ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 2 3 ... 69
รับสร้างบ้านปี 63 ยังทรงตัว 5G จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมธุรกิจ

รับสร้างบ้านปี 63 ยังทรงตัว 5G จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมธุรกิจ

ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้าย อาจฟื้นตัวไม่ได้ดังที่คาดหวัง จากภาวะการส่งออก ท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐและเอกชน ตลอดจนราคาสินค้าเกษตรไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และน่าจะมีตัวเลขปรับตัวลดลงอย่างน่าเป็นห่วง   ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจสร้างบ้าน ก็มีสถานการณ์ไม่แตกต่างกันมากนัก เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการ LTV มาลดระดับความร้อนแรงของตลาดและกำลังซื้อเทียมเอาไว้ ส่งผลให้ภาพรวมตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม มีตัวเลขการขยายตัวปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน   สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้านได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV ไม่มากนัก แต่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งตัวมากกว่า โดยกลุ่มลูกค้าที่อาศัยหรือทำงานอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งส่งเงินเข้ามาชำระค่าก่อสร้างตามสัญญาในแต่ละงวด กลับต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นกว่าเดิม หลาย ๆ รายถึงกับขอหยุดการสร้างบ้านเอาไว้ก่อน อันเป็นผลมาจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมตลาดบ้านสร้างในปี 2562 มีการขยายตัวเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาวะเศรษฐกิจประเทศ  ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้  แต่กำลังซื้อและความต้องการของผู้บริโภคในธุรกิจรับสร้างบ้านยังขยายตัวเป็นที่น่าพอใจ แม้ว่าตัวเลขการเติบโตในแต่ละไตรมาสจะสวิงไปมาก็ตาม   สำหรับความต้องการของผู้บริโภคในปีนี้ ต้องการสร้างบ้านในกลุ่มระดับราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป-5 ล้านบาท มากที่สุด รองลงมาเป็นกลุ่มระดับราคา 5-10 ล้านบาท และกลุ่มระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงใช้เงินออม หรือเงินสดชำระค่าก่อสร้างบ้านในสัดส่วน 65% และใช้บริการสินเชื่อธนาคารในสัดส่วน 35% ตลาดรับสร้างบ้านปี 62 ยอดพุ่ง 1.2 แสนล้าน   สมาคมไทยรับสร้างบ้าน (Thai Home Builders Association: THBA) ประเมินมูลค่าตลาดบ้านสร้างเองทั่วประเทศปี 2562 น่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 1.1-1.2 แสนล้านบาท กลุ่มผู้ประกอบการรับสร้างบ้านคาดว่ามีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 16,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13% ของมูลค่าตลาดรวมบ้านสร้างเองทั่วประเทศ โดยผลการสำรวจและสอบถามความเห็นจากผู้ประกอบการ  กลุ่มตัวอย่างที่แข่งขันอยู่ในธุรกิจนี้ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งในต่างจังหวัดพบว่า กำลังซื้อผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง เติบโตแบบชะลอตัว เมื่อเปรียบเทียบกับ 6 เดือนแรก   ขณะเดียวกันก็พบว่า ผู้บริโภคในต่างจังหวัดมีความต้องการสร้างบ้านระดับราคา 1-2 ล้านบาทมากเป็นอันดับ 1 จึงทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เน้นทำการตลาดกับผู้บริโภคกลุ่มนี้มากขึ้น หากเปรียบเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกที่ต่างเน้นกลุ่มตลาดบ้านระดับราคา 3 ล้านบาทขึ้นไปมากกว่า     ในส่วนของตลาดรับสร้างบ้านในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีบิ๊กเนมรับสร้างบ้านหลายรายเป็นผู้เล่นหลัก  มุ่งจับตลาดกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสร้างบ้านในระดับราคา 3-10 ล้านบาท และระดับราคา 10-20 ล้านบาทเป็นสำคัญ   อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า ตลาดรับสร้างบ้านในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลปี 2562 แทบไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ เข้ามาแข่งขันในธุรกิจนี้ ในมุมตรงกันข้ามกลับพบว่าผู้ประกอบการรายเดิมๆ มีการเลิกกิจการ หรือถอนตัวออกไปจากธุรกิจรับสร้างบ้าน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถและการปรับตัว ที่ไม่อาจก้าวทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และรับมือกับทิศทางการแข่งขันของธุรกิจรับสร้างบ้านในยุคโซเชียลมีเดีย ที่ผู้บริโภคไม่เชื่อแค่คำเชื่อโฆษณาอีกต่อไป ผู้บริโภคเลือกสร้างบ้านจาก “ราคา” เป็นหลัก เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เคยมีผู้กล่าวไว้ว่าธุรกิจรับสร้างบ้าน “เกิดง่าย โตยาก ตายช้า” นั่นก็เพราะว่าธุรกิจนี้ถือเป็นธุรกิจบริการ และเกี่ยวข้องกับนักวิชาชีพโดยตรง การจะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนได้นั้น เจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องมีองค์ความรู้ ทั้งศาสตร์และศิลปะในการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน คล้ายๆ กับธุรกิจขนาดใหญ่ อันได้แก่ องค์ความรู้ด้านการตลาด การขาย การเงิน การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การจัดการและความเชี่ยวชาญในงานก่อสร้าง รวมถึงองค์ความรู้ด้านงานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับพบว่า ผู้ประกอบการที่แข่งขันอยู่ในธุรกิจนี้ ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มรายเล็กและรายย่อยหรือ SMEs เท่านั้น ซึ่งยังขาดองค์ความรู้ที่จำเป็นและขีดความสามารถไม่เพียงพอ จึงกลายเป็นข้อจำกัดและทำให้เติบโตได้ยากดังที่กล่าวไว้ข้างต้น   อย่างไรก็ตาม มุมมองของผู้บริโภคทั่วไป ที่มีต่อผู้ประกอบการรับสร้างบ้านในปัจจุบัน ยังมีความสับสนและไม่เข้าใจว่าระหว่างการเลือกว่าผู้ประกอบการ “รับสร้างบ้านมืออาชีพหรือที่มีมาตรฐาน” กับ “รับสร้างบ้านทั่วไป” นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่ผู้บริโภคจะเลือกใช้บริการกับผู้ประกอบการรับสร้างบ้านรายใดนั้น เหตุผลหลักๆ ที่สำคัญก็คือ ความไว้วางใจองค์กร ความเชี่ยวชาญของทีมงาน ดีไซน์หรือแบบบ้านที่ตรงใจ คุณภาพผลงาน บริการก่อนและหลังการขาย และราคาสมเหตุสมผล แต่กลุ่มผู้ประกอบการรับสร้างบ้านมืออาชีพที่แข่งขันอยู่ในธุรกิจนี้ กลับไม่สามารถนำเสนอความแตกต่างได้อย่างเป็นรูปธรรม จะมีก็เพียงแค่ “ราคา” ที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้บริโภคแยกแยะไม่ออกและจบลงด้วยการตัดสินใจที่ราคาเป็นปัจจัยสำคัญ ก่อนหน้านี้ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน ในการสร้างการรับรู้และความน่าเชื่อถือของแบรนด์สินค้าและองค์กร แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคสามารถทำได้ง่ายขึ้น ผู้บริโภคในยุคนี้จึงไม่ค่อยเชื่อโฆษณามากนัก แต่หันมาให้ความสำคัญกับการค้นหาข้อมูล จากประสบการณ์ของผู้ที่เคยใช้บริการทางอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียแทน การโฆษณาจึงถูกลดบทบาทลงอย่างเห็นได้ชัดเจน พฤติกรรมของผู้บริโภคดังกล่าว จึงเป็นความท้าทายอย่างมาก สำหรับผู้ประกอบการที่จะต้องปรับตัวและระวังตัวมากขึ้น โดยเฉพาะบนโลกโซเชียลมีเดียที่อาจทำลายความน่าเชื่อถือได้แบบไฟลามทุ่งอย่างรวดเร็ว ตลาดรับสร้างบ้านปีชวด ยังทรงตัว สำหรับ มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านปี 2563 สมาคมฯ คาดว่ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยหรือแค่ทรงตัว เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 โดยประเมินจากทิศทางเศรษฐกิจประเทศ ที่น่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าปีก่อน ปัจจัยหลักๆ มาจากเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 ขา ที่จะเริ่มตั้งหลักได้และส่งผลดี อันได้แก่ การลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งในปี 62 สถานการณ์ทางการเมืองไม่เอื้ออำนวยเพราะรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำในสภา การลงทุนและการเบิกจ่ายงบประมาณหลายๆ โครงการต้องสะดุดและล่าช้าออกไป   ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนปี 63 นั้น โครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอจากภาครัฐ เชื่อว่าจะเริ่มมีการผลิตและการจ้างงาน ซึ่งก็จะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการส่งออก แม้ว่าโอกาสที่จะขยายตัวอาจเป็นเรื่องที่ยากลำบาก จากภาวะเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังไม่สามารถเจรจาหาข้อยุติกันได้ สุดท้ายภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งตัว ซึ่งมีผลทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาประเทศไทยลดลงพอสมควร อย่างไรก็ตาม สถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจมีโอกาสที่จะพลิกผันและมีความไม่แน่นอนสูง ผู้ประกอบการจึงไม่ควรประมาทเป็นอย่างยิ่ง เทคโนโลยี 5G เพิ่มประสิทธิภาพรับสร้างบ้าน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสื่อสารในปี 2563 เป็นต้นไป จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือสัญญาณ 5G จะสร้างปรากฎการใหม่หลายด้าน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในหลายภาคธุรกิจที่มีทั้งแบบก้าวกระโดดและดิสรัปชั่น โดยเฉพาะภาคธุรกิจการเงินการธนาคาร ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต ธุรกิจบันเทิง ฯลฯ   สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้านอาจจะยังไม่เห็นผลทางตรง แต่ก็เชื่อว่าจะมีผลทางอ้อมพอสมควร ในแง่ของวิชาชีพสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่เป็นหัวใจของธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวตามให้ทัน เช่น การใช้เครื่องมือสื่อสารเพื่อนำเสนอผู้บริโภค ได้อย่างสอดคล้องกับเทคโนโลยีสื่อสารในยุค 5G ที่สามารถจะส่งสัญญาณภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบของวิดีโอได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยสร้างความสนใจให้กับกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการจะสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กลยุทธ์ทางการตลาดอาจแตกต่างไปจากรูปแบบเดิมๆ เพื่อจะสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีที่สุด นอกจากนี้ปัญหาแรงงานขาดแคลน นับวันจะสะสมและทวีความรุนแรงมากขึ้นๆ การปฎิเสธหรือโจมตีระบบการก่อสร้างกึ่งสำเร็จรูปหรือสำเร็จรูป เพื่อนำมาใช้ในการก่อสร้างบ้านนั้น ดูจะเป็นการถ่มน้ำลายขึ้นฟ้าหรือเป็นคำตอบที่จะฆ่าตัวเองในอนาคต เพราะสุดท้ายเชื่อว่าเกือบทุกรายไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เหมือนเช่นก่อนหน้านี้ที่เคยปฏิเสธและโจมตี  อิฐมวลเบา พื้นไม้ลามิเนต ไม้เทียม และโครงหลังคาเหล็กกันสนิมกึ่งสำเร็จรูปกันมาแล้ว ทั้งนี้การกล้าเรียนรู้และเปิดใจรับเทคโนโลยีก่อสร้างใหม่ๆ ก่อนผู้อื่น อาจจะมีความเสี่ยงก็ตาม แต่ในมุมกลับกันหากประสบความสำเร็จก่อนใครก็จะขึ้นชื่อว่าเป็น “ผู้นำ” และถือเป็นการปรับตัวเอง ก่อนที่จะถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลงตามเทรนด์ผู้บริโภค   สำหรับเทรนด์วัสดุก่อสร้างในปี 63 เชื่อว่ากลุ่มผู้ประกอบการรับสร้างบ้านชั้นนำ จะมีการพัฒนาและนำวัสดุหรือเทคนิคการก่อสร้างใหม่ๆ มาใช้ในการสร้างบ้านให้มีคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งอาจมีทั้งลักษณะจับมือร่วมกันหรือว่าจ้างผลิต  ซึ่งถือเป็นการปรับตัวของผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและมีความเป็นมืออาชีพ ทั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานและคุณภาพบ้านให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค แน่นอนว่าการแข่งขันในเชิงคุณภาพผู้บริโภคย่อมจะได้รับประโยชน์โดยตรง เพียงแต่ว่าอาจต้องจ่ายในราคาที่สูงขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้คงจะต้องติดตามกัน ข้อมูลเพิ่มเติมที่ สมาคมไทยรับสร้างบ้าน  
“แสนสิริ” ปิดโอน 100% “เดอะ เบส การ์เดน-พระราม 9” เดินหน้าสู่ยอดโอนรวมตามเป้า 32,000 ลบ.

“แสนสิริ” ปิดโอน 100% “เดอะ เบส การ์เดน-พระราม 9” เดินหน้าสู่ยอดโอนรวมตามเป้า 32,000 ลบ.

“แสนสิริ” ปิดการโอน 100% โครงการ “เดอะ เบส การ์เดน-พระราม 9” คอนโดฯ ร่วมทุน บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ รวมมูลค่า 2,280 ลบ. จำนวน 639 ยูนิต พร้อมเดินหน้าทยอยโอนอีก 2 โครงการ ภายในปีนี้ ได้แก่ “เดอะ เบส สุขุมวิท 50” “เดอะ เบส เพชรเกษม” และ “เดอะ เบส เพชรบุรี-ทองหล่อ” ซึ่งสร้างยอดพรีเซลล์สูงถึง 60% ภายใน 2 เดือนหลังจากเปิดขาย   นายปิติ จารุกำจร รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและบริหารกลยุทธ์โครงการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ภาพรวมตลาดคอนโดฯ ในโซนพระราม 9 มีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น ซึ่งอัตราเฉลี่ยของตลาดคอนโดมิเนียมทำเลนี้อยู่ที่ 110,000 บาทต่อตารางเมตร เนื่องจากเป็นแหล่งสำนักงานออฟฟิศในย่านศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) จึงทำให้มีแนวโน้มด้านความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น มีสัดส่วนอุปสงค์คอนโดแนวสูงที่ 78% และอุปทานตลาดราว 22% ซึ่งปัจจุบันโครงการเดอะ เบส การ์เดน-พระราม 9 สามารถปิดการโอนได้ 100% แล้ว โดยมีสัดส่วนลูกค้าไทย 62% และต่างชาติ 38% ได้แก่ จีน อังกฤษ แคนาดา มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้เดอะ เบส การ์เดน-พระราม 9 มีอัตราการปล่อยเช่าสูงสุดถึง 6% สำหรับแบรนด์ THE BASE เป็นแบรนด์คอนโดมิเนียมที่พัฒนาขึ้นในแนวคิด “You are where you live” ที่มุ่งเน้นตอบสนองชีวิตคนรุ่นใหม่ ทันสมัย มีความเป็นตัวเอง สะท้อนไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยในแต่ละทำเล ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 16 โครงการ มูลค่ารวม 29,742 ล้านบาท จำนวนรวม 11,165 ยูนิต เดอะ เบส การ์เดน-พระราม 9 (THE BASE Garden-Rama IX) คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอน มูลค่าโครงการ 2,280 ล้านบาท ตั้งอยู่บนถนนเส้นหลักพระราม 9 บนเนื้อที่ 3 ไร่ สูง 36 ชั้น จำนวน 639 ยูนิต โดยพัฒนาขึ้นในคอนเซ็ปต์หลัก “Garden of Creation” ชูจุดเด่นด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่รวมกันกว่า 3 ไร่ ตั้งอยู่บนโลเคชั่น พระราม 9 ใกล้โซนสำนักงานออฟฟิศซึ่งเป็นย่าน CBD สามารถเดินทางเข้าและออกในและนอกเมืองได้สะดวกสบาย เดอะ เบส เพชรเกษม พร้อมส่งมอบห้องและโอนแก่ลูกค้าแล้ว มูลค่าโครงการ 1,850 ล้านบาท สูง 30 ชั้น จำนวน 640 ยูนิต ใกล้ MRT สถานีเพชรเกษม 48 เพียง 120 เมตร เริ่มต้นที่ 2.79 ล้านบาท ภายใต้คอนเซปต์ “เพื่อทุกโหมดของการใช้ชีวิต” พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันตั้งแต่ Co-working Space, Private Theater, Sky Fitness และ Educational Playground พบกับโปรโมชั่นพิเศษจากโครงการ จองเริ่มเพียง 5,000 บาท ลดสูงสุด 300,000 บาท ฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้ามูลค่ากว่า 40,000 บาท เดอะ เบส สุขุมวิท 50 พร้อมส่งมอบห้องและโอนแก่ลูกค้าแล้ว มูลค่าโครงการ 1,550 ล้านบาท 8 ชั้น จำนวน 415 ยูนิต บนถนนสุขุมวิทใกล้ BTS อ่อนนุช เริ่มต้น 2.49 ล้านบาท โดดเด่นด้วยคอนเซ็ปต์ “Camouflage” ให้ความเป็นส่วนตัวสูงกับคอนโดสไตล์โลว์ไลส์ 2 อาคาร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกตอบรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน พบกับโปรโมชั่นพิเศษจากโครงการ เดอะ เบส สุขุมวิท 50 ฟรี! ค่าใช้จ่ายวันโอนลดสูงสุด 100,000 บาท เดอะ เบส เพชรบุรี ทองหล่อ โครงการล่าสุดจากแสนสิริ เป็นอาคารที่พักอาศัย 36 ชั้น 496 ยูนิตบนพื้นที่ประมาณ 2 ไร่  400 เมตร จากทองหล่อ เริ่มต้นเพียง 3.29 ล้านบาท ชูแนวคิด “ค้นพบพื้นที่ที่ใช่ บนทำเลใจกลางเมือง (Yours to Discover)” พร้อมมอบความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตในแต่ละชั้นไม่เกิน 17 ยูนิต พบกับโปรโมชั่นพิเศษจากโครงการ เดอะ เบส เพชรบุรี ทองหล่อ ลดสูงสุด 100,000 บาท*   “นอกจากนี้ยังเตรียมทยอยส่งมอบห้องโครงการเดอะเบส เพชรเกษม กับเดอะ เบส สุขุมวิท 50 รวมถึงสร้างยอดขายจากโครงการเดอะ เบส เพชรบุรี ทองหล่อ เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ และส่งผลให้ดันยอดโอนรวมสิ้นปี 2562 เป็นไปตามเป้าที่ 32,000 ล้านบาท” นายปิติ กล่าวสรุป  ข้อมูลโครงการเพิ่มเติม เดอะ เบส การ์เดน-พระราม 9  เดอะเบส เพชรเกษม เดอะ เบส สุขุมวิท 50 เดอะ เบส เพชรบุรี ทองหล่อ
ทำความรู้จัก OYO เชนโรงแรมอันดับ 2 ของโลก บุกตลาดไทยไม่ถึงปีมีที่พักกว่า 8,000 ห้อง

ทำความรู้จัก OYO เชนโรงแรมอันดับ 2 ของโลก บุกตลาดไทยไม่ถึงปีมีที่พักกว่า 8,000 ห้อง

เมืองไทย ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดหมายทางด้านการท่องเที่ยว ที่ชื่นชอบของนักเดินทางทั่วโลก เพราะมีสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของนักเดินทางและนักท่องเที่ยวครบ ที่สำคัญยังมีความหลากหลาย  ตั้งแต่ตลาดแมสไปจนถึงระดับลักชัวรี่ เมืองไทยมีครบทั้งหมด   ในเรื่องของโรงแรมที่พัก เมืองไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก มีเชนโรงแรมลักชัวรี่ระดับโลก เข้ามาให้บริการในเมืองไทยมากมายหลายเชน หรือจะเป็นกลุ่มตลาดบัดเจ็ทโฮเทล แบบราคาสบายกระเป๋าก็มีให้เลือกมากมาย  เมืองไทยจึงไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเท่านั้น  แต่ยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักธุรกิจ และนักลงทุนด้านการท่องเที่ยวมากมาย เลือกเข้ามาทำธุรกิจแสวงหาโอกาสสร้างรายได้และกำไร   โอโย โฮเทลส์ แอนด์ โฮมส์ (OYO Hotels & Homes) เครือข่ายธุรกิจโรงแรม บ้านพัก คอนโดมิเนียม และพื้นที่สำนักงานที่ใหญ่เป็นลำดับ 2 ของโลก ก็ไม่พลาดโอกาสเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยเช่นกัน โดยเริ่มเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยในช่วงปีที่ผ่านมา เพียงระยะเวลาไม่ถึงปี สามารถสร้างเครือข่ายห้องพักได้กว่า 8,000 ห้อง จาก 250 โรงแรม ใน 13 จังหวัด อาทิ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และหัวหิน   ถือได้ว่าเป็นเชนโรงแรมที่มีอัตราการเติบโตรวดเร็ว และน่าจับตามองเป็นอย่างมาก และนี่คือ 5 เรื่องที่จะทำให้รู้จักเชนโรงแรมนี้ได้มากขึ้น   1.โอโย โฮเทลส์ แอนด์ โฮมส์ แบรนด์โรงแรมจากประเทศอินเดีย ซึ่งเริ่มเปิดให้บริการในปี 2556 ในอินเดีย ก่อนขยายธุรกิจออกไปในตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันเป็นเครือข่ายเครือข่ายธุรกิจโรงแรม บ้านพัก คอนโดมิเนียม และพื้นที่สำนักงานที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก พอร์ตโฟลิโอของโอโยรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ ประกอบด้วยโรงแรมมากกว่า 35,000 แห่ง รวมห้องพักกว่า 1.2 ล้านห้อง   2.โอโย โฮเทลส์ แอนด์โฮมส์ ไม่ได้ทำแค่ธุรกิจโรงแรม แต่ยังมีบ้านพักตากอากาศให้บริการกว่า 125,000 หลัง ทั่วโลก ภายใต้แบรนด์ OYO Homes, Belvilla, Danland, Dancenter และแบรนด์ Traum-Ferienwohnungen จากประเทศเยอรมนี ในกว่า 800 เมืองใน 80 ประเทศทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป สหราชอาณาจักร อินเดีย มาเลเซีย ตะวันออกกลาง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น   3.รูปแบบการดำเนินธุรกิจ มี 2 โมเดลหลักที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในปัจจุบัน คือ 1.การบริหารด้วยแฟรนไชส์ ซึ่งตลาดในประเทศไทยปัจจุบันยังเป็นรูปแบบแฟรนไชส์ 100% และ 2.การร่วมลงทุนกับเจ้าของโรงแรม โดยโอโย โฮเทลส์ฯ ทำการตลาด เป็นเจ้าของแบรนด์ และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาบริหาร ร่วมกับเจ้าของโรงแรม   4.ประเทศไทยเป็นประเทศลำดับที่ 5 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เข้ามาทำตลาด ก่อนหน้านี้ทำตลาดในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลลิปปินส์ และเวียดนาม มีจำนวนโรงแรมรวมกว่า 2,500 แห่ง   5.สาเหตุที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เนื่องจากมองเห็นศักยภาพการเติบโตของตลาดโรงแรม ซึ่งมีขนาดตลาดใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปัจจุบันมีฐานโรงแรมกลุ่มบัดเจ็ทประมาณ​ 30,000-50,000 แห่ง รวมกว่า 1 ล้านห้อง     นายมัณดา ไวดิย่า ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง โอโย โฮเทลส์ฯ เปิดเผยว่า การขยายพอร์ตโฟลิโอของบริษัท โดยการเปิดให้บริการในประเทศไทย บริษัทตั้งเป้าหมายว่าจะมีเครือข่ายห้องพักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวม 2 ล้านห้อง ภายในปี 2568 3 กลยุทธ์สร้างเครือข่ายและการเติบโต การขยายเครือข่ายโรงแรมออกไปทั่วโลกได้จำนวน เพียงใช้ระยะเวลาแค่ 6 ปี และก้าวขึ้นมาเป็นเชนโรงแรมที่มีจำนวนห้องพักมากเป็นอันดับ 2 ของโลกได้นั้น เป็นเพราะการใช้กลยุทธ์สำคัญ 3 เรื่อง เป็นคีย์ซัคเซส คือ   1.Business Model ที่ใช้เหมือนกันทั่วโลก โดยเฉพาะการสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับเจ้าของโรงแรม ที่ได้เข้าร่วมธุรกิจด้วยกัน ขณะที่การเซ็นสัญญาใช้แบรนด์ของกลุ่มโอโย โฮเทลส์ฯ จะยืดหยุ่น โดยปกติจะเซ็นสัญญาระยะยาว 10-15 ปี แต่เจ้าของโรงแรมสามารถเริ่มต้นเซ็นสัญญาได้ตั้งแต่ 1-5 ปี   2.Branding แม้ว่าแบรนด์โอโย โฮเทลส์ฯ จะเพิ่งเข้ามาในตลาดเพียงระยะเวลาประมาณ 6 ปี แต่บริษัทมีแนวทางสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้เครือข่ายของโรงแรมที่มีทั่วโลก สร้างแบรนด์ระหว่างกลุ่มลูกค้าระหว่างกันดัวย โดยปัจจุบันแบรนด์โอโย โฮเทลส์ฯ เป็นที่รู้จักอันดับ 1 ในตลาดจีนและญี่ปุ่น   3.Knowlage & Investment การใช้เทคโนโลยี และฐานข้อมูลเข้ามาวางแผนการทำตลาด ให้ยืดหยุ่นตามสภาพตลาดและแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกันมีการลงทุนร่วมกับเจ้าของโรงแรม เพื่อพัฒนาโรงแรมให้ตอบสนองความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุด     ถือเป็นอีกหนึ่งเชนโรงแรม ที่คงเข้ามาสร้างสีสันและขยายตลาดการท่องเที่ยวของไทยให้เติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ที่คาดว่าจะมีเข้ามามากกว่า 2 ล้านคนในปีนี้ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ที่เคยเดินทางไปพักเครือโรงแรมโอโย โฮเทลส์ฯ มาแล้ว
[PR News] NOSTRA MAP จัดทำแผนที่ฟรี  เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน เข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

[PR News] NOSTRA MAP จัดทำแผนที่ฟรี เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน เข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

นอสตร้า แมพ (NOSTRA Map) แอพพลิเคชันแผนที่นำทาง โดย บริษัท โกลบเทค จำกัด จัดทำแผนที่พิเศษ อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่สนใจในการเดินทางไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการชื่นชมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ เพียงเปิดกดแอพ NOSTRA Map ได้ฟรี เรียลไทม์ 24 ชม.   นายวิชัย แสงหิรัญวัฒนา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โกลบเทค จำกัด เปิดเผยว่า ทาง NOSTRA Map ได้จัดทำแผนที่แสดง จุดเฝ้ารับเสด็จ จุดคัดกรอง จุดพื้นที่แก้มลิง จุดบริการ Shuttle bus จุดบริการจุดจอดรถ และเส้นทางปิดถนน ดูง่ายผ่านแอพฯ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มีความประสงค์จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการชื่นชมการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 12 ธันวาคม 2562 โดยริ้วขบวนจะเริ่มจากท่าวาสุกรีไปยังท่าราชวรดิฐ เป็นระยะทาง 3.4 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที เพื่อชื่นชมความงดงามของประวัติศาสตร์ของไทยที่มีมายาวนาน   เพื่อให้ประชาชนเตรียมความพร้อม และวางแผนการเดินทางในวันที่ 12 ธันวาคม 2562 สามารถใช้งานแอพฯ แผนที่ NOSTRA Map ได้ง่ายและสะดวก เพียงเลือกชั้นข้อมูล 2 ส่วน ดังนี้  “จุดอำนวยความสะดวกงานพระราชพิธีฯ 12 ธันวา”   หรือกดแผนที่ NOSTRA Map ซึ่งรายละเอียดแผนที่อำนวยความสะดวก ประกอบด้วย 1.จุดเฝ้ารับเสด็จ แสดงพื้นที่ 6 จุดที่ประชาชนสามารถร่วมรับเสด็จในการพระราชดำเนินฯ ครั้งนี้อย่างใกล้ชิด 2.จุดคัดกรอง รอบบริเวณพื้นที่ทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี จำนวน 19 จุด โดยจุดคัดกรองจะเป็นจุดที่ประชาชนจะสามารถเดินทางเข้าสู่พื้นที่บริเวณจัดงานได้ 3.จุดพื้นที่แก้มลิง จุดให้บริการประชาชนด้านอาหารเครื่องดื่ม ด้านการแพทย์ และพักรอเพื่อเข้าสู่พื้นที่รับเสด็จต่อไป 4.จุดบริการ Shuttle bus รถ Shuttle bus ให้บริการกับประชาชน จำนวน 9 จุดเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเข้าพื้นที่งาน 5.จุดบริการจุดจอดรถ สำหรับประชาชนที่จะเข้าร่วมงานสามารถไปจอดรถตามจุดที่กำหนดไว้ซึ่งสามารถรองรับรถได้ถึง 18,200 คัน 6.แผนที่แสดงการปิดถนน เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทาง พร้อมเส้นทางแนะนำสำหรับประชาชน “แผนที่แสดงข้อมูลการปิดถนน” หรือกดแผนที่ปิดถนนงานพระราชพิธี 12 ธันวาฯ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในส่วนของการจราจรในบริเวณโดยรอบ   ประชาชนที่สนใจแผนที่ดังกล่าว สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชันแผนที่ และใช้งานได้ฟรี ตั้งแต่วันนี้ ทั้งบน App Store และ Google Play   นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลการเดินทาง การปฏิบัติตน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการชื่นชมงานพระราชพิธี โดยประชาชนสามารถติดตามข้อมูลอื่น ๆ ดังกล่าวเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 1-8 ธันวาคม 2562

สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 1-8 ธันวาคม 2562

หลังจากคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการ “บ้านดีมีดาวน์”  ในวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา  ด้วยการสนับสนุนเงินแคชแบ็ค (Cash Back) เพื่อลดภาระผ่อนดาวน์ จำนวน 50,000 บาท ให้แก่ผู้ซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการได้     โดยลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.บ้านดีมีดาวน์.com  ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2562 เวลา 8.00 น. จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563  และจะต้องได้รับการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินและจดจำนองตั้งแต่วันที่27 พฤศจิกายน 2562 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563   โอกาสดีๆ แบบนี้ บรรดาดีเวลลอปเปอร์ ทั้งค่ายเล็กค่ายน้อย ย่อมไม่พลาดโอกาส ใช้เป็นจังหวะที่ดีในการจัดแคมเปญการตลาด กระตุ้นยอดขาย โดยขนบ้านและคอนโดมิเนียมในสต็อกออกมาร่วมแคมเปญกันแทบทุกราย อาทิ แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ ขน 9 โครงการ 370 ยูนิต มูลค่า 830 ล้านบาท ทั้งบ้านและคอนโดฯ มาจัดแคมเปญร่วมกับโครงการบ้านดีมีดาวน์ และแอล.พี.เอ็น.ฯ ยังเติมเงินให้อีก 50,000 บาท (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   บริษัท มั่นคง เคหะการ จำกัด (มหาชน) ก็ขานรับนโยบาย คัดโครงการทั้งทาวน์โฮม บ้านแฝด บ้านเดี่ยว 10 โครงการ กว่า 300 ยูนิต เข้าร่วม แถมด้วยสิทธิพิเศษต่างๆ อาทิ  ฟรีค่ามิเตอร์น้ำ – มิเตอร์ไฟ, ฟรีค่าส่วนกลาง 3 ปี, เฟอร์นิเจอร์ห้องนอนใหญ่ 1 ชุด, เครื่องปรับอากาศห้องนอนใหญ่ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอีก  5 รายการ เป็นต้น (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   นอกเหนือจากความเคลื่อนไหว การจัดแคมเปญของดีเวลลอปเปอร์ กับโครงการภาครัฐแล้ว ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาวงการอสังหาริมทรัพย์ มีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง มาอัพเดทกันได้เลย   “ซิซซา” ลุยอสังหาฯ เพื่อการลงทุน การันตีผลตอบแทน 6% วินแดม โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จับมือพันธมิตร ซิซซา กรุ๊ป  รุกตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ภายใต้แบรนด์ “วินแดม แกรนด์” (Wyndham Grand) เน้นเจาะตลาดพรีเมียม ด้วยสินค้าระดับลักซูรี่ ตามหัวเมืองท่องเที่ยว พร้อมยกระดับโครงการ “วินแดม แกรนด์ ในหาน บีช ภูเก็ต”     นายอรรถนพ พันธุกำเหนิด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิซซา กรุ๊ป จำกัด  เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะชะลอตัวลง แต่อสังหาริมทรัพย์ในหัวเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตกลับยังมีความต้องการอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ รวมถึงคนไทยที่เข้ามาซื้อในลักษณะเพื่อการลงทุน จนทำให้ตลาดอสังหาฯในรูปแบบการการันตีผลตอบแทน หรือ Investment Property มีความต้องการสูงเห็นได้จากจำนวนโครงการแบบ Investment Property ที่เพิ่มมากขึ้นในจังหวัดภูเก็ต   ในระยะหลายปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการในภูเก็ตจึงหันมาพัฒนาสินค้าในลักษณะ Investment Property จำนวนมาก จนทำให้การแข่งขันสูง และซิซซา กรุ๊ป ได้เล็งเห็นทิศทางของตลาด จึงได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ WYNDHAM Hotels and Resorts ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรมรีสอร์ทที่มีจำนวนสาขาในเครือมากที่สุดของโลก ที่จะพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าในตลาดระดับบน และโครงการล่าสุดของบริษัทก็ได้รับการยกระดับขึ้นเป็น วินแดม แกรนด์ ในหาน บีช ภูเก็ต (WYNDHAM Grand Nai Harn Beach Phuket)  (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   “ฮาบิแทท กรุ๊ป” ปั้นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส 4,500 ล้าน   “ฮาบิแทท กรุ๊ป” เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มุ่งเน้นทำตลาด อสังหาฯ เพื่อการลงทุน โดยมองแนวโน้มตลาดในปีหน้าว่ายัง เติบโตแต่ไม่หวือหวา ซึ่งแผนธุรกิจของบริษัทในปีหน้า ยังคงชูกลยุทธ์  "ไลฟ์สไตล์ อินเวสเม้นท์” พร้อมกับเตรียมเปิดโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส 4,500 ล้าน  นอกจากนั้นยังมุ่งหน้าทำตลาดในต่างประเทศ  ด้วยการผนึกพันธมิตร ลีสต์ กรุ๊ป ญี่ปุ่น รุกขยายตลาดใหม่จับลูกค้าต่างชาติเพิ่ม ทั้ง ญี่ปุ่น ไต้หวัน ตะวันออกกลางและยุโรป ทดแทนตลาดจีน และฮ่องกง     นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2563 คาดว่าจะไม่เติบโตจากปีนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมน่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2562  ซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจ และค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทำให้กำลังซื้อได้รับผลกระทบ ขณะที่ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ธนาคารยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากกว่าระดับปกติ และยังมีปัจจัยเรื่องนโยบายการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV)   แม้จะมีปัจจัยบวกอยู่บ้างจากการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นตลาด ประกาศลดค่าธรรมเนียมการโอน และการจดจำนองให้เหลือเพียง 0.01% ของราคาประเมินไปจนถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2563 และยังมีโครงการบ้านดีมีดาวน์ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ แต่ภาพรวมตลาดอสังหาฯ น่าจะอยู่ในภาวะทรงตัว หรือใกล้เคียงกับปี 2562 (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   เสนาฯ​ เลื่อน9โปรเจ็กต์หมื่นล้านเปิดตัวปี63 ปีนี้สถานการณ์ตลาดอสังหาฯ ไม่เอื้ออำนวยให้ดีเวลลอปเปอร์รุกตลาดมากนัก จากช่วงต้นปีที่ได้ประกาศธุรกิจ พอเอาเข้าจริงกลับไม่เป็นไปตามแผน หลายๆ บริษัทปรับแผนธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาดในปัจจุบัน อย่างเสนาฯ เลื่อน 9 โปรเจ็กต์ มูลค่านับหมื่นล้านไปเปิดตัวใหม่ในปีหน้า   แม้ว่า 3 ไตรมาสแรกของปี ยังโกยรายได้และกำไรเติบโต  ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่วนในไตรมาสสุดท้ายได้เปิดตัว 3 โครงการแนวราบ–แนวสูง เพื่อผลักดันยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้     นางสาวอธิกา บุญรอดชู ผู้อำนวยการ สายงานจัดสรรเงินทุนและการลงทุน บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA  เปิดเผยว่า ในไตรมาส 4 บริษัทมีแผนการเปิดโครงการใหม่ 3 โครงการทั้งโครงการบ้านและคอนโดมิเนียม  รวมมูลค่าโครงการราว 2,977 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการ เสนา แกรนด์ โฮม รามอินทรา กม. 8 ม, โครงการเสนา วิลล์ ลำลูกกา คลอง 6 และล่าสุด เปิดโครงการเสนา- อาศุ พระราม 9  คอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ ซึ่งทั้งหมดได้เปิดขายแล้ว   สำหรับแผนธุรกิจในปีนี้ บริษัทวางแผนเปิดโครงการทั้งหมด 20 โครงการ รวมมูลค่า 18,779 ล้านบาท แต่จากสถานการณ์อสังหาฯ ที่ชะลอตัว และปัจจัยลบต่างๆ ทำให้บริษัทต้องบริษัทได้เลื่อนการเปิดโครงการใหม่ไปในปีหน้า ซึ่งช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ได้เปิดตัวโครงการใหม่แล้ว 8 โครงการมูลค่า 5,411 ล้านบาท และเลื่อนเปิดตัวโครงการใหม่ 9  โครงการในปี 2563 มูลค่า 10,391 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีที่ดินเตรียมพร้อมการพัฒนาไว้ทั้งหมดแล้ว (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   แมกโนเลียฯ จับมือ ททท.-RSTA จัดงานแสดงแสงสีเสียง   เข้าสู่ช่วงโค้งท้ายของปีแล้ว ตอนนี้สถานที่หลายแห่งเริ่มเตรียมพื้นที่เฉลิมฉลอง รับเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันแล้ว อย่างแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น หรือ MQDC ได้จับมือกับ ททท. และสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ จัดงาน “Beautiful Bangkok 2020” งานแสดงแสงสีเสียงบริเวณอาคาร โครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด ซึ่งเตรียมเปิดแสดงรอบปฐมฤกษ์วันที่ 16 ธันวาคมนี้     นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA)  เตรียมประกาศความพร้อมการจัดงาน “Beautiful Bangkok 2020” การแสดงแสงสีเสียง ด้วยการเนรมิตอาคารโครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด ให้สวยงาม   โดยในปีนี้ใช้ชื่อการแสดงว่า “Beautiful Bangkok 2020: A Blossom of Happiness” ซึ่งมาพร้อมกับกิจกรรมอีกมากมาย บริเวณลานหน้าโครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี  โดยจะเปิดการแสดงรอบปฐมฤกษ์วันที่ 16 ธันวาคม 2562 นี้ และจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 (อ่านข่าวเพิ่มเติม)      
แมกโนเลียฯ จับมือ ททท.-RSTA จัดงานแสดงแสงสีเสียง  ดึงนักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน

แมกโนเลียฯ จับมือ ททท.-RSTA จัดงานแสดงแสงสีเสียง ดึงนักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน

แมกโนเลียฯ ร่วมกับ ททท. และสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ จัดงาน “Beautiful Bangkok 2020”  เฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี เตรียมเปิดแสดงรอบปฐมฤกษ์วันที่ 16 ธันวาคม นี้  คาดเป็นตัวช่วยดึงนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ราชประสงค์ทะลุ 900,000 คน   นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA)  เตรียมประกาศความพร้อมการจัดงาน “Beautiful Bangkok 2020” การแสดงแสงสีเสียง ด้วยการเนรมิตอาคารโครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด ให้สวยงาม   โดยในปีนี้ใช้ชื่อการแสดงว่า “Beautiful Bangkok 2020: A Blossom of Happiness” ซึ่งมาพร้อมกับกิจกรรมอีกมากมาย บริเวณลานหน้าโครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี  โดยจะเปิดการแสดงรอบปฐมฤกษ์วันที่ 16 ธันวาคม 2562 นี้ และจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 “งาน Beautiful Bangkok 2020 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ที่ต้องการสื่อถึงความสุขและความปรารถนาดี ที่เราต่างมอบให้กันอย่างจริงใจ  เปรียบเสมือนจิตใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความสุขเบ่งบานสดใส เฉกเช่นดอกไม้ที่บานอยู่กลางใจของคนกรุงเทพฯ พร้อมส่งมอบความสุขสดใสให้แก่ นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่มาเยือนกรุงเทพฯ ผ่านการมอบช่อดอกไม้ช่อแรกของปีให้เป็นตัวแทนของความสุขและความปรารถนาดีสำหรับทุกคน”   ใช้ AI จากญี่ปุ่นสร้างสรรค์ "แสงสีเสียง" โดยการจัดงานได้แรงบันดาลใจมาจาก รูปทรงอันอ่อนช้อยงดงามของดอกแมกโนเลีย ดอกไม้มงคลของไทย และดอกไม้นานาชาติอีกหลากหลายชนิด ซึ่ง MQDC ได้ทุ่มงบประมาณจัดกิจกรรม Beautiful Bangkok 2020: A Blossom of Happiness ในปีนี้ให้มีความยิ่งใหญ่และพิเศษมากกว่าปีก่อนๆ โดยในปีนี้ใช้เทคโนโลยี AI และการแสดงแสงสีตระการตาจากทีมสร้างสรรค์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น บนตึกโครงการ แมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด ซึ่งเป็นโครงการที่พักอาศัยความสูง 60 ชั้น ที่ออกแบบอย่างสวยงามอ่อนช้อยจากแรงบันดาลใจของกลีบดอกแมกโนเลีย เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญที่มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของย่านราชประสงค์   งาน Beautiful Bangkok 2020: A Blossom of Happiness มีกำหนดจัดแสดงรอบปฐมฤกษ์ โครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด ในวันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562 เวลา 18.00 – 21.00 น. และจะเปิดการแสดงรอบประชาชนทั่วไปในวันที่ 17 – 31 ธันวาคม 2562 เวลา 18.00 – 23.00 น. โดยในวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จะจัดการแสดงจนถึงเวลา 24.00 น.   นอกจากนั้น ในปีนี้ MQDC ยังจัดให้มีกิจกรรม The Wonder Flower Land  บริเวณลานหน้าโครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด ซึ่งไฮไลท์อยู่ที่การแสดงแสงสีแบบ Interactive ด้วยเทคโนโลยี AI จากประเทศญี่ปุ่น ที่จะทำให้ทุกคนสนุกสนานไปกับการแสดงแสงสี ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างแท้จริง โดยมาจากจังหวะการเต้นของหัวใจและชีพจรของแต่ละบุคคล ทำให้ผู้ร่วมงานแต่ละคนได้ภาพแห่งความประทับใจของตัวเองโดยเฉพาะและไม่ซ้ำกับใคร     ทั้งนี้ MQDC ได้จัดรถรับส่ง Beautiful Bangkok Free Shuttle เส้นทางราชดำริ - พระราม 4 - สยาม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในการเดินทางท่องเที่ยวในย่านราชประสงค์ และมาร่วมมีความสุขที่งาน Beautiful Bangkok ได้อย่างสะดวกสบาย   จัดประกวดภาพถ่ายชิงกล้อง Leica นอกจากนั้น ยังได้จัดให้มีกิจกรรมประกวดภาพถ่ายจากงาน Beautiful Bangkok 2020: A Blossom of Happiness โดยเฟ้นหาภาพที่แสดงให้เห็นถึงความสวยงามที่งาน Beautiful Bangkok อาคารแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด มอบให้กับกรุงเทพฯ มีองค์ประกอบภาพ และการถ่ายทอดความสวยงามออกมาได้อย่างน่าประทับใจและสร้างสรรค์ที่สุด ตัดสินการประกวดโดย MQDC ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยภาพที่ได้รับการคัดเลือกว่าสวยงามที่สุด 3 อันดับแรก จะมอบให้กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำไปผลิตเป็นโปสการ์ดโปรโมทการท่องเที่ยวประเทศไทยต่อไป และผู้ชนะเลิศอันดับ 1 จะได้รับกล้อง Leica 1 รางวัล   “MQDC ในฐานะสมาชิก RSTA มีความยินดีและภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความงดงามให้กับฟากฟ้ากรุงเทพฯ ผ่านการจัดงาน Beautiful Bangkok ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 แล้ว เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สร้างสรรค์ความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนแก่ผู้อยู่อาศัยและสังคมรอบข้าง (For All Well Being) รวมทั้งกิจกรรมดังกล่าวนี้ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ และประเทศไทย”   คาดนักท่องเที่ยวเยือนราชประสงค์วันละกว่า 9 แสนคน ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรุงเทพมหานครและประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ครองใจผู้คนทั่วโลก เอาชนะเมืองชั้นนำในหลายประเทศทั่วโลกติดต่อกันมาตลอดหลายปี ด้วยความหลากหลายของแม็กเน็ตด้านการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของนักเดินทางทุกกลุ่มได้อย่างครอบคลุม   สำหรับงาน Beautiful Bangkok 2020: A Blossom of Happiness จะเป็นอีกหนึ่ง  attraction ที่สำคัญ และน่าตื่นเต้นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวในช่วงสุดท้ายก่อนสิ้นปี ซึ่งคาดว่าเฉพาะช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองความสุขส่งท้ายปี จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมากกว่าทุกปี โดยในปีนี้ภาครัฐมีนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งเป้าเติบโตขึ้นกว่าจากปีก่อน   สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ เป็นการรวมตัวของผู้ประกอบการเอกชนในย่านราชประสงค์ ก่อตั้งอย่างเป็นทางการในปี 2546   มีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งสมาคมฯเพื่อผลักดันย่านราชประสงค์ให้เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจการค้า แหล่งช้อปปิ้ง และย่านท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก ด้วยพื้นที่รวมกว่า 1,020,000 ตารางเมตร โดยมีทางเดินเชื่อมลอยฟ้า "ราชประสงค์วอล์ค"  ยาวกว่า 1 กิโลเมตร เป็นโครงข่ายเส้นทางเดินเชื่อม 23 อาคาร โดยแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น ได้เข้าร่วมในสมาคมฯ ในปี 2561 โดยนับเป็นสมาชิกรายที่ 9 ที่เข้ามาร่วมพัฒนาย่านราชประสงค์   ส่วนนายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ กล่าวว่า  ย่านราชประสงค์เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการค้าที่สำคัญกลางใจเมือง มีผู้คนหมุนเวียนในแต่ละวันกว่า 600,000 คน และคาดว่าจะเพิ่มมากกว่า 50% เป็น 900,000 คน ในช่วงไฮซีซั่น โดยการจัดงาน Beautiful Bangkok ใน 2 ปีที่ผ่านมา เป็นแม็กเน็ตสำคัญที่ช่วยดึงดูดผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากให้เข้ามาในย่านราชประสงค์ โดยในปีนี้ ผู้ประกอบการต่างๆ ในย่านราชประสงค์ต่างเตรียมพร้อมในการจัดกิจกรรมมากมาย เพื่อร่วมผนึกกำลังสร้างสรรค์ความสนุกสนานและความน่าดึงดูดใจ ตอกย้ำความแข็งแกร่งของย่านราชประสงค์ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์ชั้นนำของภูมิภาค   ติดตามรอบการแสดง “Beautiful Bangkok 2020: A Blossom of Happiness” และกติกาประกวดภาพถ่ายได้ที่ www.mqdc.com หรือ https://www.facebook.com/mqdcforallwellbeing/  
“SENA” ปั๊มรายได้ฝ่าวิกฤติ Q3/62 โต 7.6%  เปิด 3 โครงการโค้งสุดท้าย บิ้วยอดขายเข้าเป้า

“SENA” ปั๊มรายได้ฝ่าวิกฤติ Q3/62 โต 7.6% เปิด 3 โครงการโค้งสุดท้าย บิ้วยอดขายเข้าเป้า

เสนาฯ​ เลื่อน9โปรเจ็กต์หมื่นล้านเปิดตัวปี63 เสนาฯ เลื่อน 9 โปรเจ็กต์ หมื่นล้านเปิดตัวใหม่ในปีหน้า หลังสภาพตลาดอสังหาฯ ไม่เอื้ออำนวย แม้ 3 ไตรมาสแรกของปี ยังโกยรายได้และกำไรเติบโต เหตุปล่อยแคมเปญกระตุ้นตลาด พร้อมโชว์ Backlog ตุนเต็มกระเป๋า 12,860 ล้านบาท ล่าสุด ขน 3 โครงการแนวราบ–แนวสูง เปิดตัวใหม่ส่งท้ายปลายปี 62 หวังดันยอดขายตามเป้า นางสาวอธิกา บุญรอดชู ผู้อำนวยการ สายงานจัดสรรเงินทุนและการลงทุน บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA  เปิดเผยว่า ในไตรมาส 4 บริษัทมีแผนการเปิดโครงการใหม่ 3 โครงการทั้งโครงการบ้านและคอนโดมิเนียม  รวมมูลค่าโครงการราว 2,977 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการ เสนา แกรนด์ โฮม รามอินทรา กม. 8 ม, โครงการเสนา วิลล์ ลำลูกกา คลอง 6 และล่าสุด เปิดโครงการเสนา- อาศุ พระราม 9  คอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ ซึ่งทั้งหมดได้เปิดขายแล้ว “ไตรมาส 4 บริษัทต้องการพัฒนาโครงการแนวราบมากขึ้น เพื่อให้ลดความเสี่ยงและต้นทุนการพัฒนาถูก จึงเลือกพัฒนาในที่ดินซึ่งบริษัทมีอยู่แล้ว เช่น ที่ดินประมาณ 1 ไร่ บริเวณรามอินทรา กม. 8” สำหรับแผนธุรกิจในปีนี้ บริษัทวางแผนเปิดโครงการทั้งหมด 20 โครงการ รวมมูลค่า 18,779 ล้านบาท แต่จากสถานการณ์อสังหาฯ ที่ชะลอตัว และปัจจัยลบต่างๆ ทำให้บริษัทต้องบริษัทได้เลื่อนการเปิดโครงการใหม่ไปในปีหน้า ซึ่งช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ได้เปิดตัวโครงการใหม่แล้ว 8 โครงการมูลค่า 5,411 ล้านบาท และเลื่อนเปิดตัวโครงการใหม่ 9  โครงการในปี 2563 มูลค่า 10,391 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีที่ดินเตรียมพร้อมการพัฒนาไว้ทั้งหมดแล้ว “โครงการทั้งหมดมีที่ดินล้ว มีสำนักงานขาย และคอนเซ็ปต์โครงการแล้ว แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เหมาะสม จึงเลื่อนไปเปิดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 เพื่อบริหารให้ค่าการตลาดและค่าบริหารจัดการมีประสิทธิภาพที่สุด” ทิศทางธุรกิจอสังหาฯ ในปีนี้ ถือว่าต้องเผชิญความไม่แน่นอน รวมถึงปัจจัยภายในประเทศ อย่างมาตรการ LTV และหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการหดตัวลงของการอนุมัติสินเชื่อนับตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งกระทบกับบ้านหรือคอนโดมิเนียมในทุกระดับราคา คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะไม่สามารถเติบโตได้เหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่เป็นโจทย์ยากและท้าทายของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับผลกระทบจากหลายๆปัจจัยที่เกิดขึ้น ที่ยังคาดว่าจะส่งผลกระทบทำให้ภาคอสังหาฯ ชะลอตัวต่อเนื่องไปถึงปี 2563 นางสาวอธิกา กล่าวอีกว่า ส่วนทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 3 ปี 2562 ที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการที่อยู่อาศัย ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเป็นบ้านหลังแรกหรือกลุ่มเรียลดีมานด์ จากปัจจัยอัตราดอกเบี้ยการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปรับตัวลดลง และการจัดแคมเปญของผู้พัฒนาโครงการเริ่มมีการกระตุ้นตลาดมากขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา   สำหรับบริษัท ได้จัดแคมเปญ "Made From Her พาเธอมาเจอดีลดี” ช่วยกระตุ้นการโอนในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ทำให้มีรายได้อยู่ที่ 1,160.6 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.6% กำไรสุทธิอยู่ที่ 107.3 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวม 9 เดือนแรก อยู่ที่ 3,503 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 381.7 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน     ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของกำไรสุทธิที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และมาตรการกำกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการควบคุมการปล่อยสินเชื่อบ้านสัญญาที่ 2,3   อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทวางเป้าหมายเปิดโครงการใหม่รวม 11 โครงการรวม 3,315 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 10,172 ล้านบาท โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ทางบริษัทเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น  8 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 7,195 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอน (Backlog) คิดเป็นมูลค่า 12,860 ล้านบาท (ณ สิ้นเดือนกันยายน  2562) ซึ่งทยอยรับรู้รายได้จนถึงปี 2565   สำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 3 ปี 2562 แบ่งเป็น รายได้จากการขายที่อยู่อาศัย อยู่ที่ 785.5 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.8% และเมื่อรวมรายได้ 9 เดือน อยู่ที่ 2,321 .4 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 28.7% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน   บริษัทยังสามารถรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ “นิช”  จำนวน 509 ยูนิต มูลค่า 1,151 ล้านบาท แบรนด์ “เดอะคิทท์” จำนวน 335 ยูนิต มูลค่า 558.4 ล้านบาท ประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ แบรนด์ เสนาพาร์ควิลล์, เสนาพาร์คแกรนด์, เสนาวิลล์ และแพรมาพร จำนวน 52 ยูนิต มูลค่า 306.7 ล้านบาท ช้อปเฮ้าส์ และอเวนิว จำนวน 23 ยูนิต มูลค่า 187.7 ล้านบาท  และมีการรับรู้รายได้การโอนกรรมสิทธิ์ จากโครงการแนวราบในต่างจังหวัด ภายใต้บริษัท เสนา วณิช ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด จำนวน 3 โครงการ 57 ยูนิต มูลค่า 116.1 ล้านบาท   ขณะเดียวกันยังมีการรับรู้รายได้จากค่าเช่าและบริการอยู่ที่ 324.2 ล้าน เพิ่มขึ้น 41.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมาจากรายได้ค่าเช่าและบริการพาร์ทเม้นท์ 3.1 ล้านบาท รายได้การบริหารนิติบุคคล 10.4 ล้านบาท รายธุรกิจเช่าโกดัง 6.3 ล้านบาท รายได้จากธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์เสนาเฟสท์ 17.1 ล้านบาท รายได้จากสนามกอล์ฟ 20.6 ล้านบาท  รายได้รับบริหารโครงการ 259.9 ล้านบาท รายได้จากการเช่าที่ดิน 0.9 ล้านบาท  รายได้ค่านายหน้า - ค่าที่ปรึกษาขายอสังหาฯ 4.2 ล้านบาท และรายได้รับเหมาก่อสร้าง 1.7 ล้านบาท ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นมาจากบริษัทมีรายได้จากการรับบริหารงานโครงการเพิ่มมากขึ้นในปี 2562 ส่งผลให้รายได้เช่าและบริการงวด 9 เดือน เท่ากับ 997.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 489.7 ล้านบาท คิดเป็น 96.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ค่าเช่าและการบริการ 507.7 ล้านบาท ส่วนรายได้จากธุรกิจโซลาร์อยู่ที่ 16.1 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 43.5%  เมื่อเทียบกับปีก่อนขณะที่ช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.62 ) อยู่ที่ 79.2 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 114.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากบริษัทยังคงรับรู้รายได้ธุรกิจโซลาร์อย่างต่อเนื่องและรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการที่บริษัทลงทุนไว้คิดเป็น 73 ล้านบาท ซึ่งทิศทางของธุรกิจโซลาร์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ และอุตสาหกรรมที่ต้องการนำโซลาร์รูฟท็อปไปติดตั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดต้นทุนค่าพลังงาน   ข้อมูลเพิ่มเติมจาก เสนา ดีเวลลอปเม้นท์  
รวมโปรโมชั่นบ้าน-คอนโด เดือนธันวาคม 2562

รวมโปรโมชั่นบ้าน-คอนโด เดือนธันวาคม 2562

โค้งสุดท้ายปลายปีที่จะมาจัดโปรโมชั่นบ้าน-คอนโด ลดราคากระหน่ำก่อนปิดยอดปลายปี ถือเป็นช่วงกอบโกยของผู้บริโภคไปด้วย เพราะจะสามารถมีอำนาจในการต่อรองได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้มาตรการรัฐเข้ามาช่วย ก็ยิ่งประหยัดเงินในกระป๋าเราได้มากขึ้นค่ะ   SC Asset Final Sale ลดสูงสุด 2,000,000 บาท* SC Asset จัด Final Sale ช่วงปลายปี พบ 4 โครงการคุณภาพ อาทิ บางกอก บูเลอวาร์ด สาทร-ปิ่นเกล้า 2, บางกอก บูเลอวาร์ด ปิ่นเกล้า-เพชรเกษม, เวนิว เวสต์เกต, ไลฟ์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-รัตนาธิเบศร์ ราคาเริ่มต้น 5.99–15 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1–15 ธ.ค. นี้ เท่านั้น! “บริทาเนีย” เปิดตัวแคมเปญส่งท้ายปี “ฉลองใหญ่ให้เต็ม” บริทาเนีย (Britania) จัดแคมเปญใหญ่ส่งท้ายปีกับโปร “ฉลองใหญ่ให้เต็ม” กับบ้านราคาเริ่มต้นเพียง 2.59 ล้านบาท* อัดส่วนลดให้เต็มกว่ารัฐมากถึง 3 ต่อ พิเศษ!ส่วนลดสูงสุด 1,000,000 บาท* พร้อมสิทธิ์ ค่าเงินดาวน์คืน สูงสุด 50,000 บาท (จากโครงการ “บ้านดีมีดาวน์”) และ ฟรี! ค่าใช้จ่ายต่างๆ อีกมากมาย กับ 3 ทำเล 3 โครงการพร้อมอยู่ บริทาเนีย วงแหวน หทัยราษฎร์ บริทาเนีย เมกะทาวน์ บางนา บริทาเนีย บางนา กม.12 วันที่ 7-8 ธ.ค. นี้ ณ สำนักงานขายทั้ง 3 โครงการ ลลิล ร่วมแคมเปญ ‘บ้านดีมีดาวน์’ ซื้อปุ๊บ โอนปั๊บ รับ 3 สิทธิพิเศษสุดคุ้ม ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ นำบ้านคุณภาพทุกโครงการทุกทำเลเข้าร่วมแคมเปญ ‘บ้านดีมีดาวน์’ เริ่มวันที่ 11 ธันวาคม 2562 พร้อมรับ 3 สิทธิพิเศษ ทั้งเงินดาวน์ 50,000 บาทที่รัฐออกให้, ลดค่าจดจำนองและค่าโอนเหลือ 0.01% และสามารถเลือกกู้ดอกชิวๆ ‘กู้ล้าน ผ่อน 800 บาท’ กับแบงก์กรุงเทพ พฤกษา ยกขบวนบ้านและคอนโด 101 โครงการ ร่วมโครงการ ‘บ้านในฝัน รับปีใหม่’กับธอส.  พฤกษา ยกขบวนบ้านและคอนโด 101 โครงการ กว่า 1,800 ยูนิต เข้าร่วมแคมเปญกับธอส. ลูกค้าที่ซื้อและโอนบ้านในโครงการที่เข้าร่วมภายใน 31 ธันวาคมนี้ สามารถมีบ้านได้ง่ายขึ้นด้วยสิทธิพิเศษ 3 ต่อจากแคมเปญ ได้แก่ กู้บ้านกับธอส.รับดอกเบี้ยคงที่ 2.5% นาน 3 ปี พร้อมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าในวันโอนกรรมสิทธิ์ด้วย รับฟรีทันที ค่าโอนและค่าจดจำนอง และสิทธิ์ต่อที่ รับโปรโมชั่นพิเศษต่างๆจากทางโครงการอาทิ เช่น เฟอร์นิเจอร์ ค่ามิเตอร์น้ำและไฟ, ค่าบริการสาธารณะ, ส่วนลดเพิ่มเติม (โปรโมชั่นขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่แต่ละโครงการกำหนด) “มั่นคงฯ” ส่งโปรโมชั่นท้าลมหนาวร่วมโครงการ “บ้านในฝัน” มั่นคงฯ สนองนโยบายโครงการ “บ้านในฝัน” พิเศษสำหรับลูกค้าเมื่อจอง “บ้าน” ของ “มั่นคงฯ” ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท รับไปเลยต่อที่ 1 ทันที ดอกเบี้ยพิเศษ 2.5% คงที่ 3 ปี (เงื่อนไขต้องกู้สินเชื่อ 5 ปี ไม่สามารถไถ่ถอนได้), ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน, ฟรีค่าธรรมเนียมจดจำนอง พร้อมข้อเสนอเพิ่มเติมสุดอลังการ!! ได้แก่ ฟรีค่ามิเตอร์น้ำ – มิเตอร์ไฟ, ฟรีค่าส่วนกลาง 3 ปี, เฟอร์นิเจอร์ห้องนอนใหญ่ 1 ชุด, เครื่องปรับอากาศห้องนอนใหญ่ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอีก 5 รายการ รวมมูลค่ากว่า 116,000 ล้านบาท โดยมีให้เลือก 6 โครงการ ได้แก่ ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง 1,  ชวนชื่น ทาวน์ ราชพฤกษ์ 345, ชวนชื่น ทาวน์ ชัยพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ, ชวนชื่น ทาวน์ บางใหญ่, ชวนชื่น ทาวน์ แก้วอินทร์-บางใหญ่ และ ชวนชื่น ทาวน์ วิลเลจ บางนา กม.29 ตั้งแต่วันนี้–31 ธ.ค. 2562 เดอะคิวบ์ นอร์ท แจ้งวัฒนะ ลดแรงสุดส่งท้ายปี เดอะคิวบ์ นอร์ท แจ้งวัฒนะ 12 คอนโดมิเนียมใหม่สไตล์บูทีค บนทำเลศักยภาพถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 12 เยื้องศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (แจ้งวัฒนะ) 350 เมตร จากรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีแจ้งวัฒนะ 14 จัดโปรโมชั่นพิเศษส่งท้ายปีให้เตรียมความพร้อมเข้าอยู่ได้เดือนมีนาคม 2563 พร้อมเฟอร์นิเจอร์คุณภาพดี (Fully Furnished) ราคาพิเศษเริ่มเพียง 1.79 ล้านบาท* พร้อมส่วนลดสูงสุด 150,000 บาท "เจ เอส พี" จัด โปรดี Free จัดเต็ม เจ เอส พี พร็อพเพอร์ตี้ จัดโปรแรงที่สุดแห่งปี "เจ เอส พี" จัด โปรดี Free จัดเต็ม เพื่อลูกค้าที่สนใจ บ้าน  ทาวน์โฮม คอนโด อาคารพาณิชย์ บนทำเลศักยภาพ รังสิต  แพรกษา เพชรเกษม กัลปพฤกษ์ บางปู รัตนาธิเบศร์ บางประกง และศรีราชา พิเศษ เริ่มต้น เพียง 799,999 บาท พร้อมส่วนลดสูงสุด 1 ล้านบาท วันนี้ถึง 31 ธ.ค. 62 เท่านั้น “แกรนด์ ยูนิตี้” ฉีก ทุกราคาและทุกเงื่อนไข แรงกว่ามาตรการรัฐ แกรนด์ ยูนิตี้ รุกตลาดโค้งสุดท้ายของปี’62 ปล่อยโปรฯ “ฉีก..แรงกว่ามาตรการรัฐ” จ่ายเพียง 0 บาท* ฟรี! เงินจอง, เงินทำสัญญา, ค่าโอน, ค่าจดจำนอง, ค่าส่วนกลาง และค่ากองทุนแรกเข้า* พร้อมรับ Cash Back เพิ่มอีก 20,000 บาท* สำหรับลูกค้าที่ซื้อคอนโดพร้อมอยู่ 6 ทำเลดีใกล้สถานีรถไฟฟ้า อาทิ คอนโด ยู เกษตร – นวมินทร์, ยู ดีไลท์ รัชวิภา, ยู ดีไลท์ รัตนาธิเบศร์, ยู ดีไลท์ เรสซิเดนท์ ริเวอร์ฟร้อนท์ พระราม 3, เซียล่า ศรีปทุม, เดอ ลาพีส จรัญ 81 ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.54 ล้านบาท* ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 25 ธ.ค. 2562 THANA ผุดแคมเปญ “ วันธรรมดา ก็มาได้” รับข้อเสนอพิเศษสุด พร้อมรับเพิ่ม iPhone11 ธนาสิริ กรุ๊ป จัดแคมเปญพิเศษ “วันธรรมดา ก็มาได้” เอาใจสายอาชีพอิสระ หรือฟรีแลนซ์ เลือกชมและช้อปบ้านในวันธรรมดา พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษสุด รับ ฟรี โทรศัพท์มือถือ Iphone 11 รุ่น 64 gb. มูลค่า 24,900 บาท (เมื่อจองและทำสัญญา ในแปลงที่กำหนด) พร้อมบัตรกำนัลพิเศษ เมื่อนัดเข้าชมทั้ง 5 โครงการของธนาสิริ อาทิ ธนาฮาบิแทต ปิ่นเกล้า-สิรินธร, ธนาคลัสเตอร์ ราชพฤกษ์, ธนาคลัสเตอร์ เวสต์เกต, ธนาซิโอ รัตนาธิเบศร์ และสิริวิลเลจ อุดรธานี-แอร์พอร์ต ตั้งแต่วันนี้-27 ธ.ค.2562 นี้ property perfect จัดโปรว้าว แซงรัฐ property perfect จัดโปรแรงกว่ามาตรการรัฐ มาพร้อมสิทธิพิเศษในคอนโดใกล้รถไฟฟ้าทั้ง 13 โครงการ ได้แก่  กู้เต็ม 100% จองง่ายเพียง 999 บาท ผ่อนสบายล้านละ 3,000 บาท/เดือน เป็นเวลา 3 ปี ฟรีค่าใช้จ่าย 6 รายการ ลดสูงสุด 1,000,000 บาท รับแพ็คเกจทัวร์ฮอกไกโด พร้อมที่พัก 5 วัน 3 คืน 2 ท่าน และลดเพิ่มตามมาตรการรัฐ ตั้งแต่วันนี้-27 ธ.ค.2562 นี้    
LPN ขน 9 โครงการ บ้าน-คอนโดฯ ร่วม “บ้านดีมีดาวน์”

LPN ขน 9 โครงการ บ้าน-คอนโดฯ ร่วม “บ้านดีมีดาวน์”

LPN ขน 9 โครงการ 370 ยูนิต มูลค่า 830 ล้าน เข้าร่วมมาตรการรัฐ “บ้านดีมีดาวน์” สร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ขณะเดียวกันยังจัดโปรโมชั่นเติมให้อีก 50,000 บาท เมื่อซื้อโครงการและโอนกรรมสิทธิ์ภายในสิ้นปีนี้ นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พีเอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) เปิดเผยว่า จากการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ “บ้านดีมีดาวน์” รัฐบาลจะสนับสนุนเงินแคชแบ็ค (Cash Back) เพื่อลดภาระผ่อนดาวน์ จำนวน 50,000 บาทแก่ผู้ซื้อที่อยู่อาศัย โดยสามารถเข้าร่วมโครงการ ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ บ้านดีมีดาวน์ ได้ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2562 เวลา 8.00 น. จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 และจะต้องได้รับการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินและจดจำนองตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 คนละ 1 สิทธิ์ (1 บัตรประชาชนต่อ 1 สิทธิ์)   โดยรัฐบาลมอบสิทธิ์ให้แก่ผู้ที่สนใจที่อยู่ในเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อเดือน ซึ่ง LPN ได้ตอบรับเข้าร่วมมาตรการนี้ โดยคัดสรรสินค้าคุณภาพทั้งบ้านและคอนโดฯ 9 โครงการ จำนวน 370 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 830 ล้านบาท ที่ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “ความพอดี ที่ดีกว่า” ใน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ พอดีกับการออกแบบ พอดีกับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายปลอดภัยมากกว่าที่เคย และพอดีกับบริการที่ลงตัวในทุกความใส่ใจภายใต้การบริหารหลังการขายตามกลยุทธ์ “ชุมชนน่าอยู่” เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ซึ่งสิทธิประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับมี 3 ต่อ ดังนี้   ต่อที่ 1 ลูกค้าจะได้รับแคชแบ็ค (Cash Back) มูลค่า 50,000 บาทจากรัฐบาลหลังโอนกรรมสิทธ์ ต่อที 2 LPN เติมให้อีก 50,000 บาท เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าของ LPN และโอนกรรมสิทธิ์ภายในสิ้นปี 2562 รวมมูลค่าระหว่างรัฐบาลและ LPN มูลค่า 100,000 บาท ต่อที่ 3 ลูกค้าได้รับอานิสงค์จากรัฐบาลในมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์จาก 2% เหลือ 0.01 % และลดค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% โครงการของ LPN ที่เข้าร่วมแคมเปญ ได้แก่ กลุ่มโครงการคอนโดมิเนียม ลุมพินี วิลล์ พระนั่งเกล้า - ริเวอร์วิว ลุมพินี วิลล์ สุขุมวิท 76แบริ่ง – สเตชั่น ลุมพินี สวีท เพชรบุรี – มักกะสัน กลุ่มโครงการบ้านพักอาศัย บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ รังสิต - คลอง ๒ บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ลาดปลาดุก – บางไผ่สเตชั่น บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ เพิ่มสิน – วัชรพล บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ราชพฤกษ์ – ปิ่นเกล้า บ้านลุมพินี ทาวน์พาร์ค ท่าข้าม - พระราม 2 ลุมพินี ทาวน์เพลส พระราม 2 - ท่าข้าม เงื่อนไขของมาตรการ “บ้านดีมีดาวน์” ได้แก่ ผู้เข้าร่วมมาตรการต้องเป็นผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อเดือน หรือไม่เกิน 1,200,000 บาทต่อปี และเป็นผู้ที่อยู่ในระบบฐานภาษีอากรของกรมสรรพากร จำกัดจำนวนสิทธิ์ ผู้ร่วมโครงการ 100,000 รายแรก ที่ผ่านเกณฑ์ตามแนวทางที่กระทรวงการคลังกำหนด ต้องเป็น “บ้านใหม่” เท่านั้น ระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย. 2562 – 31 มี.ค. 2563 โดยสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 62 เป็นต้นไป โดยผู้สนใจร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนได้ที่ บ้านดีมีดาวน์ ขั้นตอนการเข้าร่วม ขั้นตอนที่ 1 ลงทะเบียนผ่านเว็บ บ้านดีมีดาวน์ โดยกรอกข้อมูลที่เกี่ยวข้องและยินยอมให้มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปตรวจสอบคุณสมบัติกับกรมการปกครอง กรมสรรพากร NCB และ ITMX ขั้นตอนที่ 2 รอรับ SMS แจ้งผลรอบแรก ผู้ผ่านคุณสมบัติจะได้รับ SMS แจ้งผลการตรวจสอบรอบแรก กรมการปกครอง : มีตัวตนตามฐานข้อมูล กรมสรรพากร : อยู่ในระบบฐานภาษีและมีรายได้ปีละไม่เกิน 1.2 ล้านบาท ขั้นตอนที่ 3 พิจารณาคำขอกู้ สถาบันการเงินพิจารณาคำขอกู้ อนุมัติเงินกู้และดำเนินการจดจำนองให้แล้วเสร็จ โดยคำขอกู้ต้องไม่ผิดวัตถุประสงค์ของมาตรการ และผู้ขอกู้ต้องเป็นผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อและจดจำนองหลังจากวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นกำหนดเริ่มต้นของโครงการ ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบข้อมูลกับ NCB และ ITMX ระบบตรวจสอบข้อมูลจากสถาบันการเงินของผู้กู้ร่วมมาตรการกับ NCB และ ITMX วัตถุประสงค์การกู้กับสถาบันการเงิน วันจดจำนองกับ NCB ความถูกต้องของเลขที่ PROMT PAY (ID card เท่านั้น) กับ ITMX ขั้นตอนที่ 5 โอนเงิน 50,000 บาท ธนาคารอาคารสงเคราะห์จะโอนเงินเข้าบัญชี PROMT PAY ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ของผู้กู้หลัก ขั้นตอนที่ 6 ผู้เข้าร่วมโครงการที่ได้รับสิทธิ์จะได้รับเงินโอน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. LPN Call Center 02-689-6888 หรือ LPN
เปิดทดลองวิ่งแล้ว BTS สถานีห้าแยกลาดพร้าว-สถานี ม.เกษตร ให้บริการฟรีถึง 2 ม.ค.63

เปิดทดลองวิ่งแล้ว BTS สถานีห้าแยกลาดพร้าว-สถานี ม.เกษตร ให้บริการฟรีถึง 2 ม.ค.63

เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.62 เวลา 11.00 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดทดลองให้บริการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต จำนวน 4 สถานี จากสถานีห้าแยกลาดพร้าว-สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ผู้บริหารการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ผู้บริหารบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ผู้บริหารบริษัท ระบบขนส่งมวลชน-กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTSC)  และผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและร่วมในพิธีเปิด โอกาสนี้นายกรัฐมนตรี และคณะผู้บริหารโดยสารรถไฟฟ้าจากสถานีห้าแยกลาดพร้าว ไปยังสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนเปิดให้ประชาชนใช้บริการอย่างเป็นทางการ   โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต- สะพานใหม่- คูคต ได้เริ่มก่อสร้างในปี 2558 โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดำเนินงานติดตั้งระบบรถไฟฟ้าและเดินรถไฟฟ้าตามมติของคณะกรรมการจัดการระบบจราจรทางบกเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2558 ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งของการดำเนินงานในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบนส่งมวลชนทางรางตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561- พ.ศ.2580) ของรัฐบาล เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปัจจุบันโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต- สะพานใหม่-คูคต การก่อสร้างงานโยธาแล้วเสร็จเกือบ 100% อยู่ระหว่างการทดสอบระบบรถไฟฟ้าและเก็บรายละเอียดเพียงเล็กน้อย จึงได้เริ่มเปิดทดลองให้บริการเดินรถไฟฟ้าฟรี ไม่เก็บค่าโดยสาร จนถึงวันที่ 2 ม.ค.63  เพิ่มเติมจำนวน 4 สถานี ได้แก่ สถานีพหลโยธิน 24(N10) สถานีรัชโยธิน(N11) สถานีเสนานิคม(N12) และสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(N13) โดยกรุงเทพมหานคร เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการและช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต   สำหรับรูปแบบการเดินรถ แบ่งระยะเวลาการให้บริการเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเวลาเร่งด่วน (Peak) เช้าและเย็น ตั้งแต่เวลา 07.00 - 09.00 น. และตั้งแต่เวลา 16.30 -20.00 น. จะให้บริการเดินรถตั้งแต่สถานีเคหะสมุทรปราการ (E23) ไปตามเส้นทางสายสุขุมวิทจนถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (N13) แล้วกลับรถวิ่งให้บริการในเส้นทางเดิมไปจนถึงเคหะสมุทรปราการ (E23) ซึ่งจะวิ่งสลับแบบ 1 ต่อ 1 กับขบวนรถไฟฟ้าที่วิ่งให้บริการในเส้นทางสถานีหมอชิต (N8) ถึงสถานีสำโรง (E15)   นอกเวลาเร่งด่วน และวันหยุด (เสาร์-อาทิตย์) จะให้บริการตั้งแต่สถานีเคหะสมุทรปราการ (E23) ไปตามเส้นทางสายสุขุมวิท จนถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (N13) แล้วกลับรถวิ่งให้บริการในเส้นทางเดิมไปจนถึงเคหะสมุทรปราการ (E23)   คาดว่ามีผู้ใช้บริการอยู่ที่ 100,000 เที่ยวคนต่อวัน เนื่องจากเป็นเส้นทางที่อยู่ใกล้กับสถานที่ราชการ สถานศึกษา ศูนย์การค้า และย่านที่พักอาศัยหนาแน่น และหากเปิดเดินรถเต็มระบบจากสถานีหมอชิตถึงสถานีปลายทางคูคต ในช่วงปลายปี 2563 คาดการณ์ว่าจะมีผู้โดยสารมากกว่า 200,000 เที่ยวคนต่อวัน ลักษณะโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เป็นทางยกระดับตลอดเส้นทาง เริ่มตั้งแต่สถานีหมอชิตในปัจจุบัน ข้ามทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์บริเวณห้าแยกลาดพร้าว ผ่านแยกรัชโยธิน แยกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปจนถึงบริเวณแยกหลักสี่และเบี่ยงออกด้านขวาเลียบไปตามขอบอุโมงค์ลอดแยกหลักสี่ และเบี่ยงเข้าสู่เกาะกลางดังเดิม ไปจนถึงบริเวณสะพานใหม่หน้าตลาดยิ่งเจริญ โดยเมื่อถึงประมาณกิโลเมตรที่ 25 ของถนนพหลโยธิน แนวเส้นทางจะเบี่ยงไปทางด้านทิศตะวันออก (ด้านเหนือของพื้นที่ประตูกรุงเทพฯ) ข้ามคลองสอง  ผ่านบริเวณด้านข้างของสถานีตำรวจภูธรคูคต เข้าสู่บริเวณเกาะกลางของถนนลำลูกกา และสิ้นสุดที่บริเวณคลองสอง (บริเวณสถานีคูคต) ระยะทางรวม 19 กิโลเมตร ประกอบด้วย 16 สถานี ได้แก่ สถานีห้าแยกลาดพร้าว, สถานีพหลโยธิน 24, สถานีรัชโยธิน, สถานีเสนานิคม, สถานี ม.เกษตรศาสตร์, สถานีกรมป่าไม้, สถานีบางบัว, สถานีกรมทหารราบที่ 11, สถานีวัดพระศรี-มหาธาตุ, สถานีพหลโยธิน 59, สถานีสายหยุด, สถานีสะพานใหม่, สถานี รพ.ภูมิพลอดุลยเดช, สถานีพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ, สถานีแยก คปอ. และสถานีคูคต ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า (Depot) จำนวน 1 แห่ง  และอาคารจอดแล้วจร (Park&Ride) จำนวน 2 แห่ง ได้แก่สถานีแยก คปอ. บริเวณถนนพหลโยธิน กิโลเมตรที่ 25 ที่สามารถจอดรถได้ถึง 1,042 คัน และสถานีคูคต บริเวณใกล้กับสถานีตำรวจภูธรคูคต ซึ่งสามารถจอดรถได้ประมาณ 713 คัน พร้อมทั้งมีจุดเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆเช่นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล หรือรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ที่สถานีห้าแยกลาดพร้าวและจุดเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ที่สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ เป็นต้น   ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครจะเร่งดำเนินการและประสานความร่วมมือกับ รฟม. ทุกๆด้านต่อไป เพื่อให้สามารถเปิดบริการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต- สะพานใหม่- คูคต ตลอดทั้งโครงการได้โดยเร็ว เพื่อเชื่อมโยงการเดินทาง รวมทั้งยกระดับคุณภาพการเดินทางและคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป  
“ฮาบิแทท กรุ๊ป” ปั้นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส 4,500 ล้าน พร้อมบุกตลาดลูกค้าต่างชาติ

“ฮาบิแทท กรุ๊ป” ปั้นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส 4,500 ล้าน พร้อมบุกตลาดลูกค้าต่างชาติ

“ฮาบิแทท กรุ๊ป” ชี้ตลาดอสังหาฯเพื่อการลงทุนปี 2563  ยังเติบโตแต่ไม่หวือหวา พร้อมเดินหน้าชูกลยุทธ์ ” ไลฟ์สไตล์ อินเวสเม้นท์” เตรียมเปิดโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส 4,500 ล้าน ผนึกพันธมิตร ลีสต์ กรุ๊ป ญี่ปุ่น รุกขยายตลาดใหม่จับลูกค้าต่างชาติเพิ่ม ทั้ง ญี่ปุ่น ไต้หวัน ตะวันออกกลางและยุโรป ทดแทนตลาดจีน และฮ่องกง นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2563 คาดว่าจะไม่เติบโตจากปีนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมน่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2562  ซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจ และค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทำให้กำลังซื้อได้รับผลกระทบ ขณะที่ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ธนาคารยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากกว่าระดับปกติ และยังมีปัจจัยเรื่องนโยบายการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV)   แม้จะมีปัจจัยบวกอยู่บ้างจากการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นตลาด ประกาศลดค่าธรรมเนียมการโอน และการจดจำนองให้เหลือเพียง 0.01% ของราคาประเมินไปจนถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2563 และยังมีโครงการบ้านดีมีดาวน์ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ แต่ภาพรวมตลาดอสังหาฯ น่าจะอยู่ในภาวะทรงตัว หรือใกล้เคียงกับปี 2562 ปี 63 โอกาสของลูกกค้าเลือกซื้ออสังหาฯ ราคาสุดคุ้ม สำหรับจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ คาดว่าจะใกล้เคียงกับปีนี้เช่นกัน โดยโครงการใหม่เปิดที่ออกสู่ตลาดจะเป็นโครงการแนวราบมากกว่าคอนโดมิเนียม ซึ่งโครงการใหม่ที่ดีเวลลอปเปอร์เลือกเปิด เชื่อว่ามีการคัดกรองมาอย่างดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำเล  ลักษณะโครงการ และราคาที่มีความเหมาะสม เพราะว่ากำลังซื้อในตลาดถึงแม้ยังมีอยู่ แต่มีอยู่ไม่มากนัก เนื่องจากผู้บริโภคยังระมัดระวังในการใช้เงิน เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยซึ่งถือเป็นหนี้ผูกพันธ์ในระยะยาว   “อสังหาฯ ประเภทที่อยู่อาศัยยังถือว่าเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละทำเล ถ้ามีทำเลดีและมีราคาที่เหมาะสม แต่หากในบางทำเลก็ยังมีการชะลอตัว จากซัพพลายมีอยู่จำนวนมากจะยังคงซบเซาต่อไป อย่างไรก็ดี ในปี 2563 นี้จะเป็นปีที่ดีของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ และมีความต้องการแท้จริงเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งจะได้รับประโยชน์ และได้เลือกสินค้าที่ดีมีคุณภาพจากการแข่งที่สูงขึ้นของตลาด” สำหรับแนวโน้มภาพรวมตลาดอสังหาฯ เพื่อการลงทุน ในปี 2563 คาดว่าตลาดยังคงเติบโตไปได้ต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่เติบโตสูงเหมือนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาก็ตาม เนื่องจากแนวโน้มการลงทุนอสังหาฯ ยังเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะได้ผลตอบแทนทั้งค่าเช่าระยะยาว อีกทั้งส่วนต่างมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น (Capital gain) ซึ่งหากลงทุนในทำเลที่ดี แตกต่างจากการลงทุนในตลาดหุ้น พันธบัตร กองทุนรวมที่มีความผันผวน และสามารถมีผลตอบแทนติดลบได้ นักลงทุนจึงนิยมลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพราะมีความเสี่ยงต่ำ จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย หันมาให้ความสนใจลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนเพิ่มมากขึ้น   “คนที่มีเงินสดในมือ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ ก็ยังมีความต้องการลงทุนในอสังหาฯ เมืองไทยอยู่ ถ้าหากมีการนำเสนอโปรดักส์ที่ตอบโจทย์ มีการรันตีผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า ซึ่งในปีหน้าเรียกว่าเป็นช่วงจังหวะที่ดีสำหรับผู้ที่มีกำลังทรัพย์ในการซื้ออสังหาฯเพื่อลงทุน เพราะสามารถต่อรองราคาได้มาก แถมได้รับโปรโมชั่นที่ดี เพราะดีเวลลอปเปอร์เองต้องการผลักดันยอดขาย ในปีหน้าจึงถือเป็นตลาดของผู้ซื้ออยู่เอง และซื้อเพื่อลงทุนจริงๆ” เปิดโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส 4,500 ล้าน สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของฮาบิแทท กรุ๊ป ในปี 2563 ยังมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการเพื่อการลงทุนในรูปแบบไลฟ์สไตล์ อินเวสเม้นท์ (Lifestyle Investment) มากขึ้น โดยปีหน้าจะหันมาโฟกัสการลงทุนในพื้นที่พัทยาเป็นหลัก  เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางภาคตะวันออก เนื่องจากพัทยาได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงธุรกิจอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ประกอบกับมีกำลังซื้อทั้งจากนักท่องเที่ยวคนไทย และชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในเมืองพัทยา   โดยคาดว่าพัทยามีการเติบโตอีกมากใน 5 ปีข้างหน้า ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงการพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่ภาครัฐให้การสนับสนุนและลงทุนในโครงการพื้นฐาน อาทิ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่เชื่อมต่อ 3 สนามบิน  คือ สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา โครงการขยายสนามบินอู่ตะเภา หรือมอเตอร์เวย์ส่วนต่อขยาย ไประยอง อู่ตะเภา มาบตาพุด ส่งผลให้มีการลงทุนหลั่งไหลเข้ามาในพัทยา ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ต่างประเทศ และภาคเอกชน มากขึ้น นายชนินทร์ กล่าวอีกว่า ในปีหน้า ฮาบิแทท กรุ๊ป ยังดำเนินการตามแผนเดิมคือ การเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูสอีก 1 โครงการ บนทำเลติดทะเลนาจอมเทียน ประกอบไปด้วย คอนโดฯ ซื้อเพื่อลงทุนและคอนโดฯ ซื้อเพื่ออยู่อาศัย และโรงแรมระดับ 5 ดาว มูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท หลังจากที่บริษัทฯได้ลงทุนพัฒนาโครงการในพัทยาไปแล้วทั้งหมด 7 โครงการ มูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 5,500 ล้านบาท โดยเป็นโครงการที่ได้เปิดให้บริการในรูปแบบของโรงแรมแล้วจำนวน 3 แห่งคือ เดอะ วิลล์ จอมเทียน, ครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์, ครอสทู พัทยา โอเชี่ยนเฟียร์ และเตรียมเปิดบริการเพิ่มอีก 2 แห่งในปี 2563 คือ บลูเฟียร์ บีดับเบิลยู พรีเมียร์ คอลเล็คชั่น บาย เบสท์เวสเทิร์น และเบสท์เวสเทิร์น พรีเมียร์ เบย์เฟียร์ พัทยา   ส่วนในกรุงเทพฯ ฮาบิแทท กรุ๊ป ยังเน้นการลงทุนในทำเลซีบีดีอย่าง อโศก พร้อมพงศ์ และทองหล่อ เพราะ “ทำเล” ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการลงทุน ที่สร้างผลตอบแทนสูงให้กับนักลงทุนทั้งผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า และแคปปิตอลเกน เฉลี่ยที่ 10% ขึ้นไปเมื่อผ่านไป 3-5 ปี  อย่างไรก็ดีปีหน้าตลาดในกรุงเทพฯ ฮาบิแทท กรุ๊ป จะโฟกัสการทำตลาดและการขายใน 2 โครงการที่ได้เปิดตัวล่าสุด คือโครงการ วาลเด้น ทองหล่อ 8 และวาลเด้น ทองหล่อ 13  โดยทั้ง 2 โครงการเป็น คอนโด ลักชัวรี่โลว์ไรส์ สูง 8 ชั้น ราคาเริ่มต้นที่ 7 ล้านบาท เดินหน้าจับตลาดลูกค้าต่างชาติ นอกจากนี้ในปี 2563 ฮาบิแทท กรุ๊ป ยังมองหาตลาดใหม่ๆ จากเมื่อก่อนที่เน้นเจาะโดยเฉพาะลูกค้าในตลาดจีน และฮ่องกง ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มีสัดส่วน 50% ที่เข้ามาซื้ออสังหาฯในไทย แต่ปัจจุบันทั้งสองตลาดมีการชะลอตัวไปมาก จากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจในประเทศ  ซึ่งในปีหน้า ฮาบิแทท กรุ๊ป ที่มีการผนึกกับพันธมิตรอย่าง ลิสต์ กรุ๊ป จากญี่ปุ่น จึงจะเข้าไปขยายตลาดใหม่ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน ตะวันออกกลาง และยุโรป เพื่อมาทดแทนตลาดจีน และฮ่องกง พร้อมทั้งมุ่งตอกย้ำรูปแบบพัฒนาโครงการ ไลฟ์สไตล์ อินเวสเม้นท์ มากขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่าง ขณะเดียวกัน ก็จะร่วมกับกูรูทางด้านการลงทุน จัดเสวนาให้ความรู้เรื่องการลงทุนให้กับผู้ซื้ออย่างต่อเนื่อง   สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการต่างๆได้ทางเว็บไซต์ของฮาบิแทท กรุ๊ป หรือโทร. 02-168-8266 เฟสบุ๊ค HabitatGroupProperties และไลน์ @habitatgroup อินสตาแกรม habitatgroup.th    
“มั่นคงฯ” ขน 10 โปรเจ็กต์ ร่วม “บ้านดีมีดาวน์”​

“มั่นคงฯ” ขน 10 โปรเจ็กต์ ร่วม “บ้านดีมีดาวน์”​

มั่นคงฯ ขานรับนโยบาย “บ้านดีมีดาวน์” คัด 10 โครงการ กว่า 300 ยูนิต เข้าร่วม ตอบโจทย์ความต้องการซื้อบ้านและกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ปลายปี มั่นคง เข้าร่วมโครงการ “บ้านดีมีดาวน์” 10 โครงการ นายศักดินา แม้นเลิศ รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารโครงการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK เปิดเผยว่า ได้นำโครงการที่อยู่อาศัยของบริษัท. เข้าร่วมโครงการ “บ้านดีมีดาวน์” ทั้งหมด 10 โครงการ จำนวนกว่า 300 ยูนิต เพื่อช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย และกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ให้กลับมาคักคัก  ด้วยการมอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่จองที่อยู่อาศัย ในโครงการของบริษัท  ได้แก่ ฟรีค่ามิเตอร์น้ำ – มิเตอร์ไฟ, ฟรีค่าส่วนกลาง 3 ปี, เฟอร์นิเจอร์ห้องนอนใหญ่ 1 ชุด, เครื่องปรับอากาศห้องนอนใหญ่ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอีก  5 รายการ ทาวน์โฮม บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว จากมั่นคงฯ  สำหรับโครงการที่เข้าร่วมนโยบาย “บ้านดีมีดาวน์” ได้แก่ ทาวน์โฮม 6 โครงการ ได้แก่ ชวนชื่น ทาวน์ ชัยพฤกษ์ – แจ้งวัฒนะ, ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง 1, ชวนชื่น ทาวน์ ราชพฤกษ์ - 345, ชวนชื่น ทาวน์ แก้วอินทร์-บางใหญ่, ชวนชื่น ทาวน์ – บางใหญ่, ชวนชื่น ทาวน์ วิลเลจ บางนา บ้านแฝด 1 โครงการ ได้แก่  ชวนชื่น พาร์ค อ่อนนุช-วงแหวน และ บ้านเดี่ยว 3 โครงการ ได้แก่ ชวนชื่น ไพรม์ วิลเลจ บางนา, ชวนชื่น ไพร์มวิลล์ กรุงเทพ-ปทุมธานี และ ชวนชื่น ซิตี้ วัชรพล - รามอินทรา โครงการบ้านดีมีดาวน์  ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติออกมาตรการ มาช่วยลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย และสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองนั้น ทางภาครัฐสนับสนุนเงินผ่อนดาวน์รายละ 50,000 บาท สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1,200,000 บาทต่อปี จำนวน 100,000 ราย โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนขอรับสิทธิตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2562 จนถึง 31 มีนาคม 2563  และทำนิติกรรม จดจำนองบ้านได้ตั้งแต่ 27 พฤศจิกายน 2562 - วันที่ 31 มีนาคม 2563   นายศักดินา กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวนับเป็นมาตรการ ที่จะเข้ามามีส่วนช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อและหนุนภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้กลับมาคึกคัก ซึ่งหากมองในภาพรวมต้องยอมรับว่าธุรกิจอสังหาฯ  สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน อีกทั้งยังเชื่อมโยงกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น วัสดุก่อสร้าง เหล็ก เฟอร์นิเจอร์ อินทีเรียดีไซน์ เป็นต้น ขณะเดียวกันในแง่ของผู้บริโภค ก็ได้รับประโยชน์เช่นเดียวกัน ข้อมูลเพิ่มเติมโครงการจากมั่นคงฯ ทั้ง 10 โครงการ ชวนชื่น ทาวน์ ชัยพฤกษ์ – แจ้งวัฒนะ ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง 1 ชวนชื่น ทาวน์ ราชพฤกษ์ - 345 ชวนชื่น ทาวน์ แก้วอินทร์-บางใหญ่ ชวนชื่น ทาวน์ – บางใหญ่ ชวนชื่น ทาวน์ วิลเลจ บางนา ชวนชื่น พาร์ค อ่อนนุช-วงแหวน ชวนชื่น ไพรม์ วิลเลจ บางนา ชวนชื่น ไพร์มวิลล์ กรุงเทพ-ปทุมธานี ชวนชื่น ซิตี้ วัชรพล - รามอินทรา  
“ซิซซา” ลุยอสังหาฯ เพื่อการลงทุน ใช้แบรนด์วินแดม การันตีผลตอบแทน 6%

“ซิซซา” ลุยอสังหาฯ เพื่อการลงทุน ใช้แบรนด์วินแดม การันตีผลตอบแทน 6%

หลังจากบริษัท ซิซซา กรุ๊ป จำกัด ได้ประกาศลงทุนพัฒนาโครงการวินแดม แกรนด์ ในหาน บีซ ภูเก็ต มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท เมื่อช่วงปี 2561 ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้า ใกล้เปิดตัวในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 แล้ว ซึ่งปัจจุบันสามารถทำยอดขายได้กว่า 80% จากจำนวนห้องทั้งหมด 353 ยูนิต   สำหรับโครงการดังกล่าว เป็นการพัฒนาในรูปแบบอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน หรือ Investment Property ซึ่งร่วมกับกลุ่มโรงแรมชั้นนำอย่างแบรนด์ วินแดม โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (WYNDHAM Hotels and Resorts) เข้ามาบริหารภายใต้สัญญาการบริหาร 15 ปี อสังหาฯ เพื่อการลงทุนได้ผลตอบแทน 8-10% นายอรรถนพ พันธุ์กำเนิด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิซซา กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต แม้ว่าช่วงที่ผ่านมากลุ่มนักท่องเที่ยวหลัก ซึ่งเป็นชาวจีนได้ชะลอตัวลงไปจำนวนมาก แต่มีฐานนักท่องเที่ยวใหม่เข้ามาเพิ่ม อาทิ ชาวอินเดีย รัสเซีย ทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวยังคงเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ แม้ว่าตลาดอสังหาฯ ในส่วนของที่พักอาศัยจะชะลอตัวลง จากภาวะกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจ แต่ตลาดอสังหาฯ ในส่วนของการลงทุนยังมีอัตราการเติบโตที่ดี เพราะการลงทุนในตลาดอสังหาฯ ยังได้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตลาดทุน หรือตราสารหนี้ ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นถือว่ามีความเสี่ยงสูง “ผลตอบแทนจากการลงทุนในอสังหาฯ เพื่อการลงทุน จะได้รับผลตอบแทน 8-10% สำหรับกลุ่มระดับ 5 ดาวขึ้นไป ขณะที่การลงทุนในตลาดทุนหรือตราสารหนี้ จะได้ผลตอบแทนประมาณ 6-7%” ซัพพลายใหม่เข้าตลาด 10 โปรเจ็กต์ ปัจจุบันตลาดภูเก็ตยังถือว่าไม่มีรูปแบบการพัฒนาโครงการอสังหาฯ เพื่อการลงทุน แต่หลังจากบริษัทเปิดตัวออก ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายราย เข้ามาพัฒนาโครงการในลักษณะดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและเตรียมเปิดตัว น่าจะมีประมาณ 10 โครงการ รวมจำนวนกว่า 2,000-3,000 ห้อง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อสิทธิแฟรนไชส์แบรนด์ต่างๆ เข้ามาบริหารเอง แตกต่างจากบริษัทที่ได้เจ้าของแบรนด์เข้ามาบริหารจัดการ   นายออรถนพ กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการในภูเก็ต เริ่มหันมาพัฒนาสินค้าในลักษณะอสังหาฯ เพื่อการลงทุน Investment Property จำนวนมาก จนทำให้การแข่งขันสูง และซิซซา กรุ๊ป ได้เล็งเห็นทิศทางของตลาด จึงได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับกลุ่มวินแดมฯ ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรมรีสอร์ทที่มีจำนวนสาขาในเครือมากที่สุดของโลก ที่จะพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าในตลาดระดับบน  ​ วินแดม แกรนด์ ในหาน บีช ภูเก็ต การันตีผลตอบแทน 6% ใน 2 ปี สำหรับโครงการ วินแดม แกรนด์ ในหาน บีช ภูเก็ต เป็นอสังหาฯ เพื่อการลงทุน โดยการันตีผลตอบแทนการลงทุน 2 ปีแรกที่ 6% และปีที่ 3-15 เป็นการจ่ายปันผลตามผลประกอบการโรงแรม โดยสัดส่วนรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายนักลงทุนจะได้รับไปเป็นจำนวนเต็ม 100%   ตามคาดการณ์นักลงทุนมีโอกาสได้ผลตอบแทนรวมเฉลี่ย 10% ต่อปี หากอัตราการเข้าพักเฉลี่ยมากกว่า 80% ต่อปี โดยที่นักลงทุนมีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของและถือโฉนดยูนิตที่ลงทุน ซึ่งนอกจากนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในการลงทุนจากการบริหารงานของวินแดมแล้ว นักลงทุนยังได้สิทธิ์เข้าพักในโรงแรมฟรี 30 วันต่อปีและสิทธิพิเศษอื่นๆมากมาย   โครงการ วินแดม แกรนด์ ในหาน บีช ภูเก็ต ตั้งอยู่บริเวณชายหาดในหาน ซึ่งเป็นหนึ่งในชายหาดที่มีชื่อเสียงของ จ.ภูเก็ต สร้างเป็นอาคารสูง 4 ชั้น แบ่งเป็นห้อง 2  แบบ ขนาดตั้งแต่ 40 ตารางเมตร ขึ้นไป และ 60 ตารางเมตร จำนวนรวม 353 ยูนิต มีทั้งหมด 12 อาคาร แบ่ง 4 อาคารบริหารเป็นโรงแรมเต็มรูปแบบ และ 8 อาคารแบ่งขายเพื่อการลงทุน   ข้อมูลเพิ่มเติม บริษัท ซิซซา กรุ๊ป จำกัด      
มั่นคงฯ เพิ่มทุน 1,000 ล้าน ตั้งบริษัทย่อยลุยธุรกิจโรงงานให้เช่า  

มั่นคงฯ เพิ่มทุน 1,000 ล้าน ตั้งบริษัทย่อยลุยธุรกิจโรงงานให้เช่า  

มั่นคงฯ เดินหน้าแผนธุรกิจ 5 ปี เพิ่มสัดส่วนธุรกิจเช่าและบริการ 50% เพิ่มทุน 1,000 ล้าน​ ตั้งบริษัทในเครือ “พรอสเพค รีท แมเนจเมนท์” มุ่งขยายธุรกิจโรงงานและคลังสินค้าให้เช่า ภายใต้ชื่อ “โครงการบางกอก ฟรี เทรด โซน” พร้อมจัดตั้งกองทรัสต์ เพื่อการลงทุนในอสังหาฯ     ตามแผนระยะ 5 ปี บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน)  ต้องการเพิ่มสัดส่วนกำไรในธุรกิจเพื่อเช่าและบริการ ให้ขึ้นมาเท่ากับธุรกิจพัฒนาเพื่อขาย หรือสัดส่วน 50% จากปัจจุบันรายได้และกำไรหลักมาจากธุรกิจพัฒนาเพื่อขาย ทำให้บริษัทมองหาโอกาสและเพิ่มพอร์ตธุรกิจเช่าและบริการให้มากขึ้น ในปีที่ผ่านมาบริษัทจึงได้ลงทุนถือหุ้น 100%  จัดตั้งบริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือ (PD) เพื่อพัฒนาโครงการบางกอก ฟรี เทรด โซน (Bangkok Free Trade Zone : BFTZ) ซึ่งเป็นโรงงานให้เช่าที่ตั้งอยู่บนถนนบางนาตราด กม.23  ถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่สำคัญ สามารถเชื่อมโยงฐาน การผลิตในการขนส่งสินค้าทั้งทางบกทางอากาศและทางทะเล  เนื่องจากอยู่ใกล้กรุงเทพฯ และนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง อาทิ นิคมอุตสาหกรรมบางพลี และนิคมอุตสาหกรรมบางปู   ภายในโครงการประกอบด้วยอาคารคลังสินค้าและอาคารโรงงาน บนพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่เพื่อการเช่า (Leasable Area) 700 ไร่ และพื้นที่เพื่อการสาธารณูปโภค อาทิ ถนนสาธารณะ โรงบำบัดน้ำเสีย และส่วนการรักษาความปลอดภัยภายในโครงการ ฯลฯ อีก 300 ไร่  โครงการนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่สีม่วง (ที่ดินประเภทอุตสาหกรรมและคลังสินค้า) จากปัจจัยต่างๆ ส่งผลให้โครงการ BFTZ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อัตราการเช่าพื้นที่อยู่ที่ประมาณกว่า 90% โดยกลุ่มผู้เช่าหลักคือ ญี่ปุ่น มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 34% นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK  เปิดเผยว่า โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 อัตรารายได้จากค่าเช่าเติบโตถึง 30% และมีอัตราผู้เช่ากว่า 90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 จากพื้นที่เช่ากว่า 150,000 ตารางเมตร ปัจจุบันบริษัทฯ มีการก่อสร้างโรงงานและคลังสินค้าให้เช่าเพิ่มเติมอีก 70,000 ตารางเมตร  ซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2563  โดยคาดว่าจะสามารถพัฒนาโครงการเต็มพื้นที่ประมาณ  280,000 ตารางเมตร  ภายในสิ้นปี 2563   จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท จึงได้มีมติอนุมัติให้ บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท พรอสเพค รีท แมเนจเมนท์ จํากัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจผู้จัดการกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งการจัดตั้งบริษัทดังกล่าว จะถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจของ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน)     นอกจากการอนุมัติจัดตั้งบริษัทย่อยแล้ว ล่าสุดได้ออกหุ้นกู้มูลค่าทั้งสิ้นไม่เกิน 1,650 ล้านบาท อายุ 3 ปี 11 เดือน 19 วัน ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2566 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.75%  ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ ซึ่งสามารถจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท โดยพร้อมเสนอขายในวันที่ 2 – 11 ธันวาคม 2562
วิลล่า คุณาลัย น้องใหม่ใน mai เคาะราคาขายหุ้นละ 1.10 บาท พร้อมเทรด 17 ธ.ค. 62 

วิลล่า คุณาลัย น้องใหม่ใน mai เคาะราคาขายหุ้นละ 1.10 บาท พร้อมเทรด 17 ธ.ค. 62 

“วิลล่า คุณาลัย” เคาะราคาขายหุ้น IPO หุ้นละ 1.10 บาท พร้อมแต่งตั้ง บล. เอเชีย เวลท์ เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย  และรับประกันการจัดจำหน่าย เตรียมเสนอขาย วันที่ 3-4 และ 6 ธันวาคมนี้ พร้อมลงสนามเทรดใน mai วันแรก 17  ธันวาคม วิลล่า คุณาลัย พร้อมจำหน่ายหุ้นสามัญ นายกอบเกียรติ บุญธีรวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (Lead Underwriter) บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ KUN เปิดเผยว่าได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ของ KUN ระดับราคา 1.10 บาทต่อหุ้น จำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 150 ล้านหุ้น โดยมีมูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 25% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าการระดมทุน 165 ล้านบาท โดยพิจารณาจากอัตราส่วนราคา ต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio)  10.78 เท่า โดยคำนวนกำไรสุทธิต่อหุ้น จากผลการดำเนินงานในช่วง 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 61 ถึง ไตรมาส 3 ปี 62) เทียบกับอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) เฉลี่ยของบริษัทใกล้เคียงที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน มีค่าเท่ากับ 11.24 เท่า และมีส่วนลดให้กับนักลงทุนเล็กน้อย ซึ่งระดับราคาดังกล่าวถือเป็นราคาที่เหมาะสม เมื่ออิงกับปัจจัยพื้นฐาน ด้านนางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่าฯ กล่าวว่า  การระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทได้เม็ดเงินจากการระดมทุน จำนวน 165 ล้านบาท โดยจะนำไปใช้ในวัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ การสร้างการเติบโตในระยะ 3 ปีข้างหน้า ด้วยการจัดซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการต่อเนื่องมูลค่า 30 ล้านบาท การชำระหนี้กับสถาบันการเงิน 60 ล้านบาท รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ วิลล่า คุณาลัย เตรียมบุกตลาดรอบกทม. สำหรับแนวทางการพัฒนาโครงการ บริษัทจะพัฒนาภายใต้แนวคิด “สุขใจอยู่บ้านชานเมือง” ซึ่งปัจจุบันพัฒนาในอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา ในอนาคตมีแผนพัฒนาและขยายโครงการในทำเลอื่นๆ ตามแผนยุทธ์ศาสตร์ป่าล้อมเมือง ให้ครบ 4 ทิศ รอบกรุงเทพมหานคร (เหนือ, ใต้, ตะวันออก, ตะวันตก) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายและวิสัยทัศน์ที่บริษัทวางไว้ เพื่อเพิ่มศักยภาพความแข็งแกร่งของแบรนด์ธุรกิจ สำหรับแผนการเปิดโครงการใหม่ในอนาคตนั้น บริษัทเตรียมเปิดโครงการใหม่ จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวม 2,172 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 1.โครงการคุณาลัย จอย 2 ซึ่งเป็นโครงการประเภทบ้านแฝด-บ้านเดี่ยว 2 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 1,500 ล้านบาท ตั้งอยู่ในจังหวัดนนทบุรี โดยคาดว่าสามารถเปิดการขายได้ ภายในไตรมาส 2 ปี 2563 และ 2.โครงการวิลล่า วาณิช เป็นโครงการประเภทอาคารพาณิชย์ มูลค่าโครงการประมาณ 672 ล้านบาท ตั้งอยู่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรีเช่นกัน   โครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบ ที่ดำเนินการอยู่ทั้งหมด 7 โครงการ ภายใต้ 4  แบรนด์ ซึ่งประกอบด้วย คุณาลัย บีกินส์ , คุณาลัย ซิมโฟนี, คุณาลัย พอลเลน และคุณาลัย จอย ซึ่งโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ที่บางบัวทอง บนพื้นที่ 250 ไร่ ล่าสุด บริษัทได้ขยายพื้นที่เพื่อพัฒนาโครงการใหม่ที่ฉะเชิงเทรา ภายใต้โครงการ “คุณาลัย จอย ออน 314” บนพื้นที่ประมาณ 24 ไร่ โดยมองว่าทำเลดังกล่าวมีศักยภาพ อัตราการเติบโต และมีความต้องการของแหล่งที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับย่านบางบัวทอง ประกอบกับเขตพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สรุปผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรก ของ วิลล่า คุณาลัย ส่วนผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรก ของปี 2562 บริษัทมีกำไรสุทธิ 43.15 ล้านบาท และมีอัตรากำไรขั้นต้น 28% ซึ่งสูงกว่ากำไรในปี 2561 ที่ผ่านมา ที่มีกำไรสุทธิ 11.56 ล้านบาท มีอัตรากำไรขั้นต้น 25% ในขณะที่ปี 2560 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 10.80 ล้านบาท และ ปี 2559 บริษัทฯ มีความสามารถในการทำกำไรสุทธิที่ระดับ 5.94 ล้านบาท และส่วนอัตราการเติบโตของรายได้ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ   ทั้งนี้ KUN มีนโยบายการจ่ายปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และทุนสำรองตามกฎหมายในแต่ละปี ข้อมูลโครงการจาก วิลล่า คุณาลัย คุณาลัย บีกินส์  คุณาลัย ซิมโฟนี คุณาลัย พอลเลน  คุณาลัย จอย บางบัวทอง  คุณาลัย จอย ออน 314
อสังหาฯ 63 ยังน่าห่วง กำลังซื้อมี แต่น้อย แนะบริหารสต็อก-ทำตลาดระมัดระวัง

อสังหาฯ 63 ยังน่าห่วง กำลังซื้อมี แต่น้อย แนะบริหารสต็อก-ทำตลาดระมัดระวัง

ศูนย์ข้อมูลฯ ​ประเมินสถานการณ์ อสังหาฯ หลังรัฐออกมาตรการมากระตุ้นตลาด ประเมินยังติดลบ 2% โดยมีบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้าน รอขาย 84,191 ยูนิต พร้อมส่งสัญญาณเตือนปีหน้า ดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง-บริหารสต็อกในมืออย่างพอดี แม้กำลังซื้อมีแต่ปริมาณน้อย ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์  เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย ไตรมาส 3 ต่อเนื่องไตรมาส 4 ปี 2562 ว่า หลังจากที่รัฐบาลประกาศมาตรการลดภาระให้กับผู้ซื้อที่อยู่อาศัย เพื่อสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เหมาะสมกับศักยภาพของประชาชนแต่ละกลุ่ม โดยรัฐบาลจะลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์จากเดิม 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1% เหลือ 0.01%  เฉพาะการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อยูนิต และโครงการ “บ้านดีมีดาวน์” ซึ่งให้การสนับสนุนเงินดาวน์ 50,000 บาท แก่ผู้ซื้อที่อยู่อาศัย มาตรการดังกล่าวส่งผลต่อภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัยปี 2563   โดยเดิมทางศูนย์ข้อมูลฯ ประเมินว่า ตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย จะติดลบถึง 7.7% แต่เมื่อมีมาตรการมากระตุ้นการซื้อขาย และโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยของรัฐบาล จะส่งผลดีทำให้ภาพรวมติดลบเพียง 2.2% หรือลดลง 0.6% จากปี 2561   สำหรับสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย ในไตรมาส 3 ปี 2562 ยังคงเป็นช่วงเวลาที่ได้รับแรงส่ง หรือแรงสนับสนุนจากมาตรการลดค่าทำเนียมการโอนและค่าธรรมเนียมการจัดจำนอง ซึ่งได้ออกมาตรการมาก่อนหน้านี้ สำหรับบ้านในระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มใหญ่คือโครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการที่อยู่อาศัยในภูมิภาค และคอนโดมิเนียมในพื้นที่ปริมณฑล บ้านราคาไม่เกิน 3 ล.รอขาย 84,191 ยูนิต อย่างไรก็ตามสถานการณ์ตลาดในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 จำนวนที่อยู่อาศัยเหลือขายภาพรวมทั่วประเทศ ครึ่งแรกปี 2562 มีจำนวนยูนิตเหลือขาย  270,131 ยูนิต ประกอบด้วยโครงการในพื้นที่กรุงเทพฯปริมณฑล 151,993 ยูนิต คิดเป็น 56.3% ของจำนวนที่อยู่อาศัยเหลือขาย และอยู่ในพื้นที่ภูมิภาค 20 จังหวัดหลัก มีจำนวน 118,138 ยูนิต คิดเป็น 43.7%   ขณะที่ที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และก่อสร้างเสร็จรอการขาย ช่วงเวลาเดียวกันทั่วประเทศ มีจำนวนประมาณ 158,895 ยูนิต เป็นกลุ่มระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวน 84,191 ยูนิต คิดเป็น  53% ของจำนวนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างเสร็จและรอการขาย  เป็นคอนโดมิเนียมพักอาศัย 43,597 ยูนิต คิดเป็น 51.8%   โดยในจำนวนดังกล่าว แบ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล 95,462 ยูนิต เป็นกลุ่ม ราคาไม่เกิน 3.0 ล้านบาท จำนวน 48,465 ยูนิต คิดเป็น 50.8%  โดยเป็นคอนโดมิเนียม 30,873 ยูนิต คิดเป็น 63.7% ขณะที่ในภูมิภาค มีจำนวน 63,433 ยูนิต เป็นกลุ่มระดับราคาไม่เกิน 3.0 ล้านบาท 35,726 ยูนิต เป็น 56.3% เป็นคอนโดมิเนียม 12,724 ยูนิต คิดเป็น 35.6%   ส่วนประมาณการที่อยู่อาศัยเหลือขายทั่วประเทศ ครึ่งหลังปี 2562 จะมีจำนวน  257,969 ยูนิต แบ่งเป็นอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล 149,284 ยูนิต หรือคิดเป็น 56.3% ในพื้นที่ภูมิภาคจำนวน 108,685 ยูนิต คิดเป็น 43.7% บ้านราคาไม่เกิน 1 ล. ช่วยพยุงตลาด 9 เดือนแรก สำหรับสถานการณ์ด้านความต้องการที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งหลังปี 2562 ประเมินจากข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย พบว่าภาพรวมทั่วประเทศในช่วงไตรมาส 3 ปี 2562 มียูนิตการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 101,704 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 11.1% มีมูลค่ารวม 227,793 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 12.4%  ซึ่งเป็นผลส่วนหนึ่งจากการโอนคอนโดมิเนียมราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนมากถึง 16,179 ยูนิต อยู่ในพื้นที่ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล รวม 13,984 ยูนิต   ขณะที่ภาพโดยรวมมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ทุกประเภททุกระดับราคาในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล รวม 53,936 ยูนิต หรือคิดเป็น  53.0% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 10.9% เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในภูมิภาค 47,768 ยูนิต คิดเป็น  47.0% หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 13.1%   ด้านมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ภาพรวมทั่วประเทศช่วงไตรมาส 3 ปี 2562 มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ 227,793 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 12.4% เป็นมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล 146,827 ล้านบาท  คิดเป็น 64.5% โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 9.6% เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในภูมิภาค 80,966 ล้านบาท คิดเป็น 35.5% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีแล้ว 17.8% คาดเปิดตัวใหม่ กว่า 112,000 ยูนิต สำหรับอุปทานใหม่ที่จะเข้ามาในตลาดปี 2562 คาดว่าจะมีการปรับตัวในช่วงครึ่งหลังปี 2562 เมื่อพิจารณาจากไตรมาส 3 ปี 2562 ประมาณการว่าจะมีการเปิดขายโครงการใหม่ประมาณ 20,000 ยูนิต ถ้าเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561ซึ่งมีการเปิดตัวโครงการใหม่ประมาณ 40,000 ยูนิต จะเห็นถึงการปรับตัวลดลงสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดที่ชะลอตัว  และเมื่อพิจารณาจากเส้นค่าเฉลี่ยของการเปิดตัวโครงการใหม่แต่ละไตรมาส จะเห็นว่าค่าเฉลี่ยอยู่ประมาณ 20,000 – 30,000 ยูนิต และคาดการณ์ว่าไตรมาส 4 ปี 2562 จะมีโครงการเปิดขายใหม่ไม่น้อยกว่า  44,000 ยูนิต แสดงว่าเอกชนเริ่มกลับเข้ามามีความมั่นใจอีกครั้ง   ทั้งนี้ จากข้อมูลสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ของศูนย์ข้อมูลฯ  พบว่าในช่วงไตรมาส 3 ปี 2562 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีที่อยู่อาศัยทุกประเภทเปิดขายใหม่จำนวนรวม 20,863 ยูนิต เป็นบ้านจัดสรรเปิดตัวใหม่เพียง 8,879 ยูนิต ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีแล้ว 57.3% ซึ่งเป็นการปิดตัวที่ลดลงอย่างต่อเนื่องมา 3 ไตรมาส ขณะที่มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ประมาณ 11,984 ยูนิต โดยลดลงจากช่วงเดียวกันของแล้ว 56.5%   โดยประมาณการว่า ปี 2562 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล จะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ทุกประเภทรวม 112,044 ยูนิต เป็นโครงการบ้านจัดสรรเปิดตัวใหม่เพียง 46,010 ยูนิต โดยลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 24.4% เป็นการเปิดตัวน้อยต่ออย่างเนื่องมา 3 ไตรมาส ส่วนคอนโดมิเนียมมีโครงการเปิดตัวใหม่เพียง 66,034 ยูนิต ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 22.4%  คาดตลาดที่อยู่อาศัยปี 2562 ยังติดลบ 2.2% อย่างไรก็ตามศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ประเมินสถานการณ์ไตรมาส 4 ปี 2562 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล คาดว่าจะมีการเปิดโครงการใหม่ทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 ไตรมาสที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด โดยคาดว่าโครงการบ้านจัดสรรจะเปิดโครงการใหม่ 14,954 ยูนิต เป็นคอนโดมิเนียม 29,399 ยูนิต โดยคาดว่าจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งปี 2562 จำนวน 112,044 ยูนิต ลดลงจากปีที่แล้ว 23.2%   ทั้งนี้ แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวน 46,010 ยูนิต คิดเป็น 41.1% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว  24.4% เป็นโครงการคอนโดมิเนียม 66,034 ยูนิต คิดเป็น 58.8% ลดลง  22.4% จากช่วงเดียวกันของปี 2561   โดยคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 หลังจากได้รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นจากรัฐบาล จะเหลืออุปทานในตลาด 257,969 ยูนิต ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ดีขึ้นกว่าไม่มีมาตรการรองรับ 2.4% และคาดว่าจะมียอดการโอนกรรมสิทธิ์รวมทั่วประเทศจำนวนประมาณ 361,696 ยูนิต เป็นมูลค่ารวม 820,624 ล้านบาท ซึ่งน่าจะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 2.2% ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัย ปี 2563 ทิศทางตลาด ปี 2563 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ วิเคราะห์ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยโดยคาว่าจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปลายปี 2562 แต่จะมีการขยายตัวไม่มากนักโดยจะขยายตัวไม่เกิน 5% โดยโครงการที่อยู่อาศัยใหม่จะมีการเปิดตัวต่อเนื่อง จากช่วงปลายปีรองรับมาตรการรัฐซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนใกล้เคียงกับยอดการเปิดตัวในปี 2562   ด้านความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญคืออัตราดอกเบี้ยขาลง และ มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนอง รวมถึง “โครงการบ้านดีมีดาวน์” ส่งผลให้อุปทานในตลาดจะถูกทยอยดูดซับ โดยในปี 2563 ผู้ประกอบการยังคงต้องให้ความสำคัญ กับการบริหารสินค้าที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จรอการขาย (Inventory) เพื่อให้อุปทานไม่ค้างอยู่มากเกินไป ซึ่งภาพรวมทั่วประเทศครึ่งแรกปี 2563 คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเหลือขายประมาณ 245,371 ยูนิต “ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากปลายปีนี้ แสดงว่ามาตรการยังมีผลอยู่ในการกระตุ้น และยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่ว่ามีการขยายตัวไม่มากนัก” คาดว่าสถานการณ์ขณะนี้ตลาดโดยรวมจะขยายตัวไม่เกิน 5% ในส่วนของโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ก็ยังคงเปิดตัวโดยมีจำนวนใกล้เคียงกับปีที่ 2561 และความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังคงมีปัจจัยสำคัญคือเรื่องดอกเบี้ยซึ่งอยู่ในสภาวะดอกเบี้ยขาลง ในส่วนของมาตรการกระตุ้นการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของรัฐบาลก็ส่งผลให้อุปทานมีการถูกดูดซับออกไป   “ในปี 2563 สิ่งที่ควรให้ความระมัดระวังคือผู้ประกอบการเองยังคงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารสินค้าคงเหลือ หรือ Inventory ที่มีอยู่ในมือ โดยให้มีเหลือค้างอยู่ไม่มากจนเกินไป ตลาดปี 2563 ยังคงดำเนินต่อไปได้แต่คงต้องระมัดระวังอย่าปล่อย Supply ออกมาเยอะจนตลาดดูดซับไม่ทัน เพราะว่ากำลังซื้อในตลาดถึงแม้ยังมีอยู่ แต่มีอยู่ไม่มากนัก” ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ กล่าวในตอนท้าย   หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โครงการบ้านดีมีดาวน์ 
สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 25-30 พฤศจิกายน 2562

สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 25-30 พฤศจิกายน 2562

เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปีอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับเดือนธันวาคม ช่วงเวลาที่จะทำผลงานให้ได้ตามที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปี ตอนนี้ผู้ประกอบการจึงโหมทำแคมเปญการตลาดออกมากันอย่างหนัก ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ มีแคมเปญออกมามากมายสารพัด ยิ่งที่ผ่านมาภาครัฐออกมาตรการมากระตุ้นด้วย ผู้ประกอบการยิ่งต้องสร้างแรงจูงใจให้มากกว่า   ช่วงเวลานี้ จึงถือเป็นช่วงจังหวะที่ดี สำหรับคนที่ได้วางแผนเอาไว้แล้วว่าจะซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมสักห้อง  แต่ใครยังไม่ได้วางแผนไว้  ได้แต่เล็งหรือคิดเอาไว้บ้าง ต้องลองพิจารณาแคมเปญต่างๆ ดูว่าน่าสนใจแค่ไหน และสำรวจสภาพทางการเงินของตนเองด้วย ว่าพร้อมไหมกับการต้องแบกรับภาระหนี้ ระยะยาว 10-30 ปี  หากได้คำตอบแล้วก็ลุยเลย   ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดอสังหาฯ  จึงถือว่าคักคักพอสมควร ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไรกันบ้าง ไปอัพเดทกัน   บันยันฯ จับมือ ริชมอนทส์ คริสตี้ส์ฯ ขายโครงการหัวหิน บันยัน ไทยแลนด์ กรุ๊ป ร่วมมือกับ ริชมอนทส์ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลเอสเตท เป็นพันธมิตรทำการตลาดและขายโครงการ “บันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน” วิลล่าระดับไฮเอนด์ ให้ลูกค้าระดับบนที่มองหาบ้านพักตากอากาศหรือที่อยู่อาศัยถาวรสุดเอกซ์คลูซีฟในหัวหิน เมืองท่องเที่ยวที่ยังคงเสน่ห์และศักยภาพการเติบโต โดยความร่วมมือในครั้งนี้ ริชมอนทส์ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลเอสเตท จะเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบงานขายและทำการตลาดให้กับโครงการบันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน   นายเชิ๊ท คว้อนท์ ประธานกรรมการบริหาร บันยัน ไทยแลนด์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับริชมอนทส์ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลเอสเตท ในการทำการตลาดโครงการบันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน ในครั้งนี้ จะช่วยทำให้โครงการเป็นที่รู้จักในวงกว้างและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในระดับบนมากยิ่งขึ้น  ซึ่งโครงการบันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน เป็นโครงการวิลล่าระดับไฮเอนด์ของบันยัน ไทยแลนด์ กรุ๊ป ซึ่งประกอบธุรกิจบันยัน กอล์ฟ คลับ ที่มีชื่อเสียงมากว่า 10 ปี ที่หัวหิน ทั้งโครงการมีที่ดินสำหรับสร้างบ้านได้จำนวน 102 หลัง ราคาตั้งแต่ 15-80 ล้านบาท   โดยผู้ซื้อสามารถที่จะเลือกแบบวิลล่าจากแบบมาตรฐาน 4 แบบ ที่ทางโครงการมีให้ หรือปรับเปลี่ยนในรูปแบบที่ตนเองต้องการเพิ่มเติม เพื่อปลูกสร้างบนที่ดินขนาดที่เลือกเองเริ่มต้นประมาณ 100 ตารางวา ซึ่งความพิเศษของโครงการบันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน คือ ทำเลที่ตั้ง ที่อยู่ใกล้ตัวเมืองหัวหิน และชายหาดหัวหิน มีความเป็นส่วนตัว และไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยที่เข้าถึงการพักผ่อนพร้อมวิวทะเลในด้านหน้าและภูเขาในด้านหลังที่สวยงาม ผู้ซื้อวิลล่ายังได้รับสิทธิ์สมัครเป็นสมาชิกบันยัน กอล์ฟ คลับ ในราคาพิเศษสุด  ทางโครงการมีบริการ Concierge คอยดูแลลูกบ้านตลอด 24 ชั่วโมง และการบริการแบบโรงแรม เช่น แม่บ้าน คนดูแลสวน คนดูแลทำความสะอาดสระว่ายน้ำ และกำจัดปลวก (อ่านข่าวเพิ่มเติม) พราว จับมือ อินเตอร์คอนฯ ปั้นโปรเจ็กตลักชัวรี่ พราว เรียล เอสเตท  เปิดตัวโครงการ “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน (InterContinental Residences Hua Hin)” ครั้งแรกของโครงการที่พักอาศัยระดับลักชัวรี่  ภายใต้แบรนด์อินเตอร์คอนติเนนตัลในประเทศไทยบนพื้นที่กว่า 7 ไร่ติดชายหาดผืนสุดท้ายใจกลางเมืองหัวหิน บนถนนเพชรเกษม ช่วงซอยหัวหิน 71 (ตรงข้ามศูนย์การค้า Market Village) ซึ่งถือเป็นสถิติราคาที่ดินสูงสุดของหัวหิน ด้วยราคาที่มากกว่า 150 ล้านบาทต่อไร่ เพื่อมอบประสบการณ์การพักอาศัยที่เหนือระดับพรั่งพร้อมด้วยบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรแบบโรงแรม ด้วยมาตรฐานระดับโลกในแบบฉบับของอินเตอร์คอนติเนนตัล พร้อมแต่งตั้ง ซีบีอาร์อี บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล ให้เป็นตัวแทนการขายของโครงการอย่างเป็นทางการ   นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร  บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การพัฒนาโครงการ “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” เป็นการต่อยอดความร่วมมือกับ อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเทล กรุ๊ป (ไอเอชจี) และยังเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในการพัฒนาโครงการที่พักอาศัย ระดับลักชัวรี่ ภายใต้  แบรนด์อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส ซึ่งเป็นแบรนด์เอ็กซ์คลูซีฟที่มีเพียงไม่กี่แห่งในมหานครชั้นนำของโลกเท่านั้น เช่น บอสตัน ดูไบ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป มีต่อพราว เรียล เอสเตท และสถานะของหัวหินในการเป็นเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ  ซึ่งโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน ถือว่าเป็นต้นแบบของการพัฒนาโครงการที่เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย ตามแนวคิด “More than just living”   ทายาทตัน ภาสกรนที เปิดตัว T-ONE อาคารสำนักงานเกรด A   "วริษา ภาสกรนที"  ทายาท "ตัน ภาสกรนที" ได้ฤกษ์เปิดอาคาร T-ONE อาคารสำนักงานและพื้นที่ Co Working Space เกรดเอแห่งเดียวในทำเลทองหล่อ-สุขุมวิท หลังมีผู้เช่าครบ 100% ภายใน 3 เดือน   นางสาววริษา ภาสกรนที กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีวัน บิวดิ้ง จำกัด บริษัท ทีวัน บิวดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ได้เปิดตัว “อาคาร T-One” อาคารสำนักงานเกรด A ขนาด 43,700 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุน 3,500 ล้านบาทมีความสูง 47 ชั้น แบ่งเป็นส่วนพื้นที่สำนักงาน   Co-working space  ร้านอาหาร ฟิตเนสเซ็นเตอร์ และพื้นที่ส่วนกลาง  ชูจุดเด่นเป็นอาคารสำนักงานสำหรับธุรกิจด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และธุรกิจคลื่นลูกใหม่ทั้งระดับประเทศ และระดับโลก อาทิ Tencent, Joox, WeWork, Wongnai, Sanook, Etigo, Zelingo, Shiseido รวมทั้งสำนักงานใหญ่ของอิชิตัน กรุ๊ป   โดยอาคารดังกล่าวตั้งอยู่ใจกลางเมืองบริเวณ ทองหล่อ - สุขุมวิท 40 ที่มาพร้อมการคมนาคมสะดวกทุกรูปแบบ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า บีทีเอส สถานีทองหล่อ และเข้าออกได้ทั้งถนนสุขุมวิทและถนนพระราม 4 กับสถาปัตยกรรมแบบทวิสต์ที่สวยงามไม่ซ้ำใครจนชนะรางวัลด้านการออกแบบจาก BCI Top 10 Architects 2017 Thailand และ Asia Pacific Property Award Architecture พรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยในการบริหารจัดการอาคารอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ตรงความต้องการของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แบบ Work Hard, Play Harder (อ่านข่าวเพิ่มเติม)   บลูฮิลล์ เปิดตัว "อากาศ วิลล่า เขาใหญ่" บลูฮิลล์ เขาใหญ่ ลุยตลาดนิชพรีเมียมรับปีใหม่ เปิดตัว อากาศ วิลล่า เขาใหญ่ คอนโดมิเนียมกึ่งวิลล่าสไตล์ Thai Modern Loft  มูลค่าโครงการกว่า 380 ล้านบาท  เพียง 23 ยูนิต บนทำเลใกล้กรุงเทพฯ ริมถนนผ่านศึก-กุดคล้า เดินทางสะดวกจากกรุงเทพฯ เพียง 2.30 ชั่วโมง คอนโดฯ ตกแต่งพร้อมอยู่ ขนาดเริ่มต้น 130 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้น 13.2 ล้านบาท  หรือประมาณ 92,000 บาทต่อตารางเมตร   นางสุพิณดา แท่นเพ็ชร์รัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท บลูฮิลล์ เขาใหญ่ จำกัด เปิดเผยว่า หลังประสบความสำเร็จกับการเปิดตัวคอนโดโลว์ไรส์ ภายใต้แบรนด์ “อากาศ เขาใหญ่” บริษัทพร้อมเปิดโครงการใหม่ล่าสุด “อากาศ วิลล่า เขาใหญ่” มูลค่าโครงการกว่า 380 ล้านบาท ชูไฮไลท์ คอนโดมิเนียมสไตล์วิลล่า 1 และ 2 ชั้น 3 อาคาร สุดเอ็กซ์คลูซีฟเพียง 23 ยูนิต ทุกห้องหันหน้ารับวิวทิวเขาสลับซับซ้อนแบบพาโนราม่า บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ ตอบโจทย์ชีวิตที่อยากใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น เปิดรับความสดชื่นของธรรมชาติเข้ามาแทนที่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในชีวิตประจำวัน   โครงการ อากาศ วิลล่า เขาใหญ่ วิลล่าสไตล์ Thai Modern Loft   ตกแต่งพร้อมอยู่จำนวน 23 ยูนิต แบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาด  130 - 145 ตารางเมตร จำนวน 12 ยูนิต และ 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ขนาด 145 - 195 ตารางเมตร จำนวน 11 ยูนิต (อ่านข่าวเพิ่มเติม)        
บลูฮิลล์ ปั้นโปรเจ็กต์

บลูฮิลล์ ปั้นโปรเจ็กต์ "อากาศ วิลล่า เขาใหญ่" 380 ล้าน รับดีมานด์ตลาด 2 ห้องนอน

บลูฮิลล์ เขาใหญ่ เดินหน้าปั้นโปรเจ็กต์ “อากาศ เขาใหญ่” เฟส 2 หลังได้รับกระแสตอบรับดีในเฟสแรก ยอดขายพุ่ง 99% ขึ้นโครงการ อากาศ วิลล่า เขาใหญ่ 380 ล้าน ตอบสนองความต้องการลูกค้าอยากได้ห้องขนาดใหญ่   บลูฮิลล์ เปิดโปรเจ็กต์ใหม่ “อากาศ วิลล่า เขาใหญ่” นางสุพิณดา แท่นเพ็ชร์รัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท บลูฮิลล์ เขาใหญ่ จำกัด เปิดเผยว่า  ได้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ อากาศ เขาใหญ่ ต่อเนื่องเป็นเฟสที่ 2 ภายใต้ โครงการใหม่ “อากาศ วิลล่า เขาใหญ่”มูลค่าโครงการกว่า 380 ล้านบาท หลังจากประสบความสำเร็จกับโครงการในเฟสแรก จึงได้พัฒนาโครงการต่อเนื่อง เพราะมีความต้องการห้องชุดพักอาศัยขนาดใหญ่  โดยเฉพาะห้องชุดขนาด 2 ห้องนอน พื้นที่ตั้งแต่ 90 ตารางเมตรขึ้นไป แต่โครงการในเฟสแรกเหลือห้องชุดเฉพาะห้องขนาด 1 ห้องนอน “โครงการเฟสแรก 2 ห้องนอนขายหมดแล้ว แต่ลูกค้ายังมีความต้องการ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่เดินทางมาเขาใหญ่ จะเป็นกลุ่มครอบครัว” สำหรับโครงการแรก คือ "อากาศ เขาใหญ่" เป็นโครงการคอนโดฯ พักอาศัยแบบโลว์ไรส์ 7 ชั้น 2 อาคาร จำนวน 83 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 800 ล้านบาท มียอดขายแล้ว 99% ปัจจุบันยังเหลือห้องชุดอีก 6 ยูนิต ขนาดพื้นที่ประมาณ 50 ตารางเมตร ราคา 5 ล้านบนาท  ซึ่งถือว่าในเฟสแรกได้รับการตอบรับที่ดี กลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจ และเจ้าของกิจการ โดยซื้อด้วยเงินสดถึง 60%   ส่วนโครงการล่าสุด พัฒนาเป็นคอนโดฯ โลวไรส์ 3 อาคาร ตกแต่งพร้อมอยู่จำนวน 23 ยูนิต บนเนื้อที่กว่า 4 ไร่ แบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาด  130 - 145 ตารางเมตร จำนวน 12 ยูนิต และ 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ขนาด 145 - 195 ตารางเมตร จำนวน 11 ยูนิต  ราคาเริ่มต้น 13.2 ล้านบาท หรือประมาณ 92,000 บาทต่อตารางเมตร  ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างในปี 2563 และคาดว่าสามารถเข้าอยู่ได้ในปี 2564 ซึ่งบริษัทคาดว่าในไตรมาสแรกของปี 2563 จะสามารถทำยอดขายได้  60% “อากาศ วิลล่า เขาใหญ่” ชูจุดเด่นวิวพาโนรามา นางสุพิณดา กล่าวอีกว่า การพัฒนาโครงการ อากาศ วิลล่า เขาใหญ่ ได้มีบริษัท สถาปนิก 49 จำกัด มาเป็นผู้ออกแบบ ในรูปแบบ Thai Modern Loft  ที่คำนึงถึงรายละเอียดของการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทิศทางของสายลม และรูปแบบดีไซน์สอดคล้องไปกับภูมิประเทศที่เป็นเขา การออกแบบให้เห็นวิวภูเขาได้แบบพาโนรามา  ส่วนที่ตั้งโครงการอยู่ริมถนน ผ่านศึก-กุดคล้า ใกล้แหล่งท่องเที่ยวของเขาใหญ่ เดินทางไป-กลับกรุงเทพฯ ได้สะดวก โดยเฉพาะมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-โคราชซึ่งจะเปิดให้บริการในปี 2563 นี้​​ “คอนโดฯ ในเขาใหญ่ สไตล์อาคารขนาด 1-2 ชั้น เหมือนกับที่บริษัทพัฒนาไม่มีในท้องตลาด และโลเกชั่นของโครงการที่สามารถเห็นเขาใหญ่แบบพาโนรามาก็แทบจะไม่มีเช่นกัน” คอนโดฯ เขาใหญ่ ต้อง 2 ห้องนอน สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดฯ โดยเฉพาะโซนเขาใหญ่ ในช่วงปี 2562 จนถึงปี 2563 คาดว่ายอดขายน่าจะชะลอตัว จากปริมาณคอนโดฯ ที่คงเหลืออยู่ในตลาดพอสมควร โดยเฉพาะอาคารชุดขนาด 1 นอน แต่คาดว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น และจะมีความต้องการเพิ่มขึ้น เมื่อมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ ทางด่วนพิเศษ หรือมอเตอร์เวย์ ที่จะส่งผลทำให้เกิดความต้องการเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้น  ส่วนความต้องการคอนโดฯ ขนาด 2 ห้องนอนยังคงมีอยู่ค่อนข้างมาก   โดยที่ผ่านมาทางศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้จัดทำรายงานสรุปผลการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยในจังหวัดนครราชสีมา ที่อยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา และอำเภอปากช่องมีจำนวน 139  โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 16,882 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 77,338 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 6,939 ยูนิต หรือ  41.1% ของยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 32,840 ล้านบาท ซึ่งหนึ่งในทำเลขายดีของคอนโดฯ ในจังหวัดนครราชสีมา คือ  ทำเลเขาใหญ่ ขายได้ 73.9% มูลค่าที่ขายได้ 7,100 ล้านบาท  แสดงให้เห็นว่าตลาดอสังหาฯ เขาใหญ่ก็ยังคงเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง (อ่านรายละเอียดข่าวเพิ่มเติม)    
[PR News] เมเจอร์ฯ ขนคอนโดฯ 13 โครงการ จัดแคมเปญให้มากกว่ามาตรการรัฐ

[PR News] เมเจอร์ฯ ขนคอนโดฯ 13 โครงการ จัดแคมเปญให้มากกว่ามาตรการรัฐ

“เมเจอร์” ขนคอนโดฯ 13 โครงการ 5 โซน จัดแคมเปญ “เมเจอร์ฯ ฉีกกฎ ลดสูงสุด 5 ล้าน ฟรี 5 รายการ” กระตุ้นตลาดเรียลดีมานด์ ให้คนไทยมีที่อยู่อาศัย หนุนมาตรการภาครัฐ   นางสาวเพชรลดา พูลวรลักษณ์ กรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทจึงได้ร่วมสนับสนุนมาตรการดังกล่าว ด้วยการจัดแคมเปญเพื่อให้กลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์ ได้ซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ด้วยการจัดแคมเปญการตลาด “เมเจอร์ฯ ฉีกกฎ ลดสูงสุด 5 ล้าน ฟรี 5 รายการ” ด้วยการนำโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ 13 โครงการ ใน 5 โซน ในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2.75 – 18.5 ล้านบาท จนถึงเดือนธันวาคมนี้ “แคมเปญดังกล่าวถือว่าบริษัทได้ให้สิทธิพิเศษมากกว่ามาตรการรัฐ จะเป็นโอกาสที่ดีที่ให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกซื้อคอนโดมิเนียมที่มีคุณภาพ บนทำเลดีใจกลางเมืองใกล้รถไฟฟ้าและศูนย์การค้าชั้นนำ ในราคาที่ดีที่สุด” สำหรับ 5 โซนของโครงการคอนโดฯ​ ที่ได้นำมาร่วมรายการครั้งนี้  ได้แก่ โซน CBD, New CBD, ราชเทวี-อนุสาวรีย์ชัยฯ, จตุจักร และพัทยา ส่วนโปรโมชั่นที่บริษัทได้มอบให้ลูกค้าโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ได้แก่ ค่าจดจำนอง ค่าโอนกรรมสิทธิ์ ค่าส่วนกลาง กองทุนและประกันมิเตอร์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมอบส่วนลดสูงสุดถึง 5 ล้านบาท โดย 13 โครงการ  5 โซน ที่ร่วมจัดแคมเปญในครั้งนี้ ประกอบด้วย โซน CBD ได้แก่ โครงการมาเอสโตร 01 สาทร – เย็นอากาศ เพียง 5 นาทีสู่ย่านธุรกิจ ใกล้ BTS ศาลาแดง และ MRT ลุมพินี ราคาเริ่มต้น 4.79 ล้านบาท, มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี คอนโดใจกลางร่วมฤดี 2 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 8.5 ล้านบาท, มาเอสโตร 39 สุขุมวิท 39  เพียง 4 นาที สู่ BTS พร้อมพงษ์ 2 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 7.8 ล้านบาท, เอ็ม สีลม ยูนิตน้อยเป็นส่วนตัว ใกล้ BTS ช่องนนทรี ราคาเริ่มต้น 16 ล้านบาท, เอ็ม ทองหล่อ ใช้ชีวิตใจกลางเมือง ใกล้ BTS ทองหล่อ เอกมัย ราคาเริ่มต้น 4.79 ล้านบาท                                                                                                                                โซน New CBD ได้แก่ โครงการมาเอสโตร 03 เพียง 5 นาทีสู่เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 ใกล้ MRT พระราม 9 ราคาเริ่มต้นที่ 3.3 ล้านบาท, มาเอสโตร 19 ใกล้ MRT รัชดา สะดวกเชื่อมต่อ 3 เส้นทาง รัชดาฯ วิภาฯ ลาดพร้าว ราคาเริ่มต้นที่ 2.75 ล้านบาท, เมทริส พระราม9 – รามคำแหง คอนโดใหม่ พร้อมเข้าอยู่ธ.ค. 62 ติดทั้งถนนรามคำแหงและพระราม 9 ราคาเริ่มต้น 2.9 ล้านบาท โซนราชเทวี – อนุสาวรีย์ชัยฯ ได้แก่ โครงการมาเอสโตร 07 อนุสาวรีย์ชัยฯ เพียง 80 ม. BTS Skywalk อนุเสาวรีย์ฯ 3 นาที สู่ BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 2 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 9.2 ล้านบาท, มาเอสโตร 12 ราชเทวี ติดถนนเพชรบุรี ใกล้ BTS ราชเทวี 2 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 9.9 ล้านบาท, มาเอสโตร 14 สยาม –ราชเทวี เพียง 4 นาที สู่สยามฯ 300 ม. สู่ BTS ราชเทวี ราคาเริ่มต้น 3.99 ล้านบาท   โซนจตุจักร ได้แก่ โครงการเอ็ม จตุจักร คอนโดที่ให้ส่วนกลางกว่า 2 ไร่ ใกล้ BTS สะพานควาย ราคาเริ่มต้น 3.69 ล้านบาท และสุดท้ายโซนพัทยา กับ รีเฟล็คชั่น จอมเทียน บีช พัทยา คอนโดหรู วิวทะเล 180 องศา ทุกห้อง ราคาเริ่มต้น 18.5 ล้านบาท เป็นต้น   รายละเอียดเพิ่มเติมทุกโครงการจาก เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์  
พร็อพเพอร์ตี้ กูรู ดึงนักคิดทั่วโลก ต่อยอด “พร็อพเทค-ฟินเทค” อสังหาฯ ไทย

พร็อพเพอร์ตี้ กูรู ดึงนักคิดทั่วโลก ต่อยอด “พร็อพเทค-ฟินเทค” อสังหาฯ ไทย

พร็อพเพอร์ตี้ กูรู ดึงผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการทั่วโลก ทั้ง Tim Kobe ผู้สร้างสรรค์ต้นแบบของ Apple Store, Chales Reed Anderson ผู้ก่อตั้ง CRA & Associates ผู้นำด้านนวัตกรรม Proptech Andrew Staples นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำระดับโลก ร่วมชี้แนะพร้อมผลักดันนวัตกรรม Prop Tech พัฒนาวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย หวังพาไทยสู่ผู้นำเมืองอัจฉริยะ เมืองนวัตกรรมแห่งภูมิภาคอาเซียน พร็อพเพอร์ตี้ กูรู จัดงานเอเชีย เรียลเอสเตท ซัมมิท 2019 นายจูลส์ เคย์ กรรมการผู้จัดการ PropertyGuru Asia property Awards และ Asia Real Estate Summit เปิดเผยว่า การจัดงานเอเชีย เรียลเอสเตท ซัมมิท 2019 ครั้งนี้ ถือเป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม Proptech จากหลากหลายสาขาที่มาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ทั่วโลก ซึ่งสถานการณ์ของโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในทุกภาคส่วน รวมถึงภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่สมาร์ทโฮม หรือแค่ระบบความปลอดภัยภายในบ้านเท่านั้น สำหรับผู้ประกอบการไทย หรือนักลงทุนจะต้องรู้เท่าทันเพื่อที่จะสามารถวางแผนรับมือ ต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในโลกปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ รวมไปถึงการลงทุนเพื่อรองรับกับโลกยุคใหม่ยุค 5G ความก้าวหน้าของ Internet of Things (IoT) ทุกอย่างจะถูกปรับเปลี่ยนเป็น 3 มิติ เช่น บ้านหรือห้องตัวอย่างจะต้องเป็นรูปแบบ 3 มิติ ลูกค้าสามารถดูห้องตัวอย่างได้ทุกซอกมุมโดยไม่จำเป็นต้องมีห้องตัวอย่างจริง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศแล้ว และเทคโนโลยีอื่นๆ มีโอกาสที่ถูกนำเข้ามาใช้ประเทศไทย เช่น ฟินเทค ระบบการประเมินคุณสมบัติผู้กู้ซื้ออสังหาฯ ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ Home Loan Pre Approval Online เป็นต้น   รวมถึงการพัฒนานวัตกรรม AI ผ่านรูปแบบของหุ่นยนต์อัจฉริยะที่สามารถกลายเป็นผู้ช่วยของมนุษย์ได้จริง เพื่อรองรับการสร้างเมืองอัจฉริยะและสังคมยุค Smart Cities ในอนาคต และการนำ Blockchain เทคโนโลยีแห่งอนาคตทางด้านการเงิน ที่ช่วยปรับปรุงความโปร่งใสและความเป็นส่วนตัวจากการใช้จ่ายในรูปแบบเดิม   นอกจากนี้ ยังคงมุ่งเน้นเรื่อง สมาร์ทซิตี้ การสร้างเมืองอัจฉริยะและเมืองแห่งนวัตกรรม ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายปัจจัย ทั้งการวางผังเมือง การออกแบบสิ่งปลูกสร้างที่สามารถตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยในยุคปัจจุบันอย่างชาญฉลาด รวมถึงการหยิบเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ สร้างความสะดวก สบาย และปลอดภัยให้กับประชาชน โดยเมืองอัจฉริยะและเมืองนวัตกรรมจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญให้ประเทศไทยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารและจัดการเมือง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งด้านที่อยู่อาศัยที่สะดวกสบาย สร้างเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า รวมถึงมีสังคมและมีความสุขอย่างยั่งยืน tēmi หุ่นยนต์อัจฉริยะ ภายงานนี้ได้มีการโชว์นวัตกรรมหุ่นยนต์ tēmi เป็นหุ่นยนต์ในบ้านรูปแบบใหม่ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ทำทุกอย่างที่อุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ สามารถทำได้ หนึ่งในหุ่นยนต์อัจฉริยะตัวแรกของโลก ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน "สิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดของปี 2019" จาก นิตยสาร TIME โดยมี Mr. Lim Wee Chiang ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ VOV International Co., Ltd หุ้นส่วนสำคัญของ tēmi ในประเทศไทยขึ้นแนะนำหุ่นยนต์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ระบบสั่งการด้วยเสียง (Voice Assistant) เทคโนโลยีพื้นฐานที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ในการพัฒนาระบบการจดจำเสียง ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่จะมาเข้ามาเปลี่ยนโฉมอสังหาริมทรัพย์อย่างสิ้นเชิง   สำหรับวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญระดับโลก อาทิ Tim Kobe ผู้สร้างสรรค์ต้นแบบของ Apple Store ได้มาแชร์ประสบการณ์ด้านการออกแบบที่เป็นสากลพร้อมแนวคิดด้านวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของมนุษย์ ส่วน Chales Reed Anderson ผู้นำนวัตกรรม Proptech ได้นำเสนอการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงเพื่อการสร้างสมาร์ทซิตี้ การให้ความสำคัญของ Internet of Things (IoT) ที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาอสังหาฯ ของไทย และ Andrew Staples นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำระดับโลก ได้เผยถึงข้อมูลอัพเดทเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน รวมถึงความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคมของ “Digital Iron Curtain” การจัดงาน PropertyGuru Asia Real Estate Summit 2019 ครั้งนี้ เต็มไปด้วยข้อมูลและมุมมองใหม่ๆ จากผู้เชี่ยวชาญจากหลายแวดลงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเวทีที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดความคึกคักในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มช่องทางในการเข้าถึงของนักลงทุนและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้มองเห็นโอกาสในการนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาผสมผสานกับธุรกิจเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อนำเสนอไปยังกลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัลต่อไป   ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Asia Real Estate Summit ติดตามความเคลื่อนไหวของ PropertyGuru Asia property Awards  ข้อมูลเกี่ยวกับหุ่นยนต์ tēmi  
THG ได้ 2 โรงพยาบาลใหม่ ทำรายได้-กำไรสุทธิโตกว่าเป้าหมาย

THG ได้ 2 โรงพยาบาลใหม่ ทำรายได้-กำไรสุทธิโตกว่าเป้าหมาย

“ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป” โชว์ผลงาน 9 เดือน ทำรายได้ 6,116 ล้านบาท เติบโต 17% พร้อมกำไรสุทธิ 380 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากศักยภาพของ 2 โรงพยาบาลใหม่ “รพ.ธนบุรี บำรุงเมือง-Ar Yu International Hospital” ในเมียนมา ทำผลประกอบการดีกว่าเป้าหหมายที่วางไว้   ​นายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ รองประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทได้เปิดดำเนินการโรงพยาบาลใหม่ทั้ง 2 แห่ง อย่างเป็นทางการเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้แก่ โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง และโรงพยาบาล Ar Yu International Hospital ในเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงไตรมาสที่ 3 ถึงจุดค้มทุนและมีกำไรสุทธิ จากเดิมคาดว่าจะมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดจ่าย หรือ EBITDA     ​รพ.ธนบุรี บำรุงเมือง คนใช้บริการเพิ่มขึ้น สำหรับโรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง เป็นศูนย์สุขภาพระดับ 6 ดาว ให้บริการตรวจรักษาแบบเฉพาะทาง มีการดูแลสุขภาพระดับพรีเมียมใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อรองรับชาวต่างชาติ และกลุ่ม Medical Tourism (ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) เป็นหลัก โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาให้บริการ ส่งผลให้ปริมาณคนไข้ที่เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้น “คนไข้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ  ที่มาจากการทำตลาดและการบอกต่อ โดยศูนย์เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ (IVF) ส่วนใหญ่เป็นคนไข้ชาวจีน ศูนย์รักษาแผลเบาหวานส่วนใหญ่เป็นคนไข้จากตะวันออกกลาง ส่วนศูนย์ทันตกรรมดิจิทัล และศูนย์ทางการแพทย์อื่นๆ  เช่น ศูนย์นวัตกรรม ศัลยกรรมความงาม, ศูนย์ตรวจสุขภาพ ก็มีปริมาณคนไข้เพิ่มขึ้นเป็นที่น่าพอใจ” ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป กางแผนเปิด จิณณ์ เวลเนส คลินิค เพิ่ม นอกจากนี้ บริษัทมีแผนงานเปิด จิณณ์ เวลเนส คลินิค ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการของโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ภายในโรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง เพื่อให้บริการส่งเสริม ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และชะลอความเสื่อมจากโรคภัยโดยเฉพาะทางด้านสมอง รวมถึงบริการสร้างสมดุลการรักษาจากภายในสู่ภายนอก ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ และการแพทย์ทางเลือก เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณให้กับลูกค้า ​Ar Yu International Hospital ผลตอบรับดีเกินคาด รองประธานกรรมการ THG กล่าวว่า ส่วนโรงพยาบาล Ar Yu International Hospital ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาด 200 เตียง ครอบคลุมการรักษาโรคที่มีความซับซ้อน และได้มาตรฐานระดับสากล ที่เปิดบริการเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดย THG ถือหุ้น 40% มีผลการดำเนินงานดี รายได้เพิ่มจากจำนวนคนไข้ที่ให้ความเชื่อถือในมาตรฐานของเรา ล่าสุดถึงจุดคุ้มทุนในระดับกำไร EBITDA แล้ว ซึ่งค่อนข้างเร็วกว่าเป้าหมายที่วางไว้ตอนแรก   ​ทั้งนี้ คาดว่าจากปัจจัยดังกล่าว จะส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังของปี 2562 เติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก ขณะที่ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2562 มีการเติบโตในทิศทางเดียวกัน โดยมีรายได้รวม 6,116 ล้านบาท เติบโต 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 5,211 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 380 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 337 ล้านบาท   ข้อมูลเพิ่มเติม ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป อ่านข่าวอื่นๆ ของ ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป เพิ่มเติมได้ที่ Reviewyourliving  
จับตาทำเลสาทร-จันทน์-เย็นอากาศ แหล่งรวมออฟฟิศ คอนโดไฮเอนด์

จับตาทำเลสาทร-จันทน์-เย็นอากาศ แหล่งรวมออฟฟิศ คอนโดไฮเอนด์

ทำเล CBD ของกรุงเทพฯ อย่างย่านสาทร ยังคงเป็นแหล่งรวมอาคารสำนักงาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำ รวมถึงคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ และสถานที่สำคัญอีกจำนวนมาก แม้ว่าปัจจุบันทำเล New CBD ขยายออกไปหลายพื้นที่ แต่ย่านสาทรยังคงมีอัตราการดูดซับไม่เคยลดลง และสูงกว่าภาพรวมของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมตลาดอาคารสำนักงานย่านสาทร นายธีระวิทย์ ลิ้มทองสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส เรียลเอสเตท แอ็ดไวเซอรี่ จำกัด เผยว่า ทำเลย่านสาทร ถือเป็นศูนย์รวมของอาคารสำนักงานที่มีทั้งบริษัทสัญชาติไทยจากทั่วประเทศ และบริษัทชั้นนำระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารและบริษัทการเงินจากหลากหลายประเทศ ทำให้สาทรยังคงเป็นย่านที่มีอัตราการเช่าสูงถึง 97% ส่งผลถึงราคาค่าเช่าสูงขึ้นทุกปีเฉลี่ย 4-5% ต่อปี โดยต่อเดือนอาคารสำนักงานเกรดเอมีค่าเช่าเฉลี่ย 920 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ในบางอาคารพุ่งสูงสุดต่อเดือนกว่า 1,000 บาทต่อตารางเมตร  ตลาดอาคารสำนักงานยังคงมีความต้องการเช่าเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาคารสำนักงานเกรดเอ อุปทานในปัจจุบันมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้มีการพัฒนาโครงการอาคารสำนักงานใหม่ รวมถึงโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ออกมารองรับ ซึ่งขยายออกไปในทำเลรอบๆ อย่างย่านสีลม พระราม 4 อาทิ โครงการโครนอส บนถนนสาทร โครงการดุสิต เซ็นทรัล ปาร์ค บนที่ดินโรงแรมดุสิตธานีเดิม โครงการสีลม สแควร์ ในบริเวณอาคารสีบุญเรืองเดิม โครงการวัน แบงค็อก บริเวณหัวมุมถนนพระรามที่ 4 และโครงการสถานีแม่น้ำของร.ฟ.ท. ริมแม่น้ำเจ้าพระยาล้อมรอบด้วยถนนพระราม 3 เป็นต้น อีกทั้งยังมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีเทาผ่านถนนสาทร ถนนนราธิวาส ถนนพระราม 3 ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ และจัดทำรายงานการวิเคราะห์ทำเลดังกล่าวผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยจะสามารถก่อสร้าง ได้ประมาณปี 2564 เหล่านี้ยิ่งส่งผลให้ทำเลในย่านนี้ได้รับอานิสงส์ไปด้วย และทำให้ตลาดอาคารสำนักงานยิ่งมีความคึกคัก และเป็นการขยายแหล่งงานไปด้วย           ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง-สาทร ด้านนางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เผยว่า ภาพรวมของตลาดคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ทำเลใจกลางเมืองในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมานี้ มีอุปทานสะสมทั้งหมด 93,122 ยูนิต เป็นอุปทานที่เกิดขึ้นใหม่จำนวน 3,262 ยูนิต โดยมีราคาเฉลี่ยประมาณ 233,200 บาทต่อตารางเมตร ถือว่าจำนวนลดลงเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา เหตุเพราะผู้พัฒนาโครงการมีความระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่มากขึ้น ประกอบกับมุ่งเน้นกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงเป็นหลัก ส่งผลให้สินค้าที่ออกมาใหม่ในตลาดมีคุณภาพดี อยู่ในทำเลที่น่าสนใจยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นผลดีต่อตลาด เพราะทำให้ห้องชุดที่เปิดใหม่สามารถขายได้เร็วขึ้น สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมเฉพาะย่านสาทรมีจำนวนทั้งสิ้น 22,255 ยูนิต จากทั้งหมด 48 โครงการ มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 214,400 บาทต่อตารางเมตร มียอดขายรวม 84% สูงกว่ายอดขายรวมของตลาดถึง 2% โดยยอดขายเฉลี่ยรวมของตลาดอยู่ที่ 82%   สาเหตุที่ทำให้ สาทร-จันทน์-เย็นอากาศ ยังคงมีเสน่ห์ และความน่าสนใจนั้น เนื่องจากเป็นทำเลที่ถือเป็นย่านชุมชนเก่า แต่ยังอยู่ท่ามกลางความสะดวกสบายทั้งในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นแหล่งธุรกิจใจกลางเมือง โรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์การค้า ร้านอาหาร รวมถึงการเดินทางที่ใกล้ทางด่วน และรถไฟฟ้า   ข้อมูลเพิ่มเติมของบริษัท Nexus อ่านข่าวอื่นๆ ของ Nexus เพิ่มเติมได้ที่ Reviewyourliving  
รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้าน เดือนธันวาคม 2562

รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้าน เดือนธันวาคม 2562

ก้าวเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี 2562 ถือเป็นช่วงเวลาไฮไลท์ที่สุดของการจับจ่ายใช้สอยสินค้าราคาพิเศษหลากหลายประเภท ที่เรียกได้ว่าแทบจะยกกันมาจนเกือบหมดสต็อก เพื่อจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษ แถมด้วยการผ่อน 0% ลด แลก แจก แถม มาให้เลือกกันจนตาลาย ซึ่งเดือนธันวาคมนี้จะมีโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรบ้าง ต้องติดตามค่ะ     Power Mall Celebration Sale ยกขบวนพาเหรดเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที และโปรโมชั่นเซลล์แรงๆ ลดราคาสูงสุดกว่า 50%* เช่น เครื่องดูดฝุ่นแบบด้ามจับ Electrolux, เครื่องปั่นเครื่องดื่ม Buono, ทีวี, เครื่องซักผ้า,สมาร์ทโฟน, โน๊ตบุ๊ค ฯลฯ พร้อมสิทธิพิเศษมายมาย อาทิ ฟรี ! คูปองส่วนลดเงินสด สูงสุด 1,300 บาท* ผ่อน 0%* x 10 เดือน ทุกชิ้น + ลดเพิ่มร่วมสูงสุด 15%* M Card ลดเพิ่ม 15%* เมื่อใช้คะแนนลด แต่ไม่เกินยอดซื้อ ตั้งแต่วันนี้–14 ธันวาคม 2562  นี้ ที่ Power Mall ทุกสาขา (ยกเว้น เดอะมอลล์งามวงศ์วาน และ บลูพอร์ต หัวหิน) Big C Big Happy Year End Sales 2019 บิ๊กซีส่งท้ายปีด้วยสินค้าลดราคาลดสูงสุด 80% หลากหลายสินค้าไม่ว่าจะเป็นของใช้ภายในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสินค้าแฟชั่น กว่า 30 แบรนด์ อาทิ Tefal, Seagull, ตราม้าลาย, Panasonic, Tulip, Mi, Huawei, Wiko, Oppo, Vivo, LG, Samsung, ADIDAS, RAYBAN เป็นต้น ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม 2562 เวลา 8.00 – 18.00 น. ที่อาคารเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (สำนักงานใหญ่) และอาคารไวท์ กรุ๊ป (ซอยสุขุมวิท 42) MUJI Gift โปรโมชั่น สินค้าจากร้าน MUJI ต้อนรับช่วงเทศกาล ลดราคาพิเศษหลายรายการ เช่น กางเกงเดนิม, ซีรีส์ชุดผ้าฟลีซถัก, ผ้าพันคอ, บีดโซฟา, โซฟาไร้ขาพร้อมปลอกหุ้ม, ผ้าห่ม  ผ้าปูที่นอน ตั้งแต่วันนี้ - 26 ธันวาคม 2562 ที่ร้านมูจิ ทุกสาขา Index Living Mall ผ่อน 0% สูงสุด 6 เดือน Index Living Mall จัดโปรโมชั่น ผ่อน 0% สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และเฉพาะซื้อทาง Online เว็บไซต์ Index Living Mall เท่านั้น ยกเว้นสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จัดอยู่ในโปรโมชั่น ตั้งแต่วันนี้-31ธันวาคม 2562 โปรโมชั่นช้อปออนไลน์สุดฟิน ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน* SB Design Square ให้ช้อปออนไลน์สุดฟิน ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน* กับบัตรเครดิตกรุงศรี พร้อมสิทธิพิเศษอื่นเพิ่มเติม เฉพาะซื้อทาง Online เว็บไซต์ SB Design Square เท่านั้น ตั้งแต่วันนี้-31 ธันวาคม 2562 OfficeMate เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน ลดแรง สูงสุด 70% เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน ลดราคาสูงสุด 70% เช่น เก้าอี้สำนักงาน, โต๊ะทำงาน, ชั้นวางของ, ตู้ลิ้นชัก เป็นต้น (สินค้าบางรายการเฉพาะซื้อออนไลน์เว็บไซต์ OfficeMate เท่านั้น) และยังแถมเพิ่ม! ของสมนาคุณ Starbuck Card สูงสุด 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 25-30 พฤศจิกายน 2562  
พฤกษา ยกขบวนบ้านและคอนโด 101 โครงการ  ร่วมโครงการ ‘บ้านในฝัน รับปีใหม่’ กับธอส.

พฤกษา ยกขบวนบ้านและคอนโด 101 โครงการ ร่วมโครงการ ‘บ้านในฝัน รับปีใหม่’ กับธอส.

พฤกษา เรียลเอสเตท ยกทัพบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียมคุณภาพ 101 โครงการ กว่า 1,800 ยูนิต ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด เข้าร่วมโครงการ ‘บ้านในฝัน รับปีใหม่’ กับธอส. สานฝันให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง พร้อมดันยอดโอนก่อนปิดปี นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออกแคมเปญสินเชื่อโปรโมชั่น    ส่งท้ายปี 2562 ด้วยวงเงินกู้ 50,000 ล้านบาท โดยใช้สโลแกน "ซื้อปุ๊บ โอนปั๊บ รับทันที 3 สิทธิพิเศษ" เพื่อสานฝันให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองนั้น ซึ่งพฤกษามีพันธกิจในการส่งเสริมให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง เพราะเป็นปัจจัยพื้นฐานของชีวิต จึงร่วมสนับสนุน      เจตนารมย์ดีๆ กับธอส. พฤกษา มอบสิทธิพิเศษ 3 ต่อ อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการกระตุ้นยอดโอนในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดปีนี้ พฤกษาจึงยกขบวนบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด จำนวน 101 โครงการ กว่า 1,800 ยูนิต มูลค่ากว่า 3,900 ล้านบาท เข้าร่วมแคมเปญกับธอส.ในครั้งนี้ โดยลูกค้าที่ซื้อและโอนบ้านในโครงการที่เข้าร่วมภายใน 31 ธันวาคมนี้ จะได้รับสิทธิพิเศษ 3 ต่อจากแคมเปญ ได้แก่   สิทธิ์ที่ 1. กู้บ้านกับธอส.รับดอกเบี้ยคงที่ 2.5% นาน 3 ปี พร้อมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าในวันโอนกรรมสิทธิ์ด้วย สิทธิ์ที่ 2. คือ รับฟรีทันที ค่าโอนและค่าจดจำนอง สิทธิ์ที่ 3. รับโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ จากทางโครงการ อาทิ เช่น เฟอร์นิเจอร์ ค่ามิเตอร์น้ำและไฟ, ค่าบริการสาธารณะ, ส่วนลดเพิ่มเติม (โปรโมชั่นขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่แต่ละโครงการกำหนด) พฤกษาร่วมแคมเปญธอส. หวังดันยอด สำหรับการเข้าร่วมแคมเปญกับธอส.ในครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดโอนก่อนปิดปี และจะช่วยให้ประชาชนผู้ที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองด้วยภาระการผ่อนชำระที่น้อย เพราะวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากธนาคารที่ร่วมโครงการมีจำนวนจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลออกมาตรการเพื่อลดภาระผู้ซื้อที่อยู่อาศัยล่าสุดได้แก่ โครงการ “บ้านดีมีดาวน์” ที่จะช่วยผ่อนดาวน์ (Cash Back) จำนวน 50,000 บาทต่อราย สำหรับผู้ซื้อบ้านใหม่สำหรับผู้มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อเดือน หรือ 1,200,000 บาทต่อปี โดยจำกัดจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ มาก่อนได้ก่อน จำนวน 100,000 รายเท่านั้น   โดยผู้ที่สนใจซื้อที่พักอาศัยที่เข้าร่วมโครงการสามารถสอบถามรายละเอียด ได้ที่สำนักงานขายโครงการที่เข้าร่วม โดยมีรายละเอียดเงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด หรือ สามารถ   ชมรายละเอียดโครงการได้ที่เว็บไซต์ของ พฤกษา เรียลเอสเตท หรือ โทร 1739”   ติดตามข่าวสารอื่นๆ จากพฤกษาเพิ่มเติมได้ที่ Reviewyourliving

1 2 3 ... 69