ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 2 3 ... 67
แสนสิริ ส่งแบรนด์ “อณาสิริ” ดันยอดขายแนวราบ 1.5 หมื่นล. 

แสนสิริ ส่งแบรนด์ “อณาสิริ” ดันยอดขายแนวราบ 1.5 หมื่นล. 

แสนสิริ ส่งแบรนด์ อณาสิริ ลุยตลาดแนวราบ จับตลาดบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด พร้อมเดินหน้าเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ไตรมาส 4 ปี 8 โครงการใหม่ กระตุ้นยอดขายโครงการแนวราบให้ได้ตามเป้า 15,000 ล้านบาท   นายสมเกียรติ หงษ์ทรัพย์ภิญโญ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท  แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI​ เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้เปิดโครงการแนวราบไปแล้ว 8 โครงการ ซึ่งไตรมาส 4 วางแผนเปิดตัวโครงการอีก 8 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 11,000 ล้านบาท  แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 3 โครงการ ทาวน์โฮม 4 โครงการ และมิกซ์โปรดักส์อีก 1 โครงการ ซึ่งเป็นไปตามแผนที่บริษัทจะเปิดโครงการแนวราบตลอดทั้งปี  16 โครงการ มิกซ์โปรดักส์ ภายใต้แบรนด์ “อณาสิริ” โดยจากการสำรวจความต้องการที่อยู่อาศัย พบว่า ตลาดยังมีความต้องการ โดยเฉพาะโครงการประเภทแนวราบ ในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ และการที่รัฐบาลออกมาตรการมาช่วยกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ​ ส่งผลให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยเร็วขึ้น โดยเฉพาะประเภทบ้านแฝดและทาวน์โฮม   ล่าสุดบริษัทจึงได้พัฒนาโครงการแนวราบ ในรูปแบบมิกซ์โปรดักส์ไว้ในโครงการเดียว ภายใต้แบรนด์ “อณาสิริ” มีมูลค่าโครงการ 1,900 ล้านบาท   “โครงการอณาสิริ ในตลาดต่างจังหวัดได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งโครงกรอณาสิริ อยุธยา ซึ่งมียอดขายเฟสแรก 65% และโครงการอณาสิริ มะลิวัลย์ ขอนแก่น มียอดขาย 50% จึงนำแบรนด์มาพัฒนาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในโครงการ อณาสิริ บางใหญ่” สำหรับโครงการ “อณาสิริ บางใหญ่” เป็นโครงการ มิกซ์โปรดักส์ มีทั้งบ้านแฝดและบ้านเดี่ยว จำนวนทั้งสิ้น 423 ยูนิต พัฒนาบนพื้นที่กว่า 82 ไร่ เปิดขายในระดับราคา 3.79 – 6 ล้านบาท โดยคาดว่าจะส่งผลให้ภาพรวมของบริษัท สามารถสร้างยอดขายและยอดโอนโครงการแนวราบตามเป้าหมายที่ 15,000 ล้านบาท   ข้อมูลเพิ่มเติม อณาสิริ บางใหญ่      
รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้าน เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562

รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้าน เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562

รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้าน เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562 โปรต้อนรับฤดูหนาวปลายปี ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ลดราคาจัดเต็ม พร้อมโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม ผ่อน 0% ร่วมกับบัตรเครดิตชั้นนำมากมาย ใกล้ที่ไหนก็ไปที่นั่นได้เลยค่ะ   Index Living Mall  โปรโมชั่น ผ่อน 0% สูงสุด 6 เดือน เฉพาะ ONLINE เท่านั้น สิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต แล้วช้อปออนไลน์ผ่าน  www.indexlivingmall.com เท่านั้น เฉพาะเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่ร่วมรายการ อาทิ Index Living Mall, Index Home, Baby Journey, Catherine Brooks, Winner Furniture, Index Furniture, ที่นอน Serta, ที่นอน Theraflex, ที่นอน Winner เป็นต้น ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-31 ธ.ค. 2562   Lighting Solutions & Home Decoration ลดสูงสุด 80% ตกแต่งมุมเล็กๆภายในบ้าน ให้กลายเป็นบรรยากาศใหม่ๆ ด้วยของแต่งบ้าน ราคาหลักร้อยด้วยโคมไฟ หลากสไตล์ และของแต่งบ้าน ลดสูงสุด 80% ที่ SB Design Square ทุกสาขา หรือ www.sbdesignsquare.com ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-30 พ.ย. 62   Bedroom Konckout Sale ลดจัดหนักไม่ต้องรอสิ้นปี Koncept Furniture จัดแคมเปญ Bedroom Konckout Sale ลดจัดหนักไม่ต้องรอสิ้นปี ลดราคาเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนแบบครบเซต ในราคาเริ่มต้นที่ 9,900 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-30 พ.ย. 62   บุญถาวร BIG Clearance Sale บุญถาวร จัด BIG Clearance Sale ลดราคาถูกที่สุดในรอบปี พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย เช่น บัตรเครดิตที่ร่วมรายการ รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 100,000 บาท เลือกรับบัตรของขวัญ หรือส่วนลดสูงสุด 55,000 บาท ฯลฯ เฉพาะสาขารัชดา, รังสิต, พุทธมณฑล, พระราม 2, สุวรรณภูมิ, เกษตร-นวมินทร์, ราชพฤกษ์, พัทยา, หัวหิน, เชียงใหม่, สุราษฎร์ธานี, อุดรธานี, สัตหีบ และระยอง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-30 ธ.ค. 62   Water Heater sale November 2019 Baan And Beyond จัดโปรโมชั่นต้อนรับหน้าหนาว เครื่องทำน้ำอุ่น-น้ำร้อน ลดราคาสุดคุ้ม พิเศษช้อปครบ 3,000 บาท รับเพิ่มบัตรกำนัลเงินสด 5,500 บาท เมื่อช้อปครบ 100,000 บาท ขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.-27 พ.ย. 62   Do Home ลดแรงแซงลมหนาว Do Home จัดโปรโมชั่นลดราคารับฤดูหนาว End Of Season Winter Sale อาทิ เครื่องทำน้ำอุ่น พร้อมของแถมพิเศษ ฟรีติดตั้งเฉพาะรุ่น ชุดเครื่องนอนคุณภาพราคาประหยัด เป็นต้น จำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลย ตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค.-30 พ.ย. 62   Modernform Festive Sale Modernform มอบเซอร์ไพรส์สุดพิเศษส่งท้ายปี ลดราคาสินค้าหลายรายการ สูงสุด 70% อาทิ  ชุดโต๊ะ-เก้าอี้ ชั้นวางหนังสือ โซฟา เตียง โต๊ะเครื่องแป้ง ที่นอน หมอน ฯลฯ พบสินค้าราคาเดียว 990 บาท เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์, สามารถผ่อนชำระ 0% กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และสะสมยอดซื้อรับ Voucher ที่พัก FisherMan’ s เพชรบุรี ตามเงื่อนไขกำหนด ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย.-25 ธ.ค. 62   SANTAS & Sealy Warehouse Sale มหกรรมเครื่องนอนและที่นอน  ลดกระหน่ำครั้งยิ่งใหญ่ ส่งท้ายปี 2019 พบกับที่นอนและเครื่องนอนคุณภาพ ลดสูงสุด 80% อาทิ Santas, Sealy, Steven, Tempur, Jaspalhome พร้อมของสมนาคุณ และสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิตที่อาคารคลังสินค้า บริษัทยัสปาลแอนด์ซันส์ จำกัด สุขุมวิท ซอย 66/1 (ใกล้ BTS สถานีอุดุมสุข) เวลาเปิด–ปิด 10:00–19.00 น. สินค้ามีจำนวนจำกัด* บริการส่งที่นอนฟรีทุกหลังเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.-15 ธ.ค. 62    
[PR News] สภาสถาปนิก’19 ระดมทัพนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างปี 2020 เปิดตัวครั้งแรก

[PR News] สภาสถาปนิก’19 ระดมทัพนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างปี 2020 เปิดตัวครั้งแรก

สภาสถาปนิก ร่วมกับ บริษัท อารยะ เอ็กซ์โป จำกัด เปิดงานสภาสถาปนิก’19 อย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศเดินหน้ายกระดับวงการสถาปนิกและสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้าง โดยงานดังกล่าวจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 17 พฤศจิกายนนี้ ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี   พลอากาศตรี หม่อมหลวงประกิตติ เกษมสันต์ นายกสภาสถาปนิก กล่าวว่า “ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งการลดภาระค่าธรรมเนียม มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการมีที่อยู่อาศัย ออกโครงการบ้านล้านหลัง รวมไปถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก ทั้งยังเดินหน้าขยายโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งความพยายามเหล่านี้มีผลช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจก่อสร้างเกิดการขยายตัว ช่วยลดอุปทานในตลาดและช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนสร้างโครงการใหม่เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจวัสดุก่อสร้างและงานก่อสร้าง รวมไปถึงงานด้านสถาปัตยกรรมด้วยเช่นกัน”   “แต่ขณะเดียวกัน ความต้องการของผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านรสนิยมในงานออกแบบ ประเภทวัสดุ นวัตกรรมในงานก่อสร้าง และการตกแต่งที่อยู่อาศัย รวมไปถึงช่องทางในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในวงการนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการวิชาชีพทางสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และนักออกแบบจึงจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรกนี้จึงได้ใช้คอนเซ็ปต์ที่ว่า “RE-ACT:ตอบสนอง ต่อยอด ต่อเนื่อง” เพื่อสื่อถึงการที่ผู้ประกอบการทุกวิชาชีพต้องศึกษาต่อยอดความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบัน ทางสภาสถาปนิกมีความมั่นใจว่างานนี้ จะไม่เพียงแค่เป็นประโยชน์กับสถาปนิกและผู้ประกอบการ แต่ยังช่วยนำความรู้ใหม่ๆ นวัตกรรม และแรงบันดาลใจในการออกแบบมาสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทย เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถก้าวนำหน้าความต้องการของผู้บริโภคที่เติบโตขึ้นและเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา” ครอบคลุมครบทั้ง 4 สาขาวิชาชีพสถาปัตยกรรม นายประกิต พนานุรัตน์ ประธานจัดงานสภาสถาปนิก’19 กล่าวว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมา สภาสถาปนิกมุ่งส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมให้แก่สมาชิก ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลกรในวิชาชีพสถาปนิกของประเทศไทยโดยตรง ในวันนี้สภาสถาปนิกได้ร่วมกับบริษัท อารยะ เอ็กซ์โป จำกัด จัดงาน สภาสถาปนิก’19 ขึ้น โดยพยายามที่จะนำสิ่งใหม่ๆ และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับวงการสถาปนิกและอุตสาหกรรมก่อสร้าง งานนี้จึงเป็นงานประชุมเชิงวิชาการทางด้านสถาปัตยกรรมและงานแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างระดับนานาชาติงานแรกของประเทศไทยที่ครอบคลุมครบทั้ง 4 สาขาวิชาชีพสถาปัตยกรรม ได้แก่ สถาปัตยกรรมหลัก สถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ ภูมิสถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมผังเมือง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม รวมถึงอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ทั้งยังเป็นศูนย์รวมเครือข่ายมืออาชีพในวงการเพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ นอกจากนี้ สภาสถาปนิกยังได้เชิญวิทยากรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศมาแบ่งปันความรู้และแนวคิดด้านการออกแบบ รวมถึงช่วยสร้างกระบวนการทางความคิดและพัฒนาวิชาชีพให้กับสถาปนิกไทยอีกด้วย”   บูธกว่า 500 ราย จาก 30 ประเทศทั่วโลก ด้านนายศุภแมน มรรคา ผู้อำนวยการโครงการ บริษัท อารยะ เอ็กซ์โป จำกัด ผู้จัดงานสภาสถาปนิก’19 กล่าวว่า “สำหรับการจัดงานครั้งแรกนี้ ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายอย่างล้นหลาม มีผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ก่อสร้างกว่า 500 ราย จาก 30 ประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม สิงคโปร์ เยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ที่ตอบรับเข้าร่วมแสดงสินค้า คิดเป็นสัดส่วนผลิตภัณฑ์จากต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 25% ทั้งยังมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างชั้นนำทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงานมากกว่า 50 ราย นอกจากนี้ไฮไลท์สำคัญภายในงานคือ Product Launching Day ซึ่งถือเป็นครั้งแรกสำหรับเวทีที่เปิดโอกาสให้แบรนด์ชั้นนำในแวดวงผลิตภัณฑ์ก่อสร้างได้นำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน มานำเสนอเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในวันที่ 14 พฤศจิกายน ระหว่าง 11.30-12.30 น. ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3” ผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ที่จะเปิดตัวภายในงานสภาสถาปนิก’19 ได้แก่ -          ระบบเจาะยึดเพื่อการติดตั้งผนัง Rain Screen แบบ Dry-process นำเข้าจากเยอรมัน ชุดท่อระบายน้ำสำหรับงานภูมิทัศน์ นำเข้าจากเยอรมัน จาก บริษัท ดีวันซิสเต็ม จำกัด -          จี คัลเลอร์ มอร์ตาร์ ผลิตภัณฑ์ปูนฉาบที่ผลิตจากหินปูนธรรมชาติผสานด้วยเทคโนโลยีกราฟีน ที่เหมาะสำหรับงานฉาบเพื่อการซ่อมแซมบูรณะโบราณสถาน จาก บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด -          SUNTECH Hybrid Cooling Roof & Panel หลังคาและผนังที่มาพร้อมฉนวนกันความร้อน PU Foam คุณภาพสูง ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลาย จาก บริษัท ซันเทคสตีลเวิคส์ จำกัด -          Inorganic Self Luminescent Wall & Floor Tiles ผลิตภัณฑ์เรืองแสงที่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องการลดใช้พลังงานได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสามารถเก็บแสงธรรมชาติในเวลากลางวันและปล่อยพลังงานในรูปแบบของการเรืองแสงในเวลากลางคืน โดยใช้เวลาดูดซับและกักเก็บพลังงานเพียง 15-20 นาที แต่สามารถเรืองแสงยาวนาน จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี.ซี.ดับบลิว. เทคนิคเซอร์วิส นายศุภแมน กล่าวต่อว่า “ภายในงาน ยังมีโซน Designer Hub Pavilion ซึ่งเป็นพื้นที่ให้นักออกแบบจากทุกสาขาวิชาชีพที่เป็นสมาชิกของสภาสถาปนิกได้มาพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง ออกแบบ และตกแต่ง เพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ ส่วนผู้เข้าร่วมงานที่เป็นบุคคลทั่วไปก็สามารถมาพบกับผู้ให้บริการด้านการออกแบบทุกประเภท และผู้ให้บริการด้านการก่อสร้างอย่างครบวงจร”   “ปัจจุบัน ทั้งความสนใจของผู้บริโภคและผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว        ผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างจำเป็นต้องก้าวให้ทัน การได้มีโอกาสพบกับสถาปนิกในสาขาวิชาชีพต่างๆ ถือเป็นโอกาสทองที่จะได้อัปเดตความรู้และได้รับไอเดียดีๆ         ที่สามารถนำไปใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการใหม่ของตัวเอง ซึ่งในระยะยาวสังคมไทยก็จะมีโครงการที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานมากขึ้นที่เป็นผลงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์ สอดรับกับพฤติกรรมการใช้งานและใช้ชีวิต ทั้งยังคำนึงถึงสุขภาพกายและจิตใจของผู้คนอีกด้วย”   “จากกิจกรรมไฮไลท์ทั้งหมดที่กล่าวมา คาดว่าจะสามารถดึงดูดให้มีผู้เข้าชมงานตลอดทั้ง 4 วัน อยู่ที่ประมาณ 90,000 คน ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ สำหรับต่างประเทศ ตอนนี้มีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้ว อาทิ กลุ่มประเทศในอาเซียน กลุ่มสถาปนิกจากจีน และนักลงทุนจากอินเดีย และจากการที่มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงเต็มพื้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 ทำให้ปีหน้างานสภาสถาปนิก’20 จะมีการขยายพื้นที่จัดงานเพิ่มเป็น 2 เท่า รวมทั้งขยายวันจัดงานเพิ่มขึ้นเป็น 5 วัน เพื่อให้งานสภาสถาปนิกเป็นเวทีสำหรับคนในแวดวงสถาปัตยกรรมทุกสาขาอย่างแท้จริง” นายศุภแมน กล่าวทิ้งท้าย   ลงทะเบียนก่อนเข้างานที่ เว็บไซต์สภาสถาปนิก’19      
พลัสฯ แนะ 5 วิธี ดีเวลอปเปอร์หน้าใหม่ รับมือวิกฤตอสังหาฯ  

พลัสฯ แนะ 5 วิธี ดีเวลอปเปอร์หน้าใหม่ รับมือวิกฤตอสังหาฯ  

แม้ว่ารัฐบาลจะดีเดย์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการออกมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนจากเดิม 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียนจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1% เหลือ 0.01% สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งมีผลใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพราะช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า เกิดวิกฤตอสังหาฯ​ ไม่น้อยเลยจากปัจจัยลบต่างๆ   แต่ด้วยระยะเวลาที่ธุรกิจอสังหาฯ ต้องเผชิญกับความยากลำบาก  เป็นวิกฤตอสังหาฯ จากผลกระทบของมาตรการ LTV เศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า ขณะที่ผลบวกจากมาตรการที่จะใช้ในปีนี้เหลือระยะเวลาแค่ 2 เดือนเท่านั้น ขณะที่ วิกฤตอสังหาฯ ดูเหมือนว่าปัจจัยลบยังต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงปีหน้าด้วย เพราะภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเป็นปกติ   5 วิธีรับมือ วิกฤตอสังหาฯ   บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในฐานะที่ดำเนินธุรกิจบริหารงานขายมานานกว่า 20 ปี พลัสฯ ได้ให้คำแนะนำกับผู้ประกอบการหน้าใหม่  เพื่อรับมือกับปัญหาและปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้น  กับคำแนะนำ 5 วิธี ปรับตัว รับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ได้แก่   1.คอยติดตามสถานการณ์ตลาดและข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นการชะลอตัวในหลายประเทศ จึงอาจกระทบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลก หากผู้ประกอบการรายใดมีเป้าหมายเน้นกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ก็จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ประเทศที่เป็นกลุ่มลูกค้าอย่างใกล้ชิดว่ากำลังซื้อยังดีหรือไม่ 2.หา Demand เฉพาะในแต่ละพื้นที่ และลงทุนให้เหมาะกับขนาดตลาดหรือความต้องการที่มี เมื่อสถานการณ์ของตลาดนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (Investor) ได้รับผลกระทบจากการควบคุมการปล่อยสินเชื่อของภาครัฐฯ   การศึกษากลุ่มที่เป็นผู้อยู่อาศัยจริง (Real Demand) ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ควรสำรวจตลาดโดยเฉพาะเรื่องยอดขายของโครงการในบริเวณนั้นๆ และจำนวนยูนิตเหลือขาย  ตลาดที่อยู่อาศัยยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง หากพัฒนาสินค้าให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายในทำเลนั้นๆ จึงต้องศึกษาและวิจัยตลาดอย่างละเอียดและตั้งราคาที่สมเหตุสมผล   3.ความรู้เกี่ยวกับตลาดและทำเลต้องแน่น ทำเลที่ตั้งของโครงการเป็นสิ่งที่ลูกค้าพิจารณาเป็นอันดับต้นๆ การเลือกทำเลจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องเข้าใจตลาดในทำเลนั้นและสามารถวิเคราะห์ศักยภาพทำเลได้อย่างแม่นยำ เพื่อการพัฒนาโครงการที่เหมาะสมและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าด้วย และวางแผนเปิดตัวโครงการให้สอดคล้องกับภาวะตลาดที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น พิจารณาเรื่องเวลาและจังหวะการเปิดตัวที่เหมาะสม และมีแผนรองรับที่มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ตลาด   4.Customer-Centric ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยต้องเข้าใจ Insight ของลูกค้าว่ากลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตและความต้องการด้านที่อยู่อาศัยอย่างไร เพื่อออกแบบโครงการที่ตอบโจทย์และวางกลยุทธ์การขายและการตลาดที่ตรงใจลูกค้า  นอกจากนี้ การปรับสเปคโครงการเพื่อให้ตั้งราคาได้เหมาะสม กับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ก็เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจ และเน้นโฟกัสโครงการเดิมที่มีอยู่เพื่อระบายสต็อก   5.ทำการตลาดที่แข็งแกร่ง สามารถสื่อสารภาพลักษณ์ที่สะท้อนจุดเด่นของโครงการ และเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย การออกแบบห้องพักและพื้นที่ส่วนกลาง ต้องสะท้อนภาพลักษณ์ของกลุ่มเป้าหมาย ต้องมีความประณีตในการพัฒนาและเลือกสรรสิ่งต่างๆ เพื่อสะท้อนความใส่ใจในทุกรายละเอียด การตลาดที่ดีจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของผู้พัฒนาโครงการและตัวโครงการ     รวมถึงสามารถสื่อสารจุดเด่นของตัวโครงการ ให้เชื่อมโยงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อทำตลาด ให้ความสำคัญกับการสร้าง Brand Story ที่สามารถสะท้อน Personality ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ ทั้งในแง่ Functional และ Emotional   “พลัส” เดินหน้าลงทุน-หาลูกค้าใหม่ สู้ วิกฤตอสังหาฯ        นางสาวสมสกุล หลิมศุทธพรรณ  รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารธุรกิจใหม่และสนับสนุนงานขาย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจยังชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายราย ออกมาปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น   สำหรับพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในส่วนของงานบริหารงานขาย ยังเดินตามแผนโรดแมพระยะยาวที่วางไว้ ด้วยการเดินหน้าขยายฐานลูกค้าไปกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการต่างชาติ และกลุ่มลูกค้าบริษัทขนาดใหญ่ ในการเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับลูกค้า เป็นมากกว่าตัวแทนขาย เข้าไปมีส่วนร่วมให้คำปรึกษาตั้งแต่ก่อน-ระหว่าง-หลัง การพัฒนาโครงการ   เพื่อให้แต่ละโครงการมีรูปแบบที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และออกแบบกลยุทธ์การบริหารงานขายและการตลาดที่ตอบโจทย์ Customer-Centric และที่สำคัญคือเคียงข้างและให้คำปรึกษาลูกค้าผู้ประกอบการในทุกสถานการณ์ ไม่ทอดทิ้งลูกค้า ซึ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจชะลอตัวนั้นลูกค้าหลายรายโดยเฉพาะรายใหญ่ล้วนมีการปรับตัวที่ดี   “นอกจากนี้พลัสฯ ยังได้ทำการสำรวจเทรนด์ความต้องการผู้บริโภคในปัจจุบันพบว่า คอนโดมิเนียมในทำเลที่เดินทางสะดวก มีการเชื่อมต่อด้านคมนาคมที่หลากหลาย ยังคงตอบโจทย์ลูกค้าในทุกยุคสมัย ในปีนี้ทำเลสุขุมวิทตอนกลางถือว่ามีความโดดเด่น ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกในทุกด้านของการใช้ชีวิต”   อย่างไรก็ตาม หากดูจากเทรนด์ของโครงการใหม่ที่เปิดในปีนี้จะพบว่า ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย และมีการออกแบบ Facility ตลอดจนการบริการต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่มมากขึ้น และมีเทคโนโลยี IoT ใช้อำนวยความสะดวกในโครงการ จะได้รับความสนใจจากลูกค้ามากยิ่งขึ้น   ทั้งนี้ ธุรกิจ Sole Agent หรืองานบริหารงานขายของพลัสฯ ปัจจุบัน (เดือนพฤศจิกายน 2562) มีลูกค้ารวม 13 โครงการ มูลค่าโครงการโดยประมาณอยู่ที่ 14,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ 50%  กลุ่มบริษัทมหาชน 30% และกลุ่มทุนต่างชาติ 20%  
พร็อพเพอร์ตี้ กูรู เปิด 7 เทรนด์อสังหาฯ ปี 63

พร็อพเพอร์ตี้ กูรู เปิด 7 เทรนด์อสังหาฯ ปี 63

พร็อพเพอร์ตี้กูรู เตรียมจัดงาน Asia Real Estate Summit 2019 ระดมกูรูด้านอสังหาฯ และวิทยากรชั้นนำทั่วโลก ชี้เทรนด์อสังหาฯ ในปีหน้า ชูไฮไลท์เรื่องเทคโนโลยี กำลังจะเข้ามาผลิกโฉมวงการที่อยู่อาศัย พร้อมเปิด 7 เทรนด์อสังหาฯ​ ไทยในปี 63      นายเจสัน เกรกอรี กรรมการผู้จัดการ พร็อพเพอร์ตี้ กูรู อินเตอร์ชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมจัดงานสัมมนาให้ความรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์  "Asia Real Estate Summit 2019" ระหว่างวันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2562  โรงแรม The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok โดยภายในงานวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาฯ  และที่เกี่ยวข้องระดับโลก มาร่วมบรรยายสถานการณ์ตลาดในปัจจุบัน พร้อมอัพเดทเทรนด์การเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ต่อวงการอสังหาฯ ในอนาคต   สำหรับหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ การออกแบบให้เหมาะกับมนุษย์ : โซลูชั่นที่ชาญฉลาดและการบูรณาการแบบครบวงจรที่มนุษย์ต้องการ บรรยายโดย Tim Kobe ผู้ก่อตั้ง Eight,lnc และผู้สร้างต้นแบบของ Apple Store หรือ Charles Reed Anderson ผู้ก่อตั้ง CRA & Associates บรรยายในหัวข้อ “การสร้างอาคารที่ปลอดภัยและระบบนิเวศที่ชาญฉลาด สำหรับบ้านของคนเอเชีย” ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ วิธีการพัฒนาเทคโนโลยี ที่สามารถตระหนักถึงการสร้างเมืองอัจฉริยะที่แท้จริง เป็นระยะต่อไปของ Internet of Things (IoT) ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคอสังหาฯ ในเอเชีย ทั้งปัจจุบันและอนาคตอย่างไร   นายเจสัน กล่าวอีกว่า ภายในงานยังมีการอภิปรายเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G ในหัวข้อ "5G การปลดปล่อยคลื่นลูกใหม่แห่งการเชื่อมต่อ" เป็นการนำเสนอประเด็น ความก้าวหน้าของ Internet of Things (IoT) ในอาคารและบ้านอัจฉริยะของคนเอเชีย การแนะนำและการปรับใช้เทคโนโลยี 5G สามารถพัฒนาเมืองอัจฉริยะได้อย่างไร ความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์ที่รองรับ Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 และคุณสมบัติการเชื่อมต่อในภูมิภาค ซึ่งจะมีผู้ร่วมอภิปราย ได้แก่ นายอัศนีย์ วิภาตเวทย์ หัวหน้าส่วนงานผลิตภัณฑ์ลูกค้าองค์กร และบริการระหว่างรประเทศ AIS ดร.เจษฎา ศิวรักษ์ หัวหน้าฝ่ายรัฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด และ Look Fan หัวหน้ากลุ่มทุน TechNode “ไฮไลท์ของงานครั้งนี้ จะเป็นเรื่องเทคโนโลยี และเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเทรนด์ที่เกิดขึ้นในการพัฒนาอสังหาฯ ปัจจุบัน คือ การพัฒนาโครงกางการไปตามแนวเส้นทางการเดินทางของคน เช่น ระบบรถไฟฟ้า จากเมื่อก่อนอสังหาฯ จะถูกพัฒนาในเขตซีบีดี ในใจกลางเมืองธุรกิจ แต่วันนี้ไม่ใช่ซีบีดีอาจจะอยู่พื้นที่รอบนอก แต่เดินทางเข้ามาในเมืองได้”สำหรับเทรนด์ตลาดอสังหาฯ ประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นในปี 2563 กูรูพร็อพเพอร์ตี้ มองว่าจะมี 7 เรื่องดังนี้   1.ผู้บริโภคยุคมิลเลนเนียล เลือกซื้ออสังหาฯ โดยมองเรื่องการลงทุนเป็นหลัก ต่างจากผู้บริโภคในอดีตที่ต้องการซื้ออสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัยร่วมกับคนในครอบครัว   2.ตลาดอสังหาฯ​ในเมืองไทย มีความหลากหลายมากที่สุด ด้านราคามีตั้งแต่ราคาต่ำสุดไปจนถึงแพงสุด โดยตลาดที่เป็นกลุ่มใหญ่ คือ ตลาดระดับราคาที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ ในราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทลงมา   3.ทำเลการพัฒนาอสังหาฯ ยังมุ่งเน้นตามแนวรถไฟฟ้า แต่มีการพัฒนาพื้นที่ใหม่สำหรับตลาดอสังหาฯ อย่างเช่น พื้นที่อีอีซี ทำให้มีการขยายพื้นที่การพัฒนาออกไปรองรับ เช่น โซนบางนา     4.ผู้ประกอบการหันมาพัฒนาโครงการในรูปแบบมิกซ์ยูสเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างจุดขาย และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันมากขึ้น   5.ทิศทางการพัฒนาอสังหาฯ ในปี 2563 ผู้ประกอบการยังลงทุนต่อเนื่อง แม้ว่าภาพรวมตลาดจะยังไม่เติบโต แต่ไม่ถึงกับติดลบ ซึ่งรูปแบบการพัฒนาจะมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น มีการพัฒนารูปแบบใหม่ เช่น การพัฒนาที่อยู่อาศัยรวมกับโรงแรม ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละรายจะพัฒนารูปแบบโครงการ ตามความถนัดของตนเอง ในแต่ละเซ็กเมนต์   6.ดีเวลลอปเปอร์จะพัฒนาโครงการ โดยขยายตลาดไปสู่กลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่โฟกัสตลาดคนไทยเป็นหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ พัทยา และจังหวัดภูเก็ต   7.การนำเอาเทคโนโลยี เข้ามาช่วยในด้านการขายอสังหาฯ เช่น การใช้เทคโนโลยี 3D เพื่อดูห้องตัวอย่างและโครงการ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศแล้ว รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ มีโอกาสที่ถูกนำเข้ามาใช้ประเทศไทย เช่น ฟินเทค ระบบการประเมินคุณสมบัติผู้กู้ซื้ออสังหาฯ ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ Home Loan Pre Approval Online เป็นต้น   “ปีหน้าตลาดอสังหาฯ ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ แต่จะมีความไดนามิกซ์มาก ยังมีการเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ แม้จะน้อยลง ผู้ประกอบการแต่ละราย จะปรับตัวไปตามความถนัดของตัวเอง”        
“พฤกษา” ยังท็อปฟอร์ม โชว์ผลงาน Q3 ครองแชมป์เบอร์ 1 ตลาดอสังหา

“พฤกษา” ยังท็อปฟอร์ม โชว์ผลงาน Q3 ครองแชมป์เบอร์ 1 ตลาดอสังหา

พฤกษา โชว์ฟอร์มไตรมาส 3 ยังรักษาแชมป์ผู้นำเบอร์ 1 ตลาดอสังหาฯ ทำยอดขายได้ 14,113 ล้านบาท เติบโต 15%  และมีกำไร 916 ล้านบาท เตรียม 3 กลยุทธ์โค้งท้ายปีกระตุ้นเป้าหมาย พร้อมขน 9 โครงการเปิดตัว มูลค่า 8,800 ล้านบาท   นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมาว่า บริษัทยังคงสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และรักษาความเป็นผู้นำตลาด โดยมียอดขาย 14,113 ล้านบาท เติบโต 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีรายได้ 8,517 ล้านบาท เติบโต  9.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่ลดลง 23.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และมีกำไรอยู่ที่ 916 ล้านบาท ลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 42.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา   ด้านผลประกอบการในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัททำยอดขายได้ 37,480 ล้านบาท ลดลง 3.7% มีรายได้ 28,179 ล้านบาท ลดลง 6.8% และมีกำไร 3,534 ล้านบาท ลดลง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  ซึ่งไตรมาส 3 ที่ผ่านมาบริษัทเปิดโครงการใหม่ ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากบางทำเลยและบางโครงการ  ยังไม่ผ่านเกณฑ์ในการพิจารณาเปิดโครงการของบริษัท และในบางทำเลยังมีปริมาณลูกค้าไม่มากพอ ทำให้บริษัทเปิดโครงการทั้ง 14 โครงการ มูลค่า 15,396 ล้านบาท เลื่อนเปิด 4 โครงการไปในไตรมาสสุดท้ายและปีหน้า  จากแผนเดิมเปิด 18 โครงการ มูลค่า 18,683 ล้านบาท   “แม้ว่าสภาวะตลาดในไตรมาส 3 จะชะลอตัว การเปิดโครงการใหม่ของพฤกษา ยังมีอัตราการสูงขึ้นถึง 30% ดีกว่าตลาดที่มีอัตราการขายเฉลี่ย 27% สะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์ การเลือกเปิดตัวโครงการ Right Location Right Time และ Right Target” ยังรักษาแชมป์ผู้นำเบอร์ 1 ตลาดอสังหาฯ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดรวมที่มีกำลังซื้อชะลอตัวลง แต่บริษัทยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดเบอร์ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงสุดอยู่ที่ 12% จากมูลค่าตลาดรวม 299,789 ล้านบาท และยังคงรักษาความเป็นผู้นำใน 3 ตลาดหลัก ได้แก่  ผู้นำตลาดเบอร์ 1 ในตลาดทาวน์เฮ้าส์ ด้วยสัดส่วน 22%  จากมูลค่าตลาดรวม 60,625 ล้านบาท ผู้นำตลาดเบอร์ 1 ตลาดคอนโดฯ สัดส่วน 9% จากมูลค่าตลาดรวม 160,293 ล้านบาท  ส่วนตลาดบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด  พฤกษามีส่วนแบ่ง 8% อยู่ในอันดับ 5 จากมูลค่าตลาดรวม 73,832 ล้านบาท   โดยยอดขายในไตรมาส 3 มูลค่า 14,113 ล้านบาท  แบ่งเป็น กลุ่มคอนโดฯ  มูลค่า 6,734 ล้านบาท เติบโต 51.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 17.6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา กลุ่มคอนโดฯ-แวลู  มียอดขาย 3,749 ล้านบาท เติบโต  151.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 8.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา กลุ่มคอนโดฯ พรีเมียม มียอดขาย 2,985 ล้านบาท  เติบโต 1.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 31.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกลุ่มทาวน์เฮ้าส์ 5,480 ล้าบาท  ลดลง 1.1% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 19.3% จากปีที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มบ้านเดี่ยว มียอดขาย 1,899 ล้านบาท ลดลง 17.4% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 14.7% จากปีที่ผ่านมา   ส่วนรายได้ในไตรมาส มูลค่า 8,517 ล้านบาท แบ่งเป็น  กลุ่มคอนโดฯ มูลค่า 2,809 ล้านบาท  เติบโต 6.9% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 27.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  กลุ่มคอนโดฯ-แวลู มีรายได้ 1,454 ล้านบาท ลดลง 31.5% จากไตรมาสก่อนหน้า  และลดลง 62.6% จากช่วงเดียวของปีก่อน กลุ่มคอนโดฯ พรีเมียม มีรายได้ 1,355 ล้านบาท เติบโต 168.4% จากไตรมาสก่อนหน้า กลุ่มทาวน์เฮ้าส์ มีรายได้ 3,923 ล้านบาท  เติบโต 6.5% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 25.4% จากปีที่ผ่านมา และกลุ่มบ้านเดี่ยว มีรายได้  1,776 ล้านบาท  ลดลง​ 21.5% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 9.5% จากปีที่ผ่านมา   เดินหน้าเปิด 9 โปรเจ็กต์ใหม่ไตรมาสท้าย สำหรับแผนเปิดโครงการใหม่ในไตรมาสสุดท้าย บริษัทเตรียมเปิดตัวอีก 9 โครงการ มูลค่า 8,800 ล้านบาท โดยเลือกเปิดตัวโครงการที่มีศักยภาพ โดยบริษัทเตรียม 3 กลยุทธ์สำคัญในไตรมาสสุดท้าย เพื่อผลักดันยอดขายและรายได้ ได้แก่ 1.การขยายตลาดไปสู่เซ็กเม้นต์ที่มีศัยกภาพ  เป็นการขยายตลาดไปยังกลุ่มบนมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์ภัสสร ในระดับราคา 7-10 ล้านบาท และแบรนด์เดอะปาล์ม ในระดับราคา 10-15 ล้านบาท   กลยุทธ์ที่ 2 การเปิดโครงการใหม่จะมุ่งเน้น กลยุทธ์ Right Location, Right Timing และ Right Target  และ 3.การใช้ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง เพื่อสร้างยอดขายและการตลาด โดยบริษัทยังมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่สามารถรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้อยู่ที่ 16,092 ล้านบาท นอกจากนี้  บริษัทได้เตรียมร่วมกับธนาคารพันธมิตร ในการช่วยเตรียมความพร้อมให้ลูกค้ากู้ผ่านได้ง่ายยิ่งขึ้น หลังจากที่ผ่านมาธนาคาเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้อัตราการปฎิเสธสินค้ามีถึง 8%   โดยทั้งนี้บริษัทได้มีแผนช่วยเหลือลูกค้า ที่มีปัญหาการกู้เงินไม่ผ่าน  ให้กลับบ้านซื้อบ้านได้อีกครั้งผ่านโปรแกรม Win back ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทได้ถึง 4,878 ล้านบาท คิดเป็น 13% ของยอดขายรวม   “กลยุทธ์ตลาดคอนโดฯ ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาโปรดักส์ ทำเลที่มีศักยภาพ ใกล้รถไฟฟ้า ต่อไปจะพัฒนาโลว์ไรซ์มากขึ้น เพื่อป้องกันควาเสี่ยง และได้รายได้กลับมาเร็ว”   ด้านภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลในไตรมาส 3 มีมูลค่าตลาดฯ ติดลบถึง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยลบจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา รวมไปถึงมาตรการ LTV และการปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่เข้มงวดขึ้น โดยทั้งนี้บริษัทฯ ได้มีแผนช่วยเหลือลูกค้าที่มีปัญหาการกู้เงินไม่ผ่านให้กลับบ้านซื้อบ้านได้อีกครั้งผ่านโปรแกรม Win back ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทฯ ได้ถึง 4,878 ล้านบาท คิดเป็น 13% ของยอดขายรวม   “ในไตรมาสสุดท้ายสิ่งที่กังวลมากที่สุด คือ บรรยากาศ ที่มีข่าวไม่ดีเยอะ ซึ่งตลาดยังมีความต้องการ คนยังต้องการมีบ้านอีกมาก ปีนี้บริษัทน่าจะรายได้ 45,000 ล้านบาท อาจจะไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนพรีเซลล์น่าจะทำได้ 50,000 ล้านบาทและทำได้ใกล้เคียงเป้าหมายมากที่สุด”  
[PR NEWS] มหาจักรเปิดตัว Wisdom Audio : The Sound of Modern  Living  เครื่องเสียงระดับไฮเอนด์

[PR NEWS] มหาจักรเปิดตัว Wisdom Audio : The Sound of Modern Living เครื่องเสียงระดับไฮเอนด์

บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ผู้นำเข้าแบรนด์สินค้าคุณภาพระดับพรีเมียม ในอุตสาหกรรมเครื่องเสียง นำโดย คุณกิตติศักดิ์ กาญจนชัยภูมิ ผู้อำนวยการฝ่าย Consumer ร่วมกับ มร.ลุค กรี-ยม กรรมการผู้จัดการ จาก Wisdom Audio แบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา จัดงานเปิดตัว “Wisdom The Sound of Modern Living” ด้วยการนำเสนอประสบการณ์ใหม่ของความบันเทิงระดับไฮเอนด์ จาก Wisdom Audio ณ M-Hall อาคารมหาจักร พร้อมตอบโจทย์ทุกการออกแบบภายในและฟังก์ชันการใช้งานภายในงานได้รับเกียรติจากเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทย อาทิ สู่ขวัญ บูลกุล, วสุ วิรัชศิลป์, วริษฐา พรหมมาสา และบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ เข้าร่วมงาน ณ M-Hall อาคารมหาจักรกรุงเทพฯ   มร.ลุค กรี-ยม กรรมการผู้จัดการ จาก บริษัท Wisdom Audio Corporation จำกัด กล่าวว่า “Wisdom Audio เป็นแบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำระดับโลก จากประเทศสหรัฐอเมริกา ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยสุดยอดผู้เชี่ยวชาญด้านซาวน์ เอ็นจิเนียร์ สถาปนิก นักออกแบบภายใน และวิศวกรชื่อดังระดับโลก เพื่อให้คุณได้สัมผัสถึงขีดสุดของความสมบูรณ์แบบด้านความบันเทิงอย่างใกล้ชิด ซึ่งคุณอาจจะไม่เคยได้ยินที่โรงภาพยนต์ทั่วไป แต่คุณจะได้ยินที่นี่”   นายกิตติศักดิ์ กาญจนชัยภูมิ ผู้อำนวยการฝ่าย Consumer บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด กล่าวว่า “เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ได้รับความไว้วางใจ จากแบรนด์เครื่องเสียงระดับโลกให้เป็นตัวแทนจัดจำหน่าย เพื่อต้องการให้กลุ่มลูกค้าที่รักในเสียงเพลงและชื่นชอบกับการชมภาพยนตร์ ได้สัมผัสกับประสบการณ์พลังเสียงที่สมจริง ได้อรรถรสความบันเทิงระดับไฮเอนด์ที่เหนือกว่าโรงภาพยนตร์ทั่วไป พร้อมตอบโจทย์กับทุกการออกแบบทั้งภายในบ้าน หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งเราวางกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าระดับไฮเอนด์ที่ต้องการ Customize เพื่อให้เข้ากับ Personalize ของลูกค้าแต่ละคน” ด้วยระบบเสียงที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเอกลักษณ์เฉพาะของ Wisdom Audio ที่ใช้เทคโนโลยี Planar Magnetic Driver เป็นเทคโนโลยีเฉพาะ ที่แบรนด์ Wisdom Audio ได้ประดิษฐ์ขึ้นมา ซึ่งมีน้ำหนักเบา ต่างจาก Driver ทั่วไป ช่วยให้เสียงที่ส่งออกมามีคุณภาพสูง และให้เสียงที่ธรรมชาติสมจริง เพิ่มอรรถรสในทุกไลฟ์สไตล์ต่อการใช้งาน ทั้งฟังเพลงและชมภาพยนตร์ เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความบันเทิงเหนือขีดจำกัด โดยพลังเสียงสุดยอดจากชุดเครื่องเสียง Wisdom 2 Channel และ Wisdom Atmos 9.4.4 Channel ซึ่งเป็นระบบเสียง Surround 9.4.4 Channel ตัวแรกของประเทศไทย มาพร้อมกับ Power Amp, System Controller, Decoder และ Speaker เพื่อการสร้างประสบการณ์เสียงเหนือระดับในแบบทุกทิศทาง 360 องศาอย่างลงตัว ตัวเครื่องผลิตจากวัสดุ Aluminum-Airplane Grade คุณภาพพรีเมียมระดับโลก ช่วยเสริมความแข็งแกร่ง คงทน ทันสมัยและหรูหราไปพร้อมกัน เพื่อให้เครื่องเสียงสุด Luxury เป็นเสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเด่นที่ชูให้บ้านของคุณดูมีระดับกว่าที่เคยเป็นมา  
SHR สร้างรายได้-กำไร 9 เดือนโตต่อเนื่อง

SHR สร้างรายได้-กำไร 9 เดือนโตต่อเนื่อง

SHR ทำกำไรรอบ 9 เดือน 783 ล้านบาท เติบโตกว่า 9% ขณะเดียวกันกวาดรายได้กว่า 2,639 ล้าน มั่นใจหลัง IPO โครงสร้างเงินทุนและผลประกอบการจะแข็งแกร่งขึ้นอีก นายเดิร์ก อังเดร ลีน่า คุยเบอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR เปิดเผยว่า รายได้และกำไรจากการดำเนินงานหรือ EBITDA ในรอบ 9 เดือน ปี 2562 ของ บริษัทเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้  โดยมีรายได้ อยู่ที่ 2,639 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 66% และ EBITDA  อยู่ที่ 783 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 9%   โดยเป็นผลมาจากการรับรู้รายได้เต็ม 9 เดือนของโรงแรม 6 แห่ง ในกลุ่ม Outrigger และการรับรู้รายได้บางส่วนของโรงแรม 2 แห่ง ในโครงการ CROSSROADS ที่บริษัทเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งภาพรวมเป็นที่น่าพอใจ  เพราะ 9 เดือนที่ผ่านมาบริษัทมีค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นประจำกว่า 260 ล้านบาท   ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเปิดให้บริการโรงแรม 2 แห่ง ใน CROSSROADS ในช่วงต้น ซึ่งเป็นปกติของธุรกิจโรงแรม  และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดฯ ประกอบกับบริษัทยังมีภาระต้นทุนทางการเงินที่กู้ยืมจากธนาคารมากกว่า 150 ล้านบาท เพื่อใช้ในการซื้อโรงแรม Outrigger เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นประจำและเกิดขึ้นในปีนี้เพียงปีเดียว “บริษัทมั่นใจว่าหลังจากได้เงินทุนที่ระดมทุนได้จาก IPO ในครั้งนี้ มาเสริมความแข็งแกร่งทางด้านเงินทุนให้บริษัท ด้วยการชำระคืนเงินกู้เพื่อซื้อกิจการนี้  จะลดภาระต้นทุนทางการเงินในส่วนนี้ได้ ประกอบกับโรงแรม 2 โรงแรมใน CROSSROADS ที่จะเปิดดำเนินการเต็มปีในปีหน้า ซึ่งผลตอบรับในช่วงแรกจากนักท่องเที่ยวก็เป็นไปด้วยดี เรามั่นใจว่าด้วยพื้นฐานของกำไร EBITDA ที่ดีอยู่แล้วสำหรับโรงแรมที่เปิดดำเนินการอยู่เดิม 8 โรง พร้อมกับปัจจัยบวก 2-3 ประการดังกล่าว ผลประกอบการปีต่อไปต้องเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งแน่นอน”   SHR เป็น Holding Company ที่เน้นลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ทระดับบนในราคาที่เข้าถึงได้ (Affordable Luxury) ที่ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมระดับโลก ปัจจุบัน SHR มีจำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้น 4,647 ห้อง จากโรงแรมและรีสอร์ทจำนวน 39 แห่ง ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐมอริเชียส และ สหราชอาณาจักร   ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา SHR เป็นบริษัทในธุรกิจโรงแรมที่มีอัตราการเติบโตของการเพิ่มขึ้นของรายได้และจำนวนห้องสูงที่สุด เมื่อเทียบกับคู่แข่งเทียบเคียงในอุตสาหกรรมที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการเติบโตทั้งในรูปแบบของการเติบโตบนทรัพย์สินของตัวเอง (Organic Growth) และในรูปแบบของการเข้าซื้อกิจการ (Inorganic Growth)  
“เรียลแอสเสท” เจอพิษ LTV เดินหน้าปรับกลยุทธ์บุกตลาดแนวราบ

“เรียลแอสเสท” เจอพิษ LTV เดินหน้าปรับกลยุทธ์บุกตลาดแนวราบ

เรียลแอสเสท โดนผลกระทบ LTV เร่งปรับกลยุทธ์ธุรกิจครึ่งปีหลัง ต่อเนื่องจนถึงปีหน้า บุกตลาดแนวราบในพื้นที่โซนตะวันออก ชี้ยังมีศักยภาพสูงจากระบบคมนาคมรอบด้าน ขณะที่แผนปี 63 เตรียมเปิด 3 โปรเจ็กต์ 3,600 ล้าน นายบดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ (LTV)  ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่เริ่มใช้วันที่ 1 เมษายน 62 ที่ผ่านมา ประกอบกับตัวลูกค้าประสบปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง  ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์มีความเข้มงวดต่อการยื่นขอสินเชื่อ   นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น ปัญหาส่งครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ปัญหาการประท้วงในประเทศฮ่องกง และแนวโน้มกำลังซื้อจากต่างชาติลดลง โดยเฉพาะจากประเทศจีน  ซึ่งเป็นปัจจัยกระทบต่อภาพรวมอสังหาฯ ในปีนี้ แต่หากพิจารณาจากตลาดอสังหาฯ​ ในโซนภาคตะวันออก  ยังถือว่าเป็นทำเลที่มีศักยภาพ  เนื่องจากมีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งเรื่องการเดิน มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง(สำโรง-ลาดพร้าว) มีแหล่งที่อยู่อาศัย และหากในอนาคตเกิดโครงการรถไฟรางเบา (LRT) ที่จะวิ่งจากบางนา-สุวรรณภูมิ จะสร้างความคึกคักและเพิ่มศักยภาพของการอยู่อาศัยมากขึ้น ล่าสุดโครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบินได้รับการลงนามเป็นที่เรียบร้อย   ในปีนี้บริษัทจึงได้ปรับกลยุทธ์ในครึ่งปีหลัง  และต่อเนื่องถึงปี 2563 โดยชูในเรื่อง Active Wellness มาใช้ในการพัฒนาโครงการ ซึ่งเริ่มนำร่องกับโครงการ เซนส์ บางนา-สุวรรณภูมิ ที่ออกแบบให้มีพื้นที่สีเขียวรวมมากถึง 29,600 ตร.ม.มีพื้นที่ปั่นจักรยาน 2,600 ตารางเมตร และลู่วิ่ง ความยาวถึง 7,400 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นเทรนด์และความต้องการของผู้อยู่อาศัยในปัจจุบัน   “แม้ว่าบริษัทยังคงเน้นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ทั้งประเภทคอนโดมิเนียม และแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ โฮมออฟฟิศ แต่บริษัทต้องปรับกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการทุกรูปแบบของลูกค้า”   นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพการก่อสร้าง และการใส่ใจในการบริการที่มีต่อลูกค้า ผ่านวิสัยทัศน์ We  build real matters for living  เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสถึงความคุ้มค้าที่ได้รับจากโครงการผ่านทางคุณภาพบ้าน  รวมถึงการใส่ใจในเรื่องสุขภาพ   ด้านนายวีระชัย หาญจริยากูล ผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์ ธุรกิจบ้านจัดสรรและอาคารพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบเริ่มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 หลังจากตลาดชะลอตัวช่วงประกาศใช้มาตรการ LTV   โดยช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา บริษัททำยอดขายโครงการแนวราบได้  600 ล้านบาท มาจากโครงการโฮมออฟฟิศ คาสเคด บางนา , บ้านเดี่ยว  โครงการ วีรัณยา วงแหวน-อ่อนนุช , ทาวน์โฮม เพล็กซ์ เกษตร-นวมินทร์ และบ้านแนวคิดใหม่ โครงการเซนส์ สายไหม 56   “ตลาดโครงการแนวราบ การแข่งขันสูง เนื่องจากผู้ประกอบการหลายค่าย หันมาเล่นตลาดแนวราบมากขึ้น ซึ่งในส่วนของบริษัท ก็มีจุดแข็งหลายด้าน มีเครือข่ายทางธุรกิจที่พร้อมสนับสนุน” ปัจจุบัน บริษัทมีที่ดินผืนใหญ่อยู่บนทำเลบางนา-สุวรรณภูมิ ประมาณ 180 ไร่ มีแผนจะทยอยนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบต่อเนื่องได้ถึง 8 ปี หรือมีมูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท   ล่าสุด บริษัทฯได้นำที่ดิน 23 ไร่ มาพัฒนาโครงการ เซนส์ บางนา-สุวรรณภูมิ รูปแบบทาวน์โฮมและบ้านแฝด จำนวน 160 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 810 ล้านบาท แบ่งพัฒนาเป็น 4 เฟสๆละ 40 ยูนิต ราคาตั้งแต่ 4.99-6ล้านบาท ซึ่งในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 จะเปิดรอบวีไอพีก่อน   ส่วนแผนพัฒนาโครงการในปี 2563 จะพัฒนาโครงการอย่างน้อย 3 โครงการ รวมมูลค่า 2,600 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการทาวน์โฮม แบรนด์ สตอรี่ส์ จำนวน 200 ยูนิต โครงการบ้านเดี่ยว แบรนด์ วีรัณยา จำนวน 150 ยูนิต รวมทั้ง 2 โครงการมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท และโครงการบริเวณสุขาภิบาล 2 ภายใต้แบรนด์ เพล็กซ์ ที่จะเปิดกลางปีหน้าจำนวจน 227 ยูนิต มูลค่ากว่า 1,100 ล้านบาท.        
LPN เริ่มโอนคอนโดฯ​ ในโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสแห่งแรก

LPN เริ่มโอนคอนโดฯ​ ในโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสแห่งแรก

LPN เริ่มโอนคอนโดฯ ในโครงการ “ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี จตุจักร” โปรเจ็กต์มิกซ์ยูสมูลค่า 5,500 ล้าน แห่งแรกของบริษัท หลังกวาดยอดขายได้กว่า 90% พร้อมขนห้องชุดอีก 10% จัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดโค้งท้ายปี   จากสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่อสัญญาณว่าตลาดคอนโดมิเนียม จะชะลอตัวลงเข้าสู่สภาวะถอดถอย แม้จะไม่ถึงขั้นกับฟองสบู่แตกเหมือนกับในอดีตก็ตาม แต่ราคาที่อยู่อาศัยปรับเพิ่มขึ้น จนทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ ซื้อที่อยู่อาศัยได้ยากมากขึ้น  ส่งผลต่อบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) หรือ LPN ซึ่งเคยจับตลาดกลางลงล่างเป็นหลัก ต้องปรับตัวขนานใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ LPN ปรับตัวอย่างชัดเจนในปีนี้ คือ การปรับพอร์ตธุรกิจไปสู่การพัฒนาโครงการที่สร้างรายได้ประจำ อย่างเช่นตลาดอาคารสำนักงาน  ภายใต้การพัฒนาโครงการในรูปแบบมิกซ์ยูส ซึ่งจึงได้เปิดตัวโครงการ “ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี จตุจักร” มูลค่า 5,000 ล้านบาท ประกอบด้วยอาคารสำนักงานและอาคารชุดพักอาศัย จำนวน 4 อาคาร  ประกอบด้วย อาคารสำนักงาน 2 อาคาร และที่พักอาศัยอีก 2 อาคาร  บนที่ดินประมาณ​ 8 ไร่   สำหรับโครงการดังกล่าวถือเป็น 1 โครงการใน 8 โครงการที่เปิดตัวในปีนี้มูลค่า 7,700 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียมและสำนักงานให้เช่ารวม 4 โครงการมูลค่า 4,200 ล้านบาท และโครงการแนวราบ 4 โครงการมูลค่า 3,550 ล้านบาท   โดยโครงการ “ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี จตุจักร” เตรียมจัดงานส่งมอบโครงการโครงการ “ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี-จตุจักร” แก่ลูกค้า ในวันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายนนี้  จากที่ได้เริ่มส่งมอบมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งโครงการสามารถทำยอดขายได้ 90 % ส่วนอีก 10% บริษัทได้จัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายสุดพิเศษ “One Price ราคาเดียว” ทุกยูนิต 2.19 ล้านบาท ขนาด 24 ตารางเมตร จำนวนจำกัดเพียง 20 ยูนิต เฉพาะชั้น 2,3,4 ฟรี! เฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำน้ำอุ่น เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 18 ธันวาคมนี้ นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า  “ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี จตุจักร” ออกแบบในลักษณะโครงการมิกซ์ยูส ถือเป็นโครงการแห่งแรกที่บริษัทพัฒนาขึ้น มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาทภายใต้แนวคิด “Work & Life”  ภายในโครงการมีทั้งอาคารสำนักงานและอาคารชุดพักอาศัย จำนวน 4 อาคาร ประกอบด้วย อาคารสำนักงาน 2 อาคาร ตั้งอยู่ด้านหน้า อาคารจอดรถ 1 อาคาร และอาคารชุดพักอาศัย 1 อาคารตั้งอยู่ด้านหลัง   โดยอาคารสำนักงาน คือ “ลุมพินี ทาวเวอร์ วิภาวดี จตุจักร” เน้นการออกแบบและก่อสร้างให้ประหยัดพลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างสภาพแวดล้อมภายในอาคารที่ดี ทั้งยังจัดองค์ประกอบภายในโครงการให้เหมาะกับแคมเปญ “ความพอดีที่ดีกว่า” (The Better Balance) แนวทางการสร้างแบรนด์ของ LPN ที่ตกผลึกจากประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 30 ปี ให้เจ้าของร่วมมีความพอดีกับการใช้ชีวิตจริงอันประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1. พอดีกับการออกแบบ 2. พอดีกับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายปลอดภัยมากกว่าที่เคย 3. พอดีกับบริการที่ลงตัวในทุกความใส่ใจ ภายใต้  กลยุทธ์ “ชุมชนน่าอยู่”   สำหรบรายละเอียดของคอนโดมิกซ์ ยูส  ประกอบด้วย จำนวน 4 อาคาร ได้แก่   ทาวเวอร์   A เป็นอาคารสำนักงาน สูง 21 ชั้น  จำนวน 105 ยูนิต ทาวเวอร์   B อาคารสำนักงาน สูง 17 ชั้น จำนวน 96 ยูนิต 1 ร้านค้า  ทาวเวอร์   C อาคารพักจอดรถ สูง 8 ชั้น จอดได้ 271 คัน 4 ร้านค้า และทาวเวอร์   D อาคารชุดพักอาศัย สูง 21 ชั้น จำนวน 736 ยูนิต      
3 บิ๊กอสังหาฯ ขนโปรเจ็กต์ “บ้านและคอนโดฯ” จัดแคมเปญออนไลน์ 11.11

3 บิ๊กอสังหาฯ ขนโปรเจ็กต์ “บ้านและคอนโดฯ” จัดแคมเปญออนไลน์ 11.11

เทศกาลช้อปปิ้งออนไลน์ “11.11” หรือวันที่ 11 พฤศจิกายน เกิดขึ้นจากแนวคิดของอาลีบาบา ในช่วงปี 2552 ที่ต้องการจัดแคมเปญในวันคนโสดของจีน ด้วยการลดราคาครั้งใหญ่ของปี ความสำเร็จของแคมเปญที่อาลีบาบาจุดประกายขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันทุกวันที่ 11 พฤศจิกายน นักการตลาดและแบรนด์สินค้าแทบทุกชนิด ใช้โอกาสนี้จัดแคมเปญเพื่อสร้างยอดขาย ที่สำคัญแคมเปญ 11.11 ลุกลามไปออกไปนอกประเทศจีน แน่นอน ประเทศไทยก็ไม่พลาดที่จะจัดทำแคมเปญนี้   ปัจจุบันมีแบรนด์สินค้ามากมายที่จัดทำแคมเปญ 11.11 ซึ่งไม่ใช่แค่สินค้าคอนซูเมอร์  แฟชั่น หรือสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้นที่ทำแคมเปญนี้ แม้แต่สินค้าขนาดใหญ่อย่าง “บ้านและคอนโดมิเนียม” ยังเข้ามาขอมีส่วนร่วมกับแคมเปญ 11.11 ด้วยเช่นกัน อย่างน้อยๆ ปีนี้มีผู้ประกอบการ 3 รายที่จัดแคมเปญออนไลน์ 11.11 SC Asset x Lazada จอง 11 บาท รับส่วนลดสูงสุด 1 ล้าน นายณัฏฐกิตติ์  ศิริรัตน์ Head of Marketing บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับกับ บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด  รุกขยายฐานลูกค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ จัดทำแคมเปญแคมเปญช้อปกับ Lazada “11.11 Biggest One Day Sale” ช้อปวันเดียวได้ทุกดีล 11 พฤศจิกายนนี้   ด้วยการนำ 9 โครงการ ทั้งคอนโดฯ  บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม ซึ่งมีราคาเริ่มต้น 3-9 ล้านบาท  ซึ่งสามารถจองเริ่มต้นเพียง 11 บาท ได้รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 1 ล้าน เฉพาะวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ และหากโอนภายในวันที่ 25 ธันวาคม 2562 จะได้รับเพิ่ม Cash back 10,000 บาท พร้อม iPhone 11   สำหรับโครงการที่จัดโปรโมชั่นในครั้งนี้  ได้แก่  โครงการเซ็นทริค รัชโยธิน  ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีรัชโยธิน เพียง 150 เมตร โครงการแชมเบอร์ส เฌอ รัชดา-รามอินทรา บ้านเดี่ยว 3 โครงการ ได้แก่ โครงการเพฟ ประชาอุทิศ, รังสิต, ปิ่นเกล้า-ศาลายา บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด โครงการวี คอมพาวด์ ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า ทาวน์โฮม 3 โครงการ ได้แก่ โครงการเวิร์ฟ พระราม9, ติวานนท์-รังสิต และเพชรเกษม 81 "ออริจิ้น" เตรียม 13 โครงการ จอง 111 บาท  นายรัฐพล เตชะเลิศสิริมงคล  ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  หลังจากบริษัทได้เปิด Official Store ให้จองคอนโดฯ พร้อมอยู่ในแบบออนไลน์ผ่าน LazMall ถือว่าได้รับกระแสตอบรับดีเกินกว่าที่คาดหมายไว้  ทำให้บริษัทจับมือกับ Lazada อย่างต่อเนื่อง จัดโปรโมชั่นส่งท้ายปีกับการเปิดตัวแคมเปญ  11.11 CRAZY SALE  X 10 YEARS ORIGIN ร่วมฉลองครบรอบ 10 ปี ออริจิ้น   ด้วยการเปิดให้จองคอนโดฯ พร้อมอยู่ 13 โครงการ ใกล้รถไฟฟ้าและโครงการในพื้นที่อีอีซี ราคาเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท ผ่านแอพฯ LazMall ด้วยเงินจองเพียง 111 บาท  เฉพาะวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เท่านั้น  นอกจากนี้ ยังได้รับส่วนลดสูงสุด 2 ล้านบาท ค่าส่วนกลางฟรี 5 ปี ค่าจดจำนอง ค่าโอน 1% ค่ากองทุนอาคารชุด ค่าประกันมิเตอร์น้ำ, มิเตอร์ไฟ ตามเงื่อนไขของบริษัท   สำหรับโครงการที่บริษัทนำมาจัดโปรโมชั่น 13 โครงการ ได้แก่  1.ไนท์บริดจ์ พหลโยธิน อินเตอร์เชนจ์  2.เคนซิงตัน สุขุมวิท เทพารักษ์ 3.นอตติ้ง ฮิลล์ สุขุมวิท แพรกษา 4.นอตติ้ง ฮิลล์ สุขุมวิท 105 5.บี ลอฟท์ สุขุมวิท 107 6.บี ลอฟท์ ไลท์ สุขุมวิท 115 7.ไนท์บริดจ์ ดิ โอเชียน ศรีราชา 8.นอตติ้ง ฮิลล์ แหลมฉบัง 9.เคนซิงตัน เกษตร แคมปัส 10.นอตติ้ง ฮิลล์ จตุจักร อินเตอร์เชนจ์  11.ไนท์บริดจ์ สกาย ริเวอร์ โอเชี่ยน  12.ไนท์บริดจ์ ติวานนท์ และ13.ไนท์บริดจ์ ไพร์ม สาทร   พฤกษา จับมือ ช้อปปี้ ขายคูปอง 11 บาทได้ 200,000 บาท นางสาวอังคณา ลิขิตจรรยากุล รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดองค์กรกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พฤกษาได้มีการเปิดตัวร้านค้า “Pruksa Real Estate Official” อย่างเป็นทางการบนแพลทฟอร์มช้อปปี้ พร้อมเปิดตัวแคมเปญ 6.6 Mid-Year Sale  ซึ่งถือเป็นการเปิดประสบการณ์รูปแบบใหม่ในการซื้อที่อยู่อาศัยผ่านช่องทางออนไลน์  อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางการขายให้เข้าถึงตลาดกลุ่มมิลเลนเนียลที่เป็นกลุ่มที่นิยมการใช้สื่อดิจิทัลมากขึ้น   ทั้งนี้เทรนด์การจับจ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันช้อปปี้มีผู้ใช้งานชาวไทยมากกว่า 30 ล้านคน จึงได้ออกแคมเปญใหม่ “11.11 ลดอลัง ปังทุกยูนิต” เพียงกดซื้อคูปองผ่านช้อปปี้ในราคา 11 บาท  สามารถนำไปแลกรับส่วนลดมูลค่าสูงถึง 200,000 บาท ในการซื้อทาวน์โฮมพร้อมอยู่แบรนด์ บ้านพฤกษา พฤกษาวิลล์ เดอะคอนเนค และพาทิโอ ในยูนิตที่เข้าร่วมโครงการกว่า 111 ยูนิต ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 62  พิเศษสำหรับ 11 ยูนิตแรกที่โอนบ้านภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2562  รับเพิ่มอีก 11,111 Coins   นอกจากสิทธิประโยน์และข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ใช้ช้อปปี้ในช่วงแคมเปญ “11.11 ลดอลัง ปังทุกยูนิต” แล้ว ยังมีการมอบส่วนลดพิเศษ 1.5% ให้กับ Shopee Seller ที่ปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 600,000 ราย เพื่อสนับสนุนให้ผู้ต้องการทำธุรกิจได้มีที่อยู่อาศัยพร้อมกับสามารถทำธุรกิจได้ควบคู่กัน โดยพฤกษามีบ้านหลากหลายแบบกว่า 14 แบรนด์ที่ออกแบบด้วยความเข้าใจ  และตรงตามความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม  
สรุปข่าวอสังหาริมทรัพย์รอบสัปดาห์ วันที่ 4-10 พฤศจิกายน 2562

สรุปข่าวอสังหาริมทรัพย์รอบสัปดาห์ วันที่ 4-10 พฤศจิกายน 2562

นับตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา วงการอสังหาริมทรัพย์ก็มีข่าวดี หลังจากรอคอยมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ ด้วยการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนจากเดิม 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียนจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1% เหลือ 0.01% สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ให้มีผลบังคับใช้เสียที หลังจากเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาก่อนหน้า  แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะให้มีผลเมื่อไร โดยมาตรการดังกล่าวได้ประกาศกระทรวงมหาดไทยในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ถือว่าเป็นข่าวดีที่รอคอย ซึ่งทำให้เกิดบรรยากาศความคึกคักมากขึ้น  และเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาพรวมของตลาดอสังหาฯ เพราะดีเวลลอปเปอร์หลายราย เริ่มทำแคมเปญออกมารองรับ เพื่อสร้างยอดขายในช่วงเวลาสุดท้ายของปีนี้  แม้ระยะเวลาจะสร้างผลงานเหลือน้อยเต็มทีก็ตาม   ส่วนรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวอะไรเกิดขึ้นบ้าง ในแวดวงอสังหาฯ​ ตลาดบ้านและคอนโดฯ  ไปอัพเดทกันเลย เปิดทรู ไอคอน ฮอลล์ 2,000 ล้าน หลังการเดินทางของ “ไอคอนสยาม” ศูนย์การค้าบิ๊กโปรเจ็กต์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ครบรอบ 1 ปี  สิ่งต่างๆ ที่ได้ประกาศว่าจะดำเนินการออกมา ก็เป็นไปตามแผน ล่าสุด ได้เปิด “ทรู ไอคอน ฮอลล์” อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นศูนย์การประชุมและการจัดแสดงงาน และความบันเทิงต่างๆ แห่งใหม่ของประเทศไทย บนพื้นที่ 12,000 ตารางเมตร ครอบคลุมพื้นที่ชั้น 7 และชั้น 8 ของโครงการไอคอนสยาม โดยถือเป็นศูนย์การประชุมที่ทันสมัยขนาดใหญ่แห่งแรกในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา   นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า ทรู ไอคอน ฮอลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของไอคอนสยาม คืออีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาติ และเป็นศูนย์การประชุม การจัดแสดงงานและความบันเทิงที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา ซึ่งจะดึงดูดงานประชุมและการแสดงที่สำคัญและเหนือระดับอย่างไม่เคยมีมาก่อน เข้าสู่ประเทศไทย โดยความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของ ทรู ไอคอน ฮอลล์ อยู่ที่ทัศนียภาพที่สวยงามอลังการแบบพาโนรามาของแม่น้ำเจ้าพระยา”   “การเปิดทรู ไอคอน ฮอลล์ จะเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทรงพลังตัวใหม่ ที่มาช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมไมซ์ (Meetings, Incentives, Conventions & Exhibitions: MICE) ของไทยให้เติบโต รวมทั้งช่วยกระตุ้นการพัฒนาพื้นที่ฝั่งธนบุรีด้วย นอกจากนั้น ยังช่วยให้โรงแรมระดับ 4-5 ดาวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีอัตราการเข้าพักสูงขึ้น ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกแห่งใหม่ของแม่น้ำเจ้าพระยาได้เป็นอย่างดี”   กลุ่มทุนไต้หวันเดินหน้าลุยอสังหาฯ การเปิดตัวโครงการใหม่ ยังมีออกมาอย่างต่อเนื่อง และไม่ใช่เฉพาะผู้ประกอบการคนไทยเท่านั้น โครงการจากกลุ่มทุนต่างชาติก็มีออกมาต่อเนื่องเช่นกัน  เพราะยังคงมั่นใจในตลาดอสังหาฯ  เมืองไทย ล่าสุด กลุ่มทุนจากไต้หวัน ‘พีทีเอฟ เรียลตี้’ เปิดโครงการ  “MAYFAIR PLACE VICTORY MONUMENT ” มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท ด้วยการชูจุดขายในเรื่องการันตีผลตอบแทน Yield 5% นาน 2 ปี นายถงหยุ่ย โทนี่ ยิ่ง กรรมการผู้บริหาร บริษัท พีทีเอฟ เรียลตี้ (2018) จํากัด ในเครือ พีทีเอฟ เรียลตี้ เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไทยว่า แม้ในปีนี้ตลาดจะอยู่ในภาวะชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าในอนาคตจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นในอีก 1-2 ปี ข้างหน้า ในขณะเดียวกันตลาดผู้บริโภคยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย และประเทศไทยมีแนวโน้มการลงทุนที่ดี เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน   สำหรับในส่วนของกลุ่มบริษัทพีทีเอฟ เรียลตี้นั้น ได้มีการลงทุนในธุรกิจอสังหาฯมาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 10 ปีที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย แต่การลงทุนพัฒนาอสังหาฯของบริษัทฯนั้นจะเป็นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวาซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมมาแล้ว 4 โครงการรวมมูลค่ากว่า 5,400 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการคอนโด เดอะ ราชดำริ, โครงการเมแฟร์ เพลส สุขุมวิท 64 ,โครงการเมแฟร์ เพลส สุขุมวิท 50 โดยทั้ง 3 โครงการดังกล่าวปิดการขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนโครงการที่ 4 คือโครงการDEFINE by Mayfair สุขุมวิท 50 ปัจจุบันมียอดขายกว่า 60% จากมูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท เริ่มก่อสร้าง ปี 2562 คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2563 (อ่านข่าวเพิ่มเติม) เปิดตัว “สมาคมไทยบิม” รับมือดิจิทัล เป็นเพราะเทคโนโลยี และดิจิทัลได้เข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตของคนปัจจุบันในทุกเรื่อง ส่งผลให้ทุกวงการต้องปรับตัวรับมือให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว รวมถึงวงการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ไทยด้วย  โดยเฉพาะในเรื่องการออกแบบและการก่อสร้าง เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ  อย่างเช่นการออกแบบ 3 มิติ ที่ใช้คอมพิวเตอร์อย่าง “BIM” (Building Information Modeling) แต่เพื่อเป็นมาตรฐานและการยอมรับในระดับสากล จำเป็นต้องมีคนมาคอยตรวจสอบและกำกับดูแล ทำให้เกิดมีการจัดตั้งเป็นสมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (TBIM) ขึ้นมา   ศ.ดร.อมร พิมานมาศ ศาสตราจารย์สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะนายกสมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (TBIM) เปิดเผยว่า ในอนาคตเทคโนโลยีจะเข้ามา Disrupt ธุรกิจก่อสร้างมากยิ่งขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมก่อสร้างและงานออกแบบของไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพด้านงานออกแบบรองรับเศรษฐกิจยุคไทยแลนด์ 4.0 เป็นการปฏิรูปหรือปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยโฉมใหม่ทั้งระบบ เพื่อสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ทุกรูปแบบและองค์กรเติบโตก้าวทันกระแสการพัฒนาของโลก   เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติในปัจจุบันนี้กำลังเปลี่ยนโฉมงานออกแบบใหม่ไปสู่ระบบ 3 มิติ ด้วยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า “BIM” (Building Information Modeling)  ซึ่งในขณะนี้กระบวนการ BIM ในประเทศไทย ยังไม่มีมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรกลาง คือ สมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Thai Building Information Modeling Association; TBIM) เพื่อช่วยสร้างกรอบการทำงาน และมาตรฐานให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน   โดยระบบ BIM จะสร้างแบบจำลองเสมือนจริงใน Computer ทำให้ผู้ทำงานเกี่ยวข้องสามารถเห็นส่วนประกอบทุกส่วนตรงกัน โดย BIM จะสร้างเป็นโมเดล 3 มิติขึ้นมาพร้อมกับ Intelligent Information อาทิ รายละเอียดวัสดุ เพื่อคำนวนปริมาณวัสดุก่อสร้าง ปรับปรุงกระบวนการออกแบบก่อสร้างและคำนวนพลังงานที่จะใช้ในอาคาร สร้างแบบจำลอง หรือ Digital Prototype Model ที่เสมือนจริง และเปลี่ยนจากการสร้างแบบบนกระดาษมาสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและประสานข้อมูลบน Cloud สะดวกในการทำงานนอกสถานที่โดยสามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง Tablet ได้อีกด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การส่งมอบอาคารที่มีคุณภาพสูงขึ้นจากมาตรฐานของตลาดในปัจจุบัน (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   เมืองไทยประกันชีวิต ลุยธุรกิจอสังหาฯ ดูเหมือนธุรกิจอสังหาฯ จะเป็นตลาดที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ ทำให้หลายคนอยากเข้ามาเป็นผู้ประกอกบการด้านอสังหาฯ ไม่เว้นแม้กระทั้งเมืองไทยประกันชีวิต ที่ได้กระโดดเข้ามาพัฒนาโครงการสำนักงานให้เช่า เพราะมองเห็นโอกาสจากความต้องการที่มีอยู่มากมาย ประกอบกับเคยมีประสบการณ์บริหารอาคารเมืองไทยภัทรมาก่อน ล่าสุด จึงเปิดตัวโครงการอาคารสำนักงาน 66 Tower (ซิคตี้ซิกส์ ทาวเวอร์)    นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า ได้ขยายธุรกิจมาสู่อสังหาริมทรัพย์  ด้วยการลงทุนพัฒนาโครงการอาคารสำนักงานเกรด A ภายใต้ชื่อ 66 Tower (ซิคตี้ซิกส์ ทาวเวอร์) มูลค่า 3,800 ล้านบาท บนเนื้อที่ 4 ไร่ อยู่บริเวณถนนสุขุมวิท 66 ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส อุดมสุข 150 เมตร ปัจจุบันได้ก่อสร้างแล้ว 15% มีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปี 2564 (อ่านข่าวเพิ่มเติม) “ASA” จัดงาน ASA Real Estate Forum 2019 ปิดท้ายกับการจัดงานอาษา เรียลเอสเตท ฟอรัม 2019 ( ASA Real Estate Forum 2019 ) โดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) ภายใต้คอนเซ็ปต์งาน  “เมืองอัจฉริยะ เมืองนวัตกรรม เมืองเพื่อทุกคน” ชวนทุกภาคส่วนร่วมวางรากฐานสร้างเมืองอัจฉริยะเมืองนวัตกรรม ชูการสร้างเอกลักษณ์เมือง (City Identity) เน้นความต่างเป็นจุดขายเพื่อพัฒนาเมืองแห่งอนาคตที่ยั่งยืน   นายอัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ในการสร้างเมืองอัจฉริยะและเมืองนวัตกรรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับคุณภาพของประชาชนอย่างตรงจุด โดยการนำเทคโนโลยีเข้าไปปรับใช้ พร้อมกับการออกแบบโครงสร้างอาคาร ที่อยู่อาศัยให้เกิดประโยชน์การใช้สอยอย่างเต็มประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากในแต่ละพื้นที่ มีอาชีพและวิถีชีวิตที่ต่างกัน ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและเมืองนวัตกรรม จึงต้องสร้างเมืองที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว (City Identity) กำหนดทิศทางที่ชัดเจนและสอดรับกับความต้องการในพื้นที่   โดยที่ผ่านมาภาครัฐได้มีการวางองค์ประกอบของเมืองอัจฉริยะใน 7 ด้าน ที่ช่วยให้แต่ละพื้นที่ มีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ประกอบด้วย 1. Smart Environment สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ 2. Smart Government การปกครองอัจฉริยะ 3. Smart Mobility การสัญจรอัจฉริยะ 4. Smart Energy พลังงานอัจฉริยะ 5. Smart Economy เศรษฐกิจอัจฉริยะ 6. Smart Living การใช้ชีวิตอัจฉริยะ และ 7. Smart People ประชาชนอัจฉริยะ   ภายในงานมีการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ผ่านงานสัมมนา อาทิ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมการผังเมืองไทย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) อีกทั้งในการจัดงานครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี บรรยายในหัวข้อ อนาคตประเทศไทย อนาคตเมืองนวัตกรรมสำหรับทุกคน และนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี บรรยายในหัวข้อ Thailand : Country of Opportunities & Equality    
[PR News] “พรีโม”เปิดหลักสูตรแม่บ้านมืออาชีพ ป้อนตลาดบ้านเปิดใหม่ปีละกว่าแสนยูนิต

[PR News] “พรีโม”เปิดหลักสูตรแม่บ้านมืออาชีพ ป้อนตลาดบ้านเปิดใหม่ปีละกว่าแสนยูนิต

“พรีโม” เดินหน้ายกระดับแม่บ้านมืออาชีพ เปิดหลักสูตร “Numaid Academy 2019” สร้างมาตรฐานงานทำความสะอาด พร้อมเปิดรับแม่บ้านฟรีแลนซ์เสริมทีม รับตลาดที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ปีละกว่า 100,000 ยูนิต นายธนา ต่อสหะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัท อูโน่ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านการบริการ รักษาความสะอาดในเครือพรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น ได้วางแผนสร้างเครือขายแม่บ้านฟรีแลนซ์เพิ่มมากขึ้น  เพื่อรองรับกับปริมาณที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ​ และปริมณฑล ซึ่งมีจำนวนมาก  และแต่ละปีมีที่อยู่อาศัยเปิดใหม่กว่า 100,000 ยูนิต ทำให้มีความต้องการใช้บริการแม่บ้านเพื่อทำความสะอาดเพิ่มมากขึ้นตามมาด้วย   โดยการสร้างเครือข่ายแม่บ้านฟรีแลนซ์  สิ่งสำคัญ คือ การให้บริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน บริษัทจึงได้เปิดหลักสูตรอบรม “นู๋เมด” แม่บ้านยุคใหม่บริการด้วยใจ ภายใต้หลักสูตร “Numaid Academy 2019” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้ความรู้ และเทคนิคต่างๆ ด้านการทำความสะอาดห้องชุดและบ้านพักอาศัย ภายใต้การบริการแม่บ้านตามความต้องการของลูกค้า (On Demand Services) สำหรับความรู้และเทคนิคที่นำมาใช้อบรม จะเป็นเรื่องเทคนิคพิเศษ เรียนรู้เร็ว เข้าใจง่ายภายในวันเดียว อาทิ การใช้อุปกรณ์ทำความสะอาด, การใช้น้ำยาที่เหมาะสมกับประเภทงาน, ความปลอดภัยในระหว่างปฏิบัติงาน และมาตรฐานการให้บริการแก่ลูกค้า โดยเนื้อหาในการอบรมมีทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับความรู้และมีทักษะในการทำความสะอาด จากการลงมือปฏิบัติจริง สามารถปฏิบัติงานได้ตรงตามมาตรฐานของทางบริษัท โดยหลังจบการฝึกอบรมแม่บ้านทุกท่านจะได้รับใบประกาศนียบัตรเพื่อเป็นการรับรองจากทางหลักสูตร และมีคุณสมบัติในการเข้าร่วมเป็นแม่บ้านฟรีแลนซ์ของนู๋เมดอีกด้วย   ขณะเดียวกัน บริษัท อูโน่ฯ ยังได้เปิดรับสมัครแม่บ้านฟรีแลนซ์ เพื่อขยายพื้นที่การให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น โดยคอนเซ็ปต์ของ “แม่บ้านนู๋เมด” คือ กลุ่มคนที่มีใจรักในงานบริการ ต้องการมีรายได้เสริม สามารถเลือกรับงานตามวัน เวลา และเลือกรับงานในเขตพื้นที่ที่สามารถเดินทางสะดวก  ปัจจุบัน “แม่บ้านนู๋เมด” ให้บริการครอบคลุม 3 พื้นที่ ได้แก่ โซนรังสิต โซนสุขุมวิท 24 และ โซนบางนา-แบริ่ง โดยมีทีมแม่บ้านมืออาชีพที่ผ่านการอบรมพร้อมให้บริการทุกวัน ในราคาเริ่มต้นเพียง 550 บาทต่อครั้ง  
1 ปี การเดินทาง “ไอคอนสยาม” กับความสำเร็จใน 7 สิ่งมหัศจรรย์

1 ปี การเดินทาง “ไอคอนสยาม” กับความสำเร็จใน 7 สิ่งมหัศจรรย์

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา คือ วันครบรอบ 1 ปี ของการเปิดให้บริการ “ไอคอนสยาม” อภิมหาโปรเจ็กต์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ของ 3 บริษัทระดับบิ๊ก ที่ร่วมกันปั้นโปรเจ็กต์นี้ขึ้น ได้แก่ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เครือเจริญโภคภัณฑ์  และบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดิเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด  ด้วยมูลค่าการลงทุนสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 55,000 ล้านบาท กับระยะเวลาการพัฒนาในระยะเวลา 5 ปี ​ เนรมิตโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้สำเร็จ   ย้อนหลังไป 7 ปีก่อน นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม  ได้ประกาศวิสัยทัศน์ไว้เมื่อว่าจะต้องพัฒนาโครงการให้สำเร็จ  พร้อมกับสร้างให้ไอคอนสยามเป็น Game Changer Destination ที่สามารถสร้างศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวกลางเมืองของกรุงเทพฯ อยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและฝั่งธนบุรีได้สำเร็จ   โดยตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา คงเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จดังกล่าว ได้เป็นอย่างดี และบริษัทได้ทำภารกิจสำคัญตามวิสัยทัศน์ที่ประกาศไว้สำเร็จลุล่วงแล้วทุกประการ  ที่สำคัญโครงการไอคอนสยาม เป็นโครงการของบริษัทคนไทยสามารถดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านการลงทุนเปิดธุรกิจร้านต่างๆ ในโครงการ เป็นมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็น Apple Store สาขาแรกในประเทศไทย และ Luxury Brands ต่างๆ ที่แม้จะเปิดในประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ก็ให้ความเชื่อมั่นและเปิดอีกสาขาระดับแฟล็กชิฟสโตร์ในไอคอนสยามได้ “เวลาผ่านพ้นมา 1 ปี  หลายร้านมีผลประกอบการที่ดี  และหลายร้านมียอดขายเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากสาขาสยามพารากอน”   นอกจากนี้ ไอคอนสยาม ยังสามารถสร้างสิ่งที่ถือว่าเป็น “ไฮไลท์” ของโครงการ แถมเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว นักช้อปปิ้ง ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ  กับการสร้าง 7 สิ่งมหัศจรรย์แห่งไอคอนสยาม ที่ถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จ  โครงการระดับบิ๊กเช่นนี้ (แม้จะมีสิ่งมหัศจรรย์บางอย่างไม่แล้วเสร็จ แต่ไม่ได้เริ่มต้นพัฒนาขึ้นแล้ว)   7 สิ่งมหัศจรรย์แห่งไอคอนสยาม ประกอบด้วย 1.สุขสยาม พื้นที่รวบรวม Local Heroes ศิลปิน ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจชุมชนจำนวนมาก ซึ่งอยู่ในทุกมุมประเทศ ให้ได้มีโอกาสเข้ามาค้าขายในไอคอนสยาม ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา สุขสยามได้ดึงดูดผู้คนเข้ามาที่สุขสยามไม่ต่ำกว่า 50,000 – 70,000 คนต่อวัน  ยิ่งไปกว่านั้นผู้ประกอบการหลายรายได้เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวจนได้มีโอกาสไปทำธุรกิจในต่างประเทศแล้วอีกด้วย 2.ริเวอร์ พาร์ค จากปณิธานของไอคอนสยามในการอุทิศพื้นที่ในโครงการขนาดใหญ่ 10 ไร่ ให้เป็น Community Space วันนี้ริเวิอร์พาร์คได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ชุมชนสามารถมาใช้ประโยชน์ได้เสมือนเป็นระเบียงหน้าบ้าน  มีการใช้พื้นที่ในการจัดประเพณีไทย 12 เดือน เต็มตลอดทุกเดือน เกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อาทิ ประติมากรรมเทียนพรรษายักษ์ที่เดินทางมาจากจังหวัดอุบลราชธานีเข้าสู่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก กลายเป็น world class destination ที่สามารถดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศและทั่วโลก 3.การแสดงระบำสายน้ำ แสง สี เสียง มัลติมีเดีย การแสดงที่ยาวและยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้พิสูจน์ความสำเร็จแล้ว ในการทำให้แม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็น New Global Destination ด้วยการมี World Class Attraction ที่ทรงพลัง ซึ่งนอกเหนือจากการดึงดูดผู้คนให้มาชมการแสดงได้อย่างล้นหลามแล้ว ล่าสุดการแสดงระบำสายน้ำ แสง สี เสียง มัลติมีเดีย ของไอคอนสยาม ยังได้รับคัดเลือกให้ได้รางวัลชนะเลิศ รางวัล Gold Stevie Award 2019 สาขา Art, Entertainment & Public - Art Event จาก The International Business Awards การประกวดธุรกิจนานาชาติประจำปี 2019 บนเวทีระดับโลก 4.ทรู ไอคอน ฮอลล์ ศูนย์การประชุมระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย บนชั้น 7 ด้วยความจุขนาด 2,700  ที่นั่ง  รองรับการจัดงานประชุม ด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และสามารถรองรับโชว์ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศได้ซึ่งจะจุดประกายให้กับอุตสาหกรรม MICE และทำให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางของการประชุมนานาชาติและการแสดงระดับชั้นนำของโลก 5.ริเวอร์ มิวเซียม แบงค็อก พื้นที่ศิลปะและพิพิธภัณฑ์ระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย โดยได้เปิดเฟสแรก ‘ไอคอนสยาม อาร์ท สเปซ’ เมื่อเดือนกันยายนศกนี้  พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร  ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยทุกแขนงตั้งแต่ศิลปินรุ่นใหม่ ศิลปินท้องถิ่น ไปจนถึงศิลปินระดับชาติใช้แสดงผลงาน โดยงานแรก กลุ่มบริษัทโตชิบา ประเทศไทย ได้จัดนิทรรศการศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” งานแสดงผลงานจากประกวดศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ของศิลปินทั่วประเทศ ภายใน 1 เดือนถึงวันนี้มีผู้ชมงานมากถึง 100,000 คน   หลังจากนี้จะเปิดเฟสสองคือ ‘ริเวอร์ มิวเซียม ฮอลล์’ จะเป็นพื้นที่สำหรับการจัดแสดงงานสำคัญจากทั่วโลก และการร่วมมือกับแบรนด์ดังระดับโลก และส่วนสุดท้ายคือ ‘ริเวอร์ มิวเซียม แบงค็อก’ ซึ่งจะเป็นพิพิธภัณฑ์ระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทยจะเปิดให้บริการปลายปี 2563 ทั้งหมดนี้จะทำให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นจุดศูนย์กลางวงการศิลปะโลกอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 6.รถไฟฟ้าสายสีทอง ระบบคมนาคมขนส่งทางราง ซึ่งเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวผ่านถนนเจริญนครไปสิ้นสุดที่โรงพยาบาลตากสินรวม 3 สถานี และในอนาคตจะเป็น Feeder Line ที่เชื่อมเข้ากับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง ขณะนี้อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)  โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้กลางปี 2563   รถไฟฟ้าสายสีทอง จะเป็นรถไฟฟ้าสายแรกในประเทศไทยที่เปิดเดินรถโดยใช้ระบบ AGT (Automated Guideway Transit) ทำให้ก่อสร้างบนพื้นที่จำกัดได้ จึงไม่ต้องเวนคืนที่ดินของประชาชน อีกทั้งการเดินรถระบบนี้มีน้ำหนักเบา ส่งผลให้สามารถใช้โครงสร้างเสาขนาดเล็กกว่าระบบเดิม นอกจากนั้นตัวรถเป็นระบบล้อยาง ทำให้เวลาเดินรถเสียงจะเงียบกว่ารถไฟฟ้าแบบเดิม ลดผลกระทบด้านเสียง และ AGT ยังเป็นระบบเดินรถแบบไร้คนขับ (Driverless) ที่จะถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในเมืองไทย ควบคุมการเดินรถด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะควบคุมระยะเวลาในการเดินรถได้อย่างแม่นยำและมีความปลอดภัยสูง 7.ปรากฏการณ์รวมโลกในรอยไทย  จากศิลปินไทยระดับอาจารย์ ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินท้องถิ่นจากทั่วประเทศไทย และรวมถึงผลงานสร้างสรรค์โดยศิลปินต่างชาติ ได้แสดงความสามารถและผลงานสร้างสรรค์ทางศิลปะซึ่งกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทั้งโครงการกว่า 100 ชิ้น หรือแม้กระทั่งในร้านค้าต่างๆ เป็นการสนับสนุนผลงานสร้างสรรค์ของศิลปินและช่างฝีมือไทยเหล่านั้นให้ได้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาโลก และจะยังมีเพิ่มเติมเข้ามาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอด 1 ปีของการเปิดดำเนินการ  โครงการไอคอนสยามยังได้รางวัลจากเวทีต่างๆ ทั่วโลก มาเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จอีกมากายหลายรางวัล อาทิ  การได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะรางวัล ‘ออกแบบดีที่สุดในโลก’ จากสภาการค้าปลีกโลก (World Retail Congress) และคว้ารางวัลชนะเลิศสูงสุดด้าน ‘การออกแบบที่ดีที่สุด’ จากสมาคมศูนย์การค้าโลก (International Council of Shopping Centers – ICSC) ถือเป็น 1 ปี ของเส้นทางความสำเร็จที่สวยงามจริงๆ
รวมโปรโมชั่นบ้าน-คอนโด เดือนพฤศจิกายน 2562

รวมโปรโมชั่นบ้าน-คอนโด เดือนพฤศจิกายน 2562

โปรโมชั่นบ้าน-คอนโด ช่วง 2 เดือนสุดท้ายที่มีมาตรการรัฐลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนองมาช่วยกระตุ้นภาคอสังหาฯ โดยการโอนจากเดิม 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียนจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1% เหลือ 0.01% สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย ต้องมาดูกันแล้วค่ะว่าจะมีโปรโมชั่นไหนที่ตอบรับมาตรการนี้ได้ดีบ้าง   อนันดา จัดงาน “IDEO Experience 2019” เปิดประสบการณ์ที่อยู่อาศัยใหม่จากแบรนด์ “ไอดีโอ”คอนโดใกล้รถไฟฟ้า พบ 2 โครงการใหม่ล่าสุด และ 2 โครงการพร้อมอยู่   ได้แก่ สามย่าน / พระโขนง / วงเวียนใหญ่ / ท่าพระ ราคาเริ่มต้น 2.69 – 3.69 ล้านบาท ที่ให้คุณออกแบบเวลาชีวิตได้อย่างลงตัว พร้อมจำลองบรรยากาศพื้นที่ส่วนกลางให้ได้สัมผัสก่อนใคร  วันที่ 3-11 พฤศจิกายน 2562 ที่ สามย่าน มิตรทาวน์ ชั้น G   LIFE LADPRAO VALLEY 11 วัน ราคาเดียว Life Ladprao Valley คอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า สถานีห้าแยกลาดพร้าว จัดโปรโมชั่น 11 วัน 11 ยูนิตหลุดดาวน์ 1 ห้องนอน 35 ตร.ม. ราคาเดียว 5.19 ล้าน* วันที่ 1-11 พ.ย. 62    CMC BIG THANKS ช่วยผ่อนนานสูงสุด 10 ปี หรือฟรีทองคำมูลค่า 9 บาท  บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC จัดงานใหญ่ส่งท้ายปี ในงาน“CMC BIG THANKS” ขนทัพโครงการคุณภาพ ทำเลเด่น ตามแนวรถไฟฟ้า พร้อมจัดโปรโมชั่นเด็ดสุดคุ้มที่รอให้คุณเข้าไปจับจอง ไม่ว่าจะเป็น ซื้อตอนนี้ CMC ช่วยผ่อนนานสูงสุดถึง 10 ปี, แจกฟรีI PHONE11 PRO, ทองคำมูลค่า 9 บาท  และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย   แล้วพบกันในงาน ‘’CMC BIG THANKS” ตั้งแต่วันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.30–19.00 น. ณ CMC Privilege Lounge ชั้น 7 โรงภาพยนตร์ ไอคอน ซีเนคอนิค ศูนย์การค้าไอคอนสยาม   “ออริจิ้น” ฉลอง 10 ปี ลดแรง! คอนโดพร้อมอยู่ลดสูงสุด 2 ล้านบาท ออริจิ้น ฉลองครบรอบ 10 ปี ส่งโปรแรงแซงมาตรการรัฐ ภายใต้แคมเปญ10 ปี Origin ลดกระหน่ำสะท้านวงการ สูงสุด 2 ล้านบาท ร่วมกับ 12 คอนโดพร้อมอยู่ ทำเลรถไฟฟ้า ราคาเริ่มต้น 1.39 ลบ.* สามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 15 ธ.ค 62   นอกจากนี้ แคมเปญ 10 ปี Origin ยังมอบโปรพิเศษสุดในรอบปีอีกมากมาย อาทิ *ฟรี! ค่าส่วนกลาง 5 ปี ค่าจดจำนอง ค่าโอน 1% ค่ากองทุนอาคารชุด ค่าประกันมิเตอร์น้ำ, มิเตอร์ไฟ และพิเศษสุด! รับดอกเบี้ย 2.50% 3 ปีแรก* สำหรับผู้ขอสินเชื่อกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส) ผ่อนต่ำ วงเงิน 1 ล้านบาท ผ่อนเริ่มต้นเพียง 3,300 บาท/เดือน นาน 40 ปี*   โครงการที่เข้าร่วมแคมเปญ 10 ปี Origin ได้แก่ 12 โครงการพร้อมอยู่ ดังนี้ KnightsBridge Phaholyothin Interchange      ราคาเริ่มต้น 2.69 ลบ. Kensington Sukhumvit Thepharak                  ราคาเริ่มต้น 1.39 ลบ. Notting Hill Sukhumvit Praksa                        ราคาเริ่มต้น 1.59 ลบ. Notting Hill Sukhumvit 105                              ราคาเริ่มต้น 1.89 ลบ. B-Loft Sukhumvit 107                                        ราคาเริ่มต้น 1.59 ลบ. B-Loft Lite Sukhumvit 115                                 ราคาเริ่มต้น 1.99 ลบ. KnightsBridge The Ocean Sriracha                 ราคาเริ่มต้น 3.59 ลบ. Notting Hill Lamchabang                                  ราคาเริ่มต้น 2.39 ลบ. Kensington Kaset Campus                                 ราคาเริ่มต้น 3.89 ลบ. Notting Hill Jatujak Interchange                     ราคาเริ่มต้น 3.79 ลบ. KnightsBridge Sky River Ocean                       ราคาเริ่มต้น 4.99 ลบ. KnightsBridge Tiwanon                                     ราคาเริ่มต้น 2.79 ลบ.   LPN จัดโปรโมชั่นให้ลูกค้าซื้อง่าย ราคาต่ำสุด ไม่ต้องรอปีหน้า โค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปี LPN ขานรับมาตรการรัฐกระตุ้นอสังหาฯ ได้นำสินค้าทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมที่อยู่ในระดับราคาไม่เกิน  3  ลบ. จำนวน 9 โครงการ  โดยลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์จาก 2% เหลือ 0.01 % ของราคาประเมิน และลดค่าจดจำนองจาก 1 % เหลือ 0.01% ของราคาประเมิน สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่มีราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยจะต้องโอนฯ และจดจำนองในคราวเดียวกัน ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2562 – 24 ธ.ค.2563   คอนโดมิเนียม ลุมพินี ซีเล็คเต็ด สุทธิสาร-สะพานควาย โปรโมชั่น “Member Get Member” เพื่อนแนะนำเพื่อน รับค่าแนะนำสูงสุด 1 แสนบาท ลุมพินี เพลส รัชดา-สาธุ โปรโมชั่นพิเศษ “Member Get Member” เพื่อนแนะนำเพื่อน รับค่าแนะนำสูงสุด 1 แสนบาท ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี-จตุจักร ส่งมอบวันที่ 2 – 3 พ.ย.นี้ ลุมพินี วิลล์ สุขสวัสดิ์-พระราม 3 ลุมพินี เพลส พระราม 3  – ริเวอร์ไรน์ บ้านพักอาศัย บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ รังสิต คลอง ๒ บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ลาดปลาดุก – บางไผ่สเตชั่น บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ เพิ่มสิน – วัชรพล บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ราชพฤกษ์ – ปิ่นเกล้า   แมเนอร์ สนามบินน้ำ แมเนอร์ สนามบินน้ำ คอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา วิว 180 องศา จัดโปรโมชั่น Final Call 20 ยูนิตสุดท้าย ลดราคา 2 ล้านบาท ทุกยูนิต ตั้งแต่ 1 ต.ค.-25 ธ.ค. 62   Nue Noble Srinakarin–Lasalle เปิดจองรอบพิเศษ โครงการใหม่ล่าสุดจาก Noble คอนโดห้องหน้ากว้าง ติดรถไฟฟ้าศรีลาซาล เปิดจองรอบพิเศษ 17 พ.ย. 62 เริ่ม 1.59 ล้าน* ผ่อนเพียง 4,900 บาท/เดือน*   SC Asset x Lazada   จองเริ่ม 11 บาท รับส่วนลดสูงสุด 1 ล้าน SC Asset x Lazada   จองเริ่ม 11 บาท รับส่วนลดสูงสุด 1 ล้าน กับ คอนโด บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม 9 โครงการทำเลคุณภาพภายใต้แคมเปญ “ช้อปวันเดียวได้ทุกดีล 11 พ.ย.นี้”   โดย 9 โครงการทำเลคุณภาพสร้างเสร็จพร้อมอยู่ของ SC  ทั้งคอนโด บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม เริ่ม 3-9 ล้านบาท  จองง่าย จ่ายน้อยกว่า  เริ่มเพียง 11 บาท* ลดเพิ่มสูงสุด 1 ล้าน* เฉพาะวันที่ 11 พ.ย.นี้ และโอนภายใน 25 ธ.ค. 62 รับเพิ่ม Cash back 10,000 บาท พร้อม iPhone 11*   ได้แก่   คอนโดแต่งครบโครงการเซ็นทริค รัชโยธิน  ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีรัชโยธิน เพียง 150 เมตร คอนโดอารมณ์บ้านโครงการแชมเบอร์ส เฌอ รัชดา-รามอินทรา บ้านเดี่ยว3 โครงการ ได้แก่ โครงการเพฟ ประชาอุทิศ , รังสิต , ปิ่นเกล้า-ศาลายา บ้านเดี่ยวและบ้านแฝดโครงการวี คอมพาวด์ ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า ทาวน์โฮม3 โครงการ ได้แก่ โครงการเวิร์ฟ พระราม9 , ติวานนท์-รังสิต , เพชรเกษม 81   เจ เอส พี จัดโปรแรง “Sale เร็วกว่ามาตรการรัฐ” เจ เอส พี จัดโปรแรงที่สุดแห่งปี "Sale เร็วกว่ามาตรการรัฐ" เพื่อลูกค้าที่สนใจ บ้าน ทาวน์โฮม คอนโด อาคารพาณิชย์ บนทำเลศักยภาพ รังสิต แพรกษา เพชรเกษม กัลปพฤกษ์ บางปู รัตนาธิเบศร์ บางประกง และศรีราชา ไม่ต้องรอสิ้นถึงปี พิเศษ! เพียง 799,999 บาท พร้อมส่วนลดสูงสุด 2 ล้านบาท วันนี้ถึง 10 พ.ย. นี้ เท่านั้น      
PS x Shopee จัดแคมเปญ 11.11 ขน 111 ยูนิตจับตลาดมิลเลนเนียน

PS x Shopee จัดแคมเปญ 11.11 ขน 111 ยูนิตจับตลาดมิลเลนเนียน

พฤกษา จับมือ ช้อปปี้  จัดแคมเปญออนไลน์ จับตลาดคนรุ่นใหม่ “มิลเลนเนียล” ขนทาวน์โฮม 4 แบรนด์จำนวน 111 ยูนิต ขายคูปอง 11 บาท แลกรับส่วนลด 200,000 แสน หวังสร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าใหม่   นางสาวอังคณา ลิขิตจรรยากุล รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดองค์กรกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับช้อปปี้ (Shopee) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จัดทำแคมเปญ “11.11 ลดอลัง ปังทุกยูนิต” ด้วยการจัดโปรโมชั่นจำหน่ายคูปองผ่านช้อปปี้ราคา 11 บาท สามารถนำมาใช้เป็นส่วนลดมูลค่าสูงถึง 200,000 บาท ในการซื้อโครงการทาวน์โฮมพร้อมอยู่  4 แบรนด์ ได้แก่ บ้านพฤกษา พฤกษาวิลล์ เดอะคอนเนค และพาทิโอ โดยบริษัทนำเอาทาวน์โฮมพร้อมอยู่มาจัดแคมเปญจำนวน 111 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ารวม 400 ล้านบาท ซึ่งสามารถซื้อคูปองได้ตั้งแต่วันที่ 6-30 พฤศจิกายน 2562 สำหรับ 11 ยูนิตที่โอนบ้านภายในวันที่ 27 ธันวาคมนี้  จะได้รับเพิ่ม 11,111 Coins จากช้อปปี้ด้วย  นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ ให้ส่วนลด 1.5% ในทุกโครงการกับร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าในช้อปปี้ (Shopee Seller) ที่มีอยู่กว่า 600,000 ราย หากซื้อโครงการของพฤกษา ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม “แคมเปญคนี้เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จ แคมเปญ 6.6 Mid-Year Sale ที่จองโครงการพฤกษา 6 บาท ได้รับส่วนลด 20,000 บาท ที่ทำยอดขายได้ถึง 60 ล้าน” เป้าหมายสำคัญของการจัดแคมเปญในครั้งนี้  พฤกษาต้องการสร้างการรับรู้ในแบรนด์พฤกษา  (Brand Awareness) ในกลุ่มมิลเลนเนียล ที่ถือว่าเป็นกลุ่มมีกำลังซื้อ ปัจจุบันมีจำนวนมากถึง 20 ล้านคน จากประชากรทั้งประเทศ ส่วนการเลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของช้อปปี้  เนื่องจากเป็นผู้นำตลาดอีคอมเมิร์ซ และเป็นช่องทางอีคอมเมิร์ซที่กลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วม (Engagement) มากที่สุด นางสาวอังคณา กล่าวอีกว่า การจัดแคมเปญดังกล่าว บริษัทยังคงใช้งบประมาณเดท่าเดิม ในสัดส่วน 1% ของยอดขาย แต่การทำตลาดออนไลน์ ถือว่ามีต้นทุนด้านการตลาดและการขายลดลง ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบตลาดว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ โดยหากประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้  บริษัทจะจัดแคมเปญในลักษณะดังกล่าวต่อไป และจะนำเอาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวและคอนโดฯ มาจัดแคมเปญในอนาคตด้วย
[PR News] ตั้งสมาคม TBIM รับมือเทคโนโลยี Disrupt

[PR News] ตั้งสมาคม TBIM รับมือเทคโนโลยี Disrupt

รัฐ-เอกชน จับมือตั้ง สมาคม TBIM รับมือธุรกิจอสังหาฯ -ก่อสร้าง เจอเทคโนโลยี Disrupt หวังสร้างมาตรฐานการออกแบบ BIM พร้อมยกระดับคนในวงการ เพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน   ศ.ดร.อมร พิมานมาศ ศาสตราจารย์สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะนายกสมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (TBIM) เปิดเผยว่า  จากการที่เทคโนโลยีเข้ามา Disrupt ธุรกิจมากยิ่งขึ้น รวมถึงธุรกิจก่อสร้าง ทำให้อุตสาหกรรมก่อสร้างและงานออกแบบ ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับการ Disrupt ของเทคโนโลยี  รวมถึงเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันให้กับธุรกิจ เพื่อแข่งขันกับต่างชาติได้ทุกรูปแบบ   โดยเฉพาะปัจจุบันการออกแบบในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ได้พัฒนานำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการออบแบบ ด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบ 3 มิติ  ที่เรียกว่า “BIM” (Building Information Modeling) แต่พบว่ากระบวนการ BIM ในประเทศไทย ยังไม่มีมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจน  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรกลาง คือ สมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Thai Building Information Modeling Association; TBIM) เพื่อช่วยสร้างกรอบการทำงาน และมาตรฐานให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน   สำหรับสมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร  ประกอบด้วย คณะกรรมการที่มาจากหลากหลายสาขาวิชาชีพและหลากหลายองค์กร เช่น สถาปนิกและวิศวกรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชนที่มีความสนใจ BIM มาใช้ในการทำงานให้สอดคล้องไปในทางเดียวกันภายใต้มาตรฐานและข้อกำหนดต่างๆ ที่ใช้สำหรับการทำงานให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน  โดยมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการร่างมาตรฐานการทำงานด้วยระบบ BIM ขึ้น ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้งานมาตรฐานดังกล่าวได้ภายในปี 2563   ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้  และพัฒนาความสามารถในการทำงาน ของผู้ที่ทำงานด้วยระบบ BIM ทั้งกับสมาชิกและบุคคลภายนอก ทางสมาคมจึงเตรียมพัฒนาหลักสูตรอบรม-สัมมนา เพื่ออบรมให้ความรู้ในช่วงต้นปี 2563 ด้วย   สำหรับการทำงานของระบบ BIM จะสร้างแบบจำลองเสมือนจริงในคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ทำงานเกี่ยวข้องสามารถเห็นส่วนประกอบทุกส่วนตรงกัน โดย BIM จะสร้างเป็นโมเดล 3 มิติขึ้นมาพร้อมกับ Intelligent Information อาทิ รายละเอียดวัสดุ เพื่อคำนวนปริมาณวัสดุก่อสร้าง ปรับปรุงกระบวนการออกแบบก่อสร้างและคำนวนพลังงานที่จะใช้ในอาคาร สร้างแบบจำลอง หรือ Digital Prototype Model ที่เสมือนจริง และเปลี่ยนจากการสร้างแบบบนกระดาษมาสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและประสานข้อมูลบน Cloud สะดวกในการทำงานนอกสถานที่โดยสามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง Tablet ได้อีกด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การส่งมอบอาคารที่มีคุณภาพสูงขึ้นจากมาตรฐานของตลาดในปัจจุบัน   ปัจจุบันมีผู้พัฒนาโครงการก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยได้นำเทคโนโลยีระบบ BIM เข้ามาใช้ในงานก่อสร้างแล้ว อาทิ สถานีโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีส้ม ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และโครงการ แอชตัน อโศก ของบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ส่วนในภูมิภาคอาเซียนมีประเทศสิงคโปร์เป็นผู้นำในการใช้ BIM ในการพัฒนาโครงการก่อสร้าง “การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการสร้างโมเดล พิมพ์เขียวโครงการก่อสร้าง 3 มิติ หรือ BIM จะเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมโครงการก่อสร้างหรืออาคารประเภทต่างๆ มากขึ้น และเห็นแนวโน้มชัดเจนขึ้นภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ทันทีที่เทคโนโลยี 5G เกิดขึ้นในประเทศไทย”  ศ.ดร.อมร กล่าว  
“วิลล่า คุณาลัย” กวาดรายได้และกำไร 9 เดือนเติบโตก่อนเข้าตลาด

“วิลล่า คุณาลัย” กวาดรายได้และกำไร 9 เดือนเติบโตก่อนเข้าตลาด

วิลล่า คุณาลัย  สร้างรายได้และกำไร 9 เดือน โตต่อเนื่อง ก่อนเทรดในตลาดหุ้น ขณะที่มาตรการภาครัฐช่วยกระตุ้นตลาดโค้งท้ายปี และส่งผลดี 2 โครงการทาวน์โฮมของบริษัท  นางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ KUN  เปิดเผยว่า ภายหลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบไฟลิ่ง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ล่าสุด บริษัทอยู่ระหว่างขั้นตอนการเตรียมความพร้อมในการเสนอขายหลักทรัพย์ เพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป (IPO) จำนวน 150 ล้านหุ้น และมูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 25%  ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท   สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมีรายได้รวม 461.09 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 43.15 ล้านบาท ซึ่งเติบโตอย่างอย่างโดดเด่น เมื่อเทียบจากปี 2561 ทั้งปีที่มีรายได้ 447.09 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 11.56 ล้านบาท  ผลประกอบการเติบโตดังกล่าว  เป็นผลมาจากการรับรู้รายได้จากการขายโครงการคุณาลัย จอย ที่เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2562 เป็นต้นมา   นอกจากนี้ ยังมีการโอนโครงการคุณาลัย ซิมโฟนี ที่มีการปรับปรุงแบบบ้านใหม่ รวมถึงสินค้าบ้านเดี่ยวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบตามผลิตภัณฑ์ที่ขายดีของกลุ่มบริษัทฯ จึงทำให้ได้รับความสนใจจากลูกค้ามากขึ้น  ส่งผลให้บริษัทสามารถขายและโอนบ้านได้ในปริมาณที่สูงขึ้นตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2561 จนถึงช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 และมีรายได้จากการขายที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2561 นางประวีรัตน์ กล่าวอีกว่า บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิ​เพิ่มขึ้นเป็น 9.36% ของรายได้รวม โดยเป็นผลจากรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นตามยอดโอนกรรมสิทธิ์ ต้นทุนขายเมื่อเทียบสัดส่วนต่อรายได้จากการขายที่ลดลงจากการโอนกรรมสิทธิ์บ้านที่มีต้นทุนการก่อสร้างที่ต่ำกว่าปีก่อน ๆ และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเทียบสัดส่วนต่อรายได้จากการขายที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ ส่งผลให้ภาพรวมกำไรสุทธิของงวด 9 เดือน ปี 2562 เพิ่มขึ้นอย่างมาก   สำหรับภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้  คาดว่าจะมีการปรับตัวคึกคักมากขึ้น ภายหลังภาครัฐได้มีมาตรกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์  ซึ่งโครงการของ “วิลล่า คุณาลัย”  ได้รับอานิสงส์จากมาตรการนี้ด้วย โดยโครงการ ที่สอดรับนโยบายดังกล่าว ได้แก่ โครงการ คุณาลัย บีกินส์ โครงการทาวน์โฮม และโครงการ คุณาลัย บีกินส์ 2 โครงการทาวน์โฮม เนื่องจากโครงการดังกล่าวอยู่ในระดับราคา เฉลี่ยไม่เกิน 3 ล้านบาท
“ไรมอน แลนด์” เปิดแผนปี 63 ปูทางสร้างรายได้หมื่นล้านใน 5 ปี

“ไรมอน แลนด์” เปิดแผนปี 63 ปูทางสร้างรายได้หมื่นล้านใน 5 ปี

“ไรมอน แลนด์” รุกตลาดเอเชีย ประเดิมเปิดสำนักงานขายโครงการ The Estelle Phrom Phong ประเทศสิงคโปร์ พร้อมเผยแผนปี 63 ลุยเปิดทั้งคอนโดฯ และโรงแรม ปูทางสู่รายได้ 1 หมื่นล้านภายใน 5 ปี   นายไลโอเนล ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าบริษัทมุ่งเน้นพัฒนาโครงการระดับลักชัวรี่  โดยในโครงการระดับ 10 ล้านบาทขึ้นไป  บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด ด้วยสัดส่วน 13.2% โดยบริษัทมีฐานลูกค้าแบ่งออกเป็นกลุ่มลูกค้าคนไทย 50% ส่วนลูกค้าต่างชาติสัดส่วนหลักเป็นชาวเอเชีย 32% เป็นชาวสิงค์โปรสัดส่วน 13.2%   โดยจากการสำรวจของสถาบันเครดิตสวิสประเทศสิงคโปร์ พบว่าประเทศสิงคโปร์ประชากรมีเงินออมสูงที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้บริษัท ได้มองเห็นโอกาสทางการของตลาด จึงลงทุนกว่า 30 ล้านบาท เปิดสำนักงานขายโครงการ The Estelle Phrom Phong ในประเทศสิงคโปร์เป็นครั้งแรก ที่ Royal Square@ Novena ชั้น 2 ใกล้กับร้านอาหารบ้านหญิง บนถนน Irrawaddy ซึ่งเป็นย่าน Medical Hub และเป็นย่านที่มีที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ที่แพงที่สุด โดยในอนาคตมีแผนที่จะเปิดสำนักงานขายในประเทศอื่นๆ ต่อไป สำหรับโครงการ The Estelle Phrom Phong เป็นคอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ สูง 37 ชั้น ขนาด 1-4 ห้องนอน พื้นที่ 55-160 ตารางเมตร บนเนื้อที่กว่า 1 ไร่ ใกล้รถไฟฟ้าสถานีพร้อมพงษ์เพียง 200 เมตร คาดว่าแล้วเสร็จปี 2565 ราคาเริ่มต้น 18 ล้านบาท   นายไลโอเนล กล่าวอีกว่า ในปี 2563 บริษัทมีแผนจะเปิด 2 โครงการใหม่ โดยเป็นโครงการมิกซ์ยูสในต่างประเทศ และคอนโดมิเนียมระดับหรู “THE ARDMORE 38” ในซอยสุขุมวิท 38 มูลค่า 8,200 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดโรงแรม KITCH HOTEL ตั้งอยู่หน้าโครงการคอนโดมิเนียม The River โดยออกแบบและพัฒนาภายใต้แนวคิด Food Hotel เป็นครั้งแรก ในประเทศไทย  เพื่อจับตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยว ต้องการเรียนรู้วัฒนธรรมอาหารไทย จีน และอินเดีย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนและอินเดีย ซึ่งจะเป็นโรงแรมขนาด 72 ห้อง อัตราค่าพักอยู่ที่ ราว 1,400–1,600 บาทต่อคืน มีกำหนดการเปิดให้บริการประมาณต้นปีหน้า และอีกหนึ่งโรงแรมย่านสุขุมวิท จำนวน 220 ห้อง ภายใต้คอนเซ็ปต์ New Age Hotel คาดว่าสร้างเสร็จและเปิดให้บริการภายในปี 2566 ปัจจุบันบริษัทมีรายได้ประจำสัดส่วน 12% มีแผนเพิ่มสัดส่วนเป็น 50% โดยวางแนวทางการพัฒนาโครงการสำหรับสร้างรายได้ประจำ ปีละ 2 โครงการ และมีรายได้จากอาคารสำนักงานหรือพื้นที่ให้เช่าสัดส่วน 30% จากอาคาร One City Centre การมุ่งขยายโรงแรมจากเกือบ 300 ห้อง เป็น 1,400 ห้อง รวมถึงธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ร้านบ้านหญิง จะขยายสาขาให้บริการเพิ่มขึ้นในประเทศแถบอาเซียน เพื่อเป้าหมายรายรวมของบริษัทได้แตะ 10,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี   ทั้งนี้ยังมีการเปิดเผยว่ามีการมีปรับเปลี่ยนการพัฒนาคอนโดมิเนียม Shaa Asoke ในซอยสุขุมวิท 19 ให้เป็นโรงแรม 220 ห้อง โดยอยู่ในระหว่างการเจรจากับพันธมิตรญี่ปุ่น    
เมืองไทยประกันชีวิตลุยธุรกิจอสังหาฯ ปั้นออฟฟิศเกรด A “66 Tower”

เมืองไทยประกันชีวิตลุยธุรกิจอสังหาฯ ปั้นออฟฟิศเกรด A “66 Tower”

เมืองไทยประกันชีวิต ลุยธุรกิจอสังหาฯ ปั้นออฟฟิศดิ้งเกรด A  “66 Tower” มูลค่า 3,800 ล้าน ย่านสุขุมวิท 66 รับดีมานด์สูง แต่ซัพพลายจำกัด มั่นใจหลังเปิดใช้มีผู้เช่าเต็ม 100% นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า ได้ขยายธุรกิจมาสู่อสังหาริมทรัพย์  ด้วยการลงทุนพัฒนาโครงการอาคารสำนักงานเกรด A ภายใต้ชื่อ 66 Tower (ซิคตี้ซิกส์ ทาวเวอร์) มูลค่า 3,800 ล้านบาท บนเนื้อที่ 4 ไร่ อยู่บริเวณถนนสุขุมวิท 66 ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส อุดมสุข 150 เมตร ปัจจุบันได้ก่อสร้างแล้ว 15% มีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปี 2564   “แม้ว่า MTL จะเป็นหน้าใหม่ในตลาดอสังหาฯ  แต่มีประสบการณ์ จากการเป็นเจ้าของอาคารเมืองไทยภัทรมากว่า 9 ปี ปัจจุบันมีอัตราเช่าพื้นที่ 90%” สำหรับอาคารซิกตี้ซิกส์ ทาวเวอร์ มีขนาดความสูง 28 ชั้น พื้นที่เช่า 30,000 ตารางเมตร แต่ละชั้นมีพื้นที่ประมาณ​1,200 ตารางเมตร สามารถเช่าเริ่มต้นได้ตั้งแต่ 100 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้นตารางเมตละ 850 บาทต่อเดือน ภายในอาคารยังจัดสรรเป็นพื้นที่ค้าปลีก 2 ชั้น ด้านนายนิธิพัฒน์ ทองพันธุ์ กรรมการบริหารและหัวหน้าแผนกพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CBRE กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่สำนักงานในเขตกรุงเทพฯ มีจำนวน 8.9 ล้านตารางเมตร มีอัตราเช่าประมาณ​ 93%  มีอัตราค่าเช่าเฉลี่ยเดือนละ 600-700 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งค่าเช่ามีอัตราการการปรับเพิ่มเฉลี่ย 5% ในระยะ 3 ปี ซึ่งตลาดอาคารสำนักงานถือว่ายังมีความต้องการสูง เนื่องจากปัจจุบันมีพื้นที่จำกัด อย่างไรก็ตาม ในตั้งแต่ช่วงปี 2565-2569 จะมีอาคารสำนักงานก่อสร้างแล้วเสร็จเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่องรวม 2 ล้านตารางเมตร หรือประมาณปีละ 400,000-500,000 ตารางเมตร ทำให้ปริมาณพื้นที่สำนักงานให้เช่ามีมากถึง 10.9 ล้านตารางเมตร ทำให้เกิดการแข่งขันสูงมากขึ้น  โดยเฉพาะพื้นที่ใจกลางเมือง ซึ่งการพัฒนาอาคารสำนักงาน  จะต้องมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้เช่า ที่ปัจจุบันพบว่ามีอัตราการใช้พื้นที่ต่อคนลดลง จากพนักงาน 1 คนใช้พื้นที่ 10 ตารางเมตร ลดลงเหลือ 6-7 ตารางเมตรต่อคน สำหรับเทรนด์ความต้องการพื้นที่สำนักงานในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกที่เกิดขึ้นมา 4-5 ปีแล้ว และเริ่มเป็นเทรนด์เข้ามาในตลาดเมืองไทยช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คือ การมุ่งตอบโจทย์หลัก 2 ข้อได้แก่ พื้นที่สำนักงานสามารถรักษาพนักงานที่มีความสามารถให้ทำงานกับองค์นั้นได้หรือไม่ และสามารถหาพนักงานที่มีความสามารถเข้ามาทำงานในองค์กรนั้นได้หรือไม่ “องค์ประกอบพื้นที่สำนักงานที่ผู้เช่าต้องการ คือ ที่ตั้งสำนักงาน การออกแบบพื้นที่ได้หลากหลาย การมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องน้ำจำนวนมาก มีห้องประชุมส่วนกลางให้ใช้บริการ และมีร้านค้าต่างๆ” โดยพื้นที่สำนักงานเกรด A ในตั้งแต่บีทีเอส สถานีพระโขนง จนถึงบางนา มีเพียงอาคารภิรัชไบเทค ซึ่งมีพื้นที่รวม 32,000 ตารางเมตร มีอัตราเช่า 98% ในราคาเฉลี่ย 800-850 บาท ทำให้ในย่านดังกล่าวถือว่ามีปริมาณพื้นที่ของอาคารสำนักงานเกรด A น้อยกว่าความต้องการ ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารสำนักงานเกรด B ที่มีอัตราเช่าเฉลี่ยประมาณ​ 700 บาท ทำให้เชื่อว่าเมื่ออาคารซิกตี้ซิกส์ ทาวเวอร์แล้วเสร็จภายใน 1 ปี จะมีอัตราการเช่าเต็ม 100% และก่อนอาคารก่อสร้างเสร็จน่าจะมีอัตราการจองไม่ต่ำกว่า 30%    

"พีทีเอฟ เรียลตี้" ทุนไต้หวัน ยังมั่นใจอสังหาฯ ไทย เดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง

เปิดแผนกลุ่มทุนไต้หวัน ลุยตลาดอสังหาฯ เมืองไทย มั่นใจยังเติบโตและมีดีมานด์ พร้อมเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง และเตรียมปรับพอร์ตธุรกิจจากคอนโดฯ สู่แนวราบ หนี้การแข่งขันและยอดขายคอนโดฯ ชะลอตัว   นายถงหยุ่ย โทนี่ ยิ่ง กรรมการผู้บริหาร บริษัท พีทีเอฟ เรียลตี้ (2018) จํากัด ในเครือ พีทีเอฟ เรียลตี้ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย  ยังมีศักยภาพการเติบโต จากภาวะเศรษฐกิจของไทย ที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีจากภาคการท่องเที่ยว และการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนต่างชาติ รวมถึงยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยของคนไทย ซึ่งตลาดอสังหาฯ ของไทยดีกว่าหลายประเทศในเซาท์อีสเอเชีย  แม้ว่าในปีนี้ตลาดอสังหาฯ จะอยู่ในภาวะชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังเชื่อว่าจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นในอีก 1-2 ปี ข้างหน้า   “ตลาดผู้บริโภคยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย และประเทศไทยมีแนวโน้มการลงทุนที่ดี เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน” สำหรับแผนลงทุนของบริษัทยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง  โดยมุ่งพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม  ในทำเลเส้นทางรถไฟฟ้า ซึ่งจะพัฒนาครั้งละ 1 โครงการ หากโครงการที่พัฒนาอยู่ มีอัตราการขาย 60-70% บริษัทจะหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการใหม่  เนื่องจากต้องการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคง  ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทได้พัฒนาโครงการคอนโดฯ มาแล้ว 4 โครงการรวมมูลค่ากว่า 5,400 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการคอนโด เดอะ ราชดำริ, โครงการเมแฟร์ เพลส สุขุมวิท 64 ,โครงการเมแฟร์ เพลส สุขุมวิท 50 โดยทั้ง 3 โครงการดังกล่าวปิดการขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนโครงการที่ 4 คือโครงการ DEFINE by Mayfair สุขุมวิท 50 ปัจจุบันมียอดขายกว่า 60% จากมูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท เริ่มก่อสร้าง ปี 2562 คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2563 ล่าสุด ได้เปิดตัวโครงการใหม่ ภายใต้ชื่อ  MAYFAIR PLACE VICTORY MONUMENT (เมย์แฟร์ เพลส วิคทอรี่ โมนูเมนต์) มูลค่าโครงการรวม 1,200 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการยื่นขอ EIA คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในกลางปี 2563 การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2565 สำหรับโครงการเมย์แฟร์ เพลส วิคทอรี่ โมนูเมนต์ เน้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายซื้อเพื่ออยู่อาศัย  และซื้อเพื่อการลงทุนปล่อยเช่าระยะยาว ซึ่งบริษัทการันตีผลตอบแทนในอัตรา 5% นาน 2 ปี  โดยจากประสบการณ์บริหารและนำห้องของลูกค้าที่ซื้อไปแล้ว  มาปล่อยเช่ารวมทุกโครงการกว่า 250 ห้องชุด โดยผลตอบแทนที่ลูกค้ากลุ่มนักลงทุนได้รับ อยู่ในอัตราประมาณ 4-5% ต่อปี  โดยทุกโครงการที่เปิดขายมีสัดส่วนการซื้อ เพื่อลงทุนอยู่ที่ประมาณ 30 %   นายถงหยุ่ย กล่าวอีกว่า นอกจากแผนพัฒนาโครงการคอนโดฯ แล้ว บริษัทยังวางแผนพัฒนาโครงการแนวราบ ประเภทบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮมในอนาคต ซึ่งมองทำเลลาดพร้าวและสุขุมวิท เนื่องจากปัจจุบันตลาดคอนโดฯ มีการแข่งขันสูง อัตราการขายได้ช้าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่โครงการแนวราบยังมีความต้องการ และระดับราคาใกล้เคียงกับห้องชุดคอนโดฯ  แต่ได้พื้นที่มากกว่า ซึ่งปัจจุบันกลุ่มลูกค้าเริ่มมองหาซื้อโครงการแนวราบมากขึ้น
“โฮมโปร” โชว์รายได้ 9 เดือนโตสวนเศรษฐกิจ ทำได้กว่า 5 หมื่นล้าน

“โฮมโปร” โชว์รายได้ 9 เดือนโตสวนเศรษฐกิจ ทำได้กว่า 5 หมื่นล้าน

“โฮมโปร” โชว์รายได้ช่วง 9 เดือนแรก มีรายได้รวม 50,493.89 ล้าน โตจากปีก่อนหน้า 3.35%  พร้อมกวดกำไรกว่า 4,428.72 ล้าน สวนภาวะเศรษฐกิจซบเซา    นายคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน  เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรก 2562 ว่า  ทำรายได้รวม 50,493.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,634.89 ล้านบาท หรือ 3.35% และมีกำไรสุทธิกว่า 4,428.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 501.87 ล้านบาท หรือ 12.78% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน   โดยบริษัทมีรายได้จากการขาย จำนวน 47,046.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,325.80 ล้านบาท หรือ 2.90% ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมของธุรกิจโฮมโปร และเมกา โฮม รวมถึงการเติบโตของยอดขายจากสาขาใหม่จากธุรกิจโฮมโปร และ รายได้ค่าเช่าและบริการ 1,951.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 203.37 ล้านบาท หรือ 11.63%  ซึ่งค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากพื้นที่เช่าภายในศูนย์การค้ามาร์เกต วิลเลจ และพื้นที่ให้เช่าของสาขาโฮมโปร และพื้นที่เช่าจากการจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับคู่ค้า และรายได้จากค่าบริการ “Home Service” และมีรายได้อื่นอีก 1,496.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105.72 ล้านบาท หรือ 7.60% โดยเป็นผลมาจากการเติบโตของรายได้ส่งเสริมการขายร่วมกับคู่ค้า ดอกเบี้ยรับ และรายได้เบ็ดเตล็ด นอกจากนี้ บริษัทยังมีกำไรขั้นต้น 12,496.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 542.68 ล้านบาท หรือ 4.54% เมื่อเทียบกับปีก่อน  สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 26.15% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 26.56% โดยเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนของส่วนผสมสินค้ามีไว้เพื่อขายทั้งกลุ่มสินค้าทั่วไป และกลุ่มสินค้า Direct Sourcing รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพวางแผนการจัดซื้อสินค้าของธุรกิจโฮมโปร, เมกา โฮม และโฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย   นายคุณวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจมีการขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้   เนื่องจากผลกระทบจากสภาวะการกีดกันทางการค้า  สงครามทางการค้า และเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะภาคการส่งออก ทำให้ได้รับผลกระทบตามเศรษฐกิจ จำนวนคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกที่ชะลอตัวลง เริ่มส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนโดยเฉพาะความต้องการในประเทศ  การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากรายได้และการจ้างงานที่ปรับลดลง  โดยเฉพาะในภาคการส่งออก   ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงได้รับแรงกดดัน  จากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง  และราคาสินค้าการเกษตรที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ สำหรับภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง รวมถึงผลกระทบจากฤดูฝน และอุทกภัยที่ภาคอีสาน อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้มีมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการชิมช้อปใช้ เป็นต้น สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 3 ถือเป็นช่วง Low Season ของธุรกิจค้าปลีก ซึ่งได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย เช่น ตัวเลขด้านเศรษฐกิจไทย ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงต่ำสุดในช่วง 38 เดือนที่ผ่านมา และอุทกภัยในต่างจังหวัด รวมถึงไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา มียอดขายสินค้ากลุ่มโทรทัศน์ที่สูงผิดปกติ  ทำให้การเติบโตของยอดขายในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้   อย่างไรก็ตามบริษัทได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง  เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของลูกค้า อาทิ งานโฮมโปร แฟร์ (HomePro Fair) ที่เมืองทองธานี และที่หาดใหญ่ รวมถึงกิจกรรม “ฉลองครบรอบ 23 ปี Anniversary Day ” ในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม – 29 กันยายน 2562 เพื่อกระตุ้นยอดขายอีกด้วย   นายคุณวุฒิ กล่าวถึง การเติบโตของบริษัทย่อยว่า เมกา โฮม มียอดขายทรงตัว ส่วนธุรกิจ  โฮมโปร ที่ประเทศมาเลเซียยังได้รับผลกระทบจากยอดขายที่สูงผิดปกติในปี 2561 จากการยกเลิกภาษี GST อย่างไรก็ตาม บริษัทย่อยมีประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่างๆ ผ่านการปรับปรุงด้านอัตราการทำกำไรขั้นต้น และการบริหารค่าใช้จ่าย   “สำหรับการขยายสาขาในไตรมาสที่ 3 บริษัทได้ขยายสาขาใหม่ 2 แห่ง ที่ โฮมโปร สาขามุกดาหาร และโฮมโปรเอส สาขาสามย่านมิตรทาวน์ ส่งผลให้ไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 บริษัท มีสาขาโฮมโปร 84 สาขา และ โฮมโปรเอส 9 สาขา เมกา โฮม 12 สาขา และ โฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย 6 สาขาอีกด้วย”    
“เสนา” หั่นเป้า เหลือเปิดใหม่ 10 โปรเจ็กต์  

“เสนา” หั่นเป้า เหลือเปิดใหม่ 10 โปรเจ็กต์  

“เสนา” ลดเป้าเปิดโครงการใหม่จาก 18 โปรเจ็กต์ เหลือแค่ 10 โปรเจ็กต์ หลังเศรษฐกิจไม่เอื้อแถมเจอมาตรการ LTV แต่ยังมั่นใจกวดยอดขายได้ตามเป้ากว่าหมื่นล้าน  พร้อมเดินหน้าไตรมาสสุดท้าย เปิดโครงการ ใหม่อีก 5 โปรเจ็กต์ มูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท        นางสาว อุมาพร ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ปรับเป้าหมายการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ ลดลงจากแผนเดิม 18 โครงการ เหลือ 10 โครงการ โดยแบ่งสัดส่วนรายได้จากที่อยู่อาศัยแนวสูง 90% และแนวราบ 10% โดยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้  บริษัทมีแผนจะเปิดตัวอีก 5 โครงการ มูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท เริ่มจากเปิดตัวโครงการ “นิช โมโน แจ้งวัฒนะ”   สำหรับการปรับเป้าหมายการเปิดตัวโครงการลดลง  เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และมาตรการ LTV ที่มีผลบังคับใช้  แต่ยังคงเป้าหมายยอดขายจะเติบโตตามเป้าหมายที่คาดว่าจะทำได้ 10,172 ล้านบาท โดยในช่วง 9 เดือนแรกสามารถทำยอดขายได้แล้ว 5,000 ล้านบาท โดยคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวล่าสุด  เป็นคอนโดฯ ร่วมทุนโครงการที่ 8 จากเสนา ฮันคิว ฮันชิน มีขนาดความสูง 35 ชั้นจำนวน 921 ยูนิต บนถนนแจ้งวัฒนะ เนื้อที่กว่า 3 ไร่เศษ  มีห้องให้เลือกแบบ 1-2 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ 28–53 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท  หรือตารางเมตรละ 67,500 บาท  มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท  เริ่มก่อสร้างปี 2563 และคาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2565 ขณะนี้อยู่ในช่วง Soft Opening คาดว่าจะเปิดพรีเซลประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2563   โดยตั้งเป้ายอดขาย 40% จนถึงสิ้นปีนี้   สำหรับตลาดคอนโดฯ บนถนนแจ้งวัฒนะ  ไนท์แฟรงค์ประเทศไทย รายงานผลการวิจัย ระบุว่า ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมามีคอนโดฯ เปิดขายปีละ 1,350 ยูนิต โดยเริ่มมีจำนวนคอนโดฯ สร้างใหม่เกิดขึ้นมากตั้งแต่ปี 2554 เนื่องจากมีหน่วยงานราชการเริ่มย้ายเข้ามาทำงานอยู่ในบริเวณศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และเริ่มมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงมีนบุรี-แคราย แต่จำนวนโครงการใหม่เริ่มชะลอตัวลงและเพิ่มขึ้นสลับกันไปจนถึงปี 2561   ส่วนในช่วงครึ่งปีแรกของ 2562 มีจำนวนห้องชุดคอนโดฯ ทั้งสิ้น 18,942 ยูนิต เป็นโครงการเปิดใหม่ 1,838 ยูนิต และคาดว่าทั้งปี 2562 จะมีคอนโดฯ เปิดขายใหม่ในทำเลแจ้งวัฒนะประมาณ 3,000 ยูนิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคอนโดฯ เกรดซีไปจนถึงเกรดบี  ซึ่งมีราคาเฉลี่ยของคอนโดฯ เกรดซีประมาณ 72,438 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่มีราคาเฉลี่ยประมาณ 53,680 บาทต่อตารางเมตร ค่าเฉลี่ยสะสมในการปรับตัวในระยะเวลา 7 ปี (Compound Annual Growth Rate: CAGR) ประมาณ 5% และราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมเกรดบีปัจจุบันจะอยู่ที่ 80,150 บาทต่อตารางเมตร    
5  เหตุผลสำคัญ  ทำให้ทำเลย่านแจ้งวัฒนะเป็นทำเลธุรกิจใหม่ในอนาคต

5 เหตุผลสำคัญ ทำให้ทำเลย่านแจ้งวัฒนะเป็นทำเลธุรกิจใหม่ในอนาคต

ถนนแจ้งวัฒนะ ปัจจุบันเริ่มมีความหนาแน่น ของการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม จากผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ จากก่อนหน้าทำเลในโซนนี้ มีการพัฒนาโครงการประเภทแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม เพราะต้องยอมรับว่าบริเวณแถวแจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด และนนทบุรี เป็นพื้นที่ชานเมืองราคาที่ดินยังไม่สูงมากนัก สามารถนำมาพัฒนาเป็นโครงการแนวราบได้  ปัจจุบันย่านแจ้งวัฒนะเริ่มมีความโดดเด่น และกำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งย่านสำคัญ  ด้านเศรษฐกิจและการค้า  จากการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู ถือเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ซึ่งเมื่อระบบคมนาคมขนส่งสะดวกมากขึ้น การพัฒนารูปแบบต่างๆ ก็จะมีเข้ามามากขึ้นด้วยเช่นกัน    นายพนม กาญจนเทียมเท่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริเวณแจ้งวัฒนะเป็นทำเลศักยภาพที่มีความโดดเด่น เป็นย่านเศรษฐกิจและย่านธุรกิจการค้า มีโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานหลากหลายรูปแบบ ที่อยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาจากผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย ซึ่งได้เริ่มเข้ามาจับจองที่ดินบริเวณนี้ สิ่งที่ตอกย้ำให้ย่านแจ้งวัฒนะกำลังกลายเป็นย่านเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญในอนาคต คงมาจาก  5 เหตุผลนี้ 1.การพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้า ปัจจุบันแจ้งวัฒนะอยู่การพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี  ปัจจุบันกำลังดำเนินการก่อสร้าง และกำหนดเปิดให้บริการประมาณปี 2564  อีกทั้งยังมีส่วนต่อขยายจากสถานีศรีรัช – เมืองทองธานี ที่ออกแบบเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Straddle Monorail)    โดยจุดเชื่อมต่อจะอยู่บริเวณสถานีศรีรัช  ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี สายหลัก ไปทางทิศตะวันตก และเลี้ยวขวาเข้าสู่เมืองทองธานีไปตามซอยแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 39 แนวทางเดียวกันกับทางพิเศษอุดรรัถยา ต่อเนื่องไปยังจุดสิ้นสุดโครงการบริเวณทะเลสาบเมืองทองธานี ประกอบด้วยสถานีรับส่งผู้โดยสาร 2 สถานี ได้แก่ สถานี MT-01 ตั้งอยู่บริเวณอิมแพ็คชาเลนเจอร์ (Impact Challenger) และสถานี MT-02 ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของทะเลสาบเมืองทองธานี รวมระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร   หากโครงการแล้วเสร็จจะเป็นการเพิ่มศักยภาพการเดินทางของประชาชน  จากบริเวณถนนแจ้งวัฒนะเข้าสู่พื้นที่เมืองทองธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่น และเป็นที่ตั้งของยูนิตงานต่างๆ ด้วย เช่น ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เอสซีจี สเตเดี้ยม ธันเดอร์โดม และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นต้น โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูยังสามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่น  3  สาย คือ   1.รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ (ปัจจุบันเปิดให้ใช้บริการอยู่) โดยเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีชมพู ที่สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี 2.รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-รังสิต  ปัจจุบันกำลังดำเนินการก่อสร้าง  และเปิดให้บริการประมาณต้นปี 2564 โดยเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่สถานีหลักสี่ 3.รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต โดยเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ  เป็นโครงการในอนาคต 2.ทำเลใกล้สนามบินดอนเมือง บริเวณแจ้งวัฒนะตั้งอยู่ใกล้สนามบินดอนเมือง  ซึ่งในปัจจุบันสนามบินดอนเมืองมี 2 อาคารคือ Terminal 1 และ Terminal 2 โดยสามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณปีละ 30 ล้านคน และในอนาคต บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้เตรียมแผนในการพัฒนาระยะที่ 3 (Terminal 3) และคาดว่าในอนาคตจะมีการเพิ่มเที่ยวบินและคาดว่าจำนวนผู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการจะเพิ่มขึ้นถึงปีละ 40 ล้านคน และสูงถึง 50-60 ล้านคน  ในช่วงปี 2568-2573  ในส่วนการเดินทางทางน้ำบริเวณนี้ยังมีท่าเรือปากเกร็ดซึ่งคอยรองรับการเดินไปยังส่วนต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร และยังมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าถึงโดยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของรัฐบาลอีกด้วย 3.จุดศูนย์รวมยูนิตงานขนาดใหญ่ ทั้งรัฐและเอกชน ในย่านแจ้งวัฒนะถือว่ามียูนิตงานขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นจากภาครัฐหรือเอกชน  โดยเฉพาะการมีศูนย์ราชการ สถานที่ซึ่งเป็นศูนย์รวมของยูนิตงานราชการสำคัญเอาไว้  ทำให้แต่ละวันมีคนจำนวนมากเดินทางเข้ามาในย่านนี้  เพื่อติดต่อราชการในยูนิตงานต่างๆ ไม่นับรวมกับจำนวนข้าราชการที่ทำงานในยูนิตงานต่างๆ อีกมหาศาล ยิ่งทำให้บริเวณดังกล่าวกลายเป็นแหล่งธุรกิจที่สำคัญมากยิ่งขึ้น 4.บิ๊กโปรเจ็กต์ ด้านศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมขนาดใหญ่ การพัฒนาโครงการเมืองทองธานี ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งมีการพัฒนาศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชีย โดยมีพื้นที่รวมกว่า 140,000 ตารางเมตร โดยเฉพาะ อิมแพ็ค มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนผู้ใช้บริการจัดงานแสดงสินค้า นิทรรศการ ประชุม-สัมมนา งานเลี้ยงสังสรรค์ งานแต่งงาน คอนเสิร์ต กิจกรรมพิเศษอื่นๆ หมุนเวียนจัดงานรวมกว่า 1,000 งานต่อปี และมีจำนวนผู้เดินทางมาเยือนกว่า 10 ล้านคน    ภายในโครงการเมืองทองธานี ยังมีการพัฒนาโครงการอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้า พื้นที่รีเทล โรงแรม คอมมูนิตี้มอลล์ต่างๆ อีกสารพัด ทำเมืองทองธานีมีความหนาแน่น ทั้งจำนวนประชากรผู้เข้ามาอยู่อาศัย และการติตต่อธุรกิจต่างๆ  ย่านแจ้งวัฒนะ ยังถูกเติมเต็มไปด้วยศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ บิ๊กซีซุปเปอร์เซ็นเตอร์ แม็คโคร คอมมูนิตี้มอลล์ และโครงการอื่นๆ อีกหลายโครงการ 5.บิ๊กดีเวลลอปเปอร์แห่เข้าพัฒนาโครงการ ทำเลที่มีแนวโน้มเติบโต และกลายเป็นย่านสำคัญในอนาคต  ปัจจัยชี้วัดอีกประการ คือดูได้จากการเข้าไปพัฒนาโครงการของบิ๊กดีเวลลอปเปอร์ต่างๆ เพราะหากทำเลนั้นไม่มีศักยภาพเพียงพอ ดีเวลลอปเปอร์จะไม่เข้าไปจับจองพื้นที่เพื่อพัฒนาโครงการอย่างแน่นอน ปัจจุบันในย่านแจ้งวัฒนามีบิ๊กดีเวลลอปเปอร์หลายรายเข้าไปพัฒนาโครงการแล้ว อาทิ   กลุ่มบางกอกแลนด์ พัฒนาโครงการศูนย์การค้า คอสโม บาซาร์ พื้นที่รวม 80,000 ตารางเมตร มีทั้งโรงภาพยนตร์เครือเอสเอฟ ซีนีม่า ซิตี้ 5 โรง ซูเปอราร์เก็ต ฟิตเนสเซ็นเตอร์ ร้านค้า และร้านอาหาร  กลุ่มบีแลนด์ยังวางแผนนำที่ดิน 600 ไร่ บริเวณทะเลสาบเมืองทองธานี  พัมนาโครงการเลเชอร์ แอนด์ เอ็นเตอร์เท็นเมนท์ คอมเพล็กซ์ มูลค่า 5,000-6,000 ล้านบาทอีกด้วย   ความเคลื่อนไหวของบิ๊กดีเวลลอปเปอร์อื่นๆ ที่เริ่มเตรียมตัวเข้ามาพัฒนาโครงการในย่านแจ้งวัฒนะก็มีอีกหลายราย อาทิ  กลุ่มแอล.พี.เอ็น. ซื้อสนามฟุตบอลสยามสปอร์ต ขนาดที่ดิน 26 ไร่ กลุ่มเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ซื้อตึกร้างในเมืองทอง เพื่อเตรียมพัฒนาเป็นโครงการคอนโดฯ กลุ่มพฤกษา เรียลเอสเตท ซื้อที่ดิน 170 ไร่ เพื่อเตรียมพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย และกลุ่มแสนสิริ ซื้อที่ดินบริเวณตลาดสวนมะลิ ขนาด 30 ไร่ เพื่อเตรียมพัฒนาโครงการคอนโดฯ  เปิดข้อมูลตลาดคอนโดฯ ย่านแจ้งวัฒนะ นอกเหนือจาก 5 เหตุผลสำคัญดังกล่าวแล้ว ทางไนท์แฟรงค์ ยังได้จัดทำผลวิจัยสนับสนุน ให้เห็นว่าย่านแจ้งวัฒนะมีอีกหนึ่งย่านสำคัญในด้านธุรกิจและตลาดที่อยู่อาศัย โดยรายงานว่า ตลาดคอนโดฯ บริเวณแจ้งวัฒนะในช่วงกลางปี 2562 ที่ผ่านมา  มีจำนวนทั้งสิ้น 18,942 ยูนิต โดยคอนโดฯ ในบริเวณนี้มีจำนวนห้องชุดใหม่เกิดขึ้นมากตั้งแต่ปี 2554 เนื่องจากมียูนิตงานราชการเริ่มย้ายสถานที่ทำการเข้ามาอยู่ในบริเวณศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ส่งผลให้ผู้ประกอบการหันมาซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการคอนโดฯ เพื่อรองรับ   แต่หลังจากเริ่มเปิดขายมากขึ้นในปี 2554  ในปีต่อมาพบว่า จำนวนห้องชุดใหม่เริ่มชะลอตัวลงและเพิ่มขึ้นสลับกันไปจนถึงปี 2561 และในปีนั้นเองได้เริ่มมีการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงมีนบุรี-แคราย จึงทำให้มีห้องชุดใหม่เปิดขายเพิ่มขึ้นมาเป็น 2,013 ยูนิต และครึ่งปีแรกของปี 2562 มีห้องชุดใหม่เปิดขายเพิ่มขึ้นมาจำนวน 1,838 ยูนิต และคาดว่าทั้งปี 2562 จะมีคอนโดฯ เปิดขายใหม่ในบริเวณนี้ประมาณ 3,000 ยูนิต   กราฟแสดงอุปทานคอนโดมิเนียมบริเวณแจ้งวัฒนะ ปี 2554 ถึงกลางปี 2562 ช่วงกลางปี  2562 คอนโดฯ บริเวณแจ้งวัฒนะ มีจำนวนที่ขายไปแล้วประมาณ 12,271 ยูนิต จากจำนวนคอนโดฯ ที่เปิดขายทั้งสิ้น 18,942 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขา 64.8% มีจำนวนคอนโดฯ เหลือขายประมาณ 6,671 ยูนิต จำนวนห้องชุดที่ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมามีประมาณปีละ 1,350 ยูนิต เนื่องจากบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีศักยภาพเป็นบริเวณธุรกิจใหม่ แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่   โดยกลุ่มผู้ซื้อคอนโดฯ ในบริเวณนี้ คือ บุคลากรของหน่วยงานต่างๆ ในย่านนี้ และผู้ปกครองนักเรียนและนักศึกษาที่ศึกษาในสถาบันการศึกษาที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ ที่สำคัญ ราคาคอนโดฯ ยังจับต้องได้ หากรถไฟฟ้าสายสีชมพูแล้วเสร็จการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ก็จะสะดวกมากยิ่งขึ้น  ราคาขายจึงมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย   นอกจากนี้ กลุ่มผู้ซื้อคอนโดฯ  ในบริเวณนี้  มักซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง และมีบางส่วนซื้อเพื่อปล่อยเช่า บางส่วนซื้อเก็บไว้เป็นทรัพย์สินโดยคาดว่าคอนโดฯ ในบริเวณแจ้งวัฒนะ มีระดับราคาที่สามารถปรับตัวขึ้นได้ในอนาคต ยิ่งเมื่อระบบรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างแล้วเสร็จ ย่อมทำให้ราคาขายคอนโดฯ ในบริเวณนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น   กราฟแสดงอุปทาน อุปสงค์ และ อัตราการขายคอนโดมิเนียมบริเวณแจ้งวัฒนะ 2554 ถึงกลางปี  2562   การพัฒนาคอนโดฯ บริเวณแจ้งวัฒนะ ส่วนใหญ่เป็นระดับเกรดซี โดยระดับราคาขายเฉลี่ยของคอนโดฯ เกรดซี ช่วงกลางปี 2562 มีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 72,438 บาทต่อตารางเมตรเมตร ปรับตัวขึ้นจากปี 2554 ซึ่งมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 53,680 บาทต่อตารางเมตร ค่าเฉลี่ยการปรับตัวขึ้นของคอนโดฯ ในบริเวณนี้จากปี 2554 ถึง กลางปี 2562 มีค่าเฉลี่ยสะสมในการปรับตัวในระยะเวลา 7 ปี (Compound Annual Growth Rate:CAGR) อยู่ในอัตรา 5% ในปี 2562 เริ่มมีการพัฒนาคอนโดฯ เกรดบี บริเวณแจ้งวัฒนะ และราคาขายเฉลี่ยของคอนโดฯ เกรดบี บริเวณแจ้งวัฒนะอยู่ที่ 80,150 บาทต่อตารางเมตร ณ กลางปี 2562 กราฟแสดงราคาขายเฉลี่ยคอนโดมิเนียมบริเวณแจ้งวัฒนะ 2554 ถึงกลางปี  2562

1 2 3 ... 67