ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 2 3 ... 94
เทอร์ร่า  เผยเทรนด์การอยู่อาศัยในปี 65  ต้องตอบโจทย์ Well-Being & ความปลอดภัย

เทอร์ร่า เผยเทรนด์การอยู่อาศัยในปี 65 ต้องตอบโจทย์ Well-Being & ความปลอดภัย

เทอร์ร่า เผยเทรนด์การอยู่อาศัยในปี 65 คนอยากมีบ้านใหม่ ที่ตอบโจทย์เรื่อง Well-Being ที่ครบทั้งระบบรักษาความปลอดภัยเยี่ยม เพิ่มนวัตกรรม Smart Home – EV Charger  เพิ่มพื้นที่สีเขียว  ด้าน “SC ASSET” มาแรงแซงโค้งคว้ารางวัล “The Most Powerful Real Estate Brand 2022” เป็นปีแรก สะท้อนการปรับแผนธุรกิจให้สอดรับความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี   นางสาวสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด เปิดเผยถึงผลวิจัย The Most Powerful Real Estate Brand 2022 และผลวิจัยเจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภคตามแนวคิด “GOOD HEALTH AND WELL-BEING”  จาการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง 1,000 ตัวอย่างทางออนไลน์​ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 84% มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัย โดยกว่า 44% คาดว่าจะซื้อบ้านเดี่ยว และ 29% คาดว่าจะซื้อคอนโดมิเนียม  ภายใต้งบที่วางไว้ว่าจะซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคา 3-5 ล้านบาท ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมาจาก 3 ปัจจัย คือ ระบบรักษาความปลอดภัยของโครงการ, บริการหลังการขาย และสังคมเพื่อนบ้านที่ดี   สำหรับที่อยู่อาศัยระดับราคา 3-7 ล้านบาท ในกลุ่มบ้านแนวราบทำเลที่ได้รับความนิยม 3 อันดับแรก คือ รังสิต-ลำลูกกา, บางใหญ่-บางบัวทอง, และบางพลี ขณะที่ทำเลอยู่อาศัย ที่ได้รับความนิยม​ในกลุ่มคอนโด 3 อันดับแรก คือ จตุจักร-ประชาชื่น, อ่อนนุช-บางนา และพญาไท-อารีย์ โดยปัจจัยสำคัญในการซื้อบ้านหรือคอนโด ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับระบบรักษาความปลอดภัย, บริการหลังการขายที่ดี, สังคมเพื่อนบ้านดี, วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และราคา   เมื่อเจาะลึกลงถึงความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มบ้านแนวราบ พบว่า   คนส่วนใหญ่ต้องการบ้านที่มีฟังก์ชั่นครอบคลุม อาทิ Smart Home เพื่อความปลอดภัย, นวัตกรรมจัดการคุณภาพอากาศ, การออกแบบเพื่อสูงอายุ, ที่ชาร์จรถ EV และDouble Volume  ขณะที่กลุ่มคอนโด จะให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่นที่เพิ่มความเป็นส่วนตัว อาทิ ประตู-ฉากกั้นห้องนอน, หน้าต่างบานใหญ่, ครัวปิด, ห้องนอนที่สามารถวางเตียงขนาด 6 ฟุตได้ เทอร์ร่า เผยลูกค้าต้องการ Well-being   สำหรับเทรนด์ของผู้บริโภคในปี 2565 จะเห็นว่าผู้ตอบแบบสอบถาม จะให้ความสำคัญ กับโครงการอสังหาฯ ​ที่ช่วยสร้างความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) มากกว่าการเปรียบเทียบราคาหรือทำเล เหมือนที่ผ่านมา ​โดยมีความต้องการหรือคาดหวังบ้านในอุดมคติ จะต้องช่วยสร้างความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น และต้องสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคล  ผู้อยู่อาศัยในแต่ละช่วงวัย   นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจ จากผู้ตอบแบบสอบถามในกลุ่ม Gen Y อายุ 27-40 ปี มีแผนที่จะซื้อที่อยู่อาศัยถึง 88% โดยตัวเลขที่น่าสนใจคือ 38% ของ Gen Y เป็นการซื้อบ้านหลังที่ 2 และ 29% เป็นการซื้อบ้านหลังแรก  ซึ่งส่วนใหญ่มีความต้องการซื้อบ้านเดี่ยวในระดับราคา 3-7 ล้านบาท และให้ความสำคัญกับระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมและทันสมัย รวมถึงการออกแบบ Universal Design รองรับทุกเพศ ทุกวัย และพื้นที่ส่วนกลาง 24 ชั่วโมง   ขณะที่กลุ่ม Gen Z อายุ 18-26 ปี ก็เป็นอีกกลุ่มที่กว่า 87% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีแผนที่จะซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่ง 72% เป็นการซื้อบ้านหลังแรกของ Gen Z และ 17% เป็นการซื้อบ้านหลังที่ 2 โดยสนใจซื้อคอนโดและบ้านเดี่ยว ในระดับราคา 2-5 ล้านบาท โดยปัจจัยสำคัญมาจาก ความต้องการที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง, ต้องการสังคมที่ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และต้องการซื้อไว้พักอาศัยในวันทำงาน   ในขณะที่เรื่องการจัดการระบบสาธารณูปโภคที่ดี เช่น สายไฟลงดิน, ระบบระบายน้ำ, ระบบจัดการขยะ นวัตกรรมที่ช่วยอำนวยความสะดวก เช่น Smart Home, EV Charger, การก่อสร้างที่ไม่ก่อมลพิษ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยังเป็นเทรนด์สำคัญที่คนกลุ่ม Gen Z มีความต้องการเป็นอันดับต้นๆ   ด้านแนวโน้มความเชื่อมั่นผู้บริโภคปี 2565 พบว่ามีสัญญาณดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากดัชนีความเชื่อมั่น  ผู้บริโภคปี 2565 อยู่ที่ 79.3 เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่ 45.4 ซึ่งจากข้อมูลพบว่ากลุ่มเจ้าของกิจการมีความเชื่อมั่น มากขึ้น โดยส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าปี 2565 สถานะทางการเงินดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และเชื่อมั่นว่าในอีก 1 ปีข้างหน้าภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น อสังหาฯหรือรถยนต์ เป็นต้น เอสซีฯ คว้ารางวัลปีแรก สำหรับการประกาศผลรางวัล The Most Powerful Real Estate Brand ประจำปี 2565 ผู้ที่คว้ารางวัลในปีนี้ ได้แก่ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นับเป็นปีแรกที่ SC ASSET คว้ารางวัล The Most Powerful Real Estate Brand โดยเป็นแบรนด์ที่มีการปรับตัวเติบโตต่อเนื่อง ทั้งการรับรู้ ภาพลักษณ์และความพึงพอใจ ก่อให้เกิดการสร้างฐานลูกค้าผู้ภักดี ครองตำแหน่งอันดับ 1 ในปีนี้   ขณะที่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล Eternal Award สำหรับแบรนด์ที่ครองใจลูกค้าได้  ต่อเนื่องเป็นอันดับหนึ่ง 5 ปี ติดกัน  เปรียบเสมือนแบรนด์ดาวค้างฟ้าเป็นตำนานในแวดวงอสังหาฯ  และ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ที่ในปีนี้สามารถคว้ารางวัล Credence Award แบรนด์ผู้กำหนดบรรทัดฐานคุณภาพและสร้างฝันของลูกค้าได้เป็นจริงสูงที่สุด และประกาศเกียรติคุณพิเศษให้กับบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ด้าน Excellence in Cater to Economy Group (แบรนด์ตอบโจทย์คนชั้นกลาง) และบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC ด้าน Excellence in Green Development (แบรนด์ที่พัฒนามุ่งคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม)  การเข้าสู่ Metaverse นั้นพบว่าผู้คนมีประสบการณ์การใช้งานสัดส่วนเพียง 17% และ มีความคิดเห็นต่อโลกเสมือนจริงว่าน่าจะมาแทนที่โลกจริงได้ 62% ในขณะที่คนกลุ่ม Gen Z นั้นมีความคิดเห็นว่าโลกเสมือน Metaverse น่าจะเข้ามาแทนที่โลกแห่งความจริงได้สูงถึง 80% มากกว่ากลุ่มคนอื่นๆ โดยการเข้าสู่ Metaverse นั้นเป็นไปเพื่อความบันเทิง (เล่นเกมส์ ดูคอนเสิร์ต) เพื่อการทำงาน (ประชุมออนไลน์) และเพื่อการลงทุน (NFT, Cryptocurrency) และประสบการณ์ต่อบริษัทผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่เข้าสู่ Metaverse นั้นการรับรู้ยังอยู่ในระดับต่ำ   สำหรับการรองรับผู้บริโภคยุคใหม่นี้ ผู้พัฒนาอสังหาฯ ​ต้องกำหนดจุดยืน จุดขายของตนเองใหม่ เนื่องด้วยผู้บริโภคในวันนี้ไม่ได้มองหาบ้านเพื่อการอยู่อาศัยเพียงเท่านั้น แต่ต้องการหาพื้นที่ที่จะช่วยสร้างความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ให้เกิดขึ้น โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการนั้นคือ เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบายด้วยร้านค้า สิ่งอำนวยความสะดวกในระยะเวลา 15 นาที  สังคมเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร และสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย ซึ่งโครงการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทศวรรษนี้ นั่นคือ การวางแผนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน หรือ มิกซ์ยูส (Mix-used Project) นั่นเอง การทำอสังหาฯ ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพราะลูกค้าซื้อบ้านเพื่อการอยู่อาศัยในคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เทอร์ร่าบีเคเค เผย โควิด-19 กระทบความเชื่อมั่น​  ลูกค้าเลื่อน-พับแผนซื้อบ้าน หวั่นสถานการณ์รุนแรง
บุญถาวร  ทุ่ม1,000 ล้าน ปั้น  Design Village  รับวิถีชีวิตคนยุค New Normal -Digital

บุญถาวร ทุ่ม1,000 ล้าน ปั้น  Design Village รับวิถีชีวิตคนยุค New Normal -Digital

บุญถาวร บุญถาวร ปั้น  Design Village  รับวิถีชีวิต New Normal -Digital ทุ่มกว่า 1,000 ล้าน เดินหน้า 2 โครงการใหม่ พร้อมเปิดตัวในปี​ 66 มั่นใจตลาดท่องเที่ยวฟื้นตัว ปลุกยอดขายเติบโต คาดทำรายได้ตามเป้า 15,000 ล้าน   บุญถาวร ศูนย์จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ วัสดุอุปกรณ์ และของแต่บ้าน ที่อยู่ในตลาดเมืองไทยมากว่า 45 ปี ปัจจุบันมีสาขาทั่วประเทศรวม 14 แห่ง  ถือเป็นหนึ่งผู้เล่นรายสำคัญที่ทำตลาดในเมืองไทยมายาวนาน โดยที่ผ่านมามีการปรับตัว  เพื่อรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา   นายสิทธิศักดิ์ ทยานุวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญถาวร กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทอยู่คู่กับสังคมไทยมานานถึง 45 ปี ซึ่งที่ผ่านมาได้พยายามปรับตัวให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ของคนแต่ละเจเนอเรชั่น โดยผ่านการทำการตลาด การรีแบรนด์ มาจนถึงปัจจุบัน ที่การตกแต่งที่อยู่อาศัย มีการดีไซน์มากขึ้น เราปรับตามสภาพสังคม และขยายธุรกิจเดิมด้วย เดิมเราขายสินค้าตกแต่ง อุปกรณ์ภายในบ้าน อุปกรณ์ไฟฟ้าและแสงสว่าง เฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเราจึงขยายมาสู่ไลฟ์สไตล์สโตร์ บุญถาวร 3 ปีปั้น 8 แห่ง บริษัทได้เริ่มต้นพัฒนาโครงการ Design Village ซึ่งเป็นรูปแบบของไลฟ์สไตล์สโตร์ ด้วยการผสมผสานร้านค้าไลฟ์ไสตล์เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าแฟชั่น ร้านการแฟ ซึ่งสาขาแห่งแรกเปิดให้บริการในปี 2561 ที่สาขาราชพฤกษ์ ต่อมาขยายสาขาต่อเนื่องแห่งที่ 2 สาขาพุทธมณฑล และสาขาเกษตร-นวมินทร์ เป็นสาขาที่ 3 ในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าทั้ง 3 สาขา ได้รับผลการตอบรับที่ดี ด้วยยอดคนเข้าใช้บริการเติบโต 300% มีผู้เข้ามาใช้บริการต่อวันกว่า 20,000 คน และสามารถสร้างยอดขายได้กว่า 4,500 ล้านบาท   ความสำเร็จดังกล่าว ทำให้บุญถาวร เดินหน้าขยายโครงการ Design Village  ต่อเนื่อง โดยในปีนี้ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาใหม่อีก 2 แห่งที่สาขาบางนา และรัชดา ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ในปี 2566 และคาดว่าหลังจากเปิดให้บริการครบแห่ง 5 แห่ง จะมียอดขายรวม 11,000 ล้านบาท   นอกจากนี้ บริษัทยังมีที่ดินสะสมและที่ดินของสาขาบุญถาวรในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นโครงการ Design Village ได้อีกหลายแห่ง อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ อุดรธานี และพัทยา โดยหากมีโอกาสและความพร้อมของทำเล จะมีการพัฒนาโครงการในต่างจังหวัด รวมถึงพื้นที่เขตปริมณฑลอย่างต่อเนื่องด้วย   อย่างไรก็ตาม  บริษัทได้วางแผนภายในปี 2569 จะมีการพัฒนาโครงการ Design Village ครบ 8 แห่ง โดยตั้งแต่ปี 2567-2569 จะพัฒนาปีละ 1 แห่ง ใช้งบลงทุนสาขาละประมาณ 1,000 ล้านบาท 4 ไฮไลท์ตอบโจทย์ New normal-ดิจิทัล จากการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล รวมถึงวิถีชีวิตภายหลังจากเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้วิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบันเข้าสู่ยุค New Normal ที่มีการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) และการใช้สื่อดิจิทัลมาช่วยในการทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิตด้านต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น แม้ปัจจุบันสถานการณ์โควิดจะปรับตัวดีขึ้น จนทำให้มีการกลับเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศ แต่ก็มีหลายบริษัทที่ยังคงทำงานจากที่บ้าน หรือไม่ก็เป็นการทำงานแบบผสมผสาน หรือ Hybrid   การพัฒนาโครงการ Design Village ในรูปแบบใหม่ เพื่อรองรับกับวิถีชีวิตดังกล่าว จึงมีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติม ทั้งงานดีไซน์ ฟังก์ชั่นการใช้งาน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพิ่มเข้ามา 1.การดีไซน์ Semi-Outdoor โครงการ Design Village ในรูปแบบใหม่จะดีไซน์และตกแต่งให้มีความโปร่ง สบาย ไม่ทึบเหมือนของเดิม และเพิ่มเติมพื้นที่ในส่วน Semi-Outdoor เพื่อสร้างบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยให้กับผู้บริโภค 2.จุด Pick up-Drive thru เพื่อรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ บุญถาวรจึงเพิ่มจุดรับสินค้า หรือ Pick up และช่องทาง Drive thru เพื่ออำนวยความสะดวก สำหรับลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็วในการรับสินค้า ภายหลังจากสั่งซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่น 3.เพิ่มพื้นที่ 24 ชั่วโมง จากพฤติกรรมของคนทำงานในยุคปัจจุบัน ที่ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา และสถานที่ โครงการ Design Village จะมีการเพิ่มพื้นที่ Co working space ที่สาขารัชดา ขณะเดียวกัน ยังวางแผนเปิดให้บริการในรูปแบบ 24 ชั่วโมง ในบางสาขา หรือร้านค้าผู้เช่าบางแห่งด้วย ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการถึงเวลา 22.00 น. โดยวางแผนขยายเวลาให้การบริการสำหรับร้านผู้เช่าบางสาขาให้ถึง 24.00 น. ก่อนวางแผนเปิดให้บริการแบบ 24 ชั่วโมงในอนาคต 4.เพิ่มพื้นที่ ช้อป-ทำงาน-ทาน-สัมมนา นอกเหนือไปจากการเพิ่มพื้นที่ทำงานในสาขารัชดา ซึ่งมีพื้นที่ 600-800 ตร.ม. แล้ว โครงการ Design Village ยังวางแผนให้สาขารัชดา เป็นพื้นที่ตอบโจทย์คนทำงานและผู้พักอาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง จึงเตรียมร่วมกับพันธมิตรร้านค้า ร้าอาหาร ให้เข้ามาเปิดให้บริการในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้สาขารัชดาเป็นพื้นที่การช้อปปิ้ง กินข้าว ทำงาน สัมมนา และการเป็นศูนย์กลางการเปิดตัวสินค้าแห่งใหม่ใจกลางเมืองด้วย  จากปกติที่โครงการ Design Village แต่ละสาขาจะมีร้านค้าที่เข้ามาเปิดให้บริการ อาทิ ยูนิโคล่ สตาร์บัคส์ และกูร์เมต์ มาร์เก็ต เดินหน้าสร้างรายได้ 15,000 ล้าน สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2565 บุญถาวร คาดว่าจะสามารถทำรายได้รวม 14,000 ล้านบาท เฉพาะโครงการ Design Village ทำรายได้ 4,500 ล้านบาท ส่วนในปีหน้าบุญถาวรคาดว่าจะมีรายได้รวม 15,000 ล้านบาท หรือเติบโต 7-8% แต่หากสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นอาจจะสามารถเติบโตได้ถึง 10% โดยจะได้รับผลดีจากภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม รีสอร์ท มีการรีโนเวต ทำให้บุญถาวรได้รับอานิสงค์ในกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากยอดขายนอกกลุ่มที่อยู่อาศัย 30%   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ใครท็อปฟอร์มสุด ในธุรกิจ ร้านวัสดุ-เฟอร์นิเจอร์ Q3/65 -อิเกีย ขายเสื้อผ้า ครั้งแรก!! จากเฟอร์นิเจอร์สู่สตรีทแฟชั่น…
“แอลฟา” ปักหมุด คลังสินค้า ใหม่ย่านรังสิต  เปิดพื้นที่เช่า 56,000 ตร.ม. 1,450 ล้าน

“แอลฟา” ปักหมุด คลังสินค้า ใหม่ย่านรังสิต เปิดพื้นที่เช่า 56,000 ตร.ม. 1,450 ล้าน

“แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น” เดินหน้าตามแผน 5 ปี  ขยายอาณาจักร คลังสินค้า เกาะทำเลคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมและยุทธศาสตร์การขนส่ง ปักหมุดลงเสาเอกคลังสินค้าแห่งใหม่ “แอลฟา รังสิต” มูลค่ากว่า 1,450 ล้าน พื้นที่เช่ากว่า 56,000 ตร.ม. คาดก่อสร้างแล้วเสร็จ Q2/2566 พร้อมประเดิมลูกค้ารายใหญ่ “เอสซีจีโฮม รีเทล” สร้างคลังสินค้า Built-to-Suit บนพื้นที่กว่า 22,000 ตร.ม.     นายปธาน สมบูรณสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมพร้อมบริการครบวงจร ภายใต้การร่วมทุนระหว่างบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI และบริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD เปิดเผยว่า ได้เริ่มแผนธุรกิจตามแผนงาน 5 ปีที่มุ่งพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าในทำเลยุทธศาสตร์ให้ได้รวม 1 ล้าน ตร.ม. โดยได้เริ่มต้น​ทำพิธีลงเสาเอกโครงการคลังสินค้า แอลฟา รังสิต (ALPHA Rungsit) หนึ่งในโครงการร่วมทุนพัฒนากับบริษัท โตคิว แลนด์ เอเชีย จำกัด พันธมิตรยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์จากญี่ปุ่น ​ขนาดที่ดินกว่า 54 ไร่ บนถนนพหลโยธิน กม.33 ที่มีความโดดเด่นด้านทำเล ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านการขนส่ง มีพื้นที่รวมกว่า 87,000 ตร.ม. คิดเป็นพื้นที่ให้เช่าสูงถึง 56,000 ตร.ม. โครงการคลังสินค้า แอลฟา รังสิต มีผู้เช่ารายแรกแล้ว และลงนามสัญญาเช่าระยะยาว ​คือ บริษัท เอสซีจีโฮม รีเทล จำกัด ในเครือเอสซีจี ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของทำเลและคุณภาพของคลังสินค้าที่เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมทันสมัย ได้มาตรฐานตอบโจทย์ความต้องการเป็นอย่างดี   ทั้งนี้ คลังสินค้าของเอสซีจีโฮม รีเทล จะเป็นการพัฒนาตามความต้องการของผู้เช่า (Built-to-Suit) โดยทีมงานของทั้ง 2 บริษัทร่วมกันออกแบบในทุกขั้นตอน เพื่อให้ตัวอาคารสามารถตอบสนองทุกกิจกรรมภายในคลังสินค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อาทิ การออกแบบให้มีประตูเปิด 3 ด้าน การออกแบบ Floor Load ให้รองรับน้ำหนักได้ถึง 5 ตันต่อ ตร.ม. การวางระบบจัดเก็บสินค้าแบบวีเอ็นเอ (Very Narrow Aisle Racking System) เพื่อให้สามารถวางของแนวสูงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยยังสามารถเข้าถึงชั้นวางได้ง่าย การออกแบบฟังก์ชันและตกแต่งพื้นที่ออฟฟิศให้มีบรรยากาศน่าทำงาน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาตอบโจทย์การทำงานในคลังสินค้า ด้าน นายสิทธิศักดิ์ ทยานุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจีโฮม รีเทล จำกัด หรือ SCGH กล่าวว่า ทำเลย่านรังสิตถือเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญที่มีความได้เปรียบในการขนส่ง เหมาะสมในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์กระจายสินค้าประจำภูมิภาค (Regional Distribution Center) สนับสนุนการขนส่งสินค้าให้กับสาขาอย่างมีประสิทธิภาพ และสะดวกต่อการประสานงานกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์ของบริษัท ขณะเดียวกัน ยังเป็นทำเลย่านพักอาศัยที่มีหมู่บ้านขนาดใหญ่จำนวนมาก ถือเป็นทำเลที่เหมาะสมต่อการขนส่งสินค้าระยะสุดท้ายสู่มือผู้บริโภค (Last Mile Transportation) และทำให้สินค้าถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว   ทั้งนี้ บริษัทจึงตัดสินใจเช่าพื้นที่ประมาณ 22,000 ตร.ม.ของโครงการแอลฟา รังสิต โครงการคลังสินค้าบนทำเลศักยภาพ เพื่อเป็นคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าหลักของบริษัท สามารถใช้จัดเก็บสินค้าได้มากกว่า 26,000 พาเลท พร้อมสนับสนุนการขนส่งสินค้าให้กับสาขาต่างๆ ตลอดจนรองรับการขยายสาขาเพิ่มเติมในอนาคต โดยจะบริหารพื้นที่กองเก็บ และพื้นที่รวบรวมสินค้าเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ   สำหรับโครงการแอลฟา รังสิต  ตั้งอยู่บน ถ.พหลโยธิน รังสิต คลอง 1 ในเขตพื้นที่สีม่วง (ที่ดินประเภทอุตสาหกรรม) ที่ใกล้กรุงเทพที่สุด มีที่ดินขนาดกว่า 54 ไร่ มีพื้นที่รวมกว่าประมาณ 87,000 ตร.ม. เป็นพื้นที่ให้เช่ากว่า 56,000 ตร.ม. พัฒนาใน 2 ลักษณะ ได้แก่ คลังสินค้าที่สร้างตามความต้องการของผู้เช่า (Built-to-Suit หรือ BTS) และ คลังสินค้าสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน (Ready Built Warehouse หรือ RBW) ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างคลังสินค้าแบบ Ready Built แล้ว โดยยังมีพื้นที่ว่างเพียงพอรองรับความต้องการแบบ Built-to-Suit คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในไตรมาส 2/2566 โดยโครงการตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ที่สามารถรองรับความต้องการด้านคลังสินค้าได้หลากอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อีคอมเมิร์ซ ชิ้นส่วนยานยนต์ วัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน ค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์สุขภาพ บริการด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนสินค้าอาหารสด เหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กระจายสินค้าห้องเย็น (Cold Chain Storage)   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เปิดเหตุผล​  “พรอสเพค” ทุ่ม 5,000 ล้าน เพิ่มพื้นที่เช่าโรงงาน-คลังสินค้าสู่ 1 ล้านตร.ม. -เสนาฯ จับมือ ลีโอ ลุยคลังสินค้าครบวงจร ประเดิมแห่งแรกที่เสนาเฟสท์ เจริญนคร 16  
10 เทรนด์ที่อยู่อาศัย กำลังจะเกิดในปี 2566-2568 เรื่องที่ดีเวลลอปเปอร์ต้องไม่พลาด !!

10 เทรนด์ที่อยู่อาศัย กำลังจะเกิดในปี 2566-2568 เรื่องที่ดีเวลลอปเปอร์ต้องไม่พลาด !!

ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา​ มีการนำเสนอ 10 เทรนด์ที่อยู่อาศัย ที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะใกล้ โดยศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซ็ปต์แห่งอนาคต Baramizi Lab ในงานนสัมมนา​หัวข้อ​ Xperience Design Future Trend for Property Sector ประจำปี 2023-2025 (ปี 2566-2568) ภายในเทศกาล WOW l Wonder of Well being City 2022 ที่จัดขึ้นโดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และอมรินทร์ปริ๊นท์ติ้ง จำกัด (มหาชน)   ในหัวข้อดังกล่าว มีประเด็นน่าสนใจสำหรับผู้คนที่อยู่อาศัยทั่วไป และแวดวงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาฯ ที่เป็นการบอกถึงสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ และมีโอกาสถูกนำมาพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้คนเหล่านั้น ​Reviewyourliving จึงนำมาเสนอให้เห็นว่าเทรนด์ต่าง ๆ ดังกล่าวมีอะไรบ้าง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจอสังหาฯ จะนำไปต่อยอดในเรื่องใดได้บ้าง 10 เทรนด์ที่อยู่อาศัย สุดเด่นในปี 2566-2568 สำหรับเทรนด์ที่อยู่อาศัยในช่วงปี 2566-2568  เป็นไปในทิศทางเดียวกับเมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้น การมี Innovation Case Studies ที่เกิดซ้ำกัน โดยเป็นเทรนด์ที่สอดรับกับความคาดหวังของผู้บริโภค ทั้งในระดับสากลและคนไทยด้วย ซึ่งทั้ง​ 10 เทรนด์ที่อยู่อาศัยในระยะ 3 ปีข้าง มีดังนี้ ​ 1.Biodiverse Well-Living การอยู่อาศัยในบ้านที่มีพื้นที่เยียวยาหัวใจ : เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของโรค และปัญหาความวุ่นวายในสังคมเมือง มีการประเมินว่าภายในปี 2593 ประชกาโลกกว่า 66% จะอาศัยอยู่ในเมือง และผู้คนจะใช้เวลากว่า 93% ภายในบ้านห่างไกลจากธรรมชาติ   โดยอุตสาหกรรมสุขภาพ มีขนาดตลาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2558 จากที่มีขนาดเพียง 3.7​ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็น 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563  โด่ย Wellness Real Estate นับเป็นกลุ่มธุรกิจภายใต้อุตสาหกรรม Wellness มีอัตราการเติบโตสูงสุด ต่อเนื่องแม้จะเจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ตาม   สำหรับ Wellness Lifestyle Real Estate มีจำนวนมากในอเมริกาเหนือ และรองลงมา คือ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ข้อมูลในปี 2560 Wellness Lifestyle Real Estate มีมูลค่า 134,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากสามารถทำราคาได้สูงกว่าที่อยู่อาศัยทั่วไปถึง 10-25% และที่อยู่อาศัยรวมกับธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการและยอมจ่ายเพิ่มเช่นกัน   จากการสำรวจความเห็นของคนไทย พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสนใจประสบการณ์ธรรมชาติเฉลี่ยถึง 86.85% ชอบอยู่กับธรรมชาติเพื่อสัมผัสความสงบ ถึงชีวิตกลับสู่ความสมดุลย 85.2% ใส่ใจกับสุขภาพโดยมุ่งเน้นการดูแลด้านจิตใจ ทำสมาธิ ดึงจังหวะการใช้ชีวิตให้ช้าลง คืน ความสมดุลสู่ร่างกาย 70.74%  ต้องการเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวสาธารณะเพื่อเชื่อมโยงคนเข้ากับธรรมชาติ 95.0% ต้องการเมืองมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี ปรับสมดุลให้กับร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ 2.The Serenexurious ผู้คนโหยหาความเงียบสงบในชีวิตที่มีแต่ความเร่งรีบ : จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาทำให้คนหันมาให้ความสนใจในการจัดการพื้นที่ในบ้าน เพื่อให้เหมาะสมกับทั้งการทำงานและอยู่อาศัย  แม้ว่าสถานการณจะคลี่คลายลง แต่การทำงานที่ไหนก็ได้ จะยังคงอยู่ในหลาย ๆ บริษัททั่วโลก ทำให้ผู้คนหลายคนจึงต้องการพื้นที่สำหรับหลีกหนีจากความเครียดที่เกิดขึ้นภายในตัวบ้าน   จากการสำรวจความเห็นคนไทยจำนวนหนึ่ง พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่มองว่า ตนเองต้องการความสงบ สนใจความเรียบง่าย และอยากใช้ชีวิตที่ช้าลง คนที่มองหาความสงบ ผ่อนคลาย หลีกหนีความวุ่นวาย มีสัดส่วน 88.98%  คนที่เรียบง่าย ถ่อมตน พึงพอใจในสิ่งที่มี 83.65% คนที่ต้องการใช้ชีวิตที่ช้าลง ไม่เร่งรีบตามกระแสสังคม 75.74% 3.All-in-Home บ้านคือทุกสิ่ง ไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย : เพราะการวิวัฒนาการของเทคโนโลยี ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลา การเดินททำงาน​ และการเรียนรู้ และการพักผ่อนจางลง ทำให้ที่อยู่อาศัยไม่ได้ทำหน้าที่ตอบเฉพาะโจทย์ของการอยู่อาศัย เพียงอย่างเดียว แต่อาจจะต้องครอบคลุมทุกอย่าง อย่างมีประสิทธิภาพ   ในไทยผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจำนวน 1,425 คน พบว่า จากผู้ตอบข้อนี้ 1,381 คน เกือบ 60%  ต้องการประกอบอาชีพอิสระ โดย 4 อันดับแรกของอาชีพ ที่สนใจ คือ เกษตรกร 26% ร้านขายอาหารหรือร้านขายกาแฟ 24% ขายของออนไลน์ 19% และขับรถดส่งของเดลิเวอรี่ 10% ซึ่งสอดคล้องกับ ผลสำนวจการย้ายถิ่นของประชากรทั้งประเทศในปี 2563 ระบุว่า จากควไทยกว่า 68 ล้านคน มีผู้ย้ายถิ่น 1.05 ล้านคน แรงงานที่เป็นคนต่างถิ่นต่างพากันกลับบ้านเกิด ไปตั้งหลักพึ่งพิงฐานเกษตร เนื่องจากไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในเมืองได้อีกต่อไป   สัดส่วนขององค์กรที่ให้พนักงานทำงานจากที่บ้านมีแนวโน้มลดลงนับจากล็อกดาวน์ครั้งที่ 3 แต่ยังมีถึง 28.5% ของคนวัยทำงานที่บอกว่าออฟฟิศให้ WFH ในบางวันในทุก ๆ สัปดาห์​ ความยืดหยุ่นของสถานที่ทำงาน ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์ ในการเลือกองค์กรที่จะร่วมงานด้วยของคน Gen Z ไปแล้ว  โดยผู้บริโภคชาวไทยเริ่มส่งสัญญาณถึงความต้องการในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่ใช่แค่การพักผ่อนที่อาจะเกิดขึ้นพื้นที่พักอาศัยเพิ่มมากขึ้น   โดยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามคนไทยสัดส่วน 70.57% มักจะติดต่อกับเพื่อน หรือกับคนในครอบครัว เพื่อเชื่อมสายสัมพันธ์แบบทางไกลผ่านอุปกรณ์สื่อสารที่ทันสมัย สัดส่วน 74.53% ไม่ต้องการเข้าออฟฟิศ แต่ต้องการสถานที่ข้างนอกที่สามารถทำงานและมีสภาพแวดล้อมที่ดี ที่ส่งเสริมการทำงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น สัดส่วน 77.64% ต้องการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์และเทคโนโลยี Virtual Working ที่เข้าไปเรียนรู้กับ และสัดส่วน 66.26% ต้องการประสบการณ์การเล่นสนุกแบบจมดิ่งไปในโลกเสมือน (Virtual Experience) ที่ทำให้โลกจริงดูตื่นตา ตื่นเต้นมากขึ้น และทำให้โลกบันเทิง เช่น ภาพยนตร์ เกม สมจริงมากขึ้น 4.Active-Aging Extended พื้นที่สร้างประประสบการณ์ยืดช่วงเวลาความแอคทีฟให้ผู้สูงอายุ : ผู้สูงอายุของคนไทย มีความต้องการที่ซ่อนอยู่ ซึ่งถือเป็น​ Unmet Needs ในเรื่องความต้องการพื้นที่การอยู่อาศัย ที่ช่วยสร้างประสบการณ์การมีความแอคทีฟที่ยาวนานขึ้นกว่าเดิม  เพื่อให้ตนเองมีคุณค่า ได้รับการยอมรับ เป็นส่วนหนึ่งในสังคม อยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่เป็นภาระ   สังคมไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์ว่า ในปี 2566 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุ 20% ของประชากรทั้งหมด และเป็นสังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอดในปี 2574 หรือ 2575 โดยจะมีจำนวนผู้สูงอายุกว่า 28% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับแนวโม้มของโลก   สำหรับวงการอสังหาฯ ถือได้ว่าเป็นผู้นำเทรนด์ที่จะช่วยชี้นำวิธีคิด วิธีอยู่อาศัย วิธีใชชีวิตให้ผู้คน ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยยืดระยะเวลาแห่งความสุขเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับ ครอบครัวคนไทยได้ จึงควรมีการจัดการพื้นที่ เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้สุขภาพดีทั้งกาย ใจ การสร้างสัมพันธภาพใหม่ ๆ  ตลอดจนการดำเนินไว้ซึ่งคุณค่าของการมีอยู่และการได้รับการยอมรับจากสังคม   จากการสอบถาม พบว่า ผู้สูงวัยชาวไทยกว่า 64.5% มองว่าตนเองยังมีความกระฉับกระเฉง มีพลังในการทำอะไรใหม่ ๆ  ขณะที่ 79.85% มีความกระตือรือร้น และกระฉับกระเฉงในการทำงาน ส่วน 66.17% ชอบพบปะผู้คน ได้รับอิทธิพลจากเพื่อนฝูง ส่วน 41.83% ชีวิตคือการผจญภัย และชอบความคิดในการทำสิ่งใหม่ และแตกต่างในทุกวัน และสัดส่วน70.42% พออายุมากขึ้น ฉันมีโอกาสที่จะทำสิ่งอยากทำ 5.R/O Phenomena คนรุ่นใหม่ ยอมรับรูปแบบการเช่า แทนการเป็นเจ้าของของ : สำหรับคนรุ่นใหม่ ยอมรับได้ถ้าจะอยู่อาศัยด้วยการเช่า แทนการเป็นเจ้าของเอง ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญให้กับนักพัฒนาอสังหาฯ เลือกที่จะทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่อาจเป็นที่นิยมของคนรุ่นต่อไป อาทิ ที่พักอาศัยแบบเช่าสุดครบครัน คู่หูคนอยากเช่า เช่าอยู่ก็คลูได้ เช่าไลฟ์สไตล์   ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ให้การยอมรับรูปแบบการเช่า เป็นเพราะ ราคาที่ดินที่แพงขึ้นทำให้ยากต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย รายได้ที่ลดลงหรือไม่มั่นคง หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ประกอบกับการย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่เมืองมากขึ้น ทำให้ราคาของที่ดินรวมถึง อสังหาฯ โดยรวมเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการที่มากขึ้น ในขณะที่ที่ดินที่น้อยลง ทำให้ผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการซื้อที่อยู่อาศัย เป็นการเช่าอสังหาฯ เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้น   ในประเด็นความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ต่าง ๆ ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มเปิดใจยอมรับ ไม่ยึดติดการต้องเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียว ซึ่งต้องจับตามองการเติบโตของสัดส่วนเหล่านี้ต่อไป  ซึ่งสัดส่วน 46.99% ไม่ยึดติดกับการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย หรืออสังหาฯ เน้นการเช่าอยู่เป็นหลัก เพราะทำให้สะดวก และคล่องตัวรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงของชีวิตยุคใหม่ สัดส่วน 52.84% ต้องการเช่าใช้สินค้า หรือบริการในรูปแบบ Subscription หรือ ระบบบริการสมาชิกแบบเหมาะจ่ายล่วงหน้าเป็นรายปีหรือรายเดือน สัดส่วน 53.19% ต้องการสินค้าและบริการแบบร่วมกันแบ่งปัน เช่น การแบ่งกันใช้รถ อย่างบริการของ Uber การแบ่งที่พักอย่างบริการของ Airbnb เป็นต้น เพื่อใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 6.Real Estate as a Service (REaaS) อสังหาฯ มาพร้อมการบริการ มากกว่าการอยู่อาศัย : จากแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคที่มีความเฉพาะตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านจาก “ผลิตภัณฑ์”​ สู่ “บริการ” เพื่อเพิ่มการบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม ให้กับผู้บริโภค เป็นการสร้าง Life-Long Customer ทำให้ธุรกิจอสังหาฯ มุ่งไปในทิศทางดังกล่าว โดย Real Estate as a Service (REaaS) เป็นรูปแบบธุรกิจที่ได้รับแนวคิดจาก Space As A Service (Spaas) ได้รับความนิยมเนื่องจากนวัตกรรมด้วยอสังหาฯ ที่ก้าวหน้าขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งหมดเป็นรูปแบบบริการแทนที่จะเป็นผลิตภัณฑ์ อันเนื่องจากผู้บริโภคกำลังซื้อประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่   โดยผู้บริโภคชาวไทยให้ความสนใจกับผู้ให้บริการที่ครบวงจรเพื่อความรวดเร็ว สะดวกสบายเพิ่มมากขึ้นถึงกว่า 80%  และสัดส่วน 83.64% ต้องการผู้ให้บริการที่ครบวงจรเพื่อความรวดเร็ว สะดวกสบาย และประสบการณ์หรือสิทิประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้น   ธุรกิจอสังหาฯ ต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหลายด้านทั้งมุมมองความคิด บทบาท ขีดความสามารถ และการทำงานร่วมกับดิจิทัล โดย 68% ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงองค์กร (Organization Transformation) จะมีความสำคัญเป็นลำดับแรกในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดย 89% ของการสำรวจจาก Pwc พบว่าอาสาสมัครมองว่า REaaS จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 7.AI Assistance ต้องการผู้ช่วย AI ที่ทำให้ชีวิตสุขสบาย : เพราะวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันมีความยุ่งยาก และใช้เวลาไปกับหลายเรื่อง จึงมีความต้องการได้​ผู้ช่วยมาทำเรื่องที่ต้องใช้เวลามาก ๆ เพื่อช่วยลดเวลายุ่งยาก และเพิ่มเวลาความสุข แม้ว่าจะต้องแลกกับการให้ข้อมูลส่วนตัว ผู้บริโภคชาวไทยก็พร้อม เพื่อนำเอาตัวช่วยมาใช้งาน อาทิ เทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย หรือแม้แต่แอปพลิเคชั่น   จากการสอบถามความเห็น พบว่า ​57.14% ต้องการใช้งานเคโนโลยีหรือแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่เข้ามาเติมเต็มด้านความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต โดยยอมแลกกับการให้ข้อมูลส่วนตัว สัดส่วน 62.13% ต้องการให้มีหุ่นยนต์อัจฉริยะ (Smart Robot) หรอระบบปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นผู้ช่วยอำนวยความสะดวกภายในที่อยู่อาศัย สัดส่วน 80.9% ต้องการเทคโนโลยีให้วินิจฉัยโรคได้ด้วยตนเอง เพื่อสามารถควบคุมสุขภาวะของร่างกายได้มากขึ้นผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยให้เราตรวจวัดสุขภาพของตัวเราได้ตลอดเวลา  และสัดส่วน 75.73% ต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาช่วยดูแลรักษาสุขภาพแบบส่วนบุคคล 8.Net Zero Agenda ธุรกิจอสังหาฯ เพื่อ Net Zero : ปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่มีความรุนแรงมากขึ้น และจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาในทุกระดับโดยเร็ว เป็นประเด็นที่หลายองค์กรให้ความสำคัญ เพราะหากยังมีการทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น จนอุณหภูมิพุ่งสูงจากเดิม 2 องศาเซลเซียส จะนำไปสู่ปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Hothouse Earth หรือภาวะโลกร้อนเหมือนอยู่ในเตาอบ ถึงตอนนั้นมนุษย์จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก หรือจุดที่เรียกว่า Point Of No Return ในการรักษาภาวะโลกร้อนให้ไม่เกิน 15 องศาเซลเซียส ตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีส ซึ่งไทยเข้าร่วมเมื่อ 21 กันยายน 2559 และประเทศไทยได้ให้ข้อเสนอการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจก และการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กับประชาคมโลก (National Determined Contribution-NDC) ที่ต้องการลดการปล่อยมลพิษจะต้องลดลง 45% ภายในปี 2573 และถึงศูนย์สุทธิภายในปี 2593   โดยผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่ต้องการให้ผู้ผลิต มีสินค้าและบริการที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม หรือการใช้ซ้ำ ซึ่งสัดส่วน 76.76% ชอบช่วยเหลือผู้คนและสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมก่อนเสมอ สัดส่วน 75.56% ชอบทำสิ่งต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้และสังคมดีขึ้น สัดส่วน 77.8% ใส่ใจกับธรรมชาติ เลือกใช้สินค้าหรือเทคโนโลยีที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้  และสัดส่วน 82.96% ต้องการให้ผู้ผลิตมีสินค้าและบริการที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมหรือการใช้ซ้ำ ทั้งหมดเป็นความต้องการของผู้บริโภคที่ภาคธุรกิจอสังหาฯ​ จะต้องให้ความสำคัญ​และรีบดำเนินการตอบสนองเรื่องเหล่านี้ 9.Humanity Resilience นวัตกรรมการปรับตัวให้อยู่รอดเพื่อมวลมนุษยชาติ :  จากปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดบ่อยมากขึ้น เมื่อเที่ยบกับอดีต และกระทบคนจำนวนมากขึ้นซึ่งสร้างความเสียหายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน สิ่งที่ภาคธุรกิจอสังหาฯ ต้องปรับตัวรองรับกับเทรนด์นี้ ​คือ การ​สร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยซึ่งสามารถรับมือกับภัยพิบัติ รูปแบบต่าง ๆ ได้ อาทิ  ที่อยู่อาศัยสามารถรับมือกับน้ำท่วม การพัฒนาเมืองต้นแบบที่เอาตัวรอดได้เมื่อโดนตัดขาด และกรรมวิธีการผลิตที่ทำได้แม้สถานการณ์คับขัน   จากการสำรวจความเห็น พบว่า ประชาชนต้องการเมืองที่มีความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติได้ดี ช่วยให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งสัดส่วน 92.08% ต้องการเมืองที่มีความสามารถในการับมือกับภัยพิบัติ สามารถอยู่รอดในสถานการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ แม้จะถูกตัดขาดจากพื้นที่โดยรอบของเมือง  และสัดส่วน 92.95% ต้องการเมืองที่ประชาชนรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 10.New Frontier บ้านหลังใหม่ของมนุษยชาติบนดาวอังคาร : หากมองไปไกลอีกหลายสิบปีข้างหน้า การออกไปอยู่ในอวกาศก็เป็นสิ่งที่หลายชาติกำลังมองหา ​เห็นได้จากการพัฒนาโครงการทางอวกาศในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย เป็น​​การเกิดขึ้นของโครงการอวกาศ ที่แต่ละครั้งล้วนสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรม​​ การนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้บนพื้นโลกนั้น ถือเป็นนหนึ่งในวีธีที่ทำให้สิ่งของบนโลกถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น หนึ่งในเทคโนโลยีที่ต่อยอดลงมาสู่พื้นโลก คือ การพัฒนาการอยู่อาศัย ตั้งแต่การสร้างบ้านที่ครบครันจากเครื่องพิมพ์สามมิติ และการอยู่อาศัยอย่างปกติในสภาพวะไร้น้ำหนัก   จากข้อมูล​​ พบว่า มูลค่าตลาดธุรกิจอวกาศ มีมูลค่ากว่า 420,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2562 และคาดว่าจะเติบโตขึ้นอีกกว่า 50% ในปี 2583  และตั้งแต่ปี 2563 ไปจนถึงปี 2570 ทาง NASA วางแผนที่จะใช้งบประมาณกว่า 150,000 ดอลลาร์สหรัฐในภารกิจที่จะพามนุษย์กลับไปสู่ดวงจันทร์ อีกทั้งสำรวจดาวอังคารด้วย ​   ทิศทางการตลาดของเศรษฐกิจอวกาศที่กำลังจะเกิดขึ้น ถือเป็นโอกาสสำหรบประเทศไทย ในการ​สร้างเศรษฐกิจอวกาศในประเทศไทย และการใช้องค์ความรู้จากการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อมุ่งสู่อวกาศมาพัฒนายัง Business Sector อื่น ๆ  ได้แก่ ใช้ประโยชน์ข้อมูลจากดาวเทียม พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความเป็นอยู่บนอวกาศ ต่อยอดเทคโนโลยีอวกาศมาแก้ปัญหาบนพื้นโลก สร้างประสบการณ์ใหม่ที่เพิ่มมูลค่าด้วยอวกาศ สร้างแรงบันดาลใจด้วยจินตนาการถึงอวกาศ ทั้งหมดคือ 10 เทรนด์ที่อยู่อาศัย ที่น่าสนใจซึ่งกำลังจะก้าวเข้าตอบสนองความต้องการขของคนในยุคปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้ หลายอย่างเชื่อว่าจะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น และสะดวกบายมากยิ่งขึ้น แต่เทรนด์ไหนจะเกิดขึ้นจริงได้บ้างนั้น คงต้องเฝ้าติดตามกันต่อไป​   อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง -อัพเดต 5 เทรนด์ที่อยู่อาศัย-การก่อสร้าง มาแรงปี 2022 -ส่อง ตลาดที่อยู่อาศัยปี 66 การเติบโตท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง ดอกเบี้ย-ต้นทุนพุ่ง
[PR News] ‘มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า’ พร้อมเปิดให้ชมวิลล่าหลังแรก 1 ธ.ค.นี้  ‘บ้านคลัสเตอร์’ สำหรับครอบครัวใหญ่หลายเจเนอเรชั่น

[PR News] ‘มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า’ พร้อมเปิดให้ชมวิลล่าหลังแรก 1 ธ.ค.นี้ ‘บ้านคลัสเตอร์’ สำหรับครอบครัวใหญ่หลายเจเนอเรชั่น

MQDC เปิดวิลล่า มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC เตรียมพร้อมเปิดวิลล่าหลังแรกของโครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า ในวันที่ 1 ธันวาคม 2565 นี้ ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงแนวคิดใหม่ในการออกแบบบ้าน ที่หลายวิลล่าถูกเชื่อมต่อถึงกัน เพื่อให้ครอบครัวขยายที่ประกอบไปด้วยสมาชิกหลายเจเนอเรชั่นสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวด้วยการอยู่อาศัยในบ้านเดี่ยวของตัวเอง   MQDC เปิดวิลล่า มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ นายชาคริต หัสสรังสี ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “นี่เป็นแนวคิดใหม่ที่น่าตื่นเต้น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตของครอบครัวคนไทย – ที่หลายเจเนอเรชั่นในครอบครัวเดียวกันมักจะปลูกบ้านอยู่ใกล้ๆ กัน แต่ด้วยความจำเป็นของวิถีชีวิตคนเมืองสมัยใหม่ ทำให้การใช้ชีวิตตามแบบที่เคยเป็นมา กลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อยๆ มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า จึงมุ่งช่วยส่งเสริมให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่ใกล้ชิดกันอีกครั้ง ซึ่งแนวคิดนี้ ได้รับความสนใจและการตอบรับเป็นอย่างดี และตอนนี้ทางโครงการพร้อมแล้วที่จะเชิญครอบครัวที่สนใจเข้าชมบ้านจริงได้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป”   MQDC เปิดวิลล่า มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวที่ออกแบบโดย Foster + Partners โดยแต่ละวิลล่ามีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ประมาณ 1,000 – 1,700 ตารางเมตร ออกแบบให้มี 3 ขนาด ตั้งแต่ 4-6 ห้องนอน ตั้งกระจายตัวอยู่บนที่ดินพื้นที่ 26 ไร่ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ โครงการมิกซ์ยูส ขนาด 398 ไร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการอสังหาริมทรัพย์ภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย   มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า  นายรุ่งโรจน์ จงศุจิพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “มัลเบอรี่ โกรฟ มีแนวคิดที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้อยู่อาศัยใช้ชีวิตอยู่ในอาณาบริเวณที่ใกล้ชิดติดกับพ่อแม่ หรือลูกที่โตแล้ว หรือทั้งสองอย่าง ยังจะช่วยทำให้เจ้าของบ้านมี ‘โบนัสเวลา’ เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัวที่เพิ่มขึ้น โดยทุกเจเนอเรชั่นซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านที่ออกแบบเหมาะกับความต้องการของตัวเอง จะสามารถไปมาหาสู่กับสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวได้โดยการเดินไปหาเพียงไม่กี่นาที ครอบครัวจะสามารถช่วยกันเลี้ยงเด็กๆ ได้ รวมทั้งช่วยกันดูแลพ่อแม่ที่อายุมากแล้วได้สะดวกสบายมากขึ้น และไม่จำกัดเวลาไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม เป็นการประหยัดเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างบ้าน ซึ่งจะทำให้ครอบครัวมีเวลามากขึ้นสำหรับทำกิจกรรมร่วมกัน”     วิลล่าขนาดใหญ่พิเศษของโครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า มีเนื้อที่ใช้สอยประมาณ 1,700 ตารางเมตร ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 310 ล้านบาท ส่วนวิลล่าขนาดใหญ่ที่มีเนื้อที่ใช้สอยประมาณ 1,200 ตารางเมตร ราคาขายประมาณ 220 ล้านบาท ในขณะที่บ้านขนาดกลางเนื้อที่ใช้สอยประมาณ 1,000 ตารางเมตร ราคาขายประมาณ 185 ล้านบาท     วิลล่าหลังใหญ่ที่สุดมีห้องรับประทานอาหารและพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ เพื่อให้ทั้งครอบครัวที่มีสมาชิกทุกเพศทุกวัย สามารถมารวมตัวทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกันได้ในบ้านหลังเดียว โดยบางวิลล่าสามารถนั่งล้อมโต๊ะทานข้าวกันพร้อมกันได้ถึงยี่สิบคน หรือมากกว่านั้น     ทั้งนี้ ความพิเศษประการสำคัญของมัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า อยู่ที่แนวคิดสำคัญของโครงการนั่นคือ การเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวใหญ่หลายเจเนอเรชั่น ให้สมาชิกในครอบครัวทุกช่วงวัย สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ในขณะที่ยังสามารถใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้อีกด้วย และความพิเศษอีกประการหนึ่งอยู่ที่ การตั้งอยู่ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและในระดับโลก ว่าเป็นโครงการที่มีความพิเศษเป็นอย่างมาก ในฐานะโครงการเมืองที่ออกแบบทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดียิ่งขึ้น และมีความสุขมากขึ้น   บทความน่าสนใจ MQDC เปิดโปรเจกต์แฟลกชิพ “THE FORESTIAS – เดอะ ฟอเรสเทียส์”  MQDC เผยความสำเร็จ “ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์” บ้านอัลตร้าลักชัวรี่ ทำยอดขายแล้ว 4,700 ล้าน [PR News] MQDC เปิดขาย “Whizdom The Forestias : Mytopia” อย่างเป็นทางการ  
[PR News] อีซี่วิซ  เปิดตัว กล้องวงจรปิด ซีรีย์ใหม่​ “H8 Pro” ความคมชัดระดับ

[PR News] อีซี่วิซ เปิดตัว กล้องวงจรปิด ซีรีย์ใหม่​ “H8 Pro” ความคมชัดระดับ

EZVIZ (อีซี่วิซ) เตรียมอวดโฉม กล้องวงจรปิด สำหรับการติดตั้งภายนอกอาคารซีรีย์ใหม่ “H8 Pro” กล้องสมาร์ท Wi-Fi แบบแพนและเอียง หมุนได้ 360 องศา     EZVIZ H8 Pro Series นวัตกรรมกล้องวงจรปิดอัจฉริยะสำหรับการติดตั้งภายนอกอาคาร เชื่อมต่อสัญญาณผ่านระบบ Wi-Fi ที่มีนวัตกรรมโดดเด่น 4 ด้าน ได้แก่   นวัตกรรมที่ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติที่โดดเด่นน่าจับตา ทั้งการตรวจจับด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะขั้นสูง แยกแยะการเคลื่อนไหวของมนุษย์หรือรถยนต์ได้อย่างชาญฉลาด พร้อมล็อกและติดตามเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และยังเพิ่มวิสัยทัศน์การมองเห็นที่ครอบคลุมทุกมิติมากขึ้น แสดงภาพสีคมชัดทั้งกลางวันและกลางคืน พร้อมสลับโหมดการแสดงภาพอัตโนมัติกับฟีเจอร์ Smart Night Vision (มีไฟ IR 2 ดวง) ช่วยให้คุณตรวจจับทุกเหตุการณ์ที่เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและไกลถึง 30 เมตร (98 ฟุต) มาพร้อมระบบเตือนภัยเชิงรุก แจ้งเตือนผู้บุกรุกด้วยไฟกระพริบและไซเรนดังอัตโนมัติ พร้อมส่งข้อความแจ้งเตือนให้คุณรับรู้ในทันที ให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวและป้องกันภัยได้อย่างทันท่วงที   เสริมวิสัยทัศน์การมองเห็นครอบคลุมทุกมิติด้วยเลนส์ประสิทธิภาพสูงแบบเรียลไทม์ ช่วยทลายทุกกรอบการมองเห็นเพื่อการปกป้องที่กว้างมากขึ้น ด้วยการออกแบบให้กล้องปรับหมุนได้ทั้งแนวตั้ง 340° และแนวนอน 80° (Pan and tilt camera) ครอบคลุมมุมมองพาโนรามา 360° ผ่านเลนส์อัจฉริยะที่ให้ภาพคมชัดสูงสุด กับ 2 โมเดลที่แตกต่างให้เลือก คือ วิดีโอความละเอียดระดับ 2K (3 ล้านพิกเซล) และระดับ 3K (5 ล้านพิกเซล) ที่คมชัดทุกรายละเอียด ผสานการทำงานกับเซ็นเซอร์ DWDR (Digital Wide Dynamic Range) ที่ช่วยปรับสมดุลความสว่างในภาพย้อนแสงอัตโนมัติ ช่วยให้การบันทึกภาพมีความคมชัดสมจริงแม้อยู่ในที่แสงน้อยที่สุด   นวัตกรรมที่สนับสนุนการควบคุมและสั่งงานจากระยะไกล ผ่าน EZVIZ App ซึ่ง อีซี่วิซ ไม่เคยหยุดยั้งการพัฒนาระบบให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถเฝ้าติดตามดูแลและควบคุมการสั่งงานได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ทโฟนได้ง่ายและรวดเร็ว มีฟังก์ชั่น “การสื่อสารสองทาง” พร้อมเสริมประสิทธิภาพเสียงให้คมชัดมากยิ่งขึ้นด้วยไมโครโฟนแบบตัดเสียงรบกวนและลำโพงในตัว  สามารถเชื่อมต่อการสื่อสารกับคนในครอบครัวได้จากทุกที่ทุกเวลา และยังมาพร้อมฟีเจอร์เด็ดที่ผู้บริโภคกำลังมองหามากที่สุด กำหนดตำแหน่งเริ่มต้น (Home) ให้กล้องปรับหมุนไปยังจุดที่บันทึกไว้ล่วงหน้าได้มากถึง 12 ตำแหน่งแบบอัตโนมัติ ช่วยลดความยุ่งยากกับการใช้งาน ไม่ต้องคอยกดหมุนกล้องทุกครั้งที่ต้องการเฝ้าดูเหตุการณ์ต่างๆ ในบริเวณโดยรอบ และฟีเจอร์พิเศษที่มีเฉพาะในกล้องรุ่น H8 Pro 3K ให้คุณสามารถสร้างคำสั่งให้กล้องจดจำท่าทาง “การโบกมือ” เพื่อให้คุณ VDO Call หากันได้ง่ายๆ อีกด้วย   ระบบการปกป้องข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ในระดับสูงสุด ด้วยการเข้ารหัสลับแบบ AES 128 บิต และการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน บน EZVIZ Cloud ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกสำหรับการจัดเก็บวิดีโอที่ปลอดภัย เพื่อให้ทุกข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานได้รับการรักษาความปลอดภัยสูงสุด และอีกหนึ่งความพิเศษ กล้อง H8 Pro ได้เพิ่มความจุเมมโมรี่ได้สูงถึง 512 GB เสริมด้วยเทคโนโลยีการบีบอัดวิดีโอรูปแบบใหม่ H.265 ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสามารถในการบีบอัดข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้พื้นที่ความจุน้อยลง เพื่อให้การบันทึกมีความต่อเนื่อง พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเฝ้าดูแลบ้านคุณให้ปลอดภัยตลอด 24 ชม.   EZVIZ H8 Pro มาอวดโฉมด้วยดีไซน์ที่ดูทันสมัยและมีความมินิมัลมากขึ้น ตัวเครื่องออกแบบให้มีสีขาวสะท้อนความเรียบง่ายที่เข้าได้กับการตกแต่งทุกสไตล์ ผลิตภัณฑ์จากวัสดุที่ได้มาตรฐาน กันน้ำ กันฝุ่น ทนต่อทุกสภาพอากาศในเมืองไทย โดยสามารถหาซื้อ EZVIZ “H8 Pro” กล้องสมาร์ท Wi-Fi Outdoor Camera ได้แล้ววันนี้ ที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
เสนาฯ  เปิดโมเดล​ บ้านพลังงานเป็นศูนย์  เดินหน้าสู่บริษัท ด้านความยั่งยืน

เสนาฯ เปิดโมเดล​ บ้านพลังงานเป็นศูนย์ เดินหน้าสู่บริษัท ด้านความยั่งยืน

เสนาฯ เปิดโมเดล​ บ้านพลังงานเป็นศูนย์ เดินหน้าสู่บริษัท ด้านความยั่งยืน ดึง 2 โปรเจ็กต์นำร่อง พร้อมจับมือ ศูนย์บริการวิชาการจุฬาฯ สร้างต้นแบบก่อนใช้จริง อ้อนแบงก์หนุนลดดอกเบี้ย0.5-1% ให้ผู้ซื้อ   ถ้าย้อยไปในปี 2558 การนำเอาแผงโซลาร์เซลล์มาติดตั้งตามบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เนื่องจากยังมีราคาสูง ประกอบกับ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่บ้านในช่วงกลางวัน แต่สำหรับบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กลับมองว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเรือน เป็นเทรนด์ที่กำลังมา จากกระแสการรักษ์โลก การประหยัดพลังงาน ตามภาวะวิกฤตพลังงาน รวมถึงการลดภาวะโลกร้อน จึงได้เริ่มต้นนำ Solar Rooftop มาติดตั้งในโครงการของบริษัทเป็นรายแรก และบ้านทุกหลังของโครงการจนมาถึงปัจจุบัน ได้ขยายการติดตั้งครบสินค้าทุกประเภท​   มาในปี 2565 เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ เดินหน้าต่อกับก้าวสู่ความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ จึงได้เตรียมความพร้อม กับการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ Sustainable Development และ Net Zero Emission ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรญี่ปุ่น อย่างฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพรอ์ตี้ คอร์ป ร่วมกันพัฒนา บ้านพลังงานเป็นศูนย์ หรือ Zero Energy House (ZEH)   เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานกลางในเรื่องนี้ เสนา ดีเวลลอปเม้นท์​ จึงได้นำแนวคิด Zero Energy House (ZEH) จากญี่ปุ่น ที่เป็นกรณีศึกษาจริงจากพันธมิตรทางธุรกิจ มาเป็นต้นแบบของการพัฒนาและประยุกต์ใช้ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนไทย บ้านพลังงานเป็นศูนย์ คืออะไร? ตามคำนิยาม Zero Energy House ของประเทศญี่ปุ่น  จะหมายถึง ​บ้านที่มีการใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันในรอบ 1 ปี ได้ใกล้ หรือน้อยกว่าศูนย์ ด้วยการประหยัดพลังงานให้มากที่สุด ในการอยู่อาศัยภายใต้สภาพวะแวดล้อมที่ยังสะดวกสบาย โดยหลักการ คือ ใช้พลังงานไม่มาก เพื่อการควบคุมอุณหภูมิภายในบ้าน ในแต่ละฤดูให้เหมาะสมจากการออกแบบ (Passive Design) และใช้พลังงานอย่างมีระสิทธิภาพมากขึ้น (Efficiency) รวมถึงมีระบบผลิตพลังงานใช้เองจากพลังานหมุนเวียน (Renewable energy) นางสาว ยูคาโกะ มาสึโอะ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายธุรกิจบ้านจัดสรร บริษัท ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป  อธิบายว่า หลักการบ้านพลังานเป็นศูนย์ คือการลดใช้พลังงาน โดยเกณฑ์พื้นฐานที่เรียกว่า ค่า Ua Value (ค่าการถ่ายเทความร้อนภายใน) เป็นค่าที่ถูกกำหนดในแต่ละเมืองให้มีการลดพลังงานที่ไม่ใช้ Renewable energy อย่างน้อย 20% ในทุกระดับ เกณฑ์การวัด บ้านพลังงานเป็นศูนย์ ปัจจุบันการพัฒนาอาคารให้เป็น Zero Energy House 100% นั้น ยังคงทำได้ยาก เนื่องจากมีเรื่องต้นทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทางรัฐบาลญี่ปุ่น จึงมีการแบ่งเกณฑ์ในการประเมินเป็น 4 ระดับ ทั้งกลุ่มบ้านและกลุ่มคอนโด (ในประเทศญี่ปุ่นจะเรียกคอนโดว่าแมนชั่น-Mansion) สำหรับเกณฑ์การประเมินกลุ่มบ้าน แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ ZEH Oriented เป้าหมาย ลดการใช้พลังงานได้ไม่ต่ำกว่า 20% ไม่รวมการใช้พลังงานสะอาด ZEH Ready เป้าหมาย ลดการใช้พลังงานได้ 50%ขึ้นไป รวมการใช้พลังงานสะอาด Nearly ZEH   เป้าหมาย ลดการใช้พลังงานได้ 75%ขึ้นไป รวมการใช้พลังงานสะอาด ZEH   เป้าหมาย ลดการใช้พลังงานได้ 100%ขึ้นไป รวมการใช้พลังงานสะอาด เกณฑ์กลุ่มคอนโด เรียกว่า Zero Energy House-Mansion (ZEH-M) มี 4 ระดับ เช่นกัน แต่มีการเพิ่มเติมเกณฑ์ที่เกี่ยวกับจำนวนชั้น สำหรับเกณฑ์การประเมินคอนโด แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ ZEH Oriented เป้าหมาย ลดการใช้พลังงานได้ไม่ต่ำกว่า 20%  ไม่รวมการใช้พลังงานสะอาด เป้าหมาย 6 ชั้นขึ้นไป ZEH Ready เป้าหมาย ลดการใช้พลังงานได้ 50%ขึ้นไป รวมการใช้พลังงานสะอาด เป้าหมาย 4-5 ชั้น Nearly ZEH   เป้าหมาย ลดการใช้พลังงานได้ 75%ขึ้นไป รวมการใช้พลังงานสะอาด เป้าหมาย 1-3 ชั้น ZEH   เป้าหมาย ลดการใช้พลังงานได้ 100%ขึ้นไป รวมการใช้พลังงานสะอาด เป้าหมาย 1-3 ชั้น ในประเทศญี่ปุ่น มีกฎหมายบังคับให้ดีเวลลอปเปอร์ต้องพัฒนาบ้านพลังงานเป็นศูนย์  ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีการสนับสนุนเงินงบประมาณให้กับดีเวลลอปเปอร์ ที่มีระบบการการปล่อยคคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย ​สำหรับบ้านพลังงานเป็นศูนย์ ที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินสนับสนุน 550,000 เยนสำหรับบ้านเดี่ยว 400,000 ต่ออาคารสำหรับคอนโดโลว์ไรส์ กรณีที่สูงกว่านี้จะได้รับการสนับสนุนเงิน  1 ใน 2 หรือ 1 ใน 3 ของระบบการสร้าง เนื่องจากบ้านพลังงานเป็นศูนย์มีราคาสูงกว่าบ้านปกติทั่วไป 30-50% ส่วนฝั่งผู้ที่ซื้อบ้านที่ผ่านเกณฑ์ ก็จะได้รับประโยชน์ เช่น การู้ขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เสนาฯ เดินหน้าสู่บริษัทยั่งยืน ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า หนึ่งในวิสัยทัศน์ของบริษัท คือ ความยั่งยืน เพราะปัจจุบันทีความท้าทายเกิดขึ้นหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ Climate Change หรือภาวะโลกร้อน​  สินค้าที่พัฒนาจะต้องเดินไปตามวิสัยทัศน์ดังกล่าวด้วย โดยปัญหาหลักของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นเรื่องของพลังงาน ไม่ใช่แค่ภาวะโลกร้อน ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงภาวะเศรษฐกิจ เพราะไทยต้องนำเข้าพลังงานที่มีต้นทุนสูง และส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าต่าง ๆ หากเราสามารถลดการนำเข้าพลังงานได้ ​จะทำให้ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศมากเกินไป   การทำบ้านพลังงานเป็นศูนย์ จึงเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้น โดยการทำใน ​3 เรื่องหลัก คือ ​ การทำดีไซน์ ทำบ้านไม่ให้ร้อนมาก การใช้ไฟอย่างมีประสิทธิภาพ efficiency เช่น การใช้สมาร์ทโฮมที่สามารถสั่งงานในบ้านได้ แม้ลืม การผลิตไฟขึ้นมาใช้เอง ถ้าทั้งหมดบวกลบ แล้วเท่ากับศูนย์ แสดงว่าเราเป็นไปตามหลักการนั้น  ในเมืองไทย มีเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ไม่ชัดขนาดนี้ เช่น บ้านเบอร์ 5 บ้านประหยัดไฟ ของการไฟฟ้า แต่ไม่รวมการผลิตไฟเข้ามา โจทย์เรื่องนี้ไม่ใช่อยากทำและทำได้ โจทย์ที่ยากสุดวันนี้ คือ ทำแล้วขายได้ จับมือจุฬาฯ สร้างแบบจำลอง แม้ว่า​​ ประเทศไทยจะมีหลายหน่วยงาน​ที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน แต่ในเรื่องบ้านพลังงานเป็นศูนย์ ยังไม่มีเกณฑ์เรื่อง Zero Energy House (ZEH) ที่เป็นมาตรฐานกลาง เสนา ดีเวลลอปเมนท์จึงได้นำองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาของ​มาพัฒนาต่อยอดในบ้านของเสนา ​ด้วยการร่วมมือกับ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิสาหกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ทำการศึกษาและทดลองจัดทำแบบจำลอง ในการศึกษาประสิทธิภาพด้านพลังงาน   โดยจะใช้การจำลองการใช้พลังงานของอาคารด้วยคอมพิวเตอร์ (Building energy simulation) ด้วยโปรแกรม ซึ่งเป็นที่ยอมรับ เช่น โปรแรกม DOE-2, EnergyPlus และ eQUEST โดยกำหนดข้อมูลในการจำลองเป็นตัวแปรควบคุม ได้แก่ ข้อมูลอากาศรายชั่วโมงของกรุงเทพมหานคร โดยกรมอุตุนิยมวิทยา การหมุนอาคารเป็น 4 ทิศ (เหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก) และหาค่าเฉลี่ยการใช้พลังงานรวม ด้วยการสร้างสมมุติฐานช่วงเวลาการใช้งานอาคาร 2 รูปแบบ ได้แก่ การใช้งานบ้านแบบปกติ (เน้นออกนอกบ้านมาทำงานกลางวันและพักผ่อนเวลากลางคืน) โดยเปิดใช้เครื่องปรับอากาศวันจันทร์-ศุกร์ (18.00-08.00 น.) และเสาร์-อาทิตย์ (ตลอด 24 ชั่วโมง) การใช้งานแบบบ้านที่มีผู้สูงอายุ หรือ WFH ที่มีการใช้สอยตลอด 24 ชั่วโมง มีการเปิดใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลา เมื่อได้ผลการทดลองแล้ว จะนำเอาไปสร้างบ้านต้นแบบ (SENA HHP Zero Energy House Prototype) ใน 2 โครงการ ได้แก่ เสนา แกรนด์โฮม บางนา กม.29 คาดว่าจะทำ Simulation แล้วเสร็จในปลายเดือนมกราคม 2566 แล้วจึงนำไปก่อสร้างเป็นบ้านต้นแบบ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2566 เพื่อวัดผลจากการใช้งานจริงอีกครั้ง และคอนโด ที่คาดว่าจะทำ Simulation แล้วเสร็จปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2566 เป้าหมายสำคัญของ เสนา ดีเวลลอปเมนท์  คือ การลดการใช้พลังงานให้ได้ไม่ต่ำกว่า 20% รวมการใช้ Renewable Energy ที่บ้านเดี่ยว และคอนโดของเสนา และจะนำมาใช้กับบ้านทุกหลังของเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ต่อไปในอนาคต แม้ว่าจะลดพลังงานไม่ได้ตามเป้าหมาย 20% ก็ตาม โดยแนวทางของเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จะทำกับโครงการเก่าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหรือระหว่างการขาย เช่น โครงการที่อาจจะสร้างมาแล้ว 20 หลัง ส่วนหลังที่ 21 ก็จะเริ่มพัฒนาเป็นบ้านพลังงานเป็นศูนย์​​ โดยไม่รอการสนับสนุน​ แต่ในส่วนของผู้ซื้อ หากได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน ลดอัตราดอกเบี้ยลงจากเรทปกติ 0.50-1% ในปีแรก จะช่วยกระตุ้นการซื้อได้มาก เพราะราคาบ้านพลังงานเป็นศูนย์จะแพงกว่าบ้านปกติแน่นอน เหมือนกับการทำบ้านโซลาร์ในช่วยแรกที่แพงกว่าบ้านปกติ 10-15%​ คิดว่าทำอะไรได้ก็ต้องเริ่มเลย สิ่งที่เราทำเราคิดและทำเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งวัดผลได้จริง แต่จะลดได้เท่าไรก็ตาม  เราเอาต้นแบบมาทำ แม้จะลดได้แค่ 5% ก็ทำ ปีหน้าไตรมาสแรกน่าจะได้เห็น จะมีแบบบ้านใหม่ในโครงการ ทุกโครงการ            
มหากิจศิริ  ปลื้มยอดขาย 125 สาทรได้ 50%  ผนึกพันธมิตรโรดโชว์ในเอเชียต่อปี 66

มหากิจศิริ ปลื้มยอดขาย 125 สาทรได้ 50% ผนึกพันธมิตรโรดโชว์ในเอเชียต่อปี 66

มหากิจศิริ ปลื้มยอดขาย 125 สาทร หลังเปิดตัวกวาดยอดขายแล้ว 50% พร้อมเดินหน้าตามแผนก่อสร้างโครงการในช่วงปลายปี ยันเสร็จตามกำหนดปี 69 หลังได้เงินสินเชื่อจากทีทีบีแล้ว 1,700 ล้าน   นางสาว อุษณา มหากิจศิริ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) (TTA) ผู้พัฒนาโครงการ 125 สาทร (125 SATHORN) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการว่า ปัจจุบันโครงการสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้  โดยมียอดขายแล้วเกือบ 50%  แบ่งเป็นกลุ่มลูกค้าคนไทย  สัดส่วน 35% และต่างชาติ 15% เช่น ญี่ปุ่น เมียนมา สิงคโปร์ ยุโรป ตะวันออกกลาง โดยซื้อในราคาสูงสุด 40 ล้านบาท ซึ่งโครงการมีมูลค่ารวมกว่า 8,000 ล้านบาท   สำหรับด้านกลยุทธ์การตลาดต่อจากนี้  ในส่วนการขยายฐานลูกค้าชาวต่างชาติ  บริษัทได้เตรียมร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ คันเดน เรียลตี้ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ฯ (KRD) และ โทเร คอนสตรัคชั่น (TCC) วางแผนโรดโชว์ไปยังประเทศต่าง ๆ ในเอเชียงในปีหน้า นอกจากนี้ ยังมีการจัดโปรโมชั่น มอบสิทธิพิเศษ gadget voucher มูลค่าสูงสุด 200,000 บาท* จาก dotLife อาทิ iPhone, B&O เป็นต้น ล่าสุด โครงการได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อระยะยาว 1,700 ล้านบาท จากธนาคารทีทีบี ทำให้บริษัทเตรียมเริ่มก่อสร้าง โครงการ 125 สาทร ในช่วงปลายปี 2565 นี้ และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2569 โดยบริษัทจะทำการย้าย Sales Gallery ที่ปัจจุบันอยู่บริเวณด้านหน้าที่ตั้งโครงการในช่วงปลายปี 2565 นี้ ไปยังอาคาร KRONOS (ถ.สาทรเหนือ) ชั้น G ซึ่งพร้อมจะเปิดให้ลูกค้าเข้าเยี่ยมชมได้ในเดือนมกราคม 2566 ตลาดอสังหาฯ มีขึ้นมีลงตามสภาะเศรษฐกิจ ซึ่งในปีนี้การทำตลาดไม่ใช่ง่าย แต่ตลาดยังมีดีมานด์ที่ชัดเจน เลยทำให้ยังไปได้ แม้จะมีภาวะเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น แต่มันเป็นสภาวะชั่วคราว ซึ่งคาดหวังว่าปีหน้าจะดีขึ้นมากกว่าปีนี้ ​   สำหรับปัญหาเรื่องค่าเงิน ที่ส่งผลกระทบกับการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นก็ประสบปัญหาค่าเงินเยนเช่นกัน ทำให้ในปีนี้มีส่วนต่างค่าเงินค่อนข้างสูง ทางญี่ปุ่นที่นำเงินมาลงทุนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะได้กำไรจากสภาวะค่าเงินเยนอ่อนไปเรียบร้อยแล้ว   อย่างไรก็ตาม จากปัญหาค่าเงินเยนที่อ่อนตัวดังกล่าว  ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนกับพันธมิตรจากญี่ปุ่น คือ บริษัท คันเคน เรียลตี้ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์และบริษัท โทเร คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งพันธมิตรทั้งสองรายยังเดินหน้าลงทุนโครงการอย่างต่อเนื่องในปีหน้า ทั้งแนราบและแนวสูง   สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ ภายหลังเปิดขายโครงการแอร์รี่ ศรีนครินทร์ – กรุงเทพกรีฑา เนื้อที่ 29 ไร่ มูลค่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยว 3 ชั้น ขนาด 50-80 ตารางวา จำนวน 115 ยูนิต ราคาเริ่ม 16.9-40 ล้านบาท ไปก่อนหน้านี้แล้ว บริษัทยังมีที่ดินเหลืออีก 42 ไร่ อยู่ฝั่งข้าม จึงวางแผนที่จะนำมาพัฒนาโครงการใหม่ปีหน้าด้วย ด้านนายเคนอิจิ ฟูจิโนะ ประธานกรรมการ บริษัท คันเดน เรียลตี้ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (KRD) กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้น สะท้อนได้จากตัวเลขต่าง ๆ ที่มีการฟื้นตัวทั้งยอดขาย ยอดโอน และยอดเปิดตัวโครงการใหม่ ซึ่งรวมไปถึงโครงการ  125 สาทร ที่มียอดขายเป็นที่น่าพอใจได้ตามเป้าหมายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน   สำหรับโครงการ  125 SATHORN คอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ เป็นอาคารแฝด 36 ชั้น มีทั้งหมด 755 ยูนิต แบ่งเป็นห้องชุดพื้นที่ตั้งแต่ 28-330 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 6.9 ล้านบาท* ภายใต้การบริหารของบริษัท พีเอ็มที พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (PMT) โดย Palmer & Turner Group (P&T) เป็นบริษัทสถาปนิกที่ปรึกษางานออกแบบ ขณะที่มี Design Worldwide Partnership (DWP) เป็นบริษัทออกแบบตกแต่งภายใน และ TROP เป็นบริษัทออกแบบภูมิทัศน์ ที่  ภายใต้คอนเซปต์ The Exceptional Home on Sathorn ด้วยรูปแบบงานสถาปัตยกรรมสไตล์ Luxury Modern Contemporary   ภายในโครงการ มีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม ทั้งในร่มและกลางแจ้ง บนพื้นที่ประมาณ 4,500 ตร.ม. เช่น สระว่ายน้ำ Pool Cabana & Pavilion ขนาด 50 เมตร ทั้งในร่มและกลางแจ้ง, Kids Water Zone สระว่ายน้ำสำหรับเด็ก, Sanctuary Spa & Salon ห้องซาวน่า ห้องฟิตเนสขนาดใหญ่กว่า 275 ตร.ม., ห้องเล่นดนตรี Writers’ Music Room, Co-Working & Library, ห้องโยคะ, Tea Garden Lounge, สนามเด็กเล่น Adventure Playground, สนามบาสเกตบอล, Twilight Sky Deck ฯลฯ   นอกจากนั้นบนชั้น 36 ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ของ 125 Clubhouse ที่มาพร้อม Habita Dining House & Private Pool, ห้องคาราโอเกะและห้องชมภาพยนตร์ส่วนตัว, กรีนพัตต์กอล์ฟ, ลานบาร์บีคิว, สวนกลางแจ้ง และจุดชมวิวเมือง   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -TTA จับมือ 2 พันธมิตร ปั้น 125 สาทร 8,000 ล้าน รับตลาดอสังหาฯ ฟื้นตัว  
ใครท็อปฟอร์มสุด ในธุรกิจ ร้านวัสดุ-เฟอร์นิเจอร์ Q3/65

ใครท็อปฟอร์มสุด ในธุรกิจ ร้านวัสดุ-เฟอร์นิเจอร์ Q3/65

หลังสถานการณ์โควิด-19 ปรับตัวดีขึ้น คนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนกันหลายเข็ม วิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ก็เลยกลับเข้าสู่โหมดปกติ คนออกมาทำมาหากิน ไปทำงานที่ออฟฟิศกันแทบจะเหมือนก่อนหน้าเกิดโควิดระบาดแล้ว ทุกอย่างจึงเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น รวมถึงผลการดำเนินงานของหลาย ๆ ธุรกิจที่เคยได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ประเทศไปก่อนหน้านี้ อย่างธุรกิจจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ ของใช้และของแต่งบ้าน หรือร้านวัสดุ   สิ่งที่สะท้อนการฟื้นตัวดังกล่าวได้ดี  คงเห็นได้จากรายงานล่าสุด ของกลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ ของใช้และของแต่งบ้าน หรือร้านวัสดุ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดเอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีผู้เล่นหลัก ๆ คือ โฮมโปร โกลบอลเฮ้าส์ ดูโฮม อินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ และชิค รีพับบลิค ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่อง โฮมโปรครองเบอร์ 1 รายได้-กำไร โฮมโปร ถือว่าเป็นผู้นำตลาดร้านวัสดุ เฟอร์นิเจอร์ ของใช้และของแต่งบ้าน ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ 92 สาขา (รวมโฮมโปรเอส) รวมถึงยังมีรายได้จากธุรกิจในเครือ อย่างเมกาโฮม ที่มีอยู่ 16 สาขา และโฮมโปรในต่างประเทศอีก 7 สาขาด้วย ทำให้ช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมาสามารถทำรายได้ รวม 1,6941.50 ล้านบาท เติบโต 22.97% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 13,776.84 ล้านบาท   ส่วนรายได้รวมช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มีกว่า 50,921.57 ล้านบาท เติบโต 9.36% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมามีรายได้รวม 46,563.69 ล้านบาท และสามารถทำกำไรได้มากถึง 4,564.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำกำไร 3,665.47 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 3 มีกำไร 1,533.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.16% จากไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมามีกำไร 870.41 ล้านบาท   กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้โฮมโปร ประสบความสำเร็จด้านรายได้และกำไร นอกจากมีสาขาจำนวนมากแล้ว ยังเป็นเพราะการจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ Homepro Super Expo, Homepro Electric Expo 2022 และการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ยังมียอดขายต่อเนื่อง ถือเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มธุรกิจดังกล่าว ดูโฮมรายได้โต-แต่กำไรลด หากมามองเฉพาะผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา จะพบว่า แม้โฮมโปร จะมีรายได้และกำไรมากที่สุด แต่คู่แข่งทางธุรกิจอย่าง ดูโฮม ก็เป็นผู้ประกอบการร้านวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ ของใช้และของแต่งบ้าน ที่ถือว่าสามารถทำผลการดำเนินงานได้ดี แม้ว่าจะมีรายได้รวมในไตรมาสเพียง 7,518.76 ล้านบาท ยังห่างจากโฮมโปรอยู่มาก แต่อัตราการเติบโตด้านรายได้ ถือว่าทำได้ดีกว่า โดยมีอัตราการเติบโตถึง 24.0% เป็นการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มธุรกิจ จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ทำรายได้รวม 6,062.78 ล้านบาท   แม้ว่าดูโฮม จะสามารถสร้างรายได้เติบโต แต่อัตราทำกำไรกลับลดลง โดยกำไรในไตรมาส 3 ทำได้ 50.31 ล้านบาท ลดลง 85.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 340.39 ล้านบาท รวมถึงกำไรในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ที่มี 825.22 ล้านบาท ลดลง 44.4% จากช่วง 9 เดือนของปีที่ผ่านมามีกำไร 1,484.86 ล้านบาท แม้ว่าช่วง 9เดือนแรกของปีนี้มีรายได้รวม 23,473.04 ล้านบาท เติบโต 27.8% จากช่วง 9 เดือนของปี 2564 ที่ทำได้ 18,362.01 ล้านบาทก็ตาม   ปัจจัยสำคัญที่กระทบต่ออัตราทำกำไรของดูโฮม คือ ต้นทุนสินค้า ค่าขนส่งที่เพิ่มสูง และต้นทุนการบริหารจัดการที่เพิ่มสูงขึ้น จากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูง และผลกระทบจากภาวะฝนตก น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ โกลบอลเฮ้าส์-อินเด็กซ์ ยังโตต่อ โกลบอลเฮ้าส์ หรือบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ถือได้ว่าเป็นผู้เล่นในตลาด ร้านวัสดุ ที่มีสาขาค่อนข้างเยอะ ถึงสิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีสาขารวม 77 แห่ง ซึ่งสามารถทำรายได้ช่วงไตรมาส 3 มากถึง 8,347.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.69% มีกำไร 778.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.41% ช่วง 9 เดือนมีรายได้ 27,571.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% และมีกำไร 2,973.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.97% ถึงแม้โกลบอลเฮ้าส์ จะมีรายได้และกำไรเป็นรองโฮมโปร แต่ต้องยอมรับว่าก็มีผลประกอบการที่เติบโตดีไม่น้อยหน้าเลย   ส่วน อินเด็กซ์ หรือ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้เล่นรายสำคัญของตลาดร้านจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ และของแต่งบ้าน ที่สามารถสร้างรายได้รวมช่วงไตรมาส 3 ได้ 2,219.84 ล้านบาท เติบโต 20.02% มีกำไร 152.59 ล้านบาท เติบโต 173.21% ถือว่าเติบโตสูงสุดในกลุ่มธุรกิจ และมีรายได้รวมช่วง 9 เดือน 6,538.81 ล้านบาท เติบโต 8.17% มีกำไร 475.54 ล้านบาท เติบโต 57.34% ถือว่ามีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของกลุ่มธุรกิจ ชิค รีพับบลิค เข้าตลาดก็ขาดทุน สำหรับน้องใหม่ที่เข้ามาจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ อย่างบริษัท ชิค รีพับบลิค จำกัด (มหาชน) ซึ่งเริ่มทำการซื้อขายหุ้นในตลาดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะสามารถนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาด เอ็ม เอ ไอ ได้ แต่ผลการดำเนินงานดูเหมือนจะยังไม่โดดเด่นเท่ากับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ แถมยังขาดทุนจากการดำเนินงานอีกด้วย   โดยกำไรในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาขาดทุน 110,000 บาท แต่ขาดทุนน้อยลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ขาดทุน 2.97 ล้านบาท  ส่วนผลประกอบการช่วง 9 เดือนแรก ยังคงมีกำไรรวม 14.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72.34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีกำไร 8.64 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้รวมช่วง 9 เดือน 601.14 ล้านบาท เพิ่มขั้น 29.16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวม 465.41 ล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา บริษัทขาดทุน มีสาเหตุหลักสำคัญ 3 เรื่องได้แก่ การลดลงของรายได้จากงานโครงการ เนื่องจากพื้นที่หน้างานไม่พร้อมให้เข้าติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ โครงการจึงเลื่อนการส่งมอบพื้นที่ ทำให้บริษัทไม่สามารถเข้าติดตั้งงานได้ตามแผน การแก้ไขสัญญาเช่า – สาขาอุดรธานี โดยมีการปรับลดพื้นที่เช่าลงทำให้มูลค่าสินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่าลดลง ทำให้เกิดผลต่างจากการแก้ไขสัญญาเช่าจำนวน 4.20 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว ค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่จ่ายไปในไตรมาส 3  เนื่องจากบริษัทมีการใช้สื่อทางการตลาดในการทำประชาสัมพันธ์เพื่อรองรับการเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นอกเหนือจากการซื้อสื่อทางการตลาดมากขึ้นและการจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นยอดขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ทั้งหมดนี้ก็เป็นผลการดำเนินงานในรอบไตรมาส 3 และช่วง 9 เดือนแรกของปี ที่จะเห็นว่าโฮมโปรยังคงเป็นผู้นำตลาด และท็อปฟอร์มสุด เพราะต้องยอมรับว่าอยู่ในตลาดมานาน  มีสาขาเยอะ และทำการตลาดต่อเนื่อง ส่วนผู้เล่นอื่น ๆ ก็พยายามเร่งสปีดการทำธุรกิจ ขยายสาขา ปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ ซึ่งคงทำให้ยังคงรักษาการเติบโตในแบบของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง   หมายเหตุ : ข้อมูลเฉพาะ 5 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -3 เหตุผล ชิค รีพับบลิค ระดมทุนในตลาด เอ็ม เอ ไอ ขาย 360 ล้านหุ้น -อินเด็กซ์ฯ ปรับตัวสู้โควิด ลุยออนไลน์ สร้างยอดโต 150% เดินหน้าปรับโฉมสาขาจับลูกค้าไฮเอนด์
[PR News] TOTO จับมือ ASA จัดงานใหญ่เพื่อสังคม สร้างแรงบันดาลใจให้วงการออกแบบไทย

[PR News] TOTO จับมือ ASA จัดงานใหญ่เพื่อสังคม สร้างแรงบันดาลใจให้วงการออกแบบไทย

TOTO จับมือ ASA จัดงาน TOMOHIKO YAMANASHI LECTURE BREAKING THE NORM โตโต้ ร่วมกับสมาคมสถาปนิกสยามฯ ตอบสนองพันธกิจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม ผ่านการจัดกิจกรรมบรรยาย “TOMOHIKO YAMANASHI LECTURE: BREAKING THE NORM” โดย คุณ โทโมฮิโกะ ยามานาชิ สถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น ผู้ได้รับรางวัลในแวดวงสถาปนิกมากมาย หวังจุดประกายแรงบันดาลใจให้วงการออกแบบของประเทศไทย TOTO จับมือ ASA จัดงาน TOMOHIKO YAMANASHI LECTURE: BREAKING THE NORM บริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกับ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมบรรยาย “TOMOHIKO YAMANASHI LECTURE: BREAKING THE NORM” โดยได้รับเกียรติจาก คุณ โทโมฮิโกะ ยามานาชิ (Mr. Tomohiko Yamanashi) สถาปนิกชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น ผู้ได้รับรางวัลในแวดวงสถาปนิกมากมาย มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ แง่มุม และแนวความคิดในการออกแบบโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร NBF OSAKI BUILDING (2011) ที่ได้รับรางวัล AIJ prizes (2014) สำหรับการนำเทคโนโลยี “BIOSKIN” ระบบช่วยระบายความร้อนของอาคารมาใช้ในการออกแบบ อากาศโดยรอบอาคารจะเย็นลงโดยใช้ความร้อนจากการระเหยกลายเป็นไอของน้ำฝน ที่หมุนเวียนสะสมอยู่ในท่อเซรามิก ช่วยลดภาระเครื่องปรับอากาศในการทำความเย็นภายในอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับว่าเป็นการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงไว้ซึ่งความสวยงามที่มองเห็นได้จากภายนอกโดยคำนึงถึงผู้คนในสังคมเป็นสำคัญ   TOTO จับมือ ASA จัดงาน TOMOHIKO YAMANASHI LECTURE BREAKING THE NORM “ส่วนตัวแล้ว ในด้านการออกแบบผมจะให้ความสำคัญกับ 3 สิ่งด้วยกัน” คุณ โทโมฮิโกะ ยามานาชิ กล่าว “อันดับแรกคือ การคำนึงถึงลูกค้า เนื่องจากว่าสถาปนิกเป็นผู้ได้รับการขอร้องจากลูกค้า อันดับที่ 2 คือคิดถึงบริษัท Nikken Sekkei แต่อย่างไรก็ตามผลงานที่เราสร้างนั้นจะดำรงอยู่ในสังคม ดังนั้นสถาปนิกจำเป็นต้องคำนึงถึงสังคมด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ได้สร้างความหมายใหม่ พร้อมกับการแก้ปัญหาให้กับสังคม” นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว คุณ โทโมฮิโกะ ยามานาชิ ยังพูดถึงโครงการที่โดดเด่นและได้รับรางวัลด้านการออกแบบหลายรางวัลด้วยเช่นกัน อย่าง โครงการ HOKI MUSEUM (2010) ที่ได้รับรางวัล JIA Grand Prix (2011) ผลงานดังกล่าวเป็นเอกลักษณ์ และสร้างความรู้สึกน่าสนใจให้กับผู้ที่พบเห็น     “ในตอนที่พิพิธภัณฑ์ HOKI เปิดใช้งานแล้ว ผมรู้สึกถึงความสำเร็จมากกว่าตอนที่เพิ่งสร้างเสร็จ ราวกับว่าผมเป็นผู้ที่ถ่ายทอดผลงานภาพเสมือนจริงที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์เหล่านั้นด้วย ผมมีโอกาสได้อ่านบทความในหนังสือพิมพ์ที่กล่าวว่า มูลค่าของภาพวาดเสมือนจริงเหล่านั้น เพิ่มขึ้นตั้งแต่ที่พิพิธภัณฑ์ HOKI สร้างเสร็จ อย่างที่ได้กล่าวไป ผมมีความสุขกับสถาปัตยกรรมที่เราได้สร้างความหมายใหม่ให้สังคม สำหรับผลงานด้านสถาปัตยกรรมแล้ว แม้คนที่ไม่อยากมองก็ยังต้องเห็นอยู่ดี แม้คนที่ไม่อยากดูก็ยังต้องใช้งานอยู่ดี ดังนั้นผมเชื่อว่าการออกแบบที่ดีจะเป็นสิ่งที่สามารถให้ความหมายและคุณค่าใหม่ๆ แก่สังคมได้”   นอกจากนี้ ภายในงานบรรยายยังมีการกล่าวถึงผลงานของคุณ โทโมฮิโกะ ยามานาชิ อีกหลายโครงการ อาทิ JIMBOCHO THEATER (2007), MOKUZAI KAIKAN (2009), TOHO GAKUEN SCHOOL OF MUSIC (2014), ON THE WATER (2015) ฯลฯ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างดี     นาย ทาคายะสุ ชิมาดะ ประธานบริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในหัวเรือใหญ่ของการจัดงานในครั้งนี้ เปิดเผยว่า บริษัท โตโต้ เชื่อมั่นว่าการออกแบบสถาปัตยกรรมนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมให้ดียิ่งขึ้นตามปรัชญาของบริษัทฯ และเป็นหนึ่งสิ่งที่สะท้อนถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละประเทศได้ การที่บริษัท โตโต้ มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมวัฒนธรรมในประเทศที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ ทำให้ TOTO เข้าใจและเรียนรู้วิถีชีวิตของคนในประเทศนั้นๆ ได้อย่างลึกซึ้ง รวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นเดียวกัน   TOTO จับมือ ASA จัดงาน TOMOHIKO YAMANASHI LECTURE: BREAKING THE NORM “นอกจากนี้บริษัท โตโต้ เชื่อว่าคุณค่าและความหลากหลายของผลงานที่ได้จากสถาปัตยกรรมจะมีบทบาทที่สำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต บริษัทฯ จึงมุ่งหวังที่จะเป็นสะพานเชื่อมเพื่อถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ตลอดจนแนวคิดของสถาปนิกและนักออกแบบ ระหว่างสถาปนิกในประเทศไทย และสถาปนิกชาวญี่ปุ่น รวมถึงบทบาทของสถาปนิกที่มีต่อผู้คนในสังคม” นาย ทาคายะสุ ชิมาดะ เปิดเผยกับสื่อมวลชน   ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าวในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสถาปนิกชาวญี่ปุ่น และวงการออกแบบในประเทศไทย บริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้ร่วมมือกับทางสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อวงการออกแบบภายในประเทศอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านความบันเทิงอย่างการสนับสนุนกิจกรรม งานวิ่ง ASA Run ซึ่งทางบริษัท โตโต้ เองก็สนับสนุนและให้ความร่วมมือในการจัดงานทั้งในปี 2018 และ 2019   ตลอดจนกิจกรรมที่เต็มไปด้วยองค์ความรู้ที่มีประโยชน์ เช่น การพาชมโรงงานผลิตภัณฑ์ของทาง TOTO การจัดงานประกวดออกแบบห้องน้ำ “TRANSIT CENTER DEVELOPMENT 2019”  และ “THE BANGKOK TOILET DESIGN 2022” ที่เปิดโอกาสให้สถาปนิกและนักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ได้มีโอกาสแสดงฝีมือในด้านการออกแบบห้องน้ำสาธารณะ งานสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับ Universal Design หรือการออกแบบเพื่อทุกคน รวมถึงก่อนหน้านี้ยังเคยร่วมกันจัดงาน Shigeru Ban Lecture 2019 ซึ่งได้รับความสนใจและได้รับผลตอบรับจากผู้คนในแวดวงสถาปัตยกรรมและการออกแบบเป็นอย่างดี จนทำให้เกิดการจัด Architect Talk ขึ้นอีกครั้งในปีนี้ นั่นคือกิจกรรมงานบรรยาย “TOMOHIKO YAMANASHI LECTURE: BREAKING THE NORM” ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา   “กิจกรรมดังกล่าวถือว่าเป็นคุณประโยชน์ต่อวงการวิชาชีพเป็นอย่างมาก ผมอยากขอขอบคุณทาง TOTO มา ณ ที่นี้ เนื่องจากว่าโอกาสดังกล่าวไม่ได้มีขึ้นบ่อยๆ” นาย ชนะ สัมพลัง นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าว “การเชิญสถาปนิกชื่อดังจากต่างประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ สร้างโอกาสให้สถาปนิกไทยได้พบปะกับสถาปนิกระดับโลกที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถมากมาย น่าจะเป็นประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่เข้าฟังได้เป็นอย่างดี และไม่ใช่เพียงแค่มีประโยชน์ต่อวงการออกแบบเท่านั้น แต่ยังมีคุณูประการที่สำคัญต่อผู้คนในสังคม ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และผลักดันให้เกิดสิ่งใหม่ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือพันธกิจของทางสมาคมสถาปนิกสยามฯ และทางบริษัท โตโต้ ยึดถือในการดำเนินงานมาโดยตลอด”   นอกเหนือจากการจัดกิจกรรมอย่างงานบรรยายของสถาปนิกชื่อดังแล้วนั้น นาย ทาคายะสุ ชิมาดะ ประธานบริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) จำกัด และ นาย ชนะ สัมพลัง ในนามของสมาคมสถาปนิกสยามฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างองค์ความรู้เป็นวงกว้าง พร้อมมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างคุณประโยชน์ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนต่อไปในอนาคต โดยงาน“TOMOHIKO YAMANASHI LECTURE: BREAKING THE NORM”  จัดขึ้นในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์วัน ชั้น 7   บทความที่น่าสนใจ [PR News] เลอ เมอริเดียน จับมือ โตโต้ พลิกโฉมโรงแรมใหม่ “โตโต้” เดินเครื่องโรงงานผลิตแห่งที่ 2 ในไทย โชว์เทคโนโลยีตอกย้ำผู้นำสุขภัณฑ์ระดับไฮเอนด์ เมื่อสุขภัณฑ์เป็นมากกว่าส้วม        
เปิดไอเดีย “ณพน เจนธรรมนุกูล

เปิดไอเดีย “ณพน เจนธรรมนุกูล" ปั้น สัมมากร สู่องค์กร 100 ปี

ถ้าหากดูบริษัทที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่อยู่อาศัย ซึ่งมีอายุการดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน มากกว่า 50 ปีหรือครึ่งศตวรรษ ปัจจุบันมีอยู่ไม่กี่บริษัทเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบริษัทเก่าแก่ อย่าง บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) หรือ SAMCO ที่เริ่มต้นก่อตั้ง​ตั้งแต่ปี 2513   ขณะที่ได้เริ่มต้นดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ​ ประเภทบ้านจัดสรรเพื่อการอยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มาตั้งแต่ปี 2517 เป็นการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินเพื่อขายเป็นหลัก จนถึงปัจจุบันได้พัฒนาโครงการเพื่ออยู่อาศัย และมีลูกบ้านแล้วกว่า 6,000 ยูนิต   นอกเหนือจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยแล้ว สัมมากร ยังได้ขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอสังหาฯ ​ให้เช่า โดยพัฒนาศูนย์การค้าชุมชน ภายใต้ชื่อ ศูนย์การค้าสัมมากรเพลส (Sammakorn Place) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่บนถนนรังสิตคลอง 2 ถนนรามคำแหง และถนนราช-พฤกษ์  เป็นการสร้างรายได้ประจำให้กับบริษัท ไอเดียปั้น "องค์กร 100 ปี" ปัจจุบันสัมมากร อยู่ภายใต้การบริหารงานของ นายณพน เจนธรรมนุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากรฯ ซึ่งได้เข้ามานั่งเก้าอี้ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการได้กว่า 3 ปีแล้ว ซึ่งเป้าหมายสำคัญของการขับเคลื่อน “สัมมากร” ในฐานะผู้บริหาร คือ การพาให้บริษัทมีการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และอยู่ยาวนานไปสู่การเป็น “องค์กร 100 ปี” ด้วยการยึดหลักการทำงานที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพการบริหารงาน และการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ มีความเป็นพรีเมียม เนื่องจากมีชื่อเสี่ยงเป็นที่ยอมรับมาอย่างยาวนาน   นายณพน เล่าว่า หลังจากได้เข้ามาบริหารบริษัทเป็นระยะเวลาประมาณ​ 6 ปี และขึ้นตำแหน่งกรรมการผู้จัดการช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้วางระบบการทำงานให้ “สัมมากร” ดำเนินธุรกิจอยู่ได้อย่างยาวนานเป็น 100 ปี และให้พนักงานทำงานกับบริษัทให้ได้นานที่สุด โดยวางแผนระยะสั้นในช่วง 3-5 ปีนี้ กับการทำงานใน 3 ส่วนสำคัญ คือ 1.บุคลากร มีการฝึกอบรมเสริมทักษะให้กับพนักงานในด้านต่าง ๆ การเสริมทีมงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ และการจัดพื้นที่การทำงานให้เหมาะสม 2. ระบบการทำงานในองค์กร การวางระบบทุกอย่างภายในองค์กร ด้วยการนำระบบดิจิทัลเข้ามาเสริมประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยดิจิทัล 3.ผลิตภัณฑ์ พัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของลูกค้า มีการปรับโมเดลการดำเนินธุรกิจ จากเดิมพัฒนาบ้านแบบเดียวมาโดยตลาด แต่ปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น และการขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรี่ ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจ ทีมงานสัมมากรเจอการเปลี่ยนแปลงมาพอสมควร จึงเน้นการใส่ใจประสิทธิภาพการทำงาน อย่างช่วงโควิด ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน ที่บังคับให้ทุกอย่างเร็วขึ้น และต้องทำทันที แต่ยังมีประสิทธิภาพ แตกซับแบรนด์แยกกลุ่มเป้าหมาย การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนอีกสิ่งหนึ่งของ “สัมมากร” คือ การเพิ่ม Sub-Brands ที่หลากหลาย และก้าวไปสู่ตลาดบ้านลักชัวรี่ ซึ่ง “นภณ” เล่าว่า แบรนด์หมู่บ้านสัมมากร กลุ่มลูกค้าทั่วไปยังยอมรับในเรื่องของคุณภาพ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ด้วยการขยายไปสู่โอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจ และศักยภาพของบริษัท ที่สามารถพัฒนาบ้านทั่วไปได้จนถึงบ้านลักชัวรี่ ทำให้บริษัทจึงต้องเพิ่มแบรนด์ใหม่ ๆ ขึ้นมา เพื่อแยกกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจน และแบรนด์นั่นเชื่อมโยงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วย   ในปีนี้บริษัทได้พัฒนาแบรนด์บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่ ออกมาทำตลาดถึง 5 แบรนด์ ดังนี้ ​ 1.แบรนด์วัน เกต ราคา 93-135 ล้านบาท 2.แบรนด์ทู เอกมัย  ราคาเริ่มต้น 85 ล้านบาทขึ้นไป ​3.แบรนด์พาร์ค เฮอริเทจ ราคา 49-85 ล้านบาท​ 4.แบรนด์บาร์นยาร์ด เขาใหญ่ ราคาเริ่ม 15.9 ล้านบาท และ​​ 5.แบรนด์โพรวิเดนซ์ เลน ราคาเริ่ม 39 ล้านบาท   ล่าสุด เปิดตัวโครงการ พาร์ค เฮอริเทจ ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับกลุ่มแอสเซท โปร ผู้ประกอบการรายใหญ่ในจังหวัดศรีสะเกษ พัฒนาบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่ มูลค่ารวม 2,210 ล้านบาท ยังตั้งอยู่ในซอยพัฒนาการ 20 แยก 8 บนพื้นที่กว่า 12ไร่ มีบ้านเดี่ยว 3 ชั้นสไตล์ Modern Classic จำนวน 32 ยูนิต พร้อมลิฟต์และสระว่ายน้ำส่วนตัว ขนาดที่ดิน 60 – 133 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น  471 – 778 ตารางเมตร ราคาขาย 49 – 95 ล้านบาท ซึ่งเฟสแรกเปิดขาย 16 ยูนิต คาดว่าจะปิดการขายได้ช่วงกลางปี 2566 ปี 66 โฟกัสตลาดบ้าน 10 ล้าน สำหรับแผนธุรกิจในปี 2566  บริษัทจะเน้นพัฒนาโครงการบ้านราคาระดับ 10 ล้านบาทขึ้นไป แต่ตลาดระดับกลาง ราคา 4-6 ล้านบาท ยังคงพัฒนาออกมาทำตลาด ซึ่งแผนการเปิดตัวโครงการในปีหน้า จะมีโครงการส่วนหนึ่งที่เลื่อนเปิดจากปีนี้ไปสมทบด้วย 3 โครงการ  ขณะเดียวกันในปีนี้จะเป็นปีสำคัญที่บริษัทรับรู้รายได้ จากการเปิดตัวโครงการในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา   ส่วนในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ​บริษัททำยอดขายบ้านแนวราบได้แล้ว  2,000 ล้านบาทจากเป้าทั้งปี 3,500 ล้านบาท และมีรายได้ 1,000 ล้านบาท คาดว่าจนถึงสิ้นปีจะทำรายได้สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้จำนวน 1,500 ล้านบาท โดยมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและพัฒนาจำนวน 8 โครงการ   โดยปีนี้บริษัทเปิดตัวโครงการใหม่เพียง ​ 6 โครงการ จากแผนเดิมจะเปิดตัว 9 โครงการใหม่มูลค่า 10,000 ล้านบาท การที่บริษัทเลื่อนเปิดโครงการใหม่ไปในปี 2566 เนื่องจากต้องการโฟกัสและทำตลาด โครงการ พาร์ค เฮอริเทจ  ให้ได้เป้าหมายยอดขายที่วางไว้   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -สัมมากร ส่งโครงการมิตติ จับตลาดบ้าน 4-7 ล้าน ประเดิมโซน​ ชัยพฤกษ์-วงแหวน -สัมมากร สวนกระแสตลาด ทำรายได้ปี’62 สูงสุดในรอบ 50 ปี
ศาลปกครอง สั่งรื้อ  แอชตัน-อโศก ใน 90 วัน เฉพาะส่วนที่สูงเกินกว่าความกว้างถนน 6.40 เมตร

ศาลปกครอง สั่งรื้อ แอชตัน-อโศก ใน 90 วัน เฉพาะส่วนที่สูงเกินกว่าความกว้างถนน 6.40 เมตร

แอชตัน-อโศก ศาลปกครอง สั่งรื้อแอชตัน-อโศก ในส่วนอาคารที่ก่อสร้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่สูงเกินกว่าความกว้างของถนน 6.40 เมตร ขีดเส้นให้เสร็จภายใน 90 วัน   สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลปกครอง ได้รายงานเผยแพร่คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีสยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฟ้องขอให้ระงับการก่อสร้างหรือรื้อถอนอาคารโครงการแอชตัน-อโศก ในส่วนที่ก่อสร้างขึ้นมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยศาลปกครองกลางพิพากษาให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และผู้อำนวยการเขตวัฒนา (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ใช้อำนาจตามมาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 แล้วแต่กรณี ดำเนินการต่อบริษัท อนันดา เอ็มเอฟ เอเชีย อโศก จำกัด (ผู้ร้องสอดที่ 1) สำหรับกรณีที่ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 42 ในการออกคำสั่งกับบริษัท อนันดาฯ ให้รื้อถอนอาคารโครงการแอชตัน-อโศก ถนนสุขุมวิท 21 (อโศกมนตรี) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ให้ดำเนินการเฉพาะแต่ส่วนของอาคารที่ได้ก่อสร้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ในส่วนของอาคารที่สูงเกินกว่าความกว้างของทางจำเป็น 6.40 เมตร) ให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ทั้งนี้ นับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ผู้ร้องสอดที่ 1 และผู้ร้องสอดที่ 2 ไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งอาคารพิพาท ให้เป็นไปตามข้อ 2 วรรคสอง ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก   สำหรับรายละเอียดคำวินิจฉัย ของคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีสยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฟ้องขอให้ระงับการก่อสร้างหรือรื้อถอนอาคารโครงการแอชตัน-อโศก ในส่วนที่ก่อสร้างขึ้นมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่เผยแพร่โดยสำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลปกครอง สามารถอ่านได้จากคำพิพากษาศาลปกครองกลางที่แนบมาพร้อมนี้  http://bit.ly/3hZ1IDo     อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ถอดคำแถลงฯ CEO อนันดา กรณี ASHTON Asoke -6 ข้อกฎหมายพื้นฐานควรรู้ ถ้าคิดจะซื้อคอนโด  
ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ  ชี้ที่อยู่ปี 65 ยังเติบโต  หลังดัชนีรวมตลาด Q3 เพิ่ม 30.4%

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ชี้ที่อยู่ปี 65 ยังเติบโต หลังดัชนีรวมตลาด Q3 เพิ่ม 30.4%

ตลาดอสังหาฯ ยังฟื้นตัวต่อเนื่อง ดัชนีรวมตลาดอสังหาฯ ไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 30.4% จากปีก่อน แนวโน้มโค้งท้ายปีบ้านสร้างเสร็จจดทะเบียนยังขยายตัวต่อ เพื่อรอโอนฯปลายปี  บทสรุปทั้งปีตลาดอสังหาฯ ยังเติบโต   ดร. วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC เปิดเผยรายงาน “ดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ (หมวดที่อยู่อาศัย)” ประจำไตรมาส 3 ปี 2565 พบว่า มีค่าดัชนีเท่ากับ 93.0 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 30.4%   ทั้งนี้ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของค่าดัชนีเป็นผลมาจากการปรับตัวดีขึ้นของโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย อัตราดูดซับบ้านจัดสรร และอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) ข้อมูลที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน จำนวนพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัย และดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ ในไตรมาสนี้   ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ภาพรวมในปี 2565 ดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ (หมวดที่อยู่อาศัย) น่าจะมีโอกาสขึ้นมาไม่ต่ำกว่าที่ 90.5 จุด หรือขยายตัว 19.6% จากปีก่อน และอาจปรับตัวสูงขึ้นได้สูงสุดถึง 99.6 จุด (กรณี Best Case) ขยายตัว 31.5% แต่หากมีการพลิกผันก็ไม่น่าจะต่ำกว่า  81.5 จุด หรือ ขยายตัว 7.6% (กรณี Worst Case) โดยมีการติดตามเครื่องชี้ด้านอุปทาน (จำนวนที่อยู่อาศัย) และอุปสงค์ (ความต้องการ) ของที่อยู่อาศัยที่สำคัญ Demand-Supply ที่อยู่อาศัย Q3 ด้านจำนวน REIC พบว่า การออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั่วประเทศ ในไตรมาส 3/2565 มีจำนวน 25,758 ยูนิต ซึ่งมีจำนวนสูงสุดในรอบ 10 ไตรมาสที่ผ่านมา และการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 39.0% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของ YoY ที่ต่อเนื่องกันเป็นไตรมาสที่ 3 แล้ว   ในส่วนที่เกี่ยวกับจำนวนที่อยู่อาศัย จากโครงการที่เปิดตัวใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 3/2565 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 24,112 ยูนิต ขยายตัว 98.6%  มูลค่า 147,276 ล้านบาท ขยายตัว 217.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยพบว่า บ้านจัดสรรมีการขยายตัว มากกว่าอาคารชุดทั้งจำนวนยูนิตและมูลค่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งต่างจากไตรมาส 1 และ 2 ที่ผ่านมา ที่อาคารชุดมีการขยายตัวมากกว่า ซึ่งสะท้อนว่า โครงการอาคารชุดที่เปิดตัวใหม่เริ่มลดลงแล้ว   ขณะที่จำนวนการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในไตรมาส 3/2565 ซึ่งมีจำนวน 75,336 ยูนิต แบ่งเป็นแนวราบจำนวน 63,801 ยูนิต อาคารชุด จำนวน 11,535 ยูนิต โดยจำนวนรวมลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 14.3%   แต่พบว่า จำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีจำนวน 24,018 ยูนิต โดยจำนวนรวมเพิ่มขึ้น 56.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวน 12,282 ยูนิต คอนโดจำนวน 11,736 ยูนิต ซึ่งคาดว่าจำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนเพิ่มขึ้นมากในไตรมาสนี้ มาจากการสะสมของยูนิตที่ถูกชะลอการก่อสร้างในช่วงก่อนหน้า และการเร่งจดทะเบียนให้นำไปสู่การโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ปี 2565   ยูนิตการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในไตรมาส 3 ปี 2565 มีจำนวนทั้งสิ้น 97,228 ยูนิต เพิ่มขึ้น 28.56% เป็นการเพิ่มติดต่อกัน 3 ไตรมาส โดยสามารถแบ่งเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวน 72,665 ยูนิต คอนโดจำนวน 24,563 ยูนิต ซึ่งมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ก็สูงขึ้นเช่นเดียวกันโดยมีมูลค่าทั้งสิ้น  260,813 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.8% แบ่งเป็นมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบ 194,454 ล้านบาท และคอนโด 66,349 ล้านบาท   โดยพบว่า จำนวนเงินให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศในไตรมาส 3 ปี 2565 มีจำนวน 178,213 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 24.93% ซึ่งมีทิศทางเดียวกับการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย และสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี เท่ากับ 157,052 ล้านบาท  ส่งผลให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลคงค้างทั่วประเทศขยับขึ้นไปอยู่ที่ 4,648,643 ล้านบาทเพิ่มขึ้น  5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน จำนวนขายได้ใหม่ Q3 ลดลง 13.7% นอกจากนี้ ข้อมูลการสำรวจภาคสนามในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล พบว่า โครงการที่มีการเสนอขายทั้งหมด ณ ไตรมาส 3 ปี 2565 จำนวน 198,024 ยูนิต ลดลง 1.0% ขณะที่มีมูลค่าโครงการรวม 984,904 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมียอดขายได้ใหม่ 20,261 ยูนิต ลดลง 13.7% ขณะที่มีมูลค่าการขายได้ใหม่ 113,399 ล้านบาท ลดลง 2.7%  โดยเป็นการชะลอตัวจากยอดขายได้ใหม่ของคอนโด ที่ลดลงจากไตรมาสก่อนถึง 39.0% ของจำนวนยูนิต และลดลง ​41.9% ของจำนวนมูลค่า   ขณะที่บ้านจัดสรรกลับขยายตัวมากกว่า 20% ทั้งยูนิตและมูลค่า ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยเหลือขายมีจำนวน 177,763 ยูนิต มูลค่ารวม 871,505 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.7% และ 1.3% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่   สำหรับที่อยู่อาศัยใน 3 จังหวัดพื้นที่ EEC มีสถานการณ์ตลาดในทิศทางเดียวกันกับกรุงเทพฯ-ปริมณฑล แต่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงยูนิตและมูลค่าการขายได้ใหม่ที่ลดลงมากกว่า ซึ่งเป็นการลดลงทั้งบ้านจัดสรรและคอนโด ขณะที่ภาพรวมยูนิตเหลือขายมีอัตราที่ลดลงมากกว่า   จากภาพรวมตลาดทั้งสองพื้นที่ ได้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดที่อยู่อาศัยในไตรมาสนี้ เริ่มชะลอความร้อนแรงลงอย่างชัดเจนจากยอดขายได้ใหม่ที่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเภทอาคารชุดที่มียอดขายลดลงมากเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีการเปิดตัวอาคารชุดราคาถูกจำนวนมากและยอดขายที่ดีใน 1 – 2 ไตรมาสก่อนหน้า แนวโน้ม Demand-Supply ปี 2565 ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ​ คาดการณ์ทิศทาง Demand-Supply ที่อยู่อาศัยในปี 2565 ว่า การออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินประมาณ 77,221 ยูนิต เพิ่มขึ้น 12.7% ที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ประมาณ 96,803 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 87.9%  และมูลค่า 508,264 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 132.1% ​โดยแบ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวน 49,492 ยูนิต จำนวน 336,008 ล้านบาท และโครงการอาคารชุดจำนวน 47,311 ยูนิต 172,256 ล้านบาท การออกใบอนุญาตก่อสร้างจำนวน 310,976 ยูนิต แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวน 264,031 ยูนิต เป็นคอนโด 46,945 ยูนิต การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมีจำนวน 373,253 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.59% มีมูลค่า 997,471 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5.61% แบ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวน 279,447 ยูนิต โอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดพักอาศัยจำนวน 93,806 ยูนิต รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ  กล่าวสรุปภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยปี 2565 ไว้ว่า ความเคลื่อนไหวด้านจำนวนมีการขยายตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2565 โดยมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในขณะที่การขอออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาส 3 โดยมีจำนวนสูงสุดในรอบ 10 ไตรมาส ขณะที่การขอออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารโดยภาพรวมยังคงทรงตัว ด้านความต้องการ พบว่า มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยทั่วประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจำนวนยูนิตและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ และสินเชื่อที่อยู่อาศัย มาตั้งแต่ไตรมาส 1 แล้ว   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แนะตลาดบ้าน-คอนโด ต้องต้องเฝ้าระวัง  5 เรื่องนี้ -REIC เผย ยอดโอนคอนโดต่างชาติ Q1/65 ลดทั้งจำนวน-มูลค่า เหตุลูกค้าจีนยังปิดประเทศ 
นิวเวิลด์ ลา พลูม นิเซโกะ  เปิดขายห้องชุดสกี รีสอร์ท 5 ดาวจากญี่ปุ่น ดึงกำลังซื้อคนไทย การันตีผลตอบแทน 5% 3 ปี

นิวเวิลด์ ลา พลูม นิเซโกะ เปิดขายห้องชุดสกี รีสอร์ท 5 ดาวจากญี่ปุ่น ดึงกำลังซื้อคนไทย การันตีผลตอบแทน 5% 3 ปี

ริชมอนทส์ คริสตี้ส์ เปิดขายรีสอร์ท หรู 5 ดาว “นิวเวิลด์ ลา พลูม นิเซโกะ รีสอร์ท” เมืองสกี รีสอร์ท ที่สวยติดอันดับน่าท่องเที่ยว 1 ใน 3 ของโลก จากญี่ปุ่น ให้นักลงทุนชาวไทย ชูการันตีผลตอบแทนปีละ 5% ใน 3 ปี พร้อมพักได้ปีละ 28 วัน สร้างโอกาสในภาวะเงินเยนอ่อนค่า   นายทิม สเคพวิงตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ริชมอนทส์ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลเอสเตท จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจที่ปรึกษาทางด้านการตลาดและการขายอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ได้รับการแต่งตั้งจากโครงการ “นิวเวิลด์ ลา พลูม นิเซโกะ รีสอร์ท” ซึ่งเป็นโครงการ สกี รีสอร์ท หรูระดับ 5 ดาว มูลค่า 12,000 ล้านบาท ที่ตั้งอยู่ที่เมืองนิเซโกะ จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ให้เป็นตัวแทนบริหารการขายและการตลาดอย่างเป็นทางการเพียงรายเดียวในประเทศไทย โดยจะเปิดขายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไป สำหรับผู้ที่ซื้อเพื่อการลงทุน จะบริหารงานโดย New World Hotels & Resorts ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับ 5 ดาว ภายใต้เครือ Rosewood ซึ่งมีการันตีผลตอบแทนระยะเวลา 3 ปี ขั้นต่ำ 5% และเจ้าของสามารถเข้าพักได้จำนวน 28 วัน ในรอบระยะเวลา 1 ปี แบ่งเป็นการพักในช่วงฤดูหนาว 14 วัน  และในฤดูอื่นอีก 14 วัน​   สำหรับนิวเวิลด์ ลา พลูม นิเซโกะ รีสอร์ท นอกจากจะมีความน่าสนใจจากตำแหน่งที่ตั้งโครงการที่ดีในเมืองนิเซโกะ และการออกแบบโครงการที่สวยงามจากบริษัทผู้ออกแบบชั้นนำแล้ว การที่สกุลเงินเยนอ่อนค่าลงมาเมื่อเที่ยบกับเงินบาทไทย ซึ่งเป็นการอ่อนค่าลงมามากที่สุดในรอบ 30 ปี จะเป็นโอกาสทำให้ผู้ที่สนใจซื้อ หรือ ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น มีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น เป็นจังหวะดีให้คนไทยสามารถเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ญี่ปุ่นได้ในราคาเหมาะสม   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายคนยังมีความกังวลเรื่องความเสี่ยงเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งยังมีอัตราการเติบโตในระดับต่ำ แต่เมื่อพิจารณาข้อดี ญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีความมั่นคง ปลอดภัย เศรษฐกิจเติบโตไม่หวือหวา ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนจึงมีความสม่ำเสมอ ไม่ผันผวนมาก เหมาะสำหรับการกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปยังต่างประเทศ ทั้งประเทศญี่ปุ่นยังมีการเดินทางได้สะดวก และระยะเวลาเดินทางไม่มากจากประเทศไทย ภายหลังช่วงโควิด ญี่ปุ่นได้เริ่มเปิดประเทศ เราเชื่อมั่นว่านักท่องเที่ยวจะกลับไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเหมือนเดิม และเพิ่มจำนวนมากขึ้น จากความอัดอั้นที่ไม่ได้ไปเยือนญี่ปุ่นมาหลายปี ​ โดยบริษัทคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้จำนวน 10 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า​10 ล้านดอลล่าห์ หรือประเมาณ 360 ล้านบาท (คำนวณจากค่าเงิน 1 ดอลล่าห์เท่ากับ​ 36 บาท) ในช่วง 3 เดือนแรกที่เปิดการขาย ซึ่งโครงการตั้งเป้ากลุ่มลูกค้าคนไทยประมาณ 15-20% ลูกค้าชาวญี่ปุ่น 30-35% ส่วนที่เหลือเป็นลูกค้าจากประเทศอื่น ๆ เช่น จากฮ่องกง และจีน   ด้านนายเพียว ซิน ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ นิวเวิลด์ ลา พลูม นิเซโกะ รีสอร์ท กล่าวว่า  เมืองนิเซโกะ จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น  เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของญี่ปุ่น มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมากตลอดทั้งปี จากผลสำรวจจำนวนนักท่องเที่ยวของเมือง พบอัตราการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นปีละ 20% โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยติด 1 ใน 10 อันดับของนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนจังหวัดฮอกไกโดมากที่สุด โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่มีหิมะตก เป็นฤดูเล่นสกี เมืองนิเซโกะที่เป็นที่รู้จักว่าเป็นเมืองสกีที่สวยงาม เพราะที่นี่ยังมีภูเขาโยเท (Mt.Yotei) ซึ่งเป็นหนึ่งในยอดภูเขาไฟที่มีทัศนียภาพสวยงามได้สมญานามว่า ฟูจิน้อย ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของฮอกไกโด ความสวยงามของเมืองนี้ถูกจัดอันดับเป็นเมืองสกี รีสอร์ท ที่น่าท่องเที่ยวติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลกอีกด้วย ห้องสตูดิโอ เริ่มต้น 17 ล้านบาท นายเปรม นารูลา ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท ริชมอนทส์ คริสตี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลเอสเตท จำกัด กล่าวว่า นิวเวิลด์ ลา พลูม นิเซโกะ รีสอร์ท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 22 ไร่ แบ่งเป็นส่วนของอาคารที่พักและวิลล่า 5 หลัง มีพื้นที่สวนล้อมรอบโครงการ 50% มีรูปแบบการบริหารงานแบบรีสอร์ท  ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง กำหนดจะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคมปี 2567 ซึ่งผู้สนใจโครงการบริษัทได้ออกแบบการขายออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ซื้อเพื่อครอบครองและเพื่อการลงทุน โดยคนไทยสามารถซื้อและถือครองเป็นเจ้าของได้ 100% ราคาเริ่มต้นที่ 17 ล้านบาท (66.5 ล้านเยน) สำหรับห้องสตูดิโอ ขนาดใหญ่ โดยมีราคาเฉลี่ย 500,000 บาท   สำหรับโครงการ นิวเวิลด์ ลา พลูม นิเซโกะ รีสอร์ท ประกอบด้วย อาคาร 11 ชั้น 1 อาคาร แบ่งเป็นชั้นใต้ดิน 2 ชั้น และบนดิน 9 ชั้น ลักษณะห้องพักแบ่งเป็นห้องสตูดิโอ ขนาดพื้นที่ 39.43 – 64.48 ตารางเมตร จำนวน 49 ห้อง ห้องขนาด 1 ห้องนอน พื้นที่ 63.46-99.87 ตารางเมตร จำนวน 68 ห้อง ขนาด 2 ห้องนอน พื้นที่ 96.70-158.63 ตารางเมตร จำนวน  79 ห้อง ขนาด 3 และ 4 ห้องนอน พื้นที่ 145.14-310.26 ตารางเมตร จำนวน 17 ห้อง และห้องเพนท์เฮาส์ เดอลุกซ์ สวีท พื้นที่ 193.01-332.74 ตารางเมตร จำนวน 6 ห้อง รวมจำนวนห้องพักในอาคารทั้งหมด 219 ห้อง ทั้งยังมี วิลล่า ที่อยู่บริเวณสวนนิเซโกะ มีความเป็นส่วนตัวแบบเอ็กซ์คลูซีฟ จำนวน 5 หลัง โดยภายในโครงการมีสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ที่จอดรถในร่มและกลางแจ้งบริเวณชั้น 1 ภายในอาคาร บริเวณชั้น 2 จัดเป็นส่วนของเอนเตอร์เทนเม้นต์เซ็นเตอร์ ชั้น 3 เป็นส่วนของโถงต้อนรับและห้องสกีวัลเลย์ ส่วนบริเวณชั้น 11 ชั้นบนสุดบริเวณโถงต้อนรับ ประกอบไปด้วย บาร์ล็อบบี้, บาร์เลาจ์, บาร์บริเวณระเบียง ออกแบบให้สามารถชมทัศนียภาพบรรยากาศของวิวเมืองและภูเขาโยเท มองเห็นวิวได้แบบ 360 องศา ทั้งยังมีร้านอาหารที่เปิดให้บริการทั้งวัน   จุดเด่นที่เป็นไฮไลต์ คือ สระว่ายน้ำกลางแจ้งแบบสกายพูลความยาว 25 เมตร สระออนเซ็นขนาดใหญ่ในร่มและสระออนเซ็นกลางแจ้ง ศูนย์ฟิตเนส ห้องคิดส์รูมสำหรับเด็ก ๆ และครอบครัวที่มาพักผ่อนในช่วงเวลาพิเศษ โดยทุกห้องสามารถมองเห็นวิวของเมืองนิเซโกะ ได้อย่างสวยงาม ยิ่งในฤดูสกีที่มีหิมะปกคลุมแทบทั้งเมืองยิ่งเป็นทัศนียภาพที่สวยงามมาก   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ขายทิ้ง “Kiroro Resort Holding” 4,358 ล้านบาท ธุรกิจสกี-โรงแรมในญี่ปุ่น หลังโควิดกระทบท่องเที่ยว​
พรีโม ขาย IPO หุ้นละ 15 บาท 80 ล้านหุ้น  วางเป้า Top 3 บริการด้านอสังหาฯ ​

พรีโม ขาย IPO หุ้นละ 15 บาท 80 ล้านหุ้น วางเป้า Top 3 บริการด้านอสังหาฯ ​

พรีโม พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น เคาะราคา IPO 15 บาทต่อหุ้น พร้อมเปิดจองซื้อวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายนนี้ เตรียมระดมทุน 80 ล้านหุ้น ในตลาด เอ็ม เอ ไอ ต่อยอดธุรกิจบริการด้านอสังหาฯ ครบวงจร พร้อมใช้เทคโนโลยีเสริมการบริการ ตั้งเป้าขึ้น Top3 หลัง 9 เดือนกวดรายได้กว่า 604.26 ล้าน มีกำไรสุทธิ 156.02 ล้าน   หลังจากบริษัทแม่อย่าง ออริจิ้น เข้าตลาดหลักทรัพย์ไปก่อนหน้า พร้อมนำเอาบริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครืออีกหนึ่งบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงคิวของบริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)  หรือ PRI ที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เป็นรายต่อไป   นางสาวจตุพร วิไลแก้ว  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโมฯ  เปิดเผยว่า บริษัทได้เริ่มต้นธุรกิจขึ้นตั้งแต่ปี 2554 ในธุรกิจให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ และเป็นนายหน้า และมีการจัดตั้งบริษัทต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการด้านอสังหาฯ จนปัจจุบันได้เตรียมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ​เนื่องจากเป็นบริษัทเรือธงของบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ซึ่งเดิมทางออริจิ้นถือหุ้น 100% จะปรับลดเหลือ 75% ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 160 ล้านบาท ชำระแล้ว 120 ล้านบาท   โดยปัจจุบันมีบริการที่หลากหลายตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ หรือก่อนเข้าอยู่อาศัย เข้าอยู่อาศัยแล้วและบริการหลังการขายอสังหาฯ เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าอสังหาฯ ที่ต้องการพัฒนาโครงการและลูกค้ารายย่อย โดยสามารถให้บริการได้ตั้งแต่เริ่มออกแบบก่อสร้าง จนถึงโอนกรรมสิทธิ์และมีบริการหลังการขายอสังหาฯ ที่หลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการด้านการอยู่อาศัยแบบวันสต็อปเซอร์วิส ภายใต้แนวคิด “Living Partner” เสมือนเป็นเพื่อนคู่คิดในการใช้ชีวิตร่วมกับลูกค้า สำหรับวัตถุประสงค์ของการระดมทุนครั้งนี้ เพื่อใช้ในการสร้างการเติบโตแบบออกานิคอย่างต่อเนื่อง ​ และการเพิ่มบริการให้ เพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่า ที่มีอยู่กว่า 30,000 ครัวเรือน 100 โครงการ และขยายไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาเสริมบริการ อาทิ การเพิ่มบริการของแอปพลิเคชั่น PRIMO PLUS ด้านเฮลท์แคร์ การช้อปปิ้ง นอกจากนี้ ยังเสริมธุรกิจด้านต่าง ๆ ให้เติบโตเพื่อไปสู่เป้าหมายสำคัญ ในการขึ้นเป็นผู้นำ1 ใน 3  หรือ Top3 ตลาดธุรกิจบริการด้านอสังหาฯ ด้วย สาเหตุที่ออกมาจากออริจิ้น เพราะอยากเติบโตรองรับลูกค้าจาก One-time customer เป็น Life-time เพราะบริษัทเป็นฟันเฟืองที่ใหญ่ในธุรกิจอสังหาฯ ที่สามารถเติบโตได้ด้วยตนเอง สามารถรับลูกค้าได้ทั้งกลุ่มนอกออริจิ้นได้ด้วย 3 กลุ่มธุรกิจ 8 บริษัทในเครือ ปัจจุบันบริษัทฯ แบ่งการดำเนินธุรกิจเป็น 3 กลุ่ม ภายใต้การดำเนินงานของ 8 บริษัทย่อย ได้แก่ 1.ธุรกิจที่ปรึกษาและออกแบบทางวิศวกรรม (Pre-Living Services) โดยมีบริการที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างโครงการอสังหาฯ  บริการออกแบบสถาปัตยกรรม งานวิศวกรรมและงานระบบ โดยได้รับมาตรฐาน ISO 9001: ด้านที่ปรึกษาและบริหารจัดการก่อสร้าง รวมถึงมีบริการจัดฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับอสังหาฯ และการพัฒนาบุคลากร 2.ธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ (Living Services) โดยให้บริการรับบริหารนิติบุคคลอาคารชุด บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้าและอาคารสำนักงาน บริการจัดหาผู้เช่าห้องชุดภายใต้แบรนด์ “พรีโม แมเนจเม้นท์” โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 มีลูกค้า 56 โครงการ และให้บริการดังกล่าวแก่โครงการระดับลักชัวรี่ภายใต้แบรนด์ “คราวน์ เรสซิเดนซ์” โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 มีลูกค้า 15 โครงการ (ไม่รวมลูกค้าจากบริการจัดหาผู้เช่าห้องชุด) นอกจากนี้ยังมีบริการรับบริหารจัดการอสังหาฯ เพื่อเช่าระยะยาวภายใต้แบรนด์ “แฮมตัน” (Hampton) บริการนายหน้าซื้อ ขาย ให้เช่า อสังหาฯ  ครบวงจร รวมถึงบริการที่ปรึกษาพัฒนาโครงการอสังหาฯ และการตลาด 3.ธุรกิจให้บริการหลังการขายอสังหาริมทรัพย์ (Living & Earning Services) โดยมีบริการต่างๆ ได้แก่ ออกแบบตกแต่งภายในบ้าน คอนโดฯ และพื้นที่ส่วนกลาง, ตกแต่งพื้นที่ส่วนกลาง สำนักงานขายโครงการอสังหาฯ, ทำความสะอาดที่พักอาศัยแบบทำสัญญาและรายครั้ง และบริการช่างและขนย้ายสิ่งของ ทั้งนี้ การที่บริษัทสามารถให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาฯ แบบครบวงจร ถือเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น ๆ โดยฐานรายได้หลักของบริษัทมาจากการให้บริการ ซึ่งมีทั้งการทำสัญญาให้บริการแบบระยะยาว เช่น บริการที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้าง, บริหารนิติบุคคลอาคารชุด บ้านจัดสรร เป็นต้น และการให้บริการเป็นรายครั้ง รวมถึงมีฐานลูกค้าจากโครงการของ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านรายได้แก่บริษัท  นอกจากนี้บริษัทมุ่งขับเคลื่อนการให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยหรือ Tech Service Company โดยมีแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นช่องทางติดต่อและให้แก่บริการแก่ลูกค้า   นางสาวจตุพร กล่าวอีกว่า บริษัทวางกลยุทธ์การเติบโตด้วยการมุ่งเพิ่มศักยภาพการให้บริการและสร้างสรรค์บริการใหม่ ๆ แบบวันสต็อปเซอร์วิส เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านการอยู่อาศัยในทุกจังหวะการใช้ชีวิต หรือ “At Your Service, Every Moment” โดยจะมุ่งรักษาฐานลูกค้าเดิมใช้บริการต่อเนื่องและขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีศักยภาพ พร้อมทั้งวางแผนยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักในปัจจุบัน ควบคู่กับการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีไอทีและดิจิทัลเพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการ มุ่งสู่ผู้นำของธุรกิจให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่แบบครบวงจร 9 เดือนกวาดรายได้กว่า 600 ล้าน ด้านนางสาวนุชจรีย์ จิตต์อาจหาญ ผู้บริหารสายงานบัญชีและการเงิน กล่าวว่า บริษัทมีผลการดำเนินงานเติบโตแข็งแกร่ง โดยในปี 2562 – 2564 มีรายได้รวม 255.69 ล้านบาท 266.51 ล้านบาท และ 489.56 ล้านบาทตามลำดับ เติบโตเฉลี่ย 30.48% ต่อปี และมีกำไรสุทธิ 34.52 ล้านบาท 40.05  ล้านบาท และ 111.25 ล้านบาทตามลำดับ เติบโตเฉลี่ย 74.09% ต่อปี ส่วนผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของ   ปี 2565 มีรายได้รวม 604.26 ล้านบาท เติบโต 95.92% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 156.02 ล้านบาท เติบโต 128.17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้ทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจเติบโตได้ดีและมีอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ณ งวด 9 เดือนแรกของปี 2565 อยู่ที่ 61.62% และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 81.20% เคาะราคาหุ้นละ 15 บาท ระดม 80 ล้านหุ้น ขณะที่นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า ความคืบหน้าการนำ บริษัท​ พรีโมฯ หรือ PRI เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ หลังจากที่ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อพิจารณาอนุมัติ   ล่าสุด ได้รับการอนุมัติแบบคำขอฯ และแบบไฟลิ่งมีผลใช้บังคับแล้ว โดย บมจ.พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 80 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 25% ของจำนวนหุ้นสามัญ ที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ เพื่อนำเงินจากการระดมทุนไปใช้ขยายกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจในปัจจุบัน และพัฒนาเทคโนโลยีในการให้บริการลูกค้า รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ   โดย PRI เป็นบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตได้อีกมากตามการขยายตัวของธุรกิจอสังหาฯ และความต้องการใช้บริการด้านการอยู่อาศัย โดยมีบริการที่สามารถตอบสนองลูกค้าที่เป็นโครงการอสังหาฯ และลูกค้ารายย่อย   ส่วนนางสาวยอดฤดี สันตติกุล กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า บมจ.พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น ได้กำหนดราคาเสนอขาย IPO ที่ราคาหุ้นละ 15 บาท ซึ่งมองว่าเป็นราคาที่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานและศักยภาพการเติบโตในอนาคต โดยจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อในวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายนนี้ ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด และผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย 5 ราย   โดยคาดว่าจะนำหุ้น PRI เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2565 โดยเชื่อว่า PRI จะเป็นหุ้น IPO ที่ได้รับความสนใจที่ดีจากนักลงทุน ด้วยจุดแข็งด้านบริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาฯ แบบครบวงจร มีฐานลูกค้าที่มั่นคง มีรายได้ประจำที่มาจากการทำสัญญาระยะยาวกับลูกค้า และผลประกอบการที่ผ่านมาที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โชว์ศักยภาพธุรกิจเป็นผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ครอบคลุมต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ตั้งแต่ก่อนเข้าอยู่อาศัย เข้าอยู่อาศัยแล้วและบริการหลังการขายอสังหาฯ ส่วนกำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 อยู่ที่ 156.02 ล้านบาท เติบโต 128.17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน วางกลยุทธ์ขยายบริการใหม่มุ่งสู่ผู้นำของธุรกิจให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่แบบครบวงจร   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เปิดโรดแมพธุรกิจ “ออริจิ้น” ใน 3 ปี ปูทางสู่มาร์เก็ตแคปกลุ่มธุรกิจ 1 แสนล้าน -พรีโม เตรียม IPO ในปลายปีนี้ วางเป้าขึ้น Top3 ด้านบริการอสังหาฯ ​ครบวงจร
เสนา กรุ๊ป  ปรับธุรกิจ รับเมกะเทรนด์  หลังถือหุ้นใหญ่ SENAJ

เสนา กรุ๊ป ปรับธุรกิจ รับเมกะเทรนด์ หลังถือหุ้นใหญ่ SENAJ

เสนา กรุ๊ป ยกเครื่องธุรกิจใหม่ วางเป้าเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ  ขยายธุรกิจใม่รับเมกะเทรนด์ หลังทุ่มกว่า 485.4 ล้าน ถือหุ้นใหญ่ SENAJ วางตัวเป็น "แม่ยก" กับ 3 แกนธุรกิจหลัก   หลังจากที่บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าลงทุนเพิ่มในหุ้นสามัญของ บริษัท เสนาเจ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ SENAJ จำนวน 300 ล้านหุ้น หรือ คิดเป็น 7.14% ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้ว ในราคา 1.618 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวม 485.4​ ล้านบาท ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 7/2565 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา​   ส่งผลทำให้กลุ่มเสนากลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน SENAJ และมีสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มเป็น 42.49% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ถือเป็นการเพิ่มอำนาจในการควบคุมบริหารงานใน บริษัท เสนา เจฯ  ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการดำเนินธุรกิจตั้งแต่เสนา ได้เริ่มเข้าไปถือหุ้นใน   เมื่อกลุ่มเสนา กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จึงมีการวางทิศทางในการดำเนินธุรกิจทั้งกลุ่มเสนาใหม่ เพื่อสร้างความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ และสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับเสนา ให้เกิดความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา พร้อมเป็น "แม่ยก" ดันธุรกิจโตยั่งยืน ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปีดเผยว่า เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ได้มีการปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจแบบองค์รวม โดยวางเป้าหมายของ "SENA Group" เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ  ด้วยการวางให้เสนาพร้อมเป็น "แม่ยก" ผลักดันธุรกิจในเครือให้ครอบคลุม เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ผ่านแกนหลัก 3 แม่ยก ดังนี้ ยกระดับองค์กรให้ก้าวทันโลกแห่งอนาคต ยกระดับทุกธุรกิจในเครือให้เติบโตอย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกมิติอย่างยั่งยืน สำหรับ แผนงานภายใต้คอนเซ็ปต์ 3 แม่ยก ดังกล่าวประกอบด้วย ​ 1.ยกจากจุดเริ่มต้น "SENA Group" เสนาได้ดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปี พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยเพื่อขาย ได้แก่ บ้านเดี่ยว ทาวเฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ ทาวน์โฮมและอาคารชุด ธุรกิจเช่า ได้แก่ พาร์ทเม้นท์ให้เช่า ธุรกิจอาคารสำนักงาน ธุรกิจสนามกอล์ฟ ธุรกิจไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ธุรกิจบริหารงานนิติบุคคล ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่พักอาศัย เป็นต้น พร้อมต่อยอดธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ความท้าทายของผู้คนในสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยความใส่ใจ และจริงจังในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน "To be the most trusted partner in our custom stage." เสนาเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือไว้วางใจสูงสุดในทุกช่วงชีวิตของลูกค้าเรา 2.ยกสถานการณ์ปัจจุบัน "SENA Group" โดยการวางธุรกิจหลัก (Core Business) เพื่อให้ธุรกิจสามารถเชื่อมโยงและสอดรับกับบริษัทในเครือ ปัจจุบัน ทาง "SENA Group" ได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจของทั้งกลุ่มบริษัท เพื่อให้ทุกบริษัทมีความแข็งแกร่ง เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงธุรกิจกับคู่แข่งในตลาด ซึ่งทุกบริษัทในเครือต้องมีการปรับวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร   ทั้งนี้ ทางบริษัท เสนา เจ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ SENAJ จะเน้นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สำหรับกลุ่มเฉพาะ(Niche High End market) ในกลุ่มลูกค้าระดับสูง รวมถึงผลักดันการขยายบริการด้านที่อยู่อาศัยอย่างครอบคลุมและคุ้มค่ามากที่สุด โดยวางเป้าหมายและโจทย์สำคัญมุ่งสู่ธุรกิจเมกะเทรนด์ (New Mega Trends) ของโลก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยความละเอียดใส่ใจ และจริงจังในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน "To be the ultimate real estate multi-services company." ขณะเดียวกันมองว่าเทรนด์การลงทุนในธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยทาง SENAJ พุ่งเป้าไปธุรกิจที่ตอบรับเมกะเทรนด์ (Mega Trend) ทั้งความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจที่เป็นมิตรต่อโลก (Sustainability) ,สังคม, สุขภาพ, สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี เป็นต้น 3.ยกระดับเพื่ออนาคต "SENA Group" โดยเสนาพร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตสู่ความยั่งยืน โดยทาง SENAJ ตั้งเป้าโตแบบก้าวกระโดด พร้อมเป็นหัวหอกหลักการดำเนินขยายการลงทุนเพิ่มในธุรกิจตามเมกะเทรนด์โลก แตกบริษัทเกาะเมกะเทรนด์โลก จากกลยุทธ์ การยกระดับเพื่ออนาคต ทำให้เสนา มีการขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจใหม่ เพื่อไปสู่การเป็นบริษัท Service Company ที่จะเข้ามาเสริมกับธุรกิจหลักของเสนา โดยมีการขยายธุรกิจใหม่ ๆ ประกอบด้วย 1.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย โดยพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่องตามแผนงาน ขยายฐานการพัฒนาโครงการบ้าน Niche High End ระดับราคา 15 -20 ล้านบาท วางแผนเปิดปีละ 1- 2 โครงการ นอกจากนี้ ได้ร่วมทุนกับพันธมิตร ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป พัฒนาคอนโดมิเนียมร่วมกัน 2.ธุรกิจ Property Management ธุรกิจบริหารนิติบุคคลโครงการที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินแบบครบวงจร (Property Management) โดยปัจจุบันมีโครงการที่รับบริหารนิติบุคคลโครงการ 97 โครงการ ตั้งเป้าภายใน 3 ปี ขึ้นแท่นสู่ Top 5 ครอบคลุมโครงการรับบริหารรวม 168 โครงการ   โดยทาง SENAJ มีแผนเข้าซื้อหุ้นบริษัทย่อยของ SENA “แอคคิวท์ เรียลตี้” เพื่อให้บริการนายหน้าขายและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ครอบคลุมบริหารการขายโครงการ และให้บริการที่ปรึกษาด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบริการด้านการเช่าอสังหาฯ ภายในกลุ่มของ SENA และ SENAJ 3.สถานดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะฟื้นตัว (Nursing Home) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับทางบริษัทญี่ปุ่นพัฒนาโครงการในอนาคต 4.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินงาน 2 แห่ง คือ ตลาดแพรกษา และ สำเพ็ง 2 5.ธุรกิจขายบ้านมือสอง โดยทางบริษัท เสนา ซัวร์ฯ คัดสรร รับซื้อทรัพย์บ้านมือสองและนำมาปรับปรุงตกแต่งให้อยู่ในสภาพที่ดีเพิ่มมูลคำและพร้อมขาย ตอบโจทย์ผู้บริโภคมองหาที่อยู่อาศัยใกล้เมือง ราคาจับต้องได้ ตั้งเป้าภายใน 3 ปีสู่ Top 5ผู้นำตลาดบ้านมือสอง   ในปี 2566  มีแผนลงทุนจัดตั้งบริษัทใหม่ เพื่อวัตถุประสงค์ในการรับซื้อที่อยู่อาศัยหรือบ้านมือสองและนำมาปรับปรุงตกแต่งให้อยู่ในสภาพที่ดี เพื่อเพิ่มมูลค่าและขายในตลาดต่อไป 6.ธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยทาง SENAJ มีแผนเข้าซื้อหุ้นบริษัทย่อยของ SENA "แอคคิวท์ เรียลตี้" เพื่อให้บริการนายหน้าขายและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ครอบคลุมบริหารการขายโครงการ และให้บริการที่ปรึกษาด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบริการด้านการเช่าอสังหาฯ ภายในกลุ่มของ SENA และ SENAJ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนธุรกิจครั้งสำคัญนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับธุรกิจหลักและเกื้อหนุนธุรกิจในเครือ นับเป็นการส่งเสริมจุดแข็งและสร้างความโดดเด่นทางการแข่งขันในโลกธุรกิจ รวมถึงการคิดละเอียดและใส่ใจในทุกมิติทำให้ "SENA Group" และบริษัทในเครือ พร้อมยกระดับการเติบโตให้แข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไปได้ในอนาคต   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เสนาฯ จับมือ ลีโอ ลุยคลังสินค้าครบวงจร ประเดิมแห่งแรกที่เสนาเฟสท์ เจริญนคร 16   -เสนา ดีเวลลอปเมนท์  กับ 3 กลยุทธ์สู่เป้ารายได้กว่า 12,000 ล้าน ก้าวต่อไป เปิด 2 แบรด์ใหม่ จับตลาดต่ำล้าน
พฤกษา โชว์ Q3/65 ทำกำไรโต 87%  เดินหน้าลุยธุรกิจเฮลท์เทค-โซเชียล คอมเมิร์ส 

พฤกษา โชว์ Q3/65 ทำกำไรโต 87% เดินหน้าลุยธุรกิจเฮลท์เทค-โซเชียล คอมเมิร์ส 

พฤกษา โฮลดิ้ง ทำกำไรไตรมาส 3 เติบโต 87% มูลค่า 619 ล้าน รายได้อยู่ที่ 6,832 ล้าน​ ผลจาก 2 ธุรกิจหลัก “อสังหาฯ-เฮลท์แคร์” เติบโต พร้อม​เดินหน้าลงทุนธุรกิจใหม่ต่อเนื่อง ด้านเฮลท์เทค-โซเชียล คอมเมิร์ส    นายอุเทน โลหชิตพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงาน ไตรมาส 3 ปี 2565 ว่า พฤกษา โฮลดิ้ง ทำรายได้ 6,832 ล้านบาท เติบโต 27% จากไตรมาสที่ผ่านมา และเติบโต 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิที่ 619 ล้านบาท เติบโต 44% จากไตรมาสที่ผ่านมา และเติบโต 87% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 30.9%  และมีอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนต่ำ (Net Gearing Ratio) ที่ 0.34 เท่า ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสสองที่ 0.39 เท่า ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจเฮลท์แคร์ สำหรับธุรกิจอสังหาฯ ในไตรมาส 3 ทำรายได้ 6,430 ล้านบาท เติบโต 26% จากไตรมาสก่อน หรือเติบโต 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความต้องการที่สูงขึ้นของโครงการแนวราบในเซ็กเม้นต์พรีเมี่ยม และรายได้จากการโอนคอนโดมิเนียม 3 โครงการในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา และสามารถทำยอดขายได้ 2,858 ล้านบาท พร้อมมียอดขายรอโอน (Backlog)  ประมาณ 13,300 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ภายในปีนี้กว่า 50% และที่เหลือในปีหน้า   โดยในไตรมาส 4 เตรียมส่งมอบคอนโด​ 4 โครงการ ได้แก่ แชปเตอร์ จุฬา-สามย่าน, ไพรเวซี่ จตุจัตร, พลัมคอนโด พระราม 2, พลัมคอนโด สุขุมวิท 62 มูลค่าราว 6,300 ล้านบาท และ มีแผนเปิดโครงการใหม่ในไตรมาส 4 รวม 7,800 ล้านบาท ได้แก่ ทาวน์เฮาส์ 7 โครงการ มูลค่า 3,600 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 3 โครงการ มูลค่า 2,700 ล้านบาท และ คอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 1,500 ล้านบาท   ส่วนธุรกิจด้านสุขภาพ (Healthcare Business) ในไตรมาส 3 มีรายได้ 330 ล้านบาท เติบโต 63% จากไตรมาสก่อน หรือเติบโต 276% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  สร้างรายได้จากบริการทางการแพทย์ในกลุ่มโรคที่ไม่เกี่ยวกับโควิดได้สูงสุดเป็น New High นับจากเริ่มดำเนินกิจการเมื่อปีที่ผ่านมา และมีการขยายบริการไปยังกลุ่มคนไข้ใหม่ และจากการจัดตั้งแผนกให้บริการผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะ ทำให้มีสัดส่วนคนไข้ต่างชาติที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 23% ในขณะที่ทิศทางธุรกิจในอนาคต โรงพยาบาลวิมุตมีแผนเพิ่มเตียงสำหรับผู้ป่วยจาก 100 เตียง เป็น 125 เตียงภายในสิ้นปี 2565 เพื่อรองรับความต้องการที่มากขึ้น ด้านการลงทุนในธุรกิจใหม่  เพื่อต่อยอดพันธกิจด้านนวัตกรรม ทางบริษัทฯ ได้มีการร่วมลงทุนกับ Pathology Asia Holdings ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำให้บริการด้านการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีแผนการนำโนฮาวด้านการวินิจฉัยทางการแพทย์ Genomics และระบบการบริหารแล็ปที่ทันสมัย มุ่งขยายกิจการในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการนำนวัตกรรมด้านการแพทย์ระดับโลกมาสนับสนุนและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านสุขภาพของกลุ่มธุรกิจเฮลท์แคร์ นอกจากธุรกิจด้านสุขภาพ   พฤกษา โฮลดิ้ง ยังเล็งเห็นศักยภาพการเติบโตของธุรกิจโซเชียล คอมเมิร์ส  จึงได้ลงทุนในสตาร์ทอัพ PUNDAI - ปันได้ เครื่องมือ Affiliate Marketing Network ช่วยขายออนไลน์ ที่มาพร้อมฟังก์ชัน การใช้งานที่ง่าย ครบ จบในที่เดียว เป็นเครื่องมือช่วยตอบโจทย์การขายผ่านทุกช่องทางออนไลน์ ให้กับผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปให้เติบโตในโลกอีคอมเมิร์ซและเป็นฟันเฟืองสำคัญในการช่วยสร้างงานสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลได้อีกทางหนึ่ง   นอกจากนี้ จากการประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งล่าสุด ได้มีมติรับทราบการลาออกจากตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และประธานคณะกรรมการบริหาร ของนายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ โดยมีผลเป็นการลาออกตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไป ซึ่งภายหลังการลาออก นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ จะยังคงมีตำแหน่งเป็น รองประธานกรรมการบริษัท กรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน กรรมการกำกับการบริหารความเสี่ยง กรรมการบริหาร และกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม  สำหรับการลาออกครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของ Succession Plan ที่ทางบริษัทฯ ได้วางแผนไว้ในการเตรียมความพร้อมและสร้างความยั่งยืนขององค์กรในอนาคต   นายทองมา  กล่าวว่า หลังจากที่ได้ดำรงตำแหน่งร่วมกับนายอุเทน ที่ได้บริหารงานพฤกษา โฮลดิ้ง ร่วมกันมาเป็นเวลาราว 10 เดือน ผมไว้วางใจ มีความมั่นใจในคณะทีมบริหารมากขึ้น จึงได้ตัดสินใจมอบหมายให้ นายอุเทนบริหารงานอย่างเต็มตัว เป็นการส่งมอบให้นักบริหารมืออาชีพที่มีความสามารถได้มาต่อยอดดูแลบริหารงานเชิงกลยุทธ์และด้านปฏิบัติการของธุรกิจต่างๆ ในเครือทั้งกลุ่ม โดยกำหนดวิสัยทัศน์ไปถึงขยายกิจการ การลงทุนในธุรกิจใหม่ ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรการทำงานในรูปแบบใหม่ที่เปิดกว้างทางความคิด สร้างความหลากหลายในองค์กร มุ่งปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ อันจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจกลุ่มพฤกษาในยุคดิจิทัลสู่องค์กรชั้นนำที่มอบโซลูชั่นสินค้าและบริการเพื่อคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีที่สุด   ในปีนี้ที่ทางพฤกษาได้ริเริ่มโครงการ "Accelerate Impact with PRUKSA" ให้การสนับสนุนบริษัทในประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)  ที่ต้องการความช่วยเหลือในการขยายกิจการให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อให้บริษัทที่เข้าโครงการได้บรรลุเป้าหมายสร้างผลกระทบเชิงบวกในการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง ซึ่ง “ทุนวิจิตรพงศ์พันธุ์” เงินทุนส่วนตัวของนายทองมา ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสนับสนุน ส่งเสริมพระศาสนา สนับสนุนด้านการศึกษา และช่วยเหลือสังคม ได้มีการต่อยอดภารกิจด้านการช่วยเหลือสังคม ด้วยการให้การสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม ที่ทางพฤกษาได้ริเริ่มโครงการนำร่องบ่มเพาะสตาร์ทอัพในปีนี้ด้วย   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง  
[PR News] ดิ อิสสระ สาทร ส่งโปรฯ แรง “Omakase Deal”

[PR News] ดิ อิสสระ สาทร ส่งโปรฯ แรง “Omakase Deal”

ดิ อิสสระ สาทร ส่งโปรฯ แรง “Omakase Deal” โครงการ ดิ อิสสระ สาทร (The Issara Sathorn) ลักชัวรี่คอนโดมิเนียม หนึ่งในโครงการคุณภาพในเครือชาญอิสสระ เตรียมจัดโปรโมชั่นแรงส่งท้ายปี โดยผู้บริหารหนุ่ม ปลาทู-ดิฐวัฒน์ อิสสระ เตรียมคัดห้องสวย ร่วมโปรโมชั่น “Omakase Deal” ยูนิตสวยพร้อมเสิร์ฟ ให้ลูกค้าได้เลือกเป็นเจ้าของก่อนใคร . ดิ อิสสระ สาทร ส่งโปรฯ แรง “Omakase Deal” พร้อมคัดสรรข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองโครงการฯ ทั้ง ตั๋วเครื่องบิน Business Class สายการบินไทย ,Pocket Money สูงสุด 2 ล้านเยน!!*, Voucher Omakase จากร้าน Sushi Masato หรือโรงแรม The Okura Prestige Bangkok มูลค่าสูงสุด 50,000 บาท* ส่วนลดเพิ่มเติม 100,000 บาท* ดิ อิสสระ สาทร ส่งโปรฯ แรง “Omakase Deal” สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนออนไลน์ ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2565 และพิเศษสำหรับลูกค้าที่เข้าร่วมอีเวนต์ในระหว่างวันที่ 19 – 20 พ.ย. 65 และจองห้องชุดภายในวันงานรับ Cash Voucher เฟอร์นิเจอร์จาก SB Design Square มูลค่าสูงสุด 500,000 บาท ดิ อิสสระ สาทร ส่งโปรฯ แรง “Omakase Deal” (ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด*) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02-3082222  Line: @theissarasathorn  Website: www.charnissara.com/theissarasathorn     บทความน่าสนใจ รีวิวคอนโดย่านสาทร วิวคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยา THE ISSARA SATHORN ชาญอิสสระ เปิดตัว Issara Easy Connect  ดูโครงการ-ซื้อขายผ่านออนไลน์ ชาญอิสสระ แตกไลน์ 2 ธุรกิจ “เวลเนส-คริปโตฯ” พร้อมขนบ้าน-คอนโดหั่นราคา 50%
เอพี ไทยแลนด์  รายได้รวม 9 เดือนนิวไฮกว่า 37,560 ล้าน  เดินหน้าเปิด 18 โครงการใหม่

เอพี ไทยแลนด์ รายได้รวม 9 เดือนนิวไฮกว่า 37,560 ล้าน เดินหน้าเปิด 18 โครงการใหม่

เอพี ไทยแลนด์  กวาดผลประกอบการ 9 เดือน ทำรายได้รวมกว่า 37,560 ล้าน กำไรสุทธิโตทะลุ 4,720 ล้าน ขณะที่​ยอดขาย  10 เดือนทำได้ 45,410 ล้านบาท ทะลุ 90% ของเป้ายอดขายทั้งปีที่ 50,000 ล้าน พร้อมเดินหน้าเปิด 18 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 26,360 ล้านโค้งท้ายปี   นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างรายได้ จากสินค้าแนวราบ กลุ่มคอนโดมิเนียม (100% JV) และธุรกิจอื่นๆ ทำนิวไฮสูงสุดถึง 37,566 ล้านบาท คิดเป็น 80%  จากเป้ารายได้รวม (100% JV) ทั้งปีที่ 47,000 ล้านบาท ซึ่งรายได้ดังกล่าวเติบโตกว่า 24% หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 ที่ทำได้ 30,324 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิมากถึง 4,722 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า ที่มีกำไรสุทธิรวมเท่ากับ 3,549 ล้านบาท ขณะที่สัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเท่ากับ 0.52 เท่า แผนการดำเนินธุรกิจของเอพีในปี 2565 กับการวางเป้าหมายเป็นที่สุดแห่งปี ประสบความสำเร็จและสามารถสร้างสถิติใหม่สู่การเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ตอกย้ำภาพความเป็นผู้นำในทุกกลุ่มธุรกิจทั้งสินค้าทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม   มั่นใจถึงเป้ารายได้ทั้งปี 47,000 ล้านบาท ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮมยังคงเป็นซูเปอร์สตาร์ของปี คีย์ไดรฟ์สำคัญในการสร้างรายได้ให้กับบริษัท จากกระแสตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ของลูกค้าโอนกรรมสิทธิ์ทั้งโครงการใหม่และโครงการที่อยู่ระหว่างการเปิดขาย ควบคู่กับการฟื้นตัวเติบโตในทิศทางที่ดีอย่างมีนัยสำคัญ ของตลาดคอนโดมิเนียมที่มีการรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง   การโอนกรรมสิทธิ์ในคอนโดยังมีต่อเนื่อง อย่าง  2 คอนโดใหม่ที่ก่อสร้างเสร็จในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ได้แก่ RHYTHM เอกมัย เอสเตท และ LIFE สาทร เซียร์รา ทำให้ ณ 31 ตุลาคม 2565 บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) มากถึง 37,065 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้ถึงปี 2568 จึงมั่นใจว่าบริษัทจะสามารถสร้างรายได้รวมได้ตามเป้าหมายในปีนี้ทั้งปีที่ 47,000 ล้านบาท พร้อมทั้งจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตต่ออย่างมั่นคงในอนาคตอย่างแน่นอน   นอกจากนี้ บริษัท ยังมีผลงานยอดขายที่แข็งแกร่ง และยังคงสร้าง New Record สูงสุดที่บริษัทเคยทำได้ ณ สิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ด้วยยอดขายมากถึง 45,408 ล้านบาท หรือคิดเป็น 90% ของเป้ายอดขายที่ตั้งไว้ที่ 50,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 46% หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แบ่งเป็นยอดขายจากสินค้าบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมที่ 36,154 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% และเป็นยอดขายจากสินค้าแนวสูงที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนที่ 9,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่า 3 เท่าตัว โดยปัจจัยที่สนับสนุนให้บริษัทประสบความสำเร็จในมิติยอดขายที่แข็งแกร่ง นอกจากความเชื่อมั่นของลูกค้าต่อแบรนด์สินค้าเครือเอพีที่มากกว่า 17 แบรนด์ ที่มุ่งมั่นพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า เพื่อส่งมอบความปรารถนาในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน ให้ทุกนิยามความสุขที่ต้องการเกิดขึ้นได้จริงแล้ว และยังสะท้อนถึงดีมานด์ตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังคงเป็นที่ต้องการ ทั้งตลาดบ้านแนวราบที่เติบโตต่อเนื่อง และโดยเฉพาะตลาดคอนโด ที่มีการฟื้นคืนกลับของลูกค้าอย่างเห็นได้ชัด   บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผน BREAKTHROUGH ทุกข้อจำกัด ด้วยการวางแผนเปิดตัว​โครงการใหม่ทั้งสิ้น 18 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 26,360 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 4 โดยมีไฮไลต์ในช่วง 2 เดือนสุดท้าย กับการเปิดตัว  “พื้นที่ชีวิตใหม่” จากบ้านเดี่ยวแบรนด์ใหม่ล่าสุด MODEN บ้านเดี่ยวหลังใหญ่บนทำเล พระราม 2, บางนา – เทพารักษ์​ และบางนา – ศรีนครินทร์ ราคาเริ่ม 3.99 – 9 ล้านบาท และคอนโด  ASPIRE  อ่อนนุช สเตชั่น มูลค่า 2,700 ล้านบาท โปรเจกต์แฟล็กชิป “Exclusive ASPIRE” เขย่าตลาดคอนโดใหม่เพียงหนึ่งเดียว ในย่าน ติดถนนสุขุมวิท เพียง 200 เมตรถึงรถไฟฟ้า BTS  สถานีอ่อนนุช ราคา 1 ห้องนอน  เริ่ม 129,000 บาท/ตารางเมตร เพียง 3.59 ล้านบาท Exclusive Booking วันที่ 26 - 27 พฤศจิกายนนี้ บริษัทยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้พันธกิจใหญ่คือ การส่งมอบชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้ ด้วยแผนการดำเนินงานที่รัดกุม ควบคู่ไปกับความพร้อมที่จะปรับตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยการบริหารจัดการแบบกระจายอำนาจ ควบคู่การบริหารจัดการกระแสเงินสดอย่างเคร่งครัด   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -4 การเปลี่ยนแปลงรอบ 20 ปี ของ “บ้านกลางเมือง” -เอพี ไทยแลนด์ โชว์ครึ่งปีแรกกวาดรายได้ 25,276 ล้าน พร้อมผลงานทำกำไรโต 31%
4 การเปลี่ยนแปลงรอบ 20 ปี ของ “บ้านกลางเมือง”

4 การเปลี่ยนแปลงรอบ 20 ปี ของ “บ้านกลางเมือง”

บ้านกลางเมือง บ้านกลางเมือง สินค้าเรือธง ทาวน์โฮม ค่ายเอพี ไทยแลนด์ ความสำเร็จตลอด 20 ปี กับ 4 การเปลี่ยนแปลงใหม่ในปี 2022   บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นพัฒนาโครงการทาวน์โฮมครั้งแรกในปี 2545 ภายใต้แบรนด์ บ้านกลางเมือง เนื่องจากมองเห็นโอกาสทางการตลาด และความต้องการของลูกค้า ที่ต้องการอยู่บ้านทาวน์โฮมขนาด 3 ชั้น บริษัทจึงได้นำรูปแบบของอาคารพาณิชย์ มาพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ที่มีความทันสมัย โดยเริ่มต้นพัฒนา บ้านกลางเมือง รัชดา-เหม่งจ๋าย เป็นโครงการแรก ไทม์ไลน์ความสำเร็จบนเส้น 20 ปี  โดยหลังจากนั้น เอพี ได้พัฒนาโครงการใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแต่ละปีก็มีพัฒนาการและวิธีการทำงานที่เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม และแผนธุรกิจ  โดยตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา บ้านกลางเมืองมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่สำคัญ ๆ ดังนี้ ปี 2545 ปีแรกที่ได้พัฒนาแบบบ้านในรูปแบบคลาสสิคในธีม Big City และหลังจากนั้นได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบบ้าน จากคลาสสิคมาสู่ความเป็นโมเดิร์น ปี 2552 จึงเปิดตัว Urbanion Model และมีการพัฒนาบ้านแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง ปี 2557 ได้พัฒนาแบบบ้านทาวน์โฮม 3.5 ชั้น พร้อมชั้นลอยสูง 5.5 เมตร ปี 2558 ได้เปิดตัว บ้านกลางเมือง ดิอิดิชั่น ด้วยบ้านแบบใหม่ X-Trend Model เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการอยู่อาศัยในทาวน์โฮม ปี 2559  เอพี ไทยแลนด์ ได้ขยายตลาดบ้านทาวน์โฮม ไปสู่กลุ่มลูคค้าลักชัวรี่ ด้วยการเปิดตัวแบรนด์บ้านกลางเมือง คลาสเซ่ ซึ่งเน้นโลเกชั่นในย่านใจกลางเมืองเป็นหลัก ปี 2560 เปิดตัวบ้านกลางเมือง ในรูปบบ TERRARIA MODEL ที่เป็นการนำพื้นที่สีเขียวเข้ามาไว้ในบ้านทาวน์โฮม ปี 2565 เอพี ไทยแลนด์ ได้วางแนวทางธุรกิจสินค้าทาวน์โฮม ภายใต้พันธกิจ​ Unlock Vertical Life ทำให้เปิดตัวบ้านกลางเมืองโมเดลใหม่มากที่สุดถึง 10 แบบ และนำเอาแบรนด์บ้านกลางเมือง คลาสเซ่ กลับมาทำตลาดใหม่อีกครั้งหลังหยุดทำตลาดนานกว่า 7 ปี พร้อมกับเปิดตัวบ้านแบบใหม่ Eclectic Modern Series และ Legacy Classic Series พร้อมบ้านกลางเมือง ดิอิดิชั่น ฟังก์ชั่นใหม่   4 การเปลี่ยนแปลง “บ้านการเมือง” ยุค 2022 นายเมธา รักธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าทาวน์โฮม บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้บ้านกลางเมืองเดินทางมาครบ 20 ปี ซึ่งถือได้ว่าแบรนด์ที่อยู่ได้นานขนาดนี้ คือ เป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งและเป็นตำนาน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แบรนด์บ้านกลางเมืองมีการเติบโตอยู่ตลอดเวลา โดยในปีนี้บริษัทเปิดตัวแบบบ้านใหม่มากที่สุด และมีการทำตลาดครั้งสำคัญ ด้วยกลยุทธ์ Music Marketing ที่ได้นำเอานักร้องในตำนาน อย่างก้อง-สหรัถ มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ครั้งแรก โดยใช้งบประมาณการทำตลาดในปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า 20 ล้านบาท   สำหรับแนวทางการตลาดของบ้านกลางเมืองในปีนี้ ถือว่าเป็นการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไปจากอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทวางแนวทางธุรกิจ ภายใต้พันธกิจ Unlock Vertical Life ซึ่งมีการเปลี่ยนรูปแบบเกือบทุกอย่างของแบรนด์บ้านกลางเมือง ดังนี้ 1.เพิ่ม Product Mix ในแต่ละโครงการ ในอดีตโครงการบ้านกลางเมือง จะมีรูปแบบบ้านเพียงรูปแบบเดียว คือ ทาวน์โฮม แต่ปัจจุบันจะเป็นการผสมผสานรูปแบบบ้านหลายชนิดไว้ในโครงการเดียวกัน อาทิ มีแบบบ้านแฝด บ้านแฝด 3 ชั้น แบบบ้านทาวน์โฮม 3 ชั้น เป็นต้น 2.ฟังก์ชั่นบ้านเปลี่ยน ขณะที่ตัวบ้านมีการปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งาน หรือการดีไซน์เลย์เอ้าท์บ้านเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นได้ตามไลฟ์สไตล์ และการใช้งานจริง อาทิ การนำเอาพื้นที่ห้องลิฟวิ่งรูม และห้องครัว ย้าวไปไว้ที่ชั้น 2 การมีพื้นที่ชั้นล่าง ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้หลากหลายรูปแบบ ตามความต้องการของลูกค้า เช่น ปรับเป็นห้องทำงาน ปรับเป็นห้องนอนผู้สูงอายุ หรือผสมผสานพื้นที่ได้ตามความต้องการ เป็นต้น 3.การทำตลาดเปลี่ยน ในอดีตการทำตลาดของบ้านกลางเมือง ทีมการตลาดจะทำงานภายใต้แนวคิดในการสร้างยอดขายเป็นหลัก ทำให้รูปแบบการตลาด ออกมาเป็น โปรโมชั่น หรือการส่งเสริมการขายในรูปแบบต่าง ๆ แต่ปัจจุบันการทำงานของทีมการตลาด จะต้องเน้นการสร้างแบรนด์ให้กับบ้านกลางเมืองควบคู่ไปด้วย จะไม่เน้นการขายสินค้าอย่างเดียว จึงเป็นที่มาของการกลยุทธ์ Music Marketing ในปีนี้ และต่อเนื่องไปถึงปีหน้าด้วย 4.เปลี่ยนคอนเซ็ปต์การซื้อที่ดิน  รูปแบบการซื้อที่ดินเปลี่ยนแปลงไป โดยจะเน้นการซื้อที่ดินให้สอดคล้องกับบ้านกลางเมืองแต่ละแบรนด์ โดยเฉพาะบ้านกลางเมืองคลาสเซ่ ที่ถือเป็นสินค้าทดแทนคอนโดมิเนียม สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการอยู่ทำเลใจกลางเมือง แต่ไม่ต้องการอยู่คอนโด เนื่องจากต้องการได้พื้นที่มากขึ้น แต่มีระดับราคาใกล้เคียงกับคอนโดในเมือง ซึ่งการซื้อที่ดินจะไม่ได้ดูเรื่องราคาเป็นหลัก แต่ดูศัยกภาพของที่ดินว่าสามารถแข่งขันได้หรือไม่ ​   ตลอดระยะเวลา 20 ปีของแบรนด์ บ้านกลางเมือง แต่ละปีมีอัตราการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เป็นหนึ่งแบรนด์สำคัญของ เอพี ไทยแลนด์ ในการช่วยความสำเร็จให้กับบริษัทได้เป็นอย่างดี และตัวแบรนด์เองก็มี Success Story มาโดยตลอด อย่างเช่น บ้านกลางเมือง สาทร-กัลปพฤกษ์ 2 ที่สามารถปิดการขายได้ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่เปิดการขาย หรือแม้แต่การนำเอาแบรนด์ บ้านกลางเมือง คลาดเซ่ มาทำตลาดใหม่ในรอบ 7 ปี ก็กวาดยอดขายโครงการบ้านกลางเมือง คลาสเซ่ สุขุมวิท 77 ได้ถึง 800 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์เช่นกัน จึงต้องจับตามองกับเบอร์ 1 ตลาดทาวน์โฮมว่าก้าวย่างต่อไปจะมีอะไรให้ติดตามอีกบ้าง   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เอพี ไทยแลนด์ กับ 4 ไฮไลท์ลุยตลาดบ้านเดี่ยวครึ่งปีหลัง เปิดตัว โมเดน แบรนด์ใหม่เจาะราคา 3-5 ล้าน -เอพี ไทยแลนด์ โชว์ครึ่งปีแรกกวาดรายได้ 25,276 ล้าน พร้อมผลงานทำกำไรโต 31%
[PR News] ฮาบิแทท ร่วมสนับสนุนงาน PATTAYA INTERNATIONAL BIKINI BEACH RACE 2022

[PR News] ฮาบิแทท ร่วมสนับสนุนงาน PATTAYA INTERNATIONAL BIKINI BEACH RACE 2022

ฮาบิแทท ร่วมสนับสนุนงาน PATTAYA INTERNATIONAL BIKINI BEACH RACE 2022 บริษัท ฮาบิแทท ฮอสพิทัลลิตี้ จำกัด กลุ่มบริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด ร่วมสนับสนุนของรางวัล และของที่ระลึกสำหรับผู้ร่วมงาน “PATTAYA INTERNATIONAL BIKINI BEACH RACE 2022” ให้กับผู้ร่วมงาน และผู้แข่งขันการประกวดรางวัลหุ่นดีหญิง, รางวัลผิวสวยชาย และรางวัลผิวสวยหญิง อาทิ  บัตรกำนัลห้องพัก 2 วัน 1 คืน พร้อมอาหารเช้า โรงแรมเบสเวสเทิร์นพรีเมียร์ เบย์เฟียร์ พัทยา และโรงแรมครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์   ฮาบิแทท ร่วมสนับสนุนงาน PATTAYA INTERNATIONAL BIKINI BEACH RACE 2022 โดยมี คุณชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้มอบรางวัลครั้งนี้ ร่วมกับคณะบริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา พร้อมด้วย คุณศศิวิมล สุทธิบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด ร่วมงาน อีกทั้งยังมีกิจกรรมแจกของที่ระลึก และมอบสิทธิพิเศษแก่ผู้ร่วมงาน ได้แก่ กระเป๋าผ้ารักษ์โลก, น้ำดื่ม, คูปองส่วนลดห้องพัก 15%, คูปองรับประทานอาหาร มูลค่า 300บาท สำหรับใช้บริการโรงแรม ครอสทู พัทยา โอเชี่ยนเฟียร์, โรงแรม ครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์ และโรงแรมเบสเวสเทิร์นพรีเมียร์ เบย์เฟียร์ พัทยา บริเวณหน้าศูนย์การค้า เซ็นทรัล พัทยา เมื่อวันเสาร์ที่ 29 ต.ค. 65 ที่ผ่านมา     บทความน่าสนใจ “ฮาบิแทท กรุ๊ป” ปั้นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส 4,500 ล้าน พร้อมบุกตลาดลูกค้าต่างชาติ รีวิวคอนโด ทองหล่อ Walden Thonglor 13 คอนโดดีไซน์สไตล์ Japanese tropical เรียบง่าย หรูหรา ‘ฮาบิแทท กรุ๊ป’ เปิดเกมขยายตลาดต่างประเทศ ลุยโรดโชว์จีน-ฮ่องกง เชื่อศักยภาพตลาดยังแกร่ง
 ศุภาลัย บุกตลาดต่างจังหวัดแห่งที่ 23  ปั้นคอนโด “ศุภาลัย บลูเวล หัวหิน”

 ศุภาลัย บุกตลาดต่างจังหวัดแห่งที่ 23 ปั้นคอนโด “ศุภาลัย บลูเวล หัวหิน”

ศุภาลัย บุกตลาดต่างจังหวัดเพิ่ม ลุยเมืองท่องเที่ยวชายทะเล ปักหมุดจังหวัดประจวบฯ ปั้นโครงการคอนโด “ศุภาลัย บลูเวล หัวหิน” มูลค่าโครงการ 1,200 ล้าน  ชูจุดเด่น 10 เรื่อง พร้อมการันตีผลตอบแทน 6% ใน 3 ปี   ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า ได้ขยายตลาดต่างจังหวัด โดยเข้ามาพัฒนาโครงการที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ถือเป็นจังหวัดใหม่ลำดับที่ 23 ของบริษัท ได้เข้ามาเปิดตัวโครงการ เริ่มต้นกับโครงการแรก “ศุภาลัย บลูเวล หัวหิน” (SUPALAI BLUE WHALE) ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 7 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียมไฮไรซ์​ มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท สูง 28 ชั้น จำนวน 525 ยูนิต และร้านค้า 3 ยูนิต  มีรูปแบบห้องตั้งแต่ Studio - 3 Bedrooms โดยมีขนาดห้องตั้งแต่ 29.5 - 128 ตร.ม. โดยเน้นการออกแบบรองรับวิวรอบด้านด้วยระเบียงโค้งเฉียง เพื่อรับลม รับวิวทะเล วิวภูเขา  พร้อมสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) เพิ่มความปลอดภัยแบบส่วนตัวในทุกห้องด้วยประตู Digital Door Lock และเข้า-ออกอาคารด้วยระบบ Face Scan อุ่นใจ 100 % กับระบบรักษาความปลอดภัยพร้อมกล้อง CCTV 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ศุภาลัย บลูเวล หัวหิน ยังออกแบบตัวอาคารสร้างจาก Hybrid Concrete ไม่อมความร้อน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมีการวางผังอาคารตามหลักทิศทางแสงและลม เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน อีกทั้งมีการเลือกใช้ อิฐมวลเบาที่ลดการปล่อย CO2 ในกระบวนการผลิต และกระจกเขียวตัดแสง ที่ช่วยกรองแสงได้ถึง 40% ซึ่งทำให้ห้องพักเย็นสบาย แม้ไม่ได้เปิดแอร์ ประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ และหลอดไฟ LED ทั้งโครงการ อีกทั้งยังใส่ใจในการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กระเบื้องห้องน้ำและกระเบื้องระเบียง ที่ลดการใช้น้ำในการผลิตถึง 25% และท่อสุขาภิบาลสั่งตัดพอดีกับการใช้งาน เพื่อลดขยะจากการเสียเศษท่อน้ำ 10 ข้อดีของของโครงการ ศุภาลัย บลูเวล หัวหิน 1.มี “วาฬเจ้าสมุทร” หรือ ​“วาฬสีน้ำเงิน” (Blue Whale) อยู่บนยอดสูงสุดของอาคาร เป็นสถาปัตยกรรมที่ออกแบบให้มีลักษณะเป็นปลาวาฬ   2.ตึกสูง 28 ชั้น สามารถรับลมชมวิว จากห้องพักและระเบียงทุกยูนิต ออกแบบให้หันไปทางทะเล ทางทิศตะวันออก ทุกห้องจึงเห็นทะเลทั้งหมด การออกแบบเฉียง ๆ ตั้งฉากกับทะเลทุก 2 ชั้นจะเป็นพ็อกเก็ตการ์เดน ที่เจาะเป็นช่องโล่งเพื่อให้อากาศถ่ายเท และมีสวนในทุก ๆ ชั้น ซึ่งบริษัทสูญเสียรายได้ชั้นละ 2 ล้านบาท   3.สามารถดูภาพ Panoramic View ทั้งทะเล ภูเขา และสนามกอล์ฟ 4.Lighthouse Park สวนน้ำและสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ รองรับกิจกรรมต่าง ๆ ของครอบครัว รวมถึงมี Adventure Kids สำหรับเด็ก ๆ   5.Island Fitness มีการออกแบบให้ห้องออกกำลังกาย อยู่บริเวณกลางสวนน้ำ ทำให้เห็นวิวสระว่ายน้ำ พื้นที่ส่วนกลางจะมีการออกแบบให้เหมาะกับการใช้รถเข็น ทั้งเด็กและผู้สูงอายุ   6.Facilities ออกแบบภายใต้เรื่องราวจากใต้ท้องทะเล (Under Water World)  ส่วนภายใต้สถาปัตยกรรมดังกล่าว จะออกแบบเป็น Sky Facility ที่มีทั้งโซน Paradise Living ห้อง Co-working ในชื่อ Paradise Working & Meeting และ Roof Garden   7.สามารถเห็นพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า   8.อยู่ในทำเลที่ดี ติดถนนใหญ่ อยู่ใจกลางหัวหิน มีศูนย์การค้า โรงเรียน สนามกอล์ฟ และสถานที่ยอดนิยมของหัวหิน   9.เปิดตัวโครงการด้วยการขายแบบ Fully Furnished ให้ทุกห้อง สามารถเข้าอยู่ได้ทันที เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของโครงการจะเป็นคนกรุงเทพฯ ที่ไม่ต้องเดินทางมาออกแบบตกแต่งเอง   10.ราคุ้มค่า เริ่มต้น 1.69 ล้านบาท สำหรบห้อง Fully Furnished หรือมีราคาเฉลี่ย 61,000 บาทต่อตร.ม. สามารถซื้อเป็นบ้านหลังแรก สำหรับคนในพื้นที่ หรือซื้อเป็นบ้านหลังที่สอง สำหรับคนในจังหวัดอื่น ๆ หรือกลุ่มคนเกษียณอายุ รวมถึงกลุ่มนักลงทุน การันตีผลตอบแทนจากการเช่า 6% 3 ปี ผู้ซื้ออยู่ฟรี 15 วันต่อปี โดยโครงการศุภาลัย บลูเวล หัว​หิน เปิดจองรอบ Online Booking วันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 โดยสามารถรับชมห้องตัวอย่างในรูปแบบ 360 องศา Virtual Tour Online  และรับชมวิวจากห้องจริงแบบพาโนราม่าได้ที่  https://visualpanorama.com/Golive/supalai/bluewhale/  ส่วนลูกค้าที่สนใจเยี่ยมชมห้องตัวอย่างของจริงได้ในงานรอบ Pre-Sales วันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2565 ณ สำนักงานขาย โครงการ ศุภาลัย บลูเวล หัวหิน  ​สามารถเข้ามาจับจอง พูดคุยได้ที่สำนักงานขาย โครงการ ศุภาลัย ไอคอน สาทร 6 เรื่องที่ศุภาลัย เลือกพัฒนาโครงการในเมืองหัวหิน ด้านนายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ  กล่าวว่า บริษัทเล็งเห็นศักยภาพของเมืองหัวหินในด้านการเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่สำคัญ จึงได้เริ่มเข้ามาพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมโครงการแรก “ศุภาลัย บลูเวล” ตั้งอยู่ใกล้ใจกลางเมืองหัวหิน ถนนเส้นหัวหิน-ห้วยมงคล เป็นทำเลที่มีจุดแข็งด้านการสัญจร เดินทางสะดวกไร้ปัญหารถติดเข้าสู่ใจกลางเมืองได้ภายใน 5 นาที และช่วงฝนตกหนักก็ยังไร้ปัญหาน้ำท่วมขังอีกด้วย  อีกทั้งยังรายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกรอบโครงการ ใกล้ตลาดโต้รุ่งหัวหินเพียง 2 ก.ม. นอกจากนี้ยังใกล้สนามกอล์ฟ ศูนย์การค้า ตลาดนัด โรงพยาบาล โรงเรียน และสถานที่อื่นๆ อีกมากมาย   ส่วนปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ศุภาลัย เลือกขยายการพัฒนาโครงการมายังเมืองหัวหิน เป็นเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเหตุผลสำคัญ ดังนี้ 1.เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลยอดนิยมของไทย 1 ใน 5 ที่คนไทยนิยมเดินทางมาท่องเที่ยว   2.หัวหินเป็นเมืองที่มีความสำคัญมากสำหรับ จังหวัดประจวบฯ เพราะสร้างรายได้ให้กับจังหวัดสัดส่วนถึง 94%   3.จำนวนประชากรท้องถิ่นอยู่มากที่สุดของจังหวัดประจวบฯ ในสัดส่วน 21%   4.เป็นจังหวัดที่มีความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตรยังน้อย เมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ   5.มีโครงการ Thailand Riviera มีถนนเลียบทางชายทะเล, ม มีโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางขุนเทียน-บ้านแพร้ว (เส้นพระราม2 ) สร้างเสร็จปี 2568 เส้นทางรถไฟรางคู่, ไฮสปีดเสร็จปี 2570 มอเตอร์เวย์ เส้นทางนครปฐม-ชะอำ สร้างเสร็จในปี 2575 โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ จะทำให้การเดินทางมายังเมืองหัวหินได้สะดวกมากยิ่งขึ้น   6.การเปิดตัวช่วงปี 2561 มีจำนวนเยอะ แต่หลังจากนั้นลดลง ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีหลักไม่กี่ร้อยยูนิต และการซื้อขายยังไปได้ดี คอนโดจะเปิดมากที่ทำเลเขาตะเกียบ และหัวหิน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา   นอกจาก ศุภาลัย จะพัฒนาคอนโดโครงการแรกแล้ว ยังวางแผนพัฒนาโครงการต่อเนื่อง โดยเป็นบ้านแนวราบอีก 2 โครงการ ได้แก่ ศุภาลัย วิวล์ และศุภาลัย ลากูน  ซึ่งจะเปิดตัวในปีหน้า   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ส่องตลาดคอนโด ชะอำ-หัวหิน-เขาเต่า 5 เดือนแรกปี 63 ในภาวะโควิด-19 -อัปเดตตลาดคอนโด ครึ่งปีแรก 65 พื้นที่ชะอำ-หัวหิน-เขาเต่า กับ 9 ประเด็นสำคัญ -[PR News]ศุภาลัย จับมือ เอสซีจี ขับเคลื่อนที่อยู่อาศัยสีเขียว
Q2/65 ชาติไหนโอนคอนโดเยอะสุด

Q2/65 ชาติไหนโอนคอนโดเยอะสุด

โอนคอนโด  เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบใน​ ร่างกฎกระทรวง เกี่ยวกับการให้ต่างชาติ ซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ ซึ่งมีเงื่อนไขคร่าว ๆ  คือ ต้องลงทุนในไทยมูลค่าไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท เป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งก็ทำให้ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียง และมีการ​มองว่าเรื่องนี้เป็นช่องทางให้ต่างชาติเข้ามาฮุบที่ดินของไทย มองเป็นประเด็นเรื่องการขายชาติ   ถ้าจะพูดกันตามความจริงแล้ว ปัจจุบันต่างชาติก็มีการซื้อที่ดิน หรือบ้านแนวราบได้กันอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้เป็นการซื้อในนามบุคคลทั่วไป เป็นการซื้อในนามนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นมา หรือหลายกรณีก็มีการใช้นอมินีที่เป็นคนไทยเข้ามาซื้อ รวมถึงปัจจุบันต่างชาติก็ซื้อที่อยู่อาศัยในบ้านเราได้อย่างถูกกฎหมาย ถือครองได้ตลอดไป แต่ต้องซื้อประเภทห้องชุดของคอนโดมิเนียม  ตามสัดส่วนไม่เกิน 49% ของจำนวนทั้งหมดในโครงการนั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วต่างชาติก็ซื้อกันไม่เต็มโควตา ยกเว้นบางโครงการที่มีการลงทุนโดยต่างชาติร่วมกับคนไทย หรือเป็นโครงการที่ทำขึ้นเพื่อจับกลุ่มเป้าหมายต่างชาติเป็นหลักเท่านั้น   นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีไวรัสโควิด-19 ระบาด การเดินทางเข้ามาซื้อคอนโดในบ้านเราของต่างชาติเรียกได้ว่าเป็นศูนย์เลยทีเดียว ส่วนต่างชาติที่ซื้อคอนโดไว้ก่อนหน้า และถึงกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ หลายคนก็กังวลใจว่าลูกค้าต่างชาติเหล่านั้น จะทิ้งคอนโดที่ซื้อไว้หรือไม่ เพราะเดินทางเข้ามาโอนไม่ได้ แต่เอาเข้าจริงสุดท้ายก็สามารถโอนกันได้ จากการมอบอำนาจและให้ตัวแทนเข้ามาทำนิติกรรมแทน ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือ REIC ได้รายงานสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติ ทั่วประเทศ ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2565 ​ว่า มีการเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนยูนิต มูลค่า และพื้นที่ ถ้าเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ​และสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายไตรมาสในช่วง 2 ปี ที่เกิดโควิด-19 ด้วย   โดยจำนวนยูนิตการโอนคอนโดให้คนต่างชาติทั่วประเทศมีจำนวน 2,326 ยูนิต เพิ่มขึ้น 15.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเป็นจำนวนยูนิตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยรายไตรมาสในช่วงที่เกิดโควิด-19  ในปี 2563 – 2564 ที่มีจำนวน 2,092 ยูนิตต่อไตรมาส  ขณะที่มูลค่าการโอนคอนโดให้คนต่างชาติทั่วประเทศมีจำนวน 12,114 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) มูลค่าการโอนในไตรมาสนี้ สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปี ในช่วงโควิด -19 ที่มีมูลค่า 9,980 ล้านบาทต่อไตรมาส   ส่วนพื้นที่โอนคอนโดให้คนต่างชาติทั่วประเทศมีจำนวน 109,486 ตารางเมตร เพิ่มขึ้น 27.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) พื้นที่คอนโดที่โอนในไตรมาสนี้ สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปี ในช่วงโควิด-19 ที่มีพื้นที่ 90,325 ตารางเมตรต่อไตรมาส ดร.วิชัย กล่าวอีกว่า การโอนคอนโดให้คนต่างชาติที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งจำนวนยูนิต มูลค่า และพื้นที่ และเป็นการเพิ่มขึ้นในเชิงจำนวนยูนิตสูงสุดในรอบ 5 ไตรมาสที่ผ่านมา และจำนวนมูลค่าและพื้นที่สูงสุดในรอบ 6 ไตรมาส เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การซื้อคอนโดของคนต่างชาติในช่วงก่อนหน้าได้มีการรับโอนอย่างต่อเนื่อง และยังมีแรงซื้อใหม่จากชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ผู้ซื้อชาวจีนเข้ามาทดแทนแรงซื้อคอนโดของชาวจีนที่หายไปจากข้อจำกัดการเดินทางออกนอกประเทศด้วยเช่นกัน   สัดส่วนการโอนคอนโดให้คนต่างชาติปัจจุบันไม่เกิน 10% และเป็นคอนโดมือสองกว่า 30% สัดส่วนยูนิต​โอนคอนโด​ให้คนต่างชาติในไตรมาส 2 ปี 2565 เป็น 9.3% ของการโอนทั้งหมดเ  ซึ่งเพิ่มสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน (9.2%) เพียงเล็กน้อย ส่วนมูลค่าโอนคอนโดให้คนต่างชาติ มีสัดส่วน 18.7% และ พื้นที่คอนโดที่มีการโอนให้คนต่างชาติ มีสัดส่วน  12.7% เพิ่มขึ้นจาก 15.1% และ 11.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ  ซึ่งสะท้อนว่า ผู้ซื้อคอนโดที่เป็นชาวต่างชาติมีการซื้อคอนโดที่มีระดับราคาเฉลี่ยต่อหน่วยที่สูงขึ้นกว่าช่วงปีก่อนหน้า   REIC ยังพบอีกว่า การโอนคอนโดให้คนต่างชาติเป็นคอนโดมือสองในไตรมาส 2 ปี 2565 ด้านจำนวนยูนิตเป็นสัดส่วน 37.1% โดยเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 6 ไตรมาสแล้ว และเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในรอบ 18 ไตรมาส ขณะที่ด้านมูลค่า คอนโดมือสองมีสัดส่วน 27.2% และในด้านพื้นที่ คอนโดมือสองมีสัดส่วน 43.3% และเป็นสัดส่วนพื้นที่คอนโดมือสอง โดยเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องติดต่อกัน 7 ไตรมาส และยังเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในรอบ 18 ไตรมาส “การที่สัดส่วนการโอนคอนโดให้คนต่างชาติที่เป็นมือสองเพิ่มมากขึ้นทั้งจำนวนยูนิต​ มูลค่า และพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง มีข้อสังเกตได้ว่า คนต่างชาติในระยะหลังอาจมีความต้องการคอนโดมือสองมักอยู่ในทำเลพื้นที่ชั้นใน หรือ พื้นที่ใกล้ศูนย์กลางธุรกิจของเมือง ซึ่งในปัจจุบันมีอุปทานให้เลือกน้อยลง ประกอบกับราคาคอนโดมือสองในทำเลเหล่านี้มีราคาที่ต่ำกว่าโครงการเปิดใหม่  จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อจาก ยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รัสเซีย และอินเดีย” จีนครองแชมป์โอนคอนโดเยอะสุด แม้ว่าชาวจีนจะเดินทางมาประเทศไทยในช่วงโควิด-19 ไม่ได้ แต่ยังพบว่า ชาวจีน ยังคงเป็นชาวต่างชาติที่โอนคอนโดเยอะสุดในไตรมาส 2 ปี 2565 ที่ผ่านมา ด้วยจำนวน  2,072 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 25.3% 5 ชาวต่างชาติโอนคอนโดเยอะสุด 1.จีน จำนวน 2,072 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 25.3% 2.รัสเซีย จำนวน 263 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 3.2% 3.สหรัฐอเมริกา จำนวน 228 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 2.8% 4.สหราชอาณาจักร จำนวน 167 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 2.0% 5.เยอรมัน จำนวน 160 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 2.0 % 5 ลำดับต่างชาติโอนคอนโดมูลค่ามากสุด 1.จีน จำนวน 10,493 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 26.4% 2.สหรัฐอเมริกา จำนวน 976 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.5% 3.ฝรั่งเศส จำนวน 933 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.3% 4.รัสเซีย จำนวน 850 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.1% 5.กัมพูชา จำนวน 783 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.0% ต่างชาติซื้อคอนโดไม่เกิน 5 ล้าน สำหรับราคาของคอนโดที่ต่างชาติรับโอนในไตรมาส 2 ปี 2565 มากที่สุดจะมีราคาเฉลี่ยยูนิตละ 5.0 ล้านบาท 5 อันดับราคาคอนโดที่ต่างชาติ ด้านจำนวนโอนมากสุด 1.ราคาไม่เกิน 3.00 ล้านบาท มีสัดส่วน 46.4% 2.ราคา 3.01 - 5.00 ล้านบาท มีสัดส่วน 25.5% 3.ราคา 5.01 - 7.50 ล้านบาท มีสัดส่วน 12.9% 4.ราคามากกว่า 10.00 ล้านบาทขึ้นไป มีสัดส่วน 8.7% 5.ราคา 7.51 - 10.00 ล้านบาท มีสัดส่วน 6.5% 5 อันดับราคาคอนโดที่ต่างชาติ ด้านมูลค่าโอนมากสุด 1.ราคามากกว่า 10.00 ล้านบาท มีสัดส่วน 38.9% 2.ราคา 3.01 - 5.00 ล้านบาท มีสัดส่วน 19.3% 3.ราคาไม่เกิน 3.00 ล้านบาท มีสัดส่วน 15.7% 4.ราคา 5.01 - 7.50 ล้านบาท มีสัดส่วน 15.1% 5.ราคา 7.51 - 10.00 ล้านบาท มีสัดส่วน 11.0% 3 อันดับต่างชาติ ที่มีการโอนคอนโดราคาเฉลี่ยต่อยูนิตสูงสุด 1.ชาวไต้หวัน มีมูลค่าเฉลี่ยต่อยูนิต​ 7.1 ล้านบาท​ 2.ชาวรัสเซีย มีมูลค่าเฉลี่ยต่อยูนิต 3.2 ล้านบาท 3.ชาวเยอรมัน มีมูลค่าเฉลี่ยต่อยูนิต 3.2 ล้านบาท 5 อันดับ ขนาดพื้นที่เฉลี่ยคอนโด ที่ชาวต่างชาติจำนวนโอนมากสุด   1.ขนาดพื้นที่ 46.6 ตร.ม.ต่อยูนิต 2.ขนาดพื้นที่ 31 - 60 ตารางเมตร มีสัดส่วน 51.0% 3.ขนาดพื้นที่ไม่เกิน 30 ตารางเมตร มีสัดส่วน 32.5% 4.ขนาดพื้นที่ 61-100 ตารางเมตร มีสัดส่วน 10.1% 5.ขนาดพื้นที่มากกว่า 100 ตารางเมตร มีสัดส่วน 6.5% ย้อนหลังไปถึงปี 2561 พบว่า ขนาดไม่เกิน 30 ตารางเมตร และขนาด 31 - 60 ตารางเมตร ก็เป็นประเภทห้องที่คนต่างชาตินิยมมากที่สุด โดยมีสัดส่วนจำนวนยูนิตที่โอนรวมกันสูงกว่า 80% ในแต่ละไตรมาส​ 5 อันดับ ขนาดพื้นที่เฉลี่ยคอนโด ที่ชาวต่างชาติมีมูลค่าโอนมากสุด   1.พื้นที่ 31 - 60 ตารางเมตร มีสัดส่วน 42.3% 2.พื้นที่มากกว่า 100 ตารางเมตร มีสัดส่วน 28.7% 3.พื้นที่ไม่เกิน 30 ตารางเมตร มีสัดส่วน 14.5% 4.พื้นที่ 61-100 ตารางเมตร มีสัดส่วน 14.5%   ย้อนหลังไปถึงปี 2561 พบว่า คอนโดขนาด 31 - 60 ตารางเมตร และขนาดมากกว่า 100 ตารางเมตร เป็นประเภทคอนโดที่ทำให้เกิดมูลค่าการซื้อของคนต่างชาติมากที่สุด มีสัดส่วน 71.0% ในแต่ละไตรมาส   ทั้งนี้ ยังพบว่า สัญชาติที่มีขนาดพื้นที่เฉลี่ยต่อยูนิตในการโอน สูงสุด ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2565 คือ ชาวอินเดีย ที่มีขนาดพื้นที่เฉลี่ยต่อยูนิต 73.2 ตารางเมตรต่อยูนิตและ ชาวรัสเซีย เป็นกลุ่มที่มีขนาดพื้นที่เฉลี่ยต่อยูนิต 37.0 ตารางเมตรต่อยูนิต ขณะที่​ราคาเฉลี่ยต่อพื้นที่เป็น 108,133 บาทต่อตารางเมตร  สัญชาติที่มีการซื้อห้องชุดในราคาเฉลี่ยต่อพื้นที่สูงสุด คือ ชาวไต้หวัน มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยที่ 155,085 บาทต่อตารางเมตร และรองลงมาเป็นชาวจีน มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยที่ 129,353 บาทต่อตารางเมตร ต่างชาติยังปักหลักอยู่กทม.มากสุด REIC  ยังพบว่า จังหวัดที่มีจำนวนยูนิต​โอนคอนโดให้คนต่างชาติสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพฯ ชลบุรี สมุทรปราการ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ใน 2 จังหวัดแรก คือ กรุงเทพฯ มีสัดส่วน 43.8% และชลบุรี มีสัดส่วน 31.0%  โดยทั้ง 2 จังหวัดมีสัดส่วนจำนวนหน่วยรวมกันสูงถึง 80.7% ของทั่วประเทศ เมื่อพิจารณาย้อนหลังไปถึงปี 2561 พบว่า กรุงเทพฯ และชลบุรี ยังคงเป็นจังหวัดที่มีจำนวนยูนิตโอนคอนโดให้คนต่างชาติในสัดส่วนที่มากที่สุดเช่นเดียวกัน ส่วนอันดับรองลงมาเป็นจังหวัดที่อยู่ในปริมณฑลบางจังหวัดและจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ สมุทรปราการ และภูเก็ต เป็นต้น  ซึ่ง 5 จังหวัดข้างต้นเป็นจังหวัดที่มีมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้คนต่างชาติสะสมสูงสุดด้วยเช่นกัน โดยกรุงเทพฯ มีสัดส่วน 64.4% และชลบุรี มีสัดส่วน 16.0% โดยทั้ง 2 จังหวัดมีสัดส่วนมูลค่ารวมกันสูงถึง 80.4% ของทั่วประเทศ ส่วนอันดับรองลงมาคือ สมุทรปราการ และภูเก็ต   ดร.วิชัย กล่าวว่า จากการประมวลภาพของการโอนคอนโดให้คนต่างชาติทั้งหมด ทำให้เราเห็นได้ว่า ปริมาณทั้งในมิติของจำนวนยูนิต มูลค่า และพื้นที่ เริ่มฟื้นตัวกลับมาแล้ว แต่ยังคงต่ำกว่าช่วงที่ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่มีข้อสังเกตต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า ตัวเลขการโอนเหล่านี้เป็นสิ่งสะท้อนการซื้อขายที่ผ่านมาในช่วง 1- 2 ปีที่ผ่านมา และเห็นว่าการซื้อขายคอนโดที่ผ่านมาสามารถโอน​ได้อย่างต่อเนื่อง และยังพบว่าห้องชุดที่มีการโอนให้คนต่างชาติมีมากกว่า 30% เป็นห้องชุดมือสอง ซึ่งมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การเปิดประเทศและเริ่มดำเนินกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ระหว่างประเทศทั่วโลก เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยเริ่มฟื้นตัว  ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่อาจจะช่วยทำให้จำนวนยูนิต มูลค่า และพื้นที่ในการซื้อและการโอนคอนโดให้คนต่างชาติ ที่อาจมีแนวโน้มที่ทรงตัวจากปัจจุบันหรืออาจเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่ประเทศจีนยังใช้นโยบาย Zero-Covid  ที่ยังคงสร้างข้อจำกัดให้ชาวจีนที่ต้องการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย แม้ว่าพบว่ามีกลุ่มคนต่างชาติอื่นเข้ามาซื้อคอนโดในประเทศไทยมากขึ้นในระยะหลัง แต่คงจะสามารถเข้ามาทดแทนผู้ซื้อชาวจีนบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากผู้ที่จะซื้อชาติอื่นยังมียังคงมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับชาวจีน     บทความที่เกี่ยวข้อง -เปิด 10 อันดับต่างชาติโอนคอนโด Q2/65 จีนยังครองเบอร์ 1 ทั้งปริมาณและมูลค่า ​ -เปิดอินไซต์ตลาดอสังหาฯ ไทย ไตรมาส 2 กับ 7 ปัจจัยเสี่ยงยังกระทบธุรกิจปี 2565
เปิดเหตุผล  เซ็นทรัลพัฒนา  ทุ่ม 14,000 ล้าน ปั้นมิกยูสต์ 2 โปรเจ็กต์  ปักหมุด นครสวรรค์-นครปฐม

เปิดเหตุผล เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่ม 14,000 ล้าน ปั้นมิกยูสต์ 2 โปรเจ็กต์ ปักหมุด นครสวรรค์-นครปฐม

“เซ็นทรัลพัฒนา” ต่อยอดแผนธุรกิจ 5 ปี ปั้นมิกซ์ยูสโมเดลใหม่ยกระดับคุณภาพชีวิต ประกาศลงทุน รวม 14,000 ล้านบาท ขึ้น 2 โปรเจ็กต์ “เซ็นทรัล นครสวรรค์” และ “เซ็นทรัล นครปฐม” เตรียมเปิดให้บริการในปี ​2567 ปั้นเมืองศักยภาพ พาคู่ค้าเติบโตทั่วประเทศ   นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล Chief Development and Commercial Officer บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้วางแผนต่อยอดแผนธุรกิจ 5 ปี (2565-2569) ด้วยการวางงบลงทุนรวม 14,000 ล้านบาท ในการพัฒนา 2 โครงการใหม่ ในจังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดนครปฐม เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ โดยเตรียมเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 1-2 ของปี 2567  ตามแผนธุรกิจ 5 ปี เราลงทุนในธุรกิจหลักของเรารวมกว่า 120,000 ล้านบาท และขยายโครงการกว่า 30 จังหวัดทั่วประเทศ จากความสำเร็จดังกล่าว จึงขยายโครงการใหม่ เซ็นทรัล นครสวรรค์ และ เซ็นทรัล นครปฐม ที่มีเป้าหมายเพื่อ สร้างเมืองใหม่-เจาะกลุ่มรายได้สูงมีไลฟ์สไตล์แบบคนเมือง-ขยายโอกาสธุรกิจเพื่อคู่ค้า ปักหมุดประตูสู่ภาคเหนือ “เซ็นทรัลนครสวรรค์” สำหรับจังหวัดนครสวรรค์ ซีพีเอ็นจะใช้งบประมาณ 5,800 ล้านบาท ในการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส “เซ็นทรัล นครสวรรค์” ขนาดพื้นที่ 76,000 ตร.ม. บนที่ดิน 42 ไร่  ซึ่งนอกจากศูนย์การค้า จะยังมีโรงแรมขนาด 200 ห้อง, คอนโดมิเนียม และ Urban Park ขนาดใหญ่ 2 ไร่  และโรงพยาบาล​ โดยโครงการจะเปิดให้บริการช่วงไตรมาส 1/2567   โดยทางซีพีเอ็น วางแผนพัฒนา เซ็นทรัลนครสวรรค์ ให้เป็น แลนด์มาร์กใหม่เพื่อชีวิตที่มีคุณภาพ (Landmark of Quality Living) ซึ่งจะมีสวนขนาดใหญ่บนพื้นที่ 2 ไร่  “Urban Park” ซึ่งออกแบบให้เป็น Multi-Generation Space สำหรับทุกคนทุกวัยในครอบครัว ประกอบด้วย Playground, Pet’s Park และไฮไลท์อย่าง Longevity Hill ที่ดีไซน์ให้เป็น Vertical Walkway มี running track, bike track  มีการดีไซน์ Wellness Zone ภายในโครงการให้เชื่อมโยงกับ Neighbouring Component อย่างโรงพยาบาล ประกอบด้วย Fitness, Sport Anchors, Beauty Services เป็นต้น เป็นศูนย์การค้าที่มีคอนเซ็ปต์ดีไซน์ represent เมืองปากน้ำโพ ผสมผสาน Chinese meets Thai Culture เข้ามาในส่วนต่างๆ  ซึ่งมีสินค้าจากแบรนด์ต่าง ๆ รวมกว่า 400 แบรนด์ ซึ่งมีการออกแบบแต่ละโซนแบบ Holistic View ที่เชื่อมโยงแต่ละโซนอย่างเช่น Chinese Village ที่ประกอบด้วย Food Destination, Chinese Market, Authentic Café, Supermarket นอกจากนี้ยังมีร้านค้าแบรนด์ต่าง ๆ ในกลุ่มเซ็นทรัล ​ทั้งเซ็ลทรัลดีพาร์ทเมนท์สโตร์ ซูเปอร์สปอร์ต เพาเวอร์บาย ท็อปส์ บีทูเอส ออฟฟิศเมท ​และ go! WOW   โดยเหตุผลสำคัญที่ซีพีเอ็นลงทุนในจังหวัดนครสวรรค์ เป็นเพราะ 1.การเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งภาคเหนือตอนล่าง (New Rising Economic City) เป็นประตูสู่จังหวัดภาคเหนือ (Gateway to the north) และตั้งอยู่บนแนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridors (NSEC) และแผนเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐ เช่น รถไฟความเร็วสูงสายเหนือ, รถไฟทางคู่สายนครสวรรค์-แม่สอด และส่วนต่อขยายของทางรถไฟสายเหนือ ศูนย์กลางด้านการขนส่งไปสู่จังหวัดภาคเหนือ (Logistic Hub)  นครสวรรค์เป็นจังหวัดศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ สำหรับการขนส่งสินค้าไปยังจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือ ซึ่งเซ็นทรัล นครสวรรค์ จะเป็นอีกหนึ่ง Hub สำคัญที่เชื่อมโยงโครงการของเซ็นทรัลพัฒนาในภาคกลางและภาคเหนือ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ให้กับคู่ค้าผู้เช่า ในการขยายโอกาสทางธุรกิจ 2.ศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว (Hub of Cultural Tourism) นครสวรรค์ เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยว และศูนย์รวมเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย-จีน เมืองปากน้ำโพ เพราะเป็นเมืองต้นกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยา มีชุมชนชาวจีนใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ และเทศกาลตรุษจีนก็เป็นหนึ่งในเทศกาลใหญ่ของจังหวัด รองจากกรุงเทพฯ และภูเก็ต  เซ็นทรัลนครสวรรค์ จึงวางแผนดีไซน์ภายในศูนย์การค้าด้วยการชู Local Essence ผสมผสาน Thai-Chinese Culture เป็นอีกหนึ่ง Attraction ที่จะทำให้นครสวรรค์เป็นมากกว่าเมืองผ่าน สู่เมืองท่องเที่ยวที่ผู้คนต้องมาเยือน 3.มีกลุ่มครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนที่กำลังซื้อสูง (Affluent Multi-Generation Families) กลุ่มครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน กำลังซื้อสูง หลากหลายช่วงวัย ไลฟ์สไตล์คนเมือง GPP หรือ ผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัว มีกว่า 120,000 บาทต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับจังหวัดขอนแก่น รายได้ต่อครัวเรือน (Household Income) มากกว่า 21,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าจังหวัดเชียงราย มีกลุ่มครอบครัวคนรวย ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายจีน (Multi-Generation Thai-Chinese Families) ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน คนรวยนครสวรรค์ คือกลุ่มนักธุรกิจ คุ้นเคยกับ Urban lifestyle โดยจากข้อมูลที่เรามี ชาวนครสวรรค์เดินทางมาช้อปที่สาขาในกรุงเทพฯ จำนวนมาก อันดับหนึ่งคือ เซ็นทรัล ลาดพร้าว รองลงมาที่เซ็นทรัลเวิลด์ ประชากรในจังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ กำแพงเพชร, อุทัยธานี, ชัยนาท, ลพบุรี และพิจิตร มีรวมกว่า 1,000,000 คน อสังหาฯ ที่อยู่อาศัย (Housing Growth) เติบโต 6% ใน 5 ปี ราคาเฉลี่ยประมาณ 2.5 ล้านบาท พลิกที่ดิน 100 ไร่ ปั้น “เซ็นทรัลนครปฐม” 8,200 ล้าน แม้ว่าซีพีเอ็นจะมีโครงการใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัล ศาลายา หรือเซ็นทรัล มหาชัย แต่ก็วางแผนพัฒนาโครงการ “เซ็นทรัล นครปฐม” มูลค่าโครงการ 8,200 ล้านบาท บนที่ดินเกือบ 100 ไร่ เพราะมองศักยภาพและโอกาสทางการตลาดของจังหวัดนครปฐม ที่สามารถพัฒนาโครงการออกมารองรับได้   โดยโครงการ เซ็นทรัล นครปฐม ประกอบไปด้วย ศูนย์การค้า ขนาดพื้นที่ 69,000 ตร.ม. โดยจะเปิดให้บริการช่วงไตรมาส 2/2567  โรงแรมขนาด 200 ห้อง โครงการคอนโดมิเนียม  หมู่บ้านจัดสรร และ Urban Park ขนาดใหญ่ 4 ไร่ ซึ่งเป็นการพัฒนาภายใต้แนวคิด เมืองคนรุ่นใหม่ ใส่ใจความยั่งยืนและพื้นที่ Co-Creation สำหรับทุกคน  ซึ่งเป็นการนำความสำเร็จในการสร้างพื้นที่ Semi-Public จากเซ็นทรัล จันทบุรีมาไว้ที่นี่ด้วย แต่ที่นครปฐมจะโดดเด่นด้วย พื้นที่กิจกรรมสำหรับทุกคนในครอบครัว, Community Leisure Park และพื้นที่งาน Art & Craft และพื้นที่ Co-Creation กับกลุ่มนักเรียน นักศึกษาหรือ Young Co-Creator / Younger Mind เซ็นทรัล นครปฐม ยังจะมีร้านค้าและแบรนด์สินค้าพันธมิตรธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัลเข้ามาเปิดบริหาร ได้แก่ บีทูเอส ออฟฟิศเมท  เพาเวอร์บาย ท็อปส์ มาร์เก็ต ซูเปอร์สปอร์ต และ​ go! WOW  นอกจากนี้ ยังมีโซนไฮไลท์อื่น ๆ อาทิ Pathom Landmark: สะท้อนความเจริญทางศิลปวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ของคนนครปฐม, Pathom Samosorn: Authentic Lifestyle Food Destination กับพื้นที่ Semi-Outdoor Market และ Pathom Club เป็น Sport Fashion Destination ประกอบด้วยสินค้า Sport Fashion, Gadget, Fitness และ Running Track ที่เชื่อมต่อกับโซน Park ที่อยู่ใจกลางโครงการ สำหรับอาคารของโครงการ ยัง​ถูกพัฒนาภายใต้​มาตรฐาน Green Building มี Sustainable Design อาทิ Natural Light, Solar Roof ลดการใช้พลังงาน, Waste Management   ส่วนเหตุผลสำคัญที่ซีพีเอ็นเลือกพัฒนาโครงการในจังหวัดนครปฐม เป็นเพราะ 1.เป็นเมือง Strategic Move ในการขยายไปภาคตะวันตกโดยมีนครปฐมเป็น ประตูเชื่อมไปยังจังหวัดใกล้เคียงคือราชบุรี และกาญจนบุรี ทำเลที่ตั้งโครงการ อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยและสถานที่สำคัญ ทำหน้าที่เป็น Center ของเมือง ตอบโจทย์ลูกค้าได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เดินทางสะดวกด้วยมอเตอร์เวย์ บางใหญ่-กาญจนบุรี และมอเตอร์เวย์ ชลบุรี-สระบุรี-นครปฐม ยุทธศาสตร์จังหวัด นครปฐมถูกวางให้เป็น Smart City และ Eco Industrial Town หรือเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ที่สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และสังคมชุมชน 2.นครปฐมเมืองท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติ (Heritage and Nature) Heritage: มีเสน่ห์ของเมืองเก่า และความรุ่งเรืองของ “อู่อารยธรรม” และแลนด์มาร์กสำคัญอย่างพระปฐมเจดีย์ โครงการเซ็นทรัล นครปฐมจึง เข้ามาต่อยอดความเป็นเมืองที่มีเสน่ห์และมีเรื่องราว Nature: เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวตามธรรมชาติถึง 35-40% ของพื้นที่สีเขียวทั้งหมดของจังหวัด โครงการเซ็นทรัล นครปฐม ยังเพิ่มพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ให้กับเมืองด้วย 3.เป็นเมืองคนรุ่นใหม่ และมีรายได้สูง (Attractive & Powerful Spenders)   ติดอันดับ 10 จังหวัดที่มี GPP (ผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัว) สูงที่กว่า 375,000 บาท มีความเติบโตทางเศรษฐกิจ รายได้ครัวเรือนสูง เติบโตจากปีที่แล้วถึง 5% อยู่ที่ประมาณ 34,000 บาท ต่อเดือน ประชากรกว่า 1,000,000 คน  ที่อยู่ในจังหวัดนครปฐม และยังขยาย New Catchment ไปราชบุรี กาญจนบุรี มีจำนวนคนในเมืองเดินทางเข้ามากว่า 200,000 คนในช่วงระหว่างสัปดาห์ คนในนครปฐม, คนทำงาน, นักเรียนนักศึกษา เป็น Universities Hub นับเป็นอีกหนึ่งกลุ่มประชากรหลักของเมือง เป็นกลุ่มที่ต้องใช้ชีวิต เรียนหนังสือ ไม่ได้แค่เดินทางไป-กลับ การเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวปีละกว่า 4 ล้านคน เป็นชาวไทย 97%, ต่างชาติ 3%ซึ่งจังหวัดนครปฐมตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และนักเดินทางที่มาพักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์ อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เปิดงบลงทุน 120,000 ล้าน เซ็นทรัลพัฒนา ใช้ไปกับธุรกิจอะไรบ้าง -เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่มงบ 120,000 ล้านบาทใน 5 ปี ตั้งเป้า องค์กร Mixed-use Developer รายแรกสู่ Net Zero ปี 2050

1 2 3 ... 94