ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 ... 65 66 67 ... 75
CBRE เผยแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ปี 60 ยังมีโอกาสอีกมาก

CBRE เผยแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ปี 60 ยังมีโอกาสอีกมาก

CBRE เผยแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ปี 60 นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ได้ออกมาเปิดเผยแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ในวันนี้ (15 กุมภาพันธ์ 2560) ไว้ว่า "แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวมในปีนี้ค่อนข้างจะไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา  โดยธนาคารแห่งประเทศไทยคงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2560 ที่ร้อยละ 3.2 เช่นเดียวกับปี 2559 ปัจจัยภายนอกเป็นความท้าทายมากที่สุดสำหรับเศรษฐกิจไทย นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกาต่อจีนที่อาจเกิดขึ้นคือหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2560  เนื่องจากปริมาณการส่งออกจากจีนสู่สหรัฐฯ ที่ลดลงหมายถึงการส่งออกวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากไทยสู่จีนเพื่อการส่งออกต่อ ลดลงตามไปด้วย การลงทุนจากต่างชาติเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในตลาดจะยังคงเป็นรายเดิม  แต่ความสนใจจากต่างชาติที่มีต่ออสังหาริมทรัพย์ของไทย ประกอบกับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในประเทศให้แก่ผู้พัฒนาโครงการ  กระตุ้นให้เกิดการร่วมทุนระหว่างบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติมากขึ้น ความต้องการที่ดินในทำเลชั้นนำยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี เชื่อว่าราคาที่ดินในย่านใจกลางธุรกิจ (ซีบีดี) ของกรุงเทพมหานครจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะความต้องการคอนโดมิเนียมในย่านใจกลางเมืองยังมีอยู่มาก และราคาขายคอนโดมิเนียมก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นในปี 2560    แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี ยังเชื่อว่าจะมีการทำลายสถิติราคาที่ดินอีกครั้งในแต่ละทำเลของซีบีดี นอกจากนี้ ในปี 2560 นักลงทุนมีแนวโน้มความต้องการในการเข้าซื้อทรัพย์สินในลักษณะของอาคารเก่าและนำมาปรับปรุงใหม่ เช่น โรงแรม เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และอาคารสำนักงาน เป็นต้น ผู้ซื้อที่พักอาศัยพิจารณามากขึ้นในการเลือกซื้อ และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มกิจกรรมทางการตลาดในต่างประเทศ แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี เชื่อว่าความต้องการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ขึ้นไปจะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องแม้ว่าผู้ซื้อจะมีความพิถีพิถันในการเลือกซื้อมากขึ้นก็ตาม   ทั้งนี้ ความต้องการส่วนใหญ่จะยังคงมาจากผู้ซื้อชาวไทยเป็นหลักในสัดส่วน 85% แม้ยอดขายในปีที่ผ่านมาจะชะลอตัวลง แต่ราคาคอนโดมิเนียมที่ผู้ประกอบการเสนอขายก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ (Off-plan) ในย่านใจกลางเมืองนั้นสามารถทุบสถิติราคาแตะที่ระดับสูงกว่า 3 แสนบาทต่อตารางเมตรได้มากถึง 17 โครงการด้วยกัน ซีบีอาร์อี คาดการณ์ว่า ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายจะยังคงมองหาโอกาสในการขายตลาดไปยังผู้ซื้อในต่างประเทศ  ซึ่งต่อยอดมาจากความสำเร็จของโครงการที่ทำการตลาดในต่างประเทศเมื่อปีที่แล้ว   โดยคอนโดมิเนียมที่มีราคาขายต่ำกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตมักได้รับความนิยมจากผู้ซื้อต่างชาติ    ประเทศไทยยังได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากการที่ไม่มีการคิดภาษีอากรแสตมป์กับชาวต่างชาติ ต่างจากประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ และ ฮ่องกง ซึ่งสิ่งนี้เป็นการช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ ค่าเช่าพื้นที่สำนักงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี คาดว่า ค่าเช่าพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2560 เพราะปริมาณความต้องการยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 200,000 ตารางเมตร ประกอบกับปริมาณพื้นที่ใหม่ที่มีจำกัด เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ค่าเช่าเติบโตขึ้น ซีบีอาร์อี พบว่า ผู้เช่าต่างเริ่มให้ความสนใจในการวางกลยุทธ์การใช้พื้นที่ (Workplace Strategy) มากขึ้น   รวมทั้งความต้องการเช่าพื้นที่ล่วงหน้าก็จะยังคงเพิ่มมากขึ้นสำหรับพื้นที่สำนักงานที่มีคุณภาพ     ซีบีอาร์อี เชื่อว่าอัตราการใช้พื้นที่โดยรวมจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและค่าเช่าจะเติบโตระหว่าง 5-10% ในช่วง 12 เดือนต่อจากนี้ เจ้าของโครงการค้าปลีกมุ่งไปที่การจัดการด้าน Placemaking และกรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่โดดเด่นเรื่องอาหาร เจ้าของโครงการค้าปลีกจะยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างโครงการให้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการ (Placemaking) ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่การซื้อขายออนไลน์ไม่สามารถให้ได้  การแข่งขันจะมีความรุนแรงมากขึ้นและโครงการที่มีความเข้มแข็งมากที่สุดในแต่ละพื้นที่เท่านั้นที่จะสามารถเติบโตต่อไปได้ การขยายตัวของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมีส่วนอย่างมากในการสนับสนุนในเรื่องนี้   จากการที่กรุงเทพฯ สร้างชื่อเสียงในฐานะเมืองที่มีความโดดเด่นเรื่องอาหารควบคู่ไปกับการเป็นศูนย์กลางการค้าปลีกระดับลักซ์ชัวรี่ การเติบโตของกลุ่มประเทศ CLMV และอี-คอมเมิร์ซถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับโลจิสติกส์ เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่บริเวณจุดศูนย์กลางของกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี เชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค ซึ่งเป็นผลจากการที่ภูมิภาคมีอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่เติบโตสูง แม้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจะยังเป็นพียงสัดส่วนเล็กน้อยของยอดค้าปลีกโดยรวมในขณะนี้ แต่การที่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้เกิดความต้องการพื้นที่โลจิสติกส์เพิ่มมากขึ้น  โดยปกติแล้วผู้ค้าปลีกออนไลน์ต้องการพื้นที่มากกว่าร้านค้าปลีกทั่วไปถึง 3 เท่า เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์ที่เสนอขายมากกว่า มีสินค้าคงคลังมากกว่า   รวมถึงความจำเป็นในการอำนวยความสะดวกในการส่งสินค้ากลับในกรณีที่ลูกค้าคืนสินค้า"
เสนา – ฮันคิว จับมือลุยเปิดคอนโด “นิช ไพรด์ เตาปูน – อินเตอร์เชนจ์” ชูไฮไลท์ปรากฏการณ์ครั้งใหม่ของวงการ กับ “ส่วนกลาง 30 ชั้น”

เสนา – ฮันคิว จับมือลุยเปิดคอนโด “นิช ไพรด์ เตาปูน – อินเตอร์เชนจ์” ชูไฮไลท์ปรากฏการณ์ครั้งใหม่ของวงการ กับ “ส่วนกลาง 30 ชั้น”

เสนา – ฮันคิว จับมือลุยเปิดคอนโดใหม่ “นิช ไพรด์ เตาปูน – อินเตอร์เชนจ์” ตอกย้ำความสำเร็จ ชูไฮไลท์ “ส่วนกลาง 30 ชั้น” เขย่าวงการอสังหาฯครั้งแรกในไทย ล่าสุด เตรียมจัด Pre sale 10 มี.ค.นี้ ด้านไนท์แฟรงค์ฯ เผยย่านเตาปูน-บางซื่อ พื้นที่ศักยภาพแห่งใหม่ที่น่าจับตามอง ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA กล่าวว่าบริษัท เสนา- ฮันคิว 1 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง SENA กับบริษัท ฮันคิว เรียลตี้จำกัด ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในญี่ปุ่น หนึ่งในกลุ่ม บริษัท Hankyu Hanshin Holding Group หลังจากพัฒนาโครงการร่วมกันโปรเจกต์แรก “นิช โมโน สุขุมวิท – แบริ่ง” เมื่อปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าได้รับกระแสการตอบรับดีมากจากตลาดกลุ่มเป้าหมาย ส่วนหนึ่งเกิดจากนวัตกรรมจากญี่ปุ่นที่นำมาใช้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Geo fit+” ลิขสิทธิ์เฉพาะจากประเทศญี่ปุ่นและเป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่นำนวัตกรรมดังกล่าวเข้ามาใช้ด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จ ล่าสุด เตรียมเปิดโครงการใหม่ ภายใต้แบรนด์ “นิช ไพรด์ เตาปูน – อินเตอร์เชนจ์” ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 3 ไร่เศษ ติดรถไฟฟ้าสถานีเตาปูน ถนนประชาราษฎร์ สาย 2 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ เป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับสูง 38 ชั้น 1 อาคาร ทั้งหมด 742 ยูนิต พร้อมอาคารพาณิชย์ สูง 2 ชั้น 1 อาคาร โดยมีให้เลือก 3 แบบ คือ แบบ 1 Bedroom ขนาด 28 -32 ตารางเมตร ,แบบ 1 bedroom plus ขนาด 34.50 ตารางเมตร และ แบบ 2 Bedroom ขนาด 49 ตารางเมตร ราคาเริ่ม 3.2 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตกตารางเมตรละ 1.3 แสนบาท รวมมูลค่าโครงการ 3,400 ล้านบาท ด้านการออกแบบที่อยู่อาศัยตามแบบฉบับคนญี่ปุ่น สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ลงตัว ภายใต้แนวคิดการออก “My Select” นวัตกรรมจากญี่ปุ่น ที่เลือกฟังก์ชั่นและปรับเปลี่ยนได้ ไม่ว่าจะเป็น Working Zone สาหรับคนที่ชอบพื้นที่ในการสร้างสรรค์งาน หรือ Relaxing Zone สาหรับคนที่ต้องการพักผ่อนจากความวุ่นวาย และพักอาศัยในห้องชุดเพื่อชาร์จพลัง อีกหนึ่งจุดไฮไลท์ของสาธารณูปโภคในโครงการ และนับเป็นครั้งแรกของวงการอสังหาฯกับ “พื้นที่ส่วนกลางกว่า 30 ชั้น” ที่พร้อมให้คุณเลือกกิจกรรมกว่า 7 ไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณ ทั้ง Active & Passive ไม่ว่าจะเป็น Sky Fitness ห้องออกกำลังกายลอยฟ้าพร้อม Sky Garden ชมสวนสาธารณะพร้อมวิวเมือง, Sky Infinity Edge Pool สระว่ายน้ำระบบเกลือยาวเกือบ 50 เมตร, Sky Lounge, Mini-Theater, Co-Working Space, Kid Club, Yoga Room, Party Room & Recreation Game Room เป็นต้น ด้านนายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยถึง ทำเลเตาปูน-บางซื่อ จะถูกพลิกโฉมกลายเป็นสถานีศูนย์กลางระบบขนส่งมวลชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จปีใน 2563 และเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อ MRT ระหว่างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสถานีบางซื่อและรถไฟฟ้าสายสีม่วงสถานีเตาปูนในปลายปี 2560 ที่ผ่านมา เป็นตัวช่วยเพิ่มศักยภาพด้านทำเลที่อยู่อาศัยในบริเวณเตาปูน-บางซื่อเป็นอย่างมาก ผนวกกับแนวคิดการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน Transit Oriented Development (TOD) ครอบคลุมพื้นที่เชิงพาณิชย์กว่า 300 ไร่ ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ดินรอบสถานีรถไฟในรูปแบบ Mixed-use Development โดยจะมีรถไฟฟ้าถึง 4 สายที่เชื่อมต่อกับสถานีกลางบางซื่อในอนาคต ได้แก่ สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีแดงเข้ม และสายสีแดงอ่อน  นอกจากรถไฟฟ้าทั้ง 4 สายแล้ว สถานีกลางบางซื่อยังเป็นสถานีต้นทางของรถไฟฟ้าความเร็วสูง 2 เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ระยะทาง 670 ก.ม. และกรุงเทพฯ – หนองคาย ระยะทาง 615 ก.ม. อีกทั้งยังมีส่วนต่อขยาย Airport Rail Link 5 สถานีจากสถานีพญาไทเชื่อมต่อไปยังสนามบินดอนเมืองกับสนามบินสุวรรณภูมิ นอกจากมีการพัฒนาด้านขนส่งคมนาคมแล้วยังมีโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ที่นำมาซึ่งการพัฒนาโครงการพื้นฐานอื่นๆตามมา ไม่ว่าจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่ การขยายช่องทางจราจร และการก่อสร้างถนนเพิ่มเติมในอนาคต และยังมีโครงการศูนย์การค้า “เกตเวย์ บางซื่อ” มูลค่าการลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท มีพื้นที่รองรับร้านค้าปลีกกว่า 40,000 ตารางเมตร ห่างจากสถานีเตาปูนเพียง 650 เมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการในปีนี้ สถานีกลางบางซื่อ (ศูนย์คมนาคมพหลโยธิน) ยังจะถูกพัฒนาเป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบ (Smart City) ประกอบไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิตัลต่างๆ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้มอบหมายให้กระทรวงและหน่วยงานภาครัฐอื่นๆทีเกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคเอกชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศที่สนใจเป็นหน่วยงานร่วมสนับสนุน เพื่อขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะต้นแบบ (Smart City) อันจะส่งผลด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในย่านเตาปูน-บางซื่อ นับตั้งแต่ปี 2552 ถึง ณ สิ้นไตรมาสที่ 4 ของปี 2560 มีจำนวนอุปทานสะสมทั้งสิ้นประมาณ 30,200 หน่วย มีอัตราการขายสะสม 90% ของจำนวนอุปทานสะสมรวม
เปิดตัวอย่างเป็นทางการ “ease park” The landmark of happiness คอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่บนถนนรามอินทรา ครบครัน ทันสมัย ในไตล์ Industrial

เปิดตัวอย่างเป็นทางการ “ease park” The landmark of happiness คอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่บนถนนรามอินทรา ครบครัน ทันสมัย ในไตล์ Industrial

เคเอเอ็น พร๊อพเพอร์ตี้ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรเพื่อการค้า และการอยู่อาศัย เปิดตัวโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ “อีส พาร์ค”  (ease park) The landmark of  happiness ชีวิตที่ง่ายในสไตล์ไม่ซ้ำใคร  อย่างเป็นทางการ ชูจุดเด่นด้านทำเลที่สะดวกสบาย พร้อมความหลากหลายของสินค้า รวมทั้งการบริการที่น่าประทับใจ วางเป้าเข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม ผ่านการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี นายธัชชัย ศีลพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคเอเอ็น พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า โครงการ อีส พาร์ค (ease park) เป็นคอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ และถือเป็นแห่งแรกที่ตั้งอยู่ติดถนนรามอินทรา โดย เกิดขึ้นผ่านแนวคิดของความเรียบง่าย และความสะดวกสบาย ซึ่งคำว่า ease ก็มาจากคำว่า easy ที่มีความหมายถึงความสะดวกสบาย ง่ายๆ park หมายถึง สถานที่พักผ่อน ซึ่งความหมายรวมๆ ก็คือ เป็นสถานที่พักผ่อนที่เรียบง่ายและสะดวกสบาย ภายใต้คอนเซ็ปต์ Industrial ซึ่งตัวโครงการมีการตกแต่งแบบโชว์วัสดุ ไม้ เหล็ก ปูน อิฐ เป็นสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่น แต่ไม่ล้าสมัย โดยตั้งอยู่ที่ถนนรามอินทรา กม. 4.5 พัฒนาเป็นโครงการ Community Mall สูง 3 ชั้น บนพื้นที่โครงการรวมประมาณ 3.5 ไร่ ติดถนนรามอินทรา หน้ากว้าง 60 เมตร พื้นที่ก่อสร้างประมาณ 7,000 ตารางเมตร มูลค่าโครงการประมาณ 200 ล้านบาท ประกอบไปด้วยร้านค้าประมาณ 15 ร้าน ชั้น 1 เป็น Supermarket  ซึ่งเป็น Villa market และร้านกาแฟแบรนด์ดังอย่าง Starbucks ที่เป็นแบบ Drive thru ส่วนชั้น 2 เป็นโซนของ ร้านอาหาร ซึ่งมีอาหารหลากหลายชนิดให้ได้เลือกสรรอาทิ King Kong ,Neo suki&shabu ,ตำยั่วครกยักษ์, ก๋วยเตี๋ยวไข่ย้อนยุค และส่วนพื้นที่ ชั้น 3 เป็นส่วนของ  Health, Bueaty and Lifestyle ซึ่งประกอบไปด้วย Fitness, คลินิคเสริมความงามที่ตอนนี้ได้คลินิคชื่อดังอย่าง Natacha clinic มาเปิดให้บริการแล้ว นอกจากนี้ยังมีการจัดยังจัดโซนร้านนั่งชิลล์ เพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อนในบรรยากาศสบายๆ อีกด้วย นายธัชชัย กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ย่านรามอินทราค่อนข้างสูง โดยทำเลเข้าถึงง่ายนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คอมมูนิตี้มอลล์ย่านนี้ประสบความสำเร็จ แต่การสร้างจุดเด่นที่แตกต่างและการคัดเลือกร้านค้าใหม่ๆ มานำเสนอให้กับผู้บริโภคก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจแห่งความสำเร็จเช่นกัน ซึ่งโครงการ อีสพาร์ค สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถเดินทางได้สะดวก ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ติดถนนใหญ่ และในอนาคตเมื่อรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีมัยลาภ ที่อยู่ใกล้โครงการเปิดใช้ก็จะทำให้สะดวกสบายมากขึ้น และนับเป็นโอเอซิสแหล่งใหม่ของถนนรามอินทราเส้นหลักได้อีกด้วย นอกจากนี้เรายังตั้งเป้าที่จะเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ของคนรามอินทรา ที่มีบริการครบครัน สะดวก ทันสมัย และใกล้บ้าน โดยมีแผนที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในทุกๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนวัยทำงาน กลุ่มครอบครัว กลุ่มวัยรุ่น นักเรียนนักศึกษา เป็นต้น ผ่านการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ตลาดนัดร้านดังใน IG, กิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ  เช่น ในช่วงวันสงกรานต์ขึ้นปีใหม่ไทย จะมีกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมด้วยการเปิดโครงการให้มีการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังเราจะคัดสรรสิ่งพิเศษที่เป็นความต้องการของลูกค้ามาไว้ที่โครงการให้ได้มากที่สุดตรงตามคอนเซ็ป “ease park” The landmark of happiness ชีวิตที่ง่ายในสไตล์ไม่ซ้ำใคร โครงการ “อีส พาร์ค” (ease park)  เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ถึงอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. และสามารถติดตามข่าวสารของ “ease park” ผ่านทาง Facebook : www.facebook.com/easeparkbkk
GLAND ส่งออฟฟิศเช่าเข้ากองทุนทรัสต์ GLANDRT มูลค่า 6,000 ล้านบาท ชูจุดเด่นผู้เช่า 99% ในทำเล NEW CBD ย่านพระราม 9

GLAND ส่งออฟฟิศเช่าเข้ากองทุนทรัสต์ GLANDRT มูลค่า 6,000 ล้านบาท ชูจุดเด่นผู้เช่า 99% ในทำเล NEW CBD ย่านพระราม 9

GLAND ส่งออฟฟิศเช่าเดอะไนน์ ทาวเวอร์ส และยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์ เข้ากองทรัสต์ GLANDRT มูลค่า 6,000 ล้านบาท ชูจุดเด่นเช่า 99% ในทำเล NEW CBD ย่านพระราม 9 ติดศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 9 และรถไฟฟ้า MRT คณะกรรมการ บมจ. แกรนด์ คาแนล แลนด์ หรือ GLAND อนุมัติให้เช่าส่วนสำนักงานให้เช่าของอาคารสำนักงาน 2 แห่ง ได้แก่ อาคารเดอะ ไนน์ ทาวเวอร์ส และอาคารยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์ ในทำเล NEW CBD ย่านพระราม 9 ติดศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 9 พร้อมเตรียมเสนอขายทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงานจีแลนด์ (GLANDRT) มูลค่าประมาณ 5,200-5,998 ล้านบาท ชูจุดเด่นสุดยอดทำเลกลางเมือง คมนาคมสะดวก สร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารกรุงไทย (KTB) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและเป็นผู้รับประกันการจัดจำหน่ายร่วม (Joint Lead Underwriters) คาดสรุปผลได้ช่วงเดือนมษายนนี้ และคาดว่านักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย ให้การตอบรับกองทรัสต์ GLANDRT เป็นอย่างดี นายสุรกิจ ธารธรานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส GLAND ในฐานะผู้สนับสนุนกองทรัสต์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า 3 แห่ง ประกอบด้วย อาคารสำนักงานเดอะไนน์ ทาวเวอร์ส อาคารสำนักงานยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์ และอาคารสำนักงานจี ทาวเวอร์ ตั้งอยู่ในโครงการเดอะ แกรนด์ พระราม 9 ติดศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 9 โดยในครั้งนี้คณะกรรมการอนุมัติ ให้นำส่วนสำนักงานของ 2 อาคารเข้ากองทรัสต์ ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก โดยปัจจุบัน อาคารสำนักงานเดอะ ไนน์ ทาวเวอร์ มีผู้เช่าสำนักงานคิดเป็นพื้นที่ 62,165 ตร.ม. หรือประมาณ 99% ของพื้นที่เช่าสุทธิทั้งหมด 62,950 ตร.ม. ในขณะที่อาคารยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์ มีบริษัทกลุ่มยูนิลีเวอร์ เข้าเช่าเต็มพื้นที่ 100% โดยกองทรัสต์ที่จัดตั้งขึ้นจะลงทุนในอาคารสำนักงาน เดอะไนน์ ทาวเวอร์ Leasehold เช่า 30 ปี ในขณะที่จะลงทุนในอาคารสำนักงานยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์ Leasehold เช่าประมาณ 17 ปี 7 เดือน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส GLAND กล่าวด้วยว่า อาคารสำนักงานเดอะ ไนน์ ทาวเวอร์เริ่มเปิดดำเนินงานในปี 2557 โดยอาคารดังกล่าวประกอบด้วยอาคาร A สูง 36 ชั้น อาคาร B สูง 34 ชั้น มีพื้นที่ให้เช่า 62,950 ตร.ม. โดยผู้เช่าอาคารสำนักงานเดอะ ไนน์ ทาวเวอร์ส อยู่ในอุตสาหกรรมที่สำคัญ อาทิ อุตสาหกรรมกลุ่มสถาบันการเงินและบริการทางการเงิน ประกันภัยและสินเชื่อ การบริการ การตลาด รวมทั้งหน่วยงานราชการ เป็นต้น ส่วนอาคารยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์ เริ่มเปิดดำเนินงานในปี 2557 อาคารดังกล่าวมี 12 ชั้น มีพื้นที่ให้เช่า 18,527 ตร.ม. “GLAND มีแผนที่จะนำอาคารสำนักงานทั้ง 2 แห่ง เข้าจัดตั้งเป็นกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน จีแลนด์ (GLANDRT) มูลค่าระดมทุนไม่เกิน 5,998 ล้านบาท โดยบริษัทได้แต่งตั้งให้ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารกรุงไทย (KTB) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและเป็นผู้รับประกันการจัดจำหน่าย (Joint Lead Underwriters) โดยมีบลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด ทำหน้าที่เป็น ทรัสตี (Trustee) และปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการพิจารณาการจัดตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยคาดว่าจะสามารถเสนอขายได้ภายในปลายเดือนเมษายนนี้ และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายในเดือนพฤษภาคม ปี 2560” ทั้งนี้ ทาง GLAND คาดว่าการเสนอขายหน่วยทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงานจีแลนด์ (GLANDRT) จะได้รับความสนใจ และการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน สถาบันชั้นนำในประเทศและนักลงทุนรายย่อย ด้วยทำเลย่านพระราม 9 อัตราการเช่าพื้นที่ 99% และกลุ่มผู้เช่าที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นตัวสนับสนุนการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
“วัสดุก่อสร้าง เอสซีจี” เผยแผนธุรกิจปี 60 เล็งสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจ วางแคมเปญการตลาดตลอดปี ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ตั้งเป้าโต 1-3% พร้อมเดินหน้าสานต่อบริการผ่านอี-คอมเมิร์ซ

“วัสดุก่อสร้าง เอสซีจี” เผยแผนธุรกิจปี 60 เล็งสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจ วางแคมเปญการตลาดตลอดปี ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ตั้งเป้าโต 1-3% พร้อมเดินหน้าสานต่อบริการผ่านอี-คอมเมิร์ซ

กรุงเทพฯ - “เอสซีจี” ผู้นำนวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง เปิดแผนธุรกิจปี 60 เผยเล็งเห็นสัญญาณบวกจาก 3 ปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่มีผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้าง การขยายตัวด้านสาธารณูปโภคตามนโยบายรัฐ กำลังซื้อของผู้บริโภค และราคาพืชผลด้านการเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น เน้นการนำเสนอนวัตกรรมสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added : HVA) ด้วยเทคโนโลยีระบบการก่อสร้างและรูปแบบการอยู่อาศัยที่มี “Performance” เป็นระดับขั้นที่แตกต่างตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย ลงชิงส่วนแบ่งตลาด พร้อมอัดแคมเปญกระตุ้นการซื้ออย่างต่อเนื่องตลอดปีประเดิมแคมเปญตลาดแรก ด้วยรายการ “SCG Family Festival ยิ่งช้อป ยิ่งคุ้ม ลุ้นเที่ยวฟรี” ลุ้นสิทธิ์ชมแสงเหนือ ณ ประเทศไอซ์แลนด์ ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายของเอสซีจีที่ร่วมรายการกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ  และตอบโจทย์การซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่ด้วยการสานต่อการขายผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซ มั่นใจยอดขายปีนี้เติบโต 1-3%     นายนิธิ ภัทรโชค ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-ตลาดในประเทศ ธุรกิจ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวว่า “เอสซีจี” ในฐานะผู้นำนวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง คาดการณ์ว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างในปีนี้ค่อนข้างทรงตัว อย่างไรก็ตามยังมองเห็นปัจจัยบวก 3 ปัจจัย ได้แก่ การลงทุนพื้นฐานด้านคมนาคมของภาครัฐส่งผลให้เมืองขยายตัว ทำให้เกิดการก่อสร้างบ้าน และคอนโดมิเนียมตามมา อีกทั้งยังเริ่มเห็นปัจจัยบวกจากการที่ผู้บริโภคบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 50,000 บาท ได้ปลดภาระผ่อนหนี้ในโครงการรถคันแรกไปตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และปัจจัยบวกจากราคาพืชผลทางการเกษตรที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ยางพารา ปาล์ม อ้อย เป็นต้น ส่งผลให้ในปีนี้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยบวกในตลาดดังที่ได้กล่าวมา ทิศทางการดำเนินธุรกิจของวัสดุก่อสร้างเอสซีจี ปี 2560 จึงเดินหน้าจัดแคมเปญการตลาดเพื่อคืนกำไรและกระตุ้นการซื้อในกลุ่มผู้บริโภคครอบคลุมทุกกลุ่มตลอดทั้งปี ทั้งกลุ่มที่ต้องการสร้างบ้านใหม่ และกลุ่มที่ต้องการรีโนเวทบ้านเก่า ประเดิมด้วยการจัดแคมเปญโปรโมชั่น “SCG Family Festival ยิ่งช้อป ยิ่งคุ้ม ลุ้นเที่ยวฟรี” ที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเลือกใช้สินค้าอย่างครบชุดเป็นระบบ โดยนำวัสดุก่อสร้างที่ลูกค้านิยมซื้อเป็นคู่ หรือเป็นระบบ มาจัดเป็นชุดสินค้าราคาพิเศษ 5 เซ็ต ได้แก่ เซ็ตคู่สุดคุ้ม คือสินค้าที่แนะนำให้ใช้คู่กัน เช่น กระเบื้องหลังคาและอุปกรณ์หลังคา, เซ็ตระบบหลังคา ตอบทุกสไตล์แบบบ้าน, เซ็ตบ้านเย็น, เซ็ตบ้านเงียบ และเซ็ตบ้านปลอดภัย เพื่อให้ลูกค้าเลือกใช้สินค้าเป็นระบบอย่างถูกต้อง ทั้งยังได้สินค้าราคาพิเศษ พร้อมสิทธิ์ลุ้นทริปพิชิตแสงเหนือ ณ ประเทศไอซ์แลนด์ สำหรับลูกค้าที่มีแผนสร้างบ้านสามารถซื้อสินค้าราคาพิเศษได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤษภาคม 2560 ที่เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์, เอสซีจี โฮมโซลูชั่น และร้านผู้แทนจำหน่ายเอสซีจี ที่ร่วมรายการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เอสซีจี คอนแทค เซ็นเตอร์ 02 586 2222 หรือคลิกเว็บไซต์ www.scgbuildingmaterials.com ทั้งนี้ครึ่งปีหลังจะมีแคมเปญการตลาดสำหรับลูกค้าที่ต้องการรีโนเวทบ้าน และ มีแคมเปญการตลาดอื่นๆ ต่อเนื่องตลอดทั้งปี รวมถึงการร่วมออกบูธจัดแสดงนวัตกรรมสินค้า พร้อมมอบโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้า ในงานสถาปนิก 60 และงานบ้านและสวนแฟร์ 60 อีกด้วย     นอกจากการเดินหน้าจัดแคมเปญเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในกลุ่มผู้บริโภค “เอสซีจี” ยังได้เตรียมเดินหน้าวิจัยและเปิดตัวนวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA) อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิต จึงเกิดเป็นเทคโนโลยีการก่อสร้างที่อยู่อาศัย แบบ “Performance Based” คือการก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่มีประสิทธิภาพแตกต่างกันเป็นระดับขั้น เพื่อความเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า โดยเน้น Performance การอยู่อาศัย 3 ด้านหลัก ได้แก่ “Living Comfort Performance: การสร้างสภาวะอยู่สบาย” พัฒนาการอยู่อาศัยให้อยู่สบายมากยิ่งขึ้นในทุกด้าน โดยสภาวะอยู่สบายที่ดี ที่เรามุ่งเน้นจะประกอบไปด้วย บ้านที่มีอุณหภูมิภายในบ้านเหมาะสมไม่เกิดการกักเก็บความร้อน มีสภาพการระบายอากาศที่ดีทั้งหลัง เพื่อลดสภาวะความอบอ้าวและลดปัญหาอากาศไม่หมุนเวียน และไม่มีปัญหามลภาวะทางเสียงจากภายนอก โดยเราจะมี Performance ของเทคโนโลยีในแต่ละเรื่อง เพื่อสร้างสภาวะอยู่สบายภายในบ้านได้หลายระดับ เป็นต้น “Care Performance: เพื่อทุกเพศทุกวัยอยู่ร่วมกันได้” การพัฒนาโซลูชั่นที่จะสามารถตอบโจทย์สมาชิกทุกเพศ ทุกวัยภายในบ้าน ให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันโดยมีสุขภาพที่ดี ปลอดภัย และสะดวกสบาย และ “ECO Saving Performance: ลดการใช้พลังงานในที่อยู่อาศัย” การพัฒนาเทคโนโลยีการก่อสร้าง ระบบและวัสดุต่างๆ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในที่อยู่อาศัย ซึ่งจะเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานสถาปนิก 60 ระหว่างวันที่ 2-7 พ.ค. นี้ ที่อิมแพค เมืองทองธานี พร้อมเดินหน้าแนะนำสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี   ในส่วนของช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า ปัจจุบันมีเอสซีจี โฮมโซลูชั่น จำนวน 41 สาขา สามารถมอบโซลูชั่นและบริการที่มีคุณภาพและครบวงจรที่สุดให้กับลูกค้า เพียงถือแบบก่อสร้างเข้ามารับคำปรึกษา ประมาณราคาวัสดุ  ติดตั้งแบบครบวงจร และรับประกัน นอกจากนี้ยังมี เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมความรู้ให้คำปรึกษาทุกขั้นตอนของการสร้างบ้าน เป็นแหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับที่อยู่อาศัย ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ลองสัมผัสประสบการณ์การใช้งานจริงก่อนการตัดสินใจ และ SCG Authorized Dealer จำนวนกว่า 356 สาขา  นอกจากนี้ยังเดินหน้ารุกช่องทางจำหน่ายอี-คอมเมิร์ซ ที่สะดวก รวดเร็ว และวางใจได้ โดยพัฒนาระบบการขายผ่านเว็บไซต์www.scgshoppingexperience.com  ปัจจุบันมีการจำหน่ายสินค้าบนเว็บกว่า 2,500 รายการ  ซึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มสินค้าแลนด์สเคป และกลุ่มสินค้าเอสซีจี เอลเดอร์แคร์ โซลูชั่น   “จากกลยุทธ์การพัฒนานวัตกรรมสินค้า บริการ ช่องทางการจัดจำหน่าย ตลอดจนกิจกรรมการตลาดที่คำนึงลูกค้าเป็นหลัก เรามั่นใจว่าจะช่วยผลักดันให้ผลการดำเนินธุรกิจของเอสซีจีในปีนี้เติบโต 1-3% ไปในทิศทางเดียวกับตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตด้วยปัจจัยบวกต่างๆ ดังที่กล่าวมา   นอกจากภาคธุรกิจแล้ว ในด้านส่งเสริมสังคมทางเอสซีจีไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับพี่น้องภาคใต้ โดยได้ให้ความช่วยเหลือใน 3 รูปแบบ คือการช่วยเหลือเร่งด่วน อาทิ มอบสุขากระดาษ ถุงยังชีพ อุปกรณ์กู้ภัยเบื้องต้น หินคลุก ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตปูนซีเมนต์เพื่อนำไปถมพื้นที่ การช่วยเหลือฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยจัดพิมพ์คู่มือซ่อมบ้านสร้างสุข จำนวน 50,000 เล่ม แจกฟรีผ่านเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้างโซนภาคใต้ นำพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง และออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่บ้านนาเปลี่ยน การช่วยเหลือซ่อมแซมด้านความเสียหาย มีการช่วยเหลือเรื่องสินค้าวัสดุก่อสร้างราคาพิเศษ ลดสูงสุดถึง 30% ได้แก่ ปูนซีเมนต์ คอนกรีตผสมเสร็จ กระเบื้องหลังคา ฝา ฝ้า เป็นต้น นอกจากนี้ ในวันที่ 9 ก.พ. นี้ ทางเอสซีจี จะจัดงาน “เอสซีจี รวมพลังคืนสุขชาวใต้” โดยมีศูนย์กลางการจัดงานที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช ภายในงานมีการระดมประชาชนจิตอาสา เครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและพนักงานเอสซีจีในภาคใต้ ร่วมลงพื้นที่ฟื้นฟูสถานที่ประสบภัย รวมถึงให้คำปรึกษาเรื่องการซ่อมแซมบ้านด้วยตนเอง แจกแบบบ้านอยู่กับน้ำเพื่อผู้ประสบภัยอีกด้วย” นายนิธิ กล่าวทิ้งท้าย
SC เดินหน้ายุทธศาสตร์เชิงรุก SC ยุค 4.0 มุ่งเป้ารายได้ทะลุ 20,000 ลบ. ในปี 2562 เปิดโครงการ              28 Chidlom บนแปลงที่ถูกกล่าวขวัญมากสุดและทำเลดีที่สุดบนถนนชิดลม มูลค่าโครงการ 8,000 ลบ. พร้อมพรีเซลล์ 25-26 ก.พ. นี้

SC เดินหน้ายุทธศาสตร์เชิงรุก SC ยุค 4.0 มุ่งเป้ารายได้ทะลุ 20,000 ลบ. ในปี 2562 เปิดโครงการ 28 Chidlom บนแปลงที่ถูกกล่าวขวัญมากสุดและทำเลดีที่สุดบนถนนชิดลม มูลค่าโครงการ 8,000 ลบ. พร้อมพรีเซลล์ 25-26 ก.พ. นี้

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพทุกระดับราคา เปิดเผยว่า “ตามที่ SC ได้ประกาศยุทธศาสตร์เชิงรุก SC ยุค 4.0 พร้อมตั้งเป้ารายได้ทะลุ 20,000 ลบ. ในปี 2562 ล่าสุดได้เปิดโครงการ 28 Chidlom (ทเวนตี้เอท ชิดลม) มูลค่า 8,000 ล้านบาท ตามแผนธุรกิจปี 2560 ซึ่งเป็น 1 ใน 17 โครงการใหม่ โดยมูลค่าโครงการรวมทั้งหมด 27,000 ลบ. และเป็น 1 ใน 3 โครงการคอนโดมิเนียมในกลุ่ม Limited Luxury Collection by SC ASSET” โครงการ 28 Chidlom (ทเวนตี้เอท ชิดลม) มีขนาดพื้นที่ 3-0-24 ไร่ มูลค่าโครงการ 8,000 ล้านบาท ประกอบด้วยอาคารสูง 2 อาคาร จำนวนห้องพักรวม 427 ยูนิต แบ่งเป็น อาคาร The Tower ขนาด 47 ชั้น จำนวน 243 ยูนิต ที่ได้รับการออกแบบ Facade อาคารให้มีลักษณะเสมือน Jewel-box Facade สะท้อนเอกลักษณ์และความแตกต่างอย่างที่สุดจากโครงการอื่นๆ ส่วนอาคาร The Villa ขนาด 20 ชั้น จำนวน 184 ยูนิต จุดเด่นที่สุดของโครงการ 28 Chidlom (ทเวนตี้เอท ชิดลม) คือ ทำเล ที่ดินแปลงนี้ถูกกล่าวขวัญมากที่สุดในปี  ที่ผ่านมา ตั้งอยู่บนถนนชิดลมและเป็นทำเลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ด้วยปัจจัยสำคัญหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1. The Walking-distance Neighbourhood ระยะห่างเพียง 250 เมตร จากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ชิดลม และ 180 เมตร จากเซ็นทรัล ชิดลม 2. The Location of Everything ใกล้แหล่งอำนวยความสะดวกชั้นนำอย่างครบครันในรัศมีเพียง 2 ก.ม. รอบๆ โครงการ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เซ็นทรัล เอ็มบาสซี, เกษร วิลเลจ,  เซ็นทรัล เวิล์ด, สยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์ พร้อมด้วยสถานพยาบาลชั้นนำ อย่าง โรงพยาบาล บำรุงราษฎร์ และ BDMS ที่จะเป็น Medical Hub ที่สำคัญแห่งใหม่ของเอเชียในอนาคต ตลอดจนอาคารสำนักงาน และโรงแรมระดับ 5 - 6 ดาว ได้แก่ โรงแรม แกรนด์ ไฮแอทเอราวัณ, โรงแรมดิโอกุระ เป็นต้น  อีกทั้งใกล้กับสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง รวมทั้งโรงเรียนสตรีชั้นนำของประเทศ อย่าง โรงเรียนมาแตร์เดอี วิทยาลัย และ ยังใกล้สวนสาธารณะใหญ่ใจกลางกรุงเทพ อย่างสวนลุมพินี 3. The Rarest Oasis เนื่องจากการหาซื้อที่ดินขนาดใหญ่กว่า 3 ไร่ใจกลางเมืองในทำเลระดับ World Class อย่างโครงการ 28 Chidlom นี้ เป็นเรื่องยากมากในปัจจุบัน อีกทั้งในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีโครงการ High rise ที่ผู้ซื้อสามารถถือกรรมสิทธิ์แบบ Freehold และเป็นโครงการที่เปิดตัวใหม่ในรัศมี 500 เมตร รอบสถานีบีทีเอส ชิดลม ได้อีกแล้วด้วย จุดเด่นนอกจากเรื่องของทำเล คือความโดดเด่นของงานออกแบบตัวอาคาร ซึ่งเป็นผลงานจากความร่วมมือกันระหว่างบริษัทออกแบบชั้นนำระดับโลก อย่างบริษัท Kohn Pederson Fox (KPF) ที่มีชื่อเสียงของเมืองนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นที่ปรึกษาด้านงานออกแบบ โดยร่วมกับบริษัท Design 103 International สถาปนิกโครงการ พร้อมกับ TROP บริษัทออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมระดับแนวหน้าของประเทศและมีผลงานเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก และอีกความร่วมมือจาก  Breath  ผลงานที่ได้จึงทำให้โครงการมีความสวยงามโดดเด่น พร้อมเป็น Landmark แห่งใหม่ใจกลางเมืองเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ แนวคิดหลักของงานออกแบบโครงการ 28 Chidlom คือการออกแบบให้เป็น “An Urban Oasis” ใจกลางเมือง ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียว ซึ่งมีขนาดใหญ่ถึง 2 ใน 3 ของพื้นที่ชั้นล่างทั้งหมดของโครงการ โดยออกแบบให้มีการเชื่อมต่อกันระหว่างพื้นที่สีเขียวทั้งภายนอก และภายในอาคาร (A Series of Courtyard) เพิ่มความรื่นรมย์ให้กับผู้อยู่อาศัยอย่างลงตัว อีกทั้ง ภายในห้องชุดทุกแบบ ถูกออกแบบให้มีเพดานสูงถึง 3.1 เมตร และยังใช้บานกระจกแบบ Full height สูงเต็มถึงฝ้าเพดาน ทำให้ห้องชุดดูโปร่ง รับแสงธรรมชาติ และวิวสวยได้อย่างเต็มตา ส่วนห้องชุดแบบ 2 และ 3 ห้องนอน ได้รับการวางตำแหน่งให้ทุกยูนิตเป็นห้องหัวมุม ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวสูงที่สุดสำหรับผู้อยู่อาศัย นายณัฐพงศ์ กล่าวสรุปว่า “ปัจจุบัน โครงการ 28 Chidlom (ทเวนตี้เอท ชิดลม) ได้ผ่านการอนุมัติการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมจัดพรีเซลล์และเปิดให้ชมห้องตัวอย่างครั้งแรก ที่ Sales Gallery บนถนนชิดลม ณ ที่ตั้งของโครงการ ในวันที่ 25-26 ก.พ.นี้ โดยจะเปิดขายเพียงอาคาร The Tower ก่อนเท่านั้น ด้วยราคาพิเศษ เริ่มต้นที่ 14 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดจากการเปิดขายในรอบ VVIP ที่ผ่านมา มียอดจองแล้วถึง 50%  อีกทั้งเพนท์เฮาส์ทั้ง 2 ยูนิต ได้ขายหมดแล้ว” ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษที่ www.28chidlom.com หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1749
แสนสิริ เปิดตัว Property Technology เต็มรูปแบบ รายแรกของไทย สร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ดึงไทยพาณิชย์เสริมแกร่งผ่าน “สิริ เวนเจอร์” ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท

แสนสิริ เปิดตัว Property Technology เต็มรูปแบบ รายแรกของไทย สร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ดึงไทยพาณิชย์เสริมแกร่งผ่าน “สิริ เวนเจอร์” ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท

แสนสิริ (SIRI) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดตัว “สิริ เวนเจอร์” (SIRI VENTURE) บริษัทร่วมทุนในรูปแบบ Corporate Venture Capital ทำการวิจัยและลงทุน เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ (R&D) ด้าน Property Technology อย่างเต็มรูปแบบเป็นรายแรกของไทย เน้นเปิดโอกาสสำคัญให้กลุ่มสตาร์ทอัพพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมเกี่ยวกับการใช้ไลฟ์สไตล์ในที่อยู่อาศัยจนสำเร็จใช้งานจริงและสนับสนุนให้เข้าถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง โดยมีไทยพาณิชย์ร่วมสนับสนุนในฐานะผู้มีประสบการณ์ด้านการลงทุนด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ รวมถึงการนำเทคโนโลยีทางการเงิน หรือ FinTech เข้าร่วมพัฒนานวัตกรรมไปพร้อมกัน เผย สิริ เวนเจอร์ ใช้ทุนจดทะเบียนในช่วงเริ่มต้น 100 ล้านบาท ลงทุนสร้างสรรค์เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ร่วมกับกลุ่มนักวิจัย, นักประดิษฐ์, ผู้ผลิตและธุรกิจสตาร์ทอัพ ตั้งเป้าสร้างเครือข่ายกับผู้พัฒนานวัตกรรมใหม่ด้าน Property Technology อย่างน้อย 300 รายภายในปี 2020 เชื่อมั่น สิริ เวนเจอร์ จะช่วยส่งให้นวัตกรรมเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยไทยไปได้ไกลในระดับโลก รวมทั้งเสริมการเติบโตให้กับธุรกิจหลักอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ร่วมทุนกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้ง Venture Capital ในชื่อ บริษัท สิริ เวนเจอร์ จำกัด SIRI VENTURE โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างแสนสิริ และธนาคารไทยพาณิชย์  90:10 ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท ลงทุนและพัฒนาในนวัตกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่ออนาคต และการใช้ชีวิตในที่อยู่อาศัยหรือ “พร็อพเพอร์ตี้ เทคโนโลยี” (Property Technology) อย่างเต็มรูปแบบรายแรกของไทย “แสนสิริได้ศึกษาและตัดสินใจจัดตั้ง Corporate Venture Capital หรือ “ธุรกิจร่วมลงทุน” ขึ้น เพื่อมองหาโอกาสในการลงทุนธุรกิจประเภท Property Technology ที่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทแสนสิริ และจะมีส่วนช่วยผลักดันธุรกิจหลักของแสนสิริให้มีประสิทธิภาพและมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น รวมถึงมองหาโอกาสและ Innovation ทางธุรกิจและกระบวนการธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ประกอบกับการที่แสนสิริมีพันธมิตรทางธุรกิจอย่างธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มีความเข้าใจและมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ของการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจในโลกดิจิตัลและให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมด้านการเงินหรือ FinTech ทำให้บริษัทร่วมลงทุนกับธนาคารไทยพาณิชย์ ก่อตั้ง สิริ เวนเจอร์ ขึ้นเพื่อเป็น Corporate Venture Capital ด้าน Property Technology อย่างเต็มรูปแบบรายแรกของไทย ซึ่งประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือ แสนสิริจะมีหน่วยงานเฉพาะที่รับผิดชอบเรื่องของการสรรหาและลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทางด้าน Property Technology เหล่านี้เข้ามาใช้เป็นรายแรก ทั้งเพื่อการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ สำหรับลูกค้า หรือสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ จากนวัตกรรมบริการที่สามารถนำไปขายให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่น หรือแม้แต่กับธุรกิจอื่น ๆ เกิดเป็นช่องทางรายได้ใหม่ที่จะผลักดันวงจรการเติบโตแบบก้าวกระโดดครั้งใหม่ซึ่งจะส่งผลประโยชน์สูงสุดคืนให้แก่ลูกค้าจากการที่ แสนสิริจะมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ ทั้งเพื่อการดำเนินธุรกิจ พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ สำหรับลูกค้าตลอดเวลา อาทิ การนำระบบ Smart Home Integration เปิดตัวใช้ที่โครงการ 98 Wireless และโครงการ The XXXIX ทั้งโครงการเป็นครั้งแรก” นายอภิชาติกล่าว นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การร่วมลงทุนใน สิริ เวนเจอร์ กับแสนสิริในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการที่ ดิจิทัล เวนเจอร์ส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ทำหน้าที่เป็นผู้พัฒนานวัตกรรมทางการเงินและดูแลการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีของธนาคาร เห็นว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้ขยายขีดความสามารถในการเข้าถึงสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อทำงานร่วมกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า มุมมองทางด้านเทคโนโลยีของไทยพาณิชย์นั้น ไม่หยุดอยู่แค่การพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินเท่านั้น แต่ต้องการสร้างสรรค์เทคโนโลยีทางการเงินที่เข้าถึงหรือผสานอยู่ใน Ecosystem ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของลูกค้าได้อย่างกลมกลืนและสมบูรณ์แบบ ทำให้ธนาคารสามารถนำ FinTech เข้ามาทำงานร่วมกันกับ Property Technology เกิดเป็น Living Ecosystem ที่สมบูรณ์ และนำมาซึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการร่วมกันได้อย่างครบวงจร อาทิ การซื้อของ และการปล่อยสินเชื่อผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีเป้าหมายในการร่วมสร้างประสบการณ์ทางการเงินและการอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า การทำงานร่วมกันเช่นนี้จะทำให้เรามองเห็นภาพผู้บริโภคได้กว้างมากขึ้น สามารถนำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ไปวางในจุดที่ถูกต้องแม่นยำ รวมทั้งเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ มากยิ่งขึ้นตามเป้าหมายและวิสัยทัศน์ของธนาคาร โดยธนาคารมีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินที่ทันสมัยและตอบโจทย์ลูกค้าทั้งระดับองค์กรที่เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรือลูกค้าเอสเอ็มอีซึ่งดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ซื้ออสังหาฯ รวมทั้งยังเป็นโอกาสดีที่จะได้แลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมสำหรับการบริหารงานด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้าน Digital Payment, Blockchain, Big Data ซึ่งธนาคารฯ กำลังมุ่งพัฒนาศักยภาพของเทคโนโลยีอยู่” นายชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิริ เวนเจอร์ จำกัด กล่าวว่า “แสนสิริคือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่บุกเบิกและเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีมานานหลายปีแล้ว โดยเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำ Marketing ตั้งแต่ปี 2552 ด้วยการทำ Digital Sales Kit บนหน้าจอ Multitouch เป็นรายแรกของไทย ช่วยให้การขายโครงการสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น  รวมทั้งพัฒนา Home Service โมบายแอพพลิเคชั่นสำหรับให้บริการลูกบ้านแสนสิริ ตั้งแต่ปี 2555 วันนี้แสนสิริก้าวสู่อีกระดับด้วยการก่อตั้ง สิริ เวนเจอร์ เพื่อมุ่งพัฒนาและลงทุนใน Property Technology ซึ่งเป็นนวัตกรรมเพื่ออนาคตของการใช้ชีวิต ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น เร็วขึ้น และประหยัดยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาวงการอสังหาริมทรัพย์ให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต นวัตกรรมเป็นได้ทั้งผลิตภัณฑ์ ผลงานวิจัย งานดีไซน์ใหม่ ๆ หรือโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาวงการอสังหาริมทรัพย์ให้เกิดความยั่งยืน นวัตกรรมสร้างได้ทั้งผลิตภัณฑ์ ผลงานวิจัย งานดีไซน์ใหม่ ๆ หรือโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่ครอบคลุมเทคโลยีสำหรับการทำธุรกิจด้านที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร (Holistic Property Technology Landscape) ตั้งแต่การบริหารระบบข้อมูล การออกแบบโครงการ การก่อสร้าง การสนับสนุนการซื้อขาย การบริหาร และให้บริการภายในโครงการ ไปจนถึงเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ในการอยู่อาศัยแบบองค์รวม การสร้างนวัตกรรม ซึ่งผ่านขั้นตอนจากไอเดีย สู่สตาร์ทอัพ จนธุรกิจสามารถอยู่รอดได้นั้น จะกลายเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เกิดวงจรการเติบโตแบบก้าวกระโดด นอกจากนั้น เราจะมีแผนดำเนินธุรกิจบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Management) เพื่อสร้างรายได้ต่อยอดสู่ระดับนานาชาติ” ภารกิจสำคัญของ สิริ เวนเจอร์ มี 3 ส่วน ประกอบด้วย 1. ร่วมลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัย ด้วยลงทุน 100 ล้านบาท เริ่มจากในประเทศไทยและสิงคโปร์  2. ร่วมทุนและยกระดับศักยภาพของ Home Service โมบายแอพพลิเคชัน สำหรับลูกบ้านแสนสิริ เพื่อบริการรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิต และสามารถขยายขอบข่ายบริการในตลาดที่กว้างขึ้น และ 3. จัดตั้งโครงการผลักดันสตาร์ทอัพด้าน Property Technology โดยเฉพาะครั้งแรกในประเทศไทย (Property Technology Accelerator) เพื่อเฟ้นหาสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยที่มีศักยภาพในการลงทุน สำหรับการลงทุนและยกระดับศักยภาพของ Home Service โมบายแอพพลิเคชั่นสำหรับลูกบ้านแสนสิริ ซึ่งเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2555 มีผลตอบรับที่ดีมากด้วยจำนวนผู้ใช้จากหลักร้อยเพิ่มเป็นหลักหมื่นในเวลาเพียง 3 ปี จึงมีศักยภาพที่จะปฏิรูปให้เป็นนวัตกรรมบริการดิจิทัลที่อำนวยความสะดวกในทุกมิติของการใช้ชีวิตประจำวันอย่างสมบูรณ์แบบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในแวดวง Property Technology ตั้งแต่ ระบบส่งข้อความ แจ้งข่าวสาร เรียกใช้บริการซ่อมแซมภายในบ้าน ไปจนถึงการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการ ระบบควบคุมสั่งการอัจฉริยะภายในบ้าน รวมทั้งการเพิ่มเติมบริการอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปของผู้คนในอนาคต และเป็น Property Technology ปฏิวัติวงการตัวเด่นที่สามารถขยายขอบข่ายตลาดผู้ใช้สู่วงกว้าง ไม่จำกัดเฉพาะโครงการแสนสิริ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปเสนอกับโครงการอสังหาฯ ของผู้พัฒนาอื่น ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน  Home Service มีจำนวนผู้ใช้ซึ่งเป็นลูกบ้านของแสนสิริแล้วจำนวนถึงกว่า 13,000 ราย ใน 135 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นคอนโดมิเนียม ด้านโครงการ Property Technology Accelerator จะมีการวางเป้าหมายอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเริ่มในไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยรับสมัครทีมสตาร์ทอัพจำนวน 100 ทีม จากนั้นในไตรมาสมาส 3 จะคัดเลือกที่มีศักยภาพ 15 ทีมมาเข้าร่วม Business Incubation เพื่อการบ่มเพาะธุรกิจ พร้อมคอร์สติวเข้มกับผู้บริหารและนักธุรกิจซึ่งมีความเชี่ยวชาญ ก่อนที่จะมาคัดเลือกสตาร์ทอัพที่สามารถต่อยอดทางธุรกิจได้ประมาณ 8-10 ทีมอีกครั้งในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเราจะผลักดันนวัตกรรมที่เราพัฒนาให้ได้รับการจดสิทธิบัตรต่อไป “จากฐานข้อมูลการวิจัยและพัฒนาของเรา เทรนด์การพัฒนาเทคโนโลยีกำลังก้าวจาก Formless สู่ Borderless และ Limitless ข้อจำกัดต่าง ๆ จะค่อย ๆ ลดหายไป Property Technology ที่มาแรงในช่วงอนาคตอันใกล้ซึ่งเราสนใจลงทุน จึงได้แก่เทคโนโลยีโมบิลิตี้ที่นำมาการใช้งานในรูปแบบใหม่ ๆ ที่หลากหลายขึ้น เทคโนโลยีด้านสมาร์ทโฮม ไม่ว่าจะเป็นด้าน Home Automation, Security หรือ Home AI หรือระบบสั่งการด้วยเสียง ระบบ Preventive Maintenance ภายในบ้าน และเทคโนโลยีโรโบติกส์ หรือหุ่นยนต์ ซึ่งสามารถพัฒนามาเป็นหุ่นยนต์ส่งของถึงห้องพักภายในอาคารคอนโดมิเนียมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้พักอาศัย และเทคโนโลยี Exoskeleton  ซึ่งเป็นชุดหุ่นยนต์ที่สวมใส่ได้เพื่อเป็นอุปกรณ์เพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ เช่น ความแข็งแกร่ง เคลื่อนไหวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถนำมาใช้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของงานก่อสร้าง เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและความรวดเร็ว และลดต้นทุนในการทำงาน ตลอดจนเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
เปิดตัว “สวอนเลค เรสซิเด้นท์ เขาใหญ่” ที่พักของคนรักธรรมชาติในวนอุทยานส่วนตัว ดึงซูเปอร์สตาร์ “เบิร์ด ธงไชย” สื่อสารกลุ่มเป้าหมายในคอนเซ็ปต์ “สบาย สบาย แบบ สตรอง สตรอง”

เปิดตัว “สวอนเลค เรสซิเด้นท์ เขาใหญ่” ที่พักของคนรักธรรมชาติในวนอุทยานส่วนตัว ดึงซูเปอร์สตาร์ “เบิร์ด ธงไชย” สื่อสารกลุ่มเป้าหมายในคอนเซ็ปต์ “สบาย สบาย แบบ สตรอง สตรอง”

“สวอนเลค เรสซิเด้นท์ เขาใหญ่” คอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟ เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมแคมเปญ “สบาย สบาย แบบ สตรอง สตรอง” ที่มีซูเปอร์สตาร์ตลอดกาล “เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย” รับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อสื่อสารและสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มเป้าหมายผู้รักธรรมชาติที่ต้องการที่พักสำหรับการพักผ่อนและใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ คุณรีน่า อุดมคุณธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีลิเชี่ยน ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการ สวอนเลค เรสซิเด้นท์ เขาใหญ่ กล่าวว่า สวอนเลค เรสซิเด้นท์ เขาใหญ่ เป็นโครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ตั้งอยู่บนพื้นที่ในเขาใหญ่ ซึ่งเบื้องต้นมีการนำพื้นที่มาพัฒนาจำนวน 68 ไร่ มูลค่าโครงการกว่า 3,000 ล้านบาท โดยใช้แนวคิดการให้มากกว่าและแตกต่างจากโครงการอื่น ด้วยพื้นที่สีเขียวสวยงามขนาดใหญ่เสมือนวนอุทยานส่วนตัวที่โอบล้อมด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่กว่า 40,000 ต้น อุโมงค์ต้นไม้ยาว 4 กิโลเมตร และยังสร้างสระบัวและลานสาละลังกาที่มีต้นสาละลังกากว่า 500 ต้น ทะเลสาบ 7 แห่ง และน้ำตกที่สวยงามอีก 4 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีลานสวนหินที่มีหินทรายขนาดใหญ่กว่า 10,000 ก้อน ลู่วิ่งและเลนจักรยานยาว 4 กิโลเมตร รวมทั้งยังมีสิ่งมีชีวิตที่ช่วยสร้างชีวิตชีวาทั้งปลาคาร์ฟ ฝูงหงส์ ฝูงเป็ดแมนดาริน โดยทุกห้องได้รับการออกแบบให้มองเห็นวิวของเขาใหญ่ที่สวยงามแบบพาโนรามาโดยไม่บดบังกัน และมีจำนวนยูนิตทั้งโครงการเพียง 282 ยูนิตเท่านั้น “ปลายปีที่ผ่านมาเราได้เปิดเฟสแรกอย่างไม่เป็นทางการไปแล้วจำนวน 54 ยูนิต ซึ่งลูกค้าที่ได้มาเยี่ยมชมต่างก็ประทับใจในความร่มรื่นของพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ซึ่งหาไม่ได้จากโครงการอื่น ทำให้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีโดยปิดการขายได้แล้ว 80% และจะมีการส่งมอบในปี 2561 ขณะนี้กำลังเปิดการขายเฟส 2 อีก 58 ยูนิต โดยอาคารของเฟส 2 เป็นอาคาร 7 ชั้น ตั้งบนที่ดินส่วนที่สูงที่สุดของโครงการ เพื่อให้ผู้พักอาศัยดื่มด่ำธรรมชาติและทัศนียภาพที่สวยงามของขุนเขาที่อยู่รายล้อมได้อย่างเต็มที่ ตัวอาคารได้รับการออกแบบให้เรียบง่ายกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุและโทนสีที่สบายตา มีช่องกระจกที่สามารถเปิดกว้างได้อย่างเต็มที่ ตกแต่งพร้อมอยู่แบบ Fully Furnished ในราคาเริ่มต้นที่ 8.4 ล้านบาท นอกจากนี้ เราได้เตรียมสร้างโรงแรมภายในโครงการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้พักอาศัยแบบครบวงจร ทั้งดูแลห้อง ทำความสะอาด ร้านอาหาร และโรงแรมยังจะทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ส่วนกลางรอบทะเลสาบใหญ่เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่ส่วนนี้จะมีผู้ดูแลอย่างดีในอนาคตและยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้อยู่อาศัยอีกด้วย” คุณรีน่ากล่าว คุณรีน่า กล่าวเพิ่มเติมว่า สวอนเลค เรสซิเด้นท์ เขาใหญ่ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับการเปิดตัวแคมเปญ สบาย สบาย แบบ สตรอง สตรอง ซึ่งเป็นแคมเปญสื่อสารการตลาดที่มีซูเปอร์สตาร์ชื่อดังของเมืองไทยอย่างคุณเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย รับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ โดยร่วมกับจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ผลิตภาพยนตร์โฆษณา มิวสิกวิดีโอ และภาพยนตร์สั้น ที่มีคุณเบิร์ด ธงไชย และคุณมานิต อุดมคุณธรรม เจ้าของโครงการสวอนเลค เรสซิเด้นท์ เขาใหญ่ เป็นคนเดินเรื่อง นำเสนอเรื่องราวที่ทำให้ผู้ชมได้รับทั้งความสุข สบายใจ เกิดแรงบันดาลใจและได้แง่คิดในการชีวิต “เหตุผลที่สวอนเลค เรสซิเด้นท์ เขาใหญ่ เลือกคุณเบิร์ด ธงไชย เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพราะคุณเบิร์ดมีความรักในธรรมชาติ รวมทั้งมีแนวคิดที่ทำอะไรต้องทำให้เต็มที่เช่นเดียวกับคาแรกเตอร์ของคุณมานิตและสวอนเลค เรสซิเด้นท์ เขาใหญ่” คุณรีน่า กล่าว ผู้รักธรรมชาติที่กำลังมองหาที่พักผ่อนสำหรับการพักผ่อนทั้งกายและใจ สามารถเยี่ยมชมโครงการและห้องตัวอย่างได้ตั้งแต่วันนี้ และพบกับบูธสวอนเลค เรสซิเด้นท์ เขาใหญ่ พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษในงาน Siam Paragon Luxury Property Show Case 2017 วันที่ 9-19 กุมภาพันธ์นี้ ที่ชั้น 1 แฟชั่นแกลเลอรี่ สยามพารากอน รายละเอียดเพิ่มเติมโทร.092 828 8899, 062 458 5500 หรือ www.facebook.com/swanlakekhaoyai, www.swanlakekhaoyai.com คุณมานิต อุดมคุณธรรม
เอสซีจี จับมือ ยามาโตะ เอเชีย เปิดตัว “เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” รุกตลาดบริการส่งด่วน ชูผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วน รายแรกที่มีบริการส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิ

เอสซีจี จับมือ ยามาโตะ เอเชีย เปิดตัว “เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” รุกตลาดบริการส่งด่วน ชูผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วน รายแรกที่มีบริการส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิ

กรุงเทพฯ - เอสซีจี เดินหน้ารุกตลาดบริการส่งด่วน ผนึกพันธมิตร ยามาโตะ เอเชีย ทุ่มงบ 633 ล้านบาท เปิดตัวธุรกิจขนส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วน “เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” (SCG EXPRESS) ตอบเทรนด์อีคอมเมิร์ซที่เติบโตกว่า 12% ในปี 59 ชูจุดเด่นผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วน ภายใต้แนวคิดส่งมอบบริการที่มีคุณภาพและเอาใจใส่ ดูแลรับส่งพัสดุประดุจแม่แมวเอาใจใส่ดูแลลูกแมว มาพร้อม 4 รูปแบบบริการ ได้แก่ บริการขนส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วนถึงบ้าน หรือ ทัค-คิว-บิง (TA-Q-BIN) บริการส่งเอกสารหรือพัสดุภัณฑ์ด่วนระหว่างบริษัทถึงบริษัท (Document TA-Q-BIN) บริการเก็บเงินปลายทาง (TA-Q-BIN COLLECT) และรายแรกและรายเดียวที่มีบริการขนส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิ (COOL TA-Q-BIN) ประเดิมให้บริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมเปิดศูนย์บริการเอสซีจี เอ็กซ์เพรสแห่งแรกที่บางซื่อ ตั้งเป้าเปิดจุดให้บริการรับส่งพัสดุ เพิ่มเป็น 110 สาขา ภายในปี 60 ทั้งในรูปแบบศูนย์บริการเอสซีจี เอ็กซ์เพรส (Service Point) และตัวแทนรับพัสดุเอสซีจี เอ็กซ์เพรส (Service Agent) นายนิธิ ภัทรโชค ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-ตลาดในประเทศ ธุรกิจ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวว่า ปัจจุบันเทรนด์ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทกับธุรกิจและไลฟ์สไตล์การจับจ่ายซื้อสินค้าของผู้บริโภคมากขึ้น แนวโน้มธุรกิจการค้าออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ช (E-commerce) โดยมีมูลค่าตลาดเติบโตกว่า 12% ในปี 59 ส่งผลให้ธุรกิจบริการส่งด่วนในประเทศเติบโตตามไปด้วย จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าจับตามอง ดังนั้น “เอสซีจี” ในฐานะองค์กรแห่งนวัตกรรมที่มุ่งมั่นในการพัฒนาเพื่อตอบความต้องการของผู้คน ได้ร่วมกับพันธมิตร “บริษัท ยามาโตะ เอเชีย  จำกัด” (YAMATO ASIA PTE., LTD) ผู้นำตลาดการขนส่งพัสดุย่อยประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวธุรกิจใหม่ “เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” (SCG EXPRESS) ธุรกิจส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วน ภายใต้แนวคิด “Deliver Your Happiness” “การร่วมมือกันในครั้งนี้ เป็นการผสานความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมและคุณภาพของ “เอสซีจี” เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจขนส่งพัสดุย่อยของ “ยามาโตะ เอเชีย” ที่ได้รับความพึงพอใจสูงสุดจากผู้บริโภคในญี่ปุ่น โดยได้ร่วมกันวิจัยตลาดและศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทยกว่า 2 ปี เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการส่งมอบบริการที่ตอบความต้องการของตลาดและผู้บริโภค และช่วยยกระดับมาตรฐานการให้บริการขนส่งสินค้าในประเทศไทย โดยใช้งบประมาณเบื้องต้นกว่า 633 ล้านบาท” นายนิธิกล่าว “เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วน มุ่งมั่นส่งมอบบริการที่มีคุณภาพและดูแลรับส่งพัสดุประดุจแม่แมวเอาใจใส่ดูแลลูกแมว โดยได้นำแนวทางและมาตรฐานการให้บริการรับส่งสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งเรื่องความสุภาพและความเต็มใจในการให้บริการ มาประยุกต์และถ่ายทอดให้แก่พนักงานขนส่งสินค้า (Sales Driver) ในประเทศไทย โดยมี 4 รูปแบบบริการให้เลือก ได้แก่ บริการขนส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วนถึงบ้านหรือทัค-คิว-บิง (TA-Q-BIN) บริการรับพัสดุถึงบ้านลูกค้าและจัดส่งถึงปลายทางในวันถัดไป, บริการส่งเอกสารหรือพัสดุภัณฑ์ด่วนระหว่างบริษัทถึงบริษัท (DOCUMENT TA-Q-BIN), บริการเก็บเงินปลายทาง (TA-Q-BIN COLLECT) สามารถเลือกชำระได้ทั้งเงินสดและบัตรเครดิต และยังเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่มีบริการขนส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิ (COOL TA-Q-BIN) จัดส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้รับ ซึ่งมี 2 รูปแบบบริการ คือ สินค้าแบบแช่เย็น (Chilled) ระบบควบคุมอุณหภูมิที่รักษาความเย็นได้ 0-8 องศาเซลเซียส สินค้าแช่แข็ง (Frozen) ระบบควบคุมอุณหภูมิที่รักษาความเย็นได้ต่ำกว่า -15 องศาองศาเซลเซียส สำหรับขนาดพัสดุมีให้เลือกตั้งแต่ กว้าง+ยาว+สูง ขนาดไม่เกิน 160 เซนติเมตร น้ำหนักสูงสุดไม่เกิน 25 กิโลกรัม และราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 40 บาท เป็นต้นไป โดยในช่วงเปิดตัวธุรกิจ ประเดิมให้บริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นพื้นที่แรก พร้อมเปิดศูนย์บริการเอสซีจี เอ็กซ์เพรส สาขาบางซื่อเป็นสาขาแรก โดยตั้งอยู่ที่อาคาร 26A เอสซีจี สำนักงานใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 38 ตารางเมตร สำหรับผู้ที่สนใจสามารถใช้บริการส่งพัสดุผ่านศูนย์บริการฯ หรือใช้บริการรับพัสดุถึงบ้าน (Pick up Service) ผ่านคอลเซ็นเตอร์ โทร.02-239-8999 นอกจากนี้ยังสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและใช้บริการผ่านเว็บไซต์ www.scgexpress.co.th และแอพพลิเคชั่น SCG EXPRESS ทั้งระบบ IOS และ Android ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป “บริษัทจะเดินหน้าสร้างการรับรู้ในกลุ่มเป้าหมายหลัก ที่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ช (B2C) กลุ่มผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์ในการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และประชาชนทั่วไป (C2C) โดยจะเน้นสื่อสารถึงจุดเด่นด้านคุณภาพและความเอาใจใส่ในการให้บริการ ที่ต้องการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ตลอดจนความพร้อมของทีมพนักงานขนส่งสินค้าที่มีจำนวนกว่า 130 คน ซึ่งสามารถรองรับการขนส่งพัสดุได้สูงสุด 5,000 กล่อง/วัน เพื่อสร้างการรับรู้และสร้างการจดจำแบรนด์เอสซีจี เอ็กซ์เพรส ขณะเดียวกันจะเร่งเดินหน้าเปิดจุดให้บริการรับส่งพัสดุ เพิ่มเป็น 110 สาขา ภายในปี 60 ทั้งในรูปแบบศูนย์บริการเอสซีจี เอ็กซ์เพรส (Service Point) และตัวแทนรับพัสดุเอสซีจี เอ็กซ์เพรส (Service Agent)” นายนิธิ กล่าวสรุป
เอสซีฯ พรีโอเพนนิ่งโครงการล่าสุด THE GENTRY SUKHUMVIT (เดอะ เจนทริ สุขุมวิท) บ้านเดี่ยวหรูใจกลางสุขุมวิท ราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท

เอสซีฯ พรีโอเพนนิ่งโครงการล่าสุด THE GENTRY SUKHUMVIT (เดอะ เจนทริ สุขุมวิท) บ้านเดี่ยวหรูใจกลางสุขุมวิท ราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท

เอสซีฯ เตรียมเปิดตัวโครงการ THE GENTRY SUKHUMVIT  (เดอะ เจนทริ สุขุมวิท) บ้านเดี่ยวหรู 3 ชั้น นิวคอลเลคชั่นใหม่ ราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท พื้นที่โครงการ 16–0–53 ไร่ เพียงจำนวน 57 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,300 ล้านบาท ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท101 ใกล้แหล่งอำนวยความสะดวกรอบโครงการทั้ง สถานีรถไฟฟ้า BTS ปุณณวิถี, ทางด่วนสุขุมวิท 62, โรงพยาบาล, โรงเรียน และห้างสรรพสินค้าชั้นนำซึ่งเป็นทำเลที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการความสะดวกในการเดินทาง ทำให้สามารถเข้า-ออกย่านธุรกิจใจกลางเมืองที่สำคัญ ตอบสนองไลฟ์สไตล์ความสะดวกสบายอย่างลงตัว THE GENTRY SUKHUMVIT  (เดอะ เจนทริ สุขุมวิท) มีแนวคิดการออกแบบโครงการสไตล์ Brooklyn นิวยอร์ค  ที่มีเอกลักษณ์กลิ่นไอของความเป็นเมืองเก่า แต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา และความปลอดภัยระบบรักษาแบบ Premium Luxury ตลอด 24 ชม.  ตามแบบฉบับของ SC ASSET พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ คลับเฮ้าส์, ฟิตเนส, สระว่ายน้ำ, สวนส่วนกลาง, CCTV กล้องวงจรปิด ถือเป็นการตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จและมีความต้องการบ้านเท่ๆซักหลังในเมืองอย่างแท้จริง มีบ้านทั้งหมด 3 แบบ  ได้แก่ แบบ Queens พื้นที่ใช้สอย 302 ตร.ม. 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ส่วนพักผ่อน 3 ที่จอดรถ แบบ Brooklyn พื้นที่ใช้สอย 361 ตร.ม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ส่วนพักผ่อน 3 ที่จอดรถ 1 ห้องแม่บ้าน แบบ Manhattan Elite พื้นที่ใช้สอย 465 ตร.ม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ส่วนพักผ่อน 4 ที่จอดรถ 1 ห้องแม่บ้าน โครงการ THE GENTRY SUKHUMVIT (เดอะ เจนทริ สุขุมวิท) นี้ กำหนดพรีโอเพนนิ่งและเยี่ยมชมโครงการได้วันที่ 4 ก.พ.นี้  พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1749 หรือ www.scasset.com  
“ออริจิ้น” เปิดแผนปีระกา สู่การเป็น Your Digital Butler จ่อผุด 9 โครงการใหม่ มูลค่า 15,000 ล้าน

“ออริจิ้น” เปิดแผนปีระกา สู่การเป็น Your Digital Butler จ่อผุด 9 โครงการใหม่ มูลค่า 15,000 ล้าน

ออริจิ้น ชี้หมดยุคอสังหาฯ แข่งแค่ทำเล-คุณภาพ-ราคา เดินแผนปี 60 สู่การเป็น Your Digital Butler ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยยุคดิจิทัล นำร่องด้วย ORIGIN Family Club Card จ่อผุดโครงการใหม่ 9 โครงการ ยึดตลาดพรีเมียมแมส มูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายทั้งปี 13,000 ล้านบาท นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ ไนท์บริดจ์, นอตติ้ง ฮิลล์, และเคนซิงตัน กล่าวว่า ที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์แข่งขันกันด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.ทำเล 2.คุณภาพของโครงการ และ 3.ราคา แต่นับจากนี้ไป เพียงแค่ 3 ปัจจัยนี้จะไม่เพียงพอต่อการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค การแข่งขันในตลาดจะกลายเป็นการแข่งกันด้วยปัจจัยที่ 4 หรือปัจจัยที่ 5 “3 ปัจจัยแรกจะเป็นเสมือนของตายที่ไม่มีไม่ได้ ดังนั้น จุดที่จะทำให้ผู้พัฒนาแต่ละเจ้าโดดเด่นขึ้นมาครองใจผู้บริโภคและเติบโตไปอย่างยั่งยืนได้ คือ การพัฒนาปัจจัยที่ 4 หรือปัจจัยที่ 5 ขึ้นมาเป็นจุดแข็ง ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่” นายพีระพงศ์ กล่าว ในปี 2560 นี้ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จึงวางวิสัยทัศน์ใหม่เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ด้วยการมุ่งเป้าเป็น “Your Digital Butler” เพื่อหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนวัตกรรมและการบริการหลังการขาย มาเป็นปัจจัยที่ 4 และปัจจัยที่ 5 ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยยุค “Digital Life Attitude” “Butler คือผู้ทำหน้าที่ให้บริการในสังคมอังกฤษ ออริจิ้นเองก็เป็นผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมสไตล์อังกฤษที่จะคอยบริการผู้บริโภค เราจะไม่ใช่แค่ Butler ธรรมดา แต่เป็น Butler ที่มีนวัตกรรม นำเทคโนโลยี นำเรื่องดิจิทัลเข้ามาประยุกต์กับการบริการผู้บริโภค และนี่จะเป็นจุดแข็งใหม่ของเราที่ช่วยให้เราเติบโตไปอย่างยั่งยืน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าว ภายใต้แนวคิดดังกล่าว บริษัทมีแนวทางการดำเนินการ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การตอบโจทย์ชีวิตดิจิทัลด้วยเซอร์วิสแอพพลิเคชั่น 2.การเป็นมากกว่าคอนโดมิเนียมด้วยบริการระดับโรงแรม (Hotel Service) 3.การจับมือกับพันธมิตรเพื่อมอบสิทธิพิเศษในการใช้ชีวิตให้แก่ผู้อยู่อาศัย และ 4.การดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุด บริษัทเริ่มตอบโจทย์ Digital Life Attitude ด้วยการจับมือกับบริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเท็ม จำกัด (บีเอสเอส) ผู้ให้บริการบัตรแรบบิท จัดทำบัตร ORIGIN Family Club Card ใช้บัตรเพียงใบเดียวเข้าได้ทั้งคอนโดมิเนียมและรถไฟฟ้าบีทีเอส พร้อมได้รับทั้งแต้มของบริษัทและแต้มของแรบบิทสำหรับใช้รับสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย โดยจะทยอยส่งมอบบัตรดังกล่าวให้แก่ผู้อยู่อาศัยของบริษัทตั้งแต่ 1 ก.พ.นี้เป็นต้นไป หลังจากนี้ บริษัทยังมีแผนเปิดตัวแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน “ORIGIN Digital Butler” เพื่อสร้างความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย ให้ทำทุกอย่างได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว โดยขณะนี้มีพันธมิตรในการจัดทำแอพพลิเคชั่นแล้ว ทั้งนี้ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เชื่อมั่นว่า ชีวิตในฝันเป็นสิ่งที่สร้างได้ การดำเนินการทั้ง 4 เรื่อง จึงจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ฝันของผู้อยู่อาศัยเป็นจริง ทำให้เกิดการบอกต่อ และทำให้แบรนด์ที่อยู่อาศัยของออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้เติบโตไปได้อย่างยั่งยืน นายพีระพงศ์ กล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2560 นี้ เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ประมาณ 9 โครงการ รวมมูลค่าโครงการประมาณ 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 8 โครงการ ได้แก่ ไนท์บริดจ์ 3 โครงการ มูลค่า 6,400 ล้านบาท นอตติ้ง ฮิลล์ 3 โครงการ มูลค่า 5,400 ล้านบาท เคนซิงตัน 2 โครงการ มูลค่า 2,500 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ปีนี้จะเริ่มพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบอีก 1 โครงการ มูลค่า 700 ล้านบาท และเริ่มดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าด้วย เพื่อทยอยปรับสัดส่วนโครงการในมือและรายได้ของบริษัท “เรายังคงเดินหน้ายึดตลาดคอนโดมิเนียมกลุ่มพรีเมียมแมส ระดับราคา 2-5 ล้านบาท ครอบคลุมเส้นทางรถไฟฟ้า 5 สาย ทั่วทั้งกรุงเทพฯชั้นในและชั้นนอก เพื่อตอกย้ำความสำเร็จของเราในการทำให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับคอนโดมิเนียมที่หรูหราแต่จับต้องได้ หรือ Affordable Premium Condo” นายพีระพงศ์ กล่าว สำหรับยอดขายของออริจิ้นในปี 2559 อยู่ที่ 10,844 ล้านบาท โดยวางเป้าหมายยอดขายในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วราว 20% หรืออยู่ที่ 13,000 ล้านบาท  ขณะที่วางเป้ารายได้ของปี 2560 นี้อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท ซึ่งมี Backlog รองรับอยู่แล้วที่ 77% ปัจจุบัน บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ประกอบด้วย 1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Project Development Business) 2.ธุรกิจที่สร้างรายได้หมุนเวียนต่อเนื่อง (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.ธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังมีวิสัยทัศน์ในการขยายประเภทธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร สำหรับธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขายนั้น พัฒนาคอนโดมิเนียมมาแล้วประมาณ 34 โครงการ รวมมูลค่าโครงการประมาณ 27,000 ล้านบาท
เปิดรายละเอียด 28 Chidlom คอนโดมิเนียมสุดหรูบนที่ดินผืนสุดท้ายบนถนนชิดลม

เปิดรายละเอียด 28 Chidlom คอนโดมิเนียมสุดหรูบนที่ดินผืนสุดท้ายบนถนนชิดลม

เชื่อว่านาทีนี้ คงไม่มีคอนโดมิเนียมโครงการไหนน่าจับตาเท่ากับ 28 Chidlom (ทเวนตี้เอท ชิดลม) อีกแล้ว เพราะโครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการคอนโดมิเนียนระดับ Super Luxury จาก SC Asset ซึ่งเคยมีข่าวดังว่าเป็นที่ดินผืนที่มีราคาซื้อ-ขายแพงเป็นประวัติการณ์ (ประมาณ 1.9 ล้านบาท/ตร.วา) พอมีข่าวว่า ที่ดินริมถนนชิดลมขนาด 3 ไร่กว่านี้ ทาง SC Asset ตั้งใจจะรังสรรค์คอนโดมิเนียมสุดหรู หลายๆ คนต่างก็ให้ความสนใจว่าตัวโครงการจะออกมาในรูปแบบไหน คอนเซปต์การดีไซน์เป็นอย่างไร และจะเปิดขายกันที่ราคาเท่าไหร่กันแน่??? ซึ่งล่าสุด ทาง SC Asset ได้เปิดโอกาสพิเศษให้เหล่า Blogger สายอสังหาฯ ได้เข้าชมห้องตัวอย่างของโครงการก่อนใคร พร้อมตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการ ก่อนที่จะเปิดขายรอบ Pre-sale กันในเร็วๆ นี้   “An Urban Oasis” ทำเลทองที่เป็น Prime Location ของกรุงเทพฯในเวลานี้ ซึ่งรวบรวมไว้ครบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และไลฟ์สไตล์เหนือระดับไม่ซ้ำใคร เป็นย่านเดียวที่รวมเอาสิ่งที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯไว้ด้วยกัน ทั้งอาคารสำนักงานชั้นนำ, ห้างสรรพสินค้าสุดหรู, สถานศึกษาระดับแนวหน้าของประเทศ, โรงแรม 5 ดาว รวมถึงร้านอาหารชื่อดังอีกมากมาย และจะมีศูนย์สุขภาพแบบครบวงจรอยู่ใกล้ๆ ในอนาคต     ใครจะเชื่อว่ากลางเมืองแบบนี้ จะมีพื้นที่สีเขียวให้เป็นหลบหลีกจากความวุ่นวาย ด้วยที่ดินเดิมมีต้นไม้ใหญ่เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว Landscape ของโครงการจึงถูกจัดสรรให้ยังคงต้นไม้เดิมไว้จำนวนหนึ่ง แล้วออกแบบเพิ่มให้พื้นที่สีเขียวขนาด 2 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด มีความสอดคล้องกลมกลืนกันทั้งโครงการ เพื่อให้ลูกบ้านทุกยูนิตได้สัมผัสพื้นที่สีเขียวได้อย่างเต็มที่     The Jewel-Box Facade 28 Chidlom โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมนำสมัย ห้องแต่ละยูนิตถูกออกแบบให้สามารถเปิดรับวิวได้เต็มตา กระจกบานใหญ่สูงจรดเพดาน ที่ออกแบบมาเหมือน Jewel-Box เพื่อให้ทุกยูนิตได้รับวิวที่สวยที่สุด     It’s a choice, not an option   ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วย Facility หรูหราและครบเครื่องที่สุด เช่น Therapeutic Wellness, Sky Lab Pool, Kids Pool, Fitness ฯลฯ เช่นเดียวกับห้องพักที่ออกแบบมาด้วยดีไซน์หรูหรา ทันสมัย ทั้ง 1 Bedroom, 2 Bedroom, 3 Bedroom และ Penthouse   25-26 กุมภาพันธ์ นี้ เปิดรอบ Presale เพื่อให้คุณได้เป็นเจ้าของห้องพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษก่อนใคร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.28chidlom.com หรือ โทร. 1749
การลงทุนซื้อขายโรงแรมในไทยมีมูลค่ารวม 9.6 พันล้านในปี 59 ปี 60 มีแนวโน้มคึกคัก

การลงทุนซื้อขายโรงแรมในไทยมีมูลค่ารวม 9.6 พันล้านในปี 59 ปี 60 มีแนวโน้มคึกคัก

ในปี 2559 ที่ผ่านมา ตลาดการลงทุนซื้อขายโรงแรม (รวมถึงเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์) ในประเทศไทยมีสภาวะคึกคัก โดยมีโรงแรมในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ๆ มากกว่า 10 โรงแรมที่มีการเปลี่ยนมือ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 9,600 ล้านบาท อย่างไรก็ดี มูลค่าดังกล่าวลดลง 15% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากในปีที่ผ่านมาไม่มีการซื้อขายโรงแรมที่มีมูลค่าสูงดังที่เกิดขึ้นในปี 2558 แต่สำหรับปี 2560 นี้ ยอดการซื้อขายโรงแรมในไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากการที่การเจรจาตกลงซื้อขายโรงแรมสวิสโฮเทล นายเลิศ ปาร์ค มูลค่า 10,800 ล้านบาทจะเสร็จสมบูรณ์ในปีนี้ ยังไม่รวมการซื้อขายโรงแรมอื่นๆ อีก ที่จะเกิดขึ้น ตามการรายงานจากบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล   นายไมค์ แบทเชเลอร์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายขายภาคพื้นเอเชีย หน่วยธุรกิจบริการการลงทุนด้านโรงแรมของเจแอลแอล กล่าวว่า “ในจำนวนโรงแรมที่มีการซื้อขายไปในปีที่ผ่านมา มีโรงแรม 5 แห่งที่เจแอลแอลเป็นตัวแทนเจ้าของในการจัดหานักลงทุนเข้าซื้อ ทั้งนี้ เราพบว่า ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ ยังคงให้ความสนใจเข้าซื้อโรงแรมในไทยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังคงมั่นใจในปัจจัยพื้นฐานของตลาดที่แข็งแกร่งในระยะยาว”   ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แสดงให้เห็นว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8.9% โดยในปี 2558 มีจำนวนนักท่องเที่ยวแตะ 30 ล้านคนเป็นปีแรก และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปถึง 35 ล้านคนในปีนี้ แม้มาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญจะส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนในช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้วก็ตาม   กรุงเทพฯ เป็นตลาดการซื้อขายหลักในปี 59 ในปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ เป็นตลาดโรงแรมที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดในประเทศไทย โดยมีสัดส่วนราว 50% ของมูลค่าการลงทุนซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตัวอย่างการซื้อขายรายการสำคัญๆ ได้แก่ เอท ทองหล่อ (ส่วนของเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์เดิมคือ แพน แปซิฟิก เซอร์วิส สวีท เปลี่ยนเป็นโรงแรมอาคิระ ทองหล่อในปัจจุบัน) โรงแรมลิเบอร์ตี้ การ์เดน และปาร์ค 24 คอนโดมิเนียมย่านสุขุมวิทซึ่งจะเปลี่ยนเป็นเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ภายใต้การบริหารโดยแอสคอทท์   การลงทุนซื้อขายโรงแรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา กระจายตัวอยู่ตามเมืองท่องเที่ยวหลักๆ ได้แก่ พัทยา ภูเก็ต พังงา เกาะสมุย หัวหิน และเชียงราย ตลอดไปจนถึงศรีราชาซึ่งเป็นย่านอุตสาหกรรม และนครราชสีมาซึ่งเป็นหัวเมืองหน้าด่านของอีสาน   ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติเป็นผู้ซื้อหลัก  ในปีที่ผ่านมา นักลงทุนไทยและต่างชาติที่เข้าซื้อโรงแรมในไทยมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน โดยการลงทุนซื้อโดยนักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนคิดเป็น 45% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนประเภทสถาบันจากฮ่องกงและสิงคโปร์   นายแบทเชเลอร์กล่าวว่า “ในปีที่ผ่านมา ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติให้ความสนใจสูงสำหรับโอกาสการเข้าลงทุนซื้อโรงแรมในไทย ซึ่งคาดว่าแนวโน้มดังกล่าวนี้ จะยังคงดำเนินต่อในปีนี้”   “มีนักลงทุนสถาบันจากประเทศเอเชียจำนวนมากขึ้นที่กำลังมองโอกาสการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ ของไทย โดยเน้นตลาดที่มีผลประกอบการดีและให้ผลตอบแทนการลงทุนในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งโรงแรมเป็นอสังหาริมทรัพย์ประเภทหนึ่งที่ได้รับความสนใจเนื่องจากตลาดการท่องเที่ยวของไทยมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งในระยะยาว ดังจะเห็นได้จากการที่มีนักลงทุนจำนวนมากเข้าร่วมแข่งขันเสนอราคา เมื่อมีโรงแรมมีศักยภาพเหมาะสำหรับการลงทุนถูกนำออกมาเสนอขาย” นายแบทเชเลอร์กล่าว    
เครือ LPN ปรับโมเดลธุรกิจก้าวสู่ “บริบทใหม่แห่งความยั่งยืน”

เครือ LPN ปรับโมเดลธุรกิจก้าวสู่ “บริบทใหม่แห่งความยั่งยืน”

กลุ่ม LPN จัดทัพธุรกิจครั้งใหญ่ ก้าวสู่ “บริบทใหม่แห่งความยั่งยืน” แบ่งกลุ่ม 2 ธุรกิจ LPN มุ่งตลาดกลาง-ล่างถึงบน ลุยเปิดใหม่ปีนี้ 12 ทำเลทอง พรสันติมุ่งตลาดแนวราบเพื่อกระจายฐานธุรกิจ LPP ชูจุดแข็งการบริหารชุมชน ลุยเปิดรับบริหารงานนอก LPC มุ่งสู่ “Social Enterprise” LPS ปรับโมเดลธุรกิจจากบริหารงานก่อสร้างเป็นบริหารการให้บริการครบวงจรสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยหัวใจสำคัญของการปรับครั้งใหญ่นี้เพื่อสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน   โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ : นายทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานคณะกรรมการบริหาร (CEO) บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) เปิดเผยว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา บริษัทได้ประสบอุปสรรคที่ส่งผลให้ผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ด้วยสาเหตุจากทั้งปัจจัยภายใน คือ สินค้าค้างขาย (Inventory) และกลยุทธ์การเปิดโครงการทั้งขนาดและทำเล และปัจจัยภายนอก คือ หนี้สินครัวเรือนและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของกลุ่มลูกค้ากลางล่าง ในปี 2560 ซึ่งเป็นปีของการเริ่มต้นวิสัยทัศน์รอบใหม่ บริษัทจึงได้กำหนดให้เป็น “ปีแห่งการปรับ” หรือ “YEAR OF SHIFT” ซึ่งจะเป็นการปรับทิศทางในการดำเนินงานของ LPN และ บริษัทในเครือทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มธุรกิจในการดำเนินงาน ได้แก่ กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) คือ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) บริษัท พรสันติ จำกัด (PST) กลุ่มธุรกิจให้บริการ (Service Provider) คือ บริษัท ลุมพินี พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส แอนด์ แคร์ จำกัด (LPC) บริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) บริษัท ลุมพินี โปรเจค มาเนจเมนท์ เซอร์วิส จำกัด (LPS)   สำหรับ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) โดยนายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่าในปี 2559 ที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายประมาณ 8,500 ลบ. และรายได้จากการขายประมาณ 13,000 ลบ. ดังนั้น ในปีนี้บริษัทจะเพิ่มการพัฒนาโครงการที่ตอบสนองต่อกลุ่มลูกค้ากลาง-บนมากขึ้น โดย 7 จาก 12 โครงการจะเป็นโครงการสำหรับกลุ่มเป้าหมายระดับกลาง-บนมูลค่าโครงการประมาณ 16,000 ลบ. เจาะทำเลใจกลางเมือง หรือแหล่งที่อยู่อาศัยที่ยังมีความต้องการซื้อ โดยตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 20,000 ลบ. ซึ่งในวันเสาร์ที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา บริษัทเปิดขายใน 2 ทำเลเด่น คือ ลุมพินี สวีท เพชรบุรี-มักกะสัน และ ลุมพินี เพลส บางนา กม.3 สร้างยอดขายสูงกว่า 1,700 ลบ. และในปีนี้ บริษัทยังตั้งเป้าหมายระบายสินค้าพร้อมอยู่ให้ได้มากที่สุดโดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 7,000 ลบ. ขณะเดียวกันบริษัทยังต้องเพิ่มกลยุทธ์ทาง การตลาดและปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ตราผลิตภัณฑ์ (Brand Image)ให้สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายเป็นระดับกลางถึงบนอีกด้วย     ด้าน บริษัท พรสันติ จำกัด (PST) โดยนายจรัญ เกษร กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า ภายใต้แนวทางรองรับฐานลูกค้าลุมพินีและกระจายฐานธุรกิจของ LPN  ในปี 2559 บริษัทมีรายได้จากการขายประมาณ 850 ลบ. และยอดขายประมาณ 1,400 ลบ. สำหรับปีนี้บริษัทมุ่งนโยบายที่จะเพิ่มรายได้ของโครงการแนวราบให้สูงขึ้นเพื่อทดแทนรายได้ของอาคารชุด ซึ่งในปี 2560 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 8 โครงการ โดยมีเป้าหมายยอดขายที่ 2,000 ลบ. และยอดรับรู้รายได้ที่ 1,500 ลบ. พร้อมพัฒนากระบวนการก่อสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านคุณภาพ ต้นทุนและเวลาส่งมอบ สำหรับการพัฒนาศูนย์การค้าชุมชน ในปัจจุบันบริษัทมีศูนย์การค้าชุมชนที่บริหารทั้งหมด 5 แห่ง คือ ศูนย์การค้าชุมชนขนาดเล็ก โครงการลุมพินี วิลล์ นาเกลือ วงศ์อมาตย์, ลุมพินี คอนโดทาวน์ พัทยาเหนือ-สุขุมวิท, ลุมพินี พาร์ค เพชรเกษม 98, ศูนย์การค้าชุมชน มิลล์ เพลส โพศรี จ.อุดรธานี และ มาร์เกต เพลส รังสิต-คลอง 1 ในโครงการ ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 รวมทั้งร้านค้าในชุมชนกว่า 300 ร้าน ที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตการอยู่อาศัยใน “ประชาคมลุมพินี”     กลุ่มธุรกิจให้บริการ บริษัท ลุมพินี พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส แอนด์ แคร์ จำกัด (LPC) โดยนางสาวสุรัสวดี ซื่อวาจา กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินธุรกิจตามนโยบาย CSR เพื่อช่วยเหลือสตรีด้อยโอกาสที่มีการศึกษาน้อยจนถึงไม่ได้รับการศึกษาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบค่าจ้างแรงงาน บางรายมีปัญหาทางครอบครัว ถูกสามีทอดทิ้งและต้องรับผิดชอบดูแลบุตร ในฐานะที่บริษัทเป็นผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการบริการหลังการขายโดยเฉพาะงานบริการ จึงได้จัดตั้งหน่วยงานบริการรักษาความสะอาดและงานบริการชุมชนให้กับชุมชนที่ LPN บริหาร เพื่อเปิดโอกาสให้สตรีด้อยโอกาสได้เข้ามาทำงานกับบริษัท LPC จึงเป็นธุรกิจที่ปันผลกำไรคืนสู่สังคม สามารถสร้างงานและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่สตรีด้อยโอกาสในชุมชนลุมพินีกว่า1,800 คนแล้ว สำหรับทิศทางของ LPC ปีนี้ คือการเปิดรับงานบริการภายนอกโครงการ LPN จำนวน 20 โครงการ โดยจะขยายกลุ่มพนักงานจากสตรีด้อยโอกาสไปสู่คนพิการและผู้สูงอายุ และการปรับแผนธุรกิจไปสู่วิสาหกิจเพื่อสังคมแบบเป็นทางการ (Social Enterprise)   บริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) โดยนางสาวสมศรี เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่าบริษัทได้ดูแลงานบริการหลังการขาย ภายใต้กลยุทธ์ “ชุมชนน่าอยู่สำหรับคนทุกวัย” ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์ “ลุมพินี” ตามคุณค่าการบริการหลังการส่งมอบ (FBLES+P) ซึ่งได้พัฒนาการบริหารชุมชนเฉพาะโครงการของ LPN มากว่า 20 ปี สำหรับในปี 2560 นี้บริษัทจะเพิ่มความเข้มข้นด้านกลยุทธ์ในการบริหารชุมชน จาก “ชุมชนน่าอยู่” เป็น “ชุมชนน่าอยู่สำหรับคนทุกวัย” เพื่อสร้างความสุขที่แท้จริงของการอยู่อาศัยให้กับชุมชน “ลุมพินี” กว่า 130,000 ครอบครัว ใน 143 โครงการ ในขณะเดียวกัน บริษัทจะขยายงานบริหารชุมชนสู่ภายนอก โดยในเบื้องต้นตั้งเป้าหมายไว้ที่ 15 โครงการ รวมเป้าหมายรายได้ประมาณ 520 ลบ.     สำหรับ บริษัท ลุมพินี โปรเจค มาเนจเมนท์ เซอร์วิส จำกัด (LPS) ในปีนี้ได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ ดร.พร วิรุฬห์รักษ์ แทนกรรมการผู้จัดการคนเดิมที่เกษียณอายุ ซึ่งการปรับเปลี่ยนธุรกิจของบริษัท LPS จะเป็นการ “Transformation” ด้วยการขยายฐานธุรกิจจากเดิมที่เป็นผู้บริหารงานก่อสร้าง ให้บริการเฉพาะโครงการของ LPN ไปบริหาร   การให้บริการครบวงจรสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สู่ภายนอกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการนำศักยภาพและจุดแข็งด้าน Product Value ที่มีอยู่มาสร้างประโยชน์สูงสุดแก่บริษัท   CEO กล่าวในตอนท้ายว่า “ปีแห่งการ SHIFT ของเครือบริษัท LPN ในครั้งนี้เป็นความท้าทายครั้งสำคัญ เป็นบริบทใหม่แห่งความยั่งยืน ซึ่งนอกจากจะเป็นแนวทางสู่การเติบโตของบริษัทอย่างมั่นคงและยั่งยืนแล้ว ยังสร้างความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของยอดขาย รายได้ และคุณค่าของผลิตภัณฑ์ บริการ ที่จะสะท้อนกลับไปยังผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มของบริษัทในอนาคตอีกด้วย”   โครงการที่จะเปิดตัวใหม่ในปี 2560 แผนการดำเนินงาน บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ โครงการที่จะเปิดตัวใหม่ในปี 2560 จำนวน 12 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 20,000 ล้านบาท *ลุมพินี วิลล์ พัฒนาการ-ศรีนครินทร์ อยู่ระหว่างดำเนินการซื้อที่ดิน แผนการดำเนินงาน บจก.พรสันติ โครงการที่จะเปิดตัวใหม่ในปี 2560 จำนวน 8 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3,500 ล้านบาท  
อนันดา ปฏิวัติวงการอสังหาฯ ปรับโครงสร้างสู่ Tech Company รายแรก ! เปิดตัว Ananda UrbanTech ยกระดับชีวิตเมืองยุคใหม่ให้ดียิ่งกว่า

อนันดา ปฏิวัติวงการอสังหาฯ ปรับโครงสร้างสู่ Tech Company รายแรก ! เปิดตัว Ananda UrbanTech ยกระดับชีวิตเมืองยุคใหม่ให้ดียิ่งกว่า

บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ปฏิวัติวงการอสังหาฯรายแรก ประกาศตัวเป็น  “Tech Company” ของวงการ ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ พร้อมเปิดตัว Ananda UrbanTech  ที่นำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนา ยกระดับมาตรฐานในการขับเคลื่อนองค์กรและโครงการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดและผู้บริโภค  สร้างสรรรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองให้มีความทันสมัยและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น  พร้อมโชว์ศักยภาพ Ananda Campus สำนักงานที่ชาญฉลาดที่สุดในเอเชียที่พร้อมสร้างการเติบโตให้แก่อนันดาถึง 300% ในอีกสามปีข้างหน้า เปิดตัวโครงการนำร่อง บริการระบบ ฮอปคาร์ (Haupcar) ) หรือบริการ car-sharing ในโครงการ ไอดีโอ คิว จุฬา-สามย่าน และ ไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท อีสท์เกสต์ เทคโนโลยีล้ำสมัยที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง เริ่มให้บริการในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งจับมือกับพันธมิตรแถวหน้า อาทิ Hubba , Seedstars , Sasin , Builk ฯลฯ ที่เชี่ยวชาญด้าน   Startup มาร่วมกันคัดสรรนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆที่อนันดาฯสามารถนำมาพัฒนาใช้ในธุรกิจหลักได้ในอนาคต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ Ananda UrbanTech ช่วยสร้างสรรไลฟ์สไตล์ใหม่ๆพร้อมยกระดับชีวิตคนเมืองให้ดีขึ้นกว่าเดิม นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ที่ผ่านมา อนันดาฯ มีการเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งด้านการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาเทคโนโลยี จนกลายเป็นผู้นำอสังหาริมทรัพย์ติดรถไฟฟ้าและผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยของคนเมืองในด้านต่างๆ อนันดาฯ ให้ความสำคัญในการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาผสานในทุกองค์ประกอบของการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เริ่มตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการก่อสร้าง  รวมไปถึงการเงิน  การตลาด  และ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในโครงการ ผ่านนวัตกรรมใหม่ๆ ที่อนันดาฯ ตั้งใจนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเราและชีวิตคนเมือง จากผลสำรวจทางสถิติในปีพ.ศ. 2478 พบว่า 500 บริษัทในสหรัฐมีอายุเฉลี่ย 90 ปี และสำรวจอีกครั้งเมื่อปีพ.ศ. 2548 พบว่าอายุเฉลี่ยของบริษัทใน Fortune 500 ได้ลดลงเหลือเพียง 15 ปี โดยมีแนวโน้มที่จะลดลงต่ำกว่า 10 ปีนับจากนี้ (Source : Professor Charles A. O’Reilly III, Stanford Business School YPO 2016 ) ดังนั้น เพื่อคงไว้ซึ่งธุรกิจและความสำเร็จต่อไปในอนาคต บริษัทจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมและปรับปรุงวิธีการดำเนินงานของตัวเราเองอยู่ตลอดเวลา”  นายชานนท์กล่าว โดยในระยะเวลา 5-10 ปีต่อจากนี้ เทคโนโลยีจะมีความก้าวหน้าและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และยังมีผลต่อกระบวนการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็น วิธีการก่อสร้าง การออกแบบ สิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ ที่จะเข้ามาบูรณาการการใช้ชีวิต สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ช่วยประหยัดเวลา มีนวัตกรรมที่ช่วยดูแลสุขภาพ  ช่วยดูแลเด็กและผู้สูงอายุ  เรียกว่าเทคโนโลยีจะเข้าไปมีบทบาทในทุกแง่มุมของการใช้ชีวิต ดังนั้นบรรดาธุรกิจต่างๆ ต้องมีการปรับตัวและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด  โดยเทคโนโลยีจะเป็นตัวช่วยอันดับแรกๆ ที่ผู้นำทางธุรกิจจะเลือกใช้เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการ เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของตน   และจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่โครงการที่อยู่อาศัยจะมีการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เป็นแค่วัสดุในรูปทรงนั้นๆ ในสถานที่นั้นๆ สู่สิ่งที่สามารถอำนวยความสะดวกและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต นำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของคนในชุมชนเมือง ด้วยเหตุผลนี้ อนันดาฯ จึงได้ดำเนินการปรับโครงสร้างการบริหารพร้อมแต่งตั้งคณะผู้บริหารขึ้นมาเพื่อรับหน้าที่เป็นการเฉพาะ และเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนบริษัทไปสู่การเป็น Tech Company โดยได้มีการแต่งตั้งผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถ ได้แก่ ดร. เชษฐ์ ยง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายนวัตกรรม (Chief Innovation Officer) มีหน้าที่ความรับผิดชอบครอบคลุมการเป็น 'Think Tank' หรือ ศูนย์รวมทางความคิดเพื่อเสริมเข้ากับนวัตกรรมทั้งหมด และ ดร. จอห์น มิลลาร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาเชิงกลยุทธ์ เป็นผู้มีบทบาทอันหลากหลายและเป็นผู้วางแผนกลยุทธ์นวัตกรรมใหม่ของบริษัท “Ananda UrbanTech”  เป็นการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาผสมผสานกับการพัฒนาโครงการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยตระหนักดีว่าเทคโนโลยีมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกด้าน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทุกพื้นที่และทุกประเภทของเทคโนโลยี จึงทำให้ต้องเร่งสร้าง Solutions ใหม่ๆ ที่สามารถเพิ่มมูลค่ามากยิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ทันการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล อนันดาฯ ให้การสนับสนุนและริเริ่มนวัตกรรมและกลยุทธ์ใหม่ๆที่จะเริ่มมีให้เห็นในปีนี้ และบางส่วนได้มีการริเริ่มไปก่อนหน้านี้โดยจะมีการขยายผลเพิ่มขึ้น ประเดิมก้าวแรกด้วยเทคโนโลยีใหม่เพื่อความสะดวกสบาย ได้แก่ การจับมือกับ Haupcar Co, ผู้ให้บริการ ฮอปคาร์ (Haupcar) ซึ่งเป็นการให้บริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการเดินทางด้วยระบบ car-sharing ให้บริการรถเช่าในรูปแบบการบริการตนเอง โดยเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นการใช้รถร่วมกันผ่านทางสมาร์ทโฟน ที่อนุญาตให้ผู้ใช้บริการสามารถขับรถหรือ แบ่งปันรถยนต์ใช้ระหว่างกันได้ตลอดเวลาซึ่งเป็นการตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองที่สะดวกสบายอย่างแท้จริง Ananda UrbanTech Strategy: “กลยุทธ์ที่สำคัญของอนันดาฯ คือการบริหารจัดการการเข้าถึงความรู้ด้านเทคโนโลยี และการจัดการความเสี่ยงที่เกิดจากนวัตกรรมที่มีอัตราการล้มเหลวสูงเพื่อตอบสนองต่อความจำเป็นสองประการ ได้แก่ กลยุทธ์การบริหารจัดการนวัตกรรมจากภายนอก ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 1. การสนับสนุนระบบ Ecosystem หรือ ระบบนิเวศน์ของนวัตกรรม ซึ่งเป็นกลยุทธ์เพื่อสนับสนุนผู้ริเริ่มนวัตกรรมอื่นๆ ในระบบนิเวศน์มากกว่าการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกหรือกิจกรรมการแข่งขันให้ผู้ริเริ่มนวัตกรรมอื่นๆ โดยอนันดาฯ จะเป็นผู้ให้การสนับสนุนผู้อื่นมากกว่าการลงมือทำเอง ซึ่งจะสนับสนุนการบ่มเพาะทางธุรกิจ และการเฟ้นหาธุรกิจใหม่ๆ มากกว่าการทำโดยลำพัง สิ่งนี้จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี ความคิด ความรู้ และผู้คนได้อย่างกว้างขวางโดยมีค่าใช้จ่ายที่น้อยลง การสนับสนุน Ecosystem เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจและก้าวสู่การเป็น UrbanTech Company ตลอดจนสร้างสรรค์บริการต่างๆ ให้สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ซึ่งอนันดาฯ ได้ร่วมมือกับพันธมิตรระดับแถวหน้าอย่าง Hubba Thailand ในการสร้าง Ecosystem ที่ดีที่สุดให้แก่สตาร์ทอัพไทย และให้การสนับสนุน Startup, Incubator (โครงการที่ช่วยบ่มเพาะ Startup ตั้งแต่เริ่มต้นมีไอเดียจนสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาด) และ Accelerators (โครงการที่ช่วยผลักดันให้ Startup ที่มีผลิตภัณฑ์สามารถเติบโตขยายธุรกิจออกไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น) ที่มีอยู่แล้วแทนที่จะมาแข่งขันกันเองเพื่อได้แลกเปลี่ยนไอเดีย แรงบันดาลใจ และคอนเน็คชั่นใหม่ๆ  ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่อนันดาฯ ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัด Hackathon, Tech Meet-up, Techsauce summit เป็นต้น  โดยที่ผ่านมาอนันดาฯ ให้การสนับสนุน Digital Ventures หนึ่งในพันธมิตรเพื่อประสานประโยชน์ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการและพนักงานของบริษัท นอกจากนี้ ยังให้การสนับสนุนเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น งานเปิดตัว LINE Finance, การประชุมและฝึกอบรมร่วมกับ Seedstars และให้การสนับสนุนการเดินทางร่วมกับทีมบริหารระดับสูง  ของอนันดาฯ เพื่อเดินทางไปศึกษาอบรมที่ Silicon Valley's Singularity University นำมาซึ่งกลยุทธ์ในการสนับสนุนและผลักดันให้เหล่าสตาร์ทอัพได้สามารถเข้าถึงเครือข่าย เทคโนโลยี และ Know-How ต่างๆ เพื่อเป็น UrbanTech Startup ที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน  และล่าสุด อนันดาฯ และศูนย์ส่งเสริมผู้ประกอบการ แห่งศศินทร์ (Sasin Center for Entrepreneurship) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตกลงความร่วมมือกันเพื่อดำเนินงานวิจัยระบบนิเวศน์นวัตกรรมท้องถิ่น เพื่อความร่วมมือที่ดีขึ้นของชุมชนอีกด้วย  2. การจัดตั้งเงินกองทุน  ( Fund of Fund ) ซึ่งเป็นการลงทุนในกองทุนต่างๆทั่วโลก ทั้งในด้านนวัตกรรมใหม่ๆ และเพื่อร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญ   3. การบริหารกิจการร่วมทุน ( Corporate Venture Capital) คือ การร่วมลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพและมีเทคโนโลยีที่สามารถนำมาเสริมธุรกิจขององค์กรในอนาคตได้  และอีกหนึ่งกลยุทธ์ คือ การบริหารจัดการนวัตกรรมภายในองค์กร ซึ่งจะเป็นโครงสร้างของวิธีการจัดการนวัตกรรมโดยบริษัทของอนันดาฯเอง มีอยู่สองวิธี คือ วิธีที่ความคิดใหม่ๆจะถูกประเมินและดำเนินการอย่างไร และมีวิธีการอย่างไรที่จะค้นหาคำตอบในการแก้ปัญหาสำหรับลูกค้า และหน่วยธุรกิจต่างๆของอนันดาฯ ให้จงได้” Ananda Campus : The Smartest office in Asia อนันดาฯ ไม่เพียงปรับเปลี่ยนรูปแบบของธุรกิจเท่านั้น หากรวมไปถึงการปรับวัฒนธรรมองค์กรให้พนักงานมีความพร้อมเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างองค์กรสู่ Tech Company อีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่อนันดาฯ ดำเนินการมาแล้ว 2-3 ปีก่อนหน้านี้  โดยอันดับแรกคือการทำงานภายใต้บรรยากาศบ้านหลังใหม่ที่มีความทันสมัยมากที่สุดที่อาคาร FYI Center ถนนพระราม 4 ซึ่งถือว่าเป็นก้าวแรกในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ภายใต้ชื่อ  Ananda Campus  ที่ต้องการเปลี่ยนให้เป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นการประสานความร่วมมือกัน ( Collaboration ) มีพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน ทั้งเพื่อการทำงาน จุดพักผ่อนส่วนรวม และมุมทำงานส่วนตัว โดยนอกจากห้องทำงานกับห้องประชุมแล้ว ก็ยังมีมุมให้พนักงานเลือกพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย  เพื่อลดปัญหาการสื่อสารภายใน รองรับการขยายตัวของธุรกิจ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคนในบริษัทซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับออฟฟิศระดับเวิร์ลคลาสในต่างประเทศ นอกจากนี้ อนันดาฯ ได้สร้างสรรค์พื้นที่การทำงานให้เป็น Smart Office ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะมีบทบาทในการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่นี้ โดยเป็นสำนักงานที่ชาญฉลาดที่สุดในเอเชีย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี อาทิ Samsung , Cisco , Fujisu  เราได้รวบรวมเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีการขายนอกทวีปอเมริกาเหนือมาก่อนมาไว้ที่นี่ สำนักงานนี้เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายของการเติบโตของบริษัทได้ถึง 300% ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงาน นั่นหมายถึง เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานทุกคน โดยอนันดาฯ เป็นบริษัทแรกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่ได้เริ่มใช้ Workplace by Facebook เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยให้พนักงานในองค์กรสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น (Collaboration) เพิ่มพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing ) และติดตามข่าวสารกิจกรรมต่างๆ ภายในบริษัทในตลอดเวลา อนันดาฯ ในฐานะผู้นำวงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมือง ผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า  ซึ่งไม่ได้วางตำแหน่งเป็นเพียงผู้ประกอบการอสังหาฯ เท่านั้น  หากแต่ยังมุ่งมั่นเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาการใช้ชีวิตของคนเมือง หรือ  Urban Living Solutions  ผ่านกลยุทธ์ UrbanTech เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถยกระดับการใช้ชีวิตของคนเมืองอย่างเป็นรูปธรรมรายแรกของไทย นำมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนของคนเมือง
สิงห์ เอสเตท เผยทิศทางปี 60 เดินหน้าเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เน้นกลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาสินทรัพย์ศักยภาพสูง ทุ่มงบลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท! ขยายปีกบริหารโครงการยักษ์ที่มัลดีฟส์

สิงห์ เอสเตท เผยทิศทางปี 60 เดินหน้าเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เน้นกลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาสินทรัพย์ศักยภาพสูง ทุ่มงบลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท! ขยายปีกบริหารโครงการยักษ์ที่มัลดีฟส์

กรุงเทพฯ - บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) แถลงทิศทางธุรกิจในปี 2560 เพื่อมุ่งสู่ความเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะมุ่งเน้นคุณภาพ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ได้อย่างครบถ้วน ภายใต้กลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มในสินทรัพย์ และพัฒนาโครงการระดับซูเปอร์ลักชั่วรี่ทั้งในกลุ่มโรงแรม คอนโดมิเนียม บ้านพักอาศัย และอาคารสำนักงาน รวมทั้งคัดสรรพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ โดยทุ่มงบประมาณ 15,000 ล้านบาทเพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง   นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ในปีที่ผ่านมา สิงห์ เอสเตท ได้ดำเนินการตามแผนงานที่วางเอาไว้ในแต่ละเซกเมนต์ ทั้งการขยายความเป็นผู้นำในตลาดซูเปอร์ลักชัวรี่ และการลงทุนในธุรกิจที่มุ่งเน้นทั้งธุรกิจโรงแรม ที่พักอาศัย และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า รวมทั้งพื้นที่ค้าปลีก ส่งผลให้บริษัทฯ มีผลกำไรขั้นต้นในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 เพิ่มขึ้น 492 ลบ. หรือกว่า 7 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน” ในปี 2560 สิงห์ เอสเตท จะยังคงดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ระยะยาวในการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพระดับ Best in Class เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี ควบคู่กับการขยายธุรกิจในตลาดซูเปอร์ลักชัวรี่ที่มีศักยภาพสูง และวางรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับองค์กร โดยปลูกฝังแนวคิดการทำงานภายใต้หลักบรรษัทภิบาลให้กับพนักงานทุกคน นอกจากนี้ เรายังเฟ้นหาพันธมิตรเพื่อผนึกกำลังและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างแบรนด์ในพอร์ทโฟลิโอให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก   “ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2560 มีแน้วโน้มที่ดี ทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และปัจจัยจากการลงทุนของภาครัฐ ประกอบกับโครงการใหม่ของสิงห์ เอสเตท ในปีนี้ ทั้งที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ให้เช่า รวมทั้งธุรกิจโรงแรมทั้งในและต่างประเทศ ล้วนแล้วแต่เป็นโครงการคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าทั้งหมดจะช่วยผลักดันและสร้างการเติบโตให้กับ สิงห์ เอสเตท ได้แบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง” นายนริศ กล่าว     ในส่วนของคอนโดมิเนียมและที่พักอาศัย สิงห์ เอสเตท มีแผนเปิดตัว 3 โครงการใหม่ในระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ได้แก่ คอนโดมิเนียมในโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี ในทำเลศักยภาพซึ่งป็นที่ต้องการของตลาด โดยพร้อมเปิดตัวในไตรมาสแรกของปีนี้ ถัดมาคือโครงการคฤหาสน์ระดับ 6 ดาวบนถนนประดิษฐ์มนูธรรม (เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา) และคอนโดมิเนียมหรูหราติดสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อ โดยทั้ง 2 โครงการตั้งอยู่ในทำเลทองซึ่งจับกลุ่มเซกเมนท์เอบวก โดยโครงการคอนโดมิเนียมที่สิงห์ คอมเพล็กซ์ จะเปิดตัวปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ และอีก 2 โครงการจะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 โดยมีมูลค่าโครงการทั้ง 3 แห่งรวมกันมากกว่า 15,000 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะทยอยเปิดตัวโครงการบ้านพักอาศัยภายใต้แบรนด์เนอร์วาน่า ในปีนี้อีกอย่างน้อยอีก 4 โครงการ   ด้านธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก โครงการหลักสำคัญคือ สิงห์ คอมเพล็กซ์ บนหัวมุมถนนอโศก-เพชรบุรี ซึ่งจะพัฒนาให้เป็นอาคารสำนักงานพรีเมี่ยม ที่ทันสมัย และดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยปัจจุบันมีความคืบหน้าในการก่อสร้างแล้วประมาณ 15% ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะเป็นอาคารสำนักงานเกรดเอที่มีความสูง 44 ชั้น และมีพื้นที่ร้านค้าปลีก ร้านอาหารชั้นนำ และธนาคาร ที่รองรับความต้องการของพนักงานออฟฟิศและผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง ส่วนอาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส บริษัทฯ ได้ปรับปรุงในส่วนลอบบี้ และพื้นที่ส่วนกลาง โดยเปิดใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา ทำให้โครงการซันทาวเวอร์ส ประกอบไปด้วยอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ 2 อาคาร มีพื้นที่สำนักงาน 123,000 ตร.ม. และเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ห้องประชุม ฟิตเนสเซนเตอร์ นอกจากนั้น บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และขยายโซนพลาซ่า 2 เพื่อเพิ่มพื้นที่ร้านอาหารและฟู้ดเซ็นเตอร์เพื่อบริการผู้เช่า และผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง     นอกจากนี้ สิงห์ เอสเตท ยังมีผลประกอบการที่ดีในธุรกิจโรงแรม โดยในปีนี้ บริษัทฯ ยังคงนโยบายเดินหน้าขยายธุรกิจไปในกลุ่มโรงแรมที่มีศัยภาพในการเติบโต โดยมีทีมงานที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน เพื่อเข้าซื้อกิจการหรือร่วมทุนกับพันธมิตร โดยล่าสุดได้ร่วมทุนซื้อโรงแรมในสหราชอาณาจักรเพิ่มอีก 3 แห่ง ทำให้บริษัทเป็นเจ้าของโรงแรมรวม 29 แห่งในอังกฤษ และ สก็อตแลนด์ ส่วนในประเทศ มีแผนพัฒนาห้องพักเพิ่มที่โรงแรมสันติบุรี รวมทั้งเดินหน้าสร้างแบรนด์สันติบุรี เพื่อเพิ่มรายได้และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ  ขณะที่โรงแรมพีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท มีการปรับปรุงห้องพัก รวมทั้งพื้นที่ส่วนกลางใหม่ทั้งหมด โดยคาดว่าปีนี้ จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ธุรกิจโรงแรมน่าจะมีผลประกอบการที่ดีต่อเนื่องจากปี 2016 โดยที่ผ่านมา 9 เดือน ทำรายได้มากกว่า 730 ลบ. ซึ่งสูงขึ้น 37% จากปี 2015   ทั้งนี้บมจ.สิงห์ เอสเตท ยังได้รับเลือกให้เป็นผู้บริหารโครงการเมกะโปรเจกท์ที่ประเทศมัลดีฟส์ โดยเป็นโครงการก่อสร้างสถานที่ท่องเที่ยวขนาดใหญ่ บนพื้นที่ 7 ตร.กม. ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการพักผ่อนที่ใหญ่ และทันสมัยที่สุดในมัลดีฟส์ ประกอบด้วย โรงแรม มารีน่า บีชคลับ ร้านค้าปลอดภาษี เป็นต้น   “ปัจจุบันสิงห์ เอสเตทมีโครงการที่พักอาศัยของบริษัท 4 โครงการ โครงการของเนอวาน่า 14 โครงการ โครงการโรงแรม 2 แห่งในไทยและ 29 แห่งในสหราชอาณาจักร อีกทั้งยังมีอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก 2 โครงการ และเรายังมองไปถึงธุรกิจใหม่ๆ อาทิ ธุรกิจคลังสินค้า และโลจิสติกส์ จากภาพรวมโครงการที่มีศักยภาพและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า รวมถึงการคัดเลือกพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพดี และการวางรากฐานองค์กรภายใต้หลักบรรษัทภิบาล เราเชื่อว่าจะสามารถสร้างการเติบโตให้กับ สิงห์ เอสเตท ได้แบบก้าวกระโดด และผลักดันบริษัทฯ ให้เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่มีความแข็งแกร่ง ครบวงจร และเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่มั่นคง และยั่งยืนต่อไป” นายนริศ กล่าวทิ้งท้าย  
พฤกษา ประกาศแผนปี 60 ตั้งเป้ายอดขายและยอดโอนกว่า 5 หมื่นล้าน เตรียมผุดโครงการพรีเมียมมูลค่ากว่าหมื่นล้าน

พฤกษา ประกาศแผนปี 60 ตั้งเป้ายอดขายและยอดโอนกว่า 5 หมื่นล้าน เตรียมผุดโครงการพรีเมียมมูลค่ากว่าหมื่นล้าน

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนธุรกิจในปี 2560 ว่า “ในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 52,900 ล้านบาท ยอดโอน 50,200 ล้านบาท เติบโตจากปี 2559 อยู่ที่ 19% และราว 9% ตามลำดับ โดยแผนกลยุทธ์การดำเนินงานในปีนี้จะยังคงเน้นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่มีรายได้ระดับกลาง-ล่าง เพราะเป็นตลาดที่ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและขยายฐานกลุ่มลูกค้าระดับบนมากขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมในทุกเซ็กเมนต์ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้ปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อความคล่องตัวในการขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจใหม่ที่สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาโอกาสทางธุรกิจอื่านๆ เพื่อรองรับให้บริษัทฯ เติบโตต่อไปในอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท-พรีเมียม เปิดเผยว่า “ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปี 2560 ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล คาดว่าจะเติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 5% มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 3.79 แสนล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนโครงการลงทุนด้านการคมนาคมของภาครัฐบาลมูลค่า 1.77 ล้านล้านบาท และในปีนี้จะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่โครงสร้างทางธุรกิจ การแข่งขันของผู้ประกอบการ รวมไปถึงรูปแบบการพัฒนาโครงการ โดยตลาดพรีเมยมเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่พฤกษา เรียลเอสเตท จะเข้าไปชิงส่วนแบ่งการตลาด เนื่องจากมีมูลค่าตลาดเพิ่มมากขึ้นทุกปี ปัจจุบันสัดส่วนของตลาดพรีเมียมอยู่ที่ประมาณ 22-32% ของตลาดรวม ซ่งบริษัทฯ มีแผนการเปิดโครงการพรีเมียม จำนวน 6 โครงการ มูลค่า 9,900 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวสูง 5 โครงการ มูลค่า 8,800 ล้านบาท และแนวราบ 1  โครงการ มูลค่า 1,100 ล้านบาท” ด้าน นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า “ด้านภาพรวมตลาดของกลุ่มธุรกิจ Value มีส่วนแบ่งตลาด คิดเป็น70-80% ของมูลค่าตลาดรวม โดยพฤกษา เรียบเอสเตท ถือครองส่วนแบ่งตลาดเซ็กเมนต์ Value  มากกว่า 15% ของตลาดรวมทั้งหมด”   “สำหรับกลุยทธ์และแผนงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในปีนี้ มี 3 แนวทาง โดยแนวทางแรก คือ การบริหารรอบธุรกิจให้สั้น ซึ่งปัจจุบันระยะเวลาจาก ลูกค้าจองถึงโอนกรรมสิทธิ์ มีระยะเวลาในกลุ่มทาวน์เฮาส์ 49 วัน บ้านเดี่ยว 91 วัน คอนโดมิเนียมไม่เกิน 8 ชั้น ใช้ระยะเวลา 425 วัน และคอนโดมิเนียมอาคารสูง ใช้ระยะเวลา 754 วัน แนวทางที่ 2 คือ แผนการเปิดโครงการใหม่จำนวน 72 โครงการ มูลค่ารวม 60,800 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายอีก 176 โครงการ และแนวทางที่ 3 คือการใช้กลุยทธ์บ้านพร้อมอยู่ในการบริหารจัดการโครงการทาวน์เฮาส์ และบ้านเดี่ยว ซึ่งมั่นใจด้วยกลยุทธ์ 3 แนวทางนี้จะทำให้บริษัทฯ บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้”  
โนเบิลฯ ตอกย้ำความสำเร็จเผยโฉมคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ “โนเบิล เพลินจิต” ที่สุดแห่งประสบการณ์ของการใช้ชีวิตใจกลางเมือง

โนเบิลฯ ตอกย้ำความสำเร็จเผยโฉมคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ “โนเบิล เพลินจิต” ที่สุดแห่งประสบการณ์ของการใช้ชีวิตใจกลางเมือง

บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสร้างปรากฎการณ์ที่สุดของความภาคภูมิใจ เผยโฉมตึก “Noble Ploenchit” (โนเบิล เพลินจิต) ตอกย้ำความสำเร็จของการเป็นผู้นำพัฒนา สุดยอดคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ ภายใต้คอนเซปต์ “Centre of Universe”   นายกิตติ  ธนากิจอำนวย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “Noble Ploenchit  ก่อสร้างแล้วเสร็จถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโนเบิล ด้วยประสบการณ์และความเชื่อในการบรรจงสร้างสรรค์ทุกรายละเอียดอย่างประณีตและดีที่สุดตลอดระยะเวลา 5 ปี ภายใต้แนวคิดการอยู่อาศัยของชีวิตอนาคตที่มองไปข้างหน้า แต่ยังคงมีรากฐานที่เชื่อมโยงกับอดีต โดยไอเดียการสร้างเมืองแนวสูงที่มีพื้นที่สีเขียว (Vertical Garden City) ของ Le Corbusier  ปรมาจารย์ด้านสถาปัตยกรรมผู้วางรากฐานให้กับอาคารในสไตล์ Modernism ได้ถูกนำมาใช้เป็นคอนเซ็ปต์พื้นฐานในการสร้างสรรค์โครงการผ่านการผสมผสาน อาคาร ผู้คน เทคโนโลยี และธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมดุลบนพื้นที่ใจกลางเมืองกว่า 9 ไร่ เริ่มจากการวางผังเมืองที่คำนึงถึงมิติของโครงข่ายเมืองและสิ่งแวดล้อม ตัวอาคารมีรูปแบบเรียบง่ายเส้นสายน้อยแต่มากในรายละเอียดแสดงถึงสัจจะตามปรัชญาการออกแบบโมเดิร์นนิสต์ เพื่อให้เป็นที่สุดของทุกมิติและทุกรายละเอียดของโครงการ เพราะทุกยูนิตและทุกตารางนิ้วของโครงการได้คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อมอบสุนทรียแห่งการใช้ชีวิตให้แก่ลูกค้า โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Noble Ploenchit  ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าที่ให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพการพัฒนาโครงการระดับไฮเอนด์มาโดยตลอดส่งผลให้ปัจจุบันมียอดขายไปแล้วกว่า 60 % และสำหรับแผนการดำเนินธุรกิจภายในปีนี้ บริษัทฯยังเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงด้วยกลยุทธ์การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง (High End) ที่มีทั้งความหรูหรา (Luxury High End) และสามารถเข้าถึงได้ (Affordable High End) เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าต่อไป" ด้าน นายศิระ อุดล  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า "โครงการ Noble Ploenchit  เป็นที่สุดของความภาคภูมิใจของโนเบิล โดยทีมงานทุกท่านได้ทุ่มเทในการ คัดสรรวัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ออกแบบให้ คอนกรีต เหล็กและกระจก มีความลงตัวไปกับรายละเอียดที่แวดล้อมอยู่รอบด้าน รวมถึงความใส่ใจในรายละเอียดของการเลือกใช้วัสดุเฉพาะจุด อาทิ แพทเทิร์นของหินอ่อนจากอิตาลีที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากดีเทลภายใน บาเซโลนาพาวิเลียน หรือแม้แต่การเลือกใช้วัสดุโดยคำนึงถึงจังหวะที่สอดคล้องกับสเปซทางสถาปัตยกรรม พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกเหนือระดับต่างๆภายในโครงการฯ เพื่อให้มั่นใจว่า Noble Ploenchit นี้จะเป็นศูนย์กลางของการใช้ชีวิต บนพื้นที่กว่า 9 ไร่ จำนวน 1,444  ยูนิต โดยมีตั้งแต่ขนาด 1 ห้องนอนขึ้นไป จนถึงขนาดเพนท์เฮ้าส์ พร้อมที่จอดรถใต้ดิน มูลค่าโครงการรวมกว่า 18,000 ล้านบาท สำหรับภายในโครงการ  Noble Ploenchit  ประกอบด้วยอาคาร Noble Building รีเทลสเปซแห่งใหม่ใจกลางเมืองย่านเพลินจิต ภายในประกอบไปด้วย ร้านค้าต่างๆ คาเฟ่สุดชิค และ Noble Space พื้นที่พิเศษสำหรับสมาชิกโนเบิล ตัวอาคารภายนอกถูกดีไซน์ด้วยรูปทรงของพื้นผิวอาคารที่พลิ้วไหวในสไตล์ Futuristic และการออกแบบแสงที่เปลี่ยนมิติไปทุกโมงยาม ตั้งแต่เช้าจรดค่ำให้ความรู้สึกของความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยหยุดนิ่ง จนอาจกล่าวได้ว่า Noble Building คือสถาปัตยกรรมแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่จะปลุกสีสันและความมีชีวิตชีวาให้กับย่านเพลินจิตในอนาคต โดยทีมสถาปนิกยังออกแบบให้อาคารแห่งนี้เป็นเสมือนพื้นที่กันชนที่ช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น และยังออกแบบ Skywalk ในชั้นสองของอาคารให้เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเพลินจิต เพื่อสร้างความสะดวกสบายในการเดินทางให้กับผู้พักอาศัยตั้งแต่ก้าวออกจากประตูไปสู่ทุกจุดหมายได้อย่างไร้รอยต่อ  พร้อมกลุ่มอาคารคอนโดมิเนียมที่ประกอบด้วย  อาคาร A ความสูง 14 ชั้น, อาคาร B ความสูง 51, อาคาร C ความสูง 45 ชั้น และสวนสวยลอยฟ้าบนยอดตึกในแต่ละอาคาร ซึ่งแต่ละแห่งถูกออกแบบให้มีฟังก์ชั่นและดีไซน์ที่แตกต่างกันตามมุมมองของเส้นขอบฟ้า เรียกได้ว่าคงมีไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯที่เราจะสามารถชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าผ่านพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อย่างบางกระเจ้า ขณะเดียวกันในบริเวณพื้นที่เชื่อมต่อของกลุ่มอาคารต่างๆ ยังมีการออกแบบพื้นที่สวนกว่า 4 ไร่ ที่กระจายตัวทั่วทั้งโครงการ ซึ่งภูมิสถาปนิกต่างเลือกสรรพืชพันธุ์ไม้อย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างภูมิทัศน์ภายนอกให้สอดคล้องกับตัวอาคาร โดยมีการเลือกใช้ไม้ยืนต้นที่มีฟอร์มสง่างาม ช่วยให้ร่มเงาและลดทอนความสูงของตัวอาคาร  ในขณะที่ไม้พุ่มและไม้ใบสร้างความมีชีวิตชีวา ที่สำคัญคือต้นไม้เหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ให้ออกซิเจนกับผู้พักอาศัยเท่านั้น ทว่าสวนในแต่ละโซนยังออกแบบให้เป็นพื้นที่กันชนเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับผู้อยู่อาศัยอีกด้วย นอกจากนั้นแล้ว โครงการ Noble Ploenchit ยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกเหนือระดับ ที่ตั้งใจออกแบบให้คุณรู้สึกสงบตัดขาดจากโลกภายนอกที่วุ่นวายและผ่อนคลายไม่ว่าจะเป็น สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ 45 เมตร , ฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ได้มาตราฐานโลก และส่วนตัวด้วยนวัตกรรมเหนือระดับ Private Lift  สำหรับทุกยูนิตที่สร้างความเป็นส่วนตัวพร้อมขับเคลื่อนด้วยสปีดสูงสุดเดินทางจากชั้นล่างถึงชั้นสูงสุดของอาคารด้วยเวลาที่น้อยกว่า 60 วินาที โดยภายในทุกห้องของโถงลิฟท์ยังประดับด้วยคอลเลกชั่นงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อโครงการนี้โดยเฉพาะเสมือนเป็นแกลเลอรีส่วนตัวที่จะทำให้ผู้อยู่อาศัยสัมผัสถึงความเอ็กซ์คลูซีฟในทุกๆครั้งที่เดินทางสู่บ้านแห่งนี้ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งแห่งความภาคภูมิใจกับที่สุดของสถาปัตยกรรมแห่งอนาคตได้แล้ววันนี้ กับโครงการ Noble Ploenchit สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดหมายเข้าชมโครงการจริงโทร.02-251-9955 หรือ www.noblehome.com
แสนสิริ เผยยอดโอนครบ 100% โครงการลักชัวรี่ใจกลางสุขุมวิท “The XXXIX by Sansiri” มูลค่าโครงการกว่า 2,860 ล้านบาท สะท้อนดีมานด์จริงกลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรี่

แสนสิริ เผยยอดโอนครบ 100% โครงการลักชัวรี่ใจกลางสุขุมวิท “The XXXIX by Sansiri” มูลค่าโครงการกว่า 2,860 ล้านบาท สะท้อนดีมานด์จริงกลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรี่

แสนสิริเปิดศักราชใหม่ 2560 เผยข่าวดียอดโอนโครงการคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง เดอะ เทอร์ทีไนน์ บาย แสนสิริ (The XXXIX by Sansiri) ครบถ้วน 100 % โดยนับเป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จนสามารถประสบความสำเร็จในการปิดการขายได้ภายใน 3 วัน นับแต่วันเปิดขายอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2555 มูลค่าโครงการกว่า 2,860 ล้านบาท ปัจจุบันสร้างเสร็จสมบูรณ์โดยเปิดให้ลูกค้าเข้าอยู่อาศัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายอุทัย  อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “The XXXIX by Sansiri เป็นหนึ่งในโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ล่าสุดที่แสนสิริภาคภูมิใจ ซึ่งได้รับการพิถีพิถันในการก่อสร้างจนตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มลักชัวรี่ได้ครบถ้วน เพราะแสนสิริมีความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มนี้เป็นอย่างดี จากการพัฒนาโครงการระดับบนต่อเนื่องมากกว่า 33 ปี ทำให้ที่ผ่านมาสามารถปิดการขายได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วเพียง 3 วันเท่านั้น ปัจจุบันได้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ รวมถึงปิดยอดโอนได้ครบ 100% จากการเป็นหนึ่งในทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุดในซอยสุขุมวิท 39 ซึ่งเป็นย่านคอมมิวนิตี้ของผู้อยู่อาศัยนานาชาติ ใกล้ BTS พร้อมพงษ์ เพียง 250 เมตร และเป็นเส้นทางที่สามารถลัดเลาะสู่ซอยสำคัญอื่นๆ ได้สะดวก ทั้งยังแวดล้อมด้วยสถานที่อำนวยความสะดวกทุกรูปแบบสำหรับไลฟ์สไตล์ทันสมัย แหล่งช้อปปิ้งระดับไฮเอนด์ อาทิ เอ็มควอเทียร์ เอ็มโพเรียม เป็นต้น รวมทั้งความใส่ใจในทุกรายละเอียดทุกขั้นตอน ตลอดจนการคัดสรรวัสดุอย่างประณีตบรรจง และการดีไซน์ระดับเวิร์ลคลาส อาทิ การเลือกใช้หินอ่อนนำเข้ากว่า 8 ชนิดมาใช้ในโครงการ ทำให้เกิดเป็นเอกลักษณ์ที่งดงาม สำหรับทำเลสุขุมวิทโซนกลางนี้ ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน มูลค่าราคาที่ดินในย่านนี้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากเมื่อ 4 ปีที่แล้วถึง 2 เท่า จากเดิม 600,000 บาท/ ตร.ว แต่ปัจจุบันกลับเพิ่มสูงถึง 1.2 ล้านบาท / ตร.ว ทำให้ราคารีเซลห้องชุดได้ขยับขึ้นเฉลี่ยถึง 261,000 บาท/ ตร.ม. เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2012 ที่เปิดขายอย่างเป็นทางการในราคา 200,000 บาท/ตร.ม. นับได้ว่าเพิ่มขึ้น 30-42% ทีเดียว จึงนับว่าเป็นทำเลที่เหมาะทั้งอยู่อาศัยเองและเพื่อการลงทุน ซึ่งหาได้ยากมากในปัจจุบัน” “หลังจากเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ทยอยส่งมอบการโอนถึง 8 โครงการ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง จึงนับว่าเป็นข่าวดีสำหรับแสนสิริในช่วงเปิดศักราชใหม่นี้ ที่สามารถปิดยอดการโอนโครงการระดับบนได้สมบูรณ์แบบ และสอดคล้องกับการพัฒนาโครงการตามแผนธุรกิจปี 2560 ของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดีในการรุกตลาดโครงการที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงในเดือนมีนาคมนี้ แสนสิริยังเตรียมเปิดตัวโครงการระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ 98 Wireless อย่างเป็นทางการ  อีกหนึ่งโครงการสร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมเข้าอยู่ โดยเป็นเฟล็กชิพคอนโดมิเนียมที่ถือเป็นการยกระดับแบรนด์แสนสิริเข้าสู่ระดับอินเตอร์มากยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ และศักยภาพการทำงานอันเป็นมาตรฐานของแสนสิริได้เป็นอย่างดี และคาดว่าจะได้รับตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าที่เชื่อมั่น และไว้วางใจในแบรนด์แสนสิริดังเช่นที่ผ่านมา” คุณอุทัยกล่าวเพิ่ม “The XXXIX by Sansiri” ได้รับออกแบบภายใต้แนวคิด ‘Timeless Luxury’ บนพื้นที่กว่า 1 ไร่ ความสูง 32 ชั้น ประกอบด้วยห้องชุดเพียง 178 ห้อง ขนาดตั้งแต่ 50.00 – 323.00 ตร.ม. ที่เน้นความโปร่งสบายด้วยเพดานสูง 2.9 เมตร และห้องเพนเฮ้าส์พร้อมสระว่ายน้ำวิวระฟ้าแบบส่วนตัว นอกจากนั้นฃยังเพียบพร้อมด้วยพื้นที่ส่วนกลางเทียบมาตรฐานโรงแรมชั้นนำแบบ Full-Floor Facility ซึ่งเป็นพื้นที่พักผ่อนขนาดใหญ่ สระว่ายน้ำแบบ Infinity Edge ท่ามกลางวิวพาโนราม่า พร้อมกันนี้ ‘The XXXIX  by Sansiri’ ได้ออกแบบ Double-Volume Business Centre ขึ้นเป็นพิเศษ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบมีรสนิยมของผู้พักอาศัย โดยได้รับความร่วมมือจาก DWP (Design Worldwide Partnership: DWP) ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบตกแต่งชั้นนำระดับโลกซึ่งมีผลงานโดดเด่นมากมาย และ Shma (ชมา) บริษัทที่มีชื่อเสียงในด้านออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมซึ่งมีผลงานด้านการวางผัง และออกแบบภูมิทัศน์ให้กับแสนสิริมาแล้วหลายโครงการ  จึงทำให้โครงการนี้แฝงความคลาสสิกเหนือกาลเวลาของสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นที่มีเอกลักษณ์ โดยรังสรรค์ตัวอาคารภายนอกให้ดูสูงสง่าและโดดเด่นอย่างลงตัว ด้วยโพเดียมด้านหน้าตัวอาคารงามสง่าด้วยผนังหินทรายธรรมชาตินำเข้าขนาดใหญ่ และผนังอลูมิเนียมสีทรายทอง บ่งบอกถึงความเป็นที่อยู่อาศัยอย่างมีรสนิยม.
การลงทุนซื้อขายอสังหาฯ เชิงธุรกิจทั่วโลกปี 60 มีแนวโน้มขยายตัว ปี 59 มีการลงทุนซื้อขายรวมมูลค่ากว่า 22 ล้านล้านบาท

การลงทุนซื้อขายอสังหาฯ เชิงธุรกิจทั่วโลกปี 60 มีแนวโน้มขยายตัว ปี 59 มีการลงทุนซื้อขายรวมมูลค่ากว่า 22 ล้านล้านบาท

แม้ในหลายประเทศทั่วโลกจะประสบปัญหาความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมืองที่ท้าทาย ตลาดการลงทุนซื้อขายอาคารและโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีประโยชน์การใช้ในเชิงธุรกิจทั่วโลก ยังคงมีกิจกรรมเกิดขึ้นอย่างคึกคักและมีแนวโน้มฟื้นตัวในปี 2560 นี้ ตามรายงานจากบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล รายงานดังกล่าวจากเจแอลแอล เปิดเผยว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการลงทุนซื้อขายอาคารและโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีประโยชน์การใช้ในเชิงธุรกิจ (อาทิ อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรม โรงงาน และโกดังสินค้า) รวมมูลค่าทั้งสิ้น 6.5 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 22.7 ล้านล้านบาท แต่สำหรับปี 2560 นี้ มีแนวโน้มว่าจะมีปริมาณการลงทุนเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่ามูลค่ารวมสำหรับทั้งปีอาจขยับขึ้นไปได้มากถึง 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 24.5 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2557 และ 2558 หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เชื่อว่าตลาดการลงทุนซื้อขายในปีนี้จะปรับตัวดีขึ้น คือการที่กลุ่มนักลงทุนประเภทสถาบันมีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีประโยชน์การใช้ในเชิงธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเหล่านี้เน้นการหาโอกาสการลงทุนที่มีผลตอบแทนการลงทุนที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแหล่งทุนใหม่ๆ เกิดขึ้นจากหลากหลายประเทศ อาทิ จีน ไต้หวัน และมาเลเซีย นักลงทุนต่างๆ เหล่านี้ ทั้งที่มีอยู่เดิมและที่เข้ามาใหม่ มีจำนวนมากที่มีทุนหนาและสามารถระดมทุนเพื่อเข้าซื้ออาคารหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจคือ การที่จีนขยายบทบาทขึ้นมาเป็นกลุ่มทุนรายใหญ่บนเวทีโลกด้านการลงทุนซื้ออาคาร-โครงการอสังหาริมทรัพย์ โดย ณ สิ้นไตรมาสสามของปีที่ผ่านมา กลุ่มทุนจากจีนมีการเข้าลงทุนซื้ออาคารและโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีประโยชน์การใช้ในเชิงธุรกิจในต่างประเทศมากที่สุด แซงหน้าสหรัฐฯ เมืองที่เป็นเป้าหมายของนักลงทุนที่สนใจลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นเมืองในประเทศที่มีเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ซึ่งการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์มีความเสี่ยงต่ำ มีความโปร่งใส และซื้อขายได้คล่อง แต่เมืองหลักๆ เหล่านี้ มักมีการแข่งขันสูง จึงมีนักลงทุนบางส่วนที่ให้ความสนใจการลงทุนในเมืองเป้าหมายรองในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ดังนั้น ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีความโปร่งใสในตลาดอสังหาริมทรัพย์สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน จะมีโอกาสในการดึงดูดนักลงทุนได้ดีกว่า
เปิดแผนชินวะ กรุ๊ป ปั้นไพลอต โปรเจกต์ชิมลาง หวังสร้างแบรนด์ติดตลาด ต่อยอดผุดโครงการภายใน 2 ปีมูลค่ารวมกว่า 2,400 ลบ. เตรียมพรีเซล“รูเนะสุ ทองหล่อ 5”คอนโดนวัตกรรมแห่งแรกใน Southeast Asia

เปิดแผนชินวะ กรุ๊ป ปั้นไพลอต โปรเจกต์ชิมลาง หวังสร้างแบรนด์ติดตลาด ต่อยอดผุดโครงการภายใน 2 ปีมูลค่ารวมกว่า 2,400 ลบ. เตรียมพรีเซล“รูเนะสุ ทองหล่อ 5”คอนโดนวัตกรรมแห่งแรกใน Southeast Asia

เปิดแผนยักษ์ใหญ่อสังหาฯญี่ปุ่น ชินวะ กรุ๊ป ปั้นแบรนด์“รูเนะสุ”ติดลมบน จับตลาดชาวญี่ปุ่นและผู้ที่ชื่นชอบการอยู่อาศัยแบบเรียล เจแปนิส เตรียมเปิดขายอย่างเป็นทางการ“รูเนะสุ ทองหล่อ 5” pilot project มูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาทภายในไตรมาสแรก เล็งเปิดอีกโครงการบนทำเลศักยภาพ รวม 2 ปี 2 โครงการ มูลค่ากว่า 2,400 ล้านบาท มั่นใจนวัตกรรม Sigma BEAM ลิขสิทธิ์เฉพาะตัวของโครงสร้าง RUNESU หนึ่งเดียวในโลกช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยถึง 40% นายวิชัย จุฬาโอฬารกุล และ มร.โทโมยาสุ ยามาเบะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (co-CEO) บริษัท ดับเบิ้ลยู-ชินวะ จำกัด เปิดเผยว่าภายหลังมีข่าวประกาศขึ้นโครงการ “รูเนะสุ ทองหล่อ 5” ได้รับการตอบรับอย่างดีมากจากตลาด กลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจสอบถามข้อมูลเข้ามาอย่างน่าพอใจ ตรงตามวัตถุประสงค์   ที่ต้องการสร้างแบรนด์ “รูเนะสุ” ให้เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในวงกว้าง ว่าเป็นคอนโดมิเนียมนวัตกรรมล้ำสมัยจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะการใช้ Sigma BEAM ลิขสิทธิ์เฉพาะตัวของโครงสร้าง RUNESU หนึ่งเดียวในโลก ที่ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้ถึง 40% จากเทคโนโลยีการกลับคานเป็นพื้นและพื้นเป็นคาน ซึ่งภายหลังโครงการ pilot project ยังมีแผนการขึ้นโครงการต่อเนื่อง รวม 2 ปี 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2,400 ล้านบาท บนที่ดินศักยภาพย่านซีบีดี ซึ่งเป็นทำเลยอดนิยมของกลุ่มเป้าหมายทั้งชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในไทย และรวมถึงคนไทยหรือชาติอื่นที่นิยมการอยู่อาศัยแบบญี่ปุ่นจริงๆ “ความลงตัวของการ joint venture โดยผู้ถือหุ้นไทยที่เป็นเจ้าของพื้นที่ รู้เรื่องกฎหมายการลงทุน กลยุทธ์การทำตลาด ในขณะที่ชินวะ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในวงการอสังหาริมทรัพย์แถวหน้าจากญี่ปุ่น มีเครือข่ายการลงทุนแตกไลน์หลายสายงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ก้าวล้ำหน้าไปกว่าไทยนับสิบปี สำหรับโปรเจกต์แรกของการจับมือกัน นำนวัตกรรมการใช้ Sigma BEAM ลิขสิทธิ์เฉพาะของโครงสร้าง RUNESU หนึ่งเดียวในโลกที่ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้ประโยชน์มากขึ้น นอกจากนั้นยังใส่ใจในรายละเอียดอื่นๆ เพื่อให้โครงการมีบรรยากาศและกลิ่นอายการอยู่อาศัยแบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริง โดยจะเห็นได้จากการใช้ IAO TAKEDA บริษัทออกแบบชั้นนำจากญี่ปุ่นที่คว้าแชมป์อย่างต่อเนื่องหลายปี และอยากเชิญชวนสำหรับผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสกลิ่นอายโครงการแบบเรียล เจแปนิส ได้ด้วยตัวเอง ณ ที่ตั้งโครงการ ซึ่งจะตกแต่งห้องตัวอย่างและบรรยากาศจำลองตามคอนเซ็ปต์ เพื่อเปิดขายอย่างเป็นทางการภายในไตรมาสสองปีนี้” นายวิชัย กล่าว ด้านมร.โทโมยาสุ ยามาเบะ co-CEO บริษัท ดับเบิ้ลยู-ชินวะ จำกัด กล่าวว่า ชินวะ กรุ๊ป ก่อตั้งมาประมาณ 60 ปี สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองโอซาก้า เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีบริษัทในเครือมากมาย โดยในภาคการพัฒนาอสังหาฯนั้น มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าอยู่ในระดับแถวหน้าของวงการ ธุรกิจที่พัฒนาครอบคลุมครบทุกประเภท อาทิ คอนโดมิเนียม, เซอร์วิส อพาร์ตเม้นท์, โรงแรม, การบริหารจัดการอาคาร, ออนเซน, ที่จอดรถอัตโนมัติ เป็นต้น สำหรับนโยบายขยายการลงทุนสู่ต่างประเทศ โดยเลือกเปิดตลาดที่ประเทศไทย เนื่องจากเชื่อมั่นในศักยภาพการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ว่ามีอัตราการเติบโตที่น่าพอใจ การลงทุนในไทยจึงเป็นฐานที่มั่นคงแข็งแกร่งเพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาในประเทศอื่นๆ เพราะไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีประเทศที่มีความน่าสนใจ เช่น ฟิลิปปินส์ เมียนมาร์ กัมพูชา นอกจากนั้นนโยบายขยายการลงทุนยังรวมถึงประเทศที่น่าสนใจอื่นๆ ทั้งอเมริกา และยุโรปอีกด้วย “การร่วมทุนก่อตั้ง บริษัท ดับเบิ้ลยู-ชินวะ ถือเป็นการร่วมทุนครั้งแรกของชินวะ กรุ๊ป เป็นครั้งแรกที่เราขยายการลงทุนสู่ต่างประเทศ หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ในการพัฒนาโครงการในประเทศญี่ปุ่นมีประสบการณ์และผลงานมากมาย มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ว่าสร้างสรรค์โครงการคุณภาพ ไม่ใช้กลยุทธ์เรื่องราคาเป็นตัวนำในการทำตลาด แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการเติบโตของภาคอสังหาฯอย่างต่อเนื่อง แต่ชินวะ กรุ๊ป จะนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มากมายในมือ มาสร้างโอกาสในการพัฒนาโครงการ และนโยบายการทำตลาดของกลุ่มบริษัทแม่ จะมีทั้งพื้นที่เพื่อขายและเก็บไว้บางส่วนเพื่อบริหารงานแบบให้เช่า สำหรับโครงการรูเนะสุ ทองหล่อ 5 มั่นใจว่าเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกของภูมิภาคเอเชีย ไม่ซ้ำแบบใครแน่นอน” มร.ยามาเบะกล่าว โครงการรูเนะสุ ทองหล่อ 5 ดำเนินงานโดย บริษัท ดับเบิ้ลยู-ชินวะ จำกัด ตั้งอยู่บนที่ดินประมาณ 1 ไร่ ในซอยทองหล่อ 5 เป็นคอนโดมิเนียมโลวไรส์ 8 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 156 ยูนิต มี 2 type ให้เลือก ทั้งขนาด 1 และ 2 ห้องนอน พื้นที่ 29-65 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท ออกแบบโครงการและฟังก์ชั่นการใช้งานให้มีบรรยากาศการอยู่อาศัยแบบญี่ปุ่นแท้จริง เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการอสังหาฯในไทย ทั้งการใช้วัสดุก่อสร้าง-ตกแต่งบางส่วนนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น อาทิ ห้องน้ำระบบใหม่ที่พื้นสามารถแห้งได้อย่างรวดเร็วภายใน 3 นาที, Kara Kara Tile สุดยอดกระเบื้องเทคโนโลยีใหม่จากญี่ปุ่นที่ช่วยควบคุมความชื้นและป้องกัน  ไรฝุ่นภายในห้องนอน เป็นต้น สำหรับพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกครบสมบูรณ์ ด้วยสวนญี่ปุ่น สระว่ายน้ำ ออนเซนต้นตำรับแท้จากญี่ปุ่น ที่ฝึกซ้อมกอล์ฟ Auto Parking ระบบรักษาความปลอดภัย ฯลฯ กำหนดเปิดขายอย่างเป็นทางการ ไตรมาส 2 ปี 2560 คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างไตรมาส 3 ปี 2560 แล้วเสร็จไตรมาส 4 ปี 2561 มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท
‘เอพี’ และ ‘มิตซูบิชิ เอสเตท’ จับมือพันธมิตรแข็งแกร่งต่อเนื่องปีที่ 4 ครั้งแรกของวงการอสังหาฯ ไทย เดินหน้าจัดตั้งบริษัทแม่ทุนจดสูงสุดถึง 6,100 ล้าน

‘เอพี’ และ ‘มิตซูบิชิ เอสเตท’ จับมือพันธมิตรแข็งแกร่งต่อเนื่องปีที่ 4 ครั้งแรกของวงการอสังหาฯ ไทย เดินหน้าจัดตั้งบริษัทแม่ทุนจดสูงสุดถึง 6,100 ล้าน

กรุงเทพฯ (24 ม.ค. 60) – วันนี้ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สำหรับคนเมือง ที่มุ่งสร้างความแตกต่างด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมดีไซน์เพื่อพื้นที่ใช้สอยที่ไม่จำกัด แถลงความสำเร็จครบรอบ 3 ปีความร่วมมือระหว่างสองผู้พัฒนาอสังหาฯ ชั้นนำ "เอพี ไทยแลนด์" และ "มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป" (หรือ MEC) เผยแนวทางการดำเนินงานร่วมกันภายใต้กลยุทธ์ 'AP Think Different' เพื่อมุ่งพัฒนาความร่วมมือที่ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ตลอดระยะเวลา 3 ปีของความร่วมมือมากกว่าเรื่องของการลงทุนนั่นคือ ความเชื่อมั่นที่ทางมิตซูบิชิ เอสเตทมีต่อเอพีและประเทศไทย ดังจะเห็นได้จากโครงสร้างการดำเนินธุรกิจที่เอพีและมิตซูบิชิ เอสเตท เป็นพันธมิตรรายแรกที่มีโมเดลการร่วมทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยที่แตกต่างจากรายอื่น คือ การจัดตั้งบริษัทแม่ในไทย ด้วยทุนจดทะเบียนที่สูงถึง 6,100 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ “บริษัท พรีเมียม เรสซิเดนท์ จำกัด” เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการภายใต้การร่วมทุน โดยทางมิตซูบิชิ เอสเตทได้ส่งทีมงานจากญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มานั่งทำงานประจำร่วมกับทีมงานเอพีอีกด้วย ทั้งนี้ ในปี 2560 ซึ่งก้าวสู่ปีที่ 4 ของการร่วมทุน ทั้งเอพีและ MEC เรายังคงวางแผนพัฒนาคอนโดมิเนียมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรกเราพร้อมเปิดตัว 2 โครงการใหญ่แห่งปี ได้แก่ Life วัน ไวร์เลส และ Life ลาดพร้าว และบริษัทฯ ยังมีแผนเปิดตัวโครงการอื่นๆ อีกซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกัน ซึ่งจากการร่วมทุนครั้งแรกเมื่อปี 2557 จนถึงวันนี้เอพีและมิตซูบิชิ เอสเตท พัฒนาโครงการร่วมกันมูลค่าสูงถึง 47,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 3 ปี เอพีและ MEC ร่วมกัน "สร้างความแตกต่าง" ด้วยการพัฒนาคอนโดมิเนียมมาแล้วทั้งสิ้น 8 โครงการ มูลค่ารวม 27,000 ล้านบาท ทั้ง 8 โครงการมียอดขายรวมเฉลี่ย 85% และในไตรมาส 4 ของปี 2559 ถือเป็นครั้งแรกที่โครงการภายใต้การร่วมทุนก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่มากถึง 4 โครงการ ได้แก่ (1) RHYTHM สุขุมวิท 36 – 38 (2) ASPIRE รัชดา - วงศ์สว่าง (3) ASPIRE สาทร – ท่าพระ (4) RHYTHM อโศก 2 โดยทั้ง 4 โครงการมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ถือว่าสร้างความน่าพึงพอใจได้เป็นอย่างมากทั้งสำหรับเอพี และ MEC คุณอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอพี ไทยแลนด์ คุณอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า "ผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่ 'เอพี ไทยแลนด์' และ 'มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป' ได้ดำเนินธุรกิจร่วมกันตลอดระยะเวลา 3 ปีของความร่วมมือ มากกว่าเรื่องของเมล็ดเงินคือการได้ร่วมลงทุนในด้านองค์ความรู้ที่ครอบคลุมการพัฒนาที่อยู่อาศัย การพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นและจริงจัง ไปจนถึงการร่วมยกระดับมาตรฐานวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยอีกด้วย ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างมีจุดแข็งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันคือ MEC ได้ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญในด้านดีไซน์และการออกแบบสเปซ รวมถึงกระบวนการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ในส่วนของเอพีก็ได้แบ่งปันและให้คำแนะนำหลักการดำเนินธุรกิจอสังหาฯ ในประเทศไทยให้กับ MEC ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นมิตรภาพและความร่วมมือที่ก้าวหน้าและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง" ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 4 แห่งความร่วมมือ เรายังคงเน้นการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ "AP Think Different" ซึ่งเป็นแนวทางหลักในการทำธุรกิจของเอพี และยังจะได้นำมาใช้กับการยกระดับความร่วมมือระหว่างเอพีและ MEC ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) นวัตกรรมสเปซและเทคโนโลยี มุ่งมั่นที่จะสร้างความแตกต่างในเรื่องพื้นที่ใช้สอยและความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต (2) องค์ความรู้และผลิตภัณฑ์ที่อยู่อาศัยคุณภาพ อันจะนำไปสู่อุดมการณ์ยิ่งใหญ่ร่วมกันในการยกระดับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย (3) ร่วมกันสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต สังคมไทยและชุมชน อันนำไปสู่ "การใช้ชีวิตคุณภาพ" ให้กับลูกบ้านและสังคมภายนอกต่อไป มร. มาเอดะ มิซูฮิโระ Senior Executive Officer, Mitsubishi Jisho Residence มร. โชจิโร โคจิมา กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท เอเชีย ในนามของมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป กล่าวว่า "บริษัทฯ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ 'เอพี ไทยแลนด์' บริษัทผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย องค์กรที่มีทีมงานที่เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ และมีระบบการทำงานที่ยอดเยี่ยม ซึ่งผลจากการร่วมมือกันถือเป็นที่น่าพึงพอใจอย่างมาก ทั้งในส่วนของยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์” มร. โคจิมา กล่าวเสริมว่า “สำหรับแนวทางการดำเนินงานจากวันนี้ไป ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายในการลงทุนสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในเรื่องของการเติบโต และโอกาสในการลงทุน ด้วยแผนการพัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคมอย่างรถไฟฟ้าที่ส่งผลต่ออัตราการขยายตัวของชุมชมเมืองใหม่ๆ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมติดแนวรถไฟฟ้าในเมืองที่เอพีเป็นผู้นำและเป็นเจ้าตลาด” “ปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมีความน่าสนใจ โดยเรายังคงลงทุนร่วมกับทางเอพีอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 นี้เราตั้งเป้าจะพัฒนาโครงการร่วมกับเอพีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท” มร. โคจิมา กล่าว ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 4 แห่งความร่วมมือ เอพียังคงเน้นการดำเนินกลยุทธ์ "AP Think Different" ซึ่งเป็นแนวทางหลักในการทำธุรกิจของเอพี และยังจะได้นำมาใช้กับการยกระดับความร่วมมือระหว่างเอพีและ MEC ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ นวัตกรรมสเปซและเทคโนโลยี: เรามุ่งมั่นที่จะสร้างความแตกต่างในเรื่องพื้นที่ใช้สอยพร้อมด้วยความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตภายในโครงการที่อยู่อาศัยแบรนด์เอพี ผ่านการผสานวิสัยทัศน์เรื่อง AP Digital Community ที่จะเข้ามาส่งเสริมให้รูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในโครงการเอพีให้สะดวกสบาย ด้วยการผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยภายใต้แนวคิด IOT (Internet of Things) เข้ากับการออกแบบสเปซ จากวันนี้ไปการออกแบบสเปซจะไม่โฟกัสเฉพาะภายในยูนิตพักอาศัยเท่านั้น แต่ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดของพื้นที่ที่อยู่นอกห้อง คอนโดใหม่ๆ ของเอพีจากนี้ไปจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่เรานำเรื่อง IOT เข้ามาคิดร่วมในการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางเยอะมาก เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์การอยู่อาศัยในอนาคตของคนเมือง องค์ความรู้และผลิตภัณฑ์ที่อยู่อาศัยคุณภาพ: การแลกเปลี่ยน "เทคนิค" ต่างๆ ระหว่างเอพีและ MEC จะเป็นไปในทิศทางที่เจาะลึกมากยิ่งขึ้นในหลายระดับ หนึ่งในนั้นคือ การพัฒนา AP Check List ที่ร่วมกับทีมดีไซน์เนอร์และทีมตรวจสอบคุณภาพงานจากทาง MEC ซึ่ง AP Check List จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมมาตรฐานในการพัฒนาโครงการ ที่เริ่มตั้งแต่กระบวนการออกแบบ ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพงาน ซึ่งกำลังจะเสร็จสมบูรณ์ในเร็วๆ นี้ รวมถึงการให้ความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรการอบรมร่วมกับสถาบันเอพี อะคาเดมี่ สถาบันเพื่อการเรียนรู้ครบวงจรด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกในเมืองไทย และโปรแกรม 'AP Open House' ที่ส่งเสริมให้นักศึกษาฝึกงานของเอพีได้มีโอกาสเรียนรู้และได้ลงสนามจริงกับพันธมิตรชาวญี่ปุ่นด้วย ณ ประเทศญี่ปุ่น คุณภาพชีวิต สังคมและชุมชน: การทำงานร่วมกันระหว่างเอพีและ MEC ใน 'AP Design Lab' ไม่เพียงนำความแตกต่างมาสู่ผลิตภัณฑ์ที่อยู่อาศัยของเอพีเท่านั้น แต่เรายังได้ต่อยอดไปสู่การส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับสังคมและชุมชนอีกด้วย โดยหนึ่งในความสำเร็จที่นำความภาคภูมิใจมาให้เราและประเทศไทยคือโครงการสนามฟุตบอล และสำหรับปีนี้ เราและทาง MEC ยังคงร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ที่นำมาซึ่ง "การใช้ชีวิตคุณภาพ" ให้กับลูกบ้านและสังคมภายนอกต่อไป "จากก้าวแรกของการร่วมทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ร่วมกัน ในวันนี้เราภาคภูมิใจที่ได้เห็นมิตรภาพระหว่างเอพีและ MEC เจริญงอกงามในด้านอื่นๆ ด้วย ไม่มีอะไรที่จะน่าภาคภูมิใจมากไปกว่าการที่เอพีและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ได้ 'สร้างความแตกต่าง' ภายใต้ passion เดียวกันที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมที่อยู่อาศัยคุณภาพเพื่อยกระดับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย" คุณอนุพงษ์กล่าว คุณพิเชษฐ วิภวศุภกร กรรมการผู้อำนวยการ บมจ. เอพี ไทยแลนด์
SC ยุค 4.0 ประกาศแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกขยายเข้าตลาดที่อยู่อาศัยทุกระดับราคาพัฒนาบ้านรู้ใจ ตอบรับโลกยุค Connectivity พร้อมเปิด 17 โครงการ 27,000 ลบ. ในปี 60 มั่นใจรายได้ทะลุเป้า 20,000 ลบ. ในปี 62

SC ยุค 4.0 ประกาศแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกขยายเข้าตลาดที่อยู่อาศัยทุกระดับราคาพัฒนาบ้านรู้ใจ ตอบรับโลกยุค Connectivity พร้อมเปิด 17 โครงการ 27,000 ลบ. ในปี 60 มั่นใจรายได้ทะลุเป้า 20,000 ลบ. ในปี 62

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า “SC วางแผนยุทธศาสตร์เชิงรุก สำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในยุค 4.0 ยุคแห่ง Connectivity  ที่โลกเชื่อมต่อกันทั้งหมดด้วยระบบดิจิตอล เรามีแผนการเติบโตต่อเนื่อง 3 ปี โดยตั้งเป้าหมายในปี 2562 ทำรายได้เกิน 20,000 ล้านบาท ด้วยแผนยุทธศาสตร์ 4 ข้อคือ top-line growth: แผนยุทธศาสตร์เชิงรุก พัฒนาที่อยู่อาศัยในทุกระดับราคา รักษาฐานผู้นำส่วนแบ่งตลาดของกลุ่ม high-end และ รุกขยายเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของกลุ่ม mass human-centric innovation: ผสานนวัตกรรมพัฒนา "บ้านรู้ใจ" ในทุกระดับราคา เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกยุค 4.0 top quality: รักษามาตรฐานคุณภาพทั้งสินค้าและบริการ lean: ปรับ process ทั้งภายในและภายนอกให้เป็นระบบ digitization เพื่อความแม่นยำ และคล่องตัว และมีการปรับโครงสร้างองค์กรสำหรับยุค 4.0 ปัจจัยสำคัญสำหรับปี 2560 ภายใต้นโยบายใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่มีประธานาธิบดีคนใหม่จะมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกทั้งหมด และจะมีผลต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยทั้งในระยะกลางและระยะยาว ซึ่งมุมมองระยะสั้นสำหรับปีนี้ มี 2 เรื่องสำคัญที่ต้องจับตามอง คือ 1. หนี้ครัวเรือนเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงมาก แต่ยังมีสัดส่วนต่อ GDP ที่สูงอยู่ และ 2. อัตราการปฏิเสธให้สินเชื่อจากธนาคาร (bank rejection) และhousing NPL ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ทั้ง 2 เรื่องเป็นความท้าทายต่อการเติบโตของธุรกิจอสังหาฯ ในปีนี้ อย่างไรก็ตามคาดการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้จะเติบโตมากกว่า 5% ด้วย GDP ของประเทศไทยยังมีการเติบโตมากกว่า 3% ต่อปี นอกจากนี้กำลังซื้อของกลุ่มที่อยู่อาศัยราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป ยังมีความแข็งแรงอยู่” โดยในปี 2560 SC มีเป้าหมายรายได้ 14,800 ล้านบาท และยอดขาย 16,000 ล้านบาท เติบโต 38% พร้อมแผนเปิดโครงการใหม่ ทั้งหมด 17 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 27,000 ล้านบาท ในครึ่งปีแรกเปิด 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 14,000 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว  4 โครงการ และ คอนโดมิเนียม 2 โครงการ ส่วนครึ่งปีหลังเปิด 11 โครงการ เป็นโครงการแนวราบ มูลค่ารวม 13,000 ล้านบาท ในส่วนอาคารสำนักงานแห่งใหม่ SC Tower ที่ได้รับความสำเร็จ ปัจจุบันมียอดจองครบ 100 % เรียบร้อยแล้ว และพร้อมเปิดดำเนินการในปลายไตรมาส  1 นี้ นายณัฐพงศ์กล่าวอย่างมั่นใจว่า “ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างไร SC พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งปริมาณควบคู่ไปกับคุณภาพ”
ฮาบิแทท กรุ๊ป เตรียมเปิดโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท ชูศักยภาพตลาดพัทยา ขยายตัวผุด ‘ครอสทู พัทยา โอเชี่ยนเฟียร์’ พูลวิลล่าหรูริมชายหาด แห่งเดียวในพัทยา

ฮาบิแทท กรุ๊ป เตรียมเปิดโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท ชูศักยภาพตลาดพัทยา ขยายตัวผุด ‘ครอสทู พัทยา โอเชี่ยนเฟียร์’ พูลวิลล่าหรูริมชายหาด แห่งเดียวในพัทยา

บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เตรียมเปิด 5 โครงการใหม่ปีนี้ มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท ประเดิมโครงการแรก ‘ครอสทู พัทยา โอเชี่ยนเฟียร์’ พูลวิลล่าสุดหรูริมชายหาด พร้อมบริการเต็มรูปแบบเสมือนโรงแรม 5 ดาว บนซอยนาจอมเทียน 56 มูลค่าโครงการกว่า 800 ล้านบาท การันตีผลตอบแทนสูง มั่นใจยอดขายสวนกระแสเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีแผนขยายการลงทุนมายังตลาดกรุงเทพ เน้น Low-rise luxury condominium ทำเลใจกลางเมือง นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ประสบการณ์แห่งการพักผ่อนรวมถึงการลงทุนที่คุ้มค่าและไม่เหมือนใคร เปิดเผยถึงแผนธุรกิจบริษัทในปี 2560 บริษัทมีแผนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 5 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยมีกลยุทธ์ด้านการลงทุนในทำเลหัวเมืองท่องเที่ยว ซึ่งจะเปิดต่อเนื่องในเขตพัทยา เนื่องจากได้ศึกษาตลาดท่องเที่ยวในพัทยาพบว่ายังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยใน 10 เดือนแรกของปี 2559 มีอัตราการเข้าพัก (occupancy rate) โดยเฉลี่ยเดือนละ 75% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ ดังนั้น บริษัทฯ จึงเชื่อว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนในพัทยา ยังมีช่องว่างของตลาดอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม และการท่องเที่ยว นอกจากนี้ โครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนต่างๆ ทั้งในและรอบๆพัทยา ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตัวของเมืองพัทยา ทำให้การเดินทางเข้าสู่พัทยาสะดวกสบายและรวดเร็วมากขึ้น อานิสงส์จากพัฒนาสาธารณูปโภคนี้ ส่งผลต่อการคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้นในอนาคตและมีการขยายจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่รอบๆ เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเมือง จะเห็นได้ว่ากลุ่มทุนต่างๆทั้งในประเทศ กลุ่มเชนโรงแรมใหญ่ๆ และกลุ่มนักลงทุนจากจีน เริ่มหันเข้ามาลงทุนในพัทยามากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างโครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนที่สำคัญ เช่น การขยายสนามบินอู่ตะเภา และการเปิดสายการบินระหว่างประเทศ บินตรงมายังอู่ตะเภา ทั้งจากจีน, มาเลเซีย, ประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, รวมทั้งจากรัสเซีย ที่จะเริ่มเปิดให้บริการในปีนี้ การขยายมอเตอร์เวย์กรุงเทพ – พัทยา โดยส่วนขยายที่กำลังก่อสร้างอยู่นี้จะมีทางออกที่มาถึงสัตหีบและนาจอมเทียนโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านตัวเมืองพัทยา โครงการเรือไฮสปีดเฟอร์รี่ระหว่างพัทยา – หัวหิน – กรุงเทพ ซึ่งจะเปิดให้บริการการเดินเรือเส้นทาง ระหว่างพัทยา – หัวหิน ในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ และคาดว่าจะวิ่งได้ครบทุกเส้นทางในปีถัดไป โครงการรถไฟความเร็วสูง จากกรุงเทพ – พัทยา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ หากสร้างเสร็จจะทำให้การเดินทางมาพัทยา ใช้เวลาเพียง 45 นาทีเท่านั้น พัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวเพียงแห่งเดียวในประเทศที่ล้อมรอบไปด้วยนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งและท่าเรือขนส่งสินค้าสำคัญ ทั้งนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมเหมราช ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด จึงทำให้มีจำนวนประชากรแฝง และอัตราการเข้าพักในเมืองพัทยาและเขตรอบๆ อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 นี้ บริษัทฯ มีแผนเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดกรุงเทพ โดยเน้นไปที่ Low-rise luxury condominium ทำเลใจกลางเมือง โดยเน้นทำคอนโดที่ขนาดไม่ใหญ่มาก จำนวนยูนิตไม่เยอะ มีความเป็นส่วนตัวสูง เน้นดีไซน์โมเดิร์นเรียบหรู ทำเลโดดเด่นและทำเลหายากรอบๆ CBD เช่น วิทยุ สุขุมวิท เป็นต้น เพราะบริษัทฯ เชื่อว่าที่ดินบนทำเลเหล่านี้ซึ่งมีอยู่จำกัด เป็นที่ต้องการของตลาดที่อยู่อาศัยอย่างแน่นอน ในส่วนเป้าหมายของยอดขายในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าว่าจะดันยอดขายที่เหลือ ของโครงการ Best Western Premier BayPhere Pattaya (เบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ เบย์เฟียร์ พัทยา) ที่เหลืออีก 40% ให้หมดภายในปีนี้ และวางเป้าการขายสำหรับโครงการที่เปิดใหม่ทุกโครงการในปี 2560 ให้ได้ถึง 60% - 80% ของแต่ละโครงการ ซึ่งประมาณการเป้าการขายรวมทั้งบริษัทฯ คิดเป็น 2,000 ล้านบาท ในส่วนของยอดการรับรู้รายได้ ในปีนี้จะมีโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ 1 โครงการในช่วงไตรมาส 2-3 คือ โครงการ X2 Vibe Pattaya SeaPhere (ครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์) คิดเป็นมูลค่า 300 ล้านบาท และมีการโอนกรรมสิทธ์โครงการพูล วิลล่า X2 Pattaya Oceanphere (ครอสทู พัทยา โอเชี่ยนเฟียร์) ที่ขายไปแล้วบางส่วน คิดเป็นประมาณ 200 ล้านบาท รวมยอดรับรู้รายได้ทั้งปี 500 ล้านบาท โดยโครงการปัจจุบันที่เปิดตัว คือ  X2 Pattaya Oceanpher (ครอสทู พัทยา โอเชี่ยนเฟียร์) พูลวิลล่า ตากอากาศสุดหรูพร้อมอยู่สไตล์ โมเดิร์น ลักซ์ชัวรี่  รีสอร์ท มูลค่าโครงการกว่า 800 ล้านบาท วิลล่าในโครงการออกแบบทิศทางของอาคารให้ทุกยูนิตสามารถรับลมจากฝั่งทะเล และมีความเป็นส่วนตัว โดยยกระดับของบ้านให้ลดหลั่น  นอกจากนี้ยังมีการให้บริการเต็มรูปแบบเสมือนอยู่ บูทีค รีสอร์ทภายใต้แบรนด์ ครอสทู  ซึ่งปัจจุบันมียอดจองแล้วกว่า 40 % โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นการซื้อเพื่อลงทุน 100% ตั้งเป้าปิดยอดขายได้ทั้งหมดภายในปี 2561 โครงการนี้ ตั้งอยู่ในซอยนาจอมเทียน 56 ห่างจากหาดที่สวยที่สุดของพัทยาตอนใต้เพียง 500 เมตร โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1 ห้องนอน ขนาด 138.5–193.5 ตร.ม. และ 2 ห้องนอน 201.5-267 ตร.ม. โดยทุกยูนิตมาพร้อมสระว่ายน้ำและสวนส่วนตัว ตกแต่งแบบ Fully Furnished ทั้งหลังพร้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบพิเศษ เช่น บันไดวนในบ้านแบบ 2 ห้องนอนที่ดีไซน์ให้เข้ากับสไตล์โมเดิร์น ลักซ์ชัวรี่และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบชุด ราคาเริ่มต้นที่ 9.79 – 15 ล้านบาท สำหรับ โครงการในปีที่ผ่านมาแม้สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมจะไม่นิ่ง แต่จากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์จำนวน 2 โครงการ เป็นโครงการที่เปิดมาก่อนในปี 2558 จำนวน 1 โครงการ คือ คอนโดมิเนียม X2 Vibe Pattaya SeaPhere (ครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์) บนทำเลซอยนาจอมเทียน 32 มูลค่าโครงการ 300 ล้านบาท ซึ่งปรากฏว่าขายได้หมดแล้ว 100% โดยกลุ่มผู้ซื้อ 80% เป็นคนไทยที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน  อีก 20% เป็นลูกค้าต่างชาติที่สนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในพัทยา เช่น ลูกค้าสิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน เป็นต้น ส่วน Best Western Premier BayPhere Pattaya (เบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ เบย์เฟียร์ พัทยา)  คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ติดชายหาด บนทำเลซอยนาจอมเทียน 18 มูลค่าโครงการ 700 ล้าน ซึ่งพรีเซลล์ไปเมื่อต้นเดือนกันยายน 2559 ที่ผ่านมา และมียอดจองไปแล้วกว่า 60% ภายในเวลา 4 เดือน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมค่อนข้างชะลอตัว โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ในปีที่ผ่านมา แต่พบว่ากลุ่มลูกค้า 100% เป็นคนไทย ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพ จากข้อมูล 2 โครงการดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่ายังมีกำลังซื้อของผู้บริโภคอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งมองหาแหล่งลงทุน โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายจาก 2 โครงการ จำนวน 700 ล้านบาท

1 ... 65 66 67 ... 75