Tag : Lifestyle

360 ผลลัพธ์
อัปเดต ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เดือนกรกฎาคม 2565

อัปเดต ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เดือนกรกฎาคม 2565

ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน   ปี 2565 ได้เดินทางมาถึงครึ่งปีแล้ว  เรายังคงอยู่กับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ซึ่งปัจจุบันยังมีผู้ติดเชื้อต่อเนื่องทุกวัน  แม้ว่าบางคนได้รับการฉีดวัคซีกันไปแล้วถึงเข็มที่ 4 แต่ยังมีบางคนที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเลยแม้แต่เข็มเดียวก็มี และแม้ว่าโควิดจะยังคงอยู่ แต่ผู้ได้รับเชื้อก็ไม่ได้มีอาการรุนแรงมากนัก ยกเว้นกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวที่บางรายอาจจะมีอาการที่รุนแรงได้   ในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้สถานการณ์ของโควิด-19 ที่อยู่รายรอบคนในยุคปัจจุบัน ผู้ประกอบการหลายรายก็ยังคงสร้างผลงานการทำตลาดได้อย่างดี มียอดขายช่วงครึ่งปีแรกเติบโตมากมาย โดยเฉพาะบรรดาผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์  ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยเฉพาะบ้านแนวราบ และยังทำให้ผู้ประกอบการต้องทำแคมเปญการตลาดออกมาเพื่อสร้างยอดขาย ราคาบ้านปัจจุบันจึงยังถือว่าไม่สูงมาก หากเปรียบเทียบกับต้นทุนต่าง ๆ และแนวโน้มของการปรับขึ้นราคาของต้นทุนที่เชื่อว่าจะสูงขึ้นในเร็ว ๆ นี้   นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และการยกเลิกการให้สินเชื่อการซื้อบ้านในอัตราคงที่ของธนาคารต่าง  ๆ ที่จะส่งผลต่อความต้องการที่อยู่อาศัย และความสามารถในการกู้เงินของกลุ่มลูกค้าทั่วไปในอนาคตด้วย แต่ปัจจุบันหากมาดูอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน ที่หลายธนาคารออกมาทำตลาด ภาพรวมส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้ปรับสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้  ถือเป็นข่าวดีและเป็นจังหวะที่ดีหากใครจะกู้ซื้อบ้านในเวลานี้  แต่ธนาคารไหนจะให้อัตราดอกเบี้ยเท่าไร เราได้รวมรวม และอัปเดตดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโดมิเนียม สำหรับกรกฎาคมเอาไว้ให้แล้ว ​​ อัปเดต ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด 1.ธนาคารกรุงเทพ สำหรับธนาคารกรุงเทพ มีสินเชื่อบ้านบัวหลวง ที่ให้บริการลูกค้า 2 กลุ่ม คือ ลูกค้าพนักงานที่มีรายได้ประจำ และลูกค้าทั่วไป  โดยอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ประจำเดือนกรกฎาคม 2565 ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา มีการคิดอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท  (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.2% (MRR-1.75%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65% อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45% (MRR-1.50%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.48% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.48% อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป   ลูกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.50% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.45% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.87% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45%(MRR-1.50%) หลังจากนั้น 5.45%  (MRR-0.50%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.45% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.9% ลูกค้าทั่วไปวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.7%(MRR-1.25%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.075%(MRR-1.875%) ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.58%   -กรณีวงเงิน ตั้งแต่ 500,000 บาทแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย คงที่ปีแรก MRR-1.20% หลังจากนั้น​คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีวงเงินต่ำกว่า ​500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันสิทธิการเช่า ​คิดอัตราดอกเบี้ย​ MRR-0.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันที่ดินเปล่าเพื่อการอยู่อาศัย คิดอัตราดอกเบี้ย ​MRR-0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา   หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับผู้ที่ยื่นคำขอสินเชื่อพร้อมเอกสารครบถ้วน ตั้งแต่วันที่  10 พ.ค. – 30 มิ.ย. 65 โดยผู้กู้ต้องลงนามในสัญญากู้ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่อนุมัติสินเชื่อ​และจดทะเบียนจำนองพร้อมเบิกเงินกู้งวดแรกหรือทั้งหมดภายใน 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญา ​ -พนักงานที่มีรายได้ประจำ หมายถึง พนักงานที่มีรายได้หลัก หรือ มีความสามารถในการชำระคืนหลัก จากรายได้ประจำ -รูปแบบการชำ​ระแบบคงที่ เลือกผ่อนได้ทุกทางเลือก/รูปแบบการผ่อนชำ​ระแบบขั้นบันได เลือกผ่อนได้เฉพาะทางเลือกที่ 1 -อัตราส่วนวงเงินกู้สูงสุดและมูลค่าหลักประกันให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย -อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันตามประกาศของธนาคาร ณ วันที่ 7 ธ.ค. 64 เท่ากับ 5.95% ต่อปี -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไข 2.ธนาคารกรุงไทย อัปเดตดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด สำหรับธนาคารกรุงไทย ในเดือนกรกฎาคม ​ ​ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด  เปลี่ยนเปลี่ยนแปลงจากช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเล็กน้อย ​​ดังนี้ ทางเลือกที่ 1 แบบทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 2.77% (MRR-3.45%) เพิ่มขึ้น 2.21% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตรา 0.56% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 2.77% (MRR-3.45%) ลดลง 1.45% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 4.22% (MRR-2.0%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.77% ลดลง 0.23% จากเดือนก่อนหน้าที่คิด 3.0% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.22% ลดลง 0.05% จากเดือนก่อนหน้าที่คิด 4.27% ทางเลือกที่ 2 แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 2.87% (MRR-3.35%) เพิ่มขึ้น 2.06% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 0.81% (เดือนที่ 1-9 คิด 0.56% เดือนที่ 10-12 คิดดอกเบี้ย 1.56%) ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 2.87% (MRR-3.35%) ลดลง 0.13% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.0% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.30% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.24% ทางเลือกที่ 3 แบบทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 0.75% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3.92% (MRR-2.30%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.88% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.23% ทางเลือกที่ 4 แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.00% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3.97% (MRR-2.25%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.98% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.27%   หมายเหตุ : 1.การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ *ทำประกันทางเลือกใด ทางเลือกหนึ่ง ดังนี้ -ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA / GLTSP) เต็มวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 10 ปี -ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA / GLTSP) 70% ของวงเงินกู้ และระยะเวลากู้ -ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA / GLTSP) 70% ของวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 15 ปี (การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ เป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้า และไม่มีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อ) 2.อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR)**คำนวณจากวงเงินกู้ 1.00 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี ผ่อนชำระ 6,600 บาท/เดือน MRR = 6.22% ต่อปี 3.สามารถขอสินเชื่อ Home For Cash แบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan) เพิ่มเติม สำหรับวัตถุประสงค์ : เพื่ออุปโภคบริโภค / ปรับปรุง ต่อเติม ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย /ชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย MRR ต่อปี ตลอดอายุสัญญา 4.เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด การพิจารณาสินเชื่ออยู่ภายใต้ดุลยพินิจของธนาคาร ยื่นสมัครสินเชื่อ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2565 และทำนิติกรรมจำนองภายใน 30 วัน ทั้งนี้ ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขรายการส่งเสริมการขาย โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า   3.ธนาคารกรุงศรี ธนาคารกรุงศรี มีสินเชื่อบ้านกรุงศรี เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านใหม่/บ้านมือสอง) สำหรับลูกค้าทั่วไป โดยมีแคมเปญฟรี ค่าธรรมเนียมสำรวจ และค่าประเมินอัตราดอกเบี้ยยังคงเท่าเดิมจากเดือนที่ผ่านมา โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สำหรับการกู้ในวงเงิน 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.9% ( MRR-3.15%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.00%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.97% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.39% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.50% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย MRR-1.60% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.21% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.52% สำหรับการกู้เงินในวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.55%  (MRR-3.50%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.3%  (MRR-2.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.52% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.02% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.25% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 4.1% (MRR-1.95%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.3% (MRR-1.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.7%  (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.89% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.23%   หมายเหตุ * อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงการแสดงตัวอย่าง โดยคำนวณจากฐานวงเงินกู้ 2 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท และฐานวงเงินกู้ 5 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ด้วยระยะเวลาการกู้ 10 ปี ในกรณีที่ลูกค้า ซื้อ MRTA/MLTA หากค่าเบี้ย MRTA/MLTA เปลี่ยนแปลง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ เงื่อนไขการรับสิทธิพิเศษสาหรับลูกค้าที่ซื้อประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA/MLTA) -รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เฉพาะในปีที่ 1 จากอัตราดอกเบี้ยทุกทางเลือก ลูกค้าต้องซื้อ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการตามเงื่อนไขดังนี้ 1.ผลิตภัณฑ์ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการได้แก่ MRTA : แผนกรุงศรี เซฟตี้โลน 1 พลัส หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 1 หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 2 / MLTA : กรุงศรี รักบ้าน รักคุณ หรือกรุงศรี รักบ้าน รักคุณ พลัส เท่านั้น 2.กรณีผู้กู้หลักเป็นพนักงานเงินเดือนที่มีรายได้ ประจำ​ต้องซื้อ MRTA/MLTA 100% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี หรือซื้ออย่างน้อย 70% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความ คุ้มครองไม่ต่ำกว่า 20 ปี 3.กรณีผู้กู้หลักเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว ต้องซื้อ MRTA/MLTA อย่างน้อย 80% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 10 ปี หรือซื้อย่างน้อย 50% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี 4.กรณีมีผู้กู้ร่วม สามารถซื้อ MRTA/MLTA เฉพาะผู้กู้หลักเพียงคนเดียวได้ หรือหากผู้กู้ร่วมประสงค์ที่จะซื้อ MRTA/MLTA ด้วย ผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมทุกคนจะต้องมีทุนประกันขั้นต่ำในสัดส่วนที่เท่ากัน ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย เป็นอัตราดอกเบี้ยปกติตามที่ลูกค้าได้เลือกไว้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในกรณีที่บริษัทประกันไม่ อนุมัติ MRTA/MLTA หรือในกรณีที่ลูกค้าขอยกเลิก MRTA/MLTA -ตามประกาศธนาคาร ณ วันที่ 21 พ.ค. 63 อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.05% ต่อปี -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.-31 ส.ค. โดยจดจำนองและเบิกรับเงินกู้ภายในวันที่ 30 ก.ย. 65 -ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร -การพิจารณา อนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด -วงเงินกู้อนุมัติสูงสุดเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด และไม่เกินกว่า วงเงินกู้สูงสุดต่อมูลค่าหลักประกัน (ราคาซื้อขาย) ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บค่าเบี้ยปรับกรณีปิด ภาระหนี้ก่อนกำหนด (กรณีที่ลูกค้ารีไฟแนนซ์ไปสถาบันการเงินอื่นภายใน 3 ปีแรกนับจากวันทำสัญญา) คิดเป็น 3% ของยอดหนี้คงเหลือ 4.ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย มีสินเชื่อกู้ซื้อบ้านสำหรับบ้านใหม่ให้กับลูกค้าทั่วไป โดยพิจารณาเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ และกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ ซึ่งเดือนนี้อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ระจำ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 7.72% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 7.72% สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 8.22% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 8.22% หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ย MRR = 5.97% (ประกาศ ณ วันที่ 22 พ.ค. 2563) ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ย MRR ให้อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคาร ณ วันที่ลูกค้ายื่นใบสมัครสินเชื่อ -อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวสำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2565 โดยสามารถยื่นกู้ได้สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภท ยกเว้นการกู้เพื่อซื้อที่ดินเปล่า -รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม 0.25% ในปีแรก หากทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองสินเชื่อบ้านตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด -กรณียื่นกู้บ้านในโครงการจัดสรรที่ธนาคารสนับสนุน ธนาคารฯมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ สอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ K-Contact Center 02-8888888 ต่อ 887 5.ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารเกียรตินาคิน มีสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (KKP Home Loan เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย) กรณี บ้านใหม่ : ซื้อบ้านจากบริษัทพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ที่ธนาคารกำหนด ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนที่ผ่านมา โดยธนาคารเกียรตินาคินมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยลอยตัว แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.79% ปีต่อไป 5.025% (MLR-1.50%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.99% ปีต่อไป 5.025% (MLR-1.50%) อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.59% ปีต่อไป 5.025% (MLR-1.50%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.79% ปีต่อไป 5.025% (MLR-1.50%)   หมายเหตุ 1.อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับปัจจัยอ้างอิง เช่น อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ซึ่งธนาคารจะแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว  โดยจะประกาศไว้ ณ สถานที่ทำการให้บริการและ​เว็บไซต์ของธนาคาร 2.MLR ณ วันที่​ 18 สิงหาคม 2563 เท่กับ​ 6.525% ต่อปี 3.เลือกทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ​(MRTA)ผ่านธนาคาร ทุนประกันภัยเท่ากับวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาเอาประกันภัยขั้นต่ำ 10 ปี กรณีที่ระยะเวลาการกู้ไม่ถึง 10 ปี ให้ระยะเวลาเอา​​​​​​ประกันภัยเท่ากับระยะเวลาการกู้ 4.กรณี Refinance ไปสถาบันการเงินอื่นก่อนครบ 3 ปี แรก คิดค่า​ Prepayment Penalty 3% ของเงินต้นคงค้าง 5.​กรณีเลือกใช้เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยแบบฟรีค่าจดจำนอง ​​หากลูกค้า Re-Finance หรือชำระปิดบัญชีก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ ลูกค้าต้องชำระค่าจดจำนองที่ธนาคาร เคยสำรองจ่ายให้แก่ธนาคาร​ 6.ค่าประเมินหลักประกันเริ่มต้น 3,210 บาท  ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท) 7.เบี้ยประกันอัคคี ​เป็นไปตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด ​โดยผู้กู้สามารถเลือกทำประกันกับบริษัทที่น่าเชื่อถือใดก็ได้ ​ a.อัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุด ต่อหลักประกัน 100% ของราคาซื้อขายจริง หรือราคาประเมินธนาคาร แล้วแต่ราคาใดต่ำกว่า ยกเว้นธนาคารมีกำหนดเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ สำหรับบางโครงการ อาจจะได้รับอัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อหลักประกัน​ 100% b.ระยะเวลากู้สูงสุด ​30 ปี (อายุผู้รวมระยะเวลากู้ไม่เกิน 65 ปี สำหรับพนักงานเงินเดือนประจำ และไม่เกิน 70 ปี สำหรับเจ้าของกิจการ/ธุรกิจส่วนตัว) 6.ธนาคารซีไอเอ็มบี ธนาคารซีไอเอ็มบี สินเชื่อบ้าน โฮมโลนฟอร์ยู  ให้กับพนักงานประจำ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ประกอบการ และเจ้าของกิจการ  โดยคิดอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เท่ากับเดือนที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารซีไอเอ็มบี มีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สำหรับพนักงานประจำ รายได้ 15,000 บาท หรือเจ้าของกิจการรายได้ 30,000 บาท ประเภททำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.25% (MRR-3.1%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.25% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.07% แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.55% (MRR-2.8%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.15% หมายเหตุ -สำหรับซื้อบ้านและคอนโดจากโครงการทั่วไป -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินกู้ 2 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 15 ปี (MRR=7.35% ประกาศ ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2564) -ธนาคารยังมีอัตราดอกเบี้ยสำหรับพนักงานประจำรายได้ 30,000-50,000 หรือเจ้าของกิจการรายได้ 50,000 บาทขึ้นไปไว้พิจารณาด้วย รวมถึงสินเชื่อสำหรับโครงการที่ธนาคารเป็นผู้สนับสนุน 7.ธนาคารทีทีบี ธนาคารทีทีบี มีสินเชื่อบ้านใหม่ สำหรับการซื้อบ้านหรือคอนโดจากโครงการทั่วไป ภายใต้แคมเปญดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นเฉลี่ย 3 ปีแรก 4.05% ต่อปี จะได้รับฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย ค่าจดทะเบียนจำนอง และค่าประเมินหลักทรัพย์  ยังคงใช้ในอัตราเท่ากับเดือนที่ผ่านมา  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ทางเลือก 1 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.23%) หลังจากนั้น อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.05% ดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.46% ทางเลือก 2 (ฟรีค่าจดจำนอง) ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.4% (MRR-1.88%) หลังจากนั้น 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.4% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือก 3 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 4.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา ดอกเบี้ย 4.65% รายละเอียดเงื่อนไข สมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ได้แก่ 1.สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ สไมล์โฮม หรือ สไมล์โฮม พลัส ​ 2.สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีทีบี เพื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3.สมัครบัตรเดบิต ttb (กรณีที่คุณมีบัตรเดบิต ttb แล้ว ไม่ต้องสมัครเพิ่ม) กู้ซื้อบ้าน คอนโดใหม่ กับทีทีบี รับข้อเสนอพิเศษ ด้วยอัตราดอกเบี้ย ให้เลือก 2 แบบ ดังนี้ แบบที่ 1 สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท -รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี -ฟรีประกันอัคคีภัยมูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของเงินกู้สูงสุดถึง 200,000 บาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง แบบที่ 2 สมัครผลิตภัณฑ์เสริมไม่ครบทั้ง 3 ประเภท​ -ฟรีประกันอัคคีภัย มูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมรวมถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้าน (MRTA) ไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อทำเพื่อประโยชน์หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นกับผู้กู้ในขณะที่ยังชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผู้กู้และธนาคาร และไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 3 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาอนุมัติวงเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของธนาคาร -ธนาคารขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่แจ้งไว้ในเอกสารฉบับนี้ โดยไม่ ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนจำนองหลักประกันแทนผู้กู้หากผู้กู้มีความประสงค์จะไถ่ถอนหลักประกันและชำระหนี้คืนทั้งหมดภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันเบิกใช้เงินกู้ ครั้งแรก ผู้กู้ตกลงคืนเงินค่าธรรมเนียมจดจำนองหลักประกันตามจำนวนเงินที่ธนาคารได้ช าระไปให้แก่ธนาคาร ในวันที่ผู้กู้ได้ชำระหนี้ทั้งหมดเสร็จสิ้น (ค่าธรรมเนียมจดจำนอง 1% สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท) -กค้าต้องสำรอง จ่ายค่าจดจำนองแก่กรมที่ดินก่อน โดยธนาคารจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ลูกค้าใช้หักชำระค่างวดกับธนาคารภายใน 30 วันทำการนับจากวันที่ลูกค้าจดจำนอง -MRR = 6.28% ตามประกาศธนาคาร https://www.ttbbank.com/th/rates/loan-interest-rates -สำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 65 ถึง 30 มิ.ย.​65 และจดจำนอง ภายใน 31 ก.ค. 65 -ข้อมูลในเว็บไซต์ธนาคาร ณ วันที่ 3 ส.ค. 65 8.ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีสินเชื่อบ้านสำหรับลูกค้าทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา  คิดอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ แบบไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.995% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.995% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.995% แบบทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ มากกว่าหรือเท่ากับ 70% ของวงเงินกู้ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.95% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.95% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.983% หมายเหตุ -กรณีใช้ดอกเบี้ย​แบบทำประกัน​ Credit Life 70% กำหนดให้ทำทุนประกันไม่น้อยกว่า 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลาเอาประกัน 70% ของระยะเวลากู้ตามสัญญา โดยกำหนดให้เอาระยะเวลาขั้นต่ำ 10  ปี (กรณีระยะเวลากู้ตามสัญญาต่ำ​10 ปี กำหนดให้ระยะเวลาเอาประกันเท่ากับระยะเวลากู้ตามสัญญา) ​-ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ รับประกันภัยโดย บมจ. ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต บริษัทนเครือกลุ่มเอฟดับบลิวดี หากต้องการสอบถามรายละเอียด เกี่ยวกับการประกันภัยเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ ศูนย์บริการลูกค้า โท​ร. 1315 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 – 20.00 น. -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข ​​ก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุก​ ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าผู้ชี้ช่อง หรือจัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันภัยเท่านั้น ​การพิจารณารับประกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับประกันภัย ของบริษัทประกันภัย -อัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารไทยพาณิชย์ เท่ากับ 5.995% ต่อปี ​(ประกาศ ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2564) ซึ่งอาจะเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศธนาคาร -อัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ระบุในตารางเป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในฉบับนี้เท่านั้น ​ซึ่งอาจะมีความแตกต่างกัน ตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีลูกค้าบอกเลือกประกันชีวิต หรือขอเวนคืนกรมธรรม์ หรือทำประกันไม่ครบกำหนดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ​ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยวงเงินกู้ เป็นอัตราดอกเบี้ยทั่วไป  ตามประกาศธนาคาร ระยะเวลากู้ตามสัญญา วงเงิน ระยะเวลาผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย คุณสมบัติ เอกสารปรกอบการพิจารณา และการอนุมัติเป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด 9.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์  หรือ ธอส. มีสินเชื่อสำหรับการซื้อบ้านหลากหลายประเภท โดยประเภทสินเชื่อโครงการบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2565 ​มีการคิดอัตราดอกเบี้ย ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากแคมเปญสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2565  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.15% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.9% (MRR-2.25%) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.75% (MRR-1.4%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา  5.4% หมายเหตุ -ยื่นคำขอกู้และอนุมัติตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค.-30 ธ.ค.65   (ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการก่อนกำหนด หากธนาคารให้สินเชื่อเติมวงเงินของโครงการแล้ว) -อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.15% ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 -ยกเว้น ค่าธรรมเนียมยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินกู้และทุกบัญชีเงินกู้ภายใต้หลักประกันเดียวกัน 10.ธนาคารยูโอบี ธนาคารยูโอบี มีสินเชื่อบ้านสำหรับโครงการหมู่บ้านทั่วไป  โดยอัปเดตดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา โดยคิดอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน ดังนี้ ทางเลือก 1 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 3.55% (MRR-3.8%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.87% ทางเลือกที่ 2 ไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 3.75% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย  3.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.95% ทางเลือกที่ 3 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.0% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย  4.95% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.88% ทางเลือกที่ 4 ไม่ทำประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.2% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 5.15% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.85% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.96% หมายเหตุ -ขอสินเชื่อตั้งแต่ 1  ก.ค.-30 ก.ย.65 และจดจำนองหลักประกันกับธนาคารภายใน 31 ต.ค. 65 -อัตราดอกเบี้ยแบบทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ผ่านธนาคารยูโอบี >ทุนประกันเต็มวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันขั้นต่ำ 10 ปี หรือ >ทุนประกันขั้นต่ำ 80% ของวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันเต็มตามระยะเวลากู้ -อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 1 ล้านบาท อายุสัญญา 15 ปี MRR=7.35% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในสื่อโฆษณาเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยสำหรับการทำสัญญากู้ยืมของลูกค้าแต่ละรายอาจะมีความแตกต่างกันตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีไถ่ถอนจำนองเพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น ​(Re-finance) ในช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก นับจากวันที่กู้ จะมีค่าปรับ 3% ของยอดเงินต้นคงค้าง (เฉพาะวงเงินสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยเท่านั้น)​ -การอนุมัติสินเชื่อ​เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร​ -เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันเท่ากับ  7.35% ต่อปี ​(ตามประกาศธนาคารณ วันที่  9 ก.ค. 64) อนึ่ง ธนาคารสามารถประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย​ MRR ได้ตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอนุญาตไว้​ -อัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่าง ๆ​เป็นไปตามประกาศที่ธนาคารจัดทำไว้  และประกาศให้ทราบตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยธนาคารอาจเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยการปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการ หรือเว็บไซต์ของธนาคาร​ -ธนาคารยูโอบีในฐานะนายหน้าประกันภัย ​(ใบอนุญาตประกันชีวิต​เลขที่ ช.00026/2545 และใบอนุญาตประกันวินาศภัย​ เลขที่ ว.00020/2546) ทำหน้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านประกันภัยและเป็นผู้จัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย และอำนวยความสะดวกในการรับชำระเบี้ยประกันเท่านั้น  รับประกันชีวิตโดยบริษัท พรูเด็นเชียลประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), รับประกันวินาศภัยโดย บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ​จะเป็นผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไข ความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง 11.ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย คือ โฮมโลน โดนใจ สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.9% หรือผ่อนล้านละ 3,500 บาท โดยเดือนนี้ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีการคิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา ดังนี้​ แบบที่ 1 ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย  1.9% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.85% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี  2.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.54% แบบที่ 2 ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ยคงที่ 2.0% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.25% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.65%   เงื่อนไข กรณีลูกค้าเลือกทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร : 1.กรณีที่ลูกค้าทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร ธนาคารทดรองจ่ายค่าจดจำนองให้ 1% ของวงเงินกู้อนุมัติ หรือ สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท (ทั้งนี้ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินทดรองจ่ายค่าจดจำนองดังกล่าวคืนจากลูกค้า กรณีลูกค้าปิดบัญชีสินเชื่อ หรือ เปลี่ยนแปลงสัญญาใด ๆ ภายใน 5 ปีแรก ทุกกรณี นับจากวันทำนิติกรรมจดจำนอง) 2.กรณีสมัครทำประกันชีวิต ต้องสมัครทำ MRTA/MLTA ทุนประกัน 100% ของวงเงินสินเชื่อ ระยะความคุ้มครองขั้นต่ำ 10 ปี หมายเหตุ -โครงการจัดสรรในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เท่านั้น* -ราคาซื้อขายของหลักประกันต้องมีราคา (แนวราบ) ไม่น้อยกว่า 2.00 ล้านบาท , (แนวสูง) ไม่น้อยกว่า 2.50 ล้านบาท -ลูกค้าสามารถเลือกใช้อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ล้านละ 3,500 บาท  กรณีเลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่** -ยกเว้น ค่าประเมินราคาหลักประกัน (โครงการจัดสรรทุกโครงการที่มีราคาซื้อขาย 2 ล้านบาทขึ้นไป)*** -ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี รวมอายุผู้กู้ไม่เกิน 70 ปี**** -วงเงินกู้เพิ่มสูงสุด 10% จากสัญญาซื้อขาย เพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งบ้าน อัตราดอกเบี้ย 1) ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.75% = 4.60% หรือ 2) ไม่ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.25% = 5.10% , หลังจากนั้นปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR = 7.35% ***** -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี MRR = 7.35% (ณ 1 เม.ย. 64) ที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในโฆษณาฉบับนี้เท่านั้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -การพิจารณาคุณสมบัติของลูกค้าแต่ละรายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่ธนาคารกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์การพิจารณาสินเชื่อ โดยอยู่ในดุลยพินิจของธนาคาร ทั้งนี้เงื่อนไขต่าง ๆเป็นไปตามประกาศธนาคาร โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -อัตราดอกเบี้ย และโปรโมชั่น (มีวงเงินสินเชื่อจำกัด) สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อ โดยเบิกรับเงินกู้ ตั้งแต่วันนี้- 30 ก.ย. 65 12.ธนาคารออมสิน ธนาคารออมสิน มีสินเชื่อเคหะ สำหรับให้บริการผู้ที่ต้องการกู้เงินเพื่อไปซื้อบ้านหรือคอนโด  โดยฟรีค่าบริการสินเชื่อ ค่านิติกรรมสัญญา สำหรับยื่นกู้ภายในวันที่ 31 สิงหาคม อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาภายใน 30 กันยายน 2565 โดยมีรายละเอียด ​ดังนี้​ กรณีทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.95% ล ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 2.875% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.5% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.085% กรณีไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 2.20% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3.625% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.15% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.327%   เงื่อนไขการผ่อนชำระ -ปีที่ 1 ผ่อนชำระ 2,500 บาทต่อเดือน ปีที่ 2 ผ่อนชำระ 4,500 บาทต่อเดือน ปีที่ 3 ผ่อนชำระ 5,500 บาทต่อเดือน หมายเหตุ -การทำประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อ เป็นการทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ โดยหลักเกณฑ์ เงื่อนไข เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด -เงื่อนไขการใช้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อตามโปรโมชั่น สมัครบริการ MyMo และผลิตภัณฑ์/บริการอื่น อย่างน้อย 2 ประเภท ได้แก่ บัตรอิเล็กทรอนิกส์/ บัตรเครดิตหรือสินเชื่อบัตรเงินสด/ ชำระสินเชื่อหักผ่านบัญชี/ หน่วยงานหักเงินนำส่งชำระหนี้ / จ่ายตรงเงินเดือน / ประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อ ทั้งนี้ หากลูกค้าใช้ผลิตภัณฑ์ / บริการอื่นตามที่กำหนดอยู่แล้ว สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวได้ และกรณีไม่มี Smartphone ให้สมัครผลิตภัณฑ์ / บริการอื่นของธนาคารตามที่กำหนดทดแทนได้ -*กรณี ฟรีค่าธรรมเนียมจดจำนอง ให้ตามที่จ่ายจริง (รวมทุกสัญญาที่กู้ในคราวเดียวกัน) โดยลูกค้าต้องสำรองจ่ายค่าธรรมเนียมจดจำนองแก่กรมที่ดิน ไปก่อน ทั้งนี้ กรณีจำนวนเงินที่จ่ายตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 1.00 ของเงินค่าจดจำนอง โดยธนาคารจะโอนเงินหลังหักภาษี ณ ที่จ่าย คืนเข้าบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกของลูกค้าภายใน 30 วันทำการ นับจากวันที่จดจำนองแล้วเสร็จ -กรณีผู้กู้ชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด เฉพาะกรณีไถ่ถอนจำนองก่อนครบกำหนด (Prepayment) เพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น ภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงิน ผู้กู้ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่ธนาคารกำหนด (ปัจจุบันร้อยละ 3.00 ของยอดเงินต้นคงเหลือ) ทั้งนี้ กรณีฟรีค่าธรรมเนียมจดจำนอง หากผู้กู้ชำระหนี้ปิดบัญชีในทุกกรณี ภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงิน ผู้กู้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมจดจำนองคืนแก่ธนาคารเต็มจำนวน -หลักเกณฑ์เงื่อนไขอื่นๆ ให้เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด โดยธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า   หมายเหตุ Reviewyourliving รวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ธนาคาร ณ​ วันที่ 12 กรกฎาคม 2565   อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง -อัปเดต ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เดือนมิถุนายน 2565
เรื่องสไตล์ไม่มีถูกผิด NocNoc แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ

เรื่องสไตล์ไม่มีถูกผิด NocNoc แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ

เรื่องสไตล์ไม่มีถูกผิด NocNoc แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ ด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายคนต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานมาเป็นรูปแบบ Work From Home ทำให้เวลาเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปในมุมต่างๆ ภายในบ้าน แน่นอนว่าพอต้องอยู่บ้านนานๆ ก็ต้องนึกอยากเปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน อยากจะตกแต่งซ่อมแซมบ้าน หรือจัดมุมทำงานใหม่ ในขณะที่หลายคนเริ่มขยับขยาย หาบ้านใหม่ คอนโดใหม่ เพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป    ถ้าเป็นคนรักบ้านและชื่นชอบการตกแต่งบ้านด้วยแล้ว คงไม่มีใครไม่รู้จัก NocNoc.com แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ที่รวบรวมสินค้า เฟอร์นิเจอร์ วัสดุตกแต่งบ้านพร้อมบริการที่ครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่ง ตรงกับสโลแกนที่ว่า “NocNoc เคาะจบทุกเรื่องบ้าน” เพราะแค่เข้าไปที่เว็บไซต์ก็สามารถเลือกหาวัสดุและสินค้าตกแต่งบ้านได้ตามหมวดหมู่ต่างๆ ที่ต้องการ ตั้งแต่หมวด “Home Improvement” ที่รวบรวมสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง วัสดุปูพื้น งานต่อเติมหนักๆ ทั้งหลาย หรือจะเป็นหมวด “Home and Living” ที่เป็นกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งหลากหลายรูปแบบ และหมวด “Home Appliance” ซึ่งรวบรวมสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านไว้เพียบ ซึ่งปัจจุบัน NocNoc.com เป็น marketplace ที่มีสินค้ามากกว่า 200,000 รายการ จากผู้ขายกว่า 2,000 รายเลยทีเดียว แถมยังสามารถเปรียบเทียบราคาพร้อมรับดีลพิเศษจากร้านค้าอีกด้วย      จากแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ที่หลายคนคุ้นชินและเรียกชื่อ NocNoc.com กันจนติดปากมาแล้วกว่า 3 ปี ล่าสุดทางเว็บไซต์ได้มีการ Rebranding ชื่อเรียกมาเป็น “NocNoc” เพื่อให้กระชับมากขึ้น พร้อมเปิดตัว Application บนมือถือในชื่อเดียวกัน ด้วยประสบการณ์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NocNoc เล็งเห็นความต้องการและปัญหาที่ผู้บริโภคพบเจอเวลาที่อยากหาสไตล์การตกแต่งบ้านที่ตรงใจ แต่อาจจะจับต้นชนปลายไม่ถูก หรือนึกไม่ออกว่าจะหาเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการได้จากที่ไหน และถ้าต้องหาช่างมาซ่อมแซมบ้านด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะหาช่างที่ถูกใจ    NocNoc จึงมุ่งมันที่จะเป็น Complete Journey ด้านการตกแต่งบ้าน โดยมีการพัฒนาและปรับปรุงแพลตฟอร์มให้ใช้งานได้ง่าย ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าตกแต่งบ้าน วัสดุก่อสร้าง รวมถึงหาช่างผู้มีความเชี่ยวชาญในสายงานได้ครบจบทุกขั้นตอนในที่เดียว และยังมุ่งเน้นให้ NocNoc เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างแรงบันดาลใจ ให้ทุกคนได้สนุกสนานกับการตกแต่งบ้านได้อย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้น และค้นหาทุกสไตล์ที่เป็นตัวเองได้ง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัส ทั้งบนเว็บไซต์ NocNoc และ NocNoc Application ซึ่งเราจะพาไปดูกันว่าทำไม NocNoc Application ถึงสะดวกกว่า สบายกว่าเดิม และจะช่วยแก้ปัญหาการตกแต่งบ้านได้ดีขึ้นกว่าเดิมจริงมั้ย? เพราะสไตล์เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่มีถูกผิด ทุกคนมีความต้องการอยากให้บ้านน่าอยู่และตกแต่งในสไตล์ที่ตรงใจ แสดงความเป็นตัวเองได้มากที่สุด แต่บางครั้งการเลือกหาของตกแต่งบ้านก็ทำให้เราจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะหาสิ่งที่ต้องการได้จากที่ไหน หรืออาจจะอธิบายไม่ถูกด้วยซ้ำว่าสไตล์ที่ชอบที่เรากำลังค้นหาเรียกว่าสไตล์อะไรกันแน่ พอเราไปเลือกดูภาพสวยๆ ตามอินเตอร์เน็ต บางทีไอเดียในหัวก็พรั่งพรูมาเรื่อยๆ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นก็ดี ผนังสีนี้ก็สวย แล้วโซฟาในห้องนั่งเล่นต้องสไตล์ไหนดี? เชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะต้องเคยเกิดขึ้นกับทุกคนแน่นอน และถึงแม้ว่าสิ่งที่เราชอบจะไม่ตรงกับสไตล์มาตรฐาน ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทุกคนมีความชอบที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นสไตล์การตกแต่งบ้านของเราก็ไม่จำเป็นต้องซ้ำแบบกับใคร..ใช่มั้ยล่ะ?   ถ้าเราลองสมัครเข้ามาที่ NocNoc Application แค่ขั้นตอนแรกก็ช่วยให้เรา “ค้นพบแรงบันดาลใจที่จะสร้างสไตล์แบบเวรี่คุณ” ได้แล้ว แค่ลองไปเลือกภาพสไตล์ที่โดนใจบน NocNoc Application จากนั้น AI ก็จะคำนวณให้เรียบร้อยแล้วว่า ความชอบของเรามีส่วนผสมของสไตล์อะไรบ้าง แต่ละสไตล์คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรารู้สึกว้าวมากกับฟังก์ชั่นนี้ เพราะจากที่เราคิดว่าเราเป็นคนที่ชอบสไตล์ Minimal, Japandi หรือ Industrial แต่สไตล์ในชีวิตจริงเกิดจากการผสมผสานสไตล์ต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความชื่นชอบส่วนตัว เมื่อเรารู้จักสไตล์ของตัวเองแล้ว การตกแต่งบ้านของเราก็สามารถทำได้อย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้น แถมยังทำให้ “แรงบันดาลใจ” ที่เราเห็นมีความชัดเจนและกลายเป็น “แรงบันดาลจริง” ได้ที่บ้านของเรา   พอเราค้นพบตัวตนและสไตล์ที่แท้จริงของเราแล้ว ไม่ว่าเราอยากจะเลือกตกแต่งห้องไหนในบ้าน ก็แสนจะง่ายดาย เพราะใน NocNoc Application มีตั้งแต่ภาพตัวอย่างบ้านมากมายให้ดูเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ช่วยทำให้เราเห็นภาพห้องที่อยากได้มากขึ้น ว่าอยากจะตกแต่งแบบไหน  และด้วยความที่ NocNoc เป็นศูนย์รวมสินค้า วัสดุ เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้านไว้มากมาย แต่การจะหาสินค้าสไตล์ที่ใช่ในราคาโดนใจ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะ NocNoc จัดแบ่งประเภทสินค้าไว้เป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน รวมถึงการเลือกช้อปปิ้งตามประเภทห้องที่ต้องการได้เลย ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น, ห้องกินข้าว, ห้องทำงาน, ห้องนอน, ห้องครัว, ห้องน้ำ ฯลฯ หรือ เลือกจากสไตล์ภาพตัวอย่างที่ชอบก็ได้เช่นกัน แค่คลิกเข้าไปในภาพ ก็จะมี tag แจ้งชื่อรุ่น และขนาดไว้เรียบร้อย อีกทั้งยังสามารถคลิกต่อไปที่หน้าสั่งซื้อ พร้อมรับคูปองส่วนลดเพิ่มจาก NocNoc ได้เลยทันที      ส่วนถ้าใครยัง No Idea และกำลังต้องการหา “Your Home Inspirealtion แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ” จาก NocNoc เราอยากแนะนำให้ Download NocNoc Application ใส่มือถือเอาไว้เลย ซึ่งสามารถติดตั้งได้ทั้งระบบ Android และ iOS จากนั้นค่อยๆ หาแรงบันดาลใจของคุณผ่านทางภาพตัวอย่างหลากหลายสไตล์ที่คุณสามารถเซฟแบบที่ใช่ สไตล์ที่ชอบไว้เป็นคอลเล็คชั่นส่วนตัวได้ตลอดเวลา พร้อมเมื่อไหร่ก็แค่กดสั่งซื้อ แล้วรอรับสินค้าที่บ้านได้เลย สะดวกสบาย ไม่ต้องเดินเข้าห้างให้เสี่ยงโควิด-19 แถมยังได้สินค้าราคาคุ้มค่าสุดๆ อีกด้วย   Download NocNoc Application ได้แล้ววันนี้ App Store / Google Play : https://bit.ly/3ahhAxb      
พรีโม เตรียม IPO ในปลายปีนี้  วางเป้าขึ้น Top3 ด้านบริการอสังหาฯ ​ครบวงจร

พรีโม เตรียม IPO ในปลายปีนี้ วางเป้าขึ้น Top3 ด้านบริการอสังหาฯ ​ครบวงจร

“พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น” ในเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กางแผนธุรกิจปี 2565 เตรียม IPO ช่วงปลายปีนี้ หวังเติบโตตามบริษัทแม่ ตั้งเป้ารายได้โต 2-3 เท่าภายใน 3 ปี พร้อมขึ้นผู้นำ Top3 ในด้านธุรกิจบริการอสังหาฯ ครบวงจร ​   นางสาวจตุพร วิไลแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า ได้วางแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (IPO) ในช่วงปลายไตรมาส 4/2565  โดยจะเริ่มยื่นไฟลิ่งในช่วงไตรมาส 3 นี้   ในปีนี้ตั้งเป้าหมายสร้างรายได้เติบโต 25-30% จากปีที่ผ่านมามีรายได้กว่า 489 ล้านบาท  ซึ่งจะเป็นรายได้ในกลุ่มบริษัทออริจิ้น สัดส่วน 30% และนอกกลุ่มบริษัทออริจิ้น สัดส่วน 70% โดยบริษัทวางแผนลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งจะนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการพัฒนาการบริการให้ดีขึ้น เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชั่นช่วยการฝึกอบรมบุคลากร และการบริการ พร้อมตั้งเป้าภายในปี 2566 จะขึ้นเป็นผู้นำตลาดติดอันดับ Top 3 ด้านการให้บริการในธุรกิจอสังหาฯ ครบวงจรในประเทศไทย   นางสาวจตุพร กล่าวอีกว่า  ภายใน 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2568 คาดว่ารายได้จะเติบโต 2-3 เท่า ด้วยจุดแข็งของบริษัทที่ให้บริการธุรกิจต่าง ๆ แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่ง​บริษัทวางแผนขยายงานบริการต่าง ๆ แบบครบวงจร ทั้งฝั่ง B2B และ B2C ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนสร้างบ้าน ไปจนถึงการลงทุนบ้านหลังที่ 2  ขณะเดียวกันบริษัทคาดว่าจะสามารถเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ตามแผนงานที่วางเอาไว้   ในปี 2565 นี้ บริษัทเร่งขับเคลื่อนองค์กรตามแผนการเติบโตแบบพหุจักรวาล หรือ Origin Multiverse ให้บริษัทสามารถแยกและเติบโตแบบคู่ขนานกับบริษัทแม่ เดินหน้าธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ อย่างเต็มกำลัง ภายใต้แนวคิด “At Your Service Every Moment”  ด้วยการจัดทัพงานบริการของ 8 บริษัทย่อย ขยายสู่การบริการแบบครบวงจรใน 3 กลุ่มหลัก เป็น One-Stop Service ที่พร้อมให้บริการในทุกช่วงจังหวะของการใช้ชีวิต ให้บริการแก่ทั้งผู้บริโภค ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ 3 กลุ่มธุรกิจบริการด้านอสังหาฯ 1.กลุ่ม Pre-Living Services ให้บริการตั้งแต่ก่อนเริ่มอยู่อาศัย ประกอบด้วย -ธุรกิจที่ปรึกษาและตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ ดำเนินการโดย บริษัท แพสชั่น เรียลเตอร์ จำกัด (Passion Realtor) การให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาโครงการ บริการทำการตลาด บริการซื้อ-ขายที่ดิน เป็นตัวแทนขายโครงการที่อยู่อาศัย ให้แก่ผู้พัฒนาอสังหาฯ พร้อมทั้งเป็นผู้ช่วยดูแลให้ผู้บริโภคได้มีบ้านและคอนโดที่ดีตั้งแต่ตอนซื้อ   -ธุรกิจออกแบบอาคาร โดย บริษัท ยูพีเอ็ม ดีไซน์ สตูดิโอ จำกัด (UPM Design Studio) ให้บริการออกแบบสถาปัตยกรรมทั้งภายนอกและภายในอาคารแก่ผู้พัฒนาอสังหา   -ธุรกิจบริหารงานโครงการและบริหารงานก่อสร้าง โดย บริษัท ยูไนเต็ด โปรเจคต์ แมเนจเมนท์ จำกัด (United Project Management หรือ UPM) ให้บริการบริหารงานโครงการและบริหารงานก่อสร้าง ให้บริการแก่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และโครงการก่อสร้างภาครัฐ   -ธุรกิจที่ปรึกษางานออกแบบ ตกแต่งและขนย้าย โดย บริษัท วายด์ อินทีเรีย จำกัด (Wyde Interior) ให้บริการตกแต่งภายในพร้อมทั้งมีบริการขนย้ายแก่ผู้บริโภคที่ต้องการย้ายจากบ้านเดิมไปยังบ้านใหม่ 2.กลุ่ม Living Services ให้บริการเมื่อผู้บริโภคเข้าพักอาศัยแล้ว ประกอบด้วย -ธุรกิจบริหารจัดการอาคาร ดำเนินการโดย บริษัท พรีโม แมเนจเม้นท์ จำกัด (Primo Management) และบริษัท คราวน์ เรสซิเดนซ์ จำกัด (Crown Residence) รับบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุด บ้านจัดสรร อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ดูแลคุณภาพชีวิตของลูกบ้านระหว่างการพักอาศัยทั้งในระดับโครงการทั่วไปจนถึงระดับลักชัวรี   -ธุรกิจบริการความสะอาดครบวงจร โดย บริษัท อูโน่ เซอร์วิส จำกัด บริการทำความสะอาดครบวงจร ให้บริการแก่ทั้งลูกค้าองค์กรและผู้บริโภคทั่วไป 3.กลุ่ม Living & Earning Services ให้บริการแก่ผู้อยู่อาศัยที่ต้องการได้รับประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม เช่น ผลตอบแทนจากการลงทุนคอนโดมิเนียม เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ความรู้ด้านการตลาดอสังหาฯ ​ประกอบด้วย   -ธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมและที่อยู่อาศัย โดย บริษัท แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ แมเนจเมนท์ จำกัด ดำเนินงานบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) ช่วยบริหารจัดการผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก สร้างรายได้หรือผลตอบแทนให้เป็นไปตามเป้าหมายของเจ้าของโรงแรมหรือที่พักอาศัย ร่วมวางแผนตกแต่ง จัดหาบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ผู้เข้าพัก   -ธุรกิจอบรมด้านอสังหาริมทรัพย์ โดย บริษัท ยูไนเต็ด โปรเจคต์ แมเนจเมนท์ จำกัด จัดคอร์สอบรมให้ความรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์แก่ผู้สนใจ ที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ตัวเองในการพัฒนาโครงการ การทำการตลาดอสังหาริมทรัพย์   นางสาวจตุพร กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์ธุรกิจบริการอสังหาฯ​​มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามทิศทางของธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ โดยในช่วงปีนี้ กลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มจะมีโอกาสเติบโตสูงคือกลุ่ม Pre-Living หรือกลุ่มก่อนการอยู่อาศัย เนื่องจากผู้พัฒนาอสังหาฯ​​ หลายราย มีแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยกันในระดับ New-High ในรอบหลายปี ทำให้มีความต้องการที่ปรึกษาด้านการขาย ผู้บริหารงานโครงการก่อสร้าง ทีม Interior Design เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทจะใช้จุดแข็งใน 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.ความเข้าใจพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ 2.ความพร้อมการบริการครบวงจรแบบ One-Stop Service และ 3.ความเชี่ยวชาญของพนักงานบริการในแต่ละประเภทธุรกิจ เข้าแข่งขันกับตลาดทั้งฝั่ง B2B และ B2C ในช่วงนับจากนี้   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เปิดโรดแมพธุรกิจ “ออริจิ้น” ใน 3 ปี ปูทางสู่มาร์เก็ตแคปกลุ่มธุรกิจ 1 แสนล้าน
พราว กรุ๊ป  พร้อมเปิดสวนน้ำ อันดามันดา  22 พ.ค.นี้ ดึงนักท่องเที่ยวปีละ 1 ล้านคน

พราว กรุ๊ป พร้อมเปิดสวนน้ำ อันดามันดา 22 พ.ค.นี้ ดึงนักท่องเที่ยวปีละ 1 ล้านคน

อันดามันดา พราว กรุ๊ป ลุยพัฒนาโปรเจ็กต์สวนน้ำ ปักหมุดจังหวัดภูเก็ต ขึ้น “อันดามันดา ภูเก็ต” แหล่งท่องเที่ยวสวนน้ำแห่งที่ 2 ด้วยเม็ดเงินกว่า 4,500 ล้าน มั่นใจศักยภาพของเมืองท่องเที่ยวระดับโลก คาดผู้ใช้บริการปีละ 1 ล้าน พร้อมเดินหน้าหาแหล่งพัฒนาต่อ เล็งสมุย-กรุงเทพฯ ใช้เม็ดเงินแห่งละกว่า 2,000 ล้าน   วันที่ 22 พฤษภาคมนี้ จังหวัดภูเก็ตจะมีแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ "อันดามันดา ภูเก็ต" ที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ  เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ลงทุนและบริหารงานโดย นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว กรุ๊ป ทายาทนักธุรกิจและนักการเมืองชื่อดังอย่าง “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ”   โครงการอันดามันดา ภูเก็ต ไม่ใช่สวนน้ำแห่งแรกที่พราว กรุ๊ป พัฒนาขึ้นมา ก่อนหน้านี้ มีการพัฒนาโครงการนาวา นาวา หัวหิน เมื่อปี 2555 เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวและพักผ่อน ในรูปแบบสวนน้ำระดับโลกแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะมีนักท่องเที่ยวไปใช้บริการมากกว่า 500,000 คนในปีแรกที่เปิดให้บริการ   โครงการอันดามันดา ภูเก็ต จึงเป็นสวนน้ำระดับโลกแห่งที่ 2 ของพราว กรุ๊ป ที่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างแหล่งรายได้ให้กับบริษัท ซึ่งการเลือกจังหวัดภูเก็ต ก็คงเป็นเหตุผลในเรื่องของจำนวนนักท่องเที่ยว ที่เข้ามามากเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ชื่อเสียงของภูเก็ตเป็นที่รู้กันว่า ไม่ใช่แค่แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเฉพาะคนไทย แต่หมายถึงคนทั้งโลกที่ชื่นชอบและเดินทางมาเที่ยวภูเก็ตเป็นจำนวนมาก และภูเก็ตยังมีความพร้อมอีกหลายอย่างที่จะทำให้ธุรกิจสวนน้ำเติบโต ไม่ว่าจะเป็นจำนวนสายการบินมากมาย จำนวนโรงแรมหรูชั้นนำ และแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติอีกมากมายด้วย อันดามันดา ภูเก็ต เทงบลงทุน 4,500 ล้าน โครงการอันดามันดา ภูเก็ต มีมูลค่าการลงทุนรวม 4,500 ล้านบาท  บนเนื้อที่ 58 ไร่  โดยแบ่งการลงทุนออกเป็น 2 เฟส ในเฟสแรก เป็นการพัฒนาสวนน้ำ มูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยเปิดให้บริการในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ ส่วนเฟสที่สอง จะพัฒนาโรงแรมระดับ 4 ดาวจำนวน 300 ห้อง​ พื้นที่รีเทล  และลานแสดงน้ำพุ  โดยมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท  จะเปิดให้บริการได้ภายในอีก 2 ปีข้างหน้า   โครงการอันดามันดาภูเก็ต พัฒนาขึ้นด้วยแนวคิดและแรงบันดาลใจ “Thai Legend Meets Fantasy” เพื่อนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทย  สามารถเข้าใช้บริการได้ทุกเพศทุกวัย  ซึ่งมีการพัฒนาภายใต้ ​3 ธีมหลัก  คือ 1.การผจญภัย (Adventure) 2.วัฒนธรรม (Culture) 3.การพักผ่อนหย่อนใจ (Leisure) โดยภายในโครงการ ประกอบด้วย ทะเลเทียมขนาดใหญ่ 10,000 ตร.ม. สามารถโต้คลื่นได้สูงสุดถึง 3 เมตร ที่เดียวในไทย ที่มาพร้อมกับหาดทรายเทียมที่มีความยาวกว่า 300 เมตร  มีจุดน่าสนใจทั้งหมดกว่า 25 รายการ รวมไปถึงสไลเดอร์กว่า 12 สไลเดอร์ โซนเครื่องเล่นสำหรับเด็กกว่า 5,300 ตารางเมตร ทั้งสำหรับสาย Adrenaline สายชิลล์ และเด็ก  ซึ่งสามารถรองรับคนเข้ามาใช้บริการได้มากกว่า 5,000 คน  ไม่ว่าจะเข้ามาเล่นเครื่องเล่น หรือใช้พื้นที่สำหรับการจัดงานและอีเว้นท์ต่างๆ เครื่องเล่น  นอกจากนี้ ยังมีการตกแต่งด้วยหน้าผาและก้อนหินจำลอง  เขาตะปูจำลองขนาดเท่าของจริง Lazy River ที่ยาวที่สุดในไทย เติมเต็มด้วยร้านอาหาร-ร้านค้า-การแสดง ภายในโครงการอันดามันดา ภูเก็ต  ยังมีร้านอาหาร ในตลาดน้ำแบบไทย ซึ่งมีการจำหน่ายอาหารนานาชาติ Ultimate Theme Party ทุกเดือน และมี Wave Bar และ Sand Bar บาร์ลับที่รวบรวมเครื่องดื่มนานาชนิดจากทั่วโลก รวมถึง Cocktail สูตรลับของอันดามันดา ภูเก็ตไว้บริการ   นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ในส่วนร้านค้า และการจัดอีเว้นท์กับคอนเสิร์ตระดับโลกที่จะมีขึ้นตลอดทั้งปี มีการโชว์พาเหรดและการแสดง ที่รวมนำเอาศิลปวัฒนธรรมภาคใต้และความเป็นไทย พร้อมแสงสีเสียงมาจัดแสดง   นางสาวพราวพุธ กล่าวว่า อันดามันดา ภูเก็ต จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ เป็นศูนย์รวมแหล่งพักผ่อน สวนน้ำ และความบันเทิงในรูปแบบ Integrated Entertainment and Resort Destination ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความเป็นเมืองท่องเที่ยวชั้นน้ำของโลกของเมืองภูเก็ตให้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก อีกทั้งเชื่อว่า การเปิดในครั้งนี้ จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวของภูเก็ต สำหรับแนวทางการทำตลาด อันดามันดา ภูเก็ต จะทำงาน​ร่วมกับพันธมิตร อาทิ โรงแรมในภูเก็ตกว่า 300 โรงแรม ทัวร์เอเจ้นท์กว่า 500 ราย ในการร่วมกันทำการตลาด มีการทำข้อตกลงในการส่งลูกค้ากับกลุ่มขนส่งกว่า 3,000 คัน ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้ามาใช้บริการประมาณ 400,000 คน กลุ่มเป้าหมายหลักจะเป็นกลุ่มครอบครัว 40% กลุ่มคนรุ่นใหม่ 30% และกลุ่มจัดงานอีเวนท์อีก 30%  ซึ่งจะโฟกัสตลาดคนไทยสัดส่วน 70% และต่างชาติ 30% แต่หลังจากมีการเปิดประเทศแบบเต็มที่แล้ว คาดว่าจะมีกลุ่มลูกค้าต่างชาติเข้าใช้บริการสัดส่วนถึง 70%   หลังเปิดประเทศเป็นปกติ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าใช้บริการปีละ 1 ล้านคน  หรือสัดส่วน 10% ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจังหวัดภูเก็ตปีละ 10 ล้านคน​   สำหรับโครงการอันดามันดา ภูเก็ต แบ่งระยะเวลาคืนทุนเป็น 2 ส่วน โดยสวนน้ำ คาดใช้เวลา 6-7 ปี โรงแรม 10 ปี ซึ่งนอกจาก พราว กรุ๊ปจะลงทุนที่จังหวัดภูเก็ตแล้ว ยังมองหาโอกาสในการพัฒนาโครงการในรูปแบบสวนน้ำ ในจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวปีละ 1 ล้านคนด้วย ซึ่งมี 2 แห่งที่น่าสนใจ คือ เกาะสมุยและจังหวัดกรุงเทพฯ  โดย​เงื่อนไขการลงทุนธุรกิจสวนน้ำ ควรจะต้องมีที่ดิน 15-20 ไร่  และพัฒนาเป็นรูปแบบมิกซ์ยูส  ทำให้ต้องมีพื้นที่ตั้งแต่ 30-40 ไร่ขึ้นไป  และใช้เม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า ​ 2,000 ล้านบาทต่อโครงการด้วย ​   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -พาชม “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” Branded Residence แห่งแรก
MetaMask โดนแบนแก้ยังไงดี [VDO]

MetaMask โดนแบนแก้ยังไงดี [VDO]

  หลายบทความที่ผ่านมา เราได้มีการแนะนำวิธีการติดตั้ง และการใช้งาน MataMask ในหลาย ๆ ส่วนกันไปแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงจะสามารถใช้งานและสร้าง Wallet บน MataMask Wallet กันได้อย่างสะดวก และปลอดภัย จากฟังก์ชั่นต่าง ๆ ที่มีมาให้ เพราะ MataMask Wallet ใช้เทคโนโลยี Blockchain ที่มความปลอดภัยสูงจากการที่เป็นแพลตฟอร์มที่เป็น Decentralized   แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ที่ทำเอานักลงทุนในทรัพย์สินดิจิทัล หรือลงทุนเหรียญต่าง ๆ รวมถึงผู้ที่สนในวงการคริปโทเคอร์เรนซี่ ต่างก็ตกใจและงงไปตาม ๆ กันเมื่อ MetaMask Wallet โดนแบน ไม่สามารถเข้าใช้งานได้ จากที่เคยเข้าใจว่า Metamask Wallet เป็นแพลตฟอร์มในรูปแบบ Decentralized นั้น ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าหรือจริง ๆ แล้ว เป็นระบบ Centralized มากกว่า     โดยช่วงที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คนส่วนใหญ่คิดเช่นนั้น เมื่อชาวเวเนซุเอลาจำนวนมาก ไม่สามารถ​ทำการล็อกอินเข้าไปใช้งาน MetaMask Wallet ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นข่าวใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละคนเชื่อว่า MetaMask Wallet เป็นแพลตฟอร์ม Decentralized หรือใคร ๆ ก็สามารถเข้ามาใช้งานได้ โดยไม่ต้องทำการ KYC  หรือต้องขออนุญาตในการใช้งานก่อนเลย จากเหตุการณ์นี้ก็มีคนบ่นกันมากเลยว่า เหตุการณ์นี้ จริง ๆ แล้ว แพลตฟอร์ม MetaMask มันเป็น Centralized หรือเปล่า มันจึงทำการบล็อกให้คนทั้งประเทศไม่สามารถจะเข้ามาใช้งานได้เลย     MetaMask แจงสาเหตุ Login ไม่ได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ชาวเวเนซุเอลา ไม่สามารถล็อกอินเอข้าไปใช้งาน MetaMask Wallet ได้ ทาง MetaMask ก็รีบออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นดังกล่าว และวิธีการแก้ไขในกรณีนี้กัน หากเราต้องเจอกับเหตุการณ์ในลักษณะนี้   MetaMask มีการชี้แจงว่า วัตถุประสงค์ของ MetaMask Wallet ก็เพื่อต้องการทำให้ ทุกคนสามารถเข้าสู่เทคโนลยี Blockchain ได้ ซึ่งการที่ถูกบล็อกในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากฟังก์ชั่นการใช้งานที่อยู่ใน MetaMask แต่การบล็อกครั้งนี้ เกิดจากความผิดพลาดของแพลตฟอร์มที่มีชื่อว่า  Infura ซึ่งเป็น Centralized ซึ่งจากข่าวจะเห็นว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เกิดจาก Infura ทำการบล็อกตามคำสั่ง ของรัฐบาลอเมริกา เพียงแต่ว่าตอนใส่คำสั่งบล็อก อาจจะเกิดข้อผิดพลาด จึงทำการบล็อกเกินคำสั่งที่ได้มา คือไม่ได้ตั้งใจบล็อกทั้งประเทศ แต่ไปกดผิดก็เลย บล็อกทั้งประเทศเลย     แต่ที่ส่งผลมาถึงตัว MetaMask ก็เพราะว่า MetaMask Wallet โดยปกติค่า Default API endpoints ทาง MetaMask  จะเลือกใช้ตัว Infura เป็นตัว API endpoints ก็เลยกลายเป็นว่าตัว MetaMask Wallet ที่มีวัตถุประสงค์จะสร้าง Wallet เป็น Decentralized ดันมีฟังก์ชั่นการทำงานที่มี Centralied นั่นก็คือ Infura นั่นเอง   แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทาง MetaMask  บอกว่า ผู้ใช้งานทุกคน สามารถเข้าไปตั้งค่าไม่ใช้งาน Infura ได้ในแต่ละคน ให้ไปใช้งาน API endpoints ตัวอื่น ๆ ได้     โดยมีตัวหนึ่งคือ Pocket network (POKT) ที่ให้บริการ API Pain point แบบ Decentralized จากเว็บไซต์ของ Pocket network จะมีการให้บริการทั้ง Ethereum, Harmony, SOLANA, Binance รวมถึง Blockchain อื่น ๆด้วย ซึ่งจะเห็นว่า Pocket network มีความเป็น Decentralized เพราะว่ามีจำนวน Node อยู่มากกว่า 20,000 Node แสดงให้เห็นถึงความเป็น Decentralized ที่สูงมาก และถ้ามาดูในส่วน Protocol ที่สร้างรายได้ได้สูงสุด (ตามภาพ) จะเห็นว่า Pocket Network เป็นตัวที่สร้างรายได้สูงเป็นอันดับ 2 รองจาก Ethereum แซงหน้าทั้งตัว SOLANA และ Helium แล้ว   วิธีการตั้งค่าการใช้งาน Pocket Network บน MetaMask Wallet ในส่วนนี้ทางเว็บไซต์ Pocket network มีการเขียนอธิบายไว้ พร้อมกับทำคลิปตัวอย่างอธิบาย รวมถึงข้อมูลที่จำเป็นต้องเพิ่มเข้าไป ใน เข้าไปใน MetaMask Wallet ของเรา ซึ่งวิธีการนั้นก็เหมือนกับการเพิ่มตัว Binance Smart Chain,Polygon,  Avalanche  บน MetaMask Wallet ของเรา     โดยหากเราต้องการเพิ่ม Network อะไร ลงบน MetaMask Wallet ของเรา ให้เอาข้อมูลในส่วนนี้ (....รูป) เข้าไปใน MetaMask Wallet ของเราได้เลย เมื่อเรารู้ข้อมูลดังกล่าวแล้ว ให้เข้าไปใน MetaMask Wallet ของเรา แล้วทำการกดเพิ่ม Network เข้าไป (เมนูคำสั่งอยู่บริเวณขาวมือบน) แล้วเพิ่มข้อมูลในส่วนต่าง ๆ เข้าไป ดังนี้   -Network Name -New PRC URL -Chain ID -Currency Symbol -Block Explorer URL   หากใส่ข้อมูลต่าง ๆ ลงไปแล้ว ปรากฏว่าขึ้นสีแดง ก็ไม่ต้องสนใจให้กด Save ได้เลย ซึ่งเราสามารถเพิ่ม Network ต่าง ๆ ได้ตามปกติ     จากภาพตัวอย่าง จะเห็นว่าปัจจุบันมี Network เพิ่มเข้ามาแล้ว โดยมีทั้งหมด 3 Network ด้วยกัน คือ 1.Ethereum Mainnet ที่ใช้ตัว Infura ซึ่งเป็นค่า Default ของ MetaMask Wallet 2.POKT Network_Avalanche 3.POKT Network_Ethereum ซึ่งตัวนี้เป็น ETH Mainnet เหมือนกับตัวแรก แต่จะต่างกันที่ตัวแรกใช้ Infurส่วนตัวนี้ตัวนี้ใช้ตัว POKT Network   แล้วหลายคนอาจจะสงสัยว่า การเพิ่ม ETH Mainnet ที่ใช้ Pocket network เข้าไป มันเป็น ETH Mainnet เหมือนกันหรือไม่นั้น มีวิธีการตรวจสอบง่าย ๆ ดังนี้ คือ ให้เข้าไปตรวจสอบจำนวนเหรียญที่มีอยู่ใน ETH Mainnet กับ Pocket network จะต้องมีจำนวนเหรียญที่เท่ากัน   โดยทำการกดเปลี่ยนตัว Network ไปเป็น Pocket network หากเป็น ETH Mainnet เหมือนกัน มันจะต้องแสดงข้อมูลจำนวน Token ที่เท่ากัน (จากจำนวน Token ของเราที่มีอยู่ใน MetaMask Wallet) จากกรณีตัวอย่างจะเห็นว่ามีจำนวนเหรียญที่เท่ากันทั้งใน Ethereum Mainnet และ Pocket Network     ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของ MetaMask ซึ่งเป็นหนึ่งแพลตฟอร์มด้านการเงินดิจิทัล ที่มีระบบการทำงานไม่ยุ่งยาก สามารถใช้งานได้ง่าย ๆ แต่บางครั้งอาจจะมีปัญหาทำให้เราต้องมาแก้ไข เพราะบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ 100% และปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอ ถ้าไม่อยากพลาดบทความดี ๆ และสาระความรู้ทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์ การเงิน และเทคโนโลยี รวมถึงไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ อย่าลืมกดติดตามเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของ Reviewyourliving หรืออยากให้เราทำคอนเทนต์อะไรก็คอมเมนต์มาได้เสมอ    
Never Snooze Coffee@ Chrew   นั่งคาเฟ่ ช้อปเสื้อผ้า

Never Snooze Coffee@ Chrew   นั่งคาเฟ่ ช้อปเสื้อผ้า

Never Snooze Coffee@ Chrew เราอาจเคยเห็นร้านกาแฟในร้านคาร์แคร์ ร้านกาแฟในร้านหนังสือ วันนี้  Never Snooze Coffee ร้านกาแฟในร้านเสื้อผ้าย่านสามย่าน ชื่อแบรนด์ Chrew จากออสเตรเลีย     Never Snooze Coffee  กาแฟรูปแบบต่าง ๆ เมนูชา ชาเขียว และ เมนู Soda ทางร้านจะมีรูปแบบเมล็ดให้เลือกตามความชอบด้วยจะคั่วเข้ม คั่วกลาง ก็มีตามความชอบเลย     Never Snooze Coffee ตั้งอยู่ด้านในร้าน Chrew ณ Dragon Town สามย่าน หรือถ้าหากสะดวกเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสามารถมาลงที่ BTS สนามกีฬาแห่งชาติ โดยลงฝั่งสนามกีฬาฯ     Never Snooze Coffee@ Chrew เปิดทุกวัน ร้านกาแฟ เปิดทุกวัน เวลา : 07.30 – 16.30 ร้านเสื้อผ้า เปิดทุกวัน เวลา : 10.00 – 19.00 สามารถติดตามข่าวสารของทางร้านใน Facebook ได้ที่ Never Snooze Coffee และ Brand เสื้อผ้าที่ chrewbkk และ Instagram ชื่อว่า : neversnoozecoffee พิกัดร้าน โครงการ Dragon Town ใกล้ I’m Park มีจอดรถได้ที่โครงการ  Dragon Town มีค่าจอด   บทความน่าสนใจ Poon ปูรณ์ คาเฟ่ในสวน ณ บางแสน Bang Khla Cafe คาแฟ่สไตล์โฮมมี่ เหมือนปิกนิกในสวนหลังบ้าน RISE COFFEE กาแฟดีที่ เพลินจิต   .  
ติดตั้ง Binance Smart Chain บน Metamask ได้ง่าย ๆ ไม่กี่คลิ๊ก [VDO]

ติดตั้ง Binance Smart Chain บน Metamask ได้ง่าย ๆ ไม่กี่คลิ๊ก [VDO]

ติดตั้ง Binance Smart Chain บน Metamask ได้ง่าย ๆ ไม่กี่คลิ๊ก​ ก่อนหน้านี้เราได้มีการแนะนำ วิธีการติดตั้งและใช้งาน Metamask การใช้งาน Metamsk Wallet บนโทรศัพท์มือถือกันไปแล้ว ซึ่งการติดตั้งและใช้งานถือว่าทำกันได้ง่าย ๆ ไม่ได้ยุ่งยาก หากใครพลาดบทความก่อนหน้านี้ สามารถไปติตตามอ่านกันได้   ส่วนในบทความนี้ เราจะมาแนะนำวิธีการติดตั้ง Binance Smart Chain บน Metamask ได้ง่าย ๆ บนโทรศัพท์มือถือเช่นกัน ซึ่งไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากอะไร สามาถทำตามเพียงไม่กี่คลิ๊ก​เท่านั้น ไม่เชื่อลองทำตามดูได้เลย     ขั้นตอนการติดตั้ง Binance Smart Chain 1.เข้า App Metamask แล้ว Login เริ่มต้นเข้ามาที่ Application Metamask  จากนั้นทำการ Login เข้าระบบเพื่อใช้งาน ซึ่งอาจจะใช้วิธีใส่รหัส หรือการสแกนนิ้วมือ พอเข้ามาจะเป็นหน้าตาของ Wallet METAMASK     2.เข้าคำสั่ง Setting หลังจากทำการ Login แล้วให้เราเข้ามาตรงแถบเมนูด้านซ้ายมือบน แล้วเข้าคำสั่ง Setting และเลือกเมนู Networks แล้วเราจะเห็น Network ทั้งหมดที่มีการเปิดใช้งานบน Metamask ในตอนนี้     3.เพิ่ม Network จะสังเกตว่าตอนนี้ใน Network ทั้งหมด จะยังไม่มี Binance Smart Chain ติดตั้งอยู่ให้เราทำการเพิ่ม Network เข้ามาก่อนด้วยการกดปุ่ม Add Network บริเวณด้านล่าง     4.กรอกข้อมูลให้ครบ เมื่อเรากดปุ่ม Add Network บริเวณด้านล่างแล้ว​ App จะพาเข้ามาสู่ในส่วนของการกรอกข้อมูลต่าง ๆ  ให้ทำการกรอกข้อมูลต่าง ๆ ที่ Network ต้องการเข้าไป ซึ่งข้อมูลพวกนี้ ปกติแล้วเราสามารถหาได้จาก การค้นหาใน Google ซึ่ง Key word ปกติจะมี 3 คำ ด้วยกันคือ  Metamask  และชื่อ Network ซึ่งกรณีนี้ คือ Binance Smart Chain และ How to add จะเป็นประมาณนี้ สำหรับข้อมูล Binance Smart Chain สามารถหาเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์นี้     หลังจากได้แหล่งข้อมูลที่ทำการก๊อบปี้มาใส่ใน Metamask ได้แล้ว ให้เราทำการก๊อปปี้มาใส่ไว้ใน Metamask กรอกข้อมูลให้ครบ แล้วทำการกดปุ่ม Add ด้านล่าง     เมื่อทำการกดปุ่ม Add เพื่อเพิ่ม Network เรียบร้อยแล้ว  ตัว App จะตัดมาที่หน้า Wallet จะเห็นว่าบริเวณด้านบน จะมีคำว่า Smart Chain แล้ว ซึ่งเหรียญหลักที่มีการทำงาน บน Smart Chain คือ เหรียญ BNB Token   โดยเราสามารถสลับ Network การใช้งานได้ด้วยการ กดปุ่มด้านบน กดเข้ามาก็จะโชว์ตัว Network ทั้งหมด และเราสามารถสลับการทำงานไปมาได้ตลอดเวลา จากกรณีตัวอย่างเราเสามรถเปลี่ยนเป็น Ethereum ได้ด้วยการกด Ethereum Main Network ก็จะเข้าสู่หน้า Wallet ของ Ethereum Main Network หรือจะเปลี่ยนกลับไปเป็น Binance Smart Chain ได้ด้วยการกดปุ่มด้านบนเช่นกัน     ทั้งหมดเป็นการเพิ่ม Metamask Smart Chain บนมือถือ โดยเราสามารถใช้หลักการเดียวกัน เพื่อเพิ่มเข้ามาใน Metamask ได้ เช่น Bitkab Chain ก็สามารถทำการเพิ่มโดยใช้วิธีการเดียวกันได้เลย   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร Chainlink กับบทบาทและความสำคัญในโลกการเงินดิจิทัล รู้จักกับ STO อีกวิธีของการระดมเงินทุน ทั้งรวดเร็วและปลอดภัย รู้จัก Yield Farming เพื่อการลงทุนคริปโทให้กำไรงอกเงย Liquidity Pool คืออะไร สำคัญแค่ไหนในวงการ Cryptocurrency รู้จักกับ LUKSO เทคโนโลยี Blockchain เพื่อไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล Impermanent Loss คืออะไร เข้าใจเรื่องเสี่ยงขาดทุนในการฟาร์ม Compound Finance การปล่อยกู้เพื่อสร้างกำไรในคริปโทฯ ถ้าไม่เข้าใจ ICO อย่าพึ่งลงทุนใน Crypto รู้ทุกเรื่องของระบบ Blockchain ด้วยแบบจำลอง (ตอนที่1) รู้ทุกเรื่องของระบบ Blockchain ด้วยแบบจำลอง (ตอนที่2) คลิปเดียวรู้เรื่อง ติดตั้งและใช้งาน MetaMask กระเป๋าเงิน Cryptocurrency ฟรี โอน METAMASK Wallet บนมือถือ ทำได้ง่ายแค่คลิ๊กเดียว    
4 เทคนิค ทำความสะอาดตู้เย็น ช่วยลดค่าไฟสร้างสุขอนามัยในหน้าร้อน

4 เทคนิค ทำความสะอาดตู้เย็น ช่วยลดค่าไฟสร้างสุขอนามัยในหน้าร้อน

ทำความสะอาดตู้เย็น หลายคนคงได้ยินข่าว กกพ. (เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน)  ที่เตรียมปรับค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ ค่าเอฟที ในรอบเดือนเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2565 นี้  โดยให้เรียกเก็บที่ 24.77 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 23.38 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 4 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 5.82% จากงวดปัจจุบัน ค่าไฟที่เพิ่มขึ้นสูงอย่างนี้ สิ่งที่เราทำได้ ก็คงเป็นการประหยัดการใช้ไฟ้ หรือหากประหยัดไฟไม่ได้ ก็คงต้องใช้ไฟให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่เราได้จ่ายออกไป แต่สิ่งสำคัญเราคงดูกันว่า ทุกวันนี้เครื่องใช้ไฟฟ้าอะไร ที่กินไฟ้มาก หรือเป็นต้นเหตุที่ทำให้เราเสียค่าไฟแพง ๆ โดยไม่เกิดประโยชน์   ตอนนี้อากาศบ้านเราก็ยังถือว่าร้อนเอาเรื่องอยู่ และหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกใช้กันมาก ก็คือ ตู้เย็น โดยเฉพาะในช่วงที่หลายคนต้องทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เพราะคงต้องเปิดเข้าเปิดออกหาของกินตลอดวัน ซึ่งใครหลายคนอาจจะมองข้ามและละเลยการทำความสะอาดตู้เย็น เพราะสาเหตุสำคัญของการสิ้นเปลืองไฟฟ้าของตู้เย็น ก็คือปริมาณของที่ถูกแช่ไว้จำนวนมาก รวมถึงการไม่ได้ทำความสะอาด ให้ตู้เย็นได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง   วันนี้เราจะมาบอกเทคนิค การทำความสะอาดตู้เย็นในทุกซอกทุกมุม ซึ่งจะช่วยในเรื่องการทำงาของตู้เย็นให้มีประสิทธิภาพ และลดต้นเหตุของการสิ้นเปลืองพลังงาน ที่สำคัญจะทำให้อาหารที่แช่อยู่ในตู้เย็น คงความสด สะอาด ซึ่งดีต่อร่างกายและสุขภาพของคนกินด้วย กับ 4 เทคนิคทำความสะอาดตู้เย็น ช่วยลดค่าไฟสร้างสุขอนามัยในหน้าร้อน 1.ทำความสะอาดพื้นที่ภายในทุกซอกมุม การทำความสะอาดตู้เย็น ก่อนอื่นเลยควรถอดสายไฟออกก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ จากนั้นให้นำอาหารที่แช่ไว้ทั้งหมดออกมา ถอดชั้นวาง ลิ้นชัก ตู้แช่ผัก และส่วนอื่นๆ ที่สามารถถอดออกได้ เพื่อนำมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจาน ตามด้วยการล้างน้ำเปล่า และนำไปตากหรือเช็ดให้แห้งก่อนนำกลับมาใส่ในตู้เย็นอีกครั้ง   สำหรับพื้นผิวภายในตู้เย็น สามารถใช้ฟองน้ำชุบเบกกิ้งโซดาที่นำไปละลายกับน้ำเปล่าเช็ดทำความสะอาดให้ทั่ว รวมถึงบริเวณขอบยางตู้เย็น หากพบจุดที่มีคราบสกปรกหรือเชื้อราฝังแน่น สามารถนำสำลีชุบน้ำส้มสายชู แล้วมาทาบริเวณดังกล่าวเพื่อขจัดคราบเชื้อราให้หมดไป   นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดที่หลายคนอาจมองข้ามไปในขั้นตอนการทำความสะอาดตู้เย็นคือท่อจ่ายน้ำ (water dispenser) ในที่กดน้ำของตู้เย็น ซึ่งอาจเกิดการอุดตันของสิ่งสกปรกเมื่อไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ 2.ขจัดกลิ่นอับภายในตู้เย็น การทำความสะอาดตู้เย็น อีกเรื่องที่ต้องทำตาม คือ หลังจากขจัดคราบและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ภายในตู้เย็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ควรจัดการกับกลิ่นไม่พึงประสงค์เป็นลำดับต่อไป ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นที่มาจากอาหารที่แช่ค้างไว้เป็นเวลานานจนบูด กลิ่นคาวของอาหารสดหรืออาหารที่มีกลิ่นแรง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลิ่นอับภายในตู้เย็นที่เกิดจากการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย   โดยนอกจากการขจัดกลิ่นด้วยเบกกิ้งโซดาหรือน้ำส้มสายชูแล้ว ยังมีวิธีธรรมชาติอื่นๆ เช่น การใช้ถ่าน กากใบชา เมล็ดกาแฟ หรือหนังสือพิมพ์ ไปแช่ไว้ในตู้เย็น เนื่องจากสิ่งเหล่านี้มีคุณสมบัติในการดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้ การเลือกใช้ตู้เย็นที่มีเทคโนโลยีที่ช่วยจัดการกับกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในตู้เย็น ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกได้ในระยะยาว ​ 3.ทำความสะอาดตู้เย็น ด้านนอก เมื่อทำความสะอาดพื้นที่ภายในตู้เย็นอย่างหมดจดแล้ว การทำความสะอาดตู้เย็น ก็ไม่ควรมองข้ามการทำความสะอาดพื้นที่ภายนอกของตู้เย็น โดยเฉพาะที่จับประตูตู้เย็นซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่ถูกสัมผัสบ่อยที่สุด และยังถูกใช้งานบ่อยขึ้นในยุคที่คนนิยมทำอาหารทานเองหรือสั่งอาหารมาทานที่บ้านมากขึ้น สำหรับใครที่ใช้ผ้าหุ้มที่จับตู้เย็น ควรถอดและนำไปซักทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง   สำหรับการทำความสะอาดภายนอกตู้เย็น รวมถึงที่จับประตู สามารถทำได้อย่างง่ายดายด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาละลายน้ำหรือน้ำส้มสายชู เช่นเดียวกับการทำความสะอาดภายในตู้เย็น หรือใช้สเปรย์แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรคอย่างเป็นประจำ 4.จัดระเบียบ-ตรวจเช็คอาหารที่แช่ในตู้เย็น การทำความสะอาดตู้เย็น อีกอย่างที่ไม่ควรละเลย คือ การรักษาความสะอาดและจัดตู้เย็นให้เป็นระเบียบอยู่เสมอจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการทำความสะอาดครั้งต่อไป เทคนิคง่ายๆ คือการหมั่นเช็ดชั้นวางภายในตู้เย็น เพื่อลดโอกาสในการก่อตัวของคราบสกปรกและเชื้อแบคทีเรียฝังแน่น รวมถึงการตรวจเช็ควันหมดอายุของอาหารที่แช่อยู่ในตู้เย็นบ่อยๆ เพื่อป้องกันอาหารบูดเสียค้างอยู่ในตู้เย็น   เทคนิคต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นวิธีการทำความสะอาดตู้เย็น ที่ไม่ได้ยุ่งยาก หรือซับซ้อนอะไร ทำได้ง่าย ๆ ซึ่งจะช่วยทำให้ตู้เย็นทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และไม่สิ้นเปลืองไฟฟ้า เชื่อว่าหากใครเอาไปใช้ ก็น่าจะช่วยทำให้ตู้เย็นไม่กินไฟโดยไม่จำเป็น และที่สำคัญจะได้ตู้เย็นที่สะอาด อาหารที่แช่ก็จะมีความสดสะอาด ให้เราไว้ได้กินอย่างมีสุขภาพดีด้วย     CR:แอลจี อีเลคทรอนิคส์ ในประเทศไทย   บทความที่เกี่ยวข้อง -รวมวิธีประหยัดไฟ รับมือค่าไฟฟ้าขึ้นราคา 4 บาท กับสารพัดวิธีเซฟเงินในกระเป๋า  
โอน METAMASK Wallet บนมือถือ ทำได้ง่ายแค่คลิ๊กเดียว [VDO]

โอน METAMASK Wallet บนมือถือ ทำได้ง่ายแค่คลิ๊กเดียว [VDO]

โอน METAMASK Wallet บนมือถือ ทำได้ง่ายแค่คลิ๊กเดียว บทความก่อนหน้านี้ เราได้พาทุกคนไปรู้จักกับการติดตั้งและใช้งาน METAMASK กระเป๋าเงิน Cryptocurrency แบบฟรี ๆ กันแล้ว ซึ่งครั้งนี้ ก็จะพาทุกคนไปรู้จักวิธีการติดตั้งและการใช้งาน METAMASK ผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ เพราะต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ ทำธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านมือถือกันมากที่สุดแล้ว รวมถึงการจะนำเอากระเป๋าเงิน หรือ METAMASK Wallet ที่อยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์มาไว้บนมือถืออย่างไร ซึ่งต้องบอกไว้เลยว่า การติดตั้งและการใช้งานง่ายมาก ๆ เพียงไม่กี่คลิ๊กเท่านั้น ​   บทความนี้จะพาทุกคนไปทำการติดตั้ง METAMASK Wallet บนโทรศัพท์มือถือและการตั้งค่า เริ่มตั้งแต่การ Import METAMASK Wallet ที่เราใช้บนเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามายังโทรศัพท์มือถือได้อย่างไร รวมถึงดูว่า METAMASK Wallet บนมือถือสามารถทำงานและใช้งานในฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้อย่างไรบ้าง     การติดตั้ง Metamask Wallet บนมือถือ เริ่มต้นให้เราเข้าไปที่ application METAMASK  แล้วกดปุ่ม Get Start แล้ว METAMASK  จะให้เราทำการเลือก ว่าจะ Import  Wallet ที่เรามีอยู่ หรือสร้าง Wallet ใหม่     หากต้องการ Import Wallet ที่มีอยู่แล้ว ให้กดปุ่ม Sync or Import Wallet หากต้องการสร้างใหม่ ให้กดปุ่ม Create Wallet  แต่ในบทความนี้ จะเป็นการโอน ก็จะทำการ Import wallet ที่มีอยู่แล้วเข้ามา   เมื่อเข้ามาแล้วจะพบว่า METAMASK มีวิธีการให้เรา Import Wallet เข้ามาด้วยกัน 2 วิธี คือ 1.การสแกน QR Code ซึ่งวิธีการนี้ จะต้องเข้าไปที่เว็บไซต์ METAMASK บนเครื่อง PC แล้วทำตาม 4 ขั้นตอนดังนี้ 1.Open the extension 2.Go to Setting > Advanced 3.Click on “Sync with Mobile” 4.Scan the QR Code to start syncing   2.อีกวิธีการหนึ่ง คือ การ Import ด้วยการ Seed Phrase ที่เราได้มาตั้งแต่ขั้นตอนการสร้าง wallet ครั้งแรก โดยกดปุ่ม Import using seed phrase เมื่อกดแล้วจะเข้ามาสู่หน้าที่ให้เราใส่ข้อมูล     -ข้อมูล Seed phrase จำนวน 12 คำ -ใส่ Password และยืนยัน Password สำหรับมือถือที่มีการสแกนลายนิ้วมือ ก็สามารถใช้ฟังก์ชั่นสแกนนิ้วมือได้ ด้วยการเปิดฟังก์ชั่น Sign in with Fingerprint? -กดปุ่ม Import ข้อมูล หลังจากนั้น จะมีการสอบถามข้อมูลว่าสามารถแชร์ข้อมูลของเราบางส่วนได้หรือไม่ ซึ่งจะตอบอย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะ No Thanks หรือ I Agree ก็ได้เพราะไม่มีผลอะไร     เมื่อเรา Log in เข้ามาแล้วก็จะสามารถใช้งาน Wallet ของเราได้ ซึ่งจะมีหน้าตาตามรูป     โดยจะเห็นว่าใน Wallet จะมีอยู่แล้วบางส่วน เพราะเป็นการ Import Wallet ที่ใช้งานอยู่แล้วเข้ามา แต่จะเห็นว่ามีการแสดง Token อันเดียว คือ ETH เราสามารถเพิ่ม Token เข้ามาได้ ด้วยการกดปุ่ม ADD TOKENS แล้วค้นหา Token ที่เราต้องการเพิ่มเข้ามา เช่น กรณีที่ต้องการเพิ่ม Chainlink Token ให้พิมพ์ค้นหาในช่องค้นหา ก็จะสามารถเพิ่ม Token ได้ง่าย ๆ และสามารถเพิ่มได้มากกว่า 1 Token  โดยกรณีตัวอย่างได้เพิ่ม KNC เข้ามาด้วย     โอนเงินได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว ใน Application METAMASK ยังมีเมนูต่าง ๆ สำหรับการใช้งาน โดยเราสามารถกดปุ่ม เมนูบริเวณด้านซ้ายมือบน ก็จะมีเมนูต่าง ๆ ให้ใช้งาน อาทิ ฟังก์ชั่น Send หรือการโอนเงินออก     เป็นฟังก์ชั่นการโอนเงินออกไปให้กับผู้อื่นได้ โดยการกรอกข้อมูล Address ของผู้ที่เราต้องการจะโอนเงินไปให้ในช่อง To เมื่อใส่ข้อมูลเรียบร้อยแล้วกดปุ่ม Next ด้านล่าง แล้วเลือกจำนวน ที่เราต้องการส่งออก โดยเปลี่ยนแปลงจำนวนเหรียญตามที่เราต้องการ หรือหากต้องการเปลี่ยน Tokenอื่น ๆ  ที่เราต้องการโอนออกได้ ก็สามารถกดปุ่มสีน้ำเงินตรงกลาง ที่เป็นชื่อของ Token เพื่อเลือก Token ที่ต้องการได้ เมื่อตั้งค่าการโอนเหรียญเสร็จเสร็จ ให้เรากดปุ่ม Next   แล้ว METAMASK จะทำการคำนวณ และสรุปให้เราเห็นว่า จะมีการโอนเหรียญอะไร มูลค่าเท่าไร มีค่าธรรมเนียมเท่าไร ถ้าเราตกลงให้กดปุ่ม Send     นอกจากนี้ บริเวณที่หน้าโอนเงินออก หรือ Send จะพบว่าในช่อง To จะพบมีเครื่องหมายสแกน QR Code ซึ่งหมายความว่าเราสามารถสแกน QR Code เพื่อโอนเงินออกได้เช่นกัน ​     วิธีการรับโอนเงิน ด้วยฟังก์ชั่น Receive ถัดมาเรามาดูฟังก์ชั่นการรับเงิน หรือ Receive  ในหน้า Receive จะพบว่า มีวิธีการในการส่ง Address ของเราได้หลายช่องทาง ให้กับผู้ที่จะโอนเหรียญให้เรา ซึ่งเราสามารถแชร์ข้อมูล Addressผ่าน Email หรือการแสดง QR Code ก็ได้เช่นกัน หรือใช้ฟังก์ชั่น Share my Public Address ซึ่งเราสามารถ Share Address ของเราไปได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Line, Email หรือ  Messenger     การเพิ่ม Token ใช้งานเหรียญได้หลากหลาย ต่อมาเป็นฟังก์ชั่น Browser สำหรับการเชื่อมต่อแพลตฟอร์มต่าง ๆ เข้ามา เมื่อเรากดฟังก์ชั่น Browser ก็จะเห็นว่ามีแพลตฟอร์มต่าง ๆ ปรากฏอยู่ในหน้านี้  ซึ่งตัว METAMASK Wallet ก็สามารถที่จะเข้าไป เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ ซึ่งตรงจุดนี้ ทำให้เราสามารถเข้าไปใช้งานแพลตฟอร์มต่าง ๆ ผ่านทาง METAMASK Wallet ได้       โดยวิธีการเชื่อมโยง ลองกด Application อะไรก็ได้ จากตัวอย่างเป็นการกด Application AXIE Infinity ซึ่งเป็นเกมที่พัฒนาขึ้นมา บนระบบ Blockchain ของ Ethereum ซึ่งจะมีหน้า Connect Request ขึ้นมา ซึ่งถ้าเราต้องการที่เชื่อมโยงเข้ากับ METAMASK Wallet กับเกมนี้ให้กดปุ่ม Connect ด้านล่าง ก็จะทำให้เราสามารถเชื่อมโยงเข้ากับเกมนี้แล้ว     สมมุติแอพพลิเคชั่นที่เราต้องการเชื่อมต่อด้วยไม่มีในนี้  เราก็สามารถทำการค้นหา ด้วยการใส่ชื่อแพลตฟอร์มที่เราต้องการเชื่อมต่อในช่อง Search or Type URL     จากตัวอย่างเป็นการค้นหาแพลตฟอร์ม Kyberswap ซึ่งสามารถค้นหาเจอ ให้ลองกดเข้าไปดูเมื่อเข้าไปใน Kyberswap แล้ว ให้ลองกดเมนูเมนูบาร์ด้านขวามือบน  แล้วลองกด จะมีเมนู Wallet แล้วให้กด Import   เมื่อกด METAMASK แล้วจะพบว่า Kyberswap ทำการเชื่อมต่อกับ METAMASK Wallet ของเราได้ ด้วยการกด Connect ปุ่มด้านล่าง METAMASK Wallet ก็จะทำการเชื่อมต่อ Kyberswap แล้ว     ทั้งหมดก็เป็นวิธีการติดตั้ง METAMASK Wallet บนมือถือ และการใช้งานต่าง ๆ ซึ่งถือว่ามีประโยชน์และสะดวกกับทุกคนมาก   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร Chainlink กับบทบาทและความสำคัญในโลกการเงินดิจิทัล รู้จักกับ STO อีกวิธีของการระดมเงินทุน ทั้งรวดเร็วและปลอดภัย รู้จัก Yield Farming เพื่อการลงทุนคริปโทให้กำไรงอกเงย Liquidity Pool คืออะไร สำคัญแค่ไหนในวงการ Cryptocurrency รู้จักกับ LUKSO เทคโนโลยี Blockchain เพื่อไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล Impermanent Loss คืออะไร เข้าใจเรื่องเสี่ยงขาดทุนในการฟาร์ม Compound Finance การปล่อยกู้เพื่อสร้างกำไรในคริปโทฯ ถ้าไม่เข้าใจ ICO อย่าพึ่งลงทุนใน Crypto รู้ทุกเรื่องของระบบ Blockchain ด้วยแบบจำลอง (ตอนที่1) รู้ทุกเรื่องของระบบ Blockchain ด้วยแบบจำลอง (ตอนที่2) คลิปเดียวรู้เรื่อง ติดตั้งและใช้งาน MetaMask กระเป๋าเงิน Cryptocurrency ฟรี
Poon ปูรณ์ คาเฟ่ในสวน ณ บางแสน

Poon ปูรณ์ คาเฟ่ในสวน ณ บางแสน

Poon ปูรณ์ Poon ปูรณ์ เหมือนเดินเข้าป่า แต่อยู่ที่หนองมน บางแสน บรรยากาศในร้านที่เต็มไปด้วย ต้นไม้หายากหลากหลายสายพันธ์ ที่แทรกตัวอยู่ในทุกมุมของร้าน ร่มรื่นเหมือนเดินอยู่ในป่า ภายนอกล้อมรอบด้วยต้นสนสูงบังตาเหมือนถูกตัดจากเมืองและความวุ่นวายเพียงแค่เดินก้าวเข้าร้าน  มีเสียงน้ำไหลจากธารน้ำภายในร้านที่ทำขึ้น เหมือนกับนั่งอยู่ริมน้ำในกลางป่าจริงๆ Poon ปูรณ์ ร้านตกแต่งสไตล์ Modern Loft ด้านในปูนเปลือย ผนังดิบๆ ด้านนอกมีมุม camp  หรือ จะแฝงเข้าไปในมุมต้นไม้ก็มีให้เลือกนั่ง เลือกดื่มด่ำกับธรรมชาติ ต้นไม้ราคาแพงยอดนิยม แบบที่ บางต้นมีกล้องวงจรปิด คอยสอดส่องไว้ด้วย คนรักต้นไม้ ต้องมา Poon ปูรณ์ เมนู ร้านนี้ มีทั้ง เครื่องดื่ม ขนม หรือแม้แต่อาหารคาวหวาน อิ่มจบในที่เดียว อาหารเป็นอาหารยุโรป สเต๊ก พาสต้า แฮมเบอร์เกอร์ สลัด ขนม Home madeที่ทำขึ้นสดใหม่ในร้าน Poon ปูรณ์  เครื่องดื่มกาแฟมีความแปลกใหม่ แฟนตาซีมากๆ แต่สำหรับคอกาแฟ กาแฟร้านนี้ มีรางวัลการันตี มีเมล็ดกาแฟให้เลือกในแบบที่ชอบ . Poon ปูรณ์ ทำให้ภาพจำของ หนองมนของเราเปลี่ยนไปแล้ว หนองมนไม่ได้มีแค่ข้าวหลามอีกต่อไป เวลาเปิดปิด : 10.00 - 18.00น. หยุดวันพุธ พิกัด : ปูรณ์ / POON 32 ถนนแสนสุขซอย 1 ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ที่จอดรถ : มี GPS : https://goo.gl/maps/5WUh9bbSTpzxep2VA บทความน่าสนใจ Bang Khla Cafe คาแฟ่สไตล์โฮมมี่ เหมือนปิกนิกในสวนหลังบ้าน RISE COFFEE กาแฟดีที่ เพลินจิต Know Name Cafe กินหมูกระทะสไตล์อเมริกันที่รังสิต
7 เทคนิคขับรถให้ประหยัดน้ำมัน

7 เทคนิคขับรถให้ประหยัดน้ำมัน

ขับรถให้ประหยัดน้ำมัน การขับรถให้ประหยัดน้ำมัน ในภาวะราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสูง น่าจะเป็นตัวเลือกที่เราทำได้เอง เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้านี้ ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่เราไม่อาจจะควบคุมได้ และเราก็จำเป็นจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อน้ำมัน เพราะยังคงต้องใช้รถยนต์เพื่อการเดินทางไปทำงาน หรือเพื่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้ต้องยอมรับกับสภาพปัญหาราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ คือ การประหยัดการใช้รถยนต์เท่าที่มีความจำเป็น หรือไม่ก็ต้องมาหาวิธีการใช้รถยนต์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และทำให้การใช้งานสิ้นเปลืองน้ำมันน้อยที่สุดด้วย โดย Reviewyourliving มี 7 เทคนิคขับรถให้ประหยัดน้ำมันมาแชร์ให้เป็นไอเดีย ในการนำไปปรับใช้เพื่อประหยัดน้ำมัน และประหยัดเงินในกระเป๋า เป็นเทคนิคประหยัดน้ำมันที่ทำได้ไม่ยาก และเห็นผลจริง ไม่เชื่อต้องลองทำตาม ได้ผลลัพธ์อย่างไรอย่าลืมมาแบ่งปันกันด้วยนะ 7 เทคนิค ขับรถให้ประหยัดน้ำมัน 1.วางแผนเส้นทางก่อนเดินทาง หลีกเลี่ยงเส้นทางที่การจราจรติดขัด แน่นอนการวางแผนเส้นทางก่อนเดินทางจะช่วยประหยัดเวลา และที่สำคัญลดการสิ้นเปลืองของน้ำมันจากการขับรถออกนอกเส้นทาง ถือเป็นเทคนิคประหยัดน้ำมัน ที่ทำได้และมีประโยชน์หลายอย่างด้วยกัน 2.ตรวจสอบเครื่องยนต์ให้พร้อมใช้งาน การใช้รถยนต์ให้เต็มประสิทธิภาพ ด้วยการหมั่นตรวจสอบสภาพรถ และสภาพเครื่องยนต์ตามเวลาที่กำหนด บำรุงรักษาอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ จะทำให้ลดอัตราการสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิงลงได้มาก และยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง เป็นอีกเทคนิคการประหยัดน้ำมัน ที่ดีต่อรถและดีต่อเงินในกระเป๋าเราด้วย 3.ไม่บรรทุกของหนักเกินจำเป็น การบรรทุกของหนักเกินจำเป็น จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก และมีผลต่ออัตราการสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มมากขึ้น เพราะรถต้องออกแรง ใช้พลังงานมากขึ้น จึงควรบรรทุกสิ่งของเท่าที่จำเป็นก็พอ 4.เติมลมยางให้เหมาะสม สาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถยนต์ต้องใช้น้ำมันเยอะ คือ การที่ยางรถยนต์มีลมยางไม่เหมาะสม ดังนั้น เจ้าของรถยนต์ควรหมั่นตรวจสอบและเติมลมยางให้เหมาะสม ลมยางที่อ่อนเกินไปจะทำให้อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มมากขึ้น 5.ขับรถในความเร็วที่เหมาะสม การขับรถที่มีความเร็วเหมาะสม และตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ช้าไปหรือไม่เร็วเกินไป จะได้ทั้งความปลอดภัย และประสิทธิภาพการทำงานของรถ ที่ไม่สิ้นเปลืองน้ำมัน โดยอัตราความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะช่วยประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น เป็นวิธีประหยัดน้ำมันที่ช่วยเซฟเงินในกระเป๋า และให้ความปลอดภัยขณะขับขี่ด้วย 6.ไม่เปลี่ยนเลนบ่อย การขับรถแล้วเปลี่ยนเลนบ่อย นอกจากเสี่ยงอันตรายจากการเกิดอุบัติเหตุแล้ว หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้รถยนต์ใช้น้ำมันเยอะขึ้นด้วย  เพราะการเปลี่ยนเลนบ่อย จะมีการเร่งเครื่องและหยุดรถกะทันหัน  ซึ่งเป็นสาเหตุให้สิ้นเปลืองน้ำมัน ขับรถจึงควรเปลี่ยนเลนเมื่อมีความจำเป็น และตามความเหมาะสมของการขับขี่จะดีที่สุด เพราะช่วยประหยัดน้ำมัน และยังถนอมผ้าเบรกและจานเบรกให้ใช้ได้นานขึ้น ไม่ติดเครื่องยนต์ขณะจอดรถ แน่นอน การติดเครื่องยนต์ขณะจอดรถนอกจากจะเป็นการสร้างมลพิษให้กับอากาศแล้ว ยังทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน เพราะการจอดติดเครื่องเพียง 5 นาที ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันถึง 3 ลิตร หากจะประหยัดน้ำมัน ก็ต้องไม่ติดเครื่องยนต์ขณะจอดรถไว้ โดยเฉพาะการจอดทิ้งไว้เกินกว่า 5 นาที   ทั้งหมดก็เป็น 7 เทคนิค ที่ทำได้ง่าย ๆ และใช้ได้จริง เป็นเทคนิคประหยัดน้ำมัน ที่ช่วยเซฟเงินในกระเป๋า แถมยังได้ความปลอดภัยในการขับขี่ และช่วยทำให้อายุการใช้งานของรถยนต์เราได้นานมากขึ้นอีกด้วย   ที่มา: กระทรวงพลังงาน และกระทรวงคมนาคม   บทความที่น่าสนใจ บ้านกับรถ ซื้ออะไรก่อนดี ?  
คลิปเดียวรู้เรื่อง ติดตั้งและใช้งาน MetaMask กระเป๋าเงิน Cryptocurrency ฟรี [VDO]

คลิปเดียวรู้เรื่อง ติดตั้งและใช้งาน MetaMask กระเป๋าเงิน Cryptocurrency ฟรี [VDO]

คลิปเดียวรู้เรื่อง ติดตั้งและใช้งาน MetaMask กระเป๋าเงิน Cryptocurrency ฟรี สำหรับคนที่สนใจก้าวเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งที่จะต้องมี คือ กระเป๋าเงินดิจิทัล หรือ Crypto Wallet เพราะจำเป็นต้องใช้งาน ไม่ว่าจะโอน รับ จ่าย เงินดิจิทัลสกุลต่าง ๆ  ซึ่งจะต้องมีความรู้และเข้าใจการใช้งาน ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มมากมาย และหลากหลายที่มีระบบรองรับกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งวันนี้ เราจะมาแนะนำ และอธิบายวิธีการใช้งานกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ใช้งานได้แบบฟรี ๆ อย่าง MetaMask ที่ทำงานบนระบบ Blockchain ของ Ethereum (ETH) ​ซึ่งขั้นตอนการติดตั้งและวิธีการใช้งานไม่ยุ่งยาก หรือสลับซับซ้อน สามารถเรียนรู้ได้เพียงเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น และที่สำคัญใช้งานได้ฟรีอีกด้วย       วิธีการติดตั้ง MetaMask วิธีการติดตั้ง MetaMask เบื้องต้น ซึ่ง MetaMask เป็น  ETH Wallet  ที่ทำงานบน Web ซึ่งมีจุดเด่นหลัก 2 เรื่องคือ 1. การใช้งานฟรี 2. แพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่พัฒนาบน Blockchain ของ ETH จะมีการเชื่อมโยงเข้ากับ MetaMask ได้โดยตรง เช่น Maker หรือ Compound ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการกู้ยืมเงินในระบบ Blockchain ของ ETH ทำให้เราทดลองใช้แพลตฟอร์มต่าง ๆ เหล่านั้นได้โดยง่าย โดยใช้ตัว MetaMask   เริ่มต้นการใช้งาน ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ metamask.io ซึ่งเมื่อเข้ามาแล้วจะพบว่า สามารถใช้ได้กับ web browser ได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น Chrome Firefox Opera Brave หากเราใช้ web browser ไหนให้เลือกชนิดนั้นได้เลย     เมื่อกดเลือก web browser แล้ว จะเข้ามาสู่หน้า MetaMask ซึ่งบริเวณด้านขวาบนจะมีปุ่ม Add to Brave (ด้านบนขวามือ) ให้กดปุ่มนี้     แล้วจะมีป๊อปอัพ Add MetaMask ขึ้นมา ให้เรากดปุ่ม Add extension แล้ว MetaMask จะทำการแจ้งว่าได้มีการเพิ่ม MetaMask เข้าไปในตัว Web browser Brave เรียบร้อยแล้ว     ถัดมาให้กดปุ่ม Get Start  หลังจากนั้นระบบจะมีข้อความสอบถาม 1.No, I already have a seed phrase หมายถึง จะใช้ตัว seed phrase เพื่อกู้  wallet  ที่เรามีอยู่ก่อนหน้าแล้วหรือไม่ หรือ 2.Yes, Let’s get up! หมายความว่า จะเป็นการสร้าง wallet ใหม่       สำหรับกรณีนี้ เรายังไม่มี wallet ให้กดปุ่มสร้าง wallet ใหม่ เมื่อกดเข้ามาแล้ว จะพบกับหน้า  Help Us Improve MetaMask ซึ่งเป็นการสอบถามข้อมูลเพื่อนำไปปรับปรุงระบบการทำงานของ MetaMask ให้ดีขึ้น ซึ่งไม่ได้มีการเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานแต่อย่างใด เราสามารถเลือกได้ตามความสะดวก ว่าจะส่งข้อมูลให้ หรือไม่ส่งข้อมูลให้ก็ได้     สร้าง Password ป้องกันการแฮก หลังจากนั้นจะเข้ามาสู่หน้า Create Password เป็นการสร้างรหัสการใช้งาน เมื่อสร้างรหัสเสร็จเรียบร้อย ระบบจะพาเรามาสู่หน้า Secret Backup Phrase     ให้คลิ๊กปุ่มรูปกุญแจ จะปรากฏตัว Backup Phrase ซึ่งเอาไว้ใช้งานกรณีที่เราทำ Password หายไป ก็จะสามารถกู้คืนตัว wallet ของเรากลับมาได้ ข้อมูลในส่วนนี้ให้เก็บไว้อย่างดี ไม่ให้ผู้อื่นรู้ เพราะหากมีคนได้ข้อมูลส่วนนี้ไป จะสามารถเข้าไปใช้งาน ETH Wallet ของเราได้ สามารถโอนเงินออกจาก Wallet ของเราได้ทั้งหมดเลย สำหรับข้อมูล Backup Phrase สามารถดาวน์โหลดข้อมูลเป็น Text file เก็บไว้ได้ เมื่อดำเนินการเรียบร้อย ให้กดปุ่ม Next   โดยระบบจะนำเราเข้ามาสู่หน้า Confirm your Secret Backup Phrase ซึ่งระบบ MetaMask จะให้เราทำการ Confirm Backup Phrase ที่เราเพิ่งจะจดเก็บไว้ ให้เราเลือกลำดับตัว Backup Phrase หากเราเลือกลำดับได้อย่างถูกต้อง ระบบจะให้เรากดปุ่ม Confirm ด้านล่างได้     เมื่อเรากดปุ่ม Confirm เสร็จแล้ว ระบบ MetaMask จะให้เราใช้สามารถใช้งาน Wallet ได้ ให้คลิ๊กปุ่ม All Done บริเวณด้านล่าง     ระบบจะพาเข้ามาสู่หน้า ETH Wallet  ซึ่งระบบจะเซ็ทชื่อไว้เป็น Account 1 ซึ่งเราสามารถทำการเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อของเราได้ด้วยการคลิ๊กที่ชื่อแล้วเปลี่ยนชื่อที่ต้องการ (กรณีตัวอย่างเปลี่ยนชื่อเป็น Test1) บริเวณด้านล่างของคิวอาร์โค้ด จะเป็น Address สำหรับไว้บอกให้ผู้อื่น เพื่อให้เขาสามารถโอนเงินให้เราได้ (เราสามารถดูรายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ ใน Wallet ของเราได้ ด้วยการคลิ๊กปุ่ม View on Etherscan ซึ่งระบบจะพาเข้ามาสู่หน้า Etherscan ซึ่งมีรายละเอียดต่าง ๆ  ทั้ง Address จำนวนเหรียญใน Wallet     ในส่วนหน้า ETH Wallet จะเห็นว่า ใน Wallet เรามีเพียงแค่ ETH อย่างเดียว ไม่มี Token อื่น ซึ่งหากต้องการเพิ่ม Token อื่น ๆ เข้ามาใน Wallet สามารถเพิ่มได้ด้วยการคลิ๊กปุ่ม Add Token     เมื่อคลิ๊กปุ่มเพิ่ม Token แล้วจะเข้ามาสู่หน้า Add Tokens ให้ทำการค้นหา Token ที่ต้องการในช่องค้นหา เพื่อทำการ Add กรณีตัวอย่างนี้ ได้ค้นหา Token Ox (ZRX) เมื่อค้นแล้ว Token จะปรากฏขึ้นมาให้คลิ๊กเลือก Token Ox (ZRX) ก็จะปรากฏ Token Ox (ZRX) ในหน้า ETH Wallet     กรณีที่ Token ซึ่ง Add เข้ามาปรากฏว่า มีปุ่มคำสั่งแค่ Sent  ซึ่งจะต้องมีคำสั่ง Deposit และ Send     เนื่องจาก Token จะต้องทำงานบนระบบ Blockchain ของ ETH ซึ่งจะต้องมี Address เดียวกัน แต่หาก Token ที่ Add เข้ามาไม่มีข้อมูล จะต้องทำการเพิ่ม Token ใหม่ด้วยการกรอกข้อมูลในส่วนของ Custom Token ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ทั้งหมดให้ครอบ สามารถขอได้ที่เจ้าของ Token หรือผู้ที่อก Token นั้น ๆ   วิธีการฝากเงินเข้า Wallet 1.โอนเข้าโดยตรงเข้า Wallet 2.การซื้อตัว ETH ผ่านบัตรเครดิต ด้วยการกดปุ่ม Continue to Wyre 3.ซื้อโดยตรงผ่าน Coninswitch ด้วยการกดปุ่ม Continue to Coinswitch     การทำ Transaction บน Wallet ในการโอน ETH ไปยังผู้อื่น ให้เข้าไปยังหน้า ETH Wallet ให้กดปุ่ม Send ด้านขวามือบน จะเข้ามาสู่หน้า Add Recipient แล้วทำตามขั้นตอน ดังนี้     1.เลือก Address ที่ต้องการจะโอน ETH ให้ 2.ช่อง Asset เพื่อเลือก Token ที่ต้องการจะโอน 3.ช่อง Transaction Fee เป็นการเลือกค่าธรรมเนียมในการโอน ว่าจะเลือกแบบใด เลือกได้แบบถูก คือ Slow หรือแบบแพง คือ Fast 4.Advance Option เป็นการเลือกค่าธรรมเนียมแบบละเดียด เมื่อกดคำสั่ง จะไปสู่หน้า Customize Gas ที่เราสามารถเลือกค่า Gas ได้ว่าจะเลือก Gas Price หรือ Gad Limit หากเลือก Gas สูง ๆ จะทำให้Transaction เร็วขึ้น แต่ก็จะเสียค่าธรรมเนียมแพงขึ้น ​     เมื่อเซ็ทค่าธรรมเนียม และจำนวน ETH เสร็จ ให้กด Next  ทางระบบ MetaMask จะถามเราอีกครั้งเพื่อยืนยันข้อมูลการโอน     ซึ่งในส่วนนี้ยังสามารถแก้ไขข้อมูลได้ ในส่วนของค่าธรรมเนียม (GAS FEE) ด้วยการกด EDIT ซึ่งกลับไปสู่หน้าการแก้ไขค่าธรรมเนียม เมื่อแก้ไขข้อมูลจนเรียบร้อยแล้วให้กดยืนยันข้อมูล ซึ่งเราสามารถตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ของการโอน หรือการรับ ETH ต่าง ๆ ได้ในส่วนของหน้า ETH Wallet ทั้งหมดนี้ ก็เป็นขั้นตอนและวิธีการติดตั้ง MetaMask และการใช้งานระบบ MetaMask ทั้งหมด ซึ่งก็หวังว่าจะช่วยให้คนที่กำลังสนใจ และอยากเรียนรู้การใช้งาน Wallet ของ Cryptocurrency ได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร Chainlink กับบทบาทและความสำคัญในโลกการเงินดิจิทัล รู้จักกับ STO อีกวิธีของการระดมเงินทุน ทั้งรวดเร็วและปลอดภัย รู้จัก Yield Farming เพื่อการลงทุนคริปโทให้กำไรงอกเงย Liquidity Pool คืออะไร สำคัญแค่ไหนในวงการ Cryptocurrency รู้จักกับ LUKSO เทคโนโลยี Blockchain เพื่อไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล Impermanent Loss คืออะไร เข้าใจเรื่องเสี่ยงขาดทุนในการฟาร์ม Compound Finance การปล่อยกู้เพื่อสร้างกำไรในคริปโทฯ ถ้าไม่เข้าใจ ICO อย่าพึ่งลงทุนใน Crypto รู้ทุกเรื่องของระบบ Blockchain ด้วยแบบจำลอง (ตอนที่1) รู้ทุกเรื่องของระบบ Blockchain ด้วยแบบจำลอง (ตอนที่2)  
10 ไอเดีย เปลี่ยนผนังห้องธรรมดาด้วยเทปกาวง่ายๆ ทำได้เอง

10 ไอเดีย เปลี่ยนผนังห้องธรรมดาด้วยเทปกาวง่ายๆ ทำได้เอง

10 ไอเดีย เปลี่ยนผนังห้องธรรมดาด้วยเทปกาวง่ายๆ ทำได้เอง ในช่วงที่ต้องทำงานแบบ work from home นี้ การอยู่ในห้องทั้งวันหลายคนคงจะเกิดอาการเบื่อ อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนบรรยากาศภายในห้อง หรือลองตกแต่งสิ่งรอบๆ ข้างบ้าง เพื่อเป็นการเพิ่มความน่าสนใจให้กับห้องเดิมที่เราเห็นอยู่ทุกวันจนชินตา ครั้งนี้เรามีไอเดียมานำเสนอ ใช้อุปกรณ์ไม่เยอะ และสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ที่สำคัญใช้งบประมาณไม่มาก ก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศจากห้องเดิมให้เหมือนได้ห้องใหม่กันไปเลย   ครั้งนี้เราเลือกวิธีการอย่างง่าย ที่เชื่อว่าทุกคนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง อย่างการทาสีผนัง บางคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นงานที่ยากเพราะไม่เคยทำ แต่จริงๆ แล้วเราสามารถทำได้ด้วยตัวเองเพียงแค่ใช้เทปกาวเป็นตัวช่วยสร้างแพทเทิร์นลวดลายต่างๆ เพื่อเปลี่ยนสีผนังห้อง และปรับบรรยากาศให้ห้องของเราน่าอยู่มากยิ่งขึ้น แล้วจะมีแพทเทิร์นลวดลายอะไรบ้างไปดูพร้อมๆ กันเลยดีกว่า   10 ไอเดีย เปลี่ยนผนังห้องธรรมดาด้วยเทปกาวง่ายๆ ทำได้เอง   1.Color blocking การทาสีบล็อกแบบนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการทาผนังโดยใช้เทปกาว เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วผนังจะมีสีเดียวกัน และยังเป็นลายที่มีการใช้เทปกาวก็จำนวนน้อยกว่าเทคนิคอื่นๆ เหมาะสำหรับห้องที่เปิดกว้างและมีพื้นที่ผนังโล่งกว้าง การทาสีบล็อกแบบนี้เป็นวิธีที่ดีอีกรูปแบบนึงในการไม่ทำให้พื่นที่ดูว่างโล่งจนเกินไป     2.Triangle pattern หากว่าคุณกำลังมองหาการออกแบบลวดลายฝาผนังที่เรียบง่าย สบายตา แต่ในขณะเดียวกันก็ยังดูมีดีไซน์เก๋ไม่น่าเบื่อจนเกินไป ลายสามเหลี่ยมนี้ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี ซึ่งแพทเทิร์นนี้อาจจะใช้เวลาทาสีนานมากขึ้นอีกหน่อย เนื่องจากต้องรอให้สีแต่ละส่วนแห้งก่อนจึงจะทาสีในส่วนถัดไปได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าประทับใจไม่น้อยเลยทีเดียว ลองเลือกชุดสีที่ใกล้เคียงกัน หรือเลือกใช้สีที่เป็นคู่ตรงข้ามกันหากคุณต้องการความฉูดฉาดโดดเด่นไม่ซ้ำใคร รับรองว่าจากผนังบานเรียบๆ จะป๊อปขึ้นทันตา     3.Vertical stripes ลายทางแนวตั้งก็เป็นอีกหนึ่งลายที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากมีความดึงดูดสายตา และสามารถช่วยให้ห้องที่มีเพดานต่ำดูสูงขึ้นได้ ส่วนใหญ่เรามักจะเลือกใช้เทปกาวให้มีขนาดเท่าๆ กัน หรือกะระยะแบ่งความกว้างให้สม่ำเสมอ แต่ถ้าอยากจะลองเปลี่ยนความกว้างของแถบสีแต่ละแถบให้กว้างขึ้น หรือเป็นแพทเทิร์นแบบไม่เท่ากันเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับผนังก็น่าสนใจไม่น้อย แม้กระทั่งการเลือกทาแถบสีไปจนถึงบนเพดานเลยก็สวยไปอีกแบบ     4.Horizontal stripes เทคนิคการทาสีเป็นแถบแนวนอนนั้นเหมือนกับการใช้กระดาษกาวแบ่งแถบสีเส้นแนวตั้งเลย แค่เปลี่ยนจากการใช้เทปกาวแปะขึ้นลงก็สลับเป็นซ้ายขวาแทน ลวดลายแพทเทิร์นแนวนอนนี้เป็นอีกรูปแบบที่ดีในการช่วยให้ห้องแคบรู้สึกกว้างขึ้น นอกจากนี้การใช้ลายทางกว้างเท่ากันก็ช่วยให้ความรู้สึกสว่างและโปร่ง สบายตามากขึ้นด้วย ซึ่งเราอาจจะเพิ่มลูกเล่นของสีเข้าไปโดยใช้เฉดสีต่างๆ ของสีเดียวกันก็จะสร้างเอฟเฟกต์แบบ Ombre หรือการไล่สีให้กับผนังธรรมดาสวยขึ้นได้ โดยให้เริ่มด้วยสีที่เข้มที่สุดอยู่ด้านล่างแล้วค่อยๆ ไล่เฉดสีขึ้นไป และใช้สีที่สว่างที่สุดทาด้านบน     5.Geometric blocks หากคุณเบื่อกับแพทเทิร์นง่ายๆ ลายเดิมๆ แล้ว ลองเลือกใช้รูปแบบของรูปทรงเรขาคณิตมาช่วยให้ผนังดูสดใส และมีลวดลายที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นได้ ทั้งรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดต่างๆ วางทับซ้อนกัน หรือรูปสามเหลี่ยมที่หลากหลายมาใช้ หรือแม้แต่การนำรูปทรงในแบบต่างๆ มามิกซ์แอนด์แมทช์เข้าด้วยกัน และลองใช้สีโทนตรงข้ามกัน ทั้งโทนร้อนหรือโทนเย็นมาสร้างลูกเล่นเพิ่มเข้าไปให้กับผนังขาวๆ มีรูปแบบที่ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น     6.Paint a trellis วิธีการของลวดลายแบบตาข่ายนี้ เป็นการทาสีให้เป็นช่องบนผนัง ซึ่งเป็นวิธีที่ดีในการสร้างความรู้สึกให้เหมือนกับมีสวนอยู่ในห้อง โดยเราจะใช้เทปกาวสร้างลวดลายตาข่ายเพื่อหลอกตา เพียงแค่กะระยะห่างให้เท่าๆ กัน แล้วเลือกทาสีเฉพาะช่องที่เว้นไว้ จากนั้นเราสามารถลองวาดเถาวัลย์ พวกไม้เลื้อยอย่าง Wisteria หรือแม้แต่เลือกหาไม้ประดับทั้งของไม้จริง และไม้ประดิษฐ์มาประดับเพิ่ม ก็เป็นทางเลือกที่ทำให้ห้องดูร่มรื่มและสบายตาได้อีก     7.Herringbone pattern ลวดลายกางปลานี้คนส่วนใหญ่มักจะนำไปเป็นลายสำหรับปูพื้นห้อง เพราะเป็นลายที่เพิ่มความหรูหรา และเป็นแพทเทิร์นที่สวยงาม เพียงแค่ใช้วัสดุจากไม้เข้ามา ก็ทำให้บรรยากาศของห้องดูคลาสสิค อีกทั้งยังเป็นรูปแบบที่นิยมกันมาอย่างยาวนาน ครั้งนี้เราลองเปลี่ยนจากลวดลายบนพื้นมาเป็นลวดลายกางปลาบนผนังดูบ้าง โดยเราสามารถวาดได้ด้วยตัวเอง เป็นเส้นทะแยงไปมาอย่างเป็นระเบียบ แต่ถ้าอยากได้เส้นของลายกางปลาเท่าๆ กัน ก็แค่ใช้เทปกาวแปะเป็นแนวเฉียงสลับกัน ทั้งนี้อาจจะใช้สีที่คล้ายกับไม้ด้วยก็ได้ หรือลองเลือกเป็นสีโทนอ่อนไม่เข้มจนเกินไป ก็จะเพิ่มความน่าสนใจได้เช่นกัน     8.Diamond pattern ลวดลายเพชรนี้ก็เป็นแพทเทิร์นอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถใช้เทปกาวในการสร้างสรรค์งานศิลปะลงบนผนังได้ไม่ยาก และเป็นอีกลายที่คลาสสิค เพียงแค่ใช้เทปกาวแปะเป็นแนวเฉียงสลับซ้ายขวาในแนวทะแยงมุมในมุมที่เท่าๆ กัน แล้วทางสีในช่องที่ต้องการได้เลย แค่นี้ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับห้องที่เปิดโล่งและมีพื้นที่เยอะที่จะทำให้ห้องสดใสขึ้นมาได้ทันที     9.Argyle ลวดลายนี้เป็นการเพิ่มความยากและเลเวลอัพการทาผนังให้ดูมืออาชีพมายิ่งขึ้น เพราะเป็นแพทเทิร์นที่กินเวลากว่ารูปแบบของ Diamond pattern ในขั้นเริ่มต้นอาจจะมีความคล้ายกัน แต่อาจจะใช้เทปกาวเยอะกว่า และมีความซับซ้อนมากกว่าในการเลือกสี และการเลือกเว้นระยะของแถบสีให้มีเส้นเล็กหรือใหญ่เพื่อสร้างลวดลายที่ซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการเลือกทาสีในเฉดเดียวกันแต่มีความเข้มอ่อนไม่เท่ากันในแต่ละช่อง ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนที่ดี แต่เมื่อเสร็จแล้ว แพทเทิร์นนี้จะช่วยให้ห้องดูโมเดิร์นขึ้นมาได้     10.Gingham ผนังลายตารางถือเป็นแพทเทิร์นยอดฮิตสุดคลาสสิคอีกอันนึงที่น่ารัก สดใส และนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมักจะเลือกใช้สีอ่อนไม่ว่าจะเป็นสีโทนร้อนหรือโทนเย็นก็ได้หมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกสีพาสเทลมาใช้กับลายตารางก็จะเพิ่มความหวานให้กับห้องได้ เนื่องจากเรามักจะเลือกสีที่มาใช้ตัดกับพื้นสีขาวเดิมของผนัง แค่นี้ก็จะช่วยให้ไม่ดูทึบและหนักเกินไป เราสามารถทาได้ทั้งผนังในบางผนังของห้อง หรือจะทาแค่ครึ่งเดียวของผนังก็น่าสนใจเช่นกัน ซึ่งเป็นอีกแพทเทิร์นยอดนิยมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับในทุกๆ งานศิลปะจริงๆ   เป็นอย่างไรบ้างกับไอเดียการออกแบบเพ้นท์ผนังด้วยเทปกาวที่เรานำมาฝากในครั้งนี้ ใครที่กำลังเบื่อกับสีผนังห้องเรียบๆ แบบเดิม ก็สามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับผนังที่มีหรือส่วนอื่นๆ ในบ้านได้ ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องโถง ห้องนอน หรือแม้แต่ห้องครัว ไม่ต้องกลัวว่าจะทำเองไม่ได้ ลองเลือกลวดลายง่ายๆ เป็นการเริ่มต้นก่อน เราเชื่อว่าทุกคนสามารถทำตามได้อย่างแน่นอน และจะยิ่งเพิ่มความภาคภูมิใจได้เมื่อเสร็จแล้ว เพราะทุกอย่างเราได้ทำด้วยสองมือของตัวเอง   cr. fromhousetohome   บทความที่น่าสนใจ แต่งห้องนอน 12 ราศี ให้ถูกโฉลก  เฮง ๆ ปัง ๆ กับ  “หมอช้าง” ของแต่งบ้านเสริมฮวงจุ้ย ความรัก หาคู่แท้  
รู้ทุกเรื่องของระบบ Blockchain ด้วยแบบจำลอง (ตอนที่2) [VDO]

รู้ทุกเรื่องของระบบ Blockchain ด้วยแบบจำลอง (ตอนที่2) [VDO]

รู้ทุกเรื่องของระบบ Blockchain ด้วยแบบจำลอง (ตอนที่2) บทความที่แล้ว เราได้อธิบายการทำงานของระบบ Blockchain ว่าจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญอะไรบ้าง และมีความปลอดภัยของข้อมูลอย่างไร ในส่วนของบทความครั้งนี้ เราจะมาดูกันว่าระบบ Blockchain มีความปลอดภัยแค่ไหน ถ้านำเอามาใช้เป็นเครื่องมือในการโอนเงิน  โดยมีแบบจำลองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการโอนเงิน มาให้เห็นภาพที่ชัดเจน ของการทำงานในระบบ Blockchain ว่าเป็นอย่างไรและมีวิธีการอย่างไรบ้าง   สำหรับการโอนเงินในระบบ Blockchain นั้น ตามแบบจำลองจะมีการใช้ Private Key Public Key และการ Signing ในการควบคุมการโอนเงิน ซึ่งเฉพาะเจ้าของเงินเท่านั้น ที่จะมีสิทธิ์ในการโอนเงินไปหาคนอื่นได้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้ จะมาโอนเงินไปหาคนโน้นคนนี้ได้ ตามใจชอบ ส่วนรูปแบบการทำงานเป็นอย่างไร มีการใช้ Private Key Public Key และการ Signing อย่างไร ไปดูการทำงานจากแบบจำลองกันได้เลย​     เริ่มต้นเข้ามาในเว็บไซ http://anders.com  เมื่อเข้ามาแล้วจะพบหัวข้อ Key Transaction Signatures (เป็นเมนูอยู่บริเวณด้านบนทางขวามือ)     โดยเริ่มต้นจาก Public / Private Key / Pares กันก่อน ซึ่งความแตกต่างระหว่าง Public key และ Private key ก็คือตามชื่อเลยนะครับ Private key เป็นส่วนที่เจ้าของจะต้องเก็บข้อมูลไม่ให้ผู้อื่นทราบ เพราะหากผู้อื่นทราบ ก็จะทำการโอนเงินของเจ้าของไปให้คนอื่นได้ ในขณะที่ตัว Public key จะทำหน้าที่คล้ายกับบัญชีธนาคาร เป็นข้อมูลที่สามารถบอกผู้อื่นได้ เพราะว่าการที่เราจะรับเงินจากผู้อื่นได้ในระบบ Blockchain ได้ เราจะต้องให้ตัว Public key กับคนที่จะโอนเงินมาให้เรา     เราลองเปลี่ยนค่าใน Private key เราสามารถกำหนดเป็นค่าอะไรก็ได้ จะสังเกตว่าทุกครั้งที่ Private key มีการเปลี่ยนแปลง ตัว Public key จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของ Private key ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเราสามารถกดเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการพิมพ์ข้อมูลในช่อง Private key หรือมากดปุ่ม Random ​ก็ได้เช่นเดียวกัน   จากตัวอย่างนี้ จะเห็นว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้เฉพาะ Private key แต่ Public key เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้ เนื่องจากระบบ Blockchain ตัว Public key จะถูกสร้างมาจากตัว Private key แต่ตัว Public key ไม่สามารถถูกคำนวณย้อนกลับไปเป็น Private key ได้ ซึ่งมีคนยกตัวอย่างไว้ว่า ตัว Private key ก็เหมือนกับ ตัวหมู แล้ว Public key คือ ลูกชิ้นหมู คือ หมูถูกแปรรูปเป็นลูกชิ้นหมูได้ แต่ลูกชิ้นหมู ไม่สามารถแปรรูปเป็นตัวหมูได้   เข้าใจการทำงานของ Signatures โดยการโอนเงินปกติเราต้องทราบว่า การโอนเงินมาจากเจ้าของเงินจริง ๆ  หรือเปล่า เพราะตัว Private key เป็นข้อมูลความลับที่เก็บไว้ในระบบ Blockchain และตัว Private key ไม่สามารถคิดคำนวณย้อนกลับ ด้วยตัว Public key ก็ทำให้ระบบ Blockchain มีการใช้ฟังก์ชั่นหนึ่งที่เรียกว่า Signatures ที่เข้ามาตรวจสอบการโอนเงิน     พอเข้ามาในส่วน Signatures เราจะเห็นในส่วนการทำงานของ Sign และ Verify โดยตัวอย่างการ Sign ก็เช่น ถ้าผู้ส่งต้องการส่งข้อความในกล่อง Message ให้กับผู้รับ  โดยผู้ส่งเป็นเจ้าของ Private key นี้ ในตัวอย่างนี้ให้ลองกดปุ่ม Sign ระบบ Blockchain จะมีการสร้าง Message Signature ขึ้นมา และตัว Message Signature จะถูกนำไปใช้ในขั้นตอนการ Verify ต่อไป   ขั้นตอนการ Verify ในขั้นตอนการ Verify จะมีการใช้ข้อมูลในการ Verify คือ ตัว Message Public key ของผู้ส่ง Message Signature  ที่เราได้จากการ Sign ไปก่อนหน้า​ ให้เราลองคลิกปุ่ม Verify จะสังเกตเห็นว่า แบล็กกราวด้านหลังเป็นสีเขียว แสดงว่าข้อมูลถูกต้อง  หมายความว่า ตัว Signature มีการ Sign หรือการลงนาม โดยเจ้าของ Private key ที่อยู่เบื้องหลัง Public key ตัวนี้ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าตัว Message ตัวนี้ มีการส่งโดยเจ้าของ Private key ที่อยู่เบื้องหลัง Public Key  ตัวนี้จริง ๆ   Transaction ขั้นตอนการโอนเงิน ตัวอย่างการโอนเงินในส่วนของ Transaction ทางผู้ส่งซึ่งเป็นเจ้าของ Public key มีความต้องการจะส่งเงินจำนวน 20 us ผู้เป็นเจ้าของ Public key ตัวนี้ ส่วน Private key คือ ของผู้ส่ง ให้เราทำการกดไซน์ เพื่อให้ระบบ Blockchain สร้างตัว Message Signature ขึ้นมา หลังจากนั้นระบบ Blockchain จะเข้าสู่ขั้นตอนการ Verify เหมือนตัวอย่างแรก   ขั้นตอนการ Verify  ตัวระบบ Blockchain จะทำการตรวจสอบข้อมูล Signature ที่มีการ Sign เป็นการส่งมาจากตัว Private key ที่อยู่เบื้องหลังตัว Public key นี้จริง ๆ หรือเปล่า ให้เราทำการคลิกปุ่ม Verify  เพื่อ Verify จะเห็นว่าแบล็กกราวด์เปลี่ยนเป็นสีเขียว คือ หมายความว่า ระบบ Blockchain ทำการตรวจสอบ Signature นี้ ก็พบว่า Signature  ถูกส่งมาจาก Private key ที่อยู่เบื้องหลังตัว Public key นี้จริง ๆ เป็นตัวอย่างการตรวจสอบความถูกต้องในส่วนของการโอนเงิน   ภาพรวมการโอนเงินในระบบ Blockchain เมื่อเรามาดูข้อมูลในแบบ Blockchain จะเป็นการโอนเงินเข้าหากัน เป็นการบันทึกเฉพาะตัว Public key จาก Public key ไหน ไปสู่ Public key ไหน ไม่มีการบันทึกข้อมูลในส่วน Private key ไว้ในระบบ Blockchain เลย และจากตัวอย่างในแต่ละ Transaction ก็จะมี ตัว Signature ของแต่ละ Transaction ออกมาให้เราเห็นกัน  เราจะทราบแล้วว่า ตัว Signature จะถูกสร้างมาจากตัว Message  หรือตัวการโอนเงินควบคู่ไปกับ Private Key     เดี๋ยวเราจะมาลองเปลี่ยนแปลงข้อมูลการโอนเงิน ว่าหลังจากการทดลองเปลี่ยนแปลงข้อมูลแล้วทำการ Mining เพื่อดูว่าข้อมูลใน Blockchain มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง   จากตัวอย่าง หากลองเปลี่ยนข้อมูลจำนวนเงินที่โอน เป็น 29.9 us ตัว Signature จะเป็นสีแดง ตอนนี้ตัว Signature เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องไปแล้ว และตัวข้อมูลใน Block ก็เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพราะแบล็กกราวด์กลายเป็นสีแดง ให้ลองทำการ Mining ดู หลังจากทำการ Mining ดูจะพบว่า ตัวรหัส Hash ขึ้นต้นด้วย 0000 และตัวแบล็กกราวด์ก็เป็นสีเขียว ตัวรหัส Hash มีความถูกต้องแล้ว     อย่างไรก็ตาม ตัว Signature ยังเป็นสีแดง เพราะการ Mining ไม่สามารถเข้ามาแก้ตัว Signature  ได้ เนื่องจากว่าการ Mining ตัว Node ต่าง ๆ ที่ทำการประมวลผลในระบบ Blockchain จะไม่มีข้อมูลในส่วน Private key ข้อมูลในส่วน Private key คนที่ทราบข้อมูลในส่วนนี้จะเป็นเฉพาะเจ้าของเงินเท่านั้น เพราะตัว Minus ในระบบ Blockchain จะไม่สามารถมาแก้ไขในส่วนตัว Signature ได้  เพราะตัว Minus ในระบบ Blockchain ไม่มีข้อมูลในส่วน Private key ซึ่งถือเป็นระบบรักษาความปลอดภัยในการโอนเงินของระบบ Blockchain ก็จะทำให้เรามั่นใจได้ว่า การโอนเงินจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ในระบบ Blockchain จะเป็นการส่งคำสั่งการโอนเงินโดยเจ้าของเงินจริง ๆ ไม่ใช่ว่าใครก็ได้จะมาเป็นคนสร้าง Transaction ในการโอนเงินจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้มั่วซั่วไปหมด   ทั้งหมดนี้ เป็นแบบจำลองการโอนเงินในระบบ Blockchain ที่เราจะเห็นความสำคัญของ Private key Public key รวมถึงการ Signing ว่าทั้งสามตัวมีฟังก์ชั่นการทำงานอย่างไร และมีความสัมพันธ์อย่างไรกับระบบ Blockchain   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร Chainlink กับบทบาทและความสำคัญในโลกการเงินดิจิทัล รู้จักกับ STO อีกวิธีของการระดมเงินทุน ทั้งรวดเร็วและปลอดภัย รู้จัก Yield Farming เพื่อการลงทุนคริปโทให้กำไรงอกเงย Liquidity Pool คืออะไร สำคัญแค่ไหนในวงการ Cryptocurrency รู้จักกับ LUKSO เทคโนโลยี Blockchain เพื่อไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล Impermanent Loss คืออะไร เข้าใจเรื่องเสี่ยงขาดทุนในการฟาร์ม Compound Finance การปล่อยกู้เพื่อสร้างกำไรในคริปโทฯ ถ้าไม่เข้าใจ ICO อย่าพึ่งลงทุนใน Crypto รู้ทุกเรื่องของระบบ Blockchain ด้วยแบบจำลอง (ตอนที่1)    
เทคนิคเก็บเงินเที่ยวทั้งครอบครัว ทัวร์ได้ในไทยและต่างประเทศ

เทคนิคเก็บเงินเที่ยวทั้งครอบครัว ทัวร์ได้ในไทยและต่างประเทศ

เทคนิคเก็บเงินเที่ยว แม้ว่าตอนนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดข-19 จะยังคงอยู่ แต่คนส่วนใหญ่ก็ออกมาใช้ชีวิตกันปกติ มีการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ  และหลายสถานที่ก็เปิดให้บริการ แม้ว่าการออกมาใช้ชีวิต จะต้องอยู่ภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ (New Normal) ทั้งเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือด้วยแอลกอฮอล์บ่อย ๆ การเว้นรระยะห่างทางสังคม ที่สำคัญการได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน คนส่วนใหญ่ก็พร้อมปฏิบัติตาม นอกจากการเดินทางเพื่อทำงาน การเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ท่องเที่ยว ปัจจุบันก็มีมากขึ้นด้วย เพราะการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เรามีความสุข สบายใจ และเป็นการพักผ่อนที่ดี เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการดูแลร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง คนส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญ และท่องเที่ยวกันเพิ่มมากขึ้น   แต่แน่นอน ปัจจัยสำคัญของการเดินทางท่องเที่ยว นอกจากจะต้องมีเวลาว่างแล้ว คงต้องมีเงินเพียงพอด้วย เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว ยิ่งปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ของหลายคนอาจจะลดลง หรือได้รับผลกระทบ ทำให้มีเงินใช้จ่ายได้ไม่เต็มที่ เหมือนในยามที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู แต่การท่องเที่ยวก็เป็นยาบำรุงสภาพจิตใจได้เป็นอย่างดี  หากอยากออกไปเที่ยวก็คงต้องมาหาวิธี ทำยังไงจะมีเงินไปเที่ยวได้   วันนี้ Reviewyourliving จึงมาแนะนำ วิธีเก็บเงินไปเที่ยว ซึ่งเป็นเทคนิคเก็บเงินท่องเที่ยว ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และสามารถไปกันได้ทั้งครอบครัว ไม่ว่าจะซื้อทัวร์หรือเดินทางไปเที่ยวกันเอง ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวภายในประเทศ และต่างประเทศ เทคนิคเก็บเงินเที่ยว ทั้งครอบครัว ทัวร์ได้ในไทยและต่างประเทศ 1.แบ่งเงินออมจากน้อยไปมาก พนักงานที่เป็นมนุษย์เงินเดือน หรือแม้แต่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ รายได้และรายจ่ายในภาวะวิกฤตโควิด-19 อาจจะไม่มีความแน่นอน ดังนั้น ต้องเริ่มวางแผนงบประมาณ ว่าจะต้องใช้เท่าไรในการไปท่องเที่ย แล้วเริ่มออมเงิน ​แล้วประเมินคร่าว ๆ ว่า ช่วงเดือนไหนออมเงินได้เท่าไหร่ เช่น 4 เดือนแรกจะออม 5,000 บาท อีก 4 เดือนต่อมาจะออมมากขึ้นเป็น 7,000 บาท เป็นต้น การเก็บเงินไปเที่ยวแบบนี้ คงต้องวางแผนกันเป็นปี ว่าช่วงไหนจะออมเงินมากเงินน้อย​ 2.ออมเป็นสกุลเงินต่างประเทศ อยากไปเที่ยวประเทศไหน งบประมาณเท่าไร ไปเมื่อไร ให้วางแผนแล้วใช้วิธีออมเงิน ด้วยการเก็บเงินสกุลนั้น ๆ แต่​เทคนิคนี้เจะหมาะสำหรับคนชอบติดตามข่าวสารเป็นประจำ เพราะอัตราแลกเปลี่ยนประจำวันขึ้นลงไม่เท่ากัน และเหมาะมากกับคนที่มีเงินออมอยู่พอประมาณแล้ว และอยากออมต่อยอดให้มากขึ้นอีก ก็สามารถแบ่งแลกเงิน แทนการออมเงินเพื่อแลกครั้งเดียวได้ 3.ออมในบัญชีเดียว ดีกว่า กระจายหลายบัญชี การเปิดบัญชีเพื่อออมเงินหลายบัญชี อาจให้ผลลัพธ์เท่ากับการออมใส่บัญชีเดียว เพราะอย่าลืมว่าการกระจายบัญชีออม ย่อมต้องมีค่าธรรมเนียมในแต่ละบัญชีด้วย ดังนั้น หากรู้ตัวว่าเป็นคนมีวินัยการออมหย่อนมาก ก็ควรแข็งใจออมในบัญชีเดียวให้สำเร็จก่อน แล้วค่อยต่อยอดออมในอีกบัญชี 4.เฉลี่ยออมกับคนในครอบครัว คนในครอบครัวมาร่วมกันวางแผนจะไปเที่ยวไหน ใครออมได้เดือนละเท่าไร ก็แบ่ง ๆ กันออม  หากประเมินคร่าว ๆ แล้วค้นพบว่าตัวเองไม่สามารถเก็บเงินได้สำเร็จตามแพลนที่วางไว้แน่นอน ลองใช้วิธีวางแผนร่วมกับครอบครัว ช่วยกันออมเงินคนละเล็กละน้อย เช่น น้องออม 300 เราออม 500 คุณพ่อ คุณแม่ออม 200 ทุกเดือน เป็นต้น วิธีนี้ช่วยเพิ่มความสนุกให้กับการวางแผนเที่ยวได้ไม่น้อยเลย 5.เด็กออมเหรียญ ผู้ใหญ่ออมแบงค์ ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการออม แต่ วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องระบุจำนวนเงินออมให้แน่นอนตายตัว แต่เน้นหยอดใส่กระปุกให้ได้ทุกวัน โดยมีเป้าหมายเป็นจำนวนเงินที่ทุกคนร่วมกันตั้งธงไว้ ยิ่งได้เงินตามเป้าหมายไวเท่าไหร่ ทริปในฝันก็ยิ่งเกิดขึ้นได้เร็วเท่านั้น ครอบครัวที่มีเด็กวัยเรียนอยู่ด้วย วิธีนี้นอกจากจะช่วยฝึกวินัยในการออมเงินแล้ว ยังทำให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมกับทริปที่จะเกิดขึ้นนี้จริง ๆ รวมถึงเห็นคุณค่าของเงิน และยังสนุกกับไปกับการเก็บเงินด้วย   เพื่อความคล่องตัวในการเก็บเงิน แนะนำให้เปิดบัญชีออนไลน์เพื่อทริปท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เพราะนอกจากจะง่าย สะดวก ปลอดภัยแล้ว ยังสามารถเช็กยอดเงินได้ทุกที่ ทุกเวลา อีกด้วย 6.ออมตามจุดหมายปลายทาง เทคนิคการออมเงินเที่ยว วิธีนี้ เป็นการตั้งธงไว้ก่อน หรือตั้งเป้าหมายสถานที่เที่ยวจะไป และงบประมาณต้องใช้ แล้วมาดูว่าสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนสามารถออมเงินกันคนละเท่าไร หรือหัวหน้าครอบครัวจะออมคนเดียวก็ได้ การบอกสมาชิกในครอบครัวให้ทราบ เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น หรือทำให้ทุกคนเข้าใจว่าต้องเตรียมเงินมากน้อยแค่ไหน ทุกคนจะได้มีส่วนร่วมในการท่องเที่ยว -ออมเดือนละ 500 บาท เที่ยวในประเทศได้ชิล ๆ สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเก็บออม แนะนำให้ออมเดือนละ 500 บาท ถ้าเพื่อน ๆ ทำได้ตั้งแต่ต้นปี ปลายปีก็จะมีเงินสำหรับไปเที่ยวในประเทศได้ 2-3 วัน ในราคา 5,000-6,000 บาท โดยค่าตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดจะเริ่มตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน ส่วนค่าที่พักเริ่มต้นที่ 500 บาทต่อคืน เหลือเงินไว้กินเที่ยวช้อปประมาณ 2,000-3,000 บาทชิล ๆ อีกด้วย -ออมเดือนละ 1,000 บาท ก็ปักหมุดเที่ยวประเทศใกล้ๆ ได้ ประมาณ 10,000-12,000 บาท สามารถขยับจากเที่ยวในประเทศไปประเทศใกล้ ๆ ได้ 3-5 วัน ค่าตั๋วเครื่องบินเริ่มต้นที่ประมาณ 3,000-4,000 บาท ถ้าจองตั๋วล่วงหน้าก็จะได้ในราคาถูก เหลือเงินสำหรับค่าที่พักและค่ากินอย่างสบาย ๆ โดยค่าที่พักจะอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อคืน ใครอยากลงไปสัมผัสวัฒนธรรมต่างประเทศแบบใกล้ๆ อย่างประเทศลาว เวียดนาม เมียนมา หรือมาเลเซีย ก็ลองเก็บเงินกันดูนะคะ -ออมเดือนละ 3,000 บาท เที่ยวโซนเอเชียได้ไม่มีเอาท์ สำหรับใครที่อยากไปเที่ยวไกลกว่าอาเซียนก็ลองปรับจำนวนเงินเก็บในแต่ละเดือนให้สูงขึ้นอีกหน่อยเป็น 3,000 บาท ต่อเดือน เพื่อให้มีตัวเลือกในการไปเที่ยวที่หลากหลายขึ้น ถ้าเพื่อนๆ ลองเก็บเงินในจำนวนเท่านี้ปลายปีก็จะมีเงินไปเที่ยวถึง 30,000-36,000 บาท สามารถไปเที่ยวโซนเอเชียได้ประมาณ 3-5 วัน ค่าตั๋วเครื่องบินช่วงโปรโมชั่นอยู่ที่ประมาณ 7,000-12,000 บาท หากได้ตั๋วเครื่องบินราคาถูก ก็จะเหลือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ เกือบ 30,000 บาทเลย โดยประเทศที่สามารถไปท่องเที่ยวได้ในงบเท่านี้ก็มีเกาหลี ญี่ปุ่น หรือจีน เป็นต้น -ออมเดือนละ 5,000 บาท เช็คอินได้ฟิน ๆ ที่ยุโรป สำหรับคนที่มีกำลังมากหน่อย สามารถเลือกเก็บเดือนละ 5,000 บาท สิ้นปีก็จะมีเงินให้ชื่นใจถึง 50,000-60,000 บาท งบเท่านี้เลือกเที่ยวได้หลายที่ตามที่ใจต้องการ ทั้งยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันตก สามารถไปเที่ยวได้ประมาณ 6-7 วัน โดยราคาตั๋วเครื่องบินจะอยู่ที่ราว ๆ 10,000-22,000 บาท ใครยังไม่เคยไปยุโรปตะวันออก แนะนำเส้นทางออสเตรีย-สโลวาเกีย-เช็ก เมื่อไปถึงออสเตรียต้องแวะเมืองหลวงอย่างเวียนนา เพื่อเที่ยวชมสถาปัตยกรรมที่หรูหรางดงามแบบ Rococo และชมผลงานศิลปะอันหลากหลายของ Schoenbrunn Palace เป็นต้น   ส่วนใครที่อยากจะไปท่องเที่ยวเส้นทางยุโรปตะวันตก ฝรั่งเศส-เบลเยี่ยม-เนเธอร์แลนด์ ก็มีความน่าสนใจและสวยงามไม่แพ้กัน แค่มีวีซ่าเชงเก้นก็สามารถเดินทางระหว่างประเทศได้สะดวก ค่าทำวีซ่าอยู่ที่ประมาณ 2,000 – 2,500 บาท   ทั้งหมดนี้ คือวิ เทคนิคการออมเงินเที่ยว ซึ่งเป็นธีง่าย ๆ สำหรับการเก็บเงินเพื่อพาครอบครัวไปเที่ยว ซึ่งจำนวนเงินจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและการวางแผนของเรา ที่สำคัญที่สุดก็คือ ความตั้งใจในการเก็บออมอย่างจริงจัง ขอให้ทุกคนสนุกกับการท่องเที่ยว และปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ   ขอบคุณข้อมูลจาก : SCB, Krungsri Plearn Plearn ภาพประกอบ : freepik, pixabay   บทความที่เกี่ยวข้อง เจาะอินไซต์ 8 เทรนด์ท่องเที่ยวปี 2020 นักท่องเที่ยวไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อม-เที่ยวเมืองรองมากขึ้น
รวมแหล่งตรวจเครดิตบูโร เช็คความพร้อมก่อนสร้างหนี้ ​

รวมแหล่งตรวจเครดิตบูโร เช็คความพร้อมก่อนสร้างหนี้ ​

ตรวจเครดิตบูโร การตรวจเช็คเครดิตบูโร ถือเป็นหนึ่งเรื่องสำคัญ ของคนที่คิดจะก่อหนี้ก้อนโต อย่างเช่น การขอสินเชื่อธนาคาร เพื่อกู้ซื้อบ้าน หรือคอนโดมิเนียมสักห้อง เพราะธนาคารจะดูข้อมูลของผู้ขอกู้ ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อหรือไม่ หรือก็คือ จะต้องตรวจดูข้อมูลย้อนหลัง ว่ามีพฤติกรรมการชำระหนี้ในอดีตอย่างไร มีภาระหนี้สินปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน จะได้ประเมินและวัดความสามารถในการผ่อนชำระหนี้กับทางธนาคารนั่นเอง ปัจจุบันการตรวจเครดิตบูโร ไม่ใช่เรื่องยาก สามารถทำได้ด้วยตนเอง และมีช่องทางการตรวจเครดิตบูโรหลากหลายช่องทางมาก ซึ่งวันนี้ได้รวบรวมข้อมูลมาให้ใว้แล้ว สะดวกที่ไหน สะดวกอย่างไร ก็ใช้บริการกันได้ตามความสะดวกเลย​ รวมแหล่งตรวจเช็คเครดิตบูโร 1.ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ปัจจุบันศูนย์ตรวจเครดิตบูโรส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพฯ​ เป็นหลัก โดยมีศูนย์ตรวจที่ให้บริการตามพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้   -ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สำนักงานใหญ่  อาคาร 2 ชั้น 2  เลขที่ 63 ถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310 เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00 – 16.30 น. หยุดวันนักขัตฤกษ์ ให้บริการกับบุคคลธรรมดาของตนเองและมอบอำนาจ / เครดิตสกอริ่ง (บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) / นิติบุคคล / นิติบุคคล (มอบอำนาจ) / ชาวต่างชาติ  นิติบุคคลยังใช้บริการผ่านไปรษณีย์ลงทะเบียนได้ด้วย   -ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร – อาคารเพิร์ล แบงก์ค็อกชั้น 3 (โซนธนาคาร) (BTS อารีย์ ทางออก 1) เปิดให้บริการวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 9.00 น. – 18.00 น. หยุดวันหยุดนักขัตฤกษ์ ให้บริการเฉพาะบุคคลธรรมดาของตนเองและมอบอำนาจ / เครดิตสกอริ่ง (บุคคลธรรมดา) / ชาวต่างชาติ   -ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร – สถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง (ภายในสถานี)  เปิดให้บริการวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 9.00 น. – 18.00 น. หยุดวันหยุดนักขัตฤกษ์ ให้บริการเฉพาะบุคคลธรรมดาของตนเองและมอบ อำนาจ / เครดิตสกอริ่ง (บุคคลธรรมดา) / ชาวต่างชาติ   -ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร – ท่าวังหลัง (บริเวณทางเข้า-ออก ท่าเรือ และใกล้ประตู 8 ของโรงพยาบาลศิริราช) เปิดให้บริการวันจันทร์ –  ศุกร์ เวลา 9.00 น. – 18.00 น ให้บริการเฉพาะบุคคลธรรมดาของตนเองและมอบอำนาจ / เครดิตสกอริ่ง (บุคคลธรรมดา) / ชาวต่างชาติ   -ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร – สถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต (ภายในสถานี) เปิดให้บริการวันจันทร์ –  อาทิตย์ เวลา 9.00 น. – 18.00 น. ให้บริการเฉพาะบุคคลธรรมดาของตนเองและมอบอำนาจ / เครดิตสกอริ่ง (บุคคลธรรมดา) / ชาวต่างชาติ   -ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร – สถานีรถไฟฟ้า BTS ชิดลม (ภายในสถานี) เปิดให้บริการวันจันทร์ –  อาทิตย์ เวลา 9.00 น. – 18.00 น. ให้บริการเฉพาะบุคคลธรรมดาของตนเองและมอบอำนาจ / เครดิตสกอริ่ง (บุคคลธรรมดา) / ชาวต่างชาติ   -ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ห้างเจเวนิว (นวนคร) ชั้น 3 ติดประกันสังคม เปิดให้บริการวันจันทร์ –  อาทิตย์ เวลา 9.00 น. – 18.00 น. ให้บริการเฉพาะบุคคลธรรมดาของตนเองและมอบอำนาจ / เครดิตสกอริ่ง (บุคคลธรรมดา) / ชาวต่างชาติ 2.Application เช่น Bureou OK สำหรับการตรวจเครดิตบูโร ยังสามารถทำได้สะดวกและง่าย ๆ ผ่าน แอป ได้แก่ แอป Bureou OK  ของ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติฯ การตรวจข้อมูลเครดิตและเครดิตสกอริ่ง ผ่านแอป Bureau OK  มีขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ ขั้นตอนการลงทะเบียนใช้บริการ Bureau OK 1.ลงทะเบียนโดยใช้บัตรประชาชนของตนเอง ยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ เตรียมหมายเลขโทรศัพท์มือถือ (เพื่อรับรหัส OTP ยืนยันตัวตน)  และอีเมลของตนเอง สำหรับยืนยันการใช้บริการ 2.ดาวน์โหลดแอป Bureau OK  ได้ทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS 3.สร้างบัญชีผู้ใช้งานและเข้าระบบได้เลย​ – บริการตรวจข้อมูลเครดิตและเครดิตสกอริ่ง รับรายงานรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (NCB e-Credit Report) ทางอีเมลได้ทันที – บริการอื่น ๆ เช่น รายงานแบบสรุป ดูประวัติการตรวจย้อนหลัง เช็กภาระหนี้สินของตนเอง การอ่านรายงาน ข่าวสารข้อมูลเครดิตบูโร – สอบถามปัญหา ข้อสงสัยเกี่ยวกับเครดิตบูโร ค่าบริการ -รายงานข้อมูลเครดิต 100 บาท -รายงานข้อมูลเครดิตและเครดิตสกอริ่ง 200 บาท -สามารถเลือกชำระค่าบริการผ่าน QR Code หรือบัตรเครดิต/บัตรเดบิตได้ในแอปทันที   ข้อมูล 21 มี.ค. 65*ปิดปรับปรุงระบบบริการแอปพลิเคชัน “บูโร โอเค” เป็นการชั่วคราว เพื่อพัฒนาระบบและเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการให้ดียิ่งขึ้น 3.ตู้ตรวจเครดิตบูโรด้วยตนเอง สำหรับคนที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ  สามารถตรวจเครดิตบูโรได้ด้วยตนเอง ผ่านตู้คีออส ซึ่งเป็นตู้ตรวจเครดิตบูโรด้วยตนเอง ซึ่งสามารถรับรายงานทางอีเมล ได้ทันที โดยตู้ตั้งอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ดังนี้   1.Bureau Lab (บูโรแล็บ) –ภายในสถานี BTS ชิดลม และหมอชิต –ท่าเรือวังหลัง อยู่บริเวณทางเข้า-ออก ท่าเรือ และใกล้ประตู 8 ของโรงพยาบาลศิริราช 2.สถานีกลางบางซื่อ  ด้านหลังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ประตูทางเข้า 1  จุดติดตั้งนาฬิกาประจำสถานี หรือนาฬิกาหน้าปัดหมายเลข 9 3.ศูนย์การค้า ดิ อเวนิว รัชโยธิน กรุงเทพฯ ชั้น 4 4.ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ที่ทำการไป​รษณีย์ และเคาน์เตอร์บริการไปรษณีย์ ทุกแห่งทั่วประเทศ  เป็นอีกสถานที่ที่สามารถตรวจเช็คข้อมูลเครดิตบูโรได้ โดยใช้บัตรประชาชนของตนเอง พร้อมค่าบริการรายงานข้อมูลเครดิต 150 บาทไปยื่นขอรับได้ แต่เฉพาะรายการลูกค้าบุคคลธรรมดา ยื่นขอตรวจของตนเองเท่านั้นหาก ซึ่งจะรับรายงานทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ภายใน 7 วันทำการ แต่หากต้องการตรวจเครดิตบูโรแบบสรุป สามารถรอรับได้ทันที  และไม่เสียค่าบริการ  สามารถตรวจสอบสาขาที่ให้บริการเพิ่มเติม ที่ www.thailandpost.co.th  5.Internet Banking สำหรับ Internet Banking ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการตรวจเครดิตบูโร แต่จะมีเฉพาะธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารกรุงไทย เพียง 2 แห่งเท่านั้นที่ท่านสามารถยื่นคำขอรายงานเครดิตบูโรได้ผ่านช่องทาง Internet Banking ได้ด้วยตนเอง 6.Mobile Banking ในยุคปัจจุบันคนส่วนใหญ่ มักจะมีแอปพลิเคชั่นเพื่ออำนวยความสะดวก รวมถึงแอปของธนาคาร เพื่อทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ  และหนึ่งในนั้นก็คือ การขอข้อมูลเครดิตบูโรผ่านแอปธนาคารด้วย ซึ่งปัจจุบันมี 4 ธนาคารที่เปิดให้บริการผ่านโมบาย แอป ดังนี้ แอป MyMo ธนาคารออมสิน ให้บริการตรวจข้อมูลเครดิตและเครดิตสกอริ่ง ผ่านโมบายแอป MyMo ธนาคารออมสิน  เลือกวิธีรับรายงานได้ 2 รูปแบบ 1.รับรายงานรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (NCB e-Credit Report) ทางอีเมล ภายใน 24 ชั่วโมง ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่เครดิตบูโรกำหนด 2.รับผลทางไปรษณีย์ลงทะเบียนภายใน 7 วันทำการ (ข้อมูลรูปแบบเอกสาร) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 1143 MyMo Call Center   หมายเหตุ -กรณีชื่อ-นามสกุล อีเมล เบอร์โทรศัพท์มือถือ และที่อยู่ของท่านมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรับแก้ไขในระบบให้ถูกต้องก่อนใช้บริการ -อัปเดต Mymo เป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อนทำรายการ   -แอป KKP Mobile Application ให้บริการตรวจข้อมูลเครดิตและเครดิตสกอริ่ง ผ่าน KKP Mobile Application ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (แบบเรียลไทม์)   -แอป  Krungthai Next ให้บริการตรวจรายงานข้อมูลเครดิตและเครดิตสกอริ่ง ผ่านโมบายแอป ”Krungthai Next” รับรายงานรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (NCB e-Credit report) ทางอีเมล ภายใน 24 ชั่วโมง  แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่เครดิตบูโรกำหนด ซึ่งสามารถเลือกวิธีรับผลได้ดั่งใจ 2 วิธี 1.รับผลทางอีเมลภายใน 24ชั่วโมง* (ข้อมูลเครดิตรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์) 2.รับผลทางไปรษณีย์ลงทะเบียนภายใน 7 วันทำการ (ข้อมูลเครดิตรูปแบบเอกสาร)   หมายเหตุ : – หากไม่ได้รับภายในกำหนด โปรดติดต่อ consumer@ncb.co.th – บริการยื่นคำขอตรวจเครดิตบูโรผ่านเคาน์เตอร์สาขา และ ATM ของธนาคารกรุงไทย พร้อมรับผลทางไปรษณีย์ลงทะเบียนได้เช่นเดิม   -แอป ttb touch การตรวจเครดิตบูโรผ่านโมบายแอป “ttb touch” (ธนาคารทีทีบี)  สามารถรับรายงานข้อมูลเครดิตรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Credit report) ทางอีเมลภายใน 3 วันทำการ (ข้อมูลเครดิตรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์) หรือรับผลทางไปรษณีย์ลงทะเบียนภายใน 7 วันทำการ (ข้อมูลเครดิตรูปแบบเอกสาร)   หมายเหตุ -กรณีชื่อ-สกุล อีเมล เบอร์โทรศัพท์มือถือ และที่อยู่ของท่านมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาปรับแก้ไขในระบบให้ถูกต้อง ก่อนใช้บริการ -หากไม่ได้รับภายในกำหนด โปรดติดต่อ consumer@ncb.co.th -บริการยื่นคำขอตรวจเครดิตบูโรผ่านเคาน์เตอร์สาขา และ ATM ของธนาคารทีเอ็มบี พร้อมรับผลทางไปรษณีย์ลงทะเบียนได้เช่นเดิม 7.เคาน์เตอร์ธนาคาร สำหรับคนที่อาจจะไม่ชอบใช้เทคโนโลยี หรือไม่ถนัด ก็สามารถเดินทางไปที่ธนาคาร เพื่อขอตรวจเครดิตบูโร หรือประวัติเครดิตได้ด้วย โดยการยื่นคำขอตรวจเครดิตบูโร ผ่านเคาน์เตอร์ 5 ธนาคารทั่วประเทศได้ดังนี้ -ธนาคารกรุงไทย -ธนาคารอาคารสงเคราะห์ -ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ -ธนาคารกรุงศรี -ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร   โดยธนาคารจะทำหน้าที่เป็นตัวแทน บริษัท ข้อมูลเครดิตฯ ในการรับคำขอตรวจสอบ และรับชำระค่าตรวจสอบ ซึ่งจะให้บริการเฉพาะเจ้าของข้อมูลที่เป็นบุคคลธรรมดา และต้องมายื่นขอตรวจสอบด้วยตนเองเท่านั้น โดยบริษัท ข้อมูลเครดิตฯ​จะเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูล และจัดส่งรายงานข้อมูลเครดิตทางไปรษณีย์ลงทะเบียนให้แก่ผู้ขอ ภายใน 1 สัปดาห์นับจากวันที่ท่านได้ยื่นคำขอที่ธนาคาร   ขั้นตอนการขอยื่นคำขอตรวจสอบข้อมูลเครดิตที่เคาน์เตอร์ธนาคาร 1.เจ้าของข้อมูลบุคคลธรรมดา กรอกแบบคำขอตรวจสอบข้อมูลเครดิตที่ธนาคาร หรือขอแบบฟอร์มจากเจ้าหน้าที่ธนาคารสาขาที่ท่านติดต่อ และลงลายมือชื่อให้ครบถ้วน พร้อมแนบหลักฐาน ดังต่อไปนี้ กรณีบุคคลสัญชาติไทย บัตรประจำตัวประชาชน/บัตรอื่นที่หน่วยงานราชการออกให้ที่แสดงเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริง) กรณีบุคคลต่างด้าว 1.หนังสือเดินทาง/ใบสำคัญถิ่นที่อยู่ (ตัวจริง) 2.ยื่นเอกสารในข้อ 1 และชำระค่าธรรมเนียมการตรวจสอบข้อมูลเครดิตต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร 3.ธนาคาร จะออกหลักฐานการรับชำระเงินค่าธรรมเนียม และค่าจัดส่งเอกสาร ให้แก่ท่านเก็บไว้เป็นหลักฐาน 4.บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จะจัดส่งรายงานข้อมูลเครดิตให้แก่ท่านภายใน 7 วันทำการนับจากวันที่ยื่นคำขอ ที่ธนาคาร   หมายเหตุ :  ในแบบฟอร์มการขอตรวจสอบ กรุณาระบุที่อยู่ของท่านที่จะให้บริษัทจัดส่งรายงานให้ครบถ้วน และชัดเจน รวมทั้งหมายเลขโทรศัพท์ของท่านในกรณีที่บริษัทต้องการสอบถามเพิ่มเติม 8.ตู้เบิกเงินสด (ATM) เราสามารถตรวจเครดิตบูโรผ่านตู้ ATM ของธนาคารได้ด้วย  โดยต้องเป็นบัตรเอทีเอมของธนาคารนั้น ซึ่งเจ้าของบัตรใช้บริการได้ กับตู้ ATM ของธนาคารต่าง ๆดังนี้ -ธนาคารกรุงไทย (KTB) สำหรับลูกค้าของธนาคารที่ถือบัตร ATM และบัตรเดบิต -ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) สำหรับลูกค้าของธนาคารที่ถือบัตร ATM, บัตรเดบิต และบัตรเครดิต (ที่ใช้เป็นบัตรเอทีเอ็ม) โดยผู้ขอจะได้รับรายงานทางไปรษณีย์ลงทะเบียนภายใน 1 สัปดาห์ 9.ช่องทางออนไลน์ของเครดิตบูโร (NCB) นอกจากนี้ บริษัท ข้อมูลเครดิตฯ ยังมีบริการสอบถามข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงการเช็คเครดิตบูโร กับช่างออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ได้แก่ เว็บไซต์ www.ncb.co.th ช่องทางไอจี เฟสบุ๊ค ยูทูป ไลน์แอด ilovebureau และอีเมล consumer@ncb.co.th ซึ่งสามารถติดต่อเพื่อขอตรวจเช็คเครดิตบูโร และข้อมูลอื่น ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ทั้งหมดนี้ ก็เป็นแหล่งการตรวจเครดิตบูโร ที่ทุกคนอยากรู้ว่าตนเองมีประวัติการชำระหนี้อย่างไร หรือมีหนี้อยู่มากน้อยแค่ไหน ก็สามารถตรวจสอบกันได้ โดยเฉพาะคนที่กำลังวางแผนก่อหนี้ก่อนใหญ่ ควรจะตรวจสอบและเตรียมความพร้อมให้ดีที่สุด   CR : บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร)  
Bang Khla Cafe คาแฟ่สไตล์โฮมมี่ เหมือนปิกนิกในสวนหลังบ้าน

Bang Khla Cafe คาแฟ่สไตล์โฮมมี่ เหมือนปิกนิกในสวนหลังบ้าน

คาเฟ่และร้านอาหาร ที่ตั้งอยู่ทางเข้าตลาดน้ำบางคล้า  ตัวร้านดีไซน์มาในสไตล์โฮมมี่ สีขาวอบอุ่น  เติมความร่มรื่นด้วยต้นไม้รอบๆ บรรยากาศเรียบง่ายพร้อมมุมถ่ายรูปแจ่มๆเพียบ Bang Khla Cafe คาแฟ่สไตล์โฮมมี่ ดื่มด่ำกับบรรยากาศกันแล้ว มาดูเมนูกันบ้าง เครื่องดื่ม ขนม  หรือจะจัดหนักก็มีอาหารหนักๆอิ่มๆ ให้เลือก เมนูซิกเนเจอร์ที่ทางร้านแนะนำ คือ อเมริกาโน  น้ำมะพร้าว สายหวานละมุนต้องห้ามพลาดกันเลย   มาดูเมนูอาหารจานเด็ดกันบ้าง ข้าวผัดน้ำพริลงเรือ ปลากะพงราน้ำปลา เสิร์ฟพร้อมผักเคียงสดๆ อีกแมนูที่ไม่เคยเจอที่ไหนแน่ๆ อกไก่นุ่มย่างน้ำตาลโตรด ส้มตำยอดมะพร้าว จัดว่าดี  หนุ่มสาวสายคาเฟ่ต้องกินขนม จิบกาแฟ ต้องสั่งชุด picnic set  ชาร้อน ครัวซองต์ เค้ก ขนมเปี๊ยะ   เสาร์อาทิตย์ นี้ยังไม่มีที่ไป บางคล้า ฉะเชิงเทรา ก็ไม่ไกลจากกรุงเทพ มีที่ให้แวะจะสายบุญ สายชิว สายช้อป อย่าลืมต้องปักหมุด Bang Khla Cafe  น่าจะเป็นร้านที่ต้องห้ามพลาดอีกร้านนึง   🥤 ข้อมูลร้าน Bang Khla Cafe (บางคล้า คาเฟ่ แอนด์เรสเตอรอง) พิกัด : https://goo.gl/maps/PdDyCEt8HkPbrVUP8 ที่อยู่ : 2 ถ.ระเบียบอนุสรณ์ ต.บางคล้า อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ร้านเปิดบริการ : 08.00 - 20.00 น. โทร : 08-2510-4538 ที่จอดรถ : มี เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/bangkhlacafe-105062425325074/     ร้านแนะนำ RISE COFFEE กาแฟดีที่ เพลินจิต Know Name Cafe กินหมูกระทะสไตล์อเมริกันที่รังสิต 4 แอปสั่งอาหาร อิ่มแบบจุกๆ ส่งฟรี มีโปรฯ แถมสิทธิ์คนละครึ่ง  
รู้ทุกเรื่องของระบบ Blockchain ด้วยแบบจำลอง (ตอนที่1) [VDO]

รู้ทุกเรื่องของระบบ Blockchain ด้วยแบบจำลอง (ตอนที่1) [VDO]

รู้ทุกเรื่องของระบบ Blockchain ด้วยแบบจำลอง (ตอนที่1) ก่อนหน้านี้ เราเคยนำเสนอบทความ Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto ซึ่งเป็นการอธิบายถึงเทคโนโลยีของระบบ Blockchain ว่าได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง และหลักการทำงานของ Blockchain เป็นอย่างไรบ้าง   แต่เพื่อความเข้าใจระบบ Blockchain และเห็นภาพการทำงานที่ชัดเจน ในบทความนี้จึงจะมาอธิบายถึงการทำงานของระบบ Blockchain ด้วยแบบจำลองการทำงานของระบบ Blockchain ผ่านเว็บไซต์ https://andres.com  ซึ่งเราสามารถทดลองเปลี่ยนแปลงค่าต่าง ๆ ได้ เพื่อการเรียนรู้วิธีการทำงานของระบบ Blockchain ได้ง่ายขึ้น โดยที่เราไม่จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็สามารถทดลองเข้าไปใช้งานได้     เริ่มต้นจากการที่เราได้เข้าไปยังเว็บไซต์ดังกล่าว เมื่อเข้าไปยังเว็บไซต์แล้ว จะเห็นว่ามีการแบ่งตัวอย่างการทำงานของ Blockchain ออกเป็น 6 หัวข้อด้วยกัน (เมนูด้านบนขวามือ จะแสดงหัวข้อต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์)   การ Hash ข้อมูลด้วย SHA256 โดยเราจะมาเริ่มกันที่การ Hash ข้อมูลกันก่อน สำหรับตัวอย่างการ Hash ข้อมูลในเว็บนี้ จะเป็นการใช้อัลกอริทึม SHA256 ในการ Hash ข้อมูลออกมา โดยตัว SHA256 นี้ก็จะเป็นอัลกอริทึมเดียวกันกับตัว Blockchain ของ Bitcoin ใช้ในการ Hash ข้อมูล โดย SHA256 จะถูกใช้ Hash ข้อมูลในส่วน Data ซึ่งผลจะออกมาเป็นรหัส Hash ตามรูปในตัวอย่าง    โดยเราจะมาทำการลองทดสอบคุณสมบัติของ Hash ว่ามีคุณสมบัติอะไรบ้าง เริ่มต้นด้วยการใส่ข้อมูลไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะพบว่า เมื่อเราใส่ข้อมูลไปในส่วนของ Data ไปทุกครั้ง รหัสของ Hash ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งเช่นกัน ​โดยความยามของรหัส Hash จะยังคงเท่าเดิมเสมอ และข้อมูลที่จะใส่เข้าไปสามารถใส่ได้ไม่จำกัด ใส่ข้อไปมากแค่ไหนก็ได้   ต่อมาจะมาดูคุณสมบัติถัดไปของการ Hash ซึ่งรหัสของ Hash ที่ดูว่าเป็นรหัสมั่ว ๆ ไม่มีความหมายอะไร แต่จริง ๆ แล้วรหัส Hash ไม่ได้มั่ว เพราะหน้าตาของรหัส Hash จะออกมาเหมือนเดิมเสมอ ตาม Data ที่เราใส่เข้าไป ถ้าเราใส่ Data ชุดเดิม รหัสของ Hash ก็จะกลับมาเป็นแบบเดิมเสมอ คุณสมบัติของ Hash อันนึงก็คือ ตัว Hash ไม่สามารถถูกคาดเดาโดย Data ที่ใส่เข้ามาในส่วนของ Data ได้เลย เพราะเมื่อใส่ข้อมูลใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมเพียงเล็กน้อย รหัส Hash ก็จะเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลย ซึ่งคุณสมบัตินี้ ก็เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของการรักษาความปลอดภัยในระบบ Blockchain   การต่อยอดฟังก์ชั่นการใช้งาน Hash ระบบ Blockchain มีการต่อยอดฟังก์ชั่นการใช้งานของ Hash ในการทำงานของ Block อย่างไรบ้าง ซึ่งในส่วนของ Block เมื่อเราเข้ามาแล้วจะเห็นข้อมูลเพิ่มเติมมาจากการ Hash ดังนี้ อันที่ 1 คือ หมายเลข Block อันที่ 2 คือ ตัวเลข Nonce อันที่ 3 คือ Data ช่องสำหรับใส่ข้อมูล ซึ่งเหมือนเดิม อันที่ 4 คือ ตัวเลข Hash เหมือนเดิม แต่จะสังเกตเห็นว่า ตัวเลข Hash เป็นตัวเลข 0 จำนวน 4 ตัว ซึ่งไม่ใช่ Hash แบบปกติ ซึ่งตัว Hash ที่มี 0000 นำหน้าเช่นนี้ จะมีความหมายว่าข้อมูลใน Block มีการถูกบันทึกลงไปใน Block เรียบร้อยแล้ว หรือก็คือ มีการถูก Sign ลงไปแล้ว   เมื่อลองทดสอบใส่ข้อมูลลงไปในช่อง Data สิ่งแรกที่เกิดขึ้น รหัสของ Hash ที่เคยนำหน้าด้วย 0000 ได้เปลี่ยนไปเป็นแบบอื่นแล้ว และพื้นหลังของ Block ได้เปลี่ยนจากสีเขียวไปเป็นสีแดงแล้ว ซึ่งหมายความว่าตอนนี้ข้อมูล ไม่ได้มีการถูก Sign ลงไปใน Block แล้ว หรือไม่ได้ถูกบันทึกลงไปใน Block เมื่อเป็นแบบนี้ เรามีวิธีอย่างไรในการทำให้ข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลง มีการถูก Sign ลงไปใน Block   สำหรับวิธีการทำ คือ การเปลี่ยนตัวเลขของ Nonce ไปเรื่อย ๆ ด้วยวิธีการสุ่มตัวเลข จนกว่าเราจะได้รหัส Hash ซึ่งเป็น 0000 นำหน้า ข้อมูลใน Block ถึงจะถูก Sign ลงไป ซึ่งถือว่าต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเจอตัวเลขดังกล่าว ซึ่งในระบบ Blockchain ก็จะใช้หลักการที่เรียกว่า Mining ด้วยการใช้ตัวคอมพิวเตอร์ ในการสุ่มหาตัวเลข โดยตัวอย่างหากกดตรงปุ่ม Mine จะเป็นการ Mining ซึ่งจะทำการ Mining ที่ต้องใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่ง และจะได้ตัวเลข Nonce ออกมาเป็น 85869 แล้วจะได้ตัวเลข Hash ที่มี 0000 นำหน้า และพื้นสกรีนด้านหลังจะเปลี่ยนจากสีแดงมาเป็นสีเขียว หมายความว่าตัวข้อมูลใน Block มีการถูก Sign ลงไปเรียบร้อยแล้ว   กรณีที่เราเปลี่ยนตัวเลขของ Block จะเห็นว่าต้องทำการ Mining ใหม่เช่นกัน เพราะมีทำให้ตัวเลขรหัสของ Hash เปลี่ยนแปลงไป  จะเห็นว่าตัวข้อมูลที่มีผลต่อการ Hash จะมีทั้งหมายเลขของ Block  ตัวเลข Nonce และตัว Data ที่เราใส่เข้าไป   หากสังเกต จะเห็นว่าตัวเลข Nonce จะทำหน้าหน้าที่คล้าย ๆ กับตัวเลขที่เป็นคำตอบของ Block​ นี้ เพื่อที่จะได้ทำให้ ตัวข้อมูลมีการถูกบันทึกลงไปใน Block ได้ ซึ่งในระบบ Blockchain ของ Bitcoin ก็คือ ใครที่สามารถหาตัวเลข Nonce เป็นคนแรก ก็จะได้ตัว Bitcoin เป็น Reward ไป   การเชื่อมโยงข้อมูลของระบบ Blockchain เมื่อเรากดไปที่หัวข้อ Blockchain เพื่อเข้ามาที่หน้า Blockchain จะเห็นข้อมูลในแต่ละ Block ซึ่งเราได้ทำการศึกษารายละเอียดไปก่อนหน้านี้ มีลักษณะการเรียงต่อ ๆ กัน เป็น Blockc1 Block2 Block3 Block4 และ Block5 แล้วจะเห็นว่าข้อมูลของแต่ Block จะมีช่อง Prev ซึ่ง คือข้อมูล Hash ของ Block ก่อนหน้า เนื่องจากว่าระบบ Blockchain จะใช้ตัว Hash ของ Block ก่อนหน้าเป็นค่าตั้งต้นสำหรับ Block ถัดไป   กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใน Block สุดท้าย ก็จะต้องทำการ Mining ใหม่เหมือนเดิม แต่จะทำการ Mining เฉพาะ Block5  หากกรณีเปลี่ยนข้อมูล Block3 จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของ Block3 Block4 Block5 ซึ่งไม่สามารถบันทึกข้อมูลของ Block3 Block4 Block5 ได้ เพราะตัวเลขนำหน้าของ Hash ทั้ง  3 Block ไม่ใช่เลข 0000 วิธีการแก้ไขเพื่อให้ทั้ง 3 Block สามารถบันทึกข้อมูลได้ คือ ต้องทำการ Mining ใหม่ตั้งแต่ Block3 แล้วทำการ Mining ใน Block4 แม้ว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใน Data ก็ตาม และสุดท้ายต้องทำการ Mining ใน Block5 ต่อไป   จะสังเกตเห็นว่า ยิ่งเราไปแก้ไขข้อมูลใน Block ที่อยู่อันดับต้น ๆ มากเท่าไร เรายิ่งต้องทำการ Mining ในแต่ละ Block มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ระบบ Blockchain ใช้ในการป้องกันการแก้ไขข้อมูล   แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ระบบ Blockchain มีการแก้ไขข้อมูล แล้วถูก Remind ใหม่พวกนี้ มีการถูก Remind ข้อมูลในระบบ Blockchain เข้าไปใน Node อื่น ๆ ด้วยหรือไม่ หรือหากเราต้องการอยากทราบว่าข้อมูลระบบ Blockchain ที่เรามีอยู่ มีความถูกต้องหรือไม่ สามารถจะทำการตรวจสอบได้อย่างไร   หลักการทำงาน Distributed Blockchain สำหรับตัวอย่างของ Distributed Blockchain จะมีการแบ่งข้อมูลออกเป็น 3 Blockchain คือ Peer A Peer B Peer C โดยเบื้องต้นข้อมูลของทั้ง 3 คนนี้จะมีลักษณะข้อมูลที่เหมือนกัน โดยจะสังเกตุได้ที่ตัว Hash ตัว Block5 จะเป็น 0000 แล้วก็ E4 B9     ในส่วนของ Peer B ก็เช่นกัน Hash ตัวสุดท้ายก็เป็น E4 B9 Peer C ก็เหมือนกันมีข้อมูล Hash เหมือนกันข้อมูลตัวสุดท้ายเป็น E4 B9  ข้อมูล Hash ก่อนหน้านี้ก็เหมือนกันทุกประการ ในแต่ละ Block แล้วกรณีที่ Peer B มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลไป เช่น   ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใน Block สุดท้าย ถ้าเป็นเช่นนี้ ตัวระบบจะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่า ข้อมูลของ Blockchain ของ Peer B เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่า ตัว Hash ตัวสุดท้ายไม่ได้ขึ้นต้นด้วย 0000 แต่ถึงแม้ตัว Peer B ทำการ Mining ข้อมูล เพื่อให้มี 0000 ออกมา ก็จะสังเกตเห็นว่าตัว Hash ตัวสุดท้าย ของ Peer A เป็น 0000 แล้วก็ E4 B9 แต่ว่าตัว Hash ตัวสุดท้ายของ Peer B เป็น 28 BC ขณะที่ Peer C ยังเป็นตัวเลขเดิม คือ E4 B9   เมื่อเป็นแบบนี้ ด้วยระบบ Blockchain ก็สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าข้อมูลของ ตัว B ว่ามีความแตกต่างจาก Blockchain ของตัวอื่น เพราะฉะนั้น Blockchain ของตัว B ก็จะถือว่าเป็นข้อมูลที่ไม่มีความถูกต้อง เพราะมีสัดส่วนเพียง 1 ใน 3 ของข้อมูลทั้งหมด และในหลักการของ Blockchain ที่จะยึดถือ ข้อมูลของเสียงส่วนมากเป็นหลัก ก็จะทำให้ตัว ข้อมูลของ A และ C เป็นข้อมูลที่มีความถูกต้อง ในขณะที่ B เป็นข้อมูลที่ไม่มีความถูกต้อง     โดยระบบ Blockchain ของ Bitcoin ในปัจจุบัน ก็จะมีการ กระจายข้อมูลของ Blockchain ไปยังหน่วยต่าง ๆ ทั่วโลก ก็จะทำให้ Node ต่าง ๆทั่วโลกสามารถ ช่วยกันตรวจสอบข้อมูลกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งปกติจะมาเช็คที่ Hash ตัวสุดท้ายก่อนเลย ว่ามีข้อมูลของการ Hash ตรงกันหรือเปล่า แล้วถ้าเกิดสมมุติว่ามี Node ไหน ที่มีข้อมูล แตกต่างจาก Node อื่น ๆ ก็จะสามารถตรวจสอบได้ว่าข้อมูลที่แตกต่างกัน เกิดขึ้นที่ Block ไหน ด้วยการตรวจสอบผ่านทางรหัส Hash   ทั้งหมดนี้ ก็เป็นตัวอย่างการทำงานของ Blockchain แต่จากตัวอย่างที่เห็น ในส่วนของ Data จะเป็นเพียงการกรอกข้อมูลมั่ว ๆ ไม่ได้มีความหมายอะไร แต่ตัวอย่างถัดไป เราจะมาดูตัวอย่าง การโอนเงินด้วยระบบ Blockchain ผ่านทางหัวข้อ Tokens ตรงนี้     Tokens แบบจำลองการโอนเงิน ในส่วนหัวข้อ Tokens ตรงนี้ การบันทึกข้อมูลในส่วนของ Data จะเปลี่ยนเป็น Transaction โดยข้อมูลในส่วนของ Transaction ก็จะมีการระบุ ใครโอนเงินให้ใคร เป็นจำนวนเงินเท่าไร แล้วจะเห็นได้ว่า ขนาด Transaction ในแต่ละ Block จะมีขนาดข้อมูลไม่เท่ากัน เนื่องจากว่าขนาดข้อมูลในแต่ละ Block ไม่จำเป็นต้องมีขนาดเท่ากัน  คุณสมบัติแบบ Distributed ก็มีอยู่เช่นเดิม มีการเก็บข้อมูลแบบกระจายกัน แล้วตัว Hash ก็ต้องมีรหัสตัว Hash ที่เหมือนกันด้วย แล้วถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใน Block ใดก็ตาม  เราก็ต้องมาทำการ Mining เพื่อหาตัว Hash ใหม่เช่นเดิม   แต่จากตัวอย่างเราจะเห็นแค่การโอนเงินจากใครไปให้ใคร เป็นจำนวนเงินเท่าไร และการเงินเกิดขึ้นใน Block ไหน แต่เราไม่ได้มีการตรวจสอบเลยว่า แล้วคนที่โอนจำนวนเงิน เช่น Dracy โอนเงินให้ Bingley จำนวน 25 เหรียญ Darcy มีจำนวนเงินเพียงพอจริง ๆ หรือเปล่า ที่จะโอนเงินให้ทาง Bingley จำนวน 25 เหรียญ ซึ่งตัวอย่างการตรวจสอบว่าทาง Dracy มีเงินเพียงพอหรือเปล่า เราจะไปดูกันที่ตัวอย่างในหัวข้อ Coinbase (แถบเมนูด้านบนขวามือ)     ที่นี่เรามาดูกันที่ Coinbase Transaction สำหรับ Coinbase ไม่ได้หมายถึงตัวเว็บไซต์ที่ให้ซื้อขายCryptocurrency แต่หมายถึง Transaction แรกที่เกิดขึ้นในระบบ โดยจากตัวอย่าง จะเห็นว่า Transaction แรกที่เกิดขึ้น คือ ระบบมีการสร้างจำนวนเงินขึ้นมา 100 เหรียญ เพื่อโอนให้ทาง Anders แล้วถัดมา Anders ก็มีการโอนจำนวนเงิน ให้กับคนอื่น ๆ ต่อไป โดยจะสังเกตว่า จำนวนเวินที่ Anders จะโอนเงินให้คนอื่นได้ก็ไม่ควรเกิน 100 เหรียญ แล้วจำนวนเงินในระบบก็ไม่ควรที่จะเกิน 100 เหรียญเช่นกัน   โดยจากข้อมูลตรงนี้ ก็จะเห็นว่ามีการโอนเงินไปเรื่อย ๆ แล้วข้อมูลจาก Blockchain เราสามารถที่จะคิดย้อนกลับ โดยเช็คในแต่ละคนได้นะว่าแต่ละคน มีเงินเพียงพอจริง ๆ หรือไม่ ที่จะโอนให้คนอื่นต่อไป อย่างเช่น Jackson โอนเงินให้  Alexander  2 เหรียญ เราก็ต้องมาดูก่อนหน้านี้ว่า Jackson มีการได้รับเงินจากใครมาก่อนด้วยหรือเปล่า เราจะเห็นว่า Jackson ก็เคยได้รับเงินมาจากทาง Emily แล้วทาง Madison แล้วเคยได้รับเงินจาก Sophia ใน Block นี้เช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ข้อมูลการรับโอนเงินในระบบ Blockchain จะทำให้เราสามารถตรวจสอบได้ว่า เงินเคยโอนจากใครไปหาใคร แล้วคน ๆ นั้น มีเงินจำนวนเท่านั้นจริง ๆ หรือเปล่า ที่จะสามารถโอนต่อให้คนอื่นได้     สมมุติทาง Anders มีการไปเปลี่ยนข้อมูลใน Blockchain ของตัวเอง ว่าตัวเองได้เงิน จากระบบ 1,000 เหรียญ จะเห็นว่าตัว Hash มีค่าเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะไม่ตรงกับตัว Hash ใน Peer อื่น ๆ ในระบบ Blockchain  ก็จะทำให้ข้อมูล Peer A ถูกตีตกไปด้วยระบบ เพราะว่าระบบจะมองว่าข้อมูลตัวนี้ไม่ถูกต้อง   ทั้งหมดเป็นตัวอย่างการทำงานของระบบ Blockchain ที่เราได้เรียนรู้การ Hash ข้อมูล การบันทึกข้อมูลลงใน Block การเชื่อมโยงข้อมูลเป็น chain รวมถึงการกระจายศูนย์รวมการเก็บข้อมูล หรือที่เรียกว่า Distributed ledger รวมถึงตัวอย่างการโอนเงินผ่านระบบ Blockchain ว่ามีแบบจำลองหน้าตาประมาณไหน แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมดของเว็บไซต์นี้ ในส่วนของเว็บไซต์นี้ยังมีแบบจำลองการทำงาน ในส่วน Private Key แล้วตัว Public Key ซึ่งเป็นตัวฟังก์ชั่นสำคัญในการโอนเงินในระบบ Blockchain ซึ่งสามารถติดตามต่อในบทความต่อไป   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร Chainlink กับบทบาทและความสำคัญในโลกการเงินดิจิทัล รู้จักกับ STO อีกวิธีของการระดมเงินทุน ทั้งรวดเร็วและปลอดภัย รู้จัก Yield Farming เพื่อการลงทุนคริปโทให้กำไรงอกเงย Liquidity Pool คืออะไร สำคัญแค่ไหนในวงการ Cryptocurrency รู้จักกับ LUKSO เทคโนโลยี Blockchain เพื่อไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล Impermanent Loss คืออะไร เข้าใจเรื่องเสี่ยงขาดทุนในการฟาร์ม Compound Finance การปล่อยกู้เพื่อสร้างกำไรในคริปโทฯ ถ้าไม่เข้าใจ ICO อย่าพึ่งลงทุนใน Crypto  
รวมวิธีประหยัดไฟ รับมือค่าไฟฟ้าขึ้นราคา 4 บาท กับสารพัดวิธีเซฟเงินในกระเป๋า

รวมวิธีประหยัดไฟ รับมือค่าไฟฟ้าขึ้นราคา 4 บาท กับสารพัดวิธีเซฟเงินในกระเป๋า

วิธีประหยัดไฟ หลายคนคงได้ยินข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ออกมาแล้วว่า จะมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า โดยจะเรียกเก็บค่าไฟฟ้ารอบเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ในอัตรา 24.77 สตางค์ต่อหน่วย เป็นผลมาจากการคำนวณเอฟทีงวดนี้เพิ่มขึ้น 23.38 สตางค์ต่อหน่วย รวมกับการเก็บค่าเอฟทีรอบก่อนหน้าในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2564  อัตรา 1.39 สตางค์ต่อหน่วย และเมื่อรวมกับค่าไฟฐาน 3.76 บาทต่อหน่วย ทำให้ประชาชนต้องจ่ายจริง 4.00 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 5.82% ถือเป็นตัวเลขสูงสุดจากอดีตมา     วิธี​ประหยัดไฟ น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด สำหรับประชาชนที่จะรับมือกับค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะเราสามารถทำได้เอง และเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว คำว่าการประหยัดไฟ ไม่ได้หมายถึงการเลิกใช้ไฟฟ้า แต่เป็นวิธีการใช้ไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีประสิทธิภาพสูงสุด เรียกว่าต้องใช้ไฟฟ้าให้คุ้มค่า อะไรลดได้ต้องลด อะไรประหยัดได้ต้องประหยัดนั่นเอง   วิธีประหยัดไฟ มีหลากหลายวิธีด้วยกัน ไม่ใช่มีแค่วิธีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 เท่านั้น แต่ยังมีอีกมากมายสารพัดวิธี รวมถึงเรื่องบางเรื่องที่เราอาจจะมองข้ามไป ไม่คิดว่าจะส่งผลต่อการประหยัดค่าไฟฟ้าได้ อย่างเช่น การปลูกต้นไม้ให้ร่มเงากับตัวบ้าน หรือการเลือกใช้สีทาบ้านสะท้อนความร้อน ซึ่งวิธีการเหล่านี้อาจจะไม่ได้ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้โดยตรง แต่เป็นการช่วยทำให้บ้านเย็นขึ้น ทำให้เราไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ อาจจะเปิดแค่พัดลมซึ่งกินไฟน้อยกว่าก็ได้ หรืออาจจะเปิดเครื่องปรับอากาศ แต่เมื่อบ้านเย็นแอร์ก็ไม่ต้องทำงานหนัก ใช้ไฟฟ้าก็น้อยลง เป็นต้น   สำหรับวิธีประหยัดไฟ Reviewyourliving นำเสนอบทความ สาระ ความรู้ต่าง ๆ มาโดยตลอดและมีมาต่อเนื่อง วันนี้จึงจะรวบรวมเอาบทความทั้งหมด มาไว้ในที่เดียว เพื่อให้ผู้อ่านได้ใช้เทคนิค และวิธีประหยัดไฟ เอาไปปรับใช้กันในหน้าร้อนนี้ จะได้รับมือกับค่าไฟฟ้าขึ้นราคา 4 บาทต่อหน่วย ให้ไม่ต้องควักเงินในกระเป๋ามากนัก เช็คอุปกรณ์ไฟฟ้า อะไรกินไฟสูงสุด เริ่มต้นเราคงต้องมาดูก่อนว่า อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดไหน ที่ใช้ไฟฟ้าเยอะ เปลืองค่าไฟมากกว่าเพื่อน กับบทความต่าง ๆ ดังนี้ -บทความ “Top 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดูดเงินในกระเป๋าคุณ แบบร้องไห้หนักมาก” 1.เครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟ อันดับ 1 “เครื่องปรับอากาศ” 2.เครื่องใช้ไฟฟ้าตัวเล็กกินไฟ “เครื่องทำน้ำอุ่น” 3.ตู้เย็น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีกันทุกบ้าน 4.เครื่องซักผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องใช้ให้ดี 5.เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เลี่ยงไม่ได้ “เตารีด”   อ่านรายละเอียดของบทความเพิ่มเติมได้ที่ Top 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดูดเงินในกระเป๋าคุณ แบบร้องไห้หนักมาก -บทความ “เปิดทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เสียค่าไฟเท่าไหร่” แล้วเครื่องไฟฟ้าแต่ละชนิดกินไฟฟ้ามากแค่ไหน โดยเราคำนวณให้ดูแล้วหากเปิดใช้ 1 ชั่วโมง เรามาตรวจสอบกัน เปิดทิ้งไว้ 1 ชม. เสียค่าไฟเท่าไหร่ พัดลมตั้งพื้น 12-18 นิ้วค่าไฟ 0.15-0.25 บาท พัดลมตั้งพื้น  70-104 วัตต์ ค่าไฟ 0.50-0.75 บาท ตู้เย็น 2 ประตู 5.5 -12.2 คิว ค่าไฟ 0.30-0.40 บาท โทรทัศน์ LED 43-65 นิ้ว ค่าไฟ 0.40- 1 บาท เตารีดไฟฟ้าขนาด 1000-2800 วัตต์ค่าไฟ 3.5-10 บาท เครื่องปิ้งขนมปัง 760-900 วัตต์ค่าไฟ 3-3.5 บาท เตาปิ้ง 1-2 หัว ขนาดเตา 2000-3500 วัตต์ ค่าไฟ 8-14 บาท เครื่องซักผ้า 10 KG ค่าไฟ 2-8 บาท เครื่องอบผ้า 650-2,500 วัตต์ ค่าไฟ 3-10 บาท หม้อหุงข้าว 1.0-1.8 ลิตร ค่าไฟ 3-6 บาท ไมโครเวฟ 20-30 ลิตร ค่าไฟ 3-4 บาท เครื่องปรับอากาศ 9,000-22,000 BTU ค่าไฟ 2.5-6 บาท ไดร์เป่าผม  1,600-2,300 วัตต์ค่าไฟ 6-9 บาท เครื่องทำน้ำอุ่น 3,500-6,000 วัตต์ค่าไฟ 13.5-23.5 บาท เครื่องดูดฝุ่น 1,400-2,000 วัตต์ค่าไฟ 6-8 บาท   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เปิดทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เสียค่าไฟเท่าไหร่ รวมวิธีประหยัดค่าไฟ แบบสบายกระเป๋า พอเราเช็คแล้วว่า ต้นเหตุค่าไฟพุ่งสูง คือ เหล่าบรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟเราแต่ละเดือนจำนวนมาก เราต้องเสียค่าไฟไปไม่น้อย คราวนี้ก็มาดูกันว่า จะมีวิธีประหยัดค่าไฟฟ้าได้อย่างไร กับบทความต่าง ๆ ดังนี้ -บทความ “How to #save ประหยัดค่าไฟช่วงหน้าร้อน” ในบทความนี้ เรามี วิธีประหยัดค่าไฟฟ้าในบ้าน และประหยัดเงินในกระเป๋าคุณด้วย 8 เครื่องใช้ไฟฟ้า กับ วิธีประหยัดค่าไฟในบ้านมาให้ได้ลองทำตามกันดู ​ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม How to #save ประหยัดค่าไฟช่วงหน้าร้อน -บทความ “6 วิธีประหยัดค่าไฟในช่วงหน้าร้อน” บทความนี้มี 6 วิธีประหยัดค่าไฟ ในช่วงหน้าร้อน มานำเสนอ ​ได้แก่ 1.ปรับอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสเสมอ 2.เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า เลิกใช้ซะ 3.ทำความสะอาดตู้เย็นให้หมดจด 4.ถอดปลั๊กทุกครั้งเมื่อไม่ใช้งาน 5.มาใช้หลอดไฟ LED กันเถอะ 6.ใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่ปริมาณการใช้ไฟน้อย   ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติม อ่านต่อได้ที่ 6 วิธีประหยัดค่าไฟในช่วงหน้าร้อน   -บทความ “9 วิธีแต่งบ้านคลายร้อน ช่วยให้บ้านเย็นน่าอยู่ อากาศสบายไม่อบอ้าว” การแต่งบ้าน ก็เป็นวิธีที่ช่วยทำให้บ้านเย็น และมีประโยชน์ทำให้ประหยัดค่าไฟได้ทางอ้อมด้วยนะ 1.ติดกันสาดกันแดด 2.ใช้หลังคาป้องกันความร้อน 3.ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา 4.เปิดหน้าต่างระบายอากาศ 5.ติดพัดลมเพดาน 6.เลี่ยงการปูพรม 7.เลือกใช้หลอด LED 8.ทาผนังด้วยสีโทนเย็น 9.ติดพัดลมอากาศในห้องน้ำ   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 9 วิธีแต่งบ้านคลายร้อน ช่วยให้บ้านเย็นน่าอยู่ อากาศสบายไม่อบอ้าว -บทความ “ทางลัดลดค่าไฟ 15 วิธีจัดห้องนอนให้เย็นสบายโดยไม่เปิดแอร์” บางครั้ง วิธีประหยัดไฟ อาจจะทำเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยตรงก็ได้ ก็เป็นการประหยัดค่าไฟฟ้าได้เหมือนกัน ซึ่งบทความนี้มี 15 วิธีมาบอกเล่าเช่นกัน ดังนี้ 1.เปลี่ยนชุดเครื่องนอนให้เป็นผ้าคอตตอน 2.ดื่มน้ำก่อนเข้านอน 3.เปลี่ยนหมอนใหม่ 4.จัดทิศพัดลมให้ถูก เพื่อดูดความร้อนออกนอกบ้าน 5.แขวนผ้าเปียกที่หน้าต่างช่วยปรับอากาศให้เย็นลง 6.วางก้อนน้ำแข็งไว้หน้าพัดลม 7.นอนคนเดียวบ้าง ก็ทำให้อุณหภูมิลดลง 8.เปลี่ยนเตียงนอนบ้างเพื่อให้อากาศหมุนรอบตัวเรา 9.เลือกซื้อชุดนอนแบบผ้าคอตตอนมาสวมใส่ 10.อาบน้ำก่อนนอนช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย 11.ปิดไฟก่อนนอนช่วยลดปริมาณความร้อนได้ 12.วางถังน้ำไว้แช่เท้าไว้ที่ปลายเตียง 13.นอนชั้นล่างอากาศจะเย็นที่สุด 14.ดึงปลั๊กไฟที่ไม่ใช้งานออกให้หมด 15.ทำแอร์ใช้เอง   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ทางลัดลดค่าไฟ 15 วิธีจัดห้องนอนให้เย็นสบายโดยไม่เปิดแอร์ -บทความ “5 วิธีลดร้อนให้บ้าน” นอกจากนี้ เรายังมีการนำเสนอเทคนิคและวิธีการอีก 5 วิธีที่ไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยลดความร้อนให้บ้านได้ แถมยังมีผลกับการช่วยลดค่าไฟฟ้าได้อีกด้วย ดังนี้ 1.Façade ช่วยได้ 2.ติดฟิลม์กรองแสงลดความร้อนสิ! 3.เปลี่ยนผ้าม่าน ชีวิตก็เปลี่ยน… 4.ต้นไม้ก็ช่วยได้นะ 5.ติดฉนวนกันความร้อน   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 5 วิธีลดร้อนให้บ้าน -บทความ “ลดความร้อนที่ผนังก่ออิฐฉาบปูนได้อย่างไรบ้าง” ส่วนบทความนี้ เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลจริง แต่อาจจะต้องลงทุนเพิ่ม และต้องพึ่งพาช่างผู้ชำนาญการเข้ามาช่วย เป็นงานที่เราอาจจะทำเองไม่ได้ แต่ก็ช่วยทำให้บ้านเย็น และประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ด้วย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้​ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ลดความร้อนที่ผนังก่ออิฐฉาบปูนได้อย่างไรบ้าง ทั้งหมดนี้ ก็เป็นบทความ สาระ ความรู้ ที่เราเคยนำเสนอไว้แล้ว แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน ก็ยังมีประโยชน์ และช่วยให้ประหยัดค่าไฟได้จริง ไม่เชื่อต้องลองทำตามและพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง
7 ปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ของคนยุคดิจิทัล

7 ปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ของคนยุคดิจิทัล

ปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 วิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน ก็เปลี่ยนไปมากมาย ไม่ใช่แค่ไลฟ์สไตล์เวลาอยู่นอกบ้าน ที่จะต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ เข้าสถานที่ต่าง ๆ ต้องตรวจวัดอุณหภูมิ และการเว้นระยะห่างทางสังคม แต่การอยู่อาศัยในบ้านก็เปลี่ยนแปลงไป ในลักษณะเช่นเดียวกัน เมื่อพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนยุคโควิด-19 เปลี่ยนไปเช่นนี้ ย่อมส่งผลถึงการเลือกที่อยู่อาศัย ซึ่งให้ความสำคัญกับบ้านที่เข้ามาตอบสนองวิถีชีวิต ภายใต้สถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้ ซึ่งมีแนวทางการเลือกอยู่อาศัยในบ้านที่ไม่ได้เหมือนในอดีตแล้ว  จึงถือเป็นหน้าที่สำคัญที่บรรดาดีเวลลอปเปอร์ จะต้องพัฒนาที่อยู่อาศัยออกมา ให้ตรงกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป   จากแบบสอบถาม DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study ล่าสุด ที่เผยให้เห็นทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากผลกระทบของโควิด-19 โดย 2 ใน 3 ของผู้บริโภค หรือ สัดส่วน 66% เห็นว่า ต้องหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่แออัด  ขณะที่ความเห็นเกือบครึ่ง หรือสัดส่วน 42%  เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการไปรับประทานอาหารนอกบ้านบ่อย ๆ โดยเกือบ 1 ใน 3 ของผู้บริโภค หรือสัดส่วน 31% ยังคงกังวลใจเกี่ยวกับการแพร่ระบาด เนื่องจากผู้ใกล้ชิดจะได้รับผลกระทบ และมีเพียง 1% เท่านั้นที่ผู้บริโภคมองว่าโควิด-19 ไม่ได้มีผลต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขาเลย   สำหรับผลกระทบต่อการอยู่อาศัย ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาด ที่ส่งผลในเรื่องการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย จาก​ แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study รอบล่าสุด  ระบุว่า ผลกระทบของโควิด-19 ที่กลายมาเป็นปัจจัยเร่งให้ผู้บริโภคเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมการเลือกที่อยู่อาศัยไปจากก่อนยุค New Normal โดยมองหาบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ด้วยเช่นกัน  ซึ่งสรุปออกมาเป็น 7 ปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย หรือก็คือ ปัจจัยที่ผู้บริโภคใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยนั่นเอง 7 ปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ของคนยุคดิจิทัล 1.Work from Home กับการลาออกครั้งใหญ่ ในช่วงมีการแพร่ระบาดหนัก ๆ มาตรการทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home เป็นวิธีหลักที่แทบทุกองค์กรนำมาใช้ เพื่อให้ธุรกิจยังเดินหน้าขณะที่พนักงานก็ปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรค มีหลายองค์กรที่ใช้มาตรการ Work from Home นานนับปี ทำให้ปัจจุบันพนักงานจำนวนมาก คุ้นชินกับวิถีชีวิตแบบนี้ และยังมองว่าเป็นแนวทางการทำงานที่ปลอดภัย ทั้งต่อตัวเองและบุคคลในครอบครัวด้วย   การสำรวจพบว่า ผู้บริโภคมากกว่าครึ่ง (59%) ตั้งใจหางานที่อนุญาตให้ Work from Home ได้มากขึ้น เนื่องจากเห็นความสำคัญของการได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวและต้องการรักษาระยะห่างในสังคม นอกจากนี้ในช่วง Work from Home ที่ผ่านมา ผู้บริโภคต่างได้ปรับปรุงพื้นที่ใช้สอยเพื่อสร้างบรรยากาศที่บ้านให้รองรับการทำงานออนไลน์ไปแล้ว จึงอาจยังไม่เห็นความจำเป็นในการกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ ในสหรัฐอเมริกา พบว่า เกิดกระแสการลาออกระลอกใหญ่ของมนุษย์เงินเดือน (The Great Resignation) หลังจากสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลาย และมีการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศเหมือนเดิม ในประเทศไทยก็มีโอกาสจะเกิดขึ้นแบบนี้ได้เช่นกัน​ หากองค์กรให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศเหมือนเดิม ขณะที่ยังมีการแพร่ระบาดของโรคจำนวนมาก 2.คนเลือกซื้ออสังหาฯ ผ่านโลกออนไลน์ มากขึ้น ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19  เครื่องมือทางการตลาดสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทุกองค์กรหยิบมาใช้ คือ การตลาดออนไลน์ ซึ่งเป็นเครื่องมือเข้าถึงคนได้ง่ายและปลอดภัย บริษัทอสังหาริมทรัพย์แทบจะทุกบริษัทก็ได้เอาการลาดออนไลน์ มาใช้เป็นช่องทางการซื้อขายที่อยู่อาศัย หรือบริหารการตลาด  ทำให้ออนไลน์ที่เดิมเป็นเพียงแหล่งค้นหาข้อมูลโครงการที่อยู่อาศัย กลายมาเป็นเครื่องมือในการซื้อขายสำคัญ ​ โดยมากกว่าครึ่งของผู้บริโภคเลือกใช้ช่องทางออนไลน์ในการคัดเลือกโครงการที่อยู่อาศัยที่สนใจ (54%) และเยี่ยมชมโครงการเสมือนจริง (52%) นอกจากนี้ยังพบว่า 1 ใน 5 ของผู้บริโภค (20%) มีการเซ็นสัญญาซื้อขายผ่านออนไลน์ สะท้อนให้เห็นการปรับตัวและใช้ประโยชน์จากโลกออนไลน์ทั้งในฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่า หากโครงการไหนไม่มีช่องทางออนไลน์  คงไม่ไดอยู่ในลิสต์ที่ผู้บริโภคจะเลือกซื้อแน่นอน 3.Cryptocurrency เพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่ซื้อบ้าน   การเข้ามามีบทบาทของสกุลเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency ที่นอกจากจะเป็นการลงทุนที่เห็นผลตอบแทนเร็วแล้ว ผลตอบแทนจากการลงทุนในสกุลเงินนี้ยังถือเป็นช่องทางที่สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่มีราคาสูงได้ง่ายขึ้นอีกด้วย จากแบบสอบถามฯ พบว่า มากกว่าครึ่งของผู้บริโภค (57%) สนใจที่จะใช้สกุลเงินดิจิทัลในการซื้อบ้าน/คอนโดฯ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งเปิดรับเทคโนโลยีและเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็วนั้น มีแนวโน้มสนใจซื้อบ้านด้วยสกุลเงินดิจิทัลสูงตามไปด้วย โดยกลุ่มช่วงอายุ 22-29 ปี ให้ความสนใจถึง 71% ในขณะที่ช่วงอายุ 30-39 ปี สนใจถึง 61% 4.“มาตรการภาครัฐ” ปัจจัยบวกกระตุ้นซื้อบ้าน   มาตรการภาครัฐ ถือเป็นปัจจัยบวกกระตุ้นความต้องการซื้อบ้าน และปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย จากสภาพเศรษฐกิจยังคงไม่ฟื้นตัว ผู้บริโภคจึงเลือกที่จะวางแผนการเงินอย่างรัดกุมและชะลอการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน เพราะต้องการรักษากระแสเงินสดเอาไว้ มาตรการจากภาครัฐที่ออกมา อาทิ การลดค่าโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสอง การผ่อนคลายมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กลายเป็นปัจจัยบวกที่มีแนวโน้มจะส่งผลให้ความต้องการซื้อของผู้บริโภคเติบโต   โดย 7 ใน 10 ของผู้บริโภคเผยว่าตั้งใจจะซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคต หลังจากที่ผู้บริโภคได้มีการปรับตัวและเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19 ได้ดีขึ้น ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเริ่มปรับตัวสูงขึ้น และผู้พัฒนาอสังหาฯ มีแนวโน้มปรับราคาขายเพิ่มขึ้นเช่นกัน รวมไปถึงผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งนอกประเทศที่อาจส่งผลให้แนวโน้มราคาสินค้าและภาวะเงินเฟ้อในไทยปรับตัวสูงขึ้น ได้กลายเป็นอีกปัจจัยเร่งให้เกิดการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย เห็นได้จากการที่ผู้บริโภควางแผนซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 2 ปีมีถึง 45% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจรอบที่แล้ว (39%) สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการซื้อบ้านที่มีแนวโน้มสูงขึ้น 5.วางแผนรองรับแผนเกษียณ   คนวางแผนซื้อบ้านเพื่อรองรับแผนเกษียณ เป็นอีกปัจจัยที่มาช่วยตัดสินใจการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของคนยุคปัจจุบัน เพราะจากการสอบถาม  พบผู้บริโภคมากกว่า 3 ใน 4 (78%) ที่เป็นเจ้าของบ้านอยู่แล้วยังคงต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่ม โดยมองว่าการซื้ออสังหาฯ เพิ่มนั้นไม่ได้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยเท่านั้น แต่วางแผนต่อยอดการใช้ชีวิตเพื่อความมั่นคงในอนาคตด้วย โดยเป้าหมายยอดนิยมของการซื้อบ้านเพิ่มอันดับต้น ๆ ของผู้บริโภค คือ ซื้อไว้รองรับแผนเกษียณอายุในอนาคต (31%) ตามมาด้วยการซื้อให้ญาติหรือพี่น้อง (28%) และซื้อปล่อยเช่าสร้างรายได้ระยะยาว (26%) นอกจากนี้ ยังพบว่า 46% ของผู้บริโภคที่เป็นเจ้าของบ้านปัจจุบันนั้นยังมีแผนที่จะซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มภายในช่วง 1 ปีข้างหน้านี้ สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและมีความพร้อมทางการเงินกลับมามีความมั่นใจที่จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น 6.บ้านต้องส่งเสริม “สุขภาพ” ปัจจัยเรื่องของสุขภาพ เป็นเทรนด์ที่มีมาก่อนหน้าจะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้ว เมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาดขึ้น ยิ่งเข้ามาตอกย้ำเพิ่มน้ำหนักในเรื่องนี้มากขึ้น คนส่วนใหญ่​เกือบ 2 ใน 3 ของผู้บริโภคปัจจุบัน (63%) หันมาให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ที่ส่งเสริมการสร้างสุขภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากมองว่าการมีร่างกายที่แข็งแรงและพฤติกรรมสุขภาพที่ดีจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย และช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส นอกจากการดูแลสุขภาพแล้ว ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังตระหนักถึงความสำคัญของการมีสถานบริการสุขภาพอยู่ใกล้ที่อยู่อาศัยแม้ว่าการแพร่ระบาดฯ จะหมดไปก็ตาม โดยแผนการดูแลสุขภาพในอนาคตของผู้บริโภคถึง 88% เผยว่าต้องการเช่าหรือซื้อที่อยู่อาศัยที่อยู่ใกล้โรงพยาบาลมากที่สุด ตามมาด้วย 45% มองหาที่อยู่อาศัยใกล้ร้านขายยา และ 37% มองหาที่อยู่อาศัยใกล้ศูนย์บริการด้านสุขภาพเฉพาะทาง เพื่อวางแผนรองรับการใช้ชีวิตระยะยาวที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทางไปพบแพทย์หรือตรวจเช็กสุขภาพ 7.รถยนต์ไฟฟ้าตัวแปรสำคัญเมื่อคิดซื้อบ้าน   รถยนต์ไฟฟ้าเป็นเทรนด์ที่ยังมาแรงไม่มีตก ยิ่งช่วงที่ผ่านมาราคาเชื้อเพลิงปรับตัวขึ้นสูง และภาครัฐมีการกำหนดทิศทางการพัฒนาและขับเคลื่อนมาตรการสนับสนุนฯ รถยนต์ไฟฟ้าที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้คนสนใจการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และนับจากนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่คนจะเลือกซื้อบ้าน ด้วยการดูว่าโครงการมีการเตรียมอุปกรณ์รองรับกับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าหรือไม่  ตัวแปรสำคัญเมื่อคิดซื้อบ้าน เมื่อน ส่งผลให้กระแสความสนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในไทยกลับมาอีกครั้ง จากผลสำรวจ พบว่า โดย 2 ใน 3 ของคนหาบ้าน (67%) เผยว่ายินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อบ้าน/คอนโดฯ ที่มีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารองรับ เนื่องจากผู้บริโภคคำนึงถึงความยั่งยืนของการใช้ชีวิตในอนาคต การซื้อที่อยู่อาศัยแต่ละครั้งถือเป็นเรื่องใหญ่ จึงต้องคิดอย่างรอบคอบ มองไปถึงฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในระยะยาวให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้ายังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง ถือเป็น ปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย สำคัญในสถานการณ์เช่นนี้   ทั้งหมดนี้ ก็คงกล่าวได้ว่า เป็น 7 ปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ที่สำคัญซึ่งผู้บริโภคยุคการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย หรือใช้ตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อโครงการไหนดี ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการก็เอาปัจจัยทั้งหมด มาเป็นแนวทางการพัฒนาโครงการในอนาคตด้วย เพราะต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างยอดขายและกำไรอย่างต่อเนื่องนั่นเอง   CR: DDproperty   บทความที่เกี่ยวข้อง 7 วิธีปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ด้วยตัวเอง
ถ้าไม่เข้าใจ ICO อย่าพึ่งลงทุนใน Crypto [VDO]

ถ้าไม่เข้าใจ ICO อย่าพึ่งลงทุนใน Crypto [VDO]

ถ้าไม่เข้าใจ ICO อย่าพึ่งลงทุนใน Crypto การเริ่มต้นธุรกิจแค่มี “ไอเดีย” ที่ดีอย่างเดียว คงอาจจะไม่เพียงพอ เพราะหนึ่งใน “หัวใจ” สำคัญอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้ไอเดียดี ๆ เกิดขึ้นจริงได้ คือ เงินทุน ซึ่งการได้มาของเงินทุน ก็มีหลากหลายวิธี สิ่งหนึ่งที่มักถูกใช้ คือ การระดมทุนจากนักลงทุนทั่วไปที่สนใจในธุรกิจหรือไอเดียนั้น ๆ ด้วยการขายหุ้น หรือแม้แต่บริษัทที่ดำเนินธุรกิจมาแล้ว แต่ต้องการขยายธุรกิจให้ใหญ่โตมากขึ้น ก็มักจะระดมทุนด้วยการขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ ที่เรียกว่า IPO ซึ่งเราเคยนำเสนอบทความไว้ก่อนหน้านี้แล้ว   ปัจจุบันโลกการเงินไม่ได้มีแค่เงินรูปแบบกระดาษหรือเงินปกติทั่วไป แต่ยังมีโลกการเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency เข้ามามีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดธุรกิจใหม่ หรือต่อยอดจากธุรกิจเดิม ทำให้ “เงินทุน” ที่ต้องการระดมทุน ไม่ได้มาในรูปแบบเงินปกติทั่วไป แต่มาในรูปแบบของเงินดิจิทัลด้วย ซึ่งบทความนี้จะมาอธิบายถึงวิธีการระดมทุนของเงินดิจิทัล หรือที่เรียกว่า ICO ย่อมาจาก​ Initial Coin Offering คือการระดมทุน แบบดิจิทัล ด้วยการเสนอขาย ดิจิทัลโทเคน (Digital Token) ผ่านระบบ Blockchain ต่อประชาชนทั่วไป   ICO วิธีระดมเงินทุนในโลก Cryptocurrency เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนถึงวิธีการระดมทุนด้วยวิธีการ ICO ขอนำเสนอตัวอย่าง ตามรายละเอียดดังนี้ มี Developer ต้องการพัฒนา ICO Project ขึ้นมา ซึ่งมีความพร้อมในการพัฒนา แต่มีปัญหาขาดเงินทุน จึงต้องการระดมทุนมาเพื่อพัฒนา Project โดยวิธีการระดมทุนตามตัวอย่าง เป็นการใช้ Smart Contract ของ ETH ซึ่งวิธีการระดมทุนจะมีขั้นตอน เริ่มจาก Developer จะต้องเขียน Smart Contract ขึ้นมา และมีการกำหนดเป้าหมายเงินทุนที่ต้องการ รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง ETH กับ Token เช่น นักลงทุนจ่าย ETH มา 1 ETH ก็อาจจะได้รับ Token จำนวนเท่ากับ 100 Token   โดยจะพบว่า ICO Project ทุก Project ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา จะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ คือ Developer(นักพัฒนา), Investor (นักลงทุน) และ User (ผู้ใช้งาน) ซึ่งใช้ Token เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเงินลงทุน ทำงานอยู่บนระบบ Blockchain เวลามีการโอน Token ระหว่างกันของคนทั้ง 3 กลุ่ม จะมีการตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนเงินที่ระดมทุน ด้วยระบบ Blockchain   ระดมทุนด้วย ICO Project มีวิธีการอย่างไร เมื่อมีนักลงทุนสนใจที่จะลงทุนใน ICO Project นี้ สิ่งที่นักลงทุนต้องทำเป็นสิ่งแรก คือ การโอนตัว ETH มาที่ตัว Smart Contract แล้วตัว Smart Contract จะทำการรวบรวมตัว ETH แล้วคอยตรวจสอบ ETH ที่ได้รับจากนักลงทุนว่าถึงตามเป้าหมายที่ Developer ต้องการแล้วหรือยัง ถ้าตัว Smart Contract มีการสะสมตัว ETH จากนักลงทุนครบตามจำนวนที่Developer กำหนดไว้ ตัว Smart Contract จะทำการส่งตัว ETH ที่ได้รับไปให้ Developer แล้วทำการโอน Token ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดไว้ใน Smart Contract ไปยังนักลงทุนแต่ละราย   แต่ถ้ากรณีที่ Smart Contract ไม่สามารถรวบรวมตัว ETH ได้ตามจำนวนที่ Developer กำหนดไว้ ตามกำหนดระยะเวลา เช่น กำหนดระยะเวลาการระดมทุนไว้ 10 วัน ทาง Smart Contract ก็ยังไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากพอ ที่จะสะสมตัว ETH ได้ครบ ทาง Smart Contract ก็จะทำการโอนตัว ETH กลับไปยังนักลงทุนแต่ละคน และทาง Developer ก็จะไม่ได้อะไร เพราะไม่สามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมายที่กำหนด โดยจะเห็นว่าการระดมทุนผ่าน Smart Contract ให้ผลตอบแทนผ่านทาง Token   ตัวอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นหนึ่งในรูปแบบการระดมทุนด้วย Smart Contract ผ่านระบบ Blockchain ของ ETH ปัจจุบันยังมีการระดมทุนด้วย Smart Contract อื่น ๆ หรือตัวเหรียญอื่น ๆ อีกหลายประเภท เปลี่ยน Token เป็นเงินทุนเพื่อพัฒนา Project สมมติกรณีที่ Developer สามารถระดมทุนได้เหรียญมาตามกำหนดและเสร็จสิ้นการตรวจสอบแล้ว ทาง Developer ต้องการนำตัว ETH ไปพัฒนา Project แต่บางทีตัว ETH ก็ไม่สามารถนำไปซื้อสินค้า หรืออุปกรณ์​ หรือว่าจ้างคนมาพัฒนา Project ร่วมกันได้ Developer ก็ต้องการช่องทางในการเปลี่ยนตัว ETH มาเป็น Currency หรือเงินต่าง ๆ อย่างเช่น ดอลล่าร์ หรือเงินบาท เพื่อนำมาใช้พัฒนา Project ได้ ส่วนนักลงทุนก็เช่นกัน เมื่อได้รับ Token มาแล้วก็ต้องการขายตัว Token เพื่อทำกำไร สำหรับ User ก็เช่นกัน ถ้าเกิดตัว Project มีการพัฒนาไปจนเกิดการใช้งานแล้ว ตัว User ก็ต้องการช่องทางไปซื้อตัว Token เพื่อนำ Token มาใช้บริการในตัว ICO Project ที่พัฒนาขึ้นมา ซึ่งตัวที่จะมาแก้ปัญหาเหล่านี้ให้กับ Developer , Investor และ User คือ Crypto Exchange หรือ Web Exchange นั่นเอง อย่างพวก Binance, Bitkub, Satang Pro และ BX   EXPERTY ตัวอย่าง ICO Project สำหรับ EXPERTY คือ ตัวอย่าง ICO Project ที่ได้พัฒนาออกมา และระดมทุนออก Token มาแล้ว ซึ่งมีการนำเสนอข้อมูลอะไรบ้าง และข้อมูลที่นำเสนอให้กับนักลงทุนมีอะไรบ้าง จะมาดูตัวอย่างกัน   กรณีที่ Developer ต้องการระดมทุนด้วยการ ICO Project จะมีการนำเสนอข้อมูลผ่าน White Paper เพื่อนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนพิจารณา ซึ่งปกติข้อมูลใน White Paper จะมีข้อมูลต่าง ๆ เช่น ตัว Project พัฒนาขึ้นมาเพื่ออะไร มีการใช้ประโยชน์จาก Smart Contract หรือ Blockchain อย่างไร รวมถึงทิศทางการพัฒนา Project ที่จะมีการไปในทิศทางใด ตามระยะเวลา Time Frame ที่ White Paper เสนอมา รวมถึงการพูดถึงจำนวนเหรียญที่มีการเสนอขายครั้งนี้ รวมถึง Total Supply ทั้งหมด และวัตถุประสงค์การใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนว่าจะไปใช้อะไรบ้าง รวมถึงข้อมูลทีมพัฒนา และทีมที่ปรึกษา   จาก White Paper ของ EXPERTY พบว่า Project นี้ต้องการเงินทุน 33,000 ETH โดยตัว EXPERTY มีจำนวนเหรียญเท่ากับ 100 ล้านเหรียญ Token และมีการแบ่งสัดส่วนเหรียญ Token ตามนี้ คือ  1 ใน 3 ออกมาขาย ICO ครั้งนี้ ที่เหลือตามรายละเอียดใน White Paper   นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดว่า EXPERTY มีการทำงานบน Blockchain ETH และวิธีการ ICO ครั้งนี้ สามารถซื้อโดยตรงผ่านทาง ETH ได้ หรือซื้อผ่านทาง Bitcoin โดยใช้ตัว ETH Bitcoin หรือ Fiat Currency ต่าง ๆ เช่น ดอลล่าร์ หรือยูโร ก็สามารถซื้อได้เหมือนกัน ส่วนข้อมูลสำคัญอื่น ๆ เช่น มีทีม Developer มีใครบ้าง โรดแมพการพัฒนาจะไปทิศทางไหน   ตัวอย่าง White Paper ดังกล่าว นักลงทุน ICO Project ควรทำการศึกษา White Paper ก่อนว่าจะพัฒนาไปในทิศทางใด มีการสร้างจำนวนเหรียญ Token เท่าไร มีการเสนอขายเป็นจำนวนเหรียญเท่าไรแล้ว แล้วต้องคิดว่าจะมีคนมาใช้ Project นี้มากน้อยเพียงใด   ​ดังนั้น นักลงทุนจึงควรศึกษารายละเอียดให้รอบครอบ เพื่อใช้การตัดสินใจ และเป็นการลดความเสี่ยงจากการลงทุน เพราะโลกของการลงทุน มีความเสี่ยงอยู่เสมอ   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร Chainlink กับบทบาทและความสำคัญในโลกการเงินดิจิทัล รู้จักกับ STO อีกวิธีของการระดมเงินทุน ทั้งรวดเร็วและปลอดภัย รู้จัก Yield Farming เพื่อการลงทุนคริปโทให้กำไรงอกเงย Liquidity Pool คืออะไร สำคัญแค่ไหนในวงการ Cryptocurrency รู้จักกับ LUKSO เทคโนโลยี Blockchain เพื่อไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล Impermanent Loss คืออะไร เข้าใจเรื่องเสี่ยงขาดทุนในการฟาร์ม Compound Finance การปล่อยกู้เพื่อสร้างกำไรในคริปโทฯ  
7 วิธีปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ด้วยตัวเอง

7 วิธีปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ด้วยตัวเอง

ด้วยพัฒนาการทางด้านการแพทย์ที่ล้ำหน้าไปมาก ประกอบกับการดูแลใส่ใจตัวเองของคนยุคปัจจุบัน ส่งผลให้คนส่วนใหญ่มีอายุที่ยืนยาวขึ้น อายุขัยเฉลี่ยของการเสียชีวิตก็เพิ่มขึ้น   โครงสร้างอายุของประชากรในแต่ละประเทศก็ปรับเปลี่ยนไป มีคนสูงอายุเพิ่มมากขึ้น รวมถึงประเทศไทยด้วย เรียกว่าเป็นการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งอัตราการเกิดใหม่ที่ลดน้อยลงด้วย สัดส่วนผู้สูงอายุก็ยิ่งเพิ่มตัวเลขมากขึ้น นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom หรือ LWS)  บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) ระบุว่า ​ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานตัวเลขประชากรไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป  ในปี 2573 จะมีมากกว่า 21% เป็นการเข้าสู่ Super Aged Society ในช่วงเวลาดังกล่าว   โดยผู้สูงอายุแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่สามารถดูแลตัวเองได้ (Independent Living/Active Aging) กับกลุ่มที่ต้องมีผู้ดูแล (Assisted Living) สำหรับกลุ่มที่ดูแลตัวเองได้ การปรับปรุงสภาพแวดล้อม และที่อยู่อาศัย ให้เหมาะกับการใช้งานจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถที่จะใช้ชีวิตได้อย่างปกติ   ในขณะที่กลุ่มที่ต้องมีผู้ดูแลที่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในสถานบริบาลหรือ Nursing Home Care สถานบริบาล จำเป็นต้องออกแบบพื้นที่ให้เหมาะสมสำหรับการดูแลผู้สูงอายุเช่นกัน   ดังนั้น ทาง LPN Wisdom จึงแนะนำ 7 วิธีปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีการปรับปรุงอย่างง่าย  ตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุในครอบครัว ประกอบด้วย 1.ปรับปรุงห้องน้ำป้องกันลื่นล้ม การปรับปรุงห้องน้ำ เป็นวิธี ปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ที่จำเป็นและต้องทำเป็นอันดับแรก ๆ เพราะเป็นสถานที่สำหรับกิจวัตรประจำวัน ซึ่งใช้วันละหลาย ๆ ครั้ง และเป็นสถานที่เสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายด้วย จาก​สถิติการเกิดอุบัติเหตุของผู้สูงอายุพบว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ จะเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำ ดังนั้น ห้องน้ำจึงเป็นพื้นที่แรกในบ้านที่ควรปรับปรุง โดยติดตั้งราวจับช่วยพยุงตัว ใช้กระเบื้องพื้นที่มีผิวหยาบโดยค่ากันลื่นที่ R10 ขึ้นไป เลือกสุขภัณฑ์ที่แข็งแรงไม่แตกหักง่าย โดยเฉพาะโถสุขภัณฑ์ระดับนั่งไม่ควรต่ำเกินไปทำให้ลุกยาก และห้องน้ำควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ 2.เลือกเก้าอี้-โซฟาไม่ล้มง่าย   การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบรับการใช้งานของผู้สูงอายุ ควรเลือกเก้าอี้และโซฟาที่มั่นคงไม่ล้มง่าย เพราะผู้สูงอายุมักจะทิ้งน้ำหนักเพื่อพยุงตัวในขณะลุกหรือนั่ง ที่นั่งตื้นเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาหัวเข่า มากกว่าที่นั่งที่ลึก ที่นั่งที่สามารถปรับเอนได้เหมาะกับการพักผ่อนในตอนกลางวัน ที่รองขาจำเป็น ในการยกขาให้สูงขึ้นเพื่อลดอาการเหน็บชาเบาะสามารถถอดซักทำความสะอาดได้ง่าย โต๊ะหรือชั้นวางของควรมีขอบมุมที่มนป้องกันการกระแทก ติดตั้งชั้นวางของที่อยู่ในระยะเอื้อมถึง ไม่สูงเกินไป หลีกเลี่ยงการใช้บันไดปีน และฟูกที่นอนควรสูงจากพื้น 45-50 เซนติเมตร 3.เลือกวัสดุปูพื้นลดแรงกระแทก   พื้นบ้านหรือพื้นห้องนอน เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้งานของผู้สูงอายุ ซึ่งต้อง​เลือกวัสดุพื้นอุณหภูมิคงที่และลดแรงกระแทก ห้องผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุที่ถ่ายเทความร้อน-เย็น กับสภาพแวดล้อมเร็วเกินไป เช่น พื้นกระเบื้อง พื้นหิน เพราะเมื่อสัมผัสแล้วรู้สึกไม่สบายตัว ร่างกายต้องปรับอุณหภูมิบ่อยอาจเกิดความเจ็บป่วยได้ง่าย ดังนั้น พื้นไม้ซึ่งอุณหภูมิคงที่จึงเหมาะกว่า ช่วยลดแรงกระแทกหากลื่นล้ม และลายไม้ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังมีวัสดุพื้นลดแรงกระแทก ลายไม้ ทำจาก PVC  ก็สามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน หากบ้านไหนยังไม่ได้ปรับปรุงพื้นให้เหมาะสม ควรต้องรีบดำเนินการ เพราะเป็น วิธีปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ที่ไม่อาจจะละเลยได้ 4.ติดตั้งราวจับบันได บันไดจำเป็นจะต้องมีราวจับยึดเกาะ ส่วนมือจับประตูเปลี่ยนจากลูกบิดเป็นแบบก้านโยก บันไดเป็นจุดสำคัญที่อาจเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้น ควรติดตั้งราวจับตลอดแนวบันไดทั้งสองด้าน โดยเป็นราวจับที่มั่นคง สูงจากพื้น 80 ซม. ในขณะที่มือจับประตูควรปรับเปลี่ยนจากลูกบิดมาเป็นที่เปิดปิดประตูแบบก้านโยก เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานสำหรับผู้สูงอายุ 5.เพิ่มพื้นที่สีเขียวในบ้าน นอกจากเรื่องการดูแลร่างกายของผู้สูงอายุแล้ว การดูแลเรื่องของจิตใจก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในบ้านจะช่วยฟื้นฟูจิตใจของผู้สูงอายุได้ดี ​ ช่วยบรรเทาความตึงเครียด ลดระดับภาวะซึมเศร้า การได้สัมผัสธรรมชาติทำให้เกิดอารมณ์เชิงบวก อาจจัดให้มีพื้นที่ปลูกไม้กระถาง ผักสวนครัว กระตุ้นให้ผู้สูงอายุขยับร่างกายเล็ก ๆ น้อย ๆในชีวิตประจำวันมากขึ้น หากไม่มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ วิธีง่ายก็คงจะเป็นพวกต้นไม้เล็ก ๆ ใส่กระถางไว้ในบ้าน หรือไม่แจกันดอกไม้สดมาไว้ในบ้านบ้างก็ช่วยได้ 6.เติมความสะดวกด้วย Smart Home   แม้เรื่องเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่าง ผู้สูงอายุอาจจะไม่ถนัดมากนัก แต่หากแนะนำการใช้งานก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยาก เดี๋ยวนี้ผู้สูงอายุหลายคน สามารถเล่นโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์​ หรือแอปพลิเคชั่นหลายอย่างได้ไม่แพ้เด็ก ๆ ดังนั้น วิธีการปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ก็ควรทำให้บ้านฉลาดขึ้น ด้วยระบบ Smart Home อย่างเช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด การเปิดปิดประตูอัตโนมัติ หรือการติดตั้งสัญญาณกันขโมย ปุ่มฉุกเฉินที่ห้องน้ำและหัวเตียง เพื่อส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยัง ครอบครัว ผู้ดูแลอาคาร หรือโรงพยาบาลได้เป็นต้น เพราะบางครั้งผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่อยู่คนเดียว หรืออยู่กันเองเป็นคู่ Smart Home จึงตอบโจทย์ความสะดวกสบาย สามารถควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ 7.อัพสปีดออนไลน์ด้วย WiFi วิธีการปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ข้อนี้ อาจจะใกล้เคียงกับ ข้อที่ผ่านมา แต่อย่าลืมว่า ต้องเพิ่มสปีดของสัญญาณ WiFi ให้แรง ๆ เพื่อการใช้งานของระบบเหล่านั้นจะได้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการเล่นโซเชียลมีเดียของบรรดาผู้สูงอายุด้วย   นอกจากนี้ จากการสำรวจของ NRF พบว่าคนรุ่น Baby Boomer กว่า 47% ใช้ Social Network เพิ่มมากขึ้น โดย 75% มีบัญชี Facebook ของตนเอง ชื่นชอบการส่งต่อข้อมูลให้กับเพื่อน ๆ รวมถึงใช้ติดต่อ กับครอบครัวเพื่อคลายเหงา นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังชื่นชอบการสั่งสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้น การติดตั้ง WiFi ที่ทั่วถึงทั้งบริเวณพักอาศัย จึงเป็นสิ่งจำเป็น   ทั้งหมด เป็นคำแนะนำสำหรับ วิธีการปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงความปลอดภัย และเรื่องของสุขภาพด้วย หากบ้านไหนยังมีจุดเสี่ยง คงต้องรีบดำเนินการโดยด่วน เพราะหากเกิดอุบัติเหตุกับผู้สูงอายุแล้ว เรื่องเล็กอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้            
[PR News] LET จับมือ Dahua เสริมแกร่ง “โมเดิร์น ซิเคียวริตี้” รุกตลาดเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย

[PR News] LET จับมือ Dahua เสริมแกร่ง “โมเดิร์น ซิเคียวริตี้” รุกตลาดเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย

โมเดิร์น ซิเคียวริตี้ ล็อกซเล่ย์ อีโวลูชั่น เทคโนโลยี หรือ LET เดินหน้าแนวคิด "โมเดิร์น ซิเคียวริตี้" ต่อเนื่อง ล่าสุดจับมือ ด้าหัว เทคโนโลยี ยักษ์ใหญ่ผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยชั้นนำของจีน เสริมศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลรักษาความปลอดภัยตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าแบบครบวงจร   นายยุทธพร จิตตเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท​ ล็อกซเล่ย์ อีโวลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด หรือ LET  เปิดเผยว่า​ บริษัทได้ลงนามความร่วมมือกับ ด้าหัว เทคโนโลยี เป็นพันธมิตรเพิ่มขีดความสามารถดำเนินธุรกิจเทคโนโลยีด้านรักษาความปลอดภัยเหนือระดับ “โมเดิร์น ซิเคียวริตี้” ภายใต้กลยุทธ์ The New Society Market  ซึ่งการจับมือเป็นพันธมิตรกับด้าหัวฯ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งระบบรักษาความปลอดภัยชั้นนำจากประเทศจีน ครั้งนี้เป็นการผนึกความเชี่ยวชาญและเสริมจุดแข็งทางด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการในแข่งขันทางธุรกิจ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรด้วยการผสานอุปกรณ์ แพลตฟอร์มและโซลูชั่นทั้งของ LET และ Dahua เข้าด้วยกันเพื่อตอบโจทย์ และรองรับความต้องการของลูกค้าด้านงานรักษาความปลอดภัยที่แตกต่างกัน สำหรับกลยุทธ์ The New Society Market จะเป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างทีมงานของ LET และ Dahua เพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็ว และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าหลักได้แก่ องค์กรภาครัฐ องค์กรภาคธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ อาทิ หน่วยงานราชการ โรงพยาบาล ธนาคาร บริษัทประกันภัย และหมู่บ้านจัดสรร เป็นต้น อีกทั้งยังเฟ้นหาลูกค้าใหม่ๆ โดยทีมจะมุ่งเน้นแผนการศึกษา พัฒนา ออกแบบระบบ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมผสานเข้ากับ บียอน แพลทฟอร์ม (Beyond Platform) แพลทฟอร์มอัจฉริยะด้านรักษาความปลอดภัย ผ่านบิ๊กดาต้าและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำงานร่วมกับกล้องโทรทัศน์วงจรปิด และระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับต่างๆ   พร้อมการบริหารจัดการแบบศูนย์รวมผ่านห้องปฏิบัติการ Single Command Control Center เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันทั้งด้านระดับความปลอดภัย และข้อกำหนดในโครงการของลูกค้าให้ตรงใจกับผู้ใช้งานมากที่สุด นอกจากตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญเรื่องการจัดฝึกอบรมให้กับลูกค้าโดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนาระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 15% จากปีก่อน นายโจว ชิง คันทรี่เมเนเจอร์ บริษัท ด้าหัว เทคโนโลยี เชื่อมั่นว่า การผนึกกำลังกันในครั้งนี้จะช่วยให้ด้าหัวฯ สามารถขยายตลาดในประเทศไทยได้เพิ่มมากขึ้น ด้วยความพร้อมด้านอุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ของด้าหัวฯ ผนวกรวมกับประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ และบียอน แพลทฟอร์ม (Beyond Platform) ที่ทันสมัยของ LET จะทำให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการพัฒนาและออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้น มีประสิทธิภาพสูงสุด และตรงความต้องการของลูกค้ามากที่สุด
Compound Finance การปล่อยกู้เพื่อสร้างกำไรในคริปโทฯ [VDO]

Compound Finance การปล่อยกู้เพื่อสร้างกำไรในคริปโทฯ [VDO]

Compound Finance การปล่อยกู้เพื่อสร้างกำไรในคริปโทฯ หลายคนที่สนใจวงการ Cryptocurrency คงเคยได้ยินการพูดถึง Compound Finance กันมาบ้าง โดยเฉพาะคนที่มีเหรียญดิจิทัลอยู่ในมือ ซึ่งสามารถนำเอาเหรียญไปสร้างมูลค่าเพิ่ม จากการปล่อยกู้ หรืออยากจะกู้เองก็ได้  ซึ่งบทความนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับ Compound Finance ว่าคืออะไรกันแน่  และจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนที่มี Cryptocurrency แล้วมีความต้องการสร้างรายได้เพิ่มจากการนำมาปล่อยกู้เพื่อได้รับดอกเบี้ย หรือคนที่ต้องการขอกู้ Cryptocurrency จะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง   ไขข้อข้องใจ Compound Finance คืออะไร Compound Finance เป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยอำนวยความสะดวก ผู้มี Cryptocurrency แล้วอยากจะเอามาปล่อยกู้เพื่อได้รับดอกเบี้ย รวมถึงผู้ที่จะมาขอกู้ตัว Cryptocurrency ก็สามารถเข้ามาใช้งานผ่านแพลตฟอร์มนี้ได้เช่นกัน และบทความนี้นอกจากจะทำความเข้าใจแพลตฟอร์ม Compound Finance เบื้องต้นแล้ว ยังจะอธิบายถึงฟังก์ชั่นสำคัญของ Compound Finance ว่ามีอย่างไรบ้าง   สำหรับผู้ที่สนใจ รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับวงเงินการปล่อยกู้ มูลค่าเงินที่มีคนปล่อยกู้ และข้ออื่น ๆ  สามารถเข้าไปดูได้ในเว็บบราวเซอร์ compound.finance   เมื่อเข้าไปแล้วจะพบข้อมูลต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าเงินทั้งหมด (Total Supply)  ที่ระบบสามารถจะปล่อยกู้ได้  Total Borrow คือ มูลค่าเงินทั้งหมดที่มีคนกู้ไปในขณะนี้ ​รวมถึงมีการแสดง Cryptocurrency ที่มีการให้กู้ยืมหลาย Cryptocurrency ด้วยกัน  เช่น Ether, USD Coin หรือ DAI และยังมีการแสดงอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้จะได้รับ และดอกเบี้ยที่ผู้กู้จะต้องจ่ายแสดงไว้ด้วย   เข้าใจการกู้ยืมเงินใน Compound Finance หลายคนอาจจะสงสัย Compound Finance มีการทำงานอย่างไร มีการปล่อยกู้แบบ pear to pear หรือเปล่า? ความจริงแล้ว Compound Finance ใช้ระบบ Currency Pool เป็นการเชื่อมโยงระหว่าง Lender (ผู้ให้กู้) กับตัว Borrower หรือตัวผู้กู้ โดยฝั่ง Lender เป็นคน Supply Cryptocurrency เข้ามาใน  Currency Pool ก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยเป็น Supply APR เป็นค่าตอบแทน โดยตัวอัตราดอกเบี้ยที่โค้ดใน Compound Finance จะเป็นอัตราดอกเบี้ยต่อปี หรือ APR ย่อมาจาก Annual Percentage Rate     สำหรับผู้กู้ จะเป็นผู้มี Demand ในการที่จะมาขอกู้ทาง Currency Pool แล้วทางผู้กู้ก็ต้องชำระเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หรืออัตรา Borrow APR เข้ามาที่ตัว Currency Pool โดยตัว Compound Finance จะเป็นคนบริหารจัดการตัว Currency Pool ให้สามารถบริหารจัดการไปได้อย่างราบรื่น รวมถึงและบริหารจัดการความเสี่ยงต่าง ๆ   การกู้เงินใน Compound Finance โดยขั้นตอนการกู้เงินใน อันดับแรกเราต้องมีการ Supply ตัว Cryptocurrency หรือมีการวางหลักประกันเข้ามาในตัว Currency Pool หลังจากได้วางตัวหลักประกันไปแล้ว จะได้รับ borrowing power จะคล้ายกับการไปกู้เงินกับทางธนาคาร ที่เราจะต้องวางสินทรัพย์ค้ำประกันก่อน ที่ดิน หรือบ้าน พอวางสินทรัพย์ ทางธนาคารจะให้วงเงินมา ซึ่งวงเงิน หรือ​ borrowing power หลังจากเรามี borrowing power แล้วเราก็สามารถกู้ยืมเงินจาก Currency Pool   ถ้าเราต้องการไถ่ถอนหลักประกัน เราต้องจ่ายตัวเงินกู้กลับไปพร้อมอัตราดอกเบี้ย เราจะได้ตัวหลักประกันคืนกลับมา ขั้นตอนนี้เหมือนการกู้ยืมเงินกับสถาบันการเงิน หรือบริษัทลิสซิ่งต่าง ๆ   มูลค่าสินทรัพย์และความเสี่ยงใน Compound Finance การนำสินทรัพย์มาค้ำประกัน แน่นอนว่าจะต้องมีการประเมินมูลค่า และความเสี่ยงของสินทรัพย์นั้น ๆ เพื่อประเมินว่าจะสามารถปล่อยวงเงินออกไปได้เท่าไร โดยปกติวงเงินกู้จะต้องมีมูลค่าน้อยกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน เพราะต้องบริหารความเสี่ยงจากการที่ผู้กู้ไม่ชำระหนี้  ซึ่งหลักการนี้ ไม่แตกต่างจากการกู้ยืมเงินกับทางธนาคาร หรือบริษัทลิสซิ่งต่าง ๆ ในแพลตฟอร์ม Compound Finance จึงมีการประเมินมูลค่าของเหรียญที่นำมาปล่อยให้กู้ยืมด้วย   กรณีตัวอย่างในแพลตฟอร์ม Compound Finance จำนวนเงินที่นำมาค้ำประกันมีมูลค่าเท่ากับ 35 us ในขณะที่ยอดเงินกู้มีค่าเท่ากับ 0 และ borrowing power มีมูลค่าเท่ากับ 23.48 us จะเห็นว่า borrowing power มีมูลค่ามากกว่า supply balance ตัววงเงินกู้จะมีมูลค่าน้อยกว่าสินทรัพย์ที่มาค้ำเป็นหลักประกัน จะเหมือนกับการกู้เงินกับทางธนาคาร หรือบริษัทลิสซิ่ง ที่จะมีการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ขึ้นมา แล้วมีการมอบวงเงินให้ต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่มาค้ำประกัน หรือเป็นการบริหารความเสี่ยงของทางธนาคาร     จากภาพตัวอย่าง ทาง Compound Finance ก็มีการจัดระดับชั้นความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันไว้จากตัวอย่าง ตัว BAT (Basic Attention Token) จะมีตัว Collateral Factor 60% ความหมายก็คือ ถ้าเรานำตัว BAT ที่มีมูลค่าเช่น 100 us มาค้ำประกัน เราจะได้รับตัว borrowing power เท่ากับ 60 us กรณี ETH มีตัว Collateral Factor เท่ากับ 75% ซึ่งสูงกว่า BAT ทำให้เวลาเราเอาตัว ETH มาค้ำประกันจะได้รับตัว borrowing power เป็นสัดส่วนที่มากกว่าตัว BAT   Compound Finance ก็มีการยึดทรัพย์  อย่างไรก็ตาม การกู้เงินผ่านตัว Compound Finance  มีขั้นตอนหนึ่งอันหนึ่งที่เราต้องทราบไว้ ซึ่งคือขั้นตอนการ Liquidation ซึ่งคือ การยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด  สาเหตุทำให้เกิด Liquidation คือ เมื่อภาระหนี้ หรือ debt ซึ่งประกอบไปด้วยเงินต้นที่เรากู้มาพร้อมภาระดอกเบี้ย  เกิดภาระหนี้สินมีมูลค่ามากกว่าวงเงินของเรา หรือตัว borrowing power ก็จะทำให้ตัวระบบทำการ Liquidation ซึ่งหลังจากเข้าสู่ขั้นตอนการ Liquidation ตัว collertral หรือสินทรัพย์ที่ถูกนำมาค้ำประกัน ก็จะถูกนำไปขาย สิ่งที่ผู้กู้จะได้รับคืน คือ จำนวนเงิน เท่ากับตัวมูลค่าหลักทรัพย์ที่เอาไปขาย หักลบด้วยภาระหนี้สิน และหักลบด้วยส่วนลด ซึ่งส่วนลดนี้เหมือนค่าดำเนินการที่นำตัวสินทรัพย์นี้ไป ขายทอดตลาด   ดอกเบี้ยกู้ยืมใน Compound Finance ปัจจัยที่ทำให้เกิดการกู้ยืมเงิน หัวใจอีกอย่างหนึ่ง คือ อัตราดอกเบี้ย ที่ผู้ให้กู้จะต้องได้รับ จากผู้ขอกู้ ซึ่งในแพลตฟอร์ม Compound Finance มีการคิดอัตตราดอกเบี้ย ​ ตัว Supply APR จะต่ำกว่า Borrow APR หรือคือดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้จะได้รับ จะต่ำกว่าดอกเบี้ยที่ผู้กู้จะต้องจ่าย เพื่อความเข้าใจจะดูจากกรณีตัวอย่างนี้   เริ่มต้นจากผู้ให้กู้ มีจำนวนเหรียญให้กู้ 200 mm(ล้านเหรียญ) ทางฝั่งผู้กู้มีความต้องการกู้อยู่100 mm จะเห็นว่ามีส่วนต่างอยู่ที่ฝั่ง Supply มีมากกว่า Demand แล้วทางฝั่งผู้กู้มีภาระที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยอยู่ 10% เมื่อคำนวณออกมาแล้วจะมีมูลค่าเท่ากับ 10 mm ซึ่งจำนวนเงิน 10 mm จะถูกนำไปจ่ายให้ฝั่งผู้ให้กู้ แต่ว่าโดยปกติ Compound Finance จะมีการหักเงินเก็บสำรองไว้ส่วนหนึ่ง เช่นในจำนวนนี้จะสำรอง (reserve) ไว้ 2 mm โดยหากคำนวณตัวเลขที่จ่ายมาให้ทางฝั่ง Supply ของ Currency Pool จะเหลือ 8 mm แล้วถ้านำจำนวน 8 mm มาคำนวณกับจำนวนเงินให้กู้ได้ทั้งหมด 200 mm ตัว APR ที่ฝั่งผู้ให้กู้จะได้รับจะเท่ากับ 4.0% นี่จึงเป็นที่มาของอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้กับผู้กู้ถึงมีความแตกต่างกัน สาเหตุมาจากความแตกต่างทางฝั่ง Supply กับ Demand กับการหักสำรองของ Compound Finance ไว้เพื่อการบริหารความเสี่ยง   การบริหาร Compound Finance ด้วย cToken นอกจากนี้ ตัว Compound Finance ยังมีการใช้ตัว  cToken  มาช่วยในการบริหารจัดการ จากตัวอย่างจะเห็นว่า มีตัว cBAT  กับ cETH ซึ่งตัว  cToken เกิดจาการที่เราได้นำตัว BAT กับ ETH ไปทำการค้ำประกันไว้กับตัว Compound Finance ด้วย  ซึ่งขั้นตอนการได้มาของ cToken มีดังนี้ ในขั้นตอนที่เรานำสินทรัพย์ไปค้ำประกันไว้กับตัว Currency Pool โดยสิ่งที่เราจะได้นอกจาก borrowing power เราจะได้ตัว cToken ของตัวสินทรัพย์ที่เราเอาไปค้ำประกันไว้ด้วย สมมติถ้าเราเอา ETH ไปค้ำเราก็จะได้ cETH ถ้าเราเอา Dai ไปค้ำ ก็จะได้ cDai ถ้าเราเอา Bat ไปค้ำเราก็จะได้ cBat   คุณสมบัติของ cToken สำหรับ cToken มีคุณสมบัติ ดังนี้ 1.ERC-20 หรือเป็น Token ที่สามารถโอนไปหาคนอื่นได้ เหมือนการโอน Token ของ Blockchain ของ Ethereum 2.represent balance in protocol ตัว cToken เป็นตัวยืนยันว่าเรามีสินทรัพย์อะไรบ้างใน Compound Finance 3. accrue interest over time cToken มีการสะสมมูลค่าอัตราดอกเบี้ยในการปล่อยกู้ทบต้นไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่เรามีการปล่อยกู้ไป ใน Compound Finance 4.Useful Collateral การที่เรามี cToken แสดงว่าเรามีสินทรัพยไปค้ำประกันใน Compound Finance ก็ทำให้เราสามารถทำการกู้ยืมเงินออกมาจาก Compound Finance ได้   แล้ว cToken มีการเก็บอัตราดอกเบี้ย ใน Compound Finance อย่างไรบ้างนั้น อธิบายจากกรณีตัวอย่างดังนี้ คือ  User คนหนึ่งนำ Dai จำนวน 1,000 Dai ไปปล่อยกู้ใน Compound Finance โดยตัว exchange rate ระหว่างตัว DAI กับ cDAI เท่ากับ​ 0.020070 USER รายนี้จะได้รับตัว cDAI = 49,825.61 cDAI เป็นผลตอบแทนที่นำตัว DAI เข้ามาในระบบ 1,000 มาปล่อยกู้ใน Compound Finance หลังจากนั้น ทาง USER ก็นำเอาตัว cDAI ที่เขามีทั้งหมด ไปไถ่ถอนตัว DAI กลับคืนมา พอเวลาผ่านไป ซึ่งตัว exchange rate ของตัว DAI กับ cDAI ก็เปลี่ยนแปลงไป โดยตัว cDAI  ก็จะสามารถแลกตัว DAI ได้มากขึ้น จะเพิ่มขึ้นเป็น 0.021591 โดยเมื่อคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยน จะทำให้ USER รายนี้ได้รับตัว DAI กลับไปจำนวน 1,075.78 DAI   จะเห็นว่าตัว USER คนนี้ได้รับตัว DAI กลับคืนมา มากกว่าตัว DAI เริ่มต้นที่ใส่เข้าไปในระบบเพื่อปล่อยกู้ ตัวดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้ได้รับไป ซึ่งจำนวน 75.78 ก็คือ อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้ได้รับไป     แล้วการไถ่ถอนจำเป็นจะต้องไถ่ถอนทั้งก้อนหรือไม่ คำตอบไม่จำเป็น ตัวอย่างนี้ ถ้า USER ต้องการไถ่ถอนเท่ากับจำนวนที่ใส่ไป จำนวน 1,000 DAI วิธีการ คือ ต้องใส่จำนวน cDAI คืนเข้าไปในระบบจำนวน 46,351.59 cDAI เมื่อคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยน จะทำให้ตัว USER จะได้ตัว DAI กลับคืนมาเท่ากับ 1,000 DAI ส่วนจำนวน 75.78 DAI ที่เหลือยก็จะอยู่ในระบบ แล้วมีการปล่อยกู้ให้ทาง USER ได้รับดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ   (สำหรับข้อมูลของอัตราดอกเบี้ย เราสามารถดูได้ในระบบ Compound Finance)   ประเด็นสุดท้าย Governance  ของ Compound Finance ปัจจุบันระบบ Compound Finance ยังมีการควบคุมแบบ Centralized ตัว Admin เป็นคนดูแลระบบ ถูกคัดเลือกมาจากคนที่พัฒนาตัวนี้อยู่ ยังไม่ได้ถูก กระจายอำนาจ Decentralized ปัจจุบัน โดยตัว Admin มีอำนาจในการเพิ่มตัว cToken หรือปรับตัววิธีการคำนวณตัวอัตราดอกเบี้ยได้ รวมถึงอัพเดทแหล่งข้อมูลของราคาที่จะนำมาใช้คำนวณ มูลค่าของสินทรัพย์แต่ละชนิด ใน Compound Finance  และมีอำนาจในการควบคุมเงินทุนสำรองด้วย   แต่อย่างไรก็ตาม โรดแมปของ Compound Finance มีแผนการเปลี่ยนวิธีการควบคุมจาก Centralized มา Decentralized โดยออก Token ที่มีสิทธิ์การออกเสียงในการเลือก Admin ขึ้นมาบริหารจัดการ Compound Finance โดย Token จะมีลักษณะที่เรียกว่า Decentralized Autonomus Organization หรือ DAO   ทั้งหมดก็เป็นเรื่องรายของแพลตฟอร์ม Compound Finance ซึ่งถือว่ามีความใกล้เคียงกับระบบการกู้ยืมเงินในธนาคาร ที่เราคุ้นเคยกันอย่างดี เพียงแต่แพลตฟอร์ม Compound Finance เป็นการรอบรับการกู้ยืมเงินในโลกการเงินดิจิทัล ที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจ เพราะโลกปัจจุบันเป็นยุคดิจิทัลไปแล้ว   บทความที่เกี่ยวข้อง Blockchain คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Bitcoin – Crypto Blockchain มีกี่ประเภท? เรื่องต้องรู้ก่อนเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล ไขทุกข้อสงสัย การโอน Crypto กับ E-Banking ต่างกันยังไง? เรื่องต้องรู้ ETH Smart Contract คืออะไร? Coin VS Token เหมือน หรือ ต่าง อย่างไร? ETFs แค่เข้าใจ ก็ลงทุน Bitcoin ได้ไม่ยาก Bitcoin Wallet คืออะไร? จะเสี่ยงแค่ไหน? ถ้าคอมพิวเตอร์โดยขโมย!! ทำไมต้อง IPO ทำไปเพื่ออะไร? – เข้าใจการระดมทุนใน SET ด้วย IPO Bitcoin กับการฟอกเงินและอาชญากรรม DeFi นวัตกรรมการเงินดิจิทัล ที่ไม่ต้องง้อธนาคาร Chainlink กับบทบาทและความสำคัญในโลกการเงินดิจิทัล รู้จักกับ STO อีกวิธีของการระดมเงินทุน ทั้งรวดเร็วและปลอดภัย รู้จัก Yield Farming เพื่อการลงทุนคริปโทให้กำไรงอกเงย Liquidity Pool คืออะไร สำคัญแค่ไหนในวงการ Cryptocurrency รู้จักกับ LUKSO เทคโนโลยี Blockchain เพื่อไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล Impermanent Loss คืออะไร เข้าใจเรื่องเสี่ยงขาดทุนในการฟาร์ม