Tag : Lifestyle

336 ผลลัพธ์
รู้จักกับ STO อีกวิธีของการระดมเงินทุน ทั้งรวดเร็วและปลอดภัย

รู้จักกับ STO อีกวิธีของการระดมเงินทุน ทั้งรวดเร็วและปลอดภัย

STO อีกวิธีของการระดมเงินทุน ทั้งรวดเร็วและปลอดภัย ในการระดมทุน เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ หรือขยายกิจการ มักจะใช้เครื่องมือทางการเงิน เข้ามาเป็นตัวช่วย ซึ่งมีอยู่มากมายหลายวิธี อย่างเช่น การเพิ่มหุ้นสามัญ หรือการ IPO ในตลาดหลักทรัพย์ ก็เป็นหนึ่งวิธีการและถือเป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญ ที่นักธุรกิจหรือนักลงทุนใช้กัน ก่อนหน้านี้ เราได้เขียนบทความเรื่อง “ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO”​ อธิบายไว้ส่วนหนึ่งแล้ว สามารถอ่านทำความเข้าใจกันได้   แต่สำหรับปัจจุบันในโลกการเงิน โดยเฉพาะโลกการเงินดิจิทัล เครื่องมือทางการเงินได้ถูกพัฒนามากขึ้น ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกสบาย และมีความปลอดภัยสูงมากขึ้น ซึ่งวันนี้จะมาเล่าเรื่องการระดมทุนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า STO ซึ่งคืออะไร แล้วตัว STO มีความแตกต่างอย่างไรกับการระดมทุนด้วยวิธีการที่เราคุ้นเคยกันอย่างเช่น การระดมทุนผ่านหุ้นสามัญ หรือหุ้นกู้ที่เราคุ้นเคยกันอย่างไร หรือมีความแตกต่างจากการระดมทุนผ่านทาง ICO (Initial Coin Offering) ที่มีการระดมทุนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง     รูปแบบการระดมทุน STO ย่อมาจาก Security Token Offering ซึ่งจะประกอบด้วยตัวเครื่องมือที่ใช้ในการระดมทุน หรือ Instrument ที่มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท ได้แก่ 1.ส่วนเครื่องมือที่เป็นหลักทรัพย์  หรือ Security 2.Non-Securites หรือว่า ตัวเครื่องมือที่ไม่ใช่หลักทรัพย์   โดยสิ่งที่จะมาแบ่งได้ว่า ตัว Instrument ใด เป็นหลักทรัพย์ แล้วตัวใดไม่ใช่หลักทรัพย์ โดยปกติแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น กลต. จะใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เข้ามาพิจารณา อย่างเช่น พ.ร.บ.หลักทรัพย์ หรือ Security Act รวมถึง กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย   นอกจากการแบ่งประเภทการระดมทุนด้วย เครื่องมือที่ใช้แล้ว ยังมีการแบ่งรูปแบบการลงทุนด้วยการใช้​เทคโนโลยีที่เราใช้ในการระดมทุนด้วย จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.การลงทุนแบบ Traditional ซึ่งก็คือ แบบที่เราคุ้นเคยกันมาในอดีต 2.การระดมทุนผ่านทางเทคโนโลยี Blockchain   จากหลักเกณฑ์การแบ่งวิธีการระดมทุนด้วยการแบ่งประเภทของ Instrument และประเภทของเทคโนโลยี และจะจัดประเภทได้ว่า การระดมทุนผ่านทางหุ้นสามัญ หุ้นกู้ รวมถึง พวกหน่วยลงทุนในกองทุน เช่น กอง REIT จะถูกจัดประเภทเป็นการระดมทุนด้วยหลักทรัพย์ ด้วยวิธีการแบบ Traditional   STO หรือ Security Token Offering คือ การระดมทุนผ่านหลักทรัพย์ ด้วยเทคโนโลยี Blockchain ข้อแตกต่างระหว่าง STO กับ ICO สำหรับการระดมทุนด้วยวิธีการ Initial Coin Offering หรือ ICO ที่มีการระดมทุนกันอย่างแพร่หลายใน 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้ว การระดมทุนด้วยด้วยวิธีการ ICO นักลงทุนจะได้ตัว Token ที่มีลักษณะเป็น Utility Token เป็นสิ่งตอบแทน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ตัว Token  ที่ออกมาจะมีลักษณะเป็น Utility จะไม่ได้มีลักษณะเป็นหลักทรัพย์ตามตัวบทกฎหมาย ทำให้การระดมทุนด้วยวิธีการ ICO จะเป็นการระดมทุนด้วยเทคโนโลยี Blockchain ผ่านทางเครื่องมือที่ไม่ใช่หลักทรัพย์   ส่วนการลงทุนด้วยรูปแบบ STO กับ ICO เป็นการระดทุนที่ใช้เทคโนโลยีBlockchain มาใช้ในการระดมทุนเหมือนกัน แต่สิ่งที่ STO แตกต่าง จาก ICO ก็คือ ตัว Token ที่ใช้ในการระดมทุน จะมีลักษณะเป็น Security (หลักทรัพย์) เมื่อตีความตัวบทกฎหมาย จึงเป็นข้อแตกต่างระหว่าง STO กับ ICO   สรุปได้ว่า ตัว Security Token Offering หรือ STO ก็คือ การระดมทุนผ่านหลักทรัพย์ ด้วยเทคโนโลยี Blockchain นั่นเอง และจะสังเกตเห็นว่าตัว STO จะแตกต่างจากการระดมทุนแบบTraditional ตรงการใช้เทคโนโลยี ซึ่งสาเหตุที่คนพยายามนำตัวเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการระดมทุนในส่วนของหลักทรัพย์ด้วยนะครับ เนื่องจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่มีการระดมทุนด้วยวิธีการ ICO ผ่านทางเทคโนโลยี Blockchain และเริ่มมีการสังเกตเห็นว่า การระดมทุนด้วยเทคโนโลยี Blockchain นอจากจะมีความรวดเร็วแล้ว ก็สามารถระดมทุนได้อย่างหลากหลาย  สามารถช่วยลดต้นทุน ในการระดมทุนให้กับแก่ผู้ที่ต้องการเงินได้อย่างมาก ทำให้ตอนนี้เริ่มมีตัว STO ออกมาให้กับนักลงทุนในบางประเทศแล้ว โดยตัวโปรเจ็กต์ STO ที่ออกมา มีทั้งในรูปแบบที่เหมือนกับหุ้นสามัญ หรือหุ้นกู้ หรือแบบตัวผสมระหว่างหุ้นกับกับหุ้นสามัญ   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร Chainlink กับบทบาทและความสำคัญในโลกการเงินดิจิทัล  
RISE COFFEE กาแฟดีที่ เพลินจิต

RISE COFFEE กาแฟดีที่ เพลินจิต

ร้านกาแฟที่ไม่ได้เป็นแค่คาแฟ่ แต่ยังเป็นโรงคั่วกาแฟด้วย ภายในร้านโทนขาวตัดกับสีส้ม ดูสะอาดเหมือนเดินเข้าห้องทดลองวิทยาศาสตร์  เค้าเตอร์รับออเดอร์และเครื่องชงกาแฟ อยุ่ตรงกลางร้าน  พร้อมที่นั่งริมกระจก น้องบาริสต้าแนะนำในช่วงบ่ายๆที่เราก้าวเข้าไป  สำหรับสาวๆครับที่ชอบกาแฟนม แบบ Dirty RISE COFFEE เติมความต่างลงไป กับ  Dirty cereal killer  เอาซีเรียลโรยหน้า เติมความกรุบๆ กรอบจนหมดแก้ว ส่วนมาตรฐานชายไทยที่กินกาแฟไม่สนเวลาแบบผม อเมริกาโน่เย็น อย่างเคย สดชื่น ตาสว่างยามบ่าย  จัดว่าดีดื่มง่ายไม่เข้มจนเกินไป ร้านอยู่ที่ มหาทุนพลาซ่า เพลินจิต ลงรถไฟฟ้าไม่กี่ก้าวก็ถึง  มารถไฟฟ้าเถอะนะ เอารถมาค่าจอดรถแถวนี้บอกเลยตัวเบา ร้านเปิดทุกวัน 8.00 -17.00 น  มุมถ่ายรูปเพียบ
“รัชดา-วงศ์สว่าง” น่าอยู่อย่างไร?

“รัชดา-วงศ์สว่าง” น่าอยู่อย่างไร?

“รัชดา-วงศ์สว่าง” น่าอยู่อย่างไร?   พื้นที่ในย่าน “รัชดา-วงศ์สว่าง” โซนที่เรียกได้ว่า เป็นพื้นที่ของการอยู่อาศัยขนาดใหญ่มานาน เนื่องจากการขยายตัวของชุมชน จากโซนบางซื่อมาจนถึงวงศ์สว่างจะเห็นได้ว่ามีหมู่บ้านเก่าแก่เกิดขึ้นมากมาย ประกอบกับในบริเวณนี้ยังเป็นแหล่งงานขนาดใหญ่ ด้วยเหตุที่มีสำนักงานใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ใกล้กับชุมทางรถไฟบางซื่อ ใกล้สถานีขนส่งหมอชิต แล้วยังมีพื้นที่ของหน่วยงานภาครัฐอีกมากมาย บริเวณนี้จึงมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน   สะดวกเดินทาง “รัชดา-วงศ์สว่าง” น่าอยู่อย่างไร? “แยกวงศ์สว่าง” เป็นแยกสำคัญที่เป็นจุดเชื่อมต่อถนนสายสำคัญเข้าด้วยกัน โดยมี “ถนนวงศ์สว่าง” และ “ถนนรัชดาภิเษก”  ตัดกับ “ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี” ซึ่งมีรถไฟฟ้าสายสีม่วงยาวตลอดสาย จากแหล่งที่อยู่อาศัยเดิมที่เป็นบ้านแนวราบ และอาคารพาณิชย์เสียเป็นส่วนใหญ่ ก็มีเริ่มมีโครงการคอนโดมิเนียมผุดขึ้นมากมายตามแนวรถไฟฟ้า ที่ดินในโซนนี้จึงถูกพัฒนาเกือบเต็มพื้นที่ และอาจมีการชะลอตัวเล็กน้อยในช่วงที่รถไฟฟ้า MRT ทั้ง 2 สายยังไม่เชื่อมต่อถึงกัน   หลังจากที่รถไฟฟ้าสายสีม่วงได้เชื่อมการเดินทางกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเสร็จสมบูรณ์ ก็ทำให้ทำเลในย่านวงศ์สว่างกลับมาเป็นที่น่าจับตาอีกครั้ง นอกจากนี้ การใช้รถส่วนตัวก็เป็นอีกทางเลือกที่ยังคงสะดวกมากเช่นกัน ด้วยเป็นทำเลที่มีจุดขึ้นลงทางด่วนอยู่ไม่ไกล แถมยังมีหลายด่านให้เลือกใช้ เช่น ด่านประชาชื่น, ด่านรัชดาภิเษก และด่านบางกรวย ในขณะที่ถนนรัชดาภิเษกซึ่งถือเป็นถนนวงแหวนรอบในของกรุงเทพฯ ก็เป็นถนนสายสำคัญที่ตัดผ่านใจกลางเมือง ใจกลางย่านธุรกิจ ทั้งฝั่งธนบุรีและพระนคร ไปจนถึงนนทบุรีกันเลยทีเดียว     และ “สถานีกลางบางซื่อ” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางระบบรางขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและอาเซียน ก็เป็นอีกชุมสายของการเดินทางที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นทั้งชุมทางของรถไฟฟ้าทั้ง 3 สาย รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม, รถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน และรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน อีกทั้งยังเป็นสถานีรถไฟหลักแห่งใหม่ของไทย แทนสถานีหัวลำโพงเดิม และในอนาคตจะเป็นสถานีรองรับระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงอีกด้วย ความเป็นศูนย์กลางการเดินทางระบบรางที่สำคัญนี่เอง จะทำให้การเดินทางไปยังภาคส่วนต่างๆ ของประเทศไทยมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นไปอีก   “ศุภาลัย ลอฟท์ รัชดา-วงศ์สว่าง” คอนโดมิเนียมติดใจกลางเมือง   อย่างที่เกริ่นกันไปแล้วในเรื่องความเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของย่าน  “รัชดา-วงศ์สว่าง” ดังนั้นเราจะพาไปทำความรู้จักกับโครงการใหม่ล่าสุดจาก บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ที่กำลังจ่อคิวเปิดตัวในเร็ววันนี้     โครงการศุภาลัย ลอฟท์ รัชดา-วงศ์สว่าง ปักหมุดริมถนนรัชดาภิเษก (ขาเข้า) ช่วงระหว่างแยกวงศ์สว่าง และแยกประชานุกูล เป็นจุดที่สามารถเดินทางได้สะดวก ไม่ว่าจะเดินทางเข้าสู่ใจกลางรัชดา ศูนย์รวมธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้รับการขนานนามว่า New CBD ของกรุงเทพฯ ตลอดเส้นทางที่ถนนรัชดาภิเษกตัดผ่านเราจะเห็นอาคารสำนักงานขนาดใหญ่มากมายที่เราคุ้นเคย  อีกทั้งหน่วยงานราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย รวมไปถึงแหล่งช้อปปิ้ง แฮงค์เอ้าท์มากมายเต็มไปหมด อาทิ ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ (SCB), อเวนิว รัชโยธิน, เมเจอร์ รัชโยธิน, ตึกช้าง, สำนักงานอัยการสูงสุด, โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, ศาลแพ่ง, ศาลอาญา, เมืองไทยภัทร คอมเพล็กซ์, บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต, เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา, เดอะ สตรีท รัชดา, CW Tower, บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า รัชดา, เอสพลานาด รัชดา, ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สถานทูตจีน, อาคารทรู ทาวน์เวอร์, เซ็นทรัล พระราม9, ฟอร์จูน ทาวน์เวอร์, G Tower ฯลฯ   ในขณะที่จากทางแยกวงศ์สว่างไป ยังมีแหล่งงานขนาดใหญ่อย่าง สำนักงานใหญ่ ปูนซีเมนต์ไทย, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เป็นต้น     ถ้าจะบอกว่าตำแหน่งที่ตั้งของโครงการศุภาลัย ลอฟท์ รัชดา-วงศ์สว่าง มีความเหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยก็คงจะไม่เกินเลยนัก โดยเฉพาะกับกลุ่มวัยทำงานที่กำลังมองหาคอนโดมิเนียมใกล้แหล่งงาน มีการเดินทางสะดวก และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้อย่างรอบด้าน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันบริเวณใกล้ๆ ที่ตั้งโครงการจะไม่มีร้านสะดวกซื้อในระยะที่เดินถึง และบางคนอาจจะมองว่าขาดความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องอาหารการกินไปบ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้วถ้าขับรถหรือขยับออกไปทางแยกวงศ์สว่างซักนิด ก็จะเจอกับแหล่งช้อปปิ้งหลักของคนในย่านนี้อย่าง “วงศ์สว่างทาวน์เซ็นเตอร์”  หรือที่รู้จักและเรียกกันติดปากว่า “Big C วงศ์สว่าง” ซึ่งอยู่คู่แยกวงศ์สว่างมาอย่างยาวนาน และปัจจุบันพื้นที่ทั้งหมดกำลังมีการปรับปรุงโฉมครั้งใหญ่ คาดว่าจะมีร้านค้าชั้นนำมากขึ้น รวมถึงร้านอาหารชื่อดังก็จะตามมาเปิดให้บริการอีกมากมาย  ซึ่งบรรยากาศโดยรอบนี้น่าจะเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็ยังมีร้านอาหาร และคาเฟ่ ให้เลือกอีกพอสมควร และก็อยู่ไม่ห่างจากโครงการมากนัก หรือถ้าหากยังคิดว่าอยากให้ใกล้กว่านี้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ พื้นที่ร้านค้าภายในโครงการจะมีร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 ให้บริการด้วย เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกบ้านไม่ต้องเหนื่อยเดินให้ไกลอีกต่อไป   HIGHLAND LIVELIHOOD – เปิดรับวิวมุมสูงแบบเต็มตา โครงการศุภาลัย ลอฟท์ รัชดา-วงศ์สว่าง เป็นคอนโดมิเนียม High Rise สูง 18 ชั้น จำนวน 3 อาคาร ที่มีแนวคิดในการออกแบบเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตบนที่สูงได้อย่างเต็มที่ จัดเต็มด้วย Roof TopFacilities ส่วนกลางที่ยกขึ้นไปไว้บนชั้น 18 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของอาคาร พร้อมเชื่อมต่อพื้นที่ส่วนกลางบนดาดฟ้าทั้ง 3 อาคารด้วย Jogging Track ยาว 340 เมตร เพื่อให้ลูกบ้านทุกคนได้ใช้ Facility ได้อย่างอิสระเต็มที่ และเพิ่มมุมมองการเปิดรับวิวเมืองได้กว้างเต็มสายตา โดยมีสระว่ายน้ำ ระบบน้ำเกลือ ความยาว 30 เมตร, Kids Zone และ Relaxing Pavillion อยู่บนอาคาร A ส่วน Fitness, Co-Living Spaceและ Backyard Garden จะอยู่บนอาคาร B และบนอาคาร C จะเป็นพื้นที่ของ Co-Working Space ที่จะมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองในปัจจุบันที่ต้องการพื้นที่สำหรับสร้างสรรค์แรงบันดาลในการทำงานอย่างไม่รู้จบ     พื้นที่ส่วนกลางภายในโครงการไม่ได้จำกัดอยู่แต่บนชั้นดาดฟ้าเท่านั้น ด้วยไอเดียการออกแบบที่ต้องการเน้นความเรียบง่าย สงบ แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงความหรูหราเอาไว้ด้วย โทนสีที่ใช้จึงเป็น Mono Tone และคุมธีมภายในเน้นใช้ Meterial หินลายธรรมชาติเป็นหลัก ให้ฟิลแบบการพักผ่อนในรีสอร์ท พร้อมด้วยพื้นที่สีเขียวกว่า 3 ไร่ และเสริมด้วย Green Wall สอดแทรกธรรมชาติในทุกส่วนของโครงการ ในขณะที่รูปแบบการใช้ชีวิตแบบ New Normal ก็ถูกจัดเป็นส่วนหนึ่งที่ทางโครงการให้ความสำคัญ ด้วยการออกแบบให้มีจุด Delivery Pick Up แยกเป็นสัดส่วนในทุกอาคาร, มีห้องเก็บพัสดุ และประตูอัตโนมัติเพื่อลดการสัมผัส   ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ พื้นที่ภายในโครงการยังใส่ใจการออกแบบแบบ Universal Design เพื่อรองรับผู้พิการ หรือผู้ที่ต้องใช้ Wheel Chair ให้สามารถใช้ชีวิตได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น แถมยังเตรียมพร้อมรองรับการใช้รถไฟฟ้าที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นด้วย จุดจอด EV Charger ภายในโครงการ หรือถ้าหากไม่สะดวกจะใช้รถส่วนตัว ทางโครงการก็จัดเตรียม Shuttle Bus ไว้บริการรับ-ส่ง ถึง MRT สถานีวงค์สว่างไว้ให้เรียบร้อยเลยทีเดียว     นอกจากนี้ การออกแบบและว่า Layout ห้องก็มีให้เลือกหลากหลายตามความต้องการ โดยมีไฮไลท์ อยู่ที่แปลนห้อง 1 ห้องนอน ซึ่งเป็นแบบห้องที่เพิ่ม Favorite Corner แยกจากห้องนอน สามารถใช้เป็นห้องทำงานเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบ New Normal ที่ต้อง WFH กันมากขึ้น พร้อมด้วยเพดานสูงถึง 2.7 เมตร ทำให้บรรยากาศภายในห้องกว้างและโปร่งสบายมากขึ้น รวมถึงยังมีแบบห้องที่น่าสนใจอื่นๆ ทั้งห้องแบบ Loft และแบบ 2 ห้องนอนที่เหมาะกับครอบครัวขนาดเล็ก หรือกลุ่มคนที่กำลังต้องการขยับขยายที่อยู่ใหม่เพื่อสร้างครอบครัว     ปัจจุบัน ณ ที่ตั้งโครงการ ได้เปิด Sale Gallery ให้เข้าสัมผัสบรรยากาศของห้องตัวอย่างได้แล้ว ซึ่งมีให้เข้าชมด้วยกัน 2 Type ในขนาด 35 ตร.ม. เหมือนกัน แต่ต่างกันที่ Layout ห้อง ซึ่งทำออกมาได้น่าสนใจทั้งคู่เลย พื้นที่ใช้สอยกำลังดี ฟังก์ชันที่จัดไว้ก็เหมาะกับการอยู่อาศัย 1-2 คน หรือกลุ่มคนทำงานที่ต้องการที่อยู่อาศัยใกล้ๆ แหล่งงานและเดินทางสะดวก           ถ้าหากว่าคุณกำลังมองหาคอนโดมิเนียมที่เดินทางสะดวกสบาย มีบรรยากาศที่เหมาะสมในการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะไว้อยู่อาศัยเองหรือเพื่อการปล่อยเช่า โครงการศุภาลัย ลอฟท์ รัชดา-วงศ์สว่าง ก็น่าจะเป็นคอนโดมิเนียมที่ต้องเก็บไว้พิจารณาในลำดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ ด้วยความเป็นโครงการใหม่ล่าสุดของย่านนี้ และเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มคนทำงานได้เป็นอย่างดี ในราคาเริ่มต้น 1.7 ล้านบาท*   ถ้าไม่รีบตัดสินใจจับจอง โอกาสพลาดการเป็นเจ้าของน่าจะมีสูง!!   บทความน่าสนใจ “สามเสน-ราชวัตร” ย่านนี้มีเรื่องราว เตาปูน ของเราน่าอยู่ [VDO Review Around] ศุภาลัย เดินหน้าลุยตลาดคอนโด เตรียมเปิด 4 โปรเจ็กต์ใหม่    
Chainlink กับบทบาทและความสำคัญในโลกการเงินดิจิทัล [VDO]

Chainlink กับบทบาทและความสำคัญในโลกการเงินดิจิทัล [VDO]

Chainlink กับบทบาทและความสำคัญในโลกการเงินดิจิทัล Chainlink คือ Decentralized Oracle Network ซึ่ง Oracle คือ ตัวกลางที่จะส่งผ่านข้อมูลที่ถูกต้องไปยังอีกฝั่งหนึ่ง Chainlink จะทำหน้าที่เป็นตัว Oracle หรือตัวกลาง ในการส่งผ่านข้อมูลระหว่าง Off-chain จะหมายถึงเหตุการณ์ หรือตัวข้อมูลต่าง ๆ ที่มีการขึ้นนอกระบบ Blockchain เช่น ผลการแข่งขันฟุตบอล หรือ ตัวอุณหภูมิที่จะมีการเกิดขึ้นอยู่นอกระบบ Blockchain และการบันทึกข้อมูล ส่วนแรก ก็มักจะอยู่นอก Blockchain ในขณะที่อีกด้าน คือ ฝั่ง On-chain ซึ่งก็คือ ตัวระบบ Blockchain รวมถึงฟังก์ชั่นการทำงานต่าง ๆ บนระบบ Blockchain เช่น ตัว Smart Contract ของ Ethereum ซึ่งตัว Chainlink จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลาง หรือ Oracle ในการส่งผ่านข้อมูลระหว่าง Off-chain กับ On-chain   OFF-CHAIN หมายถึงเหตุการณ์ หรือตัวข้อมูลต่างๆ ที่มีการขึ้นนอกระบบ Blockchain On-chain คือ ตัวระบบ Blockchain รวมถึงฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ บนระบบ Blockchain  Chainlink ตัวกลางเชื่อมโยงข้อมูล พอมาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยว่า แล้วการส่งผ่านข้อมูลระหว่าง Off-chain กับ On-chain มันมีความสำคัญอย่างไร ทำไมตัว Chainlink จึงมีความสำคัญขึ้นมาได้ มาดูตัวอย่างนี้กัน   ฝั่ง On-chain เขียน Smart contract ขึ้นมา ซึ่งเป็น Smart contract ที่เอาไว้ทายผลฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หรือ EPL Champion โดย Smart contract จะทำงานโดยมีคน 3 คน คือ A, B และ C ทายผลมาใครจะเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก โดยแต่ละคนใส่เงินมาเท่า ๆ กัน เข้ามาใน Smart contract นี้ ถ้าใครทายถูกก็จะได้เงินไป แต่ถ้าไม่มีใครทายถูกเลย ตัวเงินจะถูกคืนไปที่ 3 คนเท่า ๆ กัน ตามที่แต่ละคนใส่เงินเข้ามาตอนแรก   โดย A ทาย Liverpool จะได้แชมป์ B ทาย Mancity จะได้แชมป์ C ทาย Chelsea จะได้แชมป์ แล้วตัวกลไกลของ Smart contract จะ Ticker หรือทำงานเมื่อได้ข้อมูลว่า ใครเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ถ้าเราสังเกตว่า ข้อมูลนี้จะบอกว่าใครเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ จะได้ไม่เกิดขึ้นบน Blockchain แต่เกิดขึ้นบนสนาม หรือตารางคะแนน ซึ่งเป็นข้อมูลอยู่นอก Blockchain ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง Liverpool ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีกอังกฤษ แต่ตัว Smart contract จะยังไม่สามารถจ่ายเงินให้กับ A ที่ทายว่า Liverpool ได้แชมป์ได้ทันที จะต้องมีการส่งข้อมูลจาก Off-chain เข้าสู่ On-chain ก่อน ตัว Smart contract จึงจะทำงานได้     แล้วมาถึงคำถามที่ว่า แล้วตัว Smart contract จะไปเอาข้อมูลไหนดี ที่มีความถูกต้องและมีความน่าเชื่อถือ ถ้าตัว Smart contract ได้ข้อมูลผิด ๆ ก็จะทำงานผิดไปจากวัตถุประสงค์เดิม จากข้อมูลที่ Liverpool ได้แชมป์ แต่ถ้ามีคนขี้โกงใส่ข้อมูลมาว่า Chelsea เป็นแชมป์แทนที่เงินจะไปที่ C ซึ่งตรงนี้แหละ ตัว Chainlink จะเข้ามาทำหน้าหน้าที่เป็น Oracle การกรอกข้อมูลที่ถูกต้องไปให้ Smart contract บนระบบ Blockchain ทำงานได้ถูกต้อง   ลักษณะการทำงานของ Chainlink เริ่มต้นจากการดูฝั่ง On-chain ที่มีตัว Smart contract อยู่ด้วยกัน 3 ตัว คือ Oracle contract, Link contract และ User contract โดยตัว User contract เป็น Smart contract ที่เป็นผู้ต้องการใช้งาน Data หรือตัวข้อมูลจาก Off-chain มาทำงาน ขณะที่ตัว Oracle contract เป็นตัว Smart contract ที่มีทางกลุ่มผู้พัฒนาพัฒนาในการเรียกใช้ตัวข้อมูล จาก Off-chain มาใช้งานกับตัว User contract ของตัวเองได้   ในขณะที่ตัว Link contract หรือตัว Contract ของ Chainlink จะเป็นตัว Contract ที่คอยควบคุมการทำงานของตัว Oracle contract กับตัว User contract ให้ทำงานกับตัว Link token ได้   สำหรับฝั่ง Off-chain ก็จะมีตัว Node X คือ คนที่จะไปถึงข้อมูลที่เกิดขึ้นในระบบ Off-chain มาให้กับทาง Oracle contract และมีตัว Pool data ของข้อมูล     ขั้นตอนการทำงานในภาพรวม 1.เริ่มต้นแรก ตัว User contract โดย User contract จะต้องทำการ Sent Request หรือทำการส่งคำสั่ง ขอข้อมูลกับทาง Oracle contract 2.ตัว Oracle contract รับตัว Request 3.หลังจากตัว Oracle contract ได้ตัว Request แล้ว ก็จะทำการ Sent job คล้าย ๆ กับการส่งใบงานไปยัง Node X หลังจาก Node X ได้รับใบงานแล้ว ก็จะทำการดึงข้อมูลมา 4.Node X จะทำการส่งข้อมูลไปยัง Oracle contract ตามตัว Job ที่ได้รับมา โดยขั้นตอนนี้จะเรียกว่า Full fill request 5.หลังจากตัว Oracle contract ได้ข้อมูลจาก Node X แล้วจะทำการส่งข้อมูลไปยังUser contract โดยขั้นตอนนี้ เรียกว่า Deliver result   Link token บทบาทและความสำคัญในระบบ Chainlink ที่เราได้เห็นไป คือ ขั้นตอนการทำงานในภาพรวม แต่เรายังไม่ได้พูดถึงตัว Link token ว่าตัว Link token เข้ามามีบทบาทอย่างไร ตอนไหน ให้สังเกตตอนที่ Sent request ไปหา Oracle contract ได้ ตัว User contract จะต้องทำการส่งตัว Link token ด้วย เพื่อจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมในการเรียกขอใช้ Data นี้     ขั้นตอนที่ 2 ตัว Oracle contract  จะทำการส่งตัว Link token ไปให้ตัว Node X เพื่อจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมในการดึงข้อมูลของ Node X นอกจากนี้ ตัว Node X จะเป็นบริการข้อมูล มายังตัว Oracle contract ได้ ตัว Node X ต้องทำการฝากตัว Link token ไว้ที่ตัว Oracle contract คล้าย ๆ กับเป็นหลักประกัน  หรือ Collateral เมื่อตัว Node X สามารถทำการส่งตัว Request ได้ หรือทำการส่งตัวข้อมูลได้หรือตัว Node X มีการส่งข้อมูลที่ผิด ๆ มายัง Oracle contract ซึ่ง Oracle contract ก็จะทำการยึดตัว Link token ที่ทาง Node X เอามาฝากไว้เป็นหลักประกัน นี่เป็นกลไกของ Chain Link ที่ป้องกันการที่ Node ซึ่งอยู่บน Off-chain ทำการจะทำการส่งข้อมูลที่ผิด ๆ มาอย่าง Smart contract บน Blockchain   นอกจากนี้ ตัวระบบ Chain Link มีความเป็น Decentralize เนื่องจากตัว User contract ไม่จำเป็นต้องติดต่อมาทาง Oracle contract หรือ Node X เพียง Node เดียว ตัว User contract จะทำการส่ง Request ไปยังหลาย Oracle ได้ นอกจากนี้ ตัว Oracle contract ก็ไม่จำเป็นต้องไปส่ง Job ให้กับทาง Node เพียง Node เดียว ตัว Oracle contract ทำการ Sent Job ไปยังหลาย Node ได้ ซึ่งวิธีการนี้ ก็จะตอบโจทย์การเป็น Decentralize หรือการไม่พึ่งพิงตัวกลางรายใดรายหนึ่ง   โดยวิธีการนี้ จะเป็นการคัดข้อมูลที่ถูกต้องจาก Off-chain มา Smart contract บน Blockchain ได้ แล้วตัว Link token จะมีมูลค่ามากขนาดไหน ก็จะขึ้นอยู่กับการใช้งานจริง และประเภทของการใช้งานจริง มีการเดิมพันความถูกต้องของข้อมูลมากขนาดไหน เช่น พวกการพนัน หรือการประกันภัย แน่นอน ความถูกต้องของข้อมูลจะมีมูลค่าสูงมาก     หมายเหตุ : ประวัติผู้ออก ChainLink -ในปี 2014 บริษัท SmartContract.com ได้ถูกก่อตั้งโดย Sergey Nazarov เป็นบริษัทที่เป็นตัวกลางให้ข้อมูลภายนอกแก่ Blockchain ซึ่งในขณะนั้น Oracle ยังดำเนินการในรูปแบบเครือข่าย Centralized อยู่ ต่อมาในปี 2017 ทางทีมได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นบริษัท Chainlink และพัฒนา Oracle Network ให้เป็น Decentalized โดย Oracle Network เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม Smart Contract เพื่อดึงข้อมูลจากภายนอกมายัง Blockchain และยังอนุญาตให้ทุกคนสามารถดึงข้อมูลเข้ามายัง Blockchain ได้อีกด้วย  นอกจากนั้นได้มีการระดมทุน ICO เป็นจำนวนเงิน 32 ล้านดอลลาร์สำหรับพัฒนาโปรเจคต์ (ที่มา-Zipmex)   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร  
หมูแพงใช่ไหม?  กินอะไรแทนดี มีโปรตีนเยอะเหมือนกัน

หมูแพงใช่ไหม?  กินอะไรแทนดี มีโปรตีนเยอะเหมือนกัน

นอกเหนือข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ที่มีการพูดถึงกันอย่างมากในช่วงนี้  ก็มีข่าวสินค้าราคาแพงโดยเฉพาะเนื้อหมู ที่ปรับเพิ่มขึ้นจนหลายคนบ่นไปตาม ๆ กัน ซึ่งถือว่าเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากภาวะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา กำลังซื้อของคนลดลง และคนว่างงานเยอะขึ้น ทางเลือกหนึ่งของการปรับตัวรับกับภาวะสินค้าแพง เราคงต้องลดรายจ่าย หรือไม่ก็เพิ่มรายได้ให้มากขึ้น และอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำกัน คือ การหาสินค้าทดแทนมาบริโภค โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้กินเพื่อความอร่อย แต่ต้องการได้รับสารอาหาร ซึ่งก็คือ โปรตีนจากเนื้อหมู มาให้กับร่างกาย ดังนั้น หากหมูแพง และต้องการกินโปรตีนให้เพียงพอต่อวัน บางคนก็เลือกที่จะไปหาอาหารที่เป็นแหล่งโปรตีนอื่น ๆ มาทดแทน   วันนี้ เราจึงได้รวบรวมอาหารหลากหลายประเภท ที่ให้ทั้งความอร่อยและให้คุณค่า ด้วยการให้สาราหารสำคัญอย่าง โปรตีน มาเป็นแนวทางเลือกสำหรับคนที่บ่นว่าเนื้อหมูแพง อาจจะลองพิจารณาสินค้าชนิดอื่นก็ได้ แต่ก่อนจะซื้อหามาบริโภค ก็คงต้องตรวจสอบราคากันด้วย เพราะไม่รู้ว่าสินค้าอื่นมีการปรับราคาตามราคาเนื้อหมูหรือไม่ 1.อัลมอนต์ เป็นที่รู้กันดีว่า พืชตระกูลถั่ว ก็เป็นแหล่งอาหารที่ให้โปรตีนสูง โดยเฉพาะถั่วอัลมอนด์ ซึ่งในปริมาณ100 กรัม จะให้โปรตีนในปริมาณ 21.25 กรัม และอัลมอนต์ไม่ได้ให้เพียงแค่โปรตีน แต่ยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์อื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะ​มีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย มีวิตามินบี วิตามิน อี​ ใยอาหารและกรดไขมันโอเมก้า 3 โดยอัลมอนด์ 1 กำมือ สามารถให้วิตามินอีถึง 121% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน แต่อัลมอนด์ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้ถั่ว 2.ถั่วเหลือง   สำหรับพืชตระกูลถั่วอีกหนึ่งชนิด ที่หาซื้อได้ง่ายและมีอยู่ทั่ว ๆ ไป สำหรับบ้านเรา คือ ถั่วเหลือง ซึ่งเต็มไปด้วยสารอาหารสำคัญ อย่าง โปรตีน เช่นกัน โดยในปริมาณ 100 กรัม ถั่วเหลืองจะให้โปรตีน 34.1 กรัม ซึ่งสามารถใช้แทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าสูงกว่าเน้อสัตว์ถึง 35% นอกจานี้ ยังมีโฟเลต แคลเซียม และกากใยอาหาร อีกทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และป้องกันโรคหัวใจได้อย่างดี 3.เม็ดมะม่วงหิมพานต์ สำหรับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ มีสารอาหารสำคัญที่เต็มไปด้วยไขมันดี วิตามิน  สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน เค วิตามิน ดี วตามิน บี 6 ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ตลอดจนสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ช่วยบำรุงสุขภาพเหงือก สุขภาพฟันและกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ และที่ขาดไม่ได้ คือ โปรตีน ซึ่งเม็ดมะม่วงหิมพานต์ 100 กรัม ให้โปรตีนได้ 18.2 กรัม 4.เต้าหู้ อย่างที่บอกไว้ว่า ถั่วเหลืองเป็นแห่งโปรตีนสำคัญ ที่สามารถทดแทนเนื้อหมูได้ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลือง อย่างเต้าหู้ ก็ต้องมีให้โปรตีนเช่นกัน และถือเป็นทางเลือกในการบริโภคอาหารที่หลากหลายมากขึ้น เพราะสามารถนำเอาเต้าหู้ไปใช้แทนเนื้อสัตว์ได้  ทำให้สะดวกต่อการบริโภค แต่ขณะเดียวกันให้คุณค่าสารอาหารด้วย โดยเต้าหู้ปริมาณ 100 กรัม ให้โปรตีน 8 กรัม และให้คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน เอ วิตามิน บี วิตามิน บี​1 วิตามิน บี วิตามิน บี​6 วิตามิน บี12 ไนอาซิน วิตามิน ซี วิตามิน ดี วิตามิน อี​ โดยประเภทของเตาหู้ที่ให้ปริมาณโปรตีนมากที่สุด คือ  ฟองเต้าหู้​ 5.นม   นม คือ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ถือว่าเป็นแหล่งโปรตีนสูง และสามารถดื่มได้ทุกวัน ราคาไม่สูง โดยนมปริมาณ 100 กรัม  จะให้โปรตีน 3.4 กรัม นอกจากนี้ นมยัง​มีสารอาหารเกือบทุกชนิดที่ร่างกายต้องการ เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงที่ดี และมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และไรโบฟลาวิน (วิตามิน บี2) สูง 6.ชีส ซีส เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมวัว ที่นำมาแปรรูปเพื่อรักษาคุณค่าทางอาหาร จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งโปรตีนที่ดีสำหรับร่างกาย แถมทำให้อิ่มท้องได้ด้วย จึงเป็นหนึ่งเมนูสำหรับผู้ที่ต้องการโปรตีน โดยเฉพาะผู้ออกกำลังกายหรือลดน้ำหนัก สามารถช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อและลดไขมันได้ด้วย โดยชีสในปริมาณ 100 กรัม จะให้โปรตีน 14-35 กรัม 7.โยเกิร์ต โยเกิร์ตเนื้อเนียน เป็นทั้งแหล่งโปรตีนที่ดีและอุดมไปด้วยโปรไบโอติกส์ ซึ่งต่างมีประโยชน์ต่อการลดน้ำหนัก โปรตีนในโยเกิร์ตจะเข้าไปช่วยป้องการผกผันของระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนโปรไบโอติกส์ก็จะเข้าไปช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น   ในโยเกิร์ต 100 กรัม ให้โปรตีน 10 กรัม 8.เนื้อวัว แน่นอนว่า เวลาพูดถึงโปรตีน คนจะนึกถึงเนื้อสัตว์เป็นอันดับแรก และนอกจากเนื้อหมูที่คนส่วนใหญ่บริโภคกันแล้ว เนื้อวัว ก็เป็นเนื้อสัตว์ที่ได้รับความนิยมเช่นกัน เพราะสามารถให้โปรตีน และสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้ไม่แพ้กัน ที่ผ่านมาเนื้อวัวมีราคาสูงกว่าเนื้อหมู แต่ตอนนี้ราคาอาจจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ดังนั้น หากเนื้อหมูแพง ก็มีกินเนื้อวัวบ้างจะเป็นไรไป ซึ่งเนื้อวัว 100 กรัม จะให้โปรตีน 26 กรัม 9.อกไก่   ในบรรดาเนื้อสัตว์ทั้งหลาย เนื้อไก่ก็เป็นเนื้อสัตว์ที่ราคาไม่สูง แต่ให้โปรตีนไม่น้อย โดยเฉพาะส่วนอกไก่ ที่ให้ปริมาณโปรตีน  1 กรัม สำหรับเนื้อไก่ 100 กรัม จึงมักถูกบรรดานักเพาะกล้ามหรือผู้ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ หยิบมาปรุงเป็นเมนูสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ ​ อกไก่ยังง่ายต่อการปรุงและหลากหลาย นอกจากโปรตีนสูง ไขมันต่ำแล้ว อกไก่ยังมีสารแอนคาร์โนซีน(Carnosine) และสารแอนเซอรีน(Anserine) สูง ลดความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ ออกกำลังกายได้นานขึ้นอีกด้วย 10.ไข่ นอกจากเราจะได้ยินข่าวหมูแพงแล้ว ที่ผ่าน ๆ มา ข่าวไข่แพงก็มีให้เห็นเป็นระยะ ๆ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังนิยมกินไข่ เพราะทั้งง่าย สะดวก และอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการหลากหลาย โดยมีประมาณโปรตีน 13 กรัมต่อไข 100 กรัม  ทำให้การทานไข่ทั้งฟองเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด โดยไข่เป็นแหล่งวิตามิน แร่ธาตุ และไขมันที่ดีต่อสุขภาพ ประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ปกป้องดวงตา และสารอาหารในสมองที่คุณต้องการ 11.ปลาแซลมอน    สำหรับสายกินอาหารญี่ปุ่น คงจะชื่นชอบและถูกปากกับเมนู ปลาแซลมอน ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ และดีต่อร่างกายเหมาะกับทุกเพศทุกวัย ในปลาแซลมอน 100 กรัม จะให้โปรตีน 20 กรัม พร้อมด้วย​โอเมก้า 3 สูง มีวิตามินบี วิตามินดี โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น สารประเภทแคโรทีนอยด์ และมีกรดไขมันที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย และเนื้อปลายังย่อยง่าย ไม่เหมือนเนื้อสัตว์ชนิดอื่น แต่ข้อควรระวัง หากคุณกำลังไดเอท ควรหลีกเลี่ยงการทานแซลมอนตรงเนื้อส่วนท้อง และหนัง เนื่องจากเป็นส่วนที่มีไขมันสูง เพราะแทนที่จะได้ประโชยน์อาจจะได้ไขมันมากเกินไปนั่นเอง​ 12.ทูน่า   ทูน่า ก็เป็นเนื้อปลาที่บริโภคง่าย ให้ประโยชน์สูง แม้ว่าราคาอาจจะสูงกว่าแหล่งโปรตีนบางชนิด อย่างเช่น ไข่ แต่ก็ถือเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ เช่นทูน่ากระป๋องแบบใส่น้ำเกลือ ในปริมาณ 154 กรัม ให้โปรตีน 39 กรัม แถมหาซื้อได้ง่าย แต่หากไม่เลือกแบบกระป๋องก็มีชนิดอื่น ๆ ให้เลือกได้ตามความต้องการ โดยทูน่าเป็นปลาที่มีไขมันและแคลอรี่ต่ำ และส่วนที่เหลือก็จะเป็นโปรตีนเกือบทั้งหมดเลยต่างจากปลาชนิดอื่น ทูน่ามีสารอาหารหลายชนิดในปริมาณมากและมีกรดไขมันโอเมก้า 3 อยู่เยอะ ในทูน่ามีโปรตีนมากถึง 94% ของแคลอรี่ทั้งหมด 13.กุ้ง-ปู หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่า อาหารทะเลหลายชนิดที่มีโปรตีนสูงเหมือนกัน ส่วนใหญ่มักจะไปนึกถึงคลอเรสเตอรอล เสียมากกว่า สำหรับอาหารทะเลที่มีเปลือก หรือ Shellfish ก็มีโปรตีนสูงเช่นกัน ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ Mollusk ได้แก่ หอย ปลาหมึก และ Crustacean ได้แก่ กุ้ง ปู นั่นเอง โดยการทานอาหารทะเลที่มีเปลือก เช่น ปู หรือกุ้ง ในปริมาณ 100 กรัมนั้น จะได้รับโปรตีนอยู่ที่ประมาณ 20-26 กรัม   และทั้งหมดนี้ ก็คือ แหล่งโปรตีนสำคัญสำหรับร่างกาย ที่เราอาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเฉพาะแต่เนื้อหมู หากเราเห็นว่าตอนนี้ราคาเนื้อหมูแพง รวมถึงเนื้อสัตว์หรืออาหารบางชนิดมันมีราคาแพง ก็ลองเลือกกินเลือกซื้อสินค้าอื่น ๆ ทดแทนไป หากเป้าหมายของการกิน ไม่ใช่เรื่องความอร่อยเป็นหลัก แต่การกินเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ประเทศไทยเราอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารมากมายหลากหลายชนิด เราสามารถเลือกได้ตามความต้องการ   ที่มา : sgethai.com, trueid.net          
DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร [VDO]

DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร [VDO]

DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร วันนี้เราจะมาพาทุกคนไปรู้จักกับคำว่า DeFi ว่าคืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเข้ามาช่วยแก้ปัญหาอะไรให้เราได้บ้าง พร้อมกับจะพาไปดูว่าโปรเจ็กต์ DeFi ที่น่าสนใจ มีการพัฒนาขึ้นมาให้เราได้ทดลองใช้งานได้แล้วมีอะไรบ้าง   DeFi ย่อมาจาก Decentralized Finance หมายถึง การใช้บริการทางการเงินในรูปแบบใดก็ตาม ที่ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางเลย ตัว Finance Products ทั้งหลายที่เรารู้จัก เช่น การกู้ยืม การระดมทุน หรือว่าการลงทุน เราต้องอาศัยตัวหลางทั้งสิ้น ได้แก่ ธนาคาร​ กองทุน หรือบริษัทหลักทรัพย์ โดยแนวคิดการทำธุรกรรมต่าง ๆเหล่านี้ ที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลางจึงเกิดขึ้น และเป็นที่มาของเทคโนโลยี Blockchain และ Smart Contract  โดยคุณสมบัติของ Blockchain และ Smart Contract  ได้มีการพัฒนา Finance Product ที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ที่พัฒนาขึ้นมาโดยอาศัยเทคโนโลยี Blockchain และ Smart Contract  จึงถูกเรียกว่า DeFi นั่นเอง   Traditional Finance  หรือการให้บริการทางการเงินแบบดั้งเดิม แตกต่างจาก DeFi คือ การมีตัวกลางนั่นเอง   DeFi กับแก้ปัญหาการเงินแบบเก่า แต่ถ้าเรามาลองคิดดูตัว Financial Product ทั้งหลาย เช่น การให้กู้ยืม การระดมทุนหรือการลงทุน ซึ่งมีมาเป็น 100 ปีแล้ว และที่เราใช้อยู่มันมีปัญหาอะไร  และตัว DeFi จะเข้ามาแก้ปัญหาอะไร ถ้าเราลองพิจารณาถึงประเด็นหลักที่ทำให้ตัว Traditional Finance  หรือการให้บริการทางการเงินแบบดั้งเดิม แตกต่างจาก DeFi ก็คือ การมีตัวกลางนั่นเอง การต้องพึ่งพิงตัวกลางก็นำมาซึ่งประเด็นหลายประเด็น ดังนี้ 1.ความเชื่อมมั่นในการทำธุรกรรม (Need Trust) เนื่องจากการทำทุรกรรมต่าง ๆ ทางการเงิน ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่น โดยเราจะต้องเชื่อมั่นว่า การทำธุรกรรมของเราจะต้องไม่โดนโกง มีความถูกต้อง ซึ่งในความเป็นจริงอาจเกิดผิดพลาดขึ้นก็ได้ เช่น เงินฝากในธนาคารที่หายไป จนเกิดเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมา       2.การได้ทำธุรกรรมทางการเงินต้องได้รับอนุญาต (Need permission) การทำทุรกรรมการเงินใดใดก็ตาม จะต้องได้รับอนุญาตก่อน ซึ่งโดยปกติจะต้องมีการขอข้อมูลก่อน เพื่อไปทำการตรวจสอบก่อนที่จะทำการเปิดบัญชีกับทางธนาคารก่อน  ซึ่งตัวกลางมีอำนาจในการยับยั้งไม่ให้เราเปิดบัญชีใช้งานได้เช่นกัน   3.การกระจุกตัวของการบริหารความเสี่ยง (Central risk) จะเห็นว่าในระบบดั้งเดิมการบริหารจัดการความเสี่ยง จะกระจุกตัวอยู่ที่สถาบันการเงินไม่กี่แห่ง ซึ่งในอดีตเรามีความเชื่อว่าสถาบันการเงินเหล่านี้ มีจะมีผู้เชี่ยวชาญมาคอยดูแลเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว แต่จากข้อมูลในอดีตจะเห็นว่า  วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ก็จะลุกลามมาจากสถาบันการเงิน เพราะสถาบันการเงินเหล่านี้ถูกควบคุมโดยมนุษย์  ซึ่งมนุษย์ก็อาจจะก่อความผิดพลาดขึ้นมาได้เช่นกัน   ข้อดีของ DeFi 1.ไม่จำเป็นต้องมีตัวกลาง (No middleman) ตัว DeFi ไม่จำเป็นต้องมีตัวกลางในการควบคุม   2.ไม่ต้องพึ่งพาความเชื่อมั่น (Trustless) จากการที่ DeFi ไม่มีตัวกลาง เพราะฉะนั้นการทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ เราไม่ต้องฝากชีวิตไว้กับความเชื่อมั่น เพราะการทำธุรกรรมต่าง ๆ จะเป็นไปเงื่อนไขงของระบบ Smart Contract และ Blockchain  ที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรกจะไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงได้   3.ให้อิสระผู้ใช้งาน (Permissionless) ตัว DeFi จะให้​อิสระกับผู้ใช้งานอย่างเต็มที่ ในการเข้ามาเปิดบัญชีใช้งาน และโอนเงินเข้าหรือโอนเงินออกได้อย่างอิสระ และไม่มีใครที่จะสามารถฟรีซเงินเราไม่ให้โอนเงินเข้าหรือโอนเงินออกไปหาใครได้   4.อำนาจการบริหารความเสี่ยงถูกกระจายออกไป (Diversify risk) ถัดมา คือ อำนาจการบริหารความเสี่ยงจะมีการกระจายตัวออกไป ทำให้ความเสี่ยงมีการกระจายตัวออกไป ไม่มีการกระจุกตัวอยู่ที่คนใดคนหนึ่ง   DeFi vs Bitcoin ต่างกันอย่างไร? หลายคนอาจจะมีข้อสงสัยว่า Bitcoin ไม่ใช่ DeFi หรืออย่างไร ซึ่งก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า Bitcoin  นำมาซึ่งเทคโนโลยี Blockchain  และเทคโนโลยี Blockchain ก็มาซึ่งการส่งเงินรับเงิน การผลิตเงิน และการเก็บรักษาตัวเงิน แต่สิ่งที่บิทคอยน์ไม่ได้นำมาคือ การกู้ยืมเงิน การฝากเงินแล้วได้ดอกเบี้ย รวมถึงการระดมทุนสิ่งเหล่านี้ Bitcoin ไม่ได้นำมา   นอกจากนี้ หลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ Smart Contract มีที่มาอย่างไร ซึ่งที่มาของ Smart Contract นั้นมาพร้อมกับ Ethereum ซึ่งมีจะเด่น 2 ข้อ   1.Blockchain ของ Ethereum สามารถสร้าง Token หรือ Cryptocurrency อื่น ๆ ขึ้นมาทำงานบน Blockchain ของ Ethereum ได้   2.ฟังชั่น Smart Contract คือ ตัวโปรเจก์เช็คต่าง ๆ พัฒนาขึ้นมาบน Ethereum  สามารถพัฒนา Smart Contract ออกมาในรูปแบบใดก็ได้ รวมถึงรูปแบบฟังก์ชันทางการเงิน เช่น การกู้ยืม การฝากเงิน จึงเป็นที่มา ว่าทำไมจึงมีโปรเจ็กต์ DeFi  เกิดขึ้นมากมายบน Blockchain บน Ethereum   ทำความรู้จักโปรเจ็ค DeFi ที่น่าสนใจ 1.Dai Dai เป็นตัว Stable coin  ที่มีการกำหนดมูลค่าเท่ากับ 1 USD  ด้วยกลไก Smart Contract ของ Maker Dao ที่นำตัวสินทรัพย์มามาค้ำประกัน โดยสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน จะสามารถทำการตัวสอบได้โดยแพลตฟอร์มของ Maker Dao โดยเราสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา ซึ่งแตกต่างจาก ​USD Ether ที่มีการอ้างว่ามีตัว USD ค้ำประกันอยู่ แต่จริง ๆ เราไม่สามารถตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ เหมือนแพลตฟอร์มตัว Maker Dao  ได้ ว่ามีสินทรัพย์ค้ำประกันอยู่เพียงพอจริง ๆ  ทำให้เห็นว่า Dai มีความเป็น Decentralized ที่ชัดเจน  ในขณะที่​ USD Ether มีลักษณะเป็น Centralized เหมือน Traditional Finance  แบบตั้งเดิมนั่นเอง   2.แพลตฟอร์มการให้กู้ยืม มีตัวที่น่าสนใจ คือ Maker Dao และ Compound  โดย Maker Dao แพลตฟอร์มการให้กู้ โดยสามารถนำสินทรัพย์ที่มีความผันผวนของราคา เช่น Ether  ไปค้ำประกันและขอเงินกู้มาเป็นตัว Dai ซึ่ง Maker จะทำตัวเหมือนธนาคารคนที่ถือของตัว token maker  จะสามารถร่วมกันออกนโยบาย ปรับเพิ่มลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และสามารถกำหนดได้ว่า สินทรัพย์ประเภทใดจะมาค้ำประกันได้ และมีการกำหนดตัวเพดานสินทรัพย์แต่ละประเภทจะสามารถปล่อยกู้ได้มากน้อยแค่ไหนตามมูลค่าสินทรัพย์ประเภทนั้น ในขณะที่ตัว Compound เหมือน Money Market  หรือคล้ายกับตลาดเงินกู้ระยะสั้นที่ จะเข้ามาปล่อยเงินกู้หรือของกู้ตัว Cryptocurrency  ในตลาดนี้ได้   3.DEX หรือ Decentralized Exchange Decentralized Exchange หรือ Dex เป็นโปรเจ็กต์การซื้อขาย Cryptocurrency โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ซึ่งการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มพวกนี้ จะดีกว่าการซื้อขายผ่าน Web Exchange เพราะตัว Web Exchange มีโอกาสที่จะถูก Hack ได้ง่ายกว่า และการซื้อขายผ่านWeb Exchange มักจะต้องการให้เราส่งข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนก่อน ในขณะที่การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม DEX  ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องยืนยันตัวตนและอายุเท่าไหร่ก็ทำการซื้อขายได้ ตัวโปรเจ็กต์ที่น่าสนใจ คือ  Kyber Network  โดย Kyber Network จะมีคำสั่งในการซื้อขาย และการทำธุรกรรมจะเกิดขึ้นบน Blockchain ทั้งหมด   นอกจากนี้ ยังมี DeFi โปรเจ็กต์อีกมากมาย ที่เปิดให้บริการและรวมถึงอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งเป็นที่น่าจับตามองจะมีโปรเจ็กต์ใดบ้างที่จะมีคนใช้งานกันอย่างแพร่หลายและอนาคต หากมีข้อมูลที่น่าสนใจเราจะนำมาเล่าให้ฟัง   ทุกท่านสามารถติดตามบทความด้านการเงินดิจิทัล และบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้อย่างต่อเนื่องที่ www.reviewyourliving.com หรือผ่านช่องทาง Facebook Fanpage : Review Your Living รู้จริงเรื่องที่อยู่อาศัย   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม  
เซ็นทรัลพัฒนา เตรียมเปิด “เซ็นทรัล วิลเลจ” เฟส 2 ต้นปี 65

เซ็นทรัลพัฒนา เตรียมเปิด “เซ็นทรัล วิลเลจ” เฟส 2 ต้นปี 65

เซ็นทรัลพัฒนา เตรียมเปิด เซ็นทรัล วิลเลจ เฟส 2 ต้นปี 65 หลังเฟสแรกทำยอดการเช่าสูง 99% พร้อมเดินหน้า 4 กลยุทธ์สร้างความสำเร็จต่อ ​ นายชาติ จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายพัฒนาโครงการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา  จำกัด (มหาชน) หรือ CPN เปิดเผยว่า ได้เตรียมเปิดโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ในเฟสที่ 2 วันที่ 28 มกราคม 2565 ตามแผนที่ได้วางเอาไว้ หลังจากโครงการได้เปิดให้บริการในเฟสแรกไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ จากการตอบรับที่ดีของทั้งกลุ่มลูกค้าคนไทยและต่างชาติ   โดยเฟสแรกมียอดทราฟฟิกที่สูงในวันเปิดตัว มีอัตราการเข้าใช้พื้นที่ (Occupancy Rate) 99% มาตลอด และหลังคลายล็อคดาวน์มียอด Transaction เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 14% (เปรียบเทียบปี 2020 กับ 2021) หลายแบรนด์มียอดขายที่ดีเกินความคาดหมายหรือ Impressive Sales อาทิ JIM THOMPSON FACTORY STORE, THE COSMETICS COMPANY STORE รวมถึงแบรนด์ที่เป็น Exclusive Stores ก็มียอดขายที่ดี ได้แก่ ERMENEGILDO ZEGNA, POLO RALPH LAUREN, CALVIN KLEIN, TOMMY HILFIGER, MARIMEKKO, BATH & BODY WORKS, VICTORIA’S SECRET, OUTLET BY CLUB21, COACH, MICHAEL KORS, KATE SPADE และ ADIDAS ในเฟส 2 มีกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้คู่ค้า ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่ช่วยดึงดูดทราฟฟิก  ซึ่งเป็นความสำเร็จของเราในทุกโครงการ อย่างเซ็นทรัล ศรีราชา, เซ็นทรัล อยุธยา ที่มียอดทราฟฟิกที่ดีตั้งแต่วันแรก รวมไปถึงแผนธุรกิจที่จะช่วยให้คู่ค้าขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจ กับ Flexible Leasing Programme 4 กลยุทธ์สร้างการเติบโตต่อเนื่องในโครงการเฟส 2 1.การเพิ่มแบรนด์สินค้าใหม่ โดยเฟส 2 มีแบรนด์ใหม่ๆ หลากหลายเติมเต็มทุก lifestyle ทั้งกลุ่ม Sport & Adventure สำหรับแฟชั่นกีฬาที่เจาะลึก ทั้ง Golf, การวิ่ง กลุ่มเครื่องสำอางและแฟชั่น อย่าง Pomelo, Beautrium กลุ่มครอบครัว ทั้งร้านของเล่นแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น, ร้าน Pet N Me ครั้งแรกของเอาท์เล็ต ซึ่งเป็น Category ใหม่สำหรับเอาท์เล็ตในเมืองไทย, B2S เอาท์เล็ตครั้งแรก และแบรนด์ technology อย่าง XIAOMI BY Dimi Technology 2.ขยายฐานลูกค้ากำลังซื้อสูงอย่างต่อเนื่อง โดยขยายฐานลูกค้าทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงมีลูกค้าประจำที่อยู่รอบศูนย์ฯ มีโรงเรียนอินเตอร์, หมู่บ้านระดับกลางถึงไฮเอนด์ ซึ่งฐานลูกค้าสำคัญ ได้แก่ -กลุ่ม Family ด้วยการเพิ่มแบรนด์ดังจากประเทศญี่ปุ่น อาทิ สินค้า Home & Living, เครื่องครัว, ของเล่นเด็กและเสื้อผ้า พร้อมด้วยสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่แบบ Full-scale playground, Pet-Friendly สร้างคอมมิวนิตี้คนรักสัตว์ และร้านชา-กาแฟ สไตล์ญี่ปุ่น -กลุ่ม Wealth เจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง ด้วยการจัดกิจกรรม Supercar meeting ทุกสัปดาห์ และใช้ฐานลูกค้าของศูนย์การค้าเซ็นทรัลในสาขาอื่น ๆ ทั่วประเทศมาต่อยอดทำ CRM Marketing -กลุ่ม Sport Lifestyle ด้วยการเพิ่มแบรนด์ใหม่ ๆ อาทิ Rev-Runner ร้านรองเท้าวิ่ง และอุปกรณ์วิ่งโดยเฉพาะ, Columbia อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง, จักรยาน, กอล์ฟ, วิ่ง และลาน Skate park  ทำให้โครงการกลายเป็น Sport Destination มีกลุ่มคนที่ชื่นชอบการเล่นกีฬา เล่น Skateboard 3.เพิ่มช่องทางการขาย Intensive Omnichannel ทั่วประเทศ การเพิ่มช่องทางออนไลน์ CHAT & SHOP ทำให้สามารถขายสินค้าได้ทั่วประเทศ รวมถึงมีแผนเจาะกลุ่มตลาดเอเชียและอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV และมาเลเซีย 4.การสร้าง Festive Vibes ตลอดทั้งปี อาทิ การเป็น Food destination รวมร้านอาหารดังไว้มากมาย และ “ตรอกญี่ปุ่น”​ สำหรับคนชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น จุด Attraction landmark อาทิ ลานน้ำพุขนาดใหญ่  ช่วงเทศกาลปลายปีเตรียมต้นคริสต์มาสยักษ์กลางลานน้ำพุ การประดับไฟทั่วทั้งพื้นที่ จุด Instagrammable Photo Landmark สีสันสดใสทั่วทั้งศูนย์ฯ   สำหรับโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ​ มีมูลค่าโครงการรวม 5,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 36,000 ตร.ม. มีที่จอดรถมากกว่า 2,000 คัน เดินทางจากในเมืองประมาณ 30-45 นาที  ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ซื้อสินค้าแบรนด์เนมลดสูงสุด 35-70% ช่วงแคมเปญพิเศษลดถึง 90% เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา 11.00 - 21.00 น. เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00 - 22.00 น. โดยโครงการในเฟส 2 ยังคงมีดีไซน์ต่อเนื่องกับเฟสแรกกับเอกลักษณ์ Thai Modern พร้อมได้แรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรมไทย นำเสนอในรูปแบบหมู่บ้านไทยร่วมสมัยที่  โดยเฟส 2 ได้ขยายเพิ่มอีก 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านช่างทอ (Textile Village) โดดเด่นด้วยลายเส้นผ้าทอของไทย, หมู่บ้านช่างก่อ (Brick Village) กับการก่ออิฐเป็นแพทเทิร์นที่แปลกตา, หมู่บ้านช่างลายคราม (Porcelain Village) นำความสวยงามของเครื่องลายครามมาออกแบบให้มีลูกเล่น และหมู่บ้านช่างเงินช่างทอง (Goldsmith Village) กับลวดลายสีเงินสีทองสื่อถึงความหรูหราและความประณีตท่ามกลางบรรยากาศแบบ Outdoor Experience ที่ร่มรื่นด้วยพื้นที่สีเขียว ทางเดินมีหลังคาที่กว้างขึ้น  มีน้ำพุ, บ้านต้นไม้, ภูเขา และจุดถ่ายรูปไฮไลท์ Instagrammable Landmarks รวมถึงมีการจัดอีเว้นท์ งานอาร์ต ศิลปะร่วมสมัย ที่หมุนเวียนตลอดทั้งปี   นอกจากนี้ การจับมือกับพาร์ทเนอร์ มิตซูบิชิ เอสเตท (ไทยแลนด์) ​ยังเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ โดยเซ็นทรัลพัฒนามีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการที่เป็น Destination Landmark มาแล้วทั่วประเทศ ตอนนี้มี 36 สาขาในประเทศไทยและต่างประเทศ สามารถเจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงซึ่งเป็นฐานลูกค้าของศูนย์การค้าเซ็นทรัล  ผ่านช่องทาง Intensive Omnichannel ในขณะที่มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป มีประสบการณ์ในการพัฒนาเอาท์เล็ตชื่อดังของเอเชีย ทำให้เซ็นทรัล วิลเลจ เป็นลักชูรี่เอาท์เล็ต ที่มีศักยภาพและมาตรฐานไม่แพ้เอาท์เล็ตแห่งอื่นของโลก   ด้านนานยโทโมฮิโกะ เองูจิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท (ไทยแลนด์) กล่าวว่า โครงการเซ็นทรัล วิลเลจ เป็นหนึ่งในการบุกเบิกพอร์ตโฟลิโอใหม่ของบริษัทฯ ที่ได้รุกตลาดลักชูรี่เอาท์เล็ตครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการร่วมเป็นพันธมิตรกับเซ็นทรัลพัฒนา ในแบบ “Two Nations, One Success” ได้พิสูจน์แล้วถึงความสำเร็จของเซ็นทรัล วิลเลจ ในเฟสแรก โดยบริษัทยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตและการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย รวมไปถึงความต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนมในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการขยายโครงการเฟสสอง ทางมิตซูบิชิฯ เตรียมแผนที่จะดึงแบรนด์สินเค้าของประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเปิดตลาดในไทยมากขึ้น ​   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง CPN ยืนยัน “เซ็นทรัล วิลเลจ” เปิดแน่ 31 สิงหาคมนี้ มั่นใจได้รับอนุญาตและก่อสร้างถูกต้อง เปิดพรุ่งนี้ (วันที่ 31 สิงหาคม 2562) แน่นอน !!!  หลังศาลปกครองสั่งคุ้มครอง “เซ็นทรัล วิลเลจ” ช้อปเลย รออะไร? เซ็นทรัล วิลเลจ เปิดวันแรก ลูกค้ารอเปิดประตูกว่า 2,000 คน
ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO [VDO]

ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO [VDO]

ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? - เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO IPO คืออะไร? หลายคนคงเคยได้ยินมาบ้าง โดยเฉพาะคนที่สนใจในด้านการลงทุน หรือด้านการเงิน ซึ่งตามความหมายแล้ว   IPO หรือ Initial Public Offering คือ การที่บริษัทหนึ่งเสนอขายหุ้นครั้งแรกให้กับนักลงทุนหรือประชาชนโดยทั่วไป โดยเป็นไปตามกระบวนการและหลักเกณฑ์เงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) กำหนดไว้ โดยจะมีผลทำให้บริษัทที่เสนอขายหุ้นนั้นแปลงสภาพจากบริษัทเอกชน (บจ.) ปกติ กลายเป็นบริษัทมหาชน (บมจ.) ซึ่งถือว่า IPO เป็นกระบวนการหนึ่งในการระดมทุนให้กับบริษัท     การระดมทุนด้วยวิธีการ IPO แล้วการระดมทุนด้วยวิธีการ IPO คืออะไร? วันนี้จะขออธิบายด้วยการยกตัวอย่าง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ดังนี้   มี Founder คนหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการก่อตั้งบริษัทเพียงคนเดียว โดยถือหุ้น 100% ซึ่งมีรายละเอียดการถือหุ้นดังนี้   Founder กำหนดให้มีจำนวนหุ้นทั้งหมด 1.5 ล้านหุ้น และมีราคาพาร์ (Par value) เท่ากับ 1 บาท ดังนั้น เงินลงทุนทั้งหมดที่ Founder คนนี้นำมาลงทุนในบริษัท จะเท่ากับ 1.5 ล้านบาท   ต่อมา บริษัทดำเนินธุรกิจไปได้ด้วยดี Founder ก็เห็นโอกาสทางธุรกิจที่กำลังเข้ามา แต่ว่าโอกาสทางธุรกิจต้องการเงินลงทุนเพิ่มเติม แล้วทาง Founder ก็ไม่มีเงินลงทุนเพิ่มเติมเพียงพอ Founder ทาง Founder ก็คิดจะเพิ่มเงินลงทุนด้วยการ IPO   สำหรับการเพิ่มทุนด้วยการ IPO บริษัทจะออกหุ้นเพิ่มทุนจำนวนหนึ่ง เพื่อมาเสนอขายให้กับ IPO Investors เพราะฉะนั้นแล้ว หลังจากการขายหุ้นเสร็จสิ้น ผู้ถือหุ้นของบริษัท จะประกอบไปด้วยตัว Founder ตัว IPO Investors จะเห็นว่า ตัว Founder ไม่ได้เป็นเจ้าของเพียงคนเดียวอีกต่อไป   ลองมาดูตัวเลขการเพิ่มทุนครั้งนี้ จากข้อมูล IPO ครั้งนี้จะเห็นว่า จำนวนหุ้นเพิ่มทุนด้วยวิธีการ IPO จะมีจำนวนเท่ากับ 500,000 หุ้น ส่วนราคาพาร์​ เท่ากับ 1 บาท เหมือนเดิม เนื่องจากราคาพาร์ เป็นราคาหุ้นเมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ ซึ่งแน่นอน IPO Investors เข้ามาลงทุนทีหลัง ก็จะเป็นการไม่เหมาะสม ถ้า IPO Investors ซื้อหุ้นได้ในราคาเท่ากับ Founder คือ ราคาพาร์ในตอนแรก เนื่องจากตัวบริษัทมีการดำเนินธุรกิจ และประสบความสำเร็จทางธุรกิจมาในระดับหนึ่ง ทำให้ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของบริษัทต่ำลงกว่าตอนแรกที่ Founderก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเพียงคนเดียว   เพราะฉะนั้น โดยปกติเวลา IPO ทาง IPO Investors จะต้องซื้อหุ้นในราคาที่แพงกว่าราคาพาร์ โดยจะมีการประเมินราคาโดย Investment Banker หรือวาณิชธนกิจ เข้ามาประเมินมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม สำหรับการเพิ่มทุนด้วยวิธีการ IPO ซึ่งจากตัวอย่าง ราคา IPO จะอยู่ที่ 20 บาท ต่อหุ้น โดยเมื่อคำนวณออกมาแล้ว จะได้การระดมทุนโดยการ IPO ครั้งนี้ บริษัทจะได้เงินทุนมาทั้งหมด 10 ล้านบาท โดยคำนวณจากจำนวนหุ้นเพิ่มทุนที่ออกมา 500,000 หุ้น คูณกับราคา IPO หุ้นละ 20 บาท และถ้านำตัว IPO Price มาคูณ กับจำนวนหุ้นที่ Founder ถืออยู่จะเห็นว่าตอนนี้ Founder มีมูลค่าหุ้นครอบครองอยู่ 30 ล้านบาท และหลังจาก IPO เสร็จสิ้น Founder ก็จะเป็นเจ้าของอยู่ 75% ในขณะที่ IPO Investors รวมกันแล้ว จะเป็นเจ้าของบริษัทอยู่ 25%   ทำความรู้จักกลไกลตลาดทุนหลัง IPO กลไกลของตลาดทุน หลังจากบริษัท IPO ทาง Founder และ IPO Investors จะสามารถทำการซื้อหุ้นของบริษัทได้อย่างไร รวมถึงการที่ Investors รายใหม่จะเข้ามาถือหุ้นของบริษัทด้วย จากแผนภาพการระดมทุนด้วย IPO ตัวบริษัท จะออกหุ้นเพิ่มทุนอันใหม่นำไปขายต่อให้กับ IPO Investors ส่วน IPO Investors จะทำการชำระหุ้นด้วยการนำเงิน หรือตัว Funding มาใส่ในตัวบริษัท ซึ่งลักษณะการระดมทุนแบบนี้ จะเรียกว่า Primary Market หรือ IPO การที่บริษัทจะทำการ IPO ได้จะต้องมีทางกลต. เข้ามากำกับดูแล หลังการ IPO เสร็จสิ้น ตัวหุ้นทางบริษัท จะถูกนำมา Listed ที่ตลาดหลักทรัพย์ หรือเรียกว่านำมาจดทะเบียนนั่นเอง โดยหุ้นของบริษัทถูกจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หมายความว่า ตอนนี้ Founderหรือ IPO Investors ก็สามารถเทรด นำหุ้นของบริษัทมาขายในตลาดนี้ หรือจะซื้อเพิ่มก็ได้ เช่นเดียวกับ Investors รายใหม่ ก็สามารถเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัท ผ่านทางตลาดหลักทรัพย์ได้เช่นเดียวกัน โดยลักษณะการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะเห็นว่า ตัวบริษัทจะไม่ได้เงินทุนเพิ่มเติม จะเป็นการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้น ระหว่างผู้ซื้อผู้ขายเท่านั้น ซึ่งลักษณะตลาดนี้จะเรียกว่า Secondary Market หรือว่าตลาดรองนั่นเอง   SET.OR.TH แหล่งเช็คข้อมูล IPO ถ้าเราอยากรู้ว่า ตอนนี้มีหุ้นของบริษัทอะไรบ้างที่กำลังจะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เราก็สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ www.set.or.th  จากหน้าเว็บก็จะมีการแบ่งประเภทหุ้นที่กำลังจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้ง SET, Mai, REIT หรือ Infrastructure Fund โดยจากข้อมูลจะมีการบอกอักษรย่อ ชื่อของบริษัท รวมถึงประเภทการทำธุรกิจ บริเวณด้านล่างเว็บไซต์จะมีการพูดถึงราคา IPO มีการระบุราคาพาร์ ไว้ด้วย   ถ้าเราอยากทราบข้อมูลเชิงลึกของบริษัท  เราสามารถเข้าไปดูได้ 2 ที่ ดังนี้ ส่วนที่ 1 ดูจากข้อมูล Filling ซึ่งจะมีแค่ภาษาไทยเท่านั้น ส่วนที่ 2 ดูได้จากเว็บไซต์ของทางบริษัท   ในส่วนของ Filling จะมีข้อมูล Filling Version แรก รวมถึง Filling อัพเดท ล่าสุด โดยที่ข้อมูลที่ระบุใน Filling จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการวิเคราะห์ในส่วนของธุรกิจ และผลประกอบการของบริษัท โดยสามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ ด้วยการคลิ๊กหัวข้อที่เราต้องการ ซึ่งจะมีรายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ   และทั้งหมดนี้ ก็คือ เรื่องราวของ IPO ที่ถือว่าเป็นการระดมทุนให้กับบริษัทได้ช่องทางหนึ่ง ซึ่งหลายบริษัทนิยมใช้ เพราะสามารถนำเงินมาลงทุนขยายธุรกิจ และยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหุ้นของบริษัทได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่มีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!!  
Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! [VDO]

Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! [VDO]

Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! หลาย ๆ บทความก่อนหน้านี้ เรามีการพูดถึง Bitcoin กันในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “ทำความรู้จักกับ Bitcoin ETFs” ซึ่งเป็นการทำความเข้าใจ​ เรื่องของการลงทุนใน Bitcoin หรือแม้แต่เรื่องพื้นฐานการทำงานของ Bitcoin กับ Blockchain  จากบทความ “Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto” ที่ทำให้เราเห็นภาพว่า Bitcoin มีความสัมพันธ์หรือการทำงานร่วมกับ Blockchain อย่างไร และ Blockchain เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องการโอนเงินอย่างไรบ้าง   โดยบทความในวันนี้ ก็จะเป็นการพูดถึงเรื่องพื้นฐานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin อีกหนึ่งเรื่อง คือ Bitcoin Wallet เพราะว่าเป็นหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการบริหารจัดการ Bitcoin หรือ Cryptocurrency ต่าง ๆ ที่เราได้ซื้อมา เพราะเป็นที่จัดเก็บ Bitcoin ที่เราได้ซื้อมา ซึ่งมี 2 เรื่องสำคัญที่จะอธิบายและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Bitcoin Wallet คือ ลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ Bitcoin Wallet       เข้าใจ Bitcoin Wallet ผ่านการทำงานของ Email เรื่องแรกที่เราที่อยากจะอธิบายก่อน คือ ลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet ว่ามีลักษณะการทำงานอย่างไร เพื่อที่เราจะได้บริหารจัดการ Bitcoin หรือ Cryptocurrency ต่าง ๆ ที่เราซื้อมาได้อย่างถูกวิธี เพื่อความเข้าใจการทำงานของ Bitcoin Wallet จะขอใช้ตัวอย่างการใช้งานของ Email มาเป็นตัวอธิบายลักษณะการใช้งานของตัว Bitcoin Wallet เพราะ Email เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ตัวคอนเซ็ปต์การใช้งานของ Email ก็คล้ายกับตัว Bitcoin Wallet เลย สำหรับการใช้งานของ Email ที่เราคุ้นเคย จะประกอบไปด้วย   1. การ Login   การใช้งาน Email เราจะต้องเริ่มต้นด้วยการ Login เข้าไปใช้งานตัว Email ของเราเพื่อส่ง Email ออกมา ซึ่งการที่เราจะสามารถส่ง Email ออกจาก Email ของเราได้ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ - User หรือ Email Address - Password เพื่อ login เข้าไปใช้ Email ส่งจาก Email ของเรา ออกไปหาคนอื่นได้ ซึ่งข้อมูลสำคัญในส่วนนี้ จะมีข้อมูลที่เราทราบเพียงคนเดียว คือ Password   2. การรับส่งข้อมูล ถัดมาเป็นการรับข้อมูลผ่านทาง Email ซึ่งการรับข้อมูลผ่านทาง Email ต้องใช้ Email Address ของเรา เป็นตัวรับข้อมูลจากผู้อื่น ซึ่งตัวข้อมูล Email Address เป็นข้อมูลที่เราสามารถจะบอกผู้อื่นได้ เพื่อให้ผู้อื่นส่งข้อมูลมาที่  Email Address ของเรา   3.การเก็บข้อมูล (Data storage) ถัดมา คือ การเก็บข้อมูล หรือ Data storage โดยปกติข้อมูล Email Address ของเรา ก็จะถูกเก็บไว้ใน Server ของ Email นั้น ๆ เช่น Gmail จะเป็น Server ของ Google หรือ Hotmail จะเป็นของ Microsoft จะเห็นว่าข้อมูลถูกเก็บไว้บน Server ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ของเรา   4.การเข้าถึง Email    ถัดมาเป็นการเข้าถึงตัว Email ซึ่งการเข้าถึงตัว Email สามารถเข้าถึงได้หลายรูปแบบ อาจจะเข้าถึงตัว Email ผ่านทาง PC ของเราาเอง หรือตัว Laptop หรือสมาร์ทโฟน ก็เข้าถึงตัว Email ของเราได้ทั้งหมด โดยทั้ง 4 องค์ประกอบสำคัญ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อการใช้งานของ Email ซึ่งทั้งหมดเป็นคอนเซ็ปต์การใช้งานของ Email โดยทั่ว ๆ ไป ที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ต่อมาเราจะมาดูลักษณะการใช้งานของ Bitcoin Wallet โดยนำมาเปรียบเทียบการใช้งานของ Email ในแต่ละข้อกัน ซึ่งมีลักษณะการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน   หลักการทำงานของ Bitcoin Wallet 1.การ Login   การใช้งาน Email จะต้อง Login ด้วย User name และ Password แต่สำหรับ Bitcoin หลักการ Login เข้าไปใช้งาน Bitcoin Wallet หรือการส่งตัว Bitcoin ออกจากตัว Wallet เขาเราได้ ต้องใช้ตัว Private Key ซึ่งรหัส Private Key  มีลักษณะตัวอย่างแบบนี้ 5AKYR2XCALKMSUNFADLS87GYgUQAUYD  ซึ่งของจริงจะยาวกว่าตัวอย่างนี้ พอสมควรเลย โดยความสำคัญของตัว Private ถ้าใครก็ตามรู้ตัว Private key ก็จะใช้เข้าไปใช้ตัว Bitcoin Wallet นั้นได้ ทำให้ตัว Private key เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญ ควรเก็บไว้ให้ดี ไม่ให้ใครทราบข้อมูลในส่วนนี้   2.การรับส่งข้อมูล การรับข้อมูลผ่านทาง Email ต้องใช้ Email Address ของเรา แต่การรับตัว Bitcoin จะมีตัว Public key หรือตัว Address ที่เราจะเอาไว้บอกให้คนอื่นทราบเพื่อที่เขาจะได้โอนตัวBitcoin มาหาเราได้ สำหรับตัวรหัส Public key และ Address จะมีลักษณะเหมือนรหัสของ Private Key แต่สั้นกว่า   3.การเก็บข้อมูล (Data storage) ต่อมาเป็นส่วนของ Data Storage หรือเป็นข้อมูลที่จะบอกว่า แต่ละคนมี Bitcoin อยู่เท่าไร ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะถูกบันทึกบนระบบ Blockchain แต่การจัดเก็บข้อมูล Email Address ของเรา จะถูกเก็บไว้ใน Server ของ Email นั้น ๆ   โดยระบบ Blockchain ของ Bitcoin จะมีการบันทึกบอกให้เรารู้ว่า Private key แต่ละอัน มี Bitcoin ครอบครองอยู่เท่าไรจากข้อมูล การโอนเข้าโอนออกของ Bitcoin ในอดีตของแต่ละ Private key เพราะฉะนั้น ข้อมูลที่มีการบันทึกวาใครครอบครอง Bitcoin อยู่เท่าไร จะถูกบันทึกไว้ในระบบ Blockchain   4.การเข้าถึง Bitcoin Wallet  การเข้าถึงตัว Bitcoin Wallet หรือก็คือ การที่เราจะสามารถโอน Bitcoin ออกจาก Wallet ของเราไปหาคนอื่น เราก็สามารถที่จะเข้าถึงได้ทั้งทาง Software Wallet หรือ Hardware Wallet เนื่องจากข้อมูลทั้งหมดของตัว Bitcoin มีการบันทึกในระบบ Blockchain ไม่ได้มีการบันทึกข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์หรือตัว Wallet ของเรา   จากทั้งหมดเราก็สรุปได้ว่า สิ่งที่ Bitcoin Wallet เก็บไว้ก็ถือตัว Private key, Public key หรือตัว Address โดยที่ตัว Private key ที่ Bitcoin Wallet เก็บไว จะเป็นตัวข้อมูลที่เราเอาไว้ใช้เข้าถึงตัว Bitcoin ที่มีการเก็บไว้ในระบบ Blockchain ได้นั่นเอง   Bitcoin จะหายไหม ถ้าคอมพิวเตอร์ถูกขโมย จากลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet เชื่อว่าน่าจะมองเห็นภาพและเข้าใจการทำงานที่ถูกต้องของ Bitcoin Wallet กันแล้ว แต่ก็มักจะมีคนยังข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับตัว Bitcoin Wallet โดยจะขอยกตัวอย่างดังนี้ เพื่อมาอธิบายและทำความเข้าใจอีกครั้ง   นาย A มี Bitcoin Wallet อยู่ในคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วนาย A มีการซื้อ Bitcoin มา 1 BTC , 0.5 BTC, 0.01 BTC บ้าง เข้ามาเก็บไว้ใน Wallet ที่เซฟไว้ในคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ตัวคอมพิวเตอร์ก็หายไป ฮาร์ดดิสก์ก็หายไป นาย A ก็เข้าใจว่าตัว Bitcoin ที่ซื้อมาเก็บไว้ใน Wallet อยู่ในฮาร์ดดิสก์มันไม่มีทางที่จะเอากลับมาได้แล้ว เพราะว่าตัว Bitcoin ถูกเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ที่หายไป ซึ่งความเข้าใจนี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง   แต่จากลักษณะการทำงานของ Bitcoin Wallet ทั้งหมด ทำให้ตอนนี้เรารู้แล้วว่าตัว Bitcoin จริง ๆ ไม่ได้หายไปไหนหรอก มันถูกเก็บไว้ในระบบ Blockchain แต่ตัวที่อาจจะหายไป คือตัว Private key ซึ่งถ้านาย A มีการเก็บตัว Private key ไว้ที่อื่น เช่น เก็บไว้ใน Hardware Wallet สำรอง หรือมีการจดไว้ในกระดาษ เขาก็สามารถเข้าถึงตัว Bitcoin ที่มีการบันทึกอยู่ในระบบ Blockchain ได้ แล้วก็สามารถโอนตัว Bitcoin ส่งต่อให้คนอื่นได้   ทั้งหมดนี้น่าทำให้หลายคนที่กังวลใจ ว่ากลัว Bitcoin ที่ซื้อมา เสียเงินลงทุนไปจำนวนมาก คลายกังวลได้ เพียงแต่ต้องรักษา Private key ไว้ให้ดี และต้องจดจำให้ได้ ไม่ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์จะหายไป หรือพังลง ตัว Bitcoin ที่เราซื้อไว้ก็ยังอยู่ ส่วนเรื่องราคาเราไม่อาจจะการันตีได้ว่าจะเท่าเดิม หรือเพิ่มมากขึ้นได้ นักลงทุนทั้งหลายต้องไปลุ้นกันเอาเอง   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก  
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ลุยธุรกิจผลิต-สกัด CBD จากกัญชง  ลงทุน 25% ใน “ไทย ลีฟ ไบโอเทคโนโลยี”

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ลุยธุรกิจผลิต-สกัด CBD จากกัญชง ลงทุน 25% ใน “ไทย ลีฟ ไบโอเทคโนโลยี”

“ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” ตอกย้ำวิสัยทัศน์ NEXT LEVEL ส่งบริษัทลูก ออริจิ้น เฮลท์แคร์ ลงทุนในบริษัทผลิตและสกัด CBD จากกัญชง รับเมกะเทรนด์โลก เดินหน้าลงทุน “ไทย ลีฟ ไบโอเทคโนโลยี” ในสัดส่วน 25% ต่อยอดธุรกิจความงาม-ธุรกิจเฮลท์แคร์ในเครือ เพื่อจำหน่ายในกลุ่มธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่ม-ยา-เวชสำอาง     นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า หลังเดินหน้าธุรกิจตามแผน ORIGIN NEXT LEVEL ด้าน Business Expansion ขยายสู่ธุรกิจใหม่ โดยจัดตั้งบริษัท ออริจิ้น เฮลท์แคร์ จำกัด เป็นบริษัทหลักในการดำเนินกลุ่มธุรกิจบริการสุขภาพ (Healthcare) ล่าสุด บริษัทได้นำออริจิ้น เฮลท์แคร์ เข้าลงทุนในบริษัท ไทย ลีฟ ไบโอเทคโนโลยี จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการผลิต และสกัด CBD จากกัญชง ที่มีพันธมิตรแข็งแกร่งจากทั้งออสเตรเลีย แคนาดา และสหรัฐอเมริกา โดยภายหลังการจดทะเบียนเพิ่มทุนของไทย ลีฟ บริษัทจะถือหุ้นในสัดส่วน 25% ของหุ้นสามัญทั้งหมด รองรับการขยายตัวของตลาดผลิตภัณฑ์จากสารสกัด CBD จากกัญชงที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง “สารสกัด CBD จากกัญชงถือเป็นเมกะเทรนด์ของโลกที่น่าจับตามอง เนื่องจากมีสรรพคุณทางการแพทย์และสามารถนำมาต่อยอดกับผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เฉพาะในสหรัฐอเมริกา คาดว่ายอดขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสารสกัด CBD จากกัญชงจะมีมูลค่ากว่า 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐในปีหน้า มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย หรือ CAGR ที่ 27% ในไทยก็เองเริ่มเห็นแนวโน้มการนำมาประยุกต์ใช้กับหลากหลายผลิตภัณฑ์มากขึ้น เราจึงมองหาช่องทางต่อยอดธุรกิจนี้ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเฮลท์แคร์ของเราในระยะยาว”     ไทย ลีฟ ไบโอเทคโนโลยี ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสารสกัด CBD จากกัญชง เช่น น้ำมัน CBD จำหน่ายให้แก่บริษัทยา บริษัทอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีความต้องการใช้น้ำมัน CBD เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ การต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของตัวเอง ขณะที่ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จะนำสารสกัด CBD มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจกลุ่มเฮลท์แคร์ในหลากหลายด้าน เช่น ใช้เป็นส่วนผสมเครื่องสำอางในธุรกิจความงาม ใช้เพื่อช่วยส่งเสริมการนอนหลับ เมื่อมีการทำ Sleep Test คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ CBD ในปี 2566 ด้านนายยิ่งยศ จารุบุษปายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย ลีฟ ไบโอเทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทได้รับอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจนำเข้าเมล็ดพันธุ์และเพาะปลูกกัญชง และได้รับอนุมัติแบบก่อสร้างโรงงานสกัด CBD ตามมาตรฐาน GMP Pic/s (Pharmaceutical) จากทางคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว และได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา  นอกจากนี้ยังได้รับการเข้าร่วมลงทุนจากพันธมิตรหลากหลายกลุ่มทั้งไทยและต่างประเทศ รวมถึงการเข้าลงทุนจากเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ คาดว่าจะมีการแถลงข่าวทิศทางธุรกิจร่วมกับพันธมิตรทั้งไทยและต่างชาติทั้งหมดในวันที่ 13 ธ.ค.นี้   เรามีพันธมิตรทั้งด้านการเพาะปลูก การสกัด การวิจัยและพัฒนา การดำเนินงาน ไปจนถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ ด้วยเครือข่ายที่รอบด้านทั้งในไทยและระดับสากล จะนำไปสู่โอกาสการเติบโตที่สำคัญ  
AWC  ลงทุน 3,436 ล. ปั้น “ล้ง 1919”  เป็นแลนด์มาร์คศูนย์สุขภาพริมน้ำเจ้าพระยา

AWC ลงทุน 3,436 ล. ปั้น “ล้ง 1919” เป็นแลนด์มาร์คศูนย์สุขภาพริมน้ำเจ้าพระยา

AWC ลงทุน 3,436 ล้าน ปั้น “ล้ง 1919” เป็น “The Integrated Wellness Destination” แลนด์มาร์คศูนย์สุขภาพริมน้ำเจ้าพระยา ดึง The Ritz Carlton Hotel Company บริหารโรงแรม และเรสซิเดนซ์ หลังเช่าที่ดินจาก “หวั่งหลี” 64 ปี ดึงนักท่องเที่ยวไฮเอนด์จากทั่วโลกสู่จุดหมายปลายทาง สำหรับคนรักสุขภาพ   นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์  คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 บริษัท เอดับบลิวซี บาย ริเวอร์ฟรอนท์ จำกัด (บริษัทย่อยที่ AWC ถือหุ้นทางตรงและทางอ้อม 100%) ได้ลงนามในสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กับ บริษัท หวั่งหลี จำกัด เพื่อเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ  “ล้ง 1919” ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงข้ามกับตลาดน้อย โดยมีเนื้อที่เช่ารวมประมาณ  8 ไร่กว่า  เป็นระยะเวลาประมาณ 64 ปีเศษ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน รวมประมาณ 3,436 ล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วย ค่าเช่ารวม 1,269.2 ล้านบาท และเงินลงทุนในการพัฒนาโครงการประมาณ 2,166.8 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการคุณภาพที่มีมาตรฐานใหม่สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย สร้างปรากฎการณ์  “The Integrated Wellness Destination” ริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของคนรักสุขภาพดึงดูดนักท่องเที่ยวด้านสุขภาพจำนวนมากจากทั่วโลก “การลงนามในสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับ บริษัท หวั่งหลี จำกัด ในครั้งนี้ แสดงถึงความร่วมมือของ AWC และเครือข่ายพันธมิตรในการยกระดับมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทางตระกูลหวั่งหลี ผู้เป็นเจ้าของที่ดินให้ความไว้วางใจในการร่วมสร้างคุณค่าในระยะยาวร่วมกับ AWC พัฒนาสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างคุณค่าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวด้านสุขภาพระดับโลก ซึ่งจะเชื่อมโยงกับโครงการอื่นๆ ของ AWC ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาสอดคล้องกับแนวคิด “The River Journey” ประสบการณ์ท่องเที่ยวริมน้ำที่สำคัญของประเทศไทย”     นายวุฒิชัย หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท หวั่งหลี จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า เป็นการพัฒนาพร็อพเพอร์ตี้แลนด์มาร์คประจำตระกูลที่เป็นศูนย์รวมความภาคภูมิใจของครอบครัว เรามีความมั่นใจ ในพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างแน่นแฟ้นอย่าง AWC ว่าจะมาร่วมพัฒนาให้ที่ดินผืนนี้มีคุณค่าอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป โดยมี The Ritz-Carlton พันธมิตรระดับโลกมาร่วมพัฒนาให้เป็น world-class destination เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนร่วมในฐานะพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจเพื่อการสร้างโครงการที่มีคุณภาพระดับสากลในครั้งนี้ ทั้งนี้ บริษัท หวั่งหลี จำกัด ผู้ให้เช่าตกลงส่งมอบการครอบครองพื้นที่เช่าภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 และจดทะเบียนการเช่า 30 ปี  (เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม  2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม  2598) พร้อมกับคำมั่นของผู้ให้เช่าว่าจะให้เช่าต่ออีก 30 ปี (เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม  2599 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม   2628) โดยผู้ให้เช่าตกลงไม่คิดค่าเช่าสำหรับช่วงระยะเวลาพัฒนาโครงการซึ่งนับตั้งแต่วันที่ผู้ให้เช่าส่งมอบการครอบครองพื้นที่เช่าจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม  2568
[PR News] เพอร์เฟค จับมือ 7 พันธมิตร  เดินพัฒนา “ถนนหอการค้าไทย” ให้เป็นถนนสีเขียว

[PR News] เพอร์เฟค จับมือ 7 พันธมิตร เดินพัฒนา “ถนนหอการค้าไทย” ให้เป็นถนนสีเขียว

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จับมือ 7 องค์กร ร่วมสร้าง “ถนนหอการค้าไทย” ยาว 4 กิโลเมตร ให้เป็นถนนสีเขียว มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต   โดยร่วมกับ “อีวีโลโม” บริษัทชั้นนำจากอเมริกา สร้างสถานีชาร์จรถไฟฟ้าและติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าในบ้านเดี่ยวทุกโครงการ จับมือบริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้แก่ “อรุณ พลัส, อีวี มี พลัส, สวอพ แอนด์ โก” ให้บริการซื้อหรือเช่ารถยนต์ไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชั่น ศึกษาการให้บริการ EV Bus และตู้สลับแบตเตอรี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในชุมชน พร้อมจับมือ “โลตัส โกเฟรช” ที่มาเปิดสาขาใหม่ในแนวคิดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ “โรงเรียนนานาชาติเอสไอเอสบี” ร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วยโรงเรียนพลังงานทางเลือก   นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้  เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ 7 องค์กรร่วมสร้าง “ถนนหอการค้าไทย” ให้เป็นถนนสีเขียว เพื่อส่งเสริมการใช้พลังานสะอาดบนถนนหอการค้าไทย ด้วยการตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าบนพื้นที่ส่วนกลางและบริเวณชุมชน มีการติดตั้ง EV Charger Home Box ให้กับบ้านเดี่ยวทุกโครงการทุกระดับราคา เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และยังมีการศึกษาถึงการให้บริการ EV Bus และตู้สลับแบตเตอรี่สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อให้บริการในชุมชน ตลอดจนยังได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจที่ตั้งอยู่บนถนนนี้ ที่มีแนวทางการดำเนินงานในแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งจะติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในศูนย์ราชการนนทบุรี เพื่อจุดประกายให้คนหันมาสนใจการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น   โดยความร่วมมือกับ 7 องค์กรประกอบด้วย “อีวีโลโม” บริษัทชั้นนำจากอเมริกา สร้างสถานีชาร์จรถไฟฟ้าและติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าในบ้านเดี่ยวทุกโครงการ บริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้แก่ “อรุณ พลัส, อีวี มี พลัส, สวอพ แอนด์ โก” ให้บริการซื้อหรือเช่ารถยนต์ไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชั่น ศึกษาการให้บริการ EV Bus และตู้สลับแบตเตอรี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในชุมชน “โลตัส โกเฟรช” ที่มาเปิดสาขาใหม่ในแนวคิดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ “โรงเรียนนานาชาติเอสไอเอสบี” ร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วยโรงเรียนพลังงานทางเลือก   สำหรับถนนหอการค้าไทยเป็นถนนที่บริษัทสร้างขึ้น มีระยะทาง 4 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างถ.ชัยพฤกษ์และถ.สะพานนนทบุรี-บางบัวทอง ซึ่งถนนดังกล่าวมีพื้นที่สำหรับพัฒนาโครงการรวม 1,226 ไร่ ปัจจุบันเติบโตเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีโครงการที่อยู่อาศัย สถาบันการศึกษา โรงเรียนนานาชาติ ศูนย์การค้าชุมชน ธุรกิจร้านค้าต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งยังมีพื้นที่รอการพัฒนาและ   มีศักยภาพที่จะขยายตัวต่อเนื่องในอนาคต จากการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ บริษัทจึงมีแนวคิดที่จะผลักดันให้ถนนหอการค้าไทย เป็นถนนที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม   สำหรับความร่วมมือจากบริษัทใน กลุ่ม ปตท. นายชาญ กุลภัทรนิรันดร์  Head of 2 Wheel and Bus Business Development  บริษัท อรุณ พลัส จำกัด  กล่าวว่า อรุณ พลัส เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้าน EV Value Chain รองรับการขยายฐานธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. โดยรถบัสไฟฟ้า หรือ  E-Bus เป็นหนึ่งการดำเนินงานที่อยู่ระหว่างพัฒนาเพื่อสามารถให้บริการได้ในราคาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ  ปัจจุบัน อรุณ พลัส ให้บริการ Shuttle E-Bus สำหรับรับส่งพนักงานในกลุ่ม ปตท. และมีแผนให้บริการแก่ผู้ที่สนใจภายนอกสามารถเลือกซื้อหรือเช่า E-Bus ได้ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าจะพร้อมให้บริการได้กลางปี 2565 สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค และ อรุณ พลัส จะหารือเพื่อพัฒนาการให้บริการ E-Bus ร่วมกัน เพื่อให้ชุมชนบนถนนหอการค้าไทยได้มีโอกาสทดลองใช้งาน E-Bus ของอรุณ พลัส ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพลังงานสะอาด อันจะมีส่วนช่วยพัฒนาชุมชนนี้ ให้เป็นชุมชนสีเขียว   นายสุวิชชา สุดใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการจัดการ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด  กล่าวว่า  อีวี มี พลัส บริษัทสตาร์ทอัพของ กลุ่ม ปตท. พร้อมมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของ EV ที่สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านแอปพลิเคชัน EVme ซึ่งเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มให้บริการ EV เต็มรูปแบบรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่สามารถเลือกใช้บริการซื้อหรือเช่า EV ได้ในราคาพิเศษ โดยมีตัวเลือกรถหลากรุ่นหลายแบรนด์  ตลอดจนให้บริการข้อมูลที่ตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ปัจจุบัน EVme อยู่ระหว่างทดสอบการให้บริการ โดยจะพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในต้นปี 2565 สำหรับโครงการของ พร็อพเพอร์ตี้ เฟอร์เฟค บน  “ถนนหอการค้าไทย” ซึ่งเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว อีวี มี พลัส จะนำเสนอบริการทดลองใช้งาน EV ได้ในราคาพิเศษก่อนตัดสินใจซื้อ ให้กับลูกบ้าน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดผ่าน EV ต่อไป   นางสาวอาวีมาศ สิริแสงทักษิณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สวอพ แอนด์ โก จำกัด  กล่าวว่า สวอพ แอนด์ โก เป็นอีกหนึ่งบริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่ดำเนินธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์มสลับแบตเตอรี่แก่ผู้ใช้งานมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแบบไม่ต้องรอชาร์จ เพื่อรองรับการขยายตัวของผู้ใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ปัจจุบัน สวอพ แอนด์ โก เปิดให้บริการสถานีสลับแบตเตอรี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแบบไม่ต้องรอชาร์จ จำนวน 22 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และมีแผนขยายการให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ สำหรับโครงการ “ถนนหอการค้าไทย” นี้  สวอพ แอนด์ โก จะมีบริการตู้สลับแบตเตอรี่ พร้อมแบตเตอรี่ ประมาณ 30 ก้อน เพื่อสามารถรองรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในพื้นที่ ได้กว่า 10 คัน ซึ่งผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Swap & Go เชื่อมต่อกับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่รองรับการใช้งาน เพื่อเข้ากระบวนการสลับแบตเตอรี่ได้ด้วยตัวเอง ได้อย่างสะดวก ง่ายดาย   สำหรับ อีวีโลโม  นางสาวนิโคล วู กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีวีโลโม เทคโนโลยีส์ จำกัด เปิดเผยว่า อีวีโลโม เป็นบริษัทชั้นนำด้านยานยนต์ไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกา มีความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เพื่อรุกเข้าสู่ตลาดบ้าน EV Ready ในประเทศไทย  โดยจะเป็นผู้ติดตั้ง EV Charger Home Box ให้กับบ้านเดี่ยวในทุกโครงการของ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค พร้อมบริการบำรุงรักษา ซึ่งทั่วไปแล้วผู้ใช้รถยนต์ไฟไฟฟ้าจะมีการชาร์จไฟที่บ้านมากกว่า 80% จึงตั้งเป้าหมายจะร่วมกันติดตั้งเครื่องชาร์จในบ้านรวมจำนวน 10,000 หลัง โดยเป็นเครื่องชาร์จอัจฉริยะ EVLOMO ELO Series ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องการป้องกันฝุ่นและน้ำ ใช้งานได้ในทุกสภาพอากาศ มีความปลอดภัย สามารถเชื่อมต่อ 4G และ Wi-Fi สำหรับการชาร์จจากระยะไกล และยังรองรับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในการแสดงผลบนหน้าจอ  EVLOMO ยังได้เปิดตัวสถานีชาร์จไฟฟ้าในพื้นที่ส่วนกลางและบริเวณชุมชน อาทิ หน้าคลับเฮ้าส์ ลานจอดรถหน้าร้านค้า ฯลฯ เพื่อให้บริการแก่คนในชุมชนและประชาชนทั่วไป เป็นการส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในวงกว้างมากขึ้น”   ในส่วน โลตัส โดย นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความยั่งยืนและกฏหมาย บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด กล่าวว่า บริษัทจะเปิด “โลตัส โกเฟรช” สาขาใหม่บนถนนหอการค้าไทย ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ด้วยแนวคิดมินิซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะติดตั้งเครื่องรับขวดน้ำพลาสติกอัตโนมัติ (Reverse Vending Machine) เพื่อเก็บบรรจุภัณฑ์กลับไปรีไซเคิล โดยลูกค้าสามารถแลกไข่ไก่ฟรี 1 ฟอง สำหรับขวดพลาสติกทุกๆ 10 ขวดที่นำมารีไซเคิลผ่านเครื่องนี้ พร้อมส่งเสริมให้ลดการใช้พลาสติก ด้วยการงดแจกถุงพลาสติก ซึ่งทางโลตัสมี “ถุงคืนชีพ” จำหน่าย ที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล ใช้ซ้ำได้หลายครั้ง เมื่อชำรุดก็นำมาเปลี่ยนใบใหม่ได้ฟรี ทั้งนี้ โลตัสมีนโยบายลดใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อลดขยะต่างๆ โดยเฉพาะขยะพลาสติกและขยะอาหาร รวมทั้งส่งเสริมให้มีการนำทรัพยากรวนกลับมาใช้ด้วย   ด้าน โรงเรียนนานาชาติเอสไอเอสบี นายเคลวิน โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ที่ผ่านมา เอสไอเอสบี ได้ก้าวไปสู่การเป็นโรงเรียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และดำเนินการตามแนวทางที่จะไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน  สำหรับโรงเรียนนานาชาติเอสไอเอสบี นนทบุรี ตั้งอยู่บนพื้นที่ 18.5 ไร่ บนถนนหอการค้าไทย มีกำหนดเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2566 โดยโรงเรียนเอสไอเอสบี สาขาที่ 5 แห่งนี้ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการถนนสีเขียว เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับนักเรียน อาทิเช่น การนำระบบปรับอากาศอัจฉริยะมาใช้ การออกแบบให้ใช้แสงธรรมชาติเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังพร้อมมีความร่วมมือเพื่อเปลี่ยนการใช้พลังงานของโรงเรียนไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อให้โรงเรียนเอสไอเอสบี นนทบุรี เป็นโรงเรียนสีเขียวชั้นนำ และเป็นต้นแบบของโรงเรียนที่ใช้พลังงานทางเลือก
Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? [VDO]

Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? [VDO]

Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ในวงการเงินดิจิทัล หรือตลาด Cryptocurrency จำเป็นจะต้องมีตัวกลางในการใช้และเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ จึงมีการสร้าง เหรียญ (Coin) หรือ โทเคน (Token) ขึ้นมาใช้ โดยกำหนดมูลค่าและรูปแบบของเหรียญหรือโทเคนแตกต่างกันออกไป ซึ่ง Coin  กับ Token ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจไม่เข้าใจว่าทั้ง 2 ชนิดนี้ เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร   โดยบทความนี้จะมาอธิบาย และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ Coin และ Token ว่ามีความเหมือนหรือข้อแตกต่างกันอย่างไร​ ทำไมถึงมีการแบ่งประเภท Cryptocurrency บางชนิดเป็น Coin และบางชนิดเป็น Token   รู้จัก Coin & Token และข้อแตกต่าง Coin ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีการพัฒนาระบบ Blockchain เป็นของตนเอง  ระบบและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาจะมีเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับชนิดของ Coin ตัวอย่าง Coin ได้แก่ Bitcoin, Litecoin, Ethereum หรือ Waves  ทั้ง 4 ตัวนี้จะถูกจัดประเภทเป็น Coin เนื่องจากมีระบบ Blockchain เป็นของตัวเอง  การตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction ของการโอน Bitcoin, Litecoin, Ethereum หรือ Waves ก็จะเป็นการคอนเฟิร์มในระบบ Blockchain ของตัวเอง   Token ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอีกชนิดหนึ่ง แต่ไม่มีระบบ Blockchain เป็นของตนเองโดยตรง ต้องอาศัยระบบ Blockchain ของเครือข่ายผู้อื่น ตัวอย่างเช่น OMG (OmiseGo) กับBNB (Binance Coin) ทั้ง 2 ตัวเป็น Token ที่ถูกสร้างบนระบบ Blockchain ของ Ethereum เพราะฉะนั้นการตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction เวลามีการโอน OMG หรือ BNB จะเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของ Transaction บนระบบ Blockchain ของ Ethereum เพราะ Token ไม่มีระบบ Blockchain เป็นของตัวเอง   โดยข้อสังเกตนี้  หากใครเคยลงทุนด้วยวิธีการ ICO โดยใช้ Ethereum จะสังเกตว่าตัว Address ของ Ethereum ในการลงทุน ICO จะเป็น Address เดียวกับตัว BNB กับ OMG หรือก็คือทุก Token ที่มีการสร้างบน Ethereum จะใช้ตัว Wallet เดียวกันกับ Ethereum หรือก็คือ ตัว Wallet ของ Ethereum อันนี้ ถ้าเรามีการสร้างตัว Wallet ของ Ethereum ขึ้นมา Wallet อันนี้สามารถที่จะนำมาใช้กับตัว Token รวมถึงการโอน Token ทุก ๆ ตัวเลย ที่มีการสร้างขึ้นมาบนระบบ Blockchain ของ Ethereum ซึ่งในตัวอย่างนี้ ก็จะเป็น OMG และ BNB   แต่ Ethereum ก็ไม่ใช่ Coin อันเดียวที่เราสามารถจะสร้าง Token ขึ้นมาได้  อย่างเช่นตัว Waves ที่มีฟังก์ชั่นที่เราจะสามารถสร้าง Token ขึ้นมาได้ อย่างเช่น Waves ก็มีตัว WGR กับ TKS ซึ่งเป็น Token ที่ถูกสร้างขึ้นมาบนระบบ Blockchain ของ Waves โดยถ้าสังเกตจากภาพประกอบด้านล่าง จะเห็นว่าขีดเส้นทึบไว้ตรงข้างบน Bitcoin กับ Litecoin เนื่องจากตัว Bitcoin กับ Litecoin ในปัจจุบันนี้ทั้ง 2 ตัว ยังไม่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่จะทำให้ Developer สามารถที่จะสร้าง Token ขึ้นมาบนตัว Bitcoin กับ Litecoin ได้นะครับ   วิธีเช็คที่มาของToken สำหรับการตรวจสอบว่าในปัจจุบันมี Token อะไรบ้างที่ถูกสร้างบน Platform ของ Ethereum หรือ Platform ของ Waves สามารถตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์ www.coingecko.com ซึ่งจะสามารถตรวจสอบได้ว่ามีตัว Coin ใดบ้างที่สร้างตัว Token ขึ้นมาได้ ซึ่งปัจจุบันจากข้อมูลบนเว็บไซต์ coingecko จะเห็นพบว่ามี Token ต่าง ๆ มากมาย ที่ถูกสร้างขึ้นบน Platform แต่ละ Platform   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร?  
AWC หวังเปิดประเทศอัตราเข้าพักพุ่ง40%  หลังยอดจองบุ๊กกิ้งเดียวได้ 2,000 รูมไนท์

AWC หวังเปิดประเทศอัตราเข้าพักพุ่ง40% หลังยอดจองบุ๊กกิ้งเดียวได้ 2,000 รูมไนท์

AWC หวังนโยบายเปิดประเทศ ดันอัตราเข้าพักโต 2 เท่า เดินขนโรงแรมในเครือกว่า 5,000 ห้อง สร้างประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยว พร้อมเปิดบริการ “คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์” โรงแรมที่ 19 ชี้กระแสดีแค่บุ๊กกิ้งเดียวได้ 2,000 รูมไนท์ ขณะที่ททท. วางเป้านักท่องเที่ยวเข้าไทย 1 ล้านคน ทำรายได้กว่า 6 แสนล้านบาท   หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับจำนวนผู้ได้รับการฉีดวัคซีนมีเพิ่มมากขึ้น  ทำให้รัฐบาลเดินหน้านโยบายเปิดประเทศตั้งแต่ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ตอนนี้ตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เดินทางไปท่องเที่ยวและพักผ่อนจำนวนมาก หลายโรงแรมอัตราการเข้าพักเริ่มขยับสูงขึ้น หลังจากชะลอตัวลงมา ถือเป็นแนวโน้มในภาพบวกต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย   สำหรับ AWC ที่มีโรงแรมในเครืออยู่ทั่วประเทศ ก็ได้รับอานิสงค์และผลบวกจากการเปิดประเทศ โดยเห็นได้จากอัตราการเข้าพักเริ่มปรับสูงขึ้น ทำให้แนวโน้มผลประกอบการของปีนี้จะขยับเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเช่นกัน ซึ่งปัจจัยสำคัญคงขึ้นอยู่กับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาว่ามีมากน้อยแค่ไหน   นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า  จากนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ถือว่าส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรมของบริษัท เพราะมีนักท่องเที่ยวเข้าพักในโรงแรมต่าง ๆ ของบริษัท ซึ่งตั้งอยู่ในหัวเมืองสำคัญ อย่างกรุงเทพฯ หรือภูเก็ต เป็นจำนวนมาก ​   โดยปัจจุบันภาพรวมอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ของโรงแรมในกลุ่ม AWC มีประมาณ​29% เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม ที่มีประมาณ 24% โดยแนวโน้มของอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม โดยยังสูงกว่าช่วงปีที่ผ่านมาในทุกเดือนด้วย ซึ่งปี 2563 มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปะประมาณ 23.43% โดยเดือนมกราคมมีอัตราการเข้าพักสูงสุดถึง 77.89% ก่อนจะลดลงเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ ได้รับการตอบรับดีมาก มี 1 บุ๊กกิ้งได้กว่า 2,000 รูมไนท์ เดือนพฤศจิกายนน่าจะเห็น Occupancy Rate 30% และธันวาคมคงเห็นตัวเลขที่ดีไปถึง 30-40% AWC เปิดรร.แห่งที่ 19 จ.ภูเก็ต แนวทางการเตรียมรับนักท่องเที่ยงของ AWC คือ การนำโรงแรมที่บริหารอยู่ในปัจจุบันทั้งสิ้น 18 แห่ง มีจำนวนห้องพักรวมกันกว่า 4,941 ห้อง ตั้งอยู่ใน 6 เมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ กระบี่ หัวหิน ภูเก็ต เชียงใหม่ และเกาะสมุย  ให้บริการนักท่องเที่ยวด้วยแพ็คเกจ​และแคมเปญต่าง ๆ ​ซึ่งโรงแรมทั้งหมดผ่านการรับรองและให้บริการตามมาตรฐานของ Amazing Thailand Safety & Health Administration หรือ SHA+ รวมถึงมาตรฐานของเชนบริหารโรงแรมระดับโลก ที่ให้ความสำคัญและเข้มงวดในเรื่องความสะอาด สุขอนามัย และความปลอดภัยของแขกผู้มาใช้บริการ ทั้งในส่วนของห้องพัก ห้องอาหาร รวมถึงสระว่ายน้ำ และบริการสปาภายในโรงแรม   ล่าสุด วันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ยังได้เปิดให้บริการโรงแรม คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์  เป็นโรงแรมขนาด 248 ห้องพักที่บริหารโดยแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นการรีโนเวตโรงแรมเก่าอย่างโรงแรมเมโทรโพล ภูเก็ต โดยเป็นการรีโนตเต็มรูปแบบในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา สำหรับโรงแรม คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์  ถือเป็นโรงแรมแห่งที่ 19 ภายใต้การบริหารงานของ AWC ทำให้ปัจจุบัน AWC มีโรงแรมเปิดให้บริการแล้ว 5,189 ห้อง ถ้านักท่องเที่ยวกลับมาเราจะเห็นผลประกอบการของกลุ่มโรงแรมเติบโตก้าวกระโดด ช่วงตุลาคมก็เห็นบุ๊กกิ้งดับเบิล เปิดประเทศเงินสะพัดเข้าไทยกว่า 3,500 ล้าน ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึง ภาพรวมและผลตอบรับหลังการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวว่า จากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่กักตัวและไม่จำกัดพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน บรรยากาศการท่องเที่ยวเริ่มดีขึ้นโดยลำดับ อัตราการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเฉลี่ย 2,000-3,000 คน/วัน สามารถ โดยเม็ดเงินที่ได้จากการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคมถึง 9 พฤศจิกายน มีประมาณ 3,500 ล้านบาท โดยข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1-10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีจำนวนกว่า 30,000 คน ซึ่งชาติที่เข้าประเทศไทย 10 อันดับแรก  ได้แก่ ​1.สหรัฐอเมริกา จำนวน 3,864 คน 2.เยอรมนี จำนวน 3,274 คน 3.อังกฤษ จำนวน 1,785 คน 4.ญี่ปุ่น จำนวน 1,713 คน 5.เกาหลีใต้ จำนวน 1,296 คน 6.รัสเซีย จำนวน 1,140 คน 7.สวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 1,116  คน 8.ฝรั่งเศส จำนวน 1,041 คน 9.สวีเดน จำนวน 932 คน และ 10.เสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวน 810 คน คาดรายได้ท่องเที่ยวทั้งปีกว่า 6 แสนล้าน นางสาวฐาปนีย์ฯ กล่าวอีกว่า ตลอดปี 2564 นี้ คาดว่าประเทศไทยจะสามารถรับนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน  ผ่านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ถึงความพร้อมและมาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มงวด ควบคู่กับการส่งเสริมแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว “Visit Thailand Year 2022” ด้วยแนวคิด “Amazing New Chapters” ของ ททท. ทั้ง 29 สำนักงานทั่วโลก   สำหรับตลาดในประเทศนั้น ททท. ได้เตรียมสินค้าการท่องเที่ยวแบบ Theme Campaign ที่ตอบสนองพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยทุกกลุ่ม เริ่มจาก UNSEEN New Series เที่ยววันธรรมดา เมืองรองต้องลอง ชุมชนท่องเที่ยวสร้างสรรค์ Workation Thailand และ Thailand Premium เป็นต้น โดยมุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด “เที่ยวเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม” โดยการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง ททท. กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข ตำรวจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการสายการบิน ขนส่ง ร้านค้า ร้านอาหาร และร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก ตลอดจนผู้ประกอบการโรงแรมที่พัก อย่างเช่น โรงแรมคุณภาพจากเครือ AWC ทั้ง 18 แห่งทั่วประเทศ  ททท. มั่นใจว่า ภายในปี 2564 นี้ ประเทศไทยจะสร้างรายได้สู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ไม่น้อยกว่า 625,700 ล้านบาท และจะบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อส่งเสริมให้เกิดมูลค่าเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว ในปี 2565 จำนวนไม่น้อยกว่า 1,938,034 ล้านบาท ด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ 160 ล้าน คน-ครั้ง และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ 18 ล้านคน  
เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? [VDO]

เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? [VDO]

เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร Smart Contract  คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกเขียนขึ้นมาควบคุมการทำงานของระบบ Blockchain บน Platform ต่างๆ เช่น Ethereum เพื่อให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามโปรแกรมที่เขียนไว้   จากบทความก่อนหน้านี้ คือ​ “Blockchain คืออะไร?  เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto” ได้มีการอธิบายถึงหลักการทำงานของ Blockchain ว่า ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในหลายเรื่อง ซึ่งที่ชัดเจน คือ เรื่องของการโอนเงิน (​Money Transfer) ที่ขจัดตัวกลางออกจากระบบ ช่วยลดระยะเวลาการโอนเงิน และลดค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการโอน   ขณะที่การทำงานของระบบ Blockchain บน Platform ต่าง ๆ เช่น Ethereum จะมีชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ที่ถูกเขียนขึ้นมาควบคุมการทำงาน ของ Blockchain ที่เรียกว่า Smart Contract ซึ่งไม่สามารถจะทำให้แก้ไขข้อมูลคำสั่งดังกล่าวได้ จึงถือว่า Smart Contract มีความปลอดภัยป้องกันการแก้ไขปลอมแปลงภายหลัง ซึ่งเหมาะสมสำหรับการโอนเงิน ที่ต้องการความปลอดภัยสูงเช่นกัน   บทความในครั้งนี้ จึงจะอธิบายถึงหลักการทำงานของ Smart Contract สำหรับ Ethereum ว่ามีคุณสมบัติพื้นฐานอะไรบ้าง พร้อมกับกรณีตัวอย่างการใช้งานของ Smart Contract ของ Ethereum ที่น่าสนใจว่าได้เข้ามาช่วยในเรื่องอะไรได้บ้าง     หลักการทำงานพื้นฐานการโอน เริ่มต้นคงต้องอธิบายและทำความเข้าใจกันก่อนเรื่องแรกก่อน คือ ตัว Account ในระบบ Blockchain ว่ามีหลักการทำงานอย่างไร? ปกติการโอนในระบบ Blockchain หรือ การโอนตัว Bitcoin จะต้องมีการ Login เข้าไปใน Account ของผู้จะทำการโอน     กรณีตัวอย่าง สมมุติ A จะโอน Bitcoin ให้ B เริ่มต้น A จะต้อง Login เข้าไปใน Account ของตัวเอง โดยการใช้ Private Key สำหรับ B ก็เช่นเดียวกัน การที่ B จะโอน Bitcoin ให้ A ได้ B ก็ต้องใช้ Private Key Login เข้าไปใน Account ของตัวเองก่อน การโอนในลักษณะนี้ เป็นการโอนโดย  User หรือ ตัวผู้ใช้งาน   ลักษณะการโอนดังกล่าวนี้ ตัวระบบของ Ethereum ก็จะทำการโอนได้เช่นเดียวกัน แต่ตัวที่ระบบของ Ethereum มีเพิ่มเข้ามาคือ ตัว Smart Contract โดยตัว Smart Contract มีคุณสมบัติเบื้องต้นจะเหมือนตัว Account ปกติ เลย คือ รับโอนตัว ETH ได้  โอนตัว ETH ออกได้ ​รวมถึงสะสมตัว ETH ได้ แต่ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าจะต้องมีตัว ETH อยู่ใน Smart Contract   สิ่งที่ Smart Contract แตกต่างจาก Account ปกติ คือ Smart Contract ไม่ได้ถูกควบคุมโดย User แต่ถูกควบคุมโดยชุดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือตัวคำสั่งคอมพิวเตอร์ ที่ถูกเขียนเข้าไปไว้ใน  Smart Contract โดยตัวคำสั่งคอมพิวเตอร์ที่เขียนไว้ใน Smart Contract จะไม่สามารถแก้ไขได้ ถ้าเรามีการสร้าง Smart Contract  แล้วมีการพิมพ์ตกหล่นไป เราต้องสร้าง Smart Contract อันใหม่ขึ้นมาเลย เนื่องจากเราไม่สามารถไปแก้ไข Smart Contract ที่ถูกสร้างขึ้นมาได้   นอกจากนี้ ​ตัว  Smart Contract ยังสามารถส่งข้อมูลเข้าหากับตัว Smart Contract ตัวอื่น ๆ ในระบบ รวมถึงสามารถนำมาใช้ทำงานร่วมกัน คุณสมบัตินี้ของ Smart Contract ถูกเรียกว่า Decentralized Application  หรือที่เรียกกันว่า DApps นั่นเอง   Smart Contract กับการจัดสรรผลประโยชน์ ตัวอย่างการใช้ Smart Contract ที่น่าสนใจ ตัวอย่างแรก เป็นกรณีการจัดสรร Tip box หรือการจัดสรรปันส่วน ให้กับพนักงานภายในร้าน   โดยสมมุติว่า ทางร้านมีพนักงานอยู่ 5 คน A, B, C, D และ E และทางร้านได้ค่า Tip มาจำนวนเท่ากับ 10 ETH แล้วโดยปกติทางร้านจะให้ Manager เป็นคนรวบรวม Tip ส่วนนี้ แล้วนำมาแจกจ่ายให้กับพนักงานในแต่ละคนเท่า ๆ กัน ซึ่งถ้า Manager จัดการตามปกติ ก็จะต้องแบ่งให้กับพนักงานทั้ง 5 คนเท่า ๆ กัน ซึ่งจะได้คนละ 2 ETH ซึ่งการจ่ายลักษณะนี้จะขึ้นอยู่กับ Manager ดังนั้นแล้วอาจจะเปลี่ยนลักษณะการจ่ายค่า Tip ได้ โดย Manager ถ้าชอบ C มากกว่า D ก็อาจจะให้ C เท่ากับ 3 ETH แล้วลดส่วนที่ D ควรจะได้ เหลือแค่ 1 ETH หากทางร้านหันมาใช้ตัว Smart Contract แทนการให้ Manager มาจัดการจัดสรรปันส่วนค่า Tip นี้ พนักงานทั้ง 5 คนจะได้รับค่า Tip ในส่วนนี้เท่า ๆ กันทุกครั้ง เพราะว่าตัวเงื่อนไขใน Smart Contract ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้   จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่า ตัว Smart Contract  นอกจากจะอำนวยความสะดวกการจัดสรรปันส่วนแล้ว จะทำให้ทุกคนมั่นใจว่า จะได้รับการจัดสรรปันส่วนค่า Tip ตามกฎที่ตกลงไว้ตอนแรกแน่นอน   Smart Contract กับการระดมทุนของ Startup   อีกกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ เรื่องของการระดมทุน เป็นกรณีที่ Startup จะระดมทุน ผ่าน Crowd Funding  ตัวอย่างนี้กำหนดให้ Startup ต้องการระดมทุนเท่ากับ 30 ETH โดยปกติการระดมทุนผ่าน Crowd Funding ต้องผ่านตัวกลางเข้ามาช่วยระดมทุน โดยเป็นพวก Middleman ซึ่ง Middleman เมื่อเข้ามาช่วยจะต้องมีการขอค่าธรรมเนียม (Fee) ส่วนหนึ่งสำหรับการระดมทุน  ตัวอย่างนี้เท่ากับ 6 ETH นั่นหมายความว่า การระดมทุนครั้งนี้ต้องระดมทุนให้ได้เท่ากับ 36 ETH และถ้าการระดมทุนดำเนินการไปอย่างเรียบร้อย เท่ากับ 36 ETH  Middleman ก็จะเก็บไป 6 ETH และส่งให้ Startup ไป 30 ETH   แต่ถ้าการระดมทุนไม่ได้ตามเป้าหมาย Middleman จะทำการส่งเงินคืนไปที่ A, B, C (ผู้ให้ทุน) โดยปกติการคืนเงินไปให้ A, B, C จะไม่ได้คืนเงินทันที จะต้องใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่ง และบางครั้งก็มีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการคืนเงินให้ A, B, C   แต่หากการระดมทุนครั้งนี้ ตัว Startup เปลี่ยนมาใช้ Smart Contract มาใช้ในการระดมทุน ตัว Smart Contract จะไม่คิดค่าธรรมเนียมทั้งการจัดระดมทุน หรือแม้แต่การคืนเงินหากระดมทุนไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะฉะนั้น ตัวเลขของการระดมทุนครั้งนี้จะเท่ากับ 30 ETH     และถ้าการระดมทุนครั้งนี้เป็นไปตามเป้า ทาง Startup จะเท่ากับ 30 ETH แต่ถ้าการระดมทุนครั้งนี้ไม่สำเร็จ หรือไม่ได้ตามเป้า ตัว Smart Contract จะทำการคืนเงินไปให้ที่ A, B, C, D ทันที และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งจากตัวอย่างนี้ ตัว Smart Contract จะช่วยอำนวยความสะดวกในการระดมทุน ทั้งฝั่ง Startup และฝั่งผู้ให้เงินลงทุน คือ A, B, C และนอกจากนี้ยังช่วยลดค่าธรรมเนียม  รวมถึงช่วยเรื่องความเร็วในการระดมทุนและคืนเงิน   จากกรณีตัวอย่างทั้ง 2 เรื่อง จะเห็นว่า Smart Contract ช่วยประโยชน์ได้ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดได้ จึงเกิดความยุติธรรม และความปลอดภัยของระบบ การช่วยลดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการทำงาน และช่วยเรื่องความรวดเร็วในขั้นตอนการทำงานด้วย   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง?  
ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? [VDO]

ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? [VDO]

ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto ในโลกการเงินดิจิทัล สิ่งหนึ่งที่มีการทำธุรกรรมเหมือนกับโลกการเงินปกติ คือ การโอนเงินระหว่างบุคคล หรือ การโอนเหรียญ หรือเงินดิจิทัลต่าง ๆ ทำให้หลายคนที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการเงินดิจิทัลมากนัก เกิดข้อสงสัยว่า หลักการโอนเงินของ Cryptocurrency มีหลักการอย่างไร? มีความแตกต่างจากการโอนเงินผ่านระบบ Digital Banking ที่ทางธนาคารมีให้โอนผ่าน Internet Banking หรือ Mobile Application อย่างไร?   โดยจะขออธิบายให้เห็นถึงหลักการทำงานของทั้ง 2 ระบบ ว่ามีทั้งความเหมือน และความต่างกันอย่างไรบ้าง?   การโอนทั้ง 2 ระบบต้องใช้ Username-Password เพื่อความชัดเจนและความเข้าใจ ขอยกตัวอย่างดังนี้ คือ A ต้องการโอนเงินให้กับ B จำนวน 1,000 บาท สิ่งที่ A ต้องทำสิ่งแรก คือ A ต้อง Login เข้าไปในบัญชีธนาคารของ A ก่อน ซึ่งปกติต้องใช้ Username และ Password หลังจากนั้น A จะสามารถโอนเงินได้ โดย A ต้องมีข้อมูลเลขที่บัญชีธนาคารของ B   จากกรณีตัวอย่าง จะพบว่าลักษณะของข้อมูลมี 2 ชนิด ได้แก่ 1.Private ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนของ A ได้แก่ Username และ Password 2.Public ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนของ B ได้แก่ เลขที่บัญชีธนาคาร   ลักษณะของข้อมูลดังกล่าว จะพบว่าข้อมูลแบบ Private ของ A ซึ่งเป็นข้อมูลเฉพาะตัวของ A นั้น จะไม่สามารถบอกใครได้ หากคนอื่นรู้ข้อมูล ก็จะสามารถทำการ Login เข้ามาในบัญชีธนาคารของ A แล้วทำการโอนเงินออกไปได้ ในขณะที่ข้อมูลเลขที่บัญชี ซึ่งเป็นข้อมูลแบบ Public ที่สามารถนำเอาไปบอกคนอื่นได้ เช่น B ต้องการให้คนอื่นโอนเงินมาให้ B ก็ต้องบอกเลขที่บัญชีไป ไม่อย่างนั้น คนอื่นจะไม่สามารถโอนเงินมาหา B ได้ ดังนั้น ข้อมูลแบบ Public จึงบอกคนอื่นได้   จากกรณีตัวอย่าง หากมาลองพิจารณาข้อมูลของ A ในลักษณะที่เป็น ข้อมูล Private จะพบว่ามีคน 2 คนที่รู้ข้อมูล คือ A ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชี และระบบของธนาคาร ดังนั้นตัวระบบของธนาคารจึงตกเป็นเป้าหมายของ Hacker ในการล้วงเอาข้อมูลพวก Username และ Password ของผู้ใช้งานออกไป   "การที่มีข้อมูลของเราไว้ในตัวของระบบธนาคาร ก็มีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ ถ้า A ลืม Username หรือ Password A ก็ไปติดต่อกับธนาคร เพื่อขอกู้ Username กับ Password หรืออาจจะขอ Username หรือ Password อันใหม่มาใช้งานได้" แล้ว Cryptocurrency มีหลักการโอนให้กันอย่างไร? ขอยกกรณีตัวอย่างดังนี้ ถ้า A ต้องการโอน Bitcoin ให้ B สิ่งที่ A จะต้องทำ คือ A ต้อง Login เข้าไปในตัว  Wallet ของ A เอง ที่มีการเก็บตัว Bitcoin นี้ไว้ เพื่อเตรียมโอนให้ B ซึ่งการที่ A จะ Login เข้าไปใช้งานใน Wallet นี้ได้จะต้องใช้ตัวที่เรียกว่า Private Key หรือตัว Seed Phrase หรือเป็นวิธีการอื่น ๆ แล้วแต่ software ที่เราใช้งานในการสร้าง Wallet   หลังจาก A Login เข้าไปแล้ว A จะโอน Bitcoin ให้ B ก็ต้องทราบเลขที่บัญชีของ B ซึ่ง เลขที่บัญชีของ Cryptocurrency จะใช้ตัวที่ เรียกว่า Address   ข้อมูลพวก Private Key หรือ Seed Phrase เป็นข้อมูลที่ลักษณะ Private ซึ่ง A จะต้องเก็บรักษาข้อมูลนี้ไว้ให้ดี ถ้ามีใครรู้ข้อมูลนี้และนำไปใช้งาน ก็สามารถ Login เข้ามาใช้งานตัว Wallet นี้ได้ สามารถทำการโอนเหรียญต่าง ๆ ที่อยู่ใน Wallet นี้ออกไปได้ทั้งหมด   ส่วนข้อมูล Address เรียกว่าเป็นข้อมูล Public ซึ่งหลักการเหมือนกับเลขที่บัญชีธนาคาร ถ้า B ต้องการให้คนโอนเงินมาให้ ก็ต้องส่ง Address ให้ผู้ที่จะทำการโอนทราบ เพื่อส่งมาให้ถูก Address   พิจารณาข้อมูลในส่วน Private เนื่องจากระบบ Blockchain ไม่มีตัวกลางเหมือนธนาคาร ที่จะมาเก็บข้อมูลตัว Private Key หรือ Seed Phrase ดังนั้น A จะต้องจำข้อมูลในส่วน Private Keys หรือ Seed Phrase เอาไว้เอง ถ้า A  เกิดทำข้อมูลนี้สูญหาย A ก็จะไม่สามารถ Login เข้ามาใช้งานตัว Wallet นี้ได้ ซึ่งกรณี Private Key สูญหาย ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัว Bitcoin บางส่วนหายไปจากระบบ เนื่องจากเจ้าของทำข้อมูลส่วนนี้หายไป ทำให้ไม่สามารถโอน Bitcoin ออกมาจาก Wallet ที่เขาเคยมีได้   Web Crypto Exchange ใช้งานเหมือนหรือต่างอย่างไร? หลายคนอาจเคยสงสัย Web Crypto Exchange ที่ต้องใช้ระบบ Username และ Password อยู่ มีความแตกต่าง หรือความเหมือนกับการใช้งานการโอน Cryptocurrency อย่างไรบ้าง? "การใช้งานของ Web Crypto Exchange คือ การเช่า Wallet ของ Web Crypto Exchange เพื่อใช้ในการซื้อขาย" โดย Web Crypto Exchange จะเป็นผู้ครอบครอง Private Key และเก็บข้อมูล Username และ Password ไว้เช่นเดียวกับระบบธนาคารทั่วไป ดังนั้น Web Crypto Exchange จึงมีสิทธิ์ระงับการโอนเงินของเราได้เหมือนกับธนาคารทุกประการ เนื่องจากเราอยู่ในฐานะผู้เช่า Wallet แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของ Wallet นั่นเอง   ความปลอดภัยด้วยระบบ Blockchain มีคนสงสัยว่าตัว Private Key กับ Address มีความเกี่ยวข้องอะไรในระบบ Blockchain ที่นำมาใช้ในการโอนเงิน Cryptocurrency  ซึ่งในระบบ Blockchain จะมี 3 ตัวที่เรามักได้ยินเวลาพูดถึงการเข้ารหัส  ตัวแรกเป็น​ Private Key คือตัวที่เราเอาไว้ใช้ Login เข้าระบบ สำหรับการโอนเงิน การรับเงิน ตัวถัดมาคือ Public Key  และ Address   ในการสร้าง Wallet แต่ละครั้ง จะมีลำดับดังนี้ - ระบบ Blockchain จะสร้างตัว Private Key ขึ้นมาก่อนเป็นตัวแรก - ถัดมา Blockchain จะใช้ตัว Private Key มาสร้าง Public Key ตัวที่ 2 - หลังจากนั้น Blockchain จะใช้ตัว Public Key สร้างตัว Address ออกมาเป็นตัวที่ 3   โดยมีหลักการสำคัญ คือ หน้าตาของรหัสทั้ง 3 ตัวนั้นแทบจะไม่เหมือนกันเลย และไม่สามารถนำมาคำนวณย้อนกลับไปหารหัสชุดก่อนหน้าได้ ซึ่งถือเป็นความปลอดภัยสูงสุดของระบบ Blockchain  การปกป้องตัว Private Key ของ Blockchain ทำให้การโอน Cryptocurrency มีความปลอดภัยสูงนั่นเอง   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล  
Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล [VDO]

Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล [VDO]

Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล คราวที่แล้ว เราได้ปูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Blockchain คืออะไร?  เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto ซึ่งเชื่อว่าน่าจะทำให้หลายคน มองเห็นภาพการทำงานของ Blockchain ว่ามีหลักการอย่างไรกันบ้าง และ​จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของคนยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาในโลกการเงินดิจิทัลได้อย่างไร ​ส่วนใครยังไม่ได้อ่านหรือยังไม่เข้าใจหลักการทำงานเบื้องต้นของ​ Blockchain แนะนำลองทำความเข้าใจพื้นฐานกันก่อน กับบทความ Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto   ส่วนในครั้งนี้ เราจะมาลงลึกกันไปอีกถึงประเภทของ Blockchain ว่ามีอะไรบ้าง และแต่ละประเภทมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่จะก้าวเข้าไปในโลกของการเงินดิจิทัลรูปแบบต่าง ๆ ปัจจุบัน Blockchain ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.Public Blockchain 2.Private Blockchain Public Blockchain ระบบที่เปิดกว้าง​ อธิบายง่าย ๆ คือ ระบบ Blockchain ที่เปิดรับให้ผู้ที่ต้องการเข้ามาเป็น node ใหม่ในระบบ ได้โดยไม่ต้องของอนุญาตหรือการอนุมัติจากระบบ และสามารถดูข้อมูลก่อนหน้าและอัพเดทข้อมูลปัจจุบันได้ทันที ​ เพื่อทำความเข้าใจหลักการทำงานของ Public Blockchain ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ดังนี้ ถ้าในระบบมีบุคคลอยู่ 4 คน ได้แก่ A, B, C และ D ซึ่งเป็น node ในระบบที่คอยconfirm หรือทำการ verify transaction ในระบบ Blockchain แล้วแต่ละ node ก็จะมีตัว ledger เป็นของตัวเองแยกออกมา   กรณีที่มี E และ F ต้องการเข้ามาในระบบ Blockchain นี้ E และ F ก็สามารถซิงค์เข้ากับตัวระบบของ Blockchain ได้เลย สามารถ update ตัว ledger และเข้ามา verify transaction ได้เหมือน A, B, C และ D ทันที โดยที่ E และ F ไม่ต้องรอการอนุมัติหรือ verify transaction จากใคร หรือรอการอนุมัติจากระบบ สามารถเข้าเป็น node ในระบบได้ทันที ซึ่งตัวอย่างการใช้งานจริง คือ Bitcoin, Ethereum หรือ zcoin  ที่ใคร ๆ ก็สามารถเข้ามาเป็น node ในระบบได้   Private Blockchain ระบบที่ต้องได้การอนุมัติก่อน          สำหรับ Blockchain ประเภทที่ 2 เป็นประเภทที่ไม่ได้เปิดกว้างหรือให้ทุกคนเข้ามาในระบบ Blockchain ได้ทันที จำเป็นต้องมีการอนุมัติ หรือมีการจำกัดจำนวนผู้ที่จะเข้ามาเป็น node ในระบบก่อน และเมื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบแล้ว ข้อมูลย้อนหลังก็อาจจะไม่สามารถดูได้ หรือดูได้บางส่วนเท่านั้น   เพื่อความเข้าใจและเห็นภาพได้อย่างชัดเจน ขอยกตัวอย่างในลักษณะเดียวกันกับ Public Blockchain ที่ในระบบมี 4 node คือ A, B, C และ D ซึ่งแต่ละ node มี ledger เป็นของตัวเอง โดยลักษณะนี้ก็เหมือน Public Blockchain แต่สิ่งที่แตกต่างไปก็คือ ถ้า E หรือ F ต้องการเข้ามาเป็น node ในระบบ Blockchain นี้ E และ F ไม่สามารถเข้ามาได้ทันที ต้องได้รับการอนุมัติก่อน ถึงจะเข้ามาเป็น node ในระบบนี้ได้ ตัวอย่างที่ใช้ระบบ Private Blockchain ได้แก่ Ripple   5 ความแตกต่างของ Private Blockchain & Public Blockchain 1.node membership ถ้าเป็น Public Blockchain ใคร ๆ ก็เข้ามาเป็น node ในระบบได้ แต่ขณะที่ระบบ Private Blockchain จะมีจำนวนบางส่วนที่ถูกเลือกเข้ามาเป็น nodeในระบบได้เท่านั้น   2.Decenterize จะเห็นว่า Public Blockchain เปิดให้ใคร ๆ ก็เข้ามาเป็น node เพื่อทำการ verify transaction ในระบบได้ ทำให้ปัญหาการพึ่งพิงตัวกลาง จะไม่มีในระบบ Blockchain แตกต่างจาก Private Blockchain ผู้ที่จะเข้ามาเป็น node ในระบบจะมีการจำกัดจำนวน ทำให้ยังประสบปัญหาการพึ่งพิงตัวกลางที่มีความน่าเชื่อถือใน Private Blockchain   3.Scalability หรือก็คือ ความสามารถในการรองรับปริมาณ transaction เนื่องจากระบบ Public Blockchain เป็นระบบที่ไม่ได้ไว้ใจให้ใครคนใดคนหนึ่งมาเป็นตัวกลาง แต่ใช้วิธีการให้แต่ละ node แข่งขันกันตรวจสอบความถูกต้อง transaction ทำให้มีการนำกำลังการประมวลผลจำนวนมากมาใช้การประมวลผล ซึ่งแตกต่างจาก Private Blockchain ซึ่งเป็นการการมอบความไว้วางใจให้ node จำนวนหนึ่งทำการตรวจสอบความถูกต้องของ transaction ทำให้ Public Blockchain มีความสามารถในการรองรับปริมาณ transaction น้อยกว่า Private Blockchain   4.ค่าธรรมเนียม เนื่องจาก Public Blockchain มีความสามารถในการรองรับปริมาณ transaction น้อยกว่า Private Blockchain ทำให้ค่าธรรมเนียมสำหรับ transaction ที่เกิดขึ้น โดยปกติสำหรับ Public Blockchain สูงกว่า Private Blockchain   5.Privacy หรือความเป็นส่วนตัว เนื่องจากโดยปกติแล้ว ข้อมูล transaction ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของPublic Blockchain ก็เปิดเผยให้ใครก็ได้เข้ามาตรวจสอบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ต่างจาก Private Blockchain ที่จะมีการเปิดเผยข้อมูล transaction ในอดีตเพียงบางส่วน หรืออาจจะไม่เปิดเผยเลยก็ได้   อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนต่าง ๆ ของ Public Blockchain ก็มีกลุ่ม developer พยายามแก้ไขปัญหานี้อยู่ เช่น ปัญหา scalability และค่าธรรมเนียมที่สูง ก็มีความพยายามนำเทคโนโลยีมาใช้เช่น Lightning network ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการรองรับ transaction เพิ่มขึ้น และค่าธรรมเนียมถูกลง   สำหรับประเด็น Privacy ปัจจุบันมี Cryptocurrency บางชนิด ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีบางตัวมาปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน เช่น zcash และ zcoin ที่พัฒนาเป็น zcash protocol และ  zcoin protocol ที่มาใช้ปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน ทั้งหมดเป็นความแตกต่างเบื้องต้นของ Private Blockchain และ Public Blockchain   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto    
คอตโต้ เผย 5 ดีไซน์เทรนด์สุขภัณฑ์หลังโควิด  กับ 2 ความท้าทายหลังเปิดประเทศ

คอตโต้ เผย 5 ดีไซน์เทรนด์สุขภัณฑ์หลังโควิด กับ 2 ความท้าทายหลังเปิดประเทศ

ตั้งแต่เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คนส่วนใหญ่ก็อยู่อาศัยในบ้านมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องทำเมื่อต้องอยู่บ้านมากขึ้น หรือต้องอยู่กับสมาชิกในบ้านหลายคน คือ การจัดสรรพื้นที่ความเป็นส่วนตัว หรือพื้นที่ในการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว คงไม่สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น   นอกจากพื้นที่ส่วนตัวหรือพื้นที่สำหรับการทำงานแล้ว  ห้องน้ำ ก็เป็นอีกหนึ่งห้องที่ถูกปรับปรุงให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น เพราะเมื่อคนหลายคนมาอยู่รวมกัน การใช้ห้องน้ำก็ต้องรองรับสมาชิกทั้งครอบครัวได้อย่างสะดวกสบาย และถูกสุขลักษณะด้วย เพราะห้องน้ำถือเป็นหนึ่งสถานที่ที่สามารถเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ง่าย   แม้ว่าพื้นที่หรือห้องทำงานและห้องน้ำ จะเป็น 2 ห้องหลักที่คนในยุคโควิด-19 เลือกจะปรับปรุงให้พร้อมใช้งานได้ดี ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ต้องเผชิญอยู่กับการแพร่ระบาดของเชื้อโรค แต่ก็ไม่ได้ทำให้ตลาดวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะตลาดก๊อกน้ำและสุขภัณฑ์สามารถเติบโตได้ เพราะภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมชะลอตัว โดยในปีนี้ประเมินว่าภาพรวมตลาดน่าจะลดลง 5% มีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท   นายอนุวัตร เฉลิมไชย Head of Ceramics Business ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ประเมินว่า จากทิศทางการเปิดประเทศตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป เชื่อว่าทุกภาคส่วนจะร่วมกันผลักดันให้ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลดีต่อกำลังซื้อของประชาชน และทำให้ภาพรวมของธุรกิจก๊อกน้ำและสุขภัณฑ์ในปี 2565 น่าจะกลับมาฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างน้อย 2% จากปีนี้ที่ติดลบไป ความท้าทายตลาดก็อกน้ำและสุขภัณฑ์หลังโควิด-19 แม้ว่าภาพรวมและแนวโน้มเศรษฐกิจจะไปในทิศทางที่ดี จากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่สถานการณ์ทุกอย่างแปรผันได้ตลอดเวลา และความไม่แน่นอนเกิดขึ้นเสมอ ทำให้ในปี 2565 ตลาดสุขภัณฑ์และก๊อกน้ำยังคงมีความท้าทายที่จะต้องเผชิญและต้องฟันฝ่าไปให้ได้ด้วย   นายกิตติพงษ์ โพธิ์ธรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามซานิทารีแวร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสุขภัณฑ์ชั้นนำภายใต้แบรนด์คอตโต้ กล่าวว่า ความท้าทายของบริษัทในการดำเนินธุรกิจปี 2565 มี 2 เรื่องสำคัญ คือ  1. ต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูง และ 2. การเข้าไปทำตลาดในอาเซียน ซึ่งแนวทางที่บริษัทวางแผนรับมือในเรื่องของต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูง คือ การบริหารจัดการระบบซัพพลายเชนด้านพลังงาน การควบคุมต้นทุนการผลิต และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การติดตั้งโซลาร์ลูฟ เพื่อนำมาใช้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ส่วนการทำตลาดในอาเซียน ได้เน้นการสร้างแบรนด์และสร้างการรับรู้ในผลิตภัณฑ์มากขึ้น รวมถึงการร่วมมือกับกลุ่มเอสซีจีที่ได้ขยายตลาดไปในประเทศต่าง ๆ ของอาเซียน เช่น ในอินโดนีเซียร่วมกับพันธมิตรของเอสซีจี ขยายช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอตโต้ เป็นต้น   โดยในปี 2565 บริษัทคาดว่าจะสามารถทำยอดขายได้เติบโต 10% จากปีนี้ที่คาดว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ก๊อกน้ำและสุขภัณฑ์จะมียอดขาย 3,800-3,900 ล้านบาท เติบโตเพียงเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา โดยกลยุทธ์และแผนสร้างการเติบโตต่อเนื่องของบริษัทในช่วง 2-3 ปีนับจากนี้ คือ 1.การทำตลาดและตอกย้ำในความเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์กลุ่มสมาร์ทและไฮยีน 2.การขยายตลาดไปยังประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน เพิ่มมากขึ้น และ 3.การลงทุนพัฒนาโรงงานด้วยเทคโนโลยีและเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมมากขึ้น  5 ดีไซน์เทรนด์รักษาผู้นำสมาร์ท-ไฮยีน แนวทางในการตอกย้ำความเป็นผู้นำของกลุ่มสินค้าสมาร์ทและไฮยีน คือ การทุ่มงบประมาณด้านการพัฒนาและวิจัยมากถึง 3% ของยอดขาย เพื่อศึกษาเทรนด์ของตลาดและผู้บริโภค ซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลาดเวลา โดยเฉพาะช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีปัจจัยด้านการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เข้ามากระตุ้นให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วด้วย โดยเฉพาะด้านการรักษาสุขภาวะอนามัยที่ดี สำหรับผลวิจัยล่าสุดด้านเทรนด์ของคอตโต้ ได้ถูกสะท้อนออกมากับงานดีไซน์ของผลิตภัณฑ์ ​ 5 ห้อง 5 ดีไซน์เทรนด์ ดังนี้ ​ 1.RE-VITAL เทรนด์ที่ผสานระหว่างเทคโนโลยีกับความเรียบง่าย เป็นเทรนด์สำหรับยกระดับความสุขทั้งกายและใจ รี-ไวทัลเป็น Gen Y ที่กล้าลอง และเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ แต่ต้องใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน เน้นดีไซน์ที่เป็นมิตร เรียบง่าย อย่างสุขภัณฑ์ VERZO ที่มีนวัตกรรม ULTRA CLEAN+ ยับยั้งแบคทีเรียได้เอง 99% ใน 24 ชั่วโมง เรียกว่าทุกชิ้นต้องดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ของสมาชิกในครอบครัวได้จริง 2.RE-BALANCE เทรนด์ความสมดุลระหว่างมนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติ เป็นเทรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างการใช้งานของมนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติ การดึงสีเขียวมาเป็นส่วนหนึ่งของจุดสนใจในห้อง เพราะพลังของสีเขียวทำให้ประสาทตาผ่อนคลาย และความดันโลหิตลดลง  รี-บาลานซ์จึงเป็นเทรนด์แห่งการ Blending Environment หรือเทรนด์แห่งการปลอบประโลมจิตใจ เพื่อให้ชีวิตสมดุล อย่างอ่างล้างหน้าเฉดสีเขียว เฉดสีใหม่ที่คอตโต้ได้ออกแบบมาเพื่อนำไปตกแต่งห้องน้ำให้ดูกลมกลืนและเสมือนได้ใกล้ชิดธรรมชาติ 3.RE-VIBE เทรนด์แห่งความเป็นอิสระ เทรนด์แห่งความเป็นอิสระในตัวเอง ฟุ้งฝัน และสร้างสรรค์ หลุดออกจากกรอบเดิม ๆ เพื่อช่วยเยียวยาจิตใจ เทรนด์รีไวป์เป็นเทรนด์แห่งการมิกซ์แอนด์แมทช์ของสะสม ของรัก รวมถึงของโบราณ หรือรสนิยมความชอบส่วนตัว ที่ ‘ต้องเลือกเอง’ เท่านั้น อย่าง ก๊อกน้ำ Geo Series ซีรีส์ใหม่ ที่ทุกคนสามารถ Mix & Match ส่วนประกอบต่าง ๆ ให้ออกมาเป็นก๊อกน้ำสไตล์เฉพาะของตัวเอง 4.RE-CO เทรนด์ให้ความสำคัญกับธรรมชาติ เทรนด์ที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติในเชิงที่รักษาสิ่งแวดล้อม แต่ต้องดูดี ดูเท่ ไม่เชยเหมือนแนว go green แบบเดิม ๆ ทำให้เกิดเป็นนิยาม Black is a New Green ชาวรีโค่มักมองหาสินค้าที่ประหยัดน้ำ แต่ยังมีดีไซน์ อย่างสุขภัณฑ์ Simply Modish สีดำด้านที่ประหยัดน้ำมากกว่าสุขภัณฑ์ทั่วไป เพราะพวกเขาใส่ใจทั้งตนเอง คนรุ่นถัดไป และโลกในวันข้างหน้าด้วย 5.RE-WILD เทรนด์แห่งการอยู่ร่วมสมัยกันระหว่างวัย จากการคาดการณ์ว่าในปี 2583 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุมากถึง 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด การอยู่ร่วมกับผู้สูงวัยจึงต้องให้ความสำคัญกับความต้องการที่หลากหลาย อย่างทรงวงรีของอ่างอาบน้ำ หรือสุขภัณฑ์รุ่นฟรีเกทที่มีรูปทรงโค้ง และดูเป็นมิตร ใช้งานได้ทั้งครอบครัว ในเชิงดีไซน์ และการตกแต่งก็จะใช้รูปทรงที่ร่วมสมัย เข้าถึงง่าย หรือ สุขภัณฑ์ตัวใหม่รุ่น Simply Modish - Waving Sensor ในกลุ่มTouchless ที่เพิ่มฟังก์ชั่นด้านความสะดวกสบาย ลดสัมผัส พร้อมฝารองนั่ง Slim Design ที่เพิ่มเรื่อง Comfort seat ช่วยให้นั่งสบายเหมาะกับหลากหลายสรีระ สำหรับเทรนด์ทั้งหมดถูกนำเสนอผ่านโชว์รูมเสมือนจริง หรือ Virtual Showroom ที่จะทำให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ใหม่ที่สะดวกสบาย เข้าถึงง่าย และสามารถซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องสัมผัส ซึ่งบริษัทจะใช้ Virtual Showroom เป็นสถานที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วย ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ทและไฮยีนบริษัทนับว่าเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มนี้ ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 40% และมีอัตราการเติบโตถึง 50% หรือคิดเป็นสัดส่วน 7-8% ของยอดขายบริษัท และวางเป้าหมายว่าจะมีสัดส่วนยอดขาย 10% ของบริษัท รวมถึงเติบโตประมาณ 20%
จากโรบินสันสีลม สู่ สีลมเอจ มิกซ์ยูส 1,800 ล้านของ เฟรเซอร์สฯ

จากโรบินสันสีลม สู่ สีลมเอจ มิกซ์ยูส 1,800 ล้านของ เฟรเซอร์สฯ

เฟรเซอร์สฯ ทุ่มงบ 1,800 ล้าน ปรับโฉมอาคารโรบินสันสีลมเก่า สู่โปรเจ็กต์มิกซ์ยูส 50,000 ตารางเมตร “สีลมเอจ” ​กับคอนเซ็ปต์การพัฒนาแนวใหม่  “The new sandbox community in CBD”  เจาะกลุ่ม Gen ใหม่ ธุรกิจ Start-Up และแพลตฟอร์มออนไลน์ เตรียมเปิดกันยายน 65 ​   เชื่อว่าหลายคนยังมีภาพจำอาคารบริเวณหัวมุมถนน ตรงข้ามโรงแรมดุสิตธานี และตรงข้ามโรงพยาบาลจุฬาฯ บริเวณ​สี่แยกของถนนสีลมตัดกับถนนพระราม 4 ว่าคือที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาสีลม ที่เปิดให้บริการนานกว่า 24 ปี ก่อนจะปิดสาขาสีลมช่วงเดือนพฤษภาคม 2551 เร็วกว่ากำหนดสัญญาเช่าอาคารถึง 3 ปี   สาเหตุของการปิดกิจการสาขาสีลม ผู้บริหารชี้แจงว่าเป็นเพราะพื้นที่ของอาคารที่ใช้เป็นส่วนห้างสรรพสินค้าโรบินสัน มีขนาดเล็กเกินกว่าจะรีโนเวตให้เป็นห้างสรรพสินค้ารูปโฉมใหม่ ทางบริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน) จึงยุติการดำเนินงานของสาขาสีลม แต่ในเดือนกันยายน 2565 ที่จะมาถึงประมาณ 1 ปีข้างหน้า อาคารที่เคยเป็นตำนานของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จะถูกจดจำใหม่ กับภาพลักษณ์ของอาคารสำนักงานและรีเทล รูปแบบโครงการมิกซ์ยูส ภายใต้ชื่อ “สีลมเอจ” (Silom Edge) ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 1,800 ล้านบาท ภายใต้การบริหารและพัฒนาโดย บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” หลังจากได้ทำสัญญาเช่าอาคารจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นระยะเวลา 30 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป   นายธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  FPT  เล่าว่า บริษัทได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของที่ตั้งโครงการที่อยู่หัวมุมถนนสีลม ซึ่งเป็นทำเลใจกลาง CBD เชื่อมต่อกับทั้งรถไฟฟ้า BTS และ MRT  และยังเคยเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพฯ และเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทย ทำให้ถนนสีลมกลายเป็นหนึ่งในถนนเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันไม่มีแลนด์แบงก์มากพอเพื่อการพัฒนาโครงการใหม่ ช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทได้ตัดสินใจเข้าลงทุนในทรัพย์สินนี้ ​เพื่อพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส สอดคล้องกับกลยุทธ์การสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่องค์กร โดยสีลมเอจ นับเป็นโครงการ Re-development แห่งแรกของ FPT ที่จะมาเสริมความแข็งแกร่งและกระจายความเสี่ยง พร้อมเพิ่มสัดส่วนของรายได้ประจำ (Recurring Income) ให้แก่พอร์ตคอมเมอร์เชียล  ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่อาคารสำนักงานโกลเด้นแลนด์บิวดิ้ง บริเวณซอยมหาดหลวงเล็ก 1 ที่สร้างรายได้ 300 ล้านบาท และกำลังจะหมดสัญญาในเดือนสิงหาคม 2565 โดยบริษัทคาดว่าโครงการสีลมเอจจะเข้ามาทดแทนรายได้ดังกล่าว ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการนี้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีหน้า และคาดว่าโครงการนี้จะถึงจุดคุ้มทุนภายในระยะเวลา 9-10 ปี   สำหรับอาคารสีลมเอจเป็นต้นแบบโครงการ Re-development ที่นำอาคารเก่ามาแปลงเป็นมิกซ์ยูสพันธุ์ใหม่  ถูกพัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์  “The new sandbox community in CBD”  ด้วยแนวคิด “BE DIFFERENT. BE CONNECTED” ซึ่งมีลักษณะของโครงการ คือ -SPACE & CONTRACT AS A SERVICE พื้นที่สำนักงานให้เช่า มีทั้งแบบที่ยังไม่ตกแต่ง คาดว่าจะกำหนดราคา 750-800 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน และตกแต่งในรูปแบบที่ลูกค้าต้องการ ทำให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ไม่จำกัด ตามลักษณะการใช้งานของแต่ละธุรกิจ ขณะเดียวกันมีพื้นที่ส่วนกลางให้ผู้เช่าได้ใช้บริการด้วย -CREATE A SANDBOX PLATFORM TO UNLEASH THE MAXIMUM POTENTIAL สร้างแพลตฟอร์มแซนด์บ็อกซ์ เพื่อให้ธุรกิจของคนรุ่นใหม่สามารถทดลองและพัฒนาธุรกิจได้ ​ -EXTENDED OPERATION HOURS FOR DIGITALIZING LIFE อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เช่าและผู้ใช้บริการในทุกช่วงเวลา ตอบโจทย์การทำงานยุคดิจิทัล ขณะที่พื้นที่รีเทลจะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 11.00-24.00 น. -O2O2O READY รองรับทุกการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจได้อย่างคล่องตัว พร้อมสนับสนุนทุกบริษัทให้เติบโตผ่านการผสานธุรกิจจากออนไลน์ไปสู่ออฟไลน์ โดยมีพื้นที่รองรับธุรกิจออนไลน์ที่ต้องการมีหน้าร้าน ซึ่งจะคิดค่าบริการแบบต่อร้าน ไม่คิดค่าบริการต่อพื้นที่ต่อตารางเมตร BE CONNECTED -CONQUER THE WORK-LIFE INTEGRATION เชื่อมรูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยพื้นที่ที่ตอบโจทย์ในทุกมิติตลอดวัน -EXTREMELY CONVENIENT LOCATION โครงการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT ทำให้การเดินทางสะดวกและรวดเร็ว -OPEN TO CRYPTO & CASHLESS SOCIETY บริษัทวางระบบรองรับกับการชำระเงินด้วยเงินดิจิทัลด้วยคริปโตฯ และหลากหลายสกุลเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางออนไลน์ -REDEFINE ENDLESS BUSINESS OPPORTUNITIES สร้างนิยามใหม่สู่โอกาสทางธุรกิจที่ไม่สิ้นสุด สำหรับข้อมูลโครงการ มีรายละเอียดดังนี้  ชื่อโครงการ:      สีลมเอจ (Silom Edge) เจ้าของที่ดิน:      สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พัฒนาโครงการ: เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย มูลค่าโครงการ:  1,800 ล้านบาท ขนาดที่ดิน:        2 ไร่ 2 งาน 71 ตารางวา พื้นที่โครงการ:   50,000 ตารางเมตร พื้นที่ให้เช่า:       22,000 ตารางเมตร จำนวนชั้น:        24 ชั้น ที่ตั้งโครงการ:    ถนนสีลม-พระราม 4 การเดินทาง:      เข้าออกได้จาก 2 ถนนสำคัญของกรุงเทพ ถนนสีลม และถนนพระราม 4 เชื่อมตรง รถไฟฟ้า 2 สาย BTS ศาลาแดง และ MRT สีลม ทำเลโดยรอบ:    โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เชื่อมต่อ สวนลุมพินี-สวนเบญจกิติ เปิดโครงการ:     กันยายน 2565  
ธุรกิจโรงแรมของ AWC ปรับกลยุทธ์อย่างไร ​ในวันที่โควิดทำรายได้หาย 10,000 ล้าน 

ธุรกิจโรงแรมของ AWC ปรับกลยุทธ์อย่างไร ​ในวันที่โควิดทำรายได้หาย 10,000 ล้าน 

AWC หรือ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  บริษัทภายใต้การบริหารงานของนางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ หนึ่งในทายาทของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่มี 3 พอร์ตธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาคารสำนักงาน และธุรกิจรีเทล  ซึ่งตลอดระยะเวลา​ 2 ปีภายหลังจากนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ที่กระทบธุรกิจอย่างหนัก เพราะต้องอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศได้ และรายได้หายไปกว่า 10,000 ล้านบาทจากเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้   กลยุทธ์การรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของ AWC คือ การให้ความสำคัญกับการบาลาซ์พอร์ตฟอลิโอ โดยปัจจุบัน AWC มีทรัพย์สินในพอร์ตรวมมูลค่ากว่า 130,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วง IPO ที่มีทรัพย์สินมูลค่า 100,000 ล้านบาท  โดยเป็นพอร์ตโรงแรมถึง 50% ​ส่วนที่เหลือเป็นธุรกิจอื่น ๆ ซึ่งการสร้างการเติบโต AWC จึงยังต้องมีการลงทุนและการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง นางวัลลภา เล่าว่า ต้องปรับตัวมองทุกอย่างในรูปแบบใหม่ บาลานซ์ซับเซ็กเมนต์ การบริหารความเสี่ยง การดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานทั้งหมด มีการคิดโปรแกรมลดค่าใช้จ่าย หรือสร้างคุณค่าเพิ่ม รวมถึงการมองใหม่และเดินหน้า เราต้องหา New Demand ความต้องการของลูกค้าที่จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ตอบสนองในสิ่งที่​ลูกค้ากำลังมองหาสำหรับการลงทุนและการบริหารความเสี่ยง AWC วางไว้ 3 แนวทาง คือ ​ ​ 1.ระยะสั้น (Short-term) ขยับหรือปรับเวลาให้ตรงกับดีมานด์ เช่น การเปิดตัวโรงแรมบันยันทรี กระบี่ เดิมจะเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2563 แต่เกิดการล็อกดาวน์เลยขยับเวลามาเปิดช่วงปลายไตรมาส 4 แทน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายการเปิดบริการ และยังได้อัตราเข้าพักสูงถึง 80% จากการเดินทางท่องเที่ยวช่วงปลายปีด้วย ส่วนปีนี้เตรียมเปิดโรงแรมคอร์ทยาท บายแมริออท วันที่ 2 พ.ย. 2564 และโรงแรมมีเรีย เชียงใหม่ ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2.ระยะกลาง (Medium-term) พิจารณาโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้มีระยะเวลาการเปิดดำเนินการให้เหมาะสม อาจจะให้ช้ากว่าปกติ เพื่อรอดีมานด์ที่กำลังจะเข้ามาในอนาคต 3.ระยะยาว (Long-term) ยังคงพัฒนาโครงการตามแผนงานที่ได้วางไว้ เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพและความแข็งแกร่งด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่มีอยู่มากมาย และสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เมืองไทยยิ่งตอบโจทย์ในด้านความหลากหลาย และตอบโจทย์ New Demand ในกลุ่มที่ต้องการพักอาศัยแบบ Long stay และ Workation เนื่องจากมีโรงแรมคุณภาพไว้บริการมากมาย และมีแพ็กเกจในต้นทุนโดยรวมยังน่าสนใจกว่าหลายเมืองท่องเที่ยงอื่น ๆ ของโลก นอกจากนี้  AWC ยังมีโมเดลธุรกิจที่จับมือกับพันธมิตรระดับโลก Global partner ทำธุรกิจร่วมกัน เนื่องจาก​ AWC มองว่าพันธมิตรเหล่านั้นได้เข้ามาตอบโจทย์ธุรกิจ และสนองตอบความต้องการการของลูกค้าที่เป็น Global demand ได้ จึงได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับเชนโรงแรมระดับโลก เป็นท็อปแบรนด์ระดับโลกที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า พัฒนาธุรกิจ หรือการพัฒนา​ Global Destination หรือ Quality Asset ที่ตอบโจทย์นักเดินทางและ Global Demand ได้อย่างเต็มที่   โดย AWC ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับแบรนด์โรงแรมระดับโลก  ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม IHG ซึ่งมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่เดอะ วีนแยทท์ คอลเล็คชั่น (Vignette Collection) แบรนด์ใหม่ในฝั่งคอลเล็คชั่น Luxury & Lifestyle ที่เปิดตัวแห่งแรกของโลก, Hilton, Okura, Banyantree, Maria, Marriott, The ritz-carlton residences ซึ่งเป็นแห่งแรกของกรุงเทพฯ   ล่าสุด ยังร่วมมือกับ Nobu Hospitality แบรนด์ไลฟ์สไตล์สุดหรูระดับโลก ที่ก่อตั้งโดยเชฟโนบุ มัตสึฮิสะ, เมียร์ เทเปอร์ และโรเบิร์ต เดอ นิโร ในการร่วมพัฒนาและเปิดตัว Nobu Hotels and Restaurants  ในประเทศไทย โดยในเฟสแรกจะเริ่มด้วยการเปิดร้านอาหาร  Nobu Restaurants แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย บน Rooftop อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์  อาคารสำนักงานมิกซ์ยูส (Mixed-Use) แนวไลฟ์สไตล์ที่ใหญ่สุดในประเทศไทย  ซึ่งตั้งอยู่บนศูนย์กลางธุรกิจชั้นนำของกรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปลายปีนี้ ต่อด้วยการลงทุนสร้างโรงแรม Nobu Hotels อีก 1-2 แห่ง ภายใน 5-6 ปีข้างหน้า โดยจะเป็นการลงทุนของ AWC ทั้งหมด จับดีมานด์กลับมาเร็วและคุณภาพ แม้ว่าสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น รัฐบาลเริ่มเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ วันที่ 1 พ.ย.นี้ แต่สถานการณ์ทุกอย่างล้วนไม่มีความแน่นอน สิ่งที่ AWC วางกลยุทธ์รับมือ คือ การมุ่งจับตลาดดีมานด์ที่กลับมาเร็วและดีมานด์คุณภาพ ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับบน ที่มีกำลังซื้อสูง เพราะภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ยังมีค่าใช้จ่ายพิเศษที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าตรวจเชื้อโควิด-19 รวมถึงอาจจะต้องกักตัวตามระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่มากกว่าปกติ ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่น่าจะกลับมาได้ช้าสุด คือ กลุ่มตลาดการประชุมและสัมมนา หรือ MICE เพราะต้องมีการจองล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน ดีลซื้อโรงแรม 200 แห่ง การขยายธุรกิจและสร้างการเติบโต นอกจากการลงทุนและพัฒนาโครงการต่าง ๆ ด้วยตนเองแล้ว AWC ยังมองเรื่องการซื้อกิจการหรือธุรกิจที่สามารถสร้างการเติบโต หรือตอบโจทย์ทางธุรกิจให้กับ AWC ได้ด้วย แม้ว่าปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่สำหรับ AWC แล้วมองว่าในวิกฤติยังมีโอกาส  ในการสร้างโครงการอสังหาฯ รูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการซื้อกิจการโรงแรม ที่ผ่านมามีหลายโรงแรมที่ไม่ดำเนินธุรกิจต่อ ได้เข้ามาเสนอขายให้กับทาง AWC กว่า 200 แห่ง ซึ่งมีเพียงดีลเดียวที่จบลง คือ โครงการที่เมืองพัทยา  ส่วนโครงการอื่น ๆ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา   โดย AWC ได้​พัฒนาระบบการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ หรือ  “Business Analysis” บนเว็บไซต์ด้วยการนำเอาระบบ AI มาช่วยในการวิเคราะห์โอกาส ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ และการจัดประเภทธุรกิจว่าอยู่ในกลุ่มใด สำหรับโครงการที่นำมาเสนอทั้งหมด ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่มีโครงการที่ตรงกับความต้องการของ AWC หลายคนบอกว่าในสถานการณ์แบบนี้มีโอกาสมาด้วยเสมอ    
10 กลโกงซื้อขายออนไลน์ รู้ก่อนสาย คิดก่อน F

10 กลโกงซื้อขายออนไลน์ รู้ก่อนสาย คิดก่อน F

แม้โลกยุคดิจิทัลจะทำให้ชีวิตคนยุคปัจจุบันสะดวกสบาย จากเครื่องมือและอุปกรณ์ไอทีสารพัด ที่เข้ามาช่วยทุนแรงให้คนไม่ต้องทำงานต่าง ๆ ด้วยตนเอง ประหยัดแรงและเวลา โดยเฉพาะอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย อย่างโทรศัพท์มือถือ ที่ทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลทำได้ง่าย ทุกที่ ทุกเวลา แถมมือถือยังเป็นตัวช่วยทำให้เราได้ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลข่าวสาร การเสพความบันเทิง การทำธุรกรรมทางการเงิน เป็นอุปกรณ์ช่วยการทำงาน และอีกหลายเรื่อง แต่ทุกอย่างบนโลกนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยเฉพาะหากนำเอาไปใช้ในทางไม่ดี ก็ส่งผลร้ายหรือสร้างความเสียหายได้ อย่างเช่น การนำเอาโทรศัพท์มือถือ มาใช้เป็นช่องทางในการหลอกลวง หรือการกระทำความผิด อย่างช่วงที่ผ่านมาจะพบว่า บนโลกออนไลน์มีข่าวเกี่ยวกับการหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะการค้าขายออนไลน์ เพราะมิจฉาชีพรู้ว่าพฤติกรรมของคนยุคปัจจุบัน นิยมซื้อสินค้าผ่านร้านค้าออนไลน์กันมากขึ้น จึงอาศัยช่องทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลอกหลวงและหากินบนความทุกข์ของผู้อื่น   มีข้อมูลจากศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ (1212 Online Complaint Center หรือ 1212 OCC) ภายใต้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ Electronic Transactions Development Agency (ETDA) (เอ็ตด้า)​ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า  ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2564 มีผู้ร้องเรียนเฉพาะเรื่องซื้อขายออนไลน์เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉลี่ย 2,221 ครั้งต่อเดือน เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่เฉลี่ย 1,718 ครั้งต่อเดือน และยังนับเป็นสถิติเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุด นับตั้งแต่เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนไทยหันมาจับจ่ายผ่านออนไลน์สูงขึ้น ขณะเดียวกันร้านค้าต่าง ๆ ก็หันมาเปิดขายบนออนไลน์เช่นกัน 10 กลโลกซื้อขายออนไลน์ สำหรับกลโกลในโลกออนไลน์ ที่พบมาก และแนวทางในการรับมือกับกลโลกออนไลน์เหล่านั้น ที่อยากจะเตือนเพื่อไม่ให้ต้องตกเป็นเหยื่อรายต่อไป ได้แก่ ​ ​กลโกง 1 –  “หลอกโอนเงิน” ชวดหนี ไม่มีสินค้าส่งจริง จากกระแสข่าวแก๊งแม่ค้าวัยทีน #phonebymint หลอกขายมือถือทางออนไลน์ โพสต์ภาพมือถือสวย ๆ ขายบนอินสตาแกรม โดยตั้งราคาถูก พร้อมสร้างข้อมูลรีวิวจากผู้ใช้งานเสมือนจริงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้เด็กนักเรียนวัย 14 ปี หลงกลโอนเงินสั่งซื้อสินค้า เพราะหวังใช้มือถือเรียนออนไลน์ สุดท้ายเด็กพบว่าโดนหลอกเพราะแม่ค้าไม่ส่งสินค้าตามที่แจ้ง พร้อมกับติดต่อไม่ได้ ส่งผลให้เด็กเครียดเส้นเลือดสมองแตกเสียชีวิต ก่อนจะพบว่ามีผู้เสียหายจากแม่ค้าดังกล่าวปรากฏเพิ่มขึ้นนับร้อยราย ซึ่งจากสถิติร้องเรียนมายังศูนย์ฯ 1212 เอง ปัญหาการสั่งซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับสินค้าก็มาเป็นอันดับ 1 ถึง  45% ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ แนะนำให้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องการตั้งราคาที่ถูกเกินจริง โดยเช็กข้อมูลชื่อผู้ขาย เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคารของผู้ขายจากเว็บไซต์ https://www.blacklistseller.com ว่าอยู่ในบัญชีดำคนโกงหรือไม่ รวมถึงลองนำชื่อร้านไปค้นหาบนแพลตฟอร์ม e-Commerce เช่น ช้อปปี้ (Shopee) ลาซาด้า (Lazada) ด้วย กลโกง 2 – อ้าวเฮ้ย! “สินค้าไม่ตรงปก” จกตาเกินโฆษณา จริงอยู่ว่า ขาชอปปิ้งหลายคนอาจเคยเกิดอาการเบลอ อ่านรายละเอียดก่อนสั่งซื้อสินค้าไม่ครบถ้วน เช่น ตั้งใจซื้อหม้อหุงข้าวหม้อใหญ่มาปรุงอาหาร แต่กลับได้หม้อหุงข้าวไซส์จิ๋ว ฉบับของเล่นมาแทน แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่อ่านรายละเอียดครบถ้วนและเป็นอย่างดีทั้งรูปภาพและข้อความ  กลับพบเรื่องชวนปวดหัว เพราะสินค้าที่ส่งมาไม่ตรงปก ผิดสี ผิดขนาด ไม่ได้อย่างที่ตกลงกัน รวมถึงติดต่อร้านเพื่อแจ้งเปลี่ยนก็ทำไม่ได้ ซึ่งปัญหานี้ศูนย์ฯ 1212 พบการร้องเรียนถึง 29% ในระยะ 8 เดือนแรกของปี 2564 อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับสินค้า แนะนำให้ถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับร้องเรียนได้ กลโกง 3 – “จ่ายซื้อแบรนด์เนมแท้ แต่ได้ของปลอม” เอาปากกามาวงได้ทุกตรง จากเป็นผู้พิทักษ์การใช้สินค้าถูกลิขสิทธิ์ ชอบอุดหนุนสินค้าแบรนด์เนมแท้อยู่ดี ๆ ก็อาจพลาดท่าเสียทีให้กับแม่ค้าหัวใสบนโลกออนไลน์ได้ โดยมักจะโพสต์รูปสินค้าแบรนด์เนมแท้ขายบนช่องทางออนไลน์ หลอกให้ลูกค้าหลงกล มั่นใจว่า ฉันซื้อของแท้จริง ๆ แต่สุดท้ายกลับได้สินค้าผิดกฎหมาย หรือสินค้าปลอมมาส่งที่บ้าน ดังนั้นแนะนำให้พิจารณาข้อมูลร้านค้าอย่างถี่ถ้วน ตรวจสอบรหัสสินค้า ใบรับประกันสินค้า ตรวจสอบบัญชีธนาคารก่อนโอน หรือติดต่อซื้อขายที่ร้านค้าทางการ (Official) ดีกว่า กลโกง 4 -  “กลโกงนักรับหิ้วของ” พาเงินปลิว ไม่กลับมา การรับหิ้วของ หรือการมองหาคนมารับหิ้ว โดยยอมเสียเงินจ้างเพิ่มเล็กน้อยทดแทนการเสียค่ารถออกจากบ้านและความเสี่ยงเข้าไปในย่านชุมชนในยุคโควิด-19 ต้องระวัง ซึ่งก็ทำให้เกิดอาชีพใหม่ ๆ นี้ขึ้นมา แต่ทั้งนี้เราจะเชื่อใจผู้มาสวมบทรับหิ้วได้อย่างไร ดังนั้นควรตรวจสอบประวัติผู้รับหิ้วให้ดี เลี่ยงการจ้างวานผู้ที่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวมารับหิ้วให้ หรือสั่งจากร้านโดยตรงจะดีกว่า กลโกง 5 – เมื่อเหล่าคนโกง มาเคาะประตูถึงหน้าบ้าน หลอกให้ “เซ็นรับพัสดุผิดกฎหมาย” บางครั้งเหล่ามิจฉาชีพก็มากันเป็นทีม และใช้ความฮิตเรื่องการซื้อของออนไลน์ที่กลายเป็นวิถีปกติของคนยุคโควิด-19 ไปเสียแล้ว มาลวงเหยื่อถึงหน้าบ้าน ล่าสุดทางไปรษณีย์ไทย ออกจดหมายแจ้งเตือน ระวังมิจฉาชีพตีเนียนเป็นผู้คนส่งของ หลอกให้เซ็นรับพัสดุที่อาจเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย พร้อมจัดฉากเป็นตำรวจปลอมเข้าตรวจ ดังนั้นเมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ แนะให้ตั้งสติก่อน แล้วตรวจสอบให้มั่นใจว่าไม่ได้สั่งของ และห้ามรับสิ่งของที่ไม่ได้สั่งเด็ดขาด กลโกง 6 –  “ได้รับของชำรุด เสียหาย” ฟื้นใจไม่ให้สลายอย่างไร การซื้อสินค้าออนไลน์อาจถือเป็นความเสี่ยง หากเราไม่ได้ป้องกันความเสี่ยง เช่น สินค้าที่ได้รับชำรุด เสียหาย สาเหตุมาจากต้นทางคือร้านค้า หรือระหว่างทางจากระบบการขนส่ง ดังนั้น แนะนำให้ตรวจสอบกับทางร้านค้าก่อนเป็นอันดับแรก อาจจะให้ร้านค้าช่วยถ่ายรูปส่งมาให้ดู เช็กประวัติการเดินทางของสินค้า เช่น กรณีถ้าเราซื้อผลไม้สด ขนมหวานหรือขนมไทยทางออนไลน์ ถ้าสั่งซื้อวันที่ 1 และได้รับของในวันที่ 2 หรือ 3 สินค้าก็ไม่ควรอยู่ในสภาพที่เน่าเละ หรือบูด นอกเสียจากว่าจะเจอร้านค้าหลอกขายสินค้าหมดอายุหรือไร้คุณภาพให้เรา ถ้าเป็นสินค้าเสี่ยงต่อการแตกหัก ทางร้านค้ามีการรับประกันความเสียหายแค่ไหน อย่างไร รวมทั้งเสิร์ชหาข้อมูลการรีวิวการขนส่งสินค้าของร้าน ตลอดจนเช็กบริษัทขนส่งว่ามีการรับประกันความเสียหายหรือไม่ เพื่อเสริมความมั่นใจก่อนซื้อ กลโกง 7 –  “หลอกซื้อลอตเตอรีออนไลน์” เสี่ยงดวงรวยแล้ว ยังเสี่ยงเจอคนโกงอีกเหรอ ยึดคติ  "ชีวิตยังมีความหวังเสมอ" สำหรับเหล่าผู้ชื่นชอบการซื้อลอตเตอรีเสี่ยงดวง ซึ่งปัจจุบันก็มีแพลตฟอร์มซื้อขายลอตเตอรีออนไลน์ถูกกฎหมาย เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการไปค้นหาสลากที่มีเลขตรงใจนอกบ้าน แต่การเสี่ยงดวงให้รวย ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่จะปะทะกับคนโกงที่มาในรูปแบบตัวแทนขายโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน ซึ่งในกรณีถ้าเราถูกลอตเตอรีออนไลน์ ตัวแทนจะเป็นผู้ติดต่อบริษัทซื้อขายใหญ่ เพื่อแจ้งข้อมูลส่วนตัวของเรา เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขที่บัญชีธนาคาร เพื่อให้บริษัทจัดการโอนเงินเข้าบัญชีให้ แต่ก็อาจเจอตัวแทนโกง ใส่เลขที่บัญชีตนเองแล้วเชิดเงินเราหนีได้เช่นกัน ดังนั้นควรตรวจสอบข้อมูลตัวแทนที่เชื่อถือได้จริง แหล่งซื้อขายลอตเตอรีออนไลน์ รวมถึงตรวจเช็กเลขบนลอตเตอรีให้ถี่ถ้วน กลโกง 8 –  “โพรไฟล์หลอกเช่าพระบูชา” กลโกงร่างอวตาร การเช่าซื้อพระบูชา เสริมโชคลาภ เรียกทรัพย์ เป็นมงคลให้ชีวิต ก็ยังเป็นเรื่องราวที่อยู่คู่คนไทยมาเสมอ ซึ่งในวงการคนชอบพระ ก็พบกับปัญหาโดนหลอกลวงจากการซื้อขายออนไลน์เช่นกัน เช่น โอนเงินเร็วแล้วร้านค้าหนีหาย มิจฉาชีพใช้รูปโพรไฟล์ปลอมมาหลอกให้ซื้อ โอนเงินแล้วชิ่งหนีพร้อมเปลี่ยนรูปโพรไฟล์ใหม่หลอกคนไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ แนะนำให้ตรวจเช็กชื่อผู้ขาย เบอร์โทรศัพท์ และเลขที่บัญชีธนาคารให้ดี เพราะแม้มิจฉาชีพจะเปลี่ยนรูปโพรไฟล์บ่อยครั้ง แต่ก็มักใช้เลขที่บัญชีธนาคารเดิม รวมถึงระหว่างซื้อขายในยุคดิจิทัลแบบนี้ ต้องใช้เครื่องมือให้เป็นประโยชน์โดยขอวิดีโอคอลล์กับคนขายเพื่อดูพระให้ได้ เพราะบางรายก็พบว่าไม่มีพระอย่างที่โพสต์ หากเจอผู้ขายที่เกิดอาการบ่ายเบี่ยง บอกว่าตอนนี้พระไม่ได้อยู่กับตนเอง คาดการณ์ได้เลยว่า เราอาจกำลังจะโดนโกง กลโกง 9 –  “ตุ๋นขายแบบผ่อนชำระทางออนไลน์” กว่าจะได้สินค้าก็สายเสียแล้ว  #สภาพ การซื้อขายแบบผ่อนชำระทางออนไลน์ โดยเฉพาะการซื้อสินค้าขนาดใหญ่ หรือราคาสูง เช่น ผ่อนโทรศัพท์มือถือ ผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้า ผ่อนเครื่องเพชรหรือทอง ผ่านบัตรเครดิต ก็ยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกของผู้ซื้อสินค้าที่อาจต้องการรัดเข็มขัด ประหยัดเงิน หรือมีค่าใช้จ่ายเยอะในช่วงนั้น ๆ รวมถึงร้านค้าก็สามารถเพิ่มยอดขายได้เร็ว แต่ส่วนใหญ่จะต้องผ่อนให้ครบงวดแล้วร้านค้าจะดำเนินการจัดส่งสินค้ามาให้ผู้ซื้อ ซึ่งจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะไม่โดนเชิดเงิน ชวดได้รับสินค้า หรือร้านนำสินค้าที่เราผ่อนไปขายต่อ ซึ่งกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยเช่นกัน ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อขายแบบผ่อนชำระทางออนไลน์ จึงควรพิจารณาเอกสารสัญญาซื้อขายที่แจ้งรายละเอียดชัดเจน หรือถ้าซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ควรเลือกร้านที่เป็นทางการ (Official) ดูรีวิวผู้ซื้อต่าง ๆ พร้อมตรวจสอบข้อมูลร้านและบัญชีผู้ขายอย่างรอบคอบ กลโกง 10 – “คนรักต้นไม้ร้องไห้” หลอกขายไม่ตรงรูป ล่าสุด วงการต้นไม้ที่กำลังร้อนแรง โดยเฉพาะไม้มงคลและไม้ประดับภายในบ้านในยุค Work From Home ซึ่งถือเป็นวงการที่เข้าแล้วออกยากวงการหนึ่ง ต้นไม้บางสายพันธุ์ที่หายากก็มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาท บางคนแค่ซื้อมาประดับบ้านเพื่อความสวยงาม บางคนซื้อมาเสริมมงคลชีวิต บางคนก็ซื้อมาเสริมธุรกิจให้ปัง แต่การโกงผ่านการซื้อขายออนไลน์ในวงการนี้ก็มีเช่นกัน ถ้าเราซื้อต้นไม้ราคาถูก แนะนำให้ซื้อขายแบบนัดรับกับทางร้านจะดีกว่า และเลี่ยงการโอนเงินมัดจำก่อน ขณะเดียวกันไม่ว่าจะซื้อต้นไม้ราคาถูกหรือราคาแพง สิ่งที่แนะนำคือควรเลือกร้านขายที่โพสต์รูปต้นไม้พร้อมมีป้ายระบุชื่อต้นไม้ หรือร้านที่เจ้าของร้านถ่ายภาพคู่ต้นไม้ จะเป็นการช่วยยืนยันเบื้องต้นได้ว่า ร้านและเจ้าของร้านนี้มีอยู่จริง รวมถึงสามารถเสิร์ชค้นหาข้อมูลร้านหรือโพสต์ถามเพจกลุ่มซื้อขายต้นไม้เพื่อย้ำเครดิตของร้านว่าเชื่อถือได้หรือไม่ ในส่วนการพิจารณาขนาดความสูงต้นไม้นั้น อาจให้ทางร้านช่วยถ่ายรูปต้นไม้โดยวางไว้ข้างๆ ขวดน้ำ หรือขอวิดีโอคอลล์เพื่อตรวจสอบต้นไม้และให้ได้รับสินค้าตรงปก และก่อนโอนชำระเงินแนะให้เจ้าของร้านถ่ายรูปคู่กับต้นไม้ โดยถือบัตรประชาชนหรือกระดาษที่เขียนเลขที่บัญชีธนาคารมาให้ดูอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าเราจะไม่ตกเป็นเหยื่อกลโกง   อย่างไรก็ตาม หากเราตกเป็นเหยื่อไปแล้วสามารถร้องเรียนและปรึกษาปัญหาได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ (1212 Online Complaint Center)  หรือ 1212 OCC  โดย เอ็ตด้า ที่มีบริการรับเรื่องตลอด  24 ชั่วโมง เพื่อให้คำแนะนำและประสานความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วที่สุด   นอกจากนี้ ศูนย์ฯ 1212 ยังยินดีรับเรื่องร้องเรียนออนไลน์อื่น ๆ เช่น ปัญหาเว็บไซต์ผิดกฎหมาย ภัยคุกคามไซเบอร์ (โดนแฮก โดนเจาะระบบ) ข้อสงสัยด้านกฎหมายไอซีที นับเป็นอีกภารกิจสำคัญของ ETDA ในฐานะหน่วยงานที่ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาธุรกรรมออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ ให้เดินหน้าเติบโตอย่างน่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน มั่นคงปลอดภัย อย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาคนดิจิทัล สร้างกลไกกำกับดูแลธุรกิจและบริการด้านดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานและกฎหมาย เฝ้าระวังภัยคุกคามไซเบอร์ และแก้ปัญหาให้ผู้ได้รับผลกระทบผ่านศูนย์ฯ 1212       
4 แอปสั่งอาหาร อิ่มแบบจุกๆ ส่งฟรี มีโปรฯ แถมสิทธิ์คนละครึ่ง

4 แอปสั่งอาหาร อิ่มแบบจุกๆ ส่งฟรี มีโปรฯ แถมสิทธิ์คนละครึ่ง

ผละกระทบอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ช่วงที่ผ่านมา ต่อพฤติกรรมของผู้คนส่วนใหญ่ในบ้านเรา ​คือ การซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์  ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ สินค้าทั่วไป หรือแม้แต่ต้นไม้ ดอกไม้ ก็สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์กันแทบทั้งนั้น  เพราะเราถูกจำกัดทั้งเรื่องของการเดินทาง และร้านค้าต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็ปิดให้บริการ โดยเฉพาะร้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่ไม่สามารถนั่งกินในร้านได้  ต้องสั่งซื้อกลับไปกินที่บ้านเท่านั้น ตลาดอีคอมเมิร์ซช่วงภาวะโควิด-19 จึงเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะกับตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่  (Food Delivery) ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากยูโร มอนิเตอร์ ประเมินว่าปีนี้ตลาดฟู้ดเดลิเวรี่จะมีมูลค่าประมาณ 74,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่า 68,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันบ้านเรามีผู้ให้บริการ แอปพลิเคชันฟูเดลิเวอรี่รายใหญ่อยู่  4  ราย ​​ได้แก่ ไลน์แมน แกร๊บฟู้ด ฟู้ดแพนด้า และโรบินฮู้ด ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภค มีการสั่งอาหารและเครื่องดื่มมากินจำนวนหลายหมื่นออร์เดอร์ต่อวัน   เมื่อตลาดมีขนาดใหญ่ ผู้ให้บริการจึงทำการตลาด และการส่งเสริมการขาย เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งและสร้างยอดขายมาเป็นของตัวเอง สิ่งที่ผู้ให้บริการแต่ละราย เลือกมาใช้ในการทำตลาด และดึงดูดใจลูกค้านั้น หลัก ๆ แล้วคงเป็นเรื่องของจำนวนร้านค้าที่มีให้บริการจำนวนมาก เป็นร้านอร่อยร้านดังในแต่ละประเภท การคิดค่าบริการจัดส่งในราคาที่เหมาะสม ความรวดเร็วในการจัดส่ง และการบริการ  รวมถึงการจัดแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อช่วยให้การตัดสินใจให้ลูกค้ามาใช้บริการได้ง่ายขึ้นด้วย   จากคีย์หลักดังกล่าวในการทำตลาด ทำให้บรรดาผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรี่ พยายามเพิ่มจำนวนร้านค้าให้เข้ามาอยู่ในเครือข่ายของตนเองให้ได้มากที่สุด พร้อมกับการดึงดูดใจให้มีคนสนใจมาสมัครเป็นไรเดอร์  เพื่อทำหน้าที่จัดส่งสินค้ามากที่สุดเช่นกัน ส่วนในเรื่องค่าบริการและโปรโมชั่นแน่นอนต้องมีอยู่แล้ว โดยจะไปร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มเอง  บัตรเครดิต ค่ายโทรศัพท์มือถือ หรือแบรนด์สินค้าต่าง ๆ เพื่อมอบส่วนลด ให้ราคาพิเศษ รวมถึงแคมเปญการตลาดสารพัด ส่วนค่ายไหนตอนนี้มีแคมเปญการตลาดอะไรที่น่าสนใจบ้าง วันนี้เราได้รวบรวมมาให้ได้เป็นแนวทางเพื่ออาหารอร่อยมื้อต่อไป  จะได้สั่งมากินแก้ความหิวและเติมความอร่อยของแต่ละมื้อกัน แคมเปญคนละครึ่ง “ลุง” ช่วยจ่าย ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ใครที่ได้สิทธิ์โครงการคนละครึ่ง คงได้มีการใช้สิทธิ์ที่ได้สั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันที่เข้าร่วมโครงการนี้ คือ แกร๊บ ฟู้ด และไลน์แมน  ที่มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 47,000 ร้านค้า โดยข้อมูลจากกระทรวงการคลัง รายงานว่า เฉพาะวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา มีประชาชนใช้จ่าย​คนละครึ่งผ่านแอปพลิเคชัน ​ฟู้ดดีลิเวอรีจำนวน 80,852 คน วงเงินถึง 11.67 ล้านบาท​   ในส่วนของไลน์แมน มี​ร้านอาหารเข้าร่วมกว่า 40,000 ร้าน ครอบคลุม 68 จังหวัด ​ ซึ่งมีการให้ส่วนลดอาหารถึง ​ 60% หรือส่งฟรี 5 กม. เมื่อใส่โค้ดส่วนลด​ สำหรับลูกค้าใหม่ ส่งฟรี 10 กม. เมื่อใส่โค้ดส่วนลด​ นอกจากนี้ยังให้​ส่วนลดรวม 100 บาท เมื่อใช้สิทธิ์คนละครึ่งขั้นต่ำ 150 บาท ครบ 5 ครั้ง รับส่วนลด 30 บาท และเมื่อครบ 10 ครั้ง รับเพิ่ม 70 บาท  ลูกค้าจะได้รับโค้ดส่วนลดภายใน 10 วันหลังใช้สิทธิ์ครบตามจำนวนที่กำหนดผ่านทางกล่องข้อความในแอป ระยะเวลาโปรโมชั่น​​​ตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. 64 - 31 ธ.ค. 64   ส่วนแกร๊บฟู้ด ร่วมแคมเปญโครงการคนละครึ่ง ด้วยการให้ลูกค้า ส่งฟรี 99 ครั้ง  เมื่อสั่งอาหารร้านโครงการรัฐ เริ่มตั้งแต่ออเดอร์ถัดไป ส่งฟรีลดสูงสุด 15 บาท/ครั้งด้วย ซึ่งแกร๊บ ยังร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ของรัฐบาลอีกโครงการด้วย   จ่ายด้วยบัตรเครดิตได้ส่วนลดพิเศษ  การชำระสินค้าด้วยบัตรเครดิต ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ที่สำคัญในยุคโควิด-19 ได้มีการรณรงค์ให้ลดการสัมผัสกับสิ่งของให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  บัตรเครดิต บัตรเดบิต  จึงได้เข้าร่วมกับแอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรี่ เพื่อทำการตลาดด้วย ซึ่งแต่ละค่ายก็จะมีโปรโมชั่นแตกต่างกันไป อาทิ   แกร๊บ ฟู้ด ได้ร่วมกับบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน  ให้ส่วนลดสูงสุดถึง 100 บาท สำหรับลูกค้าใหม่ ส่วนลูกค้าปัจจุบันให้ส่วนลด 50 บาท เมื่อสั่งขั้นต่ำ 300 บาท ระยะเวลาจนถึงสิ้นปี   ฟู้ดแพนด้า  ร่วมกับบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน ให้ส่วนลดลูกค้าใหม่ 100 บาท ลูกค้าปัจจุบันให้ส่วนลด 60 บาท และร่วมกับบัตร Planet SCB ลด 60 บาทเมื่อสั่งอาหารครบ 250 บาท   ไลน์แมน ร่วมกับบัตรเครดิตวีซ่า ทีทีบี ให้ส่วนลด 50 บาท สำหรับลูกค้าทั่วไป และส่วนลด 80 บาท เมื่อใช้จ่ายบัตรครั้งแรก โดยใช้จ่ายตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป   โรบินฮู้ด ร่วมกับวีซ่า ให้ส่วนลด 50 บาท เมื่อลูกค้าสั่งอาหารครบ 300 บาท และจ่ายด้วยบัตรวีซ่า บัตรเดบิต บัตรพรีเพดวีซ่าครั้งแรก ใช้พอยท์ค่ายมือถือแลกส่วนลด​ นอกจากบัตรเครดิตจะมอบส่วนลดให้กับลูกค้า ผ่านแอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรี่ค่ายต่าง ๆ แล้ว ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ก็เข้าร่วมการทำตลาดกับส่วนลดต่าง ๆ ทั้งจากคะแนนที่ได้รับ หรือการเป็นลูกค้าของค่ายมือถือ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงการมีพริวิเลจจากการเป็นลูกค้า ซึ่งแต่ละค่ายมือถือก็มีลูกเล่นแตกต่างกันไป อาทิ ​   ลูกค้า AIS  เพียงใช้พอยท์แลกรับส่วนลดจากไลน์แมน เช่น 59 คะแนนแลกรับส่วนลด 30 บาท 99 คะแนนแลกรับส่วนลด 50 บาท ยิ่งเป็นลูกค้าเซเรเนด จะรับเพิ่มเป็น 40 บาท และ 60 บาทตามลำดับ และยังมี​โปรโมชั่น  เสียค่าส่ง 0 บาท จำกัดขั้นต่ำการสั่งซื้อ 150 บาท เพียงกดรับสิทธิ์ผ่าน myAIS แคมเปญส่วนลดตามเทศกาล เมื่อถึงช่วงเทศกาลพิเศษ นักการตลาดก็ต้องหยิบเอาช่วงเวลาพิเศษมาทำโปรโมชั่น เพื่อสร้างยอดขายและรายได้ อย่างเดือนตุลาคมก็มี 2 เทศกาลสำคัญที่นักการตลาด เอามาทำโปรโมชั่น ได้แก่ เทศกาล​ถือศีลกินเจ  ที่ปีนี้ตรงกับวันที่  5-14 ตุลาคม อีกช่วงเวลาหนึ่งที่ถูกนำมาทำแคมเปญการตลาด คือ วันที่ 10 เดือน 10 หรือ แคมเปญ 10.10   ไลน์แมน จัดแคมเปญเทศกาลเจ ​ “อิ่มบุญอิ่มใจ” มีเมนูจากร้านดังลดสูงสุด 50% และโค้ดส่วนลดต่าง ๆ  และแคมเปญค่าส่ง 0 บาท เมื่อสั่งกับร้านค้าที่ร่วมรายการและอยู่ในระยะทางที่กำหนด และส่วนลด 30 บาท เมื่อสั่งอาหารจากร้านที่ร่วมรายการขั้นต่ำ 150 บาทระยะเวลาโปรโมชัน 1 - 15 ต.ค. 2564  จำกัด 1 คน 1 สิทธิ์   โรบินฮู้ดจัดเทศกาล อิ่มบุญ อิ่มใจ กินเจได้ แบบไม่จำเจ ที่ร่วมกับร้านอาหารและเครื่องดื่มใน​​ไอคอนสยาม  เสิร์ฟเมนูเจตลอดเทศกาล โดยเมื่อสั่งครบ ​ 500.- รับคืนสุดสูงสุดรวม 250.- ระหว่างวันที่ 5 ต.ค. 64 - 14 ต.ค. 64 และมีการจัดเทศการเจ J Festival ที่ได้รวบรวมเมนูเจ มากว่า 100 ร้านค้ามาให้เลือก มีทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติ รวมถึงร้านขนมแบบเจ ​   สำหรับโปร 10.10  ฟู้ดแพนด้า จัดแคมเปญ “10.10มหาส่วนลด” ให้ส่วนลดสูงสุด 60% กับร้านค้าต่าง ๆ และถ้าใส่โค้ดส่วนลดเพิ่มถึง 1,010 บาทด้วย   ส่วนโปรโรบินฮู้ด จัดแคมเปญอร่อยเต็ม 100 กับเครือ CRG ลดมากกว่า 20% อิ่มฟินคุ้มได้ทั้งวันตั้งแต่วันนี้ - 31 ต.ค.​นี้​ สินค้าเอ็คคลูซีฟที่นี่ที่เดียว อีกหนึ่งกลยุทธ์ ที่แอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรี่ ต้องมี คือ การจัดหาร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือเมนูอาหาร ที่มีให้บริการสั่งได้เฉพาะแอปของตนเอง เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างแอปตนเองกับคู่แข่งที่มีอยู่ เพราะต้องยอมรับว่าสมรภูมิการแข่งขันธุรกิจนี้รุนแรงไม่น้อย รูปแบบแคมเปญที่จัดขึ้นในช่วงนี้ อาทิ   โรบินฮู้ด ร่วมกับไอศกรีม สเวนเซ่น ลด   50% ไอศกรีม  3 มินิควอท รสชาติใดก็ได้ ลดราคาเหลือเพียง 329 บาท จากปกติ 657 บาท และร่วมกับร้าน Tim Hortons จำหน่าย Birthday Cake Timbits 10 ชิ้น จากปกติราคา 150 ลดเหลือเพียง 75 บาท ตั้งวันนี้ - 31 ต.ค.​นี้ ฟู้ดแพนด้า  เมนูพิเศษเฉพาะของมิสเตอร์ โดนัท ​ Animal BFF แก๊งเพื่อนซี้สุดคิวท์ จำหน่าย 6 ชิ้น ราคา 159 บาท จากปกติ 179 บาท พร้อมส่วนลดเพิ่ม บาท 50 เมื่อใส่โค้ดส่วนลด   กลยุทธ์ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรี่ ต่างต้องมีให้บริการกับลูกค้า เพื่อสร้างจุดน่าสนใจและกระตุ้นให้เกิดการซื้อ ซึ่งนอกเหนือจากแคมเปญและโปรโมชั่นเหล่านี้แล้ว แคมเปญพื้นฐานแบบการให้ส่วนลดต่าง ๆ การซื้อ 1แถม 1 หรือจัดแบบเซ็ทราคาถูก ก็มีให้เห็นเต็มหน้าแอปพลิเคชั่น ฟู้ดเดลิเวอรี่ แล้วแต่ว่าค่ายไหนจะเอาอะไรมาเล่น ส่วนลูกค้าจะเลือกใช้บริการของค่ายไหน ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง แต่ที่สำคัญคงต้องได้รับความพึงพอใจในการบริการ โดยเฉพาะส่งแล้วได้สินค้ารวดเร็ว เพราะคนสั่งอาหารมักจะหิวและต้องการกินโดยเร็ว ถ้ามาช้าก็อาจจะโมโหหิวได้ ที่สำคัญสินค้าถ้ามาส่งแล้วปริมาณน้อย ความอร่อยไม่มี หน้าตาสินค้าไม่ตรงปก ก็อาจจะมีผลต่อการใช้บริการครั้งต่อไปได้เช่นกัน      
เปิด 4 ความต้องการของ “ลูกบ้าน” ในยุคโควิด-19 ที่ดีเวลลอปเปอร์ต้องไม่มองข้าม

เปิด 4 ความต้องการของ “ลูกบ้าน” ในยุคโควิด-19 ที่ดีเวลลอปเปอร์ต้องไม่มองข้าม

ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 วิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน ก็ไม่เหมือนเดิม ต้องปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้อยู่ได้และอยู่อย่างปลอดภัย ภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาด โดยเฉพาะเรื่องของความสะอาดและสุขอนามัย ที่คือหัวใจหลักสำคัญในการป้องกันการได้รับเชื้อโรค ไม่เพียงเท่านั้น เทคโนโลยีและดิจิทัลในรูปแบบต่าง ๆ ได้ถูกนำมาพัฒนา เพื่อสร้างวิถีชีวิตใหม่ (New normal) ให้สะดวกและปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น จึงมีคำพูดว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นตัวเร่งทำให้การใช้ดิจิทัลเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะตลาดอีคอมเมิร์ซทั้งหลาย จากการที่วิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน มี “โควิด-19” มาเป็นตัวแปร ทำให้การใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเรียนรู้ และปรับตัวตาม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปด้วย ไม่เช่นนั้นธุรกิจหรือบริการนั้นก็คงไปไม่รอด   ล่าสุด บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom หรือ LWS)  บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) ได้นำเสนอผลงานวิจัยของทีมวิจัยงานบริการ (Service Development Centre: SDC) เกี่ยวกับการพัฒนางานบริการ ว่าผู้บริโภคมีความต้องการอย่างไรในด้านงานบริการ หลังจาก​เกิดการแพร่ระบาดของโควิด​-19    โดยเป็นการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างของผู้พักอาศัยในชุมชนภายใต้การบริหารของ บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) บริษัทในเครือของ LPN  และพบว่า พฤติกรรมของผู้พักอาศัยในชุมชนให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์ในการติดต่อสื่อสาร/รับข่าวสาร และพบพฤติกรรมการใช้ช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ในการทำกิจกรรมซื้อ-ขายสินค้า เช่น สั่งซื้อสินค้าออนไลน์กว่า 90% ใช้บริการสั่งซื้ออาหารกว่า 80% ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ We Are Social ร่วมกับ Hootsuite ที่ระบุว่า ในยุค 5.0 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้งาน Internet ในปี 2564 มากกว่า 46 ล้านคน (เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากปี 2562  ของประชากรทั้งประเทศที่ 66 ล้านคน 4 ความต้องการด้านการบริการของผู้บริโภคยุคโควิด-19 จากผลสำรวจดังกล่าว ทำให้ผู้ให้บริการต้องปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า (Data Analytic) เพื่อนำมาพัฒนางานบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันและอนาคต   นอกจากนี้ จากผลการสำรวจของลูกบ้านดังกล่าว แสดงให้เห็นถึง พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลง โดยด้านความต้องการในการได้รับการบริการ ที่ดีเวลลอปเปอร์จำเป็นต้องรู้ เพื่อตอบสนองและนำเสนอบริการได้ตรงความต้องการ  ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน  4 เรื่อง  ดังนี้ 1.ต้องได้รับการบริการที่รวดเร็ว ความรวดเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภค  :  การที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตทำให้การเข้าถึงข้อมูลของสินค้าและบริการเป็นไปอย่างรวดเร็ว และการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการสามารถทำได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ทำให้ผู้ขายสินค้าและบริการจำเป็นต้องมีความรวดเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภค ทั้งในด้านคุณภาพสินค้าและบริการ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารให้เข้ามามีส่วนช่วยให้สามารถส่งต่อข้อมูลของผู้ประกอบการไปสู่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เป็นปัจจัยเร่งในการตัดสินใจให้กับลูกค้า   รวมถึงการพัฒนางานบริการให้มีความสะดวกรวดเร็ว เข้าถึงง่าย ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการในหลายธุรกิจได้มีการพัฒนาช่องทางการสื่อสารและงานบริการผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อลดการสัมผัสโดยตรง และมีอัตราเร่งในการเข้าถึงผู้ต้องการใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว เช่น บริการด้านสาธารณสุขผ่านระบบ Telehealth  ซึ่งให้บริการปรึกษาด้านสุขภาพโดยแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพผ่านช่องทางออนไลน์ การให้บริการเบิก ถอน โอน เงิน ชำระราคาสินค้าและบริการผ่าน application ต่าง ๆ ของสถาบันการเงิน การรับชำระค่าบริการส่วนกลางของอาคารชุดพักอาศัย  ผ่าน application หรือ QR Code การใช้เทคโนโลยี Beacon ส่งสัญญาณบลูทูธไปยังสมาร์ตโฟนของผู้ใช้บริการที่อยู่ในรัศมีที่สัญญาณส่งถึง หากสมาร์ตโฟนเปิดช่องรับสัญญาณบลูทูธเอาไว้ก็จะมีการแจ้งเตือนทางสมาร์ตโฟน และทำการรับข้อมูล (Information) ที่มีประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการได้ทันที   อาทิเช่น การส่งคูปองส่วนลด โปรโมชั่นบริการที่ลูกค้ากำลังสนใจโดยที่ลูกค้ายังไม่ได้ร้องขอ การแจ้งเตือนข้อมูลให้ผู้ใช้ได้ทันที ทำให้ผู้ใช้ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น  การใช้ในระบบบัตรคิว ในการจัดลำดับการให้บริการงานต้อนรับที่ต้องบริการลูกค้าจำนวนมาก เช่นการเข้าคิวส่ง-รับพัสดุ การใช้ในการเข้ารหัสหรือปลดล็อกรหัสการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ตัวปลดล็อกจักรยานด้วยแอปพลิเคชัน เมื่อเจ้าของเดินเข้าไปใกล้ในระยะที่อุปกรณ์ตรวจจับได้ก็สามารถใช้มือถือสั่งปลดล็อกได้ หรือแม้กระทั่งการใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับการติดตามดูแลเด็กเล็กได้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งใช้ส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังผู้ปกครองเมื่อเด็ก ๆ ออกห่างหรืออยู่นอกสายตา 2.ต้องได้รับบริการที่มีความคุ้มค่า สร้างความคุ้มค่าในงานบริการ : การพัฒนางานบริการที่ให้ความคุ้มค่าในการใช้งานสำหรับผู้บริโภค โดยการออกแบบงานบริการที่สร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการด้วยระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ลดการรอคอยในการรับบริการด้วยการออกแบบให้มีระบบการจองคิวเพื่อเข้าใช้บริการ เลือกแพ็คเกจการใช้บริการได้ตามความต้องการ สะดวกและถูกรวมไว้ ณ ที่เดียว ง่ายต่อการสั่งสินค้า และที่สำคัญประหยัดค่าขนส่ง การปรับขนาดสินค้าให้เหมาะกับการขนส่ง กระจายจุดเข้าถึงสินค้า อย่างธุรกิจ คลาวด์คิดเช่น งานบริการบริหารจัดการเพื่อการอยู่อาศัย ยังนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของเจ้าของห้องชุด   เช่น Smart Lighting Control  ระบบควบคุมการทำงานของไฟฟ้าส่วนกลาง  ช่วยประหยัดไฟฟ้า บันทึก   ข้อมูลการเปิด-ปิดไฟ เครื่องปรับอากาศได้  บริการเหล่านี้จะถูกเลือกเป็นอันดับต้นๆ ระบบฐานข้อมูลทั้งการจัดการและการประมวลผลข้อมูล จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญที่ผู้ให้บริการไม่อาจมองข้ามได้ ที่จะสามารถเสนอสิทธิพิเศษต่าง ๆ ได้ง่ายและตรงใจผู้ใช้บริการ การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence) และเทคโนโลยีเชื่อมต่ออุปกรณ์อัตโนมัติ IOT (Internet of Thing) มาใช้ในหลายประเภทงานบริการ  บริการขนส่ง บริการจองคิว บริการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ สินค้าประเภทอาหารพร้อมรับประทานล้วนใช้เทคโนโลยี เนื่องจากเวลายังคงเป็นสิ่งที่มีค่า และเทคโนโลยีช่วยให้เราใช้มันได้อย่างคุ้มค่า และเข้าถึงสิ่งที่เราต้องการได้เร็วขึ้น 3.ต้องการได้รับบริการทุกที่ทุกวันทุกเวลา  ทุกที่ ทุกเวลา (24hr. x 7days) : การเข้าถึงเทคโนโลยี และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้การตอบสนองต่อผู้ใช้บริการที่รวดเร็ว รวมไปถึงระบบของงานบริการที่มีประสิทธิภาพ ในแบบ Real Time เป็นสิ่งสำคัญ พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ชอบการรอคอย จึงทำให้การตอบกลับที่รวดเร็วในแบบ Real Time เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของงานบริการในปัจจุบันที่ผ่านหน้าจอสัมผัส การนำ ระบบ AI : Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจ เรียนรู้องค์ความรู้ต่าง ๆ เช่น วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาได้ ส่งผลให้เกิดความรวดเร็วในการให้บริการ อย่างเช่น การติดต่อมายัง Call Center ของผู้ใช้บริการ จะมีระบบ AI คอยให้บริการเบื้องต้น หากเกินขอบเขตในสิ่งที่ทำได้จะถูกโอนไปยังพนักงานโดยตรง แน่นอนว่าผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ต้องการที่จะติดต่อกับพนักงานโดยตรง แต่ดีกว่าได้รับการปฏิเสธให้ติดต่อใหม่อีกครั้ง   ดังนั้น จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่ผู้ประกอบการ จะนำมาพัฒนาและปรับใช้กับธุรกิจการให้บริการ  นอกจากนั้นยังมีการใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาดสระว่ายน้ำ เก็บใบไม้และเศษผงบริเวณก้นสระได้ สามารถขจัดสิ่งสกปรก  ตะไคร่ และแบคทีเรียด้วยชุดกรองแบบ  มีตัวแปลงไฟฟ้าจากไฟปกติเป็นแบบโวลต์ต่ำ ทำให้สามารถทำความสะอาดขณะมีการใช้สระว่ายน้ำได้  จากตัวอย่างที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า สามารถให้บริการได้ 24 ชม. อีกทั้งลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบธุรกิจงานบริการ อย่างอัตรากำลังของพนักงานได้ในขณะที่ยังคงประสิทธิภาพงานบริการที่ลูกค้าได้รับ 4.ต้องการได้รับความสะดวกสบาย พัฒนางานบริการเพื่อสร้างลูกค้าในอนาคต : การพัฒนางานบริการนอกจากพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบันแล้ว ด้วยประสิทธิภาพของเทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้บริโภค (Data Analytic) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถที่จะนำไปพัฒนางานบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในอนาคตได้ เช่น การใช้เทคโนโลยี VR : Virtual Reality เป็นการจำลองสถานที่ขึ้นมาเป็นโลกเสมือนจริงโดยส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับการมองเห็น โดยผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับสถานที่หรือสิ่งแวดล้อมที่จำลองขึ้นมาได้ผ่านอุปกรณ์  เป็นการสร้างประสบการณ์ที่สนุกมากขึ้นในการซื้อสินค้าและบริการ  ในวงการอสังหาริมทรัพย์มีการนำมาใช้ สำหรับลูกค้าชมโครงการบ้าน และคอนโดโครงการใหม่ ซึ่งให้ความสมจริงได้มากกว่าการดู แบบโมเดลจำลองอีกทั้งไม่ต้องไปยังสถานที่จริงอีกด้วย บางครั้งลูกค้าไม่ทราบความต้องการของตัวเอง  การนำข้อมูลมาวิเคราะห์และนำเสนอบริการใหม่ๆ ให้กับลูกค้าโดยวิเคราะห์จากพฤติกรรมของลูกค้า เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ และเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในอนาคต นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอมฯ กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ว่า ได้เพิ่มอัตราเร่งในการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะพัฒนางานบริการที่ตอบโจทย์กับพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นผ่านเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูล นำมาวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างงานบริการที่สามารถตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย รวดเร็ว ง่ายต่อการใช้งาน และมีความเฉพาะตัว (Unique) สร้างความรู้สึกพิเศษ (Exclusive) ให้กับผู้รับบริการแบบเฉพาะตัว (Privacy) ในแบบที่เรียกว่า Smart Service พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปโดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี การเข้าถึงข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าและบริการ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจบริการต้องมีการปรับตัว พัฒนางานบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค  
6 สูตรลับ ปรับกลยุทธ์ธุรกิจอาหารต้องรอดในยุคโควิด-19 

6 สูตรลับ ปรับกลยุทธ์ธุรกิจอาหารต้องรอดในยุคโควิด-19 

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ทุกธุรกิจลำบากกันไปหมด ต่อให้เป็นธุรกิจที่เป็นปัจจัย 4 ในการดำเนินชีวิตของคน อย่างธุรกิจอาหาร ก็ได้รับผลกระทบไม่น้อยเช่นกัน เพราะวิถีชีวิตของคนไม่เหมือนเดิม ต้องอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ ใครจะนั่งกินอาหารในร้านก็ทำไม่ได้ เพราะเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดหรือไม่ก็รับเชื้อโรคมา ทำให้ต้องซื้อกลับไปกินได้เฉพาะที่บ้านเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องสั่งเดลิเวอรี่ เพราะหลายคนต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้าน  แถมในบางช่วงร้านอาหารก็ถูกสั่งให้เปิดเปิดเป็นเวลาด้วย เมื่อธุรกิจอาหารต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายในยุคโควิด-19 ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวอย่างไร เพื่อยังให้ธุรกิจอยู่รอดและไปต่อได้ คงต้องมีการปรับตัวและมองหาโอกาส รวมถึงการสร้างกลยุทธ์ที่จะเป็นทางรอดให้ได้ในยามวิกฤต  เพราะทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ   ล่าสุด ธนาคารไทยพาณิชย์งานสัมมนา “เปิดสูตรลับ ปรับกลยุทธ์ธุรกิจอาหารต้องรอด” ด้วยการนำเอาผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร 2 ราย ที่สามารถปรับตัวและประสบความสำเร็จ ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ได้แก่ เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ แชมป์เชฟกระทะเหล็ก เจ้าของร้าน Honmono Sushi และนายชลวิทย์ ไตรโลกา เจ้าของร้านกะพง Kapong Delivery  ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ สำหรับ​ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารรายอื่น ๆ ที่จะได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเอง​ ให้ยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้   โดยขอสรุปเทคนิคการปรับตัวของเจ้าของธุรกิจทั้ง 2 ราย ที่ถือว่าเป็นสูตร (ไม่) ลับ ในการฝ่าวิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ ออกมาเป็น 6 สูตรลับ ปรับกลยุทธ์ธุรกิจอาหารต้องรอดในยุคโควิด-19 ได้แก่ 1.กระโดดเข้าสู่ตลาดออนไลน์ทันที ช่องทางหลักที่ทำให้ธุรกิจยังมียอดขายในช่วงโควิด-19 คือ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ถึงแม้ในช่วงแรกผลตอบรับไม่เป็นดั่งที่คาดหวัง แต่เมื่อเรียนรู้และใช้โอกาสนี้ในการพูดคุยกับลูกค้า จึงทำให้มองเห็นจุดแข็งตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น จนสามารถเข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมถึงยังเป็นช่องทางขายสำหรับธุรกิจของเราได้อย่างถาวร 2.สร้างลูกเล่นในการขายด้วยไอเดียใหม่ๆ การกระโดดเข้าสู่ช่องทางขายออนไลน์ทำให้เราพบว่ามีรูปแบบการขายที่น่าสนใจ ทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆที่นำมาสร้างลูกเล่นให้การขายของเราสนุกยิ่งขึ้น เช่น การถ่ายทอดสดขายอาหาร เปิดประมูลวัตถุดิบ และสอนวิธีการทำอาหาร ซึ่งได้รับกระแสการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี มีกลุ่มลูกค้าติดตามมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจมียอดขายอย่างต่อเนื่อง 3.ปรับบทบาทหน้าที่พนักงานให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจใหม่ เมื่อโมเดลธุรกิจต้องเปลี่ยนไปจากเดิม ทำให้พนักงานต้องเรียนรู้หน้าที่ใหม่ ซึ่งเราเปิดโอกาสให้พนักงานได้หมุนเวียนทำหน้าที่ต่าง ๆ เช่น ทำหน้าที่ Admin ตอบคำถามลูกค้าทางออนไลน์และทางโทรศัพท์ หน้าที่ในการทำอาหาร หน้าที่ในการจัดส่งอาหารให้กับลูกค้า ในส่วนนี้จะทำให้พนักงานมีการฝึกฝนตนเองให้รู้จักร้านของเรา รู้จักเมนูอาหาร วัตถุดิบ และรู้จักลูกค้าได้เป็นอย่างดี 4.มองหาช่องว่างในตลาดและเติมเต็มด้วยสินค้าของเรา เป็นสิ่งสำคัญที่ธุรกิจยึดนำมาปรับใช้และคอยสำรวจตลาดเพื่อคอยตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ เช่น ขายปลากะพงทอดน้ำปลาเหมือนกันแต่มีเพียงเจ้าเดียวที่ขายแบบครึ่งตัว เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าให้สามารถเลือกได้ 2 รสชาติ จาก10 รสชาติในหนึ่งตัว การจัดโปรโมชั่นเป็นเซทอาหารทานแบบครอบครัว นอกจากนี้ช่องทางออนไลน์ของร้านก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้ออาหาร ดังนั้นร้านจึงให้ความสำคัญกับรูปเมนูอาหารและการตั้งชื่อเมนูที่แปลกใหม่ 5.พาตัวเองให้อยู่ใกล้ลูกค้า การส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่สิ่งสำคัญคือการต้องอยู่ใกล้ลูกค้า เพราะมีค่าจัดส่งตามระยะทาง จึงทำให้ธุรกิจเน้นการลงทุนทำแบบ Cloud Kitchen ซึ่งมีต้นทุนน้อย เพื่อทำให้จุดจัดส่งอาหารของร้านมีระยะทางใกล้กับลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้ค่าจัดส่งสินค้ามีราคาถูกซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจสั่งอาหารง่ายขึ้น โดยการมีเดลิเวอรี่เป็นของตัวเองนั้นทำให้ร้านควบคุมการจัดส่งและแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้อย่างทันท่วงที หรือเข้าร่วมแพลตฟอร์ม โรบินฮู้ด ฟู้ดเดลิเวอรี่ ที่ไม่เรียกเก็บค่า GP ก็ช่วยให้ร้านมีรายรับอย่างเป็นธรรม 6.สร้างแบรนด์ให้ดังด้วยพลังคำพูด หรือการบอกปากต่อปาก มีพลังต่อการขายสินค้าอย่างมากเพราะมีความน่าเชื่อถือและเกิดจากประสบการณ์ของลูกค้าตัวจริง ซึ่งพลังปากต่อปากจะเกิดขึ้นได้เมื่อร้านอาหารสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าจนนำไปสู่การแชร์ความรู้สึกดี เราจึงต้องคิดอยู่เสมอว่าจะทำอย่างไรให้อาหารยังดูน่ารับประทานเมื่อถึงมือลูกค้าและกระตุ้นให้ลูกค้าถ่ายภาพลงโซเชียลมีเดียบอกต่อประสบการณ์ที่ดีกับคนรู้จักต่อไป บทเรียนจากเจ้าของธุรกิจตัวจริง นางพิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ถึงแม้ผู้ประกอบการร้านอาหารจะสามารถผ่านบททดสอบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระลอกแรกเมื่อปีก่อนมาได้ แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าการปรับตัวที่ผ่านมานั้นจะเพียงพอที่พาธุรกิจฝ่าโจทย์ที่ท้าทายมากกว่าในปีนี้ไปได้หรือไม่ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดที่รุนแรงและขยายวงกว้าง ทำให้มาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดมีความเข้มงวดโดยผันแปรตามความรุนแรงของการแพร่ระบาดในแต่ละพื้นที่ ซึ่งคาดการณ์ได้ยากว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติได้เมื่อใด และส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่สามารถเดินทางมาที่ร้านได้เหมือนเดิม ต้องสั่งอาหารผ่านทางเดลิเวอรี่ หรือออนไลน์มากยิ่งขึ้น ร้านอาหารต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ในตลาดใหม่ที่หลายร้านยังไม่ถนัดหรือมีความรู้เพียงพอในการแข่งขันให้ร้านอาหารอยู่รอด   เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ แชมป์เชฟกระทะเหล็กและเจ้าของร้าน Honmono Sushi กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 บีบบังคับให้ธุรกิจร้านอาหารแบบดั้งเดิมยิ่งต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้ยังอยู่รอด จึงแนะนำผู้ประกอบการร้านอาหารไม่ควรหยุดพักและตั้งความหวังรอสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมาเปิดร้านปกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ ยากว่าเราต้องอยู่กับภาวะแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ Honmono Sushi เองนั้น ในช่วงระลอกแรกของการระบาดเมื่อปี 2563 เราได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง เพราะธุรกิจมีรายได้จากหน้าร้านเป็นหลักช่องทางเดียว อีกทั้งยังไม่มี เดลิเวอรี่ นับเป็นความท้าทายกับธุรกิจช่วงนั้นมาก ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้ธุรกิจเริ่มเร่งปรับตัวและเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจใหม่ในทันที จึงทำให้เราสามารถรับมือกับการระบาดระลอกต่อ ๆ มาได้อย่างดี ในขณะที่ธุรกิจแบบดั้งเดิมกำลังพยายามเร่งปรับตัวเพื่อหนีตายจากวิกฤตในครั้งนี้ หากยังมีผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากพิษโควิด-19 ที่ยังไม่ยอมแพ้ จนสามารถสร้างธุรกิจอาหารขึ้นมาใหม่ในยุคโควิด-19 ได้อย่างประสบความสำเร็จ อย่างเช่น ร้านกะพง Kapong Delivery   นายชลวิทย์ ไตรโลกา เจ้าของร้านกะพง Kapong Delivery กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยทำธุรกิจหลายอย่างที่ต้องปิดตัวลงเพราะต้านทานผลกระทบจากโควิด-19 เมื่อปี 2563 ไม่ไหว แต่ก็พยายามหาทางรอดทางใหม่ให้ได้ในทันที โดยนำประสบการณ์จากธุรกิจเดิมมาเป็นบทเรียน ทั้งเรื่องการแบกรับค่าใช้จ่ายหน้าร้าน หรือการเสียค่า GP ราคาสูงให้แก่ตัวแทนเดลิเวอรี่ ปรับเป็นโจทย์และแก้เกมส์ด้วยการทำธุรกิจใหม่แบบไม่มีหน้าร้าน มี Cloud Kitchen และมุ่งเน้นส่งเดลิเวอรี่ด้วยตัวเองเป็นหลัก รวมทั้งการสำรวจตลาดที่พบว่า เมนูปลากะพงทอดน้ำปลาเป็นเมนูที่คนนิยมทาน แต่ยังขาดผู้เล่นในตลาดเดลิเวอรี่ จึงทำให้ตัดสินใจเริ่มทำธุรกิจร้านกะพง Kapong Delivery ในช่วงมกราคม 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาดมาอย่างต่อเนื่อง แต่ธุรกิจยังคงแข็งแกร่งมียอดขายเข้ามาตลอด