ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 2 3 ... 82
แสนสิริ ทำนิวไฮด์รายได้สูงสุด​ 34,707 ล. แต่กำไรสุทธิลดลงกว่า 52%

แสนสิริ ทำนิวไฮด์รายได้สูงสุด​ 34,707 ล. แต่กำไรสุทธิลดลงกว่า 52%

แสนสิริ แจ้งผลประกอบการปี 2563 ทำรายได้สูงสุดในตลาดอสังหาริมทรัพย์ 34,707 ล้านบาท โต 34% ขณะที่มียอดขาย โตขึ้น 67% แต่กำไรลดลงทั้งในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ ลดลงกว่า 30% เหลือ 1,673 ล้าน ส่วนกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จลดลงกว่า  52% เหลือแค่ 923 ล้าน มั่นใจปีนี้ยังทำยอดขายต่อเนื่อง หลังตุนยอดขายไว้แล้ว 28,300 ล้าน รับรู้ได้ถึง 3 ปี กลางปีเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่​บูก้าน จับตลาดไฮเอนด์   นางสาววรางคณา อัครสถาพร ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI​ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในรอบปี 2563 ว่า  สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมาย 35,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 67% จากปี 2562 มียอดโอนโครงการที่อยู่อาศัยทุกประเภท ที่สร้างเสร็จและส่งมอบให้กับลูกค้าไปถึง 45,000 ล้านบาท เติบโต 45% จากปีก่อนหน้า สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ และเป็นการโอนที่สูงสุดในรอบ 36 ปีของแสนสิริ โดยปีที่ผ่านมาสามารถปิดการขายโครงการที่อยู่อาศัย 35  โครงการ มูลค่ารวมกว่า 64,600 ล้านบาท ปี 2563 ที่ผ่านมา เป็นปีที่แสนสิริต้องเผชิญกับอีกหนึ่งความท้าทายในการทำธุรกิจ ภายใต้สถานการณ์โควิด – 19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่เราสามารถผ่านมาได้อย่างแข็งแกร่งในรอบ 36 ปีเช่นเดียวกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540   ในปี 2563  แสนสิริมีรายได้รวมสูงสุดในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ด้วยรายได้ 34,707 ล้านบาท เติบโตขึ้น 34% จากปีก่อนหน้า ที่มีรายได้ 25,859 ล้านบาท เป็นผลจากรายได้จากการขายโครงการที่เพิ่มขึ้น 60% จาก 19,126 ล้านบาทในปี 2562 มาอยู่ที่ 30,559 ล้านบาทในปี 2563   จากผลงานการโอนที่โดดเด่นในปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะไตรมาสที่ 2 ที่บันทึกการโอนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All Time High)     ขณะที่บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ 1,673 ล้านบาท ลดลง 30% จากปี 2562 ที่มีจำนวน 2,392 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวมสำหรับปี 2563 จำนวน 923 ล้านบาท ลดลง 52% จากปีก่อนหน้าที่มีจำนวน 1,953 ล้านบาท โดยปีที่ผ่านมาแสนสิริ มีการทำการตลาดและแคมเปญต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง  อาทิ “แสนสิริผ่อนให้ 24 เดือน” ที่ช่วยให้ลูกค้าซื้อที่อยู่อาศัยและมีที่อยู่อาศัยได้ง่ายที่สุด   นอกจากนี้ ผลจาก Cash Flow Strategy ยังส่งผลให้แสนสิริเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งในด้านการเงิน จากการบริหารจัดการสต็อคที่อยู่อาศัยที่ดี สามารถบริหารจัดการให้มี Inventory หรือสินค้าพร้อมขาย ลดลงมาต่ำสุดอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท จากการขายสินค้าสร้างเสร็จได้มาก ทำให้มีเงินสดกลับมาในมือ (Cash is King) ลดอัตราหนี้สินและมีสภาพคล่องในมือ ณ ปัจจุบันกว่า 17,000 ล้านบาท Gearing Ratio ลดลงจาก 1.82 เท่า อยู่ที่ 1.42 เท่า   แสนสิริยังมียอดขายรอโอน (รวมโครงการร่วมทุน) รองรับการเติบโตระยะยาวในอีก 3 ปี อีกถึง 28,300 ล้านบาท ขณะที่มี Secured Revenue ไปแล้วถึง 62% ของเป้ารายได้ที่ 24,400 ล้านบาท เสริมความแข็งแกร่งในทุกสภาวการณ์   สำหรับแผนธุรกิจในการเดินหน้า ปีแห่งความหวัง (The Year of Hope) แสนสิริจะเปิดตัว “BuGaan” (บูก้าน) เอ็กคลูซีฟ เรสซิเดนท์ 3 ชั้น แบรนด์ใหม่ใน Sansiri Luxury Collection กับแนวคิด “My Home Speaks for Myself” บ้านที่บ่งบอกความเป็นตัวตน ความชอบและสไตล์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร กับดีไซน์การออกแบบในสไตล์ Modern Luxury Living  พร้อมส่วนกลางแบบส่วนตัว สระว่ายน้ำ Freshwater Swimming Pool และลิฟท์ส่วนตัวภายในบ้าน เน้นออกแบบบ้านให้มีความเป็น Private Residence สูงสุด กับทำเลใจกลางเมือง บนโยธินพัฒนา  เพียง 14 ครอบครัว ราคา 30-80 ล้านบาท เตรียมเปิดการขายในเดือนพฤษภาคมนี้
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ส่งแบรนด์ใหม่ขยายฐานลูกค้า 5-8 ล้าน พร้อมปั้น 12 โปรเจ็กต์ลุยแนวราบ    

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ส่งแบรนด์ใหม่ขยายฐานลูกค้า 5-8 ล้าน พร้อมปั้น 12 โปรเจ็กต์ลุยแนวราบ    

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ลุยตลาดอสังหาฯ ปี 64 ขยายธุรกิจต่อเนื่อง เตรียมเปิดโครงการใหม่ 10 – 12 โครงการ มูลค่า 6,000 – 7,000 ล้าน เดินหน้าขยายฐานลูกค้า 5-8 ล้านเพิ่ม พร้อมตั้งเป้า ยอดขาย 7,000 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ 6,000 ล้านบาท   นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN เปิดเผยว่า ในปี 2564 นี้ บริษัทได้ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 7,000 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 6,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 7% จากในปี 2563 แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจ​โดยรวมของไทย คาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 3% แต่ทั้งนี้ขึ้นกับการกระจายวัคซีนให้ประชาชนในวงกว้างทำได้รวดเร็วเพียงใดด้วย   ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2564 ยังต้องเผชิญปัจจัยลบหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนตัวตามภาวะเศรษฐกิจ  ระดับหนี้ครัวเรือนที่ปรับสูงขึ้น  ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ที่ได้มีการต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกไปจนถึงสิ้นปี 2564 รวมถึงสินค้าแนวราบยังได้รับปัจจัยหนุนจาก New Normal ที่ผู้บริโภคบางส่วนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่เคยต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแนวสูง มาซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้จริงกว่า ทั้งนี้แม้สภาวะตลาดจะไม่เอื้อมากนัก แต่บริษัทยังมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจให้เติบโตได้ต่อเนื่องตามเป้าหมายที่วางไว้​   โดยในปีนี้บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบ ที่เป็น Real Demand โดยมีแผนขยายโครงการใหม่ทั้งในทำเลใหม่ที่มีศักยภาพ และการเปิดโครงการใหม่เพื่อทดแทนโครงการเดิมของบริษัทที่กำลังจะปิดโครงการลง  ซึ่งมีแผนเปิดโครงการใหม่ 10 – 12 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 6,000 – 7,000 ล้านบาท  โดยตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 7,000 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 6,000 ล้านบาท   ทั้งนี้ บริษัทเตรียมเปิดโครงการบ้านเดี่ยวหรู รูปแบบใหม่ ภายใต้แบรนด์ บ้านลลิล The Prestige ซึ่งเป็นออกแบบในสไตล์ French Colonial  ระดับราคาจะอยู่ในช่วง 5 - 8 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขยายตลาดให้กว้างขึ้น จากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ภายใต้แบรนด์ Lanceo ซึ่งจะเน้นกลุ่มลูกค้าในช่วง 3 – 6 ล้านบาท   ด้านนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิลฯ กล่าวว่า ในปีนี้ จะเป็นการต่อยอดการใช้กลยุทธ์ Lifestyle Marketing  โดยมุ่งเน้นการใช้สื่อ Digital Marketing เพิ่มมากขึ้น จากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปีที่ผ่านมา  โดยบริษัทมีการยกระดับการจัดการข้อมูลสารสนเทศสู่ Digital Company อย่างเต็มรูปแบบ  มีการนำ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์หา Customer Insights เพื่อเข้าถึง และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ ซึ่งได้ตั้งงบด้านการตลาดในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 3% – 4% ของยอดขาย ทางด้านการเงิน บริษัทมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก โดยบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ที่ลดลงจาก 0.75 เท่า ณ สิ้นปี 2562 มาอยู่ที่ระดับเพียง 0.67 เท่า ณ สิ้นปี 2563  ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ราว 1.4 – 1.5 เท่า และมีเงินสดสำรองเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจอีกราว 1,000 ล้านบาท  ตลอดจนมีวงเงินสนับสนุนทางการเงิน (Committed Line) ที่ยังไม่ได้เบิกใช้ จากธนาคารพาณิชย์พันธมิตรมากกว่า 2,000 ล้านบาท   โดยในปี 2564 นี้บริษัทวางงบซื้อที่ดินไว้ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 ล้านบาท  โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และกำไรสะสมของบริษัท ตลอดจนมีการใช้หุ้นกู้ และแหล่งเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน  โดยมีการพิจารณาออกในจำนวนและช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้สอดรับกับการขยายธุรกิจ และการเติบโตในระยะยาวของบริษัท   สำหรับผลประกอบการปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ แม้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกและไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากการระบาดของโควิด-19  ซึ่งมียอดรับรู้ทั้งปีที่ 5,765 ล้านบาท เติบโตขึ้น 24.2%  ในขณะที่มีกำไรสุทธิที่ 1,333.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.5%  
ริสแลนด์ ไม่หวั่นสงครามราคาคอนโด อัพราคา 10%  “เดอะลิฟวิ่น รามคำแหง”

ริสแลนด์ ไม่หวั่นสงครามราคาคอนโด อัพราคา 10%  “เดอะลิฟวิ่น รามคำแหง”

ริสแลนด์ ไม่หวั่นสงครามราคาตลาดคอนโด เดินหน้าเปิดขายโครงการเดอะลิฟวิ่น รามคำแหง เฟส 3 พร้อมอัพราคาขายขึ้นอีก 10% มั่นใจราคาต่ำกว่าคู่แข่ง แม้มีอีก 4 โปรเจ็กต์ รวมกว่า 1,824 ยูนิต เล็งเปิดตัวโปรเจ็กต์ใหม่อีก 2-3 โครงการ มูลค่า 6,000-7,000 ล้าน หลังสถานการณ์โควิด-19 ฟื้นตัวดีขึ้น ​   นับตั้งแต่ประเทศไทยมีการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้า นับตั้งแต่เมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ชีวิตของคนเมืองกรุงเทพฯ นับว่าได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น ยิ่งแผนการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าของไทย ที่จะมีกระจายและครอบคลุมไปในทุกพื้นที่ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยิ่งทำให้การเดินทางของคนกรุงเทพฯ ยิ่งได้รับความสะดวกสบาย สามารถเดินทางไปได้ในทุกจุด แม้ว่าต้นทุนค่าเดินทางอาจจะปรับสูงขึ้นก็ตาม   นอกเหนือจากความสะดวกสบายในด้านการเดินทางแล้ว สิ่งหนึ่งที่ตามมาพร้อม ๆ กับการเกิดขึ้นของเส้นทางรถไฟฟ้า คือ การเติบโตของเมือง ที่ขยายตัวออกไปตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ของผู้ประกอบการได้เกิดขึ้นตลอดเส้นทางรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเกาะติดตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า หรือตามซอยต่าง ๆ ล้วนเกิดขึ้นมาก เพราะมองว่าเส้นทางรถไฟฟ้า คือ ปัจจัยบวกที่จะช่วยทำให้ยอดขายโครงการอสังหาฯ ประสบความสำเร็จ และได้รับความสนใจจากผู้บริโภค 4 โปรเจ็กต์คอนโดจ่อเปิดเพิ่ม​ 1,824 ยูนิต  โครงการอสังหาฯ ที่ใช้เส้นทางรถไฟฟ้าเป็นจุดขายหลัก ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการประเภทคอนโดมิเนียม และทำเลที่มักจะมีโครงการเกิดขึ้นหนาแน่น คือ ทำเลบริเวณจุเชื่อมต่อของเส้นทางรถไฟฟ้าหลาย ๆ สาย เพราะทำให้การเดินทางของคนอยู่อาศัย สามารถมีทางเลือกได้มากขึ้น  และหนึ่งในบริเวณจุดเชื่อมต่อ ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมมาก คือ ย่านรามคำแหง บริเวณแยกลำสาลี เนื่องจากอยู่ใกล้กับเส้นทางรถไฟฟ้า 3 สาย ได้แก่ สายสีส้ม สายสีเหลือง และสายสีน้ำตาล ทำเลบริเวณรามคำแหง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทำเลที่มีดีเวลลอปเปอร์ เข้ามาพัฒนาโครงการคอนโดจำนวนมาก หากดูตัวเลขล่าสุดในปี 2564 มีจำวนยูนิตที่พัฒนาออกมาขายมากถึง 25,900 ยูนิต โดยมี 2 โครงการใหม่ที่เปิดตัว ได้แก่ โครงการ “โมดิซ ไรห์ม รามคำแหง” (Modiz Rhyme Ramkhamhaeng)  ของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน)  มูลค่า 5,000 ล้านบาท และโครงการเดอะ ลิฟวิ่น รามคำแหง ของบริษัท ริสแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด มูลค่า 4,900 ล้านบาท ซึ่งในย่านรามคำแหงมีอัตราดูดซับออกไปแล้วถึง 40% ขณะที่ปี 2564 มีดีเวลลอปเปอร์ประกาศแผนเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่อีก 4 โครงการ รวม 1,824 ยูนิต   ดร.วอลเต้อร์ หลง ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ลิฟวิ่น รามคำแหง บริษัท ริสแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ​ปัจจุบันบริษัทสามารถทำยอดขายโครงการเดอะ ลิฟวิ่น รามคำแหง ได้แล้วกว่า 1,300 ล้านบาท  หรือประมาณ 563 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 30% ของโครงการ หลังจากเปิดขายอย่างเป็นทางการเพียง 5 เดือน​ นับจากเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา​ ซึ่งเป็นโครงการที่ทำยอดขายได้มากที่สุดในย่านรามคำแหง   โดยในปีนี้บริษัทวางแผนเปิดการขายต่อเนื่องในเฟสที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะทำยอดขายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท พร้อมกับวางแผนปรับราคาขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% หรือมีราคาเฉลี่ย 80,000 บาทต่อตารางเมตร จากปีที่ผ่านมามีราคาขายเฉลี่ย 70,000 บาทต่อตารางเมตร โดยมีราคาเริ่มต้นยูนิตละ 1.6 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ 22 ตารางเมตร และสูงสุดราคา 5 ล้านบาท ขนาด 2 ห้องนอน พื้นที่ 60 ตารางเมตร โดยราคาขายดังกล่าว ยังถือว่าถูกกว่าคู่แข่งในพื้นที่ เนื่องจากราคาขายปัจจุบันเป็นราคาใกล้เคียงกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา   โครงการเดอะ ลิฟวิ่น รามคำแหง เป็นคอนโดมิเนียมไฮไรส์สูง 42 ชั้น บนเนื้อที่กว่า 8 ไร่ บริเวณแยกลำสาลี  มีห้องพัก 5 ประเภท ได้แก่ ห้องสตูดิโอขนาด 22 ตารางเมตร, 1 ห้องนอนขนาด 27 ตารางเมตร, 1 ห้องนอนพลัสขนาด 32 ตารางเมตร, 2 ห้องนอนขนาด 38 ตารางเมตร และ 2 ห้องนอนขนาด 55 ตารางเมตร รวม 1,938 ยูนิต  คาดว่าจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 พร้อมกับการก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งโครงการจะเริ่มก่อสร้างในวันที่ 10 มีนาคมนี้ รอจังหวะโควิด-19 จบเปิดโปรเจ็กต์ 7,000 ล้าน ด้านนายเนีย ชงเชียน ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด ประจำภูมิภาคไทย กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 2-3 โครงการ รวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 6,000-7,000 ล้านบาท แต่ทั้งนี้จะพิจารณาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และการจัดซื้อที่ดินว่ามีความเหมาะสมในการพัฒนาโครงการอย่างไรบ้าง แต่โครงการในรูปแบบรีสอร์ทซึ่งจะพัฒนาโครงการที่จังหวัดภูเก็ต บริษัทชะลอแผนเปิดตัวโครงการออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจ รวมถึงภาวการณ์ท่องเที่ยวจะฟื้นตัวดีขึ้น ​ อย่างไรก็ตาม หากปีนี้บริษัทไม่เปิดตัวโครงการใหม่ บริษัทยังมีโครงการเดิมที่เปิดตัวก่อนหน้า จะเปิดการขายในเฟสต่อเนื่อง เช่น โครงการเดอะ ลิฟวิ่น รามคำแหง เฟส 3 เพื่อสร้างการรับรู้ด้านยอดขายเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากปีที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายได้กว่า 7,400 ล้านบาท จากโครงการคอนโด 4 โครงการ โครงการมิกซ์ยูส 2 โครงการ และโครงการบ้านเดี่ยว 1 โครงการ ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัททำยอดขายเติบโต 15% จากปี 2562 เราต้องเพลย์เซฟ และต้องวิเคราะห์ตลาดให้ดี เน้นตลาดที่มีดีมานด์ และเลือกที่ดินมาพัฒนาให้เหมาะสม
LPN วาง 4 กลยุทธ์เทิร์นอะราวด์  กลับขึ้นท็อป 5 ในปี 67 

LPN วาง 4 กลยุทธ์เทิร์นอะราวด์ กลับขึ้นท็อป 5 ในปี 67 

LPN วางยุทธศาสตร์ระยะ 3 ปี กลับมาขึ้นแท่นท็อป 5 อีกครั้ง เดินหน้าปรับองค์กร เพื่อปูทางสร้างรายได้ใกล้ 20,000 ล้าน ภายในปี 2567 ด้วย 4 กลยุทธ์สำคัญ หลังปี 63 สามารถฝ่าวิกฤตโควิด-19 ทำผลงานดีกว่าที่คาดการณ์   นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ​LPN เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในระยะ 3 ปี  (ปี  2564-2567) ว่า ได้วางยุทธศาสตร์แผน 3 ปี ให้เป็นปีของการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรที่มีอัตราการเติบโตในด้านของรายได้ และความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน ผ่านการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ การใช้ข้อมูล (Big Data) มาวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า (Customer Insight) เพื่อการพัฒนาทั้งบ้านพักอาศัย และอาคารชุดพักอาศัย ให้มีฟังก์ชั่นการใช้งาน ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าในทุกมิติในระดับราคาที่เหมาะสม (Affordable Price) สำหรับผู้ซื้อในทุกกลุ่มภายใต้แนวคิด “ความพอดีที่ดีกว่า : The Better Balance”       โดยในปีนี้ บริษัทได้มีการปรับโครงสร้างองค์กร (Reorganization) จากโครงสร้างการทำงานตามหน้าที่ (Functional Organization) สู่การบริหารงานในรูปแบบของหน่วยธุรกิจ (Business Unit) รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน (Digital Transform)  เพื่อให้การทำงานมีความคล่องตัวในการตัดสินใจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการดำเนินงาน  ซึ่งมีเป้าหมายในปี 2567 ต้องกลับมาเติบโตสร้างรายได้ให้ใกล้ 20,000 ล้านบาท หรือสูงกว่า 16,000 ล้านบาท ที่เป็นสถิติที่บริษัทเคยทำได้สูงสุดในปี 2558 และติดอันดับท็อป 5 ตลาดอสังหาริมทรัพย์   ในปีที่ผ่านมาบริษัทตั้งเป้าไว้ว่าจะทำรายได้รวม 10,000 ล้านบาท แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดรุนแรงทำให้ต้องปรับแผน และคิดว่าน่าจะมีรายได้จากการพัฒนาโครงการเพื่อขายเพียงเดือนละประมาณ 100 ล้านบาท หรือทั้งปีประมาณ​ 1,000 ล้านบาท  แต่เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลาย ในสุดท้ายบริษัทสามารถสร้างรายได้ 7,300 ล้านบาท เป็นรายได้จากโครงการอสังหาฯ 6,000 ล้านบาท ถือว่าบริษัทสามารถก้าวข้ามผ่านความเสี่ยงทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในปี 2563 มาได้ และยังสามารถรักษาความสามารถในการสร้างรายได้และกำไรไว้ได้ในอัตราที่เหมาะสม บริษัทวางแผนให้กลับมาเทิร์นอะราว โดย 3 ปีข้างหน้า เราจะกลับไปในจุดที่ควรจะเป็น จะกลับมาเทิร์นอะราวด์  เพราะที่ผ่านมามาเราผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านมาทุกวิกฤต   4 กลยุทธ์กลับมาเทิร์นอะราวด์ สำหรับปี 2564 นอกจากปรับโครงสร้างขององค์กรแล้ว บริษัทได้กำหนดแผนในการทำธุรกิจโดยมุ่งให้ทุกหน่วยธุรกิจ “เพิ่มรายได้และบริหารต้นทุน” เพื่อให้บริษัทมีรายได้ตามเป้าหมาย โดยกำหนด 4 ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย 1.การรุกตลาดบ้านพักอาศัยตอบโจทย์ผู้ซื้อในปัจจุบัน ปี 2564 บริษัทเน้นการเปิดตัวโครงการบ้านพักอาศัยเพิ่มขึ้นเพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ซื้อในตลาดที่ให้ความสนใจซื้อบ้านพักอาศัยทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮ้าส์ เพิ่มขึ้น หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยมีแผนเปิดตัวบ้านพักอาศัย 6 โครงการ มูลค่า 5,500 ล้านบาท เป็นโครงการบ้านเดี่ยว สำหรับตลาดพรีเมี่ยมในระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ภายใต้แบรนด์ “บ้าน 365” 1-2 โครงการ มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท  โดยเน้นการเปิดตัวโครงการในย่านใจกลางเมืองในพื้นที่ขนาดเล็ก แต่มีความเป็นส่วนตัวสูงภายใต้แนวคิด “Private Resident” เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ซื้อในกลุ่มนี้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองและมีความเป็นส่วนตัว และโครงการบ้านพักอาศัยภายใต้แบรนด์  “บ้านลุมพินี ทาวน์เพลส” และ “บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์” ที่ระดับราคาไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อหน่วย ประมาณ 3-5 โครงการ มูลค่าประมาณ  2,500 ล้านบาท  โดยออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานทาวน์เฮ้าส์หน้ากว้างที่สามารถจอดรถได้ 3 คัน เพื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว   ส่วนโครงการคอนโดมิเนียม บริษัทวางแผนเปิดตัว  3 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท  ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้บ้านพักอาศัยจาก 20% ในปี 2563 เป็น 30% ในปี 2564 และมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ของบ้านพักอาศัยขึ้นมาอยู่ที่ 50% ภายในปี 2567  ในขณะเดียวกันบริษัทยังคง รักษารายได้จากโครงการคอนโดในปี 2564 ให้มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่าปี 2563 ทำให้ในปีนี้ บริษัทเปิดตัวโครงการทั้งหมด 9 โครงการ มูลค่า 8,500 ล้านาท 2.ขยายฐานรายได้จากภาคธุรกิจบริการ บริษัทรุกขยายฐานรายได้จากงานบริการเพิ่มขึ้นจากฐานธุรกิจเดิมที่มีอยู่ไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่นอกเหนือจากของ LPN โดยมีการนำแพลตฟอร์มธุรกิจ (Business Platform) สร้างเครือข่ายกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับกลุ่มธุรกิจบริการภายใต้การบริหารของบริษัทในเครือทั้ง บริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) บริษัท แอล พี ซี วิสาหกิจ เพื่อสังคม จำกัด (LPC) บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom) และบริษัท รักษาความปลอดภัย แอลเอสเอส โซลูชั่นส์ จำกัด (LSS) โดยตั้งเป้ารายได้ในส่วนของงานบริการเติบโตไม่น้อยกว่า 20%  ในปี 2564  เทียบกับปี 2563 ที่มีรายได้จากงานบริการและธุรกิจให้เช่าที่ 1,361 ล้านบาท 3.บริหารสภาพคล่องรองรับความเสี่ยงทางธุรกิจ ปี 2564 บริษัทมีนโยบายบริหารสภาพคล่องทางการเงิน โดยชะลอแผนการซื้อที่ดินใหม่เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาคอนโด  เนื่องจากบริษัทมีที่ดินที่ซื้อเก็บไว้ในปี 2563 ทั้งสิ้น 6-8 แปลง  สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยในปี 2564 ได้ตามแผนที่วางไว้ ประกอบกับปัจจุบันบริษัทมีโครงการคอนโดที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและที่สร้างเสร็จพร้อมขายรองรับกับการเติบโตของธุรกิจได้ต่อเนื่องในปี 2564-2567 บริษัทจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อที่ดินใหม่เพื่อการพัฒนาอาคารชุดพักอาศัย ทำให้บริษัทสามารถรักษากระแสเงินสดของบริษัทให้สามารถที่จะรองรับกับแผนการลงทุนในด้านอื่นๆ หรือสามารถที่จะรองรับกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากความไม่แน่นอนของการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19      ในขณะเดียวกันบริษัทมีแผนที่จะออกหุ้นกู้ประมาณ  3,000 ล้านบาท  เพื่อนำมาใช้ในการชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระคืนในปี 2564 จำนวน 2,000 ล้านบาท และเพื่อลงทุนซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการบ้านพักอาศัยที่บริษัทมีแผนใช้งบลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาทในปี 2564 โดยที่บริษัทยังคงสามารถรักษาสัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio) ในสัดส่วนไม่เกิน 1:1 เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับบริษัท 4.การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินที่มีอยู่  โดยการสร้างรายได้และ Backlog จากทรัพย์สินที่มีอยู่  ซึ่งในปี 2564 บริษัทมีแผนที่จะนำเอาทรัพย์สินที่มีอยู่ เช่น อาคารชุดพักอาศัยที่สร้างเสร็จรอขายแล้วนั้นมาปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้และรวมถึงการสร้าง Backlog เพื่อขายในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทมีแผนนำที่ดินที่รอการพัฒนาบางส่วนมาพัฒนาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินที่บริษัทถือครองอยู่ เพิ่มเติมจากที่ดำเนินการไปแล้วในปี 2563 ที่สามารถทำรายได้เติบโตในส่วนนี้ได้ถึง 30% วางเป้าหมื่นล.ปูทางสู่ 20,000 ล. จาก 4 ยุทธศาสตร์ในการทำธุรกิจในปี 2564  บริษัทตั้งเป้ารักษาการเติบโตของรายได้ไม่น้อยกว่าปี 2563 โดยแบ่งสัดส่วนรายได้จากบ้านพักอาศัยประมาณ 30% ของรายได้รวม และรายได้จากอาคารชุดพักอาศัยประมาณ 70% ของรายได้รวม และรายได้ที่มาจากธุรกิจบริการและการเช่าเติบโตประมาณ 20% โดยมีเป้าหมายที่จะมีรายได้จากการขาย (Presale) ประมาณ 10,000 ล้านบาท ในปี 2564 ใกล้เคียงกับปี 2563 ที่มีรายได้จากการขายและบริการ 7,362 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 734 ล้านบาท   ทั้งนี้  ณ สิ้นปี 2563 บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ประมาณ 2,200 ล้านบาท ที่จะรับรู้รายได้ในปี 2564 และมีสินค้าคงเหลือที่พร้อมขายประมาณ 11,000 ล้านบาท   เรามั่นใจว่าหลังจากที่ผ่านวิกฤติ COVID-19 ในปี 2563 มาแล้ว เราได้เรียนรู้จากทุกวิกฤติที่ผ่านมาตลอดเวลา 32 ปี ทำให้เรามีความแข็งแกร่งและความพร้อมที่เราจะเติบโตอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายที่เราได้วางไว้  
เฟรเซอร์ส ชูกลยุทธ์ Core & Flex บริการยืดหยุ่นมัดใจผู้เช่าพื้นที่ออฟฟิศ

เฟรเซอร์ส ชูกลยุทธ์ Core & Flex บริการยืดหยุ่นมัดใจผู้เช่าพื้นที่ออฟฟิศ

เฟรเซอร์ส ปรับกลยุทธ์ใช้ Core & Flex บริหารธุรกิจสำนักงานให้เช่า มัดใจลูกค้า หลังหลายธุรกิจโดนพิษโควิด-19 ทุบเศรษฐกิจ ทำให้ไปต่อไม่ไหว พร้อมเตรียมตัวรับตลาดแข่งขันรุนแรง ดีมานด์ลด ซัพพลายพุ่ง อีก 3 ปีทะลุ 6.5 ล้านตารางเมตร   การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน อาจจะสะดวกสบายมากขึ้น เพราะมีเครื่องมือหรือเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาอำนวยความสะดวกสบาย แต่การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันก็ไม่ได้ง่าย หากจะทำให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เพราะนอกจากการแข่งขันที่รุนแรง ซึ่งเกิดจากปัจจุบันการเข้ามาดำเนินธุรกิจไม่ได้ยุ่งยาก และธุรกิจสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา จึงทำให้มีคู่แข่งในแต่ละธุรกิจจำนวนมากมาย   นอกจากการแข่งขันที่รุนแรง  การดำเนินธุรกิจยุคปัจจุบัน ยังต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกจำนวนมาก ที่ส่งผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ สังคม หรือปัจจัยทางการเมือง หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว และยังไม่นับรวมกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้เสมอ อย่างเช่น การแพร่ระบาดของเชื้อโรค อย่างไวรัสโควิด-19 ในยุคปัจจุบัน ก่อนหน้านี้ ธุรกิจต่าง ๆ ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่เข้ามาดิสรับธุรกิจซึ่งส่งผลกระทบให้ผู้เล่นบางราย ที่ปรับตัวรับมือไม่ทันไม่สามารถเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงได้ ต้องหยุดดำเนินธุรกิจล้มเลิกกิจการไปก็เห็นเกิดขึ้นจำนวนมาก และปัจจุบันก็ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ซึ่งทำให้หลายธุรกิจไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และหลายธุรกิจต้องปรับตัวรับมือ เปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารงานและดำเนินธุรกิจ ภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ (New Normal) ซึ่งไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป   เมื่อรูปแบบการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจไม่เหมือนเดิม แน่นอนว่าย่อมทำให้หลายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ต้องได้รับผลกระทบและต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจตามไปด้วย อย่างธุรกิจการให้บริการพื้นที่สำนักงานให้เช่า เพราะมีประเด็นที่พูดถึงกันอย่างมาก ว่าผลกระสบสำคัญของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เกิดการล็อกดาวน์ประเทศ และการต้องมีมาตรการเว้นระยะทางสังคม (Social Distancing) ทำให้การใช้พื้นที่ในสำนักงานอาจจะต้องปรับเปลี่ยน เพื่อเข้าสู่มาตรการเพื่อความปลอดภัย จำนวนพนักงานที่ต้องมาออฟฟิศอาจจะต้องลดน้อยลง และให้พนักงานบางส่วนทำงานจากที่บ้าน (Work from Home)    ประเด็นต่าง ๆ ที่มีการพูดถึงดังกล่าว รวมถึงบางธุรกิจที่ถูกผลกระทบจนต้องล้มเลิกกิจการ ส่วนบางธุรกิจที่ยังสามารถไปต่อได้ แต่ต้องรัดเข็มขัดบริหารงบประมาณ และต้นทุนการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจให้เช่าพื้นที่สำนักงาน ต้องเผชิญและหาแนวทางการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะนับวันความต้องการ (Demand) การใช้พื้นที่ก็ลดน้อยลง ขณะที่ปริมาณของพื้นที่สำนักงาน (Supply) มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง   มีการคาดการกันว่าภายในปี 2566 จะมีพื้นที่สำนักงานให้เช่าเพิ่มขึ้นถึง 6.5 ตารางเมตร หากเป็นไปตามที่ดีเวลอปเปอร์ประกาศแผนการพัฒนาเอาไว้ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม... มองตลาดออฟฟิศให้เช่า Q2 หลัง COVID-19 จะไปทางไหน? ) จากช่วงปีที่ผ่านมามีพื้นที่สำนักงานให้เช่ารวมกว่า 5.33 ล้านตารางเมตร  แต่ฝั่งความต้องการในช่วงปีที่ผ่านมา ความต้องการเช่าพื้นที่สำนักงานมีเพียง 50,000 ตารางเมตร ลดลงอย่างมากจากปกติจะมีความต้องการเช่าพื้นที่ใหม่ปีละ 200,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นภาพสะท้อนผลกระทบอย่างชัดเจน ต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง บรรดาธุรกิจหลายแห่งต้องปิดกิจการ และหลายแห่งต้องปรับลดขนาดพื้นที่การใช้งานลง รวมถึงย้ายไปใช้พื้นที่ส่วนอื่น ๆ ที่สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ เช่นบางบริษัทมีโรงงานผลิตสินค้า ก็อาจจะย้ายสำนักงานส่วนบริหารไปยังพื้นที่ในโรงงานแทน ชูกลยุทธ์ Core & Flex มัดใจผู้เช่าพื้นที่ออฟฟิศ นายวิทวัส คุตตะเทพ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายโครงการเชิงพาณิชยกรรม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า  ในปี 2563 ที่ผ่านมา ประเทศไทยและทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบแรก และภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่กระทบต่อธุรกิจและอุตสาหกรรมในวงกว้าง สำหรับตลาดอาคารสำนักงานของไทย ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ตลอดจนเทรนด์ของการทำงานจากที่บ้าน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการเช่าหรือขยายพื้นที่สำนักงานในปี 2563 ลดลงกว่า 50% ดังนั้นผู้ให้บริการพื้นที่สำนักงานจึงจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสามารถรับมือและปรับตัวได้ทันท่วงที   สำหรับปี 2564 บริษัทฯ คาดการณ์ว่าความต้องการเช่าหรือขยายพื้นที่สำนักงานจะฟื้นตัวดีขึ้นกว่าปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่ความต้องการพื้นที่สำนักงานลดลงต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์หลังเผชิญหน้าโควิด-19 รอบแรกเมื่อปีก่อน โดยกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดี ได้แก่ กลุ่มธุรกิจดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ การเงิน และธุรกิจสุขภาพ   เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) ในฐานะผู้ให้บริการพื้นที่สำนักงานเกรด A ในย่านใจกลางธุรกิจ มีพื้นที่สำนักงานที่อยู่ภายใต้การดูแล รวมทั้งสิ้น 5 อาคาร ได้แก่ อาคารมิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์ อาคารเอฟวายไอ เซ็นเตอร์ อาคารโกลเด้นแลนด์ และภายใต้ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลเด้นเวนเจอร์ (GVREIT) ได้แก่ อาคารสาทรสแควร์ และอาคารปาร์คเวนเชอร์  พื้นที่รวมกว่า 209,000 ตารางเมตร ได้มองเห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พร้อมกับเตรียมแผนรับมือรองรับกับภาวการแข่งขัน ด้วยการให้บริการพื้นที่สำนักงานแบบยืดหยุ่น (Flex) ซึ่งกำลังเป็นที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ   เทรนด์พื้นที่สำนักงานแบบยืดหยุ่น (Flex) เกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา  ซึ่งผู้ให้บริการจะนำเสนอพื้นที่สำนักงานแบบยืดหยุ่นควบคู่ไปกับพื้นที่สำนักงานแบบมาตรฐาน (Core) เพื่อความเป็นส่วนตัว สร้างเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมองค์กรของแต่ละองค์กร ​​ พื้นที่สำนักงานแบบยืดหยุ่นจะให้บริการพื้นที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น “โคเวิร์คกิ้งสเปซ (Co-working Space)” สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก สตาร์ทอัพ ฟรีแลนซ์ ที่ต้องการพื้นที่เพื่อสร้างเน็ตเวิร์คทางธุรกิจ โดยจะมีความยืดหยุ่นสูง ทั้งในเรื่องพื้นที่ และสัญญาเช่า เพราะไม่ต้องเช่าในระยะยาวอย่างเช่นในปัจจุบันที่กำหนดไว้นานถึง 3 ปี สามารถเช่าได้ตั้งแต่ 1 เดือน และการคิดค่าบริการต่อจำนวนพนักงาน จากเดิมคิดตามขนาดพื้นที่ โดยในปี 2564 นี้ บริษัทได้นำเอาพื้นที่สำนักงานแบบยืดหยุ่นมาให้บริการควบคู่กับรูปแบบมาตรฐาน “Core & Flex” มาผสานกันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าที่ปรับเปลี่ยนไปในปัจจุบัน โดยมีพื้นที่หลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้งานตามความต้องการ ซึ่งบริษัทได้วางแผนพร้อมให้บริการภายใน 5 โครงการเชิงพาณิชย์เกรด A ใจกลางกรุงเทพฯ ภายในปีนี้ โดยคาดว่าด้วยบริการใหม่นี้ จะทำช่วยให้บริษัทรักษาอัตราผู้เช่าที่ 90% และยังคงอัตราค่าเช่าเฉลี่ย 900 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน รูปแบบการทำงานได้เกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นผลมาจากนโยบายการทำงานที่บ้าน  และการทำงานจากที่ไหนก็ได้   ผู้เช่าจึงมองหาความคล่องตัวในการใช้พื้นที่ และต้องการทั้งพื้นที่สำนักงานแบบมาตรฐาน และพื้นที่สำนักงานแบบยืดหยุ่นพร้อมกัน รูปแบบสำนักงานแบบ Core & Flex จึงช่วยเติมเต็มความต้องการที่เปลี่ยนไปนี้  นายวิทวัส กล่าวอีกว่า ปัจจุบันลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่ ยังไม่ได้ขอลดพื้นที่การใช้งาน หรือขอยกเลิกสัญญา แต่มีบางบริษัทที่อาจจะไม่ต่อสัญญา จาก 2 เหตุผล คือ ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่บริษัทไม่มีที่ว่างรองรับ และไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้  ซึ่งปกติบริษัทมีลูกค้าสัดส่วนประมาณ 20-30% ในการหมุนเวียนไม่ต่อสัญญา สำหรับเหตุผลสำคัญที่บริษัทนำเอารูปแบบการบริการ Core & Flex มาใช้ เพื่อต้องการรักษาฐานลูกค้าไว้ รวมถึงสร้างความหลากหลายในการให้บริการ รองรับกับภาวการแข่งขันทั้งในปัจจุบันจากความต้องการเช่าพื้นที่ลดลง แต่มีปริมาณพื้นที่จำนวนมาก รวมถึงการแข่งขันที่จะรุนแรงในอนาคตที่จะมีพื้นที่สำนักงานให้เช่าเข้ามาสู่ตลาดอีกจำนวนมาก   ดีมานด์ออฟฟิศเริ่มปรับตัว มีความต้องการพื้นที่ที่เป็น flex  เพราะลูกค้าต้องการความยืดหยุ่น และลูกค้าไม่ต้องลงทุนในการปรับแต่งพื้นที่ ซึ่งหากลงทุนเองต้องเช่าใช้พื้นที่นานถึง 6 ปีกว่าจะคุ้มทุน ในส่วน Flex ลูกค้าสามารถใช้ในพื้นที่อาคารเตรียมไว้ให้ได้ หากธุรกิจขยายตัวต้องการเพิ่มพื้นที่ในอนาคตก็สามารถทำได้เช่นกัน ​​   ปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่​ FIex ที่อาคารสามย่านมิตรทาวน์ในสัดส่วน 30% ในอนาคตจะขยายไปยังอีก 4 อาคารภายใต้การบริหารงานของบริษัท โดยอาจจะร่วมกับพันธมิตรให้เป็นผู้ลงทุน หรือบริษัทอาจจะลงทุนพัฒนาพื้นที่ Flex เองก็ได้ ​สำหรับผลการดำเนินงานของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียลปีที่ผ่านมามีรายได้ 1,000 ล้นบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีรายได้ ​800 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากการให้บริการพื้นที่สำนักงาน ​70 % ​​​
เอพี วางเป้าขึ้นเบอร์ 1 อสังหาฯ ไทย ขน 147 โครงการสร้างรายได้กว่า 4 หมื่นล.

เอพี วางเป้าขึ้นเบอร์ 1 อสังหาฯ ไทย ขน 147 โครงการสร้างรายได้กว่า 4 หมื่นล.

เอพี วาง 3 กลยุทธ์ ขึ้นเบอร์ 1 อสังหาฯ ไทย หลังดำเนินธุรกิจมา 3 ทศวรรษ พร้อมขน 147 โครงการ สร้างรายได้และยอดขายปี 64 กว่า 43,100 ล้าน จากปีที่ผ่านมาทำนิวไฮด์สูงสุดในประวัติศาสตร์กว่า 46,130 ล้านบาท เติบโตกว่า 42% เดินหน้าขยายตลาดบ้านต่ำกว่า 3 ล้านและมากกว่า 10 ล้าน หลังซัพพลายเริ่มลดลง   นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ​เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP เปิดเผยถึงทิศทางสร้างการเติบโตของบริษัทนับจากนี้ หลังจากดำเนินธุรกิจมา 3 ทศวรรษว่า จะใช้ 3 ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนองค์กร ได้แก่ 1.การสร้างผู้นำอิสระ เพิ่มโอกาสในการแข่งขันที่มากกว่า (Create Independent Responsible Leaders)  2.การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม (INNOVATIVE CULTURE) และ 3.พลิกเกมส์ธุรกิจเดินหน้าเต็มลูป ทรานฟอร์มทุกมิติด้วยดิจิทัล (eVERYTHING DIGITAL)  เพื่อเป้าหมายสู่การเป็นเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทย วันนี้ เอพี ไทยแลนด์ ก้าวสู่การดำเนินธุรกิจปีที่ 30 โดยมี EMPOWER LIVING เป็นเจตจำนงสำคัญในการดำรงอยู่ของเอพี ไทยแลนด์จากอดีต ปัจจุบัน และก้าวต่อ ๆ ไปในอนาคต ภายใต้บทบาทหน้าที่สำคัญยิ่งในการเป็นผู้สร้างและจัดหาสินค้าหรือบริการที่เกื้อหนุนให้ลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเอพี สามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตที่ดี ในแบบที่ต้องการด้วยตนเอง ส่วนแผนธุรกิจในปี 2564  นายอนุพงษ์  กล่าวว่า ได้วางแผนการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 34 โครงการ มูลค่าประมาณ 43,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบจำนวน 30 โครงการ มูลค่าประมาณ 28,800 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมที่คาดว่าจะพร้อมเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลังจำนวน 4 โครงการ มูลค่าประมาณ 14,200 ล้านบาท และปัจจุบันโครงการที่อยู่ระหว่างการขายมี 113 โครงการ มูลค่าสินค้าพร้อมขายประมาณ 78,890 ล้านบาท  ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ทำให้ปีนี้มีโครงการพัฒนาและพร้อมขายมากถึง 147 โครงการ มูลค่ากว่า 121,890 ล้านบาท โดยในปี 2564 นี้ บริษัทตั้งเป้ารับรู้รายได้ (รวม 100% JV) มูลค่า 43,100 ล้านบาท และเป้ายอดขายที่ 35,500 ล้านบาท ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้เปิดการขายไป 2 โครงการในโครงการอภิทาวน์ เชียงราย มูลค่า 900 ล้านบาท และอภิทาวน์ อยุธยา มูลค่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการสามารถทำยอดขายได้กว่า 10% ขณะที่ยอดขายตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 บริษัททำยอดขายได้แล้ว 4,500 ล้านบาท เติบโต 37% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นยอดขายโครงการแนวราบ 4,100 ล้านบาท เติบโต 50% และคอนโด มียอดขาย 400 ล้านบาท   ด้านนายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์และการสร้างสรรค์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ หรือแบ็คล็อก มูลค่า 37,938 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 12,456 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ได้ภายในปีนี้ และเป็นโครงการคอนโด 25,482 ล้านบาท จะรับรู้ภายใน 3 ปีนับจากนี้ และมีสินค้าพร้อมขายมูลค่า 3,100 ล้านบาท เป็นโครงการร่วมทุน มูลค่า 2,000 ล้านบาท และของเอพี มูลค่า 1,000 ล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทจะขยายการพัฒนาที่อยู่อาศัยในกลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท และมากกว่า 10 ล้านบาท เนื่องจากตลาดมีความต้องการ และที่อยู่อาศัยในระดับราคาดังกล่าวถูกขายออกไปจากตลาดจำนวนมาก มีเหลือขายไม่มากนัก ถือเป็นการขยายตลาดให้กว้างขึ้นจากปัจจุบันที่บริษัทพัฒนาโครงการระดับราคา 3-10 ล้านบาทเป็นหลัก   ในส่วนงบประมาณการจัดซื้อที่ดินในปีนี้ บริษัทวางงบประมาณไว้ 12,000 ล้านบาท แต่ทั้งนี้บริษัทจะพิจารณากระแสเงินสดในการจัดซื้อที่ดินในแต่ละไตรมาส ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทใช้งบซื้อที่ดิน 4,000 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสด 14,000 ล้านบาท และวงเงินเบิกเงินกู้จากสถาบันการเงินมูลค่า 11,000 ล้านบาท สำหรับใช้ในการพัฒนาโครงการ สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2563 ที่ผ่านมา  เอพีมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดสูงสุดเกินจากคาดการณ์ ทั้งในรายได้รวมจากสินค้าแนวราบ กลุ่มคอนโดมิเนียม (100% JV) และธุรกิจอื่น ๆ ได้สูงถึง 46,130 ล้านบาท เติบโตกว่า 42% จากปีก่อนหน้า มีกำไรสุทธิ สิ้นปี 2563 อยู่ที่ 4,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 38% ด้านสัดส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับต่ำมากเพียง 0.71 เท่า ซึ่งทั้งหมดล้วนสะท้อนถึงความสามารถใน   การบริหารจัดการภายในองค์กร ควบคู่ไปกับการบริหารพอร์ตสินค้า และการบริหารกระแสเงินสดที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพท่ามกลางสภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้น  
ซื้อบ้าน-คอนโด ในปี 64 อย่างไรเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

ซื้อบ้าน-คอนโด ในปี 64 อย่างไรเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ทั้งการลดจำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียม และหันมาเร่งระบายสต็อก รวมถึงการใช้กลยุทธ์โปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม มาช่วยกระตุ้นตลาดและยอดขาย โดยเฉพาะกลยุทธ์ด้านการลดราคา รวมถึงการอยู่ฟรี เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ไม่มั่นใจต่อสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต ทำให้ต่างชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ ออกไป   นอกจากบรรดาดีเวลลอปเปอร์จะพยายามกระตุ้นตลาดด้วยตัวเองแล้ว ภาครัฐเองก็มองเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องมีมาตรการออกมาช่วยธุรกิจ ให้สามารถดำเนินต่อไปได้ จึงออกมาตรการในส่วนของการลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนอง ให้เหลือในอัตรา 0.01% ซึ่งเดิมกำหนดสิ้นสุดในช่วงปลายปี 2563 แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระรอกใหม่ ทำให้ภาครัฐจึงต้องนำเอามาตรการดังกล่าวกลับมาใช้อีกครั้ง และมีการขยายกรอบเวลาไปจนถึงสิ้นปี 2564 นี้ มาตรการรัฐปี 64 ตัวช่วยทำให้เรามีบ้าน เป็นของตนเองง่ายขึ้น ในการจะเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดนั้น นอกจาก “ราคาขาย” ที่ต้องจ่ายแล้วก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อยู่อีกหลายส่วนที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่ง​ 2 ค่าใช้จ่ายที่ถือว่าไม่น้อยเลยก็คือ “ค่าโอนกรรมสิทธิ์” และ “ค่าจดจำนอง” ​ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อราคาบ้านหรือคอนโดสูงขึ้นเท่าไร ก็จะเป็นต้องจ่ายค่าโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองมากยิ่งขึ้นเท่านั้น และด้วยเหตุ นี้เองจึงทำให้ มาตรการรัฐมีส่วนสำคัญในการช่วยให้เราเป็นเจ้าของ บ้านหรือคอนโดได้ง่ายมากขึ้น เพราะจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายใน 2 ส่วนนี้ลงไปได้มาก โดยมีรายละเอียดในการลดหย่อน ดังนี้ 1.ลดค่าโอนกรรมสิทธิ์ เหลือเพียง 0.01% โดยปกติแล้วในการซื้อบ้านหรือคอนโด เราจะต้องเสียค่า “โอนกรรมสิทธิ์” เป็นจำนวน 2% ของราคาประเมินหรือราคาขาย ซึ่งต้องชำระให้กับกรมที่ดิน แต่ด้วยมาตรการรัฐเพื่อที่อยู่อาศัยปี 2564  จึงทำให้เราชำระค่าโอนกรรมสิทธิ์เหลือเพียง 0.01% เท่านั้น ซึ่งถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก ทำให้เราเหลือเงินเพิ่มมากขึ้น สำหรับนำไปใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต ​เพราะหากบ้านหรือคอนโดราคา หลังละ 3,00,000 บาท จากเดิมที่ต้องชำระค่าโอนกรรมสิทธิ์สูงถึง 60,000 บาท แต่ผลจากมาตรการรัฐจะทำให้เหลือต้องชำระเพียงแค่ 300 บาทเท่านั้น 2.ลดค่าจดจำนอง​เหลือเพียง 0.01% ค่าจดจำนอง คือ อีกหนึ่งค่าธรรมเนียมที่จำเป็นจะต้องชำระให้กับกรมที่ดิน ​ในการซื้อบ้านหรือคอนโดเช่นเดียวกับค่าโอนกรรมสิทธิ์ โดยมีการขอสินเชื่อหรือใช้บริการเงินกู้กับธนาคาร ซึ่งปกติจะคิดอยู่ที่ 1% ของวงเงินจำนอง หรือยอดเงินกู้ในกรณีที่ขอสินเชื่อกับธนาคารมาซื้อ  มาตรการรัฐเพื่อที่อยู่อาศัยปี 2564 จะทำให้เราจ่ายค่าจดจำนอง น้อยลงกว่าเดิม เหลือเพียง 0.01% โดยหากบ้านหรือคอนโดหลังละ 3,000,000 บาท จากที่ต้องชำระค่าจดจำนอง 30,000 บาท ก็จะเหลือชำระเพียงแค่ 300 บาทเท่านั้น   ทั้งนี้ ในการกระบวนการซื้อขายบ้านหรือคอนโด เราจะต้อง ชำระค่าโอนกรรมสิทธิ์ และค่าจดจำนอง พร้อมกันซึ่ง​พอรวมกันแล้ว จะทำให้กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก อย่างในกรณีบ้านหรือคอนโดราคา 3,000,000 บาท ก็ต้องชำระค่าใช้จ่ายสูงถึง 90,000 บาทเลยทีเดียว แต่ผลจากมาตรการรัฐปี 2564 ทำให้เราเหลือชำระเพียงแค่ 600 บาท เท่านั้น หลักเกณฑ์และเงื่อนไข การใช้มาตรการรัฐ เพื่อที่อยู่อาศัยปี 64 มาตรการรัฐเพื่อที่อยู่อาศัยปี 2564 สามารถช่วยให้ความฝัน ของคนที่อยากมีบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเอง สำเร็จเป็นจริงได้ง่าย มากขึ้น เสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ น้อยลง แต่ทั้งนี้ การจะได้สิทธิ์และ เข้าเกณฑ์ตามเงื่อนไขที่ได้รับการลดหย่อนค่าโอนและค่าจดจำนองนั้น ก็มีรายละเอียดที่ต้องปฏิบัติให้ได้ตามเงื่อนไขเช่นกัน ดังต่อไปนี้ Check List ที่ต้องใส่ใจ ซื้อบ้าน-คอนโด แบบไหน ถึงใช้มาตรการรัฐได้ -ผู้ซื้อจะต้องเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นคนไทยเท่านั้น -ต้องเป็นการซื้อบ้านหรือคอนโดที่เป็นที่อยู่อาศัยใหม่ บ้านหรือคอนโดมือสอง รวมถึงบ้านสร้างเอง จะไม่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนตามเงื่อนไข -ต้องเป็นการซื้อบ้านพร้อมที่ดิน หรือคอนโดจากโครงการที่ได้รับอนุญาตให้จัดสร้างถูกต้องตามกฎหมาย -ต้องเป็นบ้านหรือคอนโดที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาทเท่านั้น -ต้องเป็นการโอนจากการซื้อ-ขายเท่านั้น และเป็นการโอนจากการซื้อ-ขายพร้อมจดจำนองในคราวเดียวกัน -ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์–31ธันวาคม2564 หากเป็นการโอนและจดจำนองหลังจากนี้ อาจไม่ได้สิทธิ์ลดหย่อน ดังกล่าว ขึ้นอยู่กับการต่อระยะเวลาของ มาตรการในอนาคต ตารางแสดง การลดค่าใช้จ่าย จากการใช้มาตรการรัฐ ตามเงื่อนไขของการลดหย่อนค่าโอนและจดจำนอง ของมาตรการรัฐเพื่อที่อยู่อาศัยปี 2564 ที่กำหนดราคาบ้านและคอนโดไว้ ไม่เกิน 3,000,000 บาท เพื่อให้มองเห็นภาพของการแบ่งเบาภาระ ค่าใช้จ่ายได้ชัดเจนมากขึ้น สามารถพิจารณาจำนวนเงินที่ประหยัด ไปได้ดังนี้ สรุปเพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น คือ ทุก ๆ 1 ล้านบาทของราคาบ้านหรือคอนโดที่เราซื้อ ​จะเสียค่าโอนและจดจำนองเพียงแค่ 200 บาทเท่านั้น จากเดิมที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงถึง ล้านละ 30,000 บาท เตรียมตัวอย่างไรดี ให้ปีนี้ มีบ้าน เป็นของตนเอง ได้สำเร็จ จากมาตรการรัฐ ปี 2564 นี้ ถือว่ามีส่วนช่วยให้การ ซื้อบ้านหรือคอนโดที่อยู่อาศัยแห่งแรกได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้  เพื่อความมั่นคงและให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุด ก็ควรต้องมีการเตรียมตัวและให้รอบครอบ โดยสิ่งที่จำเป็นต้องใส่ใจในการซื้อที่อยู่อาศัย โดยใช้มาตรการรัฐสำหรับปีนี้ ได้แก่ ​ 1.ตรวจสอบความต้องการ ที่อยู่อาศัยให้เป็นไปตาม เงื่อนไขมาตรการรัฐ เงื่อนไขสำคัญที่ต้องใส่ใจเป็นอันดับแรกสุดเลย คือ เราต้องถามตัวเองให้แน่ใจว่า เราต้องการบ้านหรือว่าคอนโดกันแน่ ซึ่งควรพิจารณาแบบวางแผนระยะยาว เช่น เลือกทำเลให้เหมาะกับสถานที่ทำงาน หรือ เลือกจากขนาดของครอบครัว โดยหากอยู่คนเดียว ก็อาจเลือกซื้อเป็นคอนโด  แต่หากวางแผนจะแต่งงาน หรือเป็นครอบครัวที่มีสมาชิกมากกว่า 3 คนขึ้นไป การเลือกซื้อบ้านก็จะตอบโจทย์มากกว่า ซึ่งเมื่อตั้งเป้าหมายได้แล้ว ลำดับต่อมาก็ต้องไม่ลืมว่า การจะได้สิทธิ์ลดหย่อนตามมาตรการรัฐนั้น จะต้องเป็นบ้านหรือคอนโดใหม่ ที่มี​มูลค่า ไม่เกิน 3 ล้านบาท 2.เลือกซื้อบ้านหรือคอนโด ที่พร้อมโอนและเข้าอยู่ได้ทันที สิทธิ์ลดหย่อนค่าโอนและค่าจดจำนองตามมาตรการรัฐ จะใช้ได้ถึงภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ดังนั้น ในการเลือกซื้อบ้าน หรือคอนโดเพื่ออยู่อาศัย จึงควรเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดที่สร้างเสร็จแล้ว พร้อมโอนและเข้าอยู่ได้เลยทันทีภายในสิ้นปีนี้ หรือหากเป็น คอนโดหรือบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ ก็จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า จะดำเนินการก่อสร้างและโอนได้ภายในปีนี้ เพราะหากยืดระยะเวลาการโอนออกไป ก็จะไม่ได้สิทธิ์ลดหย่อนตามมาตรการ และทำให้เราต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ​​ 3.ตรวจสอบสถานะการเงิน และเอกสารในการขอสินเชื่อ ให้พร้อม แม้จะได้สิทธิ์ลดหย่อนค่าโอนและค่าจดจำนองก็จริง แต่เราจะสามารถซื้อบ้านหรือคอนโดได้จริงหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า สถานะการเงินของเราผ่านพิจารณาตามเงื่อนไขของธนาคารหรือไม่ด้วย​ ซึ่งหากต้องการยื่นขอสินเชื่อให้อนุมัติ เราควรมีภาระผ่อนหนี้รวมกัน ต่อเดือนไม่เกิน 40% เช่นถ้ามีรายได้เดือนละ 40,000 บาท ก็ควรมี หนี้ผ่อนบ้านและอื่น ๆ รวมกันไม่เกิน​ 16,000 บาท ถ้ามากกว่านั้น ธนาคารก็อาจไม่พิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้ เพราะเมื่อต้องรับภาระ ผ่อนบ้านอาจไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายได้   นอกจากนั้นแล้ว เราก็ควรมีเงินเก็บสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้ด้วยก้อนหนึ่ง เพราะต้องไม่ลืมว่าเราจะเป็นต้องมีเงินก้อนประมาณ 20-30% ของค่าบ้านเตรียมไว้ด้วยก้อนหนึ่ง เนื่องจากธนาคารอาจไม่อนุมัติสินเชื่อให้ 100% เต็ม ทั้งนี้ เอกสาร สำคัญในการอนุมัติขอสินเชื่อจากธนาคารที่ต้องเตรียมให้พร้อม เพื่อ ไม่ให้เป็นการเสียเวลา และอาจทำให้สูญเสียโอกาสในการใช้สิทธิ์ ตามมาตรการรัฐ ได้แก่ -หลักฐานเอกสารประจำตัว ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนสมรส สำเนาเอกสารการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี) -หลักฐานเอกสารเกี่ยวกับการแสดงรายได้ ในกรณีของผู้มีรายได้ประจำสิ่งที่ต้องเตรียม ได้แก่ ใบรับรองเงินเดือน หรือหลักฐานการรับ/จ่ายเงินเดือนจากนายจ้าง สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร กรณีผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ ต้องเตรียมสำเนาทะเบียน การค้า หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และบัญชีเงินฝาก พร้อมหลักฐานแสดงการเดินบัญชีย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งนอกจากนี้แล้วหากมีเอกสารรายได้หรือทรัพย์สินอื่น ๆ อีก ก็จะยิ่ง ทำให้การรับพิจารณาอนุมัติสำเร็จได้ง่ายมากขึ้น -หลักฐานเกี่ยวกับหลักทรัพย์และการซื้อขาย ได้แก่​ สำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด แผนที่แสดงทำเลที่ตั้งของที่ดินหลักประกัน สำเนาสัญญา จะซื้อจะขายหรือสัญญามัดจำเป็น ถ้าเป็นกรณีการซื้อห้องชุด ต้องมีสำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุด รวมถึงรายละเอียดทรัพย์ส่วนบุคคล และทรัพย์ส่วนกลาง ​ -กรณีมีผู้กู้ร่วม จะต้องมีหลักฐานส่วนตัว และเอกสารหลักฐานแสดงรายได้ของผู้กู้ร่วมยื่นประกอบการพิจารณาคำร้องของสินเชื่อด้วย 4.ซื้อบ้านหรือคอนโดกับใคร ต้องแน่ใจว่าน่าเชื่อถือ การจะได้สิทธิ์ลดหย่อนค่าโอนและค่าจดจำนองจาก มาตรการรัฐปี 2564 นั้น จะต้องเป็นบ้านหรือคอนโดที่ขายโดยผู้ประกอบการที่ได้สิทธิ์ดำเนินการโครงการตามกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น ​เราจึงจำเป็นจะต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของโครงการบ้านหรือ คอนโดก่อนซื้อให้ดี ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้เราได้สิทธิ์ตามมาตรการรัฐ แล้ว ก็ยังทำให้เราได้บ้านหรือคอนโดที่มีคุณภาพคุ้มค่ากับราคาที่จ่าย ไปด้วย   แม้ปี 2564 นี้ สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงไม่หายไป แต่ท่ามกลางวิกฤตก็ยังมีโอกาสสำหรับคนไทยที่ฝันอยากมีบ้านหลังแรกเป็นของตัวเองอยู่จากมาตรการรัฐเพื่อที่อยู่อาศัย​  ซึ่งหากเราวางแผนเตรียมความพร้อม และเตรียมตัวเป็นอย่างดี ตามเงื่อนไขแล้วล่ะก็ จะสามารถซื้อบ้านหรือ คอนโดได้อย่างคุ้มค่าและลดค่าใช้จ่ายลงได้เป็นจำนวนมาก อันจะส่งผลให้เรามีเงินเหลือเก็บไว้ ใช้เพิ่มมากขึ้น มีบ้านเป็นของตัวเอง และดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมี ความสุขและราบรื่นแม้จะอยู่ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน   ที่มา-ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส.
พฤกษา เปิดโปรเจ็กต์ 2.6 หมื่นล้าน สร้างยอดขายโต 45%

พฤกษา เปิดโปรเจ็กต์ 2.6 หมื่นล้าน สร้างยอดขายโต 45%

พฤกษาเชื่อมั่นตลาดอสังหาฯ ยังเติบโต เดินหน้าสร้างธุรกิจปีแห่งคุณภาพ “A Year of Value” พร้อม 3 กลยุทธ์ ลุยธุรกิจ หวังเพิ่มรายได้และยอดขาย เตรียม​เปิด 29 โครงการใหม่ มูลค่า 26,630 ล้านบาท พร้อมเปิดให้บริการโรงพยาบาลวิมุต สร้างรายได้ปีแรก 400 ล้าน ปูทางสร้างสัดส่วนรายได้ประจำในอนาคต 10-20%   นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภาคการส่งออกและท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการจัดหาวัคซีนให้ทั่วถึงที่จะเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ยังเชื่อมั่นว่าภาพรวมตลาดในปีนี้จะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 9 % ที่มีมูลค่าตลาดกว่า 268,811 ล้านบาท   ส่วนแผนธุรกิจของกลุ่มพฤกษาในปี 2564  ได้วางกลยุทธ์ให้เป็นปีแห่งคุณค่า หรือ “A Year of Value” ในการสร้างสินค้าที่มีคุณภาพตอบโจทย์ความต้องการของกลูกค้า ซึ่งไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยแต่รวมถึงไลฟ์สไตล์ด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านสุขภาพจากแผนการเปิดให้บริการโรงพยาบาลวมุตในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้  โดยมี​ 3 กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ 1.การบริหารจัดการสินทรัพย์ 2.การสร้างคุณค่าในโครงการ และ 3.การผนวกธุรกิจด้านสุขภาพ เดินหน้าอัดโปร กระตุ้นยอดขาย สำหรับกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์  บริษัทยังคงใช้กลยุทธ์ด้านราคาและโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำตลาดและสร้างยอดขาย ซึ่งถือว่าในช่วงปีที่ผ่านมาและปีนี้ เป็นโอกาสของผู้ซื้อเพราะราคาที่อยู่อาศัยลดต่ำลงมาอย่างมาก จากความสำเร็จจากไตรมาสที่ผ่านมา ส่งผลให้ในต้นปีนี้ พฤกษายังคงใช้กลยุทธ์ทางด้านราคาและโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง  ปล่อยแคมเปญในไตรมาสแรก “มหกรรมแจกฟรี PRUKSA FREE FEST”  มอบสิทธิ อยู่ฟรี นานสูงสุดถึง 36 เดือน  หรือ ดอกเบี้ยฟรี 0% สูงสุด 36 เดือน หรือ ฟรี ค่าส่วนกลาง สูงสุดนานถึง 36 เดือน (เงื่อนไขตามที่แต่ละโครงการกำหนด) สำหรับลูกค้าที่จองและโอนที่อยู่อาศัยภายใน  31 มี.ค. นี้   โดยพฤกษาเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้ลูกค้าทั้งหมด ซึ่งมีโครงการทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมที่เข้าร่วมแคมเปญทั่วประเทศมากกว่า 1,000 ยูนิต มูลค่ารวมอยู่ที่ 3,377 ล้านบาท และเชื่อว่าแคมเปญนี้กระตุ้นการตัดสินใจ และช่วยบรรเทาความกังวลสำหรับคนที่อยากมีบ้านได้ดี  ประกอบกับมาตรการรัฐที่ขยายระยะเวลาลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ซึ่งถือเป็นกำไรเพิ่มอีกขั้นสำหรับลูกค้า  อย่างไรก็ตามเห็นว่าหากภาครัฐมีการขยายเพดานไปยังบ้านราคา 3-5 ล้านบาทด้วย มาตรการดังกล่าวน่าจะช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ และช่วยเหลือคนไทยที่อยากมีบ้านได้มากขึ้นไปอีก ปั้น 29 โปรเจ็กต์สร้างยอดโต 45% ส่วนการสร้างคุณค่าในโครงการ ปีนี้บริษัทวางแผนเปิดตัว 29 โครงการใหม่ มูลค่า 26,630 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการทาวน์เฮ้าส์ 17 โครงการ มูลค่า 14,680 ล้านบาท โครงการบ้านเดี่ยว 8 โครงการ มูลค่า 7,560 ล้านบาท และเปิดคอนโดมิเนียม 4 โครงการมูลค่า 4,390 ล้านบาท  ทั้งนี้ การเปิดตัวโครงการใหม่บริษัทจะมุ่งเน้นตลาดระดับราคา 2-3 ล้านบาท เนื่องจากกลุ่มลูกค้าที่สามารถซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคาดังกล่าวได้ เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพจะมีฐานรายได้เฉลี่ย 30,000-50,000 บาทต่อเดือน และเป็นกลุ่มราคาที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งปีนี้จะมีการพัฒนาสินค้ากลุ่มราคา 2-3 ล้านบาทออกมาทำตลาดกว่า 33% นายปิยะ กล่าวอีกว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ 32,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 45% สามารถทำยอดขายได้ 21,968 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้ 32,000 ล้านบาท เติบโต 9% จากปีที่ผ่านมา ​รายได้ 29,244 ล้านบาท ด้านผลการดำเนินงานในปี 2563 บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,771 ล้านบาท เปิดตัวโครงการทั้งสิ้น 13 โครงการ มูลค่า 15,756 ล้าน มียอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่าสูงถึง 21,940  ล้านบาท  โดยสามารถลดสินค้าคงค้างไปได้ถึง (Inventory) 41% จากปลายปี 2562 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาส 4 ที่ใช้กลยุทธ์ทางด้านราคาผนวกกับโครงการฮีโร่โปรเจค (Hero Projects) โดยทุ่มงบการตลาดไปยังโครงการที่มีศักยภาพสูง ทำให้รายได้ในไตรมาส 4 มีมูลค่า 9,584 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาส 3 ถึง 51% พร้อมทั้งทำยอดขาย 5,807 ล้านบาท เติบโต 409% เมื่อเทียบกับยอดขายไตรมาสเดียวกันในปี  2562 เตรียมเปิดรพ.วิมุตสร้างรายได้ 400 ล. สำหรับกลยุทธ์การผนวกธุรกิจด้านสุขภาพ ในปีนี้ได้เตรียมเปิดให้บริการโรงพยาบาลวิมุต ซึ่งได้ลงทุนกว่า 4,900 ล้านบาท ตั้งแต่ช่วงปี 2560 เป็นโรงพยาบาลทั่วไป ระดับตะติยภูมิ ขนาด 236 เตียง เน้นการดูแลรักษาโรคด้านกระดูก หัวใจ และสมอง​ตั้งอยู่บนพื้นที่ 4 ไร่ ริมถนนพหลโยธิน ติดสี่แยกสะพานควาย ซึ่งนอกจากการเปิดให้บริการโรงพยาบาลวิมุตแล้ว บริษัทยังวางแผนสร้างเครือข่ายการให้บริการด้านสุขภาพ ในพื้นที่โครงการของบริษัทและตามแหล่งชุมชนต่าง ๆ  โดยจะเปิดศูนย์ดูแลสุขภาพ  ประกอบด้วยคลีนิค ศูนย์กายภาพ ศูนย์ดูแลและบริบาลผู้สูงอายุ รวมทั้งการให้บริการดูแลสุขภาพถึงบ้าน (Home Health Care)   ด้านนายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิมุต โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ​โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ (Tertiary Care) ที่สามารถรักษาโรครุนแรง และซับซ้อนได้ มีการออกแบบตามมาตรฐานสากล JCI มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รักษาได้ตรงจุดด้วยเทคโนโลยี และเครื่องมือที่ทันสมัย โดยมีค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้  มีศูนย์เฉพาะทางที่โดดเด่นคือ ศูนย์กระดูก หัวใจ สมอง  ศูนย์เบาหวานครบวงจร และจัดตั้ง ศูนย์ผู้สูงอายุ (Geriatric center) เพื่อตอบโจทย์การเป็นสังคมผู้สูงอายุ รวมทั้งให้ความสำคัญกับกลุ่มโรค NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) ซึ่งมีสถิติการเจ็บป่วยสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว มีแพทย์ประจำครอบครัว (Family Medicine Doctor) ดูแลสมาชิกในครอบครัวแบบองค์รวม มี Transitional care ฟื้นฟูหลังการเจ็บป่วย เพื่อเตรียมผู้ป่วยก่อนกลับบ้าน รวมทั้งเปิด Nursing Home ในโรงพยาบาล เพื่อการเติบโตและก้าวหน้าของธุรกิจโรงพยาบาล ล่าสุดโรงพยาบาลวิมุตได้เข้าลงทุนในโรงพยาบาล  เทพธารินทร์ ถนนพระราม 4  ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงเชี่ยวชาญในด้านโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อมานานกว่า 36 ปี เพื่อรวมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และองค์ความรู้มา พัฒนาศูนย์เบาหวานครบวงจรให้มีความเป็นเลิศ รวมทั้งขยายผล การป้องกัน ดูแลรักษา สู่สังคมให้กว้างขวางยิ่งขึ้นต่อไป   ทั้งนี้ พฤกษาได้วางเป้าหมายจะสร้างโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการควบรวมกิจการกับโรงพยาบาลที่มีแนวทางการดำเนินงานในทิศทางเดียวกัน ในอนาคตวางเป้าหมายมีเครือข่ายโรงพยาบาบภายใน 8 ปี อีก 2-3 แห่ง เพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มพฤกษาสัดส่วน 10-20% แต่ระยะ 3-5 ปีคาดว่าจะทำรายได้ประมาณ 5% ของรายได้รวม ส่วนในปีแรกน่าจะทำรายได้ 400 ล้านบาท  
อนันดา ขน 26 โปรเจ็กต์ ผ่อนให้ 36 เดือน ดึง “น้าค่อม” กระตุ้นยอดขาย

อนันดา ขน 26 โปรเจ็กต์ ผ่อนให้ 36 เดือน ดึง “น้าค่อม” กระตุ้นยอดขาย

อนันดา ขน 26 โปรเจ็กต์ ผ่อนให้ 36 เดือน ดึง “น้าค่อม” กระตุ้นยอดขายไตรมาสแรก หวังสร้างยอดขาย 18,570 ล้าน เล็งเปิดตัว 5 โครงการ 24,422 ล้าน พร้อมปัดฝุ่นโปรเจ็กต์ทำเลสะพานควาย รอจังหวะเปิดตัวใหม่ ​   นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 ยังเป็นปีที่มีความท้าทาย และความไม่แน่นอน  จากผลกระทบของไวรัสโควิด-19  โดย​บริษัทได้มีการวางแผนเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยง และความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น  พร้อมรองรับ ปรับเปลี่ยน ยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1 ของปี 2564 เตรียมเปิดตัวแคมเปญพิเศษ #อนันดาทุบไม่ยั้ง” เป็น “อนันดา” x “น้าค่อม” ดาราตลกอารมณ์ดี คาแรกเตอร์โดดเด่น ขวัญใจมหาชน ทุกเพศ ทุกวัย มาสร้างสีสันให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ ให้กับแคมเปญ #อนันดาทุบไม่ยั้ง” ผ่อนให้ฟรี นานถึง 36 เดือน ในราคาที่ดีที่สุด ที่ไม่เคยมีมาก่อน กับ 26 โครงการ ทั้งคอนโดติดรถไฟฟ้า บ้าน และทาวน์โฮม พร้อมเข้าอยู่ทุกทำเล   สำหรับในปี 2564  บริษัทได้วางเป้าหมายการสร้างยอดขาย 18,570 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากโครงการคอนโดมิเนียม 16,762 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 1,808 ล้านบาท วางเป้าหมายยอดโอน 16,008 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโด 14,311 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 1,697 ล้านบาท โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขาย 17,495 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากโครงการคอนโด 15,074 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 2,421 ล้านบาท มียอดโอน 18,340 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดโอนจากโครงการคอนโด 16,913 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 1,427 ล้านบาท   ด้านนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดขายของตลาดคอนโดทั้งหมดในปี 2563 ดูลดลงอย่างมากจากปีก่อนหน้า เนื่องมาจากการลดลงของการเปิดโครงการ และการขายโครงการใหม่ที่มีอัตราการลดลงถึง 63% แต่ทั้งนี้เมื่อมองดูตัวเลขภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ของคอนโด พบว่าลดลงจากปีก่อนหน้าเพียง 10% เท่านั้น ดังนั้น จากข้อมูลนี้ แสดงให้เห็นว่า คอนโดพร้อมเข้าอยู่ยังคงเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และยังคงมีการโอนอยู่ เพราะยอดการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงเพียงเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะผ่านสถานการณ์ Lock down ประเทศ และกำลังซื้อของชาวต่างชาติที่ลดลงก็ตาม สำหรับปี 2564 บริษัทเชื่อมั่นทิศทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะดีขึ้น แม้ว่าจะยังมีความไม่แน่นอนอยู่บ้างก็ตาม โดยได้วางแผนเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 5 โครงการ  มูลค่ารวม 24,422 ล้านบาท บน 5 ทำเล ได้แก่ ทองหล่อ สุรวงศ์ สะพานควาย สุขุมวิท 38 และลำสาลี ที่มาพร้อมแนวคิดใหม่ ดีไซน์การออกแบบใหม่ เพื่อตอบโจทย์วิถีการใช้ชีวิตแบบใหม่ตามสถานการณ์ปัจจุบันและในอนาคต           
REIC มองตลาดอสังหาฯ 64 เปิดตัวใหม่เพิ่มแต่การโอนยังลด

REIC มองตลาดอสังหาฯ 64 เปิดตัวใหม่เพิ่มแต่การโอนยังลด

จากภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP มีการปรับลดลง 6.1% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ต่ำสุดในรอบ 22 ปี   ภาพรวมดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  โดยจากการจัดเก็บข้อมูลตลอดปี 2563 ที่ผ่านมาของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC พบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ รวมถึงแนวโน้มของตลาดอสังหาฯ ที่จะเกิดขึ้นในรอบปี 2564 ปี 64 หลายปัจจัยบวกและลบ แม้ว่าความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ของไทย จะทำได้ดีกว่าในหลายประเทศทั่วโลก แต่ยังถือว่ามีความล่าช้า โดยเฉพาะยังมีความไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของวัคซีน และยังมีการล็อกดาวน์ในธุรกิจบางประเภทด้วย จึงถือว่าเป็นปัจจัยลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่ยังเพิ่มขึ้น ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ต่างชาติยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศได้  ส่งผลต่อตลาดคอนโดมิเนียมอย่างชัดเจน   แต่อย่างไรก็ตาม ในหลากหลายปัจจัยลบต่าง ๆ ยังคงพอมีมุมมองในเชิงบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดอสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ การต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียม จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมอีก 1 ปี การลดภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสิ่งสร้างเหลือ 10% การเลื่อนประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินใหม่ไปในปี 2565 การเริ่มทยอยฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในหลาย ๆ ประเทศ ราคาอสังหาฯ มีแนวโน้มปรับตัวลดลง เพราะผู้ประกอบการยังคงจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง เปิดตัวใหม่เริ่มฟื้นตัวแต่การโอนยังลด ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 ว่า พบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการปรับตัวของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาฯ ​โดยมีการลดจำนวนโครงการใหม่เข้าสู่ตลาด  เพื่อให้ที่อยู่อาศัยที่เปิดการขายก่อนหน้านี้ ได้ถูกดูดซับออกไปจากระบบ คาดว่าปี 2564 จะมีการเปิดตัวใหม่ในกรุงเทพฯ​ และปริมณฑล จำนวน 82,594 ยูนิต เพิ่มขึ้น 32.7% จากปี 2563 ที่เปิดตัว 62,227 ยูนิต โดยการเปิดตัวใหม่จะเห็นชัดเจนได้ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี 2564 และคาดว่าผู้ประกอบการยังจะลงทุนในบ้านจัดสรรมากกว่าคอนโด  ซึ่งคาดว่าบ้านจัดสรรจะเปิดตัวใหม่ในปี 2564 เพิ่มขึ้น 22.5% จากปี 2563 หรือมีจำนวนยูนิตประมาณ 43,732 ยูนิต ส่วนโครงการคอนโดเปิดตัวใหม่ ปี 2564 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 46.5% จากปี 2563  สัดส่วนอาจจะดูเพิ่มขึ้นมากแต่เป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำมากจากปี 2563 หรือมีจำนวนยูนิตประมาณ 38,862 ยูนิต   สถานการณ์ที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ ปี 2563 ถือว่าผู้ประกอบการเปิดตัวอยู่อาศัยใหม่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี โดยสัดส่วนการเปิดตัวใหม่เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมที่คอนโดจะมากกว่าบ้านจัดสรร แต่ในปี 2563 สัดส่วนเปิดตัวใหม่บ้านจัดรรมากกว่าคอนโด เท่ากับ 57.4 ต่อ 42.6 ด้านการเปิดตัวโครงการใหม่จากการสำรวจพบว่า จำนวนยูนิตที่เปิดขายใหม่ (ไม่นับรวมบ้านมือสอง) เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปี 2563 ลดลง 36.7% จากปี 2562  โดยมีการเปิดตัวใหม่ จำนวน 62,227 ยูนิต ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรรเปิดตัวใหม่ 35,702 ยูนิต ลดลง 17.9% จากปี 2562  และโครงการคอนโดเปิดตัวใหม่ 26,525 ยูนิต ลดลง 51.6% จากปี 2562 โอนบ้าน-คอนโด ยังลดลงต่อเนื่อง REIC ประเมินสถานการณ์โดยรวมว่าปี 2564 จากการเกิดขึ้นของโควิด-19 ระรอกใหม่ ทำให้มียูนิตโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 353,236 ยูนิต จะลดลง 1.5% จากปี 2563  ซึ่งการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบจะลดลงเพียงเล็กน้อยหรือประมาณ 0.1% ในขณะที่คอนโดจะลดลง 4.2% ปี 2563 ที่ผ่านมาการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมีจำนวน 358,496 ยูนิตลดลง 8.5% จากปี 2562  เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่ยู่อาศัยแนวราบจำนวน 236,158 ยูนิต ลดลง 10.0% จากปี 2562 และเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโด 122,338 ยูนิต ลดลง 5.5% จากปี 2562   ด้านมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คาดว่าปี 2564 จะมีมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 876,121 ล้านบาท ลดลง 5.6% จากปี 2563  โดยมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบจะลดลง 7.7% ขณะที่คาดว่ามูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดจะลดลง 1.4%   ส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2563 มีมูลค่า 928,376 ล้านบาท ลดลง 0.3% จากปี 2562  โดยเป็นการลดลงของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโด 4.7% ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2.2% หวังเศรษฐกิจฟื้นดันยอดสินเชื่อโต 7% ขณะที่สถานการณ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยยังคงมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2564 คาดว่าจะมีมูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยประมาณ 595,141 ล้านบาท ลดลงต่อเนื่อง 2.8% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่หากสถานการเศรษฐกิจในปีนี้กลับมาฟื้นตัวได้ในภายหลัง อาจจะทำให้สินเชื่อปล่อยใหม่กลับมาเติบโตเพิ่มขึ้น 7.0% หรือมียอดสินเชื่อ 654,655 ล้านบาท โดยในปี 2563 มูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศ มีมูลค่า  612,084 ล้านบาท ลดลง 4.4% จากปี 2562 ซึ่งเป็นผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ระรอกแรก ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2563 และต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 2 แม้ว่าช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 สถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้น และมีมาตรการออกมากระตุ้น แต่ผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ส่งผลในวงกว้างทำให้ในภาพรวมของปี 2563 การปล่อยสินเชื่อยังลดลง ใช้มาตการรัฐกระตุ้นตลาดบ้าน3-7ล. จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ ยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทางศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ จึงเห็นว่าภาครัฐควรกระตุ้นตลาด ด้วยการขยายเพดานาราคาของที่อยู่อาศัย ให้ได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการภาครัฐที่ออกมาก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มตลาดบ้านระดับราคา 3-7 ล้านบาท เพราะเป็นตลาดหลักและครอบคลุมตลาดอสังหาฯ ได้มากถึง 80% เมื่อรวมกับกลุ่มบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่ภาครัฐได้ออกมาตรการมาช่วยเหลือก่อนหน้านี้แล้ว   นอกจากนี้ เห็นว่ามาตรการที่จะให้สิทธิประโยชน์กับกลุ่มบ้านมือ 2 ด้วย เพราะปัจจุบันมาตรการด้านภาษีและค่าธรรมเนียมที่ออกมา บ้านใหม่เท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ การให้สิทธิประโยชน์กับกลุ่มบ้านมือ 2 จะส่งผลดีที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งระบบ เพราะเจ้าของบ้านที่ขายบ้านเก่าไปแล้ว ก็จะต้องหาซื้อบ้านใหม่ที่ใหญ่ขึ้น หรือในทำเลใหม่ ทำให้เกิดสภาพคล่องของตลาดอสังหาฯ
AWC โดนโควิด-19ทุบธุรกิจ ปี 63 ขาดทุน 1,881 ล้าน

AWC โดนโควิด-19ทุบธุรกิจ ปี 63 ขาดทุน 1,881 ล้าน

AWC แจงผลงานปี 63 ขาดทุน 1,881 ล้าน หลังโดน​ผลกระทบจากโควิด-19 แม้ไตรมาสสุดท้ายเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น ทำรายได้โต 24.6% แต่โดนโควิดระรอกใหม่ สกัดรายได้ทั้งกลุ่มโรงแรมและรีเทล นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในปี 2563 ผ่านมาว่าประสบภาวะขาดุทน 1,881 ล้านบาท ขณะที่มีรายจากการดำเนินงานในปี 2563 รวม 6,133 ล้านบาท และรายได้เฉพาะไตรมาส 4 ปี 2563 มีรายได้รวม 1,578 ล้านบาท ซึ่งปรับตัวสูงขึ้น 24.60% จาก​ไตรมาส 3 ปี 2563 ซึ่งเป็นการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2563 เราเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว AWC จึงมุ่งมั่นที่จะสร้างปรากฏการณ์โดยการเปิดโครงการใหม่ระดับแลนด์มาร์ค เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย โดยได้ดำเนินการตามแผนงานให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด   โดยที่ผ่านมา AWC ดำเนินการได้บรรลุตามเป้าหมายของแผนธุรกิจที่วางไว้ ด้วยการเข้าซื้อทรัพย์สินกลุ่ม 3 และการเปิดโครงการ โรงแรมมีเลีย เกาะสมุย โรงแรมบันยันทรีกระบี่ เรือสิริมหรรณพ และลาซาล อเวนิว เฟส2 เป็นต้น  การดำเนินการดังกล่าวได้สร้างความมั่นคงให้กับพอร์ตทรัพย์สินของ AWC ทำให้ ณ สิ้นปี 2563 AWC มีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นเป็น 125,696 ล้านบาท เติบโต 26% จากปี 2562 ที่มีทรัพย์สินอยู่ 99,549 ล้านบาท   นอกจากนี้ บริษัทยังได้ทำการปรับปรุงพื้นที่โครงการต่าง ๆ ตามแผนที่วางไว้ อาทิ โครงการตะวันนา บางกะปิ2 โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท ภูเก็ตทาวน์ แต่อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้ ขณะเดียวกัน บริษัทได้ลดค่าเช่าให้กับผู้ประกอบการร้านค้าเช่า ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า (Retail) เพื่อให้สามารถผ่านวิกฤตไปได้ด้วยกันอย่างดีที่สุด ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ ไตรมาส 4/2563 ที่ 492 ล้านบาท ขาดทุนลดลง 20.6% จากไตรมาส 3/2563   อย่างไรก็ดีบริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคง เนื่องจากการต่อยอดในการดำเนินกลยุทธ์ในการลงทุนที่หลากหลายและสมดุลเชิงธุรกิจ (Balanced and Diversified Portfolio) ทำให้ธุรกิจยังคงเดินหน้า เติบโตได้อย่างยั่งยืน โควิดระรอกใหม่เบรกรายได้โรงแรม-รีเทล สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ของบริษัท ยังคงได้รับผลกระทบจากภาพรวมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับรายได้ของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการของบริษัท แต่จากการเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวการเดินทาง Workation Thailand ทำงานเที่ยวได้ รวมใจช่วยชาติ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน การวางแผนโครงการ AWC INFINITE LIFESTYLE: INFINITE POINT OF HAPPINESS ตอบรับนโยบายการท่องเที่ยวของภาครัฐ และส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทยให้พลิกฟื้นและเดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้รายได้ของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 470 ล้านบาทในไตรมาส 3/2563 เป็น 773 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2563 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 64.6% ในขณะที่รายได้ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial) ได้ปรับตัวสูงขึ้นจาก 836 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2563 เป็น 872 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2563 หรือเพิ่มขึ้น 4.3% เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail) ที่มีจำนวนลูกค้าที่เข้าใช้บริการ (Traffic) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไม่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ คาดว่าผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ รวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ จะปรับตัวสูงขึ้นกว่าตัวเลขในปัจจุบัน บริษัทยังคงเดินหน้าต่อยอดแผนพัฒนาองค์กร (Corporate Transformation) ควบคู่ไปกับมาตรการควบคุมและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารค่าใช้จ่ายโดยไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินงานของบริษัทในอนาคต (Cost Control and Efficiency Initiatives) โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายการดำเนินงานต่อรายได้จากการดำเนินงานได้ลดลงจาก 92.8% ในไตรมาส 3/2563 เป็น 78.6% ในไตรมาส 4/2563 แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายของบริษัทได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเดินหน้าในส่วนของมาตรการบริหารต้นทุนระดับองค์กร ในการตัดลดค่าใช้จ่ายในหลายด้าน เดินหน้าธุรกิจ “ดีกว่า” ใน 3 ด้าน นางวัลลภา กล่าวถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2564 นี้ ว่า ยังคงดำเนินธุรกิจในพันธกิจ “การสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” (Building A Better Future) ให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตลอดจนชุมชน สังคม และประเทศชาติ ในโลกที่เดินหน้าด้วยมาตรฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ที่พฤติกรรมและการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการดำเนินธุรกิจให้ “ดีกว่า” ใน 3 ด้าน คือ 1.BETTER PEOPLE สร้างความมั่นใจด้านสุขอนามัยความปลอดภัยเต็มรูปแบบในทุกโครงการของ AWC 2.BETTER LIFESTYLE ใช้ความโดดเด่นของพอร์ทโฟลิโอที่หลากหลายในการตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบ New Normal ผ่านบริการรูปแบบใหม่ๆ 3.BETTER ECONOMY เดินหน้าพัฒนาธุรกิจตามแผนการ ทั้งการพัฒนาโครงการคุณภาพใหม่ๆ รวมทั้งการปรับปรุงโครงการเดิมให้เป็นจุดหมายปลายทางหลักด้านการท่องเที่ยว สร้างความมั่นใจ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยสามารถกลับมาเป็นปกติได้โดยเร็วและเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป    
เอ็น.ซี.ฯ ลุยอ 7 โปรเจ็กต์แนวราบ สร้างรายได้ 2,000 ล้าน

เอ็น.ซี.ฯ ลุยอ 7 โปรเจ็กต์แนวราบ สร้างรายได้ 2,000 ล้าน

เอ็น.ซี. เฮ้าส์ซิ่ง ลุยตลาดบ้านแนวราบ เปิด 7 โปรเจ็กต์ใหม่ 5,000 ล้าน พร้อม 3 กลยุทธ์สู่เป้าหมายรายได้ 2,000 ล้าน แตกธุรกิจใหม่ด้านสุขภาพ สร้างรายได้ประจำ ​​   นายสมนึก  ตันฑเทอดธรรม กรรมการผู้จัดการ  บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2564 ว่า ได้วางแผนเปิดตัวโครงการใหม่  7 โครงการใน  4  ทำเลกลักของพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเป็นโครงการแนวราบทั้งหมด รวมมูลค่า  5,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 3,500 ล้านบาท และรับรู้รายได้ปี 2564  ที่ 2,000 ล้านบาท เติบโต 30% จากเป้าหมายรายได้ในปี 2563 ที่คาดว่าจะทำได้ 1,600 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ประมาณ​  500-600 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ภายในปี 2564 ทั้งหมด และมีโครงการอยู่ระหว่างการขายรวมมูลค่า 8,000 ล้านบาท   สำหรับราคาบ้านที่บริษัทจะมุ่งเน้นการทำตลาดหลักในปีนี้ คือ กลุ่มบ้านแนวราบระดับราคา 3-5 ล้านบาท เนื่องจากสอดคล้องกับกำลังซื้อและความต้องการของลูกค้าปัจจุบัน เป็นกลุ่มราคาที่ลูกค้าสามารถจับต้องได้  และเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางการทำตลาดบริษัทจะเน้น 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1.เปิดตลาดเชิงรุกใน 4 ทำเล ด้วยการพัฒนาโครงการแนวราบ  ทั้งโครงการทาวน์เฮ้าส์​  บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว ในระดับราคาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดบ้านแนวราบ โดยขยายทำเลเพิ่มครอบคลุมพื้นที่ 4 ทำเลศักยภาพ (โซนเหนือ , โซนตะวันตก,โซนใต้ และตะวันออก ของกรุงเทพฯและปริมณฑล) เพิ่มกำลังการผลิตบ้านด้วยระบบเทคโนโลยีการก่อสร้างทันสมัย การทำตลาดผ่านช่องทางการสื่อสารออนไลน์ แพลตฟอร์มดิจิทัลการชมบ้าน 360องศา และ Facebook Live 2.พัฒนาโปรดักส์ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย การพัฒนานวัตกรรมบ้านตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย ในทุกไลฟ์สไตล์และกลุ่มลูกค้าทุกช่วงวัย (a///gen)  ควบคู่การพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมผ่าน  Smart Eco, Smart Care เพิ่มความแตกต่าง Function ที่ตอบรับครอบครัววิถีใหม่ เพิ่มทางเลือกรูปแบบการใช้ชีวิต Life Style หลากหลาย การอยู่บ้านอย่างมีความสุข ผสานเทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตในบ้านสะดวกสบายมากขึ้น การดูแลสุขภาพของสมาชิกในครอบครัวยุค New Normal 3.ผนึกพันธมิตรลุยธุรกิจสุขภาพ การร่วมมือกับห้างหุ้นส่วนจำกัด เดอะแคร์แอนด์เฮลธ์ กรุ๊ป เพื่อดำเนินธุรกิจด้านศูนย์บริการด้านการฟื้นฟูสุขภาพ และดูแลผู้สูงอายุ (Wellness & Healthcare Business) เพื่อเป็นฐานรายได้ประจำในอนาคต ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 3 ศูนย์ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด Vacation Time   นายสมนึก กล่าวอีกว่า ​ทิศทางอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ยังคงเป็นโอกาสทองของผู้ซื้อบ้านแนวราบ และยังเป็นตลาดของผู้ซื้อที่มีความพร้อมเรื่องบ้าน ด้วยปัจจัยบวกทั้งอัตราดอกเบี้ยซื้อบ้านที่ลดลงและ จากมาตรการรัฐ ที่มอบให้กับกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรก ที่ผ่านมา เอ็น.ซี ได้มีการเรียนรู้จากวิกฤตโควิด-19 มีมาตรการป้องกันรองรับอย่างฉับไวทุกส่วนงาน สร้างความเชื่อมั่นทุกโครงการ ในฐานะผู้ประกอบการอสังหาฯ คาดการณ์ว่าตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบยังเติบโตเนื่อง โดยเฉพาะตลาดบ้านระดับ 3-5 ล้านบาท
เปิดข้อมูลตลาดบ้านหรู 5 ปีพัฒนา 40,000 ล้าน

เปิดข้อมูลตลาดบ้านหรู 5 ปีพัฒนา 40,000 ล้าน

เน็กซัสฯ เปิดข้อมูลตลาดบ้านหรู 5 ปีพัฒนา 40,000 ล้าน โดย 5 ทำเลหลัก อยู่ย่านใจกลางเมืองและพื้นที่เชื่อมต่อสู่ใจกลางเมืองได้สะดวก ราคาที่พัฒนามากสุดคือ บ้านหรู 30-50 ล้าน   นางนลินรัตน์  เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาภาพรวมตลาดบ้านหรูใจกลางเมืองยังคงเติบโต มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง​ โดยมีโครงการใหม่เกิดขึ้น 56 โครงการ มีจำนวนอยู่ในตลาด 796 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าตลาดมากกว่า 40,000 ล้านบาท  เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สัดส่วน 39% และบริษัทรายย่อยในสัดส่วน 61% สำหรับทำเลที่ตั้งหลักของโครงการบ้านหรู​ จะอยู่ใจกลางเมืองที่มีความสะดวกสบาย  โดย 90% ของจำนวนทั้งหมด อยู่ในโซนที่เชื่อมต่อกับใจกลางเมือง มีการเดินทางสะดวกและคล่องตัว ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าหรือขนส่งสาธารณะ โดยทำเลที่มีบ้านมากที่สุดคือ 1.ทำเลเอกมัย-รามอินทรา สัดส่วน 26% 2.ทำเลสาทร-พระราม 3 สัดส่วน 21% 3.ทำเลสุขุมวิท สัดส่วน 20% 4.ทำเลรัชดา-ลาดพร้าวตอนต้น สัดส่วน 17% 5.ทำเลพหลโยธิน สัดส่วน 6%   ทั้งนี้ ส่วนใหญ่โครงการจะอยู่ในซอยย่อย ที่สามารถเดินทางเข้าออกสะดวก โดยที่ดินนั้นอาจมีข้อจำกัดในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ส่งผลทำให้ราคาที่ดินต่ำกว่าบริเวณใกล้เคียง ซึ่งก็ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบทางการตลาดจากศักยภาพที่ดินที่ต่างกัน โดยสินค้าในตลาดนี้ ระดับราคาต่อยูนิตมีความแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ประกอบไปด้วย ทำเลที่ตั้ง ขนาดของที่ดิน ขนาดบ้าน และวัสดุที่ใช้ในโครงการ โดยนิยามบ้านหรูในระดับนี้ จะเริ่มต้นที่ระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป จนถึงมากกว่า 100 ล้านบาท   สัดส่วนราคาในการพัฒนาโครงการบ้านหรู 1.บ้านหรูระดับราคา​ 30 - 50 ล้านบาท สัดส่วน 42% 2.บ้านหรูระดับราคา​ 20 - 30 ล้านบาท สัดส่วน 27% 3.บ้านหรูระดับราคา​ 50 - 75 ล้านบาท สัดส่วน 21% 4.บ้านหรูระดับราคา​ 75 ล้านบาทขึ้นไป สัดส่วน 9% การจะเปรียบเทียบราคาบ้านในกลุ่มนี้ได้ดีที่สุด คือ เปรียบเทียบกับราคาคอนโดมิเนียม โดยที่บ้านระดับนี้ ราคาต่อตารางเมตรในแต่ละทำเล จะมีราคาถูกกว่าคอนโดอย่างน้อย 3 เท่า เช่น บริเวณสาทร คอนโดซูเปอร์ลักซูรี่ เฉลี่ย 293,000 บาทต่อตารางเมตร ในขณะที่บ้าน ราคาคิดเป็นตารางเมตรอยู่ที่ 78,000 บาท จะเห็นได้ว่าในงบประมาณ 50 ล้านบาท อาจจะได้คอนโดเพนท์เฮาส์ 200 ตารางเมตร เปรียบเทียบกับบ้าน ที่ได้บ้านพร้อมที่ดินที่ใหญ่กว่า 700 ตารางเมตร เป็นต้น   นางนลินรัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับความต้องการบ้านประเภทนี้ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ​ส่วนหนึ่งจะมาจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยระดับบน จากคอนโดมาเป็นบ้านใจกลางเมือง แต่ยังคงความสะดวกสบายและหรูหรา เหมือนใช้ชีวิตในตึกสูง ขณะเดียวกัน ยังได้เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านด้วย เป็นกลุ่มผู้อยู่อาศัยจริง (Real demand)  โดยปกติแล้ว การขายบ้านประเภทนี้อาจไม่ได้รวดเร็วมากนัก ซึ่งระยะเวลาการขายเฉลี่ยแต่ละโครงการอยู่ที่ 2 - 3 ปี ยอดขายเฉลี่ยในตลาดอยู่ที่ 53% ปัจจัยที่ทำให้ยอดขายแตกต่างกันขึ้นอยู่กับราคา เมื่อเปรียบเทียบกับทำเลที่เหมาะสม ความสะดวกสบายของทำเลเมื่อเทียบกับราคา และคุณภาพของสินค้าโดยรวม 9 บทสรุปความน่าสนใจตลาดบ้านหรู จากข้อมูลทางการตลาดและผลวิจัยเบื้องต้น เน็กซัส สรุปความน่าสนใจและข้อดีของตลาดบ้านหรูกลางเมืองสำหรับผู้บริโภค โดยแบ่งเป็น 9 ข้อดีของการมีบ้านในเมือง ได้แก่ 1.ตลาดยังคงเติบโตและมีอุปทานคุณภาพดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 2.ทำเลกลางเมืองเดินทางสะดวกสบาย 3.ราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับทำเลและพื้นที่ใช้สอยที่ได้ 4.ได้ทรัพย์สินเป็นที่ดิน และความรู้สึกความเป็นเจ้าของที่แท้จริง 5.มีความเป็นส่วนตัวสูง 6.ได้บ้านที่แตกต่างสะท้อนตัวตนของผู้อยู่อาศัย 7.คุณภาพและวัสดุที่ใช้ 8.ไลฟ์สไตล์คนเมือง 9.สำคัญที่สุดเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าทั้งในปัจจุบันและอนาคต   จากความน่าสนใจของตลาดบ้านหรูใจกลางเมือง เราจึงมองเห็นโอกาส ที่จะทำให้ “ผู้ซื้อ” สามารถเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ ได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการที่แท้จริง ทั้งในแง่ของงบประมาณและไลฟ์สไตล์ ในขณะที่ “ผู้ขาย” ก็มีโอกาสขายสินค้าได้ ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการจัดแคมเปญ “Luxury House Grand Sale” เพื่อรวบรวมบ้านหรู Rare Item โครงการคุณภาพใจกลางเมืองกว่า 20 โครงการ มาให้เลือกช้อปแบบครบ จบที่เดียว!  ในราคาเริ่มต้น 22.9 - 70 ล้านบาท พร้อมส่วนลดสูงสุดถึง 11 ล้านบาท* และ Voucher เฟอร์นิเจอร์โดย Euro Creations จากอิตาลี รวมทั้งโปรโมชั่นพิเศษอีกมากมาย พิเศษเฉพาะลูกค้าเน็กซัส! ตั้งแต่วันนี้ – 31 มี.ค. 2564      
โควิดระรอกใหม่ ฟาดตลาดอสังหาฯ ซึมต่อเนื่อง

โควิดระรอกใหม่ ฟาดตลาดอสังหาฯ ซึมต่อเนื่อง

โควิดระรอกใหม่ ฟาดตลาดอสังหาฯ ซึมต่อเนื่อง สงครามราคาคาดเอาไม่อยู่ ดัชนีลดลงต่อเนื่อง ขณะที่คอนโด ยังเหลือมากสุดในตลาด หวัง “วัคซีนต้านไวรัส - มาตรการภาครัฐ” ปลุกตลาดฟื้นตัวเร็วขึ้น   ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดจากรายงาน DDproperty Thailand Property Market Index  พบว่า ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 197 จุด จาก 201 จุด หรือลดลง 2% จากไตรมาสก่อน ถือเป็นดัชนีราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 14 ไตรมาส (นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2560) หลังจากเคยมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงคลายล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดรอบแรก คาดแนวโน้มราคาอสังหาริมทรัพย์​ และจำนวนจะลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว และยังไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก แต่ยังคงมีความหวังว่าวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 และมาตรการเยียวยาเพิ่มเติมจากภาครัฐจะช่วยกระตุ้นให้ตลาดอสังหาฯ กลับมาฟื้นตัวเร็วขึ้น สงครามราคาไม่ช่วยกระตุ้นตลาดอสัหาฯ นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทยของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า  คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง สาเหตุหลักมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่น่าจะน้อยกว่าที่คาด และความไม่แน่นอนจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของสภาพเศรษฐกิจโดยตรงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการเติบโตในตลาดอสังหาฯ พอสมควร โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะฟื้นตัว 3.2%   เมื่อผนวกกับความท้าทายจากกำลังซื้อของชาวต่างชาติที่หายไปเป็นระยะเวลานาน และความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ตลาดอสังหาฯ ไทยกลับมาฟื้นตัวช้าขึ้น จากเดิมที่เคยคาดไว้ว่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เห็นได้จากรายงานล่าสุด พบว่า การแพร่ระบาดระลอกใหม่ ได้ส่งผลให้แนวโน้มราคาอสังหาฯ ลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว และคาดการณ์ว่าจะไม่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564   ส่วนดัชนีอุปทานก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน เนื่องจากผู้ประกอบการหันมาเร่งระบายสต็อกคงค้างและชะลอการเปิดโครงการใหม่ออกไปก่อนในช่วงนี้ ในขณะที่ความต้องการซื้อของผู้บริโภคก็ถูกดูดซับไปแล้วจำนวนมาก จากสงครามราคาที่รุนแรงในช่วงที่ผ่านมา จึงส่งผลให้การเติบโตในตลาดช่วงต้นปีนี้ไม่คึกคักเท่าที่ควร   ปีนี้สงครามราคาอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่มาช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวในตลาดได้เหมือนเดิม โดยมองว่าความชัดเจนของการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในไทย และมาตรการเยียวยาจากภาครัฐอย่างตรงจุดจะเป็นตัวแปรสำคัญที่เร่งการฟื้นตัวในตลาดอสังหาฯ ได้ดีขึ้น   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาครัฐจะมีการออกมาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และลดค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาฯ เพื่อบรรเทาผลกระทบในรอบนี้แล้ว แต่คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อของผู้บริโภคได้ไม่มากนัก เนื่องจากเพดานของมาตรการยังคงจำกัดอยู่แค่การซื้อบ้านและคอนโด ใหม่จากผู้ประกอบการอสังหาฯ ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทเท่านั้น คนไทย ต้องการซื้อบ้านไม่เกิน 5 ล้าน จากข้อมูลผู้เข้าเยี่ยมชมในเว็บไซต์ DDproperty.com ทั่วประเทศในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า เกือบ 3 ใน 4 ของผู้บริโภค (74%) ให้ความสนใจเข้าชมประกาศซื้อ-ขาย-เช่าที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ในขณะที่การเข้าชมอสังหาฯ ระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มี 55%   สะท้อนให้เห็นเทรนด์ความต้องการซื้อของผู้บริโภค (Demand) ที่มองหาที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท แม้อาจมีความจำเป็นต้องชะลอการใช้จ่ายออกไปก่อน แต่ถือเป็นอีกโอกาสในตลาดที่ไม่ควรมองข้าม หากภาครัฐต้องการกระตุ้นภาคอสังหาฯ จึงควรที่จะขยายเพดานของมาตรการลดค่าโอน-ค่าจดจำนองให้สูงกว่าเดิม เพื่อช่วยดึงกำลังซื้อใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดมากขึ้น รวมทั้งช่วยดูดซับโครงการคงค้างที่มีราคามากกว่า 3 ล้านบาทของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในช่วงที่ผ่านมาให้ลดลงได้ โควิด-19 ระรอกใหม่ ทำตลาดอสังหาฯ สั่นคลอน   รายงาน DDproperty Thailand Property Market Index ฉบับล่าสุด เผยข้อมูลเชิงลึกและทิศทางตลาดอสังหาฯ ไทยหลังต้องเผชิญการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่แบบไม่ทันตั้งตัว ส่งผลกระทบให้การเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคปรับทิศทางชะลอตัวลง ราคาอสังหาฯ ลด ที่อยู่อาศัยแนวราบยังทรงตัว เมื่อผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ จำเป็นต้องใช้สงครามราคา ออกมาเป็นตัวช่วยในการเร่งระบายสต็อกคงค้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อในเวลานี้ ข้อมูลจากรายงานยังพบว่า ดัชนีราคาอสังหาฯ ไตรมาสที่ผ่านมาทุกรูปแบบที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มลดลง  โดยเฉพาะประเภทคอนโด ที่ดัชนีราคาลดลง 2% จากไตรมาสก่อน และลดลงถึง 5% ในรอบปี (YoY)   ในขณะที่อสังหาฯ แนวราบได้อานิสงส์ จากการที่ผู้บริโภคหันมา Work from Home ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดฯทำให้สนใจโครงการแนวราบมากขึ้น ส่งผลให้ดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์ยังคงทรงตัว ในขณะที่บ้านเดี่ยวแม้ดัชนีราคาจะลดลง 2% จากไตรมาสก่อน แต่ถือว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 10% ในรอบ 2 ปี สะท้อนให้เห็นโอกาสจากกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงที่ยังคงมีอยู่ในตลาด (Real Demand) คอนโด ยังครองแชมป์สต็อกเหลือมากสุด นอกจากการระบาดฯ ระลอกใหม่ จะส่งผลกระทบต่อการวางแผนใช้จ่ายของผู้ซื้อโดยตรงแล้ว ยังส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ นักลงทุน และผู้บริโภคที่ต้องการขายอสังหาฯ ที่มีอยู่ตอนนี้ เลือกที่จะชะลอการขายออกไปก่อนอีกด้วย   จากรายงานพบว่า ดัชนีอุปทานลดลงมาอยู่ที่ 363 จุด จาก 385 จุด หรือลดลงถึง 6% จากไตรมาสก่อน และคาดการณ์ว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อยหนึ่งไตรมาส ในช่วงที่ผ่านมาตลาดคอนโด ถือว่าได้รับผลกระทบมากที่สุดจนมีสินค้าคงค้างในตลาดเป็นจำนวนมาก แม้ไตรมาสนี้จำนวนคอนโด จะลดลงจากไตรมาสก่อน 7% แต่เมื่อมองภาพรวมแล้วคอนโด ยังคงมีสัดส่วนมากที่สุดถึง 88% ของจำนวนอสังหาฯ ทั้งหมดในกรุงเทพฯ ในขณะที่ดัชนีอุปทานบ้านเดี่ยวมีสัดส่วน 7% และทาวน์เฮ้าส์มีเพียง 5% เท่านั้น เขตคลองเตย ตลาดเช่ามาแรง   สำหรับทำเลในกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนลดลงมากที่สุดในรอบไตรมาส ส่วนใหญ่อยู่ในทำเลใจกลางเมือง ได้แก่ เขตวัฒนา เขตคลองเตย และเขตสาทร แม้ภาพรวมการซื้อขายในตลาดอสังหาฯ จะยังมีแนวโน้มชะลอตัว แต่หากมองในมุมอสังหาฯ ให้เช่ากลับพบว่ายังมีโอกาสเติบโตไม่น้อย โดยผู้บริโภคยังมีความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตคลองเตยที่มีการเติบโตในหลายทำเล ได้แก่ แขวงคลองเตย เพิ่มขึ้นถึง 17% ตามมาด้วยแขวงพระโขนง เพิ่มขึ้น 12% และแขวงคลองตัน เพิ่มขึ้น 11%   ส่วนในเขตวัฒนาก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน โดยผู้บริโภคสนใจเช่าที่อยู่อาศัย ในแขวงคลองเตยเหนือ เพิ่มขึ้น 15% ตามมาด้วยแขวงคลองตันเหนือ เพิ่มขึ้น 10% และแขวงพระโขนงเหนือ เพิ่มขึ้น 9% สะท้อนให้เห็นทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยแบบให้เช่าที่ยังมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต สวนทางกับจำนวนอุปทานที่ลดลงในบางทำเล ถือเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มีอสังหาฯ ในทำเลดังกล่าว ที่อาจจะเลือกชะลอการขายออกไปก่อนเพื่อรอจังหวะในการสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า และเปลี่ยนมาปล่อยเช่าแทนในเวลานี้ เพื่อจับความต้องการผู้บริโภคที่มีในตลาด        
เอสซี ทุ่มกว่า 2.5 หมื่นล้าน รุกหนักแนวราบขึ้นเบอร์ 1 บ้านเดี่ยว

เอสซี ทุ่มกว่า 2.5 หมื่นล้าน รุกหนักแนวราบขึ้นเบอร์ 1 บ้านเดี่ยว

เอสซี แอสเสท เดินหน้าลุยตลาดแนวราบ ปั้น 8 โปรเจ็กต์ใหม่ 9,000 ล้าน สู่ผู้นำเบอร์ 1 บ้านเดี่ยว ราคา 10  ล้านบาทขึ้นไป พร้อมเปิดตัว 2 บ้านฟังก์ชั่นใหม่ เอาใจคนโสด และเจนวาย ปูทางสร้างรายได้ 19,000 ล้านบาท ​​   นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยถึงแผนธุรกิจในปี 2564-2565 ว่า ได้วางแผนรุกตลาดแนวราบอย่างหนัก ด้วยการทุมเม็ดเงินลงทุน 25,000 ล้านบาท เพื่อเป้าหมายสู่การเป็นแบรนด์บ้านเดี่ยวอันดับ 1 ภายใต้ความพร้อมใน 3 ด้าน ได้แก่ ความพร้อมด้านที่ดิน ด้านสภาพคล่อง และสินค้า โดยกลยุทธ์สำคัญทั้ง 3 ประการ ภายใต้ความพร้อมของ SC ในแบบ Fully-Loaded ประกอบด้วย​ 1.ที่ดินพร้อม         ทุ่มเงินลงทุน 25,000 ล้านบาท ใน 2 ปีนี้ (2564-2565)  เพื่อโอนที่ดินจำนวนมากกว่า 30 แปลง  และรุกพัฒนาโครงการแนวราบแบบจัดหนัก  ครอบคลุมทุกระดับราคาทั่วกรุงเทพ-ปริมณฑล 2.สภาพคล่องพร้อม มีสภาพคล่องแข็งแกร่ง มีเงินสดและวงเงินพร้อมเบิกมากกว่า 10,000 ล้านบาท พร้อมกับมีระดับหนี้ลดเหลือ D/E 1.38 จาก D/E 1.58  ในปี 2562  ถือว่าปัจจุบันมีระดับหนี้ต่ำสุดในรอบ 5 ปี 3.สินค้าพร้อม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าตามปรัชญาแบรนด์ ‘For Good Mornings’ สร้างทุกเช้าที่ดีให้ลูกค้าทุกคน  ใน  3 เรื่องหลัก ได้แก่ Design, Technology และ Living Solutions เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในยุค new normal  พร้อมรองรับกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นภายในบ้าน นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า ในปี 2564  บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 20,000 ล้านบาท และรายได้ 19,000 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากโครงการเพื่อขายทั้งหมดในปีนี้จำนวน 69 โครงการ มูลค่า รวม 57,500 ล้านบาท โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการใหม่  11 โครงการ​ มูลค่ารวม 17,000 ล้านบาท  แบ่งเป็นแนวราบ  8 โครงการ มูลค่า 9,000 ล้านบาท และแนวสูง 3 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท   ในส่วนบ้านแนวราบปีนี้ จะมีการเปิดตัวบ้านซีรี่ส์ใหม่ ได้แก่ บ้านคนโสด และ บ้าน SoU-21 ภายใต้แนวคิด  ‘One Size doesn’t Fit All’ บ้านที่ปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์ จะเปิดตัวครั้งแรกที่โครงการเวนิว พระราม 9 การเปิดตัวบ้านซีรี่ยส์ใหม่ดังกล่าว เนื่องจาก SC มีนโยบายในการพัฒนาบ้านเพื่อตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม ในทุกระดับราคา ​ สำหรับผลการดำเนินงานในรอบ​ปี 2563 ที่ผ่านมาถือเป็นปีแห่งความท้าทายของบริษัท เนื่องจากมีปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่บริษัทสามารถสร้างผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ ทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ด้วยยอดขายรวม​ 16,602 ล้านบาท  และสามารถทำยอดขายแนวราบสูงสุดเติบโตสวนกระแสตลาด คิดเป็นยอดขายแนวราบ 14,757 ล้านบาท เติบโต 37% จากช่วงปีก่อนหน้า  ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของบ้านเดี่ยวในกลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป  เพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 1 มีส่วนแบ่งการตลาด 26% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีส่วนแบ่งการตลาด 19%  
แสนสิริ x บาร์บีกอน ดันยอดขายสู่ 5,000 ล้าน

แสนสิริ x บาร์บีกอน ดันยอดขายสู่ 5,000 ล้าน

แสนสิริ จับมือ บาร์บีคิวพลาซ่า ปั้นยอดขายไตรมาสแรก 5,000 ล้าน พร้อมสร้างแบรนด์สู่ตลาดแมส ใช้ฐานลูกค้าบาร์บีคิวพลาซ่ากว่า 2 ล้านราย สร้างการรับรู้บุกตลาดบ้าน-คอนโด ราคาล้านกว่าบาท   ก่อนหน้านี้ นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ ด้วยการนำเอาตัว “บาร์บีกอน” ตัวการ์ตูนคาแรคเตอร์ร้านปิ้งย่าง บาร์บีคิวพลาซ่า มาสร้างกระแสทางการตลาด ด้วยการนำเอาตัวบาร์บีกอนไปอยู่ตามบ้านและคอนโดมิเนียม ในโครงการต่าง ๆ ของแสนสิริ จากเดิมที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าร้าน เพื่อสร้างความสงสัยว่าจะเกิดความร่วมมืออะไรกันขึ้น   ล่าสุด ผู้บริหารจากแสนสิริและบาร์บีคิวพลาซ่า ได้ออกมาจัดงานแถลงข่าว เพื่อเฉลยถึงความร่วมมือที่ทั้งสองบริษัทจะดำเนินการร่วมกัน ซึ่งประเด็นหลัก คือ การจัดทำแคมเปญการตลาดร่วมกัน เพื่อขยายตลาดและสร้างยอดขาย  ซึ่งทางแสนสิริคาดว่าแคมเปญที่ทำร่วมกันครั้งนี้  จะได้ยอดขาย 1,500 ล้านบาท  เพื่อทำให้ไตรมาสแรกของปี 2564 แสนสิริทำยอดขายได้ 5,000 ล้านบาท จากเดือนมกราคมที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้แล้ว 3,500 ล้านบาท   นางสาวชลีรัตน์ ต่อจรัส ผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับบาร์บีคิวพลาซ่า จัดทำแคมเปญ “แสนสิริ x บาร์บีคิวพลาซ่า กระจายความสุข” และนำแคมเปญ “แสนสิริ ผ่อนให้ 24 เดือน*” กลับมาทำการตลาดอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นตลาดและสร้างยอดขาย โดยคาดว่าแคมเปญที่ร่วมกับบาร์บีคิวพลาซ่า จะสร้างยอดขายได้ 1,500 ล้านบาท สำหรับแคมเปญแสนสิริ x บาร์บีคิว พลาซ่า กระจายความสุขให้คนไทยทั้งประเทศ และ​ แสนสิริ ผ่อนให้ 24 เดือน จะเป็นการให้สิทธิพิเศษกับผู้ที่ซื้อ​โครงการบ้าน คอนโดมิเนียม และ ทาวน์โฮมพร้อมอยู่ รวม 59 โครงการ ระหว่างวันที่ 11 ก.พ. – 31 มี.ค. 2564 ซึ่ง​จะได้รับสิทธิพิเศษ คือ ​1. แสนสิริ ผ่อนให้ 24 เดือน 2.ได้ลุ้นเพิ่ม อาทิ ทองคำ, ส่วนลด on top, บัตรกำนัลเงินสด,  ค่าส่วนกลางเพิ่ม, เครื่องใช้ไฟฟ้าครบชุด และเฟอร์นิเจอร์ครบเซ็ต ​​​3. ลูกค้าบาร์บีคิวพลาซ่า ซึ่งปัจจุบันมีฐานลูกค้ากว่า 2 ล้านราย ชวนเพื่อนมาซื้อโครงการแสนสิริ รับค่าแนะนำไปเลยสูงสุด 200,000 บาท และ​ 4. รับ ฟรี! Gift voucher ชุดหมูพิเศษ ‘แสนสิริ มงGON’ ไปกินที่ร้าน Bar B Q plaza เมื่อเยี่ยมชมโครงการแสนสิริและร่วมกิจกรรมถ่ายภาพ* กับบาร์บีกอนที่โครงการบ้าน คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮม จากแสนสิริ แสนสิริมีบ้านทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่ราคา 1-20 ล้านบาท กระจายทุกเซ็กเมนต์ แต่แคมเปญนี้น่าจะทำให้เกิดการรับรู้มากขึ้นในกลุ่ม affordable ด้านนางสาวบุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านการสร้างโอกาสทางการตลาดกลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด กล่าวว่า​ กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทในปีนี้ มุ่งเน้นการตอบโจทย์ปัจจัย 4 ของผู้บริโภค ซึ่งการร่วมมือกับแสนสิริ เป็นการตอบโจทย์ด้านการอยู่อาศัย ในอนาคตบริษัทยังจะมีความร่วมมือกับพันธมิตร ในการตอบโจทย์ความต้องการด้านเครื่องแต่งกาย และด้านยาหรือ Hospitality ต่อไปด้วย   สำหรับความร่วมมือกันครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจของบริษัทในปีนี้ รวมถึงเป็นการต่อยอดการทำโมเดล Licensing Partnership  จากการที่เรามีความแข็งแกร่งและเชี่ยวชาญเรื่องการทำ Character Marketing ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการต่อยอดสำหรับการสร้างรายได้ช่องทางใหม่ให้กับองค์กร ด้วยการใช้มาสคอต บาร์บีกอน  ที่เป็นตัวแทนของความสุข ไป Stay with customers ในทุก ๆ กิจกรรมการตลาด และเพื่อสนับสนุนให้พาร์ทเนอร์ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆมากขึ้น เช่น การขยายฐานไปยังกลุ่มลูกค้าที่เป็น GON Lover โดยลูกค้าของแสนสิริที่ปัจจุบันมีกว่า 1 แสนครอบครัว จะได้รับสิทธิพิเศษจาก บาร์บีคิวพลาซ่า  ตั้งแต่ 11 ก.พ. – 30 มิ.ย. 2564 อาทิ สั่งชุดแสนสิริ มงGON สำหรับชุดหมู ในราคาเพียง 249 บาท  ชุดเนื้อ ในราคาเพียง 259 บาท และสามารถสั่งกลับบ้านได้ด้วย ซึ่ง แสนสิริ มงGON เป็นชื่อชุดอาหารพิเศษจากการ​ผสมผสานชื่อเมนู จาก แสนสิริ และ บาร์บีกอน  เข้าไว้ด้วยกัน  การบริการจัดส่งเดลิเวอรี่ ให้ลูกบ้านนแสนสิริ 134 โครงการ  สมาชิกลูกบ้านแสนสิริรับโค้ดส่วนลดพิเศษ 100 บาท  และการนำรถ GON Food Truck ให้บริการที่โครงการของแสนสิริ โดยรถคันแรกจะเปิดตัวที่โครงการเศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา ตั้งแต่วันที่​ 7 มี.ค. 2564  
ตลาดคอนโดภูเก็ตโดนซึมยาว คาดดีมานด์ฟื้นตัวหลังปี 65

ตลาดคอนโดภูเก็ตโดนซึมยาว คาดดีมานด์ฟื้นตัวหลังปี 65

ในบรรดาเมืองท่องเที่ยวของไทย ที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก ในการเป็นจุดหมายปลายทาง ของชาวต่างชาติสำหรับการเดินทางมาพักผ่อนหรือพักอาศัยระยะยาว หนึ่งในนั้นคือ จังหวัดภูเก็ต   เพราะถือว่าเป็นจังหวัดที่มีความครบถ้วน ทั้งด้านแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะการมีสนามบินนานาชาติ ทำให้ภูเก็ตได้รับความสนใจจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่าง ๆออกมารองรับจำนวนมาก ที่ผ่านมาตลาดอสังหาฯ ในจังหวัดภูเก็ตจึงมีระดับราคาสูงติดอันดับต้น ๆ ของไทย   แต่ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ตลาดอสังหาฯ ในจังหวัดภูเก็ตได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะพึงพากลุ่มชาวต่างชาติเป็นหลัก จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศได้  ตลาดอสังหาฯ ในภูเก็ตจึงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงปัจจุบัน ที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระรอกใหม่ ซึ่งผลกระทบได้ซ้ำเติมตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตเพิ่มมากขึ้น แต่จะมากน้อยแค่ไหนนั้น ทางไนท์แฟรงค์ ได้นำเสนอบทวิเคราะห์ตลาดอสังหาฯ ในส่วนของตลาดคอนโดมิเนียมในภูเก็ต ปี 2563 ผ่านมา และมองถึงแนวโน้มปี 2564 ว่าจะมีทิศทางใด   นายณัฎฐา คหาปนะ รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าสำนักงานไนท์แฟรงค์ ภูเก็ต บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ภูเก็ตเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่สุดแห่งจุดหมายปลายทางแห่งเอเชีย มีศักยภาพพร้อมที่จะรองรับนักท่องเที่ยวและการลงทุน จากการที่นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในแต่ละปีส่งผลให้ธุรกิจอสังหาฯ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก จึงทำให้กลุ่มคนเหล่านี้เริ่มมองหาคอนโดเพื่อซื้อเก็บไว้พักผ่อนในช่วงที่เดินทางมาท่องเที่ยว และบางรายลงทุนหารายได้โดยการปล่อยเช่าในช่วงที่ไม่ได้เข้าพัก   ด้วยเหตุนี้ธุรกิจอสังหาฯ ในภูเก็ตจึงเป็นที่สนใจของนักลงทุนเป็นอย่างมาก เพราะมองว่ากำลังซื้อหลักคือกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และนอกจากนี้ก็ยังมีนักลงทุนชาวไทยให้ความสนใจเช่นกัน โครงการคอนโดที่เปิดขายในภูเก็ต จะเปิดขายในลักษณะการให้อัตราผลตอบแทนค่าเช่า โดยโครงการจะมีการนำเชนโรงแรมต่าง ๆ มาบริหารโครงการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับโครงการ และจากอัตราผลตอบแทนค่าเช่าที่ได้รับ ทำให้ภูเก็ตเป็นสถานที่น่าสนใจในการซื้อคอนโดเพื่อการลงทุน หากแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้ ทำให้เศรษฐกิจของภูเก็ตหยุดชะงักและซบเซา เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจของภูเก็ตขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวเป็นหลัก จึงส่งผลให้ธุรกิจอสังหาฯ ในภูเก็ตได้รับผลกระทบโดยตรง ถึงแม้ว่ายังมีคนไทยเข้ามาท่องเที่ยวแต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจในภูเก็ตกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีคอนโดที่เปิดขายใหม่โดยผู้ประกอบการเชื่อว่านักท่องเที่ยวและนักลงทุนยังคงมีความต้องการคอนโดอยู่มาก หากสถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติ โปรเจ็กต์เปิดใหม่เหลือแค่ 1,862 ยูนิต ช่วงปลายปี 2563 จำนวนคอนโดในภูเก็ตมีจำนวนทั้งสิ้น 26,096 ยูนิต มีจำนวนเปิดขายใหม่เพียง 1,862 ยูนิต จากโครงการคอนโดทั้งหมด 7 โครงการ ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนเปิดขายใหม่ในช่วงก่อนปี 2559 ซึ่งเปิดขายเฉลี่ยต่อปี  1,700-2,000 ยูนิต และจะเห็นว่าจำนวนเปิดขายในปีนี้ลดลงจากปี 2562 ถึง  65.97% จากที่เปิดขายจำนวน 5,471 ยูนิต  ลดลงเหลือเพียง 1,862 ยูนิต ในปี 2563 เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 มีผลต่อความต้องการซื้อที่ลดลง  ผู้ประกอบการจึงชะลอการเปิดตัวโครงการ อีกทั้งธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ เริ่มกังวลในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ทำให้มีการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อในการพัฒนาโครงการ  ในสถานการณ์นี้ ผู้พัฒนาโครงการจึงระงับการเปิดขายโครงการไปก่อน   จำนวนคอนโดที่เปิดขายใหม่ในปี 2563 โดยส่วนใหญ่เปิดขายใหม่ในบริเวณหาดลายันถึง 59% รองลงมาได้แก่ บริเวณหาดป่าตอง 22% และหาดในทอน 13%  และบริเวณหาดไม้ขาว เป็นหาดที่มีคอนโดเปิดขายใหม่จำนวนน้อยที่สุดเพียง  6% ของจำนวนทั้งหมด หาดไม้ขาวเป็นพื้นที่ทางตอนเหนือของภูเก็ตที่ยังไม่เป็นที่นิยมกันมาก เนื่องจากไกลจากสิ่งอำนวยความสะดวกหากเทียบกับหาดอื่น ๆ ส่งผลให้หาดไม้ขาวยังมีพื้นที่เหลืออีกค่อนข้างมาก ดึงเชนบริหารโครงการสร้างดีมานด์ ในปี 2563 มีจำนวนคอนโดที่ขายได้แล้วทั้งสิ้น 19,761 ยูนิต จากจำนวนทั้งหมด 26,096 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขายได้ ​75.7% อัตราการขายปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ 73.4% มีจำนวนยูนิตขายเหลือทั้งหมดประมาณ 6,335 ยูนิต จำนวนยูนิตคอนโด ที่ขายได้ใหม่ในปี 2563 มีจำนวนยูนิตขายเพียง 1,966 ยูนิต ซึ่งจำนวนยูนิตขายลดลงจากปี 2562 ที่มีจำนวนยูนิตขายอยู่ที่ 4,036 ยูนิต ซึ่งหากพิจารณาจะเห็นว่าจำนวนยูนิตขายลดลงจากปีก่อนหน้า อันเนื่องมาจากขาดกำลังซื้อของชาวต่างชาติที่เป็นกำลังซื้อหลักเพราะไม่สามารถเดินทางเข้ามายังประเทศได้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปเกือบทั้งหมด ส่งผลให้ภูเก็ตได้รับผลกระทบอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นด้านท่องเที่ยว แรงงาน หรือแม้กระทั่งธุรกิจอสังหาฯ ก็ซบเซาไปด้วย และมีโครงการคอนโดบางโครงการที่ต้องหยุดการขายหรือมีจำนวนยูนิตขายที่ต่ำ และไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถานบันการเงินได้   ขณะนี้สถาบันการเงินยังค่อนข้างที่จะเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อในการพัฒนาโครงการคอนโด  และมีบางโครงการที่ได้ทำการหยุดการขายเพื่อรอดูสถานการณ์ เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคือกลุ่มลูกค้าหลักที่ซื้อคอนโดในภูเก็ต ในอดีตกลุ่มผู้ซื้อคอนโดเกือบ 100% เป็นนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด  แต่ในปัจจุบันกลุ่มผู้ซื้อคอนโดในภูเก็ตมีความหลากหลายมากขึ้น โดยกลุ่มผู้ซื้อ 90% ส่วนใหญ่ยังคงเป็นชาวต่างชาติ และมีนักลงทุนคนไทยมองเห็นช่องทางในการลงทุนในด้านอสังหาฯ จึงมีกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นคนไทยเพิ่มมา 10% ซึ่งชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดในภูเก็ต ส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซีย จีน ฮ่องกง และสิงค์โปร์ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ซื้อสัญชาติอื่น ๆ อีก ได้แก่ ชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน แคนนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อเมริกา ชาวยุโรปและชาวตะวันออกกลาง โครงการคอนโดที่ยังมียอดขายต่อเนื่องส่วนใหญ่ จะมีมาตรฐานของคอนโด ที่เทียบเท่าได้กับโรงแรม 4-5 ดาว การนำเชนโรงแรมมาบริหารเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ซื้อ โดยให้ผลตอบแทนกับผู้ซื้อในระยะเวลา 3-5 ปี ซึ่งเป็นสิ่งจูงใจให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนสนใจที่จะซื้อคอนโด  เพราะนอกจากจะมีรายได้จากการปล่อยเช่าแล้วยังสามารถเข้าพักได้ถึง 30-45 วัน ต่อปีอีกด้วย คอนโดลดราคากระตุ้นยอดขาย ราคาเสนอขายเฉลี่ยของคอนโดในภูเก็ต ช่วงปลายปี 2563 คอนโดที่เห็นวิวทะเลมีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 192,758 บาทต่อตารางเมตร ราคาขายปรับตัวลดลงจากปี 2562 ในอัตรา 0.4% โดยในปี 2562 ราคาเสนอขายคอนโดที่เห็นวิวทะเล มีราคาเสนอขายเฉลี่ยอยู่ที่ 193,590 บาทต่อตารางเมตร ส่วนราคาเสนอขายคอนโดที่เห็นวิวทะเลบางส่วนปี 2563 มีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 99,745 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลงจากปี 2562 ในอัตรา 6.8% ซึ่งมีราคาเสนอขายเฉลี่ยปี 2562 อยู่ที่ 107,000 บาทต่อตารางเมตร และคอนโดที่ไม่เห็นวิวทะเลมีระดับราคาเสนอขายในปี 2563 เฉลี่ยอยู่ที่ 76,184 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลงในอัตรา 3.9% จากปี 2562 ซึ่งราคาเสนอขายคอนโดที่ไม่เห็นวิวทะเลมีราคาเสนอขายเฉลี่ยอยู่ที่ 79,300 บาทต่อตารางเมตร   จะเห็นได้ว่าราคาขายปรับตัวลดลงจากปี 2562 อันเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปเกือบทั้งหมดไม่สามารถเดินทางมาได้ เป็นผลทำให้ยอดขายคอนโดลดลงไปมาก ผู้ประกอบการจึงยอมปรับลดราคาลงเพื่อดึงดูดผู้ซื้อหรือนักลงทุนให้กลับมาลงทุน และใช้วิธีการขายผ่านทางออนไลน์หรือตัวแทนขาย (Agency) ในต่างประเทศช่วยเป็นตัวโปรโมทโครงการ เพื่อผลักดันให้ยอดขายไปต่อได้ ทำให้การซื้อ-ขายคอนโดในส่วนต่างประเทศยังคงมีอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก โดยผู้ซื้อจะเป็นชาวต่างชาติที่เคยมาท่องเที่ยวในภูเก็ต พอมีการปรับราคาลงจึงได้ตัดสินใจซื้อ คอนโดในภูเก็ตฟื้นตัวหลังปี 2565 ตลาดคอนโดในภูเก็ตปี 2564 คาดว่ายังคงชะลอตัวและได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางมาเที่ยวได้ ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ขยับตัว เพราะภูเก็ตไม่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลัก โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ผู้ประกอบการยังคงชะลอการเปิดโครงการออกไปก่อนในช่วงนี้ และรอดูสถานการณ์การเปิดโครงการในช่วงครึ่งปีหลังอีกครั้ง แนวโน้มของการลงทุนจะเป็นโครงการขนาดเล็ก และอาจจะเป็นการร่วมทุนกับนักลงทุนท้องถิ่นในภูเก็ต โดยคาดว่าเศรษฐกิจภูเก็ตในปี 2564 ยังคงซบเซายาวไปถึงต้นปี 2565 ซึ่งเศรษฐกิจภูเก็ตอาจจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี และการฟื้นตัวน่าจะกลับมาเพียง 50% ของนักท่องเที่ยวเท่านั้น เพราะชาวต่างชาติยังไม่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้ทั้งหมด   กลุ่มผู้ซื้อหลักที่คาดการณ์จากนี้น่าจะเป็นกลุ่มชาวจีน และรัสเซีย แต่ยุโรปอาจจะต้องรอไปอีกสักระยะจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะคลี่คลาย ซึ่งคอนโดที่ชาวต่างชาติกลุ่มนี้จะซื้อนั้น จะเป็นอสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัยเป็นบ้านหลังที่สองมากกว่าการลงทุน เพราะมองว่าประเทศไทยเป็นเมืองที่ปลอดภัย น่าอยู่ มีมาตรฐานระบบการดูแลรักษาพยาบาลการควบคุมโรคระบาดที่ดี ในส่วนของนักลงทุนคนไทยยังชะลอการลงทุนในด้านอสังหาฯ ในภูเก็ต เนื่องจากรอให้ชาวต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาเที่ยว จึงจะเริ่มลงทุน โดยภาพรวมอสังหาฯ ในภูเก็ตจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้งหลังปี 2565 ตามแนวโน้มของการฟื้นตัวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ          
ความเชื่อมั่นค้าปลีกไทยดิ่งหนักโควิด-19 ทำกำลังซื้อหาย 25%

ความเชื่อมั่นค้าปลีกไทยดิ่งหนักโควิด-19 ทำกำลังซื้อหาย 25%

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชี้ “ดัชนีความเชื่อมั่นค้าปลีก” เดือนมกรา 64 ดิ่งหนัก กระทบทุกพื้นที่ ทุกประเภทร้านค้า แต่กลุ่มร้านวัสดุก่อสร้างรับอานิสงค์ work from home คนแต่งบ้านเพิ่ม  ผู้ประกอบการแนะรัฐเเร่งคลอดมาตรการเยียวยากระตุ้นมู้ดจับจ่าย   นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูลผลของการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบค้าปลีก (Retailer Sentiment Index: RSI) เดือนมกราคม 2564 (รอบการสำรวจข้อมูลระหว่างวันที่ 19-26 มกราคม 2564) โดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีการสำรวจเป็นรายเดือน พบว่า  ปรับลดลงต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วประเทศเพิ่มขึ้น แม้จะเริ่มมีข่าวดีด้านวัคซีน แต่ยังคงต้องใช้เวลาในการวัดผลประสิทธิภาพการรักษา ยกเว้นร้านค้าวัสดุก่อสร้างที่มีปัจจัยหนุนจากการที่คนใช้ชีวิตอยู่บ้านมากขึ้น พร้อมเสนอรัฐบาลเร่งเครื่องปล่อยมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ กระตุ้นการจับจ่ายภายในประเทศอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมมากขึ้น เชื่อว่าความมั่นใจจะค่อยๆ ฟื้นตัวในระยะต่อไป ผู้ประกอบการหวังอีก3เดือนตลาดฟื้น ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก เดือนมกราคม 2564 ลดลงทันทีอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม และเป็นการปรับลดลง จากความอ่อนไหวจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19ระลอกใหม่ แม้ภาครัฐจะใช้มาตรการเข้มข้นเพียง 28 จังหวัด ดัชนีความเชื่อมั่นก็ยังคงปรับตัวลดลงใกล้เคียงกับดัชนีความเชื่อมั่นเมื่อเดือนเมษายน 2563 จากครั้งที่เกิดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอกแรก ที่ภาครัฐมีมาตรการ Lock Down ทั้งประเทศ   อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ มองว่า ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะดีขึ้น รวมทั้งหวังว่าภาครัฐน่าจะมีมาตรการเยียวยาและกระตุ้นการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ดัชนีความเชื่อมั่นน่าจะมีทิศทางเดียวกับดัชนีเดือนพฤษภาคมและเดือนมิถุนายน 2563 ทางด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อยอดขายเดิมรายภูมิภาค ปรับลดลงจากเดือนธันวาคมในทุกภูมิภาค สะท้อนถึงสภาวะความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะภาคกลางซึ่งได้รับผลกระทบจาก super spreader ที่ตลาดกุ้งสมุทรสาคร รวมทั้งกรุงเทพ และปริมณฑล ที่มีอาณาเขตต่อเนื่องจากจังหวัดสมุทรสาคร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มการบริโภคที่ขยายตัวได้ปานกลาง เนื่องจากประชากรส่วนหนึ่งเคลื่อนย้ายจากอุตสาหกรรมสู่ภูมิลำเนา ผสานกับแรงหนุนจากมาตรการของภาครัฐในการสนับสนุนสภาพคล่องและการใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยประคับประคองการบริโภคภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ   ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ มองว่า แนวโน้มในอีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีความเชื่อมั่นจะเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคเช่นกัน เนื่องจากมั่นใจว่าภาครัฐมีบทเรียนจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอกแรกเมื่อไตรมาสที่สอง 2563 และคาดหวังว่าคงต้องมีมาตรการเยียวยาและกระตุ้นการใช้จ่ายจากภาครัฐเช่นที่ผ่านมา ร้านวัสดุได้อานิสงค์ WFH ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ จำแนกตามประเภทร้านค้าปลีกเปรียบเทียบระหว่างเดือนมกราคมและเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทุกประเภทของร้านค้าปลีกลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะร้านค้าปลีกประเภทห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกร้านอาหาร ซึ่งได้รับผลกระทบของมาตรการภาครัฐที่ประกาศปิดศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารในเวลา 21.00 น.   อย่างไรก็ตาม ผลจากการใช้มาตรการการทำงานจากบ้าน (WFH) ทำให้ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ซ่อมบำรุง เฟอร์นิเจอร์ กลับมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นสวนทางกลับดัชนีความเชื่อมั่นร้านค้าปลีกอื่นๆ   สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการประเภท ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ในเดือนมกราคม มีความเชื่อมั่นดีขึ้นสวนทางกับทิศทางของดัชนีความเชื่อมั่นร้านค้าประเภทอื่นๆ ที่ลดลงอย่างรุนแรง สะท้อนได้ว่าร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการปรับวิถี New Normal ทำงานจากที่บ้าน (WFH) ทำให้มีความนิยมในการปรับภูมิทัศน์ภายในที่อยู่อาศัย ประกอบกับช่วงจัดซื้อจัดจ้างงบประมาณก่อสร้างภาครัฐ และวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างมีการปรับราคาที่สูงขึ้น อาทิ เหล็ก ปูนซีเมนต์ ไม้อัดต่างๆ จึงทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นในธุรกิจร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ จึงดีกว่ากลุ่มอื่นๆ ห้าง-ซูเปอร์ ขาดความเชื่อมั่น ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า มีความวิตกต่อการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ค่อนข้างมาก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในเดือนมกราคม 2564 ที่ลดลงอย่างทันที ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางระดับที่ 50 หรือลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งอย่างชัดเจน ในขณะที่ในเดือนธันวาคม 2563 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยกลางระดับที่ 50 สำหรับแนวโน้มดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้ายังคงมีความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยกลาง สะท้อนว่าผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้ามีความมั่นใจว่าภาครัฐต้องมีมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วง 3 เดือนข้างหน้า   สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ ร้านค้าปลีกประเภท ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ร้านสะดวกซื้อ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนมกราคม ลดลงมากและรวดเร็ว จากที่ดัชนีความเชื่อมั่นเดือนธันวาคมยังอยู่เหนือระดับค่าเฉลี่ยกลางที่ระดับ 50 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นการจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่หดตัวลงอย่างมาก เมื่อเทียบดัชนีประเภทร้านค้าทั้งสามประเภท ดูเหมือนว่าผู้ประกอบการค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต รู้สึกวิตกกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 มากกว่าผู้ประกอบการร้านค้าสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ต   อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตกลับมีความเชื่อมั่นที่สูงขึ้น สูงกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยกลางที่ 50 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อมาตรการภาครัฐที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจใน 3 เดือนข้างหน้า แต่ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนของผู้ประกอบการร้านค้าสะดวกซื้อเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเล็กน้อย แต่ก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางที่ 50 อยู่มาก สะท้อนถึงผู้ประกอบการร้านค้าสะดวกซื้อไม่มีความมั่นใจในมาตรการภาครัฐที่ผ่านมา อาทิเช่น โครงการคนละครึ่ง ซึ่งร้านค้าสะดวกซื้อไม่ได้รับประโยชน์เลย   ผลจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ ประเภทร้านอาหาร ภัตตาคาร และเครื่องดื่ม มีความเชื่อมั่นที่ลดลงอย่างมีนัยยะชัดเจน มากกว่าร้านค้าประเภทอื่นๆ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางที่ 50 ค่อนข้างมาก และเมื่อเทียบกับความเชื่อมั่นในเดือนธันวาคม 2563 ก็ยังลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นเพราะร้านอาหารมักเป็นธุรกิจที่อ่อนไหวต่อการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการจำกัดเวลาการให้บริการและจำนวนการให้บริการแต่ละรอบที่ลดลงจากมาตรการเว้นระยะห่าง Social Distancing   อีกทั้ง ผู้ประกอบร้านอาหารและเครื่องดื่มที่กรอกแบบสอบถามเป็นการบริหารแบบเชนสโตร์ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้า ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ส่งผลให้ปริมาณการสัญจรยังอยู่ระดับที่ลดต่ำลงมาก ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นผู้ประกอบการร้านอาหารภัตตาคาร เครื่องดื่ม ในอีก 3 เดือนข้างหน้าก็ดีขึ้นกว่าเดือนมกราคม ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ผลกระทบการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ภาครัฐน่าจะควบคุมด้วยมาตรการที่เข้มข้นได้ดี   สมาคมฯ คาดการว่า การฟื้นตัวในระยะข้างหน้าจะมีความแตกต่างกันในแต่ละประเภทธุรกิจค้าปลีก ที่สำคัญ หากการระบาดของโควิด-19 กินระยะเวลายาวนานขึ้น ความแตกต่างของการฟื้นตัวนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น 7 มุมมองผู้ประกอบการ จากผลกระทบโควิด-19 จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบทำให้บรรดาร้านค้าประเภทต่าง ๆ ต้องปิดตัวลงในหลายพื้นที่ หรือแม้แต่พื้นที่ที่ไม่ได้ปิดตัวลง แต่มาตรการและการรณรงค์ให้เว้นระยะห่างทางสังคม ก็ส่งผลให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยน้อยกว่าปกติ ทำให้เกิดผลกระทบต่อร้านค้าประเภทต่าง ๆ ​ซึ่งผู้ประกอบการได้มีมุมมองและประเด็นสำคัญที่นำเสนอ เพื่อให้ภาครัฐหามาตรการออกมากระตุ้นตลาดโดยเร็วที่สุด ดังนี้   1.ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบด้านยอดขาย ที่ลดลง 10-30%   2.ผู้ประกอบการกล่าวว่า ด้วยยอดขายที่หายไปจากผลกระทบของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอกแรกเมื่อต้นปีที่แล้วจนมาระลอกใหม่เมื่อต้นปีนี้ สภาพคล่องที่เหลืออยู่จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อีกไม่เกิน 6 เดือน หากไม่มีมาตรการเยียวยาและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงเป้า   3.ผู้ประกอบการกว่า 80% ประเมินว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงมากว่า 25% เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม ปี 2563   4.หากเปรียบเทียบยอดขายจากมาตรการ "ช้อปดีมีคืน" เมื่อช่วงสิ้นปี 2563 (วงเงิน 30,000 บาท) เมื่อเทียบกับมาตรการช้อปช่วยชาติ (วงเงิน 15,000 บาท) ในปี 2561-2562 ผู้ประกอบการ 55% ตอบว่า มียอดขายเท่าเดิมและน้อยกว่าเดิม ขณะที่ผู้ประกอบการ 43% ตอบว่า ยอดขายเพิ่มขึ้นไม่ถึง 25% และมีเพียง 2% ที่ตอบว่า ยอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 25%   5.ผู้ประกอบการกว่า 90% อยากให้ภาครัฐเปิดโอกาสให้เข้าร่วมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน อาทิ โครงการคนละครึ่ง   6.ผู้ประกอบการเสนอแนะให้ภาครัฐช่วยเหลือเรื่องสภาพคล่องอย่างเร่งด่วน ด้วยมาตรการภาษีลดภาระค่าใช้จ่าย และ สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) แก่ผู้ประกอบการโดยเร็ว เนื่องจากด้วยสภาพคล่องที่เหลืออยู่จะสามารถดำเนินธุรกิจได้ไม่เกิน 6 เดือน   7.ผู้ประกอบการอยากให้ภาครัฐประกาศการจ้างงานเป็นรายชั่วโมง เพื่อให้สอดคล้องกับการบริการต่อผู้บริโภคที่มาเป็นช่วงเวลา โดยให้ใช้กับธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหาร เป็นการเฉพาะก่อน    
ซีบีอาร์อี แนะใช้ยาแรงฟื้นตลาดบ้าน-คอนโด  ขยายฐานราคา0-15ล.รับมาตรการรัฐ

ซีบีอาร์อี แนะใช้ยาแรงฟื้นตลาดบ้าน-คอนโด ขยายฐานราคา0-15ล.รับมาตรการรัฐ

ซีบีอาร์อี คาดตลาดอสังหาฯ ไทยปี 64 แต่ละธุรกิจฟื้นตัวแตกต่างกัน  จากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น มีความท้าทายจากความผันผวนของโรคโควิด-19  ตลาดโลจิสติกส์ขึ้นแท่นนำ ขณะที่ตลาดอาคารสำนักงานต้องเตรียมรับมือกับซัพพลายใหม่จำนวนมาก ส่วนตลาดโรงแรมและพื้นที่ค้าปลีกจะฟื้นตัวช้าสุด แนะภาครัฐอัดยาแรงในตลาดที่อยู่อาศัย ขยายฐานกลุ่มบ้าน-คอนโด ราคาตั้งแต่ 0-15 ล้านให้ได้รับอานิสงค์ พร้อมปลดล็อกขายลิสโฮลด์ขายบ้าน-ที่ดินได้ถึง 60 ปี ตลาดที่พักอาศัย : ปรับสมดุลราคา ซีบีอาร์อีเชื่อว่าตลาดที่พักอาศัยโดยรวมในกรุงเทพฯ จะยังคงชะลอตัวในปี 2564 และมีความเสี่ยงเนื่องจากโควิด-19 รอบใหม่ ได้ทำให้ผู้ซื้อชาวไทยและชาวต่างชาติใช้เวลาในการตัดสินใจนานขึ้น   การเปิดตัวโครงการใหม่จะมีไม่มากนักโดยจะเป็นโครงการในย่านรอบนอกใจกลางเมือง (มิดทาวน์) และชานเมือง เพราะราคาที่ดินยังอยู่ในระดับราคาที่พัฒนาได้และทำให้ราคาขายเริ่มมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น   ในปี 2564 ผู้พัฒนาโครงการจะยังให้ความสำคัญกับยูนิตที่แล้วเสร็จแต่ยังเหลือขายที่มีอยู่ในมือ แต่ขณะเดียวกันก็มองหาโอกาสใหม่ในทำเลใหม่ๆ และให้ความสำคัญกับสภาพคล่องทางการเงินด้วย   ตลาดที่พักอาศัยแนวราบจะเป็นตลาดหลักสำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ๆ เนื่องจากผู้พัฒนาโครงการต้องการลดความเสี่ยง   ขณะที่ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมยังคงมีอยู่แต่มีงบประมาณที่น้อยลง   นอกจากนี้ผู้พัฒนาโครงการจะเปลี่ยนไปพัฒนาโครงการที่มีขนาดเล็กลง เพื่อลดขนาดการลงทุน และทำให้ผ่านเกณฑ์การอนุมัติเงินทุนจากธนาคารได้ง่ายขึ้น   นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า  จากธุรกรรมซื้อขายที่ผ่านซีบีอาร์อีในปี 2563 พบว่าตลาดที่พักอาศัยระดับลักซ์ชัวรี่ที่เป็นกลุ่มเฉพาะยังคงเป็นที่ต้องการอย่างมากจากทั้งลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองและนักลงทุน โดยเฉพาะที่พักอาศัยที่บริหารโดยเครือโรงแรมและบ้านหรู แต่ลูกค้าใช้ระยะเวลาการตัดสินใจนานขึ้น   เป็นที่น่าสังเกตว่ายูนิตขนาดใหญ่ในตลาดระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ซึ่งยอดขายชะลอตัวในอดีตกลับมามียอดขายมากขึ้นในปีที่ผ่านมา  นักลงทุนต่างชาติที่สนใจลงทุนในไทย โดยเฉพาะชาวจีน ยังคงให้ความสนใจตลาดในทุกระดับ แต่ยอดขายจากลูกค้ากลุ่มนี้จะกลับมาก็ต่อเมื่อสามารถเดินทางเข้ามาไทยได้ โปรโมชั่นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพจากรัฐบาลยังคงมีความจำเป็นสำหรับการดึงดูดผู้ซื้อต่างชาติ  ซีบีอาร์อีคาดหวังว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผลออกมาอีกโดยควรจะครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเพื่อช่วยตลาดในปีนี้   โดยเห็นว่ามาตรการที่จะช่วยกระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัยได้ดี คือ การขยายฐานระดับราคาที่อยู่อาศัย ให้ครอบคลุมมากขึ้น จากปัจจุบันที่ให้เฉพาะระดับบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท เห็นว่าควรขยายฐานราคาที่อยู่อาศัยตั้งแต่ 0 บาทไปจนถึง 15 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มที่อยู่อาศัยแบบสิทธิการเช่า หรือ ลิสโฮลด์นั้นควรขยายระยะเวลาให้เช่านานถึง 60 ปี เพื่อกระตุ้นตลาดในกลุ่มชาวต่างชาติให้เข้ามาซื้ออสังหาฯ​ ไทยเพิ่มมากขึ้น​ สิ่งที่จะช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ได้ คือ นโยบายของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันมาตรการยังกระจัดกระจายและยังไม่อิมแพคมากพอ ตลาดอาคารสำนักงาน: ปรับเปลี่ยนอนาคตของสถานที่ทำงาน ซีบีอาร์อีมองเห็นว่าองค์กรต่างๆ กำลังคิดทบทวนเรื่องการออกแบบสถานที่ทำงานและวิธีการใช้พื้นที่ เนื่องจากการให้พนักงานเป็นศูนย์กลางและการทำงานแบบไฮบริดหรือการใช้พื้นที่สำนักงานรูปแบบเดิมควบคู่ไปกับการผสมผสานระหว่างการใช้พื้นที่ที่มีความยืดหยุ่นกับการทำงานระยะไกลจะเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับหน้าที่และลักษณะเฉพาะของแต่ละบริษัทและแต่ละหน่วยธุรกิจ นางสาวรุ่งรัตน์ วีระภาคย์การุณ หัวหน้าแผนกพื้นที่สำนักงาน ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า สำหรับอนาคตของตลาดอาคารสำนักงาน ความกังวลที่สำคัญประการหนึ่งของซีบีอาร์อีคือจำนวนซัพพลายใหม่ที่จะเพิ่มเข้าสู่ตลาด  โดยในปี 2564 มีพื้นที่สำนักงานที่คาดว่าจะแล้วเสร็จจำนวน 334,000 ตารางเมตร  ซึ่งจะทำให้พื้นที่สำนักงานทั้งหมดในกรุงเทพฯ ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 9.49 ล้านตารางเมตร   ในสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอนเช่นนี้  ซีบีอาร์อีได้เห็นว่าเจ้าของอาคารมีการเลื่อนกำหนดแล้วเสร็จของอาคารเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขัน  นอกจากนี้ยังคาดว่าค่าเช่าโดยรวมในตลาดจะอยู่ในระดับทรงตัว  และตลาดจะเปลี่ยนไปสู่การเป็นตลาดของผู้เช่าโดยเฉพาะผู้เช่ารายใหญ่ที่ใช้พื้นที่สำนักงานขนาดใหญ่ ตลาดพื้นที่ค้าปลีก: พฤติกรรมเปลี่ยนส่งผลให้ต้องปฏิรูป ธุรกิจค้าปลีกของไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และส่งผลให้ในปี 2563 ยอดผู้ใช้บริการลดลงอย่างมากและความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็ลดลงเช่นกัน   ซีบีอาร์อีเห็นว่าเจ้าของพื้นที่ค้าปลีกได้มีการทบทวนโครงการที่มีการวางแผนไว้ รวมถึงแผนการลงทุน  ซึ่งจะมีการเสนอสัญญาเช่าที่ยืดหยุ่นมากขึ้นให้กับผู้เช่าและจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ภายในพื้นที่ศูนย์การค้า    ในทางกลับกัน ผู้ค้าปลีกจะลดขนาดและปรับรูปแบบพื้นที่เช่าเพื่อลดค่าใช้จ่ายและทำให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น  ธนาคารต่างกำลังย้ายไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์และต้องการพื้นที่สาขาน้อยลง   ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มจะให้ความสำคัญกับบริการส่งอาหารมากขึ้น และร้านขายสินค้าแฟชั่นจะมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลายมากขึ้น   นอกจากการเปลี่ยนสถานะการเช่าจากแบบถาวรมาเป็นแบบชั่วคราวแล้ว ผู้เช่าจะพัฒนาให้เป็นร้านค้ารูปแบบที่เล็กลง เช่น ป๊อปอัปสโตร์ เพื่อรักษาผลกำไรในช่วงที่สถานการณ์ไม่แน่นอนเช่นนี้   ตลาดโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์: เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าพักและผู้เช่า ตลาดโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในกรุงเทพฯ คือหนึ่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยลดลงจาก 40 ล้านคนในปี 2562 ไปเป็นต่ำกว่า 7 ล้านคนในปี 2563 ซีบีอาร์อีคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยจะกลับคืนสู่ระดับเดียวกับปี 2562 ได้ในปี 2565 โดยต้องขึ้นอยู่กับความสำเร็จของวัคซีนและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นนักท่องเที่ยวหลักของไทยอย่างจีน รัสเซีย ญี่ปุ่น และอินเดีย   นายรัฐวัฒน์ คูวิจิตรสุวรรณ หัวหน้าแผนกวิจัยและที่ปรึกษาการพัฒนาโครงการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย  กล่าวว่า “ในขณะเดียวกัน  เจ้าของโรงแรมและผู้บริหารจัดการโรงแรมถูกบังคับให้มุ่งเน้นไปที่ตลาดท่องเที่ยวในประเทศ โดยอาศัยรายได้จากนักท่องเที่ยวในประเทศแต่เพียงอย่างเดียวเพื่อให้อยู่รอด   ซีบีอาร์อีเห็นว่าโรงแรมต่างๆ ได้หาหนทางใหม่ๆ ในการดำเนินงานและทำการตลาด ตั้งแต่แพ็กเกจการทำงานจากโรงแรม (Work From Hotel) แพ็กเกจการเข้าพักแบบ Staycation (การพักผ่อนในสถานที่ใกล้ๆ) ไปจนถึงข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่ไม่ได้เข้าพัก    โรงแรมบางแห่งอาจเลือกที่จะเปิดให้บริการเป็นบางส่วนหรือเปิดเฉพาะร้านอาหารและเครื่องดื่ม  โดยอาศัยช่วงเวลาที่มีผู้เข้าใช้บริการน้อยเป็นการทดลองเปิดให้บริการ และพยายามให้มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานน้อยที่สุด” ตลาดพื้นที่อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์: ความต้องการสะสมถูกขัดขวางด้วยการห้ามเดินทาง นายอาดัม เบลล์ หัวหน้าแผนกพื้นที่อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดโลจิสติกส์ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากการแพร่ระบาด เนื่องจากโควิด-19 เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้บริโภคไทยปรับตัวเข้าสู่อี-คอมเมิร์ซและเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งผลักดันให้เกิดความต้องการพื้นที่คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้ารุ่นใหม่ (Modern Logistics Property - MLP) ในประเทศไทย   พื้นที่คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้ารุ่นใหม่มากกว่า 400,000 ตร.ม. ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้าสู่ตลาดภายในปี 2564 ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบสร้างขึ้นตามความต้องการเฉพาะ (Built-to-Suit)   สำหรับด้านซัพพลายเชน  ผู้ผลิตในจีนหลายรายพิจารณาย้ายฐานการผลิตมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า  นักลงทุนเริ่มให้ความสนใจซื้อโรงงานมากกว่าเช่าโรงงานมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้สามารถควบคุมดูแลสถานที่ได้มากขึ้น  ในขณะที่ผู้พัฒนาโรงงานหลายรายชะลอการสร้างโรงงานสำเร็จรูป (Ready-Built Factory - RBF) แบบสร้างเสร็จก่อนขาย   ตลาดการลงทุน: ทบทวนพอร์ตและกลยุทธ์การลงทุน โควิด-19 ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเป็นตลาดของผู้เช่าและผู้ซื้อมากขึ้น โดยผู้เช่าจะมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นโดยอสังหาริมทรัพย์จะถูกนำออกมาขายมากขึ้น  เนื่องจากเจ้าของพื้นที่และเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ต้องการถือเงินสด  ซีบีอาร์อีเชื่อว่าเรื่องนี้อาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาอสังหาริมทรัพย์ที่ยอมลดราคา แต่ความคาดหวังที่แตกต่างกันระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อจะยังคงเป็นปัญหาสำคัญ  ราคาที่ดินจะอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลมากขึ้นเพราะราคาที่ดินโดยรวมในทำเลชั้นนำยังไม่เปลี่ยนแปลง  อย่างไรก็ตาม ราคาที่ดินในย่านรอบนอกใจกลางเมืองและชานเมืองโดยรวมลดลง ยกเว้นบางพื้นที่จะปรับตัวสูงขึ้นตามการขยายเส้นทางระบบขนส่งมวลชนและการขยายถนนในพื้นที่   นางกุลวดี สว่างศรี หัวหน้าแผนกการลงทุนและที่ดิน ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวสรุปว่า เจ้าของพื้นที่และเจ้าของอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการสินทรัพย์ในเชิงรุกเพื่อรักษารายได้และบริหารจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ   การลงทุนแต่ละครั้งจะได้รับการประเมินหลายครั้งเพื่อทำความเข้าใจกับการแทรกแซงจากคู่แข่ง รวมถึงความต้องการของผู้เช่านั้นกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และช่วงเวลานี้เหมาะสมที่จะลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ที่มีอยู่หรือขายออก      
2 กลยุทธ์เอาตัวรอด “เฟรเซอร์ส” ในภาวะตลาดออฟฟิศให้เช่าดีมานด์หายกว่า 50%

2 กลยุทธ์เอาตัวรอด “เฟรเซอร์ส” ในภาวะตลาดออฟฟิศให้เช่าดีมานด์หายกว่า 50%

ตลาดออฟฟิศให้เช่าปี 63 ดีมานด์หายกว่า 50% แต่ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล ประเทศไทย”  ยังคงรักษาอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยสูงกว่า 90% ในทุกอาคาร หลังใช้ 2 กลยุทธ์สำคัญ ทั้งการรักษาฐานผู้เช่าปัจจุบัน  และจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ ปรับลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น     นายวิทวัส คุตตะเทพ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายโครงการเชิงพาณิชยกรรม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า  ปี 2563 เป็นปีที่เผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นครั้งแรก ซึ่งส่งผลกระทบเป็นกว้าง สำหรับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชยกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม พื้นที่จัดประชุมสัมมนา และศูนย์การค้า  ทำให้ผู้ประกอบการต้องหันมาทบทวนและปรับรูปแบบการให้บริการ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้   “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่บริษัทฯ ยังคงมีความแข็งแกร่ง เนื่องจากมีพอร์ตอาคารสำนักงานกว่า 209,000 ตร.ม. โดยสิ่งที่บริษัทฯ ทำตลอดปีที่ผ่านมา คือ การบริหารจัดการทรัพยากรและต้นทุนภายใน ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนเตรียมความพร้อม เพื่อจะรับมือกับความท้าทายและความไม่แน่นอนต่าง ๆที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต” ส่วนภาพรวมตลาดอาคารสำนักงานปี 2563 ที่ผ่านมา มีความต้องการเช่าหรือขยายพื้นที่สำนักงานรวมลดลงกว่า 50% เมื่อเทียบกับ 1-2 ปีก่อน (2561-2562) แต่ในส่วนของบริษัทยังคงรักษาอัตราการเช่าได้เฉลี่ยสูงกว่า 90% ซึ่งเป็นผลมาจากทุกอาคารของบริษัท​เป็นอาคารคุณภาพเกรด A ตั้งอยู่ในศูนย์กลางเศรษฐกิจ อาทิ เพลินจิต สาทร พระราม 4 และสามย่าน และมีกลยุทธ์ในการเลือกผู้เช่าที่กระจายสัดส่วนในหลายธุรกิจ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเท่านั้น   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริษัทยังไม่ได้รับสัญญาณการขอลดพื้นที่หรือยกเลิกการเช่า แต่บริษัทฯ ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และผลกระทบ หากเกิดการลดพื้นที่ของผู้เช่าและธุรกิจซึ่งเป็นผู้เช่าของบริษัท   นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา บริษัทมีการปรับรูปแบบการดำเนินงาน 2 เรื่อง ได้แก่ 1.รักษาฐานผู้เช่าปัจจุบัน เน้นสร้างความสัมพันธ์ และสร้างความเชื่อมั่นในด้านการให้บริการกับผู้เช่า บริษัทดำเนินการรักษาฐานผู้เช่า ด้วยการจัดลำดับค่าใช้จ่าย เพื่อดูแลผู้เช่าที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม โดยมีการเข้าไปพูดคุยกับผู้เช่าทุกรายเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย และมาตรการต่าง ๆ ที่ทางบริษัทบริหารจัดการ เพื่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพทางการเงินของผู้เช่าอย่างใกล้ชิด นอกเหนือจากนี้บริษัทไม่คิดค่าเช่าและค่าบริการในธุรกิจที่ถูกสั่งปิดตามประกาศจากภาครัฐ และมีการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทั้งทางตรงและทางอ้อม 2.จัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ ปรับลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น และเพิ่มงบประมาณด้านความปลอดภัย บริษัทลดงบประมาณด้านการตลาดและเพิ่มงบประมาณด้านการดูแลสุขภาพและความปลอดภัย โดยงดเว้นการจัดกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มคน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล ลดความหนาแน่นของผู้ใช้บริการ และนำงบประมาณดังกล่าวมาเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความปลอดภัย อาทิ การลงทุนในอุปกรณ์เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ การฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุกสัปดาห์ และเพิ่มความถี่การทำความสะอาดจุดสัมผัสทั้งหมดทุกชั่วโมง  ทั้งนี้บริษัทไม่มีนโยบายลดพนักงาน แม้จะมีบางโซนหรือบางพื้นที่ถูกภาครัฐประกาศให้ปิดกิจการในช่วงล็อคดาวน์ ปัจจุบัน เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล ประเทศไทย มีพื้นที่สำนักงานที่อยู่ภายใต้การดูแล รวมทั้งสิ้น 5 อาคาร ได้แก่ อาคารมิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์ อาคารเอฟวายไอ เซ็นเตอร์ อาคารโกลเด้นแลนด์ และภายใต้ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลเด้นเวนเจอร์ (GVREIT) ได้แก่ อาคารสาทรสแควร์ และอาคารปาร์คเวนเชอร์ คิดเป็นพื้นที่รวมกว่า 209,000 ตารางเมตร มีพนักงานของบริษัทฯ ผู้เช่าชั้นนำในประเทศไทยและต่างประเทศกระจายในหลากหลายธุรกิจซึ่งมีผู้ใช้บริการมากกว่า 20,000 คนต่อวัน        
[PR News] เพอร์เฟค จับมือ 2 บริษัทประกันภัย มอบประกันให้ลูกค้า-ลูกบ้าน

[PR News] เพอร์เฟค จับมือ 2 บริษัทประกันภัย มอบประกันให้ลูกค้า-ลูกบ้าน

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ใส่ใจสุขภาพผู้อยู่อาศัยต่อเนื่อง ล่าสุดร่วมกับ วิริยะประกันภัย มอบประกันสุขภาพ  และอุบัติเหตุความคุ้มครองสูงสุด 700,000 บาทแก่ผู้ซื้อบ้าน พร้อมร่วมกับ ทิพยประกันภัย   มอบประกันภัยไวรัสโคโรนาคุ้มครองสูงสุด100,000 บาท ให้แก่ลูกบ้าน เริ่ม ก.พ. นี้      นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เทรนด์สุขภาพเป็นเรื่องที่คนให้ความสนใจอย่างจริงจังในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบัน  ทั้งมลภาวะฝุ่นละออง PM 2.5 รวมถึงโควิด -19 ทำให้คนหันมาสนใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้นกว่าเดิม ที่ผ่านมา พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ตระหนักดีถึงการพัฒนาสินค้าและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ อาทิ การพัฒนาบ้านนวัตกรรมอากาศบริสุทธิ์ที่สามารถป้องกันปัญหาเรื่องฝุ่น  PM 2.5 ด้วยเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น การติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในบ้านที่สามารถกรองฝุ่น  PM 2.5 เป็นต้น ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี   ล่าสุด บริษัทยังมีสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพมอบให้ทั้งลูกค้าและลูกบ้าน โดยร่วมกับ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) คุณวินน์  วโรตมะกุล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Non Motor ด้านประกันภัยสุขภาพและอุบัติเหตุ มอบประกันภัยสุขภาพและประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล Viriyah Healthcare by BDMS ให้แก่ลูกค้าที่จองซื้อบ้านหรือคอนโดของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ทุกโครงการ (ยกเว้น เลค เลเจ้นด์ และ อยู่รวยคอนโด) ตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ.นี้ เป็นต้นไป ด้วยผลประโยชน์ความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายต่อปีสูงสุด 700,000 บาท ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล อาทิ กรณีนอนพักรักษาในโรงพยาบาล กรณีบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ โดยเข้ารับการรักษาได้จากกลุ่มโรงพยาบาลในเครือข่าย BDMS ที่มีอยู่ทั่วประเทศ และคุ้มครองรวมถึงกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ รวมจำนวน 2,000 กรมธรรม์ คิดเป็นวงเงินคุ้มครองสูงถึง 1,400 ล้านบาท   พร้อมกันนี้ยังร่วมกับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดย คุณณฐินี ธนะรัชต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจประกันภัยสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนบุคคล และ คุณณาศิส ประเสริฐสกุล     ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารการลงทุน มอบความคุ้มครองตามแผนประกันภัยไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 วงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี ให้แก่ลูกบ้านที่ได้ชำระ     ค่าสาธารณูปโภคให้กับบริษัทตลอดปี 63 ที่ผ่านมา รวมถึงลูกบ้านที่ได้แนะนำเพื่อนเพื่อการจองซื้อบ้าน ในโครงการของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค รวมจำนวน 7,000 กรมธรรม์ คิดเป็นวงเงินคุ้มครองทั้งสิ้น  700 ล้านบาท ทั้งนี้ จากความร่วมมือระหว่าง พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค วิริยะประกันภัย และ ทิพยประกันภัย เพื่อสร้างความอุ่นใจแทนความห่วงใยและใส่ใจในเรื่องสุขภาพ พร้อมกับเพิ่มความมั่นใจในการดำเนินชีวิตประจำวันให้กับทั้งลูกค้าและลูกบ้านได้มากยิ่งขึ้น
New Normal ตลาดออฟฟิศให้เช่า ใช้พื้นที่น้อยแต่ยืดหยุ่นสูง

New Normal ตลาดออฟฟิศให้เช่า ใช้พื้นที่น้อยแต่ยืดหยุ่นสูง

นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบันต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการทำงานที่หันมาใช้วิธีทำงานจากที่บ้าน (work from home) กันมากขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายรูปแบบต่าง ๆ มาเป็นเครื่องมือในการทำงาน เพื่อเว้นระยะห่างทางสังคม และลดการได้รับเชื้อโรค ทั้งจากการเดินทางและการพบปะผู้คน   คำถามที่เกิดขึ้น คือ เมื่อสถานการณ์และรูปแบบการทำงานเป็นแบบนี้ แล้วพื้นที่สำนักงานยังมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน เพราะทุกคนสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา และก่อนหน้าที่จะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ธุรกิจให้บริการพื้นที่สำนักงานให้เช่า ก็มีทิศทางเติบโตที่ดี มีผู้ประกอบการจำนวนมาก หันมาพัฒนาพื้นที่เพื่อเตรียมรองรับกับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต โควิด-19 พ่นพิษ ความต้องการใช้ออฟฟิศลดลง ล่าสุด นายภัทรพล ยุทธศักดิ์นุกูล นักวิเคราะห์ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้นำเสนอรายงานเรื่อง New Normal ของตลาดสำนักงานให้เช่า จากผลกระทบของโควิด-19 เพื่อให้เห็นภาพรวมของตลาดสำนักงาน ที่มีปัจจัยเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตและเทรนด์ในอนาคต โดยรายงานของ EIC ระบุว่า โควิด-19 ส่งผลให้แนวโน้มความต้องการพื้นที่สำนักงานเปลี่ยนแปลงไปในมิติสำคัญ 2 ด้าน คือ 1.ความต้องการพื้นที่สำนักงานให้เช่าที่ลดลง สาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ ความต้องการ (Demand) พื้นที่สำนักงานให้เช่าลดลงนั้น เกิดจากจำนวนบริษัทที่ลดลง เพราะมีการปิดกิจการที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ การเปิดธุรกิจใหม่ก็มีแนวโน้มลดลงด้วยเช่นกัน และหลายบริษัทมีนโยบาย work from home ส่งผลให้ความต้องการพื้นที่สำนักงานลดลง และอาจกลายเป็น new normal ของหลายบริษัทในอนาคต 2.ความต้องการพื้นที่สำนักงานรูปแบบใหม่ ความต้องการพื้นที่สำนักงานจะปรับเปลี่ยนไปสู่สำนักงานรูปแบบใหม่อย่างเช่น flexible space ที่ต้องตอบสนอง เทรนด์การทำงานแบบใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวและมีความยืดหยุ่นทำให้สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้สอยได้ตามความต้องการ ธุรกิจไปต่อไม่ไหว ปิดกิจการพุ่งกว่า 2 หมื่นราย​ โควิด-19 ส่งผลให้ภาคธุรกิจจำนวนมากประสบปัญหาจนมีแนวโน้มการปิดกิจการเพิ่มขึ้น ขณะที่การเปิดกิจการใหม่มีแนวโน้มลดลง นำไปสู่การชะลอตัวของอุปสงค์ต่อพื้นที่สำนักงาน   วิกฤติ โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นวงกว้าง โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 บริษัทต่าง ๆ เริ่มกลับไปดำเนินงานที่สำนักงานภายหลังคลายล็อกดาวน์แล้ว แต่ในช่วงปลายปี 2563 ได้มีการระบาดรอบใหม่ส่งผลให้หลายบริษัทจำเป็นต้องกลับไปอยู่ในภาวะใกล้เคียงกับการล็อกดาวน์อีกครั้ง   ทั้งนี้ สภาพเศรษฐกิจที่หดตัวลงอย่างมากส่งผลให้หลายธุรกิจประสบปัญหา จนต้องมีการปรับลดต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างการดำเนินงาน ปรับลดจำนวนพนักงาน ปรับลดพื้นที่เช่า ตลอดจนปิดกิจการในท้ายที่สุด ซึ่งหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากและเป็นผู้เช่าสำคัญของธุรกิจสำนักงาน คือ ธุรกิจในภาคบริการ ซึ่งเป็นสัดส่วนราว 85% ของธุรกิจทั้งหมดในไทย   จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (รูปที่ 1) พบว่า จำนวนบริษัทในภาคบริการที่ปิดกิจการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากข้อมูลล่าสุดในปี 2563 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ​มาอยู่ที่ 21,440 ราย ขณะที่จำนวนธุรกิจบริการที่เริ่มกิจการใหม่ กลับหดตัวลดลง 12% จากปีก่อนหน้า ​จากระดับเฉลี่ยที่มีการเพิ่มขึ้นราว 4% ต่อปีในช่วงปี 2557-2562 ส่งผลให้จำนวนบริษัทที่ดำเนินการอยู่โดยรวม มีแนวโน้มลดลงและนำไปสู่การชะลอตัวของความต้องการพื้นที่สำนักงานให้เช่า   ไม่เพียงแค่ภาคธุรกิจในประเทศเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันความต้องการจากบริษัทต่างชาติก็มีแนวโน้มชะลอตัวลงเช่นกัน สะท้อนจากจำนวนชาวต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตทำงาน (aliens work permit) ในกรุงเทพฯ ช่วง 10 เดือนแรกของปี 2563 ลดลงประมาณ ​9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ​ซึ่งสะท้อนถึงการชะลอตัวของการลงทุนของบริษัทต่างชาติ ที่เป็นหนึ่งในผู้เช่าหลักของพื้นที่สำนักงานโดยเฉพาะพื้นที่เกรด A   นอกจากนี้  จากบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการคาดการณ์แนวโน้ม การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของทั้งโลก (Global foreign direct investment) ของ UNCTAD คาดว่าในปี 2563 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของทั้งโลกอาจลดลงประมาณ​ 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ​และในปี 2564 จะลดลงต่อเนื่องราว 5-10% จากปีก่อนหน้า​และเริ่มกลับมาฟื้นตัวในปี 2565 หลังล็อกดาวน์ หลายธุรกิจให้ work from home ต่อ นอกจากนี้ สถานการณ์โควิด-19 ยังส่งผลให้ภาคธุรกิจปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานมาสู่การ work from home ซึ่งบางบริษัทมีการปรับใช้รูปแบบการทำงานที่บ้านอย่างต่อเนื่องในระยะยาว   ในการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ตั้งแต่ปลายปี 2563 ส่งผลให้หลายบริษัทจำเป็นที่จะต้องกลับไปใช้นโยบายในการ work from home อีกครั้ง ส่งผลให้การเดินทางไปทำงานเริ่มหดตัวอีกครั้งหนึ่ง เห็นได้จาก Google mobility index ของไทย (รูปที่ 2) ซึ่งเป็นดัชนีที่แสดง traffic ของการเดินทางไปยังสถานที่ประเภทต่าง ๆ ของผู้ใช้บริการ Google พบว่า ในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์ การเดินทางไปที่ทำงานลดลงอย่างมาก แม้ว่าภายหลังคลายล็อกดาวน์ จะมีแนวโน้มที่ traffic ของการไปทำงานจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ยังคงน้อยกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19  โดยลดน้อยลงประมาณ 10%-20% จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดครั้งใหม่ ประกอบกับเป็นช่วงวันหยุดปีใหม่ ส่งผลให้แนวโน้มที่กำลังฟื้นตัวขึ้น เริ่มกลับไปหดตัวอีกครั้ง   ทั้งนี้ ในระยะต่อไป บริษัทหลายแห่งมีแนวโน้มที่จะใช้นโยบาย work from home ต่อในระยะยาว หรือมีการปรับตัวโดยการลดวัน/เวลาในการเข้าทำงานในแต่ละสัปดาห์ลง เนื่องจากสามารถลดต้นทุนดำเนินธุรกิจได้ดี อีกทั้ง พนักงานยังได้รับความสะดวกมากขึ้นจากการลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มมากขึ้น จากผลสำรวจของ Gartner เกี่ยวกับการรับมือกับ โควิด-19 ของ CFO (CFO Actions in Response to covid-19) จากผู้บริหารมากกว่า 15,000 บริษัททั่วโลกรวมถึงไทย (รูปที่ 3) พบว่า ภายหลังจากสถานการณ์ โควิด-19 คลี่คลาย บริษัททั่วโลกราว 74% ยังคงมีนโยบายให้พนักงานอย่างน้อย 5% สามารถที่จะทำงานจากที่บ้านได้ต่อไป  ส่งผลให้ความต้องการพื้นที่สำนักงานมีแนวโน้มชะลอลง อนาคตพื้นที่ออฟฟิศต้องการ flexible space แม้ว่าพนักงานบริษัทมีความต้องการที่จะใช้เวลาทำงาน จากทั้งออฟฟิศและบ้าน แต่พื้นที่สำนักงานยังคงจำเป็นต่อการทำงาน แต่รูปแบบของสำนักงานอาจต้องปรับเปลี่ยนไป โดย flexible space เป็นรูปแบบหนึ่งที่ตอบสนองเทรนด์การทำงานในอนาคต   จากผลสำรวจของ CBRE เกี่ยวกับรูปแบบสำนักงานในอนาคต (The Future of the Office Survey) จากพนักงานออฟฟิศ 10,000 คน จากหลายประเทศทั่วโลก  ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป อินเดีย และเอเชียตะวันออก ซึ่งรวมถึงไทยด้วย พบว่า ภายหลังจากเหตุการณ์ โควิด-19 คลี่คลาย 28% ของพนักงานออฟฟิศต้องการทำงานจากที่บ้านแบบเต็มเวลา ขณะที่ 67% ของพนักงานออฟฟิศต้องการใช้เวลาทำงานจากทั้งออฟฟิศและบ้าน ส่งผลให้พื้นที่สำนักงานยังมีความจำเป็นอยู่บางส่วน แต่รูปแบบของพื้นที่สำนักงานจะต้องมีการปรับเปลี่ยนไป เพื่อตอบสนองต่อรูปแบบการทำงานในอนาคต   โดยบริษัทส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับพื้นที่สำนักงานเพื่อตอบโจทย์องค์กร 3 ด้านคือ 1.การสร้างความร่วมมือ นวัตกรรม และประสิทธิภาพในการทำงาน 2.ความสามารถในการสะท้อนภาพลักษณ์และวัฒนธรรมขององค์กร 3.สถานที่สำหรับพบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์   ดังนั้น รูปแบบการใช้งานของพื้นที่สำนักงานอาจเปลี่ยนไป พนักงานทุกคนอาจไม่ต้องการโต๊ะทำงานประจำอีกต่อไป อาจต้องการเพียงพื้นที่นั่งทำงานร่วมกันเป็นทีมหรือมุมทำงานส่วนตัว ห้องประชุมอาจต้องมีเทคโนโลยีที่สามารถรองรับได้ทั้งพนักงานที่เข้าประชุมที่สำนักงานและผ่านทางช่องทางออนไลน์   จากผลสำรวจของ CBRE ยังพบว่า 56% ของบริษัทที่มีการสำรวจจะใช้พื้นที่สำนักงานที่เป็นรูปแบบ flexible space ในอนาคต เนื่องจากเป็นรูปแบบที่มีความคล่องตัวสูงและพื้นที่ใช้งานค่อนข้างหลากหลาย โดยอาจมีทั้งพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการทำงานเป็นทีม หรือพื้นที่ส่วนตัวสำหรับผู้ที่ต้องการสมาธิ   ทั้งนี้ ความหมายโดยกว้างของ flexible space คือ พื้นที่สำนักงานที่มีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้สอยได้ตามความต้องการในการใช้งาน โดย flexible space มักประกอบไปด้วยพื้นที่ทำงาน อุปกรณ์สำนักงาน สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่าง ๆ อีกทั้ง ระยะเวลาในการทำสัญญายังสั้นกว่าสำนักงานทั่วไป   flexible space จะครอบคลุมรูปแบบพื้นที่สำนักงาน ดังนี้ 1.สำนักงานสำเร็จรูป (serviced offices) คือพื้นที่สำนักงานให้เช่าพร้อมเฟอร์นิเจอร์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ โดยผู้เช่ามักเป็นองค์กรหรือธุรกิจที่เริ่มตั้งใหม่หรืออยู่ในช่วงขยายกิจการ เนื่องจากสำนักงานลักษณะนี้มีเงื่อนไขและสัญญาเช่าที่ยืดหยุ่นมากกว่าพื้นที่สำนักงานให้เช่าทั่วไป 2.Co-working spaces เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถเข้าใช้บริการได้ทั้งแบบส่วนบุคคลและแบบกลุ่ม และใช้พื้นที่ร่วมกันได้หลายกลุ่มในเวลาเดียวกัน พื้นที่นี้จะเน้นการแบ่งปันและสร้างเครือข่ายระหว่างผู้เช่าผ่านการจัดกิจกรรมของ community manager ที่มีหน้าที่รับผิดชอบและตอบสนองความต้องการของผู้เข้าใช้บริการพื้นที่ ส่งผลให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนกว่าสำนักงานสำเร็จรูป ตลาดออฟฟิศ 64 ซึมต่อเนื่อง แนวโน้มการชะลอตัวของภาคธุรกิจและเทรนด์การทำงานรูปแบบใหม่ ส่งผลให้ตลาดสำนักงานให้เช่าในกรุงเทพฯ ปี 2564 มีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่องอีกเล็กน้อยจากในปี 2563   เนื่องจากผลจากการระบาดระลอกใหม่ของ โควิด-19 โดย EIC คาดว่าการชะลอตัวของตลาดในปี 2564 มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.พื้นที่ให้เช่าได้ ในกรุงเทพฯ ลดลง 0.5% -1.0% พื้นที่สำนักงานให้เช่าได้ (occupied space) ในกรุงเทพฯ ในปี 2564 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอีกเล็กน้อย โดยพื้นที่ที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ พื้นที่แถบนอกศูนย์กลางทางธุรกิจ (Non CBD) ทั้งนี้ผลจากมาตรการล็อกดาวน์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ส่งผลให้แผนการขยายหรืออัปเกรดพื้นที่สำนักงานต่าง ๆ ในปี 2563 ถูกเลื่อนออกไป   สำหรับแนวโน้มในปี 2564 ภาพรวมของพื้นที่ให้เช่าได้จะชะลอตัวลง โดยคาดว่าจะลดลง 0.5% -1.0% (รูปที่ 4) โดยความต้องการพื้นที่เช่าจะลดลงจากการปิดกิจการหรือลดพื้นที่เช่า  อย่างไรก็ดี พื้นที่เช่าส่วนหนึ่งจะถูกชดเชยด้วยความต้องการพื้นที่เช่า จากในบางกลุ่มธุรกิจที่ยังมีความต้องการขยายพื้นที่ ได้แก่ ธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ   นอกจากนี้ หลายโครงการที่จะเปิดตัวในปี 2564 มีกลุ่มผู้เช่าแล้วบางส่วนจากที่มีทำสัญญาไว้ล่วงหน้า ประกอบกับเจ้าของโครงการมีแนวโน้มที่จะตั้งราคาค่าเช่าให้ต่ำลง เพื่อดึงดูดผู้เช่าเข้าสู่โครงการ อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ และยังมีความเปราะบางทำให้หลายภาคธุรกิจยังต้องระมัดระวังในการขยายกิจการ ส่งผลให้อัตราเติบโตของความต้องการต่อพื้นที่สำนักงานต่ำกว่าในอดีต   โดยพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ พื้นที่แถบย่านนอกศูนย์กลางทางธุรกิจ (Non CBD) ที่มีบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นผู้เช่าอยู่เป็นสัดส่วนมากกว่าย่านศูนย์กลางทางธุรกิจ (CBD) เนื่องจากธุรกิจกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่  ส่งผลให้ต้องปรับตัวมากเพื่อให้สามารถอยู่รอดในภาวะวิกฤติ โดยหลายบริษัทต้องมีการลดจำนวนพนักงานหรือบางกิจการอาจต้องปิดดำเนินการส่งผลให้ความต้องการปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก 2.อัตราค่าเช่า ต่ำกว่าในช่วงก่อนเกิด โควิด-19 อัตราค่าเช่าปี 2564 มีแนวโน้มปรับลดลงอีกเล็กน้อย และยังอยู่ในระดับต่ำกว่าในช่วงก่อนเกิด โควิด-19 จากความต้องการที่ชะลอตัว ในขณะเดียวกันกับที่มีจำนวนพื้นที่ใหม่เข้ามาในตลาดซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการปรับขึ้นของค่าเช่า   ในช่วงที่ 4-5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจสำนักงานให้เช่ายังมีรายได้เติบโตดีต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราค่าเช่า ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.5% ต่อปีในช่วงปี 2558-2562 จากอัตราการเช่าที่อยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจาก โควิด-19 ทำให้ความต้องการมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงมาก   โดยอัตราค่าเช่าเฉลี่ยในกรุงเทพฯ ในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัว โดยจะเห็นผลกระทบค่อนข้างชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 2 จากนโยบายล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งผู้ประกอบการให้เช่าสำนักงานหลายแห่ง  ได้ลดหย่อนค่าเช่าเพื่อช่วยเหลือผู้เช่าในโครงการที่ได้รับผลกระทบ​  และหลายรายยังคงลดหย่อนค่าเช่า​ต่อเนื่องจนถึงช่วงปลายปี 2563   สำหรับปี 2564 คาดว่าอัตราค่าเช่าจะลดลงอีกเล็กน้อย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอีกครั้ง  จากการระบาดรอบใหม่  ขณะที่จำนวนในพื้นที่ให้เช่ายังมีแนวโน้มชะลอตัว  จากจำนวนพื้นที่ให้เช่าใหม่เข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้นถึงราว 334,000 ตารางเมตรในปี 2564 (รูปที่ 5) ส่งผลให้ค่าเช่าไม่สามารถเติบโตได้ดีนัก   ในระยะกลาง จำนวนพื้นที่สำนักงานแห่งใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก จะกดดันให้เกิดภาวะจำนวนพื้นที่ส่วนเกิน ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราการเช่าปรับตัวลดลง พื้นที่ใหม่เข้าตลาดอีกกว่า 4.58 แสนตร.ม. เนื่องจากในช่วงปี 2565-2566  จำนวนพื้นที่สำนักงานใหม่ ที่เข้าสู่ตลาดจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 458,000 ตารางเมตร ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2558-2562  ถึงประมาณ​ 3 เท่า (รูปที่ 5) โดยเฉพาะสำนักงานเกรด A ในพื้นที่ CBD ที่มีสัดส่วนของพื้นที่ใหม่ถึง 55% ของพื้นที่ใหม่ทั้งหมด   สำหรับสำนักงานเกรด B แม้ว่าจะมีพื้นที่ใหม่ไม่มากนัก แต่คาดว่าสำนักงานเกรด B จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงกับสำนักงานเกรด A เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่งผลให้หลายโครงการมีพื้นที่ว่างมากขึ้น ทำให้เจ้าของพื้นที่มีแนวโน้มปรับลดค่าเช่าลง เพื่อดึงดูดผู้เช่าใหม่ให้เข้าสู่โครงการ และลดภาระการแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น   โดยเฉพาะโครงการที่เปิดให้บริการมานานหรืออยู่ในพื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในทำเลทอง (prime location) ขณะที่ความต้องการในระยะกลางแม้ว่าจะค่อย ๆ ฟื้นตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่คาดว่าความต้องการในพื้นที่ให้เช่ายังคงเติบโตไม่ทันกับจำนวนพื้นที่ที่เข้ามาใหม่ ส่งผลให้อัตราการให้เช่า (occupancy rate) โดยรวม  มีแนวโน้มปรับลดลงจนอาจต่ำกว่าระดับ 85% ในช่วงปี 2565-2566 และจะเป็นปัจจัยกดดันการปรับค่าเช่าในระยะต่อไป แนวโน้มความต้องการพื้นที่สำนักงานที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจสำนักงานให้เช่าต้องปรับตัว อย่างเช่น การปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้ประโยชน์ของพื้นที่สำนักงานให้เหมาะสมกับผู้เช่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานพื้นที่ รวมถึงการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกและตอบโจทย์ความต้องการใช้งาน   แนวโน้มพื้นที่สำนักงานที่จะตอบโจทย์หลัง โควิด-19 นอกเหนือจาก  ต้องมีมาตรการเพื่อรักษาความสะอาดและความปลอดภัยแล้ว การให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนและออกแบบพื้นที่สำนักงาน ให้ตอบโจทย์ความต้องการ เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการพื้นที่ให้เช่าต้องปรับตัว โดยเจ้าของพื้นที่อาจมีการสำรวจความต้องการของผู้เช่า และพิจารณาปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งาน  ตลอดจนการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน เทรนด์อนาคตพื้นที่ออฟฟิศต้องยืดหยุ่น จากผลสำรวจของ CBRE เกี่ยวกับลักษณะของพื้นที่สำนักงานในอนาคต ที่พนักงานองค์กรต้องการจากหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย (รูปที่ 6) พบว่า  ปัจจัยสำคัญที่พนักงานส่วนใหญ่ให้ความสำคัญต่อการใช้งานพื้นที่สำนักงาน 3 อันดับแรกคือ 1.พื้นที่สำนักงานที่มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน 2.การมีห้องประชุมส่วนกลาง (shared meeting space) 3.คุณภาพของอากาศภายในอาคาร   จากผลสำรวจของ CBRE ยังพบว่า ในอนาคตสัดส่วนของสำนักงานที่มีที่นั่งประจำเป็นหลักมีแนวโน้มลดลงเหลือเพียง 10% เท่านั้น (จาก 57% ก่อนเกิด โควิด-19) ส่วนอีก 90% ที่เหลือมีการใช้พื้นที่แบบยืดหยุ่น  (รูปที่ 7) สะท้อนถึงความต้องการพื้นที่สำนักงานในรูปแบบ flexible space มากขึ้น นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ภายในพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกในอาคารยังเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ตัวอย่างของเทคโนโลยีหรือแอปพลิเคชัน ที่มีการนำเอามาใช้ในพื้นที่สำนักงานมากขึ้น ได้แก่ แอปพลิเคชันสำหรับยืนยันตัวตนผู้เช่าใช้บริการ เทคโนโลยี touchless ต่าง ๆ ตั้งแต่การเข้า-ออกอาคารไปจนถึงภายในสำนักงาน การจองห้องประชุมผ่านมือถือ การสั่งงานอุปกรณ์ด้วยเสียง ตลอดจนอุปกรณ์ทำความสะอาดอัตโนมัติ หรือเครื่องมือช่วยในการติดต่อทางไกล (รูปที่ 8)   นอกจากนี้ การออกแบบพื้นที่ทำงานและพื้นที่รองรับการให้บริการต่าง ๆ ภายในโครงการอย่างครบวงจร จะช่วยตอบโจทย์เทรนด์การทำงานรูปแบบใหม่ แม้ว่าการระบาดของ โควิด-19 ในระยะต่อไป จะปรับตัวดีขึ้นจนเข้าสู่ภาวะปกติ แต่รูปแบบการทำงานที่รักษาระยะห่างระหว่างบุคคลยังน่าจะเป็นเทรนด์ที่ภาคธุรกิจต่าง ๆ ให้ความสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้ในอนาคตการวางแผนผัง (layout) ของออฟฟิศจะต้องมีการออกแบบ และปรับปรุงเพื่อลดความหนาแน่นของพนักงาน รวมถึงจุดที่มีโอกาสหนาแน่นสูง อาทิ ล็อบบี้ ลิฟต์ ห้องน้ำ   นอกจากนี้ อาจปรับปรุงพื้นที่สำนักงานในโครงการ เพื่อรองรับการให้บริการ flexible space ไม่ว่าจะเป็น serviced office หรือ co-working space ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวสามารถตอบสนองรูปแบบการทำงานในอนาคต ที่พนักงานบริษัทเริ่มใช้เวลาที่สำนักงานน้อยลงได้ดี อีกทั้ง การออกแบบพื้นที่ใช้ประโยชน์ภายในโครงการ  จะต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของพนักงาน นอกเหนือจากการออกแบบพื้นที่สำหรับการทำงานที่ตอบโจทย์เทรนด์การทำงานรูปแบบใหม่ โดยอาจเน้นเพิ่มพื้นที่สนับสนุนต่าง ๆ อย่างครบวงจร อาทิ การเพิ่มพื้นที่สำหรับออกกำลังกาย หรือการจัดหาร้านอาหารเพื่อสุขภาพไว้ในโครงการ นับเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เช่ามีความต้องการเช่าพื้นที่มากขึ้น    
เรียลแอสเสท ปั้น 4 โปรเจ็กต์ สร้างยอดโต 15%

เรียลแอสเสท ปั้น 4 โปรเจ็กต์ สร้างยอดโต 15%

เรียลแอสเสท เดินหน้าเปิด 4 โปรเจ็กต์ใหม่ สร้างยอดขาย 2,350 ล้าน  โต 15%  รับปี 64 วางเป้าหมายรายได้สู่ 4,000 ล้าน ในอีก 3 ปี หลังเทคโอเวอร์โปรเจ็กต จากอารียามาลุยต่อ   นายบดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า  ได้วางแผนพัฒนาโครงการใหม่ในปีนี้จำนวน 4 โครงการ มูลค่ารวม 4,660 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวราบ จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,510 ล้านบาท ได้แก่ 1.สตอรี่ส์ บางนา - สุวรรณภูมิ 2.สตอรี่ส์ รังสิต - วงแหวน  3.วิรัณยา บางนา - วงแหวน และ โครงการคอนโดมิเนียม มูลค่า 2,150 ล้านบาท  จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการ “เดอะ สเตจ มายด์สเคป รัชดา - ห้วยขวาง” (THE STAGE Mindscape Ratchada – Huai Khwang)   นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่เทกโอเวอร์ มาจาก บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ภายใต้แบรนด์ “MEGA Space 1&2” เป็นคอนโดไฮไรส์ จำนวน 2 อาคาร รวม 2,329 ยูนิต มูลค่าโครงการ 4,300 ล้านบาท ในปี 2564 คาดว่า บริษัทจะสามารถสร้างยอดขายจำนวน 2,350 ล้านบาท  เติบโตขึ้น 15% จากปีก่อนที่มียอดขาย 2,050 ล้านบาท และจากการเทคโอเวอร์จะสามารถทำให้บริษัทโตได้อย่างก้าวกระโดด โดยตั้งเป้าว่าในปี 2567 จะสามารถสร้างรายได้แตะ 4,000 ล้านบาท และมี Backlog ทั้งหมด 5,660  ล้านบาทระหว่างปี 2564-2567   นายบดินทร์ธร กล่าวอีกว่า จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปี 2563 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  มีการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงจาก​ปี 2562  ซึ่งผู้ประกอบการมีการปรับแผนการดำเนินธุรกิจและเลื่อนการเปิดตัวโครงการใหม่ออกไป โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมิเนียม ส่งผลให้สต๊อกคงค้างในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ลดลง  รวมทั้งกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติลดลงจำนวนมาก เนื่องจากไม่สามารถเดินทางเข้ามาประเทศไทยได้ และกลุ่มนักลงทุนที่ชะลอการลงทุน เพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ ปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดอสังหาฯ ไม่เติบโต ผลกระทบดังกล่าวยังคงต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2564 ทำให้บริษัทพิจารณาถึงความรอบคอบในการดำเนินงานเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทบทวนแผนงานรายเดือนและรักษากระแสเงินสดสร้างความมั่นคงของการดำเนินธุรกิจ สำหรับแนวโน้มในปี 2564  ทางบริษัทฯยังคงมั่นใจในทำเลและสินค้าของโครงการที่จะเปิดใหม่ในปีนี้ เน้นฐานลูกค้าเรียลดีมานด์เป็นหลัก มุ่งการทำวิจัยตลาดอสังหาฯศึกษาถึงข้อมูลและพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้า เพิ่อให้สินค้าออกมา ตรงตามความต้องการมากที่สุด เน้นกลยุทธ์การตลาดในด้านราคามากขึ้น  ชูราคาเป็นจุดขาย เนื่องจากสภาวะความคิด และพฤติกรรมของลูกค้า ณ ปัจจุบันต้องการความคุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้  
สีนิปปอนเพนต์ วางเป้าโต 20% ลุยตลาดสีท่ามกลางโควิด-19

สีนิปปอนเพนต์ วางเป้าโต 20% ลุยตลาดสีท่ามกลางโควิด-19

นิปปอนเพนต์ เปิดเกมรุกปี 64 หวังเติบโต 20% ท่ามกลางตลาดสีทาบ้าน 25,000 ล้าน แนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง ลุยหน้าแคมเปญการตลาดครบวงจร พร้อมสร้างการรับรู้สู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ​    นายวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีนิปปอนเพนต์ในประเทศไทย  เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจสีทาบ้านและอาคารใน ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา เพราะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่หากสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้น คาดว่าตลาดจะฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564 นี้ ซึ่งในปี 2563 ที่ผ่านมา ตลาดสีทาบ้านและอาคารลดลงประมาณ 5-10% จากมูลค่าตลาดประมาณ 25,000 ล้านบาท ส่วนความต้องการใช้งานคาดว่าจะลดลง 15%   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในภาพรวมตลาดจะมีการหดตัวลง แต่ยังพบว่ากลุ่มสีเพื่อสุขภาพและสุขภาวะที่ดี  ยังคงมีอัตราการเติบโตขยายตัวที่ดี คาดว่าจะมีมูลค่าตลาด 1,000-1,500 ล้านบาท เห็นได้จากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สี air care ของบริษัทที่ได้รับการตอบรับที่ดี สำหรับการเติบโตในปี 2564 คาดว่าบริษัทจะสร้างการเติบโตได้ประมาณ 20% จากปีที่ผ่านมา ภายใต้การประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน และแนวโน้มการนำเอาวัคซีนเข้ามาใช้ แต่หากสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นกว่าปัจจุบัน บริษัทคาดหวังว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้มากกว่า 20% โดยบริษัทวางแผนธุรกิจในปีนี้ด้วยการจัดกิจกรรมการตลาดแบบครบวงจร รวมถึงกลยุทธ์การทำตลาดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ การขยายตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่   "ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสีทาบ้านหรือสีทาอาคาร มีทั้งการเกิดรอยด่าง สีซีด สีลอกล่อน ซึ่ง มาจากหลายสาเหตุ ขณะที่บางคนมองแต่ความสวยงาม แต่เมื่อใช้งานผ่านไปเพียง 3-4 ปี เริ่มเกิดปัญหา นิปปอนเพนต์ จะนำนวัตกรรมต่างๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันกับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ปลอดภัยในยุคโควิดที่กำลังระบาดระลอกใหม่นี้"   ขณะที่กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการโครงการต่างต้องการเดินหน้าโครงการต่อเนื่อง พร้อมมองหา "เทคโนโลยีใหม่" มาเป็นตัวช่วยเสริมให้การทำงานเร็วขึ้น  ลดการใช้แรงงานคน ลดต้นทุน แต่คงประสิทธิภาพของงานได้ดี ทำให้ส่งมอบงานได้เร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญของนิปปอนเพนต์ที่โฟกัสกลุ่มลูกค้า B2B ต่อเนื่อง รวมถึงมุ่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความสำคัญของการเลือกใช้สีและ วัสดุเคลือบผิวที่มีคุณภาพ และขั้นตอน การทำงานที่ถูกต้อง ล่าสุด บริษัทเปิดตัแคมเปญ  “เครื่องสำอางเพื่อบ้านคุณ” ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ​เพื่อตอกย้ำความเป็น The Coatings Expert ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และบริษัทฯ ยังมีเป้าประสงค์ที่ต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างแท้จริงให้ผู้บริโภค ว่าสีและวัสดุเคลือบผิวแต่ละชนิด แต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน การเลือกสี การใช้สี การเตรียมสี ก็แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพพื้นผิวของผนังหรือวัสดุนั้น ๆ เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีและมีคุณภาพ ผ่านแคมเปญโฆษณา “เครื่องสำอางเพื่อบ้านคุณ” ที่จะมาบอกเล่าเรื่องราว ของการแต่งเติมบ้านให้ยังคงความสวยสด งดงาม แม้เวลาจะผ่านไป โดยประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์เป็นหลัก   ​

1 2 3 ... 82