บทความให้ความรู้

 

บทความให้ความรู้ล่าสุด

1 2 3 4 ... 6
ข้อควรรู้ก่อนตรวจรับบ้าน ด้วยตัวเอง

ข้อควรรู้ก่อนตรวจรับบ้าน ด้วยตัวเอง

เมื่อตัดสินใจซื้อบ้านสักหลังหนึ่งนอกจากถูกใจในเรื่องทำเลศักยภาพ สภาพแวดล้อม สาธารณูปโภคที่ครบครัน แปลนบ้านหรือคอนเซ็ปต์ต่างๆ ที่ตรงไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยแล้วนั้น อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญก่อนตัดสินใจโอนคือ ‘การตรวจรับ’ เช็คความเรียบร้อยอย่างละเอียดทั้งหมดให้มั่นใจทั้งภายในและภายนอก ตั้งแต่ระบบโครงสร้างไปจนถึงงานสีว่าเป็นไปตามแบบหรือข้อตกลงโครงการนั้นๆ หรือไม่ แต่จะต้องตรวจสอบยังไง ใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง สำหรับใครที่กำลังจะซื้อบ้านและไม่อยากเสียเงินจ้างวิศวกรเข้ามาช่วยนั้น ไม่ควรพลาดวิธีตรวจรับบ้านด้วยตัวเองที่ทีมงาน Review Your Living นำมาฝากในวันนี้ค่ะ บทความโดย Review Your Living 1. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม สำหรับการตรวจรับบ้านอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก็คือ สมุดจดและปากกาสำหรับจดรายการที่ต้องแก้ไข ไฟฉายเพื่อส่องในจุดที่แสงน้อย กล้องถ่ายรูปบันทึกหลักฐานในจุดที่ต้องแก้ไข ขนมปังเลี้ยงปลาเพื่อทดสอบการกดสุขภัณฑ์ และลูกปิงปองสำหรับเช็คระดับพื้นลาดเอียง 2. เช็คระบบโครงสร้างให้ดี บ้านที่สวยงามและแข็งแรงนั้นต้องมาจากระบบโครงสร้างที่ดี ดังนั้นควรเช็ครอยร้าวบริเวณผนัง พื้น คาน เสา ให้ดี รวมถึงความลาดเอียงของพื้นว่ามีน้ำขังหรือไม่ ซึ่งบ้านที่แข็งแรงต้องไม่มีรอยร้าวหรือโพรง นอกจากนี้ควรตรวจพื้นผิวที่ฉาบแล้วด้วยว่าเรียบเนียนดีไหม มีสีที่ทาหลุดลอกบ้างหรือเปล่า ในส่วนของฝ้าเพดานนั้นสังเกตได้จากความเรียบร้อยในการเข้ามุม และร่องรอยน้ำหยดที่บ่งบอกถึงปัญหารั่วซึม 3. ประตู หน้าต่าง อย่าละเลย! อย่าคิดว่าบ้านที่ตรวจสอบว่าโครงสร้างแข็งแรงแล้วนั้น ระบบช่องเปิดอย่างบานประตู หน้าต่างจะเรียบร้อยเสมอไป ดังนั้นจึงจำเป็นเช็คอย่างรอบคอบนะคะว่าทางโครงการได้ติดตั้งอุปกรณ์อยู่แนวระดับที่ถูกต้อง สามารถเปิด-ปิดสนิทได้ปกติหรือเปล่า ควรทดสอบการใช้งานกลอนทุกตัวว่าใช้งานได้ไหม รวมถึงดูความเรียบร้อยการยาแนวและรอยรั่วบริเวณขอบประตูและหน้าต่างทุกบานด้วยค่ะ   4. วัสดุก็เป็นเรื่องสำคัญ แน่นอนค่ะว่าการใช้วัสดุที่สวยงามก็ช่วยทำให้บ้านสมบูรณ์ขึ้น แต่วัสดุที่ทางโครงการเลือกใช้นั้นไม่ว่าจะคุณภาพสูงแค่ไหนเราก็ควรตรวจสอบให้ดีนะคะ  อย่างพื้นกระเบื้องนั้นต้องเดินแล้วไม่สะดุด พื้นลามิเนตเดินแล้วต้องไม่มีเสียงดัง ส่วนการเช็คว่าช่างปูพื้นได้ระดับหรือไม่ แนะนำให้ใช้ลูกปิงปองวางดู ถ้าไม่กลิ้งก็แสดงว่าได้ระดับค่ะ   5. ห้ามพลาดเรื่องระบบน้ำและไฟฟ้า หากตรวจสอบทุกข้อที่กล่าวมาตามข้างต้นครบแล้วนั้น ห้ามลืมเช็คระบบไฟฟ้านะคะ แนะนำให้ลองเปิดปิดสวิทซ์ไฟหลายๆ ครั้ง รวมถึงนำสายชาร์ตโทรศัพท์ที่พกมาเสียบดูทุกเต้าว่าใช้งานได้ปกติหรือไม่ ส่วนระบบน้ำนั้นควรตรวจเช็คจากการเปิดก๊อกและฝักบัวทุกตัวว่าน้ำไหลดีไหม เช็คระบบน้ำล้นโดยการทดลองขังน้ำไว้ในอ่างล้างหน้า อ่างล้างจานในครัว เพื่อดูว่าช่องน้ำล้นทำงานหรือเปล่า และจึงปล่อยออกเพื่อดูว่าน้ำสามารถไหลได้สะดวก ที่สำคัญอย่าลืมกดชักโครกโดยใช้ขนมปังแทนมูลเพื่อทดสอบว่าสามารถใช้งานได้ดีไม่มีอุดตัน 6. อย่าลืม...ภายนอกตัวบ้าน มาถึงข้อสุดท้ายแล้วค่ะ การตรวจรับบ้านนั้นไม่ใช่แค่เช็คเฉพาะภายในอย่างเดียวนะคะ แต่ภายนอกนั้นเราก็ควรตรวจสอบด้วย เริ่มจากสภาพบริเวณรอบๆ ตรวจระดับแนวดิ่งและฉาก ความลาดเอียงของท่อระบายน้ำ ท่อประปา ท่อน้ำทิ้ง ท่อน้ำดี ว่ามีระยะลาดเอียงอย่างไร สามารถระบายน้ำได้ดีหรือไม่ เป็นต้น เป็นยังไงกันบ้างค่ะกับบทความดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีบทความน่ารู้อีกมากมายให้ได้ติดตามกันได้ที่นะคะ https://goo.gl/dwpzgr
ตรวจรับบ้าน (ด้วยตัวเอง) ยังไงไม่ให้เสียใจภายหลัง!

ตรวจรับบ้าน (ด้วยตัวเอง) ยังไงไม่ให้เสียใจภายหลัง!

เมื่อตัดสินใจซื้อบ้านสักหลังหนึ่งนอกจากถูกใจในเรื่องทำเลศักยภาพ สภาพแวดล้อม สาธารณูปโภคที่ครบครัน แปลนบ้านหรือคอนเซ็ปต์ต่างๆ ที่ตรงไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยแล้วนั้น อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญก่อนตัดสินใจโอนคือ ‘การตรวจรับ’ เช็คความเรียบร้อยอย่างละเอียดทั้งหมดให้มั่นใจทั้งภายในและภายนอก ตั้งแต่ระบบโครงสร้างไปจนถึงงานสีว่าเป็นไปตามแบบหรือข้อตกลงโครงการนั้นๆ หรือไม่ แต่จะต้องตรวจสอบยังไง ใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง สำหรับใครที่กำลังจะซื้อบ้านและไม่อยากเสียเงินจ้างวิศวกรเข้ามาช่วยนั้น ไม่ควรพลาดวิธีตรวจรับบ้านด้วยตัวเองที่ทีมงาน Review Your Living นำมาฝากในวันนี้ค่ะ บทความโดย Review Your Living 1. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม สำหรับการตรวจรับบ้านอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก็คือ สมุดจดและปากกาสำหรับจดรายการที่ต้องแก้ไข ไฟฉายเพื่อส่องในจุดที่แสงน้อย กล้องถ่ายรูปบันทึกหลักฐานในจุดที่ต้องแก้ไข ขนมปังเลี้ยงปลาเพื่อทดสอบการกดสุขภัณฑ์ และลูกปิงปองสำหรับเช็คระดับพื้นลาดเอียง   2. เช็คระบบโครงสร้างให้ดี บ้านที่สวยงามและแข็งแรงนั้นต้องมาจากระบบโครงสร้างที่ดี ดังนั้นควรเช็ครอยร้าวบริเวณผนัง พื้น คาน เสา ให้ดี รวมถึงความลาดเอียงของพื้นว่ามีน้ำขังหรือไม่ ซึ่งบ้านที่แข็งแรงต้องไม่มีรอยร้าวหรือโพรง นอกจากนี้ควรตรวจพื้นผิวที่ฉาบแล้วด้วยว่าเรียบเนียนดีไหม มีสีที่ทาหลุดลอกบ้างหรือเปล่า ในส่วนของฝ้าเพดานนั้นสังเกตได้จากความเรียบร้อยในการเข้ามุม และร่องรอยน้ำหยดที่บ่งบอกถึงปัญหารั่วซึม 3. ประตู หน้าต่าง อย่าละเลย! อย่าคิดว่าบ้านที่ตรวจสอบว่าโครงสร้างแข็งแรงแล้วนั้น ระบบช่องเปิดอย่างบานประตู หน้าต่างจะเรียบร้อยเสมอไป ดังนั้นจึงจำเป็นเช็คอย่างรอบคอบนะคะว่าทางโครงการได้ติดตั้งอุปกรณ์อยู่แนวระดับที่ถูกต้อง สามารถเปิด-ปิดสนิทได้ปกติหรือเปล่า ควรทดสอบการใช้งานกลอนทุกตัวว่าใช้งานได้ไหม รวมถึงดูความเรียบร้อยการยาแนวและรอยรั่วบริเวณขอบประตูและหน้าต่างทุกบานด้วยค่ะ   4. วัสดุก็เป็นเรื่องสำคัญ แน่นอนค่ะว่าการใช้วัสดุที่สวยงามก็ช่วยทำให้บ้านสมบูรณ์ขึ้น แต่วัสดุที่ทางโครงการเลือกใช้นั้นไม่ว่าจะคุณภาพสูงแค่ไหนเราก็ควรตรวจสอบให้ดีนะคะ  อย่างพื้นกระเบื้องนั้นต้องเดินแล้วไม่สะดุด พื้นลามิเนตเดินแล้วต้องไม่มีเสียงดัง ส่วนการเช็คว่าช่างปูพื้นได้ระดับหรือไม่ แนะนำให้ใช้ลูกปิงปองวางดู ถ้าไม่กลิ้งก็แสดงว่าได้ระดับค่ะ   5. ห้ามพลาดเรื่องระบบน้ำและไฟฟ้า หากตรวจสอบทุกข้อที่กล่าวมาตามข้างต้นครบแล้วนั้น ห้ามลืมเช็คระบบไฟฟ้านะคะ แนะนำให้ลองเปิดปิดสวิทซ์ไฟหลายๆ ครั้ง รวมถึงนำสายชาร์ตโทรศัพท์ที่พกมาเสียบดูทุกเต้าว่าใช้งานได้ปกติหรือไม่ ส่วนระบบน้ำนั้นควรตรวจเช็คจากการเปิดก๊อกและฝักบัวทุกตัวว่าน้ำไหลดีไหม เช็คระบบน้ำล้นโดยการทดลองขังน้ำไว้ในอ่างล้างหน้า อ่างล้างจานในครัว เพื่อดูว่าช่องน้ำล้นทำงานหรือเปล่า และจึงปล่อยออกเพื่อดูว่าน้ำสามารถไหลได้สะดวก ที่สำคัญอย่าลืมกดชักโครกโดยใช้ขนมปังแทนมูลเพื่อทดสอบว่าสามารถใช้งานได้ดีไม่มีอุดตัน 6. อย่าลืม...ภายนอกตัวบ้าน มาถึงข้อสุดท้ายแล้วค่ะ การตรวจรับบ้านนั้นไม่ใช่แค่เช็คเฉพาะภายในอย่างเดียวนะคะ แต่ภายนอกนั้นเราก็ควรตรวจสอบด้วย เริ่มจากสภาพบริเวณรอบๆ ตรวจระดับแนวดิ่งและฉาก ความลาดเอียงของท่อระบายน้ำ ท่อประปา ท่อน้ำทิ้ง ท่อน้ำดี ว่ามีระยะลาดเอียงอย่างไร สามารถระบายน้ำได้ดีหรือไม่ เป็นต้น   เป็นยังไงกันบ้างค่ะกับบทความดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีบทความน่ารู้อีกมากมายให้ได้ติดตามกันได้ที่นะคะ https://goo.gl/rm8UR8 
จะกู้บ้านทั้งที ต้องทำประกันด้วยหรือ?

จะกู้บ้านทั้งที ต้องทำประกันด้วยหรือ?

เมื่อความฝันในการมีบ้านหลังแรกหรือคอนโดมิเนียมในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องยากอยู่ไกลเกินเอื้อมสักเท่าไหร่  เพราะเพียงแค่คุณวางเงินจองหรือดาวน์ตามสัญญาข้อกำหนดของโครงการที่ถูกใจ จากนั้นก็ดำเนินตามขั้นตอนคือยื่นกู้ธนาคาร รอผลอนุมัติ เพียงเท่านี้ความฝันของคุณก็เป็นจริงขึ้นมาแล้วแล้วค่ะ แต่การทำเรื่องขอเงินกู้เพื่อซื้อบ้านกับธนาคารนั้นส่วนใหญ่มักจะมีเรื่องของข้อเสนอขายกรมธรรม์พ่วงเข้ามาเกี่ยวข้องให้เราทำด้วย เพื่อได้อัตราดอกเบี้ยในการกู้สินเชื่อที่ถูกกว่าการไม่ทำประกัน บางคนอาจจะสงสัยว่าเราต้องทำด้วยไหม? ทำไปแล้วได้อะไร? วันนี้ทีมงาน Review Your Living จึงได้รวบรวมข้อมูลคลายข้อสงสัยมาฝากค่ะ เรียบเรียงโดย Review Your Living สำหรับประกันสินเชื่อบ้านนั้นมีอยู่ 3 ประเภท คือ   1. ประกันคุ้มครองหลักทรัพย์ เป็นประกันชีวิตที่คุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้านที่เราได้รับอนุมัติจากธนาคารนั่นเองค่ะ ซึ่งจะมีระยะเวลาคุ้มครองให้คุณเลือกตั้งแต่ 5 – 30 ปี อัตราค่าเบี้ยประกันนั้นก็ขึ้นอยู่กับวงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ ส่วนวิธีการชำระค่าดอกเบี้ยก็มักจะรวมอยู่ในวงเงินสินเชื่อแล้วค่ะ สังเกตได้ว่าทุกๆ ธนาคารมักจะใช้อัตราดอกเบี้ยมาเป็นสิ่งจูงใจเพื่อให้ผู้บริโภคเลือกโปรแกรมสินเชื่อที่มีประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้านด้วย โดยทางเลือกนี้อัตราดอกเบี้ยจะถูกกว่าสินเชื่อธรรมดาประมาณ 0.5% ค่ะ ทั้งนี้ประโยชน์ของประกันชนิดนี้ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่คุณกำลังผ่อนบ้านอยู่กับธนาคารและเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเสียชีวิตหรือทุพลภาพถาวรตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ บริษัทจะเป็นผู้จ่ายเงินกู้ที่เหลืออยู่ทั้งหมดกับธนาคารให้ หากคำนวณแล้วทุนประกันสูงกว่าจำนวนหนี้ที่เหลืออยู่นั้นครอบครัวก็มีสิทธิ์ได้ส่วนต่างคืน รวมถึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกยึดบ้านอีกด้วย และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้นะคะ 2. ประกันอัคคีภัย เป็นประกันคุ้มครองบ้านระยะเวลาสั้นๆ แต่ต้องทำเป็นประจำทุกปีหรือ 2-3 ปีตามข้อตกลง กรณีที่เกิดอัคคีภัยซึ่งจะคุ้มครองเฉพาะตัวบ้านไม่รวมที่ดินนะคะ  หากเกิดอัคคีภัยขึ้นบ้านที่ไม่มีภาระหนี้ผลประโยชน์ก็จะเป็นของเจ้าของบ้านโดยตรง แต่ถ้าตัวบ้านติดจำนองกับธนาคาร ผู้รับประโยชน์คือธนาคารซึ่งจะหักไปกับหนี้ที่เหลืออยู่ ทำให้เจ้าของบ้านมีหนี้น้อยลงหรือหมดไปแล้วแต่กรณีข้อตกลง โดยประกันชนิดนี้จะคลอบคลุมความเสียหายของบ้านจาหเหตุการณ์อาทิ ไฟไหม้ ฟ้าผ้า แก๊สจากการทำแสงสว่าง แต่ไม่รวมการระเบิดดนื่องจากแผ่นดินไหว เป็นต้น pinterest 3. ประกันภัยพิบัติ ประกันที่คุ้มครองบ้านจากภัยธรรมชาติต่างๆ อาทิ น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุเข้า เป็นต้น ซึ่งจะมีเงื่อนไขตามข้อกำหนดของแต่ละธนาคารและเสียเบี้ยประกัน 0.5% ของราคาบ้านต่อปี โดยที่รัฐบาลไม่ได้บังคับ จะทำหรือไม่ทำก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเองค่ะ แต่ประกันชนิดนี้จะไม่คลอบคลุมบ้านในพื้นที่ที่ถูกกำหนดว่าเป็นพื้นที่รองรับน้ำ กักเก็บน้ำ ทางผ่านน้ำนะคะ ดังนั้นถ้าจะซื้อบ้านอยู่ตรงไหนก็ควรศึกษาพื้นที่ให้ดีก่อนแล้วกันนะจ๊ะ   "สรุป" การทำประกันทุกๆ ชนิดที่มาพร้อมกับวงเงินกู้ซื้อบ้านนั้น ส่วนใหญ่ต่างก็มีข้อเสนอที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหมล่ะคะ? เพราะฉะนั้นถ้าใครกำลังจะตกลงปลงใจซื้อบ้านและยื่นกู้ธนาคาร ทีมงาน Review Your Living ก็อยากให้คุณศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ ข้อแนะนำง่ายๆ คือลองปรึกษาเจ้าหน้าที่สินเชื่อขอคำอธิบายเงื่อนไขต่างๆ ให้เข้าใจทุกรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนก่อน เพื่อลดความเสี่ยงและความสบายใจของครอบครัวคุณเอง ขอขอบภาพจาก www.toonpool.com/cartoons/Fire_7295
อิฐมวลเบา VS อิฐมอญ แบบไหนดีกว่ากัน?

อิฐมวลเบา VS อิฐมอญ แบบไหนดีกว่ากัน?

เป็นคำถามที่สอบถามกันมาบ่อย(มาก) อาจจะเรียกได้ว่า มากที่สุดก็ว่าได้ กับการลังเลใจในการเลือกใช้อิฐมาก่อผนังให้บ้าน โดยเฉพาะคู่ชิง ระหว่าง อิฐมอญ VS อิฐมวลเบาแบบไหนดีกว่ากัน ผู้เขียนเองขอตอบแบบฟันธงตั้งแต่เริ่มต้นก่อนเลยว่า ไม่มีอิฐชนิดไหนที่ดีกว่ากัน แต่อิฐทั้ง 2 ประเภทนี้ มีความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกัน บ้านแต่ละหลังในยุคปัจจุบัน สถาปนิกและวิศวกร จึงเลือกที่จะนำอิฐทั้ง 2 ประเภทนี้ มาใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสม   รู้จักกับอิฐมอญ อิฐมอญหรืออิฐแดง ทำจากดินเหนียวผสมแกลบเผา ผลิตได้เองภายในประเทศ กระจายตามท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาค มีความคงทนในการใช้งานสูงมากจึงได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีต และเป็นที่คุ้นเคยกับช่างก่ออิฐทั่วไป นอกจากนี้อิฐมอญยังมีคุณสมบัติทนต่อความชื้น มีความหนาแน่นสูง และราคาถูกกว่าอิฐมวลเบา ส่วนข้อเสียของอิฐมอญ คือน้ำหนักที่มากกว่าอิฐมวลเบา โดยมีน้ำหนัก 130 กก./ ตร.ม. กรณีก่อชั้นเดียว และ 180 กก./ตร.ม. กรณีก่อผนัง 2 ชั้น รวมทั้งอิฐมอญมีขนาดเล็ก จึงใช้เวลาก่อผนังค่อนข้างมาก เป็นผลให้ค่าแรงเพิ่มขึ้น อีกหนึ่งข้อเสียที่ไม่ควรมองข้าม คือเรื่องความร้อน โดยอิฐมอญมีคุณสมบัติอมความร้อน สังเกตได้จากผนังที่โดนแดด หากนำมือไปสัมผัสจะรู้สึกร้อนในช่วงกลางวัน และหลังตะวันตกดินไปแล้ว ช่วงค่ำก็ยังร้อนอยู่ จนกว่าจะตกดึกถึงจะคลายความร้อนได้หมด วิธีป้องกันความร้อนกรณีนำอิฐมอญมาใช้งาน นิยมก่อผนัง 2 ชั้นในด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ ซึ่งเป็นทิศที่แสงแดดสาดส่องในช่วงกลางวัน การก่อ 2 ชั้นจะต้องเว้นช่องว่างระหว่างอิฐแต่ละชั้นอย่างน้อย 5 ซม. เพื่อให้เกิดช่องว่างมีอากาศถ่ายเท พร้อมกับทำช่องระบายความร้อนให้กับอิฐชั้นนอกเพื่อให้ความร้อนถ่ายเทออกจากตัวบ้าน ส่วนอิฐชั้นในไม่ได้ถูกความร้อนโดยตรง ภายในบ้านจึงเย็นกว่าการก่อชั้นเดียวมาก แต่ทั้งนี้เจ้าของบ้านต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น ในมุมมองของผู้เขียนเอง หากทำให้บ้านเย็นขึ้นได้ เมื่อมองระยะยาวแล้วนับว่าคุ้มมากครับ   รู้จักกับอิฐมวลเบา อิฐมวลเบา หรือคอนกรีตมวลเบา มีส่วนผสมหลักคือปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ คุณสมบัติเด่น ให้น้ำหนักที่เบากว่าอิฐมอญ ขนาดของอิฐได้มาตรฐาน  ลดการสูญเสียได้ดี เหมาะอย่างยิ่งกับผนังบ้านที่ต้องการลดน้ำหนักของโครงสร้าง เพราะอิฐมวลเบามีน้ำหนักน้อยกว่าอิฐมอญ ประมาณ​ 1 ใน 3 ของอิฐมอญเท่านั้น ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ผลิตอิฐมวลเบาจำนวนมาก แต่ละแบรนด์มีส่วนผสมและคุณภาพแตกต่างกัน แนะนำให้เลือกซื้อเฉพาะผู้จำหน่ายที่มี มอก. รองรับ หรือแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ คุณสมบัติเด่นของอิฐมวลเบา นอกจากเรื่องน้ำหนักแล้ว ด้วยขนาดอิฐที่ใหญ่ ได้มาตรฐาน จึงช่วยให้กระบวนการก่ออิฐ เสร็จไวกว่าอิฐมอญมาก โดยช่างจะใช้ปูนก่อที่ผลิตมาเพื่ออิฐมวลเบาโดยเฉพาะ และเมื่อก่อเสร็จไวค่าแรงคนงานจึงลดลง ขนาดที่ได้มาตรฐานช่วยลดการสูญเสียของอิฐได้ดีกว่าอิฐมอญ ส่วนคุณสมบัติด้านกันความร้อน และกันเสียง อิฐมวลเบาทำได้ดีกว่าอิฐมอญมาก (เมื่อเทียบกับกรณีก่ออิฐมอญชั้นเดียว) ส่วนข้อเสีย ด้วยลักษณะทางกายภาพของวัสดุที่มีรูพรุน ทำให้อิฐมวลเบาดูดซับน้ำ ซึ่งจะมีผลกับความชื้น การออกแบบจึงไม่นิยมใช้งานภายในห้องน้ำ ห้องครัว ส่วนการเจาะผนังเพื่อติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้พุกที่ออกแบบมาเพื่ออิฐมวลเบาเท่านั้น ผู้เจาะควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด มิเช่นนั้นอาจทำให้อิฐมวลเบาเสียหายได้   สรุปแบบไหนดีกว่ากัน อย่างที่แจ้งไปตอนต้นครับ อิฐทั้ง 2 ประเภทนี้ ดีคนละอย่างกัน หรือแม้หากอิฐไหนจะมีข้อเสียใด ก็สามารถแก้ไขได้ทุกจุด ในมุมมองของผู้เขียนเอง หากนำมาใช้งานจะเลือกใช้อิฐทั้ง 2 ประเภทร่วมกัน โดยแบ่งการใช้งาน ดังนี้ อิฐมอญ เลือกใช้ในบริเวณที่โดนความชื้นบ่อยครั้ง เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว หรือผนังส่วนที่โดนฝนสาดโดยตรง กรณีนำอิฐมอญมาใช้ร่วมกับผนังภายนอก จะเลือกก่ออิฐ 2 ชั้นเท่านั้น เพราะจะช่วยป้องกันความร้อน ป้องกันเสียงได้ดีไม่ต่างไปจากอิฐมวลเบา และเลือกใช้อิฐมอญร่วมกับตำแหน่งที่ต้องรับน้ำหนักมาก อาทิ อ่างล้างหน้า ท็อปโต๊ะ หรืองานผนังที่มีการกรุผนังตกแต่งวัสดุที่มีน้ำหนักมาก อิฐมวลเบา เลือกใช้ร่วมกับผนังภายในบ้าน ผนังห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องอื่น ๆ กรณีผนังภายนอก จะเลือกใช้เฉพาะด้านที่ไม่โดนฝนสาดโดยตรงครับ หรือหากใช้ผนังภายนอกทั้งหมด จะเลือกอิฐมวลเบาที่มีความหนาตั้งแต่ 10 ซม. ขึ้นไป   ตัวอย่างอัตราส่วนการใช้งาน กรณีผู้เขียนสร้างบ้าน 1 ชั้น จะเลือกใช้อิฐมอญเป็นหลัก หากเป็นบ้าน 2 ชั้นเฉลี่ยแล้วอัตราส่วนเท่า ๆ กัน แต่หากบ้านสูง 3-4 ชั้นขึ้นไป เปอร์เซ็นส่วนใหญ่ที่จะเลือกใช้เป็นอิฐมวลเบาเป็นหลัก เพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างและค่าแรงคนงานได้ดีกว่าอิฐมอญมาก   เทียบค่าใช้จ่าย หากเทียบกันเฉพาะค่าวัสดุ อิฐมวลเบาแพงกว่าครับ แต่หากนำค่าวัสดุมาบวกกับค่าแรงช่าง ระหว่างอิฐมวลเบากับอิฐมอญก่อ 2 ชั้น มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกันมาก โดยเฉลี่ยแล้ว อิฐมวลเบาจะมีต้นทุน 360 – 400 บาท/ตร.ม. ขึ้นอยู่กับรุ่นและแบรนด์ ส่วนอิฐมอญก่อ 2 ชั้น เฉลี่ย 400 – 420 บาท/ตร.ม. ค่าใช้จ่ายที่ไม่ต่างกันมาก การเลือกใช้ให้เหมาะกับลักษณะงาน จึงเป็นคำตอบที่สมดุลที่สุดครับ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.banidea.com/concrete-vs-brick/            
ข้อคำนึงถึงความปลอดภัยของที่อยู่อาศัย

ข้อคำนึงถึงความปลอดภัยของที่อยู่อาศัย

เมื่อที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ดังนั้นการคิดเลือกซื้อคอนโดมิเนียมหรือบ้านสักหลังก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งเลยใช่ไหมคะ? ครั้นจะเลือกซื้อเพราะถูกใจในทำเล แนวคิดโครงการ ขนาดพื้นที่ใช้สอย หรือชื่อเสียงจากผลงานที่ผ่านมาของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังอย่างเดียวก็คงจะไม่พอ อีกหนึ่งข้อสำคัญที่พวกเราทีมงาน Review Your Living อยากให้คุณผู้อ่านพิจารณาให้ดีในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยนั่นก็คือ ‘ความปลอดภัย’ ทั้งในด้านของชีวิตและทรัพย์สินค่ะ เพราะถ้าลำดับเหตุการณ์จากข่าวโจรกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศจะเห็นได้ว่ามีบ้านในโครงการหรือแม้กระทั่งคอนโดมิเนียมส่วนหนึ่งที่ดูเหมือนปลอดภัยดี แต่ก็ยังไม่วายที่จะโดนยกเค้า! วันนี้เราจึงรวบรวม 3 ข้อมูลโดยเน้นในเรื่องความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยมาฝากค่ะ เพื่อให้ทุกคนได้คำนึงและนำไปตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อพร้อมย้ายเข้าอยู่อย่างสบายใจ บทความโดย Review Your Living 1. ความปลอดภัยในการวางแผนออกแบบโครงการ ข้อนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักของการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยเลยล่ะค่ะ เพราะการออกแบบถนนและจัดวางตำแหน่งอาคารให้มีความเป็นอยู่ปลอดภัย การจัดแบ่งโซนนิ่งหรือการสัญจรในโครงการ รวมไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ดี การจัดระบบรักษาความปลอดภัยและระเบียบการบริหารของหมู่บ้าน/คอนโดฯ  ก็ล้วนแต่มีความสำคัญที่จะทำให้ที่อยู่อาศัยสบายและปลอดภัยมากขึ้น 2. ระบบป้องกันภัยของโครงการ เป็นอีกเรื่องที่ถือว่ามีความสำคัญต่อความสุขและความสบายใจของครอบครัวไม่ใช่น้อยจริงๆ ค่ะ สำหรับระบบป้องกันภัยของโครงการ ฉะนั้นการเลือกระบบป้องกันภัยที่เราสามารถตรวจสอบได้หลักๆ เลยก็คือ ความสูงของรั้วโครงการควรสูงเกิน 3 เมตรขึ้นไป ระบบควบคุมการเข้าออกโครงการควรมีพนักงานรักษาความปลอดภัย ควมคุมการเข้าออกยานพาหนะด้วยระบบอิเล็คโทรนิกส์ เซ็นเตอร์ คอนโทรล แทนการติกสติ๊กเกอร์หน้ากระจก มีระบบประตูทางเข้า 2 ชั้น กล้องวงจรปิด CCTV ที่คอยบันทึกเทปตลอด 24 ชั่วโมง การควบคุมด้วยระบบ Key Card ทั้งการเข้าออกและการใช้ลิฟต์ การออกแบบโครงการให้ดูโปร่งโล่ง ง่ายต่อการมองเห็นหรือตรวจสอบลาดตระเวน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจราจร 3. การจัดการและออกกฎระเบียบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูง อย่างที่ทราบกันดีแหละค่ะว่าทุกๆ โครงการบ้านหรือคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่นั้นจะมีนิติบุคคลคอยดูแลทั้งในเรื่องของพื้นที่ส่วนกลางและระบบรักษาความปลอดภัย แต่ถ้าจะให้มั่นใจก็ควรตรวจสอบถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้รอบคอบกันสักนิดนะคะ อาทิ บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาในโครงการนั้นต้องแลกบัตรทุกครั้ง หรือถ้าเป็นคอนโดฯ ก็ควรมีบริเวณพื้นที่ล็อบบี้รองรับไม่ให้เข้าไปสู่ด้านบนได้ทันที การตรวจสอบช่วงเวลาลาดตระเวนของรปภ. ที่ควรมีทุกชั่วโมง และการจัดยามรักษาการณ์ประจำบริเวณแยกแต่ละโซนนอกเหนือจากจุดผ่านเข้าออกโครงการ เป็นต้น ข้อมูลข้างต้นที่เรานำมาฝากนั้นก็เป็นเพียงตัวช่วยหนึ่งในการคำนึงถึงความปลอดภัยของที่อยู่อาศัย แต่ถ้าคุณผู้อ่านกำลังตัดสินใจจะเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดฯ พวกเราทีมงาน Review Your Living แนะนำให้ลองศึกษาถึงข้อดีและข้อเสียของด้านอื่นๆ ด้วยนะคะ จะได้มีที่อยู่อาศัยที่ใช่และตรงใจที่สุดนั่นเอง
ประกันบ้านที่มาพร้อมกับวงเงินกู้ ต้องทำด้วยหรือ?

ประกันบ้านที่มาพร้อมกับวงเงินกู้ ต้องทำด้วยหรือ?

เมื่อความฝันในการมีบ้านหลังแรกหรือคอนโดมิเนียมในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องยากอยู่ไกลเกินเอื้อมสักเท่าไหร่  เพราะเพียงแค่คุณวางเงินจองหรือดาวน์ตามสัญญาข้อกำหนดของโครงการที่ถูกใจ จากนั้นก็ดำเนินตามขั้นตอนคือยื่นกู้ธนาคาร รอผลอนุมัติ เพียงเท่านี้ความฝันของคุณก็เป็นจริงขึ้นมาแล้วแล้วค่ะ แต่การทำเรื่องขอเงินกู้เพื่อซื้อบ้านกับธนาคารนั้นส่วนใหญ่มักจะมีเรื่องของข้อเสนอขายกรมธรรม์พ่วงเข้ามาเกี่ยวข้องให้เราทำด้วย เพื่อได้อัตราดอกเบี้ยในการกู้สินเชื่อที่ถูกกว่าการไม่ทำประกัน บางคนอาจจะสงสัยว่าเราต้องทำด้วยไหม? ทำไปแล้วได้อะไร? วันนี้ทีมงาน Review Your Living จึงได้รวบรวมข้อมูลคลายข้อสงสัยมาฝากค่ะ เรียบเรียงโดย Review Your Living สำหรับประกันสินเชื่อบ้านนั้นมีอยู่ 3 ประเภท คือ   1. ประกันคุ้มครองหลักทรัพย์ เป็นประกันชีวิตที่คุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้านที่เราได้รับอนุมัติจากธนาคารนั่นเองค่ะ ซึ่งจะมีระยะเวลาคุ้มครองให้คุณเลือกตั้งแต่ 5 – 30 ปี อัตราค่าเบี้ยประกันนั้นก็ขึ้นอยู่กับวงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ ส่วนวิธีการชำระค่าดอกเบี้ยก็มักจะรวมอยู่ในวงเงินสินเชื่อแล้วค่ะ สังเกตได้ว่าทุกๆ ธนาคารมักจะใช้อัตราดอกเบี้ยมาเป็นสิ่งจูงใจเพื่อให้ผู้บริโภคเลือกโปรแกรมสินเชื่อที่มีประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้านด้วย โดยทางเลือกนี้อัตราดอกเบี้ยจะถูกกว่าสินเชื่อธรรมดาประมาณ 0.5% ค่ะ ทั้งนี้ประโยชน์ของประกันชนิดนี้ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่คุณกำลังผ่อนบ้านอยู่กับธนาคารและเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเสียชีวิตหรือทุพลภาพถาวรตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ บริษัทจะเป็นผู้จ่ายเงินกู้ที่เหลืออยู่ทั้งหมดกับธนาคารให้ หากคำนวณแล้วทุนประกันสูงกว่าจำนวนหนี้ที่เหลืออยู่นั้นครอบครัวก็มีสิทธิ์ได้ส่วนต่างคืน รวมถึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกยึดบ้านอีกด้วย และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้นะคะ 2. ประกันอัคคีภัย เป็นประกันคุ้มครองบ้านระยะเวลาสั้นๆ แต่ต้องทำเป็นประจำทุกปีหรือ 2-3 ปีตามข้อตกลง กรณีที่เกิดอัคคีภัยซึ่งจะคุ้มครองเฉพาะตัวบ้านไม่รวมที่ดินนะคะ  หากเกิดอัคคีภัยขึ้นบ้านที่ไม่มีภาระหนี้ผลประโยชน์ก็จะเป็นของเจ้าของบ้านโดยตรง แต่ถ้าตัวบ้านติดจำนองกับธนาคาร ผู้รับประโยชน์คือธนาคารซึ่งจะหักไปกับหนี้ที่เหลืออยู่ ทำให้เจ้าของบ้านมีหนี้น้อยลงหรือหมดไปแล้วแต่กรณีข้อตกลง โดยประกันชนิดนี้จะคลอบคลุมความเสียหายของบ้านจาหเหตุการณ์อาทิ ไฟไหม้ ฟ้าผ้า แก๊สจากการทำแสงสว่าง แต่ไม่รวมการระเบิดดนื่องจากแผ่นดินไหว เป็นต้น pinterest 3. ประกันภัยพิบัติ ประกันที่คุ้มครองบ้านจากภัยธรรมชาติต่างๆ อาทิ น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุเข้า เป็นต้น ซึ่งจะมีเงื่อนไขตามข้อกำหนดของแต่ละธนาคารและเสียเบี้ยประกัน 0.5% ของราคาบ้านต่อปี โดยที่รัฐบาลไม่ได้บังคับ จะทำหรือไม่ทำก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเองค่ะ แต่ประกันชนิดนี้จะไม่คลอบคลุมบ้านในพื้นที่ที่ถูกกำหนดว่าเป็นพื้นที่รองรับน้ำ กักเก็บน้ำ ทางผ่านน้ำนะคะ ดังนั้นถ้าจะซื้อบ้านอยู่ตรงไหนก็ควรศึกษาพื้นที่ให้ดีก่อนแล้วกันนะจ๊ะ   "สรุป" การทำประกันทุกๆ ชนิดที่มาพร้อมกับวงเงินกู้ซื้อบ้านนั้น ส่วนใหญ่ต่างก็มีข้อเสนอที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหมล่ะคะ? เพราะฉะนั้นถ้าใครกำลังจะตกลงปลงใจซื้อบ้านและยื่นกู้ธนาคาร ทีมงาน Review Your Living ก็อยากให้คุณศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ ข้อแนะนำง่ายๆ คือลองปรึกษาเจ้าหน้าที่สินเชื่อขอคำอธิบายเงื่อนไขต่างๆ ให้เข้าใจทุกรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนก่อน เพื่อลดความเสี่ยงและความสบายใจของครอบครัวคุณเอง ขอขอบภาพจาก www.toonpool.com/cartoons/Fire_7295
บ้านสั่งสร้าง VS บ้านโครงการ อันไหนดีกว่ากัน?

บ้านสั่งสร้าง VS บ้านโครงการ อันไหนดีกว่ากัน?

ความสุขสำหรับใครหลายๆ คนคือการได้เจอและอยู่ในสถานที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นที่ของเราใช่ไหมคะ เช่นเดียวกับการเลือกบ้านสักหลังหนึ่งที่ใครต่างให้คำนิยามว่าเป็น ‘พื้นที่ส่วนตัว’ หากคุณผู้อ่านกำลังมีแพลนจะซื้อบ้านใหม่ แต่ยังคงลังเลใจว่าควรซื้อบ้านโครงการที่สร้างไว้แล้วพร้อมเข้าอยู่ หรือบ้านสั่งสร้างโดยมองหาบริษัทออกแบบรับเหมาก่อสร้างดีนะ? วันนี้ทีมงาน Review Your Living เลยได้รวบรวมระหว่างข้อดีกับข้อเสียของบ้านสั่งสร้างและบ้านโครงการมาฝากค่ะ ซึ่งเรียกว่าเป็นตัวช่วยสำคัญ แก่การตัดสินใจเลือกบ้านแสนรักของคุณนั่นเอง เรียบเรียงโดย Review Your Living vdvcrimea.ru ข้อดีของบ้านสั่งสร้าง 1. เลือกบริษัทออกแบบบ้านได้ตามต้องการและสามารถควบคุมงบประมาณได้ ข้อนี้ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของบ้านสั่งสร้างเลยล่ะคะ เพราะคุณจะสามารถกำหนดงบประมาณเองได้ โดยเอาแบบแปลนบ้านที่ใช่ให้บริษัทออกแบบรับเหมาก่อสร้างประเมิน ซึ่งถ้าหากผู้รับเหมาตีราคาสูงเกินงบไป ก็สามารถต่อรองหรือปรับเปลี่ยนแก้แบบ หรือเลือกใช้วัสดุในงบประมาณที่พอดีได้ค่ะ 2. เลือกแบบบ้านและปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานได้ตามใจ ขึ้นชื่อว่า ‘บ้าน’ ทุกคนก็คงอยากเลือกทุกสิ่งทุกอย่างเองใช่ไหมคะ? การสั่งสร้างก็เป็นทางเลือกหนึ่งของการเนรมิตทุกสิ่งให้ออกมาอย่างใจ เพราะเราสามารถเลือกแบบบ้านในสไตล์ที่ใช่ ทั้งยังสามารถเลือกวัสดุและสีที่ชอบ รวมไปจนถึงการปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นทุกอย่างในบ้านให้ออกมาตามดั่งความต้องการ 3. มีระยะเวลาผ่อนนาน การสั่งสร้างนั้นมีระยะเวลาผ่อนนานกว่าบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว ซึ่งสามารถผ่อนชำระเป็นงวดๆ ทำให้ทุกคนมีโอกาสเป็นเจ้าของบ้านกันง่ายขึ้น   ข้อเสียของบ้านสั่งสร้าง 1. ไม่สามารถเข้าอยู่ได้ทันที อย่างที่ทราบกันดีว่าบ้านสั่งสร้างต้องใช้เวลาในการดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งก็จะดำเนินไปตามขั้นตอนและระยะเวลาในการจ้างที่ตกลงกับผู้รับเหมา ดังนั้นใครที่คิดเลือกบ้านสั่งสร้างก็ต้องใจเย็นๆ นะจ๊ะ 2. ปัญหาการทิ้งงานหรือล่าช้า คงปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะว่าปัญหาทิ้งงานหรืองานล่าช้านั้นเกิดขึ้นเยอะมากในวงการสร้างบ้าน ดังนั้นถ้าคุณเลือกบ้านสั่งสร้างก็ควรทำการบ้านหาข้อมูลดีๆ อาทิ ผลงานที่ผ่านมา ชื่อเสียงและการตอบรับจากลูกค้า รายละเอียดสัญญา รวมไปจนถึงข้อตกลงของบริษัทนั้นๆ เป็นต้น 3. สภาพแวดล้อมไม่เหมือนบ้านโครงการ แน่นอนค่ะว่าการสั่งสร้างบ้านนั้น สภาพแวดล้อมก็คงไม่ได้สวยงามและแวดล้อมไปด้วยสาธารณูปโภคเหมือนดั่งบ้านตามโครงการทั่วไป ดังนั้นหากคุณจะกำลังมองหาที่ดินสักแปลงหนึ่งไว้สำหรับปลูกบ้าน ก็ควรเลือกทำเลที่ใช่เพื่อง่ายต่อการเดินทางสักหน่อยแล้วกันค่ะ โครงการ The Village บางนา-วงแหวนฯ 2 by Areeya Property ข้อดีบ้านโครงการ 1. เลือกทำเลที่สะดวกต่อการเดินทาง ข้อดีข้อนี้ให้คะแนน 10/10 ไปเลยค่ะ เพราะเนื่องจากทุกวันนี้ไม่ว่าจะจังหวัดไหนรถก็ติดเหลือเกิน การเผื่อเวลาในการเดินทางเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก แต่จะดีแค่ไหนถ้าบ้านเราอยู่ในทำเลที่ง่ายต่อการเดินทางเหมือนดั่งบ้านโครงการทั่วไปที่มักอยู่ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน รวมไปจนถึง BTS,MRT แค่นี้ก็เดินทางสบายแล้วค่ะ 2. ความสะดวกสบายระบบน้ำ/ไฟ รวมถึงสาธารณูปโภคและความปลอดภัย แน่นอนล่ะคะว่าบ้านโครงการส่วนใหญ่จะเดินสายไฟ ต่อท่อน้ำทุกอย่างให้เสร็จสรรพโดยที่คุณไม่ต้องเสียเงินจ้างช่างเฉพาะเพิ่ม ทั้งยังมีพื้นที่ส่วนกลางอย่าง สระว่ายน้ำ สวนสวย ฟิตเนต รองรับลูกบ้านอีกต่างหาก ที่สำคัญคือปลอดภัยไม่ต้องกลัวขโมยค่ะเพราะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง 3. ขอสินเชื่อง่าย บ้านโครงการส่วนใหญ่มักได้รับความร่วมมือและเชื่อถือจากหลายสถาบันการเงิน ดังนั้นการเลือกซื้อบ้านโครงการจึงมีแนวโน้มที่จะยื่นกู้และอนุมัติได้ง่ายค่ะ   ข้อเสียบ้านโครงการ 1. ไม่สามารถควบคุมเรื่องคุณภาพวัสดุ แน่นอนค่ะว่าบ้านโครงการส่วนใหญ่มักดำเนินการสร้างไว้พร้อมอยู่แล้วและรอเพียงการตัดสินใจซื้อของคุณเท่านั้น ดังนั้นคุณภาพของวัสดุจึงต้องเป็นไปตามการเลือกใช้ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ซึ่งบางทีอาจไม่ตรงตามความต้องการของคุณ ข้อแนะนำคือศึกษาข้อมูลให้ดีและพิจารณาจากการสำรวจบ้านตัวอย่างที่สร้างเสร็จแล้วค่ะ 2. ไม่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานได้รวมถึงแบบบ้านมีให้เลือกน้อย เพราะแบบบ้านแต่ละโครงการมักถูกออกแบบและคิดฟังก์ชั่นการใช้งานมาแล้ว การปรับเปลี่ยนจึงเป็นเรื่องยาก ข้อแนะนำก็คือควรเลือกแบบบ้านและขนาดที่ลงตัวที่สุดเพื่อความสุขในทุกๆ วันนะคะ 3. มีข้อจำกัดในเรื่องของการต่อเติม การต่อเติมบ้านโครงการมักมีข้อจำกัดเยอะ เนื่องจากต้องคำนึงถึงสภาพพื้นที่ เพื่อนบ้าน การขนย้ายวัสดุก่อสร้าง ตลอดจนการแก้ปัญหาน้ำรั่วและรอยต่อของอาคาร และการขออนุญาตก่อสร้างด้วย ดังนั้นควรต้องศึกษาข้อมูลให้ดีรวมไปจนถึงขอคำปรึกษาจากวิศวกรก่อนก็จะช่วยทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นค่ะ
คนผ่อนบ้านกับผ่อนรถ ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้ใครมากกว่ากัน

คนผ่อนบ้านกับผ่อนรถ ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้ใครมากกว่ากัน

คนที่อยากมีบัตรเครดิตใช้และได้สมัครบัตรเครดิตกับธนาคารไปก็ย่อมอยากรู้ว่าตัวเองจะได้รับการอนุมัติหรือไม่ ซึ่งความกังวลใจเหล่านี้อาจจะมาจากด้วยหลากหลายเหตุผลที่ทำให้ไม่มั่นใจในการขออนุมัติบัตร เช่น เคยมีประวัติจ่ายหนี้ช้าบ้าง แต่ไม่เคยไม่จ่าย หรือปัจจุบันมีภาระหนี้อยู่เยอะ บางคนก็ผ่อนบ้าน บางคนก็ผ่อนรถยนต์ จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่าระหว่างคนผ่อนบ้านกับผ่อนรถ ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้ใครมากกว่ากัน   หากมองในมุมของระยะเวลาในการผ่อน การผ่อนรถยนต์ก็จะดูเป็นภาระน้อยกว่าเพราะผ่อนไม่กี่ปีก็จบ ในขณะที่คนที่ผ่อนบ้านจะต้องผ่อนเป็นเวลานานเป็นสิบปีถือว่าเป็นภาระหนี้ที่ยาวนาน ถ้ามองในมุมนี้ โอกาสที่ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้กับคนที่ผ่อนรถยนต์ก็มากกว่าคนที่ผ่อนบ้าน   แต่หากมองในอีกมุมเรื่องของเครดิตที่เกิดจากการขอสินเชื่อนั้น การที่คนเราได้รับอนุมัติกู้เงินซื้อบ้านได้ต้องถือว่ามีเครดิตที่ดีมาก ต้องผ่านการพิจารณาหลักเกณฑ์ต่าง ๆ จนธนาคารมั่นใจได้จึงปล่อยเครดิตกู้บ้านให้ได้ หากมองในมุมที่การขอสินเชื่อบ้านนั้นยากกว่าการขอสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารก็น่าจะอนุมัติบัตรเครดิตให้กับคนที่ผ่อนบ้านมากกว่าคนที่ผ่อนรถยนต์   ในความเป็นจริงแล้ว เหตุผลที่ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้กับลูกค้าหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องว่าลูกค้าคนนั้นผ่อนบ้านหรือผ่อนรถยนต์อยู่เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องดูปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายด้วย โดยการอนุมัติบัตรเครดิตในปัจจุบันธนาคารจะใช้ระบบที่เรียกว่า Credit Scoring โดยนำหลักเกณฑ์ คุณสมบัติและข้อมูลรายละเอียดของลูกค้ามาจัดทำเป็น Score เพื่อดูว่าลูกค้าคนนั้นผ่านเกณฑ์หรือไม่ หากผ่านเกณฑ์ก็หมายความว่าได้รับอนุมัติ แต่หากไม่ผ่านก็หมายความว่าไม่ได้รับอนุมัตินั่นเอง   โดยข้อมูลที่นำมาเป็นปัจจัยในการทำ Credit Scoring ก็อาจจะแตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละธนาคาร ธนาคารหลายแห่งใช้ผลวิเคราะห์จากสถิติของลูกค้าธนาคารในอดีตเพื่อนำมากำหนดเป็น Credit Scoring ใช้ในการพิจารณาการอนุมัติหรือไม่อนุมัติบัตรเครดิตใหม่ให้กับลูกค้าด้วย ยกตัวอย่างสิ่งที่จะมีผลกับ Credit Scoring เช่น อายุ คนที่มีอายุน้อยจะได้คะแนนน้อยกว่าคนที่อยู่ในช่วงวัยกลางคนหรือเป็นผู้ใหญ่กว่า เพราะธนาคารมองว่าคนที่เป็นผู้ใหญ่ทำงานมานานมีความมั่นคงทางการงานและการเงินมากกว่า ส่วนคนที่มีอายุน้อยก็อาจเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นานและยังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนงานได้อีก ส่วนคนที่มีอายุมากอยู่ในวัยใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้วก็อาจได้คะแนนเครดิตน้อยกว่าคนที่อยู่ในวัยทำงานเพราะธนาคารก็มองอีกเช่นกันว่าคนเหล่านี้อีกไม่นานก็จะถึงวัยที่ไม่ได้ทำงานมีรายได้อีกต่อไป อาชีพ คนที่มีอาชีพมั่นคง เช่น แพทย์หรือวิศวกรมีโอกาสที่จะได้รับอนุมัติบัตรเครดิตมากกว่าอาชีพอื่น ๆ เพราะธนาคารถือว่าการงานมั่นคงต่อให้ต้องย้ายที่ทำงานก็มีงานรองรับแน่นอน เมื่อเทียบกับอาชีพผู้รับเหมาก่อสร้างหรือพนักงานขายที่รายได้อาจจะไม่มั่นคงมีขึ้นมีลงได้ตลอด การศึกษา คนที่มีการศึกษาสูงกว่า เช่น จบปริญญาเอกหรือปริญญาโท มีโอกาสที่จะได้คะแนนเครดิตสูงกว่าคนที่เรียนไม่จบหรือจบแค่ปริญญาตรี เพราะธนาคารมองว่าคือโอกาสในการทำงานที่มีความมั่นคง เพศ มีเช่นกันสำหรับบางธนาคารที่ให้คะแนนเครดิตผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เพราะถือว่าเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องทำงานและเป็นคนที่มีรายได้ แต่บางธนาคารก็ให้คะแนนเครดิตผู้หญิงมากกว่าก็มี เพราะมองในมุมว่าผู้หญิงมีความรับผิดชอบสูงกว่า ประวัติสินเชื่อ คนที่มีเครดิตคือเคยกู้เงินมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตใบก่อนหน้า สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์หรือเงินกู้อะไรก็แล้วแต่ ธนาคารจะพิจารณาให้คะแนนเครดิตคนเหล่านี้มากกว่าคนที่ไม่เคยมีเครดิตหรือขอสินเชื่อที่ไหนมาก่อนเลย รายได้ ข้อมูลรายได้ของลูกค้าแน่นอนว่าต้องเป็นส่วนหนึ่งของการให้คะแนนเครดิต คนที่มีรายได้สูงกว่าก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้รับอนุมัติบัตรเครดิตมากกว่าคนที่มีรายได้น้อย ภาระหนี้ ภาระหนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะบอกถึงความสามารถในการชำระหนี้ก้อนใหม่ที่ลูกค้ากำลังสมัครเข้ามา ลูกค้าที่มีภาระหนี้น้อยกว่าก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้รับอนุมัติบัตรเครดิตมากกว่าลูกค้าที่มีภาระหนี้เยอะ   ที่ยกมาก็เป็นเพียงแค่ตัวอย่างของปัจจัยที่มีผลกับ Credit Scoring ที่ธนาคารใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาอนุมัติบัตรเครดิตให้กับลูกค้าเท่านั้น อาจมีปัจจัยอะไรอื่น ๆ อีกที่เราไม่สามารถรู้ได้ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นนโยบายของแต่ละธนาคารที่แตกต่างกันไป น้ำหนักคะแนนของแต่ละปัจจัยว่าเรื่องไหนจะมากหรือน้อยก็ไม่มีสูตรตายตัวแล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคารอีก จึงเป็นเรื่องที่ตอบได้ยากในบางครั้งว่าเพราะเหตุใดบางคนถึงสมัครบัตรเครดิตแล้วไม่ผ่าน หรือบางคนสมัครบัตรเครดิตกับธนาคารหนึ่งไม่ผ่าน แต่สมัครกับอีกธนาคารหนึ่งอาจจะผ่านก็เป็นได้   เรื่องการผ่อนบ้านหรือผ่อนรถธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้กับใครมากกว่ากัน จึงเป็นเรื่องที่ตอบยาก ต้องดูเรื่องภาระหนี้ด้วยเป็นสิ่งสำคัญ หากมีรายได้มากแม้ผ่อนบ้านหรือผ่อนรถแล้ว ภาระหนี้ก็ยังไม่ถึง 40% แบบนี้โอกาสที่จะได้รับอนุมัติบัตรเครดิตก็ย่อมสูงขึ้น อย่างลูกค้าบางรายเมื่อได้รับอนุมัติสินเชื่อบ้านเรียบร้อย ผ่อนจ่ายไปไม่กี่เดือน ธนาคารก็โทรมาเสนอบัตรเครดิตให้ใช้โดยไม่ต้องเสียเวลาสมัครก็มี หรืออย่างคนที่ผ่อนรถอยู่ก็มีที่สมัครบัตรเครดิตแล้วได้หรือไม่ได้รับอนุมัติมีทั้งสองแบบด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป   ดังนั้นการที่ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราผ่อนบ้านหรือผ่อนรถอยู่เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ประกอบอีกมากมายขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร   ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://money.sanook.com/424023/
ผ่อนบ้าน (คอนโด) แนวฮาร์ดคอร์ หมดภายใน 7-10 ปี

ผ่อนบ้าน (คอนโด) แนวฮาร์ดคอร์ หมดภายใน 7-10 ปี

วิธีผ่อนบ้านหรือคอนโดให้หมดภายใน 7-10 ปี สำหรับคนที่อยากหมดหนี้บ้านหรือคอนโดไว ๆ ไม่ต้องผ่อนนาน อาจฟังดูเหลือเชื่อ แต่ชายคนนี้ก็ทำได้จริง ๆ   ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจอยากมีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง ชายคนนี้เลยคิดหาวิธีผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ๆ ที่กล้าบอกเลยว่าทำได้จริง ๆ เพราะเขาทำมาแล้ว อีกทั้งวันนี้ คุณ Mr.Worldwide สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ก็ได้นำประสบการณ์การปลดหนี้บ้านภายใน 7-10 ปีมาบอกต่อกันด้วย ไว้เป็นไกด์ไลน์ให้กับคนที่มีหนี้บ้านหรือคอนโดอยู่ตอนนี้   "ผ่อนบ้าน (คอนโด) แนวฮาร์ดคอร์ หมดภายใน 7-10 ปี" ฟันธง ! โดย คุณ Mr.Worldwide คือผมอยากแชร์ประสบการณ์วิธีผ่อนบ้านและคอนโด ที่ผมเคยทำตั้งแต่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือน เริ่มต้นตั้งแต่สมัยที่ผมยังมีเงินเดือนแค่ 14,000 บาท เมื่อประมาณ 18 ปีที่แล้ว เลื่อนตำแหน่งเปลี่ยนงานมาก็มาก จนปัจจุบันมาทำธุรกิจส่วนตัว จึงมั่นใจว่าวิธีการจัดการผ่อนบ้านของผมค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจสำหรับตัวเอง และคิดว่าน่าจะพอเป็นไกด์ไลน์ให้คนที่กำลังจะซื้อบ้านหรือคอนโดมาให้ทราบกันครับ   ขอบอกว่าแนวทางผมอาจจะ "อึดอัด" และต้องมี "วินัยสูง" แต่รับประกันว่าสามารถลดเวลาผ่อนสินทรัพย์ของท่านจาก 25-30 ปีหรืออาจจะมากกว่าจนผ่อน 7-10 ปีได้ !!!   ยกตัวอย่าง ผมเริ่มคิดที่จะมีสินทรัพย์แรกคือ ทาวน์โฮมครับ เป็นทาวน์โฮมที่อยู่เกือบจะในเมืองหรือเกือบจะนอกเมือง 555 (คือมันอยู่ปลาย ๆ พระราม 9) ราคาประมาณ 4 ล้านบาท สมัยนั้นผมทำงานบริษัท หน้าที่การงานดี ได้เงินเดือน ๆ ละ 55,000 บาทครับ พอตัดสินใจจะซื้อ เซลส์มักจะโน้มน้าวเราต่าง ๆ นานา เพราะเห็นว่าเราคงกู้ผ่านแน่ ๆ "ผ่อนเดือนละ 20,000 บาทเองค่ะ สบาย ๆ" ประโยคนี้อันตรายครับ เพราะหากเป็นคนทั่วไปมักจะคิดว่าเงินเดือน 5 หมื่นกว่าบาท ผ่อนแค่ 2 หมื่นบาท ชิล ๆ ใช่ไหมครับ ?   วิธีคิดของผมคือ ถ้าเราชอบสินทรัพย์นั้น ๆ ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคอนโด บ้าน หรือทาวน์เฮ้าส์ แต่ท่านตั้งใจจะซื้อแน่นอน "ถ้าเราต้องผ่อน 20,000 บาท (ตัวอย่าง) ให้เราคิดว่าเราต้องผ่อนเป็น "2 เท่า" คือ 40,000 บาทให้ได้ ผมถึงจะซื้อครับ"   อ่านถึงตรงนี้คงมีคนบอก  "ถ้าอย่างนั้นอย่าผ่อนเลย ไม่มีวันมีบ้านหรอกชาตินี้" คิดแบบนั้นก็คือ ผ่อนไปตามนั้นเดือนละ 20,000 บาท ก็จะไปจบที่ผ่อน 25-27 ปี ถึงจะได้เป็นเจ้าของจริง ๆ (โดยประมาณของดอกเบี้ยลดต้นลดดอกของการผ่อนบ้าน)   แต่ผมบอกแล้ววิธีของผม "ฮาร์ดคอร์" ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้น เพราะรู้ไหมครับว่าดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านแพงมาก ๆ ท่านจะทราบก็ต่อเมื่อเป็นลูกหนี้แล้วเท่านั้น เอาดอกเบี้ยมาตรฐานทั่วไป MLR-1% หรือดอกเบี้ยประมาณ 5-7% ต่อปี เพราะเวลาเราผ่อนบ้าน 1-3 ปีแรก มันจะมีดอกเบี้ยหลายแบบ ทั้ง 0% ปีแรกบ้าง ปีต่อไปลอยตัว (อันนี้ไม่ค่อยมีแล้ว) แบบขั้นบันไดบ้าง ผมขอไม่ลงดีเทลนะครับ ขอสมมุติว่าดอกเบี้ย 5-7% ต่อปีแบบเท่ากันหมด (ซึ่งส่วนใหญ่เราก็ผ่อนกันเกิน 3 ปีกันอยู่แล้ว แล้วค่อยรีไฟแนนซ์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) แต่ถ้าเอาแบบบ้าน ๆ ก็คือ เวลาบิลเรียกเก็บค่างวดมาที่บ้าน หากท่านผ่อนเดือนละ 20,000 บาท ท่านจะเห็นในบิลเลยว่า ดอกเบี้ย = 12,000 บาท (หัก) เงินต้น = 8,000 บาท (เอาเลขกลม ๆ) นี่คือค่าผ่อนต่อเดือนนะครับ คราวนี้ดอกเบี้ยแพงหรือยังครับ กู้ไป 4 ล้านบาทเมื่อไรจะหมด ? (4,000,000-8,000 = 3,992,000)   แต่ผ่อน "2 เท่า" ตามวิธีของผมก็คือ 40,000 บาท เหลือกินใช้ 15,000 บาท (สำหรับคนไม่มีภาระนะครับ หากมีภาระแล้ว อยากใช้วิธีนี้แนะนำให้ดูสินทรัพย์ที่ถูกลงมาครับ) "20,000 บาทแรก" (ดอกเบี้ย 12,000 บาท+หักเงินต้น 8,000 บาท) "20,000 บาทหลัง" (หักเงินต้น 100% หรือหักไปเลยอีก 20,000 บาท)  ^_^ หมายความว่า ท่านจะสามารถหักเงินต้นเดือนนั้นได้ถึง 8,000+20,000 บาท หรือ "3.5 เท่า" ของการหักโดยปกติ (4,000,000-28,000 = 3,972,000)   เห็นไหมครับว่าเงินต้นที่กู้ธนาคารมาลดลงเร็วขึ้น เพราะเราได้จ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่างวด 20,000 บาทแรกแล้ว ท่านก็ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ พอสิ้นปีได้โบนัส ถูกหวย หรือได้เงินพิเศษมาก็จ่ายเพิ่มหนักหน่อย แต่บางครั้งเราก็จำเป็นต้องใช้เงิน ท่านก็สามารถลดเงินค่างวดพิเศษลงได้หรือไม่จ่ายเพิ่มในเดือนนั้น แต่อย่าทำบ่อยนะครับ ถ้ามีครั้งแรกย่อมมีครั้งที่ 2 เสมอ   พอผ่านไปสัก 3 ปี ผมกล้าพูดได้เลยว่าเงินต้นที่ท่านกู้จะลดลงไปมาก ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทแน่นอนครับ หนี้จาก "4 ล้านบาทก็จะเหลือไม่ถึง 3 ล้านบาท ประมาณ 2 ล้านบาทปลาย ๆ (ถ้าผ่อนแบบปกติครบ 3 ปี เงินต้นจะลดไปแค่ 1 แสนบาทเองครับ ลองคิดดู) หากท่านมีวินัย โปะไปเรื่อย ๆ หนี้สินก็จะหมดภายใน 5-7 ปี แล้วท่านก็จะปลอดหนี้ ถ้าไม่สร้างหนี้เพิ่มเหมือนผม   วิธีการคือ ตากปกติธนาคารมักจะให้หักค่างวดจากบัญชีของธนาคารนั้น ๆ เลย (20,000 บาทแรก) โดยเราสามารถจ่ายเพิ่มได้อีก 1 เท่า (20,000 บาทหลัง) ได้โดยการไปจ่ายที่เคาน์เตอร์ธนาคารนั้น ๆ ครับ แนะนำว่าควรไปจ่ายเพิ่มอีก 1 เท่าภายในเดือนนั้น ๆ แต่ควรเป็นต้นเดือน เพราะโดยปกติธนาคารจะเรียกเก็บค่างวดจากการหักบัญชีเราตอนสิ้นเดือน (ส่วนใหญ่วันที่ 30 ของทุกเดือน) เพราะถ้าเราจ่ายวันที่ 1 ของเดือนนั้น ธนาคารจะแอบคิดดอกเบี้ย 1 วัน (ประมาณ 500 บาท) หักเงินต้น (19,500 บาท) อ่าว…ไหนบอกหัก 100% ไง ?? คืออย่าเพิ่งตกใจครับ เพราะตอนธนาคารหักเงินจากบัญชีเรา วันที่ 30 ที่หักค่างวดปกติ ดอกเบี้ยก็จะคิดแค่ 29 วัน ไม่นับวันที่ 1 ที่เราจ่ายแล้วครับ เข้าใจแล้วใช่ไหมครับ   พอครบ 3 ปีเราค่อยไปรีไฟแนนซ์กับธนาคารอื่นที่เราจ่ายดอกเบี้ยน้อยกว่า เพราะจะมีโปรโมชั่นรีไฟแนนซ์ที่ดีกว่า เพราะพอครบ 3 ปีเราจะไม่ได้โปรโมชั่นจากธนาคารเดิมแล้ว "ปีที่ 4 ทุกธนาคารจะคิดดอกเบี้ยลอยตัวหมดครับ"  (ควรไปรีไฟแนนซ์หรือภาษาบ้าน ๆ เรียกว่าไปกู้ธนาคารอื่นครับ เพื่อโปรโมชั่นดอกเบี้ยที่ถูกลง อย่าทำก่อน 3 ปีนะครับ เพราะจะโดนค่าปรับไม่คุ้มครับ)   หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์สำหรับคนที่คิดกู้เงินซื้อบ้านนะครับ วิธีการนี้หากใช้ให้เป็น มันสามารถสร้างสินทรัพย์ได้ 4-5 อันในระยะเวลาเท่า ๆ กัน เมื่อเทียบกับคนทั่วไปที่ใช้เวลา 25-30 ปี ในการสร้างสินทรัพย์แค่อันเดียว แล้วถ้าหากสินทรัพย์เหล่านั้นที่ท่านเลือกเป็นสินทรัพย์ที่ดี ออกดอกออกผล สร้างรายได้หรือกระแสเงินสด (Cash Flow) ให้ท่านต่อเดือน เช่น ให้ค่าเช่า มันก็จะเป็นรายได้ให้ท่านอีกทางหนึ่ง หรือที่สมัยนี้นิยมเรียกกันว่า "Passive Income" ขอขอบคุณข้อมูลจาก คุณ Mr.Worldwide สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม https://home.kapook.com/view147547.html    
เก็บเงินซื้อบ้านทั้งที ต้องเก็บส่วนไหน เก็บอย่างไรบ้าง?

เก็บเงินซื้อบ้านทั้งที ต้องเก็บส่วนไหน เก็บอย่างไรบ้าง?

เชื่อการมีบ้านซักหลังคือความฝันของใครหลาย ๆ คน แม้ว่าการเก็บเงินซื้อบ้านในฝันอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถหากมีความตั้งใจ และหากผู้อ่านก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ฝันอยากจะมีบ้านซักหลัง แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นเก็บเงินอย่างไร วันนี้เรามีเทคนิคมาฝากค่ะ สิ่งที่ต้องทำเมื่อคิดจะเก็บเงินซื้อบ้าน 1.ตั้งเป้าหมาย หากคุณตัดสินใจที่จะมีบ้านเป็นของตัวเอง สิ่งแรกที่ควรทำคือ การตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น ต้องรู้ว่าตัวเองต้องการจะมีบ้านแบบไหน เป็นบ้านเดี่ยว บ้านสองชั้น ทาวน์เฮ้าส์ ห้องแถว หรือคอนโด ต้องการอาศัยอยู่ในพื้นที่ไหนมีทำเลแบบใด (ชานเมือง หรือ ใจกลางเมือง) รวมถึงราคาที่คุณต้องการด้วย 2.ประมวลความสามารถของตัวเอง การประมวลความสามารถ คือ การประมวลว่ามีรายได้และค่าใช้จ่ายต่อเดือนอยู่ที่เท่าไหร่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นตัวบอกได้ดีว่า คุณมีความสามารถมากพอที่จะรับภาระการเก็บเงินดาวน์บ้าน หรือผ่อนชำระค่างวดบ้านหรือไม่ การประมวลรายรับและรายจ่ายของตัวเอง จะทำให้รู้ตัวเองว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้เล็กหรือใหญ่เกินไปนั่นเองค่ะ 3.ลดรายจ่าย การลดรายจ่ายสามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่มีวินัยในการออมและใช้เงินอย่างมีสติ ยิ่งมีความฝันว่าอยากจะมีบ้านเป็นของตัวเองแล้วล่ะก็ การลดรายจ่ายจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากเลยทีเดียว เพราะเมื่อรู้ว่าสิ่งไหนสมควรจ่าย สิ่งไหนเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย จะช่วยลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ และการลดรายจ่ายจะทำให้มีเงินออมเพิ่มมากขึ้น 4.ปลดหนี้ให้หมดก่อนตัดสินใจกู้ซื้อบ้าน เนื่องจากบ้านหนึ่งหลังมีราคาที่ค่อนข้างสูง และเป็นสินค้าที่ใช้ระยะเวลาในการผ่อนชำระนานกว่าสินค้ารูปแบบอื่น ๆ ดังนั้นหากคิดวางแผนจะซื้อบ้าน แนะนำให้เคลียร์หนี้สินที่ค้างอยู่ให้หมดเสียก่อน เพราะหากต้องผ่อนหนี้อื่นไปพร้อม ๆ กับการผ่อนชำระค่างวดบ้าน จะเป็นภาระที่หนักเกินไป เทคนิคการเก็บเงินซื้อบ้าน 1.เก็บเงินเท่า ๆ กันทุกเดือน แม้ว่าในปัจจุบันธนาคารหลายแห่งจะเปิดโอกาสให้สามารถขอสินเชื่อกู้ซื้อบ้านกันได้ง่ายมากขึ้น เพียงแค่มีสลิปเงินเดือน ก็สามารถยื่นเอกสารขอกู้เงินเพื่อซื้อบ้านได้แล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้น อยากให้ลองคิดถึงดอกเบี้ยที่จะตามมาให้เยอะ ๆ เพราะการที่ทำเรื่องกู้ซื้อบ้านจากธนาคาร 100% แม้จะทำให้ได้บ้านในฝันสมใจ แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ ภาะระเงินต้นและดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวแทบไม่ทัน จึงเป็นเหตุผลที่แนะนำให้เก็บเงินให้ได้ซักก้อนก่อนจะตัดสินใจดาวน์บ้าน เพราะยิ่งเก็บเงินดาวน์บ้านได้จำนวนมากเท่าไหร่ เงินต้นและดอกเบี้ยที่ต้องผ่อนกับธนาคารก็จะลดน้อยลงด้วย ซึ่งการทำแบบนี้จะส่งผลดีในระยะยาว และหากตั้งเป้าหมายว่าจะซื้อบ้านซักหลัง แนะนำให้เริ่มต้นเก็บเงิน โดยหักจากรายได้ประจำซัก 15-20% และนำเงินจำนวนนี้ฝากบัญชีสำหรับซื้อบ้านไว้ ในจุดนี้จะต้องมีวินัยทางการเงินเป็นอย่างมาก ห้ามเบิกเงินจากบัญชีสำหรับซื้อบ้านออกมาใช้โดยเด็ดขาด ท่องไว้ว่า “เพื่อบ้านในฝัน” 2.หาช่องทางการลงทุน การเก็บเงินใส่บัญชีเงินฝากของธนาคารไว้ แม้จะเป็นเรื่องที่ควรทำ แต่ก็ได้ผลตอบแทนน้อยเพราะกว่าจะเก็บเงินได้ถึงจำนวนที่ต้องการ ราคาบ้านก็อาจจะสูงขึ้นไปจากเดิม ดังนั้นช่องทางการลงทุนจึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี ซึ่งช่องทางการลงทุนที่อยากแนะนำ คือช่องทางการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนสูง อย่างการลงทุนในกองทุน LTF/RMF การลงทุนพันธบัตรรัฐบาล ซื้อกองทุนรวม เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าลืมว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุนกับกองทุนอะไร ควรศึกษาข้อมูลการลงทุนต่าง ๆ ให้ดีเสียก่อน เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ 3.หาอาชีพเสริม หากอยากมีเงินก้อนไปดาวน์บ้านในฝันเร็ว ๆ แต่ไม่อยากเสี่ยงลงทุน การทำงานพิเศษเสริมเพิ่มรายได้ ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี  เมื่อคุณมีอาชีพเสริมก็หมายความว่า รายได้ต่อเดือนจะเพิ่มมากขึ้น และความสามารถในการเก็บเงินก็เพิ่มตามไปด้วย นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เมื่อตัดสินใจที่จะซื้อบ้าน นอกจากจะเคลียร์หนี้สินก่อนหน้าให้หมด ระหว่างที่ผ่อนชำระบ้านก็ไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม เพราะจะทำให้ภาระในการชำระหนี้มีสูงเกินกว่าที่จะรับผิดชอบไหวนั่นเอง   ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.banidea.com/
ปลูกบ้านแล้วขาย..ต้องเสียภาษีอย่างไร?

ปลูกบ้านแล้วขาย..ต้องเสียภาษีอย่างไร?

สำหรับผู้ที่ปลูกสร้างบ้านหรือที่อยู่อาศัยบนที่ดินของตัวเองที่มีอยู่ แล้วต่อมาได้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น รู้หรือไม่ว่าจะมีภาษีและค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ทำให้ต้องสำรองเงินไว้สักก้อนหนึ่งด้วย ซึ่งการคำนวณภาษีและค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร เรามีข้อมูลมาฝากครับ ก่อนอื่นมาดูกันก่อนว่า เมื่อขายบ้านหรืออสังหาฯ ได้ จะมีภาษีและค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง 1. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย  คำนวณจากราคาประเมินของกรมที่ดิน หักด้วยค่าใช้จ่าย ซึ่งขึ้นอยู่กับการได้มาของอสังหาฯ นั้น กรณีที่อสังหาฯ ได้มาโดยมรดก สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% กรณีที่อสังหาฯ ได้มาโดยการซื้อขาย สามารถหักค่าใช้จ่ายตามจำนวนปีที่ถือครอง โดยนับตามปี พ.ศ. 2. ภาษีธุรกิจเฉพาะ จะคิดที่ 3.3% ของราคาขายหรือราคาประเมิน โดยดูว่าราคาไหนสูงกว่าก็ใช้ราคานั้นในการคำนวณ แต่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีดังนี้ (1) ถือครองอสังหาฯ เกิน 5 ปี (2) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี (3) ขายอสังหาฯ ที่ได้รับมาโดยมรดก (4) ถูกเวนคืนบ้านหรือที่ดิน 3. ค่าอากรแสตมป์ ถ้าไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จะเสียค่าอากรแสตมป์ในอัตรา 0.5% ของราคาขายหรือราคาประเมิน โดยใช้ราคาที่สูงกว่า 4. ค่าโอน อยู่ที่ 2% ของราคาประเมิน ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับการตกลงของผู้ซื้อและผู้ขายว่าใครจะเป็นคนจ่าย หรือจ่ายคนละครึ่งครับ ทั้งนี้ กรณีขายบ้านที่ปลูกสร้างบนที่ดินที่มีอยู่ก่อนแล้ว เรียกว่า ได้บ้านและที่ดินมาไม่พร้อมกันนั้น ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจะแยกคิดระหว่างที่ดินและบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างครับ ขอยกตัวอย่างประกอบการคำนวณดังนี้ สมมติได้รับมรดกที่ดินเมื่อ 20 ตุลาคม 2554 สร้างบ้านบนที่ดินเสร็จเมื่อ 15 มกราคม 2556 ต่อมาได้ขายบ้านพร้อมที่ดินเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2559 หากราคาประเมินที่ดินอยู่ที่ 6,000,000 บาท ราคาประเมินบ้านอยู่ที่ 2,000,000 บาท และราคาขายบ้านพร้อมที่ดินอยู่ที่ 10,000,000 บาท   รวมภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ้านและที่ดิน เท่ากับ 210,000 + 29,000 = 239,000 บาท ทั้งนี้ การขายอสังหาฯ ที่เป็นมรดก หรือได้มาโดยไม่ได้มุ่งค้าหรือหากำไร สามารถเลือกได้ว่าไม่ต้องนำเงินได้มารวมคำนวณภาษีประจำปี นอกจากนี้ การขายอสังหาฯ ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือค่าอากรแสตมป์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาไม่พร้อมกัน จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์นั้น ให้พิจารณาจากอสังหาฯ ที่ได้มาภายหลัง โดยหากถือครองไม่เกิน 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ถึง 1 ปี จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาขายหรือราคาประเมิน โดยดูว่าราคาไหนสูงกว่าก็ใช้ราคานั้นในการคำนวณ จากตัวอย่างข้างต้น ถือครองบ้านไม่ถึง 5 ปีเต็ม และไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน จะต้องนำบ้านและที่ดินรวมกันเพื่อคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ ดังนั้น ราคาขายบ้านและที่ดินอยู่ที่ 10,000,000 บาท จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% x 10,000,000 บาท = 330,000 บาทครับ แต่หากมีการถือครองอสังหาฯ ที่ได้มาภายหลังครบ 5 ปีเต็ม หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 1 ปี จะเสียค่าอากรแสตมป์ในอัตรา 0.5% ของราคาขายหรือราคาประเมิน โดยใช้ราคาที่สูงกว่าในการคำนวณ นั่นคือ จะเสียค่าอากรแสตมป์ 0.5% x 10,000,000 บาท = 50,000 บาทครับ เห็นได้ว่า หากขายอสังหาฯ ที่เข้าเงื่อนไขเสียค่าอากรแสตมป์จะมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะครับ สำหรับค่าโอนที่ต้องจ่ายให้กับกรมที่ดินขึ้นอยู่กับการตกลงของผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งอยู่ที่ 2% ของราคาประเมิน จากตัวอย่างจะมีค่าโอนเกิดขึ้น 2% x 8,000,000 บาท = 160,000 บาทครับ ก่อนขายอสังหาฯ อย่าลืมพิจารณาภาษีและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพื่อวางแผนลดค่าใช้จ่ายลง เช่น ถือครองอสังหาฯ ให้ครบ 5 ปี หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอย่างน้อย 1 ปี จะช่วยให้เสียค่าอากรแสตมป์เพียง 0.5% ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะถึง 3.3% ดังนั้น หากศึกษาข้อมูลการขายอสังหาฯ ให้ดี ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียวครับ   ขอขอบคุณข้อมูลมาก k-expert.askkbank.com
เงินกองทุน-ค่าส่วนกลาง...จ่ายแล้วได้อะไร?

เงินกองทุน-ค่าส่วนกลาง...จ่ายแล้วได้อะไร?

หากคุณเป็นเจ้าของบ้านไม่ว่าจะเป็นในโครงการบ้านจัดสรร หรือคอนโดมิเนียม เคยสงสัยหรือไม่ว่าค่าใช้จ่ายที่ต้องให้กับโครงการตั้งแต่แรกเข้า รวมถึงส่วนที่ต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือน โดยถูกระบุรายละเอียดเพื่อใช้เป็น” “เงินกองทุน” และ “ค่าส่วนกลาง” นั้นคืออะไร จ่ายแล้วเราจะได้ผลประโยชน์จากโครงการด้านใดบ้าง เราขออาสาไขข้อสงสัยต่างๆ ให้กระจ่างแจ้งแบบหมดเปลือก ทำความรู้จัก “เงินกองทุน ค่าส่วนกลาง” ก่อนอื่นมารู้จักสิ่งที่เหล่ามนุษย์คอนโดฯ ต้องจ่ายให้กับโครงการ นั่นคือเงินกองทุนหรือ Sinking Fund โดยถูกเรียกเก็บไว้เป็นทุนสำรอง และมักจะจ่ายแค่ครั้งเดียวในวันโอนกรรมสิทธิห้องชุด ค่าใช้จ่ายประเภทนี้มักเรียกเก็บในโครงการที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม แต่ดูเหมือนระยะหลังบรรดาโครงการหมู่บ้านหรูบางแห่งอย่าง ควอเตอร์ ทองหล่อ ก็มีการเรียกเก็บเงินกองทุนนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนรายจ่ายที่ผู้อยู่อาศัยแทบทุกโครงการต้องชำระ นั่นคือ “ค่าส่วนกลาง” หากเป็นคอนโดมิเนียม ส่วนใหญ่จะให้ชำระล่วงหน้า 1-2 ปี แต่ถ้าหมู่บ้านจัดสรรมักจะกำหนด 2-5 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ทางโครงการหรือนิติบุคคลกำหนดขึ้น หลักการคิดค่าใช้จ่าย “เงินกองทุน ค่าส่วนกลาง” เริ่มแรกมาดูวิธีคำนวณเงินกองทุนกันก่อน โดยขอยกตัวอย่าง หากโครงการกำหนดให้จ่าย 500 บาท/ ตร.ม. โดยได้ซื้อห้องชุดขนาดพื้นที่ใช้สอย 30 ตร.ม. ให้นำ 500 x 30 = 15,000 บาท นั่นคือจำนวนเงินที่ต้องจ่ายครั้งเดียว ณ วันโอนกรรมสิทธิ ส่วนค่าส่วนกลาง คิดเป็นอัตราต่อเดือน และถ้ากำหนดให้ต้องเสีย 45 บาท / ตร.ม. หรือตร.ว. และตัวบ้านมีขนาดพื้นที่ 100 ตร.ว. ให้นำ 100 x 45 = 4,500 บาท / เดือน คือยอดค่าส่วนกลางที่ผู้อยู่อาศัยต้องจ่ายต่อเดือน เป็นต้น จ่ายแล้วได้อะไร? ต่อไปนี้จะกระจ่างแจ้ง เมื่อได้รู้ว่าเงินที่เราจ่ายกันไปตอนโอนฯ และประจำทุกเดือนนั้น ได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง เริ่มจากเงินกองทุนกันก่อน โดยสิ่งที่จะได้รับมีดังต่อไปนี้ 1. การซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ของอาคารที่เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา อาทิ หลอดไฟ ลิฟท์ กล้องวงจรปิด เป็นต้น 2. บำรุงรักษาอาคารให้ดูใหม่ น่าอยู่อยู่เสมอ อย่างการทาสี รั้วโครงการ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง 3. สำหรับบ้านบางโครงการที่มีการจัดเก็บเงินกองทุนแรกเข้า จะนำเงินในส่วนนี้มาใช้ในการซ่อมแซม บำรุงถนน ไฟส่องสว่างภายในโครงการ เป็นต้น ถึงเวลารู้สิ่งที่จะได้จากการจ่ายค่าส่วนกลาง 1. นำมาบำรุงรักษาพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางทั้งหมด ที่ผู้อยู่อาศัยได้สิทธิ์ในการเข้าใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็น สวนหย่อม ฟิตเนส สระว่ายน้ำ รถรับ-ส่ง Shuttle Bus (คอนโดมิเนียม) หรือ คลับเฮ้าส์ สำหรับหมู่บ้านจัดสรร 2. ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่ใช้ในโครงการ 3. ค่าจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่ตรวจตราดูแลภายในโครงการ 4. บางโครงการอำนวยความสะดวกด้วยการเพิ่มค่าอินเตอร์เนต ไว้ในค่าส่วนกลางแล้ว (ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการคอนโดมิเนียม) 5. บางโครงการได้รวมค่าเคเบิ้ลไว้ในค่าส่วนกลาง เนื่องจากไม่อนุญาตให้เดินสายเคเบิ้ลผ่านส่วนกลาง หรือแม้แต่จะติดตั้งดาวเทียมไว้ด้านนอกอาคาร เพื่อความสวยงาม ส่วนใหญ่เป็นคอนโดมิเนียม และโครงการบ้านหรู เลือกไม่จ่ายได้ไหม? เชื่อว่าหลายคนต่างเกิดคำถามขึ้นมาว่า ถ้าเราไม่จ่ายเงินกองทุน และค่าส่วนกลางให้กับโครงการได้ไหม? ขอตอบเลยว่าไม่ได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ พ.ร.บ. จัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 ได้กำหนดขึ้น โดยกำหนดไว้ว่า “ผู้ที่ค้างชำระเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป อาจถูกระงับการให้บริการหรือการใช้สิทธิในสาธารณูปโภค และในกรณีที่ค้างชำระตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินจัดสรรของผู้ค้างชำระจนกว่าจะชำระให้ครบถ้วน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด” ดังนั้นทางที่ดีควรจ่ายให้ตรงเวลาตามที่นิติบุคคลกำหนดจะดีกว่า เพราะนอกจากจะเป็นการทำตามกฎหมาย ไม่เสี่ยงกับการถูกปรับแล้ว ยังไม่โดนประณามจากเพื่อนบ้านอีกด้วย   ขอขอบคุณข้อมูลจาก DDproperty.com
5 วิธีทำบ้านให้ปลอดภัยแบบไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ

5 วิธีทำบ้านให้ปลอดภัยแบบไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ

เมื่อนึกถึงการรักษาความปลอดภัยให้กับบ้าน คนส่วนใหญ่จะคิดถึงการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยเต็มรูปแบบ ซึ่งระบบดังกล่าวนี้ แน่นอนว่า มีราคาสูงไม่น้อย และหลาย ๆ คนก็ไม่สามารถจะติดระบบดังกล่าวให้กับบ้านได้ เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณ แต่จริง ๆ แล้ว เราสามารถหาทางเลือกอื่นได้ แถมยังเป็นวิธีที่ทั้งง่ายและประหยัดเงินในกระเป๋าให้เราได้มากอีกด้วย บ่อยครั้งที่เรารู้สึกกังวล เมื่อจะต้องทิ้งบ้านไปต่างจังหวัด หรือไปท่องเที่ยวเป็นเวลานานหลายวัน บางคนทิ้งบ้านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาแล้ว ความกังวลนี้ก็ไม่ใช่เรื่องอื่นใด นอกจากกลัวขโมยเข้าบ้าน แต่ถ้าหากคุณสามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ได้ เชื่อว่าปัญหาความกังวลของคุณจะเบาบางลงไปได้มากทีเดียว 1.ติดตั้งอุปกรณ์ปลอม :เช่นกล้องปลอม เอาไว้ที่ประตู และหน้าต่างบ้านของคุณ แน่นอนว่าเรารู้ ๆ กันอยู่ ว่านี่เป็นเทคนิคเก่า ๆ แต่จนถึงทุกวันนี้ เทคนิคนี้ก็ยังคงใช้ได้ผล กล้องปลอม สามารถช่วยให้ขโมยตัดสินใจไม่เข้าบ้านคุณได้ แต่คุณต้องหาอุปกรณ์ที่เหมือนจริงสักหน่อย และติดตั้งให้สูง อยู่บนผนัง ไม่ให้ใครเข้ามาเห็นว่ามันเป็นของปลอมได้ง่าย ๆ นอกจากจะติดกล้องปลอมแล้ว คุณยังสามารถติดสติกเกอร์เตือนให้ขโมยออกไปให้ห่าง ที่ประตู และหน้าต่างบ้านคุณ โดยอาจจะเลือกติดข้อความเช่นว่า ระบบรักษาความปลอดภัยทำงาน 24 ชั่วโมง หรือ วิดีโออยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล แม้ว่ากล้องจะเป็นกล้องปลอม ขโมยก็คงไม่อยากเสี่ยงเข้าไป ในกรณีที่งบประมาณของคุณไม่พอซื้อระบบรักษาความปลอดภัยก็ไม่เป็นไร ลองเลือกซื้อป้ายรักษาความปลอดภัยมาใช้แทนก็พอจะได้ 2.ติดตั้งอุปกรณ์ Doorbell Camera : อุปกรณ์ตัวนี้ นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยให้คุณเห็นคนที่จะเข้ามาที่ประตูทางเข้าบ้านของคุณด้วยสมาร์ทโฟน ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม อุปกรณ์ตัวนี้ไม่เพียงมีประโยชน์ ในเวลาที่คุณไม่อยู่บ้าน แต่ในเวลาที่คุณอยู่บ้านแล้วมีใครมากดกริ่ง หรือเคาะประตู บางคนก็ไม่อยากจะเปิดหากไม่ทราบว่าเป็นใคร การติดอุปกรณ์ตัวนี้จะช่วยได้มาก ปัจจุบันนี้ อุปกรณ์ลักษณะดังกล่าว มีให้เลือกมากมายในท้องตลาด โดยราคานั้นก็แตกต่างกันไป ตั้งแต่ พันกว่าบาท ไปจนถึงหลายพันบาท อุปกรณ์พวกนี้ ยังติดตั้งง่าย ใช้งานง่าย บางตัว มีความสามารถแม้กระทั่งทำให้คุณพูดจาสื่อสารกับคนที่อยู่หน้าบ้านได้โดยไม่ต้องเปิดประตู 3.ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ให้กล่าวลาใครบางคน : เทคนิคนี้ ทำให้รู้สึกเหมือนว่า คุณไม่ได้ทิ้งบ้านไว้โดยไม่มีใครอยู่ ให้บอกเสียงดังเช่นว่า ไปก่อนนะ เหมือนพูดกับใครบางคนที่อยู่ในบ้าน เพราะโดยมากแล้ว ขโมยที่จะเข้าบ้านคุณ มักจะสอดส่องพฤติกรรมของคุณก่อนจะลงมือ ดังนั้น การกล่าวลาใครสักคนก่อนออกจากบ้าน จะช่วยให้ขโมยที่อาจจะแอบส่องอยู่นั้นได้ยิน และคิดว่า คุณไม่ได้ทิ้งบ้านไว้โดยลำพัง นอกจากนั้น คุณอาจจะเปิดไฟทิ้งไว้ ตั้งเวลาเปิดเปิดทีวีอัตโนมัติไว้ และหากว่าคุณทิ้งบ้านนานหลายวัน อาจจะใช้วิธีเดินทางด้วยรถรับจ้างแทน แล้วทิ้งรถจอดไว้ที่บ้าน เพราะขโมยส่วนมาก มักจะคิดว่า บ้านที่ไม่มีรถจอด แปลว่าไม่มีคนอยู่ และเลือกลงมือจู่โจมในเวลาที่ไม่เห็นรถจอดนั้นเอง 4.อย่าเผยแพร่หรือเที่ยวบอกใครต่อใครว่าคุณจะไปเที่ยวนาน :  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาไปโพสต์ไว้บนออนไลน์ ปัจจุบันนี้คนเราชอบอวดแผนการท่องเที่ยวลงในโซเชียลมีเดีย และมีการวิจัยพบว่า นั้นเป็นวิธีหนึ่งในการเรียกขโมยให้มาเข้าบ้าน เพราะขโมยสามารถรู้ความเคลื่อนไหวของคุณบนโซเชียลมีเดียได้ตลอด จากการอัพเดทข้อมูลการเดินทางของคุณเอง 5.ดูแลสิ่งของที่อยู่นอกตัวบ้านด้วย : ของที่คุณชอบทิ้งเอาไว้นอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน สกูตเตอร์ เตาบาร์บีคิว ของเหล่านี้ ใครเดินผ่านไปผ่านมาก็มองเห็น และมันก็ล่อตาล่อใจบรรดาหัวขโมยเสียด้วย หากใครคนใดคนหนึ่ง สามารถเดินเข้ามาฉกของที่คุณทิ้งไว้ข้างนอกบ้านไปได้อย่างสบาย  ๆ เขาก็คงคิดว่า การเข้าไปฉกของในบ้านของคุณก็คงทำได้สบาย ๆ เช่นกัน   ขอขอบคุณข้อมูลจาก home.sanook.com  
MY FIRST HOME จุดเริ่มต้นของคนอยากมีบ้าน

MY FIRST HOME จุดเริ่มต้นของคนอยากมีบ้าน

เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลและจัดเตรียมงบประมาณ โดยดูจากลักษณะครอบครัวว่าเป็นอย่างไร เป็นครอบครัวใหญ่หรือครอบครัวเดี่ยว มีจำนวนสมาชิกในบ้านกี่คน มีผู้สูงอายุในบ้านหรือไม่ ความต้องการและงานอดิเรกของแต่ละคนเป็นอย่างไร ต้องการให้เป็นบ้านประหยัดพลังงานหรือบ้านที่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศบ้านเราหรือไม่ รวมถึงการหารูปแบบสไตล์บ้านที่ชอบจากหนังสือแบบบ้านหรือนิตยสารต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการออกแบบ ที่ลืมไม่ได้คืองบประมาณที่เรามีเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับขนาดและรูปแบบบ้านที่เราจะปลูกสร้าง แล้วจึงตัดสินใจว่าจะเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่มีแบบบ้านสำเร็จหรือเลือกสถาปนิกให้มาออกแบบบ้านให้ หลังจากได้แบบบ้านที่ถูกใจตรงตามต้องการแล้ว จึงทำเรื่องยื่นขออนุญาต แล้วจึงเริ่มหาผู้รับเหมาเพื่อมาสร้างบ้านให้เรา ขั้นตอนการสร้างบ้านนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากมีผลต่อภาพรวมของบ้านทั้งหลัง ว่าจะได้บ้านที่แข็งแรงมีคุณภาพและสวยงามตามที่วาดฝันไว้หรือไม่ เจ้าของบ้านส่วนใหญ่มักจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในส่วนที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น เฟอร์นิเจอร์ วัสดุตกแต่ง เนื่องจากมีผลต่อภาพรวมภาพลักษณ์และความสวยงามของบ้าน แต่สิ่งที่เป็นพื้นฐานความมั่นคงของบ้านคือ “โครงสร้าง” ทั้งส่วนที่อยู่ใต้ดินและเหนือดิน การให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนการก่อสร้างและการตัดสินใจเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งที่เจ้าของบ้านควรใส่ใจ นอกจากนี้ การหาผู้เชี่ยวชาญมาควบคุมงานก่อสร้าง ก็จะยิ่งช่วยให้ได้บ้านที่สมบูรณ์ มีคุณภาพ สวยงาม และแข็งแรงทนทานมากยิ่งขึ้น การยื่นขออนุญาตก่อสร้าง ณ ที่ว่าการเขต หรือที่ว่าการอำเภอ งานโครงสร้างประกอบไปด้วยโครงสร้างใต้ดิน (เป็นส่วนที่เรามองไม่เห็น เช่น เสาเข็ม ฐานราก ตอม่อ) และโครงสร้างบนดิน (เป็นส่วนที่อยู่ตั้งแต่ระดับดินขึ้นมา เช่น คานคอดิน เสา คาน พื้น) นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอีกสองส่วนคือ องค์ประกอบของบ้าน และ องค์ประกอบรอบบริเวณบ้าน องค์ประกอบของบ้านเป็นส่วนที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น หลังคา ผนัง ประตู-หน้าต่าง และฝ้าเพดาน เป็นส่วนที่ช่วยกันแดดลมฝน และทำให้เราอยู่อาศัยในบ้านได้อย่างปลอดภัย ส่วนองค์ประกอบรอบบริเวณบ้านนั้นจะมีรั้วที่อยู่รายล้อมรอบบ้านเพื่อบ่งบอกอาณาบริเวณบ้าน ที่จอดรถ พื้นที่รอบบ้าน และสวนต่างๆ รวมถึงบ่อปลาหรือสระว่ายน้ำอีกด้วย โครงสร้างใต้ดิน เช่น ฐานราก ตอม่อ ขอบคุณภาพ : www.baansansabai.blogspot.com โครงสร้างบนดิน เช่น คาน พื้น เสา ขอบคุณภาพ : ซ้าย - www.baansansabai.blogspot.com ขวา - www.baannaifun.blogspot.com องค์ประกอบรอบบริเวณบ้าน เช่น รั้ว ทางเดินรอบบ้าน  และการจัดแลนด์สเคป องค์ประกอบของบ้าน และ องค์ประกอบรอบบริเวณบ้าน การตรวจรับบ้าน ขอบคุณภาพ : www.homezoomer.com และ www.suanluang.co.th หลังจากบ้านสร้างเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือ การตรวจรับบ้านก่อนโอน เป็นการตรวจสอบงานขั้นสุดท้ายก่อนจะลงนามรับบ้าน ซึ่งหากมีงบประมาณมากพอ แนะนำให้ว่าจ้างบริษัทตรวจรับบ้านที่มีความรู้ความชำนาญเข้ามาตรวจรับบ้าน รวมถึงดูเอกสารสัญญาต่างๆ ว่ามีการรับประกันงานนานเท่าไร หากมีสิ่งบกพร่องจะเข้ามาแก้ไขงานส่วนไหนให้บ้าง สิ่งสำคัญที่ต้องจำให้ขึ้นใจ คือ “บ้านไม่พร้อม ห้ามลงชื่อรับบ้านเด็ดขาด” หลังจากการตรวจรับบ้านเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วจึงลงนามในเอกสารรับมอบบ้าน และการไปโอนบ้านและที่ดินที่กรมที่ดินนั่นเอง เท่านี้ก็ได้บ้านหลังแรกที่ตอบโจทย์ตรงตามใจต้องการแล้ว หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาบ้านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้บ้านเป็นบ้านที่น่าอยู่ เติมเต็มชีวิต สามารถอยู่อาศัยได้อย่างมีความสุข ปลอดภัย และอยู่คู่กับเราไปอีกนาน บทความโดย SCG Experience คู่คิดก่อนสร้างบ้าน ช่วยให้คุณสร้างบ้านได้อย่างมั่นใจ พร้อมให้คำปรึกษาตลอดการสร้างบ้าน โดยผู้เชี่ยวชาญจาก SCG เพียงนำแบบบ้านมายื่นรับคำปรึกษา พร้อมรับสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ที่ SCGคู่คิดก่อนสร้างบ้าน   ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.scgbuildingmaterials.com
รู้สักนิดก่อนจ้างนักออกแบบ

รู้สักนิดก่อนจ้างนักออกแบบ

อยากมีบ้านสวยทั้งที การจ้างนักออกแบบมืออาชีพก็ดูจะเป็นอะไรที่คุ้มค่า ซึ่งนอกจากจะได้เรื่องความสวยงามแล้ว ผู้ออกแบบที่ดีสามารถแนะนำหลายๆ อย่างให้กับเจ้าของบ้านได้ มาดูข้อสำคัญที่เราควรต้องรู้ก่อนที่เราจะจ้างผู้ออกแบบกันเถอะ 1. ความสวยงานกับงบประมาณไปด้วยกันได้ บางคนคิดว่าอยากให้ได้บ้านที่สวยที่สุดต้องจ่ายแพง  ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้าคุณมีงบประมาณจำกัด ให้บอกผู้ออกแบบไปตั้งแต่ต้นเลย ผู้ออกแบบที่ดีนั้นสามารถออกแบบให้สวยได้โดยไม่ต้องใช้วัสดุที่แพงเสมอไป แต่ถ้าคุณไม่บอก ผู้ออกแบบก็จะจัดเต็มเพื่อให้ได้งานที่ดูสวยที่สุด 2. ชอบแบบไหนให้บอกไปเลย สำหรับบางคนที่ไม่มีไอเดียบอกผู้ออกแบบกว้างๆ ผู้ออกแบบก็จะดีไซน์ออกมาทั้งหมด แต่ถ้าเรามีสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว เช่น สี โทน สไตล์ หรือวัสดุ ให้บอกผู้ออกแบบไปเลยตั้งแต่ต้น แล้วคุยกันให้ชัดเจน เพื่อที่คุณจะได้มั่นใจว่าบ้านที่ได้จะตรงใจคุณที่สุด 3. กล้าขัดใจผู้ออกแบบ ในบางครั้งอาจมีบางอย่างในแบบที่เราไม่ถูกใจ ให้บอกไปเลย หลายคนเกรงใจนักออกแบบ หรือกลัวว่าถ้าขัดใจนักออกแบบจะไม่สวย อย่าลืมว่ารสนิยมแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าคุณรู้สึกว่าตรงไหนไม่เหมาะกับคุณให้พูดไปเลย อย่าลืมว่าเราต้องอยู่กับมันอีกนาน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราชอบสำคัญที่สุด 4. ใช้ของเก่าบ้างก็ได้ การที่เรามีเฟอร์นิเจอร์เก่าจากบ้านหลังเดิมทำให้ประหยัดขึ้น ไม่ต้องซื้อของใหม่ทั้งหมด แต่ก็อย่าลืมที่จะบอกนักออกแบบเพื่อที่นักออกแบบจะได้รวมเฟอร์นิเจอร์นั้นๆ เข้าไปในแบบด้วย ซึ่งการที่เราไม่ได้บอกก่อนแล้วเอามาใส่ที่หลังอาจทำให้ไม่เข้ากับแบบที่ผู้ออกแบบได้วางไว้ ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.well-interior.com
เทคนิคเลือกโทนสีแต่งบ้าน ตามหลักจิตวิทยา

เทคนิคเลือกโทนสีแต่งบ้าน ตามหลักจิตวิทยา

ในการตกแต่งบ้าน โทนสีที่เลือกใช้มีผลเชิงจิตวิทยาต่อบรรยากาศและอารมณ์ความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย ทำให้แต่ละโทนสีเหมาะสำหรับใช้ในห้องที่แตกต่างกัน มาทำความรู้จักกับ 6โทนสียอดนิยมที่ใช้ในการแต่งบ้านกันเลยครับ 1. สีโทนร้อน(Warm Colors): ประกอบด้วย สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีม่วงแดงหากเป็นสีโทนร้อนที่สีค่อนข้างสด จะให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา ดึงดูดความสนใจลดความเฉื่อยชา เพิ่มความเจริญอาหาร จึงเหมาะกับห้องรับแขกและห้องรับประทานอาหาร แต่หากเป็นสีโทนร้อนที่ไม่จัดจ้าน อาทิ สีเหลืองอ่อน สีส้มอ่อน สีพีช จะให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง สามารถนำไปใช้กับห้องได้ทุกประเภท 2. สีโทนเย็น (Cool Colors): ประกอบด้วย สีเขียวเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน สีม่วงน้ำเงิน สีโทนเย็นจะให้ความรู้สึกเย็นตา ผ่อนคลาย สดชื่นจึงเหมาะมากกับห้องนอน ห้องรับแขก ห้องน้ำ หากเป็นสีโทนเย็นที่ค่อนข้างเข้ม เช่น น้ำเงินเข้ม ม่วงเข้ม จะให้ความรู้สึกน่าเชื่อถือ สุขุม มีสมาธิ เหมาะกับห้องทำงาน หรือห้องรับแขกที่เจ้าของบ้านต้องการสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเคร่งขรึม 3. สีกลาง (Neutral Colors): คือสีที่ไม่ได้อยู่ในโทนเย็นหรือโทนร้อน อาทิ สีขาว เทา ดำ น้ำตาล เบจ ครีม ให้ความรู้สึกเรียบง่าย สะอาดตา สามารถนำไปใช้ได้กับทุกห้องของบ้าน(ยกเว้นสีเข้ม เช่น ดำ น้ำตาลเข้ม ไม่ควรใช้สีเดียวทั้งห้อง เพราะจะทำให้รู้สึกอึดอัดคับแคบ ควรใช้ร่วมกับสีอื่นๆ ด้วย) นอกจากนี้ยังนำไปจับคู่กับสีอื่นๆ ได้ทุกโทนสี 4. สีเอกรงค์ (Monochromes): เป็นการใช้สีหลักเพียงสีเดียว แต่ทำให้หลากหลายโดยไล่น้ำหนักความเข้มอ่อนหรือความร้อน/เย็น เช่น ดำ-เทา-ขาว, น้ำเงิน-ฟ้า-ขาว, แดง-แดงส้ม-ส้ม, เหลือง-เหลืองเขียว-เขียว เป็นต้น สีเอกรงค์จะให้ความรู้สึกกลมกลืน ประณีต แต่มีมิติที่น่าสนใจ สามารถนำไปใช้ได้กับทุกห้อง 5. สีตรงข้าม (Contrast): เป็นการใช้สีที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของวงจรสีมาตกแต่งร่วมกัน อาทิ แดง-เขียว, น้ำเงิน-ส้ม, ฟ้า-ม่วง ให้ความรู้สึกฉูดฉาด ตื่นตาตื่นใจ เหมาะกับห้องที่ต้องการบรรยากาศที่ร่าเริง เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ เช่น ห้องรับแขก ห้องทำงานครีเอทีฟ ห้องนอนเด็ก ทั้งนี้ ควรใช้สีตรงข้ามในสัดส่วน 70: 30 หรือ 80: 20 จะทำให้ห้องดูดีมากที่สุด 6. สีพาสเทล (Pastel Colors): คือสีต่างๆ ที่ถูกนำมาผสมสีขาว เพื่อลดความเข้มและความสดของสีลง เช่น สีชมพูอ่อน สีม่วงอ่อน สีเขียวมิ้นท์ จึงให้ความรู้สึกนุ่มนวล อ่อนโยน ชวนฝัน และโรแมนติก สามารถนำไปใช้ได้กับทุกห้องที่ต้องการบรรยากาศดังกล่าว นอกจากนี้ยังนิยมนำมาใช้ในการแต่งบ้านสไตล์วินเทจด้วย สีแต่ละโทน ช่วยสร้างอารมณ์และบรรยากาศที่แตกต่างกันจริงๆ ว่ามั้ยครับ? คราวนี้อยากให้บ้านเป็นแบบไหนก็ให้สีช่วยสื่อสารออกมาเลย ขอทุกท่านให้มีความสุขกับการแต่งบ้านครับ ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.sherasolution.com
รู้หรือไม่ ฝุ่นบนกระจก ไม่ได้มีผลแค่เรื่องความสกปรกเท่านั้น

รู้หรือไม่ ฝุ่นบนกระจก ไม่ได้มีผลแค่เรื่องความสกปรกเท่านั้น

  รู้หรือไม่ ฝุ่นบนกระจก ไม่ได้มีผลแค่เรื่องความสกปรกเท่านั้น...แต่ยังทำให้บ้านหรือคอนโดฯของคุณร้อนอบอ้าวกว่าที่เคย ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้ คือ ฝุ่นละอองที่จับตัวกันเป็นคราบหนาบริเวณกระจก โดยเฉพาะกระจกที่เป็นผนังในห้องต่างๆ จะก่อให้เกิดการสะสมความร้อนบนผิวกระจกมากขึ้น และสุดท้ายก็แผ่เข้ามาในตัวอาคาร ทำให้ถ้าคุณกำลังพักอาศัยในบ้านหรือคอนโดฯ จะรู้สึกร้อนขึ้นนั่นเอง นอกจากจะเป็นผลเสียต่อความสบายในการใช้ชีวิตแล้ว ก็ยังทำให้คุณต้องสิ้นเปลืองค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้งานเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมมากขึ้น แถมยังเสี่ยงต่อโรคภัยที่เกิดได้จากความสกปรกของฝุ่นละอองต่างๆ อีก ดังนั้น จึงควรปัดฝุ่นกระจกและเช็ดบานกระจกของประตูหน้าต่างที่บ้านและคอนโดฯ เป็นประจำ เพื่อความสะอาด และความเย็นสบายของทุกคนในครอบครัว     ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.lh.co.th/content
ต่อเติมบ้านในฝันแนวใหม่ ด้วยตู้คอนเทนเนอร์ ในงบเริ่มต้นหลักแสน

ต่อเติมบ้านในฝันแนวใหม่ ด้วยตู้คอนเทนเนอร์ ในงบเริ่มต้นหลักแสน

  เชื่อว่าทุกคนคงเคยคิดเคยฝันว่าอยากมีบ้านสวย ๆ ดูดีทันสมัยเป็นของตัวเองสักครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ในยุคสมัยนี้การจะมีบ้านสักหลังก็ไม่ใช่ราคาถูก ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าจ้างช่าง ค่าออกแบบ ค่าตกแต่งทั้งหลาย ใช้เงินไม่น้อยเลยทีเดียว ยกตัวอย่าง บ้านปูนธรรมดา 1 ชั้น เนื้อที่ 80 ตารางวา ราคาสร้างบ้านประมาณหลังละ 600,000  –  1,000,000 บาท (เฉพาะตัวบ้าน ไม่รวมที่ดิน) ยิ่งถ้าเป็นบ้านไม้ก็จะราคาสูงขึ้นไปอีก หรือบ้านประเภททาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม บ้านจัดสรร ตามโครงการต่าง ๆ เริ่มต้นเป็นล้าน ๆ บาทแถมยังมีแบบบ้านคล้ายกันทั้งโครงการ หลายคนจึงเลือกมองหาแบบบ้านใหม่ ๆ ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และสามารถต่อยอดไอเดียการสร้างบ้านในแบบที่ไม่เหมือนใครนั้นคือการนำ ตู้คอนเทนเนอร์ มาต่อเติมบ้านนั่นเอง     ปัจจุบัน มีการนำ ตู้คอนเทนเนอร์ มาสร้างหรือต่อเติมเป็นที่อยู่อาศัย สำนักงาน ร้านอาหาร ร้านค้า ร้านกาแฟเก๋ ๆ  มากมาย  ซึ่งถือว่ากำลังเป็นที่นิยมมากในยุคนี้ เพราะนอกจากจะดูทันสมัย สะดวก รวดเร็วแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องการลงเสาเข็ม การก่อกำแพง เทปูน ฉาบผนัง ทำหลังคา ฯลฯ เรียกได้ว่า แค่นำตู้คอนเทนเนอร์มาวางเดินระบบตกแต่งนิดหน่อย ก็กลายเป็นบ้านใหม่สไตล์โมเดิร์นขึ้นมาทันที ใครที่มีที่ดินเป็นของตัวเองอยู่แล้ว บ้านตู้คอนเทนเนอร์ จึงกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่มีงบประมาณไม่สูงมากนัก แล้วจะหาตู้คอนเทนเนอร์ได้ที่ไหน…?  ตู้คอนเทนเนอร์ส่วนใหญ่ สามารถหาซื้อได้จากท่าเรือขนส่งสินค้า ซึ่งก็จะมีตู้ที่อาจจะมีตำหนิ หรือเป็นตู้ที่เก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ก็สามารถติดต่อขอซื้อได้ที่ท่าเรือหลัก ๆ ในประเทศไทย ได้แก่    ภาคกลางและภาคตะวันออก : • ท่าเรือกรุงเทพ ที่อยู่ : ถนนอาจณรงค์ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ : 092 579 5284 • ท่าเรือน้ำลึก แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ที่อยู่ : ถนนสุขุมวิท ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โทรศัพท์ : 038 409 120 • ท่าเรือมาบตาพุด จังหวัดระยอง ที่อยู่ : ถนนไอ-หนึ่ง ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง โทรศัพท์ : 038 683 305     ภาคใต้ : • ท่าเรือน้ำลึกสงขลา ที่อยู่ : ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา โทรศัพท์ : 099 512 2808 • ท่าเทียบเรือกันตัง ที่อยู่ : ริมฝั่งแม่น้ำตรัง ตำบลกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง โทรศัพท์ : 076 393 572 • ท่าเรือระนอง ที่อยู่ : ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง โทรศัพท์ : 077 873 961 ภาคเหนือ : • ท่าเรือเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ที่อยู่ : ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ : 053 777 501, 053 777 502 แต่ถ้าหากต้องการตู้ใหม่ หรือไม่สะดวกในการไปติดต่อที่ท่าเรือ ก็มีบริษัทที่จำหน่ายตู้คอนเทนเนอร์ มือ1 มือ2 โดยตรง  และมีบริการจัดส่งพร้อมติดตั้งให้ถึงที่ บางเจ้าก็มีการออกแบบตกแต่งให้แล้วด้วย สามารถค้นหาจากอินเทอร์เน็ตได้เลย ตู้คอนเทนเนอร์จะมีอยู่ 2 ขนาดมาตรฐาน คือขนาด 20 ฟุต และ 40 ฟุต • ตู้ขนาด 20 ฟุต จะมีความยาว 19.10 ฟุต และกว้าง 8.0 ฟุต สูง 8.6 ฟุต • ตู้ขนาด 40 ฟุต จะมีความยาว 40 ฟุต กว้าง 8 ฟุต สูง 9.6 ฟุต รูปแบบต่าง ๆ ของตู้ ราคาของตู้คอนเทนเนอร์จะแตกต่างกันไปตามคุณภาพและขนาด ซึ่งจะมีราคาตั้งแต่ 50,000 – 300,000 บาท 1. ตู้แบบ Dry cargoes ใช้บรรทุกของที่มีการบรรจุหีบห่อ ที่ไม่ต้องการรักษาอุณหภูมิแต่อย่างใด เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันค่อนข้างมาก เหมาะสำหรับนำมาทำเป็นห้องนั่งเล่นหรือห้องนอนได้ 2. ตู้แบบ Refrigerator cargoes ตู้ที่ใช้บรรทุกสินค้าที่ต้องการรักษาอุณหภูมิจะเป็นตู้ที่มีเครื่องปรับอากาศภายในตู้ เหมาะสำหรับทำห้องที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิ เช่น ทำเป็นห้องเก็บเครื่องดื่ม 3. ตู้แบบ Garment container เป็นตู้ที่ใช้ขนส่งสินค้าพวกเสื้อผ้า จะมีราวแขวนอยู่ด้านใน เหมาะสำหรับทำเป็นห้องแต่งตัว 4. ตู้แบบ Open top เป็นตู้ที่ไม่มีหลังคาส่วนใหญ่จะมีขนาด 40 ฟุต เหมาะสำหรับนำมาทำเป็นสระว่ายน้ำได้ 5. ตู้แบบ Flat-rack เป็นตู้ที่ใช้ขนส่งสินค้าที่มีลักษณะพิเศษ เช่น เครื่องจักร และประติมากรรม เป็นตู้ที่เปิดโล่งทั้งด้านบน และด้านข้าง เหมาะสำหรับนำมาตกแต่งเพิ่มเติมทำเป็นห้องนั่งเล่นแบบ Open air แต่ส่วนมากนิยมมาทำเป็นร้านเก๋ ๆ อย่างที่เห็นกันตามตลาดนัดอาร์ต ๆ เป็นต้น ข้อดี • ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายหลาย ๆ อย่างในการสร้างบ้าน • ราคาไม่แพงเท่าสร้างบ้านปูน บ้านไม้ • วัสดุทนทาน แข็งแรง เพราะตู้ทำมาจากเหล็ก • สะดวก ติดตั้งง่าย งานเสร็จไว เคลื่อนย้ายง่าย • ไร้กังวลเรื่องแมลงมากินบ้าน • ดูดี ทันสมัย มีสไตล์ ต่อยอดไอเดียการสร้างบ้านได้หลากหใครลาย ให้แปลกใหม่ไม่ซ้ำ  ข้อเสีย • การระบายความร้อน เพราะตู้เป็นเหล็กจำเป็นต้องติดฉนวนกันความร้อนด้านในตู้ทั้งหมด • อาจเป็นสนิม แต่ปัจจุบันก็มีน้ำยาที่สามารถกันสนิมได้ 100% ก็ทำให้ไร้กังวลได้ • ต้องหาช่างที่มีความชำนาญในการทำบ้านตู้คอนเทนเนอร์โดยเฉพาะ ยกตัวอย่างคำนวณค่าใช้จ่ายการนำตู้คอนเทนเนอร์มาต่อเติมเป็นห้องนั่งเล่นหรือห้องนอน ตู้คอนเทนเนอร์ แบบ Dry cargoes ขนาด 20 ฟุต 70,000 บาท ติดฉนวนกันความร้อน 10,000 บาท น้ำยากันสนิม 10,000 บาท เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ตกแต่งห้อง 30,000 บาท สีทาตกแต่งภายนอก ภายใน 15,000 บาท ค่าแรงช่าง เจาะประตู, หน้าต่าง เดินระบบไฟฟ้า ทาสี 20,000 บาท รวมค่าใช้จ่าย 155,000 บาท เห็นไหมว่าการสร้างบ้านด้วยตู้คอนเทนเนอร์นั้นก็ดูดีได้ ถือเป็นบ้านในฝันของใครหลาย ๆ คน เพราะทั้งดูทันสมัยไม่เหมือนใคร แถมยังประหยัดงบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้มากอีกด้วย สำหรับใครที่อยาก หาเงินทุนในการสร้างบ้านตู้คอนเทนเนอร์สุดทันสมัยแบบนี้ กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช จัดให้ได้ด้วยสินเชื่อรถยนต์ ที่สะดวก รวดเร็ว อนุมัติไว รับเงิน ก้อนทันใจ ไม่ต้องมีบุคคลค้ำประกัน พร้อมให้วงเงินสูงถึง 100% ของมูลค่ารถยนต์จากราคาประเมินของธนาคารฯ แค่นี้ก็มีทุนให้คุณไปทำบ้านในฝันให้เป็นจริงได้แล้ว แถมยังมีรถไว้ใช้ขับต่อไปอีกด้วย อยากรู้ว่ารถของคุณประเมินได้เท่าไรลองเข้าไปประเมินราคาเบื้องต้นได้ที่หน้า คำนวณสินเชื่อ ได้เลย   ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.car4cash.com
เผยเทรนด์แต่งบ้านปี 2017 ที่เด็ดจนคุณไม่ควรพลาด

เผยเทรนด์แต่งบ้านปี 2017 ที่เด็ดจนคุณไม่ควรพลาด

ปีใหม่ที่กำลังมาถึงนี้ หลายคนอาจกำลังมีแผนตกแต่งบ้านใหม่ให้น่าอยู่กว่าเดิมกันใช่มั้ยครับ ถ้าอยากให้บ้านออกมาสวยทันสมัย ไม่มี OUT ต้องไม่พลาดอัพเดทเทรนด์การตกแต่งบ้านเหล่านี้ที่กำลังมาแรงต้อนรับปี 2017 จะมีเทรนด์ไหนน่าสนใจและน่านำไปปรับใช้บ้าง มาชมพร้อมๆ กันได้เลย 1. หวนสู่ธรรมชาติ: การแต่งบ้านสไตล์ธรรมชาติเป็นเทรนด์ที่มาแรงตั้งแต่ปี 2016 และยังคงฮิตข้ามปีไปจนถึงปี 2017 เนื่องจากผู้คนเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ จึงหันมาแต่งบ้านให้มีกลิ่นอายของธรรมชาติกันมากเพื่อทำบ้านให้เป็นทั้งที่พักกายและพักใจที่แท้จริง โดยนิยมตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุที่มีสีสันและลวดลายเสมือนวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ วัสดุทดแทนไม้ หิน แกรนิตโต้ ดินเผา เป็นส่วนประกอบ และบางบ้านก็ยังเลือกปลูกต้นไม้และทำบ่อน้ำเอาไว้ในบ้านอีกด้วย เพื่อช่วยปรับบรรยากาศให้ผ่อนคลายยิ่งขึ้น 2. สีสัน: กูรูด้านสีอย่าง Pantone ประกาศแล้วว่า เฉดสีที่จะมาแรงจนกลายเป็น "สีแห่งปี 2017" คือสีเขียว Greenery โดยให้เหตุผลว่า "เป็นเฉดสีแห่งความสดชื่นและการฟื้นฟูให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง" เพราะ Greenery เป็นสีของใบไม้ในวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ จึงเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้คนรู้สึกแจ่มใส มีกำลังใจ ผ่อนคลายกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น หลังจากปี 2016 ที่ผ่านมานั้นมีเรื่องเศร้าและเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นบนโลกมากมาย นอกจากสี Greenery แล้ว ทาง Pantone ก็ยังได้ประกาศเฉดสีอื่นๆ ที่จะมาแรงในปี 2017 นี้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นสีที่ดูสดใส และมีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ 3. กระเบื้องดินเผาและอิฐแดง: กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งจากเทรนด์การแต่งบ้านสไตล์ธรรมชาติ เพราะให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ อบอุ่น และมีความคลาสสิคในตัวเอง ทั้งนี้ อิฐแดงยังถูกนำไปใช้ตกแต่งผนังบ้านสไตล์ลอฟท์ซึ่งเป็นสไตล์ที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากชื่นชอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้าอยากแต่งบ้านโดยใช้กระเบื้องดินเผาและอิฐแดงแต่ไม่อยากให้บ้านดูย้อนยุคจนเกินไป ควรเลือกใช้ตกแต่งแค่บางส่วน อาทิ ผนังด้านใดด้านหนึ่ง แทนการใช้กับทุกส่วน ทุกห้องของบ้าน 4. โลหะ: ของตกแต่งและเครื่องใช้ที่ทำจากโลหะ โดยเฉพาะทองเหลือง เหล็ก หรือวัสดุที่มีความวาวแบบเมทัลลิค ซึ่งได้รับความนิยมในปี 2016 ก็ยังฮ็อตฮิตมาถึงปี 2017 เช่นเดียวกัน แต่คาดว่าสไตล์จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยปี 2016 คนส่วนใหญ่นิยมนำเครื่องโลหะไปใช้ตกแต่งในสไตล์วินเทจ แต่ปี 2017 จะนำเอาเครื่องโลหะไป Mix & Match กับสไตล์โมเดิร์นและสไตล์อื่นๆ มากขึ้น 5. มุมพักผ่อนส่วนตัว: ยุคนี้คนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจตัวเองและให้ความสำคัญกับความสุขส่วนตัวกันมากขึ้น จึงนิยมจัดมุมพักผ่อนที่สามารถตอบโจทย์ความสุขในแบบที่ตัวเองต้องการเอาไว้ภายในบริเวณบ้านด้วย ซึ่งมุมพักผ่อนของแต่ละคน แต่ละบ้าน ก็อาจไม่เหมือนกัน อย่างคนรักธรรมชาติก็อาจจัดมุมนั่งเล่นในสวน คนชอบดูหนังก็อาจทำห้องโฮมเธียเตอร์ หรือคนชอบอ่านหนังสือก็อาจแบ่งพื้นที่เป็นมุมอ่านหนังสือที่สงบและผ่อนคลาย ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.sherasolution.com/
5 ข้อผิดพลาดในการแต่งบ้าน

5 ข้อผิดพลาดในการแต่งบ้าน

ไม่ว่าใครก็อยากแต่งบ้านหลังสำคัญของตัวเองให้สวยงามน่าอยู่ด้วยกันทั้งนั้นจริงมั้ยครับ? แต่บางครั้ง ข้อผิดพลาดที่เราเผลอพลั้งไปอาจทำให้บ้านของเราหมดสวยได้ วันนี้เราจึงอยากเอาข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมาฝาก เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ระมัดระวังกันครับ 1. ไม่มองภาพรวม: บ่อยครั้งเจ้าของบ้านชื่นชอบการแต่งบ้านหลากหลายสไตล์และไม่สามารถตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ทำให้ภาพรวมของบ้านดูกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง เช่น ทำผนังปูนเปลือย โชว์โครงสร้างดูเท่ดิบแบบสไตล์ลอฟท์ แต่ใช้เฟอร์นิเจอร์บุนวมลวดลายอ่อนช้อยแบบวินเทจ แล้วตกแต่งด้วยของเล่นของสะสมไทยโบราณ หรือของบางอย่าง เมื่อวางอยู่เดี่ยวๆ ดูสวยถูกใจ แต่เมื่อนำมาจัดวางภายในบ้านแล้วกลับไม่เข้ากับสไตล์การแต่งบ้าน หรือไม่เข้ากับของชิ้นอื่นๆ ภายในบ้าน ทำให้ภาพรวมดูไม่สวยงามอย่างที่คิด 2. ใช้สีผิดพลาด: สี ส่งผลโดยตรงต่อบรรยากาศและอารมณ์ของบ้าน ข้อผิดพลาดเรื่องการใช้สีที่พบบ่อย เช่น   - ทาสีโดยไม่ได้ทดลองสี: ตัวอย่างสีบนชาร์ตสีอาจผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงได้ ควรลองทาบางส่วนแค่บางส่วนของบ้าน แล้วรอ 1-2 สัปดาห์ให้สีอยู่ตัวก่อน หากถูกใจ ค่อยทาทั้งผนังหรือทั้งบ้าน - ใช้สีเดียวกันหมดทั้งบ้าน: บางคนกังวลว่าส่วนต่างๆ ภายในบ้าน จะดูไม่เข้ากัน จึงเลือกใช้สีผนังและของตกแต่งเป็นสีเดียวกันทั้งหมด จนดูจำเจและขาดจุดสนใจ แนะนำให้หาสีอื่นๆ มาตัดกับสีหลักสัก 20-30% อาจเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือเป็นการทาสีบนผนังด้านใดด้านหนึ่งก็ได้ - ใช้หลายมากสีเกินไป: การใช้สีหลากหลายในสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน อาจทำให้แต่ละสีแย่งกันเด่น จนดูลายตามากกว่าสวยงาม ลองเปลี่ยนมาใช้สีหลักเพียง 1-2 สี จะดูลงตัวมากกว่า 3. แต่งเยอะจนดูรก: การมีเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งหลายชิ้น ไม่ได้การันตีว่าบ้านของเราจะออกมาสวยงาม เพราะของตกแต่งยิบย่อยที่มากเกินไปอาจทำให้บ้านดูรกและเลอะเทอะแนะนำให้เลือกของชิ้นใหญ่เป็นหลักสักชิ้น แล้วค่อยเสริมของตกแต่งอื่นๆ ในปริมาณที่พอดี จะทำให้บ้านของเราดูสวยสบายตา ทั้งยังโปร่งโล่งยิ่งขึ้น 4. ตัดสินใจซื้อของแต่งบ้านแบบปุบปับ: การตัดสินใจซื้อด้วยความพอใจชั่ววูบอาจทำให้ได้ของที่ไม่เหมาะกับบ้าน ขนาดไม่พอดีกับพื้นที่ หรือไม่เข้ากับของชิ้นเดิมที่มีอยู่ หรือการซื้อเพียงเพราะอยากตามเทรนด์โดยที่ไม่ได้ชอบของชิ้นนั้นจริงๆ เมื่อเลิกฮิตแล้ว ของชิ้นนั้นก็หมดคุณค่า 5. ไม่คำนึงถึงไลฟ์สไตล์คนในบ้าน: บ้าน มีไว้สำหรับใช้ชีวิต หากแต่งบ้านโดยเน้นความสวยงามอย่างเดียว โดยไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันของคนในบ้าน ไม่สะดวกสบาย ไม่ปลอดภั้ย บ้านหลังนี้ก็ไม่ใช่บ้านที่น่าอยู่ สำหรับข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เช่น บ้านมีผู้สูงอายุ แต่เลือกใช้วัสดุปูพื้นที่มีผิวเรียบลื่น หรือบันไดดีไซน์แปลกแต่เดินขึ้นลงยาก เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ, บ้านมีเด็กเล็กและสัตว์เลี้ยงแต่ใช้ของแต่งบ้านที่แตกหักง่าย หรือใช้พรม/ผนังสีอ่อนสกปรกง่าย หรือ บางบ้านเน้นซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์ถูกใจ มีเอกลักษณ์ แต่ใช้งานจริงไม่สะดวก เพียงหลีกเลี่ยง 5 ข้อผิดพลาดเหล่านี้ เราก็สามารถแต่งบ้านได้สวยงามและลงตัวกับการอยู่อาศัยแล้วล่ะครับขอให้มีความสุขกับการตกแต่งบ้านนะครับ ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.sherasolution.com/
4 ข้อควรทำเพื่อห้องน้ำปลอดภัย ไร้โรค ไร้อุบัติเหตุ

4 ข้อควรทำเพื่อห้องน้ำปลอดภัย ไร้โรค ไร้อุบัติเหตุ

ห้องน้ำ เป็นห้องที่เราใช้ชำระร่างกายและปลดทุกข์ จึงต้องเจอกับน้ำ ความเปียกชื้น และสิ่งสกปรกอยู่บ่อยๆ จนอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนในบ้านได้ ทั้งยังเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายด้วย เราจึงขอแนะนำ 4 เรื่องสำคัญที่เราควรใส่ใจในการสร้างและดูแลห้องน้ำ เพื่อสุขอนามัยที่ดี รวมถึงเพื่อความปลอดภัยของครอบครัวเราครับ 1. การระบายอากาศ: ในห้องน้ำอาจมีปัญหากลิ่นและความชื้นสะสม จึงควรป้องกันแต่เนิ่นๆ โดยออกแบบห้องน้ำให้มีช่องสำหรับระบายอากาศ โดยอาจทำเป็นหน้าต่าง ช่องว่างด้านบน หรือใช้ฉลุช่องลมสำเร็จรูปช่วยพรางตาด้วยก็ได้ นอกจากนี้ อาจติดตั้งพัดลมดูดอากาศเพื่อช่วยจัดการกลิ่นและความชื้นให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น หากเป็นไปได้ ห้องน้ำควรอยู่ในพื้นที่ที่มีแสงธรรมชาติเข้าถึงบ้าง เพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรีย ช่องระบายอากาศและรับแสงภายในห้องน้ำ ฉลุช่องลมเฌอร่า 2. สุขลักษณะ: การติดตั้งระบบโถสุขภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นแบบนั่งยองหรือโถชักโครกก็ต้องสร้างอย่างถูกสุขลักษณะ สามารถกักเก็บของเสียได้ดี ที่สำคัญต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการรั่วซึม เพื่อไม่ให้กลิ่นมารบกวนและป้องกันไม่ให้เกิดโรคติดต่อ เช่น อหิวาตกโรค โรคบิด ไข้รากสาด พยาธิลำไส้ โถสุขภัณฑ์แบบชักโครก ระบบการทำงานของโถชักโครก 3. สิ่งสกปรกและแบคทีเรีย: สิ่งสกปรกในห้องน้ำอาจทำให้เกิดคราบฝังแน่นยากต่อการทำความสะอาด แบคทีเรียเมื่อเจอกับความชื้นในห้องน้ำก็จะเติบโตได้ดีจนอาจลุกลามเกิดเป็นเชื้อราบริเวณที่เป็นปูนและกาวยาแนว จึงแนะนำให้ทำความสะอาดห้องน้ำและสุขภัณฑ์เป็นประจำเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและแบคทีเรียตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงทำห้องน้ำให้แห้งมากที่สุด เพื่อขัดขวางการเติบโตของแบคทีเรีย สำหรับใครที่ต้องการติดตั้งพื้นห้องน้ำด้วยแผ่นพื้นเฌอร่าบอร์ด อย่าลืมติดตั้งระบบกันซึมก่อนทำการปูกระเบื้องทับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความชื้นและแบคทีเรียใต้แผ่นกระเบื้อง ทำความสะอาดห้องน้ำสัปดาห์ละครั้ง ยับยั้งความสกปรก ก่อนปูกระเบื้องทับแผ่นพื้นเฌอร่าบอร์ด อย่าลืมติดตั้งระบบกันซึม 4. ความปลอดภัย: ห้องน้ำเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายและยังเป็นจุดที่ลับตาคน จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยติดตั้งไฟให้มีแสงสว่างเพียงพอ เลือกปูพื้นด้วยวัสดุที่มีผิวหยาบ หลีกเลี่ยงกระเบื้องที่ผิวเรียบมันเพราะเมื่อถูกน้ำจะทำให้ลื่นล้มได้ง่าย หลีกเลี่ยงการทำพื้นเล่นระดับหลายๆ ชั้น เพราะอาจเกิดการสะดุดล้มได้ และแนะนำให้ติดตั้งลูกบิดประตูที่สามารถไขจากด้านนอกได้กรณีที่เกิดเหตุไม่คาดคิด สำหรับบ้านที่มีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในห้องน้ำ เช่น ปลั๊กไฟ สวิตซ์ไฟ เครื่องทำน้ำอุ่น ควรติดตั้งให้สูงจากบริเวณที่น้ำกระเซ็นโดนเพื่อป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ที่สำคัญอย่าลืมติดตั้งสายดินและเบรกเกอร์ด้วย พื้นห้องอาบน้ำผิวหยาบหรือขรุขระ ช่วยลดการลื่นล้ม ติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นบนที่สูง เพื่อความปลอดภัย เห็นมั้ยครับว่าสุขอนามัยและความปลอดภัยในห้องน้ำไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่ให้ความสำคัญครบทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมา ก็มั่นใจได้อีกขั้นแล้วครับว่าคุณภาพชีวิตของคนในครอบครัวเราจะดีขึ้นอย่างแน่นอน ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.sherasolution.com
6 จุดเสี่ยงอุบัติเหตุภายในบ้าน

6 จุดเสี่ยงอุบัติเหตุภายในบ้าน

ถ้าอยากให้บ้านเป็นที่พักผ่อนที่ปลอดภัยไร้อุบัติเหตุ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคนในครอบครัว อย่าละเลย 6 จุดเสี่ยงอันตรายเหล่านี้ 1. บันได: เป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ โดยเฉพาะบ้านที่สร้างบันไดให้ชันหรือคดเคี้ยวมากเกินไปจนไม่สอดคล้องกับการก้าวก็จะยิ่งหกล้มพลัดตกบันไดได้ได้ง่ายทางที่ดีควรสร้างบันไดที่มีความชันไม่เกิน 45 องศา ลูกตั้งแต่ละขั้นไม่ควรเกิน 21.5 ซม. ลูกนอนไม่ควรน้อยกว่า 25 ซม. ทำชานพักทุก 3 เมตร ทำราวบันไดสำหรับกันตกและช่วยพยุงตัวสูงอย่างน้อย 80 ซม.นอกจากนี้ ควรใช้วัสดุที่ไม่ลื่น และหลีกเลี่ยงการวางของกีดขวางบนขั้นบันได 2. พื้น: แม้เป็นพื้นราบก็อาจเกิดเหตุหกล้มได้หากพื้นลื่น ยิ่งเป็นพื้นห้องน้ำที่เปียกบ่อยยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เราจึงไม่ควรเลือกวัสดุปูพื้นที่มีผิวลื่นมันจนเกินไป และไม่ควรปล่อยให้มีข้าวของวางระเกะระกะบนพื้น เพราะอาจทำให้สะดุดล้มได้รับบาดเจ็บ บ้านไหนมีผู้สูงอายุยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะการหกล้มเพียงครั้งเดียวอาจเป็นอันตรายร้ายแรงจนอาจถึงแก่ชีวิตได้ 3. เครื่องใช้ไฟฟ้า: สายไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟดูดได้ จึงควรตรวจสอบสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นประจำ หากพบว่าชำรุดควรรีบซ่อมทันที โดยเฉพาะสายไฟฟ้าที่ฉนวนชำรุด หรือสายหลุด/ขาดลงพื้น สำหรับบ้านที่มีเด็กเล็กอาจติดฝาครอบปิดเต้ารับเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กๆ แหย่ปลั๊กไฟเล่น ทั้งนี้ อย่าลืมระมัดระวังเรื่องการใช้งานด้วย เพราะบางอย่างที่ดูไม่อันตรายกับผู้ใหญ่อาจจะเป็นอันตรายต่อเด็ก เช่น พัดลมที่กำลังหมุน ความร้อนจากกาน้ำร้อนและเตารีด เป็นต้น 4. ห้องน้ำ: ในห้องน้ำมีจุดเสี่ยงหลายจุด อาทิ พื้นกระเบื้องที่เปียกและลื่นอาจทำให้ล้มได้ง่าย ควรปูด้วยกระเบื้องผิวหยาบ และอาจแบ่งโซนเปียก/แห้งเพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น, เครื่องทำน้ำอุ่น อย่าให้น้ำสัมผัสถูกตัวเครื่องโดยตรงและต้องติดตั้งสายดินเพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร, อ่างอาบน้ำ หากเป็นทรงมนและพื้นผิวลื่นอาจทำให้หกล้มขณะก้าวขึ้นลงอ่าง อาจติดยางกันลื่นหรือราวช่วยจับ และถ้าบ้านของคุณมีผู้สูงอายุ อย่าลืมติดราวไว้ตามผนัง โดยเฉพาะบริเวณที่ต้องมีการลุกนั่ง เพื่อช่วยพยุงตัวไม่ให้เกิดการล้ม 5. ครัว: ในครัวมักมีของมีคมและเครื่องแก้ว/เซรามิคที่แตกหักได้ง่าย ควรหาที่เก็บที่มิดชิด ไม่ตกหล่นง่าย และห่างไกลจากมือเด็กๆ นอกจากนี้ ขณะประกอบอาหาร อาจมีของร้อน มีการใช้ไฟ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ควรระมัดระวังไม่ให้เด็กๆ เข้าใกล้ โดยไม่มีผู้ดูแล เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้แบบไม่ทันตั้งตัว 6. หน้าต่างและระเบียง: เป็นจุดที่อาจเกิดการพลัดตกได้ง่าย โดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่ชอบปีนป่ายโดยไม่มีผู้ปกครองคอยดูแล แนะนำให้ปิดหน้าต่างให้สนิทและหลีกเลี่ยงการวางเฟอร์นิเจอร์ไว้ใกล้หน้าต่างเพราะเด็กอาจปีนและพลัดตกหน้าต่างได้ สำหรับระเบียงบ้าน ให้ทำที่กันตกที่มีความสูงอย่างน้อย 90 ซม. นอกจาก 6 จุด ที่กล่าวมาแล้ว หากบ้านของใครมีมุมมืดที่แสงสว่างเข้าไม่ถึง ก็อาจเสี่ยงต่อการสะดุดล้มหรือชนสิ่งกีดขวางที่เรามองไม่เห็นได้ เพราะฉะนั้น อย่าลืมติดตั้งหลอดไฟหรือโคมไฟให้ทั่วถึง เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัวเรา   ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.sherasolution.com
บ้านนี้ดี อยู่แล้วรวย ด้วยหลักฮวงจุ้ย

บ้านนี้ดี อยู่แล้วรวย ด้วยหลักฮวงจุ้ย

เชื่อกันว่า "ฮวงจุ้ย" ส่งผลต่อชีวิตของผู้อยู่อาศัยในหลายๆ ด้าน รวมถึงความมั่งคั่งร่ำรวยซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา เพราะฉะนั้นเรามาลองมาปรับฮวงจุ้ยเพื่อเสริมสิริมงคล เรียกโชคลาภและทรัพย์สิน ด้วยหลักการเหล่านี้ ที่คุณเองก็ทำได้ 1. เปิดรับพลังงานดี: บริเวณหน้าบ้านถือเป็นด่านแรกของการรับทรัพย์ และถือเป็นบ่อเกิดของ "ชี่" หรือพลังงานดี ที่จะไหลเวียนเข้ามาสร้างความสมบูรณ์พูนสุขให้กับคนในบ้าน เราจึงควรทำประตูและสวนหน้าบ้านให้โปร่งโล่ง ไม่มีสิ่งกีดขวาง หินก้อนใหญ่ หรือต้นไม้ใหญ่ มาบดบังทางเข้า เพื่อให้โชคลาภเข้ามาในบ้านเราได้อย่างสะดวก 2. กักเก็บทรัพย์: เพื่อป้องกันไม่ให้โชคลาภและทรัพย์สินรั่วไหล ทางฮวงจุ้ยแนะนำว่าควรสร้างรั้วและประตูรั้วให้มีความสูงเท่ากัน หลีกเลี่ยงรั้วที่มีเหล็กปลายแหลมหันชี้เข้าบ้าน สำหรับประตูบ้าน ก็ไม่ควรให้ประตูหน้ากับประตูหลังตรงกัน แต่หากสร้างไปแล้ว สามารถแก้ไขได้โดยนำฉากหรือม่านมากั้น นอกจากนี้ ถ้ามีส่วนใดในบ้านที่แตกร้าวรั่วซึม แนะนำให้รีบซ่อมแซมให้เรียบร้อย เพราะฮวงจุ้ยเชื่อว่ารอยร้าวจะทำให้เก็บเงินไม่อยู่ โชคลาภ และสิ่งดีๆ ที่เข้ามาก็อาจหลุดลอยไปได้ง่ายๆ 3. โชคลาภไหลเวียนทั่วบ้าน: เพื่อให้พลังงานดีเข้าถึงทุกส่วนของบ้าน เราควรจัดบ้านให้โล่ง เป็นระเบียบ เน้นให้อากาศถ่ายเทได้อย่างสะดวก ไม่รก ไม่อับทึบ และภายในบ้านควรมีแสงสว่างเพียงพอในทุกจุด เพราะทางฮวงจุ้ยเชื่อว่า การมีมุมมืดทึบในบ้าน จะทำให้พลังหยินมากเกินไป จนเกิดเป็น "เคราะห์ห้องมืด" ที่อาจทำให้คนในบ้านเราอับโชค 4. ดึงดูดความมั่งคั่ง: ควรดูแลบ้านให้สะอาดและสวยสดใสอยู่เสมอ เพราะสภาพแวดล้อมที่ดีก็จะดึงดูดสิ่งดีๆ รวมถึงโชคลาภเงินทองให้เข้ามาสู่ตัวเรา ทั้งนี้อาจเลือกใช้สีม่วงและสีเขียวตกแต่งบ้านทางทิศตะวันออกหรือทางหน้าบ้านที่หันไปยังทิศใต้เพื่อเสริมความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรือง หากมีสวนหน้าบ้านต้องบำรุงดูแลให้เขียวขจีอยู่เสมอ และอาจเลือกปลูกดอกไม้สีสดใส พร้อมทำสระน้ำเพื่อส่งเสริมให้โชคลาภเงินทองอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยหลักง่ายๆ เพียง 4 ข้อ ก็ช่วยปรับฮวงจุ้ยเสริมความร่ำรวยให้กับบ้านเราได้แล้วล่ะครับ ว่าแล้ววันหยุดนี้ก็ชวนคนในครอบครัวมาช่วยกันทำคนละไม้คนละมือดีกว่า งานนี้นอกจากจะได้เสริมฮวงจุ้ยแล้ว ยังช่วยสร้างบรรยากาศที่ดียิ่งขึ้นให้กับบ้านเราด้วยนะครับ ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.sherasolution.com

1 2 3 4 ... 6