ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 2 3 ... 59
MQDC เปิดแบรนด์ใหม่ “มัลเบอร์รี่” เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การอยู่อาศัยแห่งอนาคต?

MQDC เปิดแบรนด์ใหม่ “มัลเบอร์รี่” เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การอยู่อาศัยแห่งอนาคต?

ปัจจุบันคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น จากการดูแลสุขภาพตัวเอง และวิวัฒนาการทางการแพทย์ ทำให้จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น  สังคมไทยจึงกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ  แต่ละครอบครัวจะมีคนถึง 3 Gen ทั้งเจนเนอเรชั่น “ปู่ย่า ตายาย” “พ่อแม่” และ “ลูกหลาน” แต่ด้วยข้อจำกัดของที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน ทั้งด้านรูปแบบของที่พักอาศัย ทำเลที่ตั้ง และราคา ส่งผลทำให้คนทั้ง 3 Gen ไม่สามารถพักอยู่อาศัยร่วมกันได้ในบ้านหลังเดียวกัน  แม้ว่าจะมีความต้องการพักอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างมากก็ตาม   MQDC หรือ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้มองเห็นเทรนด์และแนวโน้มในอนาคต ถึงความต้องการในการอยู่อาศัยร่วมกันของคนหลาย Gen จากผลงานวิจัยหลายแห่งทั่วโลก พบว่า ปัจจุบันคนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันน้อยลง ทำให้คนต้องการพักอยู่อาศัยร่วมกันหลายวัย จึงได้เปิดตัวแบรนด์ มัลเบอร์รี่ โกรฟ (MULBERRY GROVE) เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งรูปแบบคอนโดมิเนียม และบ้านเดี่ยวในรูปแบบวิลล่า เพื่อรองรับกับการอยู่อาศัยของคนหลายช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “สานความสุข ให้ทุกเจเนอเรชั่น” (NURTURING INTERGENERATION HAPPINESS)   ที่มาของแบรนด์มัลเบอร์รี่ โกลฟ เกิดจากการศึกษางานวิจัยต่างๆ ทั่วโลก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งทำวิจัยมานานนับ 80 ปี ถึงการพักอาศัยอยู่ร่วมกันของคนหลาย Gen ส่งผลให้คนมีอายุยืนยาวและมีความสุขมากขึ้น  นอกจากนี้ จากการร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ทำงานวิจัยกับการอยู่ร่วมกันของคนหลาย Gen กับกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ซึ่งมีรายได้มาก 100,000 บาทต่อครอบครัว พบว่า คนส่วนใหญ่ถึง 70.8% ต้องการอยู่อาศัยด้วยกันกับคนหลายวัย กลุ่มคนเหล่านี้มีฐานรายได้มากกว่า 300,000 บาทต่อครอบครัว   นายรุ่งโรจน์ จงศุจิพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส MQDC เปิดเผยว่า จากการทำวิจัย พบว่าคนต้องการมีความสุขในการอาศัยอยู่ร่วมกันกับคนหลายวัย เพราะผลวิจัยทั่วโลกพบว่าปัจจุบันคนมีปฏิสัมพันธ์น้อยลง  ข้อดีของการอยู่ร่วมกัน หากเป็นผู้สูงอายุจะมีอายุยืนยาวขึ้น  จากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ขณะที่เด็กทำให้เกิดการเรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนในสังคม   “เทรนด์สำคัญในระดับโลก หรือ Global Trend พบว่าการที่คนมีปัญหาเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกหลายรุ่น นำไปสู่ปัญหาต่างๆ ทั้งในครอบครัวและสังคม ทำให้เรามีความสุขน้อยลง”   ชู 4 จุดเด่นเพื่อคนทุก Gen   สำหรับแบรนด์ มัลเบอร์รี่ โกรฟ  คือแบรนด์ที่อยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ เรสซิเดนซ์ ที่มีทั้งแนวราบและแนวสูง หรือ มัลติ-แพลตฟอร์ม แห่งแรกของเมืองไทย ที่จะตอบโจทย์ครอบครัวในทุกรูปแบบ ซึ่งมีหัวใจหลักคือการเอื้อให้เกิดการใช้เวลาร่วมกันระหว่างสมาชิกหลายรุ่นในครอบครัว ผ่านการออกแบบที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนแต่ละเจเนอเรชั่นในครอบครัว  โดยมีจุดเด่นที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่   1.“Designed for Intergenerational Harmony” ที่อยู่อาศัยที่ออกแบบเพื่อการอยู่อาศัยแบบครอบครัว Intergeneration ครั้งแรกของที่อยู่อาศัยที่ออกแบบภายใต้แนวคิดอันเกิดจากการสนับสนุนให้เกิดการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว เพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งความสุข โดยคิดผ่านการกระบวนการออกแบบจริงร่วมกับครอบครัวและนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาสร้างที่อยู่อาศัยให้กับครอบครัวแบบ Intergeneration พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการที่จะตอบสนองความต้องการของสมาชิกในครอบครัวทุกช่วงวัย   2.“Caring Community” ชุมชนการอยู่อาศัยแบบ Intergeneration ที่มีความอบอุ่น สร้างสายสัมพันธ์และเกื้อกูลกันทั้งในครอบครัวและชุมชน “มัลเบอร์รี่ โกรฟ” ออกแบบพื้นที่ให้ทุกคนในครอบครัวและชุมชนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงสามารถจัดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ เพื่อให้คนในครอบครัวที่ต่างช่วงอายุได้พัฒนาความคิดและจิตใจ ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนความคิดอันจะก่อให้เกิดไอเดียการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ รวมถึงได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อนำมาซึ่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นจนเกิดเป็นความสุขทั้งในครอบครัวและชุมชนแห่ง Intergeneration   3.“Value Creation Neighborhood” การสร้างคุณค่าให้กับครอบครัวหลากหลายช่วงวัยและชุมชน โดยการอยู่อาศัยร่วมกันแบบ Intergeneration จะเป็นการเชื่อมโยงคุณค่าแห่งวัฒนธรรมการอยู่อาศัยของไทยในอดีตที่อยู่กันแบบครอบครัวใหญ่และมีความกตัญญูเกื้อกูลต่อกัน เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งสังคมผู้มีอายุยืน (Aging Society) และการขยายของสังคมเมือง (Urbanization) ผ่านการออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวหลายช่วงวัย สร้างคุณค่าในด้านเศรษฐกิจและด้านจิตใจให้กับทั้งครอบครัวและสังคม   4.“5 Dimensional Well-Being” ส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของครอบครัวให้ดีขึ้นในทุกมิติ นำไปสู่ความสุขอย่างยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งสังคมที่อยู่อาศัยที่คำนึงถึงความสุขอย่างยั่งยืนนั้น จะสนับสนุนความสัมพันธ์ของสังคมกับธรรมชาติ เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ชุมชนเพื่อนบ้าน รวมไปถึงสังคมและธรรมชาติให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย เลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดมลพิษทั้งต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม มีการออกแบบให้เหมาะสมกับทุกคนและทุกช่วงวัย (Universal Design) ให้ทุกเจเนอเรชั่น สามารถใช้พื้นที่แห่งความสุขร่วมกันได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ นำมาสู่การรับประกันของโครงการที่นานถึง 30 ปี     เตรียมเปิด 3 โปรเจ็กต์ 19,900 ล้าน   สำหรับในปีแรกนี้บริษัทเตรียมเปิดตัว 3 โครงการ มูลค่ารวม 19,900 ล้านบาท ใน 2 ทำเล ได้แก่  โครงการ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท” (MULBERRY GROVE Sukhumvit) ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท เพียง 250 เมตร จากรถไฟฟ้า BTS เอกมัย ซึ่งผ่านการเลือกสรรและวิเคราะห์ทำเลว่ามีองค์ประกอบในด้านต่าง ๆ ที่สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยของสมาชิกในครอบครัวหลากหลายช่วงวัยได้เป็นอย่างดี โดยเป็นโครงการแบบ High Rise สูง 37 ชั้น จำนวน 286 ยูนิต และมีกำหนดเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้   ส่วนอีก 2 โครงการ จะพัฒนาภายในพื้นที่โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้แก่  โครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ จำนวน 283 ยูนิต โดยจะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้  และโครงการบ้านเดี่ยวในลักษณะ Cluster Villa ใน จำนวน 37 ยูนิต โดยจะเปิดตัวในช่วงปลายปีเช่นกัน  ซึ่งบริษัทวางเป้าหมายว่าในปีแรกจะสามารถสร้างยอดขายได้ประมาณ​  5,000-6,000 ล้านบาท   ขณะที่ปีหน้าได้วางเป้าหมายการพัฒนาโครงการใหม่อีก 2 โครงการด้วย ซึ่งการเลือกทำเลที่ตั้งโครงการ จะต้องตอบโจทย์กับคนทุกเจเนอเรชั่น โดยจะต้องอยู่ใกล้โรงพยาบาลและสวนสาธารณะ สำหรับกลุ่มคนรุ่นปู่ย่า ตายายใกล้กับโรงเรียน สำหรับกลุ่มคนรุ่นลูกหลาน และใกล้ที่ทำงานหรือเดินทางสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ใกล้รถไฟฟ้าหรือทางด่วน เพื่อรองรับกลุ่มคนพ่อแม่  
ธุรกิจโรงแรมสดใส 7 โรงแรมกลุ่มเพอร์เฟค คาดเติบโต 20%

ธุรกิจโรงแรมสดใส 7 โรงแรมกลุ่มเพอร์เฟค คาดเติบโต 20%

กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เผยพอร์ตโรงแรมกลุ่มเพอร์เฟค รวม 7 แห่ง เติบโตได้ดี คาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 4,200 ล้าน คิดเป็น 20% ของรายได้รวม เพราะอานิสงส์จากท่องเที่ยวเติบโต เผยแผนใน 2 ปีหน้า ตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจโรงแรมเพิ่มเป็น 5,300 ล้าน   นายชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เผยเกี่ยวกับธุรกิจด้านโรงแรมของกลุ่มบริษัทว่า เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่ยังคงเติบโต มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพ ความหลากหลายของทรัพยากรท่องเที่ยว โอกาสทางการท่องเที่ยว และด้านที่ตั้งซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงทำให้ธุรกิจโรงแรมของบริษัทในปีนี้มีแนวโน้มของผลประกอบการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยคาดว่าจะมีรายได้ 4,200 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 44% จากปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นรายได้จากโรงแรมในประเทศ ภายใต้บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) จำนวน 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,739 ล้านบาทในปีก่อน และอีก 1,200 ล้านบาท มาจากโรงแรมต่างประเทศ ซึ่งปีที่ผ่านมาทำได้ 1,175 ล้านบาท โดยรายได้จากธุรกิจโรงแรมจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของรายได้รวมของบริษัท เทียบกับปีที่ผ่านมาซึ่งคิดเป็น 14.8%  นอกจากนี้กลุ่มบริษัทยังตั้งเป้าจะเพิ่มรายได้จากธุรกิจโรงแรมในปี 2564 เป็น 5,300 ล้านบาท   ลูกค้าโรงแรมของกลุ่มบริษัท 5 อันดับแรกเป็นชาวต่างประเทศ ได้แก่ จีนซึ่งเป็นกลุ่มท่องเที่ยว รองลงมาเป็นญี่ปุ่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจ สหรัฐอเมริกาเป็นกลุ่มประชุม อินเดียที่นิยมมาจัดงานแต่งงาน และชาวเกาหลี ซึ่งเป็นทั้งกลุ่มธุรกิจและท่องเที่ยวในสัดส่วนเท่าๆ กัน   “ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้ ธุรกิจโรงแรมของกลุ่มบริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดี โดยเฉพาะโรงแรมในกรุงเทพ ที่มีการเปิดตัวโรงแรมแห่งใหม่ ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุขุมวิท มีการเปิดรูฟท็อปบาร์ มีอัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้น และมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องเพิ่มขึ้น บวกกับการปรับกลยุทธ์มาขยายฐานลูกค้ากลุ่มไมซ์ (MICE) หรือกลุ่มธุรกิจและการประชุมมากขึ้น ซึ่งโรงแรมของเรามีความพร้อมสำหรับการจัดประชุมอยู่แล้ว ทั้งในด้านทำเลที่ตั้งและสถานที่จัดประชุม ทำให้สัดส่วนระหว่างลูกค้ากลุ่มธุรกิจและกลุ่มท่องเที่ยว เพิ่มเป็น 55:45 ช่วยเพิ่มรายได้ในส่วนของอาหารและเครื่องดื่มให้กับโรงแรม โดยนักเดินทางกลุ่มไมซ์ยังมีแนวโน้มการเติบโตได้อีกมาก”   ปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีโรงแรมทั้งหมด 7 แห่ง รวม 2,077 ห้องพัก บริหารงานโดยกลุ่มแมริออท และไฮแอท เป็นโรงแรมในประเทศ 5 แห่ง รวม 1,655 ห้องพัก ได้แก่ เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท, รอยัล ออคิด เชอราตัน, ไฮแอท รีเจนซี่  กรุงเทพ สุขุมวิท, เชอราตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา และ เชอราตัน หัวหิน ปราณบุรี วิลล่า ส่วนโรงแรมต่างประเทศ มี 2 แห่ง รวม 422 ห้องพัก คือ เชอราตัน ฮอกไกโด คิโรโระ รีสอร์ท และ เดอะ คิโรโระ อะ ทรีบิวต์ พอร์ตโฟลิโอ ฮอกไกโด นอกจากนี้ ยังเดินหน้าสร้างโรงแรมแห่งใหม่บริเวณหาดแม่พิมพ์จังหวัดระยอง ในแบบมิกซ์ยูสประกอบด้วยโรงแรมขนาด 201 ห้องพัก คอนโดมิเนียม และพูลวิลล่า    
เปิดแผน “สิงห์ เอสเตท” ลุย 3 ธุรกิจ เดินหน้าสู่ “โกลบอล​ โฮลดิ้ง คัมปานี”

เปิดแผน “สิงห์ เอสเตท” ลุย 3 ธุรกิจ เดินหน้าสู่ “โกลบอล​ โฮลดิ้ง คัมปานี”

เป้าหมายการเติบโตสำคัญของ “สิงห์ เอสเตท” หรือ บริษัทสิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) คือ การสร้างตัวเลขรายได้ให้ถึง 20,000 ล้านบาท ภายในปี 2563 ด้วยโครงสร้างธุรกิจ ที่แข็งแกร่ง กับ 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก  และธุรกิจที่พักอาศัย  แต่สำคัญกว่าตัวเลขรายได้ คือ การก้าวไปสู่การเป็นองค์กรระดับ “โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี”  โดยมีความท้าทายที่เป็นโจทย์ยาก คือ เติบโตด้วยความยั่งยืน   และแม้ว่าวันนี้หากดูพอร์ตฟอลิโอธุรกิจ จะเห็นการไปปักหมุดทำธุรกิจแล้วในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศอังกฤษ  มัลดีฟส์  ฟิจิ และมอริเชียส  ถือเป็นการประกาศความพร้อมสำคัญ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพฝีมือการบริหารงานของกลุ่มคนไทย แต่อาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับ “สิงห์ เอสเตท” ในการก้าวไปสู่เป้าหมาย ยังคงต้องเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องไปในอีกหลายประเทศที่มีศักยภาพ  เพื่อสร้างการเติบโตแบบ “มั่นคง” และ “ยั่งยืน” นั่นเอง   เล็ง “เมียนมา-เวียดนาม” ขยายอสังหาฯ   นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทสิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ “S” เปิดเผยว่า บริษัทได้รับการติดต่อจากนักธุรกิจชาวเมียนมา เพื่อให้เข้าไปร่วมทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในประเทศเมียนมา หลังจากเขาได้เห็นโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ โครงการมิกซ์ยูสระดับลักชัวรี่ บริเวณแยกเพชรบุรี-อโศก โดยนักธุรกิจดังกล่าวเป็นเจ้าของเหมืองหยกและทับทิมขนาดใหญ่ในเมียนมา มีที่ดินจำนวนมากกระจายอยู่ในหลายเมือง   อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นยังเป็นเพียงการเจรจาพูดคุย  ยังไม่ได้ทำการศึกษาในรายละเอียด แต่บริษัทก็มีความสนใจจะเข้าไปพัฒนาโครงการในเมียนมาด้วยเช่นกัน  เนื่องจากเป็นประเทศที่มีแรงงานจำนวนมาก มีทรัพยากรธรรมชาติ และมีการขยายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งหากเข้าไปพัฒนาจะจับตลาดพรีเมียมเป็นหลัก นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสนใจในการขยายตลาดไปยังหลายประเทศในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น เวียดนาม เนื่องจากเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของบริษัท ในการกระจายความเสี่ยงจากตลาดอสังหาฯ ภายในประเทศ และเป็นการก้าวไปสู่เป้าหมายการเป็น "โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี” (Global Holding Company) ด้วย   "ปัจจุบัน สิงห์ เอสเตท มีการทำธุรกิจด้านการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจที่พักอาศัย โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะนำบริษัทก้าวสู่การเป็น โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี ผ่านกลยุทธ์การขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การสร้างแบรนด์ในระดับพรีเมียม การปรับองค์กรให้มีความคล่องตัว ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ดีให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม"   เตรียมหมื่นล้านลุยธุรกิจ สำหรับแผนธุรกิจในปี 2562 บริษัทได้วางงบลงทุนไว้ 8,000-10,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ รูปแบบต่างๆ โดยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เตรียมเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ ซอยรางน้ำ มูลค่า 4,500 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 3 การก่อสร้างอาคารสำนักงาน Oasis บนถนนวิภาวดี-รังสิต  ส่วนธุรกิจโรงแรมปัจจุบันสิงห์มีเปิดให้บริการ 37 แห่ง ใน 5 ประเทศ จำนวน 4,271 ห้อง โดยจะเปิดให้บริการอีก 2 แห่ง ในโครงการ CROSSROADS สาธารณรัฐมัลดีฟส์ รวม 376 ห้อง จากแผนดังกล่าวนี้จะทำให้ สิงห์ เอสเตท ก้าวขึ้นเป็น “โกลบอล โฮลดิ้ง คัมปานี” อย่างสมบูรณ์แบบในปีนี้   ส่วนโครงการเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น THE ESSE ASOKE ซึ่งมีการทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ส่วนโครงการ THE ESSE @SINGHA COMPLEX จะมีการโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องให้ลูกค้าในไตรมาส 3 ปีนี้ นอกจากนี้บริษัทยังมีโครงการอื่นๆ ที่ทยอยรับรู้รายได้อีกอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ในมือมูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ส่วนใหญ่ในปี 2562 และที่เหลือในปี 2563   “ถึงแม้ว่าตลาดอสังหาฯ จะมีการปรับตัวจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ อาทิ เช่น เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และนโยบายกำกับดูแลสินเชื่อของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ซื้อบ้าน แต่ สิงห์ เอสเตท ยังคงเดินหน้าลงทุนและพัฒนาโครงการตามแผนที่วางไว้ โดยมีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ พร้อมรับความท้าทายของตลาดอสังหาฯ นอกจากนี้บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย” เดินหน้าเป้าหมายรายได้ 20,000 ล้าน   สำหรับผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสแรกของปี 2562 บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท สูงขึ้นมากกว่า 160% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  และมีกำไรสุทธิ 293 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว   โดยปี 2562 ยังคงเป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวรายได้จากการลงทุนในกิจการกลุ่มเอาท์ริกเกอร์ ที่มีโรงแรม 6 แห่ง และอาคารสำนักงานสิงห์ คอมเพล็กซ์ (The Office at SINGHA COMPLEX) ที่แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย และเริ่มรับรู้รายได้จาก โครงการ CROSSROADS สาธารณรัฐมัลดีฟส์  นอกจากนี้ สิงห์ เอสเตท ยังมีแผนนำธุรกิจโรงแรมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยช่วงปลายปีนี้ โดยใช้ชื่อ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน)       โดยแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 และช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการรับรู้รายได้ของการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ The Esse Asoke  โครงการ The Esse at Singha Complex  และการรับรู้รายได้ของอาคารสำนักงานสิงห์ คอมเพล็กซ์  หากเป็นไปตามแผนธุรกิจ และไม่มีอะไรผิดพลาด ในปีนี้ก็มีสิทธิ์ลุ้นว่าบริษัทอาจจะมีรายได้ถึง 20,000 ล้านบาท เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ว่าจะทำรายได้ดังกล่าวในปี 2563  ซึ่งเป็นผลจากทุกธุรกิจมีการเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่เป้าหมายที่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่นั้น  ต้องรอลุ้นกันอีกทีในช่วงปลายปีนี้
มีทุนแค่ 2 ล้าน ก็ลงทุนอสังหาฯ​ในอังกฤษได้

มีทุนแค่ 2 ล้าน ก็ลงทุนอสังหาฯ​ในอังกฤษได้

การซื้อโครงการคอนโดมิเนียม นอกจากอยู่อาศัยเองแล้ว ส่วนหนึ่งก็ยังเป็นการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ซื้อได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจซื้อเพื่อลงทุนโดยตรง หรือผลประโยชน์ทางอ้อมจากการปรับขึ้นของราคาคอนโดฯ ก็ตาม ที่ทำให้ผู้ซื้อได้มูลค่าเพิ่มมากขึ้น​ การเข้ามาลงทุนในตลาดคอนโดฯ​ หลายปีที่ผ่านมาจึงคึกคักพอสมควร เพราะถือเป็นช่วงเวลาที่มีการเติบโตสูง จึงเห็นมีกลุ่มนักลงทุนเข้ามาในตลาดจำนวนมาก ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนจากการปล่อยเช่า หรือการลงทุนจากการขายต่อแล้วได้ส่วนต่างของราคา   แต่โอกาสการลงทุนในคอนโดฯ ไม่ใช่มีเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์  ในเมืองไทยเท่านั้น ตลาดต่างประเทศหลายแห่งก็เป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับการเข้าไปลงทุน ที่เริ่มเป็นที่นิยมของกลุ่มคนไทยเพิ่มมากขึ้น  คงเป็นตลาดอสังหาฯ ในประเทศอังกฤษ เห็นได้จากเริ่มมีตัวแทนหรือเอเยนซี่ เอาโครงการหลากหลายประเภทเข้ามานำเสนอให้คนไทยได้เข้าไปจับจองเป็นเจ้าของและลงทุน   นางสาวดาว ไวรักษ์สัตว์ ผู้อำนวยการภูมิภาคสหราชอาณาจักร บริษัท พี เอ็น เอ็น แค็ปปิตอล จำกัด (PNN) เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาฯ ในประเทศอังกฤษ เป็นตลาดที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะเป็นตลาดที่อยู่ตัวแล้ว มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และมีผู้ประกอบการรายใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก นอกจากนี้ กฎหมายของประเทศอังกฤษเปิดโอกาสให้ต่างชาติถือครองอสังหาฯ ได้อย่างถูกต้อง 100%  มีการจัดการที่โปร่งใส ที่สำคัญผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่อง “ปลายปีแล้วบริษัทได้เริ่มนำโครงการ ELIZABETH มาแนะนำในตลาดไทย ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีมีคนไทยซื้อ 6 ยูนิต คนเอเชียซื้อ 4 ยูนิต รวมมูลค่าประมาณ​100 ล้านบาท และมีลูกค้าติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง”   ลงทุน 2 ล้านได้ผลตอบแทนสูงสุด 10%   ในปีนี้บริษัทจึงได้นำโครงการอสังหาฯ​ ในประเทศอังกฤษเข้ามาแนะนำให้คนไทยได้มีโอกาสเข้าไปลงทุนเพิ่ม โดยมีอสังหาฯ ประเภทอื่นนอกจากโครงการคอนโดฯ ด้วย ทั้งหุ้นกู้ อพาร์ตเม้นท์  ที่พักนักศึกษา  และโรงแรม มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2 ล้านบาท ไปจนถึง 100 ล้านบาท  เป็นโครงการที่อยู่ในเมืองที่กำลังเติบโตและมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ  มีผลตอบแทนการลงทุนอยู่ในระดับ 6.5%-10% ต่อปี  ได้แก่ 1.โครงการ Elizabeth Tower คอนโดหรู 52 ชั้น ตั้งอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ มีระดับราคาเริ่มต้นยูนิตละ 2 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนประมาณปีละ ​7% หรือ มูลค่าอสังหาฯ ที่เพิ่มขึ้น 20-25%   2.โครงการ Vita Cardiff ที่พักนักศึกษาที่ถือได้ว่ามีอัตราการจองล่วงหน้าเป็นอันดับต้นๆของอังกฤษ ซึ่งผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่พักนักศึกษามาแล้วกว่า 20 แห่ง และจะเลือกพัฒนาในพื้นที่มีนักศึกษาอยู่หนาแน่นไม่ต่ำกว่า 30,000 คน โครงการสามารถขายต่อได้ง่ายและได้กำไรในอัตรา 10% และโครงการยังการันตรีผลตอบแทนในอัตรา 6.5% ในระยะ 3 ปี สำหรับกลุ่มนักลงทุน และหากซื้อยกชั้นผลตอบแทนจะได้รับผลตอบแทนการลงทุน 7% ซึ่งราคาขายยูนิตละ 5-6 ล้านบาท ส่วนค่าเช่าสำหรับนักศึกษาจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน   3.โครงการ Moseley Garden คอนโดหรูกลางใจเมืองเบอร์มิงแฮม ที่กำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางทางการเงิน   4.โครงการ No7. by La Tour โรงแรมติดชายหาด ในเมือง Black Pool เมืองตากอากาศตอนกลางถึงตอนเหนือของอังกฤษ โครงการนี้สามารถลงทุนโดยได้รับโฉนดห้อง มีผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ​10% ต่อปี ผู้ซื้อสามารถขายคืนให้กับดีเวลลอปเปอร์ได้เมื่อถืออายุครบ 5 ปี   5.โครงการ Bolton Studio, Kensington Chelsea, London อพาร์ทเม้นท์ตกแต่งเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ใน Residential Zone เป็นสถานที่น่าอยู่ในลำดับต้น ๆ ของลอนดอน เหมาะสำหรับการซื้อเพื่อให้บุตรหลานเข้าเรียนต่อที่อิมพีเรียล คอลเลจ หรือการปล่อยเช่า หุ้นกู้อีกทางเลือกลงทุนระยะสั้นเพียง 1 ปี   นอกจากการลงทุนในอสังหาฯ ประเภทต่างๆ แล้ว ในประเทศอังกฤษ นักลงทุนยังสามารถลงทุนในรูปแบบหุ้นกู้กับดีเวลลอปเปอร์ได้ด้วย โดยจะได้รับผลตอบแทน 12-15% อายุสัญญา 1 ปี การที่ดีเวลลอปเปอร์มีการออกหุ้นกู้นั้น เป็นกระบวนการกู้เงินกับสถาบันการเงิน และการขอใบอนุญาตพัฒนาโครงการมีขั้นตอนล่าช้า และต้องเสียค่าธรรมเนียมหลายอย่าง  ทำให้เกิดความไม่คล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ  จึงหันมาออกหุ้นกู้โดยตรง ซึ่งบริษัทมีหุ้นกู้จากดีเวลลอปเปอร์ที่พัฒนาโครงการ 3 รูปแบบ ได้แก่ พัฒนาโรงแรม สนามบิน และระดมเงินเพื่อซื้อที่ดิน   โดยบริษัทเตรียมจัดสัมมนา “The UK Property” Investment Seminar 2019 หัวข้อ “ลงทุนต่างประเทศให้ผลตอบแทนไม่ต่างจากการลงทุนในไทย…จริงหรือ?” และ “ลงทุนเมืองอะไร และควรลงทุนแบบไหน ถึงได้ผลตอบแทนคุ้มค่า...มากที่สุด” พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับเอเจนซี่และนักลงทุน ในวันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2562  โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ซึ่งปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถทำยอดขายได้ 300-500 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการอสังหาฯ​ ที่นำเข้ามาขาย 1,500 ล้านบาท    
3 เหตุผลสำคัญที่

3 เหตุผลสำคัญที่ "อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์" เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น

สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ดูแล้วไม่ได้คึกคักเหมือนหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีมาตรการ LTV มาลดระดับความร้อนแรงของกลุ่มนักเก็งกำไรและกลุ่มนักลงทุน แถมสภาพเศรษฐกิจก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวดีขึ้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อย่างกลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน  ก็เลยออกอาการชะลอตัวตามไปด้วย  ทำให้ช่วงนี้ได้เห็นการทำตลาดสารพัดรูปแบบ และการจัดโปรโมชั่น “ลด แลก แจก แถม” ออกมากันทุกค่าย  เพราะต้องกระตุ้นยอดขายกันหน่อย ไม่เช่นนั้นยอดขายจะไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางกันไว้   นอกจากความเคลื่อนไหวในเรื่องสงครามโปรโมชั่นแล้ว  เห็นกันถี่ยิบแทบทุกเดือนแล้ว ความเคลื่อนไหวสำคัญของตลาดเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่สำคัญ คือ กลุ่มอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อนำเงินมาขยายธุรกิจและเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ให้สามารถแข่งขันได้กับเพื่อนๆ ในสงครามการค้า ที่มีทั้งแบรนด์ไทยและต่างชาติแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน   หลังจาก บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ  ILM ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ล่าสุด ก.ล.ต.ได้อนุมัติให้สเนอขายหุ้นกับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ซึ่งคาดว่าจะสามารถเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ภายในไตรมาส 3 ของปี 2562 นี้ 3 เหตุผลระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันบริษัท มีทุนจดทะเบียน 2,525 ล้านบาท เป็นหุ้นสามัญจำนวน 505 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (PAR) หุ้นละ 5 บาท เป็นทุนชำระแล้วจำนวน 2,000 ล้านบาท เป็นหุ้นสามัญจำนวน 400 ล้านหุ้น ซึ่งเตรียมเสนอขายหุ้นไอพีโอ จำนวน 105 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 20.79% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัท โดยวัตถุประสงค์ของการระดมทุนครั้งนี้ จะนำไปใช้ใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.ขยายธุรกิจของบริษัท ผ่านการลงทุนในรูปแบบต่างๆ  2.ชำระคืนเงินกู้ยืมแก่สถาบันการเงิน เช่น เงินกู้ยืมระยะสั้น สำหรับการจ่ายเงินปันผล 1,200 ล้นาบาท ให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  และ 3.ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน   นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ ILM เปิดเผยว่า การเข้าระดมทุนครั้งนี้ เพื่อเสริมศักยภาพและขีดความสามารถการแข่งขันธุรกิจร้านค้าปลีกของแต่งบ้าน ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่  ผ่านร้านค้าปลีกทั้ง 4 แบรนด์หลัก ได้แก่ 1.Index Living Mall 2. Trend Design 3. Winner และ 4. Younique ที่มีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่ เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ของใช้ภายในบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำหลากหลายแบรนด์ ทำให้สามารถตอบสนองกลุ่มลูกค้าได้ทุกไลฟ์สไตล์   เปิด 3 สาขา Index Living Mall      บริษัทมีแผนขยายสาขาเพิ่ม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้ได้มากขึ้น รองรับกับการขยายตัวของเมืองต่างๆ โดยจะเลือกทำเลที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ มีศักยภาพในการเติบโต และยังไม่มีร้านค้าของบริษัทตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง พื้นที่ดังกล่าวจะต้องมีประชากรหนาแน่นและมีศักยภาพในการซื้อสินค้า รวมถึงมีความสะดวกสบายในการเดินทางและสามารถเข้าถึงร้านค้าของบริษัทได้ง่าย   ปัจจุบันบริษัทมี Index Living Mall และ Index Furniture Center จำนวน 36 แห่ง  มีแผนขยายสาขาของร้านค้า Index Living Mall เพิ่ม 2-3 สาขาต่อปี ภายในปี 2562 – 2563  มีแผนเปิดร้าน Index Living Mall จำนวน 3 สาขา ได้แก่   1.สาขาจันทบุรี มีพื้นที่ขายประมาณ 3,500 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุนประมาณ 160 ล้านบาท และคาดว่าจะเปิดบริการได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2562 2.สาขาสุขาภิบาล 3 ปัจจุบันโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างดำเนินการออกแบบรูปแบบโครงการ โดยโครงการดังกล่าวจะมีพื้นที่ขายประมาณ 3,500 ตารางเมตร และคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 160 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถเปิดบริการได้ภายในเดือนธันวาคม 2563 3.สาขารามอินทรา โครงการดังกล่าวจะมีพื้นที่ขายและพื้นที่ให้เช่าประมาณ 9,200 ตารางเมตร คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท และเปิดบริการได้ภายในเดือนตุลาคม 2563 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบรูปแบบโครงการ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดสาขาเพิ่มในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยจะคำนึงถึงศักยภาพและการเติบโตของพื้นที่ดังกล่าวเป็นหลัก เดินหน้าขยาย Younique+Winner เพิ่ม   ในปี 2560 บริษัทได้เปิดตัวบริการ “Younique Customized Furniture 4.0” ซึ่งเป็นบริการเฟอร์นิเจอร์สั่งตัดรูปแบบใหม่ที่ลูกค้าสามารถปรับแต่งขนาดและดีไซน์ได้เองตามความต้องการ และลูกค้าสามารถปรับขนาดของเฟอร์นิเจอร์สั่งตัดดังกล่าวได้อย่างอิสระ โดยในปี 2562 มีแผนขยาย Younique เพิ่มเติมในสาขาร้าน Index Living Mall โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 60 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2562   นอกจากนี้ ยังแผนขยายร้าน “Winner Furniture Center”  ที่จะจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ WINNER ซึ่งบริษัทดำเนินการและบริการเอง เป็นแบรนด์จับตลาดแมสเป็นหลัก ใน 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.รูปแบบ Compact ที่มีพื้นที่ประมาณ 1,050 ตารางเมตร และใช้เงินลงทุนประมาณ 25 ล้านบาทต่อสาขา   2.รูปแบบ Standard ที่มีพื้นที่ประมาณ 1,411 ตารางเมตร และใช้เงินลงทุนประมาณ 33 ล้านบาทต่อสาขา และ  3.รูปแบบ Extra ที่มีพื้นที่ประมาณ 1,700 ตารางเมตร และใช้เงินลงทุนประมาณ 35 ล้านบาทต่อสาขา   ในปีนี้บริษัทจะเปิดทั้งหมด 2 สาขา และคาดว่าจะใช้เงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 60 ล้านบาท โดยจะเปิดร้านค้าเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กสาขาแรกที่จังหวัดราชบุรี ในรูปแบบ Standard ซึ่งคาดว่าจะมีพื้นที่ขายประมาณ 1,500 ตารางเมตร ปัจจุบันได้จัดหาและลงนามสัญญาเช่าที่ดินสำหรับร้านดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างออกแบบรูปแบบโครงการ โดยจะสามารถเปิดบริการได้ภายในเดือนสิงหาคม 2562   ลุยโปรเจ็กต์ “โซลาร์รูฟท็อป” ลดค่าไฟฟ้า   ในปี 2561  กลุ่มบริษัท ได้ทดลองติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งได้เริ่มติดตั้งที่โรงงานและร้านค้า Index Living Mall จำนวน 4 สาขา ผลปรากฎว่าทั้งโรงงานและร้านค้าทั้ง 4 สาขา มีค่าไฟฟ้าลดลง ในปีนี้บริษัทจึงมีแผนขยายการลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อป ที่ร้าน Index Living Mall อีกจำนวน 6 สาขา  คาดว่าใช้เงินลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท   ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต ด้วยการนำเครื่องจักรที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมาใช้มากขึ้น และเน้นการผลิตแบบอัตโนมัติ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมาตรฐาน และความแม่นยำในการผลิตสินค้า ลดความผิดพลาดจากพนักงานในกระบวนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งรับรองการผลิตสินค้า Younique ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 223 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทได้ซื้อเครื่องจักรและเริ่มติดตั้งแล้วบางส่วน ซึ่งคาดว่าทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2562 ในปีนี้บริษัทยังมีแผนการลงทุนในโครงการย่อย ๆ อื่น โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 213 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการปรับปรุงอาคารของร้านค้า Index Living Mall และอาคารสำนักงานใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 98 ล้านบาท 2. โครงการลงทุนทางด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับการซื้อโปรแกรมและอัพเกรดโปรแกรม ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 80 ล้านบาท 3. โครงการปรับปรุงพื้นอาคารและซื้อชั้นวางสินค้าของศูนย์กระจายสินค้าเอกชัย และซื้อสินทรัพย์อื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 18 ล้านบาท และ 4. โครงการซื้อรถยนต์และรถบรรทุกส่งสินค้าใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 17 ล้านบาท   3 ปีรายได้โตเฉลี่ย 1.2%    สำหรับผลประกอบการของบริษัทในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา  มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 2,299 ล้านบาท ลดลง 1.15% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้จากการขาย 2,326 ล้านบาท ส่วนปี 2561 บริษัทมีรายได้ รวมที่ 9,767 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 431 ล้านล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น ที่ 44% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิที่ 4.4%  ส่วนผลประกอบการในช่วงปี 2559-2561 ที่ผ่านมา บริษัทเติบโตเฉลี่ย 1.20% ต่อปี โดยในปี 2559 มีรายได้รวม 8,954.90 ล้านบาท  ปี 2560 มีรายได้รวม 8,908.30 ล้านบาท และปี 2561 มีรายได้รวม 9,174.20 ล้านบาท  
“ออริจิ้น” เตรียมส่งแบรนด์คอนโดฯ น้องใหม่ “ดิ ออริจิ้น” เจาะตลาด First Jobber

“ออริจิ้น” เตรียมส่งแบรนด์คอนโดฯ น้องใหม่ “ดิ ออริจิ้น” เจาะตลาด First Jobber

“ออริจิ้น” เตรียมส่งแบรนด์คอนโดน้องใหม่ “ดิ ออริจิ้น” เจาะตลาด First Jobber และ First Condo Buyer 6 โครงการ 6 ทำเล ทั่วกรุงเทพฯ ประเดิมโปรเจ็กต์แรก “The Origin Ram 209 Interchange” มูลค่า 1,900 ล้านบาท เชื่อมรถไฟฟ้าสายสีส้ม-ชมพู ชิมลาง เปิดพรีเซลราคาเริ่มต้น 1.29 ล้าน   นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 บริษัทจะส่งแบรนด์คอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ “ดิ ออริจิ้น” (The Origin) กระจายบุกไปยังทำเลต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯถึง 6 โครงการ 6 ทำเล ได้แก่ สุขุมวิท รัชดา ลาดพร้าว รามอินทรา รามคำแหง พหลโยธิน เน้นเจาะตลาดกลุ่มวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) อายุประมาณ 23-28 ปี และกลุ่มที่กำลังต้องการซื้อคอนโดมิเนียมเป็นทรัพย์สินอย่างแรก (First Condo Buyer) “แบรนด์น้องใหม่ บริษัทพัฒนา ให้เป็น Smart Product และมี Service Excellence ที่สามารถตอบโจทย์และแก้ Pain Point ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีฟังก์ชั่นต่างๆ ภายในห้อง มีพื้นที่ส่วนกลางที่อำนวยความสะดวกให้กับทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยเราจะเปิดตัวแคมเปญสะท้อนทั้งความเป็นตัวตนของแบรนด์และฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์คนยุคปัจจุบันในช่วง กลางเดือนกรกฎาคมนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว   โดยในช่วงปลายเดือนมิถุนายน นี้ บริษัทจะเปิดตัวโครงการภายใต้แบรนด์ดิ ออริจิ้น นำร่องก่อน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการ ดิ ออริจิ้น ราม 209 อินเตอร์เชนจ์ (The Origin Ram 209 Interchange) มูลค่าโครงการประมาณ 1,900 ล้านบาท เป็นโครงการคอนโดมิเนียมที่สูงที่สุดในย่านมีนบุรี ด้วยความสูง 109 เมตร ทำให้เห็นวิวได้รอบทิศทาง ใกล้โรงเรียนชั้นนำและศูนย์การค้าขนาดใหญ่จำนวนมาก พร้อมเปิดพรีเซล 29 มิถุนายนนี้ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 1.29 ล้านบาท   “ย่านรามคำแหง-มีนบุรี เป็นย่านที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง และถือเป็นทำเลแห่งอนาคต เพราะกำลังจะมีรถไฟฟ้าถึง 2 สายเชื่อมเข้าไปสู่แหล่งงานสำคัญอย่างอโศก-พระราม 9 และดอนเมือง-แจ้งวัฒนะ มีร้านอาหาร มีแหล่งช้อปปิ้ง มีโรงพยาบาล อำนวยความสะดวกมากมาย ขณะที่มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่สะสมยังไม่มากนัก จึงเป็นสาเหตุให้เราเลือกนำร่องแบรนด์ใหม่ด้วยทำเลนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว สำหรับโครงการดิ ออริจิ้น ราม 209 อินเตอร์เชนจ์ ตั้งอยู่บนถนนรามคำแหง ติดสถานีอินเตอร์เชนจ์มีนบุรีเชื่อมรถไฟฟ้า 2 สาย ได้แก่ สายสีส้มตะวันออกและสายสีชมพู บนพื้นที่ขนาดประมาณ 4 ไร่ 87 ตารางวา ประกอบด้วยอาคารสูง 31 ชั้น จำนวน 1 อาคาร และอาคารจอดรถ 8 ชั้นอีก 1 อาคาร ภายในโครงการประกอบด้วยพื้นที่สีเขียวถึง 3,000 ตารางเมตร  พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมากที่สุดในย่านและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ถึง 17 อย่าง อาทิ จ๊อกกิ้งแทร็ก, Street Basketball, Sky garden, Sky Lounge, ฟิตเนส, สระว่ายน้ำ, Theatre Room, Game Room, Private Party Room, Co-working Space   ขณะที่ห้องพักอาศัย ประกอบด้วยห้องพักขนาดตั้งแต่ 22-34 ตารางเมตร  ตกแต่งแบบ Fully-fitted พร้อมระบบ Home Automation อำนวยความสะดวกในชีวิตได้จากปลายนิ้ว คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 4 ของปีนี้และแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2564  
ซีคอน โฮม ล้างภาพ “เชย-ช้า-จุกจิก” วางเป้าหมายอีก 2 ปีทำยอดขาย 2,000 ล้าน

ซีคอน โฮม ล้างภาพ “เชย-ช้า-จุกจิก” วางเป้าหมายอีก 2 ปีทำยอดขาย 2,000 ล้าน

ในแต่ละปีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเมินมูลค่ามีกว่า 600,000 ล้านบาท  เป็นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั้งบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม หรือทาวน์โฮม คาดว่ามีมูลค่ากว่า 450,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นมูลค่าของตลาดรับสร้างบ้านที่คาดว่าจะมีประมาณ​ 150,000 ล้านบาท ซึ่งตลาดรับสร้างบ้านที่เป็นผู้ประกอบการอยู่ในสมาคมหลัก 2 สมาคม ได้แก่ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน และสมาคมไทยรับสร้างบ้าน มีตัวเลขผลประกอบการรวมๆ กันปีละกว่า 20,000 ล้านบาทเท่านั้น  ที่เหลือเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ผู้รับเหมาอิสระ หรือช่างฝีมือทั่วไปที่รับงานตามต่างจังหวัด โอกาสทางการตลาดของธุรกิจรับสร้างบ้านจึงยังมีอีกมหาศาล  ที่จะสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมุมมองของ “มนู ตระกูลวัฒนะกิจ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอน โฮม จำกัด  เห็นว่าธุรกิจรับสร้างบ้านสามารถเติบโตได้มากกว่านี้ถึง 5 เท่า  เพราะปัจจุบันบริษัทในธุรกิจรับสร้างบ้านยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่บริษัทเองแม้จะดำเนินธุรกิจมายาวนานถึง 58 ปี แต่ผลประกอบการยังอยู่ในระดับ 1,300 ล้านบาทในปีที่ผ่านมาเท่านั้น  ภายหลังจากได้เข้ามาบริหารงาน จึงวางเป้าหมายว่าภายในอีก 2 ปีข้างหน้า  จะต้องทำให้ซีคอน โฮม เติบโตทำยอดขายได้ถึง 2,000 ล้านบาท  ส่วนปีนี้ได้วางเป้าหมายยอดขายไว้ 1,600 ล้านบาท เฉพาะ 5 เดือนแรกสามารถทำยอดขายได้ 950 ล้านบาทแล้ว สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัท เพื่อไปสู่เป้าหมายยอดขาย 2,000 ล้านบาท ภายในระยะ 2 ปีนับจากนี้  คือ รีแบรนด์ ปรับพอร์ต+รุกการตลาดเพิ่ม ก่อนหน้านี้ บริษัทมีแบรนด์ทำตลาดด้วยกัน 3 แบรนด์ ได้แก่  1.แบรนด์ซีคอน​ โฮม จับตลาดรับสร้างบ้านราคาสูงตั้งแต่ 18,000-20,000 บาทต่อตารางเมตร 2.แบรนด์คอมแพค โฮม จับตลาดรับสร้างบ้านราคาระดับปานกลาง ราคา 15,000-18,000 บาทต่อตารางเมตร และ 3.แบรนด์บัดเจด โฮม จับตลาดรับสร้างบ้านระดับราคาต่ำ 12,000-15,000 บาทต่อตารางเมตร แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังจดจำแบรนด์ซีคอน โฮมได้ดีกว่า แม้จะมาใช้บริการแบรนด์คอมแพค โฮม หรือแบรนด์บัดเจท โฮม ก็มักจะพูดเสมอว่าใช้บริการของแบรนด์ซีคอน โฮม บริษัทจึงทำการยกเลิกการทำตลาดและให้บริการกับ 2 แบรนด์ดังกล่าวตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ยังคงมีบ้านระดับราคาต่ำและปานกลางให้บริการลูกค้าเหมือนเดิม นอกจากนี้ ยังเตรียมรีแบรนด์และปรับภาพลักษณ์โลโก้ใหม่ของแบรนด์ซีคอนโฮมในช่วงปลายปีนี้ด้วย  โดยบริษัทจะยึดหลักหรือแนวคิดในการดำเนินธุรกิจในการให้บริการของลูกค้า คือ  ความคงทนแข็งแรง การควบคุมระยะเวลาก่อสร้างได้ตามกำหนด และการควบคุมงบประมาณไม่ให้บานปลาย  ขณะที่แนวทางการทำตลาดจะรุกหนักเพิ่มมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการสร้างแบรนด์ การจัดโปรโมชั่น การขยายสาขาเพิ่ม และการทำตลาดออนไลน์ผ่านสื่อดิจิทัล และโซเชียลมีเดียต่างๆ การนำเอาดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อการขายแทนการพิมพ์โบชัวร์ เป็นต้น ซึ่งบริษัทได้วางแผนใช้งบประมาณด้านการตลาดไว้ 3% ของยอดขาย จากก่อนหน้านี้ที่ใช้งบประมาณไม่ถึง 3%   จัดระเบียบหลังบ้าน แก้ 3 คีย์เวิร์ด “เชย-ช้า-จุกจิก”   ภายหลังจากที่ “มนู ตระกูลวัฒนะกิจ” เข้ามาทำงาน 3 เดือน ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “กอบชัย ซอโสตถิกุล” ประธานกรรมการบริหารซีคอนกรุ๊ป ถึงการทำงานที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไรบ้างนั้น  สิ่งที่เขาตอบกลับไป คือ การค้นพบ 3 คีย์เวิร์ดสำคัญภายใน “ซีคอนโฮม” ที่ควรจะปรับปรุงแก้ไข คือ “เชย ช้า และจุ๊กจิก” เชย คือ รูปแบบของบ้านที่นำออกมาให้ลูกค้าได้เลือก ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดระยเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะ 10 ปีหรือ 20 ปีเป็นมาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น  ช้า คือ การดำเนินธุรกิจมีกระบวนการ ขั้นตอน ที่ล่าช้า ไม่ต่างไปจากระเบียบขั้นตอนของทางราชการ จุกจิก คือ ขาดระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน เวลามีปัญหาเกิดขึ้นก็แก้ไขเฉพาะหน้า ไม่ได้ถูกวางระบบให้ชัดเจน เช่น การเก็บเงินลูกค้าเพิ่ม เมื่อเกิดปัญหาการขนส่งวัสดุก่อสร้างเข้าไปในซอยเล็กๆ เพราะต้องเปลี่ยนรถให้เล็กลง หรือการจะต้องเจอกับปัญหาฝนตกที่ทำให้งานล่าช้า ซึ่งกระบวนการต่างๆ เหล่านี้เป็นปัญหาจุกจิกที่ไม่ได้รับการบริหารจัดการให้ดี ทั้งๆ ที่รู้ว่าปัญหาจะเกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว เป็นต้น เพียงระยะเวลา 1 ปี 3 ปัญหาสำคัญดังกล่าว ก็ถูกจัดการแก้ไขให้แล้วเสร็จ  ปัญหาเรื่อง “เชย” ได้ทำการพัฒนาแบบบ้านใหม่ออกมา 12 แบบ  ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน และแต่ละกลุ่มเป้าหมาย “ช้า”  จากกระบวนการขั้นตอนของการบริการลูกค้า ที่อดีตนับตั้งแต่วันที่เซ็นสัญญากับลูกค้าจนส่งมอบบ้าน ใช้ระยะเวลาถึง 18 เดือน ปัจจุบันได้ลดขั้นตอนต่างๆ ให้เร็วขึ้นเหลือเพียง 12 เดือน หรืออย่างน้อยลดความล่าช้าในการส่งมอบบ้านให้ลูกค้าลง 2-3 เดือนต่อหลัง “จุกจิก” ได้ลดขั้นตอนและปัญหาต่างๆ ไม่ให้เกิดขึ้น โดยเมื่อตกลงกับลูกค้าไว้ตั้งแต่ต้นอย่างไรก็จะเป็นไปตามนั้น ไม่มีการเก็บเพิ่มเงินกับลูกค้าระหว่างการก่อสร้าง    
ดีเวลลอปเปอร์ ปั้นโปรเจ็กต์อสังหาฯ ในเชียงใหม่-เชียงราย มูลค่ากว่า 1.17 แสนล้าน

ดีเวลลอปเปอร์ ปั้นโปรเจ็กต์อสังหาฯ ในเชียงใหม่-เชียงราย มูลค่ากว่า 1.17 แสนล้าน

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้จัดทำรายงานสรุปผลการสำรวจ โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย โดยนับเฉพาะโครงการที่มียูนิตเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 ยูนิต จากการสำรวจพบว่า มีโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายจำนวน 257 โครงการ มียูนิตในผังโครงการรวมทั้งสิ้น 32,075 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 117,859 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรร 203 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 23,470 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 87,143 ล้านบาท โครงการอาคารชุด 50 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 8,539 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 28,840 ล้านบาท และโครงการวิลล่า 4 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 66 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 1,875 ล้านบาท ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากการสำรวจในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ในพื้นที่สำรวจจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย มียูนิตเหลือขายจำนวน 10,762 ยูนิต หรือ 33.6% ของยูนิตในผังโครงการทั้งหมด โดยโครงการบ้านจัดสรรมียูนิตเหลือขายจำนวน 8,221 ยูนิต หรือ 35.0% ของยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด โครงการอาคารชุดมียูนิตเหลือขายจำนวน 2,524 ยูนิต หรือ 29.6% ของยูนิตในผังโครงการอาคารชุดทั้งหมด และโครงการวิลล่ามียูนิตเหลือขายจำนวน 17 ยูนิต หรือ 25.8% ของยูนิตในผังโครงการวิลล่าทั้งหมด โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในจังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 222 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 28,552 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 106,882 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 9,459 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 36,528 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 169 โครงการ มีจำนวนยูนิต 20,295 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 76,776 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 6,981 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 27,406 ล้านบาท โครงการอาคารชุด จำนวน 49 โครงการ มีจำนวนยูนิต 8,191 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 28,231 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 2,461 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 8,665 ล้านบาท และมีโครงการวิลล่า จำนวน 4 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 66 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,875 ล้านบาท ยูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 17 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 458 ล้านบาท ทั้งนี้ ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุด จำนวน 28,486 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุด 43.9% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท รองลงมาเป็นอาคารชุด2 8.8% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์ 14.1 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท บ้านแฝด 6.4% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท ที่เหลือเป็นที่ดินเปล่าและอาคารพาณิชย์ ตามลำดับ ทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดเชียงใหม่ที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1. ทำเลหางดงตอนบน ขายได้ 82.1% มูลค่าขายได้ 4,489 ล้านบาท 2.ทำเลท่ารั้ว-ดอยสะเก็ด ขายได้ร้ 81.6% มูลค่าที่ขายได้ 2,697 ล้านบาท 3.ทำเลในเมือง ขายได้ 78.3% มูลค่าที่ขายได้ 2,338 ล้านบาท 4.ทำเลแม่ริม ขายได้ 74.4% มูลค่าที่ขายได้ 2,793 ล้านบาท และ 5.ทำเลสารภี ขายได้ 72.% มูลค่าที่ขายได้ 6,226 ล้านบาท ส่วนทำเลอาคารชุดในจังหวัดเชียงใหม่ที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลในเมือง ขายได้ 85.8% มูลค่าที่ขายได้ 8,429 ล้านบาท 2.ทำเล ม.พายัพ ขายได้ร้ 81.7% มูลค่าที่ขายได้ 4,351 ล้านบาท 3.ทำเลสันทราย ขายได้ 71.1% มูลค่าที่ขายได้ 2,100 ล้านบาท 4.ทำเลแม่ริม ขายได้ 61.3% มูลค่าที่ขายได้ 334 ล้านบาท และ 5.ทำเลหางดงตอนบน ขายได้ 57.4% มูลค่าที่ขายได้ 4,239 ล้านบาท   โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในจังหวัดเชียงราย มีจำนวน 35 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 3,523 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 10,976 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 1,303 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 4,596 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 34 โครงการ มีจำนวนยูนิต 3,175 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 10,367 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 1,240 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 4,476 ล้านบาท และโครงการอาคารชุด จำนวน 1 โครงการ มีจำนวนยูนิต 348 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 609 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 63 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 120 ล้านบาท ทั้งนี้ ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุดจำนวน 3,523 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุด 41.5% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 – 5 ล้านบาท รองลงมาเป็นทาวน์เฮ้าส์ 17.1% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1 – 1.5 ล้านบาท เป็นอาคารพาณิชย์ 16.3% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท เป็นที่ดินเปล่า 11.0% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท เป็นอาคารชุด 9.9% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1.5 – 2 ล้านบาท ที่เหลือเป็นบ้านแฝด ตามลำดับ สำหรับทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดเชียงรายที่ขายดี โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ และเรียงลำดับจากสัดส่วนที่ขายได้มากที่สุด ได้แก่ 1.ทำเลแม่สาย ขายได้ 86.4% มูลค่าขายได้ 221 ล้านบาท 2.ทำเลเชียงแสน ขายได้ 74.1% มูลค่าที่ขายได้ 240 ล้านบาท 3.ทำเลสนามบิน-ม.แม่ฟ้าหลวง ขายได้ 72.3% มูลค่าที่ขายได้ 2,174 ล้านบาท และ 4.ทำเลในเมืองเชียงราย ขายได้ 51.5% มูลค่าที่ขายได้ 3,255 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนทำเลอาคารชุดทำเลสนามบิน-ม.แม่ฟ้าหลวง ขายได้ 81.9% มูลค่าที่ขายได้ 489 ล้านบาท
แสนสิริ เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลเอาใจลูกบ้านรุ่นใหม่ “3D Living” แต่งบ้านง่ายแค่ปลายนิ้ว

แสนสิริ เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลเอาใจลูกบ้านรุ่นใหม่ “3D Living” แต่งบ้านง่ายแค่ปลายนิ้ว

แสนสิริ เดินหน้าการบริการลูกบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้ทำการรีแบรนด์ “Sansiri Family” แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ดูสดใส ทันสมัย อบอุ่น เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อการอยู่อาศัยครบวงจรที่ออกแบบมาตอบโจทย์ทุกความต้องการของครอบครัวแสนสิริ ภายใต้แนวคิด “ONE-OF-A-KIND Experiential Living Journey” เพราะเชื่อว่าการบริการหลังการขายคือปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ก่อนซื้อบ้านของคนรุ่นใหม่ โดยล่าสุดเปิดตัว “3D Living” บริการตกแต่งภายในแบบ 3 มิติและสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว เริ่มเพียง 34,000 บาท “Garden Design” บริการออกแบบสวน และ “Fresh Start” บริการอาหารและพริวิเลจเอาใจคนรักสุขภาพ ตั้งเป้าขยายฐานSansiri Family โตขึ้นถึงกว่า 120,000 รายหรือคิดเป็น 50% จากปีที่ผ่านมา   นางกมลวรรณ ประสิทธิ์วุฒิเวชช์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกลยุทธ์ด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ว่า ปัจจุบันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เพียงแค่แข่งขันกันด้านการสร้างยอดขายเพียงเท่านั้น แต่ การช่วงชิงสัดส่วนทางการตลาดด้วยการบริการ (Service) กลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เราจึงผลักดันกลยุทธ์ด้านบริการตามแนวคิด “บ้านที่ได้มากกว่าบ้าน” เพื่อการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ก้าวแรกตลอดจน ก่อนอยู่อาศัยและหลังอยู่อาศัย ซึ่งหัวใจสำคัญที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับกลยุทธ์ด้านการบริการของแสนสิรินี้ มี Sansiri Family แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เป็นศูนย์กลางในการดูแลลูกบ้านของแสนสิริอย่างครบวงจร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกบ้านของแสนสิริซึ่งมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบเอกสิทธ์เหนือระดับในรูปแบบของพริวิเล็จอีกมากมาย อาทิ บริการขนย้าย (Moving Service) บริการทำความสะอาด (Cleaning Service) และบริการด้านการออกแบบตกแต่ง (Design Service) โดยร่วมกับพันธมิตรชั้นนำและระดับโลกกว่า 250 ราย     เปิดตัวบริการล่าสุด “3D Living” ซึ่งเป็นการจับมือกับHomeprise (โฮมไพรส์) แพลตฟอร์มด้านการออกแบบตกแต่งภายใน ชื่อดังของไทย โดยลูกบ้านสามารถออกแบบตกแต่งที่อยู่อาศัยตามรูปแบบและขนาดจริงของโครงการแสนสิริ แล้วเลือกวางเฟอร์นิเจอร์ผ่านโปรแกรม 3D Living บนหน้าเว็บไซต์ https://family.sansiri.com/ เพื่อให้เห็นขนาดห้องจริงเมื่อวางเฟอร์นิเจอร์ลงไปแล้ว และยังสามารถกดสั่งซื้อได้เลย ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 34,000 บาท ตกแต่งไม่เกิน 30 วันนับจากวันที่ลูกค้าชำระเงิน และยังเป็นการรวบรวม “Designer Hub” ดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ที่มีคุณภาพมาร่วมให้บริการในการออกแบบตกแต่งที่อยู่อาศัย รวมถึงเลือกสรรสไตล์การตกแต่งห้องจากดีไซน์สำเร็จโดยนักออกแบบมืออาชีพที่มีกว่าหลายร้อยดีไซน์   นอกจากนี้ยังมีแคมเปญภายใต้ฟังก์ชั่น Easy Living อย่าง “Let’s go green” ที่นำเสนอบริการ Garden Design ที่จะช่วยออกแบบ ตกแต่ง และดูแลรักษาสวนแบบครบวงจรรวมถึงแคมเปญ “Fresh Start” บริการอาหารเอาใจคนรักสุขภาพ นอกจากนี้ สำหรับลูกบ้านที่ชื่นชอบการสังสรรค์แสนสิริ ยังได้นำเสนอบริการ “Party Celebration” รวบรวมพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยทำให้ทุกการจัดปาร์ตี้หรือเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้านในทุกโอกาสสำคัญเป็นเรื่องง่าย ตลอดจนไลฟ์สไตล์พริวิเล็จมากมาย     ในปี 2561 มีกลุ่มลูกค้า Sansiri Family เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน (มิ.ย.2562) Sansiri Priority ซึ่งเป็นกลุ่มฐานลูกค้าที่มีศักยภาพสูง ทั้งลูกค้าผู้อยู่อาศัยและ นักลงทุน เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยจำนวนสมาชิกกว่า 250 ราย รวมมูลค่าพอร์ตโฟลิโอกว่า 35,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 50% และคาดว่าจะเติบโตขึ้นถึง 120,000 รายภายในปี 2562    
“ซีแพนแนล” รับผลบวกมาตรการ LTVหลังดีเวลลอปเปอร์ หันมาขยายตลาดบ้านแนวราบ

“ซีแพนแนล” รับผลบวกมาตรการ LTVหลังดีเวลลอปเปอร์ หันมาขยายตลาดบ้านแนวราบ

การออกมาตรการ LTV หรือ อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ลดระดับความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการสกัดกลุ่มนักลงทุนและเก็งกำไร ในตลาดคอนโดมิเนียม ผู้ประกอบการหลายรายต่างก็ส่งเสียงไปในทิศทางเดียวกันว่า ทำให้ภาพรวมตลาดชะลอตัวลง ลูกค้าซื้อที่อยู่อาศัยได้ยากขึ้น เพราะต้องหาเงินมาดาวน์บ้านเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ก็ไม่ใช่ผู้ประกอบการในวงการอสังหาฯ ทุกราย ที่ได้รับผลกระทบในเชิงลบ ยังมีคนในวงการบางรายที่ได้รับผลบวกจากมาตรการ  อย่างเช่นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายผนังคอนกรีตสำเร็จรูป หรือระบบพรีคาสท์ เพราะลูกค้าตลาดบ้านแนวราบขยายตัวเพิ่มมากขึ้น   นายชาคริต ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีแพนเนล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผนังคอนกรีตสำเร็จรูป เปิดเผยว่า จากการออกมาตรการ LTV ในปีนี้ ส่งผลให้ตลาดอสังหาฯ ประเภทโครงการแนวราบ มีอัตราการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดเจน เพราะผู้ประกอบการปรับตัว หันมาพัฒนาโครงการแนวราบกันจำนวนมากขึ้น  เนื่องจากเป็นตลาดเรียลดีมานด์ นอกจากนี้ ยังพบว่าแผนขยายเส้นทางรถไฟฟ้าที่มีความชัดเจน และออกมาจำนวนมากนั้น  ส่งผลดีต่อโครงการอสังหาฯ  แนวราบ โดยเชื่อว่าจะทำให้ตลาดบ้านแนวราบเติบโตต่อเนื่องถึง 10 ปี     “ตลาดบ้านแนวราบเมื่อ 4-5 ปีก่อนหน้า ไม่เติบโตชัดเจนขนาดนี้ สาเหตุเป็นเพราะมาตรการ LTV และผังเส้นทางรถไฟฟ้า ที่ทำให้คนไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ในเมืองเท่านั้น”   ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนลูกค้าโครงการคอนโดฯ​ ประมาณ​ 5% เท่านั้น จากช่วงเริ่มต้นธุรกิจใน 2ปีแรกมีสัดส่วนลูกค้าโครงการคอนฯ ประมาณ 20% ซึ่งบริษัทมีลูกค้าอยู่ประมาณ 15 ราย มียอดขายรอรับรู้รายได้ หรือ Backlog มูลค่า 500 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้รายได้จนถึงปี 2563   นายชาคริต กล่าวอีกว่า บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าอีก 4-5 ราย ซึ่งมีมูลค่างานเฉลี่ย 100-200 ล้านบาท โดยหากได้ลูกค้าดังกล่าวเพิ่มจะสร้างการเติบโตให้กับบริษัทอีกจำนวนมาก จากปีนี้ที่คาดว่าจะสร้างรายได้ 318-330 ล้านบาท หรือเติบโต 30-40% จากปีที่ผ่านมารับรู้รายได้มูลค่า 240ล้านบาท   “ถ้าลูกค้าที่อยู่ระหว่างการเจรจาเข้ามา จะเป็นรายได้พิเศษเพิ่ม ซึ่งปีหน้าจะทำให้บริษัทเติบโต 70-80%”   สำหรับภาพรวมธุรกิจระบบพรีคาสท์  ปัจจุบันมีคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 70,000- 1 แสนล้านบาท จากมูลค่าการก่อสร้างโครงการอสังหาฯ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีมูลค่ากว่า 3.7 แสนล้านบาท  ซึ่งยังถือว่าปริมาณการใช้ระบบพรีคาสท์ในการก่อสร้างยังอยู่ในอัตราที่ไม่สูง  เมื่อเทียบกับในกลุ่มประเทศยุโรปที่ใช้กว่า 70-80%ของการก่อสร้าง   ส่วนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจปีนี้ บริษัทยังคงเน้นการรักษาฐานลูกค้าเดิม และทำตลาดแนะนำผลิตภัณฑ์กับลูกค้ารายใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยจะเน้นกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย และกลุ่มโครงการก่อสร้างงานภาครัฐ
“เสี่ยเจริญ” จัดพอร์ตธุรกิจอสังหาฯ ส่ง AWC เข้าตลาด ลบภาพธุรกิจครอบครัวสู่มาตรฐานมืออาชีพ

“เสี่ยเจริญ” จัดพอร์ตธุรกิจอสังหาฯ ส่ง AWC เข้าตลาด ลบภาพธุรกิจครอบครัวสู่มาตรฐานมืออาชีพ

“เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี” มีธุรกิจในมือมากมายที่สร้างความร่ำรวย และมีมูลค่ามหาศาล  หนึ่งในนั้น คือ กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม  ซึ่งมีทั้งกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และนอนแอลกอฮอล์  แต่อีกหนึ่งจิ๊กซอร์สำคัญขนาดใหญ่  ที่มาต่อเติมความมั่งคั่งของตระกูล  คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่เรียกได้ว่ามีอยู่ในมือครบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม สำนักงานให้เช่า ศูนย์การค้า นิคมอุตสาหกรรม ศูนย์ประชุม สนามกอล์ฟ และโครงการที่อยู่อาศัยทุกรูปแบบ  ซึ่งกระจายอยู่ทุกมุมเมืองทั่วประเทศ นี่ยังไม่นับที่ดินเปล่าในพอร์ตอีกมหาศาลไม่รู้กี่แสนไร่   ทั้งขนาดความใหญ่และจำนวนธุรกิจที่มีมากมายมหาศาลของตระกูลสิริวัฒนภักดี  การสร้างการเติบโตและความยั่งยืน โจทย์สำคัญที่ “เสี่ยเจริญ” มอบหมายให้ทายาทที่ดูแลธุรกิจอสังหาฯ  คือ การสร้างมาตรฐานการบริหารงานแบบมืออาชีพ และไม่ยึดติดกับความเป็นธุรกิจครอบครัว นอกจากนี้ ยังต้องการให้ทายาทแต่ละคนดูแลรับผิดชอบธุรกิจอสังหาฯ ในแต่ละประเภทอย่างชัดเจน โดยไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกัน  แนวทางหนึ่งที่ถูกหยิบมาใช้ คือ การนำเอาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  และการจัดกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ แต่ละประเภท ให้อยู่ภายใต้การบริหารงานของแต่ละบริษัทอย่างชัดเจน   นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ  AWC บุตรสาวคนที่ 2 ของเสี่ยเจริญ  เปิดเผยว่า ได้นำบริษัทยื่นแบบไฟลิ่งแก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา เพื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เนื่องจากต้องการระดมทุน นำเงินมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจ สร้างการเติบโตให้กับบริษัท  ชำระหนี้ การสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและชุมชน   “การเข้าตลาดฯ เป็นการสร้างมาตรฐานและความยั่งยืน  ผู้บริหารและพนักงานจะอยู่ในระบบธรรมาภิบาล  ซึ่งดีกว่าอยู่ในระบบครอบครัว เป็นการสร้างมาตรฐานความเป็นมืออาชีพ”   สำหรับ AWC จะมุ่งเน้นการพัฒนาและลงทุนในอสังหาฯ ในประเทศไทย เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรแบ่งเป็น 2 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ซึ่งบริหารงานโดยผู้บริหารโรงแรมที่มีชื่อเสียงภายใต้แบรนด์ชั้นนำที่มีคุณภาพและเป็นที่รู้จักระดับสากล อาทิ แมริออท, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล, โอกุระ, บันยันทรี, ฮิลตัน และเชอราตัน และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial Building)   “คุณเจริญ อยากทำให้ธุรกิจครอบครัวสู่ระบบมาตรฐาน ไม่อยากให้ลูกหลานไปยึดติดกับธุรกิจครอบครัว”   นางวัลลภา ยังกล่าวย้ำอีกว่า การยื่นไฟลิ่งของบริษัทครั้งนี้  ถือเป็นการจัดพอร์ตและภาพธุรกิจอสังหาฯ ของ AWC ให้มีความชัดเจน โดยจะเน้นเฉพาะธุรกิจโรงแรมและบริการ  กับธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์​  โดยไม่มีธุรกิจอสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย (Residential) ส่วนบริษัทอสังหาฯ ในกลุ่มทีซีซี ใครมีความรับผิดชอบในส่วนไหนก็ดูแลธุรกิจนั้นไป ถือเป็นการสร้างความชัดเจนในพอร์ตธุรกิจอสังหาฯ   ขนอสังหาฯ ทำเงินเข้าพอร์ต โครงการอสังหาฯ ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของ AWC ถูกคัดสรรและพิจารณาว่าเป็นโครงการคุณภาพ สามารถสร้างรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งปัจจุบันและในอนาคต โดยกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ มีแบรนด์ที่บริหารอยู่ 15 แบรนด์  อาทิ แมริออท,อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล, โอกุระ, บันยันทรี, ฮิลตัน และเชอราตัน ซึ่งมีโรงแรมดำเนินการอยู่ปัจจุบัน 10 แห่ง จำนวน 3,432 ห้อง อยู่ระหว่างการปรับปรุงและพัฒนาอีก 5 แห่ง จำนวน 1,528 ห้อง นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการทำสัญญาซื้อกิจการโรงแรมใหม่อีก 12 แห่ง เป็นโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 4 แห่ง และอยู่ระหว่างการพัฒนาหรือมีแผนพัฒนาอีก 8 แห่ง ซึ่งจะทำให้ภายในระยะ 5 ปี AWC จะมีโรงแรมบริหารรวม 8,000 ห้อง จากปัจจุบันมีอยู่ 4,960 ห้อง   ส่วนโรงแรมทั้ง 12 แห่งที่คาดว่าจะเข้ามาอยู่ในพอร์ตธุรกิจ ได้แก่ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรส กรุงเทพ สาทร, โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์, โรงแรม ภูเก็ต แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา, ในยางบีช, แกรนด์โซเล่, โครงการหัวหิน บีชฟรอนท์, อิมพีเรียลแม่ปิง, โรงแรมบันยันทรี จอมเทียน พัทยา, พัทยา มิกซ์ยูส รีเทล แอนด์ โฮเทล ดีเวลล็อปเมนต์, โรงแรมเจริญกรุง 93, โรงแรม อีสต์ เอเชีย และ พรพิงค์ ทาวเวอร์   สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจโรงแรมที่ AWC จะมีด้วยกัน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มตลาด MICE กลุ่มพักผ่อน กลุ่มครอบครัว และกลุ่มนักธุรกิจ โดยมีกลยุทธ์สำคัญ คือ การใช้เครือข่ายพันธมิตรโรงแรมภายใต้แบรนด์โรงแรมชั้นนำ ที่ช่วยทำให้ AWC   ออกแบบและพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ และการมีเครือข่ายสมาชิกกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก   ส่วนกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์ มี 2 กลุ่มบริหารงานอยู่ ได้แก่ 1.อสังหาฯ เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail and Wholesale) ได้แก่ สถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้ชอปปิงมอลล์ คอมมูนิตี้ มาร์เก็ต และอสังหาฯ เพื่อประกอบกิจการการค้าส่ง โดยอสังหาฯ เพื่อประกอบกิจการการค้ามีโครงการที่มีชื่อเสียงคือ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โครงการเกทเวย์ แอท บางซื่อ โครงการพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ และโครงการตะวันนา บางกะปิ   ปัจจุบันบริษัทมีโครงการเปิดำเนินการแล้ว 8 แห่ง และอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 2 แห่ง ได้แก่ โครงการคอมมูนิตี้มาร์เก็ตบางกะปิ และโครงการเออีซี เทรด เซ็นเตอร์ ซึ่งโครงการทั้งหมดมีพื้นที่เช่ารวมกว่า 3.4 แสนตารางเมตร 2.อาคารสำนักงาน (Office) ที่บริษัทเป็นเจ้าของอยู่อีก 4 แห่ง ได้แก่ อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ อาคารแอทธินี ทาวเวอร์ อาคาร 208 วายเลสโร้ด  และอาคารอินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์  โดยมีพื้นที่เช่ารวมกว่า 2.7 แสนตารางเมตร   3ปี รายได้โตเฉลี่ย 15% สำหรับผลประกอบการของ  AWC มีรายได้รวมในปี 2561 มูลค่า 12,415.64 ล้านบาท (เฉพาะธุรกิจหลักมีรายได้กว่า 10,998.64 ล้านบาท)  โดยสัดส่วน 60% รายได้จากธุรกิจโรงแรมและบริการ ส่วนอีก 40% เป็นรายได้จากกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์ มีกำไรสุทธิเท่ากับ 489.04 ล้านบาท   ส่วนปี 2560 มีรายได้รวม 11,207.55 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 1,372.07 ล้านบาท และปี 2559 มีรายได้รวม 9,411.25 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,890.73 ล้านบาท ซึ่งหากมองย้อนหลังกลับไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รายได้ของ AWC มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 15%   ขณะที่แนวทางสร้างการเติบโตของ AWC จะใช้กลยุทธ์หลัก ได้แก่ -การขยายความเป็นผู้นำในโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่ ด้วยการจับตลาดกลุ่มกลางถึงบนเป็นทั้งในและต่างประเทศ -การสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ด้วยโครงการไพร์มโลเกชั่น และโครงการในลักษณะฟรีโฮล์ -โครงการที่พัฒนาต้องสามารถแข่งขันได้ระดับโลกได้ -การสร้างทีมงานและบุคลากรให้แข็งแกร่ง   ส่วนแผนการลงทุนภายหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น  บริษัทยังไม่มีแผนที่ชัดเจน แต่ยังคงวางนโยบายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่เหมือนกับที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังเตรียมคัดโครงการอสังหาฯ ในตระกูลสิริวัฒนภักดี ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มทีซีซี โดยจะเลือกโครงการมีคุณภาพและสามารถสร้างการเติบโตได้เข้ามาในพอร์ตเพิ่มมากขึ้น และเป็นโครงการประเภทโรงแรมหรืออสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์   “เราลงทุนขนาดใหญ่และจะลงทุนขนาดใหญ่ต่อเนื่อง  เพราะประเทศไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ภาคการท่องเที่ยวยังคงเติบโต  ในอนาคตจะคัดอสังหาฯ ที่อยู่ในไพร์มโลเกชั่นเข้ามา หรือโครงการในกลุ่มทีซีซีที่พร้อมให้ผลตอบแทนเข้ามาในพอร์ต”  
ธนชาตประกันภัย เปิดตัว 3 ประกันภัยที่อยู่อาศัย แห่งแรกที่ซื้อได้จากเคาน์เตอร์เซอร์วิช เพียง 555 บาท/ปี

ธนชาตประกันภัย เปิดตัว 3 ประกันภัยที่อยู่อาศัย แห่งแรกที่ซื้อได้จากเคาน์เตอร์เซอร์วิช เพียง 555 บาท/ปี

ธนชาตประกันภัยหลังจากประสบความสำเร็จจากประกันภัยรถยนต์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องมาแล้ว ก็เริ่มรุกตลาดประกันภัยที่อยู่อาศัย เปิดตัว 3 ผลิตภัณฑ์ใหม่เจาะกลุ่มทั้งบ้านรายย่อย ทรัพย์สินในบ้าน และคอนโดฯ พร้อมสร้างความตระหนักถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และการเข้าถึงได้ง่าย โดยเป็นรายแรกและรายเดียวในขณะนี้ที่สามารถซื้อได้จากเคาน์เตอร์เซอร์วิชในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) ทุกสาขาทั่วประเทศ วางเป้าเฉพาะประกันภัยที่อยู่อาศัยปีแรก 200 ล้านบาท   นายพีระพัฒน์ เมฆสิงห์วี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงประกันภัยที่อยู่อาศัยว่าจากสถิติพบว่าที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมีประกันภัยมีไม่ถึง 20% เท่านั้น ขณะที่บ้านที่ไม่มีกรมธรรม์ประกันภัยมากถึง 80% หรือกว่า 20 ล้านหลัง ประกอบกับภัยพิบัติทางธรมชาติที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลายหนจนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายคิดเป็นมูลค่ามหาศาลจุดนี้ทำให้ธนชาตประกันภัยตระหนักถึงความสำคัญ จึงเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดประกันภัยที่อยู่อาศัย โดยมุ่งเน้นแบ่งเบาภาระและลดความเสี่ยงให้กับผู้บริโภค ทั้งยังนับเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดและสร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจของธนชาตประกันภัย ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านประกันภัยที่ครบวงจรอย่างแท้จริง   กลยุทธ์หลัก 4 ด้าน ที่ธนชาตประกันภัยวางไว้เป็นเครื่องมือสำคัญ ดังนี้การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งมีความแตกต่างกันของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ด้านนวัตกรรมการบริการ การเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น และด้านการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ โดยจะเริ่มปรับเปลี่ยนสัดส่วนประกันภัยกลุ่มที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor Insurance) จาก 15% เป็น 20% ภายใน 3 ปี และตั้งเป้าเบี้ยรับรวมจากประกันภัยในกลุ่มที่อยู่อาศัย ปี 2562 ซึ่งเป็นปีแรกของการบุกตลาดที่ประมาณ 200 ล้านบาท   นายคงศักดิ์ หาญแสวงสิน Chief Insurance Product Officer บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง 3 ผลิตภัณฑ์ใหม่ของกลุ่มประกันที่อยู่อาศัยว่า ผลิตภัณฑ์และบริการกลุ่มประกันที่อยู่อาศัยนี้เกิดขึ้นเพื่อข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มที่มีความต้องการที่แตกต่างหลากหลายได้อย่างครบถ้วนได้แก่   ประกันภัยบ้าน ธนชาต บ้านสุขใจ 555 ประกันภัยบ้านสำหรับรายย่อย (Micro Insurance)ระยะเวลาการคุ้มครอง 1 ปี ราคา 555 บาท/ปี เฉลี่ย 1.52 บาท/วัน ซึ่งการคุ้มครองจะครอบคลุมทั้งสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สินภายในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงคุ้มครองการเสียชีวิตให้กับเจ้าของบ้านและสมาชิกหากเกิดเหตุไฟไหม้หรือโจรกรรมสูงสุด 200,000 บาท และยังมีค่าเช่าที่พักชั่วคราวหากเกิดความเสียหายของบ้านจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้เป็นเงิน 300 บาท/วัน สูงสุดไม่เกิน 30 วัน โดยเป็นประกันภัยที่อยู่อาศัยแรกที่สามารถเดินไปเคาน์เตอร์เซอร์วิชในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) พร้อมยื่นบัตรประชาชนแล้วซื้อได้เลย โดยไม่ต้องตรวจบ้าน ซึ่งมีการคุ้มครองสูงสุดแบ่งตามประเภทของบ้าน ดังนี้ บ้านคอนกรีต 400,000 บาท, บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ 200,000 บาท, บ้านไม้ 130,000 บาท และห้องแถวไม้ 65,000 บาท สำหรับ ประกันภัยบ้าน ธนชาต บ้านสุขใจ 555 จะเริ่มเปิดขายวันที่ 24 มิ.ย. 62   ประกันภัยบ้าน ธนชาต บ้านอุ่นใจครบ สำหรับลูกค้าใหม่ที่ขอกู้สินเชื่อบ้าน โดยสามารถซื้อผ่านธนาคารธนชาตไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด ระยะเวลาการคุ้มครองสูงสุด 5 ปี การคุ้มครองครอบคลุมทุกภัยพิบัติธรรมชาติสำหรับทรัพย์สินภายในบ้าน คุ้มครองทรัพย์สินจากการโจรกรรม คุ้มครองความเสียหายของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกิดจากการลัดวงจร คุ้มครองการเสียชีวิตให้กับเจ้าของบ้านและสมาชิกหากเกิดเหตุไฟไหม้หรือโจรกรรม  และการคุ้มครองสูงสุดจะอยู่ที่ 300,000 500,000 จนถึง 1,000,000 บาท   ประกันภัยบ้าน ธนชาต My Condo สำหรับกลุ่มลูกค้าที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมโดยเฉพาะ ระยะเวลาการคุ้มครอง 1 ปี จำหน่ายผ่านบริษัทนายหน้า (โบรกเกอร์) ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี เพราะมีบริการ Home Assistance ช่วยเหลือตลอด 24ชั่วโมง เช่น บริการแม่บ้าน, ล้างแอร์ ฯลฯ คุ้มครองเมืองเกิดปัญหาที่ชาวคอนโดฯ มักเจออยู่เป็นประจำอย่างท่อน้ำรั่วซึม หรือจากห้องอื่นมาห้องเราจนฝ้าพังเสียหายคุ้มครองทรัพย์สินจากการโจรกรรม คุ้มครองความเสียหายของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกิดจากการลัดวงจร คุ้มครองการเสียชีวิตให้กับเจ้าของบ้านและสมาชิกหากเกิดเหตุไฟไหม้หรือโจรกรรม และได้ค่าเช่าที่พักชั่วคราวระหว่างซ่อมแซมหรือเสียหายจนไม่สามารถอาศัยได้ สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท และการคุ้มครองสูงสุดจะอยู่ที่ 300,000 จนถึง 1,000,000 บาท จะเริ่มเปิดขายเดือนกรกฎาคม 62   ประกันภัยที่อยู่อาศัยทั้ง 3 กรมธรรม์แต่ละตัวมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป แต่จะครอบคลุมทุกการอยู่อาศัย สามารถเข้าถึงได้ง่ายผ่านช่องทางการซื้อหลายรูปแบบ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการทำประกันให้ง่ายดายยิ่งขึ้น รวมไปถึงบริการหลังการขายที่น่าเชื่อถือและพึ่งพาได้ สามารถเคลมสะดวกและรวดเร็วขึ้นจนเชื่อมั่นว่าจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี    
ถอดกลยุทธ์ “4+3” สูตร ความสำเร็จ “พฤกษา” ผู้นำตลาดทาวน์เฮาส์ พร้อมลุยต่อพื้นที่ EEC 

ถอดกลยุทธ์ “4+3” สูตร ความสำเร็จ “พฤกษา” ผู้นำตลาดทาวน์เฮาส์ พร้อมลุยต่อพื้นที่ EEC 

ตัวเลขยอดพรีเซลล์ 400 ล้านบาท จากการเปิดขายเพียง 2 วัน สำหรับโครงการในต่างจังหวัด ถือเป็นตัวเลขไม่ธรรมดาเลยสำหรับแบรนด์พฤกษา ที่ได้เปิดขายโครงการ “พฤกษา อเวนิว หนองมน-ชลบุรี” ท่ามกลางมาตรการควกบคุมวงเงินสินเชื่อต่อหลักประกัน หรือ LTV ที่ถูกนำมาใช้สกัดกลุ่มนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรเป็นหลัก แต่ต้องยอมรับว่าเรียลดีมานด์บางกลุ่มก็ได้รับผลกระทบด้วย เพราะทำให้การเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น   นายธีรเดช เกิดสำอางค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจทาวน์เฮาส์ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า พฤกษาเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มทาวนเฮ้าส์หรือทาวน์โฮม นับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจ โดยเป็นผลจากการวาง 4 กลยุทธ์หลักในการพัฒนาโครงการ ได้แก่   1.Defend Cor Business การรักษาฐานกลุ่มตลาดหลัก กลุ่มบ้านราคากลางลงล่าง ในระดับราคา 1.5-2 ล้านบาทและราคา 2-3 ล้านบาท ด้วยการพัฒนาโครงการออกมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจบันมี 70โครงการที่ดำเนินการขาย และเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ 12 โครงการ  ภายใต้แบรนด์บ้านบพฤกษา และพฤกษาวิลล์   2.Expand to Market Middle-Hight การขยายตลาดไปยังกลุ่มบ้านระดับกลางขึ้นบน ในกลุ่มบ้านระดับราคา 3-5 ล้านบาท ราคา 5-7 ล้านบาท และราคา 7-10 ล้านบาท ซึ่งมีโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ 30 โครงการ และเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ 9 โครงการ ภายใต้แบรนด์เดอะ คอนเนค และ พาทิโอ   3.Expand to New Potential Market การขยายตลาดสู่จังหวัดที่มีศักยภาพ เช่น จังหวัดชลบุรี ภูเก็ต และเชียงใหม่ ปัจจุบันพฤกษามีโครงการในต่างจังหวัดที่เปิดการขายอยู่ 15 โครงการ และเปิดใหม่ในปีนี้อีก 7 โครงการ   4.New Marketing Approach การทำตลาดด้วยวิธีการใหม่ๆ เช่น การตลาดดิจิทัล การใช้ออนไลน์ การใช้ดาต้าเบสมาวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า   “เรามีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและมองทำเลที่ถูกต้อง ด้วยการใช้ข้อมูลและการวิจัย มีฐานข้อมูลจากการทำธุรกิจมากว่า 25 ปี สามารถนำเอาโปรดักส์ไปแมทกับทำเล ราคา และกลุ่มเป้าหมาย”   3 กลยุทธ์ปักหมุดพื้นที่ EEC  ปัจจุบันพฤกษาออกไปทำตลาดในพื้นที่ต่างจังหวัดหลายแห่ง ซึ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการขยายตลาดในต่างจังหวัด จะใช้ 2 หลักเกณฑ์ในการคัดเลือก คือ ต้องเป็นเมืองท่องเที่ยว และต้องเป็นเมืองที่มีอุตสาหกรรม เพราะ 2 หลักเกณฑ์ดังกล่าวจะบ่งบอกได้ถึง ปริมาณกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีมากเพียงพอต่อการพัฒนาโครงการออกมาขาย ซึ่งพื้นที่ 3 จังหวัดหลักๆ ที่พฤกษาพัฒนาโครงการมากที่สุด ได้แก่ 1.พื้นที่ 3 จังหวัดเขต EEC หรือ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ พิเศษภาคตะวันออก  ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา   มีจำนวน8 โครงการ มูลค่า 6,400 ล้านบาท แต่หากนับรวมโครงการที่ปิดการขายไปแล้วอีก 5 โครงการ พื้นที่ EEC จะมีโครงการที่พัฒนาโดยรวมแล้ว 12,000 ล้านบาทเลยทีเดียว  2.จังหวัดภูเก็ต มีจำนวนโครงการ 6-7 โครงการมูลค่า 22,000 ล้านบาท 3.จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 3-4โครงการ มูลค่า 17,000 ล้านบาท   นายธีรเดช กล่าวว่า สาเหตุที่พฤกษาให้ความสนใจกับตลาดพื้นที่ EEC เพราะ ปัจจุบันมีขนาดของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ ด้วยมูลค่าถึง 72,000 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าตลาดขั้นต่ำที่พฤกษาใช้เป็นเกณฑ์ในการออกไปทำตลาด คือ มูลค่า 5,000 ล้านบาท สำคัญสุด คือ นโยบายส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่แห่งนี้ ที่รัฐบาลหนุนอย่างเต็มที่  นั่นหมายความว่า 3 จังหวัดดังกล่าวจะกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ ที่จะมีทั้งจำนวนประชากรที่เข้ามาพักอาศัย และสภาพเศรษฐกิจที่หมุนเวียน แม้ว่าปัจจุบันการพัฒนาต่างๆ จะยังไม่สมบูรณ์ แต่พฤกษาก็เลือกเข้ามาปักหมุดโครงการก่อน เพื่อสร้างแบรนด์และช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดก่อนเป็นเจ้าแรกๆ   การเปิดตัวโครงการล่าสุด โครงการ “พฤกษา อเวนิว หนองมน-ชลบุรี” ที่ทำยอดขายพรีเซลล์ 400 ล้านบาทในระยะเวลา 2 วัน จึงเป็นดัชนีสำคัญที่พฤกษามองว่าจะประสบความสำเร็จ กับการทำตลาดในพื้นที่ EEC แห่งนี้ ในต้นปีหน้าจึงเตรียมเปิดโครงการขายต่อเนื่อง ทั้งจังหวัดระยองอีก 2โครงการ และในพัทยา จังหวัดชลบุรี อีก 1 โครงการ รวมมูลค่าโครงการทั้งหมด 1,960 ล้านบาท โดยยังคงคอนเซ็ปต์เป็นโครงการ “อเวนิว” ที่มี 2 โครงการบ้านเดี่ยว และโครงการทาวน์โฮมรวมอยู่ด้วยกัน ถือเป็นการ “กินรวบ” ครบทุกเซ็กเมนต์ในพื้นที่เดียวกัน      
เปิดตัวเต็มรูปแบบ NocNoc.com แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์วัสดุและสินค้าตกแต่งบ้านครบวงจรที่สุดในไทย

เปิดตัวเต็มรูปแบบ NocNoc.com แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์วัสดุและสินค้าตกแต่งบ้านครบวงจรที่สุดในไทย

บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด ผู้พัฒนา NocNoc.com เปิดตัวแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ที่รวบรวมวัสดุ และสินค้าตกแต่งบ้านพร้อมด้วยบริการที่ครบวงจรที่สุดในไทยอย่างเป็นทางการ รายแรกที่รวบรวมร้านค้าและผู้ให้บริการทั่วประเทศ การรันตีราคาถูกที่สุด ตอบโจทย์ผู้ซื้อในยุค 4.0 พร้อมเตรียมขยายการบริการสู่ภูมิภาคอาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้า     นางชลลักษณ์ มหาสุวีระชัย ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม NocNoc.com กล่าวว่า แรกเริ่มเกิดขึ้นจากการมองเห็นถึงปัญหา (Pain Point) ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้านหรือรีโนเวทบ้าน-คอนโด มักต้องพบเจอปัญหายุ่งยากหลายอย่าง ตั้งแต่ไม่รู้จะต้องเริ่มต้นอย่างไร เลือกอย่างไร สอบถามใคร หรือสื่อสารออกมาให้ช่างเข้าใจถึงความต้องการได้อย่างไร เหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนทั่วไป แต่ NocNoc.com จะทำให้เป็นเรื่องง่ายและครบวงจรในที่เดียว   “ด้วยประสบการณ์ทำงานคว่ำหวอดอยู่ในวงการสร้างบ้าน วัสดุก่อสร้างมากว่า 20 ปี จึงมองเห็นเรื่องของเทคโนโลยีที่สร้างความเปลี่ยนแปลงมากมาย แพลตฟอร์มมาร์เกตเพลสนี้จึงเกิดขึ้น เพื่อตอบโจทย์ทั้งทางธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค”   NocNoc.com คือ แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ที่รวบรวมวัสดุและสินค้าตกแต่งบ้านพร้อมด้วยบริการที่ครบวงจรที่สุดในไทย รวบรวมสินค้าและบริการไว้อย่างหลากหลาย ซึ่งแบ่งเป็น 3 หมวดหมู่สินค้าหลัก ได้แก่   Flooring รวบรวมสินค้ากระเบื้องเซรามิก กระเบื้องยาง พื้นไวนิล พื้นลามิเนต ฯลฯ   Wall กระเบื้องตกแต่งผนัง ผ้าม่าน-มู่ลี่ วอลเปเปอร์ และ   Furniture เช่น โต๊ะ เก้าอี้ โซฟา เป็นต้น   ทั้งนี้ยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อผู้ซื้อ-ผู้ขาย-ช่างติดตั้งผ่านช่องทางออนไลน์ สามารถเปรียบเทียบราคาจากหลายร้าน การันตีราคาถูกที่สุด รวมไปถึงบริการขอสินค้าตัวอย่างได้ฟรีก่อนตัดสินใจซื้อ ตลอดจนบริการหาช่างมืออาชีพที่พร้อมให้บริการใกล้บ้าน โดยตัวเว็บไซต์เน้นการใช้งานที่ง่าย เพื่อลดขั้นตอนการหาข้อมูลสินค้า และการชำระเงิน ซึ่งนับว่าตอบโจทย์ผู้ใช้งานยุคดิจิทัลได้อย่างแตกต่างและสมบูรณ์แบบรายแรกในไทย     ขณะเดียวกันผู้ขายก็สามารถเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น รวมถึงได้เข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าและวิเคราะห์ประสิทธิภาพด้านการขายผ่านระบบ analytical tools ซึ่งเป็นเครื่องมือหลังบ้านที่ NocNoc.com พัฒนาขึ้นสำหรับผู้ขายโดยเฉพาะ และช่างก็สามารถสร้างโอกาสในการได้รับงานอย่างสม่ำเสมอ     นายเจฟฟ์ บูธ ผู้ร่วมก่อตั้งและคณะกรรมการบริหาร บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด กล่าวว่า นับจากวันที่เริ่มให้ใช้บริการ NocNoc.com เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับเกินกว่าที่คาดเอาไว้ เนื่องจากมีผู้เข้าใช้งานกว่า 120,000 ครั้ง/เดือน เฉลี่ยตัวเลขเติบโตขึ้น 3 เท่าในแต่ละเดือน ผู้ซื้อส่วนใหญ่กว่า 80% จะซื้อเลือกสินค้าพร้อมบริการติดตั้ง โดยนิยมเลือกซื้อไม้พื้นลามิเนตหรือกระเบื้องยาง, มีผู้ขายเข้าร่วมกว่า 120 ราย รวมสินค้ากว่า 10,000 รายการ ตลอดจนมีทีมช่างมืออาชีพที่พร้อมให้บริการติดตั้ง อาทิ ติดตั้งพื้น, ผ้าม่าน และวอลเปเปอร์   ปัจจุบันมีการให้บริการครอบคลุมหลายพื้นที่ เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑล, เชียงใหม่, พิษณุโลก, นครราชสีมา, ขอนแก่น, นครศรีธรรมราช และ ภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันกระจายการให้บริการมากถึง 35 จังหวัด และมีแผนขยายอย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ภายในปี 2019   “คาดว่าภายในปี 2019 จะมีผู้เข้าใช้บริการ NocNoc.com เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในจำนวน 1,000,000 ครั้ง/เดือน รวมถึงมีจำนวนผู้ขายกว่า 200 ราย จำนวนสินค้ากว่า 50,000 SKUs โดยจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มสินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์มากขึ้นและประเภทสินค้าอื่น ๆ ตามลำดับ ตลอดจนการรวบรวมช่างมืออาชีพให้ครอบคลุมทั่วประเทศ​ พร้อมขยายการให้บริการไปยังภูมิภาคอาเซียน​ภายในระยะเวลา 3 ปี”  
เปิดกลยุทธ์ “วนชัยกรุ๊ป

เปิดกลยุทธ์ “วนชัยกรุ๊ป" สู่รายได้ 20,000 ล้าน หลังหนีสงครามการค้าโลกหันมาบุกตลาดในประเทศ

สงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับจีนที่เกิดขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับประเทศอื่นๆ ที่ทำมาค้าขายอยู่บนเวทีการค้าโลก  เพราะทั้ง 2 ประเทศมหาอำนาจ  มีทั้งขนาดเศรษฐกิจและขนาดของตลาดที่ใหญ่  จึงมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก   หลายบริษัทที่ทำธุรกิจโดยพึ่งพากับตลาดต่างประเทศ หรือการส่งออกเป็นหลัก ช่วงที่ผ่านมาจึงได้รับผลกระทบกับยอดขายและรายได้ ซึ่งไม่เติบโตอย่างที่คาดหวัง เพราะสภาพเศรษฐกิจโลกไม่ได้สดใสอย่างที่คิด ผู้ประกอบการเริ่มมองหาโอกาสทางการตลาด  เพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ  ไม่ว่าจะเป็นการมองหาตลาดใหม่ พัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น ลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ โดยหันมาหากลุ่มลูกค้าในประเทศแทน   "วนชัยกรุ๊ป" หนึ่งในผู้ดำเนินธุรกิจแผ่นไม้ทดแทนธรรมชาติ ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีรายได้หลักมาจากตลาดต่างประเทศ และต้องเจอกับผลกระทบจากสงครามการค้า ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน ทำให้รายได้และการเติบโตของบริษัทผันผวนตามไปด้วย  ช่วงปี 2561 ที่ผ่านมาจึงเริ่มวางแผนและปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจกันใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้างธุรกิจ ตามแผนธุรกิจในระยะ 5 ปี (2561-2565)  เพื่อสร้างรายได้ 20,000 ล้านบาท โดยจะเพิ่มบทบาทและความสำคัญของตลาดในประเทศ  รวมถึงการขยายไปยังธุรกิจพลังงานเพิ่มมากขึ้น   นายวรรธนะ เจริญนวรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วนชัย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (VNG) เปิดเผยว่า ในช่วงเวลา 4- 5 ปีนี้  ผลการดำเนินงานของบริษัทมีทั้งกำไรมากที่สุดและในบางปีก็ขาดทุนมากที่สุด เป็นผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของตลาดคอมโมดิตี้ส์โลก เศรษฐกิจโลกอาจจะมีความผันผวนมากกว่านี้ในอนาคต ทำให้เรามีความจำเป็นต้องปรับโมเดลธุรกิจใหม่ ลดความเชื่อมโยงกับตลาดคอมโมดิตี้ส์ของโลก แต่จะพัฒนาให้ขายสินค้าในตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น วางเป้าโกยรายได้ในประเทศหมื่นล้าน   แผนธุรกิจสำคัญของ “วนชัยกรุ๊ป” ภายหลังจากปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ คือ การสร้างรายได้ภายในประเทศให้ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งรายได้หลัก หรือมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 50% จากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ​ 20-25%  เป็นการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ซึ่งหากสำเร็จตามแผนภายในปี 2565 จะสร้างรายได้ภายในประเทศ 10,000 ล้านบาท   ไม่เพียงแต่รายได้ในภาพรวมที่เติบโตเพิ่มมากขึ้น แต่ในด้านผลกำไรก็ถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่บริษัทต้องการให้กลับมาอยู่ในอัตราที่สูงเท่าเดิม  เพราะปัจจุบันถือว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross profit) ของบริษัทเหลือเพียง 10% จากก่อนหน้านี้มีประมาณ 25% ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจโลก  และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาวัตถุดิบอย่างไม้ยางพารา ที่ปรับราคาสูงขึ้น ซึ่งหากเป็นไปตามแผนธุรกิจอัตรากำไรขั้นต้นน่าจะได้เห็น 25% ภายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า   ผนึก “ไดนาสตี้" ลุยค้าปลีก กลยุทธ์ที่จะสร้างรายได้ 10,000 ล้านบาท คือ การบุกตลาดรีเทลภายในประเทศ  ซึ่งบริษัทได้วางแนวทางการตลาดที่สำคัญไว้ ดังนี้    1.การพัฒนาสินค้าใหม่ แต่เดิมบริษัทมุ่งเน้นการขายวัตถุดิบ เพื่อใช้สำหรับการผลิตเฟอร์นิเจอร์  และลูกค้าหลักในตลาดต่างประเทศ การหันมาบุกตลาดภายในประเทศ จึงจะพัฒนาสินค้าสำเร็จรูปออกขายให้มากขึ้น โดยมีครบตั้งแต่พื้นจนถึงฝ้าเพดาน อาทิ ไม้พื้นสำเร็จรูป ไม้ตกแต่งผนัง ประตูแบบต่างๆ เป็นต้น  รวมถึงผลิภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ ไม้อัดเกล็ดเรียงชิ้น หรือ OSB (Oriented Strand Board) และแผ่นปิดไม้วีเนียร์   2.การพัฒนาช่องทางจำหน่าย บริษัทได้จัดตั้งบริษัท วนชัย วู้ดสมิธ จำกัด เพื่อพัฒนาตลาดการค้าปลีก ด้วยการเปิดร้านจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ “วู้ดสมิตร” (Woodsmith) ซึ่งล่าสุดได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับ กลุ่มไดนาสตี้  เปิดพื้นที่ขายสินค้าภายในร้านไดนาสตี้  ขนาด 1,000 ตารางเมตร วางแผนขยายร้านให้ครบ 20 แห่งภายในปีนี้ จากปัจจุบันมีสาขาแล้ว 8 แห่ง และจะขยายให้ครบ100 แห่งภายในปี 2566 ซึ่่งในปีแรกคาดว่าจะทำยอดขายได้ 300 ล้านบาท และมียอดขาย 4,000 ล้านบาทในปี 2564   นอกจากช่องทางค้าปลีกแล้ว  บริษัทยังเตรียมพัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เพื่อรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบัน และกลุ่มลูกค้าที่ต้องการได้รับความสะดวกในการสั่งซื้อสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มช่าง และผู้รับเหมาที่รู้จักผลิตภัณฑ์แล้ว โดยคาดว่าภายในปี 2464 จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ และคาดว่าจะทำรายได้ 20-30%   3.การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ บริษัทได้ลงทุนจัดตั้งบริษัท วนชัย โลจิสติกส์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ตามมติที่ประชุมกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อรองรับกับการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้า โดยเฉพาะการจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ เนื่องจากปัจจุบันการจัดส่งสินค้ายังใช้บริการของผู้ประกอบการอื่นซึ่งมีต้นทุนสูง   นอกจากนี้ ยังได้เตรียมลงทุนศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) 10 แห่ง  แต่ละแห่งจะมีขนาดพื้นที่ 5,000-8,000 ตารางเมตร  เพื่อเป็นจุดกระจายสินค้าไปยังสาขาต่างๆ ของร้านวู้ดสมิตร การจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าในแต่ละพื้นที่ และบางแห่งอาจจะใช้เป็นโชว์รูมแสดงสินค้าด้วย   4.การทำตลาดและสร้างการรับรู้ในผลิตภัณฑ์ เมื่อกลับมาบุกตลาดค้าปลีกในประเทศ บริษัทจึงต้องสร้างการรับรู้ในผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น แม้ว่าภาพลักษณ์แบรนด์จะเป็นที่ยอมรับว่าเป็นสินค้าคุณภาพ แต่กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ของบริษัทมากนัก ซึ่งนอกจากการสื่อสารและสร้างแบรนด์แล้ว  สิ่งที่บริษัทจะทำ คือ การสร้างการรับรู้ในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก ได้แก่ กลุ่มช่าง กลุ่มผู้รับเหมา และสถาปนิก เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ แผน 5 ปีเตรียมเงินลงทุนกว่าหมื่นล้าน  โดยตามแผนระยะ 5 ปี บริษัทได้เตรียมงบประมาณการลงทุนไว้กว่า 10,670 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจด้านต่างๆ แบ่งเป็น 1.โรงงานไฟฟ้าชีวมวล 4 โรง มูลค่า 2,400 ล้านบาท 2.พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ Solar Roof 3 แห่ง มูลค่า 600 ล้านบาท 3.โรงงานผลิต OSB จังหวัดสุราษฎร์ธานี แห่งแรก มูลค่า 2,300 ล้านบาท และโรงงานที่ 2 มูลค่า 3,000 ล้านบาท 4.โรงงานแผ่นปิดไม้วีเนียร์ แห่งแรก มูลค่า 300 ล้าบาท และโรงงานที่ 2 มูลค่า 1,000 ล้านบาท 5.ศูนย์กระจายสินค้า มูลค่า 1,000 ล้านบาท 6.ระบบโลจิสติกส์ มูลค่า 70 ล้านบาท    
“โฮมโปร”เปิดสาขาใหม่ พร้อมสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งจาก Offline สู่ Online

“โฮมโปร”เปิดสาขาใหม่ พร้อมสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งจาก Offline สู่ Online

ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน มีวิถีชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์ นับตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์เหมือนอวัยวะชิ้นสำคัญของร่างกายที่ขาดไม่ได้  การทำธุรกรรมต่างๆ มักจะทำผ่านโลกออนไลน์  การช้อปปิ้งก็เป็นหนึ่งเรื่องหลักในนั้นแล้ว  ผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจและสินค้า จึงต้องปรับตัวเองเข้าหาลูกค้า เสริมช่องทางการขายสินค้าผ่านทางออนไลน์  เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากที่สุด ถือเป็นการเติมเต็ม Customer Journey  แต่การเปิดสาขาใหม่ ก็ยังคงมีความสำคัญ และยังต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า และยังต้องผสานเชื่อมโยงการช้อปปิ้งระหว่าง Offline และ Online เข้าด้วยกันด้วย   ในธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ของตกแต่ง ซ่อมแซม และเฟอร์นิเจอร์  แม้ว่าสินค้าหลายรายการจะมีขนาดใหญ่ แต่การสั่งซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์  ก็นับว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องมีไว้บริการให้กับลูกค้า “โฮมโปร” หนึ่งในผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างอุปกรณ์ตกแต่ง และซ่อมแซมบ้าน ก็เดินเกมการตลาดนี้ด้วยเช่นกัน กับการเปิดเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซมาก่อนหน้านี้ เพื่อเสริมกับการขายสินค้าในช่องทางร้านค้าด้วย   ไม่เพียงแต่การเปิดเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเพื่อขายสินค้าเท่านั้น  แต่โฮมโปรได้เริ่มนำเอาระบบ QR Code มาใช้แสดงรายละเอียดสินค้า ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของผลิตภัณฑ์ หรือราคาสินค้า ที่สำคัญ คือการเชื่อมโยงไปสู่เว็บไซต์ของโฮมโปรที่ให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทันที ตอนนี้สินค้าภายในโฮมโปรกว่า 80% มีระบบ QR Code เรียบร้อยแล้ว   นอกจากนี้ โฮมโปรยังได้นำระบบดิจิทัล เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาการเลือกซื้อสินค้า ที่มักจะพบว่าลูกค้านึกภาพไม่ออกว่า เมื่อเอาสินค้าไปใช้งานจริงกับบ้านของตนเองแล้วจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ด้วยการพัฒนาแอพพลิเคชั่น Fit Tile เพื่อใช้ในกลุ่นสินค้ากระเบื้อง เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกลายกระเบื้อง และเห็นภาพเสมือนจริง เมื่อนำไปใช้งานในพื้นที่ต่างๆ ของห้องได้ แถมยังสามารถคำนวณปริมาณการใช้ได้ด้วยว่า พื้นที่แต่ละห้องจะต้องใช้ปริมาณเท่าไร คำนวณราคาให้เสร็จสรรพ พร้อมกับการสั่งซื้อสินค้าได้ทันทีเมื่อพอใจกับลวดลายของกระเบื้องนั้น ถือเป็นการแก้ไขปัญหาการเลือกซื้อวัสดุ ที่เมื่อนำไปติดตั้งแล้วไม่เป็นไปตามที่ลูกค้าคิด รวมถึงการซื้อสินค้าไม่พอดีกับการใช้งานด้วย ลักษณะการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในด้านการออกแบบ และทำให้ลูกค้าเห็นภาพการใช้งานของวัสดุเสมือนจริงนั้น เริ่มต้นจากกลุ่มสินค้าสีก่อน ที่สามารถถ่ายภาพและเปลี่ยนสีของผนังได้ตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งแผนงานต่อไปโฮมโปรจะพัฒนารูปแบบการใช้งานในลักษณะดังกล่าวต่อไป กับสินค้ากลุ่มอื่นๆ ตามมาด้วย อาทิ กลุ่มผ้าม่าน เป็นต้น   สาขาใหม่ต้องให้อะไรที่มากกว่า   กลยุทธ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งของโฮมโปร คือ การปรับปรุงและขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้เปิดสาขาใหม่ที่ 83 "โฮมโปร จรัญสนิทวงศ์" บริเวณปากซอยจรัญสนิทวงศ์ 18  ถือเป็นสาขาใหม่แห่งแรกของปี 2562 กับงบลงทุน 800 ล้านบาท จัดอยู่ในกลุ่มสาขาขนาดใหญ่กับพื้นที่ 8,400 ตารางเมตร   โดยแนวคิดในการพัฒนาสาขาใหม่  โฮมโปรจะเอาปัญหาที่เกิดขึ้นในสาขาเดิมมาพัฒนาและปรับปรุง เพื่อไม่ให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นกับสาขาใหม่ พร้อมสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าให้กับลูกค้าที่ดีมากขึ้น  อาทิ การจัดวางสินค้าไว้ไม่สูงมากเกิน จนลูกค้าไม่สามารถหยิบสินค้าลงมาจากชั้นวางได้ การจัดทำพื้นที่สาธิตสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งเครื่องกรองน้ำ ให้ลูกค้าได้ทดลองดื่มน้ำจากเครื่องกรองในแต่ละรุ่น การสาธิตการใช้งานอุปกรณ์เครื่องครัว  การจัดพื้นที่สุขภัณฑ์ประเภทโถส้วม ให้ลูกค้าได้ทดลองนั่งจริง หรือการจัดพื้นที่แสดงการนำเอาอุปกรณ์ไปติดตั้งจริง  เพื่อทำให้ลูกค้าเห็นภาพชัดเจนว่าสินค้าเมื่อถูกนำไปติดตั้งแล้วจะมีหน้าตาอย่างไร  อย่างเช่น กลุ่มสินค้าวงกบ หน้าต่างและประตู เป็นต้น   นางสาวสิริวรรณ เสริมชีพ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือโฮมโปร เล่าว่า การทำให้ลูกค้าเห็นภาพการใช้งานของสินค้า จะช่วยในการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ โฮมโปรยังมีสินค้าที่หลายคนไม่คิดว่าจะมีขาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักล้าง ที่เป็นของใช้ในบ้าน หรือแม้แต่ยางมะตอย เพื่อใช้ซ่อมแซมถนนหรือโรงรถในบ้านก็มีขาย  รวมถึงสินค้าสังฆภัณฑ์ก็มีขายเช่นกัน  เพราะโฮมโปรต้องการเป็น Total Home Solution ในการซื้อสินค้าให้นึกถึงโฮมโปร ซึ่งในบางสาขายังมีสินค้าผ้าอ้อมผู้ใหญ่ขายด้วย ปัจจุบันกลุ่มโฮมโปรมีสาขารวมทั้งสิ้น 108 สาขาทั้งในประเทศไทยและมาเลเซีย  ซึ่งภายในครึ่งปีหลังมีแผนจะขยายสาขาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง  ทั้งในรูปแบบสแตนด์อะโลนที่ใช้งบลงทุนมากกว่า 500 ล้านบาท และสาขาขนาดเล็ก หรือ โฮมโปร เอส ที่ใช้งบลงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท โดยจะขยายในพื้นที่ของศูนย์การค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์เป็นหลัก   ไตรมาสแรก โกยรายได้กว่า 1.65 หมื่นล้าน   ส่วนผลประกอบการของโฮมโปร ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา มีรายได้รวม 16,553.01 ล้านบาท เติบโต 4.10% โดยมีรายได้จากการขาย 15,399.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.53% ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมของธุรกิจโฮมโปร และเมกา โฮม รวมถึงการเติบโตของยอดขายจากสาขาใหม่จากธุรกิจโฮมโปรที่เปิดให้บริการในปี 2561 นอกจากนี้ ยังมีรายได้ค่าเช่า และบริการอีกจำนวน 657.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  9.78% เป็นผลมาจากรายได้ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นจากพื้นที่เช่าภายในศูนย์การค้ามาร์เกต วิลเลจ และรายได้จากค่าบริการ “Home Service” ส่วนกำไรสุทธิในไตรมาสแรก บริษัททำได้มูลค่า 1,419.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.73% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน   นายคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ โฮมโปร กล่าวว่า บริษัท มีกำไรขั้นต้น 4,030.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.63% เมื่อเทียบกับปีก่อน  สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 25.89% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 26.17% โดยเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนของส่วนผสมสินค้ามีไว้เพื่อขายทั้งกลุ่มสินค้าทั่วไป และการเพิ่มอัตรากำไรของกลุ่มสินค้า Direct Sourcing รวมถึงการปรับปรุงแผนการจัดซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่องของธุรกิจโฮมโปร เมกา โฮม และโฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย  ซึ่งมีอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้น
ส่องภาวะตลาดอสังหาฯ ภาคตะวันออก 5.61 แสนล้าน พร้อม 5 ทำเลทองขายดี

ส่องภาวะตลาดอสังหาฯ ภาคตะวันออก 5.61 แสนล้าน พร้อม 5 ทำเลทองขายดี

นอกจากจังหวัดปริมณฑติดกับกรุงเทพมหานคร 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี สมุทรปรากร ปทุมธานี สมุทรสาคร และนครปฐม ที่มีเศรษฐกิจและความเจริญของบ้านเมือง ล้อไปกับจังหวัดกรุงเทพฯ แล้ว จังหวัดที่เป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญไม่ไกลมากนัก อย่าง 3 จังหวัดในภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ก็มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศเลยทีเดียว เมื่อเมืองเติบโตจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ขยายตัวตาม เพราะไม่เพียงแต่รองรับกับความต้องการที่อยู่อาศัยของคนในท้องถิ่น แต่ต้องรองรับกับความต้องการจากบรรดาแรงงานที่เคลื่อนย้ายเข้าไปทำงานอยู่ด้วยนั่นเอง   ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ใน 3 จังหวัดดังกล่าวตอนนี้เป็นอย่างไรนั้น ทางศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้ทำการสำรวจและนำเสนอรายงานข้อมูลที่น่าสนใจ เกี่ยวกับโครงการที่อยู่อาศัย ซึ่งยังคงเปิดขายอยู่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นดัชนีสำคัญในการวิเคราะห์ตลาด ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้ซื้อหรือว่าผู้ขาย โดยนับเฉพาะโครงการที่มียูนิตเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 ยูนิต   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่า มีโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายจำนวน 974 โครงการ มียูนิตในผังโครงการรวมทั้งสิ้น 185,179 ยูนิต มูลค่ารวม 561,227 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรร 760โครงการ จำนวน 107,266 ยูนิต  มูลค่ารวม 301,093 ล้านบาท โครงการคอนโดมิเนียม 198โครงการ  จำนวน 77,358 ยูนิต มูลค่ารวม 245,247 ล้านบาท และโครงการวิลล่า 16 โครงการ จำนวน 555 ยูนิต มูลค่ารวม 14,888 ล้านบาท   “จากการสำรวจในช่วงครึ่งหลังปี 2561 มียูนิตเหลือขายจำนวน 54,653 ยูนิต หรือ 29.5% ของยูนิตในผังโครงการทั้งหมด บ้านจัดสรรมียูนิตเหลือขายจำนวน 39,829 ยูนิต หรือ37.1% ของยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด  คอนโดมิเนียมมียูนิตเหลือขายจำนวน 14,662 ยูนิต หรือ 19.0% ของยูนิตในผังโครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมด และวิลล่ามียูนิตเหลือขายจำนวน 162 ยูนิต หรือ 29.2% ของยูนิตในผังโครงการวิลล่าทั้งหมด”     จ.ชลบุรีปั้นโปรเจ็กต์อสังหาฯ ขายกว่า 4.35 แสนล้าน โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในจังหวัดชลบุรี มีจำนวน 664 โครงการ มีจำนวน 136,273 ยูนิต มูลค่ารวม 435,926 ล้านบาท  เหลือขายในตลาด 37,160 ยูนิต มูลค่าเหลือขาย 129,144 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 477 โครงการ  จำนวน 63,179 ยูนิต มูลค่ารวม 183,877 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 23,363 ยูนิต  มูลค่าเหลือขาย 69,655 ล้านบาท โครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 171 โครงการ มีจำนวนยูนิต 72,539 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 237,161 ล้านบาท  เหลือขาย ในตลาด  13,635 ยูนิต  มูลค่าเหลือขาย 54,921 ล้านบาท และมีโครงการวิลล่า จำนวน 16 โครงการ  จำนวน 555 ยูนิต มูลค่ารวม 14,888 ล้านบาท  เหลือขาย ในตลาด162 ยูนิต  มูลค่า 4,568 ล้านบาท   ทั้งนี้ ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม จำนวน 135,718 ยูนิต เป็นคอนโดมิเนียมมากที่สุด 53.4% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2–3  ล้านบาท รองลงมาเป็นทาวน์เฮ้าส์  22.2% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1.5 - 2 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 12.3% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3- 5 ล้านบาท บ้านแฝด 9.1% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท ที่เหลือเป็นอาคารพาณิชย์และที่ดินเปล่า ตามลำดับ   ทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดชลบุรีที่ขายดีมากที่สุด5อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการได้แก่ 1.ทำเลหาดจอมเทียน ขายได้ 78.7% มูลค่าขายได้ 714 ล้านบาท  2.ทำเลแหลมฉบังได้ 76.1% มูลค่าที่ขายได้ 3,738 ล้านบาท 3.ทำเลสัตหีบ-อู่ตะเภา ขายได้ 74.3% มูลค่าที่ขายได้ 8,817 ล้านบาท 4.ทำเลหนองปรือ-มาบประชัน ขายได้ 71.7% มูลค่าที่ขายได้ 9,066 ล้านบาท และ 5.ทำเลบ้านบึง ขายได้ 68.9% มูลค่าที่ขายได้ 8,181 ล้านบาท     ส่วนทำเลคอนโดมิเนียมในจังหวัดชลบุรีที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลหนองปรือ-มาบประชัน ขายได้  97.3% มูลค่าที่ขายได้ 1,937 ล้านบาท 2.ทำเลบ้านสวน-หนองข้างคอก ขายได้ 96.0% มูลค่าที่ขายได้ 4,150 ล้านบาท 3.ทำเลนิคมฯอมตะนคร ขายได้ 90.7% มูลค่าที่ขายได้ 2,327 ล้านบาท4. ทำเลบางแสน-หนองมน-บางพระขายได้ 89.3% มูลค่าที่ขายได้ 10,470 ล้านบาท และ5.ทำเลโรงโป๊ะ-หนองปลาไหล ขายได้ 84.1% มูลค่าที่ขายได้ 300 ล้านบาท เปิด 5 ทำเลทองอสังหาฯ ขายดีในจ.ระยอง โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในจังหวัดระยอง มีจำนวน 244 โครงการ มีจำนวนยูนิตรวม 34,596 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 84,516 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 12,386 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าเหลือขาย 32,108 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวน 220 โครงการ จำนวน 31,147 ยูนิต มูลค่ารวม 77,739 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 11,728 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าเหลือขาย30,633 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 24 โครงการ  จำนวน 3,449 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 6,777 ล้านบาท  เหลือขายในตลาด 658 ยูนิต  มูลค่าเหลือขาย 1,475  ล้านบาท   ทั้งนี้  ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมจำนวน 34,596 ยูนิต เป็นทาวน์เฮ้าส์มากที่สุด 38.7% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1.5-2  ล้านบาท รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยว  31.3% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา  2–3 ล้านบาท เป็นบ้านแฝด 15.4%  ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2–3 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียม 10.0% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1–1.5 ล้านบาท ที่เหลือเป็นอาคารพาณิชย์และที่ดินเปล่า   ทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดระยองที่ขายดีมากที่สุด5อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลเมืองระยองได้ 70.9% มูลค่าขายได้ 6,083 ล้านบาท  2.ทำเลนิคมฯ อมตะซิตี้-อีสเทิร์นขายได้ 66.0% มูลค่าที่ขายได้ 21,147  ล้านบาท 3.ทำเลหาดแม่รำพึง-บ้านเพขายได้ 61.9% มูลค่าที่ขายได้ 607 ล้านบาท 4.ทำเลบ้านฉาง-อู่ตะเภา และทำเลแกลงขายได้ 58.7% มูลค่าที่ขายได้ 5,621 ล้านบาท และ 246 ล้านบาท ตามลำดับ 5.ทำเลนิคมฯเหมราชขายได้ 57.8% มูลค่าที่ขายได้ 5,535 ล้านบาท   ส่วนทำเลคอนโดมิเนียมในจังหวัดระยองที่ขายดี โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลนิคมฯอมตะซิตี้-อีสเทิร์นขายได้  87.2% มูลค่าที่ขายได้ 1,089 ล้านบาท 2.ทำเลเมืองระยองขายได้ร 81.8% มูลค่าที่ขายได้ 3,446 ล้านบาท  3.ทำเลบ้านฉาง-อู่ตะเภาขายได้ 74.7% มูลค่าที่ขายได้ 86 ล้านบาท 4.ทำเลแกลงขายได้ 73.0% มูลค่าที่ขายได้ 670 ล้านบาท และ 5. ทำเลนิคมฯเหมราชได้ 15.4% มูลค่าที่ขายได้ 12 ล้านบาท   ทาวน์เฮ้าส์ 1.5-2 ล้านขายดีในจ.ฉะเชิงเทรา โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีจำนวน 66 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 14,310 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 40,784 ล้านบาท มียูนิตเหลือขาย ในตลาด 5,107 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย13,729 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการบ้านจัดสรร จำนวน 63 โครงการ มีจำนวนยูนิต 12,940 ยูนิต มูลค่ารวม 39,476 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 4,738  ยูนิต มูลค่าเหลือขาย 13,368 ล้านบาท โครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 3 โครงการ มีจำนวนยูนิต 1,370 ยูนิต มูลค่ารวม 1,308 ล้านบาท มียูนิตเหลือขาย ในตลาด 369 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 361 ล้านบาท   ทั้งนี้  ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมจำนวน 14,310 ยูนิต เป็นทาวน์เฮ้าส์มากที่สุด 36.3% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1.5–2  ล้านบาท รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยว 27.7% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3–5 ล้านบาท เป็นบ้านแฝด 23.7% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3–5 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียม 9.6% ส่วนใหญ่เป็นอยู่ในระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ที่เหลือเป็นอาคารพาณิชย์   ทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดฉะเชิงเทราที่ขายดี โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลคลองหลวงแพ่งขายได้ 70.3% มูลค่าขายได้ 6,793 ล้านบาท 2.ทำเลแปลงยาวขายได้ 69.2% มูลค่าที่ขายได้ 665 ล้านบาท 3.ทำเลในเมืองฉะเชิงเทราได้ร้ 66.3% มูลค่าที่ขายได้ 7,641 ล้านบาท 4.ทำเลบางปะกงขายได้ 58.0% มูลค่าที่ขายได้ 8,336 ล้านบาท  และ 5.ทำเลบ้านโพธิ์ขายได้ 53.2 มูลค่าที่ขายได้ 2,672 ล้านบาท  ส่วนทำเลคอนโดมิเนียมทำเลในเมืองฉะเชิงเทราขายได้ 73.1% มูลค่าที่ขายได้ 947 ล้านบาท      
“สามย่านมิตรทาวน์” เปิดพื้นที่ 24 ชั่วโมง ให้คนกรุงใช้ชีวิตทั้งวันทั้งคืน “กิน ดื่ม ทำงาน และออกกำลังกาย”

“สามย่านมิตรทาวน์” เปิดพื้นที่ 24 ชั่วโมง ให้คนกรุงใช้ชีวิตทั้งวันทั้งคืน “กิน ดื่ม ทำงาน และออกกำลังกาย”

นับถอยหลังเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน โครงการสามย่านมิตรทาวน์ บริเวณหัวมุมถนนพญาไท-พระราม 4 ของบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือโกลเด้นแลนด์ จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว ในช่วงเดือนกันยายน 2562 ตอนนี้การก่อสร้างคืบหน้าไป 80% ซึ่งดำเนินการเป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้   โครงการสามย่านมิตรทาวน์ มีมูลค่า 9,000 ล้านบาท ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 14 ไร่ มีพื้นที่ใช้สอยรวม 222,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นโซนที่อยู่อาศัย โซนอาคารสำนักงาน และโซนรีเทลหรือ Urban Life Library สูง 6 ชั้น พื้นที่ให้เช่ารวม 36,000 ตารางเมตร พัฒนาจากแนวคิดเรื่อง “การเรียนรู้ จะเกิดขึ้นได้ ถ้าทุกอย่างถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นมิตร” โดยออกแบบให้พื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้ใช้งาน (Smart) และเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน (Friendly) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Urban Life Library” หรือ “คลังแห่งอาหารและการเรียนรู้” รีเมคตำนานสามย่านบทใหม่ ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์ที่จะเติมเต็ม Urban Life Library ของทุก ๆ คน   ความแตกต่างที่ชัดเจนของโครงการสามย่านมิตรทาวน์ กับพื้นที่ค้าปลีกในรัศมีที่ใกล้เคียงกัน คือ การเปิดพื้นที่ให้บริการแบบ 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับกับวิถีชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ ที่ต้องการพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการทำงาน การเรียนรู้ต่างๆ หรือเรื่องส่วนตัว   นางสาวธีรนันท์ กรศรีทิพา รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจรีเทล บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า ปัจจุบันไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไป ไม่จำกัดเวลาการใช้ชีวิตทำงานเฉพาะช่วงเวลาตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น หรือการใช้บริการของศูนย์การค้าที่กำหนดปิด 22.00 น.เท่านั้น ทำให้ทางโครงการเปิดพื้นที่บริการแบบ 24 ชั่วโมง โดยมีสัดส่วน 4 ส่วนหลัก คือ ร้านอาหาร (Dinning) ร้านค้า (Shopping) ธุรกิจบริการ (Service) และพื้นที่รองรับไลฟสไตล์ (Space Service) ทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร สถาบันทางการเงิน บริการจัดส่งพัสดุ Co-working Space ร้านจำหน่ายสินค้าสไตล์ญี่ปุ่น และร้านบอร์ดเกม   โดยร้านค้าเปิดบริการแบบ 24 ชั่วโมงเป็นครั้งแรกที่สามย่านมิตรทาวน์ ได้แก่ ร้านสินค้าไลฟ์สไตล์มินิโซ (Miniso), ชาบูชิ (Shabushi), สเวนเซ่นส์ (Swensens), ก๋วยเตี๋ยวเรือพระนคร ไวท์ สตอรี่ (White Story) และมายด์ สเปซ โดย ซี อาเซียน (Mind Space by C Asean) ที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มพร้อมร้านหนังสือทั้งไทยและต่างประเทศ รวมทั้งมีร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เปิดแบบ 24 ชั่วโมงอีกหลากหลายประเภท เช่น เคเอฟซี (KFC) เอ ราเมน (A Ramen) สตาร์คบัคส์ คอฟฟี่ (Starbucks Coffee) ร้านคาเฟ่อเมซอน (Cafe Amazon)   สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักของพื้นที่ให้บริการ 24 จะเป็นกลุ่มคนวัยทำงานเริ่มต้น กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้ที่ต้องการใช้พื้นที่ทำงาน หรือทำกิจกรรมต่างๆ นอกเวลาทำการปกติของพื้นที่ค้าปลีกทั่วไป โดยโซน “24 ชั่วโมง” จะมีพื้นที่ใน 4 ชั้นหลัก ได้แก่ ชั้น B1 ชั้น G ชั้น 1 และชั้น 2 ของโครงการมากกว่า 5,000 ตารางเมตร โดยขณะนี้สามารถปิดการขายพื้นที่ทั้งหมดมากกว่า 90% แล้ว และมั่นใจว่าจะปิดการขายได้ทั้งหมดเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ยังมีพันธมิตรสำคัญที่เข้าร่วมโครงการให้บริการ 24 ชั่วโมง ยังมีบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบีเจซี ตัดสินใจนำเสนอสาขาซูเปอร์มาร์เก็ตรูปแบบใหม่และเป็นโมเดลที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงในแพลตฟอร์มใหม่ภายใต้ชื่อ “บิ๊กซี ฟู้ดเพลส”   นอกจากนี้ยังมีบริการส่งพัสดุด่วน Kerry Express บริการทางการเงิน ทั้งธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย SCB Express รวมถึงมี Co-learning Space ร้านบอร์ดเกมส์ยอดนิยมอย่าง เชลดอน (Sheldon) และ เซเลบริตี้ ฟิตเนส (Celebrity Fitness) ภายใต้กลุ่ม ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย ที่เตรียมเปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย   “การพัฒนาโซน 24 ชั่วโมง เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้าที่แตกต่างจากในอดีต เราเชื่อมั่นว่า จำนวนของกลุ่มอาชีพอิสระที่มีเวลาการทำงานยืดหยุ่นจะเพิ่มมากขึ้น เราจึงต้องสร้างจุดขายใหม่ สร้างความแตกต่าง สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ สร้างไลฟ์สไตล์ที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเข้ามาใช้ชีวิตที่หลากหลาย ซึ่ง บริษัทยังเตรียมกลยุทธ์การตลาด จัดอีเวนต์ในโซน “24 ชั่วโมง” อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งกิจกรรมช่วงเช้าตรู่ กลางวันและช่วงค่ำ รวมทั้งการจัดกิจกรรมช่วงเทศกาลสำคัญต่าง ๆ คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการประมาณ 10% ของกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการประมาณ 30,000 คนต่อวัน" นางสาวธีรนันท์ กล่าวในตอนท้าย    
เอเวอร์แลนด์ รับอานิสงค์โอนคอนโดฯ “เดอะ โพลินแทนรีฟ” ผลิกจากขานทุนมาเป็นกำไร

เอเวอร์แลนด์ รับอานิสงค์โอนคอนโดฯ “เดอะ โพลินแทนรีฟ” ผลิกจากขานทุนมาเป็นกำไร

เอเวอร์แลนด์ โชว์ผลงานไตรมาสแรกโตกว่า 1,601% เหตุโอนคอนโดฯ เดอะโพลินแทนรีฟกว่า 40% ของมูลค่าโครงการ 6,300 ล้าน ส่งผลจากขาดทุนมาเป็นกำไร มั่นใจทั้งปีรายได้ปิดบวก สร้างรายได้ตามเป้าหมาย 5,000 ล้านบนาท   นายสวิจักร์ โลจายะ ประธานกรรมการ บริษัท เอเวอร์แลนด์ จำกัด (มหาชน) (EVER)  ผู้พัฒนา คอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ “เดอะโพลิแทน” ทำเลย่านสนามบินน้ำ ,โครงการแนวราบ บ้านเดี่ยวแบรนด์ “มายโฮม อเวนิว” และทาวน์โฮม แบรนด์ “เอเวอร์ ซิตี้” เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ว่า  มีรายได้รวม 2,909  ล้านบาท เติบโตถึง 1,601%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 171ล้านบาท และมากกว่ารายได้รวมของทั้งปี 2561 ซึ่งอยู่ที่  1,147.97  ล้านบาท   สาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้รายได้บริษัทเติบโตกว่า 1,601% นั้นเป็นเพราะ กลุ่มกล่มุอสังหาริมทรัพย์ มีรายได้จากการขายคอนโดมิเนียม และบ้านเดี่ยว มูลค่า 2,821.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมูลค่า 2,746.67 ล้านบาท หรือ 3,646.67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการเดอะ โพลินแทนรีฟ   “ไตรมาสแรกของปีนี้ผลการดำเนินงานของบริษัท  พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 400.66 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนขาดทุนสุทธิ 69.18 ล้านบาท เนื่องจากมีการรับรู้รายได้จากยอดโอนในโครงการเดอะโพลิแทน รีฟ กว่า 40% ของมูลค่าโครงการ 6,300 ล้านบาท ที่มีการทยอยโอนมาตั้งแต่ต้นปี และโครงการบ้านเดี่ยว แบรนด์ มายโฮม อเวนิว ก็มีการทยอยโอนเข้ามาบางส่วน จากที่บริษัทได้เปิดขายไปในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา”   สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการในมืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการแนวสูงย่านสนามบินน้ำ จากเฟสต่อเนื่องโครงการเดอะโพลิแทน รีฟ รวมทั้งการทยอยโอนจากโครงการเดอะโพลิแทน บรีช และโพลิแทน อควา ที่ปัจจุบันมียอดขายเข้ามาแล้ว   ขณะที่โครงการแนวราบที่บริษัทวางแผนในการขยายต่อเนื่อง อย่างบ้านเดี่ยว แบรนด์มายโฮม อเวนิว และทาวน์โฮม แบรนด์เอเวอร์ ซิตี้ ก็จะเห็นเข้ามาสนับสนุนบางส่วน ซึ่งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เตรียมเปิดขายโครงการทาวน์โฮม เอเวอร์ซิตี้  รามอินทรา-วงแหวนจตุโชติ มูลค่า 630 ล้านบาท ต่อเนื่องจากโครงการ สุขสวัสดิ์ 30 - พุทธบูชา และ โครงการเอเวอร์ซิตี้หนามแดง -เทพารักษ์ ที่เปิดขายไปก่อนหน้านี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอีกทั้งยังเป็นการผลักดันให้รายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต   "มั่นใจว่าในปีนี้เราจะมีผลการดำเนินงานที่เป็นบวกอย่างแน่นอน  ตัวเลขในไตรมาสแรกปีนี้ที่ออกมา  แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสามารถพลิกเป็นกำไรได้แล้ว  จากที่เคยขาดทุนสุทธิอยู่หลายปีที่ผ่านมา จึงมั่นใจว่าผลประกอบการทั้งปีนี้จะดี โดยเฉพาะยอดรับรู้รายได้ที่ตั้งเป้าไว้ 5,000 ล้านบาท ก้าวกระโดดจากปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,148  ล้านบาท“ นายสวิจักร์ กล่าวในที่สุด          
อนันดาฯโชว์กำไรโต 61% แม้รายได้หดตัวเหตุเพราะเน้นโปรเจ็กต์ร่วมทุน

อนันดาฯโชว์กำไรโต 61% แม้รายได้หดตัวเหตุเพราะเน้นโปรเจ็กต์ร่วมทุน

อนันดาโชว์ความสำเร็จไตรมาสแรก กำไรโต 61% ผลมาจากโปรเจ็กต์ร่วมทุน แต่ทำรายได้ลดลง  ส่วนยอดโอนทำได้ 5,631 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 39% และสร้างยอดขายสูงกว่าเป้าหมาย 19% เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่องในไตรมาส 2   นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีนี้ว่า ผลประกอบการเป็นที่น่าพอใจ สามารถทำกำไรอยู่ที่ 232 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% โดยมาจากส่วนแบ่งกำไรจากโครงการร่วมทุน  ซึ่งบริษัทได้ผลักดันรูปแบบธุรกิจแบบโครงการร่วมทุนมาอย่างต่อเนื่อง  กับพันธมิตรหลัก คือ บริษัท มิตซุย ฟูโดซัง โดยมียอดโอนและยอดขาย ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 39% และ 19% ตามลำดับ   ส่วนยอดโอนของโครงการทั้งหมดในไตรมาสแรกนั้น มีมูลค่า 5,631 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 39% และเพิ่มมากขึ้น 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในส่วนของยอดขายในไตรมาสแรกมีมูลค่า 4,815 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 19% แต่รายได้รวมของบริษัทในไตรมาส 1 มีมูลค่า 1,822.2 ล้านบาท ลดลง 35.4% หรือลดลงมูลค่า 998.3 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนทำรายได้รวม 2,820.5 ล้านบาทโดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการลดลงของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเป็นผู้พัฒนา  ซึ่งปัจจุบันโครงการคอนโดฯ ส่วนใหญ่ บริษัทพัฒนาผ่านการร่วมทุนในกิจการร่วมค้ากับพันธมิต  ซึ่งมีการรับรู้เป็นส่วนแบ่งจากกําไร จากเงินลงทุนเป็นหลัก   ไม่เพียงแต่รายได้รวมจะลดลงเท่านั้น แต่รายได้จากการขายอสังหาฯ ก็ลดลงด้วย โดยไตรมาสแรกมีรายได้ 774.5 ล้านบาท ลดลง 58.2% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมามีรายได้ 1,852.9 ล้านบาท แต่สำหรับรายได้อื่นๆ นั้นบริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้ดี ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการให้บริการงานก่อสร้าง ที่มีมูลค่า 313.2 ล้านบาท เติบโต 6.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 294.8 ล้านบาท รายได้จากค่าเช่าและบริการ มีมูลค่า 70.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีมูลค่า 49.3 ล้านบาท และรายได้จากการจัดหาที่ดิน มีมูลค่า 78.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 136.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 33 ล้านบาท   โดยสิ้นไตรมาสแรกของปีนี้  บริษัทมีแบ็คล็อคมูลค่า 37,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของยอดโอนในระยะ 3 ปีข้างหน้า ส่วนในไตรมาส 2 บริษัทยังเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 3 โครงการ รวมมูลค่า 12,500 ล้านบาท ประกอบด้วย ไอดีโอ คิว พหล-สะพานควาย โครงการไฮไลท์ขนาดใหญ่ที่สุดของอนันดา มูลค่าโครงการสูงถึง 9,765 ล้านบาท  โดยตั้งเป้าสร้างเสร็จเริ่มโอนได้ในปี 2564 และอีก 2 โครงการแนวราบที่จะเปิดตัวในไตรมาส 2 มีมูลค่าโครงการรวม 2,700 ล้านบาท คือ โครงการยูนิโอ ทาวน์ ประชาอุทิศ 76 และ URBANIO แจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นโครงการแนวราบแบรนด์ใหม่    
เปิดรายได้-กำไร บิ๊กอสังหาฯ Q1/2562 ใคร? ท็อปฟอร์มสุด

เปิดรายได้-กำไร บิ๊กอสังหาฯ Q1/2562 ใคร? ท็อปฟอร์มสุด

การออกมาตรการ LTV  ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อสกัดกั้นนักเก็งกำไรและนักลงทุน และยังลดระดับความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มตลาดคอนโดมิเนียม ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายแห่กันเข้ามาในตลาดนี้อย่างมากมาย  และยังต่อเนื่องมาหลายปี  ซึ่งธปท. มีความกังวลว่าปัญหาฟองสบู่จะย้อนรอยกลับมาอีกครั้ง จึงต้องออกมาตรการ LTV ออกมาใช้ และมีกำหนดดีเดย์ใช้จริงในวันที่ 1เมษายน  2562 ที่ผ่านมา   และดูเหมือนว่ามาตรการจะทำงานได้เป็นอย่างดี  เพราะก่อนมาตรการจะมีผลบังคับใช้  บรรดาผู้ประกอบการก็ต่างอัดโปรโมชั่น และกระตุ้นยอดขายในช่วงไตรมาสแรก เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งสินเชื่อ และสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ​โดยมีต้องมีกรอบเพดานวงเงินกู้ของ LTV มาเป็นตัวกำหนด   แม้ว่าผู้ประกอบการหลายรายจะยังปากแข็ง เห็นว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯ  แต่ในใจลึกๆ ต่างก็รู้ดีว่า ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของคนจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะตลาดกลางลงมาระดับล่าง ที่สำคัญมีผลต่อจิตวิทยาของคนส่วนใหญ่แน่ๆ   ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ นอกจากจะเห็นสารพัดแคมเปญการตลาด ออกมากระตุ้นตลาดแล้ว ยังเห็นตัวเลขยอดโอนที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ผู้ประกอบการหลายรายได้รับอานิสงค์จากมาตรการ ทำผลประกอบการได้ดีเกินกว่าที่คาดหมายกันไว้ด้วยซ้ำ   ภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ จากบรรดาผู้ประกอบการที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 33 บริษัท ซึ่งเน้นการพัฒนาอสังหาฯ ประเภทที่อยู่อาศัย พบว่า ช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา หรือตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม 2562 มีรายได้รวมกว่า 80,998.14 ล้านบาท (รายได้จากการขายและการพัฒนาอสังหาฯ​ ประเภทที่อยู่อาศัย ไม่รวมธุรกิจและรายได้อื่น เช่น โรงแรม ค่าบริหาร ค่าเช่า เป็นต้น) เติบโต 30.42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวม 62,105.02 ล้านบาท  บริษัทส่วนใหญ่ยังคงทำกำไรได้อย่างดี  โดยมีกำไรโดยรวมอยู่กว่า 13,774.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 134.76% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมีกำไรรวมกว่า 5,867.54 ล้านบาท  สาเหตุสำคัญที่ปีนี้กำไรเติบโตกันอย่างมหาศาล ก็เพราะมีการโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้รายได้กันเป็นกอบเป็นกำ 5 บิ๊กอสังหาฯ รายได้อู้ฟู่ ส่วนบิ๊กอสังหาฯ ที่ยังคงทำรายได้นำโด่ง เป็นเจ้าตลาด 5 อันดับแรกในปีนี้ ได้แก่ บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)  (บมจ.) มีรายได้ระดับหมื่นล้านบาทเพียงเจ้าเดียว และยังครองความเป็นผู้นำเบอร์ 1 ของวงการอสังหาฯ เมืองไทย โดยมีรายได้ 11,969.0 ล้านบาท เติบโต 43.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อันดับ 2 คือ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ได้จากปีที่ผ่านมาอยู่ในอันดับที่ 3 มีรายได้ 7,503.6 ล้านบาท เติบโต 42.47% ส่วนอันดับ 3ของไตรมาสแรกปีนี้ คือ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ที่ขยับตำแหน่งขึ้นมาจากอันดับที่ 4 ของไตรมาสแรกปีที่ผ่านมา โดยมีรายได้ 6,252.56 ล้านบาท เติบโต 41% ส่วนอันดับ 4 ของปีนี้เป็นบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ที่ตำแหน่งหล่นจากเคยเป็นเบอร์  2 มีรายได้ 5,698.25 ล้านบาท เติบโตลดลง 28.54%  และอันดับ5 ขยับตำแหน่งจากเบอร์ 6 ในปีที่ผ่านมาคือ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) โดยมีรายได้ 4,910.97 ล้านบาท เติบโต 29.16% หลังเบียดบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ให้ไปอยู่ในอันดับ 6 ของปีนี้แทน   แม้ว่าภาพรวมของผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะมีการสลับตำแหน่งกันไปมาบ้าง  แต่บิ๊กเพลย์เยอร์ของตลาดอสังหาฯ เมืองไทย ก็ยังคงเป็นรายใหญ่หน้าเดิมเหล่านี้อยู่นั่นเอง   5 เจ้าตลาดทำกำไรอีก 4 รายที่ยังขาดทุน นอกเหนือจากจะทำรายได้กันเป็นกอบเป็นกำแล้ว ในส่วนของกำไรก็ถือว่าแต่ละรายทำกันได้ไม่น้อย โดยบมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ทำกำไรได้ 1,825.80 ล้านบาท ดีที่สุดในตลาด รองลงมาเป็นบมจ.พฤกษาฯ ทำกำไรได้ 1,686.0 ล้านบาท บมจ.ศุภาลัย ทำกำไรได้ 1,527.36 ล้านบาท บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ ทำกำไรได้ 1,309.36 ล้านบาทและบมจ.เอพี (ไทยแลนด์) ทำกำไรได้ 1,077.63 ล้านบาท   แต่หากมาจัดอันดับอัตราการเติบโตของกำไร จะพบว่า 5 อันดับแรกของตลาดที่สร้างการเติบโตของกำไรได้มากที่สุด คือ บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ กำไรโต 902.11% บมจ.เอเวอร์แลนด์เติบโต 695.2% บมจ.เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง กำไรโต 388.39% บมจ.มั่นคงเคหะการ กำไรโต 186.86%  และบมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เติบโต 185.7%   แม้ว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะทำกำไรกันได้มากบ้างน้อยบ้าง แต่ก็ยังถือว่ามีกำไร จะมีก็เพียง 4 บริษัทเหล่านี้ที่พบว่ายังมีผลการดำเนินงานขาดทุนอยู่  ได้แก่ บมจ.เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น ​ขาดทุน 317 ล้านบาท  แต่ดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะช่วงเดียวกันของปีที่แล้วขาดทุนไปถึง4,086 ล้านบาท บมจ.ชาญอิสระ ดีเวล็อปเมนท์ ขาดทุน 82.10 ล้านบาท ซึ่งขาดทุนมากขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2561 มูลค่า 27 ล้านบาท บมจ.เอคิว เอสเตท ขาดทุนอยู่ 43.61 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำกำไร 22.55 ล้านบาท และบมจ.ปรีชา กรุ๊ป ขาดทุน 5.29 ล้านบาท ซึ่งขาดทุนต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาขาดทุน 7.62 ล้านบาท   นอกจากนี้ ยังพบว่ามี 2 บริษัทที่ถือว่าทำผลประกอบการได้ดี จากไตรมาสแรกปีที่แล้วขาดทุน พลิกกลับมาทำกำไรได้ในไตรมาสแรกของปีนี้ คือ บมจ.เอเวอร์แลนด์ จากขาดทุน 69.18 ล้านบาทในไตรมาสแรกปีที่แล้วมาเป็นกำไร 400.66 ล้านบาท ของไตรมาสแรกปีนี้  และบมจ.สัมมากร ที่ขาดทุนไป 11.93 ล้านบาท พลิกกลับมาทำกำไรได้ในช่วงเวลาเดียวกันของปีนี้ ด้วยอัตรากำไร 5.91 ล้านบาท    
“อิเกีย” เปิดอีคอมเมิร์ซ เรียนรู้พฤติกรรมคนไทย ก่อนเปิดสโตร์โมเดลใหม่

“อิเกีย” เปิดอีคอมเมิร์ซ เรียนรู้พฤติกรรมคนไทย ก่อนเปิดสโตร์โมเดลใหม่

อีเกียเริ่มทดลองเปิดให้บริการอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเทศที่ 52 ของอีเกียทั่วโลก และประเทศที่ 3 ของอาเซียน  ในการเปิดให้บริการการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ หรือ อีคอมเมิร์ซ โดยปัจจุบันอีเกียมีจำนวนสโตร์อยู่ทั่วโลกมากกว่า 423 แห่ง นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งธุรกิจในประเทศสวีเดนเมื่อปี 2486 ส่วนในประเทศไทยอีเกียมีสาขาหลักจำหน่ายสินค้าอยู่ 2 แห่ง คือ สาขาบางนา และบางใหญ่  ส่วนสาขาที่จังหวัดภูเก็ต เป็นการให้บริการในรูปแบบศูนยบริการสั่งซื้อและรับสินค้าอีเกีย   สาเหตุสำคัญของการเปิดให้บริการอีคอมเมิร์ซของอีเกีย ก็เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ที่ต้องการความสะดวกสบาย จาการซื้อสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา มีบริการจัดส่งโดยไม่ต้องเดินทางมายังสาขา เพราะไลฟ์สไตล์ของนักชอปรุ่นใหม่ ใช้ชีวิตประจำวันอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ต การเปิดบริการอีคอมเมิร์ซของอีเกีย จึงเข้ามารองรับกับไลฟ์สไตล์ดังกล่าว และยังเป็นการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้กว้างมากขึ้นในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะต้องยอมรับว่าสาขาหลักมีอยู่แค่ 2 แห่ง น้อยเกินกว่าจะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่ของประเทศได้   “เรียนรู้” เพื่อ “รุก” ตลาดต่างจังหวัด นับตั้งแต่ได้เริ่มซอฟ์ทลอนซ์ คือวันที่ 26 มีนาคมถึงปัจจุบัน  อาจจะถือว่าเป็นระยะเวลาไม่นานนัก ที่จะสรุปได้ว่าผู้บริโภคคนไทย มีพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของอีเกียอย่างไร ซึ่งอีเกียจะต้องเรียนรู้และศึกษาข้อมูลต่อไปอีกมาก เพื่อนำเอามาใช้เป็นปัจจัยในการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต แต่อย่างน้อยก็ได้ข้อมูลมาระดับหนึ่งแล้ว คือ   -ยอดสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เฉลี่ยต่อบิลสูงถึง 7,000 บาท มากกว่ายอดซื้อเฉลี่ยที่สาขาหลัก ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2,600-3,000 บาท  ซึ่งตั้งแต่เปิดให้บริการในวันที่ 26 มีนาคมถึง 14 พฤษภาคม มีจำนวนการสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์จำนวน 4,900 ครั้ง ภายในสิ้นปีนี้อีเกียตั้งเป้าว่าน่าจะมียอดสั่งซื้อออนไลน์ถึง17,000 ครั้ง   -สัดส่วนยอดขายจากตลาดในกรุงเทพฯ​ มีประมาณ​ 40% จากต่างจังหวัดมีสัดส่วน 60%  ซึ่งจังหวัดที่มียอดการส่งซื้อสูงสุดในต่างจังหวัด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต ชลบุรี และเชียงใหม่   -สินค้าประเภท มาร์เก็ตฮอลล์ หรือสินค้าชิ้นเล็กหรือสินค้าไม่ต้องประกอบแบบเฟอร์นิเจอร์ใหญ่ๆ เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ซึ่งขายดีอันดับ 1 คือ กรอบรูป ประเมินว่าเป็นสินค้าที่ลูกค้านิยมซื้อไปตกแต่งบ้านหรือร้านค้า   นางลาเซีย เซอร์ล็อค รองผู้บริหารฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์เล่าว่า ได้ใช้เวลาร่วม 2 ปี ในการศึกษาความต้องการของตลาด  และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเตรียมความพร้อมต่างๆ เพื่อเปิดให้บริการอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยมีเป้าหมายให้นักช้อปออนไลน์ได้รับประสบการณ์น่าประทับใจ  ไม่ต่างจากการมาช้อปที่สโตร์ ปี 2560 จึงได้เปิดให้บริการอีคอมเมิร์ซในสิงคโปร์ ต่อมาในปี 2561 เปิดที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี  ในสิงคโปร์มียอดขายสัดส่วน 10% ของยอดขายทั้งหมด ขณะที่ประเทศมาเลเซีย หลังจากเปิดให้บริการได้เพียง 3 เดือน สร้างยอดขายได้ถึง 5% ของยอดขายทั้งหมด     เปิดโมเดลใหม่ “เล็กลง” แต่เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น เพื่อเป็นการกระจายสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้ได้มากขึ้น แม้จะมีการให้บริการในรูปแบบช้อปปิ้งออนไลน์แล้ว แต่อีเกียไม่ได้หยุดแผนการขยายสาขาในรูปแบบสโตร์แต่อย่างใด ในมุมกลับกันต้องสร้างประสบการณ์ด้านการช้อปปิ้งให้ครบ รอบด้าน และไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าผู้บริโภคจะซื้อสินค้าของอีเกียในช่องทางใด   แต่เนื่องจากปัจจุบันการหาพื้นที่ในการขยายสาขาขนาดใหญ่  เช่นเดียวกับสาขาบางใหญ่หรือบางนานั้น  อาจจะทำได้ยากมากขึ้น อีเกียจึงวางแผนที่จะเปิดตัวสโตร์ในคอนเซ็ปต์และรูปแบบใหม่  ที่มีขนาดพื้นที่เล็กลงเหลือประมาณ​ 3,000-12,000 ตารางเมตร โดยไม่จำเป็นต้องมีคลังสินค้าเหมือนปัจจุบัน เพื่อเจาะไปยังพื้นที่ใจกลางเมือง ซึ่งถือว่าเล็กลงหลายเท่าตัวจากสาขาปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสาขาบางนาที่มีพื้นที่รวม 44,000 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุนไป 4,000 ล้านบาท สาขาบางใหญ่ มีพื้นที่รวม 50,278 ล้านบาท ใช้เงินลงทุนไป 6,300ล้านบาท        
สิงห์ เอสเตท ปั้นแบรนด์สู่ความพรีเมียมระดับโลก เดินหน้าIPO ธุรกิจโรงแรมครั้งแรก

สิงห์ เอสเตท ปั้นแบรนด์สู่ความพรีเมียมระดับโลก เดินหน้าIPO ธุรกิจโรงแรมครั้งแรก

แม้จะก่อตั้งบริษัทมาได้เพียง 5 ปี แต่สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กลับสามารถโชว์ศักยภาพขยายธุรกิจไปไกลทั่วโลก ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการก้าวขึ้นสู่ “Global Holding Company” ประกาศเดินหน้าธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ในนามบริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่การเป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการโรมแรมชั้นนำระดับนานาชาติ   นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เผยว่า สำหรับสิงห์ เอสเตท ปัจจุบันมีธุรกิจด้านการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสามส่วนหลัก ได้แก่   Residential ธุรกิจที่อยู่อาศัย ปัจจุบันที่มีทั้งหมด 21 โครงการ ซึ่งในปีนี้จะรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการ THE ESSE ASOK, Santiburi The Residences, Banyan Tree Residence Riverside Bangkok และ THE ESSE at SINGHA COMPLEX ที่จะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ประมาณไตรมาส 3-4 ปีนี้   Commercial ธุรกิจอาคารสำนักงานทั้ง Prime Real Estate Investment Trust และอาคารสำนักงานให้เช่าอย่าง SINGHA COMPLEX ที่ตอนนี้มีพื้นที่ว่างเหลือเพียง 10%   Hospitality ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ทั้งที่เป็นเจ้าของแบรนด์เอง การซื้อแบรนด์มาบริหาร การเข้าไปบริหารจัดการให้ และการร่วมทุน ซึ่งตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับโลกกระจายอยู่ใน 5 ประเทศ 3 ภูมิภาคทั้งหมด 39 แห่งในปีนี้ (จากเดิม 37 แห่ง) รวมทั้งหมด 4,647 ห้อง   “สำหรับปี 2019 นี้ถือเป็นปีแห่งการเริ่มเก็บเกี่ยวที่สำคัญมากสำหรับ สิงห์ เอสเตท เพราะตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์กรเมื่อปี 2014 ก็มีการลงทุนเรื่อยมา จนในปีนี้จะเริ่มรับรู้รายได้เต็มจากการลงทุนทั้ง 3 ธุรกิจ ซึ่งเราสามารถทำทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทปี 2014 ที่แรกเริ่มนั้นมีมูลค่าสินทรัพย์รวม 9,000 ล้านบาท จนถึงปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ 60,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 700% ซึ่งเป็นส่วนของธุรกิจโรงแรม 26,000 ล้านบาท”   หลังจากที่นำธุรกิจต่างๆ เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดยเริ่มจากบริษัทเนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) กองทรัสต์ Sprime สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงาน และล่าสุดกับธุรกิจ Hospitality อย่างบริษัทเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) เน้นสินค้าที่เป็นพรีเมียมเท่านั้น และการขยายธุรกิจไปทั่วโลก รวมถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนก็จะทำให้ปี 2019 นี้ บริษัทฯ จะก้าวสู่ความเป็น Global Holding Company อย่างสมบูรณ์   นายเดิร์ก เดอ ไคย์เปอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR กล่าวถึงธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทว่า บริษัทมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ท ในระดับพรีเมียมมอบความแตกต่างให้กับลูกค้าด้วยประสบการณ์การพักผ่อนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดีและกิจกรรมอันหลากหลาย ใส่ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ลงไปแล้วออกแบบมาเพื่อความยั่งยืน โดยเราให้ความสำคัญกับการกำหนดทิศทางธุรกิจเพื่อการเติบโตและรักษาสมดุลในสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน   ปัจจุบัน SHR มีโรงแรมทั้งหมด 39 แห่งกระจายอยู่ทั่วโลก เช่น สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐมอริเชียส สหราชอาณาจักร และประเทศไทยโดยมีการแบ่งกลุ่มทรัพย์สินตามลักษณะการประกอบธุรกิจ ได้แก่   -โรงแรมที่บริษัทฯ บริหารจัดการเอง คือ โรงแรม พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท และ โรงแรมสันติบุรี เกาะสมุย   -โรงแรมในสหราชอาณาจักร จำนวน 29 แห่ง ดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Mercure และแบรนด์ Holiday Inn   -โรงแรม Outrigger ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรมจำนวน 6 แห่งที่ดำเนินกิจการภายใต้แบรนด์ Outrigger   -โครงการ ครอสโรดส์ (CROSSROADS) เฟส 1 ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงการบนเกาะจำนวน 3 เกาะ ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ประกอบด้วย โรงแรม 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรม SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton และโรงแรม Hard Rock Hotel Maldives รวมถึงศูนย์รวมการให้บริการ เพื่อการพักผ่อนและสิ่งบันเทิงในโครงการ Marina @ CROSSROADS และเกาะที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโรงแรมอีก 1 เกาะ   มีอัตราการเข้าพักของแต่ละตลาดคือ ในสหราขอาณาจักร​ 71% ในประเทศไทย​ ประมาณ​ 76% และในตลาดต่างประเทศอื่นๆ​ เฉลี่ย​ 80% ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ในส่วนของมัลดีฟส์ โครงการยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง​ แต่ยอด​ Occupancy เฉลี่ยของตลาดอยู่ที่​ 70-71% ซึ่งคาดว่าเมื่อเริ่มเปิดดำเนินงาน​น่าจะมียอด​พอๆ​ กัน   ทั้งนี้มีแผนการพัฒนาแบรนด์ใหม่ “SAii” โดยจะเริ่มใช้ในโรงแรมแห่งใหม่ที่มีชื่อว่า “SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton” ที่ตั้งอยู่ในโครงการ CROSSROADSเฟส 1นอกจากนี้ยังมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะทำให้สามารถทำธุรกิจโรงแรมระดับกลางค่อนไประดับบน (Upper Mid-scale) ได้อย่างต่อเนื่องในอนาคตซึ่งปัจจัยในการเลือกที่จะเข้าไปลงทุนในแต่ละสถานที่จะต้องประกอบไปด้วยการอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ทำเลของโครงการที่ดี งบในการพัฒนา​ สามารถพัฒนาแบบ​ Greenfield หรือพัฒนาแบบ​ Brownfieldและได้ตั้งเป้าในปี 2025 ว่าจะมีโรงแรม รีสอร์ทรวม 75 แห่งทั่วโลก   นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวปิดท้ายว่า SHR มีทุนจดทะเบียน 17,000 ล้านบาท โดยชำระไปส่วนหนึ่งแล้ว 1 หมื่นล้าน โดยธุรกิจโรงแรมนี้ถือเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนที่สร้างรายได้แบบต่อเนื่องหรือที่เรียกว่า recurring income ให้กับสิงห์ เอสเตท โดยในปี 2018 ที่ผ่านมา SHR ถือเป็นหนึ่งในรายได้หลักคิดเป็น 1 ใน 3 สิงห์ เอสเตท โดยในปี 2018 ที่ผ่านมา รายได้นับเป็น 40% ของรายได้ทั้งหมดของ Singha Estateจากการให้เช่าโรงแรม รีสอร์ท 37 แห่งทั่วโลก   “การนำเอา SHR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็เพื่อสร้างเสถียรภาพให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นกับองค์กร ทำให้เป็นแหล่งระดมทุนที่มีศักยภาพ เพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกิจ และเพิ่มโอกาสในการขยายทางธุรกิจ เพื่อตอบโจทย์ด้านกลยุทธ์ในการเติบโตต่อไป”   ขณะนี้ได้ทำการยื่น Filing กับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้วเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม โดยวางแผนเสนอขายหุ้นIPO ทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนไม่เกิน 40% ของทุนชำระแล้ว ซึ่งจะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ใน SHRไม่ต่ำกว่า 51% และคาดว่าจะสามารถเปิดเทรดในตลาดได้ประมาณไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ สามารถตรวจสอบรายละเอียดของการเสนอขายหลักทรัพย์จากแบบรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ได้ทาง www.sec.or.th และ www.shotelsresorts.com      
เปิดรายงานผลสำรวจตลาดอสังหาฯ ครึ่งหลังปี 2561 เหลือขายกว่า 1.5 แสนยูนิต

เปิดรายงานผลสำรวจตลาดอสังหาฯ ครึ่งหลังปี 2561 เหลือขายกว่า 1.5 แสนยูนิต

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้จัดทำรายงานสรุปผลการสำรวจอุปทานและอุปสงค์ของโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งหลังปี 2561ในพื้นที่กรุงเทพฯ–ปริมณฑล โดยนับเฉพาะโครงการที่มียูนิตเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6ยูนิต   จากการสำรวจพบว่า มีโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายจำนวน 1,597 โครงการ มียูนิตในผังโครงการรวมทั้งสิ้น 492,436 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560  7.7% มีมูลค่าโครงการรวม 1,977,836 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย   -โครงการบ้านจัดสรร 1,088โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 207,216 ยูนิต จำนวนยูนิตลดลงจากช่วงเดียวกันของปี2560  2.6% มีมูลค่าโครงการรวม 925,579 ล้านบาท   -โครงการคอนโดมิเนียม 509 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 285,220 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 16.8% มีมูลค่าโครงการรวม 1,052,257 ล้านบาท   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากการสำรวจในช่วงครึ่งหลังปี 2561 มียูนิตเหลือขายจำนวน 154,765 ยูนิต หรือ 31.4% ของยูนิตในผังโครงการทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 8.5% โดยโครงการบ้านจัดสรรมียูนิตเหลือขายจำนวน 86,113 ยูนิต หรือ 41.6% ของยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด  เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.1% ส่วนโครงการคอนโดฯ มียูนิตเหลือขายจำนวน 68,652 ยูนิต หรือ 24.1% ของยูนิตในผังโครงการคอนโดฯ ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 10.3%   ภาพรวมจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล ช่วงครึ่งหลังปี 2561 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ทั้งโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดฯ มีอัตราการดูดซับของที่อยู่อาศัยโดยรวม 4.8% ต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่มีอัตราดูดซับ 4.6% โดยบ้านจัดสรรมีอัตราดูดซับ3.1% ต่อดือน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่มีอัตราดูดซับ 3.5% และคอนโดฯมีอัตราดูดซับ 6.5% ต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่มีอัตราดูดซับ 5.8% โดยมีรายละเอียดดังนี้   -โครงการบ้านจัดสรร ที่อยู่ในระหว่างการขายในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวน 1,088 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 207,216 ยูนิต มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 86,113 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 388,600 ล้านบาท (เทียบกับในช่วงครึ่งหลังปี 2560 มีจำนวน 1,135 โครงการ มียูนิตในผังโครงการ 212,780 ยูนิต และมียูนิตเหลือขาย 80,398 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 339,612 ล้านบาท)   ทั้งนี้  ยูนิตในผังโครงการทั้งหมด 207,216ยูนิต ส่วนใหญ่ 53.5% เป็นทาวน์เฮ้าส์ รองลงมา เป็นบ้านเดี่ยว 30.6% เป็นบ้านแฝด 12.2%  ที่เหลือเป็นอาคารพาณิชย์และที่ดินเปล่า เมื่อแยกตามระดับราคา ยูนิตในผังส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงราคา 3.01– 5.00 ล้านบาท 33.7 % รองลงมา อยู่ในช่วงราคา 2.01– 3.00 ล้านบาท 29.0% อยู่ในช่วงราคาเกินกว่า 5ล้านบาทขึ้นไป  24.2% และราคาไม่เกิน2ล้านบาท 13.2%   แยกตามสถานะของการก่อสร้าง พบว่า ส่วนใหญ่เป็นยูนิตที่ก่อสร้างเสร็จจำนวน 128,224 ยูนิต คิดเป็น 61.9% ของยูนิตในผังทั้งหมด รองลงมาเป็นยูนิตที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างจำนวน 44,522 ยูนิต คิดเป็น 21.5% และยูนิตที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 34,470 ยูนิต คิดเป็น 16.6% โดยยูนิตที่ก่อสร้างเหลือขาย หรือบ้านว่างมีจำนวน 16,388 ยูนิต หรือ 12.8% ของยูนิตที่ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมด ทำเลบ้านจัดสรรในกรุงเทพฯ ที่ขายดีมากที่สุด5อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลสีลม-สาทร-บางรัก 2.ทำเลหลักสี่-ดอนเมือง-สายไหม-บางเขน 3.ทำเลพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ 4.ทำเลคลองสามวา-มีนบุรี-หนองจอก-ลาดกระบัง 5.ทำเลลาดพร้าว-วังทองหลาง-บางกะปิ   ทำเลบ้านจัดสรรในเขตปริมณฑลที่ขายดีมากที่สุด5อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลเมืองสมุทรสาคร 2.ทำเลบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง 3.ทำเลพุทธมณฑล-นครชัยศรี-สามพราน 4.ทำเลเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ 5.ทำเลกระทุ่มแบน-บ้านแพ้ว   โครงการคอนโดฯ ที่อยู่ในระหว่างการขายในกรุงเทพฯ - ปริมณฑล มีจำนวน 509 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 285,220 ยูนิต มียูนิตห้องชุดเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 68,652 ยูนิต มูลค่ายูนิตเหลือขาย 260,856 ล้านบาท (เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ซึ่งมีโครงการคอนโดฯ 449 โครงการ มียูนิตในผังโครงการ 244,293 ยูนิต มียูนิตเหลือขาย 62,240 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 209,044 ล้านบาท) ทั้งนี้ยูนิตในผังโครงการทั้งหมด 285,220 ยูนิต ส่วนใหญ่ 69.5% เป็นห้องชุดแบบหนึ่งห้องนอน รองลงมา 18.1% เป็นห้องแบบสตูดิโอ และ 11.8% เป็นแบบสองห้องนอน ที่เหลือเป็นแบบสามห้องนอนขึ้นไป   เมื่อแยกตามระดับราคายูนิตในผังโครงการส่วนใหญ่ 33.0% อยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท 28.9% อยู่ในช่วงราคา 2.01–3.00 ล้านบาท 19.6% อยู่ในช่วงราคา 3.01– 5.00 ล้านบาท ที่เหลืออีก 18.5% อยู่ในช่วงราคาเกินกว่า 5ล้านบาท แยกตามสถานะของการก่อสร้าง พบว่า ส่วนใหญ่เป็นยูนิตที่ก่อสร้างเสร็จจำนวน 136,490 ยูนิต คิดเป็น 47.9% ของยูนิตในผังทั้งหมด รองลงมาเป็นยูนิตที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 106,702 ยูนิต คิดเป็น 37.4%และยูนิตที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างจำนวน 42,028 ยูนิต คิดเป็น 14.7%   โดยยูนิตที่ก่อสร้างเหลือขาย หรือบ้านว่างมีจำนวน 18,176 ยูนิต หรือ 13.3% ของยูนิตที่ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดทำเลคอนโดฯในกรุงเทพฯ ที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลสีลม-สาทร-บางรัก 2.ทำเลคลองสามวา-มีนบุรี-หนองจอก-ลาดกระบัง 3.ทำเลบางซื่อ-ดุสิต 4.ทำเลบึงกุ่ม-คันนายาว-สะพานสูง 5.ทำเลพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ   ทำเลคอนโดฯในเขตปริมณฑลที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลกระทุ่มแบน-บ้านแพ้ว 2.ทำเลเมืองปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว-สามโคก 3.ทำเลเมืองนครปฐม-กำแพงแสน-บางเลน-ดอนตูม 4.ทำเลเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ 5.ทำเลเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด    

1 2 3 ... 59