Tag : Sansiri

23 ผลลัพธ์
จากล้อม “ไม้ใหญ่” สู่แปลงปลูก “ผักสวนครัวหลังบ้าน” โปรเจ็กต์เติมเต็ม SANSIRI GREEN MISSION

จากล้อม “ไม้ใหญ่” สู่แปลงปลูก “ผักสวนครัวหลังบ้าน” โปรเจ็กต์เติมเต็ม SANSIRI GREEN MISSION

ถือเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับดีเวลลอปเปอร์ที่จำเป็นจะต้องตัดต้นไม้ เพื่อปรับปรุงพื้นที่เตรียมพัฒนาโครงการ แต่บ่อยครั้งที่จะพบประเด็นการถกเถียง หรือถึงขั้น “ขัดแย้ง” ระหว่างดีเวลลอปเปอร์กับคนในชุมชน เมื่อจำเป็นต้องตัดต้นไม้ใหญ่ หรือต้นไม้ที่มีอายุยาวนานหลายสิบปีหรือหลักร้อยปี เพราะต้นไม้หลายต้นไม่ใช่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ แต่ต้นไม้ใหญ่บางต้นมีความสำคัญต่อจิตใจของคนในชุมชนด้วย   ทางออกที่มักหยิบมาใช้เป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งดีกว่าการ “ตัด” ต้นไม้นั้นไปเลย คือ การล้อมต้นไม้แล้วย้ายไปปลูกยังสถานที่อื่น หรือไม่ก็เอาเข้ามาปลูกภายในโครงการ สร้างแลนด์สเคปให้สวยงาม แถมยังรักษาต้นไม้ให้มีอายุต่อไปได้อีก ยิ่งในภาวะปัจจุบันเรื่องของพื้นที่สีเขียว มีความจำเป็นและสำคัญมากกว่าแค่ การทำตามมาตรฐาน EIA ( Environmental Impact Assessment Report ) หรือการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ประกอบกา รต้องจัดทำเท่านั้น   แต่ความสำคัญของพื้นที่สีเขียว คือ ถูกหยิบมาเป็น “จุดขาย” สำคัญของโครงการบ้านหรือคอนโดมิเนียมไปแล้ว หลายโครงการชูเรื่องนี้อย่างชัดเจน ก็เพราะปัจจุบันโลกกำลังเผชิญอยู่กับปัญหาโลกร้อน และปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ทั้งโลก ผู้คนจึงต้องออกมาร่วมมือร่วมใจ เพื่อจะทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อ “มนุษย์โลก” อย่างเราๆ ทุกคนั้นเอง     สำหรับแสนสิริ ได้มีการกำหนด “SANSIRI GREEN MISSION” เป็นนโยบายสำคัญเรื่องหนึ่งในการพัฒนา โครงการอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียว ซึ่งตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา แสนสิริมีแนวทางในการจัดการต้นไม้และพื้นที่สีเขียว คือ “เก็บ เลือก ปลูก รักษา” ได้แก่ การเก็บต้นไม้เดิมเพิ่มมูลค่า เก็บรักษาต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่เดิม ให้คงอยู่ในพื้นที่โครงการ การเลือกชนิด ขนาด ตำแหน่ง ตามความเหมาะสม เลือกชนิดพันธุ์ไม้ ความเหมาะสมของพื้นที่ และประโยชน์ของพันธุ์ไม้ต่อลูกบ้าน เพื่อเพิ่มพื้นทีสีเขียวให้ลูกบ้านได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด   รวมถึงเน้นการเลือกต้นไม้จากป่าปลูก ตั้งแต่ยังเป็นต้นเล็ก เพื่อให้เติบโตอย่างแข็งแรงยั่งยืนไปพร้อมกับโครงการและลูกบ้าน   การปลูกถูกต้องตามหลักการเพื่อความยั่งยืน การใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ การวางตำแหน่ง คำนวณระยะห่างและการค้ำยันต้นไม้ การรักษาและใส่ใจอย่างยั่งยืน การดูแลให้ต้นไม้สวยงามเป็นคุณค่าคู่โครงการตลอดไป   ตัวอย่างของการจัดการต้นไม้ขนาดใหญ่ อายุนานหลายสิบปีที่แสนสิริจัดการ เช่น โครงการเดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ ที่เก็บต้นไม้อายุกว่า 50 ปีไว้ทั้งหมด 5 ต้นภายในสวนส่วนกลางที่มีพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร โครงการเวีย โบทานี กับการออกแบบอาคารให้โอบล้อมต้นจามจุรีอายุกว่า 80 ปี กระบวนการทั้งหมดถูกจัดทำขึ้นภายใต้โครงการ Sansiri Tree Story ซึ่งเป็นแนวทางการจัดการพื้นที่สีเขียวและต้นไม้ในโครงการของแสนสิริ   จากการ “เก็บ เลือก ปลูก รักษา” ไม้ใหญ่ แสนสิริ เดินหน้าขับเคลื่อน SANSIRI GREEN MISSION ต่อกับโปรเจ็กต์ “Sansiri Backyard” (แสนสิริ แบคยาร์ด) กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโครงการ ด้วยเพิ่มแปลงพืชผักสวนครัว กับการนำเอาพื้นที่ว่างเปล่ารอการพัฒนา หรือพื้นที่เปล่าของโครงการ มาทำให้เกิดประโยชน์ ทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการมีผักสวนครัวปลดสารพิษ ให้กับลูกบ้าน หรือคนในชุมชนได้บริโภค เป็นการตอกย้ำแนวคิดเศรษฐกิหมุนเวียนที่ถูกนำมาปรับใช้ให้เข้ากับแบรนด์แสนสิริ   นางจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการ Sansiri Backyard เกิดมาจากความต้องการให้เมืองใหญ่ในประเทศไทยเป็นเมืองแห่งการอยู่อาศัยยั่งยืนแห่งอนาคตที่คนและธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัวตลอดจนคนเมืองมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ใส่ใจสุขภาพกาย สุขภาพใจตามแนวคิด well-being มากขึ้น จากหลัก 3Gs ได้แก่   1.Green การสร้างประโยชน์จากพื้นที่ว่างอยู่กลางแจ้งหรือในอาคาร อยู่บนอาคารสูงหรือบ้านให้เป็นพื้นที่สีเขียว 2.Grow ปลูกผักและผลไม้ในรูปแบบฟาร์มผักบนพื้นที่ว่าง และสร้างความเป็นคอมมูนิตี้แบบยั่งยืนในเมืองใหญ่ด้วยการเปิดโอกาสให้พนักงาน ลูกบ้าน ชุมชนใกล้เคียงและผู้ที่สนใจได้ใช้เวลาร่วมกันในการปลูกผักและ 3.Give ผลผลิตบางส่วนที่ได้จากจะแบ่งปันต่อไปยังครอบครัวแสนสิริในโครงการที่มี Sansiri Backyard เช่น โรงเรียนรอบข้างพื้นที่ชุมชนข้างเคียงและคนทั่วไปที่ต้องการเรียนรู้การใช้ชีวิตที่ดีแบบ well-being ตลอดจนพนักงานแสนสิริ นอกจากนี้ อาจจะจำหน่ายผลผลิตเพื่อนำเงินมอบให้กับหน่วยงานต่างๆ และยังแผนนำผลผลิตปลอดสารนี้ไปใช้ที่สิริ เฮาส์ (SIRI HOUSE) และโรงแรมเอสเคป หัวหินและเขาใหญ่ในอนาคตด้วย   โดยช่วง 1 ปีที่ผ่านมาแสนสิริได้เริ่มนำร่องใช้พื้นที่ว่างของโครงการต่างๆ 20 โครงการ ปลูกพืชผักสวนครัวไปบ้างแล้ว ทั้งพื้นที่ดาดฟ้าคอนโดฯ พื้นที่ส่วนกลาง ที่ว่างในอาคาร โดยผลผลิตได้ถูกแบ่งปันให้กับลูกบ้านภายในโครงการ แผนต่อไปจะนำพื้นที่ของโครงการ T77 และที่หัวหินมาจัดทำสวนผักหลังบ้านต่อไปด้วย   "ก่อนการพัฒนาโครงการจะต้องมีกระบวนการขออนุญาต การขออีไอเออย่างน้อยใช้ระยะเวลา 1 ปี จึงจะนำเอาพื้นที่ว่างมาปลูกผักก่อน เพราะผักจะมีอายุสั้นบางชนิดเพียง 30-45 วันก็เก็บกินได้ ก่อนหน้านี้แสนสิริได้เริ่มทำการศึกษาการปลูกผักมาก่อนแล้ว มีการแจกชุดปลูกให้พนักกงาน และเริ่มภายในออฟฟิศก่อน ต่อไปก็จะขยายไปยังพื้นที่รอการพัฒนา เช่น โครงการ T77 มีที่ดินกว่า 5 ไร่ที่รอการพัฒนาในระยะ 1 ปี และอีกกว่า 5 ไร่ รอการพัฒนาในระยะ 3-5 ปี”นางจริยา กล่าวในตอนท้าย"    
“แสนสิริ” โชว์ความสำเร็จ ตอกย้ำผู้นำตลาดลักซ์ชัวรี่ ปิดการขาย “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า”

“แสนสิริ” โชว์ความสำเร็จ ตอกย้ำผู้นำตลาดลักซ์ชัวรี่ ปิดการขาย “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า”

“แสนสิริ” ตอกย้ำผู้นำตลาดอสังหาริมทัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่และซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ของไทย ประกาศปิดการขาย “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” (THE MONUMENT SANAMPAO) ด้วยยอดขายกว่า 1,500 ลบ. จำนวน 86 ยูนิต ย้ำความสำเร็จแบรนด์ “เดอะ โมนูเมนต์” คอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างเข้าใจและตอบโจทย์ครอบครัวรุ่นใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The Monument to Generations’ การส่งต่อทำเลคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองสูงถึง 70%  เผยปัจจัยหลัก ได่แก่ ทำเล ความเป็นส่วนตัว ดีไซน์ที่มีรสนิยม วัสดุคุณภาพระดับเวิลด์คลาส ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มลักซ์ชัวรี่ระดับบนอย่างแท้จริง พร้อมเตรียมเผยโฉมและโอนกรรมสิทธิ์ “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” โครงการล่าสุด ภายใต้บริษัทร่วมทุนกับ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) มูลค่ากว่า 6,500 ล้านบาทกับแนวคิด “Luxury is Space” คอนโดมิเนียมลักซ์ชัวรี่สำหรับครอบครัวยุคใหม่ นิยามความหรูหราผ่านพื้นที่โอ่โถงที่ให้ประสบการณ์เสมือนบ้าน แลนด์มาร์คแห่งใหม่บนถนนเส้นหลักทองหล่อ ปัจจุบัน มียอดขายอยู่ที่ 40% หรือมูลค่า 2,600 ล้านบาท นายปิติ จารุกำจร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า “เดอะ โมนูเมนต์” ถืออีกหนึ่งแบรนด์คอนโดมิเนียม ในการรุกตลาดคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ของแสนสิริ พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด ‘The Monument to Generations’ การส่งต่อทำเลที่มีคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น และความภาคภูมิใจในกการอยู่อาศัย ควบคู่กับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และการคัดสรรวัสดุที่มีคุณภาพระดับเวิลด์คลาสโดยโครงการแรก “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” เปิดตัวในปี 2558 ในรูปแบบไฮไรซ์สูง 24 ชั้น ที่ให้ความเป็นส่วนตัวเพียง 86 ยูนิต บนทำเลสนามเป้า – พหลโยธิน ที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางการรวมตัวของวัฒนธรรมเก่า และความทันสมัย ที่ผสานอย่างลงตัว โดยปัจจุบัน สามารถปิดการขายโครงการ 100% ด้วยมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท เมื่อต้นปีนี้”   นายปิติ กล่าวต่อไปว่า “ปัจจัยสำเร็จที่โดดเด่น ส่งผลให้โครงการได้รับการตอบรับอย่างสูงสุดจากกลุ่มลูกค้า ได้แก่ ความคุ้มค่าของโครงการที่มูลค่าเพิ่มขึ้นเหนือกาลเวลา ทั้งคุณภาพและราคาที่ดีที่สุด ทำให้ “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” เป็นทรัพย์สินที่ควรค่าแก่การครอบครอง สามารถส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลานได้ ด้วยที่ตั้งโครงการอยู่ในทำเลศักยภาพสูง ติดริมถนนใหญ่ โซนเส้นถนนพหลโยธินตอนต้น ซึ่งปัจจุบันหาได้ยากมาก พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการใช้ชีวิตทุกมิติ เพียง 5 กม. ใกล้ทางด่วนทั้งขาเข้าและออกนอกเมือง โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองสูงถึง 70% และผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าด้วยสูงถึง 4-6% ต่อปี ซึ่งกลุ่มลูกค้าเช่า ได้แก่ กลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย กลุ่มแพทย์ที่ทำงาน ในบริเวณนี้ กลุ่มลูกค้าโรงพยาบาลพญาไท เป็นต้น ทำให้ทำเลนี้ ไม่แตกต่างจากทำเลใจกลางเมืองสำคัญอื่นๆ ที่มีราคาสูงกว่า ทั้งนี้ ยังคงมีลูกค้าสนใจและมีความต้องการซื้อโครงการอย่างต่อเนื่อง พบว่ามีราคาซื้อต่อสูงขึ้นถึง 5% โครงการยังถือเป็นผลงานการออกแบบระดับมาสเตอร์พีซ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัยที่คงความคลาสสิคเหนือกาลเวลา พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนทุกรายละเอียดที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีที่สุด ทั้งยังให้ความสำคัญกับ การจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ นอกจากล็อบบี้เลานจ์ บริเวณชั้นหนึ่งที่จัดเตรียมพื้นที่ไว้ให้ลูกบ้านรับรองแขกแล้ว ยังมีพื้นที่ส่วนกลางอื่นๆ อีกถึง 3 ชั้น คิดเป็นพื้นที่กว่า 20% ของพื้นที่ห้องชุดทั้งหมด ซึ่งส่วนกลางมีฟังก์ชั่นครบครัน ทั้งพื้นที่ออกกำลังกาย Panoramic Exercise Room และพื้นที่สังสรรค์ Social Lounge, Sky Pavilion, Libraryroom และ Tea Room เป็นต้น “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” นำเทคโนโลยีเพื่อการใช้ชีวิตแบบ SMART LIVING มาช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิต โดยถือเป็นโครงการที่พักอาศัยแห่งแรกในเอเชียที่มีหุ่นยนต์ส่งของให้บริการลูกบ้าน พร้อมระบบรองรับการใช้พลังงานทดแทนในอนาคตอย่าง EV charger station สำหรับรถยนต์ทุกรุ่น มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนกลาง และติดตั้งเครื่องรีไซเคิลขวดน้ำพลาสติก (PET Bottle Refun)     เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะพลาสติก และสุดท้ายโครงการนี้ยังมี บริการเพื่อการใช้ชีวิตเหนือระดับ อย่าง Building Manager และ Concierge Service ผู้ช่วยประจำโครงการ เช่น บริการซัก อบ รีด, บริการตรวจสอบดูแลและจัดการห้องชุด, บริการเรียกรถลีมูซีน, บริการแนะนำร้านซ่อมเสื้อผ้าและเครื่องหนัง เป็นต้น” “ด้วยความสำเร็จของแบรนด์ “เดอะ โมนูเมนต์” โครงการแรก จึงเป็นที่มาของการสานต่อสู่การพัฒนาโครงการ “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” โครงการคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ที่กำหนดนิยามใหม่แห่งการอยู่อาศัยด้วยพื้นที่กว้างขวางภายใต้แนวคิด “Luxury is Space” โอ่โถงเสมือนอยู่บ้านเดี่ยว โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอาคารรูปทรง “Monolith” อันเป็นเอกลักษณ์ ที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ในทองหล่อ และเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตสุดเอ็กซ์คลูซีฟสูงสุดเพียงชั้นละ 4 ห้อง รวม 127 ยูนิต บนที่ดินขนาด 2 ไร่ ติดถนนเส้นหลักของทองหล่อ อีกหนึ่งทำเลอันเป็นมรดกทรงคุณค่าที่มีศักยภาพสูงสุดอันดับต้นๆของกรุงเทพฯ ทั้งย่านที่พักอาศัยคุณภาพสูงมาตั้งแต่อดีต และแหล่งรวมร้านค้าชั้นนำ ร้านอาหารและ คอมมูนิตี้มอลล์ระดับไฮเอนด์มากมายโดยหลังจากเปิดพรีเซลไปเมื่อปี 2561 และได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม ด้วยยอดพรีเซลกว่า 40% พร้อมเตรียมเปิดเผยโฉม “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” ในเดือนมีนาคมปีนี้ ซึ่งเราคาดว่าจะได้รับการตอบรับในการโอนกรรมสิทธิ์อย่างเช่นเคย อีกแน่นอน” นายปิติ กล่าวสรุป      
แสนสิริ ตอกย้ำความเป็น “Thailand’s First Digital Real Estate Developer” ผนึกยักษ์ไอที Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft มุ่งเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบผ่านเทคโนโลยี

แสนสิริ ตอกย้ำความเป็น “Thailand’s First Digital Real Estate Developer” ผนึกยักษ์ไอที Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft มุ่งเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบผ่านเทคโนโลยี

แสนสิริ ผู้นำด้าน “Digital Real Estate Developer” ตัวจริงรายแรกของวงการอสังหาฯ ไทย ประกาศวิสัยทัศน์ Sansiri Tech Forward ทุ่มงบ 600 ล้านบาท ชูเทคโนโลยีเป็นฟันเฟืองสำคัญในการดำเนินธุรกิจประจำปี 2019 ผ่าน AI, IoT และ Blockchain ควบคู่กับการผนึกกำลังกับพันธมิตรชั้นนำด้านไอทีของไทยและระดับโลก อาทิ Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าให้วงจรธุรกิจ Sansiri Value Chain ตั้งแต่ การพัฒนาโครงการ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร ไปถึงการสร้างสรรค์บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกบ้านแสนสิริในทุกมิติ ครั้งแรกในไทย! ก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ (AI First) ภายในปี 2020 พร้อมนำร่องเตรียมเปิดตัว “บ้านตัวอย่าง Smart Home” เรียนรู้พฤติกรรมผู้อยู่อาศัย และ “Virtual Sales Gallery” จำลองสำนักงานขายของโครงการต่าง ๆ มารวมกันไว้ที่ Sales Centre ในไตรมาส 3 นี้   “ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา แสนสิริเซตมาตรฐานใหม่ให้กับวงการอสังหาฯ ด้วยการนำนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยรูปแบบใหม่ ๆ มาใช้ในโครงการอย่างจริงจังก่อนใคร จนกลายมาเป็นนวัตกรรมมาตรฐานในการพัฒนาโครงการใหม่ของแสนสิริในปัจจุบัน ตอกย้ำความเป็น “Digital Real Estate Developer” ตัวจริงรายแรกของวงการที่มุ่งยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตให้กับลูกบ้านอย่างสมบูรณ์ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ iConvenience (ความสะดวกสบาย) iSafe (ความปลอดภัย) และ iGreen (ด้านประหยัดพลังงาน) ผ่านการทำความเข้าใจและความต้องการของลูกค้า โดยยึดหลัก Human-Centric ด้วยเทคโนโลยี” ดร.ทวิชา ตระกูลยิ่งยง ประธานผู้บริหารสายงานเทคโนโลยี บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าว   ในปี 2019 แสนสิริเตรียมยกระดับศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ผ่าน 3 กลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI, IoT และ Blockchain พัฒนาโครงการและบริการให้มีคุณภาพ สร้างความ พึงพอใจให้ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น การแสวงหาพันธมิตรชั้นนำ ด้านเทคโนโลยี ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก อาทิ Amazon Web Services, Digital Ventures และ Microsoft ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานภายในองค์กร และการสร้างแพลตฟอร์มการทำงานและการให้บริการแบบดิจิทัล ส่งเสริมให้พนักงานมีความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะพื้นฐานและพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อส่งต่อเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับลูกค้าอย่างไม่หยุดยั้ง   “ปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ในปีนี้ แสนสิริเร่งเครื่องนำ AI , IoT และ Blockchain มาขับ เคลื่อน 3 กลยุทธ์ มุ่งยกระดับการพัฒนาโครงการ (Product) การสร้างสรรค์การบริการ (Service) และการปลดล็อกประสิทธิภาพการทำงาน (Process)” ดร.ทวิชา กล่าว   ด้านการพัฒนาโครงการ (Product) แสนสิริก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยการยกระดับเทคโนโลยี Home Automation  สู่การเป็น Smart Home กับเทคโนโลยี AI และ IoT ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย มอบความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ช่วยประหยัดพลังงานและยกระดับ คุณภาพชีวิตได้อย่างก้าวหน้ามากขึ้น พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับ Amazon Web Services เพื่อพัฒนานวัตกรรม PorpTech ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ร่วมกันในอนาคต โดยบ้านตัวอย่าง Smart Home ของแสนสิริ วางแผนที่จะเปิดตัวในไตรมาส 3 นี้   นอกจากนี้ แสนสิริเดินหน้าเสริมสร้างความปลอดภัยด้วย Smart Command Centre ศูนย์เฝ้าระวังอัจฉริยะ จากส่วนกลาง ยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการระบบวิศวกรรมอาคารและความปลอดภัย เสริมสร้างความอุ่นใจให้ลูกบ้านตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกโครงการใหม่ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมรวม 29 โครงการในปี 2019 พร้อมส่งเสริมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สานต่อพันธกิจ Green Mission ด้วยเทคโนโลยีตรวจสอบการใช้น้ำและพลังงาน และแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ หากมีการใช้งานที่ผิดปกติ ตลอดจนมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต (Well-Being) ของลูกบ้านในทุกมิติ ด้วยการพัฒนา Dust-Free House “บ้านปลอดฝุ่น” สร้างสุขภาพที่ดีให้กับผู้อยู่ศัยทุกคนในครอบครัว   ด้านการสร้างสรรค์การบริการ (Service) แสนสิริเน้นย้ำการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกค้าบนโลกออนไลน์ นำเทคโนโลยี AI มาศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและสร้างคอนเทนต์ ที่ตอบโจทย์ความสนใจของลูกค้าเฉพาะบุคคล (Personalization) และเตรียมเปิดตัว Virtual Sales Gallery จำลองสำนักงานขายของโครงการต่าง ๆ มารวมกันไว้ที่ Sale Centre ให้ลูกค้าสามารถเยี่ยมชมหลาย ๆ โครงการได้ในที่เดียวในไตรมาส 3 นี้   ด้านการปลดล็อคประสิทธิภาพการทำงาน (Process) แสนสิรินำเทคโนโลยี PropTech มาใช้ในวงจรธุรกิจ Sansiri Value Chain อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการบริหารการก่อสร้างออนไลน์แบบครบวงจร เริ่มจากการนำระบบ AI มาจัดหาและประเมินศักยภาพของที่ดินก่อนซื้อมาพัฒนาโครงการ นำระบบ BIM และ Primavera มาใช้บริหารจัดการและวางแผนการก่อสร้าง ตั้งแต่ การออกแบบแบบจำลอง 3 มิติ (3D Model) ก่อนก่อสร้างจริง รวมถึงติดตามความคืบหน้าการก่อสร้าง พร้อมกำหนดระยะเวลาและงบประมาณการก่อสร้างได้แม่นยำขึ้น ทำให้กระบวนการก่อสร้างโครงการเป็นไปตามระยะเวลาและงบประมาณที่วางแผนไว้ พร้อมนำ Inspection Mobile Apps มาใช้ตรวจสอบโครงการให้กับลูกบ้านก่อนส่งมอบ และจับมือกับ Digital Ventures นำ Blockchain มาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพระบบจัดซื้อจัดจ้าง B2P (Blockchain Solutions for Procure-to-Pay) กับกลุ่มคู่ค้าของแสนสิริให้มีความโปร่งใส รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการยกระดับเทคโนโลยีการทำงาน ผ่านความร่วมมือกับ Microsoft ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีความเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ มุ่งสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงานของบุคคลากรให้มีความคล่องตัวผ่านเทคโนโลยี เพื่อส่งต่อการบริการคุณภาพ ที่ตอบสนองความต้องการของลูกบ้านได้รวดเร็วและตรงจุด   “ด้วยกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง เราเชื่อมั่นในศักยภาพความเป็น Thailand’s First Digital Real Estate Developer ของแสนสิริ ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการอสังหาฯ ไทย มุ่งเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบให้กับลูกบ้านในทุกมิติ (Complete your Living Experience) ผ่านเทคโนโลยี Proptech ตลอดปี 2019 และต่อไปในอนาคต” ดร. ทวิชา กล่าวสรุป      
6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย

6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย

6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย...แรงบันดาลใจสู่ดีไซน์ระดับเวิลด์คลาสแห่งแรกของไทย “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ สูงที่สุดบนทองหล่อ   ในโลกของการออกแบบอาคารสำนักงานระฟ้า โรงแรม และที่อยู่อาศัยยุคปัจจุบันทั่วโลก มีการแข่งขันกันในเรื่องของการสร้างอาคารที่มีความมั่นคงแข็งแรง ทว่ามาพร้อมดีไซน์ที่สวยงามและแปลกใหม่ เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้พบเห็น ซึ่งความแปลกใหม่เหล่านั้นได้เลือนหายไปตามยุคสมัยเช่นกัน แต่ทราบหรือไม่ว่า ยังมีสถาปัตยกรรมอยู่รูปแบบหนึ่ง ที่ยังคงท้าทายเหนือกาลเวลามาหลายพันปีโดยไม่คลายเสน่ห์แห่งความงดงามมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ นั่นคือ สถาปัตยกรรมแบบ “โมโนลิธ” (Monolith) ซึ่งแปลว่าหินหรือเสาหินขนาดใหญ่เพียงก้อนเดียว   และในยุคปัจจุบัน สถาปัตยกรรมแบบโมโนลิธ นั้นได้หมายถึง ตัวอาคารที่มีจุดเด่นในเรื่องรูปทรง ที่มีลักษณะเป็นแท่งสมมาตร อัตราส่วนความกว้างของฐานอาคารต่อความสูงอยู่ที่ 1:10 จากพื้นดินไปจนถึงยอดอาคาร เน้นลักษณะภายนอกอาคารแบบมินิมัล โดยลดทอนรายละเอียดต่างๆ จนเกิดเป็นความเรียบ...แต่ไม่ง่าย... ให้ความรู้สึกมั่นคง สง่างาม โดดเด่น เป็นแลนด์มาร์กคงความโดดเด่น ในทุกยุคทุกสมัย การออกแบบงานสถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” นิยมนำมาใช้ในการสร้างตึกระฟ้าระดับโลกมากมายที่มีความโดดเด่นและมักตั้งอยู่ในใจกลางเมือง กลางย่านธุรกิจสำคัญ รวมถึงมักจะกลายเป็นแลนมาร์กของเมืองนั้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ กลางเกาะแมนฮัตตัน นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นเขตที่นิยมสร้างอาคารด้วยสถาปัตยกรรมรูปทรงโมโนลิธมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก    One World Trade Center แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Aecom.com) One World Trade Center เป็นอาคารหลังใหม่ที่สร้างขึ้นในพื้นที่ พื้นที่ 65,000 ตารางเมตรของพื้นที่ทั้งหมด ปัจจุบัน อาคารแห่งนี้ถือว่าสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเป็นอาคารที่สูงเป็นลำดับที่ 6 ของโลก ด้วยความสูง 1,776 ฟุต หรือ 541 เมตร โดยผู้สร้างตั้งใจให้เป็นอาคารที่โดดเด่นทั้งในแง่ของการดีไซน์และประโยชน์ใช้สอย นี่จึงเป็นที่มาของการสร้างให้อาคารหลังนี้มีความสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเลือกสร้างในสไตล์โมโนลิธที่มีความสมมาตร มากด้วยรายละเอียดในการออกแบบที่   สวยโดดเด่น และตอบทุกโจทย์เรื่องฟังก์ชั่น   432 Park Avenue แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Businessinsider.com) 432 Park Avenue เป็นอาคารที่พักอาศัยที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนิวยอร์ก ไม่ไกลจากสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค จึงทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามของเกาะแมนฮัตตันและเมืองนิวยอร์กได้อย่างเต็มที่ ด้วยความสูง 1,396 ฟุตที่ถือว่าเป็นอาคารที่พักอาศัยที่สูงที่สุดในซีกโลกตะวันตก และเป็นอาคารที่สูงเป็นอันดับสองในนิวยอร์ก ทำให้ 432 Park Avenue เป็นอาคารสไตล์โมโนลิธที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน   Millenium Hilton Hotel แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Pinterest: Bruce Cairns) อีกหนึ่งอาคารที่อยู่ไม่ไกลจาก One World Trade Center คือ อาคารซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมมิลเลเนียม ฮิลตัน ซึ่งตั้งอยู่มุมถนนฟูลตันสตรีทตัดกับถนน เชิร์ชสตรีท โรงแรมแห่งนี้ ซึ่งเลือกสะกดชื่อ “Millenium” แบบผิดไวยากรณ์เพื่อเพิ่มความสะดุดตาให้กับชื่อ มีห้องพักทั้งหมด 471 ห้อง ตั้งอยู่ภายในอาคารสูง 55 ชั้นที่ออกแบบให้มีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสูงขึ้นไปตรงๆ เป็นดีไซน์โมโนลิธที่มินิมอลอย่างที่สุด ทว่าก็โดดเด่นในทันทีที่ได้พบเห็น   Seagram Tower แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: archspeech.com) อีกหนึ่งอาคารสำคัญทางสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1958 และยังคงโดดเด่นมาจนถึงปัจจุบัน คือ Seagram Tower (ซีแกรม ทาวเวอร์) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนพาร์คอเวนิว มิดทาวน์ นิวยอร์ก อาคารโมโนลิธแห่งนี้ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอเมริกัน-เยอรมัน ลุดวิก มีส์ ฟาน เดอ โรฮ์ ด้วยความตั้งใจในการเผยให้เห็นโครงสร้างของตัวอาคารเมื่อมองจากด้านนอก ซึ่งถือว่าล้ำหน้ากว่ายุคสมัยและได้กลายเป็นอาคารหลังสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่องานออกแบบทางสถาปัตยกรรมในสหรัฐอเมริกามาจนถึงปัจจุบัน   Al Sharq Tower ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เครดิตภาพ: arabexperts.ae) อาคารสไตล์โมโนลิธส่วนใหญ่มักจะออกแบบมาในลักษณะแท่งสี่เหลี่ยม ทรงสูงตรง แต่ Al Sharq Tower (อัล ชาร์ก ทาวเวอร์) อาคารที่ พักอาศัยระดับไอคอนที่เมืองดูไบนั้นออกแบบให้เป็นเหมือนแท่งทรงกระบอก 9 แท่งมัดรวมอยู่ด้วยกัน กลายเป็นอาคารหลังใหม่ในดีไซน์ที่ดูหรูหราและอยู่เหนือกาลเวลาอย่างไม่เคยมีมาก่อน ยิ่งเมื่อเปิดไฟประดับในเวลากลางคืนยิ่งเผยให้เห็นความโดดเด่นของตัวอาคารที่มีความสูง 360 เมตร ทว่ายังคงสัดส่วนการออกแบบอาคารโมโนลิธให้มีความกว้างฐานและความสูงในอัตราส่วน 1:10 เช่นเดิม   Montparnasse Tower ปารีส, ฝรั่งเศส (เครดิตภาพ: inexhibit.com) โดยทั่วไปแล้ว เมืองปารีสไม่อนุญาตให้มีการสร้างอาคารสูงในตัวเมือง สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในตัวเมืองปารีสจึงมีแต่หอไอเฟลเท่านั้น จนกระทั่ง Tour Montparnasse หรือ Montparnasse Tower ถูกก่อสร้างขึ้นด้วยความสูงถึง 210 เมตร ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาคารแห่งนี้เปิดโอกาสให้ผู้คนทั้งในปารีสและนักท่องเที่ยวได้ชมวิวเมืองปารีสอย่างเต็มตา และมองเห็นหอไอเฟลในอีกหนึ่งมุมที่สวยที่สุด ส่วนในเชิงของการออกแบบ อาคารแห่งนี้ยังคำนวณองศาของการจัดวางกระจกทุกบานอย่างตั้งใจเพื่อให้ทั้งอาคารกลายเป็นกระจกสะท้อนวิวเมืองขนาดใหญ่ เกิดเป็นภาพลวงตาที่ทำให้ตัวอาคารกลมกลืนไปกับเมืองปารีสได้อย่างน่าสนใจ     สถาปัตยกรรมโมโนลิธในเมืองไทย สำหรับในประเทศไทยหลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับสถาปัตยกรรมสไตล์โมโนลิธมากนัก เพราะเบื้องหลังของ ความเรียบเท่ของอาคารระฟ้ารูปทรงโมโนลิธในมหานครใหญ่ทั่วโลก แฝงไว้ซึ่งรายละเอียดมากมายตั้งแต่กระบวนการออกแบบที่เน้นเทคนิคในการออกแบบและการก่อสร้างที่มีรายละเอียดมากกว่าอาคารปกติ เช่น การคำนวณเรื่องแรงลม หรือ สัดส่วนของอาคารที่เหมาะสม รวมถึงการเลือกใช้วัสดุพิเศษ เช่น กระจกชนิดพิเศษรอบอาคาร และการออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้แตกต่างไปจากการก่อสร้างอาคารทั่วไป จึงทำให้อาคารรูปทรงโมโนลิธโดดเด่นกับทุก ๆ สายตาของผู้พบเห็น   The Monument Thong Lo (เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ) สถาปัตยกรรมรูปทรงโมโนลิธแห่งแรก ของเมืองไทย ล่าสุด แสนสิริ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรชั้นนำของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยด้วยดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยรสนิยม ควบคู่การออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลงตัว และบริการพิเศษเพื่อการใช้ชีวิตที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ในการอยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการสถาปัตยกรรมของประเทศไทย ด้วยการนำสถาปัตยกรรมแบบโมโนลิธมาใช้ในการออกแบบโครงการเดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่สูงที่สุดบนถนนทองหล่อด้วยความสูงถึง 45 ชั้นหรือ 177 เมตร โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์รูปทรงอาคารที่สูงตรงตั้งตระหง่าน โดยนำที่จอดรถลงไปไว้ในชั้นใต้ดินเพื่อความสวยงามเช่นเดียวกับอาคารสูงระฟ้าในมหานครใหญ่ทั่วโลก   พร้อมเพิ่มความงดงามด้านหน้าอาคารด้วยงานประติมากรรมขนาดใหญ่สระว่ายน้ำดีไซน์ระดับไอคอนิก สูงถึง 10 เมตร ยาว 28 เมตร กว้าง 9.5เมตร แรงบันดาลใจจากต้นไม้ใหญ่ ประกอบด้วยสระเด็กและสระน้ำวนในบริเวณเดียวกัน พื้นของสระเป็นหินไวท์ คลาวด์ (White Cloud) สีขาวดุจก้อนเมฆตัดกับสีฟ้าของน้ำ รายล้อมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดเหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจของครอบครัวยุคใหม่ในพื้นที่ที่เป็นโอเอซิสใจกลางเมือง (Urban Oasis) อย่างแท้จริง   เตรียมพบกับนิยามใหม่ของการอยู่อาศัยของโครงการ เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ กับพื้นที่กว้างขวางเสมือนบ้านเดี่ยว Luxury is Spaceบนทำเลทองหล่อ ได้เร็วๆ นี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1685      
แสนสิริประกาศวิสัยทัศน์ FOR GREATER WELL-BEING กำหนดทิศทางอสังหาฯยุคใหม่ ยืนหนึ่งผู้นำด้านการออกแบบและสร้างนวัตกรรม

แสนสิริประกาศวิสัยทัศน์ FOR GREATER WELL-BEING กำหนดทิศทางอสังหาฯยุคใหม่ ยืนหนึ่งผู้นำด้านการออกแบบและสร้างนวัตกรรม

แสนสิริประกาศวิสัยทัศน์ FOR GREATER WELL-BEING กำหนดทิศทางอสังหาฯยุคใหม่ ยืนหนึ่งผู้นำด้านการออกแบบและสร้างนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย รับกระแสผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพ-สิ่งแวดล้อม เตรียมเปิดตัว “Dust-free House” บ้านปลอดฝุ่นครั้งแรกของเมืองไทยปีนี้ พร้อมวางแผนเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนด้วยยอดขาย 3 ปีรวมกว่า 160,000 ล้านบาท   บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประกาศให้ปี 2561 เป็นปีแห่งความสำเร็จสูงสุด #SansiriBestYearEver ด้วยยอดขายสูงสุดในรอบ 34 ปี 48,500 ล้านบาทโตขึ้น 25% และยอดขายต่างชาติอันดับหนึ่งของประเทศ 14,000 ล้านบาท สูงขึ้น 51% พร้อมเดินหน้าวิสัยทัศน์ For Greater Well-being สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดปี 2562ต่อยอดกลยุทธ์ Green & Well-being สู่ทุกโครงการใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยทุกมิติ ประกาศมาตรการต่อสู้มลภาวะและฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างจริงจัง ด้วยการเปิดตัว “Dust-free House” บ้านปลอดฝุ่นครั้งแรกในประเทศในปีนี้ ตอกย้ำภาพลักษณ์ของแสนสิริในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมเคาะแผนเปิดตัว 28 โครงการใหม่รวมมูลค่ากว่า 46,600 ล้านบาท ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ภายใต้คุณภาพระดับ Best in Class ทุกประเภท ทุกระดับราคา ควบคู่กับการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ระบุดีมานด์ที่อยู่อาศัยปีนี้ยังมีแต่ลูกค้าจะเลือกแบรนด์ที่เชื่อถือได้มากขึ้น ซึ่งแสนสิริมั่นใจว่าจะมีลูกค้าใหม่ที่เป็น Real-demand มาซื้อโครงการแสนสิริมากขึ้น เหตุเชื่อมั่นในคุณภาพและการดูแล หลังเข้าอยู่อาศัย พร้อมวางเป้าเติบโตแบบยั่งยืนด้วยยอดพรีเซลรวม 3 ปี (2561 – 2564) ทะลุเป้า 1.6 แสนล้าน   นายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “ปี 2561 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ถือว่าดีที่สุดของในการดำเนินธุรกิจของแสนสิริมาตลอด 34 ปีที่ผ่านมาหรือ Sansiri Best Year Ever จากความสำเร็จรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าการเปิดตัวโครงการใหม่สูงที่สุดกว่า  65,200 ล้านบาทจาก 25 โครงการ ยอดพรีเซลปี 2561 กว่า 48,500 ล้านบาทสูงสุดเป็นประวัติการณ์โดยเติบโตกว่าปี 2560 ที่อยู่ที่ 38,500 ล้านบาทถึง 25% รวมถึงยอดขายต่างชาติกว่า 14,000 ล้านบาทเติบโตกว่าปีที่ผ่านมาถึง 51% หรือเติบโตกว่า 5 ปีก่อนถึง 10 เท่า ซึ่งแสนสิริครองอันดับหนึ่งยอดขายต่างชาติสูงสุดมาต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันแสนสิริยังมียอด Backlog รวมกว่า 63,500 ล้านบาทที่จะช่วยการันตียอดรับรู้รายได้อันแข็งแกร่งในอีก 3 ปีข้างหน้า”   ปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้เราสามารถบรรลุเป้าหมาย Sansiri Best Year Ever ในปี 2561 คือการตอบรับที่ดีของลูกค้าในทุกประเภทที่อยู่อาศัยและทุกเซกเมนต์ โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านเดี่ยวเติบโตขึ้นถึง 34 % กลุ่มทาวน์เฮาส์เติบโต 77% และกลุ่มคอนโดมิเนียมเติบโตกว่า 20% ทั้งนี้ โครงการที่ได้รับการตอบรับดีเกินเป้าหมายเมื่อปีที่ผ่านมา อาทิ บ้านแสนสิริที่กวาดยอดขายไปกว่า 75%ของมูลค่าโครงการทั้งหมดภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซ์ซัวรี่ของเมืองไทย การเปิดตัวคอนโดมิเนียมไลฟ์สไตล์เพื่อคนรุ่นใหม่อย่าง XT ที่มูลค่าการเปิดตัว 3 โครงการรวมกว่า 21,000 ล้านบาทแต่ก็สามารถขายได้ถึง 12,000 ล้านบาทภายใน 3 เดือน รวมทั้งทาวน์เฮ้าส์แบรนด์ใหม่ “สิริ เพลส” ที่ยอดขายดีจนสามารถดันยอดขายทาวน์เฮ้าส์ให้โตขึ้นกว่าปี 2559 ได้ถึง 3 เท่า ขณะที่ยอดขายจากตลาดต่างจังหวัดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จของปีที่ผ่านมาด้วยยอดขายถึง 12,000 ล้านบาทหรือคิดเป็น 25% ของยอดขายรวมทั้งหมด เติบโตขึ้นกว่าปีก่อนถึง 51%   คุณวันจักร์กล่าวต่อว่า “ในปี 2562 นี้ แสนสิริมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 28 โครงการรวมมูลค่ากว่า 46,600 ล้านบาท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม 12 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 22,400 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 9 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 18,700 ล้านบาท และทาวน์เฮ้าส์ 7 โครงการรวมมูลค่า 5,500 ล้านบาท ซึ่งมุ่งเน้นเปิดตัวโครงการระดับกลาง (Medium Segment)และระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น (Affordable Segment) โดยคิดเป็นสัดส่วนรวม 96% ของมูลค่าการเปิดตัวโครงการทั้งหมด พร้อมตั้งเป้าพรีเซลปีนี้ไว้ที่ 36,000 ล้านบาทและเป้าโอนรวมที่ 32,000 ล้านบาท รวมทั้งวางเป้าหมายระยะยาว 3 ปี ในการสร้างยอดพรีเซลรวมกว่า 160,000 ล้านบาทระหว่างปี 2562-2564”   นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 ยังคงเติบโตแต่อาจจะชะลอตัวบ้างในส่วนของการซื้อเพื่อลงทุนของลูกค้าคนไทย แต่อย่างไรก็ตาม แสนสิริเชื่อว่าการซื้อเพื่ออยู่เองจะยังคงโตในระดับเดียวกับปีก่อน ทั้งนี้ จากการแข่งขันด้านราคาและการพัฒนาโครงการของทุกผู้ประกอบการในปีนี้ ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกในการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ซึ่งแสนสิริเชื่อมั่นว่าปี 2562 นี้จะเป็นปีที่ได้เปรียบทางธุรกิจของบริษัท เพราะลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่เองจะเลือกแบรนด์ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพและบริการหลังการขายมากกว่าแบรนด์เล็กเพราะเป็นการซื้อเพื่ออยู่เองในระยะยาว นอกจากนั้น แสนสิริเชื่อมั่นว่ายอดโอนโครงการของแสนสิริในปีนี้จะเป็นไปได้ดีตามเป้าเพราะมียอดพรีเซลที่รอการรับรู้รายได้ในระดับสูงจากลูกค้าที่มีคุณภาพและกำลังซื้อจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าชาวจีนและชาวต่างชาติ ที่วางเงินดาวน์สูงและเชื่อมั่นในศักยภาพการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ไทยเพื่อผลตอบแทนระยะยาว”   คุณอุทัย กล่าวต่อถึงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจปี 2562 ว่า แสนสิริให้ความสำคัญและลงลึกในทุกรายละเอียด  ของความต้องการของผู้บริโภคเพื่อเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตของลูกค้าเสมอมา โดยปีนี้แสนสิริมองเห็นเทรนด์และความต้องการในการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปของคนยุคปัจจุบันที่มีความตื่นตัวในเรื่องการดูแลสุขภาพและปัญหาสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น จึงวางวิสัยทัศน์ For Greater Well-being เพื่อต่อยอด 2 แนวคิด Green & Well-being มาประยุกต์ใช้กับทุกโครงการใหม่ของแสนสิริ นำร่องด้วยโครงการเศรษฐสิริ ทวีวัฒนา บ้านเดี่ยวภายใต้คอนเซปต์ Well-being โครงการแรกของแสนสิริที่จะเปิดตัวในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ รวมทั้งเตรียมเปิดขายอย่างเป็นทางการ Wellness Residence คอนโดมิเนียมสำหรับคนรักสุขภาพแห่งแรกของไทยบนทำเลศักยภาพกรุงเทพกรีฑา ที่จะเปิดมิติใหม่แห่งการอยู่อาศัยที่สามารถดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ตลอดจนจะรุกแบรนด์บุราสิริมากขึ้นด้วย เพราะเล็งเห็นดีมานด์คนในกรุงเทพที่อยากได้บ้านสไตล์รีสอร์ตเพื่อเติมเต็มสุขภาพกายและสุขภาพใจ นอกจากนั้น แสนสิริยังวางแผนที่จะสร้างปรากฎการณ์ใหม่แก่วงการอสังหาฯด้วยการเปิดตัว “บ้านปลอดฝุ่น” หรือ Dust-free House ครั้งแรกของเมืองไทยภายในปีนี้และประกาศนโยบายรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจังผ่านการลดการใช้พลังงานและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมโลกในทุกขั้นตอน   ด้านการพัฒนาโครงการใหม่ในปี้นี้จะมุ่งเน้นกลยุทธ์ Diversification ที่จะนำเสนอหลากหลายประเภทโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้น ครอบคลุมในทุกระดับราคาและทุกทำเลทั่วประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีสัดส่วนการเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์เพิ่มมากขึ้นใน    ปีนี้เพื่อรองรับดีมานด์การอยู่อาศัยเอง นำโดยแบรนด์เศรษฐสิริที่เป็นบ้านเดี่ยวตอบโจทย์ลูกค้าระดับบนที่ต้องการบ้านขนาดใหญ่เพื่อครอบครัวขยาย และแบรนด์สิริ เพลสทาวน์เฮ้าส์สำหรับผู้ที่อยากมีบ้านหลังแรกในราคาที่จับต้องได้แต่ยังได้ส่วนกลางมาตรฐานแสนสิริและฟังก์ชั่นการใช้งานบ้านที่ให้มากกว่าทาวน์เฮ้าส์โดยทั่วไป ขณะที่คอนโดมิเนียมก็จะมีการเปิดตัวโครงการในทุกระดับราคาและหลายทำเลเช่นกัน   คุณอุทัย กล่าวต่อว่า “แสนสิริยังมุ่งมั่นที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ทั้งในประเทศและในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถครองใจลูกค้าต่างชาติได้ในทุกเซกเมนต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ โดยปีนี้เราเปิด SIRI HOUSE  ที่สิงคโปร์และที่เมืองไทยด้วยหวังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการถ่ายทอดประสบการณ์                การใช้ชีวิตแบบแสนสิริให้ลูกค้าได้สัมผัส ตลอดจนเราจะสร้างความแข็งแรงให้กับโครงการปัจจุบันด้วยการเปิดตัว Sansiri Club Collection ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มโครงการที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และ Sansiri Luxury Collection การรวมกลุ่มโครงการระดับลักซ์ชัวรี่และซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างเอกลักษณ์ในการสื่อสารการตลาดผ่านวิธีการและแคมเปญที่เหมาะสมกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่มมากยิ่งขึ้น   นอกจากนั้น ในปีนี้แสนสิริจะเดินหน้านำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในพัฒนาการดำเนินธุรกิจให้มากขึ้นเพื่อความสะดวกสบายของลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำนวัตกรรมมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาความปลอดภัยในการอยู่อาศัยก็เป็นอีกจุดแข็งของแบรนด์ที่แสนสิริต้องการที่จะเน้นย้ำ ในปีนี้เช่นกันเพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภค นอกจากนั้น แสนสิริจะรุก ในการสร้างองค์กรที่มีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนด้วยการนำการทำงานแบบ Agile มาใช้สนับสนุนการทำงานของคนรุ่นใหม่ให้มีประสิทธิภาพ  รวมทั้งสานต่อ Sansiri Green Mission ตลอดจนการช่วยเหลือเด็กไทยและต่างชาติอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรม Social Change และการเป็น UNICEF’s Selected Partner องค์กรแรกและองค์กรเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   “แสนสิริเชื่อมั่นว่าแนวคิด For Greater Well-being ที่แสนสิริมุ่งมั่นในการมอบรูปแบบและนวัตกรรมการอยู่อาศัยที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในปี 2562 นี้ จะสร้างความโดดเด่นและแตกต่างให้กับแบรนด์แสนสิริในฐานะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าใจความต้องการผู้บริโภคในทุกยุคทุกสมัยอย่างแท้จริง ตลอดจนเป็นผู้เซตมาตรฐานการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประเทศไทยเพื่อคุณภาพการชีวิตที่ดีขึ้นของลูกค้าและเพื่อโลกที่ดีขึ้นของเราได้” คุณอุทัย กล่าวสรุป          
แสนสิริ ผนึกธนาคารออมสิน เปิดตัว “HomeForLife” สินเชื่อที่อยู่อาศัยแห่งปี 2019

แสนสิริ ผนึกธนาคารออมสิน เปิดตัว “HomeForLife” สินเชื่อที่อยู่อาศัยแห่งปี 2019

แสนสิริ ผนึกธนาคารออมสิน ฉีกกรอบทุกนวัตกรรมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เปิดตัว “HomeForLife” สินเชื่อที่อยู่อาศัยแห่งปี 2019 ครั้งแรกในไทยที่ผสาน 2 จุดเด่น ได้บ้านพร้อมการวางแผนการเงินในแพคเกจเดียว   แสนสิริ จับมือธนาคารออมสิน เปิดตัว “HomeForLife” นวัตกรรมสินเชื่อที่อยู่อาศัยของ ปี 2019 ครั้งแรกในไทยที่ผสานจุดเด่น กู้ง่าย-ผ่อนสบาย-มีรายได้หลังเกษียณได้บ้านพร้อมการวางแผนการเงินในแพคเกจเดียว ตอบโจทย์ลูกค้า Smart Consumer ซึ่งต้องวางแผนทางการเงินที่มั่นคงสำหรับทุกช่วงชีวิต ตั้งเป้าลูกค้าแสนสิริใช้บริการสินเชื่อจากธนาคารออมสินมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 50%   นายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ถึงแม้ว่าภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบรอบด้าน อย่างไรก็ตามที่อยู่อาศัยยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญและยังคงมีความต้องการอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ซึ่งต้องการที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพทั้งด้านการออกแบบที่สวยงาม ฟังก์ชั่นที่อำนวยความสะดวกต่อการใช้งานจริง และบริการที่ช่วยสนับสนุนการอยู่อาศัยซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างลงตัว ซึ่งตรงกับแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และแนวทางการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริ ทั้งการพัฒนาโครงการคุณภาพ ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบันที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และรูปแบบสังคมที่เปลี่ยนไป เพื่อมุ่งเติมเต็มประสบการณ์การอยู่อาศัยให้กับลูกค้าอย่างสมบูรณ์แบบ (complete your living experience) ทำให้แสนสิริมีความเชื่อมั่นว่าปีนี้จะเป็นอีกปีที่ดีในการเติบโตของบริษัทอย่างยั่งยืน   ล่าสุดบริษัทได้มองเห็นเทรนด์ที่น่าสนใจในเรื่องของการวางแผนทางการเงินเพื่อความมั่นคงในระยะยาวจากการประเมินของมูลนิธิสถานบันวิจัยและพัฒนา ผู้สูงอายุที่ระบุว่ากลุ่มคนอายุ 25-55 ปี ให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินให้เพียงพอสำหรับการเกษียณอายุในอนาคตถึง 55% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะในกลุ่ม Smart Consumer หันมาวางแผนการเงินระยาวอย่างชาญฉลาดกันมากขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายในการมีอิสระทางการเงินได้เร็วยิ่งขึ้น     ด้วยความเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคกลุ่ม Smart Consumer ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ควบคู่กับการมีอิสระทางการเงินหลังเกษียณ ทำให้บริษัทได้ร่วมกับธนาคารออมสินในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อ “HomeForLife” ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่มีจุดเด่นจากการผสมผสานระหว่างสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในรูปแบบปกติ และ Reverse Mortgage ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินในทุกช่วงชีวิตโดยภายหลังอายุ 60 ปีลูกค้าสามารถนำที่อยู่อาศัยที่มีกรรมสิทธิ์และปลอดภาระหนี้วางเป็นหลักประกันกับธนาคารออมสินเพื่อเปลี่ยนเป็นรายได้ โดยเลือกรับเป็นรายเดือน หรือก้อนใหญ่ โดยผู้กู้ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยนั้นตลอดช่วงชีวิต ซึ่งเป็นการวางแผนชีวิตเพื่ออนาคตระยะยาวและสร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างลงตัว   “แสนสิริเชื่อมั่นว่าจุดเด่นของสินเชื่อ “HomeForLife” จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าเซกเมนต์ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคาตั้งแต่ 1-20 ล้านบาท ทำให้ลูกค้าในทุกช่วงวัยสามารถตัดสินใจซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น ด้วยภาระการผ่อนชำระที่สบายกว่าเดิม ทั้งยังสามารถใช้เป็นแหล่งสร้างรายได้ไปได้ตลอดชีวิต ตั้งเป้าลูกค้าแสนสิริใช้บริการสินเชื่อจากธนาคารออมสินมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 50% ภายในระยะเวลาหนึ่งปีจากการเปิดตัวสินเชื่อนี้ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าจากปัจจัยสนับสนุนของการเปิดตัวสินเชื่อ “HomeForLife” ในช่วงนี้ จะช่วยสนับสนุนการขายในแคมเปญ “โปรหมดเปลือก” ซึ่งนำเสนอโครงการที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียมและทาวน์เฮาส์ พร้อมอยู่กว่า 30 โครงการทั่วประเทศ มอบข้อเสนอสุดพิเศษครอบคลุมโครงการที่อยู่อาศัยทุกเซ็กต์เม้นต์ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 มีนาคม 2562  โดยยังได้เตรียมจัดงานขายภายใต้แคมเปญ “โปรหมดเปลือก” สำหรับลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยใหม่ ในวันที่ 8 -10 กุมภาพันธ์ 2562 นี้ที่แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอนอีกด้วย ผู้ที่สนใจ “HomeForLife” นวัตกรรมสินเชื่อที่อยู่อาศัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในวันงาน     นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน กล่าวว่า “สินเชื่อ “HomeForLife” นับเป็นนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันครั้งแรกระหว่างผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และสถาบันการเงินที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคที่ฉลาดวางแผนทางการเงิน ซึ่งโดยปกติเงื่อนไขของสินเชื่อแบบ Reverse Mortgage จะปล่อยกู้ให้กับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งจะนำที่อยู่อาศัยที่ตนมีกรรมสิทธิ์ และปลอดภาระหนี้มาเปลี่ยนเป็นรายได้ในการดำรงชีพทั้งแบบเงินก้อนและรายเดือนแต่สำหรับแพคเกจสินเชื่อ “HomeForLife” นับเป็นการสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญให้กับการตัดสินใจกู้เงิน   เพื่อซื้อที่พักอาศัยของคนไทยให้ล้ำหน้าขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการนำ Reverse Mortgage มาผสมผสานสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัยในรูปแบบปกติ สำหรับการซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการของแสนสิริทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมด้วยอัตราการผ่อนชำระที่ต่ำกว่าปกติ เมื่อผู้กู้มีอายุครบ 60 ปี และที่อยู่อาศัยนั้นปลอดภาระหนี้แล้ว ธนาคารออมสินจะประเมินมูลค่าที่อยู่อาศัยจริง ณ ขณะนั้นเพื่อกำหนดวงเงินสินเชื่อแบบย้อนกลับ โดยผู้กู้สามารถเลือกรับเป็นเงินก้อนหรือเงินงวดรายเดือนและหากผู้กู้อายุครบ 60 แล้วแต่สถานะที่อยู่อาศัยยังไม่ปลอดภาระหนี้ยังสามารถขอเบิกเงินสินเชื่อแบบ Reverse Mortgage งวดแรกในอัตรา 10% เพื่อนำมาโปะปิดภาระหนี้ของที่อยู่อาศัยที่ยังเหลืออยู่ได้อีกด้วย โดยสินเชื่อ “HomeForLife เหมาะสำหรับลูกค้าทุกวัยด้วยระยะผ่อนชำระที่นาน ทำให้ผู้กู้สามารถรับรายได้จากเงินกู้นานสูงสุดจนถึงอายุ 85 ปี (โดยกำหนดระยะเวลาของการกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยตามปกติสูงสุดถึง 30 ปี และกำหนดระยะเวลาของการกู้แบบย้อนกลับแบบ Reverse Mortgage สูงสุดถึง 25 ปี) เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วหากผู้กู้ยังมีชีวิตอยู่ ธนาคารจะหยุดจ่ายเงินกู้ โดยผู้กู้ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยนั้นตลอดชีวิต หรือทำเรื่องกู้เพิ่มเติม หากผู้กู้เสียชีวิต ทายาทของผู้กู้สามารถไถ่ถอนที่อยู่อาศัยนั้นได้ ภายใต้เงื่อนไขการเจรจากับธนาคาร”   “สำหรับประโยชน์ที่ชัดเจนสำหรับผู้กู้คือ สามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของตัวเองได้ง่ายขึ้น พร้อม ๆ ไปกับการสร้างความมั่นคงในทุกช่วงวัยของชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบและไร้กังวล ด้วยอัตราการผ่อนชำระที่ต่ำกว่าปกติ ผ่อนสบายขึ้น ลดภาระในช่วงวัยทำงานและช่วงชีวิตที่กำลังสร้างครอบครัว ทำให้ผู้กู้สามารถมีวงเงินกู้ที่มากขึ้น สามารถเลือกขยายงบประมาณได้ตรงกับความต้องการในการซื้อที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นเปิดโอกาสให้ผู้กู้หรือทายาทไถ่ถอนที่อยู่อาศัยนั้นได้ในทุกๆช่วงสัญญา ขณะเดียวกันก็เป็นการเตรียมตัวสร้างความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณ ด้วยรายได้ที่จะช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิตและเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจนถึงอายุ 85 ปี ซึ่งเป็นการเสริมสร้างหลักประกันให้ชีวิตแก่ประชาชน และบรรเทาภาระงบประมาณภาครัฐด้านสวัสดิการชราภาพ”   “โดยธนาคารออมสินคาดว่านวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่นี้จะกลายเป็นทางเลือกใหม่และเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภควัยทำงานในยุคปัจจุบันวางแผนทางการเพื่ออนาคตในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ธนาคารเองก็สามารถตัดสินใจปล่อยกู้ได้ง่ายขึ้นด้วยหลักประกันที่มั่นคง และสร้างโอกาสให้ธนาคารสามารถนำสินเชื่อแบบ Reverse Mortgage และสินเชื่อต่าง ๆ ของธนาคารเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น” นายชาติชายกล่าว   แสนสิริ มอบสิทธิการเลือกใช้สินเชื่อ“HomeForLife”สำหรับลูกค้าที่ซื้อโครงการแสนสิริทุกโครงการได้แล้ววันนี้ โดยผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.02-299-8000 ต่อ 211170-72            
THE BASE SUKHUMVIT 50 – เดอะ เบส สุขุมวิท 50 (PREVIEW)

THE BASE SUKHUMVIT 50 – เดอะ เบส สุขุมวิท 50 (PREVIEW)

ชื่อโครงการ  THE BASE SUKHUMVIT 50 (เดอะ เบส สุขุมวิท 50) เจ้าของโครงการ  บริษัท สิริ ที เค ทรี จำกัด ที่ตั้งโครงการ  ซอยเริ่มเจริญ ถนนซอยสุขุมวิท 50 แขวงพระโขนงเหนือ เขตคลองเตย กทม. พื้นที่โครงการ  3 ไร่ 3 งาน 24.7 ตร.ว. ลักษณะโครงการ  Low Rise จำนวนอาคาร  2 อาคาร จำนวนชั้น  8 ชั้น  จำนวนยูนิต   415 ยูนิต ขนาดห้อง  1 Bedroom 25 – 26.5 ตร.ม. 1 Bedroom 30.75 – 32 ตร.ม. 1 Bedroom 34.25 – 42 ตร.ม. 2 Bedroom 45.5 – 56.75 ตร.ม. สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง  สระว่ายน้ำ, สวนสาธารณะ, คลับเฮ้าส์, ฟิตเนส ที่จอดรถ  151 คัน ที่จอดรถแบบจอดซ้อนคัน 41 คัน ราคาเริ่มต้น  2.29 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จ  ธันวาคม ปี 2562 จุดเด่นโครงการ ฟังก์ชัน และดีไซน์ที่ถูกซ่อนไว้ภายใน ผ่านคอนเซ็ปต์ “Camouflage” หรือการพรางตัวซ่อนพื้นที่มุมส่วนตัว ภายใต้การออกแบบที่เหนือกฎเกณฑ์ โดดเด่นด้วยคู่สี Smoky Orange และ Green Mint เพิ่มความสร้างสรรค์ด้วยแพทเทิร์นของศิลปะ Op Art ตอบรับรสนิยมของผู้อาศัยที่มีตัวตนชัดเจน ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง BTS สถานีอ่อนนุช สถานที่ใกล้เคียง เทสโก้ โลตัส อ่อนนุช, บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า อ่อนนุช, ฮาบิโต้ มอลล์, เซ็นจูรี่ มูฟวี่ พลาซ่า, Gateway เอกมัย, Major เอกมัย, ม.กรุงเทพ กล้วยน้ำไท, ร.พ.กล้วยน้ำไท : 2.6 กม., ร.พ.สุขุมวิท      
เศรษฐสิริ แจ้งวัฒนะ-ประชาชื่น 2 บ้านเดี่ยวระดับซุเปอร์ลักชัวรี่ ดีไซน์เหนือระดับ ใกล้เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ราคาเริ่มต้นที่ 15 ล้านบาท

เศรษฐสิริ แจ้งวัฒนะ-ประชาชื่น 2 บ้านเดี่ยวระดับซุเปอร์ลักชัวรี่ ดีไซน์เหนือระดับ ใกล้เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ราคาเริ่มต้นที่ 15 ล้านบาท

“บ้าน”...เปี่ยมไปด้วยความหมายมากกว่าการอยู่อาศัย เป็นที่แห่งความทรงจำที่จะบันทึกช่วงเวลาดีๆ ของชีวิตที่ตราตรึงในความประทับใจ และเป็นมรดกล้ำค่าจากรุ่นสู่รุ่น การจะมองหาบ้านสักหนึ่งหลังจึงจะต้องเป็นบ้านที่เหนือกาลเวลา มีศักยภาพไม่สิ้นสุด “เศรษฐสิริ แจ้งวัฒนะ – ประชาชื่น 2” บ้านเดี่ยวที่รังสรรค์ผ่านการออกแบบมาอย่างสร้างสรรค์ด้วยที่สุดแห่ง Timeless Design มีความสง่างาม และคำนึงถึงการทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยบ้านก็จะไม่ถูกลดทอนคุณค่าไปตามกาลเวลา ทุกการออกแบบมีความใส่ใจในทุกรายละเอียดก่อเกิดเป็นที่อยู่อาศัยที่มีการดีไซน์อย่างเหนือระดับ ในสไตล์ Modern Classic ที่เรียบง่าย แต่คงไว้ซึ่งความโดดเด่น และความร่วมสมัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘A New Honour as You Define’ ความสำเร็จ ที่คุณเลือกนิยามได้ด้วยตัวเอง โครงการออกแบบด้วยความเข้าใจความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เกิดเป็นสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยที่สร้างสรรค์ แปลกใหม่ แตกต่าง และเหนือระดับกว่าที่เคย เน้นการออกแบบให้ดูสง่า หรูหรา แต่เรียบง่าย สะท้อนชีวิตอย่างเต็มภาคภูมิ ตั้งแต่พื้นถนนทางเข้า วงเวียนน้ำพุ รวมไปถึง CLUBHOUSE ที่ดูมีระดับสำหรับผู้มาเยือนโครงการ เข้ามาจนถึงคลับเฮาส์ที่ดีไซน์มีการเล่นระดับในช่องเสา ประตูหน้าต่าง ทำให้เกิดความรู้สึกแบบ Embassy Look ที่ดูยิ่งใหญ่ เหนือกาลเวลา รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ตอบรับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างได้อย่างสมบูรณ์  คำนึงถึงความป็นส่วนตัวและเกิดประโยชน์สูงสุด แบ่งฟังก์ชันการใช้งานเป็นสัดส่วน ตั้งแต่โถงรับรองขนาดใหญ่ (Lobby) เป็นแบบ Double Volume  ให้ความรู้สึกโอ่อ่า กว้างขว้าง สง่างามแบบ Luxury Design พร้อมพื้นที่ออกกำลังกาย (Fitness) ที่มีอุปกรณ์มาตรฐานระดับสากล เพลิดเพลินกับการออกกำลังกายสามารถเปิดรับชมทัศนียภาพได้ 360 องศา แบบ Panoramic view ที่มาครบครันพร้อมกับสระว่ายน้ำระบบเกลือ ขนาด Half Olympic (27 x 8 ม.) และสระเด็ก นอกจากนี้ยังเพิ่มพื้นที่สำหรับสังสรรค์กับเพื่อนหรือครอบครัว ไม่ว่าจะปาร์ตี้ หรือจัดบาร์บีคิวก็ทำได้ในวันพักผ่อน รองรับกิจกรรมของครอบครัวได้อย่างไม่จำกัด รวมทั้งยังเพลิดเพลินใกล้ชิดกับธรรมชาติได้เต็มอิ่ม ด้วยสวนส่วนกลางขนาดใหญ่เกือบ 2 ไร่ และพื้นที่สีเขียวและสวนหย่อมรวมกันทั้งหมดมากกว่า 7 ไร่ รวมทั้งยังมีที่สำหรับการเรียนรู้ของเจ้าตัวน้อย สนามเด็กเล่นที่ได้ผู้เชี่ยวชาญอย่างโรงพยาบาลสมิติเวช ดูแลเรื่องการออกแบบให้เหมาะสมกับการเรียบรู้และพัฒนาการของเด็ก (Edutainment Playground) สำหรับตัวบ้านคัดสรรทุกวัสดุคุณภาพระดับพรีเมียม ตั้งแต่พื้น ฟังก์ชั่น จรดเพดาน ตามคอนเซ็ปต์ Timeless Design บ้านที่ทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา พร้อมนวัตกรรมล้ำสมัย Innovation Home Design เติมเต็มในทุกพื้นที่ เพื่อความสุขของทุกคนในครอบครัว ประหยัดพลังงานด้วยระบบ Solar Attics และ Air Flow เหนือระดับกับห้องน้ำด้วยระบบ Jacuzzi และ Flush Toilet Automatic ห้องน้ำที่รองรับ TV พร้อมเครื่องปรับอากาศตอบโจทย์ Lifestyle คนรุ่นใหม่ พร้อมดีไซน์ Universal Design ปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นให้ครบทุกการใช้งาน ออกแบบพื้นที่ให้เกิดความสะดวกกับทุกคนในครอบครัว รวมทั้งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนาและเข้มงวดกว่าเดิม ด้วย Security Home Automation ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ เศรษฐสิริ แจ้งวัฒนะ – ประชาชื่น 2 เดินทางสะดวก อยู่บน ถ. เลียบคลองประปา รอบข้างสามารถวิ่งเชื่อมไปยังแจ้งวัฒนะหรือสรงประภาได้ มีจุดขึ้นลงทางด่วนโดยรอบ และใกล้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ แหล่งทำงานขนาดใหญ่และอาคารสำนักงานอีกหลายแห่ง โดยเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น บนพื้นที่ 59 ไร่ ยูนิตเงียบ สงบ เป็นส่วนตัว  มีเพียง 149 ยูนิตที่จะสามารถเข้ามาอยู่อาศัยได้อย่างเต็มภาคภูมิ ประกอบด้วย 3 แบบบ้าน พื้นที่ใช้สอย 263, 353 และ 437  ตารางเมตร ราคา 15-30 ล้านบาท พร้อมเปิดให้สัมผัสความสง่างาม อย่างเต็มภาคภูมิแล้ววันนี้ พิเศษ! ต้อนรับปีจอ มอบโปรโมชั่น “ความสุขเต็มฟ้า” รับคะแนนสะสมบัตรเครดิตเพิ่ม 500,000 คะแนน* เฉพาะวันที่ 15 ม.ค. – 31 มี.ค.60 สอบถามรายละเอียดและนัดหมายเข้าชมโครงการ โทร 02-085-8035 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.sansiri.com
ครั้งแรก!! พลิกโฉมประสบการณ์จ่ายเงินในวงการอสังหาฯ  แสนสิริจับมือไทยพาณิชย์สร้าง ‘Cashless Town’ สังคมไร้เงินสด ทำเรื่องเงินให้เป็นเรื่องง่าย เพียงจ่ายผ่าน QR Code

ครั้งแรก!! พลิกโฉมประสบการณ์จ่ายเงินในวงการอสังหาฯ แสนสิริจับมือไทยพาณิชย์สร้าง ‘Cashless Town’ สังคมไร้เงินสด ทำเรื่องเงินให้เป็นเรื่องง่าย เพียงจ่ายผ่าน QR Code

แสนสิริจับมือธนาคารไทยพาณิชย์สร้างปรากฏการณ์ใหม่ครั้งแรกในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดตัว ‘Cashless Town’ หรือสังคมไร้เงินสด พลิกโฉมมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายทางการเงินแก่ลูกค้าแสนสิริ ให้เรื่องการจ่ายเงินเป็นเรื่องง่าย เพียงชำระผ่าน QR Code เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เข้าถึงทุกๆ การชำระเงินได้โดยไม่มีข้อจำกัด ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้ายุคดิจิทัล นำร่องเปิดให้บริการครั้งแรกแล้ววันนี้ที่ฮาบิโตะ (Habito) คอมมูนิตี้รีเทลใน “ที77” ศูนย์กลางการอยู่อาศัยและพื้นที่แห่งไลฟ์สไตล์ ซ.สุขุมวิท77 ใกล้ BTS อ่อนนุช และงาน Winter Market Fest ครั้งที่ 5 ครั้งแรกที่ไม่ต้องพกเงินสดช้อปปิ้ง วันที่ 16-17 ธ.ค.นี้เท่านั้น   นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริได้ร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจสถาบันการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดตัว ‘Cashless Town’ หรือสังคมไร้เงินสด มอบประสบการณ์ใหม่ทางการเงินให้แก่ลูกค้าแสนสิริ ให้เรื่องการจ่ายเงินเป็นเรื่องง่าย เพียงชำระผ่าน QR Code เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และสามารถเข้าถึงทุกๆ การชำระเงินได้โดยไม่มีข้อจำกัด ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคดิจิทัล ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ร่วมมือกับธุรกิจสถาบันการเงิน ในการนำดิจิทัลแพลตฟอร์มใหม่ทางการเงินมาสร้างสรรค์ประสบการณ์การชำระเงินและช้อปปิ้งแบบไร้เงินสดเต็มรูปแบบให้แก่ลูกค้า   “ในปีนี้แสนสิริเห็นความเปลี่ยนแปลงในไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้าในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เราเชื่อว่าเทคโนโลยีจะตอบโจทย์ของลูกค้าได้ดี จึงได้พยายามนำเทคโนโลยีมาต่อยอดใช้ประโยชน์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในมิติใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง  เพื่อยกระดับการบริการที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าและรักษาความเป็นผู้นำในการบุกเบิกและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยของวงการอสังหาริมทรัพย์ โดยเรามองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง Customer Centric ซึ่งเราศึกษาและพบว่าในยุคดิจิทัลนี้ลูกค้าต้องการความสะดวกสบาย และรวดเร็วในการจับจ่ายใช้สอย ดังนั้นการมอบบริการ ‘Cashless Town’ จะช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิตของลูกค้าในโลกยุคดิจิทัลด้านการเงินอย่างสมบูรณ์แบบ” นายอุทัย กล่าว นายวศิน ไสยวรรณ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุด Multi-Corporate Segment และผู้บริหารสูงสุด Corporate Segment ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ธนาคารไทยพาณิชย์ และ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่แน่นแฟ้น มีความร่วมมือในโครงการต่างๆ เกิดขึ้นร่วมกันอย่างหลากหลาย ด้วยวิสัยทัศน์ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันของทั้งสององค์กรในการให้ความสำคัญต่อการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับการให้บริการแก่ลูกค้า เมื่อต้นปีที่ผ่านมาธนาคารได้ร่วมลงทุนในบริษัท สิริ เวนเจอร์ส จำกัด เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ให้กับลูกค้าในกลุ่มผู้อยู่อาศัย สำหรับครั้งนี้ธนาคารและแสนสิริร่วมกันนำเทคโนโลยีทางการเงินเข้ามาขับเคลื่อนสังคมไร้เงินสด ขยายไปสู่กลุ่มลูกค้าในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยร่วมกันเปิดตัวโครงการ Cashless Town นำระบบชำระเงินด้วย QR Code เข้าไปให้บริการในทุกทัชพอยท์ที่จะมีธุรกรรมทางการเงินเกิดขึ้นภายใต้พื้นที่ที่พัฒนาโดยแสนสิริ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการชำระเงินที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่อยู่อาศัยในยุคดิจิทัล โดยเริ่มต้นนำร่องครั้งแรกที่ ฮาบิโตะ (Habito) คอมมูนิตี้รีเทลของแสนสิริแล้ววันนี้ รองรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการร้านอาหาร และร้านค้าต่างๆ จำนวนไม่ต่ำกว่า 10,0000 คนต่อวัน โดยการชำระเงินด้วยการสแกน QR Code ผ่านสมาร์ทโฟนจะเพิ่มความคล่องตัวให้กับลูกค้ามากขึ้น ความร่วมมือระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ และแสนสิริครั้งนี้นับเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการสร้าง Digital Eco System ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ภายในไตรมาสแรก ปี 2561 Cashless Town เต็มรูปแบบจะขยายครอบคลุมพื้นที่ T 77 ศูนย์กลางการอยู่อาศัยและพื้นที่แห่งไลฟ์สไตล์ภายใต้การพัฒนาของแสนสิริต่อไป ” นายอุทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า T 77 ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท 77 อยู่ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีอ่อนนุช ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่อยู่อาศัย 8 โครงการ ประกอบด้วยสังคมอยู่อาศัยประมาณถึง 10,000 ครอบครัว ได้แก่ บล็อค สุขุมวิท 77, เดอะ เบส สุขุมวิท 77, เดอะ เบส พาร์คอีสต์ สุขุมวิท 77, เดอะ เบส พาร์คเวสต์ สุขุมวิท 77, ฮาสุ เฮาส์, โมริ เฮาส์, การ์เด้น สแควร์ สุขุมวิท 77 และโครงการล่าสุดคาวะ เฮาส์ รวมถึง Park Court (พาร์ค คอร์ท) คอนโดมิเนียมและอพาร์ตเม้นต์ และ โรงเรียนนานาชาติ บางกอกเพรพ ”Bangkok International Preparatory & Secondary School (Bangkok Prep) หนึ่งในโรงเรียนนานาชาติชั้นนำของไทย รวมทั้ง Dental Hospital (โรงพยาบาลฟัน) ที่จะเปิดให้บริการปี 2561 โดยเมื่อเปิดอย่างเป็นทางการแล้วก็พร้อมเปิดบริการ Cashless Town ให้เป็นเมืองไร้เงินสดอย่างสมบูรณ์ ลูกค้าของแสนสิริสามารถชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง และชำระค่าบริการที่โรงพยาบาลฟัน ผ่าน QR Code นับเป็นการมอบการบริการทางการเงินที่รองรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ในวันที่ 16-17 ธันวาคมนี้ ในงาน Winter Market Fest (วินเทอร์ มาร์เก็ต เฟส) ครั้งที่ 5 ไลฟ์สไตล์ เฟสติวัลสุดฮิปที่แสนสิริจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ที่ที77 ซึ่งรวบรวมร้านค้าและร้านอาหารชั้นนำมากมายถึง 150 ร้านค้า จะเป็นครั้งแรก ! ที่เปิดให้บริการ Cashless Town ลูกค้าช้อปปิ้งได้ชิลล์ๆ ผ่าน QR Code โดยไม่ต้องใช้เงินสด ซึ่งเหมาะกับคนร่วมงานที่ส่วนมากเป็นคนรุ่นใหม่ที่รักความสะดวกสบาย และคาดว่าปีนี้จะมีคนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก   นายอุทัย กล่าวทิ้งท้ายว่า คาดว่าความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ผู้บริโภคจะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายสู่สังคมไร้เงินสดเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้แสนสิริจะยังคงไม่หยุดยั้งในมองหาบริการที่จะเข้ามาเติมเต็มไลฟ์สไตล์และประสบการณ์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการให้บริการอย่างครบวงจร และมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้ลูกค้าอย่างไม่สิ้นสุด”
แสนสิริปลื้มยอดขาย“แสนสิริ ไลฟ์ คัมส์ โฮม 2017” สร้างยอดขายเกินเป้า พุ่งทะลุกว่า 9,000 ล้านบาท มั่นใจปิดยอดขายปลายปีตามเป้าหมาย 40,000 ล้านบาท ทุบสถิติการสร้างยอดขายที่สูงที่สุดของแสนสิริตลอดทุกปีที่ผ่านมา

แสนสิริปลื้มยอดขาย“แสนสิริ ไลฟ์ คัมส์ โฮม 2017” สร้างยอดขายเกินเป้า พุ่งทะลุกว่า 9,000 ล้านบาท มั่นใจปิดยอดขายปลายปีตามเป้าหมาย 40,000 ล้านบาท ทุบสถิติการสร้างยอดขายที่สูงที่สุดของแสนสิริตลอดทุกปีที่ผ่านมา

แสนสิริประกาศความสำเร็จจากการจัดงานใหญ่แห่งปี “Sansiri Life Comes Home 2017” (แสนสิริ ไลฟ์ คัมส์ โฮม 2017) ลูกค้าแห่จอง 2 คอนโดใหม่ “โอกะ เฮาส์ ” สุขุมวิท 36 และ “คาวะ เฮาส์ ” สุขุมวิท 77 และคึกคักสัมผัสประสบการณ์ตรง 6 นวัตกรรมจาก Siri LifeTech สร้างยอดขายรวมในช่วงระหว่างการจัดแคมเปญได้สูงถึง 9,000 ล้านบาท เกินจากเป้ายอดขายแคมเปญที่ตั้งไว้ 8,000 ล้านบาท ส่งผลยอดขายพรีเซลล์รวมปัจจุบันทะลุกว่า 34,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นถึง 85 % จากเป้าหมายยอดขาย 40,000 ล้านบาท เดินหน้าก้าวสู่การทุบสถิติสร้างยอดขายที่สูงที่สุดของแสนสิริในปี 2560 นายเศรษฐา  ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยสรุปภาพรวมการจัดแคมเปญและการจัดงานใหญ่ประจำปี แสนสิริ ไลฟ์ คัมส์ โฮม 2017 (Sansiri Life Comes Home 2017)  ในช่วงระหว่างวันที่ 24 – 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ ตลอดการจัดแคมเปญได้ถึง 9,000 ล้านบาท เกินจากเป้าหมายแคมเปญที่ตั้งไว้ 8,000 ล้านบาท โดย 2 โครงการคอนโดมิเนียมใหม่ คือ โอกะ เฮาส์ และคาวะ เฮาส์ ได้รับความสนใจจากลูกค้ามากที่สุดยัง นอกจากนี้บริษัทยังสามารถปิดการขายคอนโดมิเนียมพร้อมเข้าอยู่ในโครงการเดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71 จากการมอบข้อเสนอที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าภายในงานแสนสิริ ไลฟ์ คัมส์ โฮม ได้อีกด้วย ซึ่งเมื่อรวมความสำเร็จจากการที่ลูกค้าให้การตอบรับโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ ของกลุ่มบริษัทแสนสิริเป็นอย่างดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตั้งต้นปีที่ผ่านมา อาทิ ผลงานล่าสุดจากการปิดการขายโครงการ เดอะ ไลน์ สาทร จำนวน 327 ยูนิต มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นคอนโดมิเนียมโครงการล่าสุดภายใต้ความร่วมมือระหว่างบีทีเอสและแสนสิริลงอย่างรวดเร็ว หลังเปิดขายแบบ Online booking ในวันแรก ในราคาเริ่มต้น 7.9 ล้านบาทหรือเฉลี่ย 270,000 บาทต่อตารางเมตร โดยมีสัดส่วนกลุ่มลูกค้าเป็นคนไทยและต่างชาติ 70 : 30 เปอร์เซ็นต์ สร้างยอดขายในตลาดต่างชาติได้ถึง 1,300 ล้านบาท นับเป็นคอนโดมิเนียมโครงการที่ 12 ภายใต้ความร่วมมือของบีทีเอสและแสนสิริที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถปิดการขายโครงการในตลาดต่างจังหวัด อาทิ โครงการเดอะ วัลลีย์ เขาใหญ่ (The Valley Khaoyai)  มูลค่ากว่า 1,100 ล้านบาท โครงการดีคอนโด นครระยอง คอนโดมิเนียมจำนวน 575 ยูนิต ที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าไทยทั้งในด้านการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองและลงทุนปล่อยเช่า จากทำเลที่ตั้งโครงการซึ่งใกล้แหล่งนิคมอุตสาหกรรมระยอง จึงสามารถปิดการขายโครงการมูลค่ากว่า 830 ล้านบาทในที่สุด ส่งผลให้ยอดขายรวมของบริษัทในขณะนี้ (1 มกราคม – 27  พฤศจิกายน 2560) คิดเป็นมูลค่ารวมแล้วกว่า 34,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นถึง 85% จากเป้าหมายยอดขาย 40,000 ล้านบาทที่มีการปรับเพิ่มจาก 36,000 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทก้าวเข้าสู่การบันทึกการทุบสถิติ!! การสร้างยอดขายที่สูงที่สุดของแสนสิริในปีนี้   “การจัดงานในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าจำนวนมาก มีกลุ่มลูกค้าสนใจซื้อคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ที่เปิดตัวการขายภายในงาน ได้แก่โครงการ “โอกะ เฮาส์ ” สุขุมวิท 36 และ “คาวะ เฮาส์ ” สุขุมวิท 77 รวมทั้งโครงการในต่างจังหวัดที่ได้รับการตอบรับที่ดีมาก อาทิ บ้านไม้ขาว ภูเก็ต และ เรน ชะอำ หัวหิน เป็นต้น ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลจากการนำเสนอที่อยู่อาศัยโครงการต่าง ๆ ของกลุ่มแสนสิริที่ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงความร่วมมือจากพันธมิตรธุรกิจที่เข้าร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์และรูปแบบการให้บริการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยใหม่ โดยการมอบแคมเปญและโปรโมชั่นพิเศษภายในงาน ทำให้มีผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมงานจำนวนมากและประสบความสำเร็จด้านยอดขายสูงเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้” นายเศรษฐา กล่าว นอกจากนี้ งานแสนสิริ ไลฟ์ คัมส์ โฮม ในปีนี้ ยังนับเป็นเวทีสำคัญในการตอกย้ำภาพลักษณ์ของแสนสิริในการเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำด้านเทคโนโลยีที่ครอบคลุมทุกแง่มุมของอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัย จากการที่เรานำ 6 นวัตกรรมภายใต้ Siri LifeTech มาจัดแสดงและเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสและทดลองใช้งานเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นมุมกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานจำนวนมากที่มาร่วมสัมผัสมิติใหม่ในการเติมเต็มทุกรูปแบบการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบ (Complete Your Living Experience) จาก 6 นวัตกรรมของแสนสิริเพื่อการใช้ชีวิตและการอยู่อาศัยแนวใหม่ ไม่ว่าจะเป็น SAN:DEE Delivery Bot หรือแสนดี หุ่นยนต์ไฮเทคส่งของถึงหน้าห้องพัก Sansiri AI BOX ผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะที่ลูกบ้านสามารถสั่งการควบคุมการเปิดปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านด้วยเสียงภาษาไทยเป็นครั้งแรก Farmshelf นวัตกรรมฟาร์มแนวตั้งอัจฉริยะที่แสนสิรินำเข้ามาใช้เป็นครั้งแรกของประเทศไทยให้ลูกบ้านปลูกผักเพื่อบริโภคเองในคอนโด Sansiri Home Service Application ซึ่งสามารถควบคุมการเปิดปิดไฟ เครื่องปรับอากาศ และจองใช้พื้นที่ส่วนกลางผ่านแอพ และฟังก์ชั่นใหม่ Online Shopping by SB Furniture ให้ลูกบ้านเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ได้ง่าย ๆ เพียงปลายนิ้ว รวมถึง Smart Move แพลตฟอร์มบริการให้เช่ารถยนต์ในโครงการ และ Samitivej@HOME นวัตกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพในที่พักอาศัยภายใต้ความร่วมมือกับโรงพยาบาลสมิติเวช “แผนการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทแสนสิริในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทยังได้เตรียมเดินหน้าต่อเนื่องตามแผนการลงทุน 80 ล้านดอลล่าร์ หรือ 2,800 ล้านบาท ใน 6 แบรนด์ชั้นนำของโลก สะท้อนวิสัยทัศน์ระดับโลกเพื่อการใช้ชีวิตในอนาคต ซึ่งนับเป็น 6 ธุรกิจด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ชั้นนำของโลก นับเป็นการขยายฐานการลงทุนในธุรกิจอื่นครั้งสำคัญเพื่อสร้างพันธมิตรในประเภทธุรกิจอันหลากหลาย โดยทั้ง 6 ธุรกิจล้วนมีอัตราการเติบโตสูงในตลาดโลกซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของแสนสิรินอกประเทศไทย เร่งเดินหน้ากลยุทธ์โมเดลธุรกิจแบบ asset light ในยุคปฏิวัติดิจิทัลเพื่อสร้างโอกาสจากการผนึกกำลังร่วมและโอกาสการเติบโตที่รวดเร็ว โดยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของบริษัททั้งหกจากการเข้าถือหุ้นของแสนสิริจะส่งผลดีต่อธุรกิจหลักของแสนสิริ ทั้งนี้แนวโน้มไตรมาส 4 ของปี 2560 นี้ บริษัทคาดว่าจะมีผลประกอบการที่โดดเด่นและดีที่สุดทั้งในด้านยอดขายพรีเซลล์ รายได้ และกำไร” นายเศรษฐา กล่าว
Taka Haus Ekamai 12 – ทากะ เฮาส์ เอกมัย 12 (PREVIEW)

Taka Haus Ekamai 12 – ทากะ เฮาส์ เอกมัย 12 (PREVIEW)

Taka Haus Ekamai 12 (ทากะ เฮาส์ เอกมัย 12) - คอนโด Low Rise ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีเอกมัย โครงการใหม่จากแสนสิริ และโตคิว ร่วมพัฒนาโครงการ     รายละเอียดโครงการ   ราคา เริ่มต้น 4,490,000 บาท เจ้าของโครงการ บริษัท แสนสิริ จํากัด (มหาชน) ลักษณะคอนโด Low Rise 2 อาคาร อาคาร A สูง 7 ชั้น และอาคาร B สูง 8 ชั้น พื้นที่โครงการ 3-1-29 ไร่ จำนวนห้อง 269 ยูนิต ที่ตั้งโครงการ ซอยเอกมัย 12 ถนนสุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.   สถานที่สำคัญใกล้เคียง   โรงพยาบาลสมิติเวช โรงเรียนนานาชาติ บางกอกเพรพ (Bangkok Prep) Nihonmura Mall Big C เอกมัย Foodland ทองหล่อ Park Lane Fifty Fifth Avenue Major เอกมัย J Avenue Gateway เอกมัย ตลาดสดเอกมัยEmporium EmQuatier โรงพยาบาลคามิลเลียน โรงพยาบาลสุขุมวิท โรงพยาบาลสมิติเวช   ลักษณะห้องและขนาดห้อง   1 Bedroom ขนาดเริ่มต้น 30.00-71.5 ตร.ม. 2 Bedroom ขนาดเริ่มต้น 30.00-71.5 ตร.ม.   สิ่งอำนวยความสะดวก   Lobby lounge Library Co - kitchen space Entertainment room Game room Exercise room Garden with outdoor recreation area Treehouse Swimming pool Electric vehicle charging station     สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร : 1685 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.sansiri.com/condominium/taka-haus/th/
แสนสิริ ปูพรมกลยุทธ์สร้างแบรนด์ปี 2017 ชูประสบการณ์ ‘เติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้าน ‘Complete Your Living Experience’ เปิดตัว 6 ฟังก์ชั่นมัดใจทุกกลุ่มไลฟ์สไตล์ในที่อยู่อาศัย

แสนสิริ ปูพรมกลยุทธ์สร้างแบรนด์ปี 2017 ชูประสบการณ์ ‘เติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้าน ‘Complete Your Living Experience’ เปิดตัว 6 ฟังก์ชั่นมัดใจทุกกลุ่มไลฟ์สไตล์ในที่อยู่อาศัย

แสนสิริ ปูพรมกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ปี 2017 นำเสนอประสบการณ์อยู่อาศัยสมบูรณ์ผ่านกลยุทธ์ เติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้าน (Complete Your Living Experience) ต่อยอดปรัชญาการดำเนินธุรกิจของบริษัทตลอดกว่า 33 ปี เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้ชีวิตของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม รวมถึงการเจาะกลุ่มผู้บริโภคใหม่  ประเดิมด้วยการปรับทิศทางของแบรนด์องค์กร ด้วยการทุ่มงบ50 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญ “Fill Your Life with Good” ชู 6 ฟังก์ชั่นในที่อยู่อาศัยตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในแต่ละโครงการ ไฮไลต์เปิดตัวด้วย Educational Playground มากกว่าสนามเด็กเล่น ในโครงการที่อยู่อาศัย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของวงการอสังหาฯ ไทย และวงการแพทย์ ที่มีการผนึกกำลังเพื่อเติมเต็มการอยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์แบบ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการสร้างความแปลกใหม่ที่ยกระดับมาตรฐานตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง (Market Shaper) เพื่อมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ดีที่สุดให้แก่ผู้อยู่อาศัยของแสนสิริ สมกับวิสัยทัศน์การก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในปี 2560 นี้ บริษัทฯ มีแผนการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริ ผ่านการสื่อสารทางการตลาดภายใต้กลยุทธ์ ‘เติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้าน Complete Your Living Experience’  ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เกิดจากการที่แสนสิริไม่ได้มุ่งพัฒนาแค่ที่อยู่อาศัย แต่ต้องการสร้างชีวิตที่ดีให้กับลูกค้าควบคู่กันไป  ภายใต้ความต้องการของลูกค้าที่ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บริษัทจึงต้องมีการปรับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แบรนด์ของแสนสิริมีความชัดเจนในใจผู้บริโภคว่าทุกอย่างที่เราสร้างสรรค์นั้น ผ่านการคิดและกลั่นกรองมาอย่างละเอียดในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่การคิดผ่านมุมมองของลูกค้า ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลายและรวบรวมข้อมูล ว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความต้องการในการอยู่อาศัยอย่างไร จึงช่วยให้เราสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยบนมาตรฐานที่เหนือระดับ ในการตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกกลุ่มได้อย่างครอบคลุมเสมอมา “ในวันนี้ แสนสิริพร้อมแล้วที่จะก้าวไปอีกขั้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในทุกกลุ่มอายุผู้มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายและและแตกต่างกันได้ดียิ่งขึ้น เราจึงทุ่มงบประมาณจำนวน 50 ล้านบาทเพื่อเปิดตัวแคมเปญ “Fill Your Life with Good” ต่อยอดกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่เน้นเติมเต็มการอยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์แบบ เริ่มจากการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของแนวคิดที่ว่าดีไซน์สวยงามต้องมาพร้อมกับประโยชน์การใช้งานได้จริง (Aesthetic Functionality) พร้อมทั้งตอกย้ำว่า แสนสิริเป็นผู้บุกเบิกในตลาดอสังหาริมทรัพย์และเป็นผู้นำในด้านการส่งมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ดีที่สุดให้แก่ลูกบ้านแสนสิริทุกกลุ่ม ผ่านการศึกษาและวิจัยความต้องการของลูกบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยทีมแสนสิริ ดีไซน์ โซลูชั่น ดีพาร์ทเม้นต์ (DSD) และทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) เพื่อนำมาพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้ชีวิตของลูกค้าในแต่ละกลุ่มอย่างตรงจุด โดยในปีนี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการ ผ่าน 6 ฟังก์ชั่นที่อยู่อาศัย ที่จะตอบทุกโจทย์ของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว” นายอุทัย กล่าวเพิ่มเติม   สำหรับ 6 ฟังก์ชั่นที่เป็นตัวอย่างของการที่แสนสิริออกแบบและจัดสรรให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้อยู่อาศัยในแต่ละโครงการนั้นได้แก่ Underwater Music เป็นทั้งสระน้ำ เป็นทั้งเวที สระว่ายน้ำพร้อมระบบเสียงเพลงใต้น้ำให้ผู้อยู่อาศัยได้เพลิดเพลินกับเสียงเพลงได้อย่างต่อเนื่องแม้ในระหว่างที่คุณว่ายน้ำ Co-Kitchen Space ครัวส่วนกลาง ที่ทำได้มากกว่าอาหาร เพราะสามารถเป็นพื้นที่สำหรับจัดปาร์ตี้ได้ หรือหากอยากจัดปาร์ตี้ขนาดใหญ่ก็สามารถใช้พื้นที่ส่วนกลางสำหรับปาร์ตี้ปิ้งย่าง บาร์บิคิว หรือใช้เป็นสถานที่สังสรรค์กับเพื่อน ฯลฯ Private Parking Space เป็นบ้านของสิ่งที่ผมรัก ที่จอดรถที่ออกแบบเป็นพิเศษ ทำให้สามารถมั่นใจได้ในทุกองศาการเลี้ยวไม่ว่าจะเป็นรถสูง ต่ำ กว้าง หรือแม้แต่ซุปเปอร์คาร์ก็สามารถจอดได้ พร้อมช่องจอดรถที่ออกแบบให้พื้นที่กว้างเป็นพิเศษพร้อมการจัดไฟให้เปรียบเหมือนโชว์รูมส่วนตัว Cooliving Designed Home เย็นสบายไม่ต้องเปิดแอร์ นวัตกรรมที่แสนสิริคิดขึ้น ประกอบด้วย “Solar Attic” ระบบพัดลมและช่องระบายอากาศใต้หลังคาโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยลดความร้อนใต้หลังคา ทำให้ภายในตัวบ้านเย็นลง และลดการสะสมของเชื้อโรค “Breeze Panel” ช่องระบายลมช่วยถ่ายเทและระบายอากาศภายในตัวบ้าน “Shading screen” ระแนงกันแดดที่ออกแบบโดยดูจากทิศทางของบ้านและออกแบบให้เหมาะกับแต่ละทิศ “Texture Wall” ผนังบ้านที่มี Texture ช่วยลดความร้อนจากแสงแดดที่ตกกระทบพื้นผิว “Roof shade” ฝ้าชายคาหรือหลังคาที่ยื่นยาวเป็นพิเศษ ช่วยป้องกันแสงแดด รวมถึง “UV Shield Color” สีกันความร้อนและกระจกเขียวตัดแสง ซึ่งช่วยถ่ายเทอากาศภายในตัวบ้านและลดอุณหภูมิภายในบ้าน ทำให้ทุกมุมของบ้านอยู่สบาย Panoramic View Fitness เป็นฟิตเนสเพื่อเพิ่มความสดชื่น ด้วยวิว 180 วงศาโดยการดีไซน์กระจกกว้างสามารถสัมผัสวิวธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ และฟังก์ชั่นสุดท้ายที่เปิดตัวในวันนี้คือ Educational Playground มากกว่าสนามเด็กเล่น ออกแบบเพื่อช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านร่างกายโดยพัฒนากล้ามเนื้อสำคัญของขา ส่วนบน ส่วนล่าง เพิ่มความสามารถในการจับการใช้กำลังแขน ผ่านการปีนป่าย การเขย่ง การปีนป่าย การกระโดด และช่วยเพิ่มพูนพัฒนาการของสมอง ในด้านทักษาะการตัดสินใจ รวมถึงการแก้ปัญหาผ่านการเล่นเกมส์ ซึ่งทางแสนสิริได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลสมิติเวช ในด้านของการเป็นที่ปรึกษาในการออกแบบและแนะนำเรื่องการใช้วัสดุให้ปลอดภัยในสนามเด็กเล่น นายชัยจักร วทัญญู ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ หนึ่งในทีมงานฝ่ายแสนสิริ ดีไซน์ โซลูชั่น ดีพาร์ทเมนท์  บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับ “Educational Playground มากกว่าสนามเด็กเล่น” ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 ฟังก์ชันที่เราเปิดตัวในวันนี้ นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ไทยในการฉีกแนวคิดเดิมของสนามเด็กเล่นภายในโครงการที่อยู่อาศัย ให้เป็น “มากกว่าสนามเด็กเล่น” โดย Educational Playground เกิดจากการที่แสนสิริศึกษามาแล้วว่าเป็นฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่เป็นครอบครัวรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าที่แสนสิริให้ความสำคัญ โดยลูกค้ากลุ่มนี้กำลังต้องการโครงการที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเด็กๆ  ประกอบกับแรงบันดาลใจจากสนามเด็กเล่นในโครงที่อยู่อาศัยในต่างประเทศที่มีการผนวกเอากิจกรรมลงไปไม่ได้มีเฉพาะแต่เครื่องเล่นเท่านั้น  รวมทั้งโครงการที่มีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเด็กอย่างจริงจังนั้น อาจยังมีไม่มากในประเทศไทย จึงนับว่าเป็นครั้งแรกในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยที่มีสนามเด็กเล่นลักษณะนี้เกิดขึ้นในโครงการที่อยู่อาศัย โดยทีมแสนสิริ ดีไซน์ โซลูชั่น ดีพาร์ทเม้นต์ (DSD) และทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) ได้ร่วมกันพัฒนา โดยได้รับคำปรึกษาจากโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านเด็กอย่างโรงพยาบาลสมิติเวช โดยเราศึกษาพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัยตั้งแต่วัย 2 ขวบจนถึงวัยประถม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในโครงการอสังหาริมทรัพย์ไทยที่มีสนามเด็กเล่นลักษณะนี้ตั้งอยู่ในโครงการที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์ครอบครัวรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง โดยปัจจุบันได้มีโครงการนำร่องอยู่ที่ โครงการคณาสิริ รังสิต คลองสอง, โครงการ เศรษฐสิริ ปิ่นเกล้า กาญจนา และโครงการ เศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่จะตามมาอีกในอนาคต เช่น โครงการบุราสิริ วัชรพล และ โครงการบุราสิริ ราชพฤกษ์ 345 เป็นต้น โดยแสนสิริได้เตรียมงบประมาณ ไว้ถึง 20 ล้านบาทในการพัฒนา Educational Playground ในโครงการต่าง ๆ ของปีนี้ ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะสามารถตอบโจทย์ทั้งในด้านการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัยในด้านร่างกายและช่วยเพิ่มพูนทักษะในการตัดสินใจให้เด็กๆ เติบโตแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเต็มที่” นพ.วสุ  กำชัยเสถียร  ผู้ช่วยผู้อำนวยการ โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช กล่าวว่า “โรงพยาบาลสมิติเวชและแสนสิริต่างให้ความสำคัญต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี  และในปัจจุบันเป็นยุคของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับพัฒนาการของลูก   การร่วมมือในครั้งนี้ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์อย่าง “แสนสิริ” เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างสนามเด็กเล่นที่มีมาตรฐานและใส่ใจในทุกรายละเอียดตามพัฒนาเด็กอย่างEdutainment Playground ภายในโครงการนำร่องของแสนสิริ โดยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางพัฒนาการเด็กของ “สมิติเวช”  สำหรับแนวคิดการออกแบบเครื่องเล่นที่สมิติเวชได้สร้างสรรค์ร่วมกับแสนสิรินั้น  เราต้องการส่งเสริมพัฒนาการเด็กผ่านการเล่น และสามารถเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวไปในตัว ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการกระตุ้นพัฒนาการตามวัยที่เหมาะสมผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสนามเด็กเล่น ตลอดจนสามารถดูแลลูกด้านความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด และเน้นให้เด็ก ๆ ได้ออกกำลังทางความคิดพร้อมเพิ่มพูนทักษะและไหวพริบในการตัดสินใจผ่านการฝึกก้าว ปีนป่าย การเขย่ง การกระโดด ตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละช่วงวัย เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีสมวัย”   นายอุทัย กล่าวปิดท้ายว่า “แสนสิริตั้งงบประมาณสำหรับแคมเปญนี้ไว้กว่า 50 ล้านบาท โดยในปีนี้จะเน้นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับลูกค้าผ่านสื่อดิจิทัล เพื่อให้เจาะกลุ่มผู้บริโภคได้โดยตรง เพราะในปัจจุบัน ผู้บริโภคเปิดรับสารผ่านสื่อดิจิทัลกันมากขึ้น และยังสอดรับกับนโยบายของบริษัทในการเป็น Digital Transformation เพื่อตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้นำในการเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำด้านเทคโนโลยีที่ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยอย่างเต็มรูปแบบในไทย และก้าวสู่การเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าแคมเปญนี้จะช่วยเพิ่มยอดขายและเพิ่มความเชื่อมั่นในแบรนด์แสนสิริที่มีในกลุ่มลูกค้าได้อย่างแน่นอน”
SIRI โชว์ผลประกอบการปี 59 โดดเด่น กำไรไตรมาสสุดท้ายโตทะลุ 167% รายได้รวมเติบโตพุ่ง 72%

SIRI โชว์ผลประกอบการปี 59 โดดเด่น กำไรไตรมาสสุดท้ายโตทะลุ 167% รายได้รวมเติบโตพุ่ง 72%

SIRI โชว์ผลประกอบการปี 59 โดดเด่น กำไรไตรมาสสุดท้ายโตทะลุ 167% รายได้รวมเติบโตพุ่ง 72% ขณะที่ผลประกอบการรวมปี 59 บริษัทมียอดขายกว่า 31,139 ล้านบาท โตจากปีก่อนประมาณ 10% รายได้รวม 34,395 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 3,380 ล้านบาท แสนสิริสรุปผลการดำเนินงานปี 2559 โชว์ผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายเติบโตโดดเด่น กำไรรวม 1,600 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากไตรมาสก่อนถึง 167% รายได้รวมไตรมาส 4/59 11,700 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากไตรมาสก่อนถึง 72% ขณะที่ผลประกอบการรวมในปี 2559 บริษัทมียอดขายกว่า 31,139 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนประมาณ 10% มีรายได้รวม 34,395 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 3,380 ล้านบาท เผยอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อรายได้ดีขึ้นเป็น 9.8% และปลายปี 2560 จะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนกับบีทีเอสเป็นครั้งแรก เผยแผนเดือนมีนาคม เตรียมเปิดตัว “98 Wireless” (ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส) แฟลกชิปคอนโดมิเนียมที่ดีที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูลค่าโครงการรวมกว่า 8,700 ล้านบาท บนทำเลที่พักอาศัยระดับเอ็กซ์คลูซีฟบนถนนวิทยุอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 มี.ค.นี้ นายเศรษฐา  ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทแสนสิริในปี 2559 ที่ผ่านมานับว่าบริษัทประสบความสำเร็จมีผลประกอบการที่โดดเด่น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 ซึ่งบริษัทสามารถทำกำไรได้ถึง 1,600 ล้านบาทเติบโตขึ้นจากไตรมาสก่อนซึ่งมีกำไร 600 ล้านบาท สูงถึง 167% นอกจากนี้บริษัทยังมีรายได้รวม 11,700 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 72% จากช่วงไตรมาสก่อนที่มีรายได้ 6,784 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการรวมปี 2559 บริษัทมียอดขายกว่า 31,139 ล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 10% จากปีก่อนที่มียอดขายรวมประมาณ 28,512 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังมีรายได้รวม 34,395 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากการทยอยส่งมอบคอนโดมิเนียมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาทิ โครงการ เดอะ เบส เซ็นทรัล – พัทยา ซึ่งมียอดโอนไปแล้วถึง 95%, โครงการคอนโดมิเนียม The XXXIX (เดอะ เทอร์ทีไนน์) ซึ่งสามารถปิดการโอนได้เต็ม 100% อย่างรวดเร็ว โครงการคอนโดมิเนียม เอดจ์ สุขุมวิท 23 (EDGE Sukhumvit 23) ซึ่งทยอยโอนในช่วงปลายปีที่ผ่านมา “บริษัทมีกำไรสุทธิ 3,380 ล้านบาทจากผลการดำเนินงานที่สะท้อนถึงการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้แผนงาน “Engineer For Growth” หรือ EFG โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทยังสามารถลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อยอดขายลงเหลือ 16.9% ของรายได้ รวมถึงสามารถเพิ่มยอดโอนและเน้นการสร้างกำไรเพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมาย ส่งผลให้อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อรายได้ในปี 59 ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมาเป็น 9.8% จากปีก่อนที่มีอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อรายได้ประมาณ 9.1% ทั้งนี้ ในช่วงปลายปี 2560 บริษัทจะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้บริษัทร่วมทุนกับบีทีเอสเป็นครั้งแรก จากที่เริ่มทยอยโอน เดอะ ไลน์ สุขุมวิท71 ไปแล้วถึง 80% นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมโอนโครงการ เดอะ ไลน์ จตุจักร – หมอชิต ซึ่งนับเป็นเดอะ ไลน์ โครงการแรกภายใต้บริษัทร่วมทุนกับบีทีเอสที่เปิดการขาย มูลค่าประมาณ 5,700 ล้านบาทในเดือนกันยายน 2560 นี้อีกด้วย” นายเศรษฐา กล่าว สำหรับการดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาสแรกหลังจากนี้ บริษัทได้เตรียม Grand Opening อีกหนึ่งโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนกับบีทีเอส คือ โครงการ เดอะ ไลน์ พหลฯ – ประดิพัทธ์ แบบ Global launch เต็มรูปแบบใน 4 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และจีน ในวันที่ 11 – 12 มีนาคม รวมทั้งเตรียมเปิดตัว โครงการ“98 Wireless” (ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส) แฟลกชิปคอนโดมิเนียมที่ดีที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูลค่าโครงการรวมกว่า 8,700 ล้านบาท บนทำเลที่พักอาศัยระดับเอ็กซ์คลูซีฟบนถนนวิทยุอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 มีนาคมนี้
The Line Phahon-Pradipat (PREVIEW)

The Line Phahon-Pradipat (PREVIEW)

The Line Phahon-Pradipat (เดอะ ไลน์ พหลฯ-ประดิพัทธิ์) คอนโด High Rise สูง 46 ชั้น พร้อมคลับเฮ้าส์สูง 2 ชั้น อีก 1 อาคาร บนถนนประดิพัทธิ์ ใกล้ BTS สะพานควาย โครงการใหม่จาก แสนสิริ รายละเอียดโครงการ ราคาเริ่มต้น    3,550,000 บาท ราคาต่อตารางเมตร    ประมาณ 155,000 บาท เจ้าของโครงการ    บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ลักษณะคอนโด    High Rise  สูง 46 ชั้น 1 อาคาร คลับเฮ้าส์สูง 2 ชั้น 1 อาคาร จำนวนห้อง     981 ยูนิต เนื้อที่ทั้งหมด    ประมาณ 5 ไร่ ที่ตั้งโครงการ    ถนนประดิพัทธิ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ที่จอดรถ    ประมาณ 42% (ไม่รวมจอดซ้อนคัน) เริ่มก่อสร้าง    เดือนมกราคมปี 2017 คาดว่าจะแล้วเสร็จ    เดือนมกราคม 2020 ค่าส่วนกลาง    52 บาท/ตารางเมตร ค่ากองทุน    500 บาท/ตารางเมตร สถานที่สำคัญใกล้เคียง BTS สะพานควาย บิ๊กซี สะพานควาย โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล พหลโยธิน ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ BTS อารีย์ La Villa อารีย์ ตลาดนัดสวนจตุจักร เซ็นทรัล ลาดพร้าว ลักษณะห้องและขนาดห้อง 1 Bedroom 1 Bath ขนาด 26.25 - 40.75 ตารางเมตร 2 Bedrooms 1 Bath ขนาด 51.50 - 51.75 ตารางเมตร 2 Bedroom 2 Bath ขนาด 54 - 67 ตารางเมตร 3 Bedroom 2 Bath ขนาด 79 - 111.50 ตารางเมตร สิ่งอำนวยความสะดวก Lobby คลับเฮ้าส์ สระว่ายน้ำพร้อมจากุซซี่ และสระเด็ก ฟิตเนส สวนส่วนกลาง ห้องสมุด ห้องซักผ้า สนามเด็กเล่น บนชั้น 35 ห้องพักผ่อนเอนกประสงค์ ชั้น 46 Free Wi-Fi ที่คลับเฮ้าส์, Lobby และส่วนสันทนาการ จุดบริการชาร์ตแบตเตอรี่ สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า Access Card ระบบรักษาความปลอดภัย และ CCTV ตลอด 24 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร :    1685 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม :  www.sansiri.com
The Line Sukhumvit 101 (PREVIEW)

The Line Sukhumvit 101 (PREVIEW)

The Line Sukhumvit 101 คอนโด High Rise สูง 37 ชั้น อีกหนึ่งโครงการในตระกูล The Line ที่ยังเน้นเกาะติดแนวรถไฟฟ้า ตั้งอยู่บริเวณปากซอยสุขุมวิท 101 ใกล้รถไฟฟ้า BTS ปุณณวิถี โครงการใหม่จาก แสนสิริ รายละเอียดโครงการ ราคาเริ่มต้น    3,550,000 บาท ราคาต่อตารางเมตร    ประมาณ 150,000 บาท เจ้าของโครงการ    บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ลักษณะคอนโด    High Rise  สูง 37 ชั้น 1 อาคาร จำนวนห้อง     778 ยูนิต เนื้อที่ทั้งหมด    ประมาณ 4 ไร่ ที่ตั้งโครงการ    ถนนสุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ ที่จอดรถ    ประมาณ 321 คัน คิดเป็น 41% (ไม่รวมจอดซ้อนคัน) เริ่มก่อสร้าง    เดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 คาดว่าจะแล้วเสร็จ    เดือนมกราคม 2020 ค่าส่วนกลาง    65 บาท/ตารางเมตร ค่ากองทุน    500 บาท/ตารางเมตร สถานที่สำคัญใกล้เคียง BTS ปุณณวิถี โรงเรียนนานาชาติแองโกล สิงคโปร์ โรงเรียนนานาชาติเวลส์ เทสโก้ โลตัส สุขุมวิท 50 บิ๊กซี อ่อนนุช ไบเทค บางนา เซ็นทรัล พลาซ่า บางนา พาราไดซ์ พาร์ค ซีคอน สแควร์ ลักษณะห้องและขนาดห้อง 1 Bedroom 1 Bath ขนาด 26.75 - 33.25 ตารางเมตร 2 Bedrooms 1 Bath ขนาด 47.50 - 48 ตารางเมตร 1 Bedroom 1 Bath (Duplex) ขนาด 41.25 - 44.75 ตารางเมตร 2 Bedroom 2 Bath (Duplex) ขนาด 61.50 - 62.75 ตารางเมตร สิ่งอำนวยความสะดวก Lobby Co-working space Game Room Laundry Fitness Co-Kitchen Lawn Pavilion สระว่ายน้ำ ระบบเกลือ (โอลิมปิคไซส์) แยกสระเด็ก Jogging Track LED Multi Sports Court สวนหย่อมรอบโครงการ ระบบรักษาความปลอดภัยและ CCTV ตลอด 24 ชั่วโมง Access Card สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร :    1685 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม :  www.sansiri.com
mori HAUS ชีวิตดีดี ที่เลือกได้

mori HAUS ชีวิตดีดี ที่เลือกได้

“สุขุมวิท” ทำเลที่ใครต่อใครต่างก็อยากจับจองมีที่พักอาศัยอยู่ในย่านนี้กับเค้าบ้าง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาห้องชุดใจกลางเมืองซักแห่ง ซึ่งแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ในราคาที่เอื้อมถึง วันนี้เราจึงมีคอนโดมิเนียมดีๆ ในย่านอ่อนนุช-พระโขนงมาแนะนำ ซึ่งน่าจะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์คนเมืองรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดีทีเดียวครับ mori HAUS ตั้งอยู่ในพื้นที่ T77 Community ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ในบริเวณระหว่างซอยสุขุมวิท 71 และซอยสุขุมวิท 77 ที่ตอนนี้หลายคนอาจจะรู้จักกันดีว่า T77 Community เปรียบเสมือนเมืองขนาดเล็กที่รวบรวมทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ ทั้งโรงเรียนนานาชาติ Bangkok Prep ที่จะเปิดแคมปัสสำหรับชั้นมัธยมศึกษาในเดือนสิงหาคมปี 2560 และ Community Mall สุดชิคอย่าง HABITO ก็เข้ามาช่วยเติมเต็มให้การใช้ชีวิตของครอบครัวมีสีสันและมีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิม พื้นที่ T77 Community โรงเรียนนานาชาติ Bangkok International Preparatory and Secondary School (Bangkok Prep) HABITO Winter Market Fest ถ้าพูดถึงการเดินทางมายัง mori HAUS ก็จัดว่าสะดวกมากๆ เพราะเลือกเข้าได้ทั้งจากทางฝั่งซอยสุขุมวิท 71 และซอยสุขุมวิท 77 เช่นเดียวกับสถานีรถไฟฟ้า BTS ที่เลือกขึ้นได้ทั้งสถานีอ่อนนุช และสถานีพระโขนง ในขณะที่ด่านขึ้นลงทางด่วนก็อยู่ห่างออกไปไม่ไกลอีกเช่นกัน mori HAUS มีความโดดเด่นที่เราต้องพูดถึงเป็นอันดับแรกก็คือ การออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “Trees of  Life” ซึ่งให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กลางโครงการ มีการจัดวางพืชพรรณนานาชนิดให้คล้ายกับสวนป่าขนาดย่อม รอบสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ในรูปแบบทะเลสาบจำลอง ในขณะที่อาคารพักอาศัยทั้ง 2 อาคารถูกวางแบบตัว L ให้โอบล้อมพื้นที่ส่วนกลางไว้อีกชั้นหนึ่ง ทำให้ทุกห้องพักได้สัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ และได้ใช้ชีวิตแบบ “Urban Slow Living” ผสานทั้งชีวิตแบบคนเมือง กับการพักผ่อนในบรรยากาศสบายๆ ไว้อย่างลงตัว โดยพรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมาย เช่น สระว่ายน้ำแบบลากูนพร้อมจากุชชี่ สระเด็ก ห้องฟิตเนส และล็อบบี้แบบ The Glass Haus เปิดรับวิวสวนสวยเต็มตา สวนขนาดใหญ่ ห้องซักผ้า ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ในราคาที่ไม่ได้เกินเอื้อมเลยล่ะครับ แถมทาง mori HAUS ยังมีให้เลือกตั้งแต่ 1-3 ห้องนอน ในขนาด 35-117.5 ตร.ม. สามารถรองรับรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลายมากขึ้น ถ้าหากสนใจโครงการดีๆ แบบนี้ คงต้องรีบกันหน่อยนะครับ เพราะชีวิตคุณภาพบนทำเลสุขุมวิทไม่ได้หากันง่ายๆ แล้ว สนใจอ่านอ่านรายละเอียดโครงการได้ที่นี่เลยครับ http://www.homenayoo.com/mori-haus-sukhumvit-77/
The Base Garden-Rama 9 (PREVIEW)

The Base Garden-Rama 9 (PREVIEW)

The Base Garden-Rama 9 (เดอะ เบส การ์เดน-พระราม 9) คอนโด High Rise สูง 36 ชั้น บนถนนพระราม 9 ภายใต้แนวคิด Garden of Creation ด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ภายในพื้นที่โครงการกว่า 3 ไร่ โครงการใหม่จากการรว่มทุนของ แสนสิริ และ BTS Group เปิด Pre-Sale 10-11 กันยายน 2559 รายละเอียดโครงการ ราคาเริ่มต้น    2,190,000 บาท เจ้าของโครงการ   บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ลักษณะคอนโด    High Rise สูง 36 ชั้น 1 อาคาร จำนวนห้อง    639 ยูนิต ร้านค้า 1 ยูนิต ที่จอดรถ    ประมาณ 40% (รวมจอดซ้อนคัน) เนื้อที่ทั้งหมด    3 - 2 - 39 ไร่ ที่ตั้งโครงการ    ถนนพระราม 9 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ เริ่มก่อสร้าง    เดือนกันยายน ปี 2016 คาดว่าจะแล้วเสร็จ    เดือนมิถุนายน ปี 2019 ค่าส่วนกลาง    55 บาท/ตารางเมตร ค่ากองทุน    500 บาท/ตารางเมตร สถานที่สำคัญใกล้เคียง Airport Link สถานีรามคำแหง ตลาดเสรี มาร์เก็ต เดอะ ไนน์ พระราม 9 ฟู้ดแลนด์ เดอะ มอลล์ รามคำแหง 2 เดอะ มอลล์ รามคำแหง 3 บิ๊กซี รามคำแหง มหาวิทยาลัยรามคำแหง เซ็นทรัล แกรนด์ พระราม 9 MRT สถานีพระราม 9 ลักษณะห้องและขนาดห้อง 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 26.5 – 34.75 ตารางเมตร 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 49.75 – 55.0 ตารางเมตร สิ่งอำนวยความสะดวก สระว‹่ายน้ำ ฟิตเนส สวนส่‹วนกลางและพื้นที่สันทนาการ อินเตอร์เน็ตไร้Œสายสำหรับลอบบี้และพื้นที่ส‹่วนกลาง เจ้Œาหน้Œาที่รักษาความปลอดภัยและกล้องวงจรปิด ตลอด 24 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร : 1685 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : www.sansiri.com
The Line Asoke-Ratchada (PREVIEW)

The Line Asoke-Ratchada (PREVIEW)

The Line Asoke-Ratchada (เดอะ ไลน์ อโศก-รัชดา) คอนโด High Rise สูง 38 ชั้น บนถนนดินแดง ใกล้รถไฟฟ้า MRT พระราม 9 โครงการใหม่ล่าสุดจากแสนสิริ รายละเอียดโครงการ ราคาเริ่มต้น    3,990,000 บาท ราคาต่อตารางเมตร    ประมาณ 170,000 บาท เจ้าของโครงการ    บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ลักษณะคอนโด    High Rise  สูง 38 ชั้น 1 อาคาร จำนวนห้อง     473 ยูนิต เนื้อที่ทั้งหมด    2 - 2 - 0 ไร่ ที่ตั้งโครงการ    ถนนดินแดง แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ ที่จอดรถ    ประมาณ 226 คัน หรือคิดเป็น  48% เริ่มก่อสร้าง    ปลายปี 2016 คาดว่าจะแล้วเสร็จ    เดือนมิถุนายน 2019 สถานที่สำคัญใกล้เคียง ฟอร์จูนทาวน์ MRT พระราม 9 เซ็นทรัลพระราม 9 เอสพลานาด True Tower AIA Capital Center ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บิ๊กซี รัชดา The Street รัชดา Cyber World Tower ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย Airport Link มักกะสัน ลักษณะห้องและขนาดห้อง 1 Bedroom ขนาด 27.50 - 36 ตารางเมตร 2 Bedroom ขนาด 46.25 - 50.25 ตารางเมตร สิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่โถงต้อนรับ สวนส่วนกลาง พร้อมพื้นที่สันทนาการกลางแจ้ง สระว่ายน้ำพร้อมจากุซซี่และสระเด็ก ฟิตเนส ห้องอบไอน้ำ ห้องพักผ่อนอเนกประสงค์ ห้องซักผ้า สวนชั้นดาดฟ้า Free Wifi สำหรับโถงต้อนรับ ฟิตเนส และห้องสมุด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และกล้องวงจรปิด ตลอด 24 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร :    1685 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม :  www.sansiri.com
รีวิวทำเล The Line Sukhumvit 71

รีวิวทำเล The Line Sukhumvit 71

แน่นอนว่าหนึ่งในเหตุผลหลัก ในการมองหาคอนโดสักแห่ง คือ ทำเลที่ตั้งของโครงการ ด้วยการเดินทางที่สะดวกสบาย อาหารการกินที่มีให้เลือกหลากหลาย และอยู่ไม่ไกลจากแหล่งธุรกิจหรือออฟฟิศต่างๆ ย่อมนำมาซึ่งความได้เปรียบในการใช้ชีวิตประจำวัน วันนี้เราจึงจะพาทุกคนไปสำรวจทำเลของคอนโดโครงการใหม่อีกหนึ่งโครงการจากแสนสิริ ชื่อโครงการ The Line Sukhumvit 71 ตัวโครงการตั้งอยู่ในถนนสุขุมวิท 71 ใกล้ BTS สถานีพระโขนง เราไปดูกันดีกว่าครับ ว่ารอบๆ โครงการจะเป็นยังไงกันบ้าง นอกจากทำเลที่อยู่ใก้รถไฟฟ้าแล้ว ยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกบ้าง ตามผมมาเลยครับ สำหรับตัวโครงการ The Line Sukhumvit 71 จะตั้งอยู่ในถนนสุขุมวิท 71 ตามชื่อโครงการ ห่างจากรถไฟฟ้า BTS สถานีพระโขนงประมาณ 500 เมตร หรือ 400 เมตร หากเดินลัดเลาะเข้าไปทาง W District ซึ่งอยู่ในระยะทางที่ถือว่าเดินได้นะครับ ไม่ไกลจนเกินไป แต่ถ้าใครขี้เกียจเดิน ใต้สถานีรถไฟฟ้าจะมีรถสองแถวเล็กคอยให้บริกาอยู่ หรือเดินมาอีกนิดเดียวก็มีพี่วินรอให้บริการอยู่หน้าไปรษณีย์พระโขนง เราลองไปดูรอบๆ โครงการกันก่อนดีกว่า เราเริ่มกันที่รถไฟฟ้า BTS สถานีพระโขนงกันเลยนะครับ ลงมาจากรถไฟฟ้าก็เจอเลยครับ โฆษณาของ The Line Sukhumvit 71 เต็มไปหมด ทางออกที่จะไปฝั่งโครงการจะต้องออกทางออกที่ 3 นะครับ สภาพการจราจรบนถนนสุขุมวิท ช่วงเที่ยงๆ อาจจะยังไม่เห็นบรรยากาศเท่าไหร่ เราย้อนมาดูร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆ รถไฟฟ้ากันก่อนนะครับ ในอาคาร Taisin Square มีร้านชาบูญี่ปุ่นอันแสนอร่อยอย่างร้าน Akiyoshi เลยจากอาคาร Taisin จะเจอโรงแรม Jasmine ติดกับโรงแรม Jasmine และสถานีรถไฟฟ้าจะมี Max Valu อยู่ด้วย ลงจากสถานีรถไฟฟ้ามานิดเดียว จะเจอซอยสุขุมวิท 69 มีไปรษณีย์พระโขนง ตั้งอยู่อยู่หน้าปากซอย และมีร้านขายอาหารอยู่ด้วยนะครับ ซอยนี้สามารถเดินทะลุไปออกซอยปรีดี พนมยงค์ 3 ที่อยู่ใกล้ๆ โครงการได้นะครับ หรือนั่งวินมอไซค์ที่อยู่ปากซอยนี้ไปก็ได้ ใครขายของออนไลน์ก็สะดวกหน่อยนะครับ มีไปรษณีย์อยู่ใกล้ๆ เลย ไปรษณีย์พระโขนง จะตั้งอยู่ตรงสามแยกถนนสุขุมวิทตัดกับถนนพระราม 4 เลยจากสามแยกมานิดเดียวจะเจอคอมมูนิตี้ มอลล์ ชื่อ W District ด้านในจะมีโรงแรม Beat Hotel และร้านค้า ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อต่างๆ เลยจาก W District มาก็จะมีธนาคารให้เลือกใช้บริการ เราเดินตามถนนสุขุมวิทไปเรื่อยๆ ตามข้างทางก็จะมีทั้งร้านขายของ ร้านสปา และร้านอาหารเล็กๆ เดินมาเรื่อยๆ ก็ถึงถนนสุขุมวิท 71 หรือซอยปรีดี พนมยงค์ ระยะทางจากสถานีรถไฟฟ้าพระโขนงมาถึงตรงนี้ประมาณ 300 เมตร บรรยากาศในซอยสุขุมวิท 71 ฝั่งขาออกจากซอยรถจะมาหนาแน่นในช่วงปากซอยเพราะติดไฟแดง เลี้ยวเข้ามาปุ๊บในซอยก็เจอร้านพิซซ่าทันที ฟุตบาทกว้างขวางเดินได้สะดวกปลอดภัยดีครับ เดินมาอีกหน่อยก็เจอทางเข้า W Market เป็นส่วนหนึ่งของ W District ที่รวบรวมร้านอาหารหลากหลายสไตล์ และแหล่ง Hang Out สุดชิค ใกล้ๆ โครงการ ฝั่งตรงข้ามจะเห็นพระโขนงพลาซ่า แหล่งค้าขายเก่าแก่ในย่านนี้ เดินต่อมาอีกจะเจอร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์เกาหลี ซอยปรีดี พนมยงค์ 3 ที่บอกไว้ตอนแรกว่าเดินทะลุมาทางซอยสุขุมวิท 69 ได้ ในซอยก็จะมีร้านอาหาร ร้านขายของอยู่ด้วยเหมือนกัน เลยจากซอยปรีดี พนมยงค์ 3 มานิดเดียวก็ถึงที่ตั้งโครงการแล้วครับ ทางเข้าสถานที่ก่อสร้างโครงการ มีป้ายบอกชัดเจน การก่อสร้างก็เริ่มไปได้สักพักแล้วนะครับ เลยจากโครงการไปก็เป็นตึกแถว มีร้านขายของอยู่ชั้นล่าง การจราจรบริเวณหน้าโครงการ ฝั่งตรงข้ามโครงการมีร้าน Family Mart อยู่ติดกับซอยปรีดี พนมยงค์ 2 เดี๋ยวเราข้ามไปดูฝั่งตรงข้ามกันต่อ ในซอยปรีดี พนมยงค์ ถือว่าเป็นแหล่งฝากท้องได้เป็นอย่างดีเลยนะครับ เพราะในซอยมีร้านขายอาหาร ผลไม้ ต่างๆ เยอะมาก ยาวตลอดแนวเข้าไปในซอย แถมอยู่ใกล้โครงการ เพียงแค่ข้ามถนนมาเท่านั้น ตลอดทั้ง 2 ฝั่งในซอยสุขุมวิท 71 นี้ ส่วนใหญ่ยังเป็นชุมชน มีตึกแถวขึ้นอยู่ทั้ง 2 ข้างทาง มองไปฝั่งตรงข้าม ก็จะเห็นโครงการ วายน์ บาย แสนสิริ ที่มาบุกเบิกทำเลนี้เมื่อกว่า 3 ปีที่แล้ว ตั้งอยู่อย่างโดดเด่น ชั้น 1 ของตึกแถวจะเป็นเป็นร้านขายของ ขายอาหาร ร้านทองก็มีอยู่หลายร้านเลยนะครับ ไม่เพียงแค่อยู่ริมถนนสุขุมวิท 71 เท่านั้น ตามตรอกซอกซอยก็มีร้านขายของยาวเข้าไปในซอย สามารถเดินทะลุไปถึงตลาดสดพระโขนงที่อยู่ข้างในได้เลย บรรยากาศบนถนนสุขุมวิทฝั่งที่จะมุ่งหน้าไปทางอ่อนนุช จะเป็นตึกแถว และมีร้านขายของยาวไปตลอดแนวจนถึงสะพานข้ามคลองพระโขนง ส่วนฝั่งตรงข้าม เป็นฝั่งซอยสุขุมวิท 48 ก็เป็นตึกแถว มีร้านขายของเหมือนกันนะครับ แต่จะไม่คึกคักเท่าฝั่งซอยสุขุมวิท 71 ทำเลในย่านพระโขนงนี้เป็นทำเลที่ดีพอสมควรเลยนะครับ ด้วยทำเลในย่านนี้ที่ถือว่ายังอยู่ในเมืองและสามารถเดินทางออกนอกเมืองได้สะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS อยู่ใกล้ๆ โครงการ ที่ใช้ได้ทั้งเข้าเมืองและออกนอกเมือง เพียงไม่กี่นาทีก็ถึงใจกลางเมือง อย่างทองหล่อ พร้อมพงศ์ หรืออโศกแล้ว เรียกได้ว่าสะดวกสบายไม่ต่างกับอยู่ใจกลางเมืองเลยทีเดียว หรือจะใช้เส้นทางถนนพระราม 4 ผ่านกล้วยน้ำไท ไปถึงสีลม สาทร แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กันนะครับว่าการจราจรบนถนนพระราม 4 ติดขัดขนาดไหน โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน อีกทางจะใช้ถนนสุขุมวิท 71 นี่แหละครับวิ่งตรงไปตัดถนนเพชรบุรี เลือกไปทางพระราม 9 หรือรามคำแหงได้ไม่ยาก ส่วนการเดินทางออกนอกเมืองก็ง่ายพอๆ กัน สามารถใช้รถไฟฟ้าได้เหมือนกันนะครับ หรือถ้าใช้รถยนต์ส่วนตัวก็วิ่งตรงตามถนนสุขุมวิทไปเรื่อยๆ ก็ออกไปถึงอุดมสุข ตัดสี่แยกบางนา เลือกไปทางบางนา บางพลี หรือสำโรง เทพารักษ์ได้เลย หรือจะขึ้นทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ตรงสะพานข้ามคลองพระโขนง ไปทางพระราม 9 รามอินทรา หรือจะออกต่างจังหวัดไปวนลงถนน Motorway กรุงเพท-ชลบรีสยาใหม่ ก็ยังได้ เรื่องการเดินทางถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลยนะครับ สำหรับทำเลในย่านนี้ ไม่ว่าจะเข้าเมือง หรือออกนอกเมือง แต่อาจจะต้องทำใจกับเรื่องการจราจรอยู่สักหน่อยสำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทาง ส่วนใครที่ใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางเป็นประจำ ถือว่าได้เปรียบอยู่พอสมควร คราวนี้เรามาดูเรื่องอาหารการกิน และคอมมูนิตี้ มอลล์ กันบ้าง ถ้าเรื่องการเดินทางถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี เรื่องอาหารการกินต้องเรียกอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากเลยหล่ะครับ ตั้งแต่ลงมาจากสถานีรถไฟฟ้าพระโขนง เรื่อยไปจนถึงตัวโครงการ และเลยไปในซอยสุขุมวิท 71 ก็ยังมีร้านอาหาร หรือตลาดในเลือกซื้อเลือกหามากมาย ทั้งของกินของใช้ เดี๋ยวผมจะพาไปดูครับ ว่ามีที่ไหนกันบ้าง เราซูมแผนที่ลงมาดูใกล้ๆ กันอีกหน่อย ร้านอาหารที่อยู่รอบๆ โครงการถือว่าเยอะเลยนะครับ สังเกตหมุดที่ปักอยู่ในแผนที่ คือร้านอาหารที่เราจะพาไปชมกัน สังเกตหมุดตัวที่ใหญ่ที่สุดนะครับ เริ่มจากร้านชาบูญี่ปุ่นชื่อดังอย่างร้าน Akiyoshi ที่อยู่ในอาคาร Taisin Square ใกล้ๆ สถานี BTS พระโขนง ขยับมาทางซอยสุขุมวิท 69 จะมีร้านอาหารญี่ปุ่นอีกหนึ่งร้าน ชื่อร้าน Okinawa Kinjo HOF Art Space พื้นที่ศิลปะแห่งใหม่ในกรุงเทพ HOF Art Residency อีกหนึ่งพื้นที่ศิลปะใกล้ๆ โครงการ ขยับเข้ามาใกล้ๆ โครงการเป็นร้านอาหารเกาหลีชื่อร้าน Mapo Galbi ฝั่งตรงข้ามโครงการมีร้านอาหารมังสวิรัติ ชื่อร้านครัวสวนผัก เหมาะกับคนรักสุขภาพ Cielo Sky Bar เป็น Bar & Restaurant ได้ทานอาหารอร่อยๆ พร้อมชมบรรยากาศมุมสูงของกรุงเทพมหานคร เราขยับเข้าไปในซอยสุขุมวิท 71 อีกหน่อย มีร้านก๋วยเตี๋ยวปลาเจ้าดัง อย่างร้านง้วนหลังวัง เลยเข้าไปอีกมีร้านข้าวต้มกระดูกหมู สุขุมวิท 71 เปิดขายมายาวนานกว่า 40 ปี ด้วยความอร่อยที่ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เมนูเจ้าประจำที่ลูกค้าชื่นชอบ ข้าวต้มกระดูกหมู, ข้าวต้มปลา, ปลาอินทรีย์ทอดน้ำปลา และหมูสะเต๊ะ หิวกันรึยังครับ ^__^ เปลี่ยนบรรยากาศจากอาหารหนักๆ มาใช้ชีวิต Slow Life กันบ้าง ในซอยปรีดี พนมยงค์ 31 หรือซอยเอกมัย 12 มีร้านกาแฟสไตล์ญี่ปุ่น ชื่อร้าน Nikko Cafe ให้ได้นั่งชิวหลีกหนีความวุ่นวาย ใกล้ๆ กับร้าน Nikko Cafe มีร้านชาบูนางใน ชาบูสไตล์ไทย ที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วกรุงเทพ ลึกเข้าไปในซอยสุขุมวิท 71 อีกหน่อย ก็ยังมีร้านก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา และร้านผัดไทเสวย ให้เลือกชิมกันอีก เรามาไกลสุดถึงแยกคลองตัน มีร้านอาหารจีนเก่าแก่ ชื่อร้านฉั่วคิมเฮง ที่คนแน่นร้านทุกวัน เมนูห้ามพลาดของร้านคือห่านพะโล้รสเด็ด เนื้อหนุ่ม หนังหนุบ น้ำพะโล้เข้มข้นหวานเค็มกำลังดี อาจจะอยู่ไกลโครงการสักหน่อย แต่บอกคำเดียวครับว่ามาแล้ว คุ้ม!! นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับ ที่เรานำมาให้ชมกัน ยังมีร้านอาหารแอบอยู่อีกหลายร้าน ใครเป็นคนในพื้นที่มีร้านอาหารเด็ดๆ ในย่านนี้ ก็ส่งกันเข้ามามาแนะนำกันได้เลยนะครับ โดยสรุปแล้วที่ตั้งของโครงการ The Line Sukhumvit 71 ถือว่าอยู่ในทำเลที่ดีเลยนะครับ ด้วยที่ตั้งโครงการอยู่ไม่ไกลจากแหล่งธุรกิจใจกลางเมืองมากนัก สามารถเดินทางได้สะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS ที่อยู่ใกล้ๆ โครงการ อีกทั้งเรื่องอาหารการกิน ที่รายล้อมอยู่รอบๆ โครงการ ก็มีให้เลือกมากมาย หลากหลายสไตล์ ทั้งร้านเล็ก ร้านใหญ่ และยังมีคอมมูนิตี้ มอลล์ ที่รวบรวมไลฟ์สไตล์ชีวิตคนเมืองไว้ด้วยกัน ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ สำหรับข้อเสียก็อาจจะมีเรื่องการจราจร แต่ก็เป็นที่สิ่งที่หลีกเลี่ยงกันไม่ได้อยู่แล้วนะครับสำหรับคนที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่สำหรับใครที่ใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นประจำ เรื่องนี้ก็หายห่วงเลยครับ ส่วนเรื่องการลงทุน ทำเลในย่านนี้ถือว่าน่าสนใจทีเดียวเลยนะครับ เนื่องจากอยู่ใกล้รถไฟฟ้า และราคาของคอนโดในย่านพระโขนงนี้ก็ขยับขึ้นถึง 24% ต่อปี และมีแนวโน้มจะที่ดีในอนาคต แต่ก็อย่างที่ทราบกันดีนะครับ ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลต่างๆ ก่อนตัดสินใจลงทุนกันด้วยนะครับ
The Line Jatujak-Mochit – เดอะ ไลน์ จตุจักร-หมอชิต (PREVIEW)

The Line Jatujak-Mochit – เดอะ ไลน์ จตุจักร-หมอชิต (PREVIEW)

THE LINE จตุจักร-หมอชิต คอนโด High Rise โครงการใหม่จากแสนสิริ ตรงข้ามสวนจตุจักร ใกล้ BTS หมอชิตและ MRT สวนจตุจักร พร้อมวิวสวนจตุจักรขนาด 700 ไร่และวิวเมืองที่โดดเด่นยามค่ำคืน   รายละเอียดโครงการ ราคาเริ่มต้น    4,000,000 บาท ราคาต่อตารางเมตร    ประมาณ 159,000 บาท เจ้าของโครงการ    บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ลักษณะคอนโด    High Rise  สูง 43 ชั้น 1 อาคาร จำนวนห้อง     841 ยูนิต เนื้อที่ทั้งหมด    4 - 2 - 95 ไร่ ที่ตั้งโครงการ    ถนนพหลโยธิน แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ที่จอดรถ    ประมาณ 420 คัน หรือคิดเป็น  50% คาดว่าจะแล้วเสร็จ    ต้นปี 2561 Master Plan โครงการ Facility หลักของโครงการจะอยู่ที่ชั้น 7-9 ทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนหย่อมขนาดใหญ่ และ Jogging Track ตั้งแต่ชั้น 10 ขึ้นไปจะเป็นส่วนของห้องพักอาศัย   สถานที่สำคัญใกล้เคียง สวนจตุจักร ตลาดอ.ต.ก. JJ Green JJ Mall เซ็นทรัล ลาดพร้าว ยูเนี่ยน มอลล์ สวนสิริกิติ์ สวนรถไฟ โรงเรียนหอวัง โรงเรียนเซนต์จอนห์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงพยาบาลวิภาวดี โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ลักษณะห้องและขนาดห้อง 1 Bedroom ขนาด 25.25 – 26.5 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 4 ล้านบาท 668 ยูนิต 2 Bedroom ขนาด 53.5 – 66 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 9 ล้านบาท 134 ยูนิต 3 Bedroom ขนาด 77.75 – 85.25 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 13 ล้านบาท 34 ยูนิต Duplex ขนาด 102.5 – 105.75 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 15.5 ล้านบาท 5 ยูนิต Type 1A แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 25.75 - 26.50 ตารางเมตร Type 2A แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 56.75 ตารางเมตร Type 2B แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 53.5 ตารางเมตร Type 3A แบบ 3 ห้องนอน ขนาด 77.75 ตารางเมตร Type 3A-1 แบบ 3 ห้องนอน ขนาด 85.25 ตารางเมตร   Type 3DP แบบ 3 ห้องนอน Duplex ขนาด 105.75 ตารางเมตร   สิ่งอำนวยความสะดวก สระว่ายน้ำ ระบบเกลือ ขนาด 40 x 6.4 ม. ห้องออกกำลังกาย แบบ Double Space Kids Room แบบ Triple Space Library Meeting Room Business Lounge Game Room Sky Pavilion พร้อมจากุชชี่ สวนหย่อมรอบโครงการ ระบบ CCTV / Access Card สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร :    1685 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม :  https://www.sansiri.com/condominium/theline_jatujak_mochit/th/
hasu HAUS (PREVIEW)

hasu HAUS (PREVIEW)

hasu HAUS คอนโด Low Rise สูง 7 ชั้น 2 อาคาร โครงการใหม่จากแสนสิริ บนถนนสุขุมวิท  77 ใกล้รถไฟฟ้าอ่อนนุช เปิดตัวในงาน Sansiri Life Come Home วันที่ 10-12 ตุลาคม 2557 นี้ รายละเอียดโครงการ ราคาเริ่มต้น 2,2900,000 บาท ราคาต่อตารางเมตร ประมาณ 73,800 บาท เจ้าของโครงการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ลักษณะคอนโด Low Rise สูง 7 ชั้น 2 อาคาร จำนวนห้อง 324 ยูนิต เนื้อที่ทั้งหมด ประมมาณ 4 ไร่ ที่ตั้งโครงการ  ถนนสุขุมวิท 77 (อ่อนนุช) เขตพระโขนง กรุงเทพฯ Floor Plan ของอาคารครับ ส่วนของที่พักอาศัยจะเริ่มที่ชั้น 2 - 7 สถานที่สำคัญใกล้เคียง BTS สถานีอ่อนนุช Big C Extra สุขุมวิท 77 Tesco Lotus สุขุมวิท 50 Gateway เอกมัย ลักษณะห้องและขนาดห้อง 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 31 - 31.50 ตารางเมตร 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 35.5 - 37.25 ตารางเมตร 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 40.25 - 41 ตารางเมตร 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาด 61.75 - 65.25 ตารางเมตร 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ขนาด 92.25 ตารางเมตร แบบ 1 ห้องนอน 2 ห้องนอน 3 ห้องนอน สิ่งอำนวยความสะดวก The Water Lily Court คอร์ทส่วนกลาง The Firm ห้องออกกำลังกาย พร้อมอุปกรณ์ The Sway ห้องพักผ่อนหย่อนใจ สระว่ายน้ำพร้อมสระเด็ก พื้นที่พักผ่อนริมน้ำ พร้อมเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้ง สวนพักผ่อนพร้อมพื้นที่สันทนาการกลางแจ้ง อินเตอร์เน็ตไร้สายสำหรับโถงพักคอยและบริเวณสระว่ายน้ำ ที่จอดจักรยาน จักรยาน limited edition – HAUS x tokyobike รถรับส่ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ตลอด 24 ชั่วโมง กล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง ที่จอดรถ   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร : 1685 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม : www.sansiri.com
NYE By Sansiri (PREVIEW)

NYE By Sansiri (PREVIEW)

โครงการ: NYE By Sansiri (PREVIEW) ราคา เริ่มต้น 2,990,000 บาท บาท/ตารางเมตร ประมาณ 100,000 – 130,000 บาท เจ้าของโครงการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) จุดเด่น ทำเลเด่นอยู่ติดรถไฟฟ้า BTS สถานีวงเวียนใหญ่ ทิวทัศน์แม่น้ำเจ้าพระยา สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน จุดด้อย โปรโมชั่น ปีที่สร้างเสร็จ เดือนตุลาคม 2558 ที่ตั้ง: NYE By Sansiri (PREVIEW) ลักษณะคอนโด High Rise เนื้อที่ทั้งหมด 3-2-62 ไร่ ที่ตั้ง ถนนกรุงธนบุรี แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร พิกัดโครงการ 13.722014,100.497756 ระบบขนส่งสาธารณะ BTS วงเวียนใหญ่ สถานที่สำคัญใกล้เคียง รถไฟฟ้า BTS สถานีวงเวียนใหญ่ สะพานตากสิน วงเวียนใหญ่ โรงพยาบาลกรุงธน ลักษณะโครงการ: NYE By Sansiri (PREVIEW) ประเภทห้องที่มี 1 Bedroom 2 Bedrooms 2 Bedrooms (Duplex) ขนาดห้องที่มี 1 Bedroom ขนาด 30.00 – 43.5 ตารางเมตร 2 Bedrooms ขนาด 59.50 – 68.00 ตารางเมตร 2 Bedrooms (Duplex) ขนาด 63.00 – 64.00 ตารางเมตร จำนวนตึก 2 อาคาร จำนวนชั้น 30 ชั้น จำนวนห้อง 636 ยูนิต ส่วนกลาง: NYE By Sansiri (PREVIEW) ที่จอดรถทั้งหมด องจอดประมาณ 52% ค่าบำรุงส่วนกลาง(/ตร.ม) 50 บาท ค่ากองทุน(/ตร.ม) 500 บาท สาธารณูปโภค Lobby ห้องสมุด สระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย สวนหย่อมและพื้นที่นั่งเล่น ลิฟท์โดยสาร 3 ตัว ต่อหนึ่งอาคาร อัตราส่วนลิฟท์ ประมาณ 106:1 ที่จอดรถในช่องจอด ไม่รวมจอดซ้อนคัน ประมาณ 52% ระบบ CCTV / Access Card   เพิ่มเติม: NYE By Sansiri (PREVIEW) สอบถามเพิ่มเติม 1685 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม www.sansiri.com/condominium/nye_sathorn_taksin ข้อมูล ณ วันที่
dbura พรานนก (PREVIEW)

dbura พรานนก (PREVIEW)

โครงการ: dbura พรานนก (PREVIEW)   ราคา เริ่มต้น 2,000,000 บาท (ราคา ณ วันเปิดตัว) บาท/ตารางเมตร ประมาณ 69,000 บาท เจ้าของโครงการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) จุดเด่น – จุดด้อย – โปรโมชั่น - ปีที่สร้างเสร็จ ปี 2557 ที่ตั้ง: dbura พรานนก (PREVIEW) ลักษณะคอนโด High Rise เนื้อที่ทั้งหมด ประมาณ 3 ไร่ ที่ตั้ง ถนนอิสรภาพ แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ พิกัดโครงการ 13.756740, 100.477693 ระบบขนส่งสาธารณะ - สถานที่สำคัญใกล้เคียง เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า แม็คโคร จรัญสนิทวงศ์ เทสโก้ โลตัส พาต้า ปิ่นเกล้า ฟู้ดแลนด์ บิ๊กซี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จ รพ.ศิริราช สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ พระบรมมหาราชวัง และวัดพระแก้ว ลักษณะโครงการ: dbura พรานนก (PREVIEW) ประเภทห้องที่มี Studio 1 ห้องนอน 2 ห้องนอน ขนาดห้องที่มี Studio ขนาดประมาณ 29 ตารางเมตร 1 ห้องนอน ขนาดประมาณ 37 ตารางเมตร 2 ห้องนอน ขนาดประมาณ 60 ตารางเมตร จำนวนตึก 2 อาคาร จำนวนชั้น 13 ชั้น จำนวนห้อง 416 ยูนิต ส่วนกลาง: dbura พรานนก (PREVIEW) ที่จอดรถทั้งหมด ประมาณ 181 คัน (ไม่รวมจอดซ้อนคัน) ค่าบำรุงส่วนกลาง(/ตร.ม) - ค่ากองทุน(/ตร.ม) - สาธารณูปโภค สระว่ายน้ำ รปภ., กล้องวงจรปิดโครงการ, ประตู Key Card สวนหย่อม (รอบสระว่ายน้ำ) อื่นๆ (พื้นที่เอนกประสงค์ ศาลาบริเวณสระว่ายน้ำ)   เพิ่มเติม: dbura พรานนก (PREVIEW) สอบถามเพิ่มเติม 1685 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.sansiri.com/condominium/dbura_prannok/th/ ข้อมูล ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2556