ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 ... 71 72 73 ... 75
มั่นคงฯ อวดโฉมบ้านสไตล์โมเดิร์น ทรอปิคอล “ชวนชื่น โมดัส วิภาวดี เฟส 2” ติดถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้ทางด่วนและรถไฟฟ้าสายสีแดง

มั่นคงฯ อวดโฉมบ้านสไตล์โมเดิร์น ทรอปิคอล “ชวนชื่น โมดัส วิภาวดี เฟส 2” ติดถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้ทางด่วนและรถไฟฟ้าสายสีแดง

บมจ. มั่นคงเคหะการ โชว์ดีไซน์บ้านโฉมใหม่สไตล์โมเดิร์น ทรอปิคอล “ชวนชื่น โมดัส วิภาวดี เฟส 2” บนทำเลเด่นติดถนนเส้นหลัก ถ. วิภาวดีรังสิต ใกล้ทางด่วน และรถไฟฟ้าสีแดง พร้อมชูไฮไลท์การออกแบบให้มีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ รองรับทุกกิจกรรมของสมาชิกในครอบครัวหรือสามารถปรับพื้นที่เพื่อการใช้งานหลากหลายด้วยราคาเริ่มต้น 10 ล้านบาท นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “มั่นคงฯ ได้มีการพัฒนารูปแบบการออกแบบบ้านภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ ซึ่งนอกจากการเลือกทำเลศักยภาพแล้ว แบบบ้านจะต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้าในยุคปัจจุบันมากขึ้น ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวโครงการบ้านแฝดสามชั้นภายใต้คอนเซ็ปต์ดีไซน์สไตล์โมเดิร์น ทรอปิคอล เน้นการออกแบบทุกรายละเอียดและมีประสบการณ์เฉกเช่นบ้านเดี่ยว และมีการออกแบบพื้นที่ใช้สอยอย่างลงตัว” การออกแบบตัวบ้านเน้นให้พื้นที่ภายในบ้านมีความโปร่งโล่งสบาย โดยชั้นล่างได้มีการออกแบบเพดานห้องสูงถึง 2.8 เมตร มีหน้าต่างเป็นกระจกทรงสูงรอบบ้านเพื่อเปิดรับแสงจากภายนอก ทำให้พื้นที่ภายในบ้านมีความโปร่งโล่งสบาย นอกจากนั้น มีพื้นที่ในส่วน Living area ขนาดใหญ่สำหรับพักผ่อนหรือรับแขก พร้อมห้องเอนกประสงค์ที่กั้นเป็นแบบห้องกระจกสามารถทำเป็นห้องแพนทรี หรือ ห้องทำงานเพิ่มเติมได้ สำหรับชั้นสองจะมีห้องนอนมาสเตอร์ขนาดใหญ่พร้อม Walk-in Closet ส่วนตัวต่อเชื่อมกับห้องน้ำขนาดใหญ่ และมีพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับพักผ่อน อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ส่วนชั้นสามประกอบด้วยหนึ่งห้องนอนแบบสวีทส์และสองห้องนอน ซึ่งพื้นที่ภายในบ้านได้มีการออกแบบเพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆของครอบครัวขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี หรือลูกค้าสามารถปรับพื้นที่เพื่อการใช้งานหลากหลายตามความต้องการได้ โครงการบ้านแฝด ชวนชื่น โมดัส วิภาวดี มีขนาด 3 ชั้น จำนวน 55 ยูนิต บนพื้นที่ 22-3-89.7 ไร่ โดยบ้านแต่ละหลังมีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ ตั้งแต่ขนาด 248 ตารางเมตร บนพื้นที่ตั้งแต่  49-96 ตารางวา ประกอบ ด้วย 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ หน้าบ้านกว้าง 7 เมตร พื้นที่จอดรถ 2 คันพร้อมหลังคา ชวนชื่น โมดัส วิภาวดี ติดกับถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้แยกหลักสี่ เยื้องไอทีสแควร์ ใกล้กับทางด่วน และจุดขึ้น-ลง สถานีหลักสี่  รถไฟฟ้าสายสีแดง (ซึ่งคาดว่าจะให้บริการได้ในปี 2562) ซึ่งเป็นทำเลที่สามารถเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางอื่นๆ ได้อย่างสะดวก อาทิ สนามบินดอนเมือง ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ และการเชื่อมต่อสู่รามอินทรา ราคาเริ่มต้น 10 ล้านบาท/ยูนิต ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.mk.co.th หรือ โทร. 1622
เอพี เผยแผนไตรมาส 2/59 เตรียมเปิด 8 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 8,750 ลบ. พร้อมจัดแคมเปญพิเศษ Last Minute นาทีนี้ เอพีให้มากกว่ารัฐตลอดเดือนเมษายนนี้

เอพี เผยแผนไตรมาส 2/59 เตรียมเปิด 8 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 8,750 ลบ. พร้อมจัดแคมเปญพิเศษ Last Minute นาทีนี้ เอพีให้มากกว่ารัฐตลอดเดือนเมษายนนี้

(5 เมษายน 2559; สำนักงานใหญ่) เอพี เผยแผนพัฒนาโครงการใหม่ไตรมาส 2/2559 เปิด 8 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8,750 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่า 3,640 ล้านบาท พรีเมียมทาวน์โฮม 2 โครงการ มูลค่า 1,060 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว 4 โครงการ มูลค่า 4,050 ล้านบาท และเพื่อตอบรับดีมานด์บ้านพร้อมอยู่พร้อมโอนก่อนจบมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ตลอดเดือนเมษายนนี้ บริษัทฯ พร้อมจัดแคมเปญพิเศษ Last Minute นาทีนี้ เอพีให้มากกว่ารัฐ รวมคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยวพร้อมเข้าอยู่จากเอพี ราคาเริ่มต้น 1.8 ล้านบาท ฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน ลดสูงสุด 1,000,000 บาท และสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้ – 28 เมษายนนี้เท่านั้น นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เผยว่า ในไตรมาส 2/2559  เอพี มีแผนการเตรียมเปิด 8 โครงการใหม่  มูลค่ารวมกว่า 8,750 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการคอนโดมิเนียมที่เน้นจุดเด่นที่ตั้งโครงการติดแนวรถไฟฟ้าสายปัจจุบัน จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวม 3,640 ล้านบาท ได้แก่ Aspire สาทร – ตากสิน (Copper Zone) ติดสถานี BTS วุฒากาศ ราคาล้านปลายๆ และ Life สุขุมวิท 48 ติดสถานี BTS พระโขนง ราคาเริ่มประมาณ 2 ล้านกว่าๆ โครงการพรีเมียมทาวน์โฮมและโฮมออฟฟิศ เจาะกลุ่มลูกค้าคนเมืองระดับบนในโลเคชั่นใจกลางเมือง จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวม 1,060 ล้านบาท ได้แก่ บ้านกลางเมือง พระราม 9 – อ่อนนุช The Edition บ้านนวัตกรรมดีไซน์ใหม่ล่าสุด สะท้อนเอกลักษณ์แห่งความเหนือระดับ  มูลค่าโครงการ 510 ล้านบาท พร้อมเปิดลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษรอบ VIP ทางเว็บไซต์ apthai.com และเปิดจองอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม และโฮมออฟฟิศเจาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจบนทำเลศักยภาพ DISTRICT เอกมัย – รามอินทรา มูลค่าโครงการ 550 ล้านบาท ระดับราคา 15.9 ล้านบาท พร้อมเปิดจองในเดือนมิถุนายน และ โครงการบ้านเดี่ยว ระดับราคา 5 – 15 ล้านบาท ในทำเลต่อติดทุกการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองอย่างรวดเร็ว จำนวน 4 โครงการ มูลค่ารวม 4,050 ล้านบาท ได้แก่ ทำเลบางใหญ่, ปิ่นเกล้า – พุทธมณฑล สาย 4, สุขสวัสดิ์ – พระราม 3 และ   ทำเลใกล้รถไฟฟ้าสถานีบางพลู โดยโครงการบ้านเดี่ยวโครงการแรกที่จะเปิดพรีเซลในไตรมาส 2/2559 ได้แก่ Centro Westgate บ้านเดี่ยว 4 ห้องนอน เพียง 3 นาทีถึงรถไฟฟ้าสถานีคลองบางไผ่ (สายสีม่วง) ราคา 4 ล้านต้นๆ พร้อมเปิดจอง  6 พฤษภาคมนี้ และในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจบมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ เพื่อเป็นการตอบรับดีมานด์ตลาดบ้านพร้อมอยู่ บริษัทฯ ได้จัดแคมเปญพิเศษ Last Minute นาทีนี้ เอพีให้มากกว่ารัฐ มอบสิทธิพิเศษที่คุ้มค่าที่สุดแก่ลูกค้าที่สนใจโครงการบ้านพร้อมอยู่ในเครือเอพี โดยนอกจากการฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน ลูกค้ายังจะได้รับสิทธิประโยชน์แบบจัดเต็ม อาทิ  คอนโดมิเนียม 4 ทำเลพร้อมอยู่ติดรถไฟฟ้า ราคาเริ่มต้น 1.8 ล้านบาท รับส่วนลดสูงสุด 1,000,000 บาท พรีเมียมทาวน์โฮม บ้านกลางเมืองกว่า 20 โครงการพร้อมอยู่ ราคาเริ่มต้น 3.29 ล้านบาท รับสิทธิ์ ผ่อน 9,999 บาท นาน 3 ปี  พลีโน่ทาวน์โฮม 2 ชั้น และแกรนด์พลีโน่ บ้านแฝดสไตล์บ้านเดี่ยว 12 ทำเลใกล้ทางด่วนและรถไฟฟ้า ลดสูงสุดครึ่งล้าน ผ่อนเริ่มต้น  5,900 บาท ราคาเริ่มต้นเพียง 1.89 ล้านบาท และ บ้านเดี่ยวฟังก์ชั่นครบ 17 โครงการพร้อมอยู่ กับเพ็คเกจการเงินที่เลือกได้เอง พร้อมรับส่วนลดสูงสุด 1,000,000 บาท ราคาเริ่มต้น 3.69 – 28 ล้านบาท และสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้ – 28 เมษายนนี้ ทั้งนี้ ผลตอบรับจากการจัดแคมเปญบ้านกลางเมือง Limitless Space ในวันที่ 24 – 30 มีนาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถทำยอดขายจากเปิดตัวพรีเมียมทาวน์โฮม  3 โครงการใหม่และบ้านกลางเมืองกว่า 20 ทำเลพร้อมอยู่ มูลค่ารวมกว่า 1,200 ล้านบาท ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวสามารถสะท้อนให้เห็นภาพรวมตลาดเรียลดีมานด์ในสินค้า พรีเมียมทาวน์โฮมทำเลใจกลางเมืองยังไปได้สวย และการันตีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าภายใต้แบรนด์ บ้านกลางเมืองในเครือเอพีได้เป็นอย่างดี ในประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความเข้าใจในพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนเมืองมายาวนานกว่า 25 ปี ตลอดจนการไม่หยุดนิ่งในการคิดค้นและบริหารจัดการพื้นที่ใช้สอยภายในพร้อมการออกแบบที่หรูหราสอบรับพฤติกรรมลูกค้าระดับบนพร้อมการส่งมอบที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพให้กับลูกค้า

"ร่วมอิสสระ" เผยโฉมอาณาจักรโครงการทิวทะเลเอสเตทกว่า 100,000 ตารางเมตร มูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท พร้อมเปิดตัว “โรงแรมบาบาบีช คลับ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ต ชะอำ-หัวหิน”

กรุงเทพฯ – 4 เมษายน 2559 – บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้โครงการทิวทะเลเอสเตท แนวชายหาดชะอำ – หัวหิน กว่า 100,000 ตร.ม.ปัจจุบันมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ 3 โครงการ – บ้านทิวทะเล อความารีน บ้านทิวทะเล บลูแซฟไฟร์ และบลู พร้อมเดินหน้าลุยพัฒนาโครงการโรงแรม บาบาบีช คลับ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ต ชะอำ-หัวหิน โรงแรมสไตล์บีชคลับระดับลักซ์ชัวรี่  มูลค่ากว่า 1,700 ล้านบาท บริหารงานโดยทีมโรงแรมศรีพันวา จ.ภูเก็ต คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดขายและให้บริการไตรมาส 2 ปี 2560 นายบุญเกียรติ โชควัฒนา ประธาน บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ มีพื้นที่แนวชายหาดชะอำ – หัวหิน โดยรวมทั้งหมด 90 ไร่ หรือกว่า 100,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นทำเลที่ดีมากจึงได้จัดสรรและพัฒนาพื้นที่ภายใต้โครงการทิวทะเลเอสเตท ได้แก่ 1. บ้านทิวทะเล อความารีน โครงการคอนโดมิเนียมในคอนเซ็ปต์ Natural Contemporary   บนพื้นที่ 13 ไร่ เป็นอาคารแนวราบสูง 4 ชั้น จำนวน 4 อาคาร และอาคาร 15 ชั้น จำนวน 1 อาคาร รวมทั้งหมด 270 ยูนิต 2. บ้านทิวทะเล บลูแซฟไฟร์ โครงการคอนโดมิเนียมที่โดดเด่นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรม แนวคิด Aqua Contemporary  บนพื้นที่ 15 ไร่ เป็นอาคารแนวราบสูง 4 ชั้น จำนวน 2 อาคาร และอาคารสูง 15 ชั้น จำนวน 1 อาคาร รวมทั้งหมด 421 ยูนิต 3.บลู โครงการคอนโดมิเนียมที่มีความโดดเด่นภายใต้แนวคิดของชีวิตชายหาดท่ามกลางกลุ่มเกาะปะการัง บนพื้นที่ 7 ไร่ เป็นอาคารสูง 21 ชั้น จำนวน 1 อาคาร  ทั้ง 3 โครงการมีความโดดเด่นในเรื่องของทำเลที่ตั้ง ติดแนวชายหาดชะอำที่มีความยาว160 เมตร และมีความเป็นส่วนตัวเหมาะสำหรับการพักผ่อนได้อย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติ นอกจากโครงการดังกล่าวฯ แล้ว เมื่อเร็วๆ นี้เราได้เริ่มพัฒนาโครงการใหม่ “โรงแรม บาบาบีช คลับ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ต ชะอำ-หัวหิน” โรงแรมสไตล์บีชคลับระดับลักซ์ชัวรี่ ริมชายหาดชะอำ-หัวหิน เฟส 1 บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ เป็นอาคารสูง 3 ชั้น และเฟส 2  บน พื้นที่ 7 ไร่ เป็นอาคารสูง 12 ชั้น พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน” นายสงกรานต์ อิสสระ รองประธาน บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “จากความสำเร็จในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวชายหาดชะอำ-หัวหินด้วยทีมงานคุณภาพเริ่มตั้งแต่โครงการคอนโดมิเนียมจินดารักษ์ ชะอำบีชคลับ บ้านเพลินทะเล และบ้านชานทะเล โครงการทาวน์โฮมอิสสระ วิลเลจ รวมทั้งสิ้น 5 โครงการ จนทำให้เรามีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ การออกแบบ การก่อสร้าง ตลอดจนการเลือกวัสดุที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมเพื่อนำเสนอโครงการได้อย่างมีคุณภาพ กับการเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้โครงการทิวทะเลเอสเตททั้ง 3 โครงการ (บ้านทิวทะเล อความารีน บ้านทิวทะเล บลูแซฟไฟร์ และบลู) ถือว่าเป็นการต่อยอดความสำเร็จและตอกย้ำความแข็งแกร่งของบริษัทและสร้างความเชื่อมั่นต่อลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม ล่าสุดกับการพัฒนา “โรงแรม บาบาบีช คลับ   โฮเทล แอนด์ รีสอร์ต ชะอำ-หัวหิน” โรงแรมสไตล์บีชคลับระดับลักซ์ชัวรี่ บนชายหาดชะอำ-หัวหิน เกิดขึ้นจากการที่บริษัทฯ ต้องการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการพักผ่อนสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่างใกล้ชิดธรรมชาติท่ามกลางชายหาดส่วนตัว พร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกสุดอลังการและมีความหลากหลายตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้า” นายดิฐวัฒน์ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “ก่อนที่บริษัทจะพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในทุกๆ โครงการ ได้มีการสำรวจความต้องการของลูกค้า เพื่อนำมาพัฒนาโครงการให้ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ที่มีความต้องการแตกต่างกันได้รับการตอบรับอย่างดี ทำให้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมายและมีการขยายโครงการเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการใหม่คือ โรงแรมบาบาบีช คลับ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ต ชะอำ-หัวหิน โรงแรมสไตล์บีชคลับระดับลักซ์ชัวรี่ ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรม แนวคิด Modern Colonial Style ออกแบบโดย บริษัท ฮาบิต้า จำกัด จำนวนห้องพัก 71 ยูนิตแบ่งเป็น อาคาร 3 ชั้น หน้าหาดจำนวน 18 ยูนิต และ อาคาร 12 ชั้น หลังหาดจำนวน 53 ยูนิต นอกจากนี้ยังมีวิลล่า 3 ห้องนอนจำนวน 10 ยูนิต และ วิลล่า 5 ห้องนอน จำนวน 1 ยูนิต และเพื่อทำให้โรงแรมบาบา บีช คลับ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ตชะอำ-หัวหิน เป็นโรงแรมที่โดดเด่นทั้งด้านการออกแบบและการบริการแล้ว ยังได้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของโรงแรมศรีพันวาเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการด้านการโรงแรมทั้งหมด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2560 นอกจากการพัฒนาโครงการที่ดีแล้ว เรายังมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการขาย ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การตลาดผ่านออนไลน์ นับว่าเป็นช่องทางที่สามารถสื่อสารข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ค อินสตาแกรม บลอกเกอร์ เว็บไซด์ ควบคู่ไปกับป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่ดึงดูดความสนใจของลูกค้าในทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม รวมไปถึงความต่อเนื่องในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด โดยในวันเสาร์ที่ 9 เม.ย. 2559 จะมีการจัดงาน Open House Thew Talay Estate ฉลองเปิดอาคารและขอบคุณลูกค้า ณ โครงการบ้านทิวทะเล บลูแซฟไฟร์ เนรมิตพื้นที่ริมชายหาดจัดงานปาร์ตี้สไตล์โบฮีเมียนพร้อมการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินสุดฮิป “ปาล์มมี่” และวง “ลิปตา” พร้อมจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มรวมถึงกิจกรรมสันทนาการ เพื่อสร้างบรรยากาศการพักผ่อนสุดเพลิดเพลินให้กับลูกค้า สำหรับมูลค่าโครงการของบริษัททั้งหมด – โครงการบ้านทิวทะเล อความารีน มีมูลค่า 2,084ล้านบาท สร้างแล้วเสร็จ มียอดขายกว่า 90% บ้านทิวทะเล บลูแซฟไฟร์ มีมูลค่า 1,920 ล้านบาท สร้างแล้วเสร็จ มียอดขายกว่า 70% และบลู มีมูลค่า 1,506 ล้านบาท อยู่ในระหว่างการก่อสร้างและมียอดขายแล้ว 30%  รวมถึงโรงแรม บาบาบีช คลับ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ต ชะอำ-หัวหิน มีมูลค่า 1,700 ล้านบาท อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง รวมทั้งสิ้น 4 โครงการมีมูลค่ารวมกว่า 7,210 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทมีแผนจะพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้นในอนาคต อาทิ พัฒนาโครงการบ้านทิวทะเล เฟส 4 และ 5 โครงการโฮเทล แอนด์ เรสซิเดนท์ บ้านทาวน์โฮม บ้านโชค และโครงการใหม่ๆที่รอการพัฒนา มูลค่ารวมของทุกโครงการอยู่ที่ 12,000 ล้านบาท” นายวรสิทธิ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีพันวา เเมเนจเมนท์ จำกัด กล่าวว่า “ทีมงานของโรงแรมศรีพันวา เป็นบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการบริหารจัดการด้านการโรงแรมมากว่า10 ปี จนทำให้โรงแรมศรีพันวา จ.ภูเก็ต ได้รับรางวัลมากมายในระดับโลกมาแล้ว ปัจจุบันโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต ได้เปิดให้บริการในเฟสใหม่ชื่อ “HABITA” เป็นโรงแรมที่มีห้องพักแบบเพนท์เฮาส์จำนวน 10 ยูนิต และพูล สวีท จำนวน 20 ยูนิต ในปีที่ผ่านมาได้เปิดตัว บาบา บีช คลับ ภูเก็ต โครงการที่พักอาศัยและโรงแรมสไตล์บีชคลับระดับลักซ์ชัวรี่ บนพื้นที่ 42 ไร่ ริมชายหาดนาใต้ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท จุนฟา เรียลเอสเตท บริษัทอสังหาริมทรัพย์ติดอันดับท็อป 100 ของประเทศจีนและบริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้ชื่อ บริษัท อิสสระจุนฟา จำกัด ปัจจุบันโครงการ บาบาบีช คลับ ภูเก็ต ในส่วนของสำนักงานขายก่อสร้างแล้วเสร็จ และบาบาบีชฟร้อนท์บ้านตัวอย่างพื้นที่กว่า 1,000 ตร.ม.ก่อสร้างแล้วอยู่ระหว่างการตกแต่งภายใน คาดว่าจะเปิดให้เข้าเยี่ยมชมอย่างสมบูรณ์แบบได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้” นายวรสิทธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรามีความมั่นใจในทีมงานมืออาชีพ พร้อมจะทำให้โรงแรม บาบาบีช คลับ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ต หัวหิน ให้กลายเป็นเป็นโรงแรมที่มีคุณภาพทั้งด้านการออกแบบ ทำเลที่ตั้ง และงานด้านบริการ ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกับโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต” Baba Beach Club Hua Hin Baan Thew Talay Blue Sapphire BLU Cha Am - Hua Hin
ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร ณ ไตรมาสที่ 1 พ.ศ.2559

ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร ณ ไตรมาสที่ 1 พ.ศ.2559

คอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในไตรมาสที่ 1 พ.ศ.2559 อยู่ที่ประมาณ 6,973 ยูนิตมากกว่าไตรมาสที่ 4 พ.ศ.2558 ประมาณ 17% เพราะในไตรมาสที่ 4 พ.ศ.2558 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่เพียง 5,961 ยูนิตเท่านั้น การที่คอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่มากขึ้นในไตรมาสที่ 1 พ.ศ.2559 ไม่ได้แสดงว่าตลาดคอนโดมิเนียมฟื้นตัวหรือว่ากำลังซื้อกลับมาแล้ว แต่เป็นเพราะว่าในช่วงไตรมาสที่ 4 พ.ศ.2558 และไตรมาสที่ 1 พ.ศ.2559 เป็นช่วงที่ผู้ประกอบการพยายามเร่งระบายโครงการเดิมในสต็อกที่สร้างเสร็จแล้วหรือว่าโครงการที่มีกำหนดแล้วเสร็จก่อนที่มาตรการช่วยเหลือตลาดอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลจะหมดในช่วงปลายเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ผู้ประกอบการหลายรายโดยเฉพาะรายใหญ่จึงเปิดขายโครงการใหม่กันไม่มากนัก แต่ที่มีโครงการเปิดขายใหม่เยอะในช่วงนี้กลับเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง และหน้าใหม่ โดยมีจำนวนรวมกันประมาณ 2,202 ยูนิตจากทั้งหมด 10 โครงการ นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เรนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดคอนโดมิเนียมราคาแพงหรือที่มีราคาขายมากกว่า 250,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไปก็ยังได้รับความสนใจอยู่โดย ณ ปัจจุบันมีจำนวนรวมทั้งหมดประมาณ 3,393 ยูนิตขายไปได้ประมาณ 65% แสดงให้เห็นว่าคอนโดมิเนียมระดับนี้ได้รับความสนใจระดับหนึ่งบางโครงการได้รับความสนใจจากผู้ซื้อชาวต่างชาติไม่น้อย ในปีพ.ศ.2559 ผู้ประกอบการหลายรายยังมีความมั่นใจในการพัฒนาโครงการระดับนี้ออกมาอีกแต่อาจจะมีจำนวนที่ลดลงจากปีพ.ศ.2558 เพราะว่ายังไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์รวมทั้งอุปทานจำนวนมากเข้ามาดูดซับความต้องการไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งจะเห็นได้จากบางโครงการที่เปิดขายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีพ.ศ.2558 ที่ทำยอดขายได้ไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับโครงการก่อนหน้านี้โดยทำเลที่มีจำนวนโครงการระดับนี้มากที่สุด คือ สุขุมวิทที่มีอยู่ 40% จากจำนวนทั้งหมด ราคาที่ดินในพื้นที่ตามแนวถนนสุขุมวิทมีราคามากกว่า 1.5 ล้านบาทต่อตารางวาขึ้นไปทำให้โครงการระดับราคามากกว่า 250,000 บาทต่อตารางเมตรชึ้นไปอยู่ในทำเลนี้มากที่สุด แต่อาจจะขายไปได้ประมาณ 57% เท่านั้น เพราะมีโครงการคอนโดมิเนียมระดับราคาที่ต่ำกว่าในทำเลเดียวกันเปิดขายอยู่หลายโครงการเช่นกัน แต่ทำเลรอบๆ สวนลุมพินี สีลมกับสาทรขายได้มากกว่า 75% ทั้งสองทำเล “ในขณะที่ตลาดบ้านจัดสรรอาจดูไม่ค่อยชะลอตัวลงไปเท่าไหร่เพราะได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลมากกว่าคอนโดมิเนียมที่ใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่า เรื่องที่สร้างความน่าสนใจในตลาดบ้านจัดสรรในช่วงไตรมาสที่ 1 พ.ศ.2559 คือบ้านราคาแพงที่มีราคาขายเกิน 40 ล้านบาทต่อยูนิตมีการพูดถึงกันมากขึ้นหลังจากที่คอนโดมิเนียมราคาแพงเข้ามาครอบครองพื้นที่สื่อไปเป็นปีแล้ว ผู้ประกอบการหลายรายจึงเริ่มมีการออกข่าวว่าจะสร้างบ้านในราคาเริ่มต้นที่ 40 ล้านบาทต่อยูนิตในปีนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกเขาเปิดขายมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตามโดยภาพรวมของบ้านในระดับราคาเริ่มต้นที่ 40 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไปในกรุงเทพมหานคร ณ ปัจจุบันมีเปิดขายอยู่ทั้งหมด 17 โครงการ 668 ยูนิตและขายไปได้แล้วประมาณ 61% ของจำนวนทั้งหมดซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการตอบรับจากผู้ซื้อค่อนสูงแม้ว่าบ้านจะมีราคาขายเริ่มต้นที่ 40 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไปถึงมากกว่า 160 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยวบนที่ดินขนาดประมาณ 60 ตารางวาขึ้นไปและในปีพ.ศ.2558 เริ่มมีโครงการบ้านขนาดเล็กบนที่ดินประมาณ 30 ตารางวาในพื้นที่ตามแนวถนนสุขุมวิทเปิดขายบ้างแต่จำนวนยูนิตต่อโครงการอาจจะไม่มากนัก” นายสุรเชษฐ กล่าวเพิ่มเติม ตลาดที่อยู่อาศัยในไตรมาสที่ 1 พ.ศ.2559 อาจจะไม่ค่อยคึกคักเพราะว่าเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงชะลอตัว และผู้ประกอบรายใหญ่ต่างเร่งระบายสต็อกคอนโดมิเนียม และบ้านจัดสรรที่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงที่รัฐบาลมีมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ ทำให้ข่าวการเปิดขายโครงการใหม่จากผู้ประกอบการรายกลาง รายเล็ก และรายใหม่มีมากกว่า รวมทั้งข่าวการเปิดขายโครงการบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมในราคาแพงๆ ระดับมากกว่า 40 ล้านบาทขึ้นไปเข้ามาสร้างความน่าสนใจมากขึ้น นายสุรเชษฐกล่าวสรุป  
The Cube Plus Minburi พรีเซลสะท้านวงการฯ เริ่ม 1.39 ลบ. ได้ครบพบกัน 2-3 เม.ย.นี้

The Cube Plus Minburi พรีเซลสะท้านวงการฯ เริ่ม 1.39 ลบ. ได้ครบพบกัน 2-3 เม.ย.นี้

เดอะคิวบ์ พลัส มีนบุรี (The Cube Plus Minburi) โครงการคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้นรวม 2 อาคาร แต่งครบรวมเฟอร์นิเจอร์ทำเลล่าสุดที่ บริษัท คิวบ์ เรียล พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ภูมิใจนำเสนอและพร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 2-3 เมษายน 2559 เป็นต้นไป กับราคาพรีเซลสะท้านวงการอสังหาริมทรัพย์ย่านมีนบุรี เริ่มต้นเพียง 1.39 ล้านบาท ที่รวมการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์จาก Modernform ครบทุกฟังก์ชั่นทุกยูนิต (Fully Furnish) ที่ผสมผสานความสวยทันสมัยและใช้งานได้อย่างเต็มที่บนพื้นที่ส่วนตัว ดีไซน์ภายนอกเน้นความสวยงาม ทันสมัย และโปร่งสบาย ส่วนภายในเน้นความสวยที่หน้าต่างบานใหญ่เต็มผนังห้องนอน และการจัดเลย์เอาท์ให้มีพื้นที่กว้างขวางอยู่สบาย มีบานสไลด์แบ่งสัดส่วนระหว่างห้องนอนและห้องนั่งเล่น สำหรับแปลนระหว่างอาคารออกแบบให้มีความสบายไม่แออัดใช้ชีวิตได้คล่องตัวและมีความเป็นส่วนตัวสูง มีขนาดห้องให้เลือกตั้งแต่ 24 - 49.5 ตารางเมตร รูปแบบ ห้องพักอาศัย มี 6 ขนาด ดังนี้ แบบ 1 ห้องนอน Type A  ขนาด 24 ตารางเมตร แบบ 1 ห้องนอน Type B  ขนาด 28 ตารางเมตร แบบ 1 ห้องนอน Type B2  ขนาด 30.5 ตารางเมตร แบบ 1 ห้องนอน Type B3  ขนาด 33.5 ตารางเมตร แบบ 1 ห้องนอน Type C  ขนาด 34 ตารางเมตร แบบ 1 ห้องนอน Type D  ขนาด 49.5 ตารางเมตร พร้อมสรรพด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกบนพื้นที่ส่วนกลาง อาทิ สระว่ายน้ำระบบเกลือ ห้องฟิตเนส ห้องเซาว์น่า (แยกชาย/หญิง) สวนหย่อมธรรมชาติ กล้องวงจรปิด (CCTV) Digital door lock (กลอนประตูดิจิตอล) จาก Samsung ทุกยูนิต ระบบคีย์การ์ดทางเข้าอาคาร และลิฟท์แบบคีย์การ์ดล๊อคชั้น ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง Wi-Fi อินเตอร์เน็ตที่ล็อบบี้ส่วนกลาง การเดินทางสะดวกติดถนนใหญ่เข้า/ออกได้ 2 ทาง ทั้งถนนสีหบุรานุกิจและถนนสุวินทวงศ์ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี สถานีตลาดมีนบุรี) ใกล้แหล่งสาธารณูปโภคครบครัน อาทิ ศูนย์การค้าตลาดมีนบุรี ศูนย์การค้าแฟชั่น ไอส์แลนด์ เดอะพรอมานาด ศาลจังหวัดมีนบุรี ตลาดนัดจตุจักร 2 (มีนบุรี) โรงพยาบาลเสรีรักษ์ โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 โรงเรียนพาณิชย์การมีนบุรี โรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญ บิ๊กซี เทสโก โลตัส ฯลฯ ลงทะเบียนรับสิทธิ์พิเศษที่เว็บไซต์ www.thecube-condo.com, www.facebook.com/the cube-condo และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ของโครงการ หรือสอบถามเพิ่มเติมโทร. 082-732-7323-4
‘ไอคอนสยาม’ เปิดความวิจิตรของ 2 อาณาจักรศูนย์การค้าและความบันเทิงแห่งยุค อลังการด้วย 7 สิ่งมหัศจรรย์ กำหนดนิยามใหม่ด้วยเอกลักษณ์ไทยสู่เวทีโลก

‘ไอคอนสยาม’ เปิดความวิจิตรของ 2 อาณาจักรศูนย์การค้าและความบันเทิงแห่งยุค อลังการด้วย 7 สิ่งมหัศจรรย์ กำหนดนิยามใหม่ด้วยเอกลักษณ์ไทยสู่เวทีโลก

กรุงเทพฯ (22 มีนาคม 2559) – วันนี้ นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เจ้าของโครงการไอคอนสยาม สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  จัดงานแถลงรายละเอียดของอภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคตอีกครั้งหนึ่ง โดยการปรากฏโฉมของ 2 อาณาจักรศูนย์การค้าและความบันเทิงแห่งยุค บนพื้นที่ 525,000 ตารางเมตร  เพื่อให้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าตื่นเต้นอลังการที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อการก่อสร้างเสร็จในปลายปี 2560 โดยงานนี้จัดขึ้นในบรรยากาศค่ำคืนแห่งความสง่างาม ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติมากกว่า 1,500 คน ก่อนปิดท้ายด้วยการล่องเรือบนแม่น้ำเจ้าพระยาสายน้ำแห่งเกียรติภูมิ ไอคอนสยาม จะเป็นโครงการที่จะกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งใหม่แห่งความภาคภูมิใจของประเทศไทย มีขนาดพื้นที่ 750,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย - อภิมหาอาณาจักรศูนย์การค้าแห่งยุค ที่ล้ำเลิศที่สุดแห่งหนึ่งของโลก 2 อาคาร คือ ไอคอนสยาม (Main Retail & Entertainment) พื้นที่ 500,000  ตารางเมตร  และ ไอคอนลักซ์ (Luxury Wing)  พื้นที่ 25,000 ตารางเมตร  มีที่จอดรถและสิ่งอำนวยความสะดวกแยกจากกัน  แต่เชื่อมต่อการไหลเวียนของลูกค้ากันได้อย่างทั่วถึง - คอนโดมิเนียมที่พักอาศัยมาตรฐานระดับโลกที่หรูหราสง่างามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 2  อาคาร แมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟร้อนท์ เรสซิเดนซ์ ณ ไอคอนสยาม และ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ - สิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวแห่งใหม่ทั้ง 7 ที่จะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย โดยได้รับการขนานนามให้เป็น “7 สิ่งมหัศจรรย์แห่งไอคอนสยาม” ไอคอนสยาม เมืองแห่งความรุ่งโรจน์อันเป็นนิรันดร์ (The Icon of Eternal Prosperity)  เป็นโครงการภายใต้การรังสรรค์ของสามพันธมิตรภาคเอกชนที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของวงการธุรกิจไทย จึงเป็นหลักประกันได้ว่าโครงการจะกลายเป็นแลนด์มาร์คที่ยิ่งใหญ่ของประเทศได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยพันธมิตรทั้งสาม ได้แก่ สยามพิวรรธน์ เจ้าของและผู้บริหาร Mixed-use development ที่มีชื่อเสียงระดับโลก อาทิ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ร่วมกับ MQDC แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียมและโครงการมิกซ์ยูสคุณภาพระดับลักชัวรี่ และ เครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัทชั้นนำของไทยที่มีการลงทุนในระดับโลก โดยในปี 2555 ได้เซ็นสัญญาร่วมทุนรังสรรค์อภิมหาโครงการมูลค่า 50,000 ล้านบาท  นับเป็นเวลากว่า 3 ปี ที่ได้ร่วมกันดำเนินงานเนรมิตโครงการที่ยิ่งใหญ่ ปณิธานเพื่อสร้างจุดยืนที่สง่างามของประเทศไทยในเวทีโลก นางชฎาทิพ จูตระกูล กล่าวว่า “ไอคอนสยามจะเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทยในการเนรมิตโครงการที่ยิ่งใหญ่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ และตื่นตาตื่นใจที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย เพราะไอคอนสยามจะเป็นสถานที่ที่จะดึงดูดคนไทยทั่วประเทศและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเยี่ยมชม เนื่องจากเรากำลังจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ของคำว่าล้ำเลิศในทุกมิติ ที่จะเป็นการสร้าง Paradigm ใหม่ของวงการอสังหาริมทรัพย์ รวบรวมทุกสรรพสิ่งที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแห่งโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นที่สุดแห่งการอยู่อาศัย สินค้าและบริการที่ครบครัน นวัตกรรมในการอำนวยความสะดวกสบายและการสื่อสารที่ล้ำยุคอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน  ไอคอนสยามจะเป็นหัวใจสำคัญที่จะจุดประกายความเรืองรองของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ชาวโลกชื่นชมให้สว่างไสวไปทั่วโลกอีกครั้ง” ไอคอนสยาม มุ่งหมายที่จะทำให้พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดสายระยะทางยาว 10 กิโลเมตร เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก (New Global Destination)  ที่จะนำเสนอประสบการณ์ไร้เทียบเทียม เพราะตลอดสายน้ำเจ้าพระยาสามารถนำเสนอทุกมิติของความเป็นไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและไม่มีใครเสมอเหมือนได้ เป็นที่ตั้งของโบราณสถานแหล่งมรดกล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดกว่า 20 แห่ง   โรงแรมระดับ 3-5 ดาวที่มีมากถึง 50 แห่งที่มีจำนวนห้องพักมากกว่า 10,000 ห้อง โครงการที่พักอาศัยหรูหราริมน้ำและฝั่งธนบุรีที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันกว่า 200 โครงการ  รวมถึงโครงการใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกมากมายสองฝั่งแม่น้ำทั้งของภาครัฐและเอกชน  โดยไอคอนสยามจะเป็นจุดเชื่อมต่อ  สิ่งสำคัญทั้งปวงนี้  ตามที่ได้ประกาศ ‘แผนแม่บทวิสัยทัศน์แห่งแม่น้ำเจ้าพระยา” ไปเมื่อ พ.ศ. 2557 ภายใต้ความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชนผู้ประกอบการริมแม่น้ำทั้งหมดรวมถึงผู้ประกอบการเรือทุกประเภท เพื่อเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน และร่วมกันทำการตลาดในต่างประเทศ  เพื่อช่วยกันจุดประกายให้คนทั้งโลกหันกลับมามองแม่น้ำสายนี้อีกครั้งหนึ่ง ในฐานะจุดศูนย์กลางของกรุงเทพมหานครที่มีศักยภาพมากที่สุด เป็นการนำเสนอหลากหลายมิติของความสุนทรีย์ของกรุงเทพฯ ว่า  เป็นมหานครที่ผู้คนทั่วโลกอยากมาอยู่อาศัยมากที่สุด และนักลงทุนอยากจะเข้ามาดำเนินธุรกิจมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นางชฎาทิพ กล่าวว่า “โดยปกติในการทำโครงการอื่นๆ  ผู้ประกอบการจะชูประเด็นว่ามีคอนเซ็ปต์ที่มีต้นแบบหรือแรงบันดาลใจจากประเทศต่างๆ  แต่ไอคอนสยามมีปณิธานในการรังสรรค์โครงการที่แตกต่าง และต้องการนำเสนออัตลักษณ์ที่ยอดเยี่ยมของประเทศไทยให้ครบทุกมิติ   ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาไทย ฝีมืออันปราณีตบรรจงในการสร้างสรรค์ เส้นสายสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์  ประเพณี วัฒนธรรม ฯลฯ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทย ไอคอนสยามจะเป็นสถานที่ๆบอกเล่ากว่าหนึ่งล้านเรื่องราวที่เป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจของคนไทย จากระดับหมู่บ้าน ตำบล จังหวัด จนถึงระดับชาติ  เป็นตัวแทนของจินตนาการแห่งยุคที่จะถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ในหลากหลายรูปแบบ ในสไตล์ไทยล้ำยุคสู่อนาคต คือ ‘ไทยสร้างสรรค์’ ต่อสายตาชาวโลก นับเป็นครั้งแรกของ Mega Project ของไทยที่จะนำเสนอความเป็นไทยร่วมสมัยได้ทุกมิติอย่างครบครัน” ไอคอนสยามมุ่งหมายให้โครงการนี้เป็นสัญลักษณ์ใหม่ของประเทศไทย และจะเป็นตัวแทนของประเทศชาติ เพื่อสามารถออกไปแข่งขันได้ทัดเทียมกับโครงการใหญ่ๆ ในประเทศอื่นๆ   โดยไอคอนสยามต้องอาศัยความร่วมมือของคนไทยทั้งชาติช่วยกันนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของไทยมาบรรจุไว้ ณ ที่นี้ให้เป็นคุณค่าอันสำคัญของโครงการ ในขณะเดียวกันก็จะนำสิ่งที่ดีที่สุดของโลกมารวมอยู่ที่นี้ด้วย เพื่อให้ไอคอนสยามเป็นโครงการระดับโลกอย่างแท้จริง 12 องค์ประกอบที่สุดแห่งความล้ำเลิศของไอคอนสยาม ไอคอนสยาม เปิดความวิจิตรของ 2 อาณาจักรศูนย์การค้าและความบันเทิง มีพื้นที่ถึง 525,000 ตารางเมตร  มีองค์ประกอบที่สุดแห่งความล้ำเลิศดังนี้ 1. ที่สุดของสถาปัตยกรรมที่จะสะกดทั้งโลก  2 อาณาจักรศูนย์การค้าแห่งยุคของไอคอนสยาม ได้แก่ ไอคอนสยาม  และ ไอคอนลักซ์ ได้รับการออกแบบโดยต่อยอดแนวความคิดจากการที่มีที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จึงมีแรงบันดาลใจจากการสักการะบูชาแม่น้ำของคนไทยด้วยเครื่องบรรณาการคือ กระทงและบายศรี ซึ่งเป็นเครื่องบูชาในงานมงคล  แปลงเป็นรูปแบบ Abstract ร่วมสมัย  โดย อาคารไอคอนสยาม จะมีเส้นสายรอบอาคารจากการพับกระทงและบายศรี  ในขณะที่อาคารไอคอนลักซ์จะมีรูปทรงเสมือนกระทงแก้ว 3 อาคาร  มี Façade ทอดยาวริมแม่น้ำถึง 300 เมตร ด้วยกระจกพิเศษจับจีบซ้อนในลักษณะแนวตั้งยาวตลอดซึ่งยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน  ซึ่งส่วนนี้มีแรงบันดาลใจจาก การห่มสไบที่จีบเรียงทอดยาว เปรียบเสมือนการห่อหุ้มสิ่งที่มีค่าที่สุดของโครงการไว้ เพราะไอคอนลักซ์คือที่สุดแห่งความหรูหราสง่างามของโครงการไอคอนสยาม 2. ที่สุดของแนวความคิดการออกแบบ ICONS within ICON ICONS within ICON คือการสร้างอาคารเล็กหลายๆ อาคารให้อยู่ภายในอาคารใหญ่ ไอคอนสยามจะนำเสนอกลุ่มอาคารเล็กที่แต่ละอาคารมี Façade 360 องศา เปรียบเสมือนคฤหาสน์ (Mansion) ที่จะนำเสนอที่สุดของแบรนด์สินค้าไทยและที่สุดของ Luxury Brands จากทั่วโลกอย่างสง่างาม   นับเป็นครั้งแรกที่ไม่เคยมีใครกล้าลงทุนทำมาก่อน 3. ที่สุดของทัศนียภาพเหนือคำบรรยาย River Park พื้นที่จัดกิจกรรมริมฝั่งแม่น้ำ เนื้อที่กว่า 10,000 ตารางเมตร จะช่วยให้ผู้มาเยือนเข้าถึงและดื่มด่ำกับความงดงามของบรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยพื้นที่ส่วนนี้จะรองรับการจัดงานระดับชาติที่ยิ่งใหญ่ และการแสดงโชว์ระดับโลกในสถานที่ที่สวยงามและมีเสน่ห์ที่สุดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ระบำสายน้ำผสมผสาน แสง สี เสียง ไฟ และมัลติมีเดีย (Multi-Media Water-and-Fire Feature)มูลค่า 400 ล้านบาท  ที่ยิ่งใหญ่ตระการตาริมแม่น้ำเจ้าพระยา  ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 400 เมตร ยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยาย 4. ที่สุดของไทยสร้างสรรค์ ณ Venice of The East ไอคอนสยามจะรวบรวมสินค้าที่เป็นสุดยอดแบรนด์ไทยในทุกประเภท ตั้งแต่แฟชั่น ศิลปหัตถกรรมต่างๆ ตลอดจนสินค้าของดีของฝากจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศมาไว้ในที่นี้  เพื่อให้คนไทยและนักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวทั่วไทยได้อย่างครบครันในไอคอนสยาม  เป็นปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจของตลาดน้ำในร่มแห่งแรก  ภายใต้การบริการที่น่าประทับใจและสนุกสนานในแบบไทยๆ พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ที่หาชมได้ยาก บนพื้นที่กว่า 8,000 ตารางเมตร 5. ที่สุดของความหรูหราระดับโลก ณ ICONLUXE ‘ไอคอนลักซ์’ สัญลักษณ์แห่งความวิจิตร ศูนย์รวมความหรูหราระดับโลก จะเป็นที่สุดของการรวบรวม World Class Brands ดังระดับโลกทุกประเภททั้งสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับอัญมณี และนาฬิกาอย่างครบครันที่สุด   โดยแต่ละแบรนด์จะนำเสนอร้านในรูปแบบ Global Iconic Store ที่ไม่เคยทำมาก่อนในประเทศไทย 6. ที่สุดของศูนย์กลางศิลปะวัฒนธรรมและมรดกล้ำค่า ไอคอนสยาม เฮอริเทจ มิวเซียม (ICONSIAM Heritage Museum) พิพิธภัณฑ์ระดับโลกแห่งแรกของประเทศไทย 8,000 ตารางเมตร ศูนย์รวมมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทย โดยไอคอนสยามจะทำงานร่วมกับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม  และกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เพื่อจัดแสดงศิลปวัตถุล้ำค่าของไทยในยุคสมัยต่างๆ พร้อมทั้งมีนิทรรศการเคลื่อนที่ (Touring Exhibitions) ที่เป็นสุดยอด Masterpieces จากทั่วโลกผลัดเปลี่ยนกันไป  รวมถึงผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปินไทย นำเสนอด้วยเทคโนโลยีการจัดแสดงที่ทันสมัยที่สุด และได้มาตรฐานทั้งด้านการรักษาความปลอดภัย และการอนุรักษ์โบราณวัตถุชิ้นสำคัญระดับโลก การนำเสนอความเป็นไทยผ่าน Masterpiece ของศิลปินแห่งชาติและศิลปินระดับโลก การตกแต่งภายในของอาณาจักรศูนย์การค้าไอคอนสยามแห่งนี้ จะทำงานร่วมกับศิลปินแห่งชาติและศิลปินระดับโลกหลายท่าน  ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ของความเป็นไทย  ลงในประติมากรรมชิ้นเอก ซึ่งจะจัดแสดงอยู่ทั่วอาคาร  ทั้งในรูปแบบของรูปปั้น  ภาพเขียน งานแกะสลัก ประติมากรรมรูปแบบต่างๆ การสร้างโคมไฟแชนเดอเลีย  ที่มีแรงบันดาลใจจากรูปแบบของการร้อยมาลัยและบายศรี รวมถึงการสร้างส่วนประกอบสำคัญขนาดใหญ่ๆ ในโครงการให้เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจ  ไอคอนสยามจะเป็นโครงการแรกและโครงการเดียวที่สามารถรวบรวมประติมากรรมชิ้นเอกเลอค่าอยู่เป็นจำนวนมาก 7. ที่สุดของความบันเทิงระดับโลก ศูนย์การประชุมระดับโลก (World Class Auditorium) ที่ได้มาตรฐานระดับสากลแห่งแรกในประเทศไทย ขนาด 3,000 ที่นั่ง รองรับการจัดงานประชุมและจัดแสดงโชว์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ล้ำยุคด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะทำให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการประชุมนานาชาติ อีกทั้งจะดึงดูดการแสดงระดับชั้นนำของโลกให้เข้ามาได้อีกด้วย โรงภาพยนตร์ 10,000 ตารางเมตร จะเป็นปรากฏการณ์ ‘ครั้งแรก’ ด้วยโรงภาพยนตร์ที่มีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดในประเทศ ด้วยเครื่องฉายและระบบเสียงเทคโนโลยีล้ำยุครุ่นล่าสุด และคอนเซ็ปต์ที่หรูหราใหม่ล่าสุดในการวางผังและจัดที่นั่ง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ชมจะได้รับประสบการณ์การที่เป็นสุดยอดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โลกแห่งความสนุกสนานของเด็กและครอบครัว 4,000 ตารางเมตร เป็นครั้งแรกที่เด็กๆ จะได้รับประสบการณ์ที่ตื่นตาตื่นใจ สุดล้ำกับการแจ้งเกิดของสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเด็กๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย 8. ที่สุดของสินค้าและบริการที่ครบครัน ไอคอนสยามรวบรวม 500 ร้านค้าประเภทต่างๆ นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดในอาเซียนและจากทุกมุมโลกมาไว้ที่นี้ ซึ่งกว่า 20% ไม่เคยเปิดให้บริการในประเทศไทย Sport Complex ขนาดใหญ่แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่อยู่บน Roof Top Garden พร้อมสระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิคกลางแจ้งและลู่วิ่งที่เห็นวิวสองฝั่งฟ้าของกรุงเทพมหานคร 9. ที่สุดของห้างสรรพสินค้า ทาคาชิมาย่า ห้างสรรพสินค้าระดับตำนานของญี่ปุ่น สาขาแรกในประเทศไทย 35,000 ตารางเมตร เป็นห้างสรรพสินค้าที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จำหน่ายสินค้าแบรนด์หรูหราที่ครบครันจากประเทศญี่ปุ่นและแบรนด์แชมเปี้ยนของไทย  อาทิ เครื่องสำอาง เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับทั้งบุรุษและสตรี ผลิตภัณฑ์ของใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพพรีเมี่ยม 10. ที่สุดแห่งความสุนทรีย์แห่งอาหารเลิศรส ไอคอนสยามจะนำเสนอสุดยอดภัตตาคารหรูระดับ 3 Michelin Stars เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และรวบรวม 100 ภัตตาคารชื่อดังของเมืองต่างๆ จากทั่วโลกที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทยมาไว้ที่นี้  รวมถึงอาหารสุดยอดจากทุกภาคในประเทศไทย  ภายใต้บรรยากาศที่หลากหลายทั้ง Terrace ริมน้ำ พื้นที่สวนสวรรค์ในอาคาร หรือ บน Rooftop ที่จะนำเสนอบาร์ในรูปแบบต่างๆ 11. ที่สุดแห่งนวัตกรรมการสื่อสารและการให้บริการ การนำเสนอเทคโนโลยีด้านการสื่อสารแบบครบวงจร มี Infrastructure สุดล้ำด้วยไฟเบอร์ออฟติกที่เร็วที่สุดในประเทศไทย เป็นสุดยอดนวัตกรรมด้านการสื่อสารยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ พบกับ Application ที่นำเสนอเรื่องราวกว่า 1 ล้านเรื่องของตำนานที่เป็นที่มาของงานศิลปะและส่วนตกแต่งภายในอาคาร แหล่งที่มาของสินค้า inspiration ของร้านค้าและบริการแก่ลูกค้าได้เข้าใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบอกเล่าเรื่องราวนั้นๆ ต่อไป นวัตกรรมเหล่านี้จะทำให้เราเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง และสามารถบริหารประสบการณ์ของลูกค้า เชื่อมต่อชีวิตให้ง่ายขึ้น และตอบสนองความต้องการทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้ตลอดเวลา 12. ที่สุดแห่งความสะดวกสบายของการสัญจรที่เชื่อมต่ออย่างครบวงจร มหาปรากฏการณ์แห่งยุค เป็นโครงการแรกที่ให้การสนับสนุนการสร้างระบบขนส่งมวลชนรอง (Feeder Line) โครงการรถไฟฟ้าสายสีทองตามนโยบายของกรุงเทพมหานคร บนถนนเจริญนคร ที่จะเชื่อมต่อ รถไฟฟ้าสายสีเขียว สีแดง และสีม่วง เข้าด้วยกันในอนาคต  และในพื้นที่โครงการยังสร้างท่าเทียบเรือ 4 ท่า เพื่อรองรับการสัญจรทางน้ำด้วยเรือยอร์ชส่วนตัว  เรือสำราญของนักท่องเที่ยว และเรือข้ามฟาก 73 ท่าเรือโดยรอบ  ไอคอนสยามจึงจะเป็นจุดเชื่อมโยงการสัญจรทาง รถ ราง เรือ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในประเทศไทย **สิ่งมหัศจรรย์แห่งไอคอนสยามลำดับสุดท้าย จะเผยโฉมให้ทราบรายละเอียดภายในปีนี้** สร้างปรากฏการณ์แห่งความสำเร็จของวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สร้างสถิติใหม่โครงการที่พักอาศัยแพงที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไอคอนสยามประกาศเปิดตัวแมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟร้อนท์ เรสซิเดนซ์ ณ ไอคอนสยาม (Magnolias Waterfront Residences at ICONSIAM) คอนโดมิเนียมที่พักอาศัยคุณภาพเหนือระดับที่หรูหราที่สุดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เทียบชั้นมาตรฐานโครงการที่พักอาศัยที่ดีที่สุดในต่างประเทศ โดยเป็นอาคารที่พักอาศัยสูง 70 ชั้น จำนวน 379 ยูนิต ผสาน 3 องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เป็นโครงการระดับโลก คือ แต่ละยูนิต ประกอบด้วยวัสดุประกอบติดตั้งที่หรูหราที่สุด, ตัวอาคารถูกออกแบบอย่างหรูหราและมีคุณภาพสูงสุด แม้แต่ในองค์ประกอบด้านวิศวกรรมหรือกลไกต่างๆ ที่มองไม่เห็น  โดยภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน ในปี 2557  สามารถปิดการขายได้ทั้งโครงการ  และยังทำลายสถิติว่าเป็นโครงการที่พักอาศัยแพงที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีราคาเทียบเทียมกับคอนโดมิเนียมหรูบนทำเลทองเส้นทางรถไฟฟ้า BTS  ย่านสุขุมวิท พหลโยธิน และราชดำริ   ที่สุดของที่พักอาศัยระดับโลก เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ในปี 2557 ไอคอนสยามประกาศลงนามความร่วมมือกับ แมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป เพื่อติดแบรนด์และบริหารโครงการที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ใช้ชื่อ “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ” (The Residences at Mandarin Oriental Bangkok) ความสูง 52 ชั้น จำนวน 146 ยูนิต ตั้งอยู่บนพื้นที่ไอคอนสยาม โดยจะเป็นโครงการที่พักอาศัยแบรนด์ ‘แมนดาริน โอเรียนเต็ล’ แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแห่งที่ 14 ของโลก ในมาตรฐานที่เทียบเท่าโครงการที่พักอาศัยที่ดีที่สุดในนิวยอร์ค ลอนดอน โตเกียว หรือเซี่ยงไฮ้ ได้รับการออกแบบและก่อสร้างด้วยมาตรฐานความหรูหราระดับสูงสุด บริหารจัดการโครงการ พร้อมทั้งให้บริการและอำนวยความสะดวกกับผู้พักอาศัย  และปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ไอคอนสยาม ได้เปิดให้จองซื้อโครงการที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ‘เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ’  ซึ่งเป็นโครงการที่พักอาศัยที่แพงที่สุดในประเทศไทย   ปัจจุบันมีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจับจองเป็นเจ้าของแล้วกว่า 40 % “การเปิดตัวของ 2 อาณาจักรศูนย์การค้าแห่งไอคอนสยามในครั้งนี้ จะเป็น Game Changing Project ที่เปลี่ยนแลนด์มาร์คของการค้าปลีกของกรุงเทพมหานคร  มาสู่ทำเลใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมีความ  ครบครันในทุกมิติ” นางชฎาทิพ กล่าว ไอคอนสยาม  นับเป็นตัวอย่างของผู้พัฒนาวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ได้แสดงให้ประจักษ์ชัดว่า เป็นโครงการที่กล้าลงทุนมากที่สุดแห่งยุค ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการพาณิชย์ พร้อมด้วย World Class Attraction  7 สิ่งมหัศจรรย์แห่งไอคอนสยาม เพื่อให้เป็นที่สุดของโครงการระดับโลกในประเทศไทย  ซึ่งใน   2 ปีที่ผ่านมา ไอคอนสยามได้พิสูจน์ผลแห่งความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมายในส่วนของโครงการที่อยู่อาศัย  อีกทั้งศูนย์การค้าไอคอนสยามก็ได้รับการกล่าวขวัญถึงไปทั่วโลก  ถึงแม้จะยังไม่ได้เปิดให้บริการก็ตาม ไอคอนสยามได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศไทย สร้างภาพลักษณ์ที่มั่นคงของการกล้าลงทุนของผู้ประกอบการคนไทย ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงตลาดและศักยภาพกำลังซื้อของคนไทย  ที่จะสามารถตอบรับกับโครงการขนาดใหญ่ระดับเวิล์ดคลาสนี้ได้ ไอคอนสยามจึงเป็นบทพิสูจน์ที่ช่วยยกระดับกรุงเทพมหานคร  ให้เป็นมหานครที่ผู้ประกอบการจากต่างประเทศจะปรารถนามาลงทุน และคนทั่วโลกอยากมาอาศัยอยู่มากที่สุดแห่งหนึ่ง ตัดสินใจลงทุนก่อสร้างไอคอนสยามเฟส 2 เพื่อตอบรับความต้องการที่ท่วมท้น นางชฎาทิพ เปิดเผยว่า  “ในส่วนโครงการศูนย์การค้า 1 ปีที่ผ่านมา ไอคอนสยามได้นำเสนอคอนเซ็ปต์ของโครงการแก่ ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ๆ ทั่วโลก  ล้วนให้ความมั่นใจและแสดงความจำนงค์ที่จะจับจองพื้นที่กันมากมาย  เพื่อที่จะสร้าง Iconic Flagship Store ขนาดใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศไทย ดังนั้นล่าสุดไอคอนสยามจึงได้ตัดสินใจลงทุนก่อสร้างโครงการเฟส 2   เพื่อตอบรับความต้องการที่ท่วมท้น  โดยเช่าที่ดินฝั่งตรงข้ามโครงการบนถนนเจริญนครเพิ่มอีก 5 ไร่  เพื่อขยายที่ดินของโครงการทั้งหมดเป็น 55 ไร่  มีการลงทุนเพิ่มอีก 4,000 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าลงทุนรวม 54,000 ล้านบาท โดยรายละเอียดจะแถลงให้ทราบต่อไปภายในปีนี้ ไอคอนสยามจะเริ่มเปิดให้เช่าพื้นที่ในโครงการ 2 อาณาจักรศูนย์การค้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ไอคอนสยามมีแผนที่จะทยอยประกาศผู้เช่าหลัก (Anchor Tenant) ภายในสามเดือนแรก “ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจผันผวนของโลก เรายังคงเดินหน้าดำเนินโครงการอย่างไม่หยุดยั้ง อีกทั้งยังเพิ่มการลงทุน  เพราะเรามีความเชื่อมั่นในประเทศไทย  ไอคอนสยามจะเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง  เพราะมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ เป็นโครงการนำร่องครั้งแรกในประเทศไทยของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ทำงานร่วมกับภาครัฐตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นวางแผน เพื่อให้มี Infrastructure ที่เอื้ออำนวยความสะดวกที่สุดให้แก่ผู้อยู่อาศัยและผู้อื่นที่ทำธุรกิจโดยรอบ  โดยให้ความสนับสนุนการสร้างระบบขนส่งมวลชนรองควบคู่ไปกับการพัฒนาเมือง เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในเมืองสำคัญๆทั่วโลก ไอคอนสยามจะเป็นโครงการที่ดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนและผู้ประกอบการค้าปลีกจากต่างประเทศมากมาย  ซึ่งหลังจากเปิดให้บริการแล้ว  จะสามารถสร้างงานให้เกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 350,000 อัตรา  ภายใน 5 ปีที่ดำเนินโครงการจนเปิดดำเนินการ  และจะเป็นส่วนสำคัญที่จะเสริมสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้แข็งแกร่งและยั่งยืน  อีกทั้งจะเป็นการตอกย้ำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอีกด้วย” นางชฎาทิพ  กล่าวสรุป
แอสเซทไวส์ ส่ง “ดิ ออเนอร์” (The Honor) รุกตลาดบ้านเดี่ยวไฮเอนด์ บ้านหรูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพียง 12 หลัง ชูศักยภาพผลงานคุณภาพระดับมาสเตอร์พีซ

แอสเซทไวส์ ส่ง “ดิ ออเนอร์” (The Honor) รุกตลาดบ้านเดี่ยวไฮเอนด์ บ้านหรูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพียง 12 หลัง ชูศักยภาพผลงานคุณภาพระดับมาสเตอร์พีซ

แอสเซทไวส์ ส่ง “ดิ ออเนอร์” (The Honor) รุกตลาดบ้านเดี่ยวไฮเอนด์ บ้านหรูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพียง 12 หลัง ชูศักยภาพผลงานคุณภาพระดับมาสเตอร์พีซ บนที่สุดแห่งทำเลศักยภาพของย่านลาดพร้าว-ประดิษฐ์มนูธรรม รับแรงซื้อบ้านเดี่ยวระดับบนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัยภายใต้แนวคิด “Privileged Art of Living” อภิสิทธิ์ที่มากกว่าการอยู่อาศัยกับบ้านเดี่ยวดีไซน์โมเดิร์นลักชัวรี่ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ ใจกลางเมือง พิเศษด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ในอาณาจักรความสุขส่วนตัว พร้อม Private Pool Villa ทุกหลังในราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยคุณภาพ  จัดแถลงข่าวเปิดตัวบ้านเดี่ยวโครงการแรกของปี 2559 “ดิ ออเนอร์” (The Honor) บ้านหรูดีไซน์เหนือระดับในสังคมคุณภาพ เพียง 12 ยูนิต 12 หลังเท่านั้น บนพื้นที่โครงการเกือบ 3 ไร่ มูลค่าโครงการ 350 ล้านบาท ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพที่ดีที่สุดของถนนลาดพร้าว-ประดิษฐ์มนูธรรม ในราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด กล่าวว่า “ดิ ออเนอร์”เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “Privileged Art of Living” อภิสิทธิ์ที่มากกว่าการอยู่อาศัย สื่อถึงการตอบรับในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และรู้สึกเป็นคนพิเศษเมื่อได้เป็นเจ้าของ ด้วยความโดดเด่นในทุกองค์ประกอบ ทั้งทำเล การออกแบบทั้งภายนอกภายใน ที่ถูกเลือกสรรไว้เพื่อสร้างประสบการณ์ความพิเศษเหนือระดับให้กับผู้เป็นเจ้าของ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ “ดิ ออเนอร์” ตั้งอยู่บนถนนประดิษฐ์มนูธรรม เลียบทางพิเศษฉลองรัช (เอกมัย – รามอินทรา) ซึ่งถือเป็นย่านที่อยู่อาศัยที่มีระดับ สะดวกสบายในการเดินทาง แต่ยังเงียบสงบเหมาะกับการอยู่อาศัย โดยนอกจากจะสามารถขึ้นลงทางด่วนได้อย่างสะดวก ยังสามารถเดินทางเข้าออกสู่โครงการฯ ได้หลายทาง ทั้งทางถนนประดิษฐ์มนูธรรม และถนนลาดพร้าว เชื่อมต่อไปยังถนนเส้นหลักได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น เอกมัย พระรามเก้า รามอินทรา เกษตร- นวมินทร์ พร้อมทั้งใกล้สถานีรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีฉลองรัช และยังเป็นศูนย์รวมสถานที่สำคัญ ทั้งสถานศึกษา รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ อาทิ เซ็นทรัลเฟสติวัลอีสท์วิลล์, คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC), คริสตัล ปาร์ค เป็นต้น นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด กล่าวว่า “ดิ ออเนอร์”เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “Privileged Art of Living” อภิสิทธิ์ที่มากกว่าการอยู่อาศัย สื่อถึงการตอบรับในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และรู้สึกเป็นคนพิเศษเมื่อได้เป็นเจ้าของ ด้วยความโดดเด่นในทุกองค์ประกอบ ทั้งทำเล การออกแบบทั้งภายนอกภายใน ที่ถูกเลือกสรรไว้เพื่อสร้างประสบการณ์ความพิเศษเหนือระดับให้กับผู้เป็นเจ้าของ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ “สัญลักษณ์หนึ่งเมื่อเข้าสู่โครงการ คือ ต้นจามจุรีใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีที่เราตั้งใจจะรักษาไว้ในโครงการ เพื่อเป็น Signature ที่สำคัญ รวมถึงเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสถึงบรรยากาศของธรรมชาติอย่างแท้จริง จึงเป็นที่มาของการดีไซน์ด้วยแนวคิด "Privileged Art of Living” โดยสร้างเป็นคลับเฮ้าส์บริเวณด้านหน้าของต้นจามจุรี ด้วยดีไซน์ที่โปร่ง หรูหรา สามารถมองเห็นบรรยากาศอันร่มรื่นของต้นจามจุรีได้อย่างชัดเจน ภายในคลับเฮ้าส์ถูกออกแบบให้เป็นสถานที่ชิลเอ้าท์ของผู้อยู่อาศัย ทั้งยังครบครันด้วยฟิตเนส และห้องสมุด ดิ ออเนอร์ มีบ้านให้เลือก 2 แบบ คือ Apex และ Zenith ซึ่งถูกออกแบบในสไตล์โมเดิร์นลักชัวรี่ เน้นความเป็นธรรมชาติ เรียบง่าย แต่ไม่ทิ้งความโก้หรูมีระดับ ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ ทรอปิคอล โมเดิร์น ออกแบบตามสภาพอากาศของเมืองไทย ลดอุณหภูมิในตัวบ้าน เพื่อป้องกันบ้านร้อน พื้นที่ใช้สอยออกแบบให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด โดยการวางแปลนให้เชื่อมต่อทั้งจากภายในสู่ภายนอกตัวบ้าน เพื่อการใช้งานพื้นที่ใช้สอยที่ต่อเนื่องกัน นอกจากนี้บ้านทุกหลังยังถูกออกแบบให้มีสระว่ายน้ำระบบเกลือ สำหรับเป็นพื้นที่พักผ่อนส่วนตัวของครอบครัว ภายในบ้านยังถูกออกแบบตกแต่งโดยการคำนึงถึงการแบ่งพื้นที่ใช้สอยให้ตอบสนองกับทุกความต้องการให้มากที่สุด และสามารถปรับเปลี่ยนใช้งานได้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้ห้องนอนกว้างขวางเป็นพิเศษ เปิดโล่ง พร้อม Walk in Closet ขนาดใหญ่ ฝ้า เพดานโปร่งสูงกว่าปกติ เพื่อความสบายในการพักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ พื้นที่รับประทานอาหาร ต่อเนื่องกับส่วนกลางของบ้านสามารถผสมผสานกิจกรรมของครอบครัวได้อย่างหลากหลาย พร้อมฟังก์ชั่นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น Living room & Private Roof Deck Garden ผสมผสานระหว่างส่วนพักผ่อนและสวนส่วนตัวบริเวณชั้น 3 ได้อย่างลงตัว Home Theater Room ห้องดูหนังส่วนตัวในบ้านด้วยฟังก์ชั่นที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับผู้อยู่อาศัย Double Volume Living Room ความโปร่งของส่วนรับแขกที่มอบเอกลักษณ์และความโดดเด่นให้กับบ้าน ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำ ให้มุมมองที่สวยงาม ผ่อนคลาย รองรับการใช้ชีวิตและการสังสรรค์ทุกรูปแบบ Multi- Purpose Living Room สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ห้องได้ตามไลฟ์สไตล์ Modern Luxury Bathroom ห้องน้ำที่ออกแบบพิเศษด้วยวัสดุระดับพรีเมียม นอกจากนี้ภายในโครงการยังมอบความมั่นใจด้วยระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุด(Full-scaled Security System) ตลอด 24 ชม.อีกด้วย นายกรมเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลดำเนินการในปี 2558 ที่ผ่านมาของบริษัทฯ ถือว่ามีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยบวกทางด้านมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลที่ออกมา ทำให้เกิดแรงบวกต่อภาพรวม พร้อมกับการเปิดโครงการใหม่ ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจาก Real Demand ทำให้ผลการดำเนินงานในปี 2558 บริษัทฯ มียอดขายรวม 1,500 ล้านบาท โดยมียอดรับรู้รายได้ในปี 2558จำนวน 750 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ สำหรับในครึ่งปีแรกของปี 2559 นี้ นอกจากโครงการ  The Honor ที่เป็นมาสเตอร์พีซสำหรับโครงการในแนวราบแล้ว บริษัทฯ ยังมีแผนเปิดโครงการในแนวสูงอีกหลายโครงการ  เริ่มจากโครงการ Wynn Condo พหลโยธิน 52 ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสะพานใหม่  ซึ่งจะเปิด  Pre – Sale วันที่ 26-27 มีนาคมนี้  สำหรับการดำเนินงานในปี 2559 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายที่ 2,000 ล้านบาท หรือเติบโตจากปีก่อน 33% และตั้งเป้ารับรู้รายได้ที่ 1,500 ล้านบาท อนึ่ง โครงการ “ดิ ออเนอร์” ประกอบด้วยแบบบ้านขนาดต่างๆ ได้แก่ แบบบ้าน Apex ขนาดพื้นที่ 55 - 67 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 438 - 469 ตารางเมตร มี 3 ห้องนอน, 5 ห้องน้ำ, ห้องพระ,ห้องรับแขก,ห้องโฮมเธียร์เตอร์,ห้องพักผ่อน,ส่วนอเนกประสงค์,ส่วนรับประทานอาหาร,พื้นที่เตรียมอาหาร,ห้องครัว,ห้องเก็บของ,ห้องแม่บ้านพร้อมห้องน้ำ,ห้องซักรีด  สระว่ายน้ำ และที่จอดรถ 3 คัน ในราคาเริ่มต้นที่ 25 ล้านบาท แบบบ้าน Zenith ขนาดพื้นที่ 86 - 87 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 538 - 543 ตารางเมตร มี 4 ห้องนอน, 6 ห้องน้ำ, 1 ห้องผู้สูงอายุ, ห้องพระ, ห้อง Double Volume Living, ห้องพักผ่อน, ห้องโฮมเธียร์เตอร์, ส่วนอเนกประสงค์, ส่วนรับประทานอาหาร, พื้นที่เตรียมอาหาร, ห้องครัว, ห้องเก็บของ, ห้องแม่บ้านพร้อมห้องน้ำ, ห้องซักรีด,สระว่ายน้ำ และที่จอดรถ 3 คันในราคาเริ่มต้นที่ 39 ล้านบาท สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสชีวิตมีสไตล์ เหนือระดับ ทันสมัย อย่างมีเอกลักษณ์ กับโครงการดิ ออเนอร์ (The Honor) พร้อมเยี่ยมชมบ้านได้ตั้งแต่วันนี้ ที่ The Honor Glass House ซอยประดิษฐ์มนูธรรม 10 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 081 650 7272 หรือ www.TheHonor.com
ภัทรเฮ้าส์ ฯ รุกตลาดอสังหาฯ ปี 59 เปิดตัว 5 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 1,500 ล้านบาท ทั้งในกรุงเทพฯ และภูเก็ต พร้อมขยายฐานลุยตลาดคอนโดฯ เป็นครั้งแรก ภายใต้แบรนด์ “MOTIVE”

ภัทรเฮ้าส์ ฯ รุกตลาดอสังหาฯ ปี 59 เปิดตัว 5 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 1,500 ล้านบาท ทั้งในกรุงเทพฯ และภูเก็ต พร้อมขยายฐานลุยตลาดคอนโดฯ เป็นครั้งแรก ภายใต้แบรนด์ “MOTIVE”

ภัทรเฮ้าส์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมาแล้วกว่า 40 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท  เตรียมรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปี 2559 อย่างเต็มรูปแบบ วางเป้าเปิดตัว 5 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท ทั้งในกรุงเทพฯ และภูเก็ต พร้อมขยายฐานธุรกิจรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมครั้งแรก ใน 2 ทำเลฮอต แจ้งวัฒนะ และสุขุมวิท มั่นใจศักยภาพของทำเลจะทำให้สามารถปิดการขายได้ภายใน 5-6 เดือน ด้านผลการดำเนินงานปี 59 ตั้งเป้ารายได้รวมที่ 800 ล้านบาท เติบโต 40% จากปี 2558 นายชาญวิทย์ วิภูศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ภัทรเฮ้าส์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบมากว่า 30 ปี  เปิดเผยว่า “บริษัทฯ เริ่มต้นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี 2524 ภายใต้ชื่อบริษัท ภัทรค้าที่ดิน จำกัด หลังจากนั้นเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ภัทรเฮ้าส์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ในปี 2546 ทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท จนถึงปัจจุบัน พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมาแล้วกว่า 40 โครงการ จำนวนรวมกว่า 7,500 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท ครอบคลุมแนวราบทุกชนิด ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ บ้าน BOI ในทำเลปทุมธานี และนนทบุรี ภายใต้แบรนด์ ภัทรารมย์ (ทาวน์เฮ้าส์ ชั้นเดียว นอกเมือง) ภัทรไพรเวท (ทาวน์เฮ้าส์ ชานเมือง) ภัทรโมทาวน์ (ทาวน์โฮม ในเมือง) โมทาวน์ บริโอ ฯลฯ” นายชาญวิทย์ กล่าวต่อไปว่า “หลังจากพัฒนาโครงการในพื้นที่ปทุมธานี และประสบความสำเร็จมาแล้วหลายโครงการ บริษัทฯได้ขยายพื้นที่มายังทำเลแจ้งวัฒนะ โดยพัฒนาโครงการ ภัทรโมทาวน์ (Pattra MoTown) แจ้งวัฒนะ ทาวน์โฮมสไตล์โมเดิร์น 3 ชั้น จำนวนเกือบ 300 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 1,500 ล้านบาท โครงการนี้ประสบความความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทั้งจากทำเลที่ตั้ง ที่อยู่ตรงข้ามกับเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ รูปแบบของสินค้าที่เป็นสไตล์โมเดิร์น บ้านจัดสรรเลือกที่เลือกรูปแบบตามไลฟ์สไตล์ได้ และในราคาเริ่มต้นที่ 4 ล้านบาท โดยโครงการนี้สามารถสร้างรายได้ให้บริษัทฯประมาณ 1,500 ล้านบาท” นอกจากการพัฒนาโครงการในกรุงเทพฯและปริมณฑลแล้ว บริษัทฯยังขยายการพัฒนาที่อยู่อาศัยไปยังต่างจังหวัดได้แก่ จังหวัดภูเก็ต และชลบุรี  โดยเริ่มต้นที่จังหวัดภูเก็ต พัฒนาโครงการ เดอะวิช แอท โมนูเม้นท์(อนุสาวรีย์ ท้าวเทพกระษัตรีฯ-ภูเก็ต)เมื่อปี 2554 ในรูปแบบของทาวน์โฮม บ้านแฝด และอาคารพาณิชย์ จำนวน 98 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 450 ล้านบาท โดยอาคารพาณิชย์ด้านหน้าโครงการติดถนนใหญ่ ได้รับการตอบรับที่ดีและขายหมดในระยะเวลา 3 เดือน นอกจากนี้ในปี 2557 ได้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในจังหวัดชลบุรีอีก 2 โครงการ เนื่องจากมองว่าทำเลในจังหวัดชลบุรีมีการเติบโตค่อนข้างดี ซึ่งหลังจากปี 2554 ที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ มีการขยายโรงงานจากอยุธยา ปทุมธานี มาลงทุนในภาคตะวันออกเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีการขยายงานมากขึ้น ทำให้ความต้องการในที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นด้วย บริษัทฯจึงได้หาที่ดินเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับกลุ่มดังกล่าว โดยใช้ชื่อว่า โครงการภัทร แกรนด์ทาวน์ (ศรีราชา ชลบุรี) พัฒนาเป็นทาวน์เฮ้าส์  และบ้านแฝด ชั้นเดียว ราคาเริ่มต้น 9 แสนกว่าบาท จำนวน 452 ยูนิต และอีกโครงการชื่อว่า เดอะ วิช แอท ข้าวหลาม (เมือง ชลบุรี) ในรูปแบบของบ้านแฝด ราคา 3.5 ล้านบาท จำนวน 51 ยูนิต โดยทั้ง 2 โครงการคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายในปีนี้ นายชาญวิทย์ กล่าวถึงแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯในปี 2559 ว่า “บริษัทฯมีแผนที่จะรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น ตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ในปีนี้อย่างน้อย 5 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 2 โครงการ และแนวราบ 3 โครงการ ทั้งในกรุงเทพฯและภูเก็ต โดยปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทฯลุกขึ้นมาพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม จากการศึกษาในช่วงที่ผ่านมาพบว่าผู้บริโภคบางกลุ่มที่เป็นคนรุ่นใหม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการอยู่อาศัย จากที่อยู่บ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์ในพื้นที่นอกเมือง เปลี่ยนมาอยู่อาศัยคอนโดมิเนียมในเมืองและใกล้รถไฟฟ้ามากขึ้น เพราะสะดวกในการเดินทาง ประกอบกับบริษัทฯมีที่ดินที่ถือว่าเป็นทำเลที่ดีบนถนนแจ้งวัฒนะ เพราะตั้งอยู่กับตรงข้ามศูนย์ราชการฯ จึงได้นำมาพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมเป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ “MOTIVE แจ้งวัฒนะ” พัฒนาในรูปแบบคอนโดมิเนียมสูง 7 ชั้น จำนวน 130 ยูนิต บนเนื้อที่โครงการประมาณ 1 ไร่ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 28 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่1.57 ล้านบาท โดดเด่นด้วยห้องเพดานสูง 2.8 เมตร โปร่ง โล่ง สบายไม่แออัด และอีก 1 โครงการ “MOTIVE สุขุมวิท 115” พัฒนาในรูปแบบคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น จำนวนยูนิตเพียง 73 ยูนิต บนเนื้อที่โครงการประมาณ 221 ตร.ว. ขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นที่ 26-48.5 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 1.49 ล้านบาท โครงการตั้งอยู่ในซอยห่างจากรถไฟฟ้าสถานีปู่เจ้าสมิงพราย ประมาณ 300 เมตร” ในส่วนของโครงการแนวราบปีนี้เปิด 3 โครงการ เปิดที่จังหวัดภูเก็ต 2 โครงการ และกรุงเทพอีก 1 โครงการ  ได้แก่ โครงการเดอะวิช แอท ป่าคลอก จังหวัดภูเก็ต พัฒนาในรูปแบบบ้านแฝด และบ้านเดี่ยวชั้นเดียว คาดว่าจะเปิดตัวประมาณเดือนเมษายน และอีก 1 โครงการพัฒนาในรูปแบบของที่อยู่อาศัยแนวราบ ในจังหวัดภูเก็ตเช่นกัน และเป็นโครงการแนวราบในทำเลบางบัวทองอีก 1 โครงการ นายชาญวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมถึงแผนการดำเนินธุรกิจต่อจากนี้ว่า “บริษัทฯวางเป้าในการพัฒนาโครงการอย่างน้อยปีละ 5 โครงการ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เติบโตปีละ 5 - 10 % โดยในปี 2559 คาดว่าจะมีรายได้รวมประมาณ 700 – 800 ล้านบาท เติบโตเพิ่มจากปี 2558 ประมาณ 40 % ที่มีรายได้รวมกว่า 500 ล้านบาท สำหรับมุมมองภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2559 มองว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังสามารถเติบโตไปได้ในกลุ่มระดับราคา 1.5 – 1.8 ล้านบาท โดยเฉพาะในทำเล ปทุมธานี นนทบุรี แจ้งวัฒนะ ทำเลดังกล่าวยังเป็นทำเลที่น่าสนใจเนื่องจากการขยายตัวของเมือง และการเริ่มเคลื่อนไหวของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูก็ยิ่งทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย และซื้อเพื่อการลงทุน” สำหรับโครงการ MOTIVE แจ้งวัฒนะ ได้เปิดตัวรอบ VIP ไปเรียบร้อยแล้วในวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา และ MOTIVE สุขุมวิท 115 จะเปิดตัวเป็นทางการในวันที่ 20 มีนาคม นี้ ณ สำนักงาน โดยภายในงานจะได้รับโปรโมชั่นและส่วนลดสุดพิเศษ สนใจรายละเอียดโครงการติดต่อ MOTIVE แจ้งวัฒนะ        T. 02 976 9955 MOTIVE สุขุมวิท 115      T. 02 757 9877
แฮปปี้แลนด์ กรุ๊ป กางแผนบุกตลาดอสังหาฯเต็มรูปแบบ  ตั้งเป้าเดินหน้าสู่ TOP 5

แฮปปี้แลนด์ กรุ๊ป กางแผนบุกตลาดอสังหาฯเต็มรูปแบบ ตั้งเป้าเดินหน้าสู่ TOP 5

แฮปปี้แลนด์ กรุ๊ป เปิดแผนธุรกิจ 3 ปี ( 2559-2561) เตรียมลงทุนมูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท บุกตลาดอสังหาฯ ครบวงจร ภายใต้แบรนด์ H-CAPE ตั้งเป้าปี’61 รายได้โตกระฉูด 50% ชูจุดแข็งสินค้าเกรดคุณภาพชิงส่วนแบ่งตลาด มั่นใจเดินหน้าสู่อันดับต้นๆ ของอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย นายภัควัฒน์ สุขเกษม กรรมการบริหารสายงานบริหารโครงการบริษัท แฮปปี้แลนด์ กรุ๊ป จำกัด ภายใต้ แบรนด์ เอชเคป (H-CAPE) บริษัทซึ่งประกอบกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มากว่า 40 ปี เปิดเผยถึงแผนธุรกิจในช่วง 3 ปี ( 2559-2561) ว่า บริษัทมีแผนที่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 10,000 ล้านบาท บาท เพื่อพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ภายใต้แบรนด์ H-CAPE โดยเน้นพื้นที่ในโซนตะวันออกบนที่ดินของบริษัทที่ได้ซื้อไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งโครงการบ้านเดี่ยว โครงการคอนโดมิเนียม และโฮมออฟฟิศ ในสัดส่วน 25% , 35% , 40% ตามลำดับ โดยในปี 2559 จะมีการลงทุนรวมมูลค่า 7,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ครึ่งปีแรก 2,500 ล้านบาท ครึ่งปีหลัง 5,000 ล้าน ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจาก กลุ่มลูกค้าในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพราะนอกจากโครงการต่างๆจะอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า และด้วยจุดเด่นของบริษัทที่มีธุรกิจก่อสร้างที่อยู่ในเครือเดียวกันทำให้การบริหารจัดการต้นทุน , เวลา และคุณภาพในการ ก่อสร้างได้ทำให้มั่นใจว่าสินค้าภายใต้โครงการ H-CAPE เป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐาน ในระดับราคาที่ลูกค้าพอใจ นอกจากนี้บริษัทยังเน้นนโยบายการบริการหลังการขายโดยทีมงานคุณภาพที่ดูแลกลุ่มลูกค้าตั้งแต่โครงการแรก จนถึงโครงการปัจจุบัน ทำให้บริษัทไม่เคยพบกับเหตุการณ์การร้องเรียนจากลูกบ้าน และจากจุดแข็งดังกล่าว บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อตอบโจทย์และความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้าอันดับต้นๆของอสังหาริมทรัพย์เมืองไทยภายใน 5 ปี อย่างไรก็ตามในปี 2559 บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ประมาณ 2,500 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมา 30-35% ขณะที่ผลกำไรจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 40% โดยแผนธุรกิจปี 2559 จะเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม และโฮมออฟฟิศ ภายใต้แบรนด์ H-CAPE มูลค่าโครงการ รวมทั้งปี 7,500 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 333% โดยขณะนี้ลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดีทำให้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา H-CAPE มี back log ที่รับรู้แล้ว 10% จากเป้ารายได้ที่ตั้งไว้ นายภัควัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับปี 2559 แฮปปี้แลนด์ กรุ๊ป จะเปิดตัว โครงการบ้านใหม่ ภายใต้แบรนด์ H – CAPE อีก 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2,700 ล้านบาท โดยจะเปิดตัวในไตรมาสแรกของปี 2559 ประกอบด้วยโครงการ H - CAPE SERENE (เอชเคป ซีรีน) “บ้านพร้อมอยู่ที่ออกแบบโดยหยิบคุณลักษณะของ "ธรรมชาติ" ที่เป็นเอกลักษณ์มาเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบ เชื่อมโยงการอยู่อาศัยเข้ากับธรรมชาติด้วยพื้นที่สีเขียว บริเวณ indoor และ outdoor ที่เชื่อมกันเป็นหนึ่งเกิดเป็นพื้นที่ใช้งานต่อเนื่อง ย่านบางนา บนพื้นที่ 56 ไร่ จำนวน 250 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 5 –10 ล้านบาท โครงการ H-CAPE MINERA (เอชเคป มิเนร่า) ที่เนรมิตให้ทุกตารางนิ้วมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้อยู่อาศัย ย่านเสรีไทย บนพื้นที่ 5 ไร่ เสมือนได้ก้าวสู่พื้นที่ส่วนตัว บ้านเดี่ยวเพียง 22 ยูนิต เพื่อการครอบครองอันสุดพิเศษ ทุกแบบบ้านได้รับการออกแบบ อย่างพิถีพิถัน ขนาดตั้งแต่ 320 - 470 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท นายภัควัฒน์ กล่าวต่อถึง ภาพรวมเศรษฐกิจและภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2559 ว่า ภาพรวมตลาด อสังหาริมทรัพย์ยังคงทรงตัว แต่ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะการลงทุนโครงการ  เมกะโปรเจกต์ต่างๆ จะเป็นอีกหนึ่งความหวังทีทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัว อย่างไรก็ตามในปี 2559 เป็นอีกความท้าทายของแฮปปี้แลนด์ ในการ สร้างยอดขายและรักษาผลตอบแทนที่ดีท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศที่ผันผวน แต่ยังมองว่า ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ของไทย ยังมีโอกาสเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสี่ แม้อาจจะชะลอการตัดสินใจซื้อไป บ้างในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่จากปัจจัยต่างๆที่ภาครัฐพยามส่งเสริมและสนับสนุน เชื่อว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่สามารถ เติบโตได้
“ฮาบิแทท กรุ๊ป” เปิดขาย “ครอสทู พัทยา โอเชี่ยนเฟียร์” พูลวิลล่าหรูริมทะเลพร้อมบริการระดับโรงแรม แห่งแรก และแห่งเดียวในพัทยา ตั้งเป้าพรีเซลล์ 40% ภายในหนึ่งเดือน

“ฮาบิแทท กรุ๊ป” เปิดขาย “ครอสทู พัทยา โอเชี่ยนเฟียร์” พูลวิลล่าหรูริมทะเลพร้อมบริการระดับโรงแรม แห่งแรก และแห่งเดียวในพัทยา ตั้งเป้าพรีเซลล์ 40% ภายในหนึ่งเดือน

นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด ผู้พัฒนาโครงการ X2 Pattaya Oceanphere (ครอสทู พัทยา โอเชี่ยนเฟียร์) พูลวิลล่าตากอากาศสุดหรูพร้อมอยู่สไตล์ โมเดิร์น ลักซ์ชัวรี่    รีสอร์ท อีกทั้งยังออกแบบทิศทางของอาคารให้ทุกยูนิตสามารถรับลมจากฝั่งทะเล และมีความเป็นส่วนตัว โดยยกระดับของบ้านให้ลดหลั่น  นอกจากนี้ยังมีการให้บริการเต็มรูปแบบเสมือนอยู่ บูทีค รีสอร์ท โดย BHMA ภายใต้แบรนด์ ครอสทู  โครงการตั้งอยู่ในซอยนาจอมเทียน 56 ห่างจากหาดที่สวยที่สุดของพัทยาตอนใต้เพียง 550 เมตร โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่1 ห้องนอน ขนาด138.5 - 193.5 ตร.ม. และ 2 ห้องนอน 201.5 - 267 ตร.ม. ราคาเริ่มต้นที่ 8.69 – 15.50 ล้านบาท โดยตั้งเป้าปิดยอดขายได้ 40% สัดส่วนเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง 20% และ 80% เป็นการซื้อเพื่อลงทุน นายชนินทร์ กล่าวว่า “เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ในกลุ่มบ้านพักตากอากาศ ทั้งเพื่ออยู่อาศัย และการลงทุน ที่ให้ผลตอบแทนสูงจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลา และการปล่อยเช่าที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง จึงจัดแคมเปญสุดพิเศษ  อัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม การันตีผลตอบแทนสูงสุด 35 % ตลอดระยะเวลา 5 ปี พร้อมข้อเสนอพิเศษ ฟรีค่าสวนกลาง ฟรีที่พักโรงแรมในเครือครอสทู ฟรีเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และของตกแต่ง จำนวนจำกัด! เพียง 59 ยูนิตเท่านั้น โดยโปรโมชั่นนี้  เฉพาะภายในงานระหว่างวันที่ 7 - 13 มีนาคมนี้ ที่ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน เวลา 10.00 ถึง 20.00 น. ในวันเสาร์ที่ 12 มีนาคม ที่ห้อง สโรชา 1,2 ชั้น 2 โรงแรมสยามเคมปินสกี้ เวลา 10.00 ถึง 16.00 น. และภายในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ที่ชั้น CG บู๊ท CG25 – CG28  ศูนย์ประชุมแห่งชาติศิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 10 - 13 มีนาคมนี้ เวลา 10.00 ถึง 20.00 น.
MQDC เดินหน้า รับกระแส “วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” มาแรง เตรียมพร้อมเปิดขายคอนโดมิเนียมตึกสอง

MQDC เดินหน้า รับกระแส “วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” มาแรง เตรียมพร้อมเปิดขายคอนโดมิเนียมตึกสอง

กรุงเทพฯ (8 มีนาคม 2559) – MQDC แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียมและโครงการมิกซ์ยูสคุณภาพ เจ้าของและผู้พัฒนาโครงการที่พักอาศัยแบรนด์ Whizdom โครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัย และโครงการ  มิกซ์ยูสคุณภาพ ที่สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่เหนือกว่าด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี การก่อสร้างและสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรแก่ผู้พักอาศัย ประกาศเดินหน้าโครงการ “วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” โครงการ    มิกซ์ยูสสุดล้ำภายใต้แนวคิด The Great Good Place ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายและตลาดโดยทั่วไปอย่างดีเยี่ยม ล่าสุดการก่อสร้างเดินหน้าตามแผน ขณะนี้งานสร้างฐานรากและตอกเสาเข็มในพื้นที่อาคารที่พักอาศัยอาคารแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะเริ่มงานสร้างฐานรากและตอกเสาเข็มในพื้นที่อาคารที่พักอาศัยอาคารสอง พร้อมกันนี้ เตรียมเปิดให้จองซื้อห้องชุดพักอาศัยโครงการ “วิสซ์ดอม เอสเซ้นส์ สุขุมวิท” ซึ่งเป็นในคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัยอาคารสองบนพื้นที่โครงการ “วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 12 มีนาคม 2559 นี้เป็นต้นไป ณ ห้องตัวอย่างโครงการ บนถนนสุขุมวิท โดยขณะนี้มียอดจองเข้ามาแล้วก่อนเปิดให้จองซื้ออย่างเป็นทางการ มากกว่า 120 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท นายสุทธา เรืองชัยไพบูลย์ ผู้อำนวยการบริหาร MQDC กล่าวว่า “MQDC ได้เริ่มเปิดข้อมูลและแนะนำอาคารคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยอาคารที่สองในพื้นที่โครงการ “วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” ซึ่งใช้ชื่อว่า “วิสซ์ดอม เอสเซ้นส์ สุขุมวิท” ให้ลูกค้า VIP และลูกค้าเก่าพิจารณา รวมทั้งเดินสายโร้ดโชว์แนะนำโครงการ “วิสซ์ดอม เอสเซ้นส์ สุขุมวิท” ในต่างประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งผลตอบรับออกมาดีเกินคาด ณ ปัจจุบัน ถึงแม้ว่ายังไม่เปิดให้จองซื้ออย่างเป็นทางการ แต่ก็มียอดจองเข้ามาแล้วมากกว่า 120 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท โดยห้องขนาดใหญ่ แบบ 2 – 3 ห้องนอน ขนาดประมาณ 51.9 – 101.8 ตารางเมตร ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีมาก ซึ่งถือว่าสวนกระแสตลาดคอนโดมิเนียมในพื้นที่บริเวณนั้น ที่ปกติแล้วห้องขนาดเล็กมักจะได้รับความนิยมมากกว่า” “โครงการ ‘วิสดอม วัน-โอ-วัน’ พัฒนาและออกแบบโดยชูจุดเด่นเรื่องแนวคิด ‘The Great Good Place’ ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ในการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยการผสมผสานพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย พื้นที่ทำงาน และพื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรมทางสังคมต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวที่สุด ด้วยมาตรฐานระดับสากลทั่วพื้นที่ทั้งหมดของโครงการ และในสเกลที่ใหญ่ระดับนี้ การที่ ‘วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน’ ได้รับการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายและตลาดโดยทั่วไปเป็นอย่างดี เป็นการสะท้อนให้เห็นพฤติกรรม และเทรนด์ของพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้อย่างชัดเจน ในการเลือกที่อยู่อาศัย ซึ่งที่มีไลฟ์สไตล์และมีความพิถีพิถันในการใช้ชีวิตมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา เรามองว่าคนยุคใหม่ไม่ได้มองหาแค่อาคารที่อยู่อาศัย หรือพิจารณาที่โลเคชั่นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คนยุคใหม่มองหาไลฟ์สไตล์หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่โครงการนั้นๆ นำเสนอ การได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความสุข ความสบาย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคุณภาพได้อย่างรอบด้าน เป็นได้ทั้งบ้าน ที่ทำงาน และที่พักผ่อนและทำกิจกรรมทางสังคม นี่คือปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกเรา” นายสุทธากล่าว “วิสซ์ดอม เอสเซ้นส์ สุขุมวิท” เป็นอาคารคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ จำนวน 1 อาคาร ตั้งอยู่บนพื้นที่โครงการ “วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” มีความสูง 50 ชั้น จำนวน 664 ยูนิต ชูจุดเด่นในเรื่อง Sense of Perfection หรือความสมบูรณ์แบบที่สะท้อนสู่ทุกรายละเอียดของการอยู่อาศัย เติมเต็มมุมมองใหม่เพื่อที่สุดของการใช้ชีวิตเหนือระดับ ท่ามกลางธรรมชาติเพื่อความผ่อนคลายทั้งกายและใจ พร้อมมอบแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ที่สร้างได้ทุกวัน ประกอบไปด้วยห้องชุดพักอาศัยแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 33.7 – 44.9 ตารางเมตร แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 51.9 – 83.8 ตารางเมตร แบบ 3 ห้องนอน ขนาด 100.2 – 101.8 ตารางเมตร และแบบเพ้นซ์เฮ้าส์ ขนาด 195.9 – 209.6 ตารางเมตร ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 140,000 บาทต่อตารางเมตร หรือเริ่มต้นยูนิตละ 3.99 ล้านบาท” “วิสซ์ดอม เอสเซ้นส์ สุขุมวิท” ตอบโจทย์ความต้องการในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพเหนือระดับได้อย่างรอบด้าน และครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ Whizdom Sky Garden และ Rejuvenate Lounge พร้อมกับกระจกแบบ Full Height ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถมานั่งเล่น นั่งทำงาน หรือทำเป็นพื้นที่พักผ่อนพร้อมชมวิวในมุมสูงได้โดยไม่มีขอบกระจกมาบังทัศนียภาพ พื้นที่สวนขนาด 2 ไร่ ให้ความร่มรื่นและความสดชื่นแก่โครงการ สระว่ายน้ำในสวน ความยาว 50 เมตร ที่มาพร้อมกับอ่าง Jacuzzi และสระว่ายน้ำสำหรับเด็ก และยังมี ฟิตเนสและห้องโยคะ สำหรับออกกำลังกาย หรือจะเป็น Jogging Track และเลนจักรยานในสวน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายกลางแจ้ง เป็นต้น และที่พิเศษคือการรับประกันยาวนานถึง 30 ปี ใน 4 เรื่องได้แก่ ความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร การรั่วซึมของหลังคา การใช้งานประตูหน้าต่าง และการรั่วซึมของท่อน้ำ พร้อมมอบเครื่องเติมอากาศบริสุทธิ์ (Fresh Air) ให้ทุกห้องนอนอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้อยู่อาศัยยังจะได้สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับของระบบ Smart Home Automation System ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ผู้พัฒนาโครงการได้สร้างสรรค์นวัตกรรมอันทันสมัยและชาญฉลาดเพื่อการใช้ชีวิตยุคใหม่มาอำนวยความสะดวกสบายให้ผู้อยู่อาศัยสามารถสั่งการทำงานต่างๆ ในห้องพักได้จากระยะไกลแม้อยู่ข้างนอก ทั้งการสั่งเปิดปิดไฟ เครื่องปรับอากาศ และโทรทัศน์ มีแอพลิเคชั่นพิเศษ Whizdom Society Apps ที่ ผู้พักอาศัยสามารถใช้จองฟิตเนส ร้านอาหาร หรือกิจกรรมต่างๆ ในโครงการวิสซ์ดอม วัน-โอ-วันได้อย่างสะดวกสบายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยในยุคดิจิตัลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
กลุ่มทุนจีน TCC ลุยลงทุนอสังหาฯไทย นำร่องโครงการ”อาร์ทิมีส สุขุมวิท77” คอนโดพร้อมอยู่มูลค่า1,900 ล้านบาท

กลุ่มทุนจีน TCC ลุยลงทุนอสังหาฯไทย นำร่องโครงการ”อาร์ทิมีส สุขุมวิท77” คอนโดพร้อมอยู่มูลค่า1,900 ล้านบาท

กลุ่มทุนจีน TCC สวนกระแสตลาด ซุ่มผุดคอนโดฯพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์” อาทิมีส สุขุมวิท 77” ราคาเบาเบาทำเลสุขุมวิทเริ่ม 2ล้านบาทต้นๆ รวมมูลค่าประมาณ 1,900 ล้านบาท ล่าสุดอัดแคมเปญ จองเพียง 9,000 บาท ฟรีเงินทำสัญญาสูงสุด 120,000 บาท  พร้อมรับ Samsung S7 รุ่นล่าสุดฟรี จำกัดจำนวนเพียง 50 ยูนิตแรกเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 10 – 25 มีนาคม 2559 นี้ พร้อมตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 70% นางวรารักษ์ อุชุปาละนันท์ ประธานบริษัท  ซีทีซีซี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ CTCC เปิดเผยว่าบริษัทซีทีซีซี เอ็นจิเนียริ่งก่อตั้งเมื่อปี 2555 เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มนักลงทุนคนไทยคือ ครอบครัวของ อุชุปาละนันท์ และ กลุ่มบริษัท TCC จากจีนเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ด้วยเพราะมองเห็นศักยภาพของทำเลที่ดินในการพัฒนา ประกอบกับมีความเชื่อมั่นในศักยภาพและประสบการณ์ของพันธมิตรจีนซึ่งถึงแม้จะมีพื้นฐานธุรกิจด้านอุตสาหกรรม แต่ก็ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในเรื่องเทคโนโลยีและการบริหารจัดการต้นทุน รวมถึงงานด้านการก่อสร้างจึงได้ตัดสินใจร่วมลงทุนกันขึ้น “เรามองเห็นโอกาสทางการตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทยยังมีดีมานด์สูง และกลุ่มบริษัท TCC ก็มีความพร้อมในหลายๆด้านทั้งกำลังคน และเงินทุน เราจึงมีความเห็นร่วมกันในการสร้างคอนโดสร้างเสร็จก่อนขาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค”นางวรารักษ์ กล่าว ด้านนายกัว ไห่ ซิน( Mr. Guo Hai Xin) กรรมการบริษัท  ซีทีซีซี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ CTCC  กล่าวให้ความเห็นถึงสาเหตุการเลือกลงทุนในประเทศไทยว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการลงทุน ในด้านต่างๆ ผมมองว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทย เรื่องที่อยู่อาศัยนั้นยังมีดีมานด์ทั้งจากผู้บริโภคคนไทย และต่างชาติ รวมถึงประชาชนคนจีนเองก็ให้ความสำคัญในการซื้อที่อยู่อาศัย หรือลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย นี่คือปัจจัยหลักที่ทำให้เราสนใจมาลงทุนในกรุงเทพฯ และยังสนองนโยบายในการขยายธุรกิจออกไปลงทุนนอกประเทศ สำหรับการลงทุนในประเทศไทยนั้น  TCC ให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนแบบระยะยาวอยู่แล้ว คือ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ยต่อปี 9% เช่น ธุรกิจโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์  ธุรกิจค้าปลีก ฯลฯ และการลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย เช่น คอนโดมิเนียม ส่วนพื้นที่การลงทุนหลัก ๆ ที่สนใจลงทุน คือ กรุงเทพฯ และหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก อาทิ พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้น ส่วนนางสาวหลี่ เยี่ยน เสีย( MS. Li Yan Xia) รองผู้จัดการ บริษัท  ซีทีซีซี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ CTCC   ได้กล่าวถึงโครงการ “อาทีมิส (Artemis)”ว่า เป็นโครงการ คอนโดมิเนียม ถนนสุขุมวิท 77 อยู่บนเนื้อที่ 3 ไร่เศษ พัฒนาเป็นอาคารสูง 30 ชั้น จำนวน 673 ยูนิต และพื้นที่พาณิชย์ 3 ยูนิต มีขนาดห้องชุดพักอาศัยให้เลือก 3 แบบ คือห้องชุดแบบ 1 ห้องนอนขนาดพื้นที่ใช้สอย ตั้งแต่ 26.58-35.24 ตารางเมตร, ห้องชุดแบบ 2 ห้องนอนขนาดพื้นที่ใช้สอย45.07-53.97 ตารางเมตร และห้องชุดแบบ 3 ห้องนอน 74.11 ตารางเมตร ราคาขายประมาณ 79,000 บาทต่อตารางเมตรหรือราคาขายเริ่มต้นที่กว่า 2.1 ล้านบาทต่อยูนิต รวมมูลค่าโครงการประมาณ 1,900 ล้านบาท โดยบริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ช่วยบริหารการตลาดและการขาย “เราใช้จุดแข็งที่เรามีรวมถึงความพร้อมด้านเงินทุน และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าหรือผู้บริโภค เราจึงใช้กลยุทธ์สร้างเสร็จก่อนขาย ซึ่งนี่เป็นจุดที่แตกต่างจากคอนโดทั่วไปในประเทศไทยที่เปิดขายหรือเปิดจองก่อนการก่อสร้างหรือขายกระดาษ ส่วนบริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัดที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาดและการขาย ซึ่งเราก็มั่นใจว่าโครงการนี้จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี” พร้อมกันนี้นายชนะ นันทจันทูล กรรมการผู้จัดการบริษัทเซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย)จำกัด ได้กล่าวถึงจุดเด่น หรือจุดขายขายของโครงการ Artemis Sukhumvit 77 ว่า ด้วยศักยภาพของทำเลที่ตั้งบนถนนสุขุมวิท เดินทางสะดวกใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีอ่อนนุช ห่างจากถนนใหญ่เพียง 400 เมตร เข้าสู่พื้นที่สุขุมวิทชั้นในได้ในระยะเวลาอันสั้น และราคาห้องชุดที่ต่ำกว่าสุขุมวิทชั้นในและพื้นที่ใกล้เคียง  อีกทั้งภายในโครงการอาร์ทีมิสก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทำให้เชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่อายุ 25-35 ปี ที่มีไลฟ์สไตล์ เรียบสมาร์ท ที่ส่วนใหญ่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องการมีที่อยู่อาศัยใกล้รถไฟฟ้า ในขณะเดียวกันก็จะมีกลุ่มนักลงทุนที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่า โดยกลุ่มลูกค้าที่สนใจและแวะเข้ามาสอบถามรายละเอียดโครงการนั้น ก็มีทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติทั้งเป็นชาวญี่ปุ่นและชาวจีน อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ได้จากการสำรวจของ บริษัท เซ็นจูรี่21ฯ นั้นพบว่า ห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียมในย่านสุขุมวิท 77 (อ่อนนุช) มีประมาณ 7โครงการ จำนวน4,593  ยูนิต โดยส่วนใหญ่สร้างเสร็จและปิดการขายโครงการไปแล้ว และที่ขายอยู่ในตลาดนั้น จะเป็นห้องชุดรีเชล ที่ขายกันอยู่ที่ราคากว่า 90,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งสูงกว่าราคาขายของโครงการ อาร์ทีมิส ที่ขายราคา 79,000 บาทต่อตารางเมตร ถือว่าถูกกว่าห้องชุดคอนโดรีเชล อีกทั้งยังได้ห้องชุดใหม่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบในมาตรฐานเดียวกันกับโครงการที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส และสวน  เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมการขายและการตลาด บริษัทได้นำโครงการร่วมออกบูธในงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 34” ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 10 - 13 มีนาคม 2559 บริเวณพื้นที่โซน C ชั้น 1, ชั้น 2 และพลาซ่า ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมกันนี้ยังได้จัดแคมเปญส่งเสริมการขายระหว่างวันที่ 10-25 มีนาคมนี้เป็นช่วงเปิดตัวในงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 34 จองเพียง 9,000 บาท ฟรีเงินทำสัญญาสูงสุด 120,000 บาท  พร้อมรับ Samsung S7 รุ่นล่าสุดฟรี จำกัดจำนวนเพียง 50 ยูนิตแรกเท่านั้น และตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 70%
ไรมอน แลนด์ ส่งโครงการ ซายร์ วงศ์อมาตย์ และ เดอะ ลอฟท์ เอกมัย คว้าสองรางวัลใหญ่ จากเวที Asia Pacific Property Awards

ไรมอน แลนด์ ส่งโครงการ ซายร์ วงศ์อมาตย์ และ เดอะ ลอฟท์ เอกมัย คว้าสองรางวัลใหญ่ จากเวที Asia Pacific Property Awards

กรุงเทพ, 2 มีนาคม 2559 – บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยระดับพรีเมี่ยมชั้นนำของประเทศไทย ล่าสุดคว้าสองรางวัลใหญ่จากงาน Asia Pacific Property Awards 2016 ซายร์ วงศ์อมาตย์ ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทคอนโดมิเนียม (Condominium Category) โครงการดังกล่าวตั้งอยู่ในพัทยา   เป็นคอนโดมิเนียมแบบฟรีโฮลด์ จำนวน 54 ชั้น มีสองอาคาร ดำเนินก่อสร้างเสร็จในปี 2557 ตัวโครงการอยู่บนชายหาดวงศ์อมาตย์ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกันกับร้านอาหารชื่อดัง ซิลเวอร์ ไลนิ่ง (Silver Lining) ส่วนเดอะลอฟท์ เอกมัย ในกรุงเทพฯ ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภท โครงการผู้อยู่อาศัยแนวสูง (The Residential High-Rise Development) โครงการเป็นแบบฟรีโฮลด์มีจำนวน 28 ชั้น ห้องพักจำนวน 276    ยูนิต ซึ่งเพิ่งจะมีการฉลองสิ้นสุดงานโครงสร้างไปเมื่อไม่นานมานี้และจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาสสามของปี 2559 "โครงการของเราทั้งสองแห่ง มีความโดดเด่นคือตั้งอยู่ในทำเลทองในรูปแบบฟรีโฮลด์ โดยมีการออกแบบอย่างพิถีพิถัน และมีคุณภาพสูงตามมาตรฐานของไรมอน แลนด์ รางวัลในครั้งนี้จึงถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่โครงการของเราได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการ” นายคิพศาล เบ็ค ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าว “โครงการทั้งสองมียอดขายสูงกว่า 90% สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อไรมอน แลนด์ อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองรางวัลนี้ด้วย” สำหรับงานรับรางวัล Asia Pacific Property Awards จะจัดขึ้นในวันที่ 8 เมษายน 2559 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีบริษัทผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำจาก 25 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดจากแต่ละภูมิภาคจะได้รับการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมแข่งขันในรายการ The International Property Awards 2016-2017 เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะรางวัลยอดเยี่ยมของแต่ละประเภทในระดับโลกต่อไป รางวัล Asia Pacific Property Awards นี้ได้รับการตัดสินจากคณะกรรมการอิสระทั้ง 70 ท่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ โดยพิจารณาจากการออกแบบดีไซน์ คุณภาพ บริการ นวัตกรรม ความคิดริเริ่มและความมุ่งมันในการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืน งาน Asia Pacific Property Awards ในปีนี้ ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นปีที่ 23 แล้วและเป็นส่วนหนึ่งของเวทีระดับนานาชาติในงาน International Property Awards  ที่ใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุดรวมทั้งได้รับการยอมรับกันอย่างแพร่หลายในระดับโลก สำหรับปีนี้เป็นครั้งแรกของไรมอน แลนด์ ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะรางวัล Asia Pacific Property Awards ดังกล่าว “การที่เราได้พัฒนาโครงการในพัทยาจนประสบความสำเร็จมาแล้วหลายโครงการ รวมถึงการที่โครงการของเราตั้งอยู่บริเวณชายหาด เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ซายร์ วงศ์อมาตย์ ได้รับความสนใจอย่างสูง" นายคิพศาล เสริม “โครงการลอฟท์เอกมัย และลอทฟ์อโศก ในกรุงเทพฯ ของเรามีความโดดเด่นด้านการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ในสไตล์แมนฮัตตัน อินดัสเตรียลชิค ที่มาพร้อมกับห้องเป็นแบบเพดานสูง จะเห็นได้จากทั้งสองโครงการนี้ ว่าเราให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของการออกแบบ”  
เน็กซัสชี้แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยปี 59 ยังคงโตต่อเนื่อง

เน็กซัสชี้แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยปี 59 ยังคงโตต่อเนื่อง

เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง เผย ตลาดที่อยู่อาศัยยังคงเติบโตในอัตราที่คงที่ อุปทานใหม่ในตลาดคอนโดมิเนียม น่าจะเพิ่มอีก 50,000 หน่วย ราคาปรับขึ้นอีกอย่างน้อย 7% โดยราคาคอนโดในเมืองจะเห็นอัตราการปรับขึ้นของราคาที่สูงกว่า ตลาดรอบนอก หรือสินค้าประเภทซิตี้ คอนโด ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร อุปทาน ปี 2558 กรุงเทพมหานครมีคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ทั้งสิ้น  53,500 หน่วย ใน 111 โครงการ  ซึ่งทำให้ตลาดมีจำนวนคอนโดมิเนียมสะสมอยู่ถึง 447,000 หน่วย เพิ่มขึ้น 13% จากปี 2557  อัตราการเติบโตของซัพพลายของคอนโดมิเนียมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 22% ต่อปี  โดยในช่วง 2 ปีหลังอัตราการเติบโตลดลงบ้าง แต่ทั้งนี้ก็เป็นสัญญานที่ดีในการปรับตัวของตลาดให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวม สำหรับทำเลที่มีซัพพลายเพิ่มขึ้นมากที่สุด 3 อันดับแรกในปีที่ผ่านมาคือ  1. พระโขนง สวนหลวง 2. ติวานนท์ รัตนาธิเบศร์ และ 3. เพชรเกษม ธนบุรี ทั้งสามโซนเป็นส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าทั้งสิ้น อุปสงค์ สำหรับความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมในช่วงปีที่ผ่านมา คอนโดมิเนียมที่เปิดขายอยู่ในตลาดมียอดขายใหม่ 54,000 หน่วย มียอดขายรวมของคอนโดมิเนียมสะสมอยู่ที่ 393,000 หน่วย ยอดขายรวมของคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นเป็น 89% โดยยอดขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมในตลาดที่เปิดใหม่ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 59% ที่มา: Nexus Research, February 2016 ราคา ราคาคอนโดมิเนียมยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปรับตัวสูงขึ้นถึง 10% จาก 96,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นเป็น 106,000 บาทต่อตารางเมตรในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดคอนโดมิเนียมกลางเมือง ทั้งนี้สาเหตุหลักเนื่องมาจาก ราคาต้นทุนที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นกับ ความ พรีเมียมของตัวสินค้าเองด้วย สำหรับโครงการที่เปิดใหม่ในส่วนต่อขยายของรถไฟฟาทั้งสามโซนไม่ว่าจะเป็น พระโขนง สวนหลวง, ติวานนท์ รัตนาธิเบศร์ และ เพชรเกษม ธนบุรี  โดยทั้งสามโซนนี่ราคาขายเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 68,000-76,000 บาทต่อตารางเมตร ที่มา: Nexus Research, February 2016 แนวโน้มตลาดคอนโดปี 2559 ตลาดซูเปอร์ ลักชัวรี่ และ ลักชัวรี่ คอนโดมิเนียม คาดการว่าจะมีคอนโดมิเนียมเกิดใหม่ในตลาดซูเปอร์ ลักชัวรี่ มากกว่า 500 หน่วย โดยผู้พัฒนาโครงการเหลานี้ ส่วนใหญ่จะเป็น ดีเวลลอปเปอร์ขนาดใหญ่ ที่มีความน่าเชื่อถีอในระดับประเทศหรือนานาชาติ เนื่องจากผู้ซื้อจะต้องเชื่อมั่นทั้งแบรนด์และภาพลักษณ์ของโครงการและเจ้าของโครงการด้วย ทั้งนี้ ความต้องการสินค้าในตลาดนี้นอกจากจะเป็นคนไทยแล้ว ยังรวมไปถึงตลาดต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น ชาวเอเชีย ตะวันออกกลาง และ ยุโรป ด้วย  สำหรับราคาคอนโดมิเนียมในระดับนี้ เริ่มต้นอยู่ที่ 250,000-300,000 บาทต่อตารางเมตร และอาจสูงไปถึง 500,000 บาทต่อตารางเมตร ราคาห้องส่วนใหญ่เริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ตลาดคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ สำหรับตลาดนี้ราคาคอนโดมิเนียมอยู่ระหว่าง 150,000-250,000 บาทต่อตารางเมตร ทำเลจะอยู่ติดรถไฟฟ้าใจกลางเมือง โดยผู้พัฒนาโครงการส่วนใหญ่จะเป็นดีเวลลอปเปอร์ขนาดกลางถึงใหญ่ ที่สามารถซื้อที่ดินในราคาสูงและมีโอกาสในการหาที่ดินแปลงสวยๆได้ ราคาคอนโดในตลาดนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 5-12 ล้านบาท ขนาดห้อง 1-2 ห้องนอนเป็นหลัก ขนาดห้อง 30-60 ตารางเมตร  ในช่วงปีที่ผ่านมาบางโครงการในกลุ่มนี้ที่มียอดขายดีมากช่วง presale ขณะที่บางโครงการสามารถขายได้ 30-50% มีปัจจัยหลายอย่างที่น่าสนใจในตลาดนี้ โดย ระยะยาว เมื่อโครงการสร้างเสร็จ affordable เป็นปัจจัยหลักที่จะต้องดูว่า ดีมานด์แท้ ในระดับนี้มีจริงหรือไม่ การซื้อห้องชุดเหล่านี้ไว้เก็งกำไร ในอีก 1-2 ปีข้างหน้าจะมี ดีมานด์ มารองรับได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร ตลาดซิตี้ คอนโดมิเนียม แบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม กลุ่มที่  1 ราคา  2.5-5 ล้านบาท (80,000-120,000 บาทต่อตารางเมตร) กลุ่มที่  2 ราคาต่อหน่วย 1-2.5 ล้านบาท (50,000-80,000 บาทต่อตารางเมตร) ผู้ซื้อในตลาดนี้จะเป็นคนไทยที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย การขยายครอบครัวและเป็นบ้านหลังแรก เป็นหลัก มีผู้ซื้อบางส่วนเป็นกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการมีบ้านหลังที่สองเพื่ออยู่ชั่วคราวและเก็บไว้ลงทุน สินค้าในกลุ่มนี้ ทำเลที่ตั้งที่สะดวกและ ระดับราคาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ ปัจจัยต่อมาเป็นเรื่องของความคุ้มค่าของการใช้พื้นที่  ในกลุ่มนี้ผู้พัฒนาโครงการอาจเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ทั้งนี้เนื่องจาก แบรนด์ไม่มีความสำคัญเท่ากลุ่มอื่น และผู้ประกอบการรายย่อย อาจมีโอกาสเรื่องต้นทุนที่ต่ำกว่า สำหรับความต้องการคอนโดมิเนียมในกลุ่มนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตราที่คงที่ ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อการเติบโดคือราคาสินค้าที่จะต้องไม่สูงเกินกว่าความสามารถในการซื้อ แนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพปี 2559 ที่มา: Nexus Research, February 2016 ทำเลคอนโดมิเนียมที่น่าสนใจ ในกรุงเทพมหานคร ยังคงเป็นทำเลซูเปอร์ไพร์ม เช่น หลังสวน เพลินจิต ศาลาแดง พร้อมพงษ์ และ ทองหล่อ ทำเลริมแม่น้ำยังก็เริ่มเป็นที่จับตาสำหรับนักลงทุนหลายกลุ่มในช่วงนี้ ทั้งระดับ ลักชัวรี่ และ ซิตี้ คอนโด  ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นสายสีเขียว สีเหลือง สีส้ม และ สีม่วง ก็น่าจับตามอง  อย่างไรก็ตาม ราคาที่ดินเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ ที่จะกระทบผู้ประกอบการในการผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในระดับกลางที่มองหาซิตี้คอนโด เป็นอย่างมาก ตลาดบ้านในกรุงเทพมหานคร: ตลาดบ้านระดับหรูในกรุงเทพชั้นใน จากกระแสที่มีผู้พัฒนาโครงการรายกลางและรายเล็กหันมาให้ความสนใจพัฒนาโครงการบ้านระดับสูงกลางเมืองมากขึ้นนั้น ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีโครงการใหม่เปิดตัวเพิ่มขึ้นอีก 3 โครงการในทำเลสุขุมวิทและพระราม 9 และยังคงมีโครงการใหม่ เตรียมที่จะเปิดตัวอีก 3-4 โครงการในช่วงปีนี้ ถึงแม้จำนวนหน่วยของโครงการเหล่านี้อาจไม่ได้มากนัก แต่ก็เป็นตลาดที่น่าสนใจเพราะเป็นสินค้าทดแทนของคอนโดมิเนียมในระดับลักชัวรี่ น่าจะได้เห็นบ้านระดับราคาเกิน 100 ล้านบาทมาลองตลาดกลางเมืองในอีกไม่นาน การปรับตัวของผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการพัฒนาโรรงการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง มีการเข้าซื้อกิจการอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางจากธุรกิจหลักอื่นๆ เพื่อเข้ามาดำเนินธุรกิจนี้ การลงทุนในตลาดที่อยู่อาศัยยังเป็น portfolio หลักของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตามหลายเจ้า ได้ปรับกลยุทธ์ตัวเองไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวมากขึ้น เช่นโรงแรม ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน หรือลงทุนในต่างประเทศ
MQDC เปิดตัว “วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ” คอนโดฯ คุณภาพเหนือระดับ ตอบรับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่

MQDC เปิดตัว “วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ” คอนโดฯ คุณภาพเหนือระดับ ตอบรับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่

กรุงเทพฯ (1 มีนาคม 2559) – MQDC แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียมและโครงการมิกซ์ยูสคุณภาพ เจ้าของและผู้พัฒนาโครงการที่พักอาศัยแบรนด์ Whizdom โครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัย และโครงการมิกซ์ยูสคุณภาพ ที่สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่เหนือกว่าด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี การก่อสร้างและสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรแก่ผู้พักอาศัย เปิดตัว “วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ” โครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัยคุณภาพเหนือระดับ บนพื้นที่ 3 ไร่ 53 ตารางวา ใจกลางศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) ของฝั่งธน เตรียมพร้อมเปิดขายในวันที่ 12 มีนาคม 2559 นี้ นายถนอมศักดิ์ แก้วเขียว รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ MQDC แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ด้วยทำเลที่ตั้งย่านตลาดพลู ที่ถือเป็นย่านเก่าแก่และทรงคุณค่าแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ทั้งยังเป็นเสมือนจุดก่อกำเนิดความเจริญรุ่งเรืองตั้งแต่ในอดีต จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบและพัฒนาโครงการ ‘วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ’ ให้สะท้อนคุณค่าดังกล่าว เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพื้นที่สำคัญแห่งนี้ ตลอดจนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับสังคมโดยรอบบริเวณ ‘วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ’ จึงมุ่งเน้นออกแบบให้สะท้อนคุณค่าของทำเลที่ตั้ง โดยมีแนวคิดในการออกแบบด้วยกลิ่นไอและบรรยากาศแบบบ้านสวน ซึ่งเห็นได้ชัดจากแกรนด์ล็อบบี้ อันโอ่โถง จำลองบรรยากาศเหมือนนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้กลางสวนขนาดใหญ่ที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้เรียงรายสุดลูกหูลูกตา ผสมผสานเข้ากับความโอ่โถงและสะดวกสบาย ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และความต้องการได้อย่างลงตัว พร้อมยกระดับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพของคนเมืองยุคใหม่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น” เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของ MQDC และคอนโดมิเนียมแบรนด์วิสซ์ดอม ในการสร้างสรรค์โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง ทุกยูนิตของ “วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ” จึงถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน และผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างละเอียดรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้อยู่อาศัยจะรู้สึกอยู่สบายไม่ว่าใช้ชีวิตอยู่ในห้องพักอาศัยขนาดใดก็ตาม ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ครบครันมากยิ่งขึ้นในโครงการ จะต้องทำให้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยง่ายขึ้น สะดวกสบายขึ้น มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น โครงการ ‘วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ’ เหมาะสำหรับกลุ่มคนเมือง และคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ผู้มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย และมีความพิถีพิถันในการเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง โดยมีความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ที่การมอบคุณภาพที่เหนือระดับในทุกรายละเอียดในโครงการ พร้อมนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองคนรุ่นใหม่ได้อย่างครบครันมากยิ่งขึ้น อาทิ แกรนด์ล็อบบี้ อันโอ่โถง ที่ถูกออกแบบ จำลองบรรยากาศเหมือนนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้กลางสวนขนาดใหญ่ที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้เรียงรายสุดสายตา Pool Lounge ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชานบ้านริมน้ำ ทำเป็นเลาจน์ในอาคาร แต่สามารถเลือกเปิดผนังเพื่อรับลมและชมวิว Infinity Edge Pool ได้อย่างเพลินตา Fitness แบบกระจกรอบด้าน มองเห็นสวนและสระว่ายน้ำด้านล่างได้ขณะออกกำลังกาย Glass House Sky Lounge เพดานสูง 7 เมตร ที่จำลองบรรยากาศเรือนเพาะชำต้นไม้อยู่บนยอดตึก เป็นได้ทั้งที่นั่งเล่น ที่อ่านหนังสือ ที่ทำงาน และจัดปาร์ตี้ มีพื้นที่ชั้นลอยสำหรับกิจกรรมกลุ่มเล็ก พื้นที่ Co-Working Space พร้อม E-Library ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้ พร้อม WIFI ที่จะช่วยตอบโจทย์ความสมดุลย์ในการใช้ชีวิตและการทำงานอย่างลงตัว ส่วนร้านค้าและไลฟ์สไตล์ช็อป ที่จะตอบสนองชีวิตคนเมืองอย่างสูงสุด สวนและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 2,300 ตารางเมตร นอกจากนั้นยังมีระบบรักษาปลอดภัยมาตรฐานระดับสูง รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาโครงการในทุกรายละเอียดเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีตามมาตรฐานของ MQDC และแบรนด์วิสซ์ดอม ทั้งทิศทางการวางตัวตึกเพื่อรับแสงแดดน้อยแต่รับลมมากกว่า การเลือกชนิดและขนาดของพืชเพื่อช่วยลดมลภาวะทางเสียงและฝุ่นควัน การเลือกประเภทและจุดติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อสุขภาพและความปลอดภัย รวมถึงการออกแบบพื้นที่ตามขนาดและสัดส่วนสรีระมนุษย์เพื่อความสะดวกสบายของผู้อยู่อาศัย วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ เป็นโครงการคอนโดมิเนียมที่พักอาศัย 1 อาคาร ความสูง 37 ชั้น 690 ยูนิต ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 3 ไร่ 53 ตารางวา ประกอบไปด้วยห้องชุดพักอาศัยแบบห้องสตูดิโอขนาด 22 ตารางเมตร แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 26-35 ตารางเมตร แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 47-59 ตารางเมตร และแบบเพ้นซ์เฮ้าส์ ขนาด 40-78 ตารางเมตร แวดล้อมด้วยจุดเชื่อมต่อการเดินทาง เพียง 1 นาทีจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ตลาดพลู และไม่ถึง 250 เมตร จากสถานีรถโดยสารด่วนพิเศษ BRT ราชพฤกษ์ จุดขึ้นลงทางด่วน เพียงไม่กี่สถานีถึงสาทรสีลม พร้อมด้วยศูนย์รวมชีวิตเมืองแห่งใหม่และอีกมากมาย เตรียมพร้อมเปิดขายพรีเซลส์ (Pre-Sales) โครงการ ‘วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ’ วันที่ 12 มีนาคม 2559 ราคาขายเฉลี่ย 100,000 บาทต่อตารางเมตร หรือเริ่มต้นที่ 2 ล้านบาทต้นๆ
โนเบิลฯ มั่นใจตลาดคอนโดมิเนียมระดับบน เดินหน้าเปิดตัว “Noble BE19” ชูจุดเด่นทำเลศักยภาพใจกลางเมืองสุขุมวิท-อโศก พร้อม Superior Facilities แบบจัดเต็ม ด้วยราคาเริ่มต้น 6.2 ล้านบาท

โนเบิลฯ มั่นใจตลาดคอนโดมิเนียมระดับบน เดินหน้าเปิดตัว “Noble BE19” ชูจุดเด่นทำเลศักยภาพใจกลางเมืองสุขุมวิท-อโศก พร้อม Superior Facilities แบบจัดเต็ม ด้วยราคาเริ่มต้น 6.2 ล้านบาท

บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเกมรุกตลาดคอนโดมิเนียมระดับบนเดินหน้าผุดโปรเจ็คต์ใหม่ “Noble BE19” (โนเบิล บีไนน์ทีน) ภายใต้สโลแกน “Living Seamlessly” เชื่อมชีวิตใหม่ ให้ไร้รอยต่อ ชูจุดเด่นทำเลศักยภาพใจกลางเมืองสุขุมวิท-อโศก พร้อมจัดเต็มกับ Facilities ระดับพรีเมี่ยม นายกิตติ  ธนากิจอำนวย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า “ปัจจุบันตลาดคอนโดฯใจกลางเมืองอย่างสุขุมวิทแนวรถไฟฟ้ายังคงได้รับความนิยมและเติบโตอย่างต่อเนื่อง  แม้ภาพรวมตลาดอสังหาฯในขณะนี้จะเกิดการชะลอตัวอยู่บ้าง อย่างไรก็ดีบริษัทฯเชื่อมั่นว่าในส่วนของตลาดคอนโดฯระดับบนในกรุงเทพฯนั้นยังคงเป็นกลุ่มตลาดที่ลูกค้ามีกำลังซื้อและได้รับความนิยมจากคนไทยและชาวต่างชาติที่นิยมซื้อเพื่ออยู่อาศัยและปล่อยเช่าลงทุน  โดยล่าสุดบริษัทฯเดินหน้าเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ “Noble BE19” บนสุดยอดไพร์มโลเคชั่นใจกลางเมืองสุขุมวิท-อโศก  ด้วยมูลค่าโครงการประมาณ 5,900 ล้านบาท  พร้อมทั้งเตรียมแผนธุรกิจเจาะตลาดกลุ่มนักลงทุนระดับบนในต่างประเทศรวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน AEC ที่มีอัตราการเข้ามาใช้บริการด้านสุขภาพในสถานพยาบาลเอกชนระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯเป็นจำนวนมาก  รวมถึงการออกโรดโชว์และการทำกิจกรรมโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อจับกลุ่มนักลงทุนที่มีรายได้สูงและกำลังมองหาแหล่งลงทุนใหม่จากสภาพเศรษฐกิจโลกผันผวน  ซึ่งเรามองว่าตลาดอสังหาฯในกรุงเทพฯนั้นยังคงเป็นแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดอสังหาฯในฮ่องกง สิงคโปร์ จีน และใต้หวัน  ด้วยเม็ดเงินที่น้อยกว่าเพราะราคา Property ต่อตารางเมตรในกรุงเทพฯ  ยังคงมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับในต่างประเทศประมาณ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป  ในขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อการปล่อยเช่าเราสูงกว่า ด้านนายธีรพล วรนิธิพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า “หลังจากประสบความสำเร็จจากการปิดการขายโครงการ Noble Recole ในวันแรกที่เปิดจองเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทางบริษัทฯจึงได้วางนโยบายในการพัฒนาโครงการ “Noble BE19”  ในย่านสุขุมวิท-อโศกอีกครั้ง เนื่องจากทำเลดังกล่าวถือเป็นย่านหัวใจหลักของกรุงเทพฯ (Hub of Bangkok) อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยการคมนาคมที่สะดวกสบายหลากหลายรูปแบบ  ใกล้ BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท สามารถเชื่อมต่อสู่เส้นทางต่างๆ ทั่วมหานครได้อย่างไร้รอยต่อและครบครันไปด้วยแหล่งไลฟ์สไตล์และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ รวมไปถึงแหล่งธุรกิจ โรงเรียน โรงพยาบาลชั้นนำ ฯลฯ ที่สามารถตอบสนองความต้องการและเข้าถึงไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ดังนั้นไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยหรือเพื่อลงทุนย่อมถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความคุ้มค่าในการครอบครอง คอนเซปต์การดีไซน์ยังคงเน้นความเป็นเอกลักษณ์สไตล์โนเบิลที่ผสมผสานความเรียบหรูและคลาสสิคของสถาปัตยกรรม ในสไตล์โมเดิร์น อาคารที่พักอาศัยประกอบด้วย Tower A สูง 48 ชั้น 1 อาคาร และอาคาร Tower B สูง 27 ชั้น 1 อาคาร รวมจำนวน 586 ยูนิต ขนาดพื้นที่โครงการ 3-2-95 ไร่ มูลค่าโครงการประมาณ 5,900 ล้านบาท โดยมีห้องพักหลากขนาดหลายสไตล์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เริ่มตั้งแต่  1 ห้องนอน ขนาด 33 ตารางเมตร ไปจนถึง 50 ตารางเมตร  ส่วนยูนิตประเภท 2 ห้องนอน  เริ่มต้นที่ขนาด 51 ตารางเมตร ไปจนถึง 73 ตารางเมตร รวมถึงเพนท์เฮาส์ แบบ 2 ห้องนอนและ 3 ห้องนอน ขนาด 86-146 ตารางเมตร ซึ่งความพิเศษของห้องพักทุกยูนิต ถูกออกแบบให้โปร่งโล่งสบายด้วย Floor to ceiling สูงถึง 3 เมตร พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแบบจัดเต็ม (Superior Facilities) ทั้ง 2 อาคาร ประกอบด้วย Indoor & Semi-Outdoor Lobby, Lobby Lounge , Lap Pool, Sky Jacuzzi Pool  & Reclining Pool , Recreation Area, Sky Fitness , Sky Lounge & Game Room, Sauna,Steam, English Contemporary Garden ชั้น 3, ชั้น 19  และ ชั้น 23, BBQ Area, Playground, Meeting Room และ Laundry Room  พร้อมอุ่นใจด้วยระบบรักษาความปลอดภัยเต็มรูปแบบ ด้วยกล้องวงจรปิด (CCTV) ,ระบบเข้าออกโครงการอัตโนมัติแบบ Access Control และ Key Card พร้อม Digital door lock ทุกห้องและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงให้กับผู้อยู่อาศัยบนที่สุดของทำเลใจกลางสุขุมวิท-อโศก ใกล้ BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท ในราคาเริ่มต้น 6.2 ล้านบาท” เชื่อมชีวิตใหม่  ให้ไร้รอยต่อกับคอนโดมิเนียม “Noble BE19” ได้วันนี้ ใกล้ BTS อโศกและ MRT สุขุมวิท เพียง 500 เมตร เปิดให้เข้าชมห้องตัวอย่างและลงทะเบียนรับสิทธิ์จองได้ตั้งแต่วันที่ 4 - 17 มีนาคม 2559 ที่สำนักงานขายและเปิดจองวันที่ 20 มีนาคม 2559 ณ โรงแรมดิโอกุระ เพรสทีจ (The Okura Prestige Bangkok) ติด BTS เพลินจิต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่โทร. 02-251-9955 หรือ www.noblehome.com
ชาญอิสสระ เผยผลประกอบการปี 2558 มีรายได้รวม 2,744 ล้านบาทเดินหน้าแผนงานปี 2559 รุกเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง

ชาญอิสสระ เผยผลประกอบการปี 2558 มีรายได้รวม 2,744 ล้านบาทเดินหน้าแผนงานปี 2559 รุกเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง

กรุงเทพฯ – 26 กุมภาพันธ์ 2559 – บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เผยผลงานปี 2558 ประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ มีรายได้รวมอยู่ที่ 2,744 ล้านบาท เดินหน้าลุยเปิดโครงการใหม่ทั้งที่พักอาศัยในกรุงเทพมหานครและโครงการที่พักอาศัยเพื่อขายและเพื่อการเช่าและบริการในปี 2559 มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้เติบโตไว้ที่ 15% นอกจากนี้บริษัทมีแผนจัดตั้งกองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ของโครงการโรงแรมศรีพันวา มูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท นายสงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ภาพรวมธุรกิจของบริษัทในปี 2558 ถือว่าประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ มีรายได้รวมอยู่ที่ 2,744 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตกว่า 1.7 เท่าของปี 2557 สำหรับสัดส่วนของรายได้มาจากโครงการที่พักอาศัยในกรุงเทพฯ 28 % รายได้จากโครงการบ้านคอนโดมิเนียมตากอากาศ 46% รายได้ประจำจากการบริหารโรงแรมและโครงการธุรกิจให้เช่า 17% และรายได้อื่นๆ อีก 9% โดยปัจจัยที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของบริษัทคือทุกโครงการสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทั้งในเรื่องของการดีไซน์ ทำเลที่ตั้ง คุณภาพของการก่อสร้างด้วยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ รวมถึงการบริการหลังการขายที่ดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โครงการที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในปีที่ผ่านมาคือ - โครงการอิซซี่ คอนโด สุขสวัสดิ์ คอนโดมิเนียมพักอาศัยสูง 24 ชั้น ตั้งอยู่บนถนนสุขสวัสดิ์ ซึ่งสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ได้แล้ว ปัจจุบันมียอดโอนกรรมสิทธิ์ของลูกค้ากว่า 50% ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก - โครงการทิวทะเลเอสเตท ชะอำ – หัวหิน โครงการที่พักอาศัยตากอากาศ ประกอบด้วยบ้านทิวทะเล เฟส 1 บ้านทิวทะเล เฟส 2 และบลู ถือเป็นโครงการที่มีการขยายตัวต่อเนื่อง ด้วยทำเลที่ตั้งติดชายหาดทำให้ลูกค้าสามารถเห็นวิวทะเลในมุม 360 องศา สำหรับบลู จะแล้วเสร็จปลายปีนี้ “เมื่อในเดือนมกราคม 2559 บริษัทได้เปิดบริการโรงแรมส่วนต่อขยายของศรีพันวาภูเก็ต ภายใต้ชื่อ  ฮาบิตะ เป็นโรงแรมขนาด 30 ยูนิต ประกอบด้วยห้องพักแบบพลูสวีท จำนวน 20 ยูนิต และ ห้องพักแบบเพนเฮาส์ จำนวน 10 ยูนิต รวมมูลค่าโครงการอยู่ที่ 800 ล้านบาท มียอดการเข้าพักสูงมากได้รับความนิยมทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งนี้บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าตามแผนงานในการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งที่พักอาศัยในกรุงเทพมหานครและโครงการที่พักอาศัยเพื่อขายและเพื่อการเช่าและบริการ มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท  ซึ่งจะเป็นโครงการบ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์ 2 โครงการบนถนนพระราม 9 และถนนบางนาตราด และอีกโครงการ คือ โรงแรมที่หาดชะอำ-หัวหิน บริษัทยังมีแผนในการจัดตั้งกองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ของโครงการโรงแรม ศรีพันวา มูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท เนื่องจากเล็งเห็นความต้องการของนักลงทุนและศักยภาพของโครงการฯ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 ในปีนี้ เราจะมีการขยายธุรกิจด้านบริหารโรงแรมไปยังต่างประเทศอีกด้วย โดยจะเริ่มจากบริหารโครงการโรงแรมให้กลุ่มผู้ร่วมลงทุนกับเราคือบริษัทจุนฟาจากประเทศจีน และ บาบาบีช คลับภูเก็ต (Baba Beach Club, Phuket) ในส่วนโรงแรมจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ในต้นปีหน้า” นายสงกรานต์ กล่าวเพิ่มเติม  
มั่นคงฯ ทุบสถิติ “ยอดขาย-รายได้-กำไร” ปี’58  สูงสุดเป็นประวัติการณ์

มั่นคงฯ ทุบสถิติ “ยอดขาย-รายได้-กำไร” ปี’58 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

มั่นคงฯ ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่แรงไม่หยุด โชว์ฟอร์มผลประกอบการประจำปี 2558 ทุบสถิติ “ยอดขาย รายได้ และกำไรสุทธิ” สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยทำยอดขายทะลุเป้ามากถึง 2,500  ล้านบาท เติบโตกว่าปีก่อนถึง 25% ด้านรายได้จากการขายและบริการมากถึง 3,749 ล้านบาท เติบโตกว่า 60% ส่วนกำไรสุทธิโตสูงขึ้น 40% หรือ 626 ล้านบาท  รุกเดินแผนงานปี’59 ต่อยอดการเติบโต  ล่าสุดออกหุ้นกู้รองรับการขยายธุรกิจ มูลค่ารวม 500 ล้านบาท อายุ 3 ปี 9 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.50 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ เสนอขายผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ 23 กพ.- 3 มี.ค. นี้ นายสุเทพ วงศ์วรเศรษฐ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า “ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการผลักดันการเปิดตัวโครงการต่างๆ ตามแผนที่ได้วางไว้ และด้วยจุดแข็งในการพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพในทำเลทองของแหล่งที่อยู่อาศัย และการวางกลยุทธ์ปรับภาพลักษณ์องค์กร เพื่อมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน โดยบริษัทประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในปี 2558 ด้วยการรับรู้รายได้รวมจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายและเพื่อการเช่าและบริการ เป็นเงินทั้งหมด 3,749 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 60% เมื่อเทียบกับปี 2557 ส่วนด้านกำไรสุทธิสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 40% หรือเท่ากับ 626  ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไร 447 ล้านบาท” ปัจจัยที่ทำให้บริษัทสามารถทำรายได้และกำไรสุทธิได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์นี้ มาจากการวางแผนกลยุทธ์ปรับปรุงภาพลักษณ์ การปรับดีไซน์และภูมิทัศน์ของโครงการที่อยู่อาศัยทั้งหมด รวมถึงกลยุทธ์ทางด้านการขายและการตลาดเชิงรุก จึงทำให้บริษัทสร้างยอดขายทะลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ โดยมียอดขายรวมทั้งสิ้น 2,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 25% เทียบกับปีก่อนหน้าที่มียอดขาย 2,000 ล้านบาท โดยบริษัทมียอดขายสูงจากโครงการออกัสท์คอนโดมิเนียม  โครงการชวนชื่น จรัญฯ 3 และ โครงการชวนชื่น กรีนบาวด์  ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า นอกจากนั้น บริษัทประสบความสำเร็จในการโอนกรรมสิทธิ์ โดยเฉพาะการมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการโอนโครงการออกัสท์คอนโดมิเนียมได้ถึง 100% บางส่วนของรายได้มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่าและบริการคือ ชวนชื่นกอล์ฟคลับ และอาคารสำนักงานให้เช่า นอกจากนั้นยังมาจากการขายที่ดินบางส่วนและจาก บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ซึ่งดำเนินโครงการพัฒนาคลังสินค้าและโรงงานให้เช่า ในเขตปลอดอากรเเละเขตทั่วไป “ความสำเร็จของปี 2558 จะต่อยอดการดำเนินธุรกิจในปี 2559 ได้เป็นอย่างดี เราคาดการณ์รายได้เติบโตกว่า 10% ซึ่งนับเป็นการเริ่มก้าวสำคัญของมั่นคงฯ ซึ่งเราได้วางกลยุทธ์การเติบโตด้วยแผนรุกทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและการบริการ โดยตั้งเป้าผลักดันทั้งสองธุรกิจมีสัดส่วนรายได้ 50:50 ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายจะรุกตลาดแนวราบเป็นหลักและเน้นพัฒนาระดับโครงการที่เรามีความเชี่ยวชาญและบริหารสัดส่วนรายได้อสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายให้อยู่ระดับการเติบโตประมาณ 15% ต่อปี บริษัทฯ วางแผนเปิดตัว 5 โครงการแนวราบครอบคลุมเซ้กเม้นท์ตลาดบ้านราคา  3 ล้านถึง 10 ล้านบาทที่มีการเติบโตสูง สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและการบริการนั้นคาดจะเริ่มมีการรับรู้รายได้เพิ่มเติมจาก บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด โดยเราตั้งเป้ารายได้จากการขายและบริการ 4,100 ล้านบาทภายในปี 2559” นายสุเทพกล่าวเพิ่มเติม ล่าสุดทางบมจ. มั่นคงเคหะการได้ดำเนินการออกหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และไม่มีผู้แทน มูลค่ารวม 500 ล้านบาท อายุ 3 ปี 9 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอน พ.ศ.2562 อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.50 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ โดยเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ โดยได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ฟินันซ่า จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซียไซรัส จำกัด เป็นผู้จัดการการจำหน่ายหุ้นกู้ ซึ่งได้ให้เปิดจองซื้อในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจนถึง 3 มีนาคม 2559 นี้ “บมจ. มั่นคงเคหะการนับได้ว่าเป็นบริษัทฯที่มีผลประกอบการที่ดี และฐานะการเงินแข็งแกร่ง การออกหุ้นกู้ครั้งนี้ เพื่อเป็นการนำมารองรับการเติบโตทางธุรกิจของบริษัทในอนาคต เพื่อต่อยอดแผนการดำเนินงานตามแผนปี 59 ซึ่งคาดว่าจะได้การตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี” นายสุเทพกล่าวสรุป ข้อมูลเพิ่มเติม เยี่ยมชมเว็บไซต์ www.mk.co.th หรือโทร 1162
เปิดโครงการหรู “ณ วรา เรสซิเดนซ์” ต้นถนนหลังสวน คอนโดมิเนียมฟรีโฮลด์บนสุดยอดทำเลใจกลางเมือง

เปิดโครงการหรู “ณ วรา เรสซิเดนซ์” ต้นถนนหลังสวน คอนโดมิเนียมฟรีโฮลด์บนสุดยอดทำเลใจกลางเมือง

ตลาดที่พักอาศัยระดับลักซ์ชัวรี่คึกคักรับปี 2559 เมื่อบริษัท ณวรางค์ แอสเซท จำกัด เดินหน้าแผนพัฒนาที่ดินแปลงสวยในทำเลสุดยอดใจกลางเมือง เปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุดต้นถนนหลังสวน “ณ วรา เรสซิเดนซ์ ” คอนโดมิเนียมฟรีโฮลด์ที่มีความโดดเด่นด้วยทำเลที่ใครๆ ต่างหมายตา เพราะโครงการอยู่ตรงข้ามโรงเรียนมาแตร์เดอีและใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีชิดลมเดินเพียง 3 นาทีหรือ 200 เมตรเท่านั้น  การคมนาคมสะดวกง่ายดายเพราะเป็นจุดเชื่อมต่อกับถนนสุขุมวิท ถนนวิทยุ  ถนนสาทร  และถนนพระรามสี่ รูปแบบโครงการเป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์พัฒนาภายใต้แนวคิด ‘Timeless’ ที่งานสถาปัตยกรรมไม่จำกัดอยู่ด้วยกาลเวลา หรูหราในสไตล์ที่ทันต่อยุคสมัย  มีการออกแบบห้องชุดได้อย่างลงตัวทั้งในส่วนของขนาดและฟังก์ชั่นการใช้งานเริ่มต้นที่ 38 ตารางเมตร มีทั้งแบบ 1-2 ห้องนอนและดูเพล็กซ์พื้นที่ใช้สอยมากถึง 102 ตารางเมตร  การอยู่อาศัยในบรรยากาศอบอุ่นเงียบสงบใจกลางเมือง และยังมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดด้วยจำนวนห้องเพียง 97 ยูนิต “ณ วรา เรสซิเดนซ์” พร้อมเปิดให้จอง 5 มีนาคม ศกนี้ ในราคาเปิดตัวสุดพิเศษเฉลี่ย 230,000 บาท ต่อตารางเมตรพร้อมเฟอร์นิเจอร์พรีเมียมครบชุด นายอภิภู  พรหมโยธี  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ณวรางค์ แอสเซท จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ ณ วรา เรสซิเดนซ์ เป็นแผนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โครงการแรกของบริษัท โดยใช้ที่ดินแปลงสวยขนาด 1 ไร่ 7 ตารางวาบนทำเลดีที่สุดของถนนหลังสวนมาพัฒนาเป็นที่พักอาศัยคอนโดมิเนียมหรูโลว์ไรส์ความสูง 8 ชั้น มูลค่าโครงการรวม 1,200 ล้านบาท ผู้บริหารโครงการ ระบุ  มีความเชื่อมั่นในการพัฒนาโครงการนี้มาก ว่าเป็นโครงการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำเลที่ตั้ง รูปแบบอาคารและการอยู่อาศัย  ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัยครบครันภายในโครงการเพื่อสร้างมาตรฐานด้านความเป็นส่วนตัวที่สูง  เงียบสงบและมีสไตล์โดดเด่น ในสุดยอดใจกลางเมืองที่ซึ่งไม่มีความเร่งรีบของเวลามาเป็นเงื่อนไขผลักดันให้คุณและครอบครัวต้องรีบเร่ง หากแต่เป็นการอยู่อาศัยในพื้นที่ซึ่งเชื่อมโยงคุณเข้ากับทุกสิ่งในไลฟ์สไตล์ที่คุณเป็น “ณ วรา เรสซิเดนซ์” ตั้งอยู่ในทำเลดีที่สุดบนถนนหลังสวน ถนนสายสั้นที่มีความยาวเพียงไม่กี่กิโลเมตร แต่เป็นจุดเชื่อมต่อความเจริญสูงสุดของกรุงเทพมหานครใจกลางย่านธุรกิจ  การคมนาคมสะดวกง่ายดายไม่ว่าจะเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่สามารถเดินถึงสถานีชิดลมได้ในระยะเพียง 200 เมตร (เดินเพียง 3 นาที) เพราะโครงการตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนมาร์แตเดอี  สถานศึกษาชั้นนำ  หรือจะเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวสู่ย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ ก็ใช้เวลาไม่นานเพราะถนนหลังสวนเป็นจุดเชื่อมต่อกับถนนสำคัญหลายสายทั้งถนนสุขุมวิท ถนนวิทยุ  ถนนสาทร  และถนนพระรามสี่ การอยู่อาศัยในทำเลใจกลางเมืองย่านหลังสวนนอกจากเป็นพื้นที่อยู่อาศัยที่เงียบสงบแล้ว  ยังแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่ว่าจะเป็นกลุ่มห้างสรรพสินค้าระดับเวิลด์คลาส  โรงเรียนรัฐ-เอกชนที่มีชื่อเสียง  โรงพยาบาลชั้นนำและสวนสาธารณะลุมพินีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมืองในวันพักผ่อนได้ทุกรุปแบบ นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ซีบีอาร์อี ในฐานะที่ปรึกษาการตลาดและตัวแทนขายโครงการ “ณ วรา เรสซิเดนซ์” กล่าวว่า “จากประสบการณ์ในการเป็นตัวแทนขายที่พักอาศัยระดับลักซ์ชัวรี่และซุปเปอร์ลักซ์ชัวรี่  “ณ วรา เรสซิเดนซ์” จะเป็นอีกโครงการที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ตรงที่สุดและดีที่สุดในทุกๆ ด้าน  เริ่มที่เรื่องของทำเลที่ตั้งโครงการ  ถือได้ว่าเป็นทำเลใจกลางเมืองที่เป็นสุดยอดทำเลหนึ่ง  เพราะนอกจากจะใกล้สถานีรถไฟฟ้าแล้ว  ยังใกล้กับโรงเรียนชั้นนำ  และเส้นทางเดินรถถนนหลังสวนยังเป็นจุดเชื่อมต่อให้การเดินทางไปยังทุกจุดหมายในย่านธุรกิจต่างๆ ของกรุงเทพฯ ทำได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วอีกด้วย ” ในแง่ของราคาที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยเพิ่มมูลค่าให้โครงการในอนาคต  ที่ดินบนถนนหลังสวนจัดเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองที่มีราคาติดอันดับสูงสุดทำเลหนึ่งของกรุงเทพฯ  แม้ว่าราคาที่ดินถนนหลังสวนจากกรมธนารักษ์ล่าสุดปี  2559  ระบุราคาที่ดินเฉลี่ยอยู่ที่ตารางวาละ 500,000 บาท แต่สำหรับที่ดินต้นถนนหลังสวนติดถนนสุขุมวิทติดรถไฟฟ้าสถานีชิดลมราคาอาจสูงกว่านั้นแน่นอน อย่างไรก็ตามเป็นที่รู้กันว่าราคาซื้อขายที่ดินเปล่าจริงๆ ย่านนี้ในปัจจุบัน  พุ่งขึ้นไปถึงตารางวาละ 1,000,000 - 1,500,000 บาท และโอกาสที่จะเป็นเจ้าของที่ดินแบบนี้มีน้อยมากถ้าหากเจ้าของที่ดินไม่ยอมปล่อยขายออกมา โครงการ ณ วรา เรสซิเดนซ์ จึงเป็นที่หมายตาของทั้งนักลงทุนและผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยเอง โครงการ ณ วรา เรสซิเดนซ์ บริหารงานโดยบริษัท ณวรางค์ แอสเซท จำกัด พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการให้ผู้สนใจจองยูนิตในราคาพรีเซลในวันที่  5  มีนาคม 2559 ระหว่างเวลา 9.00 – 17.00 น. ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้  วันเดียวเท่านั้น  ติดต่อตัวแทนขาย บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด โทร.  099–952-6661
เอพีเชื่อตลาดอสังหาฯ ไทยยังขยายตัว  เดินหน้าเปิดตัว 20 โครงการใหม่ ตั้งเป้ายอดขาย 31,000 ล้านบาท เป้ารับรู้รายได้ 23,700 ล้านบาท

เอพีเชื่อตลาดอสังหาฯ ไทยยังขยายตัว เดินหน้าเปิดตัว 20 โครงการใหม่ ตั้งเป้ายอดขาย 31,000 ล้านบาท เป้ารับรู้รายได้ 23,700 ล้านบาท

กรุงเทพฯ (24 ก.พ. 59) – เอพีมั่นใจภาพรวมตลาดยังขยายตัวต่อเนื่องจากอานิสงส์แผนการพัฒนารถไฟฟ้าสายใหม่ เตรียมเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ 20 โครงการ มูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาท เป็นแนวราบ 15 โครงการ แนวสูง 5 โครงการ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 31,000 ล้านบาท หลังปีที่ผ่านมากวาดยอดขายรวมได้กว่า 28,184 ล้านบาทหรือโตขึ้นมากถึง 24% ตั้งเป้ารับรู้รายได้อยู่ที่ 23,700 ล้านบาท มั่นใจถึงเป้าที่ตั้งไว้ด้วยการมุ่งพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ ตลอดจนแผนการโอนฯ คอนโดใหม่ที่มากถึง 11 โครงการ เน้นย้ำพัฒนาคุณภาพคน เพื่อส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพผ่านเอพี อะคาเดมี่อย่างต่อเนื่อง   นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่าในปีนี้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยอานิสงส์จากแผนการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นสำคัญให้ภาคอสังหาริมทรัพย์มีการขยายตัวตามไปด้วย อีกทั้งนโยบายต่างๆ จากทางภาครัฐที่ช่วงเร่งสร้างความมั่นใจผู้บริโภค (consumer confidence) ให้เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็มีสัญญาณการปรับตัวไปในทางที่ดี ดังนั้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ก็น่าจะมีสัญญาณที่ดีไปตามภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ สำหรับ แผนการดำเนินงานในปี 2559 นี้บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายยอดขาย (Presales) ไว้ที่ 31,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นยอดขายที่มาจากสินค้าแนวราบมูลค่า 14,500 ล้านบาท และแนวสูงมูลค่า 16,500 ล้านบาท ผ่านการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 20 โครงการ มูลค่ารวม 32,715 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) บ้านเดี่ยว 8 โครงการ มูลค่ารวม 8,370 ล้านบาท 2)ทาวน์เฮ้าส์ 7 โครงการ มูลค่ารวม 6,105 ล้านบาท 3) คอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่ารวม 18,240 ล้านบาท ส่วนเป้ารับรู้รายได้ (Revenue) บริษัทฯ ตั้งเป้าไว้ที่ 23,700 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้มาจากสินค้าแนวราบมูลค่า 13,800 ล้านบาท และจากคอนโดมิเนียมมูลค่า 9,900 ล้านบาท โดยในไตรมาส 4 ของปี 2559 จะเป็นช่วงที่บริษัทฯ จะรับรู้รายได้เป็นจำนวนมากจาก 8 คอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างเสร็จพร้อมส่งมอบในช่วงนั้น ได้แก่ RHYTHM สุขุมวิท 42, RHYTHM อโศก,RHYTHM สุขุมวิท 36-38, Aspire สาทร-ท่าพระ, Aspire งามวงศ์วาน, Aspire วุฒากาศ, Aspire สาทร-ตากสิน 3 และ Galerie 39  ซึ่งไม่นับรวมคอนโดมิเนียมโครงการอื่นๆ ที่ก่อสร้างเสร็จและทะยอยรับรู้รายได้ไปก่อนหน้า ณ ปัจจุบัน (1 มกราคม-22 กุมภาพันธ์) บริษัทมีสินค้ารอรับรู้รายได้ (Backlog)  มูลค่า 11,583 ล้านบาท ทั้งนี้ สำหรับผลการดำเนินงานของปีที่ผ่านมา (2558) บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายรวมได้มากถึง 28,184 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อนหน้าที่มียอดขายมูลค่า 22,679 ล้านบาท โดยยอดขายที่เพิ่มขึ้นมาจากทั้งสินค้าแนวราบ 13,225 ล้านบาท และแนวสูง 14,959 ล้านบาทที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากตลาด ด้วยจุดขายทั้งในเรื่องของศักยภาพทำเลที่เชื่อมต่อทุกการเดินทาง แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกรอบด้าน (Space Connect) การออกแบบตัวสินค้าที่คำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยที่เกิดประโยชน์สูงสุด (Space Maximize) และการจัดวางผังโครงการที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัย (Space Privacy)  ในทุกตารางนิ้ว ส่วนรายได้รวมเท่ากับ 22,079 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิเท่ากับ 2,623 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 0.3% สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (Net Debt to Equity) ลดลงเหลือเพียง 0.81 จากปีก่อนหน้า 0.90 ภาพรวมการร่วมทุนกับทางกลุ่มมิติซูบิชิ เอสเตท หนึ่งในผู้นำการพัฒนาตลาดอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรในประเทศญี่ปุ่น ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา (2014-2015) ได้ดำเนินพัฒนาคอนโดมิเนียมร่วมกันทั้งสิ้น 7 โครงการ มูลค่ารวม 24,050 ล้านบาท สร้างยอดขายรวมได้มากถึง 80% และ 3 ใน 7 โครงการร่วมทุนได้แก่ RHYTHM สุขุมวิท 36-38, Aspire รัชดา-วงศ์สว่าง และ Aspire สาทร-ท่าพระ มีแผนก่อสร้างเสร็จพร้อมส่งมอบในปีนี้ และในช่วงไตรมาส 3 บริษัทฯ มีแผนเปิดตัวโครงการร่วมทุนโครงการที่ 8 ในทำเลย่านเอกมัย มูลค่าโครงการประมาณ 2,600 ล้านบาท “เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาทีมงานและกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่องผ่าน เอพี อะคาเดมี่ (AP Academy) สถาบันเพื่อการเรียนรู้ครบวงจรด้านอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกในประเทศไทย เพื่อสร้างแนวคิดและมาตรฐานของเอพี    ในการส่งมอบที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าของเรา ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย” นายอนุพงษ์ กล่าว
‘สยามพิวรรธน์’ เปิดคอนเซ็ปต์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ ‘Siam Discovery – The Exploratorium’ กำเนิดไฮบริดรีเทลสโตร์แห่งแรกของไทย เปิดไตรมาส 2 ปี 2559

‘สยามพิวรรธน์’ เปิดคอนเซ็ปต์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ ‘Siam Discovery – The Exploratorium’ กำเนิดไฮบริดรีเทลสโตร์แห่งแรกของไทย เปิดไตรมาส 2 ปี 2559

กรุงเทพฯ (23 กุมภาพันธ์ 2559) – บริษัท สยามพิวรรธน์  จำกัด เจ้าของและผู้บริหารโครงการที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ พาราไดซ์พาร์ค และเป็นหนึ่งในพันธมิตรเจ้าของ ‘ไอคอนสยาม’ อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต ประกาศวันนี้ว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวคอนเซ็ปต์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย เขย่าวงการค้าปลีกไทยครั้งประวัติศาสตร์ ที่ สยามดิสคัฟเวอรี่ โฉมใหม่ หลังพลิกเกมส์ครั้งยิ่งใหญ่ด้วยเงินลงทุน 4,000 ล้านบาท นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “สยาม  ดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ เป็นที่สุดของจุดหมายปลายทางในรูปแบบไฮบริดรีเทลแห่งแรกของประเทศไทย ที่ผสมผสานทั้งด้านสินค้าบริการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบไลฟ์สไตล์ล้ำยุค กับความสนใจในเรื่องนวัตกรรมด้านต่างๆ ของคนรุ่นใหม่ที่ปรารถนาการค้นพบจุดยืนที่แตกต่างของตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการร่วมมีประสบการณ์ที่แปลกใหม่กับผู้อื่น  ทั้งหมดนี้เราได้รวมไว้อยู่ในที่เดียวกันภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ผสมกลมกลืน เรากำลังสร้าง “ไลฟ์สไตล์สเปเชี่ยลตี้สโตร์” แห่งแรก ที่ซึ่งทุกมิติของการนำเสนอได้ถูกเนรมิตขึ้นให้“เข้าถึงใจ”ของลูกค้าให้มากที่สุด และให้เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน  ทั้งนี้เพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ สนุกสนานมีสีสัน รู้สึกเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งได้ เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าได้ครบถ้วนอย่างไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน” “เราต้องการให้ผู้คนรู้สึกตกหลุมรักกับประสบการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และรู้สึกว่าสยามดิสคัฟเวอรี่คือสถานที่ ที่พวกเขาสามารถมาค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งได้มาสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ  และสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการได้ทำกิจกรรมร่วมกับผู้คนที่มีความชื่นชอบในเรื่องราวที่เหมือนกัน บทบาทของสยามพิวรรธน์ในฐานะผู้ประกอบการวงการค้าปลีกได้พัฒนาขึ้นเป็นการบริหารจัดการประสบการณ์ อารมณ์และความปรารถนาของลูกค้าที่มาเยือนเป็นสำคัญ มากกว่าจะเป็นเพียงเรื่องของการบริหารจัดการสินค้าและบริการให้ครบวงจรเหมือนในอดีต” “มาเล่นสนุกด้วยกัน” มอบพลังอำนาจในการสร้างสรรค์สไตล์ของตัวเองให้กับคนรุ่นใหม่หัวใจแรง “สยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่จะเชิญชวนทุกคน ‘มาเล่นสนุกด้วยกัน’! โดยให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้สนุกสนานไปกับการทดลองสินค้าใหม่ๆ ไอเดียแปลกๆ สุดล้ำ การพบปะสังสรรค์รูปแบบใหม่ๆ ที่จะก่อให้เกิดความคิดและผลลัพธ์ที่สร้างสรรค์ไม่เฉพาะแก่ตนเองและกลุ่มเพื่อนเท่านั้น แต่เพี่อสังคมในด้านต่างๆ อีกด้วย ทุกคนสามารถปรับแต่ง พลิกแพลง และสร้างสินค้าที่ซื้อให้เป็นไปตามความต้องการและรสนิยมเฉพาะตัว บนพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร” “เรากำลังพลิกวิธีการค้าปลีกรูปแบบเดิมๆ ในอดีตให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยเป็นการจัดวางสินค้าตามประเภทและตามแบรนด์ ให้กลายเป็นการนำเสนอด้วยการผสมผสานหลายกลุ่มสินค้าตามเรื่องราวและความสนใจของผู้คน เพื่อความสะดวกสบายและความสนุกสนานในการค้นหา นับเป็นคอนเซ็ปต์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ที่บุกเบิกวงการ โดยมุ่งเน้นที่จะมอบพลังอำนาจความคิดสร้างสรรค์ให้กับลูกค้า ในการมิกซ์แอนด์แมตช์สินค้าจากหลากหลายแบรนด์และหลากหลายประเภท นี่คือสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทยและในสเกลที่ใหญ่ระดับนี้  ซึ่งเราคาดว่าจะช่วยทำให้รายได้ต่อตารางเมตรของสยามดิสคัฟเวอรี่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในระยะเวลา 1 ปี” นางชฎาทิพกล่าว สยามดิสคัฟเวอรี่เจาะกลุ่มเป้าหมายคนทุกเพศทุกวัยที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบคนรุ่นใหม่ (Millennial Generation) ซึ่งเป็นกลุ่มคนหัวใจมิลเลนเนียนมีความสำคัญยิ่งในยุคปัจจุบันและในโลกอนาคต นำเสนอสินค้าในทุกระดับราคาที่สามารถเข้าถึงได้ จำนวนกว่า 5,000 แบรนด์ แบ่งเป็น ประเภทสินค้าของใช้ในชีวิตประจำวันที่ตอบสนองทุกความต้องการ สินค้านำเทรนด์ที่ก้าวล้ำทุกกระแสโลก สินค้านวัตกรรมล่าสุดที่มีดีไซน์แปลกใหม่  สินค้าที่ผลิตสร้างสรรค์จากแนวคิดใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเพื่อความยั่งยืน (Sustainability) สินค้าในรูปแบบคอลลาโบเรชั่น ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างแบรนด์หรือองค์กรชื่อดังที่สร้างสรรค์ขึ้นมาโดยเฉพาะ และสินค้าลิมิเต็ดเอดิชั่น (Collaborative & Limited Collection)  จำหน่ายเฉพาะที่สยามดิสคัฟเวอรี่เท่านั้น นางชฎาทิพกล่าวว่า สยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ - ‘The Exploratorium’ จะเป็น Lifestyle Lab ที่เปรียบเสมือนสนามทดลองอันยิ่งใหญ่อันเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาค้นหา ทดลองไอเดียใหม่ๆ และผสมผสานสไตล์ที่มีอยู่อย่างหลากหลายรูปแบบในสยามดิสคัฟเวอรี่ เพื่อค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตนเองมากที่สุด พลังแห่ง Storytelling (การบอกเล่าเรื่องราว) ทุกสรรพสิ่งมีคุณค่าและเรื่องราวที่น่าค้นหา “ทุกสิ่งภายในสยามดิสคัฟเวอรี่รูปโฉมใหม่ ล้วนมีเรื่องราวที่มีคุณค่าและน่าสนใจ  บอกเล่าที่มาของแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ และจินตนาการในอนาคต  ไม่ว่าจะเป็นเกร็ดเล็กน้อยต่างๆ ที่เป็นเบื้องหลังการสร้างแบรนด์หรือนวัตกรรมน่าสนใจเกี่ยวกับสินค้า  นอกจากนี้ยังสร้างสรรค์เรื่องราว ตามเทรนด์และความสนใจของคนยุคมิลเลนเนียนผ่านรูปแบบของการนำเสนอสินค้าในพื้นที่ Discovery Lab  นอกจากนี้กระบวนการสื่อสารทางการตลาดและการจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในสยามดิสคัฟเวอรี่จะเข้าถึงใจเปรียบเสมือนเป็นเพื่อนสนิทของลูกค้าที่เชื้อเชิญให้มาร่วมสนุกกันอย่างเต็มที่  นับเป็น    กลยุทธ์การทำการตลาดในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน” นวัตกรรมล้ำสมัยมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง สยามดิสคัฟเวอรี่ เป็นผู้นำในการสร้างมาตรฐานใหม่ในวงการค้าปลีกมาต่อเนื่อง  และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ล้ำหน้า  ด้วยการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีของโลกยุคดิจิตอลมาผสมผสานกับบริการสุดพิเศษในพื้นที่ เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคล  และสื่อสารกับลูกค้าเปรียบเสมือนเพื่อนที่รู้ใจ  ที่พร้อมจะเชิญชวนให้ทุกคนทดลองไอเดียใหม่ๆ  พูดคุย  แนะนำ บอกเล่าเรื่องราว  เพื่อเติมเต็มความสนุกสนานในการมาเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้ สร้างสรรค์ อินเทอแรคทีพ คอมมูนิตี้ สังคมแห่งไอเดียของคนรุ่นใหม่ สยามดิสคัฟเวอรี่ จะเป็นศูนย์กลางแห่งการพบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ได้มาพูดคุย แบ่งปันประสบการณ์ Start Up เริ่มต้นแนวคิดสร้างธุรกิจ สร้างมิตรภาพ ก่อให้เกิดคอมมูนิตี้ของกลุ่มคนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักออกแบบ นักกีฬา นักสะสม นักอนุรักษ์นิยม และนักเดินทาง   รวมถึงกลุ่มคนที่มีจิตสาธารณะได้มาร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายรูปแบบอีกด้วย เสริมความแกร่งของประเทศไทยเจิดจรัสบนเวทีโลก นางชฎาทิพกล่าวว่า การบุกเบิกคอนเซ็ปต์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนครั้งนี้  นับเป็นการปฏิวัติวงการค้าปลีกครั้งยิ่งใหญ่ เป็นต้นแบบที่จะสร้างความสนุกและประสบการณ์ที่น่าประทับใจและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม เป็นการช่วยเสริมความแข็งแกร่งและตอกย้ำเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางการค้าปลีกของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และช่วยให้กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางของการช้อปปิ้งยอดนิยมของชาวโลก “ย่านสยามคือจุดหมายปลายทางด้านการช้อปปิ้งอันดับ 1 ของกรุงเทพฯ อยู่เสมอ เพราะเป็นแหล่งไทยสร้างสรรค์ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกที่มีพื้นที่รวมกันกว่า 2 ล้านตารางเมตร เพียบพร้อมด้วยที่สุดแห่งการช้อปปิ้ง อาหารการกิน งานศิลป์ เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ระดับโลก เป็นแหล่งวัฒนธรรมและการศึกษาที่มีความหลากหลายมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งแต่ละปีดึงดูดผู้คนเข้ามาท่องเที่ยวในย่านสยามแห่งนี้มากกว่า 160 ล้านครั้ง โดยสยามดิสคัฟเวอรี่จะเติมเต็มคุณค่าของย่านสยาม ด้วยการนำเสนอปรากฎการณ์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร ” นางชฎาทิพกล่าว ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับดีไซเนอร์ระดับโลก ‘เนนโดะ’ เนนโดะ (นายโอกิ ซาโตะ) ดีไซเนอร์ชั้นนำของโลกซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 ชาวญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับนับถือมากที่สุดโดยนิตยสารนิวส์วีค ได้เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะผู้มอบแรงบันดาลใจด้านคอนเซ็ปต์รูปแบบโดยรวม ของสยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ โดยเนนโดะมีบทบาทในฐานะหัวหน้าที่ปรึกษางานออกแบบอาคารและงานออกแบบตกแต่งภายใน ในขณะที่บริษัท เออร์เบิ้น อาร์คิเทค จำกัด รับหน้าที่ออกแบบสถาปัตยกรรมของโครงการสยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ เป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดของเนนโดะ และเป็นโครงการแรกของเนนโดะในประเทศไทย นางชฎาทิพกล่าวว่า “เราเชิญเนนโดะมาเป็นที่ปรึกษาเพื่อให้แนวทางที่สร้างแรงบันดาลใจการออกแบบให้กับสยามดิสคัฟเวอรี่ เนื่องจากสยามพิวรรธน์มองอนาคตด้วยมุมมองและวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ไม่ได้มองเพียงแค่ตอบรับศักยภาพของตลาดเมืองไทยเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะสยามพิวรรธน์มีอุดมการณ์ที่ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างสรรค์ประสบการณ์เหนือความคาดหมายให้แก่ลูกค้า ซึ่งมีทั้งคนไทย และลูกค้าที่มาจากทั่วทุกมุมโลก” “ตามกลยุทธ์การเติบโตของสยามพิวรรธน์ เรากำลังสร้างจุดหมายปลายทางที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย ซึ่งสามารถแข่งขันกับจุดหมายปลายทางอื่นที่เป็นสุดยอดของโลกได้ เพื่อช่วยสนับสนุนประเทศไทยให้กลายเป็นสวรรค์ด้านการค้าปลีกและเอ็นเตอร์เทนเม้นต์แถวหน้าของโลก” “ภายในปีแรก เราตั้งเป้าว่าจะมีผู้มาเยี่ยมเยือนและตกหลุมรักสยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ เป็นจำนวนกว่า 100,000 คนต่อวัน ในจำนวนนั้นเป็นชาวไทย 65% และเป็นชาวต่างชาติ 35% มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่ใน ทุกเพศ ทุกวัย โดยเรามีสินค้าและบริการในทุกระดับราคาสำหรับทุกคน บนพื้นที่ (GFA) กว่า 40,000 ตารางเมตร ในอาคาร 8 ชั้น โดยสิ่งหนึ่งที่ผู้มาเยี่ยมเยือนสถานที่ของเราทุกคนมีเหมือนกันก็คือ มุมมองการใช้ชีวิตที่เป็นอิสระ และก้าวล้ำไปข้างหน้า ปฏิเสธที่จะใช้ชีวิตแบบเดิมๆหรือจำเจ  รวมทั้งมีความชื่นชอบหลงใหลในการสำรวจและทดลองสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา” นางชฎาทิพกล่าว สยามดิสคัฟเวอรี่ โฉมใหม่ เป็นอีกครั้งหนึ่งของการพลิกประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่สยามพิวรรธน์ทุ่มงบประมาณลงทุน 1,800 ล้านบาทพลิกโฉมสยามเซ็นเตอร์ ครั้งยิ่งใหญ่ให้เป็นเมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์เมื่อสามปีที่แล้วมา และประสบความสำเร็จเป็นปรากฏการณ์ที่เขย่าวงการ ซึ่งในครั้งนั้น ได้ปฏิวัติวงการค้าปลีกด้วยคอนเซ็ปต์แปลกใหม่ไม่เคยมีมาก่อน โดยร่วมทำงานกับบรรดาร้านค้าและเจ้าของแบรนด์ เพื่อมอบเอกลักษณ์ที่เป็นเอกภาพทั้งอาคาร โดยคอนเซ็ปต์ดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและกล่าวขวัญไปทั่วโลก ได้รับรางวัลระดับนานาชาติจำนวน 8 รางวัล รวมทั้งได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 5 ศูนย์การค้าที่ออกแบบดีที่สุดในโลก จากสมาคมชั้นนำของโลกทางด้านธุรกิจค้าปลีก คือ สมาคมศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (International Council of Shopping Centers – ICSC)
เจาะแนวคิด ‘Education Estate’ โดยกลุ่มเซนต์จอห์น “พัฒนาอสังหาฯ ไม่ทิ้งการศึกษา” กับมิกซ์ยูสโปรเจค “เดอะเซนต์ เรสิเดนเซส” ห้าแยกลาดพร้าว

เจาะแนวคิด ‘Education Estate’ โดยกลุ่มเซนต์จอห์น “พัฒนาอสังหาฯ ไม่ทิ้งการศึกษา” กับมิกซ์ยูสโปรเจค “เดอะเซนต์ เรสิเดนเซส” ห้าแยกลาดพร้าว

“ห้าแยกลาดพร้าว” เป็นทำเลศักยภาพที่นอกจากจะเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางแสนสะดวกสบายมีทั้งรถไฟฟ้า BTS  รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT  ทางพิเศษดอนเมืองโทลเวย์ และทางด่วนแล้วยังใกล้แหล่งช้อปปิ้งทันสมัย เป็นแหล่งรวมอาคารสำนักงานขนาดใหญ่และธุรกิจชั้นนำมากมาย ที่สำคัญใกล้สถานศึกษาที่มีชื่อเสียงทั้งภาครัฐและเอกชน แถมยังมีทุกระดับชั้นตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย ด้วยทำเลที่มีศักยภาพสูงและมีอนาคตไกล บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในเครือเซนต์จอห์น จึงได้ทำการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสรูปแบบใหม่บนพื้นที่เดิมของมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์นซึ่งเป็นทำเลดีที่สุดของห้าแยกลาดพร้าว โครงการที่ชื่อว่า “เดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส” (The Saint Residences) อย่างไรก็ตาม ดร.ชัยณรงค์  มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานกรรมการบริหาร ไกล บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในเครือเซนต์จอห์น ยืนยันว่ามหาวิทยาลัยเซนต์จอห์นยังคงอยู่ โรงเรียนก็ยังอยู่ แต่ที่เพิ่มขึ้นมาเป็นการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสที่มีการศึกษาเป็นศูนย์กลาง และเป็นการพัฒนาพื้นที่ในทำเลดีที่สุดของห้าแยกลาดพร้าวซึ่งกลุ่มเซนต์จอห์นถือครองอยู่ให้เต็มศักยภาพ ให้มีความคุ้มค่ามากที่สุด ดร.ชัยณรงค์  มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในเครือเซนต์จอห์น โดยทั่วไปโครงการมิกซ์ยูส มักจะเน้นไปที่การสร้างที่พักอาศัย  แหล่งช้อปปิ้ง และโรงแรม แต่ เดอะเซนต์ เรสิเดนเซส มีเรื่องใหม่ที่มิกซ์เข้ามาคือเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา ซึ่ง ดร.ชัยณรงค์  มนเทียรวิเชียรฉาย มองว่า “ชุมชนคุณภาพจะต้องมีเรื่องของการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นส่วนหนึ่งในสภาพแวดล้อมของชุมชนด้วย เรามั่นใจว่าการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยให้อยู่ใกล้สถานศึกษา หรือมีสถานศึกษาชั้นนำตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เป็นแนวทางสร้างคอมมูนิตี้หรือชุมชนที่ดีมีคุณภาพ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในการพัฒนาที่พักอาศัยในต่างประเทศ โครงการของเราจึงเป็นการพัฒนาที่ดินที่มีส่วนของที่พักอาศัย มอลล์ และสถานศึกษา เป็นมิกซ์ยูสโมเดลใหม่” ด้วยจุดแข็งของกลุ่มเซนต์จอห์นซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการศึกษาคุณภาพ มาพัฒนาเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์แลนด์แบงค์ที่มีอยู่ จึงกลายมาเป็นโครงการ เดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส (The Saint Residences) EDUCATION ESTATE ที่มีความแตกต่างจากโครงการอื่นๆ แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นโครงการมิกซ์ยูสภายใต้คอนเซป EDUCATION ESTATE แต่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด บริษัทในเครือเซนต์จอห์น ยืนยันว่ากลุ่มเป้าหมายคือคนที่มองเห็นโอกาสทางการลงทุน “โดยเฉพาะ กลุ่มพ่อแม่  ผู้ปกครอง  รวมถึงหนุ่มสาวยุคใหม่ที่กำลังเริ่มต้นชีวิตครอบครัว ต้องการที่พักอาศัยสำหรับอยู่กันทั้งครอบครัว  หรืออาจซื้อเพื่อให้ลูกอาศัย กรณีที่พ่อแม่เป็นคนต่างจังหวัด  เพราะโครงการอยู่ในทำเลที่ใกล้สถานศึกษาหลายแห่ง  และแน่นอน นักเรียน  นักศึกษาของเซนต์จอห์นก็รวมอยู่ในกลุ่มเป้าหมายด้วย  แต่เรายังมองกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นนักธุรกิจ  และคนทำงานออฟฟิศในย่านนี้ด้วย  เพราะบริเวณนี้ถือเป็นศูนย์รวมของหลายสิ่ง  ทั้งเป็นย่านธุรกิจใหม่  อยู่ใกล้โรงเรียนและสถานศึกษาชั้นนำมากมาย ใกล้มหาวิทยาลัย  และยังเดินทางไปทุกจดหมายได้สะดวกมาก  ไม่เสียเวลาเลย” ดร.ชัยณรงค์ กล่าวไว้อย่างน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม คุณภาพชีวิตก็เป็นสิ่งที่โครงการ เดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส (The Saint Residences) ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดย ต้น ๆ โดย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด มั่นใจว่า “คุณจะมีเวลามากพอในช่วงเช้าสำหรับการดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย  เพราะคุณสามารถตื่นแต่เช้าตรู่  เดินจากโครงการเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์จากพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของสวนสาธารณะใกล้ๆ  ทั้งสวนรถไฟ และสวนจตุจักร  จะขี่จักรยาน  จ๊อกกิ้ง  หรือออกกำลังกายในแบบที่ต้องการได้อย่างอิสระ  ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา  หลังจากนั้นจะเป็นเวลาสำหรับการทำงานหรือการเรียน ซึ่งใช้เวลาเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่สะดวกและใช้เวลาไม่นาน” ทั้งนี้การวางตำแหน่งของโครงการเดอะ เซนต์ เรสิเดนเซสไว้ในระดับพรีเมี่ยมที่ราคาดูเหมือนจะสูงในสายตาหลายๆ คน แต่ ดร.ชัยณรงค์  มนเทียรวิเชียรฉาย กลับมองว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะทราบดีว่าการลงทุนในคอนโดมิเนียมทำเลศักยภาพบริเวณนี้  ราคาโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่เท่าใด และแม้ห้าแยกลาดพร้าวจะไม่ใช่ใจกลางเมือง แต่เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่ใกล้เมืองมากที่สุด  และการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในบริเวณนี้ยังมีความชัดเจนและเริ่มดำเนินการไปแล้วก่อนเส้นทางอื่นๆ  โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-ลำลูกกา)  โดยก่อสร้างโครงการแล้วในช่วงสถานีที่ 1 ถึงสถานีที่ 5 คือห้าสถานีแยกลาดพร้าว ถึงสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าลูกค้าที่ซื้อโครงการเดอะเซนต์ เรสิเดนเซส จะได้ผลตอบแทนเชิงบวกจากการลงทุนอย่างแน่นอนไม่ว่าจะมองในระยะสั้นหรือระยะยาว เพราะฉะนั้น หากพิจารณาโดยภาพรวมแล้วโครงการเดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส จึงมีความคุ้มค่าในทุกมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อการอยู่อาศัยเองของครอบครัว อีกทั้งห้าแยกลาดพร้าวยังเป็นทำเลศักยภาพ แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกรายล้อม  มีพื้นที่สีเขียวของสวนสาธารณะมากพอ  เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัย  การอยู่อาศัยภายในโครงการ ดร.ชัยณรงค์  มนเทียรวิเชียรฉาย ก็ยืนยันว่า บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในเครือเซนต์จอห์น มีความตั้งใจสร้าง เดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส ให้เป็นสังคมคุณภาพ มีระดับ ให้ความเป็นส่วนตัวสูง  ปลอดภัย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อการใช้ชีวิตที่ทันสมัยของคนยุคใหม่  การอาศัยอยู่ที่นี่จะได้เวลาส่วนตัวเพิ่มขึ้นในทุกเช้าและช่วงเลิกงานหรือเลิกเรียน ไม่ต้องเร่งรีบเพื่อเสียเวลาไปกับการเดินทางมากเกินไปในแต่ละวัน และหากไม่ต้องการอยู่อาศัยเอง ก็สามารถปล่อยเช่าได้ง่ายด้วยทำเลที่สะดวกเดินทางไปทุกจุดหมายในกรุงเทพฯ ได้อย่างง่ายดาย   เดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส (The Saint Residences) โทรศัพท์ 081-554-7575 www.thesaint-residences.com / www.facebook.com/TheSaintResidences  
ซาวิลส์ วางเป้าโตพร้อมขยายธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มความร่วมมือทางธุรกิจใหม่

ซาวิลส์ วางเป้าโตพร้อมขยายธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มความร่วมมือทางธุรกิจใหม่

26 มกราคม 2559 - ซาวิลส์ บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ประกาศขยายเครือข่ายในประเทศไทย ล่าสุดฟอร์มความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกับบริษัท เน็กซัส พรอพเพอตี้ คอนซัลแทนท์ จำกัด ความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างซาวิลส์ และ เน็กซัส ถือเป็นครั้งแรกในวงการที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ที่ 2 บริษัทชั้นนำ ได้นำความสามารถระดับอินเตอร์เนชั่นแนล มาผสมผสานกับความเชี่ยวชาญของตลาดในประเทศไทย ซึ่งจะยังผลดีที่สุดแก่ลูกค้าของทั้ง 2 บริษัท ที่จะได้รับบริการ และคำปรึกษาอย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น โดยในระดับกลุ่มลูกค้าต่างชาติจะได้รับคำปรึกษาที่ดีในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และสำหรับลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนไทยก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะสนใจจะไปลงทุนในต่างประเทศอีกด้วย ความร่วมมือในครั้งนี้ ทำให้ซาวิลส์แข็งแกร่งขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย และในขณะเดียวกันก็สามารถกล่าวได้ว่าสามารถสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน ซาวิลส์มี 59 ออฟฟิตใน 17 ประเทศ ในเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรเบิร์ท คอลลินส์  ซีอีโอ บริษัท ซาวิลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราพิจารณาเห็นประเทศไทยมีการเติบโตของธุรกิจที่ดีมาก โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเน็กซัสก็มีความชำนาญกับตลาดในประเทศไทยเป็นอย่างดี ทำให้ผมมั่นใจได้ว่าการร่วมมือกับเน็กซัสในครั้งนี้จะส่งให้ซาวิลส์แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งผลดีจะตกอยู่ที่ลูกค้าของเรา เพราะเราจะสามารถให้คำปรึกษา และบริการที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้นนั่นเอง” สำหรับ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอตี้ คอนซัลแทนท์ จำกัด เป็นบริษัทที่ปรึกษาทางด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำซึ่งเคยเป็นสมาชิกหนึ่งของ คุชแมน แอนด์ เวคฟิลด์ ที่มีประสบการณ์ที่ยาวนานและน่าเชื่อถือทั้งในด้านที่ปรึกษาการตลาดและการขายอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการประเมินราคาและที่ปรึกษาการลงทุน  นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการบริหาร กล่าวว่า “ซาวิลส์เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกที่เติบโตในเอเชียแปซิฟิค และมีฐานลูกค้าระดับอินเตอร์เนชั่นแนลมากมาย การได้ร่วมงานกับซาวิลส์ในครั้งนี้ทำให้เน็กซัสสามารถให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน” คริสโตเฟอร์ แมริออท  ซีอีโอ ซาวิลส์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ฟอร์มทีมร่วมงานกับเน็กซัส ซึ่งความร่วมมือกันในครั้งนี้ เป็นกลยุทธ์การขยายตลาดในประเทศไทย เราเล็งเห็นถึงความโดดเด่นของเน็กซัส ทั้งผลงานด้านการวิจัยตลาดอสังหาริมทรัพย์ การประเมิน และศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ และการทำงานด้านที่ปรึกษาด้านการตลาดและการขายโครงการ ทำให้เรามั่นใจในความร่วมมือในครั้งนี้เป็นอย่างมาก”
มั่นคงฯ รุกตลาดอสังหาฯแนวราบต่อเนื่อง คาดการณ์รายได้โต 60% หลังปรับภาพลักษณ์ ตั้งเป้ารายได้ 4,100 ล้านบาทในปี’59

มั่นคงฯ รุกตลาดอสังหาฯแนวราบต่อเนื่อง คาดการณ์รายได้โต 60% หลังปรับภาพลักษณ์ ตั้งเป้ารายได้ 4,100 ล้านบาทในปี’59

มั่นคงโชว์ผลงานปี 58 ภายใต้การปรับภาพลักษณ์ใหม่ สร้างยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คาดการณ์รายได้ 3,800 ล้านบาท พร้อมลุยต่อตลาดแนวราบ ตั้งเป้ารายได้ 4,100 ล้านบาท ปี’59ชูไฮไลท์บ้านแบรนด์ “ชวนชื่น แกรนด์” ระดับราคา 8-10 ล้านบาท และส่งทาวน์เฮ้าส์และบ้านแฝดระดับราคา 2-4 ล้านบาทลงทำเลทองที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ รวมมูลค่าโครงการใหม่กว่า 3,200 ล้านบาท เผยกลยุทธ์ก้าวอย่างมั่นคงและเติบโตยั่งยืน มุ่งสร้างแบรนด์ พัฒนาโปรดักส์และซีอาร์เอ็มมัดใจลูกค้าเก่า-ใหม่ เตรียมดันรายได้ธุรกิจอสังหาฯเพื่อเช่าและบริการโตเพิ่ม พร้อมปูกลยุทธ์มุ่งปรับสัดส่วนรายได้ธุรกิจอสังหาฯเพื่อการขายและธุรกิจเพื่อให้เช่าและการบริการ 50:50 ในอีก 5 ปีข้างหน้า นายสุเทพ วงศ์วรเศรษฐ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK เปิดเผยว่า “ในปี 2558 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการสร้างยอดขายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 2,500 ล้านบาท เนื่องจากมีการปรับภาพลักษณ์ใหม่ รุกแคมเปญการขาย และมาตรการรัฐในไตรมาส 4 ดันคาดการณ์รายได้ 3,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการขายที่ประสบความสำเร็จของโครงการคอนโดมิเนียมออกัสที่ขายและโอนได้100% ผนวกการขายที่ดินเพื่อปรับพอร์ตโครงการของมั่นคง ทั้งนี้ มั่นคงใช้กลยุทธ์การปรับภาพลักษณ์ใหม่ของภายใต้แนวคิดหลักคือ “เราสร้างบ้านที่มีแต่ความสุข ให้ทุกคนได้อยู่ร่วมกัน (We Build A Place of Family Togetherness) เพราะบ้านคือศูนย์กลางของครอบครัว เป็นที่สำหรับทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด และมีแต่ความอบอุ่น ซึ่งวัตถุประสงค์ของการปรับภาพลักษณ์ครั้งนี้สอดคล้องกับการปรับวิสัยทัศน์ใหม่ของบริษัทในการมุ่งเป็นแบรนด์บ้านที่เป็นทางเลือกที่ดี คุ้มค่าคุ้มราคา มีความน่าเชื่อถือและตรงกับความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน พร้อมมีการปรับดีไซน์บ้านให้มีความร่วมสมัย ตลอดจนเติมความมีชีวิตชีวาให้กับภูมิทัศน์ของแต่ละโครงการของบริษัทภายใต้คอนเซ็บต์การปรับภาพลักษณ์ใหม่ทั้งหมด” “ในปี 2558 คาดการณ์รายได้เติบโตที่ 60% จากปี 2557 และในปี 2559 นับเป็นการเริ่มก้าวสำคัญของมั่นคงโฉมใหม่ ซึ่งได้วางกลยุทธ์การเติบโตด้วยแผนรุกทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและการบริการ โดยตั้งเป้าผลักดันทั้งสองธุรกิจมีสัดส่วนรายได้ 50:50 ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายจะรุกตลาดแนวราบเป็นหลัก และมุ่งเน้นพัฒนาระดับโครงการที่เรามีความเชี่ยวชาญ และบริหารสัดส่วนรายได้อสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายให้อยู่ระดับการเติบโตประมาณ 15% ต่อปี สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและการบริการนั้นคาดจะเริ่มมีการรับรู้รายได้จากโครงการพัฒนาคลังสินค้าและโรงงานให้เช่า ในเขตปลอดอากรเเละเขตทั่วไป (บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด) และมีแผนการพัฒนาโครงการพาร์ค คอร์ท (Park Court) ซึ่งเป็นอพาร์ทเม้นท์เจาะตลาดบนและกลุ่มต่างชาติ ที่จะเข้ามาเพิ่มรายได้ระยะยาว โดยเราตั้งเป้ารายได้ 4,100 ล้านบาทภายในปี 2559” นายสุเทพกล่าวเสริม นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนพัฒนาโครงการของบริษัทในปี 2559 นี้ว่า “บริษัทเตรียมส่งโครงการบ้านคุณภาพทั้งหมด 5 โครงการ มูลค่ากว่า 3,200 ล้านบาท ด้วยการส่งโครงการบ้านเดี่ยวระดับกลางบน แบรนด์ “ชวนชื่น แกรนด์” คือ โครงการชวนชื่น แกรนด์ ราชพฤกษ์ ราคา 8-10 ล้านบาท จำนวน 110 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท และ โครงการชวนชื่น แกรนด์  เอกชัย-บางบอน 4 ราคา 8-10 ล้านบาท จำนวน 91 ยูนิต มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท โดยทั้งสองโครงการนี้จะเปิดตัวภายในไตรมาส 2/59 และหลังจากนั้นในช่วงไตรมาส 4/59 บริษัทฯจะเปิดตัวโครงการทาวน์เฮ้าส์ระดับราคา 2 ล้านบาท จำนวน 2 โครงการ มูลค่าโครงการละ 500 ล้านบาท บริเวณกรุงเทพโซนตะวันตก และบ้านแฝดระดับราคา 4-5 ล้าน จำนวน 100 ยูนิต รวมมูลค่าโครงการ 500 ล้าน” “กลยุทธ์ทางด้านการพัฒนาโครงการแนวราบนั้น จะยังคงพิจารณาในพื้นที่ทำเลทองที่อยู่ใกล้กับระบบขนส่งมวลชน เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย และจะพัฒนาโครงการ 40% บนแลนด์แบงค์เพื่อเป็นการจัดการต้นทุน นอกจากนั้น ยังมีการลงทุนอีก 1,000 ล้านบาทเพื่อที่จะซื้อที่ดินในการพัฒนาโครงการเพิ่มสำหรับภายในปี 2559-2560 ทั้งนี้ ตอนนี้มี backlog อยู่ที่ 500 ล้านบาท คาดว่าจะหมดภายในปีนี้ ที่บริษัทรุกตลาดแนวราบเนื่องจากเป็นตลาดที่มีการเติบโตต่อเนื่องและเป็นตลาดที่เรามีความเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น ตลาดบ้านที่ซื้อขายได้ในระดับราคา 2-4.9 ล้านบาท ตลาดกลางระดับราคา 5-7 ล้านบาท และระดับกลางบนระดับราคา 8-10 ล้าน นอกจากนั้นยังมีอานิสงค์ของการขยายตัวของรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย เมืองมีการขยายตัวและการเดินทางไปที่ต่างๆ มีความสะดวกขึ้น” นายวรสิทธิ์ กล่าวสรุป

1 ... 71 72 73 ... 75