที่พิเศษหลากหลายไว้บนฟีเจอร์ โดยไม่ได้จำกัดแค่เรื่องที่อยู่อาศัยเท่านั้น ยังตอบโจทย์ human-centric สำหรับชีวิตประจำวันอีกด้วย” ลูกบ้านสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน "บ้านรู้ใจ" ผ่าน IOS และ Google Play ได้ฟรี    
BAM เดินหน้าขายหุ้น IPO พร้อมซื้อขายในตลาดเดือนธันวาคมนี้

BAM เดินหน้าขายหุ้น IPO พร้อมซื้อขายในตลาดเดือนธันวาคมนี้

BAM เดินหน้าแผนเสนอขายหุ้น IPO ผ่าน 3 แบงก์ วันที่ 25-29 พฤศจิกายนนี้ กำหนดช่วงราคา 15.50-17.50 บาทต่อหุ้น คาดเข้าซื้อขายในตลาดได้ในเดือนธันวาคม   การเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุน ที่จะได้ร่วมต่อยอดความสำเร็จไปกับผู้นำในธุรกิจบริหารสินทรัพย์ที่มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPLs) และทรัพย์สินรอการขาย (NPAs) ในระบบสถาบันการเงินของประเทศ พร้อมสร้างการเติบโตในอนาคตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนผ่านจุดแข็ง 6 ประการ โดยบริษัทจะเสนอขายหุ้น IPO ด้วยจำนวนรวมกันไม่เกิน 1,535 ล้านหุ้น ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 280 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมจำนวนไม่เกิน 1,255 ล้านหุ้น   นอกจากนี้ อาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 230 ล้านหุ้น รวมทั้งสิ้นจำนวนไม่เกิน 1,765 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 5 บาท เพื่อนำเงินจากการระดมทุนไปขยายธุรกิจโดยซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายในอนาคต ชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน และ/หรือชำระหุ้นกู้ที่ถึงกำหนดที่ออกโดยบริษัทฯ และ/หรือตั๋วเงินจ่าย และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า มีความมั่นใจในแผนการระดมทุนครั้งนี้ เพราะเชื่อมั่นศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของ BAM ในระยะยาวและมีความยินดีที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้มาร่วมเป็นเจ้าของ และเติบโตไปกับธุรกิจบริหารสินทรัพย์  โดย BAM ความพร้อมด้วยจุดแข็ง 6 ประการ ประกอบด้วย   1.BAM คือบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยพิจารณาจากสินทรัพย์รวม (ตามข้อมูลในรายงานภาวะอุตสาหกรรมซึ่งจัดทำโดยบริษัท อิปซอสส์ จำกัด) และ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมากว่า 20 ปี   2.มีเครือข่ายสาขามากที่สุด โดยมีสำนักงานใหญ่และสาขารวม 26 แห่งทั่วประเทศ มีพนักงานกว่า 1,200 คน ช่วยให้บริษัทสามารถติดตาม และบริหารจัดการ NPLs และ NPAs ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถประเมินราคาทรัพย์สินได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังช่วยให้บริษัทมีช่องทางและฐานลูกค้าที่กว้างขวางทั่วทุกภูมิภาค สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัย และนักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้เป็นอย่างดี 3.มีผลการดำเนินงานในการจัดหา บริหารจัดการ และสร้างกระแสเงินสดจาก NPLs และ NPAs ที่แข็งแกร่ง   4.มีความสามารถในการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม   5.มีแหล่งเงินทุนที่หลากหลายและยั่งยืนเพื่อขยายธุรกิจให้เติบโต   6.กรรมการและทีมผู้บริหารระดับสูงของ BAM ล้วนมีประสบการณ์และผลงานเป็นที่ยอมรับ   สำหรับผลการดําเนินงานและฐานะทางการเงินของ BAM ระหว่างปี 2559-2561 นั้น มีรายได้เติบโตเฉลี่ย 5.5% ต่อปีมีกําไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 3.0% ต่อปี สำหรับงวด 9 เดือน ปี 2562 BAM มีรายได้รวม 9,206 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 4,882 ล้านบาท อีกทั้ง BAM ยังมีศักยภาพในการเติบโตจาก NPLs และ NPAs ในระบบธนาคารที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง   โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 ราคาประเมินของหลักทรัพย์คํ้าประกันมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีของลูกหนี้ NPLs ของ BAM กว่า 2.4 เท่า (ราคาประเมินของหลักทรัพย์คํ้าประกัน = 195,554 ล้านบาท / มูลค่าทางบัญชี = 79,136   ล้านบาท)  และราคาประเมินของ NPAs ของ BAM มีมูลค่าสูงกว่า มูลค่าทางบัญชีกว่า 2.3 เท่า  (ราคาประเมิน = 54,467 ล้านบาท / มูลค่าทางบัญชี = 23,245 ล้านบาท) BAM มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ โดยมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้ของงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ และภายหลังการจัดสรรทุนสำรองตามกฎหมาย สําหรับผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา BAM มีอัตราการจ่ายเงินปันผล ที่ 80%, 97% และ 60% ตามลำดับ   “เราขอย้ำว่า การเสนอขายหุ้นครั้งนี้ ประชาชนทั่วไปทุกคนสามารถจองซื้อได้ การกระจายหุ้นให้บุคคลทั่วไปจะจัดสรรผ่านกระบวนการสุ่มเลือก (Random) โดยระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ทั้งนี้ ภายหลังจาก BAM เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว นอกจากนำเงินไปชำระหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ย ยังจะมีเงินทุนส่วนหนึ่งในการร่วมประมูลสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ช่วยทำให้ราคาซื้อขายดีขึ้น ลดภาระลูกหนี้ในการผ่อนชำระต่อ หรือมีความสามารถในการซื้อทรัพย์สินกลับมาเป็นเจ้าของบ้าน บริษัทเน้นการบริหารมุ่งสู่ความยั่งยืน  ซึ่งมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมไทยในระยะยาว ประชาชนทั่วไปสามารถจองซื้อหุ้นไอพีโอของ BAM ระหว่างวันที่ 25 – 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ที่ช่วงราคาเสนอขาย 15.50-17.50 บาทต่อหุ้น (ประชาชนทั่วไปจะต้องจ่ายเงินจองซื้อ 17.50 บาทต่อหุ้น โดยบริษัทจะคืนเงินส่วนต่างในกรณีที่ไม่ได้รับการจัดสรรหรือราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขาย) ที่ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยผู้จองซื้อที่เป็นประชาชนทั่วแต่ละรายจะได้รับการจัดสรรสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านหุ้นต่อหนึ่งราย   ทั้งนี้ ผู้จัดการการจัดจำหน่าย (Lead Underwriters หรือ “UWs”) ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ (จำกัด) และ ตัวแทนจำหน่ายหุ้นขอสงวนสิทธิในการปิดรับจองซื้อหุ้นก่อนครบกำหนดระยะเวลาการจองซื้อ หากพบว่าจำนวนหุ้นที่รับจองซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายหุ้นทุกรายรวมกันมีจำนวนเท่ากับหรือสูงกว่า 1,765 ล้านหุ้น   ทั้งนี้ คาดว่าหุ้นสามัญของบริษัทจะสามารถเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้โดยผู้สนใจลงทุนสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)   ข่าวอื่นเกี่ยวกับ BAM เตรียมขายหุ้น IPO
ทำความรู้จักกับ “แอมไชน่าทาวน์” มิกซ์ยูส 3,000 ล้าน ใจกลางเยาวราช

ทำความรู้จักกับ “แอมไชน่าทาวน์” มิกซ์ยูส 3,000 ล้าน ใจกลางเยาวราช

โครงการ แอมไชน่าทาวน์ (I’m Chinatown) โปรเจ็กต์มิกซ์ยูส มูลค่า 3,000 ล้านบาท ของบริษัท ไอแอมไชน่าทาวน์ จำกัด ได้เปิดให้บริการในเฟสแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ในส่วนของศูนย์การค้าตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับพื้นที่ย่านเยาวราช ในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ ซึ่งอาจจะหาได้ยาก นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์ กรรมการ บริษัท ไอแอมไชน่าทาวน์ จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ I’m Chinatown เป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่สุด โครงการแรกที่มีการก่อสร้างในย่านเยาวราชภายในรอบ 30 ปี ด้วยขนาดพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร เนื่องจากย่านเยาวราชมีข้อจำกัดในเรื่องที่ดิน ไม่สามารถก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ ทำได้แค่เพียงการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเดิมเท่านั้น “ย่านเยาวราช หรือ ไชน่าทาวน์ เป็นย่านเศรษฐกิจที่สำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศไทย ไม่เพียงแต่จะเป็นศูนย์รวมการค้าขายของชาวไทยเชื้อสายจีน ในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกด้วย” สำหรับที่ตั้งโครงการอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT วัดมังกร เพียงแค่ 1 นาที มีกลุ่มเป้าหมายทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาใช้บริการไม่ต่ำกว่าวันละกว่า 8,000 คน ปัจจุบันมีร้านค้าทยอยเปิดให้บริการแล้วประมาณ  70% และจะเปิดบริการเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มกราคม 2563 ซึ่งหลังเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ บริษัทน่าจะมีรายได้จากการปล่อยเช่าพื้นที่ของศูนย์การค้า ปีละ 100 ล้านบาท และคืนทุนได้ภายใน 5-7 ปี เปิด 4 พื้นที่ในโครงการ I’m Chinatown 1.โรงแรม ซึ่งเป็นโครงการร่วมมือกันระหว่างโรงแรม “อาศัย” (ASAI) เครือดุสิต ซึ่งเป็นโรงแรมเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะสำหรับนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ที่แตกต่างไป โดยเน้นการเข้าถึงวิถีชุมชน หรือ ‘Live Local’ มีจำนวนห้องทั้งสิ้น 224 ห้อง ให้บริการตั้งแต่ชั้น 4-8 ของศูนย์การค้า จะเปิดรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยคาดว่า 40% จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน รองลงมาจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป และคาดว่าจะมีอัตราการเข้าพักมากกว่า 90% ตลอดทั้งปี   2.อาคารจอดรถ ที่อำนวยความสะดวกกับผู้มาใช้บริการและประชาชนที่จะเดินทางมาไชน่าทาวน์ โครงการฯ เปิดให้บริการที่จอดรถ 300 คัน ซึ่งเป็นอาคารจอดรถขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดในย่านไชน่าทาวน์   3.I’m Chinatown Residence พื้นที่พักอาศัยในส่วนคอนโดมิเนียม ซึ่งตกแต่งเสร็จพร้อมอยู่ 8 ชั้น จำนวน 43 ยูนิต ซึ่งตอบสนองประชาชนที่พักอาศัยในย่านนี้ ที่ไม่ต้องเดินทางออกไปชานเมืองและกลับมาตอนเช้า รวมถึงเจ้าของกิจการและผู้ประกอบการที่มีธุรกิจในย่านเยาวราช  พื้นที่คอนโดมิเนียมจะใช้ระบบลิฟต์แยกตามชั้น เพื่อความเป็นส่วนตัว มีระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง เข้า-ออก โครงการด้วยระบบคีย์การ์ด ปัจจุบันโครงการปิดการขายทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   4.พื้นที่ศูนย์การค้า ซึ่งจะเป็นศูนย์รวมของฝากและร้านอาหาร เป็นจุดนัดพบของนักท่องเที่ยว ผู้มาจับจ่ายใช้สอย แหล่งรับประทานอาหารของประชาชนทั่วไป สำรวจพื้นที่รีเทลหมื่นตารางเมตร สำหรับพื้นที่เชิงพาณิชย์ หรือรีเทล มีทั้งหมดด้วยกัน 4 ชั้น ซึ่งมีร้านค้าจำนวนทั้งสิ้นกว่า 80 ร้าน คิดเป็นพื้นที่พาณิชย์กว่า 10,000 ตารางเมตร   -ชั้น B1 เป็นพื้นที่ร้านค้าสะดวกซื้อและร้านบริการ เช่น 7 - Eleven, Kerry Express, ร้านขายยา, CleanMate, Kamu, Nara Gem, B’me by Wacoal, Beauty Maker, Vision and Café, ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ ชื่อดังอย่าง King Kong บุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์ยากินิคุ และ King Kong Sweets ร้านขนมหวานยอดนิยมต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น   นอกจากนี้ยังมี Gourmet Thai ซึ่งเป็นสแตนอโลนช็อปแห่งแรกที่เปิดทำการนอกพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ภายในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป โดยได้คัดสรรรายการสินค้าคุณภาพจาก Gourmet Market สาขาต่างๆ มาจำหน่ายที่ร้านค้าแห่งนี้  เพื่อให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะ -ชั้น G และชั้น 2 เป็นแหล่งรวมร้านอาหาร ร้านไลฟ์สไตล์ และของหวานชั้นนำ ทั้ง KFC, Starbucks, Krispy Kreme, Wacoal, แว่นท็อปเจริญ, Beauty Station, Jamba Juice, Dairy Queen, ชานมไข่มุก CoCo, Olino Crepe & Tea, Stickhouse, ชาผลไม้อันดับหนึ่งของประเทศไต้หวันอย่าง Yi Fang ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย, New York 5th Ave. Deli ร้านแซนด์วิชสไตล์อเมริกันระดับพรีเมี่ยมสาขาแรกในกรุงเทพฯ, ร้านสุกี้ MK, Yayoi, Hachiban Ramen, Ryo Shi ซูชิบาร์, Swensen, Daiso, ตำมั่ว และ Munchy Bar and Restaurant รวมถึงยังมีศูนย์อาหาร ซึ่งรวบรวมสตรีทฟูดชื่อดังจากทั่วกรุงเทพฯ มาให้ได้ลิ้มรสกันอีกด้วย   -ชั้น 3 ประกอบไปด้วยร้านค้าที่เปิดให้บริการด้านสุขภาพและความงาม อย่าง Together Clinic, ร้านทำเล็บ, Jetts Fitness ฟิตเนสเต็มรูปแบบแห่งแรกของย่านเยาวราช เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และ Let’s Relax Spa สปาระดับพรีเมี่ยมแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในย่านเยาวราช ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00 น. ถึงเที่ยงคืน “การพัฒนาของยุคสมัยที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เยาวราชในปัจจุบันกลายเป็นศูนย์รวมธุรกิจการค้าที่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว” ข้อมูลเพิ่มเติม "แอมไชน่าทาวน์"  
ถอดกลยุทธ์ “พฤกษา” เติบโต 5% ได้อย่างไรในภาวะตลาดอสังหาฯ ติดลบ

ถอดกลยุทธ์ “พฤกษา” เติบโต 5% ได้อย่างไรในภาวะตลาดอสังหาฯ ติดลบ

ตลาดอสังหาฯ 9 เดือนหดตัว 22% ส่อแววตลาดชะลอตัวต่อเนื่องถึงปีหน้า “พฤกษา” ชู 4 กลยุทธ์ปรับตัวรับมือและรักษาการเติบโต หั่นโปรเจ็กต์เล็กลง จับตลาดเรียลดีมานด์ และมีกำลังซื้อสูง ปักหมุดในทำเลศักยภาพ ปี 63 เตรียมอีก 15 โปรเจ็กต์ใหม่สร้างการเติบโต 5%   ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมา ดูเหมือนจะเติบโตลดลงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ หรือคอนโดมิเนียม เป็นการลดลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยลดลง 22% จากมูลค่า 385,926 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา เหลือ 299,789 ล้านบาท เฉพาะไตรมาส 3 ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ลดลงไปถึง 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่าประมาณ 100,629 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 3 ปี 2561 มีมูลค่าสูงถึง 154,415 ล้านบาท   แนวโน้มตลาดอสังหาฯ ที่ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการหลายราย ต้องปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนใหญ่จะเปิดโครงการเมื่อมั่นใจในทำเลที่ตั้ง และการทำตลาดสำหรับโครงการนั้น แต่หากยังไม่มั่นใจ หรือพิจารณาดูแล้วโครงการที่จะเปิดยังมีความต้องการไม่มากพอ ผู้ประกอบการมักจะเลื่อนไปเปิดตัวโครงการไปในปีหน้าแทน หรือไม่ก็ปรับลดขนาดให้โครงการเหมาะสมกับสภาพแต่ละทำเล   ทั้ง 2 เรื่อง เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการหยิบมาใช้ เป็นวิธีการสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจ และไม่ทำให้ธุรกิจมี “ความเสี่ยง” มากเกินไป ไม่เว้นแม้แต่ผู้นำตลาดอย่างกลุ่ม “พฤกษา” ที่เลือกเปิดเฉพาะโครงการในทำเลที่มั่นใจจริงๆ เท่านั้น อย่างเช่นในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาก็เลื่อนเปิดตัวโครงการใหม่ 4 โครงการ โดยเลื่อนมาเปิดในไตรมาสสุดท้าย และไปเปิดในปี 2563 แทน   นายปิยะ ประยงค์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท – แวลู  บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มสถานการณ์อสังหาฯ ในปี 2563 เชื่อว่าคงจะไม่เติบโต และอาจจะลดลงต่อเนื่องในอัตรา 10-20% ทำให้กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท – แวลู จะเปิดตัวโครงการใหม่ประมาณ 15 โครงการ มีมูลค่าเฉลี่ยโครงการละ 1,000 ล้านบาท  แบ่งเป็น โครงการแนวราบ 50% และคอนโดฯ  50% ซึ่งใกล้เคียงกับปีนี้ที่เปิดตัว 16 โครงการ   “โครงการใหม่ในปี 2563 จำนวน 30% เป็นโครงการที่เลื่อนเปิดจากปีนี้” ถอด 4 กลยุทธ์การเติบโตกลุ่มพฤกษา สำหรับกลยุทธ์สำคัญในการดำเนินธุรกิจปีหน้ากลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท-แวลู คือ 1.โครงการเปิดใหม่จะไม่เน้นโครงการขนาดใหญ่ จะมีจำนวนยูนิตเฉลี่ย 200-300 ยูนิตต่อโครงการ พื้นที่โครงการแนวราบจะลดขนาดลงและกระจายเข้ามาใกล้ใจกลางเมืองมากขึ้น เช่น บ้านเดี่ยวเคยพัฒนาบนเนื้อที่ 80 ไร่ จะลดเหลือ 20-30 ไร่ เป็นต้น   2.จับตลาดกลุ่มเป้าหมายคนเมือง มีรายได้ 50,000-150,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากมองว่าเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และมีความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง   3.ขยายกลุ่มลูกค้าไปสู่ตลาดระดับบนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าบ้านเดี่ยวราคามากกว่า 5 ล้านบาท ขึ้นไป และกลุ่มลูกค้าคอนโดฯ ระดับราคา 3-5 ล้านบาท   4.เลือกเปิดตัวโครงการในทำเลที่มีศักยภาพ และมีช่องว่างทางการตลาด การแข่งขันไม่รุนแรง ทั้งในพื้นที่กลางเมืองกรุงเทพฯ​ และปริมณฑล รวมถึง พื้นที่ต่างจังหวัดไม่ว่าจะเป็นเขตอีอีซี เชียงใหม่ และภูเก็ต     “ในครึ่งปีหลัง 2562 บริษัทมีการปรับกลุทธ์การเปิดขายโครงการคอนโดฯ โดยเน้นโครงการที่เป็น  Best in Class เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางที่มีกำลังซื้อและมีศักยภาพในท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ในทำเลใกล้รถไฟฟ้าและมีดีมานด์รองรับ” โดยล่าสุด เปิดตัวโครงการ “The Tree Victory Monument”  ถือเป็นโครงการสูงของแบรนด์เดอะทรี (The Tree) โครงการแรกในระดับลักชัวรี่ มีการปรับโฉมทำห้องฝ้าเพดานสูง 4.4 เมตร และ ห้อง Duplex ฝ้าเพดานสูง 4.9 เมตร  ในทำเลย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ  ราคาเริ่มต้น 3.59 ล้านบาท ซึ่งตัวอาคารมีขนาดความสูง 31 ชั้น  1 อาคาร มีชั้นจอดรถใต้ดิน 3  ชั้น มีห้องพักจำนวน 253  ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท   โครงการ “The Tree Victory Monument” ถือเป็น 1 ใน 3 โครงการที่จะเปิดตัวในไตรมาส 4 นี้ มูลค่ารวม 5,100 ล้านบาท  โดยจะเปิดตัวอีก 2 โครงการ จะเปิดคอนโดมิเนียมอีก 3 โครงการ ได้แก่ The Tree พัฒนาการ-เอกมัย และ The Tree พระราม 4-สุขุมวิท     นายปิยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ ในไตรมาสสุดท้าย น่าจะได้รับอานิสงค์จากมาตรการภาครัฐ ทำให้ตลาดฟื้นตัวดีขึ้นแต่ยังคงติดลบจากปีที่ผ่านมา แต่คงติดลบน้อยลงจากเดิม 22% น่าจะเหลือติดลบประมาณ 15-20%  ซึ่งพฤกษา เรียลเอสเตท-แวลู  เตรียมนำสต๊อกโครงการสร้างเสร็จในกลุ่มบ้านเดียว มูลค่า 3,000 ล้านบาท และคอนโดฯ มูลค่า 3,000 ล้านบาท มาจัดแคมเปญโปรโมชั่นฟรีทุกค่าใช้จ่าย และลดราคาขาย 5-10%   “ในปีนี้ กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท – แวลู  คาดว่าจะมีรายได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ 20,000 ล้าน และมีเป้าหมายยอดขาย 17,000 ล้านบาท ปัจจุบันทำยอดขายได้แล้ว 15,000 ล้านบาท ส่วนปีหน้าคงวางเป้าหมายการเติบโตไว้ 5%”  
3 ปัจจัยผลกระทบแผ่นดินไหวระยะไกลต่ออาคารสูงในกรุงเทพฯ

3 ปัจจัยผลกระทบแผ่นดินไหวระยะไกลต่ออาคารสูงในกรุงเทพฯ

เมื่อเช้าวันที่ 21 พ.ย. 62 อาคารสูงหลายแห่งในกรุงเทพฯ ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 5.9 ริกเตอร์ ที่ประเทศลาว ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย เปิดเผยว่า เหตุการณ์นี้ถือเป็นแผ่นดินไหวระดับกลางและเป็นแผ่นดินไหวระยะไกลประมาณ 600-700 กม. ซึ่งทำให้อาคารสูงหลายแห่งในกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบการสั่นไหวที่รุนแรงกว่าปกติ โดยมี 3 ปัจจัยที่ต้องระวังจากแผ่นดินไหว ดังนี้ 1.สภาพชั้นดินของกรุงเทพฯ เป็นชั้นดินเหนียวอ่อน ดังนั้นแม้ว่าแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นจากระยะไกล แต่ด้วยสภาพชั้นดินของ กทม. จะขยายคลื่นแผ่นดินไหวให้แรงขึ้นได้อีก 3-4 เท่า จึงทำให้อาคารได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวดังกล่าว 2.อาคารสูง เช่น คอนโดมีเนียม อาคารสำนักงาน ที่มีความสูง 10 ชั้นมีค่าความถี่ธรรมชาติต่ำ ซึ่งเป็นค่าความถี่การสั่นของอาคารที่ใกล้เคียงกับการสั่นไหวของพื้นดิน ทำให้เกิดการสั่นเข้าจังหวะกันระหว่างพื้นดินและอาคาร ทำให้อาคารสูงมีการสั่นสะเทือนที่แรงกว่าอาคารทั่วไป 3.อาคารสูงหลายแห่งใน กทม. หากก่อสร้างก่อนปี 2550 มีแนวโน้มที่จะไม่ได้ออกแบบให้รองรับแผ่นดินไหว เนื่องจาก กฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนักความต้านทานความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว เริ่มประกาศใช้บังคับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา สำหรับแผ่นดินไหวที่อาจส่งผลกระทบต่ออาคารสูงใน กทม. อาจมาจาก 3 แหล่งได้แก่ 1. บริเวณรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกในมหาสมุทรอินเดียมีระยะห่างจาก กทม.ประมาณ 1200 กม. 2. แผ่นดินไหวทางภาคเหนือและจากประเทศลาว มีระยะห่างจาก กทม. ประมาณ 600-700 กม. 3. แผ่นดินไหวที่มาจากทางภาคตะวันตก ได้แก่ จ. กาญจนบุรี และจากประเทศพม่า มีระยะห่างจาก กทม. ประมาณ 300-400 กม.   ศ.ดร.อมร พิมานมาศ เผยต่อว่า เราควรให้ความใส่ใจกับแผ่นดินไหวที่มาจากทิศตะวันตกและประเทศพม่าด้วย เนื่องจากมีรอยเลื่อนที่มีพลังคือ รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ และ รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ นอกจากนี้ยังมีรอยเลื่อนสะแกงในประเทศพม่า ซึ่งอยู่ห่างในระยะประมาณ 400 กม. และอาจเกิดแผ่นดินไหวได้รุนแรงถึง 8.5 ริกเตอร์ หากเกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบให้อาคารในกรุงเทพฯ ได้รับความเสียหายได้ ซึ่งการสั่นไหวของอาคารในกรุงเทพฯ เนื่องจากแผ่นดินไหวเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีตเช่น ในปี พ.ศ. 2547 เกิดแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดียขนาด 9.3 ริกเตอร์ และในปี 2554 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ริกเตอร์ในประเทศลาว   สำหรับผลกระทบของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศลาวในครั้งนี้ เป็นเพียงแผ่นดินไหวระดับปานกลางและเกิดขึ้นค่อนข้างไกลจากกรุงเทพฯ จึงทำให้มีผลกระทบให้อาคารสั่นไหว แต่คงไม่กระทบต่อโครงสร้างมากนัก อย่างไรก็ตามแนะนำให้เจ้าของอาคารตรวจสอบอาคารของตนว่ามีรอยร้าวที่บริเวณใดบ้าง เช่น เสา คาน ผนังอาคาร เป็นเบื้องต้น และหากตรวจพบรอยร้าวก็ควรแจ้งวิศวกรเข้าตรวจสอบเหตุการณ์ด้วย    
เปิด 4 แผนธุรกิจ “มั่นคง” ปี 63 ลุยเพิ่มธุรกิจพื้นที่เช่าโรงงาน-คลังสินค้า และสถานพยาบาล

เปิด 4 แผนธุรกิจ “มั่นคง” ปี 63 ลุยเพิ่มธุรกิจพื้นที่เช่าโรงงาน-คลังสินค้า และสถานพยาบาล

เปิด 4 แผนธุรกิจ “มั่นคง เคหะการ” ปี 2563 พัฒนาโปรเจ็กต์ใหม่ และขยายธุรกิจเดิมต่อเนื่อง หวังสร้างยอดขายปีละ 2,800 ล้าน พร้อมเดินหน้าเติมพอร์ตรายได้จากธุรกิจเช่า ล่าสุด ทุ่มเงิน 250 ล้าน สร้างออฟฟิศแห่งใหม่   นายวรสิทธิ์  โภคาชัยพัฒน์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2563 ว่า ได้เตรียมพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักให้แต่ละปีบริษัทมียอดขายต่อปีไม่ต่ำกว่า 2,800 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะต้องมีโครงการอยู่ระหว่างการขาย เฉลี่ยประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท  โดยยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการในกรุงเทพฯ​ และปริมณฑล ในระดับราคาเฉลี่ย 4 ล้านบาท ต่อยูนิต   โดยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่อย่างน้อย 2 โครงการ ซึ่งแผนในปีนี้บริษัทได้พัฒนาโครงการแนวราบทั้งหมด 13 โครงการ แบ่งเป็น ทาวน์โฮม 6 โครงการ บ้านแฝด 2 โครงการ บ้านเดี่ยว 5 โครงการ และโครงการเพื่อเช่าและเพื่อการบริการ ได้แก่ โครงการ พาร์ค คอร์ท สุขุมวิท77, โครงการสนามกอล์ฟ ฟลอร่า วิลล์ กอล์ฟ แอนด์ คันทรี คลับ, โครงการบางกอกฟรีเทรดโซนโรงงานและคลังสินค้าเพื่อเช่า   โดย 9 เดือนแรกของปี 2562 บริษัทสามารถสร้างรายได้รวมทั้งสิ้น 3,742 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย มีรายได้อยู่ที่ 3,237 ล้านบาท และธุรกิจเพื่อเช่าและเพื่อการบริการ 242  ล้านบาท และมีกำไรอยู่ที่ 232.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 172.3 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เปิด 4 แผนธุรกิจ “มั่นคง” ปี 63 เพื่อผลักดันให้ธุรกิจเติบโตและสร้างรายได้ โดยเฉพาะอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 30% บริษัทจึงได้เตรียมแผนธุรกิจเบื้องต้นสำหรับปีหน้า ดังนี้   1.พัฒนาโครงการใหม่อย่างน้อย 2 โครงการ มูลค่า 2,000 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบระดับราคาเฉลี่ยไม่เกิน 3 ล้านบาท บนที่ดินซึ่งซื้อเตรียมพัฒนาไว้แล้ว 2 แปลง   2.เตรียมนำที่ดิน 200 ไร่ ใกล้สนามกอล์ฟ ฟลอร่า วิลล์ กอล์ฟ แอนด์ คันทรีคลับ ในจังหวัดปทุมธานี มาพัฒนาโครงการ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ และวางแผนงบประมาณ​ รวมถึงการยื่นขอใบอนุญาตจัดสรร   3.พัฒนาธุรกิจโรงงานและคลังสินค้าให้เช่า Bangkok Free Trade Zone ย่านบางนา-ตราด กม.23 อย่างต่อเนื่อง ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด บริษัทในเครือมั่นคงฯ โดยมีพื้นที่สามารถขยายโรงงานหรือคลังสินค้าได้เพิ่มอีก 50,000 ตารางเมตร หากลูกค้ามีความต้องการ จากปัจจุบันที่ให้บริการแล้ว 150,000 ตารางเมตร มีลูกค้าเช่าพื้นที่ 95% และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 80,000 ตารางเมตร โดยจะเปิดให้บริการในกลางปีหน้า ปัจจุบันมีผู้เช่าแล้ว 65% โครงการ Bangkok Free Trade Zone เป็นพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าที่มีการขออนุญาตให้เป็น Free Zone สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าที่เข้ามาเช่าพื้นที่ โดยสามารถเลือกได้ทั้งส่วนที่เป็น Free Zone หรือ ส่วนที่เป็น General Zone  ซึ่งภายใน Bangkok Free Trade Zone นี้ เรามีอาคารให้เช่าแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.อาคารคลังสินค้า และ 2. อาคารโรงงาน   บริเวณที่ตั้งโครงการเป็นพื้นที่สีม่วง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างโรงงานในพื้นที่นี้ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการขออนุญาต สำหรับ Bangkok Free Trade Zone พื้นที่ทั้งหมดในโครงการมีทั้งสิ้น 1,000 ไร่ ซึ่ง 700 ไร่ เป็นพื้นที่เพื่อการเช่า หรือ  Leasable Area  โดยอีก 300 ไร่ คือ พื้นที่เพื่อการสาธารณูปโภค อาทิ ถนนสาธารณะ โรงบำบัดน้ำเสีย และส่วนการรักษาความปลอดภัยภายในโครงการ “ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทข้ามชาติ ในกลุ่มยุโรป จีน และบริษัทคนไทย แต่ละรายจะเช่าพื้นที่ 1,500-2,000 ตารางเมตร ซึ่งบริษัทมีรายได้จากธุรกิจนี้ประมาณปีละ 200 ล้านบาท” 4.เตรียมเปิดให้บริการ “สถานพยาบาลเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพแบบครบวงจร” บริเวณพื้นที่บางกระเจ้า ที่ได้ร่วมกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บนเนื้อที่ 200 ไร่ ในช่วงกลางปีหน้า เป็นสถานพยาบาลที่มีห้องพักจำนวน 60 ห้อง จับกลุ่มผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ และฟื้นฟูร่างกาย ทั้งกลุ่มคนไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาชื่อของสถานพยาบาล แต่น่าจะเปิดตัวได้ในช่วงกลางปีหน้า ควักเงิน 250 ล้านเปิดอาคารสำนักงานแห่งใหม่ โดยตามแผนธุรกิจระยะ 5 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2559-2563 บริษัทวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้ จากธุรกิจที่ไม่ได้พัฒนาเพื่อขาย เช่น อพาร์ทเม้น โรงงาน คลังสินค้า และธุรกิจสุขภาพ ให้มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของธุรกิจ  ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนหลักเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พัฒนาเพื่อขาย  ที่พบว่ามีความเสี่ยงสูง การแข่งขันรุนแรง และยังได้ผลตอบแทนจากอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ​ 30% แต่ธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ เพื่อเช่า มีอัตรากำไรสูงถึง 70% บริษัทจึงมุ่งเน้นเพิ่มธุรกิจอื่นมากขึ้น “หลังจากแผนธุรกิจ 5 ปีไปแล้ว น่าจะเห็นภาพชัดเจน ว่าธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่การพัฒนาเพื่อขาย มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 50%” ล่าสุด ได้เปิดตัวสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ บริเวณถนนสุรวงศ์  ที่ใช้เงินลงทุน 250 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นสำนักงาน และแบ่งพื้นที่บางส่วนให้เช่า โดยอาคารมีพื้นที่รวม 10,000 ตารางเมตร มีพื้นที่ใช้สอย 5,000 ตารางเมตร บริษัทใช้เอง 3,000 ตารางเมตร และปัจจุบันมีผู้เช่า 2 รายเป็นธุรกิจขนมและบริษัทด้านก่อสร้าง ใช้พื้นที่รวม 600 ตารางเมตร  เป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรมสำหรับพนักงาน 500 ตารางเมตร  ยังเหลืออีก 900 ตารางเมตร สำหรับปล่อยเช่าหรือบริษัทอาจจะนำมาใช้เป็นพื้นที่สำหรับธุรกิจใหม่ในอนาคต   ข้อมูลเพิ่มเติม “มั่นคง เคหะการ”
เปิด 5 ไฮไลท์ “เฮอริเทจ เชียงราย” โรงแรมแห่งแรกของผู้บริหาร “ซี.พี.แลนด์” ลงทุนเอง

เปิด 5 ไฮไลท์ “เฮอริเทจ เชียงราย” โรงแรมแห่งแรกของผู้บริหาร “ซี.พี.แลนด์” ลงทุนเอง

จังหวัดด้านการท่องเที่ยวสำคัญในภาคเหนือ นอกจากจังหวัดเชียงใหม่ ที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเป็นอันดับแรกๆ แล้ว จังหวัดเชียงรายก็ถือว่ามีบทบาทสำคัญ ไม่แพ้หลายจังหวัดในภาคเหนือ หลายคนอาจจะยกให้เป็นจังหวัดด้านการท่องเที่ยวหลัก เมื่อยามเดินทางท่องเที่ยวในภาคเหนือด้วยซ้ำ เพราะถือว่าเป็นจังหวัดที่มีองค์ประกอบสำคัญ สำหรับการท่องเที่ยวต่างๆ มากมาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก หรือระบบการคมนาคมขนส่ง   ที่สำคัญเป็นจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งสปป.ลาวและเมียนมา ทำให้ถือเป็นประตูการค้าระหว่างประเทศไทยกับปเพื่อนบ้านด้วย จังหวัดเชียงรายจึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของประเทศ จากปัจจัยดังกล่าว จังหวัดเชียงรายจึงกลายเป็นหนึ่งในด้านการลงทุนสำคัญของธุรกิจโรงแรม ไม่แพ้จังหวัดใหญ่ๆ ในภาคเหนือหลายจังหวัด โดยเฉพาะการพัฒนาโรงแรม เพื่อจับตลาดกลุ่มนักเดินทางเพื่อธุรกิจ หรือตลาด MICE เพราะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและการใช้จ่ายต่อคนสูง ล่าสุด ตระกูล “อรุณานนท์ชัย” ได้ทำการเปิดตัวโรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย หลังจากได้ซื้อกิจการโรงแรมลิตเติ้ลดั๊กเดิม มาทำการปรับปรุงแปลงโฉมใหม่ และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา   นางอารยา อรุณานนท์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ส แอนด์ เอ เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้วางเป้าหมายให้โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย  เป็นไฮไลท์ของจังหวัดเชียงราย และเป็นสถานที่ในการดึงให้หน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือเอกชน ให้เข้ามาจัดประชุม สัมมนาในระดับประเทศ เนื่องจากเป็นสถานที่มีความพร้อม และมีห้องประชุมขนาดใหญ่ ซึ่งบริษัทได้ลงทุนรีโนเวตโรงแรมด้วยเม็ดเงินจำนวนมาก “ทุกวันนี้มีคนนำโรงแรมมาเสนอขายจำนวนมาก แต่การลงทุนโรงแรมต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะคืนทุน และต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก เฉพาะโรงแรมเฮอริเทจ เชียงรายคาดว่าจะใช้ระยะเวลาการคืนทุนประมาณ 10 ปี ซึ่งนโยบายของบริษัทจะระมัดระวังในด้านการลงทุน” 5 เรื่องไฮไลท์ของ “โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย” หลังจากบริษัทได้ซื้อกิจการของโรงแรมมา และทำการปรับปรุงด้วยภาพลักษณ์ใหม่ ซึ่งนี่คือ 5 เรื่องไฮไลท์ของ โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย หลังจากเปลี่ยนมือมาสู่ตระกูล “อรุณานนท์ชัย”   1.โรงแรมแห่งแรกของตระกูล “อรุณานนท์ชัย” ของนายสุนทร อรุณานนท์ชัย ผู้บริหารของกลุ่มซีพี หรือเครือเจริญโภคภัณฑ์  ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองปรานอาวุโส แถมด้วยตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) 1 ใน 8 กลุ่มธุรกิจหลักของเครือซีพี และนางอารยา อรุณานนท์ชัย ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท น้ำตาลราชบุรี จำกัด ซึ่งเป็นการลงทุนภายใต้บริษัท เอ็ส แอนด์ เอ เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด เป็นธุรกิจของตระกูล “อรุณานนท์ชัย” ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2514 เพื่อใช้ในการเข้าไปลงทุนในกิจการต่างๆ และโรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย เป็นธุรกิจโรงแรมแห่งแรกที่ได้เข้ามาพัฒนา   2.เป็นโรงแรมที่ใช้ระยะเวลารีโนเวตนานถึง 3 ปี เดิมเป็นโรงแรมชื่อ “ลิตเติ้ลดั๊ก” ซึ่งเริ่มทำการพัฒนาและปรับปรุงตั้งแต่ช่วงปี 2559 จนถึงปลายปี 2561 จึงสามารถเปิดให้บริการได้ โดยไม่มีการเปิดเผยงบประมาณการซื้อกิจการในครั้งนี้ รวมถึงงบประมาณในการรีโนเวต แต่คาดว่าน่าจะมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท  สาเหตุประการหนึ่งที่ ตระกูล “อรุณานนท์ชัย” ซื้อโรงแรมแห่งนี้ เป็นเพราะทำเลที่ตั้งและการมีใบอนุญาตให้ดำเนินกิจการได้ทันที เนื่องจากปัจจุบันทำเลดังกล่าว มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของผังเมือง ทำให้ไม่สามารถก่อสร้างอาคารสูงเช่นปัจจุบันได้แล้ว 3.มีห้องประชุมขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงราย สามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้กว่า 1,500 คน มีห้องประชุมขนาดกลาง และขนาดเล็ก อีก 6 ห้อง ที่ปรับใช้จัดงาน กิจกรรม และอีเวนต์ได้หลากหลาย อาทิ งานประชุมสัมมนา งานแสดงสินค้า จัดเลี้ยง ปาร์ตี้ งานวิวาห์ รวมถึงงานคอนเสิร์ต จึงเป็นโรงแรมที่เหมาะสำหรับตลาด MICE (Meeting Incentive Travel Conventions and Exhibitions) มีการลงทุนระบบเครื่องเสียงมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท และลงทุนระบบอินเทอเน็ตอีกกว่า 100 ล้านบาทด้วย   4.เป็นโรงแรมขนาดใหญ่สุดในจังหวัดเชียงราย บนเนื้องที่ กว่า 22 ไร่ มีพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร  และมีจำนวนห้องพักมากที่สุด  ด้วยจำนวนห้องพัก 321 ห้อง ได้แก่ Deluxe Room จำนวน 132 ห้อง Executive Deluxe จำนวน 154 ห้อง Special Deluxe Room จำนวน 6 ห้อง Executive จำนวน 7 ห้อง Heritage Suite 1 Bedroom จำวน 16 ห้อง และ Heritage Suite 2 Bedroom 6 ห้อง   5.ออกแบบด้วยคอนเซ็ปต์ Where art meets luxury ในรูปแบบ “ล้านนาร่วมสมัย” (Contemporary Lanna Style) โดยได้นายคงศักดิ์ ยุกตะเสวี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) ประจำปี 2561 จากบริษัท ลีโอ อินเตอร์เนชั่นแนล ดีไซน์ กรุ๊ป จำกัด มาตกแต่งโรงแรม ซึ่งสะท้อนศิลปะล้านนา พร้อมกับการออกแบบผนังด้วยภาพวาดสี ภายในห้องเดอะ ไลบรารี่  ซึ่งนายคงศักดิ์ เป็นหนึ่งศิลปินที่มีงานศิลปะตกแต่งอยู่ในไอคอนสยามด้วย   แม้ว่าปัจจุบันตลาดท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย  ยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ หรือเติบโตดีเหมือนหลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับโรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย เพิ่งจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ อัตราการเข้าพักจึงยังไม่ถึง 40% แต่คาดว่าในปีหน้าผลการดำเนินการจะเติบโตแบบก้าวกระโดด   ข้อมูลโรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย  
รวมโปรโมชั่นบ้าน-คอนโด เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562

รวมโปรโมชั่นบ้าน-คอนโด เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562

รวมโปรโมชั่นบ้าน-คอนโด ปลายเดือนพฤศจิกายน 2562 ยังมีโปรโมชั่นจากหลาย Developer โดยเฉพาะโครงการพร้อมอยู่ให้ได้เข้าไปชมสถานที่จริงก่อนตัดสินใจคว้าราคาดีๆ และยังมีโครงการเปิดตัวใหม่ที่กำลังจะเปิดขายเป็นครั้งแรกในช่วงนี้เช่นกันค่ะ       THE ORIGIN Phahol-Saphanmai เปิดจองครั้งแรก THE ORIGIN Phahol-Saphanmai คอนโดใหม่ บนทำเลฮอต รถไฟฟ้า สายสีเขียว สถานีสายหยุด 23 พ.ย.นี้ เปิดจองครั้งแรก ราคา เริ่ม 1.49 ล้าน ลงทะเบียนจองสิทธิ์ ส่วนลด 200,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม THE ORIGIN Phahol-Saphanmai The Tree Victory Monument เปิดรอบ VVIP DAY คอนโดตัวล่าสุดจากพฤกษา ใกล้ BTS อนุสาวรีย์ชัยฯ ห้องเพดานสูง 4.9 เมตร ทุกยูนิต Facility ส่วนกลางบนชั้นRooftop Skyline ต่อเนื่องกันถึง 6 ชั้น เปิดรอบ VVIP DAY ในวันที่ 23-24 พ.ย. นี้ Exclusive Offer รับส่วนลดสูงสุด 500,000 บาท จองภายในงานรับเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่ม ธนาสิริ กรุ๊ปจัดโปรโมชั่นพิเศษ ในงาน Hello winter ธนาสิริได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ ในงาน Hello winter หนาวนี้ต้องรีบจอง แถมฟรี ! แอร์ทั้งหลัง เมื่อจองบ้านพร้อมอยู่ในโครงการที่สนใจ พร้อมรับของแถมเพิ่มสูงสุด 10 รายการ  โดยมีทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม ในทำเลใกล้รถไฟฟ้า ใกล้ทางด่วนและห้างสรรพสินค้า ชั้นนำ ในราคาเริ่มต้น 2.59-13.9 ล้านบาท  โดย 5 โครงการบ้านคุณภาพในเครือธนาสิริ กรุ๊ปที่นำมาร่วมรายการ ได้แก่ ธนาฮาบิแทต ปิ่นเกล้า-สิรินธร, ธนาคลัสเตอร์ ราชพฤกษ์, ธนาคลัสเตอร์ เวสต์เกต, ธนาซิโอ รัตนาธิเบศร์, สิริวิลเลจ อุดรธานี-แอร์พอร์ต Rich Point @BTS วุฒากาศ จัดงาน Pre-sale Rich Point @BTS วุฒากาศ คอนโดใหม่ทำเลคุณภาพ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ 0 เมตร จากรถไฟฟ้า BTS วุฒากาศ เริ่ม 1.99 ลบ.* เตรียมจัดงาน Pre-sale จองสิทธิ์ก่อนเพียง 5,000 บาท* รับส่วนลดสูงสุดทันที 300,000 บาท* ได้เลือกแบบ เลือกห้อง เลือกชั้น ก่อนใคร เปิดจอง 30 พ.ย. นี้ LPN โปรส่งท้ายปี ดีลปิดไตรมาส จัดเต็มทั้งลด ทั้งแถม ทุกโครงการพร้อมอยู่   คอนโดมิเนียม ลุมพินี วิลล์ พระนั่งเกล้า–ริเวอร์วิว พิเศษ 999,000 บาท* ลุมพินี วิลล์ ราษฎร์บูรณะ-ริเวอร์วิว 2 พิเศษ 1.23 ล้าน* ลุมพินี วิลล์ สุขุมวิท 76-แบริ่ง สเตชั่น (2) พิเศษ 1.36 ล้าน* ลุมพินี วิลล์ ราชพฤกษ์–บางแวก พิเศษ 1.24 ล้าน* ลุมพินี วิลล์ สุขสวัสดิ์-พระราม 2 พิเศษ 1.29 ล้าน* ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 พิเศษ 945,000 บาท* ลุมพินี เพลส รัชดา–สาธุ พิเศษ 2.78 ล้าน* ลุมพินี พาร์ค เพชรเกษม 98 (2) พิเศษ 1.19 ล้าน* ลุมพินี พาร์ค พหล 32 พิเศษ 2.59 ล้าน* ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี–จตุจักร พิเศษ 2.19 ล้าน* ลุมพินี สวีท เพชรบุรี–มักกะสัน พิเศษ 2.99 ล้าน* ลุมพินี สวีท ดินแดง–ราชปรารภ พิเศษ 2.79 ล้าน* ลุมพินี ซีเล็คเต็ด สุทธิสาร–สะพานควาย พิเศษ 2.99 ล้าน* ลุมพินี พาร์คบีช ชะอำ 2 พิเศษ 2.55 ล้าน* ลุมพินี ซีวิว ชะอำ (B) พิเศษ 1.02 ล้าน* ลุมพินี พาร์คบีช จอมทียน พิเศษ 2.83 ล้าน* ลุมพินี วิลล์ นาเกลือ–วงศ์อมาตย์ พิเศษ 1.90 ล้าน*   บ้าน บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ลาดปลาดุก–บางไผ่สเตชั่น พิเศษ 1.99 ล้าน* บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ รังสิต-คลอง 2 เฟส 1 พิเศษ 1.89 ล้าน* บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ รังสิต-คลอง 2 เฟส 2 พิเศษ 1.20 ล้าน* บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ เพิ่มสิน–วัชรพล พิเศษ 2.79 ล้าน* บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า เฟส 2.1 พิเศษ 2.79 ล้าน* บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า เฟส 2.2 พิเศษ 4.79 ล้าน* บ้านลุมพินี ทาวน์พาร์ค ท่าข้าม-พระราม 2 พิเศษ 2.90 - 5.39 ล้าน* บ้านลุมพินี ทาวน์เพลส พระราม 2–ท่าข้าม พิเศษ 5.89 ล้าน* บ้านลุมพินี สวนหลวง ร.๙ พิเศษ 11.00 ล้าน* อนันดา โปรเหนือโปร 6 คอนโดพร้อมอยู่ ใกล้รถไฟฟ้า ฟรีโอน จดจำนอง ทุกราคา ทุกยูนิต เริ่ม 1.59-2.69 ล้านบาท วันที่ 23-24 พ.ย. นี้ ไอดีโอ โมบิ บางซื่อ-แกรนด์ อินเตอร์เชนจ์ ไอดีโอ โมบิ วงศ์สว่าง-อินเตอร์เชนจ์ ไอดีโอ พระราม 9 ตัดใหม่ ไอดีโอ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์ ไอดีโอ โอทู เอลลิโอ เดล มอสส์ พหลโยธิน 34 เสนา ให้ก่อนมาตรการรัฐ คืนค่าธรรมเนียมโอน ค่าจดจำนอง เสนา ดีลดี จอง 999 บาท รับเลย samsung galaxy note 10* และยังได้คืนค่าธรรมเนียมโอน 1% และค่าจดจำนอง 1% ทั้งบ้านและคอนโด 21 โครงการพร้อมอยู่ 26 ต.ค.-31 ธ.ค. 62 MAVISTA เปิดบ้านตัวอย่างหลังใหม่ ลดสูงสุด 5,000,000 บาท MAVISTA Krungthep Kreetha บ้านเดี่ยวสุดหรู พร้อมเข้าอยู่  ฉลองเปิดบ้านตัวอย่างหลังใหม่ 5 หลังสุดท้ายก่อนปิดโครงการ รับส่วนลดสูงสุด 5,000,000 บาท* เริ่มต้น 90 ล้านบาท* วันนี้-30 พ.ย. นี้ บ้านหลังแรก พร้อมโอน รับ 3 สิทธิ์ ตอบรับมาตรการรัฐ บ้าน ทาวน์โฮม คอนโด บ้านหลังแรก ราคาไม่เกิน 5 ล้าน พร้อมโอนภายในปีนี้ ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดอีก 200,000 บาท*    บ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ได้สิทธิ์ลดค่าโอน และจดจำนอง และสามารถใช้สิทธิ์ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ลดหย่อนภาษีสูงสุด 100,000 บาท* จากโครงการดังนี้   Villaggio รังสิต - คลอง 2 ราคาเริ่มต้น 3.3 ล้านบาท Indy รังสิต – คลอง2 ราคาเริ่มต้น 2.3 ล้านบาท ชัยพฤกษ์ ศรีนครินทร์ ราคาเริ่มต้น 5 ล้านบาท Villaggio บางนา – เทพารักษ์  ราคาเริ่มต้น 3.7 ล้านบาท Villaggio ศรีนครินทร์ – บางนา  ราคาเริ่มต้น 3 ล้านบาท Villaggio บางนา ราคาเริ่มต้น 2.2 ล้านบาท Indy 2 ศรีนครินทร์ ราคาเริ่มต้น 2.6 ล้านบาท Villaggio 2 พระราม 2 ราคาเริ่มต้น 3.9 ล้านบาท Villaggio ประชาอุทิศ 90 ราคาเริ่มต้น 3.6 ล้านบาท Villaggio เพชรเกษม – สาย4 ราคาเริ่มต้น 2.5 ล้านบาท Indy ประชาอุทิศ 90 ราคาเริ่มต้น 2.5 ล้านบาท พฤกษ์ลดา วงแหวน – หทัยราษฏร์ราคาเริ่มต้น 4.7 ล้านบาท The Key สาทร – เจริญราษฎร์ราคาเริ่มต้น 3.9 ล้านบาท Villaggio เกาะเรียนราคาเริ่มต้น 4 ล้านบาท Indy อยุธยา ราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท โปรแรงแห่งปี จาก Goldenland โกลเด้น ทาวน์ เพชรเกษม-พุทธมณฑลสาย 3 ทาวน์โฮมโครงการใหม่ สุดยอดทำเลทอง 2 กิโล ถึงรถไฟฟ้า ติดถนนใหญ่+ใกล้เดอะมอลล์ มาพร้อมฟังก์ชั่น 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ อลังการสโมสร+โรงหนังส่วนตัว พร้อมสวนสวยรอบโครงการ ราคาพิเศษ เริ่ม 2.39 ล้าน* วันที่ 16-24 พ.ย. นี้ The Vision ลาดพร้าว – นวมินทร์ เปิดจองครั้งแรก เปิดบ้านดีไซน์ใหม่ ใหญ่ทุกห้องนอน ทำเลทองย่านลาดพร้าว-นวมินทร์ บ้านใหม่ดีไซน์หรู Vision Smart เปิดจองครั้งแรก 23 พ.ย. นี้ รับส่วนลดสูงสุด 350,000 บ.* ราคาเริ่มต้น 2.59 ลบ.*       
“อินเด็กซ์” ออกสินค้าใหม่ 1.4 หมื่นรายการ เพิ่มยอดปลายปี

“อินเด็กซ์” ออกสินค้าใหม่ 1.4 หมื่นรายการ เพิ่มยอดปลายปี

“อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” เพิ่มสินค้าใหม่กว่า 14,000 รายการ รับเทรนด์การอยู่อาศัยคนยุคปัจจุบันในพื้นที่จำกัด พร้อมออกแคมเปญกระตุ้นตลาดปลายปี หวังมาตรการภาครัฐดันตลาดเฟอร์นิเจอร์ 50,000 ล้านปีหน้าโตต่อเนื่อง   นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM เปิดเผยว่า  ช่วงปลายปีเป็นช่วงทีสู่ช่วงไฮซีซั่น (ฤดูการขาย) ที่ผู้บริโภคจะมีการจับจ่ายใช้สอยเลือกซื้อสินค้าของใช้ ถือว่าส่งผลดีต่อภาพรวมธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน  เพราะมีการซื้อของใช้และของตกแต่งบ้าน  เพื่อทำการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น หรือนำไปตกแต่งที่อยู่อาศัยเพื่อให้พร้อมเข้าพักอาศัย จากโอกาสทางการตลาดดังกล่าว บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม ‘สินค้าของใช้ในบ้านและของตกแต่งบ้าน’ เพิ่มมากขึ้น โดยออกแบบและพัฒนาภายใต้แนวคิด ‘Home Living Solutions’ เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในบ้าน ด้วยหลักการเพิ่มพื้นที่จัดเก็บและใช้สอยผ่านฟังก์ชั่นที่ชาญฉลาด (Smart Storage) และจัดสรรคุ้มทุกพื้นที่ในบ้าน กับดีไซน์ที่สวยงาม (Creative Space)   เนื่องจากเทรนด์ของการอยู่อาศัยและตกแต่งในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป  ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานได้อย่างหลากหลาย มีขนาดกะทัดรัด สามารถตอบโจทย์การจัดวางเพื่อใช้สอยในพื้นที่จำกัด อาทิ คอนโดมิเนียม, ทาวน์เฮาส์, บ้านแฝดฯลฯ บริษัทฯ จึงได้พัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์อินไซด์การใช้ชีวิตคนในยุคปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อสินค้าในช่วงไฮซีซั่น สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวครั้งนี้ มีจำนวนทั้งสิ้นมากกว่า 14,000 รายการ  โดยแบ่งเป็น  4 กลุ่ม ได้แก่ 1.สินค้าอุปกรณ์จัดเก็บของใช้ในบ้าน (Home Organization) 2.กลุ่มสินค้าตกแต่งบ้าน (Living & Décor)3.กลุ่มสินค้าเครื่องนอนและอุปกรณ์ของใช้สำหรับห้องน้ำ  (Bed & Bath) 4.กลุ่มสินค้าเครื่องครัวและเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร (Kitchen & Dining) โดยมีสินค้าไฮไลท์ อาทิ ชั้นวางของอเนกประสงค์ 4 ชั้น สามารถปรับระดับความสูงระหว่างชั้นได้ตามต้องการ สินค้าทั้งหมดจะวางจำหน่ายภายในอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ที่เปิดบริการแล้ว 31 สาขาทั่วประเทศ และวินเนอร์ สโตร์ สาขาใหม่ที่จังหวัดราชบุรี ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา  “แม้ว่าภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ชะลอความร้อนแรงลงไปบ้าง แต่เชื่อว่าความต้องการบ้านและคอนโดมิเนียมยังคงมีอยู่ เนื่องจากเป็นสินค้าที่เป็นปัจจัย 4 ของทุกคน” บริษัท มั่นใจว่า การเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มของใช้ในบ้านและของตกแต่งบ้าน จะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าที่เป็นเจ้าของบ้านและคอนโดฯ ที่ต้องการเลือกซื้อสินค้าเพื่อนำไปตกแต่งในที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่จำกัด เพราะได้ออกแบบและพัฒนาสินค้า ให้สอดคล้องกับเทรนด์การใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน และจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 19 – 4,990 บาทต่อชิ้นเท่านั้น   นอกจากนี้  ได้จัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายผ่านบัตร Joy Card เมื่อซื้อสินค้ากลุ่มของใช้ตกแต่งบ้านแบรนด์ต่างๆ ได้แก่ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall), อินเด็กซ์โฮม (Index Home), คูซิโน (Cusino), และแคทเธอรีน บรู๊ค (Catherine Brooks) ครบ 2,000 บาทขึ้นไป รับสิทธิพิเศษเป็นส่วนลด 200 บาท นางสาวกฤษชนก กล่าวต่อว่า ปัจจุบันตลาดเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยปัจจุบัน อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดอยู่ที่ 20%  ขณะที่แนวโน้มตลาดในปีหน้า คาดว่าจะมีความคึกคักเพิ่มขึ้น หลังจากมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เหลือ 0.01% และลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2563   รวมถึงมาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนทั่วไปที่มีความต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาซื้อขายไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย โดยการให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ราคาพิเศษและเงื่อนไขผ่อนปรนสำหรับมาตรการสินเชื่อ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2562 ถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2563 โดยมีวงเงินสินเชื่อทั้งหมด 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.5% ในช่วง 3 ปีแรก ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะส่งผลดีทางอ้อมต่อความต้องการของใช้ในบ้านและของตกแต่งบ้านที่เพิ่มขึ้น   เลือกช้อปสินค้าทางออนไลน์ได้ที่ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์  
เปิด 5 ไฮไลท์ “MITRTOWN OFFICE TOWER” ออฟฟิศให้เช่า พระราม 4

เปิด 5 ไฮไลท์ “MITRTOWN OFFICE TOWER” ออฟฟิศให้เช่า พระราม 4

ดูเหมือนว่าแนวทางการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบัน  ดีเวลลอปเปอร์ให้ความสำคัญกับรูปแบบโครงการมิกซ์ยูส ซึ่งมีการผสมผสานรูปแบบอสังหาฯ หลากหลายประเภทเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่สำนักงาน พื้นที่รีเทล คอนโดมิเนียม หรือโรงแรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนเป็นเทรนด์ของดีเวลลอปเปอร์ชั้นนำ ที่หันมาพัฒนาโครงการในรูปแบบนี้ จริงๆ สาเหตุสำคัญคงเป็นเพราะ ต้องการใช้พื้นที่ในการพัฒนาให้คุ้มค่า และเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งต้องการโครงการในลักษณะดังกล่าว ในระยะเวลาไม่อีกกี่ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นโครงการมิกซ์ยูสเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะบนถนนพระราม 4   ปัจจุบันโครงการบนถนนพระราม 4 ที่ได้เปิดตัว ให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คือ โครงการสามย่านมิตรทาวน์ ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสของ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ ซึ่งภายในโครงการประกอบด้วยพื้นที่รีเทล ที่พักอาศัย โรงแรม และสำนักงานให้เช่า ถือว่าเปิดตัวชิงตลาดบนถนนพระราม 4 ก่อนเพื่อนร่วมวงการ ที่จะทยอดเปิดให้บริการออกมาอีกหลายโปรเจ็กต์ อีก 3 ปี ออฟฟิศให้เช่า พระราม 4 เพิ่มอีกล้านตร.ม. สำหรับตลาดพื้นที่สำนักงานให้เช่าปัจจุบัน ถือว่าเป็นหนึ่งธุรกิจของดีเวลลอปเปอร์ให้ความสนใจเข้ามาพัฒนา โดยมีรูปแบบหลากหลาย มีขนาดโครงการทั้งเล็กและใหญ่ เพื่อรองรับกับการเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งตลาดสำนักงานให้เช่าถือว่ามีความต้องการอย่างต่อเนื่อง และหากเปรียบเทียบปริมาณพื้นที่ในปัจจุบัน กับปริมาณความต้องการใช้ ยังถือว่ามีดีมานด์มากกว่าซัพพลาย โดยเฉพาะพื้นที่ในย่านใจกลางเมือง   หากดูในเรื่องของดีมานด์และซัพพลาย ปัจจุบันยังพบว่า  ความต้องการใช้พื้นที่มีประมาณ 8.31 ล้านตารางเมตร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ขณะที่พื้นที่สำนักงานให้เช่าทั้งตลาดมีอยู่ประมาณ 8.93 ล้านตารางเมตร ในปีนี้มีซัพพลายใหม่เพิ่ม 5 อาคารรวมพื้นที่ 153,000 ตารางเมตร ขณะที่ ปี 2563-2565 จะมีอาคารสำนักงานใหม่เกิดขึ้นอีก 1 ล้านตารางเมตร  อัตราค่าเช่าของพื้นที่สำนักงานเกรด A มีราคาประมาณตารางเมตรละ 1,055 บาทต่อเดือน นายวิทวัส คุตตะเทพ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานโครงการเชิงพาณิชยกรรม ของโกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า ความต้องการใช้พื้นที่สำนักงานยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งปัจจุบันพื้นที่อาคารสำนักงานเกรด A ในย่านใจกลางธุรกิจ  ที่โกลเด้นแลนด์ดูแล มีพื้นที่รวม 210,000 ตารางเมตร ยังคงมีดีมานด์การเช่าพื้นที่มากกว่า 95% ทุกอาคาร ทั้งปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ สาทรสแควร์ และเอฟวายไอ เซ็นเตอร์ เมื่อพิจารณาเฉพาะอาคารสำนักงาน ที่อยู่บนถนนพระราม 4 ของบริษัทฯ มีอัตราการเช่าพื้นที่เติบโตจากปีที่แล้ว 15 – 20%   ส่วนโครงการสามย่านมิตรทาวน์ มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท โครงการมิกซ์ยูส ซึ่งมีโซนอาคารสำนักงาน “มิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์” (MITRTOWN OFFICE TOWER) ขนาดพื้นที่ 48,000 ตารางเมตร ปัจจุบันได้เปิดให้บริการแก่ลูกค้าแล้ว โดยมีบริษัทต่างๆ เข้าเช่าพื้นที่แล้ว 70% ในอัตราค่าเช่า 1,200 บาทต่อตารางเมตร  คาดว่าพื้นที่ส่วนที่เหลือจะมีผู้เช่าเต็มภายในปีหน้า  ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้ประมาณปีละ 500 ล้านบาท เปิด 5 ไฮไลท์ ออฟฟิศให้เช่า พระราม 4 ของสามย่านมิตรทาวน์ โจทย์ไลฟ์สไตล์การทำงานของคนออฟฟิศสมัยใหม่ที่มองหาสถานที่ทำงานผสมผสาน work & play อาทิ 1.Intelligence Office Facilities Supporting Digital Transformation Generation ในโครงการนี้ นอกเหนือจากสิ่งอำนวยความสะดวก ตามคุณสมบัติอาคารสำนักงานเกรด A ยังได้เพิ่มเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด สำหรับให้บริการในอาคารสำนักงาน อาทิ   ตู้จัดการผู้ติดต่ออาคารแบบอัตโนมัติ (automated visitor management kiosk) ที่จะอำนวยความสะดวก ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการแลกบัตรประชาชนหรือถ่ายหนังสือเดินทางเพื่อยืนยันตัวตนผู้มาติดต่อบริษัทผู้เช่าในอาคาร   ระบบ Face Recognition Turnstile Access ซึ่งเป็นระบบรักษาความปลอดภัยการเข้า-ออกอาคารด้วยการจดจำใบหน้าสำหรับพนักงานบริษัทที่เช่าพื้นที่กับโครงการ   การวางระบบการสื่อสารผ่านไฟเบอร์ออฟติก fiber optic ทั้งอาคาร เพื่อให้ผู้เช่าสามารถเชื่อมต่อการสื่อสารแบบสายหรือไร้สายความเร็วสูง wired or wireless high speed telecommunication   การพัฒนาจอ LED ร่วมกับทีมงานจากประเทศสหรัฐอเมริกา สร้างบรรยากาศและประสบการณ์ในรูป digital experience ในโถง lobby ส่วนกลางของอาคาร โดยจอส่วนกลางนี้นำเสนอภาพกราฟฟิกและข้อมูลแบบ real time แสดงเวลา อุณหภูมิ สภาพอากาศ และแสดงค่าฝุ่นละอองภายนอกอาคาร รวมถึงข้อมูลตลาดหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์ไทยและต่างประเทศ   2.Flexible Workspace for Businesses of All Shapes and Sizes ด้วยความร่วมมือระหว่างมิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์ และจัสโค (JustCo) หนึ่งในผู้นำให้บริการพื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นในเอเชีย และเป็นหนึ่งในผู้เช่าหลักที่ให้บริการพื้นที่ทำงาน co-working space และ serviced office จำนวน 6 ชั้นครอบคลุมพื้นที่กว่า 12,000 ตารางเมตร ถือเป็นพันธมิตรที่จะช่วยให้ทั้งโครงการให้บริการพื้นที่ทำงานที่หลากหลายขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้าทุกขนาดธุรกิจ ตั้งแต่สตาร์ทอัพ ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ (Enterprise) ที่มาตั้งสาขาในประเทศไทย 3.Integrated Mixed-use Complex for Work & Play เนื่องจากเป็นโครงการมิกซ์ยูส ทำให้มีพื้นที่ส่วนอื่นๆ เข้ามาเติมความสมบูรณ์ของสถานที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นส่วนโรงแรม คอนโดมิเนียม และศูนย์การค้า ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้เช่าสำนักงาน สามารถจัดสรรเวลาและลดการเดินทาง สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ เลือกซื้อคอนโดฯ พักอาศัยใกล้ที่ทำงาน จับจ่ายซื้อของ จัดงานสัมมนา จัดกิจกรรมอีเว้นท์บริษัทที่พื้นที่ฮอลล์ หรือจะใช้บริการโรงแรมหากต้องการรับรองลูกค้าจากต่างประเทศสามารถพักได้ที่โรงแรม มีร้านอาหารและสถานออกกำลังกายให้บริการในศูนย์การค้าตลอด 24 ชั่วโมง 4.Direct Link to MRT มิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์ เชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งที่สะดวก ติดกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสามย่าน  โดยสามย่านมิตรทาวน์ทุ่มงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท สร้างอุโมงค์ทางเดินเชื่อมต่อระหว่างตัวสถานีสามย่าน (MITR DIRECT LINK) กับโครงการ ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายให้กับพนักงานออฟฟิศ และเป็นการเปิดทำเลใหม่เชื่อมการเดินทางคนทำงานจากฝั่งธนบุรีมาฝั่งสามย่านได้สะดวกมากยิ่งขึ้น 5.24hrs Retail Support Zone จุดเด่นของโครงการสามย่านมิตรทาวน์ คือการมีพื้นที่ให้บริการในโซน 24 ชั่วโมง โดยมี 4 ส่วนหลัก คือ ร้านอาหาร (Dinning) ร้านค้า (Shopping) ธุรกิจบริการ (Service) และพื้นที่รองรับไลฟสไตล์ (Space Service) เช่น ฟิตเนส ซูเปอร์มาร์เก็ต พื้นที่การเรียนรู้ co-learning space ร้านอาหาร คาเฟ่ สถาบันทางการเงิน บริการจัดส่งพัสดุ 4 เทรนด์ความต้องการ “ออฟฟิศให้เช่า” ยุคปัจจุบัน การเลือกออฟฟิศให้เช่า เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ ปัจจัยพื้นฐานที่เป็นองค์ประกอบที่ดีของพื้นที่สำนักงาน ยังคงเป็นปัจจัยแรกที่บริษัทเลือกจะเช่า แต่ปัจจุบันปัจจัยต่างๆ เหล่านั้นอาจจะไม่เพียงพอ เพราะการเลือกออฟฟิศให้เช่าปัจจุบัน คงต้องคำนึงถึงสถานที่ บรรยากาศ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เพื่อให้พนักงานในองค์กรทำงานอย่างมีความสุขด้วย ซึ่งสิ่งที่กำลังเป็นเทรนด์ความต้องการ ออฟฟิศให้เช่าในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 4 องค์ประกอบสำคัญ คือ   1.พื้นที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับฟังก์ชั่นการใช้งานได้ตามสะดวก และตามความต้องการ   2.มีพื้นที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ บางองค์กรมีพื้นที่ออกกำลังกาย พื้นที่นั่งเล่น สามารถใช้พื้นที่ส่วนไหนทำงานก็ได้   3.มีพื้นที่อำนวยความสะดวกต่างๆ อาทิ พื้นที่ประกอบอาหาร หรือรับประทานอาหาร   4.มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต เช่น การเดินทางสะดวก มีพื้นที่รีเทล การออกกำลังกาย เป็นต้น   นี่คงเป็นหนึ่งอาคารของ ออฟฟิศให้เช่า บนถนนพระราม 4 ที่ประเดิมเปิดตัวก่อนใคร จับตลาดในย่านพระราม 4 ก่อนที่ในอนาคตจะมีพื้นที่สำนักงานอีกมากมายมาเติมเต็มตลาด และความต้องการขององค์กรต่างๆ  ตอนเมื่อถึงตอนนั้นการแข่งขันคงจะรุนแรงน่าดู ซึ่งคงต้องดูกันต่อไปว่าออฟฟิศให้เช่าแต่ละแห่งจะมีอะไรน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน   ข้อมูลเพิ่มเติม MITRTOWN OFFICE TOWER ข้อมูลร้านอาหารในส่วนของรีเทล SAMYAN MITRTOWN 19 ร้านคอนเซ็ปต์ “ใหม่” ในสามย่านมิตรทาวน์ ข้อมูลในส่วนคอนโด Triple Y Residence  
“ยู ซิตี้”ทุ่มงบ 890 ล้านซื้อ 19 โรงแรมในเยอรมัน

“ยู ซิตี้”ทุ่มงบ 890 ล้านซื้อ 19 โรงแรมในเยอรมัน

“ยู ซิตี้” ส่งเวียนนา เฮ้าส์ บริษัทในเครือทุ่มงบ 890 ล้าน ซื้อ 19 โรงแรมเติมพอร์ตในยุโรป ก่อนเดินหน้าขยายตลาดในเอเชียเพิ่มอีก 1-2 แห่ง   นางสาวปิยพร พรรณเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท เวียนนา เฮ้าส์ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ “ยู ซิตี้” ในประเทศเยอรมนี ได้เข้าซื้อโรงแรมจำนวน 19 แห่ง มูลค่ากว่า 890 ล้านบาท แบ่งเป็นโรงแรม 17 แห่งที่เปิดดำเนินการอยู่ใจกลางเมือง และอีก 2 แห่งเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการก่อสร้าง   โรงแรมทั้ง 17 แห่ง ประกอบไปด้วย โรงแรมแบบบูทีคโฮเต็ลรวมทั้งสิ้น 12 แห่งที่เดิมเป็นแบรนด์อาร์โคน่า และอีก 5 แห่งเป็นโรงแรมที่ปัจจุบันยังดำเนินการอยู่ภายใต้แบรนด์ “สไตเกนเบอร์เกอร์” (Steigenberger) โดยตั้งอยู่ในใจกลางเมืองที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโก้ และโรงแรมทั้งหมดนี้จะถูกดำเนินการในลักษณะเช่าบริหารภายใต้แบรนด์ของเวียนนา เฮ้าส์ การซื้อโรงแรมดังกล่าว ส่งผลให้ “ยู ซิตี้” เป็นเจ้าของโรมแรมจำนวน 57 แห่ง มีห้องพักรวม 9,210 ห้อง ซึ่ง “ยู ซิตี้” ยังมีธุรกิจบริหารโรงแรม อีก 4 แบรนด์ได้แก่ “เวียนนา เฮ้าส์” “ยู” “อีสติน” และ “เทรฟลอดจ์” โดยมีโรงแรมในเครือรวมทั้งสิ้น 117 โรงแรม หรือ มากกว่า 30,000 ห้อง ซึ่งในจำนวนนี้มีจำนวนโรงแรมที่เปิดดำเนินการทั้งหมด 78 โรงแรม หรือ 11,720 ห้อง   สำหรับการขยายธุรกิจในประเทศเยอรมันนีในครั้งนี้ “เวียนนา เฮ้าส์” มองเห็นโอกาสทางการตลาด ในกลุ่มนักเดินทางเพื่อธุรกิจ ถือเป็นตลาดกลุ่มใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคยุโรป และยังเน้นการลงทุนในโรงแรม ในแบรนด์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว เป็นเสน่ห์ไม่เหมือนใคร  โครงสร้างภายนอก ไปจนถึงการออกแบบห้องพักที่มีรูปแบบไม่ซ้ำกัน และที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางเมือง   นายรูเพิร์ท ซิมอนเนอร์ ประธานคณะผู้บริหารของเวียนนา เฮ้าส์ กล่าวว่า โรงแรมในเครืออาร์โคน่ามีการดูแลให้อยู่ในสภาพที่ดี และมีผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นการเติบโตในอัตรา 3% ในช่วง 18 เดือนแรก ที่เข้าไปบริหาร เนื่องจากเป็นโรงแรมที่ตอบโจทย์ความต้องการ ของนักท่องเที่ยวเดินทางเพื่อธุรกิจ และกลุ่มการท่องเที่ยว  ซึ่งมุ่งเน้นจับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่เป็นแนวบูทีคไลฟ์สไตล์   “ตลาดท่องเที่ยวเยอรมันทั้งที่เป็นอินบาวด์ และเอาท์บาวด์ นับว่าเป็นตลาดที่สำคัญมากสำหรับเรา โดยตัวของโรงแรมเองรวมไปถึงดีไซน์นั้นก็สามารถเข้ากันกับแบรนด์ของเวียนนาเฮ้าส์ ได้อย่างดี และบุคลากรมีหัวใจการให้บริการ ในแบบอย่างที่เราต้องการด้วยเช่นกัน”  ในปี 2563 แบรนด์เวียนนา เฮ้าส์ จะขยายเข้าไปในหลายเมืองของประเทศออสเตรีย เยอรมันนี และสวิตเซอร์แลนด์ ได้แก่ สตุทการ์ท, เว็ตสลาร์, ออสนาบรุค, มิวนิค, เบรเมน, ชาฟเฮาเซ่น, ไลป์ซิก, บาเดน-บาเดน, พ็อตส์ดัม, เบอร์ลิน, สตราลซุนด์, โรสต็อค, บราวน์ชวิค, วิสมาร์ และไอเซอนัค โดยโรงแรมเหล่านี้จะถูกรีแบรนด์ใหม่ภายใต้ 3 แบรนด์ของเวียนนา เฮ้าส์ ได้แก่ “เวียนนา เฮ้าส์” “เวียนนา เฮ้าส์ อีซี่” และ “เวียนนา ทาวน์เฮ้าส์”   สำหรับแผนขยายธุรกิจของเวียนนา เฮ้าส์ โดยปกติจะมีโรงแรมเพิ่มเข้ามาประมาณ  7-9% ต่อปี หรือจะมีการซื้อโรงแรมใหม่เข้ามาปีละ 5 โรงแรม  ซึ่งในภูมิภาคเอเชียเป็นตลาดที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทมีแผนขยายโรงแรม 1-2 แห่ง ด้วยเช่นกัน   ข้อมูลเพิ่มเติม บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน)  
แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จับมือแมริออท  อินเตอร์เนชั่นแนล ปั้นโครงการมิกซ์ยูสใหม่ปักหมุดภูเก็ต พัทยา ดึงดูดนักเดินทางทั่วโลก

แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จับมือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ปั้นโครงการมิกซ์ยูสใหม่ปักหมุดภูเก็ต พัทยา ดึงดูดนักเดินทางทั่วโลก

การท่องเที่ยวพักผ่อนในไทย ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางในอันดับต้นๆ ของนักเดินทางทั่วโลก รวมถึงการท่องเที่ยวเพื่อธุรกิจ ซึ่งความต้องการของนักท่องเที่ยวเหล่านั้นมักจะต้องการพักในโรงแรมระดับเวิลด์คลาส และมีบริการครบวงจรในที่เดียว   ล่าสุดแอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น (AWC) ได้ลงนามสัญญากับ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อนำ 3 แบรนด์โรงแรมระดับโลกมาสู่พัทยาและภูเก็ต สองเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่ทั่วโลกรู้จักดี และยังเป็นก้าวสำคัญในการขยายอาณาจักรพอร์ตโครงการโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวของ AWC ในครั้งนี้ด้วย   นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า บริษัทมีความเชื่อมั่นในศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทย ซึ่งมีข้อพิสูจน์ได้จากอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยที่ 47.6% ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่การพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานสำคัญของรัฐบาล อย่างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ก็มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการเดินทางและธุรกิจท่องเที่ยว   “พัทยาและภูเก็ต ถือเป็นเมืองสำคัญที่มีความพร้อมด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ดึงดูดนักเดินทางทั้งสองกลุ่มได้อย่างต่อเนื่อง โครงการใหม่ระดับไอคอนของเราที่พัทยาสามารถตอบสนองความต้องการของนักเดินทางด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆ ที่พร้อมสำหรับกิจกรรมทางธุรกิจ การพักผ่อนหย่อนใจ เอนเตอร์เทนเมนต์ ตลอดจนไลฟ์สไตล์ต่างๆ ส่วนโรงแรมใหม่ที่ภูเก็ตจะช่วยพลิกโฉมหน้าใหม่ให้กับการท่องเที่ยวในเขตตัวเมืองภูเก็ตที่พร้อมด้วยบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับนักเดินทาง” ทางด้านนายเครก เอส สมิธ  ประธานบริหารกลุ่มแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงนามในสัญญาครั้งสำคัญนี้สำหรับการบริหารสามโรงแรมใหม่ในพัทยาและภูเก็ต ทั้ง AWC และแมริออทต่างยึดมั่นต่อการสร้างสรรค์มาตรฐานระดับสูงสุดในธุรกิจโรงแรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มโรงแรมและโครงการสถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น โครงการมิกซ์ยูสใหม่ระดับเมกะโปรเจคใจกลางพัทยา AWC CENTER PATTAYA  โครงการมิกซ์ยูสระดับเมกะโปรเจคใหม่ในพัทยาที่จำลองแนวคิดและรูปแบบมาจากเอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ ในกรุงเทพฯ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมาแล้ว ประกอบด้วยพื้นที่ค้าปลีกและพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจทั้งในร่มและกลางแจ้งเพื่อกลุ่มลูกค้าในทุกช่วงวัย พร้อมโรงแรมระดับหรูสองแห่งภายใต้แบรนด์แมริออทประกอบด้วยโรงแรม เจดับบลิว แมริออท เดอะ พัทยา บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา และโรงแรม พัทยา แมริออท มาร์คีส์    โรงแรมที่ตั้งอยู่ภายในโครงการมิกซ์ยูสใหม่บนทำเลพัทยากลาง ประกอบด้วยห้องพักรวมกัน 1,298 ห้อง ภัตตาคารและร้านอาหาร 11 แห่ง พร้อมด้วยพื้นที่สำหรับการจัดเลี้ยง ประชุม สัมมนากว่า 10,000 ตารางเมตร กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ โรงแรม เจดับบลิว แมริออท เดอะ พัทยา บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา คือนักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการที่พักระดับหรู ซึ่งมอบบรรยากาศของการพักผ่อนด้วยหลากหลายบริการภายในโรงแรม ขณะที่โรงแรมพัทยา แมริออท มาร์คีส์ จะสะท้อนถึงแนวคิด “Let Your Mind Travel” ของแบรนด์แมริออท ที่มีการผสมผสานนวัตกรรมดีไซน์อันทันสมัยในห้องพักเพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้พัก รวมถึงภัตตาคารและร้านอาหารที่ตอบสนองทุกความต้องการของนักเดินทางจากทั่วโลก    โรงแรม คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ ตั้งอยู่ในทำเลใจกลางตัวเมืองภูเก็ต รายล้อมด้วยอาคารเก่าสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส ซึ่งเป็นการปรับโฉมจากโรงแรมเมโทรโพล ภูเก็ต ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ประกอบด้วยห้องพัก 248 ห้อง ภัตตาคารและร้านอาหาร 2 แห่ง และพื้นที่จัดประชุมสัมมนากว่า 2,000 ตารางเมตร สามารถรองรับทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ล้ำสมัย ครบครัน   ข้อมูลเพิ่มเติม บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)   
แสนสิริ ส่งแบรนด์ “อณาสิริ” ดันยอดขายแนวราบ 1.5 หมื่นล. 

แสนสิริ ส่งแบรนด์ “อณาสิริ” ดันยอดขายแนวราบ 1.5 หมื่นล. 

แสนสิริ ส่งแบรนด์ อณาสิริ ลุยตลาดแนวราบ จับตลาดบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด พร้อมเดินหน้าเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ไตรมาส 4 ปี 8 โครงการใหม่ กระตุ้นยอดขายโครงการแนวราบให้ได้ตามเป้า 15,000 ล้านบาท   นายสมเกียรติ หงษ์ทรัพย์ภิญโญ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท  แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI​ เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้เปิดโครงการแนวราบไปแล้ว 8 โครงการ ซึ่งไตรมาส 4 วางแผนเปิดตัวโครงการอีก 8 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 11,000 ล้านบาท  แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 3 โครงการ ทาวน์โฮม 4 โครงการ และมิกซ์โปรดักส์อีก 1 โครงการ ซึ่งเป็นไปตามแผนที่บริษัทจะเปิดโครงการแนวราบตลอดทั้งปี  16 โครงการ มิกซ์โปรดักส์ ภายใต้แบรนด์ “อณาสิริ” โดยจากการสำรวจความต้องการที่อยู่อาศัย พบว่า ตลาดยังมีความต้องการ โดยเฉพาะโครงการประเภทแนวราบ ในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ และการที่รัฐบาลออกมาตรการมาช่วยกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ​ ส่งผลให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยเร็วขึ้น โดยเฉพาะประเภทบ้านแฝดและทาวน์โฮม   ล่าสุดบริษัทจึงได้พัฒนาโครงการแนวราบ ในรูปแบบมิกซ์โปรดักส์ไว้ในโครงการเดียว ภายใต้แบรนด์ “อณาสิริ” มีมูลค่าโครงการ 1,900 ล้านบาท   “โครงการอณาสิริ ในตลาดต่างจังหวัดได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งโครงกรอณาสิริ อยุธยา ซึ่งมียอดขายเฟสแรก 65% และโครงการอณาสิริ มะลิวัลย์ ขอนแก่น มียอดขาย 50% จึงนำแบรนด์มาพัฒนาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในโครงการ อณาสิริ บางใหญ่” สำหรับโครงการ “อณาสิริ บางใหญ่” เป็นโครงการ มิกซ์โปรดักส์ มีทั้งบ้านแฝดและบ้านเดี่ยว จำนวนทั้งสิ้น 423 ยูนิต พัฒนาบนพื้นที่กว่า 82 ไร่ เปิดขายในระดับราคา 3.79 – 6 ล้านบาท โดยคาดว่าจะส่งผลให้ภาพรวมของบริษัท สามารถสร้างยอดขายและยอดโอนโครงการแนวราบตามเป้าหมายที่ 15,000 ล้านบาท   ข้อมูลเพิ่มเติม อณาสิริ บางใหญ่      
รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้าน เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562

รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้าน เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562

รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้าน เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562 โปรต้อนรับฤดูหนาวปลายปี ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ลดราคาจัดเต็ม พร้อมโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม ผ่อน 0% ร่วมกับบัตรเครดิตชั้นนำมากมาย ใกล้ที่ไหนก็ไปที่นั่นได้เลยค่ะ   Index Living Mall  โปรโมชั่น ผ่อน 0% สูงสุด 6 เดือน เฉพาะ ONLINE เท่านั้น สิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต แล้วช้อปออนไลน์ผ่าน  www.indexlivingmall.com เท่านั้น เฉพาะเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่ร่วมรายการ อาทิ Index Living Mall, Index Home, Baby Journey, Catherine Brooks, Winner Furniture, Index Furniture, ที่นอน Serta, ที่นอน Theraflex, ที่นอน Winner เป็นต้น ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-31 ธ.ค. 2562   Lighting Solutions & Home Decoration ลดสูงสุด 80% ตกแต่งมุมเล็กๆภายในบ้าน ให้กลายเป็นบรรยากาศใหม่ๆ ด้วยของแต่งบ้าน ราคาหลักร้อยด้วยโคมไฟ หลากสไตล์ และของแต่งบ้าน ลดสูงสุด 80% ที่ SB Design Square ทุกสาขา หรือ www.sbdesignsquare.com ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-30 พ.ย. 62   Bedroom Konckout Sale ลดจัดหนักไม่ต้องรอสิ้นปี Koncept Furniture จัดแคมเปญ Bedroom Konckout Sale ลดจัดหนักไม่ต้องรอสิ้นปี ลดราคาเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนแบบครบเซต ในราคาเริ่มต้นที่ 9,900 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-30 พ.ย. 62   บุญถาวร BIG Clearance Sale บุญถาวร จัด BIG Clearance Sale ลดราคาถูกที่สุดในรอบปี พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย เช่น บัตรเครดิตที่ร่วมรายการ รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 100,000 บาท เลือกรับบัตรของขวัญ หรือส่วนลดสูงสุด 55,000 บาท ฯลฯ เฉพาะสาขารัชดา, รังสิต, พุทธมณฑล, พระราม 2, สุวรรณภูมิ, เกษตร-นวมินทร์, ราชพฤกษ์, พัทยา, หัวหิน, เชียงใหม่, สุราษฎร์ธานี, อุดรธานี, สัตหีบ และระยอง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-30 ธ.ค. 62   Water Heater sale November 2019 Baan And Beyond จัดโปรโมชั่นต้อนรับหน้าหนาว เครื่องทำน้ำอุ่น-น้ำร้อน ลดราคาสุดคุ้ม พิเศษช้อปครบ 3,000 บาท รับเพิ่มบัตรกำนัลเงินสด 5,500 บาท เมื่อช้อปครบ 100,000 บาท ขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.-27 พ.ย. 62   Do Home ลดแรงแซงลมหนาว Do Home จัดโปรโมชั่นลดราคารับฤดูหนาว End Of Season Winter Sale อาทิ เครื่องทำน้ำอุ่น พร้อมของแถมพิเศษ ฟรีติดตั้งเฉพาะรุ่น ชุดเครื่องนอนคุณภาพราคาประหยัด เป็นต้น จำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลย ตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค.-30 พ.ย. 62   Modernform Festive Sale Modernform มอบเซอร์ไพรส์สุดพิเศษส่งท้ายปี ลดราคาสินค้าหลายรายการ สูงสุด 70% อาทิ  ชุดโต๊ะ-เก้าอี้ ชั้นวางหนังสือ โซฟา เตียง โต๊ะเครื่องแป้ง ที่นอน หมอน ฯลฯ พบสินค้าราคาเดียว 990 บาท เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์, สามารถผ่อนชำระ 0% กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และสะสมยอดซื้อรับ Voucher ที่พัก FisherMan’ s เพชรบุรี ตามเงื่อนไขกำหนด ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย.-25 ธ.ค. 62   SANTAS & Sealy Warehouse Sale มหกรรมเครื่องนอนและที่นอน  ลดกระหน่ำครั้งยิ่งใหญ่ ส่งท้ายปี 2019 พบกับที่นอนและเครื่องนอนคุณภาพ ลดสูงสุด 80% อาทิ Santas, Sealy, Steven, Tempur, Jaspalhome พร้อมของสมนาคุณ และสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิตที่อาคารคลังสินค้า บริษัทยัสปาลแอนด์ซันส์ จำกัด สุขุมวิท ซอย 66/1 (ใกล้ BTS สถานีอุดุมสุข) เวลาเปิด–ปิด 10:00–19.00 น. สินค้ามีจำนวนจำกัด* บริการส่งที่นอนฟรีทุกหลังเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.-15 ธ.ค. 62    
[PR News] สภาสถาปนิก’19 ระดมทัพนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างปี 2020 เปิดตัวครั้งแรก

[PR News] สภาสถาปนิก’19 ระดมทัพนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างปี 2020 เปิดตัวครั้งแรก

สภาสถาปนิก ร่วมกับ บริษัท อารยะ เอ็กซ์โป จำกัด เปิดงานสภาสถาปนิก’19 อย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศเดินหน้ายกระดับวงการสถาปนิกและสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้าง โดยงานดังกล่าวจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 17 พฤศจิกายนนี้ ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี   พลอากาศตรี หม่อมหลวงประกิตติ เกษมสันต์ นายกสภาสถาปนิก กล่าวว่า “ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งการลดภาระค่าธรรมเนียม มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการมีที่อยู่อาศัย ออกโครงการบ้านล้านหลัง รวมไปถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก ทั้งยังเดินหน้าขยายโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งความพยายามเหล่านี้มีผลช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจก่อสร้างเกิดการขยายตัว ช่วยลดอุปทานในตลาดและช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนสร้างโครงการใหม่เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจวัสดุก่อสร้างและงานก่อสร้าง รวมไปถึงงานด้านสถาปัตยกรรมด้วยเช่นกัน”   “แต่ขณะเดียวกัน ความต้องการของผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านรสนิยมในงานออกแบบ ประเภทวัสดุ นวัตกรรมในงานก่อสร้าง และการตกแต่งที่อยู่อาศัย รวมไปถึงช่องทางในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในวงการนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการวิชาชีพทางสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และนักออกแบบจึงจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรกนี้จึงได้ใช้คอนเซ็ปต์ที่ว่า “RE-ACT:ตอบสนอง ต่อยอด ต่อเนื่อง” เพื่อสื่อถึงการที่ผู้ประกอบการทุกวิชาชีพต้องศึกษาต่อยอดความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบัน ทางสภาสถาปนิกมีความมั่นใจว่างานนี้ จะไม่เพียงแค่เป็นประโยชน์กับสถาปนิกและผู้ประกอบการ แต่ยังช่วยนำความรู้ใหม่ๆ นวัตกรรม และแรงบันดาลใจในการออกแบบมาสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทย เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถก้าวนำหน้าความต้องการของผู้บริโภคที่เติบโตขึ้นและเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา” ครอบคลุมครบทั้ง 4 สาขาวิชาชีพสถาปัตยกรรม นายประกิต พนานุรัตน์ ประธานจัดงานสภาสถาปนิก’19 กล่าวว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมา สภาสถาปนิกมุ่งส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมให้แก่สมาชิก ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลกรในวิชาชีพสถาปนิกของประเทศไทยโดยตรง ในวันนี้สภาสถาปนิกได้ร่วมกับบริษัท อารยะ เอ็กซ์โป จำกัด จัดงาน สภาสถาปนิก’19 ขึ้น โดยพยายามที่จะนำสิ่งใหม่ๆ และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับวงการสถาปนิกและอุตสาหกรรมก่อสร้าง งานนี้จึงเป็นงานประชุมเชิงวิชาการทางด้านสถาปัตยกรรมและงานแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างระดับนานาชาติงานแรกของประเทศไทยที่ครอบคลุมครบทั้ง 4 สาขาวิชาชีพสถาปัตยกรรม ได้แก่ สถาปัตยกรรมหลัก สถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ ภูมิสถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมผังเมือง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม รวมถึงอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ทั้งยังเป็นศูนย์รวมเครือข่ายมืออาชีพในวงการเพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ นอกจากนี้ สภาสถาปนิกยังได้เชิญวิทยากรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศมาแบ่งปันความรู้และแนวคิดด้านการออกแบบ รวมถึงช่วยสร้างกระบวนการทางความคิดและพัฒนาวิชาชีพให้กับสถาปนิกไทยอีกด้วย”   บูธกว่า 500 ราย จาก 30 ประเทศทั่วโลก ด้านนายศุภแมน มรรคา ผู้อำนวยการโครงการ บริษัท อารยะ เอ็กซ์โป จำกัด ผู้จัดงานสภาสถาปนิก’19 กล่าวว่า “สำหรับการจัดงานครั้งแรกนี้ ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายอย่างล้นหลาม มีผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ก่อสร้างกว่า 500 ราย จาก 30 ประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม สิงคโปร์ เยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ที่ตอบรับเข้าร่วมแสดงสินค้า คิดเป็นสัดส่วนผลิตภัณฑ์จากต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 25% ทั้งยังมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างชั้นนำทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงานมากกว่า 50 ราย นอกจากนี้ไฮไลท์สำคัญภายในงานคือ Product Launching Day ซึ่งถือเป็นครั้งแรกสำหรับเวทีที่เปิดโอกาสให้แบรนด์ชั้นนำในแวดวงผลิตภัณฑ์ก่อสร้างได้นำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน มานำเสนอเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในวันที่ 14 พฤศจิกายน ระหว่าง 11.30-12.30 น. ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3” ผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ที่จะเปิดตัวภายในงานสภาสถาปนิก’19 ได้แก่ -          ระบบเจาะยึดเพื่อการติดตั้งผนัง Rain Screen แบบ Dry-process นำเข้าจากเยอรมัน ชุดท่อระบายน้ำสำหรับงานภูมิทัศน์ นำเข้าจากเยอรมัน จาก บริษัท ดีวันซิสเต็ม จำกัด -          จี คัลเลอร์ มอร์ตาร์ ผลิตภัณฑ์ปูนฉาบที่ผลิตจากหินปูนธรรมชาติผสานด้วยเทคโนโลยีกราฟีน ที่เหมาะสำหรับงานฉาบเพื่อการซ่อมแซมบูรณะโบราณสถาน จาก บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด -          SUNTECH Hybrid Cooling Roof & Panel หลังคาและผนังที่มาพร้อมฉนวนกันความร้อน PU Foam คุณภาพสูง ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลาย จาก บริษัท ซันเทคสตีลเวิคส์ จำกัด -          Inorganic Self Luminescent Wall & Floor Tiles ผลิตภัณฑ์เรืองแสงที่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องการลดใช้พลังงานได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสามารถเก็บแสงธรรมชาติในเวลากลางวันและปล่อยพลังงานในรูปแบบของการเรืองแสงในเวลากลางคืน โดยใช้เวลาดูดซับและกักเก็บพลังงานเพียง 15-20 นาที แต่สามารถเรืองแสงยาวนาน จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี.ซี.ดับบลิว. เทคนิคเซอร์วิส นายศุภแมน กล่าวต่อว่า “ภายในงาน ยังมีโซน Designer Hub Pavilion ซึ่งเป็นพื้นที่ให้นักออกแบบจากทุกสาขาวิชาชีพที่เป็นสมาชิกของสภาสถาปนิกได้มาพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง ออกแบบ และตกแต่ง เพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ ส่วนผู้เข้าร่วมงานที่เป็นบุคคลทั่วไปก็สามารถมาพบกับผู้ให้บริการด้านการออกแบบทุกประเภท และผู้ให้บริการด้านการก่อสร้างอย่างครบวงจร”   “ปัจจุบัน ทั้งความสนใจของผู้บริโภคและผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว        ผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างจำเป็นต้องก้าวให้ทัน การได้มีโอกาสพบกับสถาปนิกในสาขาวิชาชีพต่างๆ ถือเป็นโอกาสทองที่จะได้อัปเดตความรู้และได้รับไอเดียดีๆ         ที่สามารถนำไปใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการใหม่ของตัวเอง ซึ่งในระยะยาวสังคมไทยก็จะมีโครงการที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานมากขึ้นที่เป็นผลงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์ สอดรับกับพฤติกรรมการใช้งานและใช้ชีวิต ทั้งยังคำนึงถึงสุขภาพกายและจิตใจของผู้คนอีกด้วย”   “จากกิจกรรมไฮไลท์ทั้งหมดที่กล่าวมา คาดว่าจะสามารถดึงดูดให้มีผู้เข้าชมงานตลอดทั้ง 4 วัน อยู่ที่ประมาณ 90,000 คน ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ สำหรับต่างประเทศ ตอนนี้มีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้ว อาทิ กลุ่มประเทศในอาเซียน กลุ่มสถาปนิกจากจีน และนักลงทุนจากอินเดีย และจากการที่มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงเต็มพื้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 ทำให้ปีหน้างานสภาสถาปนิก’20 จะมีการขยายพื้นที่จัดงานเพิ่มเป็น 2 เท่า รวมทั้งขยายวันจัดงานเพิ่มขึ้นเป็น 5 วัน เพื่อให้งานสภาสถาปนิกเป็นเวทีสำหรับคนในแวดวงสถาปัตยกรรมทุกสาขาอย่างแท้จริง” นายศุภแมน กล่าวทิ้งท้าย   ลงทะเบียนก่อนเข้างานที่ เว็บไซต์สภาสถาปนิก’19      
พลัสฯ แนะ 5 วิธี ดีเวลอปเปอร์หน้าใหม่ รับมือวิกฤตอสังหาฯ  

พลัสฯ แนะ 5 วิธี ดีเวลอปเปอร์หน้าใหม่ รับมือวิกฤตอสังหาฯ  

แม้ว่ารัฐบาลจะดีเดย์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการออกมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนจากเดิม 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียนจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1% เหลือ 0.01% สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งมีผลใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพราะช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า เกิดวิกฤตอสังหาฯ​ ไม่น้อยเลยจากปัจจัยลบต่างๆ   แต่ด้วยระยะเวลาที่ธุรกิจอสังหาฯ ต้องเผชิญกับความยากลำบาก  เป็นวิกฤตอสังหาฯ จากผลกระทบของมาตรการ LTV เศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า ขณะที่ผลบวกจากมาตรการที่จะใช้ในปีนี้เหลือระยะเวลาแค่ 2 เดือนเท่านั้น ขณะที่ วิกฤตอสังหาฯ ดูเหมือนว่าปัจจัยลบยังต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงปีหน้าด้วย เพราะภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเป็นปกติ   5 วิธีรับมือ วิกฤตอสังหาฯ   บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในฐานะที่ดำเนินธุรกิจบริหารงานขายมานานกว่า 20 ปี พลัสฯ ได้ให้คำแนะนำกับผู้ประกอบการหน้าใหม่  เพื่อรับมือกับปัญหาและปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้น  กับคำแนะนำ 5 วิธี ปรับตัว รับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ได้แก่   1.คอยติดตามสถานการณ์ตลาดและข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นการชะลอตัวในหลายประเทศ จึงอาจกระทบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลก หากผู้ประกอบการรายใดมีเป้าหมายเน้นกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ก็จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ประเทศที่เป็นกลุ่มลูกค้าอย่างใกล้ชิดว่ากำลังซื้อยังดีหรือไม่ 2.หา Demand เฉพาะในแต่ละพื้นที่ และลงทุนให้เหมาะกับขนาดตลาดหรือความต้องการที่มี เมื่อสถานการณ์ของตลาดนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (Investor) ได้รับผลกระทบจากการควบคุมการปล่อยสินเชื่อของภาครัฐฯ   การศึกษากลุ่มที่เป็นผู้อยู่อาศัยจริง (Real Demand) ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ควรสำรวจตลาดโดยเฉพาะเรื่องยอดขายของโครงการในบริเวณนั้นๆ และจำนวนยูนิตเหลือขาย  ตลาดที่อยู่อาศัยยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง หากพัฒนาสินค้าให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายในทำเลนั้นๆ จึงต้องศึกษาและวิจัยตลาดอย่างละเอียดและตั้งราคาที่สมเหตุสมผล   3.ความรู้เกี่ยวกับตลาดและทำเลต้องแน่น ทำเลที่ตั้งของโครงการเป็นสิ่งที่ลูกค้าพิจารณาเป็นอันดับต้นๆ การเลือกทำเลจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องเข้าใจตลาดในทำเลนั้นและสามารถวิเคราะห์ศักยภาพทำเลได้อย่างแม่นยำ เพื่อการพัฒนาโครงการที่เหมาะสมและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าด้วย และวางแผนเปิดตัวโครงการให้สอดคล้องกับภาวะตลาดที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น พิจารณาเรื่องเวลาและจังหวะการเปิดตัวที่เหมาะสม และมีแผนรองรับที่มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ตลาด   4.Customer-Centric ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยต้องเข้าใจ Insight ของลูกค้าว่ากลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตและความต้องการด้านที่อยู่อาศัยอย่างไร เพื่อออกแบบโครงการที่ตอบโจทย์และวางกลยุทธ์การขายและการตลาดที่ตรงใจลูกค้า  นอกจากนี้ การปรับสเปคโครงการเพื่อให้ตั้งราคาได้เหมาะสม กับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ก็เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจ และเน้นโฟกัสโครงการเดิมที่มีอยู่เพื่อระบายสต็อก   5.ทำการตลาดที่แข็งแกร่ง สามารถสื่อสารภาพลักษณ์ที่สะท้อนจุดเด่นของโครงการ และเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย การออกแบบห้องพักและพื้นที่ส่วนกลาง ต้องสะท้อนภาพลักษณ์ของกลุ่มเป้าหมาย ต้องมีความประณีตในการพัฒนาและเลือกสรรสิ่งต่างๆ เพื่อสะท้อนความใส่ใจในทุกรายละเอียด การตลาดที่ดีจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของผู้พัฒนาโครงการและตัวโครงการ     รวมถึงสามารถสื่อสารจุดเด่นของตัวโครงการ ให้เชื่อมโยงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อทำตลาด ให้ความสำคัญกับการสร้าง Brand Story ที่สามารถสะท้อน Personality ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ ทั้งในแง่ Functional และ Emotional   “พลัส” เดินหน้าลงทุน-หาลูกค้าใหม่ สู้ วิกฤตอสังหาฯ        นางสาวสมสกุล หลิมศุทธพรรณ  รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารธุรกิจใหม่และสนับสนุนงานขาย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจยังชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายราย ออกมาปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น   สำหรับพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในส่วนของงานบริหารงานขาย ยังเดินตามแผนโรดแมพระยะยาวที่วางไว้ ด้วยการเดินหน้าขยายฐานลูกค้าไปกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการต่างชาติ และกลุ่มลูกค้าบริษัทขนาดใหญ่ ในการเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับลูกค้า เป็นมากกว่าตัวแทนขาย เข้าไปมีส่วนร่วมให้คำปรึกษาตั้งแต่ก่อน-ระหว่าง-หลัง การพัฒนาโครงการ   เพื่อให้แต่ละโครงการมีรูปแบบที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และออกแบบกลยุทธ์การบริหารงานขายและการตลาดที่ตอบโจทย์ Customer-Centric และที่สำคัญคือเคียงข้างและให้คำปรึกษาลูกค้าผู้ประกอบการในทุกสถานการณ์ ไม่ทอดทิ้งลูกค้า ซึ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจชะลอตัวนั้นลูกค้าหลายรายโดยเฉพาะรายใหญ่ล้วนมีการปรับตัวที่ดี   “นอกจากนี้พลัสฯ ยังได้ทำการสำรวจเทรนด์ความต้องการผู้บริโภคในปัจจุบันพบว่า คอนโดมิเนียมในทำเลที่เดินทางสะดวก มีการเชื่อมต่อด้านคมนาคมที่หลากหลาย ยังคงตอบโจทย์ลูกค้าในทุกยุคสมัย ในปีนี้ทำเลสุขุมวิทตอนกลางถือว่ามีความโดดเด่น ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกในทุกด้านของการใช้ชีวิต”   อย่างไรก็ตาม หากดูจากเทรนด์ของโครงการใหม่ที่เปิดในปีนี้จะพบว่า ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย และมีการออกแบบ Facility ตลอดจนการบริการต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่มมากขึ้น และมีเทคโนโลยี IoT ใช้อำนวยความสะดวกในโครงการ จะได้รับความสนใจจากลูกค้ามากยิ่งขึ้น   ทั้งนี้ ธุรกิจ Sole Agent หรืองานบริหารงานขายของพลัสฯ ปัจจุบัน (เดือนพฤศจิกายน 2562) มีลูกค้ารวม 13 โครงการ มูลค่าโครงการโดยประมาณอยู่ที่ 14,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ 50%  กลุ่มบริษัทมหาชน 30% และกลุ่มทุนต่างชาติ 20%  
พร็อพเพอร์ตี้ กูรู เปิด 7 เทรนด์อสังหาฯ ปี 63

พร็อพเพอร์ตี้ กูรู เปิด 7 เทรนด์อสังหาฯ ปี 63

พร็อพเพอร์ตี้กูรู เตรียมจัดงาน Asia Real Estate Summit 2019 ระดมกูรูด้านอสังหาฯ และวิทยากรชั้นนำทั่วโลก ชี้เทรนด์อสังหาฯ ในปีหน้า ชูไฮไลท์เรื่องเทคโนโลยี กำลังจะเข้ามาผลิกโฉมวงการที่อยู่อาศัย พร้อมเปิด 7 เทรนด์อสังหาฯ​ ไทยในปี 63      นายเจสัน เกรกอรี กรรมการผู้จัดการ พร็อพเพอร์ตี้ กูรู อินเตอร์ชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมจัดงานสัมมนาให้ความรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์  "Asia Real Estate Summit 2019" ระหว่างวันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2562  โรงแรม The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok โดยภายในงานวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาฯ  และที่เกี่ยวข้องระดับโลก มาร่วมบรรยายสถานการณ์ตลาดในปัจจุบัน พร้อมอัพเดทเทรนด์การเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ต่อวงการอสังหาฯ ในอนาคต   สำหรับหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ การออกแบบให้เหมาะกับมนุษย์ : โซลูชั่นที่ชาญฉลาดและการบูรณาการแบบครบวงจรที่มนุษย์ต้องการ บรรยายโดย Tim Kobe ผู้ก่อตั้ง Eight,lnc และผู้สร้างต้นแบบของ Apple Store หรือ Charles Reed Anderson ผู้ก่อตั้ง CRA & Associates บรรยายในหัวข้อ “การสร้างอาคารที่ปลอดภัยและระบบนิเวศที่ชาญฉลาด สำหรับบ้านของคนเอเชีย” ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ วิธีการพัฒนาเทคโนโลยี ที่สามารถตระหนักถึงการสร้างเมืองอัจฉริยะที่แท้จริง เป็นระยะต่อไปของ Internet of Things (IoT) ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคอสังหาฯ ในเอเชีย ทั้งปัจจุบันและอนาคตอย่างไร   นายเจสัน กล่าวอีกว่า ภายในงานยังมีการอภิปรายเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G ในหัวข้อ "5G การปลดปล่อยคลื่นลูกใหม่แห่งการเชื่อมต่อ" เป็นการนำเสนอประเด็น ความก้าวหน้าของ Internet of Things (IoT) ในอาคารและบ้านอัจฉริยะของคนเอเชีย การแนะนำและการปรับใช้เทคโนโลยี 5G สามารถพัฒนาเมืองอัจฉริยะได้อย่างไร ความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์ที่รองรับ Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 และคุณสมบัติการเชื่อมต่อในภูมิภาค ซึ่งจะมีผู้ร่วมอภิปราย ได้แก่ นายอัศนีย์ วิภาตเวทย์ หัวหน้าส่วนงานผลิตภัณฑ์ลูกค้าองค์กร และบริการระหว่างรประเทศ AIS ดร.เจษฎา ศิวรักษ์ หัวหน้าฝ่ายรัฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด และ Look Fan หัวหน้ากลุ่มทุน TechNode “ไฮไลท์ของงานครั้งนี้ จะเป็นเรื่องเทคโนโลยี และเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเทรนด์ที่เกิดขึ้นในการพัฒนาอสังหาฯ ปัจจุบัน คือ การพัฒนาโครงกางการไปตามแนวเส้นทางการเดินทางของคน เช่น ระบบรถไฟฟ้า จากเมื่อก่อนอสังหาฯ จะถูกพัฒนาในเขตซีบีดี ในใจกลางเมืองธุรกิจ แต่วันนี้ไม่ใช่ซีบีดีอาจจะอยู่พื้นที่รอบนอก แต่เดินทางเข้ามาในเมืองได้”สำหรับเทรนด์ตลาดอสังหาฯ ประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นในปี 2563 กูรูพร็อพเพอร์ตี้ มองว่าจะมี 7 เรื่องดังนี้   1.ผู้บริโภคยุคมิลเลนเนียล เลือกซื้ออสังหาฯ โดยมองเรื่องการลงทุนเป็นหลัก ต่างจากผู้บริโภคในอดีตที่ต้องการซื้ออสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัยร่วมกับคนในครอบครัว   2.ตลาดอสังหาฯ​ในเมืองไทย มีความหลากหลายมากที่สุด ด้านราคามีตั้งแต่ราคาต่ำสุดไปจนถึงแพงสุด โดยตลาดที่เป็นกลุ่มใหญ่ คือ ตลาดระดับราคาที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ ในราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทลงมา   3.ทำเลการพัฒนาอสังหาฯ ยังมุ่งเน้นตามแนวรถไฟฟ้า แต่มีการพัฒนาพื้นที่ใหม่สำหรับตลาดอสังหาฯ อย่างเช่น พื้นที่อีอีซี ทำให้มีการขยายพื้นที่การพัฒนาออกไปรองรับ เช่น โซนบางนา     4.ผู้ประกอบการหันมาพัฒนาโครงการในรูปแบบมิกซ์ยูสเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างจุดขาย และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันมากขึ้น   5.ทิศทางการพัฒนาอสังหาฯ ในปี 2563 ผู้ประกอบการยังลงทุนต่อเนื่อง แม้ว่าภาพรวมตลาดจะยังไม่เติบโต แต่ไม่ถึงกับติดลบ ซึ่งรูปแบบการพัฒนาจะมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น มีการพัฒนารูปแบบใหม่ เช่น การพัฒนาที่อยู่อาศัยรวมกับโรงแรม ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละรายจะพัฒนารูปแบบโครงการ ตามความถนัดของตนเอง ในแต่ละเซ็กเมนต์   6.ดีเวลลอปเปอร์จะพัฒนาโครงการ โดยขยายตลาดไปสู่กลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่โฟกัสตลาดคนไทยเป็นหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ พัทยา และจังหวัดภูเก็ต   7.การนำเอาเทคโนโลยี เข้ามาช่วยในด้านการขายอสังหาฯ เช่น การใช้เทคโนโลยี 3D เพื่อดูห้องตัวอย่างและโครงการ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศแล้ว รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ มีโอกาสที่ถูกนำเข้ามาใช้ประเทศไทย เช่น ฟินเทค ระบบการประเมินคุณสมบัติผู้กู้ซื้ออสังหาฯ ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ Home Loan Pre Approval Online เป็นต้น   “ปีหน้าตลาดอสังหาฯ ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ แต่จะมีความไดนามิกซ์มาก ยังมีการเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ แม้จะน้อยลง ผู้ประกอบการแต่ละราย จะปรับตัวไปตามความถนัดของตัวเอง”        
“พฤกษา” ยังท็อปฟอร์ม โชว์ผลงาน Q3 ครองแชมป์เบอร์ 1 ตลาดอสังหา

“พฤกษา” ยังท็อปฟอร์ม โชว์ผลงาน Q3 ครองแชมป์เบอร์ 1 ตลาดอสังหา

พฤกษา โชว์ฟอร์มไตรมาส 3 ยังรักษาแชมป์ผู้นำเบอร์ 1 ตลาดอสังหาฯ ทำยอดขายได้ 14,113 ล้านบาท เติบโต 15%  และมีกำไร 916 ล้านบาท เตรียม 3 กลยุทธ์โค้งท้ายปีกระตุ้นเป้าหมาย พร้อมขน 9 โครงการเปิดตัว มูลค่า 8,800 ล้านบาท   นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมาว่า บริษัทยังคงสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และรักษาความเป็นผู้นำตลาด โดยมียอดขาย 14,113 ล้านบาท เติบโต 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีรายได้ 8,517 ล้านบาท เติบโต  9.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่ลดลง 23.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และมีกำไรอยู่ที่ 916 ล้านบาท ลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 42.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา   ด้านผลประกอบการในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัททำยอดขายได้ 37,480 ล้านบาท ลดลง 3.7% มีรายได้ 28,179 ล้านบาท ลดลง 6.8% และมีกำไร 3,534 ล้านบาท ลดลง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  ซึ่งไตรมาส 3 ที่ผ่านมาบริษัทเปิดโครงการใหม่ ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากบางทำเลยและบางโครงการ  ยังไม่ผ่านเกณฑ์ในการพิจารณาเปิดโครงการของบริษัท และในบางทำเลยังมีปริมาณลูกค้าไม่มากพอ ทำให้บริษัทเปิดโครงการทั้ง 14 โครงการ มูลค่า 15,396 ล้านบาท เลื่อนเปิด 4 โครงการไปในไตรมาสสุดท้ายและปีหน้า  จากแผนเดิมเปิด 18 โครงการ มูลค่า 18,683 ล้านบาท   “แม้ว่าสภาวะตลาดในไตรมาส 3 จะชะลอตัว การเปิดโครงการใหม่ของพฤกษา ยังมีอัตราการสูงขึ้นถึง 30% ดีกว่าตลาดที่มีอัตราการขายเฉลี่ย 27% สะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์ การเลือกเปิดตัวโครงการ Right Location Right Time และ Right Target” ยังรักษาแชมป์ผู้นำเบอร์ 1 ตลาดอสังหาฯ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดรวมที่มีกำลังซื้อชะลอตัวลง แต่บริษัทยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดเบอร์ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงสุดอยู่ที่ 12% จากมูลค่าตลาดรวม 299,789 ล้านบาท และยังคงรักษาความเป็นผู้นำใน 3 ตลาดหลัก ได้แก่  ผู้นำตลาดเบอร์ 1 ในตลาดทาวน์เฮ้าส์ ด้วยสัดส่วน 22%  จากมูลค่าตลาดรวม 60,625 ล้านบาท ผู้นำตลาดเบอร์ 1 ตลาดคอนโดฯ สัดส่วน 9% จากมูลค่าตลาดรวม 160,293 ล้านบาท  ส่วนตลาดบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด  พฤกษามีส่วนแบ่ง 8% อยู่ในอันดับ 5 จากมูลค่าตลาดรวม 73,832 ล้านบาท   โดยยอดขายในไตรมาส 3 มูลค่า 14,113 ล้านบาท  แบ่งเป็น กลุ่มคอนโดฯ  มูลค่า 6,734 ล้านบาท เติบโต 51.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 17.6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา กลุ่มคอนโดฯ-แวลู  มียอดขาย 3,749 ล้านบาท เติบโต  151.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 8.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา กลุ่มคอนโดฯ พรีเมียม มียอดขาย 2,985 ล้านบาท  เติบโต 1.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 31.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกลุ่มทาวน์เฮ้าส์ 5,480 ล้าบาท  ลดลง 1.1% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 19.3% จากปีที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มบ้านเดี่ยว มียอดขาย 1,899 ล้านบาท ลดลง 17.4% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 14.7% จากปีที่ผ่านมา   ส่วนรายได้ในไตรมาส มูลค่า 8,517 ล้านบาท แบ่งเป็น  กลุ่มคอนโดฯ มูลค่า 2,809 ล้านบาท  เติบโต 6.9% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 27.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  กลุ่มคอนโดฯ-แวลู มีรายได้ 1,454 ล้านบาท ลดลง 31.5% จากไตรมาสก่อนหน้า  และลดลง 62.6% จากช่วงเดียวของปีก่อน กลุ่มคอนโดฯ พรีเมียม มีรายได้ 1,355 ล้านบาท เติบโต 168.4% จากไตรมาสก่อนหน้า กลุ่มทาวน์เฮ้าส์ มีรายได้ 3,923 ล้านบาท  เติบโต 6.5% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 25.4% จากปีที่ผ่านมา และกลุ่มบ้านเดี่ยว มีรายได้  1,776 ล้านบาท  ลดลง​ 21.5% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 9.5% จากปีที่ผ่านมา   เดินหน้าเปิด 9 โปรเจ็กต์ใหม่ไตรมาสท้าย สำหรับแผนเปิดโครงการใหม่ในไตรมาสสุดท้าย บริษัทเตรียมเปิดตัวอีก 9 โครงการ มูลค่า 8,800 ล้านบาท โดยเลือกเปิดตัวโครงการที่มีศักยภาพ โดยบริษัทเตรียม 3 กลยุทธ์สำคัญในไตรมาสสุดท้าย เพื่อผลักดันยอดขายและรายได้ ได้แก่ 1.การขยายตลาดไปสู่เซ็กเม้นต์ที่มีศัยกภาพ  เป็นการขยายตลาดไปยังกลุ่มบนมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์ภัสสร ในระดับราคา 7-10 ล้านบาท และแบรนด์เดอะปาล์ม ในระดับราคา 10-15 ล้านบาท   กลยุทธ์ที่ 2 การเปิดโครงการใหม่จะมุ่งเน้น กลยุทธ์ Right Location, Right Timing และ Right Target  และ 3.การใช้ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง เพื่อสร้างยอดขายและการตลาด โดยบริษัทยังมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่สามารถรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้อยู่ที่ 16,092 ล้านบาท นอกจากนี้  บริษัทได้เตรียมร่วมกับธนาคารพันธมิตร ในการช่วยเตรียมความพร้อมให้ลูกค้ากู้ผ่านได้ง่ายยิ่งขึ้น หลังจากที่ผ่านมาธนาคาเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้อัตราการปฎิเสธสินค้ามีถึง 8%   โดยทั้งนี้บริษัทได้มีแผนช่วยเหลือลูกค้า ที่มีปัญหาการกู้เงินไม่ผ่าน  ให้กลับบ้านซื้อบ้านได้อีกครั้งผ่านโปรแกรม Win back ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทได้ถึง 4,878 ล้านบาท คิดเป็น 13% ของยอดขายรวม   “กลยุทธ์ตลาดคอนโดฯ ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาโปรดักส์ ทำเลที่มีศักยภาพ ใกล้รถไฟฟ้า ต่อไปจะพัฒนาโลว์ไรซ์มากขึ้น เพื่อป้องกันควาเสี่ยง และได้รายได้กลับมาเร็ว”   ด้านภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลในไตรมาส 3 มีมูลค่าตลาดฯ ติดลบถึง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยลบจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา รวมไปถึงมาตรการ LTV และการปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่เข้มงวดขึ้น โดยทั้งนี้บริษัทฯ ได้มีแผนช่วยเหลือลูกค้าที่มีปัญหาการกู้เงินไม่ผ่านให้กลับบ้านซื้อบ้านได้อีกครั้งผ่านโปรแกรม Win back ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทฯ ได้ถึง 4,878 ล้านบาท คิดเป็น 13% ของยอดขายรวม   “ในไตรมาสสุดท้ายสิ่งที่กังวลมากที่สุด คือ บรรยากาศ ที่มีข่าวไม่ดีเยอะ ซึ่งตลาดยังมีความต้องการ คนยังต้องการมีบ้านอีกมาก ปีนี้บริษัทน่าจะรายได้ 45,000 ล้านบาท อาจจะไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนพรีเซลล์น่าจะทำได้ 50,000 ล้านบาทและทำได้ใกล้เคียงเป้าหมายมากที่สุด”  
[PR NEWS] มหาจักรเปิดตัว Wisdom Audio : The Sound of Modern  Living  เครื่องเสียงระดับไฮเอนด์

[PR NEWS] มหาจักรเปิดตัว Wisdom Audio : The Sound of Modern Living เครื่องเสียงระดับไฮเอนด์

บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ผู้นำเข้าแบรนด์สินค้าคุณภาพระดับพรีเมียม ในอุตสาหกรรมเครื่องเสียง นำโดย คุณกิตติศักดิ์ กาญจนชัยภูมิ ผู้อำนวยการฝ่าย Consumer ร่วมกับ มร.ลุค กรี-ยม กรรมการผู้จัดการ จาก Wisdom Audio แบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา จัดงานเปิดตัว “Wisdom The Sound of Modern Living” ด้วยการนำเสนอประสบการณ์ใหม่ของความบันเทิงระดับไฮเอนด์ จาก Wisdom Audio ณ M-Hall อาคารมหาจักร พร้อมตอบโจทย์ทุกการออกแบบภายในและฟังก์ชันการใช้งานภายในงานได้รับเกียรติจากเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทย อาทิ สู่ขวัญ บูลกุล, วสุ วิรัชศิลป์, วริษฐา พรหมมาสา และบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ เข้าร่วมงาน ณ M-Hall อาคารมหาจักรกรุงเทพฯ   มร.ลุค กรี-ยม กรรมการผู้จัดการ จาก บริษัท Wisdom Audio Corporation จำกัด กล่าวว่า “Wisdom Audio เป็นแบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำระดับโลก จากประเทศสหรัฐอเมริกา ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยสุดยอดผู้เชี่ยวชาญด้านซาวน์ เอ็นจิเนียร์ สถาปนิก นักออกแบบภายใน และวิศวกรชื่อดังระดับโลก เพื่อให้คุณได้สัมผัสถึงขีดสุดของความสมบูรณ์แบบด้านความบันเทิงอย่างใกล้ชิด ซึ่งคุณอาจจะไม่เคยได้ยินที่โรงภาพยนต์ทั่วไป แต่คุณจะได้ยินที่นี่”   นายกิตติศักดิ์ กาญจนชัยภูมิ ผู้อำนวยการฝ่าย Consumer บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด กล่าวว่า “เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ได้รับความไว้วางใจ จากแบรนด์เครื่องเสียงระดับโลกให้เป็นตัวแทนจัดจำหน่าย เพื่อต้องการให้กลุ่มลูกค้าที่รักในเสียงเพลงและชื่นชอบกับการชมภาพยนตร์ ได้สัมผัสกับประสบการณ์พลังเสียงที่สมจริง ได้อรรถรสความบันเทิงระดับไฮเอนด์ที่เหนือกว่าโรงภาพยนตร์ทั่วไป พร้อมตอบโจทย์กับทุกการออกแบบทั้งภายในบ้าน หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งเราวางกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าระดับไฮเอนด์ที่ต้องการ Customize เพื่อให้เข้ากับ Personalize ของลูกค้าแต่ละคน” ด้วยระบบเสียงที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเอกลักษณ์เฉพาะของ Wisdom Audio ที่ใช้เทคโนโลยี Planar Magnetic Driver เป็นเทคโนโลยีเฉพาะ ที่แบรนด์ Wisdom Audio ได้ประดิษฐ์ขึ้นมา ซึ่งมีน้ำหนักเบา ต่างจาก Driver ทั่วไป ช่วยให้เสียงที่ส่งออกมามีคุณภาพสูง และให้เสียงที่ธรรมชาติสมจริง เพิ่มอรรถรสในทุกไลฟ์สไตล์ต่อการใช้งาน ทั้งฟังเพลงและชมภาพยนตร์ เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความบันเทิงเหนือขีดจำกัด โดยพลังเสียงสุดยอดจากชุดเครื่องเสียง Wisdom 2 Channel และ Wisdom Atmos 9.4.4 Channel ซึ่งเป็นระบบเสียง Surround 9.4.4 Channel ตัวแรกของประเทศไทย มาพร้อมกับ Power Amp, System Controller, Decoder และ Speaker เพื่อการสร้างประสบการณ์เสียงเหนือระดับในแบบทุกทิศทาง 360 องศาอย่างลงตัว ตัวเครื่องผลิตจากวัสดุ Aluminum-Airplane Grade คุณภาพพรีเมียมระดับโลก ช่วยเสริมความแข็งแกร่ง คงทน ทันสมัยและหรูหราไปพร้อมกัน เพื่อให้เครื่องเสียงสุด Luxury เป็นเสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเด่นที่ชูให้บ้านของคุณดูมีระดับกว่าที่เคยเป็นมา  
SHR สร้างรายได้-กำไร 9 เดือนโตต่อเนื่อง

SHR สร้างรายได้-กำไร 9 เดือนโตต่อเนื่อง

SHR ทำกำไรรอบ 9 เดือน 783 ล้านบาท เติบโตกว่า 9% ขณะเดียวกันกวาดรายได้กว่า 2,639 ล้าน มั่นใจหลัง IPO โครงสร้างเงินทุนและผลประกอบการจะแข็งแกร่งขึ้นอีก นายเดิร์ก อังเดร ลีน่า คุยเบอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR เปิดเผยว่า รายได้และกำไรจากการดำเนินงานหรือ EBITDA ในรอบ 9 เดือน ปี 2562 ของ บริษัทเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้  โดยมีรายได้ อยู่ที่ 2,639 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 66% และ EBITDA  อยู่ที่ 783 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 9%   โดยเป็นผลมาจากการรับรู้รายได้เต็ม 9 เดือนของโรงแรม 6 แห่ง ในกลุ่ม Outrigger และการรับรู้รายได้บางส่วนของโรงแรม 2 แห่ง ในโครงการ CROSSROADS ที่บริษัทเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งภาพรวมเป็นที่น่าพอใจ  เพราะ 9 เดือนที่ผ่านมาบริษัทมีค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นประจำกว่า 260 ล้านบาท   ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเปิดให้บริการโรงแรม 2 แห่ง ใน CROSSROADS ในช่วงต้น ซึ่งเป็นปกติของธุรกิจโรงแรม  และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดฯ ประกอบกับบริษัทยังมีภาระต้นทุนทางการเงินที่กู้ยืมจากธนาคารมากกว่า 150 ล้านบาท เพื่อใช้ในการซื้อโรงแรม Outrigger เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นประจำและเกิดขึ้นในปีนี้เพียงปีเดียว “บริษัทมั่นใจว่าหลังจากได้เงินทุนที่ระดมทุนได้จาก IPO ในครั้งนี้ มาเสริมความแข็งแกร่งทางด้านเงินทุนให้บริษัท ด้วยการชำระคืนเงินกู้เพื่อซื้อกิจการนี้  จะลดภาระต้นทุนทางการเงินในส่วนนี้ได้ ประกอบกับโรงแรม 2 โรงแรมใน CROSSROADS ที่จะเปิดดำเนินการเต็มปีในปีหน้า ซึ่งผลตอบรับในช่วงแรกจากนักท่องเที่ยวก็เป็นไปด้วยดี เรามั่นใจว่าด้วยพื้นฐานของกำไร EBITDA ที่ดีอยู่แล้วสำหรับโรงแรมที่เปิดดำเนินการอยู่เดิม 8 โรง พร้อมกับปัจจัยบวก 2-3 ประการดังกล่าว ผลประกอบการปีต่อไปต้องเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งแน่นอน”   SHR เป็น Holding Company ที่เน้นลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ทระดับบนในราคาที่เข้าถึงได้ (Affordable Luxury) ที่ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมระดับโลก ปัจจุบัน SHR มีจำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้น 4,647 ห้อง จากโรงแรมและรีสอร์ทจำนวน 39 แห่ง ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐมอริเชียส และ สหราชอาณาจักร   ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา SHR เป็นบริษัทในธุรกิจโรงแรมที่มีอัตราการเติบโตของการเพิ่มขึ้นของรายได้และจำนวนห้องสูงที่สุด เมื่อเทียบกับคู่แข่งเทียบเคียงในอุตสาหกรรมที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการเติบโตทั้งในรูปแบบของการเติบโตบนทรัพย์สินของตัวเอง (Organic Growth) และในรูปแบบของการเข้าซื้อกิจการ (Inorganic Growth)  

1 2 3 ... 69