ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 2 3 ... 80
3 สิ่งที่ดีเวลลอปเปอร์อสังหาฯ ต้องรู้ !!  กับพฤติกรรมผู้บริโภคในวิกฤตโควิด-19

3 สิ่งที่ดีเวลลอปเปอร์อสังหาฯ ต้องรู้ !! กับพฤติกรรมผู้บริโภคในวิกฤตโควิด-19

TerraBKK เปิดผลวิจัย The Most Powerful Brand 2020 พบ 3 พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป จากวิกฤติโควิด-19 ทั้งการยอมจ่ายเงินแพงขึ้น กับแบรนด์อสังหาฯ ที่น่าเชื่อถือ “บริการ” ยังเป็นเรื่องสำคัญ และการใส่ใจของผู้บริหาร ผ่านโปรมั่น “ของแถม-อยู่ฟรี”   นางสาวสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอลซัลติ้ง จำกัด ผู้ให้บริการเว็บไซต์ TerraBKK.com เปิดเผยถึงผลวิจัย The Most Powerful Brand 2020 จากการสำรวจข้อมูลผู้บริโภค ในการตอบแบบสอบถามออนไลน์และภาคสนามจากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ​ จำนวน 1,581 คน พบว่ามี 3 พฤติกรรมของผู้บริโภคเกิดขึ้น จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้แก่ 1.ผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินมากขึ้น 20-30% กับซื้ออสังหาฯ ในแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ  เป็นผลจากการมีมุมมองต่ออสังหาฯ ว่า คุณค่าของแบรนด์ คือ สินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มในอนาคต ซึ่งช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้คนส่วนใหญ่เปลี่ยนมุมมองด้านการอยู่อาศัยในอนาคต ที่ “บ้าน” ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมีพื้นที่รองรับทั้งการอยู่อาศัย การทำงานในบ้าน และรองรับไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ด้วย ทำให้มองว่า หากมีการซื้ออสังหาฯ​ ในช่วงนี้ ผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินมากขึ้น 20-30% เพื่อซื้อบ้านหรือคอนโด จากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ เมื่อเทียบกับโคงการอื่นในทำเลเดียวกัน เพราะมองว่าสินทรัพย์ที่มีแบรนด์ จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ขายต่อได้อย่างรวดเร็วในราคาที่พึงพอใจได้ในอนาคต 2.ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “บริการ” จากพนักงานขาย พฤติกรรมการเลือกซื้ออสังหาฯ ในช่วงโควิด-19 มีความต่างไปจากเดิม ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะมองหาโครงการจากแบรนด์ที่มีความคุ้นเคย และมีตัวเลือกในใจที่น้อยลง เพื่อค้นหาข้อมูลโครงการที่สนใจในระบบออนไลน์อย่างละเอียด ก่อนที่จะเข้าเยี่ยมชมโครงการจริง ผู้ซื้อบ้านช่วงนี้จึงให้ความสำคัญกับ “บริการ” จากพนักงานขาย เพราะเป็นผู้ซื้อที่ต้องการอยู่อาศัยจริง และเป็นการซื้อที่มีความจำเป็น   ดังนั้น การส่งมอบบริการที่ดีผ่านพนักงาน ตั้งแต่การให้ข้อมูล การพาเยี่ยมชมโครงการ การหาสินเชื่อที่ตอบรับความต้องการของลูกค้า รวมถึงการช่วยแก้ไขปัญหา และติดตามผลตอบรับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ ความเชื่อมั่นในแบรนด์ให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี ทำให้เกิดความภักดีต่อแบรนด์ในอนาคต 3.ผู้บริโภคมองว่า “โปรมั่น- อยู่ฟรี” คือ การใส่ใจ และวิสัยทัศน์ที่ดีของผู้บริหาร ผลจากการเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้แบรนด์อสังหาฯ ส่วนใหญ่ เกิดการปรับตัวครั้งใหญ่ มีการจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแคมเปญส่วนลด ของแถม การอยู่ฟรี ช่วยผล เป็นกลไกลสำคัญที่ทำให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นแบรนด์นั้น ๆ ทำให้สินค้าไม่เสียราคา   ขณะที่ลูกค้าได้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ผ่านแคมเปญต่าง ๆ ที่ออกมาช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต และกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ได้โอกาสซื้อสินค้าคุณภาพดี ทั้งนี้ การแจกของที่มีมูลค่าสูง อาทิ ทองคำ สมาร์ทโฟน สลากออมทรัพย์ เป็นโปรโมชั่นที่ลูกค้าชื่นชอบในช่วงที่เกิดวิกฤต   อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับเรื่อง การพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ช่วยในการประหยัดพลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นเทรนด็ที่คนส่วนใหญ่มองว่า ดีเวลลอปเปอร์  ควรนำนวัตกรรมมาผสมผสานสร้างสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ รวมถึงต้องมีการพัฒนางานดีไซน์ สีสัน แบบใหม่ ๆ ให้กับทุกโครงการ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ ในอนาคตผู้บริโภคส่วนใหญ่ จะให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของแบรนด์มากขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคเจเนอเรชั่นใหม่ ๆ ซึ่งการสร้างการจดจำแบรนด์ และการตอกย้ำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ จะช่วยสร้างความภักดีใหด้เป็นอย่างดี สำหรับผู้บริโภคที่มีแผนซื้อบ้านใหม่หลังเกิดวิกฤตโควิด-19 ส่วนใหญ่ หันมาให้ความสำคัญกับวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง  ระบบรักษาความปลอดภัย บริการหลังการขาย พื้นที่ใช้สอยภายในที่อยู่อาศัย ด้านเทรนด์การอยู่อาศัยในอนาคต ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับ 5 อันดับ ได้แก่ เรื่อง ความคุ้มค่า คุ้มราคา มากที่สุด 72% รองลงมาเป็นเรื่อง มาตรการรักษาความปลอดภัย 69%  การประหยัดพลังงาน 56%  การออกแบบพื้นที่ใช้สอยตอบโจทย์ Work From Home 51% และออกแบบที่เน้นความสะอาด ถูกหลักอนามัย 50%
ทีโอเอ แก้ปัญหางานก่อสร้าง-ซ่อมแซม  เปิดแพลตฟอร์มใหม่ “WHO Service”

ทีโอเอ แก้ปัญหางานก่อสร้าง-ซ่อมแซม เปิดแพลตฟอร์มใหม่ “WHO Service”

ทีโอเอ  เปิดโมเดลธุรกิจแพลตฟอร์มใหม่ “WHO Service” ตอบโจทย์ผู้บริโภค ด้วยโซลูชั่นงานก่อสร้างและซ่อมแซมบ้านครบวงจร พร้อมปั้นดีลเลอร์สู่ “MEGA PAINT Warehouse” 50 สาขาใน 3 ปี เป็นศูนย์กลางรวมวัสดุก่อสร้างและบริการครบวงจร   นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ได้เปิดแพลตฟอร์มใหม่ WHO Service ช่องทางแนะนำช่างผู้รับเหมามืออาชีพให้กับเจ้าของบ้าน ที่ต้องการงานก่อสร้าง ซ่อมบ้าน รีโนเวทบ้าน ปรับปรุงโรงงาน ซึ่งทีมช่างได้ผ่านการตรวจสอบและคัดเลือกจาก TOA เพื่อให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจ โดยมีบริการ 8 โซลูชั่น ได้แก่ 1.บริการรับทาสีอาคารทั้งระบบ 2.บริการติดตั้งระบบกันซึมดาดฟ้า หลังคา 3.บริการติดตั้งระบบกันซึมห้องน้ำและปูกระเบื้อง 4.บริการติดตั้งระบบกันซึมด้วยแผ่นยางชนิดไฟเป่า และแผ่นยางกันซึมชนิดมียางในตัว 5.บริการรับติดตั้งฝ้า เพดานและผนัง 6.บริการระบบพื้นโรงงานอุตสาหกรรม 7.บริการรับซ่อมพื้น ปรับระดับพื้นอีพ็อกซี่ พื้นพียู 8.บริการรับเหมางานฉาบปูนลอฟท์ ปูนฉาบขัดมันสำเร็จรูป   นายจตุภัทร์ กล่าวว่า  TOA สร้างโมเดลธุรกิจแพลตฟอร์มใหม่  เพื่อตอบสนองความต้องการของเจ้าของบ้าน ที่มาจากปัญหาในการหาช่างผู้รับเหมางานก่อสร้างและซ่อมแซมบ้านที่ไว้วางใจได้ และเรื่องการทำงานที่ได้มาตรฐาน มีความรับผิดชอบไม่ทิ้งงาน มีการรับประกันคุณภาพงาน ให้บริการด้วยราคาที่ยุติธรรม และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก เช่น คอนโดมิเนียม 1 ห้อง หรือปัญหาเล็กน้อย อย่างปัญหาห้องน้ำรั่วซึม เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทยังได้พัฒนาร้านค้าขายสีแบบดังเดิม ซึ่งเป็นคู่ค้าร้านขายสี (Retail Dealers)  กว่า 6,000 ร้านค้าทั่วประเทศให้กลายเป็น ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง  (Light Construction Materials) และบริการแบบครบวงจร ในชื่อ “MEGA PAINT Warehouse” ครบ จบ ในที่เดียว และยังทำให้ช่างผู้รับเหมางานต่าง ๆ ​ได้เข้าถึงสินค้าของบริษัทอย่างครบ รวมถึงเจ้าของบ้านสามารถใช้บริการงานช่าง “WHO Service” ได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นด้วย   โดยบริษัทจะเข้าไปวางโซลูชั่นสำหรับการขายแบบครบวงจร ทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อรองรับผู้บริโภคและช่างผู้รับเหมา รวมถึงช่วยวางแผนจัดการระบบต่าง ๆ ให้กับร้านค้า ตั้งแต่การออกแบบและตกแต่งร้าน ทั้ง หน้าร้าน​ ป้าย​ ชั้นวางสินค้า จุดดิสเพลย์ตกแต่งสำหรับโชว์ระบบการใช้งานต่าง ๆ วางระบบจัดเรียงสินค้าที่เป็นหมวดหมู่ (Category Management)​ ระบบการจัดการคลังสินค้าที่ได้มาตรฐาน (Warehouse Management) รวมทั้งยังมี ศูนย์อบรมให้ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์และการใช้งาน (Training Center) ให้แก่ช่างผู้รับเหมาและผู้ที่สนใจเข้าร่วม โดยจะจัดขึ้นทุกไตรมาส   นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญ Technical PC ที่จะให้คำแนะนำการใช้งานผลิตภัณฑ์สำหรับระบบการก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน โดยบริษัทตั้งเป้าพัฒนาร้านในรูป “MEGA PAINT Warehouse” ให้ได้มากกว่า 50 สาขา ภายในต้นปี 2564 ครอบคลุมในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ  โดยจะเปิด 3 สาขาแรกอย่างเป็นทางการ ได้แก่ สาขาซิตี้ โฮมมาร์ท (บางบอน)  สาขานวการ จ.ปทุมธานี และสาขาสมาร์ทเพ้นท์ (ถ.ราชพฤกษ์)   โมเดลธุรกิจแพลตฟอร์มใหม่นี้ จะช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์ของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นตอบสนองการใช้งานแบบครบวงจร  เพื่อสร้าง Synergy ให้แก่ Product Line อื่น ๆ ของ TOA ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  รวมทั้งยังเป็นแรงสนับสนุนสร้างการเติบโตของบริษัทฯ พร้อมกับการพลิกฟื้นของเศรษฐกิจไทยในปี 2564  ในอัตรา 10% โดย  “MEGA PAINT Warehouse” มีบริการตั้งแต่การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์เคมีก่อสร้าง (ปูนกาวซีเมนต์ปูกระเบื้อง)  แผ่นยิปซั่มบอร์ด (TOA Gypsum Board) ผลิตภัณฑ์สีตกแต่งผนังลอฟท์สำเร็จรูป (TOA Loft) ผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร ผลิตภัณฑ์งานไม้ (TOA Wood Expert) ผลิตภัณฑ์ Protective Coating  เครื่องผสมสีอัตโนมัติ (TOA Color World) และศูนย์บริการโซลูชั่นงานก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน (TOA Protect & Repair Center)   นายจตุภัทร์ กล่าวอีกว่า แนวโน้มตลาดสีในปี 2564 เชื่อว่าจะฟื้นตัว เพราะจากแนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะกลับมาฟื้นตัว ธุรกิจหลายประเภทน่าจะกลับมาทำการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารหรือสำนักงานของตัวเอง ซึ่งจะต้องใช้สีเป็นส่วนประกอบ โดยบริษัทมีสินค้าใหม่ที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องออกมาทำตลาด และโมเดลธุรกิจใหม่ ที่จะเข้ามาช่วยทำให้ผลประกอบการเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้ว่าในปีนี้ตลาดสีจะชะลอตัวลงไป 10% แต่บริษัทยังทำผลประกอบการได้ดีกว่าภาพรวมอุตสาหกรรม ซึ่งช่วง 9 เดือนแรกมีอัตราการชะลอตัวเพียง 3.4% ด้านการลงทุนในปีหน้า บริษัทเตรียมงบประมาณไว้ 600 ล้านบาท สำหรับการลงทุนด้านต่าง ๆ อาทิ การปรับปรุงโรงงาน เป็นต้น
4 ไฮไลท์ “นิช ไพรด์ เตาปูน-อินเตอร์เชนจ์” กับการกวาดยอดขาย 80%

4 ไฮไลท์ “นิช ไพรด์ เตาปูน-อินเตอร์เชนจ์” กับการกวาดยอดขาย 80%

แม้ว่าคีย์ความสำเร็จแรกของการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ คือ ทำเลที่ตั้ง (Location) แต่จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก็ส่งผลกระทบต่อโครงการพอสมควร โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียม เพราะนอกจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงไปแล้ว พฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย คนส่วนใหญ่เลือกจะอยู่อาศัยในบ้านแนวราบ ซึ่งมีพื้นที่มากขึ้นมากกว่าการอยู่อาศัยในห้องคอนโด ต่อให้โครงการนั้นมีทำเลที่ดีมากก็ตาม   “นิช ไพรด์ เตาปูน-เตอร์เชนจ์” ทำเลที่อยู่ติดรถไฟฟ้า MRT สถานีเตาปูนอินเตอร์เชนจ์เพียง 0 เมตร ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ติดสถานีมากที่สุดในย่านนี้ ก็ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่แตกต่างจากโครงการอื่น ๆ แม้ว่าปัจจุบันจะทำยอดขายได้ดีโดยสูงถึง 80% แต่ตามเป้าหมายที่ “เสนา ดีเวลลอปเม้นท์” วางไว้ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 น่าจะต้องปิดโครงการมียอดขายได้ 100% แล้ว แต่เหตุการณ์การล็อกดาวน์เมืองทำให้การขายต้องหยุดชะงักลง   “นิช ไพรด์ เตาปูน-เตอร์เชนจ์” ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มโอนกรรมสิทธิ์มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 ซึ่งมีผู้โอนกรรมสิทธิ์แล้วประมาณ​ 50% ของยอดขาย และมีผู้เข้าอยู่อาศัยบ้างแล้ว ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้จัดแคมเปญพิเศษ “หยุดที่โปรนี้” ฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน และลดเพิ่มสูงสุด 200,000 บาท สำหรับผู้ที่จองภายในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ และยังมีห้องหลุดดาวน์ขายในราคาพิเศษ เริ่มราคา 3.39 ล้านบาท จำนวน 10 ยูนิตด้วย ปัจจุบันทาง “เสนา ดีเวลลอปเม้นท์” ได้เปิดให้ชมห้องตัวอย่างจริง ที่พร้อมเข้าอยู่ในปัจจุบันได้แล้ว โดยมีให้เลือก 3 แบบ คือ แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 28 -32 ตารางเมตร แบบ 1 ห้องนอนพลัส ขนาด 34.50 ตารางเมตร และ แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 49 ตารางเมตร  ราคา 3.39 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการ 3,400 ล้านบาท โครงการตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 3 ไร่เศษ เป็นคอนโดมิเนียมสูง 38 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 742 ยูนิต พร้อมอาคารพาณิชย์ สูง 2 ชั้น 1 อาคาร   แม้ว่า "เสนา ดีเวลลอปเม้นท์" จะยังไม่สามารถปิดโครงการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ถือว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่มีปัจจัยลบทั้งเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยอดขาย 80% ถือว่าทำได้เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งผลตอบรับดังกล่าว น่าจะเกิดจากจุดเด่นของโครงการต่าง ๆ ดังนี้ 1.โปรเจ็กต์แรกร่วมทุน “กลุ่มฮันคิว ฮันชิน” เป็นโครงการแห่งแรกที่ “เสนา ดีเวลลอปเม้นท์” ร่วมทุนกับ กลุ่มฮันคิว ฮันชิน  รวมกันในการพัฒนา ซึ่งทำให้มีความใส่ใจในรายละเอียดต่าง ๆ แต่เป็นโครงการแห่งที่ 2 ที่เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งโครงการร่วมทุนแห่งแรกที่โอนกรรมสิทธิ์​ คือ นิช โมโน สุขุมวิท-แบริ่ง  ปัจจุบันบริษัทร่วมทุนกับกลุ่มฮันคิว ฮันชิน แล้ว15 โครงการ 2.อยู่ติดรถไฟฟ้า 0 เมตร โครงการ “นิช ไพรด์ เตาปูน-เตอร์เชนจ์” อยู่ติดสถานีรถไฟฟ้า MRT สถานีเตาปูนอินเตอร์เชนจ์ ที่เดินทางเชื่อมต่อได้ทั้งสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง แม้ที่ตั้งจะติดกับสถานี แต่โครงการได้จัดสรรที่จอดรถให้ถึง 50% 3.แนวคิดญี่ปุ่นผสมไทย แนวคิดการออกแบบเป็นการผสมผสานระหว่างญี่ปุ่นและไทย คือ ใช้แนวคิด Made From Her ของ “เสนา ดีเวลลอปเม้นท์” ผสมผสานกับแนวคิด Geo fit + ของกลุ่มฮันคิว ฮันชิน มาปรับใช้ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคในไทย และยังมีแนวคิดการออกแบบตกแต่งภายใน ที่ให้ลูกค้าสามารถเลือกมุมของตัวเองได้ ซึ่งเรียกคอนเซ็ปต์นี้ว่า My Select ซึ่งสามารถเลือกได้โซนส่วนตัว Relaxing Zone หรือ Working Zone   4.พื้นที่ส่วนกลาง 30 ชั้น เป็นโครงการที่มีพื้นที่ส่วนกลาง  30 ชั้น โดยแบ่งออกเป็น 7 วิลเลจ ในแต่ละวิลเลจจะมี 3-4 ชั้น โดยครอบคลุมทุกด้านของไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น Mini Theatre, Co-working Space, Sky Lounge, Yoga Room, Kid Club, Party Room, Executive Meeting Room หรือ Recreation Games Room และมีส่วนกลางรวมอยู่ชั้น 38 ทั้งฟิตเนสลอยฟ้าและสระว่ายน้ำระบบเกลือแบบ Sky Infinity Edge ความยาวกว่า 50 เมตร  นอกจากนี้ ทางโครงการยังมีร้านสะดวกซื้อ 7-11 และร้านค้าปลีกต่าง ๆ รวม 8 ร้าน ขณะเดียวกัน​ร้านกาแฟ “สตาร์บัคส์” จะเข้ามาอยู่ภายในโครงการด้วย โดยอยู่ในพื้นที่ของเซลแกลลอรี่ปัจจุบัน ​  
5 เหตุผล “ณวรางค์ แอสเซท” พัฒนาโครงการย่านเจริญนคร

5 เหตุผล “ณวรางค์ แอสเซท” พัฒนาโครงการย่านเจริญนคร

หลังจาก “ณวรางค์ แอสเซท” ประสบความสำเร็จกับการพัฒนาโครงการในทำเลใจกลางเมือง อย่างย่านหลังสวน และชิดลม  อาทิ โครงการ ณ วรา เรสซิเดนซ์  ซึ่งสารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว  ทำให้ ณวรางค์ แอสเซท มองหาทำเลศักยภาพในการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะพื้นที่ย่านใจกลางซีบีดีเท่านั้น   ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาจึงได้ขยายการพัฒนาโครงการ ออกไปในยังพื้นที่โซนอื่นด้วย  ไม่ว่าจะเป็นทำเลพหลฯ - อารีย์ กับการพัฒนาโครงการ “ณ วีรา พหลฯ-อารีย์” (Na Veera Phahol-Ari) โครงการคอนโดมิเนียมขนาด 8 ชั้น มูลค่าโครงการ 240 ล้านบาท และในทำเลเจริญนคร กับโครงการ ณ รีวา เจริญนคร (Na Reva Charoennakhon)  มูลค่า 1,300 ล้านบาท   หากพูดถึงทำเลพหลฯ -อารีย์ แน่นอนว่าเป็นทำเลที่ติดอันดับทำเลที่อยู่อาศัยมีราคาแพงอันดับต้น ๆ  ของทำเลใกล้รถไฟฟ้า เพราะมีความเจริญและแหล่งงานมากมาย  ที่สำคัญที่ดินมีจำกัดหามาพัฒนาได้ยาก และเป็นย่านที่อยู่อาศัยเก่า ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย  ทำให้เป็นต้องการของคนส่วนใหญ่ในการเข้ามาอยู่อาศัย แต่หากเปรียบเทียบกับทำเลเจริญนคร  แปลงที่ ณวรางค์ แอสเซท เลือกมาพัฒนา คือ บริเวณปากซอยเจริญนคร 58 เรียกได้ว่า อยู่ห่างจากเส้นทางรถไฟฟ้าพอสมควร แถมเป็นทำเลเจริญนครส่วนปลายที่จะมาทางพระราม 3 ด้วยซ้ำ ​   เหตุผลอะไรที่ทำให้ ณวรางค์ แอสเซท เลือกเข้ามาพัฒนาโครงการในทำเลเจริญนคร  ซึ่งนายองคฤทธิ์ พรหมโยธี ประธานบริหารฝ่ายปฎิบัติการ บริษัท ณวรางค์ แอสเซท จำกัด มีคำตอบให้ 1.เสน่ห์วิวแม่น้ำเจ้าพระยา ในทำเลเจริญนคร สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดขายโครงการคอนโดมิเนียม คือ การเป็นคอนโดฯ ที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา หรือหากไม่ติดแม่น้ำ แต่ยังสามารถมองเห็นวิวแม่น้ำได้  ทำให้บรรดาดีเวลลอปเปอร์เลือกทำเลเจริญนคร เป็นพื้นที่ในการพัฒนาคอนโดฯ เพราะสามารถนำวิวของแม่น้ำเจ้าพระยา มาเป็นจุดขายและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการได้ ​ 2.วิถีชีวิตคนฝั่งธนบุรี แม้ว่าปัจจุบันความเจริญของเมือง ได้ขยายจากพื้นที่ใจกลางเมือง ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาสู่ย่านฝั่งธนบุรี ทำให้ย่านฝั่งธนบุรีมีความเจริญของเมือง ไม่ได้ด้อยไปกว่าฝั่งพระนคร แต่วิถีชีวิตและความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมของคนฝั่งธนบุรี ปัจจุบันก็ยังคงมีให้เห็น รวมถึงสถานที่สำคัญที่แสดงถึงวิถีชีวิตของคนฝั่งธนบุรี ก็ยังมีอยู่ให้เห็นมากมาย ทำเลนี้จึงมีเสน่ห์ในการอยู่อาศัย สำหรับคนที่ชื่นชอบเรื่องราวและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ​ 3.แหล่งช้อปปิ้งหลากหลาย บริเวณทำเลฝั่งธนบุรี รวมถึงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่ง หลายปีที่ผ่านมาเกิดการพัฒนาโครงการศูนย์การค้าและช้อปปิ้งมอลล์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าไอคอนสยาม หรือเอเชียทีค ริเวอร์ฟร้อนท์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทำแล และยังเป็นปัจจัยบวกสำคัญทำให้ทำเลย่านฝั่งธนบุรี เป็นทำเลที่มีศัยกภาพเพิ่มมากขึ้นด้วย 4.แหล่งรวมอาหารสารพัดเมนู อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ย่านฝั่งธนบุรี เป็นทำเลที่มีจุดขายสำคัญ และดีเวลลอปเปอร์เลือกเข้ามาพัฒนาโครงการมากขึ้น  คือ การเป็นแหล่งร้านอาหารหลากหลายชนิด มีหลายหลายระดับราคา ตั้งแต่ร้านรถเข็น ไปจนถึงภัตตาคารหรู และหลายร้านเปิดขายมานานหลายสิบปี  อยู่คู่กับคนฝั่งธนบุรีจนกลายเป็นร้านในตำนานไปแล้ว 5.การขยายเส้นทางรถไฟฟ้า แน่นอนว่า ทุกพื้นที่ซึ่งมีรถไฟฟ้าไปถึง ทำเลนั้นจะกลายเป็นทำเลทองขึ้นมาทันที เพราะการเดินทางสะดวกสบาย เป็นอีกหนึ่งคีย์ซัคเซสสำคัญของการพัฒนาโครงการ และเป็นตัวพิจารณาการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยเป็นอันดับต้น ๆ ของลูกค้า ซึ่งนับตั้งแต่เส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีลม รวมถึงเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน สายสีน้ำเงิน มีแผนพัฒนามายังพื้นที่ทำเลฝั่งธนบุรี บรรดาดีเวลลอปเปอร์ก็หันมาจับจองและหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการออกมาขาย  และเมื่อรถไฟฟ้าเปิดให้บริการ ก็ทำให้เกิดโครงการคอนโด ตามมาอีกมากมายด้วย นายองคฤทธิ์ เล่าอีกว่า การที่บริษัทคิดขยายทำเลเข้ามาพัฒนาโครงการในทำเลเจริญนคร เป็นเพราะการขยายตัวของเมือง เห็นได้จากการเข้ามาพัฒนาโครงการสำคัญ อาทิ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม รวมถึงปัจจัยในเรื่องของจำนวนประชากรที่มีการขยายตัวมากขึ้น จากครอบครัวซึ่งอยู่ในทำเลย่านฝั่งธนบุรี ซึ่งมีจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงต้องการอยู่อาศัยในทำเลเดิม ถือเป็นดีมานด์ที่มีศักยภาพ   สำหรับโครงการ ณ รีวา เจริญนคร เป็นการพัฒนาภายใต้การร่วมทุนกัน ระหว่างบริษัทกับ พาราเมาท์ คอร์ปอเรชัน เบอร์ฮาด ประเทศมาเลเซีย ที่ถือหุ้น 49%   มีมูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 1.2 ไร่  ปากซอยเจริญนคร 58  จะเริ่มก่อสร้างเดือนมีนาคม 2564 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จใน ปี 2566    ​   โดยโครงการเป็นอาคารสูง 29 ชั้น มีจำนวน 253 ยูนิต แต่ละชั้นมียูนิตเพียง 13 ยูนิต  มีห้องให้เลือก  5 แบบ ได้แก่ แบบ 1-Bedroom, 1-Bedroom Loft, 1-Bedroom Executive, 1-Bedroom Plus และแบบ 2-Bedroom   ราคาเฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 112,000 บาทต่อตารางเมตร หรือมีราคาเริ่มต้น 2.9 ล้านบาท     นายองคฤทธิ์  กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากเปิดโครงการในช่วงต้นปี แต่เกิดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้ต้องหยุดการขายและเริ่มกลับมาขายใหม่อีกครั้งในช่วงปลายปี ปัจจุบันสามารถทำยอดขายได้ประมาณ 30% จากเป้าหมายครั้งแรกก่อนเกิดเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งคาดว่าภายในปีนี้จะทำยอดขายได้ 50% โดยพฤติกรรมการซื้อของกลุ่มลูกค้าในโซนนี้ พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการห้องขนาดใหญ่ ทำให้มีการซื้อห้องชุด 2 ห้องเชื่อมต่อกัน เพื่อให้ได้พื้นที่มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาสามารถขายห้องชุดในลักษณะดังกล่าวได้ 6 ยูนิต ราคาขนาด 2 ห้องรวมกันอยู่ประมาณ 15-16 ล้านบาท
“สิวารมณ์” ขน 7 โครงการ อัดแคมเปญ ดันยอดขายรวมปี’63 คาดแตะ 2,000 ล้านบาท

“สิวารมณ์” ขน 7 โครงการ อัดแคมเปญ ดันยอดขายรวมปี’63 คาดแตะ 2,000 ล้านบาท

“สิวารมณ์” ขน 7 โครงการ อัดแคมเปญ ดันยอดขายปี’63 สิวารมณ์ ขน 7 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 3,600 ล้านบาท จัดแคมเปญ “สิวารมณ์ เปย์ เดย์ กับเป้ อารักษ์ 28-29 พ.ย. นี้” ลดสูงสุดกว่า 1 ล้านบาท พร้อมช่วยผ่อนสูงสุด 60 เดือน ส่งท้ายปี63 คาดดันยอดขายรวมปีนี้แตะ 2,000 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ 1,400 ล้านบาท และปิดการขาย 2 โครงการ ภายในปีนี้     นายอรรถปวิทย์ มโนธรรมรักษา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมซัน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า ได้จัดกลยุทธส่งเสริมการขายในช่วงโค้งสุดท้ายไตรมาส 4/2563 ด้วยการจัดแคมเปญ “สิวารมณ์ เปย์ เดย์ กับเป้ อารักษ์ 28-29 พ.ย. นี้” พบบ้านหรู สไตล์ อเมริกันคอทเทจ หลายทำเลคุณภาพ ยกทัพ ลดราคา สูงสุดกว่า 1 ล้านบาท พร้อมรับข้อเสนอช่วยผ่อน 60 เดือน โดยใช้ “เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ” เป็นพรีเซ็นตอร์ ในการนำเสนอภาพลักษณ์ของโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า ที่ต้องการซื้อที่พักอาศัย ทำเลใกล้เมืองและแหล่งอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต มีพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ สามารถลองรับกิจกรรมของลูกบ้านได้อย่างเต็มที่ กำหนด Selling Point & Marketing Strategy Smart Location Smart Space Smart Value Smart Home หวังสร้างยอดขายสวนกระแสตลาดอสังหาริมทรัพย์ กับโครงการบ้านที่เปิดขายพร้อมโอนกรรมสิทธิ 7 โครงการ มูลค่ารวม 3,600 ล้านบาท ประกอบด้วย     สิวารมณ์ เนเจอร์ พลัส ท่าข้าม-พระราม 2 บ้านเดี่ยว และ ทาวน์โฮม อลังการส่วนกลางกว่า 4 ไร่ 10 นาที ถึงเซ็นทรัลพระราม 2 - ทางด่วน-สาทร ส่วนกลางกว่า 4 ไร่ จากราคา 4.24 ล้านบาท เหลือเพียง 2.99 ล้านบาท สิวารมณ์ เนเจอร์พลัส (สุขุมวิท-บางปู) บ้านแฝดและ ทาวน์โฮมหรู 4 นอนใหญ่ ติดถนนสุขุมวิท ใกล้รถไฟฟ้า ตรงข้ามสถานตากอากาศบางปู จากราคา 3.09 ล้านบาท เหลือเพียง 2.59 ล้านบาท สิวารมณ์ ปาร์ค สุขุมวิท - บางปู บ้านเดี่ยวหรู ติดถนนใหญ่ ใกล้โรงพยาบาลรามาฯ จากราคา 4.59 ล้านบาท เหลือเพียง 3.49 ล้านบาท สิวารมณ์ ซิตี้ (นิคมพัฒนา-ระยอง) บ้านเดี่ยวและ บ้านแฝด ทาวน์โฮม สุดหรู ติดถนนใหญ่ ใกล้ นิคมเหมราช, นิคมมาบตาพุด จากราคา 1.7 ล้านบาท เหลือเพียง 1.09 ล้านบาท ศรีราชา ฮิลล์ไซต์ ทาวน์ (ติดสุขุมวิท) บ้านหรู 4 นอนใหญ่ ติดถนนใหญ่ ใกล้นิคมแหลมฉบัง, ห้างโรบินสัน แปซิฟิก ปาร์ค, ม.เกษตร ศรีราชา จากราคา 4.7 ล้านบาท เหลือเพียง 3.79 ล้านบาท เอ็มไลฟ์ (บางนา - ลาดกระบัง) ทาวน์โฮมหรู 4 นอนใหญ่ และโฮมออฟฟิศ บนสุดยอดทำเลตรงข้าม King Power วัดศรีวารีน้อย ใกล้ทางด่วน 2 สาย + สนามบินสุวรรณภูมิ จากราคา 2.56 ล้านบาท เหลือเพียง 2.19 ล้านบาท เอ็มเวนิว (เวสเก็ต - บางใหญ่) บ้านหรู 4 ห้อนใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้า เซนทรัลเวสเก็ต หลังสุดท้ายก่อนปิดโครงการ เพียง 3.99 ล้านบาท   -----คลิ๊กชม VDO เยี่ยมชมบ้าน สิวารมณ์  https://youtu.be/iAOO59U4Qi4   เปิดให้ผู้สนใจลงทะเบียนแล้ววันนี้ที่ FB : SIVAROM หรือ โทร. 02 295 3397 และสามารถเข้าเยี่ยมชมโครงการได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 – 18.00 น. โดยคาดว่าการจัดแคมเปญดังกล่าวจะสามารถทำยอดขายได้ 300 ล้านบาท และสร้างยอดขายรวมปี 2563 นี้ที่ 2,000 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ 1,400 ล้านบาท พร้อมปิด 2 โครงการ ได้ภายในปีนี้    
พรีบิลท์ ปั้นแบรนด์ “พรรณนา”  ลุยตลาดบ้านลักชัวรี่ราคา 15 ล้านอัพ !!

พรีบิลท์ ปั้นแบรนด์ “พรรณนา” ลุยตลาดบ้านลักชัวรี่ราคา 15 ล้านอัพ !!

พรีบิลท์ ลุยตลาดบ้านลักชัวรี่ราคา 15 ล้านขึ้นไป ประเดิมโครงการแรก “พรรณนา พุทธมณฑลสาย 3 มูลค่า 1,250 ล้านบาท พร้อมกวาดยอดขายแล้วกว่า 300 ล้านบาท เตรียมเดินหน้าต่อจับตลาดบ้านราคา 5-7 ล้าน   นายวิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ PRE-BUILT เปิดเผยว่า บริษัทได้ดำเนินธุรกิจก่อสร้างให้กับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของไทยมานานกว่า 28 ปี  ทำให้เห็นการเติบโตของตลาดบ้านเดี่ยว ในกลุ่มลักชัวรี่ ระดับราคาตั้งแต่ 15 ล้านบาทขึ้นไป เป็นเซ็กเมนต์ที่มีการเติบโตต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพราะกลุ่มผู้ซื้อบ้านในระดับราคาดังกล่าวได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อยกว่ากลุ่มอื่น  และเป็นกลุ่มที่มองหาบ้านเดี่ยวเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของทุกคนในครอบครัว ในทำเลที่จะมีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคตด้วย จากปัจจัยดังกล่าวทำให้บริษัทได้เปิดตัวโครงการบ้านลักชัวรี่แห่งแรก  โครงการพรรณนา พุทธมณฑลสาย 3 มูลค่าโครงการรวม 1,250 ล้านบาท ภายใต้การบริหารของบริษัทในเครือ คือ บริษัท อีส แอม อาร์ จำกัด หรือ IS AM ARE  ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท  ซึ่งโครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 41 ไร่ บนถนนบางแวก เชื่อมต่อถนนพุทธมณฑลสาย 2 และถนนพุทธมณฑลสาย 3  โดยใน 3 เฟสแรกสามารถปิดการขายได้กว่า 80% หรือคิดเป็นมูลค่าการขายแล้วกว่า 300 ล้านบาท  ภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งทำเลดังกล่าวถือว่าเป็นทำเลศักยภาพ เนื่องจากราคาที่ดินมีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตรา 8-10%   สำหรับโครงการพรรณนา พุทธมณฑลสาย 3 ได้รับออกแบบภายใต้แนวคิด ‘Timeless’ หรือความงามอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ผู้อาศัยที่มองหาบ้านสำหรับการลงหลักปักฐาน และส่งต่อให้เป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้นคุณค่าความสวยงาม และการใช้งานของบ้านหลังนี้จะต้องสามารถคงอยู่ไปอีกหลายสิบปี​  โครงการพรรณนา พุทธมณฑลสาย 3 มีแบบบ้านทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ แบบ P280 พื้นที่ใช้สอย 280 ตร.ม. และแบบ P326 พื้นที่ใช้สอย 326 ตร.ม. ทุกแบบบ้านมีฟังก์ชั่น 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ พร้อมด้วยโถงพักผ่อนขนาดใหญ่ ห้องแม่บ้านแยกส่วน และที่จอดรถในร่มถึง 3 คัน บนพื้นที่ 100 ตร.ว. ขึ้นไป นอกจากนั้น ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ เพื่อก่อเกิดสังคมคุณภาพ ด้วยการออกแบบผังโครงการที่ไม่ซับซ้อน เน้นความเป็นส่วนตัว โดยวางจำนวนบ้านไม่หนาแน่นมาก เพียง 4 ยูนิตต่อซอยเท่านั้น   ปัจจุบันโครงการพรรณนา พุทธมณฑลสาย 3 เปิดไปแล้ว 3 เฟส ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าที่เชื่อมั่นในประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจก่อสร้างที่ยาวนานของพรีบิลท์ รวมไปถึงลูกค้าที่เข้ามาดูโครงการได้เห็นพัฒนาการด้านการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะอยู่ในช่วงโควิด-19 ทางโครงการฯ  ไม่ได้ชะลอการก่อสร้างแต่อย่างใด   ช่วงต้นปี 2564 บริษัทยังวางแผนเปิดตัวบ้านเดี่ยวระดับกลางในราคา 5 – 7 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์พรรณนารา (PANNARA) ในแนวคิด ‘Less For More Living’ บนทำเลถนน ศรีนครินทร์ เป็นโครงการต่อไปด้วย
5 เหตุผล ซิซซา กรุ๊ป ลุยตลาดสุขภาพและความงาม

5 เหตุผล ซิซซา กรุ๊ป ลุยตลาดสุขภาพและความงาม

ต้องยอมรับว่า คนยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของตนเอง อาจเป็นเพราะการเจ็บป่วยต้องรักษาพยาบาลมีค่าใช้จ่ายสูง และเป็นเพราะวิทยาการความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์  ซึ่งทำให้สามารถดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรค รวมถึงการที่คนยุคปัจจุบันมีอายุที่ยืนยาวขึ้น  จึงจำเป็นต้องรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง    เทรนด์ดังกล่าวทำให้ บรรดาดีเวลลอปเปอร์หันมาขยายธุรกิจด้านสุขภาพกันมากขึ้น ทั้งรูปแบบโรงพยาบาล เวลเนส สปา หรือศูนย์สุขภาพ ซึ่งมีทั้งแยกธุรกิจออกมาโดยเฉพาะ และการนำเอาธุรกิจต่าง ๆ เหล่านี้รวมเข้าไว้ในโครงการที่อยู่อาศัยประเภทต่าง ๆ   ซิซซา กรุ๊ป (CISSA GROUP) คือ หนึ่งในผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ทั้งประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม โรงแรม และวิลล่า การให้บริการรับเหมากก่อสร้าง และเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาโครงการอสังหาฯ รวมถึงการพัฒนาโครงการอสังหาฯ เพื่อการลงทุน ในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและพังงามานานกว่า 15 ปี มีมูลค่าการพัฒนาโครงการรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ได้หันมาลุยธุรกิจด้านสุขภาพและความงามด้วยเช่นกัน  โดยการร่วมมือกับ วี พลาส เมดิคัล กรุ๊ป (V PLAST MEDICAL GROUP) จัดทำโครงการนาใต้ เมดิคอล เซ็นเตอร์ แอนด์ รีสอร์ต (Natai Medical Center & Resort) มูลค่ากว่า 3,500 ล้านบาท นายอรรถนพ พันธุกำเหนิด  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิซซา กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมุ่งสร้างคุณค่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ยั่งยืน และสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอให้กับนักลงทุน ซึ่งโครงการนาใต้ฯ เป็นการพัฒนาเพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญด้านการดูแลสุขภาพมากขึ้น รวมถึงการพิจารณาเข้าพักในโรงแรมที่มีการดูแลด้านสุขอนามัยอย่างจริงจัง ภายหลังเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19   การลงทุนพัฒนาโครงการของ ซิซซา กรุ๊ป ยังมองเห็นเทรนด์และแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจเวลเนส และเมดิคัล ทัวร์ลิซึม ที่จะสร้างมูลค่ามหาศาลในอนาคต ซึ่งมี 5 เหตุผลสำคัญที่เข้ามาดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม คือ 1.ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นจากนานชาติอันดับ 2 ของโลก ประเทศไทยได้รับการยอมรับ ในการรับมือและจัดการการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ดีเป็นอันดับ 2 ของโลก จากจำนวน 184 ประเทศทั่วโลก จากการจัดอันดับขององค์กร Global Covid-19 (GCI) ทำให้การลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลเพื่อสุขภาพ ความงาม และโรงแรมเพื่อการท่องเที่ยวในยุค New Normal เป็นโอกาสทางธุรกิจที่มีความน่าสนใจ มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง 2.ประเทศไทย คือ Medical Hub ของโลก รัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวทางการแพทย์ของโลก (Thailand Medical Hub) โดยใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (ปี 2560-2569) พร้อมกับให้การสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว และมาตรการควบคุมโรค ทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อ ที่ต้องการสถานที่ปลอดภัยจากโรคระบาด สถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และสถานที่พักผ่อนระดับเอ๊กซ์คลูซีฟ  3.ธุรกิจเวลเนสมูลค่ากว่า 4.5 ล้านล้านเหรียญ ภาพรวมอุตสาหกรรมเวลเนสของโลกโลก เป็นธุรกิจมีขนาดใหญ่ มีมูลค่ากว่า 4.5 ล้านล้าน เหรียญสหรัฐ ซึ่งในธุรกิจเวลเนสดังกล่าว มีที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องจำนวนมากมาย อาทิ ธุรกิจการรักษาเชิงป้องกัน การวางแผนดูแลรักษาแบบเฉพาะบุคคล และระบบสาธารณสุข มีมูลค่าตลาด 575,000 ล้านเหรียญ ตลาดการบริโภคเพื่อสุขภาพ โภชนการและการลดน้ำหนัก มีมูลค่า 702,000 ล้านเหรียญ และกิจกรรมทางการภาพ มีมูลค่า 828,000 ล้านเหรียญ เป็นต้น 4.กลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มีการใช้จ่ายสูง   ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล/คลินิกโดยเฉลี่ย สำหรับการทำศัลยกรรมความงามในภูเก็ต เกือบ 2 เท่าของค่ารักษาพยาบาล โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 150,000 บาท สำหรับการใช้บริการในโรงพยาบาล  และค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 80,000 บาท สำหรับการใช้บริการในคลินิก   โดยมีระยะเวลาการเข้าพักโดยเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวการแพทย์ในภูเก็ตประมาณ 12 วันสำหรับการทำศัลยกรรมและประมาณ 5 วันสำหรับเวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่งกลุ่มผู้หญิงเข้ามาใช้บริการเกือบ 93% ของตลาดนักท่องเที่ยวทางการแพทย์ โดยมีอายุระหว่าง 18-25 ปี สัดส่วน 33% และอายุ 45-55 ปี สัดส่วน 31% เป็น 2 กลุ่มอายุที่ใหญ่ที่สุด   การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ขาเข้าภูเก็ต ส่วนใหญ่จะเป็นชาวออสเตรเลีย และจีน ซึ่งลูกค้ามาใช้บริการด้านศัลยกรรมความงาม 70%  ซึ่งทำให้มีรายได้จากการรักษา การเดินทาง และการพักโรงแรม 5.การได้จับมือกับ วี พลาส เมดิคัล กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพและความงามมากว่า 20 ปี และดำเนินธุรกิจด้านเมดิคัลทัวร์ลิซึมมากว่า 10 ปี ได้รับการยอมรับจากกลุ่มลูกค้าจากต่างชาติ เป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย มีฐานผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่าปีละ 2,000 คน โดยมีกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจโรงพยาบาล ที่ตอบโจทย์ New Normal ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในอนาคต ที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ตั้งโฮลดิ้ง ทุนจดทะเบียน 2,000 ล้าน สำหรับโครงการนาใต้ เมดิคอล เซ็นเตอร์ แอนด์ รีสอร์ต อยู่ภายใต้บริษัทโฮลดิ้ง ที่เตรียมจัดตั้งขึ้นด้วยทุนทะเบียนเบื้องต้น 2,500 ล้านบาท ซึ่งจะมีหุ้น 40% จำหน่ายให้กับนักลงทุนทั่วไป โดยบริษัทดังกล่าวจะพัฒนาโครงการด้วยมูลค่า 3,500 ล้านบาท แบ่งเป็น โรงแรม  2,000 ล้านบาท และโรงพยาบาล 1,500 ล้านบาท โดยแนวทางการดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม จะพัฒนาออกเป็น 3 เฟส ประกอบด้วย เฟสที่ 1 จะเปิดคลินิกให้บริการด้านเวลเนส  การบริการจัดสัมมนา และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้การพัฒนาของ วี พลาส เมดิคัล กรุ๊ป รวมถึงการเปิดให้บริการในส่วนของโรงแรม เฟสที่ 2 การเปิดให้โรงพยาบาล ในส่วนแรก 100 เตียง ซึ่งจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 2 ปีหน้า เฟสที่ 3 การเปิดให้บริการ เมดิคัล เซ็นเตอร์ เต็มรูปแบบ และโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย พร้อมกับการจัดตั้งโรงงานผลิตยาสมุนไพร และกัญชาบำบัด    
REIC จับมือ RESAM พัฒนา “THAI-MLS” ระบบขายบ้านมือสองออนไลน์

REIC จับมือ RESAM พัฒนา “THAI-MLS” ระบบขายบ้านมือสองออนไลน์

REIC จับมือ RESAM นำร่องพัฒนาระบบขายบ้านมือสองออนไลน์ “THAI-MLS” รองรับตลาดบ้านมือสองพร้อมขายกว่า 250,000 ยูนิตต่อเดือน กระตุ้นดีมานด์คนไทยอยากมีบ้านทำเลดีราคาไม่แพง พร้อมช่วยรัฐจัดเก็บค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น   ในปัจจุบันตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมีขนาดใหญ่มากและมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก โดยมีค่าเฉลี่ยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยระหว่างปี 2560 – 2562 สูงถึงปีละ ประมาณ 367,000 ยูนิต และมีมูลค่า 847,000 ล้านบาท โดยประมาณการว่า เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสอง (Resale-home) ประมาณปีละ 184,000 ยูนิต และมีมูลค่า 308,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 36.4% ของภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งประเทศ โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 17.9% ต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นความต้องการในการซื้อที่อยู่อาศัยมือสองที่มีจำนวนและอัตราการขยายตัวที่สูงอย่างต่อเนื่อง ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า  จากการสำรวจศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ยังพบว่า ในแต่ละเดือนมีจำนวนอสังหาริมทรัพย์ที่ประกาศขายที่อยู่อาศัยมือสองในช่องทางออนไลน์ อยู่ประมาณ 130,000 – 150,000 ยูนิต และมีทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ของสถาบันการเงินต่าง ๆ ประมาณ 50,000 ยูนิต รวมถึงทรัพย์รอการประมูลของกรมบังคับคดีที่รอการประมูลอีกประมาณ  50,000 ยูนิต คาดว่าน่าในแต่ละเดือนจะมีปริมาณที่อยู่อาศัยมือสองที่พร้อมขายสูงถึงประมาณ 250,000 ยูนิต ซึ่งที่อยู่อาศัยมือสองเป็นสินค้าทางเลือกในทำเลที่ดีและราคาที่ถูกกว่าด้วย ปริมาณดีมาน์และซัพพลายของที่อยู่อาศัยมือสองที่มีจำนวนมากเช่นนี้ แสดงให้เห็นได้ว่า ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าตลาดที่อยู่อาศัยใหม่ในปัจจุบัน และคาดว่าตลาดที่อยู่อาศัยมือสองมีโอกาสที่จะขยายตัวจนเท่ากับหรือใหญ่กว่าตลาดที่อยู่อาศัยใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ สาเหตุที่ที่อยู่อาศัยมือสองเป็นที่นิยม เพราะทำเลในการพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่มักจะอยู่ไกลออกไปจากเมือง ขณะที่ที่อยู่อาศัยมือสองมักจะตั้งอยู่ในทำเลที่ดีกว่าในราคาเดียวกัน หรือ มีราคาที่ถูกไม่น้อยกว่าถึง 20% - 30% ในทำเลเดียวกัน อีกทั้งขนาดของที่ดินและ/หรือพื้นที่ใช้สอยของที่อยู่อาศัยมือสองมักจะได้ขนาดที่ใหญ่กว่าที่อยู่อาศัยใหม่ในระดับราคาและทำเลเดียวกัน และประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ที่อยู่อาศัยที่มีราคาต่ำ เช่น ที่อยู่อาศัยที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้าน อาจยากที่จะหาซื้อได้จากตลาดที่อยู่อาศัยใหม่ แต่ยังมีให้เลือกซื้อได้มากกว่าในตลาดที่อยู่อาศัยมือสอง   นอกจากนี้ ในปัจจุบันตัวแทนนายหน้ามีบทบาทสูงขึ้นอย่างมากในการช่วยหาผู้ซื้อให้ เจ้าของที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นไปในทิศทางเช่นเดียวกับในต่างประเทศ โดยในประเทศที่มีการพัฒนาตลาดที่อยู่อาศัยมือสองที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะมีระบบ MLS (Multiple Listed Services) เพื่อเป็นระบบฐานข้อมูลที่อยู่อาศัยมือสองสำหรับตัวแทนนายหน้าที่จะสามารถนำมาประกาศ และหาตัวแทนนายหน้าอื่นเข้าช่วยขายได้  ทำให้ที่อยู่อาศัยมือสองในระบบ MLS มีโอกาสในการขายได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างมากต่อประชาชนในกลุ่มเจ้าของที่อยู่อาศัยที่ต้องการขาย  หรือกลุ่มที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยมือสอง โดยจะมีกฎหมายในการกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป หรือกลุ่มประเทศใน AEC เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และ เวียดนาม ขณะที่ประเทศเมียนมาร์ กำลังที่จะบังคับใช้กฎหมาย แต่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยมีการเตรียมตัวรองรับตลาดที่อยู่อาศัยมือสองอย่างเป็นรูปธรรม ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้พัฒนา platform ระบบ MLS สำหรับการใช้งานในประเทศไทย ชื่อ “THAI-MLS” ขึ้น และ สมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ (RESAM) ได้เป็นผู้บริหารจัดการสมาชิกที่เข้าร่วมระบบฯ โดยได้รับการสนับสนุนและความช่วยเหลือด้านวิชาการจาก National Association of REALTORS®: NAR ซึ่งเป็นที่มาของการลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MOU) ของโครงการนำร่องสำหรับทดลองใช้ระบบ MLS ในการดำเนินการจริง   โดยมีการนำที่อยู่อาศัยที่มีการฝากขายจริงเข้าระบบโดยตัวแทนนายหน้าขายหลัก (Major Broker) มีการเปิดให้มีการเข้าร่วมเป็นตัวแทนนายหน้าขายร่วม (Co-broker) ที่สามารถช่วยขายที่อยู่อาศัยในระบบ THAI-MLS ได้ แต่เนื่องจากการดำเนินการนี้เพียงระยะนำร่องจึงจะเปิดให้ผู้เข้าร่วมสามารถที่ยอมรับเงื่อนไขและกฎ กติกาและข้อบังคับต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้น โดยเป็นการดำเนินการในลักษณะ Sandbox ก่อนเท่านั้น และหากได้ทดลองใช้จริงไประยะหนึ่ง และทุกอย่างเป็นได้ด้วยดี ก็ยินดีเปิดรับผู้ที่มีวิชาชีพตัวแทนนายหน้าจากทุกองค์กรเข้าร่วม   นางอรุณี เทียมหงส์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ (RESAM)  กล่าวว่า​ สมาคมฯ ได้ร่วมมือกับ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ในการดำเนินการ THAI-MLS เนื่องการพัฒนาระบบ THAI-MLS ครั้งนี้ เป็นการดำเนินการอย่างจริงจังในลักษณะโครงการนำร่องครั้งแรกในประเทศไทย แม้ในวันนี้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายสำหรับควบคุมวิชาชีพตัวแทนนายหน้า (Brokerage Licensing Law) ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่สร้าง กฎ กติกา และการควบคุมด้านจรรยบรรณและคุณภาพทางวิชาชีพ แต่การพัฒนาระบบ THAI-MLS นี้จะสามารถเป็น Platform ที่ช่วยสร้างเครือข่ายตัวแทนนายหน้าให้สามารถช่วยกันขายที่อยู่อาศัยมือสองให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยให้ผู้ที่ต้องการขายบ้านเดิมเพื่อหาซื้อบ้านใหม่สามารถทำได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และมีตัวแทนนายหน้าที่น่าเชื่อถือเป็นผู้ดำเนินการให้ ในระบบ THAI-MLS นี้ สมาคม RESAM ได้เข้ามาช่วยรับดูแลการบริหารจัดการด้านข้อมูลในระบบและข้อมูลสมาชิกในระบบฯ โดยผู้เข้าร่วมใช้ระบบต้องมีการลงนามในสัญญาว่าจะยอมรับการปฏิบัติตัวตาม กฎ กติกา และข้อบังคับ ต่าง ๆ ก่อนเข้าใช้ระบบฯ  ทางสมาคมฯมีความมั่นใจว่า การดำเนินการเช่นนี้ในจะช่วยยกระดับการทำงานและมาตรฐานวิชาชีพของตัวแทนนายหน้าด้านอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยให้สูงขึ้นได้ และเมื่อถึงวันที่ประเทศไทยมีกฎหมายสำหรับควบคุมวิชาชีพนายหน้าแล้ว ก็จะช่วยขับเคลื่อนให้ตลาดที่อสังหาริมทรัพย์มือสองจะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด โดยมีพื้นฐานด้านระบบปฏิบัติการและด้านธุรกิจที่สามารถรองรับได้ทันที ทั้งนี้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากโครงการฯนี้ จะเกิดกับประชาชนเจ้าของที่อยู่อาศัยและผู้ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ธุรกิจตัวแทนนายหน้า และภาครัฐ โดยเฉพาะในเรื่องรายได้จากภาษีและค่าธรรมเนียม สามารถจัดเก็บเพิ่มได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากธุรกิจนี้ ซึ่งจะสามารถรายได้ส่วนนี้ไปช่วยพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ต่อไป    
เมเจอร์ เดิน 3 กลยุทธ์โค้งท้ายปี หลัง 9 เดือนสร้างรายได้โต 15%

เมเจอร์ เดิน 3 กลยุทธ์โค้งท้ายปี หลัง 9 เดือนสร้างรายได้โต 15%

เมเจอร์ โชว์ผลประกอบการ 9 เดือนแรก รับรู้รายได้ 5,349 ล้าน เติบโต 15% พร้อมกำไรสุทธิ 110.91 ล้าน เดินหน้า 3 กลยุทธ์ลุยตลาดโค้งท้ายปี พร้อมจัดแคมเปญใหญ่กระตุ้นยอดขายและยอดโอน กวาดรายได้ตามเป้า   นางสาวเพชรลดา พูลวรลักษณ์ กรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ MJD เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทยังคงขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจและผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 โดยมีรายได้รวมทุกประเภทธุรกิจอยู่ที่ 5,349 ล้านบาท เติบโต 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์ในโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาสนี้ ได้แก่ โครงการมิวนิค สุขุมวิท 23 และโครงการมารุ ลาดพร้าว 15 รวมถึงโครงการที่ทยอยโอนอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน มีผลกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 110.91 ล้านบาท “เราปรับตัวและปรับปรุงแผนการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา มุ่งเน้นการจัดการสินค้าคงค้าง อำนวยความสะดวกผู้บริโภคในการเข้าถึงโครงการที่อยู่อาศัย พร้อมกับการรักษาระดับกระแสเงินสดให้ยังคงแข็งแกร่งรับมือทุกสถานการณ์ แม้ผลประกอบการที่ออกมาอาจไม่ได้หวือหวา แต่เราเชื่อว่าการเดินหน้าปรับตัวและจัดการ Inventory อย่างต่อเนื่อง จะเป็นพื้นฐานสำคัญของเราสู่การสร้างรายได้และดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว”   สำหรับในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ บริษัทจะดำเนินการใน 3 ส่วนหลัก เพื่อให้ธุรกิจยังขับเคลื่อนและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1.การวางรากฐานกระจายพอร์ตธุรกิจ (Business Diversification) สร้างรากฐานระยะยาว บริษัทจะเตรียมการพัฒนาสินค้าประเภทใหม่ๆ เซ็กเมนท์ใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ขณะเดียวกันจะทยอยก้าวเข้าสู่ธุรกิจ ที่ครบวงจรด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยมากยิ่งขึ้นด้วยประสบการณ์  ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ยาวนานกว่า 20 ปี และวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้มีคุณภาพและมีการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว พร้อมส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แตกต่างและเหนือความคาดหมาย 2.การพัฒนาที่อยู่อาศัยให้พร้อมตอบโจทย์ Post-COVID-19 บริษัทศึกษาพฤติกรรมเชิงลึกของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ New Normal ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมแล้วในช่วง Post-COVID-19 และพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้มีความพร้อมตอบโจทย์ดังกล่าว 3.การจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายส่งท้ายปี บริษัทจัดแคมเปญ MAJOR SALE ลดได้ลด ให้ได้ให้ กระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผ่าน 10 โครงการพร้อมอยู่ทำเลศักยภาพ ภายใต้หลากหลายแบรนด์ อาทิ มอลตัน, รีเฟล็คชั่น, เอ็ม โปรเจ็คท์, มาเอสโตร, เมทริส  แม้จะเพิ่งจัดแคมเปญไปได้ไม่ถึงครึ่งเดือน แต่ก็เห็นการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ตามสภาพเศรษฐกิจที่ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง   ทั้งนี้ ในไตรมาส 4/2563 บริษัทจะมีโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่พร้อมทยอยโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มเติม  คือ โครงการมารุ เอกมัย 2 มูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท และโครงการแล้วเสร็จทั้งแนวสูงและแนวราบ อาทิ โครงการ  เมทริส พระราม 9-รามคำแหง, โครงการเมทริส ลาดพร้าว, โครงการมิวนิค สุขุมวิท 23, โครงการมารุ ลาดพร้าว, มอลตัน ไพรเวท เรสซิเดนซ์ อารีย์ และมอลตัน ไพรเวท เรสซิเดนซ์ สุขุมวิท 31 ยังคงโอนกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้ในปีนี้จะยังคงเป็นไปตามเป้าหมาย    
ทำเลส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า  ราคาที่ดินก่อนการพัฒนาเพิ่มกว่า 21%

ทำเลส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า ราคาที่ดินก่อนการพัฒนาเพิ่มกว่า 21%

แผนการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้า ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาที่ดินปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นบริเวณส่วนต่อขยายเส้นทางรถไฟฟ้าสายเดิม หรือเป็นแนวเส้นทางการพัฒนารถไฟฟ้าสายใหม่ ๆ ก็ตาม     ล่าสุด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนา ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 3 ปี 2563 พบว่ามีค่าดัชนีเท่ากับ 310.7 จุด ปรับเพิ่มขึ้น  0.7% เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งมีค่าดัชนีเท่ากับ 308.6 จุด และปรับเพิ่มขึ้น  21.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน(YoY) ซึ่งมีค่าดัชนีเท่ากับ 256.5 จุด   ราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในไตรมาสนี้ ทำเลที่เพิ่มขึ้นมากส่วนใหญ่ยังคงเป็นพื้นที่ปลายสายรถไฟฟ้าที่เป็นส่วนต่อขยายและมีแผนจะก่อสร้างในอนาคต   ทั้งนี้ ทำเลที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าผ่านและมีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นสูงสุด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) 5 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นทำเลที่มีแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต 5 อันดับทำเลราคาปรับเพิ่มสูง 1.สายสีชมพู (แคราย - มีนบุรี) เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น  35.7%  และเพิ่มขึ้น  0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) 2.สายสีเขียวเหนือ (คูคต - ลำลูกกา) เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง ทำเลนี้เคยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดิน (YOY) สูงสุดติดต่อกัน 5 ไตรมาส ปัจจุบันราคาที่ดินเริ่มมีอัตราชะลอตัวลงในไตรมาสนี้มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 34.2% 3.สายสีน้ำเงิน (บางแค - พุทธมณฑลสาย 4) เป็นทำเลของโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น  28.5% 4.สายสีแดงอ่อน (ตลิ่งชัน - ศาลายา) เป็นทำเลที่โครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 21.5% 5.สายสีเทา (วัชรพล-พระราม 9 -ท่าพระ) เป็นทำเลของโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 14.8%   แต่เมื่อพิจารณาทำเลที่มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ส่วนใหญ่เป็นทำเลที่มีแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้วและอยู่ระหว่างก่อสร้างได้แก่ 1.สายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-หัวลำโพง) เป็นโครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 3.8% 2.MRT เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น  3.7% 3.สายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีอัตราการขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 3.6% 4.Airport Link เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 3.2% 5.BTS สายสุขุมวิท เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้ว มีอัตราขยายตัวของราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 3.1%
ภารกิจบทใหม่ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้โฮม” กับ 4 Mission สู่ผู้นำเบอร์ 3 อสังหาฯ

ภารกิจบทใหม่ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้โฮม” กับ 4 Mission สู่ผู้นำเบอร์ 3 อสังหาฯ

ภายหลังจากที่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  หรือ “FPT” เข้าซื้อกิจการของ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “GOLD” และได้ดำเนินการต่าง ๆ ตามกฎระเบียบและข้อกฎหมายเป็นที่เรียบร้อย กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยของโกลเด้นแลนด์ภายใต้ การบริหารงานของ FPT จึงได้เปลี่ยนมาเป็น “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม”   แม้ว่าจะเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่ภารกิจและบทบาทของ  “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม” ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพเหมือนเดิม พร้อมกับการรักษาความเป็นผู้นำตลาดอสังหาฯ เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบัน  “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม” อยู่ในอันดับ Top 5 ของตลาดอสังหาฯ ไทย มีโครงการที่พักอาศัยงรวม 60 โครงการ   แต่ด้วยศักยภาพและขนาดของธุรกิจ ภายใต้ชายคาของ FPT  นับจากนี้ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม” จึงมีพันธกิจใหม่ กับการก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดอสังหาฯ ที่มีรายได้สูงสุดอันดับ 3  ภายในระยะ 3 ปี หรือภายในปี 2566 โดยมีนายแสนผิน สุขี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม (ประเทศไทย) เป็นผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญ กับ 4 พันธกิจ (Mission) สำคัญ เพื่อใช้เป็นแนวทางการไปสู่เป้าหมายดังกล่าวนั้น ได้แก่ 1.การสร้างรายได้มากกว่า 20,000 ล้านบาท เป้าหมายของ  “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม” ในการก้าวขึ้นเป็นอันดับ 3 ของผู้นำตลาดอสังหาฯ คือการมีรายได้ มากกว่า 20,000 ล้านบาท จากปัจจุบันช่วง 9 เดือนของปีนี้ มียอดรับรู้รายได้ 10,894 ล้านบาท ซึ่งถือว่ายังเป็นที่น่าพอใจ สำหรับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในสถานการณ์ โควิด-19 เช่นนี้  โดยคาดว่าจะมียอดรับรู้รายได้ในปีนี้เกือบ 15,000 ล้านบาท สำหรับแนวทางการสร้างรายได้ตามเป้าหมายดังกล่าว สิ่งสำคัญคือ การพัฒนาโครงการออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งในไตรมาสที่ 4 (ต.ค.-ธ.ค. 2563)  บริษัทได้เปิดโครงการใหม่ไปแล้ว 3 โครงการ เป็น นีโอ โฮม บ้านแฝด 2 โครงการ และทาวน์โฮม 1 โครงการ มูลค่ารวม 3,050 ล้านบาท  ขณะที่ปี 2564 เตรียมพร้อมเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ทั้งหมด 24 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 29,800 ล้านบาท ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าครบทุกเซ็กเมนต์ โดยตั้งเป้ารายได้ 16,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีนี้   โดยแผนการพัฒนาโครงการในปี 2564 บริษัทได้วางแผนงบซื้อที่ดินเพื่อนำมาใช้พัฒนาโครงการ  20 แปลง วงเงิน 10,720 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการต่าง ๆ ให้มีสัดส่วนรายได้จากสินค้าทาวน์โฮม 42%, บ้านแฝด นีโอ โฮม 23%, บ้านเดี่ยว 21% และโครงการต่างจังหวัด 14% 2.เป็นทางเลือกอันดับที่ 1 ในใจลูกค้า สำหรับคนที่มองหาทาวน์โฮม ทําเลในเมือง แนวทางการพัฒนาโครงการทาวน์โฮมของ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม” ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเลือกทำเลในเมืองที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาด เช่นเดียวกับปี 2564 ที่จะพัฒนาโคงการทาวน์โฮม ไปยังทำเลใหม่ ซึ่งเน้นทําเลที่ดีกว่าคู่แข่งทั้งตลาด และรักษาคุณภาพการก่อสร้าง ออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังคงเน้นด้านฟังก์ชั่นการใช้งาน 3.เป็นอันดับที่ 1 ในการทำบ้านแฝด (นีโอ โฮม) ขณะที่ผลิตภัณฑ์บ้านแฝด ซึ่งเป็นที่รู้จักภายใต้โครงการนีโอ โฮม ยังคงเน้นการพัฒนาโครงการใน​ทำเลใกล้เมือง โดยมีฟังก์ชั่นเช่นเดียวกับบ้านเดี่ยว และราคาไม่แพง   นอกเหนือจากการพัฒนาโครงการให้ออกมาตรงกับความต้องการของลูกค้าแล้ว “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม” ยังมุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ภายหลังจากการเข้าอยู่อาศัย โดยพัฒนาแอปพลิเคชั่น พร้อมการทำโปรแปรม   ปั้นแอป Home+ ดูแลลูกค้า และอำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงก่อนซื้อ ช่วงการส่งมอบ ช่วงหลังจากรับโอนและเข้า อยู่อาศัย พร้อมด้วยสิทธิประโยชน์พิเศษต่าง ๆ เพื่อสร้างความพึงพอใจ และตอบสนองพันธกิจองค์กรที่ ต้องการจะเป็นทางเลือกอันดับที่ 1 ในใจลูกค้า 4.เป็นผู้นำตลาดต่างจังหวัดด้านยอดขายสูงสุด นอกเหนือจากการพัฒนาโครงการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลาดต่างจังหวัด เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สร้างรายได้ให้กับ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม” ซึ่งที่ผ่านมาการขยายตลาดต่างจังหวัด ถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดีมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงการที่นครราชสีมา เชียงใหม่ เชียงราย และพัทยา สามารถทำยอดขายในวันเปิดจองได้สูงเกินกว่า 500 ล้านบาท  เฉพาะภาพคเหนือที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายในวันพรีเซลรวมมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ภาคอีสานทำยอดขายได้มากกว่า  500 ล้านบาท ในภาคกลางและภาคตะวันออกมูลค่ากว่า 1,900 ล้านบาท ในอนาคตบริษัทจะขยายตลาดต่างจังหวัดเพิ่ม ในจังหวัดภูเก็ตและระยอง​              
ราคาอสังหาฯ กทม. ฟื้นตัว 2% สูงสุดรอบ 6 ไตรมาส

ราคาอสังหาฯ กทม. ฟื้นตัว 2% สูงสุดรอบ 6 ไตรมาส

ดูเหมือนว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นบ้างแล้ว เพราะตามรายงานดัชนีราคาอสังหาริมทรัพย์ประจำไตรมาส 4 ปี 2563 (DDproperty Thailand Property Market Index Q4 2020) จากดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์ ล่าสุด พบว่า ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 2% ถือเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส   นับเป็นการแสดงให้เห็นสัญญาณบวกของตลาดอสังหาฯ ที่เริ่มเติบโตจากการเปิดตัวโครงการใหม่ ๆ ของผู้ประกอบการออกสู่ตลาด  พร้อมปล่อยสงครามราคามากระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอย่างไม่หยุดยั้งหลังสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในไทยเริ่มคลี่คลาย แม้กำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัวแต่ยังไม่มั่นใจในการใช้จ่าย หวังภาครัฐคลอดมาตรการกระตุ้นการซื้อขายช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดอสังหาฯ แนะผู้ประกอบการอสังหาฯ มองหากลุ่มเป้าหมาย ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ที่มีศักยภาพเพิ่มเติมเพื่อสร้างโอกาสขยายตลาดเจาะกำลังซื้อกลุ่มใหม่ในประเทศ   ตามรายงานดังกล่าว ยังเปิดเผยให้เห็นว่า จำนวนอสังหาฯ ในช่วงไตรมาสที่ 3 สูงขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 23% สะท้อนให้เห็นถึงจำนวนอสังหาฯ คงค้างในตลาดจำนวนมาก เนื่องจากผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจเลือกซื้ออสังหาฯ มากขึ้น อันเป็นผลมาจากความไม่มั่นใจกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง ซึ่งส่งผลต่อรายได้และการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารที่เข้มงวดขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลรายงานแนวโน้มธุรกิจไตรมาส 3 และแนวโน้มไตรมาส 4 ปี 2563 จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งระบุถึงทิศทางอสังหาฯ ไทยรายภูมิภาค พบว่า ยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ในภาคกลางลดลง โดยเฉพาะอาคารชุดและบ้านแนวราบระดับล่าง จากกำลังซื้อของลูกค้าชาวไทยที่ลดลง เมื่อพิจารณาการปล่อยสินเชื่ออสังหาฯ ของธนาคาร พบว่ายอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ในภาคกลางเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันในปีก่อน ขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัยของคนไทยในภาคเหนือยังมี แต่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ โดยมียอดปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้น 40-50% แม้เคยยื่นประเมินการขอสินเชื่อซื้ออสังหาฯ เบื้องต้น (pre-approve) ไว้   นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทยของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ กล่าวในงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “The Guru View: แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยในยุคโควิด-19 ที่ยังไร้ยาต้าน” ในงาน Asia Virtual Property Expo  ว่า ตลาดอสังหาฯ ในปี 2563 นี้ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างมาก ทั้งในมุมผู้ประกอบการและผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ต้นปีตลาดมีการชะลอตัวตามสภาพเศรษฐกิจไทย ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมทั้งมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ LTV ของ ธปท. ที่ส่งผลต่อการซื้อขายในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ   เมื่อผนวกกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งระบบและทำให้ตลาดอสังหาฯ ชะลอตัวอย่างมากในช่วงครึ่งปีแรก แม้สถานการณ์หลังการล็อกดาวน์จะมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงต้องจับตาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศ และความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองเป็นอีกปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯ และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งต้องจับตามองต่อไปว่าภาครัฐจะออกมาตรการใดมาช่วยกระตุ้นการเติบโตในตลาดต่อจากนี้ ตลาดอสังหาฯ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ยังคงเป็นโอกาสทองของผู้ซื้อและนักลงทุนระยะยาวที่มีความพร้อมทางการเงิน เนื่องจากผู้ขายยังคงใช้สงครามราคามาช่วยเร่งระบายสต็อกคงค้าง ทำให้ราคาอสังหาฯ ช่วงนี้ยังไม่สูงเกินไป โดยเฉพาะรูปแบบคอนโดฯ และทาวน์เฮ้าส์ เทรนด์ซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบยังโตต่อเนื่อง  จากข้อมูลผู้เข้าเยี่ยมชมในเว็บไซต์ DDproperty.com ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้ พบว่า ผู้บริโภคให้ความสนใจเข้าชมประกาศซื้อ-ขาย-เช่าที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เติบโตขึ้นกว่า 4% แสดงถึงสัญญาณบวกของตลาด และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อมาตรการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี   เห็นได้จากที่อยู่อาศัยแนวราบยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคค้นหาบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับสัดส่วนจำนวนบ้านเดี่ยวในปีนี้เติบโต 40% และทาวน์เฮ้าส์ที่เติบโต 41% เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่ผ่านมา เนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อเป็นผู้อยู่อาศัยจริง หันมาให้ความสำคัญในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ใช้งานมากขึ้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป  จากเทรนด์ Work from Home ที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการพิจารณาเลือกซื้อบ้านในช่วงนี้ จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ หันมาเน้นการเปิดตัวโครงการแนวราบอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาด โดยเฉพาะระดับราคา 1-5 ล้านบาท หลังจากที่ก่อนหน้านี้โฟกัสอยู่ที่กลุ่มตลาดกลางบน (5 ล้านบาทขึ้นไป)   ในขณะที่ตลาดให้เช่ายังมีโอกาสเติบโตเช่นกัน โดยมีการค้นหาที่อยู่อาศัยประเภทให้เช่าในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 3 % เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้  ซึ่งคอนโดฯ ให้เช่ามีการเติบโตมากที่สุดถึง 9% เป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัวทำให้การเช่าที่พักอาศัยกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะมีความเสี่ยงทางการเงินน้อยกว่า  รวมทั้งการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่เข้มงวดขึ้นทำให้มียอดการปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย   อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคให้ความสนใจเลือกเช่าที่อยู่อาศัยที่มีอัตราค่าเช่า 30,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป เพิ่มขึ้นถึง 20% ในรอบไตรมาสที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้บริโภคจะยังไม่พร้อมซื้ออสังหาฯ เป็นของตัวเองในตอนนี้ แต่ยังคงมีศักยภาพเพียงพอที่จะจ่ายค่าเช่าในอัตราที่สูงขึ้นในช่วง 1-2 ปี เนื่องจากมีความจำเป็นที่ต้องเลือกที่พักอาศัยในทำเลที่ต้องการ ผู้ประกอบการอสังหาฯ ควรปรับตัวรับสถานการณ์ปัจจุบันด้วยการเจาะกลุ่มกำลังซื้อใหม่ ๆ ในประเทศ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจไปยังกลุ่มเป้าหมายอื่นแทนที่กลุ่มกำลังซื้อเดิมที่อาจอิ่มตัว และได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV
4 กลยุทธ์ “พฤกษา เรียลเอสเตท” เดินหน้าต่อ ฟื้นรายได้กลับมายืน 50,000 ล้าน

4 กลยุทธ์ “พฤกษา เรียลเอสเตท” เดินหน้าต่อ ฟื้นรายได้กลับมายืน 50,000 ล้าน

ปี 2563 ถือเป็นปีที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อเนื่องในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ในปัจจุบันยังมีปัญหาการเมือง ที่เข้ามาตอกย้ำให้ภาพรวมเศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากอีกด้วย ทำให้มีการประเมินกันว่าภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปีนี้น่าจะติดลบไม่ต่ำกว่า 30%  โดยมูลค่าตลาดช่วง 9 เดือนแรกของปีที่มีมูลค่า 208,994 ล้านบาท ลดลง 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562   สำหรับบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบดังกล่าวไม่ต่างจากเพื่อนร่วมธุรกิจ  แต่นอกจากปัจจัยภายนอกที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของพฤกษาแล้ว พฤกษายังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรในหลายเรื่องด้วยกัน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงาน ภายหลังจากที่ “สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์” ได้ลาออกจากการบริหารงาน ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของพฤกษา เรียลเอสเตท และตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) โดยมีนายปิยะ ประยงค์ มาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พฤกษา เรียลเอสเตท ​ แทน รวมถึงการลาออกของนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษาเรียลเอสเตท – พรีเมียม ก่อนหน้านั้นด้วย ทำให้ปีนี้พฤกษา เรียลเอสเตทมีการปรับเปลี่ยนและ Reorganize ในหลายเรื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน 4 กลยุทธ์ Reorganize ปั้นรายได้และกำไร นายปิยะ ประยงค์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ทำให้ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ไม่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ และบริษัทฯ มีการปรับแผนธุรกิจ ให้สอดรับกับสถานการณ์  มุ่งเน้นการเปิดโครงการใหม่  และเลือกทำการรีมาร์เก็ตติ้ง  ( Remarketing) ในโครงการ Hero Projects ซึ่งเป็นโครงการที่มีศักยภาพสูงและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จึงทำให้ในไตรมาสที่ 3 สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว  มียอดขาย​ 6,584 ล้านบาท เติบโต 88% จากไตรมาสก่อน ที่มียอดขาย 3,507 ล้านบาท มีรายได้ 6,353  ล้านบาท เติบโต 3% และมีกำไรสุทธิ 603 ล้านบาท เติบโต 9.4% จากไตรมาสก่อน ซึ่งสัดส่วนของยอดขายและรายได้ในไตรมาส 3 ที่มาจากโครงการ Hero Projects ถึง 19% และ 23% ตามลำดับ โดยที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับองค์กรและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานภายใน (Lean Organization) และจะใช้เป็นกลยุทธ์สำหรับการทำให้พฤกษา เรียลเอสเตท กลับมาเติบโตได้เหมือนช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเน้นในการทำงานใน 4 เรื่องหลัก ดังนี้ 1.การปรับองค์กรสู่ Thinking Company พฤกษา เรียลเอสเตท ได้ปรับองค์กรใหม่ ไปสู่ Thinking Company หรือองค์กรที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ และการดูแลลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น  จากเดิมเป็น Operation Company หรือองค์กรที่เน้นการดำเนินงาน โดยอาจจะไม่ได้คำนึงถึงประสิทธิภาพ เช่น งานก่อสร้างโครงการแนวราบใช้ผู้รับเหมารายเล็กจำนวนมาก เปลี่ยนกลับมาใช้ผู้รับเหมารายใหญ่แทน เพื่อประสิทธิภาพมากขึ้นและต้นทุนคงที่ลดลง จากเดิมที่เคยมีประมาณ ​18-19% ลดลงเหลือ 16-17% ภายในปีหน้า และในอนาคตจะปรับลดให้ต่ำลงกว่า 15% 2.การเปิดโครงการที่เป็น Hero Project ปีที่ผ่านมาบริษัทมีโครงการเปิดดำเนินนานกว่า 200 โครงการ ในอนาคตจะปรับลดให้เหลือกว่า 100 โครงการ โดยมุ่งเน้นโครงการที่เรียกว่า Hero Project ซึ่งหมายถึงโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีมีศักยภาพ พัฒนาโครงการคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าอย่างแท้จริง หรือ Customer Value  ที่ผ่านมาบริษัทอาจจะพูดคุยกับลูกค้าน้อยไปหน่อย ในการหา Customer Value และปัจจุบันการมีการวิจัยค้นหาความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ขณะเดียวกันยังร่วมมือกับผู้รับเหมารายใหญ่ ในการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งทำให้สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้ถึง 20-30% 3.การใช้ Data Analytic วิเคราะห์และทำการตลาด จากการพัฒนาโครงการที่มุ่งเน้น Hero Projects ทำให้บริษัทต้องทำการวิเคราะห์ข้อมูล และความต้องการลูกค้ามากขึ้นกว่าในอดีต  เพื่อพัฒนาโครงการให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าจริง ๆ นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับโรงพยาบาลวิมุต ในการเพิ่มบริการที่ลูกค้ามีความต้องการ เช่น เนอร์สซิ่งโฮม หรือ โฮมแคร์สำหรับผู้สูงอายุ ที่จะถูกพัฒนาไว้ในบางโครงการด้วย ​ 4.เน้นการบริหาร Stock ให้มีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันบริษัทบริหารสต็อกเหลือ 17,223 ล้านบาท ลดลง 31% จากปี 2562 ซึ่งจะยังคงเดินหน้าลดสต็อกสินค้าในมือให้ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีอัตรากำไรสุทธิที่เพิ่มมากขึ้น ในปีหน้าคาดว่าจะลดสต็อกให้เหลือ 10,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมุ่งเน้นสร้างรายได้ให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีหน้าคาดว่าจะเติบโตในอัตรา 15% และภายในอีก 2 ปีข้างหน้าบริษัทน่าจะกลับมารายได้เหมือนช่วงที่ผ่านมา หรือมีรายได้ประมาณ ​50,000 ล้านบาท ​ส่วนปี 2563 บริษัทคาดว่าจะทำรายได้ 31,000 ล้านบาท เปิด 2 Hero Projects ไตรมาส 4 สำหรับแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ในช่วงโค้งท้ายปี คาดว่ายังจะมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะด้านราคาและโปรโมชั่น ซึ่งพฤกษา เรียลเอสเตทยังคงใช้กลยุทธ์ราคาและโปรโมชั่น เป็นหนึ่งกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจในไตรมาสสุดท้ายด้วยเช่นกัน เพื่อเร่งยอดขาย พร้อมเร่งทยอยโอน The Reserve สุขุมวิท 61 มูลค่า 2,700 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 13% ของรายได้ที่ต้องทำอีกในไตรมาส 4 เมื่อประกอบกับรายได้จากการโอนฮีโร่โปรเจคราว 32% และโครงการอื่น ๆ ที่เปิดขายอยู่อีกราว 55% คาดว่าจะช่วยผลักดันให้บริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายรายได้ที่วางไว้ได้ นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดโครงการใหม่ในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นอีก 2 โครงการ  รวมเปิดโครงการใหม่ทั้งปี 2563 จำนวน 13 โครงการ  จากช่วง 9 เดือนแรก บริษัทเปิดโครงการไปแล้ว 11  โครงการ มูลค่ารวม 13,620 ล้านบาท  ซึ่งในไตรมาส 4 จะเป็นโครงการ Hero Project  ได้แก่ The Plant รังสิต-อเวนิว บ้านเดี่ยว  มูลค่าโครงการ 985 ล้านบาท ราคา 3 - 5 ล้านบาท และโครงการ พฤกษาวิลล์ ศรีนครินทร์-บางนา  มูลค่าโครงการ 1,101 ล้านบาท  ราคาเริ่มต้น 2 – 3 ล้านบาท แผนปี 64 เปิด 30-35 โปรเจ็กต์ ในปี 2563 ถือว่าตลาดไม่เอื้ออำนวยให้พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดตัวโปรเจ็กต์ได้ตามแผนที่วางไว้ ซึ่งโครงการประมาณ​20 โปรเจ็กต์ จะถูกเลื่อนไปเปิดตัวในปี 2564 โดยตามแผนในปีหน้า จะมีการเปิดตัวโครงการรวมทั้งหมดประมาณ 30-35 โครงการ มูลค่า 30,000-35,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีโครงการในลักษณะ Hero Projects 30% ซึ่งจะเน้นตลาดที่มีศักยภาพในกลุ่มลูกค้าที่มีฐานรายได้ตั้งแต่ 50,000-100,000 บาท เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และมีกำลังซื้อที่ดี  ในปีหน้าบริษัทจะเปิดโครงการคอนโดมิเนียม 7 โครงการ จับตลาดระดับราคา 2-5 ล้านลาท และหนึ่งในนั้นจะเป็นโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจเฮลท์แคร์   ด้านความคืบหน้าโรงพยาบาลวิมุต นายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ความคืบหน้าของการก่อสร้างโรงพยาบาลวิมุตเป็นไปตามแผนงาน โดยจะเป็นสถานพยาบาลระดับ Tertiary Care ขนาด 236 เตียง 18 ชั้น ออกแบบสอดคล้องตามมาตรฐานสากล JCI ภายใต้วิสัยทัศน์ขององค์กรที่มุ่งมั่นตั้งใจรักษาให้คนไทยมีสุขภาพแข็งแรง พ้นทุกข์จากการเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ เข้าถึงการรักษาโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ใส่ใจดูแลคนไข้เสมือนคนในครอบครัว ตรวจวินิจฉัย และรักษาได้ตรงจุดด้วยเทคโนโลยี และเครื่องมือการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมยาที่มีคุณภาพ ประทับใจการบริการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ด้วยค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้ ซึ่งคาดจะเปิดให้บริการตามแผนงานในเดือนพฤษภาคม 2564  
“ออริจิ้น” เปิด 6 โปรเจ็กต์ใหม่ หลังโชว์กำไร Q3 กว่า 717 ล้าน

“ออริจิ้น” เปิด 6 โปรเจ็กต์ใหม่ หลังโชว์กำไร Q3 กว่า 717 ล้าน

“ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” ได้แรงหนุนโปรเจ็กต์ร่วมทุน ยอดโอนทำนิวไฮ ดันกำไรไตรมาส 3 กว่า 717 ล้าน ขณะที่ไตรมาสสุดท้ายโปรเจ็กต์ใหม่  6 โครงการ มูลค่ากว่า 8,900 ล้านทำตลาด รักษา Top 5 ผู้นำอสังหาฯ   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2563 บริษัทสร้างยอดโอนรวมกว่า 3,896 ล้านบาท แบ่งเป็น กลุ่มโครงการที่ไม่ได้ร่วมทุน (Non-JV) 2,207 ล้านบาท และกลุ่มโครงการร่วมทุน (JV) 1,689 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 717 ล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งจากไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ​โดยคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ระดับ 28.2% ซึ่งสูงที่สุดเท่าที่บริษัทเคยทำมา และทำให้บริษัทยังคงอันดับการทำกำไรอยู่ในกลุ่มท็อป 5 ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยได้อย่างแข็งแกร่ง ปีนี้กำไรของเราโดดเด่นติดท็อป 5 ได้ในทุกไตรมาส เนื่องจากปีนี้เป็นปีแรกที่เราเริ่มเก็บเกี่ยวผลงานจากโครงการร่วมทุน โดยเฉพาะในไตรมาส 3  ยอดโอนโครงการ JV ของเราทำสถิตินิวไฮที่ 1,689 ล้านบาท ส่วนสำคัญ มาจาก โครงการ ไนท์บริดจ์ ไพร์ม อ่อนนุช ที่มียอดโอนสูงถึง 1,000 ล้านบาท   นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับไตรมาส 4/2563 บริษัทคาดว่าจะสามารถรักษาระดับผลประกอบการให้โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเห็นสัญญาณบวกจากปัจจัยภายนอกหลายด้านต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งภาพรวมเศรษฐกิจประเทศที่มีแนวโน้มดีขึ้นจากการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งผ่านไป ขณะเดียวกัน นโยบายภาครัฐที่ขยายเวลารับส่วนลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ถึงสิ้นปีนี้ น่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยภายในไตรมาสนี้ได้ดี ส่วนปัจจัยภายในบริษัทสามารถพัฒนาโครงการใหม่แล้วเสร็จตามกำหนด พร้อมทยอยโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มเติมอีก 8 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 10,540 ล้านบาท จำนวนดังกล่าวเป็นโครงการ JV 1 โครงการ คือโครงการคอนโดมิเนียมไนท์บริดจ์ สเปซ รัชโยธิน มูลค่าโครงการ 2,700 ล้านบาท ที่มี Backlog แล้วกว่า 93%  ขณะเดียวกัน โครงการทั้งกลุ่ม Non-JV และ JV ที่สร้างเสร็จก่อนหน้านี้ ก็ยังจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์กันอย่างต่อเนื่อง บริษัทคาดว่าไตรมาส 4/2563 จะเป็นไตรมาสที่มีกิจกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ และมีกำไรโดดเด่นที่สุดอีกไตรมาสหนึ่งของปีนี้   บริษัทยังเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่  6 โครงการ มูลค่ารวม  8,950 ล้านบาท รวมถึงเปิดตัวแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่ เบลกราเวีย (BELGRAVIA) และแบรนด์คอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ โซโห แบงค็อก (SOHO BANGKOK) เพื่อขยายเซ็กเมนท์การดำเนินธุรกิจของบริษัทให้ครอบคลุมตลาดมากยิ่งขึ้น ทุกคนรู้ว่าตลาดปีนี้อาจไม่ได้สดใสมากนัก เนื่องจากผลกระทบของ COVID-19 โชคดีของเราคือ เราสร้างรากฐานที่ดีมาตั้งแต่อดีต แม้เราเพิ่งมาพูดเรื่อง Open Platform ปีนี้ แต่จริงๆ เรา Open เรื่องการร่วมทุน เรื่องการผนึกกับพันธมิตรมาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ล่าสุด ยอดขาย 10 เดือนของเราทะลุเป้าหมาย 21,500 ล้านบาทของปีนี้ไปแล้ว    
เอสซีฯ ทุบสถิติสร้างนิวไฮ Q3 เดินหน้าเปิดโปรเจ็กต์ดันเป้า 17,000 ล้าน

เอสซีฯ ทุบสถิติสร้างนิวไฮ Q3 เดินหน้าเปิดโปรเจ็กต์ดันเป้า 17,000 ล้าน

เอสซีฯ โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3 สร้างสถิติทำนิวไฮยอดโอนแนวราบ หนุนรายได้รวม 9 เดือนถึง 13,637 ล้าน โต 25% กำไรสุทธิ 1,440 ล้าน โต 39%  มั่นใจสิ้นปีรายได้ถึงเป้า 17,000 ล้าน  พร้อมรุกลงทุนแนวราบเพิ่ม รักษาความเป็นผู้นำบ้านคุณภาพสูง   นายอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาว่า บริษัทฯ มีการเติบโตต่อเนื่องทั้งรายได้และกำไรสุทธิ   โดยมีรายได้รวม 5,749 ล้านบาท เติบโต 35%  จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และกำไรสุทธิ 684 ล้านบาท คิดเป็น 11.90% ของรายได้ เติบโต 55% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ​ โดยในไตรมาส 3 บริษัทมีรายได้จากโครงการแนวราบ 4,406 ล้านบาท เติบโต 54% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 80% ของรายได้จากการขายทั้งหมด   สำหรับรายได้รวม 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีจำนวน 13,637 ล้านบาท เติบโต 25% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรายได้จากการดำเนินงาน 13,577 ล้านบาท เติบโต 24% สัดส่วนหลักมาจากรายได้จากการขาย 95% และอีก 5% เป็นรายได้จากค่าเช่าและบริการ  มีกำไรสุทธิ 1,440 ล้านบาท เติบโต 39% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในขณะที่ยอดขายรวม 12,375 ล้านบาท เติบโต 8% มาจากยอดขายหลักของแนวราบ 11,342 ล้านบาทที่เป็นสถิติยอดขายสูงสุดของ 9 เดือนด้วย  สำหรับภาพรวมสถานะทางการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม และหนี้สินรวม เท่ากับ 43,674 ล้านบาท และ 25,475 ล้านบาทตามลำดับ โดยมีอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวม เท่ากับ 1.40 เท่า   นายอรรถพล กล่าวเพิ่มเติมว่า  SC ยังเน้นพัฒนาโครงการแนวราบซึ่งเป็นพอร์ตหลักที่ได้รับการตอบรับที่ดีมากมาตลอดในทุกระดับราคา จากปัจจัยสำคัญคือการรักษามาตรฐานคุณภาพสูง โดยปัจจุบันมีที่ดินพร้อมสำหรับโครงการแนวราบที่จะเปิดขายใหม่  ในปี 2564 และมีความพร้อมในการลงทุนที่ดินใหม่เพื่อรองรับการสร้างรายได้ในปี 2565-2566 ส่วนในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ มีแผนเปิดตัว 4 โครงการใหม่โดยเป็นโครงการแนวราบทั้งหมด มูลค่ารวม 4,670 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีโครงการเพื่อขายทั้งหมดจำนวน 58 โครงการ มูลค่าคงเหลือเพื่อขายรวม 44,670 ล้านบาท แบ่งเป็น 50 โครงการแนวราบ และอีก 8 โครงการแนวสูง พร้อมกับมี Backlog ที่รอโอนและรับรู้รายได้ในปีนี้อีกประมาณ 4,000 ล้านบาท บริษัทมีความมั่นใจว่า ปี 2563 จะสามารถบรรลุเป้ารายได้ 17,000 ล้านบาท    
เอพี ทุบสถิติรายได้ 9 เดือน สูงสุด พร้อมกำไรสูงกว่าปี 62 ทั้งปี

เอพี ทุบสถิติรายได้ 9 เดือน สูงสุด พร้อมกำไรสูงกว่าปี 62 ทั้งปี

เอพี ฝ่าวิกฤตโควิด-19  สร้างรายได้รวม 9 เดือนแรก 35,180 ล้านบาท พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำกำไร สุทธิ  3,280 ล้านบาท สูงกว่าปี 2562  ทั้งปี  ผลจากการสลับพอร์ตสินค้าที่รวดเร็ว ดึงเกมแนวราบเสริมแกร่ง ควบคู่ดีมานด์คอนโดเข้าอยู่จริงมีต่อเนื่อง ชู LIFE ลาดพร้าว และ LIFE อโศก -พระราม 9 คีย์ไดรฟ์สำคัญหนุนรายได้ เพิ่มงบซื้อที่ดินรวมทั้งปีที่ 9,500 ล้าน  เติมพอร์ตแนวราบ ช่วงโค้งเตรียมเปิด ASPIRE เอราวัณ ไพร์ม มูลค่า 3,200 ล้านบาท รับดีมานด์ตลาดคอนโดยังมีอยู่​   นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP เปิดเผยว่า 9 เดือนแรกของปี เอพีมีอัตราการเติบโตที่สูงมากเป็นประวัติการณ์  สร้างรายได้รวมจากสินค้าแนวราบ กลุ่มคอนโดมิเนียม (100%JV) และธุรกิจอื่นๆ ได้สูงถึง 35,180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวมเท่ากับ 22,510 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการปรับแผนเพิ่มสัดส่วนการพัฒนาสินค้าแนวราบ ควบคู่ไปกับแผนการโอนกรรมสิทธิ์ คอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จในปีนี้ ซึ่งยังคงได้รับผลตอบรับที่ดี โดยเฉพาะในไตรมาส 3 นี้ ส่วนหนึ่งของยอดรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการทยอยโอนกรรมสิทธิ์ LIFE ลาดพร้าว LIFE อโศก-พระราม 9 และ ASPIRE อโศก-รัชดา นับเป็นเวลานานกว่า 10 เดือนแล้วที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤต โควิด-19 ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ใหญ่และแตกต่างจากทุกวิกฤตที่ผ่านมา ทางรอดเดียวที่จะก้าวผ่านไป คือ การปรับตัวที่รวดเร็ว ภายใต้การบริหารจัดการกระแสเงินสดที่รัดกุม ส่งผลให้ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นบริษัทฯ ยังคงสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นในทุกไตรมาส ด้านกำไรสุทธิรวม 9 เดือนแรกของปี 2563  สูงถึง 3,280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% หากเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2562 ที่มีกำไรสุทธิรวมเท่ากับ 2,180 ล้านบาท และสูงกว่ากำไรของปี 2562 ที่มีจำนวน 3,060 ล้านบาท อีกด้วย ด้านสัดส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 0.82 เท่า ต่างจากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 0.99 เท่า สะท้อนได้ถึงความสามารถในการบริหารจัดการทางการเงินที่ดีภายใต้สภาวะความกดดันจากวิกฤตที่เกิดขึ้น ปัจจุบันบริษัทได้เพิ่มงบประมาณในการจัดซื้อที่ดินขึ้นเป็น 9,500 ล้านบาท หลังจากเมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมาได้ตัดลงเหลือ 4,500 ล้านบาท   ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2563 บริษัทฯ มีสินค้ารอรับรู้รายได้มูลค่ามากถึงเกือบ 40,000 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบมูลค่าราว 10,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมมูลค่า 30,000 ล้านบาท (รวมโครงการร่วมทุน) ซึ่งจะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566 ซึ่งบริษัทฯ ​มั่นใจว่าไตรมาสสุดท้ายของปีจะสามารถสร้างรายได้รวมได้ตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ ที่จำนวน  40,550 ล้านบาท ด้วยแรงส่งของพอร์ตสินค้าแนวราบที่อยู่ระหว่างการขายที่มากกว่า 90 โครงการ และคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์อีกมากกว่า 9 โครงการ เช่น ASPIRE อโศก-รัชดา LIFE ลาดพร้าว LIFE อโศก - พระราม 9 และ LIFE วัน ไวร์เลส เป็นต้น “ผมเชื่อว่าเราจะอยู่กับวิกฤตอย่างนี้ต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน อย่างยาวผมไม่รู้ เพราะครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤตที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศเรา แต่เป็นกันทั่วโลก ช่วงที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วถึงผลกระทบ ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งวิธีการทำงาน การซื้อ-ขาย การดำเนินชีวิต ตลอดจนพฤติกรรมการอยู่อาศัย แต่การเปลี่ยนแปลงยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ พายุลูกใหม่กำลังจะเข้ามา ผู้นำองค์กรต้องประเมินสถานการณ์รอบด้าน โดยเฉพาะลูกค้าว่าเปลี่ยนไปในทิศทางใด ทำอะไรถึงจะตอบความต้องการใหม่ของเค้าได้ เตรียมคนในองค์กร ประกอบกับการบริหารจัดการกระแสเงินสด เพื่อให้เรารอดผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน”      สำหรับแผนการดำเนินงานท่ามกลางภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นในปีนี้ นอกจากการปรับพอร์ตการเปิดตัวสินค้าใหม่มาเป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมรวมทั้งสิ้น 39 โครงการ มูลค่ารวม 41,820 ล้านบาทแล้วนั้น ในช่วงไตรมาสสุดท้ายดีมานด์ตลาดคอนโดมิเนียมเริ่มส่งสัญญาณในทิศทางที่ดี บริษัทฯ​ จึงได้ปรับแผนเปิดคอนโดมิเนียม 1 โครงการ ได้แก่ ASPIRE เอราวัณ ไพร์ม มูลค่า 3,200 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นปี 2563 นี้บริษัทเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 40 โครงการ มูลค่ารวม 45,020 ล้านบาท ด้านยอดขาย 10 เดือนแรก ณ วันที่ 31 ตุลาคมนี้ บริษัทฯ สร้างยอดขายรวมได้แล้วถึง 27,300 ล้านบาท ทั้งนี้ สรุปตัวเลขทางการเงินเฉพาะไตรมาส 3 ปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้รวมจากสินค้าแนวราบกลุ่มคอนโดมิเนียม (100%JV) และธุรกิจอื่นๆ เท่ากับ 15,219 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 140% หากเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2562 ที่มีรายได้รวมเท่ากับ 6,353 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิเท่ากับ 1,451 ล้านบาท เติบโต 135% หากเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2562 ที่ได้ 618 ล้านบาท  
แกรนด์ แอสเสทฯ ลุยธุรกิจเฮลท์แคร์ จับมือพันธมิตรตั้งโรงงานผลิตถุงมือยาง

แกรนด์ แอสเสทฯ ลุยธุรกิจเฮลท์แคร์ จับมือพันธมิตรตั้งโรงงานผลิตถุงมือยาง

แกรนด์ แอสเสทฯ รุกธุรกิจสุขภาพ จับมือ วัฒนชัย รับเบอร์เมท  ตั้งบริษัทร่วมทุน “แกรนด์ โกลบอล โกล์ฟ” ใช้ไทยเป็นฐานผลิตและส่งออกถุงมือยาง  วางเป้าเบอร์ 2 รายใหญ่ด้านผู้ผลิตถุงมือ ของไทย   นายวิชัย ทองแตง ประธานกรรมการ บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้มีการร่วมลงทุนกับ บริษัท วัฒนชัย รับเบอร์เมท จำกัด หรือ WA ในสัดส่วน  50.5%  จัดตั้ง บริษัท แกรนด์ โกลบอล โกล์ฟ จำกัด (GGG) เพื่อผลิตและส่งออกถุงมือยาง โดยเตรียมลงทุนตั้งโรงงานผลิตถุงมือยางภายใต้แบรนด์ GGG ในนิคมอุตสาหกรรมทีเอฟดี จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจะมีกำลังการผลิต 5,000 ล้านชิ้นต่อปี วางเป้าหมายขึ้นเป็นผู้ประกอบธุรกิจถุงมือยางรายใหญ่อันดับ 2 ของไทย การลงทุนครั้งนี้ เป็นการขยายเข้าสู่กลุ่มธุรกิจสุขภาพหรือเฮลท์แคร์เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เพราะวิกฤติโควิด-19 ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนอย่างมาก  โลกต้องปรับตัวเนื่องจากบริบทโลกได้เปลี่ยนไป เป็นกระแสให้ทุกธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่โมเดลธุรกิจใหม่ สำหรับประเทศไทย ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกว่ามีความโดดเด่นในด้านเฮลท์แคร์  จึงถือเป็นศักยภาพที่เข้มแข็งที่สุด แกรนด์ แอสเสทฯ ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และเราเลือกที่จะปรับแนวทางให้สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ มั่นใจว่าการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ จากนี้ไปจะเป็น New Future ของธุรกิจอสังหาฯ และธุรกิจอื่นๆ ด้วย   การขยายสู่ธุรกิจผลิตถุงมือยางครั้งนี้ ยังเล็งเห็นถึงโอกาสที่จะสร้างการเติบโตที่สำคัญให้กับบริษัท จากธุรกิจที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมีความต้องการใช้ถุงมือยางของโลกที่เพิ่มขึ้นและยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก การร่วมทุนกับวัฒนชัย รับเบอร์เมท ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี และเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายถุงมือยางที่ประสบความสำเร็จในการส่งออกไปทั่วโลก  การที่บริษัทมีพันธมิตรทั้งกลุ่มสุขภาพและอุตสาหกรรมการแพทย์ซึ่งเป็นผู้ใช้โดยตรงในประเทศ  รวมถึงความเชี่ยวชาญของผู้บริหารที่อยู่ในวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ทำให้บริษัทก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในธุรกิจนี้ได้อย่างมั่นใจ ประมาณการความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลก ปี 2561-2566 และส่วนแบ่งทางการตลาดตามประเทศผู้ผลิต ปี 2562 บริษัทจะเริ่มจากการผลิตถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอื่น ผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ ถุงมือยางธรรมชาติหรือลาเท็กซ์ และถุงมือยางสังเคราะห์หรือไนไตร ภายใต้มาตรฐานใหม่ในด้านรูปแบบ และเทคโนโลยีการผลิต โดยจะผลิตและจัดจำหน่ายในประเทศ รวมทั้งส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีปริมาณความต้องการใช้ถุงมือยางจำนวนมากเป็นตลาดหลัก ประมาณการการขยายตลาดไปในแต่ละภูมิภาคจะประกอบด้วย ยุโรป 30% เอเชีย  25%  สหรัฐอเมริกา 15% ตะวันออกกลาง 15% และอื่นๆ อีก 15%   ปัจจุบันส่วนแบ่งทางการตลาดของถุงมือยางโลก กระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากถึง  86% ประกอบด้วย มาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นแหล่งเพาะปลูกยางพาราที่สำคัญของโลก ขณะที่มาเลเซียซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุด ต้องนำเข้าน้ำยางธรรมชาติจากไทยเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำยางข้นอันดับหนึ่งของโลก จึงมีศักยภาพที่จะเพิ่มส่วนแบ่งการ ตลาดของถุงมือยางโลก บริษัทพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และร่วมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก โดยจะจัดตั้งบริษัทจัดจำหน่ายและโลจิสติกส์ ระดับโลก เพื่อรองรับการจัดจำหน่ายให้กับตัวแทนซื้อระดับนานาชาติ รวมถึงผู้ใช้ปลายทางจากทั่วโลก ประมาณการการขยายการตลาดไปในแต่ละภูมิภาคของ บริษัท แกรนด์ โกลบอล โกล์ฟ จำกัด จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในช่วงปี 2553-2562 ความต้องการใช้ถุงมือยางของโลก มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 8% ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุนทั้งการขยายตัวของประชากรโลก ซึ่งมีการใช้ถุงมือยางทั้งในภาคอุตสาหกรรมและสาธารณสุข ในปี 2563 การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้ถุงมือยางของโลกพุ่งขึ้นสูงมาก เพื่อตอบโจทย์การใช้งานภายใต้วิถีชีวิตใหม่ ความต้องการใช้ถุงมือยางของโลกในปี 2563 จะมากกว่า 330,000 ล้านชิ้นต่อปี และคาดการณ์ว่าปี 2564 จนถึงปี 2566 จะเติบโตไปถึง 500,000 ล้านชิ้นต่อปี เป็นผลมาจากปัจจัยหลัก ได้แก่ การเติบโตของอุตสาหกรรมทางการแพทย์ และการเติบโตของผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญด้านสุขอนามัยอย่างมากในปัจจุบัน สะท้อนโอกาสของผู้ผลิตถุงมือยางในการเร่งส่งออกไปยังตลาดโลก  
AWC ผลงานไตรมาส 3 ฟื้นตัว แต่ยังขาดทุน 620 ล้าน

AWC ผลงานไตรมาส 3 ฟื้นตัว แต่ยังขาดทุน 620 ล้าน

AWC ประกาศผลงาน ไตรมาส 3 ปรับตัวดีขึ้น หลังการท่องเที่ยวเริ่มฟื้น สถานการณ์โควิดคลี่คลายรัฐเดินหน้าผ่อนปรนระยะที่ 6 สร้างรายได้รวม 1,225 ล้านบาท สูงขึ้น 63.5%  จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังขาดทุนกว่า 620 ล้าน   AWC รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2563 ที่ผ่านมา ว่าขาดทุนสุทธิ 620 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 29.3% จากไตรมาส 2/2563 ซึ่งขาดทุนกว่า 876 ล้านบาท  โดยไตรมาส 3/2563 มีรายได้รวม 1,225 ล้านบาท หรือลดลง 61.9% จาก 3,213 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ด้วยผลกระทบต่อเนื่องสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แม้ว่าในปัจจุบันได้มีประกาศมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 6 ที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติบางกลุ่มเดินทางเข้าประเทศไทยได้ แต่ยังไม่สามารถเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวได้   อย่างไรก็ตาม หากพิจารณารายได้รวมไตรมาส 3/2563 เทียบกับไตรมาส 2/2563 จะเห็นได้รายได้รวมปรับตัวสูงขึ้น 63.5% แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวและแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของการท่องเที่ยวภายในประเทศ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถควบคุมค่ายใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายการดำเนินงานต่อรายได้จากการดำเนินงานในไตรมาส 3/2563 ลดลง 18.9% จากไตรมาส 2/2563 เป็นผลมาจากแผนการปรับโครงการสร้างองค์กรควบคู่ไปกับมาตรการควบคุมและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารค่าใช้จ่าย (Cost Control and Efficiency Initiatives) ซึ่งเป็นการรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับการบริหารงานและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างยั่งยืน ไตรมาส 3 ขาดทุนลดเหลือ 620 ล้าน นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า  ในเดือนกรกฏาคม โรงแรมภายใต้ AWC เกือบทั้งหมด (ยกเว้นโรงแรม เชอราตัน สมุย รีสอร์ท) ได้กลับมาเปิดให้บริการ และตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม โรงแรมภายใต้ AWC อีก 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรม เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ และ โรงแรม ดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ ได้เข้าร่วมการเป็นสถานที่กักตัวทางเลือก (Alternative State Quarantine: ASQ) ทำให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมทั้งหมดของบริษัท (Average Occupancy Rate) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ​ ยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้ และยังมีการลดค่าเช่าให้กับผู้ประกอบการร้านค้าเช่าบางรายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า (Retail) เพื่อให้สามารถผ่านวิกฤตไปได้ร่วมกันกับ AWC ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิไตรมาส 3/2563 ที่ 620 ล้านบาท แม้ว่าจะยังคงได้รับผลประโยชน์อย่างต่อเนื่องจากกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลายและสมดุลเชิงธุรกิจ (Balanced and Diversified Portfolio) ที่ทำให้บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคง อัดโปรฯ กระตุ้นธุรกิจโรงแรม กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ของบริษัท ยังคงได้รับผลกระทบจากภาพรวมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับรายได้ของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการของบริษัท โดยมีรายได้ 451 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มีรายได้ 2,104 ล้านบาท แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/2563 ที่มีรายได้ 130 ล้านบาท   อย่างไรก็ตาม AWC ได้ออกโปรแกรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ Thai Holidays Lifestyle, Gift of Hapiness จาก 16 โรงแรมภายใต้ AWC ขานรับโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” อีกทั้ง Bangkok Holidays Lifestyle, Gift of Happiness เพื่อกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยยอดจองโรงแรมต่างๆ อาทิ โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ที่ได้ยอดจองกว่า 5,000 คืน นอกจากนี้ ยังได้ออกแพคเกจ AWC INFINITE LIFESTYLE: INFINITE POINT OF HAPPINESS แพ็กเกจคะแนน Infinite Point ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ สำหรับใช้เข้าพักหรือแลกเพื่อใช้บริการที่หลากหลายในโรงแรมและรีสอร์ตใดก็ได้ในเครือ AWC ทั้ง 15 แห่งทั่วประเทศ ตอบรับนโยบายการท่องเที่ยวของภาครัฐ และส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทยให้พลิกฟื้นและเดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้โรงแรมต่างๆ ภายใต้ AWC มี RGI Index ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด   โดยโรงแรมในกรุงเทพฯ อาทิ โรงแรม เลอ เมอริเดียน และโรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ มี RGI Index เดือนกันยายนสูงถึง 268.2 และ 252.9 ตามลำดับ และโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่าง โรงแรม ภูเก็ต แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา, ในยางบีช และโรงแรม หัวหิน แมริออท รีสอร์ท และ สปา มี RGI Index ในไตรมาสที่ 3/2563 สูงถึง 387.0 และ 146.3 ตามลำดับ ทำให้รายได้ของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 126 ล้านบาทในไตรมาส 2/2563 เป็น 450 ล้านบาทในไตรมาส 3/2563 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 257.1%   ในขณะที่รายได้ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial) ได้ปรับตัวสูงขึ้นจาก จาก 632 ล้านบาทในไตรมาส 2/2563 เป็น 771 ล้านบาทในไตรมาส 3/2563 หรือเพิ่มขึ้น 22.0% เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail) ที่มีจำนวนลูกค้าที่เข้าใช้บริการ (Traffic) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังการประกาศมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 3 และการลดส่วนลดตามจำนวนผู้ใช้บริการโครงการที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ธุรกิจอาคารสำนักงาน (Office) ยังคงสร้างรายได้ที่มั่นคงอย่างสม่ำเสมอ เพิ่มประสิทธิภาพบริหารงาน+ลดค่าใช้จ่าย ด้วยการวางรากฐานการบริหารงานและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างยั่งยืน บริษัทยังคงเดินหน้าปรับโครงการสร้างองค์กรควบคู่ไปกับมาตรการควบคุมและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารค่าใช้จ่ายโดยไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินงานของบริษัทในอนาคต (Cost Control and Efficiency Initiatives) โดยถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไตรมาส 3/2563 จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/2563 แต่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายการดำเนินงานต่อรายได้จากการดำเนินงานได้ลดลงจาก 96.9% ในไตรมาส 2/2563 เป็น 78.0% ในไตรมาส 3/2563 แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายของบริษัทได้เป็นอย่างดี   “AWC ยังคงเชื่อมั่นในธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศไทยที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยได้เดินหน้าตามแผนพัฒนาโครงการคุณภาพเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง อาทิ การลงนามในสัญญาครั้งสำคัญกับแมริออทอินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อขยายความร่วมมือในการพัฒนาโรงแรม 4 แห่ง รวม 1,638 ห้องในกรุงเทพฯ และพัทยา การลงนามในบันทึกข้อตกลงกับครัวคุณต๋อย พันธมิตรเชิงกลยุทธ์รายใหม่ เพื่อมอบประสบการณ์ด้านอาหารแบบยั่งยืนและเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้า” เดินหน้าปรับโฉมใหม่พันธุ์ทิพย์ประตู้น้ำ นอกจากนี้ ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา AWC ได้ยกระดับโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปในหลากหลายมิติของลูกค้าทุกกลุ่ม ด้วยองค์ประกอบและบรรยากาศที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่า ด้วยงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด “Heritage Alive” ต่อยอดการอนุรักษ์หลักฐานอิงประวัติศาสตร์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง และเปิดตัวเรือ “สิริมหรรณพ” แลนด์มาร์คใหม่ริมน้ำเจ้าพระยาที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ ทั้งการกินดื่มและพักผ่อนหย่อนใจ ด้วยห้องอาหาร และบาร์ระดับพรีเมี่ยมที่ให้บริการอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะภายใต้แนวคิดใหม่ในความร่วมมือกับโรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค และได้เปิดตัวโรงแรม บันยันทรี กระบี่ โรงแรมแห่งแรกของ AWC ในจังหวัดกระบี่ บนทำเลทองติดที่ดินอุทยานแห่งชาติเขาหงอนนาค   นางวัลลภา กล่าวอีกว่า บริษัทฯ ยังเตรียมปรับโฉมโครงการพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ ให้เป็นศูนย์ค้าส่งใจกลางเมือง “AEC Trade Center – Pantip Wholesale Destination” ด้วยการลงนามในสัญญาความร่วมมือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมการค้า 11 หน่วยงาน ส่งเสริมกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าให้ผู้ประกอบการ รวมทั้งร่วมมือกับ Yiwu CCC Group ศูนย์ค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่จะเชื่อมการส่งออก-นำเข้า เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาค ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนถึงศักยภาพ และความแข็งแกร่งของ AWC ในการดำเนินแผนกลยุทธ์พัฒนาธุรกิจที่มุ่งเน้นการเติบโต ตลอดจนสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนเพื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในระยะยาว
เช็กความพร้อมประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม...เส้นทางยุทธศาสตร์ใหม่ในการเดินทาง

เช็กความพร้อมประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม...เส้นทางยุทธศาสตร์ใหม่ในการเดินทาง

การประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) กลับมาอยู่ในสปอร์ตไลท์อีกครั้ง หลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ยึดหลักเกณฑ์เดิมในการประมูลโครงการ ซึ่งเป็นการพิจารณาทีละขั้นตอน โดยเริ่มจากคุณสมบัติทั่วไปของเอกชนผู้เข้าประมูล ต่อด้วยข้อเสนอทางเทคนิค และสุดท้ายข้อเสนอการลงทุนและผลตอบแทน จากเมื่อเดือนสิงหาคม 2563 คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562  ได้เสนอปรับปรุงวิธีการประเมินข้อเสนอการร่วมลงทุน โดยให้พิจารณาข้อเสนอทางด้านเทคนิคและด้านข้อเสนอการลงทุนและผลตอบแทนควบคู่กันในสัดส่วนคะแนน 30% และ 70% ตามลำดับ สายสีส้ม จุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า 5 สาย รถไฟฟ้าสายสีส้ม (บางขุนนนท์-มีนบุรี) ถือเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นเส้นทางที่เชื่อมระหว่างกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก (เขตคลองสามวา เขตมีนบุรี เขตลาดกระบัง) และกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก (เขตบางกอกน้อย) แล้ว ยังเป็นเส้นทางที่มีการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าทุกเส้นทางที่กำลังให้บริการอยู่และกำลังก่อสร้างในปัจจุบัน เช่น -รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยและสถานีบางขุนนนท์ -รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่สถานีราชปรารภ -รถไฟฟ้าสายสีเขียวที่สถานีราชเทวี -รถไฟฟ้าสายสีชมพูที่สถานีมีนบุรี -รถไฟฟ้าสายสีเหลืองที่สถานีลำสาลี เป็นต้น   การเชื่อมต่อดังกล่าวนอกจากจะเป็นการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าเพื่อดึงดูดจำนวนผู้โดยสารในภาพรวมให้มากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มปริมาณผู้โดยสาร (traffic) ที่ต้องมาเปลี่ยนเส้นทางบริเวณสถานีรถไฟฟ้าที่เป็นจุดตัด (intersection) อีกด้วย   รูปที่ 1 : แนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้ม (บางขุนนนท์-มีนบุรี) เอกชนควักเงินลงทุนกว่า 1.28 แสนล้าน การประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันตก ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน (Public Private Partnership : PPP)  ซึ่งเอกชนผู้ชนะประมูลจะรับผิดชอบในงานโยธาส่วนตะวันตก  ระบบรถไฟฟ้า และขบวนรถไฟฟ้าทั้งหมดราว 1.28 แสนล้านบาท เพื่อแลกกับสิทธิสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีส้มตลอดสาย (ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก) เป็นระยะเวลา 30 ปี โดยภาครัฐจะรับผิดชอบการเวนคืนที่ดินและการสนับสนุน (subsidy) ไม่เกินค่างานโยธาราว 96,000 ล้านบาท   โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มประกอบไปด้วยเส้นทาง 2 ฝั่ง ได้แก่ ฝั่งตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี) และฝั่งตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) โดยโครงการฝั่งตะวันออกเป็นระบบรถไฟฟ้าแบบใต้ดินและยกระดับ ระยะทางรวมประมาณ 22.5 กิโลเมตร ประกอบด้วยสถานีใต้ดิน 10 สถานีและสถานียกระดับ 7 สถานี มูลค่าการลงทุนรวมราว 1.13 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ค่าเวนคืนที่ดิน 9,625 ล้านบาท ค่างานโยธาและค่าที่ปรึกษางานโยธาราว 82,900 ล้านบาท และค่างานระบบรถไฟฟ้าและขบวนและค่าที่ปรึกษางานระบบราว 20,750 ล้านบาท และได้เริ่มการก่อสร้างแล้วตั้งแต่ปี 2560 โดยมีภาครัฐเป็นผู้ลงทุนในส่วนค่าเวนคืนที่ดินและค่างานโยธาและค่าที่ปรึกษางานโยธา   ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตก เป็นโครงสร้างทางวิ่งใต้ดินทั้งหมดระยะทางประมาณ 13.4 กิโลเมตรและมีสถานีใต้ดิน 11 สถานี มูลค่าการลงทุนรวมราว 1.2 แสนล้านบาท (แบ่งเป็น ค่าเวนคืนที่ดิน 14,660 ล้านบาท ค่างานโยธาและค่าที่ปรึกษางานโยธาราว 96,000 ล้านบาท และค่างานระบบรถไฟฟ้าและขบวนและค่าที่ปรึกษางานระบบราว 11,370 ล้านบาท) ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตกจะมีการยื่นประมูลในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 โดยหลังจากประกาศผู้ชนะประมูลแล้ว เม็ดเงินลงทุนกว่า 1.28แสนล้านบาทจะไหลเข้าสู่ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน ธุรกิจ ที่ปรึกษาการก่อสร้าง ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจระบบรถไฟฟ้า ธุรกิจขบวนรถไฟฟ้า ซึ่งจะก่อให้เกิด เม็ดเงินหมุนเวียนในการซื้อขายสินค้าและบริการ การจ้างงานในธุรกิจเหล่านี้ รวมถึงผลบวก (spillover effect) ต่อธุรกิจอื่น ๆ ก่อนที่จะทำการเริ่มเดินรถส่วนตะวันออกในปี 2567 และทำการเดินรถทั้งส่วนตะวันออกและตะวันตกในปี 2570 ยึด 3 ประเด็นหลักเพื่อประโยชนสูงสุด อย่างไรก็ดี  EIC ประเมินว่า ภาครัฐและเอกชนผู้เข้าร่วมประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ควรมีการพิจารณา 3 ประเด็นสำคัญเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดจากการพัฒนาโครงการ ได้แก่ 1.การพัฒนาการเชื่อมต่อบริเวณสถานีจุดตัดกับรถไฟฟ้าเส้นทางอื่น ๆ และระบบขนส่งคมนาคมในรูปแบบอื่น ๆ 2.การสร้างรายได้จากพื้นที่พาณิชยกรรมบริเวณสถานีและการหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ 3.การควบคุมรายจ่ายที่เกิดจากการให้บริการ การพัฒนาการเชื่อมต่อบริเวณสถานีจุดตัดกับรถไฟฟ้าเส้นทางอื่น ๆ และระบบขนส่งคมนาคมในรูปแบบอื่น ๆ   ด้วยลักษณะโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่มีสถานีจุดตัดมากมายจึงมีแนวโน้มที่จะมีปริมาณผู้โดยสารมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก การพัฒนาโครงการจึงต้องมีการออกแบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนเส้นทางโดยสารให้มีความสะดวก ไม่สร้างความสับสนให้แก่ผู้โดยสาร และการวางระบบการเชื่อมต่อกับการขนส่งรูปแบบอื่น เช่น รถประจำทาง เรือ ควรมีการสอดประสานกันทั้งในด้านจุดขึ้น/ลงพาหนะและตารางเวลาเดินรถ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง   อีกทั้งการวางแผนระบบตั๋วร่วม (common ticket) ในอนาคตที่ภาครัฐและผู้รับสัมปทานควรมีการวางแผนเพื่อใช้ตั๋วโดยสารใบเดียวในการเดินทาง ทั้งกับรถไฟฟ้าทุกเส้นทางและการขนส่งรูปแบบอื่น ๆ รวมถึงยังต้องเตรียมพร้อมในการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม (common fare) ที่เหมาะสม ซึ่งในปัจจุบันโครงสร้างอัตราค่าโดยสาร (fare structure) ของรถไฟฟ้าประกอบด้วย 2 ส่วนได้แก่ 1.ค่าแรกเข้าระบบรถไฟฟ้าในแต่ละเส้นทาง 2.ค่าโดยสารที่ผันแปรตามระยะทาง ซึ่งการมีจุดเชื่อมต่อกับรถฟ้าเส้นทางอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก ทำให้การกำหนดอัตราค่าโดยสารแรกเข้าของรถไฟฟ้าสายสีส้มควรมีการร่วมพิจารณากับผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ เพื่อกำหนดราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับผู้โดยสาร แนะ 3 แนวทางหารายได้เพิ่มจากพื้นที่สถานี การสร้างรายได้จากพื้นที่พาณิชยกรรมบริเวณสถานี และการหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยในช่วงการเดินรถนอกจากค่าโดยสาร (farebox revenue) ที่เป็นรายได้หลักของเอกชนผู้รับสัมปทานแล้วผู้ประกอบการควรเน้นการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชยกรรมเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม ยกตัวอย่างเช่น   1.การให้เช่าพื้นที่เพื่อขายสินค้า เพื่อรับฝากกระเป๋าเดินทางและพัสดุบริเวณสถานีรถไฟฟ้า โดยเฉพาะสถานีที่เป็นจุดตัด ซึ่งมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นฮับ (hub) คมนาคมที่มีผู้โดยสารหนาแน่น   2.การหารายได้จากการโฆษณาบริเวณสถานีและขบวนรถไฟฟ้า ซึ่งการสร้างรายได้เหล่านี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะเพิ่มเติมรายได้ให้กับเอกชนผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้า   3.การสร้างพันธมิตรเพื่อเตรียมพัฒนาโมเดลทางธุรกิจใหม่ ๆ ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจในอนาคต เช่น กรณีของสถานีรถไฟ Birmingham New Street ในอังกฤษที่มีการสร้างพันธมิตรกับ Vodafone หนึ่งในผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมของโลก ในการเปิดใช้เทคโนโลยี 5G เพื่อใช้สนับสนุนการวางรากฐานในระบบบริหารการจัดการยานพาหนะอัจฉริยะ (Smart transport) ที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart city) และต่อยอดสู่การนำเทคโนโลยี เช่น Artificial Intelligence (A.I.), Internet of Things (IOT) และ Robotics ไปพัฒนาโมเดลทางธุรกิจใหม่อีกด้วย   การควบคุมรายจ่ายที่เกิดจากการให้บริการ โดยในช่วงการก่อสร้าง ถึงแม้ว่าเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนในงานโยธา ระบบรถไฟฟ้า และขบวนรถไฟฟ้า แต่ภาครัฐยังมีการช่วยเหลือให้เงินสนับสนุนตามจำนวนที่เอกชนยื่นขอในการประมูลแต่ไม่เกินค่างานโยธา (ราว 96,000 ล้านบาท) เริ่มตั้งแต่ปีที่ 2 ซึ่งการให้เงินสนับสนุนดังกล่าวเอกชนผู้รับสัมปทานจะได้รับกระแสเงินเข้ามาแบ่งเบาภาระรายจ่ายระหว่างการก่อสร้างได้บางส่วน   ขณะที่ในช่วงการให้บริการ เนื่องจากลักษณะโครงการของรถไฟฟ้าสายสีส้มที่มีสถานีใต้ดิน 21 สถานีจากสถานีทั้งหมด 28 สถานี  ทำให้เอกชนผู้รับสัมปทานต้องมีการบำรุงรักษาระบบต่าง ๆ  มากกว่ารถไฟฟ้าที่ใช้ทางวิ่งยกระดับ ยกตัวอย่างเช่น ระบบระบายอากาศ ระบบปรับอากาศ รวมถึงการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อุโมงค์ทางวิ่ง สถานีใต้ดิน ส่งผลให้ค่าดำเนินการและค่าบำรุงรักษาของรถไฟฟ้าใต้ดินมากกว่ารถไฟฟ้าที่ใช้ทางวิ่งยกระดับตามไปด้วย ซึ่งเป็นความท้าทายในการบริหารโครงการในอนาคตที่ไม่ควรมองข้าม   โดยในเบื้องต้น เอกชนผู้รับสัมปทานควรพิจารณาการทำการศึกษาวิธีการประหยัดพลังงานบริเวณสถานีและการทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์ ซึ่งเริ่มมีแนวคิดในการติดตั้งตามสถานีรถไฟฟ้าในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ นอร์เวย์ อินเดีย เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในอนาคต   การพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มถือเป็นอีกหนึ่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่มีผลกระทบต่อระบบขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล การเตรียมความพร้อมและศึกษาผลกระทบจากการพัฒนาโครงการอย่างถี่ถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งกับภาครัฐ ผู้รับสัมปทาน และประชาชนทั่วไป ในอนาคต   บทวิเคราะห์โดย ดร.สุปรีย์ ศรีสำราญ ผู้จัดการคลัสเตอร์โครงสร้างพื้นฐาน  Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)   ภาพประกอบ จากรฟม. เป็นภาพตัวอย่างขบวนรถไฟฟ้าที่ใช้ในโครงการรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ในปัจจุบันของรฟม.                          
เจาะ 4 กลยุทธ์ “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” สร้างกำไรเป็นบวก ในภาวะตลาดอสังาหฯ ติดลบ

เจาะ 4 กลยุทธ์ “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” สร้างกำไรเป็นบวก ในภาวะตลาดอสังาหฯ ติดลบ

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบสารพัด นับตั้งแต่มาตรการ LTV  ซึ่งเกิดขึ้นมาก่อนหน้าในปี 2562 จนมาถึงสงครามการค้าโลก ที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว จนมาถึงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ตลาดอสังหาฯ ปีนี้คงมีตัวเลขติดลบไปตาม ๆ กัน  ซึ่งคาดว่าตลาดอสังหาฯ จะติดลบกว่า 10% เลยทีเดียว   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีบางบริษัทที่สามารถสร้างยอดขาย ทุบสถิติของตนเองได้อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ปรากฏให้เห็น แต่นั่นคงเป็นผลจากการทำตลาด และการหั่นราคาลง พร้อม ๆ กับการอัดโปรโมชั่น แบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วยเช่นกัน แต่หากจะวัดประสิทธิภาพ (Performance) ของการบริหารธุรกิจ ที่ดูตัวเลขในบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุนทางบัญชี ตัวเลขของผลกำไร น่าจะชี้วัดได้ดีที่สุด ว่าบริษัทไหนมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจมากกว่ากัน ​​   บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาน) บริษัทขนาดไม่ใหญ่มากนัก หากวัดกันด้วยขนาดสินทรัพย์แล้ว ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มีมูลค่าสินทรัพย์รวม ณ ไตรมาส 2 ปี 2563 กว่า 12,427.39 ล้านบาท ห่างไกลอย่างมากเมื่อเทียบกับผู้นำตลาดอสังหาฯ  ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์ระดับใกล้แสนล้านหรือมากกว่าแสนล้านบาท แต่หากวัดกันที่ผลงานการทำกำไร ต้องยอมรับว่าลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ในปีนี้ทำผลงานได้ดีไม่แพ้บริษัทขนาดใหญ่  เรียกได้ขึ้นติดอันดับ Top 10 เลยทีเดียว  เโดยไตรมาส 2  บริษัทสามารถสร้างกำไรให้เป็นบวกได้ ซึ่งมีกำไรสุทธิ จำนวน 395.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 164.26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 149.79 ล้านบาท   นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยถึงยอดขายในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ว่า สามารถทำยอดขายได้ 5,250 ล้านบาท เติบโต 15% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้บริษัทคาดว่าจะทำยอดขายได้ 6,200 ล้านบาท ส่วนรายได้คาดว่าจะทำได้ 4,600 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ 1,200 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยโอนภายในปีนี้   สำหรับกำไรในปีนี้คาดว่าจะยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ เนื่องจากบริษัทเน้นการพัฒนาโครงการแนวราบ ซึ่งไม่มีการทำสงครามราคาเพื่อแข่งขันในตลาด เหมือนกับกลุ่มคอนโดมิเนียม แม้ว่าจะมีกลุ่มลูกค้าบางส่วนหายออกไปจากตลาด เพราะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพนักงานในธุรกิจสายการบิน หรือที่เกี่ยวข้อง กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก   ปัจจัยความสำเร็จและกลยุทธ์ที่ทำให้ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ยังทำกำไรและสร้างการเติบโตสวนท่ามกลางปัจจัยลบของปีนี้ คงมาจาก 4 ปัจจัยหลัก ดังนี้ 1.การพัฒนาสินค้าตรงตามความต้องการของลูกค้า การพัฒนาบ้านให้มีห้องอเนกประสงค์บริเวณชั้นล่าง ที่ให้ลูกค้าปรับเปลี่ยนห้องได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะใช้เป็นห้องผู้สูงอายุ ห้องทำงาน หรือห้องเรียนออนไลน์ของลูก ซึ่งถือว่าตอบโจทย์คนในยุควิถีชีวิตปกติใหม่ (New Normal) ที่ใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น 2.การทำราคาบ้านที่แข่งขันได้ การบริหารต้นทุนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นค่าที่ดิน หรือค่าก่อสร้าง รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทำให้การพัฒนาโครงการสามารถทำราคาได้ถูกกว่าคู่แข่ง และเป็นราคาที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ แม้ว่าจะไม่ได้ทำโปรโมชั่นแรง ๆ หรือการทำสงครามราคาก็ตาม 3.การทำตลาดดิจิตอล การหันมาให้ความสำคัญกับการทำตลาดดิจิตอล โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ทำให้ประสิทธิภาพการโฆษณาสูงขึ้น และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเลือกและโฟกัสกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด และสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ต้นทุนการใช้งบประมาณลดลงกว่าการใช้สื่อออฟไลน์ 4.การบริหารที่มีประสิทธิภาพ บริษัทได้ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารมาอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะการบริหารต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งทำให้บริษัทสามารถสร้างการเติบโตและมีผลกำไรเป็นบวกได้  โดยเฉพาะต้นทุนสำคัญทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนทางการเงิน การซื้อที่ดิน การก่อสร้าง การบริหารจัดการ และต้นทุนทางการเงิน ซึ่งต้นทุนทั้งหมดอยู่ในอัตราที่ต่ำ หากดูสถิติย้อนหลังในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มีค่าบริหารจัดการต่าง ๆ อยู่ในอัตราต่ำติดอันดับ Top 5 ในอุตสาหกรรม จึงทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ และสร้างผลกำไรให้เป็นบวกได้ บริษัทบริหารจัดการต้นทุนและปรับองค์กรให้ลีนมาโดยตลอด ปรับทุกปี ซึ่งปีนี้ปรับกันแทบทุกอาทิตย์ ไม่ได้ปรับเพราะเจอโควิด จากผลการปรับตัวมาสม่ำเสมอ พอเจอโควิดจึงทำให้เราผ่านมาได้ และยังสามารถสร้างกำไรเป็นบวก   ล่าสุด บริษัทเปิดตัว 2 โครงการใหม่ โครงการลลิล ทาวน์ ไลโอ บลิสซ์ รัตนาธิเบศร์-บางใหญ่  และโครงการไลโอ บลิสซ์ วงแหวน-ปิ่นเกล้า (พระราม 5) รวมมูลค่า 1,450 ล้านบาท  ซึ่งโครงการลลิล ทาวน์ ไลโอ บลิสซ์ รัตนาธิเบศร์-บางใหญ่  มีมูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท รวม 457 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท  และโครงการไลโอ บลิสซ์ วงแหวน-ปิ่นเกล้า (พระราม 5) มูลค่าโครงการ 550 ล้านบาท รวม 283 ยูนิต กับการเปิดตัวโครงการทาวน์โฮมเฟสใหม่ใกล้คลับเฮ้าส์ ราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท
เปิดกลยุทธ์ธุรกิจโรงแรม UHG แม้โดนพิษโควิดแต่ยังกำไร 300 ล้าน

เปิดกลยุทธ์ธุรกิจโรงแรม UHG แม้โดนพิษโควิดแต่ยังกำไร 300 ล้าน

ธุรกิจที่ทำรายได้หลักเข้ามาในประเทศปีละมหาศาล  นอกจากการผลิตละส่งออกสินค้าชนิดต่าง ๆ แล้ว ก็มีธุรกิจการท่องเที่ยว ที่นำรายได้มาสู่ประเทศของเรา จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหายออกไปจากตลาดการท่องเที่ยวของไทย แน่นอนปีนี้รายได้จากตลาดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ คงเหลือเพียงน้อยนิด เพราะผลจากมาตรการการปิดประเทศป้องกันภัยจากโรคโควิด-19   ตลอดระยะเวลาหลายเดือนนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาด โรงแรมหลายแห่งจึงปิดกิจการลง เพราะไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ หากมีก็น้อยนิดไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการเปิดดำเนินการ ซึ่งมีทั้งแบบปิดเพียงชั่วคราว และปิดกิจการเลย หลังจากภาครัฐสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ จึงได้ออกมาตรการมาช่วยกระตุ้นตลาด อย่างเช่น เราเที่ยวด้วยกัน ให้สิทธิพิเศษในการเข้าพักโรงแรมด้วยส่วนลดถึง 40% เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น ปัจจุบันยังได้ขยายระยะเวลาโครงการเราเที่ยวด้วยกันไปสิ้นสุดในวันที่ 31 มกราคม 2564 จากเดิมสิ้นสุดในปี 2563 และเพิ่มสิทธิพิเศษมากขึ้นด้วย กลุ่มบริษัท เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป จำกัด หรือ UHG ผู้พัฒนาโรงแรมภายใต้แบรนด์เดอะ ควอเตอร์ (The Quarter) เดอะเรสซิเดนซ์ (The Residence) อัลท์ โฮเทล นานา (Alt Hotel Nana) เอเวอร์กรีน เพลส สยาม​(Evergreen Place Siam) และ อโศก เรสซิเดนซ์ สุขุมวิท (​Asoke Residence Sukhumvit​) ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรมระดับ 4 ดาว กระจายอยู่ในทำเลต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ  ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้เช่นกัน แต่ในภาพรวมแล้ว UHG ยังถือว่าสามารถผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้ โดยไม่ได้ปิดการให้บริการโรงแรม และไม่ได้เลิกจ้างพนักงาน แต่ที่สำคัญยังคงสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้ได้ UHG ยังทำกำไร 300 ล้าน นายวุฒิพล ถาวรธวัช กรรมการ ผู้จัดการกลุ่มบริษัท เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป จำกัด หรือ UHG เปิดเผยว่า ผลประกอบการในปีนี้ คาดว่าบริษัทจะยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ 300 ล้านบาท ซึ่งปีที่ผ่านมามีกำไรขั้นต้นประมาณ​ 400 ล้านบาท เพราะในปีนี้ได้รับผลกระทบจากจำนวนลูกค้าต่างชาติที่เป็นสัดส่วนหลัก 80% ไม่ได้เข้ามาใช้บริการตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต้องปรับเป้าหมายรายได้ใหม่ โดยปรับลดรายได้ลง 40% จากเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะทำได้ "เราเป็นโรงแรม 4 ดาว ซิตี้ โฮเทล ค่าบริหารจัดการน้อยกว่า โรงแรม 5 ดาว ที่ต้องมีเซฟฝรั่ง สปาหรู ล็อบบี้เปิดแอร์ตลอด โครงสร้างค่าใช้จ่ายน้อยกว่าโรงแรม 5 ดาว  ซึ่งโรงแรม 5 ดาวมีกำไรขั้นต้น 35-40% แต่โรงแรม 4 ดาว มีกำไรขั้นต้น 65%  ที่สำคัญเรามีหนี้น้อย การพัฒนาโรงแรมใช้งบลงทุนน้อย เพราะเป็นที่ดินเช่า ช่วงที่ผ่านมาเจ้าของที่ดินยังมีการปรับลดค่าเช่าที่ดินลง 30% ให้ในช่วงโควิดด้วย และยังมีข้อดีจาก อีโคโนมีออฟสเกล เรามีหลายโรงแรม แต่ฝ่ายจัดการกลุ่มเดียว เพราะต้นทุนหลัก ๆ เป็น ค่าเงินเดือน ค่าเช่าและค่าไฟ"   ปัจจุบันอัตราการเข้าพักในโรงแรมของกลุ่มบริษัท เริ่มปรับตัวดีขึ้นจนใกล้จะเป็นปกติ รวมถึงค่าห้องได้ปรับเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับอัตราปกติ จากก่อนหน้าที่บริษัทได้ทำโปรโมชั่นและการจัดรายการส่งเสริมการขายต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าตลาดโรงแรมน่าจะฟื้นตัวได้ในช่วงปลายปี 2564 แต่ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องวัคซีนที่จะมีออกมาป้องกันไวรัสโควิด-19 ด้วยว่าจะมีออกมาใช้จริงเมื่อไร รวมถึงการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของภาครัฐ จะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือมากขึ้นกว่านี้หรือไม่ อัดงบสื่อออนไลน์ 4 เท่ากระตุ้นยอด แนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทในช่วงไตรมาสสุดท้าย จะต้องติดตามข่าวของภาครัฐ เพื่อปรับแผนการตลาดให้ทันกับมาตรการภาครัฐที่จะเกิดขึ้น และการมุ่งเน้นการให้บริการกับลูกค้า ตอบสนองทุกความต้องการที่ลูกค้าต้องการ เพื่อให้ลูกค้าพอใจ รวมถึงการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ควบคู่ การนำเอาข้อมูลลูกค้ามาวิเคราะห์ เพื่อการโฆษณาและสื่อสารได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย   หลังจากภาครัฐมีแคมเปญเราเที่ยวด้วยกันออกมา สถานการณ์ดีขึ้นทุกเดือน ถือว่าแคมเปญรัฐบาลมีผลพอสมควร และบริษัทได้เน้นการทำตลาดออนไลน์เจาะในแต่ละโลเกชั่นมากขึ้น แต่ละโลเกชั่นจะมีคีย์เวิร์ด เช่น ทองหล่อไนท์ไลฟ์  ทำคนเริ่มจำแบรนด์ UHG ได้มากขึ้น ปีนี้บริษัทเพิ่มงบในสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า จากปีที่ผ่านมา เพราะในตลาดตอนนี้เหลือแต่คนไทย และคนไทยเล่นเฟสบุ๊คเยอะมาก เดินหน้าลงทุนไม่หยุดเพราะ “โควิด-19”    แม้ว่าปีนี้จะมีปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้รายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ในด้านการลงทุน UHG ยังคงเดินหน้าลงทุนตามแผนที่ได้วางไว้ โดยปีนี้วางแผนเปิดโรงแรมใหม่ 4 โรงแรม ซึ่งเปิดดำเนินการไปแล้ว 3 โรงแรม ยังเหลืออีก 1 โรงแรมที่จะเปิดในย่านสีลม ในวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ขณะที่โครงการมิกซ์ยูสบริเวณถนนรามคำแหง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบ และการยื่นขออีไอเอ ซึ่งตามแผนจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 2 ปี 2564 บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผน​   นอกจากการเปิดโรงแรมแห่งใหม่ตามแผนที่วางไว้แล้ว ปีนี้บริษัทยังได้ทำสัญญาเช่าระยะยาวเป็นเวลา 18 ปี ในการบริหารโรงแรมสิริสาธร  เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยได้ลงทุน 40-50 ล้านบาท ปรับปรุงห้องพักและพื้นที่ส่วนกลางใหม่ พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็นโรงแรมสิริสาธร แบงคอก บาย ยูเอชจี  ซึ่งหลังจากการปรับปรุงห้องพัก ด้วยการลดขนาดห้อง 90 ตารางเมตร เหลือขนาดห้อง 45 ตารางเมตรทำให้มีห้องพักเพิ่มเป็น 167 ห้องจากเดิมที่มีจำนวน 104 ห้อง โดยเปิดให้บริการมาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม “ใจสู้+เงินสด” 2 สิ่งสู้พิษโควิด นายวุฒิพล กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น บริษัทได้เรียนรู้ใน 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.ต้องพยายามสู้และปรับตัว เพราะในตลาดมันยังมีโอกาส และ 2.กระแสเงินสดสำคัญที่สุด ต้องหาเงินสดเข้ามาให้ได้ ที่ผ่านมาจึงไม่ได้ปิดให้บริการโรงแรมเลย และยังได้ปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลง เช่น การปรับห้องพักเป็นห้องทำงาน รองรับกับพฤติกรรม Work From Home ซึ่งพนักเลือกมาใช้บริการห้องของโรงแรม เพราะมีความสะดวก มีห้องอาหารเปิดให้บริการ เป็นต้น   นอกจากนี้ เรื่องการบริหารความเสี่ยง ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ต้องนำมาใช้ควบคู่กับกับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งบริษัทมีโครงการที่เป็นลักษณะมิกซ์ยูส มีพื้นที่สำนักงานให้เช่า จึงทำให้สามารถบาลานซ์ความเสี่ยงจากธุรกิจโรงแรมได้ และยังสามารถนำสองธุรกิจดังกล่าวมาทำการตลาดร่วมกันได้ เช่น การบริการห้องประชุม ห้องพัก สำหรับกลุ่มลูกค้าของพื้นที่สำนักงานให้เช่า เป้นต้น  
2 กลยุทธ์ “โฮมโปร” รับไลฟ์สไตล์ลูกค้ายุค New Normal

2 กลยุทธ์ “โฮมโปร” รับไลฟ์สไตล์ลูกค้ายุค New Normal

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป เข้าสู่ความปกติใหม่ หรือ New Normal ไม่ใช่แค่การใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น ที่ต้องปรับเปลี่ยนไป แต่การทำงานหรือแม้แต่การดำเนินธุรกิจก็ต้องปรับเปลี่ยนเช่นกัน พนักงานจำนวนมากต้องทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) เจ้าของธุรกิจก็ต้องปรับโมเดลการทำธุรกิจใหม่ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าเช่นกัน   พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน นับตั้งแต่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 คือ การช้อปปิ้งออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น เพราะนับตั้งแต่มีการล็อกดาวน์เมือง ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าปิดให้บริการ แต่หันมาจำหน่ายสินค้าผ่านระบบเดลิเวอรี่และออนไลน์แทน แม้ว่าภายหลังจากสถานการณ์ทุกอย่างจะเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น แต่พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์และระบบเดลิเวอรี่ก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นพฤติกรรมปกติใหม่ของคนในยุคปัจจุบันไปแล้ว   สินค้าที่ที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ปัจจุบัน ลูกค้าไม่ได้สั่งซื้อเฉพาะกินของใช้จิปาถะ หรืออาหารการกิน หรือสินค้าแฟชั่นเท่านั้น แต่สินค้าชิ้นใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ อาทิ แอร์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า หรือเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งและซ่อมแซมบ้าน ก็ได้รับความนิยมในการสั่งซื้อผ่านช่องทางด้วยเช่นกัน เพราะปัจจุบันระบบการสั่งซื้อและการจัดส่ง สะดวก รวดเร็ว และได้รับสินค้าเหมือนกับการไปซื้อด้วยตนเองที่ห้างสรรพสินค้า ล็อกดาวน์ดันยอดขายออนไลน์โต “โฮมโปร” ศูนย์จำหน่ายสินค้าวัสดุ ของตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ปรับตัวเองกับการเปิดจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดการล็อกดาวน์เมือง ไม่ได้เปิดให้บริการจำหน่ายสินค้าในร้าน แต่ปรับตัวด้วยการเปิดจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ ไลน์ เฟสบุ๊ค และล่าสุด เปิดตัวแอปพลิเคชั่น โฮมโปร นางสาวเสาวณีย์  สิราริยกุล  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร”  เปิดเผยว่า ช่วงก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โฮมโปรมีสัดส่วนยอดขายผ่านช่องออนไลน์ 3-4% แต่หลังจากที่โฮมโปรหันมาเพิ่มช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้มียอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ขึ้นเป็น 8%   นอกจากนี้  โฮมโปรยังมองเห็นปัญหาสำคัญของการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ที่ลูกค้ามักจะไม่ได้รับสินค้าตรงกับที่สั่ง ด้วยการเปิดบริการ Click & Collect  เป็นการแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า ที่เมื่อสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์แล้วสามารถมารับสินค้าได้ที่สาขาใกล้บ้าน 2 กลยุทธ์รับไลฟ์สไตล์ลูกค้ายุค New Normal โฮมโปร ไม่ได้ปรับตัวเฉพาะในเรื่องการตลาดออนไลน์เท่านั้น แต่ในช่องทางออฟไลน์ โฮมโปรก็ได้ปรับตัวรับกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย โดย 2 สิ่งที่โฮมโปรปรับกลยุทธ์การทำตลาด รับกับวิถีชีวิต New Normal ของผู้บริโภคยุคหลังโควิด-19 คือ 1.เพิ่มสินค้าใหม่รับไลฟ์สไตล์ New Normal ปัจจุบันสินค้าที่วางจำหน่ายในโฮมโปร เป็นแบรนด์สินค้าทั่วไปของซัพพลายเออร์ทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็มีสินค้าที่โฮมโปรสั่งผลิตภายใต้แบรนด์ของตนเอง หรือจัดหามาจำหน่ายเอง (Sourcing) เพราะต้องการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าของโฮมโปร ปัจจุบันมีสัดส่วนสินค้าของโฮมโปรอยู่ 22% โดยจะพัฒนาและคัดเลือกสินค้ามาจำหน่ายให้ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการในสัดส่วน 25%   ล่าสุด การเปิดให้บริการโฮมโปรในสาขา ศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ รังสิต โฮมโปรเพิ่มสินค้าแบรนด์ใหม่ของตนเองมากถึง 10-15% กระจายไปในหลายกลุ่มสินค้า ที่สำคัญสินค้าได้ถูกพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ New Normal อาทิ เครื่องบรรจุอาหารสุญญากาศ จากพฤติกรรมของลูกค้าที่มักจะประกอบอาหารกินเองที่บ้าน หรือทำขนมขายและต้องการจัดเก็บอาหารไว้ให้ได้นาน หรือการแพ็คอาหารขาย การจำหน่ายอุปกรณ์ปลูกผักที่เป็นระบบอัตโนมัติ รองรับกับพฤติกรรมการปลูกพักของคนที่ใช้เวลาอยู่บ้าน เป็นต้น 2.การจัดดิสเพลย์สินค้า ตอบโจทย์ Home Solution โฮมโปร สาขาศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ รังสิต ถือเป็นสาขาใหม่ล่าสุดของปีนี้ สาขาที่ 85 ที่มีรูปแบบการจัดเลย์เอาท์ของจำหน่ายสินค้าด้วยรูปแบบใหม่ ที่รองรับกับวิถีชีวิต New Normal  ด้วยการจัดกลุ่มสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกันมาไว้ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน พร้อมกับการจัดดิสเพลย์สินค้าให้เห็นถึงการใช้งานที่ร่วมกัน อาทิ การจัดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ไว้ใกล้กับจาน ชาม อุปกรณ์ครัว อุปกรณ์ประกอบอาหาร เพราะโฮมโปรพบว่า ในช่วงล็อกดาวน์  ลูกค้าซื้อเตาอบขนมไปทำขนมขาย ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นมากถึง 3-4 เท่าตัว ทำให้สาขาใหม่จึงจัดสินค้าที่ต้องใช้ในการทำขนมมาไว้ในพื้นที่ใกล้กัน   แนวคิดของการปรับเลย์เอาท์แสดงสินค้า จะถูกนำไปใช้กับสาขาเดิมของโฮมโปรด้วย เพื่อทำให้ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าภายในโฮมโปร สามารถได้สินค้าครบตามความต้องการ ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของ Total Home Solution ของโฮมโปรที่ต้องการขายสินค้าให้กับลูกค้าแบบครบจบในที่เดียว ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดยอดขายต่อบิลที่สูงขึ้น โดยโฮมโปรสาขาศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ รังสิต คาดว่าจะสามารถทำยอดขายได้เดือนละ 100 ล้านบาท ใกล้เคียงกับสาขาขนาดใหญ่อื่น ๆ ของโฮมโปร   สำหรับศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ รังสิต บริษัทได้ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 5 สาขา โดยมีคอนเซ็ปต์การพัฒนาให้เป็น  Life Style Mall  ซึ่งสาขาดังกล่าวตั้งอยู่บนถนนรังสิต-ธัญญบุรี พื้นที่กว่า 25 ไร่ รวมพื้นที่ใช้สอยกว่า 35,000 ตร.ม.  ภายในโครงการของศูนย์การค้าประกอบไปด้วย ร้านอาหารแบรนด์ชั้นนำ  Homepro และTop Super Market และร้านค้าปลีกชื่อดังกว่า 100 ร้านค้า ศูนย์อาหาร Street Food Market ศูนย์รวมความบันเทิง และพักผ่อน The Fitness Society และ Play Tory (PlayLand) ส่วนโฮมโปร สาขาศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ  ถือเป็นสาขาแห่งที่ 85  มีพื้นที่กว่า 9,000 ตรม. ตั้งอยู่ชั้น 2 ของศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ ซึ่งในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ จะเปิดสาขาที่ 86 ที่ย่านสุขสวัสดิ์ เพื่อผลักดันยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในปีนี้    
[PR News] พร็อพเพอร์ตี้ฯ เปิดตัวบ้าน 4 แบบใหม่ รับชีวิต New Normal

[PR News] พร็อพเพอร์ตี้ฯ เปิดตัวบ้าน 4 แบบใหม่ รับชีวิต New Normal

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิดตัว 4 แบบบ้านรุ่นใหม่ในโครงการเพอร์เฟค เพลส พร้อมปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งรูปแบบและฟังก์ชั่น รับชีวิต New Normal     นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์ปัจจุบันผู้คนตระหนักถึงความสำคัญ กับการใช้ชีวิตภายในบ้านมากขึ้น โดยมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ทั้งด้านการใช้ชีวิตทั่วไป การทำงาน รวมถึงการเลือกทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในบ้านมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อแนวโน้มการตัดสินใจในการเลือกซื้อบ้าน ทำให้ลูกค้าให้ความสำคัญกับขนาดพื้นที่ใช้สอยและมีความต้องการด้านฟังก์ชั่นที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น   ดังนั้น เพื่อการรองรับกับความต้องการของลูกค้าที่ปรับเปลี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้พัฒนาแบบบ้านรุ่นใหม่ Modern Oriental Series 2021 ในโครงการเพอร์เฟค เพลส ในแนวคิด New Space for Happiness เพื่อสร้างพื้นที่ความสุขให้เกิดขึ้นภายในบ้านได้มากที่สุด เน้นการจัดวางพื้นที่ใช้สอยที่มีหลากหลายฟังก์ชั่น โดยมี 5 จุดเด่น ได้แก่ 1.Space for Creation การปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามความต้องการ เช่น เปลี่ยนห้องอเนกประสงค์เป็นห้องทำงานแบบ Work from Home หรือห้องพักผ่อนผู้สูงอายุ 2.Space for Healthy Living การปรับพื้นที่อเนกประสงค์ชั้น 2 เป็นพื้นที่ออกกำลังกายภายในบ้าน หรือพื้นที่สวนที่สามารถทำงานอดิเรก เช่น การปลูกพืชผักสวนครัวหรือปลูกดอกไม้ 3.Space for Collection มุม Walk in Closet ที่กว้างขวางมากขึ้น สามารถ จัดเป็นมุมของสะสม 4.Space for Care การเพิ่มพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างภายในบ้านและสวนให้ผู้อยู่อาศัยได้ใกล้ชิดธรรมชาติ 5.Space for Family Activity พื้นที่ที่พร้อมรองรับทุกกิจกรรมของครอบครัว และยังคงให้บรรยากาศการอยู่อาศัยที่สามารถเว้นระยะได้อย่างเป็นสัดส่วนและมีความเป็นส่วนตัว   สำหรับแบบบ้าน Modern Oriental Series 2021 ดีไซน์สไตล์โมเดิร์นผสมกับความเป็นธรรมชาติ และยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจด้านสุขอนามัยได้มากยิ่งขึ้นด้วย Smart AIRflow System ซึ่งเป็นนวัตกรรมระบบระบายอากาศ สามารถช่วยลดอุณหภูมิ ความอับชื้น แบคทีเรีย รวมถึง ฝุ่นละออง เพิ่มคุณภาพอากาศที่ดีให้แก่ผู้อยู่อาศัย พร้อมด้วยความสะดวกในการใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นได้จากโทรศัพท์มือถือ   ทั้งนี้ แบบบ้านรุ่นใหม่มีพื้นที่ใช้สอยขนาดตั้งแต่ 158 – 245 ตารางเมตร พร้อมเปิดตัวในโครงการเพอร์เฟค เพลส บน 5 ทำเล ได้แก่ แจ้งวัฒนะ,​รังสิต – ทางด่วนบางพูน, รัตนาธิเบศร์ – สถานีไทรม้า, สุขุมวิท 77 – สุวรรณภูมิ และ พระราม 9 – กรุงเทพกรีฑา ในราคาพิเศษเริ่ม 6.29 – 12 ล้านบาท
อิเกีย เจอล็อกดาวน์เพราะโควิด-19 ยอดขาย-รายได้รวมลดกว่า 7% รอบ 10 ปี

อิเกีย เจอล็อกดาวน์เพราะโควิด-19 ยอดขาย-รายได้รวมลดกว่า 7% รอบ 10 ปี

อิเกีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเม็กซิโก  ได้รับผลกระทบโควิด ยอดขายและรายได้ลด กว่า 7% ครั้งแรกในรอบ 10 ปี เหตุเจอมาตรการณ์ล็อกดาวน์ แต่ได้อานิสงค์คนอยู่บ้าน สั่งสินค้าออนไลน์เพิ่ม ทำยอดขายโต 2 เท่า     อิเกีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเม็กซิโก ประกาศรายได้ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งทศวรรษของ การเติบโตและขยายตัวทางธุรกิจ ปิดปีงบประมาณที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ด้วยรายได้รวม 26,000 ล้านบาท ในขณะเดียวกัน วิกฤติโควิดได้เร่งให้บริษัทเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกธุรกิจแบบดิจิทัลเร็วขึ้น ผลจากความนิยมในการแต่งบ้านที่พุ่งขึ้นอย่างล้นหลามช่วงล็อกดาวน์ นายคริสเตียน รอยเคียร์ กรรมการผู้จัดการอิเกีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเม็กซิโก เปิดเผยว่า เมื่อต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันอย่างกะทันหัน หลายคนมาที่อิเกียเพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์และของใช้ไปแต่งโฮมออฟฟิศ มุมอ่านหนังสือ พื้นที่พักผ่อนกลางแจ้ง และครัวที่ตอบโจทย์การใช้งานในบ้านของตนเอง หลายคนตระหนักว่า บ้านมีความหมายและสำคัญต่อพวกเขามากแค่ไหน และเห็นว่ามันคุ้มที่จะลงทุนเพื่อทำให้บ้านที่ใช้ชีวิตอยู่ในทุก ๆ วัน เป็นที่อยู่อาศัยได้อย่างสบาย ตอบโจทย์การใช้งาน และมีรูปลักษณ์สวยงาม วิกฤติโควิดเปลี่ยนความคิดและค่านิยมที่หลายคนมีต่อการใช้ชีวิตในบ้าน โดยสโตร์อิเกียทั้ง 9 แห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัท มียอดขายรวม 22,400 ล้านบาท ในช่วงเดือนกันยายน 2562 – สิงหาคม 2563 ลดลงจากยอดขายในปีงบประมาณที่ผ่านมา 7.4% เนื่องด้วยสโตร์หลายแห่งต้องปิดให้บริการชั่วคราว โดยบางแห่งปิดให้บริการไปนานถึงสองเดือนครึ่ง ทั้งยังต้องเผชิญความท้าท้ายในเรื่องการจัดหาสินค้า และการจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการภายในสโตร์เพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย ทั้งนี้ เมื่อรวมกับรายได้จากศูนย์การค้าในเครือที่เชื่อมต่อกับสโตร์อิเกียอีก 5 ศูนย์ (ทั้งหมดบริหารงานโดยอิคาโน่ เซ็นเตอร์ส ซึ่งมีการเยียวยาค่าเช่าให้แก่ผู้เช่าจำนวนหลายร้อยรายที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติที่เกิดขึ้น) ทำให้บริษัทมีรายได้รวม 26,000 ล้านบาท น้อยกว่าปีก่อน 2,000 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 7.1%   อิเกีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเม็กซิโก เป็นหนึ่งใน 12 แฟรนไชส์อิเกียที่มีอยู่ทั่วโลก โดยมีสโตร์เปิดให้บริการในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ควบคู่ไปกับศูนย์การค้าในเครืออิคาโน่ เซ็นเตอร์ส ซึ่งปัจจุบันมีผู้เช่าประมาณ 1,500 ราย ภายใต้พื้นที่ให้เช่า 4 ล้านตารางฟุต บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะเข้าถึงคนทั่วไปอีกเป็นจำนวนมาก ด้วยการให้บริการเฟอร์นิเจอร์ และสินค้าตกแต่งบ้าน รวมถึงมีทบอลต้นตำรับสวีเดนในสโตร์ที่จะเปิดให้บริการในประเทศเม็กซิโกและฟิลิปปินส์ ซึ่งทั้งสองแห่งจะเปิดให้ลูกค้าช้อปออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ได้ล่วงหน้าหลายเดือนก่อนที่จะได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์ช้อปเต็มรูปแบบในสโตร์ หลังให้บริการอีคอมเมิร์ซใน 3 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเป็นเวลา 1 ปีเต็ม สโตร์อิเกียในทั้ง 3 ประเทศยังสามารถจำหน่ายสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานแก่ลูกค้าได้แม้ในช่วงที่ต้องปิดหน้าร้านไปเป็นเวลานาน โดยได้รับการสนับสนุนและคำแนะนำจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่ พนักงานร่วมแรงร่วมใจกันจัดตั้งระบบปฏิบัติงานด้านการหยิบ แพ็ก และจัดส่งสินค้าเพื่อรองรับยอดสั่งซื้อจำนวนมากในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน แผนกที่เกี่ยวข้องต้องจัดหาผู้ให้บริการด้านการขนส่งสินค้าเพิ่มเติม เพิ่มรอบจัดส่งสินค้า ปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่ให้รองรับยอดสั่งซื้อออนไลน์ที่เข้ามาในแต่ละวัน เมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ มียอดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์กว่า 525,000 ออเดอร์ คิดเป็นยอดขายออนไลน์กว่า 3,100 ล้านบาท ซึ่งเกิน 2 เท่าของรายได้รวมจากอีคอมเมิร์ซของบริษัทในปีก่อนหน้า   สโตร์ในประเทศไทยได้เริ่มให้บริการ Click & Collect ช้อปออนไลน์และรับสินค้าได้ที่สโตร์ ขณะที่แผนกอาหารและเครื่องดื่มในสโตร์อิเกีย  ทั้งในไทยและมาเลเซียหันหน้าจับมือพันธมิตรทางธุรกิจ ขยายการให้บริการจัดส่งอาหารหลากหลายเมนู รวมถึงมีทบอลต้นตำรับสวีเดน  และหลายส่วนยังทำงานร่วมกันในระดับภูมิภาคเพื่อให้ความช่วยเหลือในการจัดส่งสินค้าและบริการให้แก่โรงพยาบาล หอพักแรงงานอพยพ ศูนย์พักพิง และองค์กรอื่นๆ ที่เป็นแนวหน้าในการรับมือวิกฤติโควิด-19  ในแต่ต่ละประเทศ รวมมูลค่ากว่า 11.5 ล้านบาท   ผลประกอบการ รายได้ปีงบประมาณ 2563 ระหว่างกันยายน 2562 – สิงหาคม 2563 ประเทศสิงคโปร์ อิเกีย Tampines อิเกีย Alexandra รวมรายได้ 304 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 7,000 ล้านบาท ประเทศมาเลเซีย อิเกีย Damansara และศูนย์การค้า IPC อิเกีย Cheras และศูนย์การค้า MyTOWN อิเกีย Tebrau และศูนย์การค้า Toppen อิเกีย Batu Kawan และศูนย์การค้า Batu Kawan Link รวมรายได้ 472 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 10,900 ล้านบาท ประเทศไทยไทย อิเกีย บางนา และศูนย์การค้าเมกาบางนา อิเกีย บางใหญ่ อิเกีย ภูเก็ต รวมรายได้ 344 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ  8,000 ล้านบาท   ข้อมูลที่น่าสนใจ 1 กันยายน 2562 – 31 สิงหาคม 2563 77 ล้าน                 ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์อิเกียในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย เพิ่มขึ้น 46% จากปีที่แล้ว 28 ล้าน                จำนวนชิ้นของมีทบอล ชิคเก้นบอล และเวจจี้บอลที่จำหน่ายใน 3 ประเทศ 2.4 ล้าน               ผู้สมัครเข้าร่วมโปรแกรมสมาชิก IKEA Family ใน 3 ประเทศ เพิ่มขึ้น 14% จากปีที่แล้ว 525,418             คำสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ใน 3 ประเทศ เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีที่แล้ว 3,561                   จำนวนพนักงานทั้งหมด (สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และเม็กซิโก) 1,481                   ผู้เช่าพื้นที่ศูนย์การค้า 5 แห่งในมาเลเซียและไทย 145                      เต็นท์พักอาศัยบรรจุในกล่องแบนที่อิเกียบริจาคเพื่อใช้เป็นจุดตรวจหาเชื้อ คลินิกชั่วคราวและพื้นที่พักฟื้นในประเทศเม็กซิโกและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 73                         วันที่สโตร์อิเกียปิดให้บริการในสิงคโปร์ 56 วันที่สโตร์อิเกียปิดให้บริการในไทย และ 47-51 วันที่ สโตร์อิเกียปิดให้บริการในมาเลเซีย 3                           สโตร์อิเกียที่เตรียมเปิดให้บริการในปี 2564 ในสิงคโปร์ มะนิลา และเม็กซิโกซิตี (สำหรับสโตร์อิเกียในเวียดนามอยู่ระหว่างวางแผนดำเนินงาน)

1 2 3 ... 80