ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 2 3 ... 78
เอพี ทุบสถิติยอดขายครึ่งปีแรก “สูงสุด” ส่งทาวน์โฮม 13 โปรเจ็กต์เพิ่มรายได้

เอพี ทุบสถิติยอดขายครึ่งปีแรก “สูงสุด” ส่งทาวน์โฮม 13 โปรเจ็กต์เพิ่มรายได้

เอพี เดินหน้าทุบสถิติยอดขาย 7 เดือน สูงสุดในประวัติศาสตร์ พร้อมส่ง 13 โปรเจ็กต์กลุ่มทาวน์โฮม  มูลค่า 15,350 ล้านบาท  เดินหน้าทำตลาดช่วงโค้งท้ายปี หลังพบดีมานด์จริงยังต้องการซื้อบ้านอยู่อาศัย   ปฏิเสธไม่ได้ว่า “พระเอก” ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ คือ กลุ่มบ้านแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และบ้านแฝด เพราะถือว่าเป็นตลาด Real Demand ที่ผู้ซื้อต้องการอาศัยอยู่จริง ที่สำคัญ ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มมีวิถีชีวิต ตามแบบความปกติใหม่ หรือ New Normal หลังจากเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ต้องตระหนักถึงความปลอดภัยเรื่องของสุขภาพ การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และการต้องใช้พื้นที่ เพื่อทำงานจากที่บ้าน (Work From Home)    ตลาดคอนโดมิเนียม ที่เคยเป็น “พระเอก” เมื่อหลายปีก่อน มาปีนี้ตลาดทรุดตัวลงอย่างหนัก เห็นได้จากผู้ประกอบการหลายราย เลือกที่จะไม่เปิดโครงการใหม่ และเร่งระบายสต็อกสินค้าในมือออกให้ได้มากที่สุด เพื่อบริหารความเสี่ยงและต้องการกระแสเงินสดเข้ามา เพราะเทรนด์การพักอาศัยนับจากนี้ คงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ตลาดคอนโดคงไม่เฟื่องฟูเหมือนอดีต หากมองจากสถานการณ์ปัจจุบัน ถึงอนาคตอันใกล้ในช่วง 2-3 ปีนับจากนี้   ช่วงที่ผ่านมาเรียกได้ว่าดีเวลลอปเปอร์แทบจะทุกราย หันมาโฟกัสการทำตลาดแนวราบ เปิดโครงการใหม่อออกมาทำตลาด  และเวลาช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา หลายบริษัทก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตลาดแนวราบเป็น “พระเอก” ตัวจริง เพราะสามารถสร้างยอดขายและทำรายได้สูง อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน บางรายสามารถ “ทุบสถิติ” ยอดขายของตัวเอง ที่เคยทำได้สูงสุดอดีต กลายเป็นยอดขายแบบ “นิวไฮด์” นับตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจอสังหาฯ​ มาเลยก็มีให้เห็น   สำหรับบริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ก็เป็นหนึ่งในดีเวลลอปเปอร์ ที่มีไดเรคชั่นการดำเนินธุรกิจ ไปในทิศทางเดียวกับสภาพตลาด โดยหันมาเน้นการเปิดตัวโครงการใหม่ ที่เป็นตลาดแนวราบ ไม่เปิดตัวโครงการคอนโด แต่ยังคงมีห้องชุดออกขาย ซึ่งเป็นโครงกาเก่าที่เปิดตัวมากก่อนหน้านี้  ที่สำคัญยังเป็นหนึ่งในดีเวลลอปเปอร์ที่สามารถสร้างผลงาน ทุบสถิติทำยอดขายได้สูงสุดนับตั้งแต่ตั้งบริษัทมาเลยเช่นกัน (อ่านข่าวเพิ่มเติม....เอพี ลุยตลาดอสังหาฯครึ่งปีหลัง เปิด 26 โปรเจ็กต์แนวราบ มูลค่า 26,000 ล้าน)   ทิศทางของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงเดินตามแนวทางดังกล่าว คือ การเปิดตัวโครงการแนวราบ โดยหนึ่งใน “พระเอก” ที่จะเข้ามาสร้างการเติบโต อย่างมีนัยะสำคัญ คือ กลุ่มทาวน์โฮม ภายใต้แบรนด์บ้านกลางเมือง และพลีโน่ (Pleno) ที่วางแผนเปิดตัวในช่วงเวลาที่เหลืออีก 13 โครงการ มูลค่า 15,350 ล้านบาท     นายภมร ประเสริฐสรรค์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าทาวน์โฮม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จะเปิดตัวโครงการภายใต้แบรนด์  บ้านกลางเมือง  5 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวม 7,855 ล้านบาท ในราคาเริ่มต้นที่ 3.99 - 8 ล้านบาท  ส่วนแบรนด์ พลีโน่ ​จะเปิดทั้งหมด 8 โครงการ มูลค่ารวมมากถึง 7,495 ล้านบาท ในราคาเริ่มต้น 1.99 – 6.8 ล้านบาท   โดยขาย 7 เดือนที่ผ่านมา มียอดขายรวมแล้วกว่า 18,175 ล้านบาท คิดเป็น 55% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 33,500 ล้านบาท โดยเป็นยอดขายจากโคงการแนวราบมูลค่า 15,540 ล้านบาท เติบโต 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และคิดเป็น 70% ของเป้ายอดขายแนวราบทั้งปีที่ 22,500 ล้านบาท ซึ่งยอดขายสินค้าแนวราบทั้งหมดที่เกิดขึ้น มาจากโครงการที่อยู่ระหว่างการขายกว่า 85 โครงการ มูลค่าคงเหลือขาย 46,750 ล้านบาท (รวมโครงการแนวราบที่เปิดตัวใหม่ในครึ่งปีแรก 14 โครงการ มูลค่า 15,475 ล้านบาท)     ที่ผ่านมาเอพีมียอดขายเฉลี่ยของตลาดแนวราบต่อสัปดาห์ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ตั้งแต่ในช่วงหลังการคลายล็อกดาวน์ แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่อยู่อาศัยที่แท้จริงยังมีอยู่ และความมั่นใจของลูกค้าเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ   “ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เอพี ไทยแลนด์ ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างมาก โดยมี EMPOWER LIVING เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญขององค์กร ทั้งนี้ ท่ามกลางสภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ยังสามารถสร้างสถิติการเติบโตทางด้านรายได้ครั้งใหม่ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในครึ่งปีแรกบริษัทฯ มีรายได้รวมจากสินค้าแนวราบและกลุ่มคอนโดฯ (100% JV) มากถึง 19,960 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิ (Net Profit) 2 ไตรมาสแรกสูงถึง 1,830 ล้านบาท หากดูในส่วนของรายได้รวม (100% JV) เฉพาะไตรมาส 2 ที่ 13,140 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีการประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์”  
แอสคอทท์เปิดตัวโรงแรมแบรนด์ใหม่ “ไลฟ์ สุขุมวิท 8” จับตลาดนักเที่ยวมิลเลนเนียล

แอสคอทท์เปิดตัวโรงแรมแบรนด์ใหม่ “ไลฟ์ สุขุมวิท 8” จับตลาดนักเที่ยวมิลเลนเนียล

แอสคอทท์เปิดตัว “ไลฟ์ สุขุมวิท 8” แบรนด์ใหม่แห่งแรกในประเทศไทย จับตลาดนักเที่ยวมิลเลนเนียล ชู 3 ฟังก์ชั่นหลักห้องพัก “ห้องน้ำ-ห้องนอน-อินเตอร์เน็ต” รับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ไม่ดูทีวี พร้อมเปิดพื้นที่ใช้วิตพบปะเพื่อนใหม่ ทั้ง Co-Living Space – Co kitchen   นายไบรอัน ตัน ผู้จัดการทั่วไป แอสคอมท์ อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเม้นท์ ประจำประเทศไทยและลาว เปิดเผยว่า หลังจากกลุ่มแอสคอทท์ได้เปิดตัวโรงแรมไลฟ์ ฟูนาน สิงคโปร์  เป็นแห่งแรกของโลก เมื่อเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นโรงแรมแบรนด์ใหม่ของกลุ่มแอสคอทท์ ล่าสุด ได้เข้ามาเปิดตัวโรงแรมไลฟ์ สุขุมวิท 8 แบงคอก (lyf Sukhumvit 8 Bangkok) เป็นแห่งที่ 2  และถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เนื่องจากต้องกางการจับตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการหาประสบการณ์ใหม่จากการเดินทางท่องเที่ยว โดยโรงแรมภายใต้แบรนด์ไลฟ์ มุ่งเน้นจับตลาดนักท่องเที่ยว ที่เป็นกลุ่มมิลเลนเนียล ซึ่งจากการสำรวจตลาด พบว่าเป็นกลุ่มคนที่ต้องการหาประสบการณ์ใหม่ ๆ จากการท่องเที่ยว ชอบพบปะผู้คน และการเดินทางใช้ชีวิตร่วมกัน ซึ่งการพัฒนาโรงแรมภายใต้แบรนด์ไลฟ์ จากการสำรวจความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าว พบว่า มี 3 สิ่งสำคัญที่ต้องการ คือ 1. ห้องพักสะอาด ทันสมัย มีที่นอนที่สบาย 2.มีห้องน้ำสะอาดและสะดวกสบาย และ 3. มีอินเตอร์เน็ตไว้คอยบริการ ​ นักท่องเที่ยวกลุ่มมิลเลนเนียล ไม่ต้องการห้องพักที่มีทีวีอีกต่อไป เพราะเป็นกลุ่มที่ใช้มือถือ หรือแท็บเล็ต ที่สามารรถท่องโลกได้ด้วยมือถือขอขงตนเอง นอกจากนี้ โรงแรมยังพัฒนาภายใต้แนวคิด “พักตรงนี้ เล่นตรงนี้ และทานตรงนี้” ด้วยการพัฒนาให้มีการใช้พื้นที่ร่วมกัน บริเวณล็อบบี้พัฒนาให้เป็นพื้นที่ลิฟวิ่งรูม  เพื่อสร้างพื้นที่ให้คนมาทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งโรงแรมจะไม่มีห้องอาหาร แต่จะมีโคคิทเช่นสำหรับการประกอบอาหาร หรือการร่วมกับร้านอาหารรอบโรงแรม  เพื่อให้ส่วนลดกับแขกที่มาพักในโรงแรม เนื่องจากทางโรงแรมต้องการสนับสนุนธุรกิจในชุมชน นายไบรอัน กล่าวว่า แนวทางการทำตลาดของโรงแรมไลฟ์ จะมุ่งเน้นการทำตลาดผ่านสื่อดิจิทัล เนื่องจากเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ กลุ่มสตาร์ทอัพ รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตร ในการจัดอีเวนต์ทุกสัปดาห์ทั้งออฟไลฟ์ และออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้ และสร้างแบรนด์ นอกจากนี้ ยังจัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดด้วยห้องพักราคาพิเศษ การปรับห้องพักให้เป็นพื้นที่สำหรับการทำงาน หรือ co-working space และการร่วมมือกับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ในปีแรกคาดว่าทางโรงแรมน่าจะมีอัตราเข้าพักเฉลี่ย 50% โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้าย ที่คาดว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะปรับตัวดีขึ้น และมาตรการ Travel Bubble มีความชัดเจนมากขึ้น และมีการเปิดบริการของสายการบินต่างๆ สำหรับโรงแรมไลฟ์ สุขุวิท 8 แบงคอก เป็น 1 ใน 5 ของอสังหาริมทรัพย์ที่แอสคอทท์ อินเตอร์เนชั่นแนล แมนเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด มีความร่วมมือกับ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท มิตซุย ฟูโดะซัน เอเชีย (ไทยแลนด์) จำกัด นอกจากนี้แล้ว แอสคอทท์ ยังเตรียมเปิดเซอร์วิสเรสซิเด้นซ์แห่งใหม่ คือ ซัมเมอร์เซ็ทเมอร์เรท รามา 9 (Sommerset Rama 9 Bangkok) ที่กำหนดเปิดตัวในปีนี้ และแอสคอทท์ แอมบาสซี่ สาธร บางกอก (Ascott Embassy Sathorn Bangkok) และแอสคอสคอทท์ สุขุมวิท ทองหล่อ บางกอก (Ascott Sukhumvit Thaonglor Bangkok) ในปีหน้า รวมถึง ซัมเมอร์เซ็ทบลูโค้สท์ พัทยา (Somerset Blue Coast Pattaya) ในปี 2565   นายไบรอัน กล่าวอีกว่า แผนในอนาคตจะขยายโรงแรมภายใต้แบรนด์ไลฟ์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือหัวเมืองท่องเที่ยวในต่างจังหวัด ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมและโอกาสในการขยายตลาด โดยยังคงเน้นทำเลที่ตั้งในแหล่งชุมชน และการเดินทางที่สะดวก ทั้งนี้ แอสคอทท์วางแผนเพิ่มโรงแรมภายใต้แบรนด์ไลฟ์ อีก 12 แห่ง รวม 2,700 ยูนิต ภายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ในอีก 6 แห่งใหม่ ในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย, ปังกิ่ง, หางโจว, ซีอาน และเซี่ยงไฮ้ ในประเทศจีน และมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งแอสคอทท์ ลิมิเต็ด มีโรงแรมต่างๆ กระจายอยู่ 170 เมืองใน 30 ประเทศทั่วโลก มีจำนวนห้องพักกว่า 69,000 ห้อง และในอนาคตจะเพิ่มห้องพักอีก 45,000  ห้องด้วย
โกลเด้นแลนด์ ยังทำรายได้และกำไร 6 เดือนแม้เจอวิกฤตโควิด-19

โกลเด้นแลนด์ ยังทำรายได้และกำไร 6 เดือนแม้เจอวิกฤตโควิด-19

เน้นคุมค่าใช้จ่าย รักษากระแสเงินสด ท่ามกลางโควิด-19 เตรียมออกจากการเทรดหุ้นในตลาด วันที่ 11 สิงหาคมนี้ หลังเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ เสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดแล้ว    โกลเด้นแลนด์ (GOLD) หรือ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เผยผลประกอบการสำหรับรอบระยะเวลา 6 เดือน (1 มกราคม 2563 – 30 มิถุนายน 2563) สามารถทำรายได้รวมจำนวน 8,308 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจำนวน 830 ล้านบาท ใกล้เคียงกันจากงวดเดียวกันของปีก่อน จากการเปิดตัวโครงการครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และการเน้นรักษากระแสเงินสด   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะกระทบกับการรับรู้รายได้ของบริษัท เนื่องจากลูกค้าพิจารณานานขึ้น แต่บริษัทยังคงมั่นใจจะสามารถรับรู้รายได้  ในระดับที่ประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ดังกล่าวไปได้  เนื่องจากผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจอสังหาริมทรัพย์แนวราบ ซึ่งบริษัทยังเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ และทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง อาทิ อยู่ฟรี 3 ปี เมื่อพิจารณาเฉพาะรายได้หลักจากการขายอสังหาฯ งวด 6 เดือน  บริษัทมีรายได้ส่วนนี้รวม 7,438 ล้านบาท ใกล้เคียงกันจากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากยังคงสามารถรับรู้รายได้จากโครงการที่เปิดขายตั้งแต่ปี 2562 อย่างต่อเนื่อง   ในขณะที่รายได้ค่าเช่าและอื่น ๆ งวด 6 เดือน บริษัทมีรายได้ส่วนนี้รวม 757ล้านบาท ใกล้เคียงจากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่าสามารถทำรายได้เพิ่มสูงขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน แต่ธุรกิจโรงแรมได้รับผลกระทบตรงจากวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 จึงมีรายได้ลดลง ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้อนุมัติให้บริษัทเพิกถอนออกจากสถานะการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2563 โดยหุ้นสามัญของ GOLD จะซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นวันสุดท้ายในวันที่ 10 สิงหาคม 2563   โดยเป็นไปตามกระบวนการเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ เพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ของกิจการออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (“FPT”) เป็นผู้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ได้ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว โดยผลของการทำคำเสนอซื้อทำให้ FPT เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ GOLD มากกว่า 99% สำหรับกระบวนการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มให้อยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน ก้าวเป็นผู้นำในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย (Residential) โครงการเชิงพาณิชย์ (Commercial) และพื้นที่เชิงอุตสาหกรรม (Industrial) ภายใต้บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
อัพเดท ดอกเบี้ยซื้อบ้าน เดือนสิงหาคม 63

อัพเดท ดอกเบี้ยซื้อบ้าน เดือนสิงหาคม 63

สำหรับผู้ที่กำลังจะวางแผนซื้อบ้านใหม่ ในช่วงที่ดีเวลลอปเปอร์ขนบ้านและคอนโดมิเนียมออกมาขาย พร้อมจัดโปรโมชั่นกันกระหน่ำ ลองมาเช็คกันดูว่า ซื้อแล้วจะกู้เงินกับธนาคารไหนดี เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยที่ดีที่สุด และคุ้มค่ากับเม็ดเงิน ซึ่งเราได้รวบรวมเอามาไว้ให้แล้ว แต่เป็นดอกเบี้ยเบื้องต้นที่ธนาคารประกาศใช้ทั่วไป ซึ่งอาจจะมีบางโครงการหรือบางธนาคารที่ทำแคมเปญร่วมกัน อัตราดอกเบี้ยก็อาจจะต่ำกว่าที่เราได้นำมารวบรวมไว้ คงต้องตรวจสอบกับทางธนาคารหรือทางโครงการอีกครั้งหนึ่ง !!! ธนาคารกรุงเทพ มีบริการสินเชื่อบ้านบัวหลวง -อัตราดอกเบี้ยพิเศษเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.75% หลังจากนั้น MRR-1.50% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปี ตลอดอายุสัญญา 3.91% (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 -3 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.25% หลังจากนั้น MRR-1.50% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปี ตลอดอายุสัญญา 3.85% (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) -อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.50% หลังจากนั้น MRR-1.50% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปี ตลอดอายุสัญญา 3.99% (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 -3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.875% หลังจากนั้น MRR-1.50% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปี ตลอดอายุสัญญา 4.05% (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) -อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 3 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.375% หลังจากนั้น MRR-1.375% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปี ตลอดอายุสัญญา 4.09% (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 4 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 -3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.75% หลังจากนั้น MRR-1.375% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปี ตลอดอายุสัญญา 4.17% (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 4 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) -อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% หลังจากนั้น MRR-1.25% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปี ตลอดอายุสัญญา 4.28% (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 2 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 -3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.625% หลังจากนั้น MRR-1.25% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปี ตลอดอายุสัญญา 4.30% (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 2 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) -กรณีวงเงินตั้งแต่ 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 4.75% หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-1% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีวงเงินต่ำกว่า 5 แสนบาท คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.625% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันสิทธิการเช่า คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันที่ดินเปล่าเพื่อการอยู่อาศัย คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับผู้ที่ยื่นคำขอสินเชื่อพร้อมเอกสารครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 8 มิ.ย. 63 - 30 ก.ย. 63 โดยผู้กู้ต้องลงนามในสัญญากู้ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่อนุมัติสินเชื่อ และจดทะเบียนจำนองพร้อมเบิกเงินกู้งวดแรกหรือทั้งหมดภายใน 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญา -พนักงานที่มีรายได้ประจำ หมายถึงพนักงานที่มีรายได้หลัก หรือมีความสามารถในการชำระคืนหลัก จากรายได้ประจำ -รูปแบบการชำระแบบคงที่ เลือกผ่อนได้ทุกทางเลือก/รูปแบบการผ่อนชำระแบบขั้นบันได เลือกผ่อนได้เฉพาะทางเลือกที่ 1 -อัตราส่วนวงเงินกู้สูงสุด และมูลค่าหลักประกัน ให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย -อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันตามประกาศของธนาคาร ณ วันที่ 21 พ.ค. 63 เท่ากับ 5.75% ต่อปี -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข ธนาคารกสิกรไทย -สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ประจำ 3 ปีแรก MRR-1.78%  หลังจากนั้นจนสิ้นสุดสัญญา MRR-1.00%  อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3ปี4.19%  อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (20 ปี) เท่ากับ 4.69% -สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ 3 ปีแรก MRR-1.00%  หลังจากนั้น จนสิ้นสุดสัญญา MRR-0.75%  อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3ปี4.97% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (20 ปี) เท่ากับ 5.13% อัตราดอกเบี้ย MRR = 5.97% (ประกาศ ณ วันที่ 22 พ.ค. 63) หมายเหตุ  -อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวสำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 63 ถึง วันที่ 30 ก.ย. 63 โดยยื่นจดจำนองภายในวันที่ 30 พ.ย.63 -สามารถยื่นกู้ได้สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภท ยกเว้น Refinance และการกู้เพื่อซื้อที่ดินเปล่า -วงเงินให้กู้ได้ไม่เกิน 100% ของราคาซื้อขาย และไม่เกิน 100% ของราคาประเมินหลักประกัน -สมัครทำประกันคุ้มครองสินเชื่อบ้านได้รับอนุมัติและไม่ยกเลิกการทำประกันตามเงื่อนไข -ทุนประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อขั้นต่ำ 70 % ขึ้นไปของวงเงินสินเชื่อบ้านและเลือกระยะเวลาคุ้มครอง 100 % ของระยะเวลากู้ หรือ -ทุนประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ 100 % ของวงเงินสินเชื่อบ้านและเลือกระยะเวลาคุ้มครองขั้นต่ำ 70 % ของระยะเวลากู้ -การทำประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้านกสิกรไทยรับประกันโดย บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ลูกค้าต้องทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขในกรมธรรม์ก่อนตัดสินใจทำประกันทุกครั้ง ทั้งนี้ผู้ซื้อมีสิทธิ์เลือกที่จะทำประกันชีวิตหรือไม่ก็ได้ ไม่มีผลต่อการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ -การพิจารณารับประกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและกฎเกณฑ์การรับประกันของ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย ประเภทสินเชื่อบ้านกรุงไทย...สุขใจถ้วนหน้า ฟรีค่าธรรมเนียมยื่นกู้ -อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 0.90% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-2.40% หลังจากนั้น MRR-1.25% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 2.85% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.22% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 0.90% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-2.25% หลังจากนั้น MRR-1.25% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 2.95% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.26% -อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี ผ่อนล้านละ 3,500 บาท 3 ปีแรก แบบทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 2.24% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3.15% หลังจากนั้น MRR-1.25% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 2.85% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.24% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 2.54% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3.15% หลังจากนั้น MRR-1.25% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 2.95% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.28% -อัตราดอกเบี้ยลอยตัว แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-3.37% หลังจากนั้น MRR-1.25% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 2.85% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.25% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-3.27% หลังจากนั้น MRR-1.25% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 2.95% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.29% ประเภทสินเชื่อบ้านกรุงไทย...สุขใจถ้วนหน้า ฟรีค่าธรรมเนียมยื่นกู้ กรณีธนาครออกค่าจดจำนองให้ -อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ย 2.64% ปีที่ 3 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.95% หลังจากนั้น MRR-1.25% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 3.18% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.35% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ย 2.64% ปีที่ 3 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.65% หลังจากนั้น MRR-1.25% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 3.25% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.39% -อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี   แบบทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 2.44% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3.55% หลังจากนั้น MRR-1.25% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 3.18% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.36% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 2.74% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3.55% หลังจากนั้น MRR-1.25% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 3.28% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.40% -อัตราดอกเบี้ยลอยตัว แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-3.04% หลังจากนั้น MRR-1.25% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 3.18% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.37% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-2.94% หลังจากนั้น MRR-1.25% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 3.28% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.41% หมายเหตุ -การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ : ทำประกันทางเลือกใด ทางเลือกหนึ่ง ดังนี้ 1.ทำ MRTA/GLT SP เต็มวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 10 ปี 2.ทำ MRTA/GLT SP 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลากู้ หรือ ระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 15 ปี ทั้งนี้ การทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อเป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้า และไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ -ธนาคารออกค่าจดจำนองให้ 1% สูงสุดไม่เกินรายละ 200,000 บาท หากลูกค้าปิดบัญชีก่อน 5 ปี ธนาคารจะเรียกเก็บค่าจดจำนองคืน -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) คำนวณจากวงเงินกู้ 1.00 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี ผ่อนชำระ 6,600 บาทต่อเดือน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา -อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านกรุงศรี เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มลูกค้าทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.-พ.ย. 63 สำหรับวงเงินกู้ 1 ล้านบาทแต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR-3.35% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.25% ปีที่ 3 เป็นต้นไป MRR-1.10% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 3.82% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (ต่อปี) 4.30% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.50% เดือนที่ 7-12 อัตราดอกเบี้ย  MRR-1.60% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.35% ปีที่ 3 เป็นต้นไป MRR-1.10% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 4.21% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (ต่อปี) 4.52% -สำหรับวงเงินกู้ ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR-3.50% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.75% ปีที่ 3 เป็นต้นไป MRR-1.35% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 3.52% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (ต่อปี) 4.02% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.25% เดือนที่ 7-12 อัตราดอกเบี้ย  MRR-1.95% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.75% ปีที่ 3 เป็นต้นไป MRR-1.35% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 3.89% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (ต่อปี) 4.23% หมายเหตุ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงการแสดงตัวอย่าง โดยคำนวณจากฐานวงเงินกู้ 2 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 1 ล้านบาทแต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท และ ฐานวงเงินกู้ 5 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ด้วยระยะเวลาการกู้ 10 ปีในกรณีที่ลูกค้าซื้อ MRTA/MLTA หากค่าเบี้ย MRTA/MLTA เปลี่ยนแปลง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ เงื่อนไขการรับสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA/MLTA) -รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เฉพาะในปีที่ 1จากอัตราดอกเบี้ยทุกทางเลือก ลูกค้าต้องซื้อ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการตามเงื่อนไขดังนี้ 1.ผลิตภัณฑ์ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการได้แก่ MRTA : แผนกรุงศรี เซฟตี้โลน 1 พลัส หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 1 หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 2 MLTA : กรุงศรี รักบ้าน รักคุณ หรือกรุงศรี รักบ้าน รักคุณ พลัส เท่านั้น 2.กรณีผู้กู้หลักเป็นพนักงานเงินเดือนที่มีรายได้ประจำต้องซื้อ MRTA/MLTA 100% ของ วงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี หรือซื้ออย่างน้อย 70% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 20 ปี 3.กรณีผู้กู้หลักเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว ต้องซื้อ MRTA/MLTA อย่างน้อย 80% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 10 ปี หรือซื้ออย่างน้อย 50% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี 4.กรณี มีผู้กู้ร่วม สามารถซื้อ MRTA/MLTA เฉพาะผู้กู้หลักเพียงคนเดียวได้หรือหากผู้กู้ร่วมประสงค์ที่จะซื้อ MRTA/MLTA ด้วย ผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมทุกคนจะต้องมีทุนประกันขั้นต่ำในสัดส่วนที่เท่ากัน ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย เป็นอัตราดอกเบี้ยปกติตามที่ลูกค้าได้เลือกไว้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในกรณีที่บริษัทประกันไม่อนุมัติ MRTA/MLTA หรือในกรณีที่ลูกค้าขอยกเลิก MRTA/MLTA ธนาคารเกียรตินาคิน  -สินเชื่อบ้านวงเงินกู้ตั้งแต่ 5 แสนบาทแต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท ประเภทลอยตัว แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ (MLR-4.41%)-(MLR-3.31%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR-1.75% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ (MLR-4.41%)-(MLR-3.15%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR-1.75% ประเภทคงที่ 3 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 0.00%-3.99% ปีที่ 4-5 (MLR-3.00%)-(MLR-1.75%) ปีต่อไป อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR-1.75% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 0.00%-3.99% ปีที่ 4-5 (MLR-3.00%)-(MLR-1.75%) ปีต่อไป อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR-1.75% ประเภทคงที่ 2 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 2.69%-2.79% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย (MLR-4.01%) – (MLR-3.51%) ปีต่อไป อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR-1.75% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 2.94%-3.04% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย (MLR-3.76%) – (MLR-3.26%) ปีต่อไป อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR-1.75% หมายเหตุ 1.อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับ ปัจจัยอ้างอิง เช่น อัตราดอกเบี้ย ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา  (MLR) ซึ่งธนาคารจะแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว โดยจะประกาศไว้ ณ สถานที่ทำการให้บริการและเว็บไซต์ของธนาคาร 2.MLR ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 เท่ากับ 6.525% ต่อปี 3.กรณีที่ทำประกัน สมัครประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อกับบริษัทประกันที่ธนาคารกำหนด (MRTA) ทุนประกันภัย100% และระยะเวลาคุ้มครองขั้นต่ำ 10 ปี กรณีที่ระยะเวลากู้สินเชื่อไม่ถึง 10 ปี ให้ระยะเวลาคุ้มครองขั้นต่ำเท่ากับระยะเวลาการกู้สินเชื่อ 4.ระยะเวลากู้สินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย สูงสุด 30 ปี (อายุผู้กู้รวมระยะเวลากู้ไม่เกิน 65 ปีสำหรับพนักงานเงินเดือนประจำ และไม่เกิน 70 ปีสำหรับเจ้าของกิจการ/ธุรกิจส่วนตัว) ธนาคารซีไอเอ็มบี  -สำหรับพนักงานประจำรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน หรือเจ้าของกิจการ รายได้ 30,000 บาทต่อเดือน แบบทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-3.00% ระยะเวลาที่เหลือ ดอกเบี้ย MRR-2.00% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 4.35% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.10% แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.70% ระยะเวลาที่เหลือ ดอกเบี้ย MRR-2.00% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 4.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.18% -ดอกเบี้ยสำหรับพนักงานประจำ หรือเจ้าของกิจการ รายได้ 50,000 บาทต่อเดือน แบบทำประกันชีวิต ดอกเบี้ยปีที่ 1-5 เท่ากับ 4.49% ระยะเวลาที่เหลือ MRR-2.00% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 5 ปี เท่ากับ 4.49% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 5.00% แบบไม่ทำประกันชีวิต ดอกเบี้ยปีที่ 1-5 เท่ากับ 4.79% ระยะเวลาที่เหลือ MRR-2.00% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 5 ปี เท่ากับ 4.79% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.12% หมายเหตุ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินกู้ 2 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 15 ปี (MRR = 7.35% ประกาศ ณ วันที่ 10 เมษายน 63) ธนาคารทีเอ็มบี  -อัตราดอกเบี้ย ซื้อบ้านจากโครงการทั่วไป กรณีสมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท และได้รับฟรี ค่าจดทะเบียนจำนอง ,ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย, ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.88% อัตราเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 4.40% ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.63% อัตราเฉลี่ย 4.65% อัตราดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.57% กรณีสมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท และได้รับฟรี  ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย, ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-2.23% อัตราเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 4.05% ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.63% อัตราเฉลี่ย 4.65% อัตราดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.46% กรณีสมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริมไม่ครบทั้ง 3 ประเภท และได้รับฟรี  ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย, ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.48% อัตราเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 4.80% ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.38% อัตราเฉลี่ย 4.90% อัตราดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.87% หมายเหตุ เมื่อคุณกู้ซื้อบ้านกับ TMB พร้อมสมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ได้แก่ 1.สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ทีเอ็มบีคุ้มบ้าน (MRTA) 2.สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีเอ็มบี เพื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3.สมัครบัตรเดบิต TMB (กรณีที่คุณมีบัตรเดบิต TMB แล้ว ไม่ต้องสมัครเพิ่ม) ข้อเสนอพิเศษเมื่อกู้ซื้อบ้านกับ TMB พร้อมสมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท นอกจากดอกเบี้ยคงที่ต่ำสำหรับ 3 ปีแรกแล้ว คุณยังได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ดังนี้ -ฟรีประกันอัคคีภัย: TMB จ่ายให้ตามมูลค่าเบี้ยประกันภัย ประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง: TMB จ่ายให้ 1% ของเงินกู้สูงสุดถึง 200,000 บาท สำหรับกรณีซื้อบ้าน จากบริษัทพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ที่ธนาคารกำหนด -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง สำหรับกรณีที่กู้ซื้อบ้านกับ TMB โดยไม่สมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท จะได้รับอัตราดอกเบี้ยปกติจาก TMB โดยยังได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมอีกดังนี้ -ฟรีประกันอัคคีภัย: TMB จ่ายให้ตามมูลค่าเบี้ยประกันภัย ประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมรวมถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร EIR (Effective Interest Rate : อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา) เป็นเพียงตัวอย่างที่ใช้ในการคำนวณเท่านั้น โดยคำนวณจาก เงินกู้ 3 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 20 ปี / MRR (Minimum Retail Rate : อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี) = 6.28% ต่อปี ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2563 -กรณีซื้อบ้านจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ธนาคารกำหนด กรณีสมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท และได้รับฟรี ค่าจดทะเบียนจำนอง ,ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย, ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-3.23% อัตราเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 3.05% ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.63% อัตราเฉลี่ย 4.65% อัตราดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.12% กรณีสมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท และได้รับฟรี  ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย, ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-3.58% อัตราเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 2.70% ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.63% อัตราเฉลี่ย 4.65% อัตราดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.00% กรณีสมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริมไม่ครบทั้ง 3 ประเภท และได้รับฟรี  ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย, ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-2.74% อัตราเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 3.54% ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.38% อัตราเฉลี่ย 4.90% อัตราดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.45% หมายเหตุ เมื่อกู้ซื้อบ้านกับ TMB พร้อมสมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ได้แก่ 1.สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ทีเอ็มบีคุ้มบ้าน (MRTA) 2.สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีเอ็มบี เพื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3.สมัครบัตรเดบิต TMB (กรณีที่คุณมีบัตรเดบิต TMB แล้ว ไม่ต้องสมัครเพิ่ม) ข้อเสนอพิเศษเมื่อกู้ซื้อบ้านกับ TMB พร้อมสมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท นอกจากดอกเบี้ยคงที่ต่ำสำหรับ 3 ปีแรกแล้ว คุณยังได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ดังนี้ -ฟรีประกันอัคคีภัย: TMB จ่ายให้ตามมูลค่าเบี้ยประกันภัย ประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง: TMB จ่ายให้ 1% ของเงินกู้สูงสุดถึง 200,000 บาท สำหรับกรณีซื้อบ้าน จากบริษัทพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ที่ธนาคารกำหนด -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง สำหรับกรณีที่กู้ซื้อบ้านกับ TMB โดยไม่สมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท จะได้รับอัตราดอกเบี้ยปกติจาก TMB โดยยังได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมอีกดังนี้ -ฟรีประกันอัคคีภัย: TMB จ่ายให้ตามมูลค่าเบี้ยประกันภัย ประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมรวมถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆเป็นไปตามประกาศของธนาคาร EIR (Effective Interest Rate : อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา) เป็นเพียงตัวอย่างที่ใช้ในการคำนวณเท่านั้น โดยคำนวณจาก เงินกู้ 3 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 20 ปี / MRR (Minimum Retail Rate : อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี) = 6.28% ต่อปี ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2563 ธนาคารไทยพาณิชย์ อัตราดอกเบี้ย 3.25% - 4.10%* เฉลี่ย 3 ปีแรก สำหรับลูกค้าโครงการ/ลูกค้าองค์กร โดยขึ้นอยู่กับประเภทโครงการ หรือประเภทองค์กรตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด สำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้ภายใน 1 ก.ค.-30 ก.ย. 63 และจดจำนองภายใน 30 ก.ย. 63 ธนาคารธอส. สินเชื่อบ้าน GHB Precious ปีที่ 1 ดอกเบี้ยเท่ากับ 1.67% ปีที่ 2 เท่ากับ 2.75% ปีที่ 3 เท่ากับ MRR-2.40% ปีที่ 4-7 เท่ากับ MRR-2.00% ปีที่ 8 จนถึงตลอดอายุสัญญา  กรณีลูกค้าสวัสดิการ MRR-1.00% กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป MRR-0.50% หมายเหตุ ธนาคารยกเว้นค่าธรรมเนียมยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินนิติกรรม สินเชื่อ New Life ปีที่ 1 ดอกเบี้ยเท่ากับ 3.00% ปีที่ 2 เท่ากับ 3.25% ปีที่ 3 เท่ากับ 3.50% ปีที่ 4-5 เท่ากับ 4.00% ปีที่ 6 จนถึงตลอดอายุสัญญา  กรณีลูกค้าสวัสดิการ MRR-1.00% กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป MRR-0.50% หมายเหตุ ธนาคารยกเว้นค่าธรรมเนียมยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินนิติกรรม สินเชื่อบ้านโครงการจัดสรร ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ยเท่ากับ 2.65% ปีที่ 3 ดอกเบี้ย MRR-2.90% ปีที่ 4 เป็นต้นไป กรณีลูกค้าสวัสดิการ MRR-1.00% กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป MRR-0.50% ธนาคารยูโอบี สินเชื่อบ้านใหม่ สำหรับโครงการของบริษัทมหาชน -แบบดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก กรณีทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 3.35% ปีที่ 4 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR-1.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 4.79% -กรณีไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 3.55% ปีที่ 4 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR-1.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 4.87% -แบบดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก กรณีทำประกันชีวิต ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 2.80% ปีที่ 3 ดอกเบี้ยเท่ากับ 4.75% ปีที่ 4 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR-1.60% อัตราดอกเบี้ยเฉี่ย 3 ปีแรกเท่ากับ 3.45% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 4.80% กรณีไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 3.00% ปีที่ 3 ดอกเบี้ยเท่ากับ 4.95% ปีที่ 4 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR-1.60% อัตราดอกเบี้ยเฉี่ย 3 ปีแรกเท่ากับ 3.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 4.88% สินเชื่อบ้านใหม่ สำหรับโครงการที่ธนาคารให้การสนับสนุน -แบบดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก กรณีทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 3.40% ปีที่ 4 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR-1.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 4.81% กรณีไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 3.60% ปีที่ 4 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR-1.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 4.89% -แบบดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก กรณีทำประกันชีวิต ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 2.85% ปีที่ 3 ดอกเบี้ยเท่ากับ 4.80% ปีที่ 4 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR-1.60% อัตราดอกเบี้ยเฉี่ย 3 ปีแรกเท่ากับ 3.50% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 4.82% กรณีไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 3.05% ปีที่ 3 ดอกเบี้ยเท่ากับ 5.00% ปีที่ 4 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR-1.60% อัตราดอกเบี้ยเฉี่ย 3 ปีแรกเท่ากับ 3.70% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 4.90% สินเชื่อบ้านใหม่ สำหรับโครงการทั่วไป /บ้านมือสอง /ก่อสร้างบ้าน -แบบดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก กรณีทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 3.55% ปีที่ 4 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR-1.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 4.87% กรณีไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 3.75% ปีที่ 4 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR-1.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 4.95% -แบบดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก กรณีทำประกันชีวิต ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 3.00% ปีที่ 3 ดอกเบี้ยเท่ากับ 4.95% ปีที่ 4 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR-1.60% อัตราดอกเบี้ยเฉี่ย 3 ปีแรกเท่ากับ 3.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 4.88% กรณีไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 3.20% ปีที่ 3 ดอกเบี้ยเท่ากับ 5.15% ปีที่ 4 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR-1.60% อัตราดอกเบี้ยเฉี่ย 3 ปีแรกเท่ากับ 3.85% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ 4.96% หมายเหตุ อัตราดอกเบี้ยแบบทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ผ่านธนาคารยูโอบี -ทุนประกันเต็มวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันขั้นต่ำ 10 ปี หรือ -ทุนประกันขั้นต่ำ 80% ของวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันเต็มตามระยะเวลากู้ อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 1 ล้านบาท อายุสัญญา 15 ปี MRR=7.35% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในสื่อโฆษณาเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยสำหรับการทำสัญญากู้ยืมของลูกค้าแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกันตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ แบบที่ 1 สำหรับผู้กู้มีรายได้ตั้งแต่ 75,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป แบบ 1.1 ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ย 1.90% ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.85% ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% เฉลี่ย 3 ปีแรก ดอกเบี้ย 2.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.54% แบบที่ 1.2 ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ยคงที่ 2.00% ผ่อนล้านละ 3,500 บาทต่อเดือน ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 4.25% ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% เฉลี่ย 3 ปีแรก ดอกเบี้ย 2.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.65% แบบที่ 1.3 ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ย 2.50% ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% เฉลี่ย 3 ปีแรก ดอกเบี้ย 2.50% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.57% แบบที่ 1.4 ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ย 2.70% ผ่อนล้านละ 3,500 บาทต่อเดือน 3 ปีแรก ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% เฉลี่ย 3 ปีแรก ดอกเบี้ย 2.70% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.69% แบบที่ 2 สำหรับผู้กู้มีรายได้ตั้งแต่ 20,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป แบบ 2.1 ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ย 2.00% ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.80% ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% เฉลี่ย 3 ปีแรก ดอกเบี้ย 2.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.57% แบบที่ 2.2 ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ยคงที่ 2.10% ผ่อนล้านละ 3,500 บาทต่อเดือน  ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 4.20% ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% เฉลี่ย 3 ปีแรก ดอกเบี้ย 2.80% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.69% แบบที่ 2.3 ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ย 2.55% ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% เฉลี่ย 3 ปีแรก ดอกเบี้ย 2.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.60% แบบที่ 2.4 ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ย 2.75% ผ่อนล้านละ 3,500 บาทต่อเดือน 3 ปีแรก ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% เฉลี่ย 3 ปีแรก ดอกเบี้ย 2.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.73% เงื่อนไข 1.สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านใหม่ในโครงการจัดสรร ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.90% ต่อปี สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ตั้งแต่ 75,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป หรืออัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.00% สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ตั้งแต่ 20,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป และเบิกรับเงินกู้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม - 30 กันยายน 2563 เท่านั้น 2.กรณีลูกค้าทำประกัน MRTA/MLTA ธนาคารทดรองจ่ายค่าจดจำนองให้ 1%  ของวงเงินกู้อนุมัติ หรือสูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท (ทั้งนี้ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินทดรองจ่ายค่าจดจำนองดังกล่าวคืนจากลูกค้า กรณีลูกค้าปิดบัญชีสินเชื่อ หรือเปลี่ยนแปลงสัญญาใดๆ ภายใน 5 ปีแรกทุกกรณี นับจากวันทำนิติกรรมจดจำนอง) 3.กรณีสมัครทำประกันชีวิต ต้องสมัครทำ MRTA/MLTA ทุนประกัน 100% ของวงเงินสินเชื่อ ระยะความคุ้มครองขั้นต่ำ 10 ปี 4.ลูกค้าสามารถเลือกใช้อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำล้านละ 3,500 บาท ได้ในแบบอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่เท่านั้น 5. อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี MRR = 7.350% (ณ วันที่ 14 เม.ย. 63) ที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในโฆษณาฉบับนี้เท่านั้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย 6.อัตราดอกเบี้ย หลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด ธนาคารออมสิน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อเคหะ กรณีผู้กู้ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ แบบที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR-4.50% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.75% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.25% ปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR-1.00% แบบที่ 2 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 3.75% ปีที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% กรณีผู้กู้ไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ แบบที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR-3.50% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-0.75% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-0.25% ปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR-0.25% แบบที่ 2 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.75% ปีที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย MRR-0.25%  
3 เหตุผลโนเบิล ปั้น NUE เพิ่มรายได้สร้างพอร์ตสัดส่วน 50%

3 เหตุผลโนเบิล ปั้น NUE เพิ่มรายได้สร้างพอร์ตสัดส่วน 50%

ในบรรดาดีเวลลอปเปอร์ที่พัฒนาโครงการตามแนวรถไฟฟ้า และอยู่ในย่านใจกลางเมือง จะต้องมีชื่อของ “โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์” ติดอยู่ในทำเนียบผู้ที่พัฒนาโครงการในทำเลดังกล่าว โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียม ซึ่งส่วนใหญ่จะพัฒนาโครงการอยู่ในทำเลรถไฟฟ้าบีทีเอสในช่วงสถานีอารีย์จนถึงสถานีเอกมัย หรือหากเป็นรถไฟฟ้าใต้ดิน สายสีน้ำเงิน ก็จะพัฒนาเฉพาะทำเลตั้งแต่ย่านสถานีศูนย์วัฒนธรรมเป็นหลัก   การพัฒนาโครงการคอนโดส่วนใหญ่ของโนเบิล จะจับตลาดกลางถึงบน มีระดับราคาเฉลี่ยประมาณ 200,000 บาทต่อตารางเมตร หรือระดับราคาขายยูนิต 4-5 ล้านบาทเป็นหลัก แต่จากการเติบโตของเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ราคาที่ดินปรับเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายหลัก ทั้งบีทีเอสและเอ็มอาร์ที มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ไม่สามารถซื้อที่ดินมาพัฒนาโครงการขายได้   แนวทางออกของการเติบโต เพื่อไปต่อของโนเบิล จึงได้สร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาเพื่อเสริมพอร์ตรายได้ โดยเลือกที่จะพัฒนาแบรนด์ นิว (NUE) ซึ่งย่อมาจาก New Urban Epicenter หมายถึง จุดศูนย์กลางเมืองแห่งใหม่  โดยทางโนเบิลยังคงเลือกที่จะพัฒนาโครงการเกาะแนวเส้นทางรถไฟฟ้า แต่เลือกเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย หรือเส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่ เพื่อยังคงรักษาคอนเซ็ปต์การเลือกทำเลที่ดี และเป็นทำเลเพื่อการอยู่อาศัยในอนาคต 3 เหตุผลปั้น NUE เพิ่มพอร์ตรายได้ นายอรัฐ เศวตะทัต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า การพัฒนาแบรนด์นิวเกิดขึ้นมาจาก 3 โจทย์หลัก ได้แก่ 1.ขยายตลาด 2-3 ล้าน เนื่องจากปัญหาราคาที่ดินซึ่งปรับเพิ่มสูง ทำให้บริษัทไม่สามารถซื้อที่ดินมาพัฒนาโครงการในระดับราคาที่บริษัทมุ่งเน้นได้ คือ ระดับราคา 4-5 ล้านบาทต่อยูนิตขายได้ ประกอบกับ หากพอร์ตสินค้าทั้งหมดมีแต่ราคาดังกล่าวแต่อย่างเดียว อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยง จึงมีแนวคิดขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าอื่น ๆ ซึ่งเลือกระดับราคา 2-3 ล้านบาท เพราะสามารถซื้อที่ดินตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้ามาพัฒนาได้ และยังคงคุณภาพการพัฒนาได้เช่นเดียวกับโครงการอื่น ๆ ของโนเบิลได้ด้วย 2.เลือกทำเลเกาะติดแนวรถไฟฟ้า หัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงการอสังหาฯ คือ การเลือกทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นไพร์มแอเรีย โนเบิลจึงเลือกพัฒนาในทำเลตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายหลักที่เปิดให้บริการอยู่ปัจจุบัน และเป็นย่านใจกลางเมืองเป็นหลัก แต่จากปัญหาราคาที่ดินที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาที่ดินไม่สามารถซื้อมาพัฒนาโครงการได้ หรือหากซื้อมาพัฒนาได้ราคาขายก็จะมีราคาสูงเกิน ซึ่งหากจะยังคงพัฒนาตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าจึงต้องปรับระดับราคาลงมา และขยายไปตามแนวเส้นทางส่วนต่อขยาย ราคาคอนโดยูนิตละ 2-3 ล้านบาท สามารถทำได้ในเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย เพราะคิดว่าสังคมเมืองจะขยายออกไปตามเส้นทางรถไฟฟ้า จึงเป็นโอกาสและทำราคาได้ตามที่ต้องการ 3.ดีไซน์สไตล์โนเบิล อีกหนึ่งหัวใจของการพัฒนาโครงการคอนโด ให้ประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้า เรื่องของดีไซน์จึงยังมีความสำคัญ และเป็นสิ่งที่ลูกค้าใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกซื้อโครงการด้วยเช่นกัน การออกแบบห้องของแบรนด์นิว จึงเลือกใช้แนวคิดและคอนเซ็ปต์ใกล้เคียงกับแบรนด์ต่าง ๆ ของโนเบิลที่เคยพัฒนาออกมาแล้ว โดยเฉพาะการออกแบบห้องหน้ากว้าง และห้องขนาด 2 ห้องนอน พื้นที่ 35 ตารางเมตร แต่ยังขายได้ในระดับราคากว่า 3 ล้านบาทเท่านั้น ปั้น 3 โปรเจ็กต์ใหม่เติมพอร์ตรายได้ ในช่วงครึ่งปีหลัง โนเบิล ได้วางแผนเปิดโครงการนิว ด้วยกัน 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการนิว โนเบิล งามวงศ์วาน” (NUE NOBLE NGAMWONGWAN) โดยเปิดขายไปแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผ่านรอบพิเศษที่สำนักงานขายและรอบจองออนไลน์ ซึ่งสามารถทำยอดขายแล้วมากกว่า 50% จากมูลค่าโครงการทั้งหมด 1,800 ล้านบาท จากกลุ่มลูกค้าภายในประเทศ ภายในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์หลังจากเปิดตัว โดยลูกค้ากลุ่มนี้ได้ชำระเงินทำสัญญาพร้อมเงินจองเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ ยังมีคาดว่าจะมียอดขายจากกลุ่มลูกค้าต่างประเทศได้อีกกว่า 20%   ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.59 ล้านบาท* 2.โครงการนิว โนเบิล รัชดา – ลาดพร้าว” (NUE NOBLE RATCHADA – LAT PHRAO) โดยเปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโครงการแรกที่โนเบิล ร่วมทุนกับ บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วนที่เท่ากัน พัฒนาโครงการ 2,000 ล้าน  ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.39 ล้านบาท* จะเริ่มเปิดจองในรอบ Online Booking ในวันที่ 16 สิงหาคมนี้ 3.โครงการนิว โนเบิล ไฟฉาย – วังหลัง” (NUE NOBLE FAI CHAI - WANG LANG) วางแผนเปิดตัวกลางเดือนสิงหาคมนี้ เป็นโครงการคอนโดมิเนียม High-Rise แห่งแรกของโนเบิลในพื้นที่ฝั่งธนบุรี มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท บนทำเลใจกลางแยกไฟฉาย - วังหลัง เพียง 80 เมตรจากสถานีไฟฉาย   ปีที่ผ่านมาโครงการภายใต้แบรนด์นิว มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 11% ปีนี้คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้ 22% จากเป้าหมายรายได้ที่คาดว่าจะทำได้ 10,000 ล้านบาท ส่วนปีหน้าคาดว่าแบรนด์นิวจะมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 50% ซึ่งปัจจุบันได้เตรียมที่ดินสำหรับการพัฒนาในปีหน้าไว้แล้ว 4 แปลง ซึ่งเบื้องต้นบริษัทมีแผนพัฒนาโครงการแบรนด์นิวในปีหน้าอย่าน้อย 3 โครงการ ด้านนายอรรถวิทย์ เฉลิมทรัพยากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน  กล่าวเสริมว่า  บริษัท มียอดขายรอโอน (backlog) มากกว่า 15,000 ล้านที่จะทยอยรับรู้ภายใน 3 ปีข้างหน้า เฉพาะภายในปีนี้น่าจะรับรู้รายได้ 7,000-8,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่สร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนมูลค่ากว่า 8,600 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าจะสามารถทำรายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งช่วงไตรมาสสุดท้ายบริษัทยังวางแผนพัฒนาโครงการใหม่ ที่ไม่ใช่โครงการภายใต้แบรนด์นิวอีก 2 โครงการ ซึ่งน่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทด้วย
เปิดข้อมูล ตลาดคอนโดใหม่ ไตรมาส 2 เปิดใหม่ลดลงกว่า 73%

เปิดข้อมูล ตลาดคอนโดใหม่ ไตรมาส 2 เปิดใหม่ลดลงกว่า 73%

การจัดโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม ของตลาดบ้านและคอนโดมิเนียม ในช่วงเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แน่นอนว่า ทำให้ผู้ประกอบการต้องชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยเฉพาะโครงการคอนโด และเลือกจะหันมาระบายสต็อกในมือแทน เพื่อสร้างยอดขายและกระแสเงินสด มากกว่าจะทุ่มงบลงไปสร้างโครงการใหม่   ผลจากการเน้นระบายสต็อก และการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ ทำให้จำนวนคอนโดใหม่คงลดจำนวนอย่างมากมายในปีนี้ แต่ว่าจะลดลงเท่าไรนั้น ทาง บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด ได้จัดทำรายงานตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร ณ ไตรมาสที่ 2 ปี 2563 คอนโดใหม่ลดลงกว่า 73% ตลาดคอนโดใหม่ในกรุงเทพมฯ ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา มีจำนวนเปิดขายใหม่ทั้งสิ้น 4,022 ยูนิต จำนวนยูนิตเปิดขายใหม่ลดลงใน 73.2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มีจำนวนเปิดขายใหม่ 14,988 ยูนิต และหากเปรียบเทียบกับไตรมาสแรกของปีนี้ มีจำนวนลดลง 35.6% จากจำนวนเปิดเปิดขายใหม่จำนวน 6,246 ยูนิต   สำหรับคอนโดใหม่ที่เปิดขายในไตรมาสที่ 2 ส่วนใหญ่เป็นคอนโดเกรดซี มีระดับราคาขายต่ำกว่าตารางเมตรละ 80,000 บาท ซึ่งมีสัดส่วน 71% รองลงมา เป็นคอนโด เกรดบี ที่มีระดับราคาขายตารางเมตรละ 80,000 – 100,000 บาท คิดเป็นสัดส่วน 29% ซึ่งคอนโดระดับราคาขายสูงกว่าตารางเมตรละ 100,000 บาทไม่มีเปิดขายเลย ด้านทำเลที่ตั้ง พบว่าคอนโดใหม่ที่เปิดขาย ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองกรุงเทพฯ คิดเป็นสัดส่วน 75% รองลงมา เป็นคอนโดที่ตั้งอยู่บริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ (City Fringe) คิดเป็น 25% ส่วนทำเลศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ไม่พบคอนโดใหม่เปิดขาย คอนโดใหม่ขายได้แค่ 581 ยูนิต ช่วงไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เป็นช่วงที่ตลาดคอนโดใหม่เปิดขายในกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมากกว่าไตรมาสแรก จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้กำลังซื้อลดลงอย่างชัดเจน ในโครงการคอนโดที่เปิดขายใหม่ในไตรมาสที่ 2 โดยมียูนิตขายได้ใหม่เพียง 581 ยูนิต จากจำนวนที่เปิดขายใหม่ทั้งสิ้น 4,022 ยูนิต ซึ่งเป็นอัตราการขายที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี สำหรับราคาขายของคอนโดใหม่ในกรุงเทพฯ ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ปรับตัวลดลงในทุกพื้นที่ จากไตรมาสแรกที่ผ่านมา และปีที่ผ่านมา บริเวณศูนย์กลางธุรกิจมีราคาเสนอขายอยู่ที่ 267,000 บาทต่อ ตารางเมตร ปรับตัวลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ที่มีราคาเสนอขายอยู่ที่ 268,300 บาทต่อตารางเมตร บริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ (City Fringe) มีราคาเสนอขายคอนโดอยู่ที่ 147,356 บาท ต่อ ตารางเมตร ปรับตัวลดลง 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ที่เสนอขายอยู่ที่ 149,600 บาทต่อตารางเมตร บริเวณชานเมืองกรุงเทพฯ มีราคาเสนอขายอยู่ที่ 80,000 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลงในอัตรา 1.4% หากเทียบกับไตรมาสแรก ที่เสนอขายอยู่ที่ 81,150 บาทต่อตารางเมตร แต่ราคาซื้อขายจริงอาจมีราคาต่ำกว่าราคาเสนอขายเฉลี่ยในอัตรา 7 – 10% หรือ มากกว่าครึ่งขึ้นอยู่กับแคมเปญ โปรโมชั่น ที่จัดให้มีแตกต่างกันไปของแต่ละโครงการ คาดปี 63 คอนโดใหม่เปิดตัวไม่เกิน 30,000 ยูนิต นางสาวริษิณี สาริกบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดคอนโดในกรุงเทพฯ ว่า ทิศทางตลาดคอนโดยังมีความท้าทายอยู่มาก ถึงแม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะมีแนวโน้มดีขึ้น และผู้ประกอบการเริ่มหันมาเปิดขายโครงการใหม่ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา คาดว่าในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของปีนี้ ผู้ประกอบการจะเริ่มกลับมาเปิดขายโครงการใหม่ โดยประเมินว่า ในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะมีจำนวนยูนิตใหม่ออกมาประมาณ 15,000 – 20,000 ยูนิต ซึ่งทำให้ภาพรวมจำนวนยูนิตเปิดขายใหม่ของทั้งปีนี้มีประมาณ 25,000 – 30,000 ยูนิต โดยยูนิตเปิดขายใหม่จะมีระดับราคาขายประมาณ 1.5 – 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการมากที่สุด หรือระดับราคาขาย 60,000 – 80,000 บาทต่อตารางเมตร และกลุ่มผู้ซื้อคือ ผู้ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) เป็นหลัก และอาจมีนักลงทุนบ้าง
เบอร์เครีย์ กรุ๊ป บุกตลาด ไทย ขนโปรเจ็กต์  ดึงนักธุรกิจไทยลงทุนอสังหาฯ อังกฤษ

เบอร์เครีย์ กรุ๊ป บุกตลาด ไทย ขนโปรเจ็กต์ ดึงนักธุรกิจไทยลงทุนอสังหาฯ อังกฤษ

บิ๊กอสังหาฯ อังกฤษ “เบอร์เคลีย์ กรุ๊ป” บุกตลาดไทย ขนโปรเจ็กต์   White City Living เฟส 3 ขายราคาเริ่มต้นยูนิตละ 30  ล้าน หวังดึงนักลงทุนไทยซื้อห้องชุด ชี้อสังหาฯ อังกฤษดีมานด์มากกว่าซัพพลาย สร้างผลตอบแทนจากราคาเพิ่มขึ้น 6-10% เตรียมจัดงานสัมมนาสร้างยอดขาย 7-8 ยูนิต   นายนิค พานคาเนีย หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการประเทศไทย บริษัท เบอร์เคลีย์ กรุ๊ป  เปิดเผยว่า ได้นำโครงการง White City Living เฟส 3  ในกรุงลอนดอนฝั่งตะวันตก ของประเทศอังกฤษ  มาเสนอขายให้กับลูกค้าคนไทย ซึ่งเป็นโครงการที่พักอาศัยขนาดความสูง 30 ชั้น จำนวน 530 ยูนิต  ในราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาท สำหรับห้องพักขนาดประมาณ 37 ตารางเมตร โดยจะมีการจัดกิจกรรมสัมมนาขึ้นระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม และ 1 สิงหาคม นี้  ที่โรงแรมเซนต์รีจิส กรุงเทพฯ  ซึ่งภายในงานจะมีการจัดแคมเปญสำหรับผู้ซื้อ ด้วยการลดค่าอากรการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในอัตรา 2% ของราคาห้องชุด สำหรับโครงการ White City Living แบ่งการพัฒนาออกเป็น 5 เฟส มีจำนวนยูนิตรวมทั้งหมด 2,372 ยูนิต เริ่มต้นการพัฒนาเฟสแรกตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งโครงการมีแผนพัฒนาสมบูรณ์ทุกเฟส ในระยะเวลา 10 ปี  ซึ่งในเฟส 3  ได้พัฒนาเป็นอาคารพักอาศัยใหม่ 2 อาคาร ได้แก่ The Waterside และ Cassini  ซึ่งมีบริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) เป็นตัวแทนจำหน่ายโครงการดังกล่าวในประเทศไทย สำหรับการจัดงานช่วงปลายเดือนนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 30 คน  และมีลูกค้าที่มีโอกาสจะซื้อห้องชุดประมาณ 7-8 คน  โดยคาดว่าจะสามารถทำยอดขายจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้ประมาณ 4-5 ยูนิต ซึ่งโครงการในเฟส 3 จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2565   สำหรับบริษัท เบอร์เคลีย์ กรุ๊ป เป็น 1 ใน 100 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ซึ่งมีการพัฒนาโครงการในประเทศอังกฤษปัจจุบันมากถึง 80 โครงการ โดยใช้เงินทุนของบริษัทเอง ไม่มีการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ถือเป็นผู้ประกอบการอสังหาฯ รายใหญ่ในประเทศอังกฤษ พัฒนาที่อยู่อาศัยมามากกว่า 19,000 ยูนิต เฉพาะปีที่ผ่านมาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยออกมาทำตลาดมากกว่า 3,158 ยูนิต ด้านนางสาวจุฑามาศ ลีวานันท์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดสำหรับที่อยู่อาศัยต่างประเทศ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในประเทศอังกฤษว่า ในปัจจุบันนักลงทุนไทยให้ความสนใจลงทุนอสังหาฯ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากจำนวนที่อาศัยในกรุงลอนดอนมีไม่เพียงพอกับความต้องการ เพราะกรุงลอนดอนนั้น นอกจากจะเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทระดับโลกจำนวนมากแล้ว ยังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินของโลก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง และเป็นศูนย์กลางทางด้านการศึกษาระดับสูง ซึ่งประกอบไปด้วยมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยมากกว่า 40 แห่ง ประกอบกับค่าเงินปอนด์อ่อนตัวอยู่ในระดับที่ต่ำเป็นเวลา 5 ปีติดต่อกัน และค่าเงินบาทที่แข็งตัว การลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของกรุงลอนดอน ให้ผลการตอบแทนค่าเช่าที่ดีถึง 3-4% และราคาขายเติบโต 6-10% ต่อปี ซึ่งดีกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ในระยะกลางถึงระยะยาว เนื่องจากกรุงลอนดอนเป็นที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย มีรูปแบบกฎหมายที่โปร่งใส การถือครองกรรมสิทธิ์ในสัญญาเช่า (Leasehold) ที่มีความยาว 999 ปี นอกจากนี้ กฎหมายของอังกฤษไม่ได้มีข้อจำกัดในการปล่อยเช่า  หรือเป็นเจ้าของอสังหาฯ ที่นักลงทุนต่างชาติต้องกังวล ทั้งยังมีสภาพคล่องสูง สามารถขายต่อได้ภายใน 2 เดือนโดยเฉลี่ยจากข้อมูลของเว็บ Zoopla และจากผลสำรวจของ Seven Capital Brexit พบว่า กว่า 85% ของนักลงทุนนั้น กำลังลงทุนในตลาดของประเทศอังกฤษ แสดงให้เห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศอังกฤษยังคงเป็นที่น่าดึงดูดและเป็นการลงทุนที่มั่นคงสำหรับบุคคลที่มีรายได้สูง
พัทยา โอกาสทางตลาด “บ้านหลังที่ 2” แหล่งหลบภัยสังคมไฮเอนด์

พัทยา โอกาสทางตลาด “บ้านหลังที่ 2” แหล่งหลบภัยสังคมไฮเอนด์

ในบรรดาเมืองชายทะเล สำหรับเป็นสถานที่พักตากอากาศของไทยยอดนิยม หนึ่งในนั้นต้องมี “เมืองพัทยา” ติดอยู่ในลำดับต้น ๆ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวของคนที่อยู่ในจังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพราะสามารถเดินทางได้สะดวก รวดเร็ว ที่สำคัญเมืองพัทยามีความครบถ้วนของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดยาวผู้คนจำนวนมากจึงเดินทางมาพักผ่อนและท่องเที่ยว   เมืองพัทยาไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะด้านการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในการเป็นที่อยู่อาศัยระยะยาว ทั้งกลุ่มผู้เกษียณอายุ หรือผู้ที่ต้องการที่พักผ่อน  แม้แต่เป็นสถานที่หลบภัยชั่วคราว อย่ากรณีน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ​ ช่วงปี 2554 ซึ่งมีหลายครอบครัวเลือกจะมาพักอาศัยหนีน้ำท่วม  เรียกได้ว่า เมืองพัทยากลายเป็นบ้านหลังที่ 2 ของหลายครอบครัวไปแล้ว   นายณพงศ์ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ปี 2554 พบว่ามีกลุ่มลูกค้าของบริษัท ได้อพยพมาพักอาศัยที่โครงการโอเชี่ยน พอร์โตฟิโน่ จอมเทียน-พัทยา เป็นจำนวนมาก เพราะไม่มีปัญหาน้ำท่วม ขณะที่ปัจจุบันเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้ไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวไปในต่างประเทศได้ กลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์จึงเลือกที่จะมาพักอาศัยอยู่ที่พัทยาแทน ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมลักชัวรี่มีอัตราการเติบโตเพิ่มมากขึ้น และถูกใช้เป็นบ้านหลังที่ 2 มากขึ้นด้วย โดยโครงการโอเชี่ยน พอร์โตฟิโน่ จอมเทียน-พัทยา เป็นโครงการคอนโดมิเนียมไฮไรส์ สูง 37 ชั้น มีจำนวน 268 ยูนิต บนเนื้อที่กว่า 120 ไร่ มูลค่า 3,000 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือขายประมาณ 30 ยูนิต ซึ่งช่วงหลังจากมาตรการล็อคดาวน์ พบว่ากลุ่มลูกค้าให้ความสนใจในการซื้อคอนโดไว้สำหรับเป็นบ้านที่ 2 กันมากขึ้น เฉพาะเดือนที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายได้ถึง 120 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น  เนื่องจากกลุ่มลูกค้าต้องการซื้อเพื่อใช้เป็นบ้านหลังที่ 2 เพราะส่วนใหญ่จะซื้อห้องที่มีขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 2 ห้องนอนขึ้นไป จากปกติมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 1-2 ห้องเท่านั้น   ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และไวรัสโควิด-19 ทำให้คนทั่วไปมีการวางแผนสำรอง รับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้น จึงหาซื้อบ้านหลังที่สองไว้พัก อสังหาฯ ทั่วไปไม่ค่อยดี แต่กลุ่มไฮเอนด์ยังเติบโตได้ดี นายณพงศ์  กล่าวอีกว่า  ไม่เพียงแต่กลุ่มลูกค้าชาวไทยเท่านั้น ที่วางแผนมีบ้านหลังที่สอง เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน แต่ชาวต่างชาติยังวางแผนสำรองลักษณะเดียวกันด้วย โดยมองว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านความปลอดภัยสูง โดยเห็นได้จากการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  จึงมองว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการเข้ามาพักระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวจีน และยุโรป  ซึ่งเห็นได้จากโครงการโอเชียนฯ มีลูกค้าที่พักอาศัยแบบระยะยาวมากถึง 20 ห้อง ทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เมืองพัทยา เป็นสถานที่การท่องเที่ยวและพักอาศัยในระยะยาวนั้น 1.การเดินทางสะดวกและรวดเร็ว ปัจจุบันการเดินทางมาเมืองพัทยา สามารถเดินทางได้โดยรถโดยสาร รถไฟ และรถส่วนตัว ซึ่งมีความสะดวกและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางปกติหรือทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) ขณะที่ในอนาคตยังจะมีการพัฒนาเส้นทางทั้งถนน เส้นทางรถไฟ และการเปิดใช้สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งยกระดับเป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 ของกรุงเทพฯ ซึ่งยังจะมีการพัฒนาเส้นทางรถไฟความเร็วสูง เชื่อมทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมืองด้วย ทำให้การเดินทางมาเมืองพัทยาทั้งสะดวกและรวดเร็วกว่าเดิม 2.พื้นที่เมืองเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เมืองพัทยามีความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ และยังเป็นเมืองอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจของเมืองพัทยาเติบโตมาโดยตลอด จึงทำให้ราคาของที่อยู่อาศัยและอสังหาฯ เติบโตตามด้วย กลุ่มผู้ซื้ออสังหาฯ ส่วนหนึ่งจึงมองเรื่องโอกาสการเพิ่มขึ้นของราคาอสังหาฯ ในอนาคต ประกอบการพิจารณาเลือกซื้อด้วย 3.ที่ดินขึ้นโครงการใหม่มีจำกัด แม้ว่าที่ผ่ามาเมืองพัทยาจะมีการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ออกมาจำนวนมาก แต่ปัจจุบันจะพบว่าตลาดเริ่มมีซัพพลายออกมาน้อย เนื่องจากที่ดินมีจำกัด โดยเฉพาะที่ดินบริเวณริมชายหาด ซึ่งปัจจุบันถูกจับจองจากผู้ประกอบการรายใหญ่ไว้หมดแล้ว โอกาสการพัฒนาโครงการใหม่ในทำเลศักยภาพจึงมีน้อยลงด้วย  การพัฒนาโครงการส่วนใหญ่ในระยะหลัง จึงขยายออกไปไกลกว่าบริเวณชายหาด   ข้อมูลจากคอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2563 มีโครงการคอนโดเปิดขายใหม่ในพื้นที่พัทยาเพียง 1 โครงการ จำนวน 319 ยูนิตเท่านั้น เพราะภาพรวมของตลาดคอนโดในพัทยายังคงมีจำนวนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จก่อนหน้านี้เหลือขายอยู่ในตลาดพอสมควร บวกกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดการชะลอตัว   ขณะที่ขนาดของคอนโดที่อยู่ระหว่างการขายในพื้นที่พัทยาทั้งหมด  พบว่ามีห้องชุดขนาดต่ำกว่า 50 ตร.ม.พัฒนาออกมามากสุดสัดส่วน 84.2% และขายไปแล้ว 66.3% ส่วนห้องชุดขนาดมากกว่า 100 ตร.ม.ขึ้นไปเหลือจำนวนแค่ 1% เท่านั้น ซึ่งพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์จะเลือกซื้อห้องขนาดใหญ่ มากกว่าห้องขนาดเล็ก เพราะพักอาศัยแบบครอบครัว “โอเชี่ยน” เล็งปั้นโปรเจ็กต์พื้นที่ 100 ไร่ สำหรับพื้นที่บริเวณโครงการโอเชี่ยน พอร์โตฟิโน่ จอมเทียน-พัทยา ยังมีที่ดินเหลืออีกกว่า 100 ไร่ ​ ที่บริษัทสามารถนำมาพัฒนาโครงการใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ​ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้ระยะเวลาพัฒนาประมาณ 2-3 ปี หลังจากคาดว่าโครงการโอเชี่ยน พอร์โตฟิโน่ จอมเทียน-พัทยา จะสามารถปิดการขายได้ภายในปีนี้   โดยโครงการใหม่ยังคงจับตลาดกลุ่มลักชัวรี่ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และเป็นกลุ่มลูกค้าที่มองหาบ้านหลังที่ 2 และไม่มีผลกระทบกับสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดระดับกลางลงล่าง ในราคา 1-3 ล้านบาท จะอ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจ และทำตลาดได้ยาก ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมักเป็นลูกค้าที่ซื้อบ้านหลังแรก โดยส่วนใหญ่จะต้องขอวงเงินกู้จากสถาบันเป็นหลัก แต่หากเป็นกลุ่มลักชัวรี่ส่วนใหญ่จะซื้อด้วยเงินสด และไม่มีปัญหาด้านการกู้เงิน   มองจากปัจจัยต่าง ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลง สถานกาณ์ของโลกที่ไม่แน่นอน ทำให้เทรนด์การมีบ้านหลังที่สอง จะกลายเป็น New Normal หรือความปกติใหม่ของการปรับตัวของผู้คนในยุคปัจจุบัน ยุคที่ทุกคนต้องเจอกับความเสี่ยงที่มีมากขึ้น และจะกลายเป็นเทรนด์ที่เติบดตขึ้นในตลาดอสังหาฯ นับจากนี้    
1 ปี SANSIRI BACKYARD จากพื้นที่สีเขียว สู่สวนผักทานได้ ปลูกง่ายในบ้าน

1 ปี SANSIRI BACKYARD จากพื้นที่สีเขียว สู่สวนผักทานได้ ปลูกง่ายในบ้าน

แสนสิริ ต่อยอดโปรเจ็กต์ SANSIRI BACKYARD จากการปั้นพื้นที่ว่างเปล่าเป็นพื้นที่สีเขียว สู่สวนผักทานได้  กระตุ้นลูกบ้านกว่า 120,000 ครอบครัว หันมาดูแลตนเองใช้พื้นที่ว่างปลูกพืชผักไว้กินเอง แสนสิริ ได้เริ่มต้นวิสัยทัศน์ For Greater Well-being ที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีของคนเมือง จากการมองเห็นเทรนด์การใช้ชีวิตของผู้บริโภค ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะเทรนด์การรักษ์โลก ด้วยการปลูกต้นไม้ไว้ในบ้านหรือห้องพักตามคอนโดมิเนียม จึงได้สานต่อวิสัยทัศน์ดังกล่าว เปิดตัว Sansiri Backyard (แสนสิริ แบคยาร์ด) คอมมูนิตี้สีเขียวในเมือง ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้เดินทางมาครบ 1 ปีแล้ว   โครงการ Sansiri Backyard นำที่ดินรอการพัฒนาพื้นที่รวมกว่า 14 ไร่ ของ T77 บริเวณสุขุมวิท77 ให้เป็นฟาร์มผักปลอดสาร เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนในเมืองใหญ่เห็นความสำคัญการใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติและคุณภาพชีวิตที่ดีที่มาจากการทานอาหารสดใหม่ ปลอดสารและไม่ปรุงแต่ง  ซึ่งแสนสิริคาดหวังว่าโครงการนี้ จะช่วยจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจ ให้ผู้คนเริ่มต้นสร้างพื้นที่สีเขียวบนพื้นที่ว่างเปล่าใกล้ตัว และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งต่อตนเองและสิ่งแวดล้อมได้     ขณะที่ช่วงเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 สถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลให้ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเพิ่มมากขึ้น จากผลสำรวจของดุสิตโพลล่าสุดชี้ว่าประชากร 45.39% ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หันมาให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย และเลือกบริโภคอาหารปลอดภัย ด้วยความคิดที่ว่าการดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอจะช่วยป้องกันไวรัส และการบริโภคอาหารที่ปลอดภัยจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้   นางจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาโครงการ SANSIRI BACKYARD ภายใต้หลัก 3GS หรือ GREEN-GROW-GIVE นั้น ไม่ได้มองเฉพาะเรื่องของการให้ความร่มรื่นในที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ต้องใช้พื้นที่ในบ้านให้เป็นประโยชน์ด้วยการเป็นแหล่งอาหารที่ปลอดภัยของครอบครัว จึงเกิดเป็นแนวคิด “SANSIRI BACKYARD: EAT-ABLE GARDEN (แสนสิริ แบคยาร์ด: อีท-เอเบิ้ล การ์เด้น) สวนผักทานได้ ปลูกง่ายในบ้าน” สนับสนุนให้ลูกบ้านใช้พื้นที่ว่างบางส่วน เช่นสวนหลังบ้านหรือริมระเบียงคอนโด มาทำสวนผักทานได้ และสามารถเป็นผู้ผลิตอาหารด้วยตัวเอง (FOOD PRODUCER)   โดย SANSIRI BACKYARD: EAT-ABLE GARDEN ได้จัดโชว์เคสในโชว์ยูนิต ทั้งโครงการบ้านและคอนโด ได้แก่ คาวะ เฮาส์ (kawa HAUS), อณาสิริ ชัยพฤกษ์–วงแหวนและอณาสิริ กรุงเทพ-ปทุมธานี ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมสนับสนุนให้ลูกค้าและ SANSIRI FAMILY กว่า 120,000 ครอบครัว สามารถปลูกสวนผักทานได้ในบ้านให้เกิดขึ้นจริงภายใต้คอนเซ็ปต์ GREEN INSPIRE-GROW COMMUNITY-GIVE EXPERIENCE ตั้งแต่ ส่งมอบชุดปลูกผักทานได้ (EDIBLE PLANT KIT) แบ่งปันทิปส์เกี่ยวกับ EDIBLE PLANT ทั้งผัก สมุนไพรไทยและต่างประเทศ รวมถึงดอกไม้ และจัดป๊อปอัพสวนทานได้ รวมถึงไลน์อัพสิทธิพิเศษอีกมากมายจากไร่กำนันจุล, ท็อปส์ มาร์เก็ต  และวิลล่า มาร์เก็ต พร้อมผลักดัน ZTHEGARDEN หนึ่งในผู้ชนะจาก THE FOUNDER โปรเจคปั้นพนักงานสู่สตาร์ทอัพ เพื่อส่งมอบบริการจัดสวนทานได้ถึงที่พักอาศัย     ในครึ่งปีหลังของแสนสิริพร้อมเดินหน้าสานต่อความสำเร็จของ SANSIRI BACKYARD ทั้งบนพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่รอพัฒนาเป็นแหล่งอาหารของชุมชน ขยายพื้นที่สีเขียวรวมเป็น 17 ไร่ของ SANSIRI BACKYARD x CHUL FARM ที่ T77 COMMUNITY เพิ่มนาข้าวไรซ์เบอร์รี่ และเลี้ยงเป็ดในแปลงนา เพื่อกำจัดวัชพืช ศัตรูข้าว รวมทั้งเพิ่มปุ๋ยให้ต้นข้าว โดยอยู่ภายใต้การดูแลอย่างของไร่กำนันจุล หนึ่งใน CO-GROWING PARTNER พันธมิตรธุรกิจรักษ์โลกของแสนสิริ   พร้อมกันนี้ยังมีการเพิ่มลู่วิ่งออกกำลังกายความยาว 1.5 ก.ม. รอบโครงการ T77 COMMUNITY ที่ผ่านเข้าไปชมความอุดมสมบูรณ์ของ SANSIRI BACKYARD x CHUL FARM และงานศิลปะ WALL ART  ขณะที่วางเป้าสร้าง SANSIRI BACKYARD เป็นสวนผักทานได้และแหล่ง FOOD SUPPLY บนพื้นที่ส่วนกลางรวม 160 โครงการคอนโดฯ บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮมและทาวน์เฮาส์ภายในปีนี้   “SANSIRI BACKYARD: EAT-ABLE GARDEN เป็นการปรับปัจจัยแวดล้อมของการพัฒนาโครงการของแสนสิริให้เข้ากับเทรนด์ปัจจุบันของการใช้ชีวิตของผู้บริโภค ที่หันมาใส่ใจต่อการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน รวมถึงใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างมีจิตสำนึกเรื่องความยั่งยืน การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และการกินอยู่ที่ปลอดภัย ปลอดสารมากขึ้น”   นางจริยา กล่าวตอนท้ายว่า ตลอดช่วงที่รัฐบาลประกาศล็อคดาวน์ ที่ทุกคนใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในบ้านและคอนโด SANSIRI BACKYARD ได้ทำหน้าที่เป็น FOOD SUPPLY หรือแหล่งอาหารแก่ชุมชนทั้งที่หัวหินและชุมชนลูกบ้านใน T77 COMMUNITY และอีก 30 โครงการ มากกว่า 15,000 ครอบครัวรวมไปถึงชุมชนใกล้เคียง ที่เชื่อมั่นในความสะอาดปลอดภัยจากการปลูกผักแบบปลอดสารของ SANSIRI BACKYARD    
5 กลยุทธ์ “โฮมโปร” ลุยตลาดครึ่งปีหลัง สู่เป้าหมายรายได้ 69,000 ล้าน

5 กลยุทธ์ “โฮมโปร” ลุยตลาดครึ่งปีหลัง สู่เป้าหมายรายได้ 69,000 ล้าน

ผลกระทบจากมาตรการล็อคดาวน์ประเทศ เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายธุรกิจต่างต้องหยุดการดำเนินธุรกิจชั่วคราว คนส่วนใหญ่จำเป็นต้อง “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” การใช้ชีวิตและการทำงานต้องเปลี่ยนเป็น Work From Home หลาย ๆ ธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และวิธีการทำตลาดใหม่ หันมามุ่งเน้นช่องทางตลาดออนไลน์ แทนการเปิดร้านขายแบบปกติ   การปิดสาขา หรือร้านขายสินค้าปกติ แน่นอนกระทบต่อยอดขายที่ต้องหายไป  แม้การเปิดขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์จะสามารถสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าอาจจะไม่ทดแทนกับยอดขายที่หายไปได้อย่างแน่นอน เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ไม่มีใครคาดคิดและเตรียมแผนรับมือเอาไว้ล่วงหน้า   “โฮมโปร”  ศูนย์จำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง และวัสดุก่อสร้าง ก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกคดาวน์  ซึ่งทำให้ผลการดำเนินงานในรอบครึ่งปีแรกของปี 2563 นี้ ชะลอตัวลงในอัตรา 12% แม้ว่ายอดขายผ่านช่องทางออนไลน์จะเพิ่มสูงขึ้น 350% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาก็ตาม นางสาวศิริวรรณ เปี่ยมเศรษฐสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยอดขายออนไลน์ของโฮมโปรเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก เฉพาะช่วงเดือนเมษายน มียอดขายเติบโตถึง 500%  โดยปกติยอดขายออนไลน์เฉลี่ยต่อวันจะมีประมาณ 2-3 ล้านบาท แต่ช่วงโควิด-19 สามารถขายได้สูงถึง 20 ล้านบาทต่อวัน และหากวันไหนมีการจัด Live Facebook ขายสินค้าได้สูงถึงวันละ 30 ล้านบาท   อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายอดขายออนไลน์จะเติบโตเพิ่มสูงขึ้น แต่ผลการดำเนินงานโดยรวมของช่วงครึ่งปีแรก ยังลดต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วงครึ่งปีหลังโฮมโปรเตรียมแผนการตลาด เพื่อกระตุ้นยอดขายให้กลับมาเติบโต และคาดหวังว่าจะสามารถทำผลประกอบการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ว่าจะมีรายได้ 69,000 ล้านบาทในปีนี้ สำหรับแผนการตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งโฮมโปรได้วางแผนไว้ ประกอบด้วย 1.การขยายสาขาใหม่เพิ่มอีก 2 แห่ง ในช่วงครึ่งปีหลังโฮมโปรวางแผนขยายสาขาขนาดใหญ่ 2 แห่ง ที่ย่านรังสิต และย่านสุขสวัสดิ์ ซึ่งตามแผนเดิมโฮมโปรจะขยายสาขาในรูปแบบโฮมโปร เอส ซึ่งเป็นาขาขนาดเล็ก อยู่ในพื้นที่ศูนย์การค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ แต่จากสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ ศูนย์การค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ที่จะเข้าไปขยายสาขา ยังไม่เปิดให้บริการ ทางโฮมโปรจึงต้องเลื่อนกำหนดการขยายสาขาออกไปเป็นปีหน้าแทน 2.จัดอีเวนต์ 5 งานใหญ่ ในช่วงครึ่งปีหลังโฮมโปรวางแผนจัดงานอีเวนต์ 5 งานหลัก ได้แก่ งานโฮมโปร แฟร์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดไปแล้วในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา งานโฮมโปรเอ็กซ์โป เมืองทองธานี ช่วงจัดขึ้นใน วันที่ 24 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2563 นี้ และอีก 3 งานที่กำลังจะจัดขึ้นต่อไป ได้แก่  งานโฮมโปร เอ็กซ์โป จ.เชียงใหม่  งานโฮมโปร เอ็กซ์โป จ.ขอนแก่น และงานโฮมโปร เอ็กซ์โป เมืองทองธานี ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งนอกเหนือจากงานอีเวนต์หลักดังกล่าวแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมภายในสาขา เช่น งานวันครบรอบ การจัดโปรโมชั่นประจำปี และการไปร่วมกับพันธมิตรในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ด้วย   3.เปิดตัว Homepro Mobile  Application สำหรับช่องทางตลาดออนไลน์ ปัจจุบันโฮมโปรมีการจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์ www.homepro.co.th  และ  Application Line “SHOP4YOU” และการสั่งซื้อสินค้าผ่านโทร 1284 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ที่ไม่สามารถเดินทางมาซื้อสินค้าที่สาขาได้ และเป็นการเสริมช่องทาง Omni Channel ของโฮมโปรให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น  จึงเตรียมเปิดตัว Homepro Mobile Application ในวันที่ 1 กันยายน 2563 นี้ โดยโฮมโปรตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากช่องทางออนไลน์ จากปัจจุบันประมาณ​ 3% ให้ได้ประมาณ 5% ตามเป้าหมายในปีนี้   4.พัฒนาระบบโลจิสติกส์ ระบบโลจิสติกส์  ถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการทำตลาดออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันโฮมโปรมีการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าในพื้นที่สาขาตั้งอยู่รัศมี 30 กิโลเมตร เมื่อสั่งซื้อสินค้าครบ 3,000 บาท แต่ในช่วงเกิดภาวะโควิด-19 ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเพียง 500 บาท ก็สามารถได้รับบริการจัดส่งสินค้าได้เช่นกัน โดยบริษัทมีแผนที่จะพัฒนาระบบการจัดส่งสินค้า ให้มีความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ด้วยบริการ “SAMEDAY Delivery” หรือการบริการจัดส่งสินค้าภายในวันเดียวกับที่สั่งซื้อสินค้า ซึ่งเริ่มต้นทดลองระบบดังกล่าวในงานโฮมโปร เอ็กซ์โป ครั้งที่ 31 ก่อน หากประสบความสำเร็จจะนำมาใช้จริง   นอกจากนี้ ทางโฮมโปร ยังได้ขยายระยะเวลาการให้บริการจัดส่งสินค้า  จากเดิมจัดส่งภายในเวลา 18.00 น. เป็นการจัดส่งภายในเวลา 21.00 น. ซึ่งแผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ โฮมโปรยังทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งสินค้ามีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ในอนาคตจะขยายศูนย์กระจายสินค้าให้เพิ่มมากขึ้นด้วย 5.เพิ่มความหลากหลายสินค้า รับ New Normal สินค้า คือ ความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งต้องมีทั้งความหลากหลาย และตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะการเข้าสู่ความปกติวิถีใหม่ หรือ New Normal ของลูกค้าในยุคโควิด-19 โดยโฮมโปรมองว่าสินค้าที่จะนำมาจำหน่าย ต้องมีความหลากหลาย  จึงได้ปรับสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ภายใต้แนวคิด Happy Home Healthy Living ยิ่งอยู่บ้าน ยิ่งรู้ว่าบ้านต้องการอะไร  ซึ่งเป็นการจัดกลุ่มสินค้าเพื่อตอบโจทย์ความเป็น Total Home Solution  ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม   -ลูกค้าที่ต้องทำงานที่บ้าน (Work from Home) เช่น เฟอร์นิเจอร์, โต๊ะ, เก้าอี้ -ลูกค้าที่ต้องการความบันเทิงภายในบ้าน (Entertainment Home) เช่น Smart TV. -กลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่ต้องเรียนออนไลน์ (Learning at Home)  -กลุ่มที่ทำอาหารเอง (Cooking at Home) เช่น หม้อทอด, เครื่องครัว, เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก -กลุ่มสินค้าสุขอนามัย (Hygienic) เช่น เครื่องอบจาน, เครื่องซักผ้า, เครื่องอบผ้า, เครื่องฟอกอากาศ, เครื่องกรองน้ำ -สินค้าจำเป็นในการดูแลบ้าน ซ่อมแซม ปรับปรุง และบริการด้าน Home Service การันตีด้วยทีมช่างมืออาชีพ   บทสรุปสุดท้าย ภายใต้สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โฮมโปร จะยังสามารถกอบกู้ยอดขายที่หดหายไปในช่วงครึ่งปีแรก ให้กลับมาได้ตามเป้าหมายรายได้ปีนี้ 69,000 ล้านบาท หรือไม่ ต้องรอดูว่ากลยุทธ์ต่าง ๆ ที่วางแผนออกมานั้น มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน
SCG เรียนรู้อะไร? กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปหลัง COVID-19

SCG เรียนรู้อะไร? กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปหลัง COVID-19

เป็นที่รู้กันดี ว่าไวรัสโควิด-19 ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ให้เข้าไปสู่วิถีความปกติใหม่ หรือ New Normal ซึ่งทุกคนต้องเน้นในเรื่องของสุขอนามัยและความปลอดภัยเป็นหลัก การให้ความสำคัญกับเรื่องการเว้นระยะห่างทางสังคม  ไม่เพียงแต่พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น ธุรกิจสินค้าและบริการ ก็ต้องปรับตัวตามความเป็น New Normal ด้วย โดยเฉพาะต้องปรับตัวให้สอดรับ กับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ซึ่งคือ หัวใจหลักสำคัญของธุรกิจ   พฤติกรรมหลักที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 คือ การซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะผู้บริโภคจำเป็นต้องเว้นระยะห่างทางสังคม และช่วงประเทศอยู่ในมาตรการล็อคดาวน์ ร้านค้าส่วนใหญ่ไม่เป็นจำหน่ายสินค้าทางช่องทางปกติ แต่หันมาให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์แทน ยิ่งทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกเดียวในการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น   นายบรรณ เกษมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด ผู้ดูแลธุรกิจ SCG HOME-Retail & Distribution Business ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ระบุว่า ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 การซื้อขายผ่านช่องทาง E-commerce และช่องทาง social media ต่าง ๆ ได้เติบโตและเพิ่มสูงขึ้นมาก จากก่อนหน้านี้ที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าว จากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค 3 พฤติกรรมผู้บริโภคกับการเลือกซื้อวัสดุตกแต่งบ้าน ช่วงที่ผ่านมา เอสซีจี ได้มีการศึกษาพฤติกรรมความสนใจ และการค้นหาข้อมูลเรื่องวัสดุการตกแต่งบ้าน รวมถึงการเลือกซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภค พบว่า มี 3 พฤติกรรมที่สำคัญ ได้แก่ 1.ลูกค้ามีการมองหาสินค้าที่คุ้มค่าคุ้มราคา (Value for money) 2.เน้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความปลอดภัย (Health concern) เช่น ก๊อกน้ำระบบเซนเซอร์ ลดการสัมผัส 3.มีความต้องการต่อเติม ตกแต่ง ปรับปรุง เพิ่มเติมฟังก์ชันให้บ้านมากขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด-19 สูงถึง 46% (Decorating & Renovation) ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตของสินค้าวัสดุก่อสร้างและตกแต่งที่น่าจับตามอง   นายบรรณ เล่าว่า ในช่วงเกิดภาวะโควิด-19 สิ่งที่เอสซีจีได้เรียนรู้จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป คือ ช่องทางตลาดออนไลน์ มาเร็วกว่าที่คาดคิดไว้ เพราะมีไวรัสโควิด-19 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา แต่ยอดขายสินค้าอาจจะไม่ได้เติบโตมากนัก เพราะไม่ได้เตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า แต่มีแนวโน้มและอัตราเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันยอดขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ของเอสซีจี เติบโตกว่าก่อนหน้านี้ 5-6 เท่าตัว เอสซีจี กับแผนรับมือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป เอสซีจี จึงต้องปรับตัวให้ทันกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค และนี่คือสิ่งที่เอสซีจีได้ ปรับแผนการตลาด 1.พัฒนาช่องทางการขายที่เป็นธุรกิจค้าปลีกแบบ Active OMNI-Channel ภายใต้ชื่อ SCG HOME ซึ่งได้นำหลัก Customer-centric มาใช้ในการทำงานเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างสูงสุด โดยรวบรวมร้านค้าแบบออฟไลน์และออนไลน์ที่เชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการประเภทการสร้างใหม่ ซ่อมแซม ปรับปรุง หรือตกแต่ง พร้อมช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่เพื่อการทำบ้านแบบครบวงจร   ขณะที่ระบบการค้าแบบ B2B กับดีลเลอร์รายใหญ่ เอสซีจี ได้นำระบบการสั่งสินค้าออนไลน์ ที่เรียกว่า “พร้อมพลัส” มาเสริมศักยภาพ โดยจะขยายไปสู่ร้านค้าช่วง ให้สามารถสั่งซื้อสินค้ากับทางเอสซีจีได้โดยตรง ซึ่งจะทำให้เอสซีจีได้เรียนรู้ว่าร้านค้าช่วงมีการขายสินค้าอะไรบ้าง และมีศักยภาพในการพัฒนาขึ้นเป็นดีลเลอร์รายใหญ่ได้หรือไม่ในอนาคต นอกจากนี้ ยังวางเป้าหมายการเพิ่มจำนวนร้านดีลเลอร์ขนาดใหญ่ให้ได้ 200 แห่ง และร้านค้าช่วงให้ได้ 2,000 แห่งภายใน 3 ปีด้วย 2.พัฒนาแพลตฟอร์ม Q-Chang นอกจากเรื่องของสินค้า การบริการ ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ลูกค้ากลุ่มวัสดุและตกแต่งบ้านต้องการ โดยเอสซีจี ได้พัฒนา “Q-Chang” แพลตฟอร์มจับคู่ระหว่างเจ้าของบ้านกับช่าง เพื่อแก้ไขปัญหาลูกค้าหาช่างมาทำการซ่อมแซมไม่ได้ หรือการได้รับบริการจากช่างที่ไม่มีคุณภาพ เพราะเอสซีจี จะเป็นผู้ดูแลระบบดังกล่าว เมื่อลูกค้าเรียกใช้บริการ จะจ่ายเงินผ่านเอสซีจี หากช่างไปให้บริการ ไม่มีคุณภาพ หรือไม่มีมาตรฐาน ช่างดังกล่าวจะไม่ได้รับค่าจ้าง จนกว่าลูกค้าจะตรวจรับมอบงานแล้ว 3.การปรึกษาและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทาง Online Chat แนวโน้มต่อไปในอนาคต การบริการออนไลน์ จะเข้ามามีส่วนสำคัญต่อธุรกิจซ่อมแซม และต่อเติมบ้านมากขึ้น การพูดคุย หรือขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือสถาปนิก ต่อไปสามารถทำผ่านช่องทางออนไลน์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องพบกัน  หรือแม้การเยี่ยมชมสถานที่ และการเลือกดูสินค้า ต่อไปจะผ่านโปรแกรม Virtual Store แบบ 360 องศา ตอบโจทย์วิถีชีวิต New Normal มากขึ้น 4.จัดอีเวนต์เสริม จาก Online สู่ Offline  เป้าหมายหลักของ SCG HOME  คือ การมุ่งเป็นจุดหมายและคู่คิดเรื่องบ้านและที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้า ทำให้เอสซีจี ชิมลางจัดงานใหญ่เป็นครั้งแรก กับงาน “SCG HOME Festival” บนพื้นที่กว่า 6,200 ตารางเมตร  บริเวณ SCG EXPERIENCE สาขาเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC ) ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม 2563 เวลา 10.00 - 21.00 น. โดยในงานได้รวบรวมสินค้า-บริการจากหลากหลายแบรนด์ และจากพันธมิตรมากมาย  ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ได้ทั้งกลุ่มสร้างใหม่ ซ่อมแซม ต่อเติมและตกแต่ง   รูปแบบการจัดงาน ยังสอดคล้องกับกระแส New Normal ที่เชื่อมต่อการชอปปิ้งสินค้าเพื่อบ้าน ด้วยการ Live ผ่านช่องทาง Facebook SCG HOME เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่สามารถเข้ามาร่วมงานครั้งนี้ได้รับชมบรรยากาศ จับจ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านโปรแกรม Chat & Shop  ทั้งช่องทาง Facebook  SCG HOME และ Line @scghome  ทางเอสซีจีมีแผนที่จะขยายผล SCG HOME Festival สัญจรไปยังจังหวัดต่าง ๆ โดยจะมีคอนเซ็ปต์และรูปแบบของงานที่คล้ายคลึงกัน แต่แตกต่างกันไปตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ แต่คงต้องดูสถานการณ์ในอนาคตด้วย    
เปิด 5 ทำเล ราคาที่ดินเปล่า ปรับเพิ่มสูงสุด

เปิด 5 ทำเล ราคาที่ดินเปล่า ปรับเพิ่มสูงสุด

REIC เปิด 5 ทำเล แนวรถไฟฟ้า ดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี 2563 ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 30%  แนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ (คูคต - ลำลูกกา) ที่ยังไม่ก่อสร้าง ครองแชมป์ราคาปรับเพิ่มสูงสุด 5 ไตรมาสติดต่อกัน   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์  หรือ REIC เปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลฯ  ได้จัดทำดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในไตรมาส 2 ปี 2563  พบว่า มีค่าดัชนีเท่ากับ 308.6  เพิ่มขึ้น  5.2%  เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งมีค่าดัชนีเท่ากับ 293.3 และปรับเพิ่มขึ้น 30.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีค่าดัชนีเท่ากับ 236.9 จุด   การปรับเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในไตรมาสนี้ ทำเลที่มีการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าทำเลอื่นๆ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นพื้นที่ปลายสายรถไฟฟ้า ที่เป็นส่วนต่อขยายและมีแผนจะก่อสร้างในอนาคต  โดยทำเลที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าผ่าน 5 อันดับแรกที่มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นสูงสุด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ได้แก่   ดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาตามเส้นทางรถไฟฟ้าที่มีการเปลี่ยนแปลงสูงสุด 5 อันดับแรก ในไตรมาส 2 ปี 2563 1.สายสีเขียวเหนือ (คูคต - ลำลูกกา) เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายของสายสีเขียว ในไตรมาส 2 ปี 2563 เปิดให้บริการ 4 สถานี ได้แก่ สถานีกรมป่าไม้ สถานีบางบัว สถานีกรมทหารราบที่ 11 และสถานีวัดพระศรีมหาธาตุ ส่งผลให้ราคาที่ดินในบริเวณตามแนวรถไฟฟ้านี้มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 61.4 และเป็นทำเลที่มีการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินมากที่สุดต่อเนื่องมา 5 ไตรมาส   2.สายสีชมพู (แคราย - มีนบุรี) เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีความคืบหน้าการก่อสร้างโดยรวมอยู่ที่ 57% มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น  53.6%   3.สายสีน้ำเงิน (บางแค - พุทธมณฑลสาย 4) เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น  28.5% อัตราขยายตัวของดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล 4.สายสีแดงอ่อน (ตลิ่งชัน - ศาลายา) เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น  26.5%   5.สายสีเขียวใต้ (สมุทรปราการ - บางปู) เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต และสายสีเขียวใต้ (แบริ่ง - สมุทรปราการ) ซึ่งก่อสร้างเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นเท่ากัน  23.1%
ริสแลนด์ ยักษ์อสังหาฯ จีนไม่หยุด ปั้นโปรเจ็กต์คอนโด 15,000 ล้าน

ริสแลนด์ ยักษ์อสังหาฯ จีนไม่หยุด ปั้นโปรเจ็กต์คอนโด 15,000 ล้าน

ริสแลนด์ ยักษ์อสังหาฯ จีน ไม่หวั่นตลาดคอนโดไทยหดตัว เดินหน้าปั้นโปรเจ็กต์ปีละ 10,000 ล้าน มั่นใจตลาดยังมีดีมานด์ ขณะที่ชาวต่างชาติยังชอบเมืองไทย จาก 2 ปัจจัยสำคัญ ทั้งปลอดภัยและคนไทยนิสัยดี ล่าสุด เปิดโปรเจ็กต์ใหม่ มูลค่ารวม 15,000 ล้าน ต่อยอดการเติบโตทุกปีในอัตรา 5-8%    ดร.หยาน จู้ ผู้อำนวยการโครงการสกายไรซ์ อเวนิว สุขุมวิท 64 บริษัท  ริสแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด (RISLAND Thailand) เปิดเผยว่า  ริสแลนด์เป็นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ฮ่องกง ดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ และการบริหารจัดการอาคาร มีโครงการอสังหาริมทรัพย์อยู่ในหลากหลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และประเทศไทย รวมมูลค่าโครงการทั่วโลกประมาณ 550,000 ล้านบาท สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มเข้ามาดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2560 และในปี 2561 เป็นต้นมา ริสแลนด์ ประเทศไทย ได้เปิดตัวโครงการหลากหลายแบรนด์ ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ รวม 5 โครงการ ได้แก่ โครงการ Artisan Ratchada, โครงการ Lake Serene Rama II, โครงการ CLOUD Thonglor-Phetchaburi, โครงการ The Livin Phetkasem, และโครงการ CLOUD Residences – SKV23     ด้านนายเกษมศักดิ์ สุนทโรทก ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด ริสแลนด์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดคอนโดมิเนียมในปีนี้อยู่ในภาวะที่ชะลอตัว มีหลายบริษัทเลื่อนการเปิดตัวโครงการออกไป แต่บริษัทยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ตามแผนที่วางไว้  เนื่องจากมีความมั่นใจว่าตลาดยังมีความต้องการ ทั้งกลุ่มคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มชาวจีน เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพ และเป็นที่ต้องการเข้ามาอยู่อาศัยของกลุ่มลูกค้าชาวจีน   โดยในสายตาของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน มองว่าประเทศไทย มีจุดเด่นใน 2 เรื่อง คือ 1.เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง และ 2.ลักษณะนิสัยของคนไทย ซึ่งต้องรับการเข้ามาของชาวต่างชาติ จึงถือว่าประเทศไทยเป็นเมืองที่น่าอยู่ ขณะเดียวกันอสังหาริมทรัพย์ของไทย ยังมีราคาต่ำกว่าหลายเมืองในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง หรือสิงค์โปร์ ดีเอ็นเอของริสแลนด์ บริษัทแม่มองว่าการเข้ามาทำตลาดยังเพิ่งเริ่มต้น จึงเปิดโอกาสให้ทีมงานในไทยสามารถทำงานแบบลองผิดลองถูกได้เต็มที่ แม้ว่าจะมีปัจจัยลบ แต่คนริสแลนด์จะต้องไม่ทิ้งเป้าหมายในการทำธุรกิจ   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาวะตลาดในปีนี้จะชะลอตัว แต่บริษัทยังคงทำการตลาดและสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กลุ่มลูกค้าคนไทยเป็นที่รู้จัก ด้วยการปรับกลยุทธ์การทำตลาดและการขายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น การทำตลาดออนไลน์ การให้ทีมงานฝ่ายขายทำตลาดเชิงรุก ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าจะสามารถสร้างการเติบโตและยอดขายได้ตามเป้าหมาย   นายเกษมศักดิ์ กล่าวอีกว่า การดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทได้วางเป้าหมายการเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มียอดขายปีละ 10,000 ล้านบาท พร้อมกับสร้างการเติบโตต่อเนื่องปีละ 5-8% ซึ่งในปีนี้ได้วางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ โดยเปิดตัวไปแล้ว 1 โครงการ คือ โครงการ Cloud Residences สุขุมวิท 23 มูลค่าโครงการกว่า 3,600 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียมไฮไรส์ สูง 43 ชั้น บริเวณซอยสุขุมวิท 23 ล่าสุด เปิดตัวโครงการ สกายไรซ์ อเวนิว สุขุมวิท 64 บนพื้นที่กว่า 22 ไร่ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีปุณณวิถี ในรูปแบบ Mixed-Use ซึ่งเปิดตัวเฟสแรก เป็นคอนโดแบบไฮไรส์ จำนวน 4 อาคาร ประกอบด้วย อาคารสูง 46 ชั้น 1 อาคาร, อาคารสูง 48 ชั้น จำนวน 2 อาคาร และอาคารสูง 49 ชั้น จำนวน 1 อาคาร มีจำนวนยูนิตทั้งหมด 1,961 ยูนิต ในเฟสแรกมีมูลค่าโครงการ  9,060 ล้านบาท จากมูลค่ารวมทั้งโครงการกว่า 15,000 ล้านบาท โดยมีราคาขายเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตารางเมตรละ 125,000 บาท   ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 700 ล้านบาท เป็นลูกค้าคนไทย 500 ล้านบาทและลูกค้าต่างชาติอีก 200 ล้านบาท  โดยคาดว่าภายในสิ้นปีจะสามารถทำยอดขายได้ประมาณ 1,800 ล้านบาท   โดยโครงการสกายไรซ์ อเวนิว สุขุมวิท 64 จะเริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2564 และจะเริ่มเปิดขายโครงการในเฟสที่ 2 หลังจากโคงการแรกมียอดขาย 80% ซึ่งคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งสองเฟสภายใน 8 ปี สำหรับโครงการที่ 3 จะเปิดตัวโครงการ Lavin Ramkhamhaeng ซึ่งมีระดับราคาเริ่มเฉลี่ยยูนิตละ 1.5 ล้านบาท
สิงห์ เอสเตท เจอพิษโควิด-19 ปรับเป้ารายได้ลง 50% เหลือ 9,000 ล้าน

สิงห์ เอสเตท เจอพิษโควิด-19 ปรับเป้ารายได้ลง 50% เหลือ 9,000 ล้าน

สิงห์ เอสเตท หั่นเป้ารายได้ 50% เหลือ 9,000 ล้าน แต่ยังทุ่มงบลงทุน 5,000 ล้าน พร้อมเดินหน้าตามแผนธุรกิจ 5 ปี เพิ่มโรงแรมทั่วโลกแห่ง 80 แห่ง สร้างการเติบโตและมุ่งหน้าสู่ “โกลบอล โฮลดิ้ง คอมปานี”   แม้ว่าปีนี้ประเทศไทยจะเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจที่ทำให้ ต้องหยุดการทำธุรกรรมต่าง ๆ แน่นอนว่าต้องทำให้ยอดขายและรายได้ลดลง แต่อาจจะมีบางธุรกิจหรือบางบริษัทที่ยังคงรักษาการเติบโตและรายได้เอาไว้ได้  หลังจากปรับตัวและปรับกลยุทธ์แสวงหาโอกาสภายใต้วิกฤตที่เกิดขึ้น   สำหรับบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าวเช่นกัน ทำให้จำเป็นต้องปรับเป้าหมายรายได้รวมในปี 2563 ลดลงประมาณ 50% หรือมีมูลค่า 9,000 ล้านบาท จากเป้าหมายที่คาดว่าจะทำได้ 18,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ลดลงมาจากช่วงต้นปี ที่ได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะทำรายได้ 20,000 ล้านบาท     นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตทฯ เปิดเผยว่า สิงห์ เอสเตท ยังคงเดินหน้าลงทุนตามแผนธุรกิจเดิมในระยะเวลา 5 ปี (2563 – 2567) ด้วยงบลงทุน 68,000 ล้านบาท ด้วยกลยุทธ์เติบโตอย่างยั่งยืน  แต่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน จึงได้มีการปรับเป้ารายได้รวมในปีนี้ลดลง ซึ่งคาดว่าสถานการณ์ภาพรวมตลาด จะกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้   บริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวิกฤตโควิด-19 จะผ่านพ้นไปโดยเร็ว และภายหลังวิกฤต เราเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนใหม่ๆที่น่าสนใจพร้อมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเราจะพิจารณาลงทุนตามความเหมาะสมและมีเกณฑ์ที่เข้มงวดในการตัดสินใจลงทุน เพื่อให้ได้สินทรัพย์ที่มีคุณภาพและโอกาสเพิ่มมูลค่าในอนาคต โดยแผนการลงทุนระยะ 5 ปี จะมุ่งเน้นใน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจที่พักอาศัย ธุรกิจอาคารสำนักงาน และธุรกิจโรงแรม 1.เดินแผนปั้นโปรเจ็กต์ปีละ 5-7 โครงการ โดยแผนการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในระยะ 5 ปี บริษัทยังพัฒนาโครงการปีละ 5-7 โครงการ และยังมุ่งขยายการพัฒนาโครงการที่พักอาศัย ไปในทำเลรอบเมือง  ภายใต้คอนเซปต์ “New Living and Working” เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงความต้องการของกลุ่มลูกค้าในอนาคต เนื่องจากมองเห็นโอกาสในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ที่จะขยายตัวออกจากเมืองไปยังทำเลใหม่ๆ ตามการขยายตัวของระบบขนส่งมวลชน และโครงข่ายถนน ซึ่งจะเป็นโครงการแนวราบในรูปแบบมิกซ์ยูส อันประกอบไปด้วย บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม รีเทล ออฟฟิศแนวราบ  ตลอดจนโครงการที่อยู่อาศัยแบบ Wellness จะเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่มีโอกาสเกิด 2.เพิ่มพื้นที่สำนักงาน 300,000 ตร.ม. ใน 5 ปี โดยในช่วงไวรัสโควิด-19 ธุรกิจนี้ได้รับผลกระทบไม่มากนัก ซึ่งบริษัทได้ลดค่าเช่าให้กับผู้เช่าที่ได้รับผลกระทบ และการปรับปรุงคุณภาพด้านสุขอนามัย โดยติดตั้ง Touchless Solution และ UV ในระบบปรับอากาศเพื่อตอบโจทย์ New Normal ให้กับผู้เช่าอาคาร  รวมถึงมองหาผู้เช่าใหม่ๆ ที่อยู่ในธุรกิจที่มีการเติบโตดี เช่น E-commerce, Technology และ Consumer Product   ขณะเดียวกันยังคงเป้าหมายขยายพื้นที่สำนักงาน 300,000 ตารางเมตร ในระยะเวลา 5 ปี  ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตจะยังคงมีความต้องการพื้นที่สำนักงานอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ โดยบริษัทเตรียมนำเสนอพื้นที่สำนักงานรูปแบบใหม่ “Workspace Solution” ซึ่งมีหลายรูปแบบและหลายทำเล ทั้งอาคารขนาดใหญ่ อาคารขนาดกลาง  ออฟฟิศแนวราบ 3.ขยายโรงแรมเป็น 80 แห่ง สำหรับธุรกิจโรงแรมยังตั้งเป้าขยายจำนวนโรงแรมจาก 39 โรงแรมเป็น 80 โรงแรม ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในระยะ 5 ปี โดยมุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวในระดับบน (Upper Upscale Segment) และมอบประสบการณ์การพักผ่อน ในรูปแบบที่แตกต่างและสร้างสรรค์ให้กับลูกค้า   นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาแบรนด์ใหม่ที่จะเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้ เป็นโมเดลธุรกิจในแบบ Asset Light Model หรือการเข้าไปลงทุนในโรงแรมที่มีศักยภาพ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่ใช้แบรนด์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเข้าบริหาร เช่น แบรนด์ซายด์ (SAii) ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ประจำให้มากขึ้น และเพิ่มการเติบโตของพอร์ตโฟลิโอของบริษัท เดินหน้าแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง สำหรับแผนในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจ และสร้างการเติบโตต่อเนื่อง 1.จะทยอยรับรู้รายได้จากโครงการที่อยู่อาศัยที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้แก่ โครงการดิเอส สุขุมวิท 36 (THE ESSE Sukhumvit 36) ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่า 6,500 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายประมาณ 60% จะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในไตรมาส 3 ซึ่งคาดว่าน่าจะมียอดรับรู้รายได้ 1,400 ล้านบาท และปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ 5,500 ล้านบาท   2.ทำตลาดโครงการ ดิ เอ็กซ์โทร พญาไท-รางน้ำ (The EXTRO Phayathai-Rangnam) ใหม่อีกครั้ง หลังจากหยุดทำตลาดไปเพราะสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันมียอดขายแล้ว 15% 3.การปรับปรุงอาคารสำนักงาน นำเสนอพื้นที่สำนักงานรูปแบบใหม่ “Workspace Solution” โดยมีหลายรูปแบบและหลายทำเล และ Co-Working Space ในทำเลใหม่ โดยเน้นเชื่อมโยงการทำงานผ่านระบบ IT ให้ลูกค้าในทุกที่ และการขยายธุรกิจโรงแรมต่อเนื่อง ภายใต้งบประมาณรวม 5,000 ล้านบาท   4.เริ่มเดินหน้าธุรกิจพลังงานทางเลือก (Renewable Energy) ในช่วงปลายปี ที่ประเทศมัลดีฟส์ มีขนาด 5 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในธุรกิจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการขยายธุรกิจต่อเนื่องจากธุรกิจอสังหาฯ รวมถึงการสร้างรายได้ประจำเพิ่มขึ้น   ตลาดคอนโดอาจจะอืด ๆ ส่วนตลาดแนวราบ เราก็มอง แต่เราคงทำไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งเชื่อว่าโควิด-19 จะผ่านไปในปีนี้ และกลับสู่โหมดเดิมในปีหน้า  คือ การแข่งขันที่รุนแรงเหมือนเดิม ตอกย้ำการเป็น Global Holding Company สิงห์ เอสเตท ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์การเป็น Global Holding Company ตามแผนที่วางไว้ปี 2020  พร้อมกับการสร้างความเชื่อมั่นแบรนด์ของบริษัท ให้เป็น Most Trusted Brand ซึ่งนอกจากการพัฒนาโครงการให้มีคุณภาพสูงสุดแล้ว ยังต่อยอดความเชี่ยวชาญจากกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน รวมทั้งยกระดับการบริการของกลุ่มธุรกิจทั้งหมดให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านสุขอนามัยและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระดับสากล  
3 ทางรอดอสังหาฯ สู้วิกฤตปี 63-64

3 ทางรอดอสังหาฯ สู้วิกฤตปี 63-64

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  นับว่ามีบทบาทสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจของไทย เพราะเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล และยังก่อให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องมากมายตามมา  หากธุรกิจอสังหาฯ เกิดปัญหา ย่อมส่งผลกระทบในวงกว้างและต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ อย่างในอดีตเกิดวิกฤตฟองสบู่ในปี 2540   ในปีนี้ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ และแน่นอนธุรกิจอสังหาฯ ก็โดนไปเต็ม ๆ เช่นกัน เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ธุรกรรมต่าง ๆ ต้องหยุดชะงัก ผู้บริโภคต้องหยุดการทำงาน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”   จะว่าไปแล้วธุรกิจอสังหาฯ เริ่มชะลอความร้อนแรงมาตั้งแต่ปี 2562 ที่ผ่านมา จากการออกมาตรการ LTV ทำให้ปีที่ผ่านมาธุรกิจอสังหาฯ เติบโตเพียง 4% แม้ว่าจะมีขนาดธุรกิจคิดเป็นสัดส่วน 3% ของ GDP ก็ตาม โดยธุรกิจอสังหาฯ ชะลอตัวลงต่อเนื่อง ในไตรมาสแรกของปีนี้ มีอัตราการเติบโตเพียง 2% เท่านั้น จึงถึงว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ธุรกิจอสังหาฯ อยู่ในภาวะที่ยากลำบาก 15 ประเด็นอสังหาฯ ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ล่าสุด ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ได้ทำการประเมินภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ ในปี 2563 พร้อมกับมองแนวโน้มธุรกิจในปี 2564 จากผลกระทบของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีบทสรุปสำคัญ ดังนี้   1.ปี 2563 เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 มีแนวโน้มหดตัวอย่างรุนแรง ในอัตรา 8.8% ส่งผลทำให้กิจกรรมต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก อัตราการจ้างงานลดลง ผู้บริโภคมีรายได้ลดลง จำเป็นต้องเอาเงินออมออกมาใช้จ่าย ทำให้ความสามารถในการซื้อสินค้าขนาดใหญ่ อย่างรถยนต์หรืออสังหาริมทรัพย์ หดตัวลงตาม 2.ยอดพรีเซลล์มีแนวโน้มหดตัวอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ในไตรมาส 4 ปี 2562 มียอดพรีเซลล์  20% ไตรมาสแรก ยอดพรีเซลล์ลดลงเหลืออัตรา 15% และไตรมาส 2 ซึ่งได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และมีมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ยอดพรีเซลล์ลดลงมีอัตราเพียง 12% ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องชี้วัดว่าตลาดอสังหาฯ หดตัวอย่างรุนแรง   3.ผลสำรวจจาก Wunderman Thompson พบว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สัดส่วน 80% จะเลื่อนกำหนดการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากต้องสำรองเงินไว้ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น และยังมองว่าการลงทุนอสังหาฯ ในเวลานี้ให้ผลตอบแทนไม่มากพอ และ 20% จะเลื่อนการซื้ออสังหาฯ ออกไปอย่างน้อย 1 ปี   4.ผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยกว่า 40,000 บาทต่อเดือน ต้องสำรองเงินไว้ใช้จ่ายกับสินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภค ส่วนผู้บริโภคที่มีรายได้มากกว่า 40,000 บาทต่อเดือน มองว่าการลงทุนในอสังหาฯ ให้ผลตอบแทนไม่ดีเท่าที่ควร เลยเลื่อนการซื้ออสังหาฯ ออกไปก่อน   5.อสังหาฯ กลุ่ม Economy ซึ่งมีระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท และกลุ่ม Middle ราคา 3-10 ล้านบาท ยอดพรีเซลล์ช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม จะมีอัตราต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 1 ปีคอนข้างมาก เพราะกลุ่มลูกค้าหลักเป็นกลุ่มที่มีระดับรายได้ต่อครัวเรือนต่ำกว่า 100,000 บาท มีความอ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นกลุ่มที่มีอาชีพอิสระ และจ้างงานตัวเองค่อนข้างมาก 6.อสังหาฯ กลุ่ม Luxury ระดับราคา 10-20 ล้านบาท และกลุ่ม Super Luxury ราคามากกว่า  20 ล้านบาท  ยอดพรีเซลล์ช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ยังถือว่ายังดี โดยเฉพาะกลุ่ม Super Luxury สูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 1 ปีด้วย  เพราะกลุ่มลูกค้าหลักเป็นกลุ่มที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อครัวเรือนขึ้นไป มีความมั่นคงทางด้านรายได้ และส่วนใหญ่จะมีความมั่นคงทางอาชีพ มีสัดส่วนอาชีพราชการค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงจึงทำให้ การซื้อที่อยู่อาศัยในกลุ่ม Luxury  และกลุ่ม Super Luxury ไม่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 เท่าที่ควร   7.แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลต่อธุรกิจอสังหาฯ แต่มีอสังหาฯ บางประเภทและบางราคาที่ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มคอนโด ระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท มีผลตอบรับที่ดี มียอดพรีเซลล์ 35% กลุ่มทาวน์เฮ้าส์ระดับราคา 3-10 ล้านบาท มียอดพรีเซลล์ 40% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะ การเปลี่ยนจากการซื้อคอนโดมาซื้อทาวน์เฮ้าส์แทน เพราะผู้บริโภคต้องการพื้นที่มากขึ้น แต่ระดับราคาเดียวกัน ส่วนกลุ่ม Super Luxury จะพบว่าอสังหาฯ ทุกประเภทยังมียอดพรีเซลล์ที่สูง   8.ความต้องการที่ซื้อลดลง ส่งผลต่อจำนวนที่อยู่อาศัย ทั้งโครงการเปิดตัวแล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยโครงการที่เปิดตัวแล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง จะได้รับผลกระทบเรื่องการขาดเงินทุนในการก่อสร้าง เพราะยอดพรีเซลล์ที่ต่ำทำให้ไม่สามารถได้รับเงินกู้จากสถาบันการเงิน ทำให้ดีเวลลอปเปอร์ต้องใช้เงินทุนของตนเองเข้ามาพัฒนา แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันแนวทางนี้เป็นไปได้ยาก เพราะต้องมีสภาพคล่องเพื่อต่อสู่กับวิกฤตเศรษฐกิจมากกว่า ทำให้แนวทางที่เป็นไปได้ ดีเวลลอปเปอร์จะชะลอการก่อสร้าง 9.ความต้องการซื้อที่ลดลง ยังส่งผลทำให้ดีเวลลอปเปอร์เลื่อนการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปีนี้ จากการสำรวจดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ 8 บริษัท ที่วางแผนเปิดตัวโครงการในปีนี้  จะเห็นว่าก่อนเกิดโควิด-19 วางแผนเปิดโครงการใหม่มูลค่า 195,500 ล้านบาท โดยโครงการบ้านแนวราบมีมูลค่า 139,100 ล้านบาท และคอนโดมูลค่า 56,400 ล้านบาท ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์โควิด-19 ในไตรมาส 2 ดีเวลลอปเปอร์ได้ปรับแผน และเลื่อนเปิดโครงการใหม่ออกไป โดยวางแผนเปิดมูลค่า 137,800 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านแนวราบมูลค่า 116,800 ล้านบาท และคอนโด มูลค่า 21,000 ล้านบาท   การเปิดตัวใหม่ในปี 2563 คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ 72,000 ยูนิต ลดลง 40%  โดยมีแรงกดดันหลักจากการที่ดีเวลลอปเปอร์เลื่อนแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ออกไป เฉพาะ 5 เดือนแรกของปีนี้ ดีเวลลอปเปอร์เปิดตัวใหม่ลดลงแล้ว 54%   10.มูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปีนี้ คาดว่าจะลดลง 27% มีมูลค่า 420,000 ล้านบาท บ้านจัดสรรมีมูลค่า ลดลง 24% คอนโด ลดลง 30%   11.สต็อกที่อยู่อาศัยเหลือขายสะสมปีนี้ น่าจะเพิ่มขึ้น 5% มีจำนวน 185,000 ยูนิต โดยสต็อกคอนโด กระจายอยู่ในหลายทำเล ขณะที่บ้านจัดสรรจะอยู่ที่ทำเลบางบัวทอง และรังสิต-ปทุมธานี เป็นหลัก 12.คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2564 เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อัตรา 6.1%   13.มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ ที่อยู่อาศัยในปี 2564 น่าจะเติบโต 12% มีมูลค่า 470,000 ล้านบาท   14.ในปี 2564 คาดว่าดีเวลลอปเปอร์จะเปิดตัวโครงการใหม่ จำนวน 85,000 ยูนิต เติบโต 18%   15.โครงการที่อยู่อาศัยเหลือขาย ปี 2564 คาดว่ามีจำนวน 192,000 ยูนิต 3 แนวทางการปรับตัวของดีเวลลอปเปอร์ เพื่อรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุค New Normal   1.การซื้ออสังหาฯ ผ่านออนไลน์ อาจกลายเป็นเรื่องปกติ มีสถิติการเยี่ยมชมเว็บไซต์ของดีเวลลอปเปอร์ชั้นนำ มีจำนวนผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น 40% ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ซึ่งเดือนมกราคมมียอดเข้าชมเว็บไซต์ 8,400 ครั้งต่อวันต่อเว็บไซต์ และเพิ่มขึ้นเป็น 11,700 คนต่อวันต่อเว็บไซต์ หรือเพิ่มขึ้น 40% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งช่วงการแพร่ระบาด หลายดีเวลลอปเปอร์ได้ทำโปรโมชั่น โปรโมทการซื้อขายอสังหาฯ จึงส่งผลให้อัตราเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มสูงขึ้นมาก โดนแนวทางการปรับตัวของดีเวลลอปเปอร์ คือ การมีกลยุทธ์และศึกษาพฤติกรรมกลุ่มลูกค้า ว่าทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเข้าชมโครงการผ่านช่องทางออนไลน์ได้ เช่น การโฆษณาผ่านอินฟลูเอนเซอร์ การสร้างความเชื่อมั่นให้ผุ้บริโภค ด้วยการพัฒนาระบบ Virtual Visits ให้กับผู้บริโภคสามารถชมโครงการเสมือนจริง และการยกระดับระบบหลังบ้าน (Back-office) ให้กับผู้บริโภคสามารถชำระเงิน และดำเนินการเรื่องเอกสารผ่านเว็บไซต์ได้เลย 2.ปัจจัยด้านทำเล อาจไม่สำคัญเท่า “ขนาดของที่อยู่อาศัย” เพื่อรองรับการการใช้ชีวิตในที่อยู่อาศัยที่นานขึ้น โดยเฉพาะ Work From Home  ซึ่งแนวทางการปรับตัวของดีเวลลอปเปอร์ คือ พิจารณาความเป็นไปได้ที่จะลดสัดส่วนห้อง Studio และเพิ่มห้อง One Bed+ ของโครงการคอนโดในบางทำเล และหันมาพัฒนาโครงการแนวราบแทนการพัฒนาคอนโด 3.อยากใช้พื้นที่ส่วนกลางแบบมี “พื้นที่ส่วนตัว” ดีเวลลอปเปอร์ ต้อง Re-design พื้นที่ส่วนกลาง และติดตั้งอุปกรณ์ Touchless เพื่อตอบโจทย์ความปลอดภัยของบริโภค เช่น Touchless door, Private Fitness, Touchless life และ Private Working Space ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย กล่าวสรุปว่า  ตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สำหรับปี 2563 จะถูกกดดันจากการแพร่ระบาดของ ไวรัสโควิด -19 เป็นอย่างมาก ผ่านสภาพเศรษฐกิจที่หดตัว รายได้ของผู้บริโภคที่หายไป และการ ไม่สามารถเดินทางเข้ามาดูโครงการและโอนกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อต่างชาติในช่วง Lockdown ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าตลาดหดตัว 27%YoY และแม้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวในปี 2021 แต่กว่าตลาดที่อยู่อาศัยจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19 (ปี 2562) ก็อาจต้องใช้เวลาอีก 4-5 ปี (ปี 2567-2568) อย่างไรก็ดี ผู้พัฒนาอสังหาฯ ควรติดตามพฤติกรรมการอยู่อาศัยของผู้บริโภค ที่อาจเปลี่ยนไปหลังเกิดวิกฤติ ไวรัสโควิด -19 เพื่อนำมาปรับปรุงการออกแบบ และพัฒนาที่อยู่อาาศัยให้เหมาะสม    
โควิด-19 ทุบความมั่นใจดีเวลลอปเปอร์ ลดต่ำต่อเนื่อง 5 ไตรมาส

โควิด-19 ทุบความมั่นใจดีเวลลอปเปอร์ ลดต่ำต่อเนื่อง 5 ไตรมาส

ผู้ประกอบการอสังหาฯ ไม่มั่นใจตลาด หลังเจอวิกฤตโควิด-19 ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงต่อเนื่อง 5 ไตรมาส ขณะที่แนวโน้มอีก 6 เดือนข้างหน้าผู้ประกอบการมองตลาดบวกเล็กน้อย   ปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์  นอกเหนือจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และความต้องการของผู้บริโภคแล้ว ทัศนคติและแนวคิดของผู้ประกอบการ ก็นับว่ามีผลสำคัญต่อการสร้างการเติบโตให้กับตลาดอสังหาฯ ไม่น้อย แม้ว่าปัจจัยที่กล่าวมาจะเป็นตัวคาดการณ์ทิศทางของตลาด แต่หากผู้ประกอบการเกิดไม่มั่นใจต่อปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ส่วนของซัพพลายหรือจำนวนที่อยู่อาศัยที่ผู้ประกอบการจะพัฒนาออกมาคงไม่เกิดขึ้น   โดยปกติการที่ผู้ประกอบการ พัฒนาโครงการออกมาทำตลาด มักจะเกิดขึ้นจากการนำเอาข้อมูลทางการตลาด มาวิเคราะห์ร่วมกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวม แล้วจึงพัฒนาโครงการออกมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค นั่นหมายถึงว่า ผู้ประกอบการมีความมั่นใจแล้วว่า ตลาดมีความต้องการ แต่การจะให้การตอบรับกับโครงการนั้น ๆ นั้นหรือไม่ ก็อาจจะมีอีกหลายปัจจัยมาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงของผู้ประกอบการเอง ทำเลในการเลือกพัฒนา แนวทางการทำตลาด และการจับกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมหรือไม่ เรื่องของความมั่นใจในตลาดอสังหาฯ ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น  ทางศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือ REIC ได้มีการจัดทำออกมาอย่างต่อเนื่อง  โดยล่าสุด ได้เปิดเผยรายงานดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ในภาวะปัจจุบัน (Current Situation Index) ณ ไตรมาส 2 ปี 2563   โดยรายงาน ระบุว่า ดัชนีคามเชื่อมั่นของผู้ประกอบการมีเท่ากับ 42.6   ลดลงต่ำกว่าค่ากลางที่ 50.0 แต่มีสัญญาณดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ 41.2 ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในภาวะปัจจุบันของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ลดต่ำกว่าค่ากลางที่ 50.0 ติดต่อกัน 5 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2562 ซึ่งมีการประกาศใช้มาตรการ Macroprudential หรือมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยยังมีมุมมองเชิงลบต่อสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการฯ ในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นกว่าไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุจากการที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาตรการผ่อนคลายการล็อคดาวน์ให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ   แต่ทั้งนี้ ดัชนีก็ยังคงต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0  โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทรายกลางและรายย่อยซึ่งไม่ได้จดทะเบียนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบันลดลงอย่างมาก เมื่อแยกกลุ่มผู้ประกอบการฯ ตามประเภทบริษัทพบว่า ความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบันของผู้ประกอบการกลุ่ม Listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 45.7 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ 41.7 แต่ยังคงต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่ม Non-listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 38.0 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 40.5 และต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) มีค่าเท่ากับ 51.8 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า  ซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.5  และสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการคาดว่าอีก 6 เดือนข้างหน้าธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าภาคธุรกิจจะกลับมาดำเนินการได้ตามปกติมากขึ้น และรัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ แต่ผู้ประกอบการยังคงกังวลเกี่ยวกับการระบาดรอบที่สองของเชื้อไวรัสโควิด-19   ผู้ประกอบการฯ กลุ่ม Listed Companies มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าเท่ากับ 57.0 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.8 แต่ผู้ประกอบการฯ กลุ่ม Non-listed Companies มีค่าดัชนีเท่ากับ 44.1 จุด ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 46.4            
เอพี ลุยตลาดอสังหาฯครึ่งปีหลัง เปิด 26 โปรเจ็กต์แนวราบ มูลค่า 26,000 ล้าน

เอพี ลุยตลาดอสังหาฯครึ่งปีหลัง เปิด 26 โปรเจ็กต์แนวราบ มูลค่า 26,000 ล้าน

เอพี ลุย 26 โปรเจ็กต์แนวราบ มูลค่า 26,000 ล้าน ในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมปักหมุด 5 จังหวัดในภูธร ชิมลางทำตลาด ปั้นแบรนด์ใหม่ “อภิทาวน์” มั่นใจทั้งปียังคงทำยอดขาย 33,500 ล้าน และ รายได้ 40,550 ล้าน ตามเป้าหมาย แม้ครึ่งปีแรกมีสถานการณ์โควิด-19 แต่ยังเติบโตสวนกระแส มีลุ้นไตรมาส 2 ทำสถิติสร้างรายได้สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท   แม้ว่าประเทศไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ที่ทำให้หลายธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนัก บางแห่งต้องปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงาน หรือไม่ก็เปิดกิจการชั่วคราว แต่ดูเหมือนว่าในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีนี้  ในวิกฤตที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นโอกาสทางการตลาดอย่างที่ผู้ประกอบการหลายรายคาดคิดมาก่อน  เพราะผู้ประกอบการหลายราย แม้ว่าจะได้รับผลกระทบ ต้องปรับแผนธุรกิจและปรับตัวหาหนทางการอยู่รอด แต่ในมุมบวกกลับสามารถทำยอดขายและยอดโอนได้จำนวนมาก มากชนิดที่ทุบสถิติยอดขายและยอดโอนในภาวะสภาพตลาดปกติด้วยซ้ำ ​   หนึ่งในผู้ประกอบการที่สามารถสร้างยอดขายและยอดโอนเติบโตได้ดีนั้น คือ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP ที่สามารถสร้างยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกได้มากถึง 15,085 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 45% ของเป้าหมายยอดขายในปีนี้ที่คาดว่าจะทำได้ 33,500 ล้านบาท โดยส่วนรายได้น่าจะทำได้สูงกว่าผลการดำเนินงานในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะไตรมาส 2 ซึ่งปกติจะเป็นไตรมาสที่ทำรายได้ได้ต่ำสุดในรอบปี  แต่ปีนี้คาดว่าจะเป็นไตรมาสที่สร้างรายได้ได้สูงที่สุดกว่าไตรมาส 2 ของทุกปีที่ผ่านมา และอาจจะสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาเกือบ 30 ปีด้วยซ้ำ     นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท  เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เปรียบเหมือนเป็นซูเปอร์โนวาที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก สร้างผลกระทบที่ใหญ่และรุนแรงกว่าวิกฤตครั้งไหนในอดีต ซึ่งตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาบริษัทดำเนินงานด้วยความระมัดระวัง ควบคู่ไปกับการปรับแผนงานให้สอดรับกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา โดยมี EMPOWER LIVING เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญขององค์กร   โดยแนวโน้มการโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 2 ของปีนี้ คาดว่าจะดีกว่าทุกไตรมาส 2 ที่บริษัทเคยทำได้ ซึ่งไตรมาส 2 ที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์สูงสุด คือ ปี 2561 มีมูลค่า 10,000 ล้านบาท และน่าจะมียอดโอนกรรมสิทธิ์สูงสุดในประวัติศาสตร์การก่อตั้งบริษัท ซึ่งเคยทำยอดโอนสูงสุดในช่วงไตรมาส 4 ปี 2559 มูลค่า 11,500 ล้านบาท สำหรับความสำเร็จในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา น่าจะเกิดจากการปรับตัวของบริษัท ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า แม้ว่าจะอยู่ในช่วงโควิด-19 แต่ลูกค้ายังสามารถตรวจห้องผ่านระบบออนไลน์ได้ การชมห้องตัวอย่างหรือโครงการได้ผ่านออนไลน์ รวมถึงการนำเอาเทคโนโลยีมาช่วย  และการจัดโปรโมชั่นเกือบทุกสัปดาห์ มาสร้างความสำเร็จดังกล่าว ​ นายวิทการ กล่าวอีกว่า ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทไม่ได้เปิดตัวคอนโดมิเนียมโครงการใหม่  แต่ขายโครงการเดิมที่มีอยู่ ซึ่งตลาดยังให้การตอบรับที่ดี มียอดขายกว่า 2,200 ล้านบาท ขณะที่บางกอก ซิตี้สมาร์ท (BC) บริษัทในเครือ ยังสามารถทำยอดขายกลุ่มคอนโดได้สูงกว่า 4,200 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงการตอบรับของตลาดคอนโดว่ายังมีต่อเนื่อง และยังคาดว่าภายในสิ้นปีนี้บีซี จะสามารถสร้างยอดขายคอนโดได้ถึง 10,000 ล้านบาทด้วย   ในปีนี้บริษัทจึงมั่นใจว่าจะสามารถรักษาเป้าหมายการเติบโตของบริษัทตามแผนธุรกิจไว้ได้ โดยคาดว่าจะทำยอดขายได้ 33,500 ล้านบาท รายได้ 40,550 ล้านบาท ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทยังเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่อีก 26 โครงการ  มูลค่า 26,000 ล้านบาท โดยเป็นโครงการแนวราบทั้งหมด แบ่งเป็นโครงการในเขตกรุงเทพฯ 21 โครงการ  มูลค่า 21,300 ล้านบาท และในพื้นที่ 5 จังหวัด มูลค่า 4,700 ล้านบาท   ครึ่งปีหลังบริษัทยังไม่มีแผนเปิดโครงการคอนโดมิเนียม เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เหมาะสมในการเปิดตัวโครงการใหม่ แต่มีที่ดิน 4-5 แปลงสำหรับพัฒนาโครงการไว้พร้อมแล้ว  โดยจะพิจารณาตามความเหมาะสมของตลาด แต่คาดว่าน่าจะเลื่อนการเปิดตัวโครงการคอนโดไปในปีหน้าแทน     สำหรับการพัฒนาโครงการในต่างจังหวัด ได้พัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์ อภิทาวน์ เป็นโครงการรูปแบบมิกซ์โปรดักส์ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ระดับราคา 1.5-9 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มต้นพัฒนาโครงการแรกที่จังหวัดนครราชสีมา ในเดือนกันยายน หลังจากนั้นจะเปิดตัวอีก 4 โครงการใน 4 จังหวัด ได้แก่ ระยอง อยุธยา ขอนแก่น และเชียงราย   ครึ่งปีหลังมีอีก 2 โครงการคอนโดที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จ และรับรู้รายได้  ตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้. ได้แก่ LIFE อโศก-พระราม 9 มูลค่า 9,800 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 94% และ ASPIRE อโศก-รัชดา มูลค่า 2,900 ล้านบาท ปัจจุบันมีขาย 95%   บริษัทมีโครงการคอนโดอยู่ระหว่างการขาย 18 โครงการ มูลค่า 21,000 ล้านบาท  ซึ่ง ณ วันที่ 31 มิถุนายน 2563 บริษัทมีสินค้ารอรับรู้รายได้รวมโครงการร่วมทุน (Backlog) มูลค่า 56,149 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบ มูลค่า 13,234 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ทั้งหมดภายในปีนี้ และคอนโด มูลค่า 42,915 ล้านบาท จะทยอยรับรู้ในปีนี้ประมาณ 15,602 ล้านบาท ส่วนที่เหลือทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566
MJD ลุยตลาดบ้านซูเปอร์ลักชัวรี่รอบ 20 ปี ปักหมุด 2 ทำเลสุขุมวิท-อารีย์

MJD ลุยตลาดบ้านซูเปอร์ลักชัวรี่รอบ 20 ปี ปักหมุด 2 ทำเลสุขุมวิท-อารีย์

เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ลุยโปรเจ็กต์แนวราบ รอบ 20 ปี เปิดตัว “Malton Private Residences” จับตลาดซูเปอร์ลักชัวรี่  2 ทำเลใจกลางเมือง  สุขุมวิท และอารีย์ ราคาเริ่มต้น 62 ล้านบาท พร้อมเลื่อน 3 โปรเจ็กต์คอนโดไปปี 64 หนีสถานการณ์ไวรัสโควิด-19   นางสาวเพชรลดา พูลวรลักษณ์ กรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ MJD เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปี 2563 เดิมได้เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 3 โครงการ และโครงการแนวราบ 2 โครงการ แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้บริษัทต้องเลื่อนการเปิดตัวโครงการคอนโดไปในปี 2564 แทน     โดยเป้าหมายรายได้ในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งในปี 2562 บริษัทมีรายได้รวม 6,279.91 ล้านบาท ซึ่งแม้ว่าปีนี้จะเลื่อนการเปิดตัวโครงการใหม่ออกไปในปีหน้า แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัท เนื่องจากยังมีโครงการอยู่ระหว่างการขายประมาณ​ 11,000 ล้านบาท เป็นโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 3,000 ล้านบาท   คิดว่าโควิด-19 น่าจะอยู่ระยะยาว ปีนี้ทั้งปี เราจะโฟกัส เน้นระบายสต็อกให้ได้มากและเร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้   ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาสที่ 2 คาดว่าจะทำได้ดีกว่าหรือใกล้เคียงกับผลประกอบการในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ที่มีรายได้รวม 2,023.64 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ในอัตรา 40% เนื่องจากมีการจัดแคมเปญการตลาด โดยเฉพาะแคมเปญ Secret Deal โปรลับ!! ดีลพิเศษ ที่สามารถสร้างยอดขายได้กว่า 700 ล้านบาท   นางสาวเพชรลดา กล่าวอีกว่า สำหรับแผนการเปิดตัวแนวราบ 2 โครงการในปีนี้ ได้เปิดตัวโครงการ “Malton Private Residences” แบรนด์บ้านระดับซูเปอร์ลักชัวรี่  2 ทำเล ได้แก่สุขุมวิทและอารีย์  มูลค่ารวมกว่า 1,150  ล้านบาท  ซึ่งโครงการแรก  คือ โครงการ Malton Private Residences Sukhumvit 31 มูลค่า 550 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1-1-98.8 ไร่ ในทำเลใจกลางสุขุมวิทที่มีความเป็นส่วนตัวอย่างซอยสวัสดี ประกอบด้วยบ้านระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ 4 ชั้น จำนวนเพียง 7 ยูนิต ขนาดพื้นที่ดิน 52.4-72.3 ตร.ว. ขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 451-555 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 68 ล้านบาท   ส่วนโครงการที่ 2 ได้แก่ โครงการ Malton Private Residence Ari มูลค่า 600 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1-1-97.7 ไร่ ใน ซ.พหลโยธิน 8 (ซอยสายลม) ย่านอารีย์ อีกหนึ่งย่านที่เป็นย่านอยู่อาศัยที่มีลักษณะเฉพาะตัวเพราะเป็นทั้งแหล่งงานและแหล่งไลฟ์สไตล์ ประกอบด้วยบ้านระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ 5 ชั้น จำนวนเพียง 8 ยูนิต ขนาดพื้นที่ดิน 50.1-64.0 ตร.ว. ขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 489-526 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 62 ล้านบาท   สำหรับการเปิดตัวโครงการแนวราบครั้งนี้ ถือว่าเป็นการหันมาพัฒนาโครงการแนวราบในรอบเกือบ 20 ปี และเป็นแบรนด์ที่ 2 ต่อจากแบรนด์แรก คือ โครงการการ์เด้นท์ วิลล์ คสัสเตอร์โฮม ​​ซึ่งในอนาคตบริษัทยังวางแผนพัฒนาโครงการแนวราบอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้บริษัทวางงบประมาณในการซื้อที่ดิน เพื่อพัฒนาโครงการต่อเนื่อง 2,000-3,000 ล้านบาท   น.ส.เพชรลดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ถือเป็นตลาดที่ยังมีความต้องการสูง และเป็นตลาดที่ยังสามารถขับเคลื่อนไปได้ในทุกสภาวะเศรษฐกิจ เพราะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตลาดเซ็กเมนท์อื่นๆ ขณะเดียวกัน ยังเป็นตลาดที่ไม่ค่อยมีซัพพลายใหม่ เนื่องจากที่ดินในการพัฒนาโครงการใหม่ค่อนข้างหายาก โดยเฉพาะบ้านจัดสรรที่มีซัพพลายใหม่ค่อนข้างน้อย แต่คุ้มค่ากว่าเพนท์เฮาส์ด้วยพื้นที่ใช้สอยและความเป็นส่วนตัวที่มากกว่า  
เสนา ลุยทำเล ลำลูกกาคลอง 6 ขึ้นโปรเจ็กต์ทาวน์โฮมติดโซลาร์รายแรก

เสนา ลุยทำเล ลำลูกกาคลอง 6 ขึ้นโปรเจ็กต์ทาวน์โฮมติดโซลาร์รายแรก

เสนา ปักหมุดโปรเจ็กต์ ทาวน์โฮมติดโซลาร์ รายแรกของไทย พร้อมลุยตลาดย่านลำลูกกาคลอง 6 โปรเจ็กต์แรกของปีนี้ หลังมองเห็นศักยภาพของทำเล และดีมานด์ยังเพิ่มสูง ตลาดเหลือขายไม่ถึง 1,000 ยูนิต เปิดพรีเซลล์อย่างเป็นทางการ 18-19 ก.ค.นี้ หวังยอดขาย 20 ล้าน   นายประกิต อัครเสรีนนท์ ผู้ช่วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (SENA)เปิดเผยว่า ได้เตรียมเปิดตัวพรีเซลล์อย่างเป็นทางการ โครงการเสนา วิลล์ ลำลูกกา คลอง 6 มูลค่า 800 ล้านาท ในวันที่ 18-19 กรกฎาคมนี้ ซึ่งว่าจะทำยอดขายได้ประมาณ 20 ล้านบาท จากปัจจุบันมียอดขายโครงการแล้วประมาณ​80 ล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวเป็นโครงการทาวน์โฮมติดโซลาร์โครงการแรกของประเทศไทย ในรูปแบบทาวน์โฮมขนาด 2 ชั้น ติดตั้งระบบโซลาร์ขนาด 1.28 กิโลวัตต์ สำหรับโครงการเสนา วิลล์ ลำลูกกา คลอง 6 ถือเป็นโครงการแรกที่เปิดตตัว หลังจากนี้วางแผนจะเปิดตัวโครงการในรูปแบบดังกล่าวอีก 1 โครงการในช่วงปลายปี ภายใต้แบรด์เสนา วีว่า บริเวณพุทธมณฑลสาย 7 ซึ่งเป็นรูปแบบทาวน์โฮมขนาด 2 ชั้น เนื้อที่เริ่มต้น 18 ตารางวา ซึ่งเป็นโครงการทาวน์โฮมติดโซลาร์เช่นกัน   การที่บริษัทหันมาพัฒนาโครงการทาวน์โฮมขนาด 2 ชั้น หลังจากหยุดพัฒนาโครงการขายมานานนับ 10 ปี เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนในยุคปัจจุบัน ที่สนใจบ้านแนวราบมากขึ้น เพราะต้องการพื้นที่สำหรับการทำงานที่บ้าน และกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงจึงต้องทำบ้านขนาดเล็ก ขณะที่การเปิดตัวโครงการในย่านลำลูกกาคลอง 6 ซึ่งถือเป็นโครงการเดียวในย่านดังกล่าว ที่เปิดตัวในปีนี้ ส่วนใหญ่โครงการที่เปิดการขาย เป็นโครงการเก่าซึ่งเปิดตัวมาก่อนหน้าแล้วหลายปี เป็นเพราะบริษัทมองว่าเป็นทำเลที่ยังมีศักยภาพ ตลาดยังมีความต้องการ และเป็นทำเลที่มีการเดินทางสะดวกสบาย  ปัจจุบันในทำเลดังกล่าวมีสินค้าเหลือในตลาดประเภทบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมไม่ถึง 1,000 ยูนิต   กลุ่มเป้าหมายที่บริษัทมอง เป็นกลุ่มผู้ทำงานในย่านสายไหม หทัยราษฎร์ และลำลูกกา มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน 25,000-30,000 บาท ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าย่านนี้มีอัตราการขายที่ดีต่อเนื่องเฉลี่ย 4-5 ยูนิตต่อเดือน สำหรับแผนที่ในปีนี้ บริษัทจะเปิดโครงการทั้งหมด 10 โครงการ มูลค่า 7,500 ล้านบาท โดยในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 จะเปิด 7 โครงการ ดังนี้  1.เดอะ คิทท์ พลัส พหลโยธิน-คูคต (เฟส 2) 2.เสนา วิลเลจ รังสิต-ติวานนท์ 3.เสนา เวล่า เทพารักษ์-บางบ่อ 4.เสนา คิทท์ เทพารักษ์-บางบ่อ 5.โครงการ ปีติ สมเด็จเจ้าพระยา 6. นิช ไพรด์ บางโพ และ 7. เสนา วีว่า เทพารักษ์  โดยในปีนี้บริษัทยังคงตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 11,500 ล้านบาท และรายได้ 10,600 ล้านบาท ส่วนผลการดำเนินงานในช่วง  6 เดือนแรกของปีนี้ กลุ่มบ้านแนวราม บริษัทมียอดขายแนวราบ 500 ล้านบาท จากที่ตั้งเป้าหมายในปีนี้ไว้ 1,800 ล้านบาท  ซึ่งรายได้จากกลุ่มแนวราบ ปัจจุบันมีสัดส่วน 15-16% จากรายได้รวม ในอนาคตบริษัทจะเพิ่มสัดส่วนแนวราบมากขึ้น ตามแนวโน้มและความต้องการของสภาพตลาด   สำหรับโครงการ เสนา วิลล์ ลำลูกกา คลอง 6 พัฒนาทาวน์โฮม 2 ชั้น หน้ากว้าง 5.5 เมตร ที่ดินเริ่ม 22 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 138 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พร้อมที่จอดรถ 1 คัน ราคาเริ่ม 2.49 ล้านบาท  

"ทริปเปิ้ล วายโฮเทล" เปิดแผนครึ่งปีหลังดึงลูกค้าเข้าพักตามเป้า 40%

"ทริปเปิ้ล วายโฮเทล" เปิดแผนครึ่งปีหลัง  ทำการตลาดอัดโปรโมชั่น พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและนอกบริษัท จับตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กร ดึงยอดอัตราเข้าพักให้ได้ตามเป้า 40%     การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของคน และการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในธุรกิจที่ถือว่าได้รับผลกระอย่างหนัก คือ ธุรกิจโรงแรม เพราะส่วนใหญ่ต้องปิดกิจการชั่วคราว เนื่องจากไม่มีลูกค้าเข้าพัก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ  ซึ่งไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้  เพราะธุรกิจโรงแรมจะพึ่งพากลุ่มลูกค้าหลัก คือ กลุ่มนักท่องเที่ยว   ช่วงที่ผ่านมาหลาย ๆ โรงแรม ได้พยายามปรับตัว และหาหนทางในการเปิดดำเนินธุรกิจ เพื่อให้พนักงานยังคงมีการทำงาน และได้รับค่าจ้างตามปกติ แม้ว่าอัตราเข้าพักจะน้อย และบางช่วงเวลาไม่มีลูกค้าเข้าพักเลยก็ตาม  สำหรับโรงแรมทริปเปิ้ล วาย โฮเทล ธุรกิจโรงแรมในของบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งอยู่ในโครงการสามย่านมิตรทาวน์  ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน นายวิทวัส คุตตะเทพ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานโครงการเชิงพาณิชยกรรม บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของการเปิดให้บริการ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 - มกราคม 2563 ก่อนเกิดวิกฤตไวรัสโควิด-19 โรงแรมมียอดใช้บริการเฉลี่ยกว่า 75% แม้เพียงเป็นการเปิดในปีแรก แต่หลังจากเริ่มมีการล็อคดาวน์จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และการออกมาตรการเข้มงวดของภาครัฐ ทำให้ยอดผู้ใช้บริการลดลงเหลือเพียง 8%   ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มปรับตัวดีขึ้น โรงแรมมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 20% โดยคาดว่าภายในสิ้นเดือนอัตราเข้าพักจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ อัตราเข้าพักน่าจะมีค่าเฉลี่ยประมาณ 40% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดว่าอัตราเข้าพักจะเป็น 50% ​เนื่องจากยังไม่แน่ใจสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะเกิดรอบ 2 หรือไม่ รวมถึงต้องดูสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีหลัง และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ นายวิทวัส กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาโรงแรมฯ ได้ปรับตัวและปรับรูปแบบการให้บริการหลายส่วน โดยยึดมั่นให้ความสำคัญการประคับประคอง ลูกค้า พนักงาน และพันธมิตรทางการค้า ให้ผ่านพ้นไวรัสโควิด-19 ไปด้วยกัน ซึ่งยังคงเปิดทำการได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่มีการลดหรือปิดส่วนใดของโรงแรมตลอดวิกฤตการณ์  รวมถึงยังจัดทำแคมเปญกระตุ้นตลาด อาทิ ช่วงเดือนมิถุนายน ขาย Voucher ห้องพักแบบ Deluxe ในราคาพิเศษ 999 บาทไม่รวมอาหารเช้า ซึ่งสามารถเข้าพักได้ถึง 31 ตุลาคม 2563   ขณะที่เดือนกรกฎาคม ที่ภาครัฐปลดล็อคเต็มที่มากขึ้น โรงแรมได้จัดโปรโมชั่นต่อเนื่อง  โดยจัดแคมเปญขาย Voucher ห้องพักแบบ Deluxe ในราคา 1,299 บาท ไม่รวมอาหารเช้า พร้อมกับโปรโมชั่นซื้อครบ 5 ใบ แถม 1 ใบฟรี และยังสามารถเข้าพักได้ถึง 31 ตุลาคม 2563   โดยแผนช่วงครึ่งปีหลัง โรงแรมยังวางแผนการทำตลาด ด้วยการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ อาทิ  วิคเตอร์คลับ (Victor Club) ห้องประชุมของกลุ่มโกลเด้นแลนด์ และสามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ (Samyan Mitrtown Hall) ห้องประชุม และฮอลล์อเนกประสงค์ของสามย่านมิตรทาวน์ ในการทำตลาดร่วมกัน เช่น ผู้ที่มาจัดงานอีเวนต์หรืองานประชุมสัมมนา ให้เข้าพักในโรงแรม การร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในลักษณะเช่นเดียวกัน นอกจากนี้  ทางโรงแรมยังวางแผนเข้าทำตลาดกับกลุ่มเป้าหมายบริษัท และองค์กรที่ต้องการใช้พื้นที่จัดงานประชุม สัมมนา และงานอีเวนต์ต่าง ๆ ให้เข้ามาใช้พื้นที่ของโครงการสามย่านมิตรทาวน์และโรงแรมทริปเปิ้ลวาย รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เข้ามารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทย ซึ่งทางโรงแรมเริ่มเข้าไปติดต่อกับโรงพยาบาลใกล้เคียงบ้างแล้ว   นายวิทวัส กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโรงแรมส่วนใหญ่ยังไม่ได้กลับมาเปิดให้บริการปกติ โดยเฉพาะโรงแรมระดับ 5 ดาว เนื่องจากโรงแรมต้องมีค่าบริหารจัดการจำนวนมาก ทำให้ยังต้องรอให้ตลาดกลับมาฟื้นตัว ส่วนแนวโน้มตลาดโรงแรมน่าจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจนภายในปี 2565 เพราะเชื่อว่าปีหน้าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะยังไม่หายไปจากประเทศไทย หรือจนกว่าจะมีการค้นพบวัคซีน  
โควิด-19 ทุบตลาดอสังหาฯ คอนโด - บ้านจัดสรร ลดราคาขาย 36%

โควิด-19 ทุบตลาดอสังหาฯ คอนโด - บ้านจัดสรร ลดราคาขาย 36%

โควิด-19 ทุบราคาขายคอนโด - บ้านจัดสรร ไตรมาส 2 ลดลงต่อเนื่องสูงถึง 36% แม้แต่คอนโดสร้างเสร็จติดรถไฟฟ้า หลังผู้บริโภคไม่มั่นใจเศรษฐกิจและถูกเลิกจ้าง  หวั่นเกิดสงครามราคา หากดีเวลลอปเปอร์ยังลดราคาต่อเนื่อง   ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และมาตรการล็อกดาวน์ประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจจำนวนมาก หลายธุรกิจต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว แต่ก็มีหลายธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนถึงขั้นต้องปิดกิจการลงเลยก็มี  ผลกระทบต่อเนื่อง ก็คงเป็นการเลิกจ้างแรงงานจำนวนมาก   การเลิกจ้างแรงงาน ยังส่งผลกระทบต่อเนื่อง ไปยังหลายธุรกิจด้วยกัน หนึ่งในนั้น คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะทำให้กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยลดลง หรือแม้แต่พนักงานที่ไม่ได้ถูกเลิกจ้าง ก็เกิดความกังวลใจในอาชีพและรายได้ในอนาคต  ผู้ที่วางแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยจึงชะลอการตัดสินใจซื้อออกไปก่อน ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ  ต้องออกแคมเปญการตลาดมากระตุ้น เพื่อให้มียอดขายและสร้างรายได้ต่อเนื่อง   แคมเปญการตลาดช่วงที่ผ่านมา จึงถือว่าผู้ประกอบการ “จัดหนัก” มากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา หรือแทบจะเรียกได้ว่า ไม่เคยจัดแคมเปญมากมายขนาดนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนให้ก่อน ให้ผู้ซื้อได้อยู่ฟรีมากสุดถึง 5 ปี หรือแม้แต่การลดราคาขาย ซึ่งมากที่สุดก็คือ ลดราคากันไปเลย 50%  ทำให้ราคาขายบ้านและคอนโดมิเนียมช่วงที่ผ่านมา ลดต่ำลงจากก่อนหน้านี้อย่างมาก จากปกติราคาอสังหาฯ จะต้องปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ REIC  เปิดเผยรายงานดัชนีราคาที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขาย ในกรุงเทพฯ - ปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี 2563 พบว่า โครงการอาคารชุด มีการลดราคาขายมากที่สุดถึง 36%  โครงการทาวน์เฮ้าส์มีการลดราคาขายมากที่สุดถึง 32% ขณะที่โครงการบ้านเดี่ยวมีการลดราคาขายมากที่สุดถึง 12%   ทั้งนี้ หากสถานการณ์การลดราคาขายที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง จนเกิดสงครามราคา (Price war) อาจส่งผลกระทบต่อตลาดบ้านมือสองที่ต้องลดราคาขายเพื่อแข่งขันกับที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ และจะมีผลต่อมูลค่าทรัพย์สินของสถาบันการเงิน และวงเงินกู้ของผู้ซื้อบ้านที่จะต้องลดลงตามราคาขาย   ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และมาตรการล็อกดาวน์ประเทศ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค มีการปิดกิจการและลดการจ้างแรงงานในหลายธุรกิจ ส่งผลต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยมีการชะลอตัวเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งระบายสต็อกหน่วยสร้างเสร็จเหลือขาย ด้วยการลดราคาขาย   สำหรับในไตรมาส 2 ปี 2563  ดัชนีราคาบ้านจัดสรรใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 128.3 เพิ่มขึ้น 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  แต่ลดลง 0.1 % เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ดัชนีราคาบ้านจัดสรรลดลงเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งศูนย์ข้อมูลฯ ได้เริ่มจัดทำดัชนีราคาบ้านจัดสรร   ส่วนดัชนีราคาบ้านเดี่ยวที่อยู่ระหว่างการขาย  มีค่าดัชนีเท่ากับ 126.6 เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่ลดลง 0.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์ที่อยู่ระหว่างการขาย มีค่าดัชนีเท่ากับ 130.2  เพิ่มขึ้น 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 0.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า   ขณะที่ดัชนีราคาคอนโดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในไตรมาส 2 ปี 2563 มีค่าดัชนีเท่ากับ 153.2 เพิ่มขึ้น 1.8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่ลดลง 0.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งดัชนีราคาคอนโดลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยโครงการคอนโดที่ปรับลดราคาลงมากที่สุด เป็นโครงการคอนโดสร้างเสร็จเหลือขายทำเลปลายสายรถไฟฟ้าสายสีเขียวในจังหวัดสมุทรปราการ ส่วนทำเลที่โครงการอาคารชุดปรับราคาเพิ่มขึ้น เป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างทำเลแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสายสีส้มที่อยู่ระหว่างก่อสร้างในขณะนี้    
“แอสเซทไวส์” แบ่งเฟสขาย “โมดิซ ไรห์ม รามคำแหง” รับมือโควิด-19

“แอสเซทไวส์” แบ่งเฟสขาย “โมดิซ ไรห์ม รามคำแหง” รับมือโควิด-19

แอสเซทไวส์ ปรับแผนขาย “โมดิซ ไรห์ม รามคำแหง” รับมือโควิด-19 แบ่งเป็น 2 เฟส พร้อมออกแบบสอดคล้องกับวิถีชีวิต New Normal พร้อมเดินหน้าลุย 2 โปรเจ็กต์ใหม่ ครึ่งปีหลัง ปั้นรายได้สิ้นปี 3,500 ล้าน  ขณะที่แผนระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เดินหน้ายื่นไฟลิ่ง   นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภายหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัทได้ปรับแผนการพัฒนาโครงการ “โมดิซ ไรห์ม รามคำแหง” (Modiz Rhyme Ramkhamhaeng) ใหม่ จากเดิมจะพัฒนาเป็นโครงการขนาดสูงเพียง 1 อาคาร มูลค่าประมาณ ​5,000 ล้านบาท และเปิดตัวขายในครั้งเดียว แต่ได้ปรับแผนใหม่ ด้วยการพัฒนาเป็นอาคารสูง 2 อาคาร และแบ่งการขายออกเป็น 2 เฟส แต่ยังคงมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท และจำนวนยูนิตใกล้เคียงเดิม โดยเริ่มต้นเปิดการขายโครงการ “โมดิซ ไรห์ม รามคำแหง” เฟสแรกในเดือนกรกฏาคมนี้ ด้วยการขายอาคารด้านหน้า ที่ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมไฮไรส์สูง 30 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ แบ่งเป็นที่พักอาศัย จำนวน 546 ยูนิต และไลฟ์สไตล์ รีเทล จำนวน 9 ยูนิต มูลค่าโครงการรวมกว่า 1,790 ล้านบาท ซึ่งมีราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท ในขนาด 23.38 ตารางเมตร โดยอาคารเฟสแรกคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 4 ปี 2565   ส่วนโครงการในเฟสที่ 2 บริษัทจะเปิดการขาย โดยดูจากกระแสตอบรับจากการขายในเฟสแรกก่อน ซึ่งบริษัทคาดว่าภายในระยะเวลา 4-6 เดือนน่าจะมียอดพรีเซลล์ประมาณ 50% แต่กำหนดการก่อสร้างของเฟส 2 ยังเป็นไปตามแผน ซึ่งคาดว่าจะก่อนสร้างแล้วเสร็จในช่วงปี 2567 นอกจากการปรับรูปแบบการพัฒนาโครงการและการขายแล้ว บริษัทยังได้ปรับงานดีไซน์และรูปแบบห้อง ให้มีความเหมาะสมกับการอยู่อาศัยของผู้บริโภคในยุค New Normal ด้วย โดยเน้นใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.Multi-Living Space New Normal  การออกแบบให้พื้นที่ต่าง ๆ สามารถใช้ได้จริง และมีความหลากหลายในการใช้งาน 2.Residence Utilization การเพิ่มพื้นที่ตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย  โดยเฉพาะในด้านสุขภาพ จึงมีการเพิ่มพื้นที่ Health Station สำหรับการบริการด้านสุขภาพ 3.Virtual Community การนำแอปพลิเคชั่น หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ  เข้ามาปรับใช้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายแก่ลูกค้า เช่น การนำ Telemedicine มาบริการภายในโครงการ เป็นต้น   ส่วนแผนธุรกิจของบริษัทในปีนี้ ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยช่วงครึ่งปีหลัง ยังเตรียมเปิดตัวอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการโมดิช ธรรมศาสตร์ รังสิต มูลค่า 1,200 ล้านบาท และโครงการบ้านภูริปุรี พัฒนาการ มูลค่า 500 ล้านบาท โดยในปีนี้คาดว่าบริษัทจะมีรายได้ 3,500 ล้านบาท โดยช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมายังทำรายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งในช่วงปลายปีจะมีโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ และรับรู้รายได้ในปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปีหน้าอีก 2 โครงการ มีมูลค่าโครงการรวม 3,400 ล้านบาทด้วย สำหรับแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งล่าสุดได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) เรียบร้อย เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา และน่าจะได้รับการพิจารณาภายใน 120 วัน โดยการเข้าระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ บริษัทต้องการเพิ่มศักยภาพการเติบโตให้บริษัท ซึ่งในแต่ละปีวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ปีละ 4-6 โครงการ มูลค่า 4,000-5,000 ล้านบาท      
ตลาดคอนโด จ.ภูเก็ต ปี 63  ซัพพลายเหลือเพียบ ฉุดตลาดชะลอตัว

ตลาดคอนโด จ.ภูเก็ต ปี 63  ซัพพลายเหลือเพียบ ฉุดตลาดชะลอตัว

บรรดาเมืองท่องเที่ยวชายทะเล ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ  อันดับแรก ๆ ของเมืองไทย  ในการเข้ามาทั้งท่องเที่ยวระยะสั้น และการพักอาศัยอาศัยระยะยาว  คงหนีไม่พ้น จ.ภูเก็ต เพราะถือว่ามีความสวยงามทางธรรมชาติ และความพร้อมด้านสาธารณูปโภคครบ ส่งผลให้จ.ภูเก็ต เกิดการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ หลากหลายรูปแบบ ทั้งโครงการวิลล่า โรงแรม คอนโดมิเนียม หรือบ้านจัดสรรจำนวนมาก เพื่อรองรับกับความต้องการที่เกิดขึ้น   เช็คสต็อกที่อยู่อาศัยจ.ภูเก็ต คอนโดเหลือเพียบ ตัวเลขจากการสำรวจของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ในช่วงครึ่งหลังปี 2562 พบว่า  ที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขาย ในพื้นที่จ.ภูเก็ต  มีจำนวนทั้งสิ้น 133 โครงการ จำนวน 9,291 ยูนิตลดลงจากช่วงครึ่งปีแรก 13.5% แบ่งเป็นคอนโด จำนวน 5,978 ยูนิต บ้านจัดสรร จำนวน 3,313 ยูนิต ได้แก่ บ้านเดี่ยวจำนวน 812 ยูนิต  ทาวน์เฮ้าส์ 1,602 ยูนิต  บ้านแฝด 839 ยูนิต และอาคารพาณิชย์ 60 ยูนิต สัดส่วนการพัฒนาในพื้นที่จ.ภูเก็ต ส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ประกอบการ ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะมีเฉพาะประเภททาวน์เฮ้าส์ที่พบว่า บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  เข้ามาพัฒนามากกว่าผู้ประกอบการในท้องถิ่น โดยมีสัดส่วนการพัฒนา 58% ส่วนที่เหลือเป็นบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในท้องถิ่นของจ.ภูเก็ตเป็นหลัก   การพัฒนาโครงการในจ.ภูเก็ตระยะหลัง จะพบว่า ส่วนใหญ่จะพัฒนาโครงการคอนโด มากกว่าบ้านแนวราบเป็นหลัก แต่สัดส่วนไม่ได้แตกต่างกันมากนัก อย่างเช่นในจำนวน 133 โครงการ พบว่าเป็นโครงการคอนโด 69 โครงการ และบ้านแนวราบ 64 โครงการ สาเหตุที่แนวโน้มการพัฒนาโครงการคอนโดมากขึ้น เป็นเพราะที่ดินในจ.ภูเก็ตมีต้นทุนราคาที่สูงมาก โครงการส่วนใหญ่จึงพัฒนาเป็นคอนโด  โดยโครงการที่เปิดขายใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังก็ยังคงมีสัดส่วนอาคารชุดเปิดขายใหม่สูงกว่าเช่นกัน ซึ่งจากจำนวนยูนิตเปิดขายใหม่ 1,207 ยูนิต ประกอบด้วยอาคารชุด 868 ยูนิต และบ้านจัดสรร 339 ยูนิต ส่วนปริมาณที่อยู่อาศัยเหลือขายในช่วงครึ่งหลังปี 2562 พบว่า มีจำนวน 7,741 ยูนิต มูลค่า 37,409 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโด จำนวน 4,918 ยูนิต  คิดเป็นสัดส่วสน 77% และบ้านจัดสรร จำนวน 2,823 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 23% ซึ่งแบ่งเป็น บ้านเดี่ยว จำนวน 709 ยูนิต บ้านแฝด 746 ยูนิต ทาวน์เฮ้าส์ 1.321 ยูนิต และอาคารพาณิชย์ 47 ยูนิต ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 จะพบว่าโครงการคอนโดเหลืออยู่ในตลาดจำนวนมาก ทำให้ REIC มีคำแนะนำผู้ประกอบการให้ลงทุนอย่างระมัดระวัง ในการเปิดตัวใหม่ประเภทคอนโด   เปิดทำเลบ้าน-คอนโด เหลือขายและขายดี ในจ.ภูเก็ต สำหรับทำเลบ้านและคอนโด ใน จ.ภูเก็ต ช่วงครึ่งปีหลัง 2562 ซึ่งเหลือขายจำนวน 7,741 ยูนิต มูลค่า 37,409 ล้านบาทนั้น  พบว่า ทำเลที่เหลือขายมากที่สุด จะเป็นทำเลหาดบางเทา-สุรินทร์ เหลือขาย 1,922 ยูนิต รองลงมาเป็นทำเลเทพกระษัตรี-ศรีสุนทร 1,380 ยูนิต ทำเลหาดในยาง-หาดไม้ขาว 1,148 ยูนิต  ทำเลหาดกมลา 867 ยูนิต และทำเลเกาะแก้ว-รัษฎา 706 ยูนิต   โดยระดับราคาบ้านและคอนโด จ.ภูเก็ต เหลือขายมากที่สุด จะเป็นกลุ่มระดับราคา 3.01-5.00 ล้านบาท เหลือขาย จำนวน 3,002 ยูนิต รองลงมาเป็นราคา 2.01-3.00 ล้านบาท เหลือขาย 1,884 ยูนิต  ราคา 5.01-7.50 ล้านบาท เหลือขาย 1,620 ยูนิต  ราคา 7.51-10.00 ล้านบาท ​เหลือขาย 499 ยูนิต และราคา 1.51-2.00 ล้านบาท  เหลือขาย 327 ยูนิต   อัตราการขายบ้านและคอนโด จ.ภูเก็ต ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 จะพบว่า มีอัตราการดูดซับที่ลดต่ำลงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่มีอัตราดูดซับเฉลี่ย 4.4% โดยมีอัตราการดูดซับเพียง 2.8% เท่านั้น เป็นเพราะปริมาณสินค้าเหลือขายในตลาดจำนวนมาก รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ซึ่งทำเลที่มีอัตราการขายได้ใหม่นั้น อันดับแรกจะอยู่ในทำเลหาดบางเทา-หาดสุรินทร์ ขายได้จำนวน 365 ยูนิต รองลงมาเป็นทำเลเกาะแก้ว-รัษฎา จำนวน 214 ยูนิต ทำเลหาดราไวย์ จำนวน 183 ยูนิต  ทำเลหาดกมลา จำนวน 171 ยูนิต และทำเลเทพกระษัตรี-ศรีสุนทร จำนวน 127 ยูนิต โดยในช่วงสิ้นปี 2562 พบว่า บ้านและคอนโด จ.ภูเก็ต ซึ่งมีการก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ มีอยู่ในตลาดจำนวน 1,037 ยูนิต มูลค่า 4,645 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโด จำนวน 626 ยูนิต บ้านเดี่ยว 94 ยูนิต บ้านแฝด 85 ยูนิตทาวน์เฮ้าส์ 219 ยูนิต และอาคารพาณิชย์ 13 ยูนิต   ทำเลบ้านและคอนโด จ.ภูเก็ต ที่สร้างเสร็จเหลือขายมากที่สุด อันดับแรกเป็นทำเลเกาะแก้ว-รัษฎา จำนวน 268 ยูนิต  รองลงมาเป็นทำเลหาดในยาง-หาดไม้ขาว จำนวน 221 ยูนิต  ทำเลหาดป่าตอง จำนวน 131 ยูนิต ทำเลเทพกระษัตรี-ศรีสุนทร จำนวน 100 ยูนิต  และทำหาดบางเทา-หาดสุรินทร์ จำนวน 86 ยูนิต  โดยระดับ ราคาบ้านและคอนโด จ.ภูเก็ต สร้างเสร็จเหลือขายมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มระดับราคา 3.01-5.00 ล้านบาท เหลือขาย 436 ยูนิต ราคา 2.01-3.00 ล้านบาท เหลือขาย 273 ยูนิต ราคา 5.01-7.50 ล้านบาท เหลือขาย 121 ยูนิต ราคา 1.51-2.00 ล้านบาท เหลือขาย 69 ยูนิต และราคา 1.01-1.50 ล้านบาท เหลือขาย 41 ยูนิต แนวโน้มตลาดอสังหาฯ จ.ภูเก็ต ปี 63 ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ มองแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ในปี 2563 จะมีที่อยู่อาศัยเหลือขายอยู่ในตลาดจำนวน 8,966 ยูนิต ประกอบด้วยคอนโด จำนวน 5,679 ยูนิต ทาวน์เฮ้าส์จำนวน 1,510 ยูนิต บ้านเดี่ยวจำนวน 937 ยูนิต บ้านแฝดจำนวน 786 ยูนิต และอาคารพาณิชย์จำนวน 54 ยูนิต มีโครงการเปิดขายใหม่จำนวน 2,700 ยูนิต ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปีที่มีการเปิดขายปีละประมาณ 4,800 ยูนิต   คาดว่าในปี 2563 อัตราดูดซับจะลดทุกกลุ่มประเภทที่อยู่อาศัย โดยลดเหลือประมาณ 1.1-1.8%  และที่อยู่อาศัยเหลือขายจะยังคงเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มคอนโด  จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน     ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย  ซึ่งแสดงถึงความต้องการที่แท้จริงคาดการณ์ในปี 2563 ก็จะลดลงมาอยู่ที่ 6,553 ยูนิต ลดลง​18.1%  มีมูลค่าประมาณ 14,401 ล้านบาท ลดลง 40.2% เมื่อเทียบกับปี 2562 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่มีมูลค่า 19,157 ล้านบาท ด้วยภาพรวมดังกล่าวผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การเสนอขาย โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทคอนโด ที่มีอัตราการดูดซับชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจากช่วงต้นปี 2562 และคาดว่าจะต่อเนื่องมาถึงปี 2563 ด้วย
5 เหตุผลที่ทำให้ ห้าแยกลาดพร้าว เป็นทำเลศักยภาพของปัจจุบันและอนาคต

5 เหตุผลที่ทำให้ ห้าแยกลาดพร้าว เป็นทำเลศักยภาพของปัจจุบันและอนาคต

ในบรรดาทำเลจุดตัดถนนสำคัญของกรุงเทพฯ สิ่งที่มักเป็นปรากฎการณ์ให้เห็นอย่างชัดเจน คือ ความเจริญเติบโตของการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์บริเวณจุดตัดนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ศูนย์การค้าและพื้นที่รีเทลจำนวนมาก รวมถึงการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมอย่างหนาแน่น   โดยหนึ่งในจุดตัดถนนสำคัญของกรุงเทพฯ ลำดับต้นๆ ที่มีความเจริญด้านการพัฒนาโครงการอสังหาฯ รูปแบบต่าง ๆ คงต้องยกให้บริเวณห้าแยกลาดพร้าว  เพราะเต็มไปด้วยโครงการจำนวนมาก ทั้งอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และโครงการคอนโดฯ ที่สำคัญยังเป็นจุดเชื่อมต่อระบบคมนาคมสำคัญของเมือง ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียว กับรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินอีกด้วย 5 ปัจจัยผลักดันให้ห้าแยกลาดพร้าวทำเลทอง ข้อมลจากบริษัท บางกอกซิตี้สมาร์ท จำกัด (บีซี) ระบุว่า ทำเลลาดพร้าวปี 2563 นี้ ถือเป็นทำเลแห่งอนาคตของวันนี้อย่างแท้จริง (Ladprao 2020 – The Future is Now) เพราะมี 5 ปัจจัยหลักสำคัญ ที่เข้ามาสนับสนุน ทำให้โซนห้าแยกลาดพร้าว เป็นแม่เหล็กดึงดูดทั้งผู้ประกอบการให้เข้ามาลงทุนจำนวนมาก รวมถึงกระตุ้นความคึกคักตลาดคอนโดฯ ทั้งลูกค้าเรียลดีมานด์ รวมถึงกลุ่มนักลงทุน ที่ยังสามารถเข้ามาสร้างโอกาสได้จากผลตอบแทนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ทำเลห้าแยกลาดพร้าวมีศักยภาพ คงมาจาก 5 ปัจจัย ดังนี้ 1.ศูนย์กลางของการเดินทางและระบบขนส่งมวลชน นอกจากการเป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าสำคัญ 2 สาย คือ รถไฟฟ้าวบีทีเอสสายสีเขียว และรถไฟใต้ดินสายน้ำเงิน  ซึ่งปัจจุบันมีการขยายการเดินรถออกไปเพิ่มมากขึ้น รถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียว เปิดเดินรถต่อไปถึงสถานีวัดพระศรีฯ​ ขณะที่รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปได้ถึงท่าพระหรือสถานีหลักสอง นอกจากนี้  ในพื้นที่ห้าแยกลาดพร้าว ยังตั้งอยู่ใกล้กับสถานีกลางบางซื่อ ศูนย์กลางสายรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนที่กำลังจะสร้างเสร็จและเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2564 นี้อีกด้วย ทำให้พื้นที่โดยรอบของสถานีกลางบางซื่อ เจริญเติบโตเพิ่มขึ้นตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นในด้านปริมาณหรือด้านราคาอสังหาฯ   2.ศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ พื้นที่ห้าแยกลาดพร้าว และพื้นที่โดยรอบ ปัจจุบันมีการพัฒนาขยายตัวของบรรดา อาคารสำนักงานเกรดเอและบีครอบคลุมกว่า 300,000 ตารางเมตร และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสถานีกลางบางซื่อสร้างเสร็จ จะส่งผลให้เกิดพื้นที่อาคารสำนักงานแห่งใหม่อีกกว่า 100,000 ตารางเมตร ซึ่งคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของพนักงานออฟฟิศทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมกว่า 40,000 คน ทำให้มีผู้สนใจลงทุนในย่านนี้จำนวนมาก จึงปฏิเสธ ไม่ได้ว่าพื้นที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าว กำลังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและธุรกิจแห่งใหม่ที่มีความสำคัญ  อีกหนึ่งโซนของพื้นที่กรุงเทพฯ   3.ศูนย์กลางสิ่งอำนวยความสะดวก  บริเวณห้าแยกลาดพร้าว  แม้ว่าจะไม่ใช่พื้นที่ธุรกิจใจกลางเมือง หรือ CBD แต่ถือเป็นย่านที่มีความเจริญและความสะดวกครบถ้วน โดยเฉพาะการมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ อย่างศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ที่มีผู้ใช้บริการมากกว่า 150,000 คนต่อวัน นอกจากนี้ ยังมีศูนย์การค้าอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นยูเนี่ยนมอลล์ หรือเทสโก้ โลตัส ที่สำคัญในโซนห้าแยกลาดพร้าว ใกล้กับแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ ที่มีชื่อเสียงดังไปทั่วโลก คือ ตลาดนัดจตุจักร ที่มีการเปิดขายสินค้าหมุนเวียนแทบจะทุกวันตลอดสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นประเภทต้นไม้ สัตว์เลี้ยง หรือสินค้าทั่วไป ในพื้นที่ติดตลาดนัดจตุจักร ยังมีศูนย์การค้าเปิดให้บริการอีก 2 แห่ง คือ ศูนย์การค้ามิกซ์​จตุจักร และเจเจมอลล์  นี่ยังไม่นับรวมตลาดนัดเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามพื้นที่สำนักงานใหญ่ๆ ที่อยู่โดยรอบให้ผู้คนได้ช้อปปิ้งกันอีกมากมายด้วย   4.มีพื้นที่สีเขียวที่เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ถึง 3 แห่ง บริเวณห้าแยกลาดพร้าว ยังใกล้กับปอดขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ  เพราะมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ถึง 3 แห่ง ได้แก่ สวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ ขนาด 375 ไร่  สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ขนาด 196 ไร่ และสวนจตุจักร ขนาด 155 ไร่  เมื่อนับพื้นที่รวมกันมีขนาดพื้นที่มากถึง 726 ไร่ หรือ 1.12 ล้านตารางเมตรเลยทีเดียว   5.ตลาดคอนโด เติบโตและมีราคาที่คุ้มค่า   ตลาดคอนโด ในย่านทำเลห้าแยกลาดพร้าว นับว่าเติบโตต่อเนื่อง แม้จะมีปริมาณไม่มาก แต่ก็เพิ่มขึ้นโดยตลาด ที่สำคัญยังมีราคาขายที่สามารถจับต้องได้ และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น จึงเหมาะสำหรับกลุ่มผู้อยู่อาศัยจริง และกลุ่มนักลงทุน สำหรับข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ของบีซีตั้งแต่ช่วงปี 2558-2562  พบการเปิดตัวของโครงการคอนโด ติดถนนหลักเส้นพหลโยธิน ตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินพหลโยธิน-สถานีรถไฟฟ้ารัชโยธิน ทั้งสิ้น 11 โครงการ จำนวน 8,263 ยูนิต ในราคาขายเฉลี่ย 145,000 บาทต่อตารางเมตร  มียอดขายรวมแล้วกว่า 74% โดยหากเจาะข้อมูลดีมานด์ในแต่ละสถานีพบว่า สถานีที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ สถานีบีทีเอสห้าแยกลาดพร้าวที่มีอัตราการตอบรับที่ดีที่สุด ด้วยยอดขายรวมกว่า 82% มียูนิตคงเหลือขายประมาณ 490 ยูนิตเท่านั้น สาเหตุหลักเพราะเป็นทำเลที่ดีที่สุดเปรียบเสมือนศูนย์กลางของย่านนี้   ขณะที่คอนโด ในกลุ่มสินค้ารีเซล ก็พบการปรับตัวของราคาขึ้นมาปีละประมาณ 8% เช่นกัน นอกจากนี้ ผู้ซื้อที่ต้องการลงทุนในการปล่อยเช่าและขายต่อให้ความสนใจในตลาดโซนนี้ไม่แพ้กัน เพราะผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าระยะยาว (Rental Yield) ของคอนโด ในย่านนี้ พบอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 4-5% ซึ่งคอนโด ในทำเลนี้ ยังมีราคาเหมาะสมในการซื้อ ทั้งเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อการลงทุนระยะยาว   บิ๊กเนมแห่ปักหมุดผุดโปรเจ็กต์ สำหรับความเคลื่อนไหวการพัฒนาโครงการคอนโดฯ ในย่านห้าแยกลาดพร้าว นับว่ามีมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี เพราะในบริเวณห้าแยกลาดพร้าว เป็นจุดตัดถนนสำคัญถึง 3 เส้น ได้แก่ ถนนพหลโยธิน ถนนลาดพร้าว และถนนวิภาวดี-รังสิต ซึ่งสามารถเดินทางไปยังจุดต่าง ๆ ได้ทั่วกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันยังใกล้กับสถานที่สำคัญ ทั้งหน่วยงานราชการ อาคารสำนักงาน บริษัทเอกชน ศูนย์การค้า หรือแม้แต่การเชื่อมต่อไปยังต่างจังหวัด เพราะใกล้กับสถานีขนส่งหมอชิต ยิ่งแผนการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดิน ผ่านบริเวณห้าแยกลาดพร้าว ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่จึงแห่กันมาจับจองที่ดินขึ้นโครงการกันมากมาย   โดยปัจจุบันยังพบว่า มีหลายโครงการที่ยังเปิดการขาย หรือเป็นโครงการพร้อมเข้าอยู่ รวมถึงกำลังก่อสร้าง แต่ยังไม่เปิดการขายหลายโครงการ โดยเฉพาะบนถนนพหลโยธิน  ช่วงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีพหลโยธิน และรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งมีโครงการที่น่าสนใจ ได้แก่   1.โครงการเดอะเครสท์ พาร์ค เรสซิเดนซ์ (The Crest Park Residences) เป็นโครงการภายใต้การร่วมทุนระหว่างบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับ Nishitetsu Group ยักษ์ใหญ่และผู้นำในภูมิภาค คิวชูของประเทศญี่ปุ่น โดยตั้งอยู่บนถนนพหลโยธิน ตรงข้ามห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ใกล้กับห้าแยกลาดพร้าว มีระยะห่างเพียง 75 เมตร ถึง รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีพหลโยธิน และใกล้กับบีทีเอสสถานีห้าแยกลาดพร้าว ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ จำนวน 429 ยูนิต มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท ซึ่งราคาขายเฉลี่ยกว่า 2-2.5 แสนบาทต่อตารางเมตร  ซึ่งโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และวางแผนเปิดการขายในปีนี้   2.โครงการไลฟ์ ลาดพร้าว (LIFE LADPRAO) คอนโดพร้อมอยู่ จากบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)หรือ เอพี นับเป็นหนึ่งในไฮไลท์โปรเจคร่วมทุนระหว่างเอพีและพันธมิตรญี่ปุ่น มิตซูบิชิ เอสเตท เรสซิเดนซ์ (บริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป) ตั้งอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีห้าแยกลาดพร้าว มากที่สุด มีมูลค่าโครงการ 8,000 ล้านบาท จำนวน 1,615 ยูนิต     3.โครงการไลฟ์ ลาดพร้าว แวลลีย์ (Life Ladprao Valley) อีกหนึ่งโครงการของค่ายเอพี ซึ่งตั้งอยู่บนถนนพหลโยธิน ใกล้กับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีห้าแยกลาดพร้าวอีกหนึ่งโครงการ บนพื้นที่โครงการกว่า 5 ไร่ ปัจจุบันงานก่อสร้างโครงสร้างคืบหน้ากว่า 73% มีจำนวนยูนิต 1,140 ห้อง และร้านค้า 1 ร้าน 4.โครงการไลฟ์ ลาดพร้าว สเตชั่น (Life Ladprao Station) เป็นโครงการที่ 3 ของค่ายเอพี ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้าง เป็นโครงการบนพื้นที่กว่า 2 ไร่ ขนาดอาคารสูง 42 ชั้น จำนวน 636 ยูนิต น่าจะมีมูลค่าโครงการประมาณ 2,100 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันยังไม่เปิดการขาย คาดว่าจะเปิดขายได้ภายในช่วงปี 2564 ถือเป็นโครงการล่าสุดที่เข้ามาปักหมุดในทำเลห้าแยกลาดพร้าว 5.โครงการเดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค (The Line Phahonyothin Park) โครงการคอนโดฯ ภายใต้การร่วมทุนระหว่างแสนสิริและบีทีเอส กรุ๊ป เป็นอาคารขนาดสูง 32 ชั้น มีจำนวน 880 ยูนิต มูลค่าโครงการ 4,900 ล้านบาท ในความเป็นจริงแล้ว บริเวณห้าแยกลาดพร้าว ทุกถนนที่วิ่งตัดผ่าน ต่างมีโครงการคอนโด พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งติดถนนใหญ่และตามซอยแยกเข้าไปมากมาย เพราะด้วยปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ข้างต้น จึงไม่แปลกใจที่จะส่งผลให้ที่ดินบริเวณนี้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางแปลงพุ่งทะลุไปกว่า 1 ล้านบาทต่อตารางวาก็เคยมีให้เห็นมาแล้ว และเป็นทำเลที่ได้รับความนิยมจากดีเวลลอปเปอร์ไม่แพ้ในโซนใจกลางเมืองเลยทีเดียว เชื่อว่าหลังจากโครงการขนาดใหญ่ อย่างสถานีกลางบางซื่อ ก่อสร้างเสร็จแล้วและเปิดให้บริการ ศักยภาพของทำเลห้าแยกลาดพร้าว คงได้รับอานิสงค์และมีการเติบโตมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวอย่างแน่นอน  

1 2 3 ... 78