ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 2 3 4 ... 69
“เรียลแอสเสท” เจอพิษ LTV เดินหน้าปรับกลยุทธ์บุกตลาดแนวราบ

“เรียลแอสเสท” เจอพิษ LTV เดินหน้าปรับกลยุทธ์บุกตลาดแนวราบ

เรียลแอสเสท โดนผลกระทบ LTV เร่งปรับกลยุทธ์ธุรกิจครึ่งปีหลัง ต่อเนื่องจนถึงปีหน้า บุกตลาดแนวราบในพื้นที่โซนตะวันออก ชี้ยังมีศักยภาพสูงจากระบบคมนาคมรอบด้าน ขณะที่แผนปี 63 เตรียมเปิด 3 โปรเจ็กต์ 3,600 ล้าน นายบดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ (LTV)  ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่เริ่มใช้วันที่ 1 เมษายน 62 ที่ผ่านมา ประกอบกับตัวลูกค้าประสบปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง  ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์มีความเข้มงวดต่อการยื่นขอสินเชื่อ   นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น ปัญหาส่งครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ปัญหาการประท้วงในประเทศฮ่องกง และแนวโน้มกำลังซื้อจากต่างชาติลดลง โดยเฉพาะจากประเทศจีน  ซึ่งเป็นปัจจัยกระทบต่อภาพรวมอสังหาฯ ในปีนี้ แต่หากพิจารณาจากตลาดอสังหาฯ​ ในโซนภาคตะวันออก  ยังถือว่าเป็นทำเลที่มีศักยภาพ  เนื่องจากมีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งเรื่องการเดิน มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง(สำโรง-ลาดพร้าว) มีแหล่งที่อยู่อาศัย และหากในอนาคตเกิดโครงการรถไฟรางเบา (LRT) ที่จะวิ่งจากบางนา-สุวรรณภูมิ จะสร้างความคึกคักและเพิ่มศักยภาพของการอยู่อาศัยมากขึ้น ล่าสุดโครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบินได้รับการลงนามเป็นที่เรียบร้อย   ในปีนี้บริษัทจึงได้ปรับกลยุทธ์ในครึ่งปีหลัง  และต่อเนื่องถึงปี 2563 โดยชูในเรื่อง Active Wellness มาใช้ในการพัฒนาโครงการ ซึ่งเริ่มนำร่องกับโครงการ เซนส์ บางนา-สุวรรณภูมิ ที่ออกแบบให้มีพื้นที่สีเขียวรวมมากถึง 29,600 ตร.ม.มีพื้นที่ปั่นจักรยาน 2,600 ตารางเมตร และลู่วิ่ง ความยาวถึง 7,400 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นเทรนด์และความต้องการของผู้อยู่อาศัยในปัจจุบัน   “แม้ว่าบริษัทยังคงเน้นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ทั้งประเภทคอนโดมิเนียม และแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ โฮมออฟฟิศ แต่บริษัทต้องปรับกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการทุกรูปแบบของลูกค้า”   นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพการก่อสร้าง และการใส่ใจในการบริการที่มีต่อลูกค้า ผ่านวิสัยทัศน์ We  build real matters for living  เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสถึงความคุ้มค้าที่ได้รับจากโครงการผ่านทางคุณภาพบ้าน  รวมถึงการใส่ใจในเรื่องสุขภาพ   ด้านนายวีระชัย หาญจริยากูล ผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์ ธุรกิจบ้านจัดสรรและอาคารพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบเริ่มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 หลังจากตลาดชะลอตัวช่วงประกาศใช้มาตรการ LTV   โดยช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา บริษัททำยอดขายโครงการแนวราบได้  600 ล้านบาท มาจากโครงการโฮมออฟฟิศ คาสเคด บางนา , บ้านเดี่ยว  โครงการ วีรัณยา วงแหวน-อ่อนนุช , ทาวน์โฮม เพล็กซ์ เกษตร-นวมินทร์ และบ้านแนวคิดใหม่ โครงการเซนส์ สายไหม 56   “ตลาดโครงการแนวราบ การแข่งขันสูง เนื่องจากผู้ประกอบการหลายค่าย หันมาเล่นตลาดแนวราบมากขึ้น ซึ่งในส่วนของบริษัท ก็มีจุดแข็งหลายด้าน มีเครือข่ายทางธุรกิจที่พร้อมสนับสนุน” ปัจจุบัน บริษัทมีที่ดินผืนใหญ่อยู่บนทำเลบางนา-สุวรรณภูมิ ประมาณ 180 ไร่ มีแผนจะทยอยนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบต่อเนื่องได้ถึง 8 ปี หรือมีมูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท   ล่าสุด บริษัทฯได้นำที่ดิน 23 ไร่ มาพัฒนาโครงการ เซนส์ บางนา-สุวรรณภูมิ รูปแบบทาวน์โฮมและบ้านแฝด จำนวน 160 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 810 ล้านบาท แบ่งพัฒนาเป็น 4 เฟสๆละ 40 ยูนิต ราคาตั้งแต่ 4.99-6ล้านบาท ซึ่งในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 จะเปิดรอบวีไอพีก่อน   ส่วนแผนพัฒนาโครงการในปี 2563 จะพัฒนาโครงการอย่างน้อย 3 โครงการ รวมมูลค่า 2,600 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการทาวน์โฮม แบรนด์ สตอรี่ส์ จำนวน 200 ยูนิต โครงการบ้านเดี่ยว แบรนด์ วีรัณยา จำนวน 150 ยูนิต รวมทั้ง 2 โครงการมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท และโครงการบริเวณสุขาภิบาล 2 ภายใต้แบรนด์ เพล็กซ์ ที่จะเปิดกลางปีหน้าจำนวจน 227 ยูนิต มูลค่ากว่า 1,100 ล้านบาท.        
LPN เริ่มโอนคอนโดฯ​ ในโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสแห่งแรก

LPN เริ่มโอนคอนโดฯ​ ในโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสแห่งแรก

LPN เริ่มโอนคอนโดฯ ในโครงการ “ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี จตุจักร” โปรเจ็กต์มิกซ์ยูสมูลค่า 5,500 ล้าน แห่งแรกของบริษัท หลังกวาดยอดขายได้กว่า 90% พร้อมขนห้องชุดอีก 10% จัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดโค้งท้ายปี   จากสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่อสัญญาณว่าตลาดคอนโดมิเนียม จะชะลอตัวลงเข้าสู่สภาวะถอดถอย แม้จะไม่ถึงขั้นกับฟองสบู่แตกเหมือนกับในอดีตก็ตาม แต่ราคาที่อยู่อาศัยปรับเพิ่มขึ้น จนทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ ซื้อที่อยู่อาศัยได้ยากมากขึ้น  ส่งผลต่อบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) หรือ LPN ซึ่งเคยจับตลาดกลางลงล่างเป็นหลัก ต้องปรับตัวขนานใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ LPN ปรับตัวอย่างชัดเจนในปีนี้ คือ การปรับพอร์ตธุรกิจไปสู่การพัฒนาโครงการที่สร้างรายได้ประจำ อย่างเช่นตลาดอาคารสำนักงาน  ภายใต้การพัฒนาโครงการในรูปแบบมิกซ์ยูส ซึ่งจึงได้เปิดตัวโครงการ “ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี จตุจักร” มูลค่า 5,000 ล้านบาท ประกอบด้วยอาคารสำนักงานและอาคารชุดพักอาศัย จำนวน 4 อาคาร  ประกอบด้วย อาคารสำนักงาน 2 อาคาร และที่พักอาศัยอีก 2 อาคาร  บนที่ดินประมาณ​ 8 ไร่   สำหรับโครงการดังกล่าวถือเป็น 1 โครงการใน 8 โครงการที่เปิดตัวในปีนี้มูลค่า 7,700 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียมและสำนักงานให้เช่ารวม 4 โครงการมูลค่า 4,200 ล้านบาท และโครงการแนวราบ 4 โครงการมูลค่า 3,550 ล้านบาท   โดยโครงการ “ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี จตุจักร” เตรียมจัดงานส่งมอบโครงการโครงการ “ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี-จตุจักร” แก่ลูกค้า ในวันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายนนี้  จากที่ได้เริ่มส่งมอบมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งโครงการสามารถทำยอดขายได้ 90 % ส่วนอีก 10% บริษัทได้จัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายสุดพิเศษ “One Price ราคาเดียว” ทุกยูนิต 2.19 ล้านบาท ขนาด 24 ตารางเมตร จำนวนจำกัดเพียง 20 ยูนิต เฉพาะชั้น 2,3,4 ฟรี! เฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำน้ำอุ่น เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 18 ธันวาคมนี้ นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า  “ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี จตุจักร” ออกแบบในลักษณะโครงการมิกซ์ยูส ถือเป็นโครงการแห่งแรกที่บริษัทพัฒนาขึ้น มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาทภายใต้แนวคิด “Work & Life”  ภายในโครงการมีทั้งอาคารสำนักงานและอาคารชุดพักอาศัย จำนวน 4 อาคาร ประกอบด้วย อาคารสำนักงาน 2 อาคาร ตั้งอยู่ด้านหน้า อาคารจอดรถ 1 อาคาร และอาคารชุดพักอาศัย 1 อาคารตั้งอยู่ด้านหลัง   โดยอาคารสำนักงาน คือ “ลุมพินี ทาวเวอร์ วิภาวดี จตุจักร” เน้นการออกแบบและก่อสร้างให้ประหยัดพลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างสภาพแวดล้อมภายในอาคารที่ดี ทั้งยังจัดองค์ประกอบภายในโครงการให้เหมาะกับแคมเปญ “ความพอดีที่ดีกว่า” (The Better Balance) แนวทางการสร้างแบรนด์ของ LPN ที่ตกผลึกจากประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 30 ปี ให้เจ้าของร่วมมีความพอดีกับการใช้ชีวิตจริงอันประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1. พอดีกับการออกแบบ 2. พอดีกับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายปลอดภัยมากกว่าที่เคย 3. พอดีกับบริการที่ลงตัวในทุกความใส่ใจ ภายใต้  กลยุทธ์ “ชุมชนน่าอยู่”   สำหรบรายละเอียดของคอนโดมิกซ์ ยูส  ประกอบด้วย จำนวน 4 อาคาร ได้แก่   ทาวเวอร์   A เป็นอาคารสำนักงาน สูง 21 ชั้น  จำนวน 105 ยูนิต ทาวเวอร์   B อาคารสำนักงาน สูง 17 ชั้น จำนวน 96 ยูนิต 1 ร้านค้า  ทาวเวอร์   C อาคารพักจอดรถ สูง 8 ชั้น จอดได้ 271 คัน 4 ร้านค้า และทาวเวอร์   D อาคารชุดพักอาศัย สูง 21 ชั้น จำนวน 736 ยูนิต      
3 บิ๊กอสังหาฯ ขนโปรเจ็กต์ “บ้านและคอนโดฯ” จัดแคมเปญออนไลน์ 11.11

3 บิ๊กอสังหาฯ ขนโปรเจ็กต์ “บ้านและคอนโดฯ” จัดแคมเปญออนไลน์ 11.11

เทศกาลช้อปปิ้งออนไลน์ “11.11” หรือวันที่ 11 พฤศจิกายน เกิดขึ้นจากแนวคิดของอาลีบาบา ในช่วงปี 2552 ที่ต้องการจัดแคมเปญในวันคนโสดของจีน ด้วยการลดราคาครั้งใหญ่ของปี ความสำเร็จของแคมเปญที่อาลีบาบาจุดประกายขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันทุกวันที่ 11 พฤศจิกายน นักการตลาดและแบรนด์สินค้าแทบทุกชนิด ใช้โอกาสนี้จัดแคมเปญเพื่อสร้างยอดขาย ที่สำคัญแคมเปญ 11.11 ลุกลามไปออกไปนอกประเทศจีน แน่นอน ประเทศไทยก็ไม่พลาดที่จะจัดทำแคมเปญนี้   ปัจจุบันมีแบรนด์สินค้ามากมายที่จัดทำแคมเปญ 11.11 ซึ่งไม่ใช่แค่สินค้าคอนซูเมอร์  แฟชั่น หรือสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้นที่ทำแคมเปญนี้ แม้แต่สินค้าขนาดใหญ่อย่าง “บ้านและคอนโดมิเนียม” ยังเข้ามาขอมีส่วนร่วมกับแคมเปญ 11.11 ด้วยเช่นกัน อย่างน้อยๆ ปีนี้มีผู้ประกอบการ 3 รายที่จัดแคมเปญออนไลน์ 11.11 SC Asset x Lazada จอง 11 บาท รับส่วนลดสูงสุด 1 ล้าน นายณัฏฐกิตติ์  ศิริรัตน์ Head of Marketing บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับกับ บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด  รุกขยายฐานลูกค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ จัดทำแคมเปญแคมเปญช้อปกับ Lazada “11.11 Biggest One Day Sale” ช้อปวันเดียวได้ทุกดีล 11 พฤศจิกายนนี้   ด้วยการนำ 9 โครงการ ทั้งคอนโดฯ  บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม ซึ่งมีราคาเริ่มต้น 3-9 ล้านบาท  ซึ่งสามารถจองเริ่มต้นเพียง 11 บาท ได้รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 1 ล้าน เฉพาะวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ และหากโอนภายในวันที่ 25 ธันวาคม 2562 จะได้รับเพิ่ม Cash back 10,000 บาท พร้อม iPhone 11   สำหรับโครงการที่จัดโปรโมชั่นในครั้งนี้  ได้แก่  โครงการเซ็นทริค รัชโยธิน  ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีรัชโยธิน เพียง 150 เมตร โครงการแชมเบอร์ส เฌอ รัชดา-รามอินทรา บ้านเดี่ยว 3 โครงการ ได้แก่ โครงการเพฟ ประชาอุทิศ, รังสิต, ปิ่นเกล้า-ศาลายา บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด โครงการวี คอมพาวด์ ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า ทาวน์โฮม 3 โครงการ ได้แก่ โครงการเวิร์ฟ พระราม9, ติวานนท์-รังสิต และเพชรเกษม 81 "ออริจิ้น" เตรียม 13 โครงการ จอง 111 บาท  นายรัฐพล เตชะเลิศสิริมงคล  ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  หลังจากบริษัทได้เปิด Official Store ให้จองคอนโดฯ พร้อมอยู่ในแบบออนไลน์ผ่าน LazMall ถือว่าได้รับกระแสตอบรับดีเกินกว่าที่คาดหมายไว้  ทำให้บริษัทจับมือกับ Lazada อย่างต่อเนื่อง จัดโปรโมชั่นส่งท้ายปีกับการเปิดตัวแคมเปญ  11.11 CRAZY SALE  X 10 YEARS ORIGIN ร่วมฉลองครบรอบ 10 ปี ออริจิ้น   ด้วยการเปิดให้จองคอนโดฯ พร้อมอยู่ 13 โครงการ ใกล้รถไฟฟ้าและโครงการในพื้นที่อีอีซี ราคาเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท ผ่านแอพฯ LazMall ด้วยเงินจองเพียง 111 บาท  เฉพาะวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เท่านั้น  นอกจากนี้ ยังได้รับส่วนลดสูงสุด 2 ล้านบาท ค่าส่วนกลางฟรี 5 ปี ค่าจดจำนอง ค่าโอน 1% ค่ากองทุนอาคารชุด ค่าประกันมิเตอร์น้ำ, มิเตอร์ไฟ ตามเงื่อนไขของบริษัท   สำหรับโครงการที่บริษัทนำมาจัดโปรโมชั่น 13 โครงการ ได้แก่  1.ไนท์บริดจ์ พหลโยธิน อินเตอร์เชนจ์  2.เคนซิงตัน สุขุมวิท เทพารักษ์ 3.นอตติ้ง ฮิลล์ สุขุมวิท แพรกษา 4.นอตติ้ง ฮิลล์ สุขุมวิท 105 5.บี ลอฟท์ สุขุมวิท 107 6.บี ลอฟท์ ไลท์ สุขุมวิท 115 7.ไนท์บริดจ์ ดิ โอเชียน ศรีราชา 8.นอตติ้ง ฮิลล์ แหลมฉบัง 9.เคนซิงตัน เกษตร แคมปัส 10.นอตติ้ง ฮิลล์ จตุจักร อินเตอร์เชนจ์  11.ไนท์บริดจ์ สกาย ริเวอร์ โอเชี่ยน  12.ไนท์บริดจ์ ติวานนท์ และ13.ไนท์บริดจ์ ไพร์ม สาทร   พฤกษา จับมือ ช้อปปี้ ขายคูปอง 11 บาทได้ 200,000 บาท นางสาวอังคณา ลิขิตจรรยากุล รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดองค์กรกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พฤกษาได้มีการเปิดตัวร้านค้า “Pruksa Real Estate Official” อย่างเป็นทางการบนแพลทฟอร์มช้อปปี้ พร้อมเปิดตัวแคมเปญ 6.6 Mid-Year Sale  ซึ่งถือเป็นการเปิดประสบการณ์รูปแบบใหม่ในการซื้อที่อยู่อาศัยผ่านช่องทางออนไลน์  อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางการขายให้เข้าถึงตลาดกลุ่มมิลเลนเนียลที่เป็นกลุ่มที่นิยมการใช้สื่อดิจิทัลมากขึ้น   ทั้งนี้เทรนด์การจับจ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันช้อปปี้มีผู้ใช้งานชาวไทยมากกว่า 30 ล้านคน จึงได้ออกแคมเปญใหม่ “11.11 ลดอลัง ปังทุกยูนิต” เพียงกดซื้อคูปองผ่านช้อปปี้ในราคา 11 บาท  สามารถนำไปแลกรับส่วนลดมูลค่าสูงถึง 200,000 บาท ในการซื้อทาวน์โฮมพร้อมอยู่แบรนด์ บ้านพฤกษา พฤกษาวิลล์ เดอะคอนเนค และพาทิโอ ในยูนิตที่เข้าร่วมโครงการกว่า 111 ยูนิต ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 62  พิเศษสำหรับ 11 ยูนิตแรกที่โอนบ้านภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2562  รับเพิ่มอีก 11,111 Coins   นอกจากสิทธิประโยน์และข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ใช้ช้อปปี้ในช่วงแคมเปญ “11.11 ลดอลัง ปังทุกยูนิต” แล้ว ยังมีการมอบส่วนลดพิเศษ 1.5% ให้กับ Shopee Seller ที่ปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 600,000 ราย เพื่อสนับสนุนให้ผู้ต้องการทำธุรกิจได้มีที่อยู่อาศัยพร้อมกับสามารถทำธุรกิจได้ควบคู่กัน โดยพฤกษามีบ้านหลากหลายแบบกว่า 14 แบรนด์ที่ออกแบบด้วยความเข้าใจ  และตรงตามความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม  
สรุปข่าวอสังหาริมทรัพย์รอบสัปดาห์ วันที่ 4-10 พฤศจิกายน 2562

สรุปข่าวอสังหาริมทรัพย์รอบสัปดาห์ วันที่ 4-10 พฤศจิกายน 2562

นับตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา วงการอสังหาริมทรัพย์ก็มีข่าวดี หลังจากรอคอยมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ ด้วยการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนจากเดิม 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียนจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1% เหลือ 0.01% สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ให้มีผลบังคับใช้เสียที หลังจากเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาก่อนหน้า  แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะให้มีผลเมื่อไร โดยมาตรการดังกล่าวได้ประกาศกระทรวงมหาดไทยในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ถือว่าเป็นข่าวดีที่รอคอย ซึ่งทำให้เกิดบรรยากาศความคึกคักมากขึ้น  และเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาพรวมของตลาดอสังหาฯ เพราะดีเวลลอปเปอร์หลายราย เริ่มทำแคมเปญออกมารองรับ เพื่อสร้างยอดขายในช่วงเวลาสุดท้ายของปีนี้  แม้ระยะเวลาจะสร้างผลงานเหลือน้อยเต็มทีก็ตาม   ส่วนรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวอะไรเกิดขึ้นบ้าง ในแวดวงอสังหาฯ​ ตลาดบ้านและคอนโดฯ  ไปอัพเดทกันเลย เปิดทรู ไอคอน ฮอลล์ 2,000 ล้าน หลังการเดินทางของ “ไอคอนสยาม” ศูนย์การค้าบิ๊กโปรเจ็กต์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ครบรอบ 1 ปี  สิ่งต่างๆ ที่ได้ประกาศว่าจะดำเนินการออกมา ก็เป็นไปตามแผน ล่าสุด ได้เปิด “ทรู ไอคอน ฮอลล์” อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นศูนย์การประชุมและการจัดแสดงงาน และความบันเทิงต่างๆ แห่งใหม่ของประเทศไทย บนพื้นที่ 12,000 ตารางเมตร ครอบคลุมพื้นที่ชั้น 7 และชั้น 8 ของโครงการไอคอนสยาม โดยถือเป็นศูนย์การประชุมที่ทันสมัยขนาดใหญ่แห่งแรกในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา   นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า ทรู ไอคอน ฮอลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของไอคอนสยาม คืออีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาติ และเป็นศูนย์การประชุม การจัดแสดงงานและความบันเทิงที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา ซึ่งจะดึงดูดงานประชุมและการแสดงที่สำคัญและเหนือระดับอย่างไม่เคยมีมาก่อน เข้าสู่ประเทศไทย โดยความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของ ทรู ไอคอน ฮอลล์ อยู่ที่ทัศนียภาพที่สวยงามอลังการแบบพาโนรามาของแม่น้ำเจ้าพระยา”   “การเปิดทรู ไอคอน ฮอลล์ จะเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทรงพลังตัวใหม่ ที่มาช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมไมซ์ (Meetings, Incentives, Conventions & Exhibitions: MICE) ของไทยให้เติบโต รวมทั้งช่วยกระตุ้นการพัฒนาพื้นที่ฝั่งธนบุรีด้วย นอกจากนั้น ยังช่วยให้โรงแรมระดับ 4-5 ดาวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีอัตราการเข้าพักสูงขึ้น ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกแห่งใหม่ของแม่น้ำเจ้าพระยาได้เป็นอย่างดี”   กลุ่มทุนไต้หวันเดินหน้าลุยอสังหาฯ การเปิดตัวโครงการใหม่ ยังมีออกมาอย่างต่อเนื่อง และไม่ใช่เฉพาะผู้ประกอบการคนไทยเท่านั้น โครงการจากกลุ่มทุนต่างชาติก็มีออกมาต่อเนื่องเช่นกัน  เพราะยังคงมั่นใจในตลาดอสังหาฯ  เมืองไทย ล่าสุด กลุ่มทุนจากไต้หวัน ‘พีทีเอฟ เรียลตี้’ เปิดโครงการ  “MAYFAIR PLACE VICTORY MONUMENT ” มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท ด้วยการชูจุดขายในเรื่องการันตีผลตอบแทน Yield 5% นาน 2 ปี นายถงหยุ่ย โทนี่ ยิ่ง กรรมการผู้บริหาร บริษัท พีทีเอฟ เรียลตี้ (2018) จํากัด ในเครือ พีทีเอฟ เรียลตี้ เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไทยว่า แม้ในปีนี้ตลาดจะอยู่ในภาวะชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าในอนาคตจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นในอีก 1-2 ปี ข้างหน้า ในขณะเดียวกันตลาดผู้บริโภคยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย และประเทศไทยมีแนวโน้มการลงทุนที่ดี เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน   สำหรับในส่วนของกลุ่มบริษัทพีทีเอฟ เรียลตี้นั้น ได้มีการลงทุนในธุรกิจอสังหาฯมาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 10 ปีที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย แต่การลงทุนพัฒนาอสังหาฯของบริษัทฯนั้นจะเป็นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวาซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมมาแล้ว 4 โครงการรวมมูลค่ากว่า 5,400 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการคอนโด เดอะ ราชดำริ, โครงการเมแฟร์ เพลส สุขุมวิท 64 ,โครงการเมแฟร์ เพลส สุขุมวิท 50 โดยทั้ง 3 โครงการดังกล่าวปิดการขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนโครงการที่ 4 คือโครงการDEFINE by Mayfair สุขุมวิท 50 ปัจจุบันมียอดขายกว่า 60% จากมูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท เริ่มก่อสร้าง ปี 2562 คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2563 (อ่านข่าวเพิ่มเติม) เปิดตัว “สมาคมไทยบิม” รับมือดิจิทัล เป็นเพราะเทคโนโลยี และดิจิทัลได้เข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตของคนปัจจุบันในทุกเรื่อง ส่งผลให้ทุกวงการต้องปรับตัวรับมือให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว รวมถึงวงการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ไทยด้วย  โดยเฉพาะในเรื่องการออกแบบและการก่อสร้าง เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ  อย่างเช่นการออกแบบ 3 มิติ ที่ใช้คอมพิวเตอร์อย่าง “BIM” (Building Information Modeling) แต่เพื่อเป็นมาตรฐานและการยอมรับในระดับสากล จำเป็นต้องมีคนมาคอยตรวจสอบและกำกับดูแล ทำให้เกิดมีการจัดตั้งเป็นสมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (TBIM) ขึ้นมา   ศ.ดร.อมร พิมานมาศ ศาสตราจารย์สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะนายกสมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (TBIM) เปิดเผยว่า ในอนาคตเทคโนโลยีจะเข้ามา Disrupt ธุรกิจก่อสร้างมากยิ่งขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมก่อสร้างและงานออกแบบของไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพด้านงานออกแบบรองรับเศรษฐกิจยุคไทยแลนด์ 4.0 เป็นการปฏิรูปหรือปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยโฉมใหม่ทั้งระบบ เพื่อสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ทุกรูปแบบและองค์กรเติบโตก้าวทันกระแสการพัฒนาของโลก   เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติในปัจจุบันนี้กำลังเปลี่ยนโฉมงานออกแบบใหม่ไปสู่ระบบ 3 มิติ ด้วยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า “BIM” (Building Information Modeling)  ซึ่งในขณะนี้กระบวนการ BIM ในประเทศไทย ยังไม่มีมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรกลาง คือ สมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Thai Building Information Modeling Association; TBIM) เพื่อช่วยสร้างกรอบการทำงาน และมาตรฐานให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน   โดยระบบ BIM จะสร้างแบบจำลองเสมือนจริงใน Computer ทำให้ผู้ทำงานเกี่ยวข้องสามารถเห็นส่วนประกอบทุกส่วนตรงกัน โดย BIM จะสร้างเป็นโมเดล 3 มิติขึ้นมาพร้อมกับ Intelligent Information อาทิ รายละเอียดวัสดุ เพื่อคำนวนปริมาณวัสดุก่อสร้าง ปรับปรุงกระบวนการออกแบบก่อสร้างและคำนวนพลังงานที่จะใช้ในอาคาร สร้างแบบจำลอง หรือ Digital Prototype Model ที่เสมือนจริง และเปลี่ยนจากการสร้างแบบบนกระดาษมาสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและประสานข้อมูลบน Cloud สะดวกในการทำงานนอกสถานที่โดยสามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง Tablet ได้อีกด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การส่งมอบอาคารที่มีคุณภาพสูงขึ้นจากมาตรฐานของตลาดในปัจจุบัน (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   เมืองไทยประกันชีวิต ลุยธุรกิจอสังหาฯ ดูเหมือนธุรกิจอสังหาฯ จะเป็นตลาดที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ ทำให้หลายคนอยากเข้ามาเป็นผู้ประกอกบการด้านอสังหาฯ ไม่เว้นแม้กระทั้งเมืองไทยประกันชีวิต ที่ได้กระโดดเข้ามาพัฒนาโครงการสำนักงานให้เช่า เพราะมองเห็นโอกาสจากความต้องการที่มีอยู่มากมาย ประกอบกับเคยมีประสบการณ์บริหารอาคารเมืองไทยภัทรมาก่อน ล่าสุด จึงเปิดตัวโครงการอาคารสำนักงาน 66 Tower (ซิคตี้ซิกส์ ทาวเวอร์)    นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า ได้ขยายธุรกิจมาสู่อสังหาริมทรัพย์  ด้วยการลงทุนพัฒนาโครงการอาคารสำนักงานเกรด A ภายใต้ชื่อ 66 Tower (ซิคตี้ซิกส์ ทาวเวอร์) มูลค่า 3,800 ล้านบาท บนเนื้อที่ 4 ไร่ อยู่บริเวณถนนสุขุมวิท 66 ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส อุดมสุข 150 เมตร ปัจจุบันได้ก่อสร้างแล้ว 15% มีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปี 2564 (อ่านข่าวเพิ่มเติม) “ASA” จัดงาน ASA Real Estate Forum 2019 ปิดท้ายกับการจัดงานอาษา เรียลเอสเตท ฟอรัม 2019 ( ASA Real Estate Forum 2019 ) โดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) ภายใต้คอนเซ็ปต์งาน  “เมืองอัจฉริยะ เมืองนวัตกรรม เมืองเพื่อทุกคน” ชวนทุกภาคส่วนร่วมวางรากฐานสร้างเมืองอัจฉริยะเมืองนวัตกรรม ชูการสร้างเอกลักษณ์เมือง (City Identity) เน้นความต่างเป็นจุดขายเพื่อพัฒนาเมืองแห่งอนาคตที่ยั่งยืน   นายอัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ในการสร้างเมืองอัจฉริยะและเมืองนวัตกรรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับคุณภาพของประชาชนอย่างตรงจุด โดยการนำเทคโนโลยีเข้าไปปรับใช้ พร้อมกับการออกแบบโครงสร้างอาคาร ที่อยู่อาศัยให้เกิดประโยชน์การใช้สอยอย่างเต็มประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากในแต่ละพื้นที่ มีอาชีพและวิถีชีวิตที่ต่างกัน ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและเมืองนวัตกรรม จึงต้องสร้างเมืองที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว (City Identity) กำหนดทิศทางที่ชัดเจนและสอดรับกับความต้องการในพื้นที่   โดยที่ผ่านมาภาครัฐได้มีการวางองค์ประกอบของเมืองอัจฉริยะใน 7 ด้าน ที่ช่วยให้แต่ละพื้นที่ มีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ประกอบด้วย 1. Smart Environment สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ 2. Smart Government การปกครองอัจฉริยะ 3. Smart Mobility การสัญจรอัจฉริยะ 4. Smart Energy พลังงานอัจฉริยะ 5. Smart Economy เศรษฐกิจอัจฉริยะ 6. Smart Living การใช้ชีวิตอัจฉริยะ และ 7. Smart People ประชาชนอัจฉริยะ   ภายในงานมีการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ผ่านงานสัมมนา อาทิ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมการผังเมืองไทย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) อีกทั้งในการจัดงานครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี บรรยายในหัวข้อ อนาคตประเทศไทย อนาคตเมืองนวัตกรรมสำหรับทุกคน และนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี บรรยายในหัวข้อ Thailand : Country of Opportunities & Equality    
[PR News] “พรีโม”เปิดหลักสูตรแม่บ้านมืออาชีพ ป้อนตลาดบ้านเปิดใหม่ปีละกว่าแสนยูนิต

[PR News] “พรีโม”เปิดหลักสูตรแม่บ้านมืออาชีพ ป้อนตลาดบ้านเปิดใหม่ปีละกว่าแสนยูนิต

“พรีโม” เดินหน้ายกระดับแม่บ้านมืออาชีพ เปิดหลักสูตร “Numaid Academy 2019” สร้างมาตรฐานงานทำความสะอาด พร้อมเปิดรับแม่บ้านฟรีแลนซ์เสริมทีม รับตลาดที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ปีละกว่า 100,000 ยูนิต นายธนา ต่อสหะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัท อูโน่ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านการบริการ รักษาความสะอาดในเครือพรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น ได้วางแผนสร้างเครือขายแม่บ้านฟรีแลนซ์เพิ่มมากขึ้น  เพื่อรองรับกับปริมาณที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ​ และปริมณฑล ซึ่งมีจำนวนมาก  และแต่ละปีมีที่อยู่อาศัยเปิดใหม่กว่า 100,000 ยูนิต ทำให้มีความต้องการใช้บริการแม่บ้านเพื่อทำความสะอาดเพิ่มมากขึ้นตามมาด้วย   โดยการสร้างเครือข่ายแม่บ้านฟรีแลนซ์  สิ่งสำคัญ คือ การให้บริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน บริษัทจึงได้เปิดหลักสูตรอบรม “นู๋เมด” แม่บ้านยุคใหม่บริการด้วยใจ ภายใต้หลักสูตร “Numaid Academy 2019” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้ความรู้ และเทคนิคต่างๆ ด้านการทำความสะอาดห้องชุดและบ้านพักอาศัย ภายใต้การบริการแม่บ้านตามความต้องการของลูกค้า (On Demand Services) สำหรับความรู้และเทคนิคที่นำมาใช้อบรม จะเป็นเรื่องเทคนิคพิเศษ เรียนรู้เร็ว เข้าใจง่ายภายในวันเดียว อาทิ การใช้อุปกรณ์ทำความสะอาด, การใช้น้ำยาที่เหมาะสมกับประเภทงาน, ความปลอดภัยในระหว่างปฏิบัติงาน และมาตรฐานการให้บริการแก่ลูกค้า โดยเนื้อหาในการอบรมมีทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับความรู้และมีทักษะในการทำความสะอาด จากการลงมือปฏิบัติจริง สามารถปฏิบัติงานได้ตรงตามมาตรฐานของทางบริษัท โดยหลังจบการฝึกอบรมแม่บ้านทุกท่านจะได้รับใบประกาศนียบัตรเพื่อเป็นการรับรองจากทางหลักสูตร และมีคุณสมบัติในการเข้าร่วมเป็นแม่บ้านฟรีแลนซ์ของนู๋เมดอีกด้วย   ขณะเดียวกัน บริษัท อูโน่ฯ ยังได้เปิดรับสมัครแม่บ้านฟรีแลนซ์ เพื่อขยายพื้นที่การให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น โดยคอนเซ็ปต์ของ “แม่บ้านนู๋เมด” คือ กลุ่มคนที่มีใจรักในงานบริการ ต้องการมีรายได้เสริม สามารถเลือกรับงานตามวัน เวลา และเลือกรับงานในเขตพื้นที่ที่สามารถเดินทางสะดวก  ปัจจุบัน “แม่บ้านนู๋เมด” ให้บริการครอบคลุม 3 พื้นที่ ได้แก่ โซนรังสิต โซนสุขุมวิท 24 และ โซนบางนา-แบริ่ง โดยมีทีมแม่บ้านมืออาชีพที่ผ่านการอบรมพร้อมให้บริการทุกวัน ในราคาเริ่มต้นเพียง 550 บาทต่อครั้ง  
1 ปี การเดินทาง “ไอคอนสยาม” กับความสำเร็จใน 7 สิ่งมหัศจรรย์

1 ปี การเดินทาง “ไอคอนสยาม” กับความสำเร็จใน 7 สิ่งมหัศจรรย์

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา คือ วันครบรอบ 1 ปี ของการเปิดให้บริการ “ไอคอนสยาม” อภิมหาโปรเจ็กต์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ของ 3 บริษัทระดับบิ๊ก ที่ร่วมกันปั้นโปรเจ็กต์นี้ขึ้น ได้แก่ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เครือเจริญโภคภัณฑ์  และบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดิเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด  ด้วยมูลค่าการลงทุนสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 55,000 ล้านบาท กับระยะเวลาการพัฒนาในระยะเวลา 5 ปี ​ เนรมิตโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้สำเร็จ   ย้อนหลังไป 7 ปีก่อน นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม  ได้ประกาศวิสัยทัศน์ไว้เมื่อว่าจะต้องพัฒนาโครงการให้สำเร็จ  พร้อมกับสร้างให้ไอคอนสยามเป็น Game Changer Destination ที่สามารถสร้างศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวกลางเมืองของกรุงเทพฯ อยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและฝั่งธนบุรีได้สำเร็จ   โดยตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา คงเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จดังกล่าว ได้เป็นอย่างดี และบริษัทได้ทำภารกิจสำคัญตามวิสัยทัศน์ที่ประกาศไว้สำเร็จลุล่วงแล้วทุกประการ  ที่สำคัญโครงการไอคอนสยาม เป็นโครงการของบริษัทคนไทยสามารถดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านการลงทุนเปิดธุรกิจร้านต่างๆ ในโครงการ เป็นมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็น Apple Store สาขาแรกในประเทศไทย และ Luxury Brands ต่างๆ ที่แม้จะเปิดในประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ก็ให้ความเชื่อมั่นและเปิดอีกสาขาระดับแฟล็กชิฟสโตร์ในไอคอนสยามได้ “เวลาผ่านพ้นมา 1 ปี  หลายร้านมีผลประกอบการที่ดี  และหลายร้านมียอดขายเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากสาขาสยามพารากอน”   นอกจากนี้ ไอคอนสยาม ยังสามารถสร้างสิ่งที่ถือว่าเป็น “ไฮไลท์” ของโครงการ แถมเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว นักช้อปปิ้ง ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ  กับการสร้าง 7 สิ่งมหัศจรรย์แห่งไอคอนสยาม ที่ถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จ  โครงการระดับบิ๊กเช่นนี้ (แม้จะมีสิ่งมหัศจรรย์บางอย่างไม่แล้วเสร็จ แต่ไม่ได้เริ่มต้นพัฒนาขึ้นแล้ว) 7 สิ่งมหัศจรรย์แห่งไอคอนสยาม ประกอบด้วย 1.สุขสยาม พื้นที่รวบรวม Local Heroes ศิลปิน ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจชุมชนจำนวนมาก ซึ่งอยู่ในทุกมุมประเทศ ให้ได้มีโอกาสเข้ามาค้าขายในไอคอนสยาม ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา สุขสยามได้ดึงดูดผู้คนเข้ามาที่สุขสยามไม่ต่ำกว่า 50,000 – 70,000 คนต่อวัน  ยิ่งไปกว่านั้นผู้ประกอบการหลายรายได้เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวจนได้มีโอกาสไปทำธุรกิจในต่างประเทศแล้วอีกด้วย 2.ริเวอร์ พาร์ค จากปณิธานของไอคอนสยามในการอุทิศพื้นที่ในโครงการขนาดใหญ่ 10 ไร่ ให้เป็น Community Space วันนี้ริเวิอร์พาร์คได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ชุมชนสามารถมาใช้ประโยชน์ได้เสมือนเป็นระเบียงหน้าบ้าน  มีการใช้พื้นที่ในการจัดประเพณีไทย 12 เดือน เต็มตลอดทุกเดือน เกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อาทิ ประติมากรรมเทียนพรรษายักษ์ที่เดินทางมาจากจังหวัดอุบลราชธานีเข้าสู่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก กลายเป็น world class destination ที่สามารถดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศและทั่วโลก 3.การแสดงระบำสายน้ำ แสง สี เสียง มัลติมีเดีย การแสดงที่ยาวและยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้พิสูจน์ความสำเร็จแล้ว ในการทำให้แม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็น New Global Destination ด้วยการมี World Class Attraction ที่ทรงพลัง ซึ่งนอกเหนือจากการดึงดูดผู้คนให้มาชมการแสดงได้อย่างล้นหลามแล้ว ล่าสุดการแสดงระบำสายน้ำ แสง สี เสียง มัลติมีเดีย ของไอคอนสยาม ยังได้รับคัดเลือกให้ได้รางวัลชนะเลิศ รางวัล Gold Stevie Award 2019 สาขา Art, Entertainment & Public - Art Event จาก The International Business Awards การประกวดธุรกิจนานาชาติประจำปี 2019 บนเวทีระดับโลก 4.ทรู ไอคอน ฮอลล์ ศูนย์การประชุมระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย บนชั้น 7 ด้วยความจุขนาด 2,700  ที่นั่ง  รองรับการจัดงานประชุม ด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และสามารถรองรับโชว์ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศได้ซึ่งจะจุดประกายให้กับอุตสาหกรรม MICE และทำให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางของการประชุมนานาชาติและการแสดงระดับชั้นนำของโลก 5.ริเวอร์ มิวเซียม แบงค็อก พื้นที่ศิลปะและพิพิธภัณฑ์ระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย โดยได้เปิดเฟสแรก ‘ไอคอนสยาม อาร์ท สเปซ’ เมื่อเดือนกันยายนศกนี้ พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยทุกแขนงตั้งแต่ศิลปินรุ่นใหม่ ศิลปินท้องถิ่น ไปจนถึงศิลปินระดับชาติใช้แสดงผลงาน โดยงานแรก กลุ่มบริษัทโตชิบา ประเทศไทย ได้จัดนิทรรศการศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” งานแสดงผลงานจากประกวดศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ของศิลปินทั่วประเทศ ภายใน 1 เดือนถึงวันนี้มีผู้ชมงานมากถึง 100,000 คน   หลังจากนี้จะเปิดเฟสสองคือ ‘ริเวอร์ มิวเซียม ฮอลล์’ จะเป็นพื้นที่สำหรับการจัดแสดงงานสำคัญจากทั่วโลก และการร่วมมือกับแบรนด์ดังระดับโลก และส่วนสุดท้ายคือ ‘ริเวอร์ มิวเซียม แบงค็อก’ ซึ่งจะเป็นพิพิธภัณฑ์ระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทยจะเปิดให้บริการปลายปี 2563 ทั้งหมดนี้จะทำให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นจุดศูนย์กลางวงการศิลปะโลกอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 6.รถไฟฟ้าสายสีทอง ระบบคมนาคมขนส่งทางราง ซึ่งเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวผ่านถนนเจริญนครไปสิ้นสุดที่โรงพยาบาลตากสินรวม 3 สถานี และในอนาคตจะเป็น Feeder Line ที่เชื่อมเข้ากับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง ขณะนี้อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)  โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้กลางปี 2563   รถไฟฟ้าสายสีทอง จะเป็นรถไฟฟ้าสายแรกในประเทศไทยที่เปิดเดินรถโดยใช้ระบบ AGT (Automated Guideway Transit) ทำให้ก่อสร้างบนพื้นที่จำกัดได้ จึงไม่ต้องเวนคืนที่ดินของประชาชน อีกทั้งการเดินรถระบบนี้มีน้ำหนักเบา ส่งผลให้สามารถใช้โครงสร้างเสาขนาดเล็กกว่าระบบเดิม นอกจากนั้นตัวรถเป็นระบบล้อยาง ทำให้เวลาเดินรถเสียงจะเงียบกว่ารถไฟฟ้าแบบเดิม ลดผลกระทบด้านเสียง และ AGT ยังเป็นระบบเดินรถแบบไร้คนขับ (Driverless) ที่จะถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในเมืองไทย ควบคุมการเดินรถด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะควบคุมระยะเวลาในการเดินรถได้อย่างแม่นยำและมีความปลอดภัยสูง 7.ปรากฏการณ์รวมโลกในรอยไทย  จากศิลปินไทยระดับอาจารย์ ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินท้องถิ่นจากทั่วประเทศไทย และรวมถึงผลงานสร้างสรรค์โดยศิลปินต่างชาติ ได้แสดงความสามารถและผลงานสร้างสรรค์ทางศิลปะซึ่งกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทั้งโครงการกว่า 100 ชิ้น หรือแม้กระทั่งในร้านค้าต่างๆ เป็นการสนับสนุนผลงานสร้างสรรค์ของศิลปินและช่างฝีมือไทยเหล่านั้นให้ได้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาโลก และจะยังมีเพิ่มเติมเข้ามาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอด 1 ปีของการเปิดดำเนินการ  โครงการไอคอนสยามยังได้รางวัลจากเวทีต่างๆ ทั่วโลก มาเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จอีกมากายหลายรางวัล อาทิ  การได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะรางวัล ‘ออกแบบดีที่สุดในโลก’ จากสภาการค้าปลีกโลก (World Retail Congress) และคว้ารางวัลชนะเลิศสูงสุดด้าน ‘การออกแบบที่ดีที่สุด’ จากสมาคมศูนย์การค้าโลก (International Council of Shopping Centers – ICSC) ถือเป็น 1 ปี ของเส้นทางความสำเร็จที่สวยงามจริงๆ   ข้อมูลเพิ่มเติม ไอคอนสยาม
รวมโปรโมชั่นบ้าน-คอนโด เดือนพฤศจิกายน 2562

รวมโปรโมชั่นบ้าน-คอนโด เดือนพฤศจิกายน 2562

โปรโมชั่นบ้าน-คอนโด ช่วง 2 เดือนสุดท้ายที่มีมาตรการรัฐลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนองมาช่วยกระตุ้นภาคอสังหาฯ โดยการโอนจากเดิม 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียนจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1% เหลือ 0.01% สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย ต้องมาดูกันแล้วค่ะว่าจะมีโปรโมชั่นไหนที่ตอบรับมาตรการนี้ได้ดีบ้าง   อนันดา จัดงาน “IDEO Experience 2019” เปิดประสบการณ์ที่อยู่อาศัยใหม่จากแบรนด์ “ไอดีโอ”คอนโดใกล้รถไฟฟ้า พบ 2 โครงการใหม่ล่าสุด และ 2 โครงการพร้อมอยู่   ได้แก่ สามย่าน / พระโขนง / วงเวียนใหญ่ / ท่าพระ ราคาเริ่มต้น 2.69 – 3.69 ล้านบาท ที่ให้คุณออกแบบเวลาชีวิตได้อย่างลงตัว พร้อมจำลองบรรยากาศพื้นที่ส่วนกลางให้ได้สัมผัสก่อนใคร  วันที่ 3-11 พฤศจิกายน 2562 ที่ สามย่าน มิตรทาวน์ ชั้น G   LIFE LADPRAO VALLEY 11 วัน ราคาเดียว Life Ladprao Valley คอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า สถานีห้าแยกลาดพร้าว จัดโปรโมชั่น 11 วัน 11 ยูนิตหลุดดาวน์ 1 ห้องนอน 35 ตร.ม. ราคาเดียว 5.19 ล้าน* วันที่ 1-11 พ.ย. 62    CMC BIG THANKS ช่วยผ่อนนานสูงสุด 10 ปี หรือฟรีทองคำมูลค่า 9 บาท  บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC จัดงานใหญ่ส่งท้ายปี ในงาน“CMC BIG THANKS” ขนทัพโครงการคุณภาพ ทำเลเด่น ตามแนวรถไฟฟ้า พร้อมจัดโปรโมชั่นเด็ดสุดคุ้มที่รอให้คุณเข้าไปจับจอง ไม่ว่าจะเป็น ซื้อตอนนี้ CMC ช่วยผ่อนนานสูงสุดถึง 10 ปี, แจกฟรีI PHONE11 PRO, ทองคำมูลค่า 9 บาท  และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย   แล้วพบกันในงาน ‘’CMC BIG THANKS” ตั้งแต่วันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.30–19.00 น. ณ CMC Privilege Lounge ชั้น 7 โรงภาพยนตร์ ไอคอน ซีเนคอนิค ศูนย์การค้าไอคอนสยาม   “ออริจิ้น” ฉลอง 10 ปี ลดแรง! คอนโดพร้อมอยู่ลดสูงสุด 2 ล้านบาท ออริจิ้น ฉลองครบรอบ 10 ปี ส่งโปรแรงแซงมาตรการรัฐ ภายใต้แคมเปญ10 ปี Origin ลดกระหน่ำสะท้านวงการ สูงสุด 2 ล้านบาท ร่วมกับ 12 คอนโดพร้อมอยู่ ทำเลรถไฟฟ้า ราคาเริ่มต้น 1.39 ลบ.* สามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 15 ธ.ค 62   นอกจากนี้ แคมเปญ 10 ปี Origin ยังมอบโปรพิเศษสุดในรอบปีอีกมากมาย อาทิ *ฟรี! ค่าส่วนกลาง 5 ปี ค่าจดจำนอง ค่าโอน 1% ค่ากองทุนอาคารชุด ค่าประกันมิเตอร์น้ำ, มิเตอร์ไฟ และพิเศษสุด! รับดอกเบี้ย 2.50% 3 ปีแรก* สำหรับผู้ขอสินเชื่อกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส) ผ่อนต่ำ วงเงิน 1 ล้านบาท ผ่อนเริ่มต้นเพียง 3,300 บาท/เดือน นาน 40 ปี*   โครงการที่เข้าร่วมแคมเปญ 10 ปี Origin ได้แก่ 12 โครงการพร้อมอยู่ ดังนี้ KnightsBridge Phaholyothin Interchange      ราคาเริ่มต้น 2.69 ลบ. Kensington Sukhumvit Thepharak                  ราคาเริ่มต้น 1.39 ลบ. Notting Hill Sukhumvit Praksa                        ราคาเริ่มต้น 1.59 ลบ. Notting Hill Sukhumvit 105                              ราคาเริ่มต้น 1.89 ลบ. B-Loft Sukhumvit 107                                        ราคาเริ่มต้น 1.59 ลบ. B-Loft Lite Sukhumvit 115                                 ราคาเริ่มต้น 1.99 ลบ. KnightsBridge The Ocean Sriracha                 ราคาเริ่มต้น 3.59 ลบ. Notting Hill Lamchabang                                  ราคาเริ่มต้น 2.39 ลบ. Kensington Kaset Campus                                 ราคาเริ่มต้น 3.89 ลบ. Notting Hill Jatujak Interchange                     ราคาเริ่มต้น 3.79 ลบ. KnightsBridge Sky River Ocean                       ราคาเริ่มต้น 4.99 ลบ. KnightsBridge Tiwanon                                     ราคาเริ่มต้น 2.79 ลบ.   LPN จัดโปรโมชั่นให้ลูกค้าซื้อง่าย ราคาต่ำสุด ไม่ต้องรอปีหน้า โค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปี LPN ขานรับมาตรการรัฐกระตุ้นอสังหาฯ ได้นำสินค้าทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมที่อยู่ในระดับราคาไม่เกิน  3  ลบ. จำนวน 9 โครงการ  โดยลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์จาก 2% เหลือ 0.01 % ของราคาประเมิน และลดค่าจดจำนองจาก 1 % เหลือ 0.01% ของราคาประเมิน สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่มีราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยจะต้องโอนฯ และจดจำนองในคราวเดียวกัน ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2562 – 24 ธ.ค.2563   คอนโดมิเนียม ลุมพินี ซีเล็คเต็ด สุทธิสาร-สะพานควาย โปรโมชั่น “Member Get Member” เพื่อนแนะนำเพื่อน รับค่าแนะนำสูงสุด 1 แสนบาท ลุมพินี เพลส รัชดา-สาธุ โปรโมชั่นพิเศษ “Member Get Member” เพื่อนแนะนำเพื่อน รับค่าแนะนำสูงสุด 1 แสนบาท ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี-จตุจักร ส่งมอบวันที่ 2 – 3 พ.ย.นี้ ลุมพินี วิลล์ สุขสวัสดิ์-พระราม 3 ลุมพินี เพลส พระราม 3  – ริเวอร์ไรน์ บ้านพักอาศัย บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ รังสิต คลอง ๒ บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ลาดปลาดุก – บางไผ่สเตชั่น บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ เพิ่มสิน – วัชรพล บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ราชพฤกษ์ – ปิ่นเกล้า   แมเนอร์ สนามบินน้ำ แมเนอร์ สนามบินน้ำ คอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา วิว 180 องศา จัดโปรโมชั่น Final Call 20 ยูนิตสุดท้าย ลดราคา 2 ล้านบาท ทุกยูนิต ตั้งแต่ 1 ต.ค.-25 ธ.ค. 62   Nue Noble Srinakarin–Lasalle เปิดจองรอบพิเศษ โครงการใหม่ล่าสุดจาก Noble คอนโดห้องหน้ากว้าง ติดรถไฟฟ้าศรีลาซาล เปิดจองรอบพิเศษ 17 พ.ย. 62 เริ่ม 1.59 ล้าน* ผ่อนเพียง 4,900 บาท/เดือน*   SC Asset x Lazada   จองเริ่ม 11 บาท รับส่วนลดสูงสุด 1 ล้าน SC Asset x Lazada   จองเริ่ม 11 บาท รับส่วนลดสูงสุด 1 ล้าน กับ คอนโด บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม 9 โครงการทำเลคุณภาพภายใต้แคมเปญ “ช้อปวันเดียวได้ทุกดีล 11 พ.ย.นี้”   โดย 9 โครงการทำเลคุณภาพสร้างเสร็จพร้อมอยู่ของ SC  ทั้งคอนโด บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม เริ่ม 3-9 ล้านบาท  จองง่าย จ่ายน้อยกว่า  เริ่มเพียง 11 บาท* ลดเพิ่มสูงสุด 1 ล้าน* เฉพาะวันที่ 11 พ.ย.นี้ และโอนภายใน 25 ธ.ค. 62 รับเพิ่ม Cash back 10,000 บาท พร้อม iPhone 11*   ได้แก่   คอนโดแต่งครบโครงการเซ็นทริค รัชโยธิน  ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีรัชโยธิน เพียง 150 เมตร คอนโดอารมณ์บ้านโครงการแชมเบอร์ส เฌอ รัชดา-รามอินทรา บ้านเดี่ยว3 โครงการ ได้แก่ โครงการเพฟ ประชาอุทิศ , รังสิต , ปิ่นเกล้า-ศาลายา บ้านเดี่ยวและบ้านแฝดโครงการวี คอมพาวด์ ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า ทาวน์โฮม3 โครงการ ได้แก่ โครงการเวิร์ฟ พระราม9 , ติวานนท์-รังสิต , เพชรเกษม 81   เจ เอส พี จัดโปรแรง “Sale เร็วกว่ามาตรการรัฐ” เจ เอส พี จัดโปรแรงที่สุดแห่งปี "Sale เร็วกว่ามาตรการรัฐ" เพื่อลูกค้าที่สนใจ บ้าน ทาวน์โฮม คอนโด อาคารพาณิชย์ บนทำเลศักยภาพ รังสิต แพรกษา เพชรเกษม กัลปพฤกษ์ บางปู รัตนาธิเบศร์ บางประกง และศรีราชา ไม่ต้องรอสิ้นถึงปี พิเศษ! เพียง 799,999 บาท พร้อมส่วนลดสูงสุด 2 ล้านบาท วันนี้ถึง 10 พ.ย. นี้ เท่านั้น      
PS x Shopee จัดแคมเปญ 11.11 ขน 111 ยูนิตจับตลาดมิลเลนเนียน

PS x Shopee จัดแคมเปญ 11.11 ขน 111 ยูนิตจับตลาดมิลเลนเนียน

พฤกษา จับมือ ช้อปปี้  จัดแคมเปญออนไลน์ จับตลาดคนรุ่นใหม่ “มิลเลนเนียล” ขนทาวน์โฮม 4 แบรนด์จำนวน 111 ยูนิต ขายคูปอง 11 บาท แลกรับส่วนลด 200,000 แสน หวังสร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าใหม่   นางสาวอังคณา ลิขิตจรรยากุล รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดองค์กรกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับช้อปปี้ (Shopee) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จัดทำแคมเปญ “11.11 ลดอลัง ปังทุกยูนิต” ด้วยการจัดโปรโมชั่นจำหน่ายคูปองผ่านช้อปปี้ราคา 11 บาท สามารถนำมาใช้เป็นส่วนลดมูลค่าสูงถึง 200,000 บาท ในการซื้อโครงการทาวน์โฮมพร้อมอยู่  4 แบรนด์ ได้แก่ บ้านพฤกษา พฤกษาวิลล์ เดอะคอนเนค และพาทิโอ โดยบริษัทนำเอาทาวน์โฮมพร้อมอยู่มาจัดแคมเปญจำนวน 111 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ารวม 400 ล้านบาท ซึ่งสามารถซื้อคูปองได้ตั้งแต่วันที่ 6-30 พฤศจิกายน 2562 สำหรับ 11 ยูนิตที่โอนบ้านภายในวันที่ 27 ธันวาคมนี้  จะได้รับเพิ่ม 11,111 Coins จากช้อปปี้ด้วย  นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ ให้ส่วนลด 1.5% ในทุกโครงการกับร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าในช้อปปี้ (Shopee Seller) ที่มีอยู่กว่า 600,000 ราย หากซื้อโครงการของพฤกษา ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม “แคมเปญคนี้เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จ แคมเปญ 6.6 Mid-Year Sale ที่จองโครงการพฤกษา 6 บาท ได้รับส่วนลด 20,000 บาท ที่ทำยอดขายได้ถึง 60 ล้าน” เป้าหมายสำคัญของการจัดแคมเปญในครั้งนี้  พฤกษาต้องการสร้างการรับรู้ในแบรนด์พฤกษา  (Brand Awareness) ในกลุ่มมิลเลนเนียล ที่ถือว่าเป็นกลุ่มมีกำลังซื้อ ปัจจุบันมีจำนวนมากถึง 20 ล้านคน จากประชากรทั้งประเทศ ส่วนการเลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของช้อปปี้  เนื่องจากเป็นผู้นำตลาดอีคอมเมิร์ซ และเป็นช่องทางอีคอมเมิร์ซที่กลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วม (Engagement) มากที่สุด นางสาวอังคณา กล่าวอีกว่า การจัดแคมเปญดังกล่าว บริษัทยังคงใช้งบประมาณเดท่าเดิม ในสัดส่วน 1% ของยอดขาย แต่การทำตลาดออนไลน์ ถือว่ามีต้นทุนด้านการตลาดและการขายลดลง ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบตลาดว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ โดยหากประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้  บริษัทจะจัดแคมเปญในลักษณะดังกล่าวต่อไป และจะนำเอาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวและคอนโดฯ มาจัดแคมเปญในอนาคตด้วย
[PR News] ตั้งสมาคม TBIM รับมือเทคโนโลยี Disrupt

[PR News] ตั้งสมาคม TBIM รับมือเทคโนโลยี Disrupt

รัฐ-เอกชน จับมือตั้ง สมาคม TBIM รับมือธุรกิจอสังหาฯ -ก่อสร้าง เจอเทคโนโลยี Disrupt หวังสร้างมาตรฐานการออกแบบ BIM พร้อมยกระดับคนในวงการ เพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน   ศ.ดร.อมร พิมานมาศ ศาสตราจารย์สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะนายกสมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (TBIM) เปิดเผยว่า  จากการที่เทคโนโลยีเข้ามา Disrupt ธุรกิจมากยิ่งขึ้น รวมถึงธุรกิจก่อสร้าง ทำให้อุตสาหกรรมก่อสร้างและงานออกแบบ ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับการ Disrupt ของเทคโนโลยี  รวมถึงเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันให้กับธุรกิจ เพื่อแข่งขันกับต่างชาติได้ทุกรูปแบบ   โดยเฉพาะปัจจุบันการออกแบบในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ได้พัฒนานำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการออบแบบ ด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบ 3 มิติ  ที่เรียกว่า “BIM” (Building Information Modeling) แต่พบว่ากระบวนการ BIM ในประเทศไทย ยังไม่มีมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจน  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรกลาง คือ สมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Thai Building Information Modeling Association; TBIM) เพื่อช่วยสร้างกรอบการทำงาน และมาตรฐานให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน   สำหรับสมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร  ประกอบด้วย คณะกรรมการที่มาจากหลากหลายสาขาวิชาชีพและหลากหลายองค์กร เช่น สถาปนิกและวิศวกรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชนที่มีความสนใจ BIM มาใช้ในการทำงานให้สอดคล้องไปในทางเดียวกันภายใต้มาตรฐานและข้อกำหนดต่างๆ ที่ใช้สำหรับการทำงานให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน  โดยมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการร่างมาตรฐานการทำงานด้วยระบบ BIM ขึ้น ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้งานมาตรฐานดังกล่าวได้ภายในปี 2563   ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้  และพัฒนาความสามารถในการทำงาน ของผู้ที่ทำงานด้วยระบบ BIM ทั้งกับสมาชิกและบุคคลภายนอก ทางสมาคมจึงเตรียมพัฒนาหลักสูตรอบรม-สัมมนา เพื่ออบรมให้ความรู้ในช่วงต้นปี 2563 ด้วย   สำหรับการทำงานของระบบ BIM จะสร้างแบบจำลองเสมือนจริงในคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ทำงานเกี่ยวข้องสามารถเห็นส่วนประกอบทุกส่วนตรงกัน โดย BIM จะสร้างเป็นโมเดล 3 มิติขึ้นมาพร้อมกับ Intelligent Information อาทิ รายละเอียดวัสดุ เพื่อคำนวนปริมาณวัสดุก่อสร้าง ปรับปรุงกระบวนการออกแบบก่อสร้างและคำนวนพลังงานที่จะใช้ในอาคาร สร้างแบบจำลอง หรือ Digital Prototype Model ที่เสมือนจริง และเปลี่ยนจากการสร้างแบบบนกระดาษมาสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและประสานข้อมูลบน Cloud สะดวกในการทำงานนอกสถานที่โดยสามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง Tablet ได้อีกด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การส่งมอบอาคารที่มีคุณภาพสูงขึ้นจากมาตรฐานของตลาดในปัจจุบัน   ปัจจุบันมีผู้พัฒนาโครงการก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยได้นำเทคโนโลยีระบบ BIM เข้ามาใช้ในงานก่อสร้างแล้ว อาทิ สถานีโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีส้ม ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และโครงการ แอชตัน อโศก ของบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ส่วนในภูมิภาคอาเซียนมีประเทศสิงคโปร์เป็นผู้นำในการใช้ BIM ในการพัฒนาโครงการก่อสร้าง “การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการสร้างโมเดล พิมพ์เขียวโครงการก่อสร้าง 3 มิติ หรือ BIM จะเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมโครงการก่อสร้างหรืออาคารประเภทต่างๆ มากขึ้น และเห็นแนวโน้มชัดเจนขึ้นภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ทันทีที่เทคโนโลยี 5G เกิดขึ้นในประเทศไทย”  ศ.ดร.อมร กล่าว  
“วิลล่า คุณาลัย” กวาดรายได้และกำไร 9 เดือนเติบโตก่อนเข้าตลาด

“วิลล่า คุณาลัย” กวาดรายได้และกำไร 9 เดือนเติบโตก่อนเข้าตลาด

วิลล่า คุณาลัย  สร้างรายได้และกำไร 9 เดือน โตต่อเนื่อง ก่อนเทรดในตลาดหุ้น ขณะที่มาตรการภาครัฐช่วยกระตุ้นตลาดโค้งท้ายปี และส่งผลดี 2 โครงการทาวน์โฮมของบริษัท  นางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ KUN  เปิดเผยว่า ภายหลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบไฟลิ่ง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ล่าสุด บริษัทอยู่ระหว่างขั้นตอนการเตรียมความพร้อมในการเสนอขายหลักทรัพย์ เพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป (IPO) จำนวน 150 ล้านหุ้น และมูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 25%  ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท   สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมีรายได้รวม 461.09 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 43.15 ล้านบาท ซึ่งเติบโตอย่างอย่างโดดเด่น เมื่อเทียบจากปี 2561 ทั้งปีที่มีรายได้ 447.09 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 11.56 ล้านบาท  ผลประกอบการเติบโตดังกล่าว  เป็นผลมาจากการรับรู้รายได้จากการขายโครงการคุณาลัย จอย ที่เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2562 เป็นต้นมา   นอกจากนี้ ยังมีการโอนโครงการคุณาลัย ซิมโฟนี ที่มีการปรับปรุงแบบบ้านใหม่ รวมถึงสินค้าบ้านเดี่ยวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบตามผลิตภัณฑ์ที่ขายดีของกลุ่มบริษัทฯ จึงทำให้ได้รับความสนใจจากลูกค้ามากขึ้น  ส่งผลให้บริษัทสามารถขายและโอนบ้านได้ในปริมาณที่สูงขึ้นตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2561 จนถึงช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 และมีรายได้จากการขายที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2561 นางประวีรัตน์ กล่าวอีกว่า บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิ​เพิ่มขึ้นเป็น 9.36% ของรายได้รวม โดยเป็นผลจากรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นตามยอดโอนกรรมสิทธิ์ ต้นทุนขายเมื่อเทียบสัดส่วนต่อรายได้จากการขายที่ลดลงจากการโอนกรรมสิทธิ์บ้านที่มีต้นทุนการก่อสร้างที่ต่ำกว่าปีก่อน ๆ และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเทียบสัดส่วนต่อรายได้จากการขายที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ ส่งผลให้ภาพรวมกำไรสุทธิของงวด 9 เดือน ปี 2562 เพิ่มขึ้นอย่างมาก   สำหรับภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้  คาดว่าจะมีการปรับตัวคึกคักมากขึ้น ภายหลังภาครัฐได้มีมาตรกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์  ซึ่งโครงการของ “วิลล่า คุณาลัย”  ได้รับอานิสงส์จากมาตรการนี้ด้วย โดยโครงการ ที่สอดรับนโยบายดังกล่าว ได้แก่ โครงการ คุณาลัย บีกินส์ โครงการทาวน์โฮม และโครงการ คุณาลัย บีกินส์ 2 โครงการทาวน์โฮม เนื่องจากโครงการดังกล่าวอยู่ในระดับราคา เฉลี่ยไม่เกิน 3 ล้านบาท
“ไรมอน แลนด์” เปิดแผนปี 63 ปูทางสร้างรายได้หมื่นล้านใน 5 ปี

“ไรมอน แลนด์” เปิดแผนปี 63 ปูทางสร้างรายได้หมื่นล้านใน 5 ปี

“ไรมอน แลนด์” รุกตลาดเอเชีย ประเดิมเปิดสำนักงานขายโครงการ The Estelle Phrom Phong ประเทศสิงคโปร์ พร้อมเผยแผนปี 63 ลุยเปิดทั้งคอนโดฯ และโรงแรม ปูทางสู่รายได้ 1 หมื่นล้านภายใน 5 ปี   นายไลโอเนล ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าบริษัทมุ่งเน้นพัฒนาโครงการระดับลักชัวรี่  โดยในโครงการระดับ 10 ล้านบาทขึ้นไป  บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด ด้วยสัดส่วน 13.2% โดยบริษัทมีฐานลูกค้าแบ่งออกเป็นกลุ่มลูกค้าคนไทย 50% ส่วนลูกค้าต่างชาติสัดส่วนหลักเป็นชาวเอเชีย 32% เป็นชาวสิงค์โปรสัดส่วน 13.2%   โดยจากการสำรวจของสถาบันเครดิตสวิสประเทศสิงคโปร์ พบว่าประเทศสิงคโปร์ประชากรมีเงินออมสูงที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้บริษัท ได้มองเห็นโอกาสทางการของตลาด จึงลงทุนกว่า 30 ล้านบาท เปิดสำนักงานขายโครงการ The Estelle Phrom Phong ในประเทศสิงคโปร์เป็นครั้งแรก ที่ Royal Square@ Novena ชั้น 2 ใกล้กับร้านอาหารบ้านหญิง บนถนน Irrawaddy ซึ่งเป็นย่าน Medical Hub และเป็นย่านที่มีที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ที่แพงที่สุด โดยในอนาคตมีแผนที่จะเปิดสำนักงานขายในประเทศอื่นๆ ต่อไป สำหรับโครงการ The Estelle Phrom Phong เป็นคอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ สูง 37 ชั้น ขนาด 1-4 ห้องนอน พื้นที่ 55-160 ตารางเมตร บนเนื้อที่กว่า 1 ไร่ ใกล้รถไฟฟ้าสถานีพร้อมพงษ์เพียง 200 เมตร คาดว่าแล้วเสร็จปี 2565 ราคาเริ่มต้น 18 ล้านบาท   นายไลโอเนล กล่าวอีกว่า ในปี 2563 บริษัทมีแผนจะเปิด 2 โครงการใหม่ โดยเป็นโครงการมิกซ์ยูสในต่างประเทศ และคอนโดมิเนียมระดับหรู “THE ARDMORE 38” ในซอยสุขุมวิท 38 มูลค่า 8,200 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดโรงแรม KITCH HOTEL ตั้งอยู่หน้าโครงการคอนโดมิเนียม The River โดยออกแบบและพัฒนาภายใต้แนวคิด Food Hotel เป็นครั้งแรก ในประเทศไทย  เพื่อจับตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยว ต้องการเรียนรู้วัฒนธรรมอาหารไทย จีน และอินเดีย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนและอินเดีย ซึ่งจะเป็นโรงแรมขนาด 72 ห้อง อัตราค่าพักอยู่ที่ ราว 1,400–1,600 บาทต่อคืน มีกำหนดการเปิดให้บริการประมาณต้นปีหน้า และอีกหนึ่งโรงแรมย่านสุขุมวิท จำนวน 220 ห้อง ภายใต้คอนเซ็ปต์ New Age Hotel คาดว่าสร้างเสร็จและเปิดให้บริการภายในปี 2566 ปัจจุบันบริษัทมีรายได้ประจำสัดส่วน 12% มีแผนเพิ่มสัดส่วนเป็น 50% โดยวางแนวทางการพัฒนาโครงการสำหรับสร้างรายได้ประจำ ปีละ 2 โครงการ และมีรายได้จากอาคารสำนักงานหรือพื้นที่ให้เช่าสัดส่วน 30% จากอาคาร One City Centre การมุ่งขยายโรงแรมจากเกือบ 300 ห้อง เป็น 1,400 ห้อง รวมถึงธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ร้านบ้านหญิง จะขยายสาขาให้บริการเพิ่มขึ้นในประเทศแถบอาเซียน เพื่อเป้าหมายรายรวมของบริษัทได้แตะ 10,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี   ทั้งนี้ยังมีการเปิดเผยว่ามีการมีปรับเปลี่ยนการพัฒนาคอนโดมิเนียม Shaa Asoke ในซอยสุขุมวิท 19 ให้เป็นโรงแรม 220 ห้อง โดยอยู่ในระหว่างการเจรจากับพันธมิตรญี่ปุ่น    
เมืองไทยประกันชีวิตลุยธุรกิจอสังหาฯ ปั้นออฟฟิศเกรด A “66 Tower”

เมืองไทยประกันชีวิตลุยธุรกิจอสังหาฯ ปั้นออฟฟิศเกรด A “66 Tower”

เมืองไทยประกันชีวิต ลุยธุรกิจอสังหาฯ ปั้นออฟฟิศดิ้งเกรด A  “66 Tower” มูลค่า 3,800 ล้าน ย่านสุขุมวิท 66 รับดีมานด์สูง แต่ซัพพลายจำกัด มั่นใจหลังเปิดใช้มีผู้เช่าเต็ม 100% นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า ได้ขยายธุรกิจมาสู่อสังหาริมทรัพย์  ด้วยการลงทุนพัฒนาโครงการอาคารสำนักงานเกรด A ภายใต้ชื่อ 66 Tower (ซิคตี้ซิกส์ ทาวเวอร์) มูลค่า 3,800 ล้านบาท บนเนื้อที่ 4 ไร่ อยู่บริเวณถนนสุขุมวิท 66 ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส อุดมสุข 150 เมตร ปัจจุบันได้ก่อสร้างแล้ว 15% มีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปี 2564   “แม้ว่า MTL จะเป็นหน้าใหม่ในตลาดอสังหาฯ  แต่มีประสบการณ์ จากการเป็นเจ้าของอาคารเมืองไทยภัทรมากว่า 9 ปี ปัจจุบันมีอัตราเช่าพื้นที่ 90%” สำหรับอาคารซิกตี้ซิกส์ ทาวเวอร์ มีขนาดความสูง 28 ชั้น พื้นที่เช่า 30,000 ตารางเมตร แต่ละชั้นมีพื้นที่ประมาณ​1,200 ตารางเมตร สามารถเช่าเริ่มต้นได้ตั้งแต่ 100 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้นตารางเมตละ 850 บาทต่อเดือน ภายในอาคารยังจัดสรรเป็นพื้นที่ค้าปลีก 2 ชั้น ด้านนายนิธิพัฒน์ ทองพันธุ์ กรรมการบริหารและหัวหน้าแผนกพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CBRE กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่สำนักงานในเขตกรุงเทพฯ มีจำนวน 8.9 ล้านตารางเมตร มีอัตราเช่าประมาณ​ 93%  มีอัตราค่าเช่าเฉลี่ยเดือนละ 600-700 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งค่าเช่ามีอัตราการการปรับเพิ่มเฉลี่ย 5% ในระยะ 3 ปี ซึ่งตลาดอาคารสำนักงานถือว่ายังมีความต้องการสูง เนื่องจากปัจจุบันมีพื้นที่จำกัด อย่างไรก็ตาม ในตั้งแต่ช่วงปี 2565-2569 จะมีอาคารสำนักงานก่อสร้างแล้วเสร็จเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่องรวม 2 ล้านตารางเมตร หรือประมาณปีละ 400,000-500,000 ตารางเมตร ทำให้ปริมาณพื้นที่สำนักงานให้เช่ามีมากถึง 10.9 ล้านตารางเมตร ทำให้เกิดการแข่งขันสูงมากขึ้น  โดยเฉพาะพื้นที่ใจกลางเมือง ซึ่งการพัฒนาอาคารสำนักงาน  จะต้องมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้เช่า ที่ปัจจุบันพบว่ามีอัตราการใช้พื้นที่ต่อคนลดลง จากพนักงาน 1 คนใช้พื้นที่ 10 ตารางเมตร ลดลงเหลือ 6-7 ตารางเมตรต่อคน สำหรับเทรนด์ความต้องการพื้นที่สำนักงานในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกที่เกิดขึ้นมา 4-5 ปีแล้ว และเริ่มเป็นเทรนด์เข้ามาในตลาดเมืองไทยช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คือ การมุ่งตอบโจทย์หลัก 2 ข้อได้แก่ พื้นที่สำนักงานสามารถรักษาพนักงานที่มีความสามารถให้ทำงานกับองค์นั้นได้หรือไม่ และสามารถหาพนักงานที่มีความสามารถเข้ามาทำงานในองค์กรนั้นได้หรือไม่ “องค์ประกอบพื้นที่สำนักงานที่ผู้เช่าต้องการ คือ ที่ตั้งสำนักงาน การออกแบบพื้นที่ได้หลากหลาย การมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องน้ำจำนวนมาก มีห้องประชุมส่วนกลางให้ใช้บริการ และมีร้านค้าต่างๆ” โดยพื้นที่สำนักงานเกรด A ในตั้งแต่บีทีเอส สถานีพระโขนง จนถึงบางนา มีเพียงอาคารภิรัชไบเทค ซึ่งมีพื้นที่รวม 32,000 ตารางเมตร มีอัตราเช่า 98% ในราคาเฉลี่ย 800-850 บาท ทำให้ในย่านดังกล่าวถือว่ามีปริมาณพื้นที่ของอาคารสำนักงานเกรด A น้อยกว่าความต้องการ ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารสำนักงานเกรด B ที่มีอัตราเช่าเฉลี่ยประมาณ​ 700 บาท ทำให้เชื่อว่าเมื่ออาคารซิกตี้ซิกส์ ทาวเวอร์แล้วเสร็จภายใน 1 ปี จะมีอัตราการเช่าเต็ม 100% และก่อนอาคารก่อสร้างเสร็จน่าจะมีอัตราการจองไม่ต่ำกว่า 30%    

"พีทีเอฟ เรียลตี้" ทุนไต้หวัน ยังมั่นใจอสังหาฯ ไทย เดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง

เปิดแผนกลุ่มทุนไต้หวัน ลุยตลาดอสังหาฯ เมืองไทย มั่นใจยังเติบโตและมีดีมานด์ พร้อมเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง และเตรียมปรับพอร์ตธุรกิจจากคอนโดฯ สู่แนวราบ หนี้การแข่งขันและยอดขายคอนโดฯ ชะลอตัว   นายถงหยุ่ย โทนี่ ยิ่ง กรรมการผู้บริหาร บริษัท พีทีเอฟ เรียลตี้ (2018) จํากัด ในเครือ พีทีเอฟ เรียลตี้ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย  ยังมีศักยภาพการเติบโต จากภาวะเศรษฐกิจของไทย ที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีจากภาคการท่องเที่ยว และการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนต่างชาติ รวมถึงยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยของคนไทย ซึ่งตลาดอสังหาฯ ของไทยดีกว่าหลายประเทศในเซาท์อีสเอเชีย  แม้ว่าในปีนี้ตลาดอสังหาฯ จะอยู่ในภาวะชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังเชื่อว่าจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นในอีก 1-2 ปี ข้างหน้า   “ตลาดผู้บริโภคยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย และประเทศไทยมีแนวโน้มการลงทุนที่ดี เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน” สำหรับแผนลงทุนของบริษัทยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง  โดยมุ่งพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม  ในทำเลเส้นทางรถไฟฟ้า ซึ่งจะพัฒนาครั้งละ 1 โครงการ หากโครงการที่พัฒนาอยู่ มีอัตราการขาย 60-70% บริษัทจะหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการใหม่  เนื่องจากต้องการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคง  ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทได้พัฒนาโครงการคอนโดฯ มาแล้ว 4 โครงการรวมมูลค่ากว่า 5,400 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการคอนโด เดอะ ราชดำริ, โครงการเมแฟร์ เพลส สุขุมวิท 64 ,โครงการเมแฟร์ เพลส สุขุมวิท 50 โดยทั้ง 3 โครงการดังกล่าวปิดการขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนโครงการที่ 4 คือโครงการ DEFINE by Mayfair สุขุมวิท 50 ปัจจุบันมียอดขายกว่า 60% จากมูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท เริ่มก่อสร้าง ปี 2562 คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2563 ล่าสุด ได้เปิดตัวโครงการใหม่ ภายใต้ชื่อ  MAYFAIR PLACE VICTORY MONUMENT (เมย์แฟร์ เพลส วิคทอรี่ โมนูเมนต์) มูลค่าโครงการรวม 1,200 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการยื่นขอ EIA คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในกลางปี 2563 การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2565 สำหรับโครงการเมย์แฟร์ เพลส วิคทอรี่ โมนูเมนต์ เน้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายซื้อเพื่ออยู่อาศัย  และซื้อเพื่อการลงทุนปล่อยเช่าระยะยาว ซึ่งบริษัทการันตีผลตอบแทนในอัตรา 5% นาน 2 ปี  โดยจากประสบการณ์บริหารและนำห้องของลูกค้าที่ซื้อไปแล้ว  มาปล่อยเช่ารวมทุกโครงการกว่า 250 ห้องชุด โดยผลตอบแทนที่ลูกค้ากลุ่มนักลงทุนได้รับ อยู่ในอัตราประมาณ 4-5% ต่อปี  โดยทุกโครงการที่เปิดขายมีสัดส่วนการซื้อ เพื่อลงทุนอยู่ที่ประมาณ 30 %   นายถงหยุ่ย กล่าวอีกว่า นอกจากแผนพัฒนาโครงการคอนโดฯ แล้ว บริษัทยังวางแผนพัฒนาโครงการแนวราบ ประเภทบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮมในอนาคต ซึ่งมองทำเลลาดพร้าวและสุขุมวิท เนื่องจากปัจจุบันตลาดคอนโดฯ มีการแข่งขันสูง อัตราการขายได้ช้าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่โครงการแนวราบยังมีความต้องการ และระดับราคาใกล้เคียงกับห้องชุดคอนโดฯ  แต่ได้พื้นที่มากกว่า ซึ่งปัจจุบันกลุ่มลูกค้าเริ่มมองหาซื้อโครงการแนวราบมากขึ้น
“โฮมโปร” โชว์รายได้ 9 เดือนโตสวนเศรษฐกิจ ทำได้กว่า 5 หมื่นล้าน

“โฮมโปร” โชว์รายได้ 9 เดือนโตสวนเศรษฐกิจ ทำได้กว่า 5 หมื่นล้าน

“โฮมโปร” โชว์รายได้ช่วง 9 เดือนแรก มีรายได้รวม 50,493.89 ล้าน โตจากปีก่อนหน้า 3.35%  พร้อมกวดกำไรกว่า 4,428.72 ล้าน สวนภาวะเศรษฐกิจซบเซา    นายคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน  เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรก 2562 ว่า  ทำรายได้รวม 50,493.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,634.89 ล้านบาท หรือ 3.35% และมีกำไรสุทธิกว่า 4,428.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 501.87 ล้านบาท หรือ 12.78% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน   โดยบริษัทมีรายได้จากการขาย จำนวน 47,046.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,325.80 ล้านบาท หรือ 2.90% ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมของธุรกิจโฮมโปร และเมกา โฮม รวมถึงการเติบโตของยอดขายจากสาขาใหม่จากธุรกิจโฮมโปร และ รายได้ค่าเช่าและบริการ 1,951.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 203.37 ล้านบาท หรือ 11.63%  ซึ่งค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากพื้นที่เช่าภายในศูนย์การค้ามาร์เกต วิลเลจ และพื้นที่ให้เช่าของสาขาโฮมโปร และพื้นที่เช่าจากการจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับคู่ค้า และรายได้จากค่าบริการ “Home Service” และมีรายได้อื่นอีก 1,496.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105.72 ล้านบาท หรือ 7.60% โดยเป็นผลมาจากการเติบโตของรายได้ส่งเสริมการขายร่วมกับคู่ค้า ดอกเบี้ยรับ และรายได้เบ็ดเตล็ด นอกจากนี้ บริษัทยังมีกำไรขั้นต้น 12,496.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 542.68 ล้านบาท หรือ 4.54% เมื่อเทียบกับปีก่อน  สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 26.15% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 26.56% โดยเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนของส่วนผสมสินค้ามีไว้เพื่อขายทั้งกลุ่มสินค้าทั่วไป และกลุ่มสินค้า Direct Sourcing รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพวางแผนการจัดซื้อสินค้าของธุรกิจโฮมโปร, เมกา โฮม และโฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย   นายคุณวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจมีการขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้   เนื่องจากผลกระทบจากสภาวะการกีดกันทางการค้า  สงครามทางการค้า และเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะภาคการส่งออก ทำให้ได้รับผลกระทบตามเศรษฐกิจ จำนวนคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกที่ชะลอตัวลง เริ่มส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนโดยเฉพาะความต้องการในประเทศ  การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากรายได้และการจ้างงานที่ปรับลดลง  โดยเฉพาะในภาคการส่งออก   ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงได้รับแรงกดดัน  จากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง  และราคาสินค้าการเกษตรที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ สำหรับภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง รวมถึงผลกระทบจากฤดูฝน และอุทกภัยที่ภาคอีสาน อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้มีมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการชิมช้อปใช้ เป็นต้น สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 3 ถือเป็นช่วง Low Season ของธุรกิจค้าปลีก ซึ่งได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย เช่น ตัวเลขด้านเศรษฐกิจไทย ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงต่ำสุดในช่วง 38 เดือนที่ผ่านมา และอุทกภัยในต่างจังหวัด รวมถึงไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา มียอดขายสินค้ากลุ่มโทรทัศน์ที่สูงผิดปกติ  ทำให้การเติบโตของยอดขายในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้   อย่างไรก็ตามบริษัทได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง  เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของลูกค้า อาทิ งานโฮมโปร แฟร์ (HomePro Fair) ที่เมืองทองธานี และที่หาดใหญ่ รวมถึงกิจกรรม “ฉลองครบรอบ 23 ปี Anniversary Day ” ในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม – 29 กันยายน 2562 เพื่อกระตุ้นยอดขายอีกด้วย   นายคุณวุฒิ กล่าวถึง การเติบโตของบริษัทย่อยว่า เมกา โฮม มียอดขายทรงตัว ส่วนธุรกิจ  โฮมโปร ที่ประเทศมาเลเซียยังได้รับผลกระทบจากยอดขายที่สูงผิดปกติในปี 2561 จากการยกเลิกภาษี GST อย่างไรก็ตาม บริษัทย่อยมีประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่างๆ ผ่านการปรับปรุงด้านอัตราการทำกำไรขั้นต้น และการบริหารค่าใช้จ่าย   “สำหรับการขยายสาขาในไตรมาสที่ 3 บริษัทได้ขยายสาขาใหม่ 2 แห่ง ที่ โฮมโปร สาขามุกดาหาร และโฮมโปรเอส สาขาสามย่านมิตรทาวน์ ส่งผลให้ไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 บริษัท มีสาขาโฮมโปร 84 สาขา และ โฮมโปรเอส 9 สาขา เมกา โฮม 12 สาขา และ โฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย 6 สาขาอีกด้วย”    
“เสนา” หั่นเป้า เหลือเปิดใหม่ 10 โปรเจ็กต์  

“เสนา” หั่นเป้า เหลือเปิดใหม่ 10 โปรเจ็กต์  

“เสนา” ลดเป้าเปิดโครงการใหม่จาก 18 โปรเจ็กต์ เหลือแค่ 10 โปรเจ็กต์ หลังเศรษฐกิจไม่เอื้อแถมเจอมาตรการ LTV แต่ยังมั่นใจกวดยอดขายได้ตามเป้ากว่าหมื่นล้าน  พร้อมเดินหน้าไตรมาสสุดท้าย เปิดโครงการ ใหม่อีก 5 โปรเจ็กต์ มูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท        นางสาว อุมาพร ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ปรับเป้าหมายการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ ลดลงจากแผนเดิม 18 โครงการ เหลือ 10 โครงการ โดยแบ่งสัดส่วนรายได้จากที่อยู่อาศัยแนวสูง 90% และแนวราบ 10% โดยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้  บริษัทมีแผนจะเปิดตัวอีก 5 โครงการ มูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท เริ่มจากเปิดตัวโครงการ “นิช โมโน แจ้งวัฒนะ”   สำหรับการปรับเป้าหมายการเปิดตัวโครงการลดลง  เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และมาตรการ LTV ที่มีผลบังคับใช้  แต่ยังคงเป้าหมายยอดขายจะเติบโตตามเป้าหมายที่คาดว่าจะทำได้ 10,172 ล้านบาท โดยในช่วง 9 เดือนแรกสามารถทำยอดขายได้แล้ว 5,000 ล้านบาท โดยคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวล่าสุด  เป็นคอนโดฯ ร่วมทุนโครงการที่ 8 จากเสนา ฮันคิว ฮันชิน มีขนาดความสูง 35 ชั้นจำนวน 921 ยูนิต บนถนนแจ้งวัฒนะ เนื้อที่กว่า 3 ไร่เศษ  มีห้องให้เลือกแบบ 1-2 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ 28–53 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท  หรือตารางเมตรละ 67,500 บาท  มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท  เริ่มก่อสร้างปี 2563 และคาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2565 ขณะนี้อยู่ในช่วง Soft Opening คาดว่าจะเปิดพรีเซลประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2563   โดยตั้งเป้ายอดขาย 40% จนถึงสิ้นปีนี้   สำหรับตลาดคอนโดฯ บนถนนแจ้งวัฒนะ  ไนท์แฟรงค์ประเทศไทย รายงานผลการวิจัย ระบุว่า ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมามีคอนโดฯ เปิดขายปีละ 1,350 ยูนิต โดยเริ่มมีจำนวนคอนโดฯ สร้างใหม่เกิดขึ้นมากตั้งแต่ปี 2554 เนื่องจากมีหน่วยงานราชการเริ่มย้ายเข้ามาทำงานอยู่ในบริเวณศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และเริ่มมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงมีนบุรี-แคราย แต่จำนวนโครงการใหม่เริ่มชะลอตัวลงและเพิ่มขึ้นสลับกันไปจนถึงปี 2561   ส่วนในช่วงครึ่งปีแรกของ 2562 มีจำนวนห้องชุดคอนโดฯ ทั้งสิ้น 18,942 ยูนิต เป็นโครงการเปิดใหม่ 1,838 ยูนิต และคาดว่าทั้งปี 2562 จะมีคอนโดฯ เปิดขายใหม่ในทำเลแจ้งวัฒนะประมาณ 3,000 ยูนิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคอนโดฯ เกรดซีไปจนถึงเกรดบี  ซึ่งมีราคาเฉลี่ยของคอนโดฯ เกรดซีประมาณ 72,438 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่มีราคาเฉลี่ยประมาณ 53,680 บาทต่อตารางเมตร ค่าเฉลี่ยสะสมในการปรับตัวในระยะเวลา 7 ปี (Compound Annual Growth Rate: CAGR) ประมาณ 5% และราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมเกรดบีปัจจุบันจะอยู่ที่ 80,150 บาทต่อตารางเมตร    
5  เหตุผลสำคัญ  ทำให้ทำเลย่านแจ้งวัฒนะเป็นทำเลธุรกิจใหม่ในอนาคต

5 เหตุผลสำคัญ ทำให้ทำเลย่านแจ้งวัฒนะเป็นทำเลธุรกิจใหม่ในอนาคต

ถนนแจ้งวัฒนะ ปัจจุบันเริ่มมีความหนาแน่น ของการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม จากผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ จากก่อนหน้าทำเลในโซนนี้ มีการพัฒนาโครงการประเภทแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม เพราะต้องยอมรับว่าบริเวณแถวแจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด และนนทบุรี เป็นพื้นที่ชานเมืองราคาที่ดินยังไม่สูงมากนัก สามารถนำมาพัฒนาเป็นโครงการแนวราบได้    ปัจจุบันย่านแจ้งวัฒนะเริ่มมีความโดดเด่น และกำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งย่านสำคัญ ด้านเศรษฐกิจและการค้า จากการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู ถือเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ซึ่งเมื่อระบบคมนาคมขนส่งสะดวกมากขึ้น การพัฒนารูปแบบต่างๆ ก็จะมีเข้ามามากขึ้นด้วยเช่นกัน    นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริเวณแจ้งวัฒนะเป็นทำเลศักยภาพที่มีความโดดเด่น เป็นย่านเศรษฐกิจและย่านธุรกิจการค้า มีโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานหลากหลายรูปแบบ ที่อยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาจากผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย ซึ่งได้เริ่มเข้ามาจับจองที่ดินบริเวณนี้ สิ่งที่ตอกย้ำให้ย่านแจ้งวัฒนะกำลังกลายเป็นย่านเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญในอนาคต คงมาจาก 5 เหตุผลนี้ 1.การพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้า ปัจจุบันแจ้งวัฒนะอยู่การพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี  ปัจจุบันกำลังดำเนินการก่อสร้าง และกำหนดเปิดให้บริการประมาณปี 2564  อีกทั้งยังมีส่วนต่อขยายจากสถานีศรีรัช–เมืองทองธานี ที่ออกแบบเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Straddle Monorail)    โดยจุดเชื่อมต่อจะอยู่บริเวณสถานีศรีรัช  ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี สายหลัก ไปทางทิศตะวันตก และเลี้ยวขวาเข้าสู่เมืองทองธานีไปตามซอยแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 39 แนวทางเดียวกันกับทางพิเศษอุดรรัถยา ต่อเนื่องไปยังจุดสิ้นสุดโครงการบริเวณทะเลสาบเมืองทองธานี ประกอบด้วยสถานีรับส่งผู้โดยสาร 2 สถานี ได้แก่ สถานี MT-01 ตั้งอยู่บริเวณอิมแพ็คชาเลนเจอร์ (Impact Challenger) และสถานี MT-02 ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของทะเลสาบเมืองทองธานี รวมระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร   หากโครงการแล้วเสร็จจะเป็นการเพิ่มศักยภาพการเดินทางของประชาชน จากบริเวณถนนแจ้งวัฒนะเข้าสู่พื้นที่เมืองทองธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่น และเป็นที่ตั้งของยูนิตงานต่างๆ ด้วย เช่น ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เอสซีจี สเตเดี้ยม ธันเดอร์โดม และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นต้น โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูยังสามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่น 3 สาย คือ   1.รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ (ปัจจุบันเปิดให้ใช้บริการอยู่) โดยเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีชมพู ที่สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี   2.รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-รังสิต  ปัจจุบันกำลังดำเนินการก่อสร้าง  และเปิดให้บริการประมาณต้นปี 2564 โดยเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่สถานีหลักสี่   3.รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต โดยเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ  เป็นโครงการในอนาคต 2.ทำเลใกล้สนามบินดอนเมือง บริเวณแจ้งวัฒนะตั้งอยู่ใกล้สนามบินดอนเมือง  ซึ่งในปัจจุบันสนามบินดอนเมืองมี 2 อาคารคือ Terminal 1 และ Terminal 2 โดยสามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณปีละ 30 ล้านคน และในอนาคต บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้เตรียมแผนในการพัฒนาระยะที่ 3 (Terminal 3) และคาดว่าในอนาคตจะมีการเพิ่มเที่ยวบินและคาดว่าจำนวนผู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการจะเพิ่มขึ้นถึงปีละ 40 ล้านคน และสูงถึง 50-60 ล้านคน  ในช่วงปี 2568-2573  ในส่วนการเดินทางทางน้ำบริเวณนี้ยังมีท่าเรือปากเกร็ด ซึ่งคอยรองรับการเดินไปยังส่วนต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร และยังมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าถึงโดยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของรัฐบาลอีกด้วย 3.จุดศูนย์รวมยูนิตงานขนาดใหญ่ ทั้งรัฐและเอกชน ในย่านแจ้งวัฒนะถือว่ามียูนิตงานขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นจากภาครัฐหรือเอกชน โดยเฉพาะการมีศูนย์ราชการ สถานที่ซึ่งเป็นศูนย์รวมของยูนิตงานราชการสำคัญเอาไว้ ทำให้แต่ละวันมีคนจำนวนมากเดินทางเข้ามาในย่านนี้  เพื่อติดต่อราชการในยูนิตงานต่างๆ ไม่นับรวมกับจำนวนข้าราชการที่ทำงานในยูนิตงานต่างๆ อีกมหาศาล ยิ่งทำให้บริเวณดังกล่าวกลายเป็นแหล่งธุรกิจที่สำคัญมากยิ่งขึ้น 4.บิ๊กโปรเจ็กต์ ด้านศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมขนาดใหญ่ การพัฒนาโครงการเมืองทองธานี ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งมีการพัฒนาศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชีย โดยมีพื้นที่รวมกว่า 140,000 ตารางเมตร โดยเฉพาะ อิมแพ็ค มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนผู้ใช้บริการจัดงานแสดงสินค้า นิทรรศการ ประชุม-สัมมนา งานเลี้ยงสังสรรค์ งานแต่งงาน คอนเสิร์ต กิจกรรมพิเศษอื่นๆ หมุนเวียนจัดงานรวมกว่า 1,000 งานต่อปี และมีจำนวนผู้เดินทางมาเยือนกว่า 10 ล้านคน    ภายในโครงการเมืองทองธานี ยังมีการพัฒนาโครงการอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้า พื้นที่รีเทล โรงแรม คอมมูนิตี้มอลล์ต่างๆ อีกสารพัด ทำเมืองทองธานีมีความหนาแน่น ทั้งจำนวนประชากรผู้เข้ามาอยู่อาศัย และการติตต่อธุรกิจต่างๆ  ย่านแจ้งวัฒนะ ยังถูกเติมเต็มไปด้วยศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ บิ๊กซีซุปเปอร์เซ็นเตอร์ แม็คโคร คอมมูนิตี้มอลล์ และโครงการอื่นๆ อีกหลายโครงการ 5.บิ๊กดีเวลลอปเปอร์แห่เข้าพัฒนาโครงการ ทำเลที่มีแนวโน้มเติบโต และกลายเป็นย่านสำคัญในอนาคต  ปัจจัยชี้วัดอีกประการ คือดูได้จากการเข้าไปพัฒนาโครงการของบิ๊กดีเวลลอปเปอร์ต่างๆ เพราะหากทำเลนั้นไม่มีศักยภาพเพียงพอ ดีเวลลอปเปอร์จะไม่เข้าไปจับจองพื้นที่เพื่อพัฒนาโครงการอย่างแน่นอน ปัจจุบันในย่านแจ้งวัฒนามีบิ๊กดีเวลลอปเปอร์หลายรายเข้าไปพัฒนาโครงการแล้ว อาทิ   กลุ่มบางกอกแลนด์ พัฒนาโครงการศูนย์การค้า คอสโม บาซาร์ พื้นที่รวม 80,000 ตารางเมตร มีทั้งโรงภาพยนตร์เครือเอสเอฟ ซีนีม่า ซิตี้ 5 โรง ซูเปอราร์เก็ต ฟิตเนสเซ็นเตอร์ ร้านค้า และร้านอาหาร กลุ่มบีแลนด์ยังวางแผนนำที่ดิน 600 ไร่ บริเวณทะเลสาบเมืองทองธานี  พัมนาโครงการเลเชอร์ แอนด์ เอ็นเตอร์เท็นเมนท์ คอมเพล็กซ์ มูลค่า 5,000-6,000 ล้านบาทอีกด้วย   ความเคลื่อนไหวของบิ๊กดีเวลลอปเปอร์อื่นๆ ที่เริ่มเตรียมตัวเข้ามาพัฒนาโครงการในย่านแจ้งวัฒนะก็มีอีกหลายราย อาทิ  กลุ่มแอล.พี.เอ็น. ซื้อสนามฟุตบอลสยามสปอร์ต ขนาดที่ดิน 26 ไร่ กลุ่มเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ซื้อตึกร้างในเมืองทอง เพื่อเตรียมพัฒนาเป็นโครงการคอนโดฯ กลุ่มพฤกษา เรียลเอสเตท ซื้อที่ดิน 170 ไร่ เพื่อเตรียมพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย และกลุ่มแสนสิริ ซื้อที่ดินบริเวณตลาดสวนมะลิ ขนาด 30 ไร่ เพื่อเตรียมพัฒนาโครงการคอนโดฯ  เปิดข้อมูลตลาดคอนโดฯ ย่านแจ้งวัฒนะ นอกเหนือจาก 5 เหตุผลสำคัญดังกล่าวแล้ว ทางไนท์แฟรงค์ ยังได้จัดทำผลวิจัยสนับสนุน ให้เห็นว่าย่านแจ้งวัฒนะมีอีกหนึ่งย่านสำคัญในด้านธุรกิจและตลาดที่อยู่อาศัย โดยรายงานว่า ตลาดคอนโดฯ บริเวณแจ้งวัฒนะในช่วงกลางปี 2562 ที่ผ่านมา  มีจำนวนทั้งสิ้น 18,942 ยูนิต โดยคอนโดฯ ในบริเวณนี้มีจำนวนห้องชุดใหม่เกิดขึ้นมากตั้งแต่ปี 2554 เนื่องจากมียูนิตงานราชการเริ่มย้ายสถานที่ทำการเข้ามาอยู่ในบริเวณศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ส่งผลให้ผู้ประกอบการหันมาซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการคอนโดฯ เพื่อรองรับ   แต่หลังจากเริ่มเปิดขายมากขึ้นในปี 2554  ในปีต่อมาพบว่า จำนวนห้องชุดใหม่เริ่มชะลอตัวลงและเพิ่มขึ้นสลับกันไปจนถึงปี 2561 และในปีนั้นเองได้เริ่มมีการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงมีนบุรี-แคราย จึงทำให้มีห้องชุดใหม่เปิดขายเพิ่มขึ้นมาเป็น 2,013 ยูนิต และครึ่งปีแรกของปี 2562 มีห้องชุดใหม่เปิดขายเพิ่มขึ้นมาจำนวน 1,838 ยูนิต และคาดว่าทั้งปี 2562 จะมีคอนโดฯ เปิดขายใหม่ในบริเวณนี้ประมาณ 3,000 ยูนิต กราฟแสดงอุปทานคอนโดมิเนียมบริเวณแจ้งวัฒนะ ปี 2554 ถึงกลางปี 2562 ช่วงกลางปี  2562 คอนโดฯ บริเวณแจ้งวัฒนะ มีจำนวนที่ขายไปแล้วประมาณ 12,271 ยูนิต จากจำนวนคอนโดฯ ที่เปิดขายทั้งสิ้น 18,942 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขา 64.8% มีจำนวนคอนโดฯ เหลือขายประมาณ 6,671 ยูนิต จำนวนห้องชุดที่ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมามีประมาณปีละ 1,350 ยูนิต เนื่องจากบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีศักยภาพเป็นบริเวณธุรกิจใหม่ แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่   โดยกลุ่มผู้ซื้อคอนโดฯ ในบริเวณนี้ คือ บุคลากรของหน่วยงานต่างๆ ในย่านนี้ และผู้ปกครองนักเรียนและนักศึกษาที่ศึกษาในสถาบันการศึกษาที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ ที่สำคัญ ราคาคอนโดฯ ยังจับต้องได้ หากรถไฟฟ้าสายสีชมพูแล้วเสร็จการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ก็จะสะดวกมากยิ่งขึ้น  ราคาขายจึงมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย   นอกจากนี้ กลุ่มผู้ซื้อคอนโดฯ  ในบริเวณนี้  มักซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง และมีบางส่วนซื้อเพื่อปล่อยเช่า บางส่วนซื้อเก็บไว้เป็นทรัพย์สินโดยคาดว่าคอนโดฯ ในบริเวณแจ้งวัฒนะ มีระดับราคาที่สามารถปรับตัวขึ้นได้ในอนาคต ยิ่งเมื่อระบบรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างแล้วเสร็จ ย่อมทำให้ราคาขายคอนโดฯ ในบริเวณนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น กราฟแสดงอุปทาน อุปสงค์ และ อัตราการขายคอนโดมิเนียมบริเวณแจ้งวัฒนะ 2554 ถึงกลางปี  2562   การพัฒนาคอนโดฯ บริเวณแจ้งวัฒนะ ส่วนใหญ่เป็นระดับเกรดซี โดยระดับราคาขายเฉลี่ยของคอนโดฯ เกรดซี ช่วงกลางปี 2562 มีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 72,438 บาทต่อตารางเมตรเมตร ปรับตัวขึ้นจากปี 2554 ซึ่งมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 53,680 บาทต่อตารางเมตร ค่าเฉลี่ยการปรับตัวขึ้นของคอนโดฯ ในบริเวณนี้จากปี 2554 ถึง กลางปี 2562 มีค่าเฉลี่ยสะสมในการปรับตัวในระยะเวลา 7 ปี (Compound Annual Growth Rate:CAGR) อยู่ในอัตรา 5% ในปี 2562 เริ่มมีการพัฒนาคอนโดฯ เกรดบี บริเวณแจ้งวัฒนะ และราคาขายเฉลี่ยของคอนโดฯ เกรดบี บริเวณแจ้งวัฒนะอยู่ที่ 80,150 บาทต่อตารางเมตร ณ กลางปี 2562 กราฟแสดงราคาขายเฉลี่ยคอนโดมิเนียมบริเวณแจ้งวัฒนะ 2554 ถึงกลางปี  2562
[PR News] กฟผ.จับมือโฮมโปร จัดแคมเปญกระตุ้นประชาชนใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5  

[PR News] กฟผ.จับมือโฮมโปร จัดแคมเปญกระตุ้นประชาชนใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5  

กฟผ. ร่วมกับ โฮมโปร จัดแคมเปญ “สุขใจผู้ให้ ประหยัดไฟผู้รับ” เป็นของขวัญ ส่งท้ายช่วงสิ้นปี เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเลือกซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 คาดแคมเปญจะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้กว่า 310 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 39,000 ตันต่อปี นายยงยุทธ ศรีชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารด้านการใช้ไฟฟ้าและกิจการเพื่อสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ดำเนินโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เพื่อส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2538 โดยในปีนี้ กฟผ. ได้ร่วมกับผู้ประกอบการปรับเกณฑ์มาตรฐานเบอร์ 5 ให้ประหยัดพลังงานสูงขึ้นกว่าเดิมพร้อมทั้งปรับรูปแบบฉลากใหม่ เป็นฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ติดดาว และเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา   ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ กฟผ. ได้ส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเกิดพฤติกรรมการเลือกซื้อและใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ด้วยการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ควบคู่กับการประสานความร่วมมือในการวางจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 กับพันธมิตร และผู้ประกอบการ Outlet อย่างต่อเนื่อง   ล่าสุด กฟผ. จึงได้ร่วมกับ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ภายใต้แคมเปญ “สุขใจผู้ให้ ประหยัดไฟผู้รับ” เพื่อส่งมอบของขวัญในนามของกระทรวงพลังงานและ กฟผ. แก่ประชาชน ส่งท้ายช่วงสิ้นปีและส่งต่อเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกซื้ออุปกรณ์เบอร์ 5 ในราคาพิเศษ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 เพิ่มขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ โดยคาดว่าจะสามารถกระตุ้นให้เกิดการซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 รวมกันได้ไม่น้อยกว่า 430,000 ชิ้น ซึ่งจะส่งผลให้ประหยัดไฟฟ้าประมาณ 78 ล้านหน่วยต่อปี หรือ 310 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 39,000 ตันต่อปี   นอกจากนี้ สำหรับประชาชนที่ซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ในแคมเปญนี้ ยังสามารถแจ้งความประสงค์ในการส่งมอบอุปกรณ์ไฟฟ้าเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อนำไปต่อยอดในการสร้างประโยชน์ให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์ และมูลนิธิกระจกเงา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการขนส่ง อีกด้วย   ทั้งนี้ เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา กฟผ. และโฮมโปร ยังได้ร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ภายใต้แคมเปญ “ลดดับร้อน” ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดการซื้ออุปกรณ์เบอร์ 5 รวมกันมากกว่า 340,000 ชิ้น อีกทั้งประหยัดพลังงานไฟฟ้า 100 ล้านหน่วยต่อปี หรือ 400 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 51,000 ตันต่อปี ด้าน นางสาวจารุโสภา ธรรมกถิกานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) (โฮมโปร) กล่าวเพิ่มเติมว่า โฮมโปร และ กฟผ. ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมประหยัดพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 4 โดยสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้กว่า 1,000 ล้านบาท   สำหรับแคมเปญ “สุขใจผู้ให้ ประหยัดไฟผู้รับ” โฮมโปร และ กฟผ. ยังคงต้องการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใส่ใจเรื่องพลังงานมากขึ้น อีกทั้งเป็นของขวัญส่งท้ายช่วงสิ้นปี จึงจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษมากมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มค่า ทั้งเงินค่าช้อปและเงินค่าไฟฟ้า อาทิ สมาชิกบัตรโฮมการ์ด และโฮมโปร วีซ่า แพลตินัม เมื่อช้อปเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติด ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ครบทุก 5,000 บาทขึ้นไป รับส่วนลดเพิ่ม 3% และรับคะแนนสะสมเพิ่ม 50 คะแนน หรือแลกส่วนลดเพิ่ม 50 บาท พร้อมรับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 4 เดือนเริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2562 ที่ โฮมโปร และ The Power ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือช้อปออนไลน์ได้ที่ www.homepro.co.th  
แสนสิริ x บีทีเอส โกยกำไรโปรเจ็กต์ร่วมทุน 1,000 ล้าน

แสนสิริ x บีทีเอส โกยกำไรโปรเจ็กต์ร่วมทุน 1,000 ล้าน

แสนสิริ เดินหน้าทำตลาดไตรมาสสุดท้าย กระตุ้นยอดขายให้ได้ 28,000 ล้าน ตามเป้าหมาย หลัง 10 เดือนแรกยังทำได้แค่ 15,500 ล้าน ทั้งการเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ จัดโปรโมชั่นระบายสต็อกบ้านต่ำกว่า 3 ล้าน หวังรับประโยชน์จากมาตรการภาครัฐ ขณะที่โปรเจ็กต์ร่วมทุนกับกลุ่มบีทีเอส เตรียมโอนอีก 4 โครงการ สร้างกำไรทั้งปี 1,000 ล้าน   นางสาววรางคณา อัครสถาพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานการเงินและพัฒนาธุรกิจใหม่ บริษัท แสนสิริจำกัด (มหาชน) หรือ SIRI​ เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ว่า น่าจะมีผลประกอบการสูงที่สุดของปี เนื่องจากมีโครงการแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์หลายโครงการ  ส่งผลให้มียอดโอนประมาณ 14,000-15,000 ล้านบาท โดยเป็นโครงการที่บริษัทดำเนินการเอง และเป็นโครงการร่วมทุนกับบริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ U  ทำให้ภาพรวมตลอดทั้งปี 2562 บริษัทน่าจะมียอดโอนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้มูลค่า  28,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มทำกำไรได้มากกว่าปีที่ผ่านมาด้วย   สำหรับการพัฒนาโครงการร่วมทุนระหว่างบริษัทกับ U ปัจจุบันดำเนินมาเป็นปีที่ 5 ซึ่งมีการบันทึกข้อตกลงร่วมกันและจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เพื่อพัฒนาโครงการรวมทั้งสิ้น 26 โครงการ เป็นโครงการที่พัฒนาออกมาแล้ว  14 โครงการ รวมมูลค่า 50,000 ล้านบาท  จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะพัฒนา 25 โครงการ รวมมูลค่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่โอนกรรมสิทธิ์ได้แล้วรวม 10 โครงการ โดยแผนการพัฒนาโครงการในปีหน้า  อยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาร่วมกัน ซึ่งบางโครงการที่ได้ชะลอการพัฒนา เนื่องจากในปีหน้าจะมีการประกาศผังเมืองใหม่ ซึ่งทำให้บางพื้นที่มีการปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ได้มากขึ้น  รวมถึงจะมีการขยายพื้นที่นอกเขตแนวรถไฟฟ้า จากเดิมระยะห่าง 500 เมตร เพิ่มขึ้นเป็น 800 เมตรที่จะได้รับประโยชน์การใช้พื้นที่พัฒนามากขึ้นด้วย   ในไตรมาสสุดท้ายขอปีนี้  บริษัทจะมีการโอนกรรมสิทธิ์โครงการร่วมทุน ซึ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียมรวม 4 โครงการ ได้แก่ เดอะ เบส เพชรเกษม (THE BASE Phetkasem) เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 101 (THE LINE Sukhumvit 101) เดอะ ไลน์ พหลฯ-ประดิพัทธ์ (THE LINE Phahol – Pradipat) และคุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค (KHUN by YOO inspired by Starck) โดยมีมูลค่าการโอนกว่า  11,000-12,000 ล้านบาท  ซึ่งในปีนี้จะมีกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทร่วมทุน 1,000 ล้านบาท เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้  โดยอัตรากำไรดังกล่าว จะแบ่งสัดส่วนการถือหุ้นในอัตรา 50:50   นางสาววรางคณา กล่าวอีกว่า โดยช่วง 10 เดือนแรกที่ผ่านมา บริษัทมียอดขาย 15,500 ล้านบาท จากเป้าหมายยอดขายทั้งปี 30,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากบริษัทยังเตรียมเปิดโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการแนวราบ ที่จะเปิดอีก 4 โครงการภายใต้แบรนด์ SIRI PLACE ส่วนโครงการคอนโดฯ  เตรียมเปิดขายโครงการร่วมทุนกับ U อีก 1 โครงการ  ภายใต้แบรนด์ “เดอะ เบส” ในโครงการย่านเพชรบุรี-ทองหล่อ รวมมูลค่า 2,000 ล้านบาท   นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนในการจัดแคมเปญการตลาด ด้วยการนำเอาโครงการที่มีระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ที่มีทั้ง ทั้งหมด 17 โครงการ มูลค่ารวม 3,500 ล้านบาท หรือ 1,644 ยูนิต มาระบายสต็อก เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากมาตรการภาครัฐ  ที่ได้ออกมากระตุ้นภาคอสังหาฯ  ซึ่งบริษัทคาดว่ากระทรวงมหาดไทยจะออกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ โดยคาดว่ามาตรการการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง จะส่งผลดีทำให้ลูกค้าเร่งการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มมากขึ้น  เมื่อมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ด้านนางสาวปิยพร พรรณเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มบีทีเอส กล่าวว่า นโยบายการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ บริษัทจะพัฒนาโครงการที่สร้างรายได้ประจำ อาทิ โรงแรม อาคารสำนักงาน แต่หากเป็นโครงการที่อยู่อาศัย บริษัทจะพัฒนาภายใต้โครงการร่วมทุนกับแสนสิริ  ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาถือว่า  บริษัทได้รับผลตอบแทนจากกำไรในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง  ปัจจุบันมีการพัฒนาโครงการร่วมกัน 14 โครงการ รวมมูลค่าโครงการกว่า 50,000 ล้านบาทและมียอดขายปัจจุบันรวม 35,000 ล้านบาท หรือ กว่า 70% ของยอดขายทั้งหมด  และมียอดพรีเซลส์แบ็กล็อก  สำหรับโครงการร่วมทุนที่มีร่วมกัน 17,500 ล้านบาทที่เตรียมส่งมอบในปี 2562 ถึง 2565  
รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งบ้าน เดือนพฤศจิกายน 2562

รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งบ้าน เดือนพฤศจิกายน 2562

รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งบ้าน ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี จะมีที่ไหนเสนอโปรโดนๆ กันบ้าง ตามมาดูกันเลย   THE AUTUMN LIVING SALE  อุปกรณ์ตกแต่งบ้านและเครื่องครัว ลดสูงสุด 70%* จากแบรนด์ดังๆมากมาย อาทิ ANOLON, AKEMI, BOHEMIA, BUGBEAT, BERGHOFF, BOX BOX, CHEF N, CALPHALON, CUISIPRO, CUISINART, CIRCULON, CPK KITCHENKLASS ฯลฯ   สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก M Card ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ รับเพิ่มสูงสุด 8,000 M Point เมื่อช้อปครบ 1,500 บาทขึ้นไป* จากแบรนด์ที่ร่วมรายการ   สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก SCB M VISA รับบัตรกำนัลห้างฯ 200 บาท เมื่อช้อป 7,000 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ รับบัตรกำนัลห้างฯ 700 บาท เมื่อช้อป 20,000 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ   สิทธิพิเศษสำหรับบัตรเครดิตชั้นนำ ลดเพิ่ม / เครดิตเงินคืน สูงสุด 25%* กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ แบ่งชำระ 0%* ทุกชิ้น นานสูงสุด 6 เดือน กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ   ที่แผนก The Living เดอะมอลล์ทุกสาขา ยกเว้นสาขารามคำแหง, งามวงศ์วาน วันที่ 17 ต.ค.-7 พ.ย. 62      SB Designsquare ของแต่งบ้าน เริ่มต้น 99.- โคมไฟ และของแต่งบ้าน หลากสไตล์ ราคาเริ่มต้นเพียง 99 บาท อาทิ  Clearance Sale ตู้เสื้อผ้าราคาพิเศษ ลดสูงสุด 45%, ชุดห้องนอนครบเซ็ต เริ่มต้น 9,900 บาท, Habitat Grand Sale up to 70% ฯลฯ ช้อปออนไลน์ ผ่อนสบาย 0% รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 50,000 บาท กับบัตรเครดิต ธนชาต และช้อปออนไลน์สุดฟิน กับบัตรเครดิตกรุงศรีฯ เฉพาะที่  SB Design Square ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. 62 - 30 พ.ย. 62   ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษผ่าน Line Häfele Thailand “ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษผ่าน Line Häfele Thailand” ลุ้นตู้เย็นมินิเรทโท, ไมโครเวฟ, ฝักบัว X-Jet และบัตรสตาร์บัคมูลค่า 100 บาท จำนวน 100 รางวัล พร้อมรับสิทธิประโยชน์สุดพิเศษ ตั้งแต่วันนี้-30 พฤศจิกายน 2562 จับรางวัล วันที่ 4 ธันวาคม 2562 และประกาศผลรายชื่อผู้โชคดีทางเว็บไซต์ www.hafelethailand.com   Index Living Mall จัดโปรฯ “BUY 1 GET 1” ว้าว!! ของฟรี มีอยู่จริง ที่คนรักบ้านต้องไม่พลาด อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall) ชวนคุณว้าว!! กับของฟรี มีอยู่จริงด้วยโปรโมชั่น “BUY 1 GET 1” สินค้า ซื้อ 1 แถม 1 พบกับทัพเฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้าน และของใช้ภายในบ้าน ยกขบวนมาลดราคานับร้อยรายการ อาทิ   สินค้าซื้อ 1 ฟรี 1 ช้อปชุดห้องนอน (ตู้เสื้อผ้า 4 บาน+เตียง) รุ่น ออแกโน่ 16,990 บาท รับฟรี ตู้วางทีวี มูลค่า 5,990 บาท   สินค้า ซื้อ 1 แถม 1 อาทิ เก้าอี้ทานอาหาร, เก้าอี้สำนักงาน, หมอนหนุน, ชุดเครื่องนอน, ผ้าม่าน, ชุดจาน, แก้วมัค, ชุดเครื่องครัว, กล่องอเนกประสงค์ ฯลฯ   สินค้าสุดคุ้ม เลือกซื้อคู่กันสินค้าในราคาพิเศษ 25,990 บาท อาทิ เลือกที่นอน 6 ฟุต โซฟา, ชั้นวางของ 5 ชั้น, อาร์มแชร์,   ลุ้นรับรถยนต์ สมาชิก Joy Card รับสิทธิ์ลุ้นรถยนต์ The All-New NISSAN NOTE มูลค่า 640,000.- เพียง ช้อปที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ และเดอะ วอล์ค สาขาเกษตร-นวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ ครบทุก 1,000 บาท ตั้งแต่วันนี้-8 ม.ค. 2563 พร้อมรับ สิทธิ์ผ่อนสบายๆ 0% นานสูงสุด 6 เดือน   สนุกช้อปได้แล้วตั้งแต่วันนี้ - 13 พ.ย. 62 ที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ทุกสาขา (สินค้าหมดแล้วหมดเลย)   Homepro SALE SALE โปรโมชั่นสำหรับช้อปปิ้งออนไลน์ เพียงกรอกโค้ด SALE10 ลดเพิ่ม 10% ตั้งแต่บาทแรก ไม่จำกัดส่วนลดสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2562-6 พฤศจิกายน 2562   เทศกาลชวนช้อป 11.11 เทศกาลชวนช้อป 11.11 IKEA ช้อปโปรโมชั่นพิเศษได้ทั้งที่สโตร์อิเกียและออนไลน์ 11 วัน 11 โปรโมชั่น ไม่ซ้ำกันสักวัน! ตั้งแต่ 1–11 พ.ย. 62 สินค้ามีจำนวนจำกัด   Power Buy After Shock Sale ช้อปออนไลน์ กับ Power Buy รับไปเลยคูปองส่วนลดเฉาะสินค้าที่ร่วมรายการ วันที่ 25 ต.ค.–6 พ.ย. 62      
“คอตโต้”แจงงบ Q3 รายได้ลดแต่ทำกำไรเพิ่ม

“คอตโต้”แจงงบ Q3 รายได้ลดแต่ทำกำไรเพิ่ม

“คอตโต้” แจงผลประกอบการไตรมาส 3 รายได้ลด 2% เหตุยอดขายชะลอตัวลง แต่ทำกำไรเพิ่ม หลังหันมาลดต้นทุนภายใน-ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหาร พร้อมเดินหน้าขยายสาขา “คอตโต้ ไลฟ์” แห่งที่ 2 ในจ.เชียงใหม่ เจาะกลุ่มสถาปนิกและลูกค้าไฮเอนด์   นายนำพล มลิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ COTTO  ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องภายใต้แบรนด์คอตโต้ (COTTO) โสสุโก้ (SOSUCO) และคัมพานา (CAMPANA) เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3 ของปี ​2562 ว่า มีรายได้จากการขาย 2,728 ล้านบาท ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 2% จากไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากยอดขายโดยรวมลดลง โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าระดับกลางลงมา ในขณะที่สินค้าระดับบนและสินค้านำเข้ามีราคาขายเฉลี่ยลดลง   อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมีกำไร 87  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 180% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ เพิ่มขึ้น 312% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากในไตรมาสนี้ บริษัท สามารถลดต้นทุนจากการดำเนินงาน  ตามแผนการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ตามเป้าหมาย ประกอบกับมีค่าใช้จ่ายลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากได้มีการรับรู้ค่าใช้จ่าย รายการค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านแรงงานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายนำพล กล่าวว่า ตลาดเซรามิกในไตรมาสที่ 3 ถือว่ายังไม่มีปัจจัยบวก และเติบโตเป็นศูนย์ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ซึ่งเติบโตประมาณ 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับการอัตราขยายตัวด้านเศรษฐกิจ (GDP) ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดประมาณการอัตราขยายตัว  GDP  ปีนี้ลงเหลือเติบโตที่ 2.8% ต่อปี จากเมื่อเดือน มิถุนายน 2562 ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ 3.3%  ส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้า ในส่วนของตลาดระดับกลางลงมา ในขณะที่ตลาดระดับบนยังมีแนวโน้มที่ดี   “ในไตรมาส 3 บริษัทมีค่าใช้จ่ายลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสที่ 2  ประกอบกับยังคงรักษาวินัยด้านต้นทุนด้านการผลิตได้ตามเป้าหมาย จึงทำให้สามารถแข่งขันและทำกำไรได้” สำหรับกลยุทธ์การตลาดที่สำคัญ บริษัท ยังคงมุ่งเน้นเรื่องการสร้างแบรนด์  COTTO ให้แข็งแกร่ง  และเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย โดยได้ดำเนินการเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ ด้วยการปรับปรุงและเปิดดำเนินการ “COTTO Life”  แห่งแรกที่ เอสซีจี เอ็กซ์พีเรียนซ์ คริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย  โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของบ้านและผู้ที่กำลังจะสร้างบ้านในระดับราคาสูงกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป เห็นได้จากช่วงต้นปีที่ผ่านมา  มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเฉลี่ยประมาณ 500 รายต่อเดือน มียอดขายเฉลี่ยประมาณ 26,000 บาทต่อราย และมีแนวโน้มยอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง     ในไตรมาสนี้ บริษัทจึงได้ขยายสาขา COTTO Life แห่งที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่ โครงการ CHOC ถนนมหิดล ใกล้กับท่าอากาศยานนานาชาติ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง จากการที่เป็นศูนย์กลางของภาคเหนือในหลายๆ ด้าน ที่สำคัญ คือ เป็นพื้นที่ศูนย์รวมสถาปนิก ทั้งบริษัทออกแบบ สถาปนิกอิสระ และบุคลากรทางการศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จาก 3 สถาบันชั้นนำ คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา วิทยาเขตพายัพ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้   “จากประสบการณ์ของเรา ลูกค้ากลุ่มลูกค้าสถาปนิก นักออกแบบและบุคคลากรในวงการนี้ ส่วนใหญ่มักจะชื่นชอบความพิเศษและความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เราเข้าใจความต้องการของเขา ดังนั้นสินค้าที่นำมาจัดแสดงที่นี่จะเป็นสินค้าคอลเล็กชั่นพิเศษซึ่งจะมีจำหน่ายเฉพาะที่ COTTO Life เท่านั้น  นอกจากนี้ ยังได้เตรียมพื้นที่ Co-working Space เพื่อให้สถาปนิกหรือเจ้าของโครงการได้เข้ามาใช้พื้นที่ในการพบปะสังสรรค์ ประชุมหรือเสนองานกับลูกค้าด้วย”    
SC ลุยเปิด 5 โปรเจ็กต์ใหม่ กระตุ้นตลาดโค้งท้ายปี '62

SC ลุยเปิด 5 โปรเจ็กต์ใหม่ กระตุ้นตลาดโค้งท้ายปี '62

SC ลุยตลาดโค้งท้าย 2 เดือนสุดท้าย เปิดโครงการใหม่ 4โครงการ มูลค่ารวม 5,560  ล้าน พร้อมขน  34 โครงการ จัดแคมเปญใหญ่แห่งปี    นายอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ ได้เตรียมเปิดโครงการใหม่ 5 โครงการ รวมมูลค่า 5,560  ล้านบาท โดยเป็นโครงการแนวราบ 1 โครงการ และโครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์อีก 1 โครงการ หลังจากช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายกลุ่มบ้านเดี่ยวเติบโต 50% โดยเฉพาะบ้านระดับราคา  8-20 ล้านบาท   สำหรับโครงการแนวราบ ที่จะเปิดตัวประกอบด้วยบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม  มูลค่ารวม 3,860 ล้านบาท  ได้แก่ 1.โครงการเวนิวโฟลว์ พระราม 5 ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีแยกติวานนท์ และใกล้ทางด่วนศรีรัช – วงแหวนรอบนอก บนพื้นที่กว่า 18 ไร่ จำนวน 70 ยูนิต  ราคาเริ่มต้น 6.79 ล้านบาท   2.โครงการบางกอกบูเลอวาร์ด รามอินทรา-เสรีไทย 2  บนทำเลติดถนนใหญ่ เข้าออกได้ 2 ทาง คือ ถนนเสรีไทย และ เลียบวงแหวน-กาญจนา บนพื้นที่กว่า 24 ไร่ จำนวน 77 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 12 ล้านบาท   3.โครงการบางกอกบูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์ ลาดพร้าว-เสรีไทย  บนถนนเสรีไทยใกล้กับนิด้า บนพื้นที่กว่า 30  ไร่ จำนวน 77 ยูนิต ราคาเริ่มต้น  ล้านบาท   4.โครงการเวิร์ฟเพชรเกษม ทาวน์โฮม 2 ชั้น หน้ากว้างเริ่ม 5.45 เมตร พร้อมกับรุ่นใหม่ดีไซน์หน้ากว้าง 7.9 เมตร ขนาด 4 ห้องนอน 3 ที่จอดรถ ทำเลเชื่อมต่อถนนสายหลักหลายสาย  ได้แก่ ถนน เพชรเกษม,ถนนเอกชัย ,พุทธมณฑล บนพื้นที่กว่า 16 ไร่ จำนวน 176 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.99  ล้านบาท   ส่วนโครงการคอนโดฯ ได้เตรียมเปิดโครงการแชมเบอร์ส อ่อนนุช สเตชั่น (Chambers On Nut Station)  มูลค่า 1,700 ล้านบาท ที่ตั้งโครงการอยู่ห่างจาก BTS สถานีอ่อนนุช  เพียง 230 เมตร มีกำหนด เปิด Presale ให้ชมห้องและบรรยากาศพื้นที่ส่วนกลาง วันที่ 9-10 พฤศจิกายนนี้   นายอรรถพล  กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายช่วงโค้งท้ายปีนี้  บริษัทยังได้จัดแคมเปญใหญ่แห่งปี  ภายใต้แคมเปญ “SC DAY OMG ZERO DEAL” ระหว่าง วันที่ 9-10 พฤศจิกายนนี้ กับโปรโมชั่นในโครงการบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ และคอนโดฯ รวม 34 โครงการ มีราคาเริ่มต้น 2-50 ล้านบาท  
[PR News] ESRI จับมือ ม.ธรรมศาสตร์ ผลิตบุคลากรด้าน GIS ป้อนตลาดอสังหาฯ

[PR News] ESRI จับมือ ม.ธรรมศาสตร์ ผลิตบุคลากรด้าน GIS ป้อนตลาดอสังหาฯ

อีเอสอาร์ไอ จับมือ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์ นำความรู้ด้าน GIS บรรจุในหลักสูตรปริญญาโท เพิ่มทักษะนักศึกษา ป้อนสู่ตลาดแรงงานในธุรกิจอสังหาฯ หลังพบเป็นทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการมากที่สุด ตั้งเป้าผลิตบุคลากรปีละกว่า 100 คน   นางสาวธนพร ฐิติสวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ESRI เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ซึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ติดอันดับ 1 ที่มีความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) สูงสุดในตลาดแรงงาน อาทิ เว็บไซต์ Indeed.com มีความต้องการบุคลากรด้าน GIS มากถึง 11,000 ตำแหน่ง ซึ่งแนวโน้มความต้องการแรงงานดังกล่าวในประเทศไทยก็มีเพิ่มสูงมากเช่นกัน จากแนวโน้มความต้องการแรงงานดังกล่าว บริษัทจึงร่วมมือกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำความรู้ด้าน GIS บรรจุในหลักสูตรปริญญาโท ภาควิชาอสังหาริมทรัพย์ ในวิชาเทคโนโลยีกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยจะเน้นการเรียนการสอนไปที่การทำความรู้จักกับเทคโนโลยี GIS ArcGIS Pro การวิเคราะห์ด้วย ArcGIS Pro, Site Selection การวิเคราะห์ทำเลที่เหมาะสมสำหรับด้านอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น เพื่อมุ่งสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน  และขีดความสามารถในการผลิตบุคลากรที่มีศักยภาพสู่อุตสาหกรรมอสังหาฯ   นางสาวธนพร กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวได้เริ่มเปิดสอนแล้ว โดยเป็นการบรรยายเกี่ยวกับ GIS นับเป็น 6 คลาสเรียน ต่อ 1 คอร์ส จากทั้งหมด 14 คลาสเรียน โดยมีเนื้อหาการบรรยาย คือ แนะนำระบบภูมิสารสนเทศ การใช้งานซอฟต์แวร์ ArcGIS การนำเข้าข้อมูล การสร้างข้อมูลเชิงพื้นที่ การสร้างเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการติดตาม แก้ไขข้อมูลแปลงที่ดิน การประยุกต์ใช้เครื่องมือเพื่อวางแผน จัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่เพื่อหาความเหมาะสมกับข้อมูลประชากร (Suitability Analysis) การวิเคราะห์เชิงพื้นที่เพื่อหาความเหมาะสมของที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ การใช้เครื่องมือภูมิสารสนเทศ  เพื่อสร้างแผนที่ และจัดทำระวางแผนที่ และส่งออกข้อมูลในรูปแบบตาราง การสร้าง Operations Dashboard เพื่อสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบของกราฟต่างๆ โดยหลังเปิดหลักสูตรมีบุคลากรสายงานอสังหาฯ สนใจสมัครเรียนแล้วถึง 79% นักศึกษาทั่วไป 11% และคนที่ทำงานสาขาอื่น 10% ซึ่งทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งเป้าผลิตบุคลากรด้าน GIS สู่แวดวงอสังหาฯ เพิ่มปีละกว่า 100 คน   ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร. พิภพ อุดร คณบดี คณะพาณิชย ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากกับวงการอสังหาฯ ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ระดับประเทศ ก็ใช้เทคโนโลยีมาขับเคลื่อน ด้านการศึกษา การนำเทคโนโลยี GIS มาปรับเข้ากับการเรียนการสอน เป็นโอกาสที่ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสลงมือจริง ได้ใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาใช้งานจริง ไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอกหรือลงเห็นสถานที่จริง เป็นการลดต้นทุนในเรื่องของเวลา เพิ่มศักยภาพในการใช้เทคโนโลยี หรือเครื่องมือ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการเพิ่มมูลค่าของผู้เรียนในสภาพการแข่งขันของธุรกิจและแรงงานคน ซึ่งนำไปต่อยอดสำหรับการทำงานในอนาคตได้จริง   ภาควิชาเทคโนโลยีกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  เปิดการเรียนการสอนมาแล้ว 30 ปี ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้ปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนอยู่เสมอ และการตัดสินใจนำเทคโนโลยี GIS เข้ามาใช้ในการเรียนการสอนในครั้งนี้ เพื่อปูทางสู่การเรียนการสอนแบบลงมือปฏิบัติจริง practical learning มากยิ่งขึ้น โดยมองเห็น 3 สิ่งสำคัญคือ Innovative, Practical, Connected.   สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากข้อมูลเรียลไทม์ ในแบบจำลองที่เสมือนจริง เสมือนได้ทำงานจริง เห็นปัญหาและการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง นำมาสู่ความคิดที่เป็น Innovative กล้าคิด กล้าทำ ลงมือทำจริง เกิดเป็น Practical Knowledge และส่งผลให้เค้าเหล่านี้เป็นตัวเชื่อมระหว่างภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และสังคม ในภาพกว้าง คือการสร้างสรรค์ผลงานจากความรู้ ที่มีประสิทธิภาพต่อการดำเนินงาน และส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมต่อไป
เปิดบทวิเคราะห์ EIC มาตรการอสังหาฯ ไม่ทำให้ตลาดฟื้นตัว

เปิดบทวิเคราะห์ EIC มาตรการอสังหาฯ ไม่ทำให้ตลาดฟื้นตัว

สัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 22 ตุลาคม 2562) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์  ด้วยการออกมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอน และจดจำนองให้กับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกมามีผลบังคับใช้ ซึ่งระยะเวลาไปสิ้นสุดในวันที่ 24 ธันวาคม 2563   นอกจากนี้ ครม. ยังมีมติเห็นชอบ  มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยที่ 2.5% ในช่วง 3 ปีแรกสำหรับผู้กู้ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ด้วยวงเงินสินเชื่อรวม 50,000 ล้านบาทด้วย   ถือได้ว่าเป็นมาตรการที่ออกมาช่วยกระตุ้นให้ภาคอสังหาฯ ฟื้นตัวดีขึ้น  จากแรงกดดันของมาตรการกำหนดสินเชื่อต่อวงเงินหลักประกัน หรือ LTV ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาบังคับใช้ก่อนหน้านี้ ซึ่งส่งผลทำให้ตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเจน นี่ยังไม่นับรวมปัจจัยเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ ปัญหาค่าเงิน และสงครามการค้าโลก ที่แม้ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรง แต่ก็ทำให้ตลาดลูกค้าต่างชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาเติมตลาดให้เติบโต ได้ชะลอตัวลดลงตามไปด้วย   จะว่าไปแล้วมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าจดจำนองในครั้งนี้ ก็เป็นมาตรการต่อเนื่อง จากก่อนหน้าที่รัฐบาลได้ออกมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง กับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับการซื้อบ้านพร้อมที่ดิน หรือคอนโดฯ มูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท ตามจำนวนที่จ่ายภาษีจริง แต่จ่ายภาษีไม่เกิน 200,000 บาท กำหนดระยะเวลาของมาตรการสำหรับผู้ซื้ออสังหาฯ  ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน ถึง 31 ธันวาคม 2562  นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองเหลือ 0.01% จากปกติต้องชำระในอัตรา 2% สำหรับบ้านและคอนโดฯ ที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทด้วย   แต่ดูเหมือนว่ามาตรการที่กำหนดกรอบราคาบ้านเพียงแค่ 1 ล้านบาท จะไม่ได้ตอบโจทย์สภาพตลาดและความเป็นจริงในปัจจุบัน เพราะที่อยู่อาศัยที่ขายเป็นส่วนใหญ่ จะมีระดับราคาเฉลี่ยในราคา 2-3 ล้านบาท หากจะหาซื้อที่อยู่อาศัยในราคา 1 ล้านบาทได้นั้น  คงต้องออกไปชานเมืองที่ไกล หรือไม่ก็เป็นตลาดต่างจังหวัด มาตรการที่ออกมาก่อนหน้าจึงแทบจะเรียกได้ว่า ไม่ได้ช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาฯ สักเท่าไร EIC ประเมินคอนโดฯ+ทาวน์เฮ้าส์ ได้ประโยชน์ ล่าสุด นางสาวนพมาศ ฮวบเจริญ นักวิเคราะห์อาวุโส  Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำบทวิเคราะห์  มาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอน และจดจำนองว่ามีผลต่อตลาดอสังหาฯ อย่างไรบ้าง   โดยทาง EIC มองว่า กลุ่มที่อยู่อาศัยใหม่สร้างเสร็จพร้อมโอนระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท  จะได้รับประโยชน์จากมาตราการ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของตลาด  และเป็นประเภทคอนโดฯ และทาวน์เฮาส์ โดยเฉพาะในพื้นที่รอบนอกของกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด   จากข้อมูลยูนิตที่อยู่อาศัยเหลือขาย (ทั้งที่สร้างเสร็จและกำลังก่อสร้าง) ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ณ กลางปี 2019 ที่จัดเก็บโดย AREA พบว่า มียูนิตเหลือขายราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทอยู่ทั้งสิ้น 107,646 ยูนิต คิดเป็น 53% ของจำนวนเหลือขายทั้งหมด ซึ่งจำนวนเหลือขายราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคอนโดฯ ถึง 52% ของจำนวนเหลือขายราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาททั้งหมด รองลงมาคือทาวน์เฮาส์มีสัดส่วน 43%  หากพิจารณาเป็นรายพื้นที่จะพบว่า  ที่อยู่อาศัยกลุ่มที่ได้ประโยชน์จะกระจุกตัวในพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ เช่น รังสิตคลอง 1-16 บางบัวทอง บางนา กม.10-30 วงแหวนรอบนอก-เพชรเกษม และรัตนาธิเบศร์   มาตรการในครั้งนี้ มีเงื่อนไขครอบคลุมเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยใหม่ที่ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท แตกต่างจากมาตรการลดค่าโอนและจดจำนองในปี 2558 ที่ครอบคลุมที่อยู่อาศัยทุกระดับราคา แม้ว่ามาตรการในครั้งนี้จะครอบคลุมกลุ่มที่อยู่อาศัยกลุ่มใหญ่  และเป็นมาตรการที่ออกมาต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ในช่วงไตรมาสสองของปีนี้ แต่เงื่อนไขที่จำกัดเฉพาะที่อยู่อาศัยบางระดับราคาทำให้ผลบวกที่มีต่อตลาดโดยรวมจะมีไม่มากดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี 2551 และ 2558 ที่มีการใช้มาตรการแบบเดียวกัน ต่างกันที่ครอบคลุมที่อยู่อาศัยทุกระดับราคา โดยเฉพาะในปี 2558 ที่ครอบคลุมทั้งบ้านจัดสรรและไม่จัดสรร รวมถึงที่ดินจัดสรรด้วย   นอกจากนี้  มาตรการยังไม่ได้ระบุชัดเจนถึงวันที่มีผลบังคับใช้ ทำให้ธุรกรรมการโอนและจดจำนองของที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทอาจหยุดชะงักในระยะสั้นจนกว่ามาตรการจะมีผลบังคับใช้ จากการที่ภาครัฐอนุมัติมาตรการลดค่าโอนและจดจำนองโดยที่ยังไม่ได้ระบุวันที่มีผลบังคับใช้ ทำให้ผู้ซื้อบ้านที่เข้าข่ายได้ประโยชน์จากมาตรการชะลอ/เลื่อนการโอนและจดจำนองออกไปก่อน เพื่อให้ตนเองสามารถได้รับประโยชน์จากมาตรการ   หากภาครัฐประกาศวันที่มีผลบังคับใช้ล่าช้า ก็อาจส่งผลระยะสั้นให้ธุรกรรมการซื้อขายบ้านบางส่วนหยุดชะงักลง  และอาจกระทบต่อยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในไตรมาส 4 ปีนี้ อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับมาตรการนี้ในเบื้องต้น หน่วยดังกล่าวแจ้งว่าอาจใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการเตรียมรายละเอียดของประกาศกระทรวงมหาดไทย โดยมีโอกาสที่มาตรการอาจเริ่มบังคับใช้ปลายเดือนพฤศจิกายน หรือ ต้นเดือนธันวาคม 2562 EIC ชี้มาตรการยังเป็นยาเบา ไม่กระตุ้นตลาดฟื้นตัว EIC ประเมินว่า มาตรการลดค่าโอนและจดจำนองในครั้งนี้ จะแค่บรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และเกณฑ์ LTV ในระยะสั้น แต่ยังไม่สามารถผลักดันให้ตลาดที่อยู่อาศัยกลับมาขยายตัวได้สูงดังที่เคยเกิดขึ้นจากการใช้มาตรการในครั้งก่อน ๆ เนื่องจาก 1.มาตรการในปีนี้ส่งผลกระทบในวงแคบกว่าเมื่อเทียบกับปี 2551 และ 2558 ที่ได้ประโยชน์กับที่อยู่อาศัยในทุกระดับราคาตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 2.เศรษฐกิจโลกและไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง  กดดันกำลังซื้อของชาวต่างชาติและชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางที่มีความเปราะบางต่อเศรษฐกิจที่ผันผวน 3.หนี้สินของภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ดังพิจารณาได้จากข้อมูลหนี้ครัวเรือนต่อ Disposable income ที่รายงานโดยธปท. ซึ่งอยู่ในระดับเกือบ 150% เทียบกับปี 2551 ที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 100% ขณะที่อัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ของผู้กู้ซื้อบ้านยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะลดลงมาบ้างหลังจากเกณฑ์ LTV มีผลบังคับใช้ ทำให้ความสามารถในการก่อหนี้ของครัวเรือนยังมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก 4.สถาบันการเงินเข้มงวดในการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้น สะท้อนจากอัตราการอนุมัติสินเชื่อบ้านที่ลดลงและมาตรฐานการให้สินเชื่อบ้านที่เข้มงวดขึ้นผ่านการสำรวจของ ธปท. ที่มีประจำทุกไตรมาส 5.เกณฑ์ LTV ที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้ความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคลดลง ทั้งการที่ไม่สามารถกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านในวงเงินที่สูงดังเช่นในอดีตและการหาผู้กู้ร่วมที่ยากมากขึ้นกว่าในอดีตก่อนมีมาตรการ LTV ใหม่ (แม้ว่า ธปท. จะผ่อนปรนเกณฑ์ LTV ในกรณีกู้ร่วม แต่การผ่อนปรนเฉพาะกรณีกู้ร่วมไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจมีสัดส่วนไม่มาก) ขณะที่มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษของ ธอส. อาจไม่มากพอที่จะช่วยผลักดันให้ตลาดบ้านกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากวงเงินในมาตรการที่ค่อนข้างน้อย คิดเป็นประมาณ 5-7% ของยอดสินเชื่อใหม่เพื่อซื้อบ้านในแต่ละปีเท่านั้น เร่งการโอน ลดค่าใช้จ่าย 90,000 บาท แม้ว่าผลต่อการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวมอาจมีไม่มาก แต่กลุ่มผู้ซื้อบ้าน Low-end และผู้ประกอบการที่เน้นบ้านกลุ่ม Low-end จะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการครั้งนี้ โดยผู้ซื้อบ้านใหม่ในราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท  จะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการโอนและจดจำนองสูงสุดเกือบ 90,000 บาท ซึ่งอาจทำให้ผู้ซื้อบางส่วนเร่งเข้ามาโอนที่อยู่อาศัยเร็วขึ้นเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากมาตรการ   ขณะที่ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยหรือมี Backlog ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทในสัดส่วนสูง  จะได้รับประโยชน์ เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถประหยัดต้นทุนการออกโปรโมชัน  ลดค่าโอนและจดจำนอง  ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรโมชันที่ผู้ประกอบการนิยมทำ โดยผู้ประกอบการอาจจะใช้โอกาสนี้ในการออกโปรโมชันอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นยอดขายและเร่งระบายที่อยู่อาศัยเหลือขายได้มากขึ้น   ตลาดที่อยู่อาศัยยังต้องใช้เวลาปรับตัวกับเกณฑ์ LTV ใหม่ประมาณ 1-2 ปี ซึ่งต้องอาศัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างชัดเจนร่วมด้วย นอกเหนือจากการสนับสนุนจากมาตรการทางภาษี แม้รัฐบาลทยอยออกมาตรการทางภาษีหลายอย่างเพื่อช่วยพยุงตลาดที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง แต่การปรับตัวของผู้บริโภคต่อเกณฑ์การให้สินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือเกณฑ์ LTV ยังต้องใช้ระยะเวลา โดยอาศัยแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างชัดเจน เพื่อผลักดันกำลังซื้อให้มีได้มากขึ้นเพื่อทดแทนความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยที่ลดลงจากเกณฑ์ LTV   อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวอาจยังไม่สามารถส่งผลให้  ตลาดที่อยู่อาศัยกลับมาฟื้นตัวได้สูงเหมือนดังที่เคยเกิดขึ้น จากมาตรการแบบเดียวกันในอดีต เนื่องจากข้อจำกัด 3 ประการ ได้แก่ 1.ข้อจำกัดของมาตรการที่ครอบคุลมที่อยู่อาศัยเฉพาะกลุ่ม ซึ่งแตกต่างจากมาตรการในอดีตที่ครอบคุลมทุกระดับราคา 2.ข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวไม่เอื้อต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค 3.ข้อจำกัดด้านการกู้ยืมของผู้ซื้อบ้าน จากภาระหนี้สินของภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความเข้มงวดของสถาบันการเงินและเกณฑ์ LTV ที่เข้มงวดมากในอดีต   ในบทสรุปสุดท้าย คงต้องติดตามกันต่อไปว่า มาตรการที่อออกมา จะส่งผลทำให้เกิดการซื้อขาย และโอนกรรมสิทธิ์กันได้มากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับปีนี้จากระยะเวลาที่เหลืออยู่เพียง 2 เดือน  ภาพรวมของตลาดอสังหาฯ  คงเป็นไปตามที่หลายฝ่ายประเมิน ว่าตลาดคงไม่เติบโตเท่ากับปีที่ผ่านมา และคงต้องลุ้นกันใหม่ในปีหน้า ว่าสถานการณ์จะฟื้นตัวได้ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน  
สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 21-27 ตุลาคม 2562

สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 21-27 ตุลาคม 2562

เข้าสู่ช่วงท้ายปลายเดือนตุลาคมแล้ว นับช่วงเวลาของปี 2562 ก็คงเหลือเพียง 2 เดือนเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลานับถอยหลังของปีนี้แล้ว วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่สถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  กลับไม่ได้ฟื้นตัวเร็วอย่างที่คาดคิดไว้เลย แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเรียกได้ว่า มีข่าวดีกับวงการธุรกิจอสังหาฯ  พอให้เป็นกำลังใจที่จะมาช่วยกระตุ้นตลาดให้ฟื้นตัวดีขึ้น ครม.ลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% ช่วงวันที่ 22 ตุลาคม 2562 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติออกมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ด้วยมาตรการลดภาระภาษีเพื่อที่อยู่อาศัย ให้กับประชาชนทั่วไปที่มีความต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาซื้อขายไม่เกิน 3 ล้านบาท สำหรับซื้อที่อยู่อาศัยตั้งแต่วันที่ประกาศกระทรวงหาดไทยมีผลบังคับใช้  ยาวไปจนถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2563   โดยมีการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนจากเดิม 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียนการจำนองจากเดิม 1% เหลือ 0.01% เฉพาะการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท และการจดทะเบียนการโอน และการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย ต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน "คิวบ์”เตรียมตัวเข้าตลาด การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือเป็นการหาแหล่งเงินทุนได้ในต้นทุนที่ต่ำ หากเปรียบเทียบกับการระดมทุนในหลายแหล่งเงิน แถมยังทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทดูดีมากขึ้น หลายบริษัทจึงอยากเข้าไปจดทะเบียนแปลงสภาพกลายเป็นบริษัทมหาชน  บริษัท คิวบ์ เรียล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด  ถือเป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่มีเป้าหมายเดินหน้าไปสู่ความเป็น “มหาชน” นังตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจมาตั้งแต่ช่วงปี 2533   นายวิชิต  อำนวยรักษ์สกุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท คิวบ์ เรียล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด  เปิดเผยว่า ได้วางแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อนำเงินมาต่อยอดธุรกิจและพัฒนาโครงการ โดยจะเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 300 ล้านบาท  จากปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียน 165 ล้านบาท   ซึ่งได้วางแนวทางการพัฒนาโครงการในแต่ละปีนั้น บริษัทกำหนดกรอบการพัฒนาไว้ 4-6 โครงการมูลค่าประมาณ​2,000-2,500 ล้านบาท แต่ละโครงการจะมีจำนวนยูนิตเฉลี่ย 300 ยูนิต มีมูลค่าโครงการประมาณ 600-700 ล้านบาท บริษัทไม่เน้นการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่หลัก 1,000-2,000 ล้านบาท เนื่องจากเน้นกระจายความเสี่ยง และไม่ให้ธุรกิจมีความเสี่ยงมากเกินไป  โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการคอนโดฯ เป็นหลักด้วยสัดส่วน 80-85% (อ่านข่าวเพิ่มเติม) “สิงห์ เอสเตท” ส่ง SHR เข้าตลาด  แต่สำหรับบริษัท สิงห์ เอสเตท  จำกัด (มหาชน) ได้ส่งบริษัทในเครืออย่าง “เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท” เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะนำเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก  (IPO) จำนวนไม่เกิน 1,473.456 ล้านหุ้น  กำหนดราคาขาย 5.10-5.50 บาทต่อหุ้น  โดยจะขายให้แก้ผู้ถือหุ้นของบริษัทเฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้น ระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม  และประชาชนทั่วไปในวันที่ 1-5 พฤศจิกายนนี้     นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้นำบริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ซึ่งดำเนินธุรกิจกลุ่มโรงแรมเตรียมขายหุ้น IPO ซึ่งนำเงินมาต่อยอดธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อกิจการ การพัฒนาโครงการเอง หรือการรับบริหาร เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง  แต่บริษัทมีงบลงทุนค่อนข้างจำกัด   ปัจจุบัน SHR มีโรงแรมทั้งหมด 39 แห่ง ใน 5 ประเทศ ภายใต้ 7 แบรนด์ รวมจำนวนห้องพัก 4,647 ห้อง เป้าหมายภายในระยะ 5 ปี หรือปี 2568 จะเพิ่มจำนวนห้องเติบโตปีละ 15% หรืออย่างน้อย 2 เท่า นั่นหมายว่าจะมีจำนวนโรงแรมรวมอย่างน้อย 80 แห่ง หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 9,000 ห้องเลย (อ่านข่าวเพิ่มเติม) BAM ได้ฤกษ์นับหนึ่ง IPO           บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เป็นอีกหนึ่งบริษัทหลังจากที่บริษัทได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชน (IPO) ปัจจุบันสำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับหนึ่งแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบไฟลิ่งแล้วเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา     นายสมพร มูลศรีแก้ว กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า เชื่อมั่นว่า BAM มีศักยภาพ และจุดแข็งของบริษัท ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ  มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี มีแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีกำไรสุทธิต่อเนื่องปีละกว่า 4,500 ล้านบาท มีสินทรัพย์เติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี มีเครือข่ายทั่วประเทศมากที่สุดรวม 26 แห่ง บริษัทจึงน่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง (อ่านข่าวเพิ่มเติม) ศูนย์ข้อมูลฯ รายงานตลาดอสังหาฯ​ภาคเหนือ-ตะวันออก ปิดท้ายกับการจัดงานสัมมนาของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รายงานตลาดที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งแรกปี 2562 ในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่จังหวัดเชียงใหม่  เชียงรายตาก และพิษณุโลก โดยนับเฉพาะโครงการที่มีหน่วยเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 หน่วย พบว่า มีจำนวนโครงการที่ยังอยู่ระหว่างขาย 360 โครงการ มีจำนวนเหลือขาย 14,019 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าเหลือขาย 49,997 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 4.3%  11.1% และ 10.1% ตามลำดับ (ครึ่งแรกปี 2561 มี 345 โครงการ มีจำนวนยูนิตเหลือขาย12,616 ยูนิต มีมูลค่าเหลือขาย 45,402 ล้านบาท)   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ส่วนรายงานสรุปผลการสำรวจตลาดอสังหาฯ ในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่จังหวัดชลบุรี  ระยองตาก และฉะเชิงเทรา มีจำนวนโครงการที่ยังอยู่ระหว่างขาย 1,062 โครงการ มีจำนวนเหลือขาย 62,060 ยูนิต  คิดเป็นมูลค่าเหลือขาย 200,136 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 11.6% 12.2% และ 13.6% ตามลำดับ (ครึ่งแรกปี 2561 มี 952 โครงการ มีจำนวนหน่วยเหลือขาย 55,327 ยูนิต มีมูลค่าเหลือขาย 176,108 ล้านบาท)    

1 2 3 4 ... 69