ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 2 3 ... 90
แสนสิริ  5 เดือนแรกกวาดยอดแนวราบหมื่นล้าน  พร้อมเปิด 6 โครการใหม่ดันเป้า 24,000 ล้าน

แสนสิริ 5 เดือนแรกกวาดยอดแนวราบหมื่นล้าน พร้อมเปิด 6 โครการใหม่ดันเป้า 24,000 ล้าน

แสนสิริ โกยยอดขายโครงการแนวราบ 5 เดือน ทะลุ 10,000 ลบ. โตเกือบ 30% พร้อม ปิดการขาย 4 โครงการ พร้อมรุกเปิดรวด 6 โครงการใหม่ 6,000 ล้านบาท ในเดือนเดียว เดินหน้าสู่เป้าหมาย 24,000 ล้าน      นายอาณัติ กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนแรกแสนสิริ สามารถทำยอดขายรวมโครงการแนวราบได้ 10,000 ล้านบาท เติบโตจากช่วยเดียวกันของปีก่อนเกือบ 30% และคิดเป็นสัดส่วน 40% ของเป้าหมายยอดขายในปีนี้ ที่คาดว่าจะทำได้ 24,000 ล้านบาท โดยยอดขายดังกล่าว แบ่งเป็น ยอดขายจากโครงการบ้านเดี่ยว 6,600 ล้านบาท ยอดขายจากโครงการมิกซ์โปรดักส์แบรนด์อณาสิริ 1,500 ล้านบาท และยอดขายจากทาวน์โฮมแบรนด์สิริ เพลส อีก 1,900 ล้านบาท และช่วง​ 5 เดือนแรกที่ผ่านมา มีการปิดการขายใน 4 โครงการแนวราบ ได้แก่ สราญสิริ ติวานนท์ - แจ้งวัฒนะ 2, บุราสิริ บึงหนองโคตร ขอนแก่น, เศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา2 และทาวน์โฮม สิริ เพลส รังสิต นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 โครงการที่คาดว่าจะปิดโครงการได้เร็ว ๆ นี้ คือ คณาสิริ ราชพฤกษ์ - 346 , ฮาบิเทีย ออร์บิต หทัยราษฎร์ และฮาบิเทีย ไพรม์ ราชพฤกษ์   แสนสิริ ยังวางแผนพัฒนาโครงการแนวราบอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมิถุนายนนี้  แสนสิริเตรียมเปิดตัว 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์สิริ เพลส, อณาสิริ และสราญสิริ ได้แก่ โครงการสิริ เพลส พระราม 2 – วงแหวน จำนวน 252 ยูนิต ทาวน์โฮมฟังก์ชันบ้านเดี่ยว ติดถนนพระราม2 ราคาเริ่มต้น 2.89 ล้านบาท* โครงการสิริ เพลส ดอนเมือง – สรงประภา จำนวน 138 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.79 ล้านบาท*   โครงการอณาสิริ รามคำแหง ประกอบด้วย บ้านแฝดและทาวน์โฮมดีไซน์ใหม่ จำนวน 272 ยูนิต กับ 4 แบบบ้าน 4 ฟังก์ชัน ระดับราคา 3.69 – 8 ล้านบาท* โครงการ อณาสิริ ราชพฤกษ์ – 346 บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม จำนวน 164 ยูนิต กับ 5 แบบบ้าน พื้นที่ใช้สอย 99 – 161 ตารางเมตร ราคา 4.59 - 6 ล้านบาท* หลังได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้า ปิดการขายเฟสแรกทันทีในวันพรีเซลล์ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา บ้านเดี่ยวแบรนด์ สราญสิริ  กับโครงการสราญสิริ บางนา บ้านเดี่ยวสไตล์ Urban Farmhouse มีแบบบ้านที่ทั้งหมดถึง 5 แบบบ้าน พื้นที่ใช้สอย 153 – 333 ตารางเมตร จำนวนทั้งสิ้น  246 ยูนิต ระดับราคา 6 – 12 ล้านบาท* โครงการ สราญสิริ พระราม 2 สไตล์ Modern Farmhouse มีแบบบ้านให้เลือกถึง 4 แบบบ้าน พื้นที่ใช้สอย 162 – 203 ตารางเมตร  จำนวนเพียง 135 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 8 – 12 ล้านบาท*   นายอาณัติ กล่าวอีกว่า  ตลาดอสังหาฯ ครึ่งหลังปี  2565 มีแนวโน้มฟื้นตัว ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงได้รับการตอบรับที่ดี และมีความต้องการมากขึ้น หลังจากที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลให้โครงการแนวราบเติบโตดีในทุกกลุ่มและระดับราคา   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดลักซ์ชัวรี บ้านเดี่ยวระดับบน จะเห็นการขยายตัวที่ชัดเจน จากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลที่ดี แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นปัจจัยอันดับแรกที่กลุ่มลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยระดับบนจะมองหาเมื่อตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย แสนสิริเดินหน้าเปิดโครงการแนวราบตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งมั่นใจว่า จะสร้างผลงานยอดขายโครงการแนวราบได้ 24,000 ล้านบาทตามเป้าหมายที่วางไว้   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -แสนสิริ เดินหน้าโปรเจ็กต์ “กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้” เปิดอีก 3 โครงการ 9,300 ล้าน -แสนสิริ ปั้นทาวน์โฮม เมืองท่องเที่ยวในฝัน เปิดสิริ เพลส 6 โครงการ 4,200 ล้าน​    
เอสซี แอสเสท  ตุนยอดขาย 6 เดือนกว่า 11,500 ล้าน  เตรียมเปิด 15 โปรเจ็กต์ใหม่ดันเป้ารายได้

เอสซี แอสเสท ตุนยอดขาย 6 เดือนกว่า 11,500 ล้าน เตรียมเปิด 15 โปรเจ็กต์ใหม่ดันเป้ารายได้

เอสซี แอสเสท 2 เดือนแรกในไตรมาส 2 ตุนยอดขาย 8 โปรเจ็กต์เปิดใหม่กว่า 2,700 ล้าน  สวนกระแสเศรษฐกิจ ดันยอขายรวม  6 เดือน มากกว่า 11,500 ล้าน พร้อมเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง มั่นใจทำยอดขายและรายได้ทะลุเป้า​  22,000 ล้าน   นายอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า ช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 2 บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่ 8 โครงการ แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 7 โครงการ มูลค่า โครงการรวม 9,800 ล้านบาท ใน 7 ทำเล  ได้แก่ 1.บางนา-ศรีนครินทร์ 2.รามคำแหง-วงแหวน 3.ประชาชื่น 4.แจ้งวัฒนะ 5.ติวานนท์-รังสิต 6.รามอินทรา- วัชรพล และ 7.ปิ่นเกล้า-ศาลายา  ซึ่งทั้งหมดเป็นบ้านนิวซีรี่ส์สไตล์โมเดิร์น  ราคา 5-30 ล้านบาท   นอกจากนี้ ยังเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์ล่าสุด ที่มีดีไซน์แนวคิดใหม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการอยู่อาศัยของ Gen Y  คือ  โครงการเรฟเฟอเรนซ์ สาทร – วงเวียนใหญ่ มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 8 โครงการที่ได้เปิดตัวไปได้รับการตอบรับที่ดี สามารถทำยอดขายได้แล้ว 2,700 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันบริษัท​​มียอดขายรวมประมาณ 11,500 ล้านบาท  แบ่งเป็นยอดขายแนวราบ 9,620 ล้านบาท ซึ่งมาจากบ้านราคามากกว่า 10 ล้านบาท ในสัดส่วน  68%  และบ้านราคาน้อยกว่า 10 ล้านบาท สัดส่วน 32% และมียอดขายกลุ่มคอนโด 1,880 ล้านบาท   สำหรับครึ่งปีหลัง บริษัทจะเปิดตัวโครงการแนวราบทุกระดับราคาอีก 15 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 22,500 ล้านบาท  โดยทุกโครงการมีดีไซน์แนวคิดใหม่ และเตรียมเปิดตัวบ้านเกมเมอร์ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมกับคอนโดระดับลักชัวรี่​บนถนนสุขุมวิท ทำเลรถไฟฟ้า BTS สถานีทองหล่อ มูลค่า 2,500 ล้านบาท   กว่า 2 เดือนที่ผ่านมาของไตรมาส 2 บ้านทุกระดับราคาและคอนโดใหม่ของ เอสซีฯ  ขายดีมาก สวนกระแสเศรษฐกิจ  ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีโครงการเพื่อขาย 55 โครงการ มูลค่า 34,000 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าปีนี้จะทำยอดขายและรายได้ตามเป้า ที่วางไว้จำนวน 22,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เอสซี แอสเสท ชู 3 ยุทธศาสตร์  ปั้นรายได้แสนล้าน ประเดิมปี 65 ลุยเปิด 27 โปรเจ็กต์ใหม่
ออริจิ้น​ เปิดคอนโดฯ 19 โปรเจ็กต์ 28,600 ล้าน  ชู 2 กลยุทธ์ เจาะพื้นที่รถไฟฟ้า 8 สาย-EEC

ออริจิ้น​ เปิดคอนโดฯ 19 โปรเจ็กต์ 28,600 ล้าน ชู 2 กลยุทธ์ เจาะพื้นที่รถไฟฟ้า 8 สาย-EEC

ORI เดินแผนธุรกิจ ภายใต้แนวคิด Origin Multiverse พร้อมปั้น 19 โปรเจ็กต์คอนโด 28,600 ล้าน ด้วย 2 กลุยทธ์ การบุกตลาดทุกเซ็กเมนต์ ทุกราคา ทุกไลฟ์สไตล์ กับ 8 เส้นทางรถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ และพื้นที่ EEC   แม้ว่าทิศทางการดำเนินธุรกิจของ “ออริจิ้น” ในปี 2565 ได้วางแผนภายใต้แนวคิด Origin Multiverse หรือแผนการเติบโตแบบพหุจักรวาล ด้วยการปูทางให้ธุรกิจใหม่ ๆ เช่น ธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์  ธุรกิจโรงแรม มีเส้นทางการเติบโตคู่ขนานของตัวเอง   แต่สำหรับธุรกิจคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นธุรกิจเริ่มต้นของบริษัท  ในปีนี้ก็ยังคงให้ความสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ปีนี้ถึง 19 โครงการ รวมมูลค่า 28,600 ล้านบาท โดยผ่านการพัฒนาภายใต้ ​3 บริษัทหลัก ได้แก่ บริษัท พาร์ค ลักชัวรี่ จำกัด กลุ่มคอนโดระดับลักชัวรี่ บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม จำกัด กลุ่มธุรกิจสมาร์ทคอนโด​ และบริษัท ออริจิ้น อีอีซี จำกัด  กลุ่มคอนโดในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)​ 2 กลยุทธ์ ออริจิ้น บุกตลาดคอนโด นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร  เปิดเผยว่า ได้วาง 2 กลยุทธ์หลักในการทำตลาดคอนโด  ได้แก่ 1.บุกทุกเซ็กเมนต์-ราคา-ไลฟ์สไตล์ ช่วงที่ผ่านมา บริษัทแตกแบรนด์คอนโดใหม่ ๆ จนครอบคลุมทุกระดับราคา ซึ่งวันนี้ยังคงพัฒนาแบรนด์ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยปรับสินค้าตามทำเลที่ตั้งในซอยย่อย ตามเซ็กเมนต์ และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เนื่องจาก​ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันไม่ได้ถูกแบ่งด้วยระดับของสินค้าหรือกำลังซื้อ   นายพีระพงศ์ กล่าวว่า ปีที่แล้ว ได้ทดลองบุกตลาดกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ อาทิ ​กลุ่มสตาร์ทอัพ กลุ่ม Pet Lover กลุ่มนักศึกษาและคนทำงานมหาวิทยาลัย หรือ Campus Condo กลุ่มนักลงทุน  ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก ปีนี้จึงบุกตลาดเหล่านี้ต่อเนื่อง พร้อมกับมีแบรนด์ใหม่ที่มีบุคลิกของแบรนด์แตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น So Origin และ Origin Play เพื่อมาช่วยกันบุกตลาดทุกไลฟ์สไตล์ ทุกเจเนอเรชั่น 2.บุกทำเลรถไฟฟ้าทั้งปัจจุบันและอนาคต ในอดีตบริษัทเติบโตมาจากการใช้กลยุทธ์เจาะตลาด Blue Ocean หรือตลาดศักยภาพที่ยังไม่ค่อยมีการแข่งขันมากนัก ในทำเลรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวและแถบ EEC วันนี้ ORI ยังคงเกาะแนวทางเดิมสำหรับแบรนด์ระดับ Entry ไปจนถึง Mid-High End ส่งผลให้ 19 โครงการของบริษัทในปีนี้ กระจายตัวไปยังทำเลรถไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้ว รถไฟฟ้าสายที่อยู่ระหว่างก่อสร้างรวม 8 สายครอบคลุมทั่วพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ได้แก่ สายสีเขียวอ่อน สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีแดง สายสีชมพู สายสีเหลือง สายสีน้ำตาล และสายสีเทา ควบคู่กับการบุก EEC อย่างหนักหน่วงทั้งในชลบุรีและระยอง ปีนี้น่าจะเป็นปีที่บุกทำเลรถไฟฟ้าหลายสายที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา และเป็นครั้งแรกที่บุกไปสร้างคอนโดในฝั่งธน เรายังเชื่อมั่นว่า กลยุทธ์ Blue Ocean ยังคงใช้ได้สำหรับหลาย ๆ เซ็กเมนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่คน โดยบริษัทไม่ได้พัฒนาโครงการเฉพาะทำเล Blue Ocean เหมือนในอดีตเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับทำเลศักยภาพที่มีดีมานด์เพียงพอด้วย เช่น ทำเลอินเตอร์เชนจ์ หรือจุดเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟฟ้าหลายสาย ทำเล CBD ใจกลางเมือง ขึ้นกับความเหมาะสมของดีมานด์ในพื้นที่เหล่านั้น สำหรับแบรนด์หลักที่จะใช้บุกตลาดตลาดคอนโดในปีนี้  ได้แก่ So Origin  คอนโดมระดับไฮเอนด์ที่มาพร้อมบริการระดับ Excellent Services Origin Plug & Play เจาะกลุ่มสตาร์ทอัพ ให้พื้นที่กว้างกว่า พร้อมห้องพักแบบ Duo Space เพดานสูง 4.2 เมตรในบางทำเล Hampton และ Origin Place  เจาะกลุ่มนักลงทุน Origin Play เจาะกลุ่ม Gen Z Brixton เจาะกลุ่มนิชมาร์เก็ต เช่น Campus Condo, Pet Lover Condo ในราคาเข้าถึงได้   นายพีระพงศ์ กล่าวว่า สำหรับ Key Success ที่ทำให้เครือบริษัทมียอดขาย All Time High ในปี 2564 ที่ผ่านมาได้ ได้  คือ การทำงานหนักของทีมงาน เพื่อให้เข้าใจอินไซต์​ของผู้บริโภค การพยายามมองทุก Journey ของผู้บริโภค ตั้งแต่ตอนก่อนซื้อ ตอนเข้าอยู่แล้ว ว่าแต่ละจังหวะผู้บริโภคอยู่ตรงไหน ทำอะไร และต้องการอะไรบ้าง ฟังก์ชันที่ให้ผู้บริโภค จึงอาจไม่ได้เป็นฟังก์ชันที่เยอะที่สุด แต่เป็นฟังก์ชันที่ตรงกับความต้องการ และตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตจริง ๆ ของผู้บริโภค และโลกยุคใหม่ที่สุด   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เปิดโรดแมพธุรกิจ ORI ใน 3 ปี ปูทางสู่มาร์เก็ตแคปกลุ่มธุรกิจ 1 แสนล้าน -ORI ชู 2 คีย์ซัคเซส กวดยอดขาย 64  สร้าง New High กว่า 3 หมื่นล้าน
เอพี ไทยแลนด์  ชู 3 กลยุทธ์ลุย ตลาดทาวน์โฮม  พร้อมเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ดันเป้า 38,000 ล้าน

เอพี ไทยแลนด์ ชู 3 กลยุทธ์ลุย ตลาดทาวน์โฮม พร้อมเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ดันเป้า 38,000 ล้าน

ตลาดทาวน์โฮม เอพี ไทยแลนด์ บุกตลาดทาวน์โฮม เดินหน้าเปิดตัว 29 โครงการใหม่ รวม 25,200 ล้านบาท มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า  ชู 3 กลยุทธ์สร้างความเป็นผู้นำตลาด กับทาวน์โฮม 6 แบรนด์​​​ หลัง​ 5 เดือนแรก กวาดยอดขายแนวราบไปแล้วกว่า 16,810 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเป้ายอดขายแนวราบทั้งปี   หลังจากที่ เอพี (ไทยแลนด์) ประกาศแผนธุรกิจในปี 2565 กับเป้าหมายการเปิดตัวโครงการ จำนวนทั้งสิ้น 65 โครงการ มูลค่ากว่า 78,000 ล้านบาท ถือเป็นจำนวนโครงการใหม่ที่มากที่สุดตั้งแต่เคยดำเนินธุรกิจมา และเรียกได้ว่ามากที่สุดวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้เลยก็ว่าได้   โครงการที่วางแผนเปิดในปีนี้  แบ่งเป็นทาวน์โฮม 29 โครงการ มูลค่า 25,200 ล้านบาท บ้านเดี่ยวจำนวน  26 โครงการ มูลค่า 35,600 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่า 13,000 ล้านบาท และโครงการในต่างจังหวัด 5 โครงการ มูลค่า 4,200 ล้านบาท   โดยเป้าหมายสำคัญคือสร้างการรับรู้รายได้ 47,000 ล้านบาท และสร้างยอดขาย 50,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เอพี ก็เดินหน้าทำตลาดและเปิดตัวโครงการใหม่ตามแผน สามารถสร้างยอดขายและรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าตลาดแนวราบเป็นพระเอกของปีนี้ ที่จะมาขับเคลื่อนธุรกิจ และสร้างรายได้ให้กับเอพีตามเป้าหมายที่ได้วางเอาไว้   ข้อมูลล่าสุด  ณ วันที่ 31 พ.ค. 65 เอพี สามารถทำยอดขายบ้านแนวราบ ทั้งทาวน์โฮม บ้านแฝด และบ้านเดี่ยวรวมได้ทั้งสิ้น 16,810 ล้านบาท เติบโต 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 45% จากเป้ายอดขายแนวราบทั้งปีที่ 38,000 ล้านบาท ในตลาดบ้านแนวราบของเอพี  กลุ่มที่เติบโตได้ดีกลุ่มหนึ่ง คือ บ้านทาวน์โฮม ที่ปีนี้ถือว่าเปิดตัวโครงการใหม่มากที่สุดถึง 29 โครงการ มูลค่ารวม 25,200 ล้านบาท โดยช่วงครึ่งปีแรกได้เปิดตัวไปแล้ว​จำนวน 13 โครงการ มูลค่า 10,160 ล้านบาท และครึ่งปีหลังวางแผนเปิดตัวอีก​ 16 โครงการ มูลค่า 15,040 ล้านบาท โดยทาวน์โฮมที่จะเปิดตัวครอบคลุมทุกเซกเมนต์  6 แบรนด์สำคัญ ได้แก่ บ้านกลางเมือง คลาสเซ่ ลักชัวรี่เรสซิเดนท์ ขนาด 3.5 ชั้น และ 3 ชั้น  ทำเลใจกลางเมือง บ้านกลางเมือง ทาวน์โฮม 3 ชั้น ดีไซน์ใหม่แบบบ้านที่ลูกค้าออกแบบเองได้ บ้านกลางเมือง ดิ อิดิชั่น บ้านแฝดดีไซน์ใหม่เซกเมนต์ไฮเอนด์ หน้ากว้าง แกรนด์ พลีโน่ บ้านแฝดหรู 2 ชั้นซีรีส์ใหม่ พื้นที่กว้างกว่าเดิม ฟังก์ชันรองรับทุกช่วงวัย พลีโน่ พรีเมียม ทาวน์โฮม 2 ชั้น แบรนด์ใหม่ล่าสุด พลีโน่ ทาวน์ ทาวน์โฮม 2 ชั้น ฟังก์ชันครบ ทำเลปริมณฑล ราคาเข้าถึงง่าย   นายเมธา รักธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าทาวน์โฮม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้เอพี เปิดตัวโครงการทาวน์โฮมใหม่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 6 เท่าตัว ซึ่งเป็นการเปิดโครงการใหม่ เพื่อทดแทนกับโครงการเก่าที่ปิดการขาย โดย​ธุรกิจทาวน์โฮมจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เป้าหมายของเอพีประสบความสำเร็จ และยังเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำ ตลาดทาวน์โฮม ในเมืองอย่างต่อเนื่องด้วย เอพีวางโรดแมปการพัฒนาทาวน์โฮม ภายใต้แกน ‘UNLOCK VERTICAL LIFE เพราะกลุ่มทาวน์โฮมเอพีมองเทรนด์การใช้ชีวิตวิถีใหม่ในบ้านทุกรูปแบบจากนี้ จะต้องรองรับชีวิตครบทุกมิติ ครอบคลุมความสุขทุกรูปแบบ ทั้งวันนี้และอนาคตมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าคุณจะมีวิถีชีวิตแบบไหน ทาวน์โฮมเอพีพร้อมตอบความสุขในแบบคุณ 3 กลยุทธ์สู่ผู้นำ ตลาดทาวน์โฮม ด้านการทำตลาดทาวน์โฮม เอพีได้วาง 3 กลยุทธ์หลัก สำคัญ คือ 1.เปิดตัว 20 แบบบ้านใหม่ จำนวนโครงการทั้งหมดจาก 6 แบรนด์ทาวน์โฮม เอพีได้วางแผนเปิดตัวแบบบ้านใหม่ถึง 20 แบบ ที่มีดีไซน์และฟังก์ชั่นตอบโจทย์​การอยู่อาศัยชีวิตวิถีใหม่  โดยมีไฮไลต์ต่อยอดความสำเร็จจากแบรนด์ “บ้านกลางเมือง” ซึ่ง ทาวน์โฮมบ้านกลางเมือง ดีไซน์ใหม่ 3 ชั้น หน้ากว้าง 5.5 เมตร พื้นที่ใช้สอย 167 ตารางเมตร จะนำร่องแฟล็กชิพแรกที่บ้านกลางเมือง พหลโยธิน - วิภาวดี ราคาเริ่มต้น 4.99 - 9 ล้านบาท และบ้านกลางเมือง ลาดพร้าว 101 สเตชั่น ราคาเริ่ม 5.99 ล้านบาท ในปีนี้ เอพีเตรียมเผยโฉมใหม่การกลับมาของแบรนด์ บ้านกลางเมือง คลาสเซ่ ในรอบ 7 ปี ที่จะเข้ามารุกตลาดบ้านลักชัวรี่ใจกลางเมือง เป็นทาวน์โฮมดีไซน์เล่นระดับ 3.5 ชั้น และ 3 ชั้น หน้ากว้าง  8 เมตร พื้นที่ใช้สอย 259 ตารางเมตร  เพดานสูงกว่า 6 เมตร นำร่องแรกในทำเลสุขุมวิท 77 จำนวน 120 หลัง ราคาเริ่ม 14.9 ล้านบาท ส่วนกลุ่มตลาดทาวน์โฮม 2 ชั้น ภายใต้แบรนด์ พลีโน่  ชูจุดขายบ้านหลังแรกที่ดีที่สุด โดยในไตรมาสแรกได้เปิดตัวแบบบ้านใหม่ไปแล้ว 2 โครงการ ได้แก่ พลีโน่ วิภาวดี – ดอนเมือง และพลีโน่ ราชพฤกษ์ – สาทร นำเสนอทาวน์โฮมดีไซน์ใหม่ หน้ากว้าง 7 เมตร พื้นที่ใช้สอย 132 ตารางเมตร  โดยเอพีเล็งปูพรมเพิ่ม 8 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 6,730 ล้านบาท 2.ขยายตลาดทาวน์โฮม 2 ชั้นกระจายเพิ่มโซนปริมณฑล เอพีมองเห็นช่องว่างตลาดทาวน์โฮม C Segment ทำเลปริมณฑล จากการสำรวจตลาดพบว่าแบบบ้านทาวน์โฮมที่เสนอขายไม่สอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ที่ลูกค้าคนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตในบ้าน จึงนำมาสู่การพัฒนาเปิดแบรนด์ใหม่ล่าสุด “พลีโน่ ทาวน์” ภายใต้จุดขาย “พื้นที่ความสุขทั้งชีวิต” นำเสนอทาวน์โฮม 2 ชั้นดีไซน์ใหม่ หน้ากว้าง 5 เมตร พื้นที่ใช้สอย 107 ตารางเมตร  เน้นฟังก์ชันครบ พร้อมการออกแบบพื้นที่ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย พื้นที่ส่วนกลางครบครัน พร้อมฟิตเนสเปิด 24 ชั่วโมง แพ็กเกจราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายตอบอินไซต์ลูกค้าที่มองหาทาวน์โฮมใหม่สำหรับเริ่มต้นชีวิต   โดยในปีนี้เตรียมบุกใหญ่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 5,530 ล้านบาท เจาะครอบคลุม ทุกทำเลศักยภาพใกล้เมือง อาทิ โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก – บางนา เทพารักษ์ โซนกรุงเทพฯ ตะวันตก – ปิ่นเกล้า  พุทธมณฑล สาย 5 นนทบุรี และโซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ – ลำลูกกา และรังสิตคลอง 5 เป็นต้น 3.เพิ่มแชร์ตลาดบ้านแฝด 3 ชั้นและ 2 ชั้นเพิ่ม เอพีประสบความสำเร็จในการบุกเบิกตลาดบ้านแฝด 3 ชั้นในเมือง ผ่านแบรนด์ “บ้านกลางเมือง ดิ อิดิชั่น” ครองแชมป์เบอร์หนึ่งผู้นำตลาดด้วยการตอบรับจากลูกค้าและสามารถสร้างยอดขายสูงสุดต่อเนื่อง โดยจากการสำรวจตลาดล่าสุด พบแนวโน้มสินค้าบ้านแฝดในเมืองยังคงเป็นสินค้าที่เคลื่อนไหวดีตลอด 2 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2563 – 2564) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 29% จากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการบ้านที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอยใหญ่ขึ้น ทำเลเมือง ในราคาที่คุ้มค่า เตรียมเปิดพรีเซลทุกเดือน สำหรับการบุกตลาดในครั้งนี้ เอพีพร้อมนำประสบการณ์การพัฒนาสู่การต่อยอดแนวคิดในการออกแบบพื้นที่ชีวิตแนวตั้งที่เลือกเองได้ นำเสนอสินค้าบ้านแฝดซีรีส์ใหม่ ผ่านแบรนด์ “บ้านกลางเมือง ดิ อิดิชั่น” บ้านแฝดดีไซน์ใหม่ 3 ชั้น หน้ากว้าง 9.8 เมตร พื้นที่ใช้สอย 218 ตารางเมตร และ “แกรนด์ พลีโน่” บ้านแฝดดีไซน์ใหม่ 2 ชั้น หน้ากว้าง 11.4 เมตร พื้นที่ใช้สอย 145 ตารางเมตร โดยจะขยายจำนวนโครงการและบุกเพิ่มเข้าไปในทำเลใหม่ๆ นำร่อง 4 ทำเลแรก ปิ่นเกล้า – บรมราชชนนี - ศาลายา - บางนา และพหลโยธิน - วิภาวดี นายเมธา กล่าวอีกว่า สำหรับตลาดอสังหาฯ แนวราบครึ่งปีหลัง เอพีมองว่ายังคงเป็นตลาดที่ได้รับความสนใจและมีแนวโน้มการเติบโตไปได้อีก สะท้อนจากยอดขายที่แข็งแกร่งจากสินค้าแนวราบเครือเอพี 5 เดือน ที่ผ่านมา มูลค่า 16,810 ล้านบาท เติบโต 23% จากปีก่อนหน้า และคิดเป็น 45% ของเป้ายอดขายแนวราบทั้งปี 38,000 ล้านบาท   นอกจากนี้ เอพียังเตรียมแคมเปญ “Your Destinations” พื้นที่ชีวิตแนวตั้งที่เลือกเองได้กับทาวน์โฮมใหม่จากเอพี ไม่ว่าคุณจะมีวิถีชีวิตแบบไหน ทาวน์โฮมเอพีพร้อมตอบความสุขในแบบคุณ พลาดไม่ได้ราคาพรีเซลพิเศษ พร้อมข้อเสนอสุดคุ้มค่า รับ iPhone ทุกหลัง ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% นาน 2 ปี ผ่อนเริ่ม 3,000 บาท/เดือน พร้อมลุ้นรับ Your Destinations Trip มูลค่ารวมกว่า 5,000,000 บาท เปิดพรีเซลโครงการใหม่ต่อเนื่องทุกเดือน   โดยในเดือนมิถุนายนเตรียมพบ 6 โครงการใหม่ ได้แก่ บ้านกลางเมือง ดิ อิดิชั่น ปิ่นเกล้า – บรมฯ พรีเซล 6.99 - 9 ล้านบาท บ้านกลางเมือง วิภาวดี – แจ้งวัฒนะ พรีเซล 3.79 - 7 ล้านบาท พลีโน่ พหลโยธิน – สายไหม 2 พรีเซล 2.79 ล้านบาท พลีโน่ สุขุมวิท – บางนา 2 พรีเซล 2.99 ล้านบาท พลีโน่ สุขสวัสดิ์ -ประชาอุทิศ 76 พรีเซล 2.99 ล้านบาท และพลีโน่ ทาวน์ ปิ่นเกล้า – สาย 5 พรีเซล 2.29 ล้านบาท   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เอพี ไทยแลนด์ เดินแผนธุรกิจปี 65 ที่สุดตลาด เปิดตัว 65 โครงการ มูลค่า 78,000 ล้าน
อิเกียสุขุมวิท  ซิตี้สโตร์แห่งแรกในเซาท์อีสเอเชีย ปักหมุด ดิ เอ็มสเฟียร์ พร้อม เปิดปลายปี 66

อิเกียสุขุมวิท ซิตี้สโตร์แห่งแรกในเซาท์อีสเอเชีย ปักหมุด ดิ เอ็มสเฟียร์ พร้อม เปิดปลายปี 66

อิเกียสุขุมวิท อิเกีย ปักหมุดสาขา 4 กับคอนเซ็ปต์ซิตี้สโตร์ ที่ดิ เอ็มสเฟียร์ สุขุมวิท แห่งแรกในเซาท์อีสเอเชีย เปิดแน่ปลายปี 66 ชี้ 4 เหตุผลสำคัญเลือกย่านใจกลางธุรกิจ มั่นใจคนเดินช้อปปิ้ง 4 ล้านคนต่อปี   หลังจากอิเกีย ร้านจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน สัญชาติสวีเดน ได้มาปักหมุดในประเทศไทยเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านี้ โดยสาขาแรกที่ปักหมุดลงมือทำธุรกิจ คือ อิเกียบางนา ซึ่งอยู่ที่ศูนย์การค้าเมกาบางนา บนถนนบางนา-ตราด ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาขยายสาขาไปที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต พื้นที่จังหวัดนนทบุรี ขณะเดียวกัน อิเกียยังมีจุดสั่งซื้อและรับสินค้าที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อรองรับกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในภาคใต้ ที่กำลังซื้อสูงไม่แพ้พื้นที่อื่น ๆ ก่อนจะพัฒนาขึ้นเป็นสาขาขนาดเล็ก ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 2,198 ตารางเมตร   ล่าสุด อิเกีย วางแผนเปิดสาขาแห่งที่ 4 บนถนนสุขุมวิท ย่านใจกลางธุรกิจของกรุงเทพฯ โดยการจับมือกับกลุ่มเดอะมอลล์ ที่จะเปิดสาขาแห่งที่ 4 บริเวณชั้น 3 ของศูนย์การค้าดิ เอ็มสเฟียร์ (The Emsphere) ในโครงการช้อปปิ้งมอลล์ขนาดใหญ่ของกลุ่มเดอะมอลล์ คือ ดิ เอ็มดิสทริค (The EM District) ซึ่งกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2566 4 เหตุผลทำไมต้องเลือกถนนสุขุมวิท ด้วยคอนเซ็ปต์การทำธุรกิจของอิเกีย คือ การขายสินค้าปริมาณมาก ในราคาที่ต่ำ หรือ High Value Low Price จึงทำให้อิเกียต้องมีร้านค้าขนาดใหญ่ เพื่อขายสินค้าจำนวนมากมายหลายพันรายการ การให้ลูกค้าเลือกหยิบสินค้าด้วยตนเอง และนำเอาไปประกอบเองที่บ้าน ที่สำคัญตั้งอยู่ในพื้นที่ชานเมือง เพราะจะได้ราคาต้นทุนที่ดินหรือการพัฒนาโครงการได้ไม่สูง เป็นโมเดลธุรกิจที่ช่วยสร้างความสำเร็จ ในการเข้าไปทำธุรกิจในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย   แต่การขยับเข้ามาเปิดสาขาอิเกียสุขุมวิท ซึ่งเป็นสาขาแห่งที่ 4 ในประเทศไทยนั้น เป็นเพราะอิเกียมองว่าเป็นทำเลศักยภาพที่มีโอกาสสร้างการเติบโต และสร้างยอดขายได้สูง จากกำลังซื้อของคนในย่านสุขุมวิทและใกล้เคียง โดยนางสาวลีโอนี่ ฮอสกิ้น ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ประเทศไทย และเวียดนาม ได้ให้เหตุผลสำคัญที่อิเกียเลือกมาเปิดสาขาที่ถนนสุขุมวิท ​ดังนี้ ​ 1.ชื่อเสียงถนนสุขุมวิทเป็นที่รู้จัก ถนนสุขุมวิท เป็นทำเลที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นถนนเศรษฐกิจ และเป็นที่รู้จักไม่เฉพาะชาวไทยเท่านั้น แต่รวมถึงต่างชาติด้วย หลายช่วงซอยของถนนสุขุมวิท เป็นแหล่งที่อยู่และชื่นชอบของชาวต่างชาติหลายเชื้อชาติด้วยกัน 2.ประชากรหนาแน่น 3 แสนคน  ถนนสุขุมวิทนอกจากจะเป็นแหล่งธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ แล้ว ยังพบว่าเป็นอีกหนึ่งทำเลที่คนนิยมพักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือต่างชาติ จากการศึกษาของอิเกียพบว่า บริเวณรอบ ๆ รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีพร้อมพงษ์ พบว่ามีจำนวนประชกรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น มากกว่า 300,000 คน ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่จะมาเป็นลูกค้าของอิเกีย 3.การคมนาคมสะดวกด้วยรถไฟฟ้า รถไฟฟ้าบีทีเอส คือ รถไฟฟ้าสายแรกของไทย ที่เข้ามาสร้างความสะดวกสบาย ในการเดินทางของคนกรุงเทพฯ ซึ่งรถไฟฟ้าบีทีเอสก็วิ่งผ่านถนนสุขุมวิทยาวไปตลอดสายจนถึงจังหวัดสมุทรปราการ ทำให้การเดินทางเข้ามาสู่ย่านธุรกิจเป็นไปได้สะดวก จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้อิเกีย เลือกปักหมุดที่โครงการเอ็มสเฟียร์ ของกลุ่มเดอะมอลล์ ​นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งของโครงการยังอยู่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีอโศกด้วย จึงทำให้การเดินทางมายังอิเกียสุขุมวิทสะดวกมากขึ้น 4.การจับมือกับกลุ่มเดอะมอลล์ อิเกีย มีการศึกษาตลาดและวางแผนในการจะพัฒนาสาขาในรูปแบบซิตี้สโตร์​มาตั้งแต่ปี 2560  จนเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขึ้นจึงได้กลับมาทบทวนแผนกันอีกครั้ง ประกอบกับการได้พันธมิตรอย่างกลุ่มเดอะมอลล์ ที่มีการพัฒนาโครงการดิ เอ็ม ดิสทริค  และมีการเจรจากันลงตัว จึงเลือกมาเช่าพื้นที่ของศูนย์การค้าดิ เอ็มสเฟียร์ ขนาด 12,000 ตร.ม. บริเวณชั้น 3 3 เรื่องน่ารู้ของอิเกียสุขุมวิท สำหรับอิเกียสุขุมวิท ถือเป็นสาขาที่อิเกียตั้งใจ และพยายามจะทำการตลาด เพื่อสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น ตามเป้าหมายที่จะต้องดึงคนให้เข้ามาช้อปปิ้งซื้อสินค้าที่สาขาให้ได้ปีละ 4 ล้านคน ขณะที่จำนวนลูกค้าเฉลี่ยใน 3 สาขาที่เข้าไปซื้อสินค้ามีประมาณ 30,000 คนต่อวัน นอกจากนี้ ยังคาดว่าอิเกียสุขุมวิท จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดในพื้นที่สุขุมวิทได้ 10% จากตลาดสินค้าเดียวกันด้วย   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอิเกียสุขุมวิทจะเป็นสาขาที่มีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับสาขาบางนาและสาขาบางใหญ่ แต่ถือว่ามี 3 เรื่องที่น่าสนใจและเป็นบทสรุปสำคัญ ดังกนี้ ​ 1.ซิตี้สโตร์แห่งแรกและใหญ่สุดใน Southeast Asia   อิเกียสุขุมวิท ถือเป็นสาขาในคอนเซ็ปต์ซิตี้สโตร์ (City-Centre Store) ใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) ด้วยขนาดพื้นที่ 12,000 ตารางเมตร อยู่ที่ชั้น 3 โครงการดิเอ็มสเฟียร์ หากไม่นับเกาะฮ่องกง ที่มีขนาดพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร แต่มีจำนวนหลายชั้น ที่สำคัญเป็นสาขาในคอนเซ็ปต์​ซิตี้สโตร์แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย   ขณะเดียวกัน​ อิเกียสุขุมวิท เป็นสาขาที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อเป็นสาขาในย่านใจกลางเมืองโดยเฉพาะ จะแตกต่างจากสาขาในคอนเซ็ปต์ซิตี้สโตร์ที่อยู่ในเมืองอื่น ไม่ว่าจะเป็นที่ลอนดอน หรือปารีส ซึ่งแม้จะมีสาขาในรูปแบบซิตี้สโตร์ แต่พัฒนามาจากร้านในรูปแบบ Pop-Up Store ที่ทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด ก่อนจะพัฒนาขึ้นมาเป็นสาขา 2.ซื้อสินค้าได้ครบเหมือนสาขาใหญ่ แม้ว่าพื้นที่ของอิเกียสุขุมวิท จะอยู่ในศูนย์การค้ามีขนาดพื้นที่ 12,000 ตารางเมตร แต่ยังถือว่าเล็กกว่าในสาขาปกติ  อย่างสาขาบางใหญ่ ที่มีขนาดพื้นที่สโตร์  50,278 ตารางเมตร และสาขาบางนา ที่มีขนาด 44,000 ตารางเมตร ซึ่งยังไม่ได้รวมพื้นที่อื่น ๆ เช่น พื้นที่โชว์รูม พื้นที่มาร์เก็ตฮออล์ พื้นที่เซลฟ์เสิร์ฟ และพื้นที่ร้านอาหาร แต่อิเกียสุขุมวิท ก็มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าครบเช่นเดียวกับสาขาใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโชว์รูม มาร์เก็ตฮอลล์ ร้านอาหาร   ขณะที่สินค้าภายในอิเกียสุขุมวิท ก็มีครบกว่า 9,400-9,500 รายการ เป็นสินค้าจัดโชว์ 2,500 รายการ และสินค้าที่สามารถหยิบซื้อกลับบ้านได้เลย 4,500-5,000 รายการ 3.สินค้าราคาเดียวกันทั่วไทย จากคอนเซ็ปต์ในการทำธุรกิจของอิเกีย หรือการขายสินค้าในปริมาณมากแต่มีราคาถูก ซึ่งแม้ว่าจะเข้ามาเปิดตลาดในย่านใจกลางสุขุมวิท ที่ราคาที่ดินพุ่งแตะตารางวาละ 7 หลัก และเปิดในศูนย์การค้าระดับไฮเอ็นด์อย่างดิ เอ็มสเฟียร์  แต่สินค้าที่นำมาขายจะมีราคาเดียวกันกับสาขาอื่น ๆ ตามนโยบาย One Price   แต่เพื่อความพิเศษของการเปิดอิเกียสุขุมวิท ทางบริษัทจึงวางแผนที่จะนำสินค้าพิเศษเฉพาะสาขาสุขุมวิทมาขาย รวมถึงสินค้าพิเศษเฉพาะประเทศไทย ที่ไม่มีสินค้าชนิดดังกล่าวขายในประเทศอื่นด้วย   นางสาวลีโอนี่ กล่าวอีกว่า  นอกจากสาขาสุขุมวิทแล้ว อิเกีย ยังวางแผนการพัฒนาพื้นที่สาขาจังหวัดภูเก็ตให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงการขยายสาขาไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด อาทิ นครราชสีมา เชียงใหม่ เพื่อรองรับกับความต้องการสินค้าของกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัดด้วย อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -10 ปีอิเกีย กับ 5 กลยุทธ์ สร้างการเติบโตปีละ 5%
REIC เผย ยอดโอนคอนโดต่างชาติ Q1/65  ลดทั้งจำนวน-มูลค่า เหตุลูกค้าจีนยังปิดประเทศ   

REIC เผย ยอดโอนคอนโดต่างชาติ Q1/65 ลดทั้งจำนวน-มูลค่า เหตุลูกค้าจีนยังปิดประเทศ  

ยอดโอนคอนโด ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ  รายงานตัวเลขโอนคอนโดต่างชาติ ไตรมาสแรก หลังวิกฤตโควิด-19 คลี่คลาย ยูนิตลดลง 10.3% มูลค่าลดลง 6.1% เหตุ จีน ลูกค้าหลักตลาดคอนโดไทยยังปิดประเทศ ห้ามคนจีนเดินทางโดยไม่จำเป็น คาดนโยบาย “โควิดเป็นศูนย์” ใช้ต่อถึงสิ้นปี   ตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยของไทย  โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม (ห้องชุด)  มีฐานลูกค้าสำคัญกลุ่มหนึ่ง ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนและสร้างการเติบโต คือ กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ เพราะบางโครงการสามารถสร้างยอดขายได้เต็มโควตาที่กฎหมายกำหนด ด้วยสัดส่วนยอดขายถึง 49% เลยทีเดียว แต่โดยภาพรวมในช่วงที่ผ่านมา สัดส่วนยอดขายของกลุ่มลูกค้าต่างชาติจะมีสัดส่วนเฉลี่ย 20-30%   แต่หลังจากที่เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ขึ้น ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา ​ชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ ยอดขายคอนโดในกลุ่มลูกค้าต่างชาติก็หายไปจากตลาดจนแทบเป็นศูนย์ ขณะที่ลูกค้าบางรายต้องถึงกำหนดการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดที่ซื้อไว้ก่อนหน้าแล้ว ก็ไม่สามารถเดินทางเข้ามาทำการโอนกรรมสิทธิ์ได้ ยอดโอนคอนโดของลูกค้าต่างชาติ จึงไปในทิศทางเดียวกับยอดขาย   อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการบางราย ก็พยายามหาวิธีการมาช่วยเหลือกลุ่มลูกค้า ให้ยังสามารถซื้อขาย หรือโอนคอนโดได้บ้าง แต่จำนวนอาจจะไม่ได้มากหรือเท่ากับช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19   ส่วนในปี 2565 ภาพรวมสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ปรับตัวดีขึ้น ภาครัฐมีการผ่อนคลายความเข้มงวด  และเริ่มมีการเดินทางระหว่างประเทศได้แล้ว ซึ่งช่วงปลายปีที่ผ่านมาหลายประเทศก็เดินทางได้บ้าง  ภายใต้มาตรการของแต่ละประเทศกำหนดขึ้น ทำให้ยอดขายและยอดโอนคอนโดของกลุ่มลูกค้าต่างชาติเริ่มกลับ จีนหาย Q1/65 ยอดโอนคอนโดลดทั้งจำนวน-มูลค่า โดยล่าสุด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือ REIC ได้จัดทำรายงานสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติ ไตรมาส 1 ปี 2565 เพื่อสะท้อนภาพตลาดลูกค้าต่างชาติ ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย แต่กลุ่มลูกค้าหลักของไทย อย่างชาวจีนอาจจะยังไม่กลับมามากนัก เพราะ​ประเทศจีน​ยังคงปิดประเทศ และใช้นโยบาย "โควิดเป็นศูนย์" มีการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ทางการจีนได้ห้ามไม่ให้พลเมืองจีนเดินทางไปต่างประเทศ หากไม่มีเหตุที่จำเป็น ทำให้สถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์คอนโด ของชาวต่างชาติจึงยังไม่ฟื้นตัวในไตรมาสนี้   โดยภาพรวมสถานการณ์การโอนคอนโดคนต่างชาติ ทั่วประเทศ ในไตรมาส 1 ปี 2565 มีจำนวนยอดโอนคอนโด 2,107 ยูนิต ลดลง​ 10.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่มีจำนวนยูนิตสูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปี ในช่วงโควิด-19  (ปี 2563 – 2564) ที่มีจำนวน 2,061 ยูนิตต่อไตรมาส (ดูแผนภูมิที่ 1 - 2)   มูลค่าการโอนคอนโดรวม 10,262 ล้านบาท ลดลง​ 6.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) มูลค่าการโอนในไตรมาสนี้ สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปี ในช่วงโควิด-19 ที่มีมูลค่า 9,683 ล้านบาทต่อไตรมาส (ดูแผนภูมิที่ 3 - 4)   ยังมีการคาดการณ์ว่า จีนจะยังปิดประเทศไม่ให้ชาวจีนเดินทางออกนอกประเทศไปจนถึงสิ้นปี 2565 อย่างไรก็ตาม ในด้านรัฐบาลไทย มีการดำเนินการผ่อนคลายมาตรการการเดินทางเข้าประเทศของชาวต่างชาติเป็นระยะ ๆ เพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ซึ่งในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2565 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศแล้วกว่า 1 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีจำนวนไม่ถึง 100,000 คน   นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้กำหนดให้ปีนี้เป็น “ปีส่งเสริมท่องเที่ยวไทย 2565 - 2566 (Visit Thailand Year 2022- 2023)” โดยมีแผนจะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประเทศไทยไม่น้อยกว่า 300,000 – 1,000,000 คนต่อเดือน ซึ่งคาดว่าจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวได้มากถึง 6 ล้านคนในปีนี้ และ19 ล้านคนในปี 2566 หากสถานการณ์การท่องเที่ยวของชาวต่างชาติฟื้นตัวเพิ่มมากขึ้น ก็คาดว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับการซื้อขายตลาด อาคารชุดทดแทนกลุ่มลูกค้าชาวจีนที่ยังไม่สามารถเดินทางมาไทยได้   แผนภูมิที่ 1 จำนวนยูนิตโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้คนต่างชาติ ทั่วประเทศ ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์   แผนภูมิที่ 2 อัตราขยายตัวของจำนวนยูนิตโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้คนต่างชาติ ทั่วประเทศ ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ แผนภูมิที่ 3 จำนวนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้คนต่างชาติ ทั่วประเทศ (ยูนิต : ล้านบาท) ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์   แผนภูมิที่ 4 อัตราขยายตัวของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้คนต่างชาติ ทั่วประเทศ ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โอนคอนโดต่างชาติเหลือ 10.6% จำนวนยูนิตที่โอนคอนโดในไตรมาส 1 ปี 2565 มีจำนวนทั้งหมด 19,886 ยูนิต แบ่งออกเป็น การโอนให้ชาวต่างชาติ 10.6% และคนไทย 89.4% สัดส่วนจำนวนยูนิตโอนให้คนต่างชาติลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งมีสัดส่วน 10.7% ในขณะที่มูลค่าการโอนคอนโดในไตรมาส 1 ปี 2565 มีมูลค่ารวม 52,291 ล้านบาท แบ่งออกเป็นการโอนคอนโดให้ชาวต่างชาติ 19.6% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งมีสัดส่วน 17.2% (ดูแผนภูมิที่ 5 - 6) โอนคอนโดต่างชาติลด 2,107 ยูนิต การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดให้ชาวต่างชาติในไตรมาส 1 ปี 2565 จำนวน 2,107 ยูนิต ในจำนวนนี้เป็นประเภทคอนโดใหม่ 65.1% ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งมีสัดส่วนของคอนโดใหม่ 80.3% ในขณะที่ห้องชุดมือสองมีสัดส่วน 34.9% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีสัดส่วน 19.7%   ในด้านมูลค่าการโอนคอนโดให้ชาวต่างชาติในไตรมาส 1 ปี 2565 มูลค่า 10,262 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นมูลค่าคอนโดใหม่ 71.8% ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งมีสัดส่วนของห้องชุดใหม่ 86.1%   ขณะที่คอนโดมือสองมีสัดส่วน 28.2% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีสัดส่วน 13.9% แสดงให้เห็นว่า ตลาดคอนโดต่างชาติ ยังนิยมคอนโดใหม่มากกว่าคอนโดมือสอง แต่คอนโดมือสองก็มีการขยายสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ (ดูแผนภูมิที่ 7 - 8) ต่างชาติโอนคอนโดไม่เกิน 3 ล้านมากสุด ในไตรมาส 1 ปี 2565 คอนโดที่มีการโอนให้คนต่างชาติมากที่สุด จะอยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 3.00 ล้านบาท โดยมีการโอนจำนวน 1,109 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 52.6% ของจำนวนยูนิตทั้งหมดจำนวน 2,107 ยูนิต รองลงมาคือ ระดับราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท มีจำนวน 504 ยูนิต (สัดส่วน 23.9%) ระดับราคา 5.01 – 10.00 ล้านบาท มีจำนวน 304 ยูนิต (สัดส่วน 14.4%) และระดับราคามากกว่า 10.00 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวน 190 ยูนิต (สัดส่วน 9.0%) ตามลำดับ (ดูแผนภูมิที่ 9 - 10) ต่างชาตินิยมซื้อคอนโด 30-60 ตร.ม. ในไตรมาส 1 ปี 2565 ขนาดคอนโดที่เป็นที่นิยมของคนต่างชาติ คือ ขนาดพื้นที่ 30 - 60 ตารางเมตร (ประเภท 1 - 2 ห้องนอน) โดยมีจำนวนยูนิตที่โอนกรรมสิทธิ์ให้คนต่างชาติ จำนวน 970 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 46.0% รองลงมา คือ ห้องชุดขนาดพื้นที่ไม่เกิน 30 ตารางเมตร (สตูดิโอ หรือ 1 ห้องนอน) มีจำนวน 796 ยูนิต (สัดส่วน 37.8%) ถัดมาคือ ห้องชุดขนาดพื้นที่ 61-100 ตารางเมตร (2-3 ห้องนอนขึ้นไป) จำนวน 202 ยูนิต (สัดส่วน 9.6%) และห้องชุดขนาดพื้นที่มากกว่า 100 ตารางเมตร (3 ห้องนอนขึ้นไป) มีจำนวนน้อยที่สุด คือ 139 ยูนิต (สัดส่วน 6.6%)   ห้องชุดขนาดไม่เกิน 30 ตารางเมตร และขนาด 30 – 60 ตารางเมตร เป็นประเภทห้องชุดที่คนต่างชาตินิยมมากที่สุด โดยมีสัดส่วนจำนวนยูนิตที่โอนกรรมสิทธิ์รวมกัน 83.8% (ดูแผนภูมิที่ 11 - 12) จีนลดโอนคอนโดลดลงสัดส่วนไม่ถึง 50%   สัญชาติที่มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมากที่สุดทั่วประเทศ โดยไตรมาส 1 ปี 2565 ได้แก่ ชาวจีน โดยมีการโอนคอนโดจำนวน 949 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง​ 45.0% (ลดลงจากไตรมาส 4 ปี 2564 ซึ่งมีสัดส่วน 53.7%) และมีมูลค่าการโอน 4,570 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน​ 44.5% (ลดลงจากไตรมาส 4 ปี 2564 ซึ่งมีสัดส่วน​ 51.2%) จะเห็นได้ว่า สัดส่วนชาวจีนที่โอนคอนโดลดลงมีสัดส่วนไม่ถึง 50% เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ชาวจีนไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้   ในด้านจำนวนยูนิต สัญชาติที่มี ยอดโอนคอนโด ทั่วประเทศ อันดับรองลงมา ได้แก่ รัสเซีย มีการโอนจำนวน 134 ยูนิต (สัดส่วน 6.4%) ตามมาด้วย สหรัฐอเมริกา จำนวน 114 ยูนิต (สัดส่วน​ 5.4%) สหราชอาณาจักร จำนวน 91 ยูนิต (สัดส่วน 4.3%) และเยอรมัน จำนวน 81 ยูนิต (สัดส่วน 3.8%) ตามลำดับ   ส่วนในด้านมูลค่า สัญชาติที่มี ยอดโอนคอนโด ทั่วประเทศอันดับแรก คือ จีน มีมูลค่าการโอน 4,570 ล้านบาท อันดับรองลงมา คือ รัสเซีย มีการโอนจำนวน 435 ล้านบาท (สัดส่วน 4.2%) อันดับสาม กัมพูชา 401 ล้านบาท (สัดส่วน 3.9%) อันดับสี่ ไต้หวัน 391 ล้านบาท (สัดส่วน 3.8%) อับดับห้า ฝรั่งเศส 390 ล้านบาท (สัดส่วน 3.8%) ตามลำดับ (ดูตารางที่ 1 - 2)   ตารางที่ 1 ยูนิตโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้คนต่างชาติ ทั่วประเทศ  เรียงตามสัญชาติสูงสุด 10 อันดับ ที่มา : กรมที่ดิน  / รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ตารางที่ 2 มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้คนต่างชาติ ทั่วประเทศ  เรียงตามสัญชาติสูงสุด 10 อันดับ (ยูนิต : ล้านบาท) ที่มา : กรมที่ดิน รวบรวมและประมวลผลโดย : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ขนาดและราคาเฉลี่ย คอนโดที่ชาวต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ ในไตรมาส 1 ปี 2565 มีขนาดเฉลี่ย 46.18 ตารางเมตรต่อยูนิต มูลค่าเฉลี่ย 4.87 ล้านบาทต่อยูนิต หรือประมาณตารางเมตรละ 105,470 บาท ทั้งนี้ ในจำนวน 10 สัญชาติที่มีมูลค่าการโอนคอนโดสูงสุด ในไตรมาส 1 ปี 2565 พบว่า กัมพูชา เป็นสัญชาติที่มีมูลค่าการโอนต่อยูนิตสูงสุด เฉลี่ย 18.22 ล้านบาทต่อยูนิต หรือเฉลี่ย 315,825 บาทต่อตารางเมตร ขนาดห้องเฉลี่ย 57.70 ตารางเมตรต่อยูนิต และสหรัฐอเมริกาเป็นสัญชาติที่มีมูลค่าการโอนต่อยูนิตต่ำสุด เฉลี่ย 3.02 ล้านบาทต่อยูนิต หรือเฉลี่ย 60,314 บาทต่อตารางเมตร ขนาดห้องเฉลี่ย 50.04 ตารางเมตรต่อยูนิต (ดูตารางที่ 3) กทม.เมืองที่ต่างชาติโอนคอนโดเยอะสุด ในไตรมาส 1 ปี 2565 จังหวัดที่มีจำนวนยูนิตโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ชาวต่างชาติมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี สมุทรปราการ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ใน 2 จังหวัดแรก คือ กรุงเทพฯ มีจำนวน 829 ยูนิต (สัดส่วน 39.3%) และชลบุรี จำนวน 677 ยูนิต (สัดส่วน  32.1%) โดยทั้ง 2 จังหวัดมีสัดส่วนจำนวนยูนิตรวมกันสูงถึง 71.5% ของทั่วประเทศ   จังหวัดที่มีการโอนคอนโดให้กับชาวต่างชาติมากที่สุดเป็นอันดับสามถึงอันดับห้า ได้แก่ สมุทรปราการ จำนวน 230 ยูนิต (สัดส่วน 10.9%) ภูเก็ต จำนวน 164 ยูนิต (สัดส่วน  7.8%) และเชียงใหม่ จำนวน 97 ยูนิต (สัดส่วน 4.6%) ซึ่งเมื่อรวม 5 จังหวัดดังกล่าวข้างต้น มีจำนวนยูนิตรวมกันเป็นสัดส่วนมากถึง 94.8% ของทั้งประเทศ ส่วนจังหวัดอื่นๆ อีก 72 จังหวัด มีการโอนคอนโดในชาวต่างชาติรวมกันเพียง 5.2% เท่านั้น (ดูตารางที่ 4) อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แนะตลาดบ้าน-คอนโด ต้องต้องเฝ้าระวัง  5 เรื่องนี้    
พอยส์ คอร์ปอเรชั่น  เปิดโปรเจ็กต์ เดอะโฮท 400 ล้าน  รับไลฟ์สไตล์ทำงาน-อยู่อาศัยในที่เดียว

พอยส์ คอร์ปอเรชั่น เปิดโปรเจ็กต์ เดอะโฮท 400 ล้าน รับไลฟ์สไตล์ทำงาน-อยู่อาศัยในที่เดียว

เดอะ โฮท พอยส์ คอร์ปอเรชั่น บุกตลาดอสังหาฯ ปั้นโปรเจ็กต์เดอะ โฮท 400 ล้าน รองรับไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของคนหลายเจเนอเรชั่น ปั้นโฮมออฟฟิศ ที่เปลี่ยนใช้งานได้ทั้งการอยู่อาศัยและทำงาน  วางเป้าสิ้นปีทำยอดขาย 150 ล้าน เล็งที่ดินอีก 2 แปลงต่อยอดพัฒนาโครงการต่อเนื่อง   นายพรชัย เตชะไกรศรี ผู้ก่อตั้งบริษัท พอยส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด  ผู้ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริการ เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้พฤติกรรมการอยู่อาศัยของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยต้องการที่อยู่อาศัยซึ่งมีพื้นที่มากขึ้น ทำให้ตลาดบ้านแนวราบมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปัจจุบันคนต้องการความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย ที่สามารถปรับพื้นที่การใช้งานภายในบ้านได้ตามความต้องการ ที่สำคัญปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะอยู่อาศัยกับคนหลายเจเนอเรชั่น   บริษัทจึงมองเห็นช่องว่างการตลาดดังกล่าว  พัฒนาโครงการเดอะ โฮท (The Haute) กาญจนา-สาทร ในรูปอาคารขนาด 5 ชั้น  พื้นที่ใช้สอย 556 ตร.ม.​ขนาดที่ดิน 60 ตร.ว. มีจำนวน 10 ยูนิต ราคายูนิตละ 38 ล้านบาท  รวมมูลค่าโครงการ 400 ล้านบาท อาคารออกแบบโดยบริษัท AAD design ภายใต้แนวความคิด Vertical Biz Villa : New Series for Nex Normal Living ซึ่งสามารถปรับพื้นที่ได้ตามความต้องการ และไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัย  ทั้งการอยู่อาศัยหรือใช้เป็นสำนักงาน สตูดิโอ พื้นที่ทำงาน หรือประกอบธุรกิจต่าง ๆ ได้   นายพรชัย กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะทำยอดขายได้ 150 ล้านบาท และคาดว่าจะปิดโครงการได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2566 ซึ่งจะเปิดจองครั้งแรกในวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2565 นี้ โดยลูกค้าที่จองภายในวันงานจะได้รับส่วนลดสูงสุด 1 ล้านบาท และสำหรับบ้านที่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ จองเพียง 500,000 บาท และได้รับการยกเว้นเงินทำสัญญาสูงสุด 400,000 บาท นอกจากโครงการเดอะ โฮท กาญจนา-สาทร บริษัทยังมองหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อที่ดินอีก 2 แปลง ในโซนเพชรเกษม และศึกษาความเป็นไปได้ในการนำมาพัฒนาโครงการต่อเนื่อง ในรูปแบบอาคารที่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานได้เช่นเดียวกับโครงการเดอะ โฮท ซึ่งเป็นที่ดินขนาด 10 ไร่ เพื่อพัฒนาอาคารจำนวน 60 ยูนิต และที่ดินขนาด 6 ไร่ เพื่อพัฒนาอาคาร จำนวน 20-26 อาคาร   นายพรชัย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจหลัก 2 ประเภท คือ  ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนอกจากการพัฒนาโครงการเดอะ โฮท ยังดำเนินธุรกิจบ้านสำเร็จรูป หรือ ​ Modular House ภายใต้ Brand Modspace ซึ่งเป็นบ้านกึ่งสำเร็จรูป ที่ผลิตชิ้นส่วนจากโรงงานและนำมาประกอบ โดยจะเปิดตัวบ้านในเดือนกรกฎาคมนี้ ด้วยแบบบ้านชั้นเดียว 3 ขนาด ได้แก่ บ้านไซส์ S ขนาด 20 ตร.ม บ้านไซส์ M ขนาด 30 ตร.ม. และบ้านไซส์ L ขนาด 35 ตร.ม. นอกจากนี้ ยังดำเนินธุรกิจบริการ  ได้แก่ โรงแรม Chann Bangkok Noi : Hidden hotel In Bangkok Boutique Hotel 22 ห้อง ที่ตั้งใจให้เป็น A Must Destination ของคนทั่วโลก , โรงแรม E11 At BTS ปุณณวิถี กับคอนเซ็ปต์ Tempo of Life City Hotel 26 ห้อง สื่อถึง Lifestyle ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องง่ายและสะดวกในทุกๆจังหวะของการท่องเที่ยว ,   IMM Restaurant  ด้วยคอนเซ็ปต์ Next Original Thai Food เป็น Hidden Private Course Menu การันตีด้วยรางวัล มิชลิน ตั้งแต่ ปี 2020 , ARCH คาเฟ่ที่เป็นมากกว่าร้านกาแฟ เพราะคือ Landmark ที่สะท้อนความงามของ งานออกแบบ ทั้งภายนอก และ ภายใน มีทั้งหมด 2 สาขา สาขาสุขุมวิท และ สาขาบางกอกน้อย    
TTA จับมือ 2 พันธมิตร ปั้น 125 สาทร 8,000 ล้าน รับตลาดอสังหาฯ ฟื้นตัว

TTA จับมือ 2 พันธมิตร ปั้น 125 สาทร 8,000 ล้าน รับตลาดอสังหาฯ ฟื้นตัว

TTA ของกลุ่มมหากิจศิริ จับมือ 2 พันธมิตรจากญี่ปุ่น ลงทุนอสังหาฯ ปั้นโปรเจ็กต์ 125 สาทร 8,000 ล้าน ขายตร.ม.ละ 250,000 บาท มั่นใจโอกาสและศักยภาพอสังหาฯ ไทยยังน่าดึงดูดต่างชาติ คาดสิ้นปีทำยอดขาย 3,000 ล้าน ขณะที่ลูกบ้านโครงการ THE MET ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ประเด็นการยื่นขอ EIA ของโครงการ มั่นใจไม่กระทบต่อการพัฒนา พร้อมเดินหน้าก่อสร้างตามแผน   นางสาวอุษณา มหากิจศิริ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) (TTA)  เปิดเผยว่า นโยบายและเป้าหมายของบริษัท มองหาโอกาสด้านการลงทุนในธุรกิจหลากหลายธุรกิจ ซึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่บริษัทมองเห็นโอกาสและศักยภาพการเติบโตในอนาคต นอกเหนือจาก 5  กลุ่มธุรกิจ ทั้งธุรกิจชิปปิ้ง น้ำมันและก๊าซ อาหาร และธุรกิจอื่นๆ ที่บริษัทได้เข้าไปลงทุน   ล่าสุด บริษัทจึงได้ลงทุนในสัดส่วน 60% ร่วมลงทุนกับ พันธมิตร 2 ราย ได้แก่ บริษัท คันเดน เรียลตี้ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (KRD) สัดส่วน 10%  และ บริษัท โทเร คอนสตรัคชั่น จำกัด (TCC) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ ในประเทศญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทั่วโลก สัดส่วน 30% จัดตั้งบริษัท พีเอ็มที พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (PMT) เพื่อพัฒนาคอนโดมิเนียมโครงการ 125 สาทร ขึ้นเป็นแห่งแรกบนถนนสาทร ทั้งนี้ บริษัทมองตลาดอสังหาฯ ของไทย มีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากสัญญาณการฟื้นตัวตลาด   ที่อยู่อาศัยที่เริ่มส่งสัญญาณบวก รวมถึงสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลายมากขึ้น รวมถึงนโยบายกระตุ้นอสังหาฯ ทั้งจากภาครัฐและเอกชนช่วยให้เอื้อต่อการซื้อ-ขายมากขึ้น อาทิ การลดค่าโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองทั้ง   บ้านใหม่และบ้านมือสอง รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  ช่วงต้นปีที่ผ่านมาจึงเห็นผู้ประกอบการเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจไทยปัจจุบันจะผันผวน มีภาวะเงินเฟ้อสูง แต่ราคาที่ดินไม่ได้ลดราคาลง เพราะราคาที่ดินไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ราคาอสังหาฯ ไทยมีความได้เปรียบเมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง จีน หรืออินเดีย เพราะราคายังถือว่าต่ำกว่า และมีผลตอบแทนด้านการลงทุนที่สูงกว่า โดยอสังหาฯ ของไทยให้ผลตอบแทนจากการเช่าอยู่ที่ 4-5% ส่วนประเทศญี่ปุ่นให้ผลตอบแทน 2.6%  จีนให้ผลตอบแทน 2.1% และฮ่องกงให้ผลตอบแทนจากการเช่า 2.3% ด้านนายภัทร์กร วงศ์สวรรค์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯ​ ไทยเริ่มกลับมาฟื้นตัว เห็นได้จากการเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ที่มีจำนวน 31,473 ยูนิต เติบโตจากช่วงเดียวกันกว่า 200% ขณะที่ช่วงครึ่งปีหลังรัฐบาลเริ่มคลายมาตรการต่าง ๆ ลง นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศได้ ซึ่งสินค้าหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ได้อย่างดี คือ โครงการลักชัวรี่ เพราะเป็นสินค้าที่กลุ่มชาวต่างชาติต้องการ และสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนได้   สำหรับโครงการ 125 สาทร เป็นคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ มูลค่า 8,000 ล้านบาท บนที่ดินขนาดกว่า 3 ไร่ ติดถนนสาทร มีจำนวน 2 อาคาร ยูนิตรวม 755 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 5.9 ล้านบาท ห้องขนาด 28.5 ตารางเมตร มีราคาเฉลี่ย 250,000 บาทต่อตารางเมตร มูลค่าโครงการทั้งสิ้น  โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะคาดว่าจะทำยอดขายได้ 3,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทวางเป้าหมายยอดขายในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ 20-30% โดยจะเป็นกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่นสัดส่วน 50% และชาวยุโรปอีก 50%   นายภัทร์กร กล่าวถึงกรณีที่นิติบุคคลอาคารชุด THE MET ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อคัดค้านการอนุมัติรายงาน EIA ของโครงการ 125 สาทร ว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาโครงการ เพราะบริษัทได้รับการอนุมัติรายงาน EIA  แล้ว รวมถึงใบอนุญาตการก่อสร้าง  บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนาโครงการตามแผนที่ได้วางไว้  ซึ่งคาดว่าโครงการจะเริ่มการก่อสร้างได้ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า และจะใช้ระยะเวลาการก่อสร้างให้แล้วเสร็จในอีก 4 ปีนับจากเริ่มการก่อสร้าง หรือภายในปี 2569   ข้อเรียกร้องเป็นการให้ตรวจสอบกระบวนการยื่นขอ EIA  ซึ่ง​ EIA ได้ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการ EIA แล้ว และโครงการไม่ได้มีประเด็นที่จะส่งผลต่อการก่อสร้างโครงการไม่ได้ เช่น ขนาดความกว้างของถนน หรือทางเข้าออกโครงการ เป็นต้น   อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง -125 Sathorn คอนโดตึกคู่ สุดหรู ติดถนนสาทร
เพอร์เฟค  จับมือ ฮ่องกงแลนด์ เปิด “เลค เลเจนด์” แห่งที่ 2  โซนบางนา-สุวรรณภูมิ ชูจุดขายขายวิวทะเลสาบ 100 ไร่

เพอร์เฟค จับมือ ฮ่องกงแลนด์ เปิด “เลค เลเจนด์” แห่งที่ 2 โซนบางนา-สุวรรณภูมิ ชูจุดขายขายวิวทะเลสาบ 100 ไร่

เพอร์เฟค จับมือ ฮ่องกงแลนด์ เปิดโปรเจ็กต์ “เลค เลเจนด์” แห่งที่ 2 มูลค่า 6,300 ล้านบาทโซนบางนา-สุวรรณภูมิ ขายจุดเด่นวิวทะเลสาบ 100 ไร่  กวาดยอดขายแล้ว 1,000 ล้าน   บริษัท ฮ่องกง แลนด์ โฮลดิ้ง จำกัด เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2432หรือกว่า 130 ปีมาแล้ว ดำเนินธุรกิจสำคัญ ๆ ด้าน​การลงทุน บริหารจัดการ และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  โดยมีตลาดสำคัญอยู่ทั้งในจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง อินโดนีเซีย และหลายประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงไทยด้วย โดยฮ่องกง แลนด์ ได้ขยายการลงทุนเข้ามาในไทย ด้วยการจับมือพันธมิตรทางธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาฯ ทั้งรูปแบบของที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งหนึ่งในพันธมิตรสำคัญนั้น คือ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ที่ได้ร่วมทุนกันจัดตั้งบริษัท เอชเคแอล เพอร์เฟค จำกัด ในสัดส่วนพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ถือหุ้น 51% และอีก 49% ถือหุ้นโดย ฮ่องกง แลนด์ เพื่อพัฒนา​โครงการอสังหาฯ เพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่ง​มีโครงการใหญ่ด้านที่อยู่อาศัยแห่งแรก คือ โครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ มูลค่าโครงการกว่า 6,000 ล้านบาท ขายบ้านริมทะเลสาบระดับราคาตั้งแต่ 25-120 ล้านบาท   ล่าสุด ทั้ง 2 บริษัทได้ร่วมกันพัฒนาโครงการต่อเนื่อง ภายใต้แบรนด์ “เลค เลเจนด์” ซึ่งครั้งนี้ได้ขยายโซนมายังบางนา-สุวรรณภูมิ บนเนื้อที่รวม 183 ไร่ มูลค่ากว่า 6,300 ล้านบาท โดยยังคงมีจุดขายสำคัญคือ บ้านติดทะเลสาบขนาดใหญ่ 100 ไร่ ราคาบ้านเริ่มต้น 99 ล้านบาท และสูงสุด 120 ล้านบาท จำนวน 127 ยูนิต ซึ่งบ้านส่วนใหญ่ถึง 80% จะติดทะเลสาบ ส่วนที่เหลือจะเป็นวิวสวน   เลค เลเจนด์ บางนา-สุวรรณภูมิ จึงมีแบบบ้านให้เลือก 2 แบบ คือ 1.แบบเลคไซด์วิลล่า เป็นบ้าน​ 3 ชั้นเล่นระดับริมทะเลสาบ พื้นที่ใช้สอย 563-656 ตร.ม. ราคาเริ่ม 99 ล้านบาท ขนาดสูงสุด 5 ห้องนอน ที่จอดรถ 8  คัน  พร้อม Lake Terrace ที่เชื่อมต่อสระว่ายน้ำและสระสปาส่วนตัวริมทะเลสาบ 2.แบบการ์เด้นวิลล่า เป็นบ้าน 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 391-489. ตร.ม. ราคาเริ่ม 42 ล้านบาท ขนาด 4 ห้องนอน ที่จอดรถ 4 คัน จุดเด่นอยู่ที่ดีไซน์ในแบบ L-Shape   โดยบ้านทั้งสองแบบ มีการออกแบบให้มีฟังก์ชั่นที่ครอบคลุมทุกความต้องการของสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น ห้องนอนชั้นล่างและ Entrance Ramp สำหรับผู้สูงอายุ ห้องพักผ่อนส่วนตัวของครอบครัว ห้องเอนกประสงค์ รวมถึงเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวก ทั้งระบบ Smart Home Automation ติดตั้ง EV Charger รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยจาก SECOM   นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ปัจจุบันโครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ  โครงการแรกบนทำเลแจ้งวัฒนะ สามารถทำยอดขายได้แล้วกว่า 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะปิดการขายได้ในอีก 4 ปี ส่วนโครงการเลค เลเจนด์ บางนา-สุวรรณภูมิ ปัจจุบันสามารถทำยอดขายได้แล้ว 1,000 ล้านบาท หรือจำนวน 12 ยูนิต โดยกลุ่มลูกค้าที่ซื้อมีทั้งกลุ่มคนไทย และนิติบุคคลสัญชาติไทย ที่มีต่างชาติร่วมถือหุ้นอยู่ด้วย โดยเป็นกลุ่มชาวจีน เนื่องจากชาวจีนมีความต้องการซื้ออสังหาฯ เมืองไทย ซึ่งที่ผ่านมาจะเป็นซื้อคอนโดมิเนียม แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คนส่วนใหญ่ต้องการมีพื้นที่การอยู่อาศัยที่มากขึ้น จึงเลือกที่จะมาซื้อบ้านแนวราบ แต่ไม่สามารถซื้อได้โดยตรง จะต้องซื้อด้วยนิติบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้น บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายปีแรก 1,800 ล้านบาท ปีต่อไปปีละ 1,000 ล้านบาท คาดว่า 4-5 ปีน่าจะปิดโครงการได้ สำหรับยอดขายช่วงพรีเซลดังกล่าว ถือเป็นยอดขายที่รวดเร็วมากสำหรับบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ สะท้อนถึงความสามารถในการเจาะลึกความต้องการของกลุ่มลูกค้าบ้านระดับบน ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตขึ้นในช่วง 2-3 ปีผ่านมา และยังคงเติบโตต่อเนื่องในปีนี้   โดยบริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายเฉพาะสินค้าในกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปไว้ที่ 5,320 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11% ของมูลค่าตลาดบ้านเดี่ยวระดับบนทั้งหมด เติบโตจากปีที่ผ่านมา มีส่วนแบ่งตลาด 6% จากมูลค่าตลาด 121,574 ล้านบาท :ซึ่งคาดว่าในปี 2565 ตลาดบ้านระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป จะมีมูลค่ากว่า 47,017 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 37% จากตลาดรวมที่คาดว่าจะมีมูลค่า 127,888 ล้านบาท ด้าน นายวิลเลียม เจมส์ พาร์ค ไบร์ท, Director เอชเคแอล (ไทย ดีเวลลอปเม้นท์) จำกัด กล่าวว่า ฮ่องกงแลนด์ ยังคงทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ในการพัฒนาโครงการ เลค เลเจนด์ บางนา-สุวรรณภูมิ ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแนวคิดโครงการ การออกแบบ การก่อสร้างและควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงวางแผนการตลาด  และยังได้นำประสบการณ์จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับหรูในเมืองต่าง ๆ ทั่วเอเชีย มาพัฒนารูปแบบบ้านในโครงการ ให้เป็นคฤหาสน์หรูที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ในสไตล์ Modern Italian Lakeside Villa
MQDC เผยความสำเร็จ “ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์” บ้านอัลตร้าลักชัวรี่ ทำยอดขายแล้ว 4,700 ล้าน

MQDC เผยความสำเร็จ “ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์” บ้านอัลตร้าลักชัวรี่ ทำยอดขายแล้ว 4,700 ล้าน

MQDC เผยความสำเร็จ “ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์” บ้านอัลตร้าลักชัวรี่ ทำยอดขายแล้ว 4,700 ล้าน MQDC เผยสูตรความสำเร็จ “ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์” โครงการแบรนด์ระดับโลก ที่โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ สามารถทำยอดขายได้แล้ว 4,700 ล้าน คิดเป็นสัดส่วน 78% เหตุปั้นโปรเจ็กต์คุณภาพ ผนึกแบรนด์ระดับโลก ด้วยสุดยอดคอนเซ็ปต์โครงการที่ให้ความสำคัญการอยู่อาศัยใกล้ชิดธรรมชาติ ตอบโจทย์ลูกค้าต้องการบ้านระดับอัลตร้าลักชัวรี่   นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์  บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ​ MQDC เปิดเผยว่า “ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์” โครงการที่อยู่อาศัยแบรนด์ซิกส์เซนส์ โครงการแรกในประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์  ถนนบางนา-ตราด กิโลเมตรที่ 7 สามารถทำยอดขายบ้าน ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2565 ได้แล้วจำนวน 21 หลัง คิดเป็นมูลค่า 4,700 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนการขาย​ 78% จากทั้งหมด 27 หลัง โดยคาดว่าบ้านหลังแรกๆ จะเริ่มโอนได้ในไตรมาส 2 ปี 2567     “การที่ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อบ้านอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่าตลาดยังมีความต้องการอยู่ในระดับที่สูงมาก สำหรับบ้านในระดับอัลตร้าลักชัวรี่ในกรุงเทพฯ ที่ให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยใกล้ชิดธรรมชาติ รวมทั้งมีแนวทางการออกแบบและก่อสร้างที่เป็นคุณภาพระดับสูงสุด โดยในช่วง 30 วันแรกของการเปิดขาย สามารถขายบ้านได้ถึง 16 หลัง และจนถึงวันนี้ขายเพิ่มได้อีก 5 หลัง”   โดยปัจจัยความสำเร็จของยอดขายบ้านซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ นายกิตติพันธุ์ กล่าวว่า เกิดจากการผสมผสานสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดที่มากับแบรนด์ระดับโลก อย่างเดอะ ซิกส์เซนส์ เข้ากับคอนเซ็ปต์โครงการ ที่ให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยใกล้ชิดกับธรรมชาติ รวมทั้งมีการออกแบบและก่อสร้างคุณภาพระดับสูงสุด และการมีทำเลที่ตั้งอยู่ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ทำให้​ตลาดมีความต้องการสูงมาก สำหรับบ้านระดับอัลตร้าลักชัวรี่ดังกล่าว​   สำหรับบ้านในโครงการซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ เป็นบ้านเดี่ยว จำนวน 27 หลัง ที่มาพร้อมพื้นที่สวนของตัวเอง และมีทะเลสาบล้อมรอบ โดยตัวบ้านมีให้เลือก 3 ขนาด ตั้งแต่ 3-5 ห้องนอน พื้นที่ตั้งแต่ประมาณ 790 ตารางเมตร ไปจนถึงเกือบ 1,500 ตารางเมตร และมีราคาตั้งแต่ประมาณ 180 ล้านบาท ไปถึงมากกว่า 360 ล้านบาท     นายกิตติพันธุ์  กล่าวอีกว่า  บ้านในโครงการซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ทั้งหมด ทุกหลังรับประกันคุณภาพ 30 ปีโดย MQDC  มีการคัดเลือกวัสดุที่ดีที่สุด มีสเปกที่ดี ถือเป็นหนึ่งในที่อยู่อาศัยที่เรียกได้ว่าดีที่สุด  ซึ่งทุกหลังมาพร้อมกับบริการและสิทธิพิเศษตามแบบฉบับของบ้านแบรนด์ซิกส์เซนส์ รวมถึงบริการอำนวยความสะดวกที่ใส่ใจผู้อยู่อาศัย  ภายในโครงการยังมีคลับเฮ้าส์ และการบริหารจัดการดูแลในระดับพิเศษ เพื่อรักษาและคงความเป็นสังคมที่มุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพของการใช้ชีวิต และความยั่งยืน   โดยบริษัท Foster + Partners และ DT designs รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านสถาปัตยกรรมการออกแบบ  และ Six Senses Hotels Resorts Spas เป็นที่ปรึกษาด้านงานตกแต่งภายใน และภาพรวมโครงการ ซึ่งออกแบบให้บ้านทุกหลังในโครงการ ตั้งอยู่ท่ามกลางความธรรมชาติที่ร่มรื่นเขียวขจี มีบ่อออนเซนและสระว่ายน้ำ พร้อมวิวทะเลสาบ ช่วยทำให้การ​​ใช้ชีวิตทั้งภายในและภายนอกตัวบ้านได้อย่างกลมกลืน​   ภายในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ยังเป็นที่ตั้งของโรงแรมแห่งใหม่ในเครือซิกส์เซนส์ที่มีห้องพักประมาณ 85 ห้อง ซึ่งมีกำหนดจะเปิดให้บริการในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 โดย​​เจ้าของบ้านโครงการซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ จะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าใช้สถานที่ต่าง ๆ ของโรงแรมแห่งใหม่ในเครือซิกส์เซนส์ที่มีห้องพักประมาณ 85 ห้อง มีกำหนดเปิดให้บริการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 อาทิ ห้องพัก อาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้ง สปา รวมไปถึงบริการที่หลากหลาย ตั้งแต่การดูแลบ้าน บริการ baby-sitting ไปจนถึงบริการบัตเลอร์     นอกจากบ้านซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์  ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ แล้ว ยังมีที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่อื่น ๆ อยู่ภายในโครงการที่ขายดีด้วย ​ อาทิ บ้านแบรนด์ มัลเบอร์รี โกรฟ​ ที่สามารถทำยอดขายได้แล้ว 3,720 ล้านบาท ณ เดือนพฤษภาคม 2565 ซึ่งบ้านแบรนด์มัลเบอร์รี่ โกรฟ เป็น​บ้านสไตล์คลัสเตอร์โฮม “มัลเบอร์รี โกรฟ วิลล่า” ที่มุ่งตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ การอยู่ด้วยกันหลายเจนเนเรชั่น ในบ้านเดี่ยวหลาย ๆ หลัง บนพื้นที่บริเวณเดียวกัน  ซึ่งโครงการ มัลเบอร์รี โกรฟ วิลล่า มีบ้านทั้งหมด 37 หลัง มีให้เลือก 3 ขนาด ตั้งแต่ 4-6 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ประมาณ 1,000-1,700 ตารางเมตร   โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 398 ไร่ บนถนนบางนา-ตราด เส้นทางสู่พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่กำลังเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยพื้นที่ของโครงการ ประกอบไปด้วยพื้นที่สวนสาธารณะ ธรรมชาติ โครงการที่พักอาศัยหลากหลายแบรนด์ที่ตอบโจทย์หลากหลายไลฟ์สไตล์และช่วงวัย รวมไปถึงพื้นที่เพื่อกิจกรรมชุมชนต่างๆ และพื้นที่เชิงธุรกิจที่มุ่งเน้นส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี ท่ามกลางธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่มีคุณภาพ   บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ The Forestias – เมืองต้นแบบกลางป่าใหญ่ในกรุงเทพฯ THE FORESTIAS by MQDC ชูจุดเด่น ‘Imagine Happiness’ เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่มงบ 120,000 ล้านบาทใน 5 ปี  
ไนท์แฟรงค์  หวังเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว-จีนเปิดประเทศ  กระตุ้นตลาดคอนโดภูเก็ตฟื้นตัว

ไนท์แฟรงค์ หวังเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว-จีนเปิดประเทศ กระตุ้นตลาดคอนโดภูเก็ตฟื้นตัว

คอนโดภูเก็ต ไนท์แฟรงค์  ประเมินสถานการณ์ตลาดคอนโดภูเก็ตปี 65 ยังรอจีนเปิดประเทศ ให้เดินทางเข้ามาซื้อคอนโด กระตุ้นตลาดในภูเก็ตให้ฟื้นตัว หลังปี 64 ผู้ประกอบการไม่เปิดโปรเจ็กต์ใหม่ เร่งระบายสต็อกเก่า แต่ยอดขายยังแผ่วได้แค่ 615 ยูนิตเท่านั้น   นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตลาดคอนโดมิเนียมเมืองไทย ก็ได้รับผลกระทบพอสมควร ไม่ใช่แค่เรื่องพฤติกรรมการอยู่อาศัยที่ต้องการใช้พื้นที่มากขึ้นนั้นเท่านั้น แต่ฐานลูกค้าสำคัญกลุ่มใหญ่อย่างชาวต่างชาติ ก็หายออกไปจากตลาดด้วย เพราะไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศได้   ตลาดคอนโดที่ได้รับผลกระทบหนักสุด ก็คงเป็นตลาดคอนโดในเมืองท่องเที่ยว เพราะเป็นตลาดที่พึ่งพิงชาวต่างชาติเป็นหลัก อย่างตลาดคอนโดในจังหวัดภูเก็ต ที่ได้รับผลกระทบจากชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาเลือกซื้อคอนโดได้ ทำให้การเปิดตัวใหม่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน   นายณัฎฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า การมาของโรคระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2562 เป็นผลทำให้ภูเก็ตไร้แสงสีจากการขาดนักท่องเที่ยวเป็นระยะเวลามากว่าเกือบ 2 ปี ส่งผลต่อการขับเคลื่อนของภาคอสังหาริมทรัพย์  โดยเฉพาะตลาดคอนโดที่ซบเซาอย่างมาก เพราะเศรษฐกิจของภูเก็ตยังคงต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก จึงส่งผลให้ธุรกิจอสังหาฯ ในภูเก็ตได้รับผลกระทบโดยตรง ต่างชาตินิยมเข้ามาลงทุนอสังหาฯ ประเภทคอนโดในภูเก็ตอย่างมาก ​เพราะสามารถซื้อเก็บไว้เพื่อพักผ่อนในช่วงที่มาท่องเที่ยว และปล่อยเช่าในช่วงที่ไม่ได้เข้าพักในระหว่างที่กลับไปประเทศตนเอง ​ ในขณะที่แผนการเปิดประเทศในรูปแบบ Phuket Sandbox ที่เริ่มต้นขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2564 เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวกลับมาโดยเฉพาะชาวต่างชาติ ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวก็ให้ความสนใจและตั้งความหวังที่จะมาเที่ยวในภูเก็ต แต่ดูเหมือนว่าโครงการดังกล่าว ยังคงมีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้เศรษฐกิจของภูเก็ตยังไม่กลับมาได้ดีเท่าที่ควร และภาพรวมของตลาดคอนโด  ยังคงอยู่ในภาวะที่รอการฟื้นตัว​ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเลือกที่ไม่จะเปิดขายโครงการใหม่ในปีนี้ เพื่อระบายยูนิตที่เหลือขาย และรอประเมินสถานการณ์ต่อไปด้วย ปี 64 คอนโดภูเก็ต ไม่มีโปรเจ็กต์เปิดใหม่ คอนโดภูเก็ต ณ สิ้นปี 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 26,068 ยูนิต โดยตลอดทั้งปี 2564 ที่ผ่านมา ไม่มีคอนโดเปิดขายใหม่ เนื่องจากผู้ประกอบการยังรอดูสถานการณ์การท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ และปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศจึงส่งผลให้ต้องชะลอการแผนการเปิดขายโครงการใหม่ออกไปก่อน   จากการเก็บข้อมูลขอวฝ่ายวิจัยไนท์แฟรงค์ประเทศไทย พบ​คอนโดที่เปิดขายตั้งแต่ปี 2555-2564 อยู่พื้นที่ตามหาดต่าง ๆ ดังนี้ 1.หาดป่าตอง มีสัดส่วนเปิดขาย 15% 2.หาดบางเทา มีสัดส่วนเปิดขาย 13% 3.หาดกมลา มีสัดส่วนเปิดขาย 12% 4.หาดราไวย์ มีสัดส่วนเปิดขาย 12% 5.หาดสุรินทร์ มีสัดส่วนเปิดขาย 10% 6.หาดลายัน มีสัดส่วนเปิดขาย 8% 7.หาดกะรน มีสัดส่วนเปิดขาย 7% 8.หาดกะตะ มีสัดส่วนเปิดขาย 6% 9.หาดในยาง มีสัดส่วนเปิดขาย 6% 10.หาดไม้ขาว มีสัดส่วนเปิดขาย 5% 11.หาดในหาน มีสัดส่วนเปิดขาย 4% 12.หาดในทอน มีสัดส่วนเปิดขาย 2% คอนโดภูเก็ตขายได้ใหม่ 615 ยูนิต จำนวนคอนโดภูเก็ต ณ สิ้นปี 2564 ที่ขายได้แล้ว มีทั้งสิ้น 20,376 ยูนิต จากจำนวนทั้งหมด 26,068 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขาย 78.1% อัตราการขายปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.4% จากปี 2563 ที่มีอัตราการขาย​ 75.7% ปัจจุบันมียูนิตเหลือขายประมาณ 5,720 ยูนิต   ในปี 2564 มีจำนวนยูนิตขายได้ใหม่​ 615 ยูนิต  ซึ่งจำนวนยูนิตขายได้ใหม่ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวนยูนิตขายได้อยู่ที่ 1,956 ยูนิต จำนวนยูนิตขายได้ใหม่มีจำนวนลดลงอย่างต่อ เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยาวต่อเนื่องมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังภูเก็ตเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในจำนวนที่ต่ำเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในปี 2563   ขณะที่โครงการ Phuket Sandbox ของทางภาครัฐที่มีเข้ามาส่งเสริม เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาซื้อคอนโดที่เหลืออยู่ได้มากนัก   จำนวนยูนิตขายได้ใหม่เป็นกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ซึ่งเป็นผู้ซื้อชาวรัสเซียเกือบ​ 90% ชาวยุโรปและชาวจีน มีสัดส่วนเล็กน้อย ซึ่งกลุ่มดังกล่าวจะเป็นกลุ่มที่เข้ามาท่องเที่ยวในภูเก็ตเป็นประจำทุกปี โดยจะซื้อผ่านเอเย่นต์ในภูเก็ตที่จะคอยแนะนำโครงการที่น่าสนใจและเชื่อถือได้ เนื่องจากชาวต่างชาติจะเลือกซื้อโครงการที่สามารถบริหารเป็นโรงแรมและให้ผลตอบแทนค่าเช่าในแต่ละปี โดยเจ้าของห้องเองก็สามารถเข้าพักได้ในช่วงเวลาที่มาพักผ่อน  ส่วนที่เหลืออีก10% จะเป็นกลุ่มชาวไทยซึ่งจะซื้อคอนโดในลักษณะอยู่อาศัยเองเป็นบ้านพักหลังที่สองในช่วงเวลาที่มาพักผ่อน ราคาขายคอนโดภูเก็ตปรับขึ้น 1.6% ช่วงปลายปี 2564 คอนโดในจังหวัดภูเก็ต ที่เห็นวิวทะเลมีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 196,015 บาทต่อตารางเมตร ราคาขายปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.6% จากปี 2563  ที่มีราคาเสนอขายเฉลี่ยอยู่ที่ 192,758 บาทต่อตารางเมตร ส่วนราคาเสนอขายคอนโดมิที่เห็นวิวทะเลบางส่วน​มีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 97,541 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวลดลง 2.2% จากปี 2563 ซึ่งมีราคาเสนอขายเฉลี่ยอยู่ที่ 99,745 บาทต่อตารางเมตร และคอนโดที่ไม่เห็นวิวทะเลมีระดับราคาเสนอขายเฉลี่ยอยู่ที่ 76,526 บาทต่อตารางเมตร ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.45% จากปี 2564  ราคาเสนอขายคอนโดที่ไม่เห็นวิวทะเล มีราคาเสนอขายเฉลี่ยอยู่ที่ 76,184 บาทต่อตารางเมตร   ราคาขายคอนโด ที่เห็นวิวทะเลและไม่เห็นวิวทะเล มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย  เนื่องมาจากผู้ประกอบการมองว่าสถานการณ์กำลังจะเริ่มกลับมาดีขึ้น แม้อาจจะต้องใช้เวลา อีกทั้งหลายโครงการก็กำลังจะก่อสร้างแล้วเสร็จ ส่งผลให้ราคามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และคาดว่าหากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ราคาขายเฉลี่ยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 10-15% โดยเฉพาะบริเวณที่เห็นวิวทะเล ซึ่งสะท้อนได้จากยูนิตขายได้ในปีนี้  มีจำนวนมากกว่าบริเวณอื่น   ในขณะที่คอนโดบริเวณเห็นวิวทะเลบางส่วน กลับมีราคาเฉลี่ยติดลบ แม้บางโครงการใหม่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้ ที่มีทิศทางในแง่บวกจะมีการปรับราคาขึ้นบ้างแล้วก็ตาม แต่โครงการคอนโดในบริเวณนี้ บางส่วนที่มีการเปิดขายมานาน และยังไม่สามารถระบายยูนิตขายออกได้ จึงจำเป็นต้องให้ส่วนลดโครงการสูงถึง 40% จึงเป็นผลที่ทำให้ภาพรวมราคาเฉลี่ยบริเวณนี้ค่อนข้างติดลบ ลุ้นเศรษฐกิจฟื้นกระตุ้นตลาดคอนโดภูเก็ต การกลับมาฟื้นตัวของตลาดคอนโด ยังคงเผชิญกับความท้าทาย จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจของภูเก็ต ที่ขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยว  อย่างไรก็ตาม  สถานการณ์การท่องเที่ยวเริ่มกลับมาอีกครั้ง จากนโยบายของรัฐบาลที่เปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว ด้วยระบบ Test & Go ที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเลือกที่จะเข้ามายังประเทศได้ง่ายขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจของภูเก็ตให้ก้าวต่ออีกครั้ง ซึ่งส่งผลแง่บวกของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต   โดยคาดว่าในช่วงครึ่งปีแรก 2565 ตลาดคอนโดจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากกำลังซื้อของต่างชาติโดยเฉพาะนักลงทุนชาวรัสเซีย ที่เริ่มกลับมาซื้อตั้งแต่ในช่วงปลายปี 2564 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มชาวรัสเซียนั้น จะเป็นกำลังซื้อหลักในช่วงเวลานี้   อย่างไรก็ดี ตลาดคอนโดภูเก็ตอาจจะต้องรอระยะเวลาการฟื้นตัวสักพัก โดยที่ผ่านมาจะเห็นว่ากำลังซื้อหลักจะเป็นนักลงทุนชาวจีน แต่เนื่องจากการจำกัดการเดินทาง และตลาดรัสเซียที่หดหายไปในช่วงสภาวะสงครามที่ลากยาวขึ้น รวมถึงข้อจำกัดในการโอนเงินระหว่างประเทศ ส่งผลให้นักท่องท่องเที่ยวและนักลงทุนกลุ่มนี้หายไปเกือบหมด   แต่หากกลุ่มผู้ซื้อเหล่านี้กลับม าก็จะดึงความเชื่อมันในการซื้อที่อยู่อาศัยกลับมา ให้กับผู้ประกอบการได้อีกครั้ง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพที่จะทำให้ตลาดคอนโดกลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น แต่ในอนาคตหากมีสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศเกิดขึ้นอาจต้องรอประเมินสถานการณ์กันเป็นช่วง ๆ ต่อไป   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ไนท์แฟรงค์ มองตลาดอสังหาฯ 65 บ้าน 10 ล้านมาแรง ​คอนโด จ่อเปิดตัวใหม่ 10,000 ยูนิต
[PR News] เอพี ไทยแลนด์ ร่วมปลุกพลังในตัวเอง  จับมือพันธมิตร เปิดตัวโครงการ “เพราะฉันคือ…ฉัน #IamPower”   มอบโอกาสทางการศึกษาเพื่อไปได้ไกลกว่า   

[PR News] เอพี ไทยแลนด์ ร่วมปลุกพลังในตัวเอง จับมือพันธมิตร เปิดตัวโครงการ “เพราะฉันคือ…ฉัน #IamPower”  มอบโอกาสทางการศึกษาเพื่อไปได้ไกลกว่า  

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เอพียึดถือปฏิบัติมาเป็นเวลายาวนานและเสมอมาคือ การดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social, Governance: ESG โดยมีเป้าหมายหลักในการเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพ ‘คน’ ด้วยการสร้างทักษะแห่งอนาคต เพื่อสนับสนุนให้ทุกคนมีชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้ ผ่านโครงการต่างๆ ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง “เพราะฉันคือ…ฉัน #IamPower”   ทั้งนี้ บริษัทฯ ต้องการต่อยอดโอกาสในการเข้าถึงทักษะใหม่ๆ ให้แก่ “บุคคลผู้ด้อยโอกาส” เพื่อการเข้าถึงตลาดงานที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับบุคคลทั่วไป บริษัทฯ จึงร่วมกับ 4 พันธมิตรจัดทำโครงการ  เอ็มพาวเวอร์สังคมที่ชื่อว่า “เพราะฉันคือ…ฉัน #IamPower” เพื่อร่วมสนับสนุนให้บัณฑิตและเยาวชนผู้พิการ สามารถมีชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้ ด้วยการมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับบัณฑิตและเยาวชนผู้พิการให้ได้เข้าถึงทักษะแห่งอนาคตใหม่ๆ มุ่งส่งเสริมศักยภาพ สร้างพลังบวกให้บัณฑิตและเยาวชนผู้พิการมั่นใจและเชื่อมั่นในศักยภาพตนเอง พร้อมทลายทุกข้อจำกัดชีวิต บ่มเพราะทักษะใหม่ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง เพื่อโอกาสที่มากกว่าในการเข้าถึงตลาดงานที่มีคุณภาพ   “เพราะฉันคือ…ฉัน #IamPower” เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ได้แก่ 1. SEAC (ซีแอค) ผู้นำด้านการพัฒนาผู้บริหาร บุคลากรและองค์กร ที่มุ่งเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2. Vulcan Coalition (วัลแคน โคอะลิชั่น) ดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม โดยมีภารกิจหลักในการสร้างงานและรายได้ที่แท้จริงให้กับคนพิการ 3. Creative Talk (บริษัท ครีเอทีฟทอล์ค จำกัด) ผู้ริเริ่มจัดงาน CREATIVE TALK Conference ขึ้นในไทย   มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม การสนับสนุนให้คนพิการมีอาชีพและมุ่งลดช่องว่างของการจ้างงาน ซึ่งภายใต้โครงการ “เพราะฉันคือ…ฉัน #IamPower” จะประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลักที่มุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพ ‘บัณฑิตและเยาวชนผู้พิการ’ ซึ่งจะทำอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย Creative Talk Conference 2022 (CTC2022) งาน Conference แห่งปีที่รวบรวมความรู้และเทรนด์ที่น่าสนใจจากวิทยากรกว่า 100 ท่านที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี และกิจกรรม IW-Inclusive Workplace-เตรียมพร้อมเพื่อก้าวสู่โลกการทำงาน โปรแกรมเสริมสร้างทักษะและวิธีคิดที่จำเป็นกับความต้องการของโลกทำงานปัจจุบันและ ในอนาคต โดยงาน Creative Talk Conference 2022 ปีนี้จะถือเป็นครั้งแรกที่เราได้เตรียมพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ในมิติใหม่ๆ ให้กับน้องๆ บัณฑิตและเยาวชนผู้พิการทั้งล่ามภาษามือ ที่นั่ง เบรลล์บล็อก ตลอดทีมงานอาสาสมัคร หรือการรับชมผ่านระบบออนไลน์โดยบริษัทฯ ได้เตรียมโควตาบัตรพิเศษที่เรียกว่า Angel Ticket เพื่อมอบให้แก่น้องๆ บัณฑิตและเยาวชนผู้พิการ โดยมีพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้คำปรึกษาและวางแผนในครั้งนี้ ซึ่งงานจะจัดขึ้นในวันที่ 25-26 มิถุนายนนี้ ณ ไบเทค บางนา   ซึ่งบัณฑิตและเยาวชนผู้พิการที่สนใจเข้าร่วมรับฟังผ่านระบบออนไลน์ สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ได้ที่ https://bit.ly/CTCforPWDs ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 มิถุนายนนี้                     บทความน่าสนใจ 14 คำถามกับ AP เดินกลยุทธ์เติบโตอย่างไร ให้ได้รายได้  40,550 ล้าน AP WORLD  เปิดโลกแห่งอนาคตเพื่อคุณภาพชีวิต พร้อมเปิดตัว 6 โครงการใหม่ ‘เอพี ไทยแลนด์’ สานต่อวิสัยทัศน์ ‘AP WORLD’ เปิดตัวแนวคิด ‘PROJECT GROW’
ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แนะตลาดบ้าน-คอนโด ต้องต้องเฝ้าระวัง  5 เรื่องนี้

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แนะตลาดบ้าน-คอนโด ต้องต้องเฝ้าระวัง  5 เรื่องนี้

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ วิเคราะห์ตลาด 65 มีทั้งปัจจัยบวก-ปัจจัยลบ แนะ 5 เรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง เหตุธุรกิจยังต้องเผชิญผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพ  เงินเฟ้อพุ่ง ส่งผลความสามารถในการซื้อ การลงทุนในอสังหาฯ ​   แม้ว่าตอนนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะมีทิศทางที่ดีขึ้น จนจะมีการนำร่องให้ประชาชนใน 31 จังหวัด ไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่ในสถานที่โล่งแจ้ง ยกเว้นบุคคลใน 3 กลุ่มที่จะยังต้องสวมหน้ากากอนามัย คือ กลุ่มผู้ป่วยหรือกลุ่มเสี่ยง ผู้ที่อยู่ในสถานที่ปิดอากาศไม่ถ่ายเท และเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมคนจำนวนมาก   แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในภาพรวม โดยเฉพาะด้านภาวะเศรษฐกิจ ก็ยังไม่ได้กลับมาฟื้นตัวเป็นปกติ เหมือนก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาด ปัจจุบันกำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ยังคงชะลอตัว  ทำให้หลายธุรกิจจะต้องทำการตลาด ด้วยแคมเปญการส่งเสริมการขาย และโปรโมชั่น เพื่อกระตุ้นยอดขายให้กลับ​มามากขึ้น   ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ก็ไม่ต่างจากหลายธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ แต่ปี 2565 นี้มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น เห็นได้จากความมั่นใจของผู้ประกอบการ ที่ประกาศแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการคอนโดมิเนียม ที่เคยหยุดหรือชะลอแผนการเปิดตัวไว้ ก็กลับมาเปิดตัวกันมากขึ้นกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา   การเติบโตของธุรกิจอสังหาฯ ในปีนี้ คงมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ที่เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความสำเร็จให้กกับผู้ประกอบการ ​ซึ่งมีอะไรบ้างนั้น ล่าสุด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือ ​REIC ได้ทำรายงาน  ดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ (หมวดที่อยู่อาศัย) ที่ใช้ข้อมูลในด้านอุปสงค์และอุปทานในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เพื่อประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ พร้อมกับฉายภาพ สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ​ - ปริมณฑล ในไตรมาส 1/2565 และแนวโน้มของภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในช่วงปี 2565 นี้ ว่าจะเป็นไปในทิศทางใดบ้าง ดร.วัยชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ​เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 1 ปี 2565 ภาคธุรกิจอสังหาฯ ยังต้องเผชิญกับปัจจัยลบที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อค่าครองชีพ และเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อหรือลงทุนในอสังหาฯ  ขณะเดียวกัน ยังพบความเคลื่อนไหวของภาวะตลาด ทั้งด้านซัพพลายและดีมานด์ ที่น่าสนใจในหลายประเด็น โดยสรุปได้ดังนี้ สรุปภาพรวมสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย กรุงเทพฯและปริมณฑล ไตรมาส 1 ปี 2565 ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนย่อตัว 27.1% จำนวนยูนิตที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน ระหว่าง ม.ค. - มี.ค. 2565 แต่ละเดือนยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาพรวมไตรมาส 1/2565 ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนมีการย่อตัวลง 27.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) มียูนิตสร้างเสร็จจดทะเบียน ลดลง 33.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งอาจจะภาพสะท้อนถึงจำนวนยูนิตที่เปิดใหม่น้อยลงอย่างมากในปีที่ผ่านมา   คาดการณ์ว่า จำนวนยูนิตที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน จะทยอยเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2-4 ซึ่งจะมีอัตราการขยายตัวสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และภาพรวมทั้งปี 2565 จำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน จะขยายตัวประมาณ 22.1 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า   จากตัวเลขจำนวนยูนิตที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรร และที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน ที่ลดลงในไตรมาส 1/2565 แต่มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในไตรมาส 2- 4 สะท้อนให้เห็นว่า การเกิดขึ้นของซัพพลายใหม่จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของกำลังซื้อที่จะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง และรองรับความต้องการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงปลายปีนี้​ เพื่อได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ และค่าจดจำนอง ซึ่งจะหมดเวลาในปลายปี 2565 นี้ Q1/65 เปิดตัวใหม่สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนโควิด-19 -ระหว่างเดือน ม.ค.- มี.ค. 2565 ในแต่ละเดือนมีการเปิดตัวใหม่ ประมาณ 9,000 - 12,500 ยูนิตต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งมีการเปิดตัวเฉลี่ย 8,300 ยูนิต​ต่อเดือน   -ภาพรวมในไตรมาส 1/2565 มีการเปิดตัวใหม่ 31,477 ยูนิต มูลค่า 117,384 ล้านบาท​ มีการขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 227.5% และ 161.7% ตามลำดับ   -จำนวนยูนิตที่เปิดตัวใหม่ในไตรมาส 12565 ส่วนมากเป็นอาคารชุดถึง 20,536 ยูนิต ขยายตัว 421.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน   -คาดว่ายูนิตเปิดตัวใหม่จะย่อตัวลงในไตรมาส 2/2565 อย่างชัดเจน เนื่องจากมีการเปิดตัวมากในไตรมาส ​1/2565 แต่จะมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในไตรมาสที่ 3 และ 4 เพื่อรองรับการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง   -คาดว่าภาพรวมทั้งปี 2565 จะมีการขยายตัวของยูนิตเปิดตัวใหม่เป็น 79,501 ยูนิต เพิ่มขึ้น 54.3% และมีมูลค่า 413.022 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88.6% โดยคอนโดจำนวนขยายตัวเพิ่มขึ้น 96.8% มากกว่าบ้านแนวราบที่เพิ่มขึ้น 51.0%   -ที่อยู่อาศัยที่เปิดตัวใหม่ แบ่งเป็น คอนโด​ 65.2% ทาวเฮ้าส์ ​19.7%  บ้านเดี่ยว ​ 8.8% บ้านแฝด  5.4% และ อาคารพาณิชย์ ​0.8%   -ทำเลของยูนิตบ้านแนวราบที่เปิดตัวใหม่มาก 5 พื้นที่ ตามลำดับ คือ บางพลี คลองหลวง บางบัวทอง บางบ่อ และบางเสาธง   -ทำเลของยูนิตคอนโดที่เปิดตัวใหม่มาก 5 พื้นที่ ตามลำดับ คือ บางนา ห้วยขวาง บางซื่อ จตุจักร และ เมืองปทุมธานี   -โดยภาพรวมที่อยู่อาศัย สัดส่วนการเปิดตัวตามระดับราคา มีดังนี้  ระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท สัดส่วน 26.0%, 2 - 3 ล้านบาท สัดส่วน 22.4% ระดับราคา 1 - 1.5 ล้านบาท สัดส่วน19.6% -บ้านแนวราบ มีการเปิดตัวตามระดับราคา ดังนี้ ระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท สัดส่วน 36.0% ระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท สัดส่วน 20.9% ระดับราคา​ 5 -7.5 ล้านบาท สัดส่วน 15.7%   -คอนโด มีการเปิดตัวตามระดับราคา ดังนี้ ระดับราคา 1 - 1.5 ล้านบาท สัดส่วน 29.5% ระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท สัดส่วน 23.2% ระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท สัดส่วน 20.6% โอนกรรมสิทธิ์ไตรมาสแรก ลดลง 4.8% -จำนวนยูนิตโอนกรรมสิทธิ์ ระหว่าง ม.ค. - มี.ค. 2565 แต่ละเดือนต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยภาพรวมไตรมาส 1/2565 มีจำนวนยูนิตโอนกรรมสิทธิ์ 31,477 ยูนิต ลดลง​ 4.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของไวรัส และสงครามรัสเซียและยูเครน ซึ่งทำให้เกิดภาวะน้ำมันแพงขึ้นและค่าครองชีพสูงขึ้น ส่วนมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ ระหว่าง ม.ค. - มี.ค. 2565 มีลักษณะเช่นเดียวกับยูนิตโอนกรรมสิทธิ์   -แต่คาดภาพรวมทั้งปีจะมีการขยายตัวของยูนิตโอนกรรมสิทธิ์ 2.0% โดยยูนิตการโอนกรรมสิทธิ์จะมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 2 - 4 โดยเฉพาะไตรมาส 4 จะมีการเร่งตัวของการโอนกรรมสิทธิ์เนื่องจากจะสิ้นสุดมาตการกระตุ้นฯ   -จำนวนยูนิตที่มีการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด สัดส่วน 23.4% คือ คอนโดในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท รองลงมาคือ ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท สัดส่วน 19.4% และราคา 3 - 5 ล้านบาท สัดส่วน 18.1%   -แต่ในภาพรวมแล้ว ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีการโอนกรรมสิทธิ์มากสุดถึง 66.7% ซึ่งเป็นระดับราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อส่วนใหญ่ และเป็นระดับราคาที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ   -ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์กระจุกตัวอยู่ที่บ้านระดับราคา เกินกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ถึง 68.7% ซึ่งพบว่า ระดับราคา มากกว่า 10 ล้านบาท มีสัดส่วนมากที่สุดถึง 27.0%  รองลงมา คือ 3- 5 ล้านบาท สัดส่วน 20.7% และราคา 2 - 3 ล้านบาท สัดส่วน​ 17.3%   -สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ของที่อยู่อาศัยมือสองมีการเพิ่มขึ้นเป็น 49.5% จาก 39.2% ในไตรมาส 4/2564 และมีสัดส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นเป็น 33.4% จาก 27.3% โดยเพิ่มขึ้นในทุกระดับราคา แต่มีสัดส่วนที่สูงกว่า 50%ในระดับราคาไม่เกิน 2.0 ล้านบาท ขณะที่ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท มีสัดส่วนมากกว่า 80% ภาพของตลาดเช่นนี้สะท้อนว่า ตลาดที่อยู่อาศัยมือสอง เป็นตลาดที่มีการขยายตัวจากผลของมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เช่นกัน ปรากฏการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2565 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดอสังหาฯ จะกลับมาคึกคัก จากการเปิดตัวใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการหันมาทำการตลาด และการส่งเสริมการขายกันมากขึ้น สร้างบรรยากาศการซื้อขายอสังหาฯ ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิดแพร่ระบาด แต่ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ มองว่ายังคงต้องมีหลายเรื่องที่เราจะต้องเฝ้าระวัง จับตามอง รวมถึง ต้องมาดูสภาพความเป็นจริงกันว่า จะมีปัจจัยบวก ปัจจัยลบอะไรบ้าง ที่จะมาส่งผลต่อตลาดอสังหาฯ ในปีนี้   สำหรับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2565 ศูนย์ข้อมูลฯ มองว่ามี 5 เรื่องสำคัญ ดังนี้ 1.การเปิดตัวโครงการใหม่ ๆ ทั้งบ้านแนวราบและคอนโด​จะเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2564 โดยคอนโดมีสัดส่วนที่สูง เนื่องจากมี Stock ที่ลดลง และราคาที่ดินแพงขึ้น   2.บ้านแนวราบยังคงได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อบ้านมาก แต่ประเภททาวเฮ้าส์จะยังคงมีซัพพลายคงเหลือในตลาดมาก   3.คอนโดเริ่มฟื้นตัว จากผู้ที่ต้องการซื้อเพื่อการอยู่อาศัยและการซื้อเพื่อการลงทุนมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนใน 2 กลุ่มเป็นหลัก คือ กลุ่มไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และ กลุ่มลักชัวรี่   4.โครงการที่อยู่อาศัยที่เกิดขึ้นใหม่อาจปรับลดโปรโมชั่นส่วนลดและของแถมลงบ้างเพื่อรักษาราคาประกาศขายให้อยู่ใกล้เคียงกับโครงการในปัจจุบัน   5.บ้านมือสองที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากค่าธรรมเนียม และมีราคาและทำเลที่สอดคล้องกับความสามารถของกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มรายได้น้อย/ปานกลาง คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสองจะมีการขยายตัวต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยเฉพาะบ้านราคาต่ำ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจบ้านมือสอง 6 ปัจจัยบวกในปี 2565 สำหรับปัจจัยบวกที่จะเข้ามาหนุนให้ตลาดอสังหาฯ เติบโต หรือฟื้นตัวมาจากช่วงก่อนหน้านั้น ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ มองว่ามี 6 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้ 1.มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ (ลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองเหลือประเภทละ 0.01 % รวมถึง ขยายไปสู่บ้านมือสองด้วย) ยังคงมีผลถึงสิ้นปี 2565   2.มาตรการผ่อนปรน LTV ของ ธปท. จะช่วยให้มีการซื้อบ้านสัญญาที่ 2 และ 3 เพื่อการอยู่อาศัยและเพื่อการลงทุนมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น   3.สภาพคล่องของธนาคารมีมากพอสำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ และเริ่มมีการแข่งขันการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้น   4.ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่ค่อย ๆ พื้นตัวจากมาตรการต่าง ๆ ของรัฐ และการเปิดประเทศ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากภาคธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว   5.กลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก ฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2564 ทำให้ เกิดกำลังซื้อใหม่ๆ   6.ผู้ประกอบการยังคงมีการออกโปรโมชั่น การลดราคาขาย การให้ของแถมต่าง ๆ ต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุน 7 ปัจจัยเสี่ยงฉุดตลาดอสังหาฯ ปี 65 ถึงแม้ว่าปีนี้จะมีหลายปัจจัยบวก  แต่ด้านปัจจัยลบก็ยังคงมีอยู่เช่นกัน โดย ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ มองว่าจะมี 7 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังในการทำธุรกิจอสังหาฯ ปีนี้ คือ   1.อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง   2.การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงมีผลในการฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ แม้ว่าความรุนแรงจะลดลง   3.สภาวะการจ้างงาน และการมีรายได้ของประชาชน ในภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการ ยังคงอยู่ในภาวะการฟื้นตัวช้า   4.ภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่สูงถึงประมาณ 90% ของ GDP ทำให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางในกลุ่มอาชีพอิสระ จะเข้าถึงสินเชื่อได้ยากเช่นเดียวช่วงปีที่ผ่านมา   5.ภาวะการเพิ่มขึ้นของ NPL ของสถาบันการเงิน อาจจะส่งผลให้สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อต่อไป   6.ต้นทุนค่าก่อสร้างแพงขึ้น ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยโครงการใหม่ อาจมีการปรับราคาขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง   7.กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เป็นกำลังซื้ออาคารชุด ยังคงเข้ามาในประเทศน้อย จากผลกระทบของโควิด-19 และสงครามยูเครนและรัสเซีย ทำให้ความต้องการซื้ออาคารชุดภาพรวมฟื้นตัวช้า 5 สิ่งที่ต้องระมัดระวังในปี 65 นอกจากปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องนำมาใช้เป็นปัจจัยพิจารณาในการทำธุรกิจแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องเฝ้าระมัดระวังอีก 5 เรื่องด้วย ที่ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แนะนำไว้มีดังนี้ 1.ภาวะสงครามรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และภาวะค่าครองชีพของประชาชน   2.การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น และส่งผลต่อความต้องการซื้ออสังหาฯ ได้   3.บ้านมือสองอาจจะเป็นสินค้าทดแทนบ้านใหม่ ผู้ประกอบการบ้านใหม่ต้องให้ความสนใจศึกษาก่อนการพัฒนา   4.ราคาวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงาน อาจส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้า และอาจทำให้แผนการส่งมอบล่าช้า ซึ่งอาจจะส่งผลต่อปริมาณการโอนกรรมสิทธิ์ และการระบาย backlog ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์   5.จากภาวะค่าคองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวรายได้ช้า หากมีการเกิด NPL เพิ่มขึ้น สถาบันการเงินอาจจะมีนโยบายสินเชื่อที่เข้มงวดต่ออีกในปี 2565 จะส่งผลต่อกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีความไม่แข็งแรงไม่สามารถขอสินเชื่อได้ แต่สถาบันการเงินอาจจะขยายสินเชื่อ Refinance เพิ่มขึ้นแทน​   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ตลาดอสังหาฯ 6 เดือนแรกยังชะลอตัว โค้งท้าย 64 ยังลดต่อรออีก 4 ปีฟื้นตัวปกติ​ -REIC คาดตลาดอสังหาฯ ปี 64 แย่สุดทั่วประเทศติดลบ 20%
แสนสิริ  เดินหน้าโปรเจ็กต์ “กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้”  เปิดอีก 3 โครงการ 9,300 ล้าน

แสนสิริ เดินหน้าโปรเจ็กต์ “กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้” เปิดอีก 3 โครงการ 9,300 ล้าน

กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้ 4 เหตุผล แสนสิริ เดินหน้าพัฒนาโปรเจ็กต์คอนเซ็ปต์ “คอมมูนิตี้” ยึดโซนตะวันออก ปั้น “กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้” มูลค่า 30,000 ล้าน ปีนี้เปิดอีก 3 โปรเจ็กต์ 9,300 ล้าน ต่อยอดควาสำเร็จจาก T77 หนุนเป้าหมายรายได้ 24,000 ล้าน   ดูเหมือนว่าการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ในรูปแบบของ “คอมมูนิตี้” ด้วยคอนเซ็ปต์การสร้างชุมชนที่พักอาศัย ซึ่งมีหลายโครงการ หลายระดับราคา พัฒนาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จะเป็นรูปแบบที่น่าสนใจสำหรับดีเวลลอปเปอร์ เพราะสามารถสร้างความได้เปรียบในการดำเนินธุรกิจ และยังทำผลกำไรได้สูงกว่าการพัฒนาในลักษณะโครงการเดี่ยว ๆ   แต่การจะพัฒนาโครงการในลักษณะดังกล่าวได้ ผู้ประกอบการจะต้องมีความสามารถในการจัดหาที่ดิน ซึ่งไม่ใช่แค่ปริมาณที่ดินซึ่งมีจำนวนมากเท่านั้น แต่ต้องอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ สำหรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยด้วย  คงต้องมีแบรนด์โครงการหลายระดับราคา และหลายกลุ่มเป้าหมาย  ที่สำคัญต้องสามารถพัฒนาคอนเซ็ปต์ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า รวมถึงสร้างโครงการให้มีความน่าสนใจด้วย   ปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายรายที่พัฒนาโครงการในคอนเซ็ปต์ “คอมมูนิตี้”  หรือการมีหลายโครงการย่อยในโครงการใหญ่ ในลักษณะของการมิกซ์โครงการหลากหลายรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) โดยล่าสุด พัฒนาโครงการ กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้ บนเนื้อที่ 500 ไร่   นายอุทัย  อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฎิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรุงเทพฯ กำลังเติบโตสู่เมืองขยาย เกิดเป็น “คอมมูนิตี้ ในเมืองใหญ่” คล้ายการเติบโตเมืองใหญ่ทั่วโลก เช่น ย่านการเติบโตต่าง ๆ ของประเทศญี่ปุ่น อาทิ ย่านอาซาคูซะ ย่านชิบูย่า ย่านกินซ่า ย่านชินจูกุ การจับกลุ่มของเมืองย่อยหรือ Cluster จะเกาะกลุ่มด้วยโลเคชั่นใกล้สถานีรถไฟฟ้าต่อขยายออกไปเรื่อย ๆ สิ่งอำนวยความสะดวกจะไม่รวมอยู่ในศูนย์กลางกรุงเทพชั้นใน แต่จะกระจายออกไปยังพื้นที่อยู่อาศัยโดยรอบกรุงเทพฯประกอบกับโครงข่ายการคมนาคมที่ทำให้การเดินทางเข้าสู่เมืองง่ายมากขึ้น   โดยโครงการในคอนเซ็ปต์คอมมูนิตี้ ที่ประสบความสำเร็จและพัฒนามาก่อนหน้านี้ คือ ​โครงการ T77 คอมมูนิตี้ บนเนื้อที่กว่า 50 ไร่ ในซอยสุขุมวิท 77 ซึ่งภายในโครงการประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 6 โครงการ ได้แก่ Blocs Sukhumvit 77, THE BASE Sukhumvit 77, THE BASE Park West, THE BASE Park East, hasu HAUS และ mori HAUS มีอีก 1 โครงการทาวน์เฮ้าส์ ได้แก่ Garden Square โดยคาดว่ามีจำนวนผู้พักอาศัยรวมกว่า 10,000 ครอบครัว   นอกจากที่พักอาศัยที่ “แสนสิริ” พัฒนาขึ้นแล้ว ในโครงการ T77 ยังมี Park Court Grand Apartment  ​อพาร์ทเมนท์ระดับพรีเมียมจากมั่นคงเคหะการ  และศูนย์การค้า Habito (ฮาบิโตะ) ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรกจากแสนสิริ โรงเรียนนานาชาติอย่าง Bangkok International Preparatory and Secondary School (บางกอกเพรพ) 4 เหตุผลปั้นโปรเจ็กต์ “คอมมูนิตี้” สำหรับข้อดีของการพัฒนาโครงการในรูปแบบคอมมูนิตี้ ที่แตกต่างจากการพัฒนาโครงการเดี่ยว ๆ ว่า สิ่งสำคัญคงจะเป็น 4 เหตุผลนี้ คือ 1.ต้นทุนที่ดินคุ้มค่า-มีมูลค่าเพิ่มในอนาคต การพัฒนาโครงการในลักษณะนี้ แสนสิริ วางคอนเซ็ปต์ของการจัดซื้อที่ดินต้องมีขนาดเริ่มต้น 300 ไร่ แล้วจะทยอยซื้อเพิ่มในพื้นที่รอบข้าง เพื่อให้ได้มีแปลงที่ดินขนาดใหญ่ เพื่อการพัฒนาโครงการหลายโครงการได้ ซึ่งเมื่อการซื้อที่ดินขนาดใหญ่ จะมีโอกาสได้ราคาที่ถูกกว่าซื้อแปลงเล็ก ขณะเดียวกันที่ดินเมื่อซื้อมาแล้วยังไม่ได้พัฒนา จะได้มูลค่าเพิ่มขึ้นตามราคาของที่ดินที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของที่ดินในการพัฒนาโครงการถูกกว่าโครงการเดี่ยว ๆ   นายอาณัติ  กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ราคาที่ดินของโครงการกรุงเทพกีฑา คอมมูนิตี้ ซึ่งซื้อมาเมื่อ 5-6 ปีก่อน ปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นแล้วกว่าเท่าตัว ขณะที่ราคาที่ดินในโซนกรุงเทพกรีฑาพุ่งขึ้นถึง 150% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และราคาที่ดินช่วงต้นถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ (ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า) ล่าสุดอยู่ที่ตารางวาละ 140,000 บาท  ​ 2.การวางผัง-ออกแบบโครงการได้สวยงาม จุดขายสำคัญของโครงการบ้านแนวราบ นอกจากตัวบ้านที่จะต้องสวยงามและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแล้ว สิ่งหนึ่งที่ถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อบ้าน คือ พื้นที่ส่วนกลางของโครงการ และระบบสาธารณูปโภคภายในโครงการ การที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ทำให้สามารถวางผังโครงการได้สวยงาม และมีการวางระบบสาธารณูปโภคภายในได้ดีกว่า เพราะเป็นการแชร์ต้นทุนการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางของแต่ละโครงการย่อย 3.ต้นทุนต่ำกว่ากำไรมากกว่า จากการที่แต่ละโครงการได้มีการแชร์ระบบสาธารณูปโภค เช่น ถนน ที่ใช้ร่วมกัน ทำให้ต้นทุนการพัฒนาถูกกว่าโครงการที่พัฒนาเดี่ยว ๆ ตามหลักการของ Economy of scale นั่นเอง เพราะแค่อำนาจการต่อรองเรื่องการซื้อที่ดิน หรือการจัดซื้อวัสดุต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้ในโครงการขนาดใหญ่แบบนี้ ก็ย่อมจะได้ราคาสิ่งของต่าง ๆ คุ้มค่ากว่า หรือแม้แต่ประโยชน์จากราคาที่ดินที่ซื้อมาในอดีต แล้วพัฒนาขายในปัจจุบัน จากราคาตลาดที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้โครงการได้เปรียบ  แน่นอนย่อมส่งผลทำให้กำไรของโครงกาขนาดใหญ่สูงกว่า อย่างน้อย ๆ อัตรากำไรขั้นต้นจะมากกว่า ไม่ต่ำกว่า 2% 4.อัตราการขายดีกว่า การมีหลายโครงการรวมอยู่ในโครงการเดียวกัน แม้ว่าจะใช้ทีมเซลล์ขายคนละทีม แต่การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยส่งเสริมให้การขายดีขึ้น เพราะหากลูกค้าเข้ามาดูโครงการแล้วมีความต้องการที่ไม่ตรงโจทย์กับโครงการนั้น เซลล์สามารถส่งต่อลูกค้าไปให้โครงการอื่น ๆ ในเครือได้ รวมถึง โครงการสามารถนำเสนอบ้านในระดับราคาตามศักยภาพในการซื้อของลูกค้าได้  เพราะมีสินค้าหลายระดับราคา ซึ่งโครงการกรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้ มีบ้านขายตั้งแต่ราคา 12-95 ล้านบาท ​ โครงการกรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้ มีอัตราการขายเฉลี่ยเดือนละ 8 ยูนิต ซึ่งถือว่าสูงมาก มีราคาขายเฉลี่ย 14-35 ล้านบาท แต่ละโปรเจ็กต์น่าจะรับรู้รายได้ปีละ 1,000 ล้านบาท ​  กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้ มีบ้านอะไรบ้าง  สำหรับ โครงการ “กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้” (Krungthep Kreetha Community) บนเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ โดยเปิดโครงการไปแล้ว 2โครงการ ได้แก่ ​ โครงการบ้านเดี่ยว เศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา และเศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา 2 บนพื้นที่รวม 155 ไร่ มูลค่าโครงการรวม 7,500 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการปิดการขายเรียบร้อยแล้ว   ส่วนในปีนี้จะเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวระดับบนในปีนี้อีก 3 โครงการ มูลค่ารวม 9,300 ล้านบาท  ได้แก่ -นาราสิริ กรุงเทพกรีฑา พื้นที่โครงการ 57 ไร่ มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท จำนวน 86 ยูนิต วางแผนเปิดตัวในเดือนตุลาคมนี้   -บุราสิริ กรุงเทพกรีฑา พื้นที่ 85 ไร่ มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท จำวน 276 ยูนิต ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ที่ให้ความสนใจพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยร่วมกันในทำเลนี้ ซึ่งจะเปิดตัวในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้   -โครง​การ “บูก้าน กรุงเทพกรีฑา” พื้นที่ 19 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท โครงการบ้านเดี่ยวขนาด 3 ชั้น พร้อมลิฟท์และสระน้ำส่วนตัว จำนวน 48 ยูนิต เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการแรก ที่ได้รับการตอบรับดี กับโครงการบูก้าน โยธินพัฒนา   ภายในโครงการยังมีพื้นที่สำหรับการพัฒนาโครงการในอนาคตอีก ประมาณ  180 ไร่ สำกรับการพัฒนาโครงการใหม่ได้อีก 3-4 โปรเจ็กต์ ซึ่ง “แสนสิริ” วางแผนพัฒนาระหว่างปี 2566-2568 ซึ่งภายในโครงการทั้งหมด คาดว่าจะมีโครงการบ้านรวม 8-9  โครงการ  มูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท สำหรับปีนี้ แสนสิริ วางเป้าหมายรับรู้รายได้และยอดขาย จากโครงการแนวราบ 24,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาทำรายได้ 22,400 ล้านบาท  ซึ่งในช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมา ​ แสนสิริ มียอดขายจากโครงการแนวราบแล้วไปแล้ว 8,600 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 40% จากเป้ายอดขายในปีนี้  ส่วน 3 โครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในโครงการกรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้ คาดว่าจะรับรู้รายได้ 500 ล้านบาท   ในปีหน้า แสนสิริ ยังวางแผนพัฒนาโครงการในคอนเซ็ปต์ คอมมูนิตี้ ต่อ โดยจะอยู่ในย่านบางบัวทอง ใกล้ห้างเซ็นทรัลเวสต์เกต ซึ่งมีที่ดินรองรับแล้วประมาณ 200 ไร่ และยังจะมีการซื้อที่ดินเพิ่มเติมมาพัฒนาด้วย ซึ่งต้องดูว่าจะมีรูปแบบอย่างไร และมีแบรนด์โครงการอะไรบ้าง   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -แสนสิริ ปั้นทาวน์โฮม เมืองท่องเที่ยวในฝัน เปิดสิริ เพลส 6 โครงการ 4,200 ล้าน​ -[PR News] แสนสิริจับมือ​ขายหัวเราะ ส่ง​แคมเปญ “บ้านนี้ ฮะ ฮะ ฮ่า” กวาดยอดขาย 8,200 ล้าน
สิงห์ เอสเตท  ขอท้าทายตัวเอง กับกลยุทธ์ RISE ABOVE  พร้อมแผน 5 ปีปั้นโปรเจ็กต์บ้านหรู 52,000 ล้าน

สิงห์ เอสเตท ขอท้าทายตัวเอง กับกลยุทธ์ RISE ABOVE พร้อมแผน 5 ปีปั้นโปรเจ็กต์บ้านหรู 52,000 ล้าน

สิงห์ เอสเตท กางแผน 5 ปี ปั้นโปรเจ็กต์บ้านหรูมูลค่ารวม 52,000 ล้าน ด้วยกลยุทธ์ RISE ABOVE การเติบโตเหนือความคาดหวัง เดินสู่เป้าหมายรายได้ 10,000 ล้าน พร้อมลุยตลาดลักชัวรี่ เปิด 3 เซ็กเมนต์ใหม่ จับตลาดบ้านหรู 10-100 ล้าน ประเดิมโปรเจ็กต์แรก  “ศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส” 2,900 ล้าน เติมรายได้ปี 65 สู่เป้า 4,400 ล้าน   ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบัน สิ่งที่เห็นชัดเจนนอกเหนือจากเรื่องความสะอาด สุขอนามัยที่ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษแล้ว ก็คือ การลดความเสี่ยงจากการออกไปเจอผู้คนมากมาย หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม ซึ่งนำมาถึง วิถีชีวิตการทำงานในรูปแบบ Work from Home หรือการทำงานจากที่บ้าน   แม้ปัจจุบันการทำงานจากที่บ้าน จะลดน้อยลง หลายองค์กรเริ่มให้พนักงานกลับเข้าทำงานที่ออฟฟิศกันมากขึ้น แต่ก็มีผู้คนไม่น้อยที่ยังทำงานจากที่บ้าน หรือจากที่ไหนก็ได้ ที่สำคัญ ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับการไม่ต้องนั่งทำงานประจำที่ออฟฟิศทุกวันแล้ว เพราะบทพิสูจน์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของงานไม่ได้ลดน้อยลง แม้พนักงานจะทำงานจากที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้  ​   การที่ไวรัสโควิด-19 ได้มาเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเช่นนี้ ยังได้ส่งผลต่อเนื่องมาถึง พฤติกรรมการเลือกอยู่อาศัยของคนยุคปัจจุบัน ในการเลือกที่พักอาศัยซึ่งมีพื้นที่มากขึ้น เพราะต้องมีสถานที่สำหรับการทำกิจกรรมต่าง ๆ เวลาอยู่บ้าน ทำให้ตลาดบ้านแนวราบในช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา เติบโตได้อย่างดี ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมก็ชะลอตัวลง เพราะโครงการใหม่แทบจะไม่มีเปิดตัวออกมา แม้ว่ายังมียอดซื้อยอดขายคอนโดอยู่บ้าง แต่นั่นก็คือ สต็อกเก่าที่ผู้ประกอบการมีอยู่แล้วในมือ   เมื่อเทรนด์การอยู่อาศัย และการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบัน ใช้เวลาภายในบ้านมากขึ้น บรรดาดีเวลลอปเปอร์จึงต้องปรับตัวตามความต้องการของลูกค้า ผู้ประกอบการจำนวนมาก จึงหันมาพัฒนาโครงการบ้านแนวราบ ออกมารองรับกับความต้องการของตลาดที่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง  ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ล่าสุด กลุ่มธุรกิจพักอาศัย ของสิงห์ เอสเตท ก็ประกาศแผนธุรกิจระยะ 5 ปี (ปี 2565-2569) กับตัวเลขที่จะพัฒนาโครงการออกมาขายมีมูลค่ารวมมากถึง 52,000 ล้านบาท พร้อมกับรายได้รวม 34,000 ล้านบาท ซึ่งในปีที่ 5 จะมีรายได้ระดับ 10,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีรายได้ 2,221 ล้านบาท ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าจะทำรายได้ 4,400 ล้านบาท   นายณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจพักอาศัย บริษัท​ สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ​เปิดเผยว่า ด้วยเทรนด์ในปัจจุบันที่คนอยู่บ้านนานขึ้น มองหาบ้านที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ บ้านจึงต้องให้ความสุขได้ตลอด 24 ชม. ที่สำคัญต้องตอบโจทย์ฟังก์ชั่นที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ยังต้องเป็นที่สังสรรค์ และที่ทำงานแบบ Work from home ได้ด้วย สิงห์ เอสเตทจึงได้นำแนวคิดนี้มาออกแบบโครงการที่พักอาศัยแนวราบ และเพื่อต่อยอดจากความสำเร็จที่สามารถปิดการขายโครงการบ้านสันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภคของตลาดระดับบน โดยสิงห์ เอสเตท ตอกย้ำจุดยืนในการสร้างคุณค่าและความยั่งยืนให้ทุกชีวิต หรือ Enriching Life ด้วยความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ใส่ใจ และมุ่งมั่นพัฒนาโครงการให้เป็น Best In Class เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ด้วยคุณภาพในระดับสากล  ควบคู่ไปกับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม RISE ABOVE กลยุทธ์ สิงห์​ เอสเตท สู่รายได้​ 3.4 หมื่นล. สำหรับกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโต และการเดินหน้าตามแผนเพื่อไปสู่เป้าหมาย พัฒนาโครงการรวมมูลค่า 52,000 ล้านบาท และสร้างรายได้รวม 34,000 ล้านบาทนั้น คือ “RISE ABOVE” ที่สิงห์ เอสเตท จะพัฒนาสินค้าให้เหนือกว่ามาตรฐาน เพื่อส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุก ๆ กลุ่มเป้าหมาย​ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก เราจะเติบโตกว่าที่เราคาดหวัง รวมถึงความคาดหวังของลูกค้า 7-8 ปีก่อนหน้านี้ เราพัฒนาโครงการ เราบอกว่าไม่ได้เป็นแค่ดีเวลลอปเปอร์ที่ขายแค่สินค้า แต่เราขายประสบการณ์ที่ดีด้วย โดยกลยุทธ์ “RISE ABOVE” มีรายละเอียดของแนวคิด 3 ส่วน ดังนี้ 1.ABOVE THE NUMBER ที่นอกเหนือจากแผนการลงทุน และการพัฒนาโครงการเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันแล้ว ยังโฟกัสการตั้งเป้าตัวเลขที่ท้าทายขึ้นอีกด้วย สืบเนื่องจากเทรนด์ของโครงการอสังหาฯ แนวราบได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนจากตัวเลขที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องของโครงการบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์   สิงห์ เอสเตท จึงได้วางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการบ้านแนวราบที่เพิ่มสูงขึ้น โดยในช่วง 5 ปีต่อจากนี้บริษัทวางสัดส่วนพัฒนาโครงการบ้านแนวราบ 75%  และ​คอนโด​ 25% เน้นทำเลศักยภาพ ใน 3 เซ็กเมนท์  เป็นโครงการบ้านระดับราคาตั้งแต่​ 10 – 100 ล้านบาท  แบ่งเป็น -Super Luxury บ้านเดี่ยวราคา 50-100 ล้านบาท พัฒนาภายใต้แบรนด์ศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส (Siraninn Residences) -Luxury บ้านเดี่ยวระดับราคา 20-50 ล้านบาท -Affordable Luxury บ้านเดี่ยวระดับราคา 10-20 ล้านบาท 2.ABOVE THE DESIGN & SERVICE การออกแบบที่สอดรับกับ New Trend of Living การใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน พื้นที่ใช้สอยสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งาน เพื่อให้บ้านเป็นพื้นที่สำหรับทุกๆคนในครอบครัว ด้วยแนวคิด 1.Smart Living Smart Layout ออกแบบ space และ function ต่างๆ ภายในบ้านให้ตอบโจทย์การใช้งานและความต้องการของคนทุก generation Security for Families  ระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม อาทิ ระบบติดตั้งสายไฟใต้ดิน (underground cable) Easy for Maintenance ด้วยระบบ Maintenance Alert ที่บ้านสามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อถึงเวลาบำรุงรักษา  ผ่านแอพลิเคชั่น S life ในโทรศัพท์มือถือ เพื่อความสะดวก รวดเร็ว 2.Healthy Living Clean Air มีระบบกรองอากาศภายในบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ Clean Water มีระบบกรองน้ำเพื่อให้น้ำที่นำมาใช้ และบริโภคในโครงการบริสุทธิ์และสะอาดมากยิ่งขึ้น Cool & Quiet นวัตกรรม “บ้านเย็น” ที่ช่วยให้อากาศในบ้านเย็น ถ่ายเทอากาศได้ดี ด้วยผนังกันความร้อน 3.Sustainable Living Existing Tree Conservation มีการเก็บรักษาต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่เดิม Clean Energy การใช้พลังงานธรรมชาติ อาทิ การใช้พลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์ Water Reuse ระบบการบำบัดน้ำเสีย เพื่อนำกลับมาใช้รดน้ำต้นไม้รอบโครงการ Material Selection & Long Lasting ออกแบบบ้านให้สวยงามอยู่คู่กาลเวลา โดยคำนึงถึงการใช้งานที่ดีทั้งในวันนี้และในอนาคต 4.Exclusive Services Warranty Extension ขยายเวลารับประกันเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มความสบายใจในการเข้าอยู่อาศัย Homecare Service  บริการ homecare ดูแลบ้าน แจ้งเหตุฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน Concierge Service  บริการผู้ช่วยส่วนตัวที่พร้อมให้บริการลูกบ้านอย่างเหนือระดับ 3.ABOVE THE LIVING EXPERIENCE กับ Privileges ต่างๆ ภายใต้ ‘S life’ ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์จากบริษัทในเครือและ Partners ที่ตอบรับกับ Lifestyle ของลูกบ้านทุกคน ทั้งในส่วนของ S Hotels & Resorts กลุ่มโรงแรมและรีสอร์ท ในเครือ สิงห์ เอสเตท ทั้งในประเทศและต่างประเทศ Activities กิจกรรมสันทนาการ อาทิ กอลฟ์ กิจกรรมนั่งบอลลูนเพื่อชมทิวทัศน์ แคมปิ้ง Food & Beverage สิทธิพิเศษที่ร้านอาหารชั้นนำ รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในเครือ Entertainment คอนเสิร์ต และกิจกรรมบันเทิงต่าง ๆ ที่น่าสนใจที่จัดขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี ประเดิมโปรเจ็กต์ Super Luxury 2,900 ล้าน สำหรับแผนในปี  2565 สิงห์ เอสเตท พร้อมเปิดตัว 1 โครงการมูลค่า 2,900 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์  ศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส ซึ่งจะเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้ โครงการตั้งอยู่ในซอยพัฒนาการ 32 โครงการจะเป็น Horizontal Luxury House ในรูปแบบบ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวนเพียง 32 หลังเท่านั้น   ส่วนอีก 2 เซ็กเมนท์ใหม่ จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมชื่อแบรนด์ในปีหน้า ซึ่งวามแผนเบื้องต้นจะเปิดตัว 4 โครงการ ในทำเลฝั่งตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งมีมูลค่าโครงการประมาณ 2,000-4,000 ล้านบาท  และเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายรายได้ บริษัทจะ​ทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 3,000 – 14,000 ล้านบาท โดยคาดว่าธุรกิจที่พักอาศัยจะสร้างรายได้รวมต่อปีสูงกว่า 10,000 ล้านบาท ในปี 2569 และทำให้เพิ่มสัดส่วนรายได้เป็น 35% ของรายได้รวม จากปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 25% ตลาดบ้านแนวราบจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้โตแบบก้าวกระโดด  หลายบริษัทพิสูจน์แล้วว่าการ Work from Home ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ต่อไปการอยู่อาศัยที่คำนึงถึง mass transit จะลดความสำคัญลง ปัจจุบันสิงห์ เอสเตท ยังมียอดขายรอรับรู้รายได้มูลค่า 1,500 ล้านบาท และรายได้จากไตรมาสแรกแล้ว 1,000 ล้านบาท ทำให้สะสมรายได้ปีนี้ในกระเป๋า 2,500 ล้านบาท ขณะที่โครงการใหม่ซึ่งจะเปิดตัวในปีนี้ คาดว่าจะทำรายได้อีก 600 ล้านบาท และยังมียอดโอนกรรมสิทธิ์จากโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ในมืออีกจำนวนหนึ่ง จึงเชื่อมั่นว่าปีนี้จะทำรายได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ 4,400 ล้านบาทอย่างแน่นอน   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -‘สิงห์ เอสเตท’ รายได้รวมลด 40% หลังขาย NVD แต่ใช้เงินยังทำกำไร 70 ล้าน
ธนาสิริ  วางเป้า 3 ปี สร้างรายได้ 5,000 ล้าน  พร้อมเปิด 3 โปรเจ็กต์ใหม่

ธนาสิริ วางเป้า 3 ปี สร้างรายได้ 5,000 ล้าน พร้อมเปิด 3 โปรเจ็กต์ใหม่

ธนาสิริ กรุ๊ป วางเป้าหมาย 3 ปี สร้างรายได้รวม 5,000 ล้าน ปั้นโปรเจ็กต์ปีละ 2,000-3,000 ล้าน หลังปรับโครงสร้างธุรกิจ ดึงทีมบริหารเสริมทัพ จับมือกลุ่ม “อนาบูกิ  โคซัน” จากญี่ปุ่น พร้อมไปต่อกับวิสัยทัศน์สร้างความยั่งยืนควบคู่รายได้     แม้ว่าจะดำเนินธุรกิจมานานกว่า 35 ปี แต่ชื่อของ “ธนาสิริ” อาจจะไม่ได้รู้จักกันในวงกว้างมากนัก เพราะโฟกัสและทำตลาดหลักในจังหวัดนนทบุรีเป็นส่วนใหญ่ ที่สำคัญตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ พัฒนาโครงการออกมาไม่มากนัก มีแค่ 28 โครงการ รวมมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาทเท่านั้น  หากเทียบกับเพื่อนร่วมธุรกิจ บางบริษัทมีการพัฒนาโครงการมากกว่าถึง 2 เท่าตัวภายในระยะเวลาแค่ปีเดียว     แต่ขนาดความใหญ่ ไม่ใช่โจทย์สำคัญของ “ธนาสิริ” ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องมีการพัฒนาโครงการปีละหมื่นล้านบาท หรือการสร้างรายได้ระดับหมื่นล้านบาท  แต่โจทย์สำคัญคือการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ พร้อมกับการสร้างความพึงพอใจและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกบ้าน ควบคู่ไปกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป     อย่างไรก็ตาม ในเชิงธุรกิจบริษัทจำเป็นต้องมีการเติบโต เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น จึงวางแผนภายในระยะ 3 ปี (ปี 2565-2567) ในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีด้านรายได้รวม 5,000 ล้านบาท และมียอดขาย 6,000 ล้านบาท ​     นายสุทธิรักษ์ เสถียรภาพอยุทธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนาสิริ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THANA เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในรอบปี 2564 ของบริษัท สามารถกลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดด (Turn Around) ในเชิงตัวเลขทั้งด้านยอดขาย ยอดรับรู้รายได้ และกำไรสุทธิ เนื่องจากบริษัทกลับมาเปิดโครงการใหม่     นอกจากนี้ ยังมีการปรับโครงสร้างการบริหารงาน ด้วยการเพิ่มทีมงานระดับบริหารที่มีประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาฯ เข้ามาเพิ่ม  อาทิ นายจรัญ เกสร มาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ เพื่อดูแลบริหารจัดการชุมชน ทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่  เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เป็นไปตามเป้าหมาย และวิสัยทัศน์ขององค์กร​​ ภายใต้พันธกิจ THANASIRI "LifetimeTotal Living Solution"     โดยแผนการพัฒนาโครงการในปี 2565 นี้ บริษัทยังคงเปิดตัวโครงการใหม่ในทุกไตรมาส โดยไม่เน้นในด้านปริมาณหรือจำนวนหน่วยเปิดตัวใหม่ แต่ให้ความสำคัญกับการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกค้า รวมถึงการพัฒนาบริการในด้านต่าง ๆ โดยมี "อนาบูกิ โคซัน" ซึ่งเป็นพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือ Health & Well - Being มาพัฒนาโครงการด้วยกัน ​หลังจากที่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดฯ เอ็ม เอ ไอ ไม่กี่ปีก็ประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ  ซึ่งโครงการของบริษัทอยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ส่งผลให้ 8 โครงการที่พัฒนาจาก 10 โครงการน้ำท่วมแม้จะไม่สูง แต่ส่งผลให้ทุกอย่างหยุดชะงัก ลูกค้าที่จองไว้ก็ไม่อยากโอน ต่อมาก็ยังมีปัญหาการเมือง  และล่าสุดปัญหาโควิด-19   แม้ว่าบริษัทจะต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ที่สำคัญ แต่บริษัทสามารถแก้ปัญหาและผ่านพ้นมาได้ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีนายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ที่มีประสบการณ์บริหารองค์กรขนาดใหญ่ และบริหารธุรกิจการเงินมานาน เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ   นอกจากนี้ ยังได้กลุ่มอณาบูกิ โคซัน (Anabuki Group) พันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่มีขนาดธุรกิจใหญ่ เป็นอันดับที่ 7 ของญี่ปุ่นเข้ามาร่วมทุนเป็นพันธมิตรพัฒนาโครงการแห่งแรก ได้แก่ โครงการอนาบูกิ ธนาฮาบิแทต สะพานเจษฎาบดินทร์-ราชพฤกษ์ เป็นบ้านแฝดและทาวน์โฮมขนาด 2 ชั้น จำนวน 88 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ย 6.2 ล้านบาท บนพื้นที่โครงการกว่า 13 ไร่ รวมมูลค่า 545 ล้านบาท   ด้านนายจรัญ เกษร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการ ได้กล่าวถึงแผนการพัฒนาโครงการใหม่ในปีนี้ จะดำเนินการในแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในความสำคัญของทุกกระบวนการ ภายใต้ Model Total Green ดังนี้​   แนวคิดการพัฒนารูปแบบ “Green” ที่เริ่มคิด ดำเนินการ และกำกับดูแล ผลักดัน ให้บรรลุผล การจัดหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ ที่โปร่งใสและลดผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชุมชนดั้งเดิม            การออกแบบ ตามหลัก Green & Universal Design และการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การทำการตลาดและงานขาย ที่เป็นธรรม ทั้งต่อลูกค้าและคู่แข่งขัน การก่อสร้าง ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเพื่อนบ้านข้างเคียง และการใช้วัสดุให้ไม่เหลือเศษ ตามหลัก “Circular Economy” การส่งมอบให้แก่ลูกค้าตามพันธะสัญญาที่ได้ให้ไว้ และ                   การบริหารจัดการชุมชน ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญที่สุด ในแนวทาง “ธนาสิริ...เราดูแล” เพื่อสร้างสังคมน่าอยู่ คุณภาพชีวิตและการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างมีความสุข อบอุ่น ปลอดภัย ไว้ใจได้ เชื่อมโยงแนวคิดความยั่งยืนในการอยู่อาศัย Green Clean Lean   ต่อไปนี้ ธนาสิริ​ จะมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า เพื่อบรรลุเป้าหมาย “THANASIRI WELL - BEING” คือ การสร้างคุณภาพชีวิตครอบครัวที่ดี การใส่ใจสิ่งแวดล้อม และการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน ให้เกิดขึ้นในประชาคมธนาสิริ และขยายวงกว้างไปยังสังคมรอบๆ บ้านเราต่อไป   9 บทสรุป 35 ปี ธนาสิริ กับ 3 วิกฤตและเป้าหมาย 5,000 ล้าน 1.ธนาสิริ กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ประเภทบ้านจัดสรรพร้อมที่ดิน ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์เพื่อขายโดยจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ภายใต้ซื่อ THANA เมื่อปลายปี 2552     2.ตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินธุรกิจมาถึงปัจจุบัน มีระยะเวลามากกว่า 35 ปี พัฒนาโครงการมาแล้ว 28 โครงการ มากกว่า 2,800 ครอบครัว รวมมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ภูเก็ต อุดรธานี และสกลนคร ภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ อาทิ ธนาฮาบิแทต ธนาวิลเลจ ธนาคลัสเตอร์ ธนาซิโอ สิริวิลเลจ ธนาสิริ คลัสเตอร์วิลล์ และ ไพร์มเพลส เป็นต้น   3.นายสุทธิรักษ์ พร้อมพี่น้องได้เข้ามารับช่วงต่อการบริหารงานจากนายประสิทธิ์ เสถียรภาพอยุทธ์  บิดาซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ซึ่งตลอดรยะเวลาที่เข้ามารับช่วงต่อ ก็บริษัทต้องเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ถึง 3 เหตุการณ์ ที่สำคัญ คือ ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ปัญหาการเมืองปี 2557 และปัญหาโควิด-19 ปี 2563   ปัจจุบันมีโครงการอยู่ระหว่างการขาย 6 โครงการ มูลค่ารวม 1,200 ล้านบาท จำนวน 255 ยูนิตโดยมียอดขายไป ทำให้บริษัทประสบปัญหาต้องชะลอแผนการพัฒนาโครงการใหม่     แต่แม้ว่าจะมีวิกฤตครั้งสำคัญ บริษัทก็สามารถผ่านพ้นมาได้ โดยดูว่าปัญหานั้นกระทบกับเรื่องใด เช่น หากกระทบกับภาวะการเงิน ก็จะใช้กลยุทธ์การบริหารการเงิน โดยเฉพาะการรักษากระแสเงินสดให้ยังมีสภาพคล่องเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไปได้   4.ผลประกอบการ ปี 2564 กลุ่มบริษัทมียอดขายรวมทั้งสิ้น 843 ล้านบาท เติบโต 148% ยอดรับรู้รายได้ 581 ล้านบาทเติบโต​57% ​ มีกำไรขั้นต้น 29.5% โดยมีกำไรสุทธิ 23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 44.5 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ​   5.ส่วนไตรมาสแรกของปีนี้ ​มียอดขาย 150.3 ล้านบาท และทำกำไรเติบโดเกือบ 30% มียอดรับรู้รายได้ 581 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 6.ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการขายทั้งหมด  6 โครงการ มูลค่า 1,200 ล้านบาท หรือ 255 ยูนิต โดยมียอดขายไปแล้วเฉลี่ย 60% และมียอด Backlog 350 ล้านบาท โดยรอโอนในไตรมาส 1 ของปีนี้ ประมาณ 50% เป็นโครงการอยู่ใน จังหวัดนนทบุรี 5 โครงการ และ จังหวัดอุดรธานี 1 โครงการ ได้แก่   1. ธนาฮาบิแแทต กรู๊ฟ ปิ่นเกล้า-สิรินธร โครงการบ้านเดี่ยว-บ้านแฝด จำนวน 125 ยูนิต บนพื้นที่ 23 ไร่เศษ มูลค่าโครงการ 720 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 5.8 ล้านบาท   2.อนาบูกิ ธนาฮาบิแทต สะพานมหาเจษฎาบดินทร์ฯ-ราชพฤกษ์ บ้านแฝดและทาวน์โฮม สไตล์ L-Home ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนกับกลุ่มอนาบูกิ   3. ธนาฮาบิแทต ปิ่นเกล้า-สิรินธร บ้านเดี่ยวหรู 4 นอน   4. ธนาคลัสเตอร์ ราชพฤกษ์ ทาวน์โฮม 3 ชั้น ราคาเริ่ม 3.49 ล้านบาท   5. ธนาคลัสเตอร์ เวสต์เกต บ้านแฝดและทาวน์โฮม 3 ชั้น ราคาเริ่มต้น 3.39 ล้านบาท   6. สิริวิลเลจ อุดรธานี-แอร์พอร์ต บ้านเดี่ยว ชั้นเดียว และ 2 ชั้น ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท     7.ในปี 2565 นี้บริษัทมีแผนการพัฒนาโครงการใหม่ อย่างน้อย 3 โครงการ  ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ รวมมูลค่ากว่า 2,300 ล้านบาทได้แก่   1. "อนาบูกิ ธนาฮาบิแทต ราชพฤกษ์" โครงการร่วมทุนกับ อนาบูกิ โคซัน พันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด จำนวน 167 ยูนิต บนพื้นที่ 30 ไร่เศษ มูลค่า1,070 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 6.4 ล้าน เปิดขายในไตรมาส 2     2. "ธนาเรสซิเดนท์ บรมราชชนนี-ปิ่นเกล้า" บ้านเตี่ยวหรู 47 ยูนิต บนพื้นที่ 21 ไร่เศษ มูลค่า 800 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 17 ล้านบาท เปิดขายในไตรมาส ​3   3. "ธนาวิลเลจ" บ้านแฝด จำนวน 115 ยูนิต บนพื้นที่ 19 ไร่ มูลค่า 500 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 4.3 ล้าน เปิดขายในไตรมาสที่ 4     8.ในปีนี้ได้เพิ่มบริการ Home Smile สำหรับการดูแลตรวจบ้านโครงการเก่าอายุ 5-10 ปีขึ้นไป รวมกว่า 30 โครงการ 3,000 ยูนิต และพัฒนาพื้นที่ส่วนกลาง และสร้างความสัมพันธ์ให้กับชุมชนได้มีกิจกรรมร่วมกัน สร้างคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดี ในบางโครงการมีการปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางให้เข้ากับการอยู่อาศัยในยุคปัจจุบันทั้งวัยเด็ก วัยทำงาน และผู้สูงวัย ซึ่งการแก้ไขในแต่ละจุดอาจจะเกิดจากความผิดพลาดในการก่อสร้างในอดีต หรือจากการเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน   9.แผนในระยะ 3 ปี ภายในปี 2567 จะทำยอดรับรู้รายได้รวม 3 ปี มูลค่า 5,000 ล้านบาท และมียอดขาย 6,000 ล้านบาท เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน บริษัทวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดยอดขายในอัตราดังกล่าว ซึ่งขนาดโครงการจะมีประมาณ ​500 ยูนิต มูลค่าโครงการ 500-1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมกับศักยภาพและความสามารถ โดยนอกจากพัฒนาโครงการในพื้นที่หลักจังหวัดนนทบุรีแล้ว อนาคตจะมองหาทำเลอื่น ๆ ในโซนอื่นเพื่อการพัฒนาโครงการด้วย เช่น โซนบางนา   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ธนาฮาบิแทต ปิ่นเกล้า-สิรินธร ปลื้ม กระแสตอบรับดี  
[PR News] พฤกษา ปล่อยกิจกรรม PRUKSA Tomorrow Verse ตอกย้ำจุดยืน “ลีฟวิ่ง โซลูชั่น”

[PR News] พฤกษา ปล่อยกิจกรรม PRUKSA Tomorrow Verse ตอกย้ำจุดยืน “ลีฟวิ่ง โซลูชั่น”

ลีฟวิ่ง โซลูชั่น “พฤกษา” ตอกย้ำ “ลีฟวิ่ง โซลูชั่น” พร้อมปล่อยกิจกรรม PRUKSA Tomorrow Verse ในแบบ Virtual Gamification สะสมไอเทมแลกรางวัล สร้างประสบการณ์ใหม่ในการเยี่ยมชมโครงการ   นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า แผนการสื่อสารของบริษัทในปีนี้  ผ่านคอร์ปอเรทแคมเปญชุดใหญ่ “ PRUKSA Living Solution” ด้วยการใช้กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล ​เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นในแบรนด์ว่า พฤกษาให้ความใส่ใจลูกค้าทั้งในระดับกว้างและลึก จากแนวคิดของการดีไซน์บ้านแนวใหม่ของพฤกษา ที่ตอบรับ 3 เทรนด์สำคัญ คือ 1. เทรนด์ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Disruption)  2. เทรนด์สุขภาพ (Health & Wellness)  และ 3. เทรนด์เพื่อความยั่งยืน (Sustainable Development)   สำหรับ “พฤกษา ลีฟวิ่ง โซลูชั่น” เป็นการออกแบบบ้านเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนในครอบครัว บ้านที่ตอบโจทย์ความต้องการการใช้ชีวิตในวันนี้ที่แต่ละคนก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน พร้อมกับรองรับการใช้ชีวิตและความต้องการในอนาคตที่อาจเปลี่ยนแปลงไป และสุดท้ายคือ การเลือกบ้านที่ช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงาน และการดูแลรักษาต่าง ๆ ซึ่งมาจากการใส่ใจเรื่องการประหยัดพลังงาน ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ใส่ใจในคุณภาพ การมีบ้านสักหลังคือความตั้งใจที่จะอยู่อาศัยไปตลอดชีวิต เรามองเห็นบริบทสังคมและไลฟ์สไตล์ในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ลีฟวิ่งโซลูชั่น สามารถปรับเปลี่ยนบ้านให้รองรับการอยู่อาศัยในทุกมิติทุกช่วงเวลาของชีวิตที่เปลี่ยนไปได้ตลอด การดีไซน์บ้านแนวใหม่ของพฤกษาจะตอบรับ 3 เทรนด์สำคัญ คือ 1.เทรนด์ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Disruption) เพราะผู้คนเปลี่ยนมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านมากขึ้น การออกแบบพื้นที่ใช้สอยต้องยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระ ผนวกด้วยเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมเพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัย พื้นที่ส่วนกลางยังออกแบบให้มีความหลากหลายตอบรับการใช้งานทุกไลฟ์สไตล์ 2.เทรนด์สุขภาพ (Health & Wellness) ตอบโจทย์สุขภาพดีเริ่มต้นได้ที่บ้าน โดยร่วมกับทีมโรงพยาบาลวิมุตทำให้ดีไซน์บ้านมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ทุกช่วงวัย ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด เช่น การใช้ประตูหน้าต่างป้องกันฝุ่นมลพิษด้วยระบบ Air Tightness System ใช้สีทาภายในปลอดสารพิษ พื้นภายในบ้านเป็นทางเรียบ ใช้วัสดุพื้นลดแรงกระแทก เป็นต้น พร้อมบริการ Health to Home ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยอุ่นใจเสมือนมีโรงพยาบาลอยู่ใกล้แค่เอื้อม ทั้งนี้ยังมีแผนการจัด Virtual Run เป็นกิจกรรมพิเศษช่วยส่งเสริมสุขภาพสำหรับลูกค้า ผู้ที่สนใจ รวมถึงพนักงานพฤกษาทุกคน 3.เทรนด์เพื่อความยั่งยืน (Sustainable Development) พฤกษาใช้นวัตกรรมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน อาทิ หลอดไฟประหยัดพลังงาน นวัตกรรมพื้นแบบ SPC (Stone Plastic Composite Flooring) การติดตั้งเครื่องกำจัดย่อยสลายเศษอาหารเหลือทิ้ง การใช้โซล่าเซลล์ในพื้นที่ส่วนกลางและคลับเฮ้าส์ รวมไปถึงการติดตั้ง EV Charger ในพื้นที่คอนโดและดีไซน์พื้นที่เพื่อรองรับการติดตั้ง EV Charger ภายในบ้าน เป็นต้น นางสาวอังคณา ลิขิตจรรยากุล  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดองค์กรกลุ่ม  ให้ข้อมูลแคมเปญการตลาด พฤกษา ลิฟวิ่ง โซลูชั่น (PRUKSA Living Solution) บ้านที่ใส่ใจทุกรายละเอียดการใช้ชีวิต” ว่า เป็นการต่อยอด Brand Purpose พฤกษา..ใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต ภายใต้แนวความคิด Tomorrow. Reimagined.   ที่คิดมาจากความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า (Customer Centric) เพื่อประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดี ไม่เฉพาะแต่ในวันนี้ แต่ยังคิดเผื่อไปถึงความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตด้วย   โดยใช้กลยุทธ์สื่อสารแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ 100% มุ่งเน้นสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่พฤกษามุ่งมั่นทำมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ซึ่งในการออกแบบ  Campaign Journey ได้นำข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึกมาวิเคราะห์ ทำให้เราเห็นภาพ เข้าใจถึงความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย  มาใช้ในการออกแบบการสื่อสารการตลาด ( Customer Data Driven Marketing)  ทำให้แคมเปญนี้มีทั้งการสื่อสารในภาพรวม และมีการสื่อสารที่เจาะเน้นความต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน (Adaptive Insight) โดยสื่อถึงสิ่งที่พฤกษาออกแบบมารองรับการใช้ชีวิตที่แตกต่างมากขึ้น  เช่น  การออกแบบบ้านที่คำนึงถึงการใช้งานของผู้สูงอายุ  สนามเด็กเล่นที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาการของเด็ก การออกแบบบ้านรวมถึงบริการต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์สุขภาพของแต่ละคนในครอบครัว   นอกจากนี้  พฤกษายังใช้การตลาดแบบ  Holistic Marketing Campaign ตั้งแต่สร้างการรับรู้ไปจนถึงเปิดให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ Virtual Experience ที่จำลองบรรยากาศการใช้ชีวิตในโครงการของพฤกษา 3 โครงการ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม พร้อมกับ Pruksa Living Solution ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตทั้งวันนี้และอนาคต ผ่าน Virtual 360 ในกิจกรรม “PRUKSA Tomorrow Verse” โดยนำเสนอผ่านทาง Virtual gamification และมีการจำลอง Avatar ของผู้เล่นแต่ละคน เป็นตัวตนเสมือนจริง ซึ่งนอกจากจะได้ในเรื่องของความสนุกในเกมส์ ยังช่วยให้ผู้สนใจเลือกซื้อบ้านได้ลองสัมผัสและเยี่ยมชมโครงการผ่านประสบการณ์ในโลกเสมือนจริง สนุกไปกับการเล่นเกมทำภารกิจที่จัดเตรียมไว้ในแต่ละโครงการให้สำเร็จลุล่วง   งานนี้มีรางวัลให้ผู้ชนะสะสมไอเทมเพื่อนำมาแลกรับของรางวัลได้จริง อาทิ วอยเชอร์ส่วนลดเงินสดสำหรับซื้อบ้านมูลค่า 1 ล้านบาท โครงการตามเงื่อนไขของบริษัทฯ และของรางวัลพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย  ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่  www.pruksa.com/tomorrowverse  ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (ของรางวัลมีจำนวนจำกัด)   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -พฤกษา เตรียมงบลงทุน 10,000 ล้านปี 65 พร้อมขยายธุรกิจ “พร็อพเทค-เฮลท์เทค” ​ -9 บทสรุป ผลประกอบการพฤกษา Q1/65 และทิศทางไปต่อ
พรีโม เตรียม IPO ในปลายปีนี้  วางเป้าขึ้น Top3 ด้านบริการอสังหาฯ ​ครบวงจร

พรีโม เตรียม IPO ในปลายปีนี้ วางเป้าขึ้น Top3 ด้านบริการอสังหาฯ ​ครบวงจร

“พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น” ในเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กางแผนธุรกิจปี 2565 เตรียม IPO ช่วงปลายปีนี้ หวังเติบโตตามบริษัทแม่ ตั้งเป้ารายได้โต 2-3 เท่าภายใน 3 ปี พร้อมขึ้นผู้นำ Top3 ในด้านธุรกิจบริการอสังหาฯ ครบวงจร ​   นางสาวจตุพร วิไลแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า ได้วางแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (IPO) ในช่วงปลายไตรมาส 4/2565  โดยจะเริ่มยื่นไฟลิ่งในช่วงไตรมาส 3 นี้   ในปีนี้ตั้งเป้าหมายสร้างรายได้เติบโต 25-30% จากปีที่ผ่านมามีรายได้กว่า 489 ล้านบาท  ซึ่งจะเป็นรายได้ในกลุ่มบริษัทออริจิ้น สัดส่วน 30% และนอกกลุ่มบริษัทออริจิ้น สัดส่วน 70% โดยบริษัทวางแผนลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งจะนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการพัฒนาการบริการให้ดีขึ้น เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชั่นช่วยการฝึกอบรมบุคลากร และการบริการ พร้อมตั้งเป้าภายในปี 2566 จะขึ้นเป็นผู้นำตลาดติดอันดับ Top 3 ด้านการให้บริการในธุรกิจอสังหาฯ ครบวงจรในประเทศไทย   นางสาวจตุพร กล่าวอีกว่า  ภายใน 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2568 คาดว่ารายได้จะเติบโต 2-3 เท่า ด้วยจุดแข็งของบริษัทที่ให้บริการธุรกิจต่าง ๆ แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่ง​บริษัทวางแผนขยายงานบริการต่าง ๆ แบบครบวงจร ทั้งฝั่ง B2B และ B2C ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนสร้างบ้าน ไปจนถึงการลงทุนบ้านหลังที่ 2  ขณะเดียวกันบริษัทคาดว่าจะสามารถเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ตามแผนงานที่วางเอาไว้   ในปี 2565 นี้ บริษัทเร่งขับเคลื่อนองค์กรตามแผนการเติบโตแบบพหุจักรวาล หรือ Origin Multiverse ให้บริษัทสามารถแยกและเติบโตแบบคู่ขนานกับบริษัทแม่ เดินหน้าธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ อย่างเต็มกำลัง ภายใต้แนวคิด “At Your Service Every Moment”  ด้วยการจัดทัพงานบริการของ 8 บริษัทย่อย ขยายสู่การบริการแบบครบวงจรใน 3 กลุ่มหลัก เป็น One-Stop Service ที่พร้อมให้บริการในทุกช่วงจังหวะของการใช้ชีวิต ให้บริการแก่ทั้งผู้บริโภค ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ 3 กลุ่มธุรกิจบริการด้านอสังหาฯ 1.กลุ่ม Pre-Living Services ให้บริการตั้งแต่ก่อนเริ่มอยู่อาศัย ประกอบด้วย -ธุรกิจที่ปรึกษาและตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ ดำเนินการโดย บริษัท แพสชั่น เรียลเตอร์ จำกัด (Passion Realtor) การให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาโครงการ บริการทำการตลาด บริการซื้อ-ขายที่ดิน เป็นตัวแทนขายโครงการที่อยู่อาศัย ให้แก่ผู้พัฒนาอสังหาฯ พร้อมทั้งเป็นผู้ช่วยดูแลให้ผู้บริโภคได้มีบ้านและคอนโดที่ดีตั้งแต่ตอนซื้อ   -ธุรกิจออกแบบอาคาร โดย บริษัท ยูพีเอ็ม ดีไซน์ สตูดิโอ จำกัด (UPM Design Studio) ให้บริการออกแบบสถาปัตยกรรมทั้งภายนอกและภายในอาคารแก่ผู้พัฒนาอสังหา   -ธุรกิจบริหารงานโครงการและบริหารงานก่อสร้าง โดย บริษัท ยูไนเต็ด โปรเจคต์ แมเนจเมนท์ จำกัด (United Project Management หรือ UPM) ให้บริการบริหารงานโครงการและบริหารงานก่อสร้าง ให้บริการแก่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และโครงการก่อสร้างภาครัฐ   -ธุรกิจที่ปรึกษางานออกแบบ ตกแต่งและขนย้าย โดย บริษัท วายด์ อินทีเรีย จำกัด (Wyde Interior) ให้บริการตกแต่งภายในพร้อมทั้งมีบริการขนย้ายแก่ผู้บริโภคที่ต้องการย้ายจากบ้านเดิมไปยังบ้านใหม่ 2.กลุ่ม Living Services ให้บริการเมื่อผู้บริโภคเข้าพักอาศัยแล้ว ประกอบด้วย -ธุรกิจบริหารจัดการอาคาร ดำเนินการโดย บริษัท พรีโม แมเนจเม้นท์ จำกัด (Primo Management) และบริษัท คราวน์ เรสซิเดนซ์ จำกัด (Crown Residence) รับบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุด บ้านจัดสรร อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ดูแลคุณภาพชีวิตของลูกบ้านระหว่างการพักอาศัยทั้งในระดับโครงการทั่วไปจนถึงระดับลักชัวรี   -ธุรกิจบริการความสะอาดครบวงจร โดย บริษัท อูโน่ เซอร์วิส จำกัด บริการทำความสะอาดครบวงจร ให้บริการแก่ทั้งลูกค้าองค์กรและผู้บริโภคทั่วไป 3.กลุ่ม Living & Earning Services ให้บริการแก่ผู้อยู่อาศัยที่ต้องการได้รับประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม เช่น ผลตอบแทนจากการลงทุนคอนโดมิเนียม เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ความรู้ด้านการตลาดอสังหาฯ ​ประกอบด้วย   -ธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมและที่อยู่อาศัย โดย บริษัท แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ แมเนจเมนท์ จำกัด ดำเนินงานบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) ช่วยบริหารจัดการผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก สร้างรายได้หรือผลตอบแทนให้เป็นไปตามเป้าหมายของเจ้าของโรงแรมหรือที่พักอาศัย ร่วมวางแผนตกแต่ง จัดหาบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ผู้เข้าพัก   -ธุรกิจอบรมด้านอสังหาริมทรัพย์ โดย บริษัท ยูไนเต็ด โปรเจคต์ แมเนจเมนท์ จำกัด จัดคอร์สอบรมให้ความรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์แก่ผู้สนใจ ที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ตัวเองในการพัฒนาโครงการ การทำการตลาดอสังหาริมทรัพย์   นางสาวจตุพร กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์ธุรกิจบริการอสังหาฯ​​มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามทิศทางของธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ โดยในช่วงปีนี้ กลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มจะมีโอกาสเติบโตสูงคือกลุ่ม Pre-Living หรือกลุ่มก่อนการอยู่อาศัย เนื่องจากผู้พัฒนาอสังหาฯ​​ หลายราย มีแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยกันในระดับ New-High ในรอบหลายปี ทำให้มีความต้องการที่ปรึกษาด้านการขาย ผู้บริหารงานโครงการก่อสร้าง ทีม Interior Design เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทจะใช้จุดแข็งใน 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.ความเข้าใจพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ 2.ความพร้อมการบริการครบวงจรแบบ One-Stop Service และ 3.ความเชี่ยวชาญของพนักงานบริการในแต่ละประเภทธุรกิจ เข้าแข่งขันกับตลาดทั้งฝั่ง B2B และ B2C ในช่วงนับจากนี้   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เปิดโรดแมพธุรกิจ “ออริจิ้น” ใน 3 ปี ปูทางสู่มาร์เก็ตแคปกลุ่มธุรกิจ 1 แสนล้าน
เปิดเหตุผล ออลล์อินสไปร์ เบรกอสังหาฯ เดินหน้าสู่

เปิดเหตุผล ออลล์อินสไปร์ เบรกอสังหาฯ เดินหน้าสู่ "โฮลดิ้ง คอมพานี"

ออลล์อินสไปร์  ออลล์อินสไปร์ เบรกธุรกิจอสังหาฯ หลังเจอการแข่งขันรุนแรง  ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ สู่ โฮลดิ้งคอมพานี เดินหน้า 3 ธุรกิจใหม่ บริหารหนี้ AMC และคาร์บอนเครดิต หวังเทิร์นอะราวด์ สร้างมาร์เก็ตแคป 30,000 ล้านใน 3 ปี   ตั้งแต่บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ในวันที่ 29 มีนาคม 2556 เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่อยู่อาศัย ก่อนแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 และได้พัฒนาคอนโดมิเนียมโครงการแรก ภายใต้แบรนด์ The Excel  คือ คอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์ The Excel Bearing ที่ซอยลาซาล 11 นับเป็นระยะเวลาการดำเนินธุรกิจไม่ถึง 10 ปี   แต่วันนี้ดูเหมือนว่า “ออลล์ อินสไปร์” จะไม่ไปต่อกับธุรกิจอสังหาฯ แล้ว เพราะออกมาแถลงข่าว ชะลอแผนการรุกตลาดอสังหาฯ แม้จะไม่ถึงขั้นว่าจะหยุดพัฒนาเลย แต่คงให้ความสำคัญน้อยลง เหลือแค่จังหวะและโอกาสที่เหมาะสมในการเข้าไปพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ เท่านั้น แต่นับจากนี้ จะหันไปลุยธุรกิจอื่น ๆ ที่สามารถสร้างโอกาสและผลตอบแทนให้กับบริษัทได้มากขึ้น โดยวางนโยบายให้นับจากนี้ ออลล์อินสไปร์ จะมุ่งสู่ความเป็น “โฮลดิ้ง คอมพานี” แทน   เหตุผลสำคัญ คืออะไรบ้าง ที่ออลล์อินสไปร์ จะไม่ไปต่อในธุรกิจอสังหาฯ​ และการก้าวเข้าไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ นั้นมีเหตุผลอะไรบ้างนั้น  นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า ในปัจจุบันองค์กรธุรกิจต่างๆ ต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้าน การปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อประคองธุรกิจให้สามารถดำเนินงานต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงรายได้จากธุรกิจหลักเพียงอย่างเดียว อสังหาฯ แข่งเดือด-ไม่ใช่รอบธุรกิจ ​ต้องยอมรับว่า ออลล์อินสไปร์ เป็นดีเวลลอปเปอร์ที่มีขนาดเล็ก มีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ​ ไตรมาส 1 ปี  2565 มูลค่ากว่า 7,870 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่มีอยู่ในตลาดหลายสิบบริษัท  ทำให้การแข่งขันมีความรุนแรงมาก นอกจากนี้ สถานการณ์ในปัจจุบัน ถือว่าไม่ใช่รอบของธุรกิจอสังหาฯ ที่จะเติบโต แถมยังมีปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างที่มากดดันธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กำล้งซื้อที่ชะลอตัวลง โครงสร้างประชากรที่มีอัตราการเกิดลดลง กลุ่มลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนที่ยังไม่กลับเข้ามา เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดอสังหาฯ ยังไม่กลับมาฟื้นตัวเป็นปกติ ​ ธุรกิจมีรอบของมัน โครงสร้างประชากรก็เปลี่ยน คนมีลูกน้อยลง ตลาดมี Big Player ที่ใหญ่กว่าเรา ธุรกิจสอังหาฯ ไม่ธุรกิจ Take off ธุรกิจอสังหาฯ มีเสน่ห์แต่ไม่ใช่รอบนี้ เงินเฟ้อ ความสามารถในการกู้ของลูกค้า มันอยู่ได้ แต่ไม่ใช่ Growth Trendปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้กว่า 1,000 ล้านบาท มีโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้างซึ่งจะแล้วเสร็จภายในอีก 1-2 ปีนี้ มูลค่า 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งนับจากนี้จะพยายามเครียสินค้าที่มีอยู่ออกให้หมด  และในระยะ 3 ปีนับจากนี้จะยังไม่มีการพัฒนาโครงการใหม่ออกมา  ซึ่งบริษัทยังมีที่ดินอีก 5-6 แปลงที่ยังไม่ได้พัฒนา   ต่อไปธุรกิจอสังหาฯ จะมีสัดส่วนประมาณ​ 10% โดยดูความเหมาะสมและความพร้อม ในการพัฒนาโครงการ เราไม่ได้จะเลิก แค่ไม่ขยาย   นอกจากนี้ ธุรกิจอสังหาฯ มีกำไรขั้นต้นประมาณ 30-40% ซึ่งบริษัททำกำไรขั้นต้นได้ประมาณ 32% และมีรายได้ไม่ต่อเนื่อง บริษัทอยากทำธุรกิจที่รับรู้รายได้เร็ว ถ้าวันนี้บริษัทเปิดโครงการอีก 5-10 โครงการ จะต้องใช้เวลาการพัฒนาและรับรู้รายได้อีก 2 ปี  แต่ยังไม่รู้ว่าลูกค้าจะกู้เพื่อซื้อโครงการผ่านหรือไม่ เกาะกระแสธุรกิจที่เป็นเมกะเทรนด์ เพื่อมุ่งสู่การเป็น "โฮลดิ้ง คอมพานี" ออลล์อินสไปร์ จึงปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ ภายใต้แนวคิด “All New Era” ออลล์ อินสไปร์ ยุคใหม่ ที่ไม่ได้ทำแค่ธุรกิจอสังหาฯ แต่ยังเตรียมขยายไปในธุรกิจที่เป็นกระแสการเติบโตของโลกยุคปัจจุบัน ​หรือเมกะเทรนด์  เพื่อที่จะทำให้บริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดด หรือเทิร์นอะราวด์ ด้วยตัวเลขมาร์เก็ตแคป 30,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี สำหรับธุรกิจใหม่ที่ ออลล์อินสไปร์ จะขยายเข้าไปทำนั้น คือ ​ 1.ธุรกิจบริหารสินทรัพย์  หรือ AMC (Assets Management) โดยรูปแบบการดำเนินงาน จะมีทั้งการจัดตั้งบริษัทใหม่ พร้อมจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงการควบรวมกิจการ และพร้อมเข้าประมูลกับสถาบันการเงิน 2.ธุรกิจบริหารหนี้สิน หรือ Debt Management ธุรกิจบริหารหนี้ เป็นการเข้าซื้อหนี้เสียมาบริหาร ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ อาทิ สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต หรือหนี้อื่นๆ และมีแผนร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ 3.ธุรกิจคาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) ธุรกิจคาร์บอนเครดิต จะมีการร่วมทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลก โดยรูปแบบการดำเนินธุรกิจ One Stop Service ซื้อ ขาย พัฒนา คาร์บอนเครดิต ผ่านบล็อกเชน รายแรกของประเทศไทย ทำไมต้องเป็น AMC-บริหารหนี้ 1.ใช้ทุนต่ำ-กำไรสูง ธุรกิจบริหารหนี้ เป็นการซื้อหรือประมูลทรัพย์มาเป็นล็อตใหญ่ แต่ใช้เงินทุนไม่สูง  การทำ AMC คือ การซื้อถูกขายแพง เพราะมาร์จิ้น 80-90% การซื้อหนี้เฉลี่ยใช้เงินไม่เกิน 10-15% ของมูลหนี้ แต่ถ้า AMC อย่างเดียวจะไม่ครบวงจร ต้องมีบริษัทบริหารหนี้ด้วย การติดตามหนี้ มีทั้งการซื้อ การติดตามหนี้ การซื้อมาแล้วขายต่อ การรับจ้างติดตามหนี้ พอซื้อหนี้มาก็มีการปรับโครงสร้างหนี้ จะทำกำไรเยอะมาก เหมือนซื้อ 10 บาท ขาย 1,000 บาท อันนี้มันจะครบลูป และอยู่ในสกิลของดีเวลลอปเปอร์ ธุรกิจนี้หอมหวาน เจ้าใหญ่ทำรายไปนานแล้ว 2.เข้าใจทใช้ความชำนาญประเมินทรัพย์ จากการที่ออลล์อินสไปร์เป็นดีเวลลอปเปอร์  มีความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาโครงการ และสามารถประเมินได้ว่าที่ดินแปลงไหนมีศักยภาพ เข้าใจเรื่องผังเมือง ทำให้วิเคราะห์ได้ว่า​ AMC ที่ซื้อมาสามารถพัฒนาต่อได้   ถ้าเลือกไม่ดี ก็อาจจะมีของไม่ดีติดมาด้วย แต่การที่เราเป็นดีเวลลอปเปอร์ เวลาเลือกเราจะรู้ว่าที่ดินไหน พัฒนาต่อได้ ขายได้ เราเลือกของได้เก่งกว่าคนอื่น เรารู้เรื่องผังเมือง เราได้แอสเสทเพิ่ม เราขายชิ้นเดียวก็คืนทุนแล้ว บางอันเราเห็นโอกาส ที่ดินขนาดเล็ก ๆ ผังเมืองไม่สามารถพัฒนาบ้าน 100 ตารางวาได้ เราก็ทำนิชมาร์เก็ต ที่สำคัญวันนี้เรายังมีพันธมิตรที่มาร่วมทุน (JV) ที่ดินแปลงไหนมีศักยภาพ เราก็หาผู้ร่วมทุนได้ เราไม่ไช่แค่การซื้อมา แต่เราพัฒนาต่อได้ ทำให้รับรู้รายได้ได้รวดเร็ว 3.มูลค่าตลาด 500,000 ล้าน​ ปัจจุบันมูลค่า NPL มีกว่า 500,000 ล้านบาท ถือเป็นโอกาสทางการตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก บริษัทรับบริหารหนี้ขณะนี้ก็มีการตั้งงบประมาณสำหรับการซื้อหนี้ไว้มูลค่าถึง 100,000 ล้านบาท จึงอยากจะเข้าไปทำธุรกิจนี้  และการซื้อมันมีโอกาสสูงมาก ซึ่งบริษัทยังมีโอกาสเข้าไปแชร์ส่วนแบ่งของตลาดได้อีก 10-20% ซึ่งถือว่าเยอะมาก เพราะไม่ว่าอย่างไร เจ้าใหญ่ ๆ ก็ไม่สามารถจะซื้อหนี้ได้ทั้งหมด เพราะหนี้เสียมันเยอะมาก เป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปในธุรกิจนี้ได้   ที่ผ่านมาธุรกิจติดตามหนี้บริหารหนี้ เติบโต 200% โตมากและโตได้อีก ภายใน 3 ปียังโตต่อเนื่อง แม้ว่าเราจะมองเป็นวิกฤตหนี้ แต่ คือ โอกาส เราจะใช้วิกฤตตรงนี้ให้เป็นโอกาส  และ AMC เป็นเทรนด์ที่กำลังมา หลาย ๆ เจ้ามาร์เก็ตแคป ไปหลายแสนล้านแล้ว เพราะธุรกิจนี้เป็นเทรนด์ขาขึ้น ออลล์อินสไปร์ก็ไม่อยากอยู่กับอะไรเดิม ๆ อยากจะ Turn around การทำ AMC เรามี 3 ทางเลือก คือ จับมือกับพันธมิตร เทคโอเวอร์ธุรกิจ และการขอใบอนุญาตทำเอง   ส่วนธุรกิจคาร์บอนเครดิต ออลล์อินสไปร์ ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นผู้นำของเซาท์อีสเอเชีย โดยบริษัทจะเป็นเจ้าแรกในเมืองไทยที่ทำ  โดยสัดส่วนธุรกิจในปี 2565 ของบริษัท  คือ  ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ มีสัดส่วน 30% ธุรกิจบริหารหนี้สิน มีสัดส่วน 30%  ธุรกิจคาร์บอนเครดิต มีสัดส่วน 30% และธุรกิจอสังหาฯ ​มีสัดส่วน 10%เป้าหมายเทิร์นอะราวด์ก็คือ มาร์เก็ตแคป 30,000 ล้านบาท เราเป็น ทริปเปิ้ลบอททอมไลน์ การทำอสังหาฯ อย่างเดียว ทริปเปิลไลน์ น่าจะยากสำหรับเรา อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -[PR News] ALL บุกตลาดจีน ปักหมุดตั้งสำนักงานใน “เซี่ยงไฮ้ – ไทเป”  ดึงผู้บริหาร 4 สัญชาติ เสริมทัพ    
เปิดงบลงทุน 120,000 ล้าน เซ็นทรัลพัฒนา ใช้ไปกับธุรกิจอะไรบ้าง

เปิดงบลงทุน 120,000 ล้าน เซ็นทรัลพัฒนา ใช้ไปกับธุรกิจอะไรบ้าง

เซ็นทรัลพัฒนา เซ็นทรัลพัฒนา วางแผน 5  ปี ทุ่มงบ 120,0000  ล้าน  ลุยขยาย 4 ธุรกิจ  รีเทล-โรงแรม-ที่อยุ่อาศัย-อาคารสำนักงาน ขึ้นโปรเจ็กต์​180 โครงการใน 30 เมืองทั่วไทย    บ้านเรามีตระกูลที่เป็นเจ้าของศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ อยู่ไม่กี่ราย หนึ่งในนั้นคงเป็นตระกูล “จิราธิวัฒน์” ซึ่งเป็นเจ้าของอาณาจักร “เซ็นทรัล” ที่ไม่ได้มีแค่ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า “เซ็นทรัล” เท่านั้น แต่ยังมี โรงแรม และสำนักงานให้เช่าอีกจำนวนมาก   โดยการพัฒนาโครงการต่าง ๆ เหล่านั้น อยู่ภายใต้กลุ่มบริษัท “เซ็นทรัลพัฒนา” หรือ CPN ซึ่งมีจุดเริ่มต้นโครงการแรก คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว ที่มีทั้งศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และสำนักงานให้เช่า ถือโครงการมิ๊กซ์ยูสขนาดใหญ่ ที่ดำเนินธุรกิจมาถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 40 ปีแล้ว​   เซ็นทรัลพัฒนา ยังคงเดินหน้าต่อ กับการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ประกาศแผนธุรกิจในระยะ 5 ปี (2565-2569) นับจากนี้ กับเม็ดเงินลงทุนถึง 120,000 ล้านบาท ครอบคลุมกว่า 30 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาทุกธุรกิจในมือด้วยจำนวนมากถึง 180 โครงการ ภายใต้ 4 กลุ่มธุรกิจหลัก เซ็นทรัลพัฒนา เทงบ 1.2 แสนล้านปั้น 4 ธุรกิจ โดยสิ่งที่เราจะได้เห็นจากงบประมาณการลงทุน 120,000 ล้านบาท ในแต่ละธุรกิจนั้น มีดังนี้ 1.ธุรกิจ “ศูนย์การค้า” -วางแผนพัฒนาโครงการใหญ่ 50 โครงการทั้งในและต่างประเทศ -คอมมูนิตี้ มอลล์ 16 แห่ง บุกทำเลศักยภาพสูง CBD Bangkok อาทิ โครงการใหม่ที่จะเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปีนี้ คือ โครงการ Marche Thonglor 2.ธุรกิจ “โครงการที่อยู่อาศัย” วางแผนพัฒนาโครงการทั้งแนวราบและแนวสูงรวม 68 โครงการทั่วประเทศ ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจที่อยู่อาศัย ​มีโครงการทั้งหมด 22 โครงการรวมมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งมียอดโอนแล้ว 10,000 ล้านบาท และยอดรอรับรู้รายได้ 3,700 ล้านบาท มีลูกบ้านเซ็นทรัลแล้วกว่า 10,000 ราย ในปีนี้จะเพิ่มการพัฒนาที่อยู่อาศัยขึ้นเป็น 46 โครงการ มูลค่าอีก 60,000 ล้านบาท 3.ธุรกิจ “โรงแรม” วางแผนพัฒนาโรงแรมใหม่รวม 37 โครงการ 4,000 ห้อง จากปัจจุบันมีโรงแรมทั้งหมด 560 ห้อง ภายใต้ 3 แบรนด์ ได้แก่ -แบรนด์ระดับ Upscale ได้แก่ แบรนด์ Centara ที่มาพร้อมส่วนสัมมนาและการจัดเลี้ยง, -แบรนด์ Lifestyle Midscale ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกแบบทั้งทำงานและพักผ่อน  ซึ่งจะเน้นการขยายไปยังหัวเมืองรองเป็นหลัก -แบรนด์ Premium budget  ที่สามารถขยายไปได้ทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ระดับราคาห้อง 700-1,000 บาทต่อคืน ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง 4.ธุรกิจ “อาคารสำนักงาน” ปัจจุบันเซ็นทรัลพัฒนา มีสำนักงานบริหารอยู่ 330,000 ตารางเมตร ภายในระยะ 5 ปีจะพัฒนาเพิ่มเป็น 500,000 ตารางเมตร ใน 13 โครงการ เพื่อก้าวสู่การเป็น The Most Preferred Workplace ของทั้งบริษัทผู้เช่าและคนทำงาน   ส่วนในปีนี้จะมีการปรับโฉม The Offices at centralwOrld และวางแผนขยายโปรเจ็กต์ในอนาคต ได้แก่ Central Park Office ภายในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค  และโครงการภายใต้บริษัท GLAND ในย่านพระราม 9 นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท​ เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ทุกธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับเซ็นทรัลพัฒนา หรือเติบโตไปพร้อมกับกลุ่มเซ็นทรัลก็ได้ หรือจะไปสร้างการเติบโตของตนเองก็ได้เช่นกัน เพราะจุดแข็งของกลุ่มเซ็นทรัล คือ การมีฐานข้อมูลจากสมาชิก  The 1 โดยสัดส่วนการลงทุนมูลค่า 120,000 ล้านบาท จะเป็นกลุ่มรีเทล 70% กลุ่มที่อยู่อาศัย 20% กลุ่มธุรกิจโรงแรมและสำนักงานอีก 10% ขณะเดียวกันยังเตรียมงบอีกส่วนหนึ่ง เพื่อใช้ในการซื้อกิจการหรือการลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ ด้วย เพื่อตอบรับเทรนด์แห่งอนาคต นอกจาก 4 ธุรกิจหลักภายใต้ Retail-Led Mixed-Use Development เซ็นทรัลพัฒนายังมีกลุ่มธุรกิจ Alternative Assets เพื่อมองหาโอกาสในการขยายและลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเติมเต็ม Ecosystem และเชื่อมโยงกับธุรกิจหลัก อาทิ การร่วมทุน Grab ที่เป็น Delivery Platform และ Common Ground ที่เป็น Co-Working Space และเตรียมศึกษาการลงทุนใน Venture Capital ที่เตรียมเปิดเผยรายละเอียดเร็วๆ นี้   เพื่อตอบรับเทรนด์แห่งอนาคต นอกจาก 4 ธุรกิจหลักภายใต้ Retail-Led Mixed-Use Development เซ็นทรัลพัฒนายังมีกลุ่มธุรกิจ Alternative Assets เพื่อมองหาโอกาสในการขยายและลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเติมเต็ม Ecosystem และเชื่อมโยงกับธุรกิจหลัก อาทิ การร่วมทุน Grab ที่เป็น Delivery Platform และ Common Ground ที่เป็น Co-Working Space และเตรียมศึกษาการลงทุนใน Venture Capital ที่เตรียมเปิดเผยรายละเอียดเร็วๆ นี้   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่มงบ 120,000 ล้านบาทใน 5 ปี ตั้งเป้า องค์กร Mixed-use Developer รายแรกสู่ Net Zero ปี 2050 -เซ็นทรัลพรัฒนา ปั้นแบรนด์ นิรติ จับตลาดเรียลดีมานด์ เปิดโปรเจ็ตก์ใหม่ 1,850 ล้าน  
พราว กรุ๊ป  พร้อมเปิดสวนน้ำ อันดามันดา  22 พ.ค.นี้ ดึงนักท่องเที่ยวปีละ 1 ล้านคน

พราว กรุ๊ป พร้อมเปิดสวนน้ำ อันดามันดา 22 พ.ค.นี้ ดึงนักท่องเที่ยวปีละ 1 ล้านคน

อันดามันดา พราว กรุ๊ป ลุยพัฒนาโปรเจ็กต์สวนน้ำ ปักหมุดจังหวัดภูเก็ต ขึ้น “อันดามันดา ภูเก็ต” แหล่งท่องเที่ยวสวนน้ำแห่งที่ 2 ด้วยเม็ดเงินกว่า 4,500 ล้าน มั่นใจศักยภาพของเมืองท่องเที่ยวระดับโลก คาดผู้ใช้บริการปีละ 1 ล้าน พร้อมเดินหน้าหาแหล่งพัฒนาต่อ เล็งสมุย-กรุงเทพฯ ใช้เม็ดเงินแห่งละกว่า 2,000 ล้าน   วันที่ 22 พฤษภาคมนี้ จังหวัดภูเก็ตจะมีแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ "อันดามันดา ภูเก็ต" ที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ  เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ลงทุนและบริหารงานโดย นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว กรุ๊ป ทายาทนักธุรกิจและนักการเมืองชื่อดังอย่าง “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ”   โครงการอันดามันดา ภูเก็ต ไม่ใช่สวนน้ำแห่งแรกที่พราว กรุ๊ป พัฒนาขึ้นมา ก่อนหน้านี้ มีการพัฒนาโครงการนาวา นาวา หัวหิน เมื่อปี 2555 เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวและพักผ่อน ในรูปแบบสวนน้ำระดับโลกแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะมีนักท่องเที่ยวไปใช้บริการมากกว่า 500,000 คนในปีแรกที่เปิดให้บริการ   โครงการอันดามันดา ภูเก็ต จึงเป็นสวนน้ำระดับโลกแห่งที่ 2 ของพราว กรุ๊ป ที่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างแหล่งรายได้ให้กับบริษัท ซึ่งการเลือกจังหวัดภูเก็ต ก็คงเป็นเหตุผลในเรื่องของจำนวนนักท่องเที่ยว ที่เข้ามามากเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ชื่อเสียงของภูเก็ตเป็นที่รู้กันว่า ไม่ใช่แค่แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเฉพาะคนไทย แต่หมายถึงคนทั้งโลกที่ชื่นชอบและเดินทางมาเที่ยวภูเก็ตเป็นจำนวนมาก และภูเก็ตยังมีความพร้อมอีกหลายอย่างที่จะทำให้ธุรกิจสวนน้ำเติบโต ไม่ว่าจะเป็นจำนวนสายการบินมากมาย จำนวนโรงแรมหรูชั้นนำ และแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติอีกมากมายด้วย อันดามันดา ภูเก็ต เทงบลงทุน 4,500 ล้าน โครงการอันดามันดา ภูเก็ต มีมูลค่าการลงทุนรวม 4,500 ล้านบาท  บนเนื้อที่ 58 ไร่  โดยแบ่งการลงทุนออกเป็น 2 เฟส ในเฟสแรก เป็นการพัฒนาสวนน้ำ มูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยเปิดให้บริการในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ ส่วนเฟสที่สอง จะพัฒนาโรงแรมระดับ 4 ดาวจำนวน 300 ห้อง​ พื้นที่รีเทล  และลานแสดงน้ำพุ  โดยมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท  จะเปิดให้บริการได้ภายในอีก 2 ปีข้างหน้า   โครงการอันดามันดาภูเก็ต พัฒนาขึ้นด้วยแนวคิดและแรงบันดาลใจ “Thai Legend Meets Fantasy” เพื่อนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทย  สามารถเข้าใช้บริการได้ทุกเพศทุกวัย  ซึ่งมีการพัฒนาภายใต้ ​3 ธีมหลัก  คือ 1.การผจญภัย (Adventure) 2.วัฒนธรรม (Culture) 3.การพักผ่อนหย่อนใจ (Leisure) โดยภายในโครงการ ประกอบด้วย ทะเลเทียมขนาดใหญ่ 10,000 ตร.ม. สามารถโต้คลื่นได้สูงสุดถึง 3 เมตร ที่เดียวในไทย ที่มาพร้อมกับหาดทรายเทียมที่มีความยาวกว่า 300 เมตร  มีจุดน่าสนใจทั้งหมดกว่า 25 รายการ รวมไปถึงสไลเดอร์กว่า 12 สไลเดอร์ โซนเครื่องเล่นสำหรับเด็กกว่า 5,300 ตารางเมตร ทั้งสำหรับสาย Adrenaline สายชิลล์ และเด็ก  ซึ่งสามารถรองรับคนเข้ามาใช้บริการได้มากกว่า 5,000 คน  ไม่ว่าจะเข้ามาเล่นเครื่องเล่น หรือใช้พื้นที่สำหรับการจัดงานและอีเว้นท์ต่างๆ เครื่องเล่น  นอกจากนี้ ยังมีการตกแต่งด้วยหน้าผาและก้อนหินจำลอง  เขาตะปูจำลองขนาดเท่าของจริง Lazy River ที่ยาวที่สุดในไทย เติมเต็มด้วยร้านอาหาร-ร้านค้า-การแสดง ภายในโครงการอันดามันดา ภูเก็ต  ยังมีร้านอาหาร ในตลาดน้ำแบบไทย ซึ่งมีการจำหน่ายอาหารนานาชาติ Ultimate Theme Party ทุกเดือน และมี Wave Bar และ Sand Bar บาร์ลับที่รวบรวมเครื่องดื่มนานาชนิดจากทั่วโลก รวมถึง Cocktail สูตรลับของอันดามันดา ภูเก็ตไว้บริการ   นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ในส่วนร้านค้า และการจัดอีเว้นท์กับคอนเสิร์ตระดับโลกที่จะมีขึ้นตลอดทั้งปี มีการโชว์พาเหรดและการแสดง ที่รวมนำเอาศิลปวัฒนธรรมภาคใต้และความเป็นไทย พร้อมแสงสีเสียงมาจัดแสดง   นางสาวพราวพุธ กล่าวว่า อันดามันดา ภูเก็ต จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ เป็นศูนย์รวมแหล่งพักผ่อน สวนน้ำ และความบันเทิงในรูปแบบ Integrated Entertainment and Resort Destination ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความเป็นเมืองท่องเที่ยวชั้นน้ำของโลกของเมืองภูเก็ตให้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก อีกทั้งเชื่อว่า การเปิดในครั้งนี้ จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวของภูเก็ต สำหรับแนวทางการทำตลาด อันดามันดา ภูเก็ต จะทำงาน​ร่วมกับพันธมิตร อาทิ โรงแรมในภูเก็ตกว่า 300 โรงแรม ทัวร์เอเจ้นท์กว่า 500 ราย ในการร่วมกันทำการตลาด มีการทำข้อตกลงในการส่งลูกค้ากับกลุ่มขนส่งกว่า 3,000 คัน ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้ามาใช้บริการประมาณ 400,000 คน กลุ่มเป้าหมายหลักจะเป็นกลุ่มครอบครัว 40% กลุ่มคนรุ่นใหม่ 30% และกลุ่มจัดงานอีเวนท์อีก 30%  ซึ่งจะโฟกัสตลาดคนไทยสัดส่วน 70% และต่างชาติ 30% แต่หลังจากมีการเปิดประเทศแบบเต็มที่แล้ว คาดว่าจะมีกลุ่มลูกค้าต่างชาติเข้าใช้บริการสัดส่วนถึง 70%   หลังเปิดประเทศเป็นปกติ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าใช้บริการปีละ 1 ล้านคน  หรือสัดส่วน 10% ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจังหวัดภูเก็ตปีละ 10 ล้านคน​   สำหรับโครงการอันดามันดา ภูเก็ต แบ่งระยะเวลาคืนทุนเป็น 2 ส่วน โดยสวนน้ำ คาดใช้เวลา 6-7 ปี โรงแรม 10 ปี ซึ่งนอกจาก พราว กรุ๊ปจะลงทุนที่จังหวัดภูเก็ตแล้ว ยังมองหาโอกาสในการพัฒนาโครงการในรูปแบบสวนน้ำ ในจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวปีละ 1 ล้านคนด้วย ซึ่งมี 2 แห่งที่น่าสนใจ คือ เกาะสมุยและจังหวัดกรุงเทพฯ  โดย​เงื่อนไขการลงทุนธุรกิจสวนน้ำ ควรจะต้องมีที่ดิน 15-20 ไร่  และพัฒนาเป็นรูปแบบมิกซ์ยูส  ทำให้ต้องมีพื้นที่ตั้งแต่ 30-40 ไร่ขึ้นไป  และใช้เม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า ​ 2,000 ล้านบาทต่อโครงการด้วย ​   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -พาชม “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” Branded Residence แห่งแรก
อนันดา  เตรียม take off รับเปิดเมือง  กับ 6 เรื่องสร้างความมั่นใจโตก้าวกระโดด

อนันดา เตรียม take off รับเปิดเมือง กับ 6 เรื่องสร้างความมั่นใจโตก้าวกระโดด

อนันดา อนันดา พร้อม take off รับเปิดเมือง โชว์ 6 ศักยภาพหนุนสร้างการเติบโต  เดินหน้าเปิด 7 โครงการใหม่ ปรับพอร์ตเพิ่มแนวราบเปิด Pool Villa หรูกลางเมือง เตรียมส่งมอบใน 2 ปีกว่า 58,725 ล้านมั่นใจเติบโตแกร่ง 3 ปีจากนี้ เตรียมรับรู้รายได้จาก 2 โครงการกว่า 6,000 ล้าน   ดูเหมือนการเปิดประเทศ ต้อนรับชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวเมืองไทย เป็นสัญญาณบวกที่สร้างความมั่นใจให้ใครต่อใครได้มากมาย แม้กระทั่งดีเวลลอปเปอร์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ขายบ้านขายคอนโด อย่าง บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ที่เห็นสัญญาบวกที่ว่า ก็ออกมาเปิดแถลงข่าวในธีม อนันดาฯ พร้อม take off รับเปิดเมือง (ANANDA READY FOR TAKEOFF)   แน่นอน การเปิดประเทศแล้วมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาได้สะดวก คงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศ ได้กำลังซื้อจากชาวต่างชาติเข้ามาเป็นตัวช่วยกระตุ้นสำคัญ และไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ  รวมถึงนักลงทุนที่เดินทางเข้ามา เพื่อเลือกซื้ออสังหาฯ ของไทยด้วย จากก่อนหน้าที่เดินทางมาได้ไม่สะดวก คนที่ซื้อไว้แล้วยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ จังหวะนี้ก็น่าจะได้เวลาเหมาะสมที่จะได้โอนกันเสียที   นอกจากปัจจัยเรื่องการเปิดประเทศ  ที่จะเป็นตัวเพิ่มดีมานด์ของอสังหาฯ แล้ว อนันดา มีความพร้อมอะไรบ้าง ที่จะรองรับกำลังซื้อเหล่านั้น รวมไปถึงมีแผนอะไร ที่จะได้แสวงหาโอกาสจากทิศทางการตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าปัจจัยลบจะยังมีให้เห็นบ้าง อย่างราคาน้ำมัน ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างที่ปรับเพิ่มขึ้น ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงไป และยังไม่ได้กลับมาเติบโตเป็นปกติ ยังมีกำลังซื้ออีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ   นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ภาพรวมประเทศเริ่มมีแนวโน้มในทิศทางดีขึ้นจากการเปิดเมืองมากขึ้น  เห็นได้จากนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมามากขึ้น การจองห้องพักโรงแรมเพิ่มขึ้น รถติดมากขึ้น รวมถึงการปลดล็อกระบบ "Test & Go" ส่งผลให้ประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตคล้ายปกติมากขึ้น และที่สำคัญการกลับมาของวิถีชีวิตของคนเมือง แต่ก็ยังมีปัจจัยในเรื่องการปรับขึ้นของราคาที่ดิน ราคาน้ำมัน และการก่อสร้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ ต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับการปรับราคาในครั้งนี้ สำหรับอนันดา นั้นถือว่าการเปิดเมืองเป็นโอกาสที่ดี เพราะ ยังมีสินค้าพร้อมอยู่ พร้อมส่งมอบในราคาต้นทุนเดิมให้กับลูกค้าได้เลือกสรรมากมาย และยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพคอนโดติดรถไฟฟ้า ที่ยังเป็นสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในการใช้ชีวิตคนเมืองได้เป็นอย่างดี 6 ปัจจัยหนุนอนันดา โตก้าวกระโดด 1.สต็อกพร้อมขาย 58,725 ล้านบาท อนันดา มีสต็อกพร้อมขายที่สามารถรับรู้รายได้ระหว่างปี 2565-2567  แบ่งตามพอร์ตดังนี้ คือ -โครงการที่เป็น RTM (READY TO MOVE) มูลค่า 29,324 ล้านบาท  เป็นกลุ่มคอนโด 18 โปรเจ็กต์ มูลค่า 22,637 ล้านบาท และบ้านแนวราบอีก 13 โปรเจ็กต์ มูลค่า 6,687 ล้านบาท -โครงการที่จะสร้างเสร็จ ในปี 2565-2567  มูลค่า 19,397 ล้านบาท แบ่งเป็น ในปี 2565 จำนวน 2 โครงการมูลค่า 10,509 ล้านบาท ปี 2566 จำนวน 1 โครงการ มูลค่า 4,955 ล้านบาท และปี 2567 จำนวน 1 โครงการ มูลค่า 3,933 ล้านบาท -โครงการใหม่ 3 โครงการ จาก 7 โครงการ ที่จะสามารถรับรู้รายได้ปี 2565-2567 มูลค่า 10,004 ล้านบาท ซึ่งสามารถรองรับการเติบโตในอีก 3 ปีข้างหน้า แบ่งเป็นโครงการคอนโด 1 โครงการและบ้านแนวราบอีก 2 โครงการ 2.การเพิ่มพอร์ตบ้าน 11,778 ล้านบาท ในตลาดบ้านแนวราบ อนันดา มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมีมียอดขายบ้านแนวราบ 2,053 ล้านบาทจากจำนวน 13 โครงการ ซึ่งเติบโตจากปี 2563 37% และมียอดโอนกรรมสิทธิ์ในปีที่ผ่านมา 1,916 ล้านบาท เติบโต 27% จากปี 2563 ในขณะที่ภาพรวมตลาดเติบโตเพียง 10% เท่านั้น   ปัจจุบันอนันดา ยังมีโครงการบ้านแนวราบขายอยู่ 13 โครงการ มูลค่า 6,687 ล้านบาท ในปีนี่จะเปิดเพิ่ม 2 โครงการ รวมมูลค่า 5,091 ล้านบาท ได้แก่ แบรนด์ใหม่อีก 1 แบรนด์มูลค่า 1,041 ล้านบาท และโครงการ ARTALE ASOKE-RAMA9 โครงการ Pool Villa หรูกลางใจเมือง มูลค่า 4,050 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มียอดพรีบุ๊คกิ้งแล้วกว่า 20% และอยู่ในลิสต์ที่เตรียมซื้ออีก 20% คิดเป็นสัดส่วนยอดขายแล้วประมาณ​1,600 ล้านบาท 3.ผนึก 107 เอเย่นต์ขายลูกค้าต่างชาติ สำหรับตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันมีการทำงานร่วมกับเอเย่นต์ 107 ราย ที่ช่วยในการทำตลาดและการขาย โดยพบว่าปัจจุบันยอดขายในกลุ่มต่างชาติ ไม่มีคนจีนเข้ามาซื้อ เนื่องจากชาวจีนยังไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ แต่มีกลุ่มลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาซื้อ ล่าสุด ทำยอดขายได้ 100 ล้านบาทจากยอดขายของชาวเมียนมาและสปป.ลาว 4.เปิดตัว 7 โครงการใหม่ ส่วนแผนการเปิดโครงการใหม่ทั้ง 7 โครงการ มูลค่ากว่า 29,098 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 5 โครงการ และโครงการแนวราบ 2 โครงการ โดยจะมีแบรนด์ใหม่ 3 แบรนด์ออกมาทำตลาด ได้แก่ แบรนด์บ้านแนวราบ ที่ยังไม่เปิดตัว 1 โครงการ ในย่านติวานนท์-แจ้งวัฒนะ แบรนด์ COCO PARC คอนโดที่จะสร้างเสร็จก่อนขาย ซึ่งมีการให้บริการแบบโรงแรมในเครือดุสิตธานี และคอนโดแบรนด์ CULTURE 5.เตรียมปิดการขาย 6 โครงการ ในปีนี้ อนันดา ยังมีอีก 6 โครงการ ที่เตรียมจะปิดการขายภายในปีนี้ มูลค่ากว่า 9,812 ล้านบาท ได้แก่ โครงการอาร์เทล เอกมัย – รามอินทรา มูลค่า 1,531 ล้านบาท  โครงการไอดีโอ สาทร-วงเวียนใหญ่ มูลค่า 2,352 ล้านบาท โครงการไอดีโอ รัชดา- สุทธิสาร มูลค่า 1,527 ล้านบาท โครงการไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท 66 มูลค่า 2,155 ล้านบาท โครงการยูนิโอ สุขุมวิท 72 เฟส 2 มูลค่า 1,866 ล้านบาท และโครงการยูนิโอ ทาวน์ เพชรเกษม 110 มูลค่า 383 ล้านบาท 6.เพิ่มพอร์ตรายได้ประจำ 20% นอกจากการพัฒนาบ้านและคอนโดเพื่อขายแล้ว อนันดา ยังมีการรับรู้รายได้ประจำ จากธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ด้วย โ่ดยปัจจุบันโครงการเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ คาดว่าสามารถรับกระแสเงินสดที่เป็นรายได้ประจำสม่ำเสมอ (Recurring Income) จาก 5 โครงการเซอร์วิสอพารท์เม้นท์อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้เริ่มเปิดดำเนินการโครงการซัมเมอร์เซ็ต พระราม 9 ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และจะมีการเปิดโครงการอย่างต่อเนื่องอีก 4 โครงการ คือโครงการแอสคอทท์  ทองหล่อ บางกอก  โครงการแอสคอทท์ เอ็มบาสซี สาทร โครงการไลฟ์ สุขุมวิท 8 บางกอก และโครงการซัมเมอร์เซ็ต พัทยา ในเดือน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม ในปีนี้ เดือนละ 1 โครงการตามลำดับ ซึ่งสัดส่วนของรายได้ประจำคาดว่าจะมีประมาณ 20% จากโครงการทั้งหมด ในส่วนของการเติบโตคาดว่าในไตรมาส 2 จะเริ่มทำยอดขายและรับรู้รายได้อย่างก้าวกระโดด จากการเตรียมรับรู้รายได้จาก 2 โครงการสร้างเสร็จใหม่ล่าสุด มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -อนันดาฯ เผยผลงาน Q1/64 ทำยอดขายกว่า 3,979 ล้านบาท แต่กำไรธุรกิจหลักเหลือ 38.8 ล้าน
9 บทสรุป ผลประกอบการพฤกษา Q1/65 และทิศทางไปต่อ

9 บทสรุป ผลประกอบการพฤกษา Q1/65 และทิศทางไปต่อ

ผลประกอบการพฤกษา ผลประกอบการพฤกษา ไตรมาสแรก รายได้-ยอดขายลด เหตุเจอปัญหาแรงงาน และผลกระทบด้านซัพพลายเชน ส่งผลต้องเลื่อนเปิดโปรเจ็กต์ใหม่  แต่ยังรักษากำไรได้กว่า 639 ล้านบาท เติบโต 10% จาก Q1/64 พร้อมเดินหน้าตามแผนเปิดโปรเจ็กต์ทั้งปี 30 โครงการ เพื่อสร้างรายได้ 16,000 ล้าน   ตอนนี้หลายบริษัทในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ได้เริ่มรายงานผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2565 ออกมากันบ้างแล้ว  หลายบริษัทก็สามารถสร้างผลประกอบการเติบโตได้ตามเป้าหมาย แต่ก็มีหลายบริษัทที่ยังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ไม่สามารถสร้างผลงานให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้   ล่าสุด นายอุเทน โลหชิตพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม  บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ได้แถลงผลประกอบการในรอบไตรมาสแรกของปีนี้ พร้อมกับทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งมี 9 บทสรุป ผลประกอบการพฤกษา ที่น่าสนใจดังนี้ 9 บทสรุป ผลประกอบการพฤกษา Q1/65 และทิศทางไปต่อ 1.รายได้-ยอดขายลด แต่กำไรโต ในไตรมาสแรกพฤกษามียอดขายอสังหาฯ  รวม 5,344 ล้านบาท ลดลง 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สามารถทำยอดขายได้ 6,940 ล้านบาท โดยยอดขายลดลงเหตุผลหลักมาจากการเลื่อนเปิดตัวโครงการใหม่   โดยในไตรมาสแรกยอดขายดังกล่าว แบ่งออกเป็น กลุ่มทาวน์เฮ้าส 2,801 ล้านบาท ลดลง 26% กลุ่มบ้านเดี่ยว 1,705 ล้านบาท ลดลง 4.2% และกลุ่มคอนโดมิเนียม 838 ล้านบาท ลดลง 39.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   ส่วนรายได้จากการขายอสังหาฯ ในไตรมาสแรกมีจำนวน 5,679  ล้านบาท ลดลง 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีมูลค่า 7,051 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการก่อสร้างและส่งมอบบ้านล่าช้า เพราะปัญหาด้านการขาดแคลนแรงงาน   รายได้ทั้งหมดในไตรมาสแรก แบ่งเป็น รายได้จากกลุ่มทาวน์เฮ้าส 2,461 ล้านบาท ลดลง 28.9% กลุ่มบ้านเดี่ยว 1,143 ล้านบาท ลดลง 28.6% กลุ่มคอนโด 1,432 ล้านบาท ลดลง 21.6% และมีรายได้จากการขายที่ดินเปล่า 643 ล้านบาท   ส่วนอัตรากำไร ของ ผลประกอบการพฤกษา ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิในธุรกิจอสังหาฯ 639 ล้านบาท เติบโต 10%  จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ที่มีกำไร 582 แต่ยังถือว่าลดลงจากช่วงไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,137 ล้านบาท หรือลดลง 43.8% ในขณะที่กำไรสุทธิของพฤกษา โฮลดิ้ง (รวมธุรกิจอสังหาฯ และธุรกิจเฮลแคร์)  อยู่ที่ 552 ล้านบาท ลดลง 8.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีกำไร 606 ล้านบาท ไตรมาสแรกรายได้ต่ำกว่าที่คาด เป็นเพราะ ดีเลย์การเปิดโครงการและซัพพลายเชนถูกดิสรับ ทำให้การก่อสร้างล่าช้ากว่าที่คาดไว้  และเรามาโฟกัสที่กำไรมากขึ้น ไม่เน้นด้านยอดขายและรายได้ 2.ตุน Backlog​ กว่า 20,200 ล้าน ปัจจุบัน พฤกษา มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog)  ที่ 20,200 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ระหว่างปี 2565-2568  แบ่งเป็นยอดรับรู้รายได้ในปี 2565 ที่ 18,700 ล้านบาท และจะมีโครงการแนวสูงที่สร้างเสร็จพร้อมทยอยโอนในปีนี้อีก  7 โครงการรวมมูลค่า 15,200 ล้านบาท ได้แก่ แซปเตอร์ เจริญนคร-ริเวอร์ไซด์,​ เดอะ รีเซิร์ฟ สุขุมวิท 61, พลัม คอนโด สุขุมวิท 61, พลัม คอนโด พระราม 2, เดอะ ไพรเวซี่ จตุจักร และเซปเตอร์ จุฬา-สามย่าน   สำหรับยอดขายรอรับรู้รายได้ทั้งหมด แบ่งเป็นกลุ่มทาวน์เฮ้าส์ 23,000 ล้านบาท รับรู้รายได้ในปีนี้ทั้งหมด กลุ่มบ้านเดี่ยวมียอดขายรอรับรู้รายได้ 16,000 ล้านบาท รับรู้ในปีนี้ทั้งหมด  และกลุ่มคอนโดมียอดรอรับรู้รายได้ 16,300 ล้านบาท รับรู้ในปีนี้ 14,800 ล้านบาท 3.กวาดยอดขายออนไลน์กว่า 5,344 ล้าน กลยุทธ์ Digital Marketing ที่มีการใช้ Consumer Insight และเทรนด์ตลาดเข้ามาช่วยในการจัดทำแคมเปญทางการตลาด ส่งผลให้พฤกษา มียอดขายผ่านช่องทางออนไลน์จำนวน 1,803 ยูนิต มูลค่ากว่า 5,344 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนยอดขายจากออนไลน์ 86.7% 4.ปั้นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส อสังหาฯ -สุขภาพ พฤกษา มีการใช้กลยุทธ์การผสมผสานกันระหว่างธุรกิจอสังหาฯ และธุรกิจสุขภาพเข้าด้วยกัน โดยผ่านการออกแบบบ้านตามหลักการ Universal Design เพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุ อาทิ ห้องผู้สูงอายุ พื้นไม่มีสเต็ป  เป็นต้น   นอกจากนี้ ​ยังมีแผนพัฒนาอสังหาฯ แบบ Mixed Use ที่จะผสานบริการด้านสุขภาพไว้ในโครงการเดียวกัน ซึ่งเป็นการร่วมมือกับโรงพยาบาลวิมุต  ซึ่งกำลังจะเปิดให้บริการศูนย์สุขภาพแห่งแรกในชุมชนพฤกษา ขนาด 50 เตียง ตั้งอยู่ด้านหน้าโครงการพฤกษา อเวนิว บางนา-วงแหวน  ในเดือนสิงหาคมนี้   ขณะเดียวกันได้มีการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ โดยโรงพยาบาลวิมุตร่วมกับ JAS ASSET ก่อตั้งบริษัท Senera Vimut Health Service ทำโครงการ SENERA Senior Wellness บริเวณถนนคู้บอน เป็นศูนย์เมดิคอล ขนาด 5,713 ตร.ม. 4 ชั้น ขนาด 78 เตียง มีแผนเปิดให้บริการในเดือนธันวาคมนี้ด้วย  นอกจากนี้ พฤกษายังมองหาพันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาบริการเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการดูแลด้านสุขภาพ 5.เดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ Corporate Ventures พฤกษา ยังมีกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ Corporate Ventures ที่มุ่งเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง  ๆ เพื่อมาเสริมการบริหารธุรกิจ สร้างการเติบโต และผลตอบแทนทางการเงินให้กับพฤกษา โดยร่วมทุนกับบริษัทที่มีเทคโนโลยีด้านพร็อพเทค เฮลท์เทค  และ อีคอมเมิร์ซ  ทั้งในไทย มาเลเซีย ออสเตรเลีย และสิงคโปร์  โดยเป็นกลุ่มธุรกิจประเภทนวัตกรรมด้านการพัฒนาความยั่งยืน (ESG Innovation) ระบบความปลอดภัยในโลกดิจิตอล (Digital Securities) และ เฮลท์เทค พร๊อพเทค  ที่รองรับกระแสเทรนด์ที่อยู่อาศัยและการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้นในอนาคต 6.ยึดเป้าเดิมเปิด 30 โปรเจ็กต์​ แม้ว่าไตรมาสแรกของพฤกษา จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ไปเพียง 2 โครงการ มูลค่า รวม 1,119 ล้านบาท เป็นโครงการทาวน์โฮม 1 โครงการ และคอนโด 1 โครงรการ รวมประมาณ 500 ยูนิต ซึ่งน้อยกว่าที่วางเป้าหมายไว้ แต่ พฤกษามั่นใจว่าในช่วงเวลาที่เหลือจะเปิดได้ตามแผนที่วางไว้  โดยแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปีนี้ พฤกษา ยังคงวางแผนเปิดตัว 30 โครงการ รวมมูลค่า 16,000 ล้านบาท เพื่อสร้างรายได้ 33,000 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดตัวมากในช่วงครึ่งปีหลัง   ส่วนไตรมาส 2  พฤกษา มีแผนเปิดโครงการใหม่อีก 9 โครงการ รวมมูลค่า 5,900 ล้านบาท  แบ่งเป็นทาวน์เฮาส์ 8 โครงการ จำนวน 2,300 ยูนิต มูลค่า 5,200 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์บ้านพฤกษา เดอะ คอนเนค และพฤกษาวิลล์ ในโซจ บางนา สุวรรณภูมิ ศรีนรินทร์ พระราม 2 รังสิต และเทพารักษ์  และบ้านเดี่ยว 1 โครงการ  จำนวน 100 ยูนิต มูลค่า 700 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ภัสสร โดยจะเปิดในโซนรามอินทรา 7.ตุนที่ดิน 15,000 ล้าน นอกจากแผนการเปิดตัวโครงการในปีนี้ ที่พฤกษา มั่นใจว่าจะเป็นไปตามแผนแล้ว ปัจจุบัน พฤกษา ยังมีโครงการที่เปิดการขายอยู่ถึง 140 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาท ที่จะช่วยทำให้ยอดขายและรายได้ในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายด้วย   นอกจากนี้ พฤกษา ยังมีที่ดินสะสมอยู่อีกจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าถึง 15,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาโครงการได้มูลค่า 80,000 ล้านบาท ที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้กับพฤกษาได้อย่างต่อเนื่องนับจากนี้ด้วย 8.ยืนราคาบ้าน-คอนโด ถึงสิ้นปี ต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน ต้นทุนด้านราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น  รวมถึงต้นทุนอื่น ๆ อาทิ เงินเฟ้อ ส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างมีการปรับตัวขึ้นสูง และส่งผลต่อกำลังซื้อของลูกค้าที่ลดลง โดยเฉพาะต้นทุนเหล็กและปูนซีเมนต์ ซึ่งส่งผลต่อค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นแล้ว 2-3% แต่พฤกษายังคงขายบ้านในราคาต้นทุนเดิม เนื่องจากมีการซื้อล่วงหน้าในวัสดุก่อสร้างหลายรายการจนถึงสิ้นปีนี้  โดยเฉพาะในการก่อสร้างคอนโด ทำให้ยังไม่มีการปรับราคาบ้านและคอนโดในปีนี้   ในขณะเดียวกันพฤกษาเองก็มีการปรับปรุงกระบวนการทำงานในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็วและช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น การนำ Value Engineering หรือ วิศวกรรมคุณค่ามาใช้ ด้วยการนำวัสดุทดแทนที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับวัสดุเดิมมาใช้ เป็นการช่วยลดการใช้ซีเมนต์ที่ไม่จำเป็นไปได้มากกว่า 15,000 ตัน   นอกจากนั้นยังมีการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ระบบจัดซื้อจัดจ้างทางอิเล็กทรอนิกส์ และการพัฒนาระบบ Streamline ช่วยลดชั่วโมงการทำงานไปได้ มากกว่า 10,400 ชั่วโมง และสุดท้ายใช้การบริหารจัดการต้นทุน (Cost Management) เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถประหยัดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้มากกว่า 460 ล้านบาท หรือ 1.4% ของรายได้ 9.รพ.วิมุตรายได้โต 59% โรงพยาบาลวิมุต ซึ่งเป็นการลงทุนของพฤกษา โฮลดิ้ง ในไตรมาสแรกมีรายได้ 244 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% จากไตรมาส 4 ปี 2564 และจากการปรับโครงสร้างการบริหารองค์กรและการบริหารจัดการใหม่ของโรงพยาบาลเทพธารินทร์ ทำให้ธุรกิจด้านสุขภาพได้ส่วนแบ่งกำไร จากผลประกอบการโรงพยาบาลเทพธารินทร์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องด้วย   สำหรับแผนธุรกิจในไตรมาส 2 คาดว่ารายได้หลักจะมาจากการดำเนินงานเต็มรูปแบบของบริการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลและบริการศูนย์ฟื้นฟูดูแลสุขภาพครอบครัวและผู้สูงอายุ (ViMut Wellness Services) ซึ่งจะพัฒนาไปพร้อมกับโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ของพฤกษาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย  ความต้องการที่อยู่อาศัยจริงยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มเรียลดีมานด์ที่เติบโตจากผลกระทบโควิดที่ทำให้คนอยากอยู่บ้านมากขึ้น แม้สภาพเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะซบเซาและมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนก็ตาม อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -พฤกษา เตรียมงบลงทุน 10,000 ล้านปี 65 พร้อมขยายธุรกิจ “พร็อพเทค-เฮลท์เทค” ​
อนันดา #LiveLifeUnique บ้านแนวราบที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ยูนีคของคนยุคใหม่ พร้อมข้อเสนอที่ดีที่สุดในรอบปี อยู่ฟรีสูงสุด 3 ปี*

อนันดา #LiveLifeUnique บ้านแนวราบที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ยูนีคของคนยุคใหม่ พร้อมข้อเสนอที่ดีที่สุดในรอบปี อยู่ฟรีสูงสุด 3 ปี*

อนันดา #LiveLifeUnique บ้านแนวราบที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ยูนีคของคนยุคใหม่ พร้อมข้อเสนอที่ดีที่สุดในรอบปี อยู่ฟรีสูงสุด 3 ปี* จากเดิมที่บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ประสบความสำเร็จจากการทำตลาดบ้านแนวราบระดับลักชัวรี่ จากแบรนด์ “อาร์เทล พัฒนาการ” และ “อาร์เทลล์ เอกมัย-รามอินทรา” ที่เน้นดีไซน์ที่แตกต่างบนทำเลใจกลางเมือง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์การทำงานที่เปลี่ยนไป มีความอิสระมากขึ้น มีความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร รวมถึงความต้องการที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่มากขึ้นเพื่อจะสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างไม่มีขีดจำกัด     ในปี 2565 นี้ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) วางแผนปรับกลยุทธใหม่ มุ่งเน้นการทำตลาดบ้านอย่างจริงจังอีกครั้ง ด้วยจุดขายบ้านสำหรับคนเมืองบนทำเลคุณภาพ และโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์ชัดเจน จึงเป็นที่มาของแคมเปญ “บ้านอนันดา Live. Life. Unique ใช้ชีวิตในแบบที่เป็นคุณ” เพื่อตอกย้ำจุดขายของบ้านอนันดาที่ชัดเจน ซึ่งมี 3 หัวใจ ดังนี้   ทำเล (Location) บ้านอนันดาปักหมุดบนทำเลที่ดีที่สุดในย่าน เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง ใกล้ตนไฟฟ้า ใกล้ทางด่วน ทำเลติดถนนใหญ่ และแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้างสรรพสินค้า ตลาด และโรงเรียน เพื่อให้คนยุคใหม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่คุ้นเคย การออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Design) เพราะอนันดาเชื่อว่าบ้านสามารถบ่งบอกความเป็นตัวตนของผู้อยู่อาศัย จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบทั้งพื้นที่ภายนอก และภายในตัวบ้าน ให้ผู้อยู่อาศัยมีความภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของบ้าน แน่นอนว่าฟังก์ชันบ้าน (Function) ก็ต้องรองรับและตอบโจทย์ได้ทุกไลฟ์สไตล์ รวมถึงพื้นที่ภายในบ้านก็ต้องใช้งานได้อย่างคุ้มค่า เช่น บ้าน Airi ที่เปิดตัวแบบบ้าน New series โดยมีฟังก์ชันที่จะมาตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้มากขึ้น หรือ โครงการ Atoll ที่มี Double Living room และ โครงการ Unio Town ทาวน์โฮมที่ออกแบบให้มีหน้ากว้างถึง 5.7 เมตร ทำให้จัดวางฟังก์ชั่นได้อย่างลงตัว คุณภาพ (Quality of life) ผู้อยู่อาศัยทุกคนสามารถมั่นใจในคุณภาพและบริการหลังการขายของบ้านอนันดาได้ทุกมิติภายใต้ Ananda sure ซึ่งจะมาสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อความอุ่นใจของทุกครอบครัว   สำหรับแคมเปญ “บ้านอนันดา Live. Life. Unique ใช้ชีวิตในแบบที่เป็นคุณ” พร้อมโปรจัดเต็มไม่เหมือนใคร “ดีลที่ใช้ อยู่ฟรี สูงสุด 3 ปี” โดยมีโครงการบ้านและทาวน์โฮมคุณภาพจากอนันดาเข้าร่วม ดังนี้   เอโทล บาหลีบีช มอเตอร์เวย์ – ลาดกระบัง   เอโทล วงแหวน – ลำลูกกา   แอริ พระราม2   แอริ แจ้งวัฒนะ   ยูนิโอทาวน์ ลำลูกกา คลอง 4   ยูนิโอทาวน์ เพชรเกษม 110   ยูนิโอทาวน์ ศรีนครินทร์ – บางนา   ยูนิโอทาวน์ สวนหลวง – พัฒนาการ   ยูนิโอทาวน์ สุขสวัสดิ์ 30   ยูนิโอทาวน์ ประชาอุทิศ 76   อาร์เทล เอกมัย รามอินทรา   รายละเอียดโปรโมชั่น บ้านอนันดา Live. Life. Unique ทำไมต้องใช้ชีวิตเหมือนคนอื่น ใช่แล้ว จองเลย! 👉 https://anan.ly/3sofPEG ✅ อยู่ฟรี สูงสุด 3 ปี* ✅ รับเงินคืนสูงสุด 3 แสนบาท* ✅ แพ็คพร้อมอยู่สูงสุด 1 ล้าน* บ้านและทาวน์โฮมคุณภาพจากอนันดา เริ่ม 2.39 - 25 ล้าน* *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ระยะเวลาโปรโมชั่น วันที่ 11 พฤษภาคม 2565 – 30 มิถุนายน 2565   #Anandadevelopment #UrbanlivingSolutions #livelifeunique #บ้านทำเลเมือง #บ้านอนันดา

1 2 3 ... 90