ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 2 3 ... 87
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้  ชู 2 คีย์ซัคเซส กวดยอดขาย 64   สร้าง New High กว่า 3 หมื่นล้าน

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ชู 2 คีย์ซัคเซส กวดยอดขาย 64  สร้าง New High กว่า 3 หมื่นล้าน

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กวาดยอดขายบ้าน-คอนโดปี 64 ทำ New High ใหม่ ทะลุเป้า 17% โกยยอดกว่า 30,250 ล้าน จาก 2 คีย์ซัคเซส  "ความเข้าใจลูกค้า-ความสามารถในการปรับตัว" ปี 65  เตรียส่งเมกะโปรเจ็กต์ เดินหน้าต่อสร้างรายได้-ยอดขาย   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI  เปิดเผยว่า  ในปี  2564 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขาย (Presales) โครงการที่อยู่อาศัยประมาณ 30,250 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 29,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโต 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ยอดขายดังกล่าวถือเป็นสถิติ New High ใหม่ของบริษัทอีกด้วย    สำหรับยอดขายดังกล่าว แบ่งเป็นยอดขายจากกลุ่มบ้านจัดสรร 28% และกลุ่มคอนโดมิเนียม 72% หากแบ่งตามสถานะโครงการ จะพบว่ามียอดขายจาก โครงการพร้อมอยู่ (Ready to move) คิดเป็นสัดส่วน 65% และกลุ่มโครงการที่เพิ่งเปิดขายหรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง (Ongoing) สัดส่วน 35%  ปี 2564 นับเป็นปีที่ไม่ง่ายสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีปัจจัยภายนอกหลายอย่างเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอก 2-3 มาตรการล็อคดาวน์ มาตรการปิดแคมป์ก่อสร้าง  สำหรับปัจจัยความสำเร็จของบริษัทในปีที่ผ่านมาด ยังคงเป็นเรื่องความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค (Customer Insight) และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์  บริษัทมีการสร้างลูกเล่นใหม่ๆ ในการเข้าถึงและตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ยังคงมองหาที่อยู่อาศัยใหม่ เช่น การจัดมหกรรมคอนโดออนไลน์ในรูปแบบ Property Live การเจาะเซ็กเมนท์ใหม่​ ส่งผลให้ทั้งโครงการพร้อมอยู่และโครงการเปิดตัวใหม่ยังตอบสนองดีมานด์ได้อย่างดี จนทำยอดขายทั้งปีได้สูงกว่าเป้าหมายดังกล่าว ​    ในปีที่ผ่านมา บริษัทยังได้เปิดตัวคอนโดมิเนียมหลากหลายแบรนด์ใหม่อย่างต่อเนื่อง  อาทิ บริกซ์ตัน (Brixton) เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มในราคาที่เข้าถึงได้ (Affordable Niche) เช่น คอนโดมิเนียมสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง คอนโดมิเนียมสำหรับนักศึกษา ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ (Origin Plug & Play) เจาะตลาดกลุ่มสตาร์ทอัพ ออริจิ้น เวลเนส เรสซิเดนซ์ เจาะตลาดกลุ่มผู้สูงวัย (Silver Age) และแฮมป์ตัน (Hampton) โดยทุกแบรนด์ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน โครงการบ้านจัดสรรภายใต้บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) ก็สามารถสร้างยอดขายระดับ All Time High ได้ต่อเนื่องทุกปี ตามแผนเติบโตของบริษัท  นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมปี 2565 นั้น ยังคงมีหลากหลายสถานการณ์ที่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด อาทิ การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน และสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น มาตรการต่างๆ ของภาครัฐที่อาจตามมาจากการแพร่ระบาด สถานการณ์เงินเฟ้อทั้งในระดับประเทศและระดับโลก อย่างไรก็ดี บริษัทประเมินว่าภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะยังมีโอกาสเติบโตได้มากกว่าปี 2564  เราอยู่กับสถานการณ์โควิด-19 มาราวๆ 2 ปี ทุกภาคส่วนมีภูมิคุ้มกันและขีดความสามารถในการปรับตัวสูงขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ในขณะนี้อยู่ระหว่างการทยอยฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ซึ่งน่าจะส่งผลต่อความมั่นใจในการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะยาวตามปกติมากขึ้น โดยบริษัท​และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ เอง ก็ยังปรับตัวได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2564 จึงเชื่อมั่นว่า หากทุกฝ่ายยังคงตื่นตัว จริงจังต่อการป้องกัน แก้ไข และปรับตัวรับมือความท้าทาย ภาพรวมตลาดปี 2565 ก็ยังน่าจะขับเคลื่อนไปได้มากกว่าปี 2564  บริษัทได้เตรียมแผนธุรกิจไว้หลายด้านตลอดปี 2565 รวมถึงจะมี “เมกะโปรเจ็กต์” ที่จะมาพลิกเกมการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และสร้างอีกระดับของการใช้ชีวิตให้แก่ผู้บริโภค คาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดต่างๆ ได้ในช่วงปลาย ก.พ.-กลาง มี.ค.65 นี้
กานดา พร็อพเพอร์ตี้  ลุยอสังหาฯปี 65 สร้างยอดขาย 3,000 ล้าน  ชูบ้านสไตล์ใหม่ 6 โครงการเจาะเรียลดีมานด์

กานดา พร็อพเพอร์ตี้ ลุยอสังหาฯปี 65 สร้างยอดขาย 3,000 ล้าน ชูบ้านสไตล์ใหม่ 6 โครงการเจาะเรียลดีมานด์

กานดา พร็อพเพอร์ตี้  ลุยตลาด​บ้านปี 65 ​ส่ง 6 โครงการ มูลค่า 4,700 ล้าน เป้ายอดขายทะลุ 3,300 ล้านบาท ชู​แบบบ้านใหม่สไตล์ English Garden และทาวน์โฮมแบรนด์ใหม่ ลุยตลาดภายใต้แนวคิดใหม่ 5 Kanda Concept หลังปี 64 ทำยอดขายได้ 3,000 ล้านบาท และรายได้ 2,050 ล้านบาท   นายหัสกร บุญยัง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2565 ว่า มีแผนจะเปิดโครงการใหม่เป็นที่อยู่อาศัยแนวราบรวม 6 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 4,700 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งการเปิดโครงการในทำเลเดิม และขยายไปในทำเลใหม่​ รวมทั้งการเปิดแบรนด์ใหม่ในกลุ่มทาวน์เฮ้าส์ระดับกลาง-กลางบน เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้ครอบคลุม และขยายฐานการสร้างรายได้ให้กว้างขึ้น   สำหรับโครงการใหม่ที่จะเปิดขายในปี 2565 ประกอบด้วย โครงการไอลีฟ ไพร์ม ลำลูกกา คลอง 2 โครงการไอลีฟ ไพร์ม 2 ประชาอุทิศ 90 โครงการไอลีฟ พราวด์ พระราม 2 กม. 14 และโครงการไอลีฟ พราวด์ วงแหวน-รังสิต คลอง 4 ซึ่งเป็นทาวน์โฮมแบรนด์ใหม่ ระดับราคา 2-3 ล้านบาท รวมทั้งการเปิดโครงการในทำเลใหม่อีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการไอลีฟ ไพร์ม รามอินทรา-คู้บอน และโครงการไอลีฟ ไพร์ม พัทยา-จอมเทียน ที่จังหวัดชลบุรี   ในปี 2565 บริษัทจะมีทั้งโครงการใหม่ และโครงการที่อยู่ระหว่างการขายรวม 16 โครงการ ใน 11 ทำเล ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาค โดยได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 3,300 ล้านบาท และเป้ารายได้อยู่ที่ 2,500 ล้านบาท ขณะที่ปี 2564 บริษัททำยอดขายไปได้ 3,000 ล้านบาท และมีรายได้อยู่ที่ 2,050 ล้านบาท ซึ่งถือว่าทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีการเปิดโครงการใหม่ไปเพียง 2 โครงการ ได้แก่ ไอลีฟ ไพร์ม ประชาอุทิศ 90 และ ไอลีฟ ไพร์ม 2 พระราม 2 กม. 14   “ภาพรวมของเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ในปี 2565 จะเติบโตขึ้นกว่าปี 2564 แต่เป็นการเติบโตในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์โอมิครอน  แต่เชื่อว่าถ้าความรุนแรงและผู้เสียชีวิตไม่เพิ่มขึ้นมากจะทำให้ความกดดันที่จะต้องใช้มาตรการปิดประเทศลดน้อยลง ขณะที่ไทยรวมถึงหลายๆ ประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนควบคู่ไปกับการควบคุมโรค ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสามารถเดินต่อไปได้ แม้จะเติบโตได้ไม่มากนัก”   นายหัสกร  กล่าวอีกว่า ในส่วนของภาคอสังหาริมทรัพย์ การผ่อนคลายมาตรการคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) และการขยายมาตรการลดค่าโอนและจดจำนองที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกไปอีก 1 ปี ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยจะมีผลในเชิงบวกต่อตลาด จากการผ่อนปรนให้ผู้ซื้อสามารถขอสินเชื่อได้ 100% และช่วยลดภาระจากมาตรการลดค่าโอน ขณะเดียวกัน ยังส่งผลเชิงจิตวิทยา จากการที่ภาครัฐใช้อสังหาฯเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จะสร้างบรรยากาศที่ดีต่อตลาด และสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภค นอกจากนี้ การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองจะช่วยให้ผู้ประกอบการชะลอการปรับราคาบ้านตามต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่หลายตัวได้ปรับขึ้นไปแล้ว 5-30% เนื่องจากสถานการณ์ในขณะนี้เชื่อว่าผู้ประกอบการยังคงให้ความสำคัญกับสภาพคล่องมากกว่าผลกำไร การลดค่าโอนจึงช่วยให้ผู้ประกอบการนำประโยชน์ที่ได้จากส่วนนี้ส่งต่อไปให้ผู้บริโภคทั้งในเรื่องของการโปรโมชั่น หรือการชะลอการปรับขึ้นราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น   “คาดว่าตลาดบ้านแนวราบจะยังเติบโตต่อเนื่องจากปี 2564 โดยส่วนหนึ่งจะยังคงได้อานิสงส์จากกลุ่มลูกค้าที่เคยอยู่ในเมืองอาจจะขยับออกมาชานเมือง เพื่อซื้อบ้านที่ได้พื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น ได้อยู่กับครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น ได้ประโยชน์จากการอยู่อาศัยที่คุ้มค่าขึ้นจากการที่จะต้อง work from home ส่วนคอนโดมิเนียมจะเริ่มฟื้นตัวแต่จะยังไม่กลับไปดีเท่ากับช่วงก่อนปี 2560 ซึ่งทั้งบ้านแนวราบ และคอนโดมิเนียม จะเป็นการทำตลาดในกลุ่มที่มีความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงเป็นกลุ่มหลัก”   นายหัสกร กล่าวอีกว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายในการดำเนินธุรกิจและทำให้บริษัทต้องปรับตัวใน 3 เรื่องหลักๆ เรื่องแรกเป็นเรื่องที่บริษัทให้สำคัญที่สุดคือ การบริการสภาพคล่องทั้งเงินที่จะเข้ามาและเงินที่จะต้องจ่ายออกไป โดยโฟกัสไปที่การขายและการก่อสร้างที่จะต้องสอดรับกันระหว่างรายรับกับรายจ่าย โดยมีการวางแผนงานก่อสร้างกับงานขายที่ต้องประชุมติดตามกันอย่างใกล้ชิด   เรื่องที่ 2 คือ เรื่องของความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของพนักงานและลูกค้า พนักงานที่มีการสัมผัสใกล้ชิดลูกค้าจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยมีการตรวจ ATK การทำความสะอาดบ้านตัวอย่างและสำนักงานขายอย่างสม่ำเสมอ อุปกรณ์ทำความสะอาดและป้องกันต่างๆ มีการเตรียมไว้ให้พร้อมในทุกโครงการ รวมถึงการให้พนักงานสลับกัน  work from home เพื่อลดความหนาแน่นของแต่ละไซต์โครงการ เป็นการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ   เรื่องที่ 3 เป็นเรื่องของการปรับปรุงระบบการทำงานของบริษัทให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในปัจจุบันและอนาคต อย่างเช่น เรื่องโปรดักส์ได้มีการออกแบบบ้านใหม่รองรับ New Lifestyle ที่เกิดจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นบ้านในสไตล์ English Garden ที่มีการออกแบบพื้นที่รองรับการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายจากการที่ผู้บริโภคต้องใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น และนำสไตล์การจัดสวนแบบอังกฤษมาช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและผ่อนคลายในโครงการ   “แบบบ้านสไตล์ English Garden จะมีความคลาสสิก ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและผ่อนคลาย เมื่อผู้บริโภคต้องใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น โดยได้นำมาใช้กับโครงการไอลีฟ ไพร์ม 2 พระราม 2 กม. 14 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2564 เป็นโครงการแรก และจะนำไปใช้กับทุกโครงการใหม่ในปี 2565 เริ่มที่โครการไอลีฟ ไพร์ม พัทยา-จอมเทียน ที่คาดว่าจะเปิดตัวได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2565” นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปรับแนวคิดการพัฒนาโครงการในทุกโครงการจากเดิมที่ใช้ 4 Kanda Concept เป็นหลักในการพัฒนา ปัจจุบันได้เพิ่มเป็น 5 Kanda Concept ประกอบด้วย Eco Smart การใช้พลังงานทางเลือก โดยใช้หลักการของ 3R-Reduce Reuse Recycle Easy Maintenance การออกแบบบ้านให้ง่ายต่อการซ่อมบำรุงในอนาคต การเลือกใช้วัสดุทนทาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Multi Generation ออกแบบบ้านที่คำนึงถึงการอยู่อาศัยร่วมกันของแต่ละช่วงวัย ตอบโจทย์การอยู่อาศัยแบบครอบครัวใหญ่ Flood Protection การออกแบบโครงการให้มีระบบป้องกันน้ำท่วม ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาเป็น concept ที่ 5 คือ Space Matter การให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอยเพื่อรองรับความต้องการใช้พื้นที่หลากหลายขึ้น เช่น บ้านหนึ่งหลังออกแบบให้มี 4 ห้องนอน ด้วยจำนวนห้องที่หลากหลายทำให้เพียงพอต่อการปรับเปลี่ยนห้องได้ตามประโยชน์การใช้สอย รวมไปถึงการออกแบบฟังก์ชั่นการใช้สอยในพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ให้เหมาะสมกับ space ในส่วนนั้น ๆ นายหัสกร กล่าวปิดท้ายว่า ในอีก 1-2 ปีข้างหน้าบริษัทวางเป้าจะขยายทำเลใหม่เพิ่มปีละ 1-2 ทำเล และเปิดโครงการปีละ 5-10 โครงการ ตั้งเป้าเติบโตปีละ 10-20% หรือมีรายได้ประมาณ 2,000-2,500 ล้านบาท ขณะที่แผนในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ได้วางเป้าในการเติบโตที่สูงขึ้น โดยมีการขยายธุรกิจเพิ่มจากปัจจุบันมีธุรกิจสำนักพิมพ์ออนไลน์ และการนำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาปล่อยเช่าในระยะยาว ในอนาคตจะมีการขยายธุรกิจไปในอสังหาริมทรัพย์รูปแบบอื่น ๆ เพิ่ม โดยคาดว่าจะมีรายได้ในระดับ 3,000-3,500 ล้านบาท
พิษโควิด-19 ทุบยอดโอนคอนโดต่างชาติลด “จีน” ยังครองเบอร์1 มูลค่า 17,800 ล้าน

พิษโควิด-19 ทุบยอดโอนคอนโดต่างชาติลด “จีน” ยังครองเบอร์1 มูลค่า 17,800 ล้าน

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าได้รับผลกระทบหนักจากภาวการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนในยุคปัจจุบัน ซึ่งต้องการพื้นที่การใช้ชีวิตที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) หรือการเรียนออนไลน์ ซึ่งการอยู่อาศัยในคอนโดไม่ตอบโจทย์เสียแล้ว   ขณะเดียวกันตลาดคอนโดที่พึ่งพิงกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ในสัดส่วน  20-30% ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้าสำคัญที่เข้ามาผยุงตลาดคอนโดไว้ได้หายออกไปเกือบจะเป็นศูนย์ เพราะลูกค้าต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาซื้อคอนโดได้ ทำให้ตลาดคอนโดดูแย่ลงไปมาก   แน่นอนว่าตลอดช่วง 2 ปีกว่าของการแพร่ระบาด  ยอดขายใหม่ของคอนโดในกลุ่มต่างชาติแทบจะไม่มี แล้วยอดขายที่ซื้อไปก่อนหน้านั้น กลุ่มลูกค้าต่างชาติมีการโอนกรรมสิทธิ์กันหรือไม่ หรือมีการทิ้งดาวน์ไปเลย เป็นคำถามที่เชื่อว่าหลายคนยังคงสงสัยกัน ว่าภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ลูกค้าต่างชาติจะยังต้องการเป็นเจ้าของคอนโดในเมืองไทยหรือไม่   โดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้ทำการรวบรวมสถิติการถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุด (คอนโดมิเนียม) ของคนต่างชาติในภาพรวมทั้งประเทศ ผ่านสถิติการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในช่วงปี 2561 ถึงปี 2563 พบว่า มียอดการโอนกรรมสิทธิ์คอนโด 3 ปีสะสมรวม 1,408,431 ตร.ม. แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 1 ของปี 2564  ภาพรวมสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์คอนโด ให้คนต่างชาติทั่วประเทศยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงไตรมาสที่ 3   ใน 9 เดือนแรกของปี 2564 คอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ยังคงเป็นที่นิยมของคนต่างชาติ โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดทั่วประเทศให้ชาวจีนสูงสุดอันดับ 1 คิดเป็นมูลค่า 17,800 ล้านบาท หรือ 59.9% ของการโอนกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติทั้งหมด เมื่อเปรียบเทียบจำนวนหน่วยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์พบว่าอัตราเฉลี่ยในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 กับค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนมีการระบาด จำนวนหน่วยโอนเฉลี่ยลดลง 37.5% ค่าเฉลี่ยมูลค่าลดลงถึง 28.5% ปี 64 โอนคอนโดต่างชาติ ลดลงต่อเนื่อง 3 ไตรมาส ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) รายงานว่า ภาพรวมสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติทั่วประเทศในไตรมาส 3 ปี 2564 ยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 นับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2564 ทั้งจำนวนยูนิต มูลค่า และขนาดพื้นที่ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย   ในไตรมาส 3 ปี 2564 ประเทศไทยประสบปัญหาการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้า​ ทำให้มีตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มสูงขึ้นเป็นหลักหมื่นคน ภาครัฐจึงมีการยกระดับมาตรการจำกัดการเดินทางทั่วประเทศอย่างเข้มงวด รวมไปถึงการล็อคดาวน์ในพื้นที่สีแดงเข้มเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ทำให้จำนวนการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดของคนต่างชาติหดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3 ปี 2564 มีจำนวนหน่วยทั้งหมด 1,755 ยูนิต ลดลง 13.1% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และลดลง 6.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY)   ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบจำนวนยูนิตที่มีการโอนกรรมสิทธิ์เฉลี่ย ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 (ปี 2563-2564) จำนวน 2,059 ยูนิต​ต่อไตรมาส กับในช่วงก่อนมีการระบาด (ปี 2561-2562)  ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 3,296 ยูนิตต่อไตรมาส พบว่าจำนวนโอนเฉลี่ย ช่วงที่มีการระบาดลดลง 37.5% (ดูแผนภูมิที่ 1 และ 2)   สำหรับมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติในไตรมาส 3 ปี 2564 ทั่วประเทศ พบว่ามีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 9,265 ล้านบาท ลดลง 2.8% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)  และลดลง 1.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับจำนวนยูนิต (ดูแผนภูมิที่ 3 และ 4) และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยในช่วงที่มีการระบาดของ โควิด-19 (ปี 2563-2564) ซึ่งมีมูลค่า 9,637 ล้านบาทต่อไตรมาส กับค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนการระบาด (ปี 2561-2562) มูลค่า 13,483 ล้านบาทต่อไตรมาส พบว่าค่าเฉลี่ยในช่วงการแพร่ระบาดลดลงถึง 28.5% ที่มา : กรมที่ดินรวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์   พื้นที่การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติในไตรมาส 3 ปี 2564 มีจำนวน 79,233 ตารางเมตร ลดลง 7.6% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)  แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยคือ เพิ่มขึ้น 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY)  และเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 (ปี 2563-2564) ซึ่งมีพื้นที่ 86,365 ตารางเมตรต่อไตรมาส กับค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนการระบาด (ปี 2561-2562) ซึ่งมีพื้นที่ 133,394 ตารางเมตรต่อไตรมาส พบว่าในช่วงที่มีการแพร่ระบาดมีพื้นที่ลดลงถึง 35.3% ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์   สำหรับสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติเปรียบเทียบกับการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดทั่วประเทศ จะพบว่า ​ จำนวนยูนิตที่โอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติ เมื่อเทียบกับจำนวนหน่วยที่โอนกรรมสิทธิ์คอนโดทั้งหมดทั่วประเทศในไตรมาส 3 ปี 2564 มีสัดส่วน 9.3% ในขณะที่มูลค่าคอนโด มีสัดส่วน 16.7% และพื้นที่คอนโด มีสัดส่วน12.0% ต่างชาตินิยมคอนโดไม่เกิน 3 ล้าน ในไตรมาส 3 ปี 2564 มีจำนวนยูนิตการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติมากที่สุดในช่วงระดับราคา ไม่เกิน 3 ล้านบาท มีจำนวน 792 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 45.1% ของจำนวนยูนิตทั้งหมดจำนวน 1,755 ยูนิต รองลงมาคือ ระดับราคา 3.01 – 5  ล้านบาท มีจำนวน 454 ยูนิต (25.9%) ระดับราคา 5.01 – 7.5  ล้านบาท มีจำนวน 277 ยูนิต​ (15.8%) ระดับราคามากกว่า 10  ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวน 130 ยูนิต (7.4%) และระดับราคา 7.51 – 10 ล้านบาท มีจำนวนน้อยที่สุด คือ 102 ยูนิต (5.8%) ตามลำดับ ซึ่งเมื่อพิจารณาย้อนหลังไปจนถึงปี 2561 พบว่ามีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน โดยคอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ยังคงเป็นที่นิยมของคนต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ (ดูแผนภูมิที่ 6) แผนภูมิที่ 6 สัดส่วนจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติ ทั่วประเทศ แยกตามระดับราคา ที่มา : กรมที่ดิน  รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์   ในไตรมาส 3 ปี 2564 มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติมากที่สุดในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาท จำนวน 3,445 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 37.2%  รองลงมาคือ ระดับราคา 3.01 – 5 ล้านบาท มีมูลค่า 1,862 ล้านบาท (20.1%) ระดับราคา 5.01 – 7.5 ล้านบาท มีมูลค่า 1,651 ล้านบาท (17.8%) ระดับราคาไม่เกิน 3  ล้านบาท มีมูลค่า 1,439 ล้านบาท (15.5%) และระดับราคา 7.51 – 10 ล้านบาท มีมูลค่าน้อยที่สุด คือ 868 ล้านบาท (9.4%) ตามลำดับ (ดูแผนภูมิที่ 7) แผนภูมิที่ 7 สัดส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติ ทั่วประเทศ แยกตามระดับราคา ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จีนยังเป็นแชมป์ ซื้อคอนโดเมืองไทย ในบรรดาชาวต่างชาติที่เข้ามาซื้อคอนโดเมืองไทย และมีการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด ยังเป็นกลุ่มลูกค้าชาวจีน  ถือเป็นสัญชาติที่มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมากที่สุดทั่วประเทศ โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้ชาวจีนไปแล้วทั้งหมด 3,760 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 61.4% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด  ส่วนอีก 4 สัญชาติที่มีการโอนมากรองลงมา ได้แก่ รัสเซีย จำนวน 228 ยูนิต (สัดส่วน 3.7%) ถัดมาคือ สหรัฐอเมริกา จำนวน 197 ยูนิต (สัดส่วน 3.2%) สหราชอาณาจักร จำนวน 194 ยูนิต (สัดส่วน 3.2%) และฝรั่งเศส จำนวน 172 ยูนิต (สัดส่วน 2.8%) ตามลำดับ   หากพิจารณาย้อนหลังไปจนถึงปี 2561 จะพบว่า ชาวจีน ยังคงเป็นสัญชาติที่นิยมซื้อคอนโดในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ โดยมีสัดส่วนในแต่ละปีสูงกว่า 50%  ของยูนิตทั้งหมด และลำดับรองลงมาส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป โดยมีสัดส่วนไม่ถึง 7%  โดยสัญชาติที่นิยมเข้ามาซื้อคอนโดในประเทศไทยตั้งแต่ ปี 2561 จนถึง 9 เดือนแรกของปี 2564 ที่มีจำนวนหน่วยสะสมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และ สหรัฐอเมริกา ตามลำดับ (ดูแผนภูมิที่ 8) แผนภูมิที่ 8 หน่วยโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติ ทั่วประเทศ  เรียงตามสัญชาติสูงสุด 10 อันดับ ที่มา : กรมที่ดิน  รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์   ใน 9 เดือนแรกของปี 2564 มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดทั่วประเทศให้ชาวจีน เป็นมูลค่าสูงสุด จำนวน 17,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 59.9E ของมูลค่าทั้งหมด ส่วน 4 สัญชาติที่มีมูลค่าการโอนรองลงมาคือ วานูอาตู จำนวน 1,011 ล้านบาท (สัดส่วน 3.4%) ถัดมาคือ สหรัฐอเมริกา จำนวน 864 ล้านบาท (สัดส่วน 2.9%) สหราชอาณาจักร จำนวน 732 ล้านบาท (สัดส่วน 2.5%) และฝรั่งเศส จำนวน 711 ล้านบาท (สัดส่วน 2.4%) ตามลำดับ เป็นที่น่าสังเกตว่า ชาววานูอาตู มีมูลค่ารับโอนกรรมสิทธิ์คอนโดสะสมใน 9 เดือนแรกของปี 2564 สูงสุดเป็นลำดับที่ 2 แต่มีจำนวนหน่วยสะสมเพียง 23 หน่วย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าคอนโดเฉลี่ยต่อหน่วยสูงถึง 44 ล้านบาท ต่างชาตินิยมคอนโด 43 ตร.ม.​ คอนโดที่ชาวต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์ใน 9 เดือนแรกของปี 2564 โดยเฉลี่ยมีขนาด 43 ตารางเมตร มูลค่าเฉลี่ย 4.9 ล้านบาทต่อยูนิต หรือประมาณตารางเมตรละ 114,000 บาท สหรัฐอเมริกาเป็นสัญชาติที่โอนคอนโดขนาดใหญ่สุดเฉลี่ย 54.8 ตารางเมตร และสิงคโปร์เป็นสัญชาติที่โอนคอนโดมูลค่าต่อยูนิตสูงสุด เฉลี่ย 5.1 ล้านบาทต่อหน่วย (ดูตารางที่ 1) ทั้งนี้ แม้ประเทศวานูอาตูจะมีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดเฉลี่ยสูงถึง 44 ล้านบาท แต่ด้วยจำนวนหน่วยซึ่งมีเพียง 23 ยูนิต จึงไม่อยู่ใน 10 ประเทศที่มีหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์สูงสุด 5 จังหวัดต่างชาติโอนคอนโดสูงสุด ใน 9 เดือนแรกของปี 2564 จังหวัดที่มีจำนวนยูนิตโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ใน 2 จังหวัดแรก คือ กรุงเทพฯ มีจำนวน 3,246 ยูนิต (สัดส่วน 53.0%) และชลบุรี จำนวน 1,738 ยูนิต (สัดส่วน 28.4%) ตามลำดับ โดยทั้ง 2 จังหวัดมีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 81.4%  ของทั่วประเทศ (ดูแผนภูมิที่ 9)   แผนภูมิที่ 9 หน่วยโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติ ทั่วประเทศ เรียงตามจังหวัดสูงสุด 5 อันดับ ที่มา : กรมที่ดิน  รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์   จังหวัดที่มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้คนต่างชาติสูงสุด 5 อันดับแรก ใน 9 เดือนแรกของปี 2564 ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ และนนทบุรี โดยใน 2 จังหวัดแรก คือ กรุงเทพฯ มีมูลค่า 21,764 ล้านบาท (สัดส่วน 73.2%) และชลบุรี มีมูลค่า 4,137 ล้านบาท (สัดส่วน 13.9%) ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 2 จังหวัด มีสัดส่วนมูลค่ารวมกันสูงถึง87.1%  ของทั้งประเทศ   สำหรับข้อมูลทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า ตลาดคอนโดในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ต่างจากกลุ่มลูกค้าชาวไทย แต่กลุ่มชาวต่างชาติส่วนใหญ่ ก็ยังต้องการที่จะซื้อคอนโดในเมืองไทย ไม่ได้หายออกจากตลาดไปทั้งหมด แม้ว่าตัวเลขจะจำนวนลดลงก็ตาม เพราะปัญหาใหญ่ที่ชาวต่างชาติต้องเผชิญ คือ การไม่สามารถเดินทางไปมาระหว่างประเทศได้ ซึ่งเชื่อว่าหากการแพร่ระบาดเบาบางลง สามารถเดินทางระหว่างประเทศได้ ตัวเลขด้านยอดขายและการโอนคอนโดในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ น่าจะฟื้นตัวดีขึ้น เพราะตลาดคอนโดไทยยังได้เปรียบกับหลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะเรื่อของราคา ที่สำคัญเมืองไทยยังน่าอยู่อาศัย และมีศักภาพรองรับชาวต่างชาติได้อีกมากมายหลายเรื่อง
พีดีเฮ้าส์  มองตลาดรับสร้างบ้าน 65 ดีสุดโต 7%  เน้นความน่าเชื่อถือ ปั๊มยอด 1,000 ล้าน

พีดีเฮ้าส์ มองตลาดรับสร้างบ้าน 65 ดีสุดโต 7% เน้นความน่าเชื่อถือ ปั๊มยอด 1,000 ล้าน

พีดีเฮ้าส์ ประเมินตลาดรับสร้างบ้านปี 65 หากปัจจัยบวกหนุน-ไม่เกิดโควิดระบาดซ้ำ ตลาดอาจขยายตัวดีสุด 5-7% แต่ยังมีปัจจัยลบ ราคาวัสดุจ่อปรับเพิ่มสูง กระทบผู้ประกอบการแข่งตัดราคา ขณะที่บริษัทเตรียมแผนทั้งรุก-รับ พร้อมเน้นสร้างความน่าเชื่อถือ คุณภาพมาตรฐานการก่อสร้าง ปั๊มยอดขาย 1,000 ล้าน พร้อมขยายสาขาอีก 2 ​แห่งที่จ.สุพรรณบุรี และอุดรธานี บทสรุปตลาดรับสร้างบ้านปี 64 และทิศทางปี 65 ฝ่ายพัฒนาธุรกิจรับสร้างบ้าน ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รายงานว่า  ภาพรวมปริมาณบ้านสร้างเองและความต้องการสร้างบ้านหลังใหม่ตลอดปี 2564 ที่ผ่านมายังซบเซาต่อเนื่อง โดยปัจจัยหลักเกิดจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจประเทศที่ฟื้นตัวในอัตราต่ำมาก โดยเฉพาะในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี (ม.ค.-ก.ย.) ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่กล้าตัดสินใจลงทุนเกี่ยวกับบ้านและรถยนต์ กระทั่งเริ่มเข้าสู่ในช่วงไตรมาส 4 เมื่อภาครัฐและหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ เริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาด  และประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนมากขึ้น พบว่าผู้บริโภคที่ชะลอแผนสร้างบ้านเอาไว้ เริ่มหันกลับมาเร่งศึกษาข้อมูลและกล้าตัดสินใจสร้างบ้านใหม่อีกครั้ง   สถานการณ์ดังกล่าวเห็นได้จาก จำนวนยอดขายหรือจองสร้างบ้านของพีดีเฮ้าส์ และกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำในช่วง 2 เดือนสุดท้าย (พ.ย.-ธ.ค.) เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ และเป็นตัวเร่งการตัดสินใจสร้างบ้านของผู้บริโภคในช่วงท้ายปีก็คือ แนวโน้มการปรับตัวของราคาวัสดุก่อสร้างและราคาบ้านสูงขึ้นในปี 2565 จากการส่งสัญญาณของผู้ประกอบการทั้ง 2 กลุ่มธุรกิจ   ทั้งนี้ประเมินว่า หากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และการควบคุมของภาครัฐไม่เกิดปัญหาซ้ำอีกครั้งในช่วงต้นปี 2565 เชื่อมั่นว่ากำลังซื้อและความต้องการสร้างบ้านของผู้บริโภค มีโอกาสจะกลับมาขยายตัวอีกครั้ง โดยคาดว่าความต้องการสร้างบ้านหลังใหม่ของผู้บริโภค และประชาชนที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ตลาดรับสร้างบ้านปี 2565 สามารถขยายตัว 5-7% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ต้นทุนวัสดุพุ่งรับปีเสือ บรรดาผู้ประกอบการรับสร้างบ้านส่วนใหญ่ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งในต่างจังหวัด ต่างมีความวิตกกังวลว่า การตัดสินใจและการแก้ปัญหาของรัฐบาล และหน่วยงานที่รับผิดชอบ ต่อสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่หรือโอมิครอน ที่เริ่มแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในช่วงท้ายปีเก่าและเริ่มต้นใหม่ปี 2565 เพราะหากรัฐบาลยังเน้นใช้หลักความมั่นคงนำเศรษฐกิจเหมือนเช่นที่ผ่านมา ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อลดลงอีกครั้ง  สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้านจึงยังคงได้รับผลกระทบดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   นอกจากนี้ กลุ่มผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างเตรียมปรับราคาขึ้นในปี 2565 นี้ ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาหนักใจของผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน โดยเฉพาะรายที่เน้นแข่งขันด้านราคาต่ำหรือการขายตัดราคา ซึ่งมีการทำสัญญารับจ้างปลูกสร้างบ้านไว้กับลูกค้าตามต้นทุนวัสดุราคาเดิมก่อนหน้านี้  จึงทำให้ต้องแบกรับต้นทุนวัสดุที่ปรับตัวสูงขึ้นเอาไว้เอง และอาจประสบปัญหาขาดทุนหนักหรือดำเนินกิจการต่อไปอย่างลำบาก พีดีเฮ้าส์ตั้งเป้า 1,000 ล้าน ฝ่ายพัฒนาธุรกิจรับสร้างบ้าน ประเมินปัจจัยบวกและลบที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในปี 2565 แล้ว คาดว่าภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านจะมีโอกาสกลับมาขยายตัวหรือชะลอตัวได้พอ ๆ กัน ดังนั้นบริษัทฯ จึงเตรียมแผนไว้ทั้งเชิงรุกและตั้งรับเอาไว้ โดยพร้อมปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น​ อาทิเช่น การขยายสาขาและพื้นที่ให้บริการต่างจังหวัดเพื่อรองรับกำลังซื้อที่จะขยายตัว ซึ่งได้วางแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 2 สาขาใหม่ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี และอุดรธานี การปรับโครงสร้างองค์กรให้กระทัดรัด โดยนำซอฟแวร์และระบบปฏิบัติงานบนแอปพลิเคชั่น มาใช้ในการจัดการงานหลังบ้าน ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนค่าดำเนินงานและค่าใช้จ่าย สามารถรับมือกับเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว  รวมทั้งเป็นการหลีกเลี่ยงสงครามราคา เป็นต้น สำหรับ ปี 2565 นี้ ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ ตั้งเป้ายอดขายบ้านรวมทุกสาขาไว้กว่า 1,000 ล้านบาทถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจและมูลค่าตลาดรับสร้างบ้านจะไม่ฟื้นตัว แต่ยังมั่นใจว่าแผนธุรกิจที่เตรียมไว้จะสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดที่เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทฯ จากคู่แข่งได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังรุกขยายรับงานตกแต่งภายในอย่างจริงจังมากขึ้น พร้อมกับตั้งเป้ารับรู้รายได้รวมงานตกแต่งภายในไว้อีก 90-100 ล้านบาท เร่งสร้างมาตรฐานมืออาชีพลดแข่งขันราคา นายสิทธิพร สุวรรณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดีเฮ้าส์ฯ เปิดเผยว่า  สำหรับภาพรวมการแข่งขันของธุรกิจรับสร้างบ้านปี 2565 นี้ เชื่อว่าไม่รุนแรงเท่าปีที่ผ่านมา เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่กังวลกับปัญหาต้นทุนก่อสร้างที่ผันผวนและเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มที่ต้องการใช้บริการรับสร้างบ้านมืออาชีพ ส่วนใหญ่จะพิจารณาและให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพการก่อสร้าง ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญ และความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการมากกว่าราคาที่แตกต่างกันแค่ 5-10% ความเชื่อถือและความไว้วางใจที่ผู้บริโภคมีต่อผู้ประกอบการรับสร้างบ้านถือเป็นปัจจัยที่สำคัญ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมาจากผู้ประกอบการที่มีการจัดการธุรกิจอย่างมืออาชีพ ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า การมีจุดยืนทางธุรกิจ ผลงานในปัจจุบันและที่ผ่านมา โดยเฉพาะการมีจุดยืนทางธุรกิจนั้น ก็เพื่อสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ และองค์กรหรือแบรนด์จะได้มีความชัดเจนในสายตาของผู้บริโภค รวมถึงแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล ตัวอย่างเช่น การปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน การประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและภาษี การคืนกำไรให้สังคม การคำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และไม่เอาเปรียบสังคม ฯลฯ   นอกจากนี้แล้ว ผู้ประกอบการจะต้องพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปพร้อม ๆ กัน เช่น นำเทคโนโลยีการก่อสร้างสำเร็จรูปมาใช้มากขึ้นเพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน ฯลฯ และหลีกหนีออกจากโซนการแข่งขันที่รุนแรง หรือ Red Ocean เพื่อเป็นการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานธุรกิจรับสร้างบ้านของตัวเอง ในมุมมองของผู้บริโภคให้แตกต่างจากผู้รับเหมารายย่อยทั่วไปอย่างชัดเจน    
เฟรเซอร์สฯ  ชู 4 กลยุทธ์ลุยธุรกิจรีเทล  เตรียมเปิด “สีลมเอจ” เพิ่มพื้นที่ 24 ชั่วโมง

เฟรเซอร์สฯ ชู 4 กลยุทธ์ลุยธุรกิจรีเทล เตรียมเปิด “สีลมเอจ” เพิ่มพื้นที่ 24 ชั่วโมง

เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล ชู 4 กลยุทธ์เอาตัวรอดจากโควิด-19 พร้อมใช้เป็นเครื่องมือลุยต่อปี 65 เดินหน้าเติมพอร์ตธุรกิจรีเทล เตรียมเปิดพื้นที่ 10,000 ตร.ม. “สีลมเอจ” ​จับกลุ่มลูกค้าย่านสีลม-พระราม 4 ให้บริการร้านอาหาร 24 ชั่วโมง   นางสาวธีรนันท์ กรศรีทิพา รองกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจรีเทล เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) หรือ  FPCT เปิดเผย ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2565 ว่ายังเป็นปีที่ภาพรวมของธุรกิจรีเทล ยังมีความท้าทายเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา และยังมีการแข่งขันเช่นเดิม แต่สถานการณ์การแข่งขันจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น ภายหลังจากที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศได้เป็นปกติ เพราะพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว จะไม่ใช้บริการเฉพาะแต่ศูนย์การค้าในย่านใจกลางเมืองเท่านั้น แต่จะเดินทางไปทุกศูนย์การค้า จึงถือเป็นความท้าทายในการที่ผู้ประกอบการจะทำตลาดและเพิ่มส่วนแบ่งรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าว   สำหรับศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ปัจจุบันถือว่ายังไม่มีกลุ่มนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการ ลูกค้าหลักยังเป็นกลุ่มคนไทย โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา ผู้ทำทงาน และผู้ที่อาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง ปัจจุบันมีปริมาณทราฟิคถือว่า 100% จากช่วงก่อนหน้านี้มีผู้เข้าใช้บริการเฉลี่ย 55,000 คน/วัน และยังคงรักษาอัตราผู้เช่าไว้ในระดับสูงที่ 98% โดยหลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศคลายล็อคดาวน์ โดยเป็นผลจากการรักษามาตรฐานความปลอดภัยของโครงการ การดำเนินงานเชิงรุก การเน้นการจับกระแสอย่างรวดเร็ว แล้วลงมือสร้างกิจกรรมทางการตลาดผ่านแคมเปญต่าง ๆ 4 กลยุทธ์อยู่รอดและไปต่อในปี 65 สำหรับในรอบปีที่ผ่านมา สามย่านมิตรทาวน์ ต้องเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงสามารถทำผลประกอบการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งกลยุทธ์ที่ทำให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และยังจะใช้เป็นกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจต่อในปี 2565 นี้ด้วย คือ 4 กลยุทธ์สำคัญ ดังนี้ 1.Fluid Approach หมายถึง การลื่นไหลไปกับกระแสนิยมแบบ Real Time ซึ่งเป็นรูปแบบการตลาดแบบอิงกับกระแสนิยมของสถานการณ์ในช่วงเวลานั้น ๆ ซึ่งมักเกิดขึ้นระยะเวลาสั้น ๆ 7 วันถึง 1 เดือน แล้วทำการตลาดสอดคล้องไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การทำตลาดตามความนิยมของซีรีย์เกาหลี ไม่ว่าจเป็นเรื่อง  SQUID GAME ,Hometown Cha-Cha-Cha  ถือเป็นการทำตลาดที่ใช้ความเร็ว หรือ Speed Marketing เข้ามาบริหาร 2.Redefine Physical Location เป็นการบริหารพื้นที่ของศูนย์การค้าให้เกิดประโยชน์ โดยไม่กำหนดว่าจะต้องเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อการขาย หรือ Sale Promotion เท่านั้น แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากสถานที่ ด้วยการพัฒนาพื้นที่ที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ให้เกิดประโยชน์กับชุมชนเป็นสำคัญ ซึ่งรูปแบบกิจกรรมมีหลากหลาย ทั้งที่เป็นของพันธมิตร การจัดโดยสามย่านมิตรทาวน์เอง ซึ่งเป็นรูปแบบ Signature Event ที่ปีนี้จะจัดขึ้นด้วยกันประมาณ 4 งาน รวมถึงการจัดและตกแต่งพื้นที่อุโมงค์เชื่อมมิตร ที่ทำให้กลายเป็นจุดในการดึงดูดคนให้เข้ามาใช้บริการที่ศูนย์การค้า และเป็นสถานที่สำหรับการมาถ่ายภาพ และเช็คอิน 3.Leverage Digital Technology การนำเอาเทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามาช่วยเสริมการบริการ และการบริหารศูนย์การค้า เช่นการ​ใช้เทคโนโลยีในพื้นที่รีเทล (เตรียมรองรับการชำระค่าบริการด้วยเงินดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้แก่ลูกค้า) การใช้แอปพลิเคชัน MitrCare  ซึ่งได้ร่วมมือกับ KBTG เพิ่มฟังก์ชั่นระบบจัดซื้อ หรือ E-Catalogue อำนวยความสะดวกให้กับคู่ค้า ร้านค้าตลอด 24 ชั่วโมง ในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้า SME ที่มีกว่า 40 ราย สามารถซื้อสินค้าที่จำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจได้ 4.Hygiene and Safety Practice เป็นการส่งเสริมสุขอนามัยของผู้ใช้บริการและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง  ตามมาตรการ PREVENTIVE ด้วยการความเข้มงวดในการคัดกรองผู้ใช้บริการ ณ จุดตรวจวัดอุณหภูมิ การรักษาระยะห่างอย่างเหมาะสม การบังคับสวมหน้ากาก และการทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนด สีลมเอจ เติมพอร์ตรีเทลให้เฟรเซอร์ฯ ปัจจุบันกลุ่มเฟรเซอร์ฯ มีพื้นที่รีเทลในส่วนของศูนย์การค้าแห่งเดียว คือ สามย่านมิตรทาวน์ แต่ในช่วงเดือนกันยายน 2565 นี้ จะมีพื้นที่รีเทลเพิ่มเติมเข้ามาในพอร์ตธุรกิจ คือ โครงการสีลมเอจ (Silom Edge) ซึ่งเป็นโครงการมิ๊กซ์ยูส มีทั้งส่วนพื้นที่สำนักงานและส่วนของศูนย์การค้า โดยมีขนาดพื้นที่รีเทล 10,000 ตารางเมตร จำนวน 7 ชั้น   โดยจะมีโซนรีเทลที่ทำการเปิดตั้งแต่ 11:00 น. ถึงเที่ยงคืน และโซนพิเศษ 2 ชั้นแรก คือ ชั้น B1 และชั้น G ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รองรับลูกค้าที่ต้องการใช้บริการร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา และเครื่องจำหน่ายสินค้าคุณภาพด้วยระบบอัตโนมัติ   สำหรับชั้น 1-4 จะเป็นพื้นที่สำหรับสินค้าแอคเซสซอรี่ จิวเวอรี่ สินค้าเทคโนโลยี ร้านสำหรับการดูแลผิว ธุรกิจเวลเนส  และแพทย์ทางเลือก ส่วนในชั้นที่ 7 จะเป็นส่วนของร้านอาหาร โดยคาดว่าหลังจากเปิดให้บริการแล้วจะมีผู้ใช้บริการวันละ 40,000 คน จากปัจจุบันในย่านสีลมมีผู้ทำงานและเดินทางเข้ามากว่า 700,000 คน และในวันหยุดมีคนเดินทางเข้ามาย่านสีลมกว่า 500,000 คน หัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคที่ธุรกิจต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายและ ความไม่แน่นอน คือการทลายทุกข้อจำกัด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์อยู่เสมอ   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม -สีลมเอจ x จัสโค ประเดิมรายแรก เช่าพื้นที่  4,400 ตร.ม. ผุดโคเวิร์คกิ้งสเปซ เติมเต็มสังคมแซนด์บ็อกซ์ -จากโรบินสันสีลม สู่ สีลมเอจ มิกซ์ยูส 1,800 ล้านของ เฟรเซอร์สฯ  
ค้าปลีกไทยชู 5 แนวทางปฏิบัติ  รับมือโอมิครอน-ฟื้นเศรษฐกิจไทย

ค้าปลีกไทยชู 5 แนวทางปฏิบัติ รับมือโอมิครอน-ฟื้นเศรษฐกิจไทย

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย พร้อมสู้โอมิครอน ร่วมกับภาครัฐ  ชู 5 แนวทางปฏิบัติ เพื่อผลักดัน และพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย พร้อมเสนอ 4 มาตรการให้รัฐบาลเร่งช่วยประชาชน​   ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโอมิครอน ที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ และจากการศึกษาเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโอมิครอนพบว่า โอกาสของการติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าโควิดสายพันธุ์อื่น ๆ  โดยประเทศไทยเองก็ได้มีการแพร่กระจายไปยัง 47 จังหวัดทั่วประเทศไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย จึงมีความกังวลต่อแนวโน้มของจำนวนผู้ติดเชื้อโอมิครอนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นให้ทุกภาคส่วน ต้องร่วมมือกันสกัดการแพร่ระบาด และลดความรุนแรงให้ลดลงให้ได้มากที่สุด   สมาคมฯ จึงขอนำเสนอแนวทางให้ความร่วมมือเพื่อร่วมกับภาครัฐในการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ด้วยการช่วยเหลือให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง รวมทั้งฟื้นฟูและเยียวยา SMEs ไทย และขอร่วมผลักดันในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง   นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ทุกภาคส่วนต้อง ร่วมมือ ร่วมใจ และร่วมผลักดันอย่างพร้อมเพรียงในการควบคุมการแพร่ระบาดในครั้งนี้ และประชาชนทุกคนต้องมีวินัย  ป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากมีความเป็นไปได้มากว่า จำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 30,000 คนต่อวัน ตามที่เคยคาดการณ์ไว้  เราน่าจะผ่านความท้าทายนี้ไปได้ไม่ยาก เศรษฐกิจไทยกำลังจะฟื้นตัวจากวิกฤต และเราทุกคนต้องร่วมผลักดันไม่ให้ประเทศไทยของเราเข้าสู่วิกฤตอีกครั้ง เราไม่สามารถกลับมาเจอกับบาดแผลที่จะซ้ำตรงที่เดิมได้อีกแล้ว  ดังนั้น การทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อของโอมิครอนลดลง หรือให้มีจำนวนน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ จำเป็นต้องใช้ระบบป้องกันแบบปูพรม (Innate Immunity) เพิ่มความช่วยเหลือให้ SMEs ไทยมีสภาพคล่อง และการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นคีย์หลักที่สมาคมฯ พร้อมที่จะร่วมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้อีกครั้ง   โดยสมาคมฯ และภาคีเครือข่าย ยังคงยึด 5 แนวทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ 1.สนับสนุนพื้นที่จุดฉีดวัคซีนทั่วประเทศ สมาคมฯ และภาคีเครือข่ายพร้อมที่จะนำพื้นที่จุดฉีดวัคซีนของภาคเอกชนกลับมาทันที เพื่อช่วยรัฐบาลในการเป็นจุดกระจายการฉีดวัคซีนให้เข้าถึงประชาชนทั่วประเทศอย่างทั่วถึง รวมทั้งให้การสนับสนุนหน่วยฉีดวัคซีนเคลื่อนที่เพื่อให้ชุมชนต่างๆ เข้าถึงวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว 2.ยกระดับมาตรฐานสาธารณสุข สมาคมฯ และภาคีเครือข่าย ยังคงยกระดับมาตรการสาธารณสุขไทยอย่างเคร่งครัดเข้มข้นขั้นสูงสุด ยึดหลัก Covid Free Setting ทุกคนต้องป้องกันตนเองแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) และพร้อมให้ความร่วมมือปฏิบัติตามนโยบาย Work From Home เพื่อเป็นการช่วยลดการกระจายและแพร่ระบาดของโอมิครอน 3.ร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย โดยเร่งผลักดันให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน ดอกเบี้ยต่ำ ผ่านแฟลตฟอร์ม Digital Supplychain Finance ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งยังลด Credit Term ให้สั้นลงเพื่อเสริมสภาพคล่องและช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นการสร้างแต้มต่อให้ SMEs ไทยสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ 4.ตรึงราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค สมาคมฯ และภาคีเครือข่าย พร้อมสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนใน  การช่วยลดภาระค่าครองชีพด้วยการตรึงราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน 5.เร่งการลงทุนในประเทศ ภาคค้าปลีกและบริการ ยังคงไว้ซึ่งแผนการลงทุน และการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการช่วยอัดฉีดเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย และยังสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีอยู่แล้วในระบบค้าปลีกและบริการกว่า 1.1 ล้านคน   ทั้งนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องในเรื่อง ดังต่อไปนี้ 1.รัฐต้องมีมาตรการเชิงรุก  สำหรับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดให้มีการควบคุมอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม หากมีการระบาดในแต่ละพื้นที่ รัฐควรมีการปิดเฉพาะพื้นที่ที่เป็นคลัสเตอร์เท่านั้น 2.การยกระดับการเตรียมพร้อมของระบบสาธารณสุข 2.1 เร่งกระจายวัคซีน ทั้งในส่วนที่ประชาชนได้จองไว้ผ่านโรงพยาบาลเอกชน และในส่วนที่รัฐบาลจัดหามา เพื่อให้วัคซีนกระจายถึงประชาชนให้มากที่สุด และเร็วที่สุด 2.2 เสริมชุดตรวจ ATK ที่มีคุณภาพสูง ในราคาที่ภาคเอกชนและประชาชนสามารถเข้าถึงได้ เนื่องจาก   มีความจำเป็นต้องใช้เป็นจำนวนมากเพื่อการตรวจเชื้อโควิด-19 2.3 เตรียมยารักษาโควิด-19 ให้พร้อม เผื่อในกรณีที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อในวงกว้าง เพื่อเป็นการตัดตอนการแพร่ระบาดให้ได้ทันท่วงที 2.4 สำรองเตียงสำหรับผู้ป่วยหนัก ให้มีความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นทั่วประเทศ 3.อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐที่มีผลลัพธ์ที่ดี เช่น โครงการคนละครึ่ง ช้อปดีมีคืน เป็นต้น รวมทั้งการเร่งเบิกงบประมาณทุกหน่วยงานของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเงินหมุนเวียนในระบบฯ 4.ช่วยภาคเอกชนและประชาชนลดค่าใช้จ่าย โดยช่วยลดค่าน้ำ ค่าไฟ ลดเงินสมทบประกันสังคม ภาษีป้าย รวมถึงดอกเบี้ยเงินกู้จากสถาบันการเงิน ดอกเบี้ยบัตรเครดิต ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ไม่มีการค้ำประกัน และพิจารณาลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการทั้งที่เกี่ยวข้องกับโควิดทางตรงและทางอ้อม สมาคมฯ ขอยืนยันให้การสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโอมิครอน และเร่งการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในสภาวะที่เปราะบางเช่นนี้ การร่วมมือกันจะเป็นพลังขับเคลื่อนหลักในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยอย่างมีประสิทธิผลและต่อเนื่อง      
สีเดอลต้า  ออกสินค้าใหม่-เพิ่มเครื่องจักรนับ 100  ลุยตลาดสีปี 65 หวังสร้างยอดขายโตต่อเนื่อง

สีเดอลต้า ออกสินค้าใหม่-เพิ่มเครื่องจักรนับ 100 ลุยตลาดสีปี 65 หวังสร้างยอดขายโตต่อเนื่อง

สีเดลต้า ลุยตลาดสีปี 65 ส่งสินค้านวัตกรรมจับตลาดพรีเมียม พร้อมเดินหน้าลงทุนเพิ่มเครื่องจักร 100 เครื่อง ขยายช่องทางขายเพิ่ม หวังปั๊มยอดขายโตต่อเนื่อง หลังปี 64 เข็นบริษัทเข้าตลาด mai และจับมือ เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ ประเทศไทย บุกตลาดสีสร้างยอดขายโตทะลุเป้า  ขยายฐานร้านค้าเพิ่มอีก 14%   นายรณฤทธิ์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สีเดลต้า จำกัด (มหาชน) หรือ DPAINT เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2565 ว่า บริษัทยังคงรุกตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพรีเมียม ซึ่งเป็นสินค้าที่พัฒนาขึ้นด้วยการใช้นวัตนกรรม ถือเป็นเซกเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดของตลาดสีทาอาคาร โดยเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มอีก 4 ผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง   นอกจากนี้ ยังวางแผนการขยายเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้น จากที่ผ่านนมา​ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย 2 ราย และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการพัฒนาด้านบุคลากร โดยสรรหาผู้ที่มีความสามารถและประสบการณ์มาเสริมทีม   บริษัทยังมีแผนการลงทุน ด้วยการซื้อเครื่องผสมสีเพิ่มอีกจำนวน 100 เครื่อง คิดเป็นสัดส่วน 25% ของจำนวนเครื่องทั้งหมด ดำเนินการวางระบบ ERP ใหม่ เพื่อยกระดับการบริหารทรัพยากรในองค์กรผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ล้ำสมัย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้งานจริงได้ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2565 รวมทั้งดำเนินการออกแบบและเตรียมก่อสร้างโรงงานใหม่   นายรณฤทธิ์ กล่าวอีกว่า  สำหรับปี 2565 บริษัทคาดหวังว่าจะเป็นปีแห่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทั้งโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชน และส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมสีทาอาคาร และจากกลยุทธ์การเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ จึงคาดว่าเราจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง   สำหรับช่วงปลายเดือนตุลาคม​ 2564 ที่ผ่านมา ​บริษัทสามารถเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ไอ (mai) ซึ่งการเข้าซื้อขายในวันแรกประสบความสำเร็จด้วยราคาหุ้นอยู่ที่  22.50 บาท เหนือจองถึง 200% หรือเพิ่มขึ้น 15 บาท จากราคาไอพีโอ (IPO) ที่ 7.50 บาท ในปี 2564 ถือว่าเป็นปีที่น่าจดจำสำหรับ DPAINT จากความสำเร็จที่เหนือความคาดหมายในการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งส่งผลให้ฐานะทางการเงินของเราแข็งแกร่งขึ้นพร้อมสร้างการเติบโตในอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ในส่วนของผลประกอบการและยอดขายมีการเติบโตอย่างน่าพอใจ เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งสวนทางกับแนวโน้มของอุตสาหกรรม เนื่องจากทีมทำงานทุกฝ่ายทั้งองค์กรเตรียมพร้อมปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์โควิดได้อย่างดี สำหรับยอดขายเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงปีที่ผ่านมา เกิดจากการเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวใหม่  การมุ่งพัฒนาสินค้าในกลุ่มพรีเมียม และขยายจำนวนช่องทางการจัดจำหน่ายตามแผนธุรกิจของบริษัท เพื่อรองรับและเข้าถึงลูกค้าอย่างครอบคลุมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าโมเดิร์นรีเทล และร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม ซึ่งปัจจุบันมีรวมกันมากกว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ   นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกที่สนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการก่อสร้าง โดยเฉพาะในกลุ่มอสังหาฯ ตลอดจนการเติบโตของการซ่อมแซมปรับปรุงที่อยู่อาศัยในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งช่วยสนับสนุนความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์สีทาอาคารขยายตัวขึ้นตลอดทั้งปี   โดยในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์สีดิสนีย์ สีเดลต้า เมจิก ชิลด์ ซึ่งเป็นการจับมือกับเดอะ วอลท์ ดิสนีย์ ประเทศไทย และดิสนีย์ โกลบอล ทำงานร่วมกันตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตสี จนถึงการผลิตวิดีโอแอนิเมชัน 3 มิติ เพื่อใช้เป็นสื่อโฆษณา ถือผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมสีแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ประสบความสำเร็จอย่างสูงมียอดขายสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ รวมถึงมีร้านค้าให้ความสนใจเข้ามาเป็นคู่ค้าใหม่อีกจำนวนมาก โดยมีจำนวนร้านค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น14% จากปีที่ก่อนหน้า    
คาดตลาดอสังหาฯ ปี 65 โต 15-20%  ได้ผลบวกเศรษฐกิจ-เปิดประเทศ-คลายล็อก LTV

คาดตลาดอสังหาฯ ปี 65 โต 15-20% ได้ผลบวกเศรษฐกิจ-เปิดประเทศ-คลายล็อก LTV

LPN Wisdom มองตลาดอสังหาฯ 65 โต 15-20% ได้จากปัจจัยบวกเศรษฐกิจฟื้นตัว 3.5-4% แรงหนุนการเปิดประเทศ แบงก์ชาติผ่อนคลาย LTV แต่ยังห่วงหนี้ครัวเรือนพุ่ง ความไม่แน่นอนของโควิด-19 ทุบตลาด ขณะที่บทสรุปปี 64 เปิดตัวใหม่ลดเหลือ  53,000-55,000 ยูนิต​   หลังจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ ต้องเผชิญกับปัจจัยลบที่เข้ามาทำให้ตลาดชะลอตัวอย่างหนัก คือ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา แต่แนวโน้มปี 2565 ดูเหมือนว่าตลาดอสังหาฯ กำลังจะได้รับข่าวดี มีแนวโน้มเติบโตเป็นบวกเสียที จากปัจจัยบวกสำคัญ คือ การเติบโตของภาวะเศรษฐกิจไทย จากการการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 3.5-4% ส่งผลให้ตลาดอสังหาฯ มีแนวโน้มเติบโต 15-20%   นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวก​จากการที่รัฐบาลมีมาตรการเปิดประเทศ ให้มีการเดินทางท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan-to-Value: LTV) เป็นการชั่วคราว โดยกำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV ratio) เป็น100% สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภท ซึ่งมีผลจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 อีกด้วย LPN Wisdom มองตลาดโต 15-20% นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom หรือ LWS) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) ประเมินว่า ​ ในปี 2565 ตลาดอสังหาฯ จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประมาณ 78,000-90,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 305,000-318,000 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 15-20% เมื่อเทียบกับปี 2564 เนื่องจากผู้ประกอบการเริ่มมีความมั่นใจ ทำให้ทยอยเปิดตัวโครงการที่ถูกเลื่อนการเปิดตัวในปี 2564 มาเปิดตัวในปี 2565 รวมถึงแผนเปิดตัวโครงการใหม่ที่เพิ่มขึ้นในปี 2565   โดยในปี 2565 ที่อยู่อาศัยประเภท บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ยังคงเป็นกลุ่มสินค้า ที่จะมีการเปิดตัวมาก​ ซึ่งจะเพิ่มขึ้นประมาณ 40-50% เมื่อเทียบกับปี 2564 เพื่อตอบรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home)  ซึ่งประเมินว่าจำนวนเปิดตัวบ้านพักอาศัยจะอยู่ที่ ประมาณ 46,800-54,000 ยูนิตคิดเป็นมูลค่าประมาณ 183,000-190,800 ล้านบาท   ในขณะที่การเปิดตัวคอนโดมิเนียมในปี 2565 มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น 10-15%จากปี 2564 เช่นกัน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการอสังหาฯ ชะลอแผนการเปิดตัวคอนโด  และเร่งขายคอนโดที่คงค้างอยู่จำนวนมากออกมา  ทำให้ช่วงไตรมาส 3 ปี 2564 มีจำนวนคอนโดเหลือขายในตลาดลดลง ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีจำนวน 83,914 ยูนิต ลดลง 7.6% จาก ณ สิ้นปี 2563 ที่มียูนิตเหลือขายในตลาดอยู่ที่ 90,841 ยูนิต บ้าน3-5 ล้าน ดีมานด์สูงต่อเนื่อง ในด้านกำลังซื้อและความต้องการที่อยู่อาศัยในปี 2565 นายประพันธ์ศักดิ์ ให้ความเห็นว่า ที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและคอนโดระดับราคา 3-5 ล้านบาท ยังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะในทำเลที่อยู่ใกล้กับแนวรถไฟฟ้าทั้งสายใหม่และสายเก่า โดยทำเลที่ได้รับการตอบรับที่จากตลาดได้แก่ ทำเลที่ติดกับส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีแดง และสายสีเหลือง เช่น ย่านรังสิต-นวนคร, ศรีนครินทร์-สุวรรณภูมิ, อ่อนนุช-บางนา, ดอนเมือง-พหลโยธิน เป็นต้นในขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยในปี 2565 มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น ตามราคาที่ดินที่ขยับเพิ่มขึ้น ตามการพัฒนาของระบบขนส่งในระบบราง ที่เชื่อมต่อพื้นที่ระหว่างกรุงเทพฯ ชั้นในกับกรุงเทพฯ ชั้นนอก รวมไปถึงราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าราคาที่อยู่อาศัยจะมีการปรับตัวขึ้นมาประมาณ 5-10% ขึ้นอยู่กับทำเล  อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อยังคงสามารถต่อรองได้ขึ้นอยู่กับสภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการในแต่ละทำเล   นอกจากนี้  ตลาดอสังหาฯ ในปี 2565 ยังประเมินว่ามีปัจจัยเสี่ยง ที่อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความมั่นใจของผู้ซื้อที่อยู่อาศัย  ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน และแนวโน้มการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธ์ “โอมิครอน” ถ้าเกิดการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงอีกรอบ อาจส่งผลประทบต่อตลาดอสังหาฯ ในปี 2565 ได้เช่นกัน บทสรุปตลาดปี 2564 หดตัว 20% สำหรับปี 2564 คาดว่าการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัย ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีประมาณ  53,000-55,000 ยูนิต​ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 265,000-300,000 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และบ้านแฝด ประมาณ 33,000-35,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 166,000-188,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2563 ประมาณ 10%-20% และเป็นการเปิดตัวโครงการคอนโดประมาณ 20,000-22,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 99,000-112,000 ล้านบาท ลดลง 16%-23% จากปี 2564   โดยตัวเลขการเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในเดือน มกราคม-พฤศจิกายน 2564 มีจำนวน 52,171 ยูนิต ลดลง 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 เป็นการเปิดตัวโครงการคอนโด 20,295 ยูนิต มีอัตราการขายเฉลี่ยอยู่ที่ 23% และการเปิดตัวโครงการแนวราบ 31,876 ยูนิต อัตราการขายเฉลี่ยอยู่ที่ 13% โดยในเดือนพฤศจิกายน 2564 มีการเปิดตัวโครงการใหม่สูงสุดของปี 2564 โดยมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 11,648ยูนิต มูลค่า 52,185 ล้านบาท   (คิดเป็นสัดส่วน 22.32% ของจำนวนหน่วยเปิดตัวทั้งหมดในเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2564)   ด้านความต้องการที่อยู่อาศัยในปี 2564 ที่อยู่อาศัยในแนวราบยังเป็นกลุ่มที่ทำยอดขายสูง โดยเฉพาะ ทาวน์เฮาส์ ในระดับราคาขายต่อหน่วย 2-5 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว ราคาขายมากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยมียอดขายเปิดตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 14% และ 22% ตามลำดับ ขณะที่คอนโดเปิดขายใหม่ระดับราคาขายต่ำกว่า 3 ล้านบาทต่อยูนิตได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดโดยมียอดขายเปิดตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 27% ปี 2564 เป็นปีที่ภาคอสังหาฯ ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว มาตรการผ่อนคลายต่าง ๆ จากภาครัฐ เป็นปัจจัยที่จะหนุนอสังหาฯ ในปี 2565 ให้สามารถเติบโตได้ หลังจากที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563-2564    
“ออริจิ้น” จับมือ มือ “บุญภา 2020” ลุยอสังหาฯ ประเดิมโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส 4,000 ล้า

“ออริจิ้น” จับมือ มือ “บุญภา 2020” ลุยอสังหาฯ ประเดิมโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส 4,000 ล้า

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จับมือ “บุญภา 2020” บริษัทของ 2 ตระกูล “สวาทยานนท์-วรเศรษฐการกิจ” ลุยธุรกิจอสังหาฯ ประเดิมโปรเจ็กต์แรก “ออริจิ้น สมาร์ท คอมเพล็กซ์ บางนา” มิกซ์ยูส 4,000 ล้าน ย่านบางนา รับการเติบโตกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก จากนโยบายอีอีซี-เมกะโปรเจ็กต์   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับบริษัท บุญภา 2020 จำกัดจัดตั้งบริษัทร่วมทุนจำนวน 2 บริษัท เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ประจำ ภายใต้วิสัยทัศน์ ORIGIN NEXT LEVEL โดยมีการขยายธุรกิจทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก   ที่ผ่านมา ผู้คนอาจชินกับภาพออริจิ้นร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติหรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นหลัก แต่ความเป็นจริง เราเปิดกว้างในการสร้างความร่วมมือ หรือ Synergy เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ กับพันธมิตรทุกรูปแบบ สำหรับโครงการนำร่องที่จะพัฒนาร่วมกันโครงการแรก คือ “ออริจิ้น สมาร์ท คอมเพล็กซ์ บางนา” (Origin Smart Complex Bangna) มูลค่าโครงการรวมกว่า 4,000 ล้านบาท เป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ติดถนนบางนา-ตราด บนพื้นที่รวมกว่า 8 ไร่ของกลุ่มบุญภา ภายในโครงการจะประกอบด้วย 2 โครงการย่อย ได้แก่ โครงการวัน ออริจิ้น มาสเตอร์พีซ บางนา (One Origin Masterpiece Bangna) เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างกลุ่มบุญภาและบริษัท วัน ออริจิ้น จำกัด ตัวโครงการประกอบด้วยอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกรวม 29 ชั้น 1 อาคาร แบบ Leasehold 3+30 ปี พื้นที่รวม (Gross Floor Area) 56,700 ตร.ม. พื้นที่ให้เช่า (Lettable Area) ประมาณ 30,000 ตร.ม. คาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในช่วงปี 2567 โครงการที่ 2 คือ ออริจิ้น เพลส บางนา (Origin Place Bangna) เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างกลุ่มบุญภาและบริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม จำกัด ผู้พัฒนาโครงการกลุ่ม Smart Condominium ในเครือออริจิ้น ตัวโครงการเป็นโครงการที่อยู่อาศัย ผสมผสานระหว่างคอนโดมิเนียมและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property) แบบ Freehold สูง 26 ชั้น ภายในอาคารประกอบด้วยคอนโดมิเนียมพักอาศัย 1-2 ห้องนอน ขนาด 27-55 ตร.ม. จำนวน 774 ยูนิต คาดว่าจะเริ่มเปิดขายรอบ Presales ในช่วงไตรมาส 1/2565 เริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาส 2/2565 และก่อสร้างแล้วเสร็จช่วงไตรมาส 2/2567   สำหรับทำเลย่านบางนา-ตราด มีศักยภาพที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการเกิดขึ้นของหลากหลายเมกะโปรเจ็คท์ อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ที่คาดว่าจะเกิดให้บริการช่วงกลางปี 2565 โครงการรถไฟฟ้ารางคู่ขนาดเบา บางนา-สุวรรณภูมิ โครงการเชื่อมต่อเส้นบางนากับสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้การเดินทางไปยังต่างจังหวัดและต่างประเทศสะดวกยิ่งขึ้น หลากหลายเมกะโปรเจ็คท์ที่อยู่อาศัย เมกะโปรเจ็คท์ด้านโลจิสติกส์ เติมเต็มย่านบางนา-ตราดให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะส่งผลให้เกิดการจ้างงานและมีความต้องการสำนักงานในทำเลที่เดินทางไป EEC ได้สะดวกอย่างเส้นบางนา-ตราด ขณะเดียวกัน กลุ่มบุญภา ก็มีที่ดินแปลงใหญ่ในย่านบางนา-ตราด ออริจิ้นเองก็ถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จ้าวทำเลฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ และ EEC ที่เติบโตและเชี่ยวชาญในทำเลนี้มานับสิบปี ประเมินว่าตลาดสำนักงานให้เช่าในทำเลศักยภาพยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ช่วงเวลาที่โครงการของเราก่อสร้างแล้วเสร็จตอนปี 2567 น่าจะเป็นช่วงที่ตลาดขยายตัวอย่างเต็มที่ บางนา-ตราดจะกลายเป็นสุดยอดทำเลทองที่มีความต้องการทั้งที่อยู่อาศัยและสำนักงานให้เช่ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการเติบโตของเมกะโปรเจ็คท์จำนวนมหาศาล ด้านนายพิสิษฏ์พงศ์ วรเศรษฐการกิจ กรรมการบริหาร บริษัท บุญภา 2020 จำกัด กล่าวว่า บริษัทในเครือของบุญภามีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มาเป็นเวลาอันยาวนาน โดยเฉพาะในกลุ่ม Commercial Real Estate และ Industrial Real Estate เน้นลงทุนในที่ดินทำเลศักยภาพมาโดยตลอด ความร่วมมือกับออริจิ้นในครั้งนี้ มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของทั้งสองกลุ่มมาร่วมกันพัฒนาโครงการคุณภาพที่จะสามารถส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าในทำเลย่านบางนานี้ได้ โดยบริษัท บุญภา 2020 จำกัด ก่อตั้งขึ้นโดยทายาท 2 ตระกูลดัง ตระกูลสวาทยานนท์ และตระกูลวรเศรษฐการกิจ ซึ่งทั้ง 2 ตระกูล มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายธุรกิจและอุตสาหกรรมมายาวนานกว่า 70 ปี อาทิ ธุรกิจเชือก แห อวน ธุรกิจพลาสติกและเคมี ธุรกิจบริหารและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจสิ่งทอ โดยมีรายได้รวมจากธุรกิจในเครือปีละกว่า 8,000 ล้านบาท   ปัจจุบันบริษัท บุญภา 2020 จำกัด เป็นผู้ดำเนินธุรกิจพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยบริษัทในเครือดำเนินธุรกิจหลากหลาย อาทิ กลุ่มบริษัทสยามบราเดอร์ ดำเนินธุรกิจเชือก แห อวน พลาสติกและเคมีภัณฑ์ มีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้ชื่อโครงการต่างๆ เช่น The Master, สยามนิเวศน์, ทัศนีย์นิเวศน์, Burlington, ทรัพย์ทวี Factory Park มีธุรกิจสิ่งทอโดยบริษัทเอกรัตน์อุตสาหกรรมสิ่งทอ   นอกจากนี้ ยังดำเนินธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่าใน Prime Business Location เช่น อาคาร Thai CC Tower (อาคาร 34 ชั้นขนาด 110,000 ตร.ม. หน้าสถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์ถนนสาทร) อาคารมหาทุนพลาซ่า (อาคาร 18 ชั้นขนาด 56,000 ตร.ม. หน้าสถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต) อาคาร MS Siam Tower (อาคาร 38 ชั้นขนาด 80,000 ตร.ม. ริมถนนพระรามสาม) และอื่นๆ มีประสบการณ์มากมายและดำเนินธุรกิจอันมั่นคงและยาวนานมากกว่า 70 ปี
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค  ผนึก “ฮ่องกงแลนด์-ซูมิโตโม-เซกิซุย”  ปั้นรายได้ 13,000 ล้าน  ใน 3 ปี

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ผนึก “ฮ่องกงแลนด์-ซูมิโตโม-เซกิซุย” ปั้นรายได้ 13,000 ล้าน  ใน 3 ปี

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ดึง 3 ทุนพันธมิตร “ฮ่องกงแลนด์-ซูมิโตโม ฟอร์เรสทรี-เซกิซุย เคมิคอล” สร้างรายได้ 13,000 ล้าน  ใน 3 ปีข้างหน้า ประเดิมแผนปี 65 สร้างรายได้ 5,000 ล้าน โต 5 เท่าจากปี 64 เดินหน้าปั้นโปรเจ็กต์ต่อเนื่อง   นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจของกลุ่มบริษัทในปี 2565 ว่ารายได้โดยรวมคาดว่าจะดีขึ้นกว่าปี 2564 โดยจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ในระดับใกล้เคียงกับก่อนหน้าที่จะเกิดสถานการณ์โควิด-19 โดยกลยุทธ์สำคัญคือการเพิ่มรายได้จากโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรจากต่างประเทศทั้ง 3 ราย ได้แก่  ฮ่องกงแลนด์,  ซูมิโตโม ฟอร์เรสทรี และ เซกิซุย เคมิคอล     ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายในระยะ 3 ปีข้างหน้า หรือปี 2565-2567 จะมีรายได้จากโครงการร่วมทุนรวม 13,000 ล้านบาท เติบโตและทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน  โดยปี 2565 ตั้งเป้าไว้ที่ 5,000 ล้านบาท ส่วนปี 2566 และ 2567 คาดจะมีรายได้อีกปีละ 4,000 ล้านบาท สำหรับปี 2565 บริษัทตั้งเป้ารายได้จากโครงการร่วมทุนเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปีนี้ ซึ่งมีรายได้ 1,000 ล้านบาท โดยจะมาจากโครงการร่วมทุนกับ “ฮ่องกงแลนด์” จำนวน 1,400 ล้านบาท โดยในปี 2565 บริษัทจะมีการเปิดโครงการใหม่ “เลค เลเจ้นด์ บางนา-สุวรรณภูมิ” อย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม โดยเป็นบ้านเดี่ยวระดับราคา ราคา 30-120 ล้านบาท  และมีการขยายโครงการต่อเนื่องของ “เลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ” ที่เตรียมเปิดคฤหาสน์ติดทะเลสาบเพิ่มเติมในเฟส 2  ราคาเริ่มต้น 60 ล้านบาท  พร้อมกันนี้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากจากโครงการร่วมทุนกับ “ซูมิโตโม ฟอร์เรสทรี” ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม “ไฮด์ เฮอริเทจ ทองหล่อ” จำนวน 2,500 ล้านบาท ที่กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ได้ในไตรมาส 2 ปี 2565 ปัจจุบันมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) แล้ว 2,000 ล้านบาท หรือ 40% ของรายได้จากการร่วมทุนทั้งหมด   นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “เลค ฟอร์เรสต์” บ้านเดี่ยวระดับราคา 3.5-7 ล้านบาท คาดจะทำรายได้ให้อีก 500 ล้านบาท รวมเป็นจำนวน 3,000 ล้านบาท  และบริษัทยังมีการร่วมทุนกับ “เซกิซุย เคมิคอล” ซึ่งเป็นบ้านนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น ระดับราคา 20-60 ล้านบาท ในโครงการเพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ ทั้ง 5 ทำเล ซึ่งจะมีรายได้เข้ามาอีก 600 ล้านบาทด้วย   สำหรับกลยุทธ์ในการเติบโตของโครงการร่วมทุนนั้น บริษัทอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรมาช่วยเสริมความแข็งแกร่ง ทั้งโนว์ฮาวในการพัฒนาโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการในระดับพรีเมี่ยม ซึ่งที่ผ่านมาสามารถสร้างสินค้าประเภทบ้านเดี่ยวระดับบนที่มีความโดดเด่น และสร้างความแตกต่างในตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งความร่วมมือกับพันธมิตรจากต่างประเทศทั้ง 3 ราย ยังเป็นการต่อยอดศักยภาพและสร้างการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวได้อย่างชัดเจน
ถอดกลยุทธ์ เอพี ไทยแลนด์  สู้พิษโควิด-19 เดินหน้าสู่ยอดโอน 40,000 ล้าน

ถอดกลยุทธ์ เอพี ไทยแลนด์ สู้พิษโควิด-19 เดินหน้าสู่ยอดโอน 40,000 ล้าน

เอพี ไทยแลนด์ ลุยธุรกิจด้วยพันธกิจ “EMPOWER LIVING” ฝ่าวิกฤตโควิด-19 สร้างยอดขายกว่า 35,800 ล้านบาท  คาดปิดปี 2564 สร้างยอดโอนได้ 40,000 ล้าน ขนโครงกาพร้อมขาย​ 120 โครงการ  มูลค่าพร้อมขายกว่า 196,000 ล้าน สร้างยอด   ถึงปัจจุบันแม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะยังไม่ยุติลง และยังมีไวรัสกลายพันธุ์เกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่อยู่เสมอ แต่ทุกธุรกิจก็ยังคงมุ่งหาแนวทางการรับมือ และสร้างการเติบโตให้กับองค์กรของตนเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน   ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่เหมือนเดิม แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต่างก็รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดี และสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างชัดเจน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “เอพี ไทยแลนด์” ที่วันนี้ดูเหมือนจะทำผลงานได้ดีมาเป็นอันดับต้น ๆ ของวงการ   นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  จากปี 2563 ถึง 2564 ทุกภาคธุรกิจต่างยังต้องเผชิญกับภาวะ Ripple Effect (หรือปรากฎการณ์ระลอกคลื่น) ที่ศูนย์กลางก็คือความเสียหายทางเศรษฐกิจจาก โควิด-19 อย่างเลี่ยงไม่ได้ วิกฤตโควิด-19 ได้สร้างบททดสอบ และบทเรียนอย่างมากมายให้กับผู้คนทั่วโลก และในปี 2564 นี้ถือเป็นปีที่ 30 ที่เอพี ไทยแลนด์ ดำเนินธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และสามารถก้าวผ่านวิกฤตมาได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้งหนึ่ง โดยมีพันธกิจ “EMPOWER LIVING” เป็นเจตจำนงสำคัญในการดำรงอยู่ของเอพี ไทยแลนด์ เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิต ที่ดี ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ และถือเป็นเข็มทิศหลักในการกำหนดกลยุทธ์การแข่งขัน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ ควบคู่กับความพร้อมในการปรับตัวให้สอดรับกับวิถีชีวิตใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างถาวร   แต่อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของโอมิครอน (Omicron) สะท้อนให้เห็นแล้วว่าศึกครั้งนี้ไม่จบในเร็ววัน โรคระบาดต้องอยู่ไปอีกระยะหนึ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ ควบคู่ไปกับความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจที่ผันผวน​ ส่งผลต่อ sentiment ของผู้บริโภค การดำเนินธุรกิจในปี 2565 ยังคงตั้งอยู่บนความไม่ประมาท   เรายังคงต้องวิ่งมาราธอนที่ยังไม่เจอเส้นชัยกันไปอีกสักพักใหญ่ ถ้าออกตัวแรงไปเรื่อย ๆ ก็จะหมดแรง ถ้าวิ่งช้าก็แพ้คนอื่น  หนทางข้างหน้าต้องต่อสู่อีกยาวไกล มีเรื่องใหม่ให้เจอทุกวัน โดยคีย์สำคัญคือต้องตัดสินใจให้ไว ในแต่ละวันนี้มีเรื่องใหม่เกิดขึ้นทำให้ต้องเอาเข้ามาตัดสินใจ ซึ่งนี่คือหนึ่งในวิถีที่ทำให้เอพีผ่านวิกฤตโควิดมาได้เป็นปีที่ 2 บริหารพอร์ตพร้อมขาย ดันยอดโอน 4 หมื่นล้าน หนึ่งใน Key Drive สำคัญ ที่ทำให้เอพี ไทยแลนด์ยังคงเติบโตท่ามกลางสภาวะผันผวนของปีนี้ได้อย่างแข็งแกร่งคือ การบริหารจัดการพอร์ตสินค้าพร้อมขาย ให้กระจายไปในหลากหลายทำเล เพื่อสร้างโอกาสและความได้เปรียบในการแข่งขันที่มากขึ้น นอกจากความพร้อมของทีมงาน   โดยในปี 2564 เอพีเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้นจำนวน 24 โครงการ มูลค่าประมาณ 27,550 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบ  22 โครงการ มูลค่า 19,650 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม  2 โครงการ มูลค่า 7,900 ล้านบาท และเมื่อรวมกับโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย ทำให้ปัจจุบันมีโครงการกระจายอยู่ทั่วประเทศ มากถึง 120 โครงการ  มูลค่าพร้อมขายกว่า 196,000 ล้านบาท   ข้อมูล ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2564 เอพี ไทยแลนด์สามารถทำยอดขายจากอสังหาริมทรัพย์ในเครือ ได้มากถึง 35,800 ล้านบาท และคาดว่าปิดปี 2564 จะสามารถสร้างยอดโอนได้เกือบ 40,000 ล้านบาท ถึงแม้ตลอดปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับภาวะล็อกดาวน์ ที่ส่งผลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างมากก็ตาม แต่เอพี ไทยแลนด์ยังคงสร้างผลการดำเนินงานที่โดดเด่นได้อย่างชัดเจน ทั้งผลการดำเนินงาน การดูแลพนักงาน และที่สำคัญการบริหารจัดการกระแสเงินสด และการรักษาสัดส่วนหนี้สิ้นต่อทุนที่ ณ ไตรมาส 3/2564 ต่ำเพียง 0.56 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ 0.71 เท่า เทรนด์ HOMEBODY ดันยอดขายบ้าน ภายใต้ยุคโควิด-19 ที่ทำให้พฤติกรรมของผู้คนเลือกที่อาศัยอยู่ในบ้านมากกว่าการใช้ชีวิตนอกบ้าน ส่งผลทำให้เกิดเทรนด์การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า HOMEBODY หรือเทรนด์ติดบ้าน กลายเป็นความคุ้นชินของคนวันนี้ “บ้าน” ในโลกความเป็นอยู่ใหม่ จึงถูกยกระดับให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่ “บ้าน” ต้องเป็นทุกอย่างให้กับทุกคนในครอบครัว ทั้งพื้นที่ทำงาน ห้องเรียนออน์ไลน์ ฟิตเนส ห้องไลฟ์สด หรือแม้กระทั่งสตูดิโอทำเพลง   จากเทรนด์ติดบ้านที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลให้ดีมานด์บ้านเดี่ยวมีจำนวนมาก จึงส่งผลให้ยอดขายของเอพีเติบโต​ โดยยอดขายที่เกิดขึ้นกว่า 60% ถือเป็นยอดขายที่มาจากสินค้ากลุ่มบ้านเดี่ยว ซึ่งกลยุทธ์สร้างความสำเร็จในกลุ่มบ้านเดียว คือ 1. โมเดลบ้านที่ดีที่สุด คิดจากอินไซต์จริงเพื่อให้สอดรับกับความต้องการของผู้อาศัย อาทิ แปลนบ้านหน้ากว้าง ที่สามารถเพิ่มมุม Work from Home หรือ เรียนออนไลน์พร้อมรับแสงธรรมชาติ 2. นวัตกรรมบ้านที่เข้าใจชีวิต ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับการออกแบบพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ส่วนรวมภายในบ้านหนึ่งหลังที่มีรายละเอียดการออกแบบที่ตอบโจทย์ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย  WORK FROM ANYWHERE จะไม่ใช่เทรนด์อีกต่อไป   นอกจากนี้ ข้อมูลจากบริษัท Morgan Stanley ระบุว่าอีก 7 ปีข้างหน้า ครึ่งหนึ่งของแรงงานในสหรัฐฯ จะเป็นฟรีแลนซ์ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดคะเนของปีเตอร์ เลเวลส์ (Pieter Levels) สตาร์ทอัพ โปรแกรมเมอร์ และดีไซเนอร์ชาวดัตช์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ nomadlist.com ที่เปรียบเสมือนเข็มทิศการเดินทางไปทั่วโลกสำหรับชาว Digital Nomad ในปัจจุบัน ที่ว่าภายในปี 2578 จะมีคนทำงานอิสระที่เรียกตัวเองว่า Digital Nomad 1,000 ล้านคน จากข้อมูลปี 2562 ที่มีอยู่จำนวน 25 ล้านคน  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของคนรุ่นใหม่ที่การทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) จะกลายเป็น norm ปกติของชีวิตในอนาคต ถึงแม้วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคจะเริ่มคลี่คลายไปแล้วก็ตาม  ดังนั้น การออกแบบพื้นที่อย่างชาญฉลาดจะกลายเป็นจุดขายใหม่ที่ดึงดูด Next Generation ที่มุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างดีที่สุด ทั้งเรื่องการทำงาน และด้านชีวิตส่วนตัว Everything Digital เสริมบริการ-งานขาย   อีกหนึ่งในโรดแมทที่เอพี  ยึดเป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ คือ  Everything Digital ในด้านงานขายและงานบริการหลังการขาย ที่ได้มีการนำเทคโนโลยีมาเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่สะดวกสบายเข้าถึงสินค้าและการอยู่อาศัยในเอพีคอมมูนิตี้ผ่านระบบดิจิตอลมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากข้อมูลในปี 2564 พบว่าลูกค้าคอนโดเอพีกว่า 85% สอบถามข้อมูลหรือนัดหมายเยี่ยมชมโครงการผ่านดิจิตอลแพลตฟอร์มต่างๆ ของเอพีเพิ่มมากขึ้น  โดยเฉพาะ ONE CLICK NEW HOME โซลูชั่นใหม่กับการซื้ออสังหาริมทรัพย์เครือเอพี ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อส่งตรงประสบการณ์เสมือนเดินทางไปยังชมโครงการจริง ทั้งพื้นที่ส่วนกลาง ห้องจริง วิวจริง พร้อมบรรยากาศกลางวันและกลางคืน ด้วยความละเอียดสูงสุดแบบ 360° ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการนำเสนอสินค้าผ่านประสบการณ์โลกดิจิตอลเสมือนจริง  และช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้โดยไม่ต้องเดินทางออกจากบ้าน   รวมถึงงานบริการหลังการขายผ่าน SMART พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ในเครือเอพี ประสบความสำเร็จกับการเปิดตัว SMART WORLD ชีวิตที่เลือกได้ ซึ่งเป็นดิจิตอล เซอร์วิส แพลตฟอร์ม บริหารคุณภาพชีวิตหลังการอยู่อาศัยที่เอพีพัฒนาให้เป็นแอปพลิเคชันเดียวที่เอ็มพาวเวอร์ให้การใช้ชีวิตในบ้าน เป็นเรื่องง่าย ที่เลือกได้ตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละคน  ด้วยชีวิตที่เลือกกับ 24 ฟังก์ชั่นกว่า 100 บริการ  ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยผสมผสานวิธีคิดภายใต้หลัก Design Thinking เข้ากับการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เสถียรและเข้าถึงได้ทุก Generation  ณ ปัจจุบัน SMART WORLD มีผู้ใช้บริการแล้วกว่า 80,000 ยูสเซอร์ มียอด  ผู้ Active User เฉลี่ย 48,000 ยูสเซอร์ต่อเดือน ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมบริการที่โดดเด่นด้านพร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ในเครือเอพี   ทั้งหมดนี้คือความสำเร็จที่เกิดขึ้น โดยมีความพร้อมขององค์กรเป็นพื้นฐาน  โดยเฉพาะเป้าหมายขององค์กร เพื่อขับเคลื่อนทีมงานไปในทิศทางเดียวกัน โครงสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งพร้อมรับกับการปรับตัวที่รวดเร็วได้อย่างยืดหยุ่น แม้คลื่นวิกฤตจะกระทบอีกสักกี่ครั้งเอพี ไทยแลนด์ พร้อมที่จะนำความสำเร็จ และสิ่งที่เรียนรู้ในปี 2564 มาเป็นแรงขับเคลื่อน เป็นพลังในการตั้งรับความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2665 เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดี ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ ด้วยนวัตกรรมสินค้าและบริการที่สร้างความแตกต่าง ทั้งด้านคุณภาพ พื้นที่ใช้สอย ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการพักอาศัย เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ยิ่งใหญ่นั่นคือ EMPOWER LIVING  
เดอะมอลล์ x โตโต้  ปรับโฉมห้องน้ำสาขาท่าพระ  รับวิถีชีวิตยุคโควิด-19

เดอะมอลล์ x โตโต้ ปรับโฉมห้องน้ำสาขาท่าพระ รับวิถีชีวิตยุคโควิด-19

เดอะมอลล์ จับมือ โตโต้ ตอบโจทย์ชีวิตคนเดินห้างยุคโควิด-19  รีโนเวทห้องน้ำ ใช้สุขภัณฑ์อัตโนมัติ สร้างพื้นที่ความสุขมากกว่าการขับถ่าย ขณะที่คนไทยยังเลือกซื้อสุขภัณฑ์ ด้วยการให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก ดีไซน์ ขนาด​และราคา    ปัจจุบันพื้นที่ของ “ห้องน้ำ” ที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้า หรือศูนย์การค้าต่าง ๆ ที่ผู้คนเข้าไปใช้บริการจำนวนมาก กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่เจ้าของโครงการได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ไม่ต่างจากพื้นที่ขาย แม้ว่า “ห้องน้ำ” จะไม่ใช่พื้นที่สร้างรายได้หรือยอดขาย แต่ถือว่าเป็นพื้นที่สร้างแรงดึงดูดให้คนได้เข้ามาใช้บริการภายในพื้นที่นั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี   เทรนด์นี้จริง ๆ แล้วมีมานานมากพอสมควร เห็นได้จากปั๊มน้ำมันทั่วไป ที่ให้ความสำคัญกับห้องน้ำ มีการทุ่มงบประมาณในการสร้างให้สวยงาม บางแห่งมีการติดเครื่องปรับอากาศ แต่สำคัญที่สุด คือ การดูแลและทำความสะอาดให้ดีอยู่เสมอ ปั้นน้ำมันขนาดใหญ่หลายแห่ง จึงมีการติดข้อความประกาศว่า “ห้องน้ำสะอาด” เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาใช้บริการ   ปัจจุบันการทำให้ห้องน้ำสะอาดน่าใช้บริการ ไม่ใช่แค่เป็นจุดดึงดูดคนให้เข้ามายังพื้นที่เท่านั้น แต่การให้ความสำคัญกับความสะอาดของน้ำ เป็นเรื่องของสุขอนามัย และความปลอดภัย ภายใต้มาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วย เพราะห้องน้ำ คือ จุดสัมผัสที่มีโอกาสเกิดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่าย ไม่เฉพาะไวรัสโควิด-19 เท่านั้น และภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ (New Normal) คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการสัมผัสกับสิ่งของต่าง ๆ การนำเอาเทคโนโลยีแบบ Touchless จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสถานที่ต่าง ๆ ในยุคปัจจุบัน เดอะมอลล์ท่าพระ รีโนเวทใหญ่รอบ 32 ปี เดอะมอลล์ กรุ๊ป ถือเป็นผู้ดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาศูนย์การค้า ที่ได้ให้ความสำคัญกับพื้นที่ของ “ห้องน้ำ” เช่นกัน เพราะถือว่าเป็นพื้นที่หลักแห่งหนึ่งที่ลูกค้าต้องเข้าใช้บริการทุกครั้ง เมื่อเข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในศูนย์การค้า เฉลี่ยอย่างน้อยคนละ 2 ครั้งต่อวัน  ทำให้แผนการรีโนเวทศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไม่ว่าจะเป็น สาขางามวงศ์วาน ท่าพระ บางแค หรือบางกะปิ มีการดีไซน์พื้นที่ของห้องน้ำให้ทั้งสวย สะอาด มีการใช้งานที่สะดวกสบาย และมีจำนวนที่มากเพียงพอรองรับกับจำนวนลูกค้า   โดยล่าสุด เดอะมอลล์ กรุ๊ป​ ได้คัดเลือกสุขภัณฑ์โตโต้ (TOTO) เข้ามาใช้กับห้องน้ำของเดอะมอลล์ ท่าพระ เป็นสาขาแรก จากก่อนหน้านี้ใช้แบรนด์อเมริกันสแตนดาร์ดมาโดยตลอด รวมถึงการรีโนเวทสาขา งามวงศ์วาน ก็ได้ใช้สุขภัณฑ์ของอเมริกันสแตนดาร์ด   สาเหตุที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป เลือกใช้สุขภัณฑ์จากแบรนด์โตโต้ นางเมธินี สุวรรณะบุณย์ ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส เดอะมอลล์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขอนามัยกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขอนามัยในพื้นที่สาธารณะ เช่น ห้องน้ำ ขณะที่แผนการรีโนเวทศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ให้ความสำคัญกับพื้นี่ภายในห้องน้ำ จึงเลือกสุขภัณฑ์ที่ลดการสัมผัส และมีคุณภาพมาตรฐานสุขอนามัย เป็นสินค้าที่มีเทคโนโลยี มีระบบอัตโนมัติ จึงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของโตโต้ เป็นเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ตรงกับศูนย์การค้าเดอะมอลล์   สำหรับแผนการรีโนเวทของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้วางงบประมาณไว้ 20,000 ล้านบาท ภายในระยะ 5 ปีดำเนินการภายใต้คอนเซ็ปต์ A HAPPY PLACE TO LIVE LIFE : ชีวิตที่มีความสุขทุกครอบครัว ปัจจุบันรีโนเวทแล้วเสร็จ 2 ศูนย์การค้า คือ สาขางามวงศ์วาน และสาขาท่าพระ ซึ่งสาขาท่าพระเป็นสาขาล่าสุดที่เปิดให้บริการหลังจากการรีโนเวทมาได้ 1 ปี ภายใต้การออกแบบตกแต่งภายในด้วยคอนเซ็ปต์ URBAN PLAYGROUND สร้างพื้นที่แห่งความสนุก สุขทุการใช้ชีวิตสำหรับทุกคนในครอบครัว  ด้วยงบประมาณการลงทุน 3,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 150,000 ตารางเมตร ถือเป็นการรีโนเวทครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 32 ปีนับตั้งแต่สาขาท่าพระเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2532 คนมาเดินห้างเฉลี่ยวันละ 2-3 ชั่วโมงในวันหยุด และประมาณ 1.30 ชั่วโมงในวันธรรมดา และใช้ห้องน้ำอย่างน้อย 2 ครั้ง เข้าเมื่อมาถึงและเข้าก่อนออกจากห้าง ซึ่งสิ่งที่ลูกค้าต้องการคือ ห้องน้ำสะอาด และมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์ชีวิตนิว นอร์มอล โตโต้ แนะ 2 เรื่องเลือกซื้อสุขภัณฑ์ให้คุ้มค่า ด้านนายทาคายะสุ ชิมาดะ ประธานบริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า  คนไทยส่วนใหญ่เลือกซื้อสุขภัณฑ์โดยพิจารณาจาก 3 เหตุผลหลัก​​​ ได้แก่  1.ดีไซน์ 2.ขนาดของสุขภัณฑ์ และ 3.ราคา  แต่ความจริงหลักการเลือกสุขภัณฑ์ที่ดีนั้น ควรเลือกจาก 2 เหตุผลนี้ คือ 1.การฟลัชน้ำครั้งเดียวต้องสะอาด และ 2.สุขภัณฑ์ต้องทำความสะอาดง่าย 1.การฟลัชน้ำครั้งเดียวต้องสะอาด เพราะตามปกติในชีวิตปกติประจำวัน คนจะใช้ห้องน้ำเฉลี่ยวันละ 1-2 ครั้งเป็นอย่างน้อย หากสุขภัณฑ์ไม่ประหยัดน้ำ หรือกดครั้งเดียวไม่สะอาด ก็จะทำให้สูญเสียน้ำต่อวันเป็นจำนวนมาก เพราะการกดน้ำเพื่อชำระสิ่งสกปรก 1 ครั้งจะต้องใช้น้ำประมาณ 6 ลิตร หากกดฟลัชแล้วไม่สะอาดจะทำให้การใช้น้ำมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น การใช้สุขภัณฑ์ที่สามารถฟลัชน้ำเพียงครั้งเดียวแล้วสะอาด จะช่วยทำให้ประหยัดน้ำ และยังทำให้ถูกสุขลักษณะทีดี 2.สุขภัณฑ์ต้องทำความสะอาดง่าย สุขภัณฑ์ที่ดี วัสดุจะต้องทำความสะอาดได้ง่าย หรือจะไม่มีสิ่งปฏิกูลเกาะติดได้ง่าย ซึ่งคุณสมบัติที่ดีอย่างแรก คือ เมื่อฟลัชน้ำแล้วสามารถชำระสิ่งปฏิกูลออกไปได้ทั้งหมด หลังจากนั้นการใช้งานตามปกติ หากต้องมีการทำความสะอาดจะต้องทำความสะอาดได้ง่าย วัสดุต้องไม่เกิดคราบสกปรกหรือคราบฝังแน่นได้ง่าย  ส่วนเรื่องราคาและดีไซน์ เป็นเรื่องที่ตามมาเป็นโจทย์ที่ผู้บริโภคจะต้องพิจารณาให้ดี ซึ่งการซื้อสุขภัณฑ์ที่มีราคาถูกอาจจะไม่ได้คุณสมบัติในการช่วยประหยัดน้ำ หรือดีไซน์ที่สวยงามแต่การใช้งานไม่ได้ฟังก์ชั่นอื่น ก็อาจจะทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมภายหลัง   ทั้ง 2 เรื่องดังกล่าว จึงเป็นโจทย์ทางการตลาด ที่ทางโตโต้ต้องการสื่อสารและสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภคคนไทย จึงทำให้เกิด Restroom Revolution แคมเปญการตลาดและการสื่อสารการตลาด ที่ทำอย่างไรให้การใช้สุขภัณฑ์ได้อย่างมีความสุข ซึ่งเริ่มทำมาตั้งแต่ปี  2563 มาจนถึงปัจจุบัน และในปี 2565 ยังเป็นแคมเปญการตลาดที่ทำต่อเนื่องด้วย ซึ่งหนึ่งเรื่องสำคัญของแคมเปญดังกล่าว คือ การปรับปรุงพื้นที่ห้องน้ำในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อการใช้ห้องน้ำให้เป็นพื้นที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องการขับถ่าย นอกจากนี้ โตโต้ยังวางแผนขยายฐานลูกค้าไป ยังกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นช้อปปิ้งมอลล์ ห้างสรรพสินค้า จากเดิมที่โฟกัสและทำตลาดในกลุ่มคอนโดมิเนียมและโรงแรมเป็นหลัก    
เซ็นทรัลพัฒนา เตรียมเปิด

เซ็นทรัลพัฒนา เตรียมเปิด "เซ็นทรัล วิลเลจ" เฟส 2 ต้นปี 65

เซ็นทรัลพัฒนา เตรียมเปิด เซ็นทรัล วิลเลจ เฟส 2 ต้นปี 65 หลังเฟสแรกทำยอดการเช่าสูง 99% พร้อมเดินหน้า 4 กลยุทธ์สร้างความสำเร็จต่อ ​ นายชาติ จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายพัฒนาโครงการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา  จำกัด (มหาชน) หรือ CPN เปิดเผยว่า ได้เตรียมเปิดโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ในเฟสที่ 2 วันที่ 28 มกราคม 2565 ตามแผนที่ได้วางเอาไว้ หลังจากโครงการได้เปิดให้บริการในเฟสแรกไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ จากการตอบรับที่ดีของทั้งกลุ่มลูกค้าคนไทยและต่างชาติ   โดยเฟสแรกมียอดทราฟฟิกที่สูงในวันเปิดตัว มีอัตราการเข้าใช้พื้นที่ (Occupancy Rate) 99% มาตลอด และหลังคลายล็อคดาวน์มียอด Transaction เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 14% (เปรียบเทียบปี 2020 กับ 2021) หลายแบรนด์มียอดขายที่ดีเกินความคาดหมายหรือ Impressive Sales อาทิ JIM THOMPSON FACTORY STORE, THE COSMETICS COMPANY STORE รวมถึงแบรนด์ที่เป็น Exclusive Stores ก็มียอดขายที่ดี ได้แก่ ERMENEGILDO ZEGNA, POLO RALPH LAUREN, CALVIN KLEIN, TOMMY HILFIGER, MARIMEKKO, BATH & BODY WORKS, VICTORIA’S SECRET, OUTLET BY CLUB21, COACH, MICHAEL KORS, KATE SPADE และ ADIDAS ในเฟส 2 มีกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้คู่ค้า ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่ช่วยดึงดูดทราฟฟิก  ซึ่งเป็นความสำเร็จของเราในทุกโครงการ อย่างเซ็นทรัล ศรีราชา, เซ็นทรัล อยุธยา ที่มียอดทราฟฟิกที่ดีตั้งแต่วันแรก รวมไปถึงแผนธุรกิจที่จะช่วยให้คู่ค้าขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจ กับ Flexible Leasing Programme 4 กลยุทธ์สร้างการเติบโตต่อเนื่องในโครงการเฟส 2 1.การเพิ่มแบรนด์สินค้าใหม่ โดยเฟส 2 มีแบรนด์ใหม่ๆ หลากหลายเติมเต็มทุก lifestyle ทั้งกลุ่ม Sport & Adventure สำหรับแฟชั่นกีฬาที่เจาะลึก ทั้ง Golf, การวิ่ง กลุ่มเครื่องสำอางและแฟชั่น อย่าง Pomelo, Beautrium กลุ่มครอบครัว ทั้งร้านของเล่นแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น, ร้าน Pet N Me ครั้งแรกของเอาท์เล็ต ซึ่งเป็น Category ใหม่สำหรับเอาท์เล็ตในเมืองไทย, B2S เอาท์เล็ตครั้งแรก และแบรนด์ technology อย่าง XIAOMI BY Dimi Technology 2.ขยายฐานลูกค้ากำลังซื้อสูงอย่างต่อเนื่อง โดยขยายฐานลูกค้าทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงมีลูกค้าประจำที่อยู่รอบศูนย์ฯ มีโรงเรียนอินเตอร์, หมู่บ้านระดับกลางถึงไฮเอนด์ ซึ่งฐานลูกค้าสำคัญ ได้แก่ -กลุ่ม Family ด้วยการเพิ่มแบรนด์ดังจากประเทศญี่ปุ่น อาทิ สินค้า Home & Living, เครื่องครัว, ของเล่นเด็กและเสื้อผ้า พร้อมด้วยสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่แบบ Full-scale playground, Pet-Friendly สร้างคอมมิวนิตี้คนรักสัตว์ และร้านชา-กาแฟ สไตล์ญี่ปุ่น -กลุ่ม Wealth เจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง ด้วยการจัดกิจกรรม Supercar meeting ทุกสัปดาห์ และใช้ฐานลูกค้าของศูนย์การค้าเซ็นทรัลในสาขาอื่น ๆ ทั่วประเทศมาต่อยอดทำ CRM Marketing -กลุ่ม Sport Lifestyle ด้วยการเพิ่มแบรนด์ใหม่ ๆ อาทิ Rev-Runner ร้านรองเท้าวิ่ง และอุปกรณ์วิ่งโดยเฉพาะ, Columbia อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง, จักรยาน, กอล์ฟ, วิ่ง และลาน Skate park  ทำให้โครงการกลายเป็น Sport Destination มีกลุ่มคนที่ชื่นชอบการเล่นกีฬา เล่น Skateboard 3.เพิ่มช่องทางการขาย Intensive Omnichannel ทั่วประเทศ การเพิ่มช่องทางออนไลน์ CHAT & SHOP ทำให้สามารถขายสินค้าได้ทั่วประเทศ รวมถึงมีแผนเจาะกลุ่มตลาดเอเชียและอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV และมาเลเซีย 4.การสร้าง Festive Vibes ตลอดทั้งปี อาทิ การเป็น Food destination รวมร้านอาหารดังไว้มากมาย และ “ตรอกญี่ปุ่น”​ สำหรับคนชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น จุด Attraction landmark อาทิ ลานน้ำพุขนาดใหญ่  ช่วงเทศกาลปลายปีเตรียมต้นคริสต์มาสยักษ์กลางลานน้ำพุ การประดับไฟทั่วทั้งพื้นที่ จุด Instagrammable Photo Landmark สีสันสดใสทั่วทั้งศูนย์ฯ   สำหรับโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ​ มีมูลค่าโครงการรวม 5,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 36,000 ตร.ม. มีที่จอดรถมากกว่า 2,000 คัน เดินทางจากในเมืองประมาณ 30-45 นาที  ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ซื้อสินค้าแบรนด์เนมลดสูงสุด 35-70% ช่วงแคมเปญพิเศษลดถึง 90% เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ เวลา 11.00 - 21.00 น. เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00 - 22.00 น. โดยโครงการในเฟส 2 ยังคงมีดีไซน์ต่อเนื่องกับเฟสแรกกับเอกลักษณ์ Thai Modern พร้อมได้แรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรมไทย นำเสนอในรูปแบบหมู่บ้านไทยร่วมสมัยที่  โดยเฟส 2 ได้ขยายเพิ่มอีก 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านช่างทอ (Textile Village) โดดเด่นด้วยลายเส้นผ้าทอของไทย, หมู่บ้านช่างก่อ (Brick Village) กับการก่ออิฐเป็นแพทเทิร์นที่แปลกตา, หมู่บ้านช่างลายคราม (Porcelain Village) นำความสวยงามของเครื่องลายครามมาออกแบบให้มีลูกเล่น และหมู่บ้านช่างเงินช่างทอง (Goldsmith Village) กับลวดลายสีเงินสีทองสื่อถึงความหรูหราและความประณีตท่ามกลางบรรยากาศแบบ Outdoor Experience ที่ร่มรื่นด้วยพื้นที่สีเขียว ทางเดินมีหลังคาที่กว้างขึ้น  มีน้ำพุ, บ้านต้นไม้, ภูเขา และจุดถ่ายรูปไฮไลท์ Instagrammable Landmarks รวมถึงมีการจัดอีเว้นท์ งานอาร์ต ศิลปะร่วมสมัย ที่หมุนเวียนตลอดทั้งปี   นอกจากนี้ การจับมือกับพาร์ทเนอร์ มิตซูบิชิ เอสเตท (ไทยแลนด์) ​ยังเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ โดยเซ็นทรัลพัฒนามีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการที่เป็น Destination Landmark มาแล้วทั่วประเทศ ตอนนี้มี 36 สาขาในประเทศไทยและต่างประเทศ สามารถเจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงซึ่งเป็นฐานลูกค้าของศูนย์การค้าเซ็นทรัล  ผ่านช่องทาง Intensive Omnichannel ในขณะที่มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป มีประสบการณ์ในการพัฒนาเอาท์เล็ตชื่อดังของเอเชีย ทำให้เซ็นทรัล วิลเลจ เป็นลักชูรี่เอาท์เล็ต ที่มีศักยภาพและมาตรฐานไม่แพ้เอาท์เล็ตแห่งอื่นของโลก   ด้านนานยโทโมฮิโกะ เองูจิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท (ไทยแลนด์) กล่าวว่า โครงการเซ็นทรัล วิลเลจ เป็นหนึ่งในการบุกเบิกพอร์ตโฟลิโอใหม่ของบริษัทฯ ที่ได้รุกตลาดลักชูรี่เอาท์เล็ตครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการร่วมเป็นพันธมิตรกับเซ็นทรัลพัฒนา ในแบบ “Two Nations, One Success” ได้พิสูจน์แล้วถึงความสำเร็จของเซ็นทรัล วิลเลจ ในเฟสแรก โดยบริษัทยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตและการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย รวมไปถึงความต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนมในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการขยายโครงการเฟสสอง ทางมิตซูบิชิฯ เตรียมแผนที่จะดึงแบรนด์สินเค้าของประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเปิดตลาดในไทยมากขึ้น ​   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง CPN ยืนยัน “เซ็นทรัล วิลเลจ” เปิดแน่ 31 สิงหาคมนี้ มั่นใจได้รับอนุญาตและก่อสร้างถูกต้อง เปิดพรุ่งนี้ (วันที่ 31 สิงหาคม 2562) แน่นอน !!!  หลังศาลปกครองสั่งคุ้มครอง “เซ็นทรัล วิลเลจ” ช้อปเลย รออะไร? เซ็นทรัล วิลเลจ เปิดวันแรก ลูกค้ารอเปิดประตูกว่า 2,000 คน
ดีดีพร็อพเพอร์ตี้  คาดตลาดอสังหาฯ ปี 65 มีแววฟื้น  ลุ้นมาตรการรัฐ-การคุมโควิดหนุน

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ คาดตลาดอสังหาฯ ปี 65 มีแววฟื้น ลุ้นมาตรการรัฐ-การคุมโควิดหนุน

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ สรุปภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปี 2564 เป็นปีแห่งความท้าทาย-ผันผวนสูง จากผลกระทบของโควิด-19 แม้คนไทยส่วนใหญ่อยากมีบ้าน แต่รายได้หายในช่วงโควิด-19 ขณะที่อสังหาฯ ปี 65 รอฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ ส่วนดีเวลลอปเปอร์ ยังคงเน้นระบายสต็อก คู่การเปิดตัวโครงการใหม่ ขณะที่ผู้บริโภคยังหวังมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ เป็นปัจจัยบวกช่วยกระตุ้นตลาดให้กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง   นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย ดีดีพร็อพเพอร์ตี้(DDproperty) เปิดเผยว่า ในปี 2564 นี้ตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจหลักของประเทศ ยังคงมาจากวิกฤติโควิด-19 รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยคาดการณ์ว่าปีนี้ จะเป็นปีที่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้อีกครั้ง แต่สถานการณ์ที่ผันผวนยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ ทำให้ตลาดอสังหาฯ ปีนี้ไม่สามารถเติบโตได้ดีเท่าที่ควร ประกอบกับการแข่งขันสงครามราคาที่ดุเดือดของผู้พัฒนาอสังหาฯ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 ทำให้เกิดการดูดซับกำลังซื้อจากผู้บริโภคไปแล้วพอสมควร เมื่อต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเงินจากการแพร่ระบาดฯ ที่ยืดเยื้อ จึงทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ชะลอการซื้อออกไปก่อน นางกมลภัทร กล่าวว่า แม้ว่าปีนี้ภาครัฐจะออกมาตรการที่เอื้อต่อการซื้ออสังหาฯ มากขึ้น รวมถึงมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Loan-to-Value: LTV) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่มาตรการดังกล่าวก็ยังไม่สามารถช่วยกระตุ้นการเติบโตในตลาดอสังหาฯ ได้มากนัก เนื่องจากผู้บริโภคยังคงไม่มั่นใจกับสถานการณ์โควิด-19 และไม่มีกำลังซื้อเพียงพอจากผลกระทบของการแพร่ระบาดฯ โควิด-19 ฉุดคนไทยชะลอซื้อบ้าน สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินและความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภค จึงต้องวางแผนการเงินอย่างรัดกุมในระยะยาว ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อสภาพตลาดอสังหาฯ DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study รอบล่าสุด พบว่า เกือบ 3 ใน 4 ของผู้บริโภคชาวไทย หรือสัดส่วน 71% ยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยแต่เลือกที่จะชะลอการซื้อออกไปก่อน โดย 39% วางแผนจะซื้อบ้านภายใน 1-2 ปี   อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคเผยว่าอุปสรรคสำคัญที่มีผลต่อการซื้อที่อยู่อาศัย มาจากการขาดรายได้ในช่วงโควิด-19 ถึง 66% รองลงมา สัดส่วน 63% คือ ราคาที่อยู่อาศัย ตามมาด้วยความไม่แน่นอนทางการเมือง และธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อบ้านในสัดส่วนเท่ากัน คือ 37% สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาทางการเงินยังคงเป็นอุปสรรคอันดับต้น ๆ ของคนหาบ้าน   นอกจากนี้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ สัดส่วน 80% มองว่ารัฐบาลยังไม่ค่อยมีส่วนช่วยที่จะทำให้คนในประเทศสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ โดยมาตรการเยียวยาภาคอสังหาฯ ที่ต้องการมากที่สุดจากภาครัฐ คือ การลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านทั้งบ้านใหม่และบ้านที่กำลังผ่อนอยู่  สัดส่วน 57% เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ที่ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเองท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ถอดบทเรียนอสังหาฯ ปี 64  ภาพรวมการเติบโตของภาคอสังหาฯ ที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร ส่งผลให้ผู้พัฒนาอสังหาฯ ส่วนใหญ่ชะลอการเปิดโครงการใหม่ออกไปก่อน โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม และหันมาเน้นระบายสต็อกคงค้างผ่านสงครามราคาเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในช่วงนี้แทน จึงทำให้ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในปี 2564 โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ในภาพรวมยังคงปรับตัวลดลงถึง 11% จากรอบปีก่อน นอกจากนี้ จำนวนอุปทานยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอุปทานคงค้างในตลาดบวกกับอัตราการดูดซับที่ลดลง อย่างไรก็ดี แนวโน้มอุปทานที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบที่มีความต้องการในตลาดสูง โดยบ้านเดี่ยวมีจำนวนอุปทานเพิ่มขึ้น 33% จากปีก่อนหน้า ทาวน์เฮ้าส์เพิ่มขึ้น 30% ส่วนคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น 11%   นอกจากเทรนด์ที่อยู่อาศัยแนวราบจะได้รับความนิยมจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปแล้ว เทรนด์การพัฒนาที่อยู่อาศัยยังกระจายออกไปในทำเลนอกเขตศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ (City Fringe) และแถบชานเมือง (Outskirts) มากขึ้น เนื่องจากเป็นทำเลที่สามารถพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบในราคาที่เอื้อมได้ ประกอบกับปัจจัยบวกจากการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อการเดินทางสู่ใจกลางเมืองได้สะดวกขึ้น ข้อมูลจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาสที่ 3 ปี 2564 ถือเป็นสัญญาณบวกที่ทุกภาคส่วนเฝ้ารอ คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะฟื้นตัว โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจและตลาดท่องเที่ยวในประเทศที่ทยอยฟื้นตัวตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุมของภาครัฐ และการระดมฉีดวัคซีนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดแรงงานและกำลังซื้อของผู้บริโภคมีแนวโน้มปรับดีขึ้นตามไปด้วย จับตาอสังหาฯ ปี 65 รอเวลาฟื้นตามเศรษฐกิจ สำหรับธุรกิจอสังหาฯ ในปี 2565 คาดว่าจะเป็นปีแห่งการฟื้นตัวของตลาดอสังหาฯ ไทย โดยเริ่มเห็นสัญญาณบวกในช่วงท้ายปี 2564 แต่คาดว่าระดับราคาอสังหาฯ จะยังไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก ควบคู่ไปกับการออกแคมเปญหรือโปรโมชั่น เพื่อดึงดูดกำลังซื้อจากผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) และนักลงทุนที่มีความพร้อมและหวังผลตอบแทนในระยะยาว ในขณะที่อุปทานยังไม่มีสัญญาณล้นตลาด (Oversupply) หรือเกิดภาวะฟองสบู่ ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา คือ ความคืบหน้าในการควบคุมการแพร่ระบาดฯ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอสังหาฯ จากภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางการเติบโตโดยตรง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบางและมีความไม่แน่นอน ผู้ประกอบการและผู้บริโภคจึงควรติดตามสถานการณ์การระบาดฯ หลังเปิดประเทศ และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจ
IWG x รัตนากร ขยายสำนักงานให้เช่า วางเป้า 10 ปี 40 แห่งทั่วไทย

IWG x รัตนากร ขยายสำนักงานให้เช่า วางเป้า 10 ปี 40 แห่งทั่วไทย

IWG x รัตนากร แอสเซท ลงนามสัญญาแฟรนไชส์ บริหารพื้นที่สำนักงานให้เช่า 40 แห่งทั่วไทย ใน 10 ปี ตอบสนองการทำงานแบบไฮบริด ประเดิมปี 65 เปิด 5 แห่ง ได้แก่ ในเมืองพัทยา ชลบุรี ศรีราชา ระยอง     มาร์ค ดิกสัน ผู้ก่อตั้งธุรกิจและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IWG เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หลายธุรกิจเล็งเห็น และปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อตอบรับความต้องการในการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid working) ซึ่งมีธุรกิจจำนวนมากทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ กำลังนำมาใช้อยู่ เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถไว้ได้ ไม่เพียงเท่านั้นการปรับเปลี่ยนมาสู่โมเดลการทำงานในรูปแบบดังกล่าว ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อีกด้วย บรรดาธุรกิจต่าง ๆ กำลังกำหนดพื้นที่การทำงานใหม่ ให้เข้าไปใกล้ที่พักของบุคลากรมากขึ้น เพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานได้อย่างยืดหยุ่น เป็นการเปลี่ยนแปลง ที่ตอบสนองความต้องการและความจำเป็นของบุคลากร ปัจจุบันการทำงานแบบยืดหยุ่นที่ไม่ยึดติดกับสถานที่ ได้รับความนิยมมากขึ้นในหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มคนยุคมิลเลนเนียม (เจเนอเรชั่น วาย) ซึ่งคุ้นชินกับดิจิทัลเทคโนโลยีและชื่นชอบในความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการทำงาน การทำงานแบบไฮบริดพนักงานไม่เพียงแต่ได้ทำงานในสถานที่ที่หลากหลาย ยังใช้เวลาในการเดินทางไปทำงานลดลง สามารถทำงาน ณ สถานที่แห่งไหนก็ได้ สำนักงาน บ้าน หรือ พื้นที่ทำงานในรูปแบบ Flexible Workspace เป็นแนวทางการทำงานที่มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น   ล่าสุด IWG  ได้เซ็นสัญญามอบสิทธิ์หลักในการบริหารแฟรนไชส์ระดับภูมิภาคหรือมาสเตอร์แฟรนไชส์ให้กับ รัตนากร แอสเซท ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ของไทย เป็นผู้ร่วมพัฒนาและขยายธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ข้อตกลงแฟรนไชส์ที่ รัตนากร แอสเซท สามารถพัฒนาพื้นที่สำนักงานให้เช่าแบบยืดหยุ่น (Flexible Workspace) ได้ทุกจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย ยกเว้นกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยในปี 2565 รัตนากร แอสเซท ร่วมมือกับ IWG เปิดศูนย์ใหม่ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ในเมืองพัทยา จำนวน 2 แห่ง ในชลบุรี ศรีราชา และระยอง พื้นที่ละ 1 แห่ง ซึ่งการเปิดศูนย์แห่งใหม่นี้เป็นกลยุทธ์การขยายธุรกิจร่วมกันระหว่าง IWG และ รัตนากร แอสเซท โดยตั้งเป้าเปิดศูนย์อย่างน้อย 40 แห่งทั่วไทยภายใน 10 ปี   นายมาร์ค กล่าวว่า ความต้องการ ในการทำงานแบบไฮบริด ของหลายธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ ประกอบกับการคิดทบทวนใหม่ ในกลยุทธ์การดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์ จึงเกิดเป็นความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกับรัตนากร แอสเซท ที่จะเอื้อประโยชน์ให้เกิดการขยายธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น ตอบสนองความต้องการของผู้คนในการทำงานแบบไฮบริดทั่วประเทศไทย และรองรับการขยายตัวของสังคมเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง การกระจายความเจริญจากเมืองหลวงสู่หัวเมืองใหญ่ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในหลากมิติ   ปัจจุบัน IWG ผู้ให้บริการพื้นที่สำนักงานให้เช่าในรูปแบบ Flexible Workspace แถวหน้าระดับโลก เปิดดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 30 ปี  สำหรับในประเทศไทยนั้น IWG เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2542 ปัจจุบันมีสาขาเปิดให้บริการในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั้งสิ้น 26 แห่งนับตั้งแต่ต้นปี 2564 IWG มีลูกค้าใหม่ในเครือข่ายทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านราย เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ รับรู้ถึงประโยชน์ของการให้พนักงานเข้าถึงสำนักงานให้เช่าระดับมืออาชีพที่มีอุปกรณ์ครบครันที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนทำเลไม่ไกลจากที่พักอาศัย   ด้านนายจักรรัตน์ เรืองรัตนากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท รัตนากร แอสเซท จำกัด บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี มีมูลค่าสินทรัพย์กว่า 33,000 ล้านบาท ดำเนินงานครอบคลุม ทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่ค้าปลีก โรงงาน และโรงแรม กล่าวว่า บริษัทมีแผนจัดหาพื้นที่สำนักงานให้เช่าในพื้นที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแต่ละภูมิภาค อย่างเชียงใหม่ เชียงราย และภูเก็ต โดยศูนย์เหล่านี้จะอยู่ในโครงการมิกซ์ยูสที่มีอยู่แล้วบางส่วน รวมถึงโรงแรม คอนโดมิเนียม ห้างสรรพสินค้า และพื้นที่ค้าปลีกที่บริษัทบริหารจัดการอยู่ เพื่อให้ลูกค้าได้มีพื้นที่ทำงานที่สะดวกสบายพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ โดยจะช่วยยกระดับชีวิตของผู้คนให้ใช้ชีวิตอย่างสมดุล ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว นี่เป็นการตอบโจทย์แนวโน้มการทำงานแบบไฮบริด คนกลุ่มนี้จะแสวงหาสถานที่ใหม่ ๆ ที่ชื่นชอบและเลือกใช้เป็นสถานที่ในการทำงานสำหรับพวกเขา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ยังก่อให้เกิดประโยชน์แก่ธุรกิจท้องถิ่นอีกด้วย การทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานเป็นของตัวเอง หรือทำสัญญาเช่าระยะยาวอีกต่อไป นายจักรรัตน์ กล่าวอีกว่า ​IWG เป็นโคเวิร์กกิ้งสเปซที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยแบรนด์ที่หลากหลาย ดังนั้น รัตนากร แอสเซท จึงร่วมมือกับ IWG เพราะเชื่อมั่นในธุรกิจ flexspace หรือ พื้นที่พร้อมใช้ตามความต้องการ และมองเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจนี้ การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างรัตนากร แอสเซท กับ IWG มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลให้รัตนากร แอสเซท สามารถขยายธุรกิจและเติบโตต่อไปในอนาคต​​
“วัน แบงค็อก” ดึง 6 ผู้รับเหมาพัฒนาเฟสแรก พื้นที่ 1.3 ล้านตร.ม.เสร็จใช้ปี 66

“วัน แบงค็อก” ดึง 6 ผู้รับเหมาพัฒนาเฟสแรก พื้นที่ 1.3 ล้านตร.ม.เสร็จใช้ปี 66

“วัน แบงค็อก” อภิมหาโปรเจ็กต์ 1.2 แสนล้าน แต่งตั้ง 6 ผู้รับเหมาแนวหน้า พัฒนาเฟสแรก พื้นที่ 1.3 ล้าน ตร.ม. กำหนดแล้วเสร็จปี 66   “วัน แบงค็อก” (One Bangkok) อภิมหาโปรเจ็กต์ที่มีมูลค่าการลงทุนกว่า 120,000 ล้านบาท (เฉพาะการลงทุนพัฒนาไม่รวมค่าที่ดิน) บนพื้นที่รวมกว่า 1.83 ล้านตารางเมตร  ของตระกูลสิริวัฒนภักดี หรือ “เสี่ยเจริญ” มหาเศรษฐีของเมืองไทย  ได้แต่งตั้ง 6 บริษัทผู้รับเหมา เพื่อพัฒนางานก่อสร้างอาคารต่าง ๆ   โดยจะพัฒนาในเฟสแรก ที่ประกอบด้วยอาคารสูง 8 อาคาร และพื้นที่รีเทลและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ 3 แห่ง บนพื้นที่รวมทั้งหมด 896,000 ตารางเมตร ที่พร้อมจะเปิดให้บริการในปี 2566 ซึ่งเมื่อรวมกับพื้นที่งานโครงสร้างใต้ดิน 500,000 ตารางเมตร จะมีพื้นที่ของโครงสร้างในส่วนนี้ทั้งหมดกว่า 1.3 ล้านตารางเมตร สำหรับผู้รับเหมาแต่ละรายมีขอบข่ายงานดังนี้ 1.ไทยโอบายาชิ (บริษัท นันทวัน จำกัด) ดูแลงานก่อสร้างอาคารสำนักงาน พื้นที่รีเทลและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ บนพื้นที่ 200,000 ตารางเมตร   2.อิตาเลียนไทย-ไทยทาเคนาคา (จากการร่วมทุนระหว่าง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยทาเคนาคาสากลก่อสร้าง จำกัด) ดูแลงานก่อสร้างอาคารสำนักงาน พื้นที่รีเทลและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ บนพื้นที่ 280,000 ตารางเมตร   3.บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) ดูแลงานก่อสร้างอาคารสำนักงาน อาคารที่อยู่อาศัย พื้นที่รีเทลและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ บนพื้น 260,000 ตารางเมตร   4.บริษัท วิศวภัทร์ จำกัด ดูแลงานก่อสร้างโรงแรมและอาคารที่อยู่อาศัย บนพื้นที่ 80,000 ตารางเมตร   5.บริษัท กรณิศ ก่อสร้าง จำกัด ดูแลงานก่อสร้างโรงแรม 2 อาคาร บนพื้นที่ 46,000 ตารางเมตร   6.บริษัท ที.ที.เอส.เอ็นจิเนียริ่ง (2004) จำกัด ดูแลงานก่อสร้างศูนย์ประชุม บนพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร   สำหรับโครงการ “วัน แบงค็อก” พัฒนาภายใต้บริษัท วัน แบงค็อก โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นกิจการร่วมทุนระหว่างบริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อเสร็จสมบูรณ์ จะเป็น โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยภาคเอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยใจกลางเมือง ซึ่งเมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจะประกอบด้วยอาคารสูงทั้งหมด 11 อาคาร พื้นที่รีเทลและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ 4 แห่ง ได้แก่ อาคารสำนักงานแบบพรีเมี่ยมเกรดเอ จำนวน 5 อาคาร พื้นที่รีเทล 4 โซน โรงแรมระดับลักชัวรี่ จำนวน 5 แห่ง อาคารที่พักอาศัยระดับลักชัวรี่อีกจำนวน 3 อาคาร   นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ศูนย์กลางสำหรับการจัดกิจกรรมและการแสดงผลงานทางศิลปะและวัฒนธรรมที่เชื่อมต่อทั่วถึงกันทั้งโครงการ โดยมีพื้นที่ทั้งหมดมีขนาด 104 ไร่ หรือ 166,440 ตารางเมตร บนถนนวิทยุและถนนพระราม 4 โครงการ วัน แบงค็อก พร้อมเปิดให้บริการเฟสแรกในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566 และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2570   นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ผู้พัฒนาโครงการ  “วัน แบงค็อก” เปิดเผยว่า ได้จับมือร่วมกับผู้รับเหมาระดับแนวหน้าของไทย เดินหน้าการก่อสร้างเฟสแรกที่สมบูรณ์แบบที่สุด เป้าหมายเพื่อให้โครงการวัน แบงค็อกได้เป็นแลนด์มาร์คระดับโลกอย่างสง่างาม พร้อมดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อีกทั้งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว   เรามีความเชื่อมั่นในการผสานพลังอันแข็งแกร่งของทุกภาคส่วน และด้วยมาตรฐานการก่อสร้างที่ใส่ใจในทุกมิติ ผู้รับเหมาทั้งหมดจึงล้วนผ่านการคัดสรรโดยพิจารณาจากความเชี่ยวชาญ ชื่อเสียง และประสบการณ์ในการก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนั้น ผู้รับเหมาทุกรายต่างได้รับการรับรองมาตรฐานระดับนานาชาติทั้งในด้านการบริหารงานก่อสร้างที่เป็นระบบ คุณภาพ และความปลอดภัย ทำให้ระยะเวลาการก่อสร้างเป็นไปอย่างรวดเร็วตามแผนงานที่กำหนดและเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ หากเปรียบเทียบกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ระดับอินเตอร์เนชั่นแนลที่มีพื้นที่ใกล้เคียงกัน บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของประเทศ รวมถึงเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่แข็งแกร่งของกรุงเทพฯ ในภูมิภาคนี้ ตามนโยบายของกลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้   ด้านนางสาว ซู หลิน ซูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ วัน แบงค็อก กล่าวเสริมว่า โครงการ วัน  แบงค็อก ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สุดใจกลางเมือง และมีความละเอียด ซับซ้อน ดังนั้นผู้พัฒนาโครงการและ ผู้รับเหมาทั้งหมดจึงต้องมีความเชี่ยวชาญ ในการวางแผน การบริหาร การจัดการ การตรวจสอบและควบคุมมาตราฐานคุณภาพ เพื่อรับมือกับความท้าทายจากงานก่อสร้างที่อยู่ภายในพื้นที่ใจกลางเมืองเช่นนี้   โดยทุกบริษัทล้วนมีประสบการณ์ในการก่อสร้างโครงการที่มีข้อกำหนดภายใต้มาตรฐาน LEED ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับการออกแบบและก่อสร้างอาคารสีเขียวที่ยั่งยืนและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายที่สุดในโลก รวมถึงมาตรฐาน WELL ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสูงสุดที่ใช้กับอาคาร การออกแบบพื้นที่เพื่อสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย สอดคล้องกับเป้าหมายของของ วัน แบงค็อก ที่มุ่งสู่การเป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองทั้งมาตรฐาน LEED for Neighborhood Development ระดับ Platinum สำหรับการพัฒนาชุมชนแวดล้อม  และมาตรฐานรับรองอาคาร WELL เพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคาร  
[PR News] “เอพี ไทยแลนด์”  โชว์นิวไฮพรีเซลแนวราบกว่า 3 หมื่นล้าน  พร้อมบุกต่อบ้านดีไซน์ 3 ใหม่ ก่อนปิดปี

[PR News] “เอพี ไทยแลนด์” โชว์นิวไฮพรีเซลแนวราบกว่า 3 หมื่นล้าน พร้อมบุกต่อบ้านดีไซน์ 3 ใหม่ ก่อนปิดปี

“เอพี ไทยแลนด์” โชว์นิวไฮพรีเซลแนวราบกว่า 3 หมื่นล้าน โต 20% พร้อมบุกต่อบ้านดีไซน์ 3 ใหม่  3 ทำเลฮอต มูลค่ารวม 3,560 ล้านบาท  ก่อนปิดปี   นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยว บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 บริษัทสามารถสร้างยอดขายในสินค้ากลุ่มแนวราบได้ทะลุเป้าหมายทั้งปี และสารถสร้างการเติบโตได้ 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนด้วยมูลค่ายอดขาย 30,100 ล้านบาท ถือเป็นสถิติยอดขายนิวไฮใหม่ของบริษัท   ยอดขายกลุ่มบ้านแนวราบที่เติบโตดีเกินคาด เป็นผลจาก​แผนธุรกิจการบริหารพอร์ตแนวราบที่แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับความพร้อมที่จะปรับตัวอย่างรวดเร็ว ภายใต้พันธกิจใหญ่ “EMPOWER LIVING” ที่ส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่ลูกค้าสามารถเลือกได้  โดยเฉพาะสินค้าบ้านเดี่ยวที่ได้รับการตอบรับที่ดีในทุกระดับราคา โดยมียอดลูกค้าเข้าชมโครงการบ้านเดี่ยวเอพีเฉลี่ยประมาณ 600 ครอบครัว/สัปดาห์ เพิ่มขึ้นแซงหน้าปีก่อนหน้าเกือบเท่าตัว   "การเติบโตทั้งหมดเป็นการเติบโตแบบ Organic Growth ตอกย้ำภาพความเป็นผู้นำตัวจริงในอุตสาหกรรมและศักยภาพขององค์กรที่แข็งแกร่งได้เป็นอย่างดี"   โดยในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดปีนี้ ​กลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยวเอพี ได้เปิดตัวแบบบ้าน 3 ดีไซน์ใหม่ ภายใต้แบรนด์ ‘เซนโทร’ (CENTRO) หนึ่งในท็อปแบรนด์ไฮไลท์ในพอร์ตสินค้าบ้านเดี่ยวเอพี  ซึ่งพร้อมเปิดชมแบบบ้านทั้ง 3 ดีไซน์ใหม่พร้อมกันในเดือนธันวาคม 64 นี้ ปักธง 3 ทำเลแรก มูลค่ารวม 3,560 ล้านบาท ได้แก่ CENTRO ปิ่นเกล้า มูลค่าโครงการ 1,620 ล้านบาท CENTRO ดอนเมือง-แจ้งวัฒนะ มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท และ CENTRO บางนา-ศรีนครินทร์ มูลค่าโครงการ 840 ล้านบาท ด้านนางพิมพรรณ ปรีชานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานบริหารแบรนด์และพัฒนาสินค้าบ้านเดี่ยว  กล่าวถึงแบบบ้านดีไซน์ใหม่ในครั้งนี้ว่า แนวคิดการพัฒนาแบบบ้านดีไซน์ใหม่ภายใต้แบรนด์เซนโทร (CENTRO) เป็นการตีโจทย์ใหม่บนจุดแข็งของการออกแบบบ้านเดี่ยวเอพีในเรื่อง Functional Space เข้ากับแนวคิด Next Normal ที่ตอบรับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น ทั้งในเรื่องการใช้พื้นที่ภายในบ้าน การออกแบบพื้นที่ของสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวให้ตอบโจทย์การทำงานที่บ้าน  การเรียนออนไลน์ การทำครัว พื้นที่สีเขียวรอบบ้าน หรือแม้กระทั่งทิศทางของแสงธรรมชาติในตัวบ้าน รวมถึงการออกแบบพื้นส่วนกลางแบบ Next Normal เช่น การปั่นจักรยานแบบ Virtual Training  และ Virtual Gym และ การอยู่ร่วมกับธรรมชาติรอบ ๆ โครงการ เป็นต้น โดยมี 3 จุดขายไฮไลท์ ได้แก่ 1.ขยายพื้นที่เป็นสองเท่า ครั้งแรกของการดีไซน์บ้านหน้ากว้างสูงสุด 25 เมตร  และเพิ่มฟรีสเปซที่ชั้น 2 กับการนำเสนอการดีไซน์พื้นที่แบบ L-Shaped โดยสามารถปรับเป็นพื้นที่พักผ่อนของครอบครัว รองรับชุดโซฟาได้สูงสุด 4-6 ที่นั่ง หรือปรับเปลี่ยนเป็นห้องทำงานได้ และในส่วนพื้นที่รับประทานอาหารที่สามารถรองรับสูงสุด 10 ที่นั่ง ก่อนเชื่อมต่อไปยังห้องครัวแบบปิดขนาดใหญ่ และที่จอดรถสูงสุด 4 คัน   2.ดีไซน์ส่วนพักผ่อนออกจากพื้นที่ส่วนกลางในบ้าน ออกแบบเพื่อตอบทุกความต้องการในอนาคต แยกส่วนห้องอเนกประสงค์ที่ชั้น 1 (ห้องน้ำในตัว) ที่สามารถปรับเป็นห้องนอนผู้สูงอายุ หรือห้องทำงาน แยกส่วนเรือนรับรอง (ห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องน้ำ) แต่ยังคงสามารถเชื่อมต่อกับตัวบ้านได้อย่างสะดวก โดยสามารถดัดแปลงเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ ทั้งโฮมออฟฟิศ สตูดิโอ หรือรองรับการขยายครอบครัวในอนาคต เป็นต้น 3.สเปซฟังก์ชั่นแบ่งครบเป็นสัดส่วน ดีไซน์ห้องนอนใหญ่พร้อม Walk-in closet ห้องน้ำฟังก์ชั่น His & Her พร้อมอ่างอาบน้ำ  โดยในส่วนของห้องนอนที่ 2 และ 3 ดีไซน์ห้องน้ำในตัวทุกห้องนอน และพื้นที่สีเขียวพร้อมมุมพักผ่อนส่วนตัว เป็นต้น   -โครงการ CENTRO ปิ่นเกล้า มูลค่าโครงการ 1,620 ล้านบาท บนเนื้อที่ 59 ไร่ จำนวน 152 หลัง บนที่ดิน 100 – 170 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 250 - 389 ตร.ม. บ้านเดี่ยวหรูสไตล์โมเดิร์น สเปซฟังก์ชั่นสูงสุด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ห้องรับแขก 2 ห้องนั่งเล่น 1 ห้องแม่บ้าน (ห้องน้ำในตัว)  ที่จอดรถ 4 คัน พร้อมเรือนรับรอง (ห้องนอน ห้องนั่งเล่นและห้องน้ำในตัว) บนทำเลติดถนนบรมราชชนนีใกล้ทางด่วนศรีรัชและเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ราคาเริ่มต้น 9.5-15 ล้านบาท   -โครงการ CENTRO ดอนเมือง-แจ้งวัฒนะ มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท บนเนื้อที่ 37 ไร่ จำนวน 137 หลัง บนที่ดิน 50.8 - 118 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 164 – 289 ตร.ม. บ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่ ฟังก์ชั่นสูงสุด 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 2 ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ห้องครัว ห้องแม่บ้าน และที่จอดรถ 3 คัน บนทำเลเชื่อมต่อดอนเมือง-แจ้งวัฒนะ-สรงประภา เพียง 3 กม. ใกล้รถไฟฟ้า (สายสีแดง) สถานีดอนเมือง ใกล้สนามบินดอนเมืองและเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ราคาเริ่มต้น 7.99-12 ล้านบาท   -โครงการ CENTRO บางนา-ศรีนครินทร์ มูลค่าโครงการ 840 ล้านบาท บนเนื้อที่ 23 ไร่ จำนวนเพียง 105 หลัง  บ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่ บนที่ดิน 50.2 - 83 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 173 - 252 ตร.ม.  4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 2 ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ห้องครัว และ 3 ที่จอดรถในร่ม บนทำเลใจกลางบางนา - ศรีนครินทร์ พร้อมเชื่อมต่อเทพารักษ์ ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน เพียง 5 นาที ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีศรีด่าน และใกล้อิเกีย บางนา เพียง 12 นาที ราคาเริ่มต้น 7.5 - 15 ล้านบาท โดยบริษัทจะเปิดให้ชมสเปซจริงรอบ VVIP ได้แล้ววันนี้เป็นต้นไป และลูกค้าที่ลงทะเบียนนัดหมาย เข้าชมโครงการรับส่วนลดเพิ่ม 100,000 บาท และ Iphone รุ่น 13 Pro Max ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.apthai.com
[PR News]  ทอสเท็มเปิดตัว “ATIS” นวัตกรรมประตูหน้าต่างรวม 2 ฟังก์ชั่นในหนึ่งบาน

[PR News] ทอสเท็มเปิดตัว “ATIS” นวัตกรรมประตูหน้าต่างรวม 2 ฟังก์ชั่นในหนึ่งบาน

ทอสเท็ม รับเทรนด์คน Work from Home และอยู่บ้านนานขึ้น เปิดตัว “ATIS” นวัตกรรมประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมรวม 2 ฟังก์ชั่นในบานเดียว ทั้งบานเลื่อนและกระทุ้ง ตอบโจทย์ชีวิต New Normal เจาะตลาดกลุ่ม B2C หลังเติบโตต่อเนื่องกว่า 20-30%   นายวิชา วรสายัณห์ ลีดเดอร์ กลุ่มธุรกิจ เฮาส์ซิ่งเทคโนโลยี บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเเพร่ระบาดของโควิด-19 ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนต้องปรับตัว ใช้เวลาอาศัยอยู่ในบ้านเพื่อทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) หรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวต่อวันยาวนานขึ้น ขณะเดียวกันเทรนด์การตกเเต่งบ้านก็เริ่มเปลี่ยนไป โดยผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับความสะดวกและความสบายของพื้นที่อยู่อาศัย มีการปรับปรุง ต่อเติม ซ่อมแซมบ้าน รวมถึงสนใจการออกแบบตกแต่งบ้าน และเลือกซื้อวัสดุมาปรับปรุงบ้านด้วยตัวเองกันมากขึ้น   จากปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าว ทำให้บริษัทต้องปรับทิศทางการตลาด เพื่อหาเเนวทางที่ตอบโจทย์สถานการณ์ตลาดและพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปให้ได้มากขึ้น จึงได้ทำการศึกษาวิจัย พัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ เพื่อเป็นผู้นำตลาดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี   ล่าสุด แบรนด์ทอสเท็ม (TOSTEM) ได้เปิดตัว​ผลิตภัณฑ์ “ATIS FRAMING THE BEAUTY OF LIVING” กรอบหน้าต่างและประตู ที่ต้องการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับการอยู่อาศัยภายในบ้าน ซึ่งผลิตภัณฑ์ประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมใหม่ล่าสุด เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างรูปแบบดีไซน์ทรงเพรียวบาง ที่ซ่อนฟังก์ชันสำคัญไว้ภายในเพื่อความสะดวกทุกการใช้งาน อาทิ หน้าต่างบานยก (Tile & Slide) ที่รวมฟังก์ชันการทำงานที่สำคัญ 2 อย่างเข้าไว้ในกรอบหน้าต่างเดียวกัน ถือเป็นรายแรกในตลาด โดยจุดเด่นสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ ATIS ในหน้าต่างบานยก (Tile & Slide) นี้คือ ลักษณะการเปิดแบบเอียงบานเข้าด้านในห้องเพื่อรับลมธรรมชาติได้ตลอดวันแม้ในขณะที่ฝนตก  มี PSS BALANCER ที่ช่วยให้การเปิด-ปิดหน้าต่างเป็นไปอย่างนุ่มนวล เบาแรง เพราะบาลานเซอร์จะรองรับน้ำหนักบานหน้าต่างทั้งหมดไว้พร้อมด้วยนวัตกรรมผืนมุ้งกันแมลง Invisible Shield โดยใช้เส้นใยที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็กกว่าทั่วไปถึง 40% ทำให้โปร่งแสงขึ้น สามารถให้ลมผ่านได้มากขึ้นถึง 20%   สำหรับภาพรวมธุรกิจของทอสเท็ม ในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตขึ้นเท่าตัวในระยะเวลา 10 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ ทอสเท็มเป็นที่รู้จักในเเวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เเละสถาปนิก เนื่องจากเน้นทำตลาดเเบบ B2B กับกลุ่มลูกค้าโครงการ แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสัดส่วนรายได้จากกลุ่มลูกค้าแบบ B2C หรือกลุ่มเจ้าของบ้านมีอัตราการเติบโตขึ้นถึง 20-30% จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ ATIS ที่จะเน้นทำการตลาดกับลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น เราจึงเดินหน้าพัฒนารูปแบบและช่องทางการสื่อสาร ให้ลูกค้าเห็นความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ด้วยฟังก์ชันที่หลากหลาย ที่ช่วยให้ลูกค้าใช้งานระบบได้สะดวก รวดเร็ว ง่ายขึ้นกว่าเดิม และตอบโจทย์พฤติกรรมของคนในยุค New Normal ทั้งโชว์รูมเสมือนจริงในช่องทางเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย   นอกจากนี้ ATIS ยังได้เตรียมเปิดตัวโปรเจกต์พิเศษ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันครั้งแรกกับสถาปนิก ผู้ออกแบบ และดีไซน์เนอร์ชื่อดัง มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิด ในหัวข้อ "Design/Survive/Beauty“ นำโดย คุณวสุ วิรัชศิลป์ สถาปนิกผู้ก่อตั้ง VaSLab ห้องทดลองทางสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ คุณปอม–ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง ศิลปินนักวาดภาพ,  คุณผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ นักจัดการงานสร้างสรรค์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Ground Control และคุณพลอย-หฤษฎี ลีละยุวพันธ์ นักออกแบบและตกแต่งภายใน โดยทั้ง 4 ท่าน จะเป็นตัวแทนของความสวยงามแห่งสุนทรียภาพการใช้ชีวิตในแต่ละด้าน มาร่วม บอกเล่าเรื่องราว แรงบันดาลใจ ตลอดจนมุมมองและความคิดการทำสิ่งต่างๆ ในคอนเซปต์ “FRAMING THE BEAUTY OF LIVING” ผ่านวิดิโอชุดพิเศษ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกท่าน โดยจะเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นปีหน้า   สำหรับ ทอสเท็ม เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมจากประเทศญี่ปุ่น และได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคมายาวนานกว่า 50 ปี เริ่มขยายธุรกิจมาสร้างโรงงานผลิตในประเทศไทยเมื่อ 35 ปีที่แล้ว และปัจจุบันเป็นฐานการผลิตสินค้าอะลูมิเนียมที่ใหญ่ที่สุดของลิกซิลคอร์เปอเรชั่น (LIXIL) เริ่มทำการตลาดในประเทศไทยเมื่อ 17 ปีที่แล้ว และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในเมืองไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา   ปัจจุบันนอกเหนือจากประเทศไทยและญี่ปุ่น ทอสเท็มยังดำเนินธุรกิจในประเทศอินโดนีเซีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม  ด้วยไลน์ผลิตภัณฑ์ครบวงจรตั้งแต่ หน้าต่าง-ประตูสำหรับใช้งานทั้งภายนอกและภายใน ประตูหน้าบ้าน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำหรับสถาปัตยกรรมภายนอกอย่างประตูรั้ว ซึ่งทั้งหมดผ่านการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน JIS ประเทศญี่ปุ่น และ ASTM ประเทศสหรัฐอเมริกา
[PR News] การเคหะฯ มอบบ้านให้ 86 รายแรก ในโครงการอาคารเช่าผู้มีรายได้น้อย

[PR News] การเคหะฯ มอบบ้านให้ 86 รายแรก ในโครงการอาคารเช่าผู้มีรายได้น้อย

การเคหะแห่งชาติ ส่งมอบบ้านให้ประชาชน 86 รายแรกที่จองผ่านออนไลน์ ตาม “โครงการอาคารเช่าผู้มีรายได้น้อย” ค่าเช่าเริ่มต้นแค่ 1,200 บาท พร้อมเดินหน้าให้คนไทยได้จองต่ออีกกว่า 700 ยูนิตใน 5 จังหวัด ทั้งสมุทรสาคร กาญจนบุรี มหาสารคราม สุรินทร์ และอุบลฯ   นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า  จากการที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยการเคหะแห่งชาติ ได้เปิดให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยลงทะเบียนจองสิทธิ์ “โครงการอาคารเช่าผู้มีรายได้น้อย” ซึ่งสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ทันที 5 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 818 ยูนิต  ได้แก่ สมุทรสาคร จำนวน 196 ยูนิต กาญจนบุรี จำนวน 79 ยูนิต มหาสารคาม จำนวน 138 ยูนิต สุรินทร์ จำนวน 163 ยูนิต และอุบลราชธานี จำนวน 242 ยูนิต  ซึ่งเป็นห้องพักอาศัยขนาด 28 - 30 ตารางเมตร อัตราค่าเช่าตั้งแต่ 1,400 - 2,500 บาท ล่าสุด ได้ส่งมอบโครงการอาคารเช่า สมุทรสาคร (กระทุ่มแบน 3 ) โดยให้สิทธิ์ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจองสิทธิ์ ตั้งแต่วันที่จองสิทธิ์ผ่านระบบออนไลน์ก่อนเป็นอันดับแรก ตั้งแต่วันที่ 1 - 30 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งมีประชาชนสนใจลงทะเบียน จำนวน 88 ราย และผ่านเกณฑ์ได้สิทธิการเช่า จำนวน 86 ราย ส่วนประชาชนทั่วไป ได้เปิดให้ลงทะเบียนจองสิทธิ์เช่าเป็นลำดับถัดไป ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป โดย Walk in เข้ามาจองได้ที่สำนักงานเคหะจังหวัด สาขาสมุทรสาคร 2  หรือสอบถามรายละเอียดผ่าน Call Center 1615   สำหรับโครงการอาคารเช่าสมุทรสาคร (กระทุ่มแบน 3) จัดสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยในราคาที่สามารถรับภาระได้ ตั้งอยู่บนที่ดินของการเคหะแห่งชาติ จำนวน 7 ไร่ มี 4 อาคาร สูง 4 ชั้น ขนาดพื้นที่ห้องพักอาศัยประมาณ 28 - 31 ตารางเมตร รวมทั้งสิ้น 196 ยูนิต โดยชั้น 1 เป็นห้องผู้สูงอายุ และผู้พิการ รวม 40 ห้อง ค่าเช่า 2,400 บาทต่อเดือน ชั้น 2-4 ค่าเช่า 2,100-2,500 บาทต่อเดือน มีค่าเงินประกันการเช่า 1 เดือน โดยโครงการอาคารเช่าดังกล่าว กำหนดให้ความสำคัญผู้ได้สิทธิ เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการอันดับแรก และให้ผู้มีรายได้น้อยได้เช่าอยู่อย่างแท้จริง ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังนั้น จึงกำหนดเกณฑ์เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 : ​เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อายุตั้งแต่ 50 - 59 ปี และอายุ 60 ปี* ขึ้นไป (ผู้สูงอายุ) บริบูรณ์นับตั้งแต่วันทำสัญญา หรือผู้พิการ กลุ่มที่ 2 : ​ไม่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อายุตั้งแต่ 50 - 59 ปี และอายุ 60 ปี* ขึ้นไป (ผู้สูงอายุ) บริบูรณ์นับตั้งแต่วันทำสัญญา หรือผู้พิการ กลุ่มที่ 3 : เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อายุ 20 - 49 ปีบริบูรณ์นับตั้งแต่วันทำสัญญา และ กลุ่มที่ 4 : ประชาชนทั่วไป หรือข้าราชการโดยจะให้สิทธิกลุ่มที่ 1 เป็นลำดับแรก สามารถเลือกพักอาศัยชั้น 1 และให้ กลุ่มที่ 2,3,4 เป็นลำดับถัดไป พร้อมทั้งกำหนดสัดส่วนของการพักอาศัยให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 60% และข้าราชการ ประชาชนผู้มีรายได้น้อย 40%   ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเคหะแห่งชาติเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในด้านการพัฒนา  ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยมีแผนการดำเนินงานจัดสร้างโครงการอาคารเช่าจำนวน 117,471 ยูนิต ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) ตามนโยบายของ พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว (Housing for all) และนายจุติ  ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีที่อยู่อาศัยในชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน   ด้านนายราชัญ คำรัง อายุ 28 ปี อาชีพค้าขายของออนไลน์ ให้เหตุผลที่มาเช่าโครงการอาคารเช่าสมุทรสาคร  (กระทุ่มแบน 3) ว่า เนื่องจากทำเลที่ตั้งดี มีศักยภาพ การเดินทางสะดวก บริเวณโครงการสะอาด มีความปลอดภัย เพราะมีกล้องวงจรปิด CCTV ทุกอาคาร ทุกชั้น ที่สำคัญค่าเช่าถูกเพียงเดือนละ 2,400 บาท จากที่ปัจจุบันเสียค่าเช่าเดือนละ 4,500 บาท และด้วยทำเลที่ใกล้ชุมชน จึงชวนคุณแม่มาเช่าอยู่ในโครงการด้วย เพราะบริเวณใกล้โครงการฯ เป็นย่านชุมชนสามารถค้าขายได้ ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เพราะสามารถทำงานและดูแลคุณแม่ได้ด้วย   ขณะที่ นางสาวมยุรี ฉิมพลีวัฒน์ อายุ 53 ปี อาชีพขายลูกชิ้นทอด บอกว่า เมื่อมาดูโครงการอาคารเช่าสมุทรสาคร (กระทุ่มแบน 3)  แล้วพบว่า สภาพแวดล้อมดี มีความเป็นส่วนตัว มีความปลอดภัย มีการติดกล้อง CCTV  ทุกอาคารทุกชั้น และมี รปภ.ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งค่าเช่ายังถูกกว่าโครงการทั่วไป ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้มากและจะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย    
Cerocco บางนา 36 คอนโดใหม่จาก CMC เริ่มต้น 1.49 - 2.8 ลบ.

Cerocco บางนา 36 คอนโดใหม่จาก CMC เริ่มต้น 1.49 - 2.8 ลบ.

CMC เปิดตัวคอนโดใหม่ Cerocco บางนา 36 ราคาเริ่มต้น 1.49 - 2.8 ล้านบาท กระแสตอบรับดีเกินคาด ยอดจองแรงทะลุ ONLINE TRIAL SALE พร้อม OPEN HOUSE เร็วๆ นี้ บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) พัฒนาโครงการใหม่บนทำเลศักยภาพย่านบางนา ตรงข้ามศูนย์การค้า เซ็นทรัล บางนา เป็นโปรเจคแรก ภายใต้ชื่อโครงการ “Cerrocco Bangna 36 (ซีร็อคโค บางนา 36)” เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise 8 ชั้น 4 อาคาร จำนวน 752 ยูนิต มูลค่า 1,390 ล้านบาท มอบราคายูนิตพิเศษ 1.49 ล้านบาท จากราคา 1.89 ล้านบาท เปิดจองสิทธิรอบ Online Trial Sale มีลูกค้าสนใจลงทะเบียนจองสิทธิทะลุเป้ากว่า 50%  ซึ่งขณะนี้ทางโครงการได้ดำเนินการเร่งเตรียมเปิดสำนักงานขายเพื่อรองรับลูกค้าที่สนใจ Walk- In เยี่ยมชม พร้อมกับเตรียมแผนจัดงาน Open House เร็วๆ นี้     โครงการ “Cerrocco Bangna 36 (ซีร็อคโค บางนา 36)” คอนโดมิเนียมใหม่ ตรงข้าม Central Plaza บางนา ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ Moroccan ในคอนเซ็ป “The Oasis Of Bangna” สัมผัสกลิ่นอายการอยู่อาศัยสไตล์รีสอร์ทในทุกวัน มีห้องพักให้เลือกแบบ 1 Bedroom ครัวปิดแยกส่วนทุกยูนิต ขนาด 25.26 - 37.82 ตารางเมตร     เพียบพร้อม Facilities มากมาย เช่น Oasis Pool ขนาด 5.5 * 25 เมตร จำนวน 2 สระ, Fitness, Co-Working Space, Passion Studio Room และ Sauna แยกชาย-หญิง สะดวกทุกการเดินทางใกล้รถไฟฟ้า BTS บางนา /MRT ศรีเอี่ยม และทางด่วน 2 สาย ซึ่งโครงการตั้งอยู่ฝั่งขาเข้าของถนนบางนา-ตราด ทำให้เดินทางเข้าใจกลางเมืองได้สะดวก ที่สำคัญใกล้กับโรงพยาบาลบางนา 1 และอยู่ตรงข้ามกับศูนย์กลางค้า Central Plaza บางนา และ Big C บางนา รวมถึงใกล้ Mega บางนา, ไบเทค บางนา, อาคารสำนักงานขนาดใหญ่, โรงพยาบาลเอกชน และสถานศึกษาชั้นนำทั้งหลักสูตรไทยและนานาชาติ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2566   ข้อมูลรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมที่ FB Page: Cerocco Bangna Website: www.CMC.co.th สอบถามโทร.1172 กด 36   บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ แบงก์ช่วยลูกหนี้สินเชื่อบ้านโดนพิษโควิด-19 6 ไฮไลท์ศูนย์ฯ สิริกิติ์โฉมใหม่ ที่พร้อมใช้งาน ก.ย.65  
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ลุยธุรกิจผลิต-สกัด CBD จากกัญชง  ลงทุน 25% ใน “ไทย ลีฟ ไบโอเทคโนโลยี”

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ลุยธุรกิจผลิต-สกัด CBD จากกัญชง ลงทุน 25% ใน “ไทย ลีฟ ไบโอเทคโนโลยี”

“ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” ตอกย้ำวิสัยทัศน์ NEXT LEVEL ส่งบริษัทลูก ออริจิ้น เฮลท์แคร์ ลงทุนในบริษัทผลิตและสกัด CBD จากกัญชง รับเมกะเทรนด์โลก เดินหน้าลงทุน “ไทย ลีฟ ไบโอเทคโนโลยี” ในสัดส่วน 25% ต่อยอดธุรกิจความงาม-ธุรกิจเฮลท์แคร์ในเครือ เพื่อจำหน่ายในกลุ่มธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่ม-ยา-เวชสำอาง     นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า หลังเดินหน้าธุรกิจตามแผน ORIGIN NEXT LEVEL ด้าน Business Expansion ขยายสู่ธุรกิจใหม่ โดยจัดตั้งบริษัท ออริจิ้น เฮลท์แคร์ จำกัด เป็นบริษัทหลักในการดำเนินกลุ่มธุรกิจบริการสุขภาพ (Healthcare) ล่าสุด บริษัทได้นำออริจิ้น เฮลท์แคร์ เข้าลงทุนในบริษัท ไทย ลีฟ ไบโอเทคโนโลยี จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการผลิต และสกัด CBD จากกัญชง ที่มีพันธมิตรแข็งแกร่งจากทั้งออสเตรเลีย แคนาดา และสหรัฐอเมริกา โดยภายหลังการจดทะเบียนเพิ่มทุนของไทย ลีฟ บริษัทจะถือหุ้นในสัดส่วน 25% ของหุ้นสามัญทั้งหมด รองรับการขยายตัวของตลาดผลิตภัณฑ์จากสารสกัด CBD จากกัญชงที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง “สารสกัด CBD จากกัญชงถือเป็นเมกะเทรนด์ของโลกที่น่าจับตามอง เนื่องจากมีสรรพคุณทางการแพทย์และสามารถนำมาต่อยอดกับผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เฉพาะในสหรัฐอเมริกา คาดว่ายอดขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสารสกัด CBD จากกัญชงจะมีมูลค่ากว่า 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐในปีหน้า มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย หรือ CAGR ที่ 27% ในไทยก็เองเริ่มเห็นแนวโน้มการนำมาประยุกต์ใช้กับหลากหลายผลิตภัณฑ์มากขึ้น เราจึงมองหาช่องทางต่อยอดธุรกิจนี้ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเฮลท์แคร์ของเราในระยะยาว”     ไทย ลีฟ ไบโอเทคโนโลยี ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสารสกัด CBD จากกัญชง เช่น น้ำมัน CBD จำหน่ายให้แก่บริษัทยา บริษัทอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีความต้องการใช้น้ำมัน CBD เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ การต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของตัวเอง ขณะที่ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จะนำสารสกัด CBD มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจกลุ่มเฮลท์แคร์ในหลากหลายด้าน เช่น ใช้เป็นส่วนผสมเครื่องสำอางในธุรกิจความงาม ใช้เพื่อช่วยส่งเสริมการนอนหลับ เมื่อมีการทำ Sleep Test คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ CBD ในปี 2566 ด้านนายยิ่งยศ จารุบุษปายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย ลีฟ ไบโอเทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทได้รับอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจนำเข้าเมล็ดพันธุ์และเพาะปลูกกัญชง และได้รับอนุมัติแบบก่อสร้างโรงงานสกัด CBD ตามมาตรฐาน GMP Pic/s (Pharmaceutical) จากทางคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว และได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา  นอกจากนี้ยังได้รับการเข้าร่วมลงทุนจากพันธมิตรหลากหลายกลุ่มทั้งไทยและต่างประเทศ รวมถึงการเข้าลงทุนจากเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ คาดว่าจะมีการแถลงข่าวทิศทางธุรกิจร่วมกับพันธมิตรทั้งไทยและต่างชาติทั้งหมดในวันที่ 13 ธ.ค.นี้   เรามีพันธมิตรทั้งด้านการเพาะปลูก การสกัด การวิจัยและพัฒนา การดำเนินงาน ไปจนถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ ด้วยเครือข่ายที่รอบด้านทั้งในไทยและระดับสากล จะนำไปสู่โอกาสการเติบโตที่สำคัญ  
สีลมเอจ x จัสโค ประเดิมรายแรก เช่าพื้นที่  4,400 ตร.ม.  ผุดโคเวิร์คกิ้งสเปซ เติมเต็มสังคมแซนด์บ็อกซ์

สีลมเอจ x จัสโค ประเดิมรายแรก เช่าพื้นที่  4,400 ตร.ม. ผุดโคเวิร์คกิ้งสเปซ เติมเต็มสังคมแซนด์บ็อกซ์

สีลมเอจ คว้า จัสโค ประเดิมลูกค้ารายแรก เช่าพื้นที่  4,400 ตารางเมตร  ผุดโปรเจกต์โคเวิร์คกิ้งสเปซ จัสโค เติมเต็มสังคมแซนด์บ็อกซ์แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ รองรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ธุรกิจ Start-up และแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมพัฒนา “Co-creation Platform” ต่อยอดธุรกิจให้ผู้เช่า   หลังจากบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) หรือ FPCT เปิดตัวโครงการสีลมเอจ (Silom Edge) เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีลูกค้าสนใจติดต่อเข้ามาเพื่อขอเช่าพื้นที่จำนวนมาก ล่าสุด​ จัสโค (JustCo) ผู้ให้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซในเอเชียแปซิฟิก ได้ยืนยันเช่าพื้นที่ในโซนสำนักงาน จำนวนทั้งสิ้น 4 ชั้นต่อเนื่องกันรวมกว่า 4,400 ตารางเมตร หรือคิดเป็น 40% ของพื้นที่สำนักงานทั้งหมดในโครงการ  ซึ่งจะสามารถรองรับสมาชิกได้กว่า 900 คน   "จัสโค  x สีลมเอจ" เป็นโปรเจกต์ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง FPCT และ จัสโคสอดคล้องกับกลยุทธ์การสร้างความแข็งแกร่งและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตด้วยโมเดล Core & Flex ซึ่ง  เป็นเทรนด์ใหม่ของการให้บริการพื้นที่สำนักงานในยุค Next Normal โดยบริษัทฯจะผสานความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการพัฒนาสำนักงานชั้นนำที่มีมาตรฐานระดับสากล พร้อมด้วยจุดแข็งของที่ตั้งโครงการที่อยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ (CBD) เข้ากับ ความชำนาญของจัสโคในการให้บริการพื้นที่สำนักงานแบบยืดหยุ่น (Flexible) นอกจากนี้ จัสโค ยังเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งทางการเงิน และมีฐานลูกค้าทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และ ญี่ปุ่น นายวิทวัส คุตตะเทพ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายโครงการเชิงพาณิชยกรรม FPCT  เปิดเผยว่า  เมื่อโครงการสีลมเอจพัฒนาแล้วเสร็จ บริษัทฯจะมีพื้นที่สำนักงานในสุดยอดทำเลเพิ่มขึ้นกว่า 12,000 ตารางเมตร ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถขยายพอร์ทกลุ่มลูกค้าให้ครอบคลุมธุรกิจ Start-up และ ออนไลน์แพลตฟอร์มที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นสัดส่วน 20% ในภาพรวมดีมานด์พื้นที่สำนักงานเกรด A ใจกลางเมือง   จัสโค จะเติมเต็มความเป็นสังคมแซนด์บ็อกซ์แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ศูนย์รวมกลุ่มคนรุ่นใหม่ ธุรกิจ Start-up และแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา   ด้านนางสาววิมลนิตย์ เลิศพิทักษ์กิจ ผู้จัดการทั่วไป จัสโค ประเทศไทยและอินโดนีเซีย กล่าวเสริมด้วยว่า “การทำงานรูปแบบไฮบริดในประเทศไทยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ​และจัสโคพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้   จากผลการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้าสำนักงานแบบยืดหยุ่นจะเติบโตสูงขึ้นจาก 5% เป็น 30% ของตลาดสำนักงานทั้งหมด ทำให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโตอย่างสูง และเราเชื่อมั่นว่าการผสมผสานโซลูชั่นด้านพื้นที่สำนักงานตามความจำเป็นของผู้ใช้งานจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการด้านอสังหาริมทรัพย์ของธุรกิจในยุคปัจจุบันได้   เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดของโครงการสีลมเอจ “BE DIFFERENT. BE CONNECTED” วิถีแตกต่าง ที่จะเชื่อมโยงผู้คนในทุกมิติอย่างลงตัว "จัสโค x สีลมเอจ" ยังได้เตรียมพัฒนา  "Co-creation Platform" สำหรับต่อยอดธุรกิจให้ผู้เช่า และเพื่อเป็นการสนับสนุนธุรกิจหน้าใหม่ให้ประสบความสำเร็จ และสามารถเป็นยูนิคอร์นของประเทศไทย โครงการสีลมเอจ แซนด์บ็อกซ์แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ จะเป็นแหล่งระดมความคิดสร้างสรรค์ ที่สามารถนำไปพัฒนาจนเป็นสินค้าและบริการ ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ายุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง    
แบงก์ช่วยลูกหนี้สินเชื่อบ้านโดนพิษโควิด-19  เดินหน้าต่อมาตรการช่วยค่างวดถึงปี 65

แบงก์ช่วยลูกหนี้สินเชื่อบ้านโดนพิษโควิด-19 เดินหน้าต่อมาตรการช่วยค่างวดถึงปี 65

บทสรุปมาตรการแบงก์รัฐ- เอกชน กับมาตรการช่วยเหลือลูกค้ากู้ซื้อบ้านปี 64 พร้อมเดินช่วยลูกหนี้ต่อปีหน้า สารพัด​แนวทาง อาทิ แบ่งจ่ายค่างวด 25%-75% พักชำระเงินต้น และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน หวังต่อลมหายใจลูกหนี้ได้รับผลกระทบจาก​​โควิด-19        นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล  ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เปิดเผยว่า  จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19)  ที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ และภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงภาวะหนี้ครัวเรือนของประชาชนที่มีการปรับตัวสูงขึ้น  ทำให้สถาบันการเงินที่ให้บริการด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่น ๆ ของรัฐและเอกชน  ได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและผลกระทบดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในปี 2564  โดยสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ได้มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนมากมายหลายมาตรการ อาทิ การแบ่งจ่ายงวดผ่อนชำระ การพักชำระเงินต้น การจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน เป็นต้น   สมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสถาบันการเงินสมาชิก  มุ่งหวังให้มาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19  ของสถาบันการเงินสมาชิกทุกแห่ง  สามารถเข้าถึงต้องการของลูกค้า และ สอดคล้องกับปัญหาของลูกหนี้แต่ละกลุ่มในครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกหนี้ทุกกลุ่มสามารถประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินในระบบเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคง ยั่งยืน นายพงษ์ศักดิ์  คำนวนศิริ  รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานสินเชื่อ   ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า ธนาคาร ได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มาตั้งแต่ปี 2563  ภายใต้โครงการ “ธอส.รวมไทย สร้างชาติ”  โดยได้ขยายระยะเวลาความช่วยเหลือให้กับลูกค้าเดิมที่อยู่ระหว่างการใช้มาตรการ ต่อไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564   ผ่าน  5 มาตรการ ประกอบด้วย   มาตรการที่ 9, 10, 11 : แบ่งจ่ายเงินงวดผ่อนชำระ (ตัดเงินต้น ตัดดอกเบี้ย) เหลือ 25% หรือ 50% หรือ 75% ของเงินงวดผ่อนชำระในปัจจุบัน โดยทั้ง 5 มาตรการ ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ สถานะ NPL และลูกหนี้สถานะ NPL ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้   มาตรการที่ 13 : พักชำระเงินต้น และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน สำหรับลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ (ไม่เป็น NPL ไม่อยู่ขั้นตอนของกฎหมาย และไม่อยู่ระหว่างทำข้อตกลงประนอมหนี้) และต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพ หรือทำธุรกิจ หรือการค้า เนื่องจากโควิด-19   มาตรการที่ 14 : พักชำระเงินต้น และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน พร้อมลดดอกเบี้ยลงเหลือ 3.90% ต่อปี  สำหรับลูกหนี้ที่สถานะ NPL และลูกหนี้ NPL ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้  ทั้งนี้ ลูกค้าที่เข้าร่วมมาตรการจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพ หรือทำธุรกิจ หรือการค้า เนื่องจาก โควิด-19 และไม่สามารถผ่อนชำระเงินงวดให้ธนาคารได้ตามสัญญาเงินกู้ หรือตามข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้ หรือ ตามคำพิพากษา   โดยในเฟสแรกที่มาตรการสิ้นสุดเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ธนาคารได้ช่วยเหลือลูกหนี้ซึ่งกู้เงินกับธนาคารรวม 183,000 ล้านบาท และได้ให้ลูกหนี้ลงทะเบียนเพื่อได้รับการช่วยเหลือต่อ ในเดือนพฤศจิกายนคิดเป็นมูลค่าวงเงินสินเชื้อ 113,600 ล้านบาท ซึ่งในปี 2565 ธนาคารจะมีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อเนื่อง ทั้งการลดดอกเบี้ย การแบ่งจ่ายตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ด้านนายอิสระ วงศ์รุ่ง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลูกค้าบุคคล  กล่าวว่า ในบทบาทการเป็นธนาคารเพื่อสังคม หรือ Social Bank ของธนาคารออมสิน เล็งเห็นแล้วว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ โควิด-19 ทำให้มีคนตกงาน ขาดรายได้ หรือบางคนยังมีงานทำ แต่อาจถูกลดเงินเดือน ขณะที่ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ยังคงเท่าเดิม หรือเพิ่มขึ้น   ดังนั้น ธนาคารจึงได้มี มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน เป็นการพักชำระเงินต้น และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 25%-100% หรือ พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ถึง ธันวาคม 2564  และมาตรการรวมหนี้ (Debt Consolidation) เป็นการรวมภาระหนี้ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น เช่น สินเชื่อธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่อพัฒนากลุ่มอาชีพ สินเชื่อฐานราก เป็นต้น เพื่อลดภาระดอกเบี้ย และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนให้มีสภาพคล่องไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน   นอกจากนี้ ธนาคารได้มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนทั่วไป ในด้านของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ผ่านแคมเปญ “สินเชื่อบ้านกู้ปีนี้ ผ่อนปีหน้า” ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน และภายใน 6 เดือนนี้ ยังไม่ต้องผ่อนเงินงวดคืนให้ออมสิน เป็นการแบ่งเบาภาระให้ผู้กู้มีเงินสดไว้ใช้จ่ายในช่วง 6 เดือนแรก จะช่วยให้ผ่านวิกฤตหรือความยากลำบากไปด้วยกัน โดยลูกค้าจะต้องได้รับการอนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน 30 ธันวาคม 2564   ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์น้ำท่วมตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าเพิ่มเติมที่มีสินเชื่อกับธนาคารทุกประเภท เช่น ลูกค้าที่มีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยกับธนาคารออมสิน จะได้รับการให้พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยนาน 3 เดือน โดยลูกค้าสามารถติดต่อสาขาธนาคารออมสินที่มีบัญชีสินเชื่ออยู่ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 พร้อมทั้งยังมีมาตรการความช่วยเหลืออื่น ๆ ที่ธนาคารได้ดูแลลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง   สำหรับปี 2565 ธนาคารจะมีการดำเนินช่วยเหลือลูกหนี้ประเภทต่างอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการรวมหนี้ข้ามธนาคาร การให้วงเงินสินเชื่อประเภทต่าง ๆ ในทุกกลุ่มลูกค้าด้วย ล่าสุด ธนาคารออมสินยังมีแคมเปญการกู้เงินซื้ออสังหาฯ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% และปลอดเงินต้นเป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งลูกค้าจะเริ่มต้นผ่อนชำระในปีหน้า   นายชัยยศ   ตันพิสุทธิ์   ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย   กล่าวว่า  ธนาคารมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อของธนาคารกสิกรไทยที่ประสบปัญหาจากสถานกาณ์ โควิด-19  ด้วยกัน  3 ทางเลือก คือ   1. ผ่อนชำระเฉพาะดอกเบี้ย และลดอัตราดอกเบี้ย 0.10% เป็นระยะเวลา 3 เดือน  2. ลดยอดผ่อนต่องวด 50% เป็นระยะเวลา 3 เดือน  และ  3. เลื่อนการชำระค่างวด (เงินต้นและดอกเบี้ย) เป็นระยะเวลา 3 เดือน   โดยธนาคารจะแจ้งผลการอนุมัติผ่านทาง SMS ภายใน 10 วันทำการ หลังจากลูกค้าลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว  (กรณีลงทะเบียนสำเร็จ ก่อนวันครบกำหนด 10 วัน ธนาคารจะเริ่มปรับยอดผ่อนภายในรอบบัญชีนั้น  หากลงทะเบียนสำเร็จหลังจากนั้น ธนาคารจะปรับยอดผ่อนในรอบบัญชีถัดไป) ทั้งนี้  ลูกค้าสามารถชำระหนี้มากกว่าเงื่อนไขที่เข้าร่วมมาตรการได้  เพื่อลดยอดหนี้หรือดอกเบี้ยผ่าน K Plus โดยไม่ต้องแจ้งธนาคาร และสามารถสมัครเข้าร่วมมาตรการได้ตั้งแต่บัดนี้  ถึง 31 ธันวาคม 2564   สำหรับข้อมูล ณ 30 กันยายนที่ผ่านมา ธนาคารทั้งระบบได้ช่วยลูกค้าแบ่งเบาภาระจากผลกระทบโควิด-19 รวม 622,000 ราย วงเงินรวม 820,000 ล้านบาท ในส่วนธนาคารกสิกรได้ช่วยลูกค้าคิดเป็นวงเงินรวม 142,000 ล้านบาท   ส่วนนายอภิรัฐ เหล่าสินชัย  ผู้จัดการศูนย์สินเชื่ออุปโภคบริโภค บมจ.ธนาคารกรุงเทพ  กล่าวว่า  ในส่วนของธนาคารกรุงเทพ  มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าของธนาคารที่ประสบปัญหาโควิด-19 ผ่านสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่ออเนกประสงค์ที่ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน  โดยมีมาตรการลดภาระการชำระหนี้ให้กับลูกค้าผ่าน 4 มาตรการคือ  1. การปรับลดค่างวด  2. พักชำระเฉพาะเงินต้น และพิจารณาให้ชำระดอกเบี้ยเพียงบางส่วน  3. พักชำระเฉพาะเงินต้น และพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย และ 4. พักชำระค่างวด  เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางแผนทางการเงินของตนเองในสถานการณ์นี้ และร่วมฝ่าวิกฤตการเงินร่วมไปกับลูกค้าของธนาคาร   โดยธนาคารกรุงเทพจะช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2565 ซึ่งปีหน้าจะเพิ่มความเข้มข้นในการช่วยเหลือ ภายใต้แนวทางความยั่งยืน อาทิ การเพิ่มระยะเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้น โดยดูจากสภาพปัญหา และความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้าแต่ละราย   สำหรับนางสาวพัชรินทร์  สุงสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงาน Retail Lending  Product Management  ธนาคารไทยพาณิชย์  กล่าวว่า ธนาคารได้มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยมาโดยตลอดตั้งแต่ระยะที่ 1 จนถึงปัจจุบัน เพื่อลดผลกระทบจากโควิด-19  ระยะที่ 3 โดยเสนอมาตรการที่เหมาะสมกับลูกค้า แต่ละราย ตามความสามารถในการชำระหนี้  เช่น การปรับลดค่างวดและหรือขยายระยะเวลาการผ่อนชำระ การพักเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ยบางส่วน เพื่อให้ลูกหนี้สามารถทยอยคืนเป็นขั้นบันไดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถขอเข้ารับมาตรการช่วยเหลือได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564   “ธนาคารมีเจตนารมณ์แน่วแน่ในการสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนก้าวผ่านวิกฤตดังกล่าวไปด้วยกัน ด้วยการ ทำตัวเราให้แข็งแรง ช่วยเหลือลูกค้าให้อยู่รอด และสนับสนุนสังคมให้อยู่ได้  จึงได้ดำเนินการเชิงรุกในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำลูกค้าที่ได้รับผลกระทบที่อยู่ในโครงการช่วยเหลือไปสู่การแก้ปัญหาในระยะยาว โดยลูกค้าที่ผ่านกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จจะได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด และคาดว่าจะสามารถฟื้นตัวไปพร้อม ๆ กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ”   นายสีห์โสภณ ตติยะวรนันท์ ผู้ช่วยสายงาน Retail Lending  ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์  เปิดเผยว่า  ธนาคารมีความเป็นห่วงลูกค้าโดยออกมาตราการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด -19 (สำหรับลูกค้าที่ยังไม่เป็น NPL) โดยมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีที่อยู่อาศัย เป็นหลักประกัน ดังนี้ 1.พักชำระค่างวด (เงินต้นและดอกเบี้ย) 3 งวด   2.ลดค่างวด 3 งวด  และพิจารณากาลดอัตราดอกเบี้ยให้ตามความเหมาะสมของลูกค้าแต่ละราย  และ 3.ขยายระยะเวลาการพักชำระหนี้หรือการลดค่างวด ทั้งนี้ธนาคารพิจารณาการช่วยเหลือเป็นรายกรณีไป โดยสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564      
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค  ขายทิ้ง “Kiroro Resort Holding” 4,358 ล้านบาท  ธุรกิจสกี-โรงแรมในญี่ปุ่น หลังโควิดกระทบท่องเที่ยว​

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ขายทิ้ง “Kiroro Resort Holding” 4,358 ล้านบาท ธุรกิจสกี-โรงแรมในญี่ปุ่น หลังโควิดกระทบท่องเที่ยว​

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ขายทิ้ง “Kiroro Resort Holding” ธุรกิจสกีและโรงแรมในญี่ปุ่น ตุนเงินจากการขายกว่า ​4,358 ล้านบาท หลังธุรกิจโรงแรมโดนผลกระทบโควิด-19 คาดปี 66 กว่าการท่องเที่ยวกว่าจะฟื้นตัวปกติ   เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า บริษัทได้ขายทรัพย์สินของ Kiroro Resort Holding co.,ltd. (KRH) ได้แก่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสกี และโรงแรมในประเทศญี่ปุ่น ให้กับ Godo Kaisha Kiroro Management(GKKM) และ Napier Tokutei Mokuteki Kaisha (Napier TMK) โดย GKKM เป็นบริษัท และ Napier TMK กองทรัสต์ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น   สำหรับมูลค่าการขายทรัพย์ดังกล่าวครั้งนี้ มีมูลค่า 15 ล้านเยน หรือคิดเป็นเงิน 4,357.59 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 100 เยนเท่ากับ 29.0506 บาท) KRH เป็นบริษัทย่อยของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น เพื่อประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจสกีและโรงแรมในประเทศญี่ปุ่น ที่บริษัทถือหุ้นทางตรงและทางอ้อม 99.70% ปัจจุบันประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจสกี และโรงแรมในประเทศญี่ปุ่น โดยหลังจาก KRH ได้โอนขายธุรกิจสกีและโรงแรมในประเทศญี่ปุ่นแล้ว จะยังคงดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่นต่อไป   การขยายการลงทุนไปต่างประเทศของ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เริ่มต้นในช่วงปี 2555 จาการจัดตั้ง​ Property Perfect International (PPI) ในประเทศสิงคโปร์ เป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้น 100% เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับการลงทุนในต่างประเทศ  ซึ่งในปีเดียวกันนั้น ได้มีการใช้เงินลงทุน 770 ล้านบาท ซื้อคิโรโระ (Kiroro) สกีรีสอร์ท จาก มิตซุย ฟูโดซัง (Mitsui Fudosan) บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ไม่รวมเงินในการซื้อหุ้นอีกจำนวนหนึ่ง และยังมีการลงทุนต่อด้วยการให้ PPI  เข้าลงทุนซื้อหุ้น บริษัท แชร์กรุ๊ป จำกัด (Share Group Co., Ltd.) หรือ SG ในประเทศญี่ปุ่นเพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจโรงแรม   โดยทาง PPI ใช้เงินกว่า 41.7 ล้านบาทในการซื้อหุ้นเ SG สัดส่วน 69.01% ซึ่งเท่ากับ 11,400 หุ้น ในราคาหุ้นละ 9,033 เยน ซึ่งขณะนั้นมีอัตราแลกเปลี่ยนเงินอยู่ที่ 100 เยน เท่ากับ 40.50 บาท  รวมถึงยังได้ให้​ SG  เข้าซื้อหุ้นในบริษัท คาบูชิกิ คาอิชะ คิโรโระ แอสโซซิเอทส์ จำกัด (Kabushiki Kaisha Kiroro Assoiates Co.,Ltd.) หรือ KA ซึ่งเป็นบริษัทผู้บริหารโรงแรมคิโรโระ รีสอร์ท (Kiroro Resort) ในเมืองฮอกไกโด โดยซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของ KA ในราคา 1 เยน หรือ 0.4050 บาท   สำหรับคิโรโระ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถมาท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ตั้งอยู่ใจกลางแหล่งสกีและเมืองสำคัญของเกาะฮอกไกโด เดิมเป็นที่นิยมในแวดวงนักสกีในด้านคุณภาพของหิมะที่นุ่มละเอียด ฤดูสกีที่ยาวนาน และเส้นทางขึ้นไปเล่นสกีที่สั้น ปัจจุบัน คิโรโระ เป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นรีสอร์ตระดับโลก และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่สามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย คิโรโระ ประกอบด้วยโรงแรมระดับ 5 ดาวถึง 2 แห่ง และที่พักส่วนตัวสุดหรูที่อยู่ติดกับลานสกี จึงเหมาะสำหรับครอบครัว คู่รัก และนักท่องเที่ยวทุกวัย   อย่างไรก็ตาม แผนการขายโรงแรมและธุรกิจสกีดังกล่าว เป็นไปตามที่นายศานิต ได้เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่าจะขายธุรกิจโรงแรมออก เพราะว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วง 2 ปีนี้ถือว่ารุนแรง และกว่าจะฟื้นตัวต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี หรือฟื้นตัวได้ในปี 2566 แม้ว่าธุรกิจโรงแรมที่ขายครั้งนี้จะอยู่ในประเทศญี่ปุ่น แต่ผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ก็ส่งผลกับธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวทุกประเทศเหมือนกับประเทศไทย

1 2 3 ... 87