Tag : living

384 ผลลัพธ์
บางกอกแลนด์ เตรียมเปิดใช้รถไฟฟ้าสายสีชมพู 2 สถานีเข้าเมืองทองธานี ปี 68

บางกอกแลนด์ เตรียมเปิดใช้รถไฟฟ้าสายสีชมพู 2 สถานีเข้าเมืองทองธานี ปี 68

เตรียมใช้รถไฟฟ้าสายสีชมพู เข้าเมืองทองธานี ปี 68 รวมระยะทาง 3 กิโลเมตร กับ 2 สถานี บางกอกแลนด์หวังอำนวยความสะดวกให้ลูกบ้านกว่า 300,000 คน และคนทั่วไปเข้าใช้บริการปีละ 10 ล้านคน เล็งปั้นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสบนเนื้อที่ 400 ไร่ กระตุ้นธุรกิจอสังหาฯ ในเมืองทองเติบโต 10-20%   รถไฟฟ้าสายสีชมพู ส่วนต่อขยาย 2 สถานีที่จะเข้าสู่เมืองทองธานี มูลค่า 4,000 ล้านบาท ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2568   ​โดยโครงการสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู ส่วนต่อขยาย 2 สถานีที่เข้าสู่เมืองทองธานี รวมระยะทาง 3 กิโลเมตร มีชื่ออย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทสไทย (รฟม.)  กรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม และบริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ ​BLAND​ ได้ตกลงร่วมกัน คือ 1.สถานีอิมแพ็ค เมืองทองธานี (ชาเลนเจอร์อาคาร 1) 2.สถานีทะเลสาบ เมืองทองธานี ล่าสุด ในวันที่ 2 สิงหาคม 2565  บางกอกแลนด์ ได้จัดพิธีลงนามเซ็นสัญญากับ บริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด หรือ ​NBM  ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของกลุ่มกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ (BSR JV consortium) ที่ร่วมทุนกันระหว่างบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)  หรือ BTSG , บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC และบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ใน “โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายเข้าเมืองทองธานี”      นายปีเตอร์ กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ทางบางกอกแลนด์ไม่ได้มีการแบ่งผลประโยชน์ในด้านค่าตั๋ว หรือจัดสรรผลประโยชน์จากรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยาย แต่มองว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้พักอาศัยในเมืองทองธานีกว่า 300,000 คน และผู้ที่เดินทางเข้ามาร่วมงานแสดงสินค้าและการประชุมที่มีกว่า 10 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ ยังจะช่วยทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ในเมืองทองธานีมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 10-20% โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า อาทิ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค, โรงแรม, คอสโม บาซาร์, คอสโม วอล์ค, เอาท์เล็ท  สแควร์, บีไฮฟ ไลฟ์สไตล์มอลล์ และ คอสโม ออฟฟิศ พาร์ค  ๆ นอกจากนี้ ยังจะช่วยให้ที่ดินภายในเมืองทองธานีมีมูลค่าและศักยภาพเพิ่มมากขึ้นด้วย ปัจจุบันบางกอกแลนด์ยังมีที่ดินเปล่าที่รอการพัฒนาอีก 600 ไร่ ซึ่งวางแผนการพัฒนาเป็นโครงการลักษณะมิกซ์ยูส 400 ไร่รอบทะเลสาบเมืองทองธานี มีคนถามว่าเราลงทุนโครงการนี้เพื่ออะไร การที่รถไฟฟ้าเข้ามา ธุรกิจเราจะดีขึ้น ที่ดินที่มีอยู่จะมีศักยภาพพัฒนาที่ดีขึ้น โดยนอกจากบางกอกแลนด์จะให้งบประมาณสนับสนุนโครงการมูลค่า 1,293.75 ล้านบาทแล้ว บริษัทยังลงทุนอีก 1,000 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาทางเชื่อม หรือ Skywalk  เพื่อเชื่อมต่อจากสถานีไปยังศูนย์ แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค, โรงแรม, ร้านค้าปลีก และห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตและมอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้ที่มาใช้บริการ ด้านนายกวิน กาญจนพาสน์  กรรมการบริหาร บริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด  กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ระหว่าง NBM และ BLAND เป็นการลงนามในสัญญา 2 ฉบับ แบ่งเป็น 1.สัญญาให้การสนับสนุนการก่อสร้าง (Construction Support Agreement) โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ส่วนต่อขยายเข้าเมืองทองธานี   2.สัญญาก่อสร้างทางเชื่อม (Skywalk Connection Agreement) จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายเข้ามายังตัวอาคารของเมืองทองธานี   โดยภายใต้สัญญาดังกล่าว ทางบางกอกแลนด์ ได้อนุมัติเงินสมทบและค่าสิทธิให้กับ NBM ประมาณ 1,293.75 ล้านบาท (รวมภาษี มูลค่าเพิ่ม) เพื่อสนับสนุนการก่อสร้าง และพัฒนาส่วนต่อขยายเมืองทองธานี และเพื่อสิทธิของ บางกอกแลนด์ หรือบริษัทในเครือของบางกอกแลนด์ ในการก่อสร้างทางเชื่อมสถานี เพื่อเชื่อมต่ออาคารหรือสิ่งก่อสร้างใด ๆ อันเป็นกรรมสิทธิ์ของกลุ่ม บางกอกแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเมืองทองธานี เข้ากับสถานีรถไฟฟ้าในส่วนต่อขยายเมืองทองธานี นับแต่วันที่ทำสัญญา จนถึงวันที่สิทธิในการดำเนินงานระบบรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเมืองทองธานี ตามสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูระหว่าง NBM และ รฟม.สิ้นสุดลง และยังได้อนุมัติเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการบำรุงรักษาจำนวน 10.35 ล้านบาทต่อปี (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) นับจากวันที่ส่วนต่อขยายเมืองทองธานีเปิดให้บริการด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายเข้าเมืองทองธานี ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการในธุรกิจ MOVE ที่บีทีเอส กรุ๊ปฯ ให้ความสำคัญ เพราะเรามุ่งหวังจะเป็นผู้ให้บริการเดินทางแบบ door-to-door เพื่อตอบโจทย์การเดินทาง ตั้งแต่ก้าวแรกถึงก้าวสุดท้ายให้กับผู้โดยสารอย่างสมบูรณ์ ภายใต้การให้บริการที่สะดวกและปลอดภัย โดยโครงการดังกล่าว จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูเส้นทางหลัก ช่วงแคราย-มีนบุรี ซึ่งสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังรถไฟฟ้าได้อีก 4 สายได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ), รถไฟชานเมืองสายสีแดง (ช่วงบางซื่อ-รังสิต), รถไฟฟ้าสายสีเขียว (ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) และรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี)   ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาการก่อสร้างประมาณ 37 เดือน และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จ เปิดให้บริการได้ในปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณผู้โดยสารอยู่ที่ 13,785 คน/เที่ยว/วัน หากโครงการดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในการเดินทางเข้าพื้นที่เมืองทองธานีได้เป็นอย่างดี เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นชุมชนขนาดใหญ่ และมีผู้เดินทางเข้า-ออกเป็นจำนวนมาก ส่วนภาพรวมโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี จำนวน 30 สถานี (ไม่รวมสถานีอิมแพ็คเมืองทองธานี และสถานีทะเลสาบเมืองทองธานี) มีความคืบหน้าโครงการ 89.43% แบ่งเป็นงานโยธา 91.01% และงานระบบรถไฟฟ้า 87.90% ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้บางส่วนช่วงต้นปี 2566  
M Life ลำลูกกา-คลอง 4 ทาวน์โฮมหรู 2 ชั้น ดีไซน์ใหม่ไม่ซ้ำใคร ใกล้รถไฟฟ้าคูคต

M Life ลำลูกกา-คลอง 4 ทาวน์โฮมหรู 2 ชั้น ดีไซน์ใหม่ไม่ซ้ำใคร ใกล้รถไฟฟ้าคูคต

M Life ลำลูกกา-คลอง 4 ทาวน์โฮมหรู 2 ชั้น ดีไซน์ใหม่ไม่ซ้ำใคร ใกล้รถไฟฟ้าคูคต จากที่เราเคยลงข้อมูลพรีวิวโครงการ “M Life ลำลูกกา-คลอง 4” กันไปก่อนหน้านี้ ก็คงจะพอเห็นภาพและข้อมูลของโครงการกันบ้างแล้วว่า “M Life ลำลูกกา-คลอง 4” เป็นโครงการบ้านทาวน์โฮมดีไซน์หรูหราทันสมัย จาก Maison Development หรือ บริษัท เพลินพัฒน์ แอสเสท จำกัด ที่ปักหมุดในทำเลที่เน้นการตอบโจทย์เพื่อการอยู่อาศัย และสะดวกในการเดินทาง เพราะห่างจากทางพิเศษกาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก) เพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น และยังอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีคูคตไปไม่ไกล จึงสามารถตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองที่ต้องการขยายครอบครัว และกำลังมองหาบ้านหลังใหม่ที่จะสามารถตอบโจทย์การชีวิตได้รอบด้าน   และรีวิวครั้งนี้ เราจะพาไปเยี่ยมชมบรรยากาศภายในโครงการ “M Life ลำลูกกา-คลอง 4” เพื่อให้เห็นบรรยากาศจริงทั้งภายในบ้านตัวอย่างรวมถึงพื้นที่ส่วนกลางของโครงการด้วย ซึ่งทางโครงการมีแบบบ้านให้เลือกด้วยกัน 2 แบบ ภายใต้แนวคิด Timeless Townhome ที่เน้นการออกแบบที่หรูหราทันสมัย ด้วยเส้นสายโค้งมนทำให้ดีไซน์ของบ้านสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นเลยทีเดียว   ปักหมุดบนทำเลเพื่อการอยู่อาศัย โครงการ “M Life ลำลูกกา-คลอง 4” ตั้งอยู่บนถนนลำลูกกาคลอง 4 ซึ่งเป็นถนนใหญ่ที่เชื่อมระหว่างถนนลำลูกกาและถนนรังสิต-นครนายกไว้ด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นถนนหลักที่สำคัญสายหนึ่งเนื่องจากเป็นถนนใหญ่ที่มีการพัฒนาและมีสาธารณูปโภคต่างๆ อยู่อย่างครบครัน รวมถึงบริเวณตอนเหนือของกรุงเทพฯ เป็นย่านที่ได้รับความนิยมและมีการพัฒนาที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่อง การขยายเมืองมาในโซนนี้เห็นได้ชัดตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงการเปิดใช้ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวมาถึงคูคตในปีที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำในพื้นที่ในย่านนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง   นอกจากนี้ ถนนลำลูกกายังสามารถเชื่อมต่อกับถนนสายสำคัญอีกหลายสาย ทั้ง ถนนวิภาวดี ถนนพหลโยธิน ถนนสายไหม และที่สำคัญยังมีทางพิเศษถนนกาญจนภิเษก (วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก) ห่างออกไปไม่ไกล ทำให้การเดินทางเข้าออกเมืองสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ส่วนถ้าใครที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเป็นประจำ ปัจจุบันสถานีคูคตเป็นสถานีปลายทางที่อยู่ไม่ไกลจากตัวโครงการ ส่วนในอนาคตรถไฟฟ้าสายนี้จะมีการต่อขยายไปอีก ก็จะมีสถานีคลอง 4 เป็นสถานีที่ใกล้กับตัวโครงการมากที่สุด   ในส่วนของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จะตอบโจทย์การอยู่อาศัยในย่านนี้นั้น ต้องบอกว่าบริเวณรอบๆ โครงการ “M Life ลำลูกกา-คลอง 4” มีครบรอบด้านเลยทีเดียว เยื้องๆ กับทางเข้าโครงการมีตลาดเอซี ซึ่งนับว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่บนถนนลำลูกกาคลอง 4 ก็ว่าได้ ทำให้บริเวณรอบๆ ตลาดมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งสองฝั่งถนนเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อมากมาย ในขณะที่บนถนนลำลูกกาเองก็มีครบทั้ง ห้างแมคโครฟู้ด, ห้างโลตัส ลำลูกกา, ห้างบิ๊กซี, โรงพยาบาลสินแพทย์ลำลูกกา นอกจากนี้พื้นที่ใกล้เคียงก็มีทั้ง ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน โรงพยาบาลชั้นนำ รวมถึงสถานที่สำคัญต่างๆ อีกมากมาย เช่น ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต, โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสายไหม, โรงเรียนนานาชาติสยาม, โรงพยาบาลสายไหม, โรงพยาบาลเปาโล, สนามบินดอนเมือง, สนามกีฬาธูปเตมีย์, ตลาดสี่มุมเมือง ฯลฯ ด้วยความสะดวกที่เพียบพร้อมมาก ทำให้ทำเลที่ต้องของโครงการมีศักยภาพและเหมาะกับการเป็นที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง   2 แบบบ้านตอบโจทย์การอยู่อาศัย โครงการ “M Life ลำลูกกา-คลอง 4” เป็นทาวน์โฮมหรูที่มีการออกแบบปรับฟังก์ชันใหม่ ภายใต้แนวคิด Timeless Townhome ด้วยดีไซน์หรูหราทันสมัย ที่มาพร้อมพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านที่จะมาตอบโจทย์การใช้ชีวิตของทุกคนในครอบครัว ด้วยแบบบ้านให้เลือก 2 แบบ และพื้นที่ส่วนกลางที่ประกอบไปด้วยสวนสวย สนามเด็กเล่น และคลับเฮ้าส์ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกบ้าน   แบบบ้าน M 1 - ทาวน์โฮม 2 ชั้น หน้ากว้าง 5 เมตร 1 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 123 ตร.ม. มาพร้อมฟังก์ชัน 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ   บริเวณชั้น 1 ของตัวบ้านสามารถจอดรถได้ 1 คัน ตามแบบแปลนของตัวบ้านจะมีพื้นที่เอนกประสงค์บริเวณด้านหน้าสุดที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามต้องการ ซึ่งทางโครงการได้นำเสนอไอเดีย จัดการตกแต่งให้เป็นหน้าร้านขายเสื้อผ้าเล็กๆ ที่มีการแบ่งการใช้งานได้อย่างเป็นสัดส่วน ซึ่งก็เป็นไอเดียที่น่าสนใจสำหรับผู้อาศัยที่อยากมีหน้าร้านเล็กๆ ไว้ต้อนรับลูกค้า ในขณะที่พื้นที่ถัดเข้ามาด้านในจะเป็น Living Area สำหรับห้องนั่งเล่น มี 1 ห้องน้ำ และโซนสำหรับวางโต๊ะกินข้าวของครอบครัวที่สามารถเชื่อมต่อกับโซนหลังบ้าน โดยพื้นที่บริเวณด้านหลังสุดของบ้านตัวอย่างทางโครงการได้ต่อเติมเป็นห้องครัว และห้องซักผ้า ซึ่งทางโครงการได้ลงเสาเข็มไว้ให้เรียบร้อยแล้ว พื้นที่หลังบ้านจึงสามารถต่อเติมเพื่อใช้ประโยชน์ได้ตามความต้องการของผู้อาศัยได้เต็มที่     สำหรับพื้นที่ชั้น 2 แบ่งเป็น 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ที่แบ่งฟังก์ชันการใช้ห้องน้ำ โดยแยกห้องอาบน้ำและห้องส้วมออกเป็น 2 ห้องโดยชัดเจนเพื่อความสะดวกในการใช้งาน ในส่วนของห้อง Master Bedroom อยู่บริเวณด้านหน้าของตัวบ้าน กินพื้นที่ครึ่งหนึ่งของบริเวณชั้น 2 ทำให้ได้ขนาดห้องกว้างและเปิดรับแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ในขณะห้องนอนเล็กอีก 2 ห้อง นอกจากวางเตียงขนาด 3.5 ฟุตเพื่อใช้เป็นห้องนอนเล็กแล้ว อาจตกแต่งเป็นห้องทำงาน หรือใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้ตามต้องการหากจำนวนสมาชิกในครอบครัวไม่มาก     แบบบ้าน M 2 - ทาวน์โฮม 2 ชั้น หน้ากว้าง 5.4 เมตร 2 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 123.7 ตร.ม. พร้อมฟังก์ชัน 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ   แบบบ้านหลังนี้ จะมีหน้ากว้างที่เพิ่มมากขึ้น สามารถจอดรถในบริเวณบ้านได้ 2 คัน ในขณะที่พื้นที่ภายในบ้านบริเวณชั้น 1 กว้างขวาง สามารถแบ่งโซน Living Area และ Dining Area ได้อย่างลงตัว และเพิ่มพื้นที่สำหรับใช้เป็นห้องนอนหรือห้องเอนกประสงค์ไว้อีก 1 ห้อง ซึ่งทางโครงการได้เสนอไอเดียการจัดตกแต่งให้เป็นห้องทำงาน หรือห้องเล่นเกมส์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยที่ห้องนอนนี้จะอยู่ติดกับโซนหลังบ้านที่ได้มีการลงเสาเข็มไว้ให้เรียบร้อย พร้อมต่อเติมเป็นห้องครัวและห้องซักผ้าไว้ให้ไอเดียในการตกแต่งเพิ่มเติมสำหรับใครที่สนใจ หรือต้องการต่อเติมพื้นที่ซักล้างด้านหลังให้เกิดประโยชน์ใช้สอยที่เพิ่มมาขึ้น     ถัดมาที่บริเวณชั้น 2 ของตัวบ้าน ถูกแบงออกเป็น 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ โดยที่มีจุดเด่นอยู่ที่ห้อง Master Bedroom ที่กว้างเต็มหน้ากว้างของตัวบ้าน และมีห้องน้ำในตัว ทำให้สามารถตกแต่งเพิ่มเป็นWalk in Closet ได้อีกด้วย ในขณะห้องนอนเล็กอีก 2 ห้องในโซนด้านหลังของตัวบ้านจะแชร์ห้องน้ำที่อยู่ด้านนอกร่วมกัน และเช่นเดิมที่เราสามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้สอยพื้นที่ห้องนอนเล็กทั้ง 2ได้ตามความต้องการนอกเหนือจากการใช้เป็นห้องนอนเพียงอย่างเดียว   Facility ส่วนกลางเพื่อทุกช่วงวัยของครอบครัว นอกจากการออกแบบดีไซน์ตัวบ้านได้หรูหราน่าสนใจแล้ว พื้นที่ส่วนกลางของโครงการ “M Life ลำลูกกา-คลอง 4” ก็สวยงามพร้อมตอบสนองทุกความต้องการของลูกบ้านทุก Generations ซึ่งประกอบไปด้วย คลับเฮ้าส์หรูพร้อมสระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือกว้าง 4 x 14.7 เมตร และฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์การออกกำลังกายมากมาย ที่ลูกบ้านทุกคนจะได้เพลิดเพลินไปกับการออกกำลังกายในพื้นที่สีเขียว และได้ใกล้ชิดธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน นอกจากที่พื้นที่สีเขียวและสวน outdoor ส่วนกลาง ก็มีทั้งเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้ง และสนามเด็กเล่นพร้อมเครื่องเล่นบนลานสีสันสดใสที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ       ด้วยยูนิตรวมทั้งโครงการที่มีจำนวนเพียง 210 ยูนิต ซึ่งจัดว่าเป็นโครงการที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก ทำให้การดูแลเรื่องความปลอดภัยเป็นไปอย่างทั่วถึง โดยที่ทางโครงการมีทั้งกล้อง CCTV และระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการเข้าออกพื้นที่โครงการด้วย Auto Access Card ก็ยิ่งทำให้ลูกบ้านเพิ่มความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยในการอยู่อาศัยมากขึ้น     สำหรับใครที่กำลังมองหาบ้านหลังใหม่ เพื่อการขยายครอบครัว หรือสร้างครอบครัวใหม่บนทำเลที่เดินทางสะดวก ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่สะดวกสบายแบบคนเมือง โครงการ “M Life ลำลูกกา-คลอง 4” จัดว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจ ด้วยราคาเริ่มต้น 2.39 ล้านบาท* และเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ไม่ยาก สำหรับผู้ที่สนใจ หรือสอบถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อ โทร. 063-207-8555 หรือ http://www.maison.co.th/   โครงการอื่นๆ ที่น่าสนใจ แกรนด์ สิวารมณ์ สุขุมวิท-บางปู บ้านเดี่ยว 4 ห้องนอน ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิล สิวารมณ์ วิลเลจ สุขุมวิท-เทพารักษ์ ทาวน์โฮมดีใกล้รถไฟฟ้า M Life บางแค-สาทร พรีเมี่ยมทาวน์โฮม ติดถ.กาญจนาฯ-เดอะมอลล์ บางแค  
[PR News] บีแลนด์ ทุ่มทุน 1.8 พันล้าน เปิดตัวโครงการ “โมริ คอนโดมิเนียม”

[PR News] บีแลนด์ ทุ่มทุน 1.8 พันล้าน เปิดตัวโครงการ “โมริ คอนโดมิเนียม”

บีแลนด์  ทุ่มทุน 1.8 พันล้าน เปิดตัวโครงการ “โมริ คอนโดมิเนียม” รวม 1,040 ยูนิต ตกแต่งสไตล์มินิมอลแบบญี่ปุ่น ราคาเริ่มต้นเพียง 849,000 บาท โมริ คอนโดมิเนียม  บีแลนด์  เดินหน้าลุยตลาดอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการเปิดตัว “โมริ คอนโดมิเนียม” (Mori) โครงการที่พักอาศัยมูลค่าการลงทุนกว่า 1,800 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ใจกลางเมืองทองธานี ด้วยคอนเซ็ปต์ “พักผ่อนภายใต้ธรรมชาติอันร่มรื่น..สัมผัสได้ถึงความสุขที่เรียบง่าย”   ตกแต่งสไตล์มินิมอลกลิ่นอายญี่ปุ่น โดยมีห้องชุดให้เลือกถึง 7 รูปแบบ พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ขนาด  28.06 - 61.08  ตร.ม. ในราคาเริ่มต้นเพียง 849,000 บาท หรือประมาณ 30,000 บาท / ตร.ม.  แถมฟรีเฟอร์นิเจอร์ และบริการสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ส่วนกลางแบบครบครัน พร้อมเปิดจองแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยการก่อสร้างโครงการจะแล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่ได้ภายในปี 2566     นายปีเตอร์ กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีแลนด์ กล่าวว่า “สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศและความเป็นอยู่ของคนไทยเป็นอย่างมาก ทำให้บริษัทฯ ตระหนักและมุ่งมั่นในการคืนความสุขและมอบคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนไทย จึงได้พัฒนาโครงการที่พักอาศัย “โมริ คอนโดมิเนียม”  ขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยใหม่ในราคาที่ไม่ถึงล้านบาท แต่สามารถใช้ชีวิตภายใต้บรรยากาศที่ผ่อนคลายและอบอุ่นได้ทุกวัน   พร้อมบริการส่วนกลางที่ครบครันโดยเฉพาะสวนธรรมชาติที่ร่มรื่นเขียวขจีสอดคล้องกับความหมายของ “โมริ” ที่แปลว่า “ป่าไม้”  นอกจากนี้ โมริ ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุน เพราะโครงการนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางสถานที่สำคัญๆ ทั้งใกล้ศูนย์ฯ อิมแพ็ค ห้างสรรพสินค้า แหล่งช้อปปิ้ง  ร้านค้า ร้านอาหารชั้นนำ โรงแรม ธนาคาร สถานที่ราชการ โรงพยาบาล และสถานศึกษา ที่ใช้เวลาในการเดินทางไปแต่ละสถานที่เพียงไม่กี่นาที รวมทั้งการเดินทางเข้า-ออกได้หลายทิศทางรอบโครงการ ใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วนเมืองทองธานี และที่สำคัญใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพูที่กำลังจะเปิดทดลองให้ใช้บริการในช่วงต้นปีหน้านี้  อีกทั้ง บริษัทฯ ยังได้ลงทุนเพิ่มให้มีบริการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีชมพูเข้ามาในเมืองทองธานีอีก 2 สถานี เพื่ออำนวยความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และคาดว่าจะแล้วเสร็จในอีก 2 ปีข้างหน้า”     โครงการ “โมริ คอนโดมิเนียม” เป็นอาคารชุดสำหรับพักอาศัยสูง 16 ชั้น จำนวนรวม 1,040 ยูนิต มีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ขนาด 28.06 - 61.08 ตร.ม. ห้องพักออกแบบภายในสไตล์มินิมอลที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเรียบหรูในสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน โมริ คอนโดมิเนียม ประกอบไปด้วย ร้านค้าในโครงการจำนวน 20 ยูนิต ห้องโถง สวนป่าธรรมชาติ สระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย พื้นที่จอดรถทั้งในตัวอาคารและบริเวณรอบโครงการประมาณ 35% ระบบรักษาความปลอดภัยด้วยกล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมคีย์การ์ดเข้า-ออก     การเดินทางที่สะดวกสบายติดทางด่วนขึ้น - ลงด่านเมืองทองธานี รถไฟฟ้าสายสีชมพู และรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีชมพูเข้ามาในเมืองทองธานีจำนวน 2 สถานี ได้แก่ สถานีอิมแพ็ค เมืองทองธานี (ชาแลนเจอร์) และสถานีริมทะเลสาบ เมืองทองธานี ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง อาทิ คอสโม บาซาร์, บีไฮฟ ไลฟ์สไตล์ มอลล์, เดอะ พอร์ทอล และ เอาท์เล็ท สแควร์ เป็นต้น ที่ห่างไปเพียงไม่กี่นาที เหมาะสำหรับผู้พักอาศัย และผู้ที่ต้องการลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพ   ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือเข้าเยี่ยมชมโครงการโทร. 064 180 2244 / 064 182 2245 หรือติดตามข่าวสารได้ที่หรือ Facebook: www.facebook.com/bangkokland.mori    บทความที่เกี่ยวข้อง Atmoz แจ้งวัฒนะ คอนโดสไตล์รีสอร์ท ใกล้รถไฟฟ้าสีชมพู IMPACT Speed Park สนุกจนอะดรีนาลีนพุ่งพล่าน แอล.พี.เอ็น.ฯ เปิด 2 โปรเจ็กต์ใหม่เจาะย่าน “จรัญฯ-เมืองทองธานี” ผลักดันเป้ายอดขายปีนี้ 10,000 ล้าน    
The Crown Residences คอนโด Luxury Freehold ติดถนนพระราม 4 

The Crown Residences คอนโด Luxury Freehold ติดถนนพระราม 4 

เดอะ คราวน์ เรสซิเดนท์เซส The Crown Residences   The Crown Residences  โครงการ Luxury  ไฮไรซ์โครงการแรกของ สถาพร เอสเตท เป็นโครงการคอนโดมิเนียมไฮไรซ์  32 ชั้น มีความส่วนตัวสูงเพราะมีแค่ 183 ยูนิต สร้างบนที่ดิน 1-0-68 ไร่ อยู่บนทำเล CBDs  ใจกลางกรุงเทพ อยู่ติดถนนพระราม 4    การเดินทาง เชื่อมต่อกลางเมือง สีลม สาทร ใกล้รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน สถานีลุมพินี 400 เมตร และ สถานีคลองเตย 350 เมตร ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วนเฉลิมมหานคร แวดล้อมด้วยแหล่งงาน และสถานที่สำคัญ โรงเรียน โรงพยาบาล แหล่งรวมไลฟ์สไตล์ชั้นนำ  และ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ สวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ ที่รวมๆ เกือบ 900 ไร่      สำหรับนักลงทุน The Crown Residences  เป็นทำเลศักยภาพในด้านแหล่งงาน มีบริษัทชั้นนำจากทั่วโลกตั้งสำนักงานในย้านนี้ ทำให้มีความต้องการที่อยู่อาศัยใกล้ที่ทำงานมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง  จากเมื่อปี 2553 ที่ดินมีการซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ 180,000-375,000 บาท ต่อตารางวา ในปัจจุบันขายกันอยู่ 1,400,000 บาทต่อ ตารางวา และมีการปล่อยเช่าได้ราคาที่ดี อีกด้วย  และอีกไม่นานจะมีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นอีก 2 การที่หัวถนนสาทร และ สีลม     The Crown Residences มีพื้นที่ส่วนกลางพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ชั้น 32  บนสุดของตัวอาคารเพื่อให้เห็นวิวจากมุมที่สูงที่สุด กับวิวสวนและวิวโค้งน้ำแบบ 270 องศาทั้งวิวสวนและคุ้งน้ำบางกระเจ้าแบบพาโนรามา  สระว่ายน้ำไร้ขอบ พร้อมอ่างจากุซชี่ และสระว้ายน้ำเด็ก  Fitness Club 24 ชั่วโมง Lounge  ที่ดีไซน์เปิดมุมมองด้วยกระจกรอบด้าน ทำให้มีบรรยากาศของการพักผ่อนที่โปร่งโล่ง ให้ที่จอดรถ 68% เป็นแบบ AUTO และจอดปกติที่ชั้น 1 (ชั้น G) มาพร้อมกับการบริการแบบโรงแรม 5 ดาว บริการทำความสะอาด บริการซื้อของชำ บริการด้านข้อมูล บริการขนย้ายเข้า บริการต้อนรับ และบริการรถลีมูซีน แท็กซี่ออนคอล Doorman Bellboy และ Food Pick-ups & Deliveries ให้ลูกบ้านได้ใช้ชีวิต แบบ เอ๊กซ์คูลซีฟ     ห้องตัวอย่างมี 3 ห้อง คือ 1 นอนขนาด 27.3 ตรม., 1 นอนขนาด 34.9 ตรม. แล้วก็ 2 นอน 2 น้ำขนาด 52.4 ตรม.ครับ ทั้ง 3 ห้อง ทุกห้องจะเห็นวิวสวน ไม่มีส่วนไหนถูกบัง  แถมยังได้ห้องแบบ Fully Fitted เพดานสูง 2.7 เมตร พื้น Hybrid Engineered Wood ที่คำนึงถึงความสะอาดและปลอดภัย มีครัว ตู้ Built-in พร้อม Hob & Hood       The Crown Residences มูลค่าโครงการ 2,016 ล้านบาท ราคาเริ่มต้นที่ 6 ล้านบาท จนไปถึง 20 ล้านกับความเป็นส่วนตัว และ การบริการแบบโรงแรม 5 ดาว  เข้าไปเยี่ยมชมห้องตัวอย่างได้แล้ว โครงการจะเปิดให้จองอย่างเป็นทางการ 18 มิถุนายน นี้       บทความน่าสนใจ 125 Sathorn คอนโดตึกคู่ สุดหรู ติดถนนสาทร The Lofts สีลม คอนโดพร้อมอยู่บนถนนสีลม ใกล้ BTS พร้อมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา รีวิวคอนโดย่านสาทร วิวคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยา THE ISSARA SATHORN
พอยส์ คอร์ปอเรชั่น  เปิดโปรเจ็กต์ เดอะโฮท 400 ล้าน  รับไลฟ์สไตล์ทำงาน-อยู่อาศัยในที่เดียว

พอยส์ คอร์ปอเรชั่น เปิดโปรเจ็กต์ เดอะโฮท 400 ล้าน รับไลฟ์สไตล์ทำงาน-อยู่อาศัยในที่เดียว

เดอะ โฮท พอยส์ คอร์ปอเรชั่น บุกตลาดอสังหาฯ ปั้นโปรเจ็กต์เดอะ โฮท 400 ล้าน รองรับไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของคนหลายเจเนอเรชั่น ปั้นโฮมออฟฟิศ ที่เปลี่ยนใช้งานได้ทั้งการอยู่อาศัยและทำงาน  วางเป้าสิ้นปีทำยอดขาย 150 ล้าน เล็งที่ดินอีก 2 แปลงต่อยอดพัฒนาโครงการต่อเนื่อง   นายพรชัย เตชะไกรศรี ผู้ก่อตั้งบริษัท พอยส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด  ผู้ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริการ เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้พฤติกรรมการอยู่อาศัยของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยต้องการที่อยู่อาศัยซึ่งมีพื้นที่มากขึ้น ทำให้ตลาดบ้านแนวราบมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปัจจุบันคนต้องการความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย ที่สามารถปรับพื้นที่การใช้งานภายในบ้านได้ตามความต้องการ ที่สำคัญปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะอยู่อาศัยกับคนหลายเจเนอเรชั่น   บริษัทจึงมองเห็นช่องว่างการตลาดดังกล่าว  พัฒนาโครงการเดอะ โฮท (The Haute) กาญจนา-สาทร ในรูปอาคารขนาด 5 ชั้น  พื้นที่ใช้สอย 556 ตร.ม.​ขนาดที่ดิน 60 ตร.ว. มีจำนวน 10 ยูนิต ราคายูนิตละ 38 ล้านบาท  รวมมูลค่าโครงการ 400 ล้านบาท อาคารออกแบบโดยบริษัท AAD design ภายใต้แนวความคิด Vertical Biz Villa : New Series for Nex Normal Living ซึ่งสามารถปรับพื้นที่ได้ตามความต้องการ และไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัย  ทั้งการอยู่อาศัยหรือใช้เป็นสำนักงาน สตูดิโอ พื้นที่ทำงาน หรือประกอบธุรกิจต่าง ๆ ได้   นายพรชัย กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะทำยอดขายได้ 150 ล้านบาท และคาดว่าจะปิดโครงการได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2566 ซึ่งจะเปิดจองครั้งแรกในวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2565 นี้ โดยลูกค้าที่จองภายในวันงานจะได้รับส่วนลดสูงสุด 1 ล้านบาท และสำหรับบ้านที่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ จองเพียง 500,000 บาท และได้รับการยกเว้นเงินทำสัญญาสูงสุด 400,000 บาท นอกจากโครงการเดอะ โฮท กาญจนา-สาทร บริษัทยังมองหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อที่ดินอีก 2 แปลง ในโซนเพชรเกษม และศึกษาความเป็นไปได้ในการนำมาพัฒนาโครงการต่อเนื่อง ในรูปแบบอาคารที่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานได้เช่นเดียวกับโครงการเดอะ โฮท ซึ่งเป็นที่ดินขนาด 10 ไร่ เพื่อพัฒนาอาคารจำนวน 60 ยูนิต และที่ดินขนาด 6 ไร่ เพื่อพัฒนาอาคาร จำนวน 20-26 อาคาร   นายพรชัย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจหลัก 2 ประเภท คือ  ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนอกจากการพัฒนาโครงการเดอะ โฮท ยังดำเนินธุรกิจบ้านสำเร็จรูป หรือ ​ Modular House ภายใต้ Brand Modspace ซึ่งเป็นบ้านกึ่งสำเร็จรูป ที่ผลิตชิ้นส่วนจากโรงงานและนำมาประกอบ โดยจะเปิดตัวบ้านในเดือนกรกฎาคมนี้ ด้วยแบบบ้านชั้นเดียว 3 ขนาด ได้แก่ บ้านไซส์ S ขนาด 20 ตร.ม บ้านไซส์ M ขนาด 30 ตร.ม. และบ้านไซส์ L ขนาด 35 ตร.ม. นอกจากนี้ ยังดำเนินธุรกิจบริการ  ได้แก่ โรงแรม Chann Bangkok Noi : Hidden hotel In Bangkok Boutique Hotel 22 ห้อง ที่ตั้งใจให้เป็น A Must Destination ของคนทั่วโลก , โรงแรม E11 At BTS ปุณณวิถี กับคอนเซ็ปต์ Tempo of Life City Hotel 26 ห้อง สื่อถึง Lifestyle ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องง่ายและสะดวกในทุกๆจังหวะของการท่องเที่ยว ,   IMM Restaurant  ด้วยคอนเซ็ปต์ Next Original Thai Food เป็น Hidden Private Course Menu การันตีด้วยรางวัล มิชลิน ตั้งแต่ ปี 2020 , ARCH คาเฟ่ที่เป็นมากกว่าร้านกาแฟ เพราะคือ Landmark ที่สะท้อนความงามของ งานออกแบบ ทั้งภายนอก และ ภายใน มีทั้งหมด 2 สาขา สาขาสุขุมวิท และ สาขาบางกอกน้อย    
เรื่องสไตล์ไม่มีถูกผิด NocNoc แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ

เรื่องสไตล์ไม่มีถูกผิด NocNoc แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ

เรื่องสไตล์ไม่มีถูกผิด NocNoc แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ ด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายคนต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานมาเป็นรูปแบบ Work From Home ทำให้เวลาเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปในมุมต่างๆ ภายในบ้าน แน่นอนว่าพอต้องอยู่บ้านนานๆ ก็ต้องนึกอยากเปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน อยากจะตกแต่งซ่อมแซมบ้าน หรือจัดมุมทำงานใหม่ ในขณะที่หลายคนเริ่มขยับขยาย หาบ้านใหม่ คอนโดใหม่ เพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป    ถ้าเป็นคนรักบ้านและชื่นชอบการตกแต่งบ้านด้วยแล้ว คงไม่มีใครไม่รู้จัก NocNoc.com แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ที่รวบรวมสินค้า เฟอร์นิเจอร์ วัสดุตกแต่งบ้านพร้อมบริการที่ครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่ง ตรงกับสโลแกนที่ว่า “NocNoc เคาะจบทุกเรื่องบ้าน” เพราะแค่เข้าไปที่เว็บไซต์ก็สามารถเลือกหาวัสดุและสินค้าตกแต่งบ้านได้ตามหมวดหมู่ต่างๆ ที่ต้องการ ตั้งแต่หมวด “Home Improvement” ที่รวบรวมสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง วัสดุปูพื้น งานต่อเติมหนักๆ ทั้งหลาย หรือจะเป็นหมวด “Home and Living” ที่เป็นกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งหลากหลายรูปแบบ และหมวด “Home Appliance” ซึ่งรวบรวมสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านไว้เพียบ ซึ่งปัจจุบัน NocNoc.com เป็น marketplace ที่มีสินค้ามากกว่า 200,000 รายการ จากผู้ขายกว่า 2,000 รายเลยทีเดียว แถมยังสามารถเปรียบเทียบราคาพร้อมรับดีลพิเศษจากร้านค้าอีกด้วย      จากแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ที่หลายคนคุ้นชินและเรียกชื่อ NocNoc.com กันจนติดปากมาแล้วกว่า 3 ปี ล่าสุดทางเว็บไซต์ได้มีการ Rebranding ชื่อเรียกมาเป็น “NocNoc” เพื่อให้กระชับมากขึ้น พร้อมเปิดตัว Application บนมือถือในชื่อเดียวกัน ด้วยประสบการณ์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NocNoc เล็งเห็นความต้องการและปัญหาที่ผู้บริโภคพบเจอเวลาที่อยากหาสไตล์การตกแต่งบ้านที่ตรงใจ แต่อาจจะจับต้นชนปลายไม่ถูก หรือนึกไม่ออกว่าจะหาเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการได้จากที่ไหน และถ้าต้องหาช่างมาซ่อมแซมบ้านด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะหาช่างที่ถูกใจ    NocNoc จึงมุ่งมันที่จะเป็น Complete Journey ด้านการตกแต่งบ้าน โดยมีการพัฒนาและปรับปรุงแพลตฟอร์มให้ใช้งานได้ง่าย ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าตกแต่งบ้าน วัสดุก่อสร้าง รวมถึงหาช่างผู้มีความเชี่ยวชาญในสายงานได้ครบจบทุกขั้นตอนในที่เดียว และยังมุ่งเน้นให้ NocNoc เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างแรงบันดาลใจ ให้ทุกคนได้สนุกสนานกับการตกแต่งบ้านได้อย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้น และค้นหาทุกสไตล์ที่เป็นตัวเองได้ง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัส ทั้งบนเว็บไซต์ NocNoc และ NocNoc Application ซึ่งเราจะพาไปดูกันว่าทำไม NocNoc Application ถึงสะดวกกว่า สบายกว่าเดิม และจะช่วยแก้ปัญหาการตกแต่งบ้านได้ดีขึ้นกว่าเดิมจริงมั้ย? เพราะสไตล์เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่มีถูกผิด ทุกคนมีความต้องการอยากให้บ้านน่าอยู่และตกแต่งในสไตล์ที่ตรงใจ แสดงความเป็นตัวเองได้มากที่สุด แต่บางครั้งการเลือกหาของตกแต่งบ้านก็ทำให้เราจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะหาสิ่งที่ต้องการได้จากที่ไหน หรืออาจจะอธิบายไม่ถูกด้วยซ้ำว่าสไตล์ที่ชอบที่เรากำลังค้นหาเรียกว่าสไตล์อะไรกันแน่ พอเราไปเลือกดูภาพสวยๆ ตามอินเตอร์เน็ต บางทีไอเดียในหัวก็พรั่งพรูมาเรื่อยๆ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นก็ดี ผนังสีนี้ก็สวย แล้วโซฟาในห้องนั่งเล่นต้องสไตล์ไหนดี? เชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะต้องเคยเกิดขึ้นกับทุกคนแน่นอน และถึงแม้ว่าสิ่งที่เราชอบจะไม่ตรงกับสไตล์มาตรฐาน ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทุกคนมีความชอบที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นสไตล์การตกแต่งบ้านของเราก็ไม่จำเป็นต้องซ้ำแบบกับใคร..ใช่มั้ยล่ะ?   ถ้าเราลองสมัครเข้ามาที่ NocNoc Application แค่ขั้นตอนแรกก็ช่วยให้เรา “ค้นพบแรงบันดาลใจที่จะสร้างสไตล์แบบเวรี่คุณ” ได้แล้ว แค่ลองไปเลือกภาพสไตล์ที่โดนใจบน NocNoc Application จากนั้น AI ก็จะคำนวณให้เรียบร้อยแล้วว่า ความชอบของเรามีส่วนผสมของสไตล์อะไรบ้าง แต่ละสไตล์คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรารู้สึกว้าวมากกับฟังก์ชั่นนี้ เพราะจากที่เราคิดว่าเราเป็นคนที่ชอบสไตล์ Minimal, Japandi หรือ Industrial แต่สไตล์ในชีวิตจริงเกิดจากการผสมผสานสไตล์ต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความชื่นชอบส่วนตัว เมื่อเรารู้จักสไตล์ของตัวเองแล้ว การตกแต่งบ้านของเราก็สามารถทำได้อย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้น แถมยังทำให้ “แรงบันดาลใจ” ที่เราเห็นมีความชัดเจนและกลายเป็น “แรงบันดาลจริง” ได้ที่บ้านของเรา   พอเราค้นพบตัวตนและสไตล์ที่แท้จริงของเราแล้ว ไม่ว่าเราอยากจะเลือกตกแต่งห้องไหนในบ้าน ก็แสนจะง่ายดาย เพราะใน NocNoc Application มีตั้งแต่ภาพตัวอย่างบ้านมากมายให้ดูเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ช่วยทำให้เราเห็นภาพห้องที่อยากได้มากขึ้น ว่าอยากจะตกแต่งแบบไหน  และด้วยความที่ NocNoc เป็นศูนย์รวมสินค้า วัสดุ เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้านไว้มากมาย แต่การจะหาสินค้าสไตล์ที่ใช่ในราคาโดนใจ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะ NocNoc จัดแบ่งประเภทสินค้าไว้เป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน รวมถึงการเลือกช้อปปิ้งตามประเภทห้องที่ต้องการได้เลย ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น, ห้องกินข้าว, ห้องทำงาน, ห้องนอน, ห้องครัว, ห้องน้ำ ฯลฯ หรือ เลือกจากสไตล์ภาพตัวอย่างที่ชอบก็ได้เช่นกัน แค่คลิกเข้าไปในภาพ ก็จะมี tag แจ้งชื่อรุ่น และขนาดไว้เรียบร้อย อีกทั้งยังสามารถคลิกต่อไปที่หน้าสั่งซื้อ พร้อมรับคูปองส่วนลดเพิ่มจาก NocNoc ได้เลยทันที      ส่วนถ้าใครยัง No Idea และกำลังต้องการหา “Your Home Inspirealtion แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ” จาก NocNoc เราอยากแนะนำให้ Download NocNoc Application ใส่มือถือเอาไว้เลย ซึ่งสามารถติดตั้งได้ทั้งระบบ Android และ iOS จากนั้นค่อยๆ หาแรงบันดาลใจของคุณผ่านทางภาพตัวอย่างหลากหลายสไตล์ที่คุณสามารถเซฟแบบที่ใช่ สไตล์ที่ชอบไว้เป็นคอลเล็คชั่นส่วนตัวได้ตลอดเวลา พร้อมเมื่อไหร่ก็แค่กดสั่งซื้อ แล้วรอรับสินค้าที่บ้านได้เลย สะดวกสบาย ไม่ต้องเดินเข้าห้างให้เสี่ยงโควิด-19 แถมยังได้สินค้าราคาคุ้มค่าสุดๆ อีกด้วย   Download NocNoc Application ได้แล้ววันนี้ App Store / Google Play : https://bit.ly/3ahhAxb      
[PR News] พฤกษา ปล่อยกิจกรรม PRUKSA Tomorrow Verse ตอกย้ำจุดยืน “ลีฟวิ่ง โซลูชั่น”

[PR News] พฤกษา ปล่อยกิจกรรม PRUKSA Tomorrow Verse ตอกย้ำจุดยืน “ลีฟวิ่ง โซลูชั่น”

ลีฟวิ่ง โซลูชั่น “พฤกษา” ตอกย้ำ “ลีฟวิ่ง โซลูชั่น” พร้อมปล่อยกิจกรรม PRUKSA Tomorrow Verse ในแบบ Virtual Gamification สะสมไอเทมแลกรางวัล สร้างประสบการณ์ใหม่ในการเยี่ยมชมโครงการ   นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า แผนการสื่อสารของบริษัทในปีนี้  ผ่านคอร์ปอเรทแคมเปญชุดใหญ่ “ PRUKSA Living Solution” ด้วยการใช้กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล ​เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นในแบรนด์ว่า พฤกษาให้ความใส่ใจลูกค้าทั้งในระดับกว้างและลึก จากแนวคิดของการดีไซน์บ้านแนวใหม่ของพฤกษา ที่ตอบรับ 3 เทรนด์สำคัญ คือ 1. เทรนด์ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Disruption)  2. เทรนด์สุขภาพ (Health & Wellness)  และ 3. เทรนด์เพื่อความยั่งยืน (Sustainable Development)   สำหรับ “พฤกษา ลีฟวิ่ง โซลูชั่น” เป็นการออกแบบบ้านเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนในครอบครัว บ้านที่ตอบโจทย์ความต้องการการใช้ชีวิตในวันนี้ที่แต่ละคนก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน พร้อมกับรองรับการใช้ชีวิตและความต้องการในอนาคตที่อาจเปลี่ยนแปลงไป และสุดท้ายคือ การเลือกบ้านที่ช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงาน และการดูแลรักษาต่าง ๆ ซึ่งมาจากการใส่ใจเรื่องการประหยัดพลังงาน ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ใส่ใจในคุณภาพ การมีบ้านสักหลังคือความตั้งใจที่จะอยู่อาศัยไปตลอดชีวิต เรามองเห็นบริบทสังคมและไลฟ์สไตล์ในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ลีฟวิ่งโซลูชั่น สามารถปรับเปลี่ยนบ้านให้รองรับการอยู่อาศัยในทุกมิติทุกช่วงเวลาของชีวิตที่เปลี่ยนไปได้ตลอด การดีไซน์บ้านแนวใหม่ของพฤกษาจะตอบรับ 3 เทรนด์สำคัญ คือ 1.เทรนด์ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Disruption) เพราะผู้คนเปลี่ยนมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านมากขึ้น การออกแบบพื้นที่ใช้สอยต้องยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระ ผนวกด้วยเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมเพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัย พื้นที่ส่วนกลางยังออกแบบให้มีความหลากหลายตอบรับการใช้งานทุกไลฟ์สไตล์ 2.เทรนด์สุขภาพ (Health & Wellness) ตอบโจทย์สุขภาพดีเริ่มต้นได้ที่บ้าน โดยร่วมกับทีมโรงพยาบาลวิมุตทำให้ดีไซน์บ้านมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ทุกช่วงวัย ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด เช่น การใช้ประตูหน้าต่างป้องกันฝุ่นมลพิษด้วยระบบ Air Tightness System ใช้สีทาภายในปลอดสารพิษ พื้นภายในบ้านเป็นทางเรียบ ใช้วัสดุพื้นลดแรงกระแทก เป็นต้น พร้อมบริการ Health to Home ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยอุ่นใจเสมือนมีโรงพยาบาลอยู่ใกล้แค่เอื้อม ทั้งนี้ยังมีแผนการจัด Virtual Run เป็นกิจกรรมพิเศษช่วยส่งเสริมสุขภาพสำหรับลูกค้า ผู้ที่สนใจ รวมถึงพนักงานพฤกษาทุกคน 3.เทรนด์เพื่อความยั่งยืน (Sustainable Development) พฤกษาใช้นวัตกรรมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน อาทิ หลอดไฟประหยัดพลังงาน นวัตกรรมพื้นแบบ SPC (Stone Plastic Composite Flooring) การติดตั้งเครื่องกำจัดย่อยสลายเศษอาหารเหลือทิ้ง การใช้โซล่าเซลล์ในพื้นที่ส่วนกลางและคลับเฮ้าส์ รวมไปถึงการติดตั้ง EV Charger ในพื้นที่คอนโดและดีไซน์พื้นที่เพื่อรองรับการติดตั้ง EV Charger ภายในบ้าน เป็นต้น นางสาวอังคณา ลิขิตจรรยากุล  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดองค์กรกลุ่ม  ให้ข้อมูลแคมเปญการตลาด พฤกษา ลิฟวิ่ง โซลูชั่น (PRUKSA Living Solution) บ้านที่ใส่ใจทุกรายละเอียดการใช้ชีวิต” ว่า เป็นการต่อยอด Brand Purpose พฤกษา..ใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต ภายใต้แนวความคิด Tomorrow. Reimagined.   ที่คิดมาจากความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า (Customer Centric) เพื่อประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดี ไม่เฉพาะแต่ในวันนี้ แต่ยังคิดเผื่อไปถึงความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตด้วย   โดยใช้กลยุทธ์สื่อสารแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ 100% มุ่งเน้นสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่พฤกษามุ่งมั่นทำมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ซึ่งในการออกแบบ  Campaign Journey ได้นำข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึกมาวิเคราะห์ ทำให้เราเห็นภาพ เข้าใจถึงความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย  มาใช้ในการออกแบบการสื่อสารการตลาด ( Customer Data Driven Marketing)  ทำให้แคมเปญนี้มีทั้งการสื่อสารในภาพรวม และมีการสื่อสารที่เจาะเน้นความต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน (Adaptive Insight) โดยสื่อถึงสิ่งที่พฤกษาออกแบบมารองรับการใช้ชีวิตที่แตกต่างมากขึ้น  เช่น  การออกแบบบ้านที่คำนึงถึงการใช้งานของผู้สูงอายุ  สนามเด็กเล่นที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาการของเด็ก การออกแบบบ้านรวมถึงบริการต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์สุขภาพของแต่ละคนในครอบครัว   นอกจากนี้  พฤกษายังใช้การตลาดแบบ  Holistic Marketing Campaign ตั้งแต่สร้างการรับรู้ไปจนถึงเปิดให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ Virtual Experience ที่จำลองบรรยากาศการใช้ชีวิตในโครงการของพฤกษา 3 โครงการ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม พร้อมกับ Pruksa Living Solution ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตทั้งวันนี้และอนาคต ผ่าน Virtual 360 ในกิจกรรม “PRUKSA Tomorrow Verse” โดยนำเสนอผ่านทาง Virtual gamification และมีการจำลอง Avatar ของผู้เล่นแต่ละคน เป็นตัวตนเสมือนจริง ซึ่งนอกจากจะได้ในเรื่องของความสนุกในเกมส์ ยังช่วยให้ผู้สนใจเลือกซื้อบ้านได้ลองสัมผัสและเยี่ยมชมโครงการผ่านประสบการณ์ในโลกเสมือนจริง สนุกไปกับการเล่นเกมทำภารกิจที่จัดเตรียมไว้ในแต่ละโครงการให้สำเร็จลุล่วง   งานนี้มีรางวัลให้ผู้ชนะสะสมไอเทมเพื่อนำมาแลกรับของรางวัลได้จริง อาทิ วอยเชอร์ส่วนลดเงินสดสำหรับซื้อบ้านมูลค่า 1 ล้านบาท โครงการตามเงื่อนไขของบริษัทฯ และของรางวัลพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย  ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่  www.pruksa.com/tomorrowverse  ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (ของรางวัลมีจำนวนจำกัด)   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -พฤกษา เตรียมงบลงทุน 10,000 ล้านปี 65 พร้อมขยายธุรกิจ “พร็อพเทค-เฮลท์เทค” ​ -9 บทสรุป ผลประกอบการพฤกษา Q1/65 และทิศทางไปต่อ
4 เทคนิค ทำความสะอาดตู้เย็น ช่วยลดค่าไฟสร้างสุขอนามัยในหน้าร้อน

4 เทคนิค ทำความสะอาดตู้เย็น ช่วยลดค่าไฟสร้างสุขอนามัยในหน้าร้อน

ทำความสะอาดตู้เย็น หลายคนคงได้ยินข่าว กกพ. (เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน)  ที่เตรียมปรับค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ ค่าเอฟที ในรอบเดือนเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2565 นี้  โดยให้เรียกเก็บที่ 24.77 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 23.38 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 4 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 5.82% จากงวดปัจจุบัน ค่าไฟที่เพิ่มขึ้นสูงอย่างนี้ สิ่งที่เราทำได้ ก็คงเป็นการประหยัดการใช้ไฟ้ หรือหากประหยัดไฟไม่ได้ ก็คงต้องใช้ไฟให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่เราได้จ่ายออกไป แต่สิ่งสำคัญเราคงดูกันว่า ทุกวันนี้เครื่องใช้ไฟฟ้าอะไร ที่กินไฟ้มาก หรือเป็นต้นเหตุที่ทำให้เราเสียค่าไฟแพง ๆ โดยไม่เกิดประโยชน์   ตอนนี้อากาศบ้านเราก็ยังถือว่าร้อนเอาเรื่องอยู่ และหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกใช้กันมาก ก็คือ ตู้เย็น โดยเฉพาะในช่วงที่หลายคนต้องทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เพราะคงต้องเปิดเข้าเปิดออกหาของกินตลอดวัน ซึ่งใครหลายคนอาจจะมองข้ามและละเลยการทำความสะอาดตู้เย็น เพราะสาเหตุสำคัญของการสิ้นเปลืองไฟฟ้าของตู้เย็น ก็คือปริมาณของที่ถูกแช่ไว้จำนวนมาก รวมถึงการไม่ได้ทำความสะอาด ให้ตู้เย็นได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง   วันนี้เราจะมาบอกเทคนิค การทำความสะอาดตู้เย็นในทุกซอกทุกมุม ซึ่งจะช่วยในเรื่องการทำงาของตู้เย็นให้มีประสิทธิภาพ และลดต้นเหตุของการสิ้นเปลืองพลังงาน ที่สำคัญจะทำให้อาหารที่แช่อยู่ในตู้เย็น คงความสด สะอาด ซึ่งดีต่อร่างกายและสุขภาพของคนกินด้วย กับ 4 เทคนิคทำความสะอาดตู้เย็น ช่วยลดค่าไฟสร้างสุขอนามัยในหน้าร้อน 1.ทำความสะอาดพื้นที่ภายในทุกซอกมุม การทำความสะอาดตู้เย็น ก่อนอื่นเลยควรถอดสายไฟออกก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ จากนั้นให้นำอาหารที่แช่ไว้ทั้งหมดออกมา ถอดชั้นวาง ลิ้นชัก ตู้แช่ผัก และส่วนอื่นๆ ที่สามารถถอดออกได้ เพื่อนำมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจาน ตามด้วยการล้างน้ำเปล่า และนำไปตากหรือเช็ดให้แห้งก่อนนำกลับมาใส่ในตู้เย็นอีกครั้ง   สำหรับพื้นผิวภายในตู้เย็น สามารถใช้ฟองน้ำชุบเบกกิ้งโซดาที่นำไปละลายกับน้ำเปล่าเช็ดทำความสะอาดให้ทั่ว รวมถึงบริเวณขอบยางตู้เย็น หากพบจุดที่มีคราบสกปรกหรือเชื้อราฝังแน่น สามารถนำสำลีชุบน้ำส้มสายชู แล้วมาทาบริเวณดังกล่าวเพื่อขจัดคราบเชื้อราให้หมดไป   นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดที่หลายคนอาจมองข้ามไปในขั้นตอนการทำความสะอาดตู้เย็นคือท่อจ่ายน้ำ (water dispenser) ในที่กดน้ำของตู้เย็น ซึ่งอาจเกิดการอุดตันของสิ่งสกปรกเมื่อไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ 2.ขจัดกลิ่นอับภายในตู้เย็น การทำความสะอาดตู้เย็น อีกเรื่องที่ต้องทำตาม คือ หลังจากขจัดคราบและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ภายในตู้เย็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ควรจัดการกับกลิ่นไม่พึงประสงค์เป็นลำดับต่อไป ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นที่มาจากอาหารที่แช่ค้างไว้เป็นเวลานานจนบูด กลิ่นคาวของอาหารสดหรืออาหารที่มีกลิ่นแรง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลิ่นอับภายในตู้เย็นที่เกิดจากการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย   โดยนอกจากการขจัดกลิ่นด้วยเบกกิ้งโซดาหรือน้ำส้มสายชูแล้ว ยังมีวิธีธรรมชาติอื่นๆ เช่น การใช้ถ่าน กากใบชา เมล็ดกาแฟ หรือหนังสือพิมพ์ ไปแช่ไว้ในตู้เย็น เนื่องจากสิ่งเหล่านี้มีคุณสมบัติในการดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้ การเลือกใช้ตู้เย็นที่มีเทคโนโลยีที่ช่วยจัดการกับกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในตู้เย็น ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกได้ในระยะยาว ​ 3.ทำความสะอาดตู้เย็น ด้านนอก เมื่อทำความสะอาดพื้นที่ภายในตู้เย็นอย่างหมดจดแล้ว การทำความสะอาดตู้เย็น ก็ไม่ควรมองข้ามการทำความสะอาดพื้นที่ภายนอกของตู้เย็น โดยเฉพาะที่จับประตูตู้เย็นซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่ถูกสัมผัสบ่อยที่สุด และยังถูกใช้งานบ่อยขึ้นในยุคที่คนนิยมทำอาหารทานเองหรือสั่งอาหารมาทานที่บ้านมากขึ้น สำหรับใครที่ใช้ผ้าหุ้มที่จับตู้เย็น ควรถอดและนำไปซักทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง   สำหรับการทำความสะอาดภายนอกตู้เย็น รวมถึงที่จับประตู สามารถทำได้อย่างง่ายดายด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาละลายน้ำหรือน้ำส้มสายชู เช่นเดียวกับการทำความสะอาดภายในตู้เย็น หรือใช้สเปรย์แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรคอย่างเป็นประจำ 4.จัดระเบียบ-ตรวจเช็คอาหารที่แช่ในตู้เย็น การทำความสะอาดตู้เย็น อีกอย่างที่ไม่ควรละเลย คือ การรักษาความสะอาดและจัดตู้เย็นให้เป็นระเบียบอยู่เสมอจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการทำความสะอาดครั้งต่อไป เทคนิคง่ายๆ คือการหมั่นเช็ดชั้นวางภายในตู้เย็น เพื่อลดโอกาสในการก่อตัวของคราบสกปรกและเชื้อแบคทีเรียฝังแน่น รวมถึงการตรวจเช็ควันหมดอายุของอาหารที่แช่อยู่ในตู้เย็นบ่อยๆ เพื่อป้องกันอาหารบูดเสียค้างอยู่ในตู้เย็น   เทคนิคต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นวิธีการทำความสะอาดตู้เย็น ที่ไม่ได้ยุ่งยาก หรือซับซ้อนอะไร ทำได้ง่าย ๆ ซึ่งจะช่วยทำให้ตู้เย็นทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และไม่สิ้นเปลืองไฟฟ้า เชื่อว่าหากใครเอาไปใช้ ก็น่าจะช่วยทำให้ตู้เย็นไม่กินไฟโดยไม่จำเป็น และที่สำคัญจะได้ตู้เย็นที่สะอาด อาหารที่แช่ก็จะมีความสดสะอาด ให้เราไว้ได้กินอย่างมีสุขภาพดีด้วย     CR:แอลจี อีเลคทรอนิคส์ ในประเทศไทย   บทความที่เกี่ยวข้อง -รวมวิธีประหยัดไฟ รับมือค่าไฟฟ้าขึ้นราคา 4 บาท กับสารพัดวิธีเซฟเงินในกระเป๋า  
3 วิธีซื้อคอนโด หลังแรก และ เทคนิคเก็บเงิน สำหรับเด็กจบใหม่

3 วิธีซื้อคอนโด หลังแรก และ เทคนิคเก็บเงิน สำหรับเด็กจบใหม่

วิธีซื้อคอนโด สิ่งหนึ่งที่เป็นความฝันของทุก ๆ คน คือ การมีบ้านหรือคอนโดมิเนียมเป็นของตนเอง แต่การจะซื้อบ้านหรือคอนโดสักห้อง คงต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการจะเก็บเงิน เพื่อใช้ในการดาวน์และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และคงต้องมีอายุการทำงานมาระยะหนึ่ง เพื่อให้มีคุณสมบัติเพียงพอจะขอกู้เงินกับธนาคารด้วย คุณสมบัติและเงื่อนไขเหล่านี้ อาจจะเป็นปัญหาสำหรับเด็กจบใหม่ กลุ่ม First Jobber หรือคนที่เพิ่งจะเริ่มต้นทำงานได้ไม่นาน อาจจะขอกู้เงินกับธนาคารไม่ได้ หรืออาจจะกู้ได้แต่ได้รับการอนุมัติวงเงินไม่เพียงพอที่จะซื้อที่อยู่อาศัยที่อยากได้ ​​ซึ่งเรามีเทคนิคในการเลือกซื้อคอนโดหลังแรก สำหรับเด็กใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน เพราะคนรุ่นใหม่นิยมจะเลือกซื้อเป็นบ้านหลังแรก และเป็นที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ รวมถึงกำลังซื้อของคนกลุ่มนี้ 3 วิธีซื้อคอนโด หลังแรก สิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อเลือกซื้อคอนโด ให้ตอบโจทย์และตรงใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนเพิ่งเริ่มต้นทำงานมากที่สุด มี วิธีซื้อคอนโด ดังนี้ 1.หาตัวเลือกคอนโดที่ใช่ วิธีสิ่งที่ควรพิจารณาเป็นอันดับต้นๆ คือ ทำเล ควรเป็นโครงการที่อยู่ในโซนไม่ไกลจากที่ทำงาน หรือสามารถเดินทางได้สะดวก หากเป็นทำเลที่มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในอนาคต ก็จะเป็นโครงการที่มีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าที่สูงขึ้นและมีความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้เราสามารถขายต่อหรือปล่อยเช่าในอนาคตได้ง่ายหากมีเหตุจำเป็น   การเปรียบเทียบระหว่างการซื้อคอนโดมือ 1 และมือ 2 ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยข้อดีของคอนโดมือ 1 คือ ความใหม่และทันสมัย รวมไปถึงส่วนกลางต่าง ๆ ของคอนโด ที่ยังไม่ค่อยเสื่อมสภาพ เพราะเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ นั่นเอง อีกทั้งมีตัวเลือกที่หลากหลายกว่า โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้า ซึ่งมีโครงการเปิดใหม่เป็นจำนวนมาก ทั้งที่กำลังสร้างอยู่และสร้างเสร็จแล้ว แต่ข้อเสีย คือ ราคาขายต่อตารางเมตรที่ค่อนข้างแพงกว่าคอนโดมือ 2 และหากเราเลือกโครงการที่กำลังสร้างอยู่ เราก็จะยังไม่เห็นห้องจริง วิวจริง นอกจากนี้คอนโดมือ 1 ก็อาจจะมีค่าส่วนกลางที่แพงกว่า   ส่วนข้อดีของคอนโดมือ 2 คือ ราคาถูก ประหยัดงบ และอาจได้ของดีอย่างคาดไม่ถึง หากเลือกให้ดี เราอาจได้ทำเลดีๆ พร้อมราคาเบาๆ ก็ได้ จึงเหมาะกับคนที่มีภาระหน้าที่ หรือเงินอาจจะไม่มากมายนัก แต่ข้อเสีย คือ ความเก่า ซึ่งหากตรวจสอบไม่ดี ก็อาจจะมีปัญหาตามมาอีกมากมาย ก็ลองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียให้ดี 2.วางแผนการเงิน วิธีซื้อคอนโด สิ่งที่ต้องเตรียมตัว เตรียมใจก่อนจะซื้อคอนโดคือการคำนวณ “ความสามารถในการกู้” ของตนเอง ซึ่งเราสามารถคำนวณได้ผ่านโปรแกรมการคำนวณสินเชื่อของธนาคารต่าง  ๆ ตามเว็บไซต์ของธนาคาร ซึ่งมีอยู่หลากหลาย อาทิ  HOME.SCB | ธนาคารไทยพาณิชย์ คำนวณสินเชื่อ จะทำให้เรารู้ว่าวงเงินกู้เท่านี้ ต้องมีรายได้ต่อเดือน และยอดผ่อนชำระต่อเดือนเท่าไหร่ หรือถ้าเรามีเงินเดือนเท่านี้ เราจะได้วงเงินกู้เท่าไหร่ และต้องผ่อนชำระต่อเดือนเท่าไหร่ เช่น หากเรามีเงินเดือน 20,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี ระยะเวลาผ่อน 30 ปี จากโปรแกรมคำนวณข้างต้น เราจะได้วงเงินกู้อยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านบาท และยอดผ่อนชำระต่อเดือนจะอยู่ 7,000 บาท ก็จะทำให้เราสามารถประเมินความสามารถในการกู้และการผ่อนชำระในเบื้องต้นได้   เงื่อนไขการได้รับสินเชื่ออาจจะแตกต่างไปจากการคำนวณเบื้องต้นได้ ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย ณ ช่วงเวลานั้น รวมไปถึงธนาคารอาจพิจารณาภาระหนี้สินต่าง ๆ ของผู้กู้ประกอบด้วย เพราะยอดผ่อนต่อเดือนสูงสุดไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ เช่น หากเรามีกู้เงินเพื่อซื้อรถไปก่อนแล้ว เมื่อรวมยอดผ่อนรถและผ่อนคอนโดแล้วหากเกิน 40% ของรายได้ วงเงินในการกู้คอนโดของเราอาจได้ไม่เต็มจำนวน   ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด ต้องไม่ลืมพิจารณาฐานะการเงิน และความสามารถในการผ่อนชำระให้รอบคอบก่อน อย่ากู้จนเกินตัว หรือซื้อคอนโดในมูลค่าที่สูงเกินกว่าเราจะผ่อนไหว เพราะในท้ายที่สุด หากเกิดเหตุสะดุดทางการเงินขึ้นมา คอนโดนี้ก็จะกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งให้เราก็เป็นได้   หากเป็นคอนโดที่ยังสร้างไม่เสร็จ ต้องมีการเตรียมเงินดาวน์ไว้ด้วย โดยปกติเงินดาวน์จะอยู่ที่ 10% – 30% ของราคาขาย และยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้ ค่าธรรมเนียมการโอน 2% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน (ส่วนใหญ่ผู้ซื้อกับโครงการจะแบ่งจ่ายคนละครึ่งหรือ 1%) ค่าอากร จำนวน 0.05% ของวงเงินกู้ รวมไปถึงค่าธรรมเนียมอื่นๆ ตามระเบียบของกรมที่ดิน และยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับโครงการด้วย เช่น เงินกองทุนสำรองส่วนกลาง ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย ค่าส่วนกลางรายปี เป็นต้น   นอกจากนี้ยังต้องเตรียมเงินไว้สำหรับตบแต่งห้องและซื้อเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ อีกด้วย ซึ่งจะเห็นว่ากว่าจะเป็นเจ้าของคอนโดสักห้องนึงนั้น ต้องเตรียมการและมีการวางแผนการเงินมาเป็นอย่างดีเลยทีเดียว 3.ซื้อจากผู้ขายที่น่าเชื่อถือ วิธีซื้อคอนโด การศึกษาข้อมูลโครงการก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากซื้อคอนโดมือ 1 เราต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของดีเวลล็อปเปอร์ ความเหมาะสมของราคาและคุณภาพ ความคืบหน้างานก่อสร้าง หรือหากเป็นโครงการที่สร้างเสร็จแล้วก็ต้องดูเรื่องการบริหารโครงการว่ามีสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร มีการจัดการที่ดีหรือไม่ ความเป็นอยู่ในโครงการเป็นอย่างไร หรือขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาอสังหาฯ หรือใช้นายหน้ามืออาชีพที่เชื่อถือได้   หากเป็นการซื้อคอนโดมือ 2 เราต้องเข้าไปดูสภาพห้อง ทำเล เพื่อนบ้าน สภาพแวดล้อมของคอนโด รวมไปถึงการบริหารของนิติบุคคลด้วยตัวเอง อาจใช้บริการผ่านนายหน้ามืออาชีพที่น่าเชื่อถือ จะช่วยลดความเสี่ยงและช่วยให้การซื้อคอนโดดำเนินไปอย่างราบรื่นและสะดวกขึ้น เพราะมีตัวกลางที่คอยให้คำแนะนำและประสานจัดการเรื่องเอกสาร การติดต่อหน่วยงาน ต่างๆ รวมไปถึงการจ่ายเงิน และการดำเนินการในวันโอนให้ด้วย   แม้ First Jobber จะเพิ่งเริ่มทำงานมีเงินเดือน แต่หากมีการวางแผนการการเงินที่ดีและรัดกุม มีที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญ และมีการศึกษาหาข้อมูลที่มากพอ ก็จะทำให้การซื้อคอนโดหลังแรกเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น หากได้คอนโดที่ดี สอดคล้องกับสถานะทางการเงินของเรา ย่อมช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ทั้งในแง่การประหยัดเวลาไปทำงาน การใช้ชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้น และไม่เป็นภาระทางการเงินจนมากเกินไป และในท้ายที่สุดการซื้อคอนโดนี้ก็จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเราสามารถปล่อยเช่า หรือขายต่อได้ในอนาคต 10 ขั้นตอนเก็บเงินซื้อคอนโด นอกจาก 3 วิธีเลือกซื้อคอนโดหลังแรก ที่คนเพิ่งเริ่มต้นทำงานต้องใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาก็คงเป็น การหาเงินมาซื้อคอนโด ซึ่งเรามีเทคนิคการเก็บเงินมาแนะนำ ถ้าหากทำตามทั้ง 10 ขั้นตอนนี้ รับรองว่าจะมีเงินก้อนมาซื้อคอนโดแน่นอน 1.เลือกซื้อคอนโดในราคาที่เหมาะสมกับรายได้ ราคาของคอนโด ที่เลือกซื้อต้องมีความเหมาะสมกับรายได้หรือฐานเงินเดือน เนื่องจากจะส่งผลต่อการตั้งงบในการเก็บเงิน และค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ตามมา 2.คำนวณเงินก้อนแรกที่ต้องเก็บในการซื้อคอนโด การซื้อคอนโดแบบผ่อนกับธนาคาร​ จะมีค่าใช้จ่ายก้อนแรกที่ต้องเตรียมเป็นเงินสดเอาไว้ก่อน ดังนี้ -ค่าจองยูนิตที่ต้องการ อยู่ที่ประมาณ​ 5,000-50,000 บาท ขึ้นอยู่กับราคาของโครงการคอนโดที่เลือก -ค่าทำสัญญา อยู่ที่ประมาณ 30,000-100,000 บาท ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหรือโปรโมชั่นตามที่โครงการกำหนด -เงินดาวน์ หรือค่าผ่อนดาวน์ในกรณีที่โครงการอยู่ในระหว่างก่อสร้าง หากคิดรวมกับค่าจอง ค่าทำสัญญา และค่าผ่อนดาวน์ จะต้องไม่น้อยกว่า 10% ของราคาห้อง -ค่าใช้จ่าย ณ วันโอน ได้แก่ ค่าโอนกรรมสิทธิ์ 2%, ค่ากองทุนส่วนกลาง ประมาณ 500 บาทต่อตารางเมตร, ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้, ค่าจดจำนอง 1% หากวงเงินเกิน 3 ล้านบาท หรือ 0.01% หากวงเงินไม่เกิน 3 ล้าน, ค่าประเมินราคา ขึ้นอยู่กับธนาคาร เป็นต้น ซึ่งบางโครงการคอนโดอาจมีโปรโมชันฟรีทุกค่าใช้จ่าย หรือราคาปรับลดลงตามประกาศโครงการของรัฐบาล 3.ตั้งเป้าหมายและทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เพื่อให้ได้เงินก้อนแรก  ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็น การตั้งเป้าหมายเก็บเงินซื้อคอนโด  โดยการตั้งเป้าหมายของการเก็บเงินซื้อคอนโด จะต้องรู้ก่อนว่าจำนวนเงินที่โดยประมาณที่ต้องเก็บมีจำนวนเท่าไร  เช่น ต้องเก็บเงินก้อนแรก 410,000 บาท โดยมีรายได้เดือนละ 35,000 บาท แบ่งเก็บเดือนละ 40% (ตกเดือนละ 14,000 บาท) จะใช้เวลาประมาณ 30 เดือน จะได้เงินก้อนแรกสำหรับซื้อคอนโด 4.แยกบัญชีใช้จ่ายและบัญชีสำหรับเก็บเงินซื้อคอนโด การเปิดบัญชีใหม่สำหรับเก็บเงินโดยเฉพาะ จะช่วยสร้างวินัยในการใช้เงินได้มากขึ้น และเก็บเอาไว้อย่างปลอดภัยไม่ให้นำออกมาใช้จ่ายอย่างไม่จำเป็น จนทำให้แผนการเก็บเงินซื้อคอนโดต้องเลื่อนระยะเวลาออกไปจากที่ตั้งเป้าไว้  โดยบัญชีที่ใช้เก็บเงินควรเป็นบัญชีเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยสูง จะช่วยให้คุณได้รับความคุ้มค่าในการฝากเงินได้มากยิ่งขึ้น 5.ปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออก ในการเก็บเงินก้อนใหญ่ ให้สังเกตดูว่าในแต่ละเดือน มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่ดูแล้วไม่มีความจำเป็น หรือเป็นสิ่งที่อาจไม่ต้องจ่ายทุกเดือนก็ได้ ซึ่งหากว่าคุณสามารถปรับเปลี่ยน ปรับลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ออกไปได้ ก็จะช่วยให้การเงินในแต่ละเดือนมีสภาพคล่องที่ดีได้ 6.จัดการหนี้สินเก่าให้ได้มากที่สุด ระหว่างที่เก็บเงินซื้อคอนโด ควรแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกไปจัดการหนี้สินเก่าให้หมดด้วย เนื่องจากการมีหนี้สินค้างชำระหรือติดแบล็คลิสต์อยู่ จะส่งผลต่อการขอสินเชื่อเพื่อซื้อคอนโดที่อาจได้รับการอนุมัติวงเงินน้อยลง หรือไม่ผ่านการอนุมัติได้  และนอกจากการจัดการหนี้เดิมแล้ว ก็ต้องพยายามไม่สร้างหนี้ใหม่เพิ่มเติม เพราะอาจต้องนำเงินสดที่ได้มาจ่ายหนี้ไปเรื่อย ๆ จนทำให้การเก็บเงินล่าช้าไปจากที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ 7.สร้างเครดิตทางการเงินให้ดี หากมีบัตรเครดิตแล้วใช้งานในระหว่างที่เก็บเงินซื้อคอนโดอยู่ ให้สร้างวินัยทางการเงินที่ดีด้วยการชำระยอดการใช้งานบัตรเครดิตให้ตรงเวลา หรือเลือกให้ตัดยอดการใช้งานจากบัญชีอัตโนมัติก็ได้  วิธีนี้จะช่วยสร้างเครดิตทางการเงิน ให้คุณมีประวัติการชำระหนี้ดีบนฐานข้อมูลของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ซึ่งมีผลต่อการอนุมัติเชื่อเพื่อซื้อคอนโดในอนาคตด้วย 8.หาวิธีสร้างผลตอบแทนจากการออมเงินให้มากขึ้น เมื่อเก็บเงินไว้ได้ในระยะหนึ่งแล้ว จะทำให้คุณมีเงินก้อนที่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อสร้างผลตอบแทนได้ ด้วยการนำไป ลงทุนในระยะสั้นแบบ 0-3 ปี ที่สามารถรักษาสภาพคล่องทางเงินและรักษาเงินต้นได้ เช่น กองทุนรวม ตราสารหนี้ เป็นต้น  แต่ในการลงทุนก็ต้องศึกษาเงื่อนไขอย่างละเอียด ดูความเสี่ยงที่รับได้ และผลตอบแทนที่จะได้รับให้ดีก่อน 9.หาวิธีสร้างรายได้จากช่องทางอื่น หากว่าใครต้องการเก็บเงินซื้อคอนโดให้รวดเร็วยิ่งขึ้น การหารายได้เสริมจากช่องทางอื่น ก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้การเก็บเงินซื้อคอนโด สามารถลดระยะเวลาไปจากเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้  ด้วยการมองหาช่องทางที่คิดว่ามีโอกาสทำเงิน เช่น รับของมาขาย ทำสินค้าขาย ขายอาหาร เป็นต้น โดยเริ่มจากการลงทุนน้อยๆ ก่อนเพื่อดูความต้องการของตลาด และลู่ทางที่จะทำกำไรได้  หรือใช้ทักษะการทำงานที่มีอยู่เพิ่มรายได้ด้วยการรับงานฟรีแลนซ์ ที่สามารถเลือกทำในวันหยุดหรือในเวลาว่างก็ได้เช่นกัน 10.เลือกสินเชื่อเพื่อซื้อคอนโดที่ตอบโจทย์ เมื่อผ่านขั้นตอนการเก็บเงินซื้อคอนโดมาครบทุกข้อ และสามารถจ่ายเงินก้อนแรกในการซื้อคอนโดได้แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายก่อนการเป็นเจ้าของห้องชุด นั่นคือ การขอสินเชื่อกับธนาคาร ที่ตอบโจทย์ทางการเงินของคุณ โดยเลือกดูจาก -วงเงินสินเชื่อที่ได้รับการอนุมัติ -อัตราดอกเบี้ยที่คุ้มค่า -ระยะเวลาในการผ่อนชำระที่เหมาะสม -โครงการสินเชื่อที่ตรงกับคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อ หากเลือกได้เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด ก็จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีเงินเหลือใช้สำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ มากยิ่งขึ้นอีกด้วย   ทั้งหมดนี้ ก็เป็นวิธีซื้อคอนโด และเทคนิคในการเก็บเงิน ซึ่งหากทำตามคำแนะนำทั้งหมดนี้ เชื่อว่าทุกคนจะสามารถซื้อคอนโดได้ตามที่ใจต้องการได้อย่างแน่นอน   CR : นิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์ CFP®, ACC นักวางแผนการเงินอิสระ นักเขียนและวิทยากร  SCB, ธอส.   บทความน่าสนใจ -6 ข้อกฎหมายพื้นฐานควรรู้ ถ้าคิดจะซื้อคอนโด -ทางเลือกซื้อคอนโด สำหรับคนงบน้อย -ซื้อคอนโด มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
4 จุดเสี่ยง ปัญหาบ้าน ช่วงหน้าร้อน ที่ต้องตรวจเช็คด่วน

4 จุดเสี่ยง ปัญหาบ้าน ช่วงหน้าร้อน ที่ต้องตรวจเช็คด่วน

ปัญหาบ้าน เป็นที่รู้ ๆ กันว่า เดือนเมษายนของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่อากาศเมืองไทยร้อนสุด ๆ ของปี อากาศที่ร้อนระอุ ไม่ได้ทำอันตรายต่อร่างกายเราเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างปัญหาต่ออาคาร บ้านเรือน หรือก่อให้เกิดปัญหาความเสียหายต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้านได้ด้วย ไม่ว่าน่าจะเป็นปัญหาแอร์ไม่เย็น ระบบไฟ ระบบน้ำ เป็นต้น ในหน้าร้อนแบบนี้ เราควรหมั่นตรวจสอบอุปกรณ์ภายในบ้าน เพื่อให้การใช้งานยังดีอยู่เสมอ หรือการใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ โดย 4 จุดสำคัญที่ควรตรวจเช็คภายในบ้าน เพราะมักพบปัญหาทำให้เจ้าของบ้านแอบปวดหัว และอาจจะสร้างปัญหาได้ 4 จุดเสี่ยง ปัญหาบ้านช่วงหน้าร้อน ที่ต้องตรวจเช็คด่วน 1.ปัญหาเรื่องระบบไฟ ปัญหาบ้าน ช่วงหน้าร้อนถือได้ว่าสิ่งที่ต้องระวังมากๆ คือปัญหาเรื่องของระบบไฟ ที่อาจจะเกิดปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ไฟช็อต ไฟดับ ไฟรั่ว ไฟดูด ซึ่งทุกบ้านไม่อยากให้เกิดขึ้น เรื่องงานระบบไฟถือเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน บางปัญหาต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้ความช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง ยิ่งเป็นช่วงหน้าร้อนผู้อยู่อาศัยยิ่งต้องตรวจสอบระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านให้อยู่ในสภาพใช้งานได้อย่างปลอดภัยอยู่เสมอ ดังนั้นหากมีที่ปรึกษา หรือช่างที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างมืออาชีพ ช่วยให้บ้านของคุณมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น 2.ปัญหาเรื่องปั๊มน้ำ ปัญหาเรื่องปั๊มน้ำ ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหากวนใจที่แทบทุกบ้านต้องเจอ เมื่อใช้ปั๊มน้ำไปสักระยะหนึ่ง มักพบปัญหาน้ำไม่ไหล ปั๊มน้ำไม่ทำงาน และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใช้งานในช่วงหน้าร้อนที่จำเป็นต้องใช้งานมากเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน 3.ปัญหาเครื่องปรับอากาศ เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าฟ้าที่สำคัญในฤดูร้อน เครื่องปรับอากาศมักถูกใช้งานอย่างหนัก เราควรหมั่นตรวจสอบดูว่าระบบการทำงานต่างๆ ยังสามารถทำงานได้ปกติดีหรือไม่ โดยปัญหาที่พบบ่อยคือเครื่องปรับอากาศไม่เย็น น้ำหยด มีเสียงดัง ซึ่งหากพบความผิดปกติในการใช้งานควรรีบซ่อมแซมทันที หรือหากยังสามารถใช้งานได้ปกติ ก็ควรดูแลรักษาด้วยการใช้บริการช่างมืออาชีพล้างทำความสะอาด เพื่อให้พร้อมใช้งานในช่วงหน้าร้อนนี้ 4.ปัญหาสิ่งสกปรกและเชื้อโรค ปัญหาสิ่งสกปรกและเชื้อโรค อาจจะไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์การใช้งานในบ้าน แต่ก็ถือว่าเป็นปัญหาบ้าน ที่ทำอันตรายต่อสุขภาพและร่างกายของผู้อยู่อาศัยได้ ยิ่งในช่วงหน้าร้อนอย่างนี้ เชื้อโรคและสิ่งสกปรกเติบโตและแพร่ระบาดได้ง่ายกว่าฤดูอื่น  แถมช่วงนี้การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคตามสิ่งของภายในบ้าน ถือเป็นสิ่งจำเป็นอีกอย่างหนึ่งเพื่อความปลอดภัยของคนที่อยู่ในบ้าน และควรจะทำอย่างสม่ำเสมอด้วย   ทั้งหมดนี้ ก็เป็น 4 จุดเสี่ยง ซึ่งอาจก่อปัญหาให้บ้านช่วงหน้าร้อนได้ ซึ่งเราจำเป็นต้องตรวจเช็คเพื่อให้การใช้งานได้มีประสิทธิภาพ และไม่สร้างปัญหาตามมาภายหลัง   CR: วีฟิกซ์, ไทวัสดุ, BNB home   บทความน่าสนใจ -10 ปัญหาบ้านยอดฮิต งานสถาปนิก ’58 -4 ปัญหาคาใจต่อเติมครัวแล้วทรุด  
รวมวิธีประหยัดไฟ รับมือค่าไฟฟ้าขึ้นราคา 4 บาท กับสารพัดวิธีเซฟเงินในกระเป๋า

รวมวิธีประหยัดไฟ รับมือค่าไฟฟ้าขึ้นราคา 4 บาท กับสารพัดวิธีเซฟเงินในกระเป๋า

วิธีประหยัดไฟ หลายคนคงได้ยินข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ออกมาแล้วว่า จะมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า โดยจะเรียกเก็บค่าไฟฟ้ารอบเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ในอัตรา 24.77 สตางค์ต่อหน่วย เป็นผลมาจากการคำนวณเอฟทีงวดนี้เพิ่มขึ้น 23.38 สตางค์ต่อหน่วย รวมกับการเก็บค่าเอฟทีรอบก่อนหน้าในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2564  อัตรา 1.39 สตางค์ต่อหน่วย และเมื่อรวมกับค่าไฟฐาน 3.76 บาทต่อหน่วย ทำให้ประชาชนต้องจ่ายจริง 4.00 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 5.82% ถือเป็นตัวเลขสูงสุดจากอดีตมา     วิธี​ประหยัดไฟ น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด สำหรับประชาชนที่จะรับมือกับค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะเราสามารถทำได้เอง และเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว คำว่าการประหยัดไฟ ไม่ได้หมายถึงการเลิกใช้ไฟฟ้า แต่เป็นวิธีการใช้ไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีประสิทธิภาพสูงสุด เรียกว่าต้องใช้ไฟฟ้าให้คุ้มค่า อะไรลดได้ต้องลด อะไรประหยัดได้ต้องประหยัดนั่นเอง   วิธีประหยัดไฟ มีหลากหลายวิธีด้วยกัน ไม่ใช่มีแค่วิธีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 เท่านั้น แต่ยังมีอีกมากมายสารพัดวิธี รวมถึงเรื่องบางเรื่องที่เราอาจจะมองข้ามไป ไม่คิดว่าจะส่งผลต่อการประหยัดค่าไฟฟ้าได้ อย่างเช่น การปลูกต้นไม้ให้ร่มเงากับตัวบ้าน หรือการเลือกใช้สีทาบ้านสะท้อนความร้อน ซึ่งวิธีการเหล่านี้อาจจะไม่ได้ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้โดยตรง แต่เป็นการช่วยทำให้บ้านเย็นขึ้น ทำให้เราไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ อาจจะเปิดแค่พัดลมซึ่งกินไฟน้อยกว่าก็ได้ หรืออาจจะเปิดเครื่องปรับอากาศ แต่เมื่อบ้านเย็นแอร์ก็ไม่ต้องทำงานหนัก ใช้ไฟฟ้าก็น้อยลง เป็นต้น   สำหรับวิธีประหยัดไฟ Reviewyourliving นำเสนอบทความ สาระ ความรู้ต่าง ๆ มาโดยตลอดและมีมาต่อเนื่อง วันนี้จึงจะรวบรวมเอาบทความทั้งหมด มาไว้ในที่เดียว เพื่อให้ผู้อ่านได้ใช้เทคนิค และวิธีประหยัดไฟ เอาไปปรับใช้กันในหน้าร้อนนี้ จะได้รับมือกับค่าไฟฟ้าขึ้นราคา 4 บาทต่อหน่วย ให้ไม่ต้องควักเงินในกระเป๋ามากนัก เช็คอุปกรณ์ไฟฟ้า อะไรกินไฟสูงสุด เริ่มต้นเราคงต้องมาดูก่อนว่า อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดไหน ที่ใช้ไฟฟ้าเยอะ เปลืองค่าไฟมากกว่าเพื่อน กับบทความต่าง ๆ ดังนี้ -บทความ “Top 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดูดเงินในกระเป๋าคุณ แบบร้องไห้หนักมาก” 1.เครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟ อันดับ 1 “เครื่องปรับอากาศ” 2.เครื่องใช้ไฟฟ้าตัวเล็กกินไฟ “เครื่องทำน้ำอุ่น” 3.ตู้เย็น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีกันทุกบ้าน 4.เครื่องซักผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องใช้ให้ดี 5.เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เลี่ยงไม่ได้ “เตารีด”   อ่านรายละเอียดของบทความเพิ่มเติมได้ที่ Top 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดูดเงินในกระเป๋าคุณ แบบร้องไห้หนักมาก -บทความ “เปิดทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เสียค่าไฟเท่าไหร่” แล้วเครื่องไฟฟ้าแต่ละชนิดกินไฟฟ้ามากแค่ไหน โดยเราคำนวณให้ดูแล้วหากเปิดใช้ 1 ชั่วโมง เรามาตรวจสอบกัน เปิดทิ้งไว้ 1 ชม. เสียค่าไฟเท่าไหร่ พัดลมตั้งพื้น 12-18 นิ้วค่าไฟ 0.15-0.25 บาท พัดลมตั้งพื้น  70-104 วัตต์ ค่าไฟ 0.50-0.75 บาท ตู้เย็น 2 ประตู 5.5 -12.2 คิว ค่าไฟ 0.30-0.40 บาท โทรทัศน์ LED 43-65 นิ้ว ค่าไฟ 0.40- 1 บาท เตารีดไฟฟ้าขนาด 1000-2800 วัตต์ค่าไฟ 3.5-10 บาท เครื่องปิ้งขนมปัง 760-900 วัตต์ค่าไฟ 3-3.5 บาท เตาปิ้ง 1-2 หัว ขนาดเตา 2000-3500 วัตต์ ค่าไฟ 8-14 บาท เครื่องซักผ้า 10 KG ค่าไฟ 2-8 บาท เครื่องอบผ้า 650-2,500 วัตต์ ค่าไฟ 3-10 บาท หม้อหุงข้าว 1.0-1.8 ลิตร ค่าไฟ 3-6 บาท ไมโครเวฟ 20-30 ลิตร ค่าไฟ 3-4 บาท เครื่องปรับอากาศ 9,000-22,000 BTU ค่าไฟ 2.5-6 บาท ไดร์เป่าผม  1,600-2,300 วัตต์ค่าไฟ 6-9 บาท เครื่องทำน้ำอุ่น 3,500-6,000 วัตต์ค่าไฟ 13.5-23.5 บาท เครื่องดูดฝุ่น 1,400-2,000 วัตต์ค่าไฟ 6-8 บาท   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เปิดทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เสียค่าไฟเท่าไหร่ รวมวิธีประหยัดค่าไฟ แบบสบายกระเป๋า พอเราเช็คแล้วว่า ต้นเหตุค่าไฟพุ่งสูง คือ เหล่าบรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟเราแต่ละเดือนจำนวนมาก เราต้องเสียค่าไฟไปไม่น้อย คราวนี้ก็มาดูกันว่า จะมีวิธีประหยัดค่าไฟฟ้าได้อย่างไร กับบทความต่าง ๆ ดังนี้ -บทความ “How to #save ประหยัดค่าไฟช่วงหน้าร้อน” ในบทความนี้ เรามี วิธีประหยัดค่าไฟฟ้าในบ้าน และประหยัดเงินในกระเป๋าคุณด้วย 8 เครื่องใช้ไฟฟ้า กับ วิธีประหยัดค่าไฟในบ้านมาให้ได้ลองทำตามกันดู ​ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม How to #save ประหยัดค่าไฟช่วงหน้าร้อน -บทความ “6 วิธีประหยัดค่าไฟในช่วงหน้าร้อน” บทความนี้มี 6 วิธีประหยัดค่าไฟ ในช่วงหน้าร้อน มานำเสนอ ​ได้แก่ 1.ปรับอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสเสมอ 2.เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า เลิกใช้ซะ 3.ทำความสะอาดตู้เย็นให้หมดจด 4.ถอดปลั๊กทุกครั้งเมื่อไม่ใช้งาน 5.มาใช้หลอดไฟ LED กันเถอะ 6.ใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่ปริมาณการใช้ไฟน้อย   ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติม อ่านต่อได้ที่ 6 วิธีประหยัดค่าไฟในช่วงหน้าร้อน   -บทความ “9 วิธีแต่งบ้านคลายร้อน ช่วยให้บ้านเย็นน่าอยู่ อากาศสบายไม่อบอ้าว” การแต่งบ้าน ก็เป็นวิธีที่ช่วยทำให้บ้านเย็น และมีประโยชน์ทำให้ประหยัดค่าไฟได้ทางอ้อมด้วยนะ 1.ติดกันสาดกันแดด 2.ใช้หลังคาป้องกันความร้อน 3.ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา 4.เปิดหน้าต่างระบายอากาศ 5.ติดพัดลมเพดาน 6.เลี่ยงการปูพรม 7.เลือกใช้หลอด LED 8.ทาผนังด้วยสีโทนเย็น 9.ติดพัดลมอากาศในห้องน้ำ   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 9 วิธีแต่งบ้านคลายร้อน ช่วยให้บ้านเย็นน่าอยู่ อากาศสบายไม่อบอ้าว -บทความ “ทางลัดลดค่าไฟ 15 วิธีจัดห้องนอนให้เย็นสบายโดยไม่เปิดแอร์” บางครั้ง วิธีประหยัดไฟ อาจจะทำเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยตรงก็ได้ ก็เป็นการประหยัดค่าไฟฟ้าได้เหมือนกัน ซึ่งบทความนี้มี 15 วิธีมาบอกเล่าเช่นกัน ดังนี้ 1.เปลี่ยนชุดเครื่องนอนให้เป็นผ้าคอตตอน 2.ดื่มน้ำก่อนเข้านอน 3.เปลี่ยนหมอนใหม่ 4.จัดทิศพัดลมให้ถูก เพื่อดูดความร้อนออกนอกบ้าน 5.แขวนผ้าเปียกที่หน้าต่างช่วยปรับอากาศให้เย็นลง 6.วางก้อนน้ำแข็งไว้หน้าพัดลม 7.นอนคนเดียวบ้าง ก็ทำให้อุณหภูมิลดลง 8.เปลี่ยนเตียงนอนบ้างเพื่อให้อากาศหมุนรอบตัวเรา 9.เลือกซื้อชุดนอนแบบผ้าคอตตอนมาสวมใส่ 10.อาบน้ำก่อนนอนช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย 11.ปิดไฟก่อนนอนช่วยลดปริมาณความร้อนได้ 12.วางถังน้ำไว้แช่เท้าไว้ที่ปลายเตียง 13.นอนชั้นล่างอากาศจะเย็นที่สุด 14.ดึงปลั๊กไฟที่ไม่ใช้งานออกให้หมด 15.ทำแอร์ใช้เอง   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ทางลัดลดค่าไฟ 15 วิธีจัดห้องนอนให้เย็นสบายโดยไม่เปิดแอร์ -บทความ “5 วิธีลดร้อนให้บ้าน” นอกจากนี้ เรายังมีการนำเสนอเทคนิคและวิธีการอีก 5 วิธีที่ไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยลดความร้อนให้บ้านได้ แถมยังมีผลกับการช่วยลดค่าไฟฟ้าได้อีกด้วย ดังนี้ 1.Façade ช่วยได้ 2.ติดฟิลม์กรองแสงลดความร้อนสิ! 3.เปลี่ยนผ้าม่าน ชีวิตก็เปลี่ยน… 4.ต้นไม้ก็ช่วยได้นะ 5.ติดฉนวนกันความร้อน   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 5 วิธีลดร้อนให้บ้าน -บทความ “ลดความร้อนที่ผนังก่ออิฐฉาบปูนได้อย่างไรบ้าง” ส่วนบทความนี้ เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลจริง แต่อาจจะต้องลงทุนเพิ่ม และต้องพึ่งพาช่างผู้ชำนาญการเข้ามาช่วย เป็นงานที่เราอาจจะทำเองไม่ได้ แต่ก็ช่วยทำให้บ้านเย็น และประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ด้วย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้​ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ลดความร้อนที่ผนังก่ออิฐฉาบปูนได้อย่างไรบ้าง ทั้งหมดนี้ ก็เป็นบทความ สาระ ความรู้ ที่เราเคยนำเสนอไว้แล้ว แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน ก็ยังมีประโยชน์ และช่วยให้ประหยัดค่าไฟได้จริง ไม่เชื่อต้องลองทำตามและพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง
7 ปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ของคนยุคดิจิทัล

7 ปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ของคนยุคดิจิทัล

ปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 วิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน ก็เปลี่ยนไปมากมาย ไม่ใช่แค่ไลฟ์สไตล์เวลาอยู่นอกบ้าน ที่จะต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ เข้าสถานที่ต่าง ๆ ต้องตรวจวัดอุณหภูมิ และการเว้นระยะห่างทางสังคม แต่การอยู่อาศัยในบ้านก็เปลี่ยนแปลงไป ในลักษณะเช่นเดียวกัน เมื่อพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนยุคโควิด-19 เปลี่ยนไปเช่นนี้ ย่อมส่งผลถึงการเลือกที่อยู่อาศัย ซึ่งให้ความสำคัญกับบ้านที่เข้ามาตอบสนองวิถีชีวิต ภายใต้สถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้ ซึ่งมีแนวทางการเลือกอยู่อาศัยในบ้านที่ไม่ได้เหมือนในอดีตแล้ว  จึงถือเป็นหน้าที่สำคัญที่บรรดาดีเวลลอปเปอร์ จะต้องพัฒนาที่อยู่อาศัยออกมา ให้ตรงกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป   จากแบบสอบถาม DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study ล่าสุด ที่เผยให้เห็นทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากผลกระทบของโควิด-19 โดย 2 ใน 3 ของผู้บริโภค หรือ สัดส่วน 66% เห็นว่า ต้องหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่แออัด  ขณะที่ความเห็นเกือบครึ่ง หรือสัดส่วน 42%  เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการไปรับประทานอาหารนอกบ้านบ่อย ๆ โดยเกือบ 1 ใน 3 ของผู้บริโภค หรือสัดส่วน 31% ยังคงกังวลใจเกี่ยวกับการแพร่ระบาด เนื่องจากผู้ใกล้ชิดจะได้รับผลกระทบ และมีเพียง 1% เท่านั้นที่ผู้บริโภคมองว่าโควิด-19 ไม่ได้มีผลต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขาเลย   สำหรับผลกระทบต่อการอยู่อาศัย ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาด ที่ส่งผลในเรื่องการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย จาก​ แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study รอบล่าสุด  ระบุว่า ผลกระทบของโควิด-19 ที่กลายมาเป็นปัจจัยเร่งให้ผู้บริโภคเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมการเลือกที่อยู่อาศัยไปจากก่อนยุค New Normal โดยมองหาบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ด้วยเช่นกัน  ซึ่งสรุปออกมาเป็น 7 ปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย หรือก็คือ ปัจจัยที่ผู้บริโภคใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยนั่นเอง 7 ปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ของคนยุคดิจิทัล 1.Work from Home กับการลาออกครั้งใหญ่ ในช่วงมีการแพร่ระบาดหนัก ๆ มาตรการทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home เป็นวิธีหลักที่แทบทุกองค์กรนำมาใช้ เพื่อให้ธุรกิจยังเดินหน้าขณะที่พนักงานก็ปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรค มีหลายองค์กรที่ใช้มาตรการ Work from Home นานนับปี ทำให้ปัจจุบันพนักงานจำนวนมาก คุ้นชินกับวิถีชีวิตแบบนี้ และยังมองว่าเป็นแนวทางการทำงานที่ปลอดภัย ทั้งต่อตัวเองและบุคคลในครอบครัวด้วย   การสำรวจพบว่า ผู้บริโภคมากกว่าครึ่ง (59%) ตั้งใจหางานที่อนุญาตให้ Work from Home ได้มากขึ้น เนื่องจากเห็นความสำคัญของการได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวและต้องการรักษาระยะห่างในสังคม นอกจากนี้ในช่วง Work from Home ที่ผ่านมา ผู้บริโภคต่างได้ปรับปรุงพื้นที่ใช้สอยเพื่อสร้างบรรยากาศที่บ้านให้รองรับการทำงานออนไลน์ไปแล้ว จึงอาจยังไม่เห็นความจำเป็นในการกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ ในสหรัฐอเมริกา พบว่า เกิดกระแสการลาออกระลอกใหญ่ของมนุษย์เงินเดือน (The Great Resignation) หลังจากสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลาย และมีการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศเหมือนเดิม ในประเทศไทยก็มีโอกาสจะเกิดขึ้นแบบนี้ได้เช่นกัน​ หากองค์กรให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศเหมือนเดิม ขณะที่ยังมีการแพร่ระบาดของโรคจำนวนมาก 2.คนเลือกซื้ออสังหาฯ ผ่านโลกออนไลน์ มากขึ้น ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19  เครื่องมือทางการตลาดสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทุกองค์กรหยิบมาใช้ คือ การตลาดออนไลน์ ซึ่งเป็นเครื่องมือเข้าถึงคนได้ง่ายและปลอดภัย บริษัทอสังหาริมทรัพย์แทบจะทุกบริษัทก็ได้เอาการลาดออนไลน์ มาใช้เป็นช่องทางการซื้อขายที่อยู่อาศัย หรือบริหารการตลาด  ทำให้ออนไลน์ที่เดิมเป็นเพียงแหล่งค้นหาข้อมูลโครงการที่อยู่อาศัย กลายมาเป็นเครื่องมือในการซื้อขายสำคัญ ​ โดยมากกว่าครึ่งของผู้บริโภคเลือกใช้ช่องทางออนไลน์ในการคัดเลือกโครงการที่อยู่อาศัยที่สนใจ (54%) และเยี่ยมชมโครงการเสมือนจริง (52%) นอกจากนี้ยังพบว่า 1 ใน 5 ของผู้บริโภค (20%) มีการเซ็นสัญญาซื้อขายผ่านออนไลน์ สะท้อนให้เห็นการปรับตัวและใช้ประโยชน์จากโลกออนไลน์ทั้งในฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่า หากโครงการไหนไม่มีช่องทางออนไลน์  คงไม่ไดอยู่ในลิสต์ที่ผู้บริโภคจะเลือกซื้อแน่นอน 3.Cryptocurrency เพิ่มโอกาสให้คนรุ่นใหม่ซื้อบ้าน   การเข้ามามีบทบาทของสกุลเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency ที่นอกจากจะเป็นการลงทุนที่เห็นผลตอบแทนเร็วแล้ว ผลตอบแทนจากการลงทุนในสกุลเงินนี้ยังถือเป็นช่องทางที่สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่มีราคาสูงได้ง่ายขึ้นอีกด้วย จากแบบสอบถามฯ พบว่า มากกว่าครึ่งของผู้บริโภค (57%) สนใจที่จะใช้สกุลเงินดิจิทัลในการซื้อบ้าน/คอนโดฯ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งเปิดรับเทคโนโลยีและเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็วนั้น มีแนวโน้มสนใจซื้อบ้านด้วยสกุลเงินดิจิทัลสูงตามไปด้วย โดยกลุ่มช่วงอายุ 22-29 ปี ให้ความสนใจถึง 71% ในขณะที่ช่วงอายุ 30-39 ปี สนใจถึง 61% 4.“มาตรการภาครัฐ” ปัจจัยบวกกระตุ้นซื้อบ้าน   มาตรการภาครัฐ ถือเป็นปัจจัยบวกกระตุ้นความต้องการซื้อบ้าน และปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย จากสภาพเศรษฐกิจยังคงไม่ฟื้นตัว ผู้บริโภคจึงเลือกที่จะวางแผนการเงินอย่างรัดกุมและชะลอการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน เพราะต้องการรักษากระแสเงินสดเอาไว้ มาตรการจากภาครัฐที่ออกมา อาทิ การลดค่าโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสอง การผ่อนคลายมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กลายเป็นปัจจัยบวกที่มีแนวโน้มจะส่งผลให้ความต้องการซื้อของผู้บริโภคเติบโต   โดย 7 ใน 10 ของผู้บริโภคเผยว่าตั้งใจจะซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคต หลังจากที่ผู้บริโภคได้มีการปรับตัวและเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19 ได้ดีขึ้น ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเริ่มปรับตัวสูงขึ้น และผู้พัฒนาอสังหาฯ มีแนวโน้มปรับราคาขายเพิ่มขึ้นเช่นกัน รวมไปถึงผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งนอกประเทศที่อาจส่งผลให้แนวโน้มราคาสินค้าและภาวะเงินเฟ้อในไทยปรับตัวสูงขึ้น ได้กลายเป็นอีกปัจจัยเร่งให้เกิดการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย เห็นได้จากการที่ผู้บริโภควางแผนซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 2 ปีมีถึง 45% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจรอบที่แล้ว (39%) สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการซื้อบ้านที่มีแนวโน้มสูงขึ้น 5.วางแผนรองรับแผนเกษียณ   คนวางแผนซื้อบ้านเพื่อรองรับแผนเกษียณ เป็นอีกปัจจัยที่มาช่วยตัดสินใจการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของคนยุคปัจจุบัน เพราะจากการสอบถาม  พบผู้บริโภคมากกว่า 3 ใน 4 (78%) ที่เป็นเจ้าของบ้านอยู่แล้วยังคงต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่ม โดยมองว่าการซื้ออสังหาฯ เพิ่มนั้นไม่ได้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยเท่านั้น แต่วางแผนต่อยอดการใช้ชีวิตเพื่อความมั่นคงในอนาคตด้วย โดยเป้าหมายยอดนิยมของการซื้อบ้านเพิ่มอันดับต้น ๆ ของผู้บริโภค คือ ซื้อไว้รองรับแผนเกษียณอายุในอนาคต (31%) ตามมาด้วยการซื้อให้ญาติหรือพี่น้อง (28%) และซื้อปล่อยเช่าสร้างรายได้ระยะยาว (26%) นอกจากนี้ ยังพบว่า 46% ของผู้บริโภคที่เป็นเจ้าของบ้านปัจจุบันนั้นยังมีแผนที่จะซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มภายในช่วง 1 ปีข้างหน้านี้ สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและมีความพร้อมทางการเงินกลับมามีความมั่นใจที่จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น 6.บ้านต้องส่งเสริม “สุขภาพ” ปัจจัยเรื่องของสุขภาพ เป็นเทรนด์ที่มีมาก่อนหน้าจะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้ว เมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาดขึ้น ยิ่งเข้ามาตอกย้ำเพิ่มน้ำหนักในเรื่องนี้มากขึ้น คนส่วนใหญ่​เกือบ 2 ใน 3 ของผู้บริโภคปัจจุบัน (63%) หันมาให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ที่ส่งเสริมการสร้างสุขภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากมองว่าการมีร่างกายที่แข็งแรงและพฤติกรรมสุขภาพที่ดีจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย และช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส นอกจากการดูแลสุขภาพแล้ว ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังตระหนักถึงความสำคัญของการมีสถานบริการสุขภาพอยู่ใกล้ที่อยู่อาศัยแม้ว่าการแพร่ระบาดฯ จะหมดไปก็ตาม โดยแผนการดูแลสุขภาพในอนาคตของผู้บริโภคถึง 88% เผยว่าต้องการเช่าหรือซื้อที่อยู่อาศัยที่อยู่ใกล้โรงพยาบาลมากที่สุด ตามมาด้วย 45% มองหาที่อยู่อาศัยใกล้ร้านขายยา และ 37% มองหาที่อยู่อาศัยใกล้ศูนย์บริการด้านสุขภาพเฉพาะทาง เพื่อวางแผนรองรับการใช้ชีวิตระยะยาวที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทางไปพบแพทย์หรือตรวจเช็กสุขภาพ 7.รถยนต์ไฟฟ้าตัวแปรสำคัญเมื่อคิดซื้อบ้าน   รถยนต์ไฟฟ้าเป็นเทรนด์ที่ยังมาแรงไม่มีตก ยิ่งช่วงที่ผ่านมาราคาเชื้อเพลิงปรับตัวขึ้นสูง และภาครัฐมีการกำหนดทิศทางการพัฒนาและขับเคลื่อนมาตรการสนับสนุนฯ รถยนต์ไฟฟ้าที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้คนสนใจการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และนับจากนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่คนจะเลือกซื้อบ้าน ด้วยการดูว่าโครงการมีการเตรียมอุปกรณ์รองรับกับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าหรือไม่  ตัวแปรสำคัญเมื่อคิดซื้อบ้าน เมื่อน ส่งผลให้กระแสความสนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในไทยกลับมาอีกครั้ง จากผลสำรวจ พบว่า โดย 2 ใน 3 ของคนหาบ้าน (67%) เผยว่ายินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อบ้าน/คอนโดฯ ที่มีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารองรับ เนื่องจากผู้บริโภคคำนึงถึงความยั่งยืนของการใช้ชีวิตในอนาคต การซื้อที่อยู่อาศัยแต่ละครั้งถือเป็นเรื่องใหญ่ จึงต้องคิดอย่างรอบคอบ มองไปถึงฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในระยะยาวให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้ายังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง ถือเป็น ปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย สำคัญในสถานการณ์เช่นนี้   ทั้งหมดนี้ ก็คงกล่าวได้ว่า เป็น 7 ปัจจัยเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ที่สำคัญซึ่งผู้บริโภคยุคการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย หรือใช้ตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อโครงการไหนดี ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการก็เอาปัจจัยทั้งหมด มาเป็นแนวทางการพัฒนาโครงการในอนาคตด้วย เพราะต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างยอดขายและกำไรอย่างต่อเนื่องนั่นเอง   CR: DDproperty   บทความที่เกี่ยวข้อง 7 วิธีปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ด้วยตัวเอง
7 วิธีปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ด้วยตัวเอง

7 วิธีปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ด้วยตัวเอง

ด้วยพัฒนาการทางด้านการแพทย์ที่ล้ำหน้าไปมาก ประกอบกับการดูแลใส่ใจตัวเองของคนยุคปัจจุบัน ส่งผลให้คนส่วนใหญ่มีอายุที่ยืนยาวขึ้น อายุขัยเฉลี่ยของการเสียชีวิตก็เพิ่มขึ้น   โครงสร้างอายุของประชากรในแต่ละประเทศก็ปรับเปลี่ยนไป มีคนสูงอายุเพิ่มมากขึ้น รวมถึงประเทศไทยด้วย เรียกว่าเป็นการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งอัตราการเกิดใหม่ที่ลดน้อยลงด้วย สัดส่วนผู้สูงอายุก็ยิ่งเพิ่มตัวเลขมากขึ้น นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom หรือ LWS)  บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) ระบุว่า ​ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานตัวเลขประชากรไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป  ในปี 2573 จะมีมากกว่า 21% เป็นการเข้าสู่ Super Aged Society ในช่วงเวลาดังกล่าว   โดยผู้สูงอายุแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่สามารถดูแลตัวเองได้ (Independent Living/Active Aging) กับกลุ่มที่ต้องมีผู้ดูแล (Assisted Living) สำหรับกลุ่มที่ดูแลตัวเองได้ การปรับปรุงสภาพแวดล้อม และที่อยู่อาศัย ให้เหมาะกับการใช้งานจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถที่จะใช้ชีวิตได้อย่างปกติ   ในขณะที่กลุ่มที่ต้องมีผู้ดูแลที่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในสถานบริบาลหรือ Nursing Home Care สถานบริบาล จำเป็นต้องออกแบบพื้นที่ให้เหมาะสมสำหรับการดูแลผู้สูงอายุเช่นกัน   ดังนั้น ทาง LPN Wisdom จึงแนะนำ 7 วิธีปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีการปรับปรุงอย่างง่าย  ตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุในครอบครัว ประกอบด้วย 1.ปรับปรุงห้องน้ำป้องกันลื่นล้ม การปรับปรุงห้องน้ำ เป็นวิธี ปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ที่จำเป็นและต้องทำเป็นอันดับแรก ๆ เพราะเป็นสถานที่สำหรับกิจวัตรประจำวัน ซึ่งใช้วันละหลาย ๆ ครั้ง และเป็นสถานที่เสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายด้วย จาก​สถิติการเกิดอุบัติเหตุของผู้สูงอายุพบว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ จะเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำ ดังนั้น ห้องน้ำจึงเป็นพื้นที่แรกในบ้านที่ควรปรับปรุง โดยติดตั้งราวจับช่วยพยุงตัว ใช้กระเบื้องพื้นที่มีผิวหยาบโดยค่ากันลื่นที่ R10 ขึ้นไป เลือกสุขภัณฑ์ที่แข็งแรงไม่แตกหักง่าย โดยเฉพาะโถสุขภัณฑ์ระดับนั่งไม่ควรต่ำเกินไปทำให้ลุกยาก และห้องน้ำควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ 2.เลือกเก้าอี้-โซฟาไม่ล้มง่าย   การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบรับการใช้งานของผู้สูงอายุ ควรเลือกเก้าอี้และโซฟาที่มั่นคงไม่ล้มง่าย เพราะผู้สูงอายุมักจะทิ้งน้ำหนักเพื่อพยุงตัวในขณะลุกหรือนั่ง ที่นั่งตื้นเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาหัวเข่า มากกว่าที่นั่งที่ลึก ที่นั่งที่สามารถปรับเอนได้เหมาะกับการพักผ่อนในตอนกลางวัน ที่รองขาจำเป็น ในการยกขาให้สูงขึ้นเพื่อลดอาการเหน็บชาเบาะสามารถถอดซักทำความสะอาดได้ง่าย โต๊ะหรือชั้นวางของควรมีขอบมุมที่มนป้องกันการกระแทก ติดตั้งชั้นวางของที่อยู่ในระยะเอื้อมถึง ไม่สูงเกินไป หลีกเลี่ยงการใช้บันไดปีน และฟูกที่นอนควรสูงจากพื้น 45-50 เซนติเมตร 3.เลือกวัสดุปูพื้นลดแรงกระแทก   พื้นบ้านหรือพื้นห้องนอน เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้งานของผู้สูงอายุ ซึ่งต้อง​เลือกวัสดุพื้นอุณหภูมิคงที่และลดแรงกระแทก ห้องผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุที่ถ่ายเทความร้อน-เย็น กับสภาพแวดล้อมเร็วเกินไป เช่น พื้นกระเบื้อง พื้นหิน เพราะเมื่อสัมผัสแล้วรู้สึกไม่สบายตัว ร่างกายต้องปรับอุณหภูมิบ่อยอาจเกิดความเจ็บป่วยได้ง่าย ดังนั้น พื้นไม้ซึ่งอุณหภูมิคงที่จึงเหมาะกว่า ช่วยลดแรงกระแทกหากลื่นล้ม และลายไม้ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังมีวัสดุพื้นลดแรงกระแทก ลายไม้ ทำจาก PVC  ก็สามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน หากบ้านไหนยังไม่ได้ปรับปรุงพื้นให้เหมาะสม ควรต้องรีบดำเนินการ เพราะเป็น วิธีปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ที่ไม่อาจจะละเลยได้ 4.ติดตั้งราวจับบันได บันไดจำเป็นจะต้องมีราวจับยึดเกาะ ส่วนมือจับประตูเปลี่ยนจากลูกบิดเป็นแบบก้านโยก บันไดเป็นจุดสำคัญที่อาจเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้น ควรติดตั้งราวจับตลอดแนวบันไดทั้งสองด้าน โดยเป็นราวจับที่มั่นคง สูงจากพื้น 80 ซม. ในขณะที่มือจับประตูควรปรับเปลี่ยนจากลูกบิดมาเป็นที่เปิดปิดประตูแบบก้านโยก เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานสำหรับผู้สูงอายุ 5.เพิ่มพื้นที่สีเขียวในบ้าน นอกจากเรื่องการดูแลร่างกายของผู้สูงอายุแล้ว การดูแลเรื่องของจิตใจก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในบ้านจะช่วยฟื้นฟูจิตใจของผู้สูงอายุได้ดี ​ ช่วยบรรเทาความตึงเครียด ลดระดับภาวะซึมเศร้า การได้สัมผัสธรรมชาติทำให้เกิดอารมณ์เชิงบวก อาจจัดให้มีพื้นที่ปลูกไม้กระถาง ผักสวนครัว กระตุ้นให้ผู้สูงอายุขยับร่างกายเล็ก ๆ น้อย ๆในชีวิตประจำวันมากขึ้น หากไม่มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ วิธีง่ายก็คงจะเป็นพวกต้นไม้เล็ก ๆ ใส่กระถางไว้ในบ้าน หรือไม่แจกันดอกไม้สดมาไว้ในบ้านบ้างก็ช่วยได้ 6.เติมความสะดวกด้วย Smart Home   แม้เรื่องเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่าง ผู้สูงอายุอาจจะไม่ถนัดมากนัก แต่หากแนะนำการใช้งานก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยาก เดี๋ยวนี้ผู้สูงอายุหลายคน สามารถเล่นโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์​ หรือแอปพลิเคชั่นหลายอย่างได้ไม่แพ้เด็ก ๆ ดังนั้น วิธีการปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ก็ควรทำให้บ้านฉลาดขึ้น ด้วยระบบ Smart Home อย่างเช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด การเปิดปิดประตูอัตโนมัติ หรือการติดตั้งสัญญาณกันขโมย ปุ่มฉุกเฉินที่ห้องน้ำและหัวเตียง เพื่อส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยัง ครอบครัว ผู้ดูแลอาคาร หรือโรงพยาบาลได้เป็นต้น เพราะบางครั้งผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่อยู่คนเดียว หรืออยู่กันเองเป็นคู่ Smart Home จึงตอบโจทย์ความสะดวกสบาย สามารถควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ 7.อัพสปีดออนไลน์ด้วย WiFi วิธีการปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ข้อนี้ อาจจะใกล้เคียงกับ ข้อที่ผ่านมา แต่อย่าลืมว่า ต้องเพิ่มสปีดของสัญญาณ WiFi ให้แรง ๆ เพื่อการใช้งานของระบบเหล่านั้นจะได้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการเล่นโซเชียลมีเดียของบรรดาผู้สูงอายุด้วย   นอกจากนี้ จากการสำรวจของ NRF พบว่าคนรุ่น Baby Boomer กว่า 47% ใช้ Social Network เพิ่มมากขึ้น โดย 75% มีบัญชี Facebook ของตนเอง ชื่นชอบการส่งต่อข้อมูลให้กับเพื่อน ๆ รวมถึงใช้ติดต่อ กับครอบครัวเพื่อคลายเหงา นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังชื่นชอบการสั่งสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้น การติดตั้ง WiFi ที่ทั่วถึงทั้งบริเวณพักอาศัย จึงเป็นสิ่งจำเป็น   ทั้งหมด เป็นคำแนะนำสำหรับ วิธีการปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงความปลอดภัย และเรื่องของสุขภาพด้วย หากบ้านไหนยังมีจุดเสี่ยง คงต้องรีบดำเนินการโดยด่วน เพราะหากเกิดอุบัติเหตุกับผู้สูงอายุแล้ว เรื่องเล็กอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้            
9 ข้อห้ามทำ ขัดโชคลาภวันตรุษจีน

9 ข้อห้ามทำ ขัดโชคลาภวันตรุษจีน

9 ข้อห้ามทำ ขัดโชคลาภวันตรุษจีน  เทศกาลตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่ของจีน เรียกกันว่า “วันลีชุน” ซึ่งหมายถึงวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ โดยจะมีธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ แบ่งเป็นวันดังนี้   วันจ่าย  เป็นวันก่อนวันสิ้นปี ที่ผู้คนจะออกมาจับจ่ายซื้ออาหาร ผลไม้ และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ วันไหว้  จะเป็นวันสิ้นปี ในวันนี้จะมีพิธีไหว้เทพเจ้าต่างๆ รวมถึงไหว้บรรพบุรุษ และการรวมญาติพี่น้องเพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน วันเที่ยว  หรือวันตรุษจีน ถือเป็นวันที่เป็นสิริมงคล ในการเริ่มต้นปีใหม่ ดังนั้นในวันนี้จะเป็นวันที่จะต้องออกเดินทางไปไหว้ขอพรผู้ใหญ่ หรือไปท่องเที่ยว   ตามความเชื่อที่ว่า วันตรุษจีน หรือวันชิวอิก  เป็นวันสิริมงคล สำหรับการเริ่มต้นปีใหม่ ดังนั้นชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนจะมีความเชื่อในเรื่องโชคลาง  เราจึงได้ยินข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่ควรทำในวันตรุษจีน เพื่อจะได้ไม่เป็นการขัดโชคลาภ ในวันนี้เราควรจะทำแต่เริ่องดีงาม งดทำบาปทั้งปวง ให้สมกับเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่ดี   เราไปดูกันว่า มีเรื่องอะไรบ้างที่เราไม่ควรทำในวันตรุษจีน   9 ข้อห้ามทำ ขัดโชคลาภวันตรุษจีน ห้ามกวาดบ้าน หรือทำความสะอาดบ้าน มีความเชื่อว่าการทำความสะอาดบ้านในวันนี้ จะเป็นการกวาดเอาโชคลาภ เงินทองออกไปจากบ้าน ห้ามสระผม หรือตัดผม เพราะเป็นเหมือนการตัดความมั่นคงออกไป เพราะคำว่าผมในภาษาจีน พ้องเสียงกับคำว่า มั่งคั่ง นั่นเอง ห้ามพูดคำหยาบ และห้ามทะเลาะเบาะแว้ง มีความเชื่อว่า การพูดในสิ่งไม่ดีจะนำความโชคร้ายมาให้ จึงให้พูดแต่คำมงคล และพูดถึงสิ่งดีๆ ไว้ ห้ามร้องไห้ มีความเชื่อว่า หากร้องไห้ในวันตรุษจีน เราจะพบเจอแต่เรื่องไม่ดี และเสียใจไปตลอดทั้งปี ดังนั้น ในวันนี้แม้แต่เด็กๆ จะดื้อและซน ก็มักจะไม่โดนดุให้ร้องไห้ ห้ามทำของแตก หากทำของแตกในวันนี้เชื่อว่าลางร้ายจะมาเยือน อาจจะมีคนในบ้านเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเกิดการแตกแยก ห้ามใช้ของมีคม ไม่ว่าจะเป็นกรรไกร มีด กรรไกรตัดเล็บ หรือของมีคมอื่นๆ เพราะเชื่อว่าจะตัดโชคลาภออกไป ห้ามใส่ชุดขาว-ดำ เพราะชุดสีขาว-ดำ หมายถึงลางร้าย ดังนั้นในวันตรุษจีนจึงนิยมสวมใส่เสื้อผ้าสีแดง หรือสีสันสดใส รวมถึงการสวมชุดใหม่ด้วย ห้ามเข้าห้องนอนคนอื่น มีความเชื่อกันว่า หากเข้าห้องนอนของคนอื่นในวันนี้จะเกิดความโชคร้าย ห้ามยืมเงินคนอื่น ไม่ว่าจะให้ใครยืมเงิน หรือเป็นคนขอยืม รวมถึงห้ามพูดว่าไม่มีเงินในวันนี้ด้วย เพราะเชื่อว่าจะต้องเป็นหนี้ตลอด หรือมีคนมาขอยืมตลอดนั่นเอง   นอกจากข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่ควรทำในวันตรุษจีนแล้ว การปฏิบัติแต่สิ่งดีๆ และกระทำเรื่องมงคล ก็เรื่องสิ่งที่นิยมทำกันในวันตรุษจีนด้วย เช่น การงดเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์ เพื่อความเป็นสิริมงคล การทำบุญ ไหว้พระขอพร เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่ดี ให้มีแต่โชคดีเข้ามาตลอดทั้งปีด้วย   บทความที่เกี่ยวข้อง เปิดความหมาย 9 ของขวัญวันตรุษจีนมงคล ตรุษจีนนี้ ทำความสะอาดบ้านต้อนรับความเฮง ผลไม้ต้องห้าม ไม่ควรไหว้ตรุษจีน  
10 พืชโปรตีนสูง ไม่ง้อเนื้อสัตว์

10 พืชโปรตีนสูง ไม่ง้อเนื้อสัตว์

10 พืชโปรตีนสูง ไม่ต้องง้อเนื้อสัตว์ ถ้าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ปรับราคาสูงขึ้น บางทีการหาโปรตีนทางเลือกอื่นๆ เช่น โปรตีนจากพืช และจากผักชนิดต่างๆ ก็ดูจะเป็นทางออกที่น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะเทรนด์การรับประทาน Plant Base การเป็นรับประทานมังสวิรัติ หรือการรับประทานแบบ Vegan  ก็กำลังได้รับความนิยมไม่น้อยเลย ซึ่งแต่ละรูปแบบการทางอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ ก็มีความเข้มงวดในการเลือกวัตถุดิบที่ต่างกัน แต่ที่แน่ๆ ร่างการคนเราควรได้รับสารอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ซึ่งโปรตีนก็เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก ทั้งในเรื่องของการเจริญเติบโตของร่างกาย การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การสร้างและรักษามวลกล้ามเนื้อ การช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดด้วย รวมถึงการผลิตฮอร์โมนและเอมไซม์ชนิดต่างๆ เพื่อให้ระบบร่างกายทำงานได้ปกติ   รู้หรือไม่? ร่างการต้องการโปรตีนปริมาณแค่ไหนในแต่ละวัน โปรตีน เป็นสารอาหารที่จำเป็น แต่รู้หรือไม่ว่าคนส่วนใหญ่มักจะขาดโปรตีน หรือได้รับโปรตีนไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน   โดยทั่วไป บุคคลธรรมดา ควรได้รับโปรตีนประมาณ 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ลองคำนวณง่ายๆ ก็คือ ถ้าน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ร่างกายเราจะต้องการโปรตีน 50 กรัมต่อวัน   แต่ปริมาณโปรตีนที่ร่างกายต้องการก็จะแตกต่างกันไปในบางบุคคล เช่น ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนฟอกไต จะต้องจำกัดโปรตีนในปริมาณ 0.6-0.8 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ในขณะที่นักกีฬา หรือผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ หรือผู้ป่วยบางประเภท เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยโรคตับ ฯลฯ จะมีความต้องการโปรตีน 1.2-2 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม     โปรตีนจากพืช มีอะไรบ้าง? ถ้าเรามีเหตุผลที่ไม่สามารถรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ ในขณะที่ร่างกายก็ไม่สามารถขาดโปรตีนได้เช่นกัน แล้วโปรตีนทางเลือกจากพืชมีอะไรบ้างที่มี โปรตีนสู๊งสูง   เมล็ดฟักทอง จัดว่าเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่ดี ที่มีปริมาณโปรตีนสูงสุดๆ ในปริมาณ 100 กรัม มีโปรตีนถึง 30 กรัมกันไปเลย แล้วยังอุดมไปด้วย แมกนีเซียม แมงกานีส เหล็ก สังกะสี และทองแดง ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเรื่องการนอนหลับด้วย   ต้นอ่อนทานตะวัน  ในปริมาณ 100 กรัม ไม่น่าเชื่อว่าจะมีโปรตีนสูงถึง 23 กรัม สูงเทียบกับเนื้อสัตว์ในปริมาณเท่าๆ กันได้เลย ในต้นอ่อนทานตะวันมีแร่ธาตุมากมาย เด่นทั้ง วิตามิน A วิตามิน B1 B6 โอเมก้า 3 6 9 แคลเซียม โฟเลต และอื่นๆ อีกมากมาย   เต้าหู้ เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า ถั่วเหลือง เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี สำหรับผู้ที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ แต่เมื่อนำมาแปรรูปเป็นเต้าหู้แล้ว ในเต้าหู้ 100 กรัม มีโปรตีนถึง 17 กรัม แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำนมถั่วเหลืองที่ใช้ผลิตด้วย หรือจะเลือกดื่มเป็นน้ำเต้าหู้ก็ดีเช่นกันนะ เพราะเราจะได้ทั้งไขมันดี เส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และวิตามิน   ข้าวโอ๊ต เป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารไขมันต่ำ และเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่มักจะถูกแนะนำให้รับประทานในช่วงลดน้ำหนัก นอกจากจะให้พลังงานที่สูงแล้ว ข้าวโอ๊ตปริมาณ 100 กรัม ยังมีปริมาณโปรตีนที่สูง 15 กรัม แล้วยังมีใยอาหารที่สูงไม่แพ้กัน รวมถึงกรดอมิโน วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย   ถั่วงอก  ที่หลายคนไม่ชอบ และอาจมองข้าม แต่รู้หรือไม่ว่าถั่วงอก ในปริมาณ 100 กรัม มีโปรตีนมากถึง 13 กรัมเลยทีเดียว แถมยังอุดมไปด้วย แคลเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามินต่างๆ   ถั่วแระญี่ปุ่น  หรือ อิดามาเมะ จัดว่าเป็นแหล่งโปรตีนราคาย่อมเยา ซึ่งในปริมาณ 100 กรัม มีโปรตีนถึง 11 กรัม แล้วยังให้พลังงานและไขมันต่ำ มีวิตามิน A B C K รวมถึงแร่ธาตุอย่าง แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส โฟเลต และเบต้าแคโรทีน ในถั่วแระญี่ปุ่นมีใยอาหารสูงจึงช่วยลดอาการท้องผูกได้อีกด้วย   ถั่วลันเตา ผักยอดนิยมที่มีราคาไม่แพง และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีใยอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่ดี ที่สำคัญในถั่วลันเตา 100 กรัม จะมีโปรตีน 8.6 กรัม เป็นอีกทางเลือกที่ดีของผู้ที่ไม่ต้องการบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์   ผักโขม เป็นผักอีกชนิดที่มีโปรตีนสูง เข้ารอบมาเป็นอันดับต้นๆ ของผักใบเขียว เพราะในปริมาณ 100 กรัม ผักโขมมีโปรตีน 5.2 กรัม รวมถึงสารอาหารอื่นๆ อีกมากมายที่ดีต่อร่างกาย เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียมื วิตามินA B K   ตำลึง ในปริมาณ 100 กรัม มีโปรตีน 4.1 กรัม ผักพื้นบ้าน ผักริมรั้วที่เราคุ้นเคยกันดี มีวิตามินเอ และสารต้านอนุมูลอิสระสูงปรี๊ด ราคาก็ไม่แพงด้วย   เห็ดนางฟ้า มีสารอาหารและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอยู่มากมาย และเชื่อว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระและต้านทางการเกิดโรคมะเร็งได้ ในเห็ดนางฟ้าปริมาณ 100 กรัม มีโปรตีนสูง 3.4 กรัม ด้วยคุณสมบัติที่ย่อยง่ายกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์จึงเป็นผลดีต่อระบบทางเดินอาหาร และเหมาะกับการรับประทานเพื่อควบคุมน้ำหนัก   บทความที่น่าสนใจ หมูแพงใช่ไหม?  กินอะไรแทน
หมูแพงใช่ไหม?  กินอะไรแทนดี มีโปรตีนเยอะเหมือนกัน

หมูแพงใช่ไหม?  กินอะไรแทนดี มีโปรตีนเยอะเหมือนกัน

นอกเหนือข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ที่มีการพูดถึงกันอย่างมากในช่วงนี้  ก็มีข่าวสินค้าราคาแพงโดยเฉพาะเนื้อหมู ที่ปรับเพิ่มขึ้นจนหลายคนบ่นไปตาม ๆ กัน ซึ่งถือว่าเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากภาวะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา กำลังซื้อของคนลดลง และคนว่างงานเยอะขึ้น ทางเลือกหนึ่งของการปรับตัวรับกับภาวะสินค้าแพง เราคงต้องลดรายจ่าย หรือไม่ก็เพิ่มรายได้ให้มากขึ้น และอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำกัน คือ การหาสินค้าทดแทนมาบริโภค โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้กินเพื่อความอร่อย แต่ต้องการได้รับสารอาหาร ซึ่งก็คือ โปรตีนจากเนื้อหมู มาให้กับร่างกาย ดังนั้น หากหมูแพง และต้องการกินโปรตีนให้เพียงพอต่อวัน บางคนก็เลือกที่จะไปหาอาหารที่เป็นแหล่งโปรตีนอื่น ๆ มาทดแทน   วันนี้ เราจึงได้รวบรวมอาหารหลากหลายประเภท ที่ให้ทั้งความอร่อยและให้คุณค่า ด้วยการให้สาราหารสำคัญอย่าง โปรตีน มาเป็นแนวทางเลือกสำหรับคนที่บ่นว่าเนื้อหมูแพง อาจจะลองพิจารณาสินค้าชนิดอื่นก็ได้ แต่ก่อนจะซื้อหามาบริโภค ก็คงต้องตรวจสอบราคากันด้วย เพราะไม่รู้ว่าสินค้าอื่นมีการปรับราคาตามราคาเนื้อหมูหรือไม่ 1.อัลมอนต์ เป็นที่รู้กันดีว่า พืชตระกูลถั่ว ก็เป็นแหล่งอาหารที่ให้โปรตีนสูง โดยเฉพาะถั่วอัลมอนด์ ซึ่งในปริมาณ100 กรัม จะให้โปรตีนในปริมาณ 21.25 กรัม และอัลมอนต์ไม่ได้ให้เพียงแค่โปรตีน แต่ยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์อื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะ​มีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย มีวิตามินบี วิตามิน อี​ ใยอาหารและกรดไขมันโอเมก้า 3 โดยอัลมอนด์ 1 กำมือ สามารถให้วิตามินอีถึง 121% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน แต่อัลมอนด์ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้ถั่ว 2.ถั่วเหลือง   สำหรับพืชตระกูลถั่วอีกหนึ่งชนิด ที่หาซื้อได้ง่ายและมีอยู่ทั่ว ๆ ไป สำหรับบ้านเรา คือ ถั่วเหลือง ซึ่งเต็มไปด้วยสารอาหารสำคัญ อย่าง โปรตีน เช่นกัน โดยในปริมาณ 100 กรัม ถั่วเหลืองจะให้โปรตีน 34.1 กรัม ซึ่งสามารถใช้แทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าสูงกว่าเน้อสัตว์ถึง 35% นอกจานี้ ยังมีโฟเลต แคลเซียม และกากใยอาหาร อีกทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และป้องกันโรคหัวใจได้อย่างดี 3.เม็ดมะม่วงหิมพานต์ สำหรับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ มีสารอาหารสำคัญที่เต็มไปด้วยไขมันดี วิตามิน  สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน เค วิตามิน ดี วตามิน บี 6 ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ตลอดจนสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ช่วยบำรุงสุขภาพเหงือก สุขภาพฟันและกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ และที่ขาดไม่ได้ คือ โปรตีน ซึ่งเม็ดมะม่วงหิมพานต์ 100 กรัม ให้โปรตีนได้ 18.2 กรัม 4.เต้าหู้ อย่างที่บอกไว้ว่า ถั่วเหลืองเป็นแห่งโปรตีนสำคัญ ที่สามารถทดแทนเนื้อหมูได้ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลือง อย่างเต้าหู้ ก็ต้องมีให้โปรตีนเช่นกัน และถือเป็นทางเลือกในการบริโภคอาหารที่หลากหลายมากขึ้น เพราะสามารถนำเอาเต้าหู้ไปใช้แทนเนื้อสัตว์ได้  ทำให้สะดวกต่อการบริโภค แต่ขณะเดียวกันให้คุณค่าสารอาหารด้วย โดยเต้าหู้ปริมาณ 100 กรัม ให้โปรตีน 8 กรัม และให้คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน เอ วิตามิน บี วิตามิน บี​1 วิตามิน บี วิตามิน บี​6 วิตามิน บี12 ไนอาซิน วิตามิน ซี วิตามิน ดี วิตามิน อี​ โดยประเภทของเตาหู้ที่ให้ปริมาณโปรตีนมากที่สุด คือ  ฟองเต้าหู้​ 5.นม   นม คือ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ถือว่าเป็นแหล่งโปรตีนสูง และสามารถดื่มได้ทุกวัน ราคาไม่สูง โดยนมปริมาณ 100 กรัม  จะให้โปรตีน 3.4 กรัม นอกจากนี้ นมยัง​มีสารอาหารเกือบทุกชนิดที่ร่างกายต้องการ เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงที่ดี และมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และไรโบฟลาวิน (วิตามิน บี2) สูง 6.ชีส ซีส เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมวัว ที่นำมาแปรรูปเพื่อรักษาคุณค่าทางอาหาร จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งโปรตีนที่ดีสำหรับร่างกาย แถมทำให้อิ่มท้องได้ด้วย จึงเป็นหนึ่งเมนูสำหรับผู้ที่ต้องการโปรตีน โดยเฉพาะผู้ออกกำลังกายหรือลดน้ำหนัก สามารถช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อและลดไขมันได้ด้วย โดยชีสในปริมาณ 100 กรัม จะให้โปรตีน 14-35 กรัม 7.โยเกิร์ต โยเกิร์ตเนื้อเนียน เป็นทั้งแหล่งโปรตีนที่ดีและอุดมไปด้วยโปรไบโอติกส์ ซึ่งต่างมีประโยชน์ต่อการลดน้ำหนัก โปรตีนในโยเกิร์ตจะเข้าไปช่วยป้องการผกผันของระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนโปรไบโอติกส์ก็จะเข้าไปช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น   ในโยเกิร์ต 100 กรัม ให้โปรตีน 10 กรัม 8.เนื้อวัว แน่นอนว่า เวลาพูดถึงโปรตีน คนจะนึกถึงเนื้อสัตว์เป็นอันดับแรก และนอกจากเนื้อหมูที่คนส่วนใหญ่บริโภคกันแล้ว เนื้อวัว ก็เป็นเนื้อสัตว์ที่ได้รับความนิยมเช่นกัน เพราะสามารถให้โปรตีน และสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้ไม่แพ้กัน ที่ผ่านมาเนื้อวัวมีราคาสูงกว่าเนื้อหมู แต่ตอนนี้ราคาอาจจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ดังนั้น หากเนื้อหมูแพง ก็มีกินเนื้อวัวบ้างจะเป็นไรไป ซึ่งเนื้อวัว 100 กรัม จะให้โปรตีน 26 กรัม 9.อกไก่   ในบรรดาเนื้อสัตว์ทั้งหลาย เนื้อไก่ก็เป็นเนื้อสัตว์ที่ราคาไม่สูง แต่ให้โปรตีนไม่น้อย โดยเฉพาะส่วนอกไก่ ที่ให้ปริมาณโปรตีน  1 กรัม สำหรับเนื้อไก่ 100 กรัม จึงมักถูกบรรดานักเพาะกล้ามหรือผู้ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ หยิบมาปรุงเป็นเมนูสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ ​ อกไก่ยังง่ายต่อการปรุงและหลากหลาย นอกจากโปรตีนสูง ไขมันต่ำแล้ว อกไก่ยังมีสารแอนคาร์โนซีน(Carnosine) และสารแอนเซอรีน(Anserine) สูง ลดความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ ออกกำลังกายได้นานขึ้นอีกด้วย 10.ไข่ นอกจากเราจะได้ยินข่าวหมูแพงแล้ว ที่ผ่าน ๆ มา ข่าวไข่แพงก็มีให้เห็นเป็นระยะ ๆ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังนิยมกินไข่ เพราะทั้งง่าย สะดวก และอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการหลากหลาย โดยมีประมาณโปรตีน 13 กรัมต่อไข 100 กรัม  ทำให้การทานไข่ทั้งฟองเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด โดยไข่เป็นแหล่งวิตามิน แร่ธาตุ และไขมันที่ดีต่อสุขภาพ ประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ปกป้องดวงตา และสารอาหารในสมองที่คุณต้องการ 11.ปลาแซลมอน    สำหรับสายกินอาหารญี่ปุ่น คงจะชื่นชอบและถูกปากกับเมนู ปลาแซลมอน ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ และดีต่อร่างกายเหมาะกับทุกเพศทุกวัย ในปลาแซลมอน 100 กรัม จะให้โปรตีน 20 กรัม พร้อมด้วย​โอเมก้า 3 สูง มีวิตามินบี วิตามินดี โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น สารประเภทแคโรทีนอยด์ และมีกรดไขมันที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย และเนื้อปลายังย่อยง่าย ไม่เหมือนเนื้อสัตว์ชนิดอื่น แต่ข้อควรระวัง หากคุณกำลังไดเอท ควรหลีกเลี่ยงการทานแซลมอนตรงเนื้อส่วนท้อง และหนัง เนื่องจากเป็นส่วนที่มีไขมันสูง เพราะแทนที่จะได้ประโชยน์อาจจะได้ไขมันมากเกินไปนั่นเอง​ 12.ทูน่า   ทูน่า ก็เป็นเนื้อปลาที่บริโภคง่าย ให้ประโยชน์สูง แม้ว่าราคาอาจจะสูงกว่าแหล่งโปรตีนบางชนิด อย่างเช่น ไข่ แต่ก็ถือเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ เช่นทูน่ากระป๋องแบบใส่น้ำเกลือ ในปริมาณ 154 กรัม ให้โปรตีน 39 กรัม แถมหาซื้อได้ง่าย แต่หากไม่เลือกแบบกระป๋องก็มีชนิดอื่น ๆ ให้เลือกได้ตามความต้องการ โดยทูน่าเป็นปลาที่มีไขมันและแคลอรี่ต่ำ และส่วนที่เหลือก็จะเป็นโปรตีนเกือบทั้งหมดเลยต่างจากปลาชนิดอื่น ทูน่ามีสารอาหารหลายชนิดในปริมาณมากและมีกรดไขมันโอเมก้า 3 อยู่เยอะ ในทูน่ามีโปรตีนมากถึง 94% ของแคลอรี่ทั้งหมด 13.กุ้ง-ปู หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่า อาหารทะเลหลายชนิดที่มีโปรตีนสูงเหมือนกัน ส่วนใหญ่มักจะไปนึกถึงคลอเรสเตอรอล เสียมากกว่า สำหรับอาหารทะเลที่มีเปลือก หรือ Shellfish ก็มีโปรตีนสูงเช่นกัน ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ Mollusk ได้แก่ หอย ปลาหมึก และ Crustacean ได้แก่ กุ้ง ปู นั่นเอง โดยการทานอาหารทะเลที่มีเปลือก เช่น ปู หรือกุ้ง ในปริมาณ 100 กรัมนั้น จะได้รับโปรตีนอยู่ที่ประมาณ 20-26 กรัม   และทั้งหมดนี้ ก็คือ แหล่งโปรตีนสำคัญสำหรับร่างกาย ที่เราอาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเฉพาะแต่เนื้อหมู หากเราเห็นว่าตอนนี้ราคาเนื้อหมูแพง รวมถึงเนื้อสัตว์หรืออาหารบางชนิดมันมีราคาแพง ก็ลองเลือกกินเลือกซื้อสินค้าอื่น ๆ ทดแทนไป หากเป้าหมายของการกิน ไม่ใช่เรื่องความอร่อยเป็นหลัก แต่การกินเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ประเทศไทยเราอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารมากมายหลากหลายชนิด เราสามารถเลือกได้ตามความต้องการ   ที่มา : sgethai.com, trueid.net   บทความที่น่าสนใจ 10 พืชโปรตีนสูง ไม่ต้องง้อเนื้อสัตว์      
อัพเดต 5 เทรนด์ที่อยู่อาศัย-การก่อสร้าง มาแรงปี 2022

อัพเดต 5 เทรนด์ที่อยู่อาศัย-การก่อสร้าง มาแรงปี 2022

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กินเวลานานกว่า 2 ปี รวมถึงวิกฤติโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกบริบทของการใช้ชีวิต และการทำงาน ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเทรนด์โลกวิถีใหม่ ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นวิถีชีวิตปกติของวันนี้ หรือ Now Normal ที่ทุกคนเริ่มคุ้นเคย เรียนรู้ที่จะวางแผน และปรับชีวิตให้เข้ากับสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปีหน้าที่กำลังจะมาถึงเรายังคงต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่เชื่อว่าทุกคนจะเรียนรู้และปรับตัวรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ เอง ก็ต้องหากลยุทธ์และแผนธุรกิจออกมารองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยคงต้องประเมินและวิเคราะห์ถึงเทรนด์ในอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น   สำหรับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัยเอง ก็ต้องพัฒนาที่อยู่อาศัยและการก่อสร้าง ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ที่มีพฤติกรรมการอยู่อาศัยไม่เหมือนเดิม ซึ่ง SCG ได้ทำการวิเคราะห์และประเมินพฤติกรรมการอยู่อาศัยและความต้องการของผู้บริโภคในปี 2565 ที่จะมาตอบโจทย์ภายใต้วิถีชีวิต Now Normal  โดยจะมี 5 เทรนด์สำคัญ คือ 1.Smart Living and Building การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบบ้าน หรือใช้สั่งเปิด-ปิด และควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้าน และอาคาร เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ปลอดภัย และประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น เช่น ระบบสั่งการด้วยเสียง หรือเซนเซอร์ แอปพลิเคชัน ดิจิทัลแพลตฟอร์ม รวมไปถึงเครื่องใช้ภายในบ้านระบบอัตโนมัติต่างๆ 2.Health & Well-Being ในยุคนี้ เรื่องสุขอนามัยเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะโควิด-19 ฝุ่น PM 2.5 เชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย ต่างก็สร้างความกังวลให้เราทุกคน ดังนั้นคงจะดีไม่น้อย ถ้าเราปรับบ้าน และอาคารให้พร้อมรับมือกับความกังวลเหล่านี้ เพื่อดูแลสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว พร้อมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และเด็กเล็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ 3.Sustainable Living ความยั่งยืนเป็นอีกหนึ่งเมกะเทรนด์ที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญ หลายคนหันมาใส่ใจและเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มอบความยั่งยืน ทั้งด้านเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดทรัพยากร ประหยัดพลังงาน และปลอดภัยต่อผู้อาศัย 4.Home Transformation ทุกวันนี้บ้านได้กลายเป็น “Multi-functional Space” ที่เป็นทั้งบ้าน ออฟฟิศ โรงเรียน ฟิตเนส ที่พักผ่อน ฯลฯ หลายคนจึงหันมาปรับและต่อเติมพื้นที่ใช้สอยให้เหมาะกับการใช้งานของสมาชิกแต่ละคน โดยเน้นให้มีความยืดหยุ่น และใช้งานได้อย่างเอนกประสงค์มากที่สุด เช่น แบ่งสัดส่วนห้องทำงาน/ห้องเรียนในห้องนอน หรือห้องนั่งเล่น จัดสรรพื้นที่ในห้องครัวเป็นโซนนั่งชิล โต๊ะทำงาน และทานอาหาร ตกแต่งสวนหน้าบ้านให้เป็นสนามเด็กเล่น พื้นที่ออกกำลังกาย มุมพักผ่อน และโรงจอดรถ เป็นต้น 5.Construction Transformation การออกแบบและก่อสร้างอาคารแห่งอนาคต กำลังถูกทรานฟอร์มด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมการก่อสร้างมากมาย ซึ่งจะเข้ามาช่วยลดเวลา ลดเศษวัสดุในไซต์งานก่อสร้าง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีความแม่นยำสูง และครบวงจร โดยเทคโนโลยีที่มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ได้แก่ นวัตกรรม 3D Cement Printing ใช้สร้างสรรค์ได้ทั้งงานก่อสร้าง และงานตกแต่งที่มีความซับซ้อน สามารถครีเอทลายปรินท์ได้อย่างหลากหลาย ขึ้นรูปชิ้นงานได้ตามรูปแบบที่ต้องการ เทคโนโลยี Building Information Modeling (BIM) ที่ช่วยสร้างความแม่นยำในการออกแบบ บริหารจัดการและควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างตั้งแต่ก่อนโครงการขณะก่อสร้างและหลังจบโครงการ และ Drone นวัตกรรมประเมินพื้นที่ก่อนออกแบบผังโครงการ ช่วยลดความผิดพลาดในการก่อสร้าง เพิ่มความปลอดภัยในไซต์งาน เป็นต้น   นายนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เปิดเผยว่า โควิด-19 และโลกร้อนกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการอยู่อาศัย และการก่อสร้างวิถีใหม่ โดยผู้คนต้องการที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย มีสุขอนามัย เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี สะดวกสบาย และตอบการใช้งานที่หลากหลาย ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงการประหยัดพลังงาน ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้ทุกคนเริ่มปรับตัว และพัฒนาวิถีชีวิตให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงสู่ยุค Now Normal ซึ่งบ้านถือเป็น Safe Space ในการใช้ชีวิต และทำทุกกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งทำงาน เรียน พักผ่อน และอีกมากมาย ​​
[PR News] เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม เปิดตัวแอปพลิเคชั่น HOME+ ผู้ช่วยเรื่องบ้านตัว 24 ชม.

[PR News] เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม เปิดตัวแอปพลิเคชั่น HOME+ ผู้ช่วยเรื่องบ้านตัว 24 ชม.

เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม  เปิดตัว แอปพลิเคชั่น HOME+ (โฮมพลัส)  ผู้ช่วยเรื่องบ้านที่รู้ใจอยู่ใกล้ตัวตลอด 24 ชั่วโมง HOME+  ฟังก์ชั่นพิเศษสะสมคะแนน เพื่อแลกสิทธิพิเศษ ของรางวัลฟรี   นายรองฤทธิ์ ธรรมสถิต ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสนับสนุนโครงการที่อยู่อาศัย 1 บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าได้เปิดตัว HOME+ (โฮมพลัส) แอปพลิเคชั่นใหม่ เหมือนมีผู้ช่วยเรื่องบ้านตลอด 24 ชั่วโมง  ฟังก์ชั่นพิเศษสะสมคะแนน เพื่อแลกสิทธิพิเศษ ของรางวัลฟรีและส่วนลดมากมาย  รวมถึงผู้สนใจสามารถจอกคิวนัดเข้าชมโครงการได้ เมื่อแวะชมโครงการก็ยังสะสมคะแนนได้อีก และสำหรับลูกบ้านของบริษัท แอปนี้ก็ตัวช่วยดูแลบริการหลังการขาย แจ้งซ่อม ตรวจสอบสถานะ ติดตามและประเมินผลงาน รวมถึงรับข่าวสารสิทธิพิเศษต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว อีกด้วย โดยพร้อมเปิดตัวแอปในวันที่ ​​ 21 ธันวาคม นี้   ฟังก์ชั่นพิเศษที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตส์ของทุกคน HELPMATE เหมือนมีผู้ช่วยที่รู้ใจ สำหรับทุกคนที่อยากมีบ้านหรือสนใจในการดูแลบ้าน เหมือนมีมืออาชีพคอยแนะนำ ในการเลือกบ้านให้ตรงตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของทุกคน PRIVILEGE สิทธิพิเศษมากมาย เป็นความพิเศษที่แตกต่างจากแอปพลิเคชั่นอื่น ช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิตให้เต็มความสุขกับการสะสมคะแนนฟรีๆ เพื่อแลก สิทธิพิเศษ ของรางวัล  หรือ ส่วนลด จากสินค้าและบริการมากมาย อาทิ ร้านอร่อยจาก Oishi, Shabushi, MK, Swensen’s, After You, Auntie Anne’s, Chabuton, Krispy Kreme, Dairy Queen, Gram Café&pancakes, BAR.B.Q Plaza, GAGA, Kamu, Squeeze หรือบริการจากร้านอาหารและโรงแรมชั้นนำ อย่าง The Okura Prestige Bangkok, Holiday Inn Express, Marriott Executive Apartments Mayfair Bangkok, W Bangkok, Modena, Triple Y,  Melia Koh Samui, Sheraton Samui Resort ช้อปสบายกับสินค้าและบริการที่ถูกใจสบายกระเป๋า กับ Grand Home Mart, NocNoc Com, 24 Fix, อาคเนย์ประกันชีวิต และ Shopee เป็นต้น LIFESTYLE สาระน่ารู้ ใช้ชีวิตให้มีความสุข กับข้อมูลข่าวสาร สาระน่ารู้เพื่อการอยู่อาศัย ที่คัดสรรมาเพื่อทุกคน บริการพิเศษและกิจกรรมต่างๆ สำหรับทุกคนในครอบครัวได้อย่างแท้จริง SERVICE บริการสำหรับลูกบ้าน เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม ที่เป็นตัวช่วยดูแลบริการหลังการขาย แจ้งซ่อม ตรวจสอบสถานะ ติดตามและประเมินผลงาน รวมถึงรับข่าวสารสิทธิพิเศษต่างๆ  
10 จุดตรวจเช็คสุขภาพบ้าน เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนาน

10 จุดตรวจเช็คสุขภาพบ้าน เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนาน

สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ร่างกายคนเราแข็งแรงและมีสุขภาพดีได้ คือ การตรวจร่างกายประจำปี เพราะจะทำให้เรารู้ว่าร่างกายเรามีอะไรต้องดูแล  ซ่อมแซม หรือฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติ หรืออย่างน้อยก็ไม่ให้เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา สำหรับบ้านพักอาศัยที่เราอยู่ ก็ไม่ได้ต่างจากร่างกายมนุษย์  การจะทำให้บ้านยังมีความมั่นคงแข็งแรง และมีสภาพการใช้งานที่ดีอยู่เสมอ ก็ต้องมีการตรวจสุขภาพบ้านด้วยเช่นกัน เพราะจะได้รู้ว่ามีส่วนไหนต้องซ่อมแซม และดูแล เพื่อให้บ้านมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน อายุบ้านกับจุดที่ต้องดูแล สำหรับบ้านที่ก่อสร้างมา มีจุดการตรวจสอบแตกต่างกันเป็นพิเศษบ้าง ตามระยะเวลาหรืออายุของตัวบ้าน ดังนี้ -บ้านที่มีอายุ 0-5 ปี ปัญหาที่พบส่วนใหญ่มักเกิดจากความบกพร่องของการก่อสร้าง เรียกว่า Defect อาทิ การแตกร้าวของผนังจากการฉาบ หรือเลือกใช้ปูนฉาบที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือความบกพร่องของอุปกรณ์ภายในบ้านที่มาจากการติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ อาจพบปัญหาดินรอบบ้านทรุดตัว จนเกิดโพรงใต้บ้าน ซึ่งหากเป็นบ้านในโครงการและอยู่ในช่วงรับประกัน ให้สอบถามทางโครงการว่าปัญหานี้อยู่ในเงื่อนไขการรับประกันหรือไม่ แต่หากเป็นบ้านสั่งสร้างก็อาจจะพิจารณาซ่อมแซมเป็นจุด ๆ ไป -บ้านที่มีอายุ 5-15 ปี เป็นช่วงเวลาควรเริ่มทำการตรวจสอบและบำรุงรักษา ซึ่งหากแก้ไขได้ทันจะช่วยลดการเกิดปัญหาที่อาจบานปลายในอนาคตได้ โดยเน้นตรวจ 3 จุดสำคัญ ได้แก่ ภายนอกบ้าน, ภายในบ้าน และโครงสร้างของบ้าน 10 จุดตรวจสุขภาพบ้าน 1.รอยร้าวที่ผนังบ้าน การตรวจสอบ: สามารถตรวจสอบได้ด้วยตา โดยจะเห็นรอยร้าวขนาดเล็กแตกยาวไปมาแบบไร้ทิศทาง สร้างความเสียหายให้ผนังและสีภายนอก โดยเฉพาะทิศที่ได้รับความร้อนจากแสงแดดตลอดวัน เช่น ทิศใต้ และทิศตะวันตก รอยร้าวชนิดนี้ไม่อันตราย ไม่ส่งผลกับโครงสร้างอาคาร แต่ถ้าปล่อยไว้นานอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการรั่วซึมของน้ำฝนเข้าสู่อาคารได้ การแก้ไข: แก้ไขได้โดยแต่งรอยแตกร้าวให้กว้างขึ้นเล็กน้อยเป็นรูปตัววี พร้อมทำความสะอาดให้เรียบร้อย หลังจากนั้นทำการทารองพื้นปูนเก่า และเก็บรอยร้าวด้วยวัสดุอุดโป้วที่มีความยืดหยุ่นสูง ก่อนทาสีทับหน้าชนิดยืดหยุ่นตามระบบการทาสีที่ถูกต้อง   แต่หากเป็นรอยเพียงเท่าเส้นผมให้ทาสีทับหน้าชนิดยืดหยุ่นตัวสูงทาทับปิดรอยแตกร้าวได้เลย 2.การรั่วซึมที่ผนัง การตรวจสอบ: รอยรั่วบริเวณมุมประตูหน้าต่างมักมาพร้อมรอยแตกร้าวบริเวณมุมวงกบ ทำให้น้ำรั่วซึมเข้าบ้าน  อาจเกิดจากไม่ได้ใส่ลวดกรงไก่ จึงสร้างรอยร้าวเวลาใช้งานประตูหรือหน้าต่าง การแก้ไข: ควรใส่ลวดกรงไก่เพื่อป้องกันรอยแตกร้าวอันเป็นสาเหตุรั่วซึม 3.รอยรั่วบริเวณรอยต่อผนังชนท้องคาน การตรวจสอบ: แตกร้าวเป็นเส้นระหว่างใต้คานกับผนัง ทำให้น้ำฝนไหลเข้าตัวบ้าน สาเหตุมักเกิดตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้าง การผิดขั้นตอน หรือเร่งฉาบปูนเร็วเกินไป ทำให้ปูนเกิดการหดตัวลง การแก้ไข: ใช้ซิลิโคน หรืออครีลิกยิงเข้าไประหว่างร่อง ความยืดหยุ่นของสารเชื่อมประสานจะช่วยอุดรอยร้าวได้ 4.รอยรั่วบริเวณรอยต่อแนวดิ่งข้างเสา สาเหตุอาจเกิดจากการเก็บงานรอยต่อจุดนี้ไม่ดี หรือร้ายแรงหน่อยคือ ไม่ได้เสียบเหล็กหนวดกุ้งระหว่างเสากับผนังบ้าน การตรวจสอบ : จุดรอยรั่วบริเวณรอยต่อแนวดิ่งข้างเสา การแก้ไข:  สกัดรอยแตกร้าวให้ใหญ่ขึ้นเป็นรูปตัววี จากนั้นยาด้วย PU แล้วทาสีเก็บความเรียบร้อย และควรใส่เหล็กหนวดกุ้งทุกครั้งในการก่อผนังชนเสา 5.การทรุดตัวของดินและพื้นรอบบ้าน การตรวจสอบ: หลังจากที่พบการทรุดตัวของดินรอบบ้านในช่วง 5 ปีแล้วนั้น ปัญหาที่มักตามมาคือ ปัญหาพื้นรอบบ้านและพื้นจอดรถมีการทรุดตัวเสียหาย เป็นเพราะพื้นส่วนนี้ส่วนใหญ่มักไม่ได้ทำการลงเสาเข็ม หรือเป็นการลงเสาเข็มแบบสั้นที่อาศัยแรงฝืดในชั้นดินช่วยพยุงน้ำหนักของพื้นไว้ และเมื่อเวลาผ่านไปพื้นดินมีการทรุดตัวตามธรรมชาติ ทำให้เกิดความเสียหายตามมา  โดยหากหากเป็นพื้นคอนกรีตจะเริ่มจากการสังเกตเห็นว่ามีระดับที่เอียงผิดปกติ และหากมีการทรุดมากขึ้น จะเห็นรอยแตกร้าวบริเวณพื้นตามมา การแก้ไข : หากเป็นพื้นจอดรถควรทำการลงเข็ม เพื่อช่วยลดการทรุดตัวในอนาคต และควรแยกขาดจากตัวบ้านเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในกรณีที่มีการขยับตัวของโครงสร้าง 6.ตรวจสอบหลังคาเพื่อป้องกันสัตว์เล็ก ปัญหาสัตว์เล็กทำลายหลังคา ทั้งกัดกินโครงสร้างและเข้ามาทำรัง ซึ่งสัตว์เล็ก ๆ เหล่านี้คือตัวการที่ทำให้หลังคาบ้านโดนทำลาย ผุพังง่าย ก่อความรำคาญทั้งกลิ่นและเสียง รวมถึงทำให้บ้านสกปรก การตรวจสอบ: ครอบข้าง  อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่พบช่องว่าง, สันหลังคา  ไม่ชำรุด เเตกร้าว, เชิงชายอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่แตกหัก, สันตะเข้  อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่พบช่องว่าง, ครอบปิดปลายสันตะเข้ อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่พบช่องว่าง และ ฝ้าชายคา ไม่ชำรุด เเตกหักเสียหาย การแก้ไข: ติดตั้งระบบหลังคากันสัตว์เล็ก SCG เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้สัตว์ต่างๆ เข้ามาทำลายโครงสร้างหลังคาหรือเข้ามาอยู่อาศัยได้ ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ 5 ชนิด ช่วยป้องกันจุดเสี่ยง 5 จุดด้วยกัน ได้แก่  แผ่นปิดครอบข้าง  แผ่นปิดครอบสันหลังคา  แผ่นปิดเชิงชาย แผ่นปิดครอบสันตะเข้  แผ่นปิดปลายสันตะเข้ 7.การรั่วซึมที่หลังคา การตรวจสอบ: สังเกตรูปทรงหลังคาว่าได้ระดับ มีความสมมาตรดีหรือไม่ กระเบื้องมุงหลังคาติดตั้งได้แนว ไม่เผยอ ไม่มีรอยแตกร้าว, ครอบหลังคาทั้งแนวสันหลังคาและตะเข้สันปิดมิดชิด  ถ้าครอบเปียกให้สังเกตว่าปูนใต้ครอบมีรอยร้าวหรือไม่ เพราะเป็นจุดที่น้ำซึมผ่านได้, มองหาคราบน้ำบนฝ้าชายคาว่ามีหรือไม่ และลองเปิดฝ้าเพดานชั้นบนแล้วสังเกตดูว่ามีช่องของแสง หรือคราบน้ำในโถงหลังคาหรือไม่ การแก้ไข : ปรึกษาช่างผู้ชำนาญและมีประสบการณ์ 8.พื้นไม้กับปัญหาเรื่องปลวก การตรวจสอบพื้นที่ภายในบ้าน การตรวจสอบ: ตรวจสอบพื้นไม้ภายในบ้านว่ายังใช้งานได้ดี มีปัญหาเรื่องปลวกหรือไม่ ตรวจพบมีรอยทางเดินปลวกภายในบ้าน, ตรวจพบเศษปีกหรือมูลของแมลงเม่าภายในตัวบ้าน, ประตูหน้าต่างที่เป็นไม้เมื่อใช้งานเริ่มฝืดและเปิดยากขึ้น และได้ยินเสียงปลวกที่กำลังกินไม้อยู่ การแก้ไข: ควรเรียกบริษัทกำจัดปลวกมาทำการฉีดพ่นน้ำยาทั้งภายนอกและภายในบ้าน ทุก 1-3 ปี หรือ เลือกใช้วิธีเพาะเชื้อ เพื่อความปลอดภัยกับสุขภาพของผู้อยู่อาศัย  9.พื้นกระเบื้องเซรามิค การตรวจสอบ:พื้นกระเบื้องเมื่อใช้งานไปนาน ๆ อาจเกิดปัญหากระเบื้องหลุดร่อน หรือยาแนวหลุดวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นสามารถทำการแก้ไขเป็นจุด ๆ ได้ การแก้ไข: แนะนำว่าให้เตรียมซื้อกระเบื้องเซรามิคในเฉดสีเดียวกันสำรองไว้ เผื่อต้องการปรับปรุงหรือซ่อมแซมในบางจุด เพราะหากดำเนินการซื้อภายหลังอาจทำให้เฉดสีกระเบื้องแตกต่างกันได้ หรือบางรุ่นอาจไม่ทำการผลิตแล้ว อาจจะเช็คกับทางบริษัทผู้ผลิต เพื่อตรวจสอบกระเบื้องรุ่นที่เคยซื้อมาว่ายังมีหรือไม่  10.การตรวจสอบโครงสร้างของบ้าน รอยแตกร้าวที่อันตรายกับโครงสร้าง จะมีรูปแบบรอยแตกร้าวที่มีขนาดใหญ่ ในตำแหน่งโครงสร้าง เช่น เสา คาน พื้น ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าโครงสร้างของบ้านอาจมีปัญหา และไม่ปลอดภัยสำหรับผู้อยู่อาศัย การตรวจสอบ: พบรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ที่ตำแหน่งเสา คาน พื้น ร้ายแรงหน่อยอาจเห็นเหล็กเสริมภายในโครงสร้าง, พบรอยแตกร้าวหรือรอยแตกเฉียง 45 องศาที่ผนัง, พบรอยแยกแตกแยกระหว่างโครงสร้างบ้านเดิมกับส่วนต่อเติม, พบเหล็กเส้นที่ตำแหน่งท้องพื้นชั้นดาดฟ้า และพบการล้มเอียงของพื้น หรือผนังของตัวบ้าน การแก้ไข: แนะนำให้ปรึกษาวิศวกรโครงสร้างเพื่อทำการแก้ไข   ทั้งหมดนี้ก็เป็นการตรวจสุขภาพบ้านทั้ง 10 จุดที่สำคัญ ซึ่งมักจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านที่ปลูกสร้างมาเป็นระยะเวลานาน ๆ และเป็นปัญหาที่มีผลต่อโครงสร้างของความมั่นคงแข็งแรง เราจึงควรหมั่นตรวจสอบและดูแลเป็นประจำทุก ๆ ปี โดยเฉพาะหลังจากหมดฤดูฝน หรือก่อนเข้าสู่ฤดูฝน เพราะบางปัญหาอาจจะลุกลามใหญ่โตได้ หากโดยน้ำฝน เช่น ปัญหารั่วซึมของโครงสร้างหลังคา หรือรอยร้าวของผนังบ้าน เป็นต้น   ที่มา SCG HOME  
[Preview] แกรนด์ สิวารมณ์ (สุขุมวิท-บางปู)

[Preview] แกรนด์ สิวารมณ์ (สุขุมวิท-บางปู)

โครงการแกรนด์ สิวารมณ์ (สุขุมวิท-บางปู) บ้านเดี่ยวดีไซน์หรูจาก บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด บนทำเลศักยภาพ ติดถนนใหญ่ ถนนสุขุมวิท (สายเก่า) สะดวกทุกการเดินทาง พร้อมแนวคิดของการออกแบบบ้านที่ตอบสนอง Life Style ของคนยุคใหม่ ตอบโจทย์การทำงานแบบ Work From Home และมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางสำหรับทุกคนในครอบครัว เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยให้ได้บรรยากาศของการพักผ่อนอย่างแท้จริง   เดินทางสะดวกเชื่อมต่อถนนหลายสาย การเดินทางเข้าออกโครงการ "แกรนด์ สิวารมณ์ (สุขุมวิท-บางปู)" สะดวกสบาย มีเส้นทางเชื่อมต่อสู่ถนนสายหลักหลายสาย อาทิ ถนนสุขุมวิท, ถนนเทพารักษ์, ถนนบางนา, ถนนตำหรุ-กิ่งแก้ว ซึ่งมุ่งหน้าไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือ จะเดินทางออกไปในโซนตะวันออกเช่น จ.ฉะเชิงเทรา จ.ชลบุรี จ.ระยอง ก็สะดวกเช่นกัน     นอกจากนี้ที่ตั้งโครงการยังอยู่ใกล้กับห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมถึงแหล่งงาน และสาธารณูปโภคต่างๆ มากมาย อาทิ โรบินสัน สมุทรปราการ, บิ๊กซี สมุทรปราการ, โลตัส บางปู, สถานตากอากาศบางปู, นิคมอุตสาหกรรมบางปู, นิคมอุตสาหกรรม บางพลี, โรงพยาบาลรัทรินทร์, โรงพยาบาลรามา สมุทรปราการ, มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ แบบบ้านสวยสไตล์ English Cottage Layout บ้านใหม่มีให้เลือกมากถึง 3 Type ตอบโจทย์ด้วยฟังก์ชั่นที่ลงตัว 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ โดดเด่นด้วยห้องนอน Master Bedroom ขนาดใหญ่ พร้อมห้องน้ำในตัว ในขณะที่ห้องนอนล่าง ก็สามารถใช้รองรับสำหรับผู้สูงอายุ หรือปรับเปลี่ยนเป็นห้องทำงานได้ตามความต้องการ แบบบ้านของโครงการ "แกรนด์ สิวารมณ์ (สุขุมวิท-บางปู)" Simon  บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาด 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 159 ตร.ม. บนที่ดิน 50 ตร.ว. Marble บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาด 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 167 ตร.ม. บนที่ดิน 50 ตร.ว. Luther บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาด 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 214 ตร.ม. บนที่ดิน 50 ตร.ว. สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ อลังการสโมสรสุดหรู สไตล์อิงลิช คอทเทจ พร้อม Facility มากมาย พร้อมระบบรักษาความปลอดภัย ตลอด 24 ชั่วโมง และเข้า-ออกโครงการด้วยระบบ Easy Pass สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนสาธารณะ Play Ground Pets Zone Exercise Outdoor Jogging Lane Colosseum zone Street Basketball Street soccer Co – Working space   ทำเลดีใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ใกล้ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โลตัสบางปู โรบินสัน สมุทรปราการ บิ๊กซี สมุทรปราการ บิ๊กซี บางพลี โฮมโปร สุวรรณภูมิ แม็คโคร บางพลี เมกา บางนา ใกล้โรงพยาบาล รพ. รามาฯ สมุทรปราการ รพ.รัทรินทร์ บางปู รพ.ส่งเสริมสุขภาพ ต.บางปูใหม่ ใกล้สถานศึกษา รร.สวนกุหลาบ สมุทรปราการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ   บทความที่เกี่ยวข้อง สิวารมณ์ วิลเลจ สุขุมวิท-เทพารักษ์ “สิวารมณ์” ขน 7 โครงการ อัดแคมเปญ ดันยอดขาย  
4 แอปสั่งอาหาร อิ่มแบบจุกๆ ส่งฟรี มีโปรฯ แถมสิทธิ์คนละครึ่ง

4 แอปสั่งอาหาร อิ่มแบบจุกๆ ส่งฟรี มีโปรฯ แถมสิทธิ์คนละครึ่ง

ผละกระทบอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ช่วงที่ผ่านมา ต่อพฤติกรรมของผู้คนส่วนใหญ่ในบ้านเรา ​คือ การซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์  ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ สินค้าทั่วไป หรือแม้แต่ต้นไม้ ดอกไม้ ก็สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์กันแทบทั้งนั้น  เพราะเราถูกจำกัดทั้งเรื่องของการเดินทาง และร้านค้าต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็ปิดให้บริการ โดยเฉพาะร้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่ไม่สามารถนั่งกินในร้านได้  ต้องสั่งซื้อกลับไปกินที่บ้านเท่านั้น ตลาดอีคอมเมิร์ซช่วงภาวะโควิด-19 จึงเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะกับตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่  (Food Delivery) ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากยูโร มอนิเตอร์ ประเมินว่าปีนี้ตลาดฟู้ดเดลิเวรี่จะมีมูลค่าประมาณ 74,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่า 68,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันบ้านเรามีผู้ให้บริการ แอปพลิเคชันฟูเดลิเวอรี่รายใหญ่อยู่  4  ราย ​​ได้แก่ ไลน์แมน แกร๊บฟู้ด ฟู้ดแพนด้า และโรบินฮู้ด ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภค มีการสั่งอาหารและเครื่องดื่มมากินจำนวนหลายหมื่นออร์เดอร์ต่อวัน   เมื่อตลาดมีขนาดใหญ่ ผู้ให้บริการจึงทำการตลาด และการส่งเสริมการขาย เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งและสร้างยอดขายมาเป็นของตัวเอง สิ่งที่ผู้ให้บริการแต่ละราย เลือกมาใช้ในการทำตลาด และดึงดูดใจลูกค้านั้น หลัก ๆ แล้วคงเป็นเรื่องของจำนวนร้านค้าที่มีให้บริการจำนวนมาก เป็นร้านอร่อยร้านดังในแต่ละประเภท การคิดค่าบริการจัดส่งในราคาที่เหมาะสม ความรวดเร็วในการจัดส่ง และการบริการ  รวมถึงการจัดแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อช่วยให้การตัดสินใจให้ลูกค้ามาใช้บริการได้ง่ายขึ้นด้วย   จากคีย์หลักดังกล่าวในการทำตลาด ทำให้บรรดาผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรี่ พยายามเพิ่มจำนวนร้านค้าให้เข้ามาอยู่ในเครือข่ายของตนเองให้ได้มากที่สุด พร้อมกับการดึงดูดใจให้มีคนสนใจมาสมัครเป็นไรเดอร์  เพื่อทำหน้าที่จัดส่งสินค้ามากที่สุดเช่นกัน ส่วนในเรื่องค่าบริการและโปรโมชั่นแน่นอนต้องมีอยู่แล้ว โดยจะไปร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มเอง  บัตรเครดิต ค่ายโทรศัพท์มือถือ หรือแบรนด์สินค้าต่าง ๆ เพื่อมอบส่วนลด ให้ราคาพิเศษ รวมถึงแคมเปญการตลาดสารพัด ส่วนค่ายไหนตอนนี้มีแคมเปญการตลาดอะไรที่น่าสนใจบ้าง วันนี้เราได้รวบรวมมาให้ได้เป็นแนวทางเพื่ออาหารอร่อยมื้อต่อไป  จะได้สั่งมากินแก้ความหิวและเติมความอร่อยของแต่ละมื้อกัน แคมเปญคนละครึ่ง “ลุง” ช่วยจ่าย ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ใครที่ได้สิทธิ์โครงการคนละครึ่ง คงได้มีการใช้สิทธิ์ที่ได้สั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันที่เข้าร่วมโครงการนี้ คือ แกร๊บ ฟู้ด และไลน์แมน  ที่มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 47,000 ร้านค้า โดยข้อมูลจากกระทรวงการคลัง รายงานว่า เฉพาะวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา มีประชาชนใช้จ่าย​คนละครึ่งผ่านแอปพลิเคชัน ​ฟู้ดดีลิเวอรีจำนวน 80,852 คน วงเงินถึง 11.67 ล้านบาท​   ในส่วนของไลน์แมน มี​ร้านอาหารเข้าร่วมกว่า 40,000 ร้าน ครอบคลุม 68 จังหวัด ​ ซึ่งมีการให้ส่วนลดอาหารถึง ​ 60% หรือส่งฟรี 5 กม. เมื่อใส่โค้ดส่วนลด​ สำหรับลูกค้าใหม่ ส่งฟรี 10 กม. เมื่อใส่โค้ดส่วนลด​ นอกจากนี้ยังให้​ส่วนลดรวม 100 บาท เมื่อใช้สิทธิ์คนละครึ่งขั้นต่ำ 150 บาท ครบ 5 ครั้ง รับส่วนลด 30 บาท และเมื่อครบ 10 ครั้ง รับเพิ่ม 70 บาท  ลูกค้าจะได้รับโค้ดส่วนลดภายใน 10 วันหลังใช้สิทธิ์ครบตามจำนวนที่กำหนดผ่านทางกล่องข้อความในแอป ระยะเวลาโปรโมชั่น​​​ตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. 64 - 31 ธ.ค. 64   ส่วนแกร๊บฟู้ด ร่วมแคมเปญโครงการคนละครึ่ง ด้วยการให้ลูกค้า ส่งฟรี 99 ครั้ง  เมื่อสั่งอาหารร้านโครงการรัฐ เริ่มตั้งแต่ออเดอร์ถัดไป ส่งฟรีลดสูงสุด 15 บาท/ครั้งด้วย ซึ่งแกร๊บ ยังร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ของรัฐบาลอีกโครงการด้วย   จ่ายด้วยบัตรเครดิตได้ส่วนลดพิเศษ  การชำระสินค้าด้วยบัตรเครดิต ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ที่สำคัญในยุคโควิด-19 ได้มีการรณรงค์ให้ลดการสัมผัสกับสิ่งของให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  บัตรเครดิต บัตรเดบิต  จึงได้เข้าร่วมกับแอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรี่ เพื่อทำการตลาดด้วย ซึ่งแต่ละค่ายก็จะมีโปรโมชั่นแตกต่างกันไป อาทิ   แกร๊บ ฟู้ด ได้ร่วมกับบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน  ให้ส่วนลดสูงสุดถึง 100 บาท สำหรับลูกค้าใหม่ ส่วนลูกค้าปัจจุบันให้ส่วนลด 50 บาท เมื่อสั่งขั้นต่ำ 300 บาท ระยะเวลาจนถึงสิ้นปี   ฟู้ดแพนด้า  ร่วมกับบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน ให้ส่วนลดลูกค้าใหม่ 100 บาท ลูกค้าปัจจุบันให้ส่วนลด 60 บาท และร่วมกับบัตร Planet SCB ลด 60 บาทเมื่อสั่งอาหารครบ 250 บาท   ไลน์แมน ร่วมกับบัตรเครดิตวีซ่า ทีทีบี ให้ส่วนลด 50 บาท สำหรับลูกค้าทั่วไป และส่วนลด 80 บาท เมื่อใช้จ่ายบัตรครั้งแรก โดยใช้จ่ายตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป   โรบินฮู้ด ร่วมกับวีซ่า ให้ส่วนลด 50 บาท เมื่อลูกค้าสั่งอาหารครบ 300 บาท และจ่ายด้วยบัตรวีซ่า บัตรเดบิต บัตรพรีเพดวีซ่าครั้งแรก ใช้พอยท์ค่ายมือถือแลกส่วนลด​ นอกจากบัตรเครดิตจะมอบส่วนลดให้กับลูกค้า ผ่านแอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรี่ค่ายต่าง ๆ แล้ว ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ก็เข้าร่วมการทำตลาดกับส่วนลดต่าง ๆ ทั้งจากคะแนนที่ได้รับ หรือการเป็นลูกค้าของค่ายมือถือ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงการมีพริวิเลจจากการเป็นลูกค้า ซึ่งแต่ละค่ายมือถือก็มีลูกเล่นแตกต่างกันไป อาทิ ​   ลูกค้า AIS  เพียงใช้พอยท์แลกรับส่วนลดจากไลน์แมน เช่น 59 คะแนนแลกรับส่วนลด 30 บาท 99 คะแนนแลกรับส่วนลด 50 บาท ยิ่งเป็นลูกค้าเซเรเนด จะรับเพิ่มเป็น 40 บาท และ 60 บาทตามลำดับ และยังมี​โปรโมชั่น  เสียค่าส่ง 0 บาท จำกัดขั้นต่ำการสั่งซื้อ 150 บาท เพียงกดรับสิทธิ์ผ่าน myAIS แคมเปญส่วนลดตามเทศกาล เมื่อถึงช่วงเทศกาลพิเศษ นักการตลาดก็ต้องหยิบเอาช่วงเวลาพิเศษมาทำโปรโมชั่น เพื่อสร้างยอดขายและรายได้ อย่างเดือนตุลาคมก็มี 2 เทศกาลสำคัญที่นักการตลาด เอามาทำโปรโมชั่น ได้แก่ เทศกาล​ถือศีลกินเจ  ที่ปีนี้ตรงกับวันที่  5-14 ตุลาคม อีกช่วงเวลาหนึ่งที่ถูกนำมาทำแคมเปญการตลาด คือ วันที่ 10 เดือน 10 หรือ แคมเปญ 10.10   ไลน์แมน จัดแคมเปญเทศกาลเจ ​ “อิ่มบุญอิ่มใจ” มีเมนูจากร้านดังลดสูงสุด 50% และโค้ดส่วนลดต่าง ๆ  และแคมเปญค่าส่ง 0 บาท เมื่อสั่งกับร้านค้าที่ร่วมรายการและอยู่ในระยะทางที่กำหนด และส่วนลด 30 บาท เมื่อสั่งอาหารจากร้านที่ร่วมรายการขั้นต่ำ 150 บาทระยะเวลาโปรโมชัน 1 - 15 ต.ค. 2564  จำกัด 1 คน 1 สิทธิ์   โรบินฮู้ดจัดเทศกาล อิ่มบุญ อิ่มใจ กินเจได้ แบบไม่จำเจ ที่ร่วมกับร้านอาหารและเครื่องดื่มใน​​ไอคอนสยาม  เสิร์ฟเมนูเจตลอดเทศกาล โดยเมื่อสั่งครบ ​ 500.- รับคืนสุดสูงสุดรวม 250.- ระหว่างวันที่ 5 ต.ค. 64 - 14 ต.ค. 64 และมีการจัดเทศการเจ J Festival ที่ได้รวบรวมเมนูเจ มากว่า 100 ร้านค้ามาให้เลือก มีทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติ รวมถึงร้านขนมแบบเจ ​   สำหรับโปร 10.10  ฟู้ดแพนด้า จัดแคมเปญ “10.10มหาส่วนลด” ให้ส่วนลดสูงสุด 60% กับร้านค้าต่าง ๆ และถ้าใส่โค้ดส่วนลดเพิ่มถึง 1,010 บาทด้วย   ส่วนโปรโรบินฮู้ด จัดแคมเปญอร่อยเต็ม 100 กับเครือ CRG ลดมากกว่า 20% อิ่มฟินคุ้มได้ทั้งวันตั้งแต่วันนี้ - 31 ต.ค.​นี้​ สินค้าเอ็คคลูซีฟที่นี่ที่เดียว อีกหนึ่งกลยุทธ์ ที่แอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรี่ ต้องมี คือ การจัดหาร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือเมนูอาหาร ที่มีให้บริการสั่งได้เฉพาะแอปของตนเอง เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างแอปตนเองกับคู่แข่งที่มีอยู่ เพราะต้องยอมรับว่าสมรภูมิการแข่งขันธุรกิจนี้รุนแรงไม่น้อย รูปแบบแคมเปญที่จัดขึ้นในช่วงนี้ อาทิ   โรบินฮู้ด ร่วมกับไอศกรีม สเวนเซ่น ลด   50% ไอศกรีม  3 มินิควอท รสชาติใดก็ได้ ลดราคาเหลือเพียง 329 บาท จากปกติ 657 บาท และร่วมกับร้าน Tim Hortons จำหน่าย Birthday Cake Timbits 10 ชิ้น จากปกติราคา 150 ลดเหลือเพียง 75 บาท ตั้งวันนี้ - 31 ต.ค.​นี้ ฟู้ดแพนด้า  เมนูพิเศษเฉพาะของมิสเตอร์ โดนัท ​ Animal BFF แก๊งเพื่อนซี้สุดคิวท์ จำหน่าย 6 ชิ้น ราคา 159 บาท จากปกติ 179 บาท พร้อมส่วนลดเพิ่ม บาท 50 เมื่อใส่โค้ดส่วนลด   กลยุทธ์ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรี่ ต่างต้องมีให้บริการกับลูกค้า เพื่อสร้างจุดน่าสนใจและกระตุ้นให้เกิดการซื้อ ซึ่งนอกเหนือจากแคมเปญและโปรโมชั่นเหล่านี้แล้ว แคมเปญพื้นฐานแบบการให้ส่วนลดต่าง ๆ การซื้อ 1แถม 1 หรือจัดแบบเซ็ทราคาถูก ก็มีให้เห็นเต็มหน้าแอปพลิเคชั่น ฟู้ดเดลิเวอรี่ แล้วแต่ว่าค่ายไหนจะเอาอะไรมาเล่น ส่วนลูกค้าจะเลือกใช้บริการของค่ายไหน ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง แต่ที่สำคัญคงต้องได้รับความพึงพอใจในการบริการ โดยเฉพาะส่งแล้วได้สินค้ารวดเร็ว เพราะคนสั่งอาหารมักจะหิวและต้องการกินโดยเร็ว ถ้ามาช้าก็อาจจะโมโหหิวได้ ที่สำคัญสินค้าถ้ามาส่งแล้วปริมาณน้อย ความอร่อยไม่มี หน้าตาสินค้าไม่ตรงปก ก็อาจจะมีผลต่อการใช้บริการครั้งต่อไปได้เช่นกัน      
เปิด 4 ความต้องการของ “ลูกบ้าน” ในยุคโควิด-19 ที่ดีเวลลอปเปอร์ต้องไม่มองข้าม

เปิด 4 ความต้องการของ “ลูกบ้าน” ในยุคโควิด-19 ที่ดีเวลลอปเปอร์ต้องไม่มองข้าม

ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 วิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน ก็ไม่เหมือนเดิม ต้องปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้อยู่ได้และอยู่อย่างปลอดภัย ภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาด โดยเฉพาะเรื่องของความสะอาดและสุขอนามัย ที่คือหัวใจหลักสำคัญในการป้องกันการได้รับเชื้อโรค ไม่เพียงเท่านั้น เทคโนโลยีและดิจิทัลในรูปแบบต่าง ๆ ได้ถูกนำมาพัฒนา เพื่อสร้างวิถีชีวิตใหม่ (New normal) ให้สะดวกและปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น จึงมีคำพูดว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นตัวเร่งทำให้การใช้ดิจิทัลเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะตลาดอีคอมเมิร์ซทั้งหลาย จากการที่วิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน มี “โควิด-19” มาเป็นตัวแปร ทำให้การใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเรียนรู้ และปรับตัวตาม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปด้วย ไม่เช่นนั้นธุรกิจหรือบริการนั้นก็คงไปไม่รอด   ล่าสุด บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom หรือ LWS)  บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) ได้นำเสนอผลงานวิจัยของทีมวิจัยงานบริการ (Service Development Centre: SDC) เกี่ยวกับการพัฒนางานบริการ ว่าผู้บริโภคมีความต้องการอย่างไรในด้านงานบริการ หลังจาก​เกิดการแพร่ระบาดของโควิด​-19    โดยเป็นการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างของผู้พักอาศัยในชุมชนภายใต้การบริหารของ บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) บริษัทในเครือของ LPN  และพบว่า พฤติกรรมของผู้พักอาศัยในชุมชนให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์ในการติดต่อสื่อสาร/รับข่าวสาร และพบพฤติกรรมการใช้ช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ในการทำกิจกรรมซื้อ-ขายสินค้า เช่น สั่งซื้อสินค้าออนไลน์กว่า 90% ใช้บริการสั่งซื้ออาหารกว่า 80% ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ We Are Social ร่วมกับ Hootsuite ที่ระบุว่า ในยุค 5.0 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้งาน Internet ในปี 2564 มากกว่า 46 ล้านคน (เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากปี 2562  ของประชากรทั้งประเทศที่ 66 ล้านคน 4 ความต้องการด้านการบริการของผู้บริโภคยุคโควิด-19 จากผลสำรวจดังกล่าว ทำให้ผู้ให้บริการต้องปรับตัวโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า (Data Analytic) เพื่อนำมาพัฒนางานบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันและอนาคต   นอกจากนี้ จากผลการสำรวจของลูกบ้านดังกล่าว แสดงให้เห็นถึง พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลง โดยด้านความต้องการในการได้รับการบริการ ที่ดีเวลลอปเปอร์จำเป็นต้องรู้ เพื่อตอบสนองและนำเสนอบริการได้ตรงความต้องการ  ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน  4 เรื่อง  ดังนี้ 1.ต้องได้รับการบริการที่รวดเร็ว ความรวดเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภค  :  การที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตทำให้การเข้าถึงข้อมูลของสินค้าและบริการเป็นไปอย่างรวดเร็ว และการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการสามารถทำได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ทำให้ผู้ขายสินค้าและบริการจำเป็นต้องมีความรวดเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภค ทั้งในด้านคุณภาพสินค้าและบริการ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารให้เข้ามามีส่วนช่วยให้สามารถส่งต่อข้อมูลของผู้ประกอบการไปสู่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เป็นปัจจัยเร่งในการตัดสินใจให้กับลูกค้า   รวมถึงการพัฒนางานบริการให้มีความสะดวกรวดเร็ว เข้าถึงง่าย ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการในหลายธุรกิจได้มีการพัฒนาช่องทางการสื่อสารและงานบริการผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อลดการสัมผัสโดยตรง และมีอัตราเร่งในการเข้าถึงผู้ต้องการใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว เช่น บริการด้านสาธารณสุขผ่านระบบ Telehealth  ซึ่งให้บริการปรึกษาด้านสุขภาพโดยแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพผ่านช่องทางออนไลน์ การให้บริการเบิก ถอน โอน เงิน ชำระราคาสินค้าและบริการผ่าน application ต่าง ๆ ของสถาบันการเงิน การรับชำระค่าบริการส่วนกลางของอาคารชุดพักอาศัย  ผ่าน application หรือ QR Code การใช้เทคโนโลยี Beacon ส่งสัญญาณบลูทูธไปยังสมาร์ตโฟนของผู้ใช้บริการที่อยู่ในรัศมีที่สัญญาณส่งถึง หากสมาร์ตโฟนเปิดช่องรับสัญญาณบลูทูธเอาไว้ก็จะมีการแจ้งเตือนทางสมาร์ตโฟน และทำการรับข้อมูล (Information) ที่มีประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการได้ทันที   อาทิเช่น การส่งคูปองส่วนลด โปรโมชั่นบริการที่ลูกค้ากำลังสนใจโดยที่ลูกค้ายังไม่ได้ร้องขอ การแจ้งเตือนข้อมูลให้ผู้ใช้ได้ทันที ทำให้ผู้ใช้ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น  การใช้ในระบบบัตรคิว ในการจัดลำดับการให้บริการงานต้อนรับที่ต้องบริการลูกค้าจำนวนมาก เช่นการเข้าคิวส่ง-รับพัสดุ การใช้ในการเข้ารหัสหรือปลดล็อกรหัสการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ตัวปลดล็อกจักรยานด้วยแอปพลิเคชัน เมื่อเจ้าของเดินเข้าไปใกล้ในระยะที่อุปกรณ์ตรวจจับได้ก็สามารถใช้มือถือสั่งปลดล็อกได้ หรือแม้กระทั่งการใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับการติดตามดูแลเด็กเล็กได้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งใช้ส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังผู้ปกครองเมื่อเด็ก ๆ ออกห่างหรืออยู่นอกสายตา 2.ต้องได้รับบริการที่มีความคุ้มค่า สร้างความคุ้มค่าในงานบริการ : การพัฒนางานบริการที่ให้ความคุ้มค่าในการใช้งานสำหรับผู้บริโภค โดยการออกแบบงานบริการที่สร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการด้วยระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ลดการรอคอยในการรับบริการด้วยการออกแบบให้มีระบบการจองคิวเพื่อเข้าใช้บริการ เลือกแพ็คเกจการใช้บริการได้ตามความต้องการ สะดวกและถูกรวมไว้ ณ ที่เดียว ง่ายต่อการสั่งสินค้า และที่สำคัญประหยัดค่าขนส่ง การปรับขนาดสินค้าให้เหมาะกับการขนส่ง กระจายจุดเข้าถึงสินค้า อย่างธุรกิจ คลาวด์คิดเช่น งานบริการบริหารจัดการเพื่อการอยู่อาศัย ยังนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของเจ้าของห้องชุด   เช่น Smart Lighting Control  ระบบควบคุมการทำงานของไฟฟ้าส่วนกลาง  ช่วยประหยัดไฟฟ้า บันทึก   ข้อมูลการเปิด-ปิดไฟ เครื่องปรับอากาศได้  บริการเหล่านี้จะถูกเลือกเป็นอันดับต้นๆ ระบบฐานข้อมูลทั้งการจัดการและการประมวลผลข้อมูล จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญที่ผู้ให้บริการไม่อาจมองข้ามได้ ที่จะสามารถเสนอสิทธิพิเศษต่าง ๆ ได้ง่ายและตรงใจผู้ใช้บริการ การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence) และเทคโนโลยีเชื่อมต่ออุปกรณ์อัตโนมัติ IOT (Internet of Thing) มาใช้ในหลายประเภทงานบริการ  บริการขนส่ง บริการจองคิว บริการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ สินค้าประเภทอาหารพร้อมรับประทานล้วนใช้เทคโนโลยี เนื่องจากเวลายังคงเป็นสิ่งที่มีค่า และเทคโนโลยีช่วยให้เราใช้มันได้อย่างคุ้มค่า และเข้าถึงสิ่งที่เราต้องการได้เร็วขึ้น 3.ต้องการได้รับบริการทุกที่ทุกวันทุกเวลา  ทุกที่ ทุกเวลา (24hr. x 7days) : การเข้าถึงเทคโนโลยี และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้การตอบสนองต่อผู้ใช้บริการที่รวดเร็ว รวมไปถึงระบบของงานบริการที่มีประสิทธิภาพ ในแบบ Real Time เป็นสิ่งสำคัญ พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ชอบการรอคอย จึงทำให้การตอบกลับที่รวดเร็วในแบบ Real Time เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของงานบริการในปัจจุบันที่ผ่านหน้าจอสัมผัส การนำ ระบบ AI : Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจ เรียนรู้องค์ความรู้ต่าง ๆ เช่น วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาได้ ส่งผลให้เกิดความรวดเร็วในการให้บริการ อย่างเช่น การติดต่อมายัง Call Center ของผู้ใช้บริการ จะมีระบบ AI คอยให้บริการเบื้องต้น หากเกินขอบเขตในสิ่งที่ทำได้จะถูกโอนไปยังพนักงานโดยตรง แน่นอนว่าผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ต้องการที่จะติดต่อกับพนักงานโดยตรง แต่ดีกว่าได้รับการปฏิเสธให้ติดต่อใหม่อีกครั้ง   ดังนั้น จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่ผู้ประกอบการ จะนำมาพัฒนาและปรับใช้กับธุรกิจการให้บริการ  นอกจากนั้นยังมีการใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาดสระว่ายน้ำ เก็บใบไม้และเศษผงบริเวณก้นสระได้ สามารถขจัดสิ่งสกปรก  ตะไคร่ และแบคทีเรียด้วยชุดกรองแบบ  มีตัวแปลงไฟฟ้าจากไฟปกติเป็นแบบโวลต์ต่ำ ทำให้สามารถทำความสะอาดขณะมีการใช้สระว่ายน้ำได้  จากตัวอย่างที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า สามารถให้บริการได้ 24 ชม. อีกทั้งลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบธุรกิจงานบริการ อย่างอัตรากำลังของพนักงานได้ในขณะที่ยังคงประสิทธิภาพงานบริการที่ลูกค้าได้รับ 4.ต้องการได้รับความสะดวกสบาย พัฒนางานบริการเพื่อสร้างลูกค้าในอนาคต : การพัฒนางานบริการนอกจากพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบันแล้ว ด้วยประสิทธิภาพของเทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้บริโภค (Data Analytic) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถที่จะนำไปพัฒนางานบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในอนาคตได้ เช่น การใช้เทคโนโลยี VR : Virtual Reality เป็นการจำลองสถานที่ขึ้นมาเป็นโลกเสมือนจริงโดยส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับการมองเห็น โดยผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับสถานที่หรือสิ่งแวดล้อมที่จำลองขึ้นมาได้ผ่านอุปกรณ์  เป็นการสร้างประสบการณ์ที่สนุกมากขึ้นในการซื้อสินค้าและบริการ  ในวงการอสังหาริมทรัพย์มีการนำมาใช้ สำหรับลูกค้าชมโครงการบ้าน และคอนโดโครงการใหม่ ซึ่งให้ความสมจริงได้มากกว่าการดู แบบโมเดลจำลองอีกทั้งไม่ต้องไปยังสถานที่จริงอีกด้วย บางครั้งลูกค้าไม่ทราบความต้องการของตัวเอง  การนำข้อมูลมาวิเคราะห์และนำเสนอบริการใหม่ๆ ให้กับลูกค้าโดยวิเคราะห์จากพฤติกรรมของลูกค้า เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ และเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในอนาคต นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอมฯ กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ว่า ได้เพิ่มอัตราเร่งในการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะพัฒนางานบริการที่ตอบโจทย์กับพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นผ่านเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูล นำมาวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างงานบริการที่สามารถตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย รวดเร็ว ง่ายต่อการใช้งาน และมีความเฉพาะตัว (Unique) สร้างความรู้สึกพิเศษ (Exclusive) ให้กับผู้รับบริการแบบเฉพาะตัว (Privacy) ในแบบที่เรียกว่า Smart Service พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปโดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี การเข้าถึงข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าและบริการ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจบริการต้องมีการปรับตัว พัฒนางานบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค  
THE UNIQUE VILLAGE บ้านเดี่ยวสไตล์มินิมอล

THE UNIQUE VILLAGE บ้านเดี่ยวสไตล์มินิมอล

THE UNIQUE VILLAGE บ้านเดี่ยวสไตล์มินิมอล โครงการ THE UNIQUE VILLAGE By KTN ASSET THE UNIQUE VILLAGE บ้านเดี่ยวสไตล์มินิมอล บนทำเลศาลายา-คลองโยง ที่น่ารักน่าอยู่แบบสุดๆ ตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัว ด้วยบ้านขนาด 4 ห้องนอน4  4 ห้องน้ำ บนที่ดินขนาด 49 ตารางวา แถมราคาช่วง Presale ก็โดนใจ เปิดตัวในงบ 2.99 ล้านบาท* เท่านั้น พร้อมความเป็นส่วนตัวแบบสุดๆ เพียงแค่ 4 ยูนิต     THE UNIQUE VILLAGE บ้านเดี่ยวสไตล์มินิมอล โครงการ THE UNIQUE VILLAGE By KTN ASSETเป็นโครงการบ้านเดี่ยว สไตล์ "มินิมอล" ตามคอนเซปต์ของแบรนด์ "Less Speaking, More Creating" ซึ่งโดดเด่นด้วยการออกแบบตัวบ้านให้มีความเรียบง่าย แต่ยังคงไว้ด้วยฟังก์ชันครบครัน ตอบสนองทุกความต้องการ ตอบโจทย์ความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยของทุกคนในครอบครัว จากแนวคิด Organic Living ใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ บนทำเลในย่าน ศาลายา-คลองโยง จังหวัดนครปฐม ใกล้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางใหญ่-กาญจนบุรี (กำลังก่อสร้าง) สามารถเดินทางได้ง่าย ไม่ว่าจะเข้าสู่ใจกลางเมือง หรือเดินทางออกต่างจังหวัด ก็ใช้เวลาเดินทางไม่มาก ตัวบ้านอยู่บนที่ดินขนาด 49 ตารางวา ออกแบบเป็นหน้าจั่ว 2 ชั้น ภายในแบ่งเป็น 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 132 ตารางเมตร ที่เพิ่มพื้นที่ให้ทุกคนในครอบครัวได้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ใกล้ทั้งแหล่งช็อปปิ้งอย่าง Central ศาลายา และมหาวิทยาลัยมหิดล แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ และคาเฟ่เก๋ๆ อีกเพียบ ทำให้ทุกวันของคุณเป็นวันพักผ่อนได้พิเศษกว่าใคร ด้วยยูนิตจำนวนจำกัดเพียง 4 หลังเท่านั้น!! ราคาเริ่มต้น 2.99 ล้าน* เฉพาะช่วง PRESALE เท่านั้น *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด KTN ASSET โทรสอบถามรายละเอียดโครงการ • โทรสอบถามเพิ่มเติม : 099-607-6116 • Line : @KTNASSET ( มี @ นำหน้า ) • Facebook : KTN ASSET บทความที่น่าสนใจ ‘ศาลายา – พุทธมณฑลสาย 5’ แลนด์มาร์กใหม่อสังหาฯ ทุ่ม 9 พันล้านขยายถนนนครอินทร์เชื่อมศาลายา
7  มาตรการดึงต่างชาติกระตุ้นเศรษฐกิจ-การลงทุนไทย เพิ่มเม็ดเงิน 1 ล้านล้าน

7 มาตรการดึงต่างชาติกระตุ้นเศรษฐกิจ-การลงทุนไทย เพิ่มเม็ดเงิน 1 ล้านล้าน

ภาวะเศรษฐกิจไทย มีหลายอุตสาหกรรมที่เป็นตัวขับเคลื่อนและสร้างการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิต การส่งออก การเกษตร การท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์  ซึ่งส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศ หรือไม่ก็เป็นกลุ่มค้าชาวต่างชาติ เพราะลำพังการบริโภคภายในประเทศ อาจจะไม่เพียงพอต่อการสร้างการเติบของเศรษฐกิจไทยได้มากพอ แต่จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจไทยก็ชะลอตัวลงอย่างมาก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ เพราะ 2 กลุ่มนี้มีฐานลูกค้าต่างชาติช่วยสร้างการเติบโตอย่างมีนัยะสำคัญ เมื่อมีการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ทำให้ต้องล็อกดาวน์ประเทศ หยุดการเดินทางหยุดการท่องเที่ยว แน่นอนกลุ่มลูกค้าต่างชาติสำหรับตลาดการท่องเที่ยวและอสังหาฯ หายไปจนแทบจะเป็นศูนย์ ซึ่งทุกประเทศในโลกนี้ต่างก็เผชิญชะตากรรมไม่ได้แตกต่างกันมากนัก   รัฐบาลไทยเองจึงพยายามเร่งหามาตรการเพื่อมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ และกระตุ้นตลาดกลับมาให้ได้เร็วและมากที่สุด เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดส่งสัญญาณดีขึ้น มาตรการควบคุมโรคทำได้ดี ประชาชนคนไทยได้รับการฉีดวัคซีนกันมากตามเกณฑ์ที่กำหนด   ล่าสุด การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา จึงมีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน โดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้ามาภายในประเทศไทย ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ซึ่งมีด้วยกัน 7 เรื่องสำคัญ ดังนี้ ​   1.เห็นชอบในหลักการของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย (มาตรการฯ) และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) รับผิดชอบการดำเนินมาตรการฯ โดยพิจารณาจัดตั้งหน่วยบริการขึ้นเพื่อสนับสนุนและเชิญชวนให้ชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้ามาเป็นผู้พำนักระยะยาวในประเทศไทย หรือพิจารณาให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินงานส่วนใดส่วนหนึ่งภายใต้กำกับของ สกท. ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินมาตรการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินเกินสมควร 2.มอบหมายให้กระทรวงมหาไทย (มท.) พิจารณาความเหมาะสมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาวใหม่ รวมทั้งข้อยกเว้นและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ (1) ยกเว้นให้ผู้ถือวีซ่าประเภทผู้พำนักอาศัยระยะยาวและวีซ่าประเภท Smart Visa ทั้งหมดไม่ต้องมีหนังสือแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบหากอยู่ในประเทศเกินเก้าสิบวัน ตามมาตรา 37 (5) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และให้มีคุณสมบัติของผู้ขอวีซ่า สิทธิประโยชน์ และรายละเอียดอื่น ๆ ตามที่เสนอ (2) ให้ศึกษาแนวทางการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน   3.มอบหมายให้กระทรวงแรงงาน (รง.) พิจารณาความเหมาะสมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการทำงานและอนุญาตให้ทำงานของคนต่างด้าว โดยให้ผู้ถือวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาวสามารถทำงานให้นายจ้างทั้งที่อยู่ในราชอาณาจักรและนอกราชอาณาจักรได้โดยได้รับอนุญาตให้ทำงานโดยอัตโนมัติพร้อมกับการขอวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาว   4.มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) พิจารณาให้ผู้ถือวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาวไม่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การพิจารณาออกใบอนุญาตทำงาน เรื่อง การกำหนดให้การจ้างคนต่างด้าว 1 คนต้องจ้างงานพนักงานคนไทยทำงานประจำ 4 คน ตามคำสั่ง ตช. ที่ 327/2557 เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณากรณีคนต่างด้าวขออนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว 5.มอบหมายให้กระทรวงการคลัง (กค.) พิจารณาความเหมาะสมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาษีประเภทต่าง ๆ และระเบียบวิธีปฏิบัติด้านการศุลกากร ดังนี้ 1.ปรับลดพิกัดอัตราอากรขาเข้าเพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนในการนำสินค้าประเภทไวน์ สุรา และยาสูบประเภทซิการ์ลงกึ่งหนึ่งเป็นเวลา 5 ปี 2.ปรับปรุงประกาศกรมศุลกากรที่เกี่ยวกับการปฏิบัติพิธีการศุลกากรของติดตัวผู้โดยสารที่นำติดตัวเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมกับตนทางท่าอากาศยานให้เหมาะสมและเป็นปัจจุบัน โดยให้ใช้หลักการพิจารณาจากปริมาณ จำนวน หรือสภาพของสิ่งของที่นำเข้าหรือส่งออกว่าเป็นไปเพื่อการใช้ประโยชน์ส่วนตนหรือไม่ แทนการพิจารณาจากมูลค่าของสิ่งของ 3.ดำเนินการจัดทำและเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรเพื่อกำหนดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ถือวีซ่าผู้พำนักระยะยาวประเภทกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ โดยเทียบเคียงกับมาตรการภาษีในลักษณะเดียวกันของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการดึงดูดกลุ่มผู้พำนักระยะยาวเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงและมีรายได้จากการทำงานในประเทศไทยระหว่างที่ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยในราชอาณาจักร   6.มอบหมายให้ สกท. พิจารณาการบริหารจัดการวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาวและวีซ่าประเภทอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน   7.มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบข้างต้นเร่งรัดดำเนินการภายใน 90 วัน และให้รายงานความคืบหน้าของผลการพิจารณาผ่าน สศช. เพื่อรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบต่อไป โดยเป้าหมายในระยะ 5 ปี (2565-2569) ประเทศไทยต้องการมีชาวต่างชาติที่มีรายได้สูง นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ผู้เกษียณอายุที่มีรายได้สูงจากบำนาญมาอาศัยในไทย 1 ล้านคน เพื่อทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านบาท  ซึ่งคาดว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย จะมีการใช้จ่ายเงินเบื้องต้นคนละ 1  ล้านบาทต่อปี   ที่มา : เว็บไซต์นสพ.แนวหน้า, มติครม.วันที่ 14 ก.ย.2564