ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 ... 58 59 60 ... 64
“เอสซีจี บิลดิ้งเทค” เปิดตัว “ระบบผนัง ฟูลฟิลล์ วอลล์” รุกตลาดผนังภายในสำหรับอาคารสูง ชูจุดเด่น “แข็งแรง ติดตั้งง่าย หน้างานสะอาด ส่งงานเร็ว” เดินหน้าสร้างการรับรู้เจาะกลุ่มเป้าหมาย B2B ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 223 ล้านบาท

“เอสซีจี บิลดิ้งเทค” เปิดตัว “ระบบผนัง ฟูลฟิลล์ วอลล์” รุกตลาดผนังภายในสำหรับอาคารสูง ชูจุดเด่น “แข็งแรง ติดตั้งง่าย หน้างานสะอาด ส่งงานเร็ว” เดินหน้าสร้างการรับรู้เจาะกลุ่มเป้าหมาย B2B ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 223 ล้านบาท

กรุงเทพฯ - “เอสซีจี บิลดิ้งเทค” (SCG Building Tech) เดินหน้ารุกตลาดผนังภายในสำหรับอาคารสูง ผนึกพันธมิตร สยามอิมเมจดีเวลลอปเม้นท์ ร่วมเปิดตัว “ระบบผนังอิฐมวลเบาเสริมโครงเหล็ก ฟูลฟิลล์ วอลล์” (FULFiLwall System) ชูจุดเด่น “แข็งแรง ติดตั้งง่าย หน้างานสะอาด ส่งมอบงานเร็ว” ด้วยนวัตกรรมปูนสูตรพิเศษ และนวัตกรรมการกรอกปูนแบบมัลติเลเยอร์ (Multi-Layer) ลิขสิทธิ์เฉพาะรายแรกและรายเดียวของไทย พร้อมบริการออกแบบ ติดตั้ง และตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ มั่นใจช่วยยกระดับมาตรฐาน การก่อสร้าง ตอบความต้องการตลาดที่ต้องการสินค้าที่ติดตั้งได้รวดเร็ว และตอบโจทย์ปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือ เตรียมเดินหน้าสร้างการรับรู้เจาะกลุ่มผู้รับเหมา และดีเวลลอปเปอร์กลุ่มงานอาคารแนวดิ่ง ตั้งเป้าหมาย ปี 59 ประเดิมยอดขาย 223 ล้านบาท นายสราวุฒิ สำราญทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ–มาร์เก็ตติ้ง เฮ้าส์ซิ่ง บิสซิเนส ธุรกิจ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เปิดเผยว่า จากแนวทางการดำเนินธุรกิจของ “เอสซีจี บิลดิ้งเทค” (SCG Building Tech) ที่เน้นตอบแนวโน้มผู้ประกอบการในตลาดที่ต้องการสินค้าที่มีนวัตกรรม ทันสมัย มีคุณภาพ และติดตั้งได้รวดเร็ว มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการก่อสร้างใหม่ๆ เพื่อลดปัญหาด้านการก่อสร้าง ตลอดจนช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ ล่าสุดจึงได้ร่วมกับ บริษัท สยามอิมเมจดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ “ระบบผนังอิฐมวลเบาเสริมโครงเหล็ก ฟูลฟิลล์ วอลล์” (FULFiLwall System) นวัตกรรมระบบก่อสร้างผนังภายในสำหรับอาคารสูง ภายใต้แบรนด์ “เอสซีจี บิลดิ้งเทค” ที่มีการเปิดตัวเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ “ปัจจุบันธุรกิจอาคารทั้งคอนโดมิเนียมและโรงแรมที่มีการแข่งขันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจึงต้องการเทคโนโลยีที่สามารถช่วยลดระยะเวลาในการก่อสร้าง ลดต้นทุนแฝง และลดการพึ่งพาแรงงานฝีมือ แต่ยังคงคุณภาพที่ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้น เอสซีจี บิลดิ้งเทค จึงร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ แนะนำระบบก่อสร้างผนังภายในสำหรับอาคารสูงที่ตอบโจทย์ข้างต้น โดยพัฒนายกระดับการก่อสร้างจากการก่ออิฐฉาบปูนเป็นระบบผนังแบบหล่อในที่ (Stay In Place) ปัจจุบันตลาดระบบผนังภายในสำหรับอาคารสูงมีสัดส่วนเป็นระบบการก่อสร้างแบบก่ออิฐฉาบปูน 96% และเป็นระบบผนังรูปแบบอื่นๆ 4% จึงเป็นตลาดที่น่าจับตามองและเป็นโอกาสที่เราจะแนะนำนวัตกรรมการก่อสร้างระบบใหม่เข้าสู่ตลาด” นายสราวุฒิ กล่าว ด้านนายประกาญจน์ อัยยะภาคย์ ผู้อำนวยการการตลาด ซิสเต็ม แอนด์ โซลูชั่น ธุรกิจ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวว่า เอสซีจี บิลดิ้งเทค ร่วมกับ พันธมิตรทางธุรกิจ แนะนำ “ระบบผนังอิฐมวลเบาเสริมโครงเหล็ก ฟูลฟิลล์ วอลล์” (FULFiLwall System) นวัตกรรมระบบผนังยุคใหม่ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการก่อสร้างให้กับผู้ประกอบการหรือผู้รับเหมาที่ต้องการการส่งมอบงานที่เร็วขึ้นกว่า 30% และช่วยลดต้นทุนแฝง เมื่อเทียบกับระบบการก่อสร้างแบบก่ออิฐฉาบปูน หน้างานสะอาดเพราะเป็นระบบหล่อในที่ด้วยการก่อสร้างแบบกึ่งแห้ง (Stay In Place) โดยสามารถออกแบบผนังกันเสียงที่มีความหนาของผนังน้อยกว่าผนังก่ออิฐทั่วไป ช่วยเพิ่มพื้นที่ให้กับห้องและอาคาร ในขณะที่ยังคงความแข็งแรงตามมาตรฐานสากล ยึดแขวนของได้มากกว่า 50 กก.ต่อจุด และกันเสียงได้ตั้งแต่ 40-66 เดซิเบล (ตามการออกแบบ) รับแรงสั่นสะเทือนได้มากกว่า 6 ริคเตอร์ นอกจากนี้ยังสามารถออกแบบผนังให้สูงได้ถึง 9 เมตร โดยมีการใช้ นวัตกรรมปูนสูตรพิเศษ ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับวิธีการติดตั้งระบบผนัง ฟูลฟิลล์ วอลล์ โดยเฉพาะ คือใช้ระยะเวลาในการเซ็ทตัวเพียง 1.30 นาที เร็วกว่าปูนซีเมนต์ทั่วไปถึง 95% ทำให้สามารถควบคุมระนาบผนังให้เรียบสวย เนื้อปูนเกาะเป็นเนื้อเดียวกันแม้มีการกรอกเพิ่มเติมภายหลัง ปูนมีความหนาแน่นเทียบเท่าอิฐมวลเบา G4 และทนไฟได้นานถึง 2 ชั่วโมง 45 นาที อีกทั้งยังได้รับลิขสิทธิ์ นวัตกรรมการกรอกผนังฟูลฟิลล์ วอลล์แบบมัลติเลเยอร์ (Multi-Layer) เป็นรายแรกและรายเดียวในไทย ซึ่งช่วยลดแรงดันที่เกิดจากการเทปูนลงในผนัง ลดการปูดบวม และควบคุมระนาบของผนังให้เรียบสวย ผนังตรงได้ฉาก นอกจากนวัตกรรมการก่อสร้างที่เป็นจุดแข็งแล้ว ยังมีบริการเบ็ดเสร็จครบวงจร ตั้งแต่ให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง ตรวจสอบคุณภาพ และรับประกัน จากผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ พร้อมวางกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มผู้รับเหมา และดีเวลลอปเปอร์ กลุ่มงานอาคารแนวดิ่ง ได้แก่ คอนโดมิเนียม โรงแรม และอพาร์ทเม้นต์ ที่ต้องการงานก่อสร้างที่รวดเร็วและมีคุณภาพ โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อรับบริการได้ที่เอสซีจี คอนแทค เซ็นเตอร์ โทร. 02-586-2222 หรือร้านผู้แทนจำหน่ายเอสซีจีทั่วประเทศ ทั้งนี้ที่ผ่านมาเราได้รับความไว้วางใจจากองค์กรธุรกิจชั้นนำหลายองค์กรในการก่อสร้างระบบผนังภายในโครงการต่างๆ อาทิ blu ชะอำ-หัวหิน คอนโดมิเนียม ของบริษัทร่วมอิสสระ จำกัด, The Zea ศรีราชา ของบริษัท เวลธ์ ดีเวลลอปเปอร์ จำกัด และ เดอะแกรนด์ AD จอมเทียน/AD หัวหิน ของบริษัท เอ.ดี.เฮ้าส์ จำกัด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีกหลายโครงการ “เนื่องจากระบบผนังอิฐมวลเบาเสริมโครงเหล็ก ฟูลฟิลล์ วอลล์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายแบบ B2B ดังนั้นบริษัทจึงได้เริ่มผลักดันการขายนับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เกิด Reference Site ตอกย้ำความเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งต่อจากนี้ก็จะเดินหน้าสร้างการรับรู้ในกลุ่มเป้าหมายต่อไป โดยเน้นสื่อสารถึงจุดเด่นและนวัตกรรมของระบบผนังที่ทำให้การก่อสร้างง่ายและรวดเร็วกว่าการก่อสร้างในรูปแบบเดิม หน้างานสะอาด ส่งงานเร็ว ลดต้นทุนแฝง อีกทั้งยังมีบริการการติดตั้งครบวงจร ผ่านการออกบูธจัดแสดงเกี่ยวกับงานก่อสร้าง อีกทั้งยังมีการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อดิจิตอล ตลอดจนอัพเดทข้อมูลในเว็บไซต์www.scgbuildingmaterials.com โดยเรามั่นใจว่าหลังการแนะนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ จะทำให้ได้รับผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมาย โดยตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 223 ล้านบาท หรือคิดเป็น 320,000 ตร.ม. ทั้งนี้นอกจากการเปิดตัวระบบผนังอิฐมวลเบาเสริมโครงเหล็ก ฟูลฟิลล์ วอลล์ เข้าสู่ตลาดแล้ว หลังจากนี้ทางเอสซีจี บิลดิ้งเทค ยังมีแผนในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เป็นโซลูชั่นสำหรับผนังในรูปแบบอื่นๆ อาทิ S Wall, Precast เข้าสู่ตลาดอย่างเป็นทางการต่อไป เพื่อตอบวิสัยทัศน์ในการเป็นแบรนด์สินค้าเทคโนโลยีระบบก่อสร้าง ที่ตอบโจทย์งานก่อสร้างที่รวดเร็ว คุณภาพสูง แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคต” นายสราวุฒิ กล่าวสรุป
เจแอลแอลคาดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ประโยชน์ในระยะยาว

เจแอลแอลคาดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ประโยชน์ในระยะยาว

เมื่อช่วงต้นเดือนนี้ ที่ประชุม ครม. ได้มีมติเห็นชอบกรอบการออกพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แม้จะมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก ที่ยังไม่มีความชัดเจนในร่างโครงสร้างภาษี ที่มีการเผยแพร่ออกมาในเบื้องต้น แต่คาดว่าเมื่อประกาศใช้ จะมีผู้ถือครองอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากที่จะได้รับผลกระทบระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการปรับตัว อย่างไรก็ดี นโยบายภาษีใหม่นี้ เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและจะเป็นประโยชน์ต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยโดยรวมต่อไปในระยะยาว ตามการวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล (โจนส์ แลง ซาลล์) เจ้าของบางรายอาจจำเป็นต้องปล่อยขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อเลี่ยงภาระภาษี ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ จะสร้างภาระทางการเงินให้แก่ผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าข่ายต้องเสียภาษี ดังนั้น เท่ากับเป็นการบังคงให้เจ้าของต้องเข้าใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ (โดยเฉพาะที่ดินเปล่า) เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอัตราสูง หรือพยายามทำให้อสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองสามารถสร้างรายได้ให้ได้อย่างน้อยมากพอที่จะทดแทนภาษีที่จะต้องจ่าย ในขณะที่เจ้าของบางรายอาจจำเป็นต้องปล่อยขายอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากไม่มีความสามารถในการจ่ายภาษีได้ นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ เจแอลแอล กล่าวว่า “มีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นเศรษฐีที่ดินแต่ไม่ได้มีเงินทองร่ำรวย ดังนั้น จึงอาจไม่สามารถแบกรับการจ่ายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงแต่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพราะฉะนั้น จึงคาดว่า คนกลุ่มนี้อาจจำเป็นต้องปล่อยขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครอง” ธนาคาร-สถาบันการเงิน เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อีกกลุ่มหนึ่งที่คาดว่าจะได้รับแรงกดดันจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจนต้องเร่งการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จากการยึดจากลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ “แม้ภาษีที่มีการเสนอให้จัดเก็บสำหรับกรณีที่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPA) ของสถาบันการเงินจะได้รับการผ่อนผันให้ใช้ภาษีอัตราต่ำที่ร้อยละ 0.05 เป็นเวลา 5 ปี แต่ในความเป็นจริงคือ ธนาคารและสถาบันการเงินมี NPA จำนวนไม่น้อยที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง ดังนั้น คาดว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะสร้างภาระให้กับธนาคารได้ไม่น้อยเช่นกัน” นางสุพินท์กล่าว ในกรณีต่างๆ ดังกล่าว คาดว่า เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่มีความจำเป็นต้องปล่อยขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อเลี่ยงภาระที่จะเกิดจากภาษีใหม่ จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในเรื่องราคา ซึ่งหมายรวมถึงการยอมลดราคาเสนอขายลงเพื่อเร่งการขาย อย่างไรก็ดี สำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่มีทุนหนาบางรายอาจไม่ยอมลดราคาขายลง และยอมที่จะจ่ายภาษีเอง แต่อาจปรับราคาขายขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนภาษีที่ต้องจ่ายไป “กลยุทธ์นี้อาจใช้ได้ผล กรณีที่อสังหาริมทรัพย์นั้นๆ เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ดีและตั้งอยู่ในทำเลที่ดี ซึ่งมีผู้สนใจซื้อจำนวนมาก” นางสุพินท์กล่าว ค่าเช่าโดยรวมสำหรับอสังหาริมทรัพย์อาจปรับสูงขึ้น ยังไม่มีความชัดเจนว่า สำหรับอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่สามารถสร้างรายได้ เจ้าของจะต้องจ่ายภาษีสูงขึ้นหรือลดลง เมื่อเทียบกับภาษีโรงเรือนปัจจุบันที่มีการเรียกเก็บในอัตราร้อยละ 12.5 ของรายได้ที่ได้จากการให้ปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ (หรือตามที่เจ้าหน้าที่ประเมินว่า สินทรัพย์ดังกล่าวน่าจะสร้างรายได้ปีละเท่าใดหากปล่อยเช่า) แต่ไม่ว่าจะกรณีใด หากต้องจ่ายภาษีสูงขึ้น แน่นอนว่า เจ้าของจะผลักภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นไปให้กับผู้เช่า ไม่ว่าจะโดยทางตรง หรือทางอ้อม ซึ่งหมายความว่า ค่าเช่าโดยรวม (ก่อนหักค่าใช้จ่าย) สำหรับอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าทุกประเภทจะปรับเพิ่มสูงขึ้น แต่ถึงกระนั้น สัดส่วนภาระภาษีที่จะถูกผลักไปให้ผู้เช่า อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดของอสังหาริมทรัพย์แต่ละประเภท “ตัวอย่างเช่นตลาดอพาร์ทเม้นท์ให้เช่าในกรุงเทพฯ ซึ่งมีการแข่งขันสูง ทั้งกับอพาร์ทเม้นท์ด้วยกันเอง และกับคอนโดที่มีการปล่อยออกมามากในขณะนี้ เจ้าของอาคารอพาร์ทเม้นท์อาจต้องยอมรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นไว้เอง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน แต่ในทางตรงข้าม ตลาดอาคารสำนักงานให้เช่าในกรุงเทพฯ ในขณะนี้ อำนาจการต่อรองอยู่ในฝั่งของเจ้าของอาคาร ดังนั้น จึงมีแนวโน้มที่เจ้าของอาคารจะผลักภาระทางด้านภาษีที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่หรือทั้งหมดไปให้กับผู้เช่า ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม” นางสุพินท์กล่าว โดยภาพรวม ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว นอกเหนือจากการเพิ่มแหล่งรายได้ให้กับทางการเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาท้องที่ เชื่อว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่จะช่วยกระตุ้นให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีของที่ดินรกร้างที่ถูกปล่อยทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งเข้าข่ายที่เจ้าของต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุด นอกจากนี้ คาดว่าภาษีใหม่จะมีส่วนช่วยอย่างมากในการลดการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไรด้วย “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ จะเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นให้แก่ผู้ที่คิดจะซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็บไว้รอโอกาสขายเพื่อทำกำไรเมื่อราคาขยับขึ้นในอนาคต เนื่องจากภาษีใหม่นี้จะเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ถือครองอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะหากอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่มีการใช้ประโยชน์หรือไม่ก่อให้เกิดรายได้” นางสุพินท์อธิบาย ในส่วนของการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะไม่ซื้อที่ดินเพื่อสะสมไว้ แต่จะซื้อที่ดินที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการได้ทันที ซึ่งนโยบายภาษีใหม่นี้จะทำให้แนวโน้มนี้ขยายตัวเพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก นางสุพินท์กล่าวสรุปว่า “แม้จะมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากที่ยังไม่มีความชัดเจนในร่างโครงสร้างภาษีที่มีการเผยแพร่ออกมาในเบื้องต้น แต่หากมีการศึกษาทบทวนรายละเอียดหลักเกณฑ์และกฎระเบียบเกี่ยวการเรียกเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ ให้รอบคอบและมีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่านโยบายใหม่ด้านภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นผลดีกับประเทศไทยและภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อไปในระยาว” ร่างโครงสร้างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง * ราคาประเมินจากกรมธนารักษ์  ที่มา – กระทรวงการคลัง
คาดวิกฤตอียูไม่กระทบตลาดอสังหาริมทรัพย์เอเชียแปซิฟิก

คาดวิกฤตอียูไม่กระทบตลาดอสังหาริมทรัพย์เอเชียแปซิฟิก

กรุงเทพฯ 28 มิถุนายน 2559 –  ในภาวะที่ตลาดเงินมีความผันผวนสูงหลังจากอังกฤษมีประชามติให้ถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป มีความเป็นไปได้ว่าการลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์โดยภาพรวมทั่วโลกอาจมีความคึกคักน้อยลง โดยนักลงทุนจากยุโรปมีแนวโน้มไม่ลงทุนเพิ่ม ซึ่งรวมถึงการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างภูมิภาค จนกว่าตลาดเงินจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ในขณะที่ธนาคารที่มีความเกี่ยวพันสูงกับยุโรปจะไม่ต้องการเสี่ยงปล่อยกู้ในระยะนี้ อย่างไรก็ดี ความผันผวนในกลุ่มยูโร เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบเชิงลบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียแปซิฟิกซึ่งพึ่งพาความต้องการและการลงทุนภายในประเทศและภายในภูมิภาคเป็นส่วนใหญ่ และน่าจะมีผลดีในบางมิติ ตามการวิเคราะห์จาก ดร. เมแกน วอลเตอร์ส ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหน่วยธุรกิจบริการด้านลงทุนภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล (โจนส์ แลง ลาซาลล์) นักลงทุนสนใจลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์เอเชียแปซิฟิกมากขึ้น ออสเตรเลียเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบแต่น่าจะได้ประโยชน์มากกว่าจากความผันผวนที่เกิดขึ้นในยุโรป ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของอังกฤษและออสเตรเลียต่างได้รับความสนใจจากสูงจากนักลงทุนต่างชาติ จากการที่มีความเสี่ยงด้านการลงทุนต่ำ เนื่องจากเป็นตลาดที่มีความโปร่งใสสูงและอสังหาริมทรัพย์มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก ดังนั้น ในระหว่างนี้ ออสเตรเลียน่าจะดึงดูดนักลงทุนได้มากกว่า นอกจากนี้ นักลงทุนจากเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งมีบทบาทสูงในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ที่มีการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก มีจำนวนไม่น้อยที่เข้าไปลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของยุโรปรวมถึงอังกฤษในช่วงก่อนหน้า ซึ่งนักลงทุนจากเหล่านี้ต่างได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าลงของทั้งเงินปอนด์อังกฤษและเงินยูโร ซึ่งส่งผลให้มูลค่าและรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อไว้ปรับลดลงเมื่อแลกเปลี่ยนกลับมาในสกุลของประเทศต้นทางของตน ด้วยเหตุนี้ ตราบเท่าที่ความไม่แน่นอนยังมีอยู่สูง นักลงทุนส่วนใหญ่ของเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มที่จะเลือกลงทุนในภูมิภาคของตนเองมากขึ้น แม้จะมีบางส่วนที่อาจยินดีรับความเสี่ยงด้วยการอาศัยจังหวะที่ค่าเงินปอนด์อ่อนตัว หาโอกาสการเข้าลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษ แนวโน้มที่นักลงทุนเอเชียแปซิฟิกมีหันมาลงทุนในภูมิภาคของตนเองมากขึ้น สะท้อนให้เห็นตั้งแต่ช่วงก่อนรู้ผลการลงประชามติให้อังกฤษถอนตัวจากอียู โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ การลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนซึ่งปกติเป็นตลาดการลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูงสุดในโลก ได้ชะลอตัวลงอันเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากการจัดให้มีการลงประชามติ แต่ในช่วงเดียวกัน พบว่า นักลงทุนจีนมีการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะในฮ่องกง นักลงทุนเอเชียแปซิฟิกมีขีดความสามารถในการลงทุนสูงขึ้น นักลงทุนในเอเชียแปซิฟิกซึ่งมีทุนหนาอยู่แล้วคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ขณะนี้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะประเทศที่มีค่าเงินแข็งขึ้นมากดังเช่นญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้มีนักลงทุนมีกำลังในการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อธนาคารกลางของญี่ปุ่นใช้นโยบายดอกเบี้ยเงินฝากติดลบ ซึ่งจะกระตุ้นให้นักลงทุนญี่ปุ่นมีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น การอ่อนแรงลงของนักลงทุนจากอียู ยังจะเอื้อประโยชน์ให้กับนักลงทุนของเอเชียแปซิฟิกด้วย เนื่องจากเป็นการลดคู่แข่งในการชิงโอกาสการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจลง การเจรจาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ๆ ในเอเชียแปซิฟิกโดยกองทุนที่มีนักลงทุนจากยุโรปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บางรายการที่มีขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ อาจถูกหยุดไว้ หรือยกเลิกไป แต่คาดว่าในไม่ช้าจะมีนักลงทุนเอเชียแปซิฟิกเข้าเจราจาซื้อแทน
เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ รังสรรค์วิมานแห่งใหม่ของคนมีสไตล์ เนรมิต 4 ห้อง 4 แบบที่ “มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี” คอนโดหรูหราคลาสสิค ผสมกลิ่นอายโมเดิร์นใจกลางเมือง

เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ รังสรรค์วิมานแห่งใหม่ของคนมีสไตล์ เนรมิต 4 ห้อง 4 แบบที่ “มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี” คอนโดหรูหราคลาสสิค ผสมกลิ่นอายโมเดิร์นใจกลางเมือง

สัมผัสนิยามใหม่ของความหรูหราที่ไม่ไกลเกินเอื้อม บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับบนชั้นนำของไทย เนรมิต “มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี” (MAESTRO 02 Ruamrudee) คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์สไตล์คลาสสิค มูลค่ากว่า 590 ล้านบาท ชูจุดขายทำเลที่ดีที่สุดของการใช้ชีวิตใจกลางกรุงเทพฯ ที่ยากจะหาได้ในเวลานี้ รายล้อมด้วยความสะดวกสบายในทุกมิติของชีวิต พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมือง ล่าสุด จัดงานเปิดตัวห้องตัวอย่าง 4 รูปแบบ โดยมี 4 เซเลบริตี้ ผู้เปี่ยมด้วยรสนิยมมาเป็นตัวแทนของ 4 ไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจ ได้แก่ พิมดาว พานิชสมัย นักร้องและนักแสดงมากฝีมือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวอนาคตไกล ณัฐพล จุฬางกูร ทายาทธุรกิจวงการยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์ และธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง หรือ ปอม ชาน นักวาดภาพประกอบชื่อดังระดับโลก ภายในงานได้รับเกียรติจาก เพชรลดา พูลวรลักษณ์ กรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยรายละเอียดของ มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี คอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จโครงการใหม่ล่าสุด พร้อมด้วยเซเลบริตี้ตัวแทนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, พิมดาว พานิชสมัย และนักแสดงหนุ่มสุดฮอต ฌอห์ณ จินดาโชติ ร่วมพูดคุยถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบคนเมือง พร้อมแชร์เคล็ดลับการเลือกคอนโดฯ ในฝัน วันพุธที่ 15 มิถุนายนนี้ ที่ มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี ซอย 2 เพชรลดา พูลวรลักษณ์ เผยว่า เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ เนรมิตโครงการ มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี ให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ในซอยร่วมฤดี ภายใต้คอนเซ็ปต์คลาสสิคผสมกลิ่นอายโมเดิร์นที่ผสานกันได้อย่างลงตัว อาคารสูง 8 ชั้น พร้อมชั้นจอดรถใต้ดิน 1 ชั้น และมีจำนวนห้องเพียง 138 ยูนิต ตั้งอยู่ในใจกลางซอยร่วมฤดี ซึ่งเป็นทำเลที่เงียบสงบเป็นส่วนตัว และครบครันกับทุกองค์ประกอบของไลฟ์สไตล์ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต และแหล่งช้อปปิ้ง เพียง 5 นาทีถึงเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่และเซ็นทรัล ชิดลม สะดวกสบายในการเดินทางด้วยรถยนต์เมื่อสามารถเข้า-ออกโครงการได้ถึง 2 เส้นทาง คือ ถนนเพลินจิตและถนนวิทยุ “จุดเด่นของโครงการ นอกจากตั้งอยู่ในทำเลทองใจกลางเมืองแล้ว มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี ได้รับการออกแบบอย่างเป็นเอกลักษณ์ ด้วยเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมดีไซน์ยูโรเปี้ยนคลาสสิคที่บ่งบอกสไตล์การใช้ชีวิตโก้หรูอย่างแตกต่าง งานดีไซน์ภายในห้องสะท้อนความทันสมัย นอกจากนี้ ภายในโครงการ มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ตอบทุกรูปแบบการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแลคจอดจักรยาน ห้องฟิตเนสและบ๊อกซิ่ง สระว่ายน้ำอควาติกพูลพร้อมจากุซซี่ ลานโยคะ มุมบาร์บีคิว เพื่อจัดปาร์ตี้สังสรรค์ และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ ภายในโครงการได้รังสรรค์ธีมห้องตัวอย่าง 4 สไตล์ ได้แก่  “Happiness Enhancer”, “Life Chamber”, “Jetsetter” และ “Dream maker” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์ของ 4 เซเลบริตี้รุ่นใหม่ พร้อมร่วมถ่ายทอดนิยามและคำจำกัดความของที่พักอาศัยในแบบเฉพาะตัว “Happiness Enhancer” เริ่มจาก พิมดาว พานิชสมัย นักร้องและนักแสดงมากฝีมือที่ให้คำจำกัดความคอนโดฯ ในฝันของเธอว่า ต้องให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน มีความเป็นตัวเองมากที่สุด เพราะนั่นจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจดีๆ ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ลืมตาตื่น โมเมนต์ของความสุขเกิดขึ้นง่ายๆ แค่เพียงนั่งพักผ่อนบนโซฟาตัวนุ่มสบายและผ่อนคลายอารมณ์ด้วยกีต้าร์โปร่งสักตัว โทนสีขาว คือ สีในดวงใจของพิมดาว เพราะให้ความรู้สึกโปร่ง สบายตา หากมีโอกาสแต่งห้องเอง เธอบอกว่าก็คงจะมีงานเพ้นท์ติดไว้เต็มผนัง โดยเฉพาะรูปที่วาดเอง เพราะมีคุณค่าทางจิตใจ หรือแม้กระทั่งของที่เจ้าตัวและสามีให้กันในโอกาสต่างๆ ก็คงจะจัดวางตกแต่งห้องไปด้วย  “ตอนนี้ไม่ได้ตัวคนเดียวแล้ว ก็ต้องถามสามีด้วยว่าชอบอะไรแบบไหน เป็นการแชร์กัน ทั้งเรื่องเฟอร์นิเจอร์ด้วยก็ตาม แล้วมัดหมี่เองก็เป็นคนที่ชอบออกกำลังกายมาก เกือบจะ 6 วันต่อสัปดาห์ การมีห้องออกกำลังกายหรือสระว่ายน้ำอยู่ในคอนโดฯ ก็เป็นเรื่องดีมากๆ เพราะเราก็ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปหาฟิตเนสที่อื่น” “Life Chamber” ด้าน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวอนาคตไกลที่ตอนนี้ควบอีกหนึ่งตำแหน่ง ในฐานะคุณพ่อของน้องพิพิม ลิ้มเจริญรัตน์ เปิดใจว่า หากให้เลือกที่พักอาศัยสักแห่ง นอกเหนือจากโลเคชั่นและสะดวกสบายในการเดินทางแล้ว ยังพิจารณาที่ซอฟท์แวร์หรือสังคม เพื่อนบ้านที่จะอยู่ด้วย คอนโดมิเนียมแบบโลว์ไรซ์ คือ คนน้อย จึงตอบโจทย์ ตรงที่มีความเป็นส่วนตัว เหมาะกับการอยู่อาศัยแบบครอบครัว “ผมมองว่าที่พักอาศัยก็เหมือนกับคู่ชีวิต และเป็นเสมือนที่ชาร์จพลังของเรา เป็นที่ๆ เป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด โลกข้างนอกอาจจะดีบ้างไม่ดีบ้างนะ แต่กลับเข้ามาในบ้านเราต้องสามารถเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าที่นี่เป็น Home ไม่ใช่ House ผมเป็นคนท่องเที่ยวเยอะ และเปิดกว้างยอมรับความคิด หรือวัฒนธรรมใหม่ๆ พอไปประเทศไหนก็เลยมักจะมีงานศิลปะของประเทศนั้นๆ ติดไม้ติดมือกลับมาด้วย สิ่งที่มีอยู่ในบ้านไม่จำเป็นต้องมียี่ห้อ หรือแพง เพราะบางสิ่งของผมมันก็ไม่ได้มียี่ห้ออะไร แต่มีคุณค่าทางใจสำหรับผม” การตกแต่งในธีม “Life Chamber” มาในโทนสีเรียบโก้ สะท้อนให้เห็นไลฟ์สไตล์ที่ชอบเดินทาง ทั้งเพื่อติดต่อธุรกิจและการท่องเที่ยว ผ่านโต๊ะทำงานที่โดดเด่น และชั้นวางของไว้สำหรับวางของสะสมจากทั่วทุกมุมโลก “Jet Setter” ด้วยความที่เป็นคนพิถีพิถันในการใช้ชีวิต ทุกสิ่งรอบตัวของ ณัฐพล จุฬางกูร ทายาทธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์  จึงต้องคัดสรรให้เหมาะและแมทช์กับตนเอง ด้วยธีมแบบ “Jet Setter” จึงแสดงถึงความหรูหรามีระดับ ด้วยของตกแต่งคุณภาพพรีเมี่ยม สะท้อนแนวคิดความเป็นผู้นำ และความเป็นหนุ่มสังคมแถวหน้า “ทำเลเป็นอันดับแรกๆ ที่ต้องให้ความสำคัญ ควรเข้าออกได้หลายทาง ส่วนที่จอดรถก็ควรกว้างขวาง สะดวกสบาย  ถัดมาคือเรื่องความปลอดภัย รวมถึงความเป็นส่วนตัว โครงสร้างและตัวตึกก็ต้องได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ การออกแบบสวยงาม มีเอกลักษณ์ มีพื้นที่สีเขียวให้ผ่อนคลายด้วย เพราะมุมโปรดของผมคือมุมกระจก ที่สามารถมองออกไปเห็นวิวข้างนอกได้หมด ได้เห็นมุมเขียวๆ สดชื่นจากด้านนอก ทำให้รู้สึกรีแล็กซ์มากๆ ถ้าเปรียบ มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี เป็นคนนะ ผมถือว่าเป็นบุคคลที่เพียบพร้อม และประสบความสำเร็จอยู่ในแถวหน้า” “Dream maker” สาวอาร์ทติสท์ นักวาดภาพประกอบชื่อดังระดับโลก ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง หรือ ปอม ชาน ผู้หลงใหลการตกแต่งบ้าน เพราะเชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งอย่างที่สะท้อนตัวตนผู้อยู่อาศัย ห้องในธีม ““Dream maker” จึงสะท้อนไลฟ์สไตล์ของคนทำงานศิลปะและการออกแบบ มี Element ต่างๆ ที่สะท้อนถึงความเป็นดีไซเนอร์ เช่น ภาพวาด ลวดลายในกรอบรูป เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ “มุมโปรดที่ขาดไปไม่ได้คือ ระเบียงค่ะ เพราะปลูกต้นไม้ได้  มุมหนังสือ บวกกับผนังที่มีกรอบรูปเยอะๆ ก็ตอบโจทย์ความเป็นปอมมาก และขาดไม่ได้สำหรับผู้หญิงทุกคนคือมุมแต่งตัว ส่วนตอนกลางคืนต้องดาดฟ้าแน่นอนเลยค่ะ ช่วงเย็นๆ ไปนั่งพักผ่อนคิดงานน่าจะดี ชอบมากๆ ที่มีมุมสำหรับบาร์บีคิว ชวนเพื่อนมาสนุกกันได้อีก นอกเหนือจากดีไซน์และฟังก์ชั่นที่ต้องเอื้อต่อผู้อยู่อาศัยแล้ว สถานที่ตั้งต้องอยู่ในทำเลที่ดี มีความสะดวกสบายในการเดินทาง เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์คนรักการเดินทางเช่นเธอ “มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี” คอนโดมิเนียมหรูสไตล์ยูโรเปี้ยนคลาสสิคผสมกลิ่นอายโมเดิร์น บนทำเลถนนเพลินจิต ซอยร่วมฤดี 2 โดยเป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์ สูง 8 ชั้น จำนวน 1 อาคาร รวม 138 ยูนิต บนพื้นที่กว่า 1 ไร่ ประกอบด้วยห้องประเภท 1 ห้องนอนแบบสวีท, 1 ห้องนอน, 2 ห้องนอน, 2 ห้องนอนดูเพล็กซ์ และ 3 ห้องนอนดูเพล็กซ์ พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 25.5-87 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 4.5 ล้านบาท สามารถเข้าอยู่ได้ทันที พบกับแลนด์มาร์คแห่งความสุขที่ตอบสนองทุกรูปแบบในการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว ในราคาเริ่มต้น 4.5 ล้านบาท สนใจสามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02 254 4777 หรือทางเว็บไซต์ www.mde.co.th และwww.facebook.com/maestro.residences
นายณ์ เอสเตท เผยความสำเร็จโครงการ KRAAM คอนโดมิเนียมซูเปอร์ลักชัวรี่ ใจกลางสุขุมวิท 26 กวาดยอดขายทะลุเป้าถึง 60% หลังพรีเซลเพียงสองวัน

นายณ์ เอสเตท เผยความสำเร็จโครงการ KRAAM คอนโดมิเนียมซูเปอร์ลักชัวรี่ ใจกลางสุขุมวิท 26 กวาดยอดขายทะลุเป้าถึง 60% หลังพรีเซลเพียงสองวัน

นายณ์ เอสเตท ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งเน้นคุณภาพในทุกรายละเอียด เผยความสำเร็จของโครงการ KRAAM (คราม) คอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ บนสุดยอดทำเลใจกลางสุขุมวิท 26  ใกล้บีทีเอสพร้อมพงษ์ และ The EM District ซึ่งได้กระแสตอบรับดีเกินคาดด้วยยอดขายถึง 60% หลังเปิดพรีเซลเพียงสองวัน ชี้กำลังซื้อตลาดบนยังดีต่อเนื่อง มั่นใจกลยุทธ์การเลือกทำเลและการดีไซน์ที่ตอบโจทย์ สุธี ลิมปนชัยพรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นายณ์ เอสเตท กล่าวว่า “KRAAM คือโครงการที่พักอาศัยแบบไฮไรซ์โครงการแรกของเรา ซึ่งหลังจากที่เปิดพรีเซลไปเมื่อวันที่ 18 - 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา ก็ได้รับความสนใจและการตอบรับที่ดีเกินคาด สามารถทำยอดขายได้ถึงกว่า 60% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ถือว่าสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นเพราะจุดเด่นที่หาไม่ได้จากโครงการระดับซูเปอร์ลักชัวรี่อื่น ๆ ทั้งในด้านศักยภาพทำเลใจกลางธุรกิจ สุขุมวิท 26 ที่พรั่งพร้อมสำหรับทุกมิติของการใช้ชีวิต แต่ยังคงความสงบ ร่มรื่น ตลอดจนรูปแบบการออกแบบภายใต้แนวคิด “Home-Like Condominium” แต่ละยูนิตจึงมาพร้อมห้องและพื้นที่เก็บของขนาดใหญ่สามารถอยู่ได้จริง  รูปแบบห้องถูกออกแบบให้แยกผนังห้องแต่ละห้องออกจากกันเพื่อความเป็นส่วนตัวและการถ่ายเทอากาศที่ดี (Cross Ventilation) ในทุกยูนิต รวมทั้งพิเศษสุดด้วยพื้นที่อเนกประสงค์ภายนอก (Yard Area) สำหรับซักล้าง และจัดสรรพื้นที่จอดรถในสัดส่วนถึง 140% ของจำนวนยูนิต พร้อมที่เก็บของในที่จอดรถ การตกแต่งภายในใช้วัสดุคุณภาพระดับพรีเมียม นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญเรื่อง Green Living ด้วยการออกแบบให้มีหน้าต่างขนาดใหญ่สูงจากพื้นจรดเพดานเพื่อรับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ (Full Height Window) กระจกหน้าต่างกันความร้อนสามชั้น (Triple Glazed Window) เพื่อดูดซับเสียงและกันความร้อน แผงบังแดดแนวตั้ง (Vertical Façade Fin) ตลอดแนวด้านหน้าอาคารเพื่อลดความร้อนจากแสงแดด ซึ่งเมื่อพิจารณาโดยรวมทั้งตัวสินค้า คุณภาพ และราคาแล้ว นับเป็นโครงการที่ให้ความคุ้มค่าอย่างยิ่ง ทั้งเพื่อการพักอาศัย และการลงทุนในระยะยาว”   KRAAM คือโครงการคอนโดมิเนียมที่ให้สัมผัสของความเป็นบ้านสำหรับครอบครัวควบคู่กับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอาคารสูง 29 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1-3-91 ไร่ ประกอบด้วยทั้งหมด 126 ยูนิต แบ่งเป็นประเภทหนึ่งห้องนอน สองห้องนอน สามห้องนอน และเพนต์เฮาส์สี่ห้องนอน ขนาดพื้นที่เริ่มตั้งแต่ 61 ตารางเมตร จนถึงเพนต์เฮาส์ขนาด 228.5 ตารางเมตร ด้วยราคาขายเฉลี่ย 275,000 บาทต่อตารางเมตร มอบความสงบและเป็นส่วนตัวในการพักอาศัยด้วยจำนวนยูนิตต่อชั้นเพียง 6 – 8 ยูนิต ราคาเริ่มต้นของยูนิตอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านบาทขึ้นไป และใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีพร้อมพงษ์ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2562 สนใจชมห้องตัวอย่างได้ที่สำนักงานขาย ณ ที่ตั้งโครงการ สุขุมวิท 26
ส.รับสร้างบ้านแนะรัฐลดหย่อนภาษีที่ดินปลูกสร้างบ้าน ชงขยายเวลาเก็บภาษีบ้านที่อยู่ระหว่างปลูกสร้างอย่างน้อย2ปี

ส.รับสร้างบ้านแนะรัฐลดหย่อนภาษีที่ดินปลูกสร้างบ้าน ชงขยายเวลาเก็บภาษีบ้านที่อยู่ระหว่างปลูกสร้างอย่างน้อย2ปี

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน หวั่นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกระทบผู้บริโภค “พิชิต อรุณพัลลภ” ระบุการยกเว้นการจัดเก็บภาษีเป็นเวลา 1 ปีให้กับที่ดินที่อยู่ระหว่างการปลูกสร้างบ้านที่้เจ้าของใช้เป็นบ้านของตนเองนั้นสั้นเกินไป แนะรัฐควรขยายเวลาเป็นอย่างน้อย 2 ปีเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีบ้านพักที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในระยะยาว ย้ำถึงเวลาภาครัฐควรหันมาศึกษาหรือหาข้อมูลถึงความต้องการของคนในกลุ่มที่ต้องการซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างบ้านเองในอนาคตให้มากยิ่งขึ้น นายพิชิต อรุณพัลลภ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ได้กล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ....ว่า โดยภาพรวมนั้นเห็นด้วยกับหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งในส่วนของภาคธุรกิจรับสร้างบ้านนั้นมองว่ากฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเร่งให้ผู้บริโภครีบตัดสินใจใช้ที่ดินสร้างบ้านมากขึ้น แต่ถ้ามองในอีกด้าน เชื่อว่าจะเป็นภาระให้คนที่ต้องการซื้อที่ดินเพื่อต้องการปลูกบ้านในอนาคต หรือผู้ถือครองที่ดินผืนเล็กเพื่อสร้างบ้านแต่ยังไม่มีความพร้อม เนื่องจากหากมีที่ดินแล้วแต่รอเก็บเงินอาจใช้เวลานานเป็น  3 -5 ปี หรือผู้บริโภคบางรายอาจใช้เวลานานกว่านั้น ซึ่งระหว่างที่สะสมเงินนั้นผู้บริโภคมีภาระที่ต้องผ่อนชำระและยังต้องจ่ายภาษี ทำให้ความต้องการที่จะซื้อที่ดินเพื่อจะปลูกสร้างบ้านในอนาคตนั้นอาจมีผลกระทบ โดยสาระสำคัญของกฎหมายที่กระทบกับธุรกิจรับสร้างบ้านก็คือ ข้อ 9.2 ที่ระบุว่า ให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีเป็นเวลา 1 ปีระหว่างปลุกสร้างนั้นให้กับที่ดินที่อยู่ระหว่างการปลูกสร้างบ้านที่เจ้าของใช้เป็นบ้านของตนเอง “ผมว่าได้รับการยกเว้น 1ปีค่อนข้างสั้นไปเพราะสร้างบ้านมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนแน่นอน และการสร้างบ้านเองใช้เวลามากกว่าซื้อบ้านสำเร็จรูป สำหรับผู้ถือครองที่ดินใหม่นับแต่วันประกาศน่าจะมีระยะเวลาผ่อนผันเพื่อวางแผนการใช้ที่ดินเพราะถ้ามีการเปลี่ยนการถือครองหรือใช้ในเชิงพาณิชย์ภายใน5ปีจะมีภาระภาษีธุรกิจเฉพาะคุมอยู่แล้ว” นายพิชิต กล่าวพร้อมให้ความเห็นด้วยว่าถ้าจะเป็นการดีในการกระตุ้นหรือสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองคือให้ยืดระยะเวลาในการลดหย่อนภาษี0%สำหรับบ้านพักอาศัยที่กำลังปลูกสร้างจาก1ปีเป็น2ปีเป็นอย่างน้อย ทั้งนี้ หลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ....ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีสมาคมฯเรามีการปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้พอสมควร พร้อมกับได้ข้อสรุปที่จะเสนอรัฐบาล ควรหันมาศึกษาหรือหาข้อมูลถึงความต้องการของคนในกลุ่มที่ต้องการซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างบ้านเองในอนาคตให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งภาครัฐเองอาจมีมาตรการออกมาสนับสนุนในรูปแบบเงื่อนไขพิเศษด้วยการ “คืนภาษี หรือ หักลดหย่อนภาษี”สำหรับผู้ที่ซื้อที่ดินโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างบ้านเอง ซึ่งหากรัฐมีความชัดเจนในการออกมาตรการมาสนับสนุนดังกล่าวเชื่อว่าจะทำให้ที่ดินว่างเปล่ามีการใช้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น “ภาครัฐควรมีกฎหมายลูก เพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ด้วย เช่น มีการสลักหลังในที่ดินที่ซื้อเก็บเพื่อปลูกสร้างบ้านเป็นการเฉพาะให้มีกำหนดเป็นระยะเวลากี่ปี ซึ่งจะต้องมีการปลูกสร้างบ้านภายในช่วงเวลาที่กำหนด ภายหลังที่มีการปลูกสร้างแล้วเสร็จภาครัฐก็คืนภาษีให้ผู้บริโภคต่อไป การที่ประชาชนสามารถมีบ้านพักอาศัยเป็นของตัวเองจะเป็นตัวชี้วัดการพัฒนาและความเจริญของประเทศ” นายพิชิต กล่าวในตอนท้าย
ออริจิ้น ยึดทำเลทองแหลมฉบัง-ศรีราชา ทุ่มทุน 5,000 ล้านบาท ผุดอาณาจักร ORIGIN DISTRICT เสริมทัพความแข็งแกร่งด้วยกลุ่ม ฮอลิเดย์ อินน์

ออริจิ้น ยึดทำเลทองแหลมฉบัง-ศรีราชา ทุ่มทุน 5,000 ล้านบาท ผุดอาณาจักร ORIGIN DISTRICT เสริมทัพความแข็งแกร่งด้วยกลุ่ม ฮอลิเดย์ อินน์

บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยในทำเลศักยภาพที่ดีที่สุด บุกทำเลทองแถบภาคตะวันออกโดยเฉพาะย่านแหลมฉบัง-ศรีราชาจ.ชลบุรี สร้างอาณาจักร “ออริจิ้น ดิสทริค แหลมฉบัง-ศรีราชา” (Origin District Laemchabang-Sriracha)โครงการมิกซ์ยูสที่มีทั้ง คอนโดมิเนียม โรงแรม และ คอมมูนิตี้มอลล์ ไว้ด้วยกัน มูลค่าโครงการประมาณ5,000 ล้านบาท บนเนื้อที่ 14 ไร่พร้อมเปิดตัวพันธมิตรทางธุรกิจกลุ่มโรงแรมInterContinental Hotels Group มาพร้อมแบรนด์ Holiday inn and suitesสร้างความแข็งแกร่งเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและนิคมอุตสาหกรรม มั่นใจเมืองศรีราชา ยังมีศักยภาพด้านกำลังซื้อสูง จากปัจจัยจากการย้ายฐาน ผลิตและเงินทุนสู่ภาคตะวันออก  คุณพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ภายใต้ชื่อหลักทรัพย์ “ORI” เปิดเผยว่า  จากปัจจัยบวกของภาคอุตสาหกรรม การลงทุน และการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มสดใส เมื่อเปรียบเทียบกับเซ็กเตอร์อื่น ๆ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2559 โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดที่อยู่อาศัยในภาคตะวันออก  เป็นพื้นที่ที่ธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ทั้งรายใหญ่จนถึงรายเล็ก ให้ความสนใจเข้าไปเปิดตัวทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดฯ รวมไปถึงโรงแรม เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่แหลมฉบัง-ศรีราชา จังหวัดชลบุรีถือเป็นจังหวัดที่ถูกจัดว่า มีขนาดของตลาดอสังหาริมทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่งทั้งของภาครัฐและเอกชน จึงทำให้เป็นเมืองขนาดเล็กที่มีศักยภาพสูงมาก ยิ่งในอนาคตภาครัฐยังมีแผนพัฒนาระบบคมนาคมทั้งทางรางและทางถนนอีกหลายโครงการจะยิ่งส่งผลบวกให้กับพื้นที่นี้ในอนาคต บริษัทฯ เล็งเห็นศักยภาพในทำเลภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่แหลมฉบัง-ศรีราชาจ.ชลบุรีที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องจึงได้พัฒนาโครงการ “ออริจิ้น ดิสทริค แหลมฉบัง-ศรีราชา” (Origin District Laemchabang-Sriracha)มีมูลค่าการลงทุนประมาณ5,000ล้านบาท บนเนื้อที่รวม 14ไร่ ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยแบบมิกซ์ยูส หลายรูปแบบอยู่รวมกันประกอบด้วยคอมมูนิตี้ มอลล์ โรงแรม และคอนโดมิเนียมทั้ง Low-rise และ High-rise โดยที่ตั้งของโครงการนั้นอยู่ติดกับถนนสุขุมวิท ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยเน้นกลุ่มเป้าหมาย นักศึกษา คนทำงานในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและในศรีราชา รวมถึงนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นและนักลงทุน โดยโครงการมีจุดเด่น ด้านการออกแบบสไตล์โมเดิร์น เน้นความโปร่งโล่ง สะดวกสบายด้วยฟังก์ชันที่ครบครัน ตั้งอยู่ในทำเลที่ดี ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงเรียนและโรงพยาบาล รวมทั้งมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ได้เปิดตัวพันธมิตรทางธุรกิจกลุ่มโรงแรม InterContinental Hotels Group ในแบรนด์Holiday inn and suites ที่จะมาสร้างความแข็งแกร่งและเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนด้านกลยุทธ์ให้กับโครงการ “ออริจิ้น ดิสทริค แหลมฉบัง-ศรีราชา” เป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วย โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์แอนด์ สวีท ศรีราชา แหลมฉบัง เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 2 ไร่  สำหรับการพักอาศัยกว่า 345 ห้อง เป็นอาคารสูง 36 ชั้น  ซึ่งได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจระดับ International hotel chains อย่าง InterContinental Hotels Group เข้ามาบริหารโรงแรมภายใต้ แบรนด์ Holiday inn and suites โดยจะเน้นลูกค้ากลุ่มทำงานในนิคมอุตสาหกรรมชาวญี่ปุ่น เป็นหลัก โครงการ เคนซิงตันแหลมฉบัง-ศรีราชา (Kensington Leamchabang – Sriracha) เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise สูง 8 ชั้น 4 อาคาร จำนวน 798 ยูนิต มูลค่า 1,150 ออกแบบภายใต้แนวคิด "Modern Loft" ได้แรงบันดาลใจมาจาก Irish Pub ที่เน้นการออกแบบให้มี Double Space ที่เปิดโล่ง ผสมผสานกับการใช้วัสดุ เช่น เหล็ก, อิฐโชว์แนว ภายในโครงการมี Facilities ครบครันรองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่โครงการ นอตติ้ง ฮิลล์ แหลมฉบัง-ศรีราชา (Notting Hill Leamchabang – Sriracha)เป็นคอนโดมิเนียม High-rise สูง 36 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 534 ยูนิต มูลค่า 1,200 ล้านบาทราคาเริ่มต้น1.79 ล้านบาท โดดเด่นด้วยทำเลที่มีศักยภาพ ติดริมถนนสุขุมวิท ใกล้สถานศึกษา และมหาวิทยาลัย การออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “Modern Luxury” ผสมผสานความทันสมัยกับความหรูหราอย่างลงตัว พร้อมแต่งแต้มลายเส้นสถาปัตยกรรมอย่างมีรสนิยม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ     แบรนด์ “Notting Hill”พอร์โทเบลโลมอลล์ (Portobello Mall)เป็นคอมมูนิตี้ มอลล์ สไตล์อังกฤษ ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 3,000 ตร.ม.ที่พร้อมสรรพและครบครันไปด้วยระบบสาธารณูปโภคต่างๆ อาทิ ร้านค้าสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านซักรีด เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกบ้านในโครงการ แนวคิดคือ การสร้างชุมชนบ้าน เพื่อตอบโจทย์ของผู้พักอาศัยในการใช้ชีวิตอยู่จริงได้เป็นอย่างดี โดยมีร้านค้าชั้นนำกว่า 10 ร้านค้า อาทิ KFC Drive Thru เป็นต้น“เราเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีสถานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง หรือกลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่ในแหลมฉบัง-ศรีราชาที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ต้องการความสะดวกสบาย สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและใช้เวลาในการเดินทางไปทำงานได้รวดเร็วซึ่งโครงการ ORIGIN District สามารถตอบโจทย์ได้ดีที่สุด โดยบริษัทต้องการพัฒนาให้เป็นโครงการมิกซ์ยูส ทาวน์ชิป เพื่อตอกย้ำความเชี่ยวชาญของบริษัทที่ต้องการมองหาทำเลศักยภาพใหม่ ยกระดับการพัฒนาเพื่อการลงทุน” นายพีระพงศ์ กล่าวตอนท้าย
“เอพี อะคาเดมี่” ยกระดับมาตรฐานการทำงานธรุกิจอสังหาฯ จับมือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดอบรมฝีมือช่างไฟฟ้า ครั้งแรกในเมืองไทย

“เอพี อะคาเดมี่” ยกระดับมาตรฐานการทำงานธรุกิจอสังหาฯ จับมือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดอบรมฝีมือช่างไฟฟ้า ครั้งแรกในเมืองไทย

สถาบัน เอพี อะคาเดมี่ ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้การดูแลของ “บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)” ตระหนักถึงความสำคัญทุกวิชาชีพของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประกาศเดินหน้าสนองนโยบาย “กระทรวงแรงงาน” จับมือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดอบรมเรื่อง รอบด้านงานช่างไฟฟ้ากับการรับรองฝีมือแรงงาน ครั้งแรกในประเทศไทยให้แก่บุคคลทั่วไปที่ประกอบวิชาชีพช่างไฟฟ้า เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และขั้นตอนการได้มาซึ่งหนังสือรับรองความสามารถ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน หวังยกระดับมาตรฐานฝืมือช่างไฟฟ้าเทียบเท่าสากล นายภูมิพัฒน์ สินาเจริญ ผู้อำนวยการสถาบัน เอพี อะคาเดมี่ เปิดเผยว่า ตามประกาศกระทรวงแรงงาน ที่กำหนดให้ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์, สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เป็นสาขาอาชีพที่อาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะ โดยผู้ที่ดำเนินการในอาชีพดังกล่าวจะต้องมีหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ (Licence) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน พ.ศ.2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป จึงจะปฏบัติงานในสาขาอาชีพ ตำแหน่งงาน หรือลักษณะงานนั้นได้ จากนโยบายดังกล่าวที่ต้องการผลักดันบุคคลากรในวิชาชีพช่างไฟฟ้าทุกคนได้มีหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ เพื่อสร้างมาตรฐานในการทำงานรวมถึงความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปทาง เอพี อะคาเดมี่ จึงได้ทำการร่วมมือกับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จัดอบรมพิเศษให้แก่บุคคลทั่วไปที่ประกอบวิชาชีพช่างไฟฟ้าในหัวข้อเรื่อง รอบด้านงานช่างไฟฟ้ากับการรับรองฝีมือแรงงาน ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย “การจัดอบรมในหัวข้อดังกล่าวเราเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปเข้ารับการอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อวันอังคารที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งตั้งแต่เปิดรับสมัครจนกระทั่งถึงวันสุดท้าย ค่อนข้างได้รับการตอบรับที่ดี แต่ด้วยข้อจำกัดของสถานที่จึงทำให้เราสามารถรับผู้เข้าอบรมได้ 300 ที่นั่งเท่านั้น ซึ่งข้อดีของการจัดอบรมในครั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับใบรับรองความรู้ความสามารถช่างไฟฟ้าตามพระราชบัญญัติฯ, หลักการช่างไฟฟ้า, เจาะลึกวงจรไฟฟ้าสำหรับอาคาร, การทดสอบมาตรฐานแรงงาน และขั้นตอนในการ ขอหนังสือรับรอง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งผู้เข้าอบรมในวันนี้สามารถนำใบประกาศนี้ไปใช้ในการสะสมชั่วโมงเพิ่มเติม เพื่อเป็นคะแนนสำหรับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร” การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน กำหนดคุณสมบัติผู้เข้ารับการทดสอบสาขาอาชีพช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ไว้ดังนี้ 1.มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ (นับถึงวันยื่นสมัครขอทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน) 2.มีประสบการณ์การทำงานหรือปฏิบัติอาชีพเกี่ยวกับสาขาอาชีพช่างไฟฟ้าภายในอาคารไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือ 3.ผ่านการฝึกฝีมือแรงงานหรือฝึกอาชีพในสาขาอาชีพช่างไฟฟ้าในอาคารไม่น้อยกว่า 540 ชั่วโมง หรือมีประสบการณ์จากการฝึก หรือปฏิบัติงานในกิจการในสาขาที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 250 ชั่วโมง 4.เป็นผู้ที่จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ งานใช้อุปกรณ์ป้องกันกระแสเกิน เช่น อุปกรณ์ตัดวงจรอัตโนมัติ (Circuit breaker) และฟิวส์, งานเดินสายไฟฟ้าด้วยเข็มขัดรัดสาย, งานเดินสายไฟฟ้าด้วยท่อร้อยสายไฟฟ้า, งานติดตั้งและต่อวงจรไฟฟ้าสำหรับบริภัณฑ์ไฟฟ้า, งานต่อตัวนำแบบต่างๆ, งานตรวจสอบการทำงานของวงจรไฟฟ้า เกณฑ์การประเมินผู้เข้ารับการประเมินจะต้องมีคะแนนการประเมินตั้งแต่ 85 คะแนนขึ้นไปจากคะแนนรวมทั้งหมด 100 คะแนน ซึ่งสามารถแบ่งการเกณฑ์การประเมินได้ดังนี้ 1.ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ 50 คะแนน 2.มีประสบการณ์การทำงาน / คุณวุฒิทางการศึกษา / ประสบการณ์การทำงาน / การอบรม / สัมมนา 25 คะแนน และ 3.คุณลักษณะส่วนบุคคล 25 คะแนน นายภูมิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราคาดหวังว่าการจัดอบรมในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันในการพัฒนาความรู้ความสามารถของในวงการอสังหาริมทรัพย์ พร้อมทั้งช่วยยกระดับฝีมือแรงงานช่างไฟฟ้าของประเทศไทย”
เอพี ประกาศปิดการขาย Life สุขุมวิท 48 โกย 2,259 ล้านบาทภายใน 2 วัน พร้อมลุยเปิด 2 คอนโดมิเนียมใหม่ไตรมาส 3

เอพี ประกาศปิดการขาย Life สุขุมวิท 48 โกย 2,259 ล้านบาทภายใน 2 วัน พร้อมลุยเปิด 2 คอนโดมิเนียมใหม่ไตรมาส 3

(6 มิถุนายน 2559; สำนักงานใหญ่) เอพี ย้ำผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า ประกาศปิดการขาย Life สุขุมวิท 48 ภายใน 2 วัน โชว์ยอดขายรวมมูลค่ารวมกว่า 2,259 ล้านบาท การันตีความร้อนแรงของดีมานด์คอนโดมิเนียมใจกลางเมืองติดรถไฟฟ้า ในราคาเปิดตัวไม่ถึงแสนเจาะลูกค้าคนเมืองระดับกลาง – บน ดันยอดขายคอนโดมิเนียมรวมแตะ 4,790 ล้านบาท (ณ 5 มิ.ย. 59) เตรียมลุยเปิดคอนโดมิเนียม 2 โครงการไฮไลท์ในไตรมาส 3/59 มูลค่ารวมกว่า 8,600 ล้านบาท นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจคอนโดมิเนียม 1 และกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เผยว่าในวันที่ 4 – 5 มิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถปิดการขาย Life สุขุมวิท 48 จำนวน 612 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 2,259 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้ายังมีดีมานด์อยู่มาก โดยเฉพาะสินค้าคอนโดมิเนียมที่เจาะโลเคชั่นใจกลางเมืองติดรถไฟฟ้าในราคาเปิดตัวไม่ถึงแสน หรือ 80,000 – 83,000 บาท/ ตารางเมตร ตอกย้ำความเชี่ยวชาญในการพัฒนาคอนโดมิเนียมสำหรับคนเมืองที่ไม่หยุดนิ่งที่จะสร้างสรรค์สเปซที่เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าในเครือเอพี และให้การตอบรับที่ดีจนสามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถทำยอดขายคอนโดมิเนียม (ณ วันที่ 5 มิ.ย.59) รวมกว่า 4,790  ล้านบาท พร้อมเตรียมลุยเปิดคอนโดมิเนียม 2 โครงการไฮไลท์ของปีนี้ใน 2 ทำเลศักยภาพ เจาะทำเลใจกลางเมือง มูลค่ารวมกว่า 8,600 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าทั้ง 2 โครงการใหม่จะได้รับการตอบรับที่ดีจากดีมานด์คอนโดอย่างแน่นอน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรุกตลาดคอนโดก่อนปิดไตรมาส 2/59 เอพีได้จัดอีเว้นท์ URBAN SPACE CONDO EXPO 2016 มอบข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าที่สนใจคอนโดยูนิตสวย ติดรถไฟฟ้ากว่า 10 ทำเลในเครือเอพี ราคาเริ่มต้น 1.5 ล้านบาท พร้อมส่วนลดสูงสุด 1,000,000 บาท และโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะในงานอีกมากมาย ณ Terminal 21 ชั้น M ระหว่างวันที่ 6 – 9 มิ.ย. นี้เท่านั้น
ยูนิเวนเจอร์ อวดรายได้ไตรมาสแรกทะลุ 3,712.0 ล้านบาท

ยูนิเวนเจอร์ อวดรายได้ไตรมาสแรกทะลุ 3,712.0 ล้านบาท

บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2559 มีรายได้รวม  3,712.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่ผ่านมา นายวรวรรต ศรีสอ้าน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV กล่าวว่า ผลประกอบการของบริษัทฯ ในไตรมาส 1/2559 มีรายได้อยู่ที่ 3,712.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน 975.7 ล้านบาท หรือมีการเติบโตกว่า 36% โดยมีสัดส่วนรายได้มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 3,036.2 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 82% ของรายได้รวม แบ่งเป็นรายได้จากโครงการแนวสูง มูลค่ารวม 913.9 ล้านบาท และจากโครงการแนวราบ มูลค่ารวม 2,122.3 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) กว่า 6,000 ล้านบาทจาก 22 โครงการ สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่ามีรายได้ 331.0 ล้านบาท คิดเป็น 9% ของรายได้รวม มาจากอาคารสำนักงานเกรดเอ “ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์” จำนวน 89.0 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเช่าเต็ม 100% ของพื้นที่ให้เช่า และอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่ากลุ่มแผ่นดินทอง 242.0 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีรายได้จากธุรกิจอื่นๆ 344.8 ล้านบาท คิดเป็น 9% ของรายได้” นายวรวรรต กล่าว นอกจากนี้ ในไตรมาส 1/2559 บริษัทย่อยในกลุ่มบริษัทยูนิเวนเจอร์ได้นำอาคารสำนักงานปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ (ไม่รวมพื้นที่ส่วนโรงแรม ดิโอกุระฯ) และอาคารสำนักงาน สาทร สแควร์ เข้าทำสัญญาเช่าพื้นที่อาคารสำนักงาน สิ่งปลูกสร้าง รวมถึงสัญญาแบ่งเช่าช่วงที่ดิน อาคารพร้อมทั้งส่วนควบและงานระบบ กับทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลเด้นเวนเจอร์ (“GVREIT”) โดยได้รับเงินจำนวนทั้งสิ้น 9,761 ล้านบาท ซึ่งได้บันทึกเป็นรายได้สิทธิการเช่ารอตัดบัญชีและทยอยรับรู้รายได้ตลอดอายุสัญญาเช่าโดยวิธีเส้นตรง อีกทั้งบริษัทย่อยอีกแห่งหนึ่งได้เข้าลงทุนใน GVREIT ในอัตราร้อยละ 25.1 เป็นจำนวนเงิน 2,045 ล้านบาท นายวรวรรต กล่าวเสริมว่า ในปีนี้บริษัทฯ มีแผนลงทุนในธุรกิจอื่นๆ เพื่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเสริมกลยุทธ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจต่างๆ เจริญเติบโตไปในทิศทางที่ต้องการ และไม่หยุดยั้งที่จะแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ที่มีความโดดเด่นอยู่เสมอ
ออริจิ้นสวนกระแสรุกตลาดอสังหาฯ ไตรมาส 2 เปิดตัวคอนโดใหม่ “นอตติ้งฮิลล์ สุขุมวิท–แพรกษา” วิวทะเล– แม่น้ำ มูลค่าโครงการกว่า 1.3 พันล้าน เริ่ม 1.09 ลบ.

ออริจิ้นสวนกระแสรุกตลาดอสังหาฯ ไตรมาส 2 เปิดตัวคอนโดใหม่ “นอตติ้งฮิลล์ สุขุมวิท–แพรกษา” วิวทะเล– แม่น้ำ มูลค่าโครงการกว่า 1.3 พันล้าน เริ่ม 1.09 ลบ.

บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เดินหน้ารุกตลาดอสังหาฯ ไตรมาส 2 เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ “นอตติ้งฮิลล์ สุขุมวิท-แพรกษา” สวนกระแสเศรษฐกิจ ชูจุดขาย “คอนโดสถาปัตยกรรมสไตล์อังกฤษ วิวสูงแบบ 360 องศาแห่งแรก เห็นทะเล-แม่น้ำ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียว” จับกลุ่มหนุ่มสาวเรียลดีมานด์ที่มีกำลังซื้อ ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.09 ล้านบาท ก่อนเล็งจัดงาน Pre-Sales เสนอโปรโมชั่นสุดพิเศษ รับส่วนลด 10,000 บาท สำหรับลูกค้าที่จองภายในงานทันทีพร้อมเปิดสำนักงานขายให้สัมผัสและชมห้องตัวอย่างแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ คุณพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ภายใต้ชื่อหลักทรัพย์ “ORI” เปิดเผยว่า จากแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ภายหลังจากหมดมาตรการของภาครัฐฯ ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีการผลักดันให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมถึงสถานการณ์การเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้น และอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันที่อยู่ในอัตราที่ต่ำ ได้เอื้อประโยชน์ให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่อจากนี้ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมเกาะแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายต่างๆ ทั้งการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีม่วงที่ไปยังบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี และส่วนต่อขยายจากสถานีอ่อนนุชมายังแบริ่ง และล่าสุดโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายจากสถานีแบริ่ง-สมุทรปราการที่คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการทั้งระบบภายในปีพ.ศ.2563 ได้ช่วยให้พื้นที่รอบๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงและขยายตัวในทุกๆ ด้าน ทำให้มีโครงการคอนโดมิเนียมหลายโครงการเปิดขายและได้รับการตอบรับที่ดีและมียอดขายในอัตราค่อนข้างสูงหลายโครงการ ล่าสุดออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ได้เตรียมเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม High Rise แห่งแรกบนถนนแพรกษา ภายใต้ชื่อ Notting Hill Sukhumvit-Praksa (นอตติ้ง ฮิลล์ สุขุมวิท-แพรกษา) เป็นคอนโดมิเนียมแบบ Modern Boutique สูง 35 ชั้น จำนวน 980 ยูนิต ขนาดพื้นที่เริ่มต้นที่ 23-40 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.09 ล้านบาท มูลค่าโครงการกว่า1,300 ล้านบาท โครงการนอตติ้ง ฮิลล์ สุขุมวิท-แพรกษา เป็นคอนโดมิเนียมสูง 35 ชั้น แห่งแรกบนถนนแพรกษา ซึ่งเปิดรับวิวมุมสูงได้อย่างไร้สิ่งกีดขวาง สามารถมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามได้แบบ 360 องศา ทั้งท้องทะเล แม่น้ำ และท้องฟ้า สอดคล้องกับแนวความคิด"ใช้ชีวิตให้ต่าง อย่างเหนือชั้น" ได้อย่างดีเยี่ยม โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์อังกฤษ พร้อมการบริการแบบโรงแรมและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อรองรับความต้องการและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย อาทิ Lifestyle Fitness, Pool Terrace, Co-working space, Double English Rooftop Garden พร้อมสนามบาส นอกจากนี้ยังเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียวสถานีแพรกษา เพียง 650 เมตร เชื่อมต่อสถานีอโศกแค่ 30 นาที ใกล้ห้างสรรพสินค้าโรบินสันและบิ๊กซี ใกล้แหล่งงานนิคมอุตสาหกรรมบางปูรองรับกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าวัยหนุ่มสาวที่เป็นเรียลดีมานด์และมีกำลังซื้อหรือผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองทดแทนการเช่าอพาร์ทเม้นท์หรือหอพักในพื้นที่ โดยประชากรในจังหวัดสมุทรปราการมีรายได้หลักจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งในปัจจุบันมีรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด (GPP: Gross Provincial Product)กว่า 6.5 แสนล้านบาท ซึ่งสูงเป็นลำดับที่ 4 ของประเทศ (ตามสถิติในปี 2554-2557) ล่าสุดบริษัท เตรียมจัดงาน Pre-Sales เป็นครั้งแรก ในวันที่ 18 มิถุนายน 2559พร้อมนำเสนอโปรโมชั่นสุดพิเศษ รับฟรี!! ส่วนลดเงินสดมูลค่า 10,000 บาท เมื่อจ่ายเงินจองและทำสัญญาภายในงานรับสิทธิ์ในการผ่อนชำระ 0% 10 งวด  (เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทกำหนด) ลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมสไตล์อังกฤษสามารถเข้าร่วมงานและชมห้องตัวอย่าง ณ. สำนักงานขายโครงการ “นอตติ้งฮิลล์ สุขุมวิท-แพรกษา” หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 098562900 หรือ www.origin.co.th “จากแนวโน้มของการขยายตัวของอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 1-2 ปีนี้มีการขยายตัวมากพอสมควร โดยเฉพาะในทำเลที่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันราคาที่ดินตามแนวรถไฟฟ้ามีการปรับตัวสูงขึ้นตามลำดับ ทำให้กลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายเจ้าหันมาให้ความสนใจกันเป็นอย่างมากโดยบริษัทเล็งเห็นช่องว่างทางการตลาด และจากนโยบายของบริษัทที่เน้นการพัฒนาโครงการในทำเลที่คู่แข่งมองข้าม เช่น ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า พื้นที่แหล่งอุตสาหกรรม ซึ่งมองว่าเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเรียลดีมานด์และมีกำลังซื้อ ต้องการที่พักอาศัยที่มีความสะดวกสบายในการเดินทาง ใช้เวลาไม่มากในการเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง และอยู่ในช่วงราคาที่ไม่สูงมากเกินไปประกอบกับ ในพื้นที่ตามแนวถนนแพรกษายังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันค่อนข้างมากทั้งร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และไฮเปอร์มาร์เก็ต เช่น บิ๊กซี มีการเดินทางที่สะดวกสบายจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการทั้งระบบภายในปีพ.ศ.2563และโครงการรถไฟฟ้าโมโนเรล สุวรรณภูมิ – แพรกษา – สุขุมวิท ที่คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปีพ.ศ.2564 – 2565 ทำให้ถนนแพรกษาเป็นอีกทำเลสำหรับโครงการที่อยู่อาศัยในอนาคตที่คาดว่าจะมีการขยายตัวค่อนข้างมากอย่างแน่นอน ทำให้บริษัทมั่นใจเป็นอย่างมากว่าโครงการนอตติ้ง ฮิลล์ สุขุมวิท-แพรกษา จะได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี” นายพีระพงศ์กล่าว
นายณ์ เอสเตท ขยายพอร์ตสู่ที่พักอาศัยไฮไรซ์ เปิดตัว KRAAM คอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรี่บนที่ดินผืนงามใจกลางอุโมงค์ต้นไม้ สุขุมวิท 26

นายณ์ เอสเตท ขยายพอร์ตสู่ที่พักอาศัยไฮไรซ์ เปิดตัว KRAAM คอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรี่บนที่ดินผืนงามใจกลางอุโมงค์ต้นไม้ สุขุมวิท 26

นายณ์ เอสเตท ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งเน้นคุณภาพในทุกรายละเอียด สยายปีกสู่เซกเมนต์คอนโดมิเนียมไฮไรซ์เต็มตัวด้วยการเปิดตัวโครงการ KRAAM (คราม) คอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ที่มอบทุกสัมผัสของความเป็นบ้านสำหรับครอบครัวควบคู่กับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง บนสุดยอดทำเลใจกลางเมือง สุขุมวิท 26 ศูนย์กลางย่านธุรกิจที่ยังคงความสงบร่มรื่นท่ามกลางอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ของชุมชนที่พักอาศัยคุณภาพสูงมายาวนาน พร้อมความเป็นส่วนตัวสูงสุดด้วยจำนวนเพียง 128 ยูนิต อรฤดี ณ ระนอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด กล่าวว่า “KRAAM คือโครงการคอนโดมิเนียมไฮไรซ์ระดับซูเปอร์ลักชัวรี่โครงการแรกของเรา และเป็นโครงการสำคัญของเราในปีนี้ซึ่งสะท้อนถึงตัวตนของนายณ์ เอสเตท อย่างเด่นชัด ทั้งในด้านจุดขายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ นวัตกรรมการออกแบบ รูปแบบการใช้งานพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราจึงสร้างสรรค์ KRAAM ขึ้นอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เป็นที่พักอาศัยซึ่งครบถ้วนทุกคุณสมบัติและประโยชน์ใช้สอยของความเป็นบ้านสำหรับครอบครัว บนทำเลใจกลางเมืองที่เราคัดสรรแล้วว่าโดดเด่นและแทบจะหาไม่ได้แล้วในปัจจุบัน เพราะนอกจากอยู่ในศูนย์กลางธุรกิจสำคัญ เดินทางสะดวก รายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อการใช้ชีวิตในเมืองแล้ว ยังเป็นพื้นที่ซึ่งคงสภาพแวดล้อมดั้งเดิมที่มีความสงบ เป็นส่วนตัว ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่และพื้นที่สีเขียว เป็นชุมชนที่พักอาศัยคุณภาพสูงมายาวนาน” สุขุมวิท 26 นับเป็นสุดยอดทำเลใจกลางเมืองที่พรั่งพร้อมสำหรับทุกมิติของการใช้ชีวิต ทั้งการทำงาน และพักผ่อนหย่อนใจ บนศูนย์กลางย่านธุรกิจและช็อปปิ้งที่ครบวงจร รายล้อมด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ภัตตาคาร ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ รวมทั้งอยู่ใกล้ย่านดิ เอ็มดิสทริค แหล่งไลฟ์สไตล์และเอนเตอร์เทนเมนต์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชีย และเดินทางสะดวกสบาย ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีพร้อมพงษ์ รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที สถานีสุขุมวิท และทางด่วน โดยสามารถเชื่อมต่อได้ทั้งถนนสุขุมวิทและพระราม 4 KRAAM คือโครงการที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่มูลค่า 3,500 ล้านบาท ตัวอาคารสูง 29 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1-3-91 ไร่ ประกอบด้วยทั้งหมด 128 ยูนิต แบ่งเป็นประเภทหนึ่งห้องนอน สองห้องนอน สามห้องนอน และเพนต์เฮาส์สี่ห้องนอน ขนาดพื้นที่เริ่มตั้งแต่ 61 ตารางเมตร จนถึงเพนต์เฮาส์ขนาด 228.5 ตารางเมตร ด้วยราคาขายเฉลี่ย 275,000 บาทต่อตารางเมตร มอบความสงบและเป็นส่วนตัวในการพักอาศัยด้วยจำนวนยูนิตต่อชั้นเพียง 6 – 8 ยูนิต ราคาเริ่มต้นของยูนิตอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านบาทขึ้นไป สุธี ลิมปนชัยพรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด กล่าวว่า “โครงการ KRAAM สร้างสรรค์ขึ้นด้วยแนวคิด Green Living ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับสภาพแวดล้อมดั้งเดิมอย่างกลมกลืน โดยเราได้รักษาต้นหางนกยูงต้นใหญ่อายุกว่า 100 ปีที่มาพร้อมกับที่ดินดั้งเดิม และสร้างพื้นที่สีเขียวไว้ที่บริเวณสนามหญ้าและสวนหน้าโครงการเพื่อให้ร่มเงาและความร่มรื่น แนวการออกแบบที่มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อการพักอาศัยสำหรับครอบครัวควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น หน้าต่างขนาดใหญ่สูงจากพื้นจรดเพดาน (Full Height Window) เพื่อรับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ กระจกหน้าต่างสามชั้น (Triple Glazed Window) เพื่อดูดซับเสียงและกันความร้อน แผงบังแดดแนวตั้ง (Vertical Façade Fin) ตลอดแนวด้านหน้าอาคารเพื่อลดความร้อนจากแสงแดด ผนังห้องที่ออกแบบให้แยกจากกันในแต่ละยูนิตเพื่อความเป็นส่วนตัวและให้เกิด Cross Ventilation ในทุกยูนิตเพื่อการถ่ายเทอากาศที่ดี และการออกแบบเพื่อการใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ” ด้วยการออกแบบภายในที่ให้ความใส่ใจกับประโยชน์ใช้สอยของความเป็นบ้านอย่างเต็มที่ตามแนวคิด “Home-Like Condominium” แต่ละยูนิตจึงมาพร้อมห้องและพื้นที่เก็บของขนาดใหญ่ รวมทั้งพิเศษสุดด้วยการเตรียมพื้นที่อเนกประสงค์ภายนอก (Yard Area) สำหรับการซักล้างและการถ่ายเทอากาศที่ดี และจัดสรรพื้นที่จอดรถในสัดส่วนถึง 140% ของจำนวนยูนิต พิเศษพร้อมที่เก็บของในที่จอดรถ การตกแต่งภายในใช้วัสดุคุณภาพระดับพรีเมียม เช่น ชุดเครื่องครัว Gaggenau  โครงการยังพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำอินฟินิตี้เอดจ์ขนาดใหญ่ (half-length Olympic) พร้อมห้องออกกำลังกาย ห้องสตีม ห้องโยคะ ห้องสมุด และพาวิลเลี่ยนท่ามกลางสวนที่ตกแต่งอย่างร่มรื่น  ตลอดจนบริการพนักงานต้อนรับ Shuttle Service บริการรถรับส่งถึงสถานที่สำคัญใกล้โครงการและบริการส่วนตัวแบบ A La Carte อลิวัสสา  พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวถึงรูปแบบของคอนโดที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคและศักยภาพของทำเลว่า “จากความสำเร็จในการให้คำปรึกษาให้กับคอนโดระดับลักชัวรีหลายโครงการที่ผ่านมาทำให้เราเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง  KRAAM เป็นโปรเจคระดับพรีเมี่ยมที่เข้ามาตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองหรือเพื่อลงทุนปล่อยเช่าให้ลูกค้าต่างชาติระดับบน ด้วยทำเลและการวางคอนเซปต์ให้ทุกยูนิตมีความเป็นส่วนตัวสูงและประโยชน์ใช้สอยที่ตรงความต้องการของลูกค้า ให้ความสำคัญกับพื้นที่และห้องทุกแบบแม้แต่แบบ 1 ห้องนอน ด้วยขนาดที่กว้างขวางและสามารถอยู่ได้จริง โดยยูนิต 1 ห้องนอนมีพื้นที่ 61 ตารางเมตร ยูนิต 2 ห้องนอน 102 – 128.5  ตารางเมตร ยูนิต 3 ห้องนอน 185 - 188 ตารางเมตร และยูนิต 4 ห้องนอน 228.5 ตารางเมตร เป็นขนาดของยูนิตระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในตลาด ซึ่งทำให้ราคาขายโดยรวมอยู่ในระดับที่ไม่สูงจนเกินไปและตรงกับงบประมาณของกลุ่มลูกค้าระดับบนส่วนใหญ่ จุดเด่นหลักของโครงการในแง่การลงทุนเริ่มตั้งแต่ทำเลสุขุมวิท 26 ที่ไม่มีโครงการใหม่ระดับลักชัวรี่ จึงไม่มีคู่แข่งในทำเลเดียวกัน ในแง่ของการปล่อยเช่า ลูกค้าชาวต่างชาติจะเลือกเช่าห้องที่มีขนาดใหญ่ที่มีห้องครัวที่กว้างและแยกเป็นสัดส่วน นอกจากนี้โครงการมีเพียง 128 ยูนิตเท่านั้น  ซีบีอาร์อีมีความเชื่อมั่นว่า KRAAM จะตอบโจทย์ผู้บริโภคระดับบนที่ต้องการหาซื้อคอนโดมิเนียมในทำเลดีๆ ที่มีความเป็นส่วนตัว จำนวนยูนิตน้อยและมีฟังก์ชั่นครบตามความต้องการอย่างแท้จริงทั้งในเรื่องสินค้า คุณภาพ และราคา” โครงการ KRAAM เปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษในการรับข่าวสารก่อนใครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ www.NyeEstate.co.th และจะทำการเปิด Pre Sales เพื่อให้ลูกค้าได้ชมห้องตัวอย่างเป็นครั้งแรกในวันที่  18-19 มิถุนายนนี้ ที่สำนักงานขาย ณ ที่ตั้งโครงการ ซอยสุขุมวิท 26 โดยโครงการคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2562 "ความสำเร็จจากโครงการที่ผ่านมาของเราแสดงให้เห็นว่ากลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการโครงการที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ในใจกลางกรุงเทพ ฯ ยังมีอย่างต่อเนื่อง ด้วยองค์ประกอบความโดดเด่นของโครงการ KRAAM ทั้งทำเลที่หายาก การออกแบบที่พิถีพิถันในรายละเอียด บรรยากาศและสภาพแวดล้อมของชุมชนที่พักอาศัยคุณภาพสูง และปัจจุบัน ยังไม่มีโครงการใหม่เกิดขึ้นในพื้นที่สุขุมวิท 26  เราจึงมั่นใจว่า KRAAM จะเป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมสำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาที่พักอาศัยที่สมบูรณ์แบบสำหรับครอบครัวและนักลงทุนที่เล็งเห็นถึงมูลค่าเพิ่มในระยะยาวของโครงการ" อรฤดีกล่าว  เกี่ยวกับนายณ์ เอสเตท บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด ก่อตั้งในเดือนกรกฎาคม 2556 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1,500 ล้านบาท มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่อสังหาริมทรัพย์โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับรูปแบบการใช้สอย งานดีไซน์ โครงสร้าง และคุณค่า รวมทั้งความยั่งยืนในระยะยาว เราสร้างคุณค่าด้วยความพิถีพิถันในการคัดสรรและออกแบบเพื่อความคุ้มค่าในการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง และการพัฒนาโครงการอย่างใส่ใจเพื่อเพิ่มมูลค่าผลตอบแทนให้กับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนในระยะยาว
แกรนด์ ยู ส่งคอนโดพร้อมอยู่ติดรถไฟฟ้า “ยู ดีไลท์ @ บางซ่อน สเตชั่น” และ ยู ดีไลท์ รัตนาธิเบศร์ รับรถไฟฟ้าสายสีม่วงใกล้เปิดให้บริการ

แกรนด์ ยู ส่งคอนโดพร้อมอยู่ติดรถไฟฟ้า “ยู ดีไลท์ @ บางซ่อน สเตชั่น” และ ยู ดีไลท์ รัตนาธิเบศร์ รับรถไฟฟ้าสายสีม่วงใกล้เปิดให้บริการ

แกรนด์ ยู เปิดคอนโดพร้อมอยู่ “ยู ดีไลท์ @ บางซ่อน สเตชั่น” พร้อมให้สัมผัสพื้นที่แห่งความสุขในบรรยากาศที่สงบและร่มรื่น ชมตึกจริงวิวจริงบนทำเลที่สะดวกสบายที่สุด เพียง 80 เมตร จากรถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีบางซ่อน ราคาเริ่มต้นเพียง 2.83 ล้านบาท พร้อมผุดแคมเปญรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงจะเปิดทดลองเดินรถ กับแคมเปญ “ลงทุนก็ Like อยู่อาศัยก็ Love” รับผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าการันตีสูงถึง 7% นาน 2 ปี หรือเลือกรับส่วนลดมูลค่าสูงสุดถึง 200,000 บาท   นายสันติ ตันติไชยบริบูรณ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานบริหารแบรนด์และการตลาด บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด หรือ แกรนด์ยู (Grand U) เปิดเผยว่าโครงการยู ดีไลท์@บางซ่อน สเตชั่น เป็นคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์ได้ครบทุกความต้องการของการอยู่อาศัย ตั้งอยู่บนทำเลที่ดีที่สุดของถนนกรุงเทพฯ-นนทบุรี ติดรถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีบางซ่อน เพียง 80 เมตร สามารถเชื่อมต่อเข้าเมืองได้สะดวกสบาย เพราะใกล้ชุมทางบางซื่อ ซึ่งจะเป็นเทอมินัลใหญ่ของรถไฟฟ้า 3 สาย ทั้งสายสีน้ำเงิน สีม่วง และ สีแดง ทั้งยังสามารถเดินทางเข้าออกได้หลายทาง ทั้งถนนกรุงเทพฯ-นนทบุรี และถนนประชาชื่น 19 ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนประชานุกูล และกำแพงเพชร 2 นอกจากนี้โครงการยังอยู่ใกล้สถานที่อำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งศูนย์การค้าบิ๊กซี วงศ์สว่าง เทสโก้ โลตัส ประชาชื่น ตลาดบองมาเช่ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ “ยู ดีไลท์ @ บางซ่อน สเตชั่น” โดดเด่นด้วยการออกแบบห้องให้อยู่อย่างสบายและคุ้มค่าในรูปแบบ 7-Delights ซึ่งเป็นรูปแบบห้องเฉพาะของโครงการยู ดีไลท์ ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด แบ่งสัดส่วนพื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าและลงตัวต่อการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น เลย์เอาท์ห้องที่ออกแบบไว้สวยงาม ดีไซน์หน้าต่างให้สูงและกว้างมากยิ่งขึ้น เพิ่มความสูงของเพดานช่วยให้รู้สึกโปร่งโล่ง อุปกรณ์ในห้องครบครันพร้อมอยู่ ตกแต่งสวยงามลงตัวด้วยชุดเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด ห้องครัวออกแบบให้เป็นห้องครัวแบบปิด ดีไซน์ห้องน้ำแยกส่วนเปียก-แห้ง สามารถระบายอากาศได้เป็นอย่างดี มาพร้อมพื้นที่ความสุขส่วนกลาง กับสวนที่กว้างขวางและร่มรื่น เพราะโครงการเก็บรักษาต้นจามจุรีที่มีอายุกว่า 50 ปี และออกแบบโครงการให้เข้ากับความร่มเงาของต้นไม้อย่างลงตัว เพื่อที่ผู้อยู่อาศัยจะได้พักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกไม่ว่าจะเป็น สระว่ายน้ำระบบเกลือขนาดใหญ่ ห้องฟิตเนส เพื่อออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์มาตรฐาน ห้องสตรีมและซาวน่า ห้องสมุด พักผ่อนไปกับการอ่านหนังสือเล่มโปรด ท่องโลกอินเทอร์เน็ตในบรรยากาศสุดชิลล์ ทั้งยังมั่นใจในความปลอดภัยด้วยระบบคีย์การ์ด ที่เข้าออกได้เฉพาะชั้น มีกล้องวงจรปิดทั่วบริเวณ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่พร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง” ทั้งนี้โครงการ “ยู ดีไลท์ @ บางซ่อน สเตชั่น” มี 1 อาคาร สูง 26 ชั้น จำนวน 527 ยูนิต บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ ประกอบด้วยห้องชุด  1 ห้องนอน ขนาดตั้งแต่ 30 - 40 ตร.ม. และ 2 ห้องนอน ขนาด 51.5 ตร.ม.ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.83 ล้านบาท นายสันติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้บริษัทยังมีโครงการตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงอีก 1 โครงการได้แก่ โครงการ ยู ดีไลท์ รัตนาธิเบศร์ เป็นคอนโดพร้อมอยู่ ตั้งอยู่บนถนนรัตนาธิเบศร์ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี เพียง 3 นาที ทั้งยังเป็นเส้นของรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่จะเปิดใช้ในอนาคต รายล้อมไปด้วยธรรมชาติของพื้นที่สีเขียวกว่า 1 ไร่ บนพื้นที่โครงการทั้งหมด 5 ไร่  1 อาคาร 23 ชั้น 989 ยูนิต ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.43 ล้านบาท และในโอกาสที่รถไฟฟ้าสายสีม่วงจะเปิดทดลองเดินรถในเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม และเปิดให้บริการจริงในเดือนสิงหาคมนี้ บริษัทจึงจัดแคมเปญ “ลงทุนก็ Like อยู่อาศัยก็ Love” เพื่อมอบสิทธิพิเศษเมื่อซื้อและโอนคอนโดแต่งครบพร้อมเข้าอยู่จาก 5 โครงการของแกรนด์ยู ประกอบด้วย ยู ดีไลท์ @บางซ่อน สเตชั่น, ยู ดีไลท์ รัตนาธิเบศร์, ยู ดีไลท์ @ ตลาดพลู สเตชั่น,ยู ดีไลท์ @ หัวหมาก สเตชั่น และ คอนโด ยู แคมปัส รังสิต – เมืองเอก รับผลตอบแทนการันตี 7% นานถึง 2 ปี  หรือเลือกรับเป็น ส่วนลดสูงสุดถึง 200,000 บาท พิเศษสุดหากซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนด รับเพิ่มฟรี เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบชุด พร้อมผ้าม่าน สำหรับผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 0 2652 4000 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.grandu.co.th หรือ www.facebook.com/AllUDelight
ยิปรอค ส่ง 3 โครงการชั้นนำของไทยสู่เวทีระดับโลก “แซง-โกแบ็ง ยิปซัม อินเตอร์เนชันแนล โทรฟี ครั้งที่ 10” ณ กรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ก

ยิปรอค ส่ง 3 โครงการชั้นนำของไทยสู่เวทีระดับโลก “แซง-โกแบ็ง ยิปซัม อินเตอร์เนชันแนล โทรฟี ครั้งที่ 10” ณ กรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ก

กรุงเทพฯ - บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตนวัตกรรมยิปซัมคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “ยิปรอค” และผู้ให้บริการโซลูชั่นส์ระบบผนังและฝ้าครบวงจรมากว่า 45 ปี ส่งผลงานสถาปัตยกรรมของผู้ชั้นเลิศทั้ง 3 ประเภทโครงการ จากรายการ “แซง-โกแบ็ง ยิปรอค เนชั่นเนลโทรฟี ไทยแลนด์ 2558” ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, โรงแรมเบด บาย ครูส แอท สามัคคี-ติวานนท์, และ มหิดลสิทธาคาร เป็นตัวแทนของประเทศไทยเพื่อเข้าประกวด และร่วมจัดแสดงผลงาน ในการประกวดโครงการสถาปัตยกรรมระดับโลก “แซง-โกแบ็ง ยิปซัม อินเตอร์เนชันแนล โทรฟี ครั้งที่ 10” เพื่อประชันความเป็นเลิศกับโครงการอื่นๆ อีกกว่า 89 ประเทศทั่วโลก โดยการประกวดรอบตัดสินกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 3 มิถุนายน 2559 ณ กรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ก แซง-โกแบ็ง ยิปซัม อินเตอร์เนชันแนล โทรฟี คือหนึ่งในการประกวดโครงการสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวงการนักออกแบบและการก่อสร้างระดับสากล โดยเริ่มจัดการประกวดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1998 เพื่อยกย่องและเชิดชูโครงการก่อสร้างที่มีผลงานโดดเด่นในการใช้แผ่นฝ้าผนังและปูนฉาบในการสร้างสรรค์งานก่อสร้างได้อย่างเป็นเลิศ การประกวดจัดขึ้นทุกสองปีโดยบริษัทในเครือแซง-โกแบ็ง ซึ่งในช่วงแรกเป็นการจัดประกวดผลงานเฉพาะเขต ต่อมาจึงขยายเป็นงานระดับประเทศและแพร่หลายสู่ระดับโลกในปัจจุบัน โครงการที่ส่งเข้าประกวดล้วนมีความโดดเด่นในแง่มุมต่างๆ และใช้ผลิตภัณฑ์ยิปซัมของบริษัทเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างและการตกแต่งภายใน สำหรับการประกวดในปีนี้ กำหนดจัดในวันที่ 3 มิถุนายน 2558 โดย แซง-โกแบ็ง รีจิปส์ สาธารณรัฐเช็ก แบ่งการประกวดผลงานเป็น 6 ประเภท ได้แก่ ประเภทแผ่นยิปซัมบอร์ด, ปูนพลาสเตอร์, ประเภทนวัตกรรมและความยั่งยืน, ประเภทอาคารเฉพาะด้าน (สุขภาพ-การศึกษา-โรงแรม), ประเภทที่พักอาศัย,  และ ประเภทอาคารพาณิชย์ ผลการประกวดพิจารณาตัดสินโดยคณะกรรมการอิสระ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยิปซัมจากนานาประเทศ มร. ริชาร์ด จูเชรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แซง-โกแบ็ง ยิปซัม อินเตอร์เนชันแนล โทรฟี ครั้งที่ 10 ซึ่งจัดโดย แซง-โกแบ็ง รีจิปส์ สาธารณรัฐเช็ก ถือเป็นงานครั้งสำคัญของกลุ่มบริษัทแซง-โกแบ็งทั่วโลก ซึ่งรู้จักกันในหมู่พนักงานชื่อ ‘ปราก 2016’ โดยในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ริเริ่มจัดการประกวดภายในประเทศขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งมีโครงการชั้นเลิศหลายโครงการให้ความสนใจเข้าร่วมประกวด และทำให้การประกวดได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยถือเป็นโอกาสดีที่ทำให้เราค้นพบโครงการชั้นเยี่ยมที่มีความโดดเด่นของเมืองไทยซึ่งใช้ผลิตภัณฑ์ยิปรอคในการก่อสร้าง และในปีนี้ โครงการที่ชนะเลิศทั้ง 3 โครงการ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, โรงแรมเบด บาย ครูส แอท สามัคคี-ติวานนท์, และ มหิดลสิทธาคาร จะเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปสู่การประกวดในระดับโลก” การเฟ้นหาโครงการสถาปัตยกรรมชั้นนำของไทยที่ได้รับการตกแต่งภายในด้วยฝ้าและผนังยิปซัมของยิปรอคตลอดตัวอาคาร เพื่อเข้าร่วมประกวดและแสดงผลงานในงานนวัตกรรมยิปซัมระดับโลก คัดเลือกโครงการมาจากรายการประกวด “แซง-โกแบ็ง ยิปรอค เนชั่นเนลโทรฟี ไทยแลนด์ 2558” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ถือเป็นโครงการประกวดที่ยิ่งใหญ่ครั้งแรกของวงการยิปซัมเมืองไทย เปิดโอกาสให้ช่างรับเหมาตกแต่ง เจ้าของโครงการ และสถาปนิก ส่งผลงานการก่อสร้างหรือการตกแต่งที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของยิปรอคเข้าร่วมประกวด ซึ่งคัดเลือกผู้ชนะเลิศโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่คร่ำหวอดในวงการสถาปัตยกรรม การก่อสร้าง และการตกแต่งภายในภายใต้ข้อกำหนดและหลักเกณฑ์การพิจารณาที่เคร่งครัด โดยผลการประกวดโครงการทั้ง  3 ประเภท ได้แก่ 1) ประเภทโครงการนวัตกรรมและความยั่งยืน ผู้ชนะเลิศคือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเป็นอาคารแห่งใหม่พื้นที่ 70,000 ตร.ม. 2) ประเภทโครงการแผ่นยิปซัมบอร์ด ผู้ชนะเลิศคือ โรงแรมเบด บาย ครูส แอท สามัคคี-ติวานนท์ โรงแรมหรูที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากเรือสำราญ และ 3) โครงการเฉพาะกลุ่ม เช่น การศึกษา สุขภาพ และการบริการ ผู้ชนะเลิศคือ มหิดลสิทธาคาร อาคารเรียนแนวใหม่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จังหวัดนครปฐม ซึ่งโครงการทั้งสามนี้จะเป็นตัวแทนของไทยเพื่อเข้าสู่การประกวด “แซง-โกแบ็ง ยิปซัม อินเตอร์เนชันแนล โทรฟี ครั้งที่ 10” ร่วมกับโครงการอื่นๆ อีก 89 โครงการจาก 35 ประเทศทั่วโลก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่งประกวดในประเภทโครงการนวัตกรรมและความยั่งยืน โรงแรมเบด บาย ครูส แอท สามัคคี-ติวานนท์ ส่งประกวดในประเภทโครงการแผ่นยิปซัมบอร์ด (งานที่ประยุกต์ใช้แผ่นยิปซัมบอร์ดในการตกแต่งภายในของตัวอาคาร ทั้งอาคารใหม่และอาคารที่มีอยู่ก่อนแล้ว) มหิดลสิทธาคาร ส่งประกวดในประเภทโครงการเฉพาะกลุ่ม (เช่น การศึกษา สุขภาพ และการบริการ) หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ  02-640-8600 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ http://www.gyproc.co.th
“ซีนิคอล กรุ๊ป” เปิดเกมรุกไตรมาส 2 เร่งเครื่องก่อสร้าง “เขาใหญ่ ฟอเรสต้า” คอนโดระดับพรีเมี่ยม ราคาขายกระฉูดจ่อทะลุ 1 แสนต่อตร.ม. ยัน “อสังหา-โรงแรม-ท่องเที่ยว” โตไม่หยุด คาดปี 2016 โตกว่า 30%

“ซีนิคอล กรุ๊ป” เปิดเกมรุกไตรมาส 2 เร่งเครื่องก่อสร้าง “เขาใหญ่ ฟอเรสต้า” คอนโดระดับพรีเมี่ยม ราคาขายกระฉูดจ่อทะลุ 1 แสนต่อตร.ม. ยัน “อสังหา-โรงแรม-ท่องเที่ยว” โตไม่หยุด คาดปี 2016 โตกว่า 30%

“ซีนิคอล กรุ๊ป” เปิดเกมรุกไตรมาส 2 เร่งเครื่องก่อสร้าง “เขาใหญ่ ฟอเรสต้า” เดินหน้าเติมเต็มอาณาจักรธุรกิจ ตอกย้ำผู้นำอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรในเขาใหญ่ โชว์ศักยภาพจุดแข็งเหนือคู่แข่ง ชูจุดขายครบเครื่องด้วยสิทธิประโยชน์ครบครัน ราคาขายพุ่งพรวดจ่อทะลุ 1 แสนบาทต่อตร.ม. คาดให้ผลตอบแทนการลงทุนนานสุด 7 ปี เฐาศิริษ ศิวาคม กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ซีนิคอล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่บนเขาใหญ่ เปิดเผยว่า ในปี 2559 บริษัทเปิดเกมรุกธุรกิจ โดยเร่งเดินหน้าก่อสร้างโครงการคอนโดโฮเทลคุณภาพ “เขาใหญ่ ฟอเรสต้า” (Khao Yai Foresta) เพื่อเติมเต็มอาณาจักร “ซีนิคอล เวิลด์” คาดว่าการก่อสร้างน่าจะแล้วเสร็จพร้อมให้ลูกค้าเข้าตรวจห้องได้ภายในเดือนสิงหาคม 2560 สำหรับ “เขาใหญ่ ฟอเรสต้า”  มีขนาดพื้นที่กว่า 12 ไร่ หรือประมาณ 19,304 ตารางเมตร  ประกอบด้วย อาคารชุดพักอาศัย ขนาดความสูง 7 ชั้น จำนวน 2 อาคาร จำนวนห้องรวม 415 ห้อง และอาคารชุดพักอาศัย (Pool Villas) ขนาดความสูง 2 ชั้น จำนวน 1 อาคาร จำนวน 19 ห้อง รวมทั้งหมด 434 ห้อง มูลค่าทั้งโครงการรวม 1,380 ล้านบาท ล่าสุดมียอดขายห้องมากกว่า 78% และยังมีลูกค้ารายใหม่สนใจเข้าเยี่ยมชม เพื่อซื้อห้องพักอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละ 20 ราย แบ่งเป็นกลุ่มคนไทย 90% และชาวต่างชาติ 10% “ในแง่การลงทุน “เขาใหญ่ ฟอเรสต้า” สามารถตอบโจทย์ในกลุ่มนักลงทุนที่สนใจผลตอบแทนที่ได้มากกว่าการฝากเงินในธนาคาร ทั้งยังมีความเสี่ยงน้อยว่าการลงทุนในหุ้น  ที่สำคัญ  โครงการมีศักยภาพสูง สามารถให้ผลตอบแทนสูงถึง 5% นานถึง 7 ปี ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดในเมืองไทยเท่าที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน หากเปรียบเทียบราคาช่วงเปิดขายปีแรก เริ่มต้นเฉลี่ยที่ 50,000-60,000 บาท ต่อตารางเมตร ล่าสุดขยับสูงถึง 95,500-100,000 บาท ต่อตร.ม.” เฐาศิริษกล่าว ข้อมูลจากบริษัทวิจัยอสังหาริมทรัพย์สำรวจพบว่า ปัจจุบัน ราคาขายคอนโดมิเนียมในพื้นที่เขาใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ 84,500 บาทต่อ ตร.ม. ซึ่ง “เขาใหญ่ ฟอเรสต้า”  มีราคาซื้อขายพุ่งสูงกว่าภาพรวมตลาดและสูงกว่าคอนโดมิเนียมในจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ อาทิ คอนโดมิเนียมในพัทยามีราคาขายเฉลี่ย 76,000 บาท ต่อ ตร.ม. หัวหิน ราคาขายเฉลี่ย 76,600 บาท ต่อ ตร.ม. ชะอำ ราคาขายเฉลี่ย 67,500 บาท ต่อ ตร.ม. และขอนแก่น ราคาขายเฉลี่ย 59,500 บาทต่อ ตร.ม. เมื่อถามถึงสาเหตุที่ทำให้เขาใหญ่ได้รับความนิยมจากนักลงทุน เฐาศิริษกล่าวว่า เนื่องจากเขาใหญ่เป็นตลาดที่พักอาศัยระดับลักชัวรี่และตลาดท่องเที่ยวระดับคุณภาพ มีกลุ่มผู้เดินทางมาเขาใหญ่มากกว่า 2.5 ล้านคนต่อปี แม้ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มคนไทยถึง 90% แต่หลังจากเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน(เออีซี) ตลาดต่างชาติมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มมาเลเซีย สิงค์โปร์ รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และอินเดีย  เชื่อมั่นว่า ทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจการท่องเที่ยวในภาพรวมของเขาใหญ่จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว “เขาใหญ่ ฟอเรสต้า” เป็นคอนโดฯ มุมมองใหม่ที่นำความสนุกของการใช้ชีวิตเอาท์ดอร์มาเป็นส่วนหนึ่งของความสุขในการพักผ่อนที่เขาใหญ่ ออกแบบตามรูปแบบสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์น ทรอปิคอล (Modern Tropical) ทันสมัย สวยงาม ขณะเดียวกัน ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่สีเขียว ให้กลมกลืนกับทัศนียภาพอันงดงามของเขาใหญ่ เน้นความเรียบหรู และความสุขสบายของสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อาทิ โถงต้อนรับ, สระว่ายน้ำขนาดใหญ่, ห้องออกกำลังกาย, สนามเด็กเล่น, สวนส่วนกลาง และพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ รวมทั้งมีระบบโทรทัศน์วงจรปิดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. เป็นต้น ทั้งนี้ เดอะ ซีนิคอล กรุ๊ป ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 พร้อมวิสัยทัศน์ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เดอะ ซีนิคอล จำกัด บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงแรมและรีสอร์ท ห้องประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ระดับ 4 ดาว, บริษัท กรีนเนอรี่ พาร์ค มอลล์ จำกัด บริษัทผู้นำด้านการบริหารธุรกิจสวนสนุกแนวแอดเวนเจอร์ปาร์คในประเทศไทย และบริษัท ซีนิคอล ดีวอลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทั้ง 3 บริษัทประกอบด้วยโครงการต่างๆ ดังนี้ โรงแรมเดอะ กรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่, โบทานิก้า เขาใหญ่เชื่อมโยงกับ ศูนย์ประชุมระดับนานาชาติ เขาใหญ่ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์, เขาใหญ่ ฟอเรสต้า และซีนิคอล เวิลด์ สวนน้ำสวนสนุกระดับเวิลด์คลาส บนเนื้อที่ทั้งสิ้นกว่า 72 ไร่ ถนนธนะรัชต์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “เขาใหญ่ ฟอเรสต้า” ได้ที่โทร. 089 203 5288 หรือ www.khaoyaiforesta.com
เปิดประตูสู่ The Biggest Arena of Lifestyle Experiments สยามพิวรรธน์พร้อมเปิด ‘สยามดิสคัฟเวอรี่’ 28 พฤษภาคมนี้

เปิดประตูสู่ The Biggest Arena of Lifestyle Experiments สยามพิวรรธน์พร้อมเปิด ‘สยามดิสคัฟเวอรี่’ 28 พฤษภาคมนี้

กรุงเทพฯ (16 พฤษภาคม 2559) – บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เจ้าของและผู้บริหารโครงการที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ พาราไดซ์พาร์ค และเป็นหนึ่งในพันธมิตรเจ้าของ ไอคอนสยาม อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต ประกาศวันนี้ว่า “สยามดิสคัฟเวอรี่ พร้อมแล้วที่จะเปิดประตูให้คนรุ่นใหม่หัวใจแรงได้เข้าสู่สนามประลองพลังอำนาจแห่งความคิดสร้างสรรค์ ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2559 นี้เป็นต้นไป โดยสยามดิสคัฟเวอรี่จะกลายเป็นไลฟ์สไตล์สเปเชี่ยลตี้สโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างเป็นปรากฏการณ์ใหม่บันทึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของวงการค้าปลีก หลังจากพลิกเกมส์ครั้งยิ่งใหญ่ด้วยเงินลงทุน 4,000 ล้านบาท” สยามพิวรรธน์เตรียมทุ่มงบประมาณ 300 ล้านบาท จัดงานเปิดสยามดิสคัฟเวอรี่ พร้อมจัดโปรโมชั่นและกิจกรรมเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการ โดยตั้งเป้าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย เสริมความแข็งแกร่งและ  ตอกย้ำเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางการค้าปลีกของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และช่วยให้กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางด้านการช้อปปิ้งยอดนิยมของชาวโลก นายชาญชัย เชิดชูวงศ์ธนากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจค้าปลีก บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เปิดเผยว่า “สยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่เป็นการเปิดตัวคอนเซ็ปต์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย เป็นที่สุดของจุดหมายปลายทางในรูปแบบไฮบริดรีเทลแห่งแรกของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร ซึ่งด้วยคอนเซ็ปต์ใหม่นี้ คาดว่ารายได้ต่อตารางเมตรของสยามดิสคัฟเวอรี่จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า พร้อมกับตอกย้ำชื่อเสียงของสยามพิวรรธน์ในฐานะผู้นำความคิดสร้างสรรค์ที่ล้ำสมัยในวงการค้าปลีกของประเทศไทย ผู้เนรมิตจุดหมายปลายทางที่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการซึ่งแข่งขันได้กับจุดหมายปลายทางที่เป็นสุดยอดของโลก” สยามดิสคัฟเวอรี่ - The Exploratorium จะเป็น The Biggest Arena of Lifestyle Experiments ที่เปรียบเสมือนสนามทดลองพลังอำนาจแห่งความคิดสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์สุดตื่นเต้นเร้าใจ เชิญชวนทุกคน ‘มาเล่นสนุกด้วยกัน’! โดยมอบพลังอำนาจในการสร้างสรรค์สไตล์ของตัวเองให้กับผู้มาเยี่ยมเยือน เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาค้นหา ทดลองไอเดียใหม่ๆ และผสมผสานสไตล์ที่มีอยู่อย่างหลากหลายในสยามดิสคัฟเวอรี่ เพื่อค้นพบตัวตนที่แท้จริง โดยทุกมิติของการนำเสนอ ถูกเนรมิตให้ ‘เข้าถึงใจ’ ลูกค้ามากที่สุด นำเสนอโดยผสมผสานหลากหลายกลุ่มสินค้าตามเรื่องราวและความสนใจของผู้คน เพื่อความสะดวกสบายและความสนุกสนานในการค้นหา มอบพลังอำนาจความคิดสร้างสรรค์ให้กับลูกค้าสามารถเลือกมิกซ์แอนด์แมตช์ ทดลอง ปรับแต่ง พลิกแพลง และสร้างสรรค์สินค้าที่ซื้อ ให้เป็นไปตามความต้องการและรสนิยมเฉพาะตัวของแต่ละบุคคลได้ จากสินค้าที่มีอยู่มากกว่า 5,000 แบรนด์ ในทุกระดับราคาที่สามารถเข้าถึงได้ ทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ระดับโลก แบรนด์ดังร่วมขบวนเปิดตัวครั้งแรกในโลก และเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย นายชาญชัย กล่าวว่า “ประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาค้นหา ทดลองไอเดียใหม่ๆ  ได้ถูกนำเสนอกระจายตัวอยู่ทั่ว ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 8 ชั้นของสยามดิสคัฟเวอรี่ โดยแต่ละชั้นมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามสินค้าบริการและบุคลิกของแต่ละชั้น อาทิ ชั้น G เรียกว่า Her Lab นำเสนอแฟชั่นล้ำเทรนด์และบริการสุดพิเศษสำหรับสุภาพสตรี ชั้น M เรียกว่า His Lab ตอบโจทย์ทุกความต้องการของสุภาพบุรุษ ชั้น 1 เรียกว่า Street Lab นำเสนอสินค้าแนวสตรีทแฟชั่นที่คัดสรรมาอย่างดี ชั้น 2 เรียกว่า Digital Lab นำเสนอสินค้าที่เข้าถึงใจคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิตอล ชั้น 3 เรียกว่า Creative Lab มอบแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างไม่รู้จบ และชั้น 4 เรียกว่า Play Lab นำเสนอมิติใหม่ของความสนุกสนานและเป็นสังคมของผู้คนที่มีไลฟ์สไตล์แบบเดียวกันมาแลกเปลี่ยน และแชร์ประสบการณ์ร่วมกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่วนชั้น 5 และชั้น 6 พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็น Virgin Active Fitness ทั้งนี้ มีแบรนด์หรือร้านค้าที่เป็นไฮไลท์ในหมวดหมู่สินค้าประเภทต่างๆ 5 ประเภท ได้แก่ 1) สินค้าของใช้ในชีวิตประจำวัน (Everyday Products) 2) สินค้านำเทรนด์ที่ก้าวล้ำทุกกระแสโลก (Trend Products) 3) สินค้าและบริการนวัตกรรมล่าสุด (Innovative Products & Services) 4) สินค้าที่ผลิตสร้างสรรค์จากแนวคิดใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Products และ 5) สินค้าในรูปแบบคอลลาโบเรชั่น และสินค้าแอ๊ปโซลูทสยาม (Collaboration and Absolute Siam Products)” สินค้าของใช้ในชีวิตประจำวัน (Everyday Products) ที่ตอบสนองทุกความต้องการ อาทิ ร้าน O.D.S. (Object of Desire Store) มัลติแบรนด์โฮมเดคอเรทีฟสโตร์ที่รวบรวมสินค้าตกแต่งบ้านชื่อดัง โดยสยามดิสคัฟเวอรี่ ร่วมกับ กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ คัดสรรสินค้าและงานดีไซน์ที่โดดเด่นจากนักออกแบบที่ได้รับรางวัลด้านการออกแบบ อาทิ Demark นำเสนอกว่า 160 แบรนด์ พื้นที่กว่า 600 ตรม., ร้านลอฟท์ (Loft) โฉมใหม่กับคอนเซ็ปท์การออกแบบใหม่ล่าสุด เปิดตัวครั้งแรกในโลก ซึ่งออกแบบดีไซน์ตกแต่งร้านโดยเนนโดะดีไซเนอร์ชื่อดังของโลกร่วมกับทีมนักออกแบบฝีมือดีที่สุดของลอฟท์เจแปน นำเสนอสินค้าที่หลากหลาย ทั้งสเตชั่นแนรี่ สินค้าไอทีและแอคเซสเซอรี่ สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม รวมทั้งสินค้าไพรเวทแบรนด์ของลอฟท์ โดยสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศจะเป็นสินค้าที่ส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่นมากกว่า 80%, ไนกี้ แบรนด์กีฬายอดนิยม เปิด Nike คอนเซ็ปท์สโตร์ใหม่ล่าสุดแห่งแรกแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ครบครันด้วยสินค้าที่ครบไลน์ พร้อมคัดสินค้าที่เป็นเทคโลยีใหม่ล่าสุดมานำเสนอที่สยามดิสคัฟเวอรี่ก่อนที่อื่น และที่พิเศษคือมีบริการปักชื่อบนเสื้อหรือรองเท้าในแบบเฉพาะบุคคล และนวัตกรรมการเลือกบราสำหรับสาวรักการออกกำลังกาย, Barberford Noir นำเสนอบริการ grooming ที่ครบวงจรสำหรับสุภาพบุรุษ ทั้งตัดผม โกนหนวด ทำเล็บ และนวดหน้า เพื่อแปลงโฉมให้คุณผู้ชายกลายเป็นหนุ่มสุดเนี้ยบ นอกจากนี้ยังมี Skin Lab ที่คัดสรรแบรนด์สกินแคร์ น้ำหอม เครื่องสำอางสำหรับทั้งสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษมานำเสนออย่างครอบคลุม ตลอดจนสินค้า organic ที่เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้รู้จริงเรื่องสินค้าที่จะคอยให้คำแนะนำเสมือนเพื่อนแนะนำสิ่งดีๆ ให้กับเพื่อน อีกทั้งยังมีบริการพิเศษสำหรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการโดยเฉพาะ สินค้านำเทรนด์ที่ก้าวล้ำทุกกระแสโลก (Trend Products) อาทิ แบรนด์ Issey Miyake เปิดคอนเซ็ปท์ World of Issey Miyake นอกประเทศญี่ปุ่น เป็นครั้งแรกในโลก รวบรวมนำเสนอสินค้าแฟชั่น Issey Miyake ที่ครบไลน์มากที่สุด และยิ่งไปกว่านั้นจะมีสินค้า Issey Miyake สำหรับสุภาพบุรุษเป็นครั้งแรกในประเทศไทยด้วย, แบรนด์สินค้าตกแต่งบ้านยอดฮิตระดับโลก ที่มาแรงที่สุดในขณะนี้ ได้แก่ Hay, Tom Dixon และ Kartell เปิดคอนเซ็ปท์สโตร์แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย, Artist’s Design Products หรือ สินค้าที่ดีไซน์จากผลงานการออกแบบของศิลปินระดับโลกอย่าง Yayoi Kusama และ Lisa Larson แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย นำเสนอสินค้าหลากหลายโดนใจคนรักงานอาร์ท, ร้าน CAZH รวบรวมสินค้าแฟชั่นแนวแคชช่วลและสตรีทสไตล์หลายแบรนด์  โดยคัดสรรเฉพาะแบรนด์ยอดฮิตทั้งแบรนด์ไทยแบรนด์นอกโดยดีไซเนอร์ชั้นนำ พร้อมด้วยบริการพิเศษดีไซน์และตัดกางเกงยีนส์สำหรับทุกรูปร่างแบบเฉพาะบุคคล, ร้าน Pursuit มัลติแบรนด์สโตร์สำหรับสุภาพบุรุษที่จะเป็น Gentlemen Club ใจกลางเมือง แห่งล่าสุด นำเสนอสินค้าแฟชั่นสำหรับผู้ชายสไตล์หล่อเนี้ยบทุกเวลา พร้อมบริการตัดสูท เสื้อเชิ้ตแบบเทเลอร์เฉพาะตัวด้วยช่างฝีมือ, Hackett คอนเซ็ปท์สโตร์แห่งแรกในประเทศไทย แบรนด์แฟชั่นผู้ชายที่กำลังได้รับความนิยมจากประเทศอังกฤษ นำเสนอสินค้าครบไลน์สำหรับทุกลุคและทุกสไตล์การแต่งตัว พร้อมบริการตัดสูทให้เหมาะกับทุกรูปร่างแบบเฉพาะบุคคล, Comme des Garcons แฟล็กชิปสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นำเสนอสินค้าที่ครบไลน์มากที่สุด, และสยามดิสคัฟเวอรี่ นำเสนอ Asian Designers Hub  ครั้งแรกในประเทศไทยกับศูนย์รวมแบรนด์แฟชั่นเอเชี่ยนดีไซเนอร์สุดฮอตในประเทศแถบเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Best of Tokyo Fashion หลากหลายแบรนด์แฟชั่นที่ผ่านการคัดสรรแล้วว่าน่าจับตามองที่สุดของญี่ปุ่น นำเสนอแบบจัดเต็มสำหรับทั้งหญิงชาย อวดฝีมือการดีไซน์ของนักออกแบบแฟชั่นชาวเอเชียที่ไม่เป็นรองใคร โดยแบรนด์ที่มาเปิดตัวแห่งแรกในประเทศไทยมากมาย อาทิ Yoshio Kubo, Factotum, Beautiful People, Dressed Undressed และ Discord by Yoji Yamamoto, และ Billboard Café ครั้งแรกในโลก โดยนิตยสาร Billboard นิตยสารดนตรีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดทั่วโลกนำเสนอประสบการณ์ด้านเสียงเพลงอย่างที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน ดีไซน์เป็นคาเฟ่สำหรับคนรักเสียงเพลงผ่านการนำเสนอด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย มีมุมอาหารและเครื่องดื่มจาก Dean and Deluca และมีการจัดรายการวิทยุแบบสดๆ สินค้าและบริการนวัตกรรมล่าสุด (Innovative Products & Services) อาทิ Alpha Runner สปอร์ตคอนเซ็ปท์สโตร์ที่นำเสนอประสบการณ์ใหม่ที่นักกีฬาตัวจริงพลาดไม่ได้ ครบครันด้วยสปอร์ตแวร์หลากหลายและโดดเด่นด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้บริการเลือกรองเท้าที่เหมาะกับสรีระและการใช้งานของแต่ละคน ตอบสนองทั้งการวิ่ง การปั่นจักรยาน และไตรกีฬา, Dressing Room นวัตกรรมใหม่ของการบริการในธุรกิจค้าปลีก ที่สยามดิสคัฟเวอรี่คิดค้นขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์สุดล้ำในแบบ Personalized ด้วยบริการพิเศษ  สไตลิสต์ส่วนตัว ช่วยเลือกสินค้าแฟชั่นและแอคเซสเซอรี่ที่ครบครัน จัดเตรียมไว้ให้ในห้อง Dressing Room ส่วนตัว สำหรับผู้แจ้งรับบริการล่วงหน้าและระบุธีมที่ต้องการ เพื่อทดลองสวมใส่จริง มิกซ์แอนด์แมทช์ ค้นหาตัวตนและแบบที่เหมาะได้อย่างสะดวกสบายและเพลิดเพลิน, DISCOVERY HUBBA ซึ่งเป็น Co-working Space ที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ที่เคยมีมาด้วยการร่วมมือกับ Hubba นำเสนอนวัตกรรมทางความคิด และการจัดการที่มากกว่าการมอบพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนไอเดียและความฝันในการเริ่มต้นธุรกิจ แต่ยังเสริมด้วยกิจกรรมพิเศษและการจัดเวิร์คช็อป สร้างสังคมใหม่ของการเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็ก เป็น Retails Start Up ให้แก่คนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นบทบาทหนึ่งของสยามพิวรรธน์ในการผลักดันและขับเคลื่อนธุรกิจค้าปลีกรูปแบบใหม่สู่โลกอนาคต สินค้าที่ผลิตสร้างสรรค์จากแนวคิดใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Products) อาทิ tokyobike สวรรค์ของนักปั่นที่จะเป็นคอมมูนิตี้กลางเมืองแห่งใหม่ล่าสุดของคนรักการปั่นจักรยาน นำเสนอสินค้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการปั่นจักรยานอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมบริการฟิตติ้งจักรยานคู่ใจให้รับกับร่างกายของผู้ขับขี่โดยเฉพาะ มีพื้นที่สำหรับเทสต์ไรด์พร้อมให้ทดลองปั่นจักรยาน พร้อมพื้นที่ Bike Park สำหรับจอดรถจักรยาน ตอกย้ำเจตนารมณ์ของสยามพิวรรธน์ที่สนับสนุนการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชื่นชมกลุ่มผู้นิยมการปั่นจักรยาน, สตาร์บัคส์คอฟฟี่ ที่พิเศษกว่าทุกสาขาที่เคยมีมาในประเทศไทยด้วยคอนเซ็ปท์ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจการตามนโยบายเพื่อสังคม ด้วยการจัดระบบแฟร์เทรดที่มีการจัดซื้อสินค้าจากเกษตรกรโดยตรงมาจัดจำหน่ายถึงมือผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังนำเสนอ coffee drip เพื่อคอกาแฟตัวจริง ท่ามกลางบรรยากาศการตกแต่งร้านที่ดีไซน์เพื่อสยามดิสคัฟเวอรี่โดยเฉพาะ ด้วยแนวคิดใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยนำกากกาแฟมารีไซเคิลเป็นเฟอร์นิเจอร์ภายในร้าน, และ Veda Salon โดยแบรนด์ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางออร์แกนิกคุณภาพระดับโลก Aveda สร้างสรรค์ขึ้นเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก พร้อมเพิ่มบริการ Head Spa ซึ่งเป็นบริการพิเศษที่เป็นซิกเนเจอร์ของ Aveda และมีเฉพาะสาขาสยามดิฟคัฟเวอรี่แห่งแรกและแห่งเดียวเท่านั้น สินค้าในรูปแบบคอลลาโบเรชั่นและสินค้าแอ๊ปโซลูทสยาม (Collaboration and Absolute Siam Products)”  ซึ่งเป็นสินค้า Absolute Siam ที่มีจำหน่ายเฉพาะที่สยามดิสคัฟเวอรี่ที่เดียวเท่านั้น พร้อมมอบประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหนให้แก่ผู้มาเยี่ยมเยือน อาทิ Toys Station ที่จะเปลี่ยนสยามดิสคัฟเวอรี่ให้กลายเป็นบ้านหลังที่สองของคนรักของเล่นและดีไซน์ทอยส์มารวมตัวกัน และเป็นสังคมแลกเปลี่ยนความรู้และของสะสม ยิ่งไปกว่านั้นจะมีความร่วมมือระหว่าง Toys Station และ Sony เพื่อเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการของ Play Station รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเพื่อมอบเซอร์ไพรส์ให้เหล่าเกมเมอร์อย่างไม่รู้จบ, คาเฟ่ดีไซน์ล้ำ Café Now by Propaganda การร่วมมือกันระหว่างแบรนด์ Propaganda ผนึกกำลังกับเชฟ โบ – ดวงพร ทรงวิศวะ เสิร์ฟอาหารอร่อยภายใต้บรรยากาศที่ออกแบบให้สนุกสนานในทุกครั้งที่มา พร้อมสินค้า grocery ให้เลือกซื้อกลับบ้านได้ด้วย, ร้าน Must Love Mac. คอนเซ็ปท์สโตร์แห่งแรก คอมมูนิตี้สำหรับคนรัก Mac นำเสนอสินค้าครบครันพร้อมอุปกรณ์และแอคเซสเซอรี่หลากหลาย และมีบริการ personalize iPhone และ MacBook Case ที่นี่ที่เดียว, และ Adidas คอนเซ็ปท์สโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แนวคิด Interactive Store Concept ที่มาพร้อม Exclusive Collection, สนีกเกอร์แบรนด์ดังอย่าง Vans, Palladium, Converse และ Asics ขนรองเท้าคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดมานำเสนอเฉพาะที่สยามดิสคัฟเวอรี่ก่อนใคร อาทิ  คอลเลคชั่นพิเศษจาก Palladium ที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 240 คู่เพื่อระลึกถึง Jackson Pullock ศิลปินชื่อดัง คอลเลคชั่น Vans x Nintendo Games ที่เตรียมเปิดตัวคอลเลคชั่นที่นี่เป็นที่แรก และ Converse ที่เชิญศิลปินกราฟฟิตี้ชื่อดัง Alex Face มาวาดลวดลายแบบคู่เดียวในโลกเป็น personalize ที่พิเศษสุด, และ Mos Bag แบรนด์เครื่องหนังคุณภาพ พิเศษด้วยบริการ Personalized ปัก ตอก ชื่อและลายเพื่อให้ได้สินค้าชิ้นโปรดที่พิเศษเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ สยามพิวรรธน์ยังเตรียมนำเสนอที่สุดแห่งปรากฏการณ์ใหม่ของการรับประทานอาหาร ด้วยการผสมผสานร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันกับพื้นที่ค้าปลีกและพื้นที่กิจกรรมต่างๆ อย่างผสมกลมกลืน โดยได้จัดสรรพื้นที่มากกว่า 2,500 ตารางเมตรครอบคลุมทั่วทั้งสยามดิสคัฟเวอรี่ให้เป็นพื้นที่สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม และจะเปิดตัวแบรนด์ร้านอาหารชื่อดังที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลกครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นที่สุดของปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แตกต่างด้วยการนำเสนอที่ไม่เหมือนใคร เปิดให้ทุกคนมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ พบในสิ่งที่ไม่เคยพบ นายชาญชัย กล่าวว่า “สิ่งที่ทำให้สยามดิสคัฟเวอรี่โดดเด่นแตกต่างไม่มีที่ใดเหมือน คือการมอบประสบการณ์ ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจมากมายซึ่งกระจายอยู่ทั่วสยามดิสคัฟเวอรี่ สินค้าต่างๆ จะนำเสนอเรื่องราวที่มีคุณค่าและน่าสนใจ บอกเล่าที่มาของแรงบันดาลใจและจินตนาการในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเกร็ดเล็กน้อยต่างๆ ที่เป็นเบื้องหลังการสร้างแบรนด์หรือนวัตกรรมน่าสนใจเกี่ยวกับสินค้า มีการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีของโลกยุคดิจิตอลมาผสมผสานกับบริการพิเศษในพื้นที่ เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคล และสื่อสารกับลูกค้าเสมือนเพื่อนที่รู้ใจ ที่พร้อมจะเชิญชวนให้ทุกคนทดลองไอเดียใหม่ๆ พูดคุย แนะนำ บอกเล่าเรื่องราว เพื่อเติมเต็มความสนุกสนานในการมาเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้ มีการเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถปรับแต่ง พลิกแพลง และสร้างสินค้าที่ซื้อให้เป็นไปตามความต้องการและรสนิยมเฉพาะตัว มีการนำเสนออินเทอแรคทีฟ คอมมูนิตี้ สังคมแห่งไอเดียของคนรุ่นใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการพบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ได้มาพูดคุย แบ่งปันประสบการณ์” ฉีกกฎการจัดกิจกรรมเปิดตัวรูปโฉมใหม่ เชิญชวนทุกคน “มาเล่นสนุกด้วยกัน” “สยามพิวรรธน์ ใช้งบประมาณกว่า 300 ล้านบาท ในการจัดงานแกรนด์โอเพ่นนิ่งแห่งปี ที่มีสไตล์และรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร เป็นครั้งแรกของวงการค้าปลีกที่สเปเชี่ยลตี้สโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยบนพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร นี้ จะเปิดตัวโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์เหนือความคาดหมายได้ก่อนใคร  โดยสยามดิสคัฟเวอรี่ได้รับสมัครประชาชนผู้สนใจมาร่วมเป็นหนึ่งใน 500 คนแรก ทาง www.siamdiscovery.co.th ซึ่งผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับเชิญมาเยี่ยมชมภายในสยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่  ก่อนใครในวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 นอกจากนี้ จะมีกิจกรรมเดินสายโรดโชว์ของดิสคัฟเวอรี่แมน ขนาดยักษ์  สูงกว่า 5 เมตร ไปยังสถานที่สำคัญใจกลางกรุงเทพฯ อาทิ สวนจตุจักร สะพานลอยข้ามแยกสาทร – นราธิวาส  สีลม และพาร์คพารากอน พร้อมกิจกรรมสนุกๆ มากมาย เพื่อเชิญชวนผู้สนใจร่วมเป็นคนกลุ่มแรกที่จะได้เข้ามาสัมผัสรูปโฉมใหม่ของสยามดิสคัฟเวอรี่ในรอบเอ็กซ์คลูซีฟพรีวิวในวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 ก่อนเปิดให้บริการสำหรับบุคคลทั่วไปในวันที่ 28 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไป” สยามดิสคัฟเวอรี่ คือ The Biggest Arena of Lifestyle Experiments ที่ทุกตารางเมตรจะเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าค้นหา ในขณะที่ทุกคนเข้ามาสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ของสยามดิสคัฟเวอรี่ ทุกคนจะได้ร่วมค้นพบ Identity หรือตัวตนของตนเอง โดยหนึ่งในไฮไลท์ที่น่าตื่นเต้นในช่วงเปิดสยามดิสคัฟเวอรี่ คือ นิทรรศการและกิจกรรมสร้างประสบการณ์ร่วมแบบอินเทอแรคทีฟ ‘Social Discovery’ โดยความร่วมมือระหว่างสยามดิสคัฟเวอรี่ และ Black Egg ทีมนักออกแบบและครีเอทีฟระดับโลก นำคอนเซ็ปท์ Storytelling มาผสมผสานกับดิจิตอลเทคโนโลยี ในธีม “When Obsession Becomes Identity” ที่เชิญชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์สุดตื่นเต้นกับการค้นพบและเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของตนเอง โดยเจาะความสนใจเบื้องลึกของแต่ละคน และนำเสนอเป็นงานศิลปะผ่านเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียสุดตื่นตาตื่นใจ การฉีกกฎและรูปแบบของวงการค้าปลีกอย่างสิ้นเชิงของสยามดิสคัฟเวอรี่ ยังรวมถึงการทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและวิธีการนำเสนอ สยามดิสคัฟเวอรี่เปรียบเสมือนเพื่อนที่พร้อมบอกเล่าและมอบสิ่งดีๆ ให้กับเพื่อนสนิท โดยได้ร่วมมือกับเนนโดะสร้างสรรค์ “ดิสคัฟเวอรี่แมน” (Discovery Man) ขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนนำทุกคนเข้ามา ค้นหาและทดลอง (Experiment) , สร้างสรรค์ (Create) , และพัฒนา (Cultivate) ความพิเศษที่ทุกคนสัมผัสและสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเอง โดยทุกคนสามารถมาทำความรู้จักกับดิสคัฟเวอรี่แมนมากยิ่งขึ้นได้ในนิทรรศการ Discovery Man Exhibition ซึ่ง นายโอกิ ซาโตะ นักออกแบบระดับโลกชาวญี่ปุ่น ที่นอกจากจะมาร่วมเป็นหัวหน้าที่ปรึกษางานออกแบบอาคารและงานออกแบบตกแต่งภายในให้กับสยามดิสคัฟเวอรี่แล้ว ยังเป็นคูเรเตอร์ในการจัดนิทรรศการครั้งนี้  โดยความพิเศษอยู่ที่การเชิญนักออกแบบชื่อดังระดับโลกทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาร่วมดีไซน์แต่งแต้มสีสันให้กับดิสคัฟเวอรี่แมนในแบบคอลลาโบเรชั่นรวมถึง 25 ตัว นอกจากนี้  ยังจัดให้มีนิทรรศการแสดงผลงานการออกแบบ Nendo’s Exhibition ครั้งแรกในประเทศไทย โดยนายโอกิ ซาโตะ ผู้ได้รับการยอมรับจากวงการออกแบบทั่วโลก ประกอบไปด้วยผลงานการออกแบบชั้นยอด ทั้งด้านโพรดักส์ดีไซน์ อาร์ทอินสตอเลชั่น และงานออกแบบสถาปัตยกรรม ที่ผ่านการคัดสรรและบรรจงจัดวางในกล่องแห่งไอเดีย เป็นนิทรรศการที่โดดเด่นใจกลางสยามดิสคัฟเวอรี่ที่ทุกคนต้องตะลึง ทั้งนี้ ยังมีกิจกรรมสนุกๆ ที่พร้อมให้ทุกคนเข้ามาเพลิดเพลินกับกิจกรรมอินเตอร์แรคทีฟสุดสร้างสรรค์ในหลากหลายกิจกรรมในทุกๆ ชั้นเต็มพื้นที่สมกับเป็น สยามดิสคัฟเวอรี่ The Exploratorium สนามทดลองพลังอำนาจแห่งความคิดสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ “โดยในช่วงปีแรกที่เปิดบริการ สยามพิวรรธน์ตั้งเป้าว่าจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการในสยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ 100,000 คนต่อวัน โดย 65% เป็นลูกค้าคนไทย และ 35% เป็นลูกค้าต่างชาติ” นายชาญชัย กล่าว
มั่นคงฯ โชว์ฟอร์มไตรมาส 1/59 กำไรโตกว่า 200%

มั่นคงฯ โชว์ฟอร์มไตรมาส 1/59 กำไรโตกว่า 200%

บมจ. มั่นคงเคหะการ เผยผลประกอบการไตรมาสแรกปี’59 โตต่อเนื่อง ลูกค้าตอบรับภาพลักษณ์ใหม่พร้อมมาตรการรัฐส่งยอดโอนสูงดันรายได้ รวมกว่า 611 ล้านบาท ซึ่งเติบโตมากถึง 40 % ด้านกำไรสุทธิแตะ 94 ล้านบาท โตกว่า 200% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี’ 58 พร้อมรุกแผนไตรมาสสอง ส่งแบรนด์ใหม่ “ชวนชื่น แกรนด์” สองโครงการมูลค่า 1,700 ล้านบาทเจาะตลาดบ้านพรีเมี่ยมระดับราคา 8-12 ล้านบาท นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินการของบริษัทฯ ในไตรมาส 1/2559 มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการทำแคมเปญ “Ready to Move in” ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ ในทุกทำเลจำนวน 8 โครงการ เพื่อกระตุ้นตลาดในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนก่อนจบมาตรการรัฐ ส่งผลให้บริษัทมียอดโอนสูงและดันรายได้ในช่วงไตรมาสแรกได้กว่า 611 ล้านบาท ซึ่งเติบโตกว่า 40% ทำให้มีกำไรสุทธิ 94 ล้านบาท ซึ่งโตกว่า 200 % เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2558” “หลังจากที่เราได้มีการปรับภาพลักษณ์โครงการต่างๆ ให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ประกอบกับมาตรการรัฐกระตุ้นภาคอสังหาฯ ส่งผลที่ดีต่อด้านการขายและการโอน จึงทำให้ดันรายได้ทะลุเป้า ทั้งนี้ในไตรมาส 2/2559 มั่นคงฯ ได้รุกแผนเปิดตัวบ้านแบรนด์ใหม่ “ชวนชื่น แกรนด์” สองโครงการ มูลค่า 1,700 ล้านบาท เพื่อเจาะตลาดบ้านพรีเมี่ยมโดยเฉพาะ คือ ชวนชื่น แกรนด์ ราชพฤกษ์ พระราม 5 และ ชวนชื่น แกรนด์ เอกชัย บางบอน ” ด้วยระดับราคา 8-12 ล้านบาท เราเชื่อมั่นว่า ตลาดบ้านกลางบนในระดับราคานี้ยังเติบโตและมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทำเลที่เป็นที่อยู่อาศัยยอดนิยมอย่าง ราชพฤกษ์และเอกชัย บางบอน” คุณวรสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติม ในปี 2558 ที่ผ่านมา มั่นคงฯ ทุบสถิติ “ยอดขาย รายได้ และกำไรสุทธิ” สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยทำยอดขายทะลุเป้ามากถึง 2,500  ล้านบาท เติบโตกว่าปีก่อนถึง 25% ด้านรายได้จากการขายและบริการมากถึง 3,749 ล้านบาท เติบโตกว่า 60% ส่วนกำไรสุทธิโตสูงขึ้น 40% หรือ 626 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทได้วางกลยุทธ์การเติบโตด้วยแผนรุกทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายและเพื่อให้เช่าและการบริการ โดยตั้งเป้าผลักดันทั้งสองธุรกิจมีสัดส่วนกำไร 50:50 ในอีก 5 ปีข้างหน้า สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายจะรุกตลาดแนวราบเป็นหลักและบริหารสัดส่วนรายได้ให้อยู่ระดับการเติบโตประมาณ 15% ต่อปี ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและการบริการนั้นคาดจะเริ่มมีการรับรู้รายได้เพิ่มเติมจาก บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และพาร์ค คอร์ท อพาร์ทเม้นท์ให้เช่าที่เฟสแรกจะเสร็จภายในปลายปีหน้า ทั้งนี้ มั่นคงฯ จะมีการจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสมให้กับผู้ถือหุ้น ในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผล วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 นี้
“บารามีซี่” เปิดตัว “Wazzadu.com” เดคอเรทีฟ โซเชียล แพลตฟอร์ม ครบวงจรที่สุด ครั้งแรกในไทย  พลิกโฉมการตลาด การซื้อ-ขาย ในยุคดิจิทัล

“บารามีซี่” เปิดตัว “Wazzadu.com” เดคอเรทีฟ โซเชียล แพลตฟอร์ม ครบวงจรที่สุด ครั้งแรกในไทย พลิกโฉมการตลาด การซื้อ-ขาย ในยุคดิจิทัล

บารามีซี่ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการวัสดุและตกแต่งบ้านอีกครั้ง โดยต่อยอดความสำเร็จจาก Wassadu app จาก Tech Startup หน้าใหม่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ก้าวสู่การเป็น Tech Startup ที่ได้สร้างนิยามใหม่  “Decorative Social Platform” บนเว็บไซต์ Wazzadu.com สู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยรวมสินค้าวัสดุและสินค้าตกแต่งบ้านจากร้านค้าทั่วประเทศ สมบูรณ์แบบที่สุดในเมืองไทย พร้อมนำเสนอบริการพิเศษที่แตกต่าง ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ขายและผู้ซื้อในยุคดิจิทัล เตรียมพร้อมขยายการบริการสู่อาเซียนภายใน 3 ปีข้างหน้า นายจุลเกียรติ สินชัยชูเกียรติ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บารามีซี่ จำกัด กล่าวว่า บารามีซี่ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการทำ Wassadu app ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมที่ปฏิวัติการค้นหาสินค้าวัสดุและตกแต่งสำหรับมือโปร โดยมีการดาวน์โหลดกว่า 50,000 ครั้ง รวมถึงความสำเร็จของแฟนเพจ Wazzadu ที่มีผู้กดไลค์กว่า 270,000 คน ทำให้บารามีซี่เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาต่อยอดมาเป็นเว็บไซต์ Wazzadu.com (วัซซาดุดอทคอม) เพื่อเป็นเดคอเรทีฟ โซเชียล แพลตฟอร์ม (Decorative Social Platform) สำหรับการค้นหาไอเดีย ทำการตลาด และซื้อ-ขายด้านวัสดุและตกแต่ง ภายใต้แนวคิดที่จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถต่อยอดจินตนาการจากไอเดียสู่การสร้างได้จริงบนจุดยืนว่า Make It Real โดยรวบรวมสินค้าและบริการ ข้อมูลผู้ขาย ไอเดียการตกแต่ง รวมทั้งให้คำปรึกษา บริการ ที่นับว่าสมบูรณ์แบบและตอบโจทย์ผู้ใช้งานในโลกดิจิทัลได้มากที่สุด ครั้งแรกในประเทศไทย “Wazzadu.com ใช้เงินทุนในการพัฒนาและดำเนินงานกว่า 10 ล้านบาท โดยร่วมมือกับ 2 พันธมิตรทางธุรกิจที่จะมาร่วมกันสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Wazzadu.com คือ คุณจุฑาศรี คูวินิชกุล ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง แกร๊บแท็กซี่ (GrabTaxi) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท อลูเม็ท จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมททา กรุ๊ป และ คุณปิยพันธ์ วงศ์ยะรา ผู้ก่อตั้ง Stock2morrow อีกทั้งยังเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และเป็นแองเจิ้ล อินเวสเตอร์ (Angel Investor)” นายจุลเกียรติ กล่าว สำหรับการบริการของ Wazzadu.com นั้น ในส่วนของ ผู้ซื้อหรือผู้ใช้งานทั่วไป จะมีบริการพิเศษ คือ Wazzadu Find Mat ที่จะช่วยให้คำแนะนำ จัดหา จัดซื้อวัสดุและสินค้าตกแต่งได้โดยสามารถระบุเงื่อนไขและรายละเอียดได้ตามต้องการ และยังมีบริการพิเศษจากทีมสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยให้คำปรึกษาทุกความต้องการเกี่ยวกับวัสดุและตกแต่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยสื่อสารผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ LINE @wazzadu.com นอกจากนี้ ยังมี Wazzadu Find Idea ที่ผู้ซื้อสามารถค้นหาไอเดีย และสร้างโปรไฟล์ส่วนตัว เพื่อเก็บแรงบันดาลใจในการตกแต่ง ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากสินค้าวัสดุและตกแต่งบ้านที่มีให้เลือกมากกว่า 1,000 ร้านค้า กว่า 100,000 SKU สำหรับ ผู้ขายหรือเจ้าของสินค้า จะเป็นครั้งแรกของเมืองไทยกับบริการพิเศษที่แตกต่าง นั่นคือบริการ Wazzadu Architect Approach โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยวางแผนให้คำปรึกษาแนะนำด้านการตลาดและการซื้อขาย ในกลุ่มตลาดงานโครงการที่ต้องการเข้าถึงสถาปนิก ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ผู้ขายประสบความสำเร็จในการขายสินค้าได้ง่ายขึ้น มีโอกาสได้งานโครงการ จากการช่วยเหลือของทีมงานมืออาชีพ นอกจากนี้ Wazzadu.com ยังมีบริการรีวิวโดยทีมงานมืออาชีพ เพื่อโปรโมทสินค้าทั้งรูปแบบการเขียนรีวิวและการทำวิดีโอรีวิว รวมทั้งผู้ขายจะสามารถสร้างร้านค้าเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการได้ด้วยตัวเองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย “Wazzadu.com นับเป็นการปฎิวัติรูปแบบการให้บริการการทำตลาดและซื้อ-ขายในวงการวัสดุและตกแต่งของไทย เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของประเทศที่จะมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ นอกจากนี้ Wazzadu.com ยังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสนับสนุนให้ผู้ประกอบรายย่อยและผู้ที่เริ่มทำธุรกิจทางด้านวัสดุตกแต่งที่ไม่พร้อมเรื่องเงินทุนให้ได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าและสามารถเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน และไม่จำเป็นต้องลงทุนพัฒนาระบบเอง” นายจุลเกียรติ กล่าว นายจุลเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมถึงเป้าหมายทางธุรกิจว่า ต้องการให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจด้านวัสดุและตกแต่งบ้านทุกร้านทั่วประเทศมารวมอยู่ที่ Wazzadu.com โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นได้ภายใน 2 ปี และเป้าหมายต่อไป คือ การขยายการบริการสู่ประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ขายและผู้ซื้อในกลุ่มประเทศเหล่านี้สามารถเข้ามาใช้บริการได้ ซึ่งจะช่วยให้ฐานข้อมูลของ Wazzadu.com ขยายใหญ่ขึ้น โดยจะเริ่มจากการแปลเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษก่อน หลังจากนั้นจะเพิ่มภาษาอื่น ๆ เข้าไป โดยคาดว่าการพัฒนา Wazzadu.com เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายในกลุ่มประเทศอาเซียนจะเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบภายใน 3 ปีข้างหน้า
ฉลองเปิดเฟสใหม่ ‘เดอะคิวบ์ นวมินทร์-รามอินทรา’ ลดอีก 50,000 บาท

ฉลองเปิดเฟสใหม่ ‘เดอะคิวบ์ นวมินทร์-รามอินทรา’ ลดอีก 50,000 บาท

The Cube Nawamin-Raminthra (เดอะคิวบ์ นวมินทร์-รามอินทรา) คอนโดมิเนียมใหม่สไตล์โมเดิร์น บนถนนนวมินทร์-รามอินทรา ใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ของ บริษัท คิวบ์ เรียล พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด พร้อมฉลองเปิดเฟสใหม่ (อาคาร A) อย่างเป็นทางการ วันที่ 28-29 พฤษภาคม 2559 และเปิดพรีเซลล์ยูนิตพิเศษ เริ่มต้น 1.59 ล้านบาท พร้อมเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์สวยทันสมัยจาก Modernform ครบทุกฟังก์ชั่น และรับเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ ได้ในวันงาน เพียงลงทะเบียนรับส่วนลดทันที 50,000 บาท ที่เว็บไซต์ www.thecube-condo.com หรือโทรสอบถามที่ 0-2948-9411 (ทุกวันไม่เว้นวันหยุด) โครงการนี้มีทั้งหมด 2 อาคาร สูง 8 ชั้น บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 3 งาน ดีไซน์ภายนอกเน้นความสวยงาม ทันสมัย และโปร่งสบาย ส่วนภายในเน้นที่หน้าต่างบานใหญ่เต็มผนังห้องนอน รวมทั้งจัดเลย์เอาท์ให้มีพื้นที่กว้างขวางอยู่สบาย มีบานสไลด์แบ่งสัดส่วนระหว่างห้องนอนและห้องนั่งเล่น สำหรับแปลนระหว่างอาคารออกแบบให้มีความสบายไม่แออัดใช้ชีวิตได้คล่องตัวและมีความเป็นส่วนตัวสูง พร้อมสรรพด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพิ่มคุณภาพชีวิตด้วยการออกกำลังกายที่สระว่ายน้ำระบบเกลือ ห้องฟิตเนส ห้องเซาว์น่า (แยกชาย/หญิง) สวนหย่อม กล้องวงจรปิด (CCTV) Digital door lock (กลอนประตูดิจิตอล) จากซัมซุงทุกยูนิต ระบบคีย์การ์ดทางเข้าอาคาร และลิฟท์แบบคีย์การ์ดล๊อคชั้น ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง Wi-Fi อินเตอร์เน็ตที่ล็อบบี้ส่วนกลาง การเดินทางสะดวกติดถนนใหญ่นวมินทร์-รามอินทรา ใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) เพียง 500 เมตร ใกล้ศูนย์การค้าแฟชั่น ไอส์แลนด์ เดอะพรอมานาด โรงพยาบาลสินแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ เทสโก โลตัส  เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์พิเศษก่อนใครที่เว็บไซต์ www.thecube-condo.com และเชิญชมห้องตัวอย่างได้แล้ว หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-2948-9411 (ทุกวันไม่เว้นวันหยุด) และติดตามความเคลื่อนไหวทางเฟซบุ๊ค : www.facebook.com/The Cube-Condo
มั่นคงฯ ส่งแบรนด์ใหม่ “ชวนชื่น แกรนด์” 2 โครงการมูลค่า 1,700 ล้านบาท ลุยตลาดบ้านเดี่ยวพรีเมี่ยม ปักธงทำเลราชพฤกษ์และเอกชัย บางบอน

มั่นคงฯ ส่งแบรนด์ใหม่ “ชวนชื่น แกรนด์” 2 โครงการมูลค่า 1,700 ล้านบาท ลุยตลาดบ้านเดี่ยวพรีเมี่ยม ปักธงทำเลราชพฤกษ์และเอกชัย บางบอน

บมจ. มั่นคงเคหะการ รุกตลาดแนวราบตามแผนเดินหน้าส่งโครงการบ้านใหม่ “ชวนชื่น แกรนด์” แบรนด์บ้านเดี่ยวพรีเมี่ยม 2 โครงการ “ชวนชื่น แกรนด์ ราชพฤกษ์ พระราม5” และ “ชวนชื่น แกรนด์ เอกชัย บางบอน” มูลค่ารวมกว่า 1,700 ล้านบาท ปักธงทำเลราชพฤกษ์-พระราม5 และถนน เอกชัย-บางบอน 4 สองแหล่งที่อยู่อาศัยทำเลทองของกรุงเทพฯโซนตะวันตก ระดับราคา 8-12 ล้านบาท ชูดีไซน์ใหม่และความคุ้มค่าในทุกพื้นที่ใช้สอย พร้อมอัดโปรโมชั่นมอบส่วนลดพิเศษสูงสุด 500,000 บาทใน VIP Day 14-15 พ.ค. นี้ นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “มั่นคงฯ มีแบรนด์บ้านชวนชื่น ซึ่งนับว่าเป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งและเป็นที่รู้จักอย่างดีในตลาดโดยเฉพาะในเรื่องของความคุ้มค่าคุ้มราคา และแบรนด์ ชวนชื่น แกรนด์ ได้รับการสร้างขึ้นมาเพื่อต่อยอดของความสำเร็จของแบรนด์ชวนชื่นและเจาะกลุ่มตลาดบ้านเดี่ยวพรีเมี่ยมบนทำเลศักยภาพที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าจึงได้มีการเปิดตัวโครงการ “ชวนชื่น แกรนด์” สองโครงการแรกของมั่นคงฯ คือ ชวนชื่น แกรนด์ ราชพฤกษ์ พระราม 5 และ ชวนชื่น แกรนด์ เอกชัย บางบอน ” ด้วยระดับราคา 8-12 ล้านบาท” “เราเชื่อมั่นว่า ตลาดบ้านกลางบนในระดับราคา 8-12 ล้านยังเติบโตและมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทำเลที่เป็นที่อยู่อาศัยยอดนิยมอย่าง ราชพฤกษ์และบางบอน ซึ่งชวนชื่น แกรนด์ ราชพฤกษ์ พระราม5 นอกจากจะใกล้กับสะพานพระราม 5 แล้วโครงการยังอยู่ใกล้รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายทำให้ทำเลนี้น่าจับตามองมากขึ้น สำหรับทำเลของ ชวนชื่น แกรนด์ เอกชัย บางบอนอยู่ใกล้กับทางด่วนพระรามสองและถนนกาญจนาภิเษกทำให้เดินทางสะดวกสบาย” นายวรสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติม โครงการชวนชื่น แกรนด์ ราชพฤกษ์ พระราม5 มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท เป็นโครงการบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ติดถ.นครอินทร์ จำนวน 108 ยูนิต บนเนื้อที่ 21-1-42.8 ไร่ มีคลับเฮ้าส์และสระว่ายน้ำ ใกล้สะพานพระราม 5 และสถานีรถไฟฟ้าสีม่วง (สถานีแยกติวานนท์) คอนเซ็ปต์ดีไซน์สไตล์ โมเดิร์น ลักชัวรี่ (Modern Luxury) พื้นที่ใช้สอย 149-208 ตร.ม. โครงการชวนชื่น แกรนด์ เอกชัย บางบอน มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท เป็นโครงการบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ติดถนนบางบอน 4 จำนวน 93 ยูนิต บนเนื้อที่ 31-2- 70 ไร่ มีคลับเฮ้าส์และสระว่ายน้ำ ใกล้ทางด่วนพระรามสองและถนนกาญจนาภิเษก คอนเซ็ปต์ดีไซน์สไตล์โมเดิร์น คอนเท็มโพลารี่ (Modern Contemporary) พื้นที่ใช้สอย 190-260 ตร.ม. มั่นคงฯ เตรียมจัดงาน VIP Day วันที่ 14-15 พค.นี้ ณ ทั้งสองโครงการฯ พร้อมมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนล่วงหน้าทางเว็บไซต์และเยี่ยมชมโครงการในช่วงวันที่ 14-15 พ.ค.นี้จะได้รับส่วนลดสูงสุดกว่า 500,000 บาท แถมฟรีเครื่องปรับอากาศ และบริการจัดสวนสวยฟรี ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.mk.co.th หรือ โทร. 1622
ตึกออฟฟิศเกรดรองต้องปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน บริษัทผู้เช่าสนใจตึกเกรดเอมากกว่า แม้ค่าเช่าสูง

ตึกออฟฟิศเกรดรองต้องปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน บริษัทผู้เช่าสนใจตึกเกรดเอมากกว่า แม้ค่าเช่าสูง

กรุงเทพฯ 10 พฤษภาคม 2559 - อาคารสำนักงานเกรดรองในกรุงเทพฯ มีพื้นที่ว่างเหลือเช่าเฉลี่ย 9.7% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งตลาดเล็กน้อย  อย่างไรก็ดี การที่มีบริษัทผู้เช่าจำนวนมากขึ้นย้ายออกไปยังอาคารใหม่ที่มีคุณภาพดีขึ้น ส่งผลให้เจ้าของอาคารสำนักงานเกรดรองเริ่มใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อรักษาผู้เช่ารายเดิมและดึงดูดผู้เช่ารายใหม่ ตามการรายงานจากบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล (โจนส์ แลง ลาซาลล์) นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ เจแอลแอล กล่าวว่า “แม้เศรษฐกิจโดยรวมของไทยจะยังไม่เข้มแข็ง แต่หลายๆ ภาคธุรกิจยังคงมีผลประกอบการที่ดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากการที่บริษัทต่างๆ ในกรุงเทพฯ ยังมีการขยายออฟฟิศต่อเนื่อง นอกจากนี้ การที่บริษัทต่างๆ ส่วนใหญ่ยังต้องการเช่าอาคารสำนักงานเกรดเอซึ่งมีค่าเช่าสูงกว่าอาคารเกรดรอง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทผู้เช่ามีสถานภาพทางการเงินที่แข็งแกร่ง” นางสาวยุพา เสถียรภาพอยุทธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการธุรกิจอาคารสำนักงาน เจแอลแอล กล่าวว่า “ธุรกรรมการเช่าสำนักงานที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นการเช่าพื้นที่ในอาคารเกรดเอ แม้จะมีค่าเช่าสูง ซึ่งธุรกรรมการเช่าหลายๆ รายการเป็นการย้ายออกจากอาคารเกรดรอง ทำให้อาคารสำนักงานเกรดรองมีพื้นที่ว่างเหลือเช่าเพิ่มขึ้น” รายงานจากศูนย์บริการข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ไทยของเจแอลแอล ระบุว่า ณ สิ้นไตรมาสแรกของปีนี้ อัตราการว่างของพื้นที่สำนักงานให้เช่าในกรุงเทพฯ (ไม่แบ่งเกรด) ปรับเพิ่มสูงขึ้นไปอยู่ที่ 9.4% จากเดิมที่ 9.0% เมื่อช่วงสิ้นปี 2558 อาคารที่มีอัตราการว่างของพื้นที่ปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือกลุ่มอาคารเกรดรองซึ่งมีผู้เช่าย้ายออก โดยเฉพาะอาคารที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากระบบขนส่งมวลชน ไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟฟ้าบีหรือรถไฟฟ้าใต้ดิน ศูนย์บริการข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ไทยของเจแอลแอล ยังระบุด้วยว่า ปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีอาคารสำนักงาน (เฉพาะที่สร้างเสร็จแล้ว) คิดเป็นพื้นที่รวมทั้งสิ้น 8.51 ล้านตารางเมตร ในจำนวนนี้เป็นอาคารเกรดรองคิดเป็นพื้นที่รวม 5.54 ล้านตารางเมตร นางสาวยุพากล่าวว่า “เพื่อรักษาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เจ้าของอาคารเกรดรองเริ่มมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการเจรจาเงื่อนไขกับบริษัทผู้เช่าทั้งรายที่มีอยู่เดิมและรายใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิในการใช้ที่จอดรถ การกำหนดเพดานการขึ้นค่าเช่า หรือการเสนอระยะปลอดค่าเช่า อย่างไรก็ดี แทบไม่พบว่ามีเจ้าอาคารรายใดยินดีลดค่าเช่าในขณะนี้” ข้อมูลจากศูนย์บริการข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ไทยของเจแอลแอล ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้ ค่าเช่าอาคารสำนักงานเฉลี่ยทั่วกรุงเทพฯ ยังคงปรับเพิ่มสูงขึ้น แต่พบว่า การปรับเพิ่มขึ้นของค่าเช่าในกลุ่มอาคารเกรดรองชะลอตัวลงค่อนข้างมาก เนื่องจากมีบริษัทผู้เช่าย้ายออกมากขึ้น นางสาวยุพาแนะว่า“เจ้าของอาคารที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดี แต่อาจไม่เป็นที่ต้องการของผู้เช่าแล้ว อาจพิจารณาการปรับปรุงใหญ่ให้อาคารมีรูปลักษณ์และคุณภาพที่ดีขึ้น ทั้งนี้ ความต้องการเช่าพื้นที่สำนักงานคุณภาพดียังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วง 2-3ปีข้างหน้า ดังนั้น การปรับปรุงอาคารจึงมีโอกาสในการให้ผลตอบแทนคุ้มค่า จากความเป็นไปได้ในการเรียกค่าเช่าได้สูงขึ้นและและดึงดูดผู้เช่าได้ดีขึ้นหลังการปรับปรุงแล้วเสร็จ” มีอาคารสำนักงานสำคัญๆ หลายอาคารที่ใช้กลยุทธ์การปรับปรุงอาคารเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะในกลุ่มอาคารสำนักงานเกรดรอง แต่รวมถึงอาคารเกรดเอด้วย ตัวอย่างอาคารที่เพิ่งปรับปรุงอาคารเสร็จสิ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ ได้แก่ อาคารไซเบอร์เวิลด์ อาคารสินธร และอาคารจีพีเอฟวิทยุ ส่วนอาคารที่กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงในขณะนี้ได้แก่ อาคารเคี่ยนหงวน 2อาคารซันทาวเวอร์ และอาคารวานิช นายไมเคิล ถัง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการก่อสร้างและออกแบบตกแต่ง เจแอลแอล กล่าวว่า “โดยทั่วไป การปรับปรุงอาคารเป็นทางเลือกที่เจ้าของอาคารเก่านิยมมากกว่าการรื้อถอนอาคารเพื่อสร้างใหม่ เนื่องจากใช้เงินทุนและเวลาน้อยกว่า อีกทั้งยังช่วยเลี่ยงปัญหาเรื่องกฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคารใหม่ที่อาจทำให้ไม่สามารถสร้างอาคารขนาดพื้นที่ใช้สอยเท่าเดิมได้” “อย่างไรก็ดี การที่จะเลือกวิธีการปรับปรุงอาคารหรือการรื้อถอนเพื่อสร้างใหม่ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณา อาทิ อาคารมีอายุการใช้งานมานานเท่าใด การก่อสร้างตั้งแต่แรกเริ่มมีคุณภาพหรือไม่ และอาคารได้รับการบริหารจัดการ-ดูแลรักษาดีมากน้อยเพียงใด เป็นต้น อาคารบางอาคารอาจไม่เหมาะที่จะใช้งานต่อไปได้อีกและสมควรรื้อทิ้งเพื่อสร้างใหม่ตามมาตรฐานสมัยใหม่ ในขณะเดียวกัน การปรับปรุงอาคารจะช่วยยืดอายุการใช้งานของอาคารให้ยาวนานขึ้น แต่แน่นอนว่าจะไม่ยาวนานเท่าการสร้างอาคารใหม่ ดังนั้น การพิจารณาเงินลงทุนที่จะใช้ในการปรับปรุงอาคาร จะต้องคำนึงถึงอายุการใช้งานที่จะเหลืออยู่ของตัวอาคารหลังการปรับปรุงแล้วเสร็จ” การปรับปรุงอาคารสามารถแบ่งออกได้หลายระดับ นับตั้งแต่การปรับปรุงเล็ก ได้แก่  การเข้าถึงความปลอดภัย ลิฟต์ ป้ายอาคาร ห้องลอบบี้ ห้องน้ำ หรือภูมิทัศน์ ไปจนถึงการปรับปรุงใหญ่ อาทิ การปรับรูปโฉมของทั้งอาคาร
กรุงเทพฯ เป็นแหล่งรวมแบรนด์สินค้าอินเตอร์มากที่สุดอันดับที่ 18 ของโลก

กรุงเทพฯ เป็นแหล่งรวมแบรนด์สินค้าอินเตอร์มากที่สุดอันดับที่ 18 ของโลก

กรุงเทพฯ 11 พฤษภาคม 2559 - รายงานการศึกษาตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทศูนย์การค้าจากบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล (โจนส์ แลง ลาซาลล์) เปิดเผยว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีแบรนด์ระหว่างประเทศสนใจเข้ามาเปิดร้านจำหน่ายสินค้ามากที่สุดเป็นอันดับที่ 18 ของโลก รายงานฉบับดังกล่าวยังระบุด้วยว่า หัวเมืองใหญ่ของเอเชียเป็นทำเลที่ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าแบรนด์เนมระดับหรู รายงานฉบับดังกล่าวของเจแอลแอล วิจัยตลาดศูนย์การค้าในเมืองสำคัญๆ 140 เมืองทั่วโลก โดยพิจารณาความน่าสนใจในการดึงดูดให้ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมระหว่างประเทศเข้ามาเปิดร้านจำหน่ายสินค้า เมืองที่มีแบรนด์สินค้าอินเตอร์สนใจเปิดร้านวางจำหน่ายสินค้ามากที่สุด 20 อันดับแรกของโลก ลอนดอน ฮ่องกง ปารีส ดูไบ นิวยอร์ค เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ ปักกิ่ง คูเวตซิตี้ โตเกียว อาบูดาบี ไทเป เจดดาห์ ริยาดห์ โซล ลอสแองเจลิส มอสโคว์ กรุงเทพฯ ลาสเวกัส โอซากา ที่มา – เจแอลแอล ในบรรดา 10 เมืองที่มีจำนวนแบรนด์สินค้าระหว่างประเทศสนใจเปิดร้านมากที่สุดในโลก เป็นเมืองจากเอเชีย 5 เมือง ได้แก่ ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ ปักกิ่ง และโตเกียว โดยเฉพาะฮ่องกง ติดอันดับที่ 2 เป็นรองเฉพาะแต่ลอนดอน กรุงเทพฯ ติดอันดับ 18 ของโลก ชื่อเสียงของกรุงเทพฯ ในฐานะแหล่งช็อปปิ้งยอดนิยมสำหรับสินค้าแฟชั่นกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยขณะนี้ ติดอยู่ในอันดับที่ 18 ของเมืองที่ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมระหว่างประเทศต้องการเข้ามาเปิดร้านวางจำหน่ายสินค้ามากที่สุด แซงหน้าลาสเวกัสของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 19 การที่ประชากรมีกำลังซื้อเพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้มีแบรนด์สินค้าระดับโลกหลากหลายแบรนด์เข้ามาเปิดร้านจำหน่ายสินค้าที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น H&M, Zara Home, Pull & Bear และ Victoria’s Secret ตามมาด้วย Dior Homme, Pierre Hermé, A Bathing Ape และ Tiffany & Co. ซึ่งเพิ่งเข้ามาเมื่อไม่นานมานี้ ราชประสงค์นับเป็นศูนย์กลางย่านศูนย์การค้าของกรุงเทพฯ มีแบรนด์สินค้าระหว่างประเทศหลากหลายแบรนด์เข้ามาเปิดร้านจำหน่ายสินค้า และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก จากการมีทำเลในใจกลางเมืองและเข้าถึงได้สะดวกด้วยรถไฟฟ้า ในย่านนี้ มีศูนย์การค้ารวม 7 แห่ง รวมถึงศูนย์การค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด อาทิ สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ และสยามสแควร์วัน ในขณะเดียวกัน การเปิดตัวของเอ็มควอร์เทียร์, เซ็นทรัล เวสต์เกต และเซ็นทรัลเฟสติวัล อิสต์วิลล์ ในทำเลรอบนอกของย่านศูนย์การค้าหลัก ยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้แบรนด์สินค้าระหว่างประเทศมีช่องทางขยายร้านจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น โอกาสที่จะมีแบรนด์สินค้าระหว่างประเทศเข้ามาเปิดร้านจำหน่ายสินค้าในกรุงเทพฯ ยังมีอีกมาก เนื่องจากตลาดศูนย์การค้าของกรุงเทพฯ ยังคงมีการขยายตัว ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากกลุ่มเซ็นทรัลที่มีแผนเปิดศูนย์การค้าอีกหลายโครงการในเขตกรุงเทพฯ ชั้นนอก เมืองใหญ่ของเอเชียดึงดูดแบรนด์หรูได้มากที่สุดในโลก รายงานฉบับเดียวกันของเจแอลแอล ได้แยกย่อยการศึกษาแบรนด์สินค้าเฉพาะกลุ่มระดับหรูด้วย และพบว่ามีเมืองในเอเชียมากถึง 7 เมืองที่ติด 10 อันดับแรกที่มีจำนวนแบรนด์สินค้าระดับหรูหราเปิดร้านมากที่สุด ได้แก่ ฮ่องกง โตเกียว เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ ปักกิ่ง โอซาก้า และไทเป 10 อันดับของเมืองที่มีแบรนด์สินค้าระดับหรูเปิดร้านวางจำหน่ายสินค้ามากที่สุดในโลก 1 ลอนดอน 2 ฮ่องกง 3 ปารีส 4 โตเกียว 5 นิวยอร์ค 6 เซี่ยงไฮ้ 7 สิงคโปร์ 7 ดูไบ 9 ปักกิ่ง 10 โอซากา 10 ไทเป ที่มา – เจแอลแอล นายเจมส์ แอสเซอร์สัน ผู้อำนวยการฝ่ายบริการธุรกิจศูนย์การค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของเจแอลแอล กล่าวว่า “ฮ่องกงยังคงเป็นแหล่งช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์หรูชั้นนำในเอเชียแปซิฟิก แม้ยอดขายสินค้าแบรนด์หรูจะชะลอตัวลงค่อนข้างมากจากผลกระทบของการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน แต่ฮ่องกงยังคงสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาได้เป็นจำนวนมาก” “ในภาพรวม การที่เมืองของเอเชียติดอันดับต้นๆ ที่แบรนด์สินค้าหรูให้ความสนใจ เป็นผลมาจากการขยายตัวของชนชั้นกลางและกำลังการซื้อที่สูงขึ้นในภูมิภาค” นายแอสเซอร์สันอธิบาย ที่โตเกียวซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก ความต้องการพื้นที่ร้านค้าในศูนย์การค้าชั้นดีจากผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแบรนด์หรูระดับโลกเริ่มฟื้นตัวตามการปรับตัวดีขึ้นของแนวโน้มเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ค่าเงินเยนที่ปรับตัวลดลงไปแล้วเกือบ 30% นับตั้งแต่ปี 2555 ทำให้ญี่ปุ่นสามารถดึงดูดนักชอปที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากขึ้น โดยในปี 2558 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 47% จากปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากจีน เซี่ยงไฮ้อยู่ในดับ 6 ของเมืองที่เป็นแหล่งรวมแบรนด์สินค้าระดับหรูมากที่สุดในโลก “มีแบรนด์สินค้าหรูระดับโลกจำนวนมากที่สนใจเข้ามาเปิดร้านในเซี่ยงไฮ้ เนื่องจากประชากรในเมืองนี้มีกำลังซื้อสูง โดยบางแบรนด์ใช้เซี่ยงไฮ้เป็นสถานที่ทดสอบตลาดจีน และเป็นฐานในการเสริมสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักช็อปชาวจีน นอกจากนี้ สินค้าแบรนด์เนมระดับหรูของโลกบางแบรนด์ที่ไม่มีขายในฮ่องกง สามารถพบเห็นได้ที่เซี่ยงไฮ้” นายแอสเซอร์สันกล่าว นายแอสเซอร์สันกล่าวว่า “สินค้าแบรนด์เนมระดับหรูจะสามารถขายได้มากน้อยเพียงใดในแต่ละเมือง ไม่ได้ขึ้นอยู่เฉพาะกับสภาพเศรษฐกิจของเมืองนั้นๆ แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ด้วย อาทิ จำนวนนักท่องเที่ยว และการขยายตัวของรายได้ประชากร ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า รายได้ของประชากรในเมืองส่วนใหญ่ของเอเชียจะมีการขยายสูงในช่วง 15 ปีข้างหน้า ซึ่งหมายความว่า การจับจ่ายซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรูในเอเชียยังมีโอกาสขยายตัว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อภายในประเทศหรือในต่างประเทศ”
อนันดาฯ โชว์กำไรสุทธิไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 102% จากปี 58 พร้อมรายได้เติบโตสูง 86% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 34% เดินหน้าสู่ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลตอบแทนอย่างแท้จริง

อนันดาฯ โชว์กำไรสุทธิไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 102% จากปี 58 พร้อมรายได้เติบโตสูง 86% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 34% เดินหน้าสู่ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลตอบแทนอย่างแท้จริง

บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยติดรถไฟฟ้า โชว์ศักยภาพการดำเนินงาน ประกาศความสำเร็จอีกครั้ง พร้อมเติบโตอย่างมั่นคง เผยไตรมาสแรกของปี 2559 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการสร้างกำไรสุทธิ 149 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 102% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 58 พร้อมทั้งสร้างรายได้ 2,595 ล้านบาท เติบโตถึง 86% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 58 ตอกย้ำความสำเร็จของเป้าหมายตอนต้นปี ที่ปี 2559 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของอนันดาฯ ในการเข้าสู่การเก็บเกี่ยวผลตอบแทน (Harvest Period) สะท้อนถึงความสามารถในการนำเงินลงทุนจาก IPO มาพัฒนาโครงการและมีการเปิดขายไปก่อนหน้านี้ ซึ่งได้เริ่มสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทอนันดาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ มีภาพรวมการดำเนินธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากตัวเลขรายได้ และกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งสอดคล้องกับในปี 2559 ถือเป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวผลตอบแทน (Harvest Period) ตั้งแต่เงินลงทุนจาก IPO ที่นำมาพัฒนาโครงการและมีการเปิดขายไปก่อนหน้านี้ รวมถึงการก่อสร้างได้แล้วเสร็จ และเริ่มมีการโอนกรรมสิทธิ์ โดยจะเริ่มสร้างผลตอบแทนจากยอดโอนในปี 2559 จำนวน 5 โครงการ นอกจากนี้บริษัทฯ มียอดขายรอรับรู้รายได้ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2559 กำหนดภายในช่วง 3 ปีข้างหน้าจำนวนกว่า 38,500 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดเป็นสถิติอีกครั้ง โดยเพิ่มขึ้น 3.7% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 12.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 58 ในไตรมาส 1/2559 บริษัทฯ ได้เปิดตัวคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า 2 โครงการใหม่อย่างเป็นทางการได้แก่ โครงการ แอชตัน สีลม ตั้งอยู่บนถนนสีลม มูลค่าโครงการกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถปิดการขาย 59.3% และโครงการไอดีโอ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์  ห่างจากรถไฟฟ้า MRT ท่าพระ เพียง 100 เมตร มูลค่าโครงการกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถปิดการขายได้ 28% จากมูลค่าที่เปิดขายกว่า 1,500 ล้านบาท ประกอบกับยอดขายจากโครงการที่เปิดขายก่อนหน้า ทำให้บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายในไตรมาสแรกได้กว่า 4,800 ล้านบาท สอดคล้องกับยอดขายที่ตั้งเป้าหมายไว้ ทั้งนี้ในไตรมาสแรก บริษัทฯ สร้างยอดขายได้ 23% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปีที่ตั้งไว้ในไตรมาส 1/2559 นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีแผนเปิดโครงการใหม่อีก 11 โครงการ ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งโครงการที่ได้เปิดตัวไปแล้วนั้นได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า แสดงให้เห็นว่าความต้องการที่พักอาศัยในระดับราคาทุกประเภทยังคงมีอยู่มาก โดยเฉพาะโครงการที่คุ้มค่า คุณภาพดี ทำเลใกล้รถไฟฟ้า ในไตรมาส 1/2559 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 2,179 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายรายได้ที่ตั้งไว้เมื่อต้นปีถึง 34% และเพิ่มขึ้นถึง 81% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี58 พร้อมทั้งมีกำไรสุทธิ 149 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 102% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 58 ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ปรับเพิ่มเป้ายอดโอนทั้งปีอีกเล็กน้อย 0.4% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ก่อนหน้า อยู่ระหว่าง 15,000-16,000 ล้านบาท สำหรับในไตรมาส1/2559 นี้ บริษัทฯ สร้างอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 6%เพิ่มขึ้นจาก 5% ในช่วงเดียวกันของปี58  และสามารถสร้างรายได้ดีกว่าเป้าหมาย จากการที่บริษัทฯ ได้เริ่มโอนโครงการคอนโดมิเนียม ไอดีโอ คิว ราชเทวี ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มโอนได้เร็วกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้บริษัทได้สร้างผลกำไรสุทธิที่ดีกว่าเป้าหมาย จากการควบคุมต้นทุน โดยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ ลดลงจาก 28% ในไตรมาสเดียวกันของปี 58  เป็น 24% ในไตรมาสนี้ ถึงแม้ว่าบริษัทฯ จะมีการเติบโตอย่างรวดเร็วก็ตาม ถึงสภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ความต้องการที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้ายังคงมีอัตรายอดขายที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งรูปแบบการพักอาศัยก็มีการปรับเปลี่ยนจากการอยู่อาศัย บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ มาเป็นคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำการพัฒนาคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าที่สามารถตอบโจทย์และสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯ ได้อย่างดีที่สุด นอกจากนี้บริษัทฯ ยังรักษาวินัยในการบริหารงาน โดยมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายการขายและบริหารต่อรายได้ลดลงจากปี58 และสามารถรักษาวินัยทางการเงิน และบรรลุเป้าหมายการเติบโต โดยบริษัทฯ ได้ดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนทุนในระดับเพียง 0.8:1 ณ สิ้นไตรมาส 1/2559 บริษัทฯ มีกระแสเงินสดที่มั่นคงและแข็งแกร่ง พร้อมมีเงินสดเกินกว่า 2,800 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1/2559 และยังคงได้รับการสนับสนุนที่ดีจากธนาคาร รวมถึงมีทางเลือกหลายทางหากจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน ในเดือนพฤษภาคม 2559 บริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน จำนวน 1,000 ล้านบาท รองรับการขยายธุรกิจ และเป็นเงินทุนหมุนเวียน บริษัทฯ ยังคงรักษาความวินัยทางการเงินโดยบริษัท ทริส เรทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ จากระดับ BBB- แนวโน้มเชิงบวก เป็นระดับ BBB แนวโน้มคงที่ พร้อมได้จัดอันดับตราสารที่มีลักษณะคล้ายทุนดังกล่าวในระดับ BB+ แนวโน้มคงที่
เอพี ปล่อยหมัดเด็ดยกแรกของปี ส่ง “Life สุขุมวิท 48” ขึ้นสังเวียนอสังหาฯ ชูจุดขายช็อควงการ คอนโดฯใจกลางสุขุมวิทราคาต่ำกว่าแสน พร้อม Facilities ระดับพรีเมี่ยม เตรียมเปิดพรีเซลล์ 4-5 มิ.ย. นี้

เอพี ปล่อยหมัดเด็ดยกแรกของปี ส่ง “Life สุขุมวิท 48” ขึ้นสังเวียนอสังหาฯ ชูจุดขายช็อควงการ คอนโดฯใจกลางสุขุมวิทราคาต่ำกว่าแสน พร้อม Facilities ระดับพรีเมี่ยม เตรียมเปิดพรีเซลล์ 4-5 มิ.ย. นี้

เอพี (ไทยแลนด์) เปิดตัว Life สุขุมวิท 48 คอนโดมิเนียมโครงการแรกของปี 2559 บนทำเลสุด Hot ใจกลางสุขุมวิทกับราคาที่หาไม่ได้อีกแล้ว เริ่มไม่ถึงแสน เพียง 83,000 บาทต่อตารางเมตร พร้อมชูจุดขาย Rooftop Facilities เทียบเท่าคอนโดระดับพรีเมี่ยม เตรียมเปิดขายครั้งแรก 4-5 มิถุนายนนี้ นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยถึงโครงการคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ล่าสุดว่า “Life สุขุมวิท 48 เป็นคอนโดมิเนียมโครงการแรกของเอพี ที่เปิดขายในปี 2559 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่เป็นไฮไลท์ของปีนี้ เพราะนอกจากเรื่องทำเลที่ตั้งของโครงการที่ถือว่าดีมากๆ ใกล้รถไฟฟ้า เดินทางสะดวกสบายอยู่ใจกลางเมืองอย่างสุขุมวิทแล้ว ที่น่าจับตามองมากที่สุดคือในส่วนของราคาขายที่ไม่ถึงหนึ่งแสนบาทต่อตารางเมตร เริ่มเพียง 83,000 บาทต่อตารางเมตร นับเป็นราคาที่หาไม่ได้อีกแล้วบนถนนสุขุมวิท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโซนพระโขนงที่ถือเป็นย่านที่มีการเจริญเติบโตสูง เนื่องจากรายล้อมไปด้วยแหล่งอำนวยความสะดวกมากมาย ใกล้ทองหล่อ เอกมัย การเดินทางก็สะดวกเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ในโซนอื่นๆ ได้หลากหลายช่องทาง พร้อมที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้อีกในอนาคต โดยล่าสุดกรมธนารักษ์ก็เพิ่งมีการประกาศปรับราคาที่ดินย่านนี้ขึ้นอีกเฉลี่ย 33.54% นับเป็นโซนที่มีการปรับราคาที่ดินมากที่สุดในกรุงเทพฯ อีกด้วย นอกจากนั้นไฮไลท์ของโครงการอีกอย่างคือ Rooftop Facility สิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย ที่อยู่ชั้นบนสุดของทั้งสองอาคาร ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมในการใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไปพร้อมๆ กับการชมวิวมหานครทั้งกลางวันและยามค่ำคืน รวมไปถึง Lobby ที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูมีสไตล์ด้วยวัสดุระดับ Hi-End ตลอดจนฟังก์ชั่นของห้องที่ปรับพื้นที่ใช้สอยให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนเมืองได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ลูกค้าที่ซื้อโครงการนี้ถือว่าคุ้มค่ามากๆ ทั้งในแง่ของการลงทุนหรือการอยู่อาศัยเอง เพราะได้คอนโดมิเนียมทำเลเมืองที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเดินทางที่สะดวกสบายและการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการแบบครบครัน ในราคาที่หาซื้อไม่ได้แล้วบนถนนสุขุมวิท ทั้งนี้คาดว่าจะได้การตอบรับที่ดีมากจากลูกค้า โครงการ Life สุขุมวิท 48 เป็นคอนโดมิเนียม Hi-Rise ภายใต้คอนเซ็ปต์ CONNECT TO THE NEXT STEP OF LIFE มีทั้งหมด 612 ยูนิต + 1 ร้านค้า ประกอบไปด้วยอาคารที่พักอาศัย 2 อาคาร ได้แก่ อาคาร N สูง 19 ชั้น และ อาคาร S สูง 31ชั้น และอาคารจอดรถ อาคาร C สูง 9 ชั้น (มีชั้นใต้ดิน 2 ชั้น) ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท ซอย 48 เดินทางสะดวกสบาย ใกล้สถานีพระโขนงเพียง 600 เมตร, 3 สถานี ถึงเอ็มควอเทียร์ หากใช้รถยนต์ สามารถเดินทางเข้าออกได้หลายเส้นทาง ทั้งถนนพระราม 4, ถนนสุขุมวิทซอย 48 ใกล้ทางด่วนสุขุมวิท 50 และทางด่วนเฉลิมมหานครและอาจณรงค์ ภายโครงการประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมี่ยม ไม่ว่าจะเป็น Rooftop Facility ชั้นบนสุดของทั้งสองอาคารที่แยกกันอย่างเป็นสัดส่วน ประกอบไปด้วย สระว่ายน้ำ และ Panoramic Fitness สามารถออกกำลังกายแบบชิวๆ ไปพร้อมกับชมวิวเมืองสวยๆ นอกจากนั้นในส่วนของชั้นล่าง Lobby ดีไซน์อย่างมีสไตล์และให้ความรู้สึกหรูหราด้วย Bronzo หินอ่อนระดับ Hi-End ประดับคู่กับ Modern Chandelier Style และที่สำคัญมี  Co-Working Space พื้นที่ที่ตอบรับการใช้ชีวิตแบบสมาร์ทของคนเมืองที่ต้องการพบปะสังสรรค์หรือทำงานร่วมกัน ในส่วนของตัวห้องถูกออกแบบพื้นที่ได้อย่างลงตัว สามารถใช้สอยได้จริงทุกตารางนิ้ว มีขนาดห้องเริ่มต้นที่ 1 ห้องนอน 30 ตารางเมตร ราคา 83,000 บาทต่อตารางเมตร Life สุขุมวิท 48 คอนโดมิเนียมใหม่ ใกล้รถไฟฟ้า บนทำเลศักยภาพกับราคาที่ดีที่สุดในสุขุมวิท 4-5 มิถุนายนนี้ เปิดจองครั้งแรก เริ่มต้นเพียง 2.49 ล้าน ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ คลิก www.apthai.com/คอนโด/life/life-sukhumvit-48/

1 ... 58 59 60 ... 64