ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 2 3 ... 93
[PR News] IWG จับมือ BDO รับเทรนด์การทำงานแบบไฮบริด เช่าพื้นที่ 500 ตร.ม.

[PR News] IWG จับมือ BDO รับเทรนด์การทำงานแบบไฮบริด เช่าพื้นที่ 500 ตร.ม.

ไอดับบลิวจี  (IWG) ผู้ให้บริการพื้นที่ทุกรูปแบบ ตามความต้องการของผู้ใช้  ในแบบเฟล็กซ์และไฮบริด ประกาศความร่วมมือกับ BDO เครือข่ายธุรกิจบัญชีขนาดใหญ่อันดับ 5 ของโลกที่ให้บริการครอบคลุมด้านประกัน ภาษี และที่ปรึกษาทางการเงินแก่ลูกค้าจากทุกมุมโลก   โดย BDO ไว้วางใจเลือกใช้พื้นที่ 500 ตร.ม. ที่ Regus Exchange Tower ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นสำนักงานแบบไฮบริดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ พนักงานของบริษัทจะสามารถเข้าถึงเครือข่ายของไอดับบลิวจี ทั่วโลกได้ โดยปัจจุบันมีพื้นที่ให้บริการในจุดสำคัญของประเทศไทยถึง 26 แห่ง ปัจจุบัน BDO ให้บริการลูกค้าบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ และกิจการระหว่างประเทศ  มีเครือข่ายทั่วโลก สำหรับไอดับบลิวจี นั้น มีพื้นที่สำนักงานในเมืองสำคัญทั่วโลกกว่า 120 ประเทศ กว่า 3,500 แห่งทั่วโลก  และมีความร่วมมือกับ BDO แล้วในสหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น อิสราเอล และกายอานา จึงได้ขยายความร่วมมือในประเทศไทย ​   นายกาเร็ท เฮเวอร์ ซีอีโอ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ IWG เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลาย ๆ บริษัทเปลี่ยนมาเป็นไฮบริดโมเดลมากขึ้น เพราะตอบโจทย์ความต้องการของทีมงานให้มีความยืดหยุ่นและสมดุลในชีวิต ทำงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมเข้าไปมีส่วนร่วมและช่วยสนับสนุนลูกค้าได้เต็มที่ IWG จึงพยายามผลักดันเทรนด์พื้นที่การทำงานแบบไฮบริด ที่เป็นหนึ่งในโซลูชันบริการของเราที่ช่วยตอบโจทย์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในรูปแบบใด   ปัจจุบัน IWG มีแบรนด์ในเครือหลากหลาย ได้แก่ Regus, Spaces, No18, Basepoint, Open Office และ Signature โดยในปี 2022  ได้มุ่งสร้างการเติบโตเชิงรุก จึงเตรียมเปิดจุดให้บริการอีก 8 แห่งเร็ว ๆ นี้  ในเขตปริมณฑล เนื่องจากมองเห็นโอกาสและศักยภาพของกรุงเทพฯ ที่จะพัฒนาเป็นการทำงานแบบไฮบริด ซึ่งจะส่งให้เครือข่ายของบริษัทเติบโต ขยายตัว และส่งเสริมการทำงานในพื้นที่ไฮบริด     อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -IWG x รัตนากร ขยายสำนักงานให้เช่า วางเป้า 10 ปี 40 แห่งทั่วไทย -IWG จับมือ รัตนากร แอสเซท บริหารออฟฟิศให้เช่า 40 แห่งทั่วไทย
จระเข้  เดินหน้าโตอย่างยั่งยืน สู่ทศวรรษที่ 4 วางเป้าหมายรายได้ 5,000 ล้าน

จระเข้ เดินหน้าโตอย่างยั่งยืน สู่ทศวรรษที่ 4 วางเป้าหมายรายได้ 5,000 ล้าน

จระเข้  เดินหน้าสู่ทศวรรษที่ 4 วางวิสัยทัศน์-ทิศทางธุรกิจ มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าก่อสร้าง เพื่อความสุขที่ยั่งยืน พร้อมเป้าหมายรายได้ 5,000 ล้าน เตรียมรุกหนักตลาดประเทศเพื่อนบ้าน หวังเพิ่มสัดส่วนรายได้ขึ้นเป็น 20%   นายศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าตรา “จระเข้” เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2535 จนถึงปัจจุบัน  ได้ดำเนินธุรกิจมากว่า 30 ปีแล้ว  ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่ก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 ในการดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กลุ่มกาวยาแนว กาวซีเมนต์ สี และผลิตภัณฑ์เคมีก่อสร้าง ซึ่งยังคงมุ่นเน้นการ​สร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าก่อสร้าง เพื่อคุณภาพชีวิตและสร้างความสุขที่ยั่งยืน บนพื้นฐานของการให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม   สำหรับก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 บริษัทได้วางทิศทางการดำเนินธุรกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า ยังคงเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดกาวซีเมนต์  กาวยาแนวปูกระเบื้อง และไม่หยุดยั้งในการพัฒนานวัตกรรมเคมีก่อสร้าง  ที่ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น นวัตกรรมซ่อมแซม และตกแต่งแบบครบวงจร เพื่อบ้าน อาคาร  ไปจนถึงงานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)  สีจระเข้ (SEE JORAKAY) สีธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากสีทั่วไป โจทย์เทรนด์สุขภาพและการดูแลสิ่งแวดล้อม  ผลิตภัณฑ์น้ำยาเคลือบและปกป้องพื้นผิว (Coating) และ JORAKAY GREEN PRODUCTS  ตอบโจทย์อาคารเขียว โดยวางเป้าหมายทำรายได้ 4,000-5,000 ล้านบาท ทั้งนี้ แผนการลงทุนใน 3-5 ปี จะมีการพัฒนานวัตกรรม ทั้งในด้านของการขยายสินค้ากลุ่มเคมีก่อสร้างให้ครอบคลุมมากขึ้น ใช้ Enterprise Resource Planning หรือ ERP พัฒนาระบบการจัดการตั้งแต่การผลิต จัดส่ง และเชื่อมต่อการชำระเงิน รองรับการขยายช่องทางการจัดจำหน่าย สอดคล้องกับธุรกิจยุคใหม่ ผนวกกับ Customer Data / Digital Transformation เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำมากขึ้น รวดเร็วขึ้น ในรูปแบบของ B2B2C  เสริมด้วย Non Products เช่น บริการติดตั้ง โดยช่างฝีมือที่ได้รับการรับรองจากศูนย์ฝึกอบรม จระเข้ อะคาเดมี่ (JORAKAY ACADEMY TRAINING CENTER) เป็นการต่อยอดบริการให้คำปรึกษาและบริการเกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัยอย่างครบวงจร   นายศุภพงษ์ กล่าวอีกว่า เพื่อการเติบโตตามเป้าหมายดังกล่าว ส่วนหนึ่งบริษัทจะมุ่งเน้นขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV และมาเลเซีย ที่สำคัญจะมุ่งทำตลาดในประเทศเวียดนาม เนื่องจากเป็น​ตลาดที่มีโอกาสการเติบโตสูง และยังมีอัตราการใช้งานผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงไม่มากนัก ซึ่งจะมีรูปแบบการทำตลาดใหม่ หลังจากที่ได้เข้าไปทำตลาดเมื่อ 4-5 ปีก่อนหน้านี้ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าชาวเวียดนาม โดยบริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 20% จากปัจจุบันมีไม่ถึง 10% ส่วนในปีนี้บริษัทคาดว่าจะทำรายได้มากกว่า 3,000 ล้านบาท  มีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งมีรายได้ 2,800 ล้านบาท  ปัจจุบันสินค้าที่มียอดขายสูงสุดกว่า 80% ของยอดขายทั้งหมด ได้แก่ กลุ่มกาวซีเมนต์ เขียว แดง เงิน ทอง โดยเฉพาะกาวเขียวที่มียอดขายอันดับ 1 กลุ่มกาวยาแนวพรีเมียม พลัส ป้องกันราดำ ที่มียอดขายอันดับ 1 ซึ่งจระเข้เป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมนี้รายแรกในตลาดกาวยาแนว และกลุ่มผลิตภัณฑ์กันซึม รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมซีเมนต์กันซึมส่วนผสมเดียวรายแรก ส่วนช่องทางในการจัดจำหน่ายปัจจุบัน แบ่งเป็นออฟไลน์ 95% ผ่านช่องทางดีลเลอร์กว่า 3,000 ราย ร้านโมเดิร์นเทรด 300 แห่ง และช่องทางออนไลน์อยู่ที่ 5%   ด้านของการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนด 5 กลยุทธ์สำคัญด้านความยั่งยืนครอบคลุมทุกห่วงโซ่ ได้แก่ 1. ลดการปล่อย CO2 ในกระบวนการต่างๆ  2. ลดปริมาณขยะและของเสียเน้นใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3. ลดองค์ประกอบหรือกระบวนการที่ก่อให้เกิดสารพิษ 4. เพิ่มสัดส่วนยอดขายสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 5. สนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ด้านการศึกษา สุขอนามัย และสิ่งแวดล้อม   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -สีจระเข้ รีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบเกือบ 20 ปี ปูทางสร้างยอดขาย 300 ล้าน -สีจระเข้ เปิดแฟลกชิพ สโตร์ โชว์ผลิตภัณฑ์ พร้อมสร้างประสบการณ์ใช้จริงให้ลูกค้า​
ไวด์เฮ้าส์ลุยตลาดรับสร้างบ้าน 2 แสนล้านประเดิมปีแรกทำรายได้ 60 ล้าน

ไวด์เฮ้าส์ลุยตลาดรับสร้างบ้าน 2 แสนล้านประเดิมปีแรกทำรายได้ 60 ล้าน

ไวด์เฮ้าส์ ดีไซน์ แอนด์ บิลด์ ลุยธุรกิจรับสร้างบ้าน 200,000 ล้าน ​ชูจุดเด่นด้านงานดีไซน์ พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้า มั่นใจเปิดตัวปีแรกทำรายได้ 60 ล้าน ก่อนทะยานโต 300% ในปี 66 เล็งขยายสาขาเพิ่มในต่างจังหวัดรับดีมานด์โตต่อเนื่อง ​   นายธนัชพงศ์ จิระชาติชัยวงษ์ กรรมการบริหาร บริษัท ไวด์เฮ้าส์ ดีไซน์ แอนด์ บิลด์ จำกัด หรือ WIDE HOUSE เปิดเผยว่า ได้มองเห็นโอกาสทางการตลาดของธุรกิจรับสร้างบ้านที่มีมูลค่ารวมกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงสูง ที่ต้องการปลูกสร้างบ้านด้วยตนเอง ตามรูปแบบงานดีไซน์ ไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมการอยู่อาศัยเป็นของตนเอง ทีมผู้บริหารจึงได้จัดตั้งบริษัทขึ้นเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2565 ที่ผ่านมา เพื่อดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้าน   โดยทีมผู้บริหารที่รวมตัวจัดตั้งบริษัทครั้งนี้ เป็นทีมบริหารจากบริษัท ศ.ศิวะ การช่าง จำกัด เอสดับเบิ้ล ยู สตูดิโอ (SW STUDIO) และ SWA and Associate Co.,ltd. ซึ่งผู้ที่ดำเนินธุรกิจด้านงานก่อสร้าง งานออกแบบ และดีไซน์มานานกว่า 20 ปี มีกลุ่มลูกค้าสำคัญเป็นกลุ่มธุรกิจรีสอร์ท โรงแรม และบ้านพักอาศัยที่มีระดับมูลค่างานกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งบริษัทจะนำเอาประสบการณ์และความชำนาญดังกล่าว มาปรับใช้และตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสร้างบ้านในสไตล์ และฟังก์ชั่นการใช้งานของบ้านในแบบของตนเอง โดยจับกลุ่มลูกค้าระดับกลางขึ้นไป   ทั้งนี้ ไวด์เฮ้าส์ จะทำงานร่วมกันกับสถาปนิกและวิศวกรมืออาชีพมากประสบการณ์ ซึ่งผ่านประสบการณ์ออกแบบให้กับโรงแรม รีสอร์ตระดับสากลมาแล้วกว่า 10 ปี จากบริษัทชั้นนำในเครือ เอสดับเบิ้ล ยู สตูดิโอ (SW STUDIO) รวมพื้นที่ก่อสร้าง 561,026 ตารางเมตร จากกว่า 80 โครงการ  ครอบคลุมบริการด้านงานออกแบบและปรับแบบ, บริการให้คำปรึกษาในการสร้างบ้านอย่างครบวงจร ดำเนินงานก่อสร้างและควบคุมโดยวิศวกรจาก บริษัท ศ.ศิวะ การช่าง จำกัด  ผู้นำด้านงานรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร นายธนัชพงศ์  กล่าวว่า บริษัทได้เริ่มทำการตลาดเปิดตัวครั้งแรกในงานสถาปนิก 65 ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเกินกว่าที่คาดไว้ โดยมีลูกค้าเซ็นต์สัญญาจ้างงานแล้ว 5 ราย มีผู้สนใจลงทะเบียนให้ข้อมูลไว้กว่า 500 ราย และปัจจุบันยังมีลูกค้าอีก 20 รายที่อยู่ระหว่างการออกแบบบ้าน จึงทำให้มั่นใจว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท ส่วนในปีหน้าคาดว่าจะสร้างยอดขายเติบโตได้ 300% โดยวางแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 1 แห่ง ในต่างจังหวัดด้วย   ความแตกต่างที่ผู้บริโภคจะได้รับเมื่อใช้บริการของ ไวด์เฮ้าส์ คือ การเปิดกว้างและอิสระทางความคิดในการดีไซน์บ้านตามสไตล์ที่ตนเองชอบ ไม่ตีกรอบลูกค้าให้เลือกใช้เฉพาะแบบบ้านที่มี ลูกค้าสามารถครีเอทฟังก์ชันตามไลฟ์สไตล์ได้อย่างเต็มที่ร่วมกับทีมสถาปนิกมืออาชีพของ WIDE HOUSE พร้อมด้วยทีมนักออกแบบภายในจากบริษัทพาร์ทเนอร์ SW STUDIO       สำหรับการรับสร้างบ้านบริษัทมีแบบให้ลูกค้าเลือกเป็นมาตรฐานด้วยกัน 4 แบบ ประกอบด้วย บ้านสไตล์มินิมอล ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ดูทันสมัย บ้านสไตล์โมเดิร์น ลอฟท์ ที่เน้นผนังปูนเปลือย เหล็ก และกระจก บ้านสไตล์ทรอปิคอล เน้นการออกแบบให้มีสเปซขนาดใหญ่ และความโปร่งโล่ง และบ้านสไตล์คลาสสิค คอนเทมโพรารี ที่ผสมผสานความเป็นโมเดิร์นและคลาสสิคเข้าด้วยกัน แน้นพื้นที่เปิดโล่ง โดยราคาขายเริ่มต้นตารางเมตรละ 25,000 บาท หรือราคาเริ่มต้นหลังละ 5 ล้านบาท ซึ่งแม้ว่าจะมีแบบมาตรฐาน แต่กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะมีการปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่น การใช้งานของบ้าน ให้สอดคล้องกับรูปแบบที่ดิน   ปัจจุบัน WIDE HOUSE มีกลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ ทั้งครอบครัวขยายที่รวมสมาชิกภายในบ้านไม่เกิน 2 เจนเนอเรชัน และครอบครัวเดี่ยว ครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกภายในบ้านมากกว่า 3 เจนเนเรชันขึ้นไป ประกอบด้วยบ้านหลายหลังที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน โดยลูกค้าส่วนใหญ่ของ WIDE HOUSE จะมีที่ดินเดิมอยู่แล้ว โดยเป็นที่ดินมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น และต้องการสร้างบ้านหลังใหม่ทดแทนหลังเดิมที่ปลูกสร้างมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่าหรือรุ่นพ่อแม่ โดยฟังก์ชันบ้านของลูกค้ากลุ่มนี้มักจะเป็นการขยับขยายครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่จะมีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ร่วมด้วย 1-2 เจนเนอเรชันขึ้นไป ส่วนอีกกลุ่มที่เป็นครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่แยกตัวออกมาเป็นครอบครัวขยาย มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง มักจะมองหาที่ดินในเมือง อาจมีพื้นที่ไม่มากนัก อยู่ในซอย แต่ไม่ต้องออกไปถึงแถบชานเมือง และมีสไตล์บ้านที่ตนเองชื่นชอบอยู่แล้ว มีฟังก์ชันการใช้งานที่ต้องการเป็นพิเศษอย่างชัดเจน สิ่งที่สัมผัสได้คือโจทย์ความต้องการที่มีความแตกต่างกันออกไป แต่ละครอบครัวมีความต้องการที่ชัดเจนก่อนจะเดินเข้ามาหาเรา เมื่อมีการมานั่งพูดคุยกันกับทีมสถาปนิก WIDE HOUSE จึงออกมาในรูปแบบการระดมและแลกเปลี่ยนมุมมองความคิด  เพื่อใช้เป็นโจทย์ตั้งต้นให้เราสร้างสรรค์บ้านดีไซน์ใหม่ให้แก่ลูกค้าแต่ละครอบครัวโดยเฉพาะ   อย่างไรก็ตาม แม้ช่วงการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาจะส่งผลให้ธุรกิจรับสร้างบ้านของไทยต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ทำให้เกิดการชะลอการตัดสินใจในระยะสั้นโดยเฉพาะกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยสถาบันการเงินและปัญหาสภาพคล่อง แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จึงเชื่อว่าความต้องการสร้างบ้านในกลุ่มนี้จะกลับมาดีขึ้นกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ที่น่าจับตาคือ  กลุ่มบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ  เพราะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความพร้อมด้านงบประมาณอยู่แล้ว และเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพทางการเงินสูง   อ่านข่าวเพิ่มเติม -รับสร้างบ้านปี 63 ยังทรงตัว 5G จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมธุรกิจ -[PR News] ปิดฉากงานรับสร้างบ้าน ยอดขายต่ำเป้า สมาคมหวังโค้งท้ายฟื้นตัวจบปีตลาดโต 5-8%
แกรนด์ แอสเสท  โชว์รายได้ธุรกิจโรงแรมโต 307%  พร้อมยอดขาย “ไฮด์ เฮอริเทจ ทองหล่อ” แล้ว 50%

แกรนด์ แอสเสท โชว์รายได้ธุรกิจโรงแรมโต 307% พร้อมยอดขาย “ไฮด์ เฮอริเทจ ทองหล่อ” แล้ว 50%

แกรนด์ แอสเสท โชว์ผลงาน 9 เดือนแรก รายได้โต 307% หลังได้ผลบวกการท่องเที่ยวฟื้นตัว มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศจากภาครัฐ มั่นใจทั้งปีรายได้โต 248% เดินหน้าปรับโฉมร้านอาหารริมน้ำโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน เตรียมรับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ธุรกิจอสังหาฯ เตรียมกวาดยอดขาย “ไฮด์ เฮอริเทจ ทองหล่อ” 3,500 ล้านในไตรมาสสุดท้าย พร้อมเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ “อมาธารา เรสซิเดนเซส ระยอง”     นายวิทวัส วิภากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND​ เปิดเผยถึงภาพรวมการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ว่า สามารถทำรายได้เติบโต 307% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสำคัญ คือ การฟื้นตัวของ​ภาคการท่องเที่ยว และการมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศของภาครัฐ สำหรับการเติบโตดังกล่าว ยังมาจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาพัก​ ทั้งกลุ่มที่เดินทางเพื่อการท่องเที่ยว เดินทางเพื่อธุรกิจ โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สำคัญจากประเทศในตะวันออกกลาง และอินเดีย ที่มีส่วนแบ่งอัตราเข้าพักถึง 20%  นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวต่างชาติที่เดินทางแบบนักธุรกิจและกลุ่ม MICE จากประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ ซึ่งมีอัตราการพักเพิ่มมากขึ้นด้วย มั่นใจว่าการเข้าพักของนักท่องเที่ยว จะมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเข้าพักในโรงแรมที่กรุงเทพฯ ซึ่งคาดว่าจะเติบโตกว่าปีที่ผ่านมาถึง 306% และจะส่งผลให้รายได้ทั้งปีนี้ของกลุ่มโรงแรม เติบโตกว่าปีก่อนถึง 248% ทั้งนี้ บริษัทได้ดำเนินการปรับโฉมใหม่ ห้องอาหารริมน้ำ ของโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน เพื่อรองกรับการฟื้นตัวของตลาดท่องเที่ยว โดยจะปรับพื้นที่ในส่วนอินดอร์ให้เป็นร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง และปรับพื้นที่ส่วนเอาท์ดอร์ให้เป็นบาร์หรูริมน้ำ ที่สามารถมองเห็นวิวฝั่งศูนย์การค้าไอคอนสยามได้อย่างสวยงาม ​ซึ่งห้องอาหารในรูปแบบใหม่จะพร้อมเปิดให้บริการได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้   นอกจากนี้ ยังมี​การปรับปรุงพื้นที่ส่วนของสปาด้วย ขณะเดียวกัน ทางโรงแรมยังร่วมมือกับศูนย์การค้าไอคอนสยามในการทำตลาดร่วมกัน  และยังจัดบริการเรือข้ามฝากเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้าพักด้วย นายวิทวัส กล่าวอีกว่า ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การดำเนินงานเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ทั้งการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของโครงการคอนโดมิเนียม “ไฮด์ เฮอริเทจ ทองหล่อ” ซึ่งบริษัทได้ร่วมทุนกับกลุ่มซูมิโตโม ฟอเรสทรี ประเทศญี่ปุ่น ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเรียบร้อย ณ ไตรมาส 3/2565  ปัจจุบันมียอดขายสะสมแล้วประมาณ 50% และภายในไตรมาส 4 คาดว่าจะสร้างยอดขายคิดเป็นมูลค่ารวม 3,500 ล้านบาท   นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดตัวโครงการใหม่ “อมาธารา เรสซิเดนเซส ระยอง” โดยร่วมมือกับ “อมาธารา เวลเนส รีสอร์ท” ผู้ประกอบธุรกิจรีสอร์ทและบริการเพื่อสุขภาพชั้นนำของไทย นำเสนอโครงการที่พักอาศัยระดับลักชัวรี่แห่งใหม่ในจังหวัดระยอง ภายใต้แนวคิดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) โดยภายในโครงการประกอบด้วย พูลวิลล่า 61 หลัง คอนโด  282 ยูนิต และรีสอร์ทระดับห้าดาว 209 ห้อง โดยได้เปิดตัวพูลวิลล่า 9 หลังแรกที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ภายใต้รูปแบบความเป็นไทยร่วมสมัย ที่นำสถาปัตยกรรมดั้งเดิมประสานเข้ากับการตกแต่งภายในที่ทันสมัย พร้อมการออกแบบและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เน้นสร้างความกลมกลืนกับธรรมชาติ   นอกจากนี้ GRAND ยังได้ยกเลิกการออกและเสนอขายหุ้นกู้แปลงสภาพส่วนที่เหลือจำนวน 800 ล้านบาท ตามที่บริษัทได้มีมติให้ออกและเสนอขายหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่าไม่เกิน 1,000 ล้านบาท แก่นักลงทุนเฉพาะเจาะจง คือ กลุ่ม AO Fund ซึ่งบริษัทได้ออกและเสนอขายหุ้นกู้แปลงสภาพไปแล้ว 200 ล้านบาท และผู้ลงทุนได้ใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญเต็มจำนวนแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2565 และเนื่องจากธุรกิจโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศเริ่มฟื้นตัว บริษัทจึงได้ยกเลิกการออกและเสนอขายหุ้นกู้แปลงสภาพที่คงเหลือเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 800 ล้านบาท ในขณะเดียวกัน บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ​ ROH ได้ยกเลิกการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกใหม่ให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ในส่วนที่เหลือด้วย โดย ROH ได้มีมติให้ออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกใหม่จำนวนไม่เกิน 180 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ให้แก่ผู้ลงทุนเฉพาะเจาะจงคือ กลุ่ม AO Fund ซึ่ง ROH ได้ออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่กลุ่ม AO Fund ไปแล้วจำนวน 1,417,233 หุ้น ในราคาหุ้นละ 3.528 บาท และเนื่องจากธุรกิจโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศเริ่มฟื้นตัว ROH จึงได้ยกเลิกการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่คงเหลืออีกจำนวน 178,582,767 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ด้วยเช่นกัน   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -แกรนด์ แอสเสท อ้อนรัฐเร่งรัดฉีดวัคซีน ห่วงเศรษฐกิจพังลายแสนล้าน​ -พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ตุนยอดขายครึ่งปีแรก 7,900 ล้าน จ่อขึ้นราคาบ้าน-คอนโดเพิ่ม5%หลังต้นทุนพุ่ง
เปิดเหตุผล พราว เรียลเอสเตท บุกตลาดกทม. กับวิธีทางสร้างรายได้ 15,000 ล้าน

เปิดเหตุผล พราว เรียลเอสเตท บุกตลาดกทม. กับวิธีทางสร้างรายได้ 15,000 ล้าน

พราว เรียลเอสเตท พราว เรียลเอสเตท ลดความเสี่ยงธุรกิจ ขยายตลาดแนวราบ-โลว์ไรส์ ปักหมุดทำเลย่านธุรกิจกรุงเทพฯ ประเดิม 2 โปรเจ็กต์ จับตลาดเรียลดีมานด์กลุ่มลักชัวรี่ รวมมูลค่ากว่า 4,000 ล้าน หวังสร้างโรดแมปรายได้ 5 ปี 15,000 ล้าน   ใครที่ชื่นชอบโครงการ ของ พราว เรียลเอสเตท ซึ่งพัฒนาขึ้นที่เมืองหัวหิน หรือเป็นลูกค้า อย่างโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน แล้วตั้งตารอว่าเมื่อไร  จะขยายการพัฒนาโครงการในรูปแบบดังกล่าว ในกรุงเทพฯ บ้าง เพราะชื่นชอบในรูปแบบ สไตล์  แนวคิดของการพัฒนา ตรงกับความชอบและไลฟ์สไตล์ของตัวเอง   ลูกค้าหรือผู้สนใจ ปีนี้เตรียมตัว เตรียมเงิน ไปจับจองกับโครงการใหม่ของพราว เรียลเอสเตท ได้เลย เพราะกำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการกับ  2 โครงการใหม่ในกรุงเทพฯ ซึ่งยังคงจับตลาดลักชัวรี่เหมือนเคย และครั้งนี้จะปักหมุดปั้นโครงการบ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียไฮไรส์  ในย่านทำเลศักยภาพของกรุงเทพฯ ด้วย นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน)  หรือ PROUD ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่  เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทได้พัฒนา 2 โครงการในเมืองหัวหิน ได้แก่ โครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน แบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์เซส โครงการแรกและแห่งเดียวที่ติดชายหาด ใจกลางหัวหิน และโครงการเวหา (VEHHA) คอนโดมิเนียมไฮไรส์​ ติดสวนน้ำวานา นาวา หัวหิน ซึ่งทุกโครงการของบริษัทจะพัฒนาภายใต้แนวคิด “More Than Just Living”  เพื่อสร้างประสบการณ์และความแตกต่างให้ลูกค้า และสังคม   ในปีนี้บริษัทวางแผนการพัฒนาโครงการต่อเนื่อง โดยเตรียมเปิดตัว 2 โครงการใหม่ มูลค่า 4,407 ล้านบาท ในกรุงเทพฯ ประกอบด้วย ​โครงการแรก คือ โครงการวี อารีย์ (VI ARI) บ้านเดี่ยวใจกลางอารีย์ อยู่ในซอย 3  มูลค่ารวม 507 ล้านบาท ราคา​ขายต่อหลังประมาณ 70 ล้านบาท คาดจะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4/2565  ส่วนโครงการที่ 2 เป็นโครงการคอนโดมิเนียม ย่านคอนแวนต์ มูลค่ารวม 3,900 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตั้งชื่อและวางแผนพัฒนา คาดว่ามีจำนวนห้องไม่เกิน 200 ยูนิต และเป็นห้องขนาดใหญ่ มีไซส์เริ่มต้นมากกว่า 30 ตารางเมตร พราว เรียลเอสเตท บุกตลาดโลว์ไรส์  สำหรับเหตุผลที่ พราว เรียลเอสเตท เตรียมพัฒนาโครงการใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น มาจาก 2 เหตุผลสำคัญ คือ 1.กระจายความเสี่ยง จาก 2 โครงการแรกที่พราว เรียลเอสเตท พัฒนาและเปิดขายอยู่ในปัจจุบัน จะเป็นโครงการคอนโดไฮไลท์ และอยู่ในพื้นที่ของเมืองหัวหินเป็นหลัก ทำให้บริษัทต้องมองมีการบริหารพอร์ตสินค้า เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการับรู้รายได้โครงการไฮไลท์เพียงอย่างเดียว เพราะการขยายสินค้ามาสู่โครงการบ้านเดี่ยว และคอนโดโลวไรส์จะช่วยทำให้สามารถรับรู้รายได้ได้เร็วขึ้น มีกระแสเงินสดคืนกลับมาเร็ว 2.การหาโอกาสทางการตลาด ต้องยอมรับว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑล คือ ตลาดหลักของสินค้าประเภทที่อยู่อาศัย ที่มีการพัฒนาโครงการจำนวนมาก เพื่อรองรับกับความต้องการของคนที่เข้ามาอยู่อาศัย และทำงานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จึงทำให้เป็นพื้นที่ที่มีความต้องการสูงกว่าหัวเมืองท่องเที่ยว  ซึ่งในพื้นที่ของกรุงเทพฯ ตลาดยังเปิดกว้างในการเข้ามาพัฒนาโครงการ  แม้ว่าการแข่งขันจะมีสูง แต่หากพัฒนาสินค้าตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ และจับกลุ่มลูกค้าได้ถูกต้อง พื้นที่กรุงเทพฯ ก็ยังมีโอกาสทางการตลาด นายพสุ  ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร  มองว่า การมุ่งเน้นพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่ บนทำเลที่มีศักยภาพ ด้วยจำนวนการเปิดโครงการไม่มาก แต่เน้นการออกแบบและบริการที่ดีที่สุด มีมูลค่าเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงที่เป็นเรียลดีมานด์ เพื่อการอยู่อาศัยจริงและเพื่อการลงทุน จะสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่มากกว่า และเป็นจุดแข่งขันที่บริษัทนำมาใช้ จึงน่าจะเป็นโอกาสทางการตลาดที่สร้างการเติบโตให้กับบริษัทได้   การเข้ามาพัฒนาโครงการในกรุงเทพฯ เป็นการเข้าหาโอกาส และเรียลดีมานด์  ซึ่งจะใช้จุดแข็งในการทำธุรกิจมาแข่งขัน อย่างในช่วงที่เปิดโครงการที่หัวหิน เป็นช่วงเกิดโควิด-19 แต่ก็มียอดขายเยอะมาก แสดงให้เห็นว่าโครงการที่พัฒนามีเรียลดีมานด์รองรับ โดยโจทย์ต่อไป คือ จะทำอย่างไรให้สินค้าสอดคล้องกับเรียลดีมานด์  ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ คิดมานาน เมื่อมีโอกาสและศักยภาพในการทำธุรกิจ จึงเข้ามาเปิดโครงการ    5 ปีวางโรดแมพรายได้รวม 15,000 ล้าน พราว เรียลเอสเตท ถือว่าเป็นดีเวลลอปเปอร์รายเล็ก โครงสร้างของบริษัททั้งหมดมีพนักงานแค่ 48 คนเท่านั้น และพัฒนาโครงการค่อนข้างน้อยปีละ 1-2 โครงการ ซึ่งหากย้อนดูพอร์ตการพัฒนาที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ มีเพียง 4 โครงการรวมมูลค่า 10,515 ล้านบาทเท่านั้น และจะทยอยสร้างการรับรู้รายได้ตั้งแต่ปีนี้ ไปจนถึงปี 2569 โดยมีไทม์ไลน์แผนสร้าง การรับรู้รายได้ ดังนี้ โครงการอินเตอร์คอน เรสซิเดนซ์ หัวหิน มูลค่าโครงการ 3,818 ล้านบาท รับรู้รายได้ในปีนี้ 91% และอีก 9% รับรู้รายได้ในปีหน้า โครงการเวหา หัวหิน มูลค่าโครงการ 2,290 ล้านบาท เริ่มรับรู้รายได้ในปี 2568 โครงการคอนโด ไฮไลท์ในซอยคอนเวนต์ มูลค่าโครงการ 3,900 ล้านบาท เริ่มรับรู้รายได้ในปี 2569 โครงการวีอารีย์ มูลค่าโครงการ 507 ล้านบาท เริ่มรับรู้รายได้ในปี 2566 อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าหมายการรับรู้รายได้ในระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2565-2569 จะมีรายได้รวมอยู่ที่ 15,000 ล้านบาท  โดยปัจจุบันมียอดรายรอรับรู้รายได้แล้ว 3,400 ล้านบาท ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวจะมาจากโครงการที่พัฒนาอยู่ในปัจจุบัน และโครงการที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต   นายภูมิพัฒน์ สินาเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นการเติบโตของรายได้อย่างเด่นชัด โดยจะสามารถพลิกกลับมาเป็นกำไรได้ในช่วงไตรมาส 3/2565  ซึ่งในปีนี้บริษัทเป้าหมายรับรู้รายได้ 3,400 ล้านบาท  จากโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน ที่ปัจจุบันมียอดขายกว่า 3,500 ล้านาท และจะสามารถล้างการขาดทุนสะสมที่อยู่ให้หมดลง พร้อมกับเริ่มจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ในช่วงต้นปีหน้าด้วย เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้บริษัทยังวางงบลงทุน 5,000 ล้านบาท สำหรับการหาซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการในปี 2566-2567 ส่วนในปีนี้ใช้งบลงทุนซื้อที่ดินแล้วประมาณ 1,000 ล้านบาท   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -พราว เรียลเอสเตท ปั้นโปรเจ็กต์ “เวหา” 2,290 ล้าน ชู 6 ไฮไลท์คอนโดลักชัวรี่สูงสุดในหัวหิน -2 เดือนอินเตอร์คอนติเนนตัลฯ หัวหินขาย 2,000 ล้าน เศรษฐีไทย หนี้ซื้อบ้านหลังที่ 2    
 [PR News] “Whizdom COEX” คอนโดแบรนด์ใหม่ ออกแบบพื้นที่เพื่อคนเจนใหม่

 [PR News] “Whizdom COEX” คอนโดแบรนด์ใหม่ ออกแบบพื้นที่เพื่อคนเจนใหม่

MQDC เปิดโครงการแนวใหม่ "Whizdom COEX" MQDC บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประกาศเปิดตัวแบรนด์ Whizdom COEX (วิสซ์ดอม โคเอ็กซ์) อย่างเป็นทางการ ชูแนวคิดพื้นที่เจนใหม่ที่ตอบสนองทุกด้านของชีวิตให้อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ไม่หยุดนิ่ง และเอนจอยไปกับการใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้ในพื้นที่แห่งนี้   MQDC เปิดโครงการแนวใหม่ "Whizdom COEX" นายอัษฎา แก้วเขียว ประธานผู้อำนวยการ-วิสซ์ดอม โดย MQDC กล่าวว่า “Whizdom COEX คือแบรนด์ที่การศึกษาวิถีชีวิตและเทรนด์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยเจนใหม่ ทำให้พบว่าสิ่งที่พวกเขามองหานั้นไม่เพียงแต่เป็นที่พักอาศัยที่สะดวกสบายเท่านั้น แต่คือพื้นที่ที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้านให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังต้องสามารถสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ทั้งการทำงาน การเรียน ไปจนถึงกิจกรรมความบันเทิงและไลฟ์สไตล์อื่นๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของคนเจนใหม่ได้ครบจบในที่เดียว” . Whizdom COEX สะท้อนการออกแบบพื้นที่เจนใหม่ (Smart New Generation Space) โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากแนวคิด ‘Enjoyable Coexistence’ หรือการออกแบบพื้นที่ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถสนุกไปกับการใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง (Co-live) เต็มที่กับงานที่ทำ (Co-work) ไม่หยุดเรียนรู้ (Co-learn) และเอนจอยไปกับทุกๆ กิจกรรมร่วมกันได้อย่างไร้ขีดจำกัด (Co-play) ผ่านนวัตกรรมการดีไซน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนเจนใหม่ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่พักอาศัยหรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ล้วนถูกออกแบบให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งคอนเซ็ปต์ดังกล่าวนี้จะถูกนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในทำเลต่างๆ ภายใต้แบรนด์ Whizdom COEX ต่อไปในอนาคต โดยสะท้อนผ่านแนวคิดการออกแบบ 4 ด้าน ได้แก่ การผสานเทคโนโลยีดิจิทัล (Digitalization) การสร้างพื้นที่สีเขียว (Naturalization) การเชื่อมต่อประสบการณ์ทุกด้าน (Experience) และการออกแบบที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง (Adaptability) . Digitalization – ผสานเทคโนโลยีดิจิทัล ภายในโครงการของ Whizdom COEX นั้นได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการดีไซน์เข้ามาผสมผสานเพื่อมอบประสบการณ์ที่สะดวกสบายและตอบรับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน นำโดย Smart Living ที่ประกอบไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ เช่น Smart Locker รักษาความปลอดภัยให้ของชิ้นสำคัญ หรือ Smart Storage พื้นที่สำหรับเก็บของเพิ่มเติมสำหรับสิ่งของที่ไม่ค่อยได้ใช้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในห้อง ไปจนถึงระบบ Home Automation ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชัน นอกจากนี้ อาคารของโครงการ Whizdom COEX ยังออกแบบให้เป็น Smart Building ที่ติดตั้ง Central Utilities Plant (CUP) หรือนวัตกรรมระบบปรับอากาศที่ทำความเย็นผ่านท่อน้ำเย็น ช่วยลดอุณหภูมิและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงระบบจอดรถอัตโนมัติ (Automatic Parking) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้อยู่อาศัยในโครงการ . Naturalization – สร้างพื้นที่สีเขียว นอกจากนี้ Whizdom COEX ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์เข้ากับพื้นที่สีเขียว ให้ผู้อยู่อาศัยได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีจากธรรมชาติบำบัด การสร้างพื้นที่สีเขียวภายในโครงการนั้นยังรวมถึง Pocket Garden ที่กระจายตัวอยู่ทุกที่ ทั้งบริเวณที่พักอาศัย พื้นที่ส่วนกลาง และภายนอกอาคาร อีกทั้ง Whizdom COEX ยังตอกย้ำ ‘มาตรฐานวิสซ์ดอม’ ด้วยการออกแบบที่ใส่ใจต่อสุขภาพของผู้พักอาศัยตั้งแต่เดินเข้าโครงการ ไม่ว่าจะเป็น Sound Absorption ลดมลภาวะทางเสียง และ Air Filtration เพื่อลดมลภาวะทางอากาศโดยรอบโครงการ และยังรวมไปถึงการใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงานเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดปริมาณการใช้น้ำของทั้งโครงการ . Experience – เชื่อมต่อประสบการณ์ทุกด้าน อีกหนึ่งจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของ Whizdom COEX คือ ‘COEX Space’ หรือพื้นที่ส่วนกลางที่เปิดโอกาสให้ทั้งสมาชิกวิสซ์ดอมและผู้คนในชุมชนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งไม่ว่าจะมีไลฟ์สไตล์แบบไหน พื้นที่แห่งนี้ก็สามารถตอบโจทย์ Seamless Life Experience ที่คนเจนใหม่มองหาได้อย่างครบวงจร โดยใน COEX Space ประกอบไปด้วยโซนต่างๆ ได้แก่ CO-Café คาเฟ่และร้านอาหารที่เติมพลังด้วยอาหารเช้าพร้อมเสิร์ฟและเมนูที่หลากหลายไว้คอยต้อนรับสำหรับการนั่งทำงานตลอดทั้งวัน CO-Play & Creation Space หรือ Smart Co-working Space ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายได้ ทั้งกิจกรรมเวิร์คช็อป การประชุม หรือการทำงานที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ไปจนถึงการจัดอีเวนต์ รวมถึง CO-Kitchen & Dining ซึ่งเป็นโซนที่รวบรวมร้านอาหารต่างๆ สามารถใช้พบปะสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนในบรรยากาศที่เป็นกันเองและผ่อนคลายได้ นอกจากนี้ ภายใน COEX Space ยังมี CO-Active & Digital Lifestyle หรือพื้นที่สำหรับการออกกำลังกายพร้อมกิจกรรมและอุปกรณ์แบบอินเตอร์แอคทีฟ ที่ไม่ว่าจะเล่นคนเดียวหรือสนุกกับกลุ่มเพื่อนก็สามารถทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง  . Adaptability – พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง ทุกรายละเอียดภายในโครงการของแบรนด์ Whizdom COEX ได้ถูกคิดค้นและออกแบบให้ตอบสนองวิถีชีวิตยุคใหม่และตอบรับความต้องการที่แตกต่าง ในขณะเดียวกัน ยังคำนึงถึงการดีไซน์ที่พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต อาทิ การออกแบบโครงสร้างอาคารที่มาพร้อมโซลูชันป้องกันน้ำท่วม (Flood Prevention) การติดตั้งระบบฆ่าเชื้อโรคก่อนเข้าอาคารและจุดบริการแบบไร้สัมผัสเพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับผู้อยู่อาศัย หรือการออกแบบระบบท่อน้ำที่คำนึงถึงขั้นตอนการบำรุงรักษาที่สะดวก ไม่รบกวนผู้ที่พักอาศัยห้องอื่น ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางแบบ Universal Design ที่เอื้อต่อการใช้งานของคนทุกกลุ่ม ทุกวัย เป็นต้น MQDC เปิดโครงการแนวใหม่ "Whizdom COEX" “ด้วยจุดเด่นในด้านการจัดสรรพื้นที่และฟังก์ชันสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ทำให้ Whizdom COEX เป็นคอนเซ็ปต์โครงการที่อยู่อาศัยที่สามารถตอบรับเทรนด์และความต้องการของผู้คนยุคใหม่ได้ในทุกมิติ และนอกจากการผสานนวัตกรรมการอยู่อาศัยสำหรับไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่งแล้ว เรายังตั้งใจออกแบบให้ Whizdom COEX เป็นพื้นที่แห่งการสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุนให้ผู้อยู่อาศัยได้ปลดล็อครูปแบบการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้าน เต็มที่ไปกับทุกกิจกรรมได้อย่างมีความสุข ซึ่งนั่นจะนำไปสู่การค้นพบศักยภาพของตนเองและต่อยอดไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ร่วมกัน เกิดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนโดยคนเจนใหม่เพื่ออนาคตที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งเราหวังว่าโครงการจาก Whizdom COEX จะเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์และเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างเเท้จริง” นายอัษฎา กล่าวสรุป โดย MQDC เตรียมเปิดตัวโครงการ ‘Whizdom COEX Pinklao’ (วิสซ์ดอม โคเอ็กซ์ ปิ่นเกล้า) โครงการที่อยู่อาศัยแห่งแรกภายใต้แบรนด์ Whizdom COEX ในรูปแบบคอนโดมิเนียมมิกซ์ยูส บนพื้นที่รวมกว่า 4 ไร่ บนถนนจรัญสนิทวงศ์ โดยโครงการประกอบไปด้วย 2 ทาวเวอร์ ตั้งอยู่ระหว่างสถานีรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน สถานีบางยี่ขัน ซึ่งมี ‘COEX Space’ พื้นที่ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ภายในโครงการ ตอบสนองไลฟ์สไตล์ทุกด้านของชีวิต ให้ทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน การเรียน และทุกกิจกรรม ล้วนสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้บนพื้นที่แห่งอนาคตนี้   บทความสำคัญ MQDC เปิดขาย “Whizdom The Forestias : Mytopia” อย่างเป็นทางการ MQDC เผยความสำเร็จ “ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์” บ้านอัลตร้าลักชัวรี่ ทำยอดขายแล้ว 4,700 ล้าน MQDC คว้ารางวัล Thailand’s Best Managed Companies 2022 จาก “ดีลอยท์ ประเทศไทย”
MQDC คว้ารางวัล Thailand’s Best Managed Companies 2022 จาก “ดีลอยท์ ประเทศไทย”

MQDC คว้ารางวัล Thailand’s Best Managed Companies 2022 จาก “ดีลอยท์ ประเทศไทย”

MQDC คว้ารางวัล Thailand’s Best Managed Companies 2022   MQDC คว้ารางวัล “บริษัทที่มีการบริหารจัดการดีที่สุดของประเทศไทยปี 2565” หรือ Thailand’s Best Managed Companies 2022  จากการคัดเลือกโดยดีลอยท์ ประเทศไทย ตอกย้ำพันธกิจหลักขององค์กร ที่มุ่งมั่นในการริเริ่ม คิดค้น และพัฒนานวัตกรรม เพื่อมอบความสุขและสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับทุกสิ่งบนโลก    นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ เปิดเผยว่า MQDC ได้รับรางวัล “บริษัทที่มีการบริหารจัดการดีที่สุดของประเทศไทยปี 2565” หรือ Thailand’s Best Managed Companies 2022  จากดีลอยท์ ประเทศไทย  ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาทางธุรกิจระดับโลก โดยรางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงวิสัยทัศน์และพันธกิจของ MQDC ที่มีความมุ่งมั่นในการนำองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ด้วยการบริหารจัดการ กำหนดนโยบายการทำงานอย่างมีจริยธรรม และมีการกำกับดูแลกิจการและบริหารทางการเงินที่ดี   “MQDC รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล “Best Managed Companies ซึ่งรางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงวิสัยทัศน์และพันธกิจของ MQDC และตอกย้ำพันธกิจหลักขององค์กร ที่มุ่งมั่นในการริเริ่ม คิดค้น และพัฒนานวัตกรรม เพื่อมอบความสุขและสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน ให้กับทุกสิ่งบนโลก หรือ ‘Pioneering in Sustainnovation for All Well-Being’”   สำหรับ “รางวัล Thailand’s Best Managed Companies 2022  ถือได้ว่าเป็นรางวัลอีกอีกก้าวที่สำคัญของทีมงานทุกคนในองค์กร และยังสะท้อนถึงความตั้งใจของพนักงาน MQDC ทุกคน ที่ร่วมมือร่วมแรงในการขับเคลื่อนบริษัทให้เป็นองค์กรแห่ง “นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” โดย MQDC มีการตั้งมาตรฐานในการดำเนินงานหรือ MQDC Standard ที่ครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และระบบนิเวศของที่อยู่อาศัยโดยรอบ เพื่อตอบโจทย์การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง   นอกจากนี้ MQDC ยังให้การสนับสนุกงานด้านการวิจัยและนวัตกรรม  ด้วยการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา สำหรับคิดค้นและสร้างนวัตกรรม  ที่นำไปสู่ความยั่งยืนของการอยู่อาศัย รวมถึงมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้กับสังคม พัฒนาการใช้ชีวิตในด้านต่าง ๆ   และสร้างสรรค์กิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชน ในทุกโครงการของ MQDC   ทั้งนี้ รางวัล Thailand’s Best Managed Companies 2022 จัดโดยบริษัท ดีลอยท์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำในระดับนานาชาติ  ที่มีกระบวนการคัดเลือกพิจารณาองค์กรที่เข้ารอบ และมีขั้นตอนการตัดสินอย่างเข้มงวด โดยมีคณะกรรมการอิสระ ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากภาคธุรกิจ และสถาบันการศึกษาเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินตามแนวทางปฏิบัติสากล ของการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัล Best Managed Companies ของดีลอยท์   สำหรับบริษัทที่เข้าร่วมการคัดเลือก จะต้องผ่านการประเมินทักษะและแนวทางการบริหาร  ซึ่งประกอบไปด้วยการวิเคราะห์กลยุทธ์ วิเคราะห์การดำเนินงานทางธุรกิจ ความสามารถและนวัตกรรม วัฒนธรรมองค์กรและพันธสัญญา ตลอดจนการกำกับดูแลภายในองค์กร และการเงินขององค์กร รวมถึงมีการประเมินเปรียบเทียบ กับกรอบการประเมิน ที่ได้มีการใช้กับบริษัทเอกชน ซึ่งมีการจัดการที่ดีที่สุดทั่วโลกกว่า 1,200 แห่ง   โดย Best Managed Companies เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม Deloitte Private โดยการพิจารณารางวัลใช้มาตรฐานและกระบวนการตัดสินเดียวกันทั่วโลก รางวัล Best Managed Companies จัดทำขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลา 29 ปีตั้งแต่ พ.ศ. 2536 เริ่มจากประเทศแคนาดา และปัจจุบันรางวัลนี้ได้กลายเป็นรางวัลด้านธุรกิจที่สำคัญรางวัลหนึ่งของโลก   ด้านนายสุภศักดิ์ กฤษณามระ กรรมการผู้จัดการ ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า การมอบรางวัล Best Managed Companies สะท้อนความสำเร็จของบริษัทเอกชน ที่ได้ดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่น ในการดำเนินธุรกิจด้วย  มาตรฐานการบริหารจัดการระดับสูง ด้วยนวัตกรรมและประสิทธิภาพระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม  และได้รับการยอมรับในระดับประเทศและระดับนานาชาติ     “บริษัทผู้ชนะ Best Managed Companies ประจำปี 2565 ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในทุกด้านที่กล่าวมา ขอแสดงความยินดีกับบริษัทผู้ชนะทุกบริษัท นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมยินดีกับและสนับสนุนพันธกิจที่พวกเขาที่มีต่อบุคลากร ลูกค้า และชุมชนอย่างต่อเนื่อง” ข่าวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง DTGO คว้ารางวัลองค์กรมีจริยธรรมมากที่สุดในโลก ปี 2022 MQDC เผยความสำเร็จ “ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์”
สัมมากร ส่งโครงการมิตติ จับตลาดบ้าน 4-7 ล้าน  ประเดิมโซน​ ชัยพฤกษ์-วงแหวน

สัมมากร ส่งโครงการมิตติ จับตลาดบ้าน 4-7 ล้าน ประเดิมโซน​ ชัยพฤกษ์-วงแหวน

สัมมากร เดินหน้าลุยเปิด โครงการบ้านเดี่ยว-บ้านแฝด แบรนด์มิตติ วางเป้าทั้งปี 3 โครงการรวมกว่า 2,000 ล้าน ประเดิม ​“โครงการมิตติ ชัยพฤกษ์-วงแหวน” มูลค่า 800 ล้าน รับดีมานด์กลุ่มคนชั้นกลาง คาดปิดโครงการได้ภายใน 2 ปี พร้อมเดินหน้าเตรียมเปิดต่ออีก 2 โปรเจ็กต์     นายณพน เจนธรรมนุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) หรือ SAMCO เปิดเผยว่า ในปีนี้ได้วางแผนเปิดตัวโครงการมิตติ (MITTI) ซึ่งจับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการบ้านระดับราคา  4-7 ล้านบาท ด้วยกัน 3 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท โดยล่าสุด เปิดตัว​ โครงการมิตติ ชัยพฤกษ์-วงแหวน จำนวน 126 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 800 ล้านบาท และจะเปิดเพิ่มอีก 2 โครงการในทำเลถนน 346 และรังสิต คลอง 6 ส่วนในปีหน้าเบื้องต้นจะเปิดอีก 1 โครงการในโซนท่าอิฐ โครงการมิตติ​ ชัยพฤกษ์-วงแหวน เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายอยู่ในระดับ Middle class ช่วงอายุ 30-55 ปี อาทิ กลุ่มคนทำงานระดับพนักงานอาวุโส​ ระดับผู้จัดการ​ เจ้าของกิจการ SME รวมถึงกลุ่มครอบครัวเริ่มต้นไปจนถึงครอบครัวขยาย สำหรับโครงการมิตติ มาจากคำว่า “มิตร + มิติ” ซึ่งหมายถึง การออกแบบพื้นที่ที่เป็นมิตรต่อการอยู่อาศัยอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหนก็ตาม พื้นที่ภายในโครงการและตัวบ้าน จะสามารถตอบโจทย์ทุกการอยู่อาศัยในทุกมิติ  ตรงตามคอนเซปต์ “ความสุขที่ไม่มีวันหมดอายุ” (Happiness Never Expires) หรือหมายความว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน บ้านหลังนี้ยังคงตอบโจทย์การอยู่อาศัยในระยะยาว โดยเป็นเหมือนที่พักผ่อนอย่างแท้จริงของทุกคนในบ้านในการใช้ช่วงเวลาดีๆ ไปด้วยกัน ซึ่งโครงการมีทั้งหมด   สำหรับโครงการมิตติ ​ชัยพฤกษ์-วงแหวน เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด ตั้งอยู่บนพื้นที่ทั้งหมด 26-2-28.8 ไร่ จำนวน 126 ยูนิต มีบ้านเดี่ยว 2 ชั้น 2 รูปแบบ คือ 1.แบบบ้าน Emmaline (เอมมาลิน) เป็นภาษาเยอรมันซึ่งแปลว่า “บ้านที่สงบสุข” จำนวน  66 ยูนิต ขนาดที่ดินเริ่มต้น 50.20 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 136.41 ตารางเมตร ภายในบ้านมี 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ  1 ห้องนั่งเล่น 1 ห้องอเนกประสงค์ 1 ห้องครัว 1 ส่วนรับประทานอาหาร และ 2 ที่จอดรถ 2.แบบบ้าน Merak (เมอแรค) ซึ่งเป็นภาษาเซอร์เบียที่มีความหมายว่า “ความสุขแบบเรียบง่ายเมื่อได้อยู่พร้อมกัน” จำนวน 28 ยูนิต ขนาดที่ดินเริ่มต้น 53.20 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 176.93 ตารางเมตร มี 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น 1 ห้องอเนกประสงค์  1 ห้องครัว 1 ส่วนรับประทานอาหาร และ 2 ที่จอดรถ และ บ้านแฝด 2 ชั้น จำนวน 32 ยูนิต ขนาดที่ดินเริ่มต้นที่ 35.30 ตารางวา   สำหรับแบบบ้าน Emmaline ทาง สัมมากรได้พันธมิตรอย่าง “จุสก์ ประเทศไทย” (JYSK Thailand) ไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์ชื่อดังระดับโลกสไตล์สแกนดิเนเวียนมาร่วมส่งมอบความสุขที่ไม่วันหมดอายุ ด้วยการนำเฟอร์นิเจอร์มาตกแต่งบ้านตัวอย่าง เพื่อเป็นไกด์ไลน์การตกแต่งบ้านแบบ Modern Minimal อีกด้วย ขณะเดียวกันบ้านเดี่ยวอีกแบบบ้าน คือ นายนภพ กล่าวอีกว่า ในพื้นที่โซนถนน 345 เป็นทำเลที่มีศักยภาพ และตลาดยังมีความต้องการ เนื่องจากมีการขยายความเจริญออกมาในทำเลด้านนอก ซึ่งจากพัฒนาโครงการมาก่อนหน้าในทำเลดังกล่าว ก็ได้รับการตอบรับที่ดีสามารถปิดโครงการได้ภายใน 3 ปี ขณะที่ราคาที่ดินก็มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยประมาณ 10% ปัจจุบันราคาที่ดินติดถนนใหญ่จะมีราคาประมาณ​150,000 บาทต่อตารางวา   โดยโครงการมิตติ เตรียมเปิด Pre-Sale วันเสาร์ที่ 10 - วันจันทร์ที่ 12 กันยายนนี้ ด้วยราคาเริ่มต้น 5.99 ล้านบาท  พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับผู้จองในงาน อาทิ ฟรีค่าใช้จ่าย ณ วันโอน, บัตรกำนัลจาก JYSK Thailand สำหรับซื้อของตกแต่งบ้านในมูลค่า 40,000 บาท และระบบ Home Automation ซึ่งคาดว่าจะสามารถปิดการขายโครงการได้ภายใน 2 ปี และน่าจะก่อสร้างโครงการทั้งหมดแล้วเสร็จภายในปี 2567   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -สัมมากร สวนกระแสตลาด ทำรายได้ปี’62 สูงสุดในรอบ 50 ปี -สัมมากร ลุยตลาดลักชัวรี่ขายบ้าน 30 ล้าน สู้โควิด-19 เดินหน้าปั๊มยอดขายทั้งปีโต 20%  
[PR News]ไทวัสดุ ส่งแคมเปญ “ใช่เลย ถูกจริง”

[PR News]ไทวัสดุ ส่งแคมเปญ “ใช่เลย ถูกจริง”

ใช่เลย ถูกจริง บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำผู้นำตลาดค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง และของตกแต่งบ้าน  ชูกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจเคียงข้างคนไทย ผ่านแคมเปญ “ไทวัสดุ ใช่เลย ถูกจริง”  ตรึงราคาสินค้ากว่า 2,000 รายการ ให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในการเลือกซื้อสินค้าได้ถูกทุกวันราคาเดียวกันทุกสาขาทั่วประเทศ  พร้อมปลุกกำลังซื้อสอดรับตลาดอสังหาในประเทศส่งสัญญาณฟื้นตัว มั่นใจคนไทยได้สินค้าคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ตอบโจทย์ทุกความต้องการ  ใช่เลย ถูกจริง ฃ . นางสาวชุติพร คงเจริญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำตลาดค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง ที่มุ่งเป้าการเติบโตของธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง พร้อมสร้างคุณค่าร่วมเคียงข้างคนไทยในการคัดสรรสินค้าวัสดุก่อสร้างและสินค้าเพื่อบ้านที่ดีมีคุณภาพราคาถูก ผ่านช่องทางการเลือกซื้อสินค้าที่หลากหลายตอบโจทย์ทุกความต้องการ ล่าสุดจัดแคมเปญ “ไทวัสดุใช่เลย ถูกจริง” เน้นตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และรักษามาตรฐานด้านราคาของไทวัสดุให้คงที่เพื่อผู้บริโภคทุกคนกว่า 2,000 รายการ อาทิ กลุ่มสินค้าโครงสร้าง วัสดุก่อสร้าง เครื่องมือช่าง กระเบื้อง หลังคา ปั๊มน้ำ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสีทาอาคาร เป็นต้น . ใช่เลย ถูกจริง นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง และสินค้าเพื่อบ้านให้กลับมาคึกคักอีกครั้งรับทิศทางการฟื้นตัวของตลาดอสังหาที่มีแนวโน้มกลับมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดรับกับการเปิดสาขาใหม่ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งล่าสุดได้เปิดสาขาบางแสน ลำดับที่ 62 และในเดือนกันยายนนี้ เตรียมเปิดสาขาน่านแห่งล่าสุดสาขาที่ 63 อีกด้วย ไทวัสดุ มุ่งมั่นคัดสรรสินค้าวัสดุก่อสร้างให้ครบครัน หลากหลาย ในราคาถูกทุกวัน ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมบริการที่ดีที่สุดของเรา” . สำหรับแคมเปญ “ไทวัสดุใช่เลย ถูกจริง”  เน้นจำหน่ายสินค้าราคาถูก ผ่าน 3 กลยุทธ์หลักที่ครองใจผู้บริโภคคือ การตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค และการรักษามาตรฐานด้านราคาของไทวัสดุให้คงที่ ถูกจริง มั่นใจ  ตอบโจทย์ทุกความต้องการ โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบราคาสินค้ากลุ่มยอดนิยมและสินค้าขายดีกว่า 200 รายการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะได้สินค้าในราคาถูกมีคุณภาพ ถูกกว่าหรือเทียบเท่าท้องตลาด ถูกจริง ทุกวัน  ตรึงราคาเพื่อคนไทยผ่านสินค้าที่ใช้งานในชีวิตประจำวันกว่า 2,000 รายการ พร้อมกำหนดมาตรฐานด้านราคาให้คงที่ทุกวัน ไม่ว่าจะซื้อสินค้าช่วงไหนเมื่อไหร่ก็จะได้ราคาเดียวกันไม่มีปรับขึ้น คืนส่วนต่าง 120%  เพื่อรับประกันราคาที่ดีที่สุด หากพบสินค้าราคาที่ลงสื่อถูกกว่าร้านค้าอื่น ยินดีคืนส่วนต่าง 120% (เฉพาะสินค้าที่ชนิด ขนาด และตราสินค้าเดียวกัน)   ช้อปสินค้าคุณภาพ แบรนด์ชั้นนำ “ครบเรื่องบ้าน ถูกและดี” ได้แล้ววันนี้ ที่ไทวัสดุทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ช้อปออนไลน์ได้ที่ www.thaiwatsadu.com ติดตามข้อมูลข่าวสาร พร้อมรายละเอียดโปรโมชั่น ได้ที่เฟสบุ๊ก แฟนเพจ Thai Watsadu และ ไลน์ไอดี @Thaiwatsadu หรือ โทร 1308   บทความน่าสนใจ ซีอาร์ซี ไทวัสดุ ตั้งเป้าแท่นเบอร์ 1 วงการค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง อัดฉีดงบ 7,000 ลบ. ปี 65 กลุ่มเซ็นทรัล เปิดไทวัสดุโมเดลใหม่ ใช้เทคโนโลยีเสริมไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค-ลดต้นทุน ไทวัสดุ บุกธุรกิจ ฟาสต์ฟิต (FAST FIT) เตรียมเปิดตัว ออโต้วัน (AUTO 1)  
[PR News]เปิดตัว

[PR News]เปิดตัว "โอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก"

โอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก “บูทิค คอร์ปอเรชั่น” จับมือเชนโรงแรมชั้นนำระดับโลก “Oakwood” ขานรับเปิดประเทศเต็มรูปแบบ บูมท่องเที่ยวไทย ปักหมุดทำเลซีบีดี ผุด “โอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก” มูลค่าโครงการกว่า 1,250 ล้านบาท โดดเด่นด้วยห้องพักสุดชิคสไตล์ Studio Type แห่งที่ 2 ของเอเชีย ในเครือ Oakwood บนทำเลทองสุขุมวิท ศูนย์กลางย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม การเดินทางสะดวกสบายใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีทองหล่อ พร้อมมาตรฐานบริการระดับโลก นายปรับ ทักราล (Mr. Prab Thakral) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC กลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้พัฒนา “โอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก” (Oakwood Studios Sukhumvit  Bangkok) โรงแรมระดับ 4 ดาว สูง 8 ชั้น จำนวน 177 ห้อง ตั้งอยู่บนพื้นที่เกือบ 1 ไร่ ในซอยสุขุมวิท 36 ใกล้ทองหล่อ มูลค่าโครงการรวมกว่า 1,250 ล้านบาท ได้รับ การออกแบบภายใต้แนวคิด Stylish Modern Hotel ในสไตล์ที่ทันสมัย โอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก หลังจากการกลับมาเปิดประเทศ เราเห็นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทย ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวขาเข้ามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เริ่มออกเดินทางท่องเที่ยว และกลับมายังประเทศไทย นอกจากนี้เรายังเห็นการขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวจากอินเดียที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่หายไปของนักท่องเที่ยวจีน โดยคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะสามารถฟื้นตัวเต็มที่ได้ภายในปี 2568 ทั้งนี้โดยการพัฒนาและเปิดตัวโรงแรมโอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก สอดรับกับกลยุทธ์การเติบโตที่มั่นคงของบริษัทฯ ที่เน้นการสร้างผลตอบแทนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากตั้งอยู่ในทำเลย่านทองหล่อที่คึกคักและทันสมัย โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นคนรุ่นใหม่ นายปรับ กล่าว . นายปรับ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการสร้าง ดำเนินการ และการขาย  รวมถึงการเปิดตัวธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจด้านสุขภาพเพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ และสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน ทั้งจากการขยายธุรกิจเดิมและสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อสร้าง การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน . . นางสาวลีน่า อับดุลลาห์ (Ms. Lina Abdullah)  ผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการประจำประเทศไทย, Oakwood Thailand  กล่าวว่า “บริษัทฯ รู้สึกตื่นเต้นในการขยายธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยด้วยการเปิดตัวของ “โอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก” การได้นำโรงแรมในสไตล์ Studio Type มาเปิดในประเทศไทย เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันภูมิใจในทีมคุณภาพของเราที่สามารถนำแบรนด์ Oakwood Studios เข้าสู่ยุคใหม่ และทำให้โรงแรมของเราเป็นที่น่าจับตาด้วยการนำประสบการณ์ใหม่ๆ มามอบให้กับแขกผู้เข้าพักโรงแรมในย่านสุขุมวิท ซึ่งเป็นหนึ่งในทำเลที่มีความสำคัญที่สุดของกรุงเทพฯ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง ร้านอาหาร และสถานบันเทิงระดับฟรีเมียม . . สำหรับ โรงแรมโอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อก เป็นโครงการอับดับที่ 4  ซึ่ง โอ๊ควู้ด ได้เข้ามาบริหารให้กับ BC โดยได้ เริ่มเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2565 ตั้งอยู่บนทำเลใจกลางกรุงเทพฯ โดยเป็นโรงแรมในสไตล์ Studio Type แห่งที่ 2 ของเอเชีย ที่อยู่ในเครือ Oakwood ให้บริการด้วยมาตรฐานระดับโลกซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ Oakwood  โดยมีห้องพักจำนวน 177 ห้อง ไว้ให้บริการหลายรูปแบบ ได้แก่ Superior King, Superior Twin, Studio Deluxe, Studio Executive และ Studio Premier ภายในห้องพักเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย สระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนส ห้องพักพร้อมครัว สำหรับรองรับลูกค้า Long Stay ช่องเคเบิลที่หลากหลาย การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อความเพลิดเพลินระหว่างการพักผ่อน  การเดินทางสะดวกด้วยระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงทั้งถนนสายหลัก สายรอง รถไฟฟ้า และระบบขนส่งมวลชน พร้อมการเดินทางที่สามารถเข้า-ออกได้ 2 ทาง ทั้งถนนสุขุมวิท และถนนพระราม 4 . . นอกจากนี้ ภายในโรงแรมโอ๊ควู้ด สตูดิโอส์ สุขุมวิท แบงค็อกยังมีห้องประชุมขนาด 10 คน และ Co-Working Space, Business Center พร้อมทั้งห้องอาหาร Vibrante Restaurant & Bar สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ สระว่ายน้ำ ห้องฟิตเนส รถชัตเตอร์บัสเพื่อรับ-ส่งไปยัง BTS ทองหล่อ รวมทั้งยังเป็นโรงแรมที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงด้วยโซนห้องพักที่สามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้าพักได้  เพื่อให้ผู้เข้าพักทุกคนได้สัมผัสกับประสบการณ์การพักผ่อนสุดประทับใจ   บทความน่าสนใจ แอสคอทท์ ทองหล่อ เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ มาตรฐานโรงแรม 5 ดาว [PR News] เลอ เมอริเดียน จับมือ โตโต้ พลิกโฉมโรงแรมใหม่ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ขายทิ้ง “Kiroro Resort Holding”                
อัปเดตตลาดคอนโด ครึ่งปีแรก 65 พื้นที่ชะอำ-หัวหิน-เขาเต่า กับ 9 ประเด็นสำคัญ

อัปเดตตลาดคอนโด ครึ่งปีแรก 65 พื้นที่ชะอำ-หัวหิน-เขาเต่า กับ 9 ประเด็นสำคัญ

  อัปเดตตลาดคอนโด พื้นที่ชะอำ หัวหิน และเขาเต่า ในช่วงครึ่งปีแรก พบเปิดตัวใหม่ 1 โครงการ พื้นที่ใกล้ถนนหัวนาทับใต้  ซัพพลายสะสม  28,307 ยูนิต  ขณะที่ครึ่งปีแรกมียูนิตขายได้ทั้งสิ้น 1,773 ยูนิต  บทสรุปปี 65 ตลาดมีแนวโน้ฟื้นตัวดีขึ้น กำลังซื้อกลับมา   นายณัฎฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด  เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดคอนโดมิเนียมในพื้นที่ชะอำ หัวหิน และเขาเต่า ในช่วงครึ่งปีแรก 2565 ที่ผ่านมา พบว่า เริ่มมีการปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า เนื่องจากซัพพลายคอนโดในตลาดที่มีเหลือน้อย ขณะที่ดีเวลลอปเปอร์ได้มีการจัดรายการส่งเสริมการขายอยู่ตลอด เพื่อลดจำนวนยูนิตเหลือขายลง ทำให้ภาพรวมในปีนี้ ตลาดน่าจะฟื้นตัวดีขึ้น   โดยจากการสำรวจตลาดของไนท์แฟรงค์ พบว่ามี 9 ปรากฏกาณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับตลาดคอนโด พื้นที่ชะอำ-หัวหิน-เขาเต่า ช่วงครึ่งปีแรก 2565 ดังนี้ อัปเดตตลาดคอนโด ครึ่งปีแรก 2565 1.เฮย์หัวหิน โปรเจ็กต์เปิดตัวใหม่​ 1 โครงการ โครงการเปิดตัวใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกมีจำนวน 1 โครงการ คือ เฮย์หัวหิน มีจำนวน  252 ยูนิต ราคาขายเริ่มต้นประมาณ 1.39 ล้านบาท เป็นโครงการฝั่งไม่ติดทะเล  ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ถนนเพชรเกษม ใกล้ถนนหัวนาทับใต้   จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูลของไนท์แฟรงค์ พบว่า มีการเปิดตัวโครงการตึกสูงใหม่ ในไตรมาสที่ 3 ของ 2565 ซึ่งน่าจะเพิ่มภาวะการแข่งขันและความหลากหลายของตลาดคอนโดในบริเวณหัวหิน  2.ซัพพลายสะสม 28,307 ยูนิต ซัพพลายสะสมของคอนโดบริเวณชะอำ-หัวหิน-เขาเต่า ก่อนปี 2551 ถึงครึ่งปีแรก 2565 มีจำนวนทั้งสิ้น 28,307 ยูนิต 3.ชะอำ คอนโดเยอะสุด สัดส่วน 57%  ทำเลที่ตั้งของคอนโดโดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ พื้นที่ชะอำ ด้วยสัดส่วนถึง  57%  ส่วนพื้นที่อื่น ๆ มีสัดส่วนของจำนวนคอนโด ดังนี้ พื้นที่เขาตะเกียบ สัดส่วน 13% พื้นที่ฝั่งไม่ติดทะเล สัดส่วน 12% หัวหิน ​สัดส่วน 10% เขาเต่า  สัดส่วน 8% โดยคอนโด ส่วนใหญ่เป็นคอนโด ที่ไม่เห็นวิวทะเล คิดเป็นสัดส่วน​ 55% และคอนโด ที่เห็นวิวทะเลคิดเป็นสัดส่วน​ 45% ของจำนวนทั้งหมด 4.คอนโดขายได้แล้ว 22,344 ยูนิต ในครึ่งปีแรก 2565  อัปเดตตลาดคอนโด บริเวณชะอำ-หัวหิน-เขาเต่า จะพบว่า มียูนิตขายได้แล้วทั้งสิ้น 22,344 ยูนิต จากซัพพลายทั้งหมด 28,307 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขายที่ 79%   ทั้งนี้ในครึ่งปีแรกของ 2565 มียูนิตขายได้ทั้งสิ้น 1,773 ยูนิต จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูลพบว่า ภาพรวมจำนวนยูนิตเหลือขาย ณ ครึ่งปีแรกของ 2565  มีจำนวนประมาณ 5,963 ยูนิต 5.คนกรุงเทพฯ ซื้อคอนโดหัวหิน-ชะอำกว่า 90% โดยกลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ยังคงเป็นผู้ซื้อหลักในปัจจุบันกว่า   90%  ที่เหลือจะเป็นคนไทยในจังหวัดอื่นๆ อีก   5% และต่างชาติอีก 5%   โดยผู้ซื้อค่อนข้างตอบรับได้ดีกับราคาขายเฉลี่ยที่ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรลงมา ซึ่งมีอัตราการขายที่ค่อนข้างดีและเป็นโครงการที่ไม่เห็นทะเลเป็นส่วนมาก 6.พื้นที่เขาตะเกียบคอนโดขายดีสุด คอนโดบริเวณเขาตะเกียบมีอัตราการขายสูงสุด ในอัตรา 96% รองลงมาได้แก่ คอนโดบริเวณฝั่งไม่ติดทะเล มีอัตราการขายที่ 93% บริเวณเขาเต่ามีอัตราการขาย 91% บริเวณหัวหินมีอัตราการขาย 88% บริเวณชะอำมีอัตราการขาย​ 69% 7.ชะอำคอนโดเหลือขายมากสุดถึง 5,078 ยูนิต สำหรับพื้นที่มีคอนโดเหลือขายมากที่สุด จะเป็นบริเวณชะอำ มีจำนวนยูนิตเหลือขายสูงสุดคือ 5,078 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 85% ของซัพพลายเหลือขายทั้งหมด   ปัจจุบันที่ดินติดทะเลบริเวณหัวหินที่จะพัฒนาโครงการแทบไม่มีเหลือแล้ว ในส่วนของที่ดินที่ยังมีเหลือสำหรับการพัฒนาโครงการจะอยู่บริเวณชะอำ แต่พื้นที่ในบริเวณโซนชะอำยังเป็นที่นิยมน้อยกว่าหัวหิน เนื่องจากอยู่ค่อนข้างไกลจากสิ่งอำนวยความสะดวกหากเทียบกับคอนโดในหัวหิน   ส่วนพื้นที่บริเวณเขาตะเกียบ พบว่ายังพอมีที่ดินติดทะเลเหลือให้พัฒนาได้บ้าง ​โดยเมื่อเทียบกับโครงการติดทะเล ล่าสุดจะพบว่าห้องมีราคาขายเฉลี่ยต่อตารางเมตรที่ประมาณ 150,000 บาท ในส่วนพื้นที่บริเวณฝั่งภูเขาที่ไม่ติดทะเลยังมีพื้นที่เหลือให้พัฒนาโครงการอีกมาก และน่าจะเป็นที่สนใจของนักลงทุนเนื่องจากอยู่โซนเขตตัวเมืองหัวหินและเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติ และยังสามารถทำราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรได้ต่ำกว่า 100,000 บาท 8.คอนโดใหม่เห็นวิวทะเล ราคาพุ่ง 250,000 บ./ตร.ม. อัปเดตตลาดคอนโด ในส่วนของราคาขายเฉลี่ย สำหรับคอนโดที่เห็นวิวทะเลในบริเวณนี้มีระดับราคาเสนอขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 143,000 บาทต่อตารางเมตร ราคาขายปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตรา 1% จากปี 2564 โดยโครงการใหม่ที่เห็นวิวทะเลมีระดับราคาขายต่อห้องเฉลี่ยสูงถึง 250,000 บาทต่อตารางเมตร   ส่วนราคาขายเฉลี่ยของคอนโดที่ไม่เห็นวิวทะเลในบริเวณนี้มีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 69,800 บาทต่อตารางเมตร ราคาขายค่อนข้างทรงตัวและลดลงมาเล็กในอัตรา 1.3% จากปี 2564 เนื่องจากโครงการที่ยังมีห้องว่างเหลือขายเกิน 50% ซึ่งอยู่บริเวณโซนชะอำ ผู้ประกอบการยังคงจัดโปรโมชั้นและส่วนลดอย่างต่อเนื่องเพื่อปิดการขายโครงการ และโครงการใหม่ที่ขึ้นฝั่งไม่ติดทะเลมีการทำราคาขายที่ประมาณ 52,000 บาทต่อตารางเมตร ทำให้ราคาเฉลี่ยโซนไม่เห็นทะเลนั้นปรับตัวลดลงเล็กน้อย 9.ตลาดคอนโดปี 65 ฟื้นตัวดีขึ้น ยูนิตเหลือขายน้อย ทิศทางตลาดคอนโดหัวหินในปี 2565 มีการฟื้นตัวที่ดีขึ้นและเริ่มมีกำลังซื้อมากขึ้นทำให้ยูนิตเหลือขายในตลาดลดน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโครงการติดทะเลที่มียูนิตเหลือขายไม่มาก และที่ดินในการพัฒนาโครงการติดทะเลในบริเวณตัวเมืองหัวหินหรือเขาตะเกียบก็เหลือน้อยและยากที่จะพัฒนาได้   ทั้งนี้ หากมีการพัฒนาโครงการที่ติดทะเล ราคาขายจะมีทิศทางในการปรับตัวที่สูงขึ้น อาจจะมีราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรสูงกว่า 150,000 บาท สืบเนื่องมาจากที่ดินที่เหลือน้อย และราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ   ในขณะที่โครงการบริเวณโซนชะอำ อาจจะต้องใช้เวลาในการระบายยูนิตเหลือขาย ซึ่งจะเห็นบางโครงการมีการปรับลดราคาลง เนื่องจากอายุของคอนโด ในขณะที่โครงการที่สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ในหัวหิน ช่วงต้นปี 2565 ยังคงมีการจัดรายการส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องเพื่อปิดโครงการ สะท้อนให้เห็นว่าโครงการคอนโดบริเวณชะอำ-หัวหิน-เขาตะเกียบอยู่ในภาวะที่สมดุลทั้งในแง่ดีมานด์และซัพพลาย​   โดยจากการสำรวจ อัปเดตตลาดคอนโด ช่วงที่ผ่านมา ยังพบว่า มีโครงการแนวสูงเปิดตัวใหม่ บริเวณสวนน้ำวานานาวา ซึ่งมีจุดเด่นคือเห็นวิวทะเลจากห้องพักอาศัย  เป็นซัพพลายใหม่ของตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง ของปี 2565  ซึ่งทำให้เกิดสีสันในตลาดคอนโดหัวหินพอสมควร จากการเปิดตัวของโครงการดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มการการเพิ่มขึ้นของคอนโด กำลังขยายตัวไปยังบริเวณฝั่งที่ไม่ติดทะเลมากขึ้น เนื่องจากยังคงมีที่ดินเหลือให้พัฒนาอีกค่อนข้างมาก และหากสามารถทำราคาขาย รวมถึงการมีจุดเด่นของโครงการที่น่าสนใจอาจจะทำให้ผู้ซื้อให้การตอบรับที่ดีแก่โครงการมากขึ้น   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -พราว เรียลเอสเตท ปั้นโปรเจ็กต์ “เวหา” 2,290 ล้าน ชู 6 ไฮไลท์คอนโดลักชัวรี่สูงสุดในหัวหิน -ส่องตลาดคอนโด ชะอำ-หัวหิน-เขาเต่า 5 เดือนแรกปี 63 ในภาวะโควิด-19
[PR News] MQDC เปิดขาย “Whizdom The Forestias : Mytopia”  อย่างเป็นทางการ

[PR News] MQDC เปิดขาย “Whizdom The Forestias : Mytopia” อย่างเป็นทางการ

MQDC เปิดขาย “Whizdom The Forestias : Mytopia” MQDC หรือ แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น ประกาศเปิดขายที่พักอาศัยโครงการ Whizdom The Forestias : Mytopia ซึ่งตั้งอยู่ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ โครงการเมืองแห่งแรกที่ออกแบบทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี และมีความสุข บนถนนบางนา-ตราด ก.ม.7 โดยเริ่มมีผู้สนใจนัดหมายเข้าเยี่ยมชมโครงการอย่างต่อเนื่อง MQDC เปิดขาย “Whizdom The Forestias : Mytopia” นายอัษฎา แก้วเขียว ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ MQDC กล่าวว่า “Mytopia เป็นหนึ่งในอาคารโครงการที่พักอาศัย Whizdom The Forestias ซึ่งได้รับความสนใจและการตอบรับจากตลาดอย่างดี โดยอาคารที่เปิดขายไปก่อนหน้านี้ ทำยอดขายทะลุมากกว่า 70% ซึ่งปัจจัยความสำเร็จของ Whizdom The Forestias อยู่ที่การนำเสนอมาตรฐานใหม่ของบ้านแบบ Vertical Living ที่ดึงเอาจุดดีและจุดเด่นของบ้านและคอนโดมิเนียมมาหลอมรวมกัน ทำให้การอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ประกอบกับการผสานนวัตกรรมการดีไซน์ตอบสนองทุกฟังก์ชั่นของการใช้ชีวิต ผ่านกระบวนการคิดออกแบบจากรากฐานแห่งการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Live it all ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบได้ครบจบในที่เดียว พร้อมมอบการใช้ชีวิตที่กลมกลืนใกล้ชิดกับธรรมชาติ และการมีทำเลที่ตั้งอยู่ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ โครงการเมืองที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพและความสุข ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการยอมรับและได้รับรางวัลมากมายจากองค์กรและสถาบันชั้นนำทั้งภายในประเทศและระดับโลก” MQDC เปิดขาย “Whizdom The Forestias : Mytopia” Whizdom The Forestias เป็นตัวอย่างที่ตอกย้ำความโดดเด่นของแบรนด์ Whizdom ที่มุ่งเน้นเป็นผู้สร้างสรรค์และพัฒนาอีโคซิสเต็ม (Ecosystem) สำหรับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ (Next Generation Living) ผ่านการผสานนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ที่หลากหลายไลฟ์สไตล์และเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ที่ผลการสำรวจพบว่าส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับความสุขและคุณภาพชีวิต การมีเซฟโซน โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบของครอบครัว ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในการใช้เงิน โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบของการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินต่างๆ และสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ให้ความสำคัญคือเวลา ทั้งหมดนี้ถอดรหัสออกมาเป็นสิ่งต่างๆ ที่ใส่เข้าไปในโครงการของ Whizdom อาทิ การออกแบบที่พักอาศัยและพื้นที่ส่วนกลางที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยใช้เวลาได้อย่างมีคุณภาพอย่างแท้จริง การผสานธรรมชาติ การจัดอาหารเช้าที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และรวมถึงโลเคชั่นที่ตั้งที่สะดวกสบายและครบครัน เป็นต้น ทั้งนี้ ความพิเศษอย่างหนึ่งของ Whizdom The Forestias : Mytopia คือเป็นคอนโดมิเนียมสูง 42 ชั้น ตัวอาคารตั้งอยู่ใกล้ชิดกับผืนป่าขนาดใหญ่ 30 ไร่ ซึ่งเป็นหัวใจของโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ โดยตัวอาคารหันหน้าเข้าหาผืนป่า ทำให้เปิดรับทิวทัศน์และอากาศบริสุทธ์จากผืนป่าอย่างเต็มที่ เมื่อมองจากชั้นสูงจะได้วิวยอดไม้ที่ลดหลั่นอุดมสมบูรณ์ หรือหากอยู่ที่ชั้นไม่สูงมากนัก จะได้ความรู้สึกกลมกลืนราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Whizdom The Forestias Whizdom The Forestias : Mytopia ประกอบไปด้วยที่พักอาศัย จำนวน 360 ยูนิต มีตั้งแต่แบบ 1 ห้องนอน 2 ห้องนอน 3 ห้องนอน ห้องแบบดูเพล็กซ์ แบบเพ้นเฮ้าส์ และแบบฟอเรสต์ ดูเพล็กซ์ เพ้นเฮ้าส์ ขนาดเริ่มต้นตั้งแต่ 34 ตารางเมตรไปจนถึง 190 ตารางเมตร ราคา 5.7 - 32.7 ล้านบาท โดยที่พักอาศัยที่เป็นไฮไลท์ของโครงการ คือห้อง Loft ที่ออกแบบมาให้ผู้อยู่อาศัยได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ด้วยห้องสูงสามารถสัมผัสวิวป่าได้อย่างเต็มที่ และเพดานห้องที่สูงถึง 5.4 เมตร ยังช่วยทำให้การตกแต่งสไตล์ลอฟต์มีความโดดเด่นออกมาอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังออกแบบเพิ่มพื้นที่ให้กับบริเวณชั้นลอย โดยยังคงความรู้สึกสบายและเป็นส่วนตัวด้วยการแยกพื้นที่ระหว่างห้องนอนที่อยู่ชั้นลอยด้านบน กับห้องนั่งเล่นที่อยู่ชั้นล่าง และจัดสรรพื้นที่ครัวแบบปิด พร้อมกับออกแบบพื้นที่และจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้สะท้อนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่   MQDC เปิดขาย Whizdom The Forestias : Mytopia ภายในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ อย่างเป็นทางการไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมโครงการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อนัดหมายเข้าชมโครงการ พร้อมรับสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ที่ Call Center 1265, LINE: @MQDC หรือ https://mqdc.com/discover-project/whizdom/theforestias   Whizdom The Forestias เป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวยุคใหม่ที่มีลูกเล็ก คู่รักที่แต่งงานแต่ยังไม่มีลูก คนโสด หรือคนที่รักสัตว์เลี้ยง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Live it all” โดยอีกจุดโดดเด่นของโครงการ Whizdom The Forestias คือความสูงจากพื้นดินของตัวอาคารที่เอื้อให้มองเห็นพื้นที่ทั้งหมดของผืนป่า สร้างประสบการณ์พื้นที่สีเขียวตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่โครงการในแบบที่ไม่เคยสัมผัสจากที่ใดมาก่อน และด้วยโครงสร้างของอาคารที่ถูกยกให้อยู่เหนือฐานของโพเดียม ทำให้มองดูเหมือนลอยอยู่บนยอดไม้ โดยผู้อยู่อาศัยยังสามารถทำกิจกรรมต่างๆ อย่างมีความสุขกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่มากมายและครบครัน รองรับกิจกรรมสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ โดยชั้นบนของโพเดียมจะเป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่พาดระหว่าง 2 อาคาร มีพื้นที่สระว่ายน้ำและเครื่องเล่นสำหรับเด็ก พื้นที่พักผ่อนใกล้กับสระว่ายน้ำ สวนกลางแจ้ง ยิมในร่ม Pool Lounge และพื้นที่ในอาคารสาหรับเด็กๆ นอกจากนี้ façade ของอาคารยังเลือกใช้โครงเหล็กแบบเมกาเฟรมที่สูงกว่า 3 เท่า ซึ่งนอกจากจะให้ความรู้สึกไฮเอนด์แล้ว ยังช่วยป้องกันรังสีจากแสงแดดภายนอกเข้าสู่ภายใน และในส่วนทางเดินบริเวณล็อบบี้ลิฟต์ ยังออกแบบให้มีการระบายอากาศตามธรรมชาติอีกด้วย     . Whizdom The Forestias ประกอบไปด้วย 3 อาคารได้แก่ Destinia, Mytopia, และ Petopia อาคาร Whizdom The Forestias : Destinia มุ่งเน้นตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ที่มีลูกเล็ก  อาคาร Whizdom The Forestias : Mytopia มุ่งเน้นตอบโจทย์คนโสด หรือคู่รักที่แต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูก อาคาร Whizdom The Forestias : Petopia มุ่งเน้นตอบโจทย์คนรักสัตว์เลี้ยง โดยเป็นคอนโดมิเนียมที่ทำการศึกษาวิจัยอย่างรอบด้าน ออกแบบทุกรายละเอียดและทุกมิติ ในโครงการ สภาพแวดล้อม และการใช้ชีวิตในทุกวัน เพื่อคนที่รักและชื่นชอบสัตว์เลี้ยง ให้สามารถอยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย . โครงการ ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’ ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 398 ไร่ บนถนนบางนา-ตราด ซึ่งเป็นเส้นทางสู่พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่กำลังเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยพื้นที่อันกว้างใหญ่ของ ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’ ประกอบไปด้วยพื้นที่สวนสาธารณะ ธรรมชาติ โครงการที่พักอาศัยหลากหลายแบรนด์ที่ตอบโจทย์หลากหลายไลฟ์สไตล์และช่วงวัย รวมไปถึงพื้นที่เพื่อกิจกรรมชุมชนต่างๆ และพื้นที่เชิงธุรกิจที่มุ่งเน้นส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี ท่ามกลางธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่มีคุณภาพ   บทความที่น่าสนใจ MQDC เผยความสำเร็จ “ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์” บ้านอัลตร้าลักชัวรี่ ทำยอดขายแล้ว 4,700 ล้าน เปิดขายบ้าน-คอนโดใน “เดอะ ฟอเรสเทียส์” MQDC เคาะราคาสูงสุด 250 ล้าน MQDC เตรียมเปิด “เดอะ ฟอเรสเทียร์” เมกะโปรเจกต์ 2.5 แสนล้าน ต้นปี 2564
เปิด 10 อันดับต่างชาติโอนคอนโด Q2/65  จีนยังครองเบอร์ 1 ทั้งปริมาณและมูลค่า ​

เปิด 10 อันดับต่างชาติโอนคอนโด Q2/65 จีนยังครองเบอร์ 1 ทั้งปริมาณและมูลค่า ​

ต่างชาติโอนคอนโด จีนยังครองเบอร์ 1 ทั้งปริมาณและมูลค่า ​ต่างชาติโอนคอนโดมากที่สุดในช่วงไตรมาส 2 ขณะที่ชาวอินเดีย มาแรงติดอันดับ Top 5 ซื้อจำนวนมากที่สุด   ตลาดอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย นอกจากลูกค้าหลักจะเป็นคนไทยในประเทศ ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแล้ว ยังมีกลุ่มลูกค้าต่างชาติเป็นหนึ่งฐานลูกค้าสำคัญ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม ซึ่งสามารถซื้อและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้ในสัดส่วน 49% ของจำนวนยูนิตในโครงการ แต่หากเป็นการซื้อผ่านการจัดตั้งนิติบุคคล ก็สามารถขยายขอบเขตไปได้ถึงบ้านแนวราบ และยังไม่นับรวมกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาร่วมทุนพัฒนาโครงการต่าง ๆ จึงถือว่ากลุ่มชาวต่างชาติเป็นหนึ่งฐานลูกค้าสำคัญของตลาดอสังหาฯ ไทย   แต่จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดลูกค้าต่างชาติ หายออกไปจากตลาดจนเกือบจะเป็นศูนย์ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวจีนที่เป็นฐานลูกค้าหลักของตลาดคอนโด เพราะครองสัดส่วนการซื้อประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนชาวต่างชาติทั้งหมด   แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยไม่ได้ ทำให้ยอดการซื้อคอนโดใหม่ แทบจะไม่เกิดขึ้น แต่ในด้านการโอนกรรมสิทธิ์ จากการซื้อคอนโดไว้ก่อนหน้า ก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่อยู่อาศัยของไทย ไม่ว่าจะมีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้น เพราะต้องยอมรับอสังหาฯ ไทย มีศักยภาพทางด้านการตลาด มีราคาต่ำกว่าเมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย ที่สำคัญ ประเทศไทยมีศักยภาพและความน่าสนใจหลายด้าน เหมาะแก่การท่องเที่ยหรือพักผ่อนระยะยาว   โดยข้อมูลล่าสุดของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือ REIC ได้รายงานตัวเลขข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565   ยังพบว่า  มีจำนวน 4,433 ยูนิต เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีจำนวน  4,370 ยูนิตมีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดคนต่างชาติ จำนวน  22,331 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  9.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีจำนวน 20,472 ล้านบาท จีนเบอร์ 1 โอนคอนโด แม้ว่าที่ผ่านมาชาวจีนไม่ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย แต่การโอนคอนโดก็ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งชาวจีนถือเป็นกลุ่มชาวต่างชาติที่โอนคอนโดมากที่สุด โดยในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ทำให้ชาวจีนยังคงยังครองแชมป์ เป็นผู้นำกลุ่มต่างชาติโอนคอนโด เหมือนช่วงที่ผ่านมา ทั้งในด้านจำนวนและมูลค่า ขณะที่ชาวต่างชาติสัญชาติอื่น ๆ ก็มีการโอนคอนโดที่ซื้อไว้ก่อนหน้าด้วยเช่นกัน ดังนี้ ​ ต่างชาติโอนคอนโด จำนวนมากที่สุด โดยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาต่างชาติที่โอนคอนโดมากสุด 5 อันดับแรก  ได้แก่ จีน จำนวน 1,124 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 48% มีราคาเฉลี่ย 5.3 ล้านบาทต่อยูนิต รัสเซีย จำนวน 129 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 6% มีราคาเฉลี่ย 3.2 ล้านบาทต่อยูนิต สหรัฐอเมริกา จำนวน 116 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 5% มีราคาเฉลี่ย 5.5 ล้านบาทต่อยูนิต เยอรมัน  จำนวน 80 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 3% มีราคาเฉลี่ย 3.3 ล้านบาทต่อยูนิต อินเดีย จำนวน 79 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 3% มีราคาเฉลี่ย 4.5 ล้านบาทต่อยูนิต ต่างชาติโอนคอนโด มูลค่ามากที่สุด ส่วนต่างชาติที่มีมูลค่าการโอนคอนโดมากที่สุด ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน มูลค่า 5,931 ล้านบาท สัดส่วน 49% สหรัฐอเมริกา มูลค่า 643 ล้านบาท สัดส่วน 5% ฝรั่งเศส มูลค่า 571 ล้านบาท สัดส่วน 5% รัสเซีย มูลค่า 415 ล้านบาท สัดส่วน 3% กัมพูชา มูลค่า 382 ล้านบาท สัดส่วน 3% อินเดีย มาแรงขึ้นติด Top 5 สำหรับข้อมูลล่าสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา พบว่า มีกลุ่มชาวอินเดีย ที่ถือว่าเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาซื้ออสังหาฯ ไทย อย่างโดดเด่น สามารถขึ้นมาติดอันดับ 5 ด้านจำนวน และอันดับ 7 ในด้านมูลค่า ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้กลุ่มชาวอินเดียเข้ามาซื้ออสังหาฯ ของไทย เป็นเพราะนโยบายการส่งเสริมการลงทุนกลุ่มชาวต่างชาติของไทย และชาวอินเดียเป็นหนึ่งในกลุ่มชาวต่างชาติ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศ ในธุรกิจต่าง ๆ อาทิ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจบริการ รวมถึงชาวอินเดียก็เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย ที่ภาครัฐเข้าไปส่งเสริมและดึงดูดให้เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยด้วย   เมื่อชาวอินเดียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย จึงทำให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัย เป็นความต้องการที่ขยายตัวมาจากการเข้ามาลงทุน รวมถึงประเทศอินเดียมีจำนวนประชากรมหาศาล และมีฐานคนรวยอยู่จำนวนมาก ที่มีกำลังซื้อและมีความต้องการซื้ออสังหาฯ ของไทย แม้ว่าจำนวนอาจจะยังไม่มากหากเทียบกับชาวจีน แต่ถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่มีอนาคตและสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ต่างชาติยึดหัวเมืองหลักซื้อคอนโด สำหรับจังหวัดหลักที่ต่างชาตินิยมซื้อคอนโด และมีการโอนคอนโดมากที่สุด ยังคงเป็นจังหวัดหัวเมืองหลักของไทย โดยกรุงเทพฯ เป็นจังหวัดหลักที่ต่างชาติส่วนใหญ่ให้ความสนใจมากที่สุด โดยเฉพาะชาวจีน เพราะมีระบบสาธารณูปโภคที่สามารถตอบสนองความต้องการของชาวจีนได้ครบถ้วน   โดยข้อมูลของทาง REIC ยังเปิดเผยรายละเอียดของชาวต่างชาติที่โอนคอนโด ใน 5 อันดับแรก ว่าได้ซื้อคอนโดในจังหวัดใดบ้าง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 11 จังหวัดที่ชาวจีนโอนคอนโด 5 จังหวัดที่ชาวรัสเซีย โอนคอนโด 8 จังหวัดทีชาวสหรัฐอเมริกา โอนคอนโด 11 จังหวัดที่ชาวเยอรมัน โอนคอนโด 5 จังหวัดที่ชาวอินเดีย โอนคอนโด อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง -REIC เผย ยอดโอนคอนโดต่างชาติ Q1/65 ลดทั้งจำนวน-มูลค่า เหตุลูกค้าจีนยังปิดประเทศ   -พิษโควิด-19 ทุบยอดโอนคอนโดต่างชาติลด “จีน” ยังครองเบอร์1 มูลค่า 17,800 ล้าน
เปิดอินไซต์ตลาดอสังหาฯ ไทย ไตรมาส 2  กับ 7 ปัจจัยเสี่ยงยังกระทบธุรกิจปี 2565

เปิดอินไซต์ตลาดอสังหาฯ ไทย ไตรมาส 2 กับ 7 ปัจจัยเสี่ยงยังกระทบธุรกิจปี 2565

ตลาดอสังหาฯ ดูเหมือนว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผ่านช่วงเวลาครึ่งปีแรกในปี 2565 ไปได้ด้วยดี หากดูจากผลการดำเนินงานของหลายบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ต่างก็มีรายได้และกำไรเติบโตตามเป้าหมายที่ได้วางเอาไว้ แสดงให้เห็นว่าตลาดอสังหาฯ ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบมากเท่ากับช่วงปีที่ผ่านมา   โดยล่าสุด ทางศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือ REIC ได้จัดทำดัชนีรวมตลาดหลักทรัพย์ (หมวดที่อยู่อาศัย) พร้อมกับรายงานสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา รวมถึงวิเคราะห์ตลาดกับแนวโน้มในช่วงเวลาที่เหลือของครึ่งปีหลัง ว่าทิศทางธุรกิจอสังหาฯ ไทยในปีนี้ จะเติบโตดีขึ้น หรือแย่ลงกว่าช่วงที่ผ่านมา เพราะยังมีปัจจัยอีกสารพัดเข้ามากระทบกับธุรกิจ ภาวะตลาดอสังหาฯ ไตรมาส 2 ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2565 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.5% จากการแถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ถือว่าปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสแรก ที่มีการขยายตัว​ 2.3% ส่งผลให้ภาพรวมช่วงครึ่งแรกของปี 2565 เศรษฐกิจไทย ขยายตัว  2.4%   ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความเห็นในทิศทางที่สอดคล้องกันคือ ในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 เศรษฐกิจไทยปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน โดยการบริโภคภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้นจากหมวดบริการเป็นสำคัญ รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด​​-19 และมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ส่งผลให้ภาคการค้าและภาคบริการฟื้นตัว และการลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ สอดคล้องกับการประเมินภาพรวมด้านการลงทุนในภาคพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย   ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ประเมินว่ากลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2564 ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่ ๆ ผู้ประกอบการยังคงมีการออกโปรโมชั่น การลดราคาขาย การให้ของแถมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุน แต่ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง สภาวะการจ้างงานและการมีรายได้ของประชาชนในภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการยังคงอยู่ในภาวะการฟื้นตัวช้า ภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่สูงถึงประมาณ 90% ของ GDP ทำให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางในกลุ่มอาชีพอิสระจะเข้าถึงสินเชื่อได้ยากเช่นเดียวกับช่วงปีที่ผ่านมา ภาวะการเพิ่มขึ้นของ NPL ของสถาบันการเงิน อาจจะส่งผลให้สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อต่อไป ต้นทุนค่าก่อสร้างสูงขึ้น ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยโครงการใหม่อาจจะมีการปรับราคาขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง   ดัชนีรวมฯ ไตรมาส 2 ลดลง 0.92% สำหรับดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ (หมวดที่อยู่อาศัย) ในไตรมาส 2 ปี 2565 มีค่าดัชนีเท่ากับ 86.0 ปรับตัวลดลง 0.92% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าซึ่งมีค่าดัชนี 86.8 แต่เพิ่มขึ้น 13.3%  เมื่อเที่ยบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีค่าดัชนี 75.9   โดย REIC คาดว่าปี 2565 จะมีดัชนีรวมฯ จะอยู่ที่ 81.2 จุด เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่ผ่านมา 9.1% ในกรณีปรับตัวย่อลงเป็น Worst Case จะอยู่ที่  77.0 จุด ขยายตัว 3.4% หรือ อาจปรับตัวดีขึ้นกว่าที่คาดไว้เป็นกรณี Best Case จะอยู่ที่ 85.4 จุด ขยายตัว 14.7% การออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินลดลง ดร. วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2 ปี 2565 ภาคธุรกิจอสังหาฯ ยังคงต้องเผชิญกับทั้งปัจจัยลบซึ่งเป็นผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมทั้งประเทศมีการขออนุญาตจัดสรรลดลง   โดย REIC พบการเปลี่ยนแปลงในส่วนของการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั่วประเทศ ณ ไตรมาส 2/2565 มีจำนวนทั้งสิ้น 156 โครงการ รวม 15,999 ยูนิต จำนวนโครงการลดลง​ 1.3% และจำนวนยูนิตลดลง 5.5%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 ในจำนวนดังกล่าวประกอบด้วย บ้านเดียว 7,162 ยูนิต ทาวน์เฮ้าส์ 5,358 ยูนิต บ้านแฝด 3,054 ยูนิต ที่ดินจัดสรร 240 ยูนิต อาคารพาณิชย์ 158 ยูนิต หากพิจารณารายพื้นที่พบว่า พื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง 3 พื้นที่นี้มีจำนวนการออกใบอนุญาตจัดสรรเพิ่มขึ้น สำหรับแนวโน้มการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั่วประเทศในปีนี้ คาดว่าจะมีประมาณ 72,497 ยูนิต โดยเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 5.8% ซึ่งมีจำนวน 68,540 ยูนิต ซึ่งเป็นปีที่มีการอออกใบอนุญาตจัดสรรต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา แต่ก็ยังสูงกว่าปี 2549 ที่เกิดรัฐประหาร ซึ่งในปีนั้นมีการออกใบอนุญาตจำนวน 50,109 ยูนิต อย่างไรก็ตาม การออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินทั่วประเทศในปีนี้ อาจจะปรับขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา หรือน้อยกว่าปีที่ผ่านมาก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยบวกและปัจจัยลบต่า ๆ ที่จะมากระทบ แต่แนวโน้มความเป็นไปได้ การออกใบอนุญาตจะอยู่ในกรอบ -4.8%-16.4% โอนที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 9.0%  ด้านสถานการณ์ซัพพลายที่อยู่อาศัย จากข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยไตรมาส 2 ปี 2565 พบว่า มีจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ  95,316 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2564  9.0% ซึ่งมีจำนวน  87,485 ยูนิต ประกอบด้วย  โอนกรรมสิทธิ์โครงการแนวราบ 70,426 ยูนิต โครงการอาคารชุด หรือคอนโดมิเนียมจำนวน 24,890 ยูนิต  มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ 257,009 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 ซึ่งมีมูลค่า 240,048 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวเป็นมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์โครงการแนวราบ 192,392 ล้านบาท และโครงการคอนโด 64,617 ล้านบาท ทั้งนี้ ยูนิตและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยของทุกภาคเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น   สำหรับปี 2565 คาดว่าสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์จะทรงตัว แต่ดีขึ้นกว่าปี 2564 เล็กน้อย เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ประกอบกับมีบ้านที่ทยอยสร้างเสร็จเข้ามาสู่ตลาดเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าปี 2565 จะมียูนิตโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 349,253 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากปี 2564   1.6% หรืออยู่ในช่วง  -9.9% ถึง 10.5% แนวราบจะเพิ่มขึ้น 1.8% หรืออยู่ในช่วง -8.4% ถึง 12.0% คอนโดจะเพิ่มขึ้น 1.1% หรืออยู่ในช่วง  -14.1% ถึง 6.1% ด้านมูลค่าคาดว่าปี 2565 จะมีมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 948,471 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นจากปี 2564 0.4% หรืออยู่ในช่ว -10.4% ถึง 9.9% แนวราบจะเพิ่มขึ้น 0.4% หรืออยู่ในช่วง  -9.7% ถึง 10.4% คอนโดจะเพิ่มขึ้น  0.6% หรืออยู่ในช่วง  -12.5% ถึง 8.6% ปัจจัยบวก-ลบ และสิ่งที่ต้องระวัง จากการประเมินสถานการณ์โดยภาพรวม โดยคาดการณ์ว่าในปี 2565 จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2564 บ้านแนวราบน่าจะได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อมากกว่า ในขณะที่คอนโดจะค่อยๆ ฟื้นตัว เนื่องจากสต๊อกที่ลดลง และราคาที่ดินที่แพงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องสร้างคอนโดเพื่อให้สอดคล้องกำลังซื้อ ผู้ประกอบการฯ บ้านใหม่จะยังคงมีโปรโมชั่นส่วนลดและของแถมเพื่อจูงใจให้เกิดการจัดสินใจซื้อ แต่ไม่ลดราคามากเท่ากับปี 2564 เนื่องจากมีต้นทุนของการก่อสร้างที่สูงขึ้น ตลาดยังเป็นของผู้ซื้อ โดยสรุปในปีนี้ยังถือว่ามีปัจจัยบวก ที่ส่งผลดีต่อภาพรวมของตลาดอสังหาฯ ดังนี้ 3 ปัจจัยบวกในปี 2565 แม้ว่าในปีนี้จะมีปัจจัยลบมากมาย แต่ในมุมของปัจจัยบวก ที่จะเข้ามาส่งเสริมตลาดและช่วยกระตุ้นธุรกิจก็ยังมีให้เห็น ซึ่งทาง REIC มองว่า มี 3 ปัจจัยหลักดังนี้ 1.ขยายเวลามาตรการอสังหาฯ มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ (ลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองเหลือ รวมถึง การขยายไปสู่บ้านมือสองด้วย) ยังคงมีผลถึงสิ้นปี 2565 2.มาตรการผ่อนปรน LTV มาตรการผ่อนปรน LTV ของ ธปท. จะช่วยให้มีการซื้อบ้านสัญญาที่ 2 และ 3 เพื่อการอยู่อาศัยและเพื่อการลงทุนมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น 3.สภาพคล่องของแบงก์ยังสูง สภาพคล่องของธนาคารมีมากพอสำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ และเริ่มมีการแข่งขันการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้น 4.การฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ สภาพเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศที่ค่อยๆ ฟื้นตัวจากมาตรการต่างๆ ของรัฐ และการเปิดประเทศ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากภาคธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว 5.กลุ่มผู้ซื้อใหม่จากภาคอุตสาหกรรม กลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2564 ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่ๆ 6.ดีเวลลอปเปอร์อัดโปรโมชั่นต่อเนื่อง ผู้ประกอบการยังคงมีการออกโปรโมชั่น การลดราคาขาย การให้ของแถมต่างๆ ต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุน 7 ปัจจัยเสี่ยงในปี 2565 ขณะเดียวกันปัจจัยเสี่ยงในเป็นเสมือนเหรียญอีกด้านของปัจจัยเสี่ยง ที่มักจะมาคู่กันเสมอ โดยในปีนี้ยังคงมีหลายปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ เพราะสามารถเข้ามามีผลกระทบกับตลาดอสังหาฯ และธุรกิจในภาพรวมได้เช่นกัน ดังนี้ 1.ดอกเบี้ยขาขึ้น อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง 2.โควิดยังระบาดต่อเนื่อง การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด - 19 ยังคงมีผลในการฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ แม้ว่าความรุนแรงจะลดลง 3.การขาดแคลนแรงงาน อาจจะส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้า และอาจทำให้แผนการส่งมอบล่าช้า ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการระบาย backlog ของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ การมีรายได้ของประชาชนในภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการยังคงอยู่ในภาวะการฟื้นตัวช้า ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 4.การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่ำ ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น และส่งผลต่อความต้องการซื้ออสังหาฯ ได้ ภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่สูงถึงประมาณ 90% ของ GDP ทำให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางในกลุ่มอาชีพอิสระจะเข้าถึงสินเชื่อได้ยากเช่นเดียวช่วงปีที่ผ่านมา 5.การ Refinance เพิ่มขึ้น ภาวะการเพิ่มขึ้นของ NPL ของสถาบันการเงิน อาจจะส่งผลให้สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อต่อไป และหากมีการเกิด NPL เพิ่มขึ้น สถาบันการเงินอาจจะมีนโยบายสินเชื่อที่เข้มงวดต่อในปี 2565 จะส่งผลต่อกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีความไม่แข็งแรงในสถานะการเงิน แต่อาจจะมีการขยายตัวของการ Refinance เพิ่มขึ้น 6.บ้านมือสองแย่งตลาดบ้านใหม่ ต้นทุนค่าก่อสร้างแพงขึ้น ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยโครงการใหม่อาจจะมีการปรับราคาขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง  ซึ่งอาจจะทำให้บ้านมือสอง อาจจะเป็นสินค้าทดแทนบ้านใหม่ ผู้ประกอบการบ้านใหม่ ต้องให้ความสนใจศึกษาตลาดก่อนการพัฒนา 7.สงครามยังไม่สงบ กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เป็นกำลังซื้อคอนโดยังคงเข้ามาในประเทศน้อยจากผลกระทบของโควิด-19 และสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียทำให้ความต้องการซื้อคอนโดในภาพรวมฟื้นช้า 3 ปรากฎการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2565 1.การเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นในกรอบ 0.25-0.5 บาท ซึ่งจะทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยในดภาพรวมมีการปรับตัวลงเล็กน้อยในไตรมาส 3 และค่อยปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 (ในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 มีการขยายของตลาดที่สูงกว่าระดับคาดการณ์ปกติ -ซึ่งเป็นกรณี Best Case) ซึ่งจะมีผลให้ไตรมาส 3 ปรับตัวย่อลง 2.คอนโดเปิดเพิ่มมากขึ้น ที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ประเภทคอนโดกลับมามีสัดส่วนของจำนวนยูนิตเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (ประมาณ​40%) ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ไม่เกิน 3 ล้านบาท สัดส่วนเกือบ 80% แต่มีข้อสังเกตว่า คอนโด 10 ล้านบาทขึ้นไปมีสัดส่วนของมูลค่าประมาณเกือบ 50% 3.บ้านแพงครองตลาดส่วนใหญ่ จำนวนที่อยู่อาศัยประเภทบ้านจัดสรรมีสัดส่วนประมาณ 40% แต่มีสัดส่วนมูลค่าในตลาดถึง 60% แต่มีข้อสังเกตว่ามีการพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาแพงอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยบ้าน 10 ล้านบาทขึ้นไปมีสัดส่วนวของมูลค่าประมาณเกือบ 70%   อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง -เปิด ยอดขายบ้าน-คอนโด เจ้าไหนทำได้เยอะสุด ใน 6 เดือนแรกปี 65 -ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แนะตลาดบ้าน-คอนโด ต้องต้องเฝ้าระวัง  5 เรื่องนี้
สรุปไทม์ไลน์ 25 ปี มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ  จากวิกฤตต้มยำกุ้งถึงพิษโควิด-19  ตอนที่ 3

สรุปไทม์ไลน์ 25 ปี มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จากวิกฤตต้มยำกุ้งถึงพิษโควิด-19  ตอนที่ 3

มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ หลังจากประเทศได้ผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจ และพิษการเมืองต่าง ๆ ก็เข้าสู่การฟื้นฟูประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ เพื่อการแข่งขันกับต่างชาติ รวมถึงการพยายามดึงดูดให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ด้วยหลากหลายวิธีการ หนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญ ที่มักจะถูกใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็คงเป็นอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ เพราะมีขนาดใหญ่และสามารถดึงเม็ดเงินได้จำนวนมหาศาล   ทศวรรษที่ 3 ของมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ​ กับเริ่มต้นปี 2561 ดูเหมือนตลาดกำลังไปได้สวย ตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมเติบโตดีมาก ต่างชาติสำคัญอย่างจีน เข้ามาซื้อ และบางส่วนก็เข้ามาลงทุนพัฒนาร่วมกับคนไทย ความร้อนแรงของตลาดคอนโด จึงทำให้หน่วยงานภาครัฐเป็นห่วงว่าจะเกิดฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาฯ  จากการมีกลุ่มลูกค้าเก็งกำไร หลังจากนั้นในช่วงปี 2562 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงต้องออกใช้มาตรการ LTV เบรกไม่ให้ธุรกิจอสังหาฯ ร้อนแรงเกินไป   ทศวรรษนี้ ตลาดอสังหาฯ ยังต้องเผชิญกับภาวะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการอยู่อาศัยสำหรับคนยุคปัจจุบัน รวมถึงแนวทางการพัฒนาอสังหาฯ ของผู้ประกอบการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ   ในบทความนี้ ก็จะมาสู่ตอนที่ 3 วิฤกตโควิด สู่ชีวิต New Normal ของ​ สรุปไทม์ไลน์ 25 ปี มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จากวิกฤตต้มยำกุ้งถึงพิษโควิด-19 ที่แม้ว่าจะผ่านมาแค่ครึ่งทศวรรษ แต่ธุรกิจอสังหาฯ ก็ต้องได้รับการกระตุ้น และพยุงให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปด้วยมาตารการและเครื่องมือต่าง ๆ โดยมีมาตรการสำคัญตามไทม์ไลน์ที่ได้สรุปมาให้แล้ว ปี 2561 รัฐบาลมีนโยบายต้องการให้ประชาชนได้มีบ้านเป็นของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย คนวัยทำงาน คนที่เริ่มต้นสร้างครอบครัว รวมถึงผู้สูงอายุ  ที่ประชุมครม. จึงได้มีมติให้ ​ ธอส. จัดทำ "โครงการบ้านล้านหลัง" ภายใต้วงเงิน รวม 60,000 ล้านบาท  ซึ่งระยะแรก ธอส.เตรียมวงเงินสินเชื่อไว้ 50,000 ล้านบาท มีเงื่อนไขกำหนดราคาที่อยู่อาศัยไม่เกินยูนิตละ 1 ล้านบาท ให้เวลาผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 40 ปี โดยคิดดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ แบ่งเป็น ​ 2 กรณี   -หากมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 25,000 บาท จะคิดดอกเบี้ยคงที่ 5 ปี ในอัตรา 3% จากนั้นจะคิดดอกเบี้ยถ้าเป็นรายย่อยคือ MRR- 0.75% หากเป็นสินเชื่อสวัสดิการคิด MRR-1% และถ้าเป็นสินเชื่อเพื่อซื้ออุปกรณ์จะคิดดอกเบี้ยอัตราเท่ากับ MRR -หากผู้มีรายได้น้อยมีรายได้เกินเดือนละ 25,000 บาท จะคิดดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี ในอัตรา 3% จากนั้นรายย่อยคิด MRR-0.5% หากเป็นสินเชื่อสวัสดิการคิดดอกเบี้ย MRR-1% หากเป็นสินเชื่อเพื่อซื้ออุปกรณ์ คิดดอกเบี้ย MRR   ธอส. เริ่มโครงการภายในเดือนธันวาคม 2561 โดยจะเปิดให้ประชาชนจองสิทธิ์สินเชื่อหรือ จองสิทธิ์สินเชื่อเพื่อเลือกซื้อทรัพย์ที่พร้อมเข้าอยู่อาศัยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 จำนวนกว่า 30,000 ยูนิต ปี 2562 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม​ 2562 ครม. ได้เห็นชอบมาตรการด้านอสังหาฯ โดยออกมาตรการลดค่าธรรมเนียม จดทะเบียนการโอน จากเดิม 2% และลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาฯ จาก 1% เหลือ 0.01% สำหรับซื้อที่อยู่อาศัยราคา​ไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งต้องมีการจดทะเบียนการโอน การจดจำนองในคราวเดียวกัน เริ่มตั้งแต่วันที่ประกาศกระทรวงมหาดไทยจนถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2563   ด้านกระทรวงการคลังยังมีมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ​ด้วยการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินที่ซื้อที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท สามารถนำเงินที่ซื้อจริงมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 200,000 บาท โดยจะต้องโอนที่อยู่ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน-31 ธันวาคม 2562  บ้านที่ซื้อต้องไม่เคยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านมาก่อนหรือเป็นบ้านหลังแรก และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 5 ปี   นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีโครงการบ้านในฝัน รับปีใหม่ ​ซึ่งเป็นโครงการสำหรับประชาชนที่สนใจซื้อที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ภายใต้แคมเปญ ซื้อปุ๊บ โอนปั๊บ รับทันที 3 สิทธิพิเศษ โดยสิทธิที่ 1 กู้ ธอส. ดอกเบี้ยคงที่ 2.5% นาน 3 ปี วงเงิน 50,000 ล้านบาท  สิทธิที่ 2 ฟรีค่าโอนและค่าจดจำนอง และสิทธิที่ 3 รับโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม พร้อมส่วนลดสุดพิเศษจากโครงการที่เข้าร่วม   ส่วนวันที่ 26 พฤศจิกายน​ 2562  ครม. ยังมีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเป็นของขวัญให้กับประชาชนในช่วงปลายปี กับโครงการบ้านดีมีดาวน์ ด้วยการช่วยค่าผ่อนดาวน์ให้กับผู้ซื้อบ้าน จำนวน 50,000 บาทต่อราย จำนวน 100,000 รายที่เข้าร่วมโครงการ ปี 2563 ในปี 2563 ธปท.  ได้มีการปรับใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ​อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน ​(LTV : Loan to Value: LTV)  ใหม่อีก​ครั้ง​ ด้วยการให้ผู้กู้ซื้อบ้านหลังแรกที่มีราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งกู้ได้ 100% อยู่แล้ว สามารถกู้เพิ่มได้อีก 10% ของมูลค่าบ้าน เพื่อใช้ในการตกแต่ง ซ่อมแซม หรือต่อเติม เพราะที่ผ่านมามีการกู้ยืมสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยแพงมาใช้ในส่วนนี้ ทำให้คาดว่าค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยจะปรับลดลงประมาณ 2,000 บาทต่อเดือน สำหรับการกู้บ้านหลังแรกที่มีราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป กำหนดให้วางดาวน์น้อยลงจาก 20% เป็น 10% ของราคาบ้านด้วย ซึ่งการปรับมาตรการ LTV ใหม่ครั้งนี้ มีผลทันทีตั้งแต่ 20 มกราคม 2563   หลังจากก่อนหน้านี้ ธปท. ได้ออกประกาศใช้มาตรการ LTV ​หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็น “การกำหนดเงินดาวน์ขั้นต่ำ” ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา เพื่อลดความร้อนแรงของตลาดที่อยู่อาศัยมีทั้งในเรื่องเงินทอน และเก็งกำไร เสี่ยงเกิดผลกระทบต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจไทย ได้ส่งผลให้กลุ่มนักเก็งกำไร หรือกลุ่มผู้ลงทุนบางส่วนหายออกไปจากตลาด เพราะธปท. กังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดกับระบบเศรษฐกิจได้ หรือเกิดปัญหาฟองสบู่แตก   โด่ย​ ธปท.ได้ติดตามผล การรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการที่ออกไปมีความเหมาะสมและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ คือ ช่วยดูแลการเก็งกำไร ขณะเดียวกันก็ไม่ส่งผลกระทบต่อภาคประชาชนที่มีความต้องการซื้อบ้านที่อยู่อาศัยจริงโดยเฉพาะบ้านหลังแรก และพร้อมปรับมาตรการหากพบว่าไม่เป็นตามวัตถุประสงค์ หรือส่งผลข้างเคียงที่มากเกินควร ซึ่ง ธปท. ได้มีการผ่อนเกณฑ์การกู้ร่วมไปแล้วครั้งหนึ่งในเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของผู้กู้ร่วมที่ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย ให้ได้รับสินเชื่อตามความเหมาะสม   ด้านธอส. ได้จัดทำ “โครงการบ้าน ธอส. เราไม่ทิ้งกัน” อัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี คงที่นานถึง 2 ปีแรก ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.75% ต่อปี ปีที่ 4 อัตราดอกเบี้ย MRR-2% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส.เท่ากับ 6.150% ต่อปี) หลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้มีบ้าน โดยเตรียมวงเงินไว้ 20,000 ล้านบาท   โดยจะให้กู้สำหรับบุคคลในครอบครัวของประชาชน ที่ได้รับสิทธิตามโครงการเราไม่ทิ้งกันของรัฐบาล (มาตรการเงินเยียวยา 5,000 บาท) หรือบุคคลในครอบครัวของลูกค้า ธอส.ที่ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการบรรเทาผลกระทบจากปัญหาโควิด-19 ทั้ง 10 มาตรการ วงเงินให้กู้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหลักประกัน เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ขยาย ซ่อมแซม และซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย  ผู้กู้ยังได้รับสิทธิพิเศษ ​ยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ และคิดค่าประเมินราคาหลักประกันอัตราพิเศษ ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 40 ปี โดยยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2563   คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีมติให้การส่งเสริม “กิจการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย” โดยให้ได้รับสิทธิประโยชน์เฉพาะการยกเว้นภาษี เงินได้นิติบุคคล เป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสร้างที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพดี โดยมีหลักเกณฑ์ อาทิ ​ กรณีอาคารชุดต้องมีพื้นที่ใช้สอยต่อหน่วยไม่น้อยกว่า 24 ตารางเมตร กรณีบ้านแถวหรือบ้านเดี่ยว ต้องมีพื้นที่ใช้สอยต่อหน่วยไม่น้อยกว่า 70 ตารางเมตร โดยมีราคาขายต่อหน่วย ไม่เกิน 1.2 ล้านบาท (รวมค่าที่ดิน) กรณีที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกรุงเทพฯ ​นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร และไม่เกิน 1 ล้านบาท (รวมค่าที่ดิน) ในกรณีตั้งในจังหวัดอื่นๆ เป็นต้น โดย​โครงการต้องได้รับความเห็นชอบจากธอส.ก่อนยื่นขอรับการส่งเสริมซึ่งกำหนดให้ยื่นคำขอภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ปี 2564 ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังมีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐบาลได้มีการขยายระยะเวลามาตรการลดค่าโอน ค่าจดจำนอง ต่อเนื่องไปสิ้นสุด ธันวาคม 2564   หลังกระทรวงมหาดไทยออกประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 รวม 2 ฉบับ กำหนดให้ลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอน และจดทะเบียนจำนองเหลือ 0.01% สำหรับกรณีการโอนและการจำนองอสังหาฯ ​ที่ดินพร้อมอาคารที่อยู่อาศัยประเภท บ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว หรืออาคารพาณิชย์ จากผู้จัดสรรที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน หรือที่ดำเนินการจัดสรรที่ดินโดยทางราชการ หรือองค์การของรัฐบาล ราคาซื้อขายไม่เกิน 3 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 3 ล้านบาท  และกรณีการโอนและการจำนองห้องชุดในอาคารชุด จากผู้ประกอบการที่ขอจดทะเบียนอาคารชุด ราคาซื้อขายไม่เกิน 3 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยให้มีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564   ธปท.ได้ผ่อนคลายเกณฑ์มาตรการ  LTV เป็นการชั่วคราว โดยขยายเพดานขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ถึง 100% กู้เงินได้เต็มมูลค่าหลักประกัน ไม่ต้องมีเงินดาวน์ ครอบคลุมทุกกลุ่มทั้งบ้านใหม่ บ้านมือสอง รีไฟแนนซ์ และสินเชื่อเพิ่มเติมด้วย ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม​ 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565   มาตรการ LTV ของเดิม หากเป็นบ้านหลังแรกมีมูลค่าไม่เกิน 10 ล้านบาท จะปล่อยสินเชื่อ 100% แต่เกิน 10 ล้านบาท ปล่อยไม่เกิน 90% ส่วนบ้านหลังที่ 2 ปล่อยสินเชื่อ 80-90% ขณะที่บ้านหลังที่ 3 ขึ้นไปจะปล่อยสินเชื่อ 70% ของมูลค่าหลักประกัน ทำให้ในส่วนที่เหลือจะต้องมีเงินดาวน์ ปี 2565 ครม.ได้มีการขยายระยะเวลามาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และนิติกรรมจาก 2% เหลือ 0.01% ค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01%  ออกไปอีก 1 ปี  โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ครอบคลุมที่อยู่อาศัยประเภทบ้านมือสอง/ปรับปรุงโครงสร้างหนี้นอกจากบ้านใหม่เพื่อกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ ให้เติบโตได้ต่อไป   เมื่อปี 2563  ธปท. ได้มีการปรับปรุงมาตรการ LTV ที่ให้ซื้อบ้านหลังแรก ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท สามารถกู้เพิ่มได้อีก 10% ของมูลค่าบ้านสำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการเข้าอยู่อาศัย เช่น การซื้อเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน  และกรณีซื้อบ้านหลังที่ 2  ให้วางดาวน์ขั้นต่ำที่ 10% หากผ่อนหลังแรกมาแล้ว 2 ปีขึ้นไป จากเดิมต้องผ่อนหลังแรกมาแล้ว 3 ปี   นอกจากนี้ กรณีของการกู้ร่วม หากผู้กู้ร่วมไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย จะยังไม่นับสัญญานั้นว่าเป็นสัญญาของผู้กู้ร่วม ซึ่งธปท. เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงมีการผ่อนคลายมาตรการ LTV ชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2564  ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565   โดยผ่อนคลายมาตรการ LTV ชั่วคราว ด้วยการกำหนดให้ LTV เป็น 100%  หรือสามารถกู้ได้ 100% นั่นเอง ทั้งในส่วนของบ้านราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และบ้านราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป   อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมาตรการ LTV มีข้อเรียกร้องจากภาคเอกชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ขยายระยะเวลาของมาตรการออกไปจนถึงสิ้นปี 2566 แต่เรื่องดังกล่าวยังต้องรอนำเสนอมเข้าสู่ครม.ให้อนุมัติเห็นชอบในหลักการอีกครั้ง   ด้านกรมธนารักษ์ได้เลื่อนการประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ออกไปอีก 1 ปี  โดยจะประกาศราคาใหม่วันที่ 1 มกราคม 2566 ทำให้ราคาประเมินที่ใช้ในปี 2565 ยังเป็นราคาประเมินในรอบปี 2559 – 2562 อยู่ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และธุรกิจ จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และผลกระทบจากไวรัสโควิด-19   นอกจากนี้ ยังมีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ด้วยกการให้ต่างชาติสามารถซื้อที่อยู่อาศัยในพื้นที่ 1 ไร่ได้ หากเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วยมูลค่าการลงทุนตั้งแต่ 40 ล้านบาท ซึ่งในแนวทางนี้ยังอยู่ระหว่างการนำเสนอเข้าครม.เพื่อพิจารณาเห็นชอบในหลักการเช่นกัน   ทั้งหมดนี้ ก็คือมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ที่มีออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 25 ปี โดยเชื่อว่า ในปีต่อ ๆ ไป รัฐบาลยังคงต้องหาแนวทางและมาตรการอีกหลายอย่าง ออกมาเพื่อทำให้ตลาดอสังหาฯ ยังคงเติบโตต่อไปได้ เพราะอุตสาหกรรมอสังหาฯ เป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดี ส่วนในอนาคตจะมีมาตรการอะไรออกมาบ้าง เราจะมาอัปเดตให้อย่างต่อเนื่อง   อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง -สรุปไทม์ไลน์ 25 ปี มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จากวิกฤตต้มยำกุ้งถึงพิษโควิด-19 ตอนที่ 1 -สรุปไทม์ไลน์ 25 ปี มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จากวิกฤตต้มยำกุ้งถึงพิษโควิด-19 (ตอนที่ 2)
พาไปดู โปรเจ็กต์หมื่นล้าน “ไวส์พาร์ค มีนบุรี”  มิกซ์ยูสใหญ่สุดของ แอสเสทไวส์ ในรอบ 10 ปี

พาไปดู โปรเจ็กต์หมื่นล้าน “ไวส์พาร์ค มีนบุรี” มิกซ์ยูสใหญ่สุดของ แอสเสทไวส์ ในรอบ 10 ปี

ไวส์พาร์ค แอสเสทไวส์ ปั้นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส์ หมื่นล้าน ใหญ่สุดรอบ 10 ปี เจาะพื้นที่ มีนบุรี รองรับเส้นทางรถไฟฟ้า 2 สาย “ชมพู-เหลือง” ประเดิม “แอทโมซ โฟลว์ มีนบุรี” มูลค่า​ 1,350 ล้าน พร้อมวางโรดแมปพัฒนาจบใน 6 ปี กับ 4,500 ยูนิตที่พักอาศัย   ถ้าย้อนดูโครงการที่บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) พัฒนามาตลอดระยะเวลา 9 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจในปี 2556 โครงการที่นับมีขนาดใหญ่พื้นที่ใหญ่สุด และมูลค่ามากที่สุด ก็คือ โครงการเคฟทาว์ รังสิต ด้วยมูลค่าโครงการรวม 9,100 ล้านบาท มีจำนวนยูนิตรวม 5,000 ยูนิต บนเนื้อที่ 60 ไร่ จากจำนวนโครงการที่พัฒนามาทั้งสิ้น 44 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 46,700 ล้านบาท   แต่ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 10 ในปี 2565 แอสเซทไวส์ ก็ได้พัฒนาโครงการที่มีมูลค่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์การดำเนินธุรกิจ กับ “ไวส์พาร์ค มีนบุรี” (WISEPARK Minburi) โครงการมิกซ์ยูส ขนาดใหญ่บนพื้นที่ 33 ไร่ ย่านมีนบุรี มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท หลังจากได้ซื้อที่ดินมาในช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้ นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แอสเซทไวส์ เล่าว่า ได้ตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงนี้มา ซึ่งมีขนาดใหญ่แต่อยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ เพราะอยู่ใกล้สถานนีรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีตลาดมีนบุรี และรถไฟฟ้าสายสีส้ม สถานีมีนบุรี  และมองเห็นศักยภาพของที่ดิน ในการพัฒนาโครงการให้เป็นรูปแบบมิกซ์ยูส เพราะมีประสบการณ์การพัฒนาในรูปแบบดังกล่าวมาแล้ว จากโครงการเคฟทาวน์รังสิต ที่ได้กระแสตอบรับที่ดี ไวส์พาร์ค มีนบุรี โปรเจ็กต์หมื่นล้าน สำหรับโครงการไวส์พาร์ค มีนบุรี จะมีมูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท ประกอบไปด้วยโครงการคอนโดมิเนียม ทั้งรูปแบบโลว์ไรส์ และไฮไลท์ คอมมูนิตี้มอลล์ พื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่า และพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ซึ่งในโครงการจะแบ่งการพัฒนาออกเป็นเฟส ใช้ระยะเวลาการพัฒนาและก่อสร้างประมาณ 6 ปี ซึ่งภายในโครงการมีรายละเอียดดังนี้ 1.”มิงเกิ้ล มีนบุรี” คอมมูนิตี้ มอลล์ บริเวณด้านหน้าโครงการฝั่งซ้ายมือเมื่อหันหน้าเข้าโครงการ จะถูกพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์  “มิงเกิ้ล มีนบุรี”  ขนาดพื้นที่อาคาร 8,857 ตร.ม. มูลค่าโครงการประมาณ 300 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปีหน้า ภายในคอมมูนิตี้มอลล์ จะประกอบด้วยร้านอาหาร ร้านค้า และร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ อาทิ สุกี้ตี๋น้อย โลตัส โก เฟรช เป็นต้น   ส่วนบริเวณด้านหน้าฝั่งขวามือ ปัจจุบัน คือ  ไวส์พาร์ค พาวิลเลี่ยน ซึ่งเป็นสำนักงานขายของโครงการ ที่ออกแบบและพัฒนาให้มีพื้นที่สีเขียวบนอาคาร ซึ่งทำให้สามารถใช้เป็นสวนส่วนกลางสำหรับลูกบ้าน หรือคนในชุมชนใกล้เคียงได้ทั้งปัจจุบันและในอนาคตด้วย ขณะที่ทั้งโครงการมีพื้นที่สีเขียวรวมกว่า 12 ไร่ เพื่อให้ลูกบ้านได้ใช้บริการด้วย 2.มิกซ์ยูสคอนโด+ออฟฟิศ ถัดจากคอมมูนิตี้มอลล์เข้ามา แอสเซทไวส์ วางแนวทางการพัฒนาเป็นโครงการขนาดสูง 45 ชั้น 1 อาคาร ที่จะประกอบไปด้วยส่วนพักอาศัยและพื้นที่สำนักงาน  ส่วนที่พักอาศัยเบื้องต้นจะใช้แบรนด์โมดิซ แต่ทั้งนี้อาจจะปรับเปลี่ยนแบรนด์ได้ในอนาคต โดยพิจารณาสภาวะตลาดและผลการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าอีกครั้งหนึ่ง   สำหรับพื้นที่ออฟฟิศได้วางสัดส่วนไว้ประมาณ 10-15% ของอาคาร มีการจัดพื้นที่แยกกับส่วนพักอาศัย ด้วยการมีลิฟต์ส่วนตัว มีการจดทะเบียนเป็นพื้นที่พาณิชย์ ที่ผู้ซื้อสามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้ โดยเป็นการขายพื้นที่ไม่ได้เป็นการให้เช่า​ ซึ่งแอสเซสไวส์มองกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือกลุ่ม SME ที่มีพนักงานไม่เกิน 10 คน สามารถทำงานออนไลน์ได้ 3.พื้นที่พักอาศัย 3 โปรเจ็กต์คอนโด ในพื้นที่ด้านหลังโครงการ ถูกจัดวางไว้เป็นพื้นที่ส่วนพักอาศัย ซึ่งจะเป็นโครงการคอนโดโรว์ไรส์  2 โครงการ และไฮไลท์ 1 โครงการ อยู่บริเวณด้านหลังสุด มีขนาดความสูงประมาณ 33 ชั้น คาดว่าจะพัฒนาภายใต้แบรนด์โมดิซ โดยวายแผนเปิดตัวในอนาคตอีกครั้ง   ก่อนถึงคอนโดไฮไลท์ ปัจจุบันพัฒนาเป็นโครงการ “แอทโมซ โฟลว์ มีนบุรี” (Atmoz Flow Minburi)  ซึ่งได้เปิดตัวโครงการไปก่อนหน้านี้แล้ว  โดยโครงการพัฒนาในรูปแบบคอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ท มูลค่าโครงการ 1,350 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ 6-0-13 ไร่ จำนวน 3 อาคาร รวม 739 ยูนิต  ซึ่งเริ่มเปิดจองแล้ว ในราคาเริ่มต้น 1.65 ล้านบาท  และพื้นที่ด้านหน้าโครงการแอทโมซ โฟลว์ ยังวางแผนพัฒนาเป็นโครงการคอนโดโลว์ไรส์อีก 1 โครงการเช่นกัน ภายใรต้แบรนด์โมดิซ โครงการไวส์พาร์ค จะมีส่วนพักอาศัยทั้งหมดของโครงการภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ จำนวนรวม 4,500 ยูนิต ใช้ระยะเวลาการก่อสร้างและพัฒนาประมาณ 6 ปี ระยะเวลาการเปิดตัว และการใช้แบรนด์ที่มาพัฒนา จะมีการพิจารณาจากสภาวะตลาดและการตอบรับของกลุ่มลูกค้าเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา แต่เบื้องต้นโครงการแอทโมช โฟลว์ มีนบุรี คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จได้ในช่วงปลายปีหน้า ซึ่งใกล้เคียงกับการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีชมพู   สำหรับคอนเซ็ปต์ของ ไวส์พาร์ค มีนบุรี ภายใต้แนวคิด “WISECOLOGY” มีจุดเด่นของการอยู่อาศัยแห่งอนาคต 3 ด้าน ได้แก่ Smart Living, Sustainable Life และ Environment Friendly  ​   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -[PR News] แอสเซทไวส์ กวาดยอดขาย Q1 กว่า 3,250 ล้าน เดินหน้าไตรมาส 2 เปิดอีก 3 โปรเจ็กต์ใหม่ -แอสเซทไวส์ เปิด 5 กลยุทธ์ความสำเร็จแบรนด์เคฟ แคมปัสคอนโด จับกลุ่มนศ.มหาลัย-นักลงทุน
เปิด ยอดขายบ้าน-คอนโด เจ้าไหนทำได้เยอะสุด ใน 6 เดือนแรกปี 65

เปิด ยอดขายบ้าน-คอนโด เจ้าไหนทำได้เยอะสุด ใน 6 เดือนแรกปี 65

ยอดขายบ้าน แม้ว่าตอนนี้ จะยังมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่ แต่ละวันก็ยังมีผู้ติดเชื้ออยู่ต่อเนื่อง แต่ในภาพรวมแล้วก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ การแพร่ระบาดไม่ได้รุนแรงเหมือนช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกันมีทิศทางที่ดีขึ้นด้วย จนตอนนี้​ทางศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ​ศบค.เตรียมผ่อนคลายมาตรการกักตัวลดลงเหลือแค่ 10 วัน และมาตรการผ่อนคลายอื่น ๆ ที่จะตามมาอีก   โดยต้องยอมรับว่าปี 2565 ทิศทางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้หลายธุรกิจก็เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ปีนี้ก็เห็นภาพบวกจากช่วงปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน  ซึ่งจะเห็นว่าในปัจจุบัน หลายบริษัทก็สามารถทำยอดขายบ้านและคอนโดมิเนียม ได้เพิ่มมากขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา   จากการรายงานผลประกอบการของธุรกิจอสังหาฯ ของกลุ่มดีเวลลอปเปอร์ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์  โดยภาพรวมส่วนใหญ่จะมีทิศทางที่ดี มีผลประกอบการเป็นบวก ไม่ว่าจะเป็นในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2565 และช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ส่วนบริษัทไหนที่ยังเป็นเจ้าตลาด สามารถครองแชมป์ยอดขายบ้าน และคอนโดได้มากสุด บทความนี้ได้รวบรวมจัดอันดับมาให้แล้ว กับ 10 บริษัทอสังหาฯ ที่มียอดขายบ้าน และคอนโดมากสุด ทั้งไตรมาส 2 และช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งบทความนี้จะนำเอาเฉพาะรายได้ในส่วนของยอดขายอสังหาฯ (บ้านและคอนโด) เท่านั้น ไม่รวมรายได้อื่น หรือธุรกิจอื่นมารวมด้วย เอพี เบอร์ 1 ยอดขายบ้าน-คอนโดเยอะสุดใน Q2 สำหรับยอดขายบ้าน และคอนโดในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทที่ทำยอดขายได้มากที่สุด ก็คือ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP โดยมีรายได้เฉพาะในส่วนของการขายบ้าน และคอนโด จำนวน 9,260.33 ล้านบาท เติบโตขึ้น 18.18% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มีจำนวน 7,835.62 ล้านบาท ขึ้นแท่นอันดับ 1 บริษัทอสังหาฯ ที่มีรายได้มากที่สุดในส่วนของการขายบ้านและคอนโด   ส่วนบริษัทอื่น ๆ ที่มีรายได้จากการขายบ้านและคอนโด รองลงมา อีก 9 อันดับ ได้แก่ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH มีรายได้จำนวน 8,360.01 ล้านบาท ลดลง 1.24% บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)หรือ SPALI มีรายได้จำนวน 8,135.66 ล้านบาท เติบโต 14.99% บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)หรือ SIRI มีรายได้จำนวน 6,595.52 ล้านบาท ลดลง 9.02% บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH มีรายได้จำนวน 5,101.44 ล้านบาท ลดลง 19.47% บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ SC มีรายได้จำนวน 4,975.11 ล้านบาท เติบโต 9.44% บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT มีรายได้จำนวน 3,155.22 ล้านบาท เติบโต 7.08% บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)หรือ ORI มีรายได้จำนวน ล้านบาท 2,914.14% ลดลง 5.55% บริษัท คิวเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH มีรายได้จำนวน 1,970.04 ล้านบาท เติบโต 0.35% บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF มีรายได้จำนวน 1,956.90% ล้านบาท ลดลง 8.99% ครึ่งปีแรก เอพี ทำรายได้ทะลุ 20,000 ล้าน นอกจาก เอพี จะสามารถขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาแล้ว ในภาพรวมเอพี สามารถทำผลงานได้ดีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว มาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ เอพี มียอดขายบ้าน และคอนโด มากที่สุด ด้วยรายได้กว่า 20,241.05 ล้านบาท เติบโต 21.10% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งทำได้ 16,714.52 ล้านบาท และเป็นบริษัทเดียวที่มีรายได้จากการขายบ้าน และคอนโด ที่ทะลุ 20,000 ล้านบาท   ส่วนอีก 9 บริษัทที่ติดอันดับ Top 10 มียอดขายบ้าน และคอนโด มากสุดในช่วง 6 เดือนแรกปี 2565 มีดังนี้ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มีรายได้จำนวน 15,325.68 ล้านบาท ลดลง 1.79% บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) มีรายได้จำนวน 13,507.89  ล้านบาท เติบโต 26.51% บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มีรายได้จำนวน 10,883.16 ล้านบาท ลดลง 18.13% บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) มีรายได้จำนวน 10,780.34 ล้านบาท ลดลง 18.47% บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีรายได้จำนวน 8,584.09 ล้านบาท เติบโต 3.61% บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีรายได้จำนวน 5,955.61 ล้านบาท ลดลง 8.82% บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีรายได้จำนวน 5,713.83 ล้านบาท ลดลง 6.47% บริษัท คิวเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มีรายได้จำนวน 3,884.74 ล้านบาท เติบโต 1.40% บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) มีรายได้จำนวน 3,496.77 ล้านบาท ลดลง 15.02% แลนด์แอนด์เฮ้าส์ กำไรเบอร์ 1 มาดูในส่วนของการทำกำไร ว่าบริษัทไหนมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนมีกำไรเติบโตกันบ้าง เพราะบางครั้งยอดขายหรือรายได้ที่เติบโตหรือเพิ่มมากขึ้น อาจจะไม่ได้สะท้อนในเรื่องของกำไรก็เป็นไปได้ ลองมาดูกันว่า 10 บริษัทอสังหาฯ ไหน มีกำไรจากการดำเนินธุรกิจมากที่สุด ซึ่งกำไรทั้งหมดที่รายงานออกมานั้น ไม่ได้เป็นผลจากการดำเนินธุรกิจการขายบ้าน และคอนโดอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นกำไรที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจในภาพรวมของบริษัทนั้น ๆ ซึ่งหลายบริษัทมีธุรกิจอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย เช่น ธุรกิจบริการ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจให้เช่าพื้นที่สำนักงาน เป็นต้น   โดยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทที่ทำกำไรได้สูงสุดในกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาฯ คือ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ด้วยจำนวน 2,137.23 ล้านบาท เติบโต 14.68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรจำนวน 1,863.57 ล้านบาท   ส่วนอีก 9 บริษัทที่อยู่ใน Top 10 กลุ่มธุรกิจอสังหาฯ ที่ทำกำไรมากที่สุดในช่วงไตรมาส 2 มีดังนี้ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 1,573.09 ล้านบาท เติบโต 41.10% บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 1,367.27 ล้านบาท ลดลง 26.19% บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 1,266.58 ล้านบาท เติบโต 39.31% บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 890.01 ล้านบาท เติบโต 38.55% บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 680.22 ล้านบาท เติบโต 48.05% บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 578.14 ล้านบาท เติบโต 11.77% บริษัท คิวเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 515.22 ล้านบาท เติบโต 6.96% บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 439.21ล้านบาท เติบโต 0.16% บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI มีกำไรจำนวน 376.37 ล้านบาท เติบโต 139.68% แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ทำกำไรทะลุ 4,000 ล้าน สำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทที่ถือว่ามีความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพจนทำกำไรมากที่สุด ยังคงเป็น แลนด์แอนด์เฮ้าส์ กับจำนวนกำไรมากที่สุดถึง 4,069.30 ล้านบาท เติบโต 12.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำกำไรได้ 3,605.98 ล้านบาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นบริษัทเดียวที่มีกำไรระดับ 4,000 ล้านบาท   ส่วนบริษัทที่ติดอันดับ Top 10 มีกำไรมากที่สุดในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ อีก 9 บริษัท ได้แก่ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 3,303.66 ล้านบาท เติบโต 12.85% บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 3,298.39 ล้านบาท เติบโต 32.09% บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 2,109.08 ล้านบาท เติบโต 18.67% บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 1,163.88 ล้านบาท เติบโต 16.26% บริษัท คิวเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 1,100.03 ล้านบาท เติบโต 20.51% บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 1,002.21 ล้านบาท ลดลง 5.00% บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 991.16 ล้านบาท เติบโต 2.21% บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 962.64 ล้านบาท เติบโต 3.37% บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) มีกำไรจำนวน 728.86 ล้านบาท เติบโต 153.34% อย่างไรก็ตาม บางบริษัทในกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ ยังผลการดำเนินงานในธุรกิจอื่น ที่ยังเติบโตดีกว่าธุรกิจขายบ้านและคอนโด ซึ่งบทความนี้ไม่ได้กล่าวถึง ซึ่งหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปตรวจสอบได้จากรายงานผลการดำเนินงานของแต่ละบริษัท ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ www.set.or.th   หมายเหตุ -บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผลการดำเนินงานรอบเดือนเมษายน-มิถุนายน 2565 จะเป็นไตรมาส 3 ปี 2565 ตามรอบบัญชีบริษัท -บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) เดิมเป็นหนึ่งในธุรกิจของบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) แต่ภาพหลังได้เข้าจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงแยกผลการดำเนินงานออกเป็น 2 บริษัท​ -ผลการดำเนินงานบางบริษัท ไม่รวมรายได้จากการร่วมทุนทางธุรกิจ ที่มา งบการเงินรวมของแต่ละบริษัท, SET   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ​โชว์กำไร 6 เดือน เฉียดพันล้าน หลังใช้ธุรกิจเชิงรุก -ผลดีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ -เอพี ไทยแลนด์ โชว์ครึ่งปีแรกกวาดรายได้ 25,276 ล้าน พร้อมผลงานทำกำไรโต 31% -ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ โชว์ทุกผลงาน Q2/65 ทำ New High เล็งจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 0.15 บาท
[PR News] คัลเลอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ปลื้ม! “AROM JOMTIEN” ยอดขายทะลุ 15

[PR News] คัลเลอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ปลื้ม! “AROM JOMTIEN” ยอดขายทะลุ 15

“AROM JOMTIEN” ยอดขายทะลุ 15  คอนโดฯใหม่หนึ่งเดียวริมหาดจอมเทียน ภายใต้แนวคิด SENSE THE SOULFULLNESS   “คัลเลอร์ ดีเวลลอปเม้นท์” ชี้ตลาดคอนโดมิเนียมลักชัวรี่ริมหาดในทำเลพัทยา ยังมีดีมานด์ สะท้อนผ่านกระแสตอบรับของลูกค้าโครงการคอนโดมิเนียม AROM JOMTIEN หลังเพิ่งเปิดตัว 2 เดือนยอดขายทะลุ 15%   “AROM JOMTIEN” ชูจุดเด่นทำเลริมหาดจอมเทียน ความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของแบรนด์ AROM  ผ่านแนวคิด SENSE THE SOULFULLNESS โครงการ BEACH FRONT CONDOMINIUM แบบ พร้อม Direct sea view ทุกยูนิต ภายใต้ AROM COLLECTION มูลค่าโครงการกว่า 2,000 ล้านบาท . นายเฉลิมพล โขนแจ่ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท คัลเลอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัทผู้ประกอบการอสังหาฯ เปิดเผยว่า ตลาดคอนโดฯในพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยรวมของตลาดยังอยู่ในภาวะที่ “ทรงตัว” แต่ในบางทำเลและโปรดักส์ชัดเจน เช่น ทำเลที่ติดหาด และเป็นโครงการลักชัวรี่ ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ขณะที่ทำเลในตัวเมืองพัทยาคงใช้เวลาอีกระยะ  ถึงจะฟื้นตัว และมีการพัฒนาโครงการที่ค่อนข้างแออัดจะแตกต่างจากพื้นที่ริมหาดเช่นหาดจอมเทียนยังมีพื้นที่ที่พร้อมจะพัฒนาอีกมาก     สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ซื้อคอนโดฯเท่าที่เห็นจากโครงการแบรนด์ “อารมณ์” (AROM )จะเป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหารระดับสูงที่เป็นคนไทยทำงานในกรุงเทพฯ และมีลูกค้าต่างชาติที่ทยอยเข้ามาซื้อบ้างแล้วจะมาจาก ฮ่องกง ยุโรป ส่วนลูกค้าจากจีนยังไม่ขยับมีเพียงการเริ่มติดต่อเข้ามารอเพียงแต่เปิดให้เดินทางออกนอกประเทศได้เท่านั้น โดยบริษัทฯเตรียมความพร้อมรองรับลูกค้าเต็มที่ โดยเอเจ้นท์ที่ฮ่องกงเริ่มนำโครงการของบริษัทฯไปจัดอีเว้นต์แล้วเช่นกัน  . ส่งต่อความสำเร็จยอดขายคอนโดฯแบรนด์ “อารมณ์” 2 ทำเลริมหาดพัทยา เมืองที่เป็นบ้านหลังที่สองตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า . ปัจจุบันบริษัทฯมีคอนโดมิเนียมแบรนด์ “อารมณ์” (AROM) อยู่ 2 โครงการ 2 ทำเล คือที่หาดวงศ์อมาตย์ และโครงการล่าสุดที่หาดจอมเทียน ที่เพิ่งเปิดสำนักงานขายไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2565 นั้นลูกค้าให้การตอบรับค่อนข้างดีสามารถทำยอดขายได้ 15% โดยส่วนใหญ่จะเป็นยอดขายที่เกิดจากฐานลูกค้าเก่าที่ซื้อเป็นบ้านหลังที่ 2 ไว้พักผ่อน โดยมี 2 เหตุผลหลักๆ ที่ตัดสินใจซื้อ คือ . ชื่นชอบในทำเลที่ตั้งของโครงการที่ตั้งอยู่ริมหาดจอมเทียน ซึ่งก็ถือว่าเป็นUnseen อีกแห่งของเมืองพัทยา ที่สามารถนั่งชม พระอาทิตย์ตกดิน วิวพาโนรามา ที่ใกล้กรุงเทพมาก เดินทางเพียงไม่กี่นาทีก็ถึง อีกทั้งพื้นที่ริมหาดจอมเทียน ถือเป็นอีกทำเลที่พร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าอยู่เสมอ ที่ตัดสินใจซื้อก็คือ ความโดดเด่นของรายละเอียดต่างๆในโครงการอารมณ์ จอมเทียน ที่ตอบโจทย์ความต้องการและ Lifestyle  ของผู้พักอาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ   “AROM JOMTIEN” โดยในด้านของทำเลที่ตั้ง โครงการ อารมณ์ จอมเทียน นั้นนายเฉลิมพล ได้ขยายความว่า จากการลงทุนของภาครัฐทั้งจากภาครัฐบาลและระดับท้องถิ่น ตามนโยบายการพัฒนาเมืองพัทยายกระดับสู่การเป็น Pattaya smart City ภายใต้โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ  ภาคตะวันออก (EEC: Eastern Economic Corridor ) ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนที่หลากหลายบนพื้นที่เศรษฐกิจใหม่อย่างครบวงจร ทำให้เกิดการพลิกโฉมในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยเช่นกัน อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา)โครงการท่าเทียบเรือ ฯลฯ รวมถึงโครงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเมืองพัทยา . “ที่หาดจอมเทียนในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเห็นได้ชัดเจนและในอนาคตที่นี่จะพลิกโฉมอีกมากจากการลงทุนของภาคเอกชนรายใหญ่ที่ได้กว้านซื้อที่ดินริมหาดไว้ทำให้ราคาที่ดินปรับเพิ่มขึ้น 25% ในปัจจุบัน” นายเฉลิมพลกล่าวให้ความเห็น หากเปรียบเทียบ การพัฒนาระหว่างพื้นที่ริมหาดจอมเทียนกับในเมืองพัทยา ซึ่งปัจจุบันเมืองพัทยามีการพัฒนาที่ค่อนข้างแน่นและแออัดจะแตกต่างจากพื้นที่ริมหาด เช่น หาดจอมเทียนยังมีพื้นที่ที่พร้อมจะพัฒนาอีกมาก   พร้อมกันนี้ นายเฉลิมพล ยังเล่าว่า จากแผนใหญ่ในการพัฒนาเมืองชายทะเลที่ส่งผลในปัจจัยด้านบวกของหาดจอมเทียน ประเด็นแรกงานปรับภูมิทัศน์เมืองเนรมิตหาดทรายขาวสวยงามราว “ไมอามี่เมืองไทย” เป็นการถมหาดจอมเทียนทอดยาวระยะทาง 100 เมตร ที่ได้เริ่มดำเนินการแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ระยะสัญญาเริ่มตั้งแต่ พ.ค.2563 กำหนดสิ้นสุด พ.ย.2565 ซึ่งนอกจากส่งเสริมในภาคการท่องเที่ยวของเมืองแล้วยังส่งผลดีต่อการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย รวมทั้งการจัดระเบียบสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าที่จะถูกนำลงใต้ดิน ซึ่งจะเกิดขึ้นอีกเร็วๆนี้ . ชูจุดเด่น  Product Highlight โครงการอารมณ์ จอมเทียน ตอบโจทย์ความต้องการและ Lifestyle ของผู้พักอาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้านความโดดเด่นของโครงการอารมณ์ จอมเทียนนั้น ผู้บริหารของบริษัท คัลเลอร์ ฯ กล่าวว่า  สำหรับ AROM COLLECTION จะเป็น ที่อยู่อาศัยที่โดดเด่นในเรื่องการออกแบบและตอบโจทย์ชีวิตในวันพักผ่อน เมื่อบ้านหลังแรกเราจะตัดสินใจด้วยเหตุผล แต่บ้านหลังที่ 2 ต้องเป็นเรื่องของ “AROM” อารมณ์ที่จะสร้างบรรยากาศสุดพิเศษในวันพักผ่อน อีกทั้งเราเชื่อว่าที่อยู่อาศัยที่เหนือกว่าความสวยงาม คือที่อยู่อาศัยที่โดดเด่นด้วยคุณสมบัติการตอบโจทย์ความต้องการของผู้พักอาศัย” . โครงการดังกล่าวออกแบบภายใต้แนวคิด SENSE THE SOULFULLNESS จุดเริ่มต้นของปรัชญาการใช้ชีวิตในแบบของ AROM เพื่อให้คุณได้ดื่มด่ำในทุกอารมณ์ความรู้สึก ทุกช่วงขณะของชีวิต เพราะจังหวะชีวิตที่เปลี่ยนไปจะนำไปสู่จังหวะหัวใจที่เปลี่ยนตาม การได้อยู่ท่ามกลางเสียงคลื่น สายลม ความงามของท้องทะเล และหาดทรายขาวที่ทอดยาวเบื้องหน้า องค์ประกอบทุกอย่างจากธรรมชาติจะสร้างบรรยากาศและความรู้สึกผ่อนคลายที่เปลี่ยนไปจากที่เคยสัมผัส Product Highlight ของโครงการ อารมณ์ จอมเทียน ที่ถูกรังสรรออกมาคือ  . ความโดดเด่น Poll villa + Condominium ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ สำหรับยูนิต Pool villa ที่มีเพียง 15 ยูนิตเท่านั้น ดีไซน์มาเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าครอบครัว หรือ กลุ่มที่มีความต้องการความเป็นส่วนตัวสูงแต่ยังได้รับ Beyond facilities อย่างจัดเต็มภายในโครงการด้วยนอกจากนี้จุดเด่นของยูนิตคือการล้อมรอบไปด้วยพื้นที่สีเขียว (Garden step + Water fall) และที่สำคัญที่สุด เหมือนการอยู่อาศัยบนที่มีสวนหน้าบ้านส่วนตัวขนาดใหญ่ . Best of PENTHOUSE ที่มีเพียง 2 ยูนิต ที่ชั้น 44 ขนาด 165 และ 185 ตารางเมตร เปิดรับวิว 270 องศา ด้วยบรรยากาศ  Sea view อีกที่ยังออกแบบให้มี Pocket balcony ที่สามาถวาง Jacuzzi bath tub ได้อีกด้วย และจากการมองภาพการเจริญเติบโตของพื้นที่ไว้ตั้งแต่การออกแบบพัฒนา Low building จึงมีทำให้มีพื้นที่พาณิชย์ด้านหน้า โครงการ ที่น่าสนใจอีก 3 ยูนิต สำหรับลูกค้าที่อยากลงทุนเพื่อการสร้างรายได้ และยังสะดวกสบายต่อผู้อยู่อาศัยในโครงการด้วย . ด้วยรูปแบบโครงการยังความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ AROM คือที่อยู่อาศัยที่โดดเด่นด้วยคุณสมบัติการตอบโจทย์ความต้องการของผู้พักอาศัย ภายใต้ AROM COLLECTION รูปแบบการพักอาศัยบนพื้นที่ริมทะเลภาคตะวันออกพร้อมสร้างประสบการณ์ที่เปลี่ยนไป ภายใต้แนวคิดการออกแบบ SENSE THE SOULFULLNESS สุดพิเศษด้วย Private living เพียง 314 ยูนิต พร้อม Direct sea view ทุกยูนิต การันตีคุณภาพด้วยรางวัลความสำเร็จ จาก DOT PROPERTY รางวัล Best Luxury Condominium Eastern Seaboard ซึ่งรางวัลนี้ได้ช่วยตอกย้ำความสำเร็จของแนวความคิด Living Beyond Possibility ของทางบริษัทฯได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ Highlight unit พูลวิลล่าพร้อม Jacuzzi ส่วนตัวเพิ่มความสมบูรณ์แบบที่จะช่วยให้ทุกชีวิตที่นี่ได้พักผ่อนหย่อนใจ และเติมเต็มช่วงเวลาพิเศษกับทะเล สายลม แสงแดด และ ทุกกิจกรรมสุดพิเศษริมชายหาดภายใต้บรรยากาศรื่นรมย์ริมหาดจอมเทียนที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกใฝ่ฝัน . . โครงการดังกล่าวตั้งอยู่ริมหาดจอมเทียนบนเนื้อที่กว่า 2 ไร่ พัฒนาเป็นอาคาร High Rise 1 อาคาร ออกแบบเป็นที่พักอาศัยสูง 45 ชั้นจำนวน 314 ยูนิตและ Commercial Building อาคารพาณิชย์ 2 ชั้น จำนวน 3 ยูนิต โดยห้องพักอาศัยจะมีรูปแบบห้องตั้งแต่ 1 ห้องนอน, 2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 33 ตารางเมตร(ตร.ม.) ราคาขายเฉลี่ย 150,000 บาทต่อตร.ม. หรือราคาเริ่มต้น 3.9 ล้านบาท    มูลค่าโครงการรวม 2,000 กว่าล้านบาท ขณะนี้ได้เตรียมก่อสร้าง คาดสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ประมาณ ไตรมาส 2 ปี 2569 สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่: www.coloursdevelopment.com/aromjomtien . พร้อมกันนี้ นายเฉลิมพล ยังกล่าวในตอนท้ายถึงแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ว่า ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ยังคงพัฒนาคอนโดมิเนียมติดหาด (Beach front condominium) ในโซนภาคตะวันออกเพิ่มเติมอีก 3 โครงการ เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน (PREMIUM SEGMENT )มูลค่าโครงการรวม 15,000-18,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีที่ดินรองรับการพัฒนาแล้ว   บทความน่าสนใจ สำรวจตลาดคอนโดพัทยาปี 64 เหลือสะสมกว่า 1.18 แสนยูนิต พัทยา โอกาสทางตลาด “บ้านหลังที่ 2” แหล่งหลบภัยสังคมไฮเอนด์ “พัทยา” ทางเลือกเพื่อการลงทุนอสังหาฯ  กับโปรเจ็กต์ Lifestyle Mix Use  แห่งใหม่ “ONCE PATTAYA” คุ้มค่าทั้งการอยู่อาศัยและปล่อยเช่า : รีวิวคอนโด พัทยา
พร้อมเปิด ศูนย์ฯ สิริกิติ์โฉมใหม่ 12 ก.ยนี้  160 อีเวนต์จ่อคิวเข้าจัดงาน ถึงสิ้นปี 66

พร้อมเปิด ศูนย์ฯ สิริกิติ์โฉมใหม่ 12 ก.ยนี้ 160 อีเวนต์จ่อคิวเข้าจัดงาน ถึงสิ้นปี 66

ศูนย์ฯ สิริกิติ์โฉมใหม่ พร้อมเปิดให้บริการ 12 กันยายน ตามแผน หลังลงทุน 15,000 ล้านปรับโฉมใหม่นาน 3 ปี สร้างพื้นที่ใหญ่กว่าเดิม 5 เท่า ประเดิม 2 งานแรก หลังตุนงานไว้ในมือแล้ว 160 งานพร้อมจัดปี 66   หลังจากศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (Queen Sirikit National Convention Center-QSNCC) เริ่มปรับปรุงโฉมใหม่  ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2562 ในวันที่ 12 กันยายน 2565 ก็จะเป็นวันเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ในส่วนของพื้นที่การจัดงานประชุม และอีเวนต์แล้ว หลังใช้ระยะเวลานานถึง 3 ปีเต็ม กับเม็ดเงินลงทุนมูลค่า 15,000 ล้านบาท   ศูนย์ฯ สิริกิติ์โฉมใหม่ มาพร้อมกับพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าเดิมถึง 5 เท่า ​หรือมีพื้นที่รวม 300,000 ตร.ม. รองรับพื้นที่การจัดงานได้มากถึง 78,500 ตร.ม. มีห้องประชุม 50 ห้อง พื้นที่รีเทล 12,000 ตร.ม. และพื้นที่จอดรถ 3,000 คัน นายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี.แมนเนจเม้นท์ ​แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า การกลับมาของศูนย์ฯ สิริกิติ์โฉมใหม่ มีศักยภาพที่จะรองรับการจัดงานในทุกรูปแบบ และผู้ใช้บริการทุกไลฟ์สไตล์ ซึ่งคาดว่ามีผู้เข้าใช้บริการมากกว่า 13 ล้านคนต่อปี เพิ่มจากช่วงก่อนปิดปรับปรุงที่มีผู้เข้าใช้บริการ 6 ล้านคนต่อปี   โดยได้ตั้งเป้าหมายให้ศูนย์ฯ สิริกิติ์โฉมใหม่ เป็นมากกว่า “ศูนย์การประชุม”  และรองรับงานมากกว่า “ไมซ์” (MICE) ศูนย์ฯ สิริกิติ์ โฉมใหม่ จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบพื้นที่ให้มีความยืดหยุ่นรองรับการจัดงานทุกรูปแบบได้พร้อม ๆ กัน และเอื้อต่อการจัดการด้านโลจิสติกส์ และขนย้ายสินค้าจัดแสดงทุกประเภท พร้อมมีอุโมงค์ทางเชื่อมกับรถไฟฟ้าใต้ดิน MRTเข้าสู่พื้นที่จัดงาน ด้านนายสุทธิชัย บัณฑิตวรภูมิ รองกรรมการผู้จัดการ  กล่าวว่า งานแรกของการเปิดให้บริการศูนย์ฯ สิริกิติ์โฉมใหม่ จะเป็น 2 งานที่จัดพร้อมกัน คือ  ASEAN SUSTAINABILITY AND ENERGY WEEK 2022 ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน 2565 และงาน T   ISSUE & PAPER BANGKOK 2022   โดยปัจจุบันมีงานอีเวนต์ที่คอนเฟิร์มมาจัดงานจนถึงปี 2566 แล้ว 160 งาน แบ่งเป็นงานเดิมที่เคยจัดที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์มาแล้ว 50% และอีก 50% เป็นงานใหม่ ส่วนภายในปีนี้จะมีงานที่จัดขึ้นประมาณ​ 20% งาน คาดว่าจะทำรายได้ประมาณ​ 400 ล้านบาท ซึ่งราคาการใช้บริการจะปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 10-15% ขณะที่หากเปรียบเทียบราคากับศูนย์ประชุมที่อื่นจะสูงกว่าประมาณ​ 20% สำหรับงานอีเวนต์ที่จะจัดขึ้นภายในปี 2565 อาทิ - Asia Pacific Leather Fair หรือ APLF งานแสดงสินค้าเครื่องหนังชั้นนำของโลก ปกติแล้วจะจัดอยู่ที่ประเทศฮ่องกง จะจัดในวันที่ 19 – 21 ตุลาคม 2565 - ASIA FRUIT LOGISTICA งานแสดงสินค้านานาชาติด้านผักและผลไม้แห่งภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเคยจัดอยู่ที่ฮ่องกงเช่นกัน จะจัดในวันที่ 2 – 4 พฤศจิกายน 2565 - Jewellery & Gem ASEAN Bangkok (JGAB) งานจัดแสดงสินค้าอัญมณีครั้งยิ่งใหญ่ รวบรวมทั้งการค้าขาย สัมมนา และกิจกรรมเสริมความรู้ด้านอัญมณี เพื่อผู้ซื้อและซัพพลายเออร์จากทั่วโลก เดิมจัดที่ประเทศสิงคโปร์ จะจัดในวันที่ 2 – 5 พฤศจิกายน 2565 -“T-Pop Concert Fest” รวมศิลปินเพลงป๊อปแนวหน้าชั้นนำของไทย เช่น พีพี บิวกิ้น, ศิลปินเกิร์ลกรุ๊ป “4EVE”, โบกี้ ไลอ้อน ในวันที่ 29-30 ตุลาคม 2565 -งานมหกรรมเกมที่ยิ่งใหญ่ทีสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “Thailand Game Show” ในวันที่ 21-23 ตุลาคม 2565  -งานประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) ในวันที่ 13-18 พฤศจิกายน 2565 นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของศูนย์ฯ สิริกิติ์ ในการก้าวสู่การเป็น The Ultimate Inspiring World Class Event Platform for All คือ พื้นที่โซนรีเทล ภายใต้คอนเซ็ปต์ “แอคทีฟไลฟ์สไตล์มอลล์” เต็มรูปแบบแห่งแรกของกรุงเทพฯ (BALM - Bangkok Active Lifestyle Mall) บนเนื้อที่กว่า 11,000 ตารางเมตร BALM จะเป็นตัวสร้างสีสันและเติมเต็มให้กับศูนย์ฯ สิริกิติ์โฉมใหม่ใจกลางกรุงเทพ ที่ดึงดูดทุกกลุ่มไลฟ์สไตล์ทั้งในและต่างประเทศ ช่วยให้ย่านพระราม 4 - รัชดา กลายเป็นอีกหนึ่งที่พบปะสังสรรค์พูดคุยและใช้ชีวิตที่เนืองแน่นไปด้วยร้านค้ารีเทลหลากหลายหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ    ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา ร้านอุปกรณ์กีฬา ร้านขายสินค้าไอที เป็นต้นโดยพื้นที่รีเทลในเบื้องต้นจะเปิดให้บริการประมาณ 50%   อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง -6 ไฮไลท์ศูนย์ฯ สิริกิติ์โฉมใหม่ ที่พร้อมใช้งาน ก.ย.65 -โฉมใหม่ “ศูนย์ประชุมสิริกิติ์” ใหญ่กว่าเดิม 5 เท่า เปิดแน่!! กันยายน 2565      
สรุปไทม์ไลน์ 25 ปี มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ  จากวิกฤตต้มยำกุ้งถึงพิษโควิด-19 (ตอนที่ 2)

สรุปไทม์ไลน์ 25 ปี มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จากวิกฤตต้มยำกุ้งถึงพิษโควิด-19 (ตอนที่ 2)

มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ในตอนที่ 1 เราได้เห็นจุดเริ่มต้นของมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่เกิดขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจปี ​ 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่เกิดฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาฯ มีบ้านและคอนโดมิเนียม เหลือเป็นซัพพลายในตลาดจำนวนมาก เพราะผู้ประกอบการได้รับผลกระทบภาวะเศรษฐกิจ และค่าเงินบาทถูกปรับลดลง รวมถึงสถาบันการเงินหลายแห่งที่ปิดตัวลง รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการมาพยุงเศรษฐกิจ และกระตุ้นตลาดให้มีอัตราการเติบโต เพราะธุรกิจอสังหาฯ มีบทบาทสำคัญและมีความเกี่ยวโยงกับหลายธุรกิจ มาสู่ทศวรรษที่ 2 ของ มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ในช่วงปี 2550-2559 เป็นช่วงเวลา 10 ปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ทั้งผลกระทบจากวิฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือวิฤตสินเชื่อซับไพรม์ในปี 2551 และเหตุการณ์สำคัญในประเทศอย่าง ความไม่มั่นคงทางด้าน​การเมือง  อาทิ เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่แยกราชประสงค์  และเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ส่งผลต่อธุรกิจอสังหาฯ อย่างมาก และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาหลายอย่างด้วยกัน  โดยตลอดระยะเวลา 10 ปี รัฐบาลได้มีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ออกมาเป็นระยะ ๆ  ซึ่งมีไทม์ไลน์ดังนี้ ตอนที่ 2 วิกฤตการเมืองไทย สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ปี 2550 มีการขยายผลของมาตรการ ด้านค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ประกาศใช้ในปี 2543 ด้วยการปรับเพิ่มวงเงินค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก 50,000 บาท เป็น 100,000 บาท กรณีดอกเบี้ยเงินกู้ยืม เพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัย ปี 2551 รัฐบาลได้นำเอาออกมาตรการลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ จาก 2% เหลือ 0.01% และค่าจดทะเบียนการจำนอง อสังหาฯ จาก 1% เหลือ 0.01% เพื่อใช้เป็น มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ อีกครั้ง โดยไปสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2552  หลังจากนั้นก็ได้ขยายระยะเวลามาตรการดังกล่าว ไปสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม​ 2553 ปี 2552 มีการนำเอามาตรการด้านการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาใช้อีกครั้ง  ซึ่งครั้งนี้ได้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้แก่ผู้ที่จ่ายเงินค่าซื้ออสังหาฯ ที่ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน โดยกรณีโอนกรรมสิทธิ์อสังหาฯ ดังกล่าวภายในปี 2552 ให้ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้ พึงประเมิน เป็นจำนวนเท่ากับมูลค่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งมาตรการตามเสนอ เป็นมาตรการเพิ่มเติมจากที่ให้หักค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมซื้อบ้านเป็นจำนวนไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ไปก่อนหน้านี้แล้ว ปี 2553 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 ครม. ได้เห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เพื่อขยายเวลามาตรการลดการจัดเกิดบค่าธรรมเนียมการโอน และค่าจดจดนำนองเหลือ 0.01% จากเดิมตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2553 ไปเป็นสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 และยังได้ให้กรมที่ดินเปิดให้บริการในวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม และวันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 2553 ด้วย   ต่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 ครม.ยังได้มีมติเห็นชอบในหลักการขยายระยะเวลาของมาตรการดังกล่าวไปสุ้นิสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2553 โดยให้กรมที่ดิน ออกกฎหมายเพื่อให้มีผลบังคับต่อไป ซึ่งเป็นผลกระทบจาก เหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองบริเวณแยกราชประสงค์ ของแนวทางร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา ซึ่งได้ทวีความรุนแรงส่งผลให้ต้องมีการประกาศวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างวันที่ 17-21 มีนาคม 2553 ทำให้การดำเนินธุรกรรม การปล่อยสินเชื่อและการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมอสังหาฯ ​ตามมาตรการต้องหยุดชะงักลง  ส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการทั่วไป กระทรวงการคลังจึงเห็นควร ขยายระยะเวลามาตรการดังกล่าวออกไป​ ปี 2554 เป็นปีที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเกิดปัญหาน้ำท่วมใหม่ในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนประชาชน และธุรกิจจำนวนมาก และยังส่งผลต่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่หันมาให้ความสำคัญกับปัญหาน้ำท่วม และการพัฒนาโครงการคอนโดเพิ่มมากขึ้นด้วย   ส่วนวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 ครม.เห็นชอบโครงการบ้านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก หรือโครงการบ้นานหลังแรก ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยกำหนดวงเงินปล่อยกู้ของโครงการ จำนวน 25,000 ล้านบาท โดยโครงการบ้านหลังแรก เป็นโครงการของรัฐบาล ที่มุ่งช่วยเหลือประชาชน ที่ไม่เคยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองให้สามารถซื้อบ้านหลังแรกเป็นของตนเองได้อย่างทั่วถึง ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และในจังหวัดภูมิภาคทั่วประเทศ   โดยโครงการดังกล่าว มีเงื่อนไข พิเศษที่มอบให้แก่ผู้กู้หลายประการ เช่น ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 0% 2 ปีแรก นอกจากนี้ รัฐบาลช่วยแบ่งเบาภาระค่าธรรมเนียมการโอนครึ่งหนึ่ง จากค่าโอนปกติ 2% ของราคาประเมิน​ และไม่ต้องเสียค่าจดจำนอง 1% โดยธอส.ได้เริ่มเปิดให้ประชาชนยื่นกู้ได้ตั้งแต่ วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป ซึ่งโครงการสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2555 ปี 2555 หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงปี 2554 ที่ผ่านมา รัฐบาลจึงมีมาตรการออกมากระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ หลังจากได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม นอกจากการออกโครงการบ้านหลังแรกแล้ว ยังมีมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยนำเงินมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 500,000 บาท ​ ปี 2558 เนื่องจากภาวการณ์ชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยซึ่งส่งผลให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีกำลังซื้อที่อยู่อาศัย ลดลง ประกอบกับตลาดอสังหาฯ ​ของประเทศในภาพรวมมีสต็อกคงค้างในตลาดจำนวนมาก ทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งเมืองสำคัญในภูมิภาค เช่น พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ อุดรธานี และขอนแก่น เป็นต้น วันที่ 13 ตุลาคม 2558 ครม.จึงได้มีมติเห็นชอบมาตรการการเงินการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาฯ รวม 2 มาตรการ ดังนี้ 1.มาตรการการเงิน ให้ธอส. ปล่อยกู้กับผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยวงเงินให้สินเชื่อเบื้องต้นรวม 10,000 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาขอกู้ภายใน 1 ปี  นับตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2558 แต่ให้ ธอส. สามารถขยายระยะเวลาได้ตามความเหมาะสม  โดยกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะได้รับสินเชื่อครั้งนี้ เป็นผู้ที่มีรายได้สุทธิต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาท โดยเกณฑ์หลักประกันเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติงานสินเชื่อของ ธอส.  มีระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 30 ปี 2.มาตรการการคลัง -การลดค่าธรรมเนียมการโอน จาก​เดิม  2%  และค่าจดจำนอง อสังหาฯ ของราคาประเมินทุนทรัพย์ 1%  ของ มูลค่าที่จำนอง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ในกรณีการจำนองฯ เหลือ 0.01%  เป็นเวลา 6 เดือน -การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับรายได้ที่จ่ายไปเพื่อซื้ออสังหาฯ ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ของตนเองเป็นจำนวน 20%  ของมูลค่าอสังหาฯ ​โดยผู้ได้รับสิทธิจะต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาฯ  มาก่อน และมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาฯ ที่ซื้อเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี   สรุป​คือ ต้องเป็นการซื้อครั้งแรกและเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยจริง โดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อเนื่องกัน 5 ปีภาษี นับแต่ ปีภาษีที่มีการจดทะเบียนการโอน​ โดยให้แบ่งใช้สิทธิเป็น จำนวนเท่าๆ กันในแต่ละปีภาษี ทั้งนี้ ต้องจ่ายค่าซื้ออสังหาฯ และจดทะเบียนโอน​ ตั้งแต่วันที่ครม.​มีมติเห็นชอบถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ​ ติดตามตอนที่ 3   วิฤกตโควิด สู่ชีวิต New Normal   อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง -สรุปไทม์ไลน์ 25 ปี มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จากวิกฤตต้มยำกุ้งถึงพิษโควิด-19 ตอนที่ 1
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้  โชว์ทุกผลงาน Q2/65 ทำ New High  เล็งจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 0.15 บาท

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ โชว์ทุกผลงาน Q2/65 ทำ New High เล็งจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 0.15 บาท

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ โชว์ผลประกอบการ Q2/2565 คว้ากำไรสุทธิ New High 1,155 ล้าน พร้อมอัตรากำไรสุทธิ ทะลุ 28% หลังเมกะโปรเจกต์ “พาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อ” เริ่มทยอยโอนตามแผน และธุรกิจบ้านจัดสรรทำ All Time High ทั้งพรีเซล ยอดโอนกรรมสิทธิ์ รายได้รวม และกำไรสุทธิ เล็งจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 0.15 บาท ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 26 สิงหานี้   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2565 (เม.ย.-มิ.ย.2565) บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 4,102 ล้านบาท มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,155 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสที่ผ่านมา 57% และเติบโต 36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 ถือเป็นกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส สูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท (New High) ขณะเดียวกัน จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 28% สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม   ทั้งนี้ กำไรสุทธิดังกล่าว เป็นผลมาจากความสามารถในการโอนกรรมสิทธิ์ โครงการที่อยู่อาศัยทั้งกลุ่มโครงการคอนโดมิเนียม  และกลุ่มโครงการบ้านจัดสรรได้อย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มโครงการคอนโดมีโครงการระดับเมกะโปรเจกต์ 12,000 ล้านบาท อย่างพาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อ (Park Origin Thonglor) และดิ ออริจิ้น อ่อนนุช (The Origin Onnut) เริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์เป็นครั้งแรกในไตรมาสนี้ อีกทั้งยังมีโครงการดิ ออริจิ้น ราม 209 อินเตอร์เชนจ์ (The Origin Ram 209 Interchange) ที่ทยอยโอนกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่องจากไตรมาส 1/2565 ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจบ้านจัดสรรภายใต้บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI มีผลประกอบการในระดับ All Time High ทั้งพรีเซล ยอดโอนกรรมสิทธิ์ รายได้รวม และกำไรสุทธิ เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีโครงการใหม่ที่เพิ่งเริ่มโอนกรรมสิทธิ์เป็นครั้งแรกถึง 4 โครงการ   นอกจากนี้ จากผลการดำเนินงานที่มีเสถียรภาพและความสามารถในการปรับตัวให้พร้อมรับมือทุกความท้าทาย ส่งผลให้กลุ่มทุนทั้งไทยและต่างชาติยังคงให้ความสนใจในการพัฒนาโครงการร่วมทุน (Joint Venture Project) กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2/2565 ที่ผ่านมานี้ มีโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรทั้งญี่ปุ่น ฮ่องกงและไทย เพิ่มขึ้นอีก 5 โครงการ รวมมูลค่า 9,885 ล้านบาท   ประกอบด้วย 1.โครงการที่ร่วมทุนกับโนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ 1 โครงการ คือ คอนโด ดิ ออริจิ้น เพลย์ ศรีอุดม สเตชั่น (The Origin Play Sri Udom Station) 2.โครงการที่ร่วมทุนกับโลฟิส (ไทยแลนด์) 2 โครงการ ได้แก่คอนโด  ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ สิรินธร สเตชั่น (Origin Plug & Play Sririndhorn Station) และบ้านจัดสรร บริทาเนีย อมตะ-พานทอง (Britania Amata-Phanthong) และ 3.โครงการที่ร่วมทุนกับ โตคิว แลนด์ เอเชีย อีก 2 โครงการ ได้แก่ คลังสินค้า แอลฟา บางนา กม.19 (Alpha Bangna KM.19) และ แอลฟา รังสิต (Alpha Rungsit) ซึ่งเป็นการร่วมทุนครั้งแรกของกลุ่มบริษัทในธุรกิจพัฒนาคลังสินค้า   จากผลการดำเนินงานที่ยังรักษาระดับการเติบโตได้อย่างมั่นคง ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติเห็นชอบให้เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญจ่ายปันผลสำหรับกำไรสะสม  และผลการดำเนินงานของบริษัทงวด 1 ม.ค.-30 มิ.ย. 65 ในอัตรา 0.15 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินปันผลจ่ายเป็นเงินสดทั้งสิ้นไม่เกิน 368 ล้านบาท โดยขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 26 สิงหาคม 2565 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 29 สิงหาคม 2565 และกำหนดจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นภายในวันที่ 13 กันยายน 2565 นายพีระพงศ์​ กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2565  โครงการพาร์ค ออริจิ้น ทองหล่อ จะยังคงทยอยโอนอย่างต่อเนื่องตามแผน ขณะเดียวกัน จะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์โครงการใหม่ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการพาร์ค ออริจิ้น ราชเทวี และโครงการพาร์ค ออริจิ้น จุฬา-สามย่าน มูลค่าโครงการรวม 7,600 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการมียอดขายรอรับรู้รายได้ (แบ็คล็อก) เฉลี่ยถึง 97% ของมูลค่าโครงการ ขณะที่ภาพรวมบริษัทยังมีแบ็คล็อกทั้งกลุ่มรวมโครงการ JV และ Non-JV มูลค่ารวมกว่า 37,588 ล้านบาท คาดว่าจะมีส่วนสำคัญให้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงครึ่งปีหลังเป็นไปตามเป้าหมาย และส่งผลให้รายได้รวมของบริษัทอยู่ที่ 17,500 ล้านบาทตามเป้า กำลังซื้ออสังหาฯ ของผู้บริโภค มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงสถานการณ์โควิด-19 ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยออริจิ้นยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องทำเล คุณภาพ และความเข้าใจผู้บริโภค ส่งผลให้โครงการยังคงได้รับความไว้วางใจและมีการโอนกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อให้แผนการเติบโตแบบพหุจักรวาล หรือ แผน Origin Multiverse ขับเคลื่อนไปได้อย่างแข็งแกร่งและราบรื่น บริษัทได้แต่งตั้ง 2 ผู้บริหารระดับสูง ขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่ ประกอบด้วย นายปิติพงษ์ ไตรนุรักษ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ร่วมดูแลออริจิ้นกรุ๊ป และขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจใหม่ (New Business) ที่เกี่ยวข้องกับเมกะเทรนด์ระยะยาว และนายปิติ จารุกำจร ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท วัน ออริจิ้น จำกัด ดูแลภาพรวมของกลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income Business) ได้แก่ โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ธุรกิจอาคารสำนักงาน ธุรกิจค้าปลีก ตลอดจนการนำพาบริษัท วัน ออริจิ้น จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย   ที่ผ่านมา นายปิติพงษ์ ไตรนุรักษ์ ถือเป็นผู้บริหารคนสำคัญของเครือออริจิ้น ในการขับเคลื่อนธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income Business) และกลุ่มธุรกิจใหม่ (New Business) รวมถึงการเจรจาและพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ อาทิ การพัฒนาความร่วมมือกับโนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์, โตคิว แลนด์ เอเชีย และ Ci:z Investment LLP พันธมิตรยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น จีเอส อีแอนด์ซี พันธมิตรอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ โลฟิส พันธมิตรจากฮ่องกง และพันธมิตรแลนด์ลอร์ดในประเทศ ได้แก่ บุญภา 2020 และแอสเซท บลูม การพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจบริการสุขภาพ (Healthcare) การร่วมทุนกับบริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ขณะที่นายปิติ จารุกำจร ถือเป็นผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์มาอย่างยาวนานกว่า 19 ปี และมีความชำนาญหลากหลายที่จะช่วยนำพาให้วัน ออริจิ้นเติบโตอย่างต่อเนื่อง   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -“ออริจิ้น” ตุนยอดขายครึ่งปีแรก 51% ของเป้าทั้งปี เตรียมเปิดโครงการเพิ่มอีก 26,500 ล้าน -ออริจิ้น​ เปิดคอนโดฯ 19 โปรเจ็กต์ 28,600 ล้าน ชู 2 กลยุทธ์ เจาะพื้นที่รถไฟฟ้า 8 สาย-EEC
สิงห์เอสเตท  ครึ่งปีแรกรายได้โต 92% พลิกมีกำไร 102 ล้าน

สิงห์เอสเตท  ครึ่งปีแรกรายได้โต 92% พลิกมีกำไร 102 ล้าน

สิงห์เอสเตท  สร้างรายได้ครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 92% มีมูลค่า 5,790 ล้าน รับอานิสงค์การทยอยฟื้นตัวของธุรกิจ ​ การควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมโตเกือบ 3 เท่าตัว ส่งผลภาพรวมพลิกทำกำไร 102 ล้าน   นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่า  ครึ่งปีแรกปี 2565 มีรายได้ 5,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 92% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตของรายได้ในทุกกลุ่มธุรกิจ และเริ่มรับรู้รายได้จากการขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรกในไตรมาส 2 รวมถึง เป็นผลสำเร็จจากการปรับโครงสร้างธุรกิจในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์กระจายการลงทุนเพื่อสร้างความหลากหลายใน 4 กลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกัน   โดยธุรกิจโรงแรมมีรายได้ 3,761 ล้านบาท เติบโตขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวจากครึ่งปีแรกปี 2564 ซึ่งโรงแรมทั้ง 2 แห่งในโครงการครอสโร้ด เฟส1 (CROSSROADS) สาธารณรัฐมัลดีฟส์ และพอร์ตโรงแรมในสหราชอาณาจักร ที่เติบโตขึ้น 128% จากช่วงครึ่งปีแรกปี 2564 ซึ่งสัดส่วนรายได้รวมกันคิดเป็น 75% ของรายได้รวมทั้งหมด   ขณะที่พอร์ตโรงแรมเอาท์ริกเกอร์ (Outrigger) และพอร์ตโรงแรมในประเทศไทย มีแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีรายได้เติบโตกว่า 8 เท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 25% ของรายได้รวม แต่บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้เป็น 35% ของรายได้รวมในช่วงที่ธุรกิจดำเนินการได้ปกติ หรือกว่า 4,000 ล้านบาท จาก​สถานการณ์การท่องเที่ยวและการให้บริการเส้นทางบินต่าง ๆ สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นปกติ   สำหรับรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าที่ปรับตัวดีขึ้น 5% ซึ่งเป็นผลมาจากการรักษาอัตราการปล่อยเช่าโดยรวมไว้ที่ 88% และสามารถปรับเพิ่มอัตราค่าเช่าขึ้นได้แม้จะอยู่ระหว่างสถานการณ์ที่ท้าทาย ส่งผลให้รายได้จากการขายและให้บริการรวมเติบโตขึ้น 132% สู่ 4,371 ล้านบาท   ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขาย มีรายได้รวม 1,419 ล้านบาท เติบโตขึ้น 25% จากช่วงครึ่งปีแรกปี 2564 สะท้อนความสำเร็จในการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมโครงการ ดิ เอส สิงห์ คอมเพล็กซ์ และดิ เอส อโศก  รวมถึงการรับรู้รายได้จากการขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรกในไตรมาส 2 ปี 2565 ด้วยการรับรู้รายได้จากการขายที่ดินให้กับโรงไฟฟ้า บี.กริม เพาเวอร์ (อ่างทอง) จำนวน 77 ไร่ นอกจากนี้ เป็นผลจากการทยอยฟื้นตัวของธุรกิจอื่น ๆ และการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ สิงห์เอสเตท พลิกรายงานกำไรสุทธิ 102 ล้านบาท นางฐิติมา กล่าวว่า  ไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลสำเร็จจากการปรับโครงสร้างธุรกิจของสิงห์เอสเตท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าลงทุนเพิ่มเติมในโรงแรมที่จะสร้างสมดุลรายได้ด้านฤดูกาลให้กับพอร์ตโฟลิโอของบริษัท โดยในไตรมาส 2 ถือเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของสหราชอาณาจักรและสาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ รายได้ทั้ง 2 พอร์ตดังกล่าวเติบโตขึ้น 40% และ 100% จากไตรมาสก่อน นอกจากนั้นแล้ว การเข้าลงทุนในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่นอกจากจะช่วยเพิ่มสมดุลรายได้ด้านฐานลูกค้าให้กับสิงห์ เอสเตท แล้ว ยังเป็นธุรกิจที่สร้างโอกาสในการหารายได้จากทรัพย์สิน  (Recurring income) ให้บริษัทฯ ในระยะยาว ภาพรวมผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าจะเติบโตขึ้นต่อเนื่องราว 30% จากในช่วงครึ่งปีแรก ผลักดันโดยรายได้จากธุรกิจโรงแรม และรายได้จากการขายบ้านและอาคารชุด ซึ่งบริษัทเห็นสัญญาณบวกที่เด่นชัดจากสถิติการดำเนินงานโรงแรมในเดือนกรกฎาคม 2565 โดยอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของทั้งพอร์ตโฟลิโอปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 70% และคาดว่าจะมีทิศทางที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเช้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของสาธารณรัฐมัลดีฟส์ และประเทศไทยในไตรมาสที่ 4   นอกจากนี้ บริษัทใช้กลยุทธ์ในการปรับปรุงห้องพักของโรงแรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันอัตราค่าห้องพักต่อคืน (ADR) ให้เติบโตขึ้น โดยเฉพาะโรงแรมในโครงการ ครอสโร้ดส์ (CROSSROADS) และพอร์ตโรงแรมในสหราชอาณาจักร ที่คาดว่าจะมีอัตราค่าห้องพักต่อคืนที่สูงขึ้นกว่าปี 2562 ได้ถึง 41% และ 27% ตามลำดับ   สำหรับพอร์ตโรงแรมในประเทศไทย เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่รวดเร็วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นเดือนแรกในการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเต็มรูปแบบ ส่งผลให้โรงแรม ทราย ลากูน่า ภูเก็ต (SAii Laguna Phuket) และโรงแรมทราย พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ (SAii Phi Phi Island Village) มีอัตราการเข้าพักที่ 68% และ 63% ตามลำดับ ด้วยจุดแข็งด้านที่ตั้งของโรงแรมทั้งหมดของบริษัทฯ ที่ล้วนแล้วแต่อยู่ในทำเลที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ผนวกกับผลสำเร็จจากการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ของบริษัท จึงมีความมั่นใจต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าพอร์ตโรงแรมในประเทศไทยจะสามารถสร้างรายได้ที่เติบโตขึ้นเกือบสองเท่าตัวในช่วงครึ่งปีหลังของปี บริษัทคาดการณ์ว่าการโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการบ้านแนวราบ สันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในครึ่งปีหลัง และการรับรู้รายได้จากบ้านเดี่ยวโครงการใหม่ ศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส (Siraninn Residences) ที่คาดว่าจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์ได้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2565 เป็นต้นไป จะช่วยสร้างการเติบโตของรายได้ธุรกิจที่พักอาศัยให้เพิ่มขึ้น 50% หรือกว่า 3,300 ล้านบาทในปี 2565 นี้   สำหรับโครงการศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส คาดว่าจะเปิดการขายภายในเดือนกันยายน 2565 ตั้งอยู่ในซอยพัฒนาการ 32 ซึ่งเป็นทำเลที่อยู่อาศัยสำหรับโครงการแนวราบเขตเมือง โครงการเป็นบ้านเดี่ยวแนบราบระดับลักชัวรี่ (Horizontal Luxury House) ในรูปแบบบ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 28 แปลง ราคา 65 – 180 ล้านบาท และโฮมออฟฟิศ ราคา 20 ล้านบาท จำนวน 4 แปลง นอกจากนี้ บริษัทยังวางเป้าหมายการเปิดตัวโครงการที่พักอาศัยใหม่ ภายในระยะเวลา 5 ปี จะมีมูลค่าประมาณ 52,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการแนวราบระดับลักชัวรี่ ผ่าน 3 เซ็กเมนท์ใหม่ ที่ครอบคลุมระดับราคาที่กว้างขึ้น ด้วยการปรับราคาลงมาในแต่ละโครงการตั้งแต่ 100 ล้าน สู่ 10 ล้านบาทต่อยูนิต  โดยบ้านเดี่ยวโครงการใหม่ในอีก 2 เซ็กเมนท์ จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปี 2565   ทั้งนี้ บริษัทมีที่ดินที่พร้อมพัฒนาแล้ว 2 แปลง และอยู่ระหว่างรอโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเพิ่มเติม เพื่อเดินหน้าพัฒนา 4 โครงการที่พร้อมเปิดขายในปี 2566 พร้อมตั้งเป้าหมายในการซื้อที่ดินในทำเลศักยภาพอีกจำนวน  5 - 7 แห่งต่อปีสำหรับการพัฒนาและทยอยเปิดตัวโครงการตั้งแต่ปี 2566 อย่างต่อเนื่อง ปีละกว่าหมื่นล้านบาท   สำหรับความคืบหน้าของการนำพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าระยะยาว แก่กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอส ไพรม์ โกรท (SPRIME) นั้น เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 ได้ปล่อยเช่าส่วนพื้นที่ค้าปลีก ในโครงการอาคารซันทาวเวอร์ส มูลค่า 213 ล้านบาท โดยพื้นที่ดังกล่าวที่ เอส ไพรม์  เข้าลงทุนเพิ่มเติมนั้น ปัจจุบันมีอัตราการเช่าสูงถึง 98% จึงมั่นใจได้ว่า เอสไพรม์ เข้าลงทุนเพิ่มเติมในอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพและจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้แก่กองทรัสต์ SPRIM ต่อไป   อย่างไรก็ตาม แผนในการให้เช่าระยะยาวในส่วนอาคารสำนักงานสิงห์ คอมเพล็กซ์ ได้ถูกพิจารณาเลื่อนออกไป เนื่องจากสภาวะตลาดทุนที่ผันผวน และสภาพเศรษฐกิจที่ยังถูกกดดันจากแนวโน้มการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ย ภาวะเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน โรคระบาด ตลอดจนประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศต่าง ๆ โดยยังคงมีความเชื่อมั่นในผลการดำเนินงานของอาคารสำนักงาน สิงห์ คอมเพล็กซ์ ที่สร้างกำไรจากการดำเนินงานให้แก่บริษัทราว 400 ล้านบาทต่อปี   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -สิงห์ เอสเตท ขอท้าทายตัวเอง กับกลยุทธ์ RISE ABOVE พร้อมแผน 5 ปีปั้นโปรเจ็กต์บ้านหรู 52,000 ล้าน
วิลล่า คุณาลัย  ทำรายได้ครึ่งปีแรกโตกว่า​ 22%  หลังได้ผลบวกจากมาตรการภาครัฐ​

วิลล่า คุณาลัย ทำรายได้ครึ่งปีแรกโตกว่า​ 22%  หลังได้ผลบวกจากมาตรการภาครัฐ​

วิลล่า คุณาลัย ทำรายได้รวม 6 เดือนแรก​ แตะ 545.4 ล้าน เติบโต​ 22.3%  พร้อมตุนกำไรสุทธิที่ 75.9 ล้าน เพิ่มขึ้น 10.8%  ขณะที่กวาดยอดขายครึ่งปีแรกแล้ว 44% ของเป้ายอดทั้งปีที่คาดว่าจทำได้ 1,700 ล้าน หลังได้อานิสงค์โควิด-19 ทำให้คนอยากอยู่บ้านแนวราบ และมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ภาครัฐ​   นางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ KUN เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2565 บริษัทมีรายได้รวม 545.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  และมีกำไรสุทธิ 75.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% ขณะที่ผลการดำเนินงานในไตรมาส  2/2565  มีรายได้รวม   278 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9%  และกำไรสุทธิ  37.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5%   ปัจจัยที่ส่งผลให้ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2565 เติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 2564 เกิดจากความต้องการบ้านแนวราบยังมีต่อเนื่อง  จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิค-19 ที่ส่งผลให้ลูกค้ามีความต้องที่อาศัย ที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ครบทุกมิติ ประกอบกับความกังวลว่าที่อยู่อาศัยมีโอกาสปรับราคาสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นผลจากราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2565 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน  มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ  ทั้งมาตรการผ่อนคลายมาตรการ  LTV  และ การลดค่าจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนจำนอง สำหรับผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท จะสิ้นสุดในปี2565 ทั้งนี้ จากปัจจัยดังกล่าวในข้างต้นช่วยกระตุ้นการซื้อของกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายในงวด 6 เดือนแรก อยู่ที่ 745.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2564 ที่ทำได้ 730.2 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 2.15 % และคิดเป็น 44 % ของเป้ายอดขาย (Pre-Sale) ทั้งปี ที่บริษัทตั้งไว้ที่ 1,700 ล้านบาท   โดยในช่วงครึ่งปีแรก 2565 บริษัทรับรู้รายได้ จากโครงการที่ได้เปิดขายไปแล้ว ประกอบด้วย โครงการคุณาลัย พรีม ซึ่งรับรู้รายได้เข้ามาแล้วกว่า 64% โครงการคุณาลัย บีกินส์ 2  สามารถรับรู้รายได้แล้วกว่า17%  ส่วน โครงการคุณาลัย พาร์โก้  โครงการคุณาลัย จอย ออน 314 และโครงการคุณาลัย คอร์ทยาร์ด มีการรับรู้รายได้เข้ามาร่วมกันเฉลี่ยกว่า 19 % ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวอีกว่า จากผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการบริหารงาน รวมถึงความมุ่งมั่นในการสร้างอัตราการเติบโตของบริษัท  จึงเชื่อมั่นว่าภาพรวมผลการดำเนินงานสำหรับปี 2565  มีแนวโน้มที่จะเติบโตเพิ่มขึ้น 10 – 15% ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเป้ายอด Pre-Sale ที่แตะระดับ 1,700 ล้านบาท หากผลการดำเนินงานได้ตามเป้าที่วางไว้  ถือว่าเป็นการทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่ ต่อเนื่องจากปี 2564 ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโต New High 2 ปีซ้อน         สำหรับโครงการคุณาลัย เดซี่  ล่าสุด  สามารถทำยอดขายได้แล้ว 125 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการคุณาลัย พรีม ที่ขายดี โดยจะเริ่มโอนในไตรมาส 4 ของปีนี้ ​ ขณะที่โครงการคุณาลัย พาร์โก้ ที่เปิดตัวไปช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ก็เริ่มทยอยรับรู้รายได้เข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งทั้ง 2 โครงการดังกล่าวได้การตอบรับจากกลุ่มลูกค้าอย่างมาก ซึ่งบริษัทตั้งเป้ารายได้จากทั้ง 2 โครงการนี้ในปีนี้ไว้ที่ 300 ล้านบาท   สำหรับทิศทางในครึ่งปีหลัง บริษัทได้วางกลยุทธ์การทางตลาดเพื่อกระตุ้นการขาย รวมถึงกำลังซื้อที่คาดว่าจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง  ด้วยการออกแคมเปญโปรโมชั่น  อาทิ โปรฟ้าลั่น ฟรีของแถม 15 รายการ สำหรับโครงการคุณาลัย บีกินส์ 2 ซึ่งเป็นบ้านทาวน์โฮม  นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการทยอยออกแคมเปญอื่นๆ ออกมาต่อเนื่อง   ส่วนปัจจัยแนวโน้มดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ยอมรับว่า จะส่งผลกระทบต่อการกู้ซื้อบ้าน โดยดอกเบี้ยที่เพิ่มทุก1% จะทำให้ภาระการผ่อนสินเชื่อบ้านปรับขึ้นอีกประมาณ 5% - 13% ของยอดผ่อนต่อเดือน (ขึ้นกับระยะเวลาในการผ่อน) ทำให้ผู้ซื้อบ้านมีค่าผ่อนบ้านสูงขึ้นกว่าเดิม หรือถ้าจะคงค่าผ่อนเท่าเดิมก็จะต้องใช้เวลาในการผ่อนยาวขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อบ้านของลูกค้า   ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยบวก จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะฟื้นตัว และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องการผ่อนคลายมาตรการ  LTV  ที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจในการซื้อบ้านของลูกค้าได้ในระดับหนึ่ง   นางประวีรัตน์ กล่าวตอนท้ายว่า ในไตรมาส 4 ปีนี้ ​บริษัทเตรียมเปิดโครงการคุณาลัย นาวาร่า โซนบางขุนเทียน พระราม 2 มูลค่า 3,500  ล้านบาท และคาดว่าจะเปิดขายได้ในไตรมาส 1 ปี 2566 ซึ่งโซนบางขุนเทียน มีการพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงห้างสรรพสินค้าเดิม รวมถึงการก่อสร้างห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่   นอกจากนี้ มีการก่อสร้างเส้นทางคมนาคมใหม่ๆ อาทิ ทางด่วนสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนตะวันตกและทางยกระดับลอยฟ้าบางขุนเทียน-เอกชัย-บ้านแพ้ว โดยทั้ง 2 โครงการคาดว่าจะเปิดใช้งานได้ในปี 2567 และปี 2568 ซึ่งจะทำให้การเดินทางเข้าไปในโซนเมืองสะดวกมากขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลให้โครงการได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้โครงการคุณาลัย นาวาร่า จะเป็นอีกหนึ่งโครงการแฟลกชิป (Flagship) ของบริษัท   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -วิลล่า คุณาลัย ชู 3 กลยุทธ์ ลุยตลาดอสังหาฯ แนวราบ ปั้นยอดขาย 1,800 ล้าน รายได้โต 15-20%
พฤกษา ลุย  3 ธุรกิจหลัก สร้างการเติบโตยั่งยืน  โชว์ผลงาน Q2 ทำรายได้ 5,389 ล้าน

พฤกษา ลุย 3 ธุรกิจหลัก สร้างการเติบโตยั่งยืน โชว์ผลงาน Q2 ทำรายได้ 5,389 ล้าน

พฤกษา จับมือ กันกุล ตั้งบริษัทร่วมทุนให้บริการด้านโซลาร์เซลล์ เดินหน้าตามแผนกลยุทธ์การลงทุน  พร้อมสานต่อพันธกิจด้านสุขภาพเปิดบริการ “วิมุต เวลเนส” แห่งแรกในชุมชนพฤกษา อเวนิว ย่านบางนา-วงแหวน  โชว์ผลงานไตรมาส 2 มีรายได้รวม 5,389 ล้าน​ มีกำไรสุทธิที่ 430 ล้านบาท ​   นายอุเทน โลหชิตพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการของบริษัทในไตรมาส 2 ปี 2565 มีรายได้รวมที่ 5,389 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้น 31.0% และมีกำไรสุทธิที่ 430 ล้านบาท ดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว  โดยมีอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนต่ำ (Net Gearing Ratio) ที่ 0.39 เท่า   ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มียอดขาย (Presale) อยู่ที่ 6,342 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อน 19% และยอดโอน (Revenue) รวม 5,101 ล้านบาท ทำอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีขึ้นที่ 32.4 % และรายงานกำไรสุทธิอยู่ที่ 527 ล้านบาท และจากผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรก พฤกษาจึงได้พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลประจำปี 2565  ให้กับผู้ถือหุ้นได้ในอัตราหุ้นละ 0.31 บาท สำหรับในช่วงครึ่งปีแรกเปิดโครงการใหม่  8 โครงการ มูลค่ารวม 3,627 ล้านบาท สำหรับในครึ่งปีหลัง 2565 มีแผนเปิดโครงการใหม่อีก 23 โครงการ แบ่งเป็นโครงการทาวน์เฮาส์ 15 โครงการ บ้านเดี่ยว 5 โครงการ และ คอนโดมิเนียม 3 โครงการ มูลค่ารวม 12,700 ล้านบาท   โดยพฤกษามุ่งดำเนินงานเพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบแนวคิด “พฤกษา...ใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต Tomorrow. Reimagined.” ให้ความสำคัญต่อ 3 แกนหลักที่เปลี่ยนแปลงตามเมกะเทรนด์โลก ได้แก่ เทรนด์วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง (lifestyle Disruption)  เทรนด์ความใส่ใจเรื่องสุขภาพ (Health & Wellness) และการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) โดยวางกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นโมเดลธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ล่าสุด ได้จับมือร่วมกับ บริษัท กันกุล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ “บริษัท ปัน นิวเอนเนอจี จำกัด” สัดส่วนการถือหุ้น 50:50  ความร่วมมือกับกันกุลเอ็นจิเนียริ่งในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดและสร้างจุดแข็งใหม่สำหรับโครงการของพฤกษา โดยมีเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ จำหน่ายและติดตั้ง Solar Roof มูลค่าโครงการร่วม 1,500 ล้านบาท ทั้งการขายติดตั้งแบบเบ็ดเสร็จ ( EPC)  และการซื้อขายพลังงานแสงอาทิตย์  มีผลตอบแทนส่วนลดค่าไฟในระยะยาว (PPA) เพื่อช่วยลูกค้าลดเงินลงทุน และได้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด   โดยมีการคิดค่าไฟฟ้าที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ลูกค้าได้ด้วย และสามารถให้บริการลูกค้าได้กว่า 12,500 ครัวเรือน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 126,000 ตัน ภายในระยะเวลา 5 ปี นอกจากนี้ยังมีแผนทดลองโมเดลหมู่บ้านที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ทดแทนการใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงการขยายสู่ธุรกิจด้านเทคโนโลยีจัดเก็บพลังงานในอนาคตอีกด้วย ถือเป็นการสร้างประโยชน์ต่อลูกบ้านในการประหยัดค่าไฟฟ้าและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว   สำหรับพันธกิจว่าด้วยเรื่องสุขภาพ (Health & Wellness)  โรงพยาบาลวิมุตผ่านการรับรองคุณภาพจากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) HA ขั้นที่2  โดยในไตรมาส 2 ปี 2565  มีรายได้ส่วนโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน 203 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อน 26%  นอกเหนือจากบริการในโรงพยาบาลที่ได้ทีมแพทย์และเครื่องมือแพทย์เฉพาะทางเพิ่มขึ้นหลายศูนย์ วิมุตยังขยายบริการไปนอกโรงพยาบาล เพื่อช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพของคนไทย โดยใช้เงินลงทุน 90 ล้านบาท ในการสร้างศูนย์ดูแลและฟื้นฟูสุขภาพสำหรับครอบครัวและผู้สูงอายุ “วิมุต เวลเนส”  แห่งแรก เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ 12 สิงหาคม 2565 เป็นต้นไป ด้วยแนวคิดของ “อยู่ดี มีสุข” (Live Well, Stay Well)  เป็นจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่ดีทั้งในวันนี้และอนาคต พฤกษาจึงได้นำ วิมุต เวลเนส มาร่วมในการพัฒนาพฤกษา อเวนิว บางนา วงแหวน พัฒนาที่อยู่อาศัยตั้งแต่การออกแบบบ้านให้เป็นบ้านเพื่อสุขภาพ (Healthy Home) สำหรับทุกวัย ไปจนถึงให้บริการดูแลสุขภาพถึงบ้านด้วยแพทย์เฉพาะทาง รวมทั้งบริการผ่านระบบออนไลน์ (Telemedicine) เพื่อจะสร้างโครงการให้เป็นชุมชนสุขภาพดี (Wellness Living Community) อย่างครบวงจรแห่งแรกในวงการอสังหาริมทรัพย์   วิมุต เวลเนสแห่งนี้ให้บริการในรูปแบบโรงพยาบาลกายภาพบำบัด บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน กายภาพบำบัด ธาราบำบัด มีบริการดูแลผู้สูงอายุ รายวัน / รายสัปดาห์ / รายเดือน โดยทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว แพทย์โรคหัวใจ และสหสาขาวิชาชีพ 24 ชั่วโมง  ถือเป็นการลงทุนต่อยอดบริการด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์การเข้าถึงบริการสุขภาพตั้งแต่อยู่ที่บ้าน ทำให้ผู้อยู่อาศัยในโครงการ และชุมชนใกล้เคียงอุ่นใจ เพราะมีโรงพยาบาลอยู่ใกล้แค่เอื้อม เป็นอีกหนึ่งสเต็ปที่เข้ามาเติมเต็มโมเดลการพัฒนาบ้านสุขภาพดีของพฤกษาที่มุ่งผสานความแข็งแกร่งจาก 2 ธุรกิจได้แก่ เรียลเอสเตท และ เฮลท์แคร์ นายอุเทน กล่าวตอนท้ายว่า ด้านเทรนด์การอยู่อาศัยภายใต้ไลฟ์สไตล์ใหม่ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตคนอย่างเห็นได้ชัด พฤกษาจึงให้ความสำคัญกับพันธกิจด้านนวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตและการมีสุขภาพดี ที่ผ่านมาได้ร่วมลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไทยด้าน Prop Tech และ Health Tech ผ่านโครงการการลงทุนในกิจการสตาร์ทอัพ ( Corporate Venture) โดยในครึ่งปีแรก ได้ลงทุนใน “ Naluri (นัลลูรี่)“ ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพดิจิทัล (Digital Preventive Wellness )  เฮลท์เทคจากมาเลเซีย และ “AMILI” บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพด้านจุลชีพในระบบทางเดินอาหารที่มีความแม่นยำแห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากสิงคโปร์   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -9 บทสรุป ผลประกอบการพฤกษา Q1/65 และทิศทางไปต่อ -พฤกษา เตรียมงบลงทุน 10,000 ล้านปี 65 พร้อมขยายธุรกิจ “พร็อพเทค-เฮลท์เทค” ​

1 2 3 ... 93