ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 ... 105 106 107
แสนสิริหั่นเป้ายอดขายหมื่นล้าน ศก.ไม่เอื้อ

แสนสิริหั่นเป้ายอดขายหมื่นล้าน ศก.ไม่เอื้อ

บริษัท แสนสิริ มีแผนจะทบทวนเป้ายอดขายในปี 2557 ลงเหลือเพียง 3.6-3.7 หมื่นล้านบาท จากเป้ายอดขายในปีนี้อยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บอกว่า เป็นเพราะการเร่งทำยอดขายสูงมากเกินไป เฉพาะ 9 เดือนของปีนี้ ทำยอดขายแล้ว 4.5 หมื่นล้านบาท จึงมีต้นทุนดำเนินงานบริหารจัดการสูงตามไปด้วย ทั้งงบประมาณในการทำตลาด และโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ทำให้มีกำไรลดลง โดยไตรมาสแรกขาดทุน 80 ล้านบาท เพราะเป็นไตรมาสที่เปิดโครงการมาก และมียอดขายสูงถึง 2.8 หมื่นล้านบาท   ส่วนไตรมาส 2 และ 3 คาดว่าจะมีกำไรไตรมาสละ 500 ล้านบาท และไตรมาส 4 คาดจะมีกำไรกว่า 1,000 ล้านบาท หลังจากบริษัทได้พยายามปรับให้ยอดขายมีความสมดุลอยู่ที่ไตรมาสละกว่า 1 หมื่นล้านบาท   "ปีนี้เราตั้งเป้ากำไรไว้ที่ 3,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่ดูแล้วน่าจะทำได้ต่ำกว่าเป้า เพราะการขายคอนโดต้องใช้เวลาโอน 18-24 เดือน"   ที่ผ่านมา การก่อสร้างยังดำเนินการไม่ทันยอดขายที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมียอดขายรอรับรู้รายได้ (แบ็คล็อก) กว่า 6 หมื่นล้านบาท ไม่เฉพาะงานก่อสร้างที่ตึงมือ ผู้รับเหมายังหายาก หากยอดขายโตไปมากกว่านี้ จะทำให้การก่อสร้างล่าช้าส่งมอบไม่ทันกำหนด   ขณะที่ แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจเติบโตน้อย ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เติบโตน้อยตามไปด้วย เพราะว่าการเติบโตของอสังหาฯ จะล้อไปกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกก็ไม่ค่อยดีมากนัก ทำให้บริษัทไม่มีนโยบายที่จะไปลงทุนต่างประเทศในระยะสั้นนี้   รุกธุรกิจโรงแรมเมืองท่องเที่ยว   บริษัทได้รุกขยายฐานการลงทุนมาในธุรกิจโรงแรม โดยเน้นทำเลในหัวเมืองท่องเที่ยว เพราะเล็งเห็นแนวโน้มการเติบโตด้านการท่องเที่ยวของไทยสูงมากในปีนี้และปีหน้า จากมาตรการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงมาตรการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐบาล ที่มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากตัวเลขของนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาสูงถึง 22 ล้านคนแล้ว จากเป้าทั้งปีที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย วางไว้ 22 ล้านคน เช่นเดียวกับในจังหวัดภูเก็ต ยอดนักท่องเที่ยว 9 เดือนพุ่งไปถึง 9 ล้านคน จากเป้าทั้งปี 9 ล้านคน อีกทั้งไทยเริ่มเป็น "ฮับเดสซิเนชั่น" ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องการมาเที่ยวมากที่สุด ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง   ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจ และการสร้างรายได้ต่อเนื่องในระยะยาว บริษัทได้เปิดตัวโรงแรม ภายใต้แบรนด์ "เอสเคปแสนสิริ โฮเทล คอลเลคชั่น” หลังจากเปิดให้บริการโรงแรม "คาซ่า เดล มาเร่" ที่หัวหินมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว โดยนำโครงการดังกล่าวมาปรับปรุงใหม่ 46 ห้อง แบ่งเป็น 3 แบบ 3 สไตล์ ในรูปแบบ Sea, Sand และ Sun ราคาพักคืนละตั้งแต่ 3,500-4,500 บาท หากเป็นช่วงไฮซีซัน ราคาจะอยู่ที่ 5,000-6,000 บาทต่อคืน เน้นลูกค้ากลุ่มคนไทย 60% และชาวต่างชาติ 40% โดยจะเปิดให้บริการวันที่ 16 ต.ค. นี้   ส่วนอีกหนึ่งทำเล คือ ที่เขาใหญ่ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 10 ไร่ จากทั้งหมด 50 ไร่ ซึ่งอยู่บนพื้นที่เดียวกับโครงการ 23 Degree เป็นอาคารสูง 3 ชั้น ประกอบด้วยห้องพักแบบดีลักซ์ 48 ห้อง และห้องพักในแบบ พูล วิลล่า อีก 6 ห้อง รวมทั้ง เอสเคป พูล วิลล่า อีก 1 หลัง ภายใต้ 4 ธีมให้เลือกพักผ่อน ได้แก่ Wood, Earth, Floral และ Forest โดยราคาห้องพักจะใกล้เคียงกับที่หัวหิน มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายคนไทย 80% และชาวต่างชาติ 20% โดยจะเปิดตัวในต้นปี 2557   "ธุรกิจโรงแรมต้องใช้เวลาคืนทุนนาน 12 ปี ไม่ได้มองเรื่องตัวเลขรายได้ แต่การดำเนินธุรกิจโรงแรมของบริษัท จะเสริมหรือเกื้อหนุนธุรกิจอสังหาฯ โดยผู้ที่อยู่คอนโด สามารถมาใช้บริการที่โรงแรมได้คิดค่าบริการส่วนลด"   จ่อเปิดเพิ่ม3เมืองท่องเที่ยว   ด้านนายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัทแสนสิริกล่าวว่า แผนการพัฒนาโรงแรมภายใต้แบรนด์เอสเคป, แสนสิริ โฮเทล คอลเลคชัน ในอนาคต บริษัทอาจเปิดตัวเพิ่มในเมืองเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพอื่นๆ อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ และ พัทยา เป็นต้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาในจังหวัดที่แสนสิริ จะเปิดตัวโครงการ และเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่ดี ซึ่งมองจังหวัดภูเก็ต เป็นลำดับแรก คาดเข้าดำเนินการปีหน้า โดยเป็นโรงแรมสูงไม่เกิน 7 ชั้น ไม่เกิน 50 ห้องพัก ขณะนี้อยู่ในระหว่างการมองหาที่ดิน   ทั้งนี้ คาดว่าหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะมีกลุ่มลูกค้าจากอาเซียนรวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยว ช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจโรงแรมคึกคักขึ้นอีก และเป็นโอกาสดีในการขยายธุรกิจต่อไป   แอล.พี.เอ็น.-เสนาฯยังมั่นใจโตต่อเนื่อง   ด้านผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มียอดขายรองลงมาอย่าง บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ยังเชื่อมั่นความต้องการตลาดอสังหาฯ ในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับกลางลงล่างว่า ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะแหล่งที่อยู่อาศัย ตามแนวเส้นทางคมนาคม รถไฟฟ้าสายใหม่ ที่กำลังดำเนินการในปัจจุบัน โดยเฉพาะรถไฟชานเมือง เส้นทางสายสีแดงที่วิ่งจากรังสิตเข้าสู่เมืองชั้นใน จะกระตุ้นให้ความต้องการที่อยู่อาศัย ในรอยต่อเมืองเหล่านี้เติบโตสูง   แอล.พี.เอ็น. จึงได้ตัดสินใจ เปิดโครงการคอนโดโครงการใหญ่ ระดับชุมชนเมืองย่อมๆ อย่าง โครงการ "ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง1" จำนวนถึง 10,000 ยูนิต เป็นการพัฒนาที่ดินแปลงใหญ่ถึง 100 ไร่ ขึ้นเป็นอาคารชุด 8 ชั้น จำนวน 50 อาคาร   ส่วนสถานการณ์ปีหน้า ต้องรอดูภาพรวมเศรษฐกิจอีกครั้ง แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี และการเติบโตของบริษัท จะขยายไปตามทำเลใหม่ๆ อาจจะเป็นในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองต่างจังหวัด ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง และเตรียมแผนพัฒนาโครงการใหญ่ระดับ 10,000 ยูนิต ในทำเลอื่นๆ ของกรุงเทพฯ ด้วย เป็นการรองรับเมืองที่ขยายตัวตามเส้นทางคมนาคมขนส่งใหม่ๆ   ขณะที่ นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้ไม่ได้เลวร้าย แต่มีปัญหาลูกค้าติดเครดิตบูโร จึงขอสินเชื่อไม่ผ่าน ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือน แต่ปีหน้าเมื่อภาครัฐมีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาท จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้ามาในระบบมากขึ้น ทำให้กำลังซื้อภาพรวมดีขึ้น  
แสนสิริเผยยอดขาย 9 เดือนกว่า3.7หมื่นล้านบาท

แสนสิริเผยยอดขาย 9 เดือนกว่า3.7หมื่นล้านบาท

แสนสิริ เผยยอดขาย 9 เดือนกว่า 3.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 80% ของเป้าทั้งปี เผยยอดรอรับรู้รายได้ 5 ปี สูงถึง 6.5 หมื่นล้านบาท นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริจำกัด (มหาชน) (SIRI)กล่าวว่า ในช่วง 9 เดือนของปีนี้ บริษัทมียอดขาย (พรีเซล) สูงถึง 37,000 ล้านบาท นับเป็นยอดขายสูงที่สุดในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และคิดเป็นประมาณ 80% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปีที่ตั้งไว้ 48,000 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขายในช่วง 9 เดือนที่ประมาณ 26,000 ล้านบาท ทั้งนี้ แบ่งเป็นยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยในช่วงไตรมาสแรก มูลค่ารวมกว่า 21,000 ล้านบาท และยอดขายในช่วงไตรมาสสอง 8,000 ล้านบาท รวมทั้งยอดขายในช่วงไตรมาสสาม ที่บริษัทสามารถปิดการขายได้อีก 8,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงครองยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างรอรับรู้รายได้ (Presale backlog)ในอีก 5 ปีข้างหน้าสูงถึงประมาณ 65,457 ล้านบาทแล้ว นับเป็นยอดขายล่วงหน้าที่สูงที่สุดในระบบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยในขณะนี้เช่นเดียวกัน รวมทั้งยังนับเป็นยอดรอรับรู้รายได้ที่สูงที่สุดที่บริษัทเคยทำได้ตั้งแต่ดำเนินธุรกิจ สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาส 4/56 บริษัทจะมีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ อีกประมาณ 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8,700 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 4 โครงการมูลค่ารวมประมาณ 5,700 ล้านบาท โครงการบ้านเดี่ยว 2 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 2,200 ล้านบาท รวมทั้งการพัฒนาทาวน์เฮาส์อีก 1 โครงการ มูลค่ารวม 800 ล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายในช่วงไตรมาสสุดท้ายไว้ประมาณ 11,000 ล้านบาท
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ 6 เดือนข้างหน้าต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ 6 เดือนข้างหน้าต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ 6 เดือนข้างหน้าต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์ ผวาปัญหาการเมือง-ศก.ซบ-ขาดแคลนแรงงาน-ต้นทุนวัสดุพุ่ง ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ไตรมาส 3 ปี 2556 มีผู้ประกอบการตอบแบบสอบถาม 166 บริษัท เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 30 บริษัท และบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 136 บริษัท ในการคำนวณดัชนีรวมจะให้น้ำหนักบริษัทจดทะเบียนและบริษัทไม่จดทะเบียนเท่ากัน นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในภาวะปัจจุบันมีค่าเท่ากับ 52.5 ปรับตัวลดลงจากไตรมาส 2 ปี 2556 ซึ่งดัชนีมีค่าเท่ากับ 54.7 แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งดัชนีมีค่าเท่ากับ 51.3 เมื่อแยกประเภทผู้ประกอบการ พบว่า ผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบันเท่ากับ 57.8 ปรับลดลงจากไตรมาสที่แล้ว ซึ่งมีค่าดัชนี 59.2 ส่วนผู้ประกอบการที่ไม่ใช่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบันเท่ากับ 47.3 ปรับลดลงจากไตรมาสที่แล้ว ซึ่งมีค่าดัชนี 50.1 ทั้งนี้ ค่าดัชนีไตรมาส 3 ปี 2556 สูงกว่า 50.0 แสดงว่าผู้ประกอบการยังมีความเห็นว่าภาวะตลาดยังดี แต่ดัชนีปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว แสดงว่าผู้ประกอบการไม่มั่นใจมากเท่ากับเมื่อไตรมาสก่อนหน้า โดยไตรมาส 3 ปี 2556 ผู้ประกอบการมีความกังวลใจในด้านผลประกอบการ ยอดขาย การลงทุน การจ้างงาน อีกทั้งต้นทุนการประกอบการเพิ่มขึ้นจากราคาวัสดุ ปัจจัยเศรษฐกิจโดยภาพรวมที่มีสัญญาณชะลอตัว การเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้มีความกังวลต่อปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้น อีกทั้งผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจในการซื้อที่อยู่อาศัย สำหรับดัชนีความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า มีค่าเท่ากับ 60.4 ปรับลดลงจากไตรมาสที่แล้ว ซึ่งมีค่าเท่ากับ 67.4 และลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปี 2555 ซึ่งดัชนีมีค่าเท่ากับ 69.6 โดยในส่วนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีค่าดัชนีความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า เท่ากับ 64.4 ปรับลดลงจากไตรมาสที่แล้วซึ่งมีค่าดัชนีเท่ากับ 72.0 ส่วนบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีค่าดัชนีความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า มีค่าดัชนีเท่ากับ 56.4 ปรับลดลงจากไตรมาสที่แล้วซึ่งมีค่าดัชนีเท่ากับ 62.7 อย่างไรก็ตาม ดัชนีความคาดหวังใน 6 เดือนข้างหน้า ปรับลดลงจากไตรมาสที่แล้วเช่นกัน และเป็นค่าดัชนีต่ำที่สุดในรอบ 5 ไตรมาส โดยผู้ประกอบการมีความกังวลมากขึ้นต่ออนาคต ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์การเมืองที่ส่อเค้าความยุ่งยาก ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน การขาดแคลนแรงงานและผู้รับเหมา ราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มสูง

1 ... 105 106 107