ข่าวโปรโมชั่น

 

ข่าวโปรโมชั่น ล่าสุด

1 ... 72 73 74 ... 76
MQDC เดินหน้า รับกระแส “วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” มาแรง เตรียมพร้อมเปิดขายคอนโดมิเนียมตึกสอง

MQDC เดินหน้า รับกระแส “วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” มาแรง เตรียมพร้อมเปิดขายคอนโดมิเนียมตึกสอง

กรุงเทพฯ (8 มีนาคม 2559) – MQDC แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียมและโครงการมิกซ์ยูสคุณภาพ เจ้าของและผู้พัฒนาโครงการที่พักอาศัยแบรนด์ Whizdom โครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัย และโครงการ  มิกซ์ยูสคุณภาพ ที่สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่เหนือกว่าด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี การก่อสร้างและสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรแก่ผู้พักอาศัย ประกาศเดินหน้าโครงการ “วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” โครงการ    มิกซ์ยูสสุดล้ำภายใต้แนวคิด The Great Good Place ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายและตลาดโดยทั่วไปอย่างดีเยี่ยม ล่าสุดการก่อสร้างเดินหน้าตามแผน ขณะนี้งานสร้างฐานรากและตอกเสาเข็มในพื้นที่อาคารที่พักอาศัยอาคารแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะเริ่มงานสร้างฐานรากและตอกเสาเข็มในพื้นที่อาคารที่พักอาศัยอาคารสอง พร้อมกันนี้ เตรียมเปิดให้จองซื้อห้องชุดพักอาศัยโครงการ “วิสซ์ดอม เอสเซ้นส์ สุขุมวิท” ซึ่งเป็นในคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัยอาคารสองบนพื้นที่โครงการ “วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 12 มีนาคม 2559 นี้เป็นต้นไป ณ ห้องตัวอย่างโครงการ บนถนนสุขุมวิท โดยขณะนี้มียอดจองเข้ามาแล้วก่อนเปิดให้จองซื้ออย่างเป็นทางการ มากกว่า 120 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท นายสุทธา เรืองชัยไพบูลย์ ผู้อำนวยการบริหาร MQDC กล่าวว่า “MQDC ได้เริ่มเปิดข้อมูลและแนะนำอาคารคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยอาคารที่สองในพื้นที่โครงการ “วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” ซึ่งใช้ชื่อว่า “วิสซ์ดอม เอสเซ้นส์ สุขุมวิท” ให้ลูกค้า VIP และลูกค้าเก่าพิจารณา รวมทั้งเดินสายโร้ดโชว์แนะนำโครงการ “วิสซ์ดอม เอสเซ้นส์ สุขุมวิท” ในต่างประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งผลตอบรับออกมาดีเกินคาด ณ ปัจจุบัน ถึงแม้ว่ายังไม่เปิดให้จองซื้ออย่างเป็นทางการ แต่ก็มียอดจองเข้ามาแล้วมากกว่า 120 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท โดยห้องขนาดใหญ่ แบบ 2 – 3 ห้องนอน ขนาดประมาณ 51.9 – 101.8 ตารางเมตร ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีมาก ซึ่งถือว่าสวนกระแสตลาดคอนโดมิเนียมในพื้นที่บริเวณนั้น ที่ปกติแล้วห้องขนาดเล็กมักจะได้รับความนิยมมากกว่า” “โครงการ ‘วิสดอม วัน-โอ-วัน’ พัฒนาและออกแบบโดยชูจุดเด่นเรื่องแนวคิด ‘The Great Good Place’ ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ในการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยการผสมผสานพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย พื้นที่ทำงาน และพื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรมทางสังคมต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวที่สุด ด้วยมาตรฐานระดับสากลทั่วพื้นที่ทั้งหมดของโครงการ และในสเกลที่ใหญ่ระดับนี้ การที่ ‘วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน’ ได้รับการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายและตลาดโดยทั่วไปเป็นอย่างดี เป็นการสะท้อนให้เห็นพฤติกรรม และเทรนด์ของพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้อย่างชัดเจน ในการเลือกที่อยู่อาศัย ซึ่งที่มีไลฟ์สไตล์และมีความพิถีพิถันในการใช้ชีวิตมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา เรามองว่าคนยุคใหม่ไม่ได้มองหาแค่อาคารที่อยู่อาศัย หรือพิจารณาที่โลเคชั่นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คนยุคใหม่มองหาไลฟ์สไตล์หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่โครงการนั้นๆ นำเสนอ การได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความสุข ความสบาย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคุณภาพได้อย่างรอบด้าน เป็นได้ทั้งบ้าน ที่ทำงาน และที่พักผ่อนและทำกิจกรรมทางสังคม นี่คือปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกเรา” นายสุทธากล่าว “วิสซ์ดอม เอสเซ้นส์ สุขุมวิท” เป็นอาคารคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ จำนวน 1 อาคาร ตั้งอยู่บนพื้นที่โครงการ “วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” มีความสูง 50 ชั้น จำนวน 664 ยูนิต ชูจุดเด่นในเรื่อง Sense of Perfection หรือความสมบูรณ์แบบที่สะท้อนสู่ทุกรายละเอียดของการอยู่อาศัย เติมเต็มมุมมองใหม่เพื่อที่สุดของการใช้ชีวิตเหนือระดับ ท่ามกลางธรรมชาติเพื่อความผ่อนคลายทั้งกายและใจ พร้อมมอบแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ที่สร้างได้ทุกวัน ประกอบไปด้วยห้องชุดพักอาศัยแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 33.7 – 44.9 ตารางเมตร แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 51.9 – 83.8 ตารางเมตร แบบ 3 ห้องนอน ขนาด 100.2 – 101.8 ตารางเมตร และแบบเพ้นซ์เฮ้าส์ ขนาด 195.9 – 209.6 ตารางเมตร ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 140,000 บาทต่อตารางเมตร หรือเริ่มต้นยูนิตละ 3.99 ล้านบาท” “วิสซ์ดอม เอสเซ้นส์ สุขุมวิท” ตอบโจทย์ความต้องการในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพเหนือระดับได้อย่างรอบด้าน และครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ Whizdom Sky Garden และ Rejuvenate Lounge พร้อมกับกระจกแบบ Full Height ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถมานั่งเล่น นั่งทำงาน หรือทำเป็นพื้นที่พักผ่อนพร้อมชมวิวในมุมสูงได้โดยไม่มีขอบกระจกมาบังทัศนียภาพ พื้นที่สวนขนาด 2 ไร่ ให้ความร่มรื่นและความสดชื่นแก่โครงการ สระว่ายน้ำในสวน ความยาว 50 เมตร ที่มาพร้อมกับอ่าง Jacuzzi และสระว่ายน้ำสำหรับเด็ก และยังมี ฟิตเนสและห้องโยคะ สำหรับออกกำลังกาย หรือจะเป็น Jogging Track และเลนจักรยานในสวน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายกลางแจ้ง เป็นต้น และที่พิเศษคือการรับประกันยาวนานถึง 30 ปี ใน 4 เรื่องได้แก่ ความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร การรั่วซึมของหลังคา การใช้งานประตูหน้าต่าง และการรั่วซึมของท่อน้ำ พร้อมมอบเครื่องเติมอากาศบริสุทธิ์ (Fresh Air) ให้ทุกห้องนอนอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้อยู่อาศัยยังจะได้สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับของระบบ Smart Home Automation System ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ผู้พัฒนาโครงการได้สร้างสรรค์นวัตกรรมอันทันสมัยและชาญฉลาดเพื่อการใช้ชีวิตยุคใหม่มาอำนวยความสะดวกสบายให้ผู้อยู่อาศัยสามารถสั่งการทำงานต่างๆ ในห้องพักได้จากระยะไกลแม้อยู่ข้างนอก ทั้งการสั่งเปิดปิดไฟ เครื่องปรับอากาศ และโทรทัศน์ มีแอพลิเคชั่นพิเศษ Whizdom Society Apps ที่ ผู้พักอาศัยสามารถใช้จองฟิตเนส ร้านอาหาร หรือกิจกรรมต่างๆ ในโครงการวิสซ์ดอม วัน-โอ-วันได้อย่างสะดวกสบายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยในยุคดิจิตัลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
กลุ่มทุนจีน TCC ลุยลงทุนอสังหาฯไทย นำร่องโครงการ”อาร์ทิมีส สุขุมวิท77” คอนโดพร้อมอยู่มูลค่า1,900 ล้านบาท

กลุ่มทุนจีน TCC ลุยลงทุนอสังหาฯไทย นำร่องโครงการ”อาร์ทิมีส สุขุมวิท77” คอนโดพร้อมอยู่มูลค่า1,900 ล้านบาท

กลุ่มทุนจีน TCC สวนกระแสตลาด ซุ่มผุดคอนโดฯพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์” อาทิมีส สุขุมวิท 77” ราคาเบาเบาทำเลสุขุมวิทเริ่ม 2ล้านบาทต้นๆ รวมมูลค่าประมาณ 1,900 ล้านบาท ล่าสุดอัดแคมเปญ จองเพียง 9,000 บาท ฟรีเงินทำสัญญาสูงสุด 120,000 บาท  พร้อมรับ Samsung S7 รุ่นล่าสุดฟรี จำกัดจำนวนเพียง 50 ยูนิตแรกเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 10 – 25 มีนาคม 2559 นี้ พร้อมตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 70% นางวรารักษ์ อุชุปาละนันท์ ประธานบริษัท  ซีทีซีซี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ CTCC เปิดเผยว่าบริษัทซีทีซีซี เอ็นจิเนียริ่งก่อตั้งเมื่อปี 2555 เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มนักลงทุนคนไทยคือ ครอบครัวของ อุชุปาละนันท์ และ กลุ่มบริษัท TCC จากจีนเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ด้วยเพราะมองเห็นศักยภาพของทำเลที่ดินในการพัฒนา ประกอบกับมีความเชื่อมั่นในศักยภาพและประสบการณ์ของพันธมิตรจีนซึ่งถึงแม้จะมีพื้นฐานธุรกิจด้านอุตสาหกรรม แต่ก็ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในเรื่องเทคโนโลยีและการบริหารจัดการต้นทุน รวมถึงงานด้านการก่อสร้างจึงได้ตัดสินใจร่วมลงทุนกันขึ้น “เรามองเห็นโอกาสทางการตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทยยังมีดีมานด์สูง และกลุ่มบริษัท TCC ก็มีความพร้อมในหลายๆด้านทั้งกำลังคน และเงินทุน เราจึงมีความเห็นร่วมกันในการสร้างคอนโดสร้างเสร็จก่อนขาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค”นางวรารักษ์ กล่าว ด้านนายกัว ไห่ ซิน( Mr. Guo Hai Xin) กรรมการบริษัท  ซีทีซีซี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ CTCC  กล่าวให้ความเห็นถึงสาเหตุการเลือกลงทุนในประเทศไทยว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการลงทุน ในด้านต่างๆ ผมมองว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทย เรื่องที่อยู่อาศัยนั้นยังมีดีมานด์ทั้งจากผู้บริโภคคนไทย และต่างชาติ รวมถึงประชาชนคนจีนเองก็ให้ความสำคัญในการซื้อที่อยู่อาศัย หรือลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย นี่คือปัจจัยหลักที่ทำให้เราสนใจมาลงทุนในกรุงเทพฯ และยังสนองนโยบายในการขยายธุรกิจออกไปลงทุนนอกประเทศ สำหรับการลงทุนในประเทศไทยนั้น  TCC ให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนแบบระยะยาวอยู่แล้ว คือ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ยต่อปี 9% เช่น ธุรกิจโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์  ธุรกิจค้าปลีก ฯลฯ และการลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย เช่น คอนโดมิเนียม ส่วนพื้นที่การลงทุนหลัก ๆ ที่สนใจลงทุน คือ กรุงเทพฯ และหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก อาทิ พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้น ส่วนนางสาวหลี่ เยี่ยน เสีย( MS. Li Yan Xia) รองผู้จัดการ บริษัท  ซีทีซีซี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ CTCC   ได้กล่าวถึงโครงการ “อาทีมิส (Artemis)”ว่า เป็นโครงการ คอนโดมิเนียม ถนนสุขุมวิท 77 อยู่บนเนื้อที่ 3 ไร่เศษ พัฒนาเป็นอาคารสูง 30 ชั้น จำนวน 673 ยูนิต และพื้นที่พาณิชย์ 3 ยูนิต มีขนาดห้องชุดพักอาศัยให้เลือก 3 แบบ คือห้องชุดแบบ 1 ห้องนอนขนาดพื้นที่ใช้สอย ตั้งแต่ 26.58-35.24 ตารางเมตร, ห้องชุดแบบ 2 ห้องนอนขนาดพื้นที่ใช้สอย45.07-53.97 ตารางเมตร และห้องชุดแบบ 3 ห้องนอน 74.11 ตารางเมตร ราคาขายประมาณ 79,000 บาทต่อตารางเมตรหรือราคาขายเริ่มต้นที่กว่า 2.1 ล้านบาทต่อยูนิต รวมมูลค่าโครงการประมาณ 1,900 ล้านบาท โดยบริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ช่วยบริหารการตลาดและการขาย “เราใช้จุดแข็งที่เรามีรวมถึงความพร้อมด้านเงินทุน และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าหรือผู้บริโภค เราจึงใช้กลยุทธ์สร้างเสร็จก่อนขาย ซึ่งนี่เป็นจุดที่แตกต่างจากคอนโดทั่วไปในประเทศไทยที่เปิดขายหรือเปิดจองก่อนการก่อสร้างหรือขายกระดาษ ส่วนบริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัดที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาดและการขาย ซึ่งเราก็มั่นใจว่าโครงการนี้จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี” พร้อมกันนี้นายชนะ นันทจันทูล กรรมการผู้จัดการบริษัทเซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย)จำกัด ได้กล่าวถึงจุดเด่น หรือจุดขายขายของโครงการ Artemis Sukhumvit 77 ว่า ด้วยศักยภาพของทำเลที่ตั้งบนถนนสุขุมวิท เดินทางสะดวกใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีอ่อนนุช ห่างจากถนนใหญ่เพียง 400 เมตร เข้าสู่พื้นที่สุขุมวิทชั้นในได้ในระยะเวลาอันสั้น และราคาห้องชุดที่ต่ำกว่าสุขุมวิทชั้นในและพื้นที่ใกล้เคียง  อีกทั้งภายในโครงการอาร์ทีมิสก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทำให้เชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่อายุ 25-35 ปี ที่มีไลฟ์สไตล์ เรียบสมาร์ท ที่ส่วนใหญ่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องการมีที่อยู่อาศัยใกล้รถไฟฟ้า ในขณะเดียวกันก็จะมีกลุ่มนักลงทุนที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่า โดยกลุ่มลูกค้าที่สนใจและแวะเข้ามาสอบถามรายละเอียดโครงการนั้น ก็มีทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติทั้งเป็นชาวญี่ปุ่นและชาวจีน อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ได้จากการสำรวจของ บริษัท เซ็นจูรี่21ฯ นั้นพบว่า ห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียมในย่านสุขุมวิท 77 (อ่อนนุช) มีประมาณ 7โครงการ จำนวน4,593  ยูนิต โดยส่วนใหญ่สร้างเสร็จและปิดการขายโครงการไปแล้ว และที่ขายอยู่ในตลาดนั้น จะเป็นห้องชุดรีเชล ที่ขายกันอยู่ที่ราคากว่า 90,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งสูงกว่าราคาขายของโครงการ อาร์ทีมิส ที่ขายราคา 79,000 บาทต่อตารางเมตร ถือว่าถูกกว่าห้องชุดคอนโดรีเชล อีกทั้งยังได้ห้องชุดใหม่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบในมาตรฐานเดียวกันกับโครงการที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส และสวน  เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมการขายและการตลาด บริษัทได้นำโครงการร่วมออกบูธในงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 34” ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 10 - 13 มีนาคม 2559 บริเวณพื้นที่โซน C ชั้น 1, ชั้น 2 และพลาซ่า ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมกันนี้ยังได้จัดแคมเปญส่งเสริมการขายระหว่างวันที่ 10-25 มีนาคมนี้เป็นช่วงเปิดตัวในงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 34 จองเพียง 9,000 บาท ฟรีเงินทำสัญญาสูงสุด 120,000 บาท  พร้อมรับ Samsung S7 รุ่นล่าสุดฟรี จำกัดจำนวนเพียง 50 ยูนิตแรกเท่านั้น และตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 70%
ไรมอน แลนด์ ส่งโครงการ ซายร์ วงศ์อมาตย์ และ เดอะ ลอฟท์ เอกมัย คว้าสองรางวัลใหญ่ จากเวที Asia Pacific Property Awards

ไรมอน แลนด์ ส่งโครงการ ซายร์ วงศ์อมาตย์ และ เดอะ ลอฟท์ เอกมัย คว้าสองรางวัลใหญ่ จากเวที Asia Pacific Property Awards

กรุงเทพ, 2 มีนาคม 2559 – บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยระดับพรีเมี่ยมชั้นนำของประเทศไทย ล่าสุดคว้าสองรางวัลใหญ่จากงาน Asia Pacific Property Awards 2016 ซายร์ วงศ์อมาตย์ ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทคอนโดมิเนียม (Condominium Category) โครงการดังกล่าวตั้งอยู่ในพัทยา   เป็นคอนโดมิเนียมแบบฟรีโฮลด์ จำนวน 54 ชั้น มีสองอาคาร ดำเนินก่อสร้างเสร็จในปี 2557 ตัวโครงการอยู่บนชายหาดวงศ์อมาตย์ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกันกับร้านอาหารชื่อดัง ซิลเวอร์ ไลนิ่ง (Silver Lining) ส่วนเดอะลอฟท์ เอกมัย ในกรุงเทพฯ ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภท โครงการผู้อยู่อาศัยแนวสูง (The Residential High-Rise Development) โครงการเป็นแบบฟรีโฮลด์มีจำนวน 28 ชั้น ห้องพักจำนวน 276    ยูนิต ซึ่งเพิ่งจะมีการฉลองสิ้นสุดงานโครงสร้างไปเมื่อไม่นานมานี้และจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาสสามของปี 2559 "โครงการของเราทั้งสองแห่ง มีความโดดเด่นคือตั้งอยู่ในทำเลทองในรูปแบบฟรีโฮลด์ โดยมีการออกแบบอย่างพิถีพิถัน และมีคุณภาพสูงตามมาตรฐานของไรมอน แลนด์ รางวัลในครั้งนี้จึงถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่โครงการของเราได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการ” นายคิพศาล เบ็ค ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าว “โครงการทั้งสองมียอดขายสูงกว่า 90% สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อไรมอน แลนด์ อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองรางวัลนี้ด้วย” สำหรับงานรับรางวัล Asia Pacific Property Awards จะจัดขึ้นในวันที่ 8 เมษายน 2559 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีบริษัทผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำจาก 25 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดจากแต่ละภูมิภาคจะได้รับการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมแข่งขันในรายการ The International Property Awards 2016-2017 เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะรางวัลยอดเยี่ยมของแต่ละประเภทในระดับโลกต่อไป รางวัล Asia Pacific Property Awards นี้ได้รับการตัดสินจากคณะกรรมการอิสระทั้ง 70 ท่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ โดยพิจารณาจากการออกแบบดีไซน์ คุณภาพ บริการ นวัตกรรม ความคิดริเริ่มและความมุ่งมันในการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืน งาน Asia Pacific Property Awards ในปีนี้ ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นปีที่ 23 แล้วและเป็นส่วนหนึ่งของเวทีระดับนานาชาติในงาน International Property Awards  ที่ใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุดรวมทั้งได้รับการยอมรับกันอย่างแพร่หลายในระดับโลก สำหรับปีนี้เป็นครั้งแรกของไรมอน แลนด์ ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะรางวัล Asia Pacific Property Awards ดังกล่าว “การที่เราได้พัฒนาโครงการในพัทยาจนประสบความสำเร็จมาแล้วหลายโครงการ รวมถึงการที่โครงการของเราตั้งอยู่บริเวณชายหาด เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ซายร์ วงศ์อมาตย์ ได้รับความสนใจอย่างสูง" นายคิพศาล เสริม “โครงการลอฟท์เอกมัย และลอทฟ์อโศก ในกรุงเทพฯ ของเรามีความโดดเด่นด้านการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ในสไตล์แมนฮัตตัน อินดัสเตรียลชิค ที่มาพร้อมกับห้องเป็นแบบเพดานสูง จะเห็นได้จากทั้งสองโครงการนี้ ว่าเราให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของการออกแบบ”  
เน็กซัสชี้แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยปี 59 ยังคงโตต่อเนื่อง

เน็กซัสชี้แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยปี 59 ยังคงโตต่อเนื่อง

เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง เผย ตลาดที่อยู่อาศัยยังคงเติบโตในอัตราที่คงที่ อุปทานใหม่ในตลาดคอนโดมิเนียม น่าจะเพิ่มอีก 50,000 หน่วย ราคาปรับขึ้นอีกอย่างน้อย 7% โดยราคาคอนโดในเมืองจะเห็นอัตราการปรับขึ้นของราคาที่สูงกว่า ตลาดรอบนอก หรือสินค้าประเภทซิตี้ คอนโด ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร อุปทาน ปี 2558 กรุงเทพมหานครมีคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ทั้งสิ้น  53,500 หน่วย ใน 111 โครงการ  ซึ่งทำให้ตลาดมีจำนวนคอนโดมิเนียมสะสมอยู่ถึง 447,000 หน่วย เพิ่มขึ้น 13% จากปี 2557  อัตราการเติบโตของซัพพลายของคอนโดมิเนียมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 22% ต่อปี  โดยในช่วง 2 ปีหลังอัตราการเติบโตลดลงบ้าง แต่ทั้งนี้ก็เป็นสัญญานที่ดีในการปรับตัวของตลาดให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวม สำหรับทำเลที่มีซัพพลายเพิ่มขึ้นมากที่สุด 3 อันดับแรกในปีที่ผ่านมาคือ  1. พระโขนง สวนหลวง 2. ติวานนท์ รัตนาธิเบศร์ และ 3. เพชรเกษม ธนบุรี ทั้งสามโซนเป็นส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าทั้งสิ้น อุปสงค์ สำหรับความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมในช่วงปีที่ผ่านมา คอนโดมิเนียมที่เปิดขายอยู่ในตลาดมียอดขายใหม่ 54,000 หน่วย มียอดขายรวมของคอนโดมิเนียมสะสมอยู่ที่ 393,000 หน่วย ยอดขายรวมของคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นเป็น 89% โดยยอดขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมในตลาดที่เปิดใหม่ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 59% ที่มา: Nexus Research, February 2016 ราคา ราคาคอนโดมิเนียมยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปรับตัวสูงขึ้นถึง 10% จาก 96,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นเป็น 106,000 บาทต่อตารางเมตรในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดคอนโดมิเนียมกลางเมือง ทั้งนี้สาเหตุหลักเนื่องมาจาก ราคาต้นทุนที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นกับ ความ พรีเมียมของตัวสินค้าเองด้วย สำหรับโครงการที่เปิดใหม่ในส่วนต่อขยายของรถไฟฟาทั้งสามโซนไม่ว่าจะเป็น พระโขนง สวนหลวง, ติวานนท์ รัตนาธิเบศร์ และ เพชรเกษม ธนบุรี  โดยทั้งสามโซนนี่ราคาขายเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 68,000-76,000 บาทต่อตารางเมตร ที่มา: Nexus Research, February 2016 แนวโน้มตลาดคอนโดปี 2559 ตลาดซูเปอร์ ลักชัวรี่ และ ลักชัวรี่ คอนโดมิเนียม คาดการว่าจะมีคอนโดมิเนียมเกิดใหม่ในตลาดซูเปอร์ ลักชัวรี่ มากกว่า 500 หน่วย โดยผู้พัฒนาโครงการเหลานี้ ส่วนใหญ่จะเป็น ดีเวลลอปเปอร์ขนาดใหญ่ ที่มีความน่าเชื่อถีอในระดับประเทศหรือนานาชาติ เนื่องจากผู้ซื้อจะต้องเชื่อมั่นทั้งแบรนด์และภาพลักษณ์ของโครงการและเจ้าของโครงการด้วย ทั้งนี้ ความต้องการสินค้าในตลาดนี้นอกจากจะเป็นคนไทยแล้ว ยังรวมไปถึงตลาดต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น ชาวเอเชีย ตะวันออกกลาง และ ยุโรป ด้วย  สำหรับราคาคอนโดมิเนียมในระดับนี้ เริ่มต้นอยู่ที่ 250,000-300,000 บาทต่อตารางเมตร และอาจสูงไปถึง 500,000 บาทต่อตารางเมตร ราคาห้องส่วนใหญ่เริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ตลาดคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ สำหรับตลาดนี้ราคาคอนโดมิเนียมอยู่ระหว่าง 150,000-250,000 บาทต่อตารางเมตร ทำเลจะอยู่ติดรถไฟฟ้าใจกลางเมือง โดยผู้พัฒนาโครงการส่วนใหญ่จะเป็นดีเวลลอปเปอร์ขนาดกลางถึงใหญ่ ที่สามารถซื้อที่ดินในราคาสูงและมีโอกาสในการหาที่ดินแปลงสวยๆได้ ราคาคอนโดในตลาดนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 5-12 ล้านบาท ขนาดห้อง 1-2 ห้องนอนเป็นหลัก ขนาดห้อง 30-60 ตารางเมตร  ในช่วงปีที่ผ่านมาบางโครงการในกลุ่มนี้ที่มียอดขายดีมากช่วง presale ขณะที่บางโครงการสามารถขายได้ 30-50% มีปัจจัยหลายอย่างที่น่าสนใจในตลาดนี้ โดย ระยะยาว เมื่อโครงการสร้างเสร็จ affordable เป็นปัจจัยหลักที่จะต้องดูว่า ดีมานด์แท้ ในระดับนี้มีจริงหรือไม่ การซื้อห้องชุดเหล่านี้ไว้เก็งกำไร ในอีก 1-2 ปีข้างหน้าจะมี ดีมานด์ มารองรับได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร ตลาดซิตี้ คอนโดมิเนียม แบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม กลุ่มที่  1 ราคา  2.5-5 ล้านบาท (80,000-120,000 บาทต่อตารางเมตร) กลุ่มที่  2 ราคาต่อหน่วย 1-2.5 ล้านบาท (50,000-80,000 บาทต่อตารางเมตร) ผู้ซื้อในตลาดนี้จะเป็นคนไทยที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย การขยายครอบครัวและเป็นบ้านหลังแรก เป็นหลัก มีผู้ซื้อบางส่วนเป็นกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการมีบ้านหลังที่สองเพื่ออยู่ชั่วคราวและเก็บไว้ลงทุน สินค้าในกลุ่มนี้ ทำเลที่ตั้งที่สะดวกและ ระดับราคาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ ปัจจัยต่อมาเป็นเรื่องของความคุ้มค่าของการใช้พื้นที่  ในกลุ่มนี้ผู้พัฒนาโครงการอาจเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ทั้งนี้เนื่องจาก แบรนด์ไม่มีความสำคัญเท่ากลุ่มอื่น และผู้ประกอบการรายย่อย อาจมีโอกาสเรื่องต้นทุนที่ต่ำกว่า สำหรับความต้องการคอนโดมิเนียมในกลุ่มนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตราที่คงที่ ทั้งนี้ปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อการเติบโดคือราคาสินค้าที่จะต้องไม่สูงเกินกว่าความสามารถในการซื้อ แนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพปี 2559 ที่มา: Nexus Research, February 2016 ทำเลคอนโดมิเนียมที่น่าสนใจ ในกรุงเทพมหานคร ยังคงเป็นทำเลซูเปอร์ไพร์ม เช่น หลังสวน เพลินจิต ศาลาแดง พร้อมพงษ์ และ ทองหล่อ ทำเลริมแม่น้ำยังก็เริ่มเป็นที่จับตาสำหรับนักลงทุนหลายกลุ่มในช่วงนี้ ทั้งระดับ ลักชัวรี่ และ ซิตี้ คอนโด  ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นสายสีเขียว สีเหลือง สีส้ม และ สีม่วง ก็น่าจับตามอง  อย่างไรก็ตาม ราคาที่ดินเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ ที่จะกระทบผู้ประกอบการในการผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในระดับกลางที่มองหาซิตี้คอนโด เป็นอย่างมาก ตลาดบ้านในกรุงเทพมหานคร: ตลาดบ้านระดับหรูในกรุงเทพชั้นใน จากกระแสที่มีผู้พัฒนาโครงการรายกลางและรายเล็กหันมาให้ความสนใจพัฒนาโครงการบ้านระดับสูงกลางเมืองมากขึ้นนั้น ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีโครงการใหม่เปิดตัวเพิ่มขึ้นอีก 3 โครงการในทำเลสุขุมวิทและพระราม 9 และยังคงมีโครงการใหม่ เตรียมที่จะเปิดตัวอีก 3-4 โครงการในช่วงปีนี้ ถึงแม้จำนวนหน่วยของโครงการเหล่านี้อาจไม่ได้มากนัก แต่ก็เป็นตลาดที่น่าสนใจเพราะเป็นสินค้าทดแทนของคอนโดมิเนียมในระดับลักชัวรี่ น่าจะได้เห็นบ้านระดับราคาเกิน 100 ล้านบาทมาลองตลาดกลางเมืองในอีกไม่นาน การปรับตัวของผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการพัฒนาโรรงการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง มีการเข้าซื้อกิจการอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางจากธุรกิจหลักอื่นๆ เพื่อเข้ามาดำเนินธุรกิจนี้ การลงทุนในตลาดที่อยู่อาศัยยังเป็น portfolio หลักของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตามหลายเจ้า ได้ปรับกลยุทธ์ตัวเองไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวมากขึ้น เช่นโรงแรม ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน หรือลงทุนในต่างประเทศ
MQDC เปิดตัว “วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ” คอนโดฯ คุณภาพเหนือระดับ ตอบรับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่

MQDC เปิดตัว “วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ” คอนโดฯ คุณภาพเหนือระดับ ตอบรับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่

กรุงเทพฯ (1 มีนาคม 2559) – MQDC แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียมและโครงการมิกซ์ยูสคุณภาพ เจ้าของและผู้พัฒนาโครงการที่พักอาศัยแบรนด์ Whizdom โครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัย และโครงการมิกซ์ยูสคุณภาพ ที่สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่เหนือกว่าด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี การก่อสร้างและสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรแก่ผู้พักอาศัย เปิดตัว “วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ” โครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัยคุณภาพเหนือระดับ บนพื้นที่ 3 ไร่ 53 ตารางวา ใจกลางศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) ของฝั่งธน เตรียมพร้อมเปิดขายในวันที่ 12 มีนาคม 2559 นี้ นายถนอมศักดิ์ แก้วเขียว รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ MQDC แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ด้วยทำเลที่ตั้งย่านตลาดพลู ที่ถือเป็นย่านเก่าแก่และทรงคุณค่าแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ทั้งยังเป็นเสมือนจุดก่อกำเนิดความเจริญรุ่งเรืองตั้งแต่ในอดีต จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบและพัฒนาโครงการ ‘วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ’ ให้สะท้อนคุณค่าดังกล่าว เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพื้นที่สำคัญแห่งนี้ ตลอดจนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับสังคมโดยรอบบริเวณ ‘วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ’ จึงมุ่งเน้นออกแบบให้สะท้อนคุณค่าของทำเลที่ตั้ง โดยมีแนวคิดในการออกแบบด้วยกลิ่นไอและบรรยากาศแบบบ้านสวน ซึ่งเห็นได้ชัดจากแกรนด์ล็อบบี้ อันโอ่โถง จำลองบรรยากาศเหมือนนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้กลางสวนขนาดใหญ่ที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้เรียงรายสุดลูกหูลูกตา ผสมผสานเข้ากับความโอ่โถงและสะดวกสบาย ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และความต้องการได้อย่างลงตัว พร้อมยกระดับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพของคนเมืองยุคใหม่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น” เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของ MQDC และคอนโดมิเนียมแบรนด์วิสซ์ดอม ในการสร้างสรรค์โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง ทุกยูนิตของ “วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ” จึงถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน และผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างละเอียดรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้อยู่อาศัยจะรู้สึกอยู่สบายไม่ว่าใช้ชีวิตอยู่ในห้องพักอาศัยขนาดใดก็ตาม ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ครบครันมากยิ่งขึ้นในโครงการ จะต้องทำให้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยง่ายขึ้น สะดวกสบายขึ้น มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น โครงการ ‘วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ’ เหมาะสำหรับกลุ่มคนเมือง และคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ผู้มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย และมีความพิถีพิถันในการเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง โดยมีความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ที่การมอบคุณภาพที่เหนือระดับในทุกรายละเอียดในโครงการ พร้อมนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองคนรุ่นใหม่ได้อย่างครบครันมากยิ่งขึ้น อาทิ แกรนด์ล็อบบี้ อันโอ่โถง ที่ถูกออกแบบ จำลองบรรยากาศเหมือนนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้กลางสวนขนาดใหญ่ที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้เรียงรายสุดสายตา Pool Lounge ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชานบ้านริมน้ำ ทำเป็นเลาจน์ในอาคาร แต่สามารถเลือกเปิดผนังเพื่อรับลมและชมวิว Infinity Edge Pool ได้อย่างเพลินตา Fitness แบบกระจกรอบด้าน มองเห็นสวนและสระว่ายน้ำด้านล่างได้ขณะออกกำลังกาย Glass House Sky Lounge เพดานสูง 7 เมตร ที่จำลองบรรยากาศเรือนเพาะชำต้นไม้อยู่บนยอดตึก เป็นได้ทั้งที่นั่งเล่น ที่อ่านหนังสือ ที่ทำงาน และจัดปาร์ตี้ มีพื้นที่ชั้นลอยสำหรับกิจกรรมกลุ่มเล็ก พื้นที่ Co-Working Space พร้อม E-Library ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้ พร้อม WIFI ที่จะช่วยตอบโจทย์ความสมดุลย์ในการใช้ชีวิตและการทำงานอย่างลงตัว ส่วนร้านค้าและไลฟ์สไตล์ช็อป ที่จะตอบสนองชีวิตคนเมืองอย่างสูงสุด สวนและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 2,300 ตารางเมตร นอกจากนั้นยังมีระบบรักษาปลอดภัยมาตรฐานระดับสูง รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาโครงการในทุกรายละเอียดเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีตามมาตรฐานของ MQDC และแบรนด์วิสซ์ดอม ทั้งทิศทางการวางตัวตึกเพื่อรับแสงแดดน้อยแต่รับลมมากกว่า การเลือกชนิดและขนาดของพืชเพื่อช่วยลดมลภาวะทางเสียงและฝุ่นควัน การเลือกประเภทและจุดติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อสุขภาพและความปลอดภัย รวมถึงการออกแบบพื้นที่ตามขนาดและสัดส่วนสรีระมนุษย์เพื่อความสะดวกสบายของผู้อยู่อาศัย วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ เป็นโครงการคอนโดมิเนียมที่พักอาศัย 1 อาคาร ความสูง 37 ชั้น 690 ยูนิต ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 3 ไร่ 53 ตารางวา ประกอบไปด้วยห้องชุดพักอาศัยแบบห้องสตูดิโอขนาด 22 ตารางเมตร แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 26-35 ตารางเมตร แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 47-59 ตารางเมตร และแบบเพ้นซ์เฮ้าส์ ขนาด 40-78 ตารางเมตร แวดล้อมด้วยจุดเชื่อมต่อการเดินทาง เพียง 1 นาทีจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ตลาดพลู และไม่ถึง 250 เมตร จากสถานีรถโดยสารด่วนพิเศษ BRT ราชพฤกษ์ จุดขึ้นลงทางด่วน เพียงไม่กี่สถานีถึงสาทรสีลม พร้อมด้วยศูนย์รวมชีวิตเมืองแห่งใหม่และอีกมากมาย เตรียมพร้อมเปิดขายพรีเซลส์ (Pre-Sales) โครงการ ‘วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ’ วันที่ 12 มีนาคม 2559 ราคาขายเฉลี่ย 100,000 บาทต่อตารางเมตร หรือเริ่มต้นที่ 2 ล้านบาทต้นๆ
โนเบิลฯ มั่นใจตลาดคอนโดมิเนียมระดับบน เดินหน้าเปิดตัว “Noble BE19” ชูจุดเด่นทำเลศักยภาพใจกลางเมืองสุขุมวิท-อโศก พร้อม Superior Facilities แบบจัดเต็ม ด้วยราคาเริ่มต้น 6.2 ล้านบาท

โนเบิลฯ มั่นใจตลาดคอนโดมิเนียมระดับบน เดินหน้าเปิดตัว “Noble BE19” ชูจุดเด่นทำเลศักยภาพใจกลางเมืองสุขุมวิท-อโศก พร้อม Superior Facilities แบบจัดเต็ม ด้วยราคาเริ่มต้น 6.2 ล้านบาท

บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเกมรุกตลาดคอนโดมิเนียมระดับบนเดินหน้าผุดโปรเจ็คต์ใหม่ “Noble BE19” (โนเบิล บีไนน์ทีน) ภายใต้สโลแกน “Living Seamlessly” เชื่อมชีวิตใหม่ ให้ไร้รอยต่อ ชูจุดเด่นทำเลศักยภาพใจกลางเมืองสุขุมวิท-อโศก พร้อมจัดเต็มกับ Facilities ระดับพรีเมี่ยม นายกิตติ  ธนากิจอำนวย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า “ปัจจุบันตลาดคอนโดฯใจกลางเมืองอย่างสุขุมวิทแนวรถไฟฟ้ายังคงได้รับความนิยมและเติบโตอย่างต่อเนื่อง  แม้ภาพรวมตลาดอสังหาฯในขณะนี้จะเกิดการชะลอตัวอยู่บ้าง อย่างไรก็ดีบริษัทฯเชื่อมั่นว่าในส่วนของตลาดคอนโดฯระดับบนในกรุงเทพฯนั้นยังคงเป็นกลุ่มตลาดที่ลูกค้ามีกำลังซื้อและได้รับความนิยมจากคนไทยและชาวต่างชาติที่นิยมซื้อเพื่ออยู่อาศัยและปล่อยเช่าลงทุน  โดยล่าสุดบริษัทฯเดินหน้าเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ “Noble BE19” บนสุดยอดไพร์มโลเคชั่นใจกลางเมืองสุขุมวิท-อโศก  ด้วยมูลค่าโครงการประมาณ 5,900 ล้านบาท  พร้อมทั้งเตรียมแผนธุรกิจเจาะตลาดกลุ่มนักลงทุนระดับบนในต่างประเทศรวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน AEC ที่มีอัตราการเข้ามาใช้บริการด้านสุขภาพในสถานพยาบาลเอกชนระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯเป็นจำนวนมาก  รวมถึงการออกโรดโชว์และการทำกิจกรรมโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อจับกลุ่มนักลงทุนที่มีรายได้สูงและกำลังมองหาแหล่งลงทุนใหม่จากสภาพเศรษฐกิจโลกผันผวน  ซึ่งเรามองว่าตลาดอสังหาฯในกรุงเทพฯนั้นยังคงเป็นแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดอสังหาฯในฮ่องกง สิงคโปร์ จีน และใต้หวัน  ด้วยเม็ดเงินที่น้อยกว่าเพราะราคา Property ต่อตารางเมตรในกรุงเทพฯ  ยังคงมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับในต่างประเทศประมาณ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป  ในขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อการปล่อยเช่าเราสูงกว่า ด้านนายธีรพล วรนิธิพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า “หลังจากประสบความสำเร็จจากการปิดการขายโครงการ Noble Recole ในวันแรกที่เปิดจองเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทางบริษัทฯจึงได้วางนโยบายในการพัฒนาโครงการ “Noble BE19”  ในย่านสุขุมวิท-อโศกอีกครั้ง เนื่องจากทำเลดังกล่าวถือเป็นย่านหัวใจหลักของกรุงเทพฯ (Hub of Bangkok) อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยการคมนาคมที่สะดวกสบายหลากหลายรูปแบบ  ใกล้ BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท สามารถเชื่อมต่อสู่เส้นทางต่างๆ ทั่วมหานครได้อย่างไร้รอยต่อและครบครันไปด้วยแหล่งไลฟ์สไตล์และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ รวมไปถึงแหล่งธุรกิจ โรงเรียน โรงพยาบาลชั้นนำ ฯลฯ ที่สามารถตอบสนองความต้องการและเข้าถึงไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ดังนั้นไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยหรือเพื่อลงทุนย่อมถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความคุ้มค่าในการครอบครอง คอนเซปต์การดีไซน์ยังคงเน้นความเป็นเอกลักษณ์สไตล์โนเบิลที่ผสมผสานความเรียบหรูและคลาสสิคของสถาปัตยกรรม ในสไตล์โมเดิร์น อาคารที่พักอาศัยประกอบด้วย Tower A สูง 48 ชั้น 1 อาคาร และอาคาร Tower B สูง 27 ชั้น 1 อาคาร รวมจำนวน 586 ยูนิต ขนาดพื้นที่โครงการ 3-2-95 ไร่ มูลค่าโครงการประมาณ 5,900 ล้านบาท โดยมีห้องพักหลากขนาดหลายสไตล์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เริ่มตั้งแต่  1 ห้องนอน ขนาด 33 ตารางเมตร ไปจนถึง 50 ตารางเมตร  ส่วนยูนิตประเภท 2 ห้องนอน  เริ่มต้นที่ขนาด 51 ตารางเมตร ไปจนถึง 73 ตารางเมตร รวมถึงเพนท์เฮาส์ แบบ 2 ห้องนอนและ 3 ห้องนอน ขนาด 86-146 ตารางเมตร ซึ่งความพิเศษของห้องพักทุกยูนิต ถูกออกแบบให้โปร่งโล่งสบายด้วย Floor to ceiling สูงถึง 3 เมตร พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแบบจัดเต็ม (Superior Facilities) ทั้ง 2 อาคาร ประกอบด้วย Indoor & Semi-Outdoor Lobby, Lobby Lounge , Lap Pool, Sky Jacuzzi Pool  & Reclining Pool , Recreation Area, Sky Fitness , Sky Lounge & Game Room, Sauna,Steam, English Contemporary Garden ชั้น 3, ชั้น 19  และ ชั้น 23, BBQ Area, Playground, Meeting Room และ Laundry Room  พร้อมอุ่นใจด้วยระบบรักษาความปลอดภัยเต็มรูปแบบ ด้วยกล้องวงจรปิด (CCTV) ,ระบบเข้าออกโครงการอัตโนมัติแบบ Access Control และ Key Card พร้อม Digital door lock ทุกห้องและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงให้กับผู้อยู่อาศัยบนที่สุดของทำเลใจกลางสุขุมวิท-อโศก ใกล้ BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท ในราคาเริ่มต้น 6.2 ล้านบาท” เชื่อมชีวิตใหม่  ให้ไร้รอยต่อกับคอนโดมิเนียม “Noble BE19” ได้วันนี้ ใกล้ BTS อโศกและ MRT สุขุมวิท เพียง 500 เมตร เปิดให้เข้าชมห้องตัวอย่างและลงทะเบียนรับสิทธิ์จองได้ตั้งแต่วันที่ 4 - 17 มีนาคม 2559 ที่สำนักงานขายและเปิดจองวันที่ 20 มีนาคม 2559 ณ โรงแรมดิโอกุระ เพรสทีจ (The Okura Prestige Bangkok) ติด BTS เพลินจิต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่โทร. 02-251-9955 หรือ www.noblehome.com
ชาญอิสสระ เผยผลประกอบการปี 2558 มีรายได้รวม 2,744 ล้านบาทเดินหน้าแผนงานปี 2559 รุกเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง

ชาญอิสสระ เผยผลประกอบการปี 2558 มีรายได้รวม 2,744 ล้านบาทเดินหน้าแผนงานปี 2559 รุกเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง

กรุงเทพฯ – 26 กุมภาพันธ์ 2559 – บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เผยผลงานปี 2558 ประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ มีรายได้รวมอยู่ที่ 2,744 ล้านบาท เดินหน้าลุยเปิดโครงการใหม่ทั้งที่พักอาศัยในกรุงเทพมหานครและโครงการที่พักอาศัยเพื่อขายและเพื่อการเช่าและบริการในปี 2559 มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้เติบโตไว้ที่ 15% นอกจากนี้บริษัทมีแผนจัดตั้งกองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ของโครงการโรงแรมศรีพันวา มูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท นายสงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ภาพรวมธุรกิจของบริษัทในปี 2558 ถือว่าประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ มีรายได้รวมอยู่ที่ 2,744 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตกว่า 1.7 เท่าของปี 2557 สำหรับสัดส่วนของรายได้มาจากโครงการที่พักอาศัยในกรุงเทพฯ 28 % รายได้จากโครงการบ้านคอนโดมิเนียมตากอากาศ 46% รายได้ประจำจากการบริหารโรงแรมและโครงการธุรกิจให้เช่า 17% และรายได้อื่นๆ อีก 9% โดยปัจจัยที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของบริษัทคือทุกโครงการสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทั้งในเรื่องของการดีไซน์ ทำเลที่ตั้ง คุณภาพของการก่อสร้างด้วยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ รวมถึงการบริการหลังการขายที่ดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โครงการที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในปีที่ผ่านมาคือ - โครงการอิซซี่ คอนโด สุขสวัสดิ์ คอนโดมิเนียมพักอาศัยสูง 24 ชั้น ตั้งอยู่บนถนนสุขสวัสดิ์ ซึ่งสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ได้แล้ว ปัจจุบันมียอดโอนกรรมสิทธิ์ของลูกค้ากว่า 50% ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก - โครงการทิวทะเลเอสเตท ชะอำ – หัวหิน โครงการที่พักอาศัยตากอากาศ ประกอบด้วยบ้านทิวทะเล เฟส 1 บ้านทิวทะเล เฟส 2 และบลู ถือเป็นโครงการที่มีการขยายตัวต่อเนื่อง ด้วยทำเลที่ตั้งติดชายหาดทำให้ลูกค้าสามารถเห็นวิวทะเลในมุม 360 องศา สำหรับบลู จะแล้วเสร็จปลายปีนี้ “เมื่อในเดือนมกราคม 2559 บริษัทได้เปิดบริการโรงแรมส่วนต่อขยายของศรีพันวาภูเก็ต ภายใต้ชื่อ  ฮาบิตะ เป็นโรงแรมขนาด 30 ยูนิต ประกอบด้วยห้องพักแบบพลูสวีท จำนวน 20 ยูนิต และ ห้องพักแบบเพนเฮาส์ จำนวน 10 ยูนิต รวมมูลค่าโครงการอยู่ที่ 800 ล้านบาท มียอดการเข้าพักสูงมากได้รับความนิยมทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งนี้บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าตามแผนงานในการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งที่พักอาศัยในกรุงเทพมหานครและโครงการที่พักอาศัยเพื่อขายและเพื่อการเช่าและบริการ มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท  ซึ่งจะเป็นโครงการบ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์ 2 โครงการบนถนนพระราม 9 และถนนบางนาตราด และอีกโครงการ คือ โรงแรมที่หาดชะอำ-หัวหิน บริษัทยังมีแผนในการจัดตั้งกองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ของโครงการโรงแรม ศรีพันวา มูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท เนื่องจากเล็งเห็นความต้องการของนักลงทุนและศักยภาพของโครงการฯ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 ในปีนี้ เราจะมีการขยายธุรกิจด้านบริหารโรงแรมไปยังต่างประเทศอีกด้วย โดยจะเริ่มจากบริหารโครงการโรงแรมให้กลุ่มผู้ร่วมลงทุนกับเราคือบริษัทจุนฟาจากประเทศจีน และ บาบาบีช คลับภูเก็ต (Baba Beach Club, Phuket) ในส่วนโรงแรมจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ในต้นปีหน้า” นายสงกรานต์ กล่าวเพิ่มเติม  
มั่นคงฯ ทุบสถิติ “ยอดขาย-รายได้-กำไร” ปี’58  สูงสุดเป็นประวัติการณ์

มั่นคงฯ ทุบสถิติ “ยอดขาย-รายได้-กำไร” ปี’58 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

มั่นคงฯ ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่แรงไม่หยุด โชว์ฟอร์มผลประกอบการประจำปี 2558 ทุบสถิติ “ยอดขาย รายได้ และกำไรสุทธิ” สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยทำยอดขายทะลุเป้ามากถึง 2,500  ล้านบาท เติบโตกว่าปีก่อนถึง 25% ด้านรายได้จากการขายและบริการมากถึง 3,749 ล้านบาท เติบโตกว่า 60% ส่วนกำไรสุทธิโตสูงขึ้น 40% หรือ 626 ล้านบาท  รุกเดินแผนงานปี’59 ต่อยอดการเติบโต  ล่าสุดออกหุ้นกู้รองรับการขยายธุรกิจ มูลค่ารวม 500 ล้านบาท อายุ 3 ปี 9 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.50 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ เสนอขายผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ 23 กพ.- 3 มี.ค. นี้ นายสุเทพ วงศ์วรเศรษฐ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า “ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการผลักดันการเปิดตัวโครงการต่างๆ ตามแผนที่ได้วางไว้ และด้วยจุดแข็งในการพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพในทำเลทองของแหล่งที่อยู่อาศัย และการวางกลยุทธ์ปรับภาพลักษณ์องค์กร เพื่อมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน โดยบริษัทประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในปี 2558 ด้วยการรับรู้รายได้รวมจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายและเพื่อการเช่าและบริการ เป็นเงินทั้งหมด 3,749 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 60% เมื่อเทียบกับปี 2557 ส่วนด้านกำไรสุทธิสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 40% หรือเท่ากับ 626  ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไร 447 ล้านบาท” ปัจจัยที่ทำให้บริษัทสามารถทำรายได้และกำไรสุทธิได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์นี้ มาจากการวางแผนกลยุทธ์ปรับปรุงภาพลักษณ์ การปรับดีไซน์และภูมิทัศน์ของโครงการที่อยู่อาศัยทั้งหมด รวมถึงกลยุทธ์ทางด้านการขายและการตลาดเชิงรุก จึงทำให้บริษัทสร้างยอดขายทะลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ โดยมียอดขายรวมทั้งสิ้น 2,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 25% เทียบกับปีก่อนหน้าที่มียอดขาย 2,000 ล้านบาท โดยบริษัทมียอดขายสูงจากโครงการออกัสท์คอนโดมิเนียม  โครงการชวนชื่น จรัญฯ 3 และ โครงการชวนชื่น กรีนบาวด์  ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า นอกจากนั้น บริษัทประสบความสำเร็จในการโอนกรรมสิทธิ์ โดยเฉพาะการมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการโอนโครงการออกัสท์คอนโดมิเนียมได้ถึง 100% บางส่วนของรายได้มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่าและบริการคือ ชวนชื่นกอล์ฟคลับ และอาคารสำนักงานให้เช่า นอกจากนั้นยังมาจากการขายที่ดินบางส่วนและจาก บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ซึ่งดำเนินโครงการพัฒนาคลังสินค้าและโรงงานให้เช่า ในเขตปลอดอากรเเละเขตทั่วไป “ความสำเร็จของปี 2558 จะต่อยอดการดำเนินธุรกิจในปี 2559 ได้เป็นอย่างดี เราคาดการณ์รายได้เติบโตกว่า 10% ซึ่งนับเป็นการเริ่มก้าวสำคัญของมั่นคงฯ ซึ่งเราได้วางกลยุทธ์การเติบโตด้วยแผนรุกทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและการบริการ โดยตั้งเป้าผลักดันทั้งสองธุรกิจมีสัดส่วนรายได้ 50:50 ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายจะรุกตลาดแนวราบเป็นหลักและเน้นพัฒนาระดับโครงการที่เรามีความเชี่ยวชาญและบริหารสัดส่วนรายได้อสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายให้อยู่ระดับการเติบโตประมาณ 15% ต่อปี บริษัทฯ วางแผนเปิดตัว 5 โครงการแนวราบครอบคลุมเซ้กเม้นท์ตลาดบ้านราคา  3 ล้านถึง 10 ล้านบาทที่มีการเติบโตสูง สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและการบริการนั้นคาดจะเริ่มมีการรับรู้รายได้เพิ่มเติมจาก บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด โดยเราตั้งเป้ารายได้จากการขายและบริการ 4,100 ล้านบาทภายในปี 2559” นายสุเทพกล่าวเพิ่มเติม ล่าสุดทางบมจ. มั่นคงเคหะการได้ดำเนินการออกหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และไม่มีผู้แทน มูลค่ารวม 500 ล้านบาท อายุ 3 ปี 9 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอน พ.ศ.2562 อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.50 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ โดยเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ โดยได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ฟินันซ่า จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซียไซรัส จำกัด เป็นผู้จัดการการจำหน่ายหุ้นกู้ ซึ่งได้ให้เปิดจองซื้อในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจนถึง 3 มีนาคม 2559 นี้ “บมจ. มั่นคงเคหะการนับได้ว่าเป็นบริษัทฯที่มีผลประกอบการที่ดี และฐานะการเงินแข็งแกร่ง การออกหุ้นกู้ครั้งนี้ เพื่อเป็นการนำมารองรับการเติบโตทางธุรกิจของบริษัทในอนาคต เพื่อต่อยอดแผนการดำเนินงานตามแผนปี 59 ซึ่งคาดว่าจะได้การตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี” นายสุเทพกล่าวสรุป ข้อมูลเพิ่มเติม เยี่ยมชมเว็บไซต์ www.mk.co.th หรือโทร 1162
เปิดโครงการหรู “ณ วรา เรสซิเดนซ์” ต้นถนนหลังสวน คอนโดมิเนียมฟรีโฮลด์บนสุดยอดทำเลใจกลางเมือง

เปิดโครงการหรู “ณ วรา เรสซิเดนซ์” ต้นถนนหลังสวน คอนโดมิเนียมฟรีโฮลด์บนสุดยอดทำเลใจกลางเมือง

ตลาดที่พักอาศัยระดับลักซ์ชัวรี่คึกคักรับปี 2559 เมื่อบริษัท ณวรางค์ แอสเซท จำกัด เดินหน้าแผนพัฒนาที่ดินแปลงสวยในทำเลสุดยอดใจกลางเมือง เปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุดต้นถนนหลังสวน “ณ วรา เรสซิเดนซ์ ” คอนโดมิเนียมฟรีโฮลด์ที่มีความโดดเด่นด้วยทำเลที่ใครๆ ต่างหมายตา เพราะโครงการอยู่ตรงข้ามโรงเรียนมาแตร์เดอีและใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีชิดลมเดินเพียง 3 นาทีหรือ 200 เมตรเท่านั้น  การคมนาคมสะดวกง่ายดายเพราะเป็นจุดเชื่อมต่อกับถนนสุขุมวิท ถนนวิทยุ  ถนนสาทร  และถนนพระรามสี่ รูปแบบโครงการเป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์พัฒนาภายใต้แนวคิด ‘Timeless’ ที่งานสถาปัตยกรรมไม่จำกัดอยู่ด้วยกาลเวลา หรูหราในสไตล์ที่ทันต่อยุคสมัย  มีการออกแบบห้องชุดได้อย่างลงตัวทั้งในส่วนของขนาดและฟังก์ชั่นการใช้งานเริ่มต้นที่ 38 ตารางเมตร มีทั้งแบบ 1-2 ห้องนอนและดูเพล็กซ์พื้นที่ใช้สอยมากถึง 102 ตารางเมตร  การอยู่อาศัยในบรรยากาศอบอุ่นเงียบสงบใจกลางเมือง และยังมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดด้วยจำนวนห้องเพียง 97 ยูนิต “ณ วรา เรสซิเดนซ์” พร้อมเปิดให้จอง 5 มีนาคม ศกนี้ ในราคาเปิดตัวสุดพิเศษเฉลี่ย 230,000 บาท ต่อตารางเมตรพร้อมเฟอร์นิเจอร์พรีเมียมครบชุด นายอภิภู  พรหมโยธี  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ณวรางค์ แอสเซท จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ ณ วรา เรสซิเดนซ์ เป็นแผนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โครงการแรกของบริษัท โดยใช้ที่ดินแปลงสวยขนาด 1 ไร่ 7 ตารางวาบนทำเลดีที่สุดของถนนหลังสวนมาพัฒนาเป็นที่พักอาศัยคอนโดมิเนียมหรูโลว์ไรส์ความสูง 8 ชั้น มูลค่าโครงการรวม 1,200 ล้านบาท ผู้บริหารโครงการ ระบุ  มีความเชื่อมั่นในการพัฒนาโครงการนี้มาก ว่าเป็นโครงการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำเลที่ตั้ง รูปแบบอาคารและการอยู่อาศัย  ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัยครบครันภายในโครงการเพื่อสร้างมาตรฐานด้านความเป็นส่วนตัวที่สูง  เงียบสงบและมีสไตล์โดดเด่น ในสุดยอดใจกลางเมืองที่ซึ่งไม่มีความเร่งรีบของเวลามาเป็นเงื่อนไขผลักดันให้คุณและครอบครัวต้องรีบเร่ง หากแต่เป็นการอยู่อาศัยในพื้นที่ซึ่งเชื่อมโยงคุณเข้ากับทุกสิ่งในไลฟ์สไตล์ที่คุณเป็น “ณ วรา เรสซิเดนซ์” ตั้งอยู่ในทำเลดีที่สุดบนถนนหลังสวน ถนนสายสั้นที่มีความยาวเพียงไม่กี่กิโลเมตร แต่เป็นจุดเชื่อมต่อความเจริญสูงสุดของกรุงเทพมหานครใจกลางย่านธุรกิจ  การคมนาคมสะดวกง่ายดายไม่ว่าจะเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่สามารถเดินถึงสถานีชิดลมได้ในระยะเพียง 200 เมตร (เดินเพียง 3 นาที) เพราะโครงการตั้งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนมาร์แตเดอี  สถานศึกษาชั้นนำ  หรือจะเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวสู่ย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ ก็ใช้เวลาไม่นานเพราะถนนหลังสวนเป็นจุดเชื่อมต่อกับถนนสำคัญหลายสายทั้งถนนสุขุมวิท ถนนวิทยุ  ถนนสาทร  และถนนพระรามสี่ การอยู่อาศัยในทำเลใจกลางเมืองย่านหลังสวนนอกจากเป็นพื้นที่อยู่อาศัยที่เงียบสงบแล้ว  ยังแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่ว่าจะเป็นกลุ่มห้างสรรพสินค้าระดับเวิลด์คลาส  โรงเรียนรัฐ-เอกชนที่มีชื่อเสียง  โรงพยาบาลชั้นนำและสวนสาธารณะลุมพินีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมืองในวันพักผ่อนได้ทุกรุปแบบ นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ซีบีอาร์อี ในฐานะที่ปรึกษาการตลาดและตัวแทนขายโครงการ “ณ วรา เรสซิเดนซ์” กล่าวว่า “จากประสบการณ์ในการเป็นตัวแทนขายที่พักอาศัยระดับลักซ์ชัวรี่และซุปเปอร์ลักซ์ชัวรี่  “ณ วรา เรสซิเดนซ์” จะเป็นอีกโครงการที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ตรงที่สุดและดีที่สุดในทุกๆ ด้าน  เริ่มที่เรื่องของทำเลที่ตั้งโครงการ  ถือได้ว่าเป็นทำเลใจกลางเมืองที่เป็นสุดยอดทำเลหนึ่ง  เพราะนอกจากจะใกล้สถานีรถไฟฟ้าแล้ว  ยังใกล้กับโรงเรียนชั้นนำ  และเส้นทางเดินรถถนนหลังสวนยังเป็นจุดเชื่อมต่อให้การเดินทางไปยังทุกจุดหมายในย่านธุรกิจต่างๆ ของกรุงเทพฯ ทำได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วอีกด้วย ” ในแง่ของราคาที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยเพิ่มมูลค่าให้โครงการในอนาคต  ที่ดินบนถนนหลังสวนจัดเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองที่มีราคาติดอันดับสูงสุดทำเลหนึ่งของกรุงเทพฯ  แม้ว่าราคาที่ดินถนนหลังสวนจากกรมธนารักษ์ล่าสุดปี  2559  ระบุราคาที่ดินเฉลี่ยอยู่ที่ตารางวาละ 500,000 บาท แต่สำหรับที่ดินต้นถนนหลังสวนติดถนนสุขุมวิทติดรถไฟฟ้าสถานีชิดลมราคาอาจสูงกว่านั้นแน่นอน อย่างไรก็ตามเป็นที่รู้กันว่าราคาซื้อขายที่ดินเปล่าจริงๆ ย่านนี้ในปัจจุบัน  พุ่งขึ้นไปถึงตารางวาละ 1,000,000 - 1,500,000 บาท และโอกาสที่จะเป็นเจ้าของที่ดินแบบนี้มีน้อยมากถ้าหากเจ้าของที่ดินไม่ยอมปล่อยขายออกมา โครงการ ณ วรา เรสซิเดนซ์ จึงเป็นที่หมายตาของทั้งนักลงทุนและผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยเอง โครงการ ณ วรา เรสซิเดนซ์ บริหารงานโดยบริษัท ณวรางค์ แอสเซท จำกัด พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการให้ผู้สนใจจองยูนิตในราคาพรีเซลในวันที่  5  มีนาคม 2559 ระหว่างเวลา 9.00 – 17.00 น. ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้  วันเดียวเท่านั้น  ติดต่อตัวแทนขาย บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด โทร.  099–952-6661
เอพีเชื่อตลาดอสังหาฯ ไทยยังขยายตัว  เดินหน้าเปิดตัว 20 โครงการใหม่ ตั้งเป้ายอดขาย 31,000 ล้านบาท เป้ารับรู้รายได้ 23,700 ล้านบาท

เอพีเชื่อตลาดอสังหาฯ ไทยยังขยายตัว เดินหน้าเปิดตัว 20 โครงการใหม่ ตั้งเป้ายอดขาย 31,000 ล้านบาท เป้ารับรู้รายได้ 23,700 ล้านบาท

กรุงเทพฯ (24 ก.พ. 59) – เอพีมั่นใจภาพรวมตลาดยังขยายตัวต่อเนื่องจากอานิสงส์แผนการพัฒนารถไฟฟ้าสายใหม่ เตรียมเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ 20 โครงการ มูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาท เป็นแนวราบ 15 โครงการ แนวสูง 5 โครงการ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 31,000 ล้านบาท หลังปีที่ผ่านมากวาดยอดขายรวมได้กว่า 28,184 ล้านบาทหรือโตขึ้นมากถึง 24% ตั้งเป้ารับรู้รายได้อยู่ที่ 23,700 ล้านบาท มั่นใจถึงเป้าที่ตั้งไว้ด้วยการมุ่งพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ ตลอดจนแผนการโอนฯ คอนโดใหม่ที่มากถึง 11 โครงการ เน้นย้ำพัฒนาคุณภาพคน เพื่อส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพผ่านเอพี อะคาเดมี่อย่างต่อเนื่อง   นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่าในปีนี้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยอานิสงส์จากแผนการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นสำคัญให้ภาคอสังหาริมทรัพย์มีการขยายตัวตามไปด้วย อีกทั้งนโยบายต่างๆ จากทางภาครัฐที่ช่วงเร่งสร้างความมั่นใจผู้บริโภค (consumer confidence) ให้เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็มีสัญญาณการปรับตัวไปในทางที่ดี ดังนั้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ก็น่าจะมีสัญญาณที่ดีไปตามภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ สำหรับ แผนการดำเนินงานในปี 2559 นี้บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายยอดขาย (Presales) ไว้ที่ 31,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นยอดขายที่มาจากสินค้าแนวราบมูลค่า 14,500 ล้านบาท และแนวสูงมูลค่า 16,500 ล้านบาท ผ่านการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 20 โครงการ มูลค่ารวม 32,715 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) บ้านเดี่ยว 8 โครงการ มูลค่ารวม 8,370 ล้านบาท 2)ทาวน์เฮ้าส์ 7 โครงการ มูลค่ารวม 6,105 ล้านบาท 3) คอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่ารวม 18,240 ล้านบาท ส่วนเป้ารับรู้รายได้ (Revenue) บริษัทฯ ตั้งเป้าไว้ที่ 23,700 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้มาจากสินค้าแนวราบมูลค่า 13,800 ล้านบาท และจากคอนโดมิเนียมมูลค่า 9,900 ล้านบาท โดยในไตรมาส 4 ของปี 2559 จะเป็นช่วงที่บริษัทฯ จะรับรู้รายได้เป็นจำนวนมากจาก 8 คอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างเสร็จพร้อมส่งมอบในช่วงนั้น ได้แก่ RHYTHM สุขุมวิท 42, RHYTHM อโศก,RHYTHM สุขุมวิท 36-38, Aspire สาทร-ท่าพระ, Aspire งามวงศ์วาน, Aspire วุฒากาศ, Aspire สาทร-ตากสิน 3 และ Galerie 39  ซึ่งไม่นับรวมคอนโดมิเนียมโครงการอื่นๆ ที่ก่อสร้างเสร็จและทะยอยรับรู้รายได้ไปก่อนหน้า ณ ปัจจุบัน (1 มกราคม-22 กุมภาพันธ์) บริษัทมีสินค้ารอรับรู้รายได้ (Backlog)  มูลค่า 11,583 ล้านบาท ทั้งนี้ สำหรับผลการดำเนินงานของปีที่ผ่านมา (2558) บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายรวมได้มากถึง 28,184 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อนหน้าที่มียอดขายมูลค่า 22,679 ล้านบาท โดยยอดขายที่เพิ่มขึ้นมาจากทั้งสินค้าแนวราบ 13,225 ล้านบาท และแนวสูง 14,959 ล้านบาทที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากตลาด ด้วยจุดขายทั้งในเรื่องของศักยภาพทำเลที่เชื่อมต่อทุกการเดินทาง แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกรอบด้าน (Space Connect) การออกแบบตัวสินค้าที่คำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยที่เกิดประโยชน์สูงสุด (Space Maximize) และการจัดวางผังโครงการที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัย (Space Privacy)  ในทุกตารางนิ้ว ส่วนรายได้รวมเท่ากับ 22,079 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิเท่ากับ 2,623 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 0.3% สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (Net Debt to Equity) ลดลงเหลือเพียง 0.81 จากปีก่อนหน้า 0.90 ภาพรวมการร่วมทุนกับทางกลุ่มมิติซูบิชิ เอสเตท หนึ่งในผู้นำการพัฒนาตลาดอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรในประเทศญี่ปุ่น ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา (2014-2015) ได้ดำเนินพัฒนาคอนโดมิเนียมร่วมกันทั้งสิ้น 7 โครงการ มูลค่ารวม 24,050 ล้านบาท สร้างยอดขายรวมได้มากถึง 80% และ 3 ใน 7 โครงการร่วมทุนได้แก่ RHYTHM สุขุมวิท 36-38, Aspire รัชดา-วงศ์สว่าง และ Aspire สาทร-ท่าพระ มีแผนก่อสร้างเสร็จพร้อมส่งมอบในปีนี้ และในช่วงไตรมาส 3 บริษัทฯ มีแผนเปิดตัวโครงการร่วมทุนโครงการที่ 8 ในทำเลย่านเอกมัย มูลค่าโครงการประมาณ 2,600 ล้านบาท “เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาทีมงานและกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่องผ่าน เอพี อะคาเดมี่ (AP Academy) สถาบันเพื่อการเรียนรู้ครบวงจรด้านอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกในประเทศไทย เพื่อสร้างแนวคิดและมาตรฐานของเอพี    ในการส่งมอบที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าของเรา ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย” นายอนุพงษ์ กล่าว
‘สยามพิวรรธน์’ เปิดคอนเซ็ปต์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ ‘Siam Discovery – The Exploratorium’ กำเนิดไฮบริดรีเทลสโตร์แห่งแรกของไทย เปิดไตรมาส 2 ปี 2559

‘สยามพิวรรธน์’ เปิดคอนเซ็ปต์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ ‘Siam Discovery – The Exploratorium’ กำเนิดไฮบริดรีเทลสโตร์แห่งแรกของไทย เปิดไตรมาส 2 ปี 2559

กรุงเทพฯ (23 กุมภาพันธ์ 2559) – บริษัท สยามพิวรรธน์  จำกัด เจ้าของและผู้บริหารโครงการที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ พาราไดซ์พาร์ค และเป็นหนึ่งในพันธมิตรเจ้าของ ‘ไอคอนสยาม’ อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต ประกาศวันนี้ว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวคอนเซ็ปต์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย เขย่าวงการค้าปลีกไทยครั้งประวัติศาสตร์ ที่ สยามดิสคัฟเวอรี่ โฉมใหม่ หลังพลิกเกมส์ครั้งยิ่งใหญ่ด้วยเงินลงทุน 4,000 ล้านบาท นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “สยาม  ดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ เป็นที่สุดของจุดหมายปลายทางในรูปแบบไฮบริดรีเทลแห่งแรกของประเทศไทย ที่ผสมผสานทั้งด้านสินค้าบริการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบไลฟ์สไตล์ล้ำยุค กับความสนใจในเรื่องนวัตกรรมด้านต่างๆ ของคนรุ่นใหม่ที่ปรารถนาการค้นพบจุดยืนที่แตกต่างของตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการร่วมมีประสบการณ์ที่แปลกใหม่กับผู้อื่น  ทั้งหมดนี้เราได้รวมไว้อยู่ในที่เดียวกันภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ผสมกลมกลืน เรากำลังสร้าง “ไลฟ์สไตล์สเปเชี่ยลตี้สโตร์” แห่งแรก ที่ซึ่งทุกมิติของการนำเสนอได้ถูกเนรมิตขึ้นให้“เข้าถึงใจ”ของลูกค้าให้มากที่สุด และให้เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน  ทั้งนี้เพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ สนุกสนานมีสีสัน รู้สึกเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งได้ เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าได้ครบถ้วนอย่างไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน” “เราต้องการให้ผู้คนรู้สึกตกหลุมรักกับประสบการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และรู้สึกว่าสยามดิสคัฟเวอรี่คือสถานที่ ที่พวกเขาสามารถมาค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งได้มาสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ  และสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการได้ทำกิจกรรมร่วมกับผู้คนที่มีความชื่นชอบในเรื่องราวที่เหมือนกัน บทบาทของสยามพิวรรธน์ในฐานะผู้ประกอบการวงการค้าปลีกได้พัฒนาขึ้นเป็นการบริหารจัดการประสบการณ์ อารมณ์และความปรารถนาของลูกค้าที่มาเยือนเป็นสำคัญ มากกว่าจะเป็นเพียงเรื่องของการบริหารจัดการสินค้าและบริการให้ครบวงจรเหมือนในอดีต” “มาเล่นสนุกด้วยกัน” มอบพลังอำนาจในการสร้างสรรค์สไตล์ของตัวเองให้กับคนรุ่นใหม่หัวใจแรง “สยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่จะเชิญชวนทุกคน ‘มาเล่นสนุกด้วยกัน’! โดยให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้สนุกสนานไปกับการทดลองสินค้าใหม่ๆ ไอเดียแปลกๆ สุดล้ำ การพบปะสังสรรค์รูปแบบใหม่ๆ ที่จะก่อให้เกิดความคิดและผลลัพธ์ที่สร้างสรรค์ไม่เฉพาะแก่ตนเองและกลุ่มเพื่อนเท่านั้น แต่เพี่อสังคมในด้านต่างๆ อีกด้วย ทุกคนสามารถปรับแต่ง พลิกแพลง และสร้างสินค้าที่ซื้อให้เป็นไปตามความต้องการและรสนิยมเฉพาะตัว บนพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร” “เรากำลังพลิกวิธีการค้าปลีกรูปแบบเดิมๆ ในอดีตให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยเป็นการจัดวางสินค้าตามประเภทและตามแบรนด์ ให้กลายเป็นการนำเสนอด้วยการผสมผสานหลายกลุ่มสินค้าตามเรื่องราวและความสนใจของผู้คน เพื่อความสะดวกสบายและความสนุกสนานในการค้นหา นับเป็นคอนเซ็ปต์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ที่บุกเบิกวงการ โดยมุ่งเน้นที่จะมอบพลังอำนาจความคิดสร้างสรรค์ให้กับลูกค้า ในการมิกซ์แอนด์แมตช์สินค้าจากหลากหลายแบรนด์และหลากหลายประเภท นี่คือสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทยและในสเกลที่ใหญ่ระดับนี้  ซึ่งเราคาดว่าจะช่วยทำให้รายได้ต่อตารางเมตรของสยามดิสคัฟเวอรี่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในระยะเวลา 1 ปี” นางชฎาทิพกล่าว สยามดิสคัฟเวอรี่เจาะกลุ่มเป้าหมายคนทุกเพศทุกวัยที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบคนรุ่นใหม่ (Millennial Generation) ซึ่งเป็นกลุ่มคนหัวใจมิลเลนเนียนมีความสำคัญยิ่งในยุคปัจจุบันและในโลกอนาคต นำเสนอสินค้าในทุกระดับราคาที่สามารถเข้าถึงได้ จำนวนกว่า 5,000 แบรนด์ แบ่งเป็น ประเภทสินค้าของใช้ในชีวิตประจำวันที่ตอบสนองทุกความต้องการ สินค้านำเทรนด์ที่ก้าวล้ำทุกกระแสโลก สินค้านวัตกรรมล่าสุดที่มีดีไซน์แปลกใหม่  สินค้าที่ผลิตสร้างสรรค์จากแนวคิดใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเพื่อความยั่งยืน (Sustainability) สินค้าในรูปแบบคอลลาโบเรชั่น ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างแบรนด์หรือองค์กรชื่อดังที่สร้างสรรค์ขึ้นมาโดยเฉพาะ และสินค้าลิมิเต็ดเอดิชั่น (Collaborative & Limited Collection)  จำหน่ายเฉพาะที่สยามดิสคัฟเวอรี่เท่านั้น นางชฎาทิพกล่าวว่า สยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ - ‘The Exploratorium’ จะเป็น Lifestyle Lab ที่เปรียบเสมือนสนามทดลองอันยิ่งใหญ่อันเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาค้นหา ทดลองไอเดียใหม่ๆ และผสมผสานสไตล์ที่มีอยู่อย่างหลากหลายรูปแบบในสยามดิสคัฟเวอรี่ เพื่อค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตนเองมากที่สุด พลังแห่ง Storytelling (การบอกเล่าเรื่องราว) ทุกสรรพสิ่งมีคุณค่าและเรื่องราวที่น่าค้นหา “ทุกสิ่งภายในสยามดิสคัฟเวอรี่รูปโฉมใหม่ ล้วนมีเรื่องราวที่มีคุณค่าและน่าสนใจ  บอกเล่าที่มาของแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ และจินตนาการในอนาคต  ไม่ว่าจะเป็นเกร็ดเล็กน้อยต่างๆ ที่เป็นเบื้องหลังการสร้างแบรนด์หรือนวัตกรรมน่าสนใจเกี่ยวกับสินค้า  นอกจากนี้ยังสร้างสรรค์เรื่องราว ตามเทรนด์และความสนใจของคนยุคมิลเลนเนียนผ่านรูปแบบของการนำเสนอสินค้าในพื้นที่ Discovery Lab  นอกจากนี้กระบวนการสื่อสารทางการตลาดและการจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในสยามดิสคัฟเวอรี่จะเข้าถึงใจเปรียบเสมือนเป็นเพื่อนสนิทของลูกค้าที่เชื้อเชิญให้มาร่วมสนุกกันอย่างเต็มที่  นับเป็น    กลยุทธ์การทำการตลาดในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน” นวัตกรรมล้ำสมัยมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง สยามดิสคัฟเวอรี่ เป็นผู้นำในการสร้างมาตรฐานใหม่ในวงการค้าปลีกมาต่อเนื่อง  และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ล้ำหน้า  ด้วยการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีของโลกยุคดิจิตอลมาผสมผสานกับบริการสุดพิเศษในพื้นที่ เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคล  และสื่อสารกับลูกค้าเปรียบเสมือนเพื่อนที่รู้ใจ  ที่พร้อมจะเชิญชวนให้ทุกคนทดลองไอเดียใหม่ๆ  พูดคุย  แนะนำ บอกเล่าเรื่องราว  เพื่อเติมเต็มความสนุกสนานในการมาเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้ สร้างสรรค์ อินเทอแรคทีพ คอมมูนิตี้ สังคมแห่งไอเดียของคนรุ่นใหม่ สยามดิสคัฟเวอรี่ จะเป็นศูนย์กลางแห่งการพบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ได้มาพูดคุย แบ่งปันประสบการณ์ Start Up เริ่มต้นแนวคิดสร้างธุรกิจ สร้างมิตรภาพ ก่อให้เกิดคอมมูนิตี้ของกลุ่มคนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักออกแบบ นักกีฬา นักสะสม นักอนุรักษ์นิยม และนักเดินทาง   รวมถึงกลุ่มคนที่มีจิตสาธารณะได้มาร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายรูปแบบอีกด้วย เสริมความแกร่งของประเทศไทยเจิดจรัสบนเวทีโลก นางชฎาทิพกล่าวว่า การบุกเบิกคอนเซ็ปต์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนครั้งนี้  นับเป็นการปฏิวัติวงการค้าปลีกครั้งยิ่งใหญ่ เป็นต้นแบบที่จะสร้างความสนุกและประสบการณ์ที่น่าประทับใจและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม เป็นการช่วยเสริมความแข็งแกร่งและตอกย้ำเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางการค้าปลีกของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และช่วยให้กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางของการช้อปปิ้งยอดนิยมของชาวโลก “ย่านสยามคือจุดหมายปลายทางด้านการช้อปปิ้งอันดับ 1 ของกรุงเทพฯ อยู่เสมอ เพราะเป็นแหล่งไทยสร้างสรรค์ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกที่มีพื้นที่รวมกันกว่า 2 ล้านตารางเมตร เพียบพร้อมด้วยที่สุดแห่งการช้อปปิ้ง อาหารการกิน งานศิลป์ เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ระดับโลก เป็นแหล่งวัฒนธรรมและการศึกษาที่มีความหลากหลายมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งแต่ละปีดึงดูดผู้คนเข้ามาท่องเที่ยวในย่านสยามแห่งนี้มากกว่า 160 ล้านครั้ง โดยสยามดิสคัฟเวอรี่จะเติมเต็มคุณค่าของย่านสยาม ด้วยการนำเสนอปรากฎการณ์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร ” นางชฎาทิพกล่าว ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับดีไซเนอร์ระดับโลก ‘เนนโดะ’ เนนโดะ (นายโอกิ ซาโตะ) ดีไซเนอร์ชั้นนำของโลกซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 ชาวญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับนับถือมากที่สุดโดยนิตยสารนิวส์วีค ได้เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะผู้มอบแรงบันดาลใจด้านคอนเซ็ปต์รูปแบบโดยรวม ของสยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ โดยเนนโดะมีบทบาทในฐานะหัวหน้าที่ปรึกษางานออกแบบอาคารและงานออกแบบตกแต่งภายใน ในขณะที่บริษัท เออร์เบิ้น อาร์คิเทค จำกัด รับหน้าที่ออกแบบสถาปัตยกรรมของโครงการสยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ เป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดของเนนโดะ และเป็นโครงการแรกของเนนโดะในประเทศไทย นางชฎาทิพกล่าวว่า “เราเชิญเนนโดะมาเป็นที่ปรึกษาเพื่อให้แนวทางที่สร้างแรงบันดาลใจการออกแบบให้กับสยามดิสคัฟเวอรี่ เนื่องจากสยามพิวรรธน์มองอนาคตด้วยมุมมองและวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ไม่ได้มองเพียงแค่ตอบรับศักยภาพของตลาดเมืองไทยเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะสยามพิวรรธน์มีอุดมการณ์ที่ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างสรรค์ประสบการณ์เหนือความคาดหมายให้แก่ลูกค้า ซึ่งมีทั้งคนไทย และลูกค้าที่มาจากทั่วทุกมุมโลก” “ตามกลยุทธ์การเติบโตของสยามพิวรรธน์ เรากำลังสร้างจุดหมายปลายทางที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย ซึ่งสามารถแข่งขันกับจุดหมายปลายทางอื่นที่เป็นสุดยอดของโลกได้ เพื่อช่วยสนับสนุนประเทศไทยให้กลายเป็นสวรรค์ด้านการค้าปลีกและเอ็นเตอร์เทนเม้นต์แถวหน้าของโลก” “ภายในปีแรก เราตั้งเป้าว่าจะมีผู้มาเยี่ยมเยือนและตกหลุมรักสยามดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่ เป็นจำนวนกว่า 100,000 คนต่อวัน ในจำนวนนั้นเป็นชาวไทย 65% และเป็นชาวต่างชาติ 35% มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่ใน ทุกเพศ ทุกวัย โดยเรามีสินค้าและบริการในทุกระดับราคาสำหรับทุกคน บนพื้นที่ (GFA) กว่า 40,000 ตารางเมตร ในอาคาร 8 ชั้น โดยสิ่งหนึ่งที่ผู้มาเยี่ยมเยือนสถานที่ของเราทุกคนมีเหมือนกันก็คือ มุมมองการใช้ชีวิตที่เป็นอิสระ และก้าวล้ำไปข้างหน้า ปฏิเสธที่จะใช้ชีวิตแบบเดิมๆหรือจำเจ  รวมทั้งมีความชื่นชอบหลงใหลในการสำรวจและทดลองสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา” นางชฎาทิพกล่าว สยามดิสคัฟเวอรี่ โฉมใหม่ เป็นอีกครั้งหนึ่งของการพลิกประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่สยามพิวรรธน์ทุ่มงบประมาณลงทุน 1,800 ล้านบาทพลิกโฉมสยามเซ็นเตอร์ ครั้งยิ่งใหญ่ให้เป็นเมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์เมื่อสามปีที่แล้วมา และประสบความสำเร็จเป็นปรากฏการณ์ที่เขย่าวงการ ซึ่งในครั้งนั้น ได้ปฏิวัติวงการค้าปลีกด้วยคอนเซ็ปต์แปลกใหม่ไม่เคยมีมาก่อน โดยร่วมทำงานกับบรรดาร้านค้าและเจ้าของแบรนด์ เพื่อมอบเอกลักษณ์ที่เป็นเอกภาพทั้งอาคาร โดยคอนเซ็ปต์ดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและกล่าวขวัญไปทั่วโลก ได้รับรางวัลระดับนานาชาติจำนวน 8 รางวัล รวมทั้งได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 5 ศูนย์การค้าที่ออกแบบดีที่สุดในโลก จากสมาคมชั้นนำของโลกทางด้านธุรกิจค้าปลีก คือ สมาคมศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (International Council of Shopping Centers – ICSC)
เจาะแนวคิด ‘Education Estate’ โดยกลุ่มเซนต์จอห์น “พัฒนาอสังหาฯ ไม่ทิ้งการศึกษา” กับมิกซ์ยูสโปรเจค “เดอะเซนต์ เรสิเดนเซส” ห้าแยกลาดพร้าว

เจาะแนวคิด ‘Education Estate’ โดยกลุ่มเซนต์จอห์น “พัฒนาอสังหาฯ ไม่ทิ้งการศึกษา” กับมิกซ์ยูสโปรเจค “เดอะเซนต์ เรสิเดนเซส” ห้าแยกลาดพร้าว

“ห้าแยกลาดพร้าว” เป็นทำเลศักยภาพที่นอกจากจะเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางแสนสะดวกสบายมีทั้งรถไฟฟ้า BTS  รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT  ทางพิเศษดอนเมืองโทลเวย์ และทางด่วนแล้วยังใกล้แหล่งช้อปปิ้งทันสมัย เป็นแหล่งรวมอาคารสำนักงานขนาดใหญ่และธุรกิจชั้นนำมากมาย ที่สำคัญใกล้สถานศึกษาที่มีชื่อเสียงทั้งภาครัฐและเอกชน แถมยังมีทุกระดับชั้นตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย ด้วยทำเลที่มีศักยภาพสูงและมีอนาคตไกล บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในเครือเซนต์จอห์น จึงได้ทำการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสรูปแบบใหม่บนพื้นที่เดิมของมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์นซึ่งเป็นทำเลดีที่สุดของห้าแยกลาดพร้าว โครงการที่ชื่อว่า “เดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส” (The Saint Residences) อย่างไรก็ตาม ดร.ชัยณรงค์  มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานกรรมการบริหาร ไกล บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในเครือเซนต์จอห์น ยืนยันว่ามหาวิทยาลัยเซนต์จอห์นยังคงอยู่ โรงเรียนก็ยังอยู่ แต่ที่เพิ่มขึ้นมาเป็นการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสที่มีการศึกษาเป็นศูนย์กลาง และเป็นการพัฒนาพื้นที่ในทำเลดีที่สุดของห้าแยกลาดพร้าวซึ่งกลุ่มเซนต์จอห์นถือครองอยู่ให้เต็มศักยภาพ ให้มีความคุ้มค่ามากที่สุด ดร.ชัยณรงค์  มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในเครือเซนต์จอห์น โดยทั่วไปโครงการมิกซ์ยูส มักจะเน้นไปที่การสร้างที่พักอาศัย  แหล่งช้อปปิ้ง และโรงแรม แต่ เดอะเซนต์ เรสิเดนเซส มีเรื่องใหม่ที่มิกซ์เข้ามาคือเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา ซึ่ง ดร.ชัยณรงค์  มนเทียรวิเชียรฉาย มองว่า “ชุมชนคุณภาพจะต้องมีเรื่องของการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นส่วนหนึ่งในสภาพแวดล้อมของชุมชนด้วย เรามั่นใจว่าการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยให้อยู่ใกล้สถานศึกษา หรือมีสถานศึกษาชั้นนำตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เป็นแนวทางสร้างคอมมูนิตี้หรือชุมชนที่ดีมีคุณภาพ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในการพัฒนาที่พักอาศัยในต่างประเทศ โครงการของเราจึงเป็นการพัฒนาที่ดินที่มีส่วนของที่พักอาศัย มอลล์ และสถานศึกษา เป็นมิกซ์ยูสโมเดลใหม่” ด้วยจุดแข็งของกลุ่มเซนต์จอห์นซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการศึกษาคุณภาพ มาพัฒนาเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์แลนด์แบงค์ที่มีอยู่ จึงกลายมาเป็นโครงการ เดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส (The Saint Residences) EDUCATION ESTATE ที่มีความแตกต่างจากโครงการอื่นๆ แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นโครงการมิกซ์ยูสภายใต้คอนเซป EDUCATION ESTATE แต่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด บริษัทในเครือเซนต์จอห์น ยืนยันว่ากลุ่มเป้าหมายคือคนที่มองเห็นโอกาสทางการลงทุน “โดยเฉพาะ กลุ่มพ่อแม่  ผู้ปกครอง  รวมถึงหนุ่มสาวยุคใหม่ที่กำลังเริ่มต้นชีวิตครอบครัว ต้องการที่พักอาศัยสำหรับอยู่กันทั้งครอบครัว  หรืออาจซื้อเพื่อให้ลูกอาศัย กรณีที่พ่อแม่เป็นคนต่างจังหวัด  เพราะโครงการอยู่ในทำเลที่ใกล้สถานศึกษาหลายแห่ง  และแน่นอน นักเรียน  นักศึกษาของเซนต์จอห์นก็รวมอยู่ในกลุ่มเป้าหมายด้วย  แต่เรายังมองกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นนักธุรกิจ  และคนทำงานออฟฟิศในย่านนี้ด้วย  เพราะบริเวณนี้ถือเป็นศูนย์รวมของหลายสิ่ง  ทั้งเป็นย่านธุรกิจใหม่  อยู่ใกล้โรงเรียนและสถานศึกษาชั้นนำมากมาย ใกล้มหาวิทยาลัย  และยังเดินทางไปทุกจดหมายได้สะดวกมาก  ไม่เสียเวลาเลย” ดร.ชัยณรงค์ กล่าวไว้อย่างน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม คุณภาพชีวิตก็เป็นสิ่งที่โครงการ เดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส (The Saint Residences) ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดย ต้น ๆ โดย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด มั่นใจว่า “คุณจะมีเวลามากพอในช่วงเช้าสำหรับการดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย  เพราะคุณสามารถตื่นแต่เช้าตรู่  เดินจากโครงการเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์จากพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของสวนสาธารณะใกล้ๆ  ทั้งสวนรถไฟ และสวนจตุจักร  จะขี่จักรยาน  จ๊อกกิ้ง  หรือออกกำลังกายในแบบที่ต้องการได้อย่างอิสระ  ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา  หลังจากนั้นจะเป็นเวลาสำหรับการทำงานหรือการเรียน ซึ่งใช้เวลาเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่สะดวกและใช้เวลาไม่นาน” ทั้งนี้การวางตำแหน่งของโครงการเดอะ เซนต์ เรสิเดนเซสไว้ในระดับพรีเมี่ยมที่ราคาดูเหมือนจะสูงในสายตาหลายๆ คน แต่ ดร.ชัยณรงค์  มนเทียรวิเชียรฉาย กลับมองว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะทราบดีว่าการลงทุนในคอนโดมิเนียมทำเลศักยภาพบริเวณนี้  ราคาโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่เท่าใด และแม้ห้าแยกลาดพร้าวจะไม่ใช่ใจกลางเมือง แต่เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่ใกล้เมืองมากที่สุด  และการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในบริเวณนี้ยังมีความชัดเจนและเริ่มดำเนินการไปแล้วก่อนเส้นทางอื่นๆ  โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-ลำลูกกา)  โดยก่อสร้างโครงการแล้วในช่วงสถานีที่ 1 ถึงสถานีที่ 5 คือห้าสถานีแยกลาดพร้าว ถึงสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าลูกค้าที่ซื้อโครงการเดอะเซนต์ เรสิเดนเซส จะได้ผลตอบแทนเชิงบวกจากการลงทุนอย่างแน่นอนไม่ว่าจะมองในระยะสั้นหรือระยะยาว เพราะฉะนั้น หากพิจารณาโดยภาพรวมแล้วโครงการเดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส จึงมีความคุ้มค่าในทุกมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อการอยู่อาศัยเองของครอบครัว อีกทั้งห้าแยกลาดพร้าวยังเป็นทำเลศักยภาพ แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกรายล้อม  มีพื้นที่สีเขียวของสวนสาธารณะมากพอ  เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัย  การอยู่อาศัยภายในโครงการ ดร.ชัยณรงค์  มนเทียรวิเชียรฉาย ก็ยืนยันว่า บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในเครือเซนต์จอห์น มีความตั้งใจสร้าง เดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส ให้เป็นสังคมคุณภาพ มีระดับ ให้ความเป็นส่วนตัวสูง  ปลอดภัย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อการใช้ชีวิตที่ทันสมัยของคนยุคใหม่  การอาศัยอยู่ที่นี่จะได้เวลาส่วนตัวเพิ่มขึ้นในทุกเช้าและช่วงเลิกงานหรือเลิกเรียน ไม่ต้องเร่งรีบเพื่อเสียเวลาไปกับการเดินทางมากเกินไปในแต่ละวัน และหากไม่ต้องการอยู่อาศัยเอง ก็สามารถปล่อยเช่าได้ง่ายด้วยทำเลที่สะดวกเดินทางไปทุกจุดหมายในกรุงเทพฯ ได้อย่างง่ายดาย   เดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส (The Saint Residences) โทรศัพท์ 081-554-7575 www.thesaint-residences.com / www.facebook.com/TheSaintResidences  
ซาวิลส์ วางเป้าโตพร้อมขยายธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มความร่วมมือทางธุรกิจใหม่

ซาวิลส์ วางเป้าโตพร้อมขยายธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มความร่วมมือทางธุรกิจใหม่

26 มกราคม 2559 - ซาวิลส์ บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ประกาศขยายเครือข่ายในประเทศไทย ล่าสุดฟอร์มความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกับบริษัท เน็กซัส พรอพเพอตี้ คอนซัลแทนท์ จำกัด ความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างซาวิลส์ และ เน็กซัส ถือเป็นครั้งแรกในวงการที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ที่ 2 บริษัทชั้นนำ ได้นำความสามารถระดับอินเตอร์เนชั่นแนล มาผสมผสานกับความเชี่ยวชาญของตลาดในประเทศไทย ซึ่งจะยังผลดีที่สุดแก่ลูกค้าของทั้ง 2 บริษัท ที่จะได้รับบริการ และคำปรึกษาอย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น โดยในระดับกลุ่มลูกค้าต่างชาติจะได้รับคำปรึกษาที่ดีในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และสำหรับลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนไทยก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะสนใจจะไปลงทุนในต่างประเทศอีกด้วย ความร่วมมือในครั้งนี้ ทำให้ซาวิลส์แข็งแกร่งขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย และในขณะเดียวกันก็สามารถกล่าวได้ว่าสามารถสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน ซาวิลส์มี 59 ออฟฟิตใน 17 ประเทศ ในเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรเบิร์ท คอลลินส์  ซีอีโอ บริษัท ซาวิลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราพิจารณาเห็นประเทศไทยมีการเติบโตของธุรกิจที่ดีมาก โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเน็กซัสก็มีความชำนาญกับตลาดในประเทศไทยเป็นอย่างดี ทำให้ผมมั่นใจได้ว่าการร่วมมือกับเน็กซัสในครั้งนี้จะส่งให้ซาวิลส์แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งผลดีจะตกอยู่ที่ลูกค้าของเรา เพราะเราจะสามารถให้คำปรึกษา และบริการที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้นนั่นเอง” สำหรับ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอตี้ คอนซัลแทนท์ จำกัด เป็นบริษัทที่ปรึกษาทางด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำซึ่งเคยเป็นสมาชิกหนึ่งของ คุชแมน แอนด์ เวคฟิลด์ ที่มีประสบการณ์ที่ยาวนานและน่าเชื่อถือทั้งในด้านที่ปรึกษาการตลาดและการขายอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการประเมินราคาและที่ปรึกษาการลงทุน  นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการบริหาร กล่าวว่า “ซาวิลส์เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกที่เติบโตในเอเชียแปซิฟิค และมีฐานลูกค้าระดับอินเตอร์เนชั่นแนลมากมาย การได้ร่วมงานกับซาวิลส์ในครั้งนี้ทำให้เน็กซัสสามารถให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน” คริสโตเฟอร์ แมริออท  ซีอีโอ ซาวิลส์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ฟอร์มทีมร่วมงานกับเน็กซัส ซึ่งความร่วมมือกันในครั้งนี้ เป็นกลยุทธ์การขยายตลาดในประเทศไทย เราเล็งเห็นถึงความโดดเด่นของเน็กซัส ทั้งผลงานด้านการวิจัยตลาดอสังหาริมทรัพย์ การประเมิน และศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ และการทำงานด้านที่ปรึกษาด้านการตลาดและการขายโครงการ ทำให้เรามั่นใจในความร่วมมือในครั้งนี้เป็นอย่างมาก”
มั่นคงฯ รุกตลาดอสังหาฯแนวราบต่อเนื่อง คาดการณ์รายได้โต 60% หลังปรับภาพลักษณ์ ตั้งเป้ารายได้ 4,100 ล้านบาทในปี’59

มั่นคงฯ รุกตลาดอสังหาฯแนวราบต่อเนื่อง คาดการณ์รายได้โต 60% หลังปรับภาพลักษณ์ ตั้งเป้ารายได้ 4,100 ล้านบาทในปี’59

มั่นคงโชว์ผลงานปี 58 ภายใต้การปรับภาพลักษณ์ใหม่ สร้างยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คาดการณ์รายได้ 3,800 ล้านบาท พร้อมลุยต่อตลาดแนวราบ ตั้งเป้ารายได้ 4,100 ล้านบาท ปี’59ชูไฮไลท์บ้านแบรนด์ “ชวนชื่น แกรนด์” ระดับราคา 8-10 ล้านบาท และส่งทาวน์เฮ้าส์และบ้านแฝดระดับราคา 2-4 ล้านบาทลงทำเลทองที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ รวมมูลค่าโครงการใหม่กว่า 3,200 ล้านบาท เผยกลยุทธ์ก้าวอย่างมั่นคงและเติบโตยั่งยืน มุ่งสร้างแบรนด์ พัฒนาโปรดักส์และซีอาร์เอ็มมัดใจลูกค้าเก่า-ใหม่ เตรียมดันรายได้ธุรกิจอสังหาฯเพื่อเช่าและบริการโตเพิ่ม พร้อมปูกลยุทธ์มุ่งปรับสัดส่วนรายได้ธุรกิจอสังหาฯเพื่อการขายและธุรกิจเพื่อให้เช่าและการบริการ 50:50 ในอีก 5 ปีข้างหน้า นายสุเทพ วงศ์วรเศรษฐ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK เปิดเผยว่า “ในปี 2558 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการสร้างยอดขายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 2,500 ล้านบาท เนื่องจากมีการปรับภาพลักษณ์ใหม่ รุกแคมเปญการขาย และมาตรการรัฐในไตรมาส 4 ดันคาดการณ์รายได้ 3,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการขายที่ประสบความสำเร็จของโครงการคอนโดมิเนียมออกัสที่ขายและโอนได้100% ผนวกการขายที่ดินเพื่อปรับพอร์ตโครงการของมั่นคง ทั้งนี้ มั่นคงใช้กลยุทธ์การปรับภาพลักษณ์ใหม่ของภายใต้แนวคิดหลักคือ “เราสร้างบ้านที่มีแต่ความสุข ให้ทุกคนได้อยู่ร่วมกัน (We Build A Place of Family Togetherness) เพราะบ้านคือศูนย์กลางของครอบครัว เป็นที่สำหรับทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด และมีแต่ความอบอุ่น ซึ่งวัตถุประสงค์ของการปรับภาพลักษณ์ครั้งนี้สอดคล้องกับการปรับวิสัยทัศน์ใหม่ของบริษัทในการมุ่งเป็นแบรนด์บ้านที่เป็นทางเลือกที่ดี คุ้มค่าคุ้มราคา มีความน่าเชื่อถือและตรงกับความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน พร้อมมีการปรับดีไซน์บ้านให้มีความร่วมสมัย ตลอดจนเติมความมีชีวิตชีวาให้กับภูมิทัศน์ของแต่ละโครงการของบริษัทภายใต้คอนเซ็บต์การปรับภาพลักษณ์ใหม่ทั้งหมด” “ในปี 2558 คาดการณ์รายได้เติบโตที่ 60% จากปี 2557 และในปี 2559 นับเป็นการเริ่มก้าวสำคัญของมั่นคงโฉมใหม่ ซึ่งได้วางกลยุทธ์การเติบโตด้วยแผนรุกทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและการบริการ โดยตั้งเป้าผลักดันทั้งสองธุรกิจมีสัดส่วนรายได้ 50:50 ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายจะรุกตลาดแนวราบเป็นหลัก และมุ่งเน้นพัฒนาระดับโครงการที่เรามีความเชี่ยวชาญ และบริหารสัดส่วนรายได้อสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายให้อยู่ระดับการเติบโตประมาณ 15% ต่อปี สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและการบริการนั้นคาดจะเริ่มมีการรับรู้รายได้จากโครงการพัฒนาคลังสินค้าและโรงงานให้เช่า ในเขตปลอดอากรเเละเขตทั่วไป (บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด) และมีแผนการพัฒนาโครงการพาร์ค คอร์ท (Park Court) ซึ่งเป็นอพาร์ทเม้นท์เจาะตลาดบนและกลุ่มต่างชาติ ที่จะเข้ามาเพิ่มรายได้ระยะยาว โดยเราตั้งเป้ารายได้ 4,100 ล้านบาทภายในปี 2559” นายสุเทพกล่าวเสริม นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนพัฒนาโครงการของบริษัทในปี 2559 นี้ว่า “บริษัทเตรียมส่งโครงการบ้านคุณภาพทั้งหมด 5 โครงการ มูลค่ากว่า 3,200 ล้านบาท ด้วยการส่งโครงการบ้านเดี่ยวระดับกลางบน แบรนด์ “ชวนชื่น แกรนด์” คือ โครงการชวนชื่น แกรนด์ ราชพฤกษ์ ราคา 8-10 ล้านบาท จำนวน 110 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท และ โครงการชวนชื่น แกรนด์  เอกชัย-บางบอน 4 ราคา 8-10 ล้านบาท จำนวน 91 ยูนิต มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท โดยทั้งสองโครงการนี้จะเปิดตัวภายในไตรมาส 2/59 และหลังจากนั้นในช่วงไตรมาส 4/59 บริษัทฯจะเปิดตัวโครงการทาวน์เฮ้าส์ระดับราคา 2 ล้านบาท จำนวน 2 โครงการ มูลค่าโครงการละ 500 ล้านบาท บริเวณกรุงเทพโซนตะวันตก และบ้านแฝดระดับราคา 4-5 ล้าน จำนวน 100 ยูนิต รวมมูลค่าโครงการ 500 ล้าน” “กลยุทธ์ทางด้านการพัฒนาโครงการแนวราบนั้น จะยังคงพิจารณาในพื้นที่ทำเลทองที่อยู่ใกล้กับระบบขนส่งมวลชน เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย และจะพัฒนาโครงการ 40% บนแลนด์แบงค์เพื่อเป็นการจัดการต้นทุน นอกจากนั้น ยังมีการลงทุนอีก 1,000 ล้านบาทเพื่อที่จะซื้อที่ดินในการพัฒนาโครงการเพิ่มสำหรับภายในปี 2559-2560 ทั้งนี้ ตอนนี้มี backlog อยู่ที่ 500 ล้านบาท คาดว่าจะหมดภายในปีนี้ ที่บริษัทรุกตลาดแนวราบเนื่องจากเป็นตลาดที่มีการเติบโตต่อเนื่องและเป็นตลาดที่เรามีความเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น ตลาดบ้านที่ซื้อขายได้ในระดับราคา 2-4.9 ล้านบาท ตลาดกลางระดับราคา 5-7 ล้านบาท และระดับกลางบนระดับราคา 8-10 ล้าน นอกจากนั้นยังมีอานิสงค์ของการขยายตัวของรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย เมืองมีการขยายตัวและการเดินทางไปที่ต่างๆ มีความสะดวกขึ้น” นายวรสิทธิ์ กล่าวสรุป
The Urban Property สรุปภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปี 58 มั่นใจตลาดพัทยายังไปได้สวย ไม่หวั่นกระแสเศรษฐกิจ

The Urban Property สรุปภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปี 58 มั่นใจตลาดพัทยายังไปได้สวย ไม่หวั่นกระแสเศรษฐกิจ

The Urban Property (ดิ เออเบิ้ล พร็อพเพอร์ตี้) ผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพัทยา สรุปภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีที่ผ่านมา มั่นใจตลาดพัทยายังไปได้สวย ไม่หวั่นกระแสเศรษฐกิจ ยึดเป็นผู้ประกอบการที่ดำเนินการก่อสร้าง และสร้างเสร็จตามกำหนดเวลาทุกโครงการ นายสมภพ วาณิชเสนี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิเออเบิ้ล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า “บริษัทยังคงมั่นใจพื้นที่พัทยา ไม่หวั่นแม้ปัญหาลูกค้ารัสเซียหายไป เพราะได้ลูกค้าคนไทยเข้ามาแทน สำหรับปี 58 เป็นปีที่โครงการเปิดใหม่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เป็นเพราะนักท่องเที่ยวชาวรัสเสียที่หายไป     จากปัญหาค่าเงินรูเบิล แต่ในส่วนของโครงการที่เปิดขายมาก่อนหน้านี้ ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากเป็นโครงการที่มาสร้างเสร็จในปี 58 โดยกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาแทนที่กลับเป็นคนไทยที่มองเห็นโอกาส และชื่นชอบภาพลักษณ์เมืองแห่งการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นของพัทยา ซึ่งสาเหตุหลักที่ลูกค้าชาวไทยเข้ามาซื้อเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ และสามารถกู้ธนาคารได้เลย” ความคืบหน้าโดยเฉพาะในพัทยานั้น ปัจจุบัน The Urban Property มีโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องทั้งหมด 3 โครงการ ในปี2558 โครงการ Acqua สร้างเสร็จสมบูรณ์ และโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้าเกือบ100%แล้ว ส่วนโครงการที่กำลังก่อสร้างได้แก่ Aeras คอนโดมิเนียมหรูริมหาดจอมเทียน ซึ่งมียอดขายกว่า 60% พร้อมส่งมอบกลางปี 2560 และโครงการ The Urban Attitude Pattaya คอนโดมิเนียมใจกลางเมืองพัทยา ที่มียอดขายกว่า55% พร้อมส่งมอบให้ลูกค้าปลายปี 2559 ส่วนในกรุงเทพ ดิ เออเบิ้ล พร็อพเพอร์ตี้ ยังคงมุ่งหน้าพัฒนาคอนโดมิเนียมในย่านแบริ่ง ต่อเนื่องจากความสำเร็จและการตอบรับเป็นอย่างดีของ The Gallery Condominium สุขุมวิท 107 “สูงที่สุดในแบริ่ง” ที่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้วกว่า 95% จึงเดินหน้ากับโครงการ  The Urban Attitude Bearing 14  เพื่อทางเลือกของชีวิตเมืองกับทำเลที่มีศักยภาพ เชื่อมต่อเข้าใจกลางเมืองอย่างสะดวกสบายด้วย BTS และทางด่วน ใกล้สนามบิน โรงเรียนนานาชาติ และยังเป็นประตูสู่ภาคตะวันออก “จากยอดการโอนกว่า 1,000 ล้านบาท พร้อมยอดขายกว่า 600 ล้านบาทของปี 2558 จึงมั่นใจได้ว่าปี 2559 นี้ The Urban Property พร้อมมุ่งไปข้างหน้า เพื่อรองรับการเปิดตัวของเออีซี สานต่อความสำเร็จ และยังจะมีโครงการใหม่ๆ ในทำเลคุณภาพ ทั้งในกรุงเทพ โซนพหลโยธิน และพัทยา  พร้อมเป็นทางเลือกให้ลูกค้าอีกอย่างแน่นอน” นายสมภพกล่าวสรุป
เปิดมิติใหม่ Smart Eco Smart Care เพิ่มคุณภาพบ้านจัดสรรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนนำร่องกับบ้านแนวราบให้ความสำคัญการต่อยอดพัฒนาสินค้าเสริมกลยุทธ์ผนวกพันธมิตรเพื่อลูกค้า

เปิดมิติใหม่ Smart Eco Smart Care เพิ่มคุณภาพบ้านจัดสรรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนนำร่องกับบ้านแนวราบให้ความสำคัญการต่อยอดพัฒนาสินค้าเสริมกลยุทธ์ผนวกพันธมิตรเพื่อลูกค้า

เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง ก้าวเข้าสู่ปีที่ 22 ดำเนินงานมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นหลักด้วยนิยาม “ เอ็น.ซี. รู้จักบ้าน รู้ใจคุณ ” ตอบโจทย์ทุกความต้องการมีการพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพ และมุ่งเน้นการบริการที่ดีเยี่ยมให้แก่ลูกค้า โดยการทำงานอย่างมืออาชีพ ตลอดระยะเวลา เอ็น.ซี.ได้มีการพัฒนา ศึกษาและนำนวัตกรรมใหม่เพื่อการอยู่อาศัยมาใช้กับสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคได้สินค้าที่ดีมีคุณค่า และมีคุณภาพนำนวัตกรรมเพื่อที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคมมาใช้พัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการเลือกนวัตกรรมที่เหมาะสม และดีที่สุดสำหรับลูกบ้านทุกเพศ ทุกวัยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Universal Design และการออกแบบบ้านเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัย ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การสร้างสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น โดยได้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีจากเอสซีจี ทั้งด้านการประหยัดพลังงานและการเตรียมที่อยู่อาศัยให้มีความปลอดภัยและสะดวกสบายสำหรับผู้สูงอายุ มาตอบโจทย์บ้านสำหรับผู้บริโภคในยุคปัจจุบันและอนาคต สมนึก ตันฑเทอดธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บมจ. เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง กล่าวถึง “ เทรนด์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2559 เป็นการผสมผสาน ความสะดวกสบายให้กับ ครอบครัวทุกวัย เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย อย่างยั่งยืน รองรับครอบครัวในสังคมไทยให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขด้วยเทคโนโลยี ตอบโจทย์ ของทุกความต้องการ ทุกวัย ที่อาศัยในครอบครัวเดียวกัน และแนวคิดนี้ จะเชื่อมความผูกพันของครอบครัวไทย ได้อย่างสมดุลย์ พร้อมตอบโจทย์ความสุขในบ้าน สังคมผู้สูงอายุ แนวคิดการพัฒนาสินค้าของ เอ็น.ซี. จึงนำเรื่องการดูแลสุขภาพของทุกวัยในครอบครัวไทยเป็นสำคัญคือ Smart Care ที่นำการออกแบบ และระบบพร้อมเทคโนโลยีมาใช้ โดยทางด้านนวัตกรรมที่เหมาะสำหรับผู้สูงวัย ได้นำเทคโนโลยีจาก SCG Eldercare Solution มาใช้ อาทิ ห้องน้ำสำหรับผู้สูงวัยที่ออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการใช้สอย ระบบพื้นลดแรงกระแทก (Shock Absorption Floor) ที่ช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บหากผู้สูงอายุหกล้มกระแทกพื้น นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบบริเวณรอบบ้านเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ สามารถเดินได้ทั่วบริเวณบ้าน อย่างปลอดภัยอีกด้วย ทางด้านนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Smart Eco เอ็น.ซี.ได้นำนวัตกรรมระบบ Active AIRflow™ จาก SCG มาใช้กับบ้านในโครงการใหม่ ริมสนามกอล์ฟ Home On Green ซึ่งเป็นระบบที่จะช่วยถ่ายเทอากาศและระบายความร้อนออกจากตัวบ้านและโถงหลังคาแบบอัตโนมัติ ควบคุมและแสดงผลผ่าน Smart Mobile Application โดยระบบนี้ใช้พลังงานสะอาดจาก Solar Cell เป็นพลังงานหลักในการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบและเลือกใช้วัสดุก่อสร้างบ้านที่เหมาะสม ได้แก่ การใช้ผนังอิฐมวลเบาและการติดตั้งฉนวนใยแก้วกันความร้อนบนฝ้าเพดาน เพื่อสร้างกลไกการหน่วงนำความร้อนเข้าสู่ภายในตัวบ้าน พร้อมทั้งการออกแบบ Green Landscape ให้มีความร่มรื่นรอบตัวบ้าน ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดสภาวะสบายในการอยู่อาศัย อากาศสดชื่น ไม่อบอ้าว อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานจากการใช้เครื่องปรับอากาศลงได้ คุณสมนึกกล่าวเพิ่มเติมว่า เอ็น.ซี.ไม่เคยหยุดยั้งในการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อที่อยู่อาศัยมาพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้อยู่อาศัยดียิ่งขึ้น สะดวกสบาย และปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เราหวังว่าลูกค้าจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อการอยู่อาศัยที่เราอยากเห็น “ ชุมชม สังคม เปี่ยมสุข ”
สวนลุมไน้ท์บาซาร์ รัชดา เปิดใหม่ พร้อมรับลูกค้ากว่า 35,000 คนต่อวัน หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งเป้ารายได้ปี 2559 กว่า450 ล้านบาท

สวนลุมไน้ท์บาซาร์ รัชดา เปิดใหม่ พร้อมรับลูกค้ากว่า 35,000 คนต่อวัน หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งเป้ารายได้ปี 2559 กว่า450 ล้านบาท

21 ธันวาคม 2558 - สวนลุมไน้ท์บาซาร์ รัชดาภิเษก กลับมาเปิดบริการอีกครั้งอย่างเต็มรูปแบบ            ทุ่มงบประมาณการลงทุนกว่า 3, 600 ล้านบาท เพื่อปรับโฉมพื้นที่กว่า 120,000 ตารางเมตรให้เป็น    “แหล่งคิด แหล่งขาย ตอบสนองความต้องการตามไลฟ์สไตล์คนเมือง”  พร้อมทั้งยังมีการขยาย และปรับเพิ่มรูปแบบการบริการที่มากขึ้น ครบวงจรขึ้น แต่ยังคงบรรยากาศเดิมๆ ของสวนลุมไน้ท์บาซาร์ บนพื้นที่ทำเลศักยภาพ สะดวกต่อการเดินทาง ติดกับรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ทั้งสถานีลาดพร้าว และสถานีรัชดาภิเษก ที่พร้อมเชื่อมต่อกับใจกลางเมือง โดยสวมลุมไน้ท์บาซาร์ รัชดาภิเษก ได้มีการปรับรูปแบบเพิ่มเติมในส่วนของ โรงแรม ศูนย์แสดงสินค้า โรงละคร ฟิตเนสเซ็นเตอร์ สวนน้ำ บ็อกซิ่งยิม  ร้านอาหาร ภัตตาคารอาหารนานาชาติ และโชว์รูมรถซุปเปอร์คาร์ นายไพโรจน์   ทุ่งทอง ประธานบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงค์ค็อกไนท์บาซาร์ จำกัด กล่าวว่า “การได้เปิดสวนลุมไน้ท์บาซาร์เพื่อให้บริการลูกค้าอีกครั้ง เป็นเรื่องที่น่ายินดี ทีมงานบริหารทุกคน กลับมาร่วมกันทำงาน และตั้งเป้ามอบโครงการสวนลุมไน้ท์บาซาร์ แห่งนี้ให้กลับมาคึกคัก สร้างความบันเทิงให้กับลูกค้า ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยตั้งเป้าลูกค้าเข้าใช้บริการวันละอย่างน้อย 35,000 คนต่อวัน ประกอบด้วยลูกค้าของโรงแรม และกลุ่มลูกค้าที่พักอาศัยอยู่ในโซน รัชดา-ลาดพร้าวนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ตลอดจนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการณ์รายใหม่ที่มีเงินลงทุนไม่มากได้มีโอกาสเริ่มธุรกิจการค้า และพัฒนาผู้ประกอบการณ์รายใหญ่ให้ก้าวไปสู่อีกมาตรฐานของการค้า การบริการระดับประเทศ และระดับภูมิภาคต่อไป โดยในปี 2559 เราตั้งเป้าราย ได้ไว้ทั้งสิ้น  450 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจหลักของเราคือ พื้นที่ร้านค้าให้เช่า และช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ราว 50% และจากธุรกิจอื่นๆ อีก 50% สำหรับศักยภาพของพื้นที่เราเล็งเห็นว่า ถนนรัชดาภิเษกตัดลาดพร้าวนั้น เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสทางธุรกิจที่ดี เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน ใกล้แหล่งชุมชน มีประชากรอาศัยหนาแน่น ทั้งโซนลาดพร้าว รัชดาภิเษก วิภาวดี ดินแดง มีบ้านเดี่ยว หมู่บ้านจัดสรร และโครงการที่อยู่อาศัยกว่าหนึ่งแสนยูนิต อีกทั้งยังเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อมาก” โครงการสวนลุมไน้ท์บาซาร์ประกอบไปด้วย พื้นที่ร้านค้า ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ และ วอร์คกิ้งสตรีท จำนวน 1,800 ร้านค้าซึ่งสินค้าประกอบไปด้วย ทั้งสินค้าโอท้อป งานศิลปหัตถกรรม เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย สินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ และเพิ่มในส่วนของสินค้าอาหาร ของฝาก ของนำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจุบันมีจำนวนผู้เช่าทั้งหมด90% และสำหรับ 10% ที่เหลือเป็นส่วนที่เราตั้งเป้าว่าจะเป็นร้านค้าที่มีความน่าสนใจเป็นพิเศษที่จะเข้ามาเป็นไฮท์ไลท์สำคัญ เพื่อช่วยในการดึงดูดคนเข้ามาที่โครงการมากขึ้น และเพิ่มกลุ่มฐานลูกค้าใหม่ให้กับโครงการ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่   ส่วนโรงแรมระดับ 4 ดาว จำนวน 800 ห้อง พื้นที่จัดแสดงสินค้ากว่า 5,000 ตร.ม. โรงละครเมจิกคาบาเร่ ที่เป็นการนำเอาความพิเศษของการแสดงคาบาเร่โชว์ มารวมกับการแสดงมายากล  รวมถึงศูนย์ออก      กำลังกายพื้นที่กว่า 1,300 ตร. ม. ในอนาคตสามารถขยายเพิ่มได้ถึง 2,500 ตร.ม. พร้อมเปิดให้บริการ ตลอด 24 ชม. และบ็อกซิ่งยิม ที่ได้รับเกียรติจากคุณเขาทราย แกแล็คซี่ มาดูแลการสอน และออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกาย การต่อยมวยที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ ส่วนสุดท้ายคือสวนน้ำขนาดใหญ่  บนดาดฟ้าของโครงการ เพื่อรองรับฐานลูกค้ากลุ่มครอบครัว และที่จอดรถกว่า 1,200 คัน “ทางด้านกิจกรรมทางการตลาดและส่งเสริมการขาย เราจะคัดเลือกกิจกรรมที่มีความแปลกใหม่น่าสนใจ และกำลังอยู่ในกระแสความนิยมมาสลับสับเปลี่ยนทุกสัปดาห์ รวมตลอดปี 52 อีเว้นท์ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ของการท่องเที่ยวสวนลุมไน้ท์บาซาร์ในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น โดยพื้นที่อาคารเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 น. และพื้นที่โซนวอล์คกิ้งสตรีทเปิดให้บริการเวลา 16.00 น. – 24.00 น.” นายไพโรจน์ กล่าวสรุป
‘โชว์ ดีซี’ รุกหนักวงการค้าปลีก เตรียมเปิด “โอเอซิส เอาท์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต” รับคริสมาสต์ปีใหม่ ปั้นเป็นแหล่งแฮงค์เอาท์สุดฮิปใหม่

‘โชว์ ดีซี’ รุกหนักวงการค้าปลีก เตรียมเปิด “โอเอซิส เอาท์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต” รับคริสมาสต์ปีใหม่ ปั้นเป็นแหล่งแฮงค์เอาท์สุดฮิปใหม่

 ‘โชว์ ดีซี’ รุกหนักวงการค้าปลีก เตรียมเปิด “โอเอซิส เอาท์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต” รับคริสมาสต์ปีใหม่ ปั้นเป็นแหล่งแฮงค์เอาท์สุดฮิปใหม่ พื้นที่ 14 ไร่บนทำเลทองจตุรทิศ - พระราม 9 ด้วยจุดขายแตกต่าง “ที่จัดการแสดงกลางแจ้งเยี่ยม” และ “ตลาดคอนเทนเนอร์แนวอีโค โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ยอด” กรุงเทพฯ (3 ธ.ค. 58)  –  วันนี้ บจ. โชว์ ดีซี คอร์ป (ผู้พัฒนา ‘โชว์ ดีซี’ ศูนย์การค้าและเอ็นเตอร์เทนเมนต์หรูครบวงจรแห่งแรกของไทย ใจกลางกรุงเทพฯ ย่านพระราม 9) แถลงเปิดตัว “โอเอซิส – เอาท์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต” (Oasis Outdoor Arena & Creative Market) แหล่งแฮงค์เอาท์สุดฮิปแห่งใหม่ใจกลางเมือง ย่านทำเลทองธุรกิจจตุรทิศ - พระราม 9 บนพื้นที่ 14 ไร่ (ติดกับศูนย์การค้าโชว์ ดีซี) ด้วยจุดขายแตกต่างคือ “เอาท์ดอร์ อารีน่าที่จัดการแสดงกลางแจ้งยอดเยี่ยม” และ “ครีเอทีฟ มาร์เก็ต ตลาดคอนเทนเนอร์ แนวทาง ‘อีโค โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์’ สุดยอด” รวมมูลค่าโครงการกว่า 1,100 ล้านบาท เพื่อเติมเต็มช่องว่างในตลาดค้าปลีกไทย   ด้วยทางเลือกและไลฟ์สไตล์หลากหลายเป็นหนึ่งในที่เดียว คือ เพลิดเพลินกับไลฟ์สไตล์เอาท์ดอร์ที่ “โอเอซิส”   ที่พร้อมเปิดให้บริการในวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2558 นี้ และเตรียมเพลิดเพลินกับไลฟ์สไตล์อินดอร์ ณ “ห้างโชว์ ดีซี” ที่พร้อมเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายน 2559 โชว์ ดีซีประกาศศักดาในวงการค้าปลีกไทยอย่างยิ่งใหญ่ ประเดิมเปิด “เอาท์ดอร์ อารีน่า ของโอเอซิส” ด้วยสุดยอดการแสดงโดยนักร้องหนุ่มเกาหลี ‘Rain’ ผู้โด่งดังระดับโลก และ 6 หนุ่มวง ‘Beast’ ขวัญใจสาวกเกาหลี ที่จะมาสร้างปรากฏการณ์เฉลิมฉลองคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างยิ่งใหญ่อลังการ ในงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟ งาน “โชว์ ดีซี ไทยแลนด์ เคาท์ดาวน์ 2016” ณ โอเอซิส เอาท์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต เท่านั้น ในโอกาสนี้ นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ผู้บริหารโอเอซิส เอาท์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต และประธาน บริษัท โชว์ ดีซี คอร์ป จำกัด เป็นผู้แถลงรายละเอียด พร้อมด้วยพระเอกหนุ่มนักธุรกิจ “บอย – ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์” ร่วมให้ข้อมูลและแสดงวิสัยทัศน์ด้านโอกาสทางธุรกิจของพื้นที่จัดงานแบบเอาท์ดอร์ และครีเอทีฟ มาร์เก็ต แนวคิด อีโค โซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ รวมถึงการนำตู้คอนเทนเนอร์กลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมี “พีเค – ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร”  รับหน้าที่พิธีกรของงานแถลงข่าวซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ กล่าวว่า “เราได้เตรียมงบลงทุนกว่า 1,100 ล้านบาท ในการสร้างสรรค์ ‘โอเอซิส – เอาท์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต’ มีจุดเด่น 2 ประการสำคัญ คือ โอเอซิส เอาท์ดอร์ อารีน่า ซึ่งเป็นพื้นที่จัดการแสดงในรูปแบบเอาท์ดอร์หรือกลางแจ้งที่มีความพรั่งพร้อมในทุกๆ ระบบ ทำให้สามารถรองรับ การจัดการรูปแบบเอาท์ดอร์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ต โชว์พิเศษ หรือเทศกาลพิเศษต่างๆ ด้วยพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร สามารถรองรับผู้ชมได้ถึง 30,000 คน พร้อมที่จอดรถยนต์และรถตู้มากถึง 1,200 คัน และรถบัสถึง 100 คัน จึงสะดวกทั้งสำหรับผู้จัดงานและผู้ชมหรือผู้เข้าร่วมงาน นอกจากนี้ โอเอซิส ยังมีในส่วนของครีเอทีฟ มาร์เก็ต ซึ่งเป็นตลาดที่นำตู้คอนเทนเนอร์กลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์และสวยงาม ภายใต้แนวคิดในการดำเนินธุรกิจแบบ ‘อีโค โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์’ (Eco Social Enterprise) ที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ของผู้ประกอบการ ผู้เช่าร้าน ผู้ค้าขายในโอเอซิสของเรา รวมไปถึงชุมชนและสังคมแวดล้อม และสิ่งแวดล้อม มิใช่หวังเพียงผลประโยชน์ทางการค้าของผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว” “นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกของวงการค้าปลีกไทยที่ได้มีการผสมผสานประสบการณ์ ‘เอาท์ดอร์’ และ ‘อินดอร์’ ไว้อย่างครบครันในพื้นที่เดียว โอเอซิสจะเป็นส่วนเติมเต็มไลฟ์สไตล์เอาท์ดอร์ของ คนเมืองและศูนย์การค้า ‘โชว์ ดีซี’ ที่พร้อมเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายน 2559 จะมาเติมเต็มไลฟ์-สไตล์แบบอินดอร์ นั่นก็คือ โอเอซิสจะเป็นแหล่งแฮงค์เอาท์สุดฮิปสำหรับทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มครอบครัว คนรักสัตว์ คนรักสุขภาพ คนรักการช้อปปิ้ง คนรักการทานอาหาร คนรักอาร์ต คนรักการชมคอนเสิร์ต/ชมโชว์ - การแสดงพิเศษ รวมถึงคนที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศหาที่ผ่อนคลายพักผ่อนหย่อนใจใหม่ๆ เพราะร้านค้า ความบันเทิง สิ่งอำนวยความสะดวกที่โอเอซิสมีพรั่งพร้อม อาทิ ‘Food & Fruit Truck’ ร้านผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ร้านอาหารและของหวาน ร้านสำหรับสัตว์เลี้ยง ร้านผลิตภัณฑ์อีโค รวมถึงพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ ขณะที่ ศูนย์การค้า ‘โชว์ ดีซี’ ที่พร้อมเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายน 2559 จะมาเติมเต็มไลฟ์สไตล์แบบอินดอร์ ด้วยสุดยอดประสบการณ์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ การช้อปปิ้ง การรับประทาน ในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในเมืองไทย อาทิ K-Town เมืองเกาหลีใหญ่ที่สุดในโลก ไทยแฟนตาซี ‘หิมพานต์ อวตาร’ เอเชียนฟู้ดสตรีท สปอร์ตอารีนา และศูนย์การประชุมและการแสดง นอกจากนี้ ‘YG Entertainment’ ค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่ของเกาหลียังได้จับจองพื้นที่บนชั้นดาดฟ้า เพื่อเตรียมเปิดเอ็นเตอร์เทนเมนต์ พาร์ค สไตล์ ‘K-Pop’ ให้ทุกคนได้พักผ่อนและเพลิดเพลินไปกับคลับสุดฮิปอีกด้วย” นายชยดิฐ กล่าว “เรามุ่งมั่นเป็นตัวอย่างด้านการดำเนินธุรกิจที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้ประกอบการ ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เรียกว่า อีโค โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ คือ ธุรกิจจะดีได้ ชุมชน สังคมแวดล้อมต้องดีด้วย โดยเป็นฐานรากสำคัญของเราในการสร้างสรรค์จัดทำโอเอซิส – เอาท์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบร้านค้าโดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์นำกลับมารีไซเคิล การจัดสรรพื้นที่ใช้สอยอย่างเป็นสัดส่วนให้รองรับผู้คนจำนวนมากได้อย่างเป็นมิตรต่อชุมชนแวดล้อม การสนับสนุนเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่แสดงความคิดความฝันทางธุรกิจมาทำให้เกิดเป็นรูปธรรม ด้วยราคาค่าเช่าพื้นที่ซึ่งเป็นไปได้สำหรับผู้เริ่มธุรกิจ รวมถึงการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มาแสดงออกความสามารถทางศิลปะและการแสดงอย่างสร้างสรรค์ ผู้คนในชุมชนแวดล้อมได้มีอาชีพ รวมถึงชาวไร่ชาวสวนได้มีพื้นที่จำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรแบบออร์แกนิคสดใหม่จากไร่กับผู้ซื้อโดยตรงในราคาพิเศษ” นายชยดิฐ กล่าวเสริม “โอเอซิส – เอาท์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต” คือ “รีเทล เอาท์ดอร์” รูปแบบใหม่ของไทย ซึ่งผสมผสานสุดยอดประสบการณ์และไลฟ์สไตล์หลากหลาย บนพื้นที่ใช้งานรวม 30,000 ตร.ม. แบ่งเป็นพื้นที่หลัก 2 ส่วน ได้แก่ เอาท์ดอร์ อารีน่า (Outdoor Arena) – พื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 10,000 ตร.ม. สำหรับจัดงานอีเว้นท์ คอนเสิร์ต และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ทุกรูปแบบทุกเทศกาล จุผู้ชมได้มากถึง 30,000 คน สามารถรองรับ การแสดงได้ตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง ไปถึงใหญ่ โดยพื้นที่ส่วนนี้มีศักยภาพเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นศูนย์กลางจัดการแสดงกลางแจ้งทั้งระดับประเทศและระดับโลก เพราะเดินทางสะดวกและอยู่ใจกลางเมืองย่านธุรกิจ ซึ่งเป็นย่านที่มีสีสัน เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่ผู้คนจะหลั่งไหลเข้ามาแสวงหาความสนุกสนานในช่วงเทศกาลตลอดทั้งปี โดยขณะนี้มีผู้ให้ความสนใจเช่าพื้นที่จัดการแสดงและงานเฉลิมฉลองแล้วหลายรายทั้งไทยและเทศ ครีเอทีฟ มาร์เก็ต (Creative Market) – พื้นที่ขนาดใหญ่กว่ 20,000 ตร.ม. ชูคอนเซ็ปต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยนำ “ตู้คอนเทนเนอร์” มารีไซเคิล ปัจจุบันกำลังเป็นเทรนด์ฮิตทั่วโลก และในประเทศไทยเอง เริ่มที่จะมีการนำตู้คอนเทนเนอร์มาสร้างเป็นตลาดถาวรแล้ว โดยพื้นที่ส่วนนี้ได้มีการจัดสรรเพื่อรองรับหลายจุดประสงค์ คือ พื้นที่ร้านค้า ร้านอาหาร สินค้าแฟชั่น ผลิตภัณฑ์พืชผักออร์แกนิคจากชาวไร่ชาวนา รวมกว่า 500 ร้านค้า พื้นที่สำหรับศิลปินและคนรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถในรูปแบบ “สตรีทอาร์ต” ที่หมุนเวียนกันมาสร้างสีสัน พื้นที่ให้สมาชิกในครอบครัวได้มาสังสรรค์ และทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ออกกำลังกาย ขี่จักรยาน และพาสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่น เป็นต้น “เราต้องการให้ ‘โอเอซิส เอาท์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต’ เป็นพื้นที่เติมเต็มประสบการณ์และไลฟ์สไตล์เอาท์ดอร์ ให้คนเมืองได้มาชมสุดยอดการแสดง และเพลิดเพลินไปกับไอเดียสร้างสรรค์ต่างๆ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนธุรกิจแบบ ‘อีโค โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์’ เป็นอีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนความสุขของผู้คนในสังคมต่อไป” นายชยดิฐ กล่าวสรุป
เอ-ลิสท์ ดีเวลลอปเมนท์ สยายปีกรุกธุรกิจอสังหาฯ เดินหน้าพัฒนาบ้านหรูใจกลางเมือง พร้อมเปิดตัว “VILLAZZO 10” บ้านเดี่ยวกลางเมืองย่านเอกมัย เจาะกลุ่ม Super Luxury

เอ-ลิสท์ ดีเวลลอปเมนท์ สยายปีกรุกธุรกิจอสังหาฯ เดินหน้าพัฒนาบ้านหรูใจกลางเมือง พร้อมเปิดตัว “VILLAZZO 10” บ้านเดี่ยวกลางเมืองย่านเอกมัย เจาะกลุ่ม Super Luxury

กลุ่มบริษัท “วินสัน” ผู้ประกอบธุรกิจในวงการพิมพ์สกรีนระดับแนวหน้าของเมืองไทย แตกไลน์ธุรกิจส่งบริษัท เอ-ลิสท์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด รุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ เดินหน้าพัฒนาบ้านหรูใจกลางเมือง พร้อมเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุด “VILLAZZO 10” บ้านเดี่ยวกลางเมืองย่านเอกมัย-ทองหล่อ ราคาเริ่มต้นที่ 45 ล้านบาท  มูลค่าโครงการกว่า 330 ล้านบาท เจาะตลาดครอบครัวไฮเอนด์ นายวิน จิระกรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ-ลิสท์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในเครือ วินสัน กรุ๊ป เปิดเผยว่า วินสัน กรุ๊ป บริษัทระดับแนวหน้าในกลุ่มธุรกิจการพิมพ์สกรีนแบบครบวงจร ที่มีความเชี่ยวชาญมาเกือบ 40 ปี ซึ่งปัจจุบันได้ส่งไม้ต่อให้สองหัวเรือใหญ่ทายาทรุ่นที่สองนำโดย นายเอกรินทร์ จิระกรานนท์ และนายพีรวัฒน์ วรรณศิริกุล ดำเนินงานต่อ โดยรายได้รวมทั้งกลุ่มประมาณ 600 ล้านบาทในปี 2557 และเพิ่มขึ้นอีก 10% เป็น 660 ล้านบาทในปี 2558 จากความสำเร็จด้วยดีในธุรกิจ ทางกลุ่มวินสัน ได้มองหาธุรกิจใหม่ๆ ที่มีความน่าสนใจและมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูง จึงส่งตนซึ่งเป็นทายาทอีกหนึ่งคนเข้ามาบุกเบิกในตลาดอสังหาฯโดยตนมีความมั่นใจในประสบการณ์ที่ได้คลุกคลีกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาเกือบทุกรูปแบบ ทั้งด้าน การออกแบบสถาปัตยกรรม การวิจัยการตลาด และการเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาโครงการ มากว่า 15 ปี จึงพร้อมที่จะเดินหน้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มรูปแบบโดยได้เปิดตัว บริษัท เอ-ลิสท์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัดขึ้น ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท (ชำระเต็ม) ในปี 2556 วินสันกรุ๊ปฉลองครบรอบ 36 ปีด้วยการเปิดตัวโครงการแรกของ เอ-ลิสท์ ดีเวลลอปเมนท์ ในย่าน สาทร-พระราม 3 โครงการ REDWOOD The Urban Habitat ทาวน์โฮม สไตล์บ้านเดี่ยวสูง 3 ชั้น หน้ากว้าง 6 เมตร ราคา 7.75 - 8.55 ล้านบาท ที่ออกแบบให้มีความแตกต่างโดยการสร้าง Private Courtyard ไว้ภายในบ้านเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการอยู่ใจกลางเมืองและยังได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ถือเป็นการชิมลางครั้งแรกในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและสามารถขายหมดได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว นายวิน กล่าวต่อว่า “หลังจากประสบความสำเร็จในโครงการแรก ทางบริษัทได้วางนโยบายในการพัฒนาโครงการต่อๆ ไป โดยเน้นในเรื่องของทำเลที่ตั้งโครงการที่มีศักยภาพ และการการออกแบบโครงการที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง โดยโครงการล่าสุด เราเลือกที่ดินในย่านเอกมัยซึ่งเป็นทำเลที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุดที่เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์ในย่านทองหล่อ เดินทางสะดวกสบายใกล้ทางด่วนและรถไฟฟ้า มาพัฒนาโครงการ “VILLAZZO 10” บ้านเดี่ยวสูง 4 ชั้น สไตล์โมเดิร์น ในเอกมัยซอย 10 ในราคา 45-70 ล้านบาท ด้วยจำนวนเพียงแค่ 6 ยูนิต พร้อม Private Facilities ครบครันที่เหนือกว่าคอนโด Penthouse ในย่านสุขุมวิท ที่จะตอบรับความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์ของสังคมเมือง แต่ยังต้องการความส่วนตัวในการพักอาศัยที่ไม่ถูกรบกวนด้วยตึกสูง และยังสัมผัสธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด โดยโครงการนี้เราได้มอบหมายให้ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) เป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบโครงการ “VILLAZZO 10” ด้านนายเมธินทร์ จันทรอุไร กรรมการบริหาร บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) กล่าวถึงแนวคิดในการออกแบบโครงการ “VILLAZZO 10” ว่า เราออกแบบด้วยแนวความคิดหลักคือการผสมผสานความเรียบหรูของสถาปัตยกรรมกับความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย โดยออกแบบให้เป็นบ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์นที่มีการเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมียมทั้งหลัง มีการจัดวางช่องเปิดที่จำกัดมุมมองจากภายนอก แต่ยังคำนึงถึงมุมมองจากภายในไปยังพื้นที่สีเขียวส่วนตัว พร้อมทั้งจัดเตรียมพื้นที่ Private Facilities สระว่ายขนาดใหญ่และสวนส่วนตัวทุกหลัง นอกจากนี้ทางเจ้าของโครงการได้กำหนดโจทย์ให้มีการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านให้มีขนาดใหญ่พิเศษเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะและความต้องการของครอบครัวขนาดใหญ่ พร้อมทั้งรองรับการใช้งานของผู้สูงอายุ ด้วยการติดตั้งลิฟท์ให้ทุกหลังอีกด้วย โครงการ VILLAZZO 10 บ้านเดี่ยวสุดหรูเพียง 6 ยูนิต ขนาดที่ดินเริ่มต้นที่ 48 – 72 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยใหญ่พิเศษทุกหลังขนาด 600 – 780 ตารางเมตร ประกอบด้วย 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 4 ที่จอดรถ โซนทำงานของแม่บ้านแยกเป็นส่วนตัว ห้องรับแขกและห้องทานอาหารโถงสูง 4.5 เมตร ลิฟท์โดยสารส่วนตัว พร้อมสระว่ายน้ำที่ยาวอย่างน้อย 15 เมตรทุกหลัง ซึ่งยาวกว่าสระของคอนโดมิเนียมหลายๆแห่งอีกด้วย นายวินกล่าวว่า “ทางบริษัทฯ จะเปิดตัว Sales Gallery เพื่อเชิญลูกค้า VVIP เข้ามาชมรายละเอียดโครงการก่อนใคร โดยสำนักงานขายนี้ตั้งอยู่บนชั้นสองของ เอกมัยช้อปปิ้งมอลล์ ปากซอยเอกมัย 10 ในวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายนนี้ โดยในวันงานจะมีโปรโมชั่นสุดพิเศษเป็น ตั๋วเครื่องบิน First Class 4 ที่นั่งไปกลับเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี หลังจากนั้นจะจัดงาน Pre Sales อย่างเป็นทางการในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าเมื่อได้เริ่มงานก่อสร้างแล้ว โดยคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จประมาณไตรมาสที่สามของปี 2560 ในปัจจุบันภาพรวมตลาดบ้านเดี่ยวที่ระดับราคา 40 ล้านบาทขึ้นไป เป็นตลาดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี มีโครงการเกิดขึ้นหลายแห่งโดยเฉพาะตามชานเมืองรอบนอก เห็นได้ว่าภายในปี 2556-2558 มีจำนวนเพียงประมาณ 10 โครงการ รวมอุปทานจำนวน 340 ยูนิต มูลค่ารวมประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท ทั้งยังพบว่า โครงการระดับนี้ในบริเวณใจกลางเมือง มีเพียงแค่ ร้อยละ 15 ของมูลค่าตลาดไฮเอนด์เท่านั้น เหตุที่มีจำนวนโครงการระดับนี้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากจากปัจจัยค่าที่ดินที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับคู่แข่งสำคัญของตลาดนี้ คือ Penthouse Condominium ระดับ Luxury ใจกลางเมือง ที่มีราคาพุ่งสูงไปถึง 2 - 3 แสนบาทต่อตารางเมตรแล้ว แต่ถ้าเปรียบเทียบกับของเราที่ราคาเพียงประมาณ 8 หมื่นบาทต่อตารางเมตร พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว โครงการ VILLAZZO 10 ถือเป็น Smart Luxury Choice เลยทีเดียว” ด้านแผนการดำเนินงานต่อจากนี้ นายวิน กล่าวว่า  “เราเป็นบริษัทที่มีความชัดเจนสูงในเรื่องการพัฒนาโครงการที่มีเอกลักษณ์และคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตคนเมืองที่เป็นความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เรามีการคิดโมเดลการใช้สอยพื้นที่แบบใหม่ๆทุกครั้งเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและศักยภาพของที่ดินแปลงนั้นๆ บริษัทได้วางแผนในการพัฒนาโครงการอย่างน้อยปีละหนึ่งโครงการ ด้วยมูลค่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท และมีเป้าหมายที่จะสะสมยอดขายให้ถึง 1.5 พันล้านบาทในห้าปีข้างหน้า”
BTS เพิ่มสถานี

BTS เพิ่มสถานี "ศึกษาวิทยา" รับเมืองขยาย-คนใช้บริการแน่น

หลังรถไฟฟ้าบีทีเอสเปิดใช้บริการมาร่วม 16 ปี นับจากปี 2542 ถึงปัจจุบันมีระยะทางรวม 30.95 กิโลเมตร มีสถานีให้บริการทั้งหมด 34 สถานี และมีผู้ใช้บริการมากกว่า 2 พันล้านเที่ยว ล่าสุด "บีทีเอสซี-บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ" เตรียมควักเงิน 450 ล้านบาท จากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) ก่อสร้างสถานีแห่งใหม่ "ศึกษาวิทยา" เพิ่มเติม หลังจากสภาพพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา "สุรพงษ์ เลาหะอัญญา" กรรมการบริหาร บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เหตุผลที่บริษัทสร้างสถานีศึกษาวิทยา (S4) เพิ่ม เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่บริเวณดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงและมีศักยภาพมากหลังจากมีรถไฟฟ้าบีทีเอสเปิดให้บริการมีการพัฒนามีการเติบโตของที่อยู่อาศัย และอาคารสำนักงานใหม่เกิดมากขึ้น อีกทั้งจะช่วยรองรับปริมาณผู้โดยสารที่มาใช้บริการสถานีช่องนนทรีที่ปัจจุบันมีผู้โดยสารหนาแน่นทั้งนี้สถานีที่จะสร้างใหม่ได้มีการวางโครงสร้างไว้แล้วตั้งแต่เริ่มก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีลม แต่เนื่องจากช่วงเวลานั้นจากการประเมินพบว่า จะไม่คุ้มค่าในการลงทุน จึงชะลอสถานีนี้ไว้ก่อน "ตอนนี้เรามองว่าพื้นที่ดังกล่าวเริ่มมีศักยภาพ มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลง และการลงทุนต่าง ๆ ส่งผลให้มีตึก อาคาร และที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น คนก็เข้าไปอาศัยในพื้นที่มากขึ้น ที่สำคัญจะช่วยบรรเทาคนที่มาใช้บริการสถานีช่องนนทรีที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน จะเพิ่มความสะดวกให้แก่ประชาชนที่มาใช้บริการ" สำหรับความคืบหน้าล่าสุด "สุรพงษ์" บอกว่า อยู่ระหว่างการจัดหาผู้รับเหมามาก่อสร้าง คาดว่าจะได้บริษัทรับเหมาภายในเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ 2559 จะเริ่มก่อสร้างปี 2560-2561 ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 12-18 เดือน โดยการก่อสร้างนี้ไม่ต้องมีการทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ใหม่ เนื่องจากได้มีการศึกษาสถานีไว้ตั้งแต่เริ่มโครงการแล้ว นายสุรพงษ์กล่าวอีกว่า โดยจุดก่อสร้างจะอยู่กึ่งกลางระหว่างสถานีช่องนนทรี (S3) กับสถานีสุรศักดิ์ (S5) จุดที่ตั้งสถานีจะอยู่บนถนนสาทรเหนือ-ใต้ บริเวณปากซอยสาทร 12 ด้านหน้าธนาคารยูโอบี สำนักงานใหญ่สาทร และโรงแรมแอสคอทท์ ในพื้นที่เขตบางรักและเขตสาทร จะใช้เงินทุนประมาณ 450 ล้านบาท และจากการประมาณการของบริษัทที่ปรึกษา การสร้างสถานีศึกษาวิทยาจะทำให้จำนวนเที่ยวการเดินทางเพิ่มขึ้นประมาณ 9,500-12,000 เที่ยวต่อวัน นายสุรพงษ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ จะทำให้รายได้ค่าโดยสารของบีทีเอสเพิ่มขึ้นประมาณ 94 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของรายได้ค่าโดยสารจะเพิ่มขึ้นประมาณ 70 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอันใกล้อาจจะเห็นบีทีเอสซีสร้างอีกสถานีใหม่เพิ่ม คือ สถานีเสนาร่วม (N6) อยู่ระหว่างสถานีอารีย์ (N5) กับสถานีสะพานควาย (N7) ซึ่งสถานีนี้ได้กำหนดไว้ในแนวเส้นทางตั้งแต่แรก คาดว่าจะสร้างได้เร็วเหมือนกับสถานีศึกษาวิทยา เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองในย่านดังกล่าว ที่ปัจจุบันเริ่มมีการสร้างอาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัยใหม่เกิดขึ้นมากมาย ไม่แพ้ย่านใจกลางเมือง รวมถึงผู้ใช้บริการก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีเช่นกัน ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ไอคอนสยามจัดงานสุดยิ่งใหญ่อลังการแห่งปี ฉลองเปิดตัว ‘เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ’ โครงการที่พักอาศัยที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ไอคอนสยามจัดงานสุดยิ่งใหญ่อลังการแห่งปี ฉลองเปิดตัว ‘เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ’ โครงการที่พักอาศัยที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดงานยิ่งใหญ่อลังการที่สุดงานหนึ่งแห่งปี เฉลิมฉลองการเปิดตัว ‘เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ’ โครงการที่พักอาศัยแบรนด์ ‘แมนดาริน โอเรียนเต็ล’ แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นโครงการที่พักอาศัยที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ที่กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยสุดหรูหราในประเทศไทย ทำลายทุกสถิติความหรูหราและราคา  ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่มีอยู่ทั่วโลก ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์และมองหามาตรฐานความหรูหราระดับสูงสุด โดยภายในงานได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติ บุคคลสำคัญระดับซูเปอร์วีไอพี และเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทย กว่า 200 ท่าน อาทิ คุณศุภชัย เจียรวนนท์, คุณชวัลวัฒน์ อริยวรารมย์, คุณชฎาทิพ จูตระกูล, คุณหมาก ปริญ สุภารัตน์ และ คุณญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ เข้าร่วมงาน และชมการแสดงแสงสีเสียงสุดยิ่งใหญ่ตระการตาบนผืนน้ำเจ้าพระยาพร้อมบทเพลงขับกล่อมอันแสนไพเราะจากนักร้องคุณภาพชื่อดัง เจนนิเฟอร์ คิ้ม พร้อมเข้าชมห้องตัวอย่างของโครงการสุดหรูแห่งนี้ที่เปิดให้เข้าชมเป็นครั้งแรก นางทิพพาภรณ์ เจียรวนนท์ อริยวรารมย์ กรรมการ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “งานเฉลิมฉลองการเปิดตัวโครงการ ‘เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ’ ในวันนี้ เพื่อแสดงความขอบคุณแขกผู้มีเกียรติที่ให้ความสนใจในโครงการ ตลอดจนเพื่อชื่นชมยินดีกับการสร้างมาตรฐานใหม่แห่งความเป็นเลิศในการพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทย โดยเดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ ได้รับการออกแบบและก่อสร้างด้วยมาตรฐานความหรูหราระดับสูงสุด เมื่อประกอบกับทำเลที่ตั้งที่สวยงามมีมนต์เสน่ห์ ทำให้โครงการที่พักอาศัยแห่งนี้ จัดอยู่ในกลุ่มที่พักอาศัยที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งโครงการที่พักอาศัยแห่งนี้ จะช่วยยกระดับชื่อเสียงและเกียรติภูมิของกรุงเทพฯ ให้สูงขึ้นไปอีกขั้น ในฐานะเมืองสำหรับที่พักอาศัย ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่เราได้ประกาศเปิดให้ผู้สนใจจองซื้อได้แล้ว พร้อมกันในกรุงเทพฯ ฮ่องกง และลอนดอน ซึ่งถือเมืองหลวงของแหล่งที่พักอาศัยระดับหรูหราแถวหน้าของโลก” โครงการ ‘เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ’ เป็นโครงการที่พักอาศัยสุดหรูหรา แบบฟรีโฮลด์ ติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 1 อาคารความสูง 52 ชั้นจำนวน 146 ยูนิต เป็นอาคารที่พักอาศัยที่มีความเป็นส่วนตัวสูง ตั้งอยู่บนพื้นที่โครงการไอคอนสยาม แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของประเทศไทย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับโรงแรมระดับตำนาน แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โดยโครงการจะได้รับการบริหารจัดการ พร้อมทั้งให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้พักอาศัย โดยแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ เพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์ที่สุดแห่งความหรูหรา “มากกว่าชื่อเสียงระดับตำนานของแบรนด์แมนดาริน โอเรียนเต็ลแล้ว โครงการที่พักอาศัยสุดหรูแห่งนี้ยังให้ความรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติ พร้อมกับมนต์เสน่ห์ของกลิ่นไอความเป็นไทย ผสมผสานกับการออกแบบและก่อสร้างที่ได้มาตรฐานระดับโลก ตลอดจนความพิถีพิถันและใส่ใจแม้แต่ในรายละเอียดที่เล็กที่สุด เป็นการผสมผสานที่ยอดเยี่ยมและลงตัวที่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในโครงการเดียว ทำให้โครงการที่พักอาศัยของเรามีความพิเศษที่แตกต่างอย่างเป็นเอกลักษณ์ และสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่สุดหรูหราได้อย่างไม่มีใครเหมือน” นางทิพพาภรณ์ กล่าว มร. ริชาร์ด เบเกอร์ รองประธานกรรมการบริหาร และผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติงานภูมิภาคเอเชีย แมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป กล่าวว่า “วันนี้ ชื่อเสียงระดับตำนานของแมนดาริน    โอเรียนเต็ล จะสามารถเป็นมรดกตกทอดของผู้ซื้อที่พักอาศัยในโครงการที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ ในเมืองที่มีสีสันน่าตื่นเต้นเร้าใจที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย พันธสัญญาของแบรนด์เรา คือ ความมุ่งมั่นตั้งใจที่เหนือกว่าในการบริหารที่พักอาศัยและการให้บริการด้วยมาตรฐานที่เป็นเลิศที่สุด มาตรฐานที่ทำให้  ชื่อแมนดาริน โอเรียนเต็ลเป็นสัญลักษณ์ของมาตรฐานความหรูหราชั้นยอด ทั่วโลก” นางทิพพาภรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “คุณภาพของที่พักอาศัยแต่ละยูนิตเทียบเท่าหรือเหนือกว่าที่พักอาศัยที่ดีที่สุดของโลก ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเราอยู่ในหลากหลายประเทศทั่วโลก เป็นกลุ่มคนผู้ซึ่งมีรสนิยมและไลฟ์สไตล์ระดับหรูหรา มีความพิถีพิถันในการเลือกสรรสิ่งพิเศษที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ซึ่งการตัดสินใจซื้อที่พักอาศัยในโครงการ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นี้ จะมีทั้งกลุ่มคนที่เล็งเห็นว่าห้องชุดพักอาศัยแห่งนี้เป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าควรคู่กับการมีไว้ในครอบครอง และกลุ่มคนที่ตัดสินใจซื้อเพื่อเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องด้วยทำเลที่ตั้งที่มีมนต์เสน่ห์น่าประทับใจ และด้วยชื่อเสียงระดับตำนานของแบรนด์แมนดาริน โอเรียนเต็ล โดยได้รับความสนใจจากลูกค้าจอง  ที่พักอาศัยสุดหรูของเราล่วงหน้า เป็นจำนวนกว่า 30 ยูนิตจากทั้งหมด 146  ยูนิต” “ความเป็นส่วนตัว ความรู้สึกโอ่โถง และพื้นที่ส่วนกลางที่กว้างขวางคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ให้ความรู้สึกหรูหรา ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่เราจัดให้แต่ละยูนิตมีทางเข้าลิฟต์โดยสารที่เป็นส่วนตัว มีเพดานห้องที่สูง   ถึง 3.20 เมตร และมีพื้นที่ส่วนกลางต่อยูนิตที่ใหญ่กว่าคอนโดมิเนียมเกรดเอส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ประมาณสามเท่า” นางทิพพาภรณ์ กล่าว ผู้พักอาศัยในโครงการจะได้รับความสะดวกสบายจากสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย ครอบคลุมพื้นที่ 3,000 ตารางเมตร จำนวน 4 ชั้น ซึ่งรวมถึงสกายพาวิลเลียนสุดเอ็กซคลูซีฟบนชั้น 36 ประกอบ ด้วยเลาจน์ บิสซิเนสเซ็นเตอร์ และห้องสมุด ส่วนคลับเฮาส์สำหรับผู้พักอาศัยตั้งอยู่บนชั้น 4 และชั้น 5 สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันสวยงามน่าประทับใจของวิวแม่น้ำเจ้าพระยา มีพื้นที่รับประทานอาหารที่เป็นส่วนตัว มีสระว่ายน้ำลอยฟ้าแบบไร้ขอบ (infinity-edge lap pool) อ่างจากุซซี่ ฟิตเนส เซ็นเตอร์สุดล้ำสมัย สนามกอล์ฟจำลอง ห้องเล่นเกม และห้องสื่อต่างๆ โดยเดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน   โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ยังเป็นโครงการที่พักอาศัยโครงการแรกที่ริเริ่มนำระบบจอดรถอัตโนมัติในอาคารที่พักอาศัยมาใช้เป็นโครงการแรกในกรุงเทพฯ ซึ่งจะช่วยให้ผู้พักอาศัยสามารถจอดรถทิ้งไว้ที่ล็อบบี้ทางเข้าได้ โดยมีลิฟต์อัจฉริยะอำนวยความสะดวกนำรถไปจอดให้ สิทธิประโยชน์พิเศษเพิ่มเติมสำหรับผู้พักอาศัย นอกเหนือจากการได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดสุดหรูหรา ก็คือการได้เป็นสมาชิก Residences Elite Programme ของแมนดาริน โอเรียนเต็ล โดยอัตโนมัติ ซึ่งมอบสิทธิพิเศษที่ครอบคลุมทั่วโลก และการยอมรับในระดับพิเศษ เมื่อเข้าพักในโรงแรมในเครือแมนดาริน โอเรียนเต็ล นอกจากนั้น ผู้พักอาศัยในโครงการยังได้รับสิทธิพิเศษและการยอมรับระดับวีไอพี เมื่อใช้บริการหรือช้อปกับร้านค้าภายในโครงการไอคอนสยาม ราคาขายห้องชุดพักอาศัยในโครงการ เริ่มต้นที่ประมาณ 350,000 บาทต่อตารางเมตร มีขนาดห้องตั้งแต่ประมาณ 130 – 230 ตารางเมตรต่อยูนิต ห้องเพนท์เฮาส์ และดูเพล็กซ์เพนท์เฮาส์ ขนาดตั้งแต่ 380 – 710 ตารางเมตร ราคาขายเริ่มต้นที่ประมาณ 550,000 บาทต่อตารางเมตร ตัวอาคารอยู่ห่างจากริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเพียง 45 เมตร แต่ละยูนิตสามารถมองเห็นวิวแม่น้ำที่สวยงาม และสวนสวยที่ร่มรื่นเขียวขจีขนาด 4,600 ตารางเมตร ได้อย่างไม่มีอะไรมาบดบัง ห้องชุดพักอาศัยทุกยูนิตเป็นแบบ Fully Fitted และเพิ่มเติมกว่านั้นลูกค้าสามารถเลือกซื้อเป็นแบบ Fully Furnished หรือห้องชุดพักอาศัยที่ตกแต่งพร้อมเข้าอยู่ได้ ซึ่งออกแบบและตกแต่งโดยนักออกแบบตกแต่งภายในชื่อดังของโลก จอยซ์ แวง ซึ่งมีผลงานออกแบบตกแต่งภายในโครงการดังๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม แมนดาริน โอเรียนเต็ล แลนด์มาร์ก ในฮ่องกง แมนดาริน โอเรียนเต็ล ลอนดอน ซินเทียนตี้ เพนท์เฮาส์ และสำนักงานใหญ่เคเอชเอช แขกผู้มีเกียรติ บุคคลสำคัญระดับซูเปอร์วีไอพี และเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทย ที่เข้าร่วมงาน ต่างแสดงความชื่นชมและประทับใจในความหรูหราสง่างามของโครงการเดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ และภาคภูมิใจที่โครงการเดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ แห่งนี้ จะเป็นโครงการที่พักอาศัยที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ในมาตรฐานที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่าโครงการที่พักอาศัยที่ดีที่สุดในนิวยอร์ค ลอนดอน โตเกียว หรือเซี่ยงไฮ้ โครงการเดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2561
SENA รุกธุรกิจพลังงานทดแทนเต็มเหนี่ยว เปิดตัวบริษัทน้องใหม่ SENA SOLAR ENERGY จ่อรับรายได้โซลาร์กว่า 50 MW ในเดือนม.ค.59 เปิดแผน 3 ปี คว้างานติดตั้งแผงโซลาร์ ขนาดรวม 100 MW

SENA รุกธุรกิจพลังงานทดแทนเต็มเหนี่ยว เปิดตัวบริษัทน้องใหม่ SENA SOLAR ENERGY จ่อรับรายได้โซลาร์กว่า 50 MW ในเดือนม.ค.59 เปิดแผน 3 ปี คว้างานติดตั้งแผงโซลาร์ ขนาดรวม 100 MW

บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) ผู้นำอสังหาฯชั้นแนวหน้าของเมืองไทย เปิดตัวบริษัทน้องใหม่ “SENA SOLAR ENERGY” พร้อมทีมผู้บริหาร “ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์” เผยเตรียมรุกธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์เต็มเหนี่ยว จ่อรับรู้รายได้โซลาร์กว่า 50 MW ในเดือนม.ค.59 นี้ พร้อมลุยต่อ โซลาร์ฟาร์ม โซลาร์ รูฟ และอยู่ระหว่างเสนอราคารับงานติดตั้งโซลาร์ให้หน่วยงานราชการ เปิดแผนธุรกิจ 3 ปี ติดตั้งแผงโซลาร์ ขนาดกำลังการผลิตรวม 100 MW ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (SENA) ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย แถลงข่าวเปิดตัวผู้บริหารบริษัท SENA SOLAR ENERGY และทิศทางธุรกิจพลังงานทดแทนของบริษัทในอนาคตว่า หลังจากที่บริษัทได้รุกเข้าธุรกิจพลังงานทดแทน เพื่อต่อยอดธุรกิจอสังหาฯ โดยก่อนหน้านี้ได้ขยายการลงทุนและเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน ผ่านการร่วมลงทุนโครงการโซลาร์ฟาร์ม ร่วมกับบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ ซึ่งถือเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงาน และร่วมกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง First Solar ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ที่โครงการบ้านและโฮมออฟฟิศ เพื่อให้ลูกค้ามีรายได้จากการขายไฟให้รัฐ หรือใช้ไฟฟรีนาน 25 ปี  นับว่าเป็นการแสดงถึงการดำเนินธุรกิจในปี 2558 ของ SENA ตามกลยุทธ์ “ไฟนีออน” ที่จะส่องสว่างชัดเจนในด้านการเปิดตัวธุรกิจรูปแบบใหม่ เพื่อต่อยอดธุรกิจหลักของบริษัท แสดงให้เห็นถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่รุกเข้าสู่ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์อย่างชัดเจน “ในวันนี้ ทาง SENA ก็ได้เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในบริษัท เอท โซลาร์ จำกัด (Eight Solar)หรือ WE Solar เดิม โดยมีผู้บริหารและทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมติดตั้งโซลาร์รูฟ โดยมีคุณสุเมธ บุญบรรดารสุข ผู้บริหาร บริษัท วัฒนสุข เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท เพื่อดำเนินงานด้านการติดตั้งและวางระบบ (EPC) โซลาร์รูฟท็อปมายาวนาน เข้ามาเสริมทัพเพื่อให้ บริษัท เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่ จำกัด ซึ่งนับเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของ SENA SOLAR ENERGY ครบวงจร” ผศ.ดร.เกษรา กล่าว MR.José Luis Martín , Advisor to CEO, SENA SOLAR ENERGY กล่าวว่า ในฐานะที่มีประสบการณ์ยาวนานในการดำเนินงานเกี่ยวกับพลังงานทดแทน โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการบริหารงานที่ SENA SOLAR ENERGY ซึ่งในอนาคต มั่นใจว่า SENA จะกลายเป็นผู้ประกอบการอสังหาฯ ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย ที่เป็นเจ้าตลาดพลังงานทดแทนได้อย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากมีเสนาฯ มีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำธุรกิจด้านพลังงานทดแทนโดยได้มีการวางแผนงานตลอดจนโครงสร้างไว้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีการสนับสนุนจากภาครัฐในเรื่องการรับซื้อกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเอกชนในระยะยาวถึง 25 ปี ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นว่าภาครัฐต้องการให้มีการใช้พลังงานทดแทนอย่างจริงจังด้วย นายสุเมธ บุญบรรดารสุข ผู้ก่อตั้ง บริษัท เอท โซลาร์ จำกัด (EIGHT SOLAR) กล่าวว่า “มั่นใจว่าความร่วมมือกับเสนาฯในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย โดยเหตุผลสำคัญที่ร่วมมือกับเสนาฯ เพราะเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยคนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี ทั้งยังมีคณะผู้บริหารที่มีความพร้อมด้านประสบการณ์ ความรู้ และความสามารถ ตลอดจนเจตนารมณ์ในการทำธุรกิจด้านพลังงานทดแทนอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ทางเสนาฯ ก็มีความจริงจังที่จะดำเนินงานในด้านพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีโครงการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 50 เมกะวัตต์ที่พร้อมจะจ่ายไฟในต้นปีหน้า” ในส่วนของ Eight Solar เป็นบริษัทในเครือของ บริษัท เอ็น.ซี.อาร์ รับเบอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 55 ปี และ Eight Solar ถือเป็นผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการติดตั้งและวางระบบวิศวกรรม (EPC) โซลาร์รูฟท็อป ซึ่งได้รับอนุญาตจากการพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) โดยที่ผ่านมามีการติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ณ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขนาดกำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาให้กับผู้ใช้ตามบ้านพักอาศัยอีกเป็นจำนวนมาก นายสุเมธ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทาง Eight Solar ยังได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่าย Inverter ของ ABB อย่างเป็นทางการเจ้าแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็น Inverter ที่ผลิตในยุโรป ผ่านการรับรองจากการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และเป็นตัวแทนจำหน่ายแผงโซลาร์และอุปกรณ์เกี่ยวกับการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ยักษ์ใหญ่ 1 ใน 3 ของโลก อย่างบริษัท  First Solar  ด้วย ซึ่งความพร้อมของทีมงานมืออาชีพ และพันธมิตรชั้นนำจะช่วยเสริมให้การดำเนินธุรกิจพลังงานในครั้งนี้ ดำเนินไปอย่างแข็งแกร่ง และเติบโต” นายสุธรรม โอฬารกิจอนันต์ ประธานฝ่ายการเงิน ของ SENA SOLAR ENERGY กล่าวถึงแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัท “ทางบริษัทเริ่มต้นดำเนินธุรกิจด้าน Solar Business โดยต้นเดือนมกราคม 2559 จะเริ่มรับรู้รายได้ จาก Solar Farm และ Solar Roof ที่กำลังผลิตกว่า 50 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าหมายกำลังผลิตรวม 100 เมกะวัตต์ ภายใน 3 ปี จากการเป็นผู้สนับสนุนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร และ การติดตั้งให้กับลูกค้าทั่วไปทั้งที่เป็นเจ้าของบ้าน เจ้าของโครงการ รวมถึงเจ้าของธุรกิจบางประเภทที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟในโครงการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้สม่ำเสมอ รวมถึงเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายจากใบเรียกเก็บเงินค่าไฟฟ้า  เนื่องจากลูกค้าสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อมาใช้เองได้  รวมถึงได้รับค่าบริการสำหรับการควบคุมดูแลและบำรุงรักษาหลังการติดตั้ง (O&M) ” ทั้งนี้ ถือเป็นความสมบูรณ์พร้อมด้าน Solar Business ของบริษัทฯ เพราะเราดำเนินงานทั้งในรูปแบบ Solar Farm และ Solar Rooftop ตั้งแต่กระบวนการติดตั้ง ตลอดจนการบริการหลังการขาย ส่งผลให้บริษัทสามารถให้บริการที่ครบวงจรสร้างความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้ ในด้านงานปฏิบัติการและบำรุง (O&M - Operation and Maintenance) ทางผู้บริหารมั่นใจว่า จากประสบการณ์ของทีมผู้บริหารตลอดจนทีมงาน O&M จาก Eight Solar จะสามารถสร้างความต่อเนื่องและสมบูรณ์ของงานให้สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน
The Cube (รามคำแหง) กระแสแรงหลังสร้างเสร็จโอนแล้วกว่า 85%

The Cube (รามคำแหง) กระแสแรงหลังสร้างเสร็จโอนแล้วกว่า 85%

นายวิชิต  อำนวยรักษ์สกุล  กรรมการผู้จัดการ  บริษัท วีทูเอ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด  ผู้พัฒนาและบริหารงาน โครงการ เดอะคิวบ์ รามคำแหง (The Cube Ramkhamhaeng) ปลื้มยอดการโอนกระแสดีหลังโครงการฯ สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ส่งผลให้ไตรมาสสุดท้ายปี 2558 มียอดโอนกรรมสิทธิ์รวมแล้วกว่า 85% โดยชี้แจงว่า โครงการเดอะคิวบ์ รามคำแหง ที่สร้างเสร็จแล้วและอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดย่านรามคำแหงและบางกะปิ ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคที่ต้องการคอนโดมิเนียมที่สมบูรณ์พร้อมที่จะหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้หลังโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว ส่วนที่ยังไม่ได้โอนฯ นั้นอยู่ระหว่างการยื่นเอกสารขอสินเชื่อกับธนาคาร และจากที่รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมให้ประกอบกับโปรโมชั่นพิเศษของโครงการฯ ที่การันตีผู้เช่าให้ 5 เดือน เดือนละ 10,000 บาท หากเจ้าของห้องต้องการซื้อคอนโดฯ เพื่อลงทุนทำให้ยอดการโอนฯ สูงขึ้น นับว่าส่งผลดีต่อเนื่องให้โครงการเดอะคิวบ์  2 ทำเล อย่าง The Cube แจ้งวัฒนะ (สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ต้นปี 2559) และ The Cube ประชาอุทิศ (อยู่ระหว่างดำเนินงานก่อสร้างพร้อมอยู่กลางปี 2559) มียอดการจองและเข้าชมโครงการฯ เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 20% อีกด้วย  และสำหรับผู้สนใจคอนโดฯ ของโครงการเดอะคิวบ์ (รามคำแหง) ยังมีห้องขนาด 28 ตร.ม. ตำแหน่งห้องดีและวิวสวย ที่ผู้ซื้อผ่อนดาวน์ไม่ไหวคืนให้กับโครงการฯ จึงนำมาจัดโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าส่งท้ายปีในราคาเริ่มต้น 1.49 ล้านบาท โดยคาดว่าสิ้นปี 2558 จะมียอดโอนกรรมสิทธิ์ 95% เป็นอย่างน้อย เดอะคิวบ์ (รามคำแหง) คอนโดมิเนียมทำเลสวยอยู่สบายสูง 8 ชั้น รวม 2 อาคาร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกบนถนนรามคำแหง ซอย 89/2  (ฝั่งตรงข้ามท่าเรือเดอะมอลล์ บางกะปิ) ในอนาคตจะอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าลำสาลีที่สุด เพียง 150 เมตร  เป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) และรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตลิ่งชัน-มีนบุรี) และสะดวกในการเดินทางทั้งทางรถและทางเรือ  ใกล้ห้างสรรพสินค้า อาทิ เดอะมอลล์ บางกะปิ ตลาดตะวันนา แมคโคร โลตัส บิ๊กซี มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC)  รพ.รามคำแหง  รพ.สมิติเวช  ศรีนครินทร์ เป็นต้น สอบถามรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมและชมห้องตัวอย่างได้ทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุด) โทร. 088-446-0007-8, 0-2731-6577-8 หรือข้อมูลเบื้องต้น  www.thecube-condo.com  หรือติดตามความเคลื่อนไหวโครงการต่าง ๆ ของโครงการฯ ทางเฟซบุ๊ค  www.facebook.com/The Cube-Condo
เครือควอลิตี้เฮ้าส์ ยึดทำเลโซนภาคตะวันออก เดินหน้ารุกตลาดแนวราบ ส่ง “คาซ่า วิลล์ บ้านบึง” ลุยตลาด หลัง คาซ่า เลเจ้นด์ บ้านบึงประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

เครือควอลิตี้เฮ้าส์ ยึดทำเลโซนภาคตะวันออก เดินหน้ารุกตลาดแนวราบ ส่ง “คาซ่า วิลล์ บ้านบึง” ลุยตลาด หลัง คาซ่า เลเจ้นด์ บ้านบึงประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

เครือควอลิตี้เฮ้าส์ เดินหน้าพัฒนาโครงการในโซนภาคตะวันออกต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จจากกลุ่มสินค้าประเภทคอนโดมิเนียม ทั้งแบรนด์ เดอะทรัสต์ เดอะพอยต์ และคาซ่า คอนโด พร้อมขยายฐานจับกลุ่มลูกค้าแนวราบเพิ่ม ส่งคาซ่า วิลล์ บ้านบึง บ้านเดี่ยวแนวคิดใหม่ลงตลาด หลังโครงการคาซ่า เลเจ้นด์ บ้านบึง ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มั่นใจปีนี้ยอดขายรวมของโครงการในโซนภาคตะวันออกเติบโตตามเป้า 3,000 ล้านบาท นายไพโรจน์  วัฒนวโรดม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการคุณภาพ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม เปิดเผยว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นภาคธุรกิจหลักที่มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 12-13% ของจีดีพี จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมามีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านคมนาคม, ด้านการลงทุนภาคธุรกิจ, ด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการขยายตัวของสังคมเมืองและกลุ่มธุรกิจ ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดหัวเมืองใหญ่ ระยอง, ชลบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ภูเก็ต, เชียงใหม่ เป็นต้น โดยเฉพาะในภาคตะวันออก จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรี นับเป็นจังหวัดที่มีจีดีพีสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 และ 2 ของประเทศ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมด้านอุตสาหกรรมและการลงทุน มีนิคมอุสาหกรรมเป็นจำนวนมาก มีท่าเรือน้ำลึก 2 แห่ง คือ ท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด และยังเป็นแหล่งงานขนาดใหญ่ของประเทศอีกด้วย ซึ่งจากผลสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) เคยวิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดชลบุรีโดยทำการวิเคราะห์แยกเป็น 8 พื้นที่ คือ 1.พื้นที่อำเภอเมืองชลบุรี 2. พื้นที่บางแสน-บางพระ 3. พื้นที่ศรีราชา 4.พื้นที่แหลมฉบัง 5. พื้นที่บ่อวิน 6.พื้นที่พัทยาฝั่งตะวันออกของถนนสุขุมวิท (ติดเนินเขา) 7.พื้นที่พัทยาฝั่งตะวันตกของถนนสุขุมวิท (ติดทะเล) และ 8.พื้นที่สัตหีบ ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย มองว่าพื้นที่ที่มีความคึกคักมากที่สุดคือพื้นที่พัทยาฝั่งติดทะเล รองลงมาจะเป็นพื้นที่อำเภอศรีราชา และมีพื้นที่ศักยภาพในเขตอื่นๆ อีกหลายแห่ง ซึ่งตรงกับผลสำรวจของทางควอลิตี้เฮ้าส์ เนื่องจากจังหวัดชลบุรีเป็นเมืองเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของประเทศ อีกทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยว, แหล่งงาน ทำให้ยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มระดับราคากลาง – ล่าง บริษัท จึงได้มีการเข้าไปพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว, บ้านแฝด, ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ในหลายพื้นที่ อาทิ พัทยา, ตัวเมืองชลบุรี, ศรีราชา, บ่อวิน และล่าสุดคือที่บ้านบึง กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนในพื้นที่นั้นๆ คนที่มาทำงานในนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงชาวต่างชาติที่มาทำงานในพื้นที่ อย่างเช่น อำเภอศรีราชาชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะเป็นชาวญี่ปุ่นที่มาทำงานในนิคมอุตสาหกรรม และในทำเลดังกล่าวบริษัทได้พัฒนาทั้งบ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียมเพื่อเจาะลูกค้ากลุ่มนี้ ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมียอดขายเป็นที่น่าพอใจ นายไพโรจน์  กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโครงการทั้งหมดที่ควอลิตี้เฮ้าส์ได้พัฒนาในจังหวัดชลบุรี มีจำนวน 12 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 8,455 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยว 5 โครงการ ได้แก่ โครงการ คาซ่า แกรนด์ ศรีราชา มูลค่าโครงการ 400 ล้านบาท, โครงการ คาซ่า แกรนด์ มิตรสัมพันธ์ มูลค่าโครงการ 565 ล้านบาท, โครงการ คาซ่า เลเจ้นด์ บ้านบึง มูลค่าโครงการ 480 ล้านบาท, โครงการคาซ่า วิลล์ บ้านบึง มูลค่าโครงการ 703 ล้านบาท และโครงการ เดอะทรัสต์ วิลล์ บ้านโพธิ์ มูลค่าโครงการ 840 ล้านบาท (เปิดขายเดือนตุลาคม 2558) ทาวน์โฮม 1 โครงการ ได้แก่ โครงการเดอะทรัสต์ ทาวน์โฮม บ่อวิน มูลค่าโครงการ 441 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ ได้แก่ โครงการคาซ่า คอนโด ศรีราชา มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท, โครงการเดอะทรัสต์ คอนโด พัทยาเหนือ มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท, โครงการ เดอะทรัสต์ คอนโด พัทยากลาง มูลค่าโครงการ 836 ล้านบาท, โครงการเดอะทรัสต์ คอนโด พัทยาใต้ มูลค่าโครงการ 1,014 ล้านบาท, โครงการเดอะทรัสต์ คอนโด อมตะ-ชลบุรี มูลค่าโครงการ 850 ล้านบาท และโครงการ เดอะพอยต์ คอนโด แหลมฉบัง มูลค่าโครงการ 626 ล้านบาท โดยโครงการล่าสุดในจังหวัดชลบุรีที่เปิดตัวคือ โครงการคาซ่า เลเจ้นด์ บ้านบึง ตั้งบนพื้นที่ขนาด 21-0-16.4 ไร่ พัฒนาในรูปแบบบ้านเดี่ยว จำนวนรวม 87 ยูนิต มูลค่าโครงการ 480 ล้านบาท เป็นบ้านขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ (พร้อมห้องแม่บ้าน) พื้นที่ใช้สอย 166 ตารางเมตร บนที่ดินขนาด 50 ตารางวา ราคาเริ่มต้น 4.99 บาท โครงการออกแบบด้วยคอนเซ็ปต์ Modern Contemporary ภายในโครงการครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ สวนร่มรื่นขนาดใหญ่, คลับเฮ้าส์ พร้อมสระว่ายน้ำ และห้องออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์ทันสมัยครบครัน ดูแลความปลอดภัยด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและกล้อง CCTV ตลอด 24 ชั่วโมง โครงการตั้งอยู่ใจกลางอำเภอเมืองบ้านบึง เดินทางสะดวกด้วยถนนมอเตอร์เวย์ กรุงเทพ-ชลบุรี สามารถไปได้ทั้งพนัสนิคม, ชลบุรี และระยอง และโครงการคาซ่า วิลล์ บ้านบึง ตั้งบนพื้นที่ขนาด 39 ไร่ จำนวนรวม 211 ยูนิต มูลค่าโครงการ 703 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 33 ยูนิต และบ้านแนวคิดใหม่ 178 ยูนิต โดยบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ตั้งบนพื้นที่ขนาด 50 ตารางวา ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 2 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 140 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 4.29 ล้านบาท และบ้านแนวคิดใหม่ 2 ชั้น ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 2 ที่จอดรถ ตั้งบนที่ดินขนาด 36 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 130 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 2.79 ล้านบาท พัฒนาในรูปแบบบ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์น ออกแบบด้วยคอนเซ็ปต์ Life is Perfect เป็นบ้านแนวคิดใหม่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ สร้างสรรค์ให้พื้นที่ใช้สอยทุกตารางเมตรให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกๆ กิจกรรม เพิ่มรายละเอียดให้ทุกห้องโปร่ง โล่ง สบาย ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ อาทิ Modern Clubhouse สโมสรกว้าง โครงการตั้งบนทำเลศักยภาพ ติดถนนใหญ่บ้านบึง-แกลง เดินทางสะดวกด้วยถนนมอเตอร์เวย์ กรุงเทพ-ชลบุรี สามารถไปได้ทั้งพนัสนิคม, ชลบุรี, ระยอง อีกทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกรอบๆ โครงการยังครบครัน อาทิ โรงเรียน, โรงพยาบาล, นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร, นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง, เทสโก้โลตัส, บิ๊กซีซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ในปี 2558 นี้ บริษัทฯ ได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ 3,000 ล้านบาท และยอดโอน 2,500 ล้านบาท โดยปัจจุบันทำได้ 60-70% ของเป้าที่ตั้งไว้ และมองว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถทำยอดขายรวมถึงยอดรับรู้รายได้ ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ เนื่องจากในช่วงไตรมาส 4 ของทุกปี จะมีความคึกคักในส่วนของกำลังซื้อ บวกกับความเชื่อมั่นของกลุ่มลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ บริษัทฯจะสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามเป้าที่ตั้งไว้

1 ... 72 73 74 ... 76