ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 ... 67 68 69 ... 76
ทรัสต์ SRIPANWA รับการท่องเที่ยวภูเก็ตบูม หนุนศักยภาพธุรกิจโรงแรม ดันอัตราการเข้าพักเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้น ช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดี

ทรัสต์ SRIPANWA รับการท่องเที่ยวภูเก็ตบูม หนุนศักยภาพธุรกิจโรงแรม ดันอัตราการเข้าพักเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้น ช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดี

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา (SRIPANWA) เข้าเทรดวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 23 ธันวาคมนี้  หลังได้รับการตอบรับที่ดีจากการเสนอขายให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา นักลงทุนทั่วไปที่เป็นผู้มีอุปการคุณของเจ้าของทรัพย์สินและบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน ผู้มีอุปการคุณของผู้จัดจำหน่ายหน่วยทรัสต์และนักลงทุนสถาบัน ที่ราคาหน่วยละ 10.80 บาท มั่นใจกองทรัสต์จะให้ผลตอบแทนการลงทุนที่น่าพอใจจากศักยภาพทรัพย์สินที่โดดเด่น ทั้งทำเลที่ตั้ง ชื่อเสียงการบริการและความเชี่ยวชาญในการบริหารโรงแรม แถมได้รับแรงหนุนจากภาพรวมธุรกิจโรงแรมในภูเก็ตที่เติบโตได้ดีและโครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัด     นางสาววรดา ตั้งสืบกุล รองผู้จัดการใหญ่ Investment Banking Coverage ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กองทรัสต์ ‘SRIPANWA’ หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา เปิดเผยว่า หน่วยลงทุนของทรัสต์  SRIPANWA ได้เข้าจดทะเบียนซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 23 ธ.ค.นี้ ซึ่งด้วยศักยภาพของทรัพย์สินที่เข้าลงทุนจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี หลังจากก่อนหน้านี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากการเสนอขายหน่วยลงทุนของทรัสต์ ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา (กองทุนรวม SPWPF) นักลงทุนทั่วไปที่เป็นผู้มีอุปการคุณของเจ้าของทรัพย์สินและบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน ผู้มีอุปการคุณของผู้จัดจำหน่ายหน่วยทรัสต์และนักลงทุนสถาบัน ในราคาหน่วยละ 10.80 บาท  รวมทั้งการแลกเปลี่ยนทรัพย์สินและภาระของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา หรือ SPWPF กับหน่วยทรัสต์ SRIPANWA จากการแปลงสภาพกองทุนรวม SPWPF เป็นกองทรัสต์ SRIPANWA โดยมูลค่ากองทรัสต์ SRIPANWA ณ มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) ที่  11.3121 บาทต่อหน่วย เท่ากับ 3,157 ล้านบาท ทั้งนี้ SRIPANWA ถือเป็นทรัสต์กองแรกที่แปลงสภาพจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มาเป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) โดยได้แปลงสภาพมาจากกองทุนรวม SPWPF เพื่อรองรับการลงทุนเพิ่มเติมในสินทรัพย์หรือขยายขนาดสินทรัพย์ เพิ่มผลตอบแทนและเพิ่มสภาพคล่องของกองทรัสต์ โดยได้เข้าซื้อและรับโอนทรัพย์สินที่ลงทุนครั้งแรกในกองทุนรวม SPWPF ได้แก่ โครงการโรงแรมส่วนที่ 1 จำนวน 45 ยูนิต ที่ประกอบด้วยบ้านพักแบบวิลล่าหรูและห้องพักโรงแรมหรูพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว พร้อมทั้งเข้าลงทุนในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่จะลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ได้แก่ โครงการโรงแรมส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นห้องพักโรงแรมหรู 2 อาคาร จำนวน 30 ห้องพัก ในอาคารเดอะฮาบิตะ และบ้านพักตากอากาศ X29 ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยว 3 ชั้น บนที่ดินรวม 6 ไร่ 50.6 ตารางวา ในจังหวัดภูเก็ต “เชื่อว่าทรัสต์ SRIPANWA จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน หลังได้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ  เนื่องจากทรัพย์สินของโครงการโรงแรมศรีพันวาที่ทรัสต์ได้เข้าไปลงทุนนั้น จัดอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 15 กิโลเมตร จึงมีโอกาสที่มูลค่าทรัพย์สินจะปรับเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต โดย ณ ราคาเสนอขายที่หน่วยละ 10.80 บาท มีประมาณการอัตราผลตอบแทนในปีแรกเท่ากับร้อยละ 6.75” นางสาววรดา กล่าว นายวรสิทธิ อิสสระ ประธานกรรมการ บริษัท ชาญอิสสระ รีท แมเนจเมนท์ จำกัด ในฐานะผู้ก่อตั้ง ทรัสต์ ผู้จัดการกองทรัสต์และผู้เสนอขายหน่วยทรัสต์ กล่าวว่า  บริษัทฯ มั่นใจในศักยภาพและความโดดเด่นของทรัพย์สินที่ทรัสต์ SRIPANWA เข้าลงทุน ซึ่งบริหารงานโดยทีมงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจโรงแรม โดยทรัพย์สินที่เข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ได้แก่ ห้องพักโรงแรมแบบพูลสวีทและเพนท์เฮาส์ จำนวน 30 ห้องพัก มีจุดเด่นที่มองเห็นวิวทะเลอันดามันได้ทุกห้อง  ส่วนบ้านพักตากอากาศ X29 ขนาด 5 ห้องนอน เน้นความหรูหราและเป็นส่วนตัว จึงสามารถรองรับนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อระดับบน นอกจากนี้ ยังประเมินว่าทรัพย์สินที่ทรัสต์เข้าลงทุนนั้น มีศักยภาพเติบโตจากปัจจัยเกื้อหนุนจากภาพรวมธุรกิจโรงแรมและการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัดภูเก็ตในอนาคต โดยพบว่าในปีที่ผ่านมาอัตราเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมระดับ 5 ดาวในภูเก็ต เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 71 (ปี 2557 อยู่ที่ร้อยละ 69) ส่วนปี 2559 นั้นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75 ขณะที่ภาครัฐมีโครงการและแผนลงทุน อาทิ การลงทุนขยายสนามบินนานาชาติภูเก็ตระยะที่ 2 เพื่อรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 12.5 ล้านคนต่อปี จากเดิม 6.5 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยวบนเกาะภูเก็ต
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านเชื่อมั่นธุรกิจปี’60ฟื้น

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านเชื่อมั่นธุรกิจปี’60ฟื้น

คุณพิชิติ อรุณพัลลภ (ที่4จากขวามือ) นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน และคุณธีร์ บุญวาสนา (ที่4จากซ้ายมือ) อุปนายกฝ่ายวิชาการสมาคมฯพร้อมด้วยกรรมการของสมาคมฯ ร่วมแถลงข่าวถึงผลการดำเนินงานของสมาคมฯในรอบปี2559พร้อมกับแสดงวิสัยทัศน์ถึงความเชื่อมั่นภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในปี 2560 เติบโตกว่า10% หลังได้แรงหนุนการลงทุนของภาครัฐ เดินหน้าจัดกิจกรรมการตลาดเพื่อสนับสนุนการขายของสมาชิกในปี 2560 พร้อมยังได้เพิ่มพูนความรู้ยกระดับการดำเนินธุรกิจให้กับสมาชิกของสมาคมฯในด้านต่างๆเติบโตอย่างยั่งยืน
โครงการ เดอะ เครสตัน ฮิลส์ เขาใหญ่ สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ยืนหยัดต่อสู้หลุดข้อกล่าวหาที่ดินรุกล้ำพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

โครงการ เดอะ เครสตัน ฮิลส์ เขาใหญ่ สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ยืนหยัดต่อสู้หลุดข้อกล่าวหาที่ดินรุกล้ำพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

22 ธันวาคม 2559 - บริษัท ภูพบฟ้า จำกัด เจ้าของและผู้พัฒนาโครงการที่พักอาศัยระดับหรู The Creston Hills (เดอะ เครสตัน ฮิลส์) เขาใหญ่  แถลงข่าวถึงความชอบธรรมของการครอบครองที่ดิน และได้ข้อยุติกรณีพิพาทระหว่างบริษัทฯ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรื่องการสร้างแนวรั้วโครงการฯ รุกล้ำเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และเขตป่าไม้ถาวรที่ยืดเยื้อมาเกือบ 2  ปี นายนิพนธ์ ปิ่นศรีศิริรัตน์ กรรมการ บริษัท ภูพบฟ้า จำกัด แถลงวันนี้ว่า “เกือบ 2 ปีแห่งการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของบริษัทฯ ที่ผ่านมาเป็นเวลาที่ยาวนานแต่ก็คุ้มค่า เพราะในที่สุดเราก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าพื้นที่ของบริษัทฯ จำนวน 1.98 ไร่ ที่เป็นแนวรั้วโครงการเดอะ เครสตัน ฮิลส์ (The Creston Hills) ไม่ได้รุกล้ำพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และเขตป่าไม้ถาวรตามที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด ซึ่งกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นในครั้งนี้นอกจากทำให้เราสูญเสียโอกาสจากรายได้ถึงกว่า 1,000 ล้านบาทแล้วยังส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของโครงการ เดอะ เครสตัน ฮิลส์ เป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ดี    การเรียกร้องความยุติธรรมครั้งนี้ บริษัทฯ หวังว่าจะเป็นตัวอย่างให้แก่เจ้าของโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นที่ควรยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิและความถูกต้องหากต้องประสบกรณีข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับทางบริษัทฯ  นับจากนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าโครงการ เดอะ เครสตัน ฮิลส์ จะได้รับความไว้วางใจและความมั่นใจจากผู้ที่สนใจในโครงการฯ มากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน” สำหรับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี ที่ผ่านมา ทางบริษัทฯ ได้ดำเนินการต่อสู้เรียกร้องถึงความชอบธรรมและถูกต้องของเอกสารต่างๆ  มาโดยตลอด จนพิสูจน์ได้ถึงความโปร่งใส  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นหลักๆ ดังนี้ เรื่องการสร้างรั้วรุกเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เนื้อที่ 1.98 ไร่ ซึ่งทางโครงการฯ มิได้สร้างรั้วรุกล้ำแนวเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ตามที่กล่าวอ้าง และรั้วของโครงการฯ ทั้งหมดได้สร้างอยู่ในแนวโฉนดที่ดินของโครงการ ซึ่งมีรายละเอียดปรากฏตามเอกสารยืนยันจากหนังสือสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 ลงวันที่ 27 เมษายน 2552 และหนังสือจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 เรื่องการได้มาของโฉนดที่ดิน การได้มาซึ่งที่ดินทั้งหมดของโครงการฯ เป็นการได้มาจากการซื้อขาย ที่บริษัทฯ ได้มีการตรวจสอบที่ดินทุกแปลงแล้วปรากฏว่าเอกสารสิทธิของที่ดินทุกแปลงได้มาจาก สค.1 นับแต่ปี 2498 และ 3. เรื่องแนวเขตป่าไม้ถาวร ซึ่งที่ดินของโครงการทั้ง 20 แปลง มิได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ซึ่งได้มีการร่วมตรวจสอบที่ดินในโครงการทั้งหมด โดยกรมพัฒนาที่ดิน โครงการ เดอะ เครสตัน ฮิลส์ เป็นโครงการที่พักอาศัยหรูสไตล์ร่วมสมัยแบบอเมริกันบนพื้นที่ 200 ไร่ โอบล้อมด้วยภูเขารอบด้าน โดยพื้นที่แบ่งเป็นโครงการบ้านทั้งหมด 57 หลัง มีแบบบ้านให้เลือก 4 แบบ ในราคาเริ่มต้นที่ 65,000 บาท – 75,000 บาทต่อตารางวา  นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการฯ เน้นการผสมผสานระหว่างการใช้ประโยชน์พื้นที่ในรูปแบบต่างๆ อาทิ  ที่อยู่อาศัย  พาณิชยกรรม และพื้นที่สันทนาการเข้าด้วยกัน
เดอะคิวบ์ พลัส แจ้งวัฒนะ ทำกราฟรายได้ปี 59 พุ่ง ปลื้มยอดโอนกว่า 95%

เดอะคิวบ์ พลัส แจ้งวัฒนะ ทำกราฟรายได้ปี 59 พุ่ง ปลื้มยอดโอนกว่า 95%

นายวิชิต อำนวยรักษ์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวบ์ เรียล พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้บริหารโครงการ The Cube Condominium  ยอมรับว่าปลื้มโครงการเดอะคิวบ์ พลัส แจ้งวัฒนะ (The Cube Plus Chaengwattana) ตั้งแต่เปิดโครงการฯ พร้อมกันทั้ง 5 อาคาร กระแสตอบรับดีมาโดยตลอดซึ่งในขณะนี้โครงการฯ สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่อาศัยได้แล้ว มียอดการโอนกรรมสิทธิ์แล้วกว่า 95% จากทั้งหมด 482 ยูนิต ส่งผลให้กราฟรายได้ของบริษัทในปี 2559 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า และยังคงโตต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกปี 2560 และมั่นใจว่าอีก 5% ที่เหลือจะปิดยอดการขายและโอนกรรมสิทธิ์ได้ไม่เกินไตรมาสแรกของปี 2560 อย่างแน่นอน เพราะความต้องการที่พักแนวสูงอย่างคอนโดมิเนียมบนถนนแจ้งวัฒนะมีเข้ามาซื้ออย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้บริษัทฯ ได้วางแผนรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์และขยายธุรกิจเต็มกำลังโดยจะเปิดโครงการใหม่ในปี 2560 เพิ่มอีกอย่างน้อย 5 โครงการ ทั้งแนวสูงและแนวราบบนทำเลศักยภาพ เน้นสะดวกทุกการเดินทางทั้งติดแนวรถไฟฟ้า ใกล้แหล่งงาน และย่านธุรกิจ ในกรุงเทพและปริมณฑล เพื่อสนองตอบความต้องการของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตที่ต้องการอยู่อาศัยเองและเพื่อลงทุน ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการฯ ที่เปิดขายอยู่และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเป็นอย่างดีคือ เดอะคิวบ์ พลัส แจ้งวัฒนะ และเดอะคิวบ์ ประชาอุทิศ สร้างเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์และเข้าอยู่ได้แล้ว ส่วนเดอะคิวบ์ นวมินทร์ และเดอะคิวบ์ พลัส มีนบุรี  เปิดพรีเซลและอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโดยคาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2560 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1246 (ทุกวันไม่เว้นวันหยุด) และติดตามความเคลื่อนไหวทางเฟซบุ๊ค : www.facebook.com/The Cube-Condo และ www.thecube-condo.com
“เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป” เร่งเครื่องปั๊มรายได้ปีหน้าเติบโต 100% เตรียมลุยคอนโดแห่งแรกแนวรถไฟฟ้า ย่านจรัญสนิทวงศ์

“เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป” เร่งเครื่องปั๊มรายได้ปีหน้าเติบโต 100% เตรียมลุยคอนโดแห่งแรกแนวรถไฟฟ้า ย่านจรัญสนิทวงศ์

เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป (BAG) มั่นใจรายได้ปีนี้ปิดตามเป้า 400 ล้านบาท ชูโครงการใหม่ผลตอบรับดีทุกโครงการ เชื่อมั่นปีหน้าตลาดเรียลมานด์ขยายตัวอีก 5-10%  คาดธนาคารพาณิชย์ผ่อนคลายนโยบายด้านสินเชื่อ ตั้งเป้ารายได้เติบโต 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100% จากปี 2559 เตรียมขยายโครงการทาวน์โฮม 2-3 ชั้น บนทำเลใหม่ 2 โครงการ พร้อมลุยคอนโด โลว์ไรส์ แห่งแรกของบริษัทฯ บนทำเลทองย่านถนนจรัญสนิทวงศ์ แนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ตอบโจทย์ตลาดคนรุ่นใหม่ เผยจุดแข็งมีทีมวิจัยศึกษาความต้องการของตลาดก่อนเข้าลงทุนพัฒนาได้ในทุกทำเล นายทรงพล ศรีวงศ์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป จำกัด (BAG) ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างยาวนานมากกว่า 10 ปี ภายใต้แบรนด์ เบล็ส วิลล์ (BLESS VILLE)  และเบล็ส ทาวน์ (BLESS TOWN) เปิดเผยว่า มั่นใจอย่างยิ่งว่าปี 2559 บริษัทฯ จะสามารถทำรายได้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 400 ล้านบาท แม้ว่าในปีนี้จะมีผลกระทบจากหลายปัจจัย แต่ด้วยกลยุทธ์การตลาดและความยืดหยุ่นในการพัฒนาโครงการใหม่ออกมาตอบโจทย์ผู้บริโภคมากที่สุด ทำให้ทุกโครงการของบริษัทฯ ที่เปิดขายในปีนี้มีผลตอบรับที่ดีตลอดทั้งปี 2559 สำหรับมุมมองต่อภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2560 น่าจะเป็นอีกหนึ่งปีที่มีความท้าทายอย่างมาก แต่ด้วยบริษัทฯ ซึ่งเป็นรายเล็กของตลาดมีข้อได้เปรียบในการปรับกลยุทธ์ได้ง่ายกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ ดังนั้นมีความเชื่อมั่นว่าตลาดยังคงเติบโตได้ในอัตราประมาณ 5-10% โดยเฉพาะกลุ่มตลาดเรียลดีมานด์ ซึ่งมีความต้องการที่อยู่อาศัยที่พร้อมเข้าอยู่ทัน คาดว่าจะมาเร่งตัดสินใจซื้อในปี 2560 จำนวนมาก ขณะที่กลุ่มที่จะต้องระวังอย่างมาก คือตลาดการลงทุน กลุ่มผู้ซื้อเก็งกำไร “ทิศทางปีหน้า น่าสนใจมากเพราะผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดมองว่าน่าจะทรงๆ ตัว แต่ในมุมมองของบริษัทฯ เชื่อว่าเราจะได้เห็นความต้องการตลาดเรียลดีมานด์อัดอั้นจากปีนี้ไหลสู่ปี 2560 จำนวนมาก หลังจากที่ปี 2559 ธนาคารพาณิชย์มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่ออย่างชัดเจน จนทำให้อัตราผู้กู้สินเชื่อบ้านไม่ผ่านมีสัดส่วนที่สูง เพราะแบงก์มีกังวลกับหลายๆ ปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจไทยและต่างประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย แต่อย่างไรก็ดีก็ส่งผลลบต่อผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งที่ปีนี้ถือว่าพลาดเป้ามาก ดังนั้นบริษัทฯ เชื่อว่าปี 2560 ธนาคารพาณิชย์น่าจะมีนโยบายผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านสินเชื่อออกมา เพื่อกระตุ้นตลาด และทำให้ผลประกอบการของบริษัทฯ ฟื้นตัวจากปีนี้” นายทรงพล กล่าวว่า ในปี 2560 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้จะแตะที่ 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 100% จากรายได้ 400 ล้านบาทในปี 2559 ด้วยบริษัทฯ มีนโยบายสร้างบ้านเสร็จก่อนเปิดขายบางส่วน ออกมารองรับความต้องการของกลุ่มตลาดเรียลดีมานด์ที่ต้องการเข้าอยู่ทันทีและมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นในปี 2560 ประกอบกับบริษัทฯ มีแผนจะขยายการลงทุนประเภททาวน์โฮม ขนาด 2-3 ชั้น เจาะกลุ่มสตาร์ท-อัพ ภายใต้แบรนด์ เบล็ส วิลล์ (BLESS VILLE)  และเบล็ส ทาวน์ (BLESS TOWN) บนทำเลใหม่เพิ่มอีก 2-3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 800-1,200 ล้านบาท นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังมีแผนงานด้านกลยุทธ์ในการพัฒนาสินค้าประเภทใหม่ๆ ออกมาตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทฯ ที่เน้นจับตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยในปี 2560 บริษัทฯ มีแผนจะพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม ประเภทโลว์ไรส์ (Low Rise) ในทำเลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงต้นปี ปัจจุบันได้เริ่มงานก่อสร้างไปแล้ว และคาดว่าจะเริ่มโอนได้ประมาณไตรมาส 4 ปี 2560 ในราคาที่รับรองว่าคุ้มค่าที่สุดตามนโยบายของบริษัทฯ ซึ่งในการทำสินค้าแต่ละราคาแต่ละทำเล มาจากการทำงานของทีมวิจัยที่มีการศึกษาตลาดและพัฒนาสินค้าที่ตอบสนองผู้บริโภคมากที่สุดในทุกทำเลที่เข้าไปลงทุน สำหรับผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมโครงการภายใต้การพัฒนาของบริษัทฯ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร Call Center 086-677-3333 หรือเข้าดูรายละเอียดได้ที่ www.bagroup.co.th
เน็กซัสชี้แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยปี 60 เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ทำเล กลางเมืองยังคงเนื้อหอมสำหรับกลุ่มผู้พัฒนาซูเปอร์ลักชัวรี่

เน็กซัสชี้แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยปี 60 เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ทำเล กลางเมืองยังคงเนื้อหอมสำหรับกลุ่มผู้พัฒนาซูเปอร์ลักชัวรี่

นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เผยผลสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครในปี 2559 ว่า “ตลาดที่อยู่อาศัยยังคงเติบโตในอัตราที่คงที่ ราคาคอนโดมิเนียมโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นถึง 14% โดยตลาดคอนโดหรูในเมืองมีอัตราการขึ้นของราคาที่มากกว่าเมื่อเทียบกับ ตลาดรอบนอก อุปทานใหม่ในตลาดชะลอตัวเล็กน้อยซึ่งเป็นผลดี ทำให้ภาพรวมตลาดมีการดูดซับห้องชุดที่เปิดก่อนหน้านี้ไปได้มากพอสมควร” ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร อุปทาน แม้ว่าสถานการณ์ของตลาดโดยรวมจะค่อนข้างคงที่ และในช่วงไตรมาสที่ 4 ผู้พัฒนาโครงการตัดสินใจชะลอการเปิดตัวโครงการไปบางส่วน แต่ในปี 2559 อุปทานของคอนโดมิเนียมใหม่ที่เปิดในตลาดมีถึง 40,000 หน่วย จาก 94 โครงการ ซึ่งทำให้มีคอนโดมิเนียมในตลาดรวมทั้งสิ้นถึง 487,000 หน่วย โดยยอดห้องชุดเปิดตัวใหม่ ต่ำกว่าปี 2558 ประมาณ 25% เท่านั้น (จำนวนห้องชุดเปิดใหม่ในปี 2558 มีทั้งสิ้น 53,000 หน่วย) สำหรับทำเลที่มีซัพพลายเพิ่มขึ้นมากที่สุด 3 อันดับแรกในปีที่ผ่านมาคือ  1. พระโขนง สวนหลวง  (10,700 หน่วย) 2. พญาไท รัชดาภิเษก (9,200 หน่วย) และ 3. งามวงศ์วาน ติวานนท์  (6.900 หน่วย) โดยคิดเป็นจำนวนหน่วยมากกว่า 67% ของคอนโดมิเนียมที่เปิดใหม่ทั้งหมด สำหรับประเด็นที่น่าจับตามอง คือ ถึงแม้ว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี การเปิดตัวคอนโดมิเนียมจะมีการชะลอตัวบ้าง แต่ 70% ของคอนโดมิเนียมใหม่ที่เปิดใหม่ในปีนี้ ยังคงเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลังดังนั้นแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการยังคงเชื่อมั่นในการเติบโตของตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร อุปสงค์ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ยอดขายใหม่ของคอนโดมิเนียมในตลาดเฉลี่ยที่ 51,200 หน่วยต่อปี สำหรับปี 2559 คอนโดมิเนียมที่เปิดขายอยู่ในตลาดมียอดขายใหม่ 46,100 หน่วย ซึ่งต่ำกว่ายอดขายเฉลี่ย 5 ปี ประมาณ 10% อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลดลงของห้องชุดเปิดใหม่ในช่วงปีที่ผ่านมาที่จำนวน 40,000 หน่วย เป็นผลทำให้มี ดีมานด์ใหม่ มากกว่า อุปทานใหม่ และอัตราการขายรวมของคอนโดมิเนียมตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 90% (ยอดขายรวมของคอนโดมิเนียมสะสมอยู่ที่ 438,000 หน่วย) ในปี 2559 คอนโดมิเนียมที่เปิดใหม่ในตลาดมียอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ 64%  ทั้งนี้ทำเลที่มียอดขายสูงสุด 3 ทำเลคือ 1. พระโขนง สวนหลวง  2.พญาไท รัชดาภิเษก  3. งามวงศ์วาน ติวานนท์  ที่มา: Nexus Research, December 2016 ราคา ในปี 2559 ราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปรับตัวสูงขึ้นถึง 14% จาก 106,000 บาทต่อตารางเมตร ปรับขึ้นเป็น 121,000 บาทต่อตารางเมตร ในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นนี้ สูงกว่าอัตราเฉลี่ยราคาคอนโดมิเนียมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่เพิ่มขึ้น 8% ต่อปีค่อนข้างมาก   โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดคอนโดมิเนียมกลางเมืองราคาปรับตัวสูงขึ้นถึง 15% โดยโครงการใหม่ที่เปิดในใจกลางเมืองปีนี้ราคาสูงกว่า 150,000 บาทต่อตารางเมตรทุกโครงการ ปัจจัยหลักก็ยังคงเนื่องมาจาก ราคาต้นทุนที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ทำเล และต้นทุนการพัฒนาโครงการอื่นๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ราคาโครงการที่เปิดใหม่ที่ในทำเลกรุงเทพชั้นในที่ต่อขยายมาจากใจกลางเมือง ก็ปรับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน  โดยทำเลที่มีการปรับราคาขึ้นอย่างมาก คือ ดินแดง พหลโยธิน พระโขนง และ ประชาชื่น สำหรับโครงการในส่วนกรุงเทพชั้นนอกราคาปรับขึ้นไม่มากนักอยู่ที่ประมาณ 8% ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับราคาคอนโดมิเนียม และตลาดคอนโดมิเนียมเพื่อการลงทุน อีกอย่างหนึ่ง คือ การการันตีผลประโยชน์จากการลงทุนให้กับนักลงทุน ซึ่งหลายโครงการนำมาใช้เพื่อกระตุ้นยอดขายห้องชุดบางส่วน ซึ่งถือว่าสามารถช่วยผู้ซื้อที่ต้องการลงทุนได้ โดยการให้ผลตอบแทนนั้น จะต้องเป็นโครงการ ที่มีศักยภาพในการปล่อยเช่าจริงเท่านั้น ที่มา: Nexus Research, December 2016 ที่มา: Nexus Research, December 2016 แนวโน้มตลาดคอนโดปี 2560 สำหรับแนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2560 อุปทานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% โดยส่วนใหญ่จะเป็นคอนโดมิเนียมในบริเวณรอบๆ กรุงเทพชั้นใน และกรุงเทพชั้นนอก ความต้องการห้องชุดจะเติบโตขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงกันกับอุปทาน โดยตลาดกรุงเทพชั้นนอก น่าจะมีโอกาสเติบโตได้ดี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต้นทุนในการพัฒนาโครงการซึ่งจะส่งผลต่อการตั้งราคาขายและความสามารถในการซื้อที่มีอยู่จำกัดของลูกค้ากลุ่มนี้ด้วย สำหรับระดับราคาเฉลี่ยคอนโดมิเนียม ทางทีมงานประมาณการอย่างค่อนข้าง conservative คือ   ราคาตลาดน่าจะปรับตัวขึ้นอีกอย่างน้อย 6-7% โดยตลาดคอนโดมิเนียมกลางเมือง น่าจะปรับตัวได้สูงกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 9-10% เมื่อพิจาณาความเคลื่อนไหวของตลาดคอนโดมิเนียมโดยแบ่งตาม segment ราคาแล้ว จะแบ่งเป็น 5 segment คือ 1) ตลาดซูเปอร์ ลักชัวรี่  คือ คอนโดมิเนียมที่มีราคาเฉลี่ยระหว่าง 250,000 บาท/ตารางเมตรขึ้นไป) 2) ตลาดลักชัวรี่ คือ คอนโดมิเนียมที่มีราคาเฉลี่ยระหว่าง 180,000 - 250,000 บาท/ตารางเมตร 3) ตลาดไฮเอนด์ คือ คอนโดมิเนียมที่มีราคาเฉลี่ยระหว่าง 100,000 - 170,000 บาท/ตารางเมตร 4) ตลาดคอนโดระดับกลาง คือ คอนโดมิเนียมที่มีราคาเฉลี่ยระหว่าง 70,000-100,000 บาท/ตารางเมตร และ 5) ตลาดซิตี้คอนโด คือ คอนโดมิเนียมที่มีราคาเฉลี่ยต่ำกว่า 70,000 บาท/ตารางเมตร จะพบว่า ตลาดซูเปอร์ลักชัวรี่ และ ลักชัวรี่ ยังคงมีคอนโดมิเนียมใหม่จากกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจาก 98 Wireless ที่ทำราคาสูงกว่า 700,000 บาทต่อตารางเมตรแล้ว ปี 2560 คอนโดมิเนียมใหม่ ในตลาดซูเปอร์ ลักชัวรี่ บางแห่ง น่าจะเปิดราคามากกว่า  450,000 บาทต่อตารางเมตร  ซึ่งสำหรับตลาดในกลุ่มนี้ สามารถกล่าวได้ว่า ราคาไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อกลุ่มสินค้าซูเปอร์ ลักชัวรี่ แต่สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญ คือ เรื่องของศักยภาพในทำเลและความพรีเมียมของสินค้าเอง ซึ่งแตกต่างจากสินค้าในกลุ่มลักชัวรี่ หรือ ไฮเอนด์ ที่ปัจจัยเรื่องราคาและความคุ้มค่าของสินค้า ยังคงมีความสำคัญนอกเหนือไปจากทำเล กลุ่มผู้ซื้อคอนโดระดับไฮเอนด์ เป็นกลุ่มที่เคยมีที่บ้านหลังแรกมาแล้วทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น การซื้อบ้านหลังที่สองเพื่อเก็บไว้ลงทุน และเป็นที่อยู่อาศัยนั้น จะเลือกทำเลที่คุ้นเคย และห้องชุดที่ใช้ประโยชน์ได้จริงเท่านั้น ปี 2559 ตลาดคอนโดมิเนียมไฮเอนด์ ที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงไปได้ค่อนข้างดี ส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากการที่ผู้ประกอบการมีกลุ่มลูกค้านักลงทุนต่อเนื่อง และมีช่องทางที่ช่วยขายสินค้ารีเซลให้นักลงทุนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ตลาดกลุ่มนี้น่าจะยังเป็นที่ต้องจับตาในปี 2560 ว่ายังคงมีความต้องการต่อเนื่องหรือไม่ สำหรับตลาด ซิตี้ คอนโดมิเนียม ในแต่ละทำเลมีราคาและความต้องการแตกต่างกันไป แต่ราคาต่อหน่วยและความคุ้มค่าก็ยงคงเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อคอนโดในระดับนี้ ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นได้ไม่มากนัก ทั้งนี้ เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ขนาดห้องจึงกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญ ในการพัฒนาสินค้าให้มีความพอเหมาะกับระดับราคาที่กลุ่มนี้รับได้ ทำเลคอนโดมิเนียมที่น่าสนใจ สำหรับในกลุ่มซูเปอร์ ลักชัวรี่ มีสองทำเลหลักที่น่าจะออกมาแข่งขันกันหลายโครงการ คือ บริเวณ เพลินจิต/ชิดลม/หลังสวน และ ทองหล่อ/สุขุมวิท 39-49 นอกจากนี้ ในกลุ่ม ลักชัวรี่ ปีหน้าน่าจะเห็นโครงการในทำเลพหลโยธินตอนต้น ทำเลริมแม่น้ำ และทำเลย่านพญาไท และสำหรับตลาดซิตี้คอนโด เราน่าจะได้เห็นโครงการใหม่ๆ บนทำเลรถไฟฟ้า สายสีส้ม สีเหลืองและ สีชมพู มากพอสมควร ขณะที่ในเขตแจ้งวัฒนะก็เป็นทำเลแนะนำที่น่าสนใจ เนื่องจากในปีที่ผ่านมา มีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นใหม่น้อยมาก เมื่อเทียบกับโซนอื่นของกรุงเทพ ในส่วนของผู้ประกอบการ บางส่วนได้มีการชะลอการเปิดโครงการใหม่จากช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 มาเป็นต้นปี 2560 ซึ่งส่งผลให้ความคึกคักของตลาด และโครงการใหม่ๆ จะได้เห็นตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 อย่างแน่นอน สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ การพัฒนาโครงการจะยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมายการเติบโตของบริษัท   ในขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางบางเจ้า เริ่มปรับตัวลดการพัฒนาโครงการใหม่ลงบ้าง แต่หันมาเน้นการพัฒนาคุณภาพสินค้า และการก่อสร้างให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ เราจะได้เห็นบริษัทขนาดกลางมีการ รวมทุนกับต่างชาติ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทางด้านการเงินและการลงทุน และนำเอาเทคโนโลยีมาพัฒนาโครงการให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น ในช่วงปีที่ผ่านมาโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ก็เป็นรูปธรรมมากขึ้น และจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยส่งเสริมตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้มีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ในปี 2560 แนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพปี 2560 ที่มา: Nexus Research, December 2016 ตลาดบ้านแนวราบในกรุงเทพมหานคร สำหรับตลาดบ้านแนวราบในกรุงเทพมหานครนั้น ตลาดบ้านราคาสูงใจกลางเมืองในทำเลที่ดี จะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ศักยภาพของทำเลและความพรีเมี่ยมของสินค้าเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้โครงการประสบความสำเร็จ และเช่นเดียวกับคอนโดมิเนียมในระดับซูเปอร์ ลักชัวรี่ ที่ราคาไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจมากเท่ากับฟังชั่นการใช้งานและความหรูหราที่ตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ได้ ปี 2560 ตลาดบ้านเดี่ยวในระดับราคา 5-10 ล้านบาทในทำเลที่สามารถเข้าเมืองได้สะดวก จะยังเติบโตต่อเนื่อง ในขณะที่ทาวน์เฮ้าส์บริเวณรอบใจกลางเมืองในระดับราคาเดียวกันก็ยังน่าจับตามอง เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง และมองหาที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าสำหรับครอบครัว  สำหรับทาวน์เฮ้าส์ระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งมีฐานลูกค้าค่อนข้างกว้าง โอกาสในการเติบโตยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง  อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับตลาด ซิตี้คอนโด ราคาสินค้าที่จับต้องได้ และคุ้มค่า โดยหนี้สินครัวเรือนและความสามารถในการกู้เงิน เป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้สินค้าประเภทนี้ประสบความสำเร็จในตลาดปีหน้า
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ตอบโจทย์เรียลดีมานด์เมืองท่องเที่ยวพัทยา สร้างอาณาจักร “LALIN Town” ใจกลางเมือง  พร้อมเปิดขาย “แลนซิโอ นอฟ พัทยา” มิกซ์ยูส บ้านซีรีย์ใหม่ บรรยากาศรีสอร์ท

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ตอบโจทย์เรียลดีมานด์เมืองท่องเที่ยวพัทยา สร้างอาณาจักร “LALIN Town” ใจกลางเมือง พร้อมเปิดขาย “แลนซิโอ นอฟ พัทยา” มิกซ์ยูส บ้านซีรีย์ใหม่ บรรยากาศรีสอร์ท

บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) ตอกย้ำความมั่นใจส่งท้ายปี เปิดตัวอาณาจักรลลิลแห่งใหม่ใจกลางเมืองท่องเที่ยวพัทยา “ลลิล ทาวน์ [LALIN Town] แลนซีโอ นอฟ พัทยา” พร้อมเปิดจองโครงการมิกซ์ยูสบ้านซีรีย์ใหม่ ในบรรยากาศรีสอร์ท ที่ผสมผสานความลงตัว ตอบทุกโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัย ทั้งบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ 4 นอน 2 ที่จอดรถ ในราคาเริ่มต้นที่ 2 ล้านกว่า - 5 ล้านบาท และทาวน์โฮมสองชั้น กว้างสุดสุด เริ่มต้นเพียง 1.79 ล้านบาท ทำเลใหม่บนถนนสุขุมวิท ใจกลางเมืองพัทยา กับการเปิดประสบการณ์ครั้งแรกที่ฟังก์ชั่นปรับได้ตามใจคุณ โดดเด่นด้วยสไตล์การออกแบบ Modern Stripe Contemporary โดย KTGY บริษัทออกแบบชั้นนำระดับโลก พร้อมรองรับการใช้ชีวิตสบายๆ ในสไตล์ที่แตกต่าง เปิดจองแล้ววันนี้ เป็นต้นไป นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนธันวาคมศกนี้ บริษัทฯ เปิดตัวอาณาจักร “ลลิล ทาวน์ (LALIN Town) แลนซีโอ นอฟ พัทยา” แห่งใหม่ ใจกลางเมืองท่องเที่ยวพัทยา พร้อมเปิดขาย (Pre-Sale) “แลนซิโอ นอฟ (Lanceo Nov) พัทยา” โครงการมิกซ์ยูสบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ และทาวน์โฮมหน้ากว้าง ในบรรยากาศรีสอร์ท ใจกลางพัทยา กับการเปิดประสบการณ์ครั้งแรกที่ฟังก์ชั่นปรับได้ตามใจคุณ โดดเด่นด้วยสไตล์การออกแบบ Modern Stripe Contemporary โดย KTGY บริษัทออกแบบชั้นนำระดับโลก พร้อมรองรับไลฟ์ลไตล์การใช้ชีวิตสบายๆ ในสไตล์ที่แตกต่าง เพื่อตอบสนองทั้งผู้ที่ต้องการบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ 4 นอน 2 ที่จอดรถ ราคาเริ่มต้นที่ 2 ล้านกว่า – 5 ล้านบาท และทาวน์โฮมสองชั้น ขนาดกว้างสุดสุด พื้นที่ใช้สอย 110 - 130 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.79 ล้านบาท “บริษัทฯ มองเห็นความต้องการที่อยู่อาศัยตลาดเรียลดีมานด์ในเมืองพัทยาที่ขยายตัวสูงขึ้นในทุกๆ ปี บวกกับพฤติกรรมผู้อยู่อาศัยในทำเลดังกล่าวมีความต้องการที่หลากหลายไลฟ์สไตล์ โดย “ลลิล ทาวน์ (LALIN Town) แลนซีโอ นอฟ พัทยา” นับว่าตอบโจทย์ด้วยพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลงตัว สามารถปรับแต่งให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของครอบครัว และสามารถรองรับกิจกรรมของครอบครัวได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น โครงการยังมอบพื้นที่สวนสีเขียวขนาดใหญ่ในบรรยากาศรีสอร์ท นับว่าคุ้มค่าคุ้มราคาที่สุดในย่านทำเลนี้” ทั้งนี้ ลลิล ทาวน์ (LALIN Town) แลนซิโอ นอฟ (Lanceo Nov) พัทยา ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 35-2-57 ไร่ บนทำเลใจกลางเมืองท่องเที่ยวพัทยา ติดถนนใหญ่ สะดวกทุกการเดินทาง ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ใกล้ถนนสุขุมวิท ถนนชลบุรีพัทยา พร้อมแหล่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ แมคโคร สาขาพัทยาใต้, บิ๊กซี พัทยาใต้, ฮาร์เบอร์ มอลล์ พัทยา, เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา บีช, โรงพยาบาลกรุงเทพ พัทยา เป็นต้น นอกจากนี้ โครงการยังรายล้อมด้วยสวนสาธารณะขนาดใหญ่ 2,600 ตารางเมตร ให้คุณได้สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอดได้ทุกวัน ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง กล้องวงจรปิด CCTV สำหรับแบบบ้านแบ่งออกเป็น บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ มีให้เลือก 3 แบบ ประกอบด้วย Cane, Cape และ Craft บ้านเดี่ยวแนวคิดใหม่ Crisp และทาวน์โฮมหน้ากว้าง ซึ่งมีแบบบ้านให้เลือก 2 แบบ ประกอบด้วย Clover และ Cooper แบบบ้านหลากสไตล์พร้อมแล้วให้เลือกชม นอกจากนั้น โครงการ “ลลิล ทาวน์ (LALIN Town) แลนซีโอ นอฟ พัทยา” ยังได้ออกแบบซุ้มทางเข้าโครงการดีไซน์ใหม่ หรูหรา และโด่นเด่นที่สุดอันเป็นเอกลักษณ์ของ  “ลลิล ทาวน์ (LALIN Town)” เปิดให้ลูกค้าเยี่ยมชมบ้านตัวอย่าง และเลือกบ้านแปลงสวย พร้อมรับสิทธิพิเศษก่อนใคร ตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.lalinproperty.com หรือสอบถามเพิ่มเติมโทร 063-204-0668, 038-197-050-1
จัดสรรย่านรามอินทราคึก ดันคอมมูนิตี้มอลล์ขยายตัว

จัดสรรย่านรามอินทราคึก ดันคอมมูนิตี้มอลล์ขยายตัว

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา รามอินทราเป็นหนึ่งในย่านที่มีโครงการที่อยู่อาศัยขยายตัวจำนวนมาก โดยปัจจุบันมีครัวเรือนที่พักอาศัยที่จดทะเบียนในระบบฐานข้อมูลของกรุงเทพมหานคร  กว่า 25,246 หลังคาเรือน โดยนอกจากจะเป็นโครงการบ้านจัดสรรระดับกลางบนแล้ว ปัจจุบันยังเริ่มเห็นการเกิดของคอนโดมิเนียมด้วย เนื่องจากราคาที่ดินย่านนี้ปรับขึ้นต่อเนื่องจากการขยายตัวของพื้นที่นี้เอง ด้วยเพราะเป็นย่านที่สามารถเชื่อมต่อไปยังถนนหลายสาย และกระแสข่าวการเกิดของรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) จำนวน 30 สถานี ระยะทาง 36 กิโลเมตร ที่มีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2564 ก็เป็นปัจจัยบวกสำคัญให้กับย่านรามอินทรา จากการขยายตัวของโครงการที่อยู่อาศัยในย่านรามอินทราสูง มีรถสัญจรไปมาตลอดวันกว่า 250.000 คัน ทำให้ความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานในย่านนี้เพิ่มขึ้น อีกทั้ง ไลฟ์สไตล์ของคนปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ต้องการความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอยใกล้บ้าน ซึ่งจากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคของคนย่านรามอินทรา ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่ใกล้บ้าน เน้นสะดวกสบายเป็นหลัก เนื่องการจราจรในย่านนี้รถติดมาก การหาร้านอาหาร หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อซื้อของกินของใช้ก็จะเน้นที่ใกล้เคียงที่เดินทางไม่ไกลมากนัก การเดินทางเข้าออกตัวโครงการสะดวก การไปใช้บริการประมาณ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ ด้วยปัจจัยดังกล่าวทำให้แม้ว่าจะมีคอมมูนินิตี้มอลล์ ร้านอาหารกินดื่มเกิดใหม่ในย่านนี้ต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่ล้วนได้รับการตอบรับที่ดี เพราะเป็นย่านที่มีผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก มีความต้องการสูง และมีกำลังซื้อสูงเช่นกัน โดยในการสำรวจยังพบว่า ปัจจุบันย่านรามอินทรามีคอมมูนิตี้มอลล์ล้อมกรอบเส้นรามอินทราอยู่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Amorini Boutique Lifestyle Mall, The Promenade หรือออกไปเส้นนวมินทร์เราจะพบกับ The Walk เป็นต้น  แต่ยังไม่มีคอมมูนิตี้มอลล์ไหนที่ตั้งอยู่ใจกลางถนนรามอินทราอย่าง easepark ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่เมื่อเร็วๆ นี้ ย่านนี้จึงถือเป็นย่านที่ยังมีโอกาสในการเกิดของคอมมูนิตี้มอลล์ แต่ต้องอยู่ในทำเลที่ตั้งที่เข้าถึงสะดวก ในการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคในย่านนี้เกี่ยวกับโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ล้วนระบุว่า ทำเลที่ตั้งและการเข้าออกเป็นหัวใจสำคัญให้ต้องการเข้ามาใช้บริการ เพราะคนที่อยู่อาศัยย่านนี้ล้วนเดินทางด้วยรถยนต์ด้วยบุคคลเป็นหลัก ซึ่งปัจจัยนี้ทำให้เชื่อมั่นว่าโครงการ “ease park” ที่ตั้งอยู่บนถนนรามอินทรา กม. 4.5 จะเป็นหนึ่งทางเลือกที่ดีให้กับคนที่อยู่อาศัยในย่านรามอินทรา เพราะจุดแข็งอันดับแรกของโครงการนี้ ก็คือ Location ซึ่งอยู่ติดถนนใหญ่และหน้ากว้าง  มองเห็นได้ชัดสำหรับคนที่สัญจรผ่านและเป็นจุดแวะพักของรถที่ผ่านไปมา  อยู่ในแหล่งชุมชนพักอาศัยหนาแน่นปานกลาง นายธัชชัย ศีลพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคเอเอ็น พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า สำหรับโครงการ ease park รามอินทรา กม. 4.5 เป็นโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ สูง 3 ชั้น บนพื้นที่โครงการรวมประมาณ 3.5 ไร่ ติดถนนรามอินทรา หน้ากว้าง 60 เมตร พื้นที่ก่อสร้างประมาณ 7,000 ตารางเมตร มูลค่าโครงการประมาณ 200 ล้านบาท ประกอบด้วยร้านค้าประมาณ 13 ร้าน และ kios ประมาณ 4 ร้าน (รวม 17 ร้าน) ชั้น 1, เป็น Supermarket ซึ่งเป็น Villa market และร้านกาแฟแบรนด์ดังอย่าง Starbucks ที่เป็นแบบ Drive thru ส่วนชั้น 2 เป็นโซนของ ร้านอาหาร ซึ่งมีอาหารหลากหลายชนิดมากกว่า 10 ร้านดัง และส่วนพื้นที่ ชั้น 3 เป็นส่วนของ Health, Bueaty and Lifestyle ซึ่งประกอบไปด้วย Fitness, คลินิคเสริมความงาม, ร้านทำผม และ  Nail spa และยังจัดให้เป็นโซนร้านนั่งชิลล์เพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อนอีกด้วย โครงการ ease park นับเป็นโอเอซิสแหล่งใหม่ของถนนรามอินทราเส้นหลัก ซึ่งในอนาคตที่รถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีมัยลาภเปิดให้บริการแล้ว ease park จะเป็นจุดแวะคอยสำหรับครอบครัว โดยความคืบหน้าของโครงการ ease park ปัจจุบันมียอดจองพื้นที่มาแล้วกว่า 80%  ร้านค้ามีทั้งที่เคยเปิดมาแล้ว และเป็นร้านใหม่ที่เปิดที่นี่เป็นที่แรก ร้านที่คนรู้จักกันอยู่แล้วก็มี วิลล่า มาร์เก็ต, คิงคอง, สตาร์บัค ไดร์ฟทรู, นีโอ สุกี้ เป็นต้น โดยขณะนี้เริ่มเปิดให้บริการแล้วบางส่วน เช่น สตาร์บัคส์ไดร์ฟทรู นีโอสุกี้, นาตาชาคลินิก, ตำยั่วครกยักษ์ และจะเปิด Soft Opening ประมาณต้นเดือนมกราคมนี้ ปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ย่านรามอินทราค่อนข้างสูง โดยทำเลเข้าถึงง่ายนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คอมมูนิตี้มอลล์ย่านนี้ประสบความสำเร็จ แต่การสร้างจุดเด่นที่แตกต่างและการคัดเลือกร้านค้าใหม่ๆ มานำเสนอให้กับผู้บริโภคก็เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการคอมมูนิตี้มอลล์ย่านรามอินทราก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจแห่งความสำเร็จเช่นกัน นายธัชชัย ศีลพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคเอเอ็น พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด
อีเอ็มซี เร่งผุด “แลนด์มาร์ค มหาชัย” คอมมูนิตี้มอลล์ศูนย์รวมไอทีแห่งใหม่ รองรับการเติบโต “มหาชัย” เมืองศักยภาพแห่งใหม่ในการลงทุน

อีเอ็มซี เร่งผุด “แลนด์มาร์ค มหาชัย” คอมมูนิตี้มอลล์ศูนย์รวมไอทีแห่งใหม่ รองรับการเติบโต “มหาชัย” เมืองศักยภาพแห่งใหม่ในการลงทุน

“เมืองมหาชัย”  ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร เป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมการประมง การค้า และการเกษตร โดยมีเส้นทางการคมนาคมที่มีถนนสายหลัก คือ ถนนพระราม 2 เชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ของกรุงเทพมหานครลงสู่ภาคใต้  ที่สำคัญจังหวัดสมุทรสาครยังมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราที่สูงเป็นอันดับต้นๆจังหวัดหนึ่งของประเทศ โดยคาดว่าปลายปี 2559 จะมีการขยายตัวมากถึงร้อยละ 5.1  เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาซึ่งมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 3.8  ซึ่งภาคธุรกิจการค้าและการลงทุนของจังหวัดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์  ซึ่งมีการกระจุกตัวโดยมากอยู่ที่บริเวณถนนสายหลัก คือ ถนนพระราม 2  และมหาชัยเนื่องจากเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของจังหวัด โดยแนวโน้มของการเติบโตสามารถเห็นได้จากภาพรวมของราคาที่ดินเมืองมหาชัยที่มีการประกาศขายในราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  อาทิ  ที่ดินติดถนนท่าปรง  เนื้อที่ 16 ไร่  ราคา 20 ล้านบาทต่อไร่ หรือตารางวาละ 50,000 บาท, ที่ดิน ซอย 8 หลังวัดเจษฎาราม  ถนนเจษฎาวิถี  เนื้อที่ 1 ไร่  3 งาน 83 ตารางวา  ราคา 12,258,000 บาท  หรือตารางวาละ 16,000 บาท และที่ดินติดถนนเอกชัย เนื้อที่ 2 ไร่  ราคา 26 ล้านบาทต่อไร่  หรือตารางวาละ 65,000 บาท  นอกจากนั้น  ราคาที่ดินตามแนวทางหลวงหมายเลข 35 (ธนบุรี-ปากท่อ) โดยบริเวณช่วงต้นถนนกาญจนาภิเษกอยู่ที่ 40,000 - 50,000 บาทต่อตารางวา  ขณะที่บริเวณต้นถนนพระราม 2  ซึ่งเป็นพื้นที่สีเหลืองตามผังเมืองในบางแปลงนั้น  ราคาที่ดินพุ่งสูงถึง 60,000 - 70,000 บาทต่อตารางวา แต่ถ้าเป็นที่ดินแนวถนนกาญจนาภิเษกฝั่งโซนพื้นที่สีเขียว ตารางวาละ 30,000 - 40,000 บาท  และสำหรับบริเวณมหาชัยซึ่งเป็นแยกเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดสมุทรสาคร  ราคาที่ดินอยู่ที่ 70,000 – 80,000 บาทต่อตารางวา สอดคล้องกับการที่ภาครัฐได้มีนโยบายในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน  อาทิ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)  ได้มีโครงการก่อสร้างทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกฯ ระยะทาง 19 กม. งบประมาณ 32,000 ล้านบาท  โดยผลการศึกษาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม  เหลือแต่การออกแบบรายละเอียดโครงการ  ซึ่งคืบหน้ากว่า 80% แล้ว  โดยภายในสิ้นปีนี้คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลหาผู้รับเหมาก่อสร้างได้  และจะสามารถลงนามสัญญาได้ในระหว่างเดือนเมษายน - พฤษภาคมปี 2560  ซึ่งแนวเส้นทางของโครงการเริ่มต้นที่ กม.10+700 ถนนพระราม 2  เป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร  สร้างซ้อนทับบนทางด่วนขั้นที่ 1 จนถึงถนนพระราม 3 ใกล้แยกต่างระดับบางโคล่  และบรรจบกับทางด่วนขั้นที่ 1 และ 2  ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดโครงการ  ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีการสร้างสะพานใหม่ขนานกับสะพานพระราม 9  ขนาด 8 ช่องจราจร  ใช้เวลาก่อสร้างรวม 39 เดือน  วางแผนเริ่มก่อสร้างเดือนพฤษภาคม 2560 - กรกฎาคม 2563  แน่นอนว่าทางด่วนสายใหม่นี้จะทำให้การเดินทางระหว่างพื้นที่รอบนอกกับกรุงเทพมหานครมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น  และจะช่วยเสริมศักยภาพของพื้นที่โดยรอบให้เพิ่มขึ้นไปอีกในอนาคต นอกจากนี้  ล่าสุดกรมทางหลวง ยังได้ปรับแผนโครงการก่อสร้างถนนยกระดับบนทางหลวงหมายเลข 35 (ธนบุรี-ปากท่อ) ระยะทางประมาณ 75 กิโลเมตร  วงเงินลงทุนกว่า 89,000  ล้านบาท  ให้เป็นมอเตอร์เวย์ขนาด 6 ช่องจราจร  แนวเส้นทางเชื่อมจากบริเวณสิ้นสุดทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)  บริเวณบางขุนเทียน - พระราม 2  ให้สามารถเชื่อมต่อกับเส้นทางนครปฐม - ชะอำ ที่บริเวณใกล้กับแยกวังมะนาว  ซึ่งจะพาดผ่านพื้นที่จุดขึ้น-ลงที่พื้นที่บางขุนเทียน พันท้ายนรสิงห์ สมุทรสาคร แยกบ้านแพ้ว พื้นที่สมุทรสงคราม และพื้นที่ใกล้แยกปากท่อ  มีศูนย์ควบคุมทางหลวงพิเศษในช่วงบางขุนเทียน ศูนย์บริหารทางหลวงที่สมุทรสาคร และสถานีบริการทางหลวงใกล้กับสมุทรสงคราม ส่วนแผนการดำเนินงานจะแบ่งออกเป็น 3 ตอน  ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดเพื่อนำเสนอกระทรวงคมนาคม  โดยรัฐบาลเร่งให้ดำเนินการเพื่อเป็นเส้นทาง    โลจิสติกส์  เชื่อมโยงพื้นที่กรุงเทพมหานครโซนบางขุนเทียน-พระราม 2 สู่พื้นที่ภาคใต้  ที่สำคัญกรมทางหลวงยังมีแผนก่อสร้างมอเตอร์เวย์เส้นทางพระราม 2 ไปตามถนนวงแหวน   รอบนอกกรุงเทพมหานคร(ด้านตะวันตก)  หรือถนนกาญจนาภิเษกไปสิ้นสุดที่บางปะอิน  ซึ่งแนวเส้นทางมอเตอร์เวย์สายนี้ จะสามารถเชื่อมโยงกับมอเตอร์เวย์เส้นทางบางใหญ่ - กาญจนบุรี  และบางปะอิน - นครราชสีมาได้อีกด้วย ขณะเดียวกันกระทรวงคมนาคมยังมีแผนแม่บทในการพัฒนารถไฟฟ้าระยะที่ 2  ซึ่งมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่อยู่ระหว่างดำเนินการจ้างที่ปรึกษามาดำเนินการ ซึ่งจะแล้วเสร็จปี 2560 – 2561  เพื่อเป็นแผนงานสำหรับส่งต่อให้รัฐบาลชุดต่อไป  โดยกำหนดแผนการพัฒนาไว้ในระยะ 10 - 20 ปีนับจากปี 2562  ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเส้นทางเป็นวงแหวนเพื่อเชื่อมในส่วนที่ยังขาดการเชื่อมต่อให้เดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น  และเพื่อต่อขยายจากเส้นทางเดิมให้เป็นขาใยแมงมุม  โดยเน้นการเชื่อมต่อกรุงเทพฯกับเมืองบริวาร ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา ที่เป็นแหล่งอยู่อาศัยและอุตสาหกรรม  พร้อมเชื่อมต่อกับรถไฟชานเมืองและรถไฟวิ่งระหว่างเมือง เช่น รถไฟทางคู่  ทำให้คนที่อยู่ชานเมืองใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 1 ชั่วโมงเพื่อเข้ามาทำงานในเมืองได้  และยังเป็นการกระจายความเจริญในการอยู่อาศัยและแหล่งงานออกไปนอกเมืองได้มากขึ้น จากแนวโน้มการเติบโตของเมืองมหาชัยที่ทางบริษัท อีเอ็มซี จำกัด (มหาชน) หรือ EMC  ผู้นำด้านงานวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐาน งานก่อสร้าง งานระบบ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  ได้ทำการวิเคราะห์มาแล้วนั้น ทำให้ทางอีเอ็มซีมองเห็นโอกาสในการลงทุนดำเนินธุรกิจ  จึงได้ตัดสินใจทำโครงการ “แลนด์มาร์ค มหาชัย” คอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ ในย่านใจกลางเมืองมหาชัย โดยเป็นโครงการประเภทมิกซ์ยูสประกอบด้วยคอมมูนิตี้มอลล์ 4 ชั้น (รวมชั้นจอดรถใต้ดิน) จำนวน 2 อาคาร  และอาคารพาณิชย์  4  ชั้น จำนวน 101 ยูนิต  มูลค่าโครงการรวม 1,250 ล้านบาท  ตั้งอยู่บนถนนนิคมรถไฟ  ตำบลมหาชัย  อำเภอเมือง  จังหวัดสมุทรสาคร  เนื้อที่โครงการรวม 16  ไร่  โดยเป็นการเช่าที่ดินจากการรถไฟฯ  และถือครองกรรมสิทธิ์เป็นระยะเวลา 30 ปี นายเศรษฐวัจน์ ตั้งวัชรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ สายงานอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อีเอ็มซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  “จากทำเลที่ตั้งของโครงการ  ซึ่งนับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง การเดินทางสะดวกสบาย ไม่ต้องขับรถเข้าเมืองหรือเข้าสู่ถนนใหญ่ เช่น ถนนพระราม 2 อีกทั้งยังมีทางเข้า - ออกสำหรับรถยนต์ 2 ทาง คือ ถนนนิคมรถไฟและถนนเอกชัย  และทางออกอีก 1 ทาง คือ ถนนกิจมณี นอกจากนี้ ยังมีจุดพักจอดรถไฟที่เชื่อมต่อเข้ามาในโครงการอีกด้วย  ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในย่านมหาชัย ที่มีความต้องการศูนย์รวมที่ครบวงจร สามารถช้อปปิ้งและทำกิจกรรมอื่นๆพร้อมกันได้เหมือนกับห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ โดยไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่มากนัก แต่มีร้านค้าและสินค้าที่จับต้องได้ คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้ยังอยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญและแหล่งชุมชน อาทิ เทศบาลสมุทรสาคร โรงเรียนอนุบาลสมุทรสาคร โรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ โรงเรียนเทศบาลบ้านมหาชัย  โรงพยาบาลสมุทรสาครโรงพยาบาลเอกชัย และแหล่งชุมชนหนาแน่นสูง มหาชัยจึงเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของจังหวัดที่มีเส้นทางการคมนาคมและขนส่งสะดวกสบายทั้งทางรถยนต์ รถไฟ และการคมนาคมทางน้ำ และที่สำคัญโครงการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่สีแดงของ ผังเมืองสมุทรสาคร  ซึ่งเป็นพื้นที่โซนสีที่สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการพาณิชยกรรมขนาดใหญ่เกิน 10,000  ตารางเมตรได้เพียงโซนเดียวเท่านั้น ด้านการออกแบบโครงการ “แลนด์มาร์ค มหาชัย”  เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ที่ทันสมัยภายใต้คอนเซ็ปต์สถาปัตยกรรมที่เน้นการผสมผสานระหว่างโครงสร้างและองค์ประกอบของสถานีรถไฟอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมให้เข้ากับความนำสมัย  ทำให้เกิดรูปแบบของมอลล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  โดดเด่นเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางเมืองมหาชัย  ซึ่งพื้นที่ภายในมอลล์ประกอบด้วยโซนมอลล์ชั้น 1,2,3  มากกว่า 6,000  ตารางเมตร  ที่ครบครันทั้งสินค้าและบริการหลากหลาย อาทิ ซุปเปอร์มาร์เก็ต โซนร้านอาหารทั้งแบรนด์ดังและท้องถิ่น  โซนร้านค้าแฟชั่น  โซนตลาดนัด  ศูนย์อาหาร  พร้อมโซนสินค้าไอทีและโซนเซอร์วิซที่ ครบครันทั้งสินค้าโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไอทีต่างๆ  และเคาน์เตอร์บริการจากค่ายผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือชั้นนำ อาทิ True Move H และ AIS  ทำให้แลนด์มาร์ค มหาชัยเป็นศูนย์รวมไอทีแห่งใหม่ใจกลางเมืองมหาชัย ซึ่งรวบรวมเพื่อทุกไลฟ์สไตล์ของการพักผ่อน  ทั้งช้อปปิ้ง กิน เที่ยว เอาไว้ในที่เดียวที่สามารถใช้ชีวิตในหนึ่งวันได้อย่างเต็มที่ ปัจจุบัน โครงการโดยภาพรวมก่อสร้างแล้วเสร็จกว่า 70% โดยพร้อมเปิดให้บริการต้นปี 2560 นี้  และด้วยความเจริญที่กำลังเข้ามาในระดับนี้  คาดว่าการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ในด้านที่อยู่อาศัย  หรือในด้านธุรกิจการลงทุนต่างๆ  ซึ่งทำให้เราคาดหวังเป็นอย่างดีว่า แลนด์มาร์ค มหาชัย จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สามารถตอบโจทย์การเติบโตของเมืองนี้ได้อย่างแน่นอน” นายเศรษฐวัจน์กล่าว ผู้ประกอบการร้านอาหารที่สนใจเช่าพื้นที่ในศูนย์อาหาร  จองสิทธิ์ภายในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ รับโปรโมชั่นพิเศษฟรีค่าเช่า 1 เดือน  พร้อมส่วนลด 50% อีก 3 เดือน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานขายโครงการแลนด์มาร์ค มหาชัย โทร. 034-427-400 หรือลงทะเบียนจองสิทธิ์ได้ที่  www.landmarkmahachai.com/foodcourt/
“ชิค รีพับบลิค” ทุ่มงบ 500 ล้านบาท ผุดสาขาใหม่ราชพฤกษ์ ปั้นแบรนด์ “ริน่า เฮย์” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

“ชิค รีพับบลิค” ทุ่มงบ 500 ล้านบาท ผุดสาขาใหม่ราชพฤกษ์ ปั้นแบรนด์ “ริน่า เฮย์” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

บริษัท ชิค รีพับบลิค จำกัด ผุดอาณาจักรโฮมแฟชั่นสโตร์ ชิค รีพับบลิค แห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ เพิ่มพื้นที่จัดวางสินค้ากว่า 15,000 ตารางเมตร มูลค่าลงทุนกว่า 500 ล้านบาท ชูแนวคิด “Inspiration and Experience” สร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจการตกแต่ง ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ปั้นแบรนด์น้องใหม่ “ริน่า เฮย์” ให้ลูกค้าได้ช้อปสินค้าในเอกลักษณ์ใหม่ สุดเท่ห์ เก๋ไก๋ ชิค คูล ไม่ซ้ำใคร ภายใต้คอนเซ็ปต์  “Imperfect Create Perfect Place” เปิดบริการอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ เป็นต้น นายกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชิค รีพับบลิค จำกัด โฮมแฟชั่นสโตร์แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่รวบรวมเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านมาตรฐานยุโรปและอเมริกา ภายใต้แนวคิด “Home Fashion Store” เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดบริการสาขาโฮมแฟชั่นสโตร์แห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ มูลค่าการลงทุนกว่า 500 ล้านบาท ภายใต้แนวคิดที่เน้นการสร้าง “Inspiration and Experience” ให้กับลูกค้า มีพื้นที่จัดวางสินค้ากว่า 15,000 ตารางเมตร ครอบคลุมสินค้าออกแบบและตกแต่งบ้าน หรูหรา ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้าย่านถนนราชพฤกษ์มากที่สุด โดยบริษัทฯ มุ่งมั่นสร้างโฮมแฟชั่นสโตร์แห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ แห่งนี้ ให้เป็นมากกว่าศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ของครอบครัว ให้สัมผัสกับสินค้าตกแต่งบ้านที่คงเอกลักษณ์ตามสไตล์ชิค รีพับบลิค แต่บริษัทฯ ยังได้ทุ่มเทออกแบบอาคารด้วยดีไซน์ทันสมัย ในสไตล์ “European Village” ด้วยกลิ่นอาย โพรวองซ์ (Provence) และตกแต่งพื้นที่สวนมากกว่า 10 ไร่ อีกทั้งยังรวบรวมร้านอาหารชื่อดัง ที่มีสไตล์การตกแต่งร้านอย่างเป็นเอกลักษณ์ เพื่อมุ่งหวังสร้างประสบการณ์ใหม่ และสร้างแรงบันดาลใจการตกแต่งให้กับลูกค้า นับตั้งแต่ก้าวแรกที่ได้สัมผัส ชิค รีพับบลิค ราชพฤกษ์ แห่งนี้ ให้ลูกค้าสามารถ “ช้อป กิน พักผ่อน” ครบทุกความต้องการในคราวเดียว โดยตั้งเป้าให้ โฮมแฟชั่นสโตร์ สาขาราชพฤกษ์ เป็นแลนด์มาร์คของคนรุ่นใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ นายกิจจา กล่าวว่า ที่สาขาราชพฤกษ์บริษัทฯ ยังได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “Rina Hey (ริน่า เฮย์)” มาในเอกลักษณ์ใหม่ สุดเท่ห์ เก๋ไก๋ ชิคและคูล ไม่ซ้ำใคร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Imperfect Create Perfect Place” เพื่อให้โฮมแฟชั่นสโตร์ แห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ สามารถตอบสนองและรองรับกลุ่มลูกค้าได้ทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการสินค้ามีเอกลักษณ์เฉพาะบ่งบอกความเป็นตัวตนของผู้ใช้ยิ่งขึ้น สำหรับสินค้าของริน่า เฮย์ จะเน้นเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านสไตล์ “Industrial Loft” และมีลักษณะเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยการตกแต่งแบบ “White Loft” โดยสินค้าของริน่า เฮย์ นับว่ามีตัวตน (Character) เฉพาะตัวทุกชิ้น ครอบคลุมเฟอร์นิเจอร์ ชุดห้องนอน ชุดห้องรับแขก ชุดโต๊ะอาหาร โคมไฟตกแต่ง ของแต่งบ้าน และอื่นๆ ฯลฯ “ริน่า เฮย์ จะให้เอกลักษณ์สินค้าเข้าถึงง่าย ดูแล้วสบายตัว ราคาจับต้องได้ ซื้อง่ายในราคาสบายๆ ที่ไม่ต้องใช้เวลาตัดสินใจนาน ริน่า เฮย์ มุ่งเจาะและตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่วัยเริ่มทำงาน ไปจนถึงเริ่มสร้างครอบครัว ให้สามารถสรรค์สร้างไลฟ์สไตล์ และเทรนด์แต่งบ้านที่ยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้ผู้ที่รักบ้านและการตกแต่ง และได้สนุกมากยิ่งขึ้น” นายกิจจา กล่าว สำหรับสไตล์การตกแต่งของ ริน่า เฮย์ แบ่งออกเป็น 4 สไตล์หลัก ประกอบด้วย “Minimal Style” การจัดแต่งแบบเรียบง่าย ลดทอนรายละเอียดต่างๆ ที่ไม่จำเป็น แต่งโทนสีแบบโมโนโทน (Mono Tone) ไม่ฉูดฉาดแต่ยังคงมีสไตล์ เหมาะสำหรับกลุ่มคนเรียบง่ายแต่มีสไตล์มีเอกลักษณ์ “Inspired by Nature” การจัดแต่งแบบมีแรงบันดาลใจเกี่ยวกับธรรมชาติ นำเข้ามาผสมผสานเป็นองค์ประกอบ เช่น การนำพรรณไม้นานาพันธุ์ ข้ามาประดับตกแต่ง เหมาะสำหรับกลุ่มรักธรรมชาติ “Art Lover” การจัดแต่งเน้นความฉูดฉาดแต่แฝงไปด้วยความเท่ห์ เป็นการตกต่างด้วยสีสันจัดจ้าน ลาดลายกราฟฟิค ภาพพิมพ์ รูปภาพ หรืองานศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมาะสำหรับกลุ่ม Designer, Artist และกลุ่มสุดท้าย “Culture” การจัดแต่งที่นำวัฒนธรรมเข้ามาผสมผสานกับการตกแต่งลดลายไทย ลาดลายจีน เพิ่มเสน่ห์ (Gimmick) การตกแต่งที่สะท้อนวัฒนธรรม เหมาะสำหรับกลุ่มคนชอบท่องเที่ยว นายกิจจา กล่าวปิดท้ายว่า ในปีนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่บริษัทฯ สามารถเดินหน้าธุรกิจได้ตามแผนงานทั้งการเปิดตัวสาขาใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ และผลประกอบการที่เติบโตได้ดีแข็งแกร่งเหนือภาวะเศรษฐกิจและบรรยากาศโดยภาพรวมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการจับจ่ายใช้สอย ทั้งนี้บริษัทฯ มั่นใจว่ายอดขายในปี 2559 จะปิดที่ 1,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ขณะที่ปี 2560 บริษัทฯ มองเห็นโอกาสเติบโตได้ดีเช่นเดียวกันจากแผนซึ่งบริษัท กำหนดเป้าหมายการเติบโตในเบื้องต้นจะเติบโตแตะระดับ 1,200 ล้านบาทในสิ้นปี 2560
ชินวะ กรุ๊ป-ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นปักธงในไทย ผุด“รูเนะสุ ทองหล่อ 5” คอนโดนวัตกรรมปรับเสา-คานเพิ่มพื้นที่ใช้สอย แห่งแรกใน Southeast Asia

ชินวะ กรุ๊ป-ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นปักธงในไทย ผุด“รูเนะสุ ทองหล่อ 5” คอนโดนวัตกรรมปรับเสา-คานเพิ่มพื้นที่ใช้สอย แห่งแรกใน Southeast Asia

ชินวะ กรุ๊ป ค่ายยักษ์ใหญ่อสังหาฯญี่ปุ่นปักธงในไทย  จับมือวรลักษณ์ พร๊อพเพอร์ตี้ ตั้ง ดับเบิ้ลยู-ชินวะ  ผุด“รูเนะสุ ทองหล่อ 5” มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท ออกแบบโดย IAO TAKEDA แชมป์บริษัทออกแบบจากญี่ปุ่น 5 ปีซ้อน ชูนวัตกรรม Sigma BEAM ลิขสิทธิ์เฉพาะตัวของโครงสร้าง RUNESU หนึ่งเดียวในโลกและแห่งแรกใน Southeast Asia เล็งใช้ไทยเป็นฐานรุกตลาดสู่ประเทศอื่นในภูมิภาค รวมถึงอเมริกา และยุโรป นายวิชัย จุฬาโอฬารกุล และ มร.โทโมยาสุ ยามาเบะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (co-CEO) บริษัท ดับเบิ้ลยู-ชินวะ จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมลงทุน ระหว่าง บริษัท วรลักษณ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ชินวะ เรียล เอสเตท จำกัด ผู้ดำเนินงานพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า โครงการภายใต้ความร่วมมือครั้งแรก คือ รูเนะสุ ทองหล่อ 5 (RUNESU THONGLOR 5) คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ 8 ชั้น ที่มีความครบสมบูรณ์แบบของบรรยากาศและอารมณ์  การอยู่อาศัยแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ด้วยการออกแบบที่ลงตัวจาก บริษัท IAO TAKEDA ซึ่งคว้ารางวัลที่ 1 ของบริษัทออกแบบในประเทศญี่ปุ่นถึง 5 ปีซ้อน ผสานกับเทคโนโลยีการก่อสร้างที่เป็นนวัตกรรมส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น ด้วย Sigma BEAM ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์พิเศษและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของโครงสร้าง RUNESU ที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก โดยการปรับคานเป็นพื้นและปรับพื้นให้เป็นคาน ทำให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้น 25-40% สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น นอกจากเป็นโครงการแรกในประเทศไทยแล้ว   ยังเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกฉียงใต้อีกด้วย “นโยบายหลักของดับเบิ้ลยู-ชินวะ คือ พัฒนาโครงการคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องของมาตรฐานการใส่ใจในรายละเอียด แม้บ้านเรามีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นมากมาย แต่เชื่อว่ายังไม่มีโครงการไหนให้ความรู้สึกแบบญี่ปุ่นแท้ๆ อย่าง “รูเนะสุ ทองหล่อ 5” จะเห็นว่าเราใส่ใจตั้งแต่การมอบหมายให้บริษัทออกแบบเบอร์หนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการออกแบบอย่างสร้างสรรค์โดยอ้างอิงหลักวิชาการ เมื่อผนึกกับโนว์ฮาวที่มีลิขสิทธิ์เฉพาะของชินวะ บริษัทพัฒนาอสังหาฯแถวหน้าจากญี่ปุ่นด้วยแล้ว จึงเป็นโครงการที่มีความลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ โดยแผนพัฒนา 3 ปีแรกของ ดับเบิ้ลยู-ชินวะ มุ่งพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์, ดำเนินงาน Property Management, บริหารการปล่อยเช่า และด้านการก่อสร้าง โดยจะเน้นที่การพัฒนาโครงการก่อนในช่วงแรก” นายวิชัยกล่าว ด้านมร.โทโมยาสุ ยามาเบะ co-CEO บริษัท ดับเบิ้ลยู-ชินวะ จำกัด กล่าวว่า ชินวะ กรุ๊ป ก่อตั้งขึ้นมาประมาณ 60 ปีแล้ว สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองโอซาก้า เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีบริษัทในเครือมากมาย โดยเฉพาะในส่วนของการพัฒนาอสังหาฯ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับแถวหน้าของวงการ นโยบายของบริษัทแม่ต้องการขยายการลงทุนออกสู่ต่างประเทศ และการเลือกเปิดตลาดที่ไทยเนื่องจากเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง ภาคอสังหาริมทรัพย์มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเข้ามาปักธงในไทยจะเป็นฐานที่มั่นที่แข็งแรงที่จะสามารถต่อยอดไปสู่ประเทศอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้การรุกตลาดต่างประเทศยังรวมไปถึงอเมริกา และยุโรปอีกด้วย “ก่อนที่จะเกิดการร่วมทุนเป็น ดับเบิ้ลยู-ชินวะ ได้มีการคุยกับหลายๆ ราย สำหรับเหตุผลที่เลือกจับมือกับบริษัท วรลักษณ์ฯ เนื่องจากมีนโยบายและแนวทางการทำงาน รวมถึงวิสัยทัศน์ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยครั้งนี้ถือเป็นการร่วมทุนครั้งแรกของชินวะกรุ๊ป อีกด้วย ซึ่งเราเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจ และมีความมั่นใจอย่างมาก แม้ตลาดคอนโดในไทยมีการเปิดตัวอย่างมาก แต่ถ้าเรามีความชัดเจนในการออกแบบ-ก่อสร้าง รวมถึงทำเลและจังหวะที่ดีก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ทั้งนี้ในญี่ปุ่นการพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์ชินวะกรุ๊ป เป็นที่ยอมรับว่าเป็นโครงการคุณภาพมากกว่าใช้ราคาเป็นตัวทำตลาด เชื่อว่าชื่อเสียงและผลงานที่ผ่านมา จะส่งผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนญี่ปุ่นในไทย รวมถึงคนไทยและชาวต่างชาติอื่นๆ ที่ชื่นชอบการอยู่อาศัยแบบญี่ป่นแท้ๆ ที่รับรองว่าเป็นครั้งแรกในไทย      ยังไม่เคยมีปรากฏจากโครงการใดมาก่อนอย่างแน่นอน นอกจากนั้นยังมั่นใจได้ว่าจะมีความคุ้มค่าสำหรับผู้ที่ซื้อเพื่อการลงทุนหรือเพื่อปล่อยเช่าอีกด้วย ” มร.ยามาเบะกล่าว โครงการรูเนะสุ ทองหล่อ 5 ตั้งอยู่บนที่ดินประมาณ 1 ไร่ ดำเนินงานโดย บริษัท ดับเบิ้ลยู-ชินวะ จำกัด เป็นคอนโดมิเนียมโลวไรส์ 8 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 156 ยูนิต มี 2 type คือ 1-2 ห้องนอน ขนาดตั้งแต่ 29-65 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท มีการออกแบบโครงการและฟังก์ชั่นการใช้งาน เพื่อให้มีบรรยากาศกลิ่นอายการอยู่อาศัยแบบญี่ปุ่นแท้ๆ เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่หาได้จากที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ทั้งการใช้วัสดุก่อสร้าง-ตกแต่งบางส่วนนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น อาทิ ห้องน้ำระบบใหม่ที่พื้นสามารถแห้งได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 นาที, การใช้กระเบื้องนาโน ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการดูดซับกลิ่น ความชื้นป้องกันไรฝุ่น เป็นต้น สำหรับพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกครบสมบูรณ์   สวนญี่ปุ่น สระว่ายน้ำ ออนเซนต้นตำรับแท้จากญี่ปุ่น สนามไดรฟ์กอล์ฟ Auto Parking ระบบรักษาความปลอดภัย ฯลฯ กำหนดเปิดขายอย่างเป็นทางการเดือนมีนาคม ปี 2560 คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างราวไตรมาสที่สอง ปี 2560 ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่สี่ปี 2561 มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท ซึ่งผู้สนใจสามารถสัมผัสได้ด้วยตาตัวเอง ณ ที่ตั้งโครงการในเร็วๆ นี้
เนอวานา บียอนด์ บ้านเดี่ยว 3 ชั้น ชูจุดขาย “The Best Location” จัดโปรฯ พิเศษส่งท้ายปีกับ 4 โครงการ ใน 4 ทำเลศักยภาพ พร้อมรับส่วนลดพิเศษสูงสุด 5 ล้านบาท

เนอวานา บียอนด์ บ้านเดี่ยว 3 ชั้น ชูจุดขาย “The Best Location” จัดโปรฯ พิเศษส่งท้ายปีกับ 4 โครงการ ใน 4 ทำเลศักยภาพ พร้อมรับส่วนลดพิเศษสูงสุด 5 ล้านบาท

บริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยแนวราบ บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และโฮมออฟฟิศ จัดโปรโมชั่นพิเศษส่งท้ายปี 2559คัดสรรโครงการบ้านเดี่ยว 3 ชั้น ภายใต้แบรนด์ บียอนด์ ใน 4 ทำเลศักยภาพ ในเคมเปญ  “The Best Location” กับ เนอวานา บียอนด์  ไลท์ พระราม 9, เนอวานา บียอนด์ เกษตร-นวมินทร์, เนอวานา บียอนด์ พระราม 2 และเนอวานา บียอนด์ ศรีนครินทร์ มอบส่วนลดพิเศษสูงสุด 5 ล้านบาท นายรณชัย  ไตรยสุนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานกลยุทธ์ธุรกิจ บริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในหลากหลายรูปแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และโฮมออฟฟิศ โดยเราให้ความสำคัญในเรื่องของประโยชน์ของการใช้สอย และทำเลเป็นสำคัญ ซึ่งจะเห็นได้ว่าโครงการของเนอวานานั้น ตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกสบายในการอยู่อาศัย และสะดวกในการเดินทางอย่างสูงสุด โดยเฉพาะ โครงการบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์ บียอนด์ (Beyond) ทั้งนี้เราเลือกเฟ้นที่ดินบนทำเลดีติดถนนใหญ่ มาพัฒนา เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าของเรา โดยปัจจุบันมีทั้งสิ้น  4 ทำเล ได้แก่  โครงการเนอวานา บียอนด์ ไลท์ พระราม 9 (Beyond Lite Rama9) โครงการเนอวานา บียอนด์ เกษตร-นวมินทร์ (Beyond Kaset-Nawamin) โครงการเนอวานา บียอนด์ พระราม 2 (Beyond Rama2) และโครงการเนอวานา บียอนด์ ศรีนครินทร์ (Beyond Srinakarin) ทั้งหมดพัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยว 3 ชั้นรูปแบบทันสมัย โดยมีระดับราคาเริ่มต้นที่ 15-45 ล้านบาท ชูจุดขาย “The Best Location” บ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์ บียอนด์ มีจุดเด่นในเรื่องของทำเลที่แตกต่างกัน เช่น โครงการ เนอวานา บียอนด์ ไลท์ พระราม 9 ตั้งอยู่ใกล้รถไฟฟ้า Airport Link สถานีบ้านทับช้าง เพียง 200 เมตร บนทำเลศักยภาพ เชื่อมต่อเข้าเมืองสะดวกด้วยทางด่วนพระราม 9 อีกทั้งยังมีถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ถนนตัดใหม่ที่จะรองรับการเดินทางให้สะดวกยิ่งขึ้นในอนาคต  ส่วน โครงการเนอวานา บียอนด์ ศรีนครินทร์ ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่เฉลิมพระเกียรติ ตรงข้าม สวนหลวง ร.9 สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ด้วยทำเลเชื่อมต่อสะดวก จากอุดมสุข (สุขุมวิท 103) เพื่อเชื่อมไปยัง BTS อุดมสุข รองรับทุกการเดินทาง ศรีนครินทร์ / บางนา / พระราม 9 โครงการเนอวานา บียอนด์ เกษตร-นวมินทร์ ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่เกษตร-นวมินทร์ เข้า-ออกได้ 2 ทาง ทั้งเกษตร-นวมินทร์ และเอกมัย-รามอินทรา  ใกล้ทางด่วน เชื่อมต่อสะดวกทั้งขาเข้าและออกเมือง ไม่ว่าจะไป ลาดพร้าว / เอกมัย / หลักสี่ / รามอินทรา / พหลโยธิน / วิภาวดี และโครงการเนอวานา บียอนด์ พระราม 2 ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่พระราม 2 ก่อนเส้นวงแหวนกาญจนาภิเษก ด้วยทำเลศักยภาพเชื่อมต่อเข้าเมืองสะดวก ไม่ว่าจะเป็น พระราม 3 / สาทร นาย รณชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากทำเลที่ตั้งที่ถือว่าเป็น “The Best Location” แล้วบริเวณโดยรอบของทั้ง 4 โครงการยังแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันรองรับการอยู่อาศัย ทั้งห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา สถานพยาบาล และยังใกล้กับจุดขึ้นลงทางด่วนที่จะเชื่อมต่อไปยังทุกที่ได้สะดวกมากขึ้น โดยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทได้นำบ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์ บียอนด์ ทั้ง 4 โครงการ ใน 4 ทำเลศักยภาพ มาจัดโปรโมชั่นพิเศษ พร้อมส่วนลดสูงสุด 5 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการปรับราคาในปีหน้า สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1787
นายณ์ เอสเตท เผยภาพรวมธุรกิจปี 59 เติบโตน่าพอใจ พร้อมเปิดบ้านตัวอย่าง

นายณ์ เอสเตท เผยภาพรวมธุรกิจปี 59 เติบโตน่าพอใจ พร้อมเปิดบ้านตัวอย่าง "ธาม ฮิลล์ วิลเลจ" อาณาจักรบ้านพักอาศัยระดับหรู บนทำเลผืนสวยที่สุดของเขาใหญ่

นายณ์ เอสเตท เผยภาพรวมธุรกิจปี 59 เติบโตน่าพอใจจาก 3 โครงการใหม่ที่เปิดตัวในปีนี้ พร้อมเผยโฉมบ้านตัวอย่าง "ธาม ฮิลล์ วิลเลจ" (Thyme Hill Village) โครงการนอกกรุงเทพฯ โครงการแรก ถายใต้แนวคิด "บ้านเล็กในป่าใหญ่" มูลค่า 2,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 40 ไร่ ในอาณาจักรแห่งการพักอาศัยระดับไฮเอนด์ที่สมบูรณ์แบบบนทำเลที่ตั้งที่สวยงานที่สุดในเขาใหญ่ รายล้อมด้วยหุบเขาและผืนป่าธรรมชาติ เพื่อประสบการณ์แบบลักชัวรี่ไลฟ์สไตล์ครบวงจร เชื่อมโยงสู่กรุงเทพฯ ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยโครงการมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-โคราช และรถไฟความเร็วสูงในอนาคตอันใกล้ นายสุธี ลิมปนชัยพรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด กล่าวว่า "ในปีนี้เราเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งหมด 3 โครงการ ได้แก่ KRAAM Sukhumvit 26 (คราม สุขุมวิท 26) , เฌอคูน สาทร-ราชพฤกษ์ และธาม ฮิลล์ วิลเลจ เขาใหญ่ ในภาพรวมถือว่าการดำเนินการและประสบความสำเร็จตามแผนที่วางไว้ โดยโครงการคราม สุขุมวิท 26 ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ขณะนี้มียอดขายถึงกว่า 70% แล้ว ส่วนเฌอคูน ก็มียอดขายที่น่าพอใจ และจำนวนยูนิตเหลือไม่มากแล้ว และล่าสุดโครงการธาม ฮิลล์ วิลเลจ เขาใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการนอกกรุงเทพฯ โครงการแรกของเรา โดยตั้งแต่เปิด Exclusive Preview ไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาก็ได้รับความสนใจอย่างมาก มีลูกค้าเข้าเยี่ยมชมโครงการสม่ำเสมอ ทั้งแบบติดต่อเยี่ยมชมเอง และแบบ Direct Invitation โดยส่วนใหญ่ต่างชื่นชอบและประทับใจทั้งในด้านทำเลที่ตั้ง และการออกแบบที่โดดเด่น ไม่เหมือนโครงการอื่นๆ ในเขาใหญ่" โครงการธาม ฮิลล์ วิลเลจ ตั้งอยู่บนทำเลที่นับว่าดีที่สุดในเขาใหญ่ ซึ่งหาได้ยากในปัจจุบัน รายล้อมด้วยหุบเขา เปิดรับทัศนียภาพขุนเขาที่สวยงามที่สุดในแบบ 360 องศา และยังคงความเงียบสงบเป็นส่วนตัว ไม่พลุกพล่าน บนถนนผ่านศึก-กุดคล้า ซึ่งเชื่อต่อกับถนนมิตรภาพและถนนธนะรัชต์ เปรียบเสมือนเป็นทางลัดสู่เขาใหญ่ และสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ของเขาใหญ่ พร้อมทั้งเดินทางได้สะดวกอยู่ใกล้กรุงเทพฯ และเพิ่มศักยภาพให้กับทำเลในอนาคตอันใกล้ ด้วยโครงการมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-โคราช ที่คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2563 ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางสู่เขาใหญ่ได้อย่างมาก รวมทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ - นครราชสีมา ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นการเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่นี้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ธาม ฮิลล์ วิลเลจ มีมูลค่า 2,000 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 40 ไร่ พัฒนาขึ้นภายใต่แนวคิด "บ้านเล็กในป่าใหญ่" ด้วยความพิถีพิถันในการออกแบบสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ ดีไซน์ที่ทันสมัยและกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ควบคู่กับการใช้นวัตกรรมในการก่อสร้าง การจัดสรรค์พื้นที่ใช้สอย และการวางตำแหน่งให้ถูกยูนิตสามารถรับชมวิวทิวเขาได้เต็มตา 360 องศา ประกอบด้วยรีสอร์ทวิลล่า มีดีไซน์ให้เลือกถึง 4 แบบ ได้แก่ ปราณ, ครี, ธรา และดารา ขนาดที่ดินตั้งแต่ 139 - 298 ตารางวา รวม 36 หลัง ราคาโดยประมาณ 25 - 30 ล้านบาท ในรูปแบบ Fully Fitted ซึ่งแต่ละแบบต่างผสานความเป็นธรรมชาติของเขาใหญ่และตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้อยู่อาศัยได้อย่างดีเยี่ยม และรีสอร์ท เรสซิเด้นท์ คอนโดมิเนียม โลว์ไรซ์ แนวคิดใหม่ที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน สูงเพียง 4-6 ชั้น จำนวน 6 อาคาร รวม 160 ยูนิต พื้นที่ตั้งแต่ 58.8 - 100.5 ตารางเมตร ราคาโดยประมาณ 5 - 10 ล้านลาท ในรูปแบบ Fully Furnished นอกจากนี้ สำหรับการออกแบบรีสอร์ท วิลล่าทุกหลังในโครงการได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามความเหมาะสมตามลักษณะพื้นดินเนินเขาบริเวณนั้นๆ พร้อมสร้างคันหินเพื่อป้องกันการทรุดตัวของดิน ทำให้บ้านแต่ละหลังมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ทั้งยังพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทั้ง สวนสาธารณะ คลับเฮาส์ ห้องฟิตเนส สระว่ายน้ำ และห้องสมุด “ธาม ฮิลล์ วิลเลจ คือที่พักอาศัยระดับลักชัวรีสำหรับผู้ที่ต้องการบ้านพักอาศัยและบ้านพักตากอากาศที่มีบรรยากาศเงียบสงบ เป็นส่วนตัว ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามและผืนป่าที่ยังคงความสมบูรณ์เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง รูปแบบของบ้านที่ออกแบบให้ครอบคลุมความต้องการที่หลากหลาย ทั้งรีสอร์ทวิลล่าซึ่งเหมาะสำหรับผู้บริหารระดับสูงและกลุ่มครอบครัวใหญ่ และคอนโดมิเนียมที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน สำหรับครอบครัวรุ่นใหม่ ซึ่งเรามั่นใจว่าไม่มีโครงการใดในเขาใหญ่ที่มอบสัมผัสของธรรมชาติได้อย่างลงตัวสมบูรณ์แบบเหมือนที่นี่ โดยทางโครงการจะไม่ขยายสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมบนพื้นที่ป่าสีเขียวภายในโครงการเพื่อสงวนความเป็นธรรมชาติให้สมบูรณ์มากที่สุดแก่ลูกบ้านในระยะยาว โครงการนี้จึงเป็นทั้งที่พักอาศัยในช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนหย่อนใจที่มีคุณภาพสูง และการลงทุนซึ่งมีศักยภาพดีเยี่ยมในระยะยาว ด้วยทำเลที่ตั้งบนถนนผ่านศึก-กุดคล้า ถนนสายสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างถนนมิตรภาพและถนนธนะรัชต์ ซึ่งเป็นถนนสายหลักมุ่งหน้าสู่ ทางเข้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นอกจากนี้ตัวโครงการยังตั้งอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ  ของเขาใหญ่และยังเป็นจุดที่สามารถเดินทางเชื่อมโยงกับกรุงเทพฯ ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้” นายสุธีกล่าว ผู้สนใจสามารถติดต่อเยี่ยมชมโครงการได้ที่ Sales Gallery ของโครงการธาม ฮิลล์ วิลเลจ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 - 17.00 น. พร้อมชมบ้านตัวอย่างของรีสอร์ทวิลล่า และห้องตัวอย่างของรีสอร์ท เรสซิเด้นท์ รายละเอียดเพิ่มเติม www.nyeEstate.com
โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ ปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ทุ่มงบ 2,600 ล้านบาท เตรียมบุกหัวเมือง เน้นตลาดโครงการแนวราบ เชื่อมั่นดันยอดโตกว่า 109%

โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ ปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ทุ่มงบ 2,600 ล้านบาท เตรียมบุกหัวเมือง เน้นตลาดโครงการแนวราบ เชื่อมั่นดันยอดโตกว่า 109%

โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ ผู้ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตลาดไฮเอนด์กว่า 23 ปี หนึ่งในกลุ่มบริษัทไทยสมุทรประกันชีวิต ปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่รับปี 2560 เตรียมบุกตลาดหัวเมือง ด้วยบ้านแนวราบ 4 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2,600 ล้านบาท ยกจุดขายมัดใจลูกค้าตลาดกลาง – ล่าง ด้วยการออกแบบที่ชูจุดเด่นนวัตกรรมที่อยู่อาศัย เพื่อมุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า ดร. ธีระชัย พิพิธศุภผล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “โอเชี่ยนฯ มีแนวทางการบริหารที่มุ่งเน้นการเอาใจใส่ผู้อยู่อาศัย แม้บริษัทมีโครงการไม่มากนัก แต่ทุกโครงการเรามุ่งไปที่บริการหลังการขาย และบริหารจัดการเองทั้งหมด เพื่อให้ลูกบ้านพึงพอใจกับทุกโครงการของโอเชี่ยน ตอนนี้เราเชื่อว่าโครงการของเราเป็นที่ต้องการของทั้งลูกค้าเก่า และลูกค้าอนาคต จากนี้บริษัทมีนโยบายที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2560 อีกประมาณ 4 โครงการ รวม 788 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 2,600 ล้านบาท และในช่วงปี 2561 มีกำหนดเปิดตัวอีก 3 - 4 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท โดยเรามุ่งเน้นที่ลูกค้ากลุ่มไฮด์เอนด์เป็นหลัก เนื่องจากเราเชื่อมั่นในเรื่องของกำลังซื้อ และศักยภาพของคนกลุ่มนี้ นอกจากการตอบสนองเรื่องความเป็นเอกลักษณ์ด้านการออกแบบแล้ว เรายังมุ่งออกแบบผลิตภัณฑ์ด้านนวัตกรรมเพื่อที่อยู่อาศัยอื่นๆ เพิ่มขึ้น เช่น หลังคาสกายไลท์ ที่เพิ่มความสว่างของบ้านจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพิ่มความมั่นใจด้วยการรับประกันตัวบ้านนานถึง 20 ปี ทั้งนี้เราเชื่อว่าลูกค้าจะเน้นการเลือกบ้านที่ตอบสนองรอบด้าน ไม่ใช่เพียงเรื่องราคา และทำเลที่ตั้ง เหตุนี้เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการ และนวัตกรรมเพื่อบ้านในอนาคตอย่างดีที่สุด” ปัจจุบันโอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ เน้นการดำเนินธุรกิจในพื้นที่ศักยภาพตามพื้นที่หัวเมืองใหญ่ ซึ่งอยู่ในระหว่างการพัฒนา และก่อสร้าง โดยมีโครงการที่พร้อมเปิดขายช่วงต้นปี 2560 ได้แก่ โครงการโอเชี่ยน เกท (Ocean Gate) เป็นโครงการแนวราบในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีมูลค่ากว่า 800 ล้านบาท รูปแบบโครงการเป็นอาคารพาณิชย์ผสมกับทาวน์โฮม 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 145 – 195 ตารางเมตร ทำเลติดถนนใหญ่ในย่านการค้า สะดวกสบายในการเดินทาง เชื่อมต่อกับสาธารณูปโภค มีความปลอดภัย และเป็นส่วนตัว เน้นการใช้วัสดุคุณภาพสูง ฟังก์ชั่นการใช้งานหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีพื้นที่โซนภาคอีสาน เรามองภาพรวมอนาคตของจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นจังหวัดหัวเมืองที่มีศักยภาพสูง ปัจจุบันมีแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรถไฟรางเบา บริษัทจึงเตรียมเปิดโครงการโอเชี่ยน เรสซิเด้นท์ ขอนแก่น (Ocean Residence) โครงการคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้ากลุ่มครอบครัวเล็กที่ต้องการความสะดวกสบาย ทำเลตัวเมืองขอนแก่นห่างจากสนามบินเพียง 15 นาที ห่างจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น 7 นาที เน้นฐานลูกค้าที่ต้องการซื้ออยู่จริง ให้ความ สนใจเรื่องสภาพแวดล้อมโครงสร้างมากว่าราคาขาย มีความต้องการพื้นที่ส่วนกลาง และบริการต่างๆ หลังการขาย พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นที่ 23 – 50 ตารางเมตร ถึง 34.50 ตารางเมตร “ส่วนจังหวัดภูเก็ตนั้นเป็นโลเคชันที่เรามีที่ดินรอการพัฒนาอีกจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันบริษัทเตรียมพัฒนาอีก 2 โครงการ ในปี 2560 ได้แก่ โครงการโอเชี่ยน ทาวน์ (Ocean Town) และโอเชี่ยน วิลเลจ (Ocean Village) โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบที่สามารถตอบสนองความต้องการทั้งลูกค้าในพื้นที่ และนักท่องเที่ยว โดยมูลค่ารวม 2 โครงการราว 1,500 ล้านบาท” ดร. ธีระชัย กล่าวเสริม “ทางด้านความสามารถในการทำกำไร บริษัทตั้งเป้าเพิ่มอัตราการเติบโตทุกปีมากกว่า 109 เปอร์เซ็นต์  สำหรับปี 2559 มีเป้าหมายยอดขายรวม 500 ล้านบาท ปัจจุบันดำเนินการตามเป้าหมายได้แล้วกว่า 80 เปอร์เซ็นต์    และคาดว่าการปรับรูปแบบการขายใหม่ของโครงการโอเชี่ยน พอร์โตฟีโน่ คอนโดมิเนียม หาดจอมเทียน พัทยา    จะช่วยสร้างฐานลูกค้าใหม่ โดยคาดว่าจะปิดการขายโครงการนี้เสร็จสิ้นภายในปี 2560 ทั้งนี้เราเตรียมเพิ่มเป้ายอดขายในปีต่อไปอีกราว 170 เปอร์เซ็นต์ โอเชี่ยนฯ เป็นบริษัทขนาดกลางที่มีจุดเด่นเรื่องการมีทำเลในหัวเมืองใหญ่จำนวนมาก จึงไม่จำเป็นต้องแข่งขันในเรื่องของการลงทุนเรื่องที่ดิน อีกทั้งเน้นแนวทางการทำธุรกิจในอนาคตไว้ที่การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ลูกค้าด้านนวัตกรรมการอยู่อาศัย สะดวกสบายต่อวิถีชีวิตที่เหมาะสมของแต่ละช่วงวัย ทั้งนี้เรามีแผนจะปรับตัวเพื่อสู้กับคู่แข่งขันที่เป็นอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่   โดยเน้นการชูจุดแข็งด้านการบริการ รวมถึงมองหารูปแบบการออกแบบที่ตอบโจทย์ลูกค้า และปรับปรุงความยืดหยุ่นด้านการบริหารให้มากขึ้น และเนื่องจากเรามีความคล่องตัวที่มากกว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ จึงสามารถปรับกลยุทธ์ และเสริมสร้างแนวทางทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว” ดร. ธีระชัย กล่าวปิดท้าย สำหรับ บริษัท โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นผู้ดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 23 ปี และยังมีความมั่นคงจากการเป็นกลุ่มบริษัทในเครือไทยสมุทรประกันชีวิต โดยที่ผ่านมามีโครงการอสังหาริมทรัพย์สำคัญต่างๆ ที่มีมูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท การตอบสนองลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ประกอบด้วยกลุ่มคอนโดที่อยู่อาศัย (Residential) อาทิ Ocean Portofino, San Marino Jomtien, O2Condo กลุ่มอาคารสำนักงานเช่า (Office Buildings) อาทิ Ocean Tower I, Ocean Tower II กลุ่มโรงแรม และรีสอร์ท (Hotels & Resorts) อาทิ Asara Villa & Suite, Ocean Marina Yacht Club
แสนสิริเปิดตัว KHUN by YOO inspired by Starck บนใจกลางทองหล่อ จับมือนักออกแบบชื่อก้องโลก YOO design studio และ Starck ฉีกกฎอสังหาฯไทยปั้นคอนโดมิเนียมให้เป็นงานอาร์ตระดับโลก

แสนสิริเปิดตัว KHUN by YOO inspired by Starck บนใจกลางทองหล่อ จับมือนักออกแบบชื่อก้องโลก YOO design studio และ Starck ฉีกกฎอสังหาฯไทยปั้นคอนโดมิเนียมให้เป็นงานอาร์ตระดับโลก

แสนสิริ ปฏิวัติวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย จับมือ YOO Design Studio บริษัทดีไซน์ระดับโลก และ Philippe Starck รังสรรค์ KHUN by YOO inspired by Starck (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค)    โครงการ Branded Condominium แห่งแรกของแสนสิริ มูลค่า 4,000 ล้านบาท บนสุดยอดทำเลใจกลางทองหล่อ ภายใต้แนวความคิด Industrial Heritage ผสมผสานไลฟ์สไตล์ชีวิตคนเมืองอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์กับการออกแบบโดยใช้วัสดุที่หรูหราและ    แปลกใหม่ พร้อมรังสรรค์ Sales Gallery ในรูปแบบ Material Exhibition สร้างแรงบันดาลใจแห่งการพักอาศัยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในเมืองไทย  มุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในงานดีไซน์ที่ผสมผสานงานศิลปะ เชื่อมั่นดีมานด์คอนโดระดับบนโตดันยอดขายตามเป้าแน่ พร้อมเตรียมเปิดพรีเซลส์โครงการอย่างเป็นทางการในมีนาคมปีหน้า   นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “โครงการ KHUN by YOO inspired by Starck (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค) คือโครงการ Branded Condominium แห่งแรกของเราซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างแสนสิริ และบริษัทออกแบบระดับโลกอย่าง YOO Design Studio (ยู ดีไซน์ สตูดิโอ) รวมถึง Philippe Starck (ฟิลิปป์ สตาร์ค) นักออกแบบอัจฉริยะชื่อดังของโลก เพื่อสร้างผลงานระดับ Iconic Piece ที่มีเอกลักษณ์และคุณภาพมาตรฐานระดับโลก บนสุดยอดทำเลแห่งการพักอาศัยใจกลางเมืองซึ่งหาได้ยากและเป็นที่ต้องการมากที่สุด ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่สะท้อนบุคลิกอันเด่นชัดของพื้นที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการใช้ชิวิตและสีสันของไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ที่ครบวงจร และสมบูรณ์แบบที่สุดของกรุงเทพฯ”   ทำเลทองหล่อเป็นทำเลศักยภาพที่เป็นที่นิยมจากทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพราะตั้งอยู่ใจกลางถนนสุขุมวิท รวมทั้งแวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ โรงพยาบาล โรงเรียน คอมมูนิตี้มอลล์ ร้านค้า ร้านอาหาร ฯลฯ ตลอดจนยังใกล้สถานีรถไฟฟ้าทองหล่อและสถานีรถไฟฟ้าสายสีเทาที่จะมีการให้บริการในอนาคตอีกด้วย จึงทำให้มีการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับบนในทำเลนี้เป็นจำนวนมาก โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 300,000 บาทต่อตารางเมตร  เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาที่ดินในทำเลทองหล่อถีบตัวไปถึงราคาตารางวาละ 1,000,000 – 2,000,000 บาทในปัจจุบัน โดยในอนาคตคาดว่าราคาที่ดินและคอนโดมิเนียมในพื้นที่นี้จะยังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะมาจากความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลนี้ที่ยังเติบโตทั้งจากคน   รุ่นใหม่ที่ขยายครอบครัวออกจากครอบครัวเดิมที่อยู่ในทำเลนี้ รวมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่หลงใหลไลฟ์สไตล์ของทองหล่อ   “ที่ผ่านมาแสนสิริมีความเชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับการพัฒนาและบริหารโครงการในทำเลทองหล่อ ซึ่งราคาของโครงการต่าง ๆ ในทองหล่อจะเพิ่มขึ้นทุกโครงการ และจากผลวิจัยของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ เห็นได้ชัดว่าโครงการของแสนสิริมีเปอร์เซนต์การเติบโตในมูลค่าสูงที่สุดในทำเลทองหล่อเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นเพราะแบรนด์ ทำเล บริการ และการดูแลบริหารจัดการโครงการให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์อยู่เสมอ อีกทั้งโครงการ KHUN by YOO inspired by Starck (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค) ยังถือเป็น Collectible Item (คอลเล็คทิเบิล ไอเท็ม) ที่คนรักงานดีไซน์และเป็นแฟนของ Philippe Starck (ฟิลิปป์ สตาร์ค) ต้องเก็บสะสมไว้ เพราะเป็นเพียง 1 ใน 35 โครงการของ Starck ในโลกที่เปรียบเหมือนงานอาร์ตจากดีไซน์เนอร์ระดับโลกที่มูลค่าโครงการจะสูงขึ้นตามกาลเวลา ดังนั้น แสนสิริจึงเชื่อมั่นว่าโครงการ KHUN by YOO inspired by Starck (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค) จะเป็นโครงการระดับมาสเตอร์พีซซึ่งเป็นทั้งความภาคภูมิใจของผู้พักอาศัยและการลงทุนที่มีศักยภาพอันโดดเด่นอย่างหาได้ยากในปัจจุบัน” นายอุทัยกล่าวต่อ     โครงการ KHUN by YOO inspired by Starck (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค) ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1 ไร่ ใจกลางซอยทองหล่อ 12 เป็นอาคารคอนโดมิเนียมสูง 27 ชั้น จำนวน 148 ยูนิต ประกอบด้วยยูนิต 1 ห้องนอน 2 ห้องนอน 3 ห้องนอน และเพนต์เฮาส์ พื้นที่ตั้งแต่ 41.50 - 302.75 ตารางเมตร มูลค่ารวม  4,000 ล้านบาท ราคายูนิตเริ่มต้น 15 ล้านบาท     จุดเด่นของโครงการนี้คือการออกแบบที่โดดเด่นโดยทีม YOO Design Studio (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค) ภายใต้แนวคิด “Industrial Heritage” เพื่อสะท้อนความทันสมัยของย่านทองหล่อ ทำเลที่พักอาศัยคุณภาพใจกลางเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของกรุงเทพฯ  ผสานความหรูหรา ทันสมัย กับความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ด้วยเส้นสายที่สร้างลวดลายสมมาตรทำให้เกิดจังหวะที่ต่อเนื่อง การเลือกใช้วัสดุที่ผสมผสานระหว่างความหรูหราอย่างหินอ่อน และความแปลกใหม่ อย่างปูนเปลือย ทองแดง หินขัด ฯลฯ  การออกแบบภายในมีการเล่นสีสันที่ตัดกันและใช้เฟอร์นิเจอร์รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ (Oversize) อันเป็นเอกลักษณ์ของ Philippe Starck โดยให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่นการใช้สอยอย่างครบถ้วนลงตัว   โครงการยังพรั่งพร้อมด้วยพื้นที่สีเขียวอันกว้างขวางเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสความเป็นความเป็นธรรมชาติกลางเมือง และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ห้องฟิตเนสและสระว่ายน้ำ บนชั้นบนสุดของอาคาร พร้อมตกแต่งด้วยระบบไฟแบบ Fiber Optic ทำให้เห็นวิวทิวทัศน์แบบ 360 องศา และที่จอดรถแบบอัตโนมัติ (Automatic Parking) นับว่าเป็นครั้งแรกที่แสนสิรินำระบบที่จอดรถแบบนี้เข้ามาใช้ในโครงการ สามารถรองรับจำนวนรถได้ถึง 100% ของจำนวนยูนิต     นอกจากการโดดเด่นของตัวโครงการแล้ว KHUN by YOO inspired by Starck (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค) ยังฉีกกรอบเดิมของการทำ Sales Gallery ด้วยการไม่จัดแสดงห้องตัวอย่าง แต่ใช้คอนเซ็ปต์การนำเสนอโครงการผ่านการสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration) ในรูปแบบ Material Exhibition ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ในแนวคิด “The Industrial Heritage” ซึ่งสื่อออกมาผ่านการใช้วัสดุที่มีสีสันตัดกัน อย่างทองแดงผสมผสานกับคอนกรีตเปลือย และสถาปัตยกรรมภายนอกรูปทรงแปลกตาเพื่อสร้างความดึงดูด พร้อมการประดับไฟเพื่อสร้างความโดดเด่นในยามค่ำคืน ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ของ Starck และใช้วัสดุแบบเดียวกับที่ตกแต่งในล็อบบี้ของโครงการจริง   ทั้งนี้ หลังเปิด Sales Gallery บนที่ตั้งโครงการ KHUN by YOO inspired by Starck (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค) ณ ซอยทองหล่อ 12 เพื่อให้ลูกค้าสามารถเยี่ยมชมได้ไม่นาน ขณะนี้โครงการสามารถทำยอดขายได้มากกว่า 60% แล้วทั้งจากลูกค้าปัจจุบันของแสนสิริ ลูกค้าทั่วไป และลูกค้าที่เป็นแฟนผลงานของฟิลิปป์ สตาร์ค โครงการ KHUN by YOO inspired by Starck (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค) จะเปิดทำการขายอย่างเป็นทางการหรือพรีเซลส์ในเดือนมีนาคม 2560 โดยโครงการคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2563 สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมโครงการ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sansiri.com/condominium/khunbyyoo/th/ หรือโทร 1685
ตลาดที่อยู่อาศัยในลอนดอนยังมีศักยภาพสูงสำหรับการลงทุน นักลงทุนไทยที่รอช้อนซื้อบ้าน-คอนโดราคาตกอาจผิดหวัง ราคายังไม่ลดลง

ตลาดที่อยู่อาศัยในลอนดอนยังมีศักยภาพสูงสำหรับการลงทุน นักลงทุนไทยที่รอช้อนซื้อบ้าน-คอนโดราคาตกอาจผิดหวัง ราคายังไม่ลดลง

กรุงเทพฯ 22 พฤศจิกายน 2559 -  นับตั้งแต่อังกฤษมีประชามติให้ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกในกลุ่ม EU มีเศรษฐีชาวไทยจำนวนมากขึ้นที่แสดงความสนใจซื้อที่อยู่อาศัยในลอนดอนเพื่อการลงทุน อย่างไรก็ดี มีเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่ตัดสินใจซื้อในช่วงนี้ โดยส่วนใหญ่ยังคงรอดูสถานการณ์ เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนจะร่วงลงหรือไม่ ทั้งนี้ รายงานการวิเคราะห์ล่าสุดจากบริษัทบริการและที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล ระบุว่า นับจากการโหวต Brexit การปรับขึ้นของราคาที่อยู่อาศัยในลอนดอนเริ่มชะลอลง แต่ยังไม่มีแนวโน้มที่จะราคาปรับลดลงในอนาคตอันใกล้นี้ นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ เจแอลแอลในประเทศไทย กล่าวว่า “สำหรับชาวไทยผู้มีฐานะที่สนใจลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ลอนดอนนับเป็นหนึ่งในตลาดที่อยู่อาศัยที่นักลงทุนไทยให้ความสนใจมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นไปอีกในช่วงนี้ หลังค่าเงินปอนด์อ่อนตัวลงมาก ส่งผลให้คนไทยสามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษได้ถูกลง เมื่อคำนวณเป็นสกุลเงินไทย ความสนใจที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นได้จากจำนวนการติดต่อสอบถามที่เจแอลแอลได้รับเพิ่มมากขึ้นจากผู้ที่สนใจซื้อที่อยู่อาศัยในกรุงลอนดอนหลังผลโหวต Brexit” นับตั้งแต่วันออกเสียงโหวต Brexit วันที่ 23 มิถุนายนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ค่าเงินปอนด์อ่อนตัวลงไปราว 16% เมื่อเทียบกับเงินบาท อย่างไรก็ดี แม้ความสนใจจะมีมากขึ้น แต่จำนวนชาวไทยที่ตัดสินใจซื้อจริงในขณะนี้ยังมีไม่มาก นางสุพินท์อธิบายว่า ผู้สนใจส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจเกี่ยวกับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยของลอนดอนหลังอังกฤษออกจาก EU และมีนักลงทุนบางส่วนที่ไม่แน่ใจว่า ราคาที่อยู่อาศัยในลอนดอนในขณะนี้หรือในระยะต่อจากนี้จะตกลงหรือไม่ รายงานการวิเคราะห์ล่าสุดจากเจแอลแอลเปิดเผยว่า แม้ตลาดที่อยู่อาศัยของกรุงลอนดอนจะมีความอ่อนไหวมากขึ้นอันเป็นผลกระทบจากการลงประชามติให้อังกฤษถอนตัวออกจาก EU แต่คาดว่าสภาวะตลาดจะยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทั้งนี้ การขยายตัวของอุปทานหรือซัพพลายใหม่ที่จะชะลอตัวมากในปี 2560 และ 2561 โดยเฉพาะในย่านใจกลางลอนดอน จะทำให้การเพิ่มขึ้นของอุปทานไม่สอดคล้องกับอุปสงค์หรือปริมาณความต้องการของผู้ซื้อ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาที่อยู่อาศัยในลอนดอนมีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อความเชื่อมั่นฟื้นตัว นายเดวิด กรีน-มอร์แกน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย หน่วยธุรกิจบริการด้านการลงทุน เจแอลแอล กล่าวว่า “สำหรับนักลงทุนที่สนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนในขณะนี้ จำเป็นต้องอาศัยวิจารณญาณของตนเอง โดยควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของตลาด ทั้งนี้ ตามข้อมูลของเจแอลแอล เชื่อว่า ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะที่เหมาะสำหรับการซื้อหรือถือครองอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อไว้แล้วต่อไป มากกว่าที่จะปล่อยขาย” รายงานการวิเคราะห์ของเจแอลแอล ระบุถึงประเด็นสำคัญๆ หกประเด็นที่แสดงให้ถึงศักยภาพของตลาดที่อยู่อาศัยของลอนดอน ตลาดที่อยู่อาศัยในลอนดอนมีปริมาณในเกณฑ์ที่ไม่เพียงพอรองรับความต้องการของผู้ซื้อ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยที่มีราคาต่ำกว่า 2 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 86 ล้านบาท ข้อมูลตัวเลขจากรัฐบาลอังกฤษ ประเมินว่า ในช่วง 4 ปีข้างหน้า จะมีซัพพลายใหม่ไม่เพียงพอรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยในลอนดอนที่เพิ่มขึ้นราว 20,000-25,000 หน่วยต่อปี ปัจจุบัน ลอนดอนเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดเมืองหนึ่งของโลก โดยมีบริษัทในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม เป็นผู้เช่าอาคารสำนักงานกลุ่มใหญ่ที่สุดในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้คนเดินทางเข้ามาทำงานในลอนดอนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ คาดว่า นับจากนี้ไปถึงปี 2563 จำนวนประชากรในลอนดอนจะเพิ่มขึ้นอีกเกือบหนึ่งล้านคน ซึ่งจะทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกมาก ลอนดอนเป็นเมืองที่มีดัชนีสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในหลายๆ ด้าน อาทิ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การพัฒนาของภาคการเงิน ระบบสาธารณูปโภค ทุนมนุษย์ และความมีชื่อเสียงโดยรวมในฐานะหนึ่งในเมืองชั้นนำของโลก ประกอบกับนโยบายการเงินและการคลังที่ค่อนข้างยืดหยุ่นของรัฐบาลอังกฤษ ช่วยหนุนให้ลอนดอนเป็นเป้าหมายสำหรับการลงทุนจากทั่วโลก เอื้อให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจและการว่าจ้างงานในทุกภาคส่วน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อังกฤษมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับที่แข็งแกร่ง และมีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัวแซงหน้าประเทศอื่นในยุโรปและ EU แม้จะมีการลงมติ Brexit แล้วก็ตาม เงินปอนด์ที่อ่อนค่าลงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินสกุลเอเชีย อาจนับเป็นโอกาสสั้นๆ เพียงโอกาสเดียวสำหรับนักลงทุนต่างชาติทั้งมือเก่าและมือใหม่ที่จะสามารถเข้าไปลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนได้ นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับเมืองหลักอื่นๆ อาทิ ฮ่องกง ซิดนีย์ และสิงคโปร์ ตลาดการลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนนับว่ามีความได้เปรียบกว่าในแง่ของต้นทุนในการทำธุรกรรมซื้อขายและภาษีการถือครองที่ต่ำกว่า ไม่ว่าผลลัพธ์ท้ายสุดสำหรับการเจรจาต่างๆ ระหว่างอังกฤษและ EU เกี่ยวกับการเตรียมการถอนตัวของอังกฤษ จะออกมาในรูปแบบใด อังกฤษจะยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากที่สุด ทั้งในยุโรปและในเวทีโลกต่อไป
ปริญญ์ สาทร-ราชพฤกษ์ ( PRINN ) บ้านเดี่ยวของคนรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “Sustainability” คว้ารางวัลชนะเลิศ “Think Of Living People’s Choice Awards2016”

ปริญญ์ สาทร-ราชพฤกษ์ ( PRINN ) บ้านเดี่ยวของคนรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “Sustainability” คว้ารางวัลชนะเลิศ “Think Of Living People’s Choice Awards2016”

PRIN ปลื้ม! ปริญญ์ สาทร-ราชพฤกษ์ บ้านเดี่ยวคุณภาพที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง สาทร ภายใต้แนวคิด “พอเพียงและยั่งยืน” คว้ารางวัลชนะเลิศ Think Of Living People’s Choice Awards2016 “ชัยรัตน์  โกวิทจินดาชัย”  ชี้ถือเป็นการการันตีคุณภาพของโครงการ นายชัยรัตน์ โกวิทจินดาชัย ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักกรรมการผู้จัดการ บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) (PRIN) เปิดเผยว่า จากแนวคิดที่กว้างไกลของผู้บริหารบริษัทฯ ที่มองเห็นความต้องการของผู้อยู่อาศัยในปัจจุบัน ด้วยการเลือกทำเลที่ตั้ง ออกแบบโครงสร้าง การตกแต่ง บรรยากาศ ทั้งภายนอก และภายในโครงการที่เน้นความร่มรื่น เพื่อสร้างให้ ปริญญ์ สาทร-ราชพฤกษ์ เป็น “Oxygen Community” ในเมืองใหญ่   ที่นอกจากให้ผู้อยู่อาศัยได้พักผ่อน และรับรู้ถึงธรรมชาติ รอบๆ โครงการได้อย่างแท้จริงแล้วนั้น การออกแบบโครงสร้าง ที่เพิ่มฟังก์ชันพิเศษ และ สาธารณูปโภคที่จัดไว้ให้ผู้อยู่อาศัยได้อย่างครบครัน ทำให้ ปริญญ์ สาทร–ราชพฤกษ์ โครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพ ได้คว้ารางวัลชนะเลิศ “Think Of Living People’s Choice Awards 2016”  สาขา “โครงการแนวราบที่มีสาธารณูปโภคยอดเยี่ยมประจำปี 2016” (Best Housing Facilities) มาครอง      จากรางวัลที่เราได้รับมอบในครั้งนี้ ถือเป็นการการันตีว่า ปริญญ์ สาทร-ราชพฤกษ์  เป็นโครงการที่คุณภาพ ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลที่มีศักยภาพ มุ่งสู่ถนนสาทร  พร้อมราคาเริ่มต้นเพียง 16 ล้านบาท ทำให้มั่นใจได้ว่า สามารถมอบสังคมคุณภาพที่ผู้อยู่อาศัยจะได้รับจากเราในอนาคตได้อย่างยั่งยืนและแน่นอน “Sustainability Living with Oxygen Community  PRINN  Satorn-Ratchaphruek”   นายชัยรัตน์กล่าวในที่สุด ขณะที่ผลการดำเนินงานในงวด 9 เดือนแรกของปี 2559 (สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2559) บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,197.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 333.57 ล้านบาท หรือ 17.90% กำไรสุทธิ 140.33 ล้านบาท และมั่นใจว่ารายได้รวมปีนี้ 2,900 ล้านบาท ตามเป้า ซึ่งคาดว่า 90% จะเป็นรายได้จากโครงการที่เปิดขายแล้วในปัจจุบัน  

"คีรี" เจ้าพ่อบีทีเอส เฉือน 10 ไร่เยื้องแดนเนรมิต ทุ่ม200ล้าน ตัดถนน 8 เลน แก้รถติดรัชโยธิน

"คีรี กาญจนพาสน์" เจ้าพ่อบีทีเอส เฉือน 10 ไร่เยื้องแดนเนรมิต ทุ่ม 200 ล้านตัดถนน 8 เลน เชื่อมพหลโยธินทะลุวิภาวดีฯ แก้รถติดแยกรัชโยธิน เปิดใช้ฟรี ปีหน้าขึ้นโครงการอสังหาฯ 2 หมื่นล้าน ดึง "จีแลนด์-แสนสิริ" ร่วมทุน ผุดห้าง คอนโดฯหรู รับรถไฟฟ้าสีเขียว "หมอชิต-คูคต" ลุยต่อคอมเพล็กซ์หมื่นล้านอีก 2 ทำเล "พญาไท-จตุจักร" นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังได้ร่วมทุนกับ บมจ.แกรนด์ คาแนล แลนด์ (จีแลนด์) สัดส่วน 50 : 50 จัดตั้งบริษัท เบย์วอเตอร์ จำกัด ประมูลซื้อที่ดินจากกรมบังคับคดี 48 ไร่ ที่เคยเป็นที่ตั้งโครงการบางกอกโดม ตรงข้ามแดนเนรมิตเดิม ด้วยวงเงิน 7,350 ล้านบาท เมื่อปี 2557 เฉือนที่ 10 ไร่ทำทางลัด ล่าสุด ได้เริ่มพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในโครงการแล้ว พร้อมนำที่ดิน 10 ไร่ ช่วงระหว่างกลางก่อสร้างเป็นถนนขนาด 30 เมตร ประมาณ 7-8 ช่องจราจร เชื่อมการเดินทางจากถนนพหลโยธินซอย 19/1 ทะลุถนนวิภาวดีรังสิต ระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ค่าก่อสร้าง 200 ล้านบาท ส่วนนี้จะเปิดให้ประชาชนใช้โดยไม่เก็บค่าผ่านทาง เพื่อเป็นเส้นทางลัด เลี่ยงรถติดบริเวณแยกรัชโยธิน ซึ่งการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะปิดการจราจร เพื่อรื้อสะพานสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อขยาย (หมอชิต-คูคต) วันที่ 22 พ.ย.นี้เป็นต้นไป "เรากำลังเร่งสร้างถนนให้เสร็จก่อน ให้คนได้ใช้ก่อนปีใหม่ ช่วยรัฐแก้ปัญหารถติด ส่วนการพัฒนาอสังหาฯจะเริ่มได้หลังจากนี้ มีแผนจะทำโครงการมิกซ์ยูส ทั้งห้างสรรพสินค้า ออฟฟิศและคอนโดมิเนียมเกรดเอ มูลค่าลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท" นายคีรีกล่าว ผนึกแสนสิริ-จีแลนด์ นายกวิน กาญจนพาสน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง กล่าวเพิ่มว่า เมื่อตัดที่ดิน 10 ไร่สร้างถนนในโครงการไปแล้ว ที่ดินทำเลนี้จะเหลืออีก 38 ไร่ เพื่อเตรียมพัฒนาโครงการใหม่ ร่วมทุนกับกลุ่มจีแลนด์ และอาจมีผู้ประกอบการรายอื่นสนใจเข้าร่วมด้วย อาทิ บมจ.แสนสิริ ที่ร่วมทุนกับบีทีเอส พัฒนาคอนโดฯ "เดอะไลน์" ตามแนวรถไฟฟ้าไปแล้ว ก็สนใจจะร่วมพัฒนาที่แปลงนี้ด้วย เนื่องจากเป็นทำเลศักยภาพติดถนนพหลโยธิน และห่างจากสถานีพหลโยธิน 24 ของรถไฟฟ้าสายสีเขียวเพียง 200 เมตร "ที่มีขนาดใหญ่มาก ต้องทำแบบมิกซ์ยูสแน่นอน เราเปิดกว้างหากใครสนใจจะร่วมพัฒนา ไม่ว่าผู้ประกอบการด้านโรงแรม ออฟฟิศ หรือที่อยู่อาศัย ซึ่งแสนสิริก็สนใจ ตอนนี้ก็ร่วมกันลงทุนไปแล้ว 16 โครงการจาก 25 โครงการ มูลค่า 100,000 ล้านบาท" เนรมิต 38 ไร่สู่มิกซ์ยูส ด้านแหล่งข่าวใน บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง กล่าวว่า การที่บริษัทยอมเฉือนที่ 10 ไร่สร้างถนนขนาดใหญ่เป็นทางลัดการเดินทางนั้น เพราะต้องการเพิ่มมูลค่าที่ดิน หลังจากภาครัฐไม่มีแผนลงทุนในย่านนี้ ซึ่งในอนาคตทางกลุ่มบริษัทมีแผนจะพัฒนาโครงการดังกล่าวในรูปแบบมิกซ์ยูส เป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่มีทุกอย่างครบ ทั้งแหล่งช็อปปิ้ง แหล่งงาน ร้านอาหาร ที่อยู่อาศัย มีถนนให้สัญจร และทางเชื่อมรถไฟฟ้า "ถนนจะสร้างใหญ่เท่ากับถนนพหลโยธิน จะเปิดให้ประชาชนใช้ก่อน ส่วนจะยกให้รัฐหรือเก็บค่าใช้ทางหรือไม่ อยู่ที่นโยบายผู้บริหาร ตอนนี้คุณคีรีคิดคอนเซ็ปต์กว้าง ๆ ไว้แบบนี้ เหมือนเมืองทองธานีที่ตัดถนนและพัฒนาเป็นเมืองขึ้นมา" ได้ฤกษ์ลุย 2 ทำเลทอง นอกจากนี้ นายกวินเปิดเผยอีกว่า ในเร็ว ๆ นี้จะลงทุนพัฒนา 2 โครงการ มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท แปลงแรกเป็นที่ดินพญาไทติดรถไฟฟ้าบีทีเอส พื้นที่ 6 ไร่เศษ จะร่วมกับ บมจ.ยู ซิตี้ (บมจ.แนเชอรัลพาร์คเดิม) พัฒนาเป็นมิกซ์ยูสคอมเพล็กซ์ สูง 50 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 100,000 ตารางเมตร มีร้านค้า สำนักงานเกรดเอ โรงแรม อาคารจอดรถ มูลค่า 6,000 ล้านบาท อีก 3 เดือนจะเริ่มตอกเสาเข็ม ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี กำหนดเสร็จปลายปี 2563 แปลงที่ 2 เป็นที่ดินจตุจักร-หมอชิต ยังเหลือ 11 ไร่เศษ จากการพัฒนาคอนโดฯเดอะไลน์ บริษัทจะลงทุนเองทำเป็นอาคารประเภทมิกซ์ยูสคอมเพล็กซ์ สูง 40-50 ชั้น เท่ากับตึกทหารไทย จำนวน 2 อาคาร พื้นที่ใช้สอยรวม 100,000 ตร.ม. ที่นี่จะมีทุกอย่าง ระหว่างนี้รอการอนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างปลายปี 2560 ใช้เวลา 42-48 เดือน ตามแผนจะแล้วเสร็จปลายปี 2564 ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
มั่นคงฯ เปิดตัวบ้านแฝดฟังก์ชั่นใหม่ “ชวนชื่น พาร์ค กาญจนา-บางใหญ่” ชูคอนเซ็ปต์ฟรีดอม ลิฟวิ่ง ประสบการณ์แห่งการใช้ชีวิตที่ลงตัว

มั่นคงฯ เปิดตัวบ้านแฝดฟังก์ชั่นใหม่ “ชวนชื่น พาร์ค กาญจนา-บางใหญ่” ชูคอนเซ็ปต์ฟรีดอม ลิฟวิ่ง ประสบการณ์แห่งการใช้ชีวิตที่ลงตัว

บมจ. มั่นคงเคหะการ ส่งโครงการบ้านแฝด “ชวนชื่น พาร์ค กาญจนา-บางใหญ่” มูลค่า 440 ล้านบาท ทำเลถนนกาญจนา-บางใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง, เซ็นทรัลเวสต์เกต และทางด่วนศรีรัชฯ ชูคอนเซ็ปต์ฟรีดอม ลิฟวิ่ง ประสบการณ์ใหม่แห่งการใช้ชีวิตที่ลงตัว ด้วยจุดเด่นพื้นที่ใช้สอยพร้อมรองรับไลฟ์ลไตล์หรือกิจกรรมต่างๆ ของครอบครัว พร้อมมอบเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยและความปลอดภัยล่าสุด ในราคาเริ่มต้นเพียง 3.29 ล้านบาท เปิดจอง 19-20 พย. นี้ นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดตัวบ้านแฝดโครงการใหม่ “ชวนชื่น พาร์ค กาญจนา-บางใหญ่” มูลค่า 440 ล้านบาท ชูคอนเซ็ปต์ฟรีดอม ลิฟวิ่ง ประสบการณ์ใหม่แห่งการใช้ชีวิตที่ลงตัว ด้วยจุดเด่นการออกแบบพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง สามารถปรับแต่งให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ หรือสามารถรองรับกิจกรรมต่างๆ ของครอบครัว ได้เป็นอย่างดี พร้อมมอบเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยและความปลอดภัยล่าสุดให้กับลูกค้า ตั้งอยู่บนทำเลกาญจนา-บางใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง, เซ็นทรัล เวสต์เกต และทางด่วนศรีรัช” โครงการ ชวนชื่น พาร์ค กาญจนา-บางใหญ่ เป็นบ้านแฝด 2 ชั้น จำนวน 124 ยูนิต บนเนื้อที่ 21-0-88.8 ไร่ มีแบบบ้านทั้งหมด 2 แบบ คือ แบบ P-Smart ประกอบด้วย 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่จอดรถ 2 คัน พื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน 130 ตารางเมตร, แบบ P-Space และ P-Space+ ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พื้นที่จอดรถ 2 คัน พื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน 140 ตารางเมตร โครงการ ชวนชื่น พาร์ค กาญจนา-บางใหญ่ เป็นบ้านแฝดที่มีการออกแบบบ้านให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานอย่างลงตัว และมีพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านขนาดใหญ่ พร้อมด้วยพื้นที่รอบบ้าน ตอบโจทย์ทุกอิสรภาพแห่งการใช้ชีวิต และยังโดดเด่นด้วยการนำเอานวัตกรรมล่าสุดของที่อยู่อาศัยมอบให้กับลูกค้าไม่ว่าจะเป็นการออกแบบภายในบ้านให้มีแสงสว่างเพียงพอ การเลือกใช้วัสดุภายในตัวบ้านด้วยมาตรฐาน SCG หรือแม้แต่การออกแบบบันไดบ้านไม่ให้มีความชัน ทางโครงการยังมีพื้นที่สวนสีเขียวขนาดใหญ่และสนามเด็กเล่น ในบริเวณส่วนกลางอีกด้วย นอกจากนั้น โครงการ “ชวนชื่น พาร์ค กาญจนา-บางใหญ่” ได้นำเทคโนโลยีเพื่อที่อยู่อาศัยและความปลอดภัยแบบ Triple Security System มาใช้ภายในโครงการเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยของลูกบ้าน ได้แก่ Double Gate และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย, ระบบกล้อง CCTV รอบโครงการ, สัญญาณกันขโมยด้วยระบบ Magnetic & Motion Sensor ภายในบ้านทุกหลัง อีกทั้งตอบโจทย์ชีวิตแบบ SMART LIFE ด้วยระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไฟเบอร์ ออพติก และเชื่อมต่อเข้าบ้านทุกหลัง พร้อมมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้า โดยมั่นคงได้ร่วมกับเอไอเอส มอบ Freedom Package ทั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 50/10 Mbps, AIS PLAYBOX กล่องทีวีอินเทอร์เน็ตความบันเทิงระดับพรีเมียมอย่างครบครัน และการรับชมหนังและซีรีย์ฮอลลีวู้ด จาก HOOQ ฟรี 1 ปี ทันทีที่ลูกค้าย้ายเข้าอยู่ โครงการ “ชวนชื่น พาร์ค กาญจนา-บางใหญ่” เปิดให้ลูกค้าเยี่ยมชมบ้านตัวอย่าง  และเลือกบ้านแปลงสวยก่อนใครได้   ในวันที่ 19-20 พ.ย. นี้ ในราคาเริ่มต้น 3.29 ล้านบาท สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถลงทะเบียนทางเว็บไซต์เพื่อรับส่วนลด 100,000 บาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mk.co.th หรือโทร. 1622
“เอพี ไทยแลนด์” เปิดตัว “บ้านกลางเมือง คลาสเซ่ เอกมัย - รามอินทรา” ซูเปอร์ลักชัวรี่วิลล่า 3 ชั้น พร้อมจับมือ “ซัมซุง” ยกระดับการใช้ชีวิตไปอีกขั้นปั้นอินเทลลิเจนท์โฮมของจริงแห่งแรกในเมืองไทย

“เอพี ไทยแลนด์” เปิดตัว “บ้านกลางเมือง คลาสเซ่ เอกมัย - รามอินทรา” ซูเปอร์ลักชัวรี่วิลล่า 3 ชั้น พร้อมจับมือ “ซัมซุง” ยกระดับการใช้ชีวิตไปอีกขั้นปั้นอินเทลลิเจนท์โฮมของจริงแห่งแรกในเมืองไทย

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาอสังหาริมทรัพย์ สำหรับคนเมือง และผู้นำการสร้างสรรคนวัตกรรมการดีไซน์เพื่อพื้นที่ใช้สอยที่ไม่จำกัด เปิดตัว “บ้านกลางเมือง คลาสเซ่” (Baan Klang Muang CLASSE) บ้านเดี่ยวซูเปอร์ลักชัวรี่สูง 3 ชั้น โครงการล่าสุดของเอพี นำเสนอความต่างด้วยการพัฒนานวัตกรรมดีไซน์สุดล้ำภายใต้แนวคิด ‘Multiverse Layouts’ การออกแบบพื้นที่ที่คำนึงถึงรูปแบบการใช้ชีวิตในแนวตั้งและแนวนอนไปพร้อมๆ กัน สร้างมิติใหม่ให้กับพื้นที่ใช้สอยและการเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ 3 ชั้นได้อย่างไร้รอยต่อ ตอบสนองความต้องการใช้ซีวิตที่หลากหลายของคน 3 ช่วงวัยในครอบครัว พร้อมเป็นโครงการแรกในธุรกิจอสังหาทรัพย์ที่เหนือกว่า ด้วยการผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับแนวคิด IoT (Internet of Things) ผ่านการประกาศจับมือร่วมกับทางซัมซุง เปิดตัว ‘AP Intelligent Living’ ที่สุดของนวัตกรรมเพื่อนการอยู่อาศัย ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยของเครื่องใช้ไฟฟ้าซัมซุง ซึ่งทำงานร่วมกันกับอุปกรณ์ต่างๆ บนแพลตฟอร์ม IoT (Internet of Things) ยกระดับรูปแบบการใช้ชีวิตของลูกค้าเอพีให้สะดวกสบายปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยเอพีได้พันธมิตรเบอร์หนี่งที่มีความแข็งแกร่งในเรื่องเทคโนโลยี เพื่อการอยู่อาศัยสำหรับคนเมือง อย่างบริษัทไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ในการเข้ามาทำงานร่วมกับทีม AP Design Lab เพื่อร่วมกันวางระบบอินเทลลิเจนท์โฮม ให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ของบ้าน โดยมีโครงการบ้านกลางเมือง คลาสเซ่เป็นโครงการนำร่อง โดยเอพีเป็นรายแรกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยที่เหนือกว่าด้วยการผสานนวัตกรรม Alexa Voice Command ระบบสั่งงานด้วยเสียงให้เชื่อมต่อเข้ากับระบบสมองกลอัจฉริยะที่เป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ทุกชิ้นภายในบ้าน นอกจากนี้ระบบอินเทลลิเจนท์โฮมยังพัฒนาขั้นสูงไปจนถึงสามารถตอบโต้กับเจ้าของบ้านตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวที่มีความสามารถมากขึ้น ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยได้อย่างน่าทึ่ง ช่วยให้ชีวิตของลูกบ้านเอพีสะดวกสบายและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) คือ ผู้นำด้านการปฏิวัติออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่อยู่อาศัย ผู้พัฒนาดครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย มุ่งมันสร้างสรรค์อย่างมีสำนึกรับผิดชอบ ด้วยผลิตภัณฑ์อสังหาริมทรัพย์และบริการที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ตั้งแต่การดีไซน์ที่โดดเด่นด้วยพื้นที่ใช้สอยที่สะดวกสบาย ทำเลที่ดีเยี่ยม รวมไปถึงคุณภาพในการก่อสร้าง การบำรุงรักษา บริการหลังการขาย และบริการขาย/ให้เช่า ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์เอพีได้ใช้ชีวิตที่ดีที่สุดและเติมเต็มความสุขในแบบที่ตนปรารถนา “เอพี ไทยแลนด์ กล้าที่จะแตกต่าง ผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย - ทุกพื้นที่ชีวิตเราคิดเพื่อคุณ”
ORI ประกาศความสำเร็จโชว์กำไร Q3/59 พุ่ง 400% พร้อมจ่ายปันผล

ORI ประกาศความสำเร็จโชว์กำไร Q3/59 พุ่ง 400% พร้อมจ่ายปันผล

จากกระแสตอบรับของการเปิดตัวโครงการใหม่ และโครงการที่แล้วเสร็จพร้อมรับรู้รายได้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้บอสใหญ่ คุณพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้  ออกมาประกาศความสำเร็จผลประกอบการในไตรมาส 3 /59 ที่บริษัทฯ สามารถทำกำไรไปได้ 158.22 ลบ. ซึ่งเพิ่มขึ้น 400% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนตัวเลขสะสม 9 เดือนในปีนี้ มีกำไรถึง 319.63 ลบ. เพิ่มขึ้น 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวเลขมีทิศทางที่ดีขึ้น มาจากโครงการที่เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงไตรมาส 3/59 ทั้งหมด 2 โครงการได้แก่ โครงการ “พอส สุขุมวิท 115” และโครงการ “ไนท์บริดจ์ สกาย ริเวอร์ โอเชียน”  นอกจากนี้ !! บอร์ดบริหารได้ทำการเพิ่มทุนจดทะเบียน 440.50 หุ้น พร้อมเอาใจผู้ถือหุ้นด้วยการจ่ายปันผลในอัตรา 1.50 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นปันผล และจ่ายปันผลเป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.0371 บาท พร้อมจ่ายปันผลในวันที่ 29 ธ.ค. นี้
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศผลประกอบการปี 2560 รับรู้รายได้ 3,589.2 ล้านบาท กำไรสุทธิ 680.8 ล้านบาท เติบโต 36% ประกาศจ่ายปันผลทั้งปีรวม 0.30 บาท

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศผลประกอบการปี 2560 รับรู้รายได้ 3,589.2 ล้านบาท กำไรสุทธิ 680.8 ล้านบาท เติบโต 36% ประกาศจ่ายปันผลทั้งปีรวม 0.30 บาท

บริษัท  ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)  เติบโตอย่างแข็งแกร่งเหนือตลาด ประกาศผลประกอบการไตรมาสสาม ปี 2559 โดยมียอดรับรู้รายได้ที่ 747.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 48% ขยายตัวสูงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สี่  ในขณะที่คงความสามารถในการจัดการต้นทุนได้ดี ส่งผลให้ในไตรมาส 3/59 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 142.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนกว่า 78% ส่วนตัวเลขงวด 9 เดือน  บริษัทมียอดรับรู้รายได้แล้วกว่า 2,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.5% และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 385.3 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้น 100.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้คอนเซ็ปท์ “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” กล่าวว่า แม้ภาพรวมของตลาดอสังหาฯ ในปี 2559 นี้จะไม่สดใสนัก ภาพรวมตลาดมีแนวโน้มที่จะหดตัวลงจากปีก่อน ส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าผู้ประกอบการหลายรายเริ่มออกมาประกาศปรับลดเป้าหมายทางธุรกิจลง ตลอดจนมีการเลื่อนแผนการเปิดโครงการใหม่ออกไป แต่สำหรับลลิลฯ ได้มีการวางแผนและดำเนินกลยุทธ์ให้สอดรับกับสถานการณ์ มีการปรับ Products ให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งขยายโครงการไปยังทำเลที่มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น จึงช่วยให้บริษัทสามารถ Gain Market Share เพิ่มขึ้นส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ผลประกอบการไตรมาส 3/2559 โดยมียอดรับรู้รายได้ที่ 747.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 48% ขยายตัวสูงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สี่  ในขณะที่คงความสามารถในการจัดการต้นทุนได้ดี จึงส่งผลให้ในไตรมาส 3/2559 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 142.3 ล้านบาท ขณะที่ งวด 9 เดือนปี 2559 บริษัทฯ มียอดรับรู้รายได้รวม  2,050 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 58% ในส่วนของกำไรสุทธิ 9 เดือนปี 2559 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 385.3 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนกว่าเท่าตัว ดังนั้นเชื่อมั่นว่าในไตรมาสสุดท้ายบริษัทฯ จะยังคงทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่าบริษัทฯ จะสามารถทำยอดรับรู้รายได้ในปีนี้ ได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อต้นปีที่ 2,400 ล้านบาทอย่างแน่นอน ในส่วนของการขยายธุรกิจ  แม้สถานการณ์ที่ไม่เอื้อ จนทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องเลื่อนการเปิดโครงการใหม่ออกไป  แต่สำหรับลลิลฯ ในปีนี้จะสามารถเปิดโครงการใหม่ได้มากกว่าแผนต้นปีที่วางไว้ที่ 8 โครงการ มูลค่ารวม 4 พันล้านบาท ปัจจุบัน บริษัทฯ มีการเปิดโครงการใหม่ไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 8 โครงการ และกำลังจะเปิดอีก 1 โครงการในช่วงที่เหลือของปี ทำให้ในปีนี้บริษัทฯ จะมีการเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 9 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ4,500 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้บริษัทฯ มีการขยายตัวที่มั่นคงต่อไป ด้านโครงสร้างเงินทุนแม้ว่าจะมีการลงทุนเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ทั้งสิ้น 9 โครงการ แต่บริษัทฯ ยังคงความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน โดยมีระดับหนี้ที่สามารถบริหารจัดการได้ มีการใช้แหล่งของเงินกู้ที่หลากหลาย และมีอัตราดอกเบี้ยคงที่เพื่อ lock ต้นทุนทางการเงิน ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาสสามนี้ บริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่เพียงแค่ 0.8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.4 เท่า
ยูนิเวนเจอร์ ปลื้มไตรมาสสามโต 62%

ยูนิเวนเจอร์ ปลื้มไตรมาสสามโต 62%

บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV เผยผลประกอบการไตรมาส 3/2559 มีรายได้รวม 5,195.0ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปี 2558 ทำให้ช่วงเก้าเดือนแรกมีรายได้รวม 12,872.8 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,309.8 ล้านบาท มียอดขายรอรับรู้รายได้ 4,944.4 ล้านบาท จากทั้งหมด 34 โครงการ นายวรวรรต ศรีสอ้าน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 3/2559 มีรายได้รวมอยู่ที่ 5,195.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน 1,978.8 ล้านบาท หรือมีการเติบโต 61.5% โดยมีรายได้หลักมาจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 4,415.8 ล้านบาท คิดเป็น 85.0% ของรายได้รวม แบ่งเป็นรายได้จากโครงการแนวสูง มูลค่ารวม 1,884.7 ล้านบาท และมาจากโครงการแนวราบ มูลค่ารวม 2,531.1 ล้านบาท “ปัจจุบันบริษัทฯ มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) รวมทั้งสิ้น 4,944.4 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 2,763.3 ล้านบาท และโครงการแนวสูง 2,181.1 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น Backlog ที่จะรับรู้รายได้ในไตรมาสสุดท้าย 2,725.9 ล้านบาท และส่วนที่เหลือ 2,218.5 ล้านบาทจะทยอยรับรู้ในปี 2560 โดยยอด Backlog เป็นผลมาจากมาตรการจัดโปรโมชั่น  ต่างๆ อาทิ มหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 35, ป๊อปไม่หยุด โปรดีไม่มีเท” “สำหรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่ามีรายได้ 385.7 ล้านบาท คิดเป็น 7.0% ของรายได้รวม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มธุรกิจผลิตสังกะสีออกไซด์ 356.8 ล้านบาท คิดเป็น 6.9% ของรายได้รวม โดยมียอดขาย 4,949.5 เมตริกตัน” “ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 บริษัทฯ มีแผนการเปิดตัวโครงการใหม่อีก 2 โครงการ แบ่งเป็นโครงการแนวสูง 1 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 900 ล้านบาท และโครงการแนวราบของกลุ่มบริษัทแผ่นดินทองอีก 1 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 816 ล้านบาท เพื่อให้การรับรู้รายได้ในอนาคตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ คาดว่าปี 2559 นี้จะมีรายได้รวมประมาณ 16,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 15,300 ล้านบาท” นายวรวรรต กล่าวในตอนท้าย
เอพี เตรียมเปิดขายแนวราบพร้อมกัน 3 โครงการ มูลค่ารวม 3,900 ล้านบาท

เอพี เตรียมเปิดขายแนวราบพร้อมกัน 3 โครงการ มูลค่ารวม 3,900 ล้านบาท

(14 พ.ย. 2559) คุณภมร ประเสริฐสรรค์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานธุรกิจบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เผยว่าดีมานด์สินค้าที่อยู่อาศัยแนวราบมีการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าครอบครัวระดับบนที่ซื้อเพื่อการอยู่อาศัยจริง การันตีจากยอดขายสินค้าแนวราบ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2559 รวมประมาณ 10,950 ล้านบาท หรือคิดเป็น 76% จากเป้ายอดขายเฉพาะโครงการแนวราบทั้งปีที่ตั้งไว้ที่ 14,000 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ ‘ฟังก์ชั่นใช้สอยภายในบ้าน’ จะต้องตอบรับไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของครอบครัวคนเมือง และ ‘ทำเล’ จะต้องมีศักยภาพติดถนนใหญ่ ใกล้โครงข่ายคมนาคมที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่เมืองได้อย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดเอพีเตรียมเปิดขายบ้านเดี่ยว 3 โครงการสุดท้ายของปี มูลค่าโครงการรวม 3,900 ล้านบาท ได้แก่ บ้านกลางเมือง คลาสเซ่ เอกมัย – รามอินทรา จำนวน 56 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท เดอะ ซิตี้ สุขสวัสดิ์ จำนวน 70 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 6.99 ล้านบาท และเดอะ ซิตี้ บางใหญ่ จำนวน 133 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 4.99 – 7 ล้านบาท โดยบ้านเดี่ยวทั้ง 3 โครงการจะเปิดขายอย่างเป็นทางการพร้อมกัน ณ เซลส์แกลเลอรี ในวันที่ 19 – 20 พฤศจิกายนนี้   สำหรับรายละเอียดบ้านเดี่ยวทั้ง 3 โครงการ ประกอบด้วย 1. บ้านกลางเมือง คลาสเซ่ เอกมัย – รามอินทรา ซูเปอร์ลักชัวรี่วิลล่าสูง 3 ชั้น โครงการแรกในเมืองไทยที่รองรับนวัตกรรมการอยู่อาศัย AP Intelligent Living เทคโนโลยีล้ำสมัยที่ช่วยสนับสนุนให้การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่สะดวกสบายอย่างแท้จริง จำนวน 56 ยูนิต เพียง 15 นาทีถึงสาทร มูลค่าโครงการ 2,560 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท ขนาดที่ดินเริ่มต้น 52.6 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 346 - 454 ตารางเมตร 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 2 ห้องนั่งเล่น พร้อมที่จอดรถ 3 คัน 2. เดอะ ซิตี้ สุขสวัสดิ์ บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ ภายใต้การออกแบบสไตล์ Modern Moroccan จำนวน 70 ยูนิต โครงการบ้านเดี่ยวบนทำเลติดถนนใหญ่เพียงแห่งเดียวในย่านสุขสวัสดิ์ พร้อมการเชื่อมต่อสาทรอย่างรวดเร็ว มูลค่าโครงการ 580 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 6.99 ล้านบาท ขนาดที่ดินเริ่มต้น 52.7 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 185.92 – 169.61 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน 3. เดอะ ซิตี้ บางใหญ่ บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ ภายใต้การออกแบบ Modern Art Deco จำนวน 133 ยูนิต ใกล้ทางด่วน 2 นาทีถึงรถไฟฟ้าสายสีม่วงสถานีคลองบางไผ่ มูลค่าโครงการ 760 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 4.99 - 7 ล้านบาท ขนาดที่ดินเริ่มต้น 52.7 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 185.92 – 169.61 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน “โดยเอพีได้เตรียมเอกสิทธิ์พิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจจองซื้อโครงการ เดอะ ซิตี้ สุขสวัสดิ์ และ เดอะ ซิตี้ บางใหญ่ ลงทะเบียนทาง apthai.com รับส่วนลดสูงสุด 400,000 บาท และสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมายในงานเปิดขายระหว่างวันที่ 19 – 20 พ.ย. นี้ ณ เซลส์แกลเลอรีโครงการ” คุณภมรกล่าวเพิ่มเติม

1 ... 67 68 69 ... 76