ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 2 3 ... 84
สำรวจตลาดคอนโดพัทยาปี 64 เหลือสะสมกว่า 1.18 แสนยูนิต

สำรวจตลาดคอนโดพัทยาปี 64 เหลือสะสมกว่า 1.18 แสนยูนิต

คอนโด เมืองพัทยาสต็อกบานทะลุ 1.18 แสนยูนิต คาดใช้เวลากว่า 3 ปีระบายหมดหากเศรษฐกิจฟื้นตัว ไม่มีโครงการใหม่เพิ่ม ขณะที่ 5 เดือนแรกของปี ขายได้แค่พันกว่ายูนิต แม้ราคาปรับลดลง เหตุกลุ่มลูกค้าที่ซื้อมีจำกัด แค่คนไทยซื้อเป็นบ้านหลัง 2 แนวโน้มตลาดชะลอตัว ดีเวลลอปเปอร์ไม่มั่นใจเปิดโครงการใหม่   ตลาดที่อยู่อาศัย อย่างคอนโดมิเนียม นอกจากจะถูกพัฒนาในพื้นที่หลักอย่าง จังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้ว ตามจังหวัดหัวเมืองด้านการท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา ก็ถือว่าเป็นตลาดสำคัญของที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดด้วย เพราะสามารถพัฒนาและขายให้กับกลุ่มลูกค้า ได้ทั้งกลุ่มผู้ใช้อยู่อาศัยจริง ซึ่งเป็นได้ทั้งคนในพื้นทีหรือคนต่างพื้นที่ แต่เข้ามาทำงานในพื้นที่นั้น ๆ และกลุ่มชาวต่างชาติที่ซื้อไว้เพื่อการพักผ่อน รวมถึงกลุ่มนักลงทุนซื้อไว้สำหรับการปล่อยเช่าให้ลูกค้าประเภทต่าง ๆ ด้วย   บรรดาเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของตลาดคอนโด คือ เมืองพัทยา เพราะมีกลุ่มลูกค้าหลากหลายประเทศที่สามารถเป็นลูกค้าของคอนโดได้ เป็นเมืองที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นทั้งแหล่งงานสำคัญ เมืองเศรษฐกิจ และเมืองการท่องเที่ยว   แต่จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้กลุ่มชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศได้ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดคอนโดในพัทยา เพราะชาวต่างชาติเป็นกลุ่มลูกค้าหลักสำคัญของคอนโดเมืองพัทยา ไม่แพ้กับกลุ่มลูกค้าคนไทยเลย   ข้อมูลล่าสุด ของบริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด รายงานว่า  ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงสิ้นเดือนพฤษาคม 2564 ที่ผ่านมา  ตลาดพัทยาสามารถขายคอนโดได้ใหม่เพียง 1,032 ยูนิตเท่านั้น หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 25% ของปี 2563 ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลัก คือ คนไทยที่อยู่ในจังหวัดกรุงเทพฯ โดยซื้อไว้เป็นบ้านพักหลังที่ 2 ซึ่งกลุ่มลูกค้านี้ มีแนวโน้มลงลงอย่างต่อเนื่อง   นายณัฎฐา คหาปนะ รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าสำนักงานไนท์แฟรงค์ ภูเก็ต บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด  เปิดเผยว่า ​สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด 19 ที่ยังคงระบาดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ตลาดคอนโดในเมืองพัทยาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก และช่วงนี้ไม่มีกำลังซื้อหลักจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศ ส่วนนักลงทุนในประเทศก็ชะลอการซื้อคอนโดเพื่อรอดูสถานการณ์ ทำให้การขายคอนโดยิ่งชะลอตัว ความน่ากังวลของผู้ประกอบการ นอกจากสถานการณ์การแพร่ระบาด คือ กลุ่มคนที่ซื้อคอนโดเก็บไว้ก็ทยอยปล่อยขายคอนโดมือสองมากขึ้น ทำให้คอนโดที่สร้างเสร็จและเปิดขายใหม่ยังคงมีสต็อกค้างอยู่ในตลาด แม้จะมีการเสนอโปรโมชั่นหลายอย่างหรือลดราคาขายแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถระบายสต็อกออกได้ เป็นเหตุให้การขายคอนโดในพัทยาในปีนี้เป็นเรื่องยากและท้าทายอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการ ซัพพลายสะสมกว่า 1.18 แสนยูนิต คอนโดในเมืองพัทยาตั้งแต่ก่อนปี 2553 จนถึง เดือนพฤษภาคม  2564 มีจำนวนยูนิตสะสมทั้งสิ้น 118,026 ยูนิต ซึ่งในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ไม่มีคอนโดเปิดขายใหม่ จากการสำรวจพบว่า คอนโดโดยส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณจอมเทียน คิดเป็นสัดส่วน 44% รองลงมาได้แก่บริเวณเขาพระตำหนัก คิดเป็นสัดส่วน 17% บริเวณเซ็นทรัลพัทยาสัดส่วน 10%  บริเวณพัทยาใต้ สัดส่วน 9%  และบริเวณวงอมาตย์ สัดส่วน 6%  ขณะที่บริเวณนาจอมเทียน คิดเป็นสัดสวน 8%  และพัทยาเหนือคิดเป็น 5%  ส่วนบริเวณหาดบางเสร่คิดเป็นสัดส่วน 1%  เท่านั้น สถานการณ์ก่อนหน้าการแพร่ระบาดของโควิค-19 กลุ่มผู้ซื้อคอนโดในพัทยาส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนซึ่งเป็นนักลงทุนที่มาซื้อคอนโดในพัทยาเพื่อการลงทุนเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มผู้ซื้อหลักเหลือเพียงคนไทยที่มาจากกรุงเทพฯ มาซื้อเพื่อเป็นบ้านพักหลังที่ 2 เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น ส่งผลให้กำลังซื้อในพัทยาลดลงอย่างชัดเจน ยอดขายสะสมจนถึง ณ เดือนพฤษภาคม ปี 2564 คอนโด ในพัทยาขายไปทั้งสิ้น 98,998 ยูนิต จากจำนวนทั้งหมด 118,026 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขายรวม 83.9%  โดยอัตราการขายเพิ่มขึ้น 0.9%  นับจากปี 2563 อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูล พบว่า จำนวนยูนิตขายใน 5 เดือนแรกของปีนี้​ มีจำนวน ขายได้ใหม่เพียง 1,032 ยูนิต เท่านั้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 25%  ของจำนวนยูนิตขายในปี 2563 โดยมีสาเหตุหลักมาจากลุ่มผู้ซื้อหลักที่เป็นชาวต่างชาติหายไปเป็นศูนย์และยังไม่กลับมา อีกทั้งกลุ่มผู้ซื้อชาวไทยที่เหลืออยู่ก็มีจำนวนลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ   โดย ณ เดือนพฤษภาคม ปี 2564 คอนโดในพัทยามีจำนวนเหลือขายอยู่ที่ประมาณ 19,000 ยูนิต ซึ่งคาดว่าหากไม่มีคอนโดใหม่เกิดขึ้น ทำให้ยูนิตเหลือขายน่าจะใช้เวลาขายอีกประมาณ 3 ปีหากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ วงศ์อมาตย์ทำเลคอนโดขายดี บริเวณที่มีอัตราการขายสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ วงศ์อมาตย์ มีอัตราการขายสูงสุดในอัตรา 94%  รองลงมาคือพัทยาเหนือและเซ็นทรัลพัทยาโดยมีอัตราการขายที่  93%  และ 88%  ตามลำดับ ขณะที่บริเวณเขาพระตำหนักมีอัตราการขายเทียบเท่ากับบริเวณเซ็นทรัลพัทยา   ส่วนบริเวณจอมเทียนเป็นบริเวณที่มีจำนวนยูนิตเหลือขายมากที่สุด โดยมีจำนวนยูนิตเหลือขายอยู่ที่ 7,474 ยูนิต เพราะเนื่องจากพื้นที่นี้เป็นบริเวณที่ยังมีพื้นที่เหลือให้พัฒนาได้อีกค่อนข้างเยอะและโครงการใหม่ๆ ส่วนใหญ่ก็เปิดในบริเวณนี้ ในขณะที่บางโครงการที่เปิดขายอยู่เดิม แต่ไม่สามารถไปต่อได้ จำเป็นต้องหยุดการขายหรือขายโครงการต่อให้นายทุนอื่นเข้ามาปรับรูปแบบและบริหารโครงการแทน คอนโดวิวทะเลราคาลด9.7% ราคาขายเฉลี่ยของคอนโดในพัทยาทุกพื้นที่ ณ เดือน พฤษภาคมปีนี้ หากเป็นคอนโดที่เห็นวิวทะเลมีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 111,039 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลง 9.7% จากปี 2563 ที่มีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 123,090 บาทต่อตารางเมตร ส่วนราคาขายคอนโดที่เห็นวิวทะเลบางส่วน มีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 69,154 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลง 13% จากปี 2563 ​ ที่มีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 79,570 บาทต่อตารางเมตร ทั้งนี้คอนโดที่ไม่เห็นวิวทะเลมีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 66,921 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลง 13.2% จากปี 2563 ที่มีราคาขายอยู่ที่ 77,116 บาทต่อตารางเมตร ดีเวลลอปเปอร์ชะลอขึ้นโครงการใหม่ จากการสำรวจสถานการณ์ตลาดคอนโดพัทยา พบว่ายังมียูนิตเหลือขายจำนวนมาก เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศได้ อีกทั้งกลุ่มผู้ซื้อไทยก็ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ถึงแม้ว่ายอดผลิตวัคซีนจะมีมากกว่า 12,000 ล้านโดสภายในปีนี้ ซึ่งเพียงพอที่จะฉีดให้แก่ประชากรทั้งโลกกว่า 75%  แต่ในไทยการฉีดวัคซีนให้ประชากรยังทำได้อย่างจำกัด   สภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่ายังไม่ปรับตัวดีขึ้นอย่างที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการในพัทยาส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนท้องถิ่น จึงเลือกที่จะชะลอตัวการเปิดโครงการและการพัฒนาพื้นที่ว่างไปก่อน แต่ก็ยังมีกลุ่มผู้ประกอบเอกชนรายใหญ่บางส่วนเข้าไปลงทุนในช่วงที่ผ่านมา เช่น ไอคอนสยาม ซึ่งมีแผนจะเข้ามาลงทุนในพื้นที่นาจอมเทียน เนื่องจากมองเห็นช่องทางการเติบโตในอนาคต ตามแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของประเทศไทย หรือ Eastern Economic Corridor: EEC ที่รัฐบาลผลักดันในช่วงที่ผ่านมา   ด้านการท่องเที่ยวทางภาครัฐก็มีแผนนำร่องเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนแล้วเข้ามาท่องเที่ยวแบบจำกัดพื้นที่ และมีโครงการสนับสนุนให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของตลาดคอนโดมิเนียมในพัทยาขึ้นอยู่กับภาคการท่องเที่ยวเป็นหลักและอาจจะต้องใช้เวลาฟื้นตัว 2-3 ปี หรือมากกว่านั้น เพราะแต่ละประเทศก็ต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศตัวเองก่อนแล้วจึงค่อยไปท่องเที่ยวประเทศอื่น ณ เวลานั้นการเดินทางเข้ามาของต่างชาติก็จะกลับมาเหมือนปกติ    
SCOPE Langsuan เปิดตัว ‘Thomas Juul-Hansen Edition’ จากดีไซน์เนอร์ระดับโลก

SCOPE Langsuan เปิดตัว ‘Thomas Juul-Hansen Edition’ จากดีไซน์เนอร์ระดับโลก

SCOPE Langsuan ‘Thomas Juul-Hansen Edition’ สุดยอดของ Fully-Furnished โดยดีไซน์เนอร์ผู้ออกแบบเพนท์เฮาส์เจ้าของสถิติราคาแพงที่สุดใน นิวยอร์ก และอพาร์ตเมนท์ที่แพงที่สุดในลอนดอน   นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญการสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ในวงการอสังหาริมทรัพย์และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด บริษัทพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับอินเตอร์เนชั่นแนลพรีเมี่ยมผู้พัฒนาโครงการ SCOPE Langsuan คอนโดมิเนียมมูลค่า 9,500 ล้านบาทบนที่ดิน freehold ที่แพงที่สุดในประเทศไทย ได้ร่วมมือกับดีไซน์เนอร์ระดับโลก Thomas Juul-Hansen ดีไซน์เนอร์ชื่อก้องโลกจากนิวยอร์กผู้ออกแบบเพนท์เฮาส์เจ้าของสถิติราคาแพงที่สุดในนิวยอร์กเมื่อปี 2015 ราคา 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (3,300 ล้านบาท) และอพาร์ตเมนท์ที่แพงที่สุดในลอนดอนราคา 61 ล้านปอนด์ (2,740 ล้านบาท) ออกแบบ ‘Thomas Juul-Hansen Edition' แคมเปญพิเศษอัพเกรด One-Bedroom Residence ให้เป็นห้อง Fully-Furnished ที่ประกอบไปด้วยเฟอร์นิเจอร์นำเข้าที่ได้ถูกบรรจงเลือกโดย Thomas Juul-Hansen รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ที่ Thomas Juul-Hansen ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับโครงการ รวมมูลค่ากว่า 8 ล้านบาท ซึ่งจะมอบให้สำหรับห้อง One-Bedroom Residence ทุกห้องของ SCOPE Langsuan ที่ทำการจองภายในเดือนสิงหาคมนี้ “ห้อง Fully-Furnished โดย Thomas Juul-Hansen นี้ลูกค้าสามารถนัดเข้าชมที่สำนักงานขายที่ถนนหลังสวนก่อนจะทำการย้ายห้องตัวอย่างทั้งหมดไปที่อาคารจริงช่วงเดือนพฤศจิกายนผมอยากจะทำอะไรพิเศษโดยร่วมมือกับ Thomas Juul-Hansen ในการออกแบบห้อง One-Bedroom Residence ที่เป็นห้องที่สมบูรณ์แบบตามจินตนาการของดีไซน์เนอร์พร้อมกับเฟอร์นิเจอร์นำเข้าที่ Thomas ได้เจาะจงเลือกอย่างพิถีพิถัน และเฟอร์นิเจอร์ชิ้นที่ต้องการขนาดหรือรูปแบบพิเศษก็ได้รับออกแบบโดย Thomas สำหรับ SCOPE Langsuan โดยเฉพาะ ซึ่งถือว่าพิเศษมากกับโอกาสเป็นเจ้าของห้องที่ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบห้องพักที่แพงที่สุดทั้งนิวยอร์กและลอนดอนที่นอกเหนือจากการเลือกเฟอร์นิเจอร์ก็ยังมาออกแบบและตกแต่งให้ครบถึงทุกรายละเอียดครับ” โครงการ SCOPE Langsuan มูลค่าโครงการ 9,500 ล้านบาท ตั้งอยู่บนที่ดิน freehold ราคาแพงที่สุดในประเทศไทย ขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปี 2022 เปิดให้ชมห้องตัวอย่างที่ Sales Gallery ในรูปแบบ Appointment Only ท่านที่สนใจสามารถนัดเข้าชมได้ทาง 02-028-9788 หรือ www.scopecollection.com   บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รีวิวคอนโดโครงการสโคป หลังสวน (SCOPE Langsuan)  
เปิดอินไซต์ 3 ปัจจัยเลือกซื้อบ้าน ตอบโจทย์วิถีชีวิต New Normal

เปิดอินไซต์ 3 ปัจจัยเลือกซื้อบ้าน ตอบโจทย์วิถีชีวิต New Normal

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลทำให้วิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากมาย ที่เห็นชัดเจนคือ การดูแลตนเอง ภายใต้มาตรฐานด้านการสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็น การสวมใส่หน้ากากอนามัย  การล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ ด้วยเจลแอลกอฮอล์หรือสบู่ การเว้นระยะห่างทางสังคม และการลดไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือแออัด รวมถึง การหันมาทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) มากขึ้น   สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดจะยังไม่ยุติลง  แต่เชื่อว่าวิถีชีวิตของคนในอนาคตข้างหน้า คงไม่ได้แตกต่างจากปัจจุบันมากนัก เพราะเราต้องปรับตัวเพื่ออยู่กับโควิด-19 ให้ได้  เมื่อวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป เรื่องของการอยู่อาศัยก็ต้องปรับตัวตาม เพื่อรองรับกับวิถีชีวิตปกติใหม่ดังกล่าว ซึ่งบรรดาดีเวลลอปเปอร์ คงต้องหันมาพัฒนาที่อยู่อาศัย ให้ตอบโจทย์กับความต้องการและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงของคนส่วนใหญ่ด้วย   โดยผลวิจัยจาก บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทด้านวิจัยและพัฒนาในเครือบริษัท แอล. พี. เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) พบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยโดยคำนึงถึง 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1.พื้นที่ใช้สอยและวัสดุ (Function & Material) 2.การออกแบบโดยให้ความสำคัญกับสุขอนามัย (Health) และ 3.เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย (Smart Living Technology) 3 ปัจจัยผู้บริโภคเลือกซื้อบ้านรับวิถี New Normal 1.พื้นที่ใช้สอยและวัสดุในแบบ Multifunctional Space   หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปจากบ้านเป็นที่อยู่อาศัยเพื่อการพักผ่อนและทำกิจกรรมส่วนตัว ไปสู่การใช้บ้านเป็นทั้งที่ทำงานและสถานที่พักผ่อนไปพร้อมกัน เมื่อผู้คนต้องทำงานที่บ้านมากขึ้น ทำให้การออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย ต้องมีพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่น  สามารถปรับเปลี่ยนการใช้สอยในพื้นที่ได้ในแบบ Multifunctional Space อาทิ การแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านด้วยผนังทึบอาจต้องปรับเปลี่ยนเป็นผนังที่สามารถเปิดเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ภายในที่อยู่อาศัย โดยการใช้บานเลื่อนหรือบานเฟี้ยม นอกจากจะมีประโยชน์ในด้านความยืดหยุ่นของพื้นที่ใช้สอยแล้ว ยังทำให้ที่อยู่อาศัยดูโปร่ง และมีการไหลเวียนอากาศที่ดี เพื่อตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตในปัจจุบันและอนาคต ในขณะเดียวกันการเลือกใช้วัสดุต่างๆ จำเป็นที่จะต้องเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม การระบายอากาศที่ดี มีปริมาณแสงธรรมชาติทเข้ามาภายในพื้นที่ใช้สอยได้อย่างเหมาะสม ​เช่น พื้นที่ครัวโดยเฉพาะครัวไทย ที่ต้องใช้วัสดุที่เช็ดทำความสะอาดได้ง่าย กันน้ำได้ดี และระบายอากาศได้ง่าย หรือพื้นที่อ่านหนังสือ-พื้นที่นั่งเล่นที่ต้องการปริมาณแสงธรรมชาติมากกว่าห้องนอน เป็นต้น 2.การออกแบบโดยให้ความสำคัญกับสุขอนามัย (Health) จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 ทำให้ประชาชนตระหนักและหันมาดูแลสุขภาพตัวเองกันมากขึ้น การออกแบบที่อยู่อาศัยจำเป็นต้องคำนึงถึงสุขอนามัยที่ดี โดยใช้นวัตกรรมการออกแบบที่ส่งเสริมคุณภาพทางด้านสุขอนามัยภายในที่อยู่อาศัย เช่น ระบบช่วยลดไวรัสและแบคทีเรียภายในอากาศ โดยใช้ประจุบวกและลบ ซึ่งมีประสิทธิภาพการกำจัดได้ถึง 99% ระบบควบคุมการไหลเวียนอากาศภายในบ้าน ที่ช่วยทำให้อากาศถ่ายเทแม้จะปิดประตูหน้าต่างอยู่ก็ตาม รวมถึงนวัตกรรมทางด้านวัสดุที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ เช่น สีทาบ้าน Low VOCs ซึ่งได้รับการรับรองว่ามีการปล่อยสาร VOCs หรือสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระดับต่ำ หรือลามิเนตที่ป้องกันแบคทีเรียและไวรัส เป็นต้น นอกจากนวัตกรรมที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในเรื่องสุขอนามัยแล้ว พื้นที่สีเขียวภายในบ้านเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งเสริมสุขภาพทางด้านจิตใจให้แก่ผู้อยู่อาศัย ดังนั้นการออกแบบที่อยู่อาศัยจึงควรมีพื้นที่สวนเล็กๆ ภายในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่ปลูกต้นไม้ที่ระเบียงที่สามารถมองเห็นได้จากภายในห้อง 3.เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย (Smart Living Technology) เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย (Smart Living Technology) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ กับการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย เพราะช่วยสร้างความสะดวกสบายและ ความปลอดภัยในการอยู่อาศัย   เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย ได้เข้ามาช่วยในเรื่องของความสะดวกสบาย เช่น การพัฒนา Smart Residence มีการนำเทคโนโลยี Home Automation เชื่อมต่อเข้ากับระบบสั่งการต่าง ๆ ทั้งทางเสียง หรือ  แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ เพื่อควบคุมการทำงานของระบบเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในที่พักอาศัย เช่น  การเปิด-ปิดไฟ และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน อาทิ โทรทัศน์ เครื่องเสียง ปลั๊กไฟ การปรับอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ และ การควบคุมแสงสว่างและอุณหภูมิภายในบ้าน เป็นต้น รวมถึงการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตกับอุปกรณ์สั่งการด้วยเสียง ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่การตรวจสอบสภาพการจราจรก่อนออกจากบ้านได้เพียงแค่การถามอุปกรณ์นั้น   นอกจากนี้ การพัฒนา Smart Residence ต้องคำนึงถึงการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ประหยัดพลังงาน ทำให้การออกแบบที่อยู่อาศัยในรูปแบบของ Smart Residence ต้องนำนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาความร้อนภายในที่อยู่อาศัย เช่น ระบบ Fresh Air Intake ที่จะการถ่ายเทอากาศและระบายความร้อนออกจากตัวบ้านด้วยการนำอากาศใหม่เข้ามาในบ้านผ่านช่องระบายอากาศ และดึงความร้อนจากภายในตัวบ้านขึ้นไปยังช่องใต้หลังคาด้วยระบบระบายอากาศฝ้าเพดาน และระบายออกสู่นอกตัวบ้านผ่านระบบระบายความร้อนในช่องใต้หลังคา นอกจากระบบ Fresh Air Intake แล้ว การใช้วัสดุ เช่น กระจก อิฐก่อผนัง หลังคา หรือฉนวนกันร้อนที่ได้คุณภาพก็ยังช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานภายในบ้านได้อีกด้วย   เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย   ที่เข้ามาช่วยด้านความปลอดภัย อาทิ​​ กล้องวงจรปิด ระบบเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เซนเซอร์ที่ประตู-หน้าต่าง Digital Door Lock เป็นต้น โดยที่อุปกรณ์ต่างๆจะสามารถควบคุมได้ผ่านแอปพลิเคชั่น หรือ Home Automation ภายในบ้าน และเมื่อเกิดเหตุก็จะส่งสัญญาณเตือนมาที่โทรศัพท์ของผู้ใช้งาน นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการบริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวถึงแนวโน้มการพัฒนาที่อยู่อาศัยในปัจจุบันว่า หลังการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสสายพันธ์ใหม่ 2019   ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ได้มีการพัฒนาการออกแบบที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตของประชาชนภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ ซึ่งกลายเป็นวิถีชีวิตในปัจจุบัน (Now Normal) โดยคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย การออกแบบพื้นที่ใช้สอยและวัสดุ (Function & Material) ที่ตอบโจทย์กับการอยู่อาศัยและเป็นมิตรกับชีวิตและสิ่งแวดล้อม, การออกแบบโดยให้ความสำคัญกับสุขอนามัย (Health) และ การนำนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยโดยใช้เทคโนโลยี Internet of Thinks (IoTs) และอุปกรณ์อัจฉริยะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญเพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่สะดวกสบายและปลอดภัย มากยิ่งขึ้น สินค้า Smart Home มูลค่ากว่า 2,500 ล้าน โดยจากการประเมินของ IDC สถาบันวิจัยด้านการตลาดของสหรัฐฯ ระบุว่า จำนวนอุปกรณ์ Smart Residence ของโลก มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย  31% ต่อปี จากจำนวน 644 ล้านเครื่องในปี 2561 จะเพิ่มเป็น 1,300 ล้านเครื่องในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า เท่าตัวภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี ขณะที่ A.T. Kearney ระบุว่า มูลค่าตลาดของ Smart Residence ทั่วโลกจะอยู่ที่  263,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราวๆ 8.4 ล้านล้านบาทในปี 2568 โดยผลการศึกษายระบุว่า Smart Residence  ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับ 2 หมวดหลักๆ คืออุปกรณ์ที่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต และอุปกรณ์ที่ตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัย   ขณะที่ บริษัท เมสเซ่ แฟรงก์เฟิร์ตนิว เอร่า บิซิเนส มีเดีย จำกัด ศึกษาการเติบโตของตลาด Smart Residence ในประเทศไทยระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ Smart Home ของประเทศไทยในปี 2559 มีมูลค่า 645 ล้านบาท และเพิ่มมากกว่าเท่าตัวในปี 2563 โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ย 40% ต่อปี โดยแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ Smart Residence เพื่อการดูแลผู้สูงอายุ เติบโตสูงสุด 60% และผลิตภัณฑ์ Smart Home เพื่อการรักษาความปลอดภัยจะเติบโตเป็นอันดับสองคือ 45% ต่อปี   จากผลการสำรวจดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยทั่วโลกให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยเข้ามาใช้ในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในรูปแบบของบ้านอัจฉริยะหรือ Smart Residence มากขึ้นรวมทั้งพฤติกรรมของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ที่เริ่มให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่มีเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้การอยู่อาศัยมีความสะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  

"เอสซี แอสเสท" ปล่อยแคมเปญ Home is Everything ปูทางสู่เบอร์ 1 ตลาดบ้านเดี่ยว

ในการดำเนินธุรกิจภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายในการเลือกซื้อหรือใช้บริการจากสินค้าต่าง ๆ การสร้างแบรนด์  จึงมีความสำคัญและจำเป็นอยากมาก  เพราะการสร้างแบรนด์ไม่ได้ทำหน้าที่ แค่ให้ลูกค้าจดจำได้ว่า แบรนด์นี้เป็นใคร นำเสนอสินค้าอะไร และแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร เท่านั้น    แต่การสร้างแบรนด์มีเป้าหมายใหญ่กว่า และมักจะมุ่งไปสู่เป้าหมาย  ทำให้ผู้บริโภคเกิดความรักในแบรนด์  (Brand Love) หรือความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty)  ให้แบรนด์นั้นเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภค  และผู้บริโภคนึกถึงแบรนด์นั้นเป็นอันดับแรก หากต้องการเลือกซื้อหรือใช้บริการ และยังบอกต่อแบรนด์นั้นให้กับบุคคลรอบข้างด้วย  รวมถึงหากเกิดภาวะวิกฤตหรือปัญหา ผู้บริโภคพร้อมจะออกมาปกป้องหรือเป็นกระบอกเสียงในการแก้ไขแทนเจ้าของแบรนด์ด้วย​   ดังนั้น การสร้างแบรนด์ จึงถือเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของนักการตลาด  และเจ้าของสินค้าหรือบริการ ที่ต้องสร้างแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้บริโภคยังระลึกถึง และจดจำแบรนด์ได้อยู่ตลอดเวลา สำคัญไปกว่านั้น นักการตลาดจะต้องสร้างแบรนด์ให้ไปถึงขั้นเกิด Brand Love และ Brand Loyalty ในใจผู้บริโภค เพราะไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อยอดขายสินค้าหรือบริการเท่านั้น แต่ยังจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับสินค้าหรือบริการนั้นได้ด้วย เพราะผู้บริโภคจะเกิดการซื้อซ้ำ หรือไม่ก็บอกต่อความดีงามของแบรนด์กับคนรอบข้างของเขา   ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งพัฒนาสินค้าประเภทที่อยู่อาศัยออกมาขาย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโดมิเนียม การสร้างแบรนด์ก็นับเป็นเรื่องสำคัญ ไม่น้อยไปกว่าธุรกิจอื่น ๆ และไม่น้อยไปกว่ากลยุทธ์ทางการตลาดอื่น ๆ ด้วย เพราะถือว่าบ้านเป็นสินค้ามีมูลค่าสูง ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่อาจจะเลือกซื้อได้เพียง 1 ครั้งในชีวิตนี้ หรืออย่างมาก 2 ครั้งก็ตาม แต่การทำให้ผู้บริโภครักในแบรนด์ จะทำให้เกิดการ “บอกต่อ” และทำให้แบรนด์นั้นมีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความเชื่อถือ ซึ่งมีพลังในทางการตลาด ไม่แพ้กลยุทธ์อื่นเลย เอสซี ปล่อยแคมเปญ “Home is Everything”   บริษัทพัฒนาอสังหาฯ ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จึงมุ่งสร้างแบรนด์ของตนเอง ควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้า ให้ตอบโจทย์และตรงตามความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของการแพร่ระบาดจากไวรัสโควิด-19 ที่ต้องสร้างที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุค New Normal แต่ขณะเดียวกันต้องสร้างแบรนด์ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งหนึ่งในผู้ประกอบการที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน ซึ่งสร้างแบรนด์มาอย่างต่อเนื่อง คือ บริษัท เอสซี แอสเซท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ล่าสุด ปล่อยแคมเปญใหญ่ประจำปี “Home is Everything”  ออกมาตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดบ้านเดี่ยว โดยมีการจัดทำโฆษณาชุดใหม่ผ่านกลยุทธ์มิวสิคมาร์เก็ตติ้ง ด้วยการนำเอาเพลง Home เวอร์ชั่นพิเศษจาก บอย โกสิยพงษ์  เพื่อนำความรู้สึกที่ดีจากภายในบ้านส่งมอบกำลังใจให้ทุกคน   นางสาวโฉมชฎา กุลดิลก หัวหน้าสายงานกลยุทธ์แบรนด์องค์กร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด  (มหาชน)  หรือ SC เปิดเผยว่า บริษัทจะจัดทำแคมเปญการตลาด เพื่อสื่อสารแบรนด์ เอสซี แอสเสท และแคมเปญส่งเสริมการขายประจำทุกปี โดยมีการทำวิจัยกลุ่ม (Focus group) เพื่อค้นหาความต้องการของผู้บริโภค และนำมาจัดทำเป็นแคมเปญการตลาด ซึ่งปีนี้ใช้แคมเปญ Home is Everything   ตลอดระยะเวลาที่ เอสซี แอสเสท ทำโฟกัสกรุ๊ป เพื่อค้นหาอินไซด์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า ด้วยคำถามที่ว่า ‘บ้านมีความหมายอย่างไรกับคุณ?’ ทุก ๆ การวิจัยก็มักจะพบว่ามีผู้ตอบคำถาม 2-3 คน ที่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้ด้วยคำพูด ว่าบ้านมีความหมายต่อเขาอย่างไร แต่จะตอบว่าบ้านมีความหมายต่อเขาเหมือนกับเนื้อเพลง Home คือ ....ดอกไม้ ประตู แจกัน ดินทราย ต้นไม้ใหญ่ แก้วน้ำ จานชาม บันได โคมไฟที่สวยงาม... คำตอบเหล่านี้ทาง เอสซี แอสเสท ได้รับมาอย่างต่อเนื่องตลอด 7-8  ปีที่ได้ทำวิจัย ซึ่งในมุมของเอสซี แอสเสท มองว่าเพลงนี้มีความหมายและอธิบายความของคำว่า บ้าน ได้เป็นอย่างดีที่สุด ทำให้ที่ผ่านมายังไม่ได้นำเพลงนี้มาใช้ในการเล่าเรื่องราวของบ้านในมุมของแอสซี แอสเสท จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ต้องอยู่กักตัวอยู่ภายในบ้านมากขึ้น และพื้นที่ของบ้านถูกใช้ไปในกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งมากกว่าแค่การอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์ หรือการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) กลายเป็นว่า ปัจจุบันบ้านคือทุกสิ่งของการใช้ชีวิต จึงเป็นที่มาของแคมเปญ Home is Everything Music marketing ช่วยลูกค้าจดจำแบรนด์ แคมเปญการตลาดที่ผ่านมาของ เอสซี แอสเสท จะมีการนำเอาเพลงมาใช้เป็นส่วนประกอบของแคมเปญเสมอ โดยมีทั้งการทำเพลงใหม่หรือไม่ก็ใช้เพลงที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว เพลงมันทำงานกับความรู้สึก การทำแคมเปญเป็นการสร้าง awareness และการเห็น เพลงเมื่อเห็นทำให้เกิดความรู้สึก ในช่วงปี 2562  เอสซี แอสเสท เคยทำแคมเปญ “Homes for All Birds” บ้านสบาย…สบาย สำหรับทุกคน โดยหยิบ 5 บทเพลงฮิตของคนทุกเพศ ทุกวัย คือเพลง คนไม่มีแฟน, ซ่อมได้, เล่าสู่กันฟัง, หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ และสบาย สบาย  มาบอกเรื่องราวของ บ้านอยู่สบายไร้กังวล (Worry-Free Home) ในแบบฉบับเอสซี แอสเสท  เป็นการนำเอาเพลงมาเล่าเรื่องและขายของแบบตรง ๆ ปรากฏว่าคนชอบ เพราะเพลงเพราะและยังเห็นสินค้าที่ทำให้คนรื่นรมย์ เป็นแคมเปญที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนทำให้กลุ่มลูกค้าสนใจเข้ามาดูโครงการ   นางสาวโฉมชฎา กล่าวอีกว่า หลังจากทำแคมเปญเสร็จก็จะมีการทำวิจัยผลตอบรับเป็นอย่างไร ซึ่งคนดูแคมเปญลักษณะดังกล่าวแล้วเกิดความรู้สึกอยากมาเยี่ยมชมโครงการ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวถูกนำมาต่อยอดและเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Home is Everything ด้วย เพราะ Music Marketing ช่วยในเรื่องการจดจำได้ดีกว่า และแคมเปญนี้เป็นการทำตลาดกับกลุ่มเป้าหมายแมส ไม่เฉพาะกับกลุ่มเป้าหมายของเอสซี แอสเสทเท่านั้น ทำให้ไม่ได้เน้นให้คนสนใจมาซื้อบ้านเอสซี แอสเสทในขณะนั้น เพราะไม่ได้เอาเรื่องความต้องการซื้อมาเล่า ขณะที่ที่แคมเปญการขายจะมุ่งเน้นวัตถุประสงค์เฉพาะเรื่อง ​ แคมเปญนี้ อยากสร้างความรู้สึกของคน และมีกำลังใจที่เกิดจากบ้านของเขา บ้านคือที่สร้างพลังของเขาอย่างดี โรดแมพ 2 ปี​ เบอร์ 1 ตลาดบ้านเดี่ยว ในภาพใหญ่แล้ว เอสซี แอสเสท มีเป้าหมายการเดินทางไปสู่ความเป็นผู้นำเบอร์ 1 ในตลาดบ้านทุกระดับราคา จากผลงานในปีที่ผ่านมาสามารถรักษาตำแหน่ง Top 3 ไว้ได้ โดยสลับอันดับระหว่างเบอร์​ 2 และเบอร์ 3 แต่หากโฟกัสเฉพาะตลาดบ้านระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ช่วงไตรมาสแรก เอสซี แอสเซท ประสบความสำเร็จกับส่วนแบ่งการตลาดที่มาเป็นเบอร์ 1 แล้ว โจทย์ใญ่ที่ต้องเดินต่อไป คือ นำพาบ้านในทุกระดับราคาขึ้นเป็นเบอร์ 1 ให้ได้ภายในระยะเวลา 2 ปีนับจากนี้ ตามโจทย์ที่ นายนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้มอบให้กับพนักงานไว้   ในอดีตเอสซี แอสเสท แทบจะไม่มีบ้านระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งตลาดบ้านเดี่ยวหลักจึงอยู่ที่ระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป และทำได้ดีจนเป็นผู้นำตลาด แต่ขณะที่ตลาดมีความต้องการบ้านระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทมากขึ้น ประกอบกับแนวคิด home for all  ที่เอสซี แอสเสท มีการพัฒนาบ้านขายที่เหมาะกับทุกกลุ่มเป้าหมาย ในระยะหลังเอสซี แอสเสท จึงหันมามุ่งเน้นพัฒนาบ้านระดับราคาขายต่ำกว่า 5 ล้านบาทเพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยภาพจำของผู้บริโภคส่วนใหญ่ ซึ่งเห็นว่าบ้านเอสซี แอสเสท มีราคาสูง การสร้างการรับรู้ว่ามีบ้านระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท จึงถึงเป็นความท้าทายหนึ่งของเอสซี แอสเสท ในปีนี้ นายณัฏฐกิตติ์ ศิริรัตน์    Head of Marketing เอสซี แอสเซท กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนนี้ เอสซี แอสเสทตั้งเป้ายอดขาย 4,000 ล้านบาท จากแคมเปญนี้ ซึ่งในช่วงที่ขายดีบริษัทจะมียอดขายประมาณไตรมาสละ 4,500-4,600 ล้านบาท  โดยมีโครงการบ้านเดี่ยว 38 โครงการ และทาวน์โฮม 6 โครงการ พร้อมเข้าร่วมแคมเปญในครั้งนี้  ซึ่งยอดขายตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมียอดขายกว่า 70% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปีแล้ว โดยยอดขายเฉพาะช่วงครึ่งปีแรกสามารถสร้างการเติบโตได้ 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา   ปัจจุบันเอสซี แอสเสท สามารถเกาะกลุ่มผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวทุกระดับราคาติดอันดับ Top3 ซึ่งปี 2563 มีส่วนแบ่งตลาดบ้านเดี่ยวอยู่ในอันดับที่ 3 ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกเอสซี แอสเสท สามารถครองตำแหน่งผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ด้วยส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 แต่หากเป็นตลาดบ้านเดี่ยวในทุกระดับราคาจะมีส่วนแบ่งอยู่ในอันดับ 2-3 แล้วแต่ช่วงเวลา ​ โรดแมพ ภายใน 2 ปีนี้ เอสซี แอสเซท ตั้งเป้าเป็นแบรนด์บ้านเดี่ยวอันดับ 1 โควิด-19 คนต้องการพื้นที่ใหญ่อยู่อาศัย​ สำหรับกลุ่มที่มาซื้อบ้านเอสซี แอสเสท ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวขยาย หรือต้องการใช้ชีวิตเยอะขึ้น คนที่เคยอยู่บ้านที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก ก็ขยับขยาย คนต้องการพื้นที่เยอะขึ้นเราได้คนกลุ่มนี้เยอะ ส่วนคนที่เดิมตั้งใจจะซื้อคอนโดแล้วเปลี่ยนมาซื้อบ้านเลยมีสัดส่วนไม่ถึง 10%   ปัจจัยสำคัญของการเลือกซื้อบ้านในยุคโควิด-19 หากตัดเรื่องของทำเลที่ตั้งออกไป จะพบว่าอันดับ 1 คือ ความต้องการใช้พื้นที่ของบ้านเยอะขึ้น รองลงมาเป็นความต้องการพักอาศัยในสังคมที่ดี เป็นแบรนด์สินค้าที่สามารถดูแลลูกบ้านได้เป็นอย่างดี และยังพบว่า หลังจากเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คนส่วนใหญ่ มีความต้องการใช้พื้นที่เพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ต้องการพื้นที่ที่เป็นส่วนตัว และการอาศัยอยู่กับคนในบ้านที่มีความหลากหลาย เพราะทุกคนกลับมาอยู่อาศัยในบ้านมากขึ้น ใช้เวลาร่วมกันนานขึ้น   จากผลการวิจัยพบข้อมูล 4 อย่าง ได้แก่ 1.ความต้องการพื้นที่ธรรมชาติเยอะขึ้น 2.การอยู่อาศัยที่สะดวกสบาย Comfortable living 3.การปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตามความต้องการ Flexible space 4.การอยู่อาศัยในบ้านประหยัดพลังงาน Energy saving
โควิด-19 ทุบความเชื่อมั่น Q2/64 มีแค่ 46.4  ผู้ประกอบการลุ้น​เปิดประเทศฟื้นเศรษฐกิจ

โควิด-19 ทุบความเชื่อมั่น Q2/64 มีแค่ 46.4 ผู้ประกอบการลุ้น​เปิดประเทศฟื้นเศรษฐกิจ

โควิด-19  ยังสร้างความกังวลใจให้ดีเวลลอปเปอร์  ค่าดัชนีความเชื่อมั่นไตรมาส 2 ปี 2564 มีแค่ 46.4 ยังต่ำกว่าค่า​กลาง และความเชื่อมั่นลดลงต่อเนื่องถึง 9 ไตรมาส ​แนวโน้มอนาคตความเชื่อมั่นยังแผ่ว ปรับขึ้นเล็กน้อย รอลุ้นมาตรการเปิดประเทศ 120 สร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) เปิดเผยว่า ​จากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ในไตรมาส 2 ปี 2564 ยังต่ำกว่าระดับ 50.0 โดยมีค่าดัชนีความเชื่อมั่นเท่ากับ 46.4 ซึ่งลดลงต่อเนื่องมา 9 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2562  ที่ เริ่มต้นจากการบังคับใช้มาตรการควบคุม LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย และยังเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงปี 2563  ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวทั้งในด้านปริมาณและความต้องการ ​   ทั้งนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ จนมาถึงไตรมาส 2 ปี 2564  ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ และมีผลทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน มีความกังวลว่าผลกระทบของสถานการณ์ดังกล่าวจะต่อเนื่องไปในอนาคตด้วย   อย่างไรก็ตาม เมื่อจำแนกกลุ่มผู้ประกอบการฯ ตามประเภทบริษัท พบว่า ความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบันของผู้ประกอบการกลุ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  หรือ Listed Companies  ประจำไตรมาส 2 ปี 2564 มีค่าดัชนีเท่ากับ 51.1 ซึ่งสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 และสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีเพียง 49.4 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการกลุ่ม บริษัทมหาชน มีความเชื่อมั่นต่อธุรกิจในภาวะปัจจุบัน   ทั้งนี้  เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของยอดขาย การลงทุนใหม่ๆ และการเปิดตัวโครงการใหม่หรือเฟสใหม่ โดยเฉพาะที่เป็นโครงการบ้านจัดสรรเพื่อทดแทนหน่วยที่ได้ขายไปและทดแทนโครงการอาคารชุดที่เปิดตัวลดลง   ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่มผู้ประกอบการนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือ Non-listed Companies มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นเท่ากับ 39.3 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 41.7 และค่าดัชนียังต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการกลุ่มนี้ไม่มีความเชื่อมั่นต่อธุรกิจในภาวะปัจจุบันในทุก ๆ ปัจจัย (ดูตารางที่ 1 และ แผนภูมิที่ 1)   ความเชื่อมั่นในอนาคตยังแผ่ว สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ในภาพรวมอีก 6 เดือนข้างหน้า   พบว่าโดยภาพรวมค่าดัชนีความเชื่อมั่น เท่ากับ 50.5 ลดลงอย่างชัดเจนจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 58.8 แม้ว่าค่าดัชนียังสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 แต่มีการลดลงอย่างมากในทุกปัจจัย สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการก็ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อการพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ ในอีก 6 เดือนข้างหน้าในเชิงบวกเล็กน้อย   อาจเป็นเหตุผลจากการที่รัฐบาลได้ประกาศแผนการเปิดประเทศภายใน 120 วัน หรือประมาณเดือนตุลาคม 2564 ซึ่งหากสามารถทำได้ตามแผนดังกล่าวก็จะทำให้สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศได้ แต่ก็ยังมีความกังวลเรื่องการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในปัจจุบัน   เมื่อจำแนกกลุ่มผู้ประกอบการฯ ตามประเภทบริษัท พบว่า กลุ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้าเท่ากับ 55.7 ลดลงจากไตรมาสก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 63.6 แม้ว่าก็ยังสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 แต่จะเห็นได้ว่ามีการลดลงอย่างมากในทุกปัจจัย   ขณะที่ผู้ประกอบการฯ กลุ่มบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ มีค่าดัชนีเท่ากับ 42.7 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.5 โดยมีการลดลงอย่างมากในทุกปัจจัย และจะเห็นได้อย่างชัดว่าผู้ประกอบการกลุ่มในกลุ่มนี้ขาดความเชื่อมั่นในธุรกิจในอนาคตอีก 6 เดือนข้างหน้าในระดับที่มากกว่าผู้ประกอบการกลุ่มบริษัทมหาชน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากความเสียเปรียบในด้านเงินลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ หรือ ขยายเฟสใหม่ และความเชื่อมั่นของผู้ซื้อที่มีต่อชื่อเสียงของบริษัทมหาชนซึ่งมีผลต่อโอกาสและการแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (ดูตารางที่ 2 และ แผนภูมิที่ 2)  
แสนสิริ  โชว์ยอดครึ่งปีแรก 17,600 ล้าน  เตรียมเปิดอีก 20 โปรเจ็กต์ใหม่

แสนสิริ โชว์ยอดครึ่งปีแรก 17,600 ล้าน เตรียมเปิดอีก 20 โปรเจ็กต์ใหม่

แสนสิริโชว์ผลงานครึ่งปี 64 กวาดยอดขาย – ยอดโอน เกินเป้า สร้างยอดขายทะลุ 17,600 ล้าน และ ยอดโอน 16,400 ล้าน ครึ่งปีหลังลุยเปิด 20 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 19,400 ล้าน​ รับสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว   นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จากัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกว่า บริษัทสร้างยอดขายรวมมูลค่า 17,600 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 57% จากเป้าหมายยอดขาย 31,000 ล้านบาท  จำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นยอดขายจากโครงการแนวราบ 12,000 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม 5,600 ล้านบาท  ส่วนผลงานในไตรมาสที่ 2 บริษัทมียอดขาย 10,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 32% จากไตรมาสแรกที่มียอดขาย 7,600 ล้านบาท โดยยอดขายในครึ่งปีแรก มาจากการปิดการขายโครงการ 5 โครงการหลัก ​อาทิ โครงการเศรษฐสิริ พัฒนาการ โครงการคณาสิริ ชัยพฤกษ์ – วงแหวน  โครงการ “BuGaan เอ็กซ์คลูซีฟ เรสซิเดนท์" ระดับราคา 35.9 - 80 ล้านบาท ที่ทำยอดขายไปถึง 75% ของมูลค่าโครงการ  โครงการทาวน์โฮมแบรนด์ สิริ เพลส ซีรีย์ใหม่ “Dream Destination” ทั้ง สิริ เพลส บางนา-เทพารักษ์  และสิริ เพลส วงแหวน – ลำลูกกา ที่ทำยอดขายไปแล้วกว่า 80% จากจำนวนยูนิตที่เปิดขายในระยะเวลาเพียง 2 วันพรีเซลล์ และคอนโดแบรนด์ “THE MUVE” (เดอะมูฟ)   ยอดขายของแสนสิริ เป็นผลมาจากการมองตลาดเร็ว และพร้อมปรับตัวรองรับทุกสถานการณ์ ตลอดเวลา  นอกจากนี้  ในครึ่งปีแรก บริษัทยังมียอดโอนโครงการที่อยู่อาศัยทุกประเภทที่สร้างเสร็จ และส่งมอบให้กับลูกค้าไปแล้วถึง 16,400 ล้านบาท  คิดเป็นสัดส่วน 53% จากเป้าหมายยอดโอนปีนี้จำนวน 31,000 ล้านบาท โดยเป็นยอดโอนในไตรมาส 2 อยู่ที่ 8,800 ล้านบาท เติบโตขึ้น 14% จากไตรมาสแรกที่มียอดโอน 7,700 ล้านบาท และแบ่งเป็นยอดโอนจากโครงการแนวราบ 55% และคอนโด  45%   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการปิดแคมป์ก่อสร้างในช่วงที่ผ่านมา เพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด– 19  แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการโอนและรับรู้รายได้ในไตรมาส 2 ของบริษัท เนื่องจากที่อยู่อาศัยที่ต้องส่งมอบได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งแสนสิริได้เตรียมทำแผน catch up งานก่อสร้างหลังกลับมาเริ่มก่อสร้างได้ไว้เรียบร้อยแล้ว จึงมั่นใจว่าจะสามารถส่งมอบที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้าได้ตรงเวลา รวมทั้งยังมีที่อยู่อาศัยพร้อมเข้าอยู่ – พร้อมโอน รองรับความต้องการของลูกค้าได้อีกด้วย   นายอุทัย กล่าวอีกว่า โดยในครึ่งปีหลัง บริษัทยังเตรียมโอนคอนโด  เอดจ์ เซ็นทรัล - พัทยา ในวันที่ 21 – 22 สิงหาคม และ ดีคอนโด ไฮด์อเวย์ – รังสิต ในวันที่ 28 – 29 สิงหาคมนี้ เพื่อรองรับการรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลังอีกด้วย  และบริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อีก 20 โครงการ มูลค่ารวม 19,400 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวและมิกซ์โปรดักส์แบรนด์อณาสิริ 8 โครงการ มูลค่ารวม 7,500 ล้านบาท ทาวน์โฮมแบรนด์สิริเพลสและแบรนด์ใหม่ล่าสุด 5 โครงการ มูลค่ารวม 6,300 ล้านบาท และโครงการคอนโด  7 โครงการ มูลค่ารวม 5,600 ล้านบาท   แสนสิริยังมองแง่บวกถึงทิศทางข้างหน้าที่ต้องปรับตัวให้เร็ว รองรับความต้องการลูกค้าและการกลับมาของตลาด ก่อนการเปิดประเทศและเศรษฐกิจเริ่มฟื้น     ทั้งนี้ แสนสิริยังมองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดี จากยอดขายในตลาดต่างจังหวัดที่เริ่มมียอดขายที่ดีขึ้น รวมถึงยอดโอนในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ โดยล่าสุด แสนสิริได้เริ่มรุกตลาดเชียงใหม่ ด้วยการเปิดตัว “1517 NIMMAN” (1517 นิมมาน) Co - Business I Living Space พื้นที่ที่รวมธุรกิจ และการอยู่อาศัยเป็นหนึ่งเดียว ราคาเริ่มต้น 5.9 ล้านบาท บนพื้นที่ขนาด 2 ไร่ จำนวน 23 ยูนิต ขณะที่ตลาดท่องเที่ยวในภูเก็ต  มีทิศทางที่ดี จากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน ภายใต้โครงการ “ภูเก็ต แซนด์บ๊อกซ์” ที่ได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ทำให้ตลาดเริ่มกลับมาคึกคัก ยังรวมถึงสัญญาณที่ดีในตลาดต่างชาติ จากยอดโอน XT ห้วยขวาง ซึ่งกลุ่มลูกค้าต่างชาติให้ความเชื่อมั่นแสนสิริ และตอบรับโอนไปแล้วกว่า 60%    
ASM  แตกธุรกิจ

ASM แตกธุรกิจ "Always Clean" บริการทำความสะอาด-ฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรค  

ASM ผู้ให้บริการงานรักษาความปลอดภัย ในเครือล็อกซเล่ย์ แตกไลน์ธุรกิจ Always Clean by ASM บริการทำความสะอาดและฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรคครบวงจร รับวิถีชีวิตปกติใหม่ สู้ภัยวิกฤติโควิด-19     นางสาวพัทธ์ธีรา ลภัสเศรษฐศิริ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มงานปฏิบัติการ รักษาความปลอดภัยและบริการ บริษัท รักษาความปลอดภัย เอเอสเอ็ม แมเนจเมนท์ จำกัด หรือ  ASM  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การทำความสะอาดและฉีดพ่นน้ำยากำจัดเชื้อโรคจึงเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งประชาชนส่วนใหญ่ ผู้ประกอบการร้านค้า และองค์กรต่าง ๆ เริ่มตระหนักถึงการทำความสะอาดและการฉีดพ่นน้ำยากำจัดเชื้อโรคมากขึ้น จึงเป็นโอกาสที่บริษัทฯ จะเดินหน้าสู่ธุรกิจบริการทำความสะอาดครบวงจร ภายใต้ชื่อ ออลเว็ส คลีน บาย เอเอสเอ็ม (Always Clean by ASM) เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการในยุคความปกติใหม่ (New Normal) การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังพบผู้ติดเชื้อจากคลัสเตอร์กลุ่มก้อนเดิม และคลัสเตอร์ใหม่ในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการร้านค้า และองค์กรต่าง ๆ เริ่มยกระดับมาตรการทำความสะอาดและการฉีดพ่นน้ำยากำจัดเชื้อโรคถี่มากขึ้น หลังพบผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริการของ ออลเว็ส คลีน เติบโตสูงขึ้นตามลำดับ โดยบริษัทได้เริ่มให้บริการดังกล่าวมาตั้งแต่ปลายปี 2561 และได้รับการตอบรับที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะช่วงต้นปีจนถึงปัจจุบัน  การให้บริการเติบโตขึ้นกว่า 33% มีลูกค้าจองคิวใช้บริการเฉลี่ย 25 รายต่อวัน แบ่งเป็นกลุ่มลูกค้าประเภทบ้านและคอนโดฯ 80% องค์กรธุรกิจ 10% ร้านค้า ร้านอาหาร 8% และอื่นๆ 2%   สำหรับจุดแข็งของการให้บริการออลเว็ส คลีน คือ มาตรฐานการรับรองด้านความปลอดภัย ที่สร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจให้กับลูกค้า การเลือกใช้น้ำยากำจัดเชื้อโรคคุณภาพสูง ซึ่งเป็นน้ำยาพิเศษนำเข้าจากต่างประเทศ สามารถกำจัดเชื้อโรคได้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ไวรัสโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ ไวรัส H1N1 ไวรัสเมอร์ส เชื้อรา เชื้อไมโคแบคทีเรีย เชื้อสปอร์ และไวรัสต่างๆ   นอกจากนี้ พนักงานทุกคนยังผ่านการตรวจคัดกรอง และได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นที่เรียบร้อย โดยจะมีเข็มกลัดติดที่อกเป็นสัญลักษณ์ว่าฉีดวัคซีนครบโดสแล้วเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า ที่สำคัญพนักงานทุกคนผ่านการตรวจประวัติอาชญากรรม ได้รับการฝึกอบรมด้านการทำความสะอาดอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อบริษัท โดยบริการหลักของ “ออลเว็ส คลีน บาย เอเอสเอ็ม” ประกอบไปด้วย 1.บริการฉีดพ่นกำจัดเชื้อโรคที่ใช้น้ำยาพิเศษเฉพาะที่นำเข้าจากต่างประเทศ สามารถกำจัดเชื้อโรคได้ทุกชนิด 2.บริการทำความสะอาด Big Cleaning โดยให้บริการทำความสะอาดสำนักงาน อาคาร โรงงาน โกดังเก็บสินค้าฯลฯ 3.บริการทำความสะอาดบ้านรายชั่วโมงในราคาจับต้องได้ 4.บริการทำความสะอาดบ้าน ออฟฟิศ โรงงาน รายเดือน 5.บริการดูดไรฝุ่นที่นอน โซฟา และผ้าม่าน 6.บริการอบโอโซน และ7.บริการล้างแอร์ ปัจจุบันบริษัทฯ ได้จัดโปรโมชั่นลดราคาพิเศษเมื่อใช้บริการทำความสะอาดบ้าน 4 ชั่วโมง และฉีดพ่นกำจัดเชื้อโรค จะได้รับสิทธิสะสมแต้มแลกรับบริการฉีดพ่นกำจัดเชื้อโรคและกำจัดไรฝุ่นฟรีอีกด้วย  
เซ็นทรัลพัฒนา เข้าซื้อหุ้นสยามฟิวเจอร์ฯ มูลค่ากว่า 7,700 ล้าน

เซ็นทรัลพัฒนา เข้าซื้อหุ้นสยามฟิวเจอร์ฯ มูลค่ากว่า 7,700 ล้าน

เซ็นทรัลพัฒนา เข้าซื้อหุ้นสยามฟิวเจอร์ฯ 30.36% จากเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป มูลค่ากว่า 7,700 ล้าน ขยาย​ Super Regional Mall เพิ่มเป็น 2 แห่ง  “เซ็นทรัล เวสต์เกต” และ “เมกาบางนา” เติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรระดับโลกอย่างอิเกีย   บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทย  ลงนามข้อตกลง (MOU) เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นสามัญบริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “SF” จากบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ “MAJOR” ในสัดส่วน 30.36% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ในราคาซื้อขายหุ้นละ 12 บาท คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 7,700 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการซื้อขายและชำระเงินค่าหุ้นแก่ผู้ขายได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2564 และเตรียมพร้อมทำคำเสนอซื้อหุ้นที่เหลือทั้งหมดของ SF ภายหลังจากเข้าทำธุรกรรมการซื้อหุ้นจาก MAJOR เสร็จสิ้น   โดยข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยขยายพอร์ตศูนย์การค้าขนาดใหญ่ Super Regional Mall ของบริษัท เพิ่มขึ้นเป็น 2 แห่ง คือ เซ็นทรัล เวสต์เกต และเมกาบางนา และเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรระดับโลกอย่างอิเกีย พร้อมผนึกธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล เดินหน้าขยายธุรกิจ คอมมูนิตี้ มอลล์ต่างๆ และพัฒนาโครงการที่ดินบนทำเล CBD ของกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ นายปรีชา เอกคุณากูล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า  การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญของเซ็นทรัลพัฒนา ในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาวตรงตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้  โดยเซ็นทรัลพัฒนาเล็งเห็นศักยภาพในธุรกิจของ SF ซึ่งจะช่วยขยายพอร์ตโครงการศูนย์การค้าขนาดใหญ่ระดับ Super Regional Mall ของบริษัท เพิ่มขึ้นเป็น 2 แห่ง คือ เซ็นทรัล เวสต์เกต และเมกาบางนา ซึ่งทั้งสองแห่งถือเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังต่อยอดการลงทุนร่วมกับอิเกีย      นอกจากนี้ ยังสามารถเติมเต็ม พอร์ต คอมมูนีตี้ มอลล์ และที่ดินรอการพัฒนา ในทำเลศักยภาพสูงทั้ง CBD ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ในจังหวัดต่างๆ ด้วยการผนึกธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อสร้างศูนย์กลางการใช้ชีวิต (Center of Life) สร้างความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจและสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีต่อไปในอนาคต   เมื่อพิจารณาโครงสร้างเงินทุนของบริษัทที่สามารถบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และอยู่ในกรอบนโยบายสัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ Net D/E ที่ต่ำกว่า 1 เท่า ภายหลังจากการลงทุนครั้งนี้ได้ โดยเซ็นทรัลพัฒนายังเดินหน้าพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบมิกซ์ยูสต่อไป และศึกษาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ภายใต้เป้าหมายองค์กรในการ  ‘มุ่งมั่นสร้างสรรค์สิ่งที่ดี เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน’ ด้านนายวิชา พูลวรลักษณ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าทำรายการดังกล่าวเป็นการสร้างผลตอบแทนที่ดี ต่อธุรกิจของบริษัทและผู้ถือหุ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เสริมความแข็งแกร่งเพื่อสนับสนุนแผนการขยายธุรกิจในอนาคต เพื่อต่อยอดความเป็นผู้นำธุรกิจโรงภาพยนตร์และศูนย์รวมความบันเทิงของลูกค้าทุกคนต่อไป สำหรับเซ็นทรัลพัฒนา เป็นผู้พัฒนาและบริหารจัดการศูนย์การค้า 34 แห่ง มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิรวม 1.8 ล้านตารางเมตร  (อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 15 โครงการ, ต่างจังหวัด 18 โครงการ และในมาเลเซีย 1 โครงการ) ศูนย์อาหาร 30 แห่ง อาคารสำนักงาน 10 อาคาร โรงแรม 2 แห่ง โครงการที่พักอาศัยอีก 18 โครงการ ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ ESCENT, ESCENT  VILLE, ESCENT PARK VILLE, PHYLL PAHOL 34 และ BELLE GRAND RAMA 9 และโครงการแนวราบภายใต้แบรนด์ ESCENT TOWN พิษณุโลก (ทาวน์โฮม) นินญา กัลปพฤกษ์ (บ้านแฝด) โครงการนิยาม บรมราชชนนี (บ้านเดี่ยวระดับลักชูรี่) และโครงการบ้านเดี่ยวแบรนด์ใหม่ ได้แก่ นีรติ เชียงราย และนีรติ บางนา โดยโครงการดังกล่าวได้รวมส่วนที่อยู่ภายใต้บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLAND ที่เซ็นทรัลพัฒนา เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ และเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ที่ดำเนินการแล้ว และสินทรัพย์ที่รอการพัฒนาอยู่บนทำเลศักยภาพสูงในกรุงเทพฯ อีกทั้งมีโครงการระดับโลกที่ร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ อาทิ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค อีกด้วย   ส่วนสยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์ ประกอบธุรกิจพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์การค้า โดยมีโครงการที่ดำเนินการอยู่ทั้งหมดจำนวน 18 โครงการ ประกอบด้วย ศูนย์การค้าชุมชน ศูนย์ไลฟ์สไตล์ ศูนย์รวมสินค้าเฉพาะอย่าง  ร้านค้าปลีก ศูนย์บันเทิง และการลงทุนในโครงการเมกาบางนา ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในกรุงเทพและปริมณฑลฯ ด้วยพื้นที่เช่าเพื่อการค้าปลีกรวมกันกว่า 400,000  ตารางเมตร   ขณะที่บมจ. เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เป็นผู้ให้บริการธุรกิจศูนย์รวมความบันเทิง และเป็นผู้นำธุรกิจโรงภาพยนตร์ในประเทศไทยมากว่า 35 ปี โดยปัจจุบันมีโรงภาพยนตร์ในศูนย์การค้า ไลฟ์สไตล์มอลล์ และแบบ Standalone กว่า 800 โรงทั่วประเทศ รวมถึงประกอบธุรกิจอื่นที่ส่งเสริมต่อธุรกิจหลัก อาทิ ธุรกิจโบว์ลิ่ง คาราโอเกะ และลานสเก็ตน้ำแข็ง ธุรกิจสื่อโฆษณา ธุรกิจพื้นที่เช่าและบริการ และธุรกิจสื่อภาพยนตร์ เป็นต้น  
ROH ระดมทุนผ่านกองทรัสต์ GROREIT  พร้อมซื้อ “รอยัล ออคิด เชอราตัน” คืนใน 5 ปี

ROH ระดมทุนผ่านกองทรัสต์ GROREIT พร้อมซื้อ “รอยัล ออคิด เชอราตัน” คืนใน 5 ปี

ROH ระดมทุนผ่านกองทรัสต์โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน GROREIT - REIT Buy Back กองแรกของไทย เพื่อมีโอกาสกลับมาซื้อธุรกิจโรงแรมคืน เผยมูลค่ากองทรัสต์ 4,500 ล้านบาทยังน้อยกว่าศักยภาพการสร้างรายได้ของโรงแรม ยืนยันซื้อคืนโรงแรมภายใน 5 ปีข้างหน้าตามเงื่อนไข   นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โรงแรม รอยัลออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการระดมทุนผ่านกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพีทาลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน (GROREIT) ทั้งนี้ GROREIT มีมูลค่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งจะลงทุนซื้อกรรมสิทธิ์ (Freehold) ของโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินของโรงแรมถึง 718 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ บริษัทได้ทำการประเมินโรงแรมดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึงกว่า 5,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีความจำเป็นต้องเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินเพื่อดำเนินธุรกิจในช่วงสถานการณ์การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการปิดเมือง ดังนั้น หากเปรียบเทียบมูลค่ากองทรัสต์ที่เสนอขายและโอกาสการสร้างรายได้ของโรงแรมในอนาคต ประเมินว่า โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ยังเป็นโรงแรมที่มีศักยภาพสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทอีกมาก โดยบริษัทมีสัญญาที่จะกลับมาซื้อโรงแรมคืนภายในระยะเวลา 5 ปี   สำหรับกอง GROREIT มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการกองทรัสต์และจัดจำหน่าย เป็น REIT ประเภทพิเศษลักษณะการลงทุนระยะสั้นกว่า REIT ปกติทั่วไป คือไม่เกิน 5 ปี ซึ่ง บลจ.วรรณได้ออกโครงสร้างการลงทุนที่น่าสนใจ โดยจะให้ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนที่ประมาณ 8% ต่อปี (IRR) เมื่อบริษัทกลับมาซื้อโรงแรมคืน โดยก่อนหน้านั้นระหว่างปีผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้ เงินปันผลประมาณ 6% ต่อปี   นายศานิต กล่าวเพิ่มเติมว่า  ทางเลือกของการระดมทุนรูปแบบ REIT  Buy Back  ถือเป็นโอกาสที่ดีของบริษัท ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การระดมทุนรูปแบบใหม่ที่สำนักงาน ก.ล.ต. ได้มีออกมา เพื่อเป็นช่องทางในการระดมทุนสำหรับเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจโรงแรม คือไม่ใช่การขายขาด โดยบริษัทยังมีโอกาสกลับมาซื้อที่ดินและโรงแรมคืนได้ เพียงแต่การระดมทุนแบบ REIT เป็นแผนระดมทุนระยะสั้นที่บริษัทจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ แต่ในแผนระยะยาว บริษัทยังคงเตรียมการกลับมาซื้อโรงแรมคืนแน่นอน เพราะเปรียบเทียบมูลค่าที่บริษัทระดมทุนผ่านกองทรัสต์กับอนาคตการสร้างรายได้ของโรงแรมนั้น การซื้อคืนย่อมดีกว่าในแง่ของการดำเนินธุรกิจ เพราะโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้มากกว่า  ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินธุรกิจโรงแรมภายใต้แบรนด์ “เชอราตัน” ในเครือ Marriott International หรือดำเนินแผนการเจรจาขายหุ้นให้กับนักลงทุนต่อจากที่ได้เคยเจรจาไว้ก่อนหน้านี้ เพราะเพียงแค่เฉพาะมูลค่าที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ปัจจุบันก็อยู่ที่ประมาณ 3,000-3,200 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทเชื่อมั่นว่า ภาคท่องเที่ยวของไทยยังคงเป็นแผนระยะแรกที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญ ประกอบกับความก้าวหน้าและการเร่งฉีดวัคซีนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ได้ช่วยลดความกังวลว่าการระบาดจะรุนแรงได้ ขณะที่เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วและมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรมของไทย ให้มีแนวโน้มที่จะกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้งหนึ่ง   ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม มีความเชื่อมั่นว่าภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้ภาคบริการของประเทศจะสามารถกลับมาสู่ภาวะปกติได้เร็ว หากรัฐบาลเร่งนำเข้าวัคซีนประสิทธิภาพสูงปูพรมฉีดให้แก่ประชาชนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน​หมู่ ในระดับที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เหมือนเช่นในต่างประเทศบางประเทศที่ธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มฟื้นแล้ว   บริษัทพยายามหาแนวทางเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้  โดยโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน มีจุดเด่นในเรื่องทำเลที่ตั้งที่ดีเยี่ยม อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา และอยู่ตรงข้ามไอคอนสยาม ย้อนหลังไป 4 ปีก่อนเกิดการระบาดของโรค คือปี 2559-2562  โรงแรมมีศักยภาพการสร้างรายได้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ประมาณ 863 ล้านบาท 893 ล้านบาท 1,030 ล้านบาท และ 1,075 ล้านบาท ตามลำดับ  โดยมีอัตราการเข้าพักของโรงแรมอยู่ในระดับเฉลี่ยเกิน 80% นั่นเป็นเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้บริษัทมีแนวทางชัดเจนในการซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ในระยะ 5 ปีข้างหน้านับจากนี้ ตามเงื่อนไขการระดมทุน ซึ่ง​ GROREIT วางแผนเปิดเสนอขาย IPO จนถึง 9 กรกฎาคมนี้  
“ออริจิ้น”โชว์พรีเซลครึ่งปีแรก ทำยอดทะลุ 54% ของเป้าทั้งปี 

“ออริจิ้น”โชว์พรีเซลครึ่งปีแรก ทำยอดทะลุ 54% ของเป้าทั้งปี 

“ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” โชว์ยอดพรีเซลครึ่งปีแรก 15,700 ล้าน ทะลุ 54% ของเป้าหมายทั้งปี ขณะที่ไตรมาส 2 กวาดยอดขายไป 8,000 ล้าน ส่วนไตรมาส 3 เล็งส่ง 5 โครงการใหม่ เจาะหลากเซ็กเมนท์ ดันยอดขายสู่ 29,000 ล้านบาท สร้างสถิติใหม่ All Time High ตามเป้า    นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI   เปิดเผยถึงยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564  ว่า บริษัทมียอดขายสะสมแล้วกว่า 15,700 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปี 2563 ถึง 37% และคิดเป็นสัดส่วน 54% ของเป้าหมายปีนี้ ที่ตั้งไว้ 29,000 ล้านบาท  โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2/2564 บริษัทมียอดขายกว่า 8,000 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปี 2563 ราว 22%   สำหรับยอดขายในไตรมาส 2 มูลค่า 8,0000 ล้านบาท ​ แบ่งเป็นยอดขายจากกลุ่มบ้านจัดสรร 25% และกลุ่มคอนโดมิเนียม 75% หากแบ่งตามสถานะโครงการ มี ยอดขายจากโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move) สัดส่วน 71% และยอดขายจากกลุ่มโครงการที่เพิ่งเปิดขายหรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง (Ongoing) สัดส่วน​ 29% โดยโครงการที่มีส่วนสำคัญในการสร้างยอดขายใหม่ช่วงไตรมาส 2/2564 คือ โครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property) แบรนด์แรกของบริษัทอย่าง แฮมป์ตัน (Hampton) และแบรนด์บ้านจัดสรรมิกซ์โปรดักส์ (Mixed Products) บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮมระดับไฮเอนด์-ลักชัวรีอย่าง แกรนด์ บริทาเนีย (Grand Britania)    ล่าสุด แฮมป์ตัน ศรีราชา โครงการร่วมทุนกับกลุ่มดุสิตธานีสามารถทำยอดขายได้แล้วกว่า 90% ถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จในการเข้าสู่ตลาด Investment Property ขณะเดียวกัน แกรนด์ บริทาเนีย ราชพฤกษ์-พระราม 5 บ้านจัดสรรในฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ที่เพิ่งเปิดขายอย่างเป็นทางการในช่วงไตรมาส 2/2564 ก็ได้กระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างมากเช่นเดียวกัน   นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า  นอกจากยอดขายในฝั่งโครงการเปิดตัวใหม่ เรายังใช้ความเข้าใจใน Insight ของผู้บริโภคมาเป็นแนวทางในการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดแคมเปญ Final War, Final Price เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงคอนโดมิเนียมไฮเอนด์คุณภาพในราคาสุดคุ้ม การงัดกลยุทธ์ Online Marketing  มาประยุกต์สร้างช่องทางขายเชิงรุกใหม่ผ่าน Property Live การจับมือกับ Bitkub เพิ่มช่องทางการซื้อขายให้แก่ผู้บริโภคด้วยคริปโทเคอร์เรนซี   การปรับตัวทั้งหมดถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เรายังรักษาการเติบโตของยอดขายได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ในช่วงที่ภาคเศรษฐกิจจะได้รับแรงกดดันจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอก 3 สำหรับสถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง ยังอยู่ในช่วงต้องจับตาดูสถานการณ์ภาพรวมของประเทศอย่างใกล้ชิด อาทิ มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดและการเยียวยาภาคส่วนต่างๆ ของภาครัฐ ความเร็วของการกระจายการฉีดวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) หากภาครัฐสามารถดำเนินการเรื่องดังกล่าวได้ดี จะช่วยให้เศรษฐกิจภาพรวมและภาคอสังหาริมทรัพย์ได้อานิสงส์ไปด้วย อย่างไรก็ดี ออริจิ้น จะเดินหน้าปรับตัวให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ควบคู่กับการเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ตามแผนงานที่วางไว้ โดยในไตรมาส 3/2564 บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 5 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 4,580 ล้านบาท ได้แก่ บริทาเนีย ติวานนท์-ราชพฤกษ์ และบริทาเนีย ราชพฤกษ์-นครอินทร์ ต่อยอดความสำเร็จของบ้านจัดสรรฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ โครงการแฮมป์ตัน ระยอง ต่อยอดความสำเร็จตลาด Investment Property รวมถึงแบรนด์ใหม่ “ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์” (Origin Plug & Play) คอนโดมิเนียมเจาะกลุ่มสตาร์ทอัพ ภายใต้ชื่อออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ รามคำแหง ทริปเปิ้ล สเตชั่น และแบรนด์ “บริกซ์ตัน” (Brixton) เจาะกลุ่มความต้องการเฉพาะ (Affordable Niche) อย่างบริกซ์ตัน เพ็ท แอนด์ เพลย์ สุขุมวิท 107 คอนโดมิเนียมเลี้ยงสัตว์ได้โครงการแรกของบริษัท เชื่อมั่นว่าจากความเข้าใจ Insight ของผู้บริโภค และความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็ว จะส่งผลให้บริษัทสามารถสร้างสถิติยอดขาย All Time High ได้ตามเป้า    
ตลาดที่อยู่อาศัย 4 จังหวัดภาคใต้ อัตราดูดซับต่ำ เหลือขายเฉียด 16,000 ยูนิต

ตลาดที่อยู่อาศัย 4 จังหวัดภาคใต้ อัตราดูดซับต่ำ เหลือขายเฉียด 16,000 ยูนิต

4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ถือเป็นจังหวัดสำคัญอันดับต้น ๆ ต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเป็นจังหวัดที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง จากหลากหลายธุรกิจ ทั้งภาคการท่องเที่ยว การค้า และอสังหาริมทรัพย์ เพราะถือเป็นจังหวัดจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว และพักอาศัยสำคัญของไทยแห่งหนึ่ง แต่การเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้หลายธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนักโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและอสังหาฯ ครึ่งหลัง ปี 63 ที่อยู่อาศัยเหลือขาย 15,952 ยูนิต สำหรับธุรกิจอสังหาฯ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้ทำการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายใน 4 จังหวัดดังกล่าว  โดยเป็นผลสำรวจในช่วงครึ่งหลัง ปี 2563 และเป็นการสำรวจโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) ที่มียูนิตเหลือขายไม่ต่ำกว่า  6 ยูนิต โดยในช่วงที่ทำการสำรวจพบว่ามีจำนวนยูนิตที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างขาย ณ ครึ่งหลัง ปี 2563  พบว่า มีทั้งหมด 339 โครงการ จำนวน 17,765 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 77,296 ล้านบาท จำแนกเป็นโครงการบ้านจัดสรร 257 โครงการ 10,592 ยูนิต มูลค่า 43,780 ล้านบาท และโครงการคอนโด 82 โครงการ 7,173 ยูนิต มูลค่า 33,516 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวมียูนิตเหลือขายของบ้านจัดสรรและคอนโดจำนวน 15,952 ยูนิต มูลค่ายูนิตเหลือขาย 70,632 ล้านบาท และในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 มีที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่จำนวน 1,813 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 6,664 ล้านบาท   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC เปิดเผยว่าการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในพื้นที่ภาคใต้ ในพื้นที่ที่ทำการสำรวจ มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของยูนิตที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายลดลง -0.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 (YoY) และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 6 Half ล่าสุด โดยเป็นการลดลงของบ้านจัดสรร -6.6% และ แต่คอนโดเพิ่มขึ้น 9.6% เมื่อพิจารณาจากอัตราการเปลี่ยนแปลงของโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ มีจำนวนยูนิตลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562 -19.2% และยูนิตขายได้ใหม่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงลดลง -32.8% ส่งผลให้ยูนิตเหลือขายกลับมีอัตราการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น  5.0% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2562   โดยภาพรวมพบว่าที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขาย ณ ครึ่งหลังปี 2563 ของภาคใต้ลดลงเกือบทุกจังหวัด โดยจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีการลดลงมากที่สุด -8.8% รองลงมาคือ จังหวัดนครศรีธรรมราช ลดลง -3.8% จังหวัดภูเก็ต ลดลง -2.2% ซึ่งจังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดเดียวที่มีจำนวนที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายเพิ่มขึ้น 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562  โดยจังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ที่มียูนิตเปิดขายใหม่มากที่สุด รวม 1,260 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 4,017 ล้านบาท รองลงมาคือ จังหวัดภูเก็ต มียูนิตเปิดขายใหม่รวม 423 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 1,836  ล้านบาท ส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี  มียูนิตเปิดขายใหม่รวม 324 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 998 ล้านบาท   อย่างไรก็ตามจำนวนยูนิตเหลือขาย และยูนิตขายได้ใหม่ ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตาโดย ณ ครึ่งหลัง ปี 2563 ในภาคใต้ มีอุปทานเหลือขายจำนวน 15,952 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 70,632 ล้านบาท จำแนกเป็นบ้านจัดสรร 9,798 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 40,753 ล้านบาท และคอนโด 6,154 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 29,879 ล้านบาท เมื่อแยกตามสถานะของการก่อสร้างของยูนิตเหลือขายทั้งหมด พบว่า ส่วนใหญ่  45.5% อยู่ระหว่างการก่อสร้าง รองลงมา  34.4% ยังไม่ก่อสร้าง และที่เหลือ  20.0% ก่อสร้างเสร็จแล้ว หากแยกตามประเภทที่อยู่อาศัยพบว่า บ้านจัดสรรส่วนใหญ่ 42.6%  อยู่ระหว่างก่อสร้าง โดยยังไม่ก่อสร้าง 35.8% และสร้างเสร็จแล้ว 21.6% ส่วนคอนโดส่วนใหญ่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 50.2%  ยังไม่ก่อสร้าง 32.3% และสร้างเสร็จแล้ว 17.5% ตามลำดับ ปี 64 เปิดตัวใหม่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยกว่า 5,000 ยูนิต ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้ประมาณการทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยภาคใต้ในพื้นที่สำรวจ ปี 2564 โดยคาดว่า ณ ครึ่งแรกปี 2564 จะมีที่อยู่อาศัยรอการขายจำนวน 16,738 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 76,070 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 16,941 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 76,697 ล้านบาท ในครึ่งหลังปี 2564 ในขณะที่อัตราดูดซับต่อเดือนของบ้านจัดสรร คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 1.1% ในครึ่งแรกปี 2564 และอยู่ที่ 1.2% ในครึ่งหลังปี 2564 ส่วนอัตราดูดซับต่อเดือนของคอนโดคาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 1.4% ในครึ่งแรกปี 2564 และอยู่ที่ 1.5% ในครึ่งหลังปี 2564   สำหรับการเคลื่อนไหวด้านการเปิดตัวโครงการใหม่ประมาณการว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยคาดว่าจะมีการเปิดโครงการใหม่ประมาณ 2,308 ยูนิต ในครึ่งแรกปี 2564 และเปิดใหม่อีก  2,711 ยูนิต ในครึ่งหลังปี 2564 ในขณะที่จำนวนยูนิตการโอนกรรมสิทธิ์ ณ ครึ่งแรกปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวนประมาณ  8,663 ยูนิต มูลค่า 22,400 ล้านบาท และยูนิตโอนกรรมสิทธิ์จะเพิ่มขึ้นมาเป็น 9,893 ยูนิต มูลค่า 25,125 ล้านบาท ในครึ่งหลัง ปี 2564  ภูเก็ตครึ่งหลังปี 63 ขายได้ใหม่ลด 72.5% ผลสำรวจจังหวัดภูเก็ต จำนวนที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขาย ณ ครึ่งหลังปี 2563 มีอัตราลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562  -2.2% โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 9,044 ยูนิต ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 3,384 ยูนิต หรือ 37.4% เป็นโครงการคอนโด 5,660 ยูนิต หรือ 62.6% และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 เพียง 423 ยูนิต มีอัตราลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562 -65.0% มียูนิตขายได้ใหม่จำนวน 443 ยูนิต ซึ่งการขายได้ใหม่นี้มีอัตราลดลงถึง -72.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน 8,601 ยูนิต หรือเพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 เมื่อจำแนกตามราคาพบว่ายูนิตเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท โดยมีจำนวน 3,383 ยูนิต ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดก็ยังคงอยู่ในช่วงราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 170 ยูนิต   สำหรับยูนิตเหลือขายที่สร้างเสร็จ หรือ Inventory ในครึ่งหลัง ปี 2563 ในจังหวัดภูเก็ต มีจำนวนยูนิตทั้งหมด 1,335 ยูนิต เป็นคอนโด 878 ยูนิต คิดเป็น 65.8% ของ Inventory ทั้งหมด และบ้านจัดสรร 457 ยูนิต คิดเป็น 34.2%  ของ Inventory ทั้งหมด ปี 64 คาดที่อยู่เปิดใหม่ภูเก็ต กว่า 3,000 ยูนิต โดยทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดภูเก็ต ปี 2564 คาดการณ์ว่าในช่วง H1/64 โครงการเปิดขายใหม่ จะสูงกว่า H1/63  6.3% และ H2/64 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก H2/63   296.7% รวมคาดว่ามียูนิตเปิดใหม่ปี 2564 จำนวน 3,005 ยูนิต มูลค่า 17,045 ล้านบาท ด้านยูนิตขายได้ใหม่ ช่วง H1/64 จะต่ำกว่า H1/63  -19.8% โดย H2/64 จะเพิ่มขึ้น  47.2% จาก H2/63 ยูนิตขายได้รวมปี 2564 คาดว่าจะมี 1,246 ยูนิต มูลค่า 5,402 ล้านบาท ส่วนยูนิตเหลือขาย H1/64 จะเพิ่มจาก H1/63  3.5% ส่วน H2/64 จะลดลง  -1.5% เมื่อเทียบกับ H2/63 สำหรับยูนิตเหลือขาย ณ สิ้นปี 2564 จะมีประมาณ 8,468 ยูนิต มูลค่า 47,775 ล้านบาท   ด้านอุปสงค์ การโอนกรรมสิทธิ์ H1/64 ยูนิตโอนกรรมสิทธิ์จะเพิ่มขึ้นจาก H1/63  19.9% และมูลค่าโอนฯจะเพิ่มขึ้น 20.0% ส่วน H2/64 มีแนวโน้มว่ายูนิตโอนกรรมสิทธิ์จะเพิ่มขึ้นจาก H2/63   19.1% และมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์จะเพิ่มขึ้น  21.8% เมื่อเทียบกับ H2/63 โดย ปี 2564 มียูนิตโอนกรรมสิทธิ์รวมประมาณ 6,374 ยูนิตมูลค่ารวม 21,161 ล้านบาท สงขลาครึ่งปีหลัง 63 เปิดใหม่ 1,260 ยูนิต ผลสำรวจจังหวัดสงขลา จำนวนที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายมีอัตราเพิ่มขึ้น 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 4,250 ยูนิต ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 2,951 ยูนิต หรือ 69.4% เป็นโครงการคอนโด 1,299 ยูนิต หรือ 30.6% และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 จำนวน 1,260 ยูนิต โดยเพิ่มขึ้น 49.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 สำหรับยูนิตขายได้ใหม่ มีจำนวน 950 ยูนิต ซึ่งการขายได้ใหม่นี้มีอัตราเพิ่มขึ้น 23.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน 3,300 ยูนิต หรือเพิ่มขึ้น 8.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 เมื่อจำแนกตามราคาพบว่ายูนิตเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท โดยมีจำนวน 1,285 ยูนิต ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดอยู่ในช่วงราคา 2.01 – 3.00 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 473 ยูนิต ปี 64 คาดสงขลา ขายที่อยู่ได้แค่ 942 ยูนิต ตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดสงขลา คาดว่าในช่วง H1/64 ยูนิตเปิดใหม่จะสูงกว่า H1/63 19.5% และ H2/64 จะลดลง -54.0% จาก H2/63 โดยยูนิตเปิดใหม่รวมในปี 2564 คาดว่าจะมี 1,124 ยูนิต มูลค่า 3,991 ล้านบาท ยูนิตขายได้ใหม่ H1/64 จะต่ำกว่า H1/63  -8.9% ช่วง H2/64 จะยังคงลดลงต่อเนื่อง -46.3% จาก H2/63 ยูนิตขายได้รวมปี 2564 คาดว่าจะมี 962 ยูนิต มูลค่า 3,043 ล้านบาท สำหรับยูนิตเหลือขาย H1/64 ยูนิตเหลือขายจะเพิ่มจาก H1/63  16.9% และ H2/64 ยูนิตเหลือขายจะยังคงเพิ่มขึ้น  11.8% เมื่อเทียบกับ H2/63 สำหรับยูนิตเหลือขาย ณ สิ้นปี 2564 จะมีประมาณ 3,690 ยูนิต มูลค่า13,183 ล้านบาท ครึ่งหลังปี 63 จ.สุราษฎร์ฯ ที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ 324 ยูนิต ผลสำรวจจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวนที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายมีอัตราลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562  -8.8% โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 2,906 ยูนิต  ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 2,737 ยูนิต หรือ  94.2% เป็นโครงการคอนโด 169 ยูนิต หรือ 5.8% และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 จำนวน 324 ยูนิต มีอัตราลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562  -41.7% มียูนิตขายได้ใหม่จำนวน 331 ยูนิต ซึ่งการขายได้ใหม่นี้มีอัตราเพิ่มขึ้นในอัตรา 39.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน 2,575 ยูนิต หรือลดลง -12.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 เมื่อจำแนกตามราคาพบว่ายูนิตเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 2.01 – 3.00 ล้านบาท โดยมีจำนวน 1,147 ยูนิต ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดอยู่ในช่วงราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 94 ยูนิต ปี 64 จ.สุราษฎร์ฯ คาดโอนที่อยู่อาศัย 9,707 ล้าน สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยูนิตเปิดขายใหม่ H1/64 จะสูงกว่า H1/63   926.5% โดย H2/64 จะเพิ่มขึ้น 12.7% จาก H2/63 ส่วนยูนิตเปิดใหม่รวมปี 2564 คาดว่าจะมี 714 ยูนิต มูลค่า 2,445 ล้านบาท โดยยูนิตขายได้ใหม่ H1/64 จะสูงกว่า H1/63  59.8% ส่วน H2/64 จะลดลง -27.8% จาก H2/63 ซึ่งยูนิตขายได้รวมในปี 2564 คาดว่าจะมี 450 ยูนิต มูลค่า 1,270 ล้านบาท โดยคาดว่ายูนิตเหลือขาย H1/64 จะเพิ่มจาก H1/63 4.5%  และ H2/64 ยูนิตเหลือขายจะยังคงเพิ่มขึ้นอีก 16.7% เมื่อเทียบกับ H2/63 สำหรับยูนิตเหลือขาย ณ สิ้นปี 2564 จะมีประมาณ 3,006 ยูนิต มูลค่า 9,507 ล้านบาท   ในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย  H1/64 คาดว่าจำนวนยูนิตโอนฯ จะลดลงจาก H1/63  -7.3% แต่มูลค่าโอนฯ จะเพิ่มสูงขึ้น 20.6 และ H2/64 มีแนวโน้มว่ายูนิตโอนฯ จะเพิ่มจาก H2/63  29.9% และมูลค่าโอนฯ จะเพิ่มขึ้น 41.7%  เมื่อเทียบกับ H2/63 สำหรับยูนิตโอนและมูลค่าการโอนฯ รวมปี 2564 จะมีประมาณ 3,919 ยูนิต มูลค่า 9,707 ล้านบาท นครศรีธรรมราช ครึ่งหลัง 63 เปิดเพิ่ม 97 ยูนิต ผลสำรวจจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่ามีจำนวนที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขาย ณ ครึ่งหลังปี 2563  มีอัตราลดลง -3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 1,565 ยูนิต ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 1,520 ยูนิต หรือ 97.1% เป็นโครงการคอนโด 45 ยูนิต หรือ 2.9 % และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 จำนวน เพียง 97 ยูนิต ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการบ้านจัดสรร หรือเพิ่มขึ้นในอัตรา  100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 สำหรับยูนิตขายได้ใหม่ มีจำนวน 89 ยูนิต ซึ่งการขายได้ใหม่นี้มีอัตราเพิ่มขึ้น 3.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน 1,476 ยูนิต หรือลดลง  -4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยเป็นโครงการบ้านจัดสรร 1,433 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วน  97.1% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด เมื่อจำแนกตามราคาพบว่ายูนิตเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท โดยมีจำนวน 816 ยูนิต ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดก็ยังคงอยู่ในช่วงราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 43 ยูนิต ปี 64 ที่อยู่อาศัยจ.นครศรีธรรมราช เหลือขาย 1.778 ยูนิต สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดนครศรีธรรมราช ยูนิตเปิดขายใหม่ H1/64 เพิ่มจาก H1/63 มาประมาณ 86 ยูนิต จากที่ H1/63 ไม่มียูนิตเปิดใหม่เลย โดย H2/64 คาดว่าจะลดลง  -9.3% จาก H2/63 ยูนิตเปิดใหม่รวมปี 2564 คาดว่าจะมี 174 ยูนิต มูลค่า 773 ล้านบาท ยูนิตขายได้ใหม่ H1/64 จะสูงกว่า H1/63  73.5%  ส่วน H2/64 จะลดลง -23.6% จาก H2/63 และยูนิตขายได้รวมปี 2564 คาดว่าจะมี 127 ยูนิต มูลค่า 441 ล้านบาท สำหรับยูนิตเหลือขาย H1/64 จะเพิ่มจาก H1/63 ประมาณ 13.7%  และ H2/64 ยูนิตเหลือขายจะยังคงเพิ่มขึ้น 20.5% เมื่อเทียบกับ H2/63 ยูนิตเหลือขาย ณ สิ้นปี 2564 จะมีประมาณ 1,778 ยูนิต มูลค่า 6,232 ล้านบาท   ด้านอุปสงค์ การโอนกรรมสิทธิ์ H1/64 ยูนิตโอนกรรมสิทธิ์จะลดลงจาก H1/63  -38.1% และมูลค่าโอนฯ จะลดลง  -21.4% สำหรับ H2/64 มีแนวโน้มว่ายูนิตโอนฯ จะเพิ่มจาก H2/63   8.9% และมูลค่าโอนฯ จะเพิ่มขึ้น   30.4% เมื่อเทียบกับ H2/63 ส่วนยูนิตโอนฯ และมูลค่าการโอนฯ รวมปี 2564 จะมีประมาณ 2,778 ยูนิต มูลค่า 5,640 ล้านบาท    
ออริจิ้น  งัดกลยุทธ์ “Property Live”  กวาดยอด “ดิ ออริจิ้น” กว่า 200 ล้าน

ออริจิ้น งัดกลยุทธ์ “Property Live” กวาดยอด “ดิ ออริจิ้น” กว่า 200 ล้าน

“ออริจิ้น”  ใช้กลยุทธ์ Online Marketing  โกยยอดขายคอนโด “ดิ ออริจิ้น” จากการไลฟ์แค่วันเดียว  กว่า 200 ล้าน ตอกย้ำพฤติกรรมกลุ่ม Gen Z  เติบโตพร้อมเทคโนโลยี ชอบช้อปปิ้งออนไลน์​ในการเข้าถึงให้ลูกค้า พร้อมครองใจ   นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม จำกัด ผู้พัฒนาโครงการกลุ่มสมาร์ทคอนโดมิเนียมในเครือ บริษัท​ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า แม้ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จะส่งผลให้จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมโครงการอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลดลงจากช่วงเวลาปกติ แต่บริษัทยังคงสามารถสร้างยอดขายใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง   โดยล่าสุด บริษัทได้ต่อยอดจากการพัฒนาแพลทฟอร์มอีเวนท์การขายออนไลน์ Evenprop.com สู่การทำกลยุทธ์ “Property Live” นำคอนโดมิเนียมแบรนด์ ดิ ออริจิ้น (The Origin) แบรนด์คอนโดมิเนียมที่เจาะตลาดคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z จำนวน 10 โครงการ 10 ทำเล มาผนวกกับแคมเปญ “The Origin 10 Big Surprise” ขายคอนโดผ่าน Live เฟซบุ๊ก รายการ “คอนโดน่าไลฟ์” พร้อมโปรโมชั่นลด แจก แถม บนช่องทางแฟนเพจ Origin Property แบบ Online Marketing ของฝั่ง Consumer Products จากกลยุทธ์ดังกล่าว บริษัทได้รับการตอบรับอย่างดี สามารถปิดการขายระหว่าง Live สดวันแรกได้ทันที 22 ห้อง  และมียอดจองต่อเนื่องจาก Live วันแรกอีก 8 ห้อง ส่งผลให้หลังจบแคมเปญ The Origin 10 Big Surprise 10 วัน 10 โครงการ บริษัทสามารถสร้างยอดขายรวมจากแบรนด์ดิ ออริจิ้น กว่า 200 ล้านบาท   “เราเคยเชื่อกันว่าฝั่ง Consumer Products ใช้กลยุทธ์ Online Marketing แบบนี้ได้ เพราะสินค้าขนาดเล็ก ราคาไม่สูง ส่วนอสังหาฯ ยังทำไม่ได้ เพราะราคาค่อนข้างสูง ผู้บริโภคยังต้องมาเห็นสินค้าด้วยตาตัวเอง แต่ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว บางประเทศ เช่น จีน Live สดขายคอนโดกันเป็นเรื่องปกติ ในไทยเอง สถานการณ์ COVID-19 กลายเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมแบบ New Normal และ Next Normal ในทุกด้านมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่เติบโตมากับเทคโนโลยี วันนี้ Gen Z พร้อมที่จะตัดสินใจซื้อคอนโดผ่าน Live โดยไม่ต้องเห็นของจริงได้เลย หากแบรนด์น่าเชื่อถือ ข้อมูลสินค้าชัดเจนโดนใจ นี่จึงเป็นสาเหตุให้เราสามารถกวาดยอดขายได้สูงมากในครั้งนี้”   สำหรับการทำกลยุทธ์ Property Live มีข้อดีหลักๆ 5 ข้อ ได้แก่ 1.สร้างความสะดวกในการเข้าถึง ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเดินทางมาถึงโครงการ ก็สามารถตัดสินใจซื้อได้เลย 2.สร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม ผู้บริโภคจะรู้สึกเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้นและมีความผูกพันกับแบรนด์มากขึ้นผ่านกิจกรรมระหว่าง Live 3.สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้า โดยสามารถให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมายได้ครั้งละจำนวนมาก 4.สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสวิธีการซื้อขายคอนโดมิเนียมที่แตกต่างจากเดิม 5.กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น ผ่านโปรโมชั่นแบบจำกัดระยะเวลา ทั้งนี้ บริษัทจะพิจารณาจัดโปรโมชั่นแบบจำกัดระยะเวลาในการขายผ่าน Live สด ควบคู่กับกิจกรรมการตลาดแบบ Next Normal อื่น ๆ ที่บริษัทเคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้ อาทิ การจัดกิจกรรมพรีเซลผ่าน https://evenprop.com การกระจายช่องทางการขายและการทำธุรกรรมผ่านทั้ง Lazada, Shopee, LINE Official Account เพื่อสร้างทั้งความสะดวกในการเข้าถึง ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ที่ดีในการซื้อขายสินค้า พร้อมทั้งครองใจกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์ ดิ ออริจิ้น

"เดอะ ฟอเรสเทียส์" ทำผลงานแค่ 3 เดือน ยอดขายเพิ่มสองเท่าทะลุ 13,000 ล้าน​

"เดอะ ฟอเรสเทียส์" เผยยอดขายดีเกินคาด แค่ 3 เดือน ยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยรวม ทะลุ 13,000 ล้าน ​หลังคนเจอผลกระทบโควิด-19  หันมาให้ความสำคัญเรื่องการอยู่อาศัยในเมืองที่ให้สุขภาพที่ดี    นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) เปิดเผยว่า โครงการที่พักอาศัยต่าง ๆ ใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ สามารถทำขายได้มากกว่า 7,000 ล้านบาท ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ล่า สุดยอดขายโครงการ ทะลุ 13,000 ล้านบาทแล้ว  โดยแบ่งเป็นยอดขาย คอนโดมิเนียมแบรนด์ มัลเบอร์รี โกรฟ และ ที่อยู่อาศัยแบรนด์ มัลเบอร์รี โกรฟ ใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ ด้วยมูลค่ามากกว่า 6,300 ล้านบาท ตามมาด้วยคอนโดแบรนด์ วิสซ์ดอม ที่มียอดขายมากกว่า 3,000 ล้านบาท   ในช่วงระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมา จำนวนผู้ซื้อโครงการที่พักอาศัยใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ มีจำนวนมากกว่าผู้ซื้อโครงการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เราประกาศที่จะสร้างโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ให้เป็นเมืองที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพของผู้อยู่อาศัยเป็นอันดับแรก    นายกิตติพันธุ์ กล่าวอีกว่า  การที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น เนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงการได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันกับครอบครัวมากขึ้น เป็นการตอบโจทย์แนวคิดสำคัญของโครงการ ที่ผสานธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวัน และการออกแบบที่ส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวจากหลากหลายเจเนอเรชั่นได้มาอยู่ด้วยกัน   ล่าสุดได้เปิด ฟอเรสต์ พาวิลเลียน ซึ่งออกแบบโดย Foster+Partners จัดแสดงห้องตัวอย่าง 11 ห้องจาก 3 โครงการที่อยู่อาศัยในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยให้เข้ามาเยี่ยมชมภายในโครงการ และ ช่วยให้ผู้สนใจเห็นภาพแนวคิดสำคัญในการพัฒนาโครงการของเรา รวมทั้งคุณภาพของการออกแบบและรูปแบบของที่อยู่อาศัยประเภทต่าง ๆ สำหรับโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 398 ไร่ บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ EEC บนถนนบางนา-ตราด กม. 7  ประกอบไปด้วยโครงการที่พักอาศัยหลากหลายรูปแบบ พื้นที่สีเขียว และสวนสาธารณะ พื้นที่สำหรับกิจกรรมชุมชน และพื้นที่เชิงธุรกิจสำหรับร้านค้าและสำนักงาน โดย เดอะ ฟอเรสเทียส์ เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่พัฒนาโดยบริษัทเอกชน   เดอะ ฟอเรสเทียส์ ประกอบไปด้วยที่อยู่อาศัยทั้งหมด 7 แบบ ซึ่งได้รับการออกแบบจัดสรรออกมาในหลายระดับราคาที่สอดคล้องสำหรับช่วงวัยต่างๆ และไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายรูปแบบ มุ่งเน้นการได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน พร้อมกับการเลือกใช้วัสดุและการออกแบบด้วยมาตรฐานคุณภาพสูงสุด โดยมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 5 ล้านบาท ไปจนถึง 250 ล้านบาท  โดยเดอะ ฟอเรสเทียส์ มีกำหนดสร้างเสร็จสมบูรณ์ทุกโครงการ ต้นปี 2567   ขณะที่อยู่อาศัยแบรนด์ มัลเบอร์รี โกรฟ ได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบครอบครัวคนไทย ที่มีหลากหลายเจนเนเรชั่นอาศัยอยู่ร่วมกัน โดยบ้าน มัลเบอร์รี โกรฟ แต่ละหลังจะมีขนาดที่แตกต่าง เชื่อมถึงกันได้ด้วยทางเดินพิเศษ มุ่งตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ให้สามารถใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด แต่ยังคงมีความเป็นส่วนตัว และมีพื้นที่ที่แยกออกจากกัน เป็นแนวคิดรูปแบบใหม่ที่มีการออกแบบให้บ้านหลายขนาดเชื่อมต่อถึงกันเป็นคลัสเตอร์โฮม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของครอบครัว ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดย ‘มัลเบอร์รี โกรฟ วิลล่า’ ขายได้แล้วจำนวน 10 หลัง
พร็อพฟิต  เปิดแพลตฟอร์มออนไลน์ Propfit  ดึง 900 รายสร้างยอดขายอสังหาฯ​ 3,200 ล้าน

พร็อพฟิต เปิดแพลตฟอร์มออนไลน์ Propfit ดึง 900 รายสร้างยอดขายอสังหาฯ​ 3,200 ล้าน

พร็อพฟิต ลุยธุรกิจอสังหาฯ เปิดแพลตฟอร์มตัวแทนขายอสังหาฯ ออนไลน์ Propfit ชูคอนเซ็ปต์ ดีลครบจบง่ายได้มากกว่า หลังเห็น 2 ว่างโอกาสทางการตลาด ผู้บริโภคคุ้นเคยช้อปปิ้งออนไลน์​ และภาวะเศรษฐกิจผันผวน ดีเวลลอปเปอร์มองหาการทำงานที่ยืดหยุ่น ตั้งเป้าทำยอดขาย 3,200 ล้านบาท   นายฐิติพันธ์ เผ่าทรง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริหารบริษัท พร็อพฟิต จำกัด (Founder & CEO) เปิดเผยว่า ได้เปิดตัว  Propfit (พร็อพฟิต) แพลตฟอร์มตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ หรือ Online Agent Platform​ ที่ใช้เทคโนโลยีมาเพิ่มศักยภาพให้กับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ช่วยปิดการขายได้รวดเร็ว และมีรายได้มากขึ้น โดยมีการ​ทำงานร่วมกับบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ซึ่งถือเป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ที่จะมาปฏิวัติวงการตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์จากรูปแบบเดิม   “Propfit” เป็นแพลตฟอร์มตัวแทนขายอสังหาฯ ​ ด้วยรูปแบบการทำงานภายใต้คอนเซ็ปต์ “ดีลครบ จบง่าย  ได้มากกว่า” เป็นศูนย์รวมคอนโดฯ สำหรับนายหน้าอสังหาฯ  ที่สร้างช่องทางการเข้าถึงอสังหาฯ ​ในลักษณะการสร้างเครือข่ายในรูปแบบของ Online Agent Platform ที่มีขนาดใหญ่และมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด สามารถเข้าถึงอสังหาฯ ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ระหว่างเครือข่ายของ “ตัวแทนขาย/นายหน้าอสังหาริมทรัพย์” (Property Agent) และ “ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์” (Property Developer) ทั้งรายใหญ่ รายกลาง รายเล็ก ให้สามารถทำงานร่วมกันเพื่อปิดการขายโครงการอสังหาฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ Propfit จะช่วยลดต้นทุน จากการนำเสนอวิธีการขายในรูปแบบใหม่ โดยผู้ประกอบการฯ ไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนสำหรับการตั้งทีมขายของตัวเอง ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงในสภาพตลาดที่มีความผันผวน​ ด้วย 3 เครื่องมือสนับสนุนที่ใช้งานง่าย ได้แก่ 1.Stock inventory ช่วยให้สามารถเข้าถึงสต๊อกโครงการต่าง ๆ กว่า 8,000 ยูนิต 2.Proposal module สามารถส่งข้อมูลรายการให้ลูกค้าสะดวกและเรียลไทม์ 3.Sales Pipeline Management ระบบบริหารการขายประสิทธิภาพสูง (Free beta)   โดยเครือข่ายนายหน้าอสังหาฯ ​จะได้รับข้อมูลสนับสนุนจาก Propfit ทั้งด้านการตลาดและบริการด้านการขาย (Marketing & Sale Service ) แพล็ตฟอร์มของ Propfit  ยังมีข้อได้เปรียบสำหรับการทำงาน คือ “Matching Mechanism” หรือระบบที่ Propfit เก็บข้อมูลเป็นรายสัปดาห์ ที่จะช่วยจับคู่ระหว่างยูนิตคอนโดมิเนียมเข้ากับความถนัดเฉพาะตัวของแต่ละตัวแทนขาย/นายหน้าอสังหาฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการที่ตัวแทนขายหรือนายหน้าอสังหาฯ ในแต่ละกลุ่มจะมีความถนัดเฉพาะตัว ทั้งในเรื่องของราคา พื้นที่ รวมถึงฐานลูกค้าที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกกลุ่มนายหน้าให้เหมาะกับโครงการ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะดันให้นายหน้าสามารถปิดการขายได้รวดเร็ว   นอกจากนี้ Propfit ยังมีประสบการณ์ทำการตลาดให้กว่า 90 โครงการในเกือบทุกพื้นที่ของกรุงเทพฯ ผ่านแพล็ตฟอร์มดิจิทัล ที่มีข้อมูลลูกค้าครอบคลุมและอัปเดตอยู่ตลอดเวลา จึงเหมาะกับผู้ประกอบการฯ ที่เปิดโครงการใหม่ ซึ่งยังไม่เคยทำการตลาดจับกลุ่มลูกเป้าหมายในทำเลนั้น ๆ มาก่อน  โดยจะช่วยให้ทำการตลาดขายได้เร็วขึ้นและใช้งบประมาณน้อยลงด้วย นายฐิติพันธ์ กล่าวอีกว่า จากการมองเห็นช่องว่างธุรกิจจาก 2 ประเด็น คือหนึ่ง แม้ปัจจุบันผู้บริโภคจะคุ้นชินกับการซื้อขายออนไลน์เองโดยตรง แต่สินค้าประเภท high-Involvement อย่างอสังหาฯ ​ยังมีความจำเป็นที่ผู้บริโภคต้องเข้าเยี่ยมชมโครงการเพื่อเปรียบเทียบก่อนการตัดสินใจซื้อ จึงทำให้ที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญ พนักงานขาย และนายหน้ามีความสำคัญในกระบวนการขาย และการตัดสินใจของผู้บริโภค  ข้อสองคือความผันผวนของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่าง 1-2 ปีนี้ เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการทำธุรกิจในรูปแบบเดิม โดยเฉพาะองค์กรที่มีความยืดหยุ่นน้อย การบริหารทีมงานแบบเดิม ๆ จะสู้กับคู่แข่งที่ปรับตัวได้เร็วและดีกว่าไม่ได้ จึงนับเป็นข้อได้เปรียบขององค์กรขนาดกลางและขนาดย่อม   ทั้งนี้ หลังจากที่บริษัทเปิดตัว Propfit ในระยะเวลาเพียง 18 เดือน พบว่ามีการตอบรับที่เกินความคาดหมาย โดยได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการอสังหาฯ รายใหญ่ อาทิ เอพี, อนันดา, พฤกษา  แสนสิริ  และบริษัทพัฒนาอสังหาฯ รายกลาง อาทิ Asset 5 และ Divine Development รวมทั้งเครือข่ายนายหน้าอสังหาฯ ​ที่สนใจร่วมงานกับบริษัทมากกว่า 900 ราย และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ​ จากโครงสร้างส่วนแบ่งคอมมิชชั่นที่สูงกว่าในระดับปกติ และการสนับสนุนด้านแพล็ตฟอร์มการทำงาน ที่ทำให้ปิดดีลได้ง่ายขึ้น สามารถเข้าถึงรายการอสังหาฯ ในสต๊อกกว่า 8,000 รายการ และรับลูกค้าจากระบบเพื่อเริ่มปิดการขายได้ทันที   โดยล่าสุด Propfit สามารถทำยอดขายคอนโด คิดเป็นมูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท  ซึ่งนับเป็นบทพิสูจน์ถึงโมเดลธุรกิจใหม่ ที่มีประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจได้โดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งบริษัทยังได้วางเป้าหมายทางธุรกิจ ด้วยการเป็นเครือข่ายนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ภายในระยะเวลา 2 ปี  โดยในปี 2564 บริษัทวางเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 3,200 ล้านบาท    
แอสเซทไวส์    เพิ่มทางเลือกแลกเงินดิจิทัล  จับมือ​ “Bitkub” ขยายฐานลูกค้า  New Gen  

แอสเซทไวส์   เพิ่มทางเลือกแลกเงินดิจิทัล จับมือ​ “Bitkub” ขยายฐานลูกค้า  New Gen  

แอสเซทไวส์  จับมือ​ “Bitkub” ​เพิ่มทางเลือกในการแลกเงินดิจิทัลเป็นเงินบาท เพื่อซื้อบ้านและคอนโด  หวังขยายฐานลูกค้ากลุ่ม New Gen ครึ่งปีหลัง เตรียมเปิด 4 โครงการใหม่     นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) (ASW)  เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (Bitkub) ในการเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคเป็นเจ้าของบ้านและคอนโดมิเนียมทุกโครงการในเครือ ผ่านการแลกสกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโทเคอเรนซี่ (Cryptocurrency) เป็นเงินบาท เพื่อใช้ในการซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมในเครือแอสเซทไวส์ โดยลูกค้าสามารถแลกเหรียญคริปโทฯ ผ่าน Wallet ของบิทคับซึ่งเตรียมความพร้อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาต่อยอดธุรกิจและปรับตัวสู่นวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่ได้อย่างรวดเร็ว   ความร่วมมือกันในครั้งนี้เกิดจากการเล็งเห็นถึงโอกาสในการขยายฐานลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งปัจจุบัน Bitkub.com เป็นแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดในการแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดกว่า 1,200 ล้านบาท/วัน ซึ่งมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ควบคู่กับ ASW ที่พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ตอบรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ และเป็นผู้นำด้านแคมปัสคอนโดภายใต้แบรนด์เคฟ (KAVE) ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มผู้อยู่อาศัยที่เป็นกลุ่มนักศึกษาที่คุ้นเคยกับการใช้สกุลเงินคริปโทฯ ในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ ASW ได้จัดตั้ง บริษัท ดิจิโทไนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เพื่อรองรับการศึกษาและลงทุนเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิตอล (Digital Asset) และเทคโนโลยี ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนไปของเทคโนโลยี โดยมุ่งความสนใจไปที่เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) และพร้อมที่จะแต่งตั้ง บริษัท ฟิวเจอร์คอมแพทเทเร่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาผู้ชำนาญการในการจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล และทั้งหมดนี้ เป็นการตอกย้ำความเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ รุ่นใหม่ในตลาด   ปัจจุบัน ASW มียอดขายรอโอน (Backlog) กว่า 7,500 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 4,700 ล้านบาท ทั้งนี้ ในครึ่งแรกของปี 2564 มีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จคือโครงการ “เคฟ ทาวน์ ชิฟท์” (Kave Town Shift) มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท และในช่วงครึ่งปีหลัง มี 2 โครงการที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้แก่ โครงการ “เคฟ ทียู” (Kave TU) มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท และโครงการ “โมดิซ สุขุมวิท 50” (Modiz Sukhumvit 50) มูลค่าโครงการ 2,100 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้จนถึงปี 2565 มั่นใจรายได้ในปี 2564 เติบโต 20% ตามเป้าที่วางไว้   สำหรับโครงการใหม่ของแอสเซทไวส์ในปี 2564 บริษัทฯ มีการเปิดโครงการ “เคฟ ศาลายา” (Kave Salaya) ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และยังเตรียมเปิดโครงการอื่นๆอย่างต่อเนื่อง ทั้งแนวราบและแนวสูง มูลค่าโครงการรวม 9,700 ล้านบาท ในไตรมาส 2/64 บริษัทฯ เตรียมเปิดโครงการใหม่ “แอทโมซ บางนา” (Atmoz Bangna) มูลค่าโครงการ 2,200 ล้านบาท นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทฯ เตรียมเปิด  4 โครงการใหม่ ได้แก่ 1.โครงการ “เคฟ เอวา” (Kave Ava) มูลค่าโครงการ 2,400 ล้านบาท 2.โครงการ “โมดิซ ไรห์ม คลาวด์” (Modiz Rhyme Cloud) มูลค่าโครงการ 3,700 ล้านบาท  3.โครงการ “โมดิซ ศรีราชา” (Modiz Sriracha) มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท และ 4.โครงการบ้านภูริปุรี ลาดพร้าว 41 โฮมออฟฟิศ (Baan Puri Puri Ladproa 41 – Home Office) มูลค่าโครงการ 87 ล้านบาท   ส่วนผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในไตรมาส 1/64 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564) มีรายได้รวม 1,173 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 582 ล้านบาท หรือโตขึ้น 98.5% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 591 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 320 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 250 ล้านบาท หรือ 361.8% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 69 ล้านบาท ขณะที่มีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) อยู่ที่ 48.5 % และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 25.7%
แสนสิริ ผนึก XSpring  รุกเปิดตัว 2 ธุรกิจใหม่  ซื้อ NPL-รับฝากขายที่ดิน

แสนสิริ ผนึก XSpring รุกเปิดตัว 2 ธุรกิจใหม่ ซื้อ NPL-รับฝากขายที่ดิน

แสนสินิ ต่อยอดการผนึกธุรกิจ XSpring เข้าลงทุนบริษัทย่อย  “XSpring AMC” สัดส่วน 50% รุกธุรกิจ NPL ประเดิมซื้อกองสินทรัพย์แรก 127 ล้าน ก่อนหน้าลุยต่อ​ธุรกิจ “บริการรับฝากขายที่ดิน” เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจอสังหาฯ     นางสาววรางคณา อัครสถาพร ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (SIRI) เปิดเผยว่า หลังจากแสนสิริเดินหน้าการเข้าลงทุนใน บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ XSpring  ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินและหลักทรัพย์ โดยแสนสิริเข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง ในสัดส่วน 15% ด้วยเงินลงทุนกว่า  2,000 ล้านบาท   ล่าสุด วันที่ 21 มิถุนายน 2564  บริษัทได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการร่วมทำธุรกิจ กับ บริษัท บริหารสินทรัพย์ เอ็กซ์สปริง เอ เอ็ม ซี จำกัด “XSpring AMC” ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เอ็กซ์สปริงฯ  ในสัดส่วน 50 : 50 เพื่อ “ร่วมลงทุนในกองสินทรัพย์” ที่ประกอบด้วยลูกหนี้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์และพักอาศัย และสัญญาหลักประกันซึ่งประกอบไปด้วยที่ดิน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง อาทิ บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (NPL) มูลค่ากองสินทรัพย์แรกประมาณ 127 ล้านบาท จากการชนะการประมูลของ XSpring AMC โดยจะนำมาบริหารสินทรัพย์ต่อ เพื่อต่อยอดธุรกิจ และสร้างรายได้เพิ่มในระยะยาว โดยจะมีส่วนแบ่งกำไรในสัดส่วน 50% ของกำไรจากกองสินทรัพย์ เรากำลังขยายธุรกิจเพื่อการเติบโตที่มากขึ้น สู่ธุรกิจที่มีศักยภาพที่ดีในการสร้างรายได้ใหม่ ๆ จากธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ และมีพันธมิตรในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเราไปพร้อม ๆ กัน สำหรับการเดินหน้าประมูลซื้อกองสินทรัพย์ NPL ในครั้งนี้ แสนสิริมีความเชื่อมั่นว่า จากความแข็งแกร่งของ XSpring ในฐานะกลุ่มธุรกิจการเงินและหลักทรัพย์ผู้ให้บริการทางการเงินครบวงจรที่เชื่อมโลกการเงินปัจจุบันกับโลกการเงินดิจิทัลหรือ Digital Financial Service เข้าไว้ด้วยกันรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่มี License ของ XSpring AMC ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริจึงคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี   นอกจากนี้ แสนสิริ และ XSpring AMC ยังมีแผนเดินหน้าเข้าประมูล กองสินทรัพย์ NPL ล้อตใหม่จากธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติมในเดือนกรกฎาคมอีกด้วย  ขณะเดียวกัน แสนสิริยังสนใจการลงทุนในธุรกิจ “บริการรับฝากขายที่ดิน” ที่จะรับซื้อฝากที่ดินในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเมืองท่องเที่ยวในจังหวัดใหญ่ อาทิ  เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ พัทยา และหัวหิน เป็นต้น ในวงเงิน 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งจะดำเนินการโดยพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ เพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการทำธุรกิจของแสนสิริในระยะยาวอีกด้วย    
แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น  ผนึกกลุ่ม IHG เพิ่มพอร์ตห้องพัก  บริหารโรงแรม-รีสอร์ทอีก 5 แห่ง

แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น ผนึกกลุ่ม IHG เพิ่มพอร์ตห้องพัก บริหารโรงแรม-รีสอร์ทอีก 5 แห่ง

แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น  ผนึกกลุ่ม IHG เดินหน้าบริหารโรงแรมและรีสอร์ทเพิ่มอีก 5 แห่ง รวมกว่า 1,200 ห้องพัก ในกรุงเทพฯ และพัทยา ลุยธุรกิจท่องเที่ยวไทย มั่นใจ​อนาคตยังสดใส พร้อมเสริมพอร์ตห้องพักให้ AWC เพิ่มเป็น 10,136 ห้อง   บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC  ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ได้ลงนาม กับกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทเครืออินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ลส์ กรุ๊ป (IHG) จำนวน 5 ฉบับ เพื่อร่วมมือและบริหารโรงแรมและรีสอร์จำนวน 5 แห่ง ในจังหวัดกรุงเทพฯ และเมืองพัทยา รวมห้องพักกว่า 1,200 ห้อง ​   โดยข้อตกลงด้านอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ครอบคลุมโครงการพัฒนาโรงเเรมหรูที่เพิ่งสร้างใหม่แห่งเเรกในเยาวราชอย่าง โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล แบงค็อก ไชน่าทาวน์ (โครงการเวิ้งนครเกษม) และอีก 2 โครงการในเยาวราชและพัทยา ซึ่งมีห้องพักรวม 629 ห้อง รวมถึงยังครอบคลุมอีก 2 โรงแรมภายใต้แบรนด์คิมป์ตัน นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) (AWC) เปิดเผยว่า โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล แบงค็อก ไชน่าทาวน์ (โครงการเวิ้งนครเกษม) มีกำหนดเปิดตัวในปี 2569 ซึ่งเป็นโรงเเรมหรูที่มีห้องพักจำนวน 332 ห้อง ตั้งอยู่ในโครงการมิกซ์ยูส ซึ่งมีอีก 2 โรงเเรมบูทีค และห้องพักระยะยาวแบบมีเซอร์วิส พื้นที่รีเทล รวมถึงร้านค้าปลีก 1 แห่ง  ที่ถือว่าเป็นร้านค้าปลีกใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ  ภายในโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เเบงค็อก ไชน่าทาวน์ จะมีห้องอาหาร 3 แห่ง บาร์ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส รวมทั้งพื้นที่จัดการประชุม 8 ห้อง บนพื้นที่รวมกว่า 1,382 ตารางเมตร "ข้อตกลงดังกล่าวยังครอบคลุมโรงเเรมสไตล์บูทีค ซึ่งปรับโฉมพื้นที่จากอาคารพาณิชย์สี่ชั้นแบบดั้งเดิมเป็นโรงแรมขนาด 63 ห้องพัก พร้อมร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ และอีกหนึ่งแห่งเป็นห้องพักระยะยาวแบบมีเซอร์วิสจำนวน 105 ห้อง ภายใต้แบรนด์ อินเตอร์คอนดิเนนตัล เรสซิเดนซ์" นอกจากนี้ การร่วมมือกับกลุ่ม IHG ยังรวมถึงการบริหารและพัฒนาโรงแรมอีกหนึ่งแห่งในเมือง พัทยา ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2566 ตั้งอยู่ในย่าน Aquatique ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นศูนย์รวมกิจกรรมความบันเทิงและไลฟ์สไตล์อันประกอบด้วยโรงแรม ร้านค้าปลีกและร้านอาหาร และพื้นที่จัดการประชุม ด้วยห้องพักและห้องสวีท 224 ห้อง ห้องอาหาร 4 แห่ง บาร์บนชั้นดาดฟ้า สระว่ายน้ำ สปา และห้องประชุม 6 ห้องบนพื้นที่ใช้สอยกว่า 670 ตารางเมตร   โครงการเหล่านี้จะนำเสนอสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นตลอดจนส่งมอบประสบการณ์เฉพาะสุดพิเศษ ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าให้กับชุมชน สังคมองค์รวม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย รองรับทั้งนักธุรกิจและนักเดินทางเพื่อการพักผ่อน "การลงนามความร่วมมือครั้งนี้จะส่งผลให้ AWC มีห้องพักเพื่อให้บริการเพิ่มขึ้นถึง 1,109  ห้อง จากเดิม 9,027, ห้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 10,136 ห้องพัก" นางวัลลภา กล่าวอีกว่า ​AWC ยังมีความเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย จะมีอนาคตที่สดใสในระยะยาว จึงเดินหน้าวางกลยุทธ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการขยายความร่วมมือกับกลุ่ม IHG ครั้งนี้ที่จะเพิ่มความหลากหลายให้กับพอร์ตโฟลิโอ ส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจควบคู่กับการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ในวงกว้างมากขึ้น พร้อมช่วยเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวของประเทศไทยในการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มระดับกลางถึงระดับสูงซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตในอนาคตอันใกล้ โดยมีเป้าหมายที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานการบริการระดับสากล   "เราเชื่อมั่นว่าการผสานพลังกับพันธมิตรระดับโลกอย่างกลุ่ม IHG จะทำให้เราเดินหน้าร่วมกันยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยได้อย่างต่อเนื่อง เพิ่มความแข็งแกร่งในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาชื่นชมโครงการคุณภาพของประเทศไทย"   สำหรับ อินเตอร์คอนติเนนตัล แบงค็อก ไชน่าทาวน์ จะเป็นโรงแรมในเครืออินเตอร์คอนติเนนตัลแห่งที่ 3 ของกลุ่ม IHG ในกรุงเทพฯ และเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับเวิ้งนครเกษม หนึ่งในย่านเก่าแก่ที่สุดในเมือง ในขณะเดียวกันเรากำลังหารือร่วมกับ AWC เกี่ยวกับโรงแรมอีกสองแห่งในข้อตกลงของเรา ในพื้นที่กรุงเทพฯ และพัทยา   ทั้งนี้ กลุ่ม IHG ​วางแผนเพิ่มพอร์ตโฟลิโอในประเทศไทยเป็น 2 เท่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้า และการลงนามร่วมกันเหล่านี้แสดงถึงทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่งของ IHG ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   เพื่อขยายการให้บริการและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และทำให้แบรนด์ในเครือ IHG เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้นในประเทศไทย   โดยข้อตกลงในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมืออันยาวนานระหว่าง AWC และ IHG เพื่อบริหารจัดการห้องพักมากกว่า 1,200 ห้องทั่วประเทศไทย รวมถึงโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง 306 ห้องที่จะเปิดให้บริการในปี 2565 ซึ่งส่งเสริมการเป็นพันธมิตรระหว่าง AWC และ IHG ในฐานะแบรนด์ระดับโลกที่ได้รับการยอมรับด้านการจัดการ มาตรฐานด้านสุขภาพและความปลอดภัย แพลตฟอร์มการจัดจำหน่ายทั่วโลกที่แข็งแกร่งและกว้างขวาง ตลอดจนแคมเปญการขายและทีมงานมืออาชีพที่ดึงดูดใจลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ   ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งสำหรับ IHG โดยมีโรงแรม 32 แห่งจาก 8 แบรนด์ในประเทศและอีก 33 แห่งที่อยู่ระหว่างดำเนินการ การเซ็นสัญญาครั้งใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายของบริษัทที่จะขยายพอร์ตโฟลิโอสินค้าลักชัวรีและไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยให้เติบโต 50% รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ในทุกแบรนด์ในเครือ ภายในประเทศ    
ไรมอนแลนด์  กับ 5 เหตุผลหนุนสร้างรายได้ปีนี้ 2,700 ล้าน

ไรมอนแลนด์ กับ 5 เหตุผลหนุนสร้างรายได้ปีนี้ 2,700 ล้าน

ไรมอนแลนด์ เดินหน้าสร้างรายได้ 2,700 ล้าน หลังไตรมาสแรกตุนรายได้มากกว่า 50% ของเป้าหมาย เตรียมอีก 3 โปรเจ็กต์ใหม่ 20,000 ล้าน เปิดช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมเดินหน้าทำตลาดดึงต่างชาติในต่างประเทศ ขณะเดียวกันรอลุ้นมาตรการรัฐปลดล็อกอสังหาฯ เพิ่มโควตาซื้อคอนโดฯ ขยายเวลาเช่า   ในปีนี้ “ไรมอนแลนด์” ดีเวลลอปเปอร์ซึ่งพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่ วางเป้าหมายทำรายได้ 2,700 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่อาจจะไม่สูงมากนัก หากวัดจากบรรดาเพื่อนร่วมวงการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ Top 10 แต่หากวัดกับตัวเอง ที่เป็นบริษัทซึ่งมีสินทรัพย์รวมประมาณ 10,000 ล้านบาท ถือเป็นเป้าหมายที่ไม่มากไม่น้อย  และหากเปรียบเทียบกับผลประกอบการในปีที่ผ่านมา ที่ทำรายได้รวม 3,171.5 ล้านบาท ลดลง 448.9 ล้านบาท จากปี 2562 ก่อนที่มีรายได้รวม 3,620.4 ล้านบาท  หรือลดลง 12.4% ถือเป็นเป้าหมายรายได้ที่ลดลงต่อเนื่อง   แต่ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีมาต่อเนื่องปีกว่า และปัจจุบันยังไม่ได้กลับสู่ภาวะปกติ การฉีดวัคซีนยังต้องลุ้นว่าปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ภาครัฐวางไวหรือไม่ รวมถึงหลังจากนี้ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กับมาเหมือนเดิม ซึ่งคงต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายปี การตั้งเป้าหมายในระดับนี้ ก็ถือว่าเป็นความท้าทายสำหรับไรมอนด์แลนด์พอสมควร แต่เชื่อว่าน่าจะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ไม่ยากนัก ​   โดยปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้ไรมอนด์แลนด์สามารถทำผลงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ คงมาจาก 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.Q1 ตุนรายได้กว่า 50% ของเป้าหมาย สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสแรกที่ผ่านมา ไรมอนแลนด์ สามารถสร้างรายได้ 1,599 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 277% และหากวัดจากเป้าหมาย ถือว่าเพียงไตรมาสเดียวทำรายได้มากกว่า 50% ของเป้าหมายรายได้ที่จะต้องทำให้ได้ทั้งปีแล้ว และปัจจุบันยังมีระยะเวลาเหลือในการสร้างรายได้อีกกว่า 6 เดือน จึงทำให้มั่นใจว่าจะทำเป้าหมายได้ตามที่วางไว้   ขณะที่ไตรมาสแรกบริษัทมีกำไรสุทธิ 138 ล้านบาท เติบโตกว่า 199% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผลจากช่วงที่ผ่านมา บริษัทได้ทำการรีแบรนด์ลุยขยายฐานกลุ่มลูกค้า Young generation ที่มีกำลังซื้อสูง เร่งแผนเปิดตัวโครงการใหม่ปี 64 รอรับมาตรการใหม่รัฐบาลขยายลิมิตลูกค้าต่างชาติ ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 64 พลิกกำไรครั้งแรกจากขาดทุน 5 ไตรมาสติด ตอบรับกลยุทธ์ใหม่   โดยปัจจุบันบริษัทได้ปิดการขายโครงการ เดอะ ลอฟท์ สีลม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งได้ขายห้องชุดที่เหลืออยู่ในโครงการ เดอะ ริเวอร์ โครงการ ยูนิกซ์ เซ้าท์ พัทยา และ โครงการ เดอะ ลอฟท์ อโศก ทั้งหมดแล้วในไตรมาสแรกนี้ 2.ครึ่งปีหลังเปิดตัว 3 โคงการใหม่ 20,000 ล้าน ในช่วงเวลาที่เหลือ บริษัทวางแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง อีก 3 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการบริเวณถนนสุขุมวิท 38 ในย่านทองหล่อ เป็นคอนโดระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ 2.โครงการคอนโดระดับอัลตร้าลักชัวรี่ บริเวณสุขุมวิทตอนกลาง ในย่านพร้อมพงษ์ ซึ่งจะร่วมทุนกับพันธมิตจากประเทศญี่ปุ่น และ 3.โครงการวิลล่าลักชัวรี่ริมทะเล  ในจ.ภูเก็ต มูลค่าเฉพาะโครงการนี้ประมาณ​ 4,000-5,000 ล้านบาท ​ ซึ่งทั้ง 3 โครงการจะมาช่วงเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทให้เป็นไปตามเป้าหมาย 3.เดินหน้าทำตลาด2โปรเจ็กต์หรู ในช่วงปีหลัง นอกจากการเปิดตัวโครงการใหม่ บริษัทยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและการขายที่สำคัญ  2 โครงการ ได้แก่ ​โครงการ ดิ เอสเทลล์ พร้อมพงษ์ และโครงการ เทตต์ สาทร ทเวลฟ์ ซึ่งบริษัทจะโฟกัสและทำตลาดสร้างยอดขาย โดยเฉพาะโครงการเทตต์ สาทร ทเวลฟ์ ที่ปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายได้แล้ว 75% จากมูลค่าโครงการ 2,600 ล้านบาท โดยยังเหลือยูนิตขายอีกประมาณ 73 ยูนิต มูลค่า 1,700 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถปิดการขายได้ในเร็ว ๆ นี้ และปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ 5,700 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง ขณะทีเดียวกันยังมีสินค้ารอการขายอีกกว่า 8,000 ล้านบาท 4.บุกตลาดต่างประเทศโรดโชว์ดึงต่างชาติ​ นอกจากการทำตลาดภายในประเทศแล้ว ไรมอนด์แลนด์ ยังทำตลาดในต่างประเทศไปพร้อมกัน แม้ว่าจะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ตาม โดยร่วมมือกับตัวแทนในต่างประเทศช่วยทำตลาด และทำการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะมีการโรดโชว์ที่ประเทศจีน ด้วยการร่วมงาน Luxury Property Showcase ที่เชียงไฮ้และปักกิ่ง ขณะเดียวกันยังร่วมมือกับ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (TPC) เพื่อเป็นผู้แทนจำหน่ายบัตรสมาชิกพิเศษ Elite Flexible One  (อ่านข่าวเพิ่มเติม...ไทยแลนด์ อีลิท เปิดรายชื่อ 57 คอนโด ร่วมโปรแกรม Elite Flexible One) ซึ่งถือเป็นรายแรกของผู้ประกอบการอสังหาฯ เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนและกลุ่มชาวต่างชาติเข้ามาซื้ออสังหาฯ ในประเทศไทย ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อกระตุ้นตลาดอสังหาฯ และเศรษฐกิจของประเทศ​  ซึ่งไรมอนด์แลนด์สามารถดึงนักลงทุนมาร่วมโครงการแล้ว 3 ราย 5.รัฐบาลเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ   มาตรการรัฐกระตุ้นตลาดอสังหาฯ จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากผลกระทบของโควิด-19 ทางรัฐบาลไทยได้พยายามหาแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม รวมถึงการกระตุ้นภาคอสังหาฯ เพื่อให้เศรษฐกิจในภาพรวมกลับมาเติบโต โดยแนวทางหนึ่งที่หลายฝ่ายมองว่าน่าจะช่วยฟื้นตลาดอสังหาฯ ไทยได้อย่างดี คือ การพึ่งพาดีมานด์จากชาวต่างชาติ โดยมีการเสนอให้มีการขยายเพดานสัดส่วนการซื้อคอนโดฯ จากปกติ 49% ให้เพิ่มขึ้นเป็น 70-80% และการขยายสิทธิการเช่าซื้ออสังหาฯ จาก 30 ปี เป็น 50 ปี ซึ่งทั้งสองแนวทางดังกล่าว ทางไรมอนด์แลนด์คาดว่าจะเป็นแรงผลักดันให้ตลาดอสังหาฯ ฟื้นตัวได้อย่างดี ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนชาวต่างชาติที่ซื้อโครงการของไรมอนแลนด์ มีสัดส่วนเฉลี่ย 35% แต่บางโครงการมีสัดส่วน 49% หากในช่วงครึ่งปีหลังมีการปลดล็อกในเรื่องดังกล่าวได้ เชื่อว่าจะมีส่วนทำให้ไรมอนด์แลนด์มีรายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้   นอกจากนี้ จากการประกาศนโยบายการเปิดประเทศภายใน 120 วัน ของนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าหากเป็นไปตามแผนดังกล่าว จะส่งผลให้มีกลุ่มชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศมากขึ้น และอาจจะมียอดขายจากการซื้ออสังหาฯ ภายในประเทศไทยเพิ่มขึ้นด้วย เพราะที่ผ่านมาชาวต่างชาติยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้   รวมถึงการเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดย ศบศ. เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติ   4 กลุ่ม ที่มีรายได้สูงและศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทย ด้วยสิทธิในการพำนักในประเทศไทยด้วยอายุวีซ่า10ปี, ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับรายได้จากต่างประเทศ รวมถึงสิทธิในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือเช่าระยะยาว เพื่อสร้างรายได้ การลงทุน และ อัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้นให้กับประเทศ หากมาตรการดังกล่าวผ่านการรับรองจากภาครัฐ ก็จะส่งผลดีกับบริษัทและประเทศชาติ จากกำลังซื้อของลูกค้าต่างชาติที่จะกลับมา นายมนาเทศ อันนวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด และการขาย บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) (RML) เปิดเผยว่า แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในกลุ่มลักชัวรี่ถือว่าโชคดีที่ไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะราคายังทรงตัวไม่ได้ปรับลด หรือต้องทำตลาดด้วการแข่งขันในเรื่องราคา เหมือนกับอสังหาฯ ในกลุ่มอื่น ๆ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีซัพพลายจำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ทำเลใจกลางเมืองและซีบีดี ขณะที่ดีมานด์ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 จะส่งผลในเรื่องของการตัดสินใจซื้อที่ใช้เวลานานขึ้น 1-3 เดือน   อย่างไรก็ตาม บริษัทมั่นใจว่า ภาพรวมของตลาดอสังหาฯ ในกลุ่มลักชัวรี่ช่วงครึ่งปีหลังจะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก แม้ว่าต้องรอให้สถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลาย  เพราะด้วยศักยภาพของตลาดคอนโดลักชัวรี่ ทำเลใจกลางเมืองที่มีจำนวนจำกัด แต่ยังคงมีความต้องการเข้ามาอย่างต่อเนื่อง  ประกอบกับ​การเปิดประเทศในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อรับนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติที่มีความเสี่ยงต่ำ ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว จะเป็นส่วนกระตุ้นให้ตลาดอสังหาฯ เติบโตได้เพิ่มขึ้น ครึ่งปีหลังมองเห็นสัญญาไปได้ด้วยดี รัฐบาลพยายามอัดฉีดมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการปูพรมฉีดวัคซีน เพื่อเปิดประเทศให้ได้ภายใน 120 ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้อย่างดี รวมถึงการขยายโควตาการซื้ออสังหาฯ ของชาวต่างชาติก็ช่วยได้เช่นกัน  
ตลาดออฟฟิศ-โรงแรมในกรุงเทพฯ Q1  บทสรุป ยังบาดเจ็บจากพิษโควิด-19

ตลาดออฟฟิศ-โรงแรมในกรุงเทพฯ Q1 บทสรุป ยังบาดเจ็บจากพิษโควิด-19

สรุปภาพรวมตลาดอาคารสำนักงานและตลาดโรงแรมในกรุงเทพฯ ไตรมาส 1 ปี 2564 ยังต้องเผชิญความท้าทาย และปัจจัยลบจากโควิด-19 ออฟฟิศให้เช่าซัพพลายเพิ่ม-ดีมานด์ลด เหลือพื้นที่กว่า 23,500 ตารางเมตร ขณะที่ตลาดโรงแรมอัตราเข้าพักลดต่ำเหลือ 19.9%   หลังจากผ่านไปหนึ่งปีเต็มภายใต้แรงกดดันทางการเงินที่เกิดจากโควิด-19 และสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ซีบีอาร์อี บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ พบว่า ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2564 ตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับภาวะซัพพลายที่กลับเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากการลดพื้นที่ของผู้เช่า ส่วนตลาดโรงแรมในกรุงเทพฯ มีอัตราการเข้าพักโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับที่มีความท้าทายเป็นอย่างมาก ซัพพลายออฟฟิศเหลือกว่า 2.3 หมื่นตร.ม. ตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย เนื่องจากผู้เช่าพิจารณาใช้พื้นที่ลดลงเพื่อลดค่าใช้จ่ายและมีการใช้นโยบายให้พนักงานบางส่วนทำงานจากที่บ้าน แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี พบว่า ปริมาณพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ ในไตรมาสแรกของปี 2564 เพิ่มขึ้น 25,000 ตารางเมตร เป็น 9.26 ล้านตารางเมตร จากอาคารดับบลิวเอชเอ ทาวเวอร์ (WHA Tower) ในย่านบางนา – ตราด โดยพื้นที่ส่วนหนึ่งในอาคารเป็นการใช้พื้นที่ของเจ้าของอาคารเอง ซึ่งทำให้ซัพพลายในย่านนี้คิดเป็นเพิ่ม 13% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่ผ่านมา และในย่านดังกล่าวมีอัตราการใช้พื้นที่สำนักงานโดยรวมอยู่ที่ 80.4% ณ ไตรมาส 1 ปี 2564   ในด้านการใช้พื้นที่สำนักงานที่เพิ่มขึ้นใหม่ในไตรมาส 1 ปี 2564 นั้น แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี พบว่า ถึงแม้ว่าจะมีความต้องการใหม่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจที่มีการขยายตัว แต่ตัวเลขโดยรวมนั้นติดลบ 23,521 ตารางเมตร ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้เช่าบางรายในอาคารสำนักงานเกรดบีในย่านใจกลางธุรกิจย้ายสำนักงานไปยังทำเลนอกใจกลางย่านธุรกิจ ที่มีค่าเช่าต่ำกว่าและลดขนาดพื้นที่ไปในตัว อย่างไรก็ตาม ตลาดอาคารสำนักงานเกรดเอที่อยู่นอกใจกลางย่านธุรกิจยังคงแข็งแกร่งโดยเป็นตลาดย่อยเพียงตลาดเดียวที่มีการใช้พื้นที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้  ส่งผลให้อัตราการใช้พื้นที่โดยเฉลี่ยทั้งตลาดลดลง 0.5% มาอยู่ที่ 90.1% จาก 90.6% ในไตรมาสก่อนหน้า   นางสาวรุ่งรัตน์ วีระภาคย์การุณ หัวหน้าแผนกพื้นที่สำนักงาน ซีบีอาร์อี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 3 ปีนับจากนี้  คาดการณ์ว่าจะมีพื้นที่สำนักงานใหม่กว่า 1.3 ล้านตารางเมตรที่จะแล้วเสร็จในกรุงเทพฯ   ขณะที่ย้อนดูอดีตที่ผ่านมา ต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปีตั้งแต่ช่วงปี 2553 ถึง 2563 ที่พื้นที่สำนักงานเพิ่มขึ้น 1 ล้านตารางเมตร  ซึ่งซัพพลายใหม่ดังกล่าวจะสร้างแรงกดดัน ทั้งในด้านอัตราการใช้พื้นที่และอัตราค่าเช่าในตลาดสำนักงานของกรุงเทพฯ ซีบีอาร์อียังคาดการณ์ว่าอัตราค่าเช่าในตลาดอาคารสำนักงานโดยรวม อาจจะไม่มีการเติบโต ยกเว้นอาคารสำนักงานเกรดเอรุ่นใหม่ ที่มีอัตราการใช้พื้นที่มากกว่า 90% ซึ่งค่าเช่ายังคงเติบโตได้อยู่ อัตราเข้าพักโรงแรม Q1 เหลือ 19.9% นายอรรถกวี ชูแสง หัวหน้าแผนกธุรกิจโรงแรม ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในไตรมาสแรก ปี 2564 มีเพียง 20,172 คน ต่ำกว่าในไตรมาส 1 ปี 2563 ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา 6.7 ล้านคนอย่างเห็นได้ชัด  เนื่องจากปี 2563 ยังมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ก่อนเกิดโควิด ต่างจากในปี 2564 นี้   ปีนี้จึงถือเป็นอีกปีที่ท้าทายอย่างมากสำหรับตลาดโรงแรมทั่วประเทศ   นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังได้ลดการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 3 ล้านคน จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 5.5 ล้านคน ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีน้อยมาก  อัตราการเข้าพักโดยเฉลี่ยของโรงแรมในกรุงเทพฯ ลดลงเหลือ 19.9% ในไตรมาส 1 ปี 2564 จาก 54.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยฟื้นตัวมาอยู่ที่ระดับ 22.1% ในเดือนมีนาคม 2564  นอกจากนี้ รายได้เฉลี่ยต่อวันจากห้องพักที่ขายได้ (ADR) ในกรุงเทพฯ ก็ลดลงจาก 3,209 บาทในไตรมาส 1 ปี 2563 เป็น 2,106 บาท เนื่องจากโรงแรมมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าในประเทศและมีการเสนอโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อดึงอัตราการเข้าพักให้กลับคืนมา จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ที่เริ่มในเดือนเมษายน 2564 นั้นจะส่งผลให้ผลประกอบการของโรงแรมในกรุงเทพฯ ในไตรมาสที่ 2 อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงมีอยู่ โรงแรมใหม่หลายแห่งจึงตัดสินใจที่จะชะลอแผนการเปิดตัวออกไป โดยในไตรมาส 1 ปี 2564 มีโรงแรมใหม่เพียงแห่งเดียวที่เปิดให้บริการ ซึ่งทำให้จำนวนห้องพักของโรงแรมในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 141 ห้อง มาเป็น 51,239 ห้องโดยรวม    
ส่องตลาที่อยู่อาศัยภาคอีสาน​ 5 จังหวัด  เหลือขายกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท บ้านจัดสรรยังน่าห่วง

ส่องตลาที่อยู่อาศัยภาคอีสาน​ 5 จังหวัด เหลือขายกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท บ้านจัดสรรยังน่าห่วง

สำรวจตลาดอสังหาฯ 5 จังหวัดภาคอีสาน สต็อกเหลือขายกว่า 43,000 ล้าน ตลาดน่าห่วงเป็นกลุ่มบ้านจัดสรร  ขณะที่ขายได้ใหม่ช่วงปลายปีได้แค่ 3,585 ล้าน   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า จากการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดมหาสารคาม ในช่วงครึ่งหลังปี 2563  พบว่ามีจำนวนยูนิตที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างขาย ทั้งหมด 297 โครงการ จำนวน 13,500 ยูนิต มูลค่ารวม 47,535 ล้านบาท   โดยจำนวนทั้งหมด แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร 250 โครงการ 10,620 ยูนิต มูลค่า 40,361 ล้านบาท และโครงการอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) จำนวน 47 โครงการ  2,880 ยูนิต มูลค่า 7,174 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวมียูนิตเหลือขายจำนวน 12,365 ยูนิต รวมมูลค่ายูนิตเหลือขาย 43,350 ล้านบาท  และในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 มีที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่จำนวน 1,135 ยูนิต รวมมูลค่า 3,585 ล้านบาท โคราชบ้านเหลือขายปลายปี 63 กว่า 4,000 ยูนิต สำหรับภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยระหว่างการขายในพื้นที่ จังหวัดนครราชสีมา มีอัตราลดลง 10.4% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 6,161 ยูนิต ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 4,480 ยูนิต สัดส่วน 72.7% เป็นโครงการคอนโด​ 1,681 ยูนิต สัดส่วน​ 27.3% และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 เพียง 607 ยูนิต มีอัตราลดลง 53.0% จากช่วงเดียวกันของปี 2562  มียูนิตขายได้ใหม่จำนวน 495 ยูนิต ซึ่งการขายได้ใหม่นี้มีอัตราลดลง 18.6% ​ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน  5,666 ยูนิต หรือลดลง  9.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562เมื่อจำแนกตามราคาพบว่ายูนิตเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 3.01-5.00 ล้านบาท โดยมีจำนวน 2,191 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน  38.7% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดก็ยังคงอยู่ในช่วงราคา  2.01-3.00 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 234 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 47.3%  สำหรับยูนิตเหลือขายในครึ่งหลัง ปี 2563 ในจังหวัดนครราชสีมา เป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวนทั้งสิ้น 4,069 ยูนิต จากจำนวนยูนิตเหลือขาย 5,666 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วน 71.8% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ปี 64 โคราชเปิดขายใหม่กว่า 5,000 ลบ. สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดนครราชสีมาในปี 2564 ภาพรวมตลาดยังคงชะลอตัวต่อเนื่องจากปี 2563 ผลจากโควิด-19 ช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ทำให้ตลาดทั้งปี 2564 มีภาวะชะลอตัวเช่นเดียวกับปี 2563 คาดการณ์ว่าช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ จะมียูนิตเปิดใหม่ลดลง 24.7% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ​และ ช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ จะเพิ่มขึ้น 45.6% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา   ส่วนยูนิตเปิดใหม่รวมปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 1,684 ยูนิต มูลค่า 5,352 ล้านบาท ส่วนยูนิตขายได้ใหม่ในครึ่งปีแรกปีนี้ คาดว่าลดลง  34.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่าน​ และคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น​91.5% เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังปีที่ผ่านมา   ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่ปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 1,793 ยูนิต มูลค่า 5,711 ล้านบาท มียูนิตเหลือขาย ช่วงสิ้นปี 2564 จะมีประมาณ 6,770 ยูนิต มูลค่า 24,278 ล้านบาท และการโอนกรรมสิทธิ์ ในปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวนยูนิตประมาณ 6,141 ยูนิต ลดลง 26.6% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 10,627 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 38.4% ขอนแก่นมียูนิตเหลือขายพุ่งกว่า 82% สำหรับจังหวัดขอนแก่น ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยระหว่างการขายมีอัตราลดลง 1.4% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 3,974 ยูนิต ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 3,270 ยูนิต สัดส่วน 82.3% เป็นโครงการคอนโด 704 ยูนิต สัดส่วน​ 17.7% และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 เพียง 411 ยูนิต มีอัตราลดลง 45.1% จากช่วงเดียวกันของปี 2562  มียูนิตขายได้ใหม่จำนวน 346 ยูนิต ซึ่งการขายได้ใหม่ลดลง 20.5% ​เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน 3,628 ยูนิต  เพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562เมื่อจำแนกตามราคาพบว่ายูนิตเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท โดยมีจำนวน 1,393 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน  38.4% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดก็ยังคงอยู่ในช่วงราคา 2.01 – 3.00 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 127 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 36.7%   สำหรับยูนิตเหลือขายในครึ่งหลังปี 2563 ในจังหวัดขอนแก่น เป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวนทั้งสิ้น  3,003 ยูนิต จากจำนวนยูนิตเหลือขาย 3,628 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วน  82.8% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด คาดปี 64 ขอนแก่น เหลือขายกว่า 12,000 ลบ. สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดขอนแก่น ปี 2564 คาดว่าช่วงครึ่งปีแรกนี้ มียูนิตเปิดใหม่ต่ำกว่าครึ่งปีแรกของปี 2563 ในอัตรา​ 21.5% และช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่ายูนิตเปิดใหม่จะเพิ่มขึ้น 25.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  ซึ่งยูนิตเปิดใหม่รวมในปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 982 ยูนิต มูลค่า 3,117 ล้านบาท   ส่วนยูนิตขายได้ใหม่ช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ลดลง 39.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ช่วงครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้น 77.5% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีหลังของปีที่ผ่านมา  โดยยูนิตขายได้รวมปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 1,156 ยูนิต มูลค่า 3,310 ล้านบาท มียูนิตเหลือขาย ณ สิ้นปี 2564 จะมีประมาณ 3,573 ยูนิต มูลค่า 12,062 ล้านบาท  ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ คาดว่าจะมีจำนวนยูนิตประมาณ 4,997 ยูนิต ลดลง 20% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 7,613 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 34.3% สิ้นปี 63 จ.อุดรฯ มีสินค้าเหลือขาย 1,360 ยูนิต​ ด้านภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยระหว่างการขายจังหวัดอุดรธานี พบว่ามีอัตราลดลง 13.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 1,503 ยูนิต ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 1,379 ยูนิต สัดส่วน 91.7% เป็นโครงการคอนโด 124 ยูนิต สัดส่วน 8.3% และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 จำนวน เพียง 69 ยูนิต ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการบ้านจัดสรร และมีจำนวนลดลง 57.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 สำหรับยูนิตขายได้ใหม่ มีจำนวน 143 ยูนิต ซึ่งการขายได้ใหม่นี้มีอัตราลดลง 19.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน 1,360 ยูนิต  ลดลง 12.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 เมื่อจำแนกตามราคาพบว่ายูนิตเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 3.01-5.00 ล้านบาท โดยมีจำนวน 533 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 39.2% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดก็ยังคงอยู่ในช่วงราคา 1.01-1.50 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 70 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 49%   สำหรับยูนิตเหลือขายในครึ่งหลัง ปี 2563 ในจังหวัดอุดรธานี เป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวนทั้งสิ้น 1,242 ยูนิต จากจำนวนยูนิตเหลือขาย 1,360 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วน 91.3%  ปี 64 บ้านเหลือขายขยับเพิ่มเป็น 1,735 ยูนิต สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดอุดรธานี ปี 2564 ประมาณการณ์ช่วงครึ่งปีแรก ยูนิตเปิดใหม่จะต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนในอัตรา​ 8.0% และช่วงครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้น​ 87.0% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีหลังของปีที่ผ่านมา ​ยูนิตเปิดใหม่รวมปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 255 ยูนิต มูลค่า 1,504 ล้านบาท ยูนิตขายได้ใหม่ในครึ่งปีแรกขายได้ลดลง 32.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ​ส่วนครึ่งปีหลังคาดว่าจะเพิ่มขึ้น ​60.8% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยปีนี้คาดว่ามียูนิตขายได้รวม​ 432 ยูนิต มูลค่า 1,289 ล้านบาท และมียูนิตเหลือขาย ณ สิ้นปี 2564 จะมีประมาณ 1,753 ยูนิต มูลค่า 6,936 ล้านบาท ด้านการโอนกรรมสิทธิ์ คาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 2,855 ยูนิต ลดลง 8.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 4,726 ล้านบาท ลดลง 10.4%​จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ปลายปี 63 อุบลฯ ขายบ้านใหม่ได้แค่ 57 ยูนิต ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยระหว่างการขายจังหวัดอุบลราชธานี พบว่ามีอัตราลดลง 22.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน​ โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 1,129 ยูนิต ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 894 ยูนิต  คิดเป็นสัดส่วน​ 79.2% เป็นโครงการคอนโด​ 235 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน​ 20.8% และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 เพียง 168 ยูนิต มีอัตราเพิ่มขึ้น 130.1% จากช่วงเดียวกันของปี 2562  ยูนิตขายได้ใหม่จำนวน 112 ยูนิต ลดลง 44.3% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา   โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน 1,017 ยูนิต  ลดลง 19.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 เมื่อจำแนกตามราคาพบว่ายูนิตเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 2.01-3.00 ล้านบาท โดยมีจำนวน 432 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 42.5% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดก็ยังคงอยู่ในช่วงราคา 2.01-3.00 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 57 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 50.9%  ขณะที่ยูนิตเหลือขายในครึ่งหลัง ปี 2563 ในจังหวัดอุบลราชธานี  เป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวนทั้งสิ้น 796 ยูนิต จากจำนวนยูนิตเหลือขาย 1,017 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 78.3% ปี 64 คาดจ.อุบลฯ ขายได้แค่ 1,080 ลบ. สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดอุบลราชธานี ปี 2564  คาดการณ์ว่าช่วงครึ่งปีแรก​ ยูนิตเปิดใหม่จะลดลง 42.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และช่วงครึ่งหลังปีนี้ ​จะลดลง​ 16.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ​ ยูนิตเปิดใหม่รวมปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 270 ยูนิต มูลค่า 868 ล้านบาท และในส่วนยูนิตขายได้ใหม่ครึ่งปีแรก​ ขายได้จะต่ำว่าครึ่งปีแรกปีที่แล้วอัตรา​​ 31.5% ส่วนครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้น 77.7% จากช่วงครึ่งหลังปีที่แล้ว ​ ยูนิตขายได้รวมปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 375 ยูนิต มูลค่า 1,080 ล้านบาท มียูนิตเหลือขาย ณ สิ้นปี 2564 จะมีประมาณ 1,530 ยูนิต มูลค่า 4,295 ล้านบาท ด้านการโอนกรรมสิทธิ์คาดว่าในปี 2564 จะมีจำนวนยูนิตประมาณ 2,448 ยูนิต ลดลง 30.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า​ และคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 2,894 ล้านบาท ลดลง 48.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มหาสารคาม สต็อกบ้านเพิ่ม 4% ส่วนภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยระหว่างการขายจังหวัดมหาสารคาม มีอัตราลดลง 2.9% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 733 ยูนิต ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการบ้านจัดสรร 597 ยูนิต สัดส่วน​ 81.4% เป็นโครงการอาคารชุด 136 ยูนิต สัดส่วน 18.6% และเป็นโครงการเปิดขายใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 เพียง 51 ยูนิต มีอัตราลดลง 42.7% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 ยูนิตขายได้ใหม่จำนวน 39 ยูนิต มีอัตราลดลง 55.7% จากช่วงเดียวกันของปี 2562 โดยมียูนิตเหลือขายสะสมจำนวน 694 ยูนิต เพิ่มขึ้น 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 เมื่อจำแนกตามราคาพบว่ายูนิตเหลือขายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระดับราคา 1.01-1.50 ล้านบาท โดยมีจำนวน 161 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน  23.2% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ขณะที่ยูนิตขายได้ใหม่มากที่สุดก็ยังคงอยู่ในช่วงราคา 1.01-1.50 ล้านบาท โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 19 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน  48.7%   สำหรับยูนิตเหลือขายในครึ่งหลัง ปี 2563 ในจังหวัดมหาสารคามเป็นโครงการบ้านจัดสรรจำนวนทั้งสิ้น 567 ยูนิต จากจำนวนยูนิตเหลือขาย 694 ยูนิต หรือคิดเป็น  81.7% มหาสารคาม ปี 64 ขายบ้านใหม่ได้ 413 ลบ. สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดมหาสารคาม ปี 2564 ประมาณการณ์ช่วงครึ่งปีแรก มียูนิตเปิดใหม่จะต่ำกว่าช่วงครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมาในอัตรา​ 2.8 และครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้น​ 60.8% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว​ โดยยูนิตเปิดใหม่รวมปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 152 ยูนิต มูลค่า 284 ล้านบาท และในส่วนยูนิตขายได้ใหม่ครึ่งปีแรก​ ขายได้จะต่ำว่าช่วงเดียวกันของปี 2563 ในอัตรา​ 35.2%  ส่วนครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้น ​97.4%  ยูนิตขายได้รวมปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 145 ยูนิต มูลค่า 413 ล้านบาท ยูนิตเหลือขาย ณ สิ้นปี 2564 จะมีประมาณ 873 ยูนิต มูลค่า 2,550 ล้านบาท ด้านการโอนกรรมสิทธิ์คาดว่าในปี 2564 จะมีจำนวนยูนิตประมาณ 1,210 ยูนิต เพิ่มขึ้น 2.6%​ จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  และคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 1,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 17.9%  
1 ปีโควิด-19 สะเทือนไทย แต่ที่อยู่อาศัยไม่แผ่ว  คนไทยยังอยากมีบ้าน การซื้อ-เช่ายังเติบโต

1 ปีโควิด-19 สะเทือนไทย แต่ที่อยู่อาศัยไม่แผ่ว คนไทยยังอยากมีบ้าน การซื้อ-เช่ายังเติบโต

ครบ 1 ปีหลังเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ที่การเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยหยุดชะงักในช่วงแรกแต่ก็ยังมีแนวโน้มโต สะท้อนจากความต้องการของผู้บริโภคที่แม้จะได้รับผลกระทบทางการเงินจากวิกฤติครั้งนี้ แต่ยังมองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ ชี้ยังเป็นโอกาสทองของนักลงทุนและผู้ซื้อที่มีความพร้อม หวังต่อยอดการลงทุนในระยะยาว คาดการแข่งขันในตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้งเมื่อสถานการณ์คลี่คลายหลังระดมฉีดวัคซีนครอบคลุมทั่วประเทศ   นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทยของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า ข้อมูลจาก​ DDproperty Thailand Property Market Index ฉบับล่าสุด รายงานว่า ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 190 จุด จาก 197 จุด หรือลดลง 4% จากไตรมาสก่อนหน้า ถือเป็นดัชนีราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 15 ไตรมาส (นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2560) โดยมีการปรับตัวลดลงถึง 7% ในรอบปีที่ผ่านมา ในขณะที่ดัชนีอุปทานในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 399 จุด จาก 363 จุด หรือเพิ่มขึ้นถึง 10% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มถึง 19% ในรอบปีที่ผ่านมา เป็นผลจากการที่ผู้พัฒนาอสังหาฯ มีการเปิดตัวโครงการใหม่เข้าสู่ตลาด และผู้บริโภคที่มีสินค้าอยู่ในมือเริ่มนำสินค้าออกขาย แต่เมื่อมีการแพร่ระบาดฯ รอบล่าสุด ทำให้อัตราการดูดซับไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ จำนวนที่อยู่อาศัยในตลาดจึงแปรผันตามสถานการณ์ปัจจุบัน   ตลอดหนึ่งปีของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในไทย ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวจากการชะลอการใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่ความต้องการซื้อและเช่าในตลาดอสังหาฯ ยังมีอยู่ไม่น้อย เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ โดยในปีนี้มีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการระบาดฯ รอบแรกในปีที่แล้ว  ซึ่งตอนนั้นทุกภาคส่วนล้วนไม่มีประสบการณ์ในการรับมือวิกฤติแบบนี้มาก่อน  เทรนด์ที่เห็นได้ชัดคือผู้บริโภคหันมาพิจารณาเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอก และแถบชานเมืองเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะทำเลแนวรถไฟฟ้าสายใหม่ที่เพิ่งเปิดใช้หรือมีแผนเปิดใช้บริการในอนาคตอันใกล้ ประกอบกับผู้บริโภคต้อง Work From Home ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องกระจุกตัวอยู่ใกล้แหล่งงานย่านใจกลางเมือง   แม้ดัชนีอุปทานในกรุงเทพฯ จะเพิ่มขึ้นถึง 19% ในรอบปีที่ผ่านมาสวนทางกับอัตราดูดซับที่น้อยลง แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับปกติเมื่อพิจารณาตามสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ที่มีความไม่แน่นอนสูง ผู้บริโภคยังมีความกังวลใจในการใช้จ่าย จึงพยายามรักษาเสถียรภาพทางการเงินไว้ นอกจากนี้  จากผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง "วัคซีนเข็มแรก ความต้องการถ้วนหน้า" ของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ถึง 87.9% ต้องการให้คนไทยทุกคนได้รับวัคซีนเข็มแรกก่อน ตามมาด้วยต้องการให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนกระจายวัคซีนครอบคลุมคนที่ต้องการทุกพื้นที่เร่งด่วนที่สุด 86.8% จะเห็นได้ว่าแผนการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมยังคงเป็นเป้าหมายอันดับต้น ๆ ที่คนไทยต้องการ เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่มองว่ากุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตอนนี้ คือแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้ คาดการณ์ว่าเมื่อมีการฉีดวัคซีนครอบคลุมทั่วประเทศ  และรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ได้แล้ว ผู้พัฒนาอสังหาฯ ก็พร้อมจะกลับมาเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภค และเชื่อว่าตลาดอสังหาฯ จะกลับมาคึกคักอีกครั้งในไตรมาสสุดท้ายของปี ครบ 1 ปีโควิด ความต้องการอสังหาฯ ยังไม่แผ่ว รายงาน DDproperty Thailand Property Market Index ฉบับล่าสุด  ยังเปิดเผยถึง ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ทั่วไทย หลังต้องเผชิญวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา (เปรียบเทียบระหว่างเดือนเมษายน 2563 และเดือนเมษายน 2564) ระบุว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยยังเติบโตต่อเนื่อง แม้ผู้บริโภคจะชะลอการใช้จ่ายก็ตาม -เมืองหลวงยังไม่สิ้นมนต์ขลัง ความต้องการซื้อ-เช่าโตกว่าเท่าตัว ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ ในรอบ 1 ปีตั้งแต่เกิดการล็อกดาวน์มาจนถึงการแพร่ระบาดฯ ระลอกล่าสุด พบว่า ผู้บริโภคยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ความต้องการเช่าและซื้อเติบโตกว่าเท่าตัว โดย “เขตยานนาวา” เป็นทำเลมาแรงที่สุดในกรุงเทพฯ ได้รับความสนใจซื้อเพิ่มขึ้นในรอบปีสูงสุดถึง 215% ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่เป็นทำเลที่อยู่ใจกลางเมือง ครอบคลุมแนวถนนพระราม 3 ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตทั้งจากการที่เป็นแหล่งงานขนาดใหญ่ และมีโครงการพัฒนาของทั้งภาครัฐและเอกชนอยู่อย่างต่อเนื่อง ผู้ซื้อที่มีความพร้อมสามารถซื้อเก็บไว้ในช่วงนี้เพื่อนำไปทำกำไรในอนาคตเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ตามมาด้วยเขตธนบุรีเพิ่มขึ้น 137% มีนบุรีเพิ่มขึ้น 132% จอมทองเพิ่มขึ้น 114% และบางแคเพิ่มขึ้น 113% ซึ่งล้วนเป็นทำเลที่ไม่ได้อยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ (CBD) สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อที่อยู่อาศัยแถบพื้นที่รอบนอกมากขึ้น โดยเลือกพิจารณาความคุ้มค่าของราคากับขนาดที่อยู่อาศัยที่จะได้รับ เนื่องจากยังเป็นทำเลที่สามารถเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า และระบบขนส่งมวลชนอื่น ๆ   ส่วนทำเลยอดนิยมของผู้เช่าในรอบปีที่มีการแพร่ระบาดฯ นั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ย่านใจกลางเมืองเป็นหลักและมีอัตราเติบโตไม่แพ้กัน โดย “เขตปทุมวัน” ได้รับความสนใจเช่าเพิ่มขึ้นในรอบปีสูงสุดถึง 193% เนื่องจากผลกระทบของสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวและวิกฤติโควิด-19 ที่มีอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ในย่านดังกล่าวหันมาเช่าที่อยู่อาศัยแทนการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ ที่มีราคาสูง เพราะสถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอน การสำรองเงินสดไว้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ในขณะที่ทำเลอื่น ๆ ที่มีความต้องการเช่าสูงไม่แพ้กัน ได้แก่ เขตบางคอแหลม (+188%) เขตบึงกุ่ม (+185%) จตุจักร (+159%) และเขตบางซื่อ (+150%) -ตลาดเช่าโตต่อเนื่อง ครองใจคนหาบ้านในเขตปริมณฑล ภาพรวมความเคลื่อนไหวของตลาดอสังหาฯ ในจังหวัดปริมณฑล ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาครในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานั้น เทรนด์การเช่าที่อยู่อาศัยได้รับความนิยมอย่างสูง โดยบางพื้นที่มีการเติบโตกว่าความสนใจซื้อมากกว่าเท่าตัว อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ความสนใจซื้อและเช่าที่อยู่อาศัยในจังหวัดปริมณฑลมีการเติบโตเป็นบวกในรอบปีที่ผ่านมา คือเทรนด์การ Work From Home ที่หลายองค์กรใช้ในช่วงที่มีสถานการณ์แพร่ระบาดฯ และคาดว่าหลายองค์กรจะยังคง Work From Home ต่อเนื่องแม้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ส่งผลให้คนทำงานไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาในการเดินทางมาทำงานใจกลางเมือง จึงมีการย้ายกลับไปอาศัยที่ภูมิลำเนาเดิมหรือหันไปเลือกซื้อ/เช่าอสังหาฯ ในจังหวัดปริมณฑลที่มีราคาย่อมเยากว่า   ทำเลมาแรงที่ได้รับความสนใจเช่ามากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา ได้แก่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพิ่มขึ้นถึง 151% ด้านอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพิ่มขึ้น 168% ส่วนทำเลยอดนิยมของผู้เช่าในจังหวัดสมุทรปราการจะอยู่ในอำเภอเมือง โดยเพิ่มสูงถึง 216% ในขณะที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครถือเป็นทำเลที่น่าจับตามอง เนื่องจากได้รับความสนใจเช่าเพิ่มสูงถึง 650% เติบโตสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับ 4 จังหวัดปริมณฑลอื่น ๆ   ทำเลที่ได้รับความสนใจซื้อมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา ได้แก่ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เพิ่มขึ้นถึง 73% ด้านจังหวัดปทุมธานีนั้นพื้นที่อำเภอคลองหลวงมีผู้สนใจซื้อเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 74% ส่วนอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการมีความสนใจซื้อเพิ่มขึ้นถึง 74% เช่นกัน และอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ยังคงมาแรงครองความนิยมสูงสุด มีความสนใจซื้อเพิ่มขึ้นถึง 88% -โอกาสทองเลือกเป็นเจ้าของอสังหาฯ หัวเมืองท่องเที่ยว จากสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ที่หนักหน่วง ทำให้รัฐบาลต้องใช้มาตรการปิดประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดฯ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจท่องเที่ยวที่ขาดรายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ แน่นอนว่าตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน ซ้ำร้ายการเกิดคลัสเตอร์โควิด-19 ในหลายหัวเมืองท่องเที่ยวส่งผลให้ความสนใจเช่าลดลง แต่ในวิกฤติยังมีโอกาสเมื่อดัชนีราคาอสังหาฯ ที่ปรับตัวลดลงช่วยผลักดันให้ความสนใจซื้อเติบโตสูงขึ้นในจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต ระยอง และประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากผู้บริโภคและนักลงทุนมองเห็นโอกาสในการเป็นเจ้าของอสังหาฯ ในทำเลเหล่านี้ซึ่งถือว่ามีศักยภาพที่จะเติบโตได้ในอนาคต มีเพียงพัทยาที่มีทิศทางการเติบโตต่างจากจังหวัดท่องเที่ยวอื่น โดยมีความสนใจเช่าที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 106% มากกว่าความสนใจซื้อที่เพิ่มขึ้นเพียง 70%   เมื่อพิจารณาจากความสนใจซื้อที่เพิ่มขึ้นในรอบ 1 ปีที่มีการแพร่ระบาดฯ พบว่า อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพิ่มขึ้นถึง 128% อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพิ่มขึ้น 164% อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีความสนใจซื้อเพิ่มขึ้นถึง 174% ในขณะที่อำเภอหัวหินยังเป็นทำเลที่ดึงดูดความสนใจซื้อในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้มากที่สุดถึง 96%   ด้านความสนใจเช่าแม้จะเติบโตน้อยกว่าซื้อ แต่ถือว่ายังมีทิศทางเติบโตเป็นบวกทั้งหมด โดยอําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับความสนใจเช่าเพิ่มขึ้น 74% อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพิ่มขึ้น 17% อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เพิ่มขึ้น 60% และอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพิ่มขึ้น 48%   “จะเห็นได้ว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบต่อทุกคน ทุกองค์กร ธุรกิจทุกแขนงทั่วประเทศทำให้เกิดภาวะชะงักงันไปตาม ๆ กัน แต่อย่างไรก็ตามมาตรการต่าง ๆ ที่ภาครัฐออกมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับทุกภาคส่วนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสำคัญที่สุดคือด้านสาธารณสุขก็ส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อผู้บริโภคในด้านความมั่นใจ แม้ว่าภาพรวมจะยังไม่มีกลไกใดที่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังดำเนินต่อไปได้ แม้ว่าอาจมีการสะดุดหรือล้มลุกคลุกคลานในบางจังหวะ แต่ทุกคนยังมีความหวังที่จะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ให้ก้าวต่อไป”      
เอพี ไทยแลนด์  กวาดยอดขายบ้านเดี่ยว 5 เดือน 7,800 ล้าน  พร้อมเปิดแคมเปญ รับเทรนด์ “HOMEBODY”

เอพี ไทยแลนด์ กวาดยอดขายบ้านเดี่ยว 5 เดือน 7,800 ล้าน พร้อมเปิดแคมเปญ รับเทรนด์ “HOMEBODY”

เอพี กวาดยอดขายบ้านเดี่ยว 5 เดือนแรกกว่า 7,800 ล้าน รักษาความเป็นผู้นำตลาด พร้อมจับเทรนด์ใหม่ “HOMEBODY” ผู้คนใช้ชีวิตติดบ้านมากขึ้น เปิดตัว​แคมเปญใหญ่ “HOMEMADE STORY 2 - เทรนด์ติดบ้าน” พร้อมดึง “เสือร้องไห้” สร้างแรงบันดาลใจผ่าน 6 ซีรีย์   นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ทุกคนก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการการได้รับเชื้อโรค หรือการแพร่ระบาดของเชื้อโรค กิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หรือการเรียน ต้องอาศัยพื้นที่ภายในบ้านเป็นหลัก ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในกลุ่มบ้านแนวราบที่ผ่านมา มียอดขายเติบโตสวนกระแสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว   หนึ่งในผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่สามารถขายที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว ทาวโฮม หรือบ้านแฝดได้ดี มียอดขายเป็นผู้นำตลาดในหลายเซ็กเมนต์  ก็คงต้องเป็นบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ซึ่งสร้างผลงานในปี 2563 ที่ผ่านมาได้ดีกว่าในอดีตที่ผ่าน ๆ มาด้วยซ้ำ เฉพาะปีนี้เอง แม้ว่าจะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ต่อเนื่องระลอก 3 แต่ยอดขายของเอพี ก็ไม่ได้แผ่วลงแม้แต่น้อย ยอดขายบ้านเดี่ยว 5 เดือนแรกก็กวาดไปแล้วกว่า 7,800 ล้านบาท มียอดลูกค้าเข้าเยี่ยมชมโครงการต่าง ๆ ของเอพีเฉลี่ยเดือนละกว่า 1,500 ครอบครัว แสดงให้เห็นถึงความต้องการบ้านเดี่ยว ไม่ได้ลดน้อยลงเลย และในมุมกลับกันอาจจะมีความต้องการที่มากขึ้นด้วย เพราะผู้คนจำนวนมากเริ่มคุ้นชินกับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในบ้านมากขึ้นแล้วด้วย   เทรนด์หนึ่งที่เอพีมองเห็นจากข้อมูลอินไซต์ทางการตลาด พบว่า ผู้คนจำนวนมากเริ่มมีเทรนด์การใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า HOMEBODY หรือ เทรนด์ติดบ้าน  ที่สมาชิกในครอบครัวคุ้นชินกับการทำทุกกิจกรรมในบ้าน ที่ไม่ใช่เพียงการติดตั้งอุปกรณ์  แบ่งโต๊ะทำงาน หรือแบ่งโต๊ะเรียนออนไลน์ที่บ้าน แต่คือการความสำคัญกับการแยกพื้นที่ส่วนตัวและส่วนรวมออกจากกันอย่างชัดเจน ห้องที่เป็นสัดส่วน หน้าต่างที่เปิดรับแสงธรรมชาติ หรือระเบียงที่เป็นมุมพักผ่อน  ปลูกต้นไม้ เป็นโลกส่วนตัวที่ตอบโจทย์กิจกรรมของสมาชิกในบ้านได้จริง นางพิมพรรณ ปรีชานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานบริหารแบรนด์และพัฒนาสินค้าบ้านเดี่ยว บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า เทรนด์ติดบ้านที่เกิดขึ้น​ ส่งผลให้ดีมานด์บ้านเดี่ยวของเอพียังมีอย่างต่อเนื่อง ​สะท้อนจากยอดลูกค้าเยี่ยมชมโครงการและยอดขายบ้านเดี่ยวช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมา ​   โดยคำตอบแรกที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อ นอกจากความเชื่อมั่นในแบรนด์บ้านเดี่ยวเครือเอพีแล้ว คือ เรื่องการออกแบบฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของทุกคนในครอบครัว พื้นที่ใช้สอยที่มากกว่าและแพ็กเกจราคาที่คุ้มค่าจับต้องได้จริงเหนือคู่แข่ง   ล่าสุด เอพีได้เปิดตัว​ แบรนด์แคมเปญใหญ่อีกครั้ง “HOMEMADE STORY 2 - เทรนด์ติดบ้าน” เพื่อต่อยอดความสำเร็จและย้ำอัตลักษณ์แบรนด์บ้านเดี่ยวเครือเอพี  โดยนำ 2 กลยุทธ์หลัก ที่เป็นจุดต่างสร้างความสำเร็จของบ้านเดี่ยวเครือเอพี มาใช้เป็นแกนในการสื่อสารผ่านแคมเปญ​ ได้แก่ 1.โมเดลบ้านที่ดีที่สุด การพัฒนาบ้านด้วกยแนวคิดจากอินไซต์จริง เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของผู้อาศัย อาทิ แปลนบ้านหน้ากว้าง ที่สามารถเพิ่มมุม Work from Home หรือ เรียนออนไลน์พร้อมรับแสงธรรมชาติ การออกแบบห้องนอนพร้อมระเบียงที่กว้าง เพิ่มมุมพักผ่อนปลูกต้นไม้ใหญ่ได้จริง หรือพื้นที่สวนข้างบ้านขนาดพอดีสำหรับทำสวน พร้อมบ้านหลังเล็กสำหรับสัตว์เลี้ยงของครอบครัว เป็นต้น 2.นวัตกรรมบ้านที่เข้าใจชีวิต การผสานเทคโนโลยีเข้ากับการออกแบบพื้นที่ส่วนตัว และพื้นที่ส่วนรวมภายในบ้านหนึ่งหลัง ที่มีรายละเอียดการออกแบบที่ตอบโจทย์ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ตลอดจนฟังก์ชันส่วนกลาง พื้นที่สีเขียวในโครงการ และสังคมที่ดีในภาพใหญ่ของคอมมูนิตี้บ้านเดี่ยวเอพีให้เกิดขึ้นไปในขณะเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันแบรนด์ต่าง ๆ ในเครือบ้านเดี่ยวเอพี ทั้งแบรนด์ CENTRO, THE CITY, THE PALAZZO และ BAAN KLANG KRUNG รวม 40 โครงการทั่วกรุงเทพฯ มูลค่าโครงการรวม 53,760 ล้านบาท ได้พัฒนาภายใต้แนวคิดดังกล่าว   นอกจากนี้  ภายใต้แคมเปญ “Homemade Story 2 - เทรนด์ติดบ้าน” เอพีได้ร่วมงานกับ ยูทูปเบอร์ชื่อดัง “เสือร้องไห้” และ 6 แขกรับเชิญแถวหน้าของวงการที่จะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวมิติใหม่ ในวันที่ชีวิตติดบ้านปีที่ 2  พร้อมอัพเดตกิจกรรม ไอเดียล้ำๆ กับการปรับสเปซฟังก์ชันในบ้านเดี่ยวเอพี โดยสามารถรับชมเรื่องราวความสนุกพร้อมแรงบันดาลใจการใช้ชีวิตในสเปซบ้านที่เป็นมากกว่าบ้าน ผ่านซีรีย์ 6 ตอนพิเศษ ผ่านช่องทางหลัก FACEBOOK และ YOUTUBE APThai ประเดิมตอนแรกวันพุธที่ 16 มิถุนายน – 31 สิงหาคมนี้ HOMEBODY หรือ เทรนด์ติดบ้าน  เป็นความท้าทายและโอกาสใหม่ของแบรนด์ ในการทำการบ้านให้ลึกมากยิ่งขึ้น เพื่อเจาะเข้าไปในกลุ่มลูกค้าใหม่ของบ้านเดี่ยวเอพี ทั้งกลุ่มลูกค้าคอนโด หรือคนรุ่นใหม่ที่อาศัยในทาวน์โฮมหรือบ้านหลังเดิมของครอบครัว และต้องการขยับขยายเป็นเจ้าของบ้านของตัวเอง  
เสนา ดีเวลลอปเม้นท์  ปรับแผนเปิดโปรเจ็กต์เพิ่ม  เจาะฐานลูกค้าเรียลดีมานด์

เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ ปรับแผนเปิดโปรเจ็กต์เพิ่ม เจาะฐานลูกค้าเรียลดีมานด์

เสนา ปรับแผนเปิดโปรเจ็กต์เพิ่ม เป็น 18 โปรเจ็กต์มูลค่ากว่า 16,764 ล้าน รับตลาดกลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์ หลังไตรมาสแรก ผลการดำเนินงานยังทำกำไรกว่า 228 ล้าน   นางสาวอธิกา บุญรอดชู ผู้อำนวยการ ฝ่ายจัดสรรเงินทุนและการลงทุน บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA  เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับแผนการเปิดโครงการใหม่ปีในปีนี้ ​ จากเดิมวางแผนเปิดโครงการทั้งหมด 17 โครงการ รวมมูลค่า 15,700 ล้านบาท ได้ปรับเพิ่มเป็น 18 โครงการ รวมมูลค่า 16,764 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 7 โครงการ และแนวสูง 11 โครงการ เพื่อให้สอดรับกับกำลังซื้อที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ภายใต้มาตรการ “SENA Strong”  โดยบริษัทมีความเชื่อมั่นว่า ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังเป็นปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ได้เปิดตัวโครงการไปแล้ว 1 โครงการ คือ เสนาคิทท์ เวสต์เกต -บางบัวทอง มูลค่าโครงการ 250 ล้านบาท ส่วนในไตรมาส 3 วางแผนเปิดโครงการใหม่เพิ่ม 8 โครงการ รวมมูลค่า 6,109 กว่าล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 5 โครงการ และแนวสูง 3 โครงการ โดยเดือนกรกฏาคม เตรียมเปิดขาย “เสนาคิทท์ ฉลองกรุง – ลาดกระบัง” ราคาเริ่ม 799,000 ล้านบาท   สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม​ 907.8 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 7% ซึ่งมีสาเหตุหลักจากธุรกิจให้เช่าปรับตัวลดลงเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในขณะที่รายได้จากธุรกิจการขายที่อยู่อาศัย มีรายได้รวมทั้งสิ้น 623.6 ล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้น 10.3% โดยมี รายได้จากโครงการแนวราบ 221.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 119.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 116.7% ซึ่งมาจาก  5 โครงการ ประกอบด้วย โครงการ เสนา พาร์คแกรนด์ วงแหวน – รามอินทรา ​โครงการเสนาวิลล์ ลำลูกกา-คลอง 6 ​โครงการเสนาวิลล์ บรมราชชนนี สาย 5 โครงการเสนาวิลล์ รามอินทรา และโครงการเสนา แกรนด์ โฮม รามอินทรา กม.8   ปัจจุบันบริษัทมียอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอน (Backlog) คิดเป็นมูลค่า 7,399 ล้านบาท ณ สิ้น 31 มีนาคม 2564 และจะทยอยรับรู้รายได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ 4,390 ล้านบาท และที่เหลือจะทยอยรับรู้ต่อเนื่องในปีต่อไป​​​ นางสาวอธิกา กล่าวอีกว่า สถานการณ์ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ใน​ภาพรวมยังได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทยังสามารถรักษาฐานตลาดในเซกเมนท์ที่มีกำลังซื้อ  โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองอย่างต่อเนื่อง   ขณะที่ผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น  228.6 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นและการบริหารจัดการต้นทุนทางการขายที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องการขายและการบริหารจัดการโครงการ รวมถึงมีการวางกลยุทธ์ทางการตลาดในการเปิดโครงการใหม่ ๆ ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยเน้นไปยังพื้นที่ที่ยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยจำนวนมาก  
ธ.กรุงเทพ จับมือประกันสังคม  ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำคงที่ตลอด 3 ปี  เสริมสภาพคล่อง-หนุนจ้างงานผู้ประกันตนต่อเนื่อง

ธ.กรุงเทพ จับมือประกันสังคม ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำคงที่ตลอด 3 ปี เสริมสภาพคล่อง-หนุนจ้างงานผู้ประกันตนต่อเนื่อง

ธนาคารกรุงเทพ จับมือสำนักงานประกันสังคม ปล่อยกู้ต่อลมหายใจให้ผู้ประกอบการ สูงสุดไม่เกิน 15 ล้านต่อสถานประกอบการ ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง หวังให้มีการจ้างงานผู้ประกันตนต่อเนื่อง ลดต้นทุนการเงิน คิดดอกเบี้ยต่ำ คงที่ตลอด 3 ปี แค่ 2.75% ต่อปี กรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน วงเงินรวมทั้งโครงการ 30,000 ล้านบาท   นายสุวรรณ แทนสถิตย์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ได้ร่วมกับสำนักงานประกันสังคม ในโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน ระยะที่ 2 (พ.ศ.2563 – 2564) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ เพื่อเพิ่มผลผลิตแรงงาน รักษาระดับการจ้างงานลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคม โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ธุรกิจอาจได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้   สำหรับโครงการดังกล่าว มีวงเงินสินเชื่อรวมทั้งโครงการ 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาสินเชื่อตามโครงการ 3 ปี วงเงินสินเชื่อสูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาทต่อสถานประกอบการ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.75% ต่อปี สำหรับกรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และอัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.75% ต่อปี กรณีไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือค้ำประกันโดยบุคคล หรือใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ทั้งนี้ การพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร และไม่สามารถขอสินเชื่อเพื่อ Refinance สินเชื่อเดิมได้ ผู้ประกอบการที่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ จะต้องเป็นสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคม โดยต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน และได้รับการรับรองสถานะความเป็นสถานประกอบการจากสำนักงานประกันสังคม ทั้งนี้ เมื่อได้รับการอนุมัติสินเชื่อแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องรักษาจำนวนผู้ประกันตนในสถานประกอบการให้อยู่ในระดับไม่น้อยกว่า 80% ของจำนวนผู้ประกันตนในสถานประกอบการ ณ วันที่ธนาคารส่งแบบรายงานผลการอนุมัติสินเชื่อให้ประกันสังคม ไว้ตลอดอายุสินเชื่อ   นายสุวรรณ กล่าวอีกว่า โครงการนี้นับเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจ รวมถึงการคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ และคงที่ตลอด 3 ปี เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการ โดยมีเงื่อนไขให้ยังคงรักษาระดับการจ้างงานเอาไว้ เพื่อช่วยให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนยังคงมีรายได้ต่อเนื่อง และบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน   “ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ธุรกิจส่วนใหญ่กำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ธนาคารกรุงเทพเข้าใจและห่วงใยผู้ประกอบการทุกระดับ และพร้อมที่จะเป็นอีกหนึ่งกลไกในการส่งมอบความช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการทางการเงินต่าง ๆ รวมถึงสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง ผ่านหลากหลายแนวทาง ทั้งมาตรการให้ความช่วยเหลือโดยตรงของธนาคาร และมาตรการที่ธนาคารดำเนินการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูของธนาคารแห่งประเทศไทย และสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานกับประกันสังคมในครั้งนี้ ซึ่งในฐานะ  เพื่อนคู่คิด ธนาคารก็พร้อมให้คำปรึกษาและนำเสนอความช่วยเหลือให้แก่ลูกค้าอย่างเต็มที่ในทุกสถานการณ์”   สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและสมัครขอสินเชื่อในโครงการดังกล่าวได้ที่เจ้าหน้าที่ธุรกิจสัมพันธ์ หรือ สำนักธุรกิจของธนาคารกรุงเทพทุกสาขา โดยสามารถยื่นคำขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 หรือ เมื่อเงินสนับสนุนตามโครงการครบจำนวนตามที่กำหนด ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถติดตามข้อมูลมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ เพิ่มเติม ตลอดจนข้อมูลอื่นที่น่าสนใจของธนาคาร ได้จากสื่อประชาสัมพันธ์ของทุกช่องทาง    

1 2 3 ... 84