Tag : Lifestyle

432 ผลลัพธ์
[PR News] เสนาเจ จับมือ NEC  พลิกโฉม “Smart Living Community”

[PR News] เสนาเจ จับมือ NEC พลิกโฉม “Smart Living Community”

เสนาเจ จับมือบิ๊กด้านไอทีจากญี่ปุ่น NEC Thailand ปั้นแพลตฟอร์มใหม่เพื่อที่อยู่อาศัย  พร้อมลงดีเทลโซลูชั่นด้านเซอร์วิส ตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์รอบด้าน สร้าง “Smart Living Community” เดินหน้าขยายฐานลูกค้าของทั้งสององค์กรสู่กลุ่มใหม่และเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจสู่ความยั่งยืน   ผศ.ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนา เจ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ SENAJ เปิดเผยว่า ปี 2566 ถือว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของทางเสนาเจ ซึ่งจะยกระดับ มาพร้อมกับการให้บริการในเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม พลังงาน สุขภาพ และลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติของสังคม รวมถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อน ซึ่งนับวันเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น แม้เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศไทย แต่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากเพราะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน ทั้งหมดทั้งมวลล้วนทำให้บริบทของชีวิตและพฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป ก่อให้เกิด Mega Trend ต่างๆ ที่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาธุรกิจ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายเชิงสังคม (Social Challenge) และเรื่องของวิกฤตสิ่งแวดล้อม (Environmental Crisis)   อย่างไรก็ดี เสนาเจ มุ่งมั่นสร้างสรรค์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการขยายบริการด้านที่อยู่อาศัยอย่างครอบคลุมและคุ้มค่า โดยมุ่งตอบโจทย์ New  Mega Trends ของโลก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยความละเอียดใส่ใจ โดยแกนหลักเสนาเจ ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัย(Safety) ,ความสะดวกสบาย (Convenience),ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Heath care and wellbeing), โดยยึดหลักการดำเนินธุรกิจสู่ความยั่งยืน และปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ใหม่ให้กับการใช้ชีวิตที่จะช่วยกันลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization lifestyle) ในรูปแบบของการนำเทคโนโลยีเข้าปรับใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า โดยเฉพาะบริการที่เกี่ยวกับการอยู่อาศัยให้ตอบโจทย์ทุกมิติของการใช้ชีวิต   SENAJ ร่วมกันกับทาง บริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ NEC Thailand ที่ปรึกษาเทคโนโลยีด้านไอที บริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า 100 ปี ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีและการสื่อสารอย่างครบวงจร ร่วมพัฒนาแพลตฟอร์ม “Smart Living Community” ผ่าน Application ที่จะมาเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าและลูกบ้าน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Smart Living and Health Care Solutions”   ความร่วมมือกันของทั้งสององค์กรในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายโอกาสและเสริมฐานลูกค้าทางธุรกิจให้กันและกัน พร้อมเปิดมิติใหม่ของการอยู่อาศัยให้กับลูกบ้านเสนาด้วย   ด้านนายอิชิโร่ คูริฮารา ประธาน บริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ NEC  Thailand กล่าวเพิ่มว่า NEC Thailand มีแนวความคิดร่วมกันกับ SENAJ ในเรื่อง Society Serve เพื่อให้ผู้คนได้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้สำหรับสังคมของเราในอนาคต เราเชื่อว่าการสร้างสรรค์ร่วมกับลูกค้าและผู้มีส่วนร่วมอื่น ๆ เป็นสิ่งจำเป็น และเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ก้าวแรกกับ SENAJ ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมและประสบการณ์ของเรา เรามุ่งมั่นที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ SENAJ เพื่อพัฒนาโซลูชั่นที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการทางสังคม เพื่อให้คนในสังคมของเรามีมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้น NEC Thailand วางแผนที่จะพัฒนาโซลูชั่นการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาดมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของสังคม   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เสนาฯ เปิดโมเดล​ บ้านพลังงานเป็นศูนย์ เดินหน้าสู่บริษัท ด้านความยั่งยืน
เอเชียทีค  ทศวรรษที่ 2 ไม่เหมือนเดิม  ดึงดิสนีย์ จัดอีเวนต์ ฉลอง 100 ปี​

เอเชียทีค ทศวรรษที่ 2 ไม่เหมือนเดิม ดึงดิสนีย์ จัดอีเวนต์ ฉลอง 100 ปี​

เอเชียทีค ทศวรรษที่ 2 ที่ไม่เหมือนเดิม AWC ทุ่ม 800 ล้าน ปรับโฉมใหม่ All Day Everyday Happiness เพิ่มเติม กิน-ชม-ช้อป ได้ทั้งวันทั้งคืน แถมผนึก ดีสนีย์ ฉลองครบรอบ 100 ปี ดึงตัวการ์ตูน มาเอาใจเด็กและครอบครัวคนไทย เริ่ม 24 มี.ค.ถึง 31 ก.ค.66 นี้   เผลอแป๊ปเดียว เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ของบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC  ที่มีนางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารงาน ก็ก้าวย่างมาครบ 10 ปีแล้ว ซึ่งถือว่า เอเชียทีค กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใหญ่ที่สุดในไทย เป็นที่ชื่นชอบชองชาวต่างชาติที่ต้องมาช็อปปิ้ง กินดื่ม ชมการแสดงหรือสถานที่ซึ่งมีประวัติศาสตร์มายาวนาน นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าแห่งแรกของไทย   โดยแผนพัฒนาโครงการเอเชียทีค ของ AWC จะพัฒนาไปสู่โครงการระดับ เมกะโปรเจ็กต์ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งโครงการใหญ่อย่างเช่น อาคารสูง 100 ชั้น ที่ประกอบไปด้วยโรงแรมระดับ 6 ดาว 3 แบรนด์ทั้ง ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ, เจดับบลิว แมริออท มาร์คีส์  และโรงแรมออโตกราฟ   นอกจากนี้ ยังจะมีพื้นที่รีเทล และออฟฟิศตามมาด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบให้ลงตัว คาดว่าภายในอีก 4-5 ปีเราจะได้เห็นภาพของเมกะโปรเจ็กต์แห่งนี้ชัดเจนขึ้น ซึ่งมูลค่าโครงการคงหลายหมื่นล้านบาทแน่นอน   แต่สำหรับการก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ของเอเชียทีค ได้มีความเปลี่ยนแปลง และรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างออกไปจากช่วงทศวรรษแรก ซึ่งทาง AWC มีการทุ่มงบประมาณ​ 800 ล้านบาท เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า ซึ่งจะไม่ได้เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเท่านั้น แต่จะรวมถึงกลุ่มคนไทยด้วย ซึ่งมี 7 ไฮไลท์สำคัญของการก้าวสู่ทศวรรที่ 2 ดังนี้ 7 ไฮไลท์ ที่เปลี่ยนใหม่ของ เอเชียทีค 1.กิน-ชม-ชอป ได้ทั้งวันทั้งคืน การเปลี่ยนแปลงอย่างแรกของเอชียทีค คือ การเปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.00 น. ไปจนถึงเที่ยงคืน เพื่อให้ลูกค้ามาใช้เวลาและสร้างประสบการณ์ได้ตลอดทั้งวัน จากเดิมที่เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงเวลา 16.00 น. เท่านั้น 2.ผนึก ดิสนีย์ ฉลอง 100 ปี เอาใจกลุ่มครอบครัว สิ่งที่น่าจะเรียกความตื่นเต้นครั้งใหญ่ของปีนี้ สำหรับเอเชียทีค ก็คงเป็นการดึงเอา ดีสนีย์ มาร่วมฉลองวาระ 100 ปี กับ DISNEY100 VILLAGE ที่จะจัดพื้นที่ POP EVENT และ Exhibition ตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค.ถึง 31 ก.ค.66 ซึ่งจะมีตัวละครจาก Disney, Pixar, Marvel และ Star Wars มาสร้างประสบการณ์การและเรื่องราวต่าง ๆ ให้คนทั้งครอบครัวได้มีส่วนร่วม บางพื้นที่จัดแสดงจะมีการขายบัตร และบางพื้นที่แสดงจะให้เข้าชมฟรี ซึ่งราคาจะประกาศอีกครั้งหนึ่ง 3.ปรับฐานลูกค้าจับทั้งไทย-เทศ เดิมการทำตลาดและกลุ่มเป้าหมายหลักของเอเชียทีค คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่หลังจากนี้จะหันมาขยายฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ด้วยการจับกลุ่มเป้าหมายคนไทย เพื่อเพิ่มทราฟิกการเข้ามาใช้บริการ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่เอเชียทีคจะปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ การเพิ่มกิจกรรม การมีร้านอาหารชั้นนำมาเปิดให้บริการ จะช่วยทำให้ขยายฐานลูกค้าคนไทยได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้าเข้ามาใช้บริการทั้งหมดวันละประมาณ​20,000 คน จากก่อนหน้ามีประมาณ 50,000 คนในช่วงวันหยุด แต่หลังจากปรับคอนเซ็ปต์ใหม่ทั้งหมดแล้ว คาดว่าจะเพิ่มจำนวนเป็น 60,000-80,000 คนต่อวัน 4.ดึงบิ๊กซี เปิดซูเปอร์มาร์เก็ต เอาใจชาวจีน ถ้าพูดถึงห้างค้าปลีกขวัญใจคนจีน และคนในอาเซียน ต้องยกให้กับ บิ๊กซี โดยเฉพาะสาขาราชดำริ  ที่สามารถครองใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาช้อปปิ้ง ซื้อของฝากกลับประเทศของตนเองได้อย่างมากมาย แต่ละวันมีคณะทัวร์นั่งรถบัสมาไม่รู้กี่คันต่อกี่คัน ทำให้ เอเชียทีค ดึงเอาบิ๊กซีเข้ามาเปิดให้บริการในพื้นที่ด้วย ในขนาด 2,000 ตารางเมตร เพื่อเอาใจกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน และอาเซียน ที่ชื่นชอบซื้อสินค้าไทยได้ในที่เดียว และยังจะเอาบรรดาร้านค้าของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวไปไว้ในพื้นที่เดียวกันกับบิ๊กซีอีกด้วย 5.กิน-ดื่มร้านอร่อยทั่วไทย อีกโซนไฮไลท์ที่จะต้องมี คือ การสร้างประสบการณ์ด้านอาหาร ซึ่งงานนี้เอเชียทีค วางแผนรวมเอาร้านอาหารอร่อยทั่วกรุงเทพฯ และในแต่ละภาคมาไว้ในพื้นที่เดียวกัน รวมถึงร้านสตรีทฟู้ดที่มีชื่อเสียง และมีรายการอาหารไม่ซ้ำกันด้วย ยกเว้น ร้านผัดไทย จะมี 2 ร้านเพราะรูปแบบแตกต่างกัน ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่ของโกดัง 1 และ 2 ตอนนี้มีร้านค้าต่าง ๆ ที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกแล้ว 236 ราย ซึ่งจัดคัดเลือกเฉพาะร้านเด็ดร้านดังอีกครั้ง   นอกจากนี้ ในส่วนการบริหารงานของ AWC ก็ยังมีพื้นที่ของร้านอาหารและเครื่องดื่มบริการในส่าวนต่างๆ  อาทิ เรือสิริมหรรณพ ห้องอาหรเดอะคริสตัลล์กริลล์เฮาส์ เป็นต้น 6.ปรับแหล่งช้อปปิ้ง สู่ LIFELSTYLE MARKET ส่วนการดึงกลุ่มลูกค้าชาวไทย AWC เตรียมปรับพื้นที่การช้อปปิ้งจากเดิมที่มีแต่ร้านขายของที่ระลึกสำหรับชาวต่างชาติ มาสู่พื้นที่ LIFELSTYLE MARKET ที่ได้ร่วมกับ Mad Face และ Made by Legacy  ซึ่งจะมีพื้นที่ขายของและโซนใหม่สำหรับคนไทย ทั้งของแต่งบ้านและสวน ของวินเทจ หรือของสำหรับคนรักสัตว์ต่าง ๆ ให้มาใช้ชีวิตได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยพื้นที่ขายทั้งหมดได้ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 ตารางเมตร จากเดิมที่มีพื้นที่ขายรวมอยู่ประมาณ 40,000 ตารางเมตร รวมถึงการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดทั้งปีด้วย​ 7.ปรับพื้นที่ให้อยู่ได้ทั้งวันทั้งคืน นอกจากสร้างกิจกรรม การดึงร้านอาหารชั้นนำ และไฮไลท์สำคัญเข้ามาในพื้นที่เอเชียทีคแล้ว สถานที่ของเอเชียทีค ทาง AWC ยังได้ปรับปรุงให้มีบรรยากาศน่าเดินเล่น และเข้ามาพักผ่อน ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ทั้งดอกไม้และต้นไม้ รวมถึงการทำให้อากาศภายในเอเชียทีคเย็นสบาย เพื่อให้คนได้เดินช้อปปิ้งได้ในช่วงเวลากลางวัน ตามคอมเซ็ปต์ All Day Everyday Happiness ถ้าจะเราเป็น All Day Everyday Happiness เราต้องมีการปรับปรุงพื้นที่ ใส่ดอกไม้ในพื้นที่ เเพิ่มพื้นที่กันแดดกันฝน และการทำให้ลมโฟลว์ ทั้งโครงการ การเพิ่มเฟอร์นิเจอร์จุดพักผ่อน เป็นการพาเอเชียทีคไปสู่ทศวรรษใหม่   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -AWC ปั้นเอเชียทีค สู่ เมกะโปรเจ็กต์ ผุดทาวเวอร์สูงสุดในไทย -AWC เปิด 3 ปรากฏการณ์ใหม่ของ “เอเชียทีค” กับแนวคิด Heritage Alive
ตลาดจ๊อดแฟร์ เตรียมย้ายไปที่ใหม่  ใหญ่กว่าเดิม มีทั้งเอ้าท์ดอร์-อินดอร์

ตลาดจ๊อดแฟร์ เตรียมย้ายไปที่ใหม่ ใหญ่กว่าเดิม มีทั้งเอ้าท์ดอร์-อินดอร์

ตลาดจ๊อดแฟร์ เตรียมย้ายไปที่ใหม่ ใกล้ MRT ศูนย์วัฒธรรม ​บนเนื้อที่ 13 ไร่ พร้อมจับมือ กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ปรับคอนเซ็ปต์ใหม่ มีร้านทั้งอินดอร์และเอ้าท์ดอร์ พร้อมเปิดบริการต้นปี 67 ร้านค้าเดิม 700-800 ร้าน เตรียมย้ายหลังหมดสัญญากับกลุ่มเซ็นทรัลในสิ้นปีนี้ ​   ถนนรัชดา เป็นทำเลที่ถูกนิยามเป็น CBD แห่งใหม่ ที่ตอนนี้ใคร ๆ ก็มุ่งหน้าเข้ามาพัฒนาโครงการจำนวนมาก และหนึ่งในทำเลยอดฮิตในการช้อปปิ้ง ที่ในอดีตเคยมีตลาดนัดรถไฟรัชดา สถานที่ยอดฮิตที่คนไทยและต่างชาติ นิยมไปเดินช้อปปิ้ง กิน-ดื่ม กันจำนวนมาก ซึ่งมี “ไพโรจน์ ร้อยแก้ว” หรือ คุณจ๊อด บริหารงานมาตั้งแต่ตลาดรถไฟ สวนจตุจักร เป็นผู้บริหาร ตลาดจ๊อดแฟร์   ล่าสุด ได้เปิดตลาดจ๊อดแฟร์ หลังศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 9 ที่เปิดมาจะ 2 ปีแล้ว โดยตอนเปิดตลาดก็ยังเป็นช่วงไวรัสโควิด-19 ยังแพร่ระบาดอยู่ด้วย แต่คุณจ๊อดก็ยังสามารถนำพาตลาดจ๊อดแฟร์  ฟันผ่าและผ่านวิกฤตโควิด-19 มาได้จนประสบความสำเร็จ กลายเป็นตลาดยอดฮิตแห่งตลาดหนึ่งของคนกรุงเทพฯ ที่สำคัญตลาดจ๊อดแฟร์ยังไม่ได้ฮิตเฉพาะคนไทยเท่านั้น แต่ยังฮิตในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติด้วย  จากข้อมูลล่าสุดของการใช้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชั่น Grab พบว่า ตลาดจ๊อดแฟร์ คือ ติดอันดับ 2 ของ 5 จุดหมายปลายทางที่ชาวต่างชาติชอบไปมากที่สุด เป็นรองอันดับ 1 แค่ ไอคอนสยาม เท่านั้น ส่วนอีก 3 อันดับเป็น เซ็นทรัลเวิล์ด ถนนข้าวสาร และสยามพารากอน   แต่ตลาดจ๊อดแฟร์กำลังจะสิ้นสุดสัญญาเช่ากับ กลุ่มเซ็นทรัลภายในสิ้นปีนี้ และเตรียมจะย้ายไปเปิดที่ใหม่ บนที่ดินของกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค บนถนนรัชดาภิเษก ซึ่งเดิมคือจัสโก้ ซูปเปอร์มาร์เก็ต สาขารัชดา และต่อมามีการพัฒนาเป็นตลาดนัดอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะปิดตัวลง พื้นที่ดังกล่าวอยู่ติดกับบิ๊กซี รัชดา ใกล้กับ MRT สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เนื้อที่ 13 ไร่  ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และสายสีส้ม พื้นที่ใกล้เคียง มีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น AIA Capital Center, CW Tower, Rs Tower ศูนย์การเอสพลานาด และเดอะสตรีท   ตลาดจ๊อดแฟร์ แห่งใหม่มีกำหนดเปิดช่วงต้นปี 2567 ซึ่งมีไฮไลท์น่าสนใจ คือ จะมีพื้นที่ร้านค้าทั้งในส่วนเอาท์ดอร์ และอินดอร์ พร้อมด้วยอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ รวม​มูลค่าโครงการ 7,000 ล้านบาท  ภายใต้การพัฒนาโดยบริษัท วีรีเทล จำกัด (มหาชน) ในเครือ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค นั่นเอง ไฮไลท์โปรเจ็กต์ ตลาดจ๊อดแฟร์ ใหม่ สำหรับรายละเอียดโครงการมีดังนี้ โครงการแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ  อาคารสูง 12 ชั้น และพื้นที่ร้านค้าด้านหน้าอาคาร ประกอบด้วย ตัวอาคารมีพื้นที่รวมกว่า 93,000 ตร.ม. พื้นที่สำนักงาน 5 ชั้น 20,000 ตร.ม. พื้นที่ร้านค้า 3 ชั้น 25,000 ตร.ม. พื้นที่จอดรถ 4 ชั้น 33,000 ตร.ม. (จอดรถได้ 750 คัน) พื้นที่บริการและสัญจร สวน ล็อบบี้ 15,000 ตร.ม. ส่วนของพื้นที่สำนักงาน จะเป็นสำนักงานแห่งใหม่ของ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค และบริษัทในกลุ่ม เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ และออกแบบให้เป็นสำนักงานทันสมัย ภายใต้แนวคิด Smart Green Office ทั้งการอนุรักษ์พลังงานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การออกแบบอาคารให้แสงธรรมชาติเข้าถึงภายในเพื่อประหยัดพลังงาน มีรูฟการ์เด้นท์หรือสวนลอยฟ้า และพื้นที่สีเขียวภายในอาคาร ติดตั้ง Solar Roof ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และมี EV Charging Station สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ตัวอาคารยังมีการใช้เทคโนโลยีใหม่เรื่องการจัดการอาคาร เช่น  ระบบจดจำใบหน้าในการเข้า-ออก ระบบจดจำป้ายทะเบียนรถยนต์ ระบบแลกบัตรผ่านเข้าออกอัจฉริยะ  และระบบชำระค่าจอดรถแบบไร้สัมผัส   ในส่วนของร้านค้าภายในอาคารรวมพื้นที่ 25,000 ตร.ม. จำนวน 3 ชั้น รวมร้านค้า 928 ร้าน ตัวอาคารออกแบบสไตล์วินเทจ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เน้นบรรยากาศสบายๆ เหมือนเดินอยู่ในเชลซีมาร์เก็ต นิวยอร์ค โดยวางคอนเซ็ปต์ให้เป็นแหล่งรวมร้านอาหารสตรีทฟู้ดร้านเด็ดจากทั่วทุกย่านมาไว้ที่นี่   สำหรับพื้นที่กลางแจ้งด้านหน้าอาคารประมาณ 5.6 ไร่ จะเป็นไนท์มาร์เก็ตแห่งใหม่ ที่มีทั้งพื้นที่เป็นล็อค ร้านค้า และร้านในรูปแบบคีออส รวม 798 ร้าน ที่มีสินค้าหลายอย่าง ทั้งอาคาร คาเฟ่ สตรีทฟู้ดชื่อดัง ต้นไม้ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ ของแต่งบ้าน งานวินเทจ งานคราฟท์ งานแฮนด์เมด ซึ่งจะคงคอนเซ็ปท์ไนท์มาร์เก็ตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติในแบบฉบับ “จ๊อดแฟร์” นายไพโรจน์ ร้อยแก้ว เจ้าของตลาดจ๊อดแฟร์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ บริษัท วีรีเทล จำกัด (มหาชน) ในการเข้าบริหารพื้นที่รีเทลของโครงการมิกซ์ยูส ริมถนนรัชดาภิเษก ติด MRT ศูนย์วัฒนธรรมฯ ซึ่งมีระยะเวลาสัญญา 20 ปี นานที่สุดเท่าที่เคยบริหารตลาดมาก่อน โดยตลาดนัดสวนรถไฟ ถนนศรีนครินทร์มีระยะเวลาสัญญาเช่า 15 ปี ส่วนตลาดจ๊อดแฟร์ หลังศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 9 มีระยะเวลาสัญญา 2 ปี ที่กำลังจะหมดลงภายในสิ้นปี 2566 นี้ จึงเตรียมเปิดตลาดจ๊อดแฟร์แห่งใหม่ ในพื้นที่ 13 ไร่ของบริษัท วีรีเทลฯ ดังกล่าว   โดยจำนวนผู้เช่าที่ตลาดจ๊อดแฟร์ปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 700-800 ราย หากรวมผู้ค้าในเครือข่ายที่เคยเช่าพื้นที่น่าจะมีมากกว่า 3,000 ราย ซึ่งเชื่อว่าหากเปิดจองจะสามารถขายพื้นที่ได้ทั้งหมดโดยเร็ว และอัตราค่าเช่าน่าจะอยู่ในอัตราใกล้เคียงเดิมกับตลาดจ๊อดแฟร์ปัจจุบัน ซึ่งคิดในเรทวันละ 500 บาทต่อ 4 ตร.ม. โดยเท่ากันในทุกทำเล   นายไพโรจน์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้ยังมีเปิดให้บริการตลาดนัดกลางคืนอีก 1 แห่ง ซึ่งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก ด้วยรถไฟฟ้า มีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 13 ไร่ และเป็นคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ขณะเดียวกันบริษัท วีรีเทลฯ ยังมีที่ดินอีกหลายแปลง อาทิ ที่ดินจำนวนกว่า 11 ไร่ บริเวณตรงข้ามที่ดิน 13 ไร่ มีซึ่งสามารถพัฒนาเป็นตลาดได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ตนจะได้เข้าไปพัฒนาและบริหารต่อไปในอนาคต   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ตุนยอดขายครึ่งปีแรก 7,900 ล้าน จ่อขึ้นราคาบ้าน-คอนโดเพิ่ม5%หลังต้นทุนพุ่ง
แอสเซทไวส์  ปั้นคอนโด “เคฟ” อีก 5 โปรเจกต์  จับตลาดปล่อยเช่านักศึกษายีลด์ 7-8%

แอสเซทไวส์ ปั้นคอนโด “เคฟ” อีก 5 โปรเจกต์ จับตลาดปล่อยเช่านักศึกษายีลด์ 7-8%

แอสเซทไวส์ ยึดทำเลมหา’ลัย ปั้นคอนโด เคฟ อีก 5 โปรเจกต์ 8,980 ล้าน หลังสร้างแบรนด์จนเป็นขวัญใจนักศึกษาและนักลงทุนมากว่า 5 ปี มูลค่ากว่า 14,700 ล้าน   นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้แอสเซทไวส์ยังพัฒนาคอนโดมิเนียมแบนด์เคฟ (Kave) ในพื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัย ที่ปีนี้เปิด 5 โครงการ รวม 8,980 ล้านบาท  ได้แก่ เคฟป๊อป ศาลายา  เคฟ วันเดอร์แลนด์  เคฟ โคโค บางแสน เคฟ เอ็มบริโอ รังสิต  และ เคฟ ทาวน์ ไอซ์แลนด์ เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการ จากผู้ปกครอง ที่ซื้อเพื่อให้บุตรหลานได้พักอาศัยขณะเรียนหนังสือ และกลุ่มนักลงทุนที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่า เพราะได้ผลตอบแทนสูง 7-8% โดยแอสเซทไวส์ได้พัฒนาแบรนด์เคฟ มาไม่ต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 9 โครงการรวมมูลค่ากว่า 14,700 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าด้วยดี เนื่องจากเป็นโครงการที่พัฒนาตรงกับความต้องการของกลุ่มนักศึกษา แต่ละโครงการจะมีพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ ซึ่งตรงกับไลฟ์สไตล์ของนักศึกษา ซึ่งราคาขายเริ่มต้น 1.19-1.79 ล้านบาท มีราคาผ่อนใกล้เคียงกับอัตราค่าเช่าหอพักหรืออพาร์ทเมนท์ แต่มีความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวก จึงทำให้ผู้ปกครองนิยมซื้อให้บุตรหลาน และเมื่อเรียนจบยังสามารถปล่อยเช่าหรือขายต่อได้กำไรด้วย เราเริ่มต้นพัฒนาจากโครงการที่มีไม่กี่ร้อยยูนิต หลัง ๆ เป็น 1,000 ยูนิต ซึ่งก็ยังได้รับการตอบรับที่ดี เพราะโลเกชั่นดีติดมหาวิทยาลัย มีส่วนกลางที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย เพราะให้ความสำคัญกับคอนซูเมอร์อินไซด์ สำหรับทำเลหลักปัจจุบันของแบรนด์เคฟ ยังคงเป็นพื้นที่ในย่านรังสิต เพราะมองว่าตลาดยังมีดีมานด์ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ปัจจุบันจำนวนนักศึกษาและบุคลากรมีจำนวนมากกว่า 45,000 คน โดยหากสามารถขายให้กับกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวได้เพียง 10% ก็เป็นจำนวน 4,500 คน แต่ปัจจุบันบริษัทยังพัฒนาโครงการขายได้ไม่ถึง 2,000 ยูนิตเท่านั้น ม.กรุงเทพ กับม.ธรรมศาสตร์ยังมีทำเลพัฒนาโครงการได้อีก เราสนใจไปพัฒนาทุกมหา'ลัย เพราะมีแฟนคลับเป็นกลุ่มนักลงทุนด้วย ซึ่งซื้อปล่อยเช่าได้เดือนละ 10,000 บาทในทำเลม.ธรรมศาสตร์ และถ้าม.กรุงเทพ ปล่อยเช่าได้เดือนละ 12,000 บาท​   นอกจากทำเลในย่านรังสิตแล้ว แอสเซทไวส์ยังมองการพัฒนาในทำเลใกล้มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ​ ปริมณฑล และต่างจังหวัดด้วย อย่างปีที่ผ่านมาได้พัฒนาโครงการใกล้มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน เนื่องจากมีนักศึกษาจำนวนมากกว่า 25,000 คน ใกล้เคียงกับม.กรุงเทพ ในปีนี้แอสเซทไวส์พัฒนาเฟสต่อเนื่องจำนวนกว่า 800-900 ยูนิต ด้วย​ เรายังเชี่ยวชาญทำเลมหา’ลัย แต่สุดท้ายก็ต้องดูหลักดีมานด์และซัพพลาย เราหวังว่าเด็กครึ่งหนึ่งของมหาลัย จะอยู่โครงการเรา   สำหรับภาพรวมในปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่สูงที่สุด ตั้งแต่บริษัทได้ดำเนินธุรกิจมา จำนวน 12 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 22,500 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนคอนโด 70% และโครงการแนวราบ 30% แบ่งเป็นโครงการคอนโดภายใต้แบรนด์เคฟ, แบรนด์แอทโมซ (Atmoz) และแบรนด์โมดิซ (Modiz) จำนวน 9 โครงการ มูลค่ารวม 15,830 ล้านบาท และโครงการบ้าน 3 โครงการ มูลค่ารวม 6,670 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ ดิ ออเนอร์ (The Honor) และ แบรนด์แนวราบน้องใหม่กับ แบรนด์ดิ อาร์เบอร์ (The Arbor) เพื่อเปิดประสบการณ์ที่อยู่อาศัยที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่ เตรียมขยายกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์มากยิ่งขึ้น   ทั้งนี้บริษัทวางเป้าหมายการเติบโตของยอดขายที่ระดับ 15,000 ล้านบาท และตั้งเป้ารับรู้รายได้ในปีนี้ที่ 7,200 ล้านบาท อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -พาไปดู โปรเจ็กต์หมื่นล้าน “ไวส์พาร์ค มีนบุรี” มิกซ์ยูสใหญ่สุดของ แอสเสทไวส์ ในรอบ 10 ปี -แอสเซทไวส์ เปิด 5 กลยุทธ์ความสำเร็จแบรนด์เคฟ แคมปัสคอนโด จับกลุ่มนศ.มหาลัย-นักลงทุน
[PR News] รพ.อินเตอร์เมดิคัล ปั้นโปรเจกต์ “IMH Medical Hub” ย่าน BTS แบริ่ง

[PR News] รพ.อินเตอร์เมดิคัล ปั้นโปรเจกต์ “IMH Medical Hub” ย่าน BTS แบริ่ง

กลุ่มโรงพยาบาล อินเตอร์เมดิคัลฯ ​จับมือ​ “พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์”  อดีตนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ปั้นที่ดิน 12 ไร่ย่านแบริ่ง ขึ้นโปรเจกต์  "IMH Medical Hub"   ย่าน BTS แบริ่ง กว่า 12 ไร่ หวังดัน “IMH” ติด TOP 3 กลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลไทย     ดร.สิทธิวัตน์ กำกัดวงษ์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงพยาบาลอินเตอร์เมดิคัล แคร์ แอนด์ แล็บ (“IMH”) เปิดเผยว่า ได้เตรียมปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัท โดยแชร์ทรัพยากรร่วมกัน (synergy)​ ภายในกลุ่ม IMH​ ซึ่งประกอบด้วย โรงพยาบาล​อินเตอร์​เมด​ฯ โรงพยาบาล IMH​ ธนบุรี โรงพยาบาล มเหสักข์​ ย่านสีลม ที่เพิ่งซื้อกิจการเข้ามาใหม่ เพื่อปูทางสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งไปสู่ การลงทุนเมกะโปรเจกต์ใหม่ ภายใต้ชื่อ "IMH​ Medical​ Hub" ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ กลางปี 2568 นี้ สู่การ ปูทางเพื่อก้าวเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจโรงพยาบาล TOP 3 ในกลุ่มโรงพยาบาลชั้นนำของปะเทศ   โดยล่าสุด กลุ่มโรงพยาบาล​ IMH ได้ลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่ระยะยาว 30 ปี (ต่อได้อีก 30ปี รวม60ปี)​ ที่ดินเกรดเอ 12 ไร่  ติดสถานีรถไฟฟ้า BTS แบริ่ง (สายสุขุมวิท)​ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งต้นปี 2566 นี้ IMH​ จะเริ่มพัฒนาที่ดินแปลงนี้ ร่วมกับ กลุ่มคุณ พรนริศ ชวน​ไชย​สิทธิ์​ อดีต​นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และ ประธานกฎบัตร​ไทย ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงประสบความสำเร็จ​ในวงการอสังหา​ริมทรัพย์ เพื่อพัฒนา เมกะโปรเจกต์ใหม่ ภายใต้ชื่อ "IMH​ Medical​ Hub" ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 เฟส​ ดังนี้ โดยเฟส 1 คาดว่า จะเปิดให้บริการในครึ่งปีหลังของปี 2568 ประกอบด้วย โรงพยาบาล IMH​ แบริ่ง ขนาด 200​ เตียง รองรับคนไข้เงินสด และสิทธิประกันสังคม​ อาคาร Retail space ศูนย์แพทย์เฉพาะทาง &​ Wellness Center ส่วนเฟส  2 คาดว่าจะเปิดให้บริการ ปี 2571 ประกอบด้วย โรงพยาบาล IMH​ International ขนาด 400​ เตียง รับคนไข้เงินสด และต่างชาติ ศูนย์พักฟื้นผู้ป่วยและกายภาพบำบัด สำหรับ เมกะโปรเจกต์ “IMH​ Medical​ Hub” มีจุดเด่นคือ 1.ที่ตั้งโครงการมีศักยภาพสูง และพื้นที่มีขนาดใหญ่ถึง 12 ไร่ จึงสามารถจะขยายธุรกิจทางการแพทย์ได้หลากหลาย และดึงดูด พาร์ทเนอร์ที่มีประสบการณ์ มาร่วมลงทุน-แบ่งกำไร ทำให้ธุรกิจแต่ละส่วนในพื้นที่โครงการ อยู่แบบพึ่งพิงกันได้อย่างครบวงจร ซึ่งจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนไข้เข้ามาใช้บริการในหลายรูปแบบ และ สามารถ cross -​sell บริการต่าง ๆ ในโครงการได้เป็นอย่างดี  ทำให้ได้เปรียบโรงพยาบาลอื่น ๆที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ซึ่งทำให้การขยายโรงพยาบาล​เป็นไปได้ยาก   2.ที่ตั้งโครงการ อยู่ติด BTS​ แบริ่ง ไป-มาสะดวก สามารถรับคนไข้ได้ทั้งกรุงเทพ​ และสมุทรปราการ พร้อมที่จอดรถ กว่า 800 คัน  และโครงการนี้ยังได้รับการ refer ฐานลูกค้าจาก โรงพยาบาล อื่น ในเครือ IMH​ อีกด้วย   3.การระดมลงทุนสำหรับโครงการนี้ เน้นการลงทุนทีละเฟส โดยใช้เงินทุนหมุนเวียน และเงินกู้จากสถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบัน กลุ่ม IMH​ อยู่ระหว่างเจรจากับพาร์ทเนอร์​ที่มีประสบการณ์ เช่น โรงพยาบาลเบอร์ต้นๆ ของประเทศ มาร่วมลงทุน-แบ่งกำไร ซึ่ง IMH​ จะได้รับส่วนแบ่งกำไร ตามส่วนธุรกิจที่พาร์ทเนอร์ ​เข้ามาลงทุน เพื่อรับรู้รายได้เร็วและคืนทุนเร็ว   4.ทางด้านการแพทย์และจัดหาบุคลากรวิชาชีพ นั้น กลุ่ม IMH​ ได้มอบหมายให้ นายแพทย์สุขุม กา​ญ​จน​พิมาย​ กรรมการ และ ประธานที่ปรึกษาของกลุ่มโรงพยาบาล​ ผู้มีประสบการณ์ด้านการแพทย์ สาธารณสุข และปัจจุบันเป็น นายกแพทยสมาคมฯ เป็นผู้ดูแล ให้มีแพทย์และวิชาชีพ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและมีประสบการณ์​สูง ให้เพียงพอกับจำนวนคนไข้ที่เพิ่มมากขึ้น 5.ทางด้าน Retail space นั้น กลุ่ม IMH​ ได้มอบหมายให้ คุณบุณยฤทธิ์​ กัลยาณมิตร​ กรรมการกลุ่มโรงพยาบาล ที่มีประสบการณ์ด้านการค้าการพาณิชย์ เป็นผู้ดูแล โดยเบื้องต้น IMH​ จะให้เช่าพื้นที่ Retail space ซึ่งอยู่ใกล้สถานที่รถไฟฟ้า BTS แบริ่ง ที่มีคนเข้า-ออกเป็นจำนวนมากทุกวัน จะออกแบบให้เป็นพื้นที่ Retail Mall จำหน่ายสินค้า/บริการ เกี่ยวกับสุขภาพทุกประเภท ตั้งเป้าให้เป็น Organic Market Place ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ และ จะเปิดให้บริการได้ทันที ระหว่างการก่อสร้างโรงพยาบาล โดยใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินในส่วนที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง เพื่อให้เกิดการทำรายได้สูงสุด สำหรับรายได้ของ เมกะโปรเจกต์ ​IMH​ Medical Hub  ได้ตั้งเป้าไว้ระดับ 5,000 ล้านบาท ใน 5 ปี ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางนโยบายของภาครัฐ ที่จะดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ในระยะใกล้นี้    
มีอะไรใหม่ใน เอ็มไพร์ ทาวเวอร์ หลังทุ่มพันล้านสู่ Co-Living Space

มีอะไรใหม่ใน เอ็มไพร์ ทาวเวอร์ หลังทุ่มพันล้านสู่ Co-Living Space

AWC ทุ่มงบ 1,000 ล้าน ปรับโฉม “เอ็มไพร์ ทาวเวอร์” สู่ Co-Living Space ผสานการใช้ชีวิตและการทำงาน พร้อมปั้นรูฟท็อป แลนด์มาร์คใหม่ย่านสาทร   AWC หรือ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ของตระกูล "สิริวัฒนภักดี" ที่มีลูกสาวคนรองของเจ้าสัว เจริญ สิริวัฒภักดี อย่าง นางวัลลภา ไตรโสรัส นั่งบริหารงาน ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC ได้ประกาศทุ่มงบถึง 1,000 ล้านบาท เพื่อปรับโฉมอาคารเอ็มไพร์ใหม่ สู่ “Co-Living Collective: Empower Future” จากเดิมที่เป็นอาคารสำนักงานเกรด เอ เหมือน ๆ กับอาคารสำนักงานทั่วไปที่อยู่ในย่านใจกลางธุรกิจ เป็น Co-Living Space ทำไมต้องก้าวสู่ Co-Living Space ต้องยอมรับว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงชีวิตพนักงานออฟฟิศ ที่ต้องอยู่บ้านเพื่อทำงาน หรือ Work from Home ทำให้พื้นที่ออฟฟิศลดความจำเป็นในการใช้งานลง แม้แต่ภายหลังที่สถานการณ์โควิดเบาบางลง จนทำให้หลายองค์กรเริ่มกลับมาทำงานที่ออฟฟิศกันปกติ แต่ก็ยังมีออฟฟิศจำนวนมาก ปรับรูปแบบสู่การทำงานแบบไฮบริด คือ ผสมผสานการทำงาน ให้พนักงานมาทำงานที่ออฟฟิศบางวัน ทำงานจากที่บ้าน หรือทำงานจากที่ไหน ๆ ก็ได้ (Work from anywhere) ในบางวัน   เพราะในช่วงเวลาของการเกิดโควิดและพนักงานจำนวนมากทำงานอยู่ที่บ้าน หรือที่ใด ๆ ก็ตาม  การทำงานก็ยังมีประสิทธิภาพ และสามารถจบงานต่าง ๆ ได้ ไม่แตกต่างจากการต้องมาทำงานที่ออฟฟิศ แถมมีงานวิจัยหรือการสำรวจความเห็นของหลายองค์กร ระบุว่า คนทำงานบางส่วนไม่พร้อมจะกลับมาทำงานที่ออฟฟิศแบบฟลูไทม์แล้ว ยิ่งคนรุ่นใหม่จำนวนมาก หลักเกณฑ์ในการเลือกองค์กรทำงาน ก็จะเน้นองค์กรที่มีความยื่นหยุ่นสูงในเรื่องสถานที่การทำงา หรือเรื่องของการทำงาน   ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าตอนนี้อาคารสำนักงานใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในปัจจุบัน และแผนการพัฒนาในอนาคต จะเกิดขึ้นอีกมากมายหลายประเภท และหลายเกรด ทำให้การแข่งขันในธุรกิจอาคารสำนักงานมีสูงมากขึ้น ทำให้อาคารสำนักงานที่มีอยู่แต่เดิม ต้องลุกขึ้นมาปรับโฉม รีโนเวท พัฒนาหรือเติมเต็มการบริการให้กับผู้เช่า  เพื่อจะรักษาฐานผู้เช่ารายเดิมไว้ ขณะเดียวกันก็ดึงดูดผู้เช่ารายใหม่ให้เข้ามาใช้บริการด้วย   การปรับโฉมของ AWC ครั้งนี้ ก็เพราะมองเห็นเทรนด์การเปลี่ยนแปลงไป ของรูปแบบการทำงานและไลฟ์สไตล์การทำงานของคนยุคปัจจุบัน ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่ออฟฟิศเท่านั้น แถมการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบันก็เชื่อมโยงไปกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน การกิน การใช้ชีวิต หรือการพักผ่าน นอกจากนี้ AWC ก็มองเห็นว่าการแข่งขันในธุรกิจอาคารสำนักงานมีสูง นอกจากจะเติมเต็มประสบการณ์ให้กับพนักงานแล้ว ต้องเพิ่มและเสริมการบริการใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ และรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้ ไม่ให้ย้ายออกไปไหนด้วย มีอะไร? ใน อาคารเอ็มไพร์   สำหรับอาคารเอ็มไพร์ โฉมใหม่ ที่ได้ทุ่มทุน 1,000 ล้านบาท เพื่อเติมไฮไลท์ใหม่ ๆ เข้ามาเสริม ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนทำงานยุคปัจจุบัน เป็นการเพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง เหมือนการอาศัยอยู่กับคอนโด จากเดิมที่มีแค่การให้บริการที่จอดรถ และห้องน้ำ แต่ต่อไปนี้จะมีพื้นที่ใหม่ ๆ ที่เตรียมเข้ามา ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 2 และจะสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้ โดยอาคารเอ็มไพร์ ภายใต้รูปโฉม The Co-Living Collective: Empower Future จะเพิ่มเติมสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ Co-Living Space ที่ใหญ่ที่สุด AWC ได้ผสมผสานประสบการณ์การใช้ชีวิตและการทำงาน ให้การมาทำงานที่อาคารเอ็มไพร์ มีบรรยากาศเหมือนอยู่บ้าน ด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามา ภายใต้แนวคิด “Co-Living Collective: Empower Future” ซึ่งได้เตรียมพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตร บนชั้น 53 สร้าง อาทิ พื้นที่เตรียมอาหาร รับประทานอาหาร พื้นที่นั่งเล่น ประชุม พักผ่อนหย่อนใจ เสริมสร้างสุขภาพ ห้องอาบน้ำ พื้นที่ทำงานร่วมกัน และ ห้องประชุม  Circle Club Chat Board ห้องนั่งเล่น (Living Room) พื้นที่สันทนาการเพื่อการพักผ่อน เพลิดเพลินกับเกมคอนโซล โต๊ะพูล และโต๊ะปิงปอง ห้องพักผ่อนที่หลับได้พักนึง  (Nap Lounge) ในวันที่ทำงานหนักหรือพักผ่อนไม่พอ ห้องอาบน้ำ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า (Locker Room) ห้องสำหรับเด็ก (Kids Room) เพื่อมานั่งเล่น ทำการบ้าน หลังเลิกเรียน ระหว่างรอผู้ปกครองกลับบ้าน ห้องดูแลลูก (Nursing Lounge) เปลี่ยนผ้าอ้อม ห้องปั๊มนมสำหรับคุณแม่ลูกอ่อน พื้นที่สำหรับดูแลสัตว์เลี้ยง (Pet’s Hotel) “EA” รูฟท็อปอาหาร-เครื่องดื่ม ใหญ่สุด  การกินอาหารปัจจุบันไม่ใช่แค่ความจำเป็นของชีวิตอย่างเดียว ยิ่งเป็นคนทำงานหรือนักธุรกิจ การกินอาหารยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเรื่องธุรกิจด้วย เพราะสามารถคุยงานหรือเจรจาธุรกิจระหว่างกินอาหารได้ และที่สำคัญ AWC มีเครือโรงแรมจำนวนมากที่บริหารงานอยู่ จึงถือว่านำเอาความแข็งแกร่งในเรื่องของอาหารและเครื่องดื่มมาช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า และสร้างจุดแข็งให้กับอาคารเอ็มไพร์ ด้วยการสร้างแลนด์มาร์คใหม่ย่านสาทร บนชั้น 55-58 พื้นที่รวม 9,000 ตารางเมตร ใช้งบประมาณ 500-600 ล้านบาท เป็นศูนย์รวมร้านอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำ โดยมีรูฟท็อปที่สามารถเห็นวิวกรุงเทพฯ ได้แบบ 360 องศา และใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วย ชั้น 55 รวบรวมภัตตาคารและร้านอาหารนานาชาติที่หลากหลาย อาทิ ร้าน % Arabica ที่จะเปิดเป็นสาขาแบบ Sky Café แห่งแรกของโลก และ The Cassette Music Bar แฮงเอาท์คลับยอดนิยมของชาวกรุงเทพฯ เป็นต้น ชั้น 56 “EA” (เอ-ยา) จุดหมายปลายทางแห่งอาหารอันโดดเด่นบนยอดตึกใจกลางกรุง ที่ผสมผสานระหว่างบาร์ ภัตตาคาร พร้อมบริการชั้นเลิศ เพื่อนำเสนออาหารและเครื่องดื่มอันหลากหลาย ชั้น 57 – 58 นำเสนอสุดยอดแบรนด์ไลฟ์สไตล์สุดหรูระดับโลกครั้งแรกในประเทศไทย โดยเชฟ Nobu Matsuhisa เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารญี่ปุ่น-เปรู ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจากการนำเสนอวัตถุดิบชั้นเลิศและบริการชั้นยอด พร้อมด้วยการออกแบบตกแต่งร้านให้มีเอกลักษณ์จากบริษัทออกแบบระดับตำนานอย่าง Rockwell Group นอกจากนี้ ในบริเวณชั้น Ground  จะมีการพัฒนาเป็นเลาจ์ เพื่อเชื่อมโยงลิฟท์ขึ้นไปโดยตรงบริเวณชั้นอาหารและเครื่องดื่มตั้งแต่ชั้น 55 ขึ้นไปด้วย ก่อนหน้าเรามีแค่ห้องน้ำและที่จอดรถให้กับผู้เช่า วันนี้เราเติม Common facility เหมือนการซื้อคอนโดอยู่ เตรียม 40,000 ตร.ม.เพิ่มการอัตราเช่า อาคารเอ็มไพร์มีพื้นที่รวม 314,800 ตร.ม. มีจำนวน 58 ชั้น มูลค่าสินทรัพย์ถึง 20,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีอัตราการเข้าใช้พื้นที่เช่าอยู่ประมาณ 70% เป็นบริษัทองค์กรต่างชาติถึง 74% ซึ่งอัตราเข้าใช้พื้นที่อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิด แม้ว่าช่วง 3 ปีจะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่อาคารเอ็มไพร์ก็ยังรักษาระดับจำนวนผู้เช่าไว้ได้อย่างดี   แต่ปัจจุบันอาคารเอ็มไพร์ ยังมีพื้นที่เหลือถึง 40,000 ตร.ม. สำหรับรองรับกับผู้เช่ารายใหม่ได้ พื้นที่ดังกล่าวหักในส่วนที่ต้องปรับปรุงเป็นพื้นที่ทำส่วนกลางและร้านอาหารแล้ว​ ซึ่ง AWC มีเป้าหมายการดึงกลุ่มผู้เช่ารายใหม่ โดยเฉพาะที่บริษัทข้ามชาติ และบริษัทคนรุ่นใหม่ให้เข้าใช้บริการ โดยปัจจุบนคิดอัตราเช่า 1,200-1,400 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน แต่อัตราเช่าจะมีโปรโมชั่นและส่วนลดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสัญญาเช่า ระยะเวลา และขนาดพื้นที่   โดย AWC ได้จัดเตรียมพื้นที่เช่าที่มีความหลากหลาย ทั้งพื้นที่เปล่า พื้นที่สำเร็จรูปตกแต่งพร้อมเข้าอยู่ ให้กับผู้เช้าได้เลือกใช้บริการ มี Swing Floor พื้นที่ทำงานชั่วคราวสำหรับผู้เช่าระหว่างการออกแบบตกแต่งสำนักงาน ที่มีการตกแต่งบางส่วนหรือทั้งหมดด้วยวัสดุและอุปกรณ์ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการเฉพาะของผู้เช่า เช่น ฉากกั้นแบบยืดหยุ่น เฟอร์นิเจอร์โมดูลาร์ เฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบให้สอดคล้องกับสรีระ ตลอดจนให้คำปรึกษาในการออกแบบและตกแต่งสำนักงาน   AWC คาดหวังกว่า การปรับโฉมใหม่ครั้งนี้ และการเตรียมเพิ่มประสบการณ์อันหลาหลายเหล่านี้ จะช่วยทำให้อัตราการเข้าใช้พื้นที่ขยับมากขึ้น เพราะตามพอร์ตอาคารสำนักงาน ที่ AWC บริหารงานอยู่มีอัตราการเข้าใช้พื้นที่มากกว่านี้ อาทิ อาคารสำนักงานแอทธินีทาวเวอร์ มีอัตราการเช่า 96% อาคาร 208 ไวร์เลส โรด อัตราเช่า 92% พร้อมกับดึงทราฟฟิคให้คนเข้ามาใช้บริการส่วนร้านอาหารและเครื่องดื่มได้อีกวันละ​ 5,000 คน จากปัจจุบันมีการหมุนเวียนการใช้บริการต่าง ๆ ภายในอาคารวันละ 20,000 คน ตอนนี้เป็นการบิวด์ธุรกิจให้กลับมา ช่วง 3 ปี เรารักษาการเช่าไว้ได้ที่ 70% แต่ควรขยับมากกว่านี้ ที่ไม่ขยับ   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -จากโรบินสันสีลม สู่ สีลมเอจ มิกซ์ยูส 1,800 ล้านของ เฟรเซอร์สฯ -ตลาดออฟฟิศ-โรงแรมในกรุงเทพฯ Q1 บทสรุป ยังบาดเจ็บจากพิษโควิด-19 -AWC เดินแผนขยายธุรกิจแสนล้าน เตรียมเปิดโรงแรมใหม่เพิ่มอีก 9 แห่ง  
9 เทคนิคจัดบ้านให้มงคล รับตรุษจีน 66

9 เทคนิคจัดบ้านให้มงคล รับตรุษจีน 66

ตรุษจีน 66 หรือวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน ปี 2566 สำหรับปีนี้​ ตรงกับวันที่ 22 มกราคม ส่วนวันที่ 20 มกราคม จะเป็นวันจ่าย สำหรับซื้อสินค้าและของต่าง ๆ มาใช้ในพิธีไหว้าเจ้าไหว้บรรพบุรุษ และวันที่ 21 มกราคม เป็นวันไหว้เจ้าและทำพิธีไหว้ต่าง ๆ ซึ่งตามธรรมเนียมจีนแล้ว เทศกาลตรุษจีนจะมีการทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ซึ่งสิ่งหนึ่งต้องทำคือ การทำความสะอาดบ้าน หรือการจัดบ้าน     โดยการจัดบ้าน นอกจากจะทำให้บ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ยังช่วยเสริมในเรื่องฮวงจุ้ย เสริมโชคลาภและทำให้การอยู่อาศัยในบ้านมีสุขภาพที่ดี มีความสุข สบายด้วย ไม่จำกัดเฉพาะการจัดบ้านให้เป็นมงคล รับตรุษจีน 66 ก็ตาม เทคนิคที่จะเล่าต่อไปนี้ สามารถใช้ได้ตลอดทั้งปีด้วยนะ 9 เทคนิคจัดบ้านให้มงคลรับ ตรุษจีน 66 มาดูกันว่า 9 เทคนิคจัดบ้านให้มงคล รับตรุษจีน 66 มีอะไรบ้าง ซึ่งมั่นใจได้เลยว่า สามารถทำตามได้ไม่ยาก ใคร ๆ ก็ทำได้ 1.จัดทางเข้าบ้าน-ประตูบ้านไม่ให้รก ทางเข้าบ้าน หรือบริเวณประตูเข้าบ้าน ถือเป็นจุดสำคัญตามหลักฮวงจุ้ย เพราะเป็นบริเวณพลังชี่ ซึ่งเป็นพลังที่ดี สามารถเรียกเงินเรียกทองเข้าบ้าน หากบริเวณดังกล่าวรก หรือไม่เป็นระเบียบ ก็จะขัดขวางโชคลาภ และเงินทองเข้าบ้านด้วย แต่หากพูดถึงตามหลักการทั่วไปแล้ว ทางเข้าบ้านเป็นจุดที่เราต้องเข้าออกบ้านทุกวัน หากมีสิ่งของวางไว้เกะกะ ไม่เป็นระเบียบ มันก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุหรือไม่สะดวกต่อการเข้าออกได้เช่นกัน 2.ทิ้งของแตกหัก-ชำรุดใช้งานไม่ได้ ของแตกหัก หรือชำรุด หากอยู่ในบ้าน ชาวจีนถือว่าไม่ควรทำ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เป็นมงคล อาจทำให้คนอยู่ในบ้านเกิดการทะเลาะแตกแยกกันได้ จึงควรทิ้งหรือเอาออกจากบ้าน 3.จัดบ้านให้สว่าง แสงสว่าง ถือเป็นส่วนสำคัญอีกอย่างสำหรับการเพิ่มความมงคลภายในบ้าน เพราะจะทำให้เกิดความสุข ชีวิตมีแต่ความรุ่งโรจน์ จึงควรทำให้บ้านมีแสงสว่างที่เหมาะสม ตามบริเวณต่าง ๆ ขณะเดียวกัน การมีแสงสว่างยังช่วยทำให้เกิดความปลอดภัยภายในบ้านด้วย เพราะหากมีมุมอับแล้วมีสิ่งของกีดขวางอยู่ เราก็อาจจะได้รับอุบัติเหตุได้ด้วยเหมือนกัน 4.จัดบ้านให้เป็นระเบียบ-ไม่รก ข้อนี้ คงมีความใกล้เคียงกับ การจัดหน้าบ้านไม่ให้รก แต่หากจัดบ้านไม่ให้รกเฉพาะหน้าบ้าน  ขณะที่พื้นที่อื่น ๆ ในบ้านรก ไม่เป็นระเบียบ ก็เป็นการทำให้โชคลาภไม่เข้ามาได้ด้วยเหมือนกัน จุดอื่น ๆ ของบ้านจึงจะต้องมีความเป็นระเบียบ ไม่รก ไม่สกปรกด้วย เพื่อให้คนอยู่ในบ้านมีสุขภาพดี มีโชคลาภเข้ามาด้วย 5.ประดับโคมไฟจีน สำหรับโคมไฟจีนนั้น ชาวจีนถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของงานรื่นเริง งานสำคัญ ทำให้ช่วงเทศกาลสำคัญอย่างตรุษจีน จึงมีการประดับตกแต่งด้วยโคมไฟจีน ทั้งในบ้านและที่ทำงาน แต่ห้ามนำมาแขวนไว้หน้าบ้านเวลากลางคืน เพราะจะหมายถึงว่า บ้านนี้คนเสียชีวิต 6.แตกผนังบ้านด้วยอักษรจีน อักษรจีน ที่มีความหมายเป็นมงคล เป็นที่นิยมนำมาประดับตกแต่งบ้านอยู่แล้วเป็นปกติ เพราะเหมือนการดึงดูดพลังงานที่ดีเข้ามาไว้ในบ้าน ทำให้ในช่วงวันตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่ ชาวจีนจึงนิยมนำเอาภาพอักษรจีนมาประดับตกแต่งบ้าน โดยเฉพาะตุ้ยเลี้ยง คือ คำอวยพรปีใหม่ ความหมายดี ๆ เป็นมงคล ด้วยความหมายต่าง ๆ  ที่เป็นอักษรจีน มักจะประกอบด้วยตัวอักษรจีน 7 เขียนเป็นคำกลอน ซึ่งคนจีนนิยมนำมาติดไว้ในบ้าน มักจะติดสองข้างประตูบ้าน และติดตรงกลางทางเข้าออก เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิดความร่ำรวย เป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว 7.ปลูกไม้มงคล เช่น ไผ่, กล้วยไม้ สิ่งของที่เป็นมงคล ที่ชาวจีนเชื่อถือ และนิยมนำมาไว้ในบ้านมีหลายอย่าง ต้นไม้มงคล ก็เป็นสิ่งที่ชาวจีนนิยมนำมาปลูกหรือประดับบ้าน โดยต้นไม้มงคลมีอยู่มาหมายหลายชนิด แล้วแต่ความเชื่อของคนจีนว่าอยากได้ความเป็นมงคลในเรื่องอะไร ซึ่งเทศกาลตรุษจีน เพื่อความเป็นมงคล จึงนิยมปลูกต้นไม้มงคลไว้หน้าบ้าน เช่น ต้นไผ่ หมายถึง ความดีงาม ต้นสน ช่วยเกื้อหนุนให้อายุยืนยาว เป็นต้น 8.จัด-ทำความสะอาด หิ้งพระ-ตีจู้เอี๊ยะ ธรรมเนียมปฏิบัติหนึ่งของเทศกาลตรุษจีน คือ การไหว้เจ้า ไหว้เจ้าที่ ทำให้บริเวณหิ้งพระ หรือตีจู้เอี๊ยะ จึงต้องทำความสะอาด และจัดให้เป็นระเบียบ เพื่อทำพิธีไหว้ให้เกิดความเป็นมงคล นอกจากนี้ หากในบ้านมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ก็ต้องทำเช่นเดียวกัน เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นช่วยคุ้มครองให้คนในบ้านประสบแต่โชคดี และมีความมงคลเกิดขึ้นด้วย 9.แต่งบ้านด้วยของมงคล ของมงคลต่าง ๆ ที่ชาวจีนเชื่อ และให้การยอมรับมีจำนวนมาก แล้วแต่จะเน้นเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งชาวจีนมักจะนำเอาของมงคลมาใช้ประดับตกแต่งบ้าน มาตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน หรือเอามาติดตัว เพื่อทำให้ชีวิตมีแต่ความมงคล มีโชคลาภ มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ทำให้ช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือปีใหม่จีน ชาวจีนจึงมักจะแต่งบ้าน หรือจัดบ้านให้เกิดความเป็นมงคล ด้วยของมงคลต่าง ๆ เช่น ตุ๊กตารูปสัตว์ อาทิ หมู แสดงความมั่งคั่ง  เครื่องปั้นดินเผา เสริมดวงการเงิน เป็นต้น   ทั้งหมดนี้ก็เป็น 9 เทคนิคจัดบ้านให้มงคลรับ ตรุษจีน 66 ที่ทำได้ทุกคน ทุกบ้าน หรือหากจะผ่านพ้นเทศกาลตรุษจีนไปแล้ว เราก็สามารถนำเอาเทคนิคนี้มาจัดบ้านได้ เพื่อให้ชีวิตการอยู่อาศัย มีแต่ความเฮง ๆ โชคดีรับปี 2566 ตลอดไปนั่นเอง   ที่มา-ไทยรัฐ, ดีดีพร็อพเพอร์ตี้, บ้านและสวน   อ่านบทความเพิ่มเติม -สิ่งที่ต้องทำในวันตรุษจีน 66 เพื่อความเป็นมงคลของชีวิต
สิ่งที่ต้องทำในวันตรุษจีน 66 เพื่อความเป็นมงคลของชีวิต

สิ่งที่ต้องทำในวันตรุษจีน 66 เพื่อความเป็นมงคลของชีวิต

ตรุษจีน 66 นอกจากวันที่ 1 มกราคมของทุกปี จะถือเป็นวันขึ้นปีใหม่สากลแล้ว ทุก ๆ ช่วงต้นปี ชาวจีน หรือผู้ที่มีเชื้อสายจีนทั่วโลก ก็มักจะถือเอาวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฏิทินจีน เป็นวันขึ้นปีใหม่จีน หรือวันตรุษจีน ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองและพิธีกรรมต่าง ๆ ตามธรรมเนียมจีนกันด้วย แต่วันที่ 1 เดือน 1 หรือวันตรุษจีน ในแต่ละปีจะไม่ใช่วันเดียวกันในทุก ๆ ปี จะเป็นวันไหนบ้างนั้น ต้องดูปฏิทินจีนเป็นหลัก   โดยปี 2566 นี้ วันตรุษจีน 2566 ตรงกับวันที่ 22 มกราคม ส่วนวันที่ 20 มกราคม จะเป็นวันจ่าย สำหรับซื้อสินค้าและของต่าง ๆ มาใช้ในพิธีไหว้าเจ้าไหว้บรรพบุรุษ และวันที่ 21 มกราคม เป็นวันไหว้เจ้าและทำพิธีไหว้ต่าง ๆ ซึ่งตามธรรมเนียมจีนแล้ว เทศกาลตรุษจีนจะมีการทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว รวมถึงการห้ามทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อผลในทางเดียวกันด้วย   มาดูกันว่าตามธรรมเนียมจีนแล้ว วันตรุษจีน 66 ปีนี้ เราควรทำอะไร ในวันตรุษจีนกันบ้าง เพื่อชีวิตจะได้พบเจอแต่สิ่งดี ๆ มีความสุข เป็นมงคลแก่ชีวิตของเรากันบ้าง สิ่งต้องทำในวันตรุษจีน 1.ไหว้เจ้า, ไหว้เจ้าที่, ไหว้บรรพบุรุษ สิ่งมงคลที่ต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเทศกาลตรุษจีน ก็คือ การไหว้เจ้า ไหว้เจ้าที่ภายในบ้าน และไหว้บรรพบุรุษ รวมไปถึงไหว้ผีไม่มีญาติ ด้วยของไหว้ อาหารคาว อาหารหวาน และผลไม้ ที่เป็นมงคลตามความเชื่อของชาวจีน ซึ่งในพิธีการไหว้นี้ จะมีการจุดประทัดด้วย ตามความเชื่อในเรื่องจะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย 2.ทำพิธีรับ “ไฉ่ ซิ่ง เอี้ย” ชาวจีนนิยมไหว้ “ไฉ่ ซิ่ง เอี้ย” ที่เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภและเงินทอง เพราะจะทำให้มั่งคั่งร่ำรวย ให้โชคลาภ รวมถึงสุขภาพดี ครอบครัวรักสามัคคีปรองดอง ​โดยพิธีรับ ไฉ่ ชิ่ง เอี้ย จะดูฤกษ์ยามที่เทพลงมายังโลก ซึ่งมักจะเป็นช่วงวันก่อนวันตรุษจีน   โดยฤกษ์ไหว้ไฉ่ซิงเอี้ย สำหรับตรุษจีน 2566 ปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 21 มกราคม ช่วงเวลา 23.00-02.59 น. วิธีไหว้ให้ตั้งโต๊ะบูชาของไหว้ ด้วยการหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ​​ 3.นำส้ม 4 ผล ไหว้ขอพรผู้ใหญ่ ธรรมเนียมการไหว้ขอพรผู้ใหญ่ที่เคารพ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในทุกชนชาติ อย่างช่วงเทศกาลสงกรานต์ของไทย เราก็มีรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ เพราะต้องการความเป็นสิริงคล เทศกาลตรุษจีนของชาวจีน ก็มีธรรมเนียมการขอพรผู้ใหญ่เช่นกัน แต่สิ่งที่จะต้องนำติดตัวไปด้วยก็คือ ส้ม 4 ผล   สาเหตุที่ต้องนำส้ม 4 ผลไปไหว้ผู้ใหญ่นั้น เป็นเพราะชาวจีนมีความเชื่อว่า ส้มเป็นตัวแทนของเครื่องสักการะเทพเจ้าทั้ง 4 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูฝน  ซึ่งจะช่วยให้ โชคดี มั่นคั่ง และร่ำรวย ตลอดปี ส้มยังเป็นตัวแทนการอวยพร และมีความหมายถึง ทองคำ และการให้ส้ม 4 ผล เพราะเป็นตัวเลขจำนวนที่เป็นมงคล ​​ซึ่งอาจจะให้ส้มมากกว่า 4 ลูกก็ได้ แต่ต้องเป็นเลขคู่ เช่น  6 ลูกหรือ 8 ลูก ก็ยิ่งมงคลขึ้นไปอีก  ตามประเพณีจีน เมื่อลูกหลานมอบส้ม 4 ลูก ให้แก่ญาติผู้ใหญ่แล้ว ผู้ใหญ่จะมอบส้ม 2 ลูก กลับมาเป็นการอวยพรแก่ลูกหลานด้วยเช่นกัน 4.รับ-แจก อั่งเปา อั่งเปา ตามความหมายในภาษาจีน หมายถึง ซองสีแดง ที่มีเงินบรรจุอยู่ภายใน ซึ่งมอบหรือรับ เป็นของขวัญ ในวันสำคัญของครอบครัวจีน เช่น วันตรุษจีน หรือในงานพิธีแต่งงาน โดยในวันตรุษจีนผู้ที่มีอายุสูงกว่าหรือทำงานมีเงินเดือนแล้ว จะเป็นคนให้อั่งเปาแก่เด็กหรือญาติที่ยังไม่ได้ทำงานและเกษียณแล้ว   สาเหตุที่อั่งเปาเป็นซองสีแดง  เพราะสีแดงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความโชคดี และเงินที่บรรจุภายบางครั้งจะเป็นเลขนำโชค เช่น เลข 8 อ่านในภาษาจีนจะมีความหมายถึงความรุ่งเรือง หรือความร่ำรวย 5.ใส่เสื้อผ้าสีแดงหรือสีสดใส ชาวจีน มีความเชื่อว่าการสวมเสื้อสีแดง หรือสีสันสดใส จะนำความสุข ความสดชื่นมาทั้งปี โดยเฉพาะสีแดง ที่เป็นสีมงคลสำหรับชาวจีน 6.กินเจมื้อเช้า การกินเจ เป็นการทำบุญ ที่ชาวจีนนิยมปฏิบัติ ซึ่งช่วยทำให้เกิดกุศล และสร้างบุญบารมีให้เกิดขึ้นกับตนเองและครอบครัว ดังนั้น ในช่วงเช้าวันแรกของปีใหม่ ชาวจีนจึงนิยมจะกินเจในมื้อเช้า เพื่อสร้างบุญสร้างกุศลในวันแรกของปีใหม่ ที่จะส่งผลให้ตลอดทั้งปีมีแต่ความสุขและเกิดมงคลแก่ตัวเอง รวมถึงครอบครัวด้วย 7.กินเกี๊ยว เหตุผลที่คนจีนนิยมกินเกี๊ยว ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ก็เพราะว่ารูปร่างของเกี๊ยว มีลักษณะเหมือนกับเงินและทองของชาวจีน การกินเกี๊ยวจึงเชื่อกันว่าจะทำให้ร่ำรวยเงินทองมีความมั่งคั่ง และเป็นสิริมงคลแก่ครอบครับ โดยการกินเกี๊ยวจะกินพร้อมหน้าพร้อมตากัน ในวันรวมญาติของทุกคนในครอบครัว 8.ติด “ตุ้ยเลี้ยง” ตุ้ยเลี้ยง คือ คำอวยพรปีใหม่ ความหมายดี ๆ เป็นมงคล ด้วยความหมายต่าง ๆ  ที่เป็นอักษรจีน มักจะประกอบด้วยตัวอักษรจีน 7 เขียนเป็นคำกลอน ซึ่งคนจีนนิยมนำมาติดไว้ในบ้าน มักจะติดสองข้างประตูบ้าน และติดตรงกลางทางเข้าออก เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิดความร่ำรวย เป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว 9.นำของมงคลวางบนโต๊ะทำงาน โดยปกติชาวจีนจะไม่นิยมทำงานในวันปีใหม่ หรือวันตรุษจีน แต่ในปัจจุบันหลายคนอาจจะไม่ได้หยุดงาน เพื่อไปเที่ยวหรือพักผ่อนในวันตรุษจีน หรืออาจจะยังเปิดกิจการค้า หรือไปทำงานเป็นปกติ ดังนั้น จึงมีการทำให้วันทำงานในช่วงตรุษจีน ยังคงดำเนินไปด้วยดี และเกิดมงคลแก่ตัวเอง จึงมีการนำเอาของมงคลต่าง ๆ ตามความเชื่อของชาวจีนมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน เพื่อจะได้เกิดสิริมงคลและมีความสุขตลอดทั้งปี ​   ที่มา-ธนาคารกรุงศรี, Springnews, Newtv   อ่านบทความที่เกี่ยวข้องฃ -9 ข้อห้ามทำ ขัดโชคลาภวันตรุษจีน
[PR News]ซัมซุงชูวิสัยทัศน์หลัก Sustainable Living และ Connectivity  เป้าครองเป็นผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย ภายใน 3 ปี

[PR News]ซัมซุงชูวิสัยทัศน์หลัก Sustainable Living และ Connectivity เป้าครองเป็นผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย ภายใน 3 ปี

ซัมซุงชูวิสัยทัศน์ Sustainable Living และ Connectivity มอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ยั่งยืนและเชื่อมต่อแบบอัจฉริยะ ชูนวัตกรรมเปลี่ยนโลก "SmartThings" พร้อม เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ทำตลาดครบทุกกลุ่ม ขยายไลน์กลุ่ม Bespoke เพิ่มผลิตภัณฑ์กลุ่มไลฟ์สไตล์มากขึ้น พร้อมเปิดตัวธีมของปี “Samsung Live A New Day” ตั้งเป้าความสำเร็จเป็นผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในเมืองไทย ภายใน 3 ปี [PR News]ซัมซุงชูวิสัยทัศน์หลัก Sustainable Living และ Connectivity เจนนิเฟอร์ ซอง ประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เปิดเผยว่า “ปี 2565 ที่ผ่านมา ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย พบว่าผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพรีเมียมเติบโตสูง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับซัมซุงที่กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าพรีเมียมมียอดขายเติบโต 2 เท่า ตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อซัมซุง ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคที่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมสินค้าทุกประเภทเพื่อยกระดับการใช้ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น โดยปีนี้ซัมซุงเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 100 รุ่น”   “นอกจากนี้ซัมซุงยังประสบความสำเร็จในระดับโลก โดยได้รับการจัดอันดับจากอินเตอร์แบรนด์ ให้เป็น 1 ใน 5 บริษัทที่ดีที่สุดตามการจัดอันดับ Best Global Brands 2022 รวมถึงซัมซุงยังครองความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดทีวีระดับโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 และครองอันดับ 1 ยอดขาย Soundbar ติดต่อกัน 8 ปี และล่าสุดได้รับ 42 รางวัล ในงาน International Design Excellence Awards 2022 (IDEA) ด้วยสุดยอดนวัตกรรมการออกแบบที่ช่วยยกระดับไลฟ์สไตล์และประสบการณ์ของผู้บริโภคที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และได้รับ 46 รางวัลนวัตกรรมจาก CES® 2023 Innovation Awards รวมถึงรางวัลสุดยอดนวัตกรรม (Best of Innovation) ถึง 3 รางวัล”   “ซัมซุงยังคงเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อการใช้ชีวิตที่ง่ายขึ้นและอนาคตที่ยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมทันสมัยและการเชื่อมต่ออัจริยะ และเน้นเรื่องมอบประสบการณ์กลุ่มผลิตภัณฑ์ Bespoke การปรับแต่งเพื่อบ่งบอกตัวตน ซึ่งซัมซุงเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวที่มีความแข็งแกร่งด้าน Personalization การปรับแต่งด้วยดีไซน์ที่สามารถเลือกเองตามความชอบที่สะท้อนสไตล์ของแต่ละคน ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าสร้างคุณค่าทางจิตใจ ดึงเอกลักษณ์ของเจ้าของออกมาอย่างชัดเจน สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคทำความต้องการให้เป็นจริงและตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากที่สุด" Samsung Live A New Day ทุกวันนี้ชีวิตบนโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว บ้านในวันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน ซัมซุงมุ่งพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อแสดงออกถึงบุคลิกของผู้อาศัย ตรงความต้องการยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนวันใหม่ วิถีใหม่ของการใช้ชีวิต เครื่องปรับอากาศจะเป็นมากกว่าแค่อุปกรณ์ทำความเย็น ทีวีไม่เพียงแค่มอบความบันเทิงเท่านั้น เมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านสะท้อนถึงสุนทรียภาพของทัศนคติ บ่งบอกไลฟ์สไตล์แต่ละบุคคล    Bringing Calm to Our Connected World มอบพลังการควบคุมแก่ผู้บริโภคบนโลกด้วยทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกันได้ เมื่อนวัตกรรมกำหนดนิยามใหม่ของการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาดด้วยบ้านอัจฉริยะ ซัมซุงผลักดันนวัตกรรม SmartThings เพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ทุกๆ อุปกรณ์ในพื้นที่หรือจุดสำคัญที่มีความจำเป็นกับผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน จะดำเนินไปพร้อมกับการมีส่วนร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนกว่าเดิม ซึ่งเกิดจากความตั้งใจของซัมซุงที่จะมอบพลังการควบคุม ให้กับผู้บริโภคบนโลกสามารถใช้ทุกอุปกรณ์เชื่อมโยงกัน มอบประสบการณ์ที่ดีกว่า เข้าถึงผู้บริโภคแต่ละคนได้มากกว่าและใช้งานง่ายกว่าเดิม   โดย SmartThings สำหรับผู้บริโภคเป็นแพลตฟอร์มแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านพลังงาน ENERGY STAR SHEMS  อีกด้วย รวมถึงให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อการใช้ชีวิตที่ง่ายขึ้นและอนาคตที่ยั่งยืน พร้อมตอกย้ำอีโคซิสเต็มที่เชื่อมต่อกันอย่างชาญฉลาด ซัมซุงประกาศกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม Net Zero เพื่อให้การปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 รวมถึงการเข้าร่วม RE100 ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มระดับโลกที่ซัมซุงทุ่มเทแสวงหาพลังงานหมุนเวียน 100% นอกจากนี้ยังได้สร้าง Eco Packaging เพื่อสิ่งแวดล้อม คืนชีวิตให้กับกล่องบรรจุภัณฑ์ นำกลับมาใช้ใหม่ หรือเอามาประดิษฐ์เป็นของใช้ที่มีประโยชน์ เช่น กล่องใส่ทีวี ที่นำมาดัดแปลงเป็นของใช้ในบ้านที่หลากหลาย หรือ Solar Cell Remote ประหยัดพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน   นอกจากนี้ ตลาดผู้บริโภคในปี 2566 โดยรวมทั้งหมด ยังคงมองหาฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ อีกทั้งให้ความบันเทิงที่มากกว่าและใส่ใจสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตลาดทีวีพรีเมียม การออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับ Bespoke และ Smart Home ชีวิตที่ให้บ้านเป็นเทรนด์การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ ดังนั้นผู้บริโภคจึงมองหาการเชื่อมต่อเพื่อรองรับชีวิตส่วนตัวและการทำงาน โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 3 (72%) สำหรับความต้องการติดตั้งสมาร์ทโฮม รองจากเวียดนาม (84%) และอินโดนีเซีย (81%)  ซึ่งยังมีความเป็นไปได้ที่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอัจฉริยะจะเติบโตสูงขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ช่องว่างระหว่างครัวเรือนที่มีรายได้สูงและครัวเรือนที่มีรายได้น้อยกลับกว้างขึ้น  นั่นหมายถึงผู้บริโภคระดับพรีเมียมที่สูงขึ้น   ตลาดทีวีพรีเมียมมาแรง ตลาดทีวีปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคให้การตอบรับทีวีจอใหญ่มากขึ้น ทำให้สัดส่วนหน้าจอตั้งแต่ 65 นิ้วขึ้นไป เติบโตขึ้นมากแบบเห็นได้ชัดถึง 1.5 เท่า ทีวีพรีเมียมยังคงเติบโตสูง ในปี 2565 ยอดขาย Samsung Neo QLED เติบโตขึ้นถึง 3 เท่า เฉพาะ Neo QLED 8K เติบโตถึง 4 เท่า ไลฟ์สไตล์ทีวียังเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เติบโตได้ดี และยังจะเป็นกลุ่มที่ซัมซุงให้ความสำคัญต่อเนื่องในปีนี้ โดยปีที่ผ่านมายอดขายไลฟ์สไตล์ทีวีโต 2 เท่า นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องเสียงของซัมซุงที่ใช้คู่กับทีวี เช่น Soundbar รวมไปถึง Sound Tower ก็ได้รับการตอบรับจากตลาดมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ยอดขายของ Soundbar เติบโต 1.5 เท่า ปัจจัยการเติบโตหลักของกลุ่มภาพและเสียงของซัมซุง มาจากผลิตภัณฑ์กลุ่มพรีเมียม ไลฟ์สไตล์ทีวี รวมถึงได้แรงหนุนจากเทศกาลฟุตบอลระดับโลก ตลอดจนการจับมือกับพาร์ทเนอร์จัดโปรโมชั่นต่างๆ ที่โดนใจผู้บริโภค อาทิ ร่วมกับมินิคูเปอร์, BMW, Snow Peak และ 333 Gallery   ในปี 2566 ซัมซุงจะส่งผลิตภัณฑ์ทีวีรุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอีกมากมาย อาทิ Samsung OLED TV ที่ขณะนี้เปิดให้พรีออเดอร์พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ, Neo QLED รุ่นใหม่, Lifestyle TV และทีวีรุ่นที่มี IOT บิลท์อินในตัว เป็นต้น รวมถึงการยกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภคทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เช่น ผู้บริโภคออนไลน์จะได้เห็นภาพผลิตภัณฑ์ในมุมต่างๆ อย่างสวยงามชัดเจน และมีการจำลองภาพให้เห็นว่า การนำผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นไปวางตกแต่งในแต่ละห้องจะออกมาเป็นอย่างไร ส่วนหน้าร้านจะมีการเลือกผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในแต่ละช่องทางให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าในช่องทางนั้นๆ โดยกลุ่มภาพและเสียงซัมซุงตั้งเป้าการเติบโตในปี 2566 ที่ 17%   จัดเต็มไลน์อัพเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านทุกกลุ่ม เน้น Bespoke กลยุทธ์การตลาดที่เหนือคู่แข่ง ปีที่ผ่านมา กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของซัมซุงในภาพรวมเติบโต 5% กลุ่มเครื่องซักผ้าและตู้เย็นเติบโต 5%        กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก (เตาอบไมโครเวฟ เครื่องดูดฝุ่นและเครื่องฟอกอากาศ) เติบโต 10% ปัจจัยหลักมาจากวิถีการใช้ชีวิตที่ปลี่ยนแปลง สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่มีฤดูกาลที่แน่นอนทำให้ผู้บริโภคต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าซัมซุงมีนวัตกรรมล้ำหน้า รวมถึงกลุ่มตลาดพรีเมียมที่ขยายตัวขึ้น และซัมซุงมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มนี้ โดยเฉพาะกลุ่ม Bespoke ที่ซัมซุงเป็นผู้บุกเบิกตลาด ส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านกลุ่มพรีเมียมของซัมซุงเติบโตถึง 2 เท่าจากปี 2564   ในปี 2566 ซัมซุงเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ รวมถึงกลุ่ม Bespoke Home ภายใต้แนวคิด Bespoke My Life มุ่งเน้น 1.ไลฟ์สไตล์ที่ผู้บริโภคออกแบบเองได้ เช่น ตู้เย็นสามารถออกแบบได้ทั้งสีสันและฟังก์ชันการใช้งานให้เหมาะกับความต้องการและพื้นที่ และจะขยายไลน์ Bespoke ออกไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของซัมซุง 2. Sustainability การประหยัดพลังงานด้วย AI Saving Mode และความทนทานของผลิตภัณฑ์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าของผู้บริโภค โดยซัมซุงมั่นใจในคุณภาพผลิตภัณฑ์ ขยายเวลารับประกันอินเวอร์เตอร์มอเตอร์เครื่องซักผ้าและอินเวอร์เตอร์คอมเพรสเซอร์ตู้เย็นออกไปเป็น 20 ปี ซึ่งถือว่าเป็นการรับประกันที่นานที่สุดในตลาดขณะนี้ และ 3.Connectivity การเชื่อมโยงอัจฉริยะผ่าน SmartThings โดยในปีนี้ซัมซุงตั้งเป้าเติบโต 2 เท่าสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านกลุ่มพรีเมียม   ผู้นำด้านโซลูชั่นเครื่องปรับอากาศตัวจริง ซัมซุงตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านโซลูชั่นเครื่องปรับอากาศด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มลูกค้าบ้านที่อยู่อาศัยทั่วไปและกลุ่มลูกค้าองค์กร โดยปีที่ผ่านมาเครื่องปรับอากาศพรีเมี่ยมในกลุ่ม WindFree เติบโตถึง 30% ส่วนยอดขายกลุ่ม B2B เติบโตถึง 40% สำหรับในปีนี้ซัมซุงเตรียมเปิดตัวไลน์อัพเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ในกลุ่ม WindFree แบบจัดเต็ม ทั้งรุ่น WindFree Premium Plus, WindFree AI, WindFree, 360 Cassette, WindFree 1-Way Cassette, WindFree 4-Way Cassette และ Ceiling ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมเครื่องปรับอากาศ WindFree แบรนด์แรกของโลก พร้อมขยายระยะเวลารับประกันสูงสุดถึง 10 ปี นอกจากนี้ยังพร้อมบุกตลาดลูกค้าองค์กรด้วยระบบเครื่องปรับอากาศ DVM S2, Free Joint Multi (FJM) และ Ceiling Fixed Speed R32 Mark5   SmartThings มอบประสบการณ์ Hyper-Connected ที่พัฒนาให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น SmartThings เป็นแพล็ตฟอร์มสมาร์ทโฮมอัจฉริยะ ยกระดับการเชื่อมต่อภายในบ้านให้ชีวิตสมาร์ทยิ่งขึ้นด้วย Home Automation ที่ครบวงจร ทางเลือกใหม่ให้ผู้คน Live a New Day ยกระดับประสิทธิภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านรวมเข้ากับ SmartThings ในแบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน ซัมซุงเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวที่ผลิตนวัตกรรมล้ำหน้า SmartThings สามารถควบคุมการใช้พลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านได้แบบเรียลไทม์ ผ่านแอพพลิเคชัน SmartThings ที่สามารถสั่งการให้เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ หรือโซล่าเซลล์ มอบทั้งความสะดวกสบาย เอื้อชีวิต Multi Tasking มากขึ้น ปลอดภัย ควบคุมและติดตามการใช้พลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และที่สำคัญให้ผู้ใช้งานสามารถประหยัดพลังงานและควบคุมค่าใช้จ่ายได้ และด้วยโหมด AI Saving Mode จะช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างยั่งยืน และช่วยลดค่าไฟโดยเฉลี่ยได้ถึง 40% เปลี่ยนบ้านธรรมดาเป็นบ้านอัจฉริยะ นับเป็นนวัตกรรม breakthrough ของการใช้ชีวิตแบบ Live a New Day อย่างแท้จริง   บทความน่าสนใจ รีวิว Dyson V11 Absolute จากเรื่องจริงที่ใช้แล้วฟินเลยต้องบอกต่อ 7 เรื่องต้องรู้ “GREE” แอร์เบอร์ 1 ของโลก 4 จุดเสี่ยง ปัญหาบ้าน ช่วงหน้าร้อน ที่ต้องตรวจเช็คด่วน
เช็คด่วน !! ค่าอะไร ลดหย่อนภาษีปี 2565 ได้บ้าง

เช็คด่วน !! ค่าอะไร ลดหย่อนภาษีปี 2565 ได้บ้าง

ลดหย่อนภาษี เช็คด่วน !! เสียภาษีประจำปี 2565 มีค่าอะไรบ้าง ที่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้บ้าง เพื่อลดภาระค่าภาษีประจำปี   แม้ว่าจะผ่านพ้นปี 2565 ไปอีกปี แต่คนไทยยังมีหน้าที่ต้องทำ ที่ไม่อาจจะละเลยได้ โดยเฉพาะคนมีรายได้ทั้งหลาย ไม่ว่ารายได้จะมาจากการทำงาน การค้าขาย หรือการทำธุรกิจต่าง ๆ นั่นก็คือ ภาระหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2565 ตามกฎหมายกำหนดไว้   โดยคนไทยที่มีรายได้ทุกคนต้องยื่นภาษีประจำปี แต่จะเสียภาษีหรือไม่ คงต้องดูฐานรายได้ในปีนั้นด้วย ซึ่งถ้ารายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี ก็ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังไงก็ต้องยื่นรายได้ประจำปีต่อกรมสรรพากร ซึ่งสามารถยื่นได้ทั้งที่สำนักงานสรรพากรเขตพื้นที่ หรือไม่ก็ยื่นแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ https://efiling.rd.go.th โดยระบบการจัดเก็บภาษีของไทยใช้ระบบฐานภาษีแบบขั้นบันได้ คือ มีรายได้มากเสียภาษีมาก ซึ่งฐานภาษีเริ่มต้นจัดเก็บที่ 5% และสูงสุด 35%   แม้ว่าอัตราภาษีจะจัดเก็บจากรายได้สุทธิประจำปี แต่กรมสรรพากร ก็มีการให้ผู้มีรายได้ สามารถนำเอาค่าใช้จ่าย รวมถึงค่าลดหย่อน หรือค่าใช้จ่ายประเภทต่าง ๆ ที่จ่ายไปตลอดทั้งปี นำมาเป็นค่าลดหย่อนได้ เพื่อทำให้เป็นรายได้สุทธิเพื่อคำนวณภาษีลดลงนั่นเอง ลดหย่อนภาษีปี 2565 มีค่าอะไรบ้าง สำหรับค่าลดหย่อนภาษีประจำปี 2565 มีหลายรายการ ทั้งค่าใช้จ่ายส่วนตัว และของครอบครัว ซึ่งนำมาใช้เป็นส่วนลดหย่อนได้ ซึ่งมีหลัก ๆ ดังนี้ 1.กลุ่มค่าลดหย่อนส่วนตัว สำหรับค่าใช้จ่ายลดหย่อนส่วนตัว รวมถึงของครอบครัวที่เราจ่ายไป สามารถนำเอามาคำนวณเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายส่สนตัว คู่สมรส ค่าใช้จ่ายบุตร หรือแม้กระทั่งค่าใช้จ่ายของบิดาหรือมารดา ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ ส่วนตัว ลดหย่อนได้ 60,000 บาท คู่สมรส ลดหย่อนได้ 60,000 บาท บุตร ใช้ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท สำหรับบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป ที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 ใช้ลดหย่อนได้ คนละ 60,000  บาท ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร ลดหย่อนได้ไม่เกิน 60,000 บาท ค่าดูแลบิดามารดา ใช้ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท ค่าอุปการะผู้พิการหรือทุพพลภาพ ลดหย่อนได้คนละ​ 60,000 บาท 2.กลุ่มค่าประกันและการลงทุน ส่วนค่าใช้จ่ายที่เราซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันสังคม รวมถึงเงินที่เราซื้อประกันสุขภาพให้กับบิดาหรือมารดา กรมสรรพากรให้เรานำมาใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ มีดังนี้ เบี้ยประกันชีวิตทั่วไปหรือเงินฝากที่มีประกันชีวิต ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท ประกันสุขภาพ ลดหย่อนได้ไม่เกิน 25,000 บาท โดยเบี้ยประกันทั้ง 2 ประเภทข้างต้นรวมกันนำมาใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท ประกันสังคม* ใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 6,300 บาท ประกันสุขภาพบิดามารดา ใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 บาท เบี้ยประกันชีวิตบำนาญ 15% ของเงินได้ ลดหย่อนได้ไม่เกิน 200,000 บาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกบข.หรือกองทุนสงเคาะห์ครูโรงเรียนเอกชน ใช้ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 200,000 บาท กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ใช้ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 500,000 บาท กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 13,200 บาท กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายตั้งแต่เบี้ยประกันชีวิตบำนาญ จนถึงกองทุนรวมเพื่อการออมนั้น สามารถนำมาใช้คำนวณตามมูลค่าที่กรมสรรพากรกำหนด แต่รวม​กันแล้วนำมาใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท 3.กลุ่มค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับกลุ่มค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มักจะเป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรการของภาครัฐ ที่มีออกมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละปี อย่างปี 2565 มีมาตรการช้อปดีมีคืน ที่ให้คนไทยซื้อสินค้าแล้วนำมาลดหย่อนภาษีประจำปีได้ โดยค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2565 มีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้ ดอกเบี้ยซื้อที่อยู่อาศัย ใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท เงินลงทุนธุรกิจ Social Enterprise (วิสาหกิจเพื่อสังคม) ใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท ช้อปดีมีคืน 2565 (1ม.ค.-15 ก.พ.65) ใช้ลดหย่อนได้ ไม่เกิน 30,000 บาท 4.เงินบริจาคต่าง ๆ  ภาครัฐยังส่งเสริมให้คนไทย แบ่งปันและช่วยเหลือสังคม โดยหากมีการบริจาคเงินในแต่ละปี ก็สามารถนำเอาเงินที่บริจาคนั้น มาใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้ เงินบริจาคทั่วไป ใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน เงินบริจาคเพื่อการศึกษา** การกีฬา การพัฒนาสังคมและโรงพยาบาลรัฐ ใช้ลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง แต่ไม่เกิน​ 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน บริจาคให้พรรคการเมือง ใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งหมดนี้ก็เป็นค่าลดหย่อนภาษีประจำปี 2565 ที่เราสามารถนำมาใช้คำนวณ เพื่อเสียภาษีประจำปีได้ ซึ่งปกติเราสามารถยื่นภาษีได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม 2566 แต่หากยื่นภาษีออนไลน์ สามารถยื่นได้ถึงวันที่ 8 เมษายน 2566 ยังไงก็ต้องเตรียมความพร้อมก่อนยื่นภาษี โดยเฉพาะเอกสารต่าง ๆ เพราะหากกรมสรรพากรต้องการให้แสดงหลักฐานจะได้มีไว้ให้ตรวจสอบความถูกต้อง   การยื่นภาษีเลยกำหนดเวลา การเลี่ยงภาษี การแสดงหลักฐานเท็จ หรือการไม่ยื่นภาษี ก็ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย ซึ่งอาจจะถูกปรับได้ และอาจจะมีโทษจำคุกด้วยนะ ยังไงก็ทำถูกกฎหมายไว้สบายใจกว่า     *ปี 2565 มีการลดอัตราเงินสมทบ ทำให้ผู้ประกันตน ม.33 ใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 6,300 บาท **กรณีบริจาคเพื่อการศึกษา หากต้องการลดหย่อน 2 เท่า จะต้องเป็นโรงเรียนในกำกับ/มีรายลื่อในกระทรวงศึกษาธิการ สามารถตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์ของกรรมสรรพากร www.rd.go.th     ที่มา : Mahidol Channel     บทความที่เกี่ยวข้อง -ลดหย่อนภาษี สำหรับมนุษย์เงินเดือน
5 ไฮไลท์ มูจิ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ ต้นแบบโมเดลโรดไซด์

5 ไฮไลท์ มูจิ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ ต้นแบบโมเดลโรดไซด์

หลังจากที่ มูจิ (MUJI) แบรนด์สินค้าล์ไลฟ์สไตล์จากประเทศญี่ปุ่น ได้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549 ในรูปแบบของธุรกิจแฟรนไชส์ โดยสามารถขยาย จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในปี 2556 ได้จับมือกับบริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในสัดส่วนที่เท่ากัน จัดตั้ง​บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด โดยปัจจุบันสามารถขยายธุรกิจจนมีสาขา 29 แห่งโดยรวมร้านมูจิ โรบินสันไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ สาขาใหม่ล่าสุด เพื่อจำหน่ายสินค้ามากกว่า 3,000 รายการ  ซึ่งถือว่าเป็นสาขาคอนเซ็ปต์ใหม่แห่งแรก กับร้าน​โมเดลโรดไซด์ ​5 ไฮไลท์ มูจิ โมเดลโรดไซด์ นายอกิฮิโร่ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การเปิดสาขา โรบินสันไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ สาขาที่ 29 ซึ่งเป็นสาขาขนาดใหญ่ นับเป็นการเปิดร้านโมเดลโรดไซด์ หรือ ร้านรูปแบบใกล้ริมถนน สาขาแรกที่เปิดกับศูนย์การค้าขนาดใหญ่ติดถนน โดยหากประสบความสำเร็จจะพัฒนาและขยายสาขาใหม่ ภายใต้โมเดลดังกล่าวต่อไปในอนาคต ปัจจุบันสาขาที่มีขนาดใหญ่พื้นที่มากกว่า 1,000 ตร.ม. มีอยู่ 11 แห่ง โดยสาขาส่วนใหญ่พื้นที่จะอยู่ที่ 500-800 ตร.ม.   ขณะที่แผนในปี​ 2566 ตั้งเป้าหมายเปิดสาขาใหม่ 5-6 แห่ง ซึ่งจะเน้นการขยายสาขาในต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น อาทิ เชียงใหม่ และอีก 1 จังหวัดในภาคใต้  เนื่องจากปัจจุบันสาขาส่วนใหญ่​ 90% จะอยู่ในกรุงเทพ ฯ และปริมณฑล ส่วนสาขาต่างจังหวัดปัจจุบันมีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่  เซ็นทรัลชลบุรี เซ็นทรัลศรีราชา และเซ็นทรัลเชียงใหม่ รวมถึงวางแผนรีโนเวตสาขาเดิมให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 7 สาขา ส่วนปี 2567 ตั้งเป้าจะเปิดเพิ่มอีก 10 แห่ง   สำหรับมูจิ สาขาโรบินสันไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ ถือว่าเป็นสาขาที่มีความแปลกใหม่ และมีไฮไลท์ที่น่าสนใจ รวมถึงการมีสินค้าที่จำหน่ายเฉพาะที่สาขาแห่งนี้ด้วย ซึ่งในส่วนไฮไลท์นั้น มีอยู่ 5 เรื่องสำคัญ คือ 1.สาขาแรกในรูปแบบ 2 ชั้น ถือเป็นสาขาแรกของมูจิ ที่มีร้านในรูปแบบ 2 ชั้น ซึ่งเป็นร้าน​โมเดลโรดไซด์ หรือ ร้านรูปแบบใกล้ริมถนน สาขาแรกที่เปิดกับศูนย์การค้าขนาดใหญ่ติดถนน  มีขนาดพื้นที่รวม 1,700 ตารางเมตร โดยแบ่งเป็นพื้นที่บริเวณร้านชั้น 1 มีขนาดกว่า 900 ตารางเมตร และชั้น 2 มีขนาดกว่า 800 ตารางเมตร และสาขาแห่งนี้เป็นสาขา 29 ที่เข้ามาเปิดร้านจำหน่ายสินค้าในเมืองไทย 2.โซนสินค้าราคาต่ำกว่า 300 บาท รวบรวมสินค้าคุณภาพที่เป็นที่นิยมในหลากหลายหมวดหมู่ ที่มีราคาต่ำกว่า 100 บาท 200 บาท และ 300 บาท อาทิ ไม้ทำความสะอาด 35 บาท กระดาษซับหน้า 39 บาท ใยอาบน้ำ 39 บาท รองเท้าแตะในบ้าน 99 บาท ผ้าขนหนู 99 บาท เบาะรองนั่ง 290 บาท พรมเช็ดเท้า 150 บาท กระบอกน้ำอะคริลิค 250 บาท เป็นต้น 3.บริการออกแบบภายใน มูจิ สาขาโรบินสันไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ ยังมีโซนเครื่องใช้ในบ้านและเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน ขนาดพื้นที่ใหญ่กว่า 100 ตร.ม. ที่มีการนำสินค้าคอลเลกชันใหม่มาให้เลือกหลากหลาย อาทิ เตียงนอนครบทุกขนาดไซส์และทุกดีไซน์ แถมยังมีการให้บริการปรึกษาด้านออกแบบภายใน หรือ​ MUJI Interior Consultation Service อีกด้วย 4.โซน MUJI Green & Normal Shop จากแนวคิดในการดำเนินธุรกิจ “ประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ” ออกแบบอย่างเรียบง่าย “ไม่มียี่ห้อ” และราคาสมเหตุสมผล ตั้งแต่วันเริ่มต้นก่อตั้งธุรกิจ เป็นปรัชญาที่ปัจจุบันก็ยังคงยึดถืออยู่ ทำให้ในร้านของมูจิ มีโซนสินค้าจากธรรมชาติ (Normal Shop) รวมถึงรีฟิลสินค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสบู่ น้ำยาทำความสะอาดเสื้อผ้า แชมพูสระผม ในราคาย่อมเยา เพื่อสนับสนุนแนวคิด Zero Waste ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  และโซนสินค้าต้นไม้ (MUJI Green) ที่เหมาะกับการปลูกเลี้ยงในบ้าน ​เพราะคิดว่าสินค้าอีโคไลฟ์สไตล์นั้นดีต่อตัวเอง และดีต่อสิ่งแวดล้อม 5.ขายสินค้าเฉพาะคนไทย คอนเซ็ปต์ ASEAN MD การนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย นอกจากจะเป็นสินค้าที่คนไทยชื่นชอบ และได้รับความนิยมมากแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นแนวคิดในการทำธุรกิจของมูจิ คือ การขายสิค้าให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และการใช้งานเฉพาะคนในแต่ละประเทศ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาและผลิตสินค้าเฉพาะในประเทศไทย หรือตามคอนเซ็ปต์ ​ASEAN MD (ASEAN Merchandise)   ปัจจุบันสินค้าที่พัฒนาและจำหน่ายเฉพาะในประเทศ มีด้วยกันอยู่ 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงค์โปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์  มีสินค้าครอบคลุมทุกกลุ่ม อาทิ ​ กลุ่มเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย กลุ่มสินค้าของใช้ภายในบ้าน กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ กลุ่มเฮลท์แอนด์บิวตี้ และกลุ่มอิเลคทรอนิกส์ สำหรับประเทศไทยสินค้า ASEAN MD มีสัดส่วน 30%ของสินค้าภายในร้าน อาทิ -ม็อบถูพื้น เป็นสินค้าชนิดแรกที่มูจิ พัฒนาและผลิตขึ้นมาจำหน่ายให้กับคนไทยโดยเฉพาะ เนื่องจากคนไทยมีการถูพื้นบ้านหรือพื้นห้อง ต่างจากบ้านที่ประเทศญี่ปุ่นที่มีการปูเสื่อ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ไม้ม็อบสำหรับถูกพื้นบ้าน -เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา เป็นสินค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่คนไทยต้องการ และชื่นชอบ ทำให้มูจิผลิตสินค้ากลุ่มเฟอร์นิเจอร์จากยางพาราออกมาจำหน่าย เริ่มต้นเป็นที่วางรองเท้าและวางนิตยสาร ขณะที่เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ เช่น โครงเตียง วางแผนนำมาจำหน่ายในอนาคต​ -หมอนข้าง คนญี่ปุ่นไม่นิยมนอนกอดหมอนข้าง แต่สำหรับคนไทยหมอนข้างยังคงเป็นสิ่งจำเป็นที่หลายคนต้องมีอยู่บนเตียงนอน ทำให้มูจิพัฒนาหมอนข้างออกมาจำหน่าย แต่เป็นในรูปแบบหมอนขนาดยาว ซึ่งสามารถใช้หนุนนอนได้ หรือจะปรับเป็นหมอนข้างเพื่อนอนกอดก็ได้เช่นกัน สินค้ากลุ่ม ASEAN MD จะมีนำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และครอบคลุมในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันสินค้ายังเป็นนำเข้าจากต่างประเทศมาจำหน่าย ซึ่งพบปัญหาสำคัญในเรื่องการขออนุญาตการนำเข้า และการขึ้นทะเบียนได้รับอนุญาตจากหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้สินค้ามีความล่าช้าในการนำเข้ามาจำหน่าย ในอนาคตมูจิวางแผนผลิตสินค้า ASEAN MD ขึ้นภายในเทศไทยด้วย ​ 4 สินค้าที่วางขายครั้งแรกในไทย สำหรับสิ่งที่ มูจิ จะนำมาวางจำหน่ายที่แรกในไทย กับสาขาโรบินสันไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ นั้นมีดังนี้ -สินค้าสกินแคร์และดูแลเส้นผม โดยมีการเพิ่มกลิ่นส้ม กลิ่นฟลอรัล และกลิ่นเลม่อน ในกลุ่มสินค้าสกินแคร์และดูแลเส้นผม เข้ามาวางจำหน่ายเป็นที่แรก ก่อนนำไปวางขายในสาขาอื่น ๆ ในปีหน้า พร้อมกับปรับลดราคาสินค้าลง จากราคา 149 บาท ราคา 129 บาท ในสินค้าโฟมล้างหน้า และสบู่ -แกงกะหรี่ 5 รสชาติ สินค้ากลุ่มอาหารนำเข้าจากญี่ปุ่น มูจิมีขายอยู่แล้วหลากหลายชนิด และได้รับความนิยมในหมู่คนไทยเสียด้วย การขยายสาขามูจิ โรบินสันไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ จึงได้นำเอาแกงกะหรี่ พร้อมทาน MUJI CURRY ซึ่ง​เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในญี่ปุ่น มาวางขายในประเทศไทยเป็นครั้งแรก มี 5 รสชาติ ได้แก่  BUTTER CHICHKEN CURRY, DHAL CURR, CHICKEN RENDANG, CHICKEN MASAK LEMAK และ CHICHKEN KEEMA CURRY ในราคา 139 บาท ส่วนสาขาอื่น ๆ จะมีการวางจำหน่ายต่อไป -ขนมอบร้อน ปัจจุบันมูจิ มีการเปิดโซน MUJI Coffee Corner ที่จำหน่ายเครื่องดื่มและเบอเกอรี่หลากหลายชนิด โดยมีสาขาอยู่ประมาณ​ 11-12 แห่ง แต่สำหรับสาขาโรบินสันไลฟ์สไตล์แห่งใหม่นี้ ได้มีการเพิ่มไฮไลท์เมนูใหม่เป็นเบเกอรี่สไตล์ตะวันตกแบบ​ Hot Menu อาทิ ครัวซองท์แซนวิช ริงแซนวิช เดนิช และพานินี่ วางขายในราคา 59 -119 บาท -ไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ นอกจากจำหน่ายเบกอรี่แล้ว มูจิ สาขาโรบินสันไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ ได้มีการเพิ่มสินค้าเป็นเมนูใหม่และวางขายเป็นที่แรก คือ ไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ (MULI Soft Serve) รสชาเขียว (Green Tea) และรสนมฮอกไกโด (Hokkaido Milk) ซึ่งมีทั้งแบบ Cone ในราคา 89 บาท และ Cup ราคา 69 บาท โดยจะจำหน่าย Exclusive จำกัดระยะเวลาจำหน่ายไอศกรีม Soft Serve เพียง 3 เดือนเท่านั้น -เสื้อผ้ากอซทอสองชั้น เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ที่มูจิ สาขาโรบินสันไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ ได้วางจำหน่ายชุดเครื่องแต่งกายทั้งผู้หญิง และผู้ชายที่ทอจากผ้ากอซสองชั้น เป็นที่แรกที่วางขายในประเทศไทย ซึ่งเนื้อผ้ากอซทอสองชั้น จะมีความโปร่งสบาย ให้ความนุ่มนวล และยังคงผลิตจากฝ้ายออร์แกนิกเหมือนเดิม   ทั้งหมดคือเรื่องราวของ มูจิ สาขาโรบินสันไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ ที่พร้อมเปิดให้บริการช้อปปิ้งได้แล้วตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2565 พร้อมโปรโมชั่นต่าง ๆ มากมาย​   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -‘เอพี ไทยแลนด์’ จับมือ ‘มูจิ’ ไลฟ์สไตล์แบรนด์ดังระดับโลก นำเสนอพื้นที่พักอาศัยสไตล์ญี่ปุ่น ผสานชีวิตส่วนตัวและการทำงานอย่างลงตัว
อัปเดต ค่ารถไฟฟ้า และการเปิดให้บริการเส้นทางใช้ใหม่ ในปี 2566

อัปเดต ค่ารถไฟฟ้า และการเปิดให้บริการเส้นทางใช้ใหม่ ในปี 2566

อัปเดต ค่ารถไฟฟ้า และการเปิดให้บริการเส้นทางใช้ใหม่ ในปี 2566 คนกรุงเตรียมเฮ เปิดเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสีเหลือง แต่เส้นทางรถไฟฟ้าเดิมปรับราคาขึ้นสูงสุดถึง 3 บาท   นับตั้งแต่เมืองไทยเรามีรถไฟฟ้าสายแรก คือ รถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีเขียว ให้คนไทยได้นั่งโดยสารกันในวันที่ 5 ธันวาคม 2542 ตอนนี้ก็เป็นระยะเวลา 23  ปีแล้ว ซึ่งตามแผนการพัฒนารถไฟฟ้าของเมืองไทย จะมีรถไฟฟ้ามากถึง 13 สี ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ระยะทางกว่า 553.41 กิโลเมตร จำนวน 365 สถานี ซึ่งหากการพัฒนาเป็นไปตามแผนในปี  2572 เมืองไทยจะมีรถไฟฟ้าวิ่งให้บริการครบทั้ง 13 สี​ ​แต่แผนกับการปฏิบัติจริงอาจจะไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างทางอาจจะมีการปรับเปลี่ยนหรือติดปัญหาอะไรก็เป็นไปได้ คงต้องติดตามข่าวสารกันต่อไป   แต่สำหรับปี 2566 คนไทยจะมีโอกาสได้นั่งรถไฟฟ้าสีใหม่ที่เปิดบริการอีก 2 สี 2 เส้นทางแล้ว หลังรอคอยมาเป็นเวลานานพอสมควร กับรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กิโลเมตร รถไฟฟ้าสายสีชมพูเปิดส.ค.66 รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี อัปเดตเดือนพฤศจิกายน 2565 ตอนนี้มีความคืบหน้าด้านงานโยธา 93.85% ความก้าวหน้างานระบบรถไฟฟ้า 94.12% ความก้าวหน้าโดยรวม 94.00% เบื้องต้นมีแผนจะเปิดทดลองให้บริการ สำหรับเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการที่ขอเข้ารับการทดลอง (Control Group Public Trial Run) ตั้งแต่สถานีมีนบุรี-สถานีศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2566 ระยะเวลา 1 เดือนและเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ภายในเดือนสิงหาคม 2566  ส่วนค่าโดยสารเบื้องต้นคาดว่าจะจัดเก็บ  15-45* บาท โดยจะมีการคำนวณอีกครั้งจากค่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคม 2566   รถไฟฟ้าสีชมพู เป็นระบบขนส่งมวลชนสายรองประเภทรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Straddle Monorail) ที่เป็นทางยกระดับตลอดเส้นทาง รวมระยะทางให้บริการ 34.5 กิโลเมตร ประกอบด้วยสถานีทั้งหมด 30 แห่ง โครงสร้างสถานีเป็นลักษณะโครงสร้างยกระดับเหนือพื้นผิวถนน ชานชาลาของสถานีจะอยู่ในรูปแบบของชานชาลาด้านข้างหรืออยู่ตรงกลางขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของใน แต่ละสถานี   นอกจากรถไฟฟ้าสายสีชมพูจะมีเส้นทางแคราย-มีนบุรีแล้ว ยังมีสายสีชมพูส่วนต่อขยายช่วงสถานีศรีรัช - เมืองทองธานี (โครงการส่วนต่อขยายฯ) ในแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลด้วย ​​โดยจะเป็นระบบขนส่งมวลชนประเภทรถไฟรางเดี่ยว (Straddle Monorail) มีลักษณะเป็นโครงสร้างยกระดับตลอดเส้นทาง มีจุด​​เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีชมพูสายหลัก ที่สถานีเมืองทองธานี (PK10) เข้าสู่ ซอยแจ้งวัฒนะ - ปากเกร็ด 39 ไปสิ้นสุดที่บริเวณทะเลสาบในเมืองทองธานี ระยะทางโดยประมาณ 3 กิโลเมตร​ประกอบด้วย 2 สถานี สถานีที่ 1 สถานีอิมแพ็ค เมืองทองธานี (MT01) และสถานีที่ 2 สถานีทะเลสาบ เมืองทองธานี (MT02) รถไฟฟ้าสายสีเหลืองเปิดมิ.ย.66 รถไฟฟ้าอีกหนึ่งสีที่คนไทยจะได้นั่งกัน คือ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ที่วางแผนกันไว้ว่าจะเปิดให้บริการสำหรับกลุ่มผู้ใช้บริการที่ขอเข้ารับการทดลอง (Control Group Public Trial Run) ตลอดทั้งสาย ภายในเดือนพฤษภาคม 2566 ระยะเวลา 1 เดือน และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ภายในเดือนมิถุนายน 2566  โดยอัตราค่าโดยสารจะอยู่ประมาณ 15-45** ซึ่งจะมีการคำรวนจากค่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมีนาคม 2566 อีกครั้ง   ส่วนอัปเดตงานก่อสร้างล่าสุด เดือนพฤศจิกายน 2565 ดำเนินงานไปได้แล้วถึง​ 97.73% ความก้าวหน้างานระบบรถไฟฟ้า 97.72% ความก้าวหน้าโดยรวม 97.73% โดยรถไฟฟ้าสายสีเหลือง เป็นโครงสร้างยกระดับตลอดแนวเส้นทาง มีระยะทางทั้งสิ้น 30.4 กิโลเมตรรวม 23 สถานี แบ่งโครงการออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงรัชดา/ลาดพร้าว–พัฒนาการ และช่วงพัฒนาการ–สำโรง ซึ่งใช้ระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว หรือ Monorail ตลอดเส้นทาง อัปเดตค่ารถไฟฟ้าปี 66 ปรับขึ้นเท่าไร? นอกจากปีหน้าเราจะได้นั่งรถไฟฟ้าสีใหม่ เส้นทางใหม่อีก 2 สี 2 เส้นทางแล้ว รถไฟฟ้าสายเดิมที่วิ่งให้บริการอยู่ ก็จะพาเหรดกันปรับขึ้นราคาขึ้น กันหลายสายเลยทีเดียว โดยมีการคิดค่าโดยสารเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 1-3 บาท   สำหรับอัปเดตค่ารถไฟฟ้าปี 2566 ที่ปรับขึ้นมีดังนี้ 1.BTS สายสีเขียว ปรับขึ้นสูงสุด 3 บาทต่อเที่ยว สำหรับรถไฟฟ้าบีทีเอส มีการปรับค่าโดยสารเริ่มต้นสถานีแรก 17 บาท จากก่อนหน้าเริ่มต้น 16 บาท และสูงสุดต่อเที่ยวเดินทาง คือ 47 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 3 บาท จากก่อนหน้าที่คิด ​44​ บาท มีกำหนดเริ่มคิดค่าโดยสารใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมนี้   โดยอัตราค่าโดยสารเริ่มต้นของรถไฟฟ้าบีทีเอส ครั้งแรกกำหนดราคา 10-40 บาท หลังจากนั้นได้มีการปรับราคาใหม่ ซึ่งตลอดระยะเวลา 23 ปีของการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสนั้น มีการปรับค่าโดยสารมาแล้ว 3 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 วันที่ 1 ธันวาคม 2549 ปรับราคาเป็น 15-40 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 1 มิถุนายน 2556 ปรับราคาเป็น 15-42 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 1 ตุลาคม 2560 ปรับราคาเป็น 16-44 บาท ตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน ทางบีทีเอสสามารถปรับขึ้นได้ทุก ๆ 18 เดือน ​แต่การปรับขึ้นทางบีทีเอสจะพิจารณาจากหลายปัจจัย เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้โดยสารมากนัก ​โดยค่าโดยสารที่ปรับขึ้นในวันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นนั้น จะเป็น​บัตรโดยสารเที่ยวเดียว (Single Journey Card) บัตรแรบบิทบุคคลทั่วไป (Adult) บัตรแรบบิทนักเรียน นักศึกษา (Student)   ส่วนบัตรแรบบิทสำหรับผู้สูงอายุ (Senior) จะยังคงได้รับส่วนลด 50% ของอัตราค่าโดยสารปกติ สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางแบบไม่จำกัดเที่ยว และระยะทางต่อวัน สามารถซื้อบัตรโดยสารประเภทหนึ่งวัน (One-Day Pass) ในราคา 150 บาท 2.MRT สีน้ำเงิน ปรับขึ้นสูงสุด 1 บาทต่อเที่ยว ส่วนรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายสีน้ำเงิน ก็ปรับค่าโดยสารขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เช่นกัน โดยปรับขึ้น 1 บาท เริ่มต้นจาก 17-42 บาท เป็น 17- 43 บาท  โดยเป็นการปรับค่าโดยสารสำหรับการเดินทางสถานที่ 6, 9, 11 และ 12  การปรับค่าโดยสารเป็นการคิดตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่กำหนดในสัญญาสัมปทาน   ความจริงค่าโดยสารดังกล่าว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.2565 ที่ผ่านมาแล้ว แต่เนื่องจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ​กระทรวงคมนาคม และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ในฐานะผู้รับสัมปทาน ได้หารือร่วมกันเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในภาวะค่าครองชีพสูง จึงยังคงอัตราค่าโดยเดิมไว้ก่อนจนถึง​วันที่ 31 ธันวาคม 2565 3.สีทองปรับขึ้น 1 บาทต่อเที่ยว สำหรับรถไฟฟ้าสายสีทอง ซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายจากรถไฟฟ้าบีทีเอส เส้นทางกรุงธนบุรี-คลองสาน ก็มีแผนปรับค่าโดยสารขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เช่นกัน โดยจะปรับขึ้น 1 บาท จากราคา 15 บาท เป็น 16 บาทตลอดสาย ซึ่งเป็นไปตามแผนการบริหารโครงการของบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ผู้บริหารจัดการรถฟ้าสายสีทองระยะที่ 1 สถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี-สำนักงานเขตคลองสาน ​แต่ก็ยังคงมีค่าลดหย่อนให้กับผู้โดยสารต่าง ๆ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ ในอัตราค่าโดยสาร 8 บาทตลอดสายเช่นเดิม ​   ส่วนรถไฟฟ้าเส้นทางอื่น หรือสีอื่น ไม่ว่าจะเป็นสีม่วง สีแดง หรือแอร์พอร์ต เรียลลิงค์ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวในด้านราคาว่าจะมีการปรับขึ้นหรือไม่อย่างไร ยังไงหากมีความคืบหน้าจะนำมาอัปเดตและแจ้งข่าวให้ทราบอีกครั้ง       หมายเหตุ *อัตราค่าโดยสารพื้นฐานอ้างอิง ตามเอกสารสำหรับคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนของ (RFP) อัตราโดยสาร จะคำนวณใหม่อีกครั้ง อ้างอิงจากดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม 2566 **อัตราค่าโดยสารเบื้องต้นอ้างอิงจากดัชนีราคาผู้บริโภค​เดือนมีนาคม 2565 คำนวณใหม่อีกครั้ง ​-สายสีชมพูช่วงสถานีศรีรัช-เมืองทองธานี ยังไม่ได้กำหนดอัตราค่าโดยสาร ที่มา : Reviewyourliving รวมรวม, การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชลแห่งประเทศไทย, ก.คมนาคม  
Mulberry Grove The Forestias Villas บ้านคลัสเตอร์ แนวคิดใหม่เพื่อความสุขที่เพิ่มขึ้นของทุกเจเนอเรชั่นในครอบครัว

Mulberry Grove The Forestias Villas บ้านคลัสเตอร์ แนวคิดใหม่เพื่อความสุขที่เพิ่มขึ้นของทุกเจเนอเรชั่นในครอบครัว

Mulberry Grove The Forestias Villas บ้านคลัสเตอร์ แนวคิดใหม่เพื่อความสุขที่เพิ่มขึ้นของทุกเจเนอเรชั่นในครอบครัว จากวิถีการอยู่อาศัยแบบครอบครัวไทยตั้งแต่อดีตที่มักจะอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีหลายเจเนอเรชั่น หรือมักจะขยายเรือนออกไปอยู่ใกล้ๆ กัน แต่ด้วยวิถีชีวิตในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปตามรูปแบบสังคมเมืองที่ขยายตัว ทำให้การใช้ชีวิตในรูปแบบที่เคยเป็นมาเป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อยๆ แนวคิดที่จะช่วยส่งเสริมให้ครอบครัวได้กลับมามีบ้านอยู่ใกล้ชิดกันอีกครั้ง จึงเป็นที่มาของโครงการ Mulberry Grove The Forestias Villas (มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า) จาก MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ที่ตั้งใจออกแบบบ้านคลัสเตอร์ เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวทุกเจเนอเรชั่นได้มี “โบนัสเวลา” ช่วงเวลาแห่งความสุขที่เพิ่มขึ้น     Mulberry Grove The Forestias Villas โครงการบ้านเดี่ยวท่ามกลางป่า 30 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการมิกซ์ยูส “เดอะ ฟอเรสเทียส์” ขนาดเกือบ 400 ไร่ ที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และเพิ่งจะเปิดให้ครอบครัวที่สนใจเข้าชมบ้านตัวอย่างจริงได้แล้วตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป ซึ่งเราจะพาไปเยี่ยมชมรายละเอียดการออกแบบของบ้านระดับ Ultra Luxury ขนาด 4-6 ห้องนอน ที่มีราคาเริ่มต้น 185 ล้านบาท รวมถึงแนวคิดการเชื่อมต่อหลายวิลล่าที่เราสามารถเลือกเป็นคลัสเตอร์ตั้งแต่ 2-5 หลังที่อยู่ติดกันได้ หรือจะเลือกซื้อเพียงหลังเดียวก็ได้เช่นกัน แบบบ้านของ Mulberry Grove Villas มีด้วยกัน 3 ไซส์ Roseberry (S) พื้นที่ใช้สอย 1023 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 7 ห้องน้ำ ที่จอดรถใต้ดิน 4 คัน 2 ห้องแม่บ้าน 1 ห้องคนขับรถ   Visionberry (M) พื้นที่ใช้สอย 1246 ตร.ม. ขนาด 5 ห้องนอน 9 ห้องน้ำ ที่จอดรถใต้ดิน 5 คัน 2ห้องแม่บ้าน 1 ห้องคนขับรถ และลิฟต์โดยสาร   Legendberry (L) พื้นที่ใช้สอย 1724 ตร.ม. ขนาด 6 ห้องน้ำ 11 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 6 คัน 2 ห้องแม่บ้าน 1 ห้องคนขับรถ และลิฟต์โดยสาร   จากแนวคิดการอยู่อาศัยแบบครอบครัวไทยในอดีต ดังนั้นทาง Foster + Partners จึงได้ใช้ Inspire การออกแบบมาจาก เรือนทรงไทยที่มีการยกใต้ถุนบ้าน เส้นสายของความเป็นบ้านไม้ที่นำเสนอมาในรูปแบบของ Facades สีคอปเปอร์ ที่นอกจากจะช่วยลดความร้อนจะแสงแดดภายนอกได้แล้ว ยังเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับผู้อยู่อาศัยภายในบ้านอีกด้วย     อีกหนึ่งความพิเศษ คือ การออกแบบบ้านให้มีลานจอดรถส่วนตัวที่บริเวณชั้นใต้ดิน ซึ่งสามารถรองรับการจอดได้อย่างน้อย 4 คัน (ไม่รวมการจอดซ้อนคัน) พร้อมงานระบบทั้งหมดที่จัดเตรียมมาแล้วอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเทอากาศและความชื้นในบริเวณชั้นใต้ดิน, รางระบายน้ำรอบบริเวณจอด, EV Charger, Tesla Powerwall อุปกรณ์สำรองไฟจากโซล่าเซลล์บนหลังคา, พื้นที่เอนกประสงค์ที่สามารถใช้เป็นห้องเก็บของหรือตกแต่งให้เป็น Man Cave Garage ทางโครงการก็ได้นำเสนอไอเดียไว้ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว       พื้นที่บริเวณชั้น 1 มีลักษณะเป็นใต้ถุนสูงซึ่งแบ่งพื้นที่ใช้งานเป็นโซน Service ต่างๆ เช่น Hobby Room, ห้องครัวไทย, ห้องซักผ้า, ห้องแม่บ้าน, ห้องคนขับรถ รวมถึงชานบ้านขนาดใหญ่ที่สามารถเพิ่มสระว่ายน้ำไว้ในบริเวณบ้านได้ด้วย และยิ่งในกรณีที่เลือกซื้อคลัสเตอร์ติดกัน เราสามารถเลือกที่จะไม่ต้องมีรั้วกั้นเพื่อให้พื้นที่บริเวณชั้น 1 เป็น Common Area ใช้งานร่วมกันภายในครอบครัวได้       ทางเข้าหลักบริเวณหน้าบ้านเป็นบันไดที่เดินขึ้นมายังลานบ้านบนชั้น 2 ได้เลย โดยจะให้บรรยากาศเหมือนกับเรือนไทยที่มีชานเรือนโล่งเชื่อมเรือนต่างๆ ไว้ด้วยกัน  ในโซนนี้จะแบ่งเป็นห้องรับแขกหลักที่กั้นพื้นที่ไว้เป็นสัดส่วน สามารถเปิดรับรองแขกได้เลยโดยไม่ต้องเดินเข้าไปยังส่วนอื่นๆ ของตัวบ้าน เป็นการเพิ่มความ Privacy ให้กับสมาชิกในบ้าน ในขณะเดียวกันห้องนี้ก็เชื่อมต่อกับพื้นที่ครัวเล็กที่ใช้สำหรับเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม ที่สามารถย้ายมาสังสรรค์ต่อแบบเบาๆ ที่บริเวณนี้ได้ ถัดจากครัวไปจะเป็นโถงกลางของบ้านที่จัดเป็นห้องประทานอาหารขนาดใหญ่เพื่อรองรับสมาชิกในครอบครัวขนาดใหญ่อย่างเต็มที่ ด้วยพื้นที่กว้างขวางและโอ่งโถงด้วย Double Ceilingเหมาะกับการจัดเลี้ยงสังสรรค์เป็นกรุ๊ปใหญ่ได้สบายๆ ซึ่งทางโครงการก็เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกไว้พร้อม เช่น ลิฟต์ส่งอาหารจากครัวไทย และ Pantry สำหรับจัดอาหารก่อนเสิร์ฟ รวมถึงการจัดให้ที่พื้นที่แต่ละส่วนมีประตูกั้นจึงสามารถเลือกปิดประตูเพื่อให้เป็นสัดส่วน หรือจะเลือกเปิดประตูส่วนต่างๆ เพื่อขยายพื้นที่การใช้งานไปถึงชานบานกลางแจ้งได้ตามต้องการ     นอกจากนี้ ที่บริเวณชั้น 2 ยังมีโซนที่พักอาศัยเป็นห้องนอนขนาดใหญ่อยู่โซนด้านหลังของตัวบ้าน โดยทางโครงการเลือกจัดฟังก์ชันห้องให้เหมาะกับผู้สูงอายุ เพื่อจะได้สะดวกในการใช้งาน ในขณะเดียวกันก็เพิ่มห้องนอนเล็กที่อยู่ติดกันพร้อมห้องน้ำในตัวเพื่อให้สะดวกในกรณีที่ต้องมีผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด ซึ่งห้องนี้จะมีประตู connect ถึงกัน เพื่อให้ผู้ดูแลอยู่ในบริเวณใกล้ๆ แต่ก็ได้พื้นที่พักผ่อนส่วนตัวไปพร้อมๆ กันด้วย       ถัดขึ้นมาที่บริเวณชั้น 3 ของตัวบ้าน ทางโครงการแบ่งพื้นที่ชั้นนี้เป็นห้องนอนพร้อมห้องน้ำในตัว และเลือกจัดวางในตำแหน่งมุมต่างๆ ของบ้าน จึงทำให้แต่ละห้องมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางรวมถึงมีทั้ง Walk-in Closet และมีระเบียงส่วนตัว ด้วยประโยชน์ของตำแหน่งห้องที่อยู่ในมุมต่างๆ ของบ้าน และทางโครงการติดตั้งกระจกบานใหญ่สูงจรดเพดานมาแทบจะรอบห้อง ทำให้สามารถรับแสงธรรมชาติ และเปิดรับวิวจากด้านนอกได้อย่างเต็มที่     ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ Master Bedroom ซึ่งเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดของบ้าน แน่นอนว่านอกจาก Walk-in Closet ขนาดใหญ่ถูกใจคุณผู้หญิงแล้ว ทางโครงการยังคิดถึงฟังก์ชันการใช้งานในชีวิตประจำวันมาแบบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการวางงานระบบเตรียมพร้อมไว้ให้ด้วย เช่น โต๊ะแต่งหน้าที่หันเข้าหากระจกบานใหญ่เพื่อรับแสงธรรมชาติ มุมวางตู้แช่เครื่องสำอาง และอ่างล้างมือเล็กๆ บนโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อการใช้งานที่สะดวกมากขึ้น ซึ่งถูกใจคุณผู้หญิงมากๆ อย่างแน่นอน รวมถึงการเจาะช่องแสงด้านบนเพื่อให้ภายในห้องรับแสงธรรมชาติได้มากขึ้น และยังเป็นการประหยัดการใช้ไฟในช่วงกลางวันได้อีกทาง ในขณะเดียวกันห้องน้ำของห้องนอนใหญ่ก็จัดเต็มทั้ง เคาน์เตอร์แบบ His & Her, Shower Box พร้อม Rain Shower และสุขภัณฑ์ที่สั่ง Custom มาเป็นพิเศษโดยเฉพาะ และอ่างอาบน้ำแบบลอยตัวจากแบรนด์ชั้นนำ ส่วนบริเวณห้องนอนการจัดวางตำแหน่งเตียงให้หันออกไปด้านนอกเพื่อเปิดรับวิวจากด้านนอกได้อย่างเต็มที่ และด้วยกระจกใสบานใหญ่รอบด้านทำให้บรรยากาศภายในห้องโปร่งสบายตาเป็นพิเศษอีกด้วย     นอกเหนือจากการออกแบบและจัดวาง Layout บ้านที่แสดงถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดการใช้งานแล้ว การออกแบบในมิติที่ลงลึกเพื่อการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้นของลูกบ้านทางโครงการก็ใส่ใจในความละเอียดไม่แพ้กัน เช่น การออกแบบพื้นหล่อเย็นในห้องโถง เพื่อช่วยเพิ่มความเย็นในห้องและลดการใช้แอร์ให้น้อยลง, การออกแบบงานระบบทั้งหมดให้สามารถ Service ซ่อมแซมได้สะดวกจากภายนอก, การเลือกว่าตำแหน่งแอร์ที่ไม่ต้องติดตั้งท่อลมเพื่อลดการสะสมเชื้อโรคและสิ่งสกปรกต่างๆ รวมถึงระบบเครื่องปรับอากาศระบบ All in One ที่มีทั้งระบบเติมอากาศ การกรองฝุ่นขนาดเล็ก และการใช้น้ำเย็นจาก CUP แทนการใช้น้ำยา นอกจากจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าแล้ว ยังลดการสร้างความร้อนจากการระบายอากาศไปภายนอกด้วย     ความพิเศษทั้งหมดที่ทางโครงการ Mulberry Grove Villas ตั้งใจนำเสนอนี้ มีเพียง 37 ยูนิตเท่านั้น เพื่อตอบโจทย์แนวคิดหลักที่ต้องการให้ การอยู่อาศัยของครอบครัวใหญ่หลายเจเนอเรชั่น ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยที่ยังได้ใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองไปพร้อมๆ กัน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมแบบสวนป่าขนาดใหญ่ของโครงการ มิกซ์ยูส “เดอะ ฟอเรสเทียส์” ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยพื้นที่กิจกรรมของครอบครัว, พื้นที่พักผ่อน, ร้านค้าปลีก, ร้านอาหารและเครื่องดื่ม Sport Complex, Town Center และ Family Center ฯลฯ   ผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าเยี่ยมชมโครงการได้ที่ https://mqdc.com/our-business/theme-project/theforestias บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ The Forestias – เมืองต้นแบบกลางป่าใหญ่ในกรุงเทพฯ MQDC เปิดขาย “Whizdom The Forestias : Mytopia” อย่างเป็นทางการ “Mulberry Grove Sukhumvit” ใส่ใจเพื่อทุกคนในครอบครัว  
[PR News] AWC จับมือ Accor เตรียมขยายโรงแรมกว่า 1,000 ห้อง

[PR News] AWC จับมือ Accor เตรียมขยายโรงแรมกว่า 1,000 ห้อง

AWC ลงนามในกรอบความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ฉบับแรกร่วมกับ แอคคอร์ (Accor) เครือข่ายโรงแรมและการบริการชั้นนำระดับสากล เดินหน้าพัฒนาโรงแรมหลายแห่งภายใต้แบรนด์ชั้นนำจากกลุ่ม Accor อาทิ แฟร์มอนท์ (Fairmont) แฟร์มอนท์ เรสซิเดนซ์ (Fairmont Residences) และเอ็มแกลเลอรี (MGallery) ในจุดหมายสำคัญด้านการท่องเที่ยวต่าง ๆ ในประเทศไทยรวมกว่า 1,000 ห้อง     นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า  ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งแรกกับทาง Accor ซึ่งเป็นเครือโรงแรมชั้นนำระดับโลก เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอกลุ่มธุรกิจโรงแรมของ AWC บนทำเลศักยภาพในประเทศไทย โดยมีแผนจะนำแบรด์ชั้นนำจากกลุ่ม Accor มาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมการโรงแรมและบริการของไทย   สำหรับความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำความเชี่ยวชาญของทั้ง AWC ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรของไทย และกลุ่ม Accor ซึ่งมีฐานลูกค้าทั่วโลกมาร่วมรวมพลังกัน เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทาง ที่มีแบรนด์โรงแรมชั้นนำระดับโลกมากมาย รวมถึงสร้างศักยภาพในการเพิ่มกระแสเงินสดและการเติบโตที่แข็งแกร่งให้กับ AWC อีกด้วย   นายการ์ท ซิมมอนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แอคคอร์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ กล่าวว่า Accor มุ่งมั่นที่จะขยายการเติบโตอยู่เสมอ ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ที่เข้าใจถึงวิสัยทัศน์และธุรกิจโรงแรมของ Accor  และด้วยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ เราตั้งเป้าที่จะนำแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมากมายของ Accor มาสู่ประเทศไทย   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -AWC เดินแผนขยายธุรกิจแสนล้าน เตรียมเปิดโรงแรมใหม่เพิ่มอีก 9 แห่ง
บุญถาวร  ทุ่ม1,000 ล้าน ปั้น  Design Village  รับวิถีชีวิตคนยุค New Normal -Digital

บุญถาวร ทุ่ม1,000 ล้าน ปั้น  Design Village รับวิถีชีวิตคนยุค New Normal -Digital

บุญถาวร บุญถาวร ปั้น  Design Village  รับวิถีชีวิต New Normal -Digital ทุ่มกว่า 1,000 ล้าน เดินหน้า 2 โครงการใหม่ พร้อมเปิดตัวในปี​ 66 มั่นใจตลาดท่องเที่ยวฟื้นตัว ปลุกยอดขายเติบโต คาดทำรายได้ตามเป้า 15,000 ล้าน   บุญถาวร ศูนย์จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ วัสดุอุปกรณ์ และของแต่บ้าน ที่อยู่ในตลาดเมืองไทยมากว่า 45 ปี ปัจจุบันมีสาขาทั่วประเทศรวม 14 แห่ง  ถือเป็นหนึ่งผู้เล่นรายสำคัญที่ทำตลาดในเมืองไทยมายาวนาน โดยที่ผ่านมามีการปรับตัว  เพื่อรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา   นายสิทธิศักดิ์ ทยานุวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญถาวร กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทอยู่คู่กับสังคมไทยมานานถึง 45 ปี ซึ่งที่ผ่านมาได้พยายามปรับตัวให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ของคนแต่ละเจเนอเรชั่น โดยผ่านการทำการตลาด การรีแบรนด์ มาจนถึงปัจจุบัน ที่การตกแต่งที่อยู่อาศัย มีการดีไซน์มากขึ้น เราปรับตามสภาพสังคม และขยายธุรกิจเดิมด้วย เดิมเราขายสินค้าตกแต่ง อุปกรณ์ภายในบ้าน อุปกรณ์ไฟฟ้าและแสงสว่าง เฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเราจึงขยายมาสู่ไลฟ์สไตล์สโตร์ บุญถาวร 3 ปีปั้น 8 แห่ง บริษัทได้เริ่มต้นพัฒนาโครงการ Design Village ซึ่งเป็นรูปแบบของไลฟ์สไตล์สโตร์ ด้วยการผสมผสานร้านค้าไลฟ์ไสตล์เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าแฟชั่น ร้านการแฟ ซึ่งสาขาแห่งแรกเปิดให้บริการในปี 2561 ที่สาขาราชพฤกษ์ ต่อมาขยายสาขาต่อเนื่องแห่งที่ 2 สาขาพุทธมณฑล และสาขาเกษตร-นวมินทร์ เป็นสาขาที่ 3 ในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าทั้ง 3 สาขา ได้รับผลการตอบรับที่ดี ด้วยยอดคนเข้าใช้บริการเติบโต 300% มีผู้เข้ามาใช้บริการต่อวันกว่า 20,000 คน และสามารถสร้างยอดขายได้กว่า 4,500 ล้านบาท   ความสำเร็จดังกล่าว ทำให้บุญถาวร เดินหน้าขยายโครงการ Design Village  ต่อเนื่อง โดยในปีนี้ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาใหม่อีก 2 แห่งที่สาขาบางนา และรัชดา ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ในปี 2566 และคาดว่าหลังจากเปิดให้บริการครบแห่ง 5 แห่ง จะมียอดขายรวม 11,000 ล้านบาท   นอกจากนี้ บริษัทยังมีที่ดินสะสมและที่ดินของสาขาบุญถาวรในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นโครงการ Design Village ได้อีกหลายแห่ง อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ อุดรธานี และพัทยา โดยหากมีโอกาสและความพร้อมของทำเล จะมีการพัฒนาโครงการในต่างจังหวัด รวมถึงพื้นที่เขตปริมณฑลอย่างต่อเนื่องด้วย   อย่างไรก็ตาม  บริษัทได้วางแผนภายในปี 2569 จะมีการพัฒนาโครงการ Design Village ครบ 8 แห่ง โดยตั้งแต่ปี 2567-2569 จะพัฒนาปีละ 1 แห่ง ใช้งบลงทุนสาขาละประมาณ 1,000 ล้านบาท 4 ไฮไลท์ตอบโจทย์ New normal-ดิจิทัล จากการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล รวมถึงวิถีชีวิตภายหลังจากเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้วิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบันเข้าสู่ยุค New Normal ที่มีการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) และการใช้สื่อดิจิทัลมาช่วยในการทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิตด้านต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น แม้ปัจจุบันสถานการณ์โควิดจะปรับตัวดีขึ้น จนทำให้มีการกลับเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศ แต่ก็มีหลายบริษัทที่ยังคงทำงานจากที่บ้าน หรือไม่ก็เป็นการทำงานแบบผสมผสาน หรือ Hybrid   การพัฒนาโครงการ Design Village ในรูปแบบใหม่ เพื่อรองรับกับวิถีชีวิตดังกล่าว จึงมีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติม ทั้งงานดีไซน์ ฟังก์ชั่นการใช้งาน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพิ่มเข้ามา 1.การดีไซน์ Semi-Outdoor โครงการ Design Village ในรูปแบบใหม่จะดีไซน์และตกแต่งให้มีความโปร่ง สบาย ไม่ทึบเหมือนของเดิม และเพิ่มเติมพื้นที่ในส่วน Semi-Outdoor เพื่อสร้างบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยให้กับผู้บริโภค 2.จุด Pick up-Drive thru เพื่อรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ บุญถาวรจึงเพิ่มจุดรับสินค้า หรือ Pick up และช่องทาง Drive thru เพื่ออำนวยความสะดวก สำหรับลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็วในการรับสินค้า ภายหลังจากสั่งซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่น 3.เพิ่มพื้นที่ 24 ชั่วโมง จากพฤติกรรมของคนทำงานในยุคปัจจุบัน ที่ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา และสถานที่ โครงการ Design Village จะมีการเพิ่มพื้นที่ Co working space ที่สาขารัชดา ขณะเดียวกัน ยังวางแผนเปิดให้บริการในรูปแบบ 24 ชั่วโมง ในบางสาขา หรือร้านค้าผู้เช่าบางแห่งด้วย ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการถึงเวลา 22.00 น. โดยวางแผนขยายเวลาให้การบริการสำหรับร้านผู้เช่าบางสาขาให้ถึง 24.00 น. ก่อนวางแผนเปิดให้บริการแบบ 24 ชั่วโมงในอนาคต 4.เพิ่มพื้นที่ ช้อป-ทำงาน-ทาน-สัมมนา นอกเหนือไปจากการเพิ่มพื้นที่ทำงานในสาขารัชดา ซึ่งมีพื้นที่ 600-800 ตร.ม. แล้ว โครงการ Design Village ยังวางแผนให้สาขารัชดา เป็นพื้นที่ตอบโจทย์คนทำงานและผู้พักอาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง จึงเตรียมร่วมกับพันธมิตรร้านค้า ร้าอาหาร ให้เข้ามาเปิดให้บริการในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้สาขารัชดาเป็นพื้นที่การช้อปปิ้ง กินข้าว ทำงาน สัมมนา และการเป็นศูนย์กลางการเปิดตัวสินค้าแห่งใหม่ใจกลางเมืองด้วย  จากปกติที่โครงการ Design Village แต่ละสาขาจะมีร้านค้าที่เข้ามาเปิดให้บริการ อาทิ ยูนิโคล่ สตาร์บัคส์ และกูร์เมต์ มาร์เก็ต เดินหน้าสร้างรายได้ 15,000 ล้าน สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2565 บุญถาวร คาดว่าจะสามารถทำรายได้รวม 14,000 ล้านบาท เฉพาะโครงการ Design Village ทำรายได้ 4,500 ล้านบาท ส่วนในปีหน้าบุญถาวรคาดว่าจะมีรายได้รวม 15,000 ล้านบาท หรือเติบโต 7-8% แต่หากสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นอาจจะสามารถเติบโตได้ถึง 10% โดยจะได้รับผลดีจากภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม รีสอร์ท มีการรีโนเวต ทำให้บุญถาวรได้รับอานิสงค์ในกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากยอดขายนอกกลุ่มที่อยู่อาศัย 30%   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ใครท็อปฟอร์มสุด ในธุรกิจ ร้านวัสดุ-เฟอร์นิเจอร์ Q3/65 -อิเกีย ขายเสื้อผ้า ครั้งแรก!! จากเฟอร์นิเจอร์สู่สตรีทแฟชั่น…
10 เทรนด์ที่อยู่อาศัย กำลังจะเกิดในปี 2566-2568 เรื่องที่ดีเวลลอปเปอร์ต้องไม่พลาด !!

10 เทรนด์ที่อยู่อาศัย กำลังจะเกิดในปี 2566-2568 เรื่องที่ดีเวลลอปเปอร์ต้องไม่พลาด !!

ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา​ มีการนำเสนอ 10 เทรนด์ที่อยู่อาศัย ที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะใกล้ โดยศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซ็ปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab ในงานนสัมมนา​หัวข้อ​ Xperience Design Future Trend for Property Sector ประจำปี 2023-2025 (ปี 2566-2568) ภายในเทศกาล WOW l Wonder of Well being City 2022 ที่จัดขึ้นโดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และอมรินทร์ปริ๊นท์ติ้ง จำกัด (มหาชน)   ในหัวข้อดังกล่าว มีประเด็นน่าสนใจสำหรับผู้คนที่อยู่อาศัยทั่วไป และแวดวงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาฯ ที่เป็นการบอกถึงสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ และมีโอกาสถูกนำมาพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้คนเหล่านั้น ​Reviewyourliving จึงนำมาเสนอให้เห็นว่าเทรนด์ต่าง ๆ ดังกล่าวมีอะไรบ้าง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจอสังหาฯ จะนำไปต่อยอดในเรื่องใดได้บ้าง 10 เทรนด์ที่อยู่อาศัย สุดเด่นในปี 2566-2568 สำหรับเทรนด์ที่อยู่อาศัยในช่วงปี 2566-2568  เป็นไปในทิศทางเดียวกับเมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้น การมี Innovation Case Studies ที่เกิดซ้ำกัน โดยเป็นเทรนด์ที่สอดรับกับความคาดหวังของผู้บริโภค ทั้งในระดับสากลและคนไทยด้วย ซึ่งทั้ง​ 10 เทรนด์ที่อยู่อาศัยในระยะ 3 ปีข้าง มีดังนี้ ​ 1.Biodiverse Well-Living การอยู่อาศัยในบ้านที่มีพื้นที่เยียวยาหัวใจ : เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของโรค และปัญหาความวุ่นวายในสังคมเมือง มีการประเมินว่าภายในปี 2593 ประชกาโลกกว่า 66% จะอาศัยอยู่ในเมือง และผู้คนจะใช้เวลากว่า 93% ภายในบ้านห่างไกลจากธรรมชาติ   โดยอุตสาหกรรมสุขภาพ มีขนาดตลาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2558 จากที่มีขนาดเพียง 3.7​ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็น 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563  โด่ย Wellness Real Estate นับเป็นกลุ่มธุรกิจภายใต้อุตสาหกรรม Wellness มีอัตราการเติบโตสูงสุด ต่อเนื่องแม้จะเจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ตาม   สำหรับ Wellness Lifestyle Real Estate มีจำนวนมากในอเมริกาเหนือ และรองลงมา คือ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ข้อมูลในปี 2560 Wellness Lifestyle Real Estate มีมูลค่า 134,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากสามารถทำราคาได้สูงกว่าที่อยู่อาศัยทั่วไปถึง 10-25% และที่อยู่อาศัยรวมกับธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการและยอมจ่ายเพิ่มเช่นกัน   จากการสำรวจความเห็นของคนไทย พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสนใจประสบการณ์ธรรมชาติเฉลี่ยถึง 86.85% ชอบอยู่กับธรรมชาติเพื่อสัมผัสความสงบ ถึงชีวิตกลับสู่ความสมดุลย 85.2% ใส่ใจกับสุขภาพโดยมุ่งเน้นการดูแลด้านจิตใจ ทำสมาธิ ดึงจังหวะการใช้ชีวิตให้ช้าลง คืน ความสมดุลสู่ร่างกาย 70.74%  ต้องการเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวสาธารณะเพื่อเชื่อมโยงคนเข้ากับธรรมชาติ 95.0% ต้องการเมืองมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี ปรับสมดุลให้กับร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ 2.The Serenexurious ผู้คนโหยหาความเงียบสงบในชีวิตที่มีแต่ความเร่งรีบ : จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาทำให้คนหันมาให้ความสนใจในการจัดการพื้นที่ในบ้าน เพื่อให้เหมาะสมกับทั้งการทำงานและอยู่อาศัย  แม้ว่าสถานการณจะคลี่คลายลง แต่การทำงานที่ไหนก็ได้ จะยังคงอยู่ในหลาย ๆ บริษัททั่วโลก ทำให้ผู้คนหลายคนจึงต้องการพื้นที่สำหรับหลีกหนีจากความเครียดที่เกิดขึ้นภายในตัวบ้าน   จากการสำรวจความเห็นคนไทยจำนวนหนึ่ง พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่มองว่า ตนเองต้องการความสงบ สนใจความเรียบง่าย และอยากใช้ชีวิตที่ช้าลง คนที่มองหาความสงบ ผ่อนคลาย หลีกหนีความวุ่นวาย มีสัดส่วน 88.98%  คนที่เรียบง่าย ถ่อมตน พึงพอใจในสิ่งที่มี 83.65% คนที่ต้องการใช้ชีวิตที่ช้าลง ไม่เร่งรีบตามกระแสสังคม 75.74% 3.All-in-Home บ้านคือทุกสิ่ง ไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย : เพราะการวิวัฒนาการของเทคโนโลยี ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลา การเดินททำงาน​ และการเรียนรู้ และการพักผ่อนจางลง ทำให้ที่อยู่อาศัยไม่ได้ทำหน้าที่ตอบเฉพาะโจทย์ของการอยู่อาศัย เพียงอย่างเดียว แต่อาจจะต้องครอบคลุมทุกอย่าง อย่างมีประสิทธิภาพ   ในไทยผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจำนวน 1,425 คน พบว่า จากผู้ตอบข้อนี้ 1,381 คน เกือบ 60%  ต้องการประกอบอาชีพอิสระ โดย 4 อันดับแรกของอาชีพ ที่สนใจ คือ เกษตรกร 26% ร้านขายอาหารหรือร้านขายกาแฟ 24% ขายของออนไลน์ 19% และขับรถดส่งของเดลิเวอรี่ 10% ซึ่งสอดคล้องกับ ผลสำนวจการย้ายถิ่นของประชากรทั้งประเทศในปี 2563 ระบุว่า จากควไทยกว่า 68 ล้านคน มีผู้ย้ายถิ่น 1.05 ล้านคน แรงงานที่เป็นคนต่างถิ่นต่างพากันกลับบ้านเกิด ไปตั้งหลักพึ่งพิงฐานเกษตร เนื่องจากไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในเมืองได้อีกต่อไป   สัดส่วนขององค์กรที่ให้พนักงานทำงานจากที่บ้านมีแนวโน้มลดลงนับจากล็อกดาวน์ครั้งที่ 3 แต่ยังมีถึง 28.5% ของคนวัยทำงานที่บอกว่าออฟฟิศให้ WFH ในบางวันในทุก ๆ สัปดาห์​ ความยืดหยุ่นของสถานที่ทำงาน ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์ ในการเลือกองค์กรที่จะร่วมงานด้วยของคน Gen Z ไปแล้ว  โดยผู้บริโภคชาวไทยเริ่มส่งสัญญาณถึงความต้องการในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่ใช่แค่การพักผ่อนที่อาจะเกิดขึ้นพื้นที่พักอาศัยเพิ่มมากขึ้น   โดยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามคนไทยสัดส่วน 70.57% มักจะติดต่อกับเพื่อน หรือกับคนในครอบครัว เพื่อเชื่อมสายสัมพันธ์แบบทางไกลผ่านอุปกรณ์สื่อสารที่ทันสมัย สัดส่วน 74.53% ไม่ต้องการเข้าออฟฟิศ แต่ต้องการสถานที่ข้างนอกที่สามารถทำงานและมีสภาพแวดล้อมที่ดี ที่ส่งเสริมการทำงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น สัดส่วน 77.64% ต้องการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์และเทคโนโลยี Virtual Working ที่เข้าไปเรียนรู้กับ และสัดส่วน 66.26% ต้องการประสบการณ์การเล่นสนุกแบบจมดิ่งไปในโลกเสมือน (Virtual Experience) ที่ทำให้โลกจริงดูตื่นตา ตื่นเต้นมากขึ้น และทำให้โลกบันเทิง เช่น ภาพยนตร์ เกม สมจริงมากขึ้น 4.Active-Aging Extended พื้นที่สร้างประประสบการณ์ยืดช่วงเวลาความแอคทีฟให้ผู้สูงอายุ : ผู้สูงอายุของคนไทย มีความต้องการที่ซ่อนอยู่ ซึ่งถือเป็น​ Unmet Needs ในเรื่องความต้องการพื้นที่การอยู่อาศัย ที่ช่วยสร้างประสบการณ์การมีความแอคทีฟที่ยาวนานขึ้นกว่าเดิม  เพื่อให้ตนเองมีคุณค่า ได้รับการยอมรับ เป็นส่วนหนึ่งในสังคม อยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่เป็นภาระ   สังคมไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์ว่า ในปี 2566 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุ 20% ของประชากรทั้งหมด และเป็นสังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอดในปี 2574 หรือ 2575 โดยจะมีจำนวนผู้สูงอายุกว่า 28% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับแนวโม้มของโลก   สำหรับวงการอสังหาฯ ถือได้ว่าเป็นผู้นำเทรนด์ที่จะช่วยชี้นำวิธีคิด วิธีอยู่อาศัย วิธีใชชีวิตให้ผู้คน ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยยืดระยะเวลาแห่งความสุขเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับ ครอบครัวคนไทยได้ จึงควรมีการจัดการพื้นที่ เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้สุขภาพดีทั้งกาย ใจ การสร้างสัมพันธภาพใหม่ ๆ  ตลอดจนการดำเนินไว้ซึ่งคุณค่าของการมีอยู่และการได้รับการยอมรับจากสังคม   จากการสอบถาม พบว่า ผู้สูงวัยชาวไทยกว่า 64.5% มองว่าตนเองยังมีความกระฉับกระเฉง มีพลังในการทำอะไรใหม่ ๆ  ขณะที่ 79.85% มีความกระตือรือร้น และกระฉับกระเฉงในการทำงาน ส่วน 66.17% ชอบพบปะผู้คน ได้รับอิทธิพลจากเพื่อนฝูง ส่วน 41.83% ชีวิตคือการผจญภัย และชอบความคิดในการทำสิ่งใหม่ และแตกต่างในทุกวัน และสัดส่วน70.42% พออายุมากขึ้น ฉันมีโอกาสที่จะทำสิ่งอยากทำ 5.R/O Phenomena คนรุ่นใหม่ ยอมรับรูปแบบการเช่า แทนการเป็นเจ้าของของ : สำหรับคนรุ่นใหม่ ยอมรับได้ถ้าจะอยู่อาศัยด้วยการเช่า แทนการเป็นเจ้าของเอง ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญให้กับนักพัฒนาอสังหาฯ เลือกที่จะทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่อาจเป็นที่นิยมของคนรุ่นต่อไป อาทิ ที่พักอาศัยแบบเช่าสุดครบครัน คู่หูคนอยากเช่า เช่าอยู่ก็คลูได้ เช่าไลฟ์สไตล์   ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ให้การยอมรับรูปแบบการเช่า เป็นเพราะ ราคาที่ดินที่แพงขึ้นทำให้ยากต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย รายได้ที่ลดลงหรือไม่มั่นคง หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ประกอบกับการย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่เมืองมากขึ้น ทำให้ราคาของที่ดินรวมถึง อสังหาฯ โดยรวมเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการที่มากขึ้น ในขณะที่ที่ดินที่น้อยลง ทำให้ผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการซื้อที่อยู่อาศัย เป็นการเช่าอสังหาฯ เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้น   ในประเด็นความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ต่าง ๆ ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มเปิดใจยอมรับ ไม่ยึดติดการต้องเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียว ซึ่งต้องจับตามองการเติบโตของสัดส่วนเหล่านี้ต่อไป  ซึ่งสัดส่วน 46.99% ไม่ยึดติดกับการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย หรืออสังหาฯ เน้นการเช่าอยู่เป็นหลัก เพราะทำให้สะดวก และคล่องตัวรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงของชีวิตยุคใหม่ สัดส่วน 52.84% ต้องการเช่าใช้สินค้า หรือบริการในรูปแบบ Subscription หรือ ระบบบริการสมาชิกแบบเหมาะจ่ายล่วงหน้าเป็นรายปีหรือรายเดือน สัดส่วน 53.19% ต้องการสินค้าและบริการแบบร่วมกันแบ่งปัน เช่น การแบ่งกันใช้รถ อย่างบริการของ Uber การแบ่งที่พักอย่างบริการของ Airbnb เป็นต้น เพื่อใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 6.Real Estate as a Service (REaaS) อสังหาฯ มาพร้อมการบริการ มากกว่าการอยู่อาศัย : จากแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคที่มีความเฉพาะตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านจาก “ผลิตภัณฑ์”​ สู่ “บริการ” เพื่อเพิ่มการบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม ให้กับผู้บริโภค เป็นการสร้าง Life-Long Customer ทำให้ธุรกิจอสังหาฯ มุ่งไปในทิศทางดังกล่าว โดย Real Estate as a Service (REaaS) เป็นรูปแบบธุรกิจที่ได้รับแนวคิดจาก Space As A Service (Spaas) ได้รับความนิยมเนื่องจากนวัตกรรมด้วยอสังหาฯ ที่ก้าวหน้าขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งหมดเป็นรูปแบบบริการแทนที่จะเป็นผลิตภัณฑ์ อันเนื่องจากผู้บริโภคกำลังซื้อประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่   โดยผู้บริโภคชาวไทยให้ความสนใจกับผู้ให้บริการที่ครบวงจรเพื่อความรวดเร็ว สะดวกสบายเพิ่มมากขึ้นถึงกว่า 80%  และสัดส่วน 83.64% ต้องการผู้ให้บริการที่ครบวงจรเพื่อความรวดเร็ว สะดวกสบาย และประสบการณ์หรือสิทิประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้น   ธุรกิจอสังหาฯ ต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหลายด้านทั้งมุมมองความคิด บทบาท ขีดความสามารถ และการทำงานร่วมกับดิจิทัล โดย 68% ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงองค์กร (Organization Transformation) จะมีความสำคัญเป็นลำดับแรกในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดย 89% ของการสำรวจจาก Pwc พบว่าอาสาสมัครมองว่า REaaS จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 7.AI Assistance ต้องการผู้ช่วย AI ที่ทำให้ชีวิตสุขสบาย : เพราะวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันมีความยุ่งยาก และใช้เวลาไปกับหลายเรื่อง จึงมีความต้องการได้​ผู้ช่วยมาทำเรื่องที่ต้องใช้เวลามาก ๆ เพื่อช่วยลดเวลายุ่งยาก และเพิ่มเวลาความสุข แม้ว่าจะต้องแลกกับการให้ข้อมูลส่วนตัว ผู้บริโภคชาวไทยก็พร้อม เพื่อนำเอาตัวช่วยมาใช้งาน อาทิ เทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย หรือแม้แต่แอปพลิเคชั่น   จากการสอบถามความเห็น พบว่า ​57.14% ต้องการใช้งานเคโนโลยีหรือแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่เข้ามาเติมเต็มด้านความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต โดยยอมแลกกับการให้ข้อมูลส่วนตัว สัดส่วน 62.13% ต้องการให้มีหุ่นยนต์อัจฉริยะ (Smart Robot) หรอระบบปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นผู้ช่วยอำนวยความสะดวกภายในที่อยู่อาศัย สัดส่วน 80.9% ต้องการเทคโนโลยีให้วินิจฉัยโรคได้ด้วยตนเอง เพื่อสามารถควบคุมสุขภาวะของร่างกายได้มากขึ้นผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยให้เราตรวจวัดสุขภาพของตัวเราได้ตลอดเวลา  และสัดส่วน 75.73% ต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาช่วยดูแลรักษาสุขภาพแบบส่วนบุคคล 8.Net Zero Agenda ธุรกิจอสังหาฯ เพื่อ Net Zero : ปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่มีความรุนแรงมากขึ้น และจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาในทุกระดับโดยเร็ว เป็นประเด็นที่หลายองค์กรให้ความสำคัญ เพราะหากยังมีการทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น จนอุณหภูมิพุ่งสูงจากเดิม 2 องศาเซลเซียส จะนำไปสู่ปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Hothouse Earth หรือภาวะโลกร้อนเหมือนอยู่ในเตาอบ ถึงตอนนั้นมนุษย์จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก หรือจุดที่เรียกว่า Point Of No Return ในการรักษาภาวะโลกร้อนให้ไม่เกิน 15 องศาเซลเซียส ตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีส ซึ่งไทยเข้าร่วมเมื่อ 21 กันยายน 2559 และประเทศไทยได้ให้ข้อเสนอการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจก และการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับประชาคมโลก (National Determined Contribution-NDC) ที่ต้องการลดการปล่อยมลพิษจะต้องลดลง 45% ภายในปี 2573 และถึงศูนย์สุทธิภายในปี 2593   โดยผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่ต้องการให้ผู้ผลิต มีสินค้าและบริการที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม หรือการใช้ซ้ำ ซึ่งสัดส่วน 76.76% ชอบช่วยเหลือผู้คนและสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมก่อนเสมอ สัดส่วน 75.56% ชอบทำสิ่งต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้และสังคมดีขึ้น สัดส่วน 77.8% ใส่ใจกับธรรมชาติ เลือกใช้สินค้าหรือเทคโนโลยีที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้  และสัดส่วน 82.96% ต้องการให้ผู้ผลิตมีสินค้าและบริการที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมหรือการใช้ซ้ำ ทั้งหมดเป็นความต้องการของผู้บริโภคที่ภาคธุรกิจอสังหาฯ​ จะต้องให้ความสำคัญ​และรีบดำเนินการตอบสนองเรื่องเหล่านี้ 9.Humanity Resilience นวัตกรรมการปรับตัวให้อยู่รอดเพื่อมวลมนุษยชาติ :  จากปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดบ่อยมากขึ้น เมื่อเที่ยบกับอดีต และกระทบคนจำนวนมากขึ้นซึ่งสร้างความเสียหายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน สิ่งที่ภาคธุรกิจอสังหาฯ ต้องปรับตัวรองรับกับเทรนด์นี้ ​คือ การ​สร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยซึ่งสามารถรับมือกับภัยพิบัติ รูปแบบต่าง ๆ ได้ อาทิ  ที่อยู่อาศัยสามารถรับมือกับน้ำท่วม การพัฒนาเมืองต้นแบบที่เอาตัวรอดได้เมื่อโดนตัดขาด และกรรมวิธีการผลิตที่ทำได้แม้สถานการณ์คับขัน   จากการสำรวจความเห็น พบว่า ประชาชนต้องการเมืองที่มีความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติได้ดี ช่วยให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งสัดส่วน 92.08% ต้องการเมืองที่มีความสามารถในการับมือกับภัยพิบัติ สามารถอยู่รอดในสถานการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ แม้จะถูกตัดขาดจากพื้นที่โดยรอบของเมือง  และสัดส่วน 92.95% ต้องการเมืองที่ประชาชนรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 10.New Frontier บ้านหลังใหม่ของมนุษยชาติบนดาวอังคาร : หากมองไปไกลอีกหลายสิบปีข้างหน้า การออกไปอยู่ในอวกาศก็เป็นสิ่งที่หลายชาติกำลังมองหา ​เห็นได้จากการพัฒนาโครงการทางอวกาศในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย เป็น​​การเกิดขึ้นของโครงการอวกาศ ที่แต่ละครั้งล้วนสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรม​​ การนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้บนพื้นโลกนั้น ถือเป็นนหนึ่งในวีธีที่ทำให้สิ่งของบนโลกถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น หนึ่งในเทคโนโลยีที่ต่อยอดลงมาสู่พื้นโลก คือ การพัฒนาการอยู่อาศัย ตั้งแต่การสร้างบ้านที่ครบครันจากเครื่องพิมพ์สามมิติ และการอยู่อาศัยอย่างปกติในสภาพวะไร้น้ำหนัก   จากข้อมูล​​ พบว่า มูลค่าตลาดธุรกิจอวกาศ มีมูลค่ากว่า 420,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2562 และคาดว่าจะเติบโตขึ้นอีกกว่า 50% ในปี 2583  และตั้งแต่ปี 2563 ไปจนถึงปี 2570 ทาง NASA วางแผนที่จะใช้งบประมาณกว่า 150,000 ดอลลาร์สหรัฐในภารกิจที่จะพามนุษย์กลับไปสู่ดวงจันทร์ อีกทั้งสำรวจดาวอังคารด้วย ​   ทิศทางการตลาดของเศรษฐกิจอวกาศที่กำลังจะเกิดขึ้น ถือเป็นโอกาสสำหรบประเทศไทย ในการ​สร้างเศรษฐกิจอวกาศในประเทศไทย และการใช้องค์ความรู้จากการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อมุ่งสู่อวกาศมาพัฒนายัง Business Sector อื่น ๆ  ได้แก่ ใช้ประโยชน์ข้อมูลจากดาวเทียม พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความเป็นอยู่บนอวกาศ ต่อยอดเทคโนโลยีอวกาศมาแก้ปัญหาบนพื้นโลก สร้างประสบการณ์ใหม่ที่เพิ่มมูลค่าด้วยอวกาศ สร้างแรงบันดาลใจด้วยจินตนาการถึงอวกาศ ทั้งหมดคือ 10 เทรนด์ที่อยู่อาศัย ที่น่าสนใจซึ่งกำลังจะก้าวเข้าตอบสนองความต้องการขของคนในยุคปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้ หลายอย่างเชื่อว่าจะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น และสะดวกบายมากยิ่งขึ้น แต่เทรนด์ไหนจะเกิดขึ้นจริงได้บ้างนั้น คงต้องเฝ้าติดตามกันต่อไป​   อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง -อัพเดต 5 เทรนด์ที่อยู่อาศัย-การก่อสร้าง มาแรงปี 2022 -ส่อง ตลาดที่อยู่อาศัยปี 66 การเติบโตท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง ดอกเบี้ย-ต้นทุนพุ่ง
พรีโม ขาย IPO หุ้นละ 15 บาท 80 ล้านหุ้น  วางเป้า Top 3 บริการด้านอสังหาฯ ​

พรีโม ขาย IPO หุ้นละ 15 บาท 80 ล้านหุ้น วางเป้า Top 3 บริการด้านอสังหาฯ ​

พรีโม พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น เคาะราคา IPO 15 บาทต่อหุ้น พร้อมเปิดจองซื้อวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายนนี้ เตรียมระดมทุน 80 ล้านหุ้น ในตลาด เอ็ม เอ ไอ ต่อยอดธุรกิจบริการด้านอสังหาฯ ครบวงจร พร้อมใช้เทคโนโลยีเสริมการบริการ ตั้งเป้าขึ้น Top3 หลัง 9 เดือนกวดรายได้กว่า 604.26 ล้าน มีกำไรสุทธิ 156.02 ล้าน   หลังจากบริษัทแม่อย่าง ออริจิ้น เข้าตลาดหลักทรัพย์ไปก่อนหน้า พร้อมนำเอาบริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครืออีกหนึ่งบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงคิวของบริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)  หรือ PRI ที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เป็นรายต่อไป   นางสาวจตุพร วิไลแก้ว  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโมฯ  เปิดเผยว่า บริษัทได้เริ่มต้นธุรกิจขึ้นตั้งแต่ปี 2554 ในธุรกิจให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ และเป็นนายหน้า และมีการจัดตั้งบริษัทต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการด้านอสังหาฯ จนปัจจุบันได้เตรียมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ​เนื่องจากเป็นบริษัทเรือธงของบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ซึ่งเดิมทางออริจิ้นถือหุ้น 100% จะปรับลดเหลือ 75% ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 160 ล้านบาท ชำระแล้ว 120 ล้านบาท   โดยปัจจุบันมีบริการที่หลากหลายตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ หรือก่อนเข้าอยู่อาศัย เข้าอยู่อาศัยแล้วและบริการหลังการขายอสังหาฯ เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าอสังหาฯ ที่ต้องการพัฒนาโครงการและลูกค้ารายย่อย โดยสามารถให้บริการได้ตั้งแต่เริ่มออกแบบก่อสร้าง จนถึงโอนกรรมสิทธิ์และมีบริการหลังการขายอสังหาฯ ที่หลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการด้านการอยู่อาศัยแบบวันสต็อปเซอร์วิส ภายใต้แนวคิด “Living Partner” เสมือนเป็นเพื่อนคู่คิดในการใช้ชีวิตร่วมกับลูกค้า สำหรับวัตถุประสงค์ของการระดมทุนครั้งนี้ เพื่อใช้ในการสร้างการเติบโตแบบออกานิคอย่างต่อเนื่อง ​ และการเพิ่มบริการให้ เพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่า ที่มีอยู่กว่า 30,000 ครัวเรือน 100 โครงการ และขยายไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาเสริมบริการ อาทิ การเพิ่มบริการของแอปพลิเคชั่น PRIMO PLUS ด้านเฮลท์แคร์ การช้อปปิ้ง นอกจากนี้ ยังเสริมธุรกิจด้านต่าง ๆ ให้เติบโตเพื่อไปสู่เป้าหมายสำคัญ ในการขึ้นเป็นผู้นำ1 ใน 3  หรือ Top3 ตลาดธุรกิจบริการด้านอสังหาฯ ด้วย สาเหตุที่ออกมาจากออริจิ้น เพราะอยากเติบโตรองรับลูกค้าจาก One-time customer เป็น Life-time เพราะบริษัทเป็นฟันเฟืองที่ใหญ่ในธุรกิจอสังหาฯ ที่สามารถเติบโตได้ด้วยตนเอง สามารถรับลูกค้าได้ทั้งกลุ่มนอกออริจิ้นได้ด้วย 3 กลุ่มธุรกิจ 8 บริษัทในเครือ ปัจจุบันบริษัทฯ แบ่งการดำเนินธุรกิจเป็น 3 กลุ่ม ภายใต้การดำเนินงานของ 8 บริษัทย่อย ได้แก่ 1.ธุรกิจที่ปรึกษาและออกแบบทางวิศวกรรม (Pre-Living Services) โดยมีบริการที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างโครงการอสังหาฯ  บริการออกแบบสถาปัตยกรรม งานวิศวกรรมและงานระบบ โดยได้รับมาตรฐาน ISO 9001: ด้านที่ปรึกษาและบริหารจัดการก่อสร้าง รวมถึงมีบริการจัดฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับอสังหาฯ และการพัฒนาบุคลากร 2.ธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ (Living Services) โดยให้บริการรับบริหารนิติบุคคลอาคารชุด บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้าและอาคารสำนักงาน บริการจัดหาผู้เช่าห้องชุดภายใต้แบรนด์ “พรีโม แมเนจเม้นท์” โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 มีลูกค้า 56 โครงการ และให้บริการดังกล่าวแก่โครงการระดับลักชัวรี่ภายใต้แบรนด์ “คราวน์ เรสซิเดนซ์” โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 มีลูกค้า 15 โครงการ (ไม่รวมลูกค้าจากบริการจัดหาผู้เช่าห้องชุด) นอกจากนี้ยังมีบริการรับบริหารจัดการอสังหาฯ เพื่อเช่าระยะยาวภายใต้แบรนด์ “แฮมตัน” (Hampton) บริการนายหน้าซื้อ ขาย ให้เช่า อสังหาฯ  ครบวงจร รวมถึงบริการที่ปรึกษาพัฒนาโครงการอสังหาฯ และการตลาด 3.ธุรกิจให้บริการหลังการขายอสังหาริมทรัพย์ (Living & Earning Services) โดยมีบริการต่างๆ ได้แก่ ออกแบบตกแต่งภายในบ้าน คอนโดฯ และพื้นที่ส่วนกลาง, ตกแต่งพื้นที่ส่วนกลาง สำนักงานขายโครงการอสังหาฯ, ทำความสะอาดที่พักอาศัยแบบทำสัญญาและรายครั้ง และบริการช่างและขนย้ายสิ่งของ ทั้งนี้ การที่บริษัทสามารถให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาฯ แบบครบวงจร ถือเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น ๆ โดยฐานรายได้หลักของบริษัทมาจากการให้บริการ ซึ่งมีทั้งการทำสัญญาให้บริการแบบระยะยาว เช่น บริการที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้าง, บริหารนิติบุคคลอาคารชุด บ้านจัดสรร เป็นต้น และการให้บริการเป็นรายครั้ง รวมถึงมีฐานลูกค้าจากโครงการของ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านรายได้แก่บริษัท  นอกจากนี้บริษัทมุ่งขับเคลื่อนการให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยหรือ Tech Service Company โดยมีแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นช่องทางติดต่อและให้แก่บริการแก่ลูกค้า   นางสาวจตุพร กล่าวอีกว่า บริษัทวางกลยุทธ์การเติบโตด้วยการมุ่งเพิ่มศักยภาพการให้บริการและสร้างสรรค์บริการใหม่ ๆ แบบวันสต็อปเซอร์วิส เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านการอยู่อาศัยในทุกจังหวะการใช้ชีวิต หรือ “At Your Service, Every Moment” โดยจะมุ่งรักษาฐานลูกค้าเดิมใช้บริการต่อเนื่องและขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีศักยภาพ พร้อมทั้งวางแผนยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักในปัจจุบัน ควบคู่กับการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีไอทีและดิจิทัลเพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการ มุ่งสู่ผู้นำของธุรกิจให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่แบบครบวงจร 9 เดือนกวาดรายได้กว่า 600 ล้าน ด้านนางสาวนุชจรีย์ จิตต์อาจหาญ ผู้บริหารสายงานบัญชีและการเงิน กล่าวว่า บริษัทมีผลการดำเนินงานเติบโตแข็งแกร่ง โดยในปี 2562 – 2564 มีรายได้รวม 255.69 ล้านบาท 266.51 ล้านบาท และ 489.56 ล้านบาทตามลำดับ เติบโตเฉลี่ย 30.48% ต่อปี และมีกำไรสุทธิ 34.52 ล้านบาท 40.05  ล้านบาท และ 111.25 ล้านบาทตามลำดับ เติบโตเฉลี่ย 74.09% ต่อปี ส่วนผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของ   ปี 2565 มีรายได้รวม 604.26 ล้านบาท เติบโต 95.92% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 156.02 ล้านบาท เติบโต 128.17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้ทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจเติบโตได้ดีและมีอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ณ งวด 9 เดือนแรกของปี 2565 อยู่ที่ 61.62% และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 81.20% เคาะราคาหุ้นละ 15 บาท ระดม 80 ล้านหุ้น ขณะที่นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า ความคืบหน้าการนำ บริษัท​ พรีโมฯ หรือ PRI เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ หลังจากที่ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อพิจารณาอนุมัติ   ล่าสุด ได้รับการอนุมัติแบบคำขอฯ และแบบไฟลิ่งมีผลใช้บังคับแล้ว โดย บมจ.พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 80 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 25% ของจำนวนหุ้นสามัญ ที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ เพื่อนำเงินจากการระดมทุนไปใช้ขยายกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจในปัจจุบัน และพัฒนาเทคโนโลยีในการให้บริการลูกค้า รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ   โดย PRI เป็นบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตได้อีกมากตามการขยายตัวของธุรกิจอสังหาฯ และความต้องการใช้บริการด้านการอยู่อาศัย โดยมีบริการที่สามารถตอบสนองลูกค้าที่เป็นโครงการอสังหาฯ และลูกค้ารายย่อย   ส่วนนางสาวยอดฤดี สันตติกุล กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า บมจ.พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น ได้กำหนดราคาเสนอขาย IPO ที่ราคาหุ้นละ 15 บาท ซึ่งมองว่าเป็นราคาที่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานและศักยภาพการเติบโตในอนาคต โดยจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อในวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายนนี้ ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด และผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย 5 ราย   โดยคาดว่าจะนำหุ้น PRI เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2565 โดยเชื่อว่า PRI จะเป็นหุ้น IPO ที่ได้รับความสนใจที่ดีจากนักลงทุน ด้วยจุดแข็งด้านบริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาฯ แบบครบวงจร มีฐานลูกค้าที่มั่นคง มีรายได้ประจำที่มาจากการทำสัญญาระยะยาวกับลูกค้า และผลประกอบการที่ผ่านมาที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โชว์ศักยภาพธุรกิจเป็นผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ครอบคลุมต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ตั้งแต่ก่อนเข้าอยู่อาศัย เข้าอยู่อาศัยแล้วและบริการหลังการขายอสังหาฯ ส่วนกำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 อยู่ที่ 156.02 ล้านบาท เติบโต 128.17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน วางกลยุทธ์ขยายบริการใหม่มุ่งสู่ผู้นำของธุรกิจให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่แบบครบวงจร   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เปิดโรดแมพธุรกิจ “ออริจิ้น” ใน 3 ปี ปูทางสู่มาร์เก็ตแคปกลุ่มธุรกิจ 1 แสนล้าน -พรีโม เตรียม IPO ในปลายปีนี้ วางเป้าขึ้น Top3 ด้านบริการอสังหาฯ ​ครบวงจร
[PR News] ฮาบิแทท ร่วมสนับสนุนงาน PATTAYA INTERNATIONAL BIKINI BEACH RACE 2022

[PR News] ฮาบิแทท ร่วมสนับสนุนงาน PATTAYA INTERNATIONAL BIKINI BEACH RACE 2022

ฮาบิแทท ร่วมสนับสนุนงาน PATTAYA INTERNATIONAL BIKINI BEACH RACE 2022 บริษัท ฮาบิแทท ฮอสพิทัลลิตี้ จำกัด กลุ่มบริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด ร่วมสนับสนุนของรางวัล และของที่ระลึกสำหรับผู้ร่วมงาน “PATTAYA INTERNATIONAL BIKINI BEACH RACE 2022” ให้กับผู้ร่วมงาน และผู้แข่งขันการประกวดรางวัลหุ่นดีหญิง, รางวัลผิวสวยชาย และรางวัลผิวสวยหญิง อาทิ  บัตรกำนัลห้องพัก 2 วัน 1 คืน พร้อมอาหารเช้า โรงแรมเบสเวสเทิร์นพรีเมียร์ เบย์เฟียร์ พัทยา และโรงแรมครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์   ฮาบิแทท ร่วมสนับสนุนงาน PATTAYA INTERNATIONAL BIKINI BEACH RACE 2022 โดยมี คุณชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้มอบรางวัลครั้งนี้ ร่วมกับคณะบริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา พร้อมด้วย คุณศศิวิมล สุทธิบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด ร่วมงาน อีกทั้งยังมีกิจกรรมแจกของที่ระลึก และมอบสิทธิพิเศษแก่ผู้ร่วมงาน ได้แก่ กระเป๋าผ้ารักษ์โลก, น้ำดื่ม, คูปองส่วนลดห้องพัก 15%, คูปองรับประทานอาหาร มูลค่า 300บาท สำหรับใช้บริการโรงแรม ครอสทู พัทยา โอเชี่ยนเฟียร์, โรงแรม ครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์ และโรงแรมเบสเวสเทิร์นพรีเมียร์ เบย์เฟียร์ พัทยา บริเวณหน้าศูนย์การค้า เซ็นทรัล พัทยา เมื่อวันเสาร์ที่ 29 ต.ค. 65 ที่ผ่านมา     บทความน่าสนใจ “ฮาบิแทท กรุ๊ป” ปั้นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส 4,500 ล้าน พร้อมบุกตลาดลูกค้าต่างชาติ รีวิวคอนโด ทองหล่อ Walden Thonglor 13 คอนโดดีไซน์สไตล์ Japanese tropical เรียบง่าย หรูหรา ‘ฮาบิแทท กรุ๊ป’ เปิดเกมขยายตลาดต่างประเทศ ลุยโรดโชว์จีน-ฮ่องกง เชื่อศักยภาพตลาดยังแกร่ง
AWC  เดินแผนขยายธุรกิจแสนล้าน  เตรียมเปิดโรงแรมใหม่เพิ่มอีก 9 แห่ง

AWC เดินแผนขยายธุรกิจแสนล้าน เตรียมเปิดโรงแรมใหม่เพิ่มอีก 9 แห่ง

awc AWC เดินแผนธุรกิจ 5 ปี ลงทุน 100,000 ล้าน ทั้งขยายโครงการใหม่ และซื้อกิจการ รับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ที่ทั้งปีน่าจะทำตัวเลขต่างชาติทะลุ 10 ล้านคน เตรียมขยายพอร์ตโรงแรมเพิ่มอีก 9 แห่ง จากปัจจุบันมีอยู่ 19 แห่งทั่วประเทศ พร้อมจับมือ ททท. กระตุ้นท่องเที่ยวตามนโยบาย ททท. พันธมิตรทางภาครัฐ   ตอนนี้ประเทศไทยได้เปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางกลับเข้ามาในประเทศกันมากขึ้นแล้ว ข้อมูลล่าสุดจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รายงานว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 26 ตุลาคม 2565 มีจำนวน 7.39 ล้านคน หรือเฉลี่ยเดือนละ 51,000 คน โดยคาดว่าภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ตัวเลขน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.5 ล้านคน และภายในสิ้นปีนี้น่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประเทศไทย 10 ล้านคน และปีหน้าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคน   สัญญาณการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวนี้ ได้สร้างความเชื่อมั่นในธุรกิจการท่องเที่ยวให้กับ AWC หรือ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ที่จะเดินหน้าตามแผนธุรกิจขยายพอร์ตโรงแรมและธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะแผนธุรกิจในระยะ 5 ปี (2565-2569) ในการลงทุน 100,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการต่าง ๆ พร้อมลงทุน แสนล้านเพิ่มพอร์ตธุรกิจ นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  AWC เปิดเผยว่า ตามแผนธุรกิจในระยะ 5 ปี โดยเริ่มนับจากปี 2565 นี้ บริษัทได้วางงบลงทุนไว้ 100,000 ล้านบาท  เพื่อใช้สำหรับการพัฒนาโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องจำนวน 15 โครงการ มูลค่ารวม 60,000 ล้านบาท ส่วนอีก 40,000 ล้านบาท จะมองโอกาสในการเข้าซื้อกิจการ รวมถึงการลงทุนที่เน้นการพัฒนาสู่ความยั่งยืนพร้อมกับการบริหารต้นทุนและกระแสเงินสดจากการที่ดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น   โดยปัจจุบันยังมีโรงแรมที่เข้ามาเสนอขายให้กับบริษัทจำนวนกว่า 200 โรงแรม มีโรงแรมหลายขนาด ซึ่งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งบริษัทจะพิจารณาดูศักยภาพและคัดเลือกโรงแรมที่เหมาะสม ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัท​ แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุป ​จากช่วงต้นปี 2564 ที่ผ่านมาได้มีการซื้อโรงแรมไปแล้วหลายแห่ง   ส่วนโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาปัจจุบัน มี 9 แห่ง ได้แก่ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง โรงแรมเจดับบลิว แมริออท เดอะ พัทยา บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา โรงแรมพัทยา แมริออท มาร์คีส์ โรงแรมอควาทีค พัทยา ออโตทราฟ คอลเลคชัน โรงแรมพัทยา แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา แอท จอมเทียนบีช ​ โรงแรมเดอะ ริทช์ – คาร์ลตัน แบงค็อก เดอะ ริเวอร์ไซต์  โรงแรมเจดับบลิว แมริออท มาร์คีส์ โฮเทล เอเชียทีค กรุงเทพ โรงแรมดิ เอเชียทีค แบงค็อก, ออโตกราฟ คอลเลคชัน และโรงแรมอินน์ไซด์ กรุงเทพ สุขุมวิท   ทั้งนี้ ในจำนวนโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาปัจจุบัน จะมีโรงแรมที่พร้อมเปิดให้บริการในปี 2566 จำนวน 400 ห้อง จากช่วงไตรมาส 2 ปี 2565 ที่ผ่านมา บริษัทมีจำนวนโรงแรมและห้องที่​บริหารงานและดำเนินการอยู่ 19 แห่ง จำนวน 5,195 ห้อง เพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2562 ที่มีจำนวนห้อง 4,200 ห้อง โดยช่วงเวลาดังกล่าวโรงแรมในกลุ่ม AWC มีอัตราเข้าพักเฉลี่ย 79% ในช่วงเกิดสถานการณ์โควิด ได้คุยกับพันธมิตรระดับโลก เขาบอกว่านักเดินทางจะกลับมาเมืองไทย เนื่องจากไทยมีมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวที่ชัดเจนอย่างมาตรฐาน SHA ปัจจุบันอัตราการจองเข้าพักล่วงหน้า (Booking) มีอัตราการจองที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดโควิดในปี 2562 แล้ว เฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมนี้ อัตราการจองแบบก้าวกระโดด เนื่องจากประเทศไทยจะมีการจัดประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค และเป็นช่วงไฮซีซั่นที่มีกิจกรรมต่าง ๆ ​โดยอัตราการเข้าพักช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับ​ 30-40% และปรับเพิ่มขึ้นเป็น 50% ส่วนปัจจุบันปัจจุบันมีอัตราจองเข้าพัก​ 60% ทำให้อัตราการจองมีต่อเนื่องถึงกลางปี 2566 ถือเป็นสัญญาณที่ดี มีอัตราการจองวันละ​ 51,000 คน แม้จะเป็นครึ่งหนึ่งจากปี 2562 ที่เฉลี่ยวันละแสนคน เพราะต้องรอสายการบินกลับมาบิน แต่รายได้ต่อห้อง​ หรือ Room rate สูงขึ้น จากคืนละ 4,200 บาทเป็นคืน 4,900 บาท เพราะได้นักท่องเที่ยวคุณภาพ เดินหน้าการท่องเที่ยวยั่งยืน นอกจากการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตแล้วบริษัทยังมีพันธกิจ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างยั่งยืน และ เชื่อมั่นว่าการรวมพลังและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะสามารถร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก   ล่าสุด ได้ตอบรับนโยบาย “ททท. พันธมิตรทางภาครัฐ” กับทางททท. ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันและเป็นศูนย์กลางรวบรวมผู้ประกอบการทั้งหมดมาร่วมสร้างคุณค่าให้กับการท่องเที่ยวยั่งยืนของไทยไปด้วยกัน โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ความอย่างยั่งยืนตลอดการะบวนการดำเนินงาน และโครงการต่างๆ  อาทิ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล ได้เป็นโรงแรมแห่งแรกของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 20121 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านการจัดงานอย่างยั่งยืน   ทั้งนี้  บริษัทได้ตั้งเป้าหมายสำคัญ จะเป็น Carbon Neutral คือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ รวมไปถึงไม่มีขยะฝังกลบจากการดำเนินงาน ภายในปี 2572 โดยในช่วง 5 ปีจากนี้ ตั้งแต่ปี 2565-2569 บริษัทจะเน้นลงทุนพัฒนาโครงการตามกลยุทธ์ Carbon Neutral ที่คำนึงถึงมาตรฐานอาคารสีเขียว และได้รับการรับรองมาตรฐาน EDGE ด้วย สำหรับการดำเนินงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ  AWC และพันธมิตรจากภาคส่วนต่างๆ ดำเนินการภายใต้ 3 เสาหลัก 6 มิติ หรือ 3BETTERs ได้แก่ 1.สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น (BETTER PLANET) การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการดำเนินธุรกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ตั้งแต่กระบวนการวางแผนและก่อสร้าง การจัดการ และการบริหารงาน ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรในการบูรณาการกรอบแนวคิดในระดับสากลเข้ามาใช้ในการพัฒนาโครงการตามมาตรฐานอาคารสีเขียว ทั้งผู้ผลิตวัสดุอุปกรณ์ ผู้รับเหมา ที่ปรึกษาโครงการ และอื่นๆ ต่อเนื่องถึงพันธมิตรในด้านการจัดการและบริหารการดำเนินงานที่จะร่วมรวมพลัง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 2.คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (BETTER PEOPLE) การพัฒนาบุคคลากรทั้งภายในและภายนอกองค์กร การยกระดับการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมและชุมชน ผ่านความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในการเสริมสร้างความรู้และพัฒนาอาชีพ เพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืนผ่านโครงการ “เดอะ GALLERY” ที่มุ่งจัดจำหน่ายสินค้าฝีมือคนในชุมชน อีกทั้งยังเป็นอีกช่องทางที่ช่วยชุมชนเพิ่มมูลค่างานศิลปะ ซึ่ง AWC ตั้งใจขอชวนพันธมิตรและชุมชนติดต่อ เดอะ GALLERY เพื่อเพิ่มสินค้าและผลงานศิลปะเพื่อเป็นช่องทางการขาย ผ่านโครงการต่างๆ ของบริษัท​ ทำการตลาดถึงลูกค้าจากทั่วโลก 3.เศรษฐกิจที่ดีขึ้น (BETTER PROSPERITY) การผลักดันให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและกระตุ้นความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยวางแผนกลยุทธ์องค์กรให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผ่านการลงทุนพัฒนาบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่หลากหลายของบริษัทฯ สร้างงาน สร้างรายได้สู่ชุมชนและธุรกิจท้องถิ่น สร้างคุณค่าทวีคูณและธุรกิจองค์รวม (Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก อีกทั้งส่งเสริมให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดด     อ่านข่าวเพิ่มเติม -AWC ปี 64 ทำกำไรกว่า 861 ล้าน หลังคลายล็อกดาวน์-เปิดการท่องเที่ยว -[PR News] AWC ทุ่มงบ 435 ล้าน ซื้อ “ดุสิต ดีทู เชียงใหม่” ผนึกกำลัง “กลุ่มดุสิตธานี” เดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวภาคเหนือ  
[PR News] SB Design Square ร่วมกับ ELLE DECOR

[PR News] SB Design Square ร่วมกับ ELLE DECOR

SB Design Square ร่วมกับ ELLE DECOR เผยโฉมไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์คอลเลคชันล่าสุด ‘A Parisian State of Mind’ นำสัมผัสแห่งแรงบันดาลใจในสไตล์ปารีเซียง มาถ่ายทอดสู่งานดีไซน์ให้เหมือนได้ใช้ชีวิตอยู่ใจกลางมหานครปารีสในทุกวัน SB Design Square ร่วมกับ ELLE DECOR  นายพิเดช ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ กล่าวถึงแนวทางการสร้างสรรค์โปรเจคพิเศษด้านความร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยโซลูชันที่ล้ำหน้าและไม่ซ้ำใครว่า ในฐานะผู้นำด้านเฟอร์นิเจอร์และการแต่งบ้าน ภายใต้แนวคิด Home Design Solutions การสร้างสรรค์และพัฒนาผลงานดีไซน์ใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้งเพื่อเติมเต็มความต้องการของไลฟ์สไตล์เทรนด์ในทุกช่วงเวลาจึงเป็นความท้าทายให้ SB Design Square ต้องเฟ้นหาความใหม่ที่พิเศษสุดมานำเสนอในแต่ละปี โดยอาศัยความร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำที่พร้อมจะดึงจุดเด่นของแบรนด์นั้นๆ มาผสานกับความเชี่ยวชาญที่เรามี เพื่อส่งมอบโซลูชันในการอยู่อาศัยโดยมีดีไซน์เข้ามาเติมเต็มเพื่อความสุขในทุกโมเมนต์ของการใช้ชีวิต โดยล่าสุดในปีนี้ SB Design Square ได้ผสานความร่วมมือกับ ELLE DECOR แบรนด์ไลฟ์สไตล์แฟชั่นระดับโลกจากฝรั่งเศส สร้างสรรค์ผลงานไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์ที่มีกลิ่นอายแบบฉบับของปารีเซียงสไตล์ ที่มุ่งเน้นถ่ายทอดความงดงามทางแฟชั่นกับศิลปะในการออกแบบและผลิตเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่นำเข้าจากทั่วโลกผ่านเทคโนโลยีการผลิตสุดทันสมัยได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ถูกหล่อหลอมผ่านมุมมองสร้างสรรค์ให้กลายเป็นคอลเลคชันพิเศษ ที่มีดีไซน์ทันสมัยและรายละเอียดการผลิตสุดประณีตให้สัมผัสถึงความเป็นเฟมินีน มีเสน่ห์โดดเด่นกว่าใครภายใต้ความเรียบอย่างมีสไตล์ในคอลเลคชัน ‘A Parisian State of Mind’ “SB Design Square ต้องการที่จะผสมผสานเรื่องของการแต่งบ้านเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยให้มากขึ้น ต้องการสร้างความคิดที่ว่า ‘การแต่งบ้านเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวัน’ ให้เหมือนกับการเลือกซื้อเสื้อผ้า เครื่องสำอาง ไม่จำเป็นที่ต้องเป็นของชิ้นใหญ่ ซึ่งคอลเลคชัน ‘A Parisian State of Mind’ จะสะท้อนแนวคิดไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์ได้เป็นอย่างดี” นายพิเดช ชวาลดิฐ  กล่าวถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์สไตล์เฟอร์นิเจอร์ ‘A Parisian State of Mind’ “ความร่วมมือในครั้งนี้เสมือนเป็นการย้ำให้เห็นถึง ความมุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงคิดค้นเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ ที่ทันสมัย เพื่อยกระดับความเป็น     Home Design Solutions    ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าทั้งเรื่องสินค้าและบริการช่วยออกแบบตกแต่งที่ครบ   วงจร ด้วยความที่เราเป็นผู้นำจึงสามารถสร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์ที่โดดเด่น เพียบพร้อมไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ นำเสนอในราคาที่สามารถจับต้องได้  โดยเราได้นำลวดลายของ ELLE DECOR มาผสมผสานลงไปในชิ้นงานเฟอร์นิเจอร์ในคอลเลคชัน A Parisian State of Mind ที่นำสัมผัสแห่งแรงบันดาลใจในสไตล์ปารีเซียงมาถ่ายทอดสู่งานดีไซน์ที่เหมือนให้เราใช้ชีวิตอยู่ใจกลางมหานครปารีสในทุกวัน”   ด้านมุมมองต่อทิศทางการพัฒนางานด้านดีไซน์โซลูชันของ SB Design Square จากปัจจุบันสู่อนาคตนั้น นายพิเดช กล่าวเสริมว่า จากพฤติกรรม work from home ที่เกิดขึ้นในกว่า 2 ปีที่ผ่านมาที่ทำให้  "บ้าน" ไม่ได้เป็นแค่เพียง "ที่อยู่อาศัย" แต่ยังกลายเป็นออฟฟิศ ห้องประชุม ฟิตเนส ร้านกาแฟ หรือแม้กระทั่งโรงภาพยนตร์ ประกอบกับการเริ่มเปิดประเทศ ส่งผลให้ภาพรวมสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะสินค้าในลักษณะไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์ ที่ผสานประสบการณ์ใหม่เข้ากับฟังก์ชันที่ลูกค้าต้องการ SB Design Square จึงได้ร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เดินหน้าแนวคิดในการพัฒนาเพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์เทรนด์ในส่วนนี้มาอย่างต่อเนื่อง และจากกลยุทธ์ดังกล่าวทำให้เราได้กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในทุกปี โดย SB Design Square จะไม่หยุดที่จะเข้าถึงรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปของผู้คน ด้วยเหตุนี้เราจึงนำ Big Data ที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการในรูปแบบ Personalization ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น รวมถึงการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ร่วมกับพาร์ทเนอร์แบรนด์ที่หลากหลายเพื่อเป้าหมายในการขยายกลุ่มลูกค้าในทุกเซกเมนต์ในอนาคต นางสาวปรียรัติ สุทธาพัฒน์ธานนท์ ผู้จัดการทั่วไป ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ลาร์กาแดร์ แอคทีฟ เอ็น เตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดูแลลิขสิทธิ์ของแบรนด์ ELLE DECOR ในประเทศไทยกล่าวถึงความพิเศษของคอลเลคชันใหม่ภายใต้โปรเจคพิเศษ SBDS X ELLE DECOR ว่า คอลเลคชัน A Parisian State of Mind ประกอบไปด้วยเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านกว่า 50 ชิ้น ซึ่งเราได้ผสมผสานลายพริ้นท์ ELLE Signature และ Parisian Touch ซึ่งสะท้อน DNA ของแบรนด์ในความเป็นผู้นำด้านแฟชั่นมาลงอยู่ในคอลเลคชันนี้ และสะท้อนให้เห็นว่า ELLE เป็นมากกว่าสินค้าแฟชั่น แต่หากคือทุกๆช่วงชีวิตของผู้หญิง ELLE ที่ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็มีสไตล์ไปหมด ความโดดเด่นของคอลเลคชันนี้คือ  ELLE Signature ที่เน้นลาย Signature Monogram สุดคลาสสิค รวมไปถึง The Parisian Journey ที่นำ ELLE Eiffel มาทำให้ห้องของคุณมีชีวิตชีวาดั่งมหานครปารีส และที่ขาดไม่ได้คือลายพริ้นท์camo ที่เป็นลายที่เป็น MUST HAVE ของ Fall Winter 2022 นี้เลยทีเดียว ซึ่งความร่วมมือกับ SB Design Square ในครั้งนี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถ makeover ห้องของคุณจากห้องธรรมดาให้มีความหรูหรา มีสไตล์ น่าค้นหา และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ สร้างบรรยากาศในบ้านของคุณให้เป็น #ParisianAnywhere ได้อย่างไม่มีที่ติ ทั้งนี้ ไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์ในคอลเลคชัน A Parisian State of Mind พร้อมเปิดให้ได้สัมผัสเพื่อสร้างแรงบัลดาลใจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้ในทุกวัน ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sbdesignsquare.com หรือเข้าชมสินค้าจริงได้ที่ SB Design Square สาขาคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ และ SB Design Square สาขาราชพฤกษ์     บทความน่าสนใจ SB สาขา CDC ปรับลุคเป็น Flagship Store ส่ง Zelection Built-in ปฏิวัติวงการบิลท์อิน
อิเกีย  x STEPS  ออกแบบออฟฟิศสำหรับทุกคน ด้วย 5 เทคนิครองรับความแตกต่าง

อิเกีย x STEPS ออกแบบออฟฟิศสำหรับทุกคน ด้วย 5 เทคนิครองรับความแตกต่าง

อิเกีย อิเกีย  จับมือ STEPS  ออกแบบออฟฟิศสำหรับทุกคน เพราะโลกมีความแตกต่าง ด้วย 5 เทคนิคการออกแบบพื้นที่ และออฟฟิศ ที่สามารถรองรับความแตกต่างของคนได้รูปแบบ   แม้ว่ามนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “คน” แต่ต้องยอมรับว่าแต่ละคนต่างก็มีความแตกต่าง และมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิด วิถีชีวิต รสนิยมทางเพศ  แม้กระทั่งรูปร่าง หน้าตา หรือโครงสร้างของร่างกาย ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีความปกติทั่วไป หรืออาจจะมีพิเศษกว่าคนอื่น   แต่สรุปสุดท้ายแล้ว คนทุกคนบนโลกนี้ ล้วนแต่มีความเป็น “มนุษย์” ที่เหมือนกันและเท่าเทียมกัน จึงต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และเสมอภาคไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นใคร เกิดมาด้วย รูปลักษณ์ หน้าตา หรือมีความพิเศษแตกต่างจากคนทั่วไปก็ตาม โดยเฉพาะประเทศไทย ที่คนไทยทุกคน อยู่ภายใต้การปกครองที่มีรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ย่อมจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคกัน ตามหลักสิทธิมนุษยชน ​ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะพบว่าคนส่วนใหญ่ของสังคม เริ่มตระหนักและให้ความสำคัญ กับความเสมอภาค และความเท่าเทียมกัน เพราะคนส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจ และยอมรับกับความแตกต่าง และความหลากหลายของผู้คนในสังคม ที่แม้จะเป็นคนเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันไปในหลากหลายเรื่อง   ไม่เพียงแต่ผู้คนในสังคมเท่านั้น ที่ตระหนักและให้ความสำคัญกับประเทศความเท่าเทียม และความเสมอภาคกันเท่านั้น หน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ก็หันมาให้ความสำคัญ​และตระหนักถึงประเด็นสังคมนี้ด้วย เพราะทุกคน ทุกองค์กร ต่างเชื่อและเคารพในทุกความต่างของคนในสังคม ซึ่งหนึ่งในองค์กรนั้น คือ “อิเกีย” ศูนย์จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ และของแต่งบ้าน สัญชาติสวีเดน   นางสาววรันธร เตชะคุณากร ผู้จัดการแผนก Inspiration & Communication อิเกีย ประเทศไทย  เล่าว่า วิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจของอิเกีย คือ การสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีกว่าให้กับคนทั่วไป รวมถึงการเคารพในทุกความต่าง และต้องการที่จะสร้างโลกใบนี้ให้เป็นบ้านสำหรับทุกคน ให้สามารถใช้ชีวิตที่ดีได้อย่างเท่าเทียมกัน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจ อิเกีย จึงได้ออกแบบสินค้าที่มีความหลากหลาย ทั้งด้านความสวยงาม ราคา และฟังก์ชั่น เพื่อรองรับการใช้งานของคนที่มีความแตกต่างในสังคม ล่าสุด อิเกีย ได้ร่วมมือกับ STEPS องค์กรที่ให้การฝึกอาชีพและสนับสนุนการจ้างงาน ให้กับบุคคลที่มีความหลากหลายทางการรับรู้ จัดทำพื้นที่ “Inclusive Office” หรือโมเดลออฟฟิศต้นแบบที่ออกแบบสำหรับทุกคน ด้วยการนำเอาเฟอร์นิเจอร์และของใช้สำนักงาน มาจัดพื้นที่สำนักงานให้พนักงานของ STEPS ได้ทำงานอย่างคล่องตัว และสอดล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคล ซึ่งถือเป็น 1 ในกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR ของอิเกียในปีนี้ นางสาววรันธร  เล่าอีกว่า อิเกียรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ เพราะอิเกียตระหนักดีถึงศักยภาพของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางการรับรู้ (Neurodivergent people) รวมไปถึงบุคคลที่มีภาวะออทิสซึม ดาวน์ซินโดรม ฯลฯ พวกเขาสามารถทำงานและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับทุกคนได้เป็นอย่างดี เพียงแต่องค์กรจะต้องออกแบบสภาพแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ โดยคำนึงถึงความหลากหลาย และแตกต่างของผู้ใช้งาน เรายอมรับในความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ ศาสนา เชื้อชาติ เราไม่มีการแบ่งแยกเรื่องเหล่านี้ และเวลาออกแบบสินค้า จะมองหาสิ่งที่พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของผู้คน สำหรับแนวทางการออกแบบเพื่อที่ออฟฟิศสำหรับทุกคน  อิเกีย จะมุ่งเน้นในเรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งาน มากกว่าเรื่องความสวยงาม ซึ่งการออกแบบจะต้องเข้าใจผู้ใช้งาน และรู้ถึงความต้องการของแต่ละบุคคล ว่ามีการใช้งานและกิจกรรมในแต่ละวันอย่างไร เพื่อออกแบบให้เหมาะสม ตั้งแต่เรื่องของโต๊ะและเก้าอี้ทำงาน แสงสว่าง อุปกรณ์กาจัดเก็บ ด้านนางสาวแม็กซ์ ซิมป์สัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง STEPS Community กล่าวว่า องค์กรหรือบริษัทในประเทศไทย ยังมีอัตราการรับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางการรับรู้เข้าทำงาน ในหน่วยงานนั้นในอัตราที่ต่ำ ซึ่งตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 กำหนดสัดส่วนองค์กรที่มีพนักงาน 100 คน จะต้องรับบุคคลที่มีความหลากหลายทางการรับรู้เข้าทำงาน 1 คน หากไม่ปฏิบัติตามจะต้องชำระเป็นเงินค่าปรับให้กับกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นรายปีแทน  ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่เลือกจะเสียเงินค่าปรับแทน 98% ขององค์กรในประเทศไทย เลือกที่จะเสียค่าปรับแทนการรับคนเหล่านี้เข้าทำงาน โดยการทำงานของ STEPS จะมุ่งเน้นการฝึกสอนทักษะการทำงาน และการช่วยเหลือด้านการทำงาน สร้างกระบวนการทำงานที่กลุ่มคนเหล่านี้เข้าใจ เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับบุคคลอื่น ๆ ในองค์กรได้ ซึ่งความต้องการของกลุ่มคนเหล่านี้ จะมี 3 เรื่องหลัก คือ รูปแบบการทำงาน ระบบการทำงาน และคนที่จะมาช่วยสอนการทำงาน ขณะเดียวกันองค์กรก็จะต้องมีนโยบาย ในการสนับสนุนการทำงานของคนเหล่านี้ และมีสิ่งอำนวยความสะดวก มีสภาพแวดล้อมที่สอดคล้องกับการทำงานของกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย "เรามุ่งมั่นที่จะสร้าง Inclusive Community หรือชุมชนที่ไม่แบ่งแยก จึงเป็นโอกาสดีที่เราได้ร่วมมือกับอิเกีย องค์กรที่มีวิสัยทัศน์ตรงกัน ในการจัดทำโมเดลต้นแบบออฟฟิศสำหรับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความพิการ และบุคคลที่มีความหลากหลายทางการรับรู้ ซึ่งองค์กรต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้ ออฟฟิศต้นแบบของเรามีพื้นที่ 100 ตร.ม. รองรับคนทำงาน 25 คน โดยอิเกียได้ให้การสนับสนุนด้านเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่ง" 5 เทคนิคจัดออฟฟิศสำหรับทุกความต่าง สำหรับไอเดียในการจัดพื้นที่และออฟฟิศ ที่สามารถรองรับกับการอยู่ร่วมกันของคนที่มีความหลากหลาย และความแตกต่าง ทางอิเกีย มี 5 ไอเดียมาแนะนำ ให้กับองค์กรหรือหน่วยงานที่สนใจ นำเอาไปปรับใช้ได้ตามขนาดและพื้นที่ของแต่ละแห่ง ดังนี้ 1.จัดแบ่งพื้นที่ตามกิจกรรมหรือประเภทงานที่ทำ เพื่อช่วยให้คนทำงาน/พนักงาน โฟกัสกับงานที่รับผิดชอบได้ดียิ่งขึ้น อาจหาตู้วางของ หรือตู้หนังสือมาช่วยแบ่งโซน 2.เลือกความสว่างและแสงไฟที่เหมาะสมกับแต่ละคน  แสงไฟ หรือความสว่างมีผลต่อการทำงาน ดังนั้นการเลือกใช้ไฟที่สามารถปรับหรือกระจายความสว่าง หรือปรับความสูงได้ ก็จะช่วยให้คนทำงานแต่ละคน สามารถปรับได้ตามความชอบ โดยไม่รบกวนเพื่อนร่วมงานคนอื่น 3.เลือกเก้าอี้ที่เหมาะสมกับแต่ละคน  เก้าอี้เป็นอีกหนึ่งเฟอร์นิเจอร์ที่แต่ละคนมีความถนัดหรือความชอบไม่เหมือนกัน บางคนชอบแบบมีล้อเลื่อน บางคนชอบแบบที่อยู่นิ่ง บางคนชอบแบบมีที่วางแขน รวมถึงความสูงต่ำของพนักพิง ดังนั้นควรเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เลือกเก้าอี้ด้วยตัวเอง แต่สามารถคุมโทนได้โดยการใช้สี หรือวัสดุแบบเดียวกัน 4.เลือกโต๊ะทำงานที่เหมาะสมกับแต่ละคน   ควรเลือกใช้โต๊ะที่สามารถปรับระดับความสูงได้ให้เหมาะกับการใช้งานและสรีระของแต่ละคน นอกจากนี้ พนักงานบางคนชอบที่จะยืนทำงานเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ หรือบางงานจำเป็นจะต้องยืนทำงานเพื่อให้เคลื่อนไหวได้สะดวก 5.จัดพื้นที่ให้เป็นระบบ การวางระบบ/แบบแผน (systematic) ไว้ล่วงหน้าว่าอะไรจะต้องอยู่ตรงไหนเป็นอีกสิ่งที่สำคัญ เพื่อตอบโจทย์ workflow หรือกระบวนการทำงาน จะช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้ด้วยตนเอง และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   เราได้แต่หวังว่า นับจากนี้ต่อไป จะได้เห็นการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม ที่มีความหลากหลายและแตกต่าง ร่วมกันมากขึ้น ไม่เพียงแต่การใช้ชีวิตประจำวัน แต่ยังหมายความรวมถึงการทำงาน การประกอบอาชีพ เพราะเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับศักยภาพเป็นของตนเอง ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันออกไป  ซึ่งสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข จุดเริ่มต้นคงต้องเกิดจากความเข้าใจ และยอมรับในความแตกต่างนั้น และหลังจากนั้น ก็จะเป็นการหาแนวทางที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และเคารพสิทธิของความเป็นคนที่ทุกคนมีอย่างเท่าเทียมกัน    อ่านบทความที่น่าสนใจ -อิเกียสุขุมวิท ซิตี้สโตร์แห่งแรกในเซาท์อีสเอเชีย ปักหมุด ดิ เอ็มสเฟียร์ พร้อม เปิดปลายปี 66 -10 ปีอิเกีย กับ 5 กลยุทธ์ สร้างการเติบโตปีละ 5%
[PR News]เปิดตัว “โอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก”

[PR News]เปิดตัว “โอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก”

โอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก “บูทิค คอร์ปอเรชั่น” จับมือเชนโรงแรมชั้นนำระดับโลก “Oakwood” ขานรับเปิดประเทศเต็มรูปแบบ บูมท่องเที่ยวไทย ปักหมุดทำเลซีบีดี ผุด “โอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก” มูลค่าโครงการกว่า 1,250 ล้านบาท โดดเด่นด้วยห้องพักสุดชิคสไตล์ Studio Type แห่งที่ 2 ของเอเชีย ในเครือ Oakwood บนทำเลทองสุขุมวิท ศูนย์กลางย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม การเดินทางสะดวกสบายใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีทองหล่อ พร้อมมาตรฐานบริการระดับโลก นายปรับ ทักราล (Mr. Prab Thakral) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC กลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้พัฒนา “โอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก” (Oakwood Studios Sukhumvit  Bangkok) โรงแรมระดับ 4 ดาว สูง 8 ชั้น จำนวน 177 ห้อง ตั้งอยู่บนพื้นที่เกือบ 1 ไร่ ในซอยสุขุมวิท 36 ใกล้ทองหล่อ มูลค่าโครงการรวมกว่า 1,250 ล้านบาท ได้รับ การออกแบบภายใต้แนวคิด Stylish Modern Hotel ในสไตล์ที่ทันสมัย โอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก หลังจากการกลับมาเปิดประเทศ เราเห็นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทย ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวขาเข้ามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เริ่มออกเดินทางท่องเที่ยว และกลับมายังประเทศไทย นอกจากนี้เรายังเห็นการขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวจากอินเดียที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่หายไปของนักท่องเที่ยวจีน โดยคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะสามารถฟื้นตัวเต็มที่ได้ภายในปี 2568 ทั้งนี้โดยการพัฒนาและเปิดตัวโรงแรมโอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก สอดรับกับกลยุทธ์การเติบโตที่มั่นคงของบริษัทฯ ที่เน้นการสร้างผลตอบแทนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากตั้งอยู่ในทำเลย่านทองหล่อที่คึกคักและทันสมัย โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นคนรุ่นใหม่ นายปรับ กล่าว . นายปรับ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการสร้าง ดำเนินการ และการขาย  รวมถึงการเปิดตัวธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจด้านสุขภาพเพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ และสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน ทั้งจากการขยายธุรกิจเดิมและสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อสร้าง การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน . . นางสาวลีน่า อับดุลลาห์ (Ms. Lina Abdullah)  ผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการประจำประเทศไทย, Oakwood Thailand  กล่าวว่า “บริษัทฯ รู้สึกตื่นเต้นในการขยายธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยด้วยการเปิดตัวของ “โอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก” การได้นำโรงแรมในสไตล์ Studio Type มาเปิดในประเทศไทย เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันภูมิใจในทีมคุณภาพของเราที่สามารถนำแบรนด์ Oakwood Studios เข้าสู่ยุคใหม่ และทำให้โรงแรมของเราเป็นที่น่าจับตาด้วยการนำประสบการณ์ใหม่ๆ มามอบให้กับแขกผู้เข้าพักโรงแรมในย่านสุขุมวิท ซึ่งเป็นหนึ่งในทำเลที่มีความสำคัญที่สุดของกรุงเทพฯ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง ร้านอาหาร และสถานบันเทิงระดับฟรีเมียม . . สำหรับ โรงแรมโอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก เป็นโครงการอับดับที่ 4  ซึ่ง โอ๊ควู้ด ได้เข้ามาบริหารให้กับ BC โดยได้ เริ่มเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2565 ตั้งอยู่บนทำเลใจกลางกรุงเทพฯ โดยเป็นโรงแรมในสไตล์ Studio Type แห่งที่ 2 ของเอเชีย ที่อยู่ในเครือ Oakwood ให้บริการด้วยมาตรฐานระดับโลกซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ Oakwood  โดยมีห้องพักจำนวน 177 ห้อง ไว้ให้บริการหลายรูปแบบ ได้แก่ Superior King, Superior Twin, Studio Deluxe, Studio Executive และ Studio Premier ภายในห้องพักเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย สระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนส ห้องพักพร้อมครัว สำหรับรองรับลูกค้า Long Stay ช่องเคเบิลที่หลากหลาย การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อความเพลิดเพลินระหว่างการพักผ่อน  การเดินทางสะดวกด้วยระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงทั้งถนนสายหลัก สายรอง รถไฟฟ้า และระบบขนส่งมวลชน พร้อมการเดินทางที่สามารถเข้า-ออกได้ 2 ทาง ทั้งถนนสุขุมวิท และถนนพระราม 4 . . นอกจากนี้ ภายในโรงแรมโอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อกยังมีห้องประชุมขนาด 10 คน และ Co-Working Space, Business Center พร้อมทั้งห้องอาหาร Vibrante Restaurant & Bar สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ สระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนส รถชัตเตอร์บัสเพื่อรับ-ส่งไปยัง BTS ทองหล่อ รวมทั้งยังเป็นโรงแรมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงด้วยโซนห้องพักที่สามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้าพักได้  เพื่อให้ผู้เข้าพักทุกคนได้สัมผัสกับประสบการณ์การพักผ่อนสุดประทับใจ   บทความน่าสนใจ แอสคอทท์ ทองหล่อ เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ มาตรฐานโรงแรม 5 ดาว [PR News] เลอ เมอริเดียน จับมือ โตโต้ พลิกโฉมโรงแรมใหม่ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ขายทิ้ง “Kiroro Resort Holding”                
พาไปดู โปรเจ็กต์หมื่นล้าน “ไวส์พาร์ค มีนบุรี”  มิกซ์ยูสใหญ่สุดของ แอสเสทไวส์ ในรอบ 10 ปี

พาไปดู โปรเจ็กต์หมื่นล้าน “ไวส์พาร์ค มีนบุรี” มิกซ์ยูสใหญ่สุดของ แอสเสทไวส์ ในรอบ 10 ปี

ไวส์พาร์ค แอสเสทไวส์ ปั้นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส์ หมื่นล้าน ใหญ่สุดรอบ 10 ปี เจาะพื้นที่ มีนบุรี รองรับเส้นทางรถไฟฟ้า 2 สาย “ชมพู-เหลือง” ประเดิม “แอทโมซ โฟลว์ มีนบุรี” มูลค่า​ 1,350 ล้าน พร้อมวางโรดแมปพัฒนาจบใน 6 ปี กับ 4,500 ยูนิตที่พักอาศัย   ถ้าย้อนดูโครงการที่บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) พัฒนามาตลอดระยะเวลา 9 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจในปี 2556 โครงการที่นับมีขนาดใหญ่พื้นที่ใหญ่สุด และมูลค่ามากที่สุด ก็คือ โครงการเคฟทาว์ รังสิต ด้วยมูลค่าโครงการรวม 9,100 ล้านบาท มีจำนวนยูนิตรวม 5,000 ยูนิต บนเนื้อที่ 60 ไร่ จากจำนวนโครงการที่พัฒนามาทั้งสิ้น 44 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 46,700 ล้านบาท   แต่ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 10 ในปี 2565 แอสเซทไวส์ ก็ได้พัฒนาโครงการที่มีมูลค่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์การดำเนินธุรกิจ กับ “ไวส์พาร์ค มีนบุรี” (WISEPARK Minburi) โครงการมิกซ์ยูส ขนาดใหญ่บนพื้นที่ 33 ไร่ ย่านมีนบุรี มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท หลังจากได้ซื้อที่ดินมาในช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้ นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แอสเซทไวส์ เล่าว่า ได้ตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงนี้มา ซึ่งมีขนาดใหญ่แต่อยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ เพราะอยู่ใกล้สถานนีรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีตลาดมีนบุรี และรถไฟฟ้าสายสีส้ม สถานีมีนบุรี  และมองเห็นศักยภาพของที่ดิน ในการพัฒนาโครงการให้เป็นรูปแบบมิกซ์ยูส เพราะมีประสบการณ์การพัฒนาในรูปแบบดังกล่าวมาแล้ว จากโครงการเคฟทาวน์รังสิต ที่ได้กระแสตอบรับที่ดี ไวส์พาร์ค มีนบุรี โปรเจ็กต์หมื่นล้าน สำหรับโครงการไวส์พาร์ค มีนบุรี จะมีมูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท ประกอบไปด้วยโครงการคอนโดมิเนียม ทั้งรูปแบบโลว์ไรส์ และไฮไลท์ คอมมูนิตี้มอลล์ พื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่า และพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ซึ่งในโครงการจะแบ่งการพัฒนาออกเป็นเฟส ใช้ระยะเวลาการพัฒนาและก่อสร้างประมาณ 6 ปี ซึ่งภายในโครงการมีรายละเอียดดังนี้ 1.”มิงเกิ้ล มีนบุรี” คอมมูนิตี้ มอลล์ บริเวณด้านหน้าโครงการฝั่งซ้ายมือเมื่อหันหน้าเข้าโครงการ จะถูกพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์  “มิงเกิ้ล มีนบุรี”  ขนาดพื้นที่อาคาร 8,857 ตร.ม. มูลค่าโครงการประมาณ 300 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปีหน้า ภายในคอมมูนิตี้มอลล์ จะประกอบด้วยร้านอาหาร ร้านค้า และร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ อาทิ สุกี้ตี๋น้อย โลตัส โก เฟรช เป็นต้น   ส่วนบริเวณด้านหน้าฝั่งขวามือ ปัจจุบัน คือ  ไวส์พาร์ค พาวิลเลี่ยน ซึ่งเป็นสำนักงานขายของโครงการ ที่ออกแบบและพัฒนาให้มีพื้นที่สีเขียวบนอาคาร ซึ่งทำให้สามารถใช้เป็นสวนส่วนกลางสำหรับลูกบ้าน หรือคนในชุมชนใกล้เคียงได้ทั้งปัจจุบันและในอนาคตด้วย ขณะที่ทั้งโครงการมีพื้นที่สีเขียวรวมกว่า 12 ไร่ เพื่อให้ลูกบ้านได้ใช้บริการด้วย 2.มิกซ์ยูสคอนโด+ออฟฟิศ ถัดจากคอมมูนิตี้มอลล์เข้ามา แอสเซทไวส์ วางแนวทางการพัฒนาเป็นโครงการขนาดสูง 45 ชั้น 1 อาคาร ที่จะประกอบไปด้วยส่วนพักอาศัยและพื้นที่สำนักงาน  ส่วนที่พักอาศัยเบื้องต้นจะใช้แบรนด์โมดิซ แต่ทั้งนี้อาจจะปรับเปลี่ยนแบรนด์ได้ในอนาคต โดยพิจารณาสภาวะตลาดและผลการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าอีกครั้งหนึ่ง   สำหรับพื้นที่ออฟฟิศได้วางสัดส่วนไว้ประมาณ 10-15% ของอาคาร มีการจัดพื้นที่แยกกับส่วนพักอาศัย ด้วยการมีลิฟต์ส่วนตัว มีการจดทะเบียนเป็นพื้นที่พาณิชย์ ที่ผู้ซื้อสามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้ โดยเป็นการขายพื้นที่ไม่ได้เป็นการให้เช่า​ ซึ่งแอสเซสไวส์มองกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือกลุ่ม SME ที่มีพนักงานไม่เกิน 10 คน สามารถทำงานออนไลน์ได้ 3.พื้นที่พักอาศัย 3 โปรเจ็กต์คอนโด ในพื้นที่ด้านหลังโครงการ ถูกจัดวางไว้เป็นพื้นที่ส่วนพักอาศัย ซึ่งจะเป็นโครงการคอนโดโรว์ไรส์  2 โครงการ และไฮไลท์ 1 โครงการ อยู่บริเวณด้านหลังสุด มีขนาดความสูงประมาณ 33 ชั้น คาดว่าจะพัฒนาภายใต้แบรนด์โมดิซ โดยวายแผนเปิดตัวในอนาคตอีกครั้ง   ก่อนถึงคอนโดไฮไลท์ ปัจจุบันพัฒนาเป็นโครงการ “แอทโมซ โฟลว์ มีนบุรี” (Atmoz Flow Minburi)  ซึ่งได้เปิดตัวโครงการไปก่อนหน้านี้แล้ว  โดยโครงการพัฒนาในรูปแบบคอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ท มูลค่าโครงการ 1,350 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ 6-0-13 ไร่ จำนวน 3 อาคาร รวม 739 ยูนิต  ซึ่งเริ่มเปิดจองแล้ว ในราคาเริ่มต้น 1.65 ล้านบาท  และพื้นที่ด้านหน้าโครงการแอทโมซ โฟลว์ ยังวางแผนพัฒนาเป็นโครงการคอนโดโลว์ไรส์อีก 1 โครงการเช่นกัน ภายใรต้แบรนด์โมดิซ โครงการไวส์พาร์ค จะมีส่วนพักอาศัยทั้งหมดของโครงการภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ จำนวนรวม 4,500 ยูนิต ใช้ระยะเวลาการก่อสร้างและพัฒนาประมาณ 6 ปี ระยะเวลาการเปิดตัว และการใช้แบรนด์ที่มาพัฒนา จะมีการพิจารณาจากสภาวะตลาดและการตอบรับของกลุ่มลูกค้าเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา แต่เบื้องต้นโครงการแอทโมช โฟลว์ มีนบุรี คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จได้ในช่วงปลายปีหน้า ซึ่งใกล้เคียงกับการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีชมพู   สำหรับคอนเซ็ปต์ของ ไวส์พาร์ค มีนบุรี ภายใต้แนวคิด “WISECOLOGY” มีจุดเด่นของการอยู่อาศัยแห่งอนาคต 3 ด้าน ได้แก่ Smart Living, Sustainable Life และ Environment Friendly  ​   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -[PR News] แอสเซทไวส์ กวาดยอดขาย Q1 กว่า 3,250 ล้าน เดินหน้าไตรมาส 2 เปิดอีก 3 โปรเจ็กต์ใหม่ -แอสเซทไวส์ เปิด 5 กลยุทธ์ความสำเร็จแบรนด์เคฟ แคมปัสคอนโด จับกลุ่มนศ.มหาลัย-นักลงทุน
อัปเดต ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เดือนกรกฎาคม 2565

อัปเดต ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เดือนกรกฎาคม 2565

ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน   ปี 2565 ได้เดินทางมาถึงครึ่งปีแล้ว  เรายังคงอยู่กับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ซึ่งปัจจุบันยังมีผู้ติดเชื้อต่อเนื่องทุกวัน  แม้ว่าบางคนได้รับการฉีดวัคซีกันไปแล้วถึงเข็มที่ 4 แต่ยังมีบางคนที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเลยแม้แต่เข็มเดียวก็มี และแม้ว่าโควิดจะยังคงอยู่ แต่ผู้ได้รับเชื้อก็ไม่ได้มีอาการรุนแรงมากนัก ยกเว้นกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวที่บางรายอาจจะมีอาการที่รุนแรงได้   ในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้สถานการณ์ของโควิด-19 ที่อยู่รายรอบคนในยุคปัจจุบัน ผู้ประกอบการหลายรายก็ยังคงสร้างผลงานการทำตลาดได้อย่างดี มียอดขายช่วงครึ่งปีแรกเติบโตมากมาย โดยเฉพาะบรรดาผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์  ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยเฉพาะบ้านแนวราบ และยังทำให้ผู้ประกอบการต้องทำแคมเปญการตลาดออกมาเพื่อสร้างยอดขาย ราคาบ้านปัจจุบันจึงยังถือว่าไม่สูงมาก หากเปรียบเทียบกับต้นทุนต่าง ๆ และแนวโน้มของการปรับขึ้นราคาของต้นทุนที่เชื่อว่าจะสูงขึ้นในเร็ว ๆ นี้   นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และการยกเลิกการให้สินเชื่อการซื้อบ้านในอัตราคงที่ของธนาคารต่าง  ๆ ที่จะส่งผลต่อความต้องการที่อยู่อาศัย และความสามารถในการกู้เงินของกลุ่มลูกค้าทั่วไปในอนาคตด้วย แต่ปัจจุบันหากมาดูอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน ที่หลายธนาคารออกมาทำตลาด ภาพรวมส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้ปรับสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้  ถือเป็นข่าวดีและเป็นจังหวะที่ดีหากใครจะกู้ซื้อบ้านในเวลานี้  แต่ธนาคารไหนจะให้อัตราดอกเบี้ยเท่าไร เราได้รวมรวม และอัปเดตดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโดมิเนียม สำหรับกรกฎาคมเอาไว้ให้แล้ว ​​ อัปเดต ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด 1.ธนาคารกรุงเทพ สำหรับธนาคารกรุงเทพ มีสินเชื่อบ้านบัวหลวง ที่ให้บริการลูกค้า 2 กลุ่ม คือ ลูกค้าพนักงานที่มีรายได้ประจำ และลูกค้าทั่วไป  โดยอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ประจำเดือนกรกฎาคม 2565 ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา มีการคิดอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท  (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.2% (MRR-1.75%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65% อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45% (MRR-1.50%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.48% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.48% อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป   ลูกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.50% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.45% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.87% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45%(MRR-1.50%) หลังจากนั้น 5.45%  (MRR-0.50%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.45% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.9% ลูกค้าทั่วไปวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.7%(MRR-1.25%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.075%(MRR-1.875%) ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.58%   -กรณีวงเงิน ตั้งแต่ 500,000 บาทแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย คงที่ปีแรก MRR-1.20% หลังจากนั้น​คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีวงเงินต่ำกว่า ​500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันสิทธิการเช่า ​คิดอัตราดอกเบี้ย​ MRR-0.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันที่ดินเปล่าเพื่อการอยู่อาศัย คิดอัตราดอกเบี้ย ​MRR-0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา   หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับผู้ที่ยื่นคำขอสินเชื่อพร้อมเอกสารครบถ้วน ตั้งแต่วันที่  10 พ.ค. – 30 มิ.ย. 65 โดยผู้กู้ต้องลงนามในสัญญากู้ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่อนุมัติสินเชื่อ​และจดทะเบียนจำนองพร้อมเบิกเงินกู้งวดแรกหรือทั้งหมดภายใน 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญา ​ -พนักงานที่มีรายได้ประจำ หมายถึง พนักงานที่มีรายได้หลัก หรือ มีความสามารถในการชำระคืนหลัก จากรายได้ประจำ -รูปแบบการชำ​ระแบบคงที่ เลือกผ่อนได้ทุกทางเลือก/รูปแบบการผ่อนชำ​ระแบบขั้นบันได เลือกผ่อนได้เฉพาะทางเลือกที่ 1 -อัตราส่วนวงเงินกู้สูงสุดและมูลค่าหลักประกันให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย -อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันตามประกาศของธนาคาร ณ วันที่ 7 ธ.ค. 64 เท่ากับ 5.95% ต่อปี -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไข 2.ธนาคารกรุงไทย อัปเดตดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด สำหรับธนาคารกรุงไทย ในเดือนกรกฎาคม ​ ​ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด  เปลี่ยนเปลี่ยนแปลงจากช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเล็กน้อย ​​ดังนี้ ทางเลือกที่ 1 แบบทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 2.77% (MRR-3.45%) เพิ่มขึ้น 2.21% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตรา 0.56% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 2.77% (MRR-3.45%) ลดลง 1.45% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 4.22% (MRR-2.0%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.77% ลดลง 0.23% จากเดือนก่อนหน้าที่คิด 3.0% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.22% ลดลง 0.05% จากเดือนก่อนหน้าที่คิด 4.27% ทางเลือกที่ 2 แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 2.87% (MRR-3.35%) เพิ่มขึ้น 2.06% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 0.81% (เดือนที่ 1-9 คิด 0.56% เดือนที่ 10-12 คิดดอกเบี้ย 1.56%) ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 2.87% (MRR-3.35%) ลดลง 0.13% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.0% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.30% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.24% ทางเลือกที่ 3 แบบทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 0.75% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3.92% (MRR-2.30%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.88% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.23% ทางเลือกที่ 4 แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.00% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3.97% (MRR-2.25%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.98% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.27%   หมายเหตุ : 1.การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ *ทำประกันทางเลือกใด ทางเลือกหนึ่ง ดังนี้ -ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA / GLTSP) เต็มวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 10 ปี -ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA / GLTSP) 70% ของวงเงินกู้ และระยะเวลากู้ -ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA / GLTSP) 70% ของวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 15 ปี (การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ เป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้า และไม่มีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อ) 2.อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR)**คำนวณจากวงเงินกู้ 1.00 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี ผ่อนชำระ 6,600 บาท/เดือน MRR = 6.22% ต่อปี 3.สามารถขอสินเชื่อ Home For Cash แบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan) เพิ่มเติม สำหรับวัตถุประสงค์ : เพื่ออุปโภคบริโภค / ปรับปรุง ต่อเติม ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย /ชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย MRR ต่อปี ตลอดอายุสัญญา 4.เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด การพิจารณาสินเชื่ออยู่ภายใต้ดุลยพินิจของธนาคาร ยื่นสมัครสินเชื่อ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2565 และทำนิติกรรมจำนองภายใน 30 วัน ทั้งนี้ ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขรายการส่งเสริมการขาย โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า   3.ธนาคารกรุงศรี ธนาคารกรุงศรี มีสินเชื่อบ้านกรุงศรี เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านใหม่/บ้านมือสอง) สำหรับลูกค้าทั่วไป โดยมีแคมเปญฟรี ค่าธรรมเนียมสำรวจ และค่าประเมินอัตราดอกเบี้ยยังคงเท่าเดิมจากเดือนที่ผ่านมา โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สำหรับการกู้ในวงเงิน 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.9% ( MRR-3.15%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.00%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.97% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.39% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.50% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย MRR-1.60% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.21% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.52% สำหรับการกู้เงินในวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.55%  (MRR-3.50%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.3%  (MRR-2.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.52% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.02% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.25% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 4.1% (MRR-1.95%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.3% (MRR-1.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.7%  (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.89% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.23%   หมายเหตุ * อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงการแสดงตัวอย่าง โดยคำนวณจากฐานวงเงินกู้ 2 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท และฐานวงเงินกู้ 5 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ด้วยระยะเวลาการกู้ 10 ปี ในกรณีที่ลูกค้า ซื้อ MRTA/MLTA หากค่าเบี้ย MRTA/MLTA เปลี่ยนแปลง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ เงื่อนไขการรับสิทธิพิเศษสาหรับลูกค้าที่ซื้อประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA/MLTA) -รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เฉพาะในปีที่ 1 จากอัตราดอกเบี้ยทุกทางเลือก ลูกค้าต้องซื้อ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการตามเงื่อนไขดังนี้ 1.ผลิตภัณฑ์ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการได้แก่ MRTA : แผนกรุงศรี เซฟตี้โลน 1 พลัส หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 1 หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 2 / MLTA : กรุงศรี รักบ้าน รักคุณ หรือกรุงศรี รักบ้าน รักคุณ พลัส เท่านั้น 2.กรณีผู้กู้หลักเป็นพนักงานเงินเดือนที่มีรายได้ ประจำ​ต้องซื้อ MRTA/MLTA 100% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี หรือซื้ออย่างน้อย 70% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความ คุ้มครองไม่ต่ำกว่า 20 ปี 3.กรณีผู้กู้หลักเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว ต้องซื้อ MRTA/MLTA อย่างน้อย 80% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 10 ปี หรือซื้อย่างน้อย 50% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี 4.กรณีมีผู้กู้ร่วม สามารถซื้อ MRTA/MLTA เฉพาะผู้กู้หลักเพียงคนเดียวได้ หรือหากผู้กู้ร่วมประสงค์ที่จะซื้อ MRTA/MLTA ด้วย ผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมทุกคนจะต้องมีทุนประกันขั้นต่ำในสัดส่วนที่เท่ากัน ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย เป็นอัตราดอกเบี้ยปกติตามที่ลูกค้าได้เลือกไว้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในกรณีที่บริษัทประกันไม่ อนุมัติ MRTA/MLTA หรือในกรณีที่ลูกค้าขอยกเลิก MRTA/MLTA -ตามประกาศธนาคาร ณ วันที่ 21 พ.ค. 63 อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.05% ต่อปี -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.-31 ส.ค. โดยจดจำนองและเบิกรับเงินกู้ภายในวันที่ 30 ก.ย. 65 -ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร -การพิจารณา อนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด -วงเงินกู้อนุมัติสูงสุดเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด และไม่เกินกว่า วงเงินกู้สูงสุดต่อมูลค่าหลักประกัน (ราคาซื้อขาย) ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บค่าเบี้ยปรับกรณีปิด ภาระหนี้ก่อนกำหนด (กรณีที่ลูกค้ารีไฟแนนซ์ไปสถาบันการเงินอื่นภายใน 3 ปีแรกนับจากวันทำสัญญา) คิดเป็น 3% ของยอดหนี้คงเหลือ 4.ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย มีสินเชื่อกู้ซื้อบ้านสำหรับบ้านใหม่ให้กับลูกค้าทั่วไป โดยพิจารณาเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ และกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ ซึ่งเดือนนี้อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ระจำ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 7.72% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 7.72% สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 8.22% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 8.22% หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ย MRR = 5.97% (ประกาศ ณ วันที่ 22 พ.ค. 2563) ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ย MRR ให้อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคาร ณ วันที่ลูกค้ายื่นใบสมัครสินเชื่อ -อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวสำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2565 โดยสามารถยื่นกู้ได้สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภท ยกเว้นการกู้เพื่อซื้อที่ดินเปล่า -รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม 0.25% ในปีแรก หากทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองสินเชื่อบ้านตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด -กรณียื่นกู้บ้านในโครงการจัดสรรที่ธนาคารสนับสนุน ธนาคารฯมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ สอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ K-Contact Center 02-8888888 ต่อ 887 5.ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารเกียรตินาคิน มีสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (KKP Home Loan เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย) กรณี บ้านใหม่ : ซื้อบ้านจากบริษัทพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ที่ธนาคารกำหนด ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนที่ผ่านมา โดยธนาคารเกียรตินาคินมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยลอยตัว แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.79% ปีต่อไป 5.025% (MLR-1.50%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.99% ปีต่อไป 5.025% (MLR-1.50%) อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.59% ปีต่อไป 5.025% (MLR-1.50%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.79% ปีต่อไป 5.025% (MLR-1.50%)   หมายเหตุ 1.อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับปัจจัยอ้างอิง เช่น อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ซึ่งธนาคารจะแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว  โดยจะประกาศไว้ ณ สถานที่ทำการให้บริการและ​เว็บไซต์ของธนาคาร 2.MLR ณ วันที่​ 18 สิงหาคม 2563 เท่กับ​ 6.525% ต่อปี 3.เลือกทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ​(MRTA)ผ่านธนาคาร ทุนประกันภัยเท่ากับวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาเอาประกันภัยขั้นต่ำ 10 ปี กรณีที่ระยะเวลาการกู้ไม่ถึง 10 ปี ให้ระยะเวลาเอา​​​​​​ประกันภัยเท่ากับระยะเวลาการกู้ 4.กรณี Refinance ไปสถาบันการเงินอื่นก่อนครบ 3 ปี แรก คิดค่า​ Prepayment Penalty 3% ของเงินต้นคงค้าง 5.​กรณีเลือกใช้เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยแบบฟรีค่าจดจำนอง ​​หากลูกค้า Re-Finance หรือชำระปิดบัญชีก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ ลูกค้าต้องชำระค่าจดจำนองที่ธนาคาร เคยสำรองจ่ายให้แก่ธนาคาร​ 6.ค่าประเมินหลักประกันเริ่มต้น 3,210 บาท  ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท) 7.เบี้ยประกันอัคคี ​เป็นไปตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด ​โดยผู้กู้สามารถเลือกทำประกันกับบริษัทที่น่าเชื่อถือใดก็ได้ ​ a.อัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุด ต่อหลักประกัน 100% ของราคาซื้อขายจริง หรือราคาประเมินธนาคาร แล้วแต่ราคาใดต่ำกว่า ยกเว้นธนาคารมีกำหนดเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ สำหรับบางโครงการ อาจจะได้รับอัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อหลักประกัน​ 100% b.ระยะเวลากู้สูงสุด ​30 ปี (อายุผู้รวมระยะเวลากู้ไม่เกิน 65 ปี สำหรับพนักงานเงินเดือนประจำ และไม่เกิน 70 ปี สำหรับเจ้าของกิจการ/ธุรกิจส่วนตัว) 6.ธนาคารซีไอเอ็มบี ธนาคารซีไอเอ็มบี สินเชื่อบ้าน โฮมโลนฟอร์ยู  ให้กับพนักงานประจำ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ประกอบการ และเจ้าของกิจการ  โดยคิดอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เท่ากับเดือนที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารซีไอเอ็มบี มีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สำหรับพนักงานประจำ รายได้ 15,000 บาท หรือเจ้าของกิจการรายได้ 30,000 บาท ประเภททำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.25% (MRR-3.1%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.25% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.07% แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.55% (MRR-2.8%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.15% หมายเหตุ -สำหรับซื้อบ้านและคอนโดจากโครงการทั่วไป -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินกู้ 2 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 15 ปี (MRR=7.35% ประกาศ ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2564) -ธนาคารยังมีอัตราดอกเบี้ยสำหรับพนักงานประจำรายได้ 30,000-50,000 หรือเจ้าของกิจการรายได้ 50,000 บาทขึ้นไปไว้พิจารณาด้วย รวมถึงสินเชื่อสำหรับโครงการที่ธนาคารเป็นผู้สนับสนุน 7.ธนาคารทีทีบี ธนาคารทีทีบี มีสินเชื่อบ้านใหม่ สำหรับการซื้อบ้านหรือคอนโดจากโครงการทั่วไป ภายใต้แคมเปญดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นเฉลี่ย 3 ปีแรก 4.05% ต่อปี จะได้รับฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย ค่าจดทะเบียนจำนอง และค่าประเมินหลักทรัพย์  ยังคงใช้ในอัตราเท่ากับเดือนที่ผ่านมา  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ทางเลือก 1 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.23%) หลังจากนั้น อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.05% ดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.46% ทางเลือก 2 (ฟรีค่าจดจำนอง) ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.4% (MRR-1.88%) หลังจากนั้น 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.4% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือก 3 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 4.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา ดอกเบี้ย 4.65% รายละเอียดเงื่อนไข สมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ได้แก่ 1.สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ สไมล์โฮม หรือ สไมล์โฮม พลัส ​ 2.สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีทีบี เพื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3.สมัครบัตรเดบิต ttb (กรณีที่คุณมีบัตรเดบิต ttb แล้ว ไม่ต้องสมัครเพิ่ม) กู้ซื้อบ้าน คอนโดใหม่ กับทีทีบี รับข้อเสนอพิเศษ ด้วยอัตราดอกเบี้ย ให้เลือก 2 แบบ ดังนี้ แบบที่ 1 สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท -รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี -ฟรีประกันอัคคีภัยมูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของเงินกู้สูงสุดถึง 200,000 บาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง แบบที่ 2 สมัครผลิตภัณฑ์เสริมไม่ครบทั้ง 3 ประเภท​ -ฟรีประกันอัคคีภัย มูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมรวมถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้าน (MRTA) ไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อทำเพื่อประโยชน์หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นกับผู้กู้ในขณะที่ยังชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผู้กู้และธนาคาร และไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 3 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาอนุมัติวงเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของธนาคาร -ธนาคารขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่แจ้งไว้ในเอกสารฉบับนี้ โดยไม่ ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนจำนองหลักประกันแทนผู้กู้หากผู้กู้มีความประสงค์จะไถ่ถอนหลักประกันและชำระหนี้คืนทั้งหมดภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันเบิกใช้เงินกู้ ครั้งแรก ผู้กู้ตกลงคืนเงินค่าธรรมเนียมจดจำนองหลักประกันตามจำนวนเงินที่ธนาคารได้ช าระไปให้แก่ธนาคาร ในวันที่ผู้กู้ได้ชำระหนี้ทั้งหมดเสร็จสิ้น (ค่าธรรมเนียมจดจำนอง 1% สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท) -กค้าต้องสำรอง จ่ายค่าจดจำนองแก่กรมที่ดินก่อน โดยธนาคารจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ลูกค้าใช้หักชำระค่างวดกับธนาคารภายใน 30 วันทำการนับจากวันที่ลูกค้าจดจำนอง -MRR = 6.28% ตามประกาศธนาคาร https://www.ttbbank.com/th/rates/loan-interest-rates -สำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 65 ถึง 30 มิ.ย.​65 และจดจำนอง ภายใน 31 ก.ค. 65 -ข้อมูลในเว็บไซต์ธนาคาร ณ วันที่ 3 ส.ค. 65 8.ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีสินเชื่อบ้านสำหรับลูกค้าทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา  คิดอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ แบบไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.995% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.995% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.995% แบบทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ มากกว่าหรือเท่ากับ 70% ของวงเงินกู้ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.95% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.95% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.983% หมายเหตุ -กรณีใช้ดอกเบี้ย​แบบทำประกัน​ Credit Life 70% กำหนดให้ทำทุนประกันไม่น้อยกว่า 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลาเอาประกัน 70% ของระยะเวลากู้ตามสัญญา โดยกำหนดให้เอาระยะเวลาขั้นต่ำ 10  ปี (กรณีระยะเวลากู้ตามสัญญาต่ำ​10 ปี กำหนดให้ระยะเวลาเอาประกันเท่ากับระยะเวลากู้ตามสัญญา) ​-ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ รับประกันภัยโดย บมจ. ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต บริษัทนเครือกลุ่มเอฟดับบลิวดี หากต้องการสอบถามรายละเอียด เกี่ยวกับการประกันภัยเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ ศูนย์บริการลูกค้า โท​ร. 1315 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 – 20.00 น. -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข ​​ก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุก​ ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าผู้ชี้ช่อง หรือจัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันภัยเท่านั้น ​การพิจารณารับประกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับประกันภัย ของบริษัทประกันภัย -อัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารไทยพาณิชย์ เท่ากับ 5.995% ต่อปี ​(ประกาศ ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2564) ซึ่งอาจะเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศธนาคาร -อัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ระบุในตารางเป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในฉบับนี้เท่านั้น ​ซึ่งอาจะมีความแตกต่างกัน ตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีลูกค้าบอกเลือกประกันชีวิต หรือขอเวนคืนกรมธรรม์ หรือทำประกันไม่ครบกำหนดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ​ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยวงเงินกู้ เป็นอัตราดอกเบี้ยทั่วไป  ตามประกาศธนาคาร ระยะเวลากู้ตามสัญญา วงเงิน ระยะเวลาผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย คุณสมบัติ เอกสารปรกอบการพิจารณา และการอนุมัติเป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด 9.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์  หรือ ธอส. มีสินเชื่อสำหรับการซื้อบ้านหลากหลายประเภท โดยประเภทสินเชื่อโครงการบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2565 ​มีการคิดอัตราดอกเบี้ย ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากแคมเปญสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2565  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.15% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.9% (MRR-2.25%) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.75% (MRR-1.4%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา  5.4% หมายเหตุ -ยื่นคำขอกู้และอนุมัติตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค.-30 ธ.ค.65   (ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการก่อนกำหนด หากธนาคารให้สินเชื่อเติมวงเงินของโครงการแล้ว) -อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.15% ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 -ยกเว้น ค่าธรรมเนียมยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินกู้และทุกบัญชีเงินกู้ภายใต้หลักประกันเดียวกัน 10.ธนาคารยูโอบี ธนาคารยูโอบี มีสินเชื่อบ้านสำหรับโครงการหมู่บ้านทั่วไป  โดยอัปเดตดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา โดยคิดอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน ดังนี้ ทางเลือก 1 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 3.55% (MRR-3.8%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.87% ทางเลือกที่ 2 ไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 3.75% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย  3.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.95% ทางเลือกที่ 3 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.0% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย  4.95% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.88% ทางเลือกที่ 4 ไม่ทำประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.2% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 5.15% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.85% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.96% หมายเหตุ -ขอสินเชื่อตั้งแต่ 1  ก.ค.-30 ก.ย.65 และจดจำนองหลักประกันกับธนาคารภายใน 31 ต.ค. 65 -อัตราดอกเบี้ยแบบทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ผ่านธนาคารยูโอบี >ทุนประกันเต็มวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันขั้นต่ำ 10 ปี หรือ >ทุนประกันขั้นต่ำ 80% ของวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันเต็มตามระยะเวลากู้ -อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 1 ล้านบาท อายุสัญญา 15 ปี MRR=7.35% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในสื่อโฆษณาเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยสำหรับการทำสัญญากู้ยืมของลูกค้าแต่ละรายอาจะมีความแตกต่างกันตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีไถ่ถอนจำนองเพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น ​(Re-finance) ในช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก นับจากวันที่กู้ จะมีค่าปรับ 3% ของยอดเงินต้นคงค้าง (เฉพาะวงเงินสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยเท่านั้น)​ -การอนุมัติสินเชื่อ​เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร​ -เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันเท่ากับ  7.35% ต่อปี ​(ตามประกาศธนาคารณ วันที่  9 ก.ค. 64) อนึ่ง ธนาคารสามารถประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย​ MRR ได้ตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอนุญาตไว้​ -อัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่าง ๆ​เป็นไปตามประกาศที่ธนาคารจัดทำไว้  และประกาศให้ทราบตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยธนาคารอาจเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยการปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการ หรือเว็บไซต์ของธนาคาร​ -ธนาคารยูโอบีในฐานะนายหน้าประกันภัย ​(ใบอนุญาตประกันชีวิต​เลขที่ ช.00026/2545 และใบอนุญาตประกันวินาศภัย​ เลขที่ ว.00020/2546) ทำหน้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านประกันภัยและเป็นผู้จัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย และอำนวยความสะดวกในการรับชำระเบี้ยประกันเท่านั้น  รับประกันชีวิตโดยบริษัท พรูเด็นเชียลประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), รับประกันวินาศภัยโดย บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ​จะเป็นผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไข ความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง 11.ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย คือ โฮมโลน โดนใจ สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.9% หรือผ่อนล้านละ 3,500 บาท โดยเดือนนี้ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีการคิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา ดังนี้​ แบบที่ 1 ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย  1.9% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.85% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี  2.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.54% แบบที่ 2 ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ยคงที่ 2.0% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.25% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.65%   เงื่อนไข กรณีลูกค้าเลือกทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร : 1.กรณีที่ลูกค้าทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร ธนาคารทดรองจ่ายค่าจดจำนองให้ 1% ของวงเงินกู้อนุมัติ หรือ สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท (ทั้งนี้ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินทดรองจ่ายค่าจดจำนองดังกล่าวคืนจากลูกค้า กรณีลูกค้าปิดบัญชีสินเชื่อ หรือ เปลี่ยนแปลงสัญญาใด ๆ ภายใน 5 ปีแรก ทุกกรณี นับจากวันทำนิติกรรมจดจำนอง) 2.กรณีสมัครทำประกันชีวิต ต้องสมัครทำ MRTA/MLTA ทุนประกัน 100% ของวงเงินสินเชื่อ ระยะความคุ้มครองขั้นต่ำ 10 ปี หมายเหตุ -โครงการจัดสรรในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เท่านั้น* -ราคาซื้อขายของหลักประกันต้องมีราคา (แนวราบ) ไม่น้อยกว่า 2.00 ล้านบาท , (แนวสูง) ไม่น้อยกว่า 2.50 ล้านบาท -ลูกค้าสามารถเลือกใช้อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ล้านละ 3,500 บาท  กรณีเลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่** -ยกเว้น ค่าประเมินราคาหลักประกัน (โครงการจัดสรรทุกโครงการที่มีราคาซื้อขาย 2 ล้านบาทขึ้นไป)*** -ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี รวมอายุผู้กู้ไม่เกิน 70 ปี**** -วงเงินกู้เพิ่มสูงสุด 10% จากสัญญาซื้อขาย เพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งบ้าน อัตราดอกเบี้ย 1) ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.75% = 4.60% หรือ 2) ไม่ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.25% = 5.10% , หลังจากนั้นปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR = 7.35% ***** -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี MRR = 7.35% (ณ 1 เม.ย. 64) ที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในโฆษณาฉบับนี้เท่านั้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -การพิจารณาคุณสมบัติของลูกค้าแต่ละรายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่ธนาคารกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์การพิจารณาสินเชื่อ โดยอยู่ในดุลยพินิจของธนาคาร ทั้งนี้เงื่อนไขต่าง ๆเป็นไปตามประกาศธนาคาร โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -อัตราดอกเบี้ย และโปรโมชั่น (มีวงเงินสินเชื่อจำกัด) สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อ โดยเบิกรับเงินกู้ ตั้งแต่วันนี้- 30 ก.ย. 65 12.ธนาคารออมสิน ธนาคารออมสิน มีสินเชื่อเคหะ สำหรับให้บริการผู้ที่ต้องการกู้เงินเพื่อไปซื้อบ้านหรือคอนโด  โดยฟรีค่าบริการสินเชื่อ ค่านิติกรรมสัญญา สำหรับยื่นกู้ภายในวันที่ 31 สิงหาคม อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาภายใน 30 กันยายน 2565 โดยมีรายละเอียด ​ดังนี้​ กรณีทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.95% ล ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 2.875% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.5% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.085% กรณีไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 2.20% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3.625% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.15% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.327%   เงื่อนไขการผ่อนชำระ -ปีที่ 1 ผ่อนชำระ 2,500 บาทต่อเดือน ปีที่ 2 ผ่อนชำระ 4,500 บาทต่อเดือน ปีที่ 3 ผ่อนชำระ 5,500 บาทต่อเดือน หมายเหตุ -การทำประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อ เป็นการทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ โดยหลักเกณฑ์ เงื่อนไข เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด -เงื่อนไขการใช้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อตามโปรโมชั่น สมัครบริการ MyMo และผลิตภัณฑ์/บริการอื่น อย่างน้อย 2 ประเภท ได้แก่ บัตรอิเล็กทรอนิกส์/ บัตรเครดิตหรือสินเชื่อบัตรเงินสด/ ชำระสินเชื่อหักผ่านบัญชี/ หน่วยงานหักเงินนำส่งชำระหนี้ / จ่ายตรงเงินเดือน / ประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อ ทั้งนี้ หากลูกค้าใช้ผลิตภัณฑ์ / บริการอื่นตามที่กำหนดอยู่แล้ว สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวได้ และกรณีไม่มี Smartphone ให้สมัครผลิตภัณฑ์ / บริการอื่นของธนาคารตามที่กำหนดทดแทนได้ -*กรณี ฟรีค่าธรรมเนียมจดจำนอง ให้ตามที่จ่ายจริง (รวมทุกสัญญาที่กู้ในคราวเดียวกัน) โดยลูกค้าต้องสำรองจ่ายค่าธรรมเนียมจดจำนองแก่กรมที่ดิน ไปก่อน ทั้งนี้ กรณีจำนวนเงินที่จ่ายตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 1.00 ของเงินค่าจดจำนอง โดยธนาคารจะโอนเงินหลังหักภาษี ณ ที่จ่าย คืนเข้าบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกของลูกค้าภายใน 30 วันทำการ นับจากวันที่จดจำนองแล้วเสร็จ -กรณีผู้กู้ชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด เฉพาะกรณีไถ่ถอนจำนองก่อนครบกำหนด (Prepayment) เพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น ภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงิน ผู้กู้ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่ธนาคารกำหนด (ปัจจุบันร้อยละ 3.00 ของยอดเงินต้นคงเหลือ) ทั้งนี้ กรณีฟรีค่าธรรมเนียมจดจำนอง หากผู้กู้ชำระหนี้ปิดบัญชีในทุกกรณี ภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงิน ผู้กู้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมจดจำนองคืนแก่ธนาคารเต็มจำนวน -หลักเกณฑ์เงื่อนไขอื่นๆ ให้เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด โดยธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า   หมายเหตุ Reviewyourliving รวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ธนาคาร ณ​ วันที่ 12 กรกฎาคม 2565   อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง -อัปเดต ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เดือนมิถุนายน 2565