Life+Style

 

Life+Style ล่าสุด

1 ... 14 15 16 17
คนผ่อนบ้านกับผ่อนรถ ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้ใครมากกว่ากัน

คนผ่อนบ้านกับผ่อนรถ ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้ใครมากกว่ากัน

คนที่อยากมีบัตรเครดิตใช้และได้สมัครบัตรเครดิตกับธนาคารไปก็ย่อมอยากรู้ว่าตัวเองจะได้รับการอนุมัติหรือไม่ ซึ่งความกังวลใจเหล่านี้อาจจะมาจากด้วยหลากหลายเหตุผลที่ทำให้ไม่มั่นใจในการขออนุมัติบัตร เช่น เคยมีประวัติจ่ายหนี้ช้าบ้าง แต่ไม่เคยไม่จ่าย หรือปัจจุบันมีภาระหนี้อยู่เยอะ บางคนก็ผ่อนบ้าน บางคนก็ผ่อนรถยนต์ จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่าระหว่างคนผ่อนบ้านกับผ่อนรถ ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้ใครมากกว่ากัน   หากมองในมุมของระยะเวลาในการผ่อน การผ่อนรถยนต์ก็จะดูเป็นภาระน้อยกว่าเพราะผ่อนไม่กี่ปีก็จบ ในขณะที่คนที่ผ่อนบ้านจะต้องผ่อนเป็นเวลานานเป็นสิบปีถือว่าเป็นภาระหนี้ที่ยาวนาน ถ้ามองในมุมนี้ โอกาสที่ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้กับคนที่ผ่อนรถยนต์ก็มากกว่าคนที่ผ่อนบ้าน   แต่หากมองในอีกมุมเรื่องของเครดิตที่เกิดจากการขอสินเชื่อนั้น การที่คนเราได้รับอนุมัติกู้เงินซื้อบ้านได้ต้องถือว่ามีเครดิตที่ดีมาก ต้องผ่านการพิจารณาหลักเกณฑ์ต่าง ๆ จนธนาคารมั่นใจได้จึงปล่อยเครดิตกู้บ้านให้ได้ หากมองในมุมที่การขอสินเชื่อบ้านนั้นยากกว่าการขอสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารก็น่าจะอนุมัติบัตรเครดิตให้กับคนที่ผ่อนบ้านมากกว่าคนที่ผ่อนรถยนต์   ในความเป็นจริงแล้ว เหตุผลที่ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้กับลูกค้าหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องว่าลูกค้าคนนั้นผ่อนบ้านหรือผ่อนรถยนต์อยู่เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องดูปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายด้วย โดยการอนุมัติบัตรเครดิตในปัจจุบันธนาคารจะใช้ระบบที่เรียกว่า Credit Scoring โดยนำหลักเกณฑ์ คุณสมบัติและข้อมูลรายละเอียดของลูกค้ามาจัดทำเป็น Score เพื่อดูว่าลูกค้าคนนั้นผ่านเกณฑ์หรือไม่ หากผ่านเกณฑ์ก็หมายความว่าได้รับอนุมัติ แต่หากไม่ผ่านก็หมายความว่าไม่ได้รับอนุมัตินั่นเอง   โดยข้อมูลที่นำมาเป็นปัจจัยในการทำ Credit Scoring ก็อาจจะแตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละธนาคาร ธนาคารหลายแห่งใช้ผลวิเคราะห์จากสถิติของลูกค้าธนาคารในอดีตเพื่อนำมากำหนดเป็น Credit Scoring ใช้ในการพิจารณาการอนุมัติหรือไม่อนุมัติบัตรเครดิตใหม่ให้กับลูกค้าด้วย ยกตัวอย่างสิ่งที่จะมีผลกับ Credit Scoring เช่น อายุ คนที่มีอายุน้อยจะได้คะแนนน้อยกว่าคนที่อยู่ในช่วงวัยกลางคนหรือเป็นผู้ใหญ่กว่า เพราะธนาคารมองว่าคนที่เป็นผู้ใหญ่ทำงานมานานมีความมั่นคงทางการงานและการเงินมากกว่า ส่วนคนที่มีอายุน้อยก็อาจเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นานและยังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนงานได้อีก ส่วนคนที่มีอายุมากอยู่ในวัยใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้วก็อาจได้คะแนนเครดิตน้อยกว่าคนที่อยู่ในวัยทำงานเพราะธนาคารก็มองอีกเช่นกันว่าคนเหล่านี้อีกไม่นานก็จะถึงวัยที่ไม่ได้ทำงานมีรายได้อีกต่อไป อาชีพ คนที่มีอาชีพมั่นคง เช่น แพทย์หรือวิศวกรมีโอกาสที่จะได้รับอนุมัติบัตรเครดิตมากกว่าอาชีพอื่น ๆ เพราะธนาคารถือว่าการงานมั่นคงต่อให้ต้องย้ายที่ทำงานก็มีงานรองรับแน่นอน เมื่อเทียบกับอาชีพผู้รับเหมาก่อสร้างหรือพนักงานขายที่รายได้อาจจะไม่มั่นคงมีขึ้นมีลงได้ตลอด การศึกษา คนที่มีการศึกษาสูงกว่า เช่น จบปริญญาเอกหรือปริญญาโท มีโอกาสที่จะได้คะแนนเครดิตสูงกว่าคนที่เรียนไม่จบหรือจบแค่ปริญญาตรี เพราะธนาคารมองว่าคือโอกาสในการทำงานที่มีความมั่นคง เพศ มีเช่นกันสำหรับบางธนาคารที่ให้คะแนนเครดิตผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เพราะถือว่าเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องทำงานและเป็นคนที่มีรายได้ แต่บางธนาคารก็ให้คะแนนเครดิตผู้หญิงมากกว่าก็มี เพราะมองในมุมว่าผู้หญิงมีความรับผิดชอบสูงกว่า ประวัติสินเชื่อ คนที่มีเครดิตคือเคยกู้เงินมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตใบก่อนหน้า สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์หรือเงินกู้อะไรก็แล้วแต่ ธนาคารจะพิจารณาให้คะแนนเครดิตคนเหล่านี้มากกว่าคนที่ไม่เคยมีเครดิตหรือขอสินเชื่อที่ไหนมาก่อนเลย รายได้ ข้อมูลรายได้ของลูกค้าแน่นอนว่าต้องเป็นส่วนหนึ่งของการให้คะแนนเครดิต คนที่มีรายได้สูงกว่าก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้รับอนุมัติบัตรเครดิตมากกว่าคนที่มีรายได้น้อย ภาระหนี้ ภาระหนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะบอกถึงความสามารถในการชำระหนี้ก้อนใหม่ที่ลูกค้ากำลังสมัครเข้ามา ลูกค้าที่มีภาระหนี้น้อยกว่าก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้รับอนุมัติบัตรเครดิตมากกว่าลูกค้าที่มีภาระหนี้เยอะ   ที่ยกมาก็เป็นเพียงแค่ตัวอย่างของปัจจัยที่มีผลกับ Credit Scoring ที่ธนาคารใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาอนุมัติบัตรเครดิตให้กับลูกค้าเท่านั้น อาจมีปัจจัยอะไรอื่น ๆ อีกที่เราไม่สามารถรู้ได้ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นนโยบายของแต่ละธนาคารที่แตกต่างกันไป น้ำหนักคะแนนของแต่ละปัจจัยว่าเรื่องไหนจะมากหรือน้อยก็ไม่มีสูตรตายตัวแล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคารอีก จึงเป็นเรื่องที่ตอบได้ยากในบางครั้งว่าเพราะเหตุใดบางคนถึงสมัครบัตรเครดิตแล้วไม่ผ่าน หรือบางคนสมัครบัตรเครดิตกับธนาคารหนึ่งไม่ผ่าน แต่สมัครกับอีกธนาคารหนึ่งอาจจะผ่านก็เป็นได้   เรื่องการผ่อนบ้านหรือผ่อนรถธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้กับใครมากกว่ากัน จึงเป็นเรื่องที่ตอบยาก ต้องดูเรื่องภาระหนี้ด้วยเป็นสิ่งสำคัญ หากมีรายได้มากแม้ผ่อนบ้านหรือผ่อนรถแล้ว ภาระหนี้ก็ยังไม่ถึง 40% แบบนี้โอกาสที่จะได้รับอนุมัติบัตรเครดิตก็ย่อมสูงขึ้น อย่างลูกค้าบางรายเมื่อได้รับอนุมัติสินเชื่อบ้านเรียบร้อย ผ่อนจ่ายไปไม่กี่เดือน ธนาคารก็โทรมาเสนอบัตรเครดิตให้ใช้โดยไม่ต้องเสียเวลาสมัครก็มี หรืออย่างคนที่ผ่อนรถอยู่ก็มีที่สมัครบัตรเครดิตแล้วได้หรือไม่ได้รับอนุมัติมีทั้งสองแบบด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป   ดังนั้นการที่ธนาคารจะอนุมัติบัตรเครดิตให้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราผ่อนบ้านหรือผ่อนรถอยู่เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ประกอบอีกมากมายขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคาร   ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://money.sanook.com/424023/
ผ่อนบ้าน (คอนโด) แนวฮาร์ดคอร์ หมดภายใน 7-10 ปี

ผ่อนบ้าน (คอนโด) แนวฮาร์ดคอร์ หมดภายใน 7-10 ปี

วิธีผ่อนบ้านหรือคอนโดให้หมดภายใน 7-10 ปี สำหรับคนที่อยากหมดหนี้บ้านหรือคอนโดไว ๆ ไม่ต้องผ่อนนาน อาจฟังดูเหลือเชื่อ แต่ชายคนนี้ก็ทำได้จริง ๆ   ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจอยากมีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง ชายคนนี้เลยคิดหาวิธีผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ๆ ที่กล้าบอกเลยว่าทำได้จริง ๆ เพราะเขาทำมาแล้ว อีกทั้งวันนี้ คุณ Mr.Worldwide สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ก็ได้นำประสบการณ์การปลดหนี้บ้านภายใน 7-10 ปีมาบอกต่อกันด้วย ไว้เป็นไกด์ไลน์ให้กับคนที่มีหนี้บ้านหรือคอนโดอยู่ตอนนี้ "ผ่อนบ้าน (คอนโด) แนวฮาร์ดคอร์ หมดภายใน 7-10 ปี" ฟันธง ! โดย คุณ Mr.Worldwide คือผมอยากแชร์ประสบการณ์วิธีผ่อนบ้านและคอนโด ที่ผมเคยทำตั้งแต่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือน เริ่มต้นตั้งแต่สมัยที่ผมยังมีเงินเดือนแค่ 14,000 บาท เมื่อประมาณ 18 ปีที่แล้ว เลื่อนตำแหน่งเปลี่ยนงานมาก็มาก จนปัจจุบันมาทำธุรกิจส่วนตัว จึงมั่นใจว่าวิธีการจัดการผ่อนบ้านของผมค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจสำหรับตัวเอง และคิดว่าน่าจะพอเป็นไกด์ไลน์ให้คนที่กำลังจะซื้อบ้านหรือคอนโดมาให้ทราบกันครับ   ขอบอกว่าแนวทางผมอาจจะ "อึดอัด" และต้องมี "วินัยสูง" แต่รับประกันว่าสามารถลดเวลาผ่อนสินทรัพย์ของท่านจาก 25-30 ปีหรืออาจจะมากกว่าจนผ่อน 7-10 ปีได้ !!! ยกตัวอย่างผ่อนบ้าน ผมเริ่มคิดที่จะมีสินทรัพย์แรกคือ ทาวน์โฮมครับ เป็นทาวน์โฮมที่อยู่เกือบจะในเมืองหรือเกือบจะนอกเมือง 555 (คือมันอยู่ปลาย ๆ พระราม 9) ราคาประมาณ 4 ล้านบาท สมัยนั้นผมทำงานบริษัท หน้าที่การงานดี ได้เงินเดือน ๆ ละ 55,000 บาทครับ พอตัดสินใจจะซื้อ เซลส์มักจะโน้มน้าวเราต่าง ๆ นานา เพราะเห็นว่าเราคงกู้ผ่านแน่ ๆ "ผ่อนเดือนละ 20,000 บาทเองค่ะ สบาย ๆ" ประโยคนี้อันตรายครับ เพราะหากเป็นคนทั่วไปมักจะคิดว่าเงินเดือน 5 หมื่นกว่าบาท ผ่อนแค่ 2 หมื่นบาท ชิล ๆ ใช่ไหมครับ ?   วิธีคิดของผมคือ ถ้าเราชอบสินทรัพย์นั้น ๆ ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคอนโด บ้าน หรือทาวน์เฮ้าส์ แต่ท่านตั้งใจจะซื้อแน่นอน "ถ้าเราต้องผ่อน 20,000 บาท (ตัวอย่าง) ให้เราคิดว่าเราต้องผ่อนเป็น "2 เท่า" คือ 40,000 บาทให้ได้ ผมถึงจะซื้อครับ"   อ่านถึงตรงนี้คงมีคนบอก  "ถ้าอย่างนั้นอย่าผ่อนเลย ไม่มีวันมีบ้านหรอกชาตินี้" คิดแบบนั้นก็คือ ผ่อนไปตามนั้นเดือนละ 20,000 บาท ก็จะไปจบที่ผ่อน 25-27 ปี ถึงจะได้เป็นเจ้าของจริง ๆ (โดยประมาณของดอกเบี้ยลดต้นลดดอกของการผ่อนบ้าน) แต่ผมบอกแล้ววิธีผ่อนบ้านของผม "ฮาร์ดคอร์" ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้น เพราะรู้ไหมครับว่าดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านแพงมาก ๆ ท่านจะทราบก็ต่อเมื่อเป็นลูกหนี้แล้วเท่านั้น เอาดอกเบี้ยมาตรฐานทั่วไป MLR-1% หรือดอกเบี้ยประมาณ 5-7% ต่อปี เพราะเวลาเราผ่อนบ้าน 1-3 ปีแรก มันจะมีดอกเบี้ยหลายแบบ ทั้ง 0% ปีแรกบ้าง ปีต่อไปลอยตัว (อันนี้ไม่ค่อยมีแล้ว) แบบขั้นบันไดบ้าง ผมขอไม่ลงดีเทลนะครับ ขอสมมุติว่าดอกเบี้ย 5-7% ต่อปีแบบเท่ากันหมด (ซึ่งส่วนใหญ่เราก็ผ่อนกันเกิน 3 ปีกันอยู่แล้ว แล้วค่อยรีไฟแนนซ์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) แต่ถ้าเอาแบบบ้าน ๆ ก็คือ เวลาบิลเรียกเก็บค่างวดมาที่บ้าน หากท่านผ่อนเดือนละ 20,000 บาท ท่านจะเห็นในบิลเลยว่า ดอกเบี้ย = 12,000 บาท (หัก) เงินต้น = 8,000 บาท (เอาเลขกลม ๆ) นี่คือค่าผ่อนต่อเดือนนะครับ คราวนี้ดอกเบี้ยแพงหรือยังครับ กู้ไป 4 ล้านบาทเมื่อไรจะหมด ? (4,000,000-8,000 = 3,992,000)   แต่ผ่อน "2 เท่า" ตามวิธีของผมก็คือ 40,000 บาท เหลือกินใช้ 15,000 บาท (สำหรับคนไม่มีภาระนะครับ หากมีภาระแล้ว อยากใช้วิธีนี้แนะนำให้ดูสินทรัพย์ที่ถูกลงมาครับ) "20,000 บาทแรก" (ดอกเบี้ย 12,000 บาท+หักเงินต้น 8,000 บาท) "20,000 บาทหลัง" (หักเงินต้น 100% หรือหักไปเลยอีก 20,000 บาท)  ^_^ หมายความว่า ท่านจะสามารถหักเงินต้นเดือนนั้นได้ถึง 8,000+20,000 บาท หรือ "3.5 เท่า" ของการหักโดยปกติ (4,000,000-28,000 = 3,972,000)   เห็นไหมครับว่าเงินต้นที่กู้ธนาคารมาลดลงเร็วขึ้น เพราะเราได้จ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่างวด 20,000 บาทแรกแล้ว ท่านก็ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ พอสิ้นปีได้โบนัส ถูกหวย หรือได้เงินพิเศษมาก็จ่ายเพิ่มหนักหน่อย แต่บางครั้งเราก็จำเป็นต้องใช้เงิน ท่านก็สามารถลดเงินค่างวดพิเศษลงได้หรือไม่จ่ายเพิ่มในเดือนนั้น แต่อย่าทำบ่อยนะครับ ถ้ามีครั้งแรกย่อมมีครั้งที่ 2 เสมอ   พอผ่านไปสัก 3 ปี ผมกล้าพูดได้เลยว่าเงินต้นที่ท่านกู้จะลดลงไปมาก ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทแน่นอนครับ หนี้จาก "4 ล้านบาทก็จะเหลือไม่ถึง 3 ล้านบาท ประมาณ 2 ล้านบาทปลาย ๆ (ถ้าผ่อนแบบปกติครบ 3 ปี เงินต้นจะลดไปแค่ 1 แสนบาทเองครับ ลองคิดดู) หากท่านมีวินัย โปะไปเรื่อย ๆ หนี้สินก็จะหมดภายใน 5-7 ปี แล้วท่านก็จะปลอดหนี้ ถ้าไม่สร้างหนี้เพิ่มเหมือนผม   วิธีการคือ ตากปกติธนาคารมักจะให้หักค่างวดจากบัญชีของธนาคารนั้น ๆ เลย (20,000 บาทแรก) โดยเราสามารถจ่ายเพิ่มได้อีก 1 เท่า (20,000 บาทหลัง) ได้โดยการไปจ่ายที่เคาน์เตอร์ธนาคารนั้น ๆ ครับ แนะนำว่าควรไปจ่ายเพิ่มอีก 1 เท่าภายในเดือนนั้น ๆ แต่ควรเป็นต้นเดือน เพราะโดยปกติธนาคารจะเรียกเก็บค่างวดจากการหักบัญชีเราตอนสิ้นเดือน (ส่วนใหญ่วันที่ 30 ของทุกเดือน) เพราะถ้าเราจ่ายวันที่ 1 ของเดือนนั้น ธนาคารจะแอบคิดดอกเบี้ย 1 วัน (ประมาณ 500 บาท) หักเงินต้น (19,500 บาท) อ่าว…ไหนบอกหัก 100% ไง ?? คืออย่าเพิ่งตกใจครับ เพราะตอนธนาคารหักเงินจากบัญชีเรา วันที่ 30 ที่หักค่างวดปกติ ดอกเบี้ยก็จะคิดแค่ 29 วัน ไม่นับวันที่ 1 ที่เราจ่ายแล้วครับ เข้าใจแล้วใช่ไหมครับ   พอครบ 3 ปีเราค่อยไปรีไฟแนนซ์กับธนาคารอื่นที่เราจ่ายดอกเบี้ยน้อยกว่า เพราะจะมีโปรโมชั่นรีไฟแนนซ์ที่ดีกว่า เพราะพอครบ 3 ปีเราจะไม่ได้โปรโมชั่นจากธนาคารเดิมแล้ว "ปีที่ 4 ทุกธนาคารจะคิดดอกเบี้ยลอยตัวหมดครับ"  (ควรไปรีไฟแนนซ์หรือภาษาบ้าน ๆ เรียกว่าไปกู้ธนาคารอื่นครับ เพื่อโปรโมชั่นดอกเบี้ยที่ถูกลง อย่าทำก่อน 3 ปีนะครับ เพราะจะโดนค่าปรับไม่คุ้มครับ)   หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์สำหรับคนที่คิดกู้เงินซื้อบ้านนะครับ วิธีการนี้หากใช้ให้เป็น มันสามารถสร้างสินทรัพย์ได้ 4-5 อันในระยะเวลาเท่า ๆ กัน เมื่อเทียบกับคนทั่วไปที่ใช้เวลา 25-30 ปี ในการสร้างสินทรัพย์แค่อันเดียว แล้วถ้าหากสินทรัพย์เหล่านั้นที่ท่านเลือกเป็นสินทรัพย์ที่ดี ออกดอกออกผล สร้างรายได้หรือกระแสเงินสด (Cash Flow) ให้ท่านต่อเดือน เช่น ให้ค่าเช่า มันก็จะเป็นรายได้ให้ท่านอีกทางหนึ่ง หรือที่สมัยนี้นิยมเรียกกันว่า "Passive Income" ขอขอบคุณข้อมูลผ่อนบ้านดีๆ จาก คุณ Mr.Worldwide สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เกี่ยวกับการผ่อนบ้าน-คอนโด เคล็ดลับผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ดอกเบี้ยลด หมดหนี้ไว ผ่อนบ้านไม่ไหว ควรทำอย่างไรดี ผ่อนบ้านหมดไว เหมือนได้รถใหม่ 1 คัน
เก็บเงินซื้อบ้านทั้งที ต้องเก็บส่วนไหน เก็บอย่างไรบ้าง?

เก็บเงินซื้อบ้านทั้งที ต้องเก็บส่วนไหน เก็บอย่างไรบ้าง?

เชื่อการมีบ้านซักหลังคือความฝันของใครหลาย ๆ คน แม้ว่าการเก็บเงินซื้อบ้านในฝันอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถหากมีความตั้งใจ และหากผู้อ่านก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ฝันอยากจะมีบ้านซักหลัง แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นเก็บเงินอย่างไร วันนี้เรามีเทคนิคมาฝากค่ะ สิ่งที่ต้องทำเมื่อคิดจะเก็บเงินซื้อบ้าน 1.ตั้งเป้าหมาย หากคุณตัดสินใจที่จะมีบ้านเป็นของตัวเอง สิ่งแรกที่ควรทำคือ การตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น ต้องรู้ว่าตัวเองต้องการจะมีบ้านแบบไหน เป็นบ้านเดี่ยว บ้านสองชั้น ทาวน์เฮ้าส์ ห้องแถว หรือคอนโด ต้องการอาศัยอยู่ในพื้นที่ไหนมีทำเลแบบใด (ชานเมือง หรือ ใจกลางเมือง) รวมถึงราคาที่คุณต้องการด้วย 2.ประมวลความสามารถของตัวเอง การประมวลความสามารถ คือ การประมวลว่ามีรายได้และค่าใช้จ่ายต่อเดือนอยู่ที่เท่าไหร่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นตัวบอกได้ดีว่า คุณมีความสามารถมากพอที่จะรับภาระการเก็บเงินดาวน์บ้าน หรือผ่อนชำระค่างวดบ้านหรือไม่ การประมวลรายรับและรายจ่ายของตัวเอง จะทำให้รู้ตัวเองว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้เล็กหรือใหญ่เกินไปนั่นเองค่ะ 3.ลดรายจ่าย การลดรายจ่ายสามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่มีวินัยในการออมและใช้เงินอย่างมีสติ ยิ่งมีความฝันว่าอยากจะมีบ้านเป็นของตัวเองแล้วล่ะก็ การลดรายจ่ายจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากเลยทีเดียว เพราะเมื่อรู้ว่าสิ่งไหนสมควรจ่าย สิ่งไหนเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย จะช่วยลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ และการลดรายจ่ายจะทำให้มีเงินออมเพิ่มมากขึ้น 4.ปลดหนี้ให้หมดก่อนตัดสินใจกู้ซื้อบ้าน เนื่องจากบ้านหนึ่งหลังมีราคาที่ค่อนข้างสูง และเป็นสินค้าที่ใช้ระยะเวลาในการผ่อนชำระนานกว่าสินค้ารูปแบบอื่น ๆ ดังนั้นหากคิดวางแผนจะซื้อบ้าน แนะนำให้เคลียร์หนี้สินที่ค้างอยู่ให้หมดเสียก่อน เพราะหากต้องผ่อนหนี้อื่นไปพร้อม ๆ กับการผ่อนชำระค่างวดบ้าน จะเป็นภาระที่หนักเกินไป เทคนิคการเก็บเงินซื้อบ้าน 1.เก็บเงินเท่า ๆ กันทุกเดือน แม้ว่าในปัจจุบันธนาคารหลายแห่งจะเปิดโอกาสให้สามารถขอสินเชื่อกู้ซื้อบ้านกันได้ง่ายมากขึ้น เพียงแค่มีสลิปเงินเดือน ก็สามารถยื่นเอกสารขอกู้เงินเพื่อซื้อบ้านได้แล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้น อยากให้ลองคิดถึงดอกเบี้ยที่จะตามมาให้เยอะ ๆ เพราะการที่ทำเรื่องกู้ซื้อบ้านจากธนาคาร 100% แม้จะทำให้ได้บ้านในฝันสมใจ แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ ภาะระเงินต้นและดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวแทบไม่ทัน จึงเป็นเหตุผลที่แนะนำให้เก็บเงินให้ได้ซักก้อนก่อนจะตัดสินใจดาวน์บ้าน เพราะยิ่งเก็บเงินดาวน์บ้านได้จำนวนมากเท่าไหร่ เงินต้นและดอกเบี้ยที่ต้องผ่อนกับธนาคารก็จะลดน้อยลงด้วย ซึ่งการทำแบบนี้จะส่งผลดีในระยะยาว และหากตั้งเป้าหมายว่าจะซื้อบ้านซักหลัง แนะนำให้เริ่มต้นเก็บเงิน โดยหักจากรายได้ประจำซัก 15-20% และนำเงินจำนวนนี้ฝากบัญชีสำหรับซื้อบ้านไว้ ในจุดนี้จะต้องมีวินัยทางการเงินเป็นอย่างมาก ห้ามเบิกเงินจากบัญชีสำหรับซื้อบ้านออกมาใช้โดยเด็ดขาด ท่องไว้ว่า “เพื่อบ้านในฝัน” 2.หาช่องทางการลงทุน การเก็บเงินใส่บัญชีเงินฝากของธนาคารไว้ แม้จะเป็นเรื่องที่ควรทำ แต่ก็ได้ผลตอบแทนน้อยเพราะกว่าจะเก็บเงินได้ถึงจำนวนที่ต้องการ ราคาบ้านก็อาจจะสูงขึ้นไปจากเดิม ดังนั้นช่องทางการลงทุนจึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี ซึ่งช่องทางการลงทุนที่อยากแนะนำ คือช่องทางการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนสูง อย่างการลงทุนในกองทุน LTF/RMF การลงทุนพันธบัตรรัฐบาล ซื้อกองทุนรวม เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าลืมว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุนกับกองทุนอะไร ควรศึกษาข้อมูลการลงทุนต่าง ๆ ให้ดีเสียก่อน เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ 3.หาอาชีพเสริม หากอยากมีเงินก้อนไปดาวน์บ้านในฝันเร็ว ๆ แต่ไม่อยากเสี่ยงลงทุน การทำงานพิเศษเสริมเพิ่มรายได้ ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี  เมื่อคุณมีอาชีพเสริมก็หมายความว่า รายได้ต่อเดือนจะเพิ่มมากขึ้น และความสามารถในการเก็บเงินก็เพิ่มตามไปด้วย นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เมื่อตัดสินใจที่จะซื้อบ้าน นอกจากจะเคลียร์หนี้สินก่อนหน้าให้หมด ระหว่างที่ผ่อนชำระบ้านก็ไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม เพราะจะทำให้ภาระในการชำระหนี้มีสูงเกินกว่าที่จะรับผิดชอบไหวนั่นเอง   ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.banidea.com/
ไอเดียแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่น

ไอเดียแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่น

การแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่น ที่คงความเรียบง่าย แต่ดูยังไงก็ไม่เบื่อ ใครที่กำลังอยากได้ไอเดียไปจัดห้องใหม่ ลองมาดูไอเดียแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่นกันได้เลยค่ะ หลักการง่ายๆ ไม่มีอะไรยาก แค่เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้กับโทนสีขาวหรือสีเอิร์ธโทน ให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามา เน้นความเรียบง่าย ความเป็นธรรมชาติ และความรู้สึกอบอุ่น หรือจะหาต้นไม้สีเขียวๆ มาวางประดับ เท่านี้ก็ได้ห้องตามแบบฉบับสไตล์ญี่ปุ่นแล้วค่ะ 1.แต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่น ด้วยประตูบานเลื่อนกระดาษ ไอเดียแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่น ที่ยังไงยังไงก็ดูญี่ปุ่น ก็คือการใช้ประตูบานเลื่อนกระดาษ หรือจะเลือกใช้เป็นหน้าต่างบางบานก็ได้ ข้อดีก็คือ เราจะได้แสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามาจากช่องกระดาษเหล่านี้ด้วย   ขอบคุณภาพจาก pinterest : anutammiste ประตูบานเลื่อนตามสไตล์ญี่ปุ่นที่แท้จริง ส่วนมากจะใช้เป็นขอบวัสดุสีไม้ แต่สามารถประยุกต์ประตูบานเลื่อนกระดาษ ให้ดูทันสมัยขึ้นด้วยการเปลี่ยนสีขอบช่องหน้าต่างให้เป็นสีดำหรือขาวได้อีกด้วย ขอบคุณภาพจาก pinterest.com : yankeebarnhomes.stfi.re ในสมัยก่อนประตูบานเลื่อนอาจจะใช้เป็นกระดาษสา ซึ่งขาดได้ง่าย แต่สมัยนี้สามารถเปลี่ยนให้เป็นพลาสติกหรือกระจกติดฟิล์มสีขาวขุ่น หรืออาจจะใช้เป็นกระจกแล้วใส่ม่านสีขาวเข้าไป ก็สามารถสร้างอารมณ์ญี่ปุ่นๆได้เช่นกัน   ขอบคุณภาพจาก pinterest : slidingdoorco หากการเปลี่ยนประตูดูยากเกินไป แต่ว่ายังอยากแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่นอยู่ก็สามารถประยุกต์รูปแบบของประตูบานเลื่อนกระดาษมาใช้กับเฟอร์นิเจอร์หรือการตกแต่งอื่นๆ ได้เช่นกัน เช่น ประตูตู้เสื้อผ้า หรือฉากกั้น Walk in Closet 2.เฟอร์นิเจอร์ไม้แบบเรียบง่าย ให้การแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่นสมบูรณ์ขึ้น หลักการพื้นฐานของการแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่นก็คือ การใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก ตกแต่งผสมผสานกับโทนสีขาว หรือสีเอิร์ธโทน ถ้าแต่งห้องตามหลักการนี้ ยังไงสไตล์ห้องของคุณก็ต้องเป็นสไตล์ญี่ปุ่นแน่นอน   ขอบคุณภาพจาก pinterest : sightunseen เฟอร์นิเจอร์ไม้เรียบง่ายแบบมินิมอล จะจัดวางตรงไหนก็ยังคงรู้สึกอบอุ่นและไม่น่าเบื่อ   ขอบคุณภาพจาก pinterest : decomyplace.com ถึงแม้จะมีของเยอะ หรือมีของตกแต่งแนวอื่นๆ เพียงแค่คุมโทนของห้องด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ยังไงก็ให้ฟีลห้องสไตล์ญี่ปุ่น 3.ช่องแสงธรรมชาติก็แต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่นได้ การที่แสงธรรมชาติส่องเข้ามา ทำให้ห้องและสิ่งของต่างๆ มีแสงเงาและมิติ พร้อมให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบไม่ต้องแต่งอะไรให้มาก ขอบคุณภาพจาก pinterest : decorfacil ในห้องๆ หนึ่งควรหาช่องทางให้แสงสว่างจากภายนอกเข้ามาในห้องได้อย่างเต็มที่   ขอบคุณภาพจาก pinterest : sfgirlbybay หากห้องของคุณมีขนาดปานกลาง ไม่ใหญ่มาก การที่มีช่องแสงธรรมชาตินั้นจะช่วยให้ห้องดูโปร่งและดูอบอุ่นตลอดเวลา 4.ไอเทมยอดฮิตสำหรับแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่น : เสื่อ เบาะ หมอนอิง โต๊ะเล็ก อีกไอเดียของการแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่น นั่นก็คือ การใช้ เสื่อ เบาะ หมอนอิง โต๊ะเล็กมาจัดวางเป็นองค์ประกอบหนึ่งของห้อง แค่นี้ก็ได้กลิ่นอายห้องสไตล์ญี่ปุ่นแล้ว   ขอบคุณภาพจาก pinterest : dwellmedia จัดสรรพื้นที่ให้เป็นมุมพักผ่อนหย่อนใจที่แสนจะเรียบง่ายด้วยเสื่อและเบาะรองนั่ง ให้ความเป็นธรรมชาติสไตล์ญี่ปุ่นได้อย่างแท้จริง   ขอบคุณภาพจาก pinterest : allabout.co.jp มุมรับประทานอาหารก็สามารถเป็นอีกมุมที่เลือกใช้เบาะกับโต๊ะเล็กได้ และอาจจะตกแต่งด้วยของน่ารักๆ อย่างโคมไฟแบบญี่ปุ่น กระถางต้นไม้ หรือกรอบรูปที่เข้ากันได้ดี   ขอบคุณภาพจาก pinterest : hicbc.com พื้นที่ที่นำเบาะกับโต๊ะเล็กมาจัดวางไว้ โดยไม่จำเป็นต้องปูเสื่อแต่สามารถเลือกใช้พรมสีอ่อนๆ ที่เข้ากับห้องนั้นๆ ได้ ทำให้ห้องดูกว้างแถมยังใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ ที่จะสามารถนั่ง นอน ได้อย่างสะดวก 5.แต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่นแบบธรรมชาติ เสริมด้วยเอิร์ธโทน ถ้าใครได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น แล้วลองสังเกตบ้านเรือนของชาวญี่ปุ่นจะต้องมีวัสดุต่างๆ ที่เกี่ยวกับธรรมชาติมาตกแต่งเสมอ เช่น ไม้ ไม้ไผ่ หรือต้นไม้สีเขียว และโทนสีหลักๆ จะเน้นไปที่เอิร์ธโทน   ขอบคุณภาพจาก pinterest : muji.net การตกแต่งแบบธรรมชาติแบบสีเขียวนั้น ไม่ได้หมายความว่าให้ปลูกต้นไม้ในห้องนะ แค่เป็นการนำต้นไม้ใบไม้ใส่กระถางแบบมินิมอลมาวางประดับไว้เล็กๆ น้อยๆ พอให้สัมผัสถึงธรรมชาติได้บ้าง   ขอบคุณภาพจาก pinterest : anikolevai แม้ว่าระเบียงห้องของคุณจะมีพื้นที่น้อย อาจจะไม่สามารถปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ ได้ แต่ก็สามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ด้วยวิธีอื่นๆ อย่างเช่น การผูกเชือกกับกระถางต้นไม้ หรือทำเป็นชั้นวางต้นไม้จิ๋วแบบลอยอยู่กับระเบียง ที่สำคัญอย่าลืมเช็คว่าต้นไม้ต้นนั้น ต้องการแดดแค่ไหนนะคะ   ขอบคุณภาพจาก pinterest : littlepieceofme.com สีเอิร์ธโทนตามสไตล์ญี่ปุ่น หลักๆ จะเป็นสีโทนน้ำตาล เขียวหรือสีที่เข้ากับสีขาวหรือดำ เช่น สีเบจ สีของไม้ โทนสีนี้เหล่านี้จะช่วยให้รู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ผ่อนคลาย และอบอุ่น หรืออาจจะตกแต่งผสมกับการเลือกใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติโดยตรงก็เป็นได้   ไอเดียแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่น ยังคงเป็นที่นิยมเพราะการจัดวางสิ่งของและวัสดุที่เน้นความเรียบง่าย เข้ากับธรรมชาติเป็นสไตล์ที่ไม่มีอะไรมาก แม้ว่าพื้นที่อาจจะมีไม่เยอะแต่เมื่อแต่งห้องรูปแบบแบบนี้แล้ว ทำให้ดูอบอุ่น น่าอยู่ไปอีกเท่าตัว รวมไอเดียแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่น T House ยกญี่ปุ่นมาไว้ในคอนโดใจกลางเมือง How to แต่งห้องนอนสไตล์ Zen สร้างบรรยากาศแบบญี่ปุ่น แบบบ้านชั้นเดียว หลังเล็กๆ เรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่น    
ไอเดียแต่งห้องนั่งเล่น ครบทั้งทำงาน และ พักผ่อน

ไอเดียแต่งห้องนั่งเล่น ครบทั้งทำงาน และ พักผ่อน

ไอเดียแต่งห้องนั่งเล่น ครบทุกฟังค์ชั่น ด้วยปัญหาสำหรับผู้ที่ซื้อบ้านใหม่ หรือ กำลังเริ่มต้นที่จะรีโนเวทบ้าน ซึ่งต้องการใช้พื้นที่ในบ้านให้คุ้มค่าที่สุด และกำลังมองหาไอเดีย สำหรับ แต่งห้อง สำหรับหลายๆห้องในบ้าน ซึ่งนอกจากห้องรับแขกที่หลายๆบ้านให้ความสำคัญแล้ว การมีห้องนั่งเล่น ในบ้านก็เป็นอีกหนึ่งไอเดีย ที่กำลังได้รับความนิยม ในสมัยนี้ วันนี้เรามีไอเดียในแต่งห้องนั่งเล่น ให้ได้คุ้มค่าที่สุด ทั้งใช้เป็นห้องทำงานในตัว รวมถึงเป็นห้องพักผ่อน จะนั่งอ่านหนังสือ หรือ หลายๆกิจกรรมกับคนในครอบครัวได้ โดยไม่ต้องแยกกันอยู่คนละห้อง เชิญอ่านตัวอย่างไอเดีย แต่งห้องนั่งเล่น ที่ครบทุกฟังค์ชั่น ได้ที่นี่   1.แบ่ง 2 โซนในห้องเดียว ไอเดียแต่งห้องนั่งเล่นนี้ใช้การแบ่งโซนของห้องเป็น 2 โซน โดยยังใช้แอร์ และ ทีวี ร่วมกันได้ แต่ทว่าใช้งานต่างกัน โซนนึงดูทีวี และ พักผ่อน  ส่วนอีกโซนนนั่งทำงานอดิเรกได้   ขอบคุณภาพจาก : pinterest.com : California Closets   2.แบ่งมุมย่อย โดยใช้เฟอร์นิเจอร์ แยกโซน การจัดห้องนั่งเล่นสไตล์นี้ ที่ใช้สีของเฟอร์นิเจอร์ไม้คุมโทนของห้อง พร้อมทั้งหาเฟอร์นิเจอร์ อย่างตู้เก็บของ และ โซฟายาว มาเป็นตัวช่วยแบ่งโซน ประโยชน์คือ ทำให้สมาชิกในบ้านสามารถทำกิจกรรมได้ในห้องด้วยกัน โดยแต่ละคน จะพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองในการใช้งาน   ขอบคุณภาพจาก : pinterest.com :  kurashicom.jp   3.ใช้เป็นห้องทำงาน แล้วแยกโซนด้วยโต๊ะยาว สำหรับการแต่งห้องนี้ เหมาะกับคู่รัก ที่ต้องการใช้ห้องนั่งเล่น มาเป็นห้องทำงานที่คุ้มค่าของสองเรา ซึ่งใช้เฟอร์นิเจอร์อย่างโต๊ะ มาแบ่งครึ่งของแต่ละโซนทำงานของตัวเอง ดูเหมือนห้องทำงานจริงจัง แต่ขณะเดียวกัน  ก็ยังทำให้ห้องนั่งเล่นนี้ เป็นเป็นห้องทำกิจกรรมอย่างอื่นได้ เพียงหมุนโต๊ะมาเจอกัน หรือ หากมีลูกน้อยขึ้นมา ก็สามารถให้เค้ามานั่งขีดเขียนวาดรูป ที่โต๊ะกลางนี้ได้ โดยที่ทั้ง 3 คน ยังอยู่ในห้องเดียวกันได้   ขอบคุณภาพจาก :  pinterest.com : decorology.blogspot.com 4.จัดห้องสันทนาการเพื่อลูก และ ครอบครัว สำหรับไอเดียจัดห้องนี้เหมาะมากสำหรับครอบครัวลูกเล็ก ต้องการห้องที่ไว้ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะกิจกรรมกับลูก ซึ่งการจัดห้องนี้ ลูกทำกิจกรรม ส่วนพ่อแม่ก็สามารถใช้โต๊ะทรงสูง ที่สามารถนั่งข้างๆลูกได้ ซึ่งการเลือกเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนี้ จำเป็นต้องเลือกสร้างขนาด เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานของคนทั้งสองวัย   ขอบคุณภาพจาก : http://www.decoist.com/home-office-playroom-combo-designs/ 5.ห้องนั่งเล่นขนาดเล็ก สำหรับคู่รัก การจัดห่องนั่งเล่นรูปทรงตัว L นี้ เมื่อเดินเข้ามาจะทำให้คุณรู้สึกไม่คับแคบ แต่สามารถใช้พื้นที่ได้คุ้มค่า ฝั่งนึงให้คู่รักไว้สำหรับทำงาน ส่วนอีกฝั่งทำเป็นโซฟายาว หากนั่งทำงานนานๆ สามารถมาเอนหลังอ่านหนังสือ ซึ่งการแต่งห้องนั่งเล่นแบบนี้ จะเหมาะอยู่กับเพียง 1-2 คน   ขอบคุณภาพจาก :  pinterest.com : hepok.com 6.ห้องเดียวครบ สำหรับคนโสด คนโสด หรือ คนที่อยู่คอนโด ที่ต้องการใช้ห้องที่เหลือซักห้องให้คุ้ม การจัดห้องลักษณะนี้ ที่ใช้โต๊ะทำงาน และ โซฟาที่มีตู้เก็บของด้าน รวมถึงตู้เสื้อผ้า  ทำให้ใช้ห้องนี้ได้ใช้ประโยชน์ครบถ้วน  ทั้งเป็นห้องแต่งตัว และ ห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น และอีกประโยชน์คือ เมื่อนำเฟอร์นิเจอร์ อย่างตู่เสื้อผ้ามารวมด้วย จะทำให้ส่วนอื่นๆ ของคอนโดของคุณได้เหลือพื้นที่เพิ่มมากขึ้น   ขอบคุณภาพจาก :  pinterest.com :  interiorholic.com 7.ห้องนั่งเล่นเล็ก เล่นระดับ การจัดห้องนั่งเล่นลักษณะนี้จะเหมาะกับคนบ้านที่ห้องขนาดเล็ก แต่ต้องการใช้ประโยชน์ครบถ้วน ซึ่งการเล่นระดับของเฟอร์นิเจอร์อย่างโซฟา ทำให้ห้องนี้ดูไม่คับแคบ และ ทำให้ห้องดูสนุก เช่น เบื่อมุมนี้ ก็สามารถมานั่งมุมนั้นได้ ขอบคุณภาพจาก :  pinterest.com :  the36thavenue 8.ห้องนั่งเล่นแบบ 4 คนพ่อแม่ลูก การจัดห้องนั่งเล่นลักษณะนี้เรียกว่า สำหรับครอบครัวที่อยากให้ทุกคนมารวมใช้ประโยชน์จากห้องนี้ให้มากที่สุด สามารถรองรับการใช้งานได้ถึง 4 คน ซึ่งอาจเป็นพ่อ แม่ ลูกชาย ลูกสาว อีกทั้งจะมีมุมโซฟา ที่ติดกับหน้าต่าง ซึ่งช่วยดึงแสงจากข้างนอกเข้ามา ทำให้ห้องนี้ ดูสว่างและไม่คับแคบ เมื่อมีหลายคนอยู่ร่วมกัน  เรียกว่าเปิดแอร์ 1 เครื่องคุ้มที่สุดเลย   ขอบคุณภาพจาก :   pinterest.com : caclosets   เลือกการจัดห้องนั่งเล่นแบบไหนที่โดนใจสำหรับคุณที่สุด จากทุกไอเดียเรื่องการจัดห้องนั่งเล่นนั้น จะเห็นได้ว่าขนาดของห้อง และ มุมของหน้าต่าง มีผลต่อการปรับพื้นที่เพื่อใช้เป็นห้องนั่งเล่น ของคุณ ดังนั้น ขอให้คุณลองพิจารณาก่อนว่า จะเลือกห้องใด ขนาดใดมาทำ และนำไอเดีย จากทีมงาน Reviewyourliving.com ปรับใช้กันดู
ปลูกบ้านแล้วขาย..ต้องเสียภาษีอย่างไร?

ปลูกบ้านแล้วขาย..ต้องเสียภาษีอย่างไร?

สำหรับผู้ที่ปลูกสร้างบ้านหรือที่อยู่อาศัยบนที่ดินของตัวเองที่มีอยู่ แล้วต่อมาได้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น รู้หรือไม่ว่าจะมีภาษีและค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ทำให้ต้องสำรองเงินไว้สักก้อนหนึ่งด้วย ซึ่งการคำนวณภาษีและค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร เรามีข้อมูลมาฝากครับ ก่อนอื่นมาดูกันก่อนว่า เมื่อขายบ้านหรืออสังหาฯ ได้ จะมีภาษีและค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง 1. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย  คำนวณจากราคาประเมินของกรมที่ดิน หักด้วยค่าใช้จ่าย ซึ่งขึ้นอยู่กับการได้มาของอสังหาฯ นั้น กรณีที่อสังหาฯ ได้มาโดยมรดก สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% กรณีที่อสังหาฯ ได้มาโดยการซื้อขาย สามารถหักค่าใช้จ่ายตามจำนวนปีที่ถือครอง โดยนับตามปี พ.ศ. 2. ภาษีธุรกิจเฉพาะ จะคิดที่ 3.3% ของราคาขายหรือราคาประเมิน โดยดูว่าราคาไหนสูงกว่าก็ใช้ราคานั้นในการคำนวณ แต่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีดังนี้ (1) ถือครองอสังหาฯ เกิน 5 ปี (2) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี (3) ขายอสังหาฯ ที่ได้รับมาโดยมรดก (4) ถูกเวนคืนบ้านหรือที่ดิน 3. ค่าอากรแสตมป์ ถ้าไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จะเสียค่าอากรแสตมป์ในอัตรา 0.5% ของราคาขายหรือราคาประเมิน โดยใช้ราคาที่สูงกว่า 4. ค่าโอน อยู่ที่ 2% ของราคาประเมิน ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับการตกลงของผู้ซื้อและผู้ขายว่าใครจะเป็นคนจ่าย หรือจ่ายคนละครึ่งครับ ทั้งนี้ กรณีขายบ้านที่ปลูกสร้างบนที่ดินที่มีอยู่ก่อนแล้ว เรียกว่า ได้บ้านและที่ดินมาไม่พร้อมกันนั้น ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจะแยกคิดระหว่างที่ดินและบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างครับ ขอยกตัวอย่างประกอบการคำนวณดังนี้ สมมติได้รับมรดกที่ดินเมื่อ 20 ตุลาคม 2554 สร้างบ้านบนที่ดินเสร็จเมื่อ 15 มกราคม 2556 ต่อมาได้ขายบ้านพร้อมที่ดินเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2559 หากราคาประเมินที่ดินอยู่ที่ 6,000,000 บาท ราคาประเมินบ้านอยู่ที่ 2,000,000 บาท และราคาขายบ้านพร้อมที่ดินอยู่ที่ 10,000,000 บาท   รวมภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ้านและที่ดิน เท่ากับ 210,000 + 29,000 = 239,000 บาท ทั้งนี้ การขายอสังหาฯ ที่เป็นมรดก หรือได้มาโดยไม่ได้มุ่งค้าหรือหากำไร สามารถเลือกได้ว่าไม่ต้องนำเงินได้มารวมคำนวณภาษีประจำปี นอกจากนี้ การขายอสังหาฯ ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือค่าอากรแสตมป์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาไม่พร้อมกัน จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์นั้น ให้พิจารณาจากอสังหาฯ ที่ได้มาภายหลัง โดยหากถือครองไม่เกิน 5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ถึง 1 ปี จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาขายหรือราคาประเมิน โดยดูว่าราคาไหนสูงกว่าก็ใช้ราคานั้นในการคำนวณ จากตัวอย่างข้างต้น ถือครองบ้านไม่ถึง 5 ปีเต็ม และไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน จะต้องนำบ้านและที่ดินรวมกันเพื่อคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ ดังนั้น ราคาขายบ้านและที่ดินอยู่ที่ 10,000,000 บาท จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% x 10,000,000 บาท = 330,000 บาทครับ แต่หากมีการถือครองอสังหาฯ ที่ได้มาภายหลังครบ 5 ปีเต็ม หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 1 ปี จะเสียค่าอากรแสตมป์ในอัตรา 0.5% ของราคาขายหรือราคาประเมิน โดยใช้ราคาที่สูงกว่าในการคำนวณ นั่นคือ จะเสียค่าอากรแสตมป์ 0.5% x 10,000,000 บาท = 50,000 บาทครับ เห็นได้ว่า หากขายอสังหาฯ ที่เข้าเงื่อนไขเสียค่าอากรแสตมป์จะมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะครับ สำหรับค่าโอนที่ต้องจ่ายให้กับกรมที่ดินขึ้นอยู่กับการตกลงของผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งอยู่ที่ 2% ของราคาประเมิน จากตัวอย่างจะมีค่าโอนเกิดขึ้น 2% x 8,000,000 บาท = 160,000 บาทครับ ก่อนขายอสังหาฯ อย่าลืมพิจารณาภาษีและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพื่อวางแผนลดค่าใช้จ่ายลง เช่น ถือครองอสังหาฯ ให้ครบ 5 ปี หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอย่างน้อย 1 ปี จะช่วยให้เสียค่าอากรแสตมป์เพียง 0.5% ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะถึง 3.3% ดังนั้น หากศึกษาข้อมูลการขายอสังหาฯ ให้ดี ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียวครับ   ขอขอบคุณข้อมูลมาก k-expert.askkbank.com
3 วัสดุปูพื้นนอกบ้าน เนรมิตรพื้นที่รอบบ้านให้สวยสไตล์ยุโรป

3 วัสดุปูพื้นนอกบ้าน เนรมิตรพื้นที่รอบบ้านให้สวยสไตล์ยุโรป

สำหรับใครที่ชื่นชอบหรือหลงใหลในบรรยากาศอันสวยงามของถนนหนทางหรือพื้นทางเดินที่สุดแสนจะคลาสสิกในประเทศแถบตะวันตก อย่าง อิตาลี สเปน อังกฤษ หรือฝรั่งเศส จนเก็บมาเป็นสไตล์ในฝันแล้วล่ะก็ เรามี 3 วัสดุปูพื้นภายนอก ที่จะมาเนรมิตพื้นทางเดินรอบบ้าน ลานจอดรถ พื้นทางเดินในสวน หรือแม้กระทั่งสวนหย่อมเล็กๆ หลังบ้าน ให้สวย โดดเด่น เสมือนได้อยู่ท่ามกลางประเทศในแถบยุโรปกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Stamp Pave, Carpet Stone และ Stamp Concrete 1.สร้างมิติใหม่ด้วยเสน่ห์จากวัสดุปูพื้นลายหิน กับ Stamp Pave กระเบื้องปูพื้นที่มีรูปทรงและเส้นสายของลายแผ่นหินที่แตกออกอย่างเป็นธรรมชาติ มีหลากหลายสีสันและลวดลายให้เลือกใช้ มาพร้อมกับความแข็งแรง ทนทาน ชั้นสีผสมอยู่ในเนื้อคอนกรีต ทำให้สีไม่หลุดล่อน และทำความสะอาดง่ายเพราะผ่านการเคลือบผิวหน้าด้วยน้ำยาเคลือบเงาผิวคอนกรีตโดยเฉพาะจากโรงงาน เหมาะสำหรับปูพื้นทางเดินในสวน ลานจอดรถ และพื้นที่อเนกประสงค์รอบๆ บ้าน ให้บรรยากาศในสไตล์ที่ไม่เคยตกยุค ภาพ: Stamp Pave ลาย London ผิวหน้าเสมือนหินธรรมชาติที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความสวยงามของท้องถนนในแถบยุโรป  ภาพ: จากพื้นทางเดินอันแสนโรแมนติกในอิตาลี ถูกถ่ายทอดลวดลายลงบน Stamp Pave ลาย Como และ Naple จนเกิดเป็นเส้นสายที่สงบและผ่อนคลาย ภาพ: ให้ความรู้สึกคลาสสิกและเพิ่มมิติให้กับพื้นทางเดิน ด้วยกระเบื้องปูพื้น Stamp Pave ลาย Milano ผิวสัมผัสของกระเบื้องเสมือนลายหินที่แตกออกอย่างเป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกคล้ายเดินเล่นอยู่ในสวนต่างประเทศ ภาพ: Stamp Pave ลาย Tuscany ด้วยกระเบื้องทรงกึ่งวงกลมที่มีรายละเอียดของลายหินที่ก่อให้เกิดลวดลายต่อเนื่องและลงตัว สามารถนำมาจัดวางสลับสีสันให้เกิดเป็นแพทเทิร์นที่แปลกตาและน่าหลงใหล ภาพ: แบ่งสัดส่วนการจัดวางกระเบื้องปูพื้น Stamp Pave ลาย Florence ให้เป็นเส้นทางตามการก้าวเดิน พื้นที่ด้านข้างโรยหินกรวดสีขาวและดำขนานไปกับทางเดินยาว เพิ่มลูกเล่นน่ารักๆ ให้กับสวนได้อย่างไม่ซ้ำใคร ภาพ: ผสมผสานความคลาสสิกและความรู้สึกอ่อนหวานโรแมนติกไปด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยรูปทรงและเส้นสายของกระเบื้องปูพื้น Stamp Pave ลาย Zofia 2.วัสดุปูพื้นแบบหรูหราคลาสสิก ลงตัวด้วย Carpet Stone กระเบื้องปูพื้นที่นำรูปทรงเรขาคณิตมาจัดวางอย่างลงตัว โดยมีตาข่ายช่วยยึดอยู่ด้านหลัง เพื่อเรียงร้อยก้อนคอนกรีตให้เป็นรูปทรงต่างๆ อย่างเช่น ทรงพัด รูปทรงที่โค้งเว้า ช่วยเพิ่มความหรูหราและโอ่โถงให้กับพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น หรือจะเป็นทรงโค้งแบบครึ่งวงกลม เมื่อนำมาประกบกันก็จะได้วงกลมที่สมบูรณ์ เพิ่มความโดดเด่นให้กับพื้นที่ แต่หากชอบความเป็นธรรมชาติ อาจเลือกรูปทรงอิสระ อย่างรุ่น Natutal ที่ให้ความคลาสสิกและสวยงาม เสมือนเดินอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ Carpet Stone สามารถปูพื้นทางเดินในสวน ลานจอดรถ และพื้นที่อเนกประสงค์ต่างๆ เพื่อให้ได้บรรยากาศของความคลาสสิกและสวยงามได้ตามต้องการ ภาพ: ด้วยลวดลายที่อิสระและความหลากหลายรูปทรงของกระเบื้องปูพื้น Carpet Stone รุ่น Natural ให้ความรู้สึกเสมือนเดินอยู่บนพื้นหินท่ามกลางธรรมชาติ ภาพ: หรูหราลงตัวทั้งลวดลายและความเป็นธรรมชาติ ให้บรรยากาศสุดคลาสสิก ด้วยกระเบื้องปูพื้น Carpet Stone ภาพ: จัดสวนให้สวยในสไตล์อังกฤษ ด้วยกระเบื้องปูพื้น Carpet Stone อย่าลืมโรยหินกรวดหรือหินเกล็ดระหว่างร่องพื้น เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมชาติ และให้บรรยากาศกลมกลืนกับพื้นที่โดยรอบ 3.สร้างเสน่ห์ดั่งงานศิลปะให้วัสดุปูพื้นภายนอก ด้วย Stamp Concrete พื้นคอนกรีตพิมพ์ลายที่มีเสน่ห์ด้วยโทนสี ลวดลาย รวมถึงผิวสัมผัสที่คล้ายผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน ผสานกับความแข็งแรง ทนทาน ด้วยคอนกรีตสูตรพิเศษที่พัฒนาขึ้นให้เหมาะสำหรับงานคอนกรีตพิมพ์ลายโดยเฉพาะ อีกทั้งยังใช้ผงสีและน้ำยาเคลือบผิวคอนกรีตสูตรเฉพาะ จึงทำให้สีสวย ทนทาน ช่วยชะลอการเกิดตะไคร่น้ำ และทำความสะอาดได้ง่าย จึงเหมาะสำหรับตกแต่งพื้นรอบบ้าน โรงจอดรถ ลานรอบสระว่ายน้ำ หรือพื้นที่ที่ต้องการรับน้ำหนักมากๆ เพื่อเพิ่มความโดดเด่น และสร้างเอกลักษณ์ ได้บรรยากาศในสไตล์ยุโรปอย่างอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ ภาพ: Stamp Concrete ในโทนสีส้มแดง ช่วยแต่งเติมความโดดเด่นให้พื้นที่ภายนอกอย่างอบอุ่นและนุ่มนวล ภาพ: สร้างลวดลายพื้นภายนอกให้เสมือนพื้นทางเดินเก่าในแถบยุโรป ด้วย Stamp Concrete ในโทนสีเทาและดำ ภาพ: พลิ้วไหวไปกับพื้นทางเดินรูปทรงอิสระ ด้วย Stamp Concrete โทนสีส้ม  บทความโดย SCG Experience คู่คิดก่อนสร้างบ้าน ช่วยให้คุณสร้างบ้านได้อย่างมั่นใจ พร้อมให้คำปรึกษาตลอดการสร้างบ้าน โดยผู้เชี่ยวชาญจาก SCG เพียงนำแบบบ้านมายื่นรับคำปรึกษา พร้อมรับสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ที่ SCGคู่คิดก่อนสร้างบ้าน​  เรื่องของวัสดุในบ้านของเรา รู้ทัน! ภัยร้ายใกล้ตัวจากวัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน และเทคนิคเลือกซื้อ เปิดเส้นทาง “ดูโฮม” ธุรกิจวัสดุก่อสร้างภูธรสู่ “มหานคร” กรุงเทพฯ เปิดตัวเต็มรูปแบบ NocNoc.com แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์วัสดุและสินค้าตกแต่งบ้านครบวงจรที่สุดในไทย
9 เรื่องฮวงจุ้ยควร-ไม่ควรทำ สำหรับปรับเปลี่ยนห้องนอน

9 เรื่องฮวงจุ้ยควร-ไม่ควรทำ สำหรับปรับเปลี่ยนห้องนอน

ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ฮวงจุ้ย Catherine Brophy เผยเคล็ดลับที่ควรทำและไม่ควรทำ เพื่อให้เรานอนหลับโดยปราศจากความเครียด ห้องนอนที่มีความสะอาดเรียบร้อยและสงบนั้น ส่งผลต่อชีวิตของเรา ดังนั้นการตกแต่งห้องนอนจึงต้องวางเป้าหมายไว้ก่อนว่าจะต้องเป็นพื้นที่ของการพักผ่อน สภาพแวดล้อมต่าง ๆ มีความกลมกลืน และ 9 สิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณจัดห้องนอนของคุณเป็นห้องนอนในฝันที่ถูกหลักฮวงจุ้ยได้ไม่ยาก ไม่ควรเก็บของไว้ใต้เตียง จะเสียฮวงจุ้ย แม้สิ่งเดียวก็ไม่ควร Brophy บอกว่า ของทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีพลังงานในตัวของมันด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นยิ่งคุณเก็บของไว้ใต้เตียงมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งจะเหลือพื้นที่สำหรับให้พลังงานไหลผ่านในขณะที่คุณนอนหลับพักผ่อนน้อยลงไป กฎข้อนี้มีประโยชน์สำหรับทุกคน ยิ่งใครที่นอนหลับยาก ก็ยิ่งต้องทำตามกฎข้อนี้ ฮวงจุ้ยที่ดี ห้องต้องสะอาดไม่รกเลอะเทอะ เพราะความสะอาดเรียบร้อยเป็นจุดเริ่มต้นของสภาพแวดล้อมที่สงบ ผ่อนคลาย ต้องแน่ใจว่า ห้องนอนของเรานั้นปราศจากของรกเลอะเทอะวางระเกะระกะ และในการทำความสะอาดก็ควรทำในทุกซอกทุกมุม แม้กระทั่งในตู้เสื้อผ้า ก็ควรหาเวลานำเสื้อผ้าออกมาแล้วทำความสะอาดในตู้บ้าง ดูดฝุ่นใต้เตียง อะไรที่ไม่ใช้แล้วก็ทิ้งไปบ้าง ประเมินพื้นที่ใช้สอย อย่าให้ดูอึดอัดคับแคบจนเกินไป เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้ก็นำไปบริจาคอย่าให้ของที่ไม่ใช้เหล่านั้นมารกพื้นที่พลังงานของคุณ อย่าอยู่กับอดีต เพราะฮวงจุ้ยทำเพื่อสิ่งใหม่ที่ดี เพราะการยึดติดกับอดีตจะเป็นการรบกวนปัจจุบันของคุณ อะไรที่หมดอายุ ใช้ไม่ได้แล้วก็ไม่ควรเก็บไว้อีก เธอเล่าว่าเคยมีลูกค้าคนหนึ่งมาปรึกษาว่า เธอและสามีนอนอยู่ที่เตียงเก่า ซึ่งเป็นเตียงที่สามีเคยนอนกับภรรยาคนเก่า และทุกครั้งที่เห็นเตียงทำให้นึกถึงแต่อดีต ดังนั้น หากคุณมีเฟอร์นิเจอร์ หรือมีสิ่งใด ที่คอยย้ำเตือนแต่อดีตก็ควรจะเปลี่ยน หรือนำออกไป คิดถึงประโยชน์ใช้สอยตามฮวงจุ้ยด้วย หลาย ๆ ครั้งที่เรานำอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ามาตกแต่งห้อง เพื่อให้สวยงาม แต่มันกลับทำให้พื้นที่แคบลง แถมไม่ได้ใช้งาน หรือใช้ไม่สะดวกสบาย ก็ไม่ควรจะมีไว้ ฮวงจุ้ยเตียงนอนต้องมีหัวเตียง เพราะหัวเตียงจะช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่ามีอะไรมาคอยปกป้องในขณะที่กำลังนอนหลับ และหัวเตียงก็ควรเป็นแบบเรียบ ๆ ชำรุดเสียหาย อย่าปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นจะเสียฮวงจุ้ย ต้องซ่อม หากไม่ซ่อมหรือซ่อมไม่ได้แล้ว ก็ให้นำออกไปเลย ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาเสีย พรมขาด เก้าอี้ชำรุด ฮวงจุ้ยไฟที่ดีต้องสามารถปรับความสว่างได้ เพราะแสงไฟก็มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกและพลังงานเช่นกัน ไฟในห้องนอนไม่ควรให้จ้ามากจนเกินไป และปัจจุบันนี้มีไฟหลายแบบ หลายลักษณะให้เลือกใช้ เราสามารถทดสอบเพื่อหาไฟในลักษณะที่เราใช้แล้วรู้สึกสบายที่สุด ฮวงจุ้ยที่ดีไม่ควรแขวนกระจกในห้องนอนมากเกินไป ในกรณีที่คุณต้องการจะแขวนกระจกในห้องนอนนั้น Brophy แนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงการแขวนกระจกตรงข้ามกับเตียงนอน หรือหน้าต่าง เพราะกระจกจะเป็นตัวสะท้อนพลังงาน และแสง การแขวนกระจกให้ส่องลงมาที่เตียงจะรบกวนการนอน และการแขวนตรงกับหน้าต่างก็จะสะท้อนไฟซึ่งอาจจะมีการส่องสว่างมาจากภายนอก ทำให้รบกวนการนอนได้เช่นกัน ความสบายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของฮวงจุ้ย ยิ่งคุณได้พักผ่อนในตอนกลางคืนมากแต่ไหน ก็ยิ่งทำให้มีพละกำลังมากในเช้าวันรุ่งขึ้น ดังนั้น ต้องให้ความสำคัญกับที่นอน หากนอนไม่สบาย ก็ควรจะต้องลงทุนเพิ่มเท่าที่ไหว เพื่อให้ได้ที่นอนที่นอนแล้วรู้สึกสบายที่สุด เรื่องราวของศาสตร์ฮวงจุ้ย ของแต่งบ้านเสริมฮวงจุ้ย ความรัก หาคู่แท้ แปลนบ้าน ตามหลักฮวงจุ้ย อยู่แล้วรวย คอนโดฯ ฮวงจุ้ยดีๆ ทำไมต้องชั้นสูงๆ
แบบบ้านชั้นเดียว หลังเล็กๆ เรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่น

แบบบ้านชั้นเดียว หลังเล็กๆ เรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่น

แบบบ้านชั้นเดียวยังคงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะมีความง่ายไม่ซับซ้อน แต่ได้พื้นที่ใช้สอยเพียงพอ ที่สำคัญคือราคาประหยัด เพียงหลักแสนต้นๆ เท่านั้น ก็จะได้บ้านหลังน้อยน่ารัก อบอุ่นสำหรับครอบครัวเล็ก   เราจึงขอนำเสนอบ้านไม้สไตล์ญี่ปุ่นยุคเก่า ที่ดูเรียบง่าย ไม่ยุ่งยากทั้งการออกแบบและการตกแต่งแต่อบอุ่น ตัวบ้านเป็นแบบชั้นเดียว พร้อมด้วยพื้นที่เฉลียงไม้ใต้ชายคาเล็กๆ ยื่นออกมาสำหรับนั่งเล่นพักผ่อน ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบ้านเราได้ไม่ยาก บรรยากาศบ้านชั้นเดียว ภายในเน้นวัสดุไม้ ภายในบ้านตกแต่งตามสไตล์ญี่ปุ่นยุคเก่า เน้นโชว์ลายไม้ขัดมันสวยๆ ดูสวยงามอบอุ่น ข้อดีคือไม่ต้องดูแลรักษามากก็ยังดูสวยอยู่เสมอ มีการปล่อยพื้นที่กว้างสำหรับเป็นห้องรับแขก มีมุมเล็กๆ ไว้ทำอาหารและทานอาหารร่วมกันในครอบครัวได้  และสามารถวางฟูกที่นอนไว้อีกมุมตามสไตล์ญี่ปุ่นยุคเก่า แต่ถ้าอยากได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้นก็สามารถกั้นห้องนอนไว้อีกมุมได้ และยังมีห้องน้ำในตัวที่ขนาดไม่ต้องใหญ่โต แต่ยังสามารถแยกส่วนเปียก-แห้งได้ อย่างเป็นสัดส่วนทำให้สะดวกต่อการใช้งานยิ่งขึ้น บ้านชั้นเดียว ราคาถูก เห็นรูปแบบบ้านน่ารักขนาดนี้ แต่เชื่อมไหมครับว่าบ้านหลังนี้มีพื้นที่ใช้สอยเพียง 30 ตารางเมตรเท่านั้น ซึ่งมีราคาในการก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 250,000 - 350,000 บาท แต่หากนำมาประยุกต์ใช้ในบ้านเราก็อาจได้ราคาที่ถูกลงกว่านี้ก็ได้นะครับ ใครมีเนื้อที่ก็สามารถนำไปสร้างสำหรับเป็นบ้านพักผ่อนได้ ไอเดียบ้านชั้นเดียว อีกหลากหลายรูปแบบ แบบบ้านชั้นเดียว หลังเล็กแต่อบอุ่น ความรู้อื่นๆ เกี่ยวกับบ้านชั้นเดียว บ้านชั้นเดียวต่อเติมเป็นบ้านสองชั้นได้หรือไม่ สร้างบ้านใหม่เลือกแบบบ้านชั้นเดียวหรือแบบบ้านสองชั้นดี? ปัจจัยหลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับผู้สูงอายุ
เตรียมตัวกู้ซื้อบ้านอย่างไรให้ผ่านฉลุย

เตรียมตัวกู้ซื้อบ้านอย่างไรให้ผ่านฉลุย

หนึ่งในความใฝ่ฝันของชีวิตใครหลายคนก็คงจะอยากมีบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง เพราะที่อยู่อาศัยคือหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ที่จำเป็นจะต้องมี ซึ่งทุกวันนี้เรามีตัวเลือกมากมายในหลายทำเล หลายระดับราคา ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ หรือคอนโดมิเนียม โดยเมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องเลือกซื้อที่อยู่อาศัยก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก คิดเยอะ คิดให้รอบด้าน เพราะการถือเงินก้อนใหญ่พร้อมยื่นกู้ธนาคาร บางคนอาจเก็บหอมรอมริบมากว่าครึ่งชีวิต แต่ถ้ากู้ไม่ผ่านก็เสียเวลารอทำเรื่องทุกอย่างใหม่ บ้านหลังที่มองไว้ก็อาจจะหลุดมือไป เราลองมาดูเทคนิคการเตรียมตัวก่อนยื่นกู้สินเชื่อบ้านให้ผ่านฉลุยกันค่ะ สำรวจสุขภาพทางการเงินของตัวเองก่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ได้ ก่อนอื่นเราต้องดูที่รายได้หลักของเราก่อน ยิ่งเป็นมนุษย์เงินเดือนมีรายได้แน่นอนประจำทุกเดือนยิ่งดี แต่บัญชีรายรับของเราทุกเดือนควรจะมีเงินเหลือเก็บ หรือจะเปิดบัญชีเงินฝากประจำเอาไว้ประมาณ 1-2 ปี ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี แต่ถ้าไม่ได้ทำงานประจำก็พยายามเก็บหลักฐานทางการเงิน และนำเงินเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอเอาไว้ ในปีที่ผ่านมามียอดการปฏิเสธสินเชื่อสูงกว่า 50% เพราะหนี้ครัวเรือนเป็นสิ่งที่ทำให้ธนาคารปฏิเสธสินเชื่อมากที่สุด ซึ่งหนี้ครัวเรือนหมายถึงภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนของเรา เช่น บัตรเครดิต, ผ่อนรถยนต์ ฯลฯ เมื่อหักลบค่าใช้จ่ายทั้งหมดแต่ละเดือนแล้วไม่ควรเกิน 50-80% ของรายได้ทั้งหมด และถ้าหากจะยื่นกู้ควรจะจัดการภาระเหล่านี้ให้หมดเสียก่อน หรือไม่ก็พยายามลดให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ตัวเราเองมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ เพราะหากธนาคารปล่อยกู้ไปทั้งที่ผู้กู้ไม่พร้อมจริงๆ แล้วเกิดไม่มีการชำระติดต่อกัน 3 งวด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจะมองเป็นหนี้เสีย หรือที่เรียกกันว่า NPL (Non Performing Loan) ทันที ข้อควรระวัง คือ อย่าชำระบัตรเครดิต ค่าผ่อนรถยนต์ ฯลฯ ช้าเกินไปจากวันที่กำหนดในแต่ละเดือน เพราะหากเราชำระล่าช้าก็จะส่งผลต่อการพิจารณาของธนาคารทันทีว่าเราไม่มีวินัยทางการเงิน แต่ในทางกลับกันสำหรับผู้ที่ไม่เคยมีบัตรเครดิตเลยก็อาจจะยื่นกู้ไม่ผ่านนะคะ เพราะทางธนาคารจะไม่มีประวัติทางการเงินของเราเพื่อนำมาพิจารณาเลย ในกรณีนี้อาจจะต้องไปสมัครใช้บัตรเครดิต และทำการจ่ายบัตรเครดิตให้ดี ตรงเวลาสม่ำเสมออย่างต่ำประมาณ 6 เดือน ก่อนจะยื่นกู้ อายุก็มีผล ในการยื่นกู้นั้นนอกจากธนาคารจะมองที่หนี้ครัวเรือนกับความสามารถในการชำระหนี้เป็นหลักแล้ว ทางธนาคารก็ยังมองที่ความมั่นคงของบริษัทที่เราทำงาน, อายุงาน(ต้องทำงานที่ปัจจุบัน 6 เดือนขึ้นไป หรือบางแห่งก็พิจารณาที่ 1-2 ปี) และอายุจริงของเราว่าเหลืออีกกี่ปีถึงจะเกษียณ เหล่านี้ก็มีผลต่อการยื่นกู้ทั้งสิ้น เพราะในการยื่นกู้สินเชื่อบ้านนั้นเป็นการผ่อนในระยะยาว 25-30 ปี ยิ่งเราเหลือปีที่ทำงานมากเท่าไหร่ก็จะได้เปรียบมากกว่า ฉะนั้นเราควรวางแผนอนาคตเอาไว้ให้รอบคอบที่สุดนะคะ ชื่อเสียงของเจ้าของโครงการ ก่อนจะตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย เชื่อว่าหลายคนต้องดูเอาไว้หลายโครงการก่อนจะตัดสินใจซื้อโครงการที่ลงตัวกับเราเองมากที่สุด ซึ่งการเลือกโครงการก็สำคัญมากเช่นกัน นอกจากเราจะได้คุณภาพแล้ว ก็ยังจะได้ความไว้วางใจจากทางธนาคาร ส่งผลถึงยอดเงินที่ให้กู้ด้วย เพราะในบางโครงการธนาคารจะให้วงเงินในการกู้สูงมากกว่า 100% เลยทีเดียว การยื่นกู้ แม้ว่าเราจะมีสิทธิ์ยื่นกู้ได้ 100% เต็มของราคาบ้านที่เราจะกู้ แต่เราแนะนำว่าไม่ควรจะกู้ 100% ค่ะ เพราะภาระผ่อนจ่ายในแต่ละเดือนจะสูงจนเกินไปจนอาจทำให้เราขาดสภาพคล่องทางการเงินได้ อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้ธนาคารเห็นด้วยว่าเรามีสภาพคล่องมากพอ สามารถวางเงินดาวน์ได้ และสุดท้ายคือเตรียมเอกสารทุกอย่างไปให้พร้อม ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล(ถ้ามี), สลิปเงินเดือนหรือใบรับรองเงินเดือน, เอกสารแสดงการเดินบัญชี (Statement) 6 เดือนย้อนหลัง, ใบสัญญาที่เราได้ทำการจองกับโครงการ สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีเงินเดือนประจำให้ยื่นสำเนาทะเบียนการค้า, รูปถ่ายกิจการ เพิ่มเติมไปด้วย ขั้นตอนการเตรียมตัวที่เรานำมาฝากกันในบทความนี้ ดูแล้วไม่ยากเลยใช่ไหมคะ เพียงแต่เราต้องมีวินัยทางการเงิน รวมถึงต้องมีระยะเวลาการวางแผนเตรียมตัวก่อนจะยื่นกู้ให้ดี เพื่อให้เมื่อถึงเวลายื่นกู้จริงจะได้รับการอนุมัติอย่างง่ายดาย ไม่เสียเวลา หากทำตามวิธีเหล่านี้ก็จะสามารถยื่นกู้สินเชื่อบ้านได้อย่างแน่นอนค่ะ  

"ราคาที่ดิน" ตัวแปรสำคัญในตลาดคอนโดมิเนียม

หลังจากทางภาครัฐได้ประกาศเรื่องการออกกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะกำหนดใช้ประมาณปี 2562 ก็ทำให้ผู้ที่ถือครองที่ดินที่มีมูลค่าสูงเริ่มตื่นตัวมากขึ้นในการหาทางออกให้กับตัวเอง เพราะในข้อกำหนดฉบับใหม่ของพรบ. ฉบับนี้ มีการกำหนดอัตราภาษีใหม่ โดยเฉพาะที่ดินรกร้างว่างเปล่าจะมีอัตราเก็บภาษีสูงสุดเมื่อเทียบกับที่ดินประเภทอื่น จุดนี้เองทำให้หลายคนเชื่อว่าจะเริ่มมีการนำที่ดินออกมาใช้ประโยชน์กันมากขึ้น โดยเฉพาะที่ดินที่มีราคาสูงตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งมีแนวโน้มในการนำมาปล่อยเช่าค่อนข้างสูง เพราะนอกจากจะได้ค่าเช่าแล้ว ยังสามารถผลักภาระการจ่ายภาษีให้กับผู้เช่าจ่ายได้ แต่หากอยู่ในทำเลที่ดีก็ย่อมเป็นที่จับตามองของเหล่าผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินทำเลสวยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และตามหัวเมืองใหญ่ในหลายจังหวัด มักจะถูกทางผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กว้านซื้อไปในราคาที่สูงขึ้นตามราคากลาง จึงต้องพัฒนาเป็นโครงการระดับหรูเสียส่วนใหญ่ แต่ดีมานด์ในระดับนี้ยังมีจำนวนจำกัด หลายค่ายจึงหันไปหาลูกค้าชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น และหันไปพัฒนาโครงการแบบมิกซ์ยูส เพื่อกระจายความเสี่ยง เพิ่มรายได้ในลักษณะอื่นๆ ขณะเดียวกันกลุ่มดีมานด์ในระดับกลาง-ล่าง ยังคงมีปัญหาเรื่องหนีครัวเรือนอยู่ตั้งแต่ปีที่แล้วมาจนถึงปีนี้ ซึ่งราคาที่ดินที่สูงที่สุดเป็นสถิติใหม่ของประเทศไทย คือ ที่ดินย่านหลังสวน ซึ่งย่านนี้ถือเป็นที่ดินหายากมากแล้ว โดยแปลงนี้เข้าไปประมาณ 100 เมตร อยู่หลังอาคารเมอร์คิวรี่ ใกล้กับรถไฟฟ้าสถานีชิดลม พื้นที่ประมาณ 2 ไร่กว่า จบราคาประมูลไปที่ 3.1 ล้านบาท/ตร.ว. รวมแล้วที่ดินแปลงนี้อยู่ที่ประมาณ 2,728 ล้านบาท ผู้ที่ชนะการประมูลไปคือบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าร่วมแข่งขันการประมูลนี้กว่าสิบราย แม้จะยังไม่มีการแถลงข่าวนี้ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญออกมาวิเคราะห์ว่าหากที่ดินแปลงนี้สร้างเป็นคอนโดมิเนียม คาดว่าจะมีราคาขายอยู่ที่ประมาณ 500,000 บาท/ตร.ม. พูดกันง่ายๆ คือเมื่อต้นทุนสูง ราคาสินค้าก็ย่อมสูงตามไปด้วย ปัญหาที่หลายคนกังวลหลังจากมีการซื้อ-ขายที่ดินในราคาที่ดูจะเกินจริงไปอยู่ไม่น้อยครั้งนี้ คือผลกระทบต่อภาพรวมของราคาที่ดินย่านใจกลางเมืองที่อาจพุ่งตัวสูงขึ้นตามไปอย่างรวดเร็วจนทำให้ไม่สามารถนำมาพัฒนาเป็นโครงการได้ เพราะจะส่งผลไปถึงราคาขายต่อยูนิตจะสูงมากจนเกินเอื้อมถึง ซึ่งในปัจจุบันการซื้อที่ดินหากได้มาในราคาประมาณ 1 ล้านบาท/ตร.ว. เมื่อพัฒนาเป็นโครงการคอนโดมิเนียมแล้วจะถูกขายอยู่ที่ราคาเฉลี่ย 200,000 บาท/ตร.ม. เป็นราคาที่ยังอยู่ในระดับลูกค้ากลุ่มตลาดบนยังสามารถจับต้องได้ แต่ก็ต้องอยู่ในทำเลที่ดี สเปคสมราคาด้วยเช่นกัน ส่วนในอีกมุมหนึ่งก็มองว่าการพัฒนาคอนโดมิเนียมในระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่บนทำเลใจกลางเมืองเช่นนี้ยังมีอยู่ไม่มาก เพราะมีสัดส่วนอยู่ที่ 3% จากจำนวณ    ยูนิตในตลาดคอนโดมิเนียมทั้งหมดประมาณแสนยูนิต และยังถือว่าราคาถูกเมื่อเทียบกับที่อยู่อาศัยในต่างประเทศซึ่งก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักของคอนโดในระดับนี้ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ส่วนแนวโน้มราคาที่ดินในปี 2561 นี้ หากมองเฉพาะที่ดินโซนใกล้รถไฟฟ้าติดถนนใหญ่ เรียงจากราคาแพงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ โซนหมอชิต-สยาม-อ่อนนุช ราคาต่ำสุด 580,000 บาท/ตร.ว. ราคาสูงสุด 2,100,000 บาท/ตร.ว. โซนสนามกีฬา-สะพานตากสิน ราคาต่ำสุด 1,150,000 บาท/ตร.ว. ราคาสูงสุด 1,800,000 บาท/ตร.ว. โซนหัวลำโพง-บางซื่อ ราคาต่ำสุด 480,000 บาท/ตร.ว. ราคาสูงสุด 1,700,000 บาท/ตร.ว. โซนพระราม9-ทองหล่อ ราคาต่ำสุด 125,000 บาท/ตร.ว. ราคาสูงสุด 1,650,000 บาท/ตร.ว. โซนแอร์พอร์ตลิงค์ ราคาต่ำสุด 65,000 บาท/ตร.ว. ราคาสูงสุด 1,150,000 บาท/ตร.ว. ปัจจัยที่ทำให้ที่ดินมีราคาสูงหรือต่ำนั้นมีวิธีพิจารณาอยู่หลายอย่าง เช่น ทำเลที่ตั้ง ลักษณะ-รูปร่างของแปลงที่ดิน ทางเข้า-ออกที่ดิน ขนาดที่ดิน ศักยภาพในการพัฒนาต่อไป ซึ่งจะนำมาเปรียบเทียบกับราคาที่ดินบริเวณใกล้เคียงที่มีลักษณะที่ดินคล้ายกัน รวมถึงข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น กฎหมายผังเมือง ซึ่งหากพรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ที่กำลังร่างพิจารณากันอยู่นี้ถูกบังคับใช้เมื่อไร กรมธนารักษ์จะเป็นผู้กำหนดราคากลางทั้งราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน ราคาประเมินทุนทรัพย์โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด และอัตราค่าเสื่อมราคา โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยดุลยพินิจของของเจ้าหน้าที่เหมือนทุกวันนี้อีกต่อไป แต่ผู้ที่จัดเก็บภาษีคือเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ซึ่งรายได้จากการจัดเก็บภาษีนี้จะไปอยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หากราคาที่ดินยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ก็มีแนวโน้มว่าทำเลที่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าในย่านใจกลางเมืองหรือห่างออกมาไม่กี่สถานี เราจะเห็นโครงการระดับพรีเมียมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะยังคงเกิดโครงการใหม่ขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง เพราะได้กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ ทั้งการซื้อเพื่อปล่อยเช่า เพื่อเก็งกำไร และกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่แบบระยะยาว หรือซื้อเก็บไว้เป็นบ้านหลังที่ 2 ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่โครงการระดับกลาง-ล่าง จะเริ่มเข้าไปอยู่ในซอยที่ลึกเข้าไปจากถนนใหญ่ที่ติดรถไฟฟ้า หรือออกไปอยู่แถบชานเมือง อาจมีการเปิดตัวโครงการใหม่น้อยลง แต่อาจมีจำนวนยูนิตที่มากขึ้น  ซึ่งคอนโดมิเนียมในระดับราคาที่ไม่เกิน 3 ล้านบาทตามแถบชานเมืองจะถูกผู้บริโภคนำไปเปรียบเทียบกับทาวน์โฮมที่มีราคาใกล้เคียงกัน ทำเลไม่ต่างกันมาก เพราะได้พื้นที่เยอะกว่า สามารถอยู่อาศัยกันเป็นครอบครัวได้ ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าราคาที่ดินถือเป็นตัวแปรต้นที่สำคัญสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้
สีลม-สาทร น่าลงทุนอย่างไร

สีลม-สาทร น่าลงทุนอย่างไร

ทุกประเทศย่อมจะต้องมีย่านที่เป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ซึ่งย่านนั้นก็จะมีภาพของความเป็นเมืองหลวงอย่างชัดเจน มีตึกสูงระฟ้า มีรถสาธารณะผ่านหลายเส้นทาง เดินทางง่าย สิ่งอำนวยความสะดวกชั้นนำรายล้อม ในประเทศไทยก็คงหนีไม่พ้นแถวสีลม-สาทร ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศไทย     ช่วงถนนสีลม-สาทร ไม่ได้มีเพียงความทันสมัย หรูหราใจกลางเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ เพียงเท่านั้น แต่ยังคงเต็มไปด้วยเรื่องราวตั้งแต่เมื่อร้อยกว่าปีผ่านมาที่การสัญจรทางเรือยังเป็นหัวใจหลักของการไปมาหาสู่และการค้าขายเชิงพาณิชย์กันกับพ่อค้าชาวจีนและชาวยุโรป โดยอาศัยคลองสาทร คลองช่องนนทรี ซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านนี้จึงเป็นที่อยู่อาศัยของคนหลากหลายกลุ่มทั้งขุนนาง ชนชั้นสูง ไปจนถึงชนชั้นแรงงานในสมัยนั้น ที่ดินก็ถูกจับจองเอาไว้ตั้งแต่สมัยยังเป็นทุ่งนาโล่งและกลายมาเป็นมรดกล้ำค่าในยุคปัจจุบันที่มีราคาสูงมากกว่า 1,450,000 บาท/ตร.ว.   อย่างที่ทราบกันดีว่าราคาที่ดินหลายแห่งถูกปรับสูงขึ้นมาก รวมถึงถนนสีลมที่มีอัตราการเติบโตของราคาที่ดินประมาณ 53% ส่วนถนนสาทรอยู่ที่ 78% ด้วยทำเลที่เรียกได้ว่ามีศักยภาพอันสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ อย่างที่เราเห็นกันว่าเมื่อไหร่ที่มีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นใหม่ก็จะถูกจับจองและ Sold out ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว แม้จะมีราคาสูงเฉลี่ยแล้ว 200,000-300,000 บาท/ตร.ม. จุดนี้เป็นกระจกสะท้อนภาพให้เห็นอย่างชัดเจนถึงดีมานด์ในย่านนี้ที่ยังคงมีอยู่มากทีเดียวไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนทำงาน ครอบครัวที่มีลูกเรียนอยู่ในโรงเรียนย่านนี้ คนในพื้นที่เดิม และกลุ่มผู้ลงทุนอสังหาฯ เนื่องจากอยู่ใกล้กับออฟฟิศขนาดใหญ่ทั้งสัญชาติไทยและต่างชาติหลายแห่ง การเดินทางสะดวกทั้งรถไฟฟ้าและรถยนต์ส่วนตัวที่มีจุดขึ้น-ลงทางด่วนอยู่ไม่ไกล สิ่งอำนวยความสะดวกก็ครบครัน เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา สถานทูต ร้านอาหาร สวนสาธารณะขนาดใหญ่ ฯลฯ วันทำงานไม่ต้องเดินทางฝ่ารถติดไปไหนไกล ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ จำนวนผู้คนก็เบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งถ้าได้คอนโดมิเนียมโครงการที่ดีมีความเป็นส่วนตัวสูงก็เหมาะมากสำหรับการมีที่อยู่อาศัยทำเลดีใกล้ออฟฟิศและยังมีพื้นที่ส่วนตัวเพื่อการพักผ่อนในวันหยุด   สำหรับการลงทุนในคอนโดมิเนียมย่านนี้คงไม่มีใครปฏิเสธได้ในความคุ้มค่ากับสิ่งที่ลงทุนไป ด้วยองค์ประกอบหลายอย่างที่เพียบพร้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ค่ายใหญ่ที่ต่างก็ยังคงมองหาที่ดินในย่านนี้อยู่เสมอ แม้จะเหลือที่ดินที่เหมาะแก่การนำไปพัฒนาต่อน้อยลงไปทุกที ราคาที่ดินก็สูงตาม แต่เมื่อนำมาพัฒนาเป็นโครงการในระดับลักชัวรี่ให้เหมาะสมกับดีมานด์ของย่านนี้ที่ยังมีค่อนข้างสูง ในขณะที่ซัพพลายยังถือว่าไม่ล้นก็ถือว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการเปิดตัวโครงการใหม่ไปเพียง 5-6 โครงการ ขณะที่ความต้องการยังมีสูงมากกว่า 6,000 ยูนิต  เรื่องของการสร้างผลตอบแทนสำหรับผู้ลงทุนปล่อยเช่าก็ยิ่งได้ราคาดี โดยเฉพาะการปล่อยเช่าชาวต่างชาติที่มีดีมานด์เพิ่มสูงเรื่อยๆ อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 5%/ปี โดยคอนโดที่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าจะได้ค่าเช่าเฉลี่ยประมาณ 700-1,000 บาท/ตร.ม. หรือประมาณ 30,000 บาท/เดือน(สำหรับคอนโดมิเนียมในระดับราคา 6.5 ล้านบาทขึ้นไป) และด้วยราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นส่งให้ราคารีเซลจะเพิ่มสูงขึ้นจากราคาตอนเปิดตัวประมาณ 7%   ไม่แปลกที่สีลม-สาทร ยังคงเนื้อหอมเป็นที่หมายปองของทั้งผู้ที่อยู่อาศัยเองและนักลงทุนอยู่เสมอ ด้วยความเพียบพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกรอบตัว การเดินทางง่ายใกล้ออฟฟิศ สามารถพลิกจากชีวิตที่เร่งรีบตามสไตล์คนเมืองกรุงมาเป็นชีวิตอันแสนง่าย ไม่ต้องเร่งรีบเดินทางไปทำงานทุกวัน วันหยุดก็มีสถานที่พักผ่อนอยู่ไม่ไกล ทั้งที่อยู่ใจกลางเมือง น่าคิดนะคะว่าการอยู่ใจกลางเมืองใกล้ที่ทำงานอาจจะตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้มากกว่าการออกไปอยู่ชานเมือง        
9 เทคโนโลยีสุดล้ำที่ทำให้ชีวิตในบ้านง่ายขึ้น

9 เทคโนโลยีสุดล้ำที่ทำให้ชีวิตในบ้านง่ายขึ้น

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง นั้นช่วยทำให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น เพราะไม่เพียงแต่ให้ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังสร้างสรรค์การทำงานบ้านที่ใครหลายคนแสนจะเบื่อหน่ายกลับกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่รอช้าที่จะแสวงหาไอเท็มเด็ด มากระตุ้นต่อมอยากให้คุณแม่บ้านหลายครัวเรือนได้เลือกสรร 1. The smoke alarm เครื่องตรวจดักจับควันอัจริยะ ภาพ via nest.com ล่าสุดแบรนด์ Nest ต่อยอดพัฒนาความสามารถของเครื่องตรวจดักจับควันตัวนี้ให้ ทั้งสามารถพูดคุยตอบโต้ได้ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทันทีผ่านระบบ Smartphone อีกทั้งยังตรวจจับควันได้ทั้งแบบปกติและแบบชนิดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างคาร์บอนมอนอกไซด์ ได้ด้วย สนนราคาเพียง $99 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 3,000 บาท 2. Nest Thermostat ตัวช่วยเปลี่ยนอุณหภูมิในบ้านให้เหมาะสม ภาพ via nest.com อีกหนึ่งนวัตกรรมการพัฒนาอุปกรณ์ภายในบ้านของ Nest ที่จะช่วยทำให้รับรู้ถึงอุณหภูมิในบ้านอันเหมาะสมต่อสมาชิกในครอบครัว แถมยังปรับเปลี่ยนได้ตามใจต้องการ อีกทั้งยังสามารถสั่งงานผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือได้อีกด้วย 3. เติมสีสันหลอดไฟในบ้าน ด้วย Philips Hue ภาพ via macrumors.com ถึงเวลาเปลี่ยนหลอดไฟ ด้วยขีดความสามารถของ Philips Hue อันช่วยสร้างสีสันภายในบ้าน เพียงเลือกเฉดสีผ่านระบบสัมผัส พร้อมเพิ่มความสว่างสดใสได้แสนง่าย โดยซิงค์กับโทรศัพท์มือถือคู่กาย พร้อมสั่งงานผ่านแอพพลิเคชั่น เท่านี้ก็สามารถควบคุมหลอดไฟในบ้านได้แล้ว แถมยังสั่งงานได้สูงสุดถึง 50 ดวง ใครสนใจสามารถไปเลือกสรรได้แล้วที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ สนนราคาประมาณ 6,000 บาท 3. บ้านปลอดภัยหายห่วง ด้วย Canary ภาพ via  canary.is ด้วยระบบเตือนภัยอัจริยะ ที่สามารถแจ้งเตือนทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอพพลิเคชั่น แถมยังติดตั้งง่าย และเป็นได้มากกว่าการส่งสัญญาณความปลอดภัย เพราะสามารถบันทึกเหตุการณ์ที่กำลังเป็นอันตรายต่อสมาชิกภายในบ้าน รวมทั้งยังสามารถวัดอุณหภูมินอกบ้าน ผ่านระบบ built-in sensor สนนราคาเริ่มต้น $199 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 6,000 บาท 5. Belkin Wemo สวิตช์ไฟที่ช่วยให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น ภาพ via belkin.com ถือได้ว่าเป็นสวิตช์ไฟฟ้าที่มีความเรียบง่าย และสามารถเสียบใช้งานกับอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะพัดลม หรือแม้กระทั่งแอร์ โดยสั่งงานผ่านระบบอินเทอร์เนต หรือผ่านแอพพลิเคชั่นในมือถือ แม้ว่าจะอยู่นอกบ้านก็สามารถสั่งงานเปิด-ปิดได้ สนนราคา $49.99 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,600 บาท 6. Netatmo พยากรณ์อากาศ ภาพ via netatmo.com เครื่องนี้สามารถช่วยให้คุณรู้ และอัพเดตได้ตลอดเวลาว่า ณ ขณะนี้ เกิดอะไรขึ้นในบ้านได้อย่างแม่นยำ เช่น ลมแรง ฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า เป็นต้น สนนราคา $49 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,500 บาท 7. iKettle สุดยอดกาน้ำล้ำสมัย ภาพ via  firebox.com ความไม่ธรรมดาของกาน้ำนี้ คือสามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตได้ แม้หลายคนอาจจะงงว่าเพื่ออะไร แต่นี้สามารถช่วยให้คุณได้น้ำร้อน ก่อนที่จะเดินเข้าไปในครัว และมันก็จะช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเรอ อีกทั้งยังสามารถตั้งเวลาได้อีกด้วย สนนราคา $149.99 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 5,000 บาท 8. Logi Circle ติดตามความเคลื่อนไหวสัตว์เลี้ยงสุดโปรด ภาพ via cnet.com เพียงวาง Logi Circle ไว้ในบ้าน ในวันที่ต้องออกไปทำกิจวัตรประจำวันข้างนอก หลังจากนั้น login live ผ่านแอพพลิเคชั่น เจ้าเครื่องนี้จะส่งภาพ ติดตามความเคลื่อนไหวสัตว์เลี้ยงจอมซนของคุณในบ้านทันที แถมยังสามารถเอ็ดเจ้าสุนัขหรือแมวตัวโปรดที่กำลังกัดเฟอร์นิเจอร์ชิ้นงามได้ทันที สนนราคา $169.99 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 5,500 บาท 9. iRobot Roomba ทำให้เรื่องดูดฝุ่น ง่ายจนคาดไม่ถึง ภาพ via irobot.com เพียงวางหุ่นยนต์ Roomba มันจะทำการเคลื่อนไหวไปรอบๆ บ้านหรือภายในห้องทันที พร้อมกับดูดจัดเก็บฝุ่น สิ่งปฏิกูลไม่ผึงประสงค์ทันที ใครสนใจสามารถไปเลือกสรรได้แล้วที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ สนนราคาเริ่มต้นประมาณ 15,000 – 30,000 บาท และนี้คือ 9 อย่างที่คุณสามารถลองหามาใช้ในบ้าน จะได้ช่วยให้เรื่องงานบ้านแสนปวดหัวของคุณหายห่วง ถึงแม้จะไม่ได้อยู่บ้านก็ตาม   ขอขอบคุณข้อมูลจาก th.theasianparent.com  
10 ลำดับขั้นตอนการก่อสร้างบ้าน

10 ลำดับขั้นตอนการก่อสร้างบ้าน

การปลูกบ้าน หรือสร้างบ้านใหม่ จะเริ่มสร้างจากล่างขึ้นบน กล่าวคือต้องเริ่มจากโครงสร้างเสาเข็ม ฐานราก จากนั้นจะเริ่มงานโครงสร้างจากชั้นหนึ่ง และชั้นสองตามลำดับ แล้วจึงติดตั้งหลังคา ก่อผนัง เตรียมงานระบบ จนเมื่องานโครงสร้างเรียบร้อยก็จะตกแต่งงานสถาปัตย์ เก็บรายละเอียดงาน ทำความสะอาดจนพร้อมส่งมอบบ้านให้แก่เจ้าของบ้าน ทั้งนี้ แต่ละขั้นตอนต้องวางแผนการดำเนินงานเป็นอย่างดี เพราะมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และสำหรับตัวเจ้าของบ้านเองควรเข้าใจลำดับขั้นตอนเพื่อสามารถตรวจและควบคุมงานในเบื้องต้น รวมถึงจดบันทึกตำแหน่งหรือข้อมูลทั้งงานระบบท่อไฟฟ้า-ประปา ตำแหน่งระบบสุขาภิบาล เผื่อการบำรุงซ่อมแซมในอนาคต 10 ลำดับขั้นตอนการก่อสร้างบ้าน ที่เจ้าของบ้านทุกคนควรทราบ มีดังนี้ 1.เริ่มขั้นตอนสร้างบ้าน โดยการเตรียมพื้นที่ เมื่อมีแบบก่อสร้างบ้าน และทำสัญญากับผู้รับเหมาเรียบร้อยแล้ว ทางผู้รับเหมาจะเริ่มเข้าหน้างานเตรียมพื้นที่ กำหนดจุดวางและขนย้ายเครื่องมืออุปกรณ์ อาจมีสถานที่พักสำหรับคนงาน (ในกรณีที่คนงานพักในพื้นที่) หากมีบ้านเดิมจะต้องรื้อถอนออกก่อน หรือหากเป็นที่ดินเปล่าจะมีการขอน้ำและไฟฟ้าชั่วคราวสำหรับใช้งาน สำหรับงานเตรียมพื้นที่ จะครอบคลุมอยู่หลายเรื่อง ตั้งแต่ระดับพื้นบ้านที่ต้องพิจารณา อาจต้องถมที่ดินเพื่อปรับระดับ ให้เหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไปจะถมให้สูงกว่าระดับถนน 50-80 ซม. และควรสูงกว่าท่อระบายน้ำสาธารณะ ส่วนระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการถมดินอยู่ในช่วงหน้าแล้ง (ช่วงเดือนธันวาคม – พฤษภาคม) เพราะสามารถทำงานได้สะดวก ได้ดินที่แน่นและมีคุณภาพ เพราะหากถมในช่วงหน้าฝนอาจเกิดเหตุการณ์ดินไหลได้ ภาพ: การปรับระดับดินก่อนลงเสาเข็ม 2.งานวางผังอาคาร ขั้นตอนสร้างบ้านที่ต้องวางแผนให้ดี เมื่อเตรียมพื้นที่เรียบร้อย จะเริ่มวางผังแนวอาคารซึ่งเป็นการกำหนดตำแหน่งของเสาเข็มโดยอ้างอิงจากแบบ เพื่อให้ทุกฝ่ายทั้งเจ้าของบ้าน ผู้ออกแบบ วิศวกร บริษัทรับเหมาก่อสร้าง และบริษัทรับเหมางานเสาเข็มมีความเข้าใจที่ตรงกัน ในขั้นตอนนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับระยะต่างๆ ให้เหมาะสมได้เนื่องจากอาจพบอุปสรรคที่หน้างาน เช่น แนวต้นไม้ใหญ่ แนวเสาเข็มโครงสร้างอาคารเดิม หรือตำแหน่งอาคารข้างเคียงที่มีผลต่อพื้นที่ใช้สอยอาคาร เป็นต้น โดยผู้รับเหมาจะนำเสนอแนวทางแก้ไขให้ผู้ออกแบบเซ็นชื่อรับรอง เพื่อดำเนินการก่อสร้างต่อไป ภาพ: ตรวจแบบก่อสร้างเพื่อเตรียมวางผังอาคาร (กำหนดจุดลงเสาเข็ม) 3.หนึ่งในขั้นตอนสร้างบ้านสำคัญ คือ งานเสาเข็ม สำหรับงานเสาเข็มมักจะจ้างบริษัทรับเหมางานเสาเข็มโดยเฉพาะ ซึ่งทางผู้ออกแบบจะสำรวจหน้างานและกำหนดมาแล้วว่าบ้านแต่ละหลังเหมาะจะใช้เสาเข็มประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นเสาเข็มตอกหรือเสาเข็มเจาะ (อ่านรายละเอียด Material Guide ทรุดไม่ทรุด จุดเริ่มต้นอยู่ที่เสาเข็ม) การตรวจสอบคุณภาพเสาเข็มต้องทดสอบความแข็งแรง (Load Test) สามารถรับน้ำหนักได้ตามมาตรฐาน ไม่เยื้องศูนย์ แต่หากเกิดความผิดพลาดหรืออุปสรรคในการตอกหรือเจาะเสาเข็ม ผู้ออกแบบอาจต้องแก้ไขแบบเพื่อให้เสาเข็มและฐานรากดังกล่าวสามารถรับน้ำหนักได้ นอกจากนี้สำหรับการตัดหัวเสาเข็มเพื่อเตรียมหล่อฐานราก ผู้รับเหมางานเสาเข็ม และผู้รับเหมาหลักต้องยืนยันระดับฐานรากให้ตรงกันก่อนส่งต่องาน ภาพ: การทำเสาเข็มเจาะ 4.ขั้นตอนสร้างบ้านของงานฐานรากโครงสร้างชั้นล่าง เมื่อตัดหัวเสาเข็มแล้ว ผู้รับเหมาหลักจะเริ่มงานส่วนโครงสร้างฐานรากซึ่งประกอบด้วยฐานรากและเสาตอม่อจากนั้นจึงขึ้นโครงสร้างชั้น 1 ซึ่งประกอบด้วย คานคอดิน เสา คาน และพื้นชั้นล่าง โดยอาจอาจเลือกเป็นพื้นหล่อในที่ (พื้นห้องน้ำ) ร่วมกับพื้นคอนกรีตสำเร็จรูป หากโครงสร้างต่างๆ เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ควรมีขนาดและค่ากำลังอัด ตามที่วิศวกรได้คำนวณไว้ ซึ่งต้องใช้เวลาในการบ่มคอนกรีต และถอดแบบค้ำยัน ช่วงระยะเวลาหนึ่ง (ประมาณ 14-28 วัน ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและประเภทปูน) เพื่อให้โครงสร้างมีความแข็งแรง พร้อมรับน้ำหนักโครงสร้างอื่นๆ ต่อไป แต่ในกรณีที่สร้างบ้านโครงสร้างเหล็ก ก็จะเริ่มนำชิ้นส่วนเหล็กในแต่ละส่วนมาเชื่อมกันทั้งในส่วน เสา คาน ตง เป็นต้น ในระหว่างขั้นตอนนี้ จะมีการขุดดินเพื่อวางระบบสุขาภิบาล เช่น บ่อพัก  Manhole ระบบท่อน้ำทิ้ง ท่อประปา เป็นต้น ซึ่งเจ้าของบ้านควรถ่ายรูปและจดบันทึกตำแหน่งและระยะงานระบบเอาไว้เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงหากมีการซ่อมแซมในอนาคต ภาพ: งานเตรียมเหล็กเสริมโครงสร้างคานและเสาชั้นล่าง 5. งานโครงสร้างชั้นสอง โครงหลังคา และโครงสร้างงานระบบสุขาภิบาล งานโครงสร้างชั้นสองก็ทำเช่นเดียวกับโครงสร้างชั้นล่าง ทั้งเสา คานอะเส(คานหลังคา) และอาจมีงานหล่อชิ้นส่วนตกแต่ง เช่น บัว กันสาด ขอบปูน ซึ่งโครงสร้างแต่ละส่วนจะต้องใช้ระยะเวลาบ่มคอนกรีตเช่นเดียวกับโครงสร้างชั้นล่าง นอกจากนี้จะเริ่มขึ้นโครงหลังคา ซึ่งมีหลายประเภท เช่น โครงหลังคาเหล็ก หรือโครงหลังคาสำเร็จรูป เป็นต้น ในส่วนของงานระบบประปาและสุขาภิบาลทั้งถังเก็บน้ำใต้ดิน ท่อน้ำทิ้ง และถังบำบัดจะถูกติดตั้งในช่วงนี้โดยสมบูรณ์เพื่อเตรียมการเดินท่อเข้าภายในบ้าน ภาพ: ติดตั้งโครงหลังคาเหล็ก 6.ขั้นตอนสร้างบ้าน งานมุงหลังคา และโครงสร้างบันได เมื่องานโครงสร้างหลักเสร็จเรียบร้อย จะเริ่มติดตั้งวัสดุมุงหลังคาเพื่อให้ภายในบ้านมีร่มเงาและลดอุปสรรคจากลมฟ้าอากาศในการทำงาน ในช่วงนี้จะเริ่มหล่อโครงสร้างบันไดคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือติดตั้งบันไดเหล็กตามที่แบบระบุ นอกจากนี้อาจเก็บงานโครงสร้างในส่วนอื่นๆ ให้พร้อมก่อนเริ่มงานก่อผนังและติดตั้งวัสดุปิดผิว ภาพ: (บน) มุงหลังคากันแดดและฝน  (ล่าง) ติดตั้งบันไดโครงสร้างเหล็ก 7.งานก่อผนัง ติดตั้งวงกบไม้ประตู-หน้าต่าง และงานระบบไฟฟ้า-ประปา เมื่อมุงหลังคาเรียบร้อย จะเข้าสู่ขั้นตอนการก่อผนังและหล่อเสาเอ็น-คานเอ็น ในขั้นตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับบ้านแต่ละหลังว่าเลือกใช้ผนังบ้านแบบใด เช่น ผนังก่ออิฐ หรือผนังเบา ซึ่งในช่วงนี้จะเดินท่องานระบบต่างๆ ที่ฝังในผนังไปด้วย ทั้งระบบไฟฟ้าและประปา รวมถึงติดตั้งวงกบไม้ประตูหน้าต่างตามตำแหน่งที่ระบุตามแบบ ภาพ: การก่อผนัง หล่อเสาเอ็น-คานเอ็น และฝังท่อไฟฟ้า-ประปาในผนัง 8.ขั้นตอนสร้างบ้าน งานฉาบผนัง และงานติดตั้งฝ้าเพดาน  ในงานฉาบผนังก่ออิฐ จะต้องจับปุ่มจับเซี้ยม หรืออาจขึงลวดกรงไก่ เพื่อฉาบผนังให้เรียบสม่ำเสมอ ส่วนผนังเบาจะต้องฉาบเก็บรอยต่อระหว่างแผ่นผนังให้เรียบเนียน เตรียมพร้อมก่อนขั้นตอนการปิดผิว ในขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความชำนาญของช่างเพื่องานที่ละเอียดเรียบร้อย ผนังต้องได้ดิ่ง-ฉากทุกพื้นที่ สำหรับฝ้าเพดานจะมีการกำหนดระดับความสูงตามแบบทั้งภายในและภายนอกบ้าน โดยติดตั้งโครงฝ้าและปิดด้วยวัสดุฝ้าเพดาน เช่น แผ่นยิปซั่ม แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ เป็นต้น ในขั้นตอนนี้จะมีการติดตั้งระบบไฟฟ้า โคมไฟ และช่องเซอร์วิสไปพร้อมกัน ภาพ: การฉาบผนัง และติดตั้งฝ้าเพดานทั้งภายนอกและภายใน 9. งานวัสดุตกแต่งพื้นผิว ขั้นตอนสร้างบ้าน ติดตั้งอุปกรณ์ ติดตั้งประตู-หน้าต่าง และงาน Build-In เป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยความประณีตของช่างอย่างมาก เพราะทำให้บ้านเนี้ยบสวยงาม ซึ่งในขั้นตอนนี้จะประกอบไปด้วย   9.1 วัสดุตกแต่งผนังและพื้น ขึ้นอยู่กับการออกแบบและความชอบของเจ้าของบ้าน โดยวัสดุพื้นผิวผนัง เช่น ทาสี ฉาบสกิมโค้ท ปูกระเบื้องเซรามิก ติดวอลล์เปเปอร์ ฯลฯ ส่วนวัสดุพื้น เช่น หินขัด กรวดล้าง/ทรายล้าง ปูกระเบื้องเซรามิก ไม้ปาร์เกต์ ไม้ลามิเนต เป็นต้น 9.2 ระบบแสงสว่างและติดตั้งดวงโคมการติดตั้งแสงสว่างและหลอดไฟจะเริ่มในช่วงนี้เพราะติดตั้งฝ้าเพดาน โคมไฟ และเดินงานระบบเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ช่างจะเดินสายไฟเชื่อมกับสวิตช์ไฟ ปลั๊ก และติดตั้งเครื่องปรับอากาศ 9.3 ติดตั้งบานประตู หน้าต่างไม้ ชุดประตู-หน้าต่างไวนิล/อะลูมิเนียม ขั้นตอนนี้จะเป็นการติดตั้งบานประตู บานกระจก หน้าต่างเข้ากับวงกบไม้ที่ติดตั้งเอาไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงติดตั้งชุดประตู-หน้าต่างไวนิลหรืออะลูมิเนียมเข้ากับผนังที่เว้นช่องไว้ ซึ่งขอบผนังโดยรอบต้องเรียบสม่ำเสมอ ได้ระดับดิ่ง-ฉาก เพื่อให้ชุดประตู-หน้าต่างติดตั้งได้พอดี ลดความเสี่ยงการรั่วซึมในอนาคต 9.4 งาน Build-in ด้านงาน Build-in อาจมารวมอยู่ในช่วงนี้ได้ เช่น ตู้เสื้อผ้า ชั้นวางของ เคาน์เตอร์ครัว เป็นต้น 9.5 ติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ สุขภัณฑ์ในห้องน้ำ และอุปกรณ์เครื่องครัว วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เมื่อติดตั้งแล้วควรคลุมด้วยพลาสติกเพื่อป้องกันฝุ่นละออง รอยขีดข่วน และสีที่อาจกระกระเด็นเปรอะเปื้อนในช่วงการเก็บงาน 9.6 สวนและทางเดินรอบบ้านอาจเริ่มทำในช่วงนี้ หรืออาจทำในช่วงที่บ้านสร้างเสร็จแล้วก็ได้ ภาพ: การตกแต่งภายใน ติดตั้งวัสดุปูพื้น-ผนัง ประตูหน้าต่าง (บานเฟี้ยม) และงานBuild-in 10. ทำความสะอาดและตรวจความเรียบร้อยในการเก็บงาน ขั้นตอนสร้างบ้านสุดท้าย ช่างจะเก็บรายละเอียดต่างๆ เช่น งานทาสี ตรวจสอบงานระบบต่างๆ ซึ่งในช่วงนี้เจ้าของบ้านควรเข้ามาตรวจสอบด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าเจอข้อผิดพลาด ควรแจ้งให้ช่างแก้ไขให้เรียบร้อยก่อนจะส่งจะส่งมอบงาน จากนั้นจะเริ่มทำความสะอาด (โดยมากจะจ้างบริษัททำความสะอาดหลังงานก่อสร้างโดยตรง) แล้วเสร็จจนพร้อมส่งมอบงานให้เจ้าของบ้านขนย้ายเฟอร์นิเจอร์เข้าอยู่ ภาพ: บ้านที่อยู่ในช่วงการเก็บงาน การเรียงลำดับขั้นตอนตามที่กล่าวมาอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือซ้อนทับกันได้ในแต่ละงาน อาจมีเพิ่ม หรือแยกย่อยมากกว่า 10 ลำดับได้ขึ้นอยู่กับปลายปัจจัย เช่น วัสดุที่เข้าหน้างาน ความถนัดของช่าง/ผู้รับเหมา ปัจจัยสภาพคล่องทางการเงิน ปัญหาแรงงานช่าง และสภาพลมฟ้าอากาศที่ไม่อำนวย เป็นต้น Tip: เจ้าของบ้านควรตรวจสอบสัญญาการรับประกันผลงานของทั้งผู้รับเหมา และตัวผลิตภัณฑ์สินค้า รวมถึงการติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตามที่ระบุในเอกสาร เพื่อรับรองคุณภาพการก่อสร้าง และตัวสินค้าให้ได้ตามมาตรฐาน ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก www.scgbuildingmaterials.com เกี่ยวกับการสร้างบ้านอื่นๆ ซื้อบ้านจัดสรรกับสร้างบ้านเอง แบบไหนดีกว่ากัน สร้างบ้านใหม่เลือกแบบบ้านชั้นเดียวหรือแบบบ้านสองชั้นดี? จะก่อสร้างบ้านต้องรู้เรื่องระยะห่างระหว่างอาคารกรณีอยู่ในที่ดินเจ้าของเดียวกัน 7 ความผิดพลาดในการสร้างบ้าน ที่ควรใส่ใจ  
13 วิธีกำจัดมอด ปิดประตูตายแมลงร้ายในครัว!

13 วิธีกำจัดมอด ปิดประตูตายแมลงร้ายในครัว!

รวมวิธีกำจัดมอด ไม่ว่าจะอยู่ในข้าวสารหรือแป้งประกอบอาหาร ด้วยวิธีสุดง่ายแบบบ้านไหน ๆ ก็ทำเองได้ พอกันทีสำหรับการแบ่งปันที่อยู่อาศัยให้แมลงศัตรูคู่ครัว   เมื่อไรที่เปิดถังข้าวสารและถุงแป้งออกมาเจอมอดเดินกันยั้วเยี้ยเต็มไปหมด น่าขนลุกทุกที! ครั้นจะหยิบออกด้วยมือเปล่าก็ยากเย็น เพราะมอดตัวเล็กมากแถมเคลื่อนที่เร็ว หรือจะทิ้งอาหารเหล่านั้นไปทั้งหมดก็เสียดายเงินเปล่าๆ อย่ารอช้า! มากำจัดมอดแมลงร้ายให้หมดไปจากครัวได้อย่างง่ายดาย ถ้าไม่อยากโดนมอดบุกยึดครัวก็ตามไปดูกันเลย 1.ทำความสะอาดครัวในเบื้องต้น ช่วยกำจัดมอด จะจำกัดมอดแบบตรงจุดให้ได้ผล 100% ต้องอาศัยปัจจัยรอบข้างด้วย เช่น การรักษาความสะอาดภายในห้องครัว โดยการตรวจดูและซ่อมแซมจุดชำรุดเสียหายที่เป็นแหล่งทางเดินของมอด ความสะอาดตู้กับข้าว ชั้นวางของ และตู้เก็บของในครัวด้วยน้ำสบู่เพื่อฆ่าเชื้อโรค 2.แช่แข็งแป้งประกอบอาหาร ก็ช่วยกจักมอด สาว ๆ คนไหนที่ชอบทำขนมคงเข้าใจกันดี เวลาเปิดถุงแป้งออกมาแล้วเจอเจ้ามอดชอนไชทุกอณูแป้งก็รู้สึกหมดอารมณ์เข้าครัวไปตาม ๆ กัน แต่อย่าท้อไปครับ ให้นำถุงแป้งเหล่านั้นไปแช่แข็งไว้ในช่องฟรีซประมาณ 4 วัน ก็จะช่วยกำจัดตัวอ่อนและมอดตัวแม่ได้หมดเกลี้ยง 3.กำจัดมอดด้วยกลิ่นใบกระวาน  ปัญหามอดคุกคามห่อแป้งประกอบอาหารและถังข้าวสารนั้นจัดการได้ไม่ยาก แค่นำใบกระวานสัก 2-3 ใบ ใส่ลงไปในห่อแป้งและถังข้าวสาร กลิ่นฉุน ๆ ของใบกระวานก็จะส่งสัญญาณบอกมอดให้ถอยทัพออกไปซะ 4.เครื่องดูดฝุ่น กำจัดมอดถึงต้นตอ ถ้าไม่อยากเสียเวลาไปกับการรอในวิธีอื่น ๆ แนะนำให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นมาทำความสะอาดตามตู้กับข้าวและซอกมุมต่าง ๆ ในครัว เพื่อกำจัดต้นตอแหล่งที่อยู่อาศัยของมอดให้หมดสิ้นไป แม้จะเป็นวิธีที่ดูง่ายแต่ก็ได้ผลเกินคาดระดับตัดไฟแต่ต้นลมและรวดเร็วทันใจ 5.กำจัดมอดจากต้นทางด้วยการเก็บแป้งและข้าวสารในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท  เมื่อซื้อแป้งและข้าวสารมาแล้ว ก็อย่าลืมเก็บในบรรจุภัณฑ์ที่มีฝาปิดแน่นหนา แต่ถ้าเป็นถุงสุญญากาศด้วยก็จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้มอดถือโอกาสทองปีนป่ายเข้าไปนอนกองกันอยู่ข้างในยังไงล่ะครับ 6.หากจะกำจัดมอด ใช้แป้งให้หมดอย่าเก็บไว้ วิธีนี้น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับแป้งประกอบอาหาร หากเมื่อไรที่ต้องการจะใช้แป้งเพื่อทำอาหารหรือทำขนม แนะนำให้ซื้อมาใช้เท่าที่ต้องการ อย่าเหลือเก็บค้างไว้จะดีกว่า หรืออาจจะซื้อมาเก็บสำรองไว้ก็ได้แต่จะต้องไม่นานเกิน 1-2 เดือน และควรนำแป้งของเก่าออกมาใช้ก่อนเสมอ 7.กานพลู สมุนไพรกลิ่นหอมกำจัดมอด นอกจากใบกระวานจะช่วยส่งกลิ่นกำจัดมอดได้แล้ว กานพลูยังเป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่ควรนำเอาไปโรยไว้บริเวณตู้กับข้าว ชั้นวางของ และมุมต่าง ๆ ภายในห้องครัว เพราะมันจะมีกลิ่นที่ทำให้มอดไม่สามารถอยู่ในครัวร่วมกับเราได้ 8.กำจัดมอดตั้งแต่ต้นด้วยการตรวจเช็กวัถตุดิบอาหาร  อย่าชะล่าใจไป แม้วัตถุดิบอาหารต่าง ๆ ในครัวจะถูกจัดเก็บไว้เป็นอย่างดี แต่ถ้าหากไม่เคยตรวจเช็กดูเลยก็จะเสี่ยงหนักไปอีก เพราะถ้าเกิดวัตถุดิบบางอย่างเกิดหมดอายุหรือเน่าเสียขึ้นละก็คราวนี้มอดจะต้องหาทุกวิถีทางในการบุกเข้ามารบกวนวัตถุดิบอย่างแน่นอน ฉะนั้นควรจะตรวจเช็กอยู่บ่อย ๆ และทิ้งบรรดาของเน่าเสียไปให้หมดจะดีกว่า 9.ผ้าเปียก กับดักกำจัดมอดชั้นดี ในเมื่อมอดเป็นสัตว์ที่ชอบพื้นที่ชื้นแฉะและมืด เราจึงต้องวางกับดักเพื่อกำจัดมันซะ โดยการนำผ้าขนหนูผืนเล็กไปชุบน้ำแล้วบิดหมาด ๆ จากนั้นนำไปวางล่อตามมุมต่าง ๆ ในครัว เมื่อบรรดามอดพากันยกทัพมาที่ผ้า ก็ให้รีบนำผ้าเปียกเหล่านั้นลงไปแช่ในน้ำ เพื่อลดจำนวนมอดในครัวให้ลดลง 10.น้ำส้มสายชูกำจัดมอด  อีกหนึ่งวิธีทำความสะอาดครัวให้ปราศจากมอดได้ ด้วยการนำผ้าชุบน้ำส้มสายชูมาเช็ดตามมุมต่าง ๆ ภายในครัว เน้นตรงบริเวณตู้กับข้าวและที่เก็บวัตถุดิบอาหารให้สะอาด จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเปล่าหรือน้ำสบู่เช็ดออกอีกครั้ง เพียงเท่านี้มอดก็อยู่ไม่ได้แล้ว 11.กล่องไม้ขีดไฟก็จำกัดมอดได้ นาทีนี้ของธรรมดา ๆ อย่างกล่องไม้ขีดไฟก็มีค่า เพราะที่กล่องไม้ขีดไฟมีซัลเฟอร์หรือที่คนทั่วไปเรียกว่ากำมะถันอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ แต่กลับเป็นอาวุธเด็ดที่ทำให้มอดต้องถอยหนี เพียงแค่นำไปวางไว้ตามที่ต่าง ๆ ในครัวก็พอ 12.นำข้าวสารไปตากแดดไล่ความชื้น กำจัดมอด เราอาจจะเคยสงสัยว่าทำไมเขาต้องนำถาดข้าวสารออกมาวางตากแดดไว้หน้าบ้าน ซึ่งนั่นก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการกำจัดมอดข้าวสารที่นิยมทำกันมานาน อย่างที่บอกไปว่ามอดเป็นสัตว์ที่ชอบความชื้นและที่มืด ฉะนั้นเมื่อนำข้าวสารไปตากแดด แน่นอนว่ามอดก็ต้องร้อนรนขนสมาชิกหนีตายออกจากข้าวสาร 13.วางถุงพริกไทยดำให้ส่งกลิ่นกำจัดมอด บ้านไหนที่มีพริกไทยดำเหลืออยู่จำนวนมาก แนะนำให้นำไปใส่ในผ้าขาวบางแล้วผูกปากให้มิด หรือใส่ในถุงที่มีรูระบายอากาศ จากนั้นนำไปวางไว้ตามที่ต่าง ๆ ในครัว กลิ่นฉุน ๆ และความร้อนของพริกไทยดำก็จะทำให้มอดหายไปจากครัว   เห็นแล้วใช่ไหมครับว่าแต่ละวิธีนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด หากบ้านใครกำลังเผชิญปัญหามอดบุกรุกคุกคามพื้นที่ครัวอยู่ละก็ อย่าลืมนำวิธีดี ๆ แบบนี้ไปใช้กันนะครับ แล้วจะรู้ว่ามันได้ผลจริง ๆ ความรู้อื่นๆ เกี่ยวการกำจัดมอด วิธีกำจัดมอด วิธีกำจัดปัญหากวนใจต่างๆ ในบ้าน วิธีแก้ปัญหาแอร์มีกลิ่นเหม็นสุดจะดม ก่อนคนในบ้านจะทนอยู่ไม่ไหว 4 วิธีกำจัดสิ่งสกปรกในเครื่องซักผ้า ไรฝุ่น ผู้ร้ายบนที่นอน

"Functional is Beautiful" บ้านที่สวยที่สุด..คือบ้านที่เข้าใจชีวิต

เมื่อคำนิยามของ “บ้าน” ไม่ได้เป็นแค่เพียงที่อยู่อาศัย และ “บ้าน” ไม่ใช่แค่สถานที่ที่ใช้หลบแดดหลบฝน แต่ “บ้าน คือ ชีวิต” เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตเราเริ่มต้นและจบลงที่ “บ้าน” พื้นที่ที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวได้แบ่งปัน เติบโต และมอบความอบอุ่นให้แก่กันและกัน   จุดเริ่มต้นของการเลือกบ้านซักหลัง อาจไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ที่สุด หรูหราที่สุด หรือมีรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยที่สุด แต่สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องการคือ การที่ได้เห็นทุกคนในบ้านได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ได้ยินเสียงหัวเราะ ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน หรือแม้กระทั่งการที่ได้ปลดปล่อยและเป็นตัวของตัวเอง   ที่เอพี พื้นที่ทุกตารางนิ้วของบ้านถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานได้จริง และตอบโจทย์ชีวิตที่สุด ด้วยแนวคิด FUNCTIONAL IS BEAUTIFUL ด้วยฟังก์ชั่นภายในบ้านที่สัมพันธ์กับการใช้ชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ที่แม้จะมีความฝันและไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน แต่ทุกคนก็สามารถใช้ทุกพื้นที่ร่วมกันได้ ทำให้พื้นที่ภายในบ้านอัดแน่นและอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ เกิดเป็นความอบอุ่นที่ช่วยเติมพลังให้กับทุกคน เป็นการสร้างความรู้สึกดีจากรุ่นสู่รุ่น เรียงร้อยเป็นความทรงจำใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้แบบไม่รู้จบ   2 KITCHEN IN 1CONCEPT   แม้การออกแบบครัวฝรั่งจะเป็นชื่นชอบในปัจจุบัน แต่คนไทย ยังไงต้องมีครัวไทย ซึ่งถ้ามองลึกไปถึงขั้นตอนกระบวนการทำอาหารไทย ย่อมต้องมีกลิ่นเครื่องแกงต่าง ๆ มากกว่าอาหารฝรั่ง เอพี จึงออกแบบให้มีทิศทางการระบายกลิ่นที่ดี ทิศทางของแสงเพื่อให้อาหารดูสวยงามน่ารับประทาน มีการคำนึงพื้นที่ทำอาหาร ให้ครอบครัวได้ทำอาหารพร้อมกัน และพิจารณาการเข้าถึงได้ง่ายตั้งแต่ที่จอดรถ โดยไม่ต้องผ่านส่วนที่เป็น LIVING AREA     EXTENDED FAMILY SPACE   เมื่อความสุขทุกรูปแบบมักเกินขึ้นที่โต๊ะอาหาร การรังสรรค์เมนูเด็ด การสร้างแรงบันดาลใจ บทสนทนา พื้นที่นี้จึงเป็นส่วนสำคัญหลักของบ้าน FAMILY SPACE จึงอถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับพฤติกรรมเจ้าของบ้าน พื้นที่ DINING จึงไม่เป็นเพียงโต๊ะทานอาหาร หากแต่เป็น FAMILY SPACE ที่เชื่อมต่อกับ FAMILY LIVING,PANTRY และ KICHEN  เข้าด้วยกัน พื้นที่ลักษณะสี่เหลี่ยมผื้นผ้าที่ง่ายต่อการจัดวางและการปรับเปลี่ยน ช่องแสงที่เปิดรับเป็นจังหวะและสัดส่วน ให้เกิดการระบายอากาศได้ดี และปรับขยายเพื่อรองรับกิจกรมของครอบครัว แค่พลิกการวางเฟอร์นิดจอร์ ความเป็นส่วนตัวที่ยังต้องการสัมพันธ์ของครอบครัวก็ยังเกิดขึ้นได้       COURTYARD GARDEN   สวนสีเขียวที่ไม่ได้มีแค่โชว์ สวนจึงถูกออกแบบให้โอบล้อมรอบบ้านทั้ง 3 ด้าน ที่สัมผัสธรรมชาติได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน สามารถใช้งานได้หลากหลายทุกรูปแบบ แต่ยังคงไว้ด้วยความสงบด้วยกำแพงต้นไม้ทุกด้านที่โอบล้อม การจัดวางต้นไม้ที่คำนึงถึงทิศทางของแสงแดดที่ตกกระทบผ่านเข้ามาในตัวบ้าน ไม่เพียงแต่สร้างเงาที่สวยงาม แต่ยังให้ความร่มรื่น ออกมานั่นอ่านหนังสือในยามบ่ายแบบส่วนตัวแต่ยังคงมีปฎิสัมพันธ์กับครอบครัวได้อยู่     ความสวยงามในชีวิตจริงเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่เอพีให้ความสำคัญในการออกแบบ ซึ่งยังมีอีกหลากหลายฟังก์ชั่นกับแนวคิดที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานอย่างแท้จริง  เพราะทุกพื้นที่ทุกตารางนิ้วของที่นี่ คือการส่งต่อความรู้สึกที่ไม่มีวันสิ้นสุด พบ 7 โครงการบ้านเดี่ยวแนวคิดใหม่ THE CITY และ CENTRO จากเอพี  Grand Opening  18 - 19 พ.ย. นี้ พร้อมรับส่วนลดสูงสุดกว่า 2 ล้านบาท ที่ Sales Gallery ชมโครงการคุณภาพจากเอพี และอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/psh6v1    
สร้างรั้วบ้านอย่างไร ถูกทั้งกฎหมาย และไม่ทะเลาะกับเพื่อนบ้าน

สร้างรั้วบ้านอย่างไร ถูกทั้งกฎหมาย และไม่ทะเลาะกับเพื่อนบ้าน

"รั้วบ้าน" อาจไม่ใช่ส่วนหลักของบ้านที่เรานึกถึง แต่ในความเป็นจริงแล้ว รั้วบ้านกลับมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าส่วนประกอบอื่นๆ ของตัวบ้าน เนื่องจากโดยหน้าที่แล้วรั้วบ้านช่วยป้องกันอันตราย และยังเป็นเหมือนด่านแรกที่คนมองเห็นจากภายนอก หากแต่ก็มีปัญหาเรื่องบ้านส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากเรื่องของ "รั้ว" ซึ่งบางทีเลยเถิดจนกลายเป็นปัญหาระหว่างเจ้าของบ้าน เราจึงอยากแนะนำเรื่องการสร้างรั้วที่จะไม่สร้างปัญหาให้กับคุณมาฝาก 1.ด้านที่ติดกับทางสาธารณะ เราต้องสร้างรั้วไว้ในเขตพื้นที่บ้านของเรา 2.สำหรับรั้วที่ติดกับบ้านหลังข้างๆ ให้เราสร้างรั้วไว้ตรงกลางของเส้นแบ่งที่ดิน 3.รั้วที่สร้างติดกับทางสาธารณะต้องมีความสูงไม่เกิน 3 เมตร โดยนับจากระดับทางเท้าหรือถนนสาธารณะ ทั้งด้านหน้า ด้านข้างหรือด้านหลัง 4.เราไม่ควรสร้างรั้วบ้านแบบทึบ เพราะทำให้ลมไม่สามารถพัดผ่านได้ นอกจากนี้รั้วบ้านที่ทึบในทางกลับกันยังจะกลายเป็นที่ซ่อนตัวของโจรหลังปีนเข้ามาภายในบ้านอีกด้วย   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  home.sanook.com
10 สิ่งในบ้านที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อย

10 สิ่งในบ้านที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อย

บ้านน่าจะเป็นสถานที่ๆ เมื่อเข้ามาแล้วรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย ได้พักผ่อน แต่ทั้งนี้มีหลาย ๆ คนรู้สึกเหนื่อยล้า ไม่สดชื่น ไม่อยากจะตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเลย นั่นเป็นเพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยและสิ่งเหล่านั้นมีอะไรบ้างมาดูกัน   1. ความรก แน่นอนว่าถ้าคุณพักผ่อนอยู่ในที่ๆ ไม่สะอาด มันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้น อาจจะรู้สึกเหนื่อยมากขึ้นด้วยซ้ำ มีการสำรวจพบว่าบรรยากาศที่รกรุงรังทำให้เกิดความเครียด และก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยมากขึ้น   2. การทาผนังสีฟ้า จากการทำรวจห้องนอนสีต่าง ๆ จะนวน 2,000 ห้อง พบว่าบ้านที่ทาห้องนอนด้วยสีฟ้าช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ลดความดันโลหิต และทำให้รู้สึกง่วง ดังนั้นสีฟ้าจึงเป็นสีที่เหมาะกับการใช้ในห้องนอน แต่จะไม่เหมาะที่จะนำไปใช้ในห้องอื่น   3. โทรทัศน์และจอคอมพิวเตอร์ ทั้งสองอย่างนี้มีคลื่นสีฟ้า และมันจะส่งผ่านไปที่สมอง สมองก็จะผลิตเมลาทนิน ที่ทำให้รู้สึกเหนื่อย   4. เครื่องต้มกาแฟ แม้ว่ามันจะดีสำหรับในช่วงเช้า แต่ไม่ค่อยเหมาะสำหรับในช่วงบ่ายหรือค่ำ ถ้าคุณดื่มกาแฟในช่วงอาหารค่ำ คาเฟอีนก็จะไปกระตุ้นพลังงาน ซึ่งไม่ดีสำหรับการเตรียมตัวนอนหลับพักผ่อน   5. เซ็ทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางคนเห็นว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สักเล็กน้อยก่อนนอน จะช่วยให้หลับง่าย แต่คุณภาพการหลับของคุณจะไม่ดี และทำให้ไม่สดชื่นเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า   6. เทียนหอมลาเวนเดอร์แม้ว่ากลิ่นจะช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ในบางกรณีก็ทำให้เหนื่อย ผู้เชี่ยวชาญจาก Wesleyan University ศึกษาพบว่า การดมกลิ่นลาเวนเดอร์ก่อนนอนมีแนวโน้มที่จะทำให้นอนหลับอุตตุ ดังนั้น ในช่วงกลางวัน ไม่ควรจุดเทียนหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ ลองเปลี่ยนเป็นกลิ่นส้มแทน และกลิ่นลาเวนเดอร์ ก็ใช้เฉพาะตอนกลางคืน   7. อาหารขยะฝรั่งอบกรอบ อาหารที่มีน้ำตาลสูง คาร์โบไฮเดรตสูง จะทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา   8. การตั้งอุณภูมิในห้อง จากการศึกษาพบว่า อุณภูมิที่ค่อนข้างเย็น คือประมาณ 16-20 องศาเซลเซียส จะทำให้รู้สึกง่วง หากตั้งอุณภูมิในบ้านไว้ในระดับนี้ทั้งวัน จะทำให้รู้สึกอยากนอนกลางวัน   9. โทรศัพท์มือถือ แน่นอนว่าเป็นอุปกรณ์ที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ แต่มันทำให้เรารู้สึกเหนื่อยมากขึ้นในระหว่างวัน ร้อยละ20 ของคนหนุ่มสาว อายุ 19-29 ปี มักจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาในตอนกลางคืนเพราะการโทรศัพท์ การส่งข้อความ และอีเมล์ ซึ่งนั่นรบกวนการนอนหลับ ทั้ง ๆ ที่เราเหนื่อยกับการทำงานมาทั้งวันแล้ว   10. ม่านหน้าต่าง มีการสำรวจสถานที่ทำงานที่มีหน้าต่าง กับไม่มีหน้าต่าง พบว่า คนที่ได้รับแสงจากธรรมชาติในช่วงกลางวัน จะนอนหลับได้ดีกว่าคนที่ทำงาน ในที่ที่ไม่มีแสงธรรมชาติส่องผ่านเข้ามา ดังนั้นที่บ้านก็เช่นกัน เราควรเปิดรับแสงจากธรรมชาติ เพื่อให้สามารถนอนหลับพักผ่อนในช่วงกลางคืนได้อย่างเต็มที่     ขอบคุณข้อมูลจาก www.housebeautiful.co.uk home.sanook.com            
5 วิธีไล่แมลงวัน แบบธรรมชาติ ไม่กล้ามาวุ่นวายกวนใจอีก

5 วิธีไล่แมลงวัน แบบธรรมชาติ ไม่กล้ามาวุ่นวายกวนใจอีก

แมลงวันเป็นสัตว์ประเภทหนึ่งที่สร้างความน่ารำคาญ และทำให้รู้สึกถึงการขาดสุขอนามัยที่ดี เวลาบินมาใกล้แต่ละทีอยากจะหาไม้ตีแต่ก็เกรงว่าจะบาปติดตัว เราจึงมีวิธีไล่แมลงวันแบบธรรมชาติมาแนะนำ รับรองช่วยแก้ปัญหาแมลงวันได้เป็นอย่างดี 1.ไล่แมลงวันด้วยเปลือกมะนาว วิธีการคือให้ใช้ผ้าขาวบางห่อเปลือกมะนาวแล้วถูในบริเวณต่างๆ ที่มักมีแมลงวันบินรบกวน 2.กานพลูหรือน้ำมันกานพลู ใช้ไล่แมลงวันได้ กลิ่นของกานพลูเป็นกลิ่นที่แมลงวันไม่ชอบ 3.ลองปลูกกะเพราช่วยไล่แมลงวัน ลองเลือกกะเพรามาเป็นไม้กระถางตั้งตามมุมหรือบริเวณที่มักมีแมลงวันรบกวน กลิ่นของใบกะเพรากำราบแมลงวันได้แน่นอน 4.สะระแหน่ก็ช่วยไล่แมลงวัน จะปลูกหรือวางใบสะระแหน่ไว้ในบริเวณที่แมลงวันบินมากวนใจ ก็ไล่แมลงวันให้บินหนีไปไกลได้หมด 5.ใช้โรสแมรี่ไล่แมลงวัน ใช้ไล่แมลงวันได้ โดยคุณสามารถใช้ได้ทั้งแบบสดและแบบแห้ง ความรู้เกี่ยวกับแมลงวัน แมลงวัน (Diptera) เคล็ดลับไล่แมลงอื่นๆ วิธีใช้ของก้นครัวปราบ 7 แมลงร้าย ให้ตายยกรังยันตัวแม่ วิธีกำจัดแมลงสาบในบ้านง่ายๆ ได้ผลดีที่สุด 13 วิธีกำจัดมอด ปิดประตูตายแมลงร้ายในครัว
สถานะการสมรสมีผลต่อการกู้อย่างไร?

สถานะการสมรสมีผลต่อการกู้อย่างไร?

ในการพิจารณาตัวผู้กู้จากการให้ยืมของสถาบันการเงินนั้น สถาบันการเงินจะให้ความสำคัญในเรื่องความสามารถในการชำระหนี้และความตั้งใจในการชำระหนี้ของตัวผู้กู้มากที่สุด แต่ในที่นี้ เราจะกล่าวถึงสถานภาพการสมรสต่อการกู้ เหตุผลที่สถาบันการเงินต้องทราบสถานภาพการแต่งงานนั้น ก็เพื่อพิจารณาความตั้งใจในการชำระหนี้ เพราะการแต่งงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มั่นใจในตัวผู้กู้ในการปักหลักปักฐานได้ และมีผลต่อความตั้งใจในการชำระหนี้ได้เป็นอย่างดี ผู้กู้จะถูกพิจารณาจากสถานภาพสมรสในแต่ละสถานะแตกต่างกันไป โดยถ้ามีข้อด้อยในจุดใดก็ตาม ให้แสดงข้อเด่นของผู้กู้ที่จะออกมาสร้างความมั่นใจทดแทนกันได้ 1. โสด สถานะนี้แม้จะยังไม่มีภาระด้านครอบครัว และการตัดสินใจยังขาดความระมัดระวัง แต่สามารถแสดงว่ามีหน้าที่การงานและมีอายุการทำงานที่มั่นคง 2. สมรส สถานะนี้จะมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวสูง และถ้าหากมีบุตร ก็ยิ่งมีภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน แต่แสดงให้ทราบถึงรายได้ที่ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายของครอบครัว 3. หย่า สถานะนี้จะแสดงถึงความล้มเหลวในการใช้ชีวิตคู่ ซึ่งอาจเกิดจากการขาดความรับผิดชอบ และผู้ที่หย่าแล้วมีบุตรจะมีความรับผิดชอบสูงยิ่งขึ้นอีกด้วย แต่สามารถแสดงปัจจัยความมั่นคงในหน้าที่ของการงานและรายได้ 4. หม้าย สถานะนี้จะแสดงให้เห็นว่ารายได้รวมของครอบครัวลดลง และยิ่งถ้ามีบุตรก็มีความรับผิดชอบสูงขึ้นด้วย  แต่สามารถแสดงรายได้ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้     ขอขอบคุณข้อมูลจาก  home.co.th
“โสสุโก้” เผยเคล็ด(ไม่)ลับดูแลพื้นผิวกระเบื้องรับหน้าฝน

“โสสุโก้” เผยเคล็ด(ไม่)ลับดูแลพื้นผิวกระเบื้องรับหน้าฝน

ในฤดูฝนแบบนี้ สายฝนที่เย็นชุ่มฉ่ำมักมาพร้อมกับการเกิดคราบสกปรกบนพื้นผิวกระเบื้องปูพื้นหรือบุผนังบริเวณภายนอกบ้านหรืออาคารที่โดนฝนหรือมีน้ำขัง รวมถึงคราบเกาะติดตามร่องยาแนวกระเบื้อง ซึ่งหากปล่อยไว้นาน คราบเหล่านี้จะยิ่งฝังแน่น ทำความสะอาดยาก และทำลายความสวยงามของกระเบื้องในที่สุด ดังนั้นวันนี้ บริษัท โสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008) จำกัด ผู้ดำเนินการตลาดและการขายกระเบื้องเซรามิกปูพื้น และบุผนังตราโสสุโก้ มีเคล็ด(ไม่)ลับในการความสะอาดพื้นกระเบื้องเซรามิกที่เกิดคราบสกปรกจากน้ำฝนหรือน้ำขังสะสมมาฝากกัน ด้วย 3 วิธีง่ายๆ ดังนี้ ฟองน้ำหรือผ้าสะอาดชุบน้ำ สำหรับคราบน้ำฝนที่เกิดขึ้นใหม่ยังไม่ติดแน่นมากนัก สามารถรับมือได้ไม่ยาก เพียงใช้ฟองน้ำหรือผ้าสะอาดชุบน้ำแล้วเช็ดที่กระเบื้อง แต่ถ้าบนพื้นกระเบื้องมีคราบสกปรกฝั่งแน่นมาก แนะนำให้ใช้น้ำผสมน้ำยาทำความสะอาดเล็กน้อยเช็ดบริเวณที่เป็นคราบ และเพื่อป้องกันการเกิดคราบสกปรกต่างๆ ควรหมั่นทำความสะอาดทั้งพื้นและผนังกระเบื้องให้แห้งสะอาดอยู่เสมอ การดูแลรักษาอยู่เสมอไม่เพียงทำให้บ้านดูสวยงามน่าอยู่ แต่ยังทำให้บ้านปลอดภัยจากเชื้อโรคและสิ่งสกปรกสะสม เพื่อสุขอนามัยที่ดีของผู้อยู่อาศัยนั่นเอง อุปกรณ์ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง การเลือกใช้อุปกรณ์ในการจัดการกับคราบสกปรกฝังลึกต่างๆ ที่ขจัดได้ยากไม่ว่าจะเป็นคราบจากตะไคร้น้ำ หรือคราบน้ำขลังจากฝน การขจัดคราบเหล่านี้ถือเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่บ้านโดยเฉพาะพื้นกระเบื้องที่ต้องการอุปกรณ์ที่แข็งแรงพอจะจัดการคราบสกปรกทั้งแบบเปียก และแบบแห้งได้อยู่หมัด แต่ในขณะเดียวกันอุปกรณ์ก็ต้องมีความอ่อนโยนกับพื้นผิวกระเบื้องไม่ทำให้พื้นกระเบื้องเกิดรอยขูดขีดด้วยเช่นกัน ดังนั้นเราควรเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับพื้นผิวกระเบื้อง เช่น ไม้ม็อป ควรเป็นไม้ม็อปที่สามารถถอดหัวเปลี่ยนได้ สะดวกต่อการทำความสะอาด มีเนื้อผ้าที่นุ่ม หรือใช้แปรงที่มีขนแปรงนุ่มแต่ทนทานพอที่จะขจัดคราบได้ เป็นต้น ผงสารพัดประโยชน์ ผงซักฟอกถือเป็นผงสารพัดประโยชน์จริงๆ ณ เวลานี้ เพราะนอกจากจะขจัดคราบบนเสื้อผ้าได้อย่างสะอาดเอี่ยมแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถขจัดคราบบนแผ่นกระเบื้องได้อย่างสะอาดหมดจดในเวลาอย่างรวดเร็วอีกด้วย กับวิธีง่ายๆ เพียงโรยผงซักฟอกเล็กน้อย และใช้อุปกรณ์ขจัดคราบขัดเบาๆ เท่านี้คราบสกปรกฝังแน่นบนกระเบื้องก็จะหลุดออกอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเหนื่อยแรงในการขัดแถมยังเป็นอุปกรณ์ที่มีติดอยู่ทุกบ้านอีกด้วย การดูแลบ้านในช่วงหน้าฝนไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างสม่ำเสมอไม่ปล่อยทิ้งไว้นาน เพียงเท่านี้บ้านก็จะคงความสวยงามและเป็นที่ที่ทุกคนในครอบครัวสามารถใช้เวลาพักผ่อนร่วมกันได้อย่างมีความสุข ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของ “กระเบื้องโสสุโก้” ได้ที่แฟนเพจ www.facebook.com/ sosuco2008 หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ โทร. 0 2938 9833 และอีเมล callcenter@sosuco2008.co.th
10 วิธีไล่นกพิราบ บนระเบียงและหลังคาบ้าน วิธีง่าย ๆ ที่ได้ผลจริง

10 วิธีไล่นกพิราบ บนระเบียงและหลังคาบ้าน วิธีง่าย ๆ ที่ได้ผลจริง

วิธีไล่นกพิราบ นกตัวน้อยแต่สร้างความรำคาญให้ไม่น้อยหน้าหนูและแมลง มาดูกันว่าเรามีวิธีไล่นกพิราบไม่ให้มาเกาะที่ระเบียง หลังคา หรือคอนโดได้อย่างไร โดยที่ไม่ต้องใช้ยาเบื่อและวิธีรุนแรง   นกพิราบ ศัตรูตัวฉกาจที่คอยสร้างความรำคาญไม่น้อยไปกว่าหนูและแมลง นอกจากจะชอบบินมาเกาะตามระเบียงและหลังคาแล้วยังปล่อยของเสียพร้อมส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปทั่ว แถมยังทำความสะอาดยาก และยิ่งไปกว่านั้นพวกมันอาจเห็นบ้านของคุณเป็นที่พึ่งแห่งใหม่ คาบเศษหญ้าเศษใบไม้มาทำรังอยู่ถาวร สำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีไล่นกพิราบบนระเบียง หลังคา หรือคอนโด ก็นำ 10 วิธีไล่นกพิราบที่เรานำมาฝากกันนี้ไปใช้ได้เลยครับ 1.วิธีไล่นกพิราบ ด้วยการ DIY หนาม ใช้ลวดเส้นเล็กปักลงบนฟิวเจอร์บอร์ดในแนวตั้งความสูงประมาณ 3  นิ้ว ปักถี่ ๆ ให้ทั่วแผ่นแล้วนำไปวางไว้ที่ระเบียงหรือบนหลังคา เนื่องจากขาของนกพิราบสั้น ถ้าบินมาเกาะหนามกันนกที่ทำไว้แล้วจะทำให้ลวดทิ่มทั้งเท้าและลำตัวจนไม่กล้าบินลงมาเกาะอีก 2.ใช้เคเบิลไทร์ไล่นกพิราบ เคเบิลไทร์หรือเข็มขัดรัดสายไฟ มีลักษณะเป็นพลาสติกเส้นเล็ก ๆ สามารถไล่นกพิราบได้ โดยการนำไปรัดกับระเบียงโดยที่ไม่ต้องตัดส่วนที่เหลือ เพราะสายส่วนที่ชี้ออกมา จะทำหน้าที่เหมือนหนามแหลมตำเท้านกไม่ให้มาเกาะ แต่จะไม่คมและไม่เจ็บเมื่อคนสัมผัส แต่ควรต้องรัดถี่ ๆ เพื่อไม่ให้เหลือที่ว่างจนนกบินลงมาเกาะได้ 3.ตอกตะปูกับไม้อัด ก็ช่วยไล่นกพิราบ วิธีนี้ใช้หลักการเดียวกับข้อ 1 และข้อ 2 ซึ่งสามารถใช้ได้กับทั้งการไล่นกพิราบที่ระเบียงและไล่พิราบบนหลังคา เพราะไม้อัดและตะปูมีน้ำหนักพอสมควร ไม่ปลิวตามแรงลม สามารถนำไปตั้งไว้ได้ วิธีทำนั้นก็ง่ายมากโดยตอกตะปูลงไปบนแผ่นไม้อัดถี่ ๆ จากนั้นนำไม้อัดไปวางหงาย อาจจะทำตัวยึดช่วยยึดระหว่างพื้นระเบียงหรือหลังคากับแผ่นไม้อัดด้วยก็ได้ 4.ไล่นกพิราบด้วยการติดตาข่ายพีวีซี การติดตาข่ายเป็นอีกวิธีที่ช่วยป้องกันไม่ให้นกพิราบบินเข้ามาในระเบียง โดยนำตาข่ายพีวีซีขึงปิดช่องว่างระหว่างเพดานกับพื้นระเบียงให้มิดชิด แต่ถ้าไม่อยากให้ตาข่ายบดบังทัศนียภาพ อาจเปลี่ยนจากตาข่ายพีวีซีธรรมดาเป็นตาข่ายพีวีซีใส ที่มีความทนทาน แข็งแรง และยังสามารถมองเห็นวิวนอกระเบียงได้ดีกว่าด้วย 5.กำจัดรังนก วิธีไล่นกพิราบอีกทางหนึ่ง นอกจากนกพิราบจะชอบมาเกาะหลังคาหรือระเบียง แถมยังอึจนสร้างความสกปรกให้บ้านแล้ว มุมอับอย่างข้างกระถางต้นไม้หรือคอมเพรสเซอร์แอร์ก็เป็นอีกจุดที่นกพิราบชอบสร้างรัง วิธีกำจัดก็คือหยิบรังนกไปทิ้ง ไม่ให้เหลือเศษหญ้าหรือเศษไม้ที่นกนำมาทำรัง เมื่อนกพิราบเริ่มทำรังอีกรอบก็ให้รีบจัดการ ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วนกพิราบจะบินหนีไปทำรังที่อื่นโดยปริยาย 6.ใช้แผ่นซีดีสะท้อนแสงไล่นกพิราบ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าแสงวิบวับจากแผ่นซีดีนี่แหละ ช่วยไล่นกพิราบได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ โดยการนำแผ่นซีดีเก่ามาร้อยเข้าด้วยกัน จากนั้นนำไปแขวนตามระเบียงหรือหลังคา นอกจากนี้ในเวลาที่ลมพัดเสียงแผ่นซีดีที่กระทบกันยังช่วยไล่นกพิราบได้อีกทางหนึ่งด้วย 7.ไล่นกพิราบด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ถ้าหากที่บ้านมีกองหนังสือพิมพ์ที่อ่านแล้วจำนวนมากรอวันกำจัด แทนที่จะนำไปทิ้งหรือชั่งกิโลขาย ก็นำกระดาษหนังสือพิมพ์เหล่านั้นไปปูบริเวณที่นกชอบมาเกาะหรือมาขี้ใส่ แล้วใช้เทปกาวติดขอบไว้กันหนังสือพิมพ์ปลิว เมื่อนกพิราบบินลงมาเหยียบก็จะเกิดเสียงที่เนื้อกระดาษ ทำให้นกพิราบตกใจไม่สามารถเดินต่อได้และจะไม่บินลงมาที่ระเบียงหรือหลังคาบ้านอีก 8.แขวนโมบาย สวยด้วย ไล่นกพิราบได้ด้วย ตามธรรมชาตินกพิราบจะตกใจเสียงและสิ่งของที่ขยับได้ เมื่อโมบายโดนลมพัดหรือโดนปีกนกพิราบที่บินมาใกล้ ก็จะเกิดเสียงและทำให้นกพิราบตกใจจนบินหนีไป โดยควรเลือกโมบายที่มีน้ำหนักเบา เมื่อโดนลมพัดแล้วมีเสียง ยิ่งมีแสงสะท้อนวิบวับด้วยยิ่งดี 9.ฉีดน้ำไล่นกพิราบ วิธีนี้ต้องอาศัยความขยันและอดทน เพราะการฉีดน้ำไล่ใช่ว่าจะได้ผลตั้งแต่ครั้งแรกหรือช่วงแรก ๆ ต้องหมั่นทำบ่อย ๆ ยิ่งฉีดน้ำไล่ทุกครั้งที่นกพิราบบินโฉบลงมาเกาะระเบียงหรือพื้นยิ่งดี ถ้าจะไล่แบบถาวรต้องอาศัยความอดทนทำไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็อาจจะกินเวลายาวนานเป็นเดือนก็ได้ 10.เลี้ยงสัตว์ช่วยไล่นกพิราบ ให้เจ้าตูบและเจ้าเหมียวเป็นผู้อารักขาระเบียง ถึงแม้จะเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านแต่สัญชาตญาณการเป็นผู้ล่ายังคงมีในตัวอยู่ เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าพวกมันชอบวิ่งไล่จับนกแค่ไหน ไม่ต้องเสียเวลาออกคำสั่ง แค่เห็นนกพิราบบินลงมาพวกมันก็เต็มใจลุกขึ้นวิ่งไล่จับนกพิราบให้แล้ว   จากวิธีที่กล่าวมา อาจจะไม่ได้ช่วยไล่นกพิราบแบบถาวร เพียงแค่ช่วยบรรเทาและไล่ไม่ให้นกพิราบเข้าใกล้บ้าน แต่ที่สำคัญก็อย่าลืมทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่นกพิราบทิ้งไว้ด้วยนะครับ เคล็ดลับอื่นๆ สำหรับบ้านคุณ  วิธีกำจัดแมลงสาบในบ้านง่ายๆ ได้ผลดีที่สุด 6 วิธีเด็ดไล่ตุ๊กแก ให้รีบเผ่นหนีออกจากบ้าน หมดกังวลเรื่องหยากไย่! 5 วิธีไล่แมงมุม แบบไม่ต้องฆ่า
10 แบบบ้านชั้นเดียว 3D 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

10 แบบบ้านชั้นเดียว 3D 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

แบบบ้านชั้นเดียว ใช้ได้ทั้งบ้านและคอนโด สำหรับคนที่กำลังจะรีโนเวทคอนโดหรือสร้างบ้านใหม่  ยังคงเป็นแบบบ้านที่นิยมมาอย่างต่อเนื่อง วันนี้เราเลยรวบรวมแบบบ้านชั้นเดียว 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ในรูปแบบของแปลน 3D มาฝากเป็นของขวัญปีใหม่ เผื่อใครกำลังจะสร้างบ้าน รีโนเวทคอนโด หรือกำลังจะขึ้นบ้านใหม่ปีหน้านี้ ภาพจาก bridgesatkendallplace 1.แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น ตกแต่งด้วยโทนสีอบอุ่น จัดวางพื้นที่ส่วนรวมไว้ตรงกลาง แล้วแยกห้องนอนออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งขวาเป็นห้องนอนใหญ่ 1 ห้อง ส่วนห้องนอนอีก 2 ห้องจัดอยู่ฝั่งซ้ายใช้ห้องน้ำร่วมกัน ภาพจาก home-designing 2.แบบบ้านชั้นเดียวสำหรับครอบครัวที่มีพี่น้อง ห้องนอนของพ่อ-แม่ถูกแยกออกไปอยู่เหนือห้องนั่งเล่น ส่วนห้องลูก ๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามกันทั้ง 2 ห้อง โดยมีห้องน้ำคั่นตรงกลางไว้ใช้ร่วมกัน ภาพจาก home-designing 3.แบบบ้านชั้นเดียวบรรยากาศเรียบหรู ด้วยการตกแต่งโทนสีขาว-เขียวกับการวางห้องนอนและห้องน้ำในแนวตัวแอล (L) ล้อมพื้นที่ส่วนรวมอย่างห้องนั่งเล่นกับห้องครัวเอาไว้ นอกจากนี้มีระเบียงตรงมุมห้องไว้ออกไปกินลมชมวิวด้วย ภาพจาก pradipta 4.แบบบ้านชั้นเดียวแยกห้องครัว สำหรับคนที่ไม่ชอบให้ควันจากการทำอาหารลอยฟุ้งเข้าไปในห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ หรือห้องนอน แบบบ้านนี้ได้แยกส่วนของห้องครัวออกมาต่างหากสามารถทำประตูปิดได้ อยู่คั่นระหว่าง 2 ห้องนอนเล็ก ส่วนห้องนอนใหญ่ถัดออกไปด้านหน้าติดกับห้องนั่งเล่น พอแขกเปิดประตูเข้ามาก็นั่งพักได้เลย ภาพจาก foundationdezin 5.ที่ดินเล็กก็มีแบบบ้านชั้นเดียวได้ แม้จะมีพื้นที่น้อยนิดก็ไม่เป็นปัญหาหากจะทำบ้านแบบ 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ เพราะแค่ลดขนาดของแต่ละห้องลงมา แล้วรวมห้องกินข้าวไว้กับห้องนั่งเล่น ก็หมดปัญหาเรื่องการแบ่งพื้นที่แล้ว ภาพจาก Landtrades 6.ที่ดินหน้าแคบก็ทำแบบบ้านชั้นเดียวได้ แปลนสำหรับบ้านหน้าแคบแต่ตัวบ้านยาว โดยการจัดพื้นที่รวมไว้ด้านหน้า ส่วนห้องนอนและห้องน้ำทั้งหมดนำมารวมไว้ด้านหลัง ทำให้ห้องนอนทุกห้องมีระเบียงเป็นของตัวเองด้วย ภาพจาก domaineatvillebois 7.แบบบ้านชั้นเดียวในรูปแบบเรียบง่าย เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็จะเจอทางแยกสำหรับไปพื้นที่รวมและห้องนอนเล็ก 2 ห้องกับห้องน้ำอีก 1 ห้อง ส่วนห้องนอนใหญ่มีห้องน้ำในตัวมีทางเข้าอยู่หลังห้องนั่งเล่นที่อยู่รวมกับห้องครัว โต๊ะทำงาน และโต๊ะกินข้าวในพื้นที่เดียวกัน ภาพจาก fixarh 8.แบบบ้านชั้นเดียว มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ สำหรับคนที่ชอบธรรมชาติแบบบ้านหลังนี้น่าจะตอบโจทย์ได้ดี โดยการตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาล-ขาว มีต้นไม้ปลูกเป็นหย่อม ๆ พร้อมระเบียงอีก 3 จุดในห้องนั่งเล่น ห้องนอนใหญ่ และห้องครัว ภาพจาก hemorpheusgroup 9.มีระเบียงทุกห้อง แบบบ้านที่เปิดต้อนรับด้วยห้องนั่งเล่นและโต๊ะกินข้าว ก่อนเป็นส่วนของห้องครัว ห้องนอน และห้องน้ำ พร้อมระเบียงที่เชื่อมต่อจากด้านข้างของทุกห้อง โดยใช้ระเบียงของห้องครัวเป็นพื้นที่ซักล้างไปในตัว ภาพจาก siddhagroup 10.เน้นพื้นที่ห้องนอน แบบบ้านที่จัดพื้นที่รวมไว้ตรงกลางล้อมรอบด้วยห้องครัว ห้องซักล้าง ห้องน้ำ และห้องนอน โดยห้องนอนเล็ก 2 ห้องใช้ห้องน้ำร่วมกัน พร้อมพรางตาพื้นที่ภายในให้กว้างขึ้นด้วยประตูกระจกใส แบบบ้านชั้นเดียว และสองชั้นอื่นๆ ที่น่าสนใจ แบบบ้านชั้นเดียว หลังเล็กๆ เรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่น แบบบ้านสองชั้นดีไซน์สวย พร้อมสวนสไตล์โมเดิร์น ปัจจัยหลักในการออกแบบบ้านชั้นเดียวสำหรับผู้สูงอายุ

1 ... 14 15 16 17