Tag : Lifestyle

432 ผลลัพธ์
เรื่อง(ไม่)ลับ 5 เหตุผลที่ทำให้บ้านเย็น ด้วยสีเข้ม เบเยอร์คูล

เรื่อง(ไม่)ลับ 5 เหตุผลที่ทำให้บ้านเย็น ด้วยสีเข้ม เบเยอร์คูล

แม้ประเทศไทยจะมี 3 ฤดู คือ ฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน แต่ฤดูที่คนไทยพบเจอยาวนานที่สุดและแทรกตัวอยู่ทุกฤดูก็คงหนีไม่พ้นฤดูร้อน ไม่ว่าจะฤดูไหน อากาศร้อนๆ ก็อยู่กับเราแทบทุกวัน ทางเลือกของคนส่วนใหญ่จึงต้องเข้าไปอยู่ในอาคารหรือบ้านพักอาศัยเพื่อสัมผัสอากาศเย็นของเครื่องปรับอากาศให้ชื่นฉ่ำแทน แต่การเปิดเครื่องปรับอากาศเป็นทางออกที่ไม่ได้แก้จากต้นเหตุหลักของปัญหาเพราะ การที่บ้านรับแสงแดดไปเต็มๆมาตลอดทั้งวัน จนทำให้ความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศรับรองต้องจ่ายค่าไฟกันชนิดกระเป๋าเงินแทบฉีกก็ได้ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศดีที่สุดโดยไม่ต้องกินไฟมาก และลดอุณภูมิร้อนจากแสงแดดภายนอกเข้าสู่ตัวบ้าน จึงเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันปัญหาที่สำคัญ ซึ่งเราไม่ควรมองข้ามหรือละเลยแม้แต่น้อย     วิธีการทำให้บ้านเย็น หรือการลดอุณภูมิความร้อนที่เข้าสู่ตัวบ้าน เพื่อไม่ให้บ้านร้อนนั้น มีหลายวิธีด้วยกัน นับตั้งแต่เรื่องเบสิก อย่างเช่นการปลูกต้นไม้รอบๆ บ้าน เพื่อไม่ให้แสงแดดสัมผัสกับตัวบ้านโดยตรง หรือไปถึงขั้นตอนวิธีการในเชิงวิศวกรรมการก่อสร้าง อย่างเช่น การก่อสร้างด้วยวัสดุซึ่งมีฉนวนกันความร้อน หรือการก่อสร้างบ้านให้มีระบบอากาศให้ถ่ายเท และระบายความร้อนได้ดี เป็นต้น   แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าของบ้านหลายคนอาจจะมองข้าม และนึกไม่ถึงว่าจะมีส่วนช่วยทำให้บ้านเย็นได้ไม่แพ้เทคนิคหรือวิธีการอื่นนั่นก็ คือ การเลือกใช้สีทาบ้านที่มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถป้องกันความร้อนและลดอุณหภูมิเข้าสู่ตัวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ภาพจำและการรับรู้ของคนส่วนใหญ่ จะมองว่าสีทาบ้านมีจุดเด่นในเรื่องของความสวยงาม หรืออาจจะมีคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ เช่น ไม่มีสารเคมี ทำความสะอาดง่าย เป็นต้น ซึ่งไม่ได้เป็นประเด็นในเรื่องของป้องกันความร้อนเท่าใดนัก   และแม้ว่าหลายคนจะมีความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของสีรุ่นใหม่ๆ ที่วางขายกันตอนนี้ ว่ามีคุณสมบัติในเรื่องของการป้องกันความร้อน และช่วยให้บ้านเย็น แต่ส่วนใหญ่ก็ยังมีการรับรู้และความเชื่อที่ว่า จะต้องเลือกใช้เฉพาะสีโทนอ่อนๆ เท่านั้น ที่ไม่ดูดซับความร้อน แต่ถ้าเป็นสีโทนเข้มจะอมความร้อนทำให้บ้านร้อนมากกว่า เหมือนกับเวลาเราใส่เสื้อสีเข้มยืนอยู่กลางแดด จะรู้สึกว่าได้รับความร้อนมากกว่าการใส่เสื้อสีอ่อนๆ แต่ความจริงสีในยุคปัจจุบัน มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีของสีซึ่งช่วยทำให้บ้านเย็นได้ไม่ว่าจะเป็นสีอ่อนหรือสีเข้มก็ตาม     ตัวอย่างสีเข้มที่ช่วยทำให้บ้านเย็น สะท้อนความร้อนได้ดี และลดอุณหภูมิร้อนๆ ที่จะเข้าสู่ตัวบ้าน แต่ก็ยังคงความสวยงามของเฉดสีเอาไว้ คือ Beger Cool Diamond Shield 15 และ Beger Cool Diamond Shield Plus ซึ่งแม้จะเป็นสีเข้ม แต่สีเบเยอร์ก็ช่วยให้บ้านคูลที่สุดในขณะนี้เมื่อเทียบกับสีแบรนด์อื่นๆ และนี่คงเป็น 5 เหตุผลสำคัญ ที่ช่วยทำให้สีเข้มของเบเยอร์คูล คูลที่สุด   1.การผลิตสีได้นำเอาเทคโนโลยี ไมโครสเฟียร์เซรามิก ที่ใช้ในองค์การนาซ่า มาใช้ในสีทาบ้าน ทำให้มีคุณสมบัติพิเศษ คือ “ลดและสะท้อนความร้อน” จึงทำให้บ้านเย็น ส่งผลให้ไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศในอุณหภูมิต่ำๆ เป็นระยะเวลานาน เพียงเปิดในอุณหภูมิที่เหมาะสมก็พอ ทำให้ส่งผลดีในเรื่องของการประหยัดค่าไฟ   2.เซรามิก อีกส่วนผสมหลักในการผลิตสี หรือ Advanced Ceramic ที่มีคุณสมบัติสามารถกันความร้อนสูงสุด 97% จึงช่วยประหยัดค่าไฟสูงถึงกว่า 30% เพราะเป็นเซรามิกที่ต้องการความบริสุทธิ์สูง มีการควบคุมองค์ประกอบทางเคมีอย่างรัดกุม ทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลันเพื่อเป็นฉนวนกันความร้อน ถือเป็นเซรามิกชนิดพิเศษ จึงช่วยเรื่องการกันความร้อน และทำให้บ้านเย็น สีเข้มของเบเยอร์คูล จึงคูลที่สุดอย่างปฏิเสธไม่ได้     3.การที่สีเข้มของเบเยอร์คูล คูลที่สุด เป็นเพราะมีการเพิ่มสารสำคัญ Titanium ซึ่งมีผลช่วยเรื่องเม็ดสีมีความกลม เกลี้ยงของผิว จึงช่วยสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์ และเม็ดสียังมีลักษณะกลวง จึงเหมือนกับสารกันร้อน ที่มีลักษณะคล้ายกับฟองกาแฟ ทำให้ช่วยกันความร้อนก่อนจะสัมผัสกับตัวบ้านได้ ทำให้อุณหภูมิภายในอาคารเย็นกว่า สบายกว่า ไม่ว่าทาด้วยสีเข้มแค่ไหนก็ตาม   4.ผ่านการทดสอบจากการวัดด้วยเครื่อง Thermoscan เปรียบเทียบระหว่างเบเยอร์คูล และสีทั่วไป พบว่าสามารถสะท้อนความร้อนได้มากกว่า อาทิ สีเทา สะท้อนความร้อนได้ 51.4% ช่วยลดอุณหภูมิลง 11.8 องศาเซลเซียส ส่วนสีทั่วไป สะท้อนความร้อนได้ 13.8% สีเขียว สะท้อนความร้อนได้ 30.7% ช่วยลดอุณหภูมิลง 8.7 องศาเซลเซียส ส่วนสีทั่วไป สะท้อนความร้อนได้ 5.2% สีน้ำตาลเข้ม สะท้อนความร้อนได้ 59.3% ช่วยลดอุณหภูมิลง 12.0 องศาเซลเซียส ส่วนสีทั่วไป สะท้อนความร้อนได้ 10.7% นี่จึงเป็นบทพิสูจน์ สีเข้มเบเยอร์คูล จึงคูลที่สุดเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ   5. อีกเรื่องที่สำคัญ คือสีเบเยอร์คูลเป็นสีรายแรกที่ได้รับมาตรฐาน มอก.ลดความร้อน จากกระทรวงพลังงาน ประเภทสีทาผนังอาคาร ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงในรุ่น Beger Cool Diamond Shield 15 ค่าการสะท้อนรังสีแสงอาทิตย์ 95.1% ไม่นับรวมกับมาตรฐานการผลิตอื่นๆ ที่ได้รับ อาทิ ฉลากลดคาร์บอน ประเภทพิจารณากระบวนการผลิต, ฉลากเขียว ไม่ผสมสารปรอท สารตะกั่ว (No Added Mercury No Added Lead) มอก.2321-2549 สีอิมัลซันทนสภาวะอากาศ (Solar Heat Reductive Standard) มอก. 2514-2553 สีอิมัลชันลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ (Weather Resistant Standard) และมอก. 1123-2555 สีรองพื้นสำหรับงานปูน     คุณสมบัติด้านอื่นๆ ของสีเบเยอร์คูลยังมีอีกมากมาย ซึ่งช่วยเพิ่มความสมบูรณ์แบบของการใช้งานสีทาบ้านของเบเยอร์ อาทิ ป้องกันบ้านเป็นฝุ่นผงจากรังสียูวี (Triple UV Protection Technology) เทคโนโลยีสีกันคราบด้วย (Nano Silicone Advance Nano Silicone Technology) ป้องกันคราบน้ำและคราบสกปรก (Water and Stain Protection) และป้องกันคราบด่าง คราบเกลือ (Block Efflorescence and Alkaline Resistance) เป็นต้น ในครั้งต่อสำหรับผู้ชื่นชอบสีเข้ม และเลือกจะมาทาบ้าน ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ บุคลิก และความชื่นชอบของตนเอง ก็ไม่ต้องกลัวแล้วว่า บ้านที่เราอยู่อาศัยจะร้อน เพราะอุณหภูมิของเมืองไทย แค่เลือกใช้สีเข้มของเบเยอร์ บ้านแสนรักของเราก็คูลที่สุดแล้ว        
6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย

6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย

6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย...แรงบันดาลใจสู่ดีไซน์ระดับเวิลด์คลาสแห่งแรกของไทย “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ สูงที่สุดบนทองหล่อ   ในโลกของการออกแบบอาคารสำนักงานระฟ้า โรงแรม และที่อยู่อาศัยยุคปัจจุบันทั่วโลก มีการแข่งขันกันในเรื่องของการสร้างอาคารที่มีความมั่นคงแข็งแรง ทว่ามาพร้อมดีไซน์ที่สวยงามและแปลกใหม่ เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้พบเห็น ซึ่งความแปลกใหม่เหล่านั้นได้เลือนหายไปตามยุคสมัยเช่นกัน แต่ทราบหรือไม่ว่า ยังมีสถาปัตยกรรมอยู่รูปแบบหนึ่ง ที่ยังคงท้าทายเหนือกาลเวลามาหลายพันปีโดยไม่คลายเสน่ห์แห่งความงดงามมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ นั่นคือ สถาปัตยกรรมแบบ “โมโนลิธ” (Monolith) ซึ่งแปลว่าหินหรือเสาหินขนาดใหญ่เพียงก้อนเดียว   และในยุคปัจจุบัน สถาปัตยกรรมแบบโมโนลิธ นั้นได้หมายถึง ตัวอาคารที่มีจุดเด่นในเรื่องรูปทรง ที่มีลักษณะเป็นแท่งสมมาตร อัตราส่วนความกว้างของฐานอาคารต่อความสูงอยู่ที่ 1:10 จากพื้นดินไปจนถึงยอดอาคาร เน้นลักษณะภายนอกอาคารแบบมินิมัล โดยลดทอนรายละเอียดต่างๆ จนเกิดเป็นความเรียบ...แต่ไม่ง่าย... ให้ความรู้สึกมั่นคง สง่างาม โดดเด่น เป็นแลนด์มาร์กคงความโดดเด่น ในทุกยุคทุกสมัย การออกแบบงานสถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” นิยมนำมาใช้ในการสร้างตึกระฟ้าระดับโลกมากมายที่มีความโดดเด่นและมักตั้งอยู่ในใจกลางเมือง กลางย่านธุรกิจสำคัญ รวมถึงมักจะกลายเป็นแลนมาร์กของเมืองนั้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ กลางเกาะแมนฮัตตัน นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นเขตที่นิยมสร้างอาคารด้วยสถาปัตยกรรมรูปทรงโมโนลิธมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก    One World Trade Center แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Aecom.com) One World Trade Center เป็นอาคารหลังใหม่ที่สร้างขึ้นในพื้นที่ พื้นที่ 65,000 ตารางเมตรของพื้นที่ทั้งหมด ปัจจุบัน อาคารแห่งนี้ถือว่าสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเป็นอาคารที่สูงเป็นลำดับที่ 6 ของโลก ด้วยความสูง 1,776 ฟุต หรือ 541 เมตร โดยผู้สร้างตั้งใจให้เป็นอาคารที่โดดเด่นทั้งในแง่ของการดีไซน์และประโยชน์ใช้สอย นี่จึงเป็นที่มาของการสร้างให้อาคารหลังนี้มีความสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเลือกสร้างในสไตล์โมโนลิธที่มีความสมมาตร มากด้วยรายละเอียดในการออกแบบที่   สวยโดดเด่น และตอบทุกโจทย์เรื่องฟังก์ชั่น   432 Park Avenue แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Businessinsider.com) 432 Park Avenue เป็นอาคารที่พักอาศัยที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนิวยอร์ก ไม่ไกลจากสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค จึงทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามของเกาะแมนฮัตตันและเมืองนิวยอร์กได้อย่างเต็มที่ ด้วยความสูง 1,396 ฟุตที่ถือว่าเป็นอาคารที่พักอาศัยที่สูงที่สุดในซีกโลกตะวันตก และเป็นอาคารที่สูงเป็นอันดับสองในนิวยอร์ก ทำให้ 432 Park Avenue เป็นอาคารสไตล์โมโนลิธที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน   Millenium Hilton Hotel แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Pinterest: Bruce Cairns) อีกหนึ่งอาคารที่อยู่ไม่ไกลจาก One World Trade Center คือ อาคารซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมมิลเลเนียม ฮิลตัน ซึ่งตั้งอยู่มุมถนนฟูลตันสตรีทตัดกับถนน เชิร์ชสตรีท โรงแรมแห่งนี้ ซึ่งเลือกสะกดชื่อ “Millenium” แบบผิดไวยากรณ์เพื่อเพิ่มความสะดุดตาให้กับชื่อ มีห้องพักทั้งหมด 471 ห้อง ตั้งอยู่ภายในอาคารสูง 55 ชั้นที่ออกแบบให้มีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสูงขึ้นไปตรงๆ เป็นดีไซน์โมโนลิธที่มินิมอลอย่างที่สุด ทว่าก็โดดเด่นในทันทีที่ได้พบเห็น   Seagram Tower แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: archspeech.com) อีกหนึ่งอาคารสำคัญทางสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1958 และยังคงโดดเด่นมาจนถึงปัจจุบัน คือ Seagram Tower (ซีแกรม ทาวเวอร์) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนพาร์คอเวนิว มิดทาวน์ นิวยอร์ก อาคารโมโนลิธแห่งนี้ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอเมริกัน-เยอรมัน ลุดวิก มีส์ ฟาน เดอ โรฮ์ ด้วยความตั้งใจในการเผยให้เห็นโครงสร้างของตัวอาคารเมื่อมองจากด้านนอก ซึ่งถือว่าล้ำหน้ากว่ายุคสมัยและได้กลายเป็นอาคารหลังสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่องานออกแบบทางสถาปัตยกรรมในสหรัฐอเมริกามาจนถึงปัจจุบัน   Al Sharq Tower ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เครดิตภาพ: arabexperts.ae) อาคารสไตล์โมโนลิธส่วนใหญ่มักจะออกแบบมาในลักษณะแท่งสี่เหลี่ยม ทรงสูงตรง แต่ Al Sharq Tower (อัล ชาร์ก ทาวเวอร์) อาคารที่ พักอาศัยระดับไอคอนที่เมืองดูไบนั้นออกแบบให้เป็นเหมือนแท่งทรงกระบอก 9 แท่งมัดรวมอยู่ด้วยกัน กลายเป็นอาคารหลังใหม่ในดีไซน์ที่ดูหรูหราและอยู่เหนือกาลเวลาอย่างไม่เคยมีมาก่อน ยิ่งเมื่อเปิดไฟประดับในเวลากลางคืนยิ่งเผยให้เห็นความโดดเด่นของตัวอาคารที่มีความสูง 360 เมตร ทว่ายังคงสัดส่วนการออกแบบอาคารโมโนลิธให้มีความกว้างฐานและความสูงในอัตราส่วน 1:10 เช่นเดิม   Montparnasse Tower ปารีส, ฝรั่งเศส (เครดิตภาพ: inexhibit.com) โดยทั่วไปแล้ว เมืองปารีสไม่อนุญาตให้มีการสร้างอาคารสูงในตัวเมือง สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในตัวเมืองปารีสจึงมีแต่หอไอเฟลเท่านั้น จนกระทั่ง Tour Montparnasse หรือ Montparnasse Tower ถูกก่อสร้างขึ้นด้วยความสูงถึง 210 เมตร ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาคารแห่งนี้เปิดโอกาสให้ผู้คนทั้งในปารีสและนักท่องเที่ยวได้ชมวิวเมืองปารีสอย่างเต็มตา และมองเห็นหอไอเฟลในอีกหนึ่งมุมที่สวยที่สุด ส่วนในเชิงของการออกแบบ อาคารแห่งนี้ยังคำนวณองศาของการจัดวางกระจกทุกบานอย่างตั้งใจเพื่อให้ทั้งอาคารกลายเป็นกระจกสะท้อนวิวเมืองขนาดใหญ่ เกิดเป็นภาพลวงตาที่ทำให้ตัวอาคารกลมกลืนไปกับเมืองปารีสได้อย่างน่าสนใจ     สถาปัตยกรรมโมโนลิธในเมืองไทย สำหรับในประเทศไทยหลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับสถาปัตยกรรมสไตล์โมโนลิธมากนัก เพราะเบื้องหลังของ ความเรียบเท่ของอาคารระฟ้ารูปทรงโมโนลิธในมหานครใหญ่ทั่วโลก แฝงไว้ซึ่งรายละเอียดมากมายตั้งแต่กระบวนการออกแบบที่เน้นเทคนิคในการออกแบบและการก่อสร้างที่มีรายละเอียดมากกว่าอาคารปกติ เช่น การคำนวณเรื่องแรงลม หรือ สัดส่วนของอาคารที่เหมาะสม รวมถึงการเลือกใช้วัสดุพิเศษ เช่น กระจกชนิดพิเศษรอบอาคาร และการออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้แตกต่างไปจากการก่อสร้างอาคารทั่วไป จึงทำให้อาคารรูปทรงโมโนลิธโดดเด่นกับทุก ๆ สายตาของผู้พบเห็น   The Monument Thong Lo (เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ) สถาปัตยกรรมรูปทรงโมโนลิธแห่งแรก ของเมืองไทย ล่าสุด แสนสิริ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรชั้นนำของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยด้วยดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยรสนิยม ควบคู่การออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลงตัว และบริการพิเศษเพื่อการใช้ชีวิตที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ในการอยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการสถาปัตยกรรมของประเทศไทย ด้วยการนำสถาปัตยกรรมแบบโมโนลิธมาใช้ในการออกแบบโครงการเดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่สูงที่สุดบนถนนทองหล่อด้วยความสูงถึง 45 ชั้นหรือ 177 เมตร โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์รูปทรงอาคารที่สูงตรงตั้งตระหง่าน โดยนำที่จอดรถลงไปไว้ในชั้นใต้ดินเพื่อความสวยงามเช่นเดียวกับอาคารสูงระฟ้าในมหานครใหญ่ทั่วโลก   พร้อมเพิ่มความงดงามด้านหน้าอาคารด้วยงานประติมากรรมขนาดใหญ่สระว่ายน้ำดีไซน์ระดับไอคอนิก สูงถึง 10 เมตร ยาว 28 เมตร กว้าง 9.5เมตร แรงบันดาลใจจากต้นไม้ใหญ่ ประกอบด้วยสระเด็กและสระน้ำวนในบริเวณเดียวกัน พื้นของสระเป็นหินไวท์ คลาวด์ (White Cloud) สีขาวดุจก้อนเมฆตัดกับสีฟ้าของน้ำ รายล้อมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดเหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจของครอบครัวยุคใหม่ในพื้นที่ที่เป็นโอเอซิสใจกลางเมือง (Urban Oasis) อย่างแท้จริง   เตรียมพบกับนิยามใหม่ของการอยู่อาศัยของโครงการ เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ กับพื้นที่กว้างขวางเสมือนบ้านเดี่ยว Luxury is Spaceบนทำเลทองหล่อ ได้เร็วๆ นี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1685      
เติมพลังความสดใสให้กับชีวิตด้วยคอลเล็คชั่นใหม่จากอิเกีย

เติมพลังความสดใสให้กับชีวิตด้วยคอลเล็คชั่นใหม่จากอิเกีย

อิเกีย แนะนำคอลเล็คชั่นใหม่จากหลากหลายดีไซเนอร์ชื่อดัง ที่จะมาช่วยเติมพลังงานให้กับชีวิตประจำวัน พร้อมเริ่มต้นปีใหม่ เปิดรับสิ่งดีๆ ด้วยลวดลายกราฟิกและสีสันที่สดใส ตั้งแต่ปลอกผ้านวม ตู้ โคมไฟ และอุปกรณ์จัดเก็บของใช้ต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการจัดเก็บ แวะมาเพิ่มความสุข เติมไอเดียใหม่ๆ ในการแต่งบ้านด้วยคอลเล็คชั่นใหม่ๆ มากมายจากอิเกีย ที่มีครบทั้งดีไซน์ คุณภาพ ประโยชน์ใช้สอย และราคาที่ย่อมเยา   คอลเล็คชั่น SOMMARASTER/ซอมมารัสเตอร์ อบอุ่นกับลวดลายดอกไม้สดใสสไตล์เรโทร ออกแบบโดย Emma Hagman จาก Studio Kelkka ได้รับแรงบันดาลใจจากงานดีไซน์แบบสวีเดนยุค 1960 นำกลิ่นอายฤดูใบไม้ผลิมาสู่ห้องนอนด้วยชุดปลอกผ้านวมที่ทอจากผ้าฝ้าย 100% จากฝ้ายในแหล่งปลูกอย่างยั่งยืน ผ่านการปลูกอย่างพิถีพิถันและใส่ใจ ปลอกผ้านวม กว้าง 150 x ยาว 200 ซม. + ปลอกหมอน 2 ใบ ราคา 790 บาท   คอลเล็คชั่น NORDMELA/นูร์ดเมียลา ผู้ช่วยที่จะทำให้การจัดเก็บไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป ตู้ลิ้นชัก NORDMELA/นูร์ดเมียลา ตอบโจทย์การจัดเก็บได้ทุกห้องในบ้าน สะดวกแก่การเคลื่อนย้าย สามารถปรับใช้ได้ตามต้องการ หรือเพิ่มที่จัดเก็บเสริมจากโซลูชั่นที่มีอยู่แล้วก็ได้ ตู้ลิ้นชักพร้อมตู้แขวนเสื้อผ้า ราคา 8,990 บาท ตู้ 4 ลิ้นชัก แบบแนวนอน สามารถปรับใช้เป็นเก้าอี้นั่งได้ ราคา 7,990 บาท   คอลเล็คชั่น TISKEN/ทิสเก็น เนรมิตห้องน้ำให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุดโดยไม่ต้องเจาะกระเบื้องด้วยอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในห้องน้ำที่สามารถดูดติดผนังได้ ตั้งแต่จานรองสบู่และที่ใส่แปรงสีฟัน ที่แขวนม้วนกระดาษ รวมไปถึงที่เสียบฝักบัวและตะกร้า รับน้ำหนักได้มากถึง 3 กิโลกรัม ครบครันทุกฟังก์ชั่นการจัดเก็บในห้องน้ำ ชั้นเข้ามุมแบบดูดติดผนัง ราคา 299 บาท ตะขอแขวนแบบดูดติดผนัง ราคา 139 บาท (2 ชิ้น) ที่วางหัวฝักบัวแบบดูดติดผนัง ราคา 129 บาท   คอลเล็คชั่น YTTERBYN/อึตเตร์บึน เติมความสดใสให้ห้องครัวด้วยบานตู้ลายกราฟิกสไตล์ยุค 1970 ผลงานการออกแบบของ 10-Gruppen กลุ่มนักออกแบบที่ทรงอิทธิพลในสวีเดน เป็นที่รู้จักแพร่หลายด้วยแพทเทิร์นอันสะดุดตา เสริมแต่งห้องครัวให้ไม่จำเจกับชุดบานตู้ที่แต่ละบานมีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ แต่สามารถผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน บานตู้ กว้าง 40 x สูง 60 ซม. ราคา 1,250 บาท บานตู้ กว้าง 60 x สูง 60 ซม. ราคา 1,550 บาท   โคมแขวนเพดาน รุ่น GRIMSÅS/กริมสวส เปลี่ยนผนังห้องเรียบๆ ให้เป็นงานศิลปะ ด้วยการเล่นแสงและเงา มีให้เลือกสองแบบ ได้แก่ ลายฉลุดอกไม้สีขาวและลายฉลุปลาดาวสีเหลือง ออกแบบโดย Marcus Arvonen, Lisa Hilland และ Bea Szenfeld โคมแขวนเพดาน ขนาด 55 ซม. ราคา 1,390 บาท   คอลเล็คชั่น RABBLA/รับบลา เนรมิตให้การจัดเก็บเป็นเรื่องง่ายๆ ครบทั้งเรื่องความสวยงามและความยั่งยืน ปรับใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น ใช้เป็นอุปกรณ์จัดเก็บเสริมในตู้เสื้อผ้าได้อย่างลงตัว หรือจะใช้จัดเก็บในพื้นที่เปิดก็ได้ สามารถใช้เก็บของในห้องน้ำได้ เพราะทนความชื้นได้เป็นอย่างดี มีให้เลือกหลายขนาด มาพร้อมช่องเล็กๆ ที่ใช้เก็บของชิ้นเล็กอย่างถุงเท้า เครื่องประดับ ฯลฯ ทำจากไม้ไผ่และผ้าโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล แข็งแรงทนทาน และแน่นอนว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กล่องแบ่งช่อง ยาว 25 x กว้าง 35 x สูง 10 ซม. ราคา 499 บาท กล่องผ้าพร้อมฝาปิด กว้าง 25 x ลึก 35 x สูง 20 ซม. ราคา 590 บาท กล่องผ้าพร้อมฝาปิด กว้าง 35 x ลึก 50 x สูง 30 ซม. ราคา 790 บาท   คอลเล็คชั่น KNALLGUL/คนัลล์กุล แปลงโฉมโต๊ะทำงานให้สดใสไฉไลกว่าเดิมด้วยสีสันจากชุดเครื่องเขียน ซีรีส์ KNALLGUL/คนัลล์กุล ประกอบด้วย แผ่นรองเขียน สมุดโน้ต แพลนเนอร์ กล่องใส่เครื่องเขียน ฯลฯ แถมยังช่วยให้โต๊ะทำงานเป็นระเบียบ เปิดรับความคิดสร้างสรรค์ได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญ เหมาะกับคนรักษ์โลก เพราะกระดาษทั้งหมดได้มาจากแหล่งผลิตอย่างยั่งยืนหรือไม้ในพื้นที่ป่าที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล รีไซเคิลได้ 100% และใยกระดาษผ่านกระบวนการรีไซเคิลซ้ำได้ถึง 7 ครั้ง   พบคอลเล็คชั่นใหม่ๆ อีกมากมาย ได้ที่อิเกีย เมกาบางนา อิเกีย บางใหญ่ ที่เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต และศูนย์บริการสั่งซื้อและรับสินค้าอิเกีย จังหวัดภูเก็ต หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ IKEA.co.th        
แต่งคอนโดให้สวยโดนใจในแบบ Minimal ด้วย Koncept Furniture

แต่งคอนโดให้สวยโดนใจในแบบ Minimal ด้วย Koncept Furniture

ถ้าพูดถึงการตกแต่งบ้านแบบ “Minimal Style” เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินจนคุ้นหูกันมาแล้ว ปัจจุบันเทรนด์แบบ Minimalist ก็เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เริ่มตั้งแต่เทรนด์แฟชั่นการแต่งตัวจนเข้ามาถึงวิถีการใช้ชีวิตในแต่ละวัน พอเราเริ่มมีบ้านใหม่ของตัวเองหรือซื้อคอนโดใหม่ซักห้องก็อยากจะมีห้องสวยๆ ให้สอดคล้องกับ Lifestyle ส่วนตัวในรูปแบบ Minimal จริงมั้ยคะ   แล้ว “Minimalist” คืออะไร ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกับคำว่า “Minimal Style” กันซักหน่อยว่าคอนเซปต์ของสไตล์แบบนี้คือ ความเรียบง่าย การใช้ข้าวของน้อยชิ้นแต่เน้นที่ประโยชน์ใช้สอย หรือเลือกตามความจำเป็น ลวดลายหรือ Pattern ที่ใช้จะเน้นลายเส้นที่เรียบตรงหรือสีพื้น ซึ่งส่วนใหญ่คนมักจะเข้าใจว่า การแต่งตัว หรือตกแต่งบ้านในแบบ Minimal จะต้องเน้นเป็นโทนสีขาว-ดำ หรือ โมโนโทน เท่านั้น แต่การที่จะเลือกเติมสีสันอื่นๆ เข้าไปบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรนะคะ บางทีอาจจะทำให้น่าสนใจมากขึ้นก็ได้ลองเลือกสีโทนชมพูอมส้ม (Live Coral) ที่เป็นสี pantone ของปี 2019 นี้เพิ่มเข้าไปบ้าง เชื่อว่าห้องหรือคอนโดของเราต้องน่าสนใจอินเทรนด์ขึ้นอีกไม่น้อยเลยทีเดียว       มาจัดบ้านในแบบ Minimal ด้วยเฟอร์นิเจอร์ Koncept กันเถอะ อย่างแรกเลยการแต่งบ้านในสไตล์ Minimal จะเน้นเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็น ดังนั้นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนที่สามารใช้สอยประโยชน์ได้มากกว่า 1 อย่าง หรือที่เรียกว่า multi-function ควรเล็งไว้ก่อนเลยค่ะ โดยเฉพาะชั้นเก็บของ (Shelf) หรือเตียงนอนที่มีที่เก็บของได้อย่างมิดชิดก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย สิ่งต่อไปคือ “สไตล์” และ “ดีไซน์” ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ เพราะเราจะเน้นเครื่องใช้ที่มีดีไซน์ที่เรียบๆ แต่ถ้างานโลหะให้ความรู้สึกแข็งทื่อเกินไป เราแนะนำให้ลองเลือกเฟอร์นิเจอร์ไม้ หรือลายไม้แบบเรียบๆ ดู ซึ่งจะช่วยให้บรรยากาศภายในห้องรู้สึกอุ่นขึ้นได้ค่ะ ที่ Koncept เค้ามีเซ็ตเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะกับสไตล์ Minimal ให้เลือกเยอะเลยค่ะ เรามีไอเดียคร่าวๆ มาฝากเผื่อใครที่สนใจจะได้ลองเล็งเอาไว้ก่อน   เฟอร์นิเจอร์ชุด Melona ดีไซน์เรียบง่ายในโทนสีขาวนอกจากฟังก์ชั่นจะโดนแล้ว ลองเพิ่มมิติให้กับส่วนต่างๆ เพิ่มเติม ด้วยของตกแต่งเล็กๆ น้อยๆ ที่มีสีโดดเด่นเข้าไปบ้างห้องก็น่าสนใจขึ้นเยอะเลย   ห้องครัวก็ Minimal ได้นะคะ ไม่ได้ทำครัวก็ไม่ต้องมีของเยอะ แค่มีเคาน์เตอร์ลายไม้เล็กๆ ก็เพียงพอแล้ว เพิ่มโต๊ะกินข้าวอีกหน่อยก็ลงตัวเหมาะกับคอนโดในปัจจุบันมากๆ   Patinal Lepino เป็นอีกชุดที่เหมาะมากด้วยลายไม้สีอ่อนทำให้บรรยากาศในห้องอุ่นขึ้น แล้วดีไซน์ก็เรียบเท่แบบแมนๆ หน่อย ลองเลือกโคมไฟสวยๆ หรือเพิ่มปลอกหมอนสีตัดกันอีกนิด ห้องก็สวยได้ง่ายๆ แล้ว   อีกสิ่งสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กัน สำหรับการคงความเป็น Minimalist ไว้ก็คือ การจัดการกับข้าวของเครื่องใช้ให้เป็นระเบียบ เพื่อให้บรรยากาศภายในคอนโดดูเรียบร้อย สะอาด และเป็นระเบียบอยู่ตลอดเวลา เราควรเลือกจัดเก็บของอย่างเป็นระบบ สิ่งของที่เหลือใช้และไม่จำเป็น ควรจะทิ้งหรือนำไปบริจาค ส่วนข้าวของที่มีอยู่ก็ควรจัดเก็บให้เป็นระเบียบ โดยการซ่อนไว้ในตู้ที่มิดชิดบ้าง หรือจัดมุมเก็บของให้เป็นสัดส่วน อย่าลืมว่าวิถีแบบ Minimal มักจะมีของใช้น้อย และใช้ชีวิตให้เรียบง่ายเข้าไว้ค่ะ   ชั้นเก็บของและชั้นวางทีวีไม้สไตล์โมเดิร์นนิดๆ ดีเทลไม่เยอะ ตรงตามคอนเซปต์ minimal เลย ทีนี้ก็จะได้พื้นที่เก็บของที่เป็นระเบียบแล้ว   เฟอร์นิเจอร์ชุด Urbani Peco ก็เป็นอีกชุดที่ตอบโจทย์สไตล์ Minimal ได้ดีเลย แถมชุดเดียวครบทั้งห้องนั่งเล่น ลงตัวและเข้ากันได้กับทุกสีห้อง   แต่ไม่ว่าจะเป็นคอนโดใหม่ที่มีห้องโล่งๆ รอการแต่งเติม หรือแม้แต่คอนโดที่เราตกแต่งเสร็จเข้าอยู่แล้วการจะเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่ยกเซ็ตจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ และใช้งบประมาณบานปลายเกินไปมั้ย บอกเลยว่าไม่ต้องกังวลจนเกินไปค่ะ เพราะตอนนี้ Koncept ฉลองครบรอบ 20 ปี อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการจัดโปรโมชั่นเด็ด “20 ปี 20 เซ็ต ราคาเดียว 20,000 บาท” ไม่ว่าจะห้องนั่งเล่น ห้องนอน มุมทำงาน มุมกินข้าว เค้าก็มีเซ็ตเฟอร์นิเจอร์สวยโดนใจให้เลือกหลากหลายสไตล์ เฟอร์นิเจอร์ลายไม้ที่จะมาทำให้คอนโดเรามีสไตล์ Minimal ก็มีที่น่าสนใจหลายชิ้นเลย เสร็จแล้วแอบเพิ่มหมอนอิงสี Live Coral หรือเปลี่ยนสีผ้าม่านซักนิด รับรองว่าจะเหมือนได้ห้องใหม่เลยแหละ แถมอยู่ในงบสบายกระเป๋าอีกด้วย จ่ายแค่ 20,000 ก็ได้เฟอร์นิเจอร์ยกเซ็ตกันไปเลย ง่ายกว่านี้ไม่มีอีกแล้วววว หาเวลาว่างเข้าไปดูโปรโมชั่นดีๆ ได้ที่ Koncept Furniture ทุกสาขา   https://youtu.be/uW1EtiNjaMY  
ถอดรหัสกระแสบ้านอัจฉริยะ

ถอดรหัสกระแสบ้านอัจฉริยะ

“อีไอซี ประเมินว่า นวัตกรรมใหม่ๆ ของอุปกรณ์ Smart home จะมีส่วนช่วยให้ชีวิตประจำวันของผู้คนมีความสะดวกสบายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และในระยะเวลาอันสั้นราคาของอุปกรณ์เหล่านี้จะสามารถจับต้องได้มากขึ้น โดยมีแรงกดดันจากการเข้ามาในตลาดของผู้เล่นรายใหญ่จากประเทศจีน”   ท่ามกลางกระแสการพูดถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนคำหลายๆคำกลายเป็น buzzwords ยอดฮิตไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นBlockchains, Big data, AI, Machine learning, 3D printing, Internet of Things (IoTs) และอื่น ๆ อีกมาก ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อเราในหลากหลายมิติ และองค์ประกอบที่แตกต่างกันออกไป หลายเทคโนโลยีดังกล่าวอาจจะฟังดูไกลตัวสำหรับบางคน แต่หนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังเป็นที่นิยมและจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของทุกคนอย่างมีนัยสำคัญ คือ การประยุกต์แนวคิด “Internet of Things” มาใช้กับอุปกรณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันที่อยู่รอบตัวเรา โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่อยู่ภายในบ้าน หรือที่เรียกว่า “Smart home” บ้านอัจฉริยะ นั่นเอง   ย้อนไปไม่ถึง 10 ปี คอนเซ็ปท์บ้านอัจฉริยะอาจจะยังฟังดูเหมือนเรื่องในนิยายไซไฟอยู่เลย แต่ในปัจจุบันอุปกรณ์เหล่านี้กลายเป็นสินค้าที่วางขายทั่วไปในท้องตลาด ซึ่งหลายๆชิ้นก็มีราคาถูกลงมามากจนผู้บริโภคทั่วไปสามารถเอื้อมถึง จากการประเมินของ IDC สถาบันวิจัยด้านการตลาดของสหรัฐฯระบุว่า จำนวนอุปกรณ์ Smart home ของโลก จะเติบโตประมาณ 31% ในปี 2018 หรือประมาณ 644 ล้านเครื่อง  โดย IDC คาดการณ์ว่า ภายในปี 2022 จำนวนของอุปกรณ์เหล่านี้จะเติบโตไปถึงเกือบ 1,300 ล้านเครื่อง ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ซึ่งหากคำนวณเป็นมูลค่าแล้ว เราจะเห็นได้จากการประเมินมูลค่าตลาดของ Smart home ทั่วโลก จัดทำโดย A.T. Kearney ที่คาดการณ์ว่า ในปี 2025 ตลาด Smart home จะมีขนาดกว่า 263,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การศึกษายังระบุอีกว่า Smart home ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ใน 2 หมวดหลัก ๆ นั่นก็คืออุปกรณ์ที่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต และอุปกรณ์ที่ตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัย   ปัจจุบันผู้ประกอบการในวงการอสังหาริมทรัพย์ มีการนำอุปกรณ์ Smart home มาใช้มากขึ้น เพื่อเป็นจุดขายในการตลาด เพราะการยกระดับคุณภาพชีวิตลูกค้าให้สะดวก ปลอดภัย สนุกสนาน และมีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพของลูกค้า เป็นสิ่งที่สำคัญมากในเวลานี้   จากการสำรวจข้อมูลโดย Statista บริษัทวิจัยด้านการตลาดของเยอรมนี ระบุว่าสหรัฐฯ จัดเป็นประเทศที่มีการใช้อุปกรณ์ Smart home มากที่สุดในโลก โดย Home automation มีสัดส่วนมากที่สุด ตามมาด้วยอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัย รองลงมาคือ สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ตามลำดับ โดยพบว่าการใช้งาน Smart home ส่วนใหญ่ เน้นไปในเรื่องการเพิ่มความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางในไทย โดยเราจะเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายราย เช่น แสนสิริ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ และ เอพี ไทยแลนด์ ต่างลงทุนในการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีอุปกรณ์ Smart home ติดตั้งมาพร้อมกับตัวบ้านให้กับลูกค้า โดยอุปกรณ์ที่เริ่มมีการใช้งานแพร่หลายมากขึ้น คือ Smart mirror กระจกอัจฉริยะ ที่สามารถ เปิดเพลง ดูวีดีโอจากโทรศัพท์ มีหน้าปัดแสดงเวลา บอกอุณหภูมิ หรือมี Bluetooth เพื่อใช้คุยโทรศัพท์ได้ และ อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่กำลังมาแรงอย่างมาก ก็คือ Smart speaker หรือ ระบบการสั่งงานด้วยเสียง ที่เป็นเสมือนตัวเชื่อมกับอุปกรณ์ IoT อื่น ๆ ภายในบ้าน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวของเจ้าของบ้าน หรือที่เรียกว่าVirtual assistant ในปัจจุบันผู้ผลิตอุปกรณ์ Smart home ต่างพัฒนาอุปกรณ์ให้สามารถเชื่อมต่อกับ Smart speaker กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Amazon Echo หรือ Google Home เป็นต้น   อีไอซีวิเคราะห์ 3 ปัจจัยสำคัญทางการแข่งขันที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ใช้ในการนำอุปกรณ์ Smart home มาปรับใช้กับที่อยู่อาศัยได้แก่ 1. การเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน (Embedded into everyday life) 2. สิ่งที่ทำให้เกิดความประทับใจ (Wow factors) และ 3. การบริการหลังการขาย (Aftersales service)   ยกตัวอย่างเช่นการเชื่อมอุปกรณ์ Smart home ต่าง ๆ ให้สามารถ monitor ได้ จาก Smartphone ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมเรื่องความปลอดภัย การบริหารการใช้พลังงานภายในบ้าน เช่น ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า และการบริหารด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เช่น การเชื่อมจอของ Smartphone เข้ากับทีวี หรือ Smart mirror ในห้องน้ำเพื่อให้สามารถรับชมรายการที่เรากำลังติดตามอย่างไม่มีสะดุด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการพยายามเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัยให้ได้มากที่สุด รวมถึงเป็นการสร้าง Wow factors เพื่อใช้เป็นจุดขายในการโปรโมทสินค้า   ในขณะเดียวกัน เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ อย่างผ้าม่าน ล้วนต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้พัฒนาโครงการจึงให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขายมากขึ้น ความสามารถของเทคโนโลยีถูกนำมาใช้ในการ monitor การใช้งานของเครื่องใช้เหล่านี้ เพื่อเชื่อมต่อกับการบริการซ่อมบำรุง ทำให้เกิดความสะดวก และยืดอายุการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น การแจ้งเตือนการซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศผ่าน Smartphone พร้อมบริการเรียกช่างให้มาล้างทำความสะอาดเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม   อย่างไรก็ดี ในการนำฟังก์ชันต่าง ๆ ของ Smart home มาใช้ ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงความกังวลใจเรื่อง ความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค (consumer privacy) โดยมีการอธิบายวิธีการเก็บข้อมูลและนำข้อมูลมาวิเคราะห์อย่างมีขั้นตอน พร้อมทั้งการตั้งค่าการลบข้อมูลที่ลูกค้าไม่ต้องการให้ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ผลสำรวจจาก Parks Associates บริษัทชั้นนำด้านการวิเคราะห์ตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้บริโภคกว่า 80%มีความต้องการใช้อุปกรณ์ Smart home มากขึ้น และเชื่อว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของพวกเขาภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่นำอุปกรณ์ Smart home มาใช้จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการอธิบายเรื่องการจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้อย่างจริงจังกับผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจใช้งาน   อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึงสำหรับการนำอุปกรณ์ Smart home มาติดตั้งให้กับผู้บริโภค คือ ช่วงอายุของผู้ซื้อที่อยู่อาศัย โดยผลสำรวจจาก Gfk Smart home study 2018 ระบุว่า ในสหรัฐฯ ผู้ใช้งานอุปกรณ์ Smart home ในกลุ่มที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี ส่วนใหญ่ชอบเลือกอุปกรณ์ Smart home และติดตั้งด้วยตัวเอง เพราะมองว่าสะดวกกว่าในการดูแลรักษา อีกทั้งยังมีทางเลือกที่มากกว่า ในขณะที่กลุ่มที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป ชอบที่ Smart home มีการติดตั้งมาพร้อมกับตัวบ้าน โดยผลสำรวจยังระบุอีกว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการ ให้ระบบของอุปกรณ์ Smart home หลาย ๆ ชิ้น ที่อาจจะมาจากผู้ผลิตต่างแบรนด์ สามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันได้ (standardized communication) ซึ่งในปัจจุบัน อุปกรณ์ต่างแบรนด์ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถทำได้   หากมองไปในระยะถัดไป อีไอซีมองว่า 4 เทรนด์หลักที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาตลาด Smart home ทั่วโลก รวมถึงในไทยด้วย ได้แก่ 1. การบำรุงรักษาแบบคาดคะเน (Predictive maintenance) 2. การสั่งงานด้วยเสียง (Voice command) 3. การคาดการณ์แนวโน้มพฤติกรรม (Behavior prediction) และ 4. Smart home ในราคาที่จับต้องได้ (Affordable Smart home)   1.การบำรุงรักษาแบบคาดคะเน (Predictive maintenance) หมายถึง การติดตั้งระบบที่สามารถ monitor การเปลี่ยนแปลงของเครื่องใช้ต่าง ๆ ภายในบ้านได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า หรือแม้กระทั่งเครื่องวัดคุณภาพอากาศ (Air quality monitor) เพื่อแจ้งเตือนให้ทำความสะอาดในบริเวณที่เริ่มสกปรกและมีฝุ่น ซึ่งการติดตั้งระบบดังกล่าวนี้ช่วยให้ปัญหาการซ่อมบำรุงลดลง เพราะเจ้าของบ้านสามารถรู้สถานะก่อนที่เครื่องใช้ต่างๆ จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือรอการแก้ไข   2.การสั่งงานด้วยเสียง (Voice command) ในเวลานี้ การสั่งงานด้วยเสียงต้องมีความสะดวกและง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น (User-friendly) โดย command language ที่ใช้กับ Smart speaker ต้องสามารถเข้าใจวิธีการสั่งงานด้วยคำพูดที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ (near human-like natural language processing) และที่สำคัญต้องสามารถสื่อสารด้วย  สำเนียงหรือวิธีการพูดที่หลากหลาย โดยในปัจจุบันมีStartup ในไทย พัฒนา Smart speaker ที่สามารถสื่อสารด้วยภาษาไทยแล้ว บริษัทวิจัยตลาดชื่อดัง Comscore ได้ประเมินตัวเลขการ search online ทั่วโลกไว้ว่า ภายในปี 2020 50% ของการ search จะเป็นการ search ด้วยเสียง   3.การคาดการณ์แนวโน้มพฤติกรรม (Behavior prediction) การประยุกต์ใช้ Artificial Intelligence (AI) เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยภายในบ้านเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับอุปกรณ์ Smart home โดยพฤติกรรมเหล่านี้จะถูกนำมารวมกันเป็นกลุ่มและจัดระบบเป็น Timeline ในการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น หากเจ้าของบ้านขับรถเข้าถึงซอยบ้านอาจจะมีการแจ้งเตือนมาทาง Smartphone ว่าเจ้าของบ้านมีความต้องการที่จะเปิดไฟหน้าบ้าน และเปิดเครื่องปรับอากาศในพื้นที่ที่คาดว่าจะถูกใช้งาน รวมไปถึงเตรียมเปิดรายการทีวีที่ชื่นชอบรอไว้ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถทำกิจวัตรที่ต้องการได้ทันทีที่เข้ามาถึงบ้าน   4.Smart home ในราคาที่จับต้องได้ (Affordable Smart home) การเข้ามาในตลาด Smart home ของผู้เล่นรายใหญ่จากประเทศจีน เช่น Xiaomi และ Alibaba ที่ต่างมี  อุปกรณ์ไฮเทคมากมายวางขายในท้องตลาด โดยสินค้าส่วนใหญ่มีราคาเพียงหลักร้อย หรือหลักพัน ทำให้ตลาด Smart home ทั่วโลกคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนแบ่งตลาด Smart speaker ของโลก ของเจ้าตลาด อย่าง Amazon ลดลงถึงครึ่งหนึ่ง (จากประมาณ 80% มาอยู่ที่ประมาณ 40%) ในปี 2018 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าในอนาคตข้างหน้าการแข่งขันด้านราคาจะทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น     ในประเทศไทย กระแสบ้านอัจฉริยะเริ่มจากการค่อย ๆ เข้ามาจับลูกค้าชนชั้นกลางที่มีรายได้และมีกำลังซื้อ ความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างเจ้าของเทคโนโลยีกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ร่วมกันสร้างโครงการที่อยู่อาศัยอัจฉริยะ รวมไปถึงพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อดูแลระบบเพื่อใช้ในการดูแลภายในโครงการและในบ้าน   จากผลสำรวจข้อมูลผู้บริโภคของอีไอซี จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ จำนวน 7,701 คน พบว่า Smart home จะกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญมากขึ้น ในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคยุคใหม่ และเมื่อวิเคราะห์ถึงประเภทของอุปกรณ์ที่ผู้บริโภคสนใจ จะพบว่าราว 77% ของผู้ตอบแบบสำรวจอยากให้มีระบบเตือนภัยอัจฉริยะภายในที่พักอาศัย ในขณะที่ราว 73% ต้องการให้มีระบบช่วยควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าและจัดการพลังงานภายในบ้านเพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค   เป็นที่แน่ชัดว่า ในอนาคต Smart home จะกลายเป็น new normal เราจะเห็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ถูกนำมาใช้มากขึ้นในตลาดไทย อุปกรณ์ Smart home กำลังจะก้าวผ่านการเป็นเพียงอุปกรณ์ยอดฮิตอย่าง Smart TV และ กล้องวงจรปิด ไปสู่อุปกรณ์อื่น ๆ อีกมากมาย และในไม่ช้าสินค้าเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างไม่ทันตั้งตัว        
เปลี่ยนห้องนอนกระตุ้นความหวาน กระชับรัก

เปลี่ยนห้องนอนกระตุ้นความหวาน กระชับรัก

ใกล้วันวาเลนไทน์เข้ามาทุกที เทศกาลของคนมีคู่ที่จะยิ่งทวีความสวีทหวานให้คนโสดอิจฉาตาร้อนกันเล่นๆ  ส่วนคู่รักที่ใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ก็อย่าปล่อยให้จืดจางนะคะ ลองหมั่นเติมความหวานให้ชีวิตคู่โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวเราอย่างการจัดตกแต่งห้องนอนเสียใหม่ เพื่อกระตุ้นความหวาน กระชับรักให้แนบแน่นด้วยวิธีการง่ายๆ ดังนี้ค่ะ   เปลี่ยนให้เป็นห้องนอนสุดหวาน สี เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย ลองเปลี่ยนสีผนังห้องสักด้าน หรือติดวอลเปเปอร์ให้มีสีสันตามที่อยากให้เป็นค่ะ เช่น สีแดง จะช่วยกระตุ้นความสนุกสดใส เร่าร้อน, สีชมพู เพิ่มความหวานน่ารัก น่าทะนุถนอม หรือจะเป็นสีม่วง ที่มีงานวิจัยออกมาบอกว่าจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ดี เท่านี้ห้องนอนของเราก็จะดูสวย น่ารักกว่าผนังสีขาวรอบด้านแบบเดิมๆ     ทำให้เตียงน่าล้มตัวลงนอน หากเตียงของเรานั้นเก่าเสื่อมสภาพไปแล้ว ก็ควรจะเปลี่ยนเถอะค่ะ เลือกแบบที่เหมาะกับสรีระของเรากับคุณแฟน นุ่มสบาย ขณะเดียวกันก็ต้องแข็งแรงทนทานด้วย ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ อย่าให้เตียงรก เพราะเวลากลับมาเหนื่อยๆ จะได้พร้อมล้มตัวลงนอน แล้วอย่าลืมเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนให้ดูสดใส เข้ากับบรรยากาศของห้อง ซึ่งก็ควรคำนึงถึงเนื้อผ้าที่มีความนุ่มลื่นให้สัมผัสที่ดีด้วยนะคะ   ตกแต่งไฟให้โรแมนติก แสงไฟโทน Warm White จะช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูนุ่มนวลชวนฝัน ยิ่งถ้าได้ไฟแบบ Dim Light ปรับความสว่างได้ตามต้องการก็จะยิ่งช่วยให้ห้องนอนของคุณโรแมนติกขึ้น แต่ถ้าห้องไหนไม่มีไฟแบบ Dim Light ก็ลองไปหาซื้อไฟ LED แบบเส้น สำหรับตกแต่งมาเปิดแทนไฟห้องปกติ ก็จะยิ่งทำให้ห้องดูน่าสนใจขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ     ภาพถ่ายเตือนความทรงจำ รูปถ่ายก็มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ไม่แพ้ข้ออื่นเลยนะคะ ลองหารูปที่ถ่ายคู่กันในหลายช่วงเวลา เช่น ตอนคบกันใหม่ๆ วันที่ไปเที่ยวด้วยกัน รูปในวันสำคัญ ฯลฯ  มาตกแต่งห้อง ไม่ว่าจะแปะผนัง ใส่กรอบแบบเก๋ๆ ตั้งไว้ ช่วยย้ำเตือนความทรงจำในวันหวานๆ   กลิ่นกระตุ้นอารมณ์ กลิ่นหอมจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของคนเราได้ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายหลับสบาย หรือรู้สึกเซ็กซี่เย้ายวนก็ตาม ฉะนั้นก็ลองหาน้ำหอมปรับอากาศ สเปรย์น้ำหอม หรือเทียนหอม มาไว้ในห้องล่ะก็จะดีมากเลยค่ะ และสุดท้ายอาจจะมีดอกไม้ใส่แจกันประดับเอาไว้ช่วยเพิ่มบรรยากาศความสดชื่น และกลิ่นหอมจากดอกไม้สดให้ยิ่งโรแมนติกเข้าไปอีก   ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กันดูนะคะ ว่าจะช่วยเสริมให้คู่ของคุณยิ่งมีความสัมพันธ์แนบแน่นขึ้นไปอีกขนาดไหน สิ่งสำคัญคืออย่าลืมเอาใส่ใจ ดูแลซึ่งกันและกันนะคะ        
ตรุษจีนนี้ ทำความสะอาดบ้านต้อนรับความเฮง

ตรุษจีนนี้ ทำความสะอาดบ้านต้อนรับความเฮง

เทศกาลตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่ของจีน ถือเป็นฤกษ์มหามงคลสำหรับครอบครัวเชื้อสายจีน ที่ก็มักจะปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมที่สืบต่อกันมา ซึ่งช่วงก่อนจะตรุษจีนนี้มีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า เราจะต้องทำความสะอาดบ้าน เพื่อขจัดสิ่งอัปมงคลของปีที่ผ่านมาทิ้งไป เปิดพลังงานต้อนรับโชคลาภ สิ่งดีๆ ให้เข้ามาไหลเวียนในชีวิตตลอดทั้งปี ในทางกลับกันช่วงตรุษจีนเราจะไม่ทำความสะอาดบ้านกันนะคะ เพราะจะไปกวาดเงินกวาดทองออกจากบ้านไปเสียหมด เราจึงเอาเคล็ดลับการทำความสะอาดบ้านต้อนรับความเฮงมาฝากกันค่ะ   หน้าบ้าน เริ่มกันตั้งแต่หน้าบ้านเลยค่ะ เพราะเป็นจุดเริ่มแรกในการต้อนรับความเฮง ปัดกวาด เช็ดถู อย่าให้อะไรมาขวางทางเดินนะคะ จะได้ไม่มีอะไรมาขัดโชคลาภให้เข้ามา   ห้องนอน อีกหนึ่งห้องที่มีความสำคัญมากในบ้านของทุกคน ให้ทำความสะอาดผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนให้สะอาด กำจัดฝุ่น พยายามทำให้อากาศถ่ายเทได้อย่างสะดวก จะช่วยทั้งด้านเสริมความสัมพันธ์ที่ดีของคนในบ้าน และสุขภาพด้วยค่ะ   ห้องน้ำ ห้องน้ำถือเป็นอีกหนึ่งห้องที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค จึงต้องทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ อะไรที่ไม่ได้ใช้แล้วให้ทิ้งไปค่ะ อย่าเก็บกองๆ เอาไว้ ตามความเชื่อก็เพื่อปัดเป่าพลังงานด้านลบให้ออกไปจากบ้านเราค่ะ   ห้องครัว อยากจะเรียกโชคลาภทรัพย์สินให้เข้าบ้านต้องโฟกัสกันที่ห้องครัวเลยค่ะ เริ่มจากทำความสะอาดจาน-ชาม เก็บให้เรียบร้อยเป็นระเบียบ ใบไหนที่มีรอยร้าว รอยบิ่นให้ทิ้งไปค่ะ ไม่ต้องเสียดาย เพราะเชื่อว่าจะนำความอัปมงคลมาให้ การงานก็แย่ตามไปด้วย   เพียงเท่านี้ นอกจากบ้านของเราจะสะอาดเอี่ยมน่าอยู่ แถมได้โชคลาภ เสริมความเฮงจากความเชื่อที่เกี่ยวกับวันตรุษจีนนี้ด้วยนะคะ        
ฮวงจุ้ยบ้าน ทิศเด่น ตำแหน่งบ้านปัง ปี 62

ฮวงจุ้ยบ้าน ทิศเด่น ตำแหน่งบ้านปัง ปี 62

ที่อยู่อาศัยกับความเชื่อด้านฮวงจุ้ยเป็นของคู่กันมายาวนาน มีทั้งบ้านที่ทำฮวงจุ้ยแล้วเจริญรุ่งเรืองขึ้นทันตาเห็น และแบบที่ทำแล้วไม่เกิดผลอะไรเลยก็มีให้เห็น สาเหตุหลักของปัญหานี้ อ.ธนากร ตันอาวัชนการ (ซินแสมังกร) บอกเอาไว้ว่าเกิดจากการใช้เข็มทิศวางตำแหน่งแบ่งทิศไม่ถูกต้อง ซึ่งในบทความนี้เรามีวิธีดูอย่างง่ายๆ มาฝากกันค่ะ   Cr.ภาพจากหนังสือ เสริมดวงชะตาประจำปี 2562 อ.ธนากร ตันอาวัชนการ ฮวงจุ้ยบ้าน แบ่งตาม 8 ทิศ ทิศทางของฮวงจุ้ยจะแบ่งออกเป็น 8 ทิศ ทิศละ 45 องศา รวมกันเป็นวงกลม 360 องศาพอดี ซึ่งถ้านับวนไปตามเข็มนาฬิกาก็จะได้แก่ ทิศใต้-ทิศตะวันตกเฉลียงใต้-ทิศตะวันตก-ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-ทิศเหนือ-ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ทิศตะวันออก-ทิศตะวันออกเฉียงใต้   Cr.ภาพจาก Application Compass 360 Pro ดูฮวงจุ้ยบ้านเบื้องต้นได้เอง เอาแบบง่ายๆ เลยนะคะ ถ้าเราจะลองดูทิศทางฮวงจุ้ยในบ้านของเราด้วยตัวเอง ให้ตัวเรายืนอยู่กลางบ้านหรือถ้าอยู่คอนโดฯ ก็ยืนกลางห้องแล้วถือเข็มทิศ (โหลด App เข็มทิศในสมาร์ทโฟนก็ได้ค่ะ) โดยปกติแล้วเข็มทิศจะชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ จากนั้นเราก็หมุนตัวเข็มทิศ ให้ชี้ตรงกับตำแหน่ง N (ตัวอย่างภาพด้านบน) จากนั้นก็แบ่งทิศของบ้านเราไปตามทิศทางฮวงจุ้ยทั้ง 8 ทิศ แบบภาพตัวอย่างแรกค่ะ     โดยตำแหน่งทั้ง 8 ทิศ ประจำปี 2562 ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 11.28 น. ไปจนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 7.18 น. จะตรงกับนักษัตรกุน หรือเป็นปีหมูไม้ นั่นเองค่ะ ซึ่งสรุปทิศที่ดีและไม่ดี ดังนี้   ทิศมงคล : กลางบ้าน, ทิศตะวันออก, ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ, ทิศเหนือ ทิศอัปมงคล : ทิศตะวันออกเฉียงใต้, ทิศใต้, ทิศตะวันตกเฉียใต้, ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศมงคลและอัปมงคล : ทิศตะวันตก (มีทั้งดีและร้าย)   ตามความเชื่อแล้วในทิศอัปมงคลเราสามารถแก้ไขให้อ่อนแรงลงได้ ขณะเดียวกันในทิศมงคลก็เสริมให้ดียิ่งขึ้นไปได้เช่นกันค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ทิศมงคลตะวันตกเฉียงเหนือ ให้วางปี่เซี๊ยะหยกคู่, ทิศมงคลเหนือให้วางเจดีย์บนฐานหยินหยาง เป็นต้น   Cr.ข้อมูลจากหนังสือ เสริมดวงชะตาประจำปี 2562 อ.ธนากร ตันอาวัชนการ รวมฮวงจุ้ยบ้านจาก อ.ธนากร ตันอาวัชนการ (ซินแสมังกร) ตำแหน่งขุมทรัพย์ ตามหลักฮวงจุ้ยอยู่ตรงไหนเอ่ย ประตูหน้า-ประตูหลัง นั้นสำคัญไฉน อะไรคือจุดสำคัญของครัว?    
IMPACT Speed Park สนุกจนอะดรีนาลีนพุ่งพล่าน

IMPACT Speed Park สนุกจนอะดรีนาลีนพุ่งพล่าน

ในวันหยุดสุดแสนน่าเบื่อ เราจะออกไปหา Activity สนุกๆ อะไรทำกันบ้างคะ? นอกจากเดินห้าง ดูหนัง กินข้าวแบบเดิมๆ ถ้ายังนึกไม่ออกล่ะก็ลองตามเรา Reviewyourliving ไปเจอความท้าทายใหม่สุดมันส์สำหรับคนรักความเร็วโดยเฉพาะ รับรองว่าจะเร่งอะดรีนาลีนให้พลุ่งพล่านแน่นอนค่ะ     IMPACT Speed Park โกคาร์ท “Sodi RTX” ระบบไฟฟ้าจากแบรนด์ยักษ์ระดับโลกประเทศฝรั่งเศส ที่มีความปลอดภัยสูงสุดด้วยมาตรฐานระดับโลก น้องๆ ที่มีความสูงตั้งแต่ 120 ซม. หรือประมาณ 7 ขวบก็เล่นได้แล้วค่ะ   สถานที่ตั้ง : ริมทะเลสาบ เมืองทองธานี ถ.ป๊อปปูล่า 3 เวลาเปิด-ปิด : จ.-ศ. 16.00-00.00 น. ส.-อา. 10.00-00.00 น. ค่าบริการ : บัตรผู้ใหญ่/คน/รอบ 600 บาท บัตรเด็กอายุ 7-14 ปี /คน/รอบ 480 บาท บัตรสมาชิกที่มีอายุครบ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ออกบัตร 100 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม : mpactspeedpark.com   https://youtu.be/S0JrlJjDxxM              
รื้อถอนอาคาร ต้องรู้อะไรบ้าง?

รื้อถอนอาคาร ต้องรู้อะไรบ้าง?

ถ้าใครลองสังเกตอาคารขนาดเล็กอย่างพวก อาคารพาณิชย์ ทาว์นเฮ้าส์ ตามถนนสายต่างๆ ในบ้านเราดูก็จะเห็นว่า หลายอาคารเลยค่ะที่มีสภาพเก่าทรุดโทรม บางอาคารก็ปล่อยทิ้งร้างขาดคนดูแล เมื่อถึงเวลาก็ย่อมต้องทำการรื้อถอนก่อนจะพังลงมา ซึ่งถือว่าอันตรายมากนะคะ เพราะส่วนมากอาคารเหล่านี้จะอยู่ในแหล่งชุมชนที่มีคนพลุกพล่านอยู่เกือบตลอดเวลา และก็มีไม่น้อยเช่นกันที่เกิดอุบัติเหตุจนถึงแก่ชีวิต วันนี้เราจึงนำขั้นตอนการรื้อถอนอาคารที่ถูกต้องมาให้ดูกันทีละขั้นตอนค่ะ  ก่อนอื่นเลยเรามาดูกันค่ะว่า อาคารที่ต้องขออนุญาตก่อนการรื้อถอนนั้นเป็นอย่างไร พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แก้ไขโดย พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 22 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดจะรื้อถอนอาคารดังต่อไปนี้ ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ท้องถิ่นหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ   1.อาคารที่มีส่วนสูงเกินสิบห้าเมตร ซึ่งอยู่ห่างจากอาคารอื่นหรือท่ีสาธารณะน้อยกว่าความสูงของอาคาร   2.อาคารที่อยู่ห่างจากอาคารอื่นหรือที่สาธารณะน้อยกว่าสองเมตร ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า   กรณีอาคารสูงเกิน 15 เมตร หากอยู่ห่างจากอาคารอื่นๆ หรือที่สาธารณะน้อยกว่าระยะความสูงของอาคารจะต้องขออนุญาต แต่ถ้าอยู่ห่างอาคารอื่นๆ เป็นระยะเท่ากับหรือมากกว่าความสูงของอาคารไม่ต้องขออนุญาต   กรณีอาคารทั่วไป หากอยู่ห่างจากอาคารอื่นๆ หรือที่สาธารณะ น้อยกว่า 2 เมตร หากจะทำการรื้อถอนจะต้องขออนุญาต แต่ถ้าอยู่ห่างอาคารอื่นๆ ตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไปก็ไม่ต้องขออนุญาต   ขั้นตอนการขออนุญาตรื้อถอน ก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคาร 1.ผู้ขออนุญาตจะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาต ที่สํานักงานเขตพื้นที่หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ของอาคารที่จะทำการรื้อถอน โดยจะต้องมีเอกสาร ดังนี้ - แบบคําขออนุญาตรื้อถอนอาคาร - สําเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งแสดงวัตถุประสงค์และผู้มีอํานาจลงชื่อแทน นิติบุคคลที่หน่วยงานซึ่งมีอํานาจรับรองออกให้ไม่เกิน6เดือน (กรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้ขออนุญาต) - สำเนาบัตรประจําตัวประชาชน และสําเนาทะเบียนบ้านของผู้แจ้งความประสงค์ - สําเนา หรือภาพถ่ายโฉนดที่ดินขนาดเท่ากับต้นฉบับจริง - แผนผังบริเวณ แบบแปลนของอาคารที่จะรื้อทุกชั้น - รายการประกอบแบบ (ลอกตามแบบราชการ) รายละเอียดวัสดุที่ใช้สร้างอาคาร, ตามหฏหมายหลักการรื้อถอนไม่เกิน 45 วัน - หนังสือแสดงความยินยอม และรับรองของสถาปนิก, วิศวกรผู้ออกแบบและคํานวณ และสำเนาใบประกอบวิชาชีพของสถาปนิกและวิศวกรผู้ออกแบบ (ใช้สำหรับกรณีที่เป็นอาคารควบคุมตามกฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพ) - หนังสือแสดงความยินยอมและรับรองของผู้ควบคุมงานของสถาปนิกและวิศวกร พร้อมสําเนาใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพฯ กรณีเป็นโรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล ตลาดสด ภัตตาคาร อาคารชุด หอพัก และอาคารที่เกี่ยวกับกิจการค้าอันเป็นที่น่ารังเกียจ ต้องแสดงแบบระบบบําบัดน้ําเสีย และรายการคํานวณระบบ บําบัดน้ําเสีย   2.ชำระค่าธรรมเนียมวันยื่นแจ้ง   3.เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพิจารณาเอกสารประกอบการขออนุญาต   4.เมื่อจ้าพนักงานท้องถิ่นทำการตวรจสอบเรียบร้อยแล้วก็จะออกใบอนุญาต และแจ้งให้ผู้ขอมารับใบอนุญาตรื้อถอนอาคาร เมื่อได้ใบอนุญาตมาแล้วก็จะต้องมีสิ่งที่ต้องทำก่อนลงมือรื้อถอนค่ะ 1.ติดป้ายหน้าโครงการ แสดงรายละเอียดตามที่พระราชบัญญัติควบคุมอาคารกําหนด   2.ต้องมีใบอนุญาตก่อสร้างพร้อมแบบแปลนอยู่ที่สถานที่ก่อสร้าง   3.แจ้งชื่อผู้ควบคุมงาน รวมถึงวันเริ่มต้นจนถึงวันสิ้นสุดการดําเนินการ และหนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงานกลับไปที่สถานที่ใบอนุญาตอีกครั้ง   ขั้นตอนทุกอย่างทำไปก็เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่ายค่ะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติงานเองหรือประชาชนรอบๆ พื้นที่ ซึ่งหากทำการรื้อถอนโดยไม่ขออนุญาตก็มีโทษปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน และยังมีโทษปรับวันละไม่เกินวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะทำการขออนุญาตอย่างถูกต้อง ดังนั้น ทำตามขั้นตอนให้ถูกต้องเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจตามมาภายหลังค่ะ   Cr.ข้อมูลจาก parliament.go.th bangkok.go.th บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อยากได้เงินมาซ่อมบ้าน ต้องทำอย่างไร  1 ใน ลูกค้าบ้านเอสซีจี ไฮม์กว่าพันครอบครัว กับความประทับใจใน 4 ฟังก์ชั่นตอบโจทย์การอยู่อาศัย หนาวแล้วได้เวลาตรวจเช็คบ้าน 5 จุดสำคัญ
จัดห้องนอนต้อนรับโชคปีกุน

จัดห้องนอนต้อนรับโชคปีกุน

สวัสดีปีกุน 2019 ค่ะ ในปีนี้ Reviewyourliving ก็ไม่ลืมที่จะนำเอาเคล็ดลับ ความรู้ ไลฟ์สไตล์สุดเก๋ มาฝากทุกคนอีกเช่นเคย เริ่มต้นปีกันด้วยเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่เชื่อว่าหลายคนก็อยากให้ไหลมาเทมาเข้ากระเป๋าให้ตุงกันถ้วนหน้า วันนี้เราเลยนำเคล็ดลับจัดห้องนอนของเราให้มีอิทธิพลต่อการดึงดูดโชคลาภเงินทองตามความเชื่อทางฮวงจุ้ยมาฝากกันค่ะ   1.เลือกตำแหน่งห้องนอน ถ้าเราสามารถเลือกตำแหน่งของห้องนอนในบ้านได้ ก็อยากจะแนะนำห้องที่อยู่ห่างจากประตูทางเข้าหลักของบ้านมากที่สุดค่ะ เพราะจะช่วยให้ความรู้สึกที่มั่นคง ปลอดภัย แต่ถ้าหากห้องนอนของใครอยู่ใกล้กับประตูล่ะก็ ไม่ต้องตกใจไปค่ะ เรายังมีคำแนะนำอื่นที่ยังสามารถเสริมโชคลาภได้เช่นกันใน ลองติดตามในข้อต่อๆ ไปดูค่ะ     2.วางต้นไม้มงคลเรียกเงินทอง ช่วยผ่อนคลาย ข้อนี้จะช่วยได้ดีทั้งเรื่องความโชคดี เรียกเงินทองเข้าบ้าน ช่วยดูดซับความเมื่อยล้า เช่น ไผ่ต้นเล็กในกระถาง, Juniper bonsai บอนไซที่ทำจากต้นสนจูปิเตอร์, ต้นศุภโชค, ต้นคลาสซูล่า ฯลฯ ซึ่งในบ้านเราก็หาได้ไม่ยากค่ะ และถ้าต้องการกระชับความสัมพันธ์กับคนที่คุณรักแล้วล่ะก็ ลองหาสีชมพู สีแดง มาช่วยเสริมด้วยก็จะช่วยได้ดี แต่ถ้าไม่ชอบสีจัดๆ แรงๆ ก็ลองมองหาสีส้ม หรือสีเหลืองมาช่วยแทนก็ได้นะคะ อาจจะใช้เป็นสีของกระถางต้นไม้ก็ได้   3.ใครยังโสดมีเคล็ดเรื่องคู่ ของในห้องให้วางเป็นคู่กันหรือของที่ดูสมมาตรกันจะช่วยให้โชคลาภ การเงินสมดุล เช่น โคมไฟหัวเตียงให้วางทั้งสองฝั่งของเตียง, วางเทียนไว้คู่กัน, พืชใบกลม หรือใครที่มีคู่อยู่แล้วก็เสริมความรักให้ดีขึ้นด้วยสีแดง หรือสีชมพูเอาไว้รอบเตียง     4.อย่าวางอะไรไว้ใต้เตียง พยายามอย่าวางสิ่งของใว้ใต้เตียง เพราะตามความเชื่อแล้วจะเป็นการปิดกั้นพลังงานทำให้โชคไม่ดี แถมยังไปสร้างความเหนื่อยล้าให้กับชีวิตด้วย และควรจะปล่อยให้มีที่ว่างรอบเตียงเพื่อพลังงานไหลเวียนที่ดี ในทางปฏิบัติจะไปช่วยให้เราสะดวกเวลาเดินมากกว่าให้เตียงชิดกำแพง และไม่หันปลายเตียงไปตรงกับประตู เพราะตามความเชื่อแล้วจะหมายถึงตำแหน่งความตายค่ะ     5.สร้างพลังชีวิตด้านบวก หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Energy Healing ศาสตร์ที่เรียกว่าเป็นการบำบัดรักษาด้วยพลังงานธรรมชาติของมนุษย์เอง ซึ่งถ้าลองใช้สีครีม สีพีช สีฟ้าอ่อน สีเขียว หรือสีลาเวนเดอร์ จะช่วยสร้างบรรยากาศให้ห้องนอนของเราอบอุ่นขึ้น ตามความเชื่อก็ช่วยเรื่องพลังงานบำบัดนี้ และยังสร้างความมั่งคั่งในชีวิตด้วย     6.เอาของดูดพลังงานชีวิตออกจากห้องนอน ถ้าเป็นไปได้ก็ย้ายคอมพิวเตอร์, จอทีวี และอุปกรณ์ออกกำลังกาย ออกจากห้องนอนของเราไปซะ เพราะจะไปดูดพลังงานชีวิตของเราออกจากช่วงเวลาพักผ่อน แนะนำให้วางหนังสือสัก 1-2 เล่ม เอาไว้ข้างโต๊ะหัวเตียงแทน ถ้าใครอยู่หอพักหรือคอนโด ก็ลองหาผ้ามาคลุมเอาไว้ตอนไม่ได้ใช้งานค่ะ     7.วางเตียงให้ห่างจากประตูห้อง ไม่ควรจะวางเตียงไว้ใกล้กับประตูห้อง หรือตรงกับแนวประตูห้อง รวมถึงวางไว้ใต้หน้าต่าง ไม่ควรให้หัวเตียงติดผนังเดียวกับห้องน้ำ และไม่นอนใต้เครื่องปรับอากาศ เพราะจะทำให้มีเรื่องต้องเสียเงินเสียทอง   8.หาอะไรหมูๆ มาไว้ในห้อง 2019 ขึ้นชื่อว่าปีหมู ลองหารูปภาพ หุ่นเล็กๆ หรืองานศิลปะอะไรก็ได้ที่เป็นรูปหมูมาประดับในห้อง     9.ระวังกระจกเงา ไม่ควรวางกระจกเงาให้สะท้อนเตียงนอน ไม่ว่าจะปลายเตียงหรือข้างเตียงก็ตาม เหตุด้วยตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว กระจกจะไปสะท้อนพลังงานทั้งหมดในห้อง ซึ่งหากพลังงานทั้งดีและไม่ดีสะท้อนมาหาคนบนเตียงมากเกินไปจะเกิดความไม่สมดุลกันของพลังงาน ส่งผลกระทบหลายๆ ด้าน แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็หาผ้ามาคลุมเอาไว้เมื่อไม่ได้ใช้งานค่ะ   10.แสงสว่างแบบพอดีๆ แสงสว่างเป็นปัจจัยที่สำคัญมากสำหรับฮวงจุ้ยค่ะ ลองใช้ผ้าม่านหรือมูลี่ที่สามารถเปิดได้อย่างสะดวกในตอนเช้า เพื่อรับแสงธรรมชาติเข้ามาในห้องนอนได้ง่าย และปิดได้ง่ายเช่นกันในช่วงกลางคืน เพื่อบล็อคความมืดจากภายนอก เป็นการสร้างสมดุลที่จะช่วยเรื่องโชคลาภเงินทองให้ดีขึ้น และยังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนอนหลับพักผ่อนได้ดีตามไปด้วยค่ะ     ทั้งหมดนี้เป็นเคล็ดลับการจัดห้องนอนตามหลักความเชื่อฮวงจุ้ยแบบง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะคะ นอกจากเชื่อว่าจะช่วยด้านการเงินแล้ว ยังไปเกี่ยวข้องกันกับหลายๆ เรื่องด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านความสัมพันธ์ หรือสุขภาพเองก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ     Cr. thechinesezodiac.org            
ดูลักซ์ ประกาศ “สไปซ์ ฮันนี่” เป็นสีแห่งปี 2019 เติมความหวานให้กับชีวิต

ดูลักซ์ ประกาศ “สไปซ์ ฮันนี่” เป็นสีแห่งปี 2019 เติมความหวานให้กับชีวิต

บริษัท อั๊คโซ่ โนเบล (AkzoNobel) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีทาอาคารชั้นนำระดับโลกภายใต้แบรนด์สี “ดูลักซ์” ประกาศให้ “สไปซ์ ฮันนี่” (Spiced Honey) เป็นสีแห่งปี 2019 หรือที่รู้จักกันในรหัสสี (Creme Brulee 00YY 26/220)  จากการวิจัยเทรนด์ และพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกทำให้ได้ธีมหลักในปีนี้คือ “การปล่อยให้แสงสว่างเข้า"(let the light in) “สไปซ์ ฮันนี่” คือสีกลางโทนอบอุ่นในเฉดสีน้ำตาลที่ได้แรงบันดาลใจมาจากประกายสีทองของน้ำผึ้ง เป็นเฉดสีที่มีความอเนกประสงค์และทันสมัย เข้ากับไลฟไสตล์และการการตกแต่งภายในได้หลากหลาย สะท้อนถึงความรู้สึกใหม่ของการมองโลกในแง่ดีที่พบได้จากการศึกษาเทรนด์ต่าง ๆ ทั่วโลกของเรา คุณ ฮีเลน เวน เจ็นท์ ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์สีระดับโลกของอั๊คโซ่โนเบล (Akzo Nobel’s Global Aesthetic Center) กล่าวว่า “สีสันของเราเกิดจากการทำงานที่ศูนย์สร้างสรรค์สีระดับโลกของอั๊คโซ่โนเบล ซึ่งมีบทบาทในการวิเคราะห์เทรนด์ ศึกษาเรื่องสีสัน และทิศทางของศิลปะมากว่า 25 ปี การประกาศให้ “สไปซ์ ฮันนี่” (Spiced Honey) เป็นสีแห่งปี 2019  ในวันนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าสามารถเลือกผลิตภัณฑ์สีทาอาคารด้วยความมั่นใจมากยิ่งขึ้น” ในแต่ละปี นักออกแบบมืออาชีพชั้นนำจากทั่วโลกได้รับเชิญให้เข้าร่วมศึกษาเทรนด์และโมเมนต์สำคัญต่างๆ คุณฮีเลน กล่าวเสริมว่า “ในปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้พวกเราหลายคนรู้สึกสับสน ฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องกลับมาให้ความสำคัญกับตัวเองเพิ่มมากขึ้น และตอนนี้เราพร้อมแล้วที่จะเปิดต้อนรับแสงสว่างให้เข้ามาสู่ภายใน ผลการศึกษาเทรนด์บอกว่าผู้คนทั่วโลกต่างรับรู้ถึงพลังใหม่ ๆ ความมุ่งหวัง และการมองโลกในแง่ดีเพิ่มมากขึ้น เราต้องการเข้าถึงและมีปฎิสัมพันธ์กับผู้คนเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดียิ่งขึ้น “สไปซ์ ฮันนี่” สะท้อนถึงสิ่งเหล่านี้ได้ดี และเป็นเฉดสีที่ให้ความรู้สึกสงบ ความทะนุถนอม การกระตุ้น หรือให้พลังงาน ขึ้นอยู่กับแสงและคู่สีที่เลือกใช้ ปีนี้เป็นปีที่ 16 แล้ว ที่ทางสีดูลักซ์ โดยบริษัทอั๊คโซ่โนเบล ได้มีการประกาศสีแห่งปี เพื่อช่วยสร้างสีสันและเพิ่มทางเลือกในการเลือกสีให้กับลูกค้า พร้อมความช่วยเหลือในทุกขั้นตอนตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจไปจนถึงการออกแบบสี การแนะนำผลิตภัณฑ์และระบบการทาสี รวมถึงเครื่องมือที่หลากหลายและดิจิตอลโซโลชั่นใหม่ๆ เช่น แอปพลิเคชั่น  Dulux Visualizer เป็นต้น นอกจากการประกาศให้ “สไปซ์ ฮันนี่” เป็นสีแห่งปี 2019 แล้ว เรายังได้แนะนำพาเลทท์สีสำหรับการตกแต่งภายในทั้งหมด 4 ธีม ประกอบด้วย สีกลางโทนอบอุ่น สีพาสเทลอ่อน สีสดเข้ม และสีสว่างสดใส แต่ละธีมได้แรงบันดาลใจมาจากโทนสีต่างๆ รวมถึงความโดดเด่นของสีน้ำตาลประกายน้ำผึ้งที่มีความเป็นธรรมชาติ เหนือกาลเวลา ทนทาน สื่อถึงการปกป้อง ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า โดยคาดว่าพาเลทท์สีนี้จะได้รับความนิยมในวงการแฟชั่น สถาปัตยกรรม และดีไซน์ 1.สถานที่ผ่อนคลายแห่งความคิด (A soothing place to THINK) พาเลทท์สีนี้มีสีโทนอบอุ่นอย่างสีแห่งปี 2019 - สไปซ์ ฮันนี่ เป็นหัวใจหลัก พร้อมกับผสมผสานระหว่างโทนสีกลางอันน่าดึงดูดและมีสัมผัสของโทนสีชมพูอ่อนเบอร์กันดี และความพิถีพิถันของสีน้ำเงินเข้มเข้าไว้ด้วยกัน พาเลทท์สีนี้เข้ากันได้ดีกับการตกแต่งด้วยงานไม้ขัดเงา เฟอร์นิเจอร์สไตล์ยุคกลางศตวรรษ (mid-century furniture) พรมปูพื้นลายกราฟิก และงานผ้าทอที่เน้นรูปลักษณ์ที่เก๋แต่คงไว้ซึ่งความสบายตา 2.สถานที่สงบเงียบแห่งความฝัน (A calming place to DREAM) พาเลทท์สีแห่งความฝันนี้ให้ความรู้สึกเงียบสงบและเป็นผู้ใหญ่แต่คงไว้ซึ่งความนุ่มนวลและอบอุ่น เป็นการผสมผสานกันอย่างอ่อนโยนของสีชมพูและสีฟ้าทีมีความโรแมนติก เสริมด้วย “สไปซ์ ฮันนี่” สีแห่งปี 2019 ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสงบและลุคที่มีความพิถีพิถันได้อย่างลงตัว พาเลทท์สีนี้เหมาะกับการตกแต่งด้วยงานไม้สีอ่อน ของประดับจำพวกงานเซรามิกทำมือ และผ้าท้อที่สวยงาม ลุคนี้จะช่วยเสริมความรู้สึกนึกคิดให้เป็นศูนย์กลางของบ้านหลังนี้ 3.สถานที่อบอุ่นแห่งความรัก (A cosy place to LOVE) พาเลทท์สีนี้คือกลุ่มสีโทนอบอุ่นที่สุดของเราในปี 2019 เต็มไปด้วยเฉดสีโทนเข้ม รวมถึงสีเขียวธรรมชาติของป่าลึก สีเขียวเข้มนกเป็ดน้ำ และสีแดงเข้มของดินเผา ซึ่งเข้ากันได้ดีกับสีน้ำตาลโทนอบอุ่นอย่าง “สไปซ์ ฮันนี่” สีแห่งปี 2019 และสีกลางโทนอ่อน พาเลทท์สีแห่งความรักนี้สามารถตกแต่งร่วมกับเฟอร์นิเจอร์ไม้และภาพวาดลายพฤกษศาสตร์ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศบ้านที่ผ่อนคลายแต่อบอุ่นสบาย เหมาะสำหรับการแบ่งปันกับคนที่คุณรัก 4.สถานที่สดใสแห่งการลงมือทำ (A vibrant place to ACT) พาเลทท์สีที่มีความขี้เล่นและสดใสนี้ผสมผสานไปด้วยสีแดงและสีเขียวสดใสเข้ากับสีชมพูอ่อนและสีน้ำเงินโดยเน้นสีเทาและสีขาว โดยมีโทนสีน้ำตาลทองอย่าง “สไปซ์ ฮันนี่” สีแห่งปี 2019 ยิ่งช่วยเสริมให้พาเลทท์สีนี้มีความอบอุ่นและให้บรรยากาศแห่งการต้อนรับ สามารถตกแต่งร่วมกับด้วยเฟอร์นิเจอร์หลากสไตล์ที่นำมาตกแต่งทาสีใหม่เพื่อเสริมความมีเอกลักษณ์ของเจ้าของห้อง เล่นกับรูปทรงกราฟิก ตกแต่งด้วยงานไม้ก๊อกและไม้อัดสีอ่อน และพรมสไตล์วินเทจช่วยให้บ้านหลังนี้กลับมามีชีวิตชีวา เป็นพื้นที่ที่เกิดแรงบันดาลใจและสร้างไอเดียเพื่อการลงมือทำ คุณ ออสการ์ วีเซนบีค กรรมการผู้จัดการ บริษัท อั๊คโซ่โนเบล เดโคเรทีฟ เพ้นท์ส ภูมิภาค เอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ กล่าวว่า “พวกเรา อั๊คโซ่โนเบล มีความภูมิใจในการช่วยเหลือให้ลูกค้าสามารถเลือกสีสันได้อย่างมั่นใจด้วยการให้ข้อมูลเทรนด์สีและธีมการตกแต่งภายในล่าสุด ทีมงานของเราทำงานตลอดทั้งปีเพื่อถ่ายทอดไอเดียเหล่านี้ให้กลายเป็นพาเลทท์สีต่าง ๆ ที่มีสีสันสวยงาม เราส่งมอบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยเครื่องมือดิจิตอลที่มีความทันสมัย ลูกค้าจะสามารถสัมผัสประสบการณ์การออกแบบสีห้องผ่านหน้าจอมือถือ ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถตัดสินใจเลือกเฉดสีได้ตรงกับความต้องการมากที่สุด ”   ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสีแห่งปี 2019 ได้ที่ www.dulux.co.th/cf2019 หรือ www.facebook.com/dulux นอกจากนี้ สามารถสั่งซื้อสีขนาดทดลอง Dulux Colour Play™ Tester ในเฉดสี “สไปซ์ ฮันนี่” เพื่อนำมาทดลองดูเฉดสีได้ก่อนใครได้ทาง www.lazada.co.th        
ต้อนรับปี 2562 กับ “ยิปซัมตราช้าง” ด้วยเคล็ดไม่ลับกับการจัดบ้านเสริมสิริมงคล

ต้อนรับปี 2562 กับ “ยิปซัมตราช้าง” ด้วยเคล็ดไม่ลับกับการจัดบ้านเสริมสิริมงคล

ต้อนรับปีใหม่ 2562 “ยิปซัมตราช้าง” แนะเคล็ดไม่ลับกับการจัดบ้านใหม่เสริมสิริมงคล เป็นการนำหลักศาสตร์ทาง “ฮวงจุ้ย” ผสมผสานเข้ากับการตกแต่งและจัดบ้านใหม่ เพื่อต้อนรับพลังงานบวก และสิ่งดีๆ ที่จะเข้ามาสู่สมาชิกในครอบครัว เสริมสิริมงคล โชคลาภ เงินทอง เจ้าของบ้านที่ต้องการรีโนเวทบ้านใหม่ เรามาเตรียมความพร้อมจัดบ้านใหม่เพื่อต้อนรับสิ่งดีๆ ในปี 2562 นี้กัน   จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับการลงมือจัดตกแต่งบ้านสิ่งแรกที่ควรทำคือ การทำความสะอาดบ้านให้หมดจด เริ่มตั้งแต่ด้านหน้าทางเข้าบ้าน โดยนอกจากจะต้องเก็บกวาดข้าวของที่ไม่ได้ใช้ออกให้หมด ไม่ขวางทางเข้าบ้านเพื่อเตรียมบ้านรับทรัพย์แล้ว ก็ควรที่จะจัดหาที่เก็บข้าวของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย  เพื่อช่วยเสริมในเรื่องของโชคลาภ เงินทอง ให้ไหลมาเทมา ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าคุณอยากให้เงินทองเข้าบ้าน เข้าหาคนในบ้านและครอบครัว พื้นที่ภายในบ้านก็ไม่ควรแออัด หรือยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ เฟอร์นิเจอร์ควรจัดวางให้เป็นที่เป็นทาง ไม่เกะกะสำหรับการเดินภายในบ้าน การนำต้นไม้หรือน้ำพุมาตั้งไว้ในบ้านก็ถือเป็นปัจจัยเสริมที่จะช่วยทำให้โชคลาภลื่นไหล บ้านร่มรื่นอยู่เย็นเป็นสุข   การจัดการกับพื้นที่ภายในบ้าน เจ้าของบ้านลองสำรวจว่ามีมุมไหนควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้าง อีกสิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมในเรื่องของโชคลาภและเงินทอง ก็คือโทนสีที่จะนำมาเลือกใช้ในการออกแบบและตกแต่งพื้นที่ใช้สอยต่างๆภายในบ้านควรเลือกใช้สีโทนขาว ครีม หรือพาสเทล อาทิ ห้องนอน ซึ่งเปรียบเสมือนปอดของบ้าน เพื่อให้สามารถใช้ช่วงเวลาในการพักผ่อนในทุกค่ำคืนเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย  หรือห้องทานอาหารที่เปรียบเสมือนแหล่งเสบียง ถือเป็นหัวใจหลักของบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะใช้เวลาร่วมกันและแบ่งปันเรื่องราวของความสุขให้กับทุกคนภายในบ้าน เราควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้านที่มีโทนสีที่เข้ากันด้วย สำหรับฝ้าเพดาน ถือเป็นอีกจุดสำคัญที่สามารถทำให้บ้านดูโปร่งสบายตา ไม่ว่าเราจะเลือกใช้ฝ้าเรียบสีพื้น หรือจะเลือกฝ้าที่มีลวดลายตามที่เราต้องการ โดยเฉพาะลายที่จะช่วยเสริมวาสนาให้กับบ้าน เพื่อรับทรัพย์รับโชคลาภในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง กับแผ่นฝ้าทีบาร์ เปเปอร์ทัช ตราช้าง ลายใหม่ “เรืองทรัพย์” มาพร้อมกับความเป็นมงคลด้วยใบของต้นกวักเงินกวักทองลักษณะคล้ายใบรูปหัวใจ โดยออกแบบให้เข้ากับพื้นหลังลายหินอ่อนสีขาว ผสมผสานความงามที่กลมกลืนกับธรรมชาติอย่างลงตัว เสริมความเป็นสิริมงคลให้ที่อยู่อาศัยเกิดโชคลาภ กิจการรุ่งเรือง และร่ำรวย  ทั้งนี้แผ่นทีบาร์ เปเปอร์ทัช ตราช้างมาพร้อมคุณสมบัติไม่แอ่นตัว คงทน และยังได้ฝ้าสวยสดใส มาตรฐานมอก 219-2552 แถมยังช่วยสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้ร่มเย็นอีกด้วย สำหรับเจ้าของบ้านที่ยึดหลักฮวงจุ้ยยังต้องคำนึงถึงแสงแดดจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่มีความแข็งแกร่งที่สุดซึ่งส่งผลกับชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก เพราะแสงธรรมชาติจะทำให้เรารู้สึกสบายและผ่อนคลาย การสร้างบ้านตามหลัก   ฮวงจุ้ยต้องอาศัยแสงจากด้านนอกเพราะช่วยให้เกิดการระบายอากาศที่ดีและช่วยดึงดูดโชคลาภมาสู่บ้านได้ และเจ้าของบ้านที่รักการอ่าน  จึงมีชั้นหนังสือภายในบ้านซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการพอกพูนความรู้ความก้าวหน้าให้กับผู้อยู่อาศัย แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่าการจัดเก็บที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยนั้นก็ส่งผลกับฮวงจุ้ยของเราด้วยเช่นกัน   สำหรับท่านใดที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลการใช้งานเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนยิปซัมตราช้าง โทร. 02-555-0000 หรือ www.siamgypsum.com หรือ facebook fanpage:@GypsumTraChangTH              
สัมผัสจิตวิญญาณอันเหนือระดับแบบฉบับอังกฤษ “อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์” ผ่านเฟอร์นิเจอร์สไตล์อิเคล็กทิก สร้างมิติใหม่ให้ความงามที่แตกต่าง

สัมผัสจิตวิญญาณอันเหนือระดับแบบฉบับอังกฤษ “อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์” ผ่านเฟอร์นิเจอร์สไตล์อิเคล็กทิก สร้างมิติใหม่ให้ความงามที่แตกต่าง

เคยไหม! กับการเข้าไปสัมผัสและซึมซับบรรยากาศในสถานที่ต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร หรือคาเฟ่หลากหลายสไตล์ อาทิ โรงแรมลักซ์ชัวรี่สัญชาติอังกฤษในกลุ่มโซโห เฮาส์ (Soho House) ที่รังสรรค์พื้นที่ด้วยการจัดวางองค์ประกอบอันมีเอกลักษณ์อย่างลงตัว สะดุดตา อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของอารยธรรมอันน่าชื่นชมโดดเด่นด้านความแปลกใหม่และไอเดียการมิกซ์ & แมทช์เฟอร์นิเจอร์ที่ยากจะหาใครทัดเทียม ร้านอาหารเก๋ๆ อย่างเอล บูด้า เฟลิส (EL Buda Feliz) ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่สะท้อนรสนิยมที่ล้ำสมัย ด้วยทุกวันนี้การตกแต่งบ้านที่อยู่อาศัยไม่ได้มีเพียงแค่รูปแบบหรือเทรนด์เฉกเช่นในอดีต รสนิยมของแต่ละบุคคลได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนไป ผู้คนให้ความสำคัญกับประสบการณ์การท่องเที่ยว การได้ไปสัมผัสสิ่งแวดล้อมใหม่ๆที่สามารถสะสมความทรงจำ ห้วงเวลาแห่งความสุขในช่วงต่างๆ เพื่อมาตีความและเนรมิตบ้านให้กลายเป็นผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า หล่อหลอมแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ความสง่างาม และรสนิยมเข้ารวมกันอย่างลงตัว “อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์” (Alexander & James)”  แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำสัญชาติอังกฤษ ที่มาพร้อมกับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ชวนหลงใหล พร้อมหลอมรวมกับเทรนด์ล้ำสมัยในปัจจุบันให้เข้ากันอย่างลงตัว เพื่อสะท้อนรสนิยมแห่งการอยู่อาศัยอย่างมีระดับ  สร้างตัวตนที่ใช่ในสไตล์ที่เป็นคุณ เปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.2013 ก่อตั้งขึ้นโดย “มาร์ค อเล็กซานเดอร์ สมิทธ์” (Mark Alexander Smith) ดีไซเนอร์ผู้เติมเต็มรสชาติใหม่ๆ ให้กับงานออกแบบผ่านการรังสรรค์เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้านอันเหนือระดับ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเดินทางไปรอบโลกเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และค้นหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานอันล้ำค่า ถ่ายทอดวัฒนธรรมชาวอังกฤษตอนเหนือที่มีความเรียบง่ายแต่แฝงด้วยมนต์เสน่ห์ชวนหลงใหลของงานฝีมือชั้นสูง  ผ่านผลงานการออกแบบที่ให้ความสำคัญทุกรายละเอียด โดยเน้นรังสรรค์ให้ทุกชิ้นงานเป็นดั่งผลงานศิลปะที่ถูกรังสรรค์ผ่านการร่างแบบด้วยมือของ มาร์ค อเล็กซานเดอร์ สมิทธ์ เพื่อให้ได้รูปทรงที่สมดุล ก่อนที่จะพัฒนาร่วมกันกับทีม ครีเอทีฟจนกลายเป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบที่สุด สะท้อนรสนิยมและแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตเหนือระดับอันเป็นเอกลักษณ์ กลายเป็นนิยามแห่งการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ภายใต้แบรนด์ อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ปัจจุบันมีวางจำหน่ายในร้านเฟอร์นิเจอร์ชั้นนำทั่วโลกมากกว่า 50 ร้าน เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นเกิดขึ้นจากความใส่ใจในทุกรายละเอียด รวมถึงความพิถีพิถันในกระบวนการผลิต ที่โดดเด่นหลากสไตล์ทั้งแนวคลาสสิค(Classic) คอนเทมโพรารี(Contemporary) และแนวอิเคล็กทิก(Eclectic) อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ดึงเอาความหลากหลายขององค์ประกอบทั้งรูปทรง สีสัน  ความคลาสสิกและเทรนด์ล้ำสมัยมาผสมผสานเพื่อสร้างมิติใหม่ให้การอยู่อาศัยไร้ขีดจำกัด ชิ้นงานศิลปะที่สะท้อนอุดมการณ์ของมาร์ค อเล็กซานเดอร์ สมิทธ์ ได้อย่างชัดเจนคือ โซฟา ผลงานหัตกรรมอันชดช้อยจากช่างฝีมือที่มีความชำนาญเชี่ยวชาญในการผลิต  ซึ่งคัดสรรวัตถุดิบสิ่งแปลกใหม่ชั้นเลิศจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้ลูกค้าคนพิเศษ อาทิ หนังแท้ 100% ที่ได้รับคัดเลือกอย่างละเอียดจากบราซิลและยุโรปให้ผิวสัมผัสที่นุ่มสบาย ผ่อนคลาย โดยหนังแต่ละผืนสะท้อนคาแรคเตอร์ที่มีความโดดเด่น นอกจากนั้นยังมีผ้ากำมะหยี่จากแบรนด์วิลเลียม มอร์ริส (William Morris) ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ดีที่สุดในโลก ด้านโครงสร้างของชิ้นงานโดยรวมทำมาจากยางพาราในแหล่งผลิตซึ่งได้มาตรฐานและการรับรองว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่มีความคงทน และยืดหยุ่น พร้อมทั้งยังรองรับสรีระของร่างกายได้เป็นอย่างดี รวมไปจนถึงการจัดวางผสมผสานองค์ประกอบโซฟา การดึงกระดุม และการตอกหมุดด้วยมือเพื่อเพิ่มดีเทลให้กับชิ้นงาน โดดเด่นด้วยการใช้เฉดสีที่มีความเด่นชัดและตัดกันได้อย่างลงตัวเป็นเสนห์อันน่าดึงดูดใจคืออัตลักษณ์เฉพาะของแบรนด์อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ ของแบรนด์ เอาใจเหล่าคนรักการแต่งบ้านที่ต้องการความโดดเด่นและแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ด้วยการฉีกทุกกฎแห่งการตกแต่งเนรมิตงานดีไซน์ในสไตล์ที่เป็นตัวเองลงไปในเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างอิสระ  ไม่ว่าจะเป็นมิกซ์แอนด์แมตช์จับคู่สีที่ใช่ หรือการเลือกวัสดุในแบบที่ชอบ เพื่อชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบอันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลก สะท้อนคาแรกเตอร์ของผู้ครอบครอง รอบรับทุกไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิต  ขอเชิญสัมผัสจิตวิญญาณความรุ่งโรจน์ทางวัฒนธรรมอันหลากหลายของเฟอร์นิเจอร์สุดยูนีค อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ ได้ที่แฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในเอเชีย ซึ่งจะเปิดในเดือนมกราคมนี้ บริเวณซอยสุขุมวิท 39 เท่านั้น!          
X’mas แล้วววว จูงมือแฟนไปดูไฟที่ไหนดี??

X’mas แล้วววว จูงมือแฟนไปดูไฟที่ไหนดี??

"สี่แยกราชประสงค์" เมื่อเอ่ยชื่อนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอนจริงไหมคะ? ด้วยความเป็นทั้งแหล่งเศรษฐกิจแห่งหนึ่งของประเทศ และยังเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะเวียนกันมาอยู่เป็นประจำตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงปลายปีแบบนี้ก็ยิ่งหนาแน่นไปด้วยผู้คนที่ชอบมาเดินเล่น มาช้อปปิ้ง หรือมาหาอะไรทานก็มีไม่น้อยค่ะ แต่ถ้าโฟกัสไปที่ช่วงเทศกาลคริสมาสต์ในบ้านเราแล้วล่ะก็ เชื่อเหลือเกินค่ะว่าแถวสี่แยกราชประสงค์จะต้องเป็นชื่อที่ผุดขึ้นมาในใจเป็นอันดับแรกเลยทีเดียว ยิ่งถ้าใครชอบถ่ายรูปแล้วล่ะก็ รีบมานะคะก่อนเหล่าไฟประดับทั้งหลายจะหมดลงไปตามเทศกาล เราไปเดินเล่นหามุมถ่ายรูปด้วยกันเลยค่ะ   บรรยากาศช่วงเย็นย่ำแบบนี้ ท้องฟ้าจะเริ่มไร้แสงอาทิตย์กันตั้งแต่ช่วง 6 โมงเย็น โดยจาก BTS สถานีชิดลม เราเริ่มเดินเล่นกันที่ฝั่ง Amarin Plaza บริเวณหน้าประตูห้างสรรพสินค้าเขาจัดงาน Amarin Villa De Rabbit ให้ได้ร่วมลุ้นของรางวัล ใครที่เป็นแฟนๆ เหล่า Line Character แล้วล่ะก็ต้องปลื้มแน่นอนค่ะ งานมีถึงวันที่ 7 มกราคม 2562 นะคะ   เดิน Sky walk กันต่อจนเชื่อมเข้ากับ CentralWorld ที่ทุกๆ ปีจะต้องมีสัญลักษณ์ต้น Christmas ซุ้มสวยๆ สำหรับถ่ายรูปกันทุกปี ซึ่งปีนี้ไฮไลท์จะอยู่ที่ม้าหมุนจาก Swarovski ราคารอบละ 150 บาท/คน โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรมอบให้แก่ มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ มูลนิธิบ้านเด็กเร่ร่อนครูมุ้ย และสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต เป็นครั้งแรกในโลกของ Swarovski ค่ะ และที่ลืมไม่ได้ก็คงจะเป็นลานเบียร์จากหลากหลายค่าย เรียกได้ว่าจัดเต็มทั้งพื้นที่ลานหน้าห้างกันเลยทีเดียว   จากบริเวณหน้า CentralWorld ลองหยุดเดินแล้วเงยหน้าขึ้นไปดูความตระการตาบนตึก 60 ชั้น ของ Magnolias Ratchadamri Boulevard บนถ.ราชดำริ กันดูค่ะ เพราะมีการยิงเลเซอร์บนตัวอาคารโดยใช้เทคนิคสื่อผสม 3D Projection Mapping&Multi-color Laser Lighting Show กว่า 250 ภาพ บนคอนเซ็ปต์ Beautiful Bangkok @Magnolias Ratchadamri Boulevard ซึ่งจะฉายวันละ 7 รอบ เริ่มตั้งแต่ 19.00/19.20/19.40/20.00/20.20/ 20.40 และ 21.00 น. ไปจนถึงคืนวันที่ 31 ธันวาคม เวลา 23.55 น.     ข้ามมาที่ฝั่ง Gaysorn Village กันบ้างค่ะ ถ้าใครที่คิดว่าฝั่งหน้า CentralWorld ดูคนเยอะจนเกินไปแล้วล่ะก็ เราแนะนำให้ลองมาหามุมถ่ายรูปที่ Gaysorn กันบ้างค่ะ ผู้คนจะบางตากว่ามากไม่มีคนเดินผ่านกล้องไปมาให้เสียอารมณ์ แต่ก็มีมุมถ่ายรูปสวยๆ ด้วยเช่นกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นจุดทางเชื่อมกับ Sky walk ฝั่งตรงข้ามกับ CentralWorld หรือฝั่งบีทีเอส ภายในห้างสรรพสินค้าเอง และลานเบียร์เล็กๆ ตรงกลางค่ะ   ปิดท้ายกันด้วยหน้าโรงแรม InterContinental Bangkok ที่จะได้ภาพสีโทนไฟแบบ Cool White ต่างจากจุดอื่นๆ ที่เป็นไฟโทน WarmWhite เสียส่วนใหญ่     ภาพรวมของช่วงคริสมาสต์ปี 2018 นี้ ย่านราชประสงค์ยังคงคึกคักเช่นเคย จนเรียกได้ว่าเป็น Christmas Landmark ในบ้านเราเลยทีเดียวค่ะ          
รู้จักการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เรียกว่า “Investment Property” (IP)

รู้จักการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เรียกว่า “Investment Property” (IP)

“Investment Property” (IP) คืออะไร   การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เรียกว่า “Investment Property” (IP) จะมีลักษณะผู้เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย ได้แก่ นักลงทุนหรือผู้ซื้อ (Investor) ผู้บริหารมืออาชีพ (Management Company) และ ผู้พัฒนา (Developer) โดยทั่วไปแล้ว IP จะมีลักษณะโครงการที่ถูกออกแบบมาเพื่อนักลงทุนโดยเฉพาะตั้งแต่เริ่มสร้างโครงการ ทำให้การออกแบบโครงสร้างต่างๆนักลงทุนได้ประโยชน์เต็มๆมากกว่า รวมไปถึงการหามืออาชีพ มาคอยดูแลบริหารโครงการ แล้วสภาพในการเข้าและออกการลงทุนก็สามารถขายโฉนดของตัวเองได้เลย “Investment Property” (IP) ต่างจากการลงทุนในกองทุน REIT   จริงๆ แล้ว IP ก็เป็นอะไรที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว คือ การที่เราสามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพขนาดใหญ่ได้โดยตรงเหมือนกับ กองทุนอสังหาริมทรัพย์หรือว่า REIT แต่จะต่างกันตรงที่ว่าการลงทุนแบบ IP นั้นเราจะมี “โฉนด” ของแต่ละบุคคลมีสิทธิ์เป็นเจ้าของอย่างชัดเจนไม่เหมือนกัน REIT ที่ถือผ่านนิติบุคคลที่เป็นกองทุนหรือกองทรัสต์ ถ้าให้ยกตัวอย่างแบบง่ายๆก็คือเหมือนกับเราเข้าลงทุนตรงในคอนโดแล้วปล่อยเช่าเอง แต่จุดแตกต่างที่คอนโดไม่สามารถทำแบบอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น REIT หรือว่า IP ที่เป็นโรงแรมได้ คือ รายรับของโรงแรมจะเป็นรายวัน แล้วราคาปล่อยเช่าโดยเฉลี่ยของ IP ที่เป็นโรงแรมจะสูงกว่าการปล่อยเช่าคอนโดเป็นรายเดือนหรือว่าเป็นสัญญาระยะยาว 6 เดือน 1 ปี เลือกลงทุน Investment Property ในทำเลศักยภาพ   จ.ภูเก็ต เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และยังคงเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆของชาวต่างชาติ ที่เมื่อเข้ามาท่องเที่ยวในไทย จึงเป็นเหตุให้ อสังหา ในภูเก็ตกลับมาบูมอีกครั้ง หลังจากทั้งภาครัฐ และเอกชน ได้เข้ามาลงทุน โดยการลงทุนในส่วนของทางภาครัฐ เช่น โครงการภูเก็ต สมาร์ทซิตี้ การสร้างสนามบินเพิ่ม การขยายท่าเรือน้ำลึก การก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเบา LRT และการสร้างอุโมงค์รองรับการจราจร รองรับการขยายตัวของภูเก็ตด้านการลงทุนภาคเอกชนมีทั้ง เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต เฟส 3 มูลค่าลงทุน 20,000 ล้านบาท เนื้อที่รวม 136 ไร่ พื้นที่ 4 แสนตารางเมตร และโครงการบลู เพิร์ล ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ของ เดอะมอลล์ ด้วยเนื้อที่ 150 ไร่ พื้นที่ 6.5 แสนตารางเมตร ลงทุน 10,000 ล้านบาท "WYNDHAM Nai Harn Beach Phuket" โครงการแบบ IP   ในประเทศไทยเราก็มีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เริ่มมาทำโครงการแบบ IP แล้วเหมือนกัน โครงการ “Wyndham Nai Harn Beach Phuket” โดยบริษัท ซิซซา กรุ๊ป จำกัด เป็นนักพัฒนาและผู้บริการจัดการหลังจากพัฒนาเสร็จก็คือ Wyndham Hotel Group เครือโรงแรมรีสอร์ทระดับโลกที่เข้ามาบริหารโครงการ มีประวัติการบริหารโรงแรมมากว่า 9,000 แห่ง ห้องพักรวมมากว่า 790,000 ห้อง ใน 80 ประเทศทั่วโลก เป็นแบรนด์โรงแรมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกเครือหนึ่งเลยก็ว่าได้ และแน่นอนว่าการที่มี “Wyndham Hotel Group” เป็นผู้บริหารจัดการ ก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมจากผู้บริหารรายอื่นๆ เพิ่มเติม หาดในหาน จะอยู่ทางใต้ของภูเก็ต ใกล้ๆ กับแหมพรหมเทพ และหาดราไวย์ เดินทางจากตัวเมืองไม่ไกลนัก เป็นหาดที่คนไม่พลุกพล่าน เหมาะกับคนชอบความสงบ ล่ำลือกันว่า เป็นหาดคุณภาพระดับไฮเอนด์ที่มีความสวยมาก และมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่อยู่ในบริเวณนั้นด้วย สามารถพาคนในครอบครัวมาทำกิจกรรมได้สบาย "WYNDHAM Nai Harn Beach Phuket" อยู่ห่างจาก หาดในหานประมาณ 800 ม. เป็นที่ดิน Free Hold ซึ่งนับวันจะหาได้ยากยิ่งในภูเก็ต “Wyndham Nai Harn Beach Phuket” นักลงทุนได้ Sharing Profit เต็ม 100% !!   โครงการ วินแดม ในหาน บีช ภูเก็ต สร้างเป็นอาคารสูง 4 ชั้น แบ่งเป็นห้อง 2 แบบ ขนาดตั้งแต่ 40 ตารางเมตร ขึ้นไป และ 60 ตารางเมตร จำนวนรวม 353 ยูนิต มีทั้งหมด 12 อาคาร ตั้งอยู่บริเวณชายหาดในหาน โดยบริษัท ซิซซา กรุ๊ป จำกัด เป็นนักพัฒนาที่มุ่งเน้นเฉพาะโครงการที่เป็น IP เท่านั้น ทั้งยังเป็นผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาฯในรูปแบบ IP ได้ตรงตามความต้องการของตลาดและตอบโจทย์นักลงทุน โครงการ วินแดม ในหาน บีช ภูเก็ต เปิดให้นักลงทุนทั่วไปที่ไม่ใช่รายใหญ่เข้าลงทุนได้ 248 ห้องเท่านั้น ราคาเริ่มต้น 6.5 ล้านบาท ส่วนห้องที่เหลือเป็นสัดส่วนของนักลงทุนรายใหญ่ จาก CISSA Group การันตีผลตอบแทนในปีที่ 1 และ ปีที่ 2 ให้ 6% และผลตอบแทนในปีที่ 3 ถึง 15 เป็นไปตามผลประกอบการของโรงแรมซึ่งคาดการณ์เฉลี่ยอยู่ที่ 10% หลังจากที่มีการหักค่าดำเนินการทุกอย่างออกแล้วจะมีการแบ่งส่วนกำไรให้นักลงทุนได้ Sharing Profit เต็ม 100% นอกจากนักลงทุนที่ลงทุนจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว นักลงทุนยังสามารถเข้าพักฟรีที่ “Wyndham Nai Harn Beach Phuket” 30 วันต่อปี หรือเลือกพักตาม Hotel & Resort ในเครือ RCI ที่มีมากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือเป็นความคุ้มค่าในการมอบทางเลือกให้ผู้ลงทุน อีกทั้งยังสามารถเข้าพักและได้รับส่วนลดที่โรงแรมมากกว่า 30% รวมไปถึงบัตรสมาชิกที่สามารถทำให้เราเข้าถึงสิทธิ์ประโยชน์ได้อีกมากมายโดยคาดว่าโรงแรมจะเปิดให้บริการได้ในเดือนกันยายนปี 2562          
บ้านประหยัดพลังงาน อยู่แล้วดีอย่างไร?

บ้านประหยัดพลังงาน อยู่แล้วดีอย่างไร?

หลายต่อหลายครั้งที่เราได้ยินคำว่า บ้านประหยัดพลังงาน, บ้านอนุรักษ์พลังงาน หรือนิยามอะไรก็แล้วแต่ที่ดูเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นบ้านที่อยู่แล้วสบายมากกว่าท่ามกลางสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นในบ้านเรา แต่อะไรคือความหมายที่แท้จริงของบ้านลักษณะนี้ อยู่แล้วสบายกว่าอย่างไร แล้วจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้จริงๆ หรือเปล่า เราไปค้นหาคำตอบด้วยกันค่ะ     ลองนึกภาพตามนะคะ ช่วงฤดูร้อนเดือนเมษายน บางวันแดดจัดจนแสบผิว บางวันก็อบอ้าวทั้งวัน แล้วถ้านั่งอยู่ในบ้านเราเอง แต่ยังรู้สึกร้อนจนเหงื่อไหล เปิดหน้าต่างก็ไม่มีลม สุดท้ายต้องไปจบที่การเปิดแอร์กันทั้งวัน ผลคือค่าไฟพุ่งสูงกว่าปกติเท่าตัว บางคนก็แก้ปัญหาด้วยการขับรถยนต์ไปเดินห้างสรรพสินค้ารับแอร์เย็นคลายร้อน แต่นั่นก็เกิดค่าใช้จ่ายตามมาอีกอยู่ดี ถ้าเราหันมาแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน อย่างการอยู่ในบ้านที่มีลมพัดเข้าในตัวบ้านได้ อากาศหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น แสงแดดส่องเข้ามาได้น้อย หรือส่องเข้ามาในทิศทางที่เราไม่ได้ใช้งานมาก เช่น ห้องเก็บของ อยู่ในบ้านได้แบบสบายๆ ส่งผลต่อการใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยลง สิ่งเหล่านี้แหละค่ะคือส่วนหนึ่งที่เรียกว่า บ้านประหยัดพลังงาน         พอพูดถึงโครงการที่อยู่อาศัย สิ่งแรกที่จะต้องเอ่ยถึงคือเรื่องทำเลที่ตั้ง จะต้องใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา รวมถึงจุดขึ้น-ลงทางด่วน และรถไฟฟ้า ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นโครงการที่ดี แต่จะมีสักกี่โครงการที่กล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าอยู่แล้วสุขกายสบายใจ ซึ่งบ้านเดี่ยวจากโครงการ Sena Parkgrand Ramindra เป็นโครงการที่มีความโดดเด่นอย่างมีสไตล์ เพราะมีดีไซน์ที่มาจากงานวิจัยร่วมกันระหว่าง SENA กับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกิดเป็นบ้าน Green Smart Design ที่มีทั้งเรื่องดีไซน์ที่รับกับทิศทางลม แสงแดด ใช้วัสดุป้องกันความร้อน มีระบบ Air Fresh ช่วยให้อากาศหมุนเวียนในบ้านได้ดีขึ้น ความร้อนเข้าตัวบ้านน้อยลง ตอนที่เดินถ่ายรูปอยู่ในโครงการก็รู้สึกได้เลยว่า นานแล้วนะคะที่เราไม่ได้ยินเสียงนกร้องในโครงการแบบนี้   ไม่ใช่แค่เรื่องของสถาปัตยกรรมเท่านั้นนะคะ แต่นวัตกรรมก็สำคัญเช่นกัน เพราะจะช่วยส่งให้ความเป็น Green จับต้องได้ ดูเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากยิ่งขึ้น โดยสิ่งที่ SENA จับมาใส่ในโครงการก็มีทั้ง EV Charger เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ติดตั้งให้เลยทุกยูนิต     คุณเศรษฐวิชย์ อารีสกุลกิจ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจพลังงาน บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ได้มานั่งอยู่กับเราท่ามกลางบรรยากาศอันสงบร่มรื่นในโครงการ Sena Parkgrand Ramindra แล้วเริ่มเล่าให้เราฟังถึงนวัตกรรมเหล่านี้ว่า “ในระยะ 3-4 ปีต่อจากนี้เป็นช่วงเปลี่ยนเทรนด์จากรถยนต์ใช้น้ำมันธรรมดามาเป็นใช้ไฟฟ้าแทน อย่างที่เห็นรถยนต์ Hybrid ซึ่งใช้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ทางโครงการมองว่าในอนาคตอันใกล้ที่จะมีเพิ่มมากขึ้น คนก็จะเริ่มหันมาสนใจขึ้นด้วย เพราะมีทั้งในเรื่องของการประหยัดน้ำมัน ช่วยสิ่งแวดล้อมในการลดมลพิษที่เกิดขึ้นได้ด้วย ซึ่ง EV charger ก็เป็นเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่มีอายุการใช้งาน 20-30 ปี โดยไม่ต้องดูแลรักษาอะไรมาก เสนาจึงได้เตรียม EV charger เอาไว้ให้ก่อนใคร”   ส่วนที่เป็นไฮไลท์เลยคือ Solar Scale up หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Solar Cell ติดตั้งมาให้บนหลังคาบ้านทุกหลังขนาด 2 กิโลวัตต์ นับเป็นโครงการแรกของประเทศไทยเลยทีเดียวค่ะ ที่ติดตั้งมาให้เลยแบบนี้ และยังสามารถติดตั้งเพิ่มได้สูงสุดถึง 5 กิโลวัตต์ แล้วแต่การใช้งานของแต่ละบ้าน      คุณเศรษฐวิชย์ อธิบายให้เราฟังต่อว่า “โซล่าเซลล์เป็นระบบที่ไม่มีความยุ่งยากเลย เรียกได้ว่าแค่ต่อระบบ มีแสงสว่างก็เป็นอันใช้ได้ ในท้องตลาดทั่วไปขายตัว อุปกรณ์เฉลี่ยประมาณ 40,000 บาท/ 1 กิโลวัตต์ ไม่รวมค่าติดตั้ง และการขออนุญาติจากการไฟฟ้า ซึ่งเป็นระเบียบของการไฟฟ้าว่า หากมีการผลิตไฟฟ้าไม่ว่าจะใช้เองหรือขายจะต้องขออนุญาตก่อน ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับระบบสายส่งการไฟฟ้า คุณภาพไฟฟ้า และความสเถียรของไฟฟ้า เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับภาพรวมของระบบไฟฟ้าหลัก และความปลอดภัย แต่สำหรับ Sena Parkgrand Ramindra เรามีการดำเนินการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ อุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านทุกอย่างจึงสามารถไฟจากโซล่าเซลล์ได้หมด เพราะระบบโซล่าเซลล์ของทางโครงการต่อขนานเข้ากับระบบของการไฟฟ้าภายในบ้าน เกิดการผสมผสานกันระหว่างกระแสไฟฟ้าที่ได้จากโซล่าเซลล์ กับที่ได้จากการไฟฟ้าแบบทั่วไป”      การผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์จะได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายยอย่าง ไม่ว่าจะเป็นขนาดของแผงที่ติดตั้ง ซึ่งก็ต้องดูเรื่องของแบรนด์ที่ใช้ เพื่อให้ได้คุณภาพและความทนทาน โดยอายุการใช้งานทั่วไปอยู่ที่ 25-30 ปี ระหว่างนี้ก็ต้องมีการทำความสะอาดหน้าแผง เพื่อไม่ให้มีคราปสกปรกเกาะ แล้วบดบังการรับแสงแดด และความเข้มของแสงอาทิตย์ในแต่ละวัน เช่น หากวันไหนได้รับความเข้มข้นจากแสงอาทิตย์มากก็จะมีสัดส่วนไฟฟ้าที่ได้เข้าไปมาก ช่วยการใช้ไฟบ้านปกติให้ลดลงได้         คุณเศรษฐวิชย์ ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า คำว่าประหยัด ไม่ได้แปลว่าไม่ใช้เลย แต่ช่วยกันใช้ให้น้อยที่สุด ไม่ใช่แค่บ้านอยู่แล้วสบาย อากาศปลอดโปร่งเท่านั้น แต่เป็นการช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วย   ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่นวัตกรรม ยังมีบริการหลังการขายแบบครบวงจร ทั้งหมดนี้จับลง Application SENA 360 องศา ที่สามารถเห็นการทำงานของโซล่าเซลล์ได้ตลอดเวลา รวมไปถึงบริการทำความสะอาดแผง ดูกล้อง CCTV ภายในบ้านได้ตลอดเวลา ปุ่ม SOS ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน ฯลฯ ครบทุกการอยู่อาศัยใน App เดียว ง่ายดายแค่สัมผัสปลายนิ้ว เป็น Smart Lifestyle แบบกรีนๆ ที่ SENA ให้ความสำคัญมาตลอด         
[Review] BTS สำโรง-เคหะฯ

[Review] BTS สำโรง-เคหะฯ

รอคอยกันมาพักใหญ่กับการมาของรถไฟฟ้าสายสีเขียว จากสถานีสำโรงยาวไปจนถึงสถานีเคหะฯ จนเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 61 ที่ผ่านมา ก็เปิดให้ใช้บริการอย่างเป็นทางการกันเสียที แถมยังนั่งฟรีตั้ง 4 เดือนด้วยนะ ทีมงาน Reviewyourliving ไม่รอช้า พาไปเดินสำรวจกันทุกสถานีมาฝากกันเลยค่ะ   รถไฟฟ้าสายสีเขียวสุขุมวิท มุ่งหน้าออกนอกใจกลางเมืองไปสุดที่สถานีสำโรงค่ะ ถ้าจะนั่งส่วนต่อขยายนี้ต่อล่ะก็ ต้องลงจากขบวนแล้วเดินไปชานชาลาฝั่งตรงข้ามค่ะ ซึ่งในอนาคตสถานีสำโรงแห่งนี้ก็จะกลายเป็น Interchange กับรถไฟฟ้าสายสีเหลืองลาดพร้าว-สำโรง   บรรยากาศในวันแรกที่เปิดใช้ในช่วงบ่ายๆ ก็มีทั้งวัยทำงาน วัยเรียน และผู้สูงอายุที่มาทดลองนั่งกันอย่างสนุกสนานตั้งแต่สถานีสำโรงกันเลยค่ะ สถานีปู่เจ้า สถานีแรกของส่วนต่อขยายล่าสุด ตัวสถานีอยู่บริเวณซ.สุขุมวิท 115 เลยสามแยกปู่เจ้าสมิงพรายไปนิดหน่อย ข้างสถานีจะมีบิ๊กซีที่อยู่ติดกับ Ideo Sukhumvit 115 ที่ลูกบ้านเข้าอยู่กันตั้งแต่ปีที่แล้ว ถ้าเข้าซ.สุขุมวิท 115 ไปหน่อยก็จะมี Low Rise อย่าง Pause 115 กับ B Loft 115 อยู่ด้วย และล่าสุดกับคอนโดฯ ที่เพิ่งเปิดตัวในปีนี้ Supalai Veranda Sukhumvit 117 ห่างจากสถานีประมาณ 200 เมตร ฝั่งเดียวกันกับ Ideo Sukhumvit 115 รอบๆ นี้ส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมทั้งถ.สุขุมวิทเอง และเข้าไปทางถ.ปู่เจ้าสมิงพราย ค่ะ เช่น Honda Toyota และ Panasonic ที่อยู่ใกล้กับสถานี สถานีเอราวัณ จากสถานีปู่เจ้า รางรถไฟฟ้าจะยกตัวขึ้นผ่านถ.กาญจนาภิเษก ฝั่งซ้ายมือผ่านพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ พอมาถึงตัวสถานีมองไปทางฝั่งขาเข้าก็จะเห็น 2 คอนโดพร้อมอยู่ ซึ่งมีที่ดินอยู่ข้างกันเลยค่ะ The Trust @BTS เอราวัณ กับ Aspire Erawan บันไดสถานีอยู่หน้าโครงการพอดีเลย เป็นสถานีที่สามารถขับรถเข้าถ.กาญจนาภิเษกได้สะดวกที่สุดค่ะ    สถานีโรงเรียนนายเรือ เป็นสถานีที่เราเริ่มจะมองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาจากบนบีทีเอสแล้วล่ะค่ะ ตัวสถานีอยู่หน้าโรงเรียนนายเรือพอดิบพอดี ตรงชานชาลาฝั่งขาเข้าจึงต้องกั้นทึบสูงขึ้นมาค่ะ ส่วนฝั่งตรงข้ามกันก็เป็นพิพิธภัณฑ์ทหารเรือ ถ้าเรามองไปทางสถานีต่อไปก็จะมีคอนโดมิเนียม Knightsbridge Sky River Ocean อยู่ริมถนนฝั่งขาออกค่ะ เป็นคอนโดฯ วิวสวยอีกโครงการหนึ่งเลยทีเดียว   สถานีปากน้ำ อยู่บริเวณหน้าวิทยาลัยสารพัดช่าง สมุทรปราการ ก่อนถึงสามแยกปากน้ำนิดหน่อย อยู่ใกล้กับสถานที่ราชการหลายแห่งเลยค่ะ เช่น ที่ว่าการอำเภอเมืองสมุทรปราการ, สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สมุทรปราการ, ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสมุทรปราการ, ศาลจังหวัดสมุทรปราการ, สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสมุทรปราการ ฯลฯ เป็นสถานีที่เริ่มมีผู้คนเยอะขึ้นกว่าสถานีอื่นๆ ที่ผ่านมาค่ะ และสามารถมองเห็นปากอ่าวไทย ซึ่งมีเรือบรรทุกสินค้าให้เห็นกันตลอดวัน สถานีศรีนครินทร์ จากสามแยกปากน้ำ รถไฟฟ้าจะเลี้ยวซ้ายไปตามถนน ผ่าน Samut Prakan Observation Tower & Knowledge Park หรือ อุทยานการเรียนรู้อ่าวไทย จังหวัดสมุทรปราการ ที่เห็นเป็นหอคอยสูงสีขาวคล้ายกับเป็น Lighthouse ปากอ่าวไทย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เปิดให้เข้าชมนะคะ ตามแผนจะเปิดให้เข้าชมประมาณปี 2563 และเมื่อผ่านสามแยกการไฟฟ้า ซึ่งตัดกับถนนศรีนครินทร์ก็เป็นเป็นที่ตั้งของสถานีค่ะ   สถานีแพรกษา ตั้งแต่สถานีปู่เจ้าไปจนสุดสาย สถานีแพรกษาถือว่าเป็นสถานีที่มีความคึกคักมากที่สุดค่ะ เพราะรอบๆ สถานีทั้งสองฝั่งมีทั้ง โรบินสัน, บิ๊กซี และโรงเรียนสมุทรปราการ ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางสิ่งอำนวยความสะดวกของปากน้ำก็ว่าได้ค่ะ สถานีอยู่เลยสามแยกที่จะเข้าสู่ถ.แพรกษา ไปเล็กน้อย ซึ่งก็จะมี Notting Hill Sukhumvit - Praksa คอนโดจากออริจิ้นอยู่ริมถนนค่ะ ถ้าเข้าไปลึกกว่านี้ก็มีโครงการแนวราบอยู่ไม่น้อยเลยค่ะ แต่จะมีโครงการที่กำลังเริ่มก่อสร้าง โดยได้ EIA Approved แล้วนั่นคือ The President Sukhumvit-Samutprakan ใครที่อยู่แถวนี้อยู่แล้วหรือกำลังสนใจ สำหรับโครงการนี้ถือว่าทำเลดีมากๆ เพราะติดกับโรบินสันชนิดที่ว่าเดินไม่กี่ก้าว แถมหน้าโครงการก็มีสถานีแพรกษาอีกต่างหาก ถ้าไม่ติดว่ากว่าจะเข้าไปถึงกลางเมืองต้องผ่านไม่น้อยกว่า 13 สถานี   สถานีสายลวด ถัดมาไม่ไกลกัน ก่อนถึงสามแยกที่ตัดกับถ.สายลวด ก็จะเป็นที่ตั้งของสถานีสายลวดค่ะ ละแวกนี้ส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่อยู่อาศัยแนวราบของผู้อยู่อาศัยดั่งเดิม มีหอพัก อพาร์ทเม้นท์ขนาดเล็ก-กลาง อยู่บ้างภายในชุมชนเดิม ไม่แปลกที่จะเห็นคนขึ้น-ลงที่สถานีนี้อยู่พอสมควรค่ะ สถานีเคหะฯ สุดท้ายที่สถานีเคหะฯ ค่ะ จะมีความคล้ายกับสถานีหมอชิตตรงที่มีลานจอดรถค่ะ แต่ที่นี่จะเป็นลานจอดรถที่มีหลังคา ตีเส้นสำหรับจอดแบบเข้าซองเอาไว้เรียบร้อย ตอนนี้ยังเปิดให้จอดฟรี 4 เดือนตามรถไฟฟ้าอยู่ค่ะ แต่หลังจากนี้จะมีระบบการเสียเงินค่าที่จอดรถอย่างเป็นระบบ และห่างกันกับสถานีออกไปไม่ไกลก็ยังมีศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าอยู่ด้วยค่ะ   ตั้งแต่เราเดินทางด้วยรถไฟฟ้าในสถานีเปิดใหม่มาทั้งหมดนี้ แต่ละสถานีจะต้องรอขบวนละประมาณ 10 นาที ซึ่งก็ถือว่าห่างกันอยู่พอสมควรเลยค่ะ ส่วนบรรยากาศรอบๆ ส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นบ้านแนวราบเดิมๆ อยู่ อาจจะด้วยเหตุเพราะบทเรียนจากรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ Dev หลายเจ้าแห่กันไปสร้างโครงการไว้จนเหลือยูนิตเพียบ แต่สิ่งที่ต้องจับตามองอีกเรื่องคือ ราคาค่าโดยสารจริงหลังจากหมดช่วงฟรี 4 เดือนนี้ไปแล้ว ว่าจะมีชาวสมุทรปราการยังคงเลือกเดินทางด้วยรถไฟฟ้าต่อไปหรือไม่ เพราะถ้าหากราคาสูงเกินไป หลายคนคงจะต้องกลับมาทบทวนใช้บริการรถสาธารณะเดิมที่ใช้กันเป็นประจำอยู่แล้วก็ได้ ข้อมูล BTS เพิ่มเติม BTS ข่าวสารเกี่ยวกับรถไฟฟ้า BTS Update รถไฟฟ้า ปี 2563 เคล็ดลับเลือกคอนโดติดรถไฟฟ้า คอนโดติดรถไฟฟ้า ดีจริงหรือ?  
จัดบ้านให้ ถูกทิศ ถูกทาง อยู่แล้วสบาย สไตล์ “บ้านนวัต รามคำแหง 118”

จัดบ้านให้ ถูกทิศ ถูกทาง อยู่แล้วสบาย สไตล์ “บ้านนวัต รามคำแหง 118”

ดั่งคำโบราณว่าไว้ การสร้างบ้านต้องโปร่ง โล่ง รับลม อยู่สบาย การสร้างบ้านระดับลักชัวรี ราคาเริ่มต้น 29 ล้านบาท โครงการบ้านเดี่ยว บ้านนวัต รามคำแหง 118 โดย พรีเมียร์ แอสเซ็ทส์ จึงออกแบบอย่างละเอียดให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ ตัวบ้านถูกจัดวางให้สอดคล้องกับทิศทางลมและแดด ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Thoughtful Design for Every Step of Life” บ้านสำหรับคนทุกเจเนอเรชั่น อยู่อาศัยอย่างเป็นส่วนตัวและยั่งยืนพร้อมประหยัดพลังงานเต็มรูปแบบ สอดคล้องกับ Lifestyle ของผู้พักอาศัยทุกช่วงวัย และอยู่อาศัยได้อย่างสบายใจยันรุ่นโหลน โดยหลักการสร้างบ้านตามแบบฉบับโครงการ บ้านนวัต รามคำแหง 118 มีด้วยกัน 4 ข้อ   1.หันตัวบ้านให้ถูกทิศถูกทาง ตามคำโบราณบอกไว้ว่าบ้านที่ดีควรหันไปทางทิศใต้และทิศเหนือ แต่ บ้านนวัต รามคำแหง 118 ได้วิจัยทิศทางลมพบว่า...ลมเปลี่ยนทิศทุกๆ 6 เดือน ซึ่งหกเดือนแรกจะพัดที่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ อีก 6 เดือนหลังพัดทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถ้าหากสร้างบ้านตั้งฉากกับลม ลมจะโชยเข้าบ้าน เย็นสบาย โดยไม่ต้องพึ่งแอร์แม้แต่น้อย 2. หลังคาบ้านต้องมีชายคายื่นออกมาบล็อคแดด อย่างที่รู้กันคือเมืองไทยเป็นเมืองร้อนชื้น แดดเปรี้ยง บอกเลยว่าบรรพบุรุษเราคิดมาดีแล้ว เพราะบ้านคนไทยส่วนใหญ่มักมีชายคาขนาดกว้างยื่นออกมาเพื่อกันแดด กันฝนสาด โดย บ้านนวัต รามคำแหง 118 ได้ศึกษาทิศทางการเคลื่อนตัวของดวงอาทิตย์พบว่า...พระอาทิตย์บ้านเราขึ้นแบบเฉียงอ้อมทิศใต้มา เพราะฉะนั้นการออกแบบชายคาบ้านต้องเฉียงหักมุม องศาได้ และกว้างกำลังดี เพื่อบล็อคแดดไม่ให้เข้าในบ้าน และบ้านก็จะเย็นสบาย 3.จัดให้สระว่ายน้ำอยู่หน้าบ้านชั้น 2 เพราะชั้น 2 เป็นตำแหน่งที่ลมพัดดี เวลาลมร้อนพัดผ่านสระว่ายน้ำ ไอน้ำนี่แหละที่จะช่วยลดอุณหภูมิอากาศลง ส่งผลให้ไอเย็นพัดเข้ามาในบ้านอย่างทั่วถึง และการที่สระว่ายน้ำอยู่ชั้น 2 ยิ่งเพิ่มความเป็นส่วนตัวมากขึ้นอีกด้วย 4.ห้องทุกห้องจัดให้อยู่หัวมุมทั้งหมด ห้องนอนทุกห้องต้องอยู่มุม เพราะต้องติดตั้งหน้าต่าง อย่างน้อย 2 ด้าน และหน้าต่างต้องวางให้ถูกทิศ เพื่อมีทางให้ลมเข้า-ออกเสมอ ที่สำคัญคือได้แสงธรรมชาติทั่วทุกพื้นที่ ทำให้ทุกห้องในบ้านไม่ต้องเปิดไฟตอนกลางวัน ช่วยประหยัดพลังงานได้เป็นอย่างดี ด้านห้องครัวและห้องน้ำ บ้านนวัต รามคำแหง 118 ก็จัดไปอยู่มุมที่รับแดดได้ดีเพื่อกำจัดเชื้อโรค ซึ่งการทำครัวไทยของโครงการเน้นตอบโจทย์เหล่าแม่บ้าน ที่ต้องกว้าง อากาศถ่ายเท และเหมาะสำหรับผัดเผ็ด แกง ทอด ได้อย่างสบายๆ ด้วยแนวคิดในการออกแบบเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประโยชน์ใช้สอยกับความงามทางสถาปัตยกรรม จนกลายเป็นบ้านที่อยู่สบาย บำรุงรกษาง่าย ประหยัดพลังงาน และมีประโยชน์ใช้สอยบนพื้นที่อย่างเต็มรูปแบบเหมาะสำหรับการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและยั่งยืน ล่าสุด บริษัท พรีเมียร์ แอสเซ็ทส์ จำกัด นำโดย ทิพย์ชยา พงศธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธุรกิจโรงแรมกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ และ สาทิต สืบสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีเมียร์ แอสเซ็ทส์ จำกัด ขึ้นรับรางวัล “บ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ปี 2561 จำนวน 3 รางวัลรวด ได้แก่ แบบบ้าน โครงการบ้านนวัตพระราม 9 แปลงที่ 17 และ แบบบ้าน โครงการบ้านนวัตรามคำแหง Type B และ Type C จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) โดยได้รับเกียรติจาก นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล เมื่อวันพุธที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา   ทั้งนี้ โครงการ บ้านนวัต รามคำแหง 118  (BAAN NAWAT RAMKHAMHAENG 118) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่พร้อมรองรับความสุขของครอบครัวใหญ่ที่ชอบความสงบ เรียบง่ายและยั่งยืน  โดยโครงการเริ่มเปิดขายพรีเซลแล้ว ในราคาเริ่มต้นที่ 29 ล้านบาท สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.premierassets.co.th หรือ โทร.02 301 2888          
AIS Fibre จับมือโนเกียเปิดตัวบริการ Mesh Wi-Fi สำหรับใช้ในบ้าน เป็นรายแรกในประเทศไทย

AIS Fibre จับมือโนเกียเปิดตัวบริการ Mesh Wi-Fi สำหรับใช้ในบ้าน เป็นรายแรกในประเทศไทย

AIS Fibre ผู้นำอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงของไทย จับมือโนเกีย พัฒนาบริการบรอดแบนด์ความเร็วสูงระดับพรีเมี่ยมรูปแบบใหม่แก่ลูกค้า AIS Fibre ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสัญญาณ Wi-Fi broadband ได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุดทั่วทุกมุมของบ้าน  ลูกค้าของ AIS Fibre จะได้รับสิทธิ์ในการซื้อ Nokia WiFi Beacon 3 แบบ duo-pack ในราคาพิเศษ ซึ่งเมื่อการติดตั้งเรียบร้อยเครือข่าย Wi-Fi แบบ mesh จะมีสัญญาณกระจายทั่วทั้งบริเวณบ้าน (whole-home) อย่างรวดเร็ว เป็นการเพิ่มพื้นที่ครอบคลุมและเสริมประสิทธิภาพของบรอดแบนด์ความเร็วสูงมาก (ultra-broadband) ได้อย่างมีนัยสำคัญ   ประสิทธิภาพของเครือข่าย Wi-Fi ที่ครอบคลุมทั่วทั้งบริเวณบ้านมักจะได้รับผลกระทบเช่นความเร็วที่ลดลงหรือสัญญาณไม่เสถียร จากจำนวนของอุปกรณ์เชื่อมต่อที่เครือข่ายดังกล่าวต้องบริหารจัดการและสัญญาณรบกวนที่อาจเกิดจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เตาไมโครเวฟ หรือเครือข่าย Wi-Fi จากที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง การทำให้บ้านของลูกค้ามีสัญญาณ Wi-Fi ครอบคลุมเพียงพอเป็นเรื่องที่ท้าทายและในหลายกรณีจะต้องมีการติดตั้ง access point หลายจุดเพื่อลดจุดอับสัญญาณ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากสัญญาณขาดหายเนื่องจากมีผนังภายในกั้นหรือสัญญาณรบกวน โซลูชั่น Wi-Fi ของ Nokia ซึ่งได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมจาก iF Design Foundation ช่วยขจัดปัญหาของเครือข่ายเหล่านี้ที่พบโดยทั่วไปตามบ้านพักอาศัยและช่วยให้ลูกค้าของ AIS Fibre ได้ใช้เครือข่าย Wi-Fi แบบ mesh ที่เต็มประสิทธิภาพอย่างแท้จริง อีกทั้งยังติดตั้งง่าย ให้สัญญาณครอบคลุมทั่วทั้งบริเวณบ้านและมีคุณสมบัติรองรับบรอดแบนด์ความเร็วสูงมากได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ Nokia WiFi Beacon 3 ถูกออกแบบมาให้สามารถตรวจจับแหล่งที่มาของสัญญาณรบกวนทั้งที่เป็นสัญญาณ Wi-Fi และไม่ใช่ Wi-Fi ได้ถึง 100% จากนั้นจึงทำการเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับช่องสัญญาณที่แรงที่สุดโดยอัตโนมัติเพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าเชื่อมต่อได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์และฟังก์ชั่นการวิเคราะห์ข้อมูลที่มากับ Nokia WiFi Beacon 3 ยังสามารถแก้ไขปัญหาได้เองโดยอัตโนมัติ ลดความจำเป็นที่ลูกค้าต้องจัดการเครือข่ายด้วยตนเองเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้ลูกค้ามีประสบการณ์ในการใช้ Wi-Fi ในบ้านที่ดียิ่งขึ้น   หลังจากลูกค้า AIS Fibre ได้รับอุปกรณ์ Nokia WiFi Beacon 3 ลูกค้าสามารถทำการติดตั้งเองได้อย่างรวดเร็ว เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นลงบนมือถือและทำตามขั้นตอนการตั้งค่าที่แนะนำ เมื่อการติดตั้งเสร็จ ลูกค้าสามารถใช้แอปพลิเคชั่นบนมือถือเพื่อดูการแสดงข้อมูลภาพซึ่งแสดงความครอบคลุมของสัญญาณ  (heat map) เพื่อระบุและจัดการจุดอับสัญญาณได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังสามารถระบุจุดที่เหมาะสมสำหรับการเพิ่ม access point เพื่ออุดช่องว่างความครอบคลุมของสัญญาณ นอกจากนี้ ลูกค้าสามารถเข้าถึงรายการอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและสร้างเครือข่ายแยกสำหรับผู้มาเยือน (guest networks) และตั้งค่าความปลอดภัยตามที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว มร.เบนวา เฟลเทน หัวหน้าเจ้าหน้าที่วิจัย ของ Diffraction Analysis กล่าวว่า “ผู้ให้บริการ บรอดแบรนด์ส่วนมากจะไม่ได้ให้บริการหรือจัดการเครือข่าย Wi-Fi ในบ้านของลูกค้า ทำให้ในหลายกรณีสมรรถภาพของบรอดแบนด์ความเร็วสูงที่ส่งมาถึงบ้าน อาจจะถูกลดทอนลงจากสัญญาณรบกวนต่างๆ ที่เกิดกับเครือข่าย Wi-Fi  โซลูชั่น Wi-Fi ของ Nokia ทำให้ผู้ใช้บริการมีประสบการณ์ Wi-Fi ที่ดีขึ้นโดยการสร้าง mesh network ที่กำจัดจุดอับพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพอย่างไร้รอยต่อ ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้บรอดแบนด์ความเร็วสูงมากจากทุกมุมของบ้านไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์ใดก็ตาม”   นายศรัณย์ ผโลประการ ผู้อำนวยการธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า "AIS Fibre ในฐานะผู้นำนวัตกรรมอินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์ความเร็วสูงของประเทศ ที่มุ่งมั่นคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีที่แตกต่างและนำเทรนด์ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมเน็ตบ้านมาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผู้บุกเบิกการให้บริการอินเทอร์เน็ต ไฟเบอร์ออปติกแท้รายแรกของไทย รวมถึงให้บริการ Dual Band Router เป็นรายแรกเช่นกัน เพื่อส่งมอบบริการเน็ตบ้านที่คุณภาพดีที่สุดเสมอ ล่าสุด AIS Fibre ตอกย้ำความเป็น Innovative Leader อีกครั้ง ด้วยการจับมือกับพันธมิตรระดับโลก Nokia ทำงานร่วมกันในเชิงลึก เพื่อศึกษาและทดสอบอุปกรณ์ Mesh WiFi สำหรับตลาดในเมืองไทย เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าไปอีกขั้น โดยร่วมกันเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แบบเอ็กซ์คลูซีฟ เป็นรายแรกของโลกกับ “Nokia WiFi Beacon 3” อุปกรณ์เสริมเราเตอร์ระดับพรีเมี่ยม เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า ทำให้การเชื่อมต่อราบรื่น ครอบคลุมทุกพื้นที่ในบ้าน” มร.เฟเดอริโก้ กิวเล็น ประธานธุรกิจฟิกซ์ เน็ตเวิร์ค ของโนเกีย กล่าวว่า "โซลูชั่น Wi-Fi ของ Nokia ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในเรื่องการใช้งาน Wi-Fi ที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ให้บริการมีเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและทำให้การบริการลูกค้าเป็นไปได้อย่างราบรื่น เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมงานกับ AIS Fibre ในการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างด้านการบริการเครือข่าย Wi-Fi ในบ้านของลูกค้าของ AIS Fibre ซึ่งแน่นอนว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ในการใช้บรอดแบรนด์ความเร็วสูงมากที่ดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย จากทุกมุมภายในบ้านอย่างแท้จริง"          
แต่งคอนโดฯ อย่างไร…ให้คอมพลีท!

แต่งคอนโดฯ อย่างไร…ให้คอมพลีท!

ยังคงเป็นปัญหาความยุ่งยากของใครหลายคน ที่เมื่อซื้อคอนโดฯ แล้วยังจะต้องหาเวลาไปเลือกเฟอร์นิเจอร์ตรงนั้นที ตรงนี้ที ไหนจะต้องโทรตามช่างมาติดตั้งอะไรต่างๆ นานา ไหนจะเจอปัญหาเฟอร์นิเจอร์ไม่พอดีกับพื้นที่ สายไฟตามผนังทำให้ดูรกหูรกตา ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ เอสบี ดีไซน์สแควร์ ผู้นำด้านนวัตกรรมและดีไซน์เฟอร์นิเจอร์เมืองไทย จึงปิ๊งไอเดียเปิดโมเดลธุรกิจใหม่เป็นของขวัญส่งท้ายปีด้วย “CONDO SOLUTIONS @ SB DESIGN SQUARE” (คอนโด โซลูชั่นส์ @ เอสบี ดีไซน์สแควร์) ทั้งยังนับเป็นเจ้าแรกที่รวบรวมบริการตกแต่งคอนโดแบบครบวงจร พร้อมตอบทุกเรื่อง ขจัดทุกปัญหา การแต่งคอนโดได้ในที่เดียว โดยเปิดตัวที่แรก ณ เอสบี ดีไซน์สแควร์ บางนา     นางธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ เผยว่า สิ่งแรกเลย คือ เอสบีเข้าใจในความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริงว่า เมื่อลูกค้าซื้อคอนโดฯ ก็อยากจะตกแต่งห้องให้สวย แต่บางครั้ง   ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง ทั้งสไตล์ที่ชอบ แบบที่ใช่ ช่างที่ไว้ใจได้ รวมถึงเรื่องงบประมาณ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะหมดปัญหาไปเมื่อได้มาที่ CONDO SOLUTIONS @ SB DESIGN SQUARE เพราะครั้งนี้จะไม่ใช่แค่การเลือกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง ที่สามารถตอบโจทย์เพียงเรื่องการออกแบบ การใช้งาน คุณภาพและความสวยงามเท่านั้น แต่เอสบีจะเข้ามาช่วยดูแล “งานตกแต่งคอนโด” ให้กับลูกค้าแบบครบวงจร ทั้งงานปูพื้น  ดรอปฝ้า  ย้ายปลั๊ก ทำผนังตกแต่ง กรุกระจก เติมไฟประดับ  ติดฟิมล์กันความร้อน ผ้าม่าน วอลเปเปอร์ ติดตั้ง Digital Door Lock และระบบ Smart Home System   “การที่เอสบีมาทำแบบนี้ คือ การเดินเข้าสู่โลก Disruptive ซึ่งมันคือการเอา Pain Point ของผู้บริโภค มาหา Solution ให้ทุกอย่างง่ายขึ้น จึงเป็นที่มาของ CONDO SOLUTIONS ซึ่งทางเอสบีกำลังก้าวล้ำไปกว่า พวก Disruptive โดยทั่วไป คือ การเป็น Hybrid Disruptive ผนวกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ให้ผู้บริโภคเอง ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่วาง 3D และดึง Database ทุกอย่างที่เอสบีมีเอามาใช้ เรียกได้ว่า ลงตัวทั้งคนและโลกดิจิตอล ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ปล่อยให้เครื่องมือทำงานอย่างเดียว เพราะว่าบ้าน คือ การใส่ใจลงไปด้วย เรายังมีทีมงาน Interior Designer มืออาชีพคอยช่วยดูแลเรื่องออกแบบและสไตล์การตกแต่ง และทีม Condo Décor Planner ที่เป็นมากกว่าผู้ช่วยส่วนตัว คอยให้คำปรึกษา ติดตามงาน บริหารจัดการเวลาและวางแผนงานติดตั้งต่างๆ ให้กับลูกค้า เพื่อให้การแต่งคอนโดของลูกค้าเป็นเรื่องสะดวกสบายและง่ายขึ้น”   โดยในงานเปิดตัว CONDO SOLUTIONS @ SB DESIGN SQUARE ยังยกห้องตัวอย่างแปลนห้องจริงของคอนโดโครงการต่างๆ  พร้อมไอเดียการตกแต่งมาไว้ให้ดูถึง 6 แบบ ซึ่งแต่ละแบบเรียกว่าสะท้อนสไตล์ที่แตกต่างกันได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น แบบที่ 1 เป็นการนำแปลนห้องขนาด 33.5 ตารางเมตร จากโครงการ Ideo สุขุมวิท 93 มาตกแต่งเป็นสไตล์“Modern Luxury” ที่มีความเรียบหรู ดูทันสมัย ด้วยหลากวัสดุอินเทรนด์ อาทิ ลายหินอ่อนสีดำ Crystal High Gross อะลูมิเนียมสีทอง กระจกเงาเทา ขณะที่ แบบที่ 2 ด้วยพื้นที่เท่ากัน   ในโครงการเดียวกัน แต่มาในสไตล์ “Metro Luxe” ที่โฉบเฉี่ยวแบบแฟชั่นลุค โดดเด่นในธีมสีเทาเข้มขรึม แต่หยอดความมีชีวิตชีวาด้วยสีสันแห่งดีไซน์ ตามมาด้วย แบบที่ 3 กับขนาดพื้นที่ 33 ตารางเมตร โครงการ The Line สุขุมวิท 101 ถูกเนรมิตรในสไตล์ “Stylish Loft” ที่บ่งบอกเอกลักษณ์แห่งตัวตน สะท้อนความดิบ เท่ สไตล์ลอฟท์ ด้วยการตกแต่งที่เน้นเผยผิวสัมผัสของหลากวัสดุ ทั้งลายไม้ เหล็กและผ้า นอกจากการตกแต่งสไตล์เท่ๆ แล้ว ลองมาดูสไตล์หวานๆ กันบ้างกับ แบบที่ 4 ที่จำลองห้องขนาด 33.7 ตารางเมตร ของโครงการWhizdom Essence สุขุมวิท 101 มาตกแต่งในสไตล์  “Scandi Chic” ซึ่งมีความสวยเรียบ แต่ซ่อนเสน่ห์ด้วยลายไม้สีอ่อน ให้ความรู้สึกอบอุ่น และโปร่งสบาย สไตล์สแกนดิเนเวีย บอกรสนิยมอย่างมีระดับ ต่อกันด้วย แบบที่ 5 “Classy Urban” ที่หยิบเอาโครงการ Ideo Mobi สุขุมวิท 66 ขนาด 52.5 ตารางเมตร มาตกแต่งแบบไลฟ์สไตล์คนเมือง  ให้สัมผัสอบอุ่นแต่หรูหรามีสไตล์ ด้วยการผสานสีเอิร์ธโทนเข้ากับวัสดุ ลายหิน ลายไม้ และคริสตัลไฮกลอส และปิดท้ายด้วยสไตล์ที่หนุ่ม-สาวสายวินเทจห้ามพลาด กับ แบบที่ 6 “Classic White” ด้วยการเนรมิตห้องขนาด  22 ตารางเมตร ของโครงการ Knights Bridge Prime Onnut ให้ออกมาสวยคลาสสิค อ่อนหวาน ผสานความทันสมัย โดดเด่นด้วยหน้าบ้านสีพ่นสีขาว ดีไซน์คิ้วบัวสุดประณีต บอกเอกลักษณ์สไตล์วินเทจสุดๆ  พร้อมกันนี้  ทุกห้องยังสามารถติดตั้ง Digital Door Lock และเพิ่มระบบ Smart Home System เพื่อตอบรับการใช้ชีวิตแบบ Smart Metro Lifestyle ได้อย่างลงตัวอีกด้วย   และแม้ว่าเทรนด์การออกแบบตกแต่งคอนโดที่มาแรงในปี 62 นี้ จะเป็นสไตล์ลักซัวรี่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนด้วย เพราะการตกแต่งคอนโดฯ ให้ออกมาในแบบที่เป็นตัวเองที่สุด น่าจะตอบโจทย์ ตัวเราเองได้อย่างดีที่สุดเช่นกัน ซึ่งนอกจากทั้ง 6 แบบที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็ยังมีอีกหลายร้อยแบบเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า จะชอบแต่งคอนโดฯ สไตล์ไหน จะปรับ-เปลี่ยน-แต่งเติม-เพิ่มอะไร ให้ CONDO SOLUTIONS ดูแล คลิ๊กดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.sbdesignsquare.com/th/condo_solutions
“SPACE, STYLE, FUNCTION & PERSONALITY”  ความสัมพันธ์ของพื้นที่ ตัวตน กับความลงตัวด้านความงามและประโยชน์ใช้สอย

“SPACE, STYLE, FUNCTION & PERSONALITY” ความสัมพันธ์ของพื้นที่ ตัวตน กับความลงตัวด้านความงามและประโยชน์ใช้สอย

3 กูรูนักออกแบบ พิมพ์รุจา ศานต์ตระกูล ต้น บดินทร์ พลางกูร และ ณัฏฐา สุนทรวิเนตร์ แชร์ประสบการณ์งานออกแบบที่ดี ต้องมีความสัมพันธ์ของพื้นที่ ตัวตน กับความลงตัวด้านความงามและประโยชน์ใช้สอย แก่นักศึกษาวิชาออกแบบ ยัง ทาเลนท์ ดีไซเนอร์ ในงานเวิร์กช็อป “Space, Style, Function & Personality” เพื่อบ่มเพาะนักออกแบบรุ่นใหม่ เติมพลังความคิดสร้างสรรค์และเตรียมพร้อมสู่โลกของการทำงานจริง     พิมพ์รุจา ศานต์ตระกูล รองประธานกรรมการ และดีไซเนอร์ ผู้รับผิดชอบงานออกแบบ ตกแต่งแก่ลูกค้าDMHOME ให้ความคิดเห็นต่อแนวทางการออกแบบในปัจจุบันว่า “งานออกแบบตกแต่งไม่มีกฎเกณฑ์หรือสไตล์ ที่ตายตัว แต่เป็นการทำงานบนความเป็นตัวตนของลูกค้าและผู้อยู่อาศัย หัวใจของงานออกแบบอยู่ตรงที่ การผสานFunction การใช้งาน และการดึงอารมณ์ ความรู้สึก (Emotion) บุคลิก ความชอบ เรียกว่าต้องเข้าใจ Insight ของลูกค้า เพราะแต่ละคนก็มีความเฉพาะเจาะจง ซึ่งงานออกแบบที่ได้ก็จะมีสไตล์ความพิเศษสะท้อน คาแร็กเตอร์ของลูกค้า ได้อย่างชัดเจน และความเป็นตัวตนนี้แหละคือเอกลักษณ์ของงานออกแบบที่ดีและ จะคงอยู่ต่อไป”     ด้านต้น-บดินทร์ พลางกูร นักออกแบบเจ้าของ Context Studio ผู้มีความชัดเจนในแนวทางการออกแบบที่ ไม่ตามเทรนด์ แต่มองถึงความเป็นปัจเจกและบริบทโดยรอบของลูกค้าและความสัมพันธ์ของสเปซ บอกว่า “เราต้องนำบริบททั้งหมดโดยรอบลูกค้ามาปรับใช้ เวลาเราออกแบบทุกงาน ลูกค้าเขาจะมีคาแร็กเตอร์ มีตัวตน ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นไอเดนติตี้ ที่ที่เราจะไปอยู่ สภาพแวดล้อม ฉะนั้นงานออกแบบมันควรจะต้องสะท้อน ตัวตนของผู้อยู่ งานออกแบบและตกแต่งภายในที่ดี ควรมีเอกลักษณ์เฉพาะสัมพันธ์กับพื้นที่ และไม่เฉพาะเพื่อ ความสวยงามเท่านั้นแต่มาด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลงตัวกับสภาพแวดล้อม”     ในขณะที่ จือ-ณัฏฐา สุนทรวิเนตร์ ดีไซเนอร์เจ้าของ บริษัท Double V Space จำกัด เสริมเรื่องแรงบันดาลใจ และหัวใจของการทำอาชีพอินทีเรียดีไซเนอร์ว่า “การจะเป็นดีไซเนอร์ที่ดีต้องรู้จักสังเกตพฤติกรรมของคน และบริบทของสังคม สภาพแวดล้อม การทำงานดีไซน์ไม่เหมือนการทำงานไฟน์อาร์ต ต้องเข้าถึงความต้องการ ของลูกค้า ซึ่งไม่เพียงแค่ความสวยงามที่เราจะแนะนำลูกค้าแต่จะต้องสอดรับกับไลฟ์สไตล์การใช้งาน จึงจะเป็น การใช้งานได้อย่างคุ้มประโยชน์ ที่ฟังก์ชั่นต้องมาพร้อมกับฟอร์ม”     “จากประสบการณ์ทำงานออกแบบตกแต่งภายในแก่ลูกค้าของ DMHOME ทั้งที่พักอาศัย โชว์รูมและห้องพัก ตัวอย่างในโครงการชั้นนำของไทย อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการสร้าง Customer Experience หรือประสบการณ์ ที่ดีให้กับลูกค้า นักออกแบบที่ดีจะสามารถสื่อสารความคิด ถ่ายทอดไอเดียให้ลูกค้าเข้าใจ ทำให้ลูกค้ารู้สึก เชื่อมั่นและไว้ใจในตัวเราได้ สิ่งที่เราจะได้รับกลับมาคือการเป็นลูกค้าประจำและยังได้รับการบอกต่อแบบ ปากต่อปาก ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งจำเป็น ที่นักออกแบบรุ่นใหม่ต้องให้ความสำคัญไม่น้อยกว่าการทำงานออกแบบ” พิมพ์รุจา สรุป     ทั้งนี้ DMHOME ได้จัดประกวดการออกแบบตกแต่งห้องพักในคอนโดมิเนียม แก่นักศึกษาวิชาออกแบบ เพื่อส่งเสริมศักยภาพและมอบโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาฝีมือเพื่อเป็น Young Talented Designer ไทยรุ่นใหม่ ที่จะช่วยพัฒนาวงการออกแบบภายในให้ก้าวหน้าในอนาคต โดยมี ศิรวิชญ์ ชอบธรรม นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นผู้ชนะได้รับ ทุนการศึกษา Visual Merchandising - Interiors short summer course ที่ Central Saint Martins College ประเทศอังกฤษ
Rare location @Victory Monument

Rare location @Victory Monument

คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อ อนุสาวรีชัยสมรภูมิ ย่านที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางของกรุงเทพฯ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อสร้างปี 2484 จนตัวอนุสาวรีย์เสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 2485 ก็อยู่เคียงคู่คนไทยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ท่ามกลางบรรยากาศรอบๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นอาคารสูงใหญ่เกิดขึ้นมากมาย รถยนต์ผ่านตลอดทั้งวัน เพราะใกล้ทางด่วนรวมถึงสถานที่สำคัญ มีรถไฟฟ้าผ่าน อาหารการกินทั้งภัตตาคารชื่อดัง ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อไปจนถึง Street Food ทุกสิ่งส่งให้เป็นย่านที่สมบูรณ์พร้อมรอบด้าน แต่กลับมีที่อยู่อาศัยค่อนข้างน้อยค่ะ เราจึงเรียกว่าเป็น Rare Location แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ซึ่งในบทความนี้เราจะไปค้นหาเหตุผลที่ช่วยตอกย้ำความเป็น Rare Location ไปพร้อมๆ กันค่ะ   1.โซนที่ดินหายาก อนุสาวรีย์ชัยฯ ถือเป็นโซนที่ดินหายากมากค่ะ โดยเฉพาะสำหรับที่อยู่อาศัย เพราะแวดล้อมส่วนใหญ่แล้วจะเป็นที่ทำการของทางราชการ จะมีก็เพียงแต่ช่วงถ.ราชเทวี ฝั่งใกล้สวนสันติภาพ กับซอยรางน้ำที่พอจะมีที่อยู่อาศัยทั้งบ้านเดี่ยวตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่า และคอนโดมิเนียมสมัยใหม่ให้เห็นกันอยู่บ้างในละแวกรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก ทั้งที่มีความต้องการอยู่อาศัยในย่านนี้อยู่ไม่น้อย โดนเฉพาะกลุ่มคนทำงานทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ข้าราชการกระทรวงต่างๆ รวมถึงใกล้กับโรงเรียน, มหาวิทยาลัย และแหล่งสถาบันกวดวิชา ทำให้ราคา/ยูนิตพุ่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว สามารถเก็บเกี่ยว Capital gain ได้ดีเยี่ยมเลยล่ะค่ะ อีกทั้งยังส่งผลดีต่อการปล่อยเช่าตามไปด้วย เพราะ Supply มีน้อยกว่า Demand ก็ย่อมทำราคาได้ดีกว่า การแข่งขันก็ต่ำกว่าในโซนอื่น   2.ศูนย์กลางการเดินทางของกรุงเทพฯ แน่นอนว่าการเดินทางที่สะดวกรวดเร็วที่สุดในกรุงเทพฯ นั่นคือรถไฟฟ้าค่ะ โดยเฉพาะสายสีเขียวอ่อนที่เป็นสายหลักสำคัญที่ผ่านช่วงสำคัญต่างๆ มากมาย เช่น เอกมัย ทองหล่อ อโศก สยาม หรือแม้แต่อนุสาวรีย์ชัยฯ แห่งนี้ ซึ่งสามารถต่อการเดินทางไปยังเส้นทางอื่นๆ ได้ง่าย ชนิดที่ใครจะเดินทางไปไหนมาไหนก็ย่อมต้องนึกถึงอนุสาวรีย์ชัยฯ และยังมีจุดขึ้น-ลงทางพิเศษศรีรัช บริเวณฝั่งถนนพหลโยธินสามารถเชื่อมต่อไปทางแจ้งวัฒนะหรือสีลมได้สะดวก เพราะที่นี่นั้นสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็นหนึ่งใน HUB แห่งการเดินทางของบ้านเราค่ะ     3.แหล่งรวมโรงพยาบาลชั้นนำระดับประเทศ เป็นย่านที่มีโรงพยาบาลปักหมุดอยู่เยอะที่สุดในบ้านเราก็ว่าได้นะคะ ซึ่งแต่ละแห่งก็มีชื่อเสียงระดับประเทศเลยทีเดียว ตั้งแต่รพ.ราชวิถี ที่อยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์ชัยฯ มากที่สุด ไล่ขึ้นไปตามถนนราชวิถี ก็มีทั้ง รพ.เด็ก, รพ.เวชศาสตร์เขตร้อน, รพ.สถาบันโรคผิวหนัง, รพ.พระมงกุฏเกล้า ไปจนตัดกับถนนพระราม 6 ก็มีทั้งรพ.รามา, สถาบันประสาทวิทยา, รพ.วิชัยยุทธ หรือแม้แต่รพ.พญาไท 1, รพ.พญาไท 2 อินเตอร์เนชันแนล, รพ.สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์, ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในบริเวณนี้ทั้งสิ้น ใครที่อยู่อาศัยอยู่ในละแวกนี้ก็อุ่นใจได้เลยค่ะ       4.ย่านของคนรักสุขภาพ สวนสันติภาพ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นสวนป่ากลางกรุง บรรดาต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาช่วยกันโอบล้อมสระน้ำตรงกลาง เวลามีลมพัดผ่านจึงช่วยให้เกิดลมเย็นขึ้นมาด้วย ด้วยบรรยากาศอันเงียบสงบท่ามกลางเมืองใหญ่แบบนี้ ช่วงเย็นจึงเป็นที่นิยมสำหรับคนรักสุขภาพไม่ว่าจะมาเดิน-วิ่งรอบสระน้ำ มาเล่นเครื่องออกกำลังกายภายในสวน หรือมาร่วมแอโรบิคแดนซ์ช่วง 18.00 น. โดยสวนสันติภาพมีทางเข้า-ออกอยู่ 2 ทางคือจากถนนรางน้ำกับถนนราชเทวี เปิดตั้งแต่เวลา 05.00-21.00 น.   5.ร้านอาหารชื่อดังมากมาย ตั้งแต่เช้าจรดค่ำรับรองว่าละแวกนี้อาหารการกินไม่เคยขาดแน่นอนค่ะ ไม่ว่าจะสไตล์ไหนก็มีให้เลือกหลากหลายละลานตา ซึ่งถ้าจะให้เราแนะนำล่ะก็ มื้อเช้าของวันจะต้องเริ่มต้นด้วยอาหารดีๆ ต้อนรับวันใหม่ด้วยบรรยากาศร้านโทนสีขาวสว่างคลีนๆ ที่ร้าน Kay's Boutique Breakfast อาหารเช้าสไตล์ตะวันตกแบบโมเดิร์น มีทั้งบุฟเฟ่ต์และ À La Carte ใครที่เป็นสายถ่ายรูปรับรองว่าแต่ละเมนูออกมาได้ถ่ายรูปสวยแน่นอนค่ะ พอบ่ายคล้อยก็หาร้านนั่งจิบกาแฟในสไตล์ที่ไม่มีใครเหมือน เพราะร้านนี้คือ กาแฟนรสิงห์ ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ในวังพญาไท โดยสร้างขึ้นตั้งแต่รัชกาลที่ 6 ภายในร้านจึงจำลองบรรยากาศทั้งหมดให้ย้อนกลับไปในสมัยนั้น จิบกาแฟชมวังไปด้วยก็คลาสสิคไปอีกแบบนะคะ ปิดท้ายช่วงค่ำคืนกันด้วยเสียงเพลงแจ๊สละมุนละไมจากศิลปินคุณภาพที่หมุนเวียนเปลี่ยนกันมาขับกล่อมพร้อมเครื่องดื่มหลายชนิด และอาหาร อร่อยๆ ที่ร้าน Saxophone Pub & Restaurant คอเพลงแจ๊สไม่ผิดหวังแน่นอน   6.ช็อปปิ้งแบรนด์ดังแบบง่ายๆ มีทั้งอาหารการกินรายล้อม มีสวนสาธารณะไว้เปลี่ยนบรรยากาศออกกำลังกาย มีโรงพยาบาลอยู่ใกล้ไว้ให้อุ่นใจ มีทั้งทางด่วน รถไฟฟ้าไว้เดินทางได้ง่ายๆ ทุกวันแล้ว จะขาดแหล่ง Shopping คุณภาพดีๆ ไปก็คงจะไม่สมบูรณ์แบบสมกับเป็น Rare location ใช่ไหมคะ ซึ่งแหล่ง Shopping ที่รับประกันคุณภาพของแท้แน่นอนคงจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก King Power ซ.รางน้ำ ถึงไม่มีไฟล์บินก็สามารถไปเดินช็อปปิ้งได้ง่ายๆ สังเกตแค่ป้ายราคาสีฟ้าที่ติดไว้บนตัวสินค้าค่ะ นอกจากนี้ก็ยังอยู่ไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้าชื่อดังอีกหลายแห่ง เช่น เซนจูรี่, เซนเตอร์วัน, มาบุญครอง, สยามเซนเตอร์, สยามพารากอน เป็นต้น           Maestro 07 คอนโดมิเนียม Low Rise 8 ชั้น บนพื้นที่ 1-0-41.80 ไร่ 171 ยูนิต แบ่งเป็นขนาด 1 Bedroom 27-29.34 ตร.ม. 150 ยูนิต กับ 2 Bedroom 45.51-68.37 ตร.ม. 21 ยูนิต ที่จอดรถ 67 คัน (40%) อยู่ที่ชั้นใต้ดิน B1-2 สถาปัตยกรรมของยังคงเอกลักษณ์ตามแบบฉบับ Maestro คือมีความผสมผสานระหว่างกลิ่นอายของความคลาสสิคสไตล์ตะวันตกกับความโมเดิร์นสมัยใหม่(Classic Inspired with Modern Twist) ทำให้ตัวอาคารออกมาดูเรียบหรู เกิดเป็นงานดีไซน์ Timeless Design ดูแล้วให้ความรู้สึกสงบผ่อนคลายเมื่อเข้ามาในโครงการ ซึ่งแตกต่างจากภายนอกที่เป็นถนนใหญ่ ซึ่ง Maestro 07 ตั้งอยู่หัวมุมซอยราชเทวี 7 ซึ่งสามารถเข้าจากทางซอยรางน้ำ แล้วเข้าซอยวัฒนโยธินอีกทีก็ได้ค่ะ ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของแบรนด์ Maestro ทุกตัวเลยนะคะที่ต้องสามารถเข้า-ออกโครงการได้หลายเส้นทาง ตอนนี้สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่แล้วค่ะ     แม้ว่าตัวโครงการจะตั้งอยู่กลางเมืองใหญ่ ห่างจาก Skywalk เพียง 80 เมตร ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS อนุสาวรีย์ชัยฯ 300 เมตร และ 500 เมตรจากทางพิเศษศรีรัช ทางโครงการเองที่ตระหนักถึงความวุ่นวายจากถนนใหญ่ดีค่ะ ก็เลยพยายามออกแบบมาให้เกิดความสงบผ่อนคลายมากที่สุด อย่างตัวโครงการที่เป็น Low Rise นั้นมีข้อดีตรงที่มียูนิตน้อย ทำให้ได้ความสงบเป็นส่วนตัวมากกว่า สำหรับ Maestro 07 จะมียูนิตน้อยที่สุดเพียง 10 ยูนิต/ชั้น และมากที่สุดคือ 24 ยูนิต/ชั้น มี Facilities ครบครันเปรียบได้กับ Sanctuary Space ที่มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกภายในที่ออกแบบมาเพื่อการพักผ่อนที่ดีของลูกบ้านคนพิเศษ และยังคงอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ตามสไตล์ของ Major Development หรือวันว่างก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศเดินไปออกกำลังกายกลางสวนสันติภาพได้ แค่ 160 เมตรจากโครงการเท่านั้น   MAGNIFIQUE LOBBY และ EXECUTIVE LOUNGE ต้อนรับลูกบ้านและแขกผู้มาเยือนอย่างหรูหราโอ่โถง   KIDS ROOM สำหรับแต่งแต้มจินตนาการให้กับเด็กๆ     SWIMMING POOL กลางโครงการ พร้อม POOL TERRACE มุมนั่งพักผ่อนพร้อมเสียงสายน้ำล้อมรอบตัว   Roof Top Facilities แบ่งโซนเป็นสัดส่วน ตอบสนองการใช้ประโยชน์ได้จริงทั้ง BBQ COURTYARD พื้นที่สำหรับจัดงานปาร์ตี้ปิ้งย่างกับกลุ่มเพื่อน พื้นที่ SKY PLAYGROUND ให้เด็กๆ ได้วิ่งเล่นท่ามกลางสวนสีเขียว ออกกำลังกายแบบเบาๆ ที่ PEACEFUL YOGA COURT มีลานให้สัตว์เลี้ยงได้วิ่งคลายเครียดใน PET ZONE หรืออยากมีโมเมนต์นั่งชิวรับลมก็มาพักผ่อนกันได้ที่ BIRDCAGE CABANA   Floor Plan ทางเข้า-ออกของโครงการจะอยู่ทางถนนราชวิถีค่ะ ซึ่งที่จอดรถจะอยู่ชั้นใต้ดิน 2 ชั้น ยูนิตพักอาศัยก็จะเริ่มตั้งแต่ชั้น 1 โดยอาคารจะวางลักษณะรูปตัว U มีลิฟท์โดยสาร 2 ตัวอยู่กลางอาคาร บันไดหนีไฟ 2 จุด ส่วนยูนิตพักอาศัยจะมีทั้งทางทิศเหนือ ฝั่งหน้าโครงการ ทิศใต้หลังโครงการได้วิวฝั่งซอยรางน้ำ ทิศตะวันออกได้วิวทางสวนสันติภาพ และทิศตะวันตกจะได้วิวทางอนุสาวรีย์ชัยฯ ค่ะ                           Unit Plan สำหรับ Maestro 07 จะมีขนาดห้องเริ่มต้นตั้งแต่ 1 Bedroom 27.00-29.34 ตร.ม. และ 2 Bedroom 45.51-68.37 ตร.ม.                           เสน่ห์ของความเป็น Maestro ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์อันงดงามที่แค่มองผ่านก็ทราบได้ทันทีว่านี่คือคอนโดมิเนียมที่มีความเรียบหรูไปพร้อมกับความสงบอยู่ภายใน แม้จะตั้งอยู่ในทำเลใจกลางเมืองก็ตาม ถ้าของดีแล้วทำเลใช่อย่างนี้ก็ไม่แปลกหรอกค่ะที่จะ Sold out อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าใครพลาดไปก็ยังสามารถมองหายูนิต Resale ได้อยู่นะคะ ลองติดต่อสอบถามไปดูได้ที่ ฝ่ายขายของโครงการได้ที่เบอร์ 02 116 1111 ค่ะ   รายละเอียดโครงการ Maestro 07 เพิ่มเติม >>> http://bit.ly/2RiQRBM