Tag : Lifestyle

264 ผลลัพธ์
เลือกวัสดุปูพื้นอย่างไร ให้ตอบโจทย์การใช้งาน

เลือกวัสดุปูพื้นอย่างไร ให้ตอบโจทย์การใช้งาน

คุณแน่ใจแล้วหรือยังว่าวัสดุปูพื้นที่คุณเลือกใช้นั้นสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี เพราะห้องแต่ละห้องมีการใช้งานที่แตกต่างกัน วัสดุปูพื้นที่จะนำมาใช้จึงควรผ่านการพิจารณาก่อนนำมาติดตั้งเพื่อรองรับการใช้งานได้อย่างเต็มที่ การเลือกวัสดุปูพื้นที่เหมาะสมจะช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนาน ง่ายต่อการดูแลรักษา และปลอดภัยสำหรับสมาชิกในบ้าน 1. ห้องโถงและทางเดิน - เป็นบริเวณที่ใช้สัญจรเข้าออกตั้งแต่เช้าจรดเย็นตลอดเวลา และยังเป็นพื้นที่ที่ต้องการโชว์ความสวยงามสำหรับแขกผู้มาเยือน  ดังนั้น นอกจากความสวยงามที่แสดงออกถึงสไตล์การตกแต่งแล้ว พื้นที่ส่วนนี้จึงควรมีความทนทานแข็งแรง ไม่ลื่นจนเกินไป และทนต่อการขีดข่วนโดยเฉพาะเจ้าของบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงในบ้าน วัสดุปูพื้นสามารถเลือกใช้เป็นหินแกรนิต หินขัด (Terrazzo) ที่มีทั้งความสวยงาม ความแข็งแกร่ง และความทนทานสูง หรือหากไม่ชอบอะไรที่จำเจ สามารถเลือกเป็นกระเบื้องเซรามิกที่มีความหลากหลายทั้งโทนสี และผิวสัมผัสก็ได้ หรือหากต้องการให้บ้านดูอบอุ่นขึ้นมาหน่อยอาจเลือกใช้ไม้ลามิเนตแทนการใช้ไม้จริง เนื่องจากทนต่อการขีดข่วนได้ดี และยังดูเป็นธรรมชาติ ภาพ: ห้องโถง (ซ้าย) ปูด้วยกระเบื้อง Cotto Italia / (ขวา)พื้นไม้ลามิเนต 2. ห้องรับแขก และห้องนั่งเล่น - นับเป็นอีกห้องที่ใช้งานหนัก ไหนจะมีเครื่องเรือนทั้งโต๊ะ โซฟา เคาน์เตอร์วางทีวี ตู้โชว์ ตู้ปลา หรือตู้หนังสือจัดวาง วัสดุปูพื้นสำหรับห้องนี้คล้ายห้องโถงและทางเดิน คือควรมีลักษณะทนทาน ไม่เป็นรอยง่ายอย่าง หินแกรนิต ไม้ลามิเนต หินขัด หรือกระเบื้องเซรามิก นอกจากนี้ การปูพรมเสริมภายในห้อง ก็ช่วยให้ห้องดูอบอุ่นสบายตายิ่งขึ้น ภาพ: ห้องรับแขกปูด้วยกระเบื้อง Cotto Italia 3. ห้องครัว และห้องทานอาหาร - ห้องครัว หรือห้องทานอาหารมักอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน เป็นห้องที่บางบ้านอาจใช้งานบ่อย หรือบางบ้านอาจใช้ไม่บ่อยนัก แต่ด้วยการใช้งานมีไว้สำหรับไว้ทำอาหาร จึงมีโอกาสเกิดคราบสกปรกที่พื้นและผนังได้ง่าย ทั้งเศษอาหาร ไขมัน น้ำ และกลิ่น ทั้งนี้ วัสดุปูพื้นจึงควรเลือกเป็นวัสดุที่ทำความสะอาดง่าย ไม่สะสมเศษสกปรกหรือกลิ่น เช่น กระเบื้องเซรามิก กระเบื้อง PVC เป็นต้น ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงพื้นหินอ่อน ไม้จริง กระเบื้องดินเผา และพรม เพราะจะสกปรกง่าย และทำความสะอาดยาก   ภาพ: ห้องทานอาหารพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิก 4. ห้องน้ำ - เป็นพื้นที่ต้องรองรับความเปียกชื้น รวมถึงน้ำยา และสารเคมีต่างๆ เช่น สบู่ แชมพู และน้ำยาล้างห้องน้ำ ซึ่งส่งผลต่อพื้นผิววัสดุปูพื้นโดยตรง ดังนั้นควรเลือกวัสดุปูพื้นที่มีคุณสมบัติกันน้ำ กันลื่น ไม่ขึ้นรา ทำความสะอาดง่ายอย่างกระเบื้องเซรามิก โดยเลือกเป็นประเภทที่มีค่าดูดซึมน้ำต่ำ รวมถึงควรมีค่า R (ค่ากันลื่น) ที่ 10 ขึ้นไป หรือหากต้องการตกแต่งห้องน้ำสไตล์ธรรมชาติ สามารถใช้กรวดล้างทรายล้าง หรือใช้พื้นไม้สังเคราะห์ประเภทไฟเบอร์ซีเมนต์ หรือไวนิลสลับกับการโรยด้วยกรวดหินก็เป็นอีกวิธีที่นิยม นอกจากนี้ ต้องยาแนวกระเบื้องอย่างถูกวิธี และอย่าลืมทำระบบกันซึมบนพื้นคอนกรีตโครงสร้าง เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม ภาพ: ห้องน้ำปูกระเบื้องเซรามิก 5. ห้องนอน - เป็นพื้นที่พักผ่อนส่วนตัวที่ควรมีบรรยากาศผ่อนคลาย สามารถเลือกวัสดุปูพื้นได้หลายประเภทตามแต่เจ้าของห้องต้องการ เพราะเป็นบริเวณที่ไม่ได้ใช้งานหนัก โดยมากจะเลือกเป็นพื้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้จริงหรือไม้เทียมต่าง ๆ เพราะให้ความรู้สึกอบอุ่น ไม่เย็นเท้า หรือสามารถเลือกเป็นกระเบื้องเซรามิก หินขัด และปูพรมบางส่วน โดยเฉพาะบริเวณรอบเตียง เพื่อช่วยเพิ่มความนุ่มนวล และลดความแข็งกระด้าง ภาพ: ห้องนอนปูด้วยพื้นไม้ 6. ชาน และระเบียงบ้าน - ชาน และพื้นระเบียงที่อยู่ชั้นบนหรือชั้นล่าง มีโอกาสเจอทั้งแดดและฝน ดังนั้น ควรพิจารณาเลือกใช้วัสดุที่แข็งแรง อายุการใช้งานยาวนานอย่างไม้สังเคราะห์ไฟเบอร์ซีเมนต์ หรือไวนิล สำหรับเจ้าของบ้านที่ชอบสไตล์ธรรมชาติ หรือเลือกใช้เป็นกระเบื้องเซรามิกที่ทำความสะอาดง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ภาพ: ระเบียงนอกบ้านปูด้วยไม้สมาร์ทวูด Floor Plank 7. บันได - สำหรับบ้านพักอาศัยส่วนใหญ่จะเลือกใช้วัสดุประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียงกับวัสดุปูพื้นชั้นล่าง หรือวัสดุปูพื้นชั้นบน อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้กลมกลืนต่อเนื่องกัน และควรมีจมูกบันไดที่เป็นวัสดุกันลื่น เพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ หากมีงบประมาณสามารถปูพรมเพื่อความปลอดภัย และลดเสียงเวลาใช้งานได้ด้วย ภาพ: (ซ้าย) บันไดปูไม้บันไดสมาร์ทวูด/ (ขวา) บันไดปูกระเบื้องเซรามิกลายหินอ่อน อย่างไรก็ตาม การเลือกวัสดุปูพื้นในแต่ละห้องต้องไม่ลืมนึกถึงสมาชิกในบ้านด้วย เช่น หากมีเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ ควรเลือกวัสดุปูพื้นที่มีคุณสมบัติกันลื่น หรือเลือกใช้สีพื้นต่างกันในพื้นที่ต่างระดับ เป็นต้น ทราบอย่างนี้แล้ว อย่าลืมศึกษาทั้งคุณสมบัติและการติดตั้งก่อนตัดสินใจ และหมั่นทำความสะอาด บำรุงรักษาวัสดุปูพื้นเพื่อยืดอายุการใช้งานให้สวยงามอยู่เสมอ ขอขอบคุณภาพประกอบและข้อมูลจาก  www.scgbuildingmaterials.com
ซื้อบ้านหลังแรกช่วยลดภาษีได้อย่างไร?

ซื้อบ้านหลังแรกช่วยลดภาษีได้อย่างไร?

ข่าวดีสำหรับคนที่เพิ่งซื้อบ้านไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว หรือมีแพลนจะซื้อบ้านในปีนี้ ถ้าไม่เคยซื้อบ้านหรือมีชื่อเป็นเจ้าของบ้านมาก่อน สามารถนำเงินค่าซื้อบ้านมาลดหย่อนภาษีได้นะครับ ซึ่งรายละเอียด เงื่อนไขเป็นอย่างไรนั้น เรามีข้อมูลมาฝากครับ บ้านแบบไหนลดหย่อนภาษีได้ บ้านที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีกรณีบ้านหลังแรกได้นั้น ต้องเป็นบ้านพร้อมที่ดิน หรือเป็นคอนโดฯ จะเป็นมือ 1 หรือมือ 2 ก็ได้ แต่ต้องมีราคาซื้อขายไม่เกิน 3 ล้านบาท และจะซื้อด้วยเงินสด หรือเงินผ่อนก็ได้ แต่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในช่วง 13 ตุลาคม 2558 - 31 ธันวาคม 2559  ดังนั้น ถ้าโอนกรรมสิทธิ์ไม่ทันช่วงเวลานี้ ก็อดหมดสิทธิลดหย่อนภาษีจากบ้านหลังแรกนะครับ รวมถึงถ้ามีที่ดินอยู่แล้ว จะปลูกสร้างบ้านหรือที่อยู่อาศัยบนที่ดินนั้น แม้ไม่เคยเป็นเจ้าของบ้านมาก่อน ก็ไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนบ้านหลังแรกได้เช่นกันครับ ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร ผู้ที่ซื้อบ้านหรือคอนโดฯ โดยที่ตัวเองไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในบ้านหรืออสังหาฯ เพื่อที่อยู่อาศัยใดๆ มาก่อน ถ้ามีรายได้อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษี จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากบ้านหลังแรกได้ โดยสามารถนำ 20% ของราคาบ้านมาเฉลี่ยลดหย่อนภาษีได้เป็นเวลา 5 ปี หรือก็คือ ลดหย่อนภาษีได้ปีละ 4% ของราคาบ้านเป็นเวลา 5 ปีนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ซื้อบ้านหรือคอนโดฯ หลังแรกราคา 3 ล้านบาท จะสามารถลดหย่อนภาษีได้เป็นเวลา 5 ปี ปีละ 120,000 บาท โดยบ้านที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วง 13 ตุลาคม 2558 - 31 ธันวาคม 2558 จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับเงินได้ของปี 2558-2562 ส่วนบ้านที่โอนกรรมสิทธิ์ในปี 2559 จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับเงินได้ของปี 2559-2563 แล้วตอนที่ยื่นภาษีเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนบ้านหลังแรกรอบนี้ จะกรอกเป็นค่าลดหย่อนในช่อง “เงินได้ที่จ่ายเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์” ซึ่งต่างจากมาตรการบ้านหลังแรกที่ออกมาในช่วงปี 2554-2555 ที่ตอนยื่นภาษีจะกรอกในช่อง “ภาษีเงินได้ที่ได้รับยกเว้นจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์” นะครับ ร่วมกันซื้อบ้าน ลดหย่อนภาษีอย่างไร ถ้าหลายคนซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ร่วมกัน จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ทุกคน โดยหารเฉลี่ยเท่ากัน แต่เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 20% ของราคาบ้านหรือคอนโดฯ นั้น เช่น ซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท โดยกู้ร่วมกัน 3 คน จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากบ้านหลังแรกได้คนละ 40,000 บาทต่อปี รวมกันแล้วอยู่ที่ 120,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 20% ของราคาบ้าน 3 ล้านบาท แต่ในกรณีที่เป็นสามีภรรยากู้ร่วมกันซื้อบ้าน การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากบ้านหลังแรกจะต้องดูรายได้ของแต่ละฝ่ายก่อนนะครับ ถ้าสามีหรือภรรยามีรายได้แค่ฝ่ายเดียว ให้ฝ่ายที่มีรายได้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน แต่ถ้ามีรายได้ทั้ง 2 ฝ่าย การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องดูว่ายื่นภาษีแบบไหนครับ - ถ้าต่างฝ่ายต่างแยกยื่นรายได้ของตัวเอง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นเฉพาะเงินเดือน (รายได้ตามมาตรา 40(1)) แล้วนำรายได้อื่นไปยื่นรวมกับอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ละฝ่ายจะใช้สิทธิลดหย่อนได้คนละครึ่ง เช่น สามีภรรยาซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาทร่วมกัน จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้คนละ 60,000 บาทต่อปีครับ - ถ้าสามีภรรยายื่นภาษีร่วมกัน ให้ฝ่ายที่ยื่นแบบได้ใช้สิทธิลดหย่อนบ้านหลังแรกของตนเอง และใช้สิทธิในส่วนของสามีหรือภรรยาด้วย เช่น สามีภรรยาซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาทร่วมกัน ถ้ายื่นภาษีร่วมกัน ผู้ที่ยื่นแบบจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้รวมเท่ากับ 120,000 บาทต่อปีครับ ใช้หลักฐานอะไรบ้างในการลดหย่อนภาษี ผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรก อย่าลืมเตรียมหลักฐานต่างๆ เพื่อใช้ยื่นภาษีให้พร้อมจะได้ไม่พลาดสิทธิดีๆ นะครับ มีอะไรบ้างมาดูกันครับ 1. หนังสือรับรองจำนวนเงินที่ชำระค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ (สามารถดูแบบฟอร์มของกรมสรรพากร) 2. หนังสือรับรองการซื้ออสังหาริมทรัพย์ว่าเป็นที่อยู่อาศัยหลังแรก (สามารถดูแบบฟอร์มของกรมสรรพากร) 3. สำเนาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ 4. สำเนาสัญญากู้ยืมเงิน (กรณีขอสินเชื่อจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน) อยากขายบ้านที่ใช้สิทธิบ้านหลังแรกทำได้หรือไม่ สำหรับผู้ที่ใช้สิทธิลดหย่อนบ้านหลังแรก จะต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านที่ซื้อไม่น้อยกว่า 5 ปีนับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จึงจะขายบ้านได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข แต่ถ้ามีการทำผิดเงื่อนไข เช่น ขายบ้านก่อนถือครองครบ 5 ปี จะทำให้หมดสิทธิการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แถมยังต้องคืนภาษีที่ได้ลดหย่อนจากบ้านหลังแรก พร้อมเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของจำนวนเงินภาษีที่ได้ลดหย่อนไป นับตั้งแต่เดือนเมษายนของปีที่ผู้ซื้อบ้านยื่นขอลดหย่อนภาษีจนถึงเดือนที่มีการยื่นคืนเงินภาษี   ขอขอบคุณข้อมูลจาก K-Expert
ช่วยกิจการครอบครัวไม่ต้องกลัวเรื่องกู้บ้าน

ช่วยกิจการครอบครัวไม่ต้องกลัวเรื่องกู้บ้าน

มีหลายคนเมื่อเรียนจบแล้ว เลือกที่จะทำงานดูแลกิจการของครอบครัว แต่ด้วยความเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกในครอบครัว การจ่ายค่าจ้างหรือเงินเดือน ก็อาจไม่ได้ชัดเจนเหมือนพนักงานทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นวิธีการจ่าย จำนวนเงินเดือน หรือตำแหน่งงานที่รับผิดชอบ จึงทำให้หลายคนที่เลือกทำงานกับครอบครัวประสบปัญหาในการยื่นกู้ซื้อบ้าน แล้วความชัดเจนในการทำงานกับครอบครัวจะพิสูจน์ให้ธนาคารรู้ได้อย่างไร เรามีคำตอบครับ รายได้ต้องเข้าระบบบัญชีเงินเดือน ถึงแม้จะทำงานกับครอบครัว แต่หากรับรายได้จากครอบครัวเป็นแบบค่าจ้างหรือเงินเดือน ก็ถือว่าเราเป็นพนักงานคนหนึ่งของกิจการครับ และเมื่อมีรายได้เป็นแบบเงินเดือน การรับเงินจึงควรรับผ่านระบบบัญชีเงินเดือน หรือที่เรียกกันว่า Payroll เหมือนกับพนักงานประจำทั่วไปครับ โดยลักษณะการรับเงินผ่านระบบ Payroll นายจ้างจะจ่ายเงินเดือนให้ด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากที่ลูกจ้างหรือพนักงานเปิดไว้กับธนาคาร เพื่อรองรับเงินเดือนนั่นเอง ที่สำคัญการรับเงินเดือนผ่านระบบ Payroll ในสมุดบัญชีเงินฝากจะต้องแสดงรหัส (Code) เป็นรหัสเฉพาะของ Payroll ตามที่ธนาคารกำหนด ซึ่งจะไม่เหมือนกับรหัสการโอนเงินเข้าบัญชีแบบทั่วๆ ไป ดังนั้นหากเรามีการรับเงินเดือนผ่านระบบ Payroll แล้ว ในสมุดบัญชีเงินฝากจะแสดงยอดจำนวนเงินเดือนและมีรหัสที่แสดงว่ามีการรับเงินผ่านระบบ Payroll เราก็สามารถใช้รายการเดินบัญชีย้อนหลัง (Statement) จากบัญชีนี้ เป็นหลักฐานในการยื่นกู้ซื้อบ้าน ซึ่งช่วยยืนยันรายได้และการทำงานของเราได้ครับ ทำงานจริงต้องมีเอกสารยืนยัน สำหรับเอกสารที่ใช้ในการยื่นกู้ซื้อบ้าน เพื่อแสดงรายได้และยืนยันการทำงานกับกิจการของครอบครัว จะใช้เอกสารเช่นเดียวกับการยื่นกู้ซื้อบ้านกรณีเป็นพนักงานประจำครับ ซึ่งเอกสารที่ต้องเตรียมให้กับธนาคาร ได้แก่ - สลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองเงินเดือน - เอกสารการเสียภาษี เช่น หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) - รายการเดินบัญชีย้อนหลัง โดยต้องเป็นบัญชีเงินฝากที่ใช้รับเงินเดือน เอกสารต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ธนาคารรู้ว่า การทำงานกับกิจการของครอบครัวของเรานั้น  ทำงานในตำแหน่งอะไร  มีรายได้จากเงินเดือนเท่าไร และทำมานานแค่ไหนครับ การพิสูจน์ให้ธนาคารเห็นว่า เรามีการทำงานกับครอบครัวจริงๆ และมีรายได้ประจำจากเงินเดือนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการมีเอกสารที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ ก็จะช่วยให้เพิ่มโอกาสในการยื่นกู้ซื้อบ้านให้ผ่านได้ครับ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก K-Expert
ดินเปล่าแบบไหน กู้ซื้อกับธนาคารได้

ดินเปล่าแบบไหน กู้ซื้อกับธนาคารได้

การกู้ซื้อที่ดินเปล่าๆ โดยที่ยังไม่ก่อสร้างบ้านอาจจะดูเป็นเรื่องยากสักหน่อยครับ เพราะปกติแล้วการกู้ซื้อที่ดินเปล่ากับธนาคารจะต้องกู้ซื้อพร้อมกับการปลูกสร้างบ้านบนที่ดินแปลงนั้น แต่การกู้ซื้อที่ดินเปล่าก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลย เนื่องจากมีบางกรณีที่เราสามารถยื่นกู้ซื้อที่ดินเปล่าได้ สำหรับใครที่กำลังมองหาอยากได้ที่ดินเปล่าไว้เป็นทรัพย์สิน ลองมาดูกันว่ามีกรณีไหนบ้าง เรามีคำตอบครับ ซื้อที่ดินเปล่าขยายพื้นที่จากบ้านเดิม เป็นกรณีที่เราต้องการซื้อที่ดินเปล่าเพิ่ม เพื่อขยายที่อยู่อาศัยเดิมให้กว้างขวางขึ้น โดยที่ดินเปล่าจะต้องมีเนื้อที่ติดกับพื้นที่บ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้กู้ ขอยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ เช่น การซื้อที่ดินเปล่าจากเพื่อนบ้านที่มีเนื้อที่ดินติดกับบ้านของเรา กรณีนี้สามารถนำที่ดินแปลงดังกล่าวยื่นกู้ซื้อกับธนาคารได้ครับ ทั้งนี้ธนาคารอาจมีการกำหนดเงื่อนไขในการกู้ที่ไม่ได้เหมือนกับการกู้ซื้อบ้านปกติ เพราะจะกู้ได้วงเงินน้อยกว่า ระยะเวลาผ่อนสั้นกว่า เช่น ให้กู้ได้ไม่เกิน 70% ของราคาประเมินที่ดิน ผ่อนสูงสุดไม่เกิน 10 ปี หากใครมีแผนที่จะซื้อที่ดินเปล่าจากเพื่อนบ้าน ก็อย่าลืมเตรียมเงินส่วนต่างที่กู้ธนาคารได้ไม่เต็ม เพื่อจ่ายให้กับผู้ขายครับ ซื้อที่ดินเปล่าจากลูกหนี้ธนาคาร สำหรับผู้ที่สนใจต้องการกู้ซื้อที่ดินเปล่า หลักประกันของลูกหนี้ธนาคารเป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ โดยที่ดินเปล่าที่สามารถยื่นกู้ซื้อได้ มีกรณีต่อไปนี้ - ซื้อที่ดินเปล่าจากการประมูลขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี หากเป็นทรัพย์ที่ติดจำนองอยู่กับธนาคาร ก็สามารถยื่นกู้ได้กับธนาคารนั้นเลยครับ - ซื้อที่ดินเปล่าจากทรัพย์สินรอการขายของธนาคาร  โดยสามารถเข้าไปดูได้ในเว็บไซต์ทรัพย์สินรอการขายของธนาคารที่สนใจ เพื่อเสนอราคาซื้อทรัพย์สิน หากธนาคารแจ้งผลว่าเราได้รับอนุมัติการเสนอซื้อ ก็สามารถยื่นกู้ซื้อที่ดินเปล่าดังกล่าวกับธนาคารได้ครับ หลายคนอาจสงสัยว่าธนาคารมีหลักประกันเป็นที่ดินเปล่าจากลูกหนี้ได้อย่างไร ต้องบอกว่าหลักประกันที่เป็นที่ดินเปล่าส่วนใหญ่ จะมาจากลูกหนี้ที่ขอกู้เงินประเภทสินเชื่อธุรกิจครับ เพราะที่ดินเปล่าถึงแม้จะไม่สามารถกู้ซื้อได้ แต่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อธุรกิจได้ เช่น วงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ O/D ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปหากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้เลย ก็จะเข้าสู่กระบวนการต่างๆ ตามลำดับตั้งแต่การเจรจาแก้ไขหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้  ไปจนถึง ยึดหลักทรัพย์ ประมูลขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี เพื่อขายหลักประกันนำเงินไปชำระหนี้ครับ อย่างไรก็ตาม การกู้ซื้อที่ดินเปล่าจะไม่ได้ระยะเวลาผ่อนยาวเหมือนกับการกู้ซื้อบ้าน เช่น อาจจะผ่อนได้ไม่เกิน 10 ปี ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนค่อนข้างสูงกว่าการผ่อนกู้ซื้อบ้านปกติ หากใครที่กำลังวางแผนจะกู้ซื้อที่ดินเปล่า ก็ไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม หรือลดภาระหนี้ที่ผ่อนอยู่ให้น้อยลงก่อนนะครับ เพื่อให้มีความสามารถเพียงพอในการชำระหนี้ โดยปกติควรมีภาระหนี้ผ่อนทั้งหมดต่อเดือนไม่เกิน 40% ของรายได้ครับ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก K-Expert
กู้ซื้อบ้านมือสองต้องทำอย่างไร?

กู้ซื้อบ้านมือสองต้องทำอย่างไร?

เวลาที่เราซื้อบ้านมือหนึ่งกับโครงการเปิดใหม่ การยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคารอาจดูไม่ใช่เรื่องยากมากนัก เพราะจะมีเจ้าหน้าที่โครงการช่วยอำนวยความสะดวกให้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำเอกสารสัญญาจะซื้อจะขาย รวมทั้งติดต่อยื่นกู้กับธนาคารให้เรา โดยที่ผู้ซื้อเองแทบไม่ต้องเดินทางไปที่ธนาคาร เพื่อทำเรื่องยื่นกู้ซื้อบ้านเลย แต่สำหรับใครที่กำลังมีแผนจะซื้อบ้านมือสองด้วยการกู้เงินกับธนาคาร ก็ไม่ต้องกังวลใจไปครับ ถึงแม้การซื้อบ้านมือสองจะไม่ได้มีเจ้าหน้าที่โครงการช่วยอำนวยความสะดวกให้เหมือนกับการซื้อบ้านมือหนึ่ง แต่ผู้ซื้อเองก็สามารถดำเนินการในเรื่องต่างๆ ได้ไม่ยากครับ ส่วนจะต้องทำอย่างไรบ้างนั้น เรามีคำแนะนำมาฝากครับ   ตกลงราคากับผู้ขาย เพื่อทำสัญญา เมื่อเราเลือกบ้านมือสองที่ถูกใจได้แล้ว ก็จะต้องดำเนินการติดต่อกับผู้ขาย เพื่อทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านมือสองหลังนั้นครับ ในสัญญาจะซื้อจะขายต้องมีการระบุราคาที่ได้ตกลงซื้อขายกัน การจ่ายเงินมัดจำ และเงินส่วนที่เหลือจะชำระเมื่อไร โดยผู้ขายมักจะกำหนดระยะเวลาการชำระเงินส่วนที่เหลือ ซึ่งหากผู้ซื้อไม่สามารถชำระเงินส่วนที่เหลือได้ภายในกำหนดผู้ขายก็จะมีสิทธิ์ยึดเงินมัดจำ ส่วนสัญญาจะซื้อจะขายเราสามารถทำขึ้นมาเอง หรือใช้แบบฟอร์มมาตรฐานที่มีอยู่ โดยดาวน์โหลดได้ตามเว็บไซต์ หรือจะซื้อจากร้านเครื่องเขียนก็ได้ และเมื่อทำสัญญาจะซื้อจะขายเรียบร้อยแล้วผู้ขายจะต้องให้สำเนาโฉนดที่ดิน เพื่อใช้เป็นเอกสารในการยื่นกู้ครับ   ติดต่อธนาคาร เพื่อยื่นกู้ การยื่นกู้ซื้อบ้านมือสองกับธนาคาร ผู้ซื้อหรือผู้กู้จะต้องเตรียมเอกสารแสดงตนและเอกสารทางการเงินที่แสดงแหล่งที่มาของรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน รายการเดินบัญชีย้อนหลัง เป็นต้น พร้อมทั้งจะต้องนำสัญญาจะซื้อจะขายและสำเนาโฉนดที่ดินที่ได้มาจากผู้ขาย ยื่นกับธนาคารเพื่อให้ประเมินราคาทรัพย์สิน ซึ่งปกติแล้วธนาคารก็จะให้วงเงินกู้ไม่เกิน 80% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมิน โดยเลือกราคาที่ต่ำกว่า ดังนั้นผู้ซื้อควรจะต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อย 20% ของราคาซื้อขาย เพื่อจ่ายให้กับผู้ขายด้วยครับ   นัดจำนองกรมที่ดิน เพื่อโอนบ้าน หลังจากผ่านการอนุมัติวงเงินกู้ซื้อบ้านกับธนาคารแล้ว ผู้ซื้อจะต้องแจ้งกับผู้ขาย เพื่อนัดวันไปโอนบ้านที่กรมที่ดิน พร้อมจำนองบ้านหลังนั้นต่อให้กับธนาคาร เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงิน ผู้ขายเองก็จะได้รับเงินจากการขายบ้านทั้งหมดในวันนั้น ซึ่งเท่ากับว่าจะต้องมากรมที่ดินพร้อมกัน 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้ซื้อ ผู้ขาย และธนาคาร เพื่อทำการโอนบ้านและจำนองให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียวกัน โดยในวันนั้นจะมีการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ  เกี่ยวกับการซื้อขายบ้าน การโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินมาเป็นของผู้ซื้อ การจำนองทรัพย์สินให้กับธนาคาร ได้แก่ ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะหรือค่าอากรแสตมป์ ค่าโอน ค่าจำนอง ซึ่งจะชำระให้กับกรมที่ดิน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ส่วนนี้ ผู้ซื้อและผู้ขายควรมีการตกลงกันตั้งแต่วันทำสัญญาจะซื้อจะขายว่า ใครจะเป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง หรือตกลงแบ่งจ่ายกันอย่างไร เช่น ค่าใช้จ่ายทั้งหมดแบ่งจ่ายกันคนละครึ่ง เป็นต้นครับ   ถึงแม้ว่าการซื้อบ้านมือสองจะไม่ได้มีเจ้าหน้าที่โครงการช่วยอำนวยความสะดวกให้  แต่หากเราต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการยื่นกู้ซื้อบ้านมือสอง ก็ยังสามารถสอบถามหรือขอคำแนะนำกับเจ้าหน้าที่ธนาคารได้ครับ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก K-Expert      
วิธีการกำจัดตะขาบ และวิธีไล่ตะขาบ ออกจากบ้านสุดง่าย ได้ผลดีมาก!!

วิธีการกำจัดตะขาบ และวิธีไล่ตะขาบ ออกจากบ้านสุดง่าย ได้ผลดีมาก!!

บ้านของเรา คือสถานที่ที่ปลอดภัย อยู่แล้วอบอุ่น เป็นที่พักพิงที่แสนสุขใจ แต่เมื่อมีแขกไม่ได้รับเชิญ แอบเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านของเราหล่ะ!! แน่นอนว่าเราก็ต้องมีการไล่กันบ้างหล่ะ วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีกำจัดตะขาบกันค่ะ เจ้าสัตว์หลายขามีพิษชนิดนี้ มักจะเข้ามาหลบอยู่ตามพื้นบ้านของเรา ยิ่งในห้องน้ำด้วยแล้วจะเจอบ่อยมากๆ บางทีเอาไม่ทันได้ดู เผลอไปเหยียบเข้าแล้วหล่ะก็ จะต้องได้เข้าโรงพยาบาลกันให้วุ่น เมื่อเราเจอตะขาบในบ้าน เราจะมี วิธีไล่ตะขาบ อย่างไร ถึงจะปลอดภัยและได้ผล เรามีหลายวิธีเตรียมไว้มอบให้คุณได้นำไปใช้กันแล้ว เพื่อสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตของคนในครอบครัวมากยิ่งขึ้น   ในช่วงฤดูฝนของทุกปี สัตว์มีพิษหรือแมลงต่างๆ มักจะหนีน้ำเข้ามาหลบอยู่ในบ้านของเรา แต่นั่นแหล่ะที่ทำให้เจ้าของบ้านอย่างเราเดือดร้อน ต้องมาคอยระแวงระวังว่าจะถูกสัตว์มีพิษทำร้ายถึงในบ้าน ยิ่งบ้านใครที่อยู่ใกล้ป่าด้วยแล้ว ควรใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะต้องเฝ้าระวังไล่งูที่มักจะเข้ามาในบ้านของเรา ส่วนตะขาบนั้นก็อันตรายไม่แพ้งูเลยนะ เพราะเป็นสัตว์มีพิษเหมือนกัน และยังสร้างความน่าขนลุกให้เราเป็นอย่างมาก ที่บ้านแอดมินเคยเจอตะขาบตัวสีดำเหมือนในรูปเลยหล่ะ มันวิ่งเร็วมาก กลัวมันวิ่งมาไต่ขึ้นขาของเรามากๆ ฉะนั้นเราต้องมี วิธีกำจัดตะขาบที่ใช้แล้วได้ผลเตรียมไว้บ้างหล่ะ เจอตะขาบเมื่อไหร่เราจะได้จัดการได้ทันที   รวมวิธีกำจัดตะขาบที่หลากหลายสำหรับคุณ ใช้ผงกำจัดปลวกก็กำจัดตะขาบได้เช่นกัน ให้คุณไปหาซื้อผงกำจัดปลวกยี่ห้อใดก็ได้ เอามาโรยรอบๆ ตัวบ้าน หรือบริเวณข้างรั้วบ้านของคุณ ซากตะขาบที่โดนฤทธิ์ของผงกำจัดปลวกก็จะนอนกองเต็มพื้นเลยหล่ะ คุณก็แค่เก็บกวาดเอาไปทิ้งเท่านั้นเอง แต่การใช้ตัวยาต้องระวังหากที่บ้านมีเด็กเล็ก หรือสัตว์เลี้ยงด้วยนะคะ อาจจะได้รับอันตรายจากสารพิษได้ ใช้โซดาไฟกำจัดตะขาบ บ่อยครั้งที่เรามักจะพบว่าตะขาบได้ขึ้นมาจากท่อระบายน้ำบริเวณบ้าน หรือในห้องน้ำ ให้เราจัดการด้วยโซดาไฟ โดยให้เอาโซดาไฟมาผสมกับน้ำ ราดลงไปตามท่อระบายน้ำที่บ้านของคุณได้เลย ฤทธิ์กัดกร่อน และความร้อนสูงของโซดาไฟ จะช่วยให้แมลงต่างๆ ไม่เข้ามาใกล้เลยหล่ะ เห็นมั๊ยว่านอกจากโซดาไฟจะใช้แก้ปัญหาท่อตันได้แล้ว ยังใช้ไล่ตะขาบได้อีกด้วย กำจัดตะขาบ ด้วยสารกำจัดแมลง Stargle G สารกำจัดแมลงชนิดนี้ค่อนข้างปลอดภัย เกษตรกรต่างประเทศนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยจะใช้โดยตามโคนต้นผลไม้ต่างๆ เพื่อป้องกันและกำจัดแมลง ถ้าเราเอามาโรยบริเวณรอบๆ บ้าน จะช่วยกำจัดตะขาบ และแมลงอีกหลายๆ ชนิดได้อย่างหมดจด และค่อนข้างได้ผล Stargle G สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์และเคมีทางการเกษตรทั่วไป ซื้อ Tick Tox Powder มาโรยกำจัดตะขาบ Tick Tox Powder เป็นผลิตภัณฑ์กำจัดเห็บหมัด ให้กับสุนัข แมว กระต่าย หรือหนูที่เราเลี้ยง แต่เราสามารถนำมาใช้ในการกำจัดตะขาบได้อีกด้วยนะคะ โดยให้คุณเอามาโรยรอบๆ ตัวบ้านของเราได้เลย ช่วยกำจัดตะขาบได้ทั้งตัวเล็ก และตัวโตเลยหล่ะ ลักษณะเป็นขวดพลาสติกสีขาวฝาเขียว ขวดละประมาณ 35 บาทเองค่ะ ใช้ยากำจัดตะขาบของ DAISO ที่ร้าน DAISO จะมียากำจัดตะขาบขายอยู่ เป็นซองสีเขียวมีรูปตะขาบน่ารักๆ ติดอยู่ ราคาไม่แพงแน่นอน  มีลักษณะเป็นก้อนๆ เมื่อได้มาแล้วให้เอาไปวางไว้ตามจุดที่พบตะขาบบ่อยๆ ตามพุ่มไว้เล็กๆ ใกล้ตัวบ้าน แถวท่อระบายน้ำ กระถางต้นไม้  ควรเอาวางไว้ให้ห่างจากอาหาร และควรให้เด็ก หรือสัตว์เลี้ยงอยู่ห่างจากยากำจัดตะขาบเพื่อความปลอดภัย โรยพื้นดินด้วยปูนขาว เอาปูนขาวมาโรยไว้ตามพื้นดินที่มีความชื้น เพราะตะขาบ กิ้งกือ มักจะมาอาศัยอยู่บริเวณนั้น ที่บ้านแอดมินก็เป็นแบบนี้เช่นกัน ตะขาบมักจะซ่อนตัวอยู่ในดินอ่อนๆ ที่มีความชื้น หรือตามกองใบไม้ที่ทับถม ให้คุณเอาปูนขาวมาโรยให้ทั่ว แล้วประชากรตะขาบจะลดลง บางส่วนก็จะอพยพหนีไปอยู่ที่อื่น พ่นด้วยน้ำส้มควันไม้ช่วยไล่ตะขาบ ไปซื้อน้ำส้มควันไม้ที่ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ทางการเกษตร นำมาผสมน้ำตามอัตราส่วน แล้วเอาไปพ่นบริเวณข้างรั้วบ้าน หรือตามขอบฟุตบาทของบ้าน เพื่อไล่ตะขาบออกไป แต่อย่าให้กระเด็นโดนตัวนะ เพราะน้ำส้มควันไม้ค่อนข้างมีความเป็นกรดสูง กำจักตะขาบโดยเศษสบู่วางไว้ที่ท่อระบายน้ำ เศษสบู่ก้อนเล็กๆ อย่าเพิ่งทิ้ง ให้เอาไปแปะไว้ตรงขอบของท่อระบายน้ำในห้องน้ำ หรือหากมีตะแกรงปิดฝาท่อ ให้เอาสบู่แปะไว้ได้เลย แต่อย่าลืมเว้นช่องให้น้ำไหลลงไปได้ด้วยหล่ะ เมื่อตะขาบหรือแมลงที่จะขึ้นมาตามท่อน้ำ ได้มาเจอฤทธิ์ของสบู่ ก็จะไม่กล้าเข้ามาใกล้เลยหล่ะ วิธีกำจัดตะขาบ แบบธรรมชาติ เลี้ยงไก่ให้ช่วยกำจัดตะขาบ คุณเคยเป็นไก่ชอบคุ้ยเขี่ยตามพื้นดินที่หาแมลงกินมั๊ยค่ะ นั่นแหล่ะคือสิ่งที่เราจะทำ โดยเลี้ยงไก่ไว้ที่บ้าน อาจจะเป็นไก่แก้ตัวเล็กๆ ก็ได้ค่ะ เอาไว้ประดับสวนที่บ้านด้วย ไก่จะจัดการกับตะขาบทันทีเมื่อพบเจอ แต่ต้องระวังหากคุณปลูกต้นกล้า หรือผักต่างๆ ไว้ที่บ้าน เพราะไก่จะไปคุ้ยกินจนพืชผักเสียหาย ทำความสะอาดบริเวณบ้าน วันหยุดควรจะสละเวลาทำความสะอาดพื้นที่บริเวณบ้านกันหน่อย หญ้าที่ขึ้นสูงก็ตัดให้สั้นลง ใบไม้ที่ทับถมก็ทำการกำจัดโดยการเผา หรือนำไปบดทำปุ๋ยหมัก อิฐบล็อค หรือแผ่นกระเบื้องที่วางไว้ตามพื้นให้เก็บไว้อย่างเรียบร้อย กองไม้ กองหนังสือต่างๆ ควรเก็บไว้ที่สถานที่ ที่มีแสงแดดลอดถึง เพราะตะขาบ แมงป่อง หรือสัตว์มีพิษต่างๆ มักไม่ค่อยชอบแสงแดดเท่าไหร่นัก   ถ้าที่บ้านของคุณก็มีตะขาบเยอะเหมือนกัน อย่านิ่งนอนใจ เพราะเป็นอันตรายต่อคนในบ้านเป็นอย่างมาก ลองเลือกเอา วิธีกำจัดตะขาบ ตามแบบที่คุณสะดวกแล้วนำไปใช้กันได้เลยนะคะ ขอให้ปลอดภัยกันทุกบ้าน ปลอดตะขาบกันทุกครอบครัวจ้า รู้จักอันตรายของตะขาบ ตะขาบ บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กำจัดปลวก ด้วยวิธีธรรมชาติ วิธีกำจัดมด ด้วยของใกล้ตัว วิธีไล่หนูบนเพดานบ้าน
บ้านแคปซูล Ecocapsules ที่พักสุดล้ำ เพื่อการท่องเที่ยวแห่งอนาคต

บ้านแคปซูล Ecocapsules ที่พักสุดล้ำ เพื่อการท่องเที่ยวแห่งอนาคต

Ecocapsules เป็นผลงานการออกแบบโดยทีม Nice Architects จากประเทศสโลวาเกีย ที่นอกจากจะเด่นเรื่องดีไซน์แล้วยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ที่สำคัญด้วยขนาดที่พกพาสะดวกจึงทำให้มันกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดการท่องเที่ยวของต่างประเทศเป็นอย่างมากครับ Ecocapsules นั้นสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในตัวด้วยกังหันลม และแผงโซลาห์เซลล์ที่ติดตั้งมาในตัว รวมถึงมีการออกแบบให้สามารถกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ได้อีกด้วย พื้นที่ภายในแคปซูลแม้จะไม่ใหญ่มากแต่ก็เพียงพอสำหรับผู้ใหญ่ 2 คน มีห้องน้ำ ห้องทำงาน ห้องครัว ห้องเก็บของ และเตียงนอน ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ขนย้ายสะดวกขนาดนี้ ใครสนใจเข้าไปชมสเป็คเพิ่มเติม และสั่งซื้อได้ทาง ecocapsule.sk ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก  travel.truelife.com
10 ปัญหาบ้านยอดฮิต งานสถาปนิก ’58

10 ปัญหาบ้านยอดฮิต งานสถาปนิก ’58

จบลงไปแล้วกับงานสถาปนิก ‘58 ที่จัดขึ้นเมื่อ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ อิมแพค เมืองทองธานี สำหรับบูธ SCG Experience ภายใต้คอนเซปต์ Lab Gallery of Tomorrow’s Living ซึ่งนอกจากผู้เข้าชมจะได้พบกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการอยู่อาศัย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างบ้านแล้ว ทาง SCG Experience ยังมีโซนให้คำปรึกษาปัญหาเรื่องบ้านโดยสถาปนิกคู่คิด ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวก่อนสร้างบ้านใหม่ ปัญหาจากการต่อเติม หรือซ่อมแซมบ้าน ก็มีคำตอบพร้อมแนวทางแก้ไขให้สำหรับทุกๆ ปัญหา ซึ่งตลอดระยะเวลา 6 วัน ที่ผ่านมามีปัญหามากมายจากทางเจ้าของบ้าน โดยเราได้ทำการรวบรวมและสรุปปัญหายอดฮิต 10 เรื่องมาให้ ดังนี้ ปัญหาที่ถูกถามบ่อยที่สุดเป็นอันดับแรกคือเรื่องการต่อเติมครัวไทยนอกบ้าน ซึ่งนอกจากแนวทางการต่อเติมครัวอย่างถูกวิธี แล้ว ยังควรคำนึงถึงการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างรวมถึงวัสดุหลังคาที่มีน้ำหนักเบา  ด้วย เพื่อช่วยชลอการทรุดตัวในกรณีที่เลือกใช้เสาเข็มสั้น นอกจากนี้การระบายอากาศในห้องครัว ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะครัวไทยที่มีการปรุงอาหารด้วยไฟแรง        ปัญหายอดฮิตอันดับ 2 เป็นคำถามที่มาจากเจ้าของบ้านที่ต้องการสร้างบ้านใหม่ ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร และมีขั้นตอนอะไรบ้าง ซึ่งทางเจ้าของบ้านต้องมีการเตรียมตัวหลายอย่าง ทั้งเรื่องงบประมาณในการสร้างบ้าน  อีกทั้งยังต้องรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ได้ แบบบ้าน ที่ถูกใจ โดยหาสถาปนิก รู้ใจสักคนเพื่อให้คำปรึกษาและออกแบบบ้านให้เหมาะสมกับการใช้งานและงบประมาณที่ตั้งไว้  ปัญหาที่ถูกถามมากเป็นอันดับ 3 คือ ปัญหาดาดฟ้าคอนกรีตรั่วซึม  สืบเนื่องจากหลังคาดาดฟ้าคอนกรีตอาจสร้างไมได้มาตรฐาน หรืออาจมีการเสื่อมสภาพของคอนกรีตไปตามกาลเวลา ดังนั้นควรทำการป้องกันการรั่วซึม ตั้งแต่ตอนก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการผสมน้ำยากันซึมในคอนกรีต ทำพื้นให้ลาดเอียงเพื่อระบายน้ำฝน รวมถึงการใช้วัสดุปูหรือทากันซึมอีกชั้น แต่สำหรับบ้านเก่าที่เกิดปัญหารั่วซึม ก็ควรมีวิธีแก้ไขที่ถูกต้อง โดยการซ่อมแซมรอยร้าว ปรับระดับความลาดเอียงพืนใหม่ และทำระบบกันซึมให้เหมาะสม ปัญหาลำดับต่อมาเป็นอันดับที่ 4 ก็คือวิธีการต่อเติมหลังคาโรงรถ เริ่มตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ให้พร้อม รวมถึงการเลือกใช้วัสดุหลังคาที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นแบบทึบแสง  หรือโปร่งแสง ตามแต่สไตล์ที่เจ้าของบ้านต้องการ ปัญหาที่ถูกถามบ่อยลำดับถัดมาในอันดับที่ 5 เป็นปัญหาเรื่องวิธีแก้ไขน้ำรั่วซึมที่ผนังสำเร็จรูปแบบ Precast ซึ่งส่วนมากจะเกิดขึ้นกับบ้านโครงการ หรือคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างด้วยระบบผนังสำเร็จรูป ซึ่งเมื่ออยู่อาศัยไปสักระยะมักจะเกิดปัญหารั่วซึมที่ผนังตามแนวรอยต่อแผ่น Precast ดังนั้นควรทำความเข้าใจกับบ้านระบบผนังสำเร็จรูป Precast เพื่อที่จะได้ทำการแก้ไขได้อย่างถูกวิธี  อับดับ 6 เป็นคำถามเรื่องดินรอบบ้านทรุดจนเห็นโพรงใต้บ้าน จะแก้ไขได้อย่างไร โดยเฉพาะพื้นดินในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งด้วยสาเหตุจากลักษณะดินที่เป็นดินอ่อน รวมถึงการถมดินในพื้นที่ที่เคยเป็นบ่อ บึงมาก่อน เมื่อเวลาผ่านไป บ้านซึ่งตั้งอยู่บนชั้นดินแข็งจึงมีการทรุดตัวน้อย ในขณะที่รอบบ้านที่เป็นดินถมจะเกิดการทรุดตัวลงไปเรื่อยๆ การป้องกันและแก้ไขปัญหาดินทรุดรอบบ้าน ที่ดีคือการทำครีบ หรือผนังโดยยื่นต่อลงจากท้องคานพื้นชั้นล่างเพื่อช่วยกันดินไม่ให้เกิดช่องโผล่และยังลดค่าใช้จ่ายในการถมดินได้ ปัญหาเรื่องบ้านอันดับที่ 7 เป็นเรื่องการต่อเติมห้องน้ำภายในบ้าน หรือที่เรียกว่าการกั้นพื้นที่ทำห้องน้ำเพิ่มนั้นเอง ว่าจะทำได้หรือไม่ และมีแนวทางอย่างไร ทั้งเรื่องระบบโครงสร้างว่าเหมาะสมเพียงใด และการเตรียมงานระบบประปาสุขาภิบาลต่างๆ  สำหรับอันดับ 8 เป็นเรื่องการเปลี่ยนจากบ่อเกรอะบ่อซึมเป็นถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูป จะทำได้อย่างไร เนื่องจากบ่อเกรอะ บ่อซึมเป็นระบบบำบัดน้ำเสียรุ่นเก่า ต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้งเยอะ และประสิทธิภาพยังด้อยกว่าถังบำบัดน้ำเสียในปัจจุบัน การเลือกใช้ถังบำบัดสำเร็จรูปจึงเข้ามาแทนที่ระบบบำบัดน้ำเสียเดิม ซึ่งควรศึกษาประเภทและวิธีการทำงานของถังบำบัดน้ำเสียประเภทต่างๆ ให้ดีเสียก่อนว่า แบบใดเหมาะสมกับพื้นที่และการใช้งานที่บ้าน        ปัญหาลำดับที่ 9 เป็นเรื่องการต่อเติมห้องบนระเบียงชั้นบน ว่าทำได้หรือไม่และทำอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรปรึกษาสถาปนิกและวิศวกรในเรื่องแนวทางและรูปแบบ รวมถึงการรับน้ำหนักของโครงสร้างเดิมว่าเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด        สำหรับคำถามอันดับสุดท้าย เป็นเรื่องการรื้อหลังคามุงใหม่ โดยเปลี่ยนรูปทรงหลังคาไปเลย ทำได้หรือไม่ การปรับปรุงหลังคาในส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เป็นเรื่องที่เจ้าของบ้านควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และเตรียมตัวในด้านต่างๆ ให้พร้อมทั้งเรื่องงบประมาณ และช่วงเวลาในการปรับปรุงที่เหมาะสม ยิ่งถ้าหากเป็นการรื้อหลังคามุงใหม่ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงหลังคาเดิม รวมถึงการเตรียมที่อยู่อาศัยชั่วคราวด้วย ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก  www.scgexperience.co.th
พาช้อปเรทดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านในงาน Money Expo 2015

พาช้อปเรทดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านในงาน Money Expo 2015

เริ่มกันไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะครับ สำหรับงานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 15 หรือ Money Expo 2015 ที่จัดขึ้น ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 7 - 10 พฤษภาคม 2558 งานนี้แต่ละสถาบันการเงินงัดโปรโมชั่น ทั้งลด ทั้งแจก ทั้งแถม ออกมามัดใจลูกค้ากันสุดๆ เราเลยไม่พลาดที่จะไปเก็บภาพบรรยากาศในงานและอัพเดทอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านของแต่ละแบงค์มาให้ดูกัน ไปดูกันเลยดีกว่าครับว่ามีเจ้าไหนน่าสนใจกันบ้าง ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอศ.) ธนาคารออมสิน ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
25 แปลนบ้าน 3 ห้องนอน ใช้ได้ทั้งบ้านชั้นเดียวและคอนโด

25 แปลนบ้าน 3 ห้องนอน ใช้ได้ทั้งบ้านชั้นเดียวและคอนโด

แปลนบ้านชั้นเดียว 3 ห้องนอน สำหรับคนที่กำลังมองหาแบบบ้านชั้นเดียว วันนี้เรารวบรวมมาให้ชมถึง 25 แบบ ลองไปเก็บไอเดียกันเลย แบบบ้านชั้นเดียว ยังคงฮอตฮิตติดอยู่ในลิสต์อันดับต้น ๆ ของคนอยากมีบ้านอยู่เสมอ เพราะความสะดวกสบายที่ทุกห้องสามารถอยู่ใกล้ชิดกันได้ อีกทั้งยังราคาประหยัดไม่ต้องลงเสาและคานชั้น 2 วันนี้มี แปลนบ้าน 3 ห้องนอน จากเว็บไซต์ home-designing.com มาฝาก แถมยังสามารถนำไปปรับใช้เป็นแปลนห้องสำหรับคนที่อยู่คอนโดได้อีกด้วย 1. แปลนบ้านสำหรับครอบครัวเล็ก ๆ ที่มีสมาชิกประมาณ 3 คน และต้องการห้องนั่งเล่นที่สามารถปรับเปลี่ยนขนาดใช้สอยได้ตามความต้องการ อีกทั้งแต่ละพื้นที่ยังมีผนังกั้น เพื่อความเป็นส่วนตัวที่มากขึ้นด้วย 2.แปลนบ้านเน้นห้องนั่งเล่น ถึงแม้ขนาดของห้องนอนตามแปลนบ้านจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่อย่าลืมว่าบ้านหลังนี้ยังมีพื้นที่กลางแจ้งและห้องนั่งเล่นอันกว้างขวาง ที่เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ 3.แปลนบ้านแบบแฟร์ๆ ห้องนอน 3 ห้องเท่ากัน เนื่องจากแปลนบ้านหลังนี้แบ่งพื้นที่ของห้องนอนทั้ง 3 ห้อง ด้วยขนาดที่เท่า ๆ กัน ดังนั้นช่วยลดปัญหาของการเลือกห้องได้มากทีเดียว ทั้งยังมีห้องน้ำแยกให้ต่างหากด้วย 4. แปลนบ้านที่เหมาะกับการอยู่เป็นครอบครัวและกลุ่มเพื่อน ๆ ด้วยกันเอง เพราะนอกจากจะมีผนังกั้นห้องส่วนตัวแล้ว ทุกคนยังสามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นที่เคาน์เตอร์อาหารเช้า ห้องกินข้าว หรือห้องนั่งเล่น 5. แปลนบ้านที่จะทำให้ทั้งบ้านสว่างไปตลอดทั้งวัน เพราะแต่ละห้องต่างก็มีระเบียงส่วนตัว พร้อมทั้งหน้าต่างมากมายที่ช่วยให้แสงเข้าถึงพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น 6.แบ่งห้องนอนคนละมุม แปลนบ้านแบบส่วนตัว ห้องนอนถูกกระจายออกไปตามมุมต่าง ๆ ของแปลน โดยมีห้องน้ำ ห้องนั่ง และห้องครัวคั่นกลาง ก็เลยทำให้ห้องนอนแต่ละห้องดูเป็นสัดเป็นส่วน และมีความเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น 7.คนรักปาร์ตี้ต้องชอบแปลนบ้านนี้ ส่วนแปลนบ้าน 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พร้อมทั้งห้องนั่งเล่นกับห้องกินข้าวขนาดใหญ่ และมุมนั่งเล่นบนระเบียง เหมาะกับคนที่ชอบชวนเพื่อน ๆ มาปาร์ตี้กันที่บ้านมาก ๆ เลย 8.แปลนบ้านแบบคนชอบความเป็นส่วนตัว ห้องนอนขนาดใหญ่ที่ถูกจัดวางเอาไว้ตามมุมต่าง ๆ ของแปลนบ้านเช่นนี้ ก็จะช่วยให้แต่ละคนมีมุมส่วนตัวของตัวเองกันมากขึ้น ถึงแม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม 9.ห้องนอนขนาดใหญ่ แปลนบ้านแบบมีพื้นที่ สำหรับห้องนอนขนาดใหญ่พร้อมห้องน้ำในตัว แถมยังมีห้องครัวกับห้องกินข้าวขนาดใกล้เคียงกัน ถือเป็นออปชั่นที่น่าสนใจสำหรับแปลนบ้าน 3 ห้องนอนมากทีเดียว 10.แปลนแบบคนชอบห้องนอนสว่างๆ แม้ภาพรวมของแปลนบ้านจะคล้าย ๆ กัน แต่หากสังเกตดี ๆ ก็จะเห็นว่าทางเข้าของแปลนบ้านหลังนี้อยู่ทางตะวันออก พร้อมทั้งสลับตำแหน่งระหว่างห้องนอนกับห้องนั่งเล่น เพื่อให้ห้องนอนได้รับแสงมากขึ้น 11.พื้นที่เล็ก ก็มีแปลนบ้านดีๆ ได้ ถึงแม้ห้องน้ำจะค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับสัดส่วนของห้องอื่น ๆ แต่ก็ถือเป็นแปลนบ้าน 3 ห้องนอนอีกหนึ่งแปลน ที่ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วได้อย่างคุ้มค่าดีจริง ๆ 12. แปลนบ้านน่ารัก ๆ สำหรับครอบครัวเล็ก ๆ เพราะนอกจากจะมีห้องต่าง ๆ ครบครันแล้ว ยังเปลี่ยนห้องนอน 1 ใน 3 ห้องนี้ ให้เป็นห้องสำหรับทำการบ้านของเด็ก ๆ ได้ด้วย 13.ดูหรูหรา แบบแปลนบ้าน 3 ห้องนอน บ้าน 3 ห้องนอน ก็สามารถปรับเปลี่ยนลุคให้ดูหรูหราขึ้นได้เช่นกัน หากพื้นที่ภายในบ้านมีขนาดกว้างขวางพอ จะจัดบ้านให้ดูโล่ง ๆ บรรยากาศปลอดโปร่งสบายตามแปลนบ้านนี้ 14. อีกหนึ่งแปลนบ้านสวย ๆ บนพื้นที่ขนาดเท่ากัน แต่สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งห้องกับพาทิชั่นบางจุด แต่ก็ยังรักษาพื้นที่ใช้สอยเอาไว้ได้เท่าเดิม 15.แปลนแบบมีผนังน้อย เปิดพื้นที่โล่ง แม้ห้องนอนจะดูเหมือนมีขนาดเล็ก แต่ก็ยังพื้นที่ให้ใช้สอยได้อย่างสะดวกสบาย แถมพื้นที่ส่วนรวมก็ยังดูกว้างขวาง เพราะไม่มีผนังมาจำกัดพื้นที่ใช้สอย 16.บ้านพักตากอากาศ ต้องแปลนบ้านนี้เลย การวางเตียงนอน 2 เตียงไว้ในห้องเดียวกัน อาจทำให้ดูคับแคบไปถนัดตา แต่สำหรับแปลนบ้านแปลนนี้กลับยังมีพื้นที่เหลือให้ใช้สอยตามอัธยาศัย แถมการตกแต่งในภาพรวมก็ยังความรู้สึกคล้าย ๆ กับบ้านพักตากอากาศด้วย 17. แปลนบ้านในฝันของใครหลาย ๆ คน ที่อยากจะมีห้องนอนใหญ่ ๆ พร้อมตู้เสื้อผ้าบิวท์อิน และห้องน้ำในตัว อีกทั้งยังมีห้องกินข้าวบรรยากาศสบาย ๆ ที่เป็นจุดเชื่อมต่อของทุกห้องด้วย 18. สำหรับแปลนบ้าน 2 ห้องนอน แต่มีถึง 5 เตียงนอนของบ้านหลังนี้ ถึงแม้จะใช้ตกแต่งบ้านพักตากอากาศชั่วคราว แต่ก็ต้องจัดสรรปันส่วนเวลาอาบน้ำไว้ให้ดี ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องรอคิวเข้าห้องน้ำกันยาวเลย 19.แปลนบ้าน แบบครัวปิด แม้การวางชุดครัวไว้ในห้องปิด อาจจะเป็นเทรนด์บ้านที่ไม่ค่อยทันสมัยสักเท่าไรนัก แต่ก็ช่วยเก็บทั้งกลิ่นและเสียงระหว่างการทำอาหารแต่ละมื้อได้ดีทีเดียว 20.ทุกห้องนอนมีระเบียง แปลนแบบคนรักธรรมชาติ ข้อดีของห้องนอนทั้ง 3 ห้อง ในแปลนบ้านหลังนี้ก็คือ แต่ละห้องมีพื้นที่กลางแจ้งเป็นของตัวเองด้วย นั่นก็คือระเบียงที่สามารถเดินออกไปได้โดยตรงจากห้องนอน รวมถึงในส่วนของห้องครัวด้วย 21.แปลนบ้านเน้นมีระเบียง แปลนบ้านนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่มีความแตกต่างออกไปเล็กน้อย ตรงที่ห้องนอน 2 ห้องแรกใช้ระเบียงร่วมกัน ในขณะที่ห้องนอนสุดท้ายมีระเบียงแยกออกมาเป็นส่วนตัว 22. แปลนบ้าน 1 ห้องนอนใหญ่ กับ 2 ห้องนอนเล็ก ซึ่งถึงแม้จะไม่มีระเบียง แต่ก็มีหน้าต่างอยู่ตามห้องต่าง ๆ ของบ้าน อีกทั้งยังมีห้องกินข้าวบรรยากาศปลอดโปร่ง เป็นจุดเชื่อมต่อจากทุกห้อง 23.แปลนบ้านแบบมีมุมกลางแจ้ง นอกจากจะมีห้องนอนขนาดใหญ่แล้ว ยังมีมุมนั่งเล่นกลางแจ้งบนระเบียงถึง 2 ฝั่ง ตามมาด้วยห้องนั่งเล่นสุดกว้างขวาง ทำให้ห้องนอนทั้ง 3 ห้อง เทียบเท่ากับคอนโดหรู ๆ หนึ่งห้องเลย 24. แปลนบ้านตกแต่งด้วยโทนสีธรรมชาติ และมีตู้เสื้อผ้าซ่อนอยู่มากมาย ทำให้กลายเป็นสถานที่ที่เงียบสงบ บรรยากาศสบาย ๆ เหมาะกับการพักผ่อนหลังเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันมากเลยทีเดียว 25. ดีไซน์เรียบง่ายและดูสบายตา แปลนบ้านแนวโมเดิร์น ทำให้ห้องและองค์ประกอบสำคัญที่อยู่ภายในบ้านดูเป็นระเบียบ อีกทั้งยังเงียบสงบมากทีเดียว แถมห้องนอนแต่ละห้องก็ยังมีระเบียงให้ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์กันด้วย           แปลนบ้านแต่ละหลังน่าอยู่ทั้งนั้น อีกทั้งยังเหมาะสำหรับครอบครัวขนาดเล็กที่มีสมาชิกแบบพ่อ แม่ ลูก ก็หวังว่าไอเดียแปลนบ้านเหล่านี้จะเป็นแนวทางในการสร้างบ้านที่ดีให้กับใครหลาย ๆ คนได้นะคะ ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก  home.kapook.com แบบแปลนบ้านสวยๆ แปลนบ้าน ตามหลักฮวงจุ้ย อยู่แล้วรวย บ้านโมเดิร์นเรียบง่าย อยู่สบาย ในเมืองร้อน ข้อดีและข้อเสีย ของการแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์
บรรยากาศงาน “สถาปนิก 58 อาษาเน็กซ์ ตัวตนคนไทย”

บรรยากาศงาน “สถาปนิก 58 อาษาเน็กซ์ ตัวตนคนไทย”

จัดมาได้เป็นวันที่ 3 แล้วนะครับ สำหรับงาน สถาปนิก 58 งานแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมใหญ่ที่สุดในอาเซียน ครั้งที่ 29 และงานแสดงศักยภาพทางการออกแบบของสถาปนิกไทยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดสู่เวทีโลก ภายใต้แนวคิด ASA NEXT | ตัวตน คนไทย  โดยปีนี้มุ่งเน้นการโชว์ศักยภาพทางวิชาชีพของสถาปนิกชาวไทย และการเป็นงานแสดงสินค้าศูนย์กลางนวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง-ตกแต่งของภูมิภาคอา เซียน วันนี้เราเอาภาพบรรยากาศบางส่วนมาฝากครับ สำหรับใครที่สนใจแวะมาชมงาน ยังพอมีเวลาอยู่นะครับ โดยงานจะจัดไปถึงวันที่ 3 พฤภาคม นี้ ที่ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี
11 เทรนด์สีแต่งบ้านปี 2015 ที่ห้ามพลาด !

11 เทรนด์สีแต่งบ้านปี 2015 ที่ห้ามพลาด !

เทรนด์สีในการตกแต่งบ้านปี 2015 จะเป็นอย่างไร ใครกำลังเตรียมตัวแต่งบ้านหลังปีใหม่ กระซิบให้ว่าเทรนด์สีปี 2015 เป็นแบบนี้จ้า.. เนื่องจากเราไม่ได้เปลี่ยนสไตล์การตกแต่งบ้านบ่อย ๆ เหมือนเสื้อผ้า ดังนั้นก็อาจจะหลุดเทรนด์ไปบ้างหากไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของการตกแต่งบ้านอยู่เป็นประจำ แต่สิ่งนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะคนที่ต้องการจะสร้างบ้านหรือรีโนเวทบ้านใหม่ในปีหน้า เพราะเว็บไซต์ House Beautiful ได้รวบรวมโทนสีแต่งบ้านที่น่าจะมาแรงในปี ค.ศ. 2015 จากการคาดการของ 11 ดีไซเนอร์ชื่อดังมาฝากกันแล้ว 1. สีกรีกบลู (Greek Blue) ซาร่า สตอรี กล่าวว่าสำหรับโทนสีตกแต่งบ้านแบบสีกรีกบลูก็คือ สีน้ำเงินแบบการตกแต่งอาคารในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อย่างเช่น หลังคาโบสถ์บนเกาะซานโตรินี ประเทศกรีซ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นโทนสีเข้มอันยอดเยี่ยมที่ทำให้องค์ประกอบต่าง ๆ ภายในบ้านมีความสวยงามมากขึ้นแล้ว ยังมีความสมบูรณ์ยิ่งกว่าเมื่อจับคู่กับสีเทาหรือชมพูด้วย 2. โทนสีแบบยุค 1960 (60's Shades) หลังจาก อเล็กซานดร้า เคียร์เลอร์ ได้เห็นโทนสีแบบยุค 1960 เจิดจรัสอยู่บนลำตัวของนางแบบ ที่่ออกมาอวดโฉมคอลเลคชั่นเสื้อผ้าของปี ค.ศ. 2015 ก็ทำให้ให้เธอรู้สึกตื่นเต้นมาก และคิดว่าน่าเป็นโทนสียอดนิยมสำหรับการตกแต่งบ้านในปีเดียวกันด้วย ซึ่งโทนสีแบบยุค 1960 ก็ได้แก่ สีเขียวมะกอก สีส้มอิฐ และน้ำตาล เป็นต้น 3. สีเขียวอ่อนและน้ำเงิน (Sour Green With Blue) ทั้ง แอนน์ แม็กซ์เวลล์ ฟอสเตอร์ และ ซุยเซล เดอเพโดร คันนิ่งแฮม ต่างก็คิดว่าเทรนด์สีการตกแต่งบ้านยอดนิยมสำหรับพวกเขาน่าจะเป็นโทนสีแบบลวดลายบนผ้าปาเต๊ะ โดยเฉพาะการจับคู่ระหว่างสีเขียวอ่อนกับสีอื่น ๆ ได้แก่ สีเขียวอ่อน และสีน้ำเงิน เพราะนอกจากสีน้ำเงินจะทำให้บ้านมีกลิ่นอายของความคลาสสิกแล้ว ยังมีสีเขียวเข้ามาช่วยเพิ่มความสดใสอีกด้วย 4. โทนสีพาสเทล (Pastel Palettes) ส่วน คริสโทส เพลฟวีเซนอส กล่าวว่าหากให้เลือกโทนสีที่จะนำมาตกแต่งบ้านในปี ค.ศ. 2015 เขาจะเลือกโทนสีพาสเทลที่เคยสร้างความสวยงามให้กับนครลอสแอนเจลิสในยุค 1980 ที่เกิดจากการผสมผสานหลากหลายโทนสีมาใช้ อย่างเช่น สีส้มและสีม่วงขณะพระอาทิตย์ตก สีเขียวแบบต้นปาล์ม สีฟ้าน้ำทะเล และสีชมพูขนนกฟลามิงโก้ ซึ่งล้วนเป็นโทนสีที่สร้างภาพที่่น่ามหัศจรรย์ไม่แพ้โทนสีนีออนเลย 5. โทนสีเทา (Neutral Gray) ในขณะที่ เจฟ แอนดรูวส์ คิดว่า โทนสีเทาเป็นสีกลางที่มาแรงที่สุดสำหรับตอนนี้ โดยเฉพาะการตกแต่งบ้านในส่วนของแบ็กดรอปหรือพื้นหลังต่าง ๆ อย่างเช่น ผนัง และเพดาน ส่วนการตกแต่งที่เขาชอบเป็นการส่วนตัวเลยก็คือ บ้านผนังสีเทาอ่อน ที่ใช้กรอบประตูสีน้ำตาลชาโคล ในขณะที่ตกแต่งเพดานด้วยสีเทาอ่อนและสีขาว 6. งานศิลป์ในยุคเรเนสซองส์ การรวมตัวของสีเขียว แดงอมม่วง ฟ้าเข้ม เบจ ขาว บวกกับรูปแบบและผิวสัมผัสที่หลากหลาย แบบภาพวาดในยุคเรเนสซองส์ เป็นโทนสีที่ อเล็กซานดร้า บลังก้า คิดว่าน่าจะเป็นโทนสียอดนิยมในหมู่คนรักบ้าน และเป็นเทรนด์ที่มาแรงในปี ค.ศ. 2015 อย่างแน่นอน 7. สีเขียวมะกอก (Olive Green) โทนสีที่ คาเพลล่า คินเชอร์ คิดว่าน่าจะเป็นสียอดนิยมสำหรับการตกแต่งบ้านในปี ค.ศ. 2015 ได้ไม่ยากเลยก็คือ สีเขียวมะกอก เพราะเธอค้นพบว่ามันเป็นสีที่ยอดเยี่ยมมาก หลังจากเธอตกแต่งห้องครัวด้วยตู้เก็บของสีเดียวกันนี้ เนื่องจากสีเขียวมะกอกไม่ได้เป็นแค่สีที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น กับอากาศที่ปลอดโปร่งเท่านั้น แต่ยังเป็นสีที่เข้ากันได้ดีกับโทนสีอื่น ๆ ด้วย 8. การผสมผสานสีเข้ม เนื่องจากแกรนท์ เค กิบสัน ชื่นชอบการผสมผสานของโทนสีชมพู ม่วง และเขียวเข้มอมฟ้าเทอร์ควอยซ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นตัวเขาเองก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นโทนสีที่น่านำมาตกแต่งภายในบ้านสำหรับปีค.ศ. 2015 มากทีเดียว ส่วนตัวอย่างการผสมผสานสีทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันก็ได้แก่ การใช้ของตกแต่งสีม่วง วอลเปเปอร์สีฟ้า ชุดเครื่องนอนสีชมพูเข้ม และอาร์มแชร์สีเขียว เป็นต้น 9. โทนสีอบอุ่น หลังจากที่ เจนนี่ โคเมนดา เห็นโทนสีอบอุ่นกลับมาแต่งแต้มความสวยงามให้กับวงการแฟชั่นเสื้อผ้าอีกครั้ง ก็จะไม่รู้สึกแปลกใจหากจะเห็นคนส่วนใหญ่นำโทนสีที่กล่าวมา อย่างเช่น สีเขียวมะกอก ดัสตี้มินต์ และม่วงเข้ม มาใช้ตกแต่งบ้านในปี ค.ศ. 2015 ด้วย อีกทั้งยังเป็นโทนสีที่เธอชอบเรื่อยมา โดยเฉพาะการตกแต่งที่แทรกโทนสีสว่างลงไปบางส่วน เพื่อให้การตกแต่งมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น 10. จับคู่ระหว่างโทนสีร้อนและอบอุ่น สำหรับการตกแต่งบ้านในปี ค.ศ. 2015 มัลคอม เจมส์ คัทเนอร์ คาดว่าการจับคู่โทนสีตรงกันข้ามน่าจะมาแรง พร้อมทั้งช่วยสร้างพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และชีวิตชีวาได้มากเลยทีเดียว โดยเฉพาะสีดำ เทา และขาว พร้อมกับมีสีแดงกระจายอยู่ทั่วไปตามจุดต่าง ๆ ภายในบ้าน หรือสีส้มที่คละเคล้ากันไปกับสีน้ำตาล น้ำเงิน และเขียว 11. สีน้้ำเงินกับผิวมันวาว หลังจากที่ ซูซานนา ซอร์ค เห็นการตกแต่งบ้านด้วยสีน้ำเงินเข้มกับองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีลักษณะแบบผิวสัมผัสมันวาว คละเคล้ากันไปกับของตกแต่งบ้านสีขาว เธอก็คิดว่าเป็นโทนสีที่มหัศจรรย์ไม่น้อย เพราะสามารถเปลี่ยนจากบ้านธรรมดา ให้มีความทันสมัยผสมผสานไปกับความคลาสสิกได้ในทันทีเลยทีเดียว   หากคุณกำลังมองหาสีสำหรับนำไปตกแต่งบ้านใหม่ แต่ดูอย่างไรก็ยังเลือกโทนสีที่ต้องการไม่ได้สักที ก็หวังว่าทั้ง 11 เทรนด์โทนสีที่เหล่าดีไซเนอร์แนะนำกันไปในวันนี้จะช่วยให้การตกแต่งบ้านของคุณง่ายขึ้น และมีบ้านที่ตรงกับความคาดหวังของแต่ละคนกันนะคะ   ที่มา : home.kapook.com
ปัญหายอดฮิต ของชาวคอนโด

ปัญหายอดฮิต ของชาวคอนโด

ปัญหายอดฮิต ของชาวคอนโดที่ต้องเจอ เคยได้ยินคนบอกกันมั้ยครับว่า "ปัญหามีไว้แก้" หรือ "ปัญหามีไว้ฝึกปัญญา" แต่หลายๆ ครั้งก็ต้องยอมรับกันครับว่า ปัญหาในคอนโดบ้านเราเป็นปัญหาที่ต้องทำใจ และทำใจกันอย่างเดียว! วันนี้เราลองมาดูกันครับว่า ปัญหาหรือคำถามยอดฮิตที่พวกเราน่าจะเจอกันประจำในคอนโดมีอะไรบ้าง 1. ที่จอดรถไม่พอ ปัญหาอมตะครับสำหรับคอนโดเมืองไทย แถมพ่วงด้วยปัญหาต่อเนื่องอื่นอีก เช่น จอดรถซ้อนกัน (โดยเฉพาะในชั้นเตี้ยทั้งที่ชั้นสูงก็ยังมีที่จอด) คนที่มีสิทธิจอดไม่ตายตัว (Float) แต่ไปแอบจอดในตำแหน่งตายตัว (Fixed) ของคนอื่น โชคไม่ดีครับว่า สคบ. และกฎหมายบ้านเรายังไม่มีกฎเกณฑ์บังคับกับผู้ประกอบการว่าจะต้องทำที่จอดรถอย่างน้อยเท่าไหร่ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจ (และ Profit Margin) ของผู้ประกอบการแต่ละรายเองว่าจะทำเป็นสัดส่วนเท่าไร เช่น 100 ห้องอาจทำที่จอดครบ 100 ตำแหน่ง หรือ 100 ห้องแต่มีที่จอดแค่ 60 ตำแหน่ง (รวมหรือไม่รวมจอดซ้อน) วิธีเลี่ยงปัญหาที่ดีที่สุดคือ ซื้อคอนโดแบบมีกรรมสิทธิ์ในที่จอดรถด้วย (ซึ่งจะต้องระบุกรรมสิทธิ์ชัดเจนในหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดด้วย)แต่ราคาก็จะแพงสุดๆ ทีเดียว หรือเสนอที่ประชุมให้ตั้งกฎกติกาจอดรถชัดเจน เช่น กำหนดตายตัวให้จอดรถได้ 1 ห้องต่อ 1 คัน เท่าเทียมกันทุกห้อง (ไม่ว่าห้องเล็กหรือห้องใหญ่) ส่วนคันต่อไปต้องเสียเงิน หรือต้องจอดนอกโรงจอดรถหรือกำหนดว่าหากมีการจอดทับสิทธิบนตำแหน่งที่จอดรถตายตัวของคนอื่น ก็ให้มีการล็อคล้อกันไปเลย เป็นต้น   2. ไม่เข้าร่วมประชุมลูกบ้าน กฎหมายคอนโดกำหนดให้มีการเรียกประชุมใหญ่ (สามัญ) ลูกบ้านปีละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย (และอาจมีประชุมย่อยที่เรียกว่าวิสามัญได้อีกกี่ครั้งก็ได้) การไม่เข้าประชุมไม่มีความผิดใดๆแต่จะทำให้เสียสิทธิในการแสดงความเห็น และออกเสียงในการบริหารจัดการคอนโด ในการประชุมออกเสียงลงคะแนน ต้องยอมรับครับว่าห้องใหญ่จะมีคะแนนเสียงมากกว่าห้องเล็ก เพราะคะแนนเสียงจะเท่ากับสัดส่วนพื้นที่ของแต่ละห้องต่อพื้นที่ทั้งหมดของทุกห้องในอาคารนั้นข้อแนะนำคือปกติเวลาจะมีประชุม เราจะได้รับเอกสารนัดประชุมพร้อมเรื่องที่จะมีการประชุมกัน ถ้าเราเจอเรื่องสำคัญ (เช่น พิจารณาการขึ้นค่าส่วนกลาง) หรือเป็นเรื่องที่กระทบกับความเป็นอยู่เรา (เช่น การเปลี่ยนกฎเกณฑ์การจอดรถ)เราก็ควรเข้าประชุม หรือมอบฉันทะให้เพื่อน หรือคนรู้จักในคอนโดเข้าร่วมประชุม และออกเสียงแทน แต่ผู้รับมอบฉันทะ 1 คนจะรับมอบอำนาจจากคนอื่นเกิน 3 ห้องไม่ได้นะครับ และจะมอบให้กรรมการ เจ้าหน้าที่นิติฯ หรือผู้จัดการนิติฯหรือผู้จัดการนิติฯ เป็นผู้รับมอบก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะทั้งหมดนี้กฎหมายห้ามไว้ หากเราเป็นกรรมการแล้วอยากให้เข้าร่วมประชุมกันเยอะๆ ก็อาจกระตุ้นโดยการแถมคูปองจอดรถสำหรับ Visitor ให้คนที่เข้าร่วมประชุมโดยมีมูลค่าแล้วแต่จะกำหนดวิธีนี้ก็ได้ผลดีไม่เลวเหมือนกัน   3. ใช้ทรัพย์ส่วนกลางกันจนเสียหาย และไม่เกรงใจเพื่อนบ้าน ปัญหานี้มีสารพัดมากมาย ตั้งแต่ทิ้งขวดน้ำกระป๋องเบียร์ไว้ข้างสระว่ายน้ำ จัดงานปาร์ตี้เสียงดังในสวน โยนรองเท้า กองถุงขยะไว้หน้าห้อง พาคนนอกเข้ามาใช้ยิม รือห้องอ่านหนังสือ ซึ่งเรื่องพวกนี้คงต้องอาศัยพวกเราชาวคอนโดช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งให้นิติฯ จัดการ โดยปกติในข้อบังคับทุกคอนโดจะเขียนไว้ว่า ถ้ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้ทรัพย์ส่วนกลางเหล่านี้ ผลจะเป็นเช่นไร เช่น เรียกค่าเสียหาย แจ้งความ งดการให้บริการสาธารณูปโภค แต่ปัญหาคอนโดบ้านเรา คือการบังคับใช้กฎ เพราะแม้จะเขียนกฎไว้ แต่ถ้านิติฯ ไม่บังคับใช้กฎอย่างจริงจัง ปัญหาบางอย่างก็บานปลายออกไปได้ หรือแม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อย อย่างเช่น การเจาะกำแพงแขวนนาฬิกาบนผนังด้านที่ติดกับอีกห้องหนึ่งโดยไม่ถามเขาก่อน เพราะถ้าว่ากันตามหลักแล้ว เรื่องนี้ก็ถือว่าผิดเช่นกัน เพราะผนังกั้นห้องนี้ถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของเจ้าของห้อง 2 ห้องที่ติดกันนี้นะครับ ดังนั้น ถ้าจะทำอะไรกับผนังนี้ต้องได้รับความยินยอมจากห้องที่ติดกันนี้ก่อนเสมอครับ   4. เลี้ยงสัตว์ในคอนโด คอนโดบ้านเราส่วนใหญ่จะมีกฎห้ามเลี้ยงสุนัข หรือแมว ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบ สะอาด และเงียบสงบของผู้อยู่อาศัยทุกคน ทางที่ดีทุกคนควรรักษากฎข้อนี้นะครับเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ถ้าท่านใดอยากเลี้ยงสุนัข หรือแมวจริงๆ ขอแนะนำให้มองหาคอนโดที่ยอมให้เลี้ยงได้ ในกรณีที่เราเห็นคนเลี้ยงสุนัข หรือแมวซึ่งเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับคอนโด เราควรแจ้งนิติฯ ให้เข้ามาจัดการโดยเร็วเพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เพราะถ้าเราปล่อยให้คนทำผิดข้อบังคับไปเรื่อยๆ โดยไม่มีใครร้องเรียน หรือจัดการ จะทำให้การดำเนินการกับเจ้าของห้องที่แอบเลี้ยงสุนัขเป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อยๆ   5. โทรศัพท์มือถือสัญญาณแย่ คอนโดห้องสูงในหลายๆ คอนโดมักจะมีปัญหานี้โดยส่วนใหญ่จะเริ่มมีปัญหากันตั้งแต่ชั้น 10 ขึ้นไป (หรือแม้กระทั่งบางทีห้องชั้นเดียวกัน แต่ห้องด้านหนึ่งมีสัญญาณ แต่ห้องอีกด้านกลับไม่มี)  ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าในแง่วิศวกรรมนั้น การส่งสัญญาณโทรศัพท์จะเป็นการส่งลงมาจากเสาสัญญาณที่สูง เป็นรูปกรวยลงมาบนพื้นดิน ไม่ได้ยิงในระนาบเดียวกับเสาสัญญาณ ทำให้ห้องที่อยู่สูงๆ หรือห้องบางทิศไม่สามารถรับสัญญาณโทรศัพท์ที่เพียงพอได้ วิธีที่อาจจะช่วยแก้ปัญหาได้คือ ขอให้นิติฯ ติดต่อค่ายโทรศัพท์ให้เข้ามาติดตั้งตัวขยายสัญญาณเพิ่มในคอนโด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งค่ายโทรศัพท์ และนิติฯ ทั้งสองฝ่ายด้วยครับ (เช่น นิติฯ ต้องยอมเสียค่าใช้จ่ายในการติดตั้งด้วย  เป็นต้น) หรือหากคอนโด หรือละแวกนั้นมีปัญหากันมากๆ ก็คงต้องรวมตัวกันติดต่อไปที่ค่ายโทรศัพท์ เพื่อให้ติดเสาสัญญาณ หรืออุปกรณ์เครือข่ายเพิ่มในละแวกนั้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะค่าใช้จ่ายจะสูงมากสำหรับค่ายโทรศัพท์ (และจะไม่เกี่ยวกับนิติฯ คอนโดของเรา   6. ค้างค่าส่วนกลาง หรือเงินส่วนกลางหาย ปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่เกิดบ่อย คือ ลูกบ้านบางคนไม่จ่ายค่าส่วนกลาง นิติฯ หรือคณะกรรมการบางคนทำตัวมาเฟียไม่โปร่งใสในเรื่องเงินๆ ทองๆ ในการบริหารจัดการคอนโด ปัญหาแรกเป็นเรื่องของการทำผิดกฎหมายคอนโดชัดเจน พราะกฎหมายกำหนดให้ลูกบ้านต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ผลของการไม่จ่ายตามกฎหมายคือ (ก) อาจโดนเงินเพิ่มร้อยละ 12 และถ้าค้างเกิน 6 เดือนอาจโดนถึงร้อยละ 20 และอาจถูกระงับการให้บริการสาธารณูปโภค หรือใช้ทรัพย์ส่วนกลางด้วย และ (ข) คอนโดห้องที่ค้างชำระส่วนกลางจะทำนิติกรรมการโอนไม่ได้ เพราะผู้จัดการนิติฯ จะไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้ ซึ่งจะทำให้จดทะเบียนขายไม่ได้ ส่วนปัญหาเรื่องไม่โปร่งใสนั้น กฎหมายกำหนดให้นิติฯ จะต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายทุกเดือน และติดประกาศให้ลูกบ้านทราบทุกเดือน นอกจากนี้ นิติฯ จะต้องทำรายงานประจำปีแสดงผลการดำเนินงาน และงบดุล และปิดประกาศไว้ที่สำนักงานนิติฯ และเก็บไว้อย่างน้อย 10 ปีด้วย และหากนิติฯ ไม่ทำสิ่งเหล่านี้ ผู้จัดการนิติฯและประธานคณะกรรมการจะมีความผิด และต้องรับโทษปรับตามกฎหมายคอนโด ดังนั้น วิธีแก้คือพวกเราควรช่วยกันสอดส่องตัวเลขเหล่านี้ และถ้าเจออะไรมีพิรุธก็ควรดำเนินการตามกฎหมายทันที   7. ปัญหาน้ำรั่วน้ำซึม ปัญหานี้เกิดขึ้นได้บ่อยจากหลายสาเหตุ เช่น บางห้องไม่อยู่นานแล้วลืมปิดก๊อกน้ำ ปั๊มน้ำคอนโด หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของระบบแรงดันน้ำรั่วหรือเสีย รอยต่อท่อส่วนกลางรั่วหรือแตก เป็นต้น ดังนั้นถ้าจะดูว่าใครต้องรับผิดชอบคงต้องดูว่าสาเหตุเกิดจากอะไร วิธีปฏิบัติที่ดีหากเกิดกรณีเช่นนี้คือ แจ้งให้นิติฯ ทราบเพื่อเข้ามาช่วยดู และพิจารณาร่วมกันว่า น้ำที่รั่วเกิดจากสาเหตุอะไร เกิดจากทรัพย์สินของใคร และจะรับผิดชอบกันอย่างไร แต่ในบางกรณีก็เป็นการยากที่จะขีดเส้นแบ่งว่า น้ำที่รั่วเกิดจากทรัพย์ส่วนบุคคลของห้องชุดห้องไหน (ซึ่งเจ้าของห้องชุดนั้นเองจะต้องรับผิดชอบ) หรือเกิดจากทรัพย์ส่วนกลาง (ซึ่งนิติฯ จะต้องรับผิดชอบ) ซึ่งถ้าไม่ชัดเจนแบบนี้ ก็คงขึ้นอยู่กับความเห็นของช่างประปา การพูดคุยหารือกันของเจ้าของห้องที่ได้รับผลกระทบ และการเข้ามาช่วยแก้ปัญหา หรือเจรจาไกล่เกลี่ยของนิติฯ แต่ถ้าชัดเจนว่าเกิดจากเจ้าของห้องใดห้องหนึ่ง เช่น เจ้าของห้องไม่อยู่แล้วเปิดน้ำทิ้งไว้อย่างประมาทเลินเล่อ แล้วเจ้าของห้องนี้ไม่ยอมรับผิดชอบ ห้องติดกันที่เสียหายมีสิทธิเล่นงานตามกฎหมาย สามารถเรียกค่าเสียหายจากเจ้าของห้องนี้ได้เลยครับ โดยถือเป็นความผิดฐานละเมิดสร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น   8. ยาม และแม่บ้านละเลยหน้าที่ ปัญหานี้เกิดขึ้นได้ทั้งในอาคาร แหล่งพักอาศัย และคอนโดทุกประเภท หากรปภ.ปล่อยปละละเลยในการต้องแลกบัตรของ Visitor ไม่บังคับใช้กฎกับคนที่จอดรถไม่ถูกที่ถูกทาง หรือแม่บ้านไม่ทำความสะอาดส่วนกลางให้ดี หรือมาทำงานสายเป็นประจำ ปัญหาเหล่านี้จะมีผลต่อเนื่องไปถึงเรื่องความปลอดภัยของลูกบ้าน และความสะอาดภายในคอนโด ทางแก้ในเรื่องนี้คือ นิติบุคคลอาคารชุดจะต้องกำกับดูแลการทำงานของยาม และแม่บ้านอย่างเข้มงวด และลูกบ้านก็ควรจะช่วยกันสอดส่องดูแลการทำงานของยาม และแม่บ้านเหล่านี้ด้วย หากเห็นว่ายาม หรือแม่บ้านละเลยไม่ทำหน้าที่ที่ควรทำ เราก็ควรดำเนินการ หรือแจ้งให้ผู้จัดการนิติบุคคลทราบเพื่อแก้ปัญหากันต่อไปครับ   9. อาคารชำรุดเสียหายควรทำอย่างไร ความเห็นในเชิงวิศวกรรมส่วนใหญ่เห็นว่า อาคารคอนโดสามารถยืนระยะให้อยู่ในสภาพที่ดี หรือใช้การได้ดีได้นานอย่างน้อยถึงประมาณ 30 ปี (ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาซ่อมแซมเป็นหลักด้วย) แล้วถ้าเกิดความเสียหาย เช่น ไฟไหม้ หรือแผ่นดินไหวกับตัวตึกก่อนหรือหลังจากนั้น ตามหลักแล้ว ถ้าอาคารเสียหายไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน การจะซ่อมหรือไม่ซ่อมอย่างไรนั้น จะขึ้นอยู่กับมติของเจ้าของห้องชุดเป็นหลักเสมอครับ เช่น ถ้าว่ากันตามหลักกฎหมายคอนโดบ้านเราตอนนี้ ถ้าเกิดกรณีเสียหายทั้งหมด หรือบางส่วน แต่เกินครึ่งของจำนวนห้องชุดทั้งหมด จะขึ้นอยู่กับมติไม่น้อยกว่า 50% ของจำนวนห้องชุดทุกห้อง แต่ถ้าเสียหายบางส่วน หรือไม่ถึงครึ่งของจำนวนห้องชุดทั้งหมด จะขึ้นอยู่กับมติไม่น้อยกว่า 50% ของเจ้าของห้องชุดที่เสียหาย ซึ่งไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ค่าใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมทรัพย์ส่วนกลาง เจ้าของห้องชุดทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบเฉลี่ยตามส่วนที่ตนมีในทรัพย์ส่วนกลาง แต่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมทรัพย์ส่วนบุคคลในห้องชุดของแต่ละคน เจ้าของห้องชุดที่เสียหายต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองนะครับ ซึ่งถ้ามีการทำประกันภัยครอบคลุมความเสียหายพวกนี้ไว้ ก็จะเป็นประโยชน์ทีเดียว   10. นิติบุคคลอาคารชุดไม่มีประสิทธิภาพ ปัญหาสุดท้ายแต่เป็นปัญหาที่ใหญ่ทีเดียว โดยหลักแล้ว วัตถุประสงค์ของการมีนิติบุคคลอาคารชุดตามกฎหมายคือ เพื่อจัดการ และดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใดๆ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยในตัวของนิติบุคคลเองก็จะประกอบไปด้วย 1) ผู้จัดการ 1 คน (แต่งตั้งตามมติที่ประชุมใหญ่ของลูกบ้าน) โดยผู้จัดการมีหน้าที่ปฏิบัติตามมติที่ประชุมลูกบ้าน จัดให้มีการดูแลความปลอดภัย หรือความสงบเรียบร้อย จัดให้มีการทำบัญชีรายรับรายจ่าย และอื่นๆ 2) คณะกรรมการนิติบุคคล (แต่งตั้งโดยที่ประชุมลูกบ้าน) โดยคณะกรรมการจะมีหน้าที่ควบคุมจัดการนิติบุคคลอาคารชุด และอื่นๆ ในทางปฏิบัติ ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นคือ ผู้จัดการอาจไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน ในการบังคับใช้กฎ หรือขาดซึ่งประสบการณ์ในการจัดการกับผู้อยู่อาศัยในคอนโด ในทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าเป็นการยากที่จะหาคนเข้ามาเป็นคณะกรรมการ (โดยเฉพาะคนที่มีประสบการณ์ที่เหมาะสมที่จะเข้ามาเป็น เช่น นักบัญชี นักกฎหมาย หรือวิศวกรที่รู้เรื่องอาคาร) เพราะการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการนั้นจำเป็นต้องมีเวลาพอสมควร เช่น ต้องเข้าร่วมประชุมบ่อย แถมยังเปลืองตัวโดนด่า (ต้องตัดสินใจในเรื่องที่ไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของลูกบ้านหลายๆ คนแต่เป็นประโยชน์สำหรับส่วนรวม) และการเป็นคณะกรรมการก็ไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นหากคนที่เข้ามาเป็นผู้จัดการ หรือคณะกรรมการไม่มีประสิทธิภาพ ความรู้ หรือประสบการณ์ในการแก้ปัญหาที่เพียงพอ ก็อาจนำมาซึ่งปัญหา หรือทำให้ปัญหาบางอย่างเรื้อรังได้ง่ายๆ
ร้านเหล้าดนตรีสดเจ๋ง ตอบโจทย์คนรักเสียงเพลง

ร้านเหล้าดนตรีสดเจ๋ง ตอบโจทย์คนรักเสียงเพลง

ดนตรีสดถือเป็นอีกหนึ่งสีสันที่สร้างความน่าสนใจให้กับร้านเหล้าแต่ละแห่งได้ไม่น้อยทีเดียว ยิ่งเมื่อได้จิบเครื่องดื่มเย็น ๆ เคล้าเสียงเพลงมันส์ ๆ สนุก ๆ หรือเพราะ ๆ ซึ้ง ๆ มีนักร้องเสียงดีคอยเอนเตอร์เทนให้คล้อยตามอารมณ์ของเพลงได้ไม่ยากด้วยแล้ว คงตอบโจทย์ความต้องการของหนุ่ม ๆ นักท่องราตรีทั้งหลายแน่นอน  วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอรวบรวมร้านอาหารกึ่งผับที่ขึ้นชื่อว่าเล่นดนตรีสดเจ๋ง ๆ มาฝากกัน ส่วนจะมีร้านไหนบ้างลองไปดูกันเลย นั่งเล่น เอกมัย เหมือนยกดนตรีสดมาเล่นที่บ้าน ร้านนั่งเล่น ถือเป็น Pub & Restaurant ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในย่านเอกมัย ภายในร้านเน้นการตกแต่งแบบบ้านโมโนกันด้วยการใช้โทนสีร้านเป็นสีดำ ภายในแบ่งที่นั่งออกออกเป็น 2 ส่วน ทั้งโซนเคาน์เตอร์บาร์และโต๊ะนั่งที่สามารถเลือกได้ตามใจชอบ เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการนัดเพื่อนมาพบปะสังสรรค์ฟังเพลง ส่วนแนวเพลงของร้านมีทั้งเปิดแผ่นและดนตรีสดแบบมันส์ ๆ จากนักร้องที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเล่นทุกวัน ส่วนเมนูเด็ดของร้าน ได้แก่ ปลากะพงนึ่งมะนาว, ข้าวผัดเนื้อแดดเดียว, ข้อไก่ทอด, ยำผักบุ้งทอดกรอบ หรือสเต็กลาว พร้อมด้วยเมนูเครื่องดื่มหลากหลายเมนูให้เลือก เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 18.00-02.00 น. (หยุดทุกวันอาทิตย์) ที่อยู่ : 217 สุขุมวิท 63 (เอกมัย) เขตวัฒนา กรุงเทพฯ โทรศัพท์ : 08 1734 5102, 08 1770 7836 เว็บไซต์ : www.nunglen.net  และ เฟซบุ๊ก nunglen.escobar Brick Bar ร้านดนตรีสดในตำนาน Brick Bar ผับแนวเพลงสกาและเร็กเก้ โดยมีทั้งเปิดแผ่นและมีวงดนตรีสดผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเล่น เพื่อให้เหล่าสาวกหัวใจเร็กเก้ได้โยกย้ายไปตามจังหวะเครื่องดนตรีสนุก ๆ ภายในตกแต่งร้านด้วยสไตล์เวสเทิร์นคันทรี เน้นการตกแต่งด้วยอิฐแดงทั้งเคาน์เตอร์และผนัง มีมุมให้เลือกนั่งสบาย ๆ และมุมยืน (ส่องสาว ๆ) สำหรับเมนูอาหารของร้านส่วนใหญ่เป็นอาหารทานเล่นอย่างเฟรนช์ฟรายด์, ข้อไก่ทอด หรือเมนูทานง่ายอย่าง ข้าวผัด รวมทั้งเครื่องดื่มหลากหลายรสชาติให้เลือกอีกด้วย เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 19.00-02.00 น. ที่อยู่ : 265 ชั้น 1 โรงแรมบัดดี้ลอดจ์ ถนนข้าวสาร แขวงตลาดยอด เขตพระนคร กรุงเทพฯ โทรศัพท์  : 0 2629 4477, 0 2629 4556 เว็บไซต์ : brickbarkhaosan และเฟซบุ๊ก Brick Bar ดนตรีสดสุดเจ๋งต้อง "Route 66"  ถือเป็นอีกร้านดังที่อยู่คู่กับชื่อของ RCA มานานหลายปี เสน่ห์ของร้านที่ทำให้ผู้คนแวะเวียนมาเยือนอย่างไม่ขาดสายในทุกค่ำคืนนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การตกแต่งร้านในสไตล์โมเดิร์น ทั้งการแยกโซนของร้านเป็น 2 โซนให้เลือก ทั้งโซนดีเจเปิดแผ่นแนว Hip Hop และโซนดนตรีสดที่เน้นกลุ่มคนรักบรรยากาศแบบชิล ๆ โดยจะมีวงดนตรีผลัดเปลี่ยนกันมาสร้างเสียงเพลงแบบสนุก ๆ ไม่ซ้ำกัน ส่วนเมนูเด็ดของร้านไม่พลาดไม่ได้ คือ ยำรวมมิตร, คอหมูย่าง, หมูแดดเดียว, เอ็นข้อไก่ทอด พร้อมด้วยเมนูเครื่องดื่มหลายชนิด เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 20.00-02.00 น. ที่อยู่ : ซอยศูนย์วิจัย ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ โทรศัพท์ :  08 1440 9666 เว็บไซต์ : www.route66club.com เสวนาพาเพลิน ดนตรีสดชื่อดังแห่งรัชโยธิน เสวนา พาเพลิน ผับ แอนด์ เรสเตอรองท์ บรรยากาศสบาย ๆ ที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงจากวงดนตรีที่ขึ้นมาเล่นสดซึ่งผลัดเปลี่ยนกันมาสร้างความบันเทิง รวมทั้งมีอาหารอร่อย ๆ ไว้รอนักชิมมาเทสต์รสชาติ ทางร้านมีโซนให้เลือกนั่งทั้ง Indoor และ Outdoor ด้านในฟังเพลงกันสนุก ๆ คึกคัก ส่วนคนที่ชอบบรรยากาศชิล ๆ ไม่วุ่นวายนักก็หลบขึ้นไปที่ชั้นสองก็ได้ เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-01.00 น. ที่อยู่ : 1440-1441 ตรงข้ามเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ : 08 0615 6664, 0 2939 5676 รีวิว เสวนา พาเพลิน คอดนตรีสดแนวแจ็ส ห้ามพลาด "Saxophone Pub"    ร้านอาหารกึ่งผับขนาดเล็ก ๆ ที่เป็นที่รู้จักทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จุดเด่นของร้านอยู่ที่การตกแต่งด้วยไม้เป็นเป็นหลัก ภายในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ชั้นแรกที่เล่นดนตรีสด ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีดำเป็นหลัก และชั้นที่ 2 เป็นชั้นลอยสามารถมองเห็นภายในร้านได้ทั้งหมด สำหรับการแสดงดนตรีสดจะมีวงดนตรีแนว Jazz, Pop และ Reggae ที่ผลัดเปลี่ยนกันมาเล่นทุกวัน ส่วนเครื่องดื่มของร้านมีพร้อมเสิร์ฟมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไวน์, ค็อกเทล, เหล้า และเบียร์ คู่กับเมนูแกล้มอย่าง ยำคะน้า, กุ้งเจี๋ยนน้ำมันหอย และแกงป่าซี่โครงหมู เวลาเปิด-ปิด : เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 19.00-02.00 น. ที่อยู่ : 3/8 ถนนพญาไท ราชเทวี กรุงเทพฯ โทรศัพท์ : 0 2246 5472 เว็บไซต์ : saxophonepub.com และ เฟซบุ๊ก Saxophone Pub and Restaurant บรรยากาศสบายๆ กับดนตรีสด "ร้านสถานีรวมมิตร"  ร้านสถานีรวมมิตร ร้านอาหารกึ่งผับที่ตั้งอยู่ภายในโครงการจตุจักรกรีน จุดนัดพบของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะวัยรุ่นที่ชื่นชอบการช้อปสินค้ามือสองและยังเป็นจุดในการนัดแนะเพื่อน ๆ มาปาร์ตี้ นั่งทานอาหารและเครื่องดื่มได้อีกด้วย ตัวร้านตกแต่งด้วยของเก่าเป็นหลัก เป็นร้านเปิดโล่งแบบ Open Air และเป็นร้านที่เน้นการแสดงดนตรีสดเป็นหลัก โดยจะมีวงดนตรีผลัดกันมาเล่น ส่วนเมนูฮิตของร้านที่ไม่ควรพลาดคือ กุ้งแช่น้ำปลา, ปีกไก่ทอด, ต้มซุปเปอร์ขาไก่, ลูกชั้นปลานึ่ง และหมูมะนาว เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 18.00-02.00 น. *ที่อยู่ : ปัจจุบันร้านย้ายไปย่านปากเกร็ด โทรศัพท์ : 08 7112 5251 เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก ร้านสถานีรวมมิตร WATER Y Restaurant ดนตรีสด บนชั้น Rooftop สำหรับใครที่กำลังมองหาร้านอาหารที่มีบรรยากาศสุดโรแมนติกกันอยู่ ร้าน WATER Y Restaurant คือคำตอบของคุณแน่นอน เพราะด้วยบรรยากาศร้านที่สามารถชมวิวในกรุงเทพฯ จากมุมสูงบนตึกได้ 360 องศา เหมาะสำหรับนั่งกินลมชมวิวหรือคู่รักที่อยากหาร้านที่มีบรรยากาศดี ๆ ภายในร้านแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ โซนห้องแอร์และโซนกลางแจ้ง นอกจากนี้ ยังมีวงดนตรีเล่นสดแนวเพลงสากล, ไทยสากล และแจ๊ส มาสร้างความสุขด้านเสียงเพลงอีกด้วย ขณะที่เมนูเด็ดของร้านต้องแนะนำคือ ลาบทูน่าและตับทอดกระเทียมพริกไทย ทานคู่กับบรรดาเครื่องดื่มหลากชนิดได้อย่างลงตัว เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.30–00.00 น. ที่อยู่ : ดาดฟ้าชั้น 12 อาคารพิศวิทย์ทาวเวอร์ ซอยพหลโยธิน 24 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ : 0 2939 4917, 08 1376 4466 เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก Water.Y.Restaurant   เป็นยังไงกันบ้างครับ เรียกได้ว่าแต่ละร้านเด็ดโดนใจทั้งนั้นเลย ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนมีเวลาว่างอยากหาที่นั่งฟังดนตรีสด ก็ลองเลือกมาสักร้านแล้วเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศสุดสนุกด้วยกันเลย !! ไปตาม Lifestyle อื่นๆ ร้านคาเฟ่ สุดชิค! ใกล้บีทีเอส ร้านอร่อย ย่านท่าเรือคลองสาน (ท่าน้ำคลองสานพลาซ่า) 10 ร้าน ไฮไลท์ ที่ “มิกซ์ จตุจักร” แหล่งช้อปปิ้งที่ไม่มีวันหยุด 19 ร้านคอนเซ็ปต์ “ใหม่” ในสามย่านมิตรทาวน์
คำนวน BTU แอร์ ให้เหมาะกับขนาดห้อง

คำนวน BTU แอร์ ให้เหมาะกับขนาดห้อง

คอนโด การเลือกซื้อแอร์ ให้มี BTU เหมาะกับขนาดห้อง บรรยกาศภายในบ้านที่สงบเย็น เป็นบรรยากาศที่หลาย ๆ คนต้องการ แน่นอนว่า อากาศย่อมมีผลกับสภาวะของร่างกาย และจิตใจ อากาศที่ร้อนย่อมส่งผลให้สภาวะทางอารมณ์ร้อนตามไปได้โดยง่าย การทำให้พื้นที่บ้าน เย็นสบายนั้น มีหลากหลายแนวทาง แต่ก่อนที่จะพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่ เราอยากให้ทุก ๆ บ้าน พึ่งพาวิธีทางธรรมชาติก่อนเป็นหลัก เช่น การปลูกต้นไม้รอบบ้าน เพื่อบังแดดและยังกรองอากาศที่เป็นพิษได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นวิธีที่ยั่งยืน ส่งผลดีต่อสุขภาพ หรือแม้แต่การออกแบบบ้าน ทิศทาง วัสดุก่อสร้างที่ช่วยให้บ้านเย็นได้ แต่หากเลือกใช้ทุกวิธีแล้ว อากาศภายในบ้านก็ยังไม่เย็นเพียงพอ อาจเนื่องด้วยทำเลที่ตั้ง เช่น ในเมือง การจัดสวนต่าง ๆ เป็นไปได้ยากนัก เครื่องปรับอากาศ หรือ แอร์ คงเป็นตัวเลือกสุดท้าย ที่จะช่วยให้อุณหภูมิภายในบ้านเย็นสบาย วันนี้ บ้านไอเดียจึงนำข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการเลือกซื้อ ให้เหมาะสมต่อห้องของคุณ ซึ่งหลายท่านอาจกำลังสับสนอยู่ว่า ห้องของเราเลือกกี่ BTU ดี เพราะดูตามในศูนย์การค้า มีให้เลือกเยอะเหลือเกิน การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ ทำไมต้องเลือก BTU ให้เหมาะสม BTU สูงไป คอมเพรสเซอร์ทำงานตัดบ่อยเกินไป เนื่องด้วยสามารถทำความเย็นได้เร็วเกิน ทำให้ประสิทธิ์ภาพในการทำงานลดน้อยลง ทำให้ความชื้นในห้องสูง ไม่สบายตัวและที่สำคัญราคาแพงและสิ้นเปลื้องพลังงาน BTU ต่ำไป คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักตลอดเวลา เพราะความเย็นห้องไม่ได้ตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ผู้ใช้มักจะเลือกอุณหภูมิต่ำ เมื่อเลือกต่ำแล้วยังรู้สึกไม่เย็น ก็จะลดต่ำลงอีก ทำให้สิ้นเปลื้องพลังงานและเครื่องเสียเร็ว ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจกันเล็กน้อย BTU ย่อมาจาก British Thermal Unit นั่นคือ ขนาดของการทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศ ซึ่งหน่วยวัดจะมีผลต่อขนาดน้ำหนัก โดย 1 ตัน สามารถทำความเย็นได้ 12000 BTU/hr. มีให้เลือกซื้อกันตั้งแต่ขนาด 9,000 BTU วิธีการเลือกซื้อ อันดับแรก คุณต้องรู้ขนาดของห้องก่อน และสำรวจดูว่า ห้องของคุณมีแดดเข้ามาได้หรือไม่ เพราะหากห้องที่มีแสงแดดสาดส่องได้ง่าย ความสามารถในการทำความเย็น ก็จะถูกลดลงไป หากโดนแดดมากเกินไป อาจแก้ไขปัญหาส่วนนี้ก่อน เช่น การติดผ้าม่าน ติดกระจกฟิล์ม หรืออื่น ๆ คราวนี้ก็เลือกตามสัดส่วนขนาดของห้อง โดยปกติแล้ว BTU จะนำมาคำนวณร่วมกับอุหภูมิความร้อนเฉลี่ยต่อชั่วโมง หากเป็นอุณหภูมิห้องทั่วไป ไม่ร้อนมาก ค่าความร้อนประมาณ 700 BTU แต่หากแดดส่องเยอะ ทำให้ความร้อนสูงขึ้น อาจนำค่าความร้อนที่ 900 BTU มาคำนวณ ตัวอย่างเช่น ห้องนอนปกติ ขนาด 20 ตร.ม. แดดไม่ส่อง คำนวณโดย ขนาดห้อง x ค่าความร้อน = 20 x 700 การเลือกเครื่องปรับอากาศ ควรเลือกขนาด 14,000 BTU นั่นเอง แต่หากยังสงสัย งง ๆ กับการคำนวณ ไม่ต้องเป็นห่วง ทางเว็บไซต์ คำนวณมาให้โดยประมาณแล้วครับ