Tag : Art&Design

48 ผลลัพธ์
เปิด Fresh Taiwan สินค้าไลฟ์สไตล์ สุดล้ำจากไต้หวัน

เปิด Fresh Taiwan สินค้าไลฟ์สไตล์ สุดล้ำจากไต้หวัน

ช่วงปลายปีแบบนี้เชื่อว่าหลายคนจะต้องหาซื้อของขวัญกันเอาไว้บ้างแล้วใช่ไหมคะ แต่ถ้าใครอยากจะหาของขวัญหรือสินค้าที่เป็นนวัตกรรม ดีไซน์สวย ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อไปซ้ำกับใครแล้วล่ะก็ ต้องไม่พลาดที่จะไปเดินงาน Style Bangkok Fair 2019 ซึ่งหนึ่งในไฮไลท์ของงานนั่นคือการนำเอาสินค้าจากต่างประเทศมาไว้ในงานด้วย โดยครั้งนี้เราจะพาไปทำความรู้จักสินค้า Fresh Taiwan จากไต้หวัน ที่เห็นแล้วจะต้องรู้สึกอยากจะได้เป็นเจ้าของสักชิ้นแน่นอนค่ะ   Fresh Taiwan คือโครงการที่กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวัน จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์และการสร้างแบรนด์ของ Designer ชาวไต้หวัน แล้วผลักดันไปไกลระดับโลก ซึ่งการมาร่วมจัดพาวิลเลี่ยนภายในงาน Style Bangkok Fair 2019 ถือเป็นครั้งที่ 6 แล้ว โดยในแต่ละปีก็มีหลากหลายแบรนด์ใหม่ๆ มาโชว์ผลงานที่สามารถซื้อกลับไปเป็นของขวัญแบบไม่ซ้ำใคร หรือจะเจรจาธุรกิจก็น่าสนใจไม่น้อยเลยนะคะ   สำหรับปีนี้ไต้หวันพาวิลเลี่ยนจะมาในธีม “ไฮไลท์” (HIGHTLIGHT) เน้นสินค้าที่เป็นนวัตกรรมคุณภาพ ความสร้างสรรค์ และฟังก์ชันที่ล้ำสมัย สะท้อนไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้งหมด 10 แบรนด์ ซึ่ง 8 ใน 10 แบรนด์จะเป็นครั้งแรกที่มาร่วมงานนี้ ได้แก่ 49101 Electronics, Vinaera, Eye Candle, Singular Concept, Conquer Casa, Hands, Dilio, และ CLARECHEN รวมถึงแบรนด์ที่กลับมาอีกครั้งอย่าง bi.du.haev และ Fyber Forma จะมีสินค้าตัวไหนน่าสนใจบ้าง เรานำมาฝากกันค่ะ   Dilio สินค้าตกแต่งบ้านที่ไม่ใช่แค่วางประดับไว้เท่านั้น แต่ยังเป็นที่รองน้ำมันหอมระเหย ด้วยส่วนผสมเฉพาะจากวัสดุหลักที่เป็นซีเมนต์พิเศษ จะช่วยให้กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยฟุ้งกระจายและคงทนอยู่ได้นานขึ้นด้วย   bi.du.haev (Biduhaev cold brew system) ใครที่ชื่นชอบกาแฟสกัดเย็น หรือที่เรียกกันว่า cold brew จะต้องอยากมีเครื่องนี้ไว้ครองครองค่ะ ด้วยวัสดุของทั้งตัวเครื่องทำมาจากแก้ว ทำให้การแฟ cold brew แก้วโปรดได้รสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้น   Vinaera เครื่องเติมอากาศในไวน์ สำหรับคอไวน์โดยเฉพาะจะต้องสะดุดตากับเจ้าเครื่องเติมอากาศในไวน์ครั้งแรกของโลก สินค้าตัวนี้จะมีอยู่ 2 รุ่นด้วยกันค่ะ Vinaera Classic กังหันน้ำไวน์ไฟฟ้า และ Vinaera Pro เครื่องเติมอากาศไฟฟ้าแบบปรับได้   49101 Electronics หูฟังบลูทูธ คนรักเสียงเพลงก็ย่อมจะต้องหาหูฟังดีๆ ไว้สักอันใช่ไหมคะ โดยหูฟังแบรนด์ 49101 มีความโดดเด่นตรงที่เป็นหูฟังบลูทูธสามารถเปลี่ยนเป็นสายชาร์จความเร็วสูงได้ และยังสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ในตัวได้ด้วย   Fyber Forma กระเป๋ากันน้ำ กระเป๋าหลากหลายดีไซน์ มีคุณสมบัติพิเศษด้านนอกกันน้ำ ผิวสัมผัสนุ่มละเอียดคล้ายหนัง น้ำหนักเบา ด้านในกรุด้วยผ้าอ่อนนุ่ม เพิ่มความทนทาน     หากใครอยากจะสัมผัสของจริง แล้วซื้อเก็บไว้เป็นของขวัญในช่วงสิ้นปีก็แนะนำให้รีบมาในงาน Style Bangkok Fair 2019 ในวันที่ 17-21 ตุลาคม 2562 นี้เท่านั้นนะคะ รับรองว่าไม่เหมือนใครแน่นอน    
เสน่ห์ของวันวาน Kanvela House

เสน่ห์ของวันวาน Kanvela House

  ใครจะคิดว่าอาคารเก่าโบราณริมคลองกรุงเกษม จะกลายมาเป็น Hostel x Cafe สุดชิคที่ยังคงกลิ่นอายของวันวานไว้อย่างเต็มเปี่ยมอย่าง “Kanvela House” ซึ่งไม่ว่าใครที่ผ่านมาเห็นก็คงสะดุดตาจนนึกอยากรู้ว่าหลังประตูบานเฟี้ยมสีเขียวเข้มนี้ มีอะไรบ้างที่ทำให้ดึงดูดความสนใจเราได้มากขนาดนี้   เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ “คุณแมค - ภีระสิทธิ์ สีมูลเสถียร” หนึ่งในเจ้าของ และผู้ที่เป็นหัวเรือในการทำให้อาคารเก่าที่ปิดร้างไว้นานหลังนี้ ได้ย้อนเวลากลับมาชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง จากภาพเดิมที่เป็นห้องเสื้อตัดสูท กรุตู้ไม้แบบ built-in สำหรับแขวนเสื้อสูท และเก็บผ้าไว้รอบด้าน บวกกับสภาพที่ปิดร้างมานาน ทำให้บรรยากาศภายในทรุดโทรมจนแทบจะนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะต้องเริ่มต้นทางไหน แต่พอตัดสินใจรื้อบรรดาตู้ไม้ ฝ้าเพดาน และโครงพื้นไม้เก่าออกทั้งหมดแล้ว บรรดากระเบื้องเดิมๆ โครงสร้างอาคารเก่าที่ยังคงอยู่ในสภาพดี ก็ทำให้ภาพของ Kanvela House ของคุณแมคเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆ   สงบ เงียบ ไร้กาลเวลา พื้นที่บริเวณชั้น 1 เกือบทั้งหมดเป็นพื้นที่ของคาเฟ่ชื่อ “Buddha & Pals” ที่เสิร์ฟกาแฟรสเยี่ยม และอาหารแบบ All Day Dinning ท่ามกลางบรรยากาศสุดคลาสสิคของอาคารเก่า ซึ่งไม่ว่าใครก็ต้องอดไม่ได้ รีบถ่ายรูปเช็คอินบน Instagram กันรัวๆ เสน่ห์ของอาคารนี้อยู่ที่โครงการสร้างเก่าแก่ ที่ยังคงสภาพไว้อย่างดี จนคุณแมคแทบจะไม่ได้แตะต้อง เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นพื้นปูกระเบื้องที่เป็นกระเบื้องโบราณที่มีมาแต่แรก และยังอยู่ในสภาพที่ดี รวมถึงโครงสร้างอาคารปูน ตั้งแต่คาน เสา และผนังก่ออิฐมอญ ที่ปูนอาจจะกระเทาะหลุดบ้าง มีคราบสีที่ไม่สม่ำเสมอบ้าง แต่กลับกลายเป็นร่องรอยของกาลเวลา ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ไม่สามารถเลียนแบบได้ เพียงแค่แต่งเติมบางส่วนให้แข็งแรงขึ้น และขัดแต่งให้สวยงามอีกหน่อย ก็กลายเป็นคาเฟ่เก๋ๆ ที่อยู่เหนือกาลเวลาไปโดยปริยาย       ส่วนเฟอร์นิเจอร์ที่เห็นทั้งหมด คุณแมคบอกว่ามีทั้งที่เป็นของเก่าจริงๆ และของใหม่ที่ทำเลียนแบบของเก่า ซึ่งกว่าจะได้แต่ละชิ้นมาก็มีเรื่องเล่ามากมาย บางชิ้นเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่คุณแมคไปเจอโดยบังเอิญ และซื้อเก็บไว้เองนานแล้ว โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะเอามาใช้ทำอะไรดี แล้วพอถึงเวลาที่ต้องตกแต่ง Kanvela House บรรดาข้าวของเหล่านี้ก็ถูกหยิบมาจัดวางไว้ตามมุมต่างๆ ผสมผสานจนกลายเป็นสไตล์การตกแต่งแบบ Rustic + Vintage ได้อย่างลงตัว   จากร่องรอยต่างๆ ในตัวอาคาร เราจะเห็นได้ว่า การรีโนเวทอาคารเก่าในครั้งนี้แทบจะไม่ได้แตะต้องตัวโครงสร้างเดิมเลย ฝ้าเพดานที่เดิมอาจจะถูกตีไว้ค่อนข้างเตี้ย ทำให้บ้านเก่าๆ มักจะดูแคบและอึดอัด พอรื้อฝ้าออกแล้วบรรยากาศโดยรวมก็ดูโล่ง โปร่งมากขึ้น ประกอบกับการเพิ่มเฟรมเหล็กกรุกระจกตลอดทั้งแนวด้านหน้าอาคาร เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ รอยอดีตต่างๆ ภายในอาคารก็ปรากฏความสวยงามให้เห็นได้เต็มตามากขึ้น จนเรายังอดทึ่งไม่ได้กับไอเดีย และความพิถีพิถันในรายละเอียดต่างๆ ที่คุณแมคใส่ใจดูแลด้วยตัวเองทุกส่วนอย่างแท้จริง   ค้ามคืนไปกับ Kanvela House จากคาเฟ่อันแสนชิวผ่านประตูไม้บานเลื่อนด้านหลังไปก็จะพบกับความสงบ ร่มรื่น ที่เหมือนแยกตัวออกมาจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง พื้นที่ตรงกลางที่เป็นรอยต่ออาคารส่วนหน้ากับส่วนหลัง ถูกเปิดโล่งให้รับแสงได้มากขึ้น การเพิ่มต้นไม้เข้ามาในบริเวณนี้ทำให้ได้บรรยากาศคล้าย Glass House เล็กๆ มีทั้งไม้ดอก และไม้ใบที่ให้ความสดชื่นสบายตาไปอีกแบบ ก่อนขึ้นไปชั้นบนซึ่งเป็นโซนของห้องพัก เราต้องถอดรองเท้าเก็บไว้ก่อนตามแบบธรรมเนียมบ้านไทย พื้นที่ชั้นบนถูกแบ่งออกเป็นห้องพักทั้งหมด 11 ห้อง โดยมีทั้งแบบดอร์ม และห้องเดี่ยว โดยห้องทั้งหมดนี้ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ผสานกับพื้นไม้ ฝ้าเพดาน และผนังไม้เดิมๆ ได้เป็นอย่างดี จนเราแอบทึ่งไอเดียที่คุณแมคดัดแปลงบ้านเก่าให้มีความร่วมสมัย พร้อมฟังก์ชั่นการใช้สอยที่พอเหมาะพอดีได้ขนาดนี้     ห้องแบบดอร์มจะเป็นห้องพักรวม แต่สเปซภายในห้องก็กว้างมากพอให้ทุกๆ เตียงมีพื้นที่ส่วนตัวและมีล็อคเกอร์ขนาดใหญ่มากพอที่จะใช้เก็บกระเป๋าหรือแบ็คแพ็คใบใหญ่ได้จริง เตียงสองชั้นโครงเหล็กถูกยึดกับโครงสร้างอาคารไว้เป็นอย่างดี แล้วใช้สีแดงสดมาช่วยสร้างมิติให้กับห้องมากขึ้น จนแทบจะลืมภาพห้องไม้โบราณไปได้เลย   ในขณะที่ห้องเดี่ยว ก็มีให้เลือกทั้งแบบเตียงเดี่ยวและเตียงคู่ ขนาดห้องกำลังพอดีและเป็นส่วนตัว โทนการตกแต่งจะคงบรรยากาศเดิมของบ้านไม้ไว้มากกว่าห้องแบบดอร์ม ด้วยโทนสีที่สุขุมมากกว่า ประดับเพิ่มด้วยภาพวาดเก่า และเฟอร์นิเจอร์ไม้อื่นๆ อีกเล็กน้อยก็ลงตัว ได้กลิ่นอายบ้านไทยสมัยรัชกาล 5 อย่างเต็มเปี่ยม     ชานกว้างหน้าห้องพักบนชั้นสอง มีมุมพักผ่อนนั่งเล่นเยอะเลยค่ะ ทั้งมุมระเบียงที่ปลูกต้นไม้ไว้มากมาย หลายต้นสวยแปลกตาดี ในขณะที่ชานบ้านบริเวณนี้เปิดโล่งรับลมธรรมชาติเอื่อยๆ ได้เป็นอย่างดี มีชุดเก้าอี้หวาย และเก้าอี้ไม้สำหรับการหย่อนใจได้ตามต้องการ เหมาะกับการมาซึมซับความเรียบง่ายสไตล์ไทยๆ ที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา     Kanvela House ยังคงขับเคลื่อนตัวเอง และแต่งแต้มสีสันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยเจตนาที่ต้องการจะอนุรักษ์อาคารเก่าแก่นี้ไว้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ให้ถูกกลืนหายไปตามกระแสนิยม ในอนาคตพื้นที่ชั้นล่างจะมีร้านส้มตำสุดแซ่บเพิ่มเข้ามา แล้วคาเฟ่ชิคๆ ตอนกลางวัน จะเปลี่ยนเป็นแจ๊สบาร์แสนชิลในตอนกลางคืน ในขณะที่ห้องพักก็จะเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบมากขึ้น หลายๆ อย่างเป็นความตั้งใจของคุณแมคที่อยากให้ Kanvela House และ Buddha & Pals เป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ ที่คนจะได้มาแฮงค์เอ้าท์หรือทำกิจกรรมร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศสุดคลาสสิคโดยมีฉากหลังเป็นร่องรอยของอดีตอันสวยงาม แล้ว Kanvela ก็คงจะมีเรื่องเล่าสู่กันฟังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป   Kanvela House Address :  716 Krungkasem Road, Wat Sommanat, PomPrap SattruPhai, Bangkok, Thailand Tel. : 061 585 9283 Facebook : https://www.facebook.com/kanvelahouse/
แต่งคอนโดให้สวยจบ งบไม่บานปลาย

แต่งคอนโดให้สวยจบ งบไม่บานปลาย

ใครไม่เคย..คงไม่รู้หรอก!! กว่าจะได้คอนโดสวยๆ มีการตกแต่งในสไตล์ที่เป๊ะถูกใจโดยไม่เสียเวลา และไม่เจอปัญหางบบานปลายมันยากมากแค่ไหน หลายครั้งเราต้องเจอกับเรื่องที่หาเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการไม่เจอ หรือของตกแต่งที่ได้มาก็ไม่เข้ากับธีมที่คิดไว้ ต้องปวดหัวสารพัดจนหลายคนถึงกับเข็ดไปเลยก็มี   ตอนเห็นแบบห้องตัวอย่างหรือตอนเฟ้นหาภาพสไตล์การตกแต่งที่ต้องการจากอินเตอร์เน็ต อะไรๆ ก็ดูสวยงามเป็นเรื่องง่ายไปหมด แต่พอมาถึงหน้างานจริงอาจจะมืดแปดด้าน จนลืมไปว่าสิ่งที่ต้องทำคืออะไร อย่างที่บอกว่าถ้าใครไม่เคยลองตกแต่งห้องเองตั้งแต่เริ่มแรก คงจินตนาการไม่ออกหรอกว่า ปัญหาจุกจิกอีกมากมายที่จะตามมามีอะไรบ้าง ดังนั้นเราจึงอยากแนะนำมืออาชีพที่จะมาช่วยให้ทุกเรื่องการตกแต่งจบได้อย่างสวยงาม แถมยังอยู่ในงบประมาณที่วางไว้ด้วย   ใครๆ ก็รู้ว่าที่ SB Design Square เค้ามีเฟอร์นิเจอร์ให้เลือกมากมาย แถมล่าสุดยังเอาใจชาวคอนโดด้วยบริการใหม่ที่เรียกว่า “CONDO SOLUTIONS” โดย Interior Designer มืออาชีพซึ่งจะเข้ามาให้คำปรึกษาพร้อมดูแลทุกรายละเอียดการตกแต่งคอนโดให้เราตั้งแต่ต้นจนจบ รวมทั้งมี Condo décor planer คอยให้คำปรึกษาตลอดระยะเวลาการตกแต่ง   Step แรก สำหรับคนที่ยังไม่มีไอเดียว่าอยากตกแต่งห้องให้ออกมาสไตล์ไหนดี ให้ลองไปเดินเล่นที่ CONDO SOLUTIONS @SB Design Square ก่อนค่ะ เพราะเค้ามีแบบห้องตัวอย่างตกแต่งอย่างสวยงาม โดยจำลองแปลนห้องมาจากแบรนด์ชั้นนำต่างๆ มาให้เลือกมากถึง 6 สไตล์ด้วยกันที่สำคัญห้องแต่ละแบบใช้วัสดุ เฟอร์นิเจอร์อะไรบ้างอยู่ในงบประมาณเท่าไหร่เค้ามีป้ายบอกชัดเจนกันไปเลย เรามีแบบห้องตัวอย่างคร่าวๆ มาให้ดูกันค่ะ   ห้องแรกมาในสไตล์ Classy Urban เรียบหรูดูดีโดยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่หลากหลาย เน้นสีเอิร์ธโทน เพิ่มความหรูหราด้วยลายหินอ่อนสลับกับสีทองในขณะที่การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ก็เข้ากันได้ดี ห้องตัวอย่างนี้จำลองแบบมาจากโครงการ ไอดิโอ โมบิ สุขุมวิท 66 มีขนาด 52 ตร.ม. และใช้งบประมาณในการตกแต่งเริ่มต้นที่ 5,500 บาท/ตร.ม.   ห้องต่อมาตกแต่งมาในสไตล์ Scandi Chic เน้นความเรียบง่ายด้วยเฟอร์นิเจอร์ Built – In ที่มีสัดส่วนพอดีกับทุกมุมของห้องเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหลักคือไม้สีอ่อนตัดกับสีเทาและสีชมพูอ่อน ทำให้ห้องดูน่ารักสดใส แถมยังมีที่เก็บของให้เป็นระเบียบอีกเพียบ   ไอเดียตกแต่งห้องสไตล์นี้มาในแบบห้องขนาด 33.7 ตร.ม. และมีราคาค่าตกแต่งเริ่มต้นอยู่ที่ 7,800 บาท / ตร.ม. ค่ะ   อีกแบบห้องตัวอย่างค่ะที่ตกแต่งมาในสไตล์ Modern Luxury เรียบหรูบ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยด้วยเฟอร์นิเจอร์ Built-in ที่คัดสรรมาอย่างดี เช่น ลายหินอ่อนสีดำ คริสตัลไฮกลอสอลูมิเนียมสีทอง และกระจกเงาสีเทา ทำให้ห้องสวยหรูดูแพงมาก ห้องตัวอย่างนี้มีขนาด 33.5 ตร.ม. ค่ะ และถ้าชอบการตกแต่งสไตล์นี้ ก็จ่ายในราคาเริ่มต้นแค่ 10,000 บาท / ตร.ม. เท่านั้น*   สไตล์ Metro Luxe ก็เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจมาก มีจุดเด่นที่โดดเด่นไม่แพ้ห้องสไตล์ก่อนหน้านี้เลย ห้องถูกตกแต่งให้ด้วยโทนสีเข้มแต่ก็ไม่ได้ทำให้ห้องดูมืด ด้วยการตัดสีกับการตกแต่งด้วยพื้นโทนสว่าง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์สีแดง ที่ทำให้ห้องดูมีเสน่ห์มากขึ้น ด้านฟังก์ชั่นก็มีให้เลือกใช้งานมากมาย ทั้งจุดที่วางทีวี โต๊ะทำงาน หรือแม้กระทั่งตู้รองเท้าที่จัดมาให้แบบจุใจ แถมราคาค่าตกแต่งก็เริ่มต้น 5,600 บาท/ตร.ม. เท่านั้นค่ะ   เอาใจคนชอบสีขาวๆ ในโทนสว่างกับสไตล์ Classic White ห้องตัวอย่างนี้จำลองมาจากห้องของโครงการ Knightsbridge Prime อ่อนนุช ด้วยพื้นที่ใช้สอยขนาด 22 ตร.ม. แต่ไม่ห้องห่วงค่ะ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นสามารถใช้สอยประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และประหยัดพื้นที่ด้วย ด้านในถูกตกแต่งด้วยสีขาว และจัดวางเฟอร์นิเจอร์ชิดผนังทั้ง 2 ฝั่ง เว้นทางเดินตรงกลางไว้ และโดดเด่นด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาวในสไตล์วินเทจตัดกับลายหินอ่อน และเพิ่มการกรุกระจก เพื่อทำให้ห้องดูกว้างขึ้น และฟังก์ชั่นจัดเก็บต่างๆ ที่ถูกออกแบบไว้อย่างน่าใช้ ในราคาตกแต่งเริ่มต้นที่ 7,500 บาท/ตร.ม.   แบบห้องสุดท้ายที่เราเลือกมาให้ได้ชมกัน ขอเอาใจคนที่ชอบสไตล์ดิบๆ หน่อยกับการตกแต่งในแบบ Stylish Loft ผสมผสานความเป็นธรรมชาติของวัสดุที่เป็นไม้ไว้ให้ลงตัวกับความเท่ในสไตล์ Loft จึงน่าจะถูกใจคุณผู้ชายมากหน่อย แถมพื้นที่เก็บของก็มีฟังก์ชั่นดีใช้งานได้หลากหลายและทุกอย่างจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยถ้าใครอยากได้ห้องสไตล์นี้ก็มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 7,500 บาท/ตร.ม. ค่ะ   แต่สำหรับใครที่มีสไตล์ห้องที่อยากได้อยู่แล้วถือแปลนคอนโดของตัวเองไปเลยค่ะ ทีม Interior Designer ของ CONDO SOLUTIONS เค้าพร้อมจะช่วยให้ทุกดีไซน์ในฝันของคุณเป็นจริงได้ตามงบในกระเป๋าของคุณ   ถ้าวัสดุชิ้นไหนยังไม่โดนใจ อยากเปลี่ยนสีโซฟา สีเฟอร์นิเจอร์ หรืออยากได้ตู้เก็บของเยอะๆ หน่อย เปลี่ยนแบบโคมไฟ ดรอปฝ้าใหม่ ต่อเติมผนังเบากั้นห้อง หรือแม้แต่ลายผ้าม่าน และ wallpaper ทุกอย่าง custom ได้ตามใจกันให้สุดไปเลยจ้า และถ้าใครที่อยากเพิ่ม Home Automation เติมความสะดวกสบายให้ชีวิตประจำวันเป็นเรื่องง่าย เค้าก็มีบริการนะคะ และที่สำคัญเราสามารถรู้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ล่วงหน้าก่อนการตัดสินใจไปอีก ด้วยวิธีนี้เราก็จะหมดปัญหางบบานปลายไม่รู้จบแบบที่หลายๆ คนเคยเจอ   พอตกลงเลือกแบบและสไตล์ห้องที่โดนใจกันได้แล้ว พวกรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ที่เป็นปัญหาปวดหัวก็ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ เพราะนอกจากจะให้คำปรึกษาเรื่องการออกแบบตกแต่งแล้ว ทาง CONDO SOLUTIONS ยังมีบริการช่วยติดตามงานบริหารจัดการและวางแผนเวลา รวมถึงคอยประสานงานติดตั้งทั้งหมดให้เรียบร้อยก็บอกแล้วว่าเค้าบริการครบวงจรมาที่เดียวจบครบทุกเรื่องจริงๆ เรียกว่าแต่งห้องเสร็จแล้วก็เตรียมพร้อมเข้าอยู่ หรือปล่อยเช่ารับเงินเข้ากระเป๋าได้เลย   https://www.youtube.com/watch?v=c1ixaKYhcg0&feature=youtu.be   สำหรับโปรโมชั่นโดนใจที่จะช่วยให้เราสามารถคุมงบประมาณได้รัดกุมยิ่งขึ้นไปอีกกับ “Financial Promotion” พิเศษสุดๆ ที่เราจะสามารถได้คอนโดที่สวยเป๊ะปังในราคาเริ่มต้นที่ 5,500 บาท/ตร.ม. และยังได้ผ่อน 0% นานสูงสุด 4 เดือนกับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ยังไม่หมดค่ะ ยังได้รับบัตรกำนัลเงินคืนสูงสุดถึง 15%!! ส่วนสินค้าตกแต่งห้องเพิ่มเติมอื่นๆ ที่จะมาช่วยให้ห้องเราสวนครบสมบูรณ์ เช่น ผ้าม่านวอลเปเปอร์ ก็ลดเพิ่มกันไปอีกสูงสุด 10%   ทั้งตอบโจทย์ครบทุกเรื่องความสะดวกสบายได้ห้องสวยถูกใจ แถมยังช่วยแก้ทุกปัญหาจุกจิกปวดหัว และควบคุมค่าใช้จ่ายให้เราได้อย่างรัดกุม บริการรอบด้านขนาดนี้แล้ว จะไม่ไปที่ CONDO SOLUTIONS @ SB Design Square ได้ยังไงล่ะ แวะเวียนไปดูห้องคอนโดตัวอย่าง และโปรโมชั่นเด็ดๆ ทั้งหมดได้ที่ CONDO SOLUTIONS @ SB Design Square ทั้ง 3 สาขา (สาขาบางนา, สาขาเซ็นทรัลเวิล์ด และสาขาเซ็นทรัลเวสต์เกต) ตั้งแต่วันนี้ - 31 มีนาคมนี้     #ระวังแต่งเองเจ็บเอง #ห้องสวยก็ไปได้สวย #แต่งกับนาย #naphat_nine #SBCondoSolutions #SBDesignSquare #condodesign      
6 ไอเดียแต่งเติมความสดใส ต้อนรับซัมเมอร์ กับคอลเล็คชั่นสุดพิเศษ SOMMAR 2019/ซอมมาร์ 2019 จากอิเกีย

6 ไอเดียแต่งเติมความสดใส ต้อนรับซัมเมอร์ กับคอลเล็คชั่นสุดพิเศษ SOMMAR 2019/ซอมมาร์ 2019 จากอิเกีย

เซย์กู๊ดบายลมหนาวที่ผ่านเข้ามาในช่วงสั้นๆ แล้วมาเตรียมต้อนรับซัมเมอร์อันแสนสดใสกันดีกว่า...หากพูดถึงหน้าร้อน หลายคนคงนึกถึงวันหยุดยาว และโปรแกรมท่องเที่ยวในฝันที่จะได้ออกเดินทางไปเติมพลังให้กับตัวเองกันทั้งนั้น แต่แน่นอน การไปเที่ยวไกลๆ สำหรับหลายๆ คนไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนจะเรื่องวันลาและค่าใช้จ่าย อิเกีย จึงขอเสนอ 6 ไอเดียสุดคูลที่จะช่วยให้ทุกคนเนรมิตช่วงเวลาสบายๆ แห่งการพักร้อนรับซัมเมอร์กันได้แบบง่ายๆ อย่างการทานไอศกรีมในช่วงพักเที่ยง สนุกสนานไปกับการปิกนิกที่บ้าน หรือนัดเพื่อนไปว่ายน้ำเล่นหลังเลิกเรียน   มาปรับเข้าสู่โหมดพักร้อนแบบง่ายๆ กับคอลเล็คชั่น SOMMAR 2019/ซอมมาร์ 2019 จากอิเกีย สร้างช่วงเวลาแห่งความสนุกให้กับชีวิตด้วยดีไซน์กราฟิกสุดเท่ และลายพิมพ์สีสันสดใส พบกับสารพันไอเท็มแต่งบ้านที่มีให้เลือกสรรอย่างละลานตา ตั้งแต่ผ้าขนหนูสีสันสุดจี๊ด เบาะรองนั่ง จานชาม ตะกร้าปิกนิกดีไซน์เฉียบ และอื่นๆ อีกมากมาย ผลงานการออกแบบร่วมของสองดีไซเนอร์ Lotta Kühlhorn และ Malin Unnborn ผู้ขึ้นชื่อเรื่องงานรูปทรงเรขาคณิตและลวดลายกราฟิกสีสดใส ร่วมด้วยเหล่าดีไซเนอร์จาก Textilgruppen & Papperian ที่ขึ้นชื่อเรื่องงานกระดาษและผ้า   6 ไอเดีย เติมความสดใส  เปลี่ยน “บ้าน” ให้กลายเป็นที่พักผ่อนสุดชิลรับหน้าร้อน   1. มุมเล็กๆ สำหรับจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่  ไม่มีสนามใหญ่หลังบ้านก็ไม่เป็นไร เพราะระเบียงเล็กๆ ก็เป็นจุดเริ่มต้นวันพักผ่อนดีๆ ได้เหมือนกัน เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการจิบกาแฟสักถ้วยริมระเบียง เคล้าคลอไปกับแสงแดดอุ่นๆ หรือจะเพิ่มบรรยากาศของการพักร้อนด้วยการหยิบชุดว่ายน้ำหรือผ้าขนหนูสีสดใสออกมานอนผึ่งแดดรับกลิ่นอายฤดูร้อนก็ย่อมได้   ไอเท็มเด็ดห้ามพลาดสำหรับเที่ยวทะเลปีนี้!   ผ้าเช็ดตัว รุ่น SOMMAR 2019/ซอมมาร์ 2019 ราคา 499 บาท   ปลอกหมอนอิง รุ่น SOMMAR 2019/ซอมมาร์ 2019 ราคา 199 บาท   ผ้าเมตร รุ่น SOMMAR 2019/ซอมมาร์ 2019 ราคา 199 บาท/เมตร   2. ขยับออกมานั่งเล่นกลางแจ้งกันเถอะ รังสรรค์มุมเล็กๆ ใต้ต้นไม้ สูดอากาศ และอาบแดดอุ่นๆ ก็เหมือนได้ไปพักร้อนชิลๆ แล้ว ลองย้ายโซฟาเล็กๆ ออกมาเป็นมุมพักผ่อนหย่อนใจ ใช้นั่งจิบน้ำชายามบ่าย หรือปรับเป็นมุมนั่งเล่นชมพระอาทิตย์ตกดินก็ดี เพิ่มสีสันด้วยพรมสีสดใส หรือโคมไฟที่มีลวดลาย ก็มีสไตล์ไปอีกแบบ   โซฟา 2 ที่นั่ง รุ่น HAVSTEN/ฮาฟสเติน ใช้ได้ทั้งใน/นอกอาคาร ราคา 17,200 บาท   โคมไฟ รุ่น SOLVINDEN/ซูลวินเดน ราคา 199 – 1,499 บาท   3. จิบน้ำชายามบ่ายสักนิด รู้หรือไม่ว่าการดื่มเครื่องดื่มอุ่นๆ ในสภาพอากาศร้อนๆ แบบนี้ สามารถช่วยให้ร่างกายเย็นลงได้ อ่านมาถึงตรงนี้อาจชวนให้ขมวดคิ้ว แต่จริงๆ แล้ว การที่เรายิ่งเพิ่มอุณหภูมิให้ร่างกาย ยิ่งเท่ากับทำให้ความร้อนระเหยออกจากผิวหนังได้มากขึ้น ร่างกายจึงเย็นลงนั่นเอง รู้แล้วอย่ารอช้า มาเตรียมชุดน้ำชากันดีกว่า   กาน้ำชา รุ่น SOMMAR 2019/ซอมมาร์ 2019 ราคา 499 บาท   ถ้วยพร้อมจานรอง รุ่น SOMMAR 2019/ซอมมาร์ 2019 ราคา 299 บาท   แก้วน้ำ รุ่น SOMMAR 2019/ซอมมาร์ 2019 ราคา 249 บาท/6 ใบ ถาด รุ่น SOMMAR 2019/ซอมมาร์ 2019 ราคา 199 บาท   ตะกร้าปิกนิก รุ่น SOMMAR 2019/ซอมมาร์ 2019 ราคา 790 บาท   4. สบายแท้ ไม่กลัวฝน ไม่กลัวแดด ตกแต่งมุมนั่งเล่นสำหรับนั่งกินไอศกรีมเย็นๆ ท้าแดดซัมเมอร์ และใช้หมอนอิงใบเล็กๆ เพิ่มความสบายเวลาเอนหลังพิงดูสิ ทริคไม่ลับคือ ใช้หมอนอิงหุ้มด้วยปลอกหมอนที่มีคุณสมบัติกันน้ำและสีสดไม่ซีดจางง่าย นอกจากจะช่วยคงสีสันสดใสแห่งซัมเมอร์แล้ว ยังหมดห่วงเรื่องเปียกน้ำ เพราะแค่สะบัดเบาๆ ก็ไล่น้ำออกจากหมอนได้หมด   หมอนอิง รุ่น FUNKÖN/ฟุนเคิน ราคา 299 บาท   ปลอกหมอนอิง รุ่น FESTHOLMEN/เฟสโทลเมน ราคา 359 บาท   5. เบาะอเนกประสงค์ ไม่ว่าคุณจะใช้เวลาวันหยุดหน้าร้อนไปกับการโต้รุ่งดูซีรีส์โปรดอยู่ในบ้าน หรือออกมานั่งอ่านหนังสือรับแสงอาทิตย์ยามเย็น ลองใช้เบาะนั่งเล็กๆ เป็นตัวช่วยเพิ่มความสบาย เปิดสภาวะทิ้งตัวลงบนเบาะนุ่มๆ หรือใช้เพื่อพักเท้าก็ชิลไปอีกแบบ เบาะนั่งและผ้าหุ้มเบาะ รุ่น OTTERÖN-INNERSKÄR/อทเตเริน-อินเนร์แควร์ ราคา 1,980 บาท   6. ยิ่งเยอะ ยิ่งครึกครื้น พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ อิเกียขอชวนทุกคนออกมาทำอาหาร จัดปาร์ตี้เล็กๆ กลางแจ้งกัน อย่ามัวแต่อุดอู้อยู่ในบ้าน เพราะการกินข้าวด้วยกัน หมายถึงความอร่อยที่เพิ่มขึ้น เสียงหัวเราะที่ดังขึ้น และรอยยิ้มที่กว้างขึ้นด้วย หาโอกาสเติมรอยยิ้มให้อิ่มกายอิ่มใจรับซัมเมอร์กันดีกว่า ทำเลเหมาะๆ สำหรับการจัดปาร์ตี้ อาจเป็นได้ทั้งที่สนามหลังบ้าน ริมชายหาด หรือสวนสาธารณะ แล้วอย่าลืมชวนคนที่คุณรักมากันเยอะๆ เพราะยิ่งเยอะ ก็ยิ่งครึกครื้น ชาร์จแบตให้ตัวเองในวันหยุด เติมความสดใสรับหน้าร้อนได้ง่ายๆ ด้วยคอลเล็คชั่นรับซัมเมอร์จากอิเกีย พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ อิเกีย เมกาบางนา และ อิเกีย บางใหญ่ ที่เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ IKEA.co.th      
6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย

6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย

6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย...แรงบันดาลใจสู่ดีไซน์ระดับเวิลด์คลาสแห่งแรกของไทย “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ สูงที่สุดบนทองหล่อ   ในโลกของการออกแบบอาคารสำนักงานระฟ้า โรงแรม และที่อยู่อาศัยยุคปัจจุบันทั่วโลก มีการแข่งขันกันในเรื่องของการสร้างอาคารที่มีความมั่นคงแข็งแรง ทว่ามาพร้อมดีไซน์ที่สวยงามและแปลกใหม่ เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้พบเห็น ซึ่งความแปลกใหม่เหล่านั้นได้เลือนหายไปตามยุคสมัยเช่นกัน แต่ทราบหรือไม่ว่า ยังมีสถาปัตยกรรมอยู่รูปแบบหนึ่ง ที่ยังคงท้าทายเหนือกาลเวลามาหลายพันปีโดยไม่คลายเสน่ห์แห่งความงดงามมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ นั่นคือ สถาปัตยกรรมแบบ “โมโนลิธ” (Monolith) ซึ่งแปลว่าหินหรือเสาหินขนาดใหญ่เพียงก้อนเดียว   และในยุคปัจจุบัน สถาปัตยกรรมแบบโมโนลิธ นั้นได้หมายถึง ตัวอาคารที่มีจุดเด่นในเรื่องรูปทรง ที่มีลักษณะเป็นแท่งสมมาตร อัตราส่วนความกว้างของฐานอาคารต่อความสูงอยู่ที่ 1:10 จากพื้นดินไปจนถึงยอดอาคาร เน้นลักษณะภายนอกอาคารแบบมินิมัล โดยลดทอนรายละเอียดต่างๆ จนเกิดเป็นความเรียบ...แต่ไม่ง่าย... ให้ความรู้สึกมั่นคง สง่างาม โดดเด่น เป็นแลนด์มาร์กคงความโดดเด่น ในทุกยุคทุกสมัย การออกแบบงานสถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” นิยมนำมาใช้ในการสร้างตึกระฟ้าระดับโลกมากมายที่มีความโดดเด่นและมักตั้งอยู่ในใจกลางเมือง กลางย่านธุรกิจสำคัญ รวมถึงมักจะกลายเป็นแลนมาร์กของเมืองนั้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ กลางเกาะแมนฮัตตัน นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นเขตที่นิยมสร้างอาคารด้วยสถาปัตยกรรมรูปทรงโมโนลิธมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก    One World Trade Center แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Aecom.com) One World Trade Center เป็นอาคารหลังใหม่ที่สร้างขึ้นในพื้นที่ พื้นที่ 65,000 ตารางเมตรของพื้นที่ทั้งหมด ปัจจุบัน อาคารแห่งนี้ถือว่าสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเป็นอาคารที่สูงเป็นลำดับที่ 6 ของโลก ด้วยความสูง 1,776 ฟุต หรือ 541 เมตร โดยผู้สร้างตั้งใจให้เป็นอาคารที่โดดเด่นทั้งในแง่ของการดีไซน์และประโยชน์ใช้สอย นี่จึงเป็นที่มาของการสร้างให้อาคารหลังนี้มีความสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเลือกสร้างในสไตล์โมโนลิธที่มีความสมมาตร มากด้วยรายละเอียดในการออกแบบที่   สวยโดดเด่น และตอบทุกโจทย์เรื่องฟังก์ชั่น   432 Park Avenue แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Businessinsider.com) 432 Park Avenue เป็นอาคารที่พักอาศัยที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนิวยอร์ก ไม่ไกลจากสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค จึงทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามของเกาะแมนฮัตตันและเมืองนิวยอร์กได้อย่างเต็มที่ ด้วยความสูง 1,396 ฟุตที่ถือว่าเป็นอาคารที่พักอาศัยที่สูงที่สุดในซีกโลกตะวันตก และเป็นอาคารที่สูงเป็นอันดับสองในนิวยอร์ก ทำให้ 432 Park Avenue เป็นอาคารสไตล์โมโนลิธที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน   Millenium Hilton Hotel แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Pinterest: Bruce Cairns) อีกหนึ่งอาคารที่อยู่ไม่ไกลจาก One World Trade Center คือ อาคารซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมมิลเลเนียม ฮิลตัน ซึ่งตั้งอยู่มุมถนนฟูลตันสตรีทตัดกับถนน เชิร์ชสตรีท โรงแรมแห่งนี้ ซึ่งเลือกสะกดชื่อ “Millenium” แบบผิดไวยากรณ์เพื่อเพิ่มความสะดุดตาให้กับชื่อ มีห้องพักทั้งหมด 471 ห้อง ตั้งอยู่ภายในอาคารสูง 55 ชั้นที่ออกแบบให้มีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสูงขึ้นไปตรงๆ เป็นดีไซน์โมโนลิธที่มินิมอลอย่างที่สุด ทว่าก็โดดเด่นในทันทีที่ได้พบเห็น   Seagram Tower แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: archspeech.com) อีกหนึ่งอาคารสำคัญทางสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1958 และยังคงโดดเด่นมาจนถึงปัจจุบัน คือ Seagram Tower (ซีแกรม ทาวเวอร์) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนพาร์คอเวนิว มิดทาวน์ นิวยอร์ก อาคารโมโนลิธแห่งนี้ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอเมริกัน-เยอรมัน ลุดวิก มีส์ ฟาน เดอ โรฮ์ ด้วยความตั้งใจในการเผยให้เห็นโครงสร้างของตัวอาคารเมื่อมองจากด้านนอก ซึ่งถือว่าล้ำหน้ากว่ายุคสมัยและได้กลายเป็นอาคารหลังสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่องานออกแบบทางสถาปัตยกรรมในสหรัฐอเมริกามาจนถึงปัจจุบัน   Al Sharq Tower ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เครดิตภาพ: arabexperts.ae) อาคารสไตล์โมโนลิธส่วนใหญ่มักจะออกแบบมาในลักษณะแท่งสี่เหลี่ยม ทรงสูงตรง แต่ Al Sharq Tower (อัล ชาร์ก ทาวเวอร์) อาคารที่ พักอาศัยระดับไอคอนที่เมืองดูไบนั้นออกแบบให้เป็นเหมือนแท่งทรงกระบอก 9 แท่งมัดรวมอยู่ด้วยกัน กลายเป็นอาคารหลังใหม่ในดีไซน์ที่ดูหรูหราและอยู่เหนือกาลเวลาอย่างไม่เคยมีมาก่อน ยิ่งเมื่อเปิดไฟประดับในเวลากลางคืนยิ่งเผยให้เห็นความโดดเด่นของตัวอาคารที่มีความสูง 360 เมตร ทว่ายังคงสัดส่วนการออกแบบอาคารโมโนลิธให้มีความกว้างฐานและความสูงในอัตราส่วน 1:10 เช่นเดิม   Montparnasse Tower ปารีส, ฝรั่งเศส (เครดิตภาพ: inexhibit.com) โดยทั่วไปแล้ว เมืองปารีสไม่อนุญาตให้มีการสร้างอาคารสูงในตัวเมือง สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในตัวเมืองปารีสจึงมีแต่หอไอเฟลเท่านั้น จนกระทั่ง Tour Montparnasse หรือ Montparnasse Tower ถูกก่อสร้างขึ้นด้วยความสูงถึง 210 เมตร ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาคารแห่งนี้เปิดโอกาสให้ผู้คนทั้งในปารีสและนักท่องเที่ยวได้ชมวิวเมืองปารีสอย่างเต็มตา และมองเห็นหอไอเฟลในอีกหนึ่งมุมที่สวยที่สุด ส่วนในเชิงของการออกแบบ อาคารแห่งนี้ยังคำนวณองศาของการจัดวางกระจกทุกบานอย่างตั้งใจเพื่อให้ทั้งอาคารกลายเป็นกระจกสะท้อนวิวเมืองขนาดใหญ่ เกิดเป็นภาพลวงตาที่ทำให้ตัวอาคารกลมกลืนไปกับเมืองปารีสได้อย่างน่าสนใจ     สถาปัตยกรรมโมโนลิธในเมืองไทย สำหรับในประเทศไทยหลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับสถาปัตยกรรมสไตล์โมโนลิธมากนัก เพราะเบื้องหลังของ ความเรียบเท่ของอาคารระฟ้ารูปทรงโมโนลิธในมหานครใหญ่ทั่วโลก แฝงไว้ซึ่งรายละเอียดมากมายตั้งแต่กระบวนการออกแบบที่เน้นเทคนิคในการออกแบบและการก่อสร้างที่มีรายละเอียดมากกว่าอาคารปกติ เช่น การคำนวณเรื่องแรงลม หรือ สัดส่วนของอาคารที่เหมาะสม รวมถึงการเลือกใช้วัสดุพิเศษ เช่น กระจกชนิดพิเศษรอบอาคาร และการออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้แตกต่างไปจากการก่อสร้างอาคารทั่วไป จึงทำให้อาคารรูปทรงโมโนลิธโดดเด่นกับทุก ๆ สายตาของผู้พบเห็น   The Monument Thong Lo (เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ) สถาปัตยกรรมรูปทรงโมโนลิธแห่งแรก ของเมืองไทย ล่าสุด แสนสิริ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรชั้นนำของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยด้วยดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยรสนิยม ควบคู่การออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลงตัว และบริการพิเศษเพื่อการใช้ชีวิตที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ในการอยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการสถาปัตยกรรมของประเทศไทย ด้วยการนำสถาปัตยกรรมแบบโมโนลิธมาใช้ในการออกแบบโครงการเดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่สูงที่สุดบนถนนทองหล่อด้วยความสูงถึง 45 ชั้นหรือ 177 เมตร โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์รูปทรงอาคารที่สูงตรงตั้งตระหง่าน โดยนำที่จอดรถลงไปไว้ในชั้นใต้ดินเพื่อความสวยงามเช่นเดียวกับอาคารสูงระฟ้าในมหานครใหญ่ทั่วโลก   พร้อมเพิ่มความงดงามด้านหน้าอาคารด้วยงานประติมากรรมขนาดใหญ่สระว่ายน้ำดีไซน์ระดับไอคอนิก สูงถึง 10 เมตร ยาว 28 เมตร กว้าง 9.5เมตร แรงบันดาลใจจากต้นไม้ใหญ่ ประกอบด้วยสระเด็กและสระน้ำวนในบริเวณเดียวกัน พื้นของสระเป็นหินไวท์ คลาวด์ (White Cloud) สีขาวดุจก้อนเมฆตัดกับสีฟ้าของน้ำ รายล้อมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดเหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจของครอบครัวยุคใหม่ในพื้นที่ที่เป็นโอเอซิสใจกลางเมือง (Urban Oasis) อย่างแท้จริง   เตรียมพบกับนิยามใหม่ของการอยู่อาศัยของโครงการ เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ กับพื้นที่กว้างขวางเสมือนบ้านเดี่ยว Luxury is Spaceบนทำเลทองหล่อ ได้เร็วๆ นี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1685      
เติมพลังความสดใสให้กับชีวิตด้วยคอลเล็คชั่นใหม่จากอิเกีย

เติมพลังความสดใสให้กับชีวิตด้วยคอลเล็คชั่นใหม่จากอิเกีย

อิเกีย แนะนำคอลเล็คชั่นใหม่จากหลากหลายดีไซเนอร์ชื่อดัง ที่จะมาช่วยเติมพลังงานให้กับชีวิตประจำวัน พร้อมเริ่มต้นปีใหม่ เปิดรับสิ่งดีๆ ด้วยลวดลายกราฟิกและสีสันที่สดใส ตั้งแต่ปลอกผ้านวม ตู้ โคมไฟ และอุปกรณ์จัดเก็บของใช้ต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการจัดเก็บ แวะมาเพิ่มความสุข เติมไอเดียใหม่ๆ ในการแต่งบ้านด้วยคอลเล็คชั่นใหม่ๆ มากมายจากอิเกีย ที่มีครบทั้งดีไซน์ คุณภาพ ประโยชน์ใช้สอย และราคาที่ย่อมเยา   คอลเล็คชั่น SOMMARASTER/ซอมมารัสเตอร์ อบอุ่นกับลวดลายดอกไม้สดใสสไตล์เรโทร ออกแบบโดย Emma Hagman จาก Studio Kelkka ได้รับแรงบันดาลใจจากงานดีไซน์แบบสวีเดนยุค 1960 นำกลิ่นอายฤดูใบไม้ผลิมาสู่ห้องนอนด้วยชุดปลอกผ้านวมที่ทอจากผ้าฝ้าย 100% จากฝ้ายในแหล่งปลูกอย่างยั่งยืน ผ่านการปลูกอย่างพิถีพิถันและใส่ใจ ปลอกผ้านวม กว้าง 150 x ยาว 200 ซม. + ปลอกหมอน 2 ใบ ราคา 790 บาท   คอลเล็คชั่น NORDMELA/นูร์ดเมียลา ผู้ช่วยที่จะทำให้การจัดเก็บไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป ตู้ลิ้นชัก NORDMELA/นูร์ดเมียลา ตอบโจทย์การจัดเก็บได้ทุกห้องในบ้าน สะดวกแก่การเคลื่อนย้าย สามารถปรับใช้ได้ตามต้องการ หรือเพิ่มที่จัดเก็บเสริมจากโซลูชั่นที่มีอยู่แล้วก็ได้ ตู้ลิ้นชักพร้อมตู้แขวนเสื้อผ้า ราคา 8,990 บาท ตู้ 4 ลิ้นชัก แบบแนวนอน สามารถปรับใช้เป็นเก้าอี้นั่งได้ ราคา 7,990 บาท   คอลเล็คชั่น TISKEN/ทิสเก็น เนรมิตห้องน้ำให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุดโดยไม่ต้องเจาะกระเบื้องด้วยอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในห้องน้ำที่สามารถดูดติดผนังได้ ตั้งแต่จานรองสบู่และที่ใส่แปรงสีฟัน ที่แขวนม้วนกระดาษ รวมไปถึงที่เสียบฝักบัวและตะกร้า รับน้ำหนักได้มากถึง 3 กิโลกรัม ครบครันทุกฟังก์ชั่นการจัดเก็บในห้องน้ำ ชั้นเข้ามุมแบบดูดติดผนัง ราคา 299 บาท ตะขอแขวนแบบดูดติดผนัง ราคา 139 บาท (2 ชิ้น) ที่วางหัวฝักบัวแบบดูดติดผนัง ราคา 129 บาท   คอลเล็คชั่น YTTERBYN/อึตเตร์บึน เติมความสดใสให้ห้องครัวด้วยบานตู้ลายกราฟิกสไตล์ยุค 1970 ผลงานการออกแบบของ 10-Gruppen กลุ่มนักออกแบบที่ทรงอิทธิพลในสวีเดน เป็นที่รู้จักแพร่หลายด้วยแพทเทิร์นอันสะดุดตา เสริมแต่งห้องครัวให้ไม่จำเจกับชุดบานตู้ที่แต่ละบานมีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ แต่สามารถผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน บานตู้ กว้าง 40 x สูง 60 ซม. ราคา 1,250 บาท บานตู้ กว้าง 60 x สูง 60 ซม. ราคา 1,550 บาท   โคมแขวนเพดาน รุ่น GRIMSÅS/กริมสวส เปลี่ยนผนังห้องเรียบๆ ให้เป็นงานศิลปะ ด้วยการเล่นแสงและเงา มีให้เลือกสองแบบ ได้แก่ ลายฉลุดอกไม้สีขาวและลายฉลุปลาดาวสีเหลือง ออกแบบโดย Marcus Arvonen, Lisa Hilland และ Bea Szenfeld โคมแขวนเพดาน ขนาด 55 ซม. ราคา 1,390 บาท   คอลเล็คชั่น RABBLA/รับบลา เนรมิตให้การจัดเก็บเป็นเรื่องง่ายๆ ครบทั้งเรื่องความสวยงามและความยั่งยืน ปรับใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น ใช้เป็นอุปกรณ์จัดเก็บเสริมในตู้เสื้อผ้าได้อย่างลงตัว หรือจะใช้จัดเก็บในพื้นที่เปิดก็ได้ สามารถใช้เก็บของในห้องน้ำได้ เพราะทนความชื้นได้เป็นอย่างดี มีให้เลือกหลายขนาด มาพร้อมช่องเล็กๆ ที่ใช้เก็บของชิ้นเล็กอย่างถุงเท้า เครื่องประดับ ฯลฯ ทำจากไม้ไผ่และผ้าโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล แข็งแรงทนทาน และแน่นอนว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กล่องแบ่งช่อง ยาว 25 x กว้าง 35 x สูง 10 ซม. ราคา 499 บาท กล่องผ้าพร้อมฝาปิด กว้าง 25 x ลึก 35 x สูง 20 ซม. ราคา 590 บาท กล่องผ้าพร้อมฝาปิด กว้าง 35 x ลึก 50 x สูง 30 ซม. ราคา 790 บาท   คอลเล็คชั่น KNALLGUL/คนัลล์กุล แปลงโฉมโต๊ะทำงานให้สดใสไฉไลกว่าเดิมด้วยสีสันจากชุดเครื่องเขียน ซีรีส์ KNALLGUL/คนัลล์กุล ประกอบด้วย แผ่นรองเขียน สมุดโน้ต แพลนเนอร์ กล่องใส่เครื่องเขียน ฯลฯ แถมยังช่วยให้โต๊ะทำงานเป็นระเบียบ เปิดรับความคิดสร้างสรรค์ได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญ เหมาะกับคนรักษ์โลก เพราะกระดาษทั้งหมดได้มาจากแหล่งผลิตอย่างยั่งยืนหรือไม้ในพื้นที่ป่าที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล รีไซเคิลได้ 100% และใยกระดาษผ่านกระบวนการรีไซเคิลซ้ำได้ถึง 7 ครั้ง   พบคอลเล็คชั่นใหม่ๆ อีกมากมาย ได้ที่อิเกีย เมกาบางนา อิเกีย บางใหญ่ ที่เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต และศูนย์บริการสั่งซื้อและรับสินค้าอิเกีย จังหวัดภูเก็ต หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ IKEA.co.th        
เปลี่ยนห้องนอนกระตุ้นความหวาน กระชับรัก

เปลี่ยนห้องนอนกระตุ้นความหวาน กระชับรัก

ใกล้วันวาเลนไทน์เข้ามาทุกที เทศกาลของคนมีคู่ที่จะยิ่งทวีความสวีทหวานให้คนโสดอิจฉาตาร้อนกันเล่นๆ  ส่วนคู่รักที่ใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ก็อย่าปล่อยให้จืดจางนะคะ ลองหมั่นเติมความหวานให้ชีวิตคู่โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวเราอย่างการจัดตกแต่งห้องนอนเสียใหม่ เพื่อกระตุ้นความหวาน กระชับรักให้แนบแน่นด้วยวิธีการง่ายๆ ดังนี้ค่ะ   เปลี่ยนให้เป็นห้องนอนสุดหวาน สี เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย ลองเปลี่ยนสีผนังห้องสักด้าน หรือติดวอลเปเปอร์ให้มีสีสันตามที่อยากให้เป็นค่ะ เช่น สีแดง จะช่วยกระตุ้นความสนุกสดใส เร่าร้อน, สีชมพู เพิ่มความหวานน่ารัก น่าทะนุถนอม หรือจะเป็นสีม่วง ที่มีงานวิจัยออกมาบอกว่าจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ดี เท่านี้ห้องนอนของเราก็จะดูสวย น่ารักกว่าผนังสีขาวรอบด้านแบบเดิมๆ     ทำให้เตียงน่าล้มตัวลงนอน หากเตียงของเรานั้นเก่าเสื่อมสภาพไปแล้ว ก็ควรจะเปลี่ยนเถอะค่ะ เลือกแบบที่เหมาะกับสรีระของเรากับคุณแฟน นุ่มสบาย ขณะเดียวกันก็ต้องแข็งแรงทนทานด้วย ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ อย่าให้เตียงรก เพราะเวลากลับมาเหนื่อยๆ จะได้พร้อมล้มตัวลงนอน แล้วอย่าลืมเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนให้ดูสดใส เข้ากับบรรยากาศของห้อง ซึ่งก็ควรคำนึงถึงเนื้อผ้าที่มีความนุ่มลื่นให้สัมผัสที่ดีด้วยนะคะ   ตกแต่งไฟให้โรแมนติก แสงไฟโทน Warm White จะช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูนุ่มนวลชวนฝัน ยิ่งถ้าได้ไฟแบบ Dim Light ปรับความสว่างได้ตามต้องการก็จะยิ่งช่วยให้ห้องนอนของคุณโรแมนติกขึ้น แต่ถ้าห้องไหนไม่มีไฟแบบ Dim Light ก็ลองไปหาซื้อไฟ LED แบบเส้น สำหรับตกแต่งมาเปิดแทนไฟห้องปกติ ก็จะยิ่งทำให้ห้องดูน่าสนใจขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ     ภาพถ่ายเตือนความทรงจำ รูปถ่ายก็มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ไม่แพ้ข้ออื่นเลยนะคะ ลองหารูปที่ถ่ายคู่กันในหลายช่วงเวลา เช่น ตอนคบกันใหม่ๆ วันที่ไปเที่ยวด้วยกัน รูปในวันสำคัญ ฯลฯ  มาตกแต่งห้อง ไม่ว่าจะแปะผนัง ใส่กรอบแบบเก๋ๆ ตั้งไว้ ช่วยย้ำเตือนความทรงจำในวันหวานๆ   กลิ่นกระตุ้นอารมณ์ กลิ่นหอมจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของคนเราได้ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายหลับสบาย หรือรู้สึกเซ็กซี่เย้ายวนก็ตาม ฉะนั้นก็ลองหาน้ำหอมปรับอากาศ สเปรย์น้ำหอม หรือเทียนหอม มาไว้ในห้องล่ะก็จะดีมากเลยค่ะ และสุดท้ายอาจจะมีดอกไม้ใส่แจกันประดับเอาไว้ช่วยเพิ่มบรรยากาศความสดชื่น และกลิ่นหอมจากดอกไม้สดให้ยิ่งโรแมนติกเข้าไปอีก   ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กันดูนะคะ ว่าจะช่วยเสริมให้คู่ของคุณยิ่งมีความสัมพันธ์แนบแน่นขึ้นไปอีกขนาดไหน สิ่งสำคัญคืออย่าลืมเอาใส่ใจ ดูแลซึ่งกันและกันนะคะ        
เทคนิคการออกแบบ “ครัวที่ใช่ในสไตล์คุณ” จากอิเกีย

เทคนิคการออกแบบ “ครัวที่ใช่ในสไตล์คุณ” จากอิเกีย

ห้องครัว เป็นอีกหนึ่งห้องสำคัญของบ้าน นอกจากจะเป็นพื้นที่เตรียมอาหารในแต่ละวันแล้ว ยังเป็นพื้นที่สานสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวให้ได้ใช้เวลาดีๆ ร่วมกัน ดังนั้นการออกแบบ ตกแต่ง และจัดเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ในครัวจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะคนที่รักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจย่อมต้องมีครัวในฝันกันทั้งนั้น แต่ครัวในชีวิตจริงของหลายๆ บ้าน กลับตรงกันข้ามกับครัวในฝันโดยสิ้นเชิง ซึ่งสาเหตุก็อาจจะมาจากรูปแบบการอยู่อาศัยและพื้นที่ในบ้านที่ไม่เอื้ออำนวย   อิเกีย ห้างเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้านชั้นนำจากประเทศสวีเดน จึงนำเสนอแนวทางการออกแบบ “ครัวที่ใช่” แนะวิธีเลือกห้องครัวที่ตอบโจทย์ ทั้งลักษณะพื้นที่ใช้สอย ความต้องการ และไลฟ์สไตล์การทำอาหารของแต่ละบ้าน พร้อมคำแนะนำสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกตัวน้อย ว่าจะออกแบบห้องครัวอย่างไรให้ปลอดภัยกับเด็กๆ สร้างความคุ้นเคยกับห้องครัวและการทำอาหาร เพื่อแบ่งปันความสุขร่วมกันในครอบครัว   ก่อนที่จะเริ่มออกแบบห้องครัว อยากให้ทุกบ้านถามตัวเองก่อนว่า เราคือใคร? อยู่อย่างไร? ใช้ชีวิตอย่างไร? และเราทำอะไรในห้องครัวบ้าง? การทำความเข้าใจความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคนในบ้าน มีผลต่อการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ในบ้าน รวมถึงรูปแบบและขนาดของห้องครัวด้วย     การวางผังครัว ควรต้องคำนึงถึงฟังก์ชั่นหลักๆ ของการใช้งาน ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เก็บ ล้าง และปรุง โดยที่สามส่วนหลักนี้มีทิศทางการใช้งานแบบวงจรสามเหลี่ยม หรือ Triangle Way เริ่มจากจุดที่จัดเก็บของสด เครื่องปรุง วัตถุดิบต่างๆ นำไปยังส่วนล้าง ก่อนเข้าสู่การประกอบอาหารที่ส่วนหุงต้มต่อไป  หากเราแบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยทั้งสามส่วนนี้ให้ลงตัวได้ ก็จะทำให้การเข้าครัวเป็นไปอย่างสะดวกสบายและง่ายยิ่งขึ้น การวางผังครัวที่ตอบโจทย์การใช้งาน นอกจากจะช่วยให้การทำครัวง่ายขึ้นแล้ว ยังเป็นอีกจุดที่สร้างความน่าสนใจให้กับบ้านด้วย เมื่อเราได้แผนผังห้องครัวรูปแบบที่ตรงใจแล้ว ก็ต้องแบ่งสัดส่วนพื้นที่จัดเก็บใน 3 ฟังก์ชั่นใช้งานหลัก โดยเริ่มจาก   เก็บ – เริ่มต้นที่ตู้เย็นซึ่งใช้เก็บสารพัดสิ่งตั้งแต่ผัก ของสด ไปจนถึงเครื่องปรุงบางชนิด เราควรจัดเก็บวัตถุดิบต่างๆ ในกล่องใสหรือขวดโหล เพื่อให้สะดวกในการหยิบใช้งาน และยังมองเห็นของข้างในได้ ว่ามีอะไรที่หมดและต้องเติมบ้าง ข้อดีในการจัดเก็บตู้เย็นให้เรียบร้อยคือ ประหยัดไฟ และช่วยให้หาของง่ายขึ้น หมดปัญหาเรื่องอาหารที่ถูกเก็บลืมจนหมดอายุ หากมีตู้ด้านบนเป็นตู้แขวนโล่ง อาจใช้เก็บแก้วน้ำ ชา กาแฟ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กรรไกร ที่เปิดขวด และของแห้งทั้งหลาย สามารถเก็บไว้ในบริเวณเดียวกันได้ มีเคล็ดลับคือให้ใช้กล่องใสหรือขวดโหล เพื่อให้สามารถมองเห็นของข้างในได้ ว่ามีอะไรที่หมดและต้องเติมบ้าง   ล้าง – คือมุมอ่างล้างจาน ด้านใต้อ่างมักใช้วางถังขยะ ชุดครัวอิ เกียมีโซลูชั่นที่สามารถแบ่งถังขยะสำหรับขยะแห้ง ขยะเปียก และยังใช้เก็บอุปกรณ์สำหรับล้างจานได้ ส่วนท็อปครัวตรงกลาง ก็จะเป็นส่วนของราวแขวน บางบ้านที่ไม่มีที่คว่ำจานก็สามารถใช้ที่แขวนติดผนังแทนได้ และอาจใช้ชั้นวางเสริมช่วยเพิ่มพื้นที่วางของร่วมไปด้วยก็ได้   ปรุง - ส่วนนี้ควรเว้นระยะห่างระหว่างท็อปครัวกับตู้แขวนผนัง ประมาณ 55 ซม. เพื่อให้มี พื้นที่เพียงพอต่อการทำอาหาร และพื้นที่ระหว่างเตากับอ่างล้างจาน ควรห่างกันอย่างน้อย 80 ซม. เพื่อความสะดวกระหว่างประกอบอาหาร ส่วนมุมจัดเก็บและลิ้นชักข้างล่าง สามารถเพิ่มที่แบ่งช่องลิ้นชักสำหรับเก็บช้อนส้อม ระหว่างตัวผนังที่เป็น ส่วนทำอาหาร อาจจะหากระเบื้องสีขาวที่หาซื้อได้ง่าย หรือเลือกใช้แผ่นติดผนังกันคราบ เพื่อเพิ่มลวดลายให้กับผนังและยังทำความสะอาดง่ายอีกด้วย     ผังห้องครัวที่นิยมและพบในบ้านส่วนใหญ่มีอยู่ 5 แบบ ได้แก่   ครัวแบบผนังเดียว (Single-sided kitchen) เหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่จำกัด คอนโดมิเนียม หรือบ้านที่มีพื้นที่มาก แต่ต้องการใช้พื้นที่ผนังเพียงฝั่งเดียวสำหรับทำครัว ก็จะสามารถขยายพื้นที่ได้ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับความต้องการ   ครัวสองฝั่ง (Double-sided kitchen) เหมาะกับบ้านที่มีลักษณะเป็นแนวยาว หรือบ้านที่ต้องการพื้นที่ครัวแบบแยกออกมาจากตัวบ้าน มีข้อดีคือ สามารถเข้าครัวได้พร้อมกันถึงสองคน   ครัวเข้ามุม (L-Shaped Kitchen) เหมาะสำหรับบ้านที่ไม่ได้ต้องการแยกครัวออกมาเป็นสัดเป็นส่วนในอีกห้องหนึ่ง ไม่ต้องการก่อผนังเพิ่ม ผังครัวแบบเข้ามุมทำให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับทำครัว และยังเหลือพื้นที่สำหรับวางโต๊ะรับประทานอาหารด้วย   ครัวแบบเกาะกลาง (Island Kitchen) กำลังเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะการก่อเกาะกลางช่วยเพิ่มพื้นที่ในการใช้งาน โดยที่พื้นที่นี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่เก็บของเท่านั้น อาจจะเป็นพื้นที่สำหรับนั่งทานอาหาร เป็นแพนทรีเล็กๆ พื้นที่สำหรับล้างจาน หรือเป็นพื้นที่ตั้งเตาประกอบอาหารก็ได้   ครัว 3 ผนัง  (U-Shaped Kitchen) เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่กว้างขวาง ครอบครัวใหญ่ๆ หรือสำหรับคนที่รักการทำอาหารและมักใช้ห้องครัวอยู่เสมอ ผังครัวแบบนี้ทำให้ใช้ครัวได้พร้อมกันหลายๆ คน และประกอบอาหารหลายๆ เมนูได้พร้อมกัน   ไอเดีย DIY ครัวแบบเกาะกลางง่ายๆ – สำหรับใครที่อยากมีครัวแบบเกาะกลาง อิเกียมีไอเดียมานำเสนอ ลองใช้โต๊ะ ชั้นวางของแบบมีล้อเลื่อน หรือรถเข็นมาตั้งตรงกลางแทนการสร้างเกาะกลาง ก็สามารถเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บ หรือปรุงอาหารได้แล้ว แถมยังปรับพื้นที่ใช้สอยได้ตามต้องการอีกด้วย     ปิดท้ายด้วยเคล็ดลับการฝึกให้สมาชิกตัวน้อยได้มีส่วนร่วมในการปรุงอาหาร เพื่อปลูกฝังให้เขาได้ฝึกทักษะต่างๆ โดยไม่รู้สึกว่าห้องครัวเป็นบริเวณที่อันตราย โดยใช้เก้าอี้สองขั้น ช่วยเพิ่มความสูงให้เด็กสามารถใช้งานพื้นที่ท็อปครัวได้ และเพิ่มความปลอดภัยด้วยอุปกรณ์เสริมที่ช่วยยึดลิ้นชักเก็บของมีคม นอกจากนี้ ยังสามารถฝึกเรื่องความสะอาดและการจัดของให้เป็นระเบียบ เช่น ให้เด็กๆ ล้างจานชามของตัวเอง แล้วเก็บในตู้ที่เด็กสามารถเอื้อมถึง เพียงเท่านี้ ห้องครัวก็กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุขในบ้านได้ตามใจฝันแล้ว พบกับตัวช่วยดีๆ ในการเนรมิตครัวที่ใช่สำหรับคุณได้ที่อิเกีย มีให้เลือกหลากหลายสไตล์ ออกแบบได้ตามความต้องการ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ IKEA.co.th/Kitchen      
ดูลักซ์ ประกาศ “สไปซ์ ฮันนี่” เป็นสีแห่งปี 2019 เติมความหวานให้กับชีวิต

ดูลักซ์ ประกาศ “สไปซ์ ฮันนี่” เป็นสีแห่งปี 2019 เติมความหวานให้กับชีวิต

บริษัท อั๊คโซ่ โนเบล (AkzoNobel) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีทาอาคารชั้นนำระดับโลกภายใต้แบรนด์สี “ดูลักซ์” ประกาศให้ “สไปซ์ ฮันนี่” (Spiced Honey) เป็นสีแห่งปี 2019 หรือที่รู้จักกันในรหัสสี (Creme Brulee 00YY 26/220)  จากการวิจัยเทรนด์ และพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกทำให้ได้ธีมหลักในปีนี้คือ “การปล่อยให้แสงสว่างเข้า"(let the light in) “สไปซ์ ฮันนี่” คือสีกลางโทนอบอุ่นในเฉดสีน้ำตาลที่ได้แรงบันดาลใจมาจากประกายสีทองของน้ำผึ้ง เป็นเฉดสีที่มีความอเนกประสงค์และทันสมัย เข้ากับไลฟไสตล์และการการตกแต่งภายในได้หลากหลาย สะท้อนถึงความรู้สึกใหม่ของการมองโลกในแง่ดีที่พบได้จากการศึกษาเทรนด์ต่าง ๆ ทั่วโลกของเรา คุณ ฮีเลน เวน เจ็นท์ ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์สีระดับโลกของอั๊คโซ่โนเบล (Akzo Nobel’s Global Aesthetic Center) กล่าวว่า “สีสันของเราเกิดจากการทำงานที่ศูนย์สร้างสรรค์สีระดับโลกของอั๊คโซ่โนเบล ซึ่งมีบทบาทในการวิเคราะห์เทรนด์ ศึกษาเรื่องสีสัน และทิศทางของศิลปะมากว่า 25 ปี การประกาศให้ “สไปซ์ ฮันนี่” (Spiced Honey) เป็นสีแห่งปี 2019  ในวันนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าสามารถเลือกผลิตภัณฑ์สีทาอาคารด้วยความมั่นใจมากยิ่งขึ้น” ในแต่ละปี นักออกแบบมืออาชีพชั้นนำจากทั่วโลกได้รับเชิญให้เข้าร่วมศึกษาเทรนด์และโมเมนต์สำคัญต่างๆ คุณฮีเลน กล่าวเสริมว่า “ในปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้พวกเราหลายคนรู้สึกสับสน ฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องกลับมาให้ความสำคัญกับตัวเองเพิ่มมากขึ้น และตอนนี้เราพร้อมแล้วที่จะเปิดต้อนรับแสงสว่างให้เข้ามาสู่ภายใน ผลการศึกษาเทรนด์บอกว่าผู้คนทั่วโลกต่างรับรู้ถึงพลังใหม่ ๆ ความมุ่งหวัง และการมองโลกในแง่ดีเพิ่มมากขึ้น เราต้องการเข้าถึงและมีปฎิสัมพันธ์กับผู้คนเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดียิ่งขึ้น “สไปซ์ ฮันนี่” สะท้อนถึงสิ่งเหล่านี้ได้ดี และเป็นเฉดสีที่ให้ความรู้สึกสงบ ความทะนุถนอม การกระตุ้น หรือให้พลังงาน ขึ้นอยู่กับแสงและคู่สีที่เลือกใช้ ปีนี้เป็นปีที่ 16 แล้ว ที่ทางสีดูลักซ์ โดยบริษัทอั๊คโซ่โนเบล ได้มีการประกาศสีแห่งปี เพื่อช่วยสร้างสีสันและเพิ่มทางเลือกในการเลือกสีให้กับลูกค้า พร้อมความช่วยเหลือในทุกขั้นตอนตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจไปจนถึงการออกแบบสี การแนะนำผลิตภัณฑ์และระบบการทาสี รวมถึงเครื่องมือที่หลากหลายและดิจิตอลโซโลชั่นใหม่ๆ เช่น แอปพลิเคชั่น  Dulux Visualizer เป็นต้น นอกจากการประกาศให้ “สไปซ์ ฮันนี่” เป็นสีแห่งปี 2019 แล้ว เรายังได้แนะนำพาเลทท์สีสำหรับการตกแต่งภายในทั้งหมด 4 ธีม ประกอบด้วย สีกลางโทนอบอุ่น สีพาสเทลอ่อน สีสดเข้ม และสีสว่างสดใส แต่ละธีมได้แรงบันดาลใจมาจากโทนสีต่างๆ รวมถึงความโดดเด่นของสีน้ำตาลประกายน้ำผึ้งที่มีความเป็นธรรมชาติ เหนือกาลเวลา ทนทาน สื่อถึงการปกป้อง ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า โดยคาดว่าพาเลทท์สีนี้จะได้รับความนิยมในวงการแฟชั่น สถาปัตยกรรม และดีไซน์ 1.สถานที่ผ่อนคลายแห่งความคิด (A soothing place to THINK) พาเลทท์สีนี้มีสีโทนอบอุ่นอย่างสีแห่งปี 2019 - สไปซ์ ฮันนี่ เป็นหัวใจหลัก พร้อมกับผสมผสานระหว่างโทนสีกลางอันน่าดึงดูดและมีสัมผัสของโทนสีชมพูอ่อนเบอร์กันดี และความพิถีพิถันของสีน้ำเงินเข้มเข้าไว้ด้วยกัน พาเลทท์สีนี้เข้ากันได้ดีกับการตกแต่งด้วยงานไม้ขัดเงา เฟอร์นิเจอร์สไตล์ยุคกลางศตวรรษ (mid-century furniture) พรมปูพื้นลายกราฟิก และงานผ้าทอที่เน้นรูปลักษณ์ที่เก๋แต่คงไว้ซึ่งความสบายตา 2.สถานที่สงบเงียบแห่งความฝัน (A calming place to DREAM) พาเลทท์สีแห่งความฝันนี้ให้ความรู้สึกเงียบสงบและเป็นผู้ใหญ่แต่คงไว้ซึ่งความนุ่มนวลและอบอุ่น เป็นการผสมผสานกันอย่างอ่อนโยนของสีชมพูและสีฟ้าทีมีความโรแมนติก เสริมด้วย “สไปซ์ ฮันนี่” สีแห่งปี 2019 ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสงบและลุคที่มีความพิถีพิถันได้อย่างลงตัว พาเลทท์สีนี้เหมาะกับการตกแต่งด้วยงานไม้สีอ่อน ของประดับจำพวกงานเซรามิกทำมือ และผ้าท้อที่สวยงาม ลุคนี้จะช่วยเสริมความรู้สึกนึกคิดให้เป็นศูนย์กลางของบ้านหลังนี้ 3.สถานที่อบอุ่นแห่งความรัก (A cosy place to LOVE) พาเลทท์สีนี้คือกลุ่มสีโทนอบอุ่นที่สุดของเราในปี 2019 เต็มไปด้วยเฉดสีโทนเข้ม รวมถึงสีเขียวธรรมชาติของป่าลึก สีเขียวเข้มนกเป็ดน้ำ และสีแดงเข้มของดินเผา ซึ่งเข้ากันได้ดีกับสีน้ำตาลโทนอบอุ่นอย่าง “สไปซ์ ฮันนี่” สีแห่งปี 2019 และสีกลางโทนอ่อน พาเลทท์สีแห่งความรักนี้สามารถตกแต่งร่วมกับเฟอร์นิเจอร์ไม้และภาพวาดลายพฤกษศาสตร์ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศบ้านที่ผ่อนคลายแต่อบอุ่นสบาย เหมาะสำหรับการแบ่งปันกับคนที่คุณรัก 4.สถานที่สดใสแห่งการลงมือทำ (A vibrant place to ACT) พาเลทท์สีที่มีความขี้เล่นและสดใสนี้ผสมผสานไปด้วยสีแดงและสีเขียวสดใสเข้ากับสีชมพูอ่อนและสีน้ำเงินโดยเน้นสีเทาและสีขาว โดยมีโทนสีน้ำตาลทองอย่าง “สไปซ์ ฮันนี่” สีแห่งปี 2019 ยิ่งช่วยเสริมให้พาเลทท์สีนี้มีความอบอุ่นและให้บรรยากาศแห่งการต้อนรับ สามารถตกแต่งร่วมกับด้วยเฟอร์นิเจอร์หลากสไตล์ที่นำมาตกแต่งทาสีใหม่เพื่อเสริมความมีเอกลักษณ์ของเจ้าของห้อง เล่นกับรูปทรงกราฟิก ตกแต่งด้วยงานไม้ก๊อกและไม้อัดสีอ่อน และพรมสไตล์วินเทจช่วยให้บ้านหลังนี้กลับมามีชีวิตชีวา เป็นพื้นที่ที่เกิดแรงบันดาลใจและสร้างไอเดียเพื่อการลงมือทำ คุณ ออสการ์ วีเซนบีค กรรมการผู้จัดการ บริษัท อั๊คโซ่โนเบล เดโคเรทีฟ เพ้นท์ส ภูมิภาค เอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ กล่าวว่า “พวกเรา อั๊คโซ่โนเบล มีความภูมิใจในการช่วยเหลือให้ลูกค้าสามารถเลือกสีสันได้อย่างมั่นใจด้วยการให้ข้อมูลเทรนด์สีและธีมการตกแต่งภายในล่าสุด ทีมงานของเราทำงานตลอดทั้งปีเพื่อถ่ายทอดไอเดียเหล่านี้ให้กลายเป็นพาเลทท์สีต่าง ๆ ที่มีสีสันสวยงาม เราส่งมอบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยเครื่องมือดิจิตอลที่มีความทันสมัย ลูกค้าจะสามารถสัมผัสประสบการณ์การออกแบบสีห้องผ่านหน้าจอมือถือ ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถตัดสินใจเลือกเฉดสีได้ตรงกับความต้องการมากที่สุด ”   ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสีแห่งปี 2019 ได้ที่ www.dulux.co.th/cf2019 หรือ www.facebook.com/dulux นอกจากนี้ สามารถสั่งซื้อสีขนาดทดลอง Dulux Colour Play™ Tester ในเฉดสี “สไปซ์ ฮันนี่” เพื่อนำมาทดลองดูเฉดสีได้ก่อนใครได้ทาง www.lazada.co.th        
ต้อนรับปี 2562 กับ “ยิปซัมตราช้าง” ด้วยเคล็ดไม่ลับกับการจัดบ้านเสริมสิริมงคล

ต้อนรับปี 2562 กับ “ยิปซัมตราช้าง” ด้วยเคล็ดไม่ลับกับการจัดบ้านเสริมสิริมงคล

ต้อนรับปีใหม่ 2562 “ยิปซัมตราช้าง” แนะเคล็ดไม่ลับกับการจัดบ้านใหม่เสริมสิริมงคล เป็นการนำหลักศาสตร์ทาง “ฮวงจุ้ย” ผสมผสานเข้ากับการตกแต่งและจัดบ้านใหม่ เพื่อต้อนรับพลังงานบวก และสิ่งดีๆ ที่จะเข้ามาสู่สมาชิกในครอบครัว เสริมสิริมงคล โชคลาภ เงินทอง เจ้าของบ้านที่ต้องการรีโนเวทบ้านใหม่ เรามาเตรียมความพร้อมจัดบ้านใหม่เพื่อต้อนรับสิ่งดีๆ ในปี 2562 นี้กัน   จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับการลงมือจัดตกแต่งบ้านสิ่งแรกที่ควรทำคือ การทำความสะอาดบ้านให้หมดจด เริ่มตั้งแต่ด้านหน้าทางเข้าบ้าน โดยนอกจากจะต้องเก็บกวาดข้าวของที่ไม่ได้ใช้ออกให้หมด ไม่ขวางทางเข้าบ้านเพื่อเตรียมบ้านรับทรัพย์แล้ว ก็ควรที่จะจัดหาที่เก็บข้าวของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย  เพื่อช่วยเสริมในเรื่องของโชคลาภ เงินทอง ให้ไหลมาเทมา ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าคุณอยากให้เงินทองเข้าบ้าน เข้าหาคนในบ้านและครอบครัว พื้นที่ภายในบ้านก็ไม่ควรแออัด หรือยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ เฟอร์นิเจอร์ควรจัดวางให้เป็นที่เป็นทาง ไม่เกะกะสำหรับการเดินภายในบ้าน การนำต้นไม้หรือน้ำพุมาตั้งไว้ในบ้านก็ถือเป็นปัจจัยเสริมที่จะช่วยทำให้โชคลาภลื่นไหล บ้านร่มรื่นอยู่เย็นเป็นสุข   การจัดการกับพื้นที่ภายในบ้าน เจ้าของบ้านลองสำรวจว่ามีมุมไหนควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้าง อีกสิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมในเรื่องของโชคลาภและเงินทอง ก็คือโทนสีที่จะนำมาเลือกใช้ในการออกแบบและตกแต่งพื้นที่ใช้สอยต่างๆภายในบ้านควรเลือกใช้สีโทนขาว ครีม หรือพาสเทล อาทิ ห้องนอน ซึ่งเปรียบเสมือนปอดของบ้าน เพื่อให้สามารถใช้ช่วงเวลาในการพักผ่อนในทุกค่ำคืนเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย  หรือห้องทานอาหารที่เปรียบเสมือนแหล่งเสบียง ถือเป็นหัวใจหลักของบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะใช้เวลาร่วมกันและแบ่งปันเรื่องราวของความสุขให้กับทุกคนภายในบ้าน เราควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้านที่มีโทนสีที่เข้ากันด้วย สำหรับฝ้าเพดาน ถือเป็นอีกจุดสำคัญที่สามารถทำให้บ้านดูโปร่งสบายตา ไม่ว่าเราจะเลือกใช้ฝ้าเรียบสีพื้น หรือจะเลือกฝ้าที่มีลวดลายตามที่เราต้องการ โดยเฉพาะลายที่จะช่วยเสริมวาสนาให้กับบ้าน เพื่อรับทรัพย์รับโชคลาภในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง กับแผ่นฝ้าทีบาร์ เปเปอร์ทัช ตราช้าง ลายใหม่ “เรืองทรัพย์” มาพร้อมกับความเป็นมงคลด้วยใบของต้นกวักเงินกวักทองลักษณะคล้ายใบรูปหัวใจ โดยออกแบบให้เข้ากับพื้นหลังลายหินอ่อนสีขาว ผสมผสานความงามที่กลมกลืนกับธรรมชาติอย่างลงตัว เสริมความเป็นสิริมงคลให้ที่อยู่อาศัยเกิดโชคลาภ กิจการรุ่งเรือง และร่ำรวย  ทั้งนี้แผ่นทีบาร์ เปเปอร์ทัช ตราช้างมาพร้อมคุณสมบัติไม่แอ่นตัว คงทน และยังได้ฝ้าสวยสดใส มาตรฐานมอก 219-2552 แถมยังช่วยสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้ร่มเย็นอีกด้วย สำหรับเจ้าของบ้านที่ยึดหลักฮวงจุ้ยยังต้องคำนึงถึงแสงแดดจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่มีความแข็งแกร่งที่สุดซึ่งส่งผลกับชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก เพราะแสงธรรมชาติจะทำให้เรารู้สึกสบายและผ่อนคลาย การสร้างบ้านตามหลัก   ฮวงจุ้ยต้องอาศัยแสงจากด้านนอกเพราะช่วยให้เกิดการระบายอากาศที่ดีและช่วยดึงดูดโชคลาภมาสู่บ้านได้ และเจ้าของบ้านที่รักการอ่าน  จึงมีชั้นหนังสือภายในบ้านซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการพอกพูนความรู้ความก้าวหน้าให้กับผู้อยู่อาศัย แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่าการจัดเก็บที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยนั้นก็ส่งผลกับฮวงจุ้ยของเราด้วยเช่นกัน   สำหรับท่านใดที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลการใช้งานเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนยิปซัมตราช้าง โทร. 02-555-0000 หรือ www.siamgypsum.com หรือ facebook fanpage:@GypsumTraChangTH              
สัมผัสจิตวิญญาณอันเหนือระดับแบบฉบับอังกฤษ “อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์” ผ่านเฟอร์นิเจอร์สไตล์อิเคล็กทิก สร้างมิติใหม่ให้ความงามที่แตกต่าง

สัมผัสจิตวิญญาณอันเหนือระดับแบบฉบับอังกฤษ “อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์” ผ่านเฟอร์นิเจอร์สไตล์อิเคล็กทิก สร้างมิติใหม่ให้ความงามที่แตกต่าง

เคยไหม! กับการเข้าไปสัมผัสและซึมซับบรรยากาศในสถานที่ต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร หรือคาเฟ่หลากหลายสไตล์ อาทิ โรงแรมลักซ์ชัวรี่สัญชาติอังกฤษในกลุ่มโซโห เฮาส์ (Soho House) ที่รังสรรค์พื้นที่ด้วยการจัดวางองค์ประกอบอันมีเอกลักษณ์อย่างลงตัว สะดุดตา อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของอารยธรรมอันน่าชื่นชมโดดเด่นด้านความแปลกใหม่และไอเดียการมิกซ์ & แมทช์เฟอร์นิเจอร์ที่ยากจะหาใครทัดเทียม ร้านอาหารเก๋ๆ อย่างเอล บูด้า เฟลิส (EL Buda Feliz) ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่สะท้อนรสนิยมที่ล้ำสมัย ด้วยทุกวันนี้การตกแต่งบ้านที่อยู่อาศัยไม่ได้มีเพียงแค่รูปแบบหรือเทรนด์เฉกเช่นในอดีต รสนิยมของแต่ละบุคคลได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนไป ผู้คนให้ความสำคัญกับประสบการณ์การท่องเที่ยว การได้ไปสัมผัสสิ่งแวดล้อมใหม่ๆที่สามารถสะสมความทรงจำ ห้วงเวลาแห่งความสุขในช่วงต่างๆ เพื่อมาตีความและเนรมิตบ้านให้กลายเป็นผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า หล่อหลอมแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ความสง่างาม และรสนิยมเข้ารวมกันอย่างลงตัว “อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์” (Alexander & James)”  แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำสัญชาติอังกฤษ ที่มาพร้อมกับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ชวนหลงใหล พร้อมหลอมรวมกับเทรนด์ล้ำสมัยในปัจจุบันให้เข้ากันอย่างลงตัว เพื่อสะท้อนรสนิยมแห่งการอยู่อาศัยอย่างมีระดับ  สร้างตัวตนที่ใช่ในสไตล์ที่เป็นคุณ เปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.2013 ก่อตั้งขึ้นโดย “มาร์ค อเล็กซานเดอร์ สมิทธ์” (Mark Alexander Smith) ดีไซเนอร์ผู้เติมเต็มรสชาติใหม่ๆ ให้กับงานออกแบบผ่านการรังสรรค์เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้านอันเหนือระดับ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเดินทางไปรอบโลกเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และค้นหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานอันล้ำค่า ถ่ายทอดวัฒนธรรมชาวอังกฤษตอนเหนือที่มีความเรียบง่ายแต่แฝงด้วยมนต์เสน่ห์ชวนหลงใหลของงานฝีมือชั้นสูง  ผ่านผลงานการออกแบบที่ให้ความสำคัญทุกรายละเอียด โดยเน้นรังสรรค์ให้ทุกชิ้นงานเป็นดั่งผลงานศิลปะที่ถูกรังสรรค์ผ่านการร่างแบบด้วยมือของ มาร์ค อเล็กซานเดอร์ สมิทธ์ เพื่อให้ได้รูปทรงที่สมดุล ก่อนที่จะพัฒนาร่วมกันกับทีม ครีเอทีฟจนกลายเป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบที่สุด สะท้อนรสนิยมและแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตเหนือระดับอันเป็นเอกลักษณ์ กลายเป็นนิยามแห่งการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ภายใต้แบรนด์ อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ปัจจุบันมีวางจำหน่ายในร้านเฟอร์นิเจอร์ชั้นนำทั่วโลกมากกว่า 50 ร้าน เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นเกิดขึ้นจากความใส่ใจในทุกรายละเอียด รวมถึงความพิถีพิถันในกระบวนการผลิต ที่โดดเด่นหลากสไตล์ทั้งแนวคลาสสิค(Classic) คอนเทมโพรารี(Contemporary) และแนวอิเคล็กทิก(Eclectic) อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ดึงเอาความหลากหลายขององค์ประกอบทั้งรูปทรง สีสัน  ความคลาสสิกและเทรนด์ล้ำสมัยมาผสมผสานเพื่อสร้างมิติใหม่ให้การอยู่อาศัยไร้ขีดจำกัด ชิ้นงานศิลปะที่สะท้อนอุดมการณ์ของมาร์ค อเล็กซานเดอร์ สมิทธ์ ได้อย่างชัดเจนคือ โซฟา ผลงานหัตกรรมอันชดช้อยจากช่างฝีมือที่มีความชำนาญเชี่ยวชาญในการผลิต  ซึ่งคัดสรรวัตถุดิบสิ่งแปลกใหม่ชั้นเลิศจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้ลูกค้าคนพิเศษ อาทิ หนังแท้ 100% ที่ได้รับคัดเลือกอย่างละเอียดจากบราซิลและยุโรปให้ผิวสัมผัสที่นุ่มสบาย ผ่อนคลาย โดยหนังแต่ละผืนสะท้อนคาแรคเตอร์ที่มีความโดดเด่น นอกจากนั้นยังมีผ้ากำมะหยี่จากแบรนด์วิลเลียม มอร์ริส (William Morris) ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ดีที่สุดในโลก ด้านโครงสร้างของชิ้นงานโดยรวมทำมาจากยางพาราในแหล่งผลิตซึ่งได้มาตรฐานและการรับรองว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่มีความคงทน และยืดหยุ่น พร้อมทั้งยังรองรับสรีระของร่างกายได้เป็นอย่างดี รวมไปจนถึงการจัดวางผสมผสานองค์ประกอบโซฟา การดึงกระดุม และการตอกหมุดด้วยมือเพื่อเพิ่มดีเทลให้กับชิ้นงาน โดดเด่นด้วยการใช้เฉดสีที่มีความเด่นชัดและตัดกันได้อย่างลงตัวเป็นเสนห์อันน่าดึงดูดใจคืออัตลักษณ์เฉพาะของแบรนด์อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ ของแบรนด์ เอาใจเหล่าคนรักการแต่งบ้านที่ต้องการความโดดเด่นและแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ด้วยการฉีกทุกกฎแห่งการตกแต่งเนรมิตงานดีไซน์ในสไตล์ที่เป็นตัวเองลงไปในเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างอิสระ  ไม่ว่าจะเป็นมิกซ์แอนด์แมตช์จับคู่สีที่ใช่ หรือการเลือกวัสดุในแบบที่ชอบ เพื่อชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบอันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลก สะท้อนคาแรกเตอร์ของผู้ครอบครอง รอบรับทุกไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิต  ขอเชิญสัมผัสจิตวิญญาณความรุ่งโรจน์ทางวัฒนธรรมอันหลากหลายของเฟอร์นิเจอร์สุดยูนีค อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ ได้ที่แฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในเอเชีย ซึ่งจะเปิดในเดือนมกราคมนี้ บริเวณซอยสุขุมวิท 39 เท่านั้น!          
แต่งคอนโดฯ อย่างไร…ให้คอมพลีท!

แต่งคอนโดฯ อย่างไร…ให้คอมพลีท!

ยังคงเป็นปัญหาความยุ่งยากของใครหลายคน ที่เมื่อซื้อคอนโดฯ แล้วยังจะต้องหาเวลาไปเลือกเฟอร์นิเจอร์ตรงนั้นที ตรงนี้ที ไหนจะต้องโทรตามช่างมาติดตั้งอะไรต่างๆ นานา ไหนจะเจอปัญหาเฟอร์นิเจอร์ไม่พอดีกับพื้นที่ สายไฟตามผนังทำให้ดูรกหูรกตา ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ เอสบี ดีไซน์สแควร์ ผู้นำด้านนวัตกรรมและดีไซน์เฟอร์นิเจอร์เมืองไทย จึงปิ๊งไอเดียเปิดโมเดลธุรกิจใหม่เป็นของขวัญส่งท้ายปีด้วย “CONDO SOLUTIONS @ SB DESIGN SQUARE” (คอนโด โซลูชั่นส์ @ เอสบี ดีไซน์สแควร์) ทั้งยังนับเป็นเจ้าแรกที่รวบรวมบริการตกแต่งคอนโดแบบครบวงจร พร้อมตอบทุกเรื่อง ขจัดทุกปัญหา การแต่งคอนโดได้ในที่เดียว โดยเปิดตัวที่แรก ณ เอสบี ดีไซน์สแควร์ บางนา     นางธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ เผยว่า สิ่งแรกเลย คือ เอสบีเข้าใจในความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริงว่า เมื่อลูกค้าซื้อคอนโดฯ ก็อยากจะตกแต่งห้องให้สวย แต่บางครั้ง   ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง ทั้งสไตล์ที่ชอบ แบบที่ใช่ ช่างที่ไว้ใจได้ รวมถึงเรื่องงบประมาณ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะหมดปัญหาไปเมื่อได้มาที่ CONDO SOLUTIONS @ SB DESIGN SQUARE เพราะครั้งนี้จะไม่ใช่แค่การเลือกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง ที่สามารถตอบโจทย์เพียงเรื่องการออกแบบ การใช้งาน คุณภาพและความสวยงามเท่านั้น แต่เอสบีจะเข้ามาช่วยดูแล “งานตกแต่งคอนโด” ให้กับลูกค้าแบบครบวงจร ทั้งงานปูพื้น  ดรอปฝ้า  ย้ายปลั๊ก ทำผนังตกแต่ง กรุกระจก เติมไฟประดับ  ติดฟิมล์กันความร้อน ผ้าม่าน วอลเปเปอร์ ติดตั้ง Digital Door Lock และระบบ Smart Home System   “การที่เอสบีมาทำแบบนี้ คือ การเดินเข้าสู่โลก Disruptive ซึ่งมันคือการเอา Pain Point ของผู้บริโภค มาหา Solution ให้ทุกอย่างง่ายขึ้น จึงเป็นที่มาของ CONDO SOLUTIONS ซึ่งทางเอสบีกำลังก้าวล้ำไปกว่า พวก Disruptive โดยทั่วไป คือ การเป็น Hybrid Disruptive ผนวกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ให้ผู้บริโภคเอง ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่วาง 3D และดึง Database ทุกอย่างที่เอสบีมีเอามาใช้ เรียกได้ว่า ลงตัวทั้งคนและโลกดิจิตอล ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ปล่อยให้เครื่องมือทำงานอย่างเดียว เพราะว่าบ้าน คือ การใส่ใจลงไปด้วย เรายังมีทีมงาน Interior Designer มืออาชีพคอยช่วยดูแลเรื่องออกแบบและสไตล์การตกแต่ง และทีม Condo Décor Planner ที่เป็นมากกว่าผู้ช่วยส่วนตัว คอยให้คำปรึกษา ติดตามงาน บริหารจัดการเวลาและวางแผนงานติดตั้งต่างๆ ให้กับลูกค้า เพื่อให้การแต่งคอนโดของลูกค้าเป็นเรื่องสะดวกสบายและง่ายขึ้น”   โดยในงานเปิดตัว CONDO SOLUTIONS @ SB DESIGN SQUARE ยังยกห้องตัวอย่างแปลนห้องจริงของคอนโดโครงการต่างๆ  พร้อมไอเดียการตกแต่งมาไว้ให้ดูถึง 6 แบบ ซึ่งแต่ละแบบเรียกว่าสะท้อนสไตล์ที่แตกต่างกันได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น แบบที่ 1 เป็นการนำแปลนห้องขนาด 33.5 ตารางเมตร จากโครงการ Ideo สุขุมวิท 93 มาตกแต่งเป็นสไตล์“Modern Luxury” ที่มีความเรียบหรู ดูทันสมัย ด้วยหลากวัสดุอินเทรนด์ อาทิ ลายหินอ่อนสีดำ Crystal High Gross อะลูมิเนียมสีทอง กระจกเงาเทา ขณะที่ แบบที่ 2 ด้วยพื้นที่เท่ากัน   ในโครงการเดียวกัน แต่มาในสไตล์ “Metro Luxe” ที่โฉบเฉี่ยวแบบแฟชั่นลุค โดดเด่นในธีมสีเทาเข้มขรึม แต่หยอดความมีชีวิตชีวาด้วยสีสันแห่งดีไซน์ ตามมาด้วย แบบที่ 3 กับขนาดพื้นที่ 33 ตารางเมตร โครงการ The Line สุขุมวิท 101 ถูกเนรมิตรในสไตล์ “Stylish Loft” ที่บ่งบอกเอกลักษณ์แห่งตัวตน สะท้อนความดิบ เท่ สไตล์ลอฟท์ ด้วยการตกแต่งที่เน้นเผยผิวสัมผัสของหลากวัสดุ ทั้งลายไม้ เหล็กและผ้า นอกจากการตกแต่งสไตล์เท่ๆ แล้ว ลองมาดูสไตล์หวานๆ กันบ้างกับ แบบที่ 4 ที่จำลองห้องขนาด 33.7 ตารางเมตร ของโครงการWhizdom Essence สุขุมวิท 101 มาตกแต่งในสไตล์  “Scandi Chic” ซึ่งมีความสวยเรียบ แต่ซ่อนเสน่ห์ด้วยลายไม้สีอ่อน ให้ความรู้สึกอบอุ่น และโปร่งสบาย สไตล์สแกนดิเนเวีย บอกรสนิยมอย่างมีระดับ ต่อกันด้วย แบบที่ 5 “Classy Urban” ที่หยิบเอาโครงการ Ideo Mobi สุขุมวิท 66 ขนาด 52.5 ตารางเมตร มาตกแต่งแบบไลฟ์สไตล์คนเมือง  ให้สัมผัสอบอุ่นแต่หรูหรามีสไตล์ ด้วยการผสานสีเอิร์ธโทนเข้ากับวัสดุ ลายหิน ลายไม้ และคริสตัลไฮกลอส และปิดท้ายด้วยสไตล์ที่หนุ่ม-สาวสายวินเทจห้ามพลาด กับ แบบที่ 6 “Classic White” ด้วยการเนรมิตห้องขนาด  22 ตารางเมตร ของโครงการ Knights Bridge Prime Onnut ให้ออกมาสวยคลาสสิค อ่อนหวาน ผสานความทันสมัย โดดเด่นด้วยหน้าบ้านสีพ่นสีขาว ดีไซน์คิ้วบัวสุดประณีต บอกเอกลักษณ์สไตล์วินเทจสุดๆ  พร้อมกันนี้  ทุกห้องยังสามารถติดตั้ง Digital Door Lock และเพิ่มระบบ Smart Home System เพื่อตอบรับการใช้ชีวิตแบบ Smart Metro Lifestyle ได้อย่างลงตัวอีกด้วย   และแม้ว่าเทรนด์การออกแบบตกแต่งคอนโดที่มาแรงในปี 62 นี้ จะเป็นสไตล์ลักซัวรี่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนด้วย เพราะการตกแต่งคอนโดฯ ให้ออกมาในแบบที่เป็นตัวเองที่สุด น่าจะตอบโจทย์ ตัวเราเองได้อย่างดีที่สุดเช่นกัน ซึ่งนอกจากทั้ง 6 แบบที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็ยังมีอีกหลายร้อยแบบเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า จะชอบแต่งคอนโดฯ สไตล์ไหน จะปรับ-เปลี่ยน-แต่งเติม-เพิ่มอะไร ให้ CONDO SOLUTIONS ดูแล คลิ๊กดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.sbdesignsquare.com/th/condo_solutions
“SPACE, STYLE, FUNCTION & PERSONALITY”  ความสัมพันธ์ของพื้นที่ ตัวตน กับความลงตัวด้านความงามและประโยชน์ใช้สอย

“SPACE, STYLE, FUNCTION & PERSONALITY” ความสัมพันธ์ของพื้นที่ ตัวตน กับความลงตัวด้านความงามและประโยชน์ใช้สอย

3 กูรูนักออกแบบ พิมพ์รุจา ศานต์ตระกูล ต้น บดินทร์ พลางกูร และ ณัฏฐา สุนทรวิเนตร์ แชร์ประสบการณ์งานออกแบบที่ดี ต้องมีความสัมพันธ์ของพื้นที่ ตัวตน กับความลงตัวด้านความงามและประโยชน์ใช้สอย แก่นักศึกษาวิชาออกแบบ ยัง ทาเลนท์ ดีไซเนอร์ ในงานเวิร์กช็อป “Space, Style, Function & Personality” เพื่อบ่มเพาะนักออกแบบรุ่นใหม่ เติมพลังความคิดสร้างสรรค์และเตรียมพร้อมสู่โลกของการทำงานจริง     พิมพ์รุจา ศานต์ตระกูล รองประธานกรรมการ และดีไซเนอร์ ผู้รับผิดชอบงานออกแบบ ตกแต่งแก่ลูกค้าDMHOME ให้ความคิดเห็นต่อแนวทางการออกแบบในปัจจุบันว่า “งานออกแบบตกแต่งไม่มีกฎเกณฑ์หรือสไตล์ ที่ตายตัว แต่เป็นการทำงานบนความเป็นตัวตนของลูกค้าและผู้อยู่อาศัย หัวใจของงานออกแบบอยู่ตรงที่ การผสานFunction การใช้งาน และการดึงอารมณ์ ความรู้สึก (Emotion) บุคลิก ความชอบ เรียกว่าต้องเข้าใจ Insight ของลูกค้า เพราะแต่ละคนก็มีความเฉพาะเจาะจง ซึ่งงานออกแบบที่ได้ก็จะมีสไตล์ความพิเศษสะท้อน คาแร็กเตอร์ของลูกค้า ได้อย่างชัดเจน และความเป็นตัวตนนี้แหละคือเอกลักษณ์ของงานออกแบบที่ดีและ จะคงอยู่ต่อไป”     ด้านต้น-บดินทร์ พลางกูร นักออกแบบเจ้าของ Context Studio ผู้มีความชัดเจนในแนวทางการออกแบบที่ ไม่ตามเทรนด์ แต่มองถึงความเป็นปัจเจกและบริบทโดยรอบของลูกค้าและความสัมพันธ์ของสเปซ บอกว่า “เราต้องนำบริบททั้งหมดโดยรอบลูกค้ามาปรับใช้ เวลาเราออกแบบทุกงาน ลูกค้าเขาจะมีคาแร็กเตอร์ มีตัวตน ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นไอเดนติตี้ ที่ที่เราจะไปอยู่ สภาพแวดล้อม ฉะนั้นงานออกแบบมันควรจะต้องสะท้อน ตัวตนของผู้อยู่ งานออกแบบและตกแต่งภายในที่ดี ควรมีเอกลักษณ์เฉพาะสัมพันธ์กับพื้นที่ และไม่เฉพาะเพื่อ ความสวยงามเท่านั้นแต่มาด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลงตัวกับสภาพแวดล้อม”     ในขณะที่ จือ-ณัฏฐา สุนทรวิเนตร์ ดีไซเนอร์เจ้าของ บริษัท Double V Space จำกัด เสริมเรื่องแรงบันดาลใจ และหัวใจของการทำอาชีพอินทีเรียดีไซเนอร์ว่า “การจะเป็นดีไซเนอร์ที่ดีต้องรู้จักสังเกตพฤติกรรมของคน และบริบทของสังคม สภาพแวดล้อม การทำงานดีไซน์ไม่เหมือนการทำงานไฟน์อาร์ต ต้องเข้าถึงความต้องการ ของลูกค้า ซึ่งไม่เพียงแค่ความสวยงามที่เราจะแนะนำลูกค้าแต่จะต้องสอดรับกับไลฟ์สไตล์การใช้งาน จึงจะเป็น การใช้งานได้อย่างคุ้มประโยชน์ ที่ฟังก์ชั่นต้องมาพร้อมกับฟอร์ม”     “จากประสบการณ์ทำงานออกแบบตกแต่งภายในแก่ลูกค้าของ DMHOME ทั้งที่พักอาศัย โชว์รูมและห้องพัก ตัวอย่างในโครงการชั้นนำของไทย อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการสร้าง Customer Experience หรือประสบการณ์ ที่ดีให้กับลูกค้า นักออกแบบที่ดีจะสามารถสื่อสารความคิด ถ่ายทอดไอเดียให้ลูกค้าเข้าใจ ทำให้ลูกค้ารู้สึก เชื่อมั่นและไว้ใจในตัวเราได้ สิ่งที่เราจะได้รับกลับมาคือการเป็นลูกค้าประจำและยังได้รับการบอกต่อแบบ ปากต่อปาก ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งจำเป็น ที่นักออกแบบรุ่นใหม่ต้องให้ความสำคัญไม่น้อยกว่าการทำงานออกแบบ” พิมพ์รุจา สรุป     ทั้งนี้ DMHOME ได้จัดประกวดการออกแบบตกแต่งห้องพักในคอนโดมิเนียม แก่นักศึกษาวิชาออกแบบ เพื่อส่งเสริมศักยภาพและมอบโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาฝีมือเพื่อเป็น Young Talented Designer ไทยรุ่นใหม่ ที่จะช่วยพัฒนาวงการออกแบบภายในให้ก้าวหน้าในอนาคต โดยมี ศิรวิชญ์ ชอบธรรม นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นผู้ชนะได้รับ ทุนการศึกษา Visual Merchandising - Interiors short summer course ที่ Central Saint Martins College ประเทศอังกฤษ
ให้ห้องนอนเป็นสไตล์ที่บ่งบอกตัวตนคุณในแบบ original U

ให้ห้องนอนเป็นสไตล์ที่บ่งบอกตัวตนคุณในแบบ original U

พื้นที่ในบ้านที่เป็นพื้นที่ส่วนตัว และเป็นพื้นที่ที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวเรามากที่สุดน่าจะหนีไม่พ้น “ห้องนอน” แล้วยิ่งถ้าคุณเป็นเจ้าของห้องที่รักการแต่งตัวด้วยแล้วล่ะก็ การมี “มุมแต่งตัว” หรือ “ห้องแต่งตัว” จัดไว้เป็นสัดส่วนชัดเจน เป็นระเบียบเรียบร้อยตามอย่างที่ฝันก็คงจะสร้างความสุขได้ไม่น้อยเลย     จะไปกลัวอะไรถ้าเราอยากจะปรับเปลี่ยนพื้นที่ส่วนตัว ให้เป็นไปอย่างที่ใจฝัน คุณเองก็สามารถมีห้องนอนในแบบ original U ได้ไม่ยาก แค่รู้ว่าตัวเองชอบแบบไหน และเป็นคนสไตล์ไหน การสะท้อนตัวตนผ่านเฟอร์นิเจอร์ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป   สไตล์โมเดิร์นเรียบๆ แต่เก๋ ก็เป็นหนึ่งในสไตล์ยอดฮิตที่หลายๆ คนชื่นชอบ การตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีเรียบๆ ในห้องนอน จะช่วยให้บรรยากาศในห้องดูสงบเหมาะกับการพักผ่อน แต่ถ้าชอบเฟอร์นิเจอร์แบบน้อยชิ้น สไตล์มินิมอล ก็เป็นอีกสไตล์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้งโทนสีที่เรียบง่าย ถึงจะมีเฟอร์นิเจอร์ไม่มากแต่ทุกชิ้นต้องสามารถตอบโจทย์การใช้สอย และมีฟังก์ชั่นที่ดีพอ     นอกจากนี้การตกแต่งห้องในสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ก็ยังคงเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ เฟอร์นิเจอร์โลหะง่ายๆ มีดีเทลไม่มากในโทนสีเข้มขรึมก็เป็นอีกสไตล์ที่เลือกตกแต่งได้ไม่ยากเลยค่ะ ส่วนใหญ่แล้วห้องในสไตล์ลอฟท์จะเน้นโชว์ความดิบของวัสดุ โชว์โครงสร้าง ลายเส้นต่างๆ ให้ห้องน่าสนใจมากขึ้น คุณผู้ชายส่วนใหญ่มักจะชอบความง่ายๆ ไม่ซับซ้อนกับการใช้งาน การวางโชว์ของสะสมไว้บนชั้นที่เปิดโล่ง หรือการแขวนเสื้อผ้าง่ายๆ ไว้บนราวเหล็ก ก็จะทำให้การเลือกหยิบเสื้อผ้าในแต่ละครั้งรวดเร็วยิ่งขึ้น     Walk-in Closet นับว่าเป็นพื้นที่ในฝันของใครหลายๆ คน ที่อยากจะมีมุมแต่งตัวเป็นสัดส่วนอยู่ในห้องนอนให้เป็น original U หากเป็นบ้านสร้างใหม่ หรือห้องชุดใหม่ที่ไม่เคยผ่านการตกแต่งมาก่อน ก็อาจจะเป็นเรื่องง่ายที่จะออกแบบตกแต่งมุมแต่งตัวให้หลากหลายได้อย่างที่ใฝ่ฝัน แต่สำหรับการปรับเปลี่ยน ซ่อมแซมจากห้องเดิมอาจจะมีข้อจำกัดมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะที่ SB Design Square มีเฟอร์นิเจอร์ให้เลือกมากมาย หลากหลายสไตล์ พร้อมบริการให้คำปรึกษาเพื่อให้ทุกพื้นที่ภายในบ้าน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณได้ดีที่สุด     อีกสไตล์ที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลยก็คือ Rustic Luxe ซึ่งเป็นการผสานความเรียบง่ายจากวัสดุธรรมชาติเข้ากับความหรูหราแวววาวของโลหะ กระจกต่างๆ การตกแต่งด้วยสไตล์นี้จะมีการเลือกใช้วัสดุที่หลากหลาย แต่เน้นโทนสีอบอุ่นของธรรมชาติที่เข้ากันอย่างลงตัว เฟอร์นิเจอร์จากชิ้นไม่ธรรมดาๆ อาจตกแต่งด้วยโลหะสีทองเพิ่มเข้าไป ก็จะเป็นให้บรรยากาศห้องดูหรูหรามีไตล์ขึ้นทันตา     ไม่มีข้อจำกัดตายตัวหรอกค่ะว่าตู้เก็บเสื้อผ้าของคุณจะต้องเป็นแบบไหน ถ้าภาพในหัวคือ ราวแขวนโปร่งโล่งแบบโชว์รูมห้องเสื้อหรูก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร  หรือถ้าอยากจะเลือกบานประตูตู้เป็นกระจกบานใหญ่ให้สะใจก็ไม่มีกฏข้อไหนบอกว่าความต้องการของคุณเป็นเรื่องผิด ในขณะเดียวกัน ถ้าจะเพิ่มชั้นเก็บกระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับไว้ใกล้ๆ มือ จะขยับซ้ายขยับขวาจัดวางไว้ในมุมใดก็ได้ตามที่เราพอใจ ในเมื่อพื้นที่ทุกส่วนภายในบ้านจะบ่งบอกความเป็นตัวเราได้ดีที่สุด จะสนุกแค่ไหน ถ้าเราได้ลองเลือก Mix&Match เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นที่ถูกใจ มาวางคู่กับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดิมที่มีอยู่ได้อย่างลงตัว หรือได้ลองผสมสไตล์ต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างไม่มีข้อจำกัด ได้เพิ่มเติมลูกเล่นหรือฟังก์ชั่นที่ต้องการเข้าไป ออกแบบห้องแต่งตัวใหม่ที่ใส่ความเป็นตัวเราลงไปในทุกมุม เพื่อให้เราได้เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ในทุกๆ วัน   เพราะ SB Design Square รู้ดีว่า ความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์แต่ละคนไม่เหมือนกัน กว่าจะออกมาเป็น original U ของแต่ละคนได้ ดังนั้นเฟอร์นิเจอร์แต่ละประเภทจึงถูกออกแบบมาให้มีดีไซน์ และฟังก์ชั่นต่างกันออกไป เพื่อเปิดโอกาสให้คุณเลือก Mix&Match ได้ตามสไตล์ส่วนตัว เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นตัวคุณอย่างแท้จริง จากพื้นที่ส่วนตัวในห้องนอนที่บ่งบอกถึงตัวตนได้อย่างชัดเจนแล้ว พื้นที่ในฝันอย่างมุมแต่งตัวหรือ Walk-in Closet ก็สำคัญไม่แพ้กันจริงมั้ยคะ เมื่อ Walk-in Closet ที่ดีที่โดนใจไม่ใช่แค่ที่เก็บเสื้อผ้าเท่านั้น SB Design Square มี SB Interior Team ผู้เชี่ยญชาญด้านการออกแบบ ที่จะแปรความชอบสไตล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มินิมอล ลอฟท์ อินดัสเทรียล หรือโมเดิร์น ถ่ายทอดออกมาเป็นความลงตัวในแบบของเรา พร้อมให้คำปรึกษาในการออกแบบตกแต่งบ้านให้เป็นสไตล์เฉพาะตัว ทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน ทุกส่วนภายในบ้านสามารถออกแบบได้เพื่อคุณโดยเฉพาะ     เพราะความชอบของเราไม่จำเป็นที่ต้องแคร์ใคร และความสุขแต่ละคนไม่เหมือนกัน การได้มีพื้นที่เล็กๆ ในมุมส่วนตัวที่เป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับงานหนัก หรือเรื่องเหนื่อยแค่ไหน ชีวิตก็มีความสุขได้เพราะเราได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราเป็น #originalU     
ทอล์กไอเดียแต่งบ้านเสริมฮวงจุ้ยกับ หมอวั้ง

ทอล์กไอเดียแต่งบ้านเสริมฮวงจุ้ยกับ หมอวั้ง

หากเราต้องการจะตกแต่งห้องสักห้อง หรือบ้านสักหลัง แน่นอนว่าแทบทุกคนก็ต้องรีดไอเดียกันมาอย่างเต็มที่ บ้างก็ต้องไปเสาะแสวงหาแนวทางหรือดีไซน์เก๋ๆ เพื่อมาทำให้ที่อยู่ของเรากลายเป็นบ้านในฝันแบบ ‘โฮม สวีท โฮม’ กันอย่างแน่นอน แต่หากมองลึกเข้าไปในตัวบ้านจริงๆ แล้ว ยังมีปัจจัยเล็กๆ ที่หลายคนมองข้ามไป ซึ่งหากเพ่งมองดีๆ เรื่องนี้ก็เป็นไอเดียแต่งบ้านสุดแสนจะสำคัญที่อยู่เคียงคู่กับความเชื่อของเราๆ มาตลอด แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องของ “ฮวงจุ้ย” นั่นเอง ส่วนใหญ่แล้วฮวงจุ้ยจะถูกมองว่าเป็นความเชื่อรูปแบบหนึ่ง แต่ใช่ว่าเคล็ดลับทุกอย่างในตำราจะเป็นแค่ความเชื่อเท่านั้น  หัวใจสำคัญของฮวงจุ้ยอิงจากหลักจิตวิทยา และยิ่งถ้าบวกกับความรู้ด้าน Interior Design แล้วล่ะก็ ฮวงจุ้ยจะกลายเป็นศิลปะที่น่าสนใจที่บรรดาเหล่าคนรักบ้านไม่ควรมองข้ามกันเลยทีเดียว ที่สำคัญเมื่อไม่นานมานี้ ‘หมอวั้ง’ หมอดูชื่อดังควบตำแหน่งอดีตนิสิตเอก Interior ทอล์กไอเดียแต่งบ้านผ่านแฟนเพจ Horolive.com ซึ่งเป็นเคล็ดลับแต่งบ้านแบบกูรู อย่างนี้ก็ต้องเอามาเล่าให้คนรักบ้านฟังเพื่อเสริมไอเดียใหม่ๆ แบบไม่ให้ตกหล่นกันเลยดีกว่า สิ่งแรกที่นักแต่งบ้านทุกคนต้องรู้ก็คือ คำแนะนำสั้นๆ 3 ข้อ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ คือ บ้านไม่ควรรก, รีบทิ้งของเน่าเสียในบ้าน และไม่ควรเก็บข้าวของที่ชำรุดแล้วไว้ในบ้าน เพราะสิ่งเหล่านี้จะส่งผลในเรื่องความเหน็ดเหนื่อยวุ่นวายในการใช้ชีวิตและการเงิน ซ้ำยังส่งผลให้คนในบ้านเกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอีกด้วย และที่สำคัญบ้านที่ไม่รก ไม่มีของเน่าของเสียก็จะดูสะอาดสะอ้าน สบายตา เสริมพลังด้านบวก พร้อมต้อนรับเรื่องดีๆ ใหม่ๆ เข้ามาในบ้าน นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดของตกแต่งอื่นๆ ที่เราอาจมองข้าม ซึ่งหมอวั้งก็ได้เล่าเคล็ดลับเสริมฮวงจุ้ยตั้งแต่หน้าบ้านยันหลังบ้าน ให้เราไปอัพเดทไม่ให้พลาดสักจุดกันเลยทีเดียว   รองเท้า เริ่มจากสิ่งที่ถูกถอดไว้ก่อนเข้าบ้านกันเลย รองเท้าไม่ควรถูกวางขวางทางเข้าบ้าน เพราะเป็นของที่เหยียบย่ำอยู่ติดเท้า และกลิ่นของรองเท้าจะทำให้บรรยากาศของบ้านไม่ดี ที่สำคัญคือเหล่าสัตว์ร้าย อย่างงู มด และแมลงต่างๆ อาจไปซ่อนตัวอยู่ในรองเท้า ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับเราได้ วิธีแก้ง่ายๆ คือหาชั้นวางรองเท้าที่เป็นระเบียบวางไว้ข้างประตู ก็ช่วยเปิดทางให้ลมพัดเอาบรรยากาศดีๆ เข้าภายในตัวบ้านได้แล้ว   ปลั๊กไฟ เมื่อเดินผ่านประตูบ้านหรือห้องมา ด้านขวามือไม่ควรเป็นแหล่งรวมของปลั๊กไฟที่ไร้ระเบียบ เพราะด้านขวามือของบ้านคือแหล่งพลังงาน การมีปลั๊กไฟจะทำให้เกิดการขัดแย้งกัน ส่วนสายไฟจะสื่อถึงคลื่น หากไร้ความเป็นระเบียบจะแสดงถึงอาการควบคุมอารมณ์ยาก เกิดการโต้เถียงในครอบครัวบ่อยๆ และจะทำให้เกิดอันตรายอีกด้วย   นาฬิกา ห้ามวางอยู่ปลายเท้าเวลานอน เพราะจะทำให้เกิดความกังวล พักผ่อนได้ไม่เต็มที่ สำหรับนาฬิกาดิจิทัล จะเหมาะกับห้องทำงาน ห้องรับแขก ไม่เหมาะกับห้องนอน เพราะจะทำให้เกิดแสงรบกวนในห้อง และหากเป็นนาฬิกาแบบเข็ม ก็ไม่ควรได้ยินเสียงการเดินของนาฬิกา เพราะเสียงของเข็มนาฬิกาสื่อถึงเวลาชีวิตที่เดินไปหาวันสุดท้าย ที่สำคัญที่สุดคือในบ้านห้ามมีนาฬิกาเสีย เพราะจะทำให้การงานติดขัด และสื่อถึงเรื่องราวในชีวิตเราจะหยุด จะติดขัด สะดุด ไม่ราบรื่น โคมไฟ ไม่ควรซื้อดีไซน์ที่มีความแหลม เป็นปลายหอก ปลายธนู ปลายดาบ ที่ทิ่มลงมา โดยเฉพาะในห้องนอน โต๊ะทานข้าว จะส่งผลเรื่องสุขภาพ โคมไฟแบบห่วง หรือแบบกลมจะช่วยให้การทำธุรกิจรุ่งเรือง เพราะสื่อถึงสัญลักษณ์ Infinity โคมไฟสุ่ม หรือแบบตะแกรงเป็นโคมไฟที่ดี สามารถวางไว้ได้ทุกที่ในบ้าน และโคมไฟหลากสี ตามสีเบญจธาตุ แดง ขาว เขียว น้ำเงิน เหลือง จะสื่อถึงลักษณะฮวงจุ้ยที่ดี   กระจก ข้อห้ามสำคัญ คือห้ามติดกระจกตรงกับช่องบานประตู และไม่ควรติดกระจกตรงกับบันไดแนวที่เราเดินขึ้น เพราะมุมนี้แสดงถึงมุมที่เป็นอันตราย รวมทั้งไม่ควรใช้กระจกที่มีดีไซน์ของรอยต่อหลายแผ่น เพราะรอยต่อนั้นจะสื่อถึงความไม่เชื่อมโยง ไม่สมบูรณ์ ซึ่งกระจกที่ปลอดภัยและสามารถติดได้ทุกจุดของบ้านคือ กระจกทรงกลม กระจกทรงรี ไม่มีเหลี่ยม ไม่มีมุม แต่หากต้องติดกระจกที่มีเหลี่ยม ก็ไม่ควรติดหันเหลี่ยมไปทางมุมที่เราใช้ชีวิต เช่น ที่นอน ที่นั่ง ที่ทำงาน ที่เก็บเงิน   วอลล์เปเปอร์ ในยุคที่มีนวัตกรรมอันหลากหลายจึงเกิดวอลล์เปเปอร์ที่สามารถเขียนได้ ลบได้ และมีคุณสมบัติแม่เหล็กติดของโชว์ได้ ซึ่งวอลล์เปเปอร์นี้ไม่ควรติดไว้ในห้องสำคัญ เช่น ห้องรับแขก ห้องนอน ห้องนั่งเล่น เพราะด้านนั้นจะเป็นด้านผนังที่มีพลังไม่ดี เรื่องของลวดลาย วอลล์เปเปอร์ที่มีลายของสัตว์ดุร้ายหรือสัตว์มีพิษ ห้ามติดภายในบ้าน ในห้องนอนควรหลีกเลี่ยงลายที่ดูมีความแหลมคม พันไปมา ยุ่งยาก ซับซ้อน จะส่งผลในมีปัญหาคู่ครอง ผ้าม่าน นับเป็นสิ่งเสริมฮวงจุ้ยที่ดี เพราะหากหน้าต่างหรือประตูหันหน้าเก็บแสงแดดไว้จะทำให้บ้านร้อน ทำให้เราหลับพักผ่อนไม่สบาย ยิ่งถ้าเปิดเครื่องปรับอากาศ ก็จะทำให้พลังร้อนและเย็นมาปะทะกัน จนทำให้เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้ ซึ่งผ้าม่านแบล็กเอาท์ที่กันแสง UV ได้ 100% ก็เป็นของตกแต่งที่ตอบโจทย์ฮวงจุ้ยได้ดี   สี แม้บางสีจะมีความเป็นมงคลสุดๆ แต่ควรคำนึงถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการใช้สีนั้นๆด้วย เช่น สีแดง ไม่ควรทาทั้งบ้าน แต่ควรใช้ในบางมุมของบ้าน เช่น มุมผนังที่เกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แนวของเสาที่บังหลบเหลี่ยม ส่วนของประตู เพราะประตูบ้านส่วนใหญ่จะเป็นมุมของความมีชื่อเสียง ที่สำคัญคือตามหลักฮวงจุ้ยไม่ควรรื้อหรือทุบบ้าน การใช้สีทับเพื่อเปลี่ยนฮวงจุ้ยก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี   การตกแต่งบ้านที่ดีนอกเหนือจากความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยที่หลากหลายแล้ว ดีไซน์เองก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน และสำหรับคนรักบ้านไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือวัยเก๋าเอง ก็ควรระมัดระวังความลงตัวเข้ากันได้ของบรรยากาศบ้าน เพราะหากเราเลือกของตกแต่งที่เป็นมงคล แต่ไม่เข้ากับแนวทางตกแต่งของบ้านเราเลย ก็จะทำให้บรรยากาศนั้นติดลบเอาเสียเปล่าๆ เพราะความเชื่อที่ดีควรตั้งอยู่ในความเหมาะสม และไม่ก่อความเดือดร้อน ที่สำคัญที่สุดคือ เชื่อแล้วต้องมีความสุข เชื่อแล้วต้องสบายใจนั่นเอง
มิกซ์ดีไซน์ แมทช์เฟอร์นิเจอร์ให้ลงตัว

มิกซ์ดีไซน์ แมทช์เฟอร์นิเจอร์ให้ลงตัว

มิกซ์ดีไซน์ แมทช์เฟอร์นิเจอร์ให้ลงตัว ถ้าได้ผ่านไปผ่านมาแถวทองหล่อบ่อยๆ เชื่อว่าหลายคนคงจะเริ่มคุ้นตากับโครงการ THE ESSE Sukhumvit 36 จาก SINGHA ESTATE ที่มี Sales Gallery อยู่บริเวณปากซอยสุขุมวิท 36 กันบ้างแล้ว ต้องบอกว่าโครงการนี้มีความโดดเด่นในเรื่องการออกแบบ โดยมีที่ปรึกษาจากทีมดีไซน์เนอร์ระดับโลกทำให้โครงการนี้จัดเป็นโครงการ ที่น่าจับตามองมากในเวลานี้ ปัจจุบันโครงการ THE ESSE Sukhumvit 36 มียอดขายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 60% โครงการนี้ไม่ได้มีดีแค่จุดเด่นของทำเลที่ตั้งที่อยู่ใจกลางสุขุมวิท ติดสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อเท่านั้นนะคะ งานดีไซน์ของคอนโดมิเนียมทั้ง Exterior และ Interior ต้องเรียกว่าเป็นการลงรายละเอียดในทุกๆ ตารางนิ้ว เพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างแท้จริง   โครงการ THE ESSE Sukhumvit 36 ได้ทีมออกแบบที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายเจ้า แถมยังเป็นทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านแทบทั้งสิ้น อย่างงานด้านสถาปัตยกรรมก็ได้ “Tandem” บริษัทออกแบบสัญชาติไทยที่มีประสบการณ์มากมาย มาร่วมมือกับบริษัทสถาปนิกชื่อดังจากอเมริกาอย่าง “SOM” Skidmore, Owings and Merrill (Thailand) Co. Ltd เป็นที่ปรึกษา ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการออกแบบอาคารสูง และฝากผลงานไว้มากมาย ทำให้ดีไซน์ตัวอาคารของ THE ESSE Sukhumvit 36 สวยสะดุดตาเป็นที่สุด   ส่วนงานภูมิสถาปัตยกรรม ทาง SINGHA ESTATE เลือก “Shma” เป็นผู้ออกแบบ ในขณะที่ Interior ส่วนกลางได้ “dwp” (Design Worldwide Partnership) มาเป็นอีกแรงสำคัญที่ทำให้บรรยากาศภายในมีกลิ่นอายที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบภูมิปัญญาไทย กับการออกแบบที่เป็นสากล ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “The Essence of Luxurious Living is HARMONY OF CONTRAST” ที่ต้องการสื่อสารถึง “การใช้ชีวิตที่มีความสมดุลในความแตกต่างอย่างกลมกลืน”   แน่นอนว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เห็นในโครงการทั้งหมดนี้ เกิดจากการผสมผสานเอกลักษณ์ของดีไซน์เนอร์แต่ละคนไว้อย่างลงตัว   จริงอยู่ที่ทางโครงการ THE ESSE Sukhumvit 36 เปิดขายห้องชุดแบบ Fully Fitted เพื่อให้เจ้าของห้องชุดได้มีโอกาสสร้างสรรค์การตกแต่งห้องตามสไตล์ตัวเองได้อย่างเต็มที่ แต่ความชื่นชอบที่หลากหลายและแตกต่างกัน ก็สามารถนำมา Mix and Match จนได้สไตล์ส่วนตัวที่ไม่ซ้ำกับใคร บางครั้งเราอาจจะนึกไม่ถึงเลยว่าเฟอร์นิเจอร์ในสไตล์ Loft จะสามารถเข้ากันได้ดีห้องสไตล์ Classic หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่เรียบง่าย หากเพิ่มเติมโลหะสีทองหรือสีทองแดงเข้าไป จะสามารถเพิ่มความน่าสนใจให้กับชิ้นงานได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่เราเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ให้ถูกชิ้น จัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสม ก็สามารถผสมผสานวัสดุ และสไตล์ Mix & Match กันได้อย่างกลมกลืน   การออกแบบหรือการเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้กับห้องใดๆ ไม่ได้มีกฏกำหนดตายตัวเสมอไปหรอกค่ะ เราเชื่อว่าห้องนั้นๆ จะถูกตกแต่งอย่างไร ก็ต้องขึ้นอยู่กับความชอบ รสนิยม ความพึงพอใจของเจ้าของห้องเป็นหลัก ผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้มา คือห้องที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ และสามารถบ่งบอกถึงตัวตนของเจ้าของห้องได้ดีที่สุดนั่นเองค่ะ   ก็เหมือนกับที่ THE ESSE Sukhumvit 36 ที่ผสมผสานเอกลักษณ์งานออกแบบของดีไซน์เนอร์หลากหลายสัญชาติ ให้มารวมกันได้อย่างลงตัวที่สุด และเพื่อให้เจ้าของห้องชุดรู้สึกว่าการตกแต่งห้องเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องจ้าง Interior Designer เสมอไป ที่โครงการจึงจัดชุดเฟอร์นิเจอร์สวยๆ จาก LOAM ARTISANAL LIVING มาจัดโปรโมชั่นพิเศษ (Limited Offer) ให้เจ้าของห้องได้มีโอกาสเลือกห้องพร้อมเฟอร์นิเจอร์ที่จะมา Mix& Match ความหรูหราอย่างมีสไตล์ได้ตามใจคุณ เริ่มต้นกันด้วยห้อง 1 Bedroom กับ Furniture Package จาก LOAM ARTISANAL LIVING มูลค่า 500,000 บาท ชุดเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นทั้งในห้องนั่งเล่นและห้องนอน สี Earth Tone สบายตา ทำให้เราสามารถแต่งเติมสีสันด้วยของตกแต่งชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพิ่มเติมเข้าไปได้ง่ายขึ้น รับรองว่าไม่ซ้ำกับใครแน่นอนค่ะ     ส่วนห้อง 2 Bedroom ก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลยค่ะ เพราะมูลค่า Furniture Package มากถึง 700,000 บาทเลย ชุดเฟอร์นิเจอร์สวยๆ จาก LOAM ARTISANAL LIVING มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว งานดีไซน์เรียบหรู แต่ก็แอบซ่อนกิมมิกเก๋ๆ ไว้ในเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นด้วยนะคะ     นอกจาก Exclusive Furniture Package ที่คัดสรรมาโดยเฉพาะตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ทาง SINGHA ESTATE ยังได้เสนอเงื่อนไขพิเศษ สำหรับลูกค้าที่ชำระค่าห้องผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ จะได้คะแนนสะสมสูงสุด 20 เท่า**   จะมามัวรีรอไม่ได้แล้วค่ะ คอนโดสวยๆ ใจกลางเมือง ติดสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อ แถมยังได้เฟอร์นิเจอร์จากแบรนด์ดังครบเซ็ต ในราคาเริ่มต้น 12.6 ล้านบาท* แบบนี้มีจำนวนจำกัด และหาที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ แล้วนะจ๊ะ รีบคลิกลงทะเบียนกันที่ http://bit.ly/2ws3h1s  หรือ โทร. 1221    
ครั้งแรกกับการจัดแสดงงานศิลป์ชิ้นพิเศษบนเพนท์เฮาส์สุดหรูวิวโค้งน้ำเจ้าพระยา ในงาน “PENTHOUSE IS ART BY MENAM RESIDENCES”

ครั้งแรกกับการจัดแสดงงานศิลป์ชิ้นพิเศษบนเพนท์เฮาส์สุดหรูวิวโค้งน้ำเจ้าพระยา ในงาน “PENTHOUSE IS ART BY MENAM RESIDENCES”

แม่น้ำเรสซิเดนท์ นำเสนอครั้งแรกกับปรากฏการณ์จัดแสดงงานศิลปะบนเพนท์เฮ้าส์หรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยนำเสนอผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้การตกแต่งภายในมีความโดดเด่น และลงตัวกับทุกพื้นที่ใช้สอย  โดยร่วมกับศิลปินดังระดับประเทศ ชั้นนำ 13 คน นำทีมโดย ชลิต นาคพะวัน คิวเรเตอร์และศิลปิน เปิดการแสดงศิลปะบนเพนท์เฮาส์ครั้งแรกของประเทศไทยในชื่อว่า  “PENTHOUSE IS ART BY MENAM RESIDENCES” เปิดให้บุคคลทั่วไปที่สนใจสัมผัสงานศิลปะและการออกแบบตกแต่ง เข้าชมงานได้ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน จนถึง 7 ตุลาคม 2561 ทุกวันเสาร์ และอาทิตย์ เวลา 09.00 น. – 17.00 น นายเดชโรจน์ ตั้งสิน กรรมการบริหาร บริษัท แม่น้ำเรสซิเดนท์ จำกัด เปิดเผยถึงแนวคิดในการจัดแสดงผลงานศิลปะบนเพนท์เฮาส์ ว่าจากคอนเซ็ปต์ของงาน ตั้งใจให้ศิลปะสะท้อนการใช้ชีวิตในเพนท์เฮาส์ที่สอดรับกับรสนิยมและไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่ในรูปแบบแตกต่างกันออกไป ด้วยทำเลที่ตั้งของโครงการที่สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำได้จากทุกห้อง ผสมผสานกับการออกแบบเพนท์เฮาส์ที่ใส่ใจรายละเอียดทุกพื้นที่การใช้สอย โดยนำผลงานศิลปะจากเหล่าศิลปินชั้นนำของประเทศ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับงานนี้โดยเฉพาะมาตกแต่งเพนท์เฮาส์อย่างมีสไตล์ นอกจากจะช่วยเพิ่มความสวยงามและเอกลักษณ์ให้กับห้องแล้ว ยังสามารถเพิ่มมูลค่าในระยะยาวได้อีกด้วย และเชื่อว่างาน PENTHOUSE IS  ART จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับบุคคลทั่วไปในการเลือกงานศิลปะเข้ามาตกแต่งที่อยู่อาศัยของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบเพนท์เฮาส์ก็ได้ โดยให้มองว่าทั้งงานศิลปะและที่อยู่อาศัย คือ Passion Investment ที่เป็นการลงทุนเพื่อเป็นความสุขและกำไรของชีวิตนั่นเอง ด้านนายชลิต นาคพะวัน คิวเรเตอร์และหนึ่งในศิลปินผู้จัดแสดงผลงาน กล่าวถึงความพิเศษในการคัดสรรผลงานของศิลปินที่นำมาตกแต่งเพนท์เฮาส์ ว่า เป็นครั้งแรกที่วงการศิลปะและอสังหาริมทรัพย์มารวมตัวกันได้อย่างลงตัว รวมทั้งเป็นการนำผลงานศิลปะมาจัดแสดงไว้ในสถานที่จริง โดยได้คัดสรรผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักของสังคม นำผลงานมาจัดวางและตกแต่งห้องเพนท์เฮาส์ให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสร้างสรรค์บรรยากาศ และให้ความรู้สึกที่มีความเป็นบ้าน และมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับคอนเซ็ปต์ของห้องด้วย เพื่อให้ผู้สนใจได้เสพงานศิลป์ชิ้นเอกทั้งภายในห้องเพนท์เฮาส์ และเมื่อมองออกไปข้างนอกก็ได้สัมผัสงานศิลป์ที่สร้างสรรค์โดยธรรมชาติไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงสุนทรียภาพของงานศิลปะที่มีต่อที่พักอาศัยอย่างแท้จริง” สำหรับการจัดแสดงผลงานศิลปะ “PENTHOUSE IS ART BY MENAM RESIDENCES” ได้รับเกียรติจากศิลปินที่มีชื่อเสียงแถวหน้าของประเทศ  ชลิต นาคพะวัน เป็นคิวเรเตอร์ พร้อมด้วยศิลปินแห่งชาติ และศิลปินที่เป็นที่รู้จักกันดีทั้งภายในและต่างประเทศสมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์, ศราวุธ ดวงจำปา, อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล, ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี, จิตต์สิงห์ สมบุญ, สุธี คุณาวิชยานนท์, สุรพร เลิศวงศ์ไพฑูรย์, ผศ.กิตติชัย กันแตง, วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์, ผศ. ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล, ปิ่นนุช ปิ่นจินดา และ ผศ.ลลินธร เพ็ญเจริญ ร่วมแสดงผลงานศิลปะที่หลากหลายสาขา ทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และงานออกแบบผลิตภัณฑ์ ร่วมสัมผัสศิลปะในมุมมองใหม่ ที่สร้างสรรค์โดยเหล่าศิลปินแถวหน้าของประเทศไทยในงาน PENTHOUSE IS ART by MENAM RESIDENCES เปิดให้บุคคลทั่วไปที่สนใจสัมผัสงานศิลปะและการออกแบบตกแต่ง เข้าชมงานได้ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน จนถึง 7 ตุลาคม 2561 ทุกวันเสาร์ และอาทิตย์ เวลา 09.00 น – 17.00 น. โดยนัดหมายล่วงหน้าได้ที่ โทร. 062-796-0101 หรือสามารถลงทะเบียนเพื่อจองรอบเข้าชมงานได้ทาง https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSf6xTk-ayYCqQfSfcBiQuN6mWBRJleGBLLyHzZxAESr9z_fgw/viewform     ติดตามกิจกรรมที่น่าสนใจ และอัพเดตทุกความเคลื่อนไหวของแม่น้ำเรสซิเดนท์ ได้ทาง www.facebook.com/menamresidencesofficial (Menam Residences) #PENTHOUSEISART #MENAMRESIDENCES #PenthouseIsArtbyMenamResidences
วาบิซาบิ (Wabi-Sabi) เทรนด์แต่งบ้านใหม่ 2018

วาบิซาบิ (Wabi-Sabi) เทรนด์แต่งบ้านใหม่ 2018

ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะมีเทรนด์แต่งบ้านอะไรที่น่าสนใจบ้าง แต่ในปีนี้ต้องหลีกทางให้กับเทรนด์วาบิซาบิ ซึ่งเป็นที่กำลังมาแรงสุด ๆ จนเรียกได้ว่าเป็นขวัญใจนักออกแบบกันเลยทีเดียว โดยต้องบอกว่าเทรนด์นี้เป็นทรนด์ที่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบความเพอร์เฟค รักความเรียบง่าย และหลงใหลในความเป็นธรรมชาติเอามาก ๆ เพราะคอนเซ้ปต์หลักของวาบิซาบิคือการมองหาความสวยงามในความไม่สมบูรณ์ โดยถ้าหากอยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วประโยคนี้คืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน วันนี้ได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับเทรนด์นี้มาฝากแล้วค่ะ     วาบิซาบิ คืออะไร   วาบิซาบิ เป็นเทรนด์การแต่งบ้านแบบใหม่ที่กำลังมาแรงที่สุดในช่วงต้นปี 2018 โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศญี่ปุ่น จึงมีกลิ่นอายความเป็นมินิมอลแฝงอยู่หน่อย ๆ แต่สำหรับวาบิซาบิจะเน้นไปที่ตัวผู้อยู่อาศัยมากกว่าสิ่งของ ส่วนคอนเซ็ปต์หลักของวาบิซาบิก็จะเน้นที่ความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ โดยมีแนวคิดสำคัญอยู่ที่การมองหาความสวยงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความไม่สมบูรณ์แบบ หรือเรียกได้ว่าเป็นการยอมรับสิ่งของต่าง ๆ ในแบบที่มันเป็น แล้วนำสิ่งของชิ้นนั้น ๆ กลับมาใช้ประโยชน์ตามจุดมุ่งหมาย โดยไม่ต้องไปหาซื้อสิ่งของชิ้นใหม่มาทดแทน โดยการแต่งบ้านแบบนี้จะไม่มีผิด ไม่มีถูก เพราะขึ้นอยู่กับประโยชน์ ความสวยงาม และประวัติของสิ่งของแต่ละชิ้นนั่นเอง   วาบิซาบิ มีที่มาอย่างไร   เดิมที วาบิซาบิ ไม่ใช่เทรนด์การตกแต่งบ้าน แต่เป็นปรัชญาของญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 โดยมีรากฐานมาจากศาสนาพุทธ ซึ่งปรัชญานี้เป็นปรัชญาที่สอนให้เรามองหาความสงบสุขบนโลกที่แสนจะวุ่นวาย การยอมรับในสิ่งที่มีหรือสิ่งที่เป็น มากกว่าเสียเวลาไปกับการหาสิ่งที่ดีกว่า หรือในการแต่งบ้านก็คือสอนให้เรามองหาความสวยงามในความไม่สมบูรณ์จากสิ่งของต่าง ๆ และมีความสุขจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว     หลักการแต่งบ้านแบบวาบิซาบิ   คอนเซ็ปต์การแต่งบ้านแบบวาบิซาบิหลัก ๆ มีอยู่ 3 อย่าง คือ - ใช้วัสดุจากธรรมชาติ นักออกแบบส่วนใหญ่จะเลือกใช้สิ่งของที่มาจากธรรมชาติในการตกแต่งแบบวาบิซาบิ เพราะเทรนด์นี้เป็นเทรนด์ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ อีกทั้งสิ่งของที่มาจากธรรมชาติยังสามารถเข้ากันได้ดีกับการแต่งบ้านทุกสไตล์เลยด้วย แต่ไม่ว่าสิ่งของต่าง ๆ จะทำมาจากอะไร สิ่งสำคัญที่สุดก็คือมันต้องเป็นของแท้ที่ตรงกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย - ทำทุกอย่างให้เรียบง่าย หลักสำคัญสุด ๆ อีกอย่างในวาบิซาบิก็คือความเรียบง่าย แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น จัดวางทุกอย่างแบบง่าย ๆ เพราะของทุกชิ้นต่างก็มีเอกลักษณ์และความสวยงามในตัวเองอยู่แล้ว - เน้นความไม่เพอร์เฟค ด้วยความที่คอนเซ็ปต์ของวาบิซาบิ คือ การมองหาความสวยงามจากความไม่สมบูรณ์แบบ ฉะนั้นการตกแต่งบ้านแบบนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ใช้ข้าวของที่เก่า แตก หรือมีลักษณะไม่ปกติ มาตกแต่งบ้านได้อย่างสบายใจ รวมถึงยังเป็นการปล่อยให้ข้าวของต่าง ๆ เป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น โดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งอะไรมากเลยด้วย แต่ว่ายังไงก็ต้องแยกระหว่างความไม่เพอร์เฟคกับความรกให้ออกด้วยนะคะ     เคล็ดลับแต่งบ้านแบบวาบิซาบิ   1. ซื้อแต่ของที่ใช่ ที่สวย หรือที่ชอบ มาประดับตกแต่งบ้านเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเลือกของที่เพอร์เฟค ตามเทรนด์ หรือไปหาของเก่า ๆ มาตกแต่งบ้านโดยไม่จำเป็น   2. ใช้สีแบบธรรมชาติหรือสีเอิร์ทโทนในการตกแต่ง เพราะโทนสีนี้จะให้ความรู้สึกที่อบอุ่น ช่วยให้ดูกว้างข้าง และทำให้บรรยากาศดูสงบได้   3. เน้นงานแฮนด์เมดหรือเครื่องปั้นดินเผาที่ไม่ต้องเป๊ะ เพราะสิ่งของพวกนี้เป็นสิ่งของที่ไม่ค่อยสมบูรณ์แบบ แต่กลับมีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้เราสามารถองเห็นความสวยงามจากความไม่เพอร์เฟคเหล่านี้ได้ง่าย ซึ่งก็เข้ากับคอนเซ็ปต์ของวาบิซาบิได้ดี อีกทั้งของประเภทนี้ยังเป็นของพิเศษที่มีแค่ไม่กี่ชิ้นเองด้วย   4. ปล่อยข้าวของต่าง ๆ ไปตามธรรมชาติ เช่น รอยยับบนผ้าม่านหรือผ้าปู ไม่จำเป็นต้องดึงหรือรีดให้เรียบเนี้ยบทุกวัน ปล่อยให้เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นบ้างก็ได้ แต่ยังไงก็ต้องอย่าปล่อยให้รกเกินไปด้วยนะ   5. นำข้าวของเก่ากลับมาใช้ เพราะของเก่า ๆ ที่ใช้กันมาตั้งแต่รุ่นปู่-ยา ตา-ยาย หรือตกทอดมาจากพ่อ-แม่ หรือของเก่านั้น ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ ไม่จำเป็นต้องขัดให้เงาวิ้ง ถ้าสีจะดูเก่าบ้างก็ไม่เป็นไร   6. ไม่จำเป็นต้องตกแต่งด้วยดอกไม้เสมอไป เพราะกิ่งไม้ที่ร่วงอยู่ ก็สามารถนำมารวม ๆ กันตกแต่งบ้านแบบธรรมชาติได้   7. เปลี่ยนการใช้เครื่องมือที่ทันสมัย มาใช้เครื่องมือแบบธรรมชาติ แม้ว่าเครื่องมือที่ทันสมัยจะเร็วและสะดวกกว่า แต่หากอยากได้บรรยากาศแบบวาบิซาบิล่ะก็ ต้องใช้เครื่องมือที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติจะเหมาะสุด   8. ผนังแบบธรรมดา เก่า ๆ โทรม ๆ เห็นโครงสร้างเดิม เหมือนสร้างไม่เสร็จ เป็นอะไรที่ดูเข้ากันมากกับสไตล์วาบิซาบิทีเดียว   9. ลดสิ่งของต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นหรือไม่ได้ใช้ลง เก็บไว้แต่สิ่งของที่ต้องใช้หรือสิ่งของที่ทำให้เรามีความสุขก็พอ และที่สำคัญต้องเหลือไว้ให้พอใช้ด้วย   10. ผ่อนคลาย ปล่อยวาง ไม่ต้องคำนึกถึงความเพอร์เฟคอะไรมาก แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น เท่านี้ก็จะทำให้เรามีความสุขกับสิ่งรอบข้างได้แล้วค่ะ   เรียกได้ว่า วาบิซาบิ เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ช่วยให้ความสำคัญกับสิ่งของเดิม ๆ มากขึ้น รวมถึงยังเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งของที่ไม่สมบูรณ์แบบต่าง ๆ ได้ด้วย จึงไม่แปลกใจเลยที่ผู้คนและนักออกแบจะชอบเทรนด์นี้ เพราะถือได้ว่าเป็นเทรนด์ที่มีเสน่ห์แปลกใหม่มากจริง ๆ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก Kapook ภาพประกอบจาก wijzijnkees , thatkindofwoman , jutehome
T House ยกญี่ปุ่นมาไว้ในคอนโดใจกลางเมือง

T House ยกญี่ปุ่นมาไว้ในคอนโดใจกลางเมือง

  วันนี้ทีมงาน Review Your Living มีโอกาสได้มาถ่ายทอดเรื่องราวน่าสนใจของคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองย่านเอกมัย ซึ่งความพิเศษของคอนโดฯ แห่งนี้คือมีพื้นที่ระเบียงกว้างกว่าโครงการอื่นทั่วไป โดยมีขนาดถึง 16 ตารางเมตร แถมระเบียงของห้องนี้มีสวนส่วนกลางของโครงการเป็นพื้นหลังสีเขียวขจีที่สร้างความเป็นส่วนตัวได้ดีเลยยิ่งตอบโจทย์ คุณหมอตั้น เจ้าของห้องพักอาศัยที่มีภาระหน้าที่การงานหนักตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังต้องเดินทางบ่อย จึงอยากได้คอนโดในพิกัดที่สะดวกทั้งสถานทำงานและบ้าน เพื่อให้ชีวิตในทุกๆ วันเข้าสู่โหมดการพักผ่อนอย่างแท้จริงทันทีที่เดินทางกลับมาถึง   เมื่อเจอทำเลที่ใช่ คุณหมอตั้นเลยไม่ลังเลใจที่จะซื้อและให้สถาปนิกเข้ามาเป็นผู้ดูแลในเรื่องของงานออกแบบตกแต่งภายในห้องทั้งหมด โดยโจทย์ที่ต้องการก็คือ..ความเรียบง่าย เน้นที่เก็บของเยอะและเป็นระเบียบเรียบร้อยแบบคนญี่ปุ่น รวมไปจนถึงต้องมีพื้นที่สำหรับปาร์ตี้รองรับเพื่อนๆ ที่แวะมาเยี่ยมเยียนได้  จากโจทย์ที่เจ้าของห้องชุดคอนโดมิเนียมต้องการ สถาปนิกฝีมือดีอย่าง คุณบอย แห่ง ANONYM จึงไม่รอช้าบรรจงออกแบบพื้นที่ 51 ตารางวา ออกมาในสไตล์มินิมอลแบบฉบับญี่ปุ่นที่เน้นความเรียบง่าย แต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นทุกขณะ เพื่อให้คุณหมอตั้นรู้สึกสบายตาและสบายใจเมื่อก้าวเข้าในห้องพัก บรรยากาศในห้องจึงดูนิ่งๆ เรียบๆ เป็นส่วนตัวหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง และผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากหน้าที่การงานเหมาะแก่การพักผ่อนอย่างแท้จริง ซึ่งก็สอดคล้องกับความต้องการของเจ้าของห้องที่ชื่นชอบความเป็นญี่ปุ่นแบบพอดิบพอดี   ด้วยคอนเซ็ปต์ของการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สงบและใกล้ชิดธรรมชาติ มาสู่แรงบันดาลใจในการออกแบบของสถาปนิกโดยลดทอนความฟุ่มเฟือยให้เหลือเพียงแก่นแท้ของประโยชน์ใช้สอยแบบตะวันตก ทว่ายังแอบแฝงรายละเอียดสัมผัสความเป็นธรรมชาติของพื้นผิวรอบข้าง   สถาปนิกลดทอนความฟุ่มเฟือยให้เหลือเพียงแก่นแท้ของประโยชน์ใช้สอยแบบตะวันตก ทว่ายังแอบแฝงรายละเอียดสัมผัสความเป็นธรรมชาติของพื้นผิวรอบข้าง หลอมรวมออกมาในสไตล์ญี่ปุ่น สะท้อนผ่านการตกแต่งห้องพักขนาดพื้นที่จำกัด โทนสีของห้องใช้จึงเป็นสีเอิร์ธโทน เพื่อให้ห้องดูเรียบง่ายมากที่สุด และการใช้วัสดุไม้มาตกแต่ง ก็ทำให้ห้องดูสว่าง รู้สึกโปร่งโล่ง กว้างขวาง และให้ความรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น   บิลอินต์เฟอร์นิเจอร์สูงจรดเพดานทำให้ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่ามากที่สุด   ส่วนการตกแต่งที่ทำให้ห้องพักอาศัยดูไม่คับแคบไร้ซึ่งความอึดอัดใดๆ คือการบิลต์อินเฟอร์นิเจอร์เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด ข้อดีของงานบิลต์อินคือเราสามารถทำขึ้นให้พอดีกับพื้นที่ได้โดยไม่เสียประโยชน์การใช้งานส่วนนั้นไป ทั้งยังเหมาะกับขนาดพื้นที่จำกัด จึงเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ทำให้สามารถใช้พื้นที่อันน้อยนิดได้อย่างคุ้มค่า   การใช้วัสดุไม้มาตกแต่ง ก็ทำให้ห้องดูสว่าง และให้ความรู้สึกอบอุ่นมากขึ้น ภายในห้องนอนตกแต่งอย่างเรียบง่าย ดูอบอุ่นด้วยโทนสีอ่อนละมุนจากวัสดุไม้โทนสีวอร์มโอ๊คที่นำมากรุผนังและฝ้า ทำให้รู้สึกโปร่งโล่งและทำให้ห้องดูกว้างขวางมากขึ้น มีหน้าต่างกระจกใสรับแสงธรรมชาติที่ช่วยเสริมให้ห้องดูสว่างโดยไม่ต้องพึ่งแสงประดิษฐ์ในเวลากลางวัน ทั้งยังทำหน้าที่ช่วยถ่ายเทอากาศ ทำให้ห้องนอนเล็กๆ ดูสะอาดสะอ้านน่าพักผ่อนแม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ขนาดน้อยนิดก็ตาม   ขยับมาที่ระเบียงภายนอก อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่าคอนโดฯ แห่งนี้คือมีพื้นที่ระเบียงกว้างกว่าโครงการอื่นทั่วไป มีขนาดถึง 16 ตารางเมตร ซึ่งถือว่ามีพื้นที่ค่อนข้างเยอะ สถาปนิกจึงออกแบบที่นั่งแนวยาวไปตามขนาดของพื้นที่ระเบียง สำหรับรองรับเพื่อนฝูงของคุณหมอตั้นที่มักจะแวะมาทานข้าวหรือปาร์ตี้กันสม่ำเสมอ ความโชคดีของแปลนห้องพักในส่วนของระเบียงนั้นคือมี background เป็นสวนโครงการภายนอกพอดีเลยให้ความรู้สึกที่เป็นส่วนตัวระดับหนึ่ง    ความกลมกลืนของไม้โทนสีอ่อนที่ดูลงตัวในทุกองค์ประกอบต่างๆ จนเกิดบรรยากาศชวนผ่อนคลาย   เพื่อเพิ่มกลิ่นอายแบบฉบับชาวญี่ปุ่น คุณบอยจึงเพิ่มต้นบอนไซให้เป็นลักษณะสำคัญของระเบียงภายนอก เพื่อสื่อสารถึงวิถีความเรียบง่าย เวลาก้าวออกมายังระเบียงจะรู้สึกเหมือนยกญี่ปุ่นขนาดย่อมมาไว้ในคอนโดนั่นเอง   จะเห็นว่าแม้จะมีเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งน้อยชิ้น แต่ในทุกๆ ชิ้นต่างใช้ประโยชน์ได้เต็มที่และเข้ากับสไตล์มินิมอล ในบรรยากาศแบบญี่ปุ่นอีกด้วยค่ะ   ขอบคุณรูปภาพจาก ANONYM
Vertical House บ้านเดี่ยวทำเลคอนโด

Vertical House บ้านเดี่ยวทำเลคอนโด

ทุกวันนี้ทำเลโครงการบ้านเดี่ยวอยู่ห่างออกไปไกลจากตัวเมืองไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ หลายโครงการต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นหลักเวลาเดินทางเข้า-ออก เพราะเรื่องของที่ดินที่ต้องมีพื้นที่ใหญ่มากพอที่จะสามารถนำมาพัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยวนั้นนับวันก็ยิ่งหายากกันเหลือเกินโดยเฉพาะทำเลกลางเมือง แต่ทุกวันนี้ยังมีโครงการบ้านเดี่ยวแบบที่เรียกกันว่า Vertical House เป็นโครงการที่สามารถตอบโจทย์ได้ดีทั้งเรื่องทำเล และยังเหมาะสำหรับคนที่ชอบอยู่บ้านเดี่ยวได้พื้นที่ใช้สอยเยอะๆ ด้วยค่ะ   Vertical House เป็นคำนิยามสำหรับบ้านเดี่ยวในลักษณะทรงสูงขึ้นไป เพราะอยู่ในที่ดินขนาดจำกัด จึงต้องขยายพื้นที่ใช้สอยด้วยการเพิ่มพื้นที่ในแนวสูงแทน ซึ่งโครงการประเภทนี้ในบ้านเรามักจะตั้งอยู่ในทำเลย่านกลางเมืองที่มีราคาที่ดินสูงทีเดียว และยังมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดจึงทำให้ต้องพัฒนาเป็นโครงการระดับลักชัวรี่ขึ้นไป โดยจะเห็นได้จากโครงการที่เรายกตัวอย่างมาให้ดูกันในบทความนี้ค่ะ   D8 จากบริษัท เดวา เรียลเอสเตท เดวา เรียลเอสเตท เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์น้องใหม่ที่ประเดิมโครงการแรกด้วยโครงการระดับ "Luxury Vertical House" ชื่อโครงการ D8 เป็นบ้านเดี่ยว 5 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 700 ตร.ม. 4 ห้องนอน 9 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 6 คัน มีทั้งลิฟท์, สระว่ายน้ำ และสวนย่อมส่วนตัวในบ้าน ทั้งหมด 6 ยูนิต ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 88 ติดกับทางพิเศษฉลองรัช ซึ่งมีการออกแบบมาสำหรับครอบครัวใหญ่ทั้ง 3 เจนเนอเรชั่น ให้ทุกคนในครอบครัวได้อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว ราคาประมาณ 39.9 ล้านบาท   LEROY Ruamrudee จากฮาบิแททกรุ๊ป ปกติแล้วฮาบิแททกรุ๊ปคือ Developer ที่พัฒนาโครงการอยู่ในพัทยา แต่ในปีนี้เป็นครั้งแรกที่มาชิมลางลงโครงการในกรุงเทพฯ กันบ้าง เริ่มด้วยโครงการบนทำเลสุดพรีเมี่ยมภายในซอยร่วมฤดี อย่าง LEROY Ruamrudee บ้านเดี่ยว 7 ชั้น 6 ห้องนอน ทั้งหมด 2 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยกว่า 2,160 ตร.ม. ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 108 ล้านบาท   zilhouette ทองหล่อ 25  จากบริษัทเปี่ยมสุข พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บ้านเดี่ยว 7 ชั้น ทั้งหมด 3 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 608 ตร.ม. 4-5 ห้องนอน 7-8 ห้องน้ำ จอดรถได้ 4-6 คัน ตัวอาคารล้อมรอบด้วยกระจก เน้นความโปร่งโล่ง สไตล์ Sophisticated Modern Luxury เน้นความเรียบหรู โมเดิร์น ใส่นวัตกรรมต่างๆ ลงไปมากมาย ที่ตั้งอยู่ซอยทองหล่อ 25 ราคาประมาณ 70 ล้านบาท   Arna Ekamai จากบริษัทดีเวล แกรนด์แอสเสท จำกัด บ้านเดี่ยว 3-4 ชั้น ทั้งหมด 11 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 390 ตร.ม. 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ จอดรถได้ 3-4 คัน โครงการตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 65 ซึ่งสามารถทะลุออกไปยังเอกมัยและซอยสุขุมวิท 71 ได้ ตัวอาคารออกแบบสไตล์โมเดิร์นเล่นกับแสงเงา ให้ได้รับแสงธรรมชาติ และความเป็นส่วนตัวมากที่สุด ราคาเริ่มต้น 32 ล้านบาท   เราจะสังเกตได้ว่า โครงการสไตล์ Vertical House มักจะถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่ สามารถอยู่อาศัยได้อย่างสะดวกสบายในทุกช่วงวัยของครอบครัว ตามมาด้วยที่จอดรถไม่ต่ำกว่า 3 คัน ซึ่งดูสมเหตุสมผลกับการอาศัยอยู่กันหลายคน โดยแต่ละยูนิตจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมาให้ในบ้านของตัวเองเลย เช่น ลิฟท์โดยสาร, สวนสีเขียว, สระว่ายน้ำ และห้องนอนก็มีห้องน้ำในตัวมาให้ทุกห้อง รวมถึงห้องนอน ห้องน้ำสำหรับแม่บ้านโดยเฉพาะจึงไม่จำเป็นจะต้องมีพื้นที่ส่วนกลางเหมือนโครงการบ้านเดี่ยวทั่วไป มาพร้อมดีไซน์อันเรียบง่ายสไตล์โมเดิร์น โดดเด่นที่ฟังก์ชั่นครบครัน   แม้ว่าโครงการลักษณะนี้จะยังถือว่ามีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับคอนโดมิเนียมในทำเล และราคาใน Segment เดียวกัน แต่เชื่อค่ะว่าจะทยอยเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ เพราะสามารถตอบโจทย์ได้ดีทั้งเรื่องของพื้นที่ใช้สอย ฟังก์ชั่น พื้นที่จอดรถ ความเป็นส่วนตัว และทำเล เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนกระเป๋าหนักค่ะ
ห้องแต่งตัวในฝันทำได้จริง อยากแต่งแบบไหนก็ได้แบบนั้น

ห้องแต่งตัวในฝันทำได้จริง อยากแต่งแบบไหนก็ได้แบบนั้น

  ปัจจุบันห้องแต่งตัวไม่ได้เป็นแค่พื้นที่เก็บเสื้อผ้าเท่านั้น ด้วยตำแหน่งที่มักจัดไว้ใกล้ห้องน้ำและห้องนอน หลายคนจึงปรับพื้นที่นี้เป็นที่เก็บของใช้ต่างๆ ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องนอน, กระเป๋าเดินทาง หรือเครื่องประดับ โดยการออกแบบและจัดแบ่งหมวดหมู่ที่ดีจะทำให้ห้องนี้ใช้งานได้สะดวกและเป็นระเบียบมากขึ้น ทว่าห้องแต่งตัวในฝันของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนฝันอยากได้ห้องแต่งตัวสไตล์เจ้าหญิงที่มี Walk-in Closet ดินแดนส่วนตัวแบบฟูลออฟชั่น หรือบางคนฝันอยากมีห้องแต่งตัวแบบสไตล์ลอฟท์เท่ๆ ตามฉบับชายหนุ่มมาดแมนที่มีตู้เสื้อผ้าสำเร็จรูปมาพร้อมมัลติฟังก์ชั่น เหมาะสำหรับพื้นที่ทุกรูปแบบ ทั้งนี้ไม่ว่าคุณมีฝันอย่างไร อยากได้ห้องแต่งตัวรูปแบบไหน? "ห้องแต่งตัว" ก็คือพื้นที่ส่วนตัวที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคุณ ดังนั้นในบทความนี้เราขอยกตัวอย่างห้องแต่งตัวรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นไอเดียให้กับห้องแต่งตัวในฝัน โดยที่คุณสามารถทำได้จริง แถมยังสนุกกับการตกแต่งมากขึ้น   ห้องแต่งตัวในฝันสไตล์ Modern Luxury สุดหรู หรูหราสง่างามและทันสมัยในตัวเอง คือหัวใจสำคัญของสไตล์ Modern Luxury ใครที่ฝันอยากมีห้องแต่งตัวเหมือนเจ้าหญิงแบบ Walk-in Closet สุดหรูที่เอื้อประโยชน์ได้ทั้งหยิบใช้และโชว์ แถมยังมีให้เลือกใช้หลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น ตู้, ช่องเก็บของ, ราวแขวน, ชั้น, หรือลิ้นชักต่างๆ โดยที่เจ้าของบ้านสามารถกำหนดรูปแบบได้ตามความพอใจเพื่อให้สอดรับกับความต้องการนั้นบอกได้เลยว่าไม่ยาก เทคนิคง่ายๆ คือเลือกเฟอร์นิเจอร์ หรือวัสดุสุดเก๋ตามเทรนด์ปัจจุบันที่ให้ทั้งลุคหรูหราพร้อมดูทันสมัยมาตกแต่ง ซึ่งควรเลือกชิ้นเด่นๆ หรือคลุมโทนสีไปในทิศทางเดียวกันก็จะช่วยทำให้ห้องแต่งตัวชวนมองมากขึ้น ที่สำคัญอย่าลืมเพิ่มมิติจากความวิบวับจากแสงไฟ และวัสดุตกแต่งที่มีความมันวาวอย่างเมทัลลิก เช่นเดียวกับมือจับประดับเพชรขอบทอง เฟอร์นิเจอร์จาก SB Design Square เหมือนในภาพตัวอย่างด้านบนที่สะกดทุกสายตา และสะท้อนความโก้ได้ดีทีเดียว   ห้องแต่งตัวในฝันสวยงาม สดใส สไตล์ Modern Chic  ใครที่เบื่อห้องแต่งตัวรูปแบบเดิมๆ ลองมาดูเทรนด์ใหม่มาแรงอย่างสไตล์ Modern Chic ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ซ่อนความเก๋ของงาน Design ไว้อย่างลงตัว ซึ่งทริคในการเนรมิตห้องแต่งตัวในฝันสไตล์นี้ก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่คุณเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีสีสันสดใสจาก SB Design Square เหมือนดั่งภาพตัวอย่างด้านบนที่สะท้อนความเป็นตัวตนของผู้ใช้งานตามแบบฉบับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ที่ชอบอะไรแบบเรียบเก๋ จัดวางตู้เสื้อผ้าและมุมแต่งตัวให้เต็มผนังด้านใดด้านหนึ่ง เน้นฟังก์ชั่นหลักที่ต้องการมีเพียงตู้เสื้อผ้า โดยเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ทำบานปิดแต่ติดราวเลียนแบบห้องลองชุดตามร้าน ให้สามารถเลือกเสื้อผ้าและเปลี่ยนได้ทันที พร้อมติดตั้งลิ้นชักสำหรับเก็บเสื้อไว้ตรงกลาง แถมบริเวณใต้ลิ้นชักยังใช้เป็นส่วนจัดเก็บเพิ่มเติมที่น่าจะงอกเงยเพิ่มพูนอย่างมากมายในอนาคตได้อีกด้วย   ห้องแต่งตัวในฝันสไตล์ Minimal ตกแต่งน้อย แต่มากฟังก์ชั่น มาต่อกันที่สไตล์มินิมอลของสายคลีนกันบ้าง กับไอเดียการแต่งห้องแต่งตัวในฝันด้วยไม้สีอ่อน ดูอบอุ่น เรียบง่าย แต่มีเสน่ห์ ซึ่งเราแนะนำให้เลือกฟังก์ชั่นของตู้ให้ครบกับความต้องการในการใช้งาน ด้วยตู้เสื้อผ้าแนวคิดใหม่รุ่น Wardrobe จาก SB Design Square ที่ช่วยตอบโจทย์ทุกความต้องการของชาวมินิมอลได้ดี เพราะสามารถเลือกตู้เสื้อผ้าบานเปิดในห้องนอนให้ลงตัวกับพื้นที่ได้ทั้งแบบลอยตัว และแบบบิลต์อิน ด้วยขั้นตอนง่ายๆ กับการออกแบบตู้เสื้อผ้าในสไตล์ของคุณเอง แถมยังดีไซน์หน้าบาน มีให้เลือกหลากหลายวัสดุทีเดียว อาทิ บานไม้, บานกระจก, บานม่าน มีฟังก์ชั่นให้ทุกการเปิดปิดตู้เสื้อผ้า เงียบสนิท นุ่มนวล ลดแรงกระแทก ออปชั่นภายในตู้เสื้อผ้า ปรับเปลี่ยนตอบรับกับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง คุ้มค้าในทุกพื้นที่จัดเก็บ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ห้องแต่งตัวในฝันที่ไม่กินพื้นที่ของห้องมากเกินไปแล้วล่ะ   ห้องแต่งตัวในฝันสไตล์ Modern Loft  คงปฏิเสธได้ยากจริงๆ สำหรับกระแสเทรนด์การแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ที่ยังได้รับความนิยมอยู่มากในปัจจุบัน กับการโชว์ให้เห็นเนื้อแท้สัจจะวัสดุในการตกแต่ง สร้างอารมณ์ดิบเท่ที่ไม่ต้องปรุงแต่งให้ผิดแปลกไปจากวัสดุดั้งเดิมมากนัก ซึ่งหากคุณก็เป็นคนหนึ่งที่ตกหลุมรักเสน่ห์ของความดิบเท่สไตล์นี้ และฝันอยากมีห้องแต่งตัวที่บ่งบอกตัวตน แนะนำให้เลือกเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ลอฟท์จาก SB Design Square ที่ใช้ท่อเหล็ก มาสร้างโครงสร้างของห้องแต่งตัว นอกจากความแข็งแรงของวัสดุประเภทท่อ การเลือกทำ Walk-in Closet สไตล์นี้ ยังทำให้ห้องที่ดูแคบโล่งโปร่งขึ้นได้ รวมถึงไม่จำเป็นต้องทำลิ้นชักแบบยึดติดผนัง สามารถเพิ่มเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว เข้ามาเป็นพื้นที่เก็บของได้อย่างกลมกลืนเช่นเดียวกับภาพตัวอย่าง นอกจากนี้ยังสามารถให้ทีม SB Interior Team ช่วยออกแบบโดยสร้างความเท่กว่าเดิมด้วยการทำเป็นประตูไม้บานเลื่อน ติดรางเพิ่มเติมสำหรับเข้าออก เป็นการสร้างกิมมิกที่ดูสะดุดตาให้กับห้องได้ดีทีเดียว   "ห้องแต่งตัว" ก็เปรียบเสมือนกับการจัดดิสเพลย์ให้กับบ้าน ดังนั้นถ้าใครคิดจะทำห้องแต่งตัวในฝันตามสไตล์ที่เราชอบ อย่าลืมคำนึงถึงความสะอาดและการจัดระเบียบเป็นสำคัญ เพราะนอกจากได้ห้องแต่งตัวที่สวยงามน่าใช้งาน ยังสะท้อนตัวตนความเป็นคุณได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้การจัดเรียงเสื้อผ้าตามโทนสี ก็จะยิ่งเพิ่มความสะดวกในการหยิบใช้มากขึ้นด้วยนะ แต่..ถ้าคุณกำลังมองหาไอเดียแต่งห้องแต่งตัวในฝันแต่ยังไม่รู้จะแต่งแบบไหน เราขอแนะนำให้คุณพุ่งตัวไปปรึกษาเรื่องการออกแบบ กับทีม SB Interior Team ได้ที่ SB Design Square ทุกสาขา เพราะนอกจากจะมีฝีมือระดับเทพและประสบการณ์ออกแบบห้องสวยได้อย่างใจลูกค้ามานับไม่ถ้วน ทางมัณฑนากรยังเลือกใช้แต่เฟอร์นิเจอร์คุณภาพ SB โดยที่เราสามารถกำหนดงบประมาณได้อีกด้วย จนเรากล้าการันตีเลยว่า "ไม่ว่าคุณจะอยากอยู่แบบไหน...ก็ได้อยู่แบบนั้น" สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสนใจนัดหมายออนไลน์ได้ที่ https://www.sbdesignsquare.com/th/interior-solution/free-interior-design-service 
KINN Kaffe & Craft จิบกาแฟในสวนลับย่านลาดพร้าว

KINN Kaffe & Craft จิบกาแฟในสวนลับย่านลาดพร้าว

ลึกเข้าไปในซอยลาดพร้าว 25 บริบทรอบข้างเต็มไปด้วยบ้านเรือนและตึกเป็นส่วนใหญ่ แต่พื้นที่เกือบสุดทางของซอยตันนี้กลับมีบ้านไม้หลังเก่ายุค 90's ถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นคาเฟ่ ภายใต้ชื่อ KINN Kaffe & Craft ที่คอยเปิดต้อนรับทุกคนอยู่ ด้วยร่มไม้เขียวขจีริมรั้วเตี้ยและประตูสีฟ้าเปิดกว้างรอต้อนรับให้ทุกคนไปนั่งจิบกาแฟเพลินๆ สัมผัสกับธรรมชาติใจกลางเมืองอันหาได้ยากในมหานครคอนกรีตแห่งนี้.. ทันทีที่เดินแหวกม่านขาวบางเข้าไปในบริเวณร้าน เราต้องหยุดชะงักให้กับความร่มรื่นที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางเมือง เพราะพื้นที่ตรงหน้าคือสวนสวยเต็มไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด ทั้งไม้ยืนต้นอย่าง มะม่วง, ชมพู่, ลีลาวดี ไปจนถึงไม้แขวนอย่างเฟินสไบนางพุ่มใหญ่ และไม้ประดับอย่างแคคตัส เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความตั้งใจของสถาปนิกหนุ่มสาว คุณวิน ชิตชนันท์ ขรขันฑ์ และคุณเนย วิริญจ์ลดา เลิศธัญทวี เจ้าของร้านที่ต้องการจะรีโนเวตบ้านไม้ชั้นครึ่งหลังเก่า ในพื้นที่ราว 100 ตารางวา ให้กลายเป็นออฟฟิศภูมิสถาปัตย์กึ่ง Co-working space เล็กๆ สำหรับการทำงานและการพักผ่อนในคราวเดียว รวมถึงเพิ่มฟังก์ชั่นของคาเฟ่เข้าไป เพื่อให้บ้านหลังเล็กแห่งนี้เป็นพื้นที่แห่งความอบอุ่น ท่ามกลางสวนสีเขียวกับความสุขเล็กๆ รอบตัวแก่ผู้มาเยือนทุกคน เมื่อมีคอนเซ็ปต์ร้านที่ชัดเจนแล้ว เจ้าของร้านจึงเริ่มต้นปรับปรุงตัวบ้านไม้ที่มีสภาพผุพังไปตามกาลเวลา โดยต้องการให้พื้นที่ภายใน โปร่งโล่ง ไม่อึดอัด จึงทุบผนังบางส่วน แต่ยังคงโครงสร้างอาคารเดิมไว้ เพื่อเปิดให้สเปซเชื่อมถึงกัน จากพื้นที่ชั้นล่างสู่ชั้นบนที่การใช้งานเดิมเป็นเพียงห้องรับแขก และห้องนอนซึ่งเชื่อมกันด้วยบันไดไม้ขนาดเล็ก บริเวณชั้นล่างของบ้านไม้เก่ายุค 90’s ถูกต่อเติมให้เป็นพื้นที่ต้อนรับ พร้อมเคาน์เตอร์บาร์ไม้ขนาดใหญ่ หน้าฝาบ้านไม้เก่าแบบโบราณทาสีใหม่ประดับด้วยของสะสมสไตล์วินเทจทั้งของเก่าพื้นเมืองและของใหม่ อาทิ รูปปั้น, กรอบรูป, เครื่องจักรสาน ที่แทรกด้วยกระถางต้นไม้ขนาดเล็ก และช่อดอกไม้แห้งเพื่อสร้างเอกลักษณ์ของคาเฟ่สีเขียว รวมถึงต่อเติมชายคาส่วนหน้าบ้านด้วยโครงสร้างกระจกให้เป็นส่วน Green House พร้อมสวนสีเขียวขจี ขยับมายังส่วนพื้นที่ชั้นลอยถูกเนรมิตให้เป็นมุมนั่งเล่นจิบกาแฟ ในบรรยากาศโฮมออฟฟิศ กับมุมโซฟาหนังสุดคลาสสิกขนาดใหญ่ และมุมที่นั่งริมชาน คุมโทนด้วยการเลือกใช้ของตกแต่งสีเขียวและสีน้ำตาล ให้ความรู้สึกอบอุ่น สงบ และสบาย อีกทั้งเจาะช่องแสงเพิ่มระหว่างฝาบ้านทำให้แสงธรรมชาติจากภายนอกส่องเข้าถึงพื้นที่ภายในได้เป็นอย่างดี ในส่วนของบริเวณโดยรอบ เจ้าของร้านปรับพื้นที่โดยเปลี่ยนโรงจอดรถเก่าให้เป็นโซนที่นั่งแบบเอ๊าต์ดอร์ มาพร้อมสนามหญ้าและสวนขนาดเล็กแทรกอยู่ตามบริเวณมุมต่างๆ จัดวางชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้ขนาดใหญ่ พร้อมทั้งกระถางต้นไม้หลากหลายขนาด สร้างบรรยากาศด้วยม่านโปร่งแสงสีขาวปลิวไสวไปตามกระแสลม พร้อมเสียงเพลงสากลอินดี้โฟล์ก ที่บางคราวถูกแทนที่ด้วยดนตรีแจ๊ซเปิดคลอ เหมาะแก่การจิบกาแฟ, ประชุม,  นั่งทำงาน, อ่านหนังสือ ไปจนถ่ายรูปเพลินๆ ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ที่มีศักยภาพเป็นจุดพักสายตา ใครที่มองหาเครื่องดื่มเย็นๆ คลายร้อน ขอแนะนำเมนูซิกเนเจอร์อย่าง KINN Iced Kaffe กาแฟเย็นสูตรพิเศษของทางร้านที่เพิ่มรสชาติด้วยไซรัปสูตรพิเศษหอมหวานชื่นใจ โดยเน้นเมล็ดกาแฟพันธุ์ดีชงแก้วต่อแก้ว เพื่อให้ได้รสชาติเข้ม กลมกล่อม ยิ่งถ้าทานคู่กับ Blueberry Cheese Pie สูตรของทางร้านด้วยล่ะก็..ยิ่งเพิ่มความฟินที่ดีต่อใจ ภายใต้บรรยากาศบนพื้นที่สีเขียวแสนร่มรื่นใจกลางลาดพร้าวแห่งนี้เหลือเกิน หากคุณเป็นคอกาแฟและต้องการหาคาเฟ่สงบๆ หลบหลีกชีวิตที่แสนวุ่นวายในเมืองหลวง KINN Kaffe & Craft คืออีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ตัวร้านตั้งอยู่ที่ 6/22 ซอยลาดพร้าว 25 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน ยกเว้นวันพุธ ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ facebook/kinnkaffe หรือ Instagram/kinnkaffe
บ้านโมเดิร์นเรียบง่าย อยู่สบาย ในเมืองร้อน

บ้านโมเดิร์นเรียบง่าย อยู่สบาย ในเมืองร้อน

จุดเริ่มต้นของการอยากสร้างบ้านสักหลังหนึ่งของใครหลายๆ คน ก็คงไม่ต่างจากบ้านของ คุณเอก ณัฐพงศ์ เพียรเชลงเอก สถาปนิกหนุ่มแห่ง Gooseberry Design ที่มีความตั้งใจอยากสร้างบ้านให้เป็นพื้นที่ของครอบครัว รองรับชีวิตของลูกตัวน้อยทั้งสองคน โดยลงมือออกแบบบ้านด้วยตัวเองซึ่งถือว่าเป็นโจทย์ความท้าทายอย่างหนึ่ง เพราะมีข้อจำกัดของขนาดที่ดินและสภาพแวดล้อมที่เป็นชุมชนหนาแน่นในซอยโดยรอบ แต่คุณเอกเองก็ได้ใช้ความสามารถทางวิชาชีพที่มีก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านั้นสร้างสรรค์พื้นที่อยู่อาศัยให้ออกมาสวยงามน่าอยู่อาศัยในรูปแบบโมเดิร์น ทรอปิคัล ที่เหมาะกับสภาพอากาศเมืองร้อนอย่างกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี   บ้านกล่องสี่เหลี่ยมหลังคาทรงจั่วสีขาว 2 ชั้น บนที่ดินขนาด 50 ตารางวา ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางชุมชนอย่างสังเกตได้จากระยะไกล ภายในมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 280 ตารางเมตร จุดสังเกตหลักที่เราสะดุดตาได้ตั้งแต่แรกเห็น คืออาคารสีขาวโพลนออกแบบ Facade (ฟาซาด) เหล็กสีดำมีลักษณะเหมือนตัวต่อเลโก้ไล่เรียงกันไปเรื่อยๆ ในรูปทรงสามเหลี่ยมปกคลุมอาคารด้านหน้าไว้เพียงครึ่งหนึ่ง  ซึ่งมีหน้าที่ช่วยลดความร้อนก่อนเข้าสู่ภายในบ้าน และยังช่วยลดอัตราการใช้พลังงานให้น้อยลง แต่ในขณะเดียวกันก็มีช่องแสงเพื่อให้ภายในบ้านได้รับลมและแสงสว่างเพียงพอ นอกจากจะได้ความสวยงามอย่างปลอดโปร่งแล้ว ผู้อยู่อาศัยยังได้ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอีกระดับ อีกทั้งตัวอาคารยังดูสวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการประดับประดาไม้ประดิษฐ์สีเขียวขจีลงไปในชิ้นฟาซาดเหล็ก   “บ้านหลังนี้มีที่มาครับ” สถาปนิกเจ้าของบ้านเริ่มเล่า “ช่วงหลายปีก่อนผมซื้อที่ดินแปลงนี้เก็บไว้เฉยๆ ตอนแรกทำเป็นสนามหญ้าให้ลูกวิ่งเล่น แต่พอเห็นรถไฟฟ้าหน้าซอยเริ่มก่อสร้างเลยคิดอยากสร้างบ้านไว้ให้เขาในอนาคต โดยมีคอนเซ็ปต์ว่าบ้านอยู่สบาย ไม่ร้อน และตอบโจทย์งบประมาณ ผมเลยออกแบบแปลนบ้านให้มีลักษณะเป็นรูปตัวยู (U) มีสเปซเชื่อมถึงกันทุกส่วน โดยเว้นคอร์ทยาทไว้ตรงกลางไว้ให้สมาชิกทุกคนสามารถมองวิวได้ แม้ในอนาคตจะมีอาคารอื่นมาสร้างขึ้นข้างๆ แต่เราก็ยังรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติอยู่”     ทั้งนี้เพื่อดึงธรรมชาติภายนอกเข้าไปสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน เมื่อก้าวเข้ามาในบ้านจะพบว่าพื้นที่ภายในดูโปร่งโล่งสบายและเชื่อมต่อถึงกันทุกส่วน เนื่องจากมีประตูบานเลื่อนและบานเฟี้ยมกระจกใสรายล้อมอาคารผนังฝั่งที่ติดกับคอร์ทยาท โดยพื้นที่แรกจะเป็นส่วนของแพนทรีและโต๊ะทานข้าวกระชับความสัมพันธ์ก่อนขยับเข้าไปยังทางเดินที่แยกขึ้นบริเวณชั้นสองและห้องนั่งเล่น อีกทั้งประตูหน้าต่างของบ้านเมื่อเลื่อนเปิดออกทั้งหมดจะทำให้ลมพัดผ่านได้ดี ไม่เพียงแต่พื้นที่ภายในเท่านั้นที่มีความเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน บริเวณสวนด้านนอกภายในบ้านหลังนี้มีต้นมั่งมี ที่ถูกโอบล้อมด้วยพื้นที่พักอาศัยคอยทำหน้าที่ให้ความร่มรื่น และลดความแข็งกระด้างของสถาปัตยกรรมคอนกรีตลงมาอยู่ในจุดที่สมดุลโดยไม่ไปรบกวนโครงสร้างโดยรวม     ในบริเวณห้องนั่งเล่นถูกออกแบบให้เรียบง่าย เน้นโทนสีเรียบๆ มีลูกเล่นอยู่ที่ผนังกรุลามิเนตลายไม้สีอ่อนให้กลิ่นอายสไตล์สแกนดิเนเวีย ภายในถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์บิลท์อินเป็นตู้และชั้นวางของล้อไปกับโครงสร้างของบ้าน อีกสิ่งหนึ่งเลยที่คุณเอกบอกว่าขาดไม่ได้สำหรับห้องนั่งเล่นนี้คือโซฟาตัวยาวสีเทาเข้มที่เลือกลงทุนเพื่อการใช้งานในระยะยาว โดยจัดวางโซฟาไว้ตรงกลางห้อง ซึ่งจริงๆ แล้วพื้นที่ส่วนนี้เป็นสเปชกึ่งห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน เพราะสถาปนิกออกแบบให้มีมุมทำงานในตัวแต่พื้นที่โดยรอบก็ยังดูโปร่งโล่งด้วยการกรุประตูกระจกใสไว้ที่ผนังฝั่งที่เชื่อมกับคอร์ทยาท     ด้วยการออกแบบที่อยากให้พื้นที่ในบ้านเชื่อมต่อถึงกัน บริเวณโถงทางเดินจึงต่อเนื่องและนำสายตาไปยังอีกพื้นที่หนึ่งได้เป็นอย่างดี ส่วนผนังข้างบันไดขึ้น-ลงคุณเอกหล่อเป็นแผ่นคอนกรีตสูงจากพื้นจรดเพดานชั้นสองขึ้นมาเพื่อโชว์พื้นผิวแบบดิบๆ ซึ่งก็สอดรับกับโครงเหล็กที่เห็นเป็นเส้นสายแนวตั้งโดยใช้เป็นราวจับบันได อีกทั้งยังปูลูกนอนด้วยไม้สักเนื้อแข็งสีธรรมชาติให้ความรู้สึกอบอุ่นกับบ้านมากขึ้น     ทันทีที่ไต่บันไดขึ้นมาจะพบกับระเบียงที่เปิดโล่ง มองเห็นคอร์ทยาทเป็นส่วนเชื่อมพื้นที่ตรงกลางพร้อมรับแสงธรรมชาติสู่ภายในได้เต็มที่ พื้นที่ทั้งหมดประกอบด้วยห้องนอนใหญ่บริเวณส่วนในสุดของอาคาร ห้องนอนเล็ก ห้องพระ และห้องทำงานจะอยู่อีกฝั่งหนึ่งที่ติดกับรั้วด้านหน้าบ้าน     อีกหนึ่งจุดน่าสนใจของบ้านหลังนี้คือเพดานในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยปูนเปลือยทั้งหมด โดยเกิดจากความตั้งใจของคุณเอกที่อยากโชว์พื้นผิวของวัสดุจึงหล่อเป็นคอนกรีตขึ้นมา ทำให้หลังคาจั่วนี้ดูสวยงามไม่ต่างจากหลังคาจั่วทั่วไป แถมภายในห้องยังให้บรรยากาศแบบโปร่งโล่งสบายอีกด้วย     เราอาจกล่าวสรุปได้ว่าบ้านสไตล์โมเดิร์นทรอปิคอลหลังนี้นอกจากคุณเอกตั้งใจสร้างให้เป็นบ้านสำหรับลูกๆ แล้ว ยังสร้างตามใจผู้อยู่อย่างแท้จริงด้วยเช่นกัน
ห้องครัวในแบบของคุณ ต้องชุดครัว STARMARK

ห้องครัวในแบบของคุณ ต้องชุดครัว STARMARK

การเลือกห้องครัวให้สามารถใช้งานได้เต็มที่ มักจะเป็นปัญหาใหญ่ของคุณแม่บ้าน ส่วนใหญ่มักมีความละเอียดจุกจิกเต็มไปหมด แต่งานนี้ STARMARK ช่วยคุณได้ เพราะ STARMARK เข้าใจไลฟ์สไตล์ของคุณได้ดีที่สุด ทุกการดีไซน์สามารถตอบโจทย์ทุกฟังก์ชัน ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม หรือบ้านเดี่ยว มีวัสดุ และแบบให้เลือกมากมายค่ะ   ในงาน HomePro EXPO ครั้งที่ 27 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-25 มี.ค.นี้ ทาง STARMARK ออกบูธใหญ่ ขนชุดครัวมาให้เลือกมากมาย ไม่ว่าพื้นที่บ้านของคุณจะเป็นรูปแบบใด มีโจทย์อยากได้ครัวรูปตัว L เข้ามุม, ครัว Built-in, ครัวเล็กครัวใหญ่ ที่ STARMARK ก็สามารถเนรมิตได้ทุกสไตล์ เพื่อให้คุณได้ครัวสวยๆ ถูกใจ ซึ่งวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับชุดครัวที่เอามาโชว์ในงานกันค่ะ       เริ่มต้นกันที่รุ่น GLAZZO เคาน์เตอร์เป็นหินแกรนิต ซึ่งทนความร้อน แรงกระแทก และป้องกันรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี ชุดครัวรุ่นนี้ออกแบบมาให้มีราวแขวน และตู้ด้านบนให้คุณแม่บ้านมีพื้นที่เก็บข้าวของ เครื่องครัวได้อย่างเต็มที่ แถมยังสามารถหยิบใข้ได้สะดวก ตัวตู้ชั้นบนมีจุดเด่นที่สามารถเปิดได้กว้างตามความต้องการ นอกจากนี้ในชุด GLAZZO ยังเพิ่มฟังก์ขั่นการใช้งานเข้าไปในทุกๆ จุด ยกตัวอย่างเช่น ตู้สูงเก็บของ เปิดใช้งานได้สะดวก ด้วยบาน roller แถมยังมีลิ้นชักที่ดึงออกมาก็จะมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น เพราะลิ้นชักนี้ซ่อนโต๊ะเล็กๆ เอาไว้ น่าจะถูกใจคุณแม่บ้านแน่นอน ชุดครัวของ STARMARK ไม่ได้มีดีแค่เรื่องฟังก์ชั่นการใช้งานนะคะ ทุกการออกแบบยังลงรายละเอียดไปถึงปัญหาต่างๆ ที่เรามักจะเจอบ่อยๆ เช่น ปัญหาน้ำรั่วซึมจากซิงค์ เคาน์เตอร์ของ STARMARK ได้ติดตั้งแผ่นอลูมิเนียมไว้ด้านล่างซิงค์ เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมลงมาด้านล่าง รวมถึงอุปกรณ์ "ตะแกรง" ภายในตู้ที่ทำให้สะดวกต่อการใช้งานและจัดเก็บอย่างเป็นระบบ   สำหรับการใช้งานแบบ Multi-Function สำหรับบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด ชุดครัวแบบ 2 in 1 อย่างชุดครัว ATRO น่าจะตอบโจทย์ได้ดเป็นอย่างดี ด้วยการออกแบบแบบฟรีฟอร์ม และใส่ใจถึงความคุ้มค่าของการใช้งานในพื้นที่ที่จำกัด การออกแบบให้มีตู้เก็บของ ชั้นวางไมโครเวฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก แถมด้วยโต๊ะประทานอาหารที่ออกแบบมาพร้อมกันเลยก็นับว่าเป็นไอเดียที่เก๋ไม่ซ้ำใคร ใครที่อยู่คอนโดเล็กแต่ชอบเข้าครัว และอยากได้ชุดครัวที่สามารถใช้งานได้จริงต้องแวะมาเลือกกันดูค่ะ   ความพิเศษของ STARMARK ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ วัสดุพิเศษที่มีชื่อว่า Quarandum ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ โดยวัสดุตัวนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ เคาน์เตอร์ท้อปที่ถูกออกแบบบัวและ water drop เผื่อไม่ให้น้ำไหลลงสู่หน้าตู้เป็นชิ้นเดียวกันกับเคาน์เตอร์ท้อป อีกทั้งยังมีอ่างซิงค์ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการใช้งานอย่างจุใจ แถมยังมีให้เลือกได้มากถึง 10 เฉดสีกันเลยทีเดียว   สำหรับใครที่กำลังมองหาชุดครัวอยู่ อยากให้ลองไปเจอกันได้ที่บูธ STARMARK ในงาน HomePro EXPO ครั้งที่ 27 กันก่อนค่ะ ในงานนี้ทาง STARMARK จัดเต็มทั้งโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม พร้อมพนักงานที่น่ารักจะมาให้คำปรึกษา และช่วยออกแบบชุดครัวที่ตอบโจทย์คุณแม่บ้านในราคาที่โดนใจแน่นอน...... แล้วพบกันได้ที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 5-8 ตั้งวันนี้-25 มีนาคม 2561   พิเศษ!! สั่งซื้อชุดครัวในงาน ลดทันที 30% และลดเพิ่มอีก 5% เมื่อซื้อสินค้าเพิ่ม สำหรับลูกค้าที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ สามารถเลือกผ่อนชำระ 0% นาน 6 เดือน **ทุกการใช้จ่ายภายในงาน สามารถร่วมโปรโมชั่นสุดคุ้ม ของ HomePro ได้อีก เช่น ของสมนาคุณ ส่วนลดเพิ่มเติม (ตามเงื่อนไขในงาน)   หากภายในงาน HomePro EXPO ยังไม่จุใจ สามารถเลือกชมชุดเครื่องครัวเพิ่มเติมได้ที่ Show Room STARMARK ทุกสาขา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FB : Facebook.com/StarmarkKitchen IG : Instagram.com/StarmarkKitchen LINE : LINE.me/ti/p/~@StarmarkKitchen www.starmark.co.th