Tag : living

360 ผลลัพธ์
9 แอปสตรีมมิ่งดัง เทียบโปรฯ ดูหนังโดนใจ

9 แอปสตรีมมิ่งดัง เทียบโปรฯ ดูหนังโดนใจ

นับตั้งแต่วิถีชีวิตคนยุคปัจจุบัน  มีโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต เป็นเหมือนอวัยวะชิ้นที่ 33 ของร่างกาย เพราะใช้เป็นตัวช่วยในการดำเนินชีวิตประจำวันแทบจะทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือเรื่องส่วนตัว​ อุปกรณ์อื่น ๆ ที่เคยถูกให้ความสำคัญ ก็มีบทบาทลดน้อยลง อย่างเช่น โทรทัศน์ ซึ่งทุกวันนี้บางครอบครัวแทบจะไม่ได้เปิดดูเลย เพราะเราสามารถที่จะเสพข่าวสารและความบันเทิงผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตได้อย่างสะดวกสบาย และได้ทุกที่ทุกเวลาด้วย   เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป แน่นอนว่าผู้ผลิตสินค้าและบริการ ก็ต้องปรับตัวตาม  ไม่เว้นแต่ธุรกิจความบันเทิง ที่ไม่เพียงแต่เกิดช่องทางการรับชมความบันเทิงใหม่ อย่าง OTT (Over-The-Top) ซึ่งหมายถึงคอนเทนต์รูปแบบต่าง ๆ อาทิ ภาพยนตร์ เพลง ละคร ซีรีส์  ข่าวสาร ที่ส่งผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้เราสามารถดูคอนเทนต์ได้ทุกชนิดผ่านโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดและในช่วงเวลาใด ซึ่งผู้ให้บริการ OTT มีมากมาย ทั้งชนิดบริการฟรี แต่เราต้องแลกด้วยการดูโฆษณา หรือแบบวีไอพีที่เสียค่าบริการรายเดือนหรือรายปี   ปัจจุบันเราจึงสามารถเสพความบันเทิงได้มากมาย โดยเฉพาะหนัง ละคร และซีรีส์ จากผู้ให้บริการ OTT ที่มีแอปพลิเคชันให้บริการในรูปแบบ​ Streaming ( การรับส่งสัญญาณภาพและเสียงผ่านเครือข่ายระบบอินเตอร์เน็ต) ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมมาให้ พร้อมเปรียบเทียบว่าแต่ละค่าย คิดอัตราค่าบริการเท่าไร และมีความบันเทิงอะไรที่โดดเด่นบ้าง ​ Disney+ hotstar Disney+ hotstar  (ดิสนีย์พลัส ฮอตสตาร์)  จากบริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งรายล่าสุด ที่เข้ามาบุกตลาดเมืองไทย โดยขนเอาหนังกว่า 700 เรื่องและซีรีส์อีกกว่า 14,000 ตอนทั้งจากทั่วโลก เอเชีย และไทยมาให้สมาชิกได้รับชม ไฮไลท์สำคัญคงหนีไม่พ้น คอนเทนต์จากค่ายของดิสนีย์เอง โดยเฉพาะคอนเทนต์ประเภทแฟนตาซีและการ์ตูน รวมถึงหนังประเภทซูเปอร์ฮีโร่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน และมีหนังระดับบล็อกบัสเตอร์มากมาย ไม่เพียงเท่านั้น ยังเสริมด้วยคอนเทนต์อื่น ๆ อีกสารพัดทั้งจากผู้ผลิตและสตูดิโอดังมากมาย แน่นอนมีคอนเทนต์จากไทยด้วย ​​   สำหรับค่าบริการ Disney+ Hotstar  คิดอัตราค่าบริการปกติเดือนละ 99 บาท ปีละ 799 บาท แต่สำหรับลูกค้าเอไอเอส สามารถสมัครสมัครรายเดือนได้ราคา 49 บาท และดูฟรี 1 เดือน หรือแพ็คเกจรายปี 499 บาท โดยดูได้ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน ​ซึ่งสามารถดูได้ในแอป Disney+ Hotstar หลากหลายอุปกรณ์ ​ HBO GO อีกหนึ่งแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่ง ความบันเทิงจากสหรัฐอเมริกา ที่บริหารงานโดยวอร์เนอร์ มีเดีย เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เน็ตเวิร์คส เซาท์อีสต์เอเชีย แปซิฟิก แอนด์ ไชน่า ซึ่งกลับมาให้บริการภายใต้พันธมิตรรายใหม่ อย่าง บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ 3BB จากก่อนหน้าเคยอยู่กับค่ายเอไอเอสมาก่อน ความโดดเด่นของ  HBO GO ​ก็คือ หนังและซีรีส์ ชั้นนำจาก​​ DC Comics โดยเฉพาะซีรีส์สร้างชื่อและเป็นแม่เหล็กสำคัญอย่าง  Games of Thrones  และยังมีคอนเทนต์อีกหลากหลายประเภทให้ได้เลือกชม   สำหรับค่าบริการของ HBO GO มีอัตราเดียว คือ เดือนละ 149 บาท  สามารถทดลองได้ฟรี 7 วัน ซึ่ง 1 บัญชีสามารถแชร์ได้ 5 อุปกรณ์ แต่รับชมได้ 2 เครื่องพร้อมกัน และดูผ่านเว็บไซต์ www.hbogo.co.th   ได้ แต่สำหรับลูกค้าที่สมัคร 3BB GIGATV และ MONOMAX จ่ายเพิ่มอีก 39 บาท ก็สามารถใช้งาน HBO GO ได้ด้วย iQIYI iQIYI (อ้ายฉีอี้) อีกหนึ่งแพลตฟอร์มดูคอนเทนต์หลากหลายประเภท แต่โดดเด่นกว่าหลาย ๆ ราย ตรงที่มีคอนเทนต์จากประเทศจีนจำนวนมาก มาให้เลือกดูไม่ว่าจะเป็นหนัง หรือซีรีส์ คนที่ชื่นชอบคอนเทนต์จากประเทศจีนจึงไม่ควรพลาด ​มีทั้งพากย์ไทยและคำบรรยายให้เลือกชมสูงสุด 12 ภาษา  แถมยังปรับตัวอักษรได้ทั้งขนาด สี และพื้นหลังได้อีก​ด้วย   iQIYI  ไม่ได้มีแค่คอนเทนต์จากประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังมีคอนเทนต์จากประเทศต่าง ๆ ในเอเชียด้วย มีคอนเทนต์ที่เป็นออริจินัลของตนอีกต่างหาก ​แน่นอนคอนเทนต์จากประเทศไทยก็ต้องมีด้วยเช่นกัน โดยสามารถดูได้ผ่าน​ แอปพลิเคชั่น iQIYI และเว็บไซต์ iQ.com   สำหรับค่าบริการ ​หากเป็นคอนเทนต์ปกติสามารถดูได้แบบฟรี ๆ แต่จะมีบางคอนเทนต์ที่ต้องอัพเกรเป็นสมาชิกแบบวีไอพี  ซึ่งจะสามารถดูได้ 2 จอพร้อมกัน ด้วยอัตราค่าบริการ​ 15 บาทในเดือนแรก  และต่ออายุในอัตรา 119 บาท ซึ่งปัจจุบันมีโปรโมชั่น (ถึง 22 ก.ค.2564) แพ็คเกจ 3 เดือน คิดค่าบริการ 179 บาท จากปกติ 399 บาท แพ็คเกจ 1 ปี คิดราคา 599 บาท จากปกติ 1,200 บาท LineTV คนไทยคุ้นเคยกับแอปพลิเคชั่น Line เพราะทุกวันนี้เราติดต่อสื่อสารกับเพื่อนหรือคนรู้จัก ไม่ว่าจะด้วยข้อความหรือเสียง กันด้วยแอปพลิเคชั่น Line เป็นหลัก แทบจะไม่ได้ใช้โทรศัพท์โทรหากันแบบปกติแล้ว ซึ่งแอปพลิเคชั่น Line ยังมีบริการอื่น ๆ เสริมเข้ามามากมาย รวมถึงการสตรีมมิ่ง คอนเทนต์ความบันเทิง อย่าง Line TV ให้ได้รับชมคอนเทนต์กันหลากหลาย ทั้งหนัง ละคร ซีรีส์ และอื่น ๆ แต่จุดเด่นคงเป็นคอนเทนต์ของไทย ที่มีให้ดูมากมายกันแบบยาว ๆ หากใครพลาดจากช่องทีวีปกติ ที่สำคัญเป็นการให้บริการฟรี ดูได้ไม่จำกัด บางช่วงเวลายังมีการผลิตคอนเทนต์พิเศษที่ออกอากาศเฉพาะ Line TV อีกด้วย ​แต่ของฟรี ก็มักจะต้องแลกมากับอะไรบางอย่าง นั่นคือ เราต้องดูโฆษณา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุน Line TV แทนการเสียค่าบริการ ​ MONOMAX MONOMAX แอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งคอนเทนต์ สัญชาติไทย ที่บริหารงานภายใต้บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีหลายธุรกิจ รวมถึงสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล ช่องโมโน 29 ด้วย  โดย MONOMAX ให้บริการคอนเทนต์ต่าง ๆมากมายกว่า 20,000 ชั่วโมง ทั้งหนัง ซีรีส์ ละคร และความบันเทิงต่าง ๆ ทั้งจากต่างประเทศและของผู้ผลิตคนไทย  ​   สำหรับค่าบริการ MONOMAX  คิดค่าบริการเดือนละ 250 บาท หรือปีละ 2,500 บาท โดยจะได้ดูฟรี 30 วัน สามารถดูได้พร้อมกันถึง 5 อุปกรณ์ แต่หากลูกค้าใหม่ที่สมัครและชำระผ่าน shopee pay จะได้รับคูปองส่วนลด 90% หรือสูงสุด 100 บาท หรือมีอัตราค่าบริการ 150 บาทแต่รองรับเฉพาะผู้ใช้โทรศัพท์ระบบแอนดรอยเท่านั้น  MONOMAX ยังทำโปรโมชั่นร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ หรือบัตรเครดิตจากค่ายต่าง ๆ ซึ่งทำให้สามารถสมัครสมาชิกได้หลากหลายราคาตามความต้องการของลูกค้าด้วย Netflix ในบรรดาแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่ง การดูคอนเทนต์หนัง ละคร ซีรีส์ต่าง ๆ Netflix น่าจะเป็นแอปพลิเคชั่นแรก ๆ ที่คนไทยคุ้นเคย และนึกถึง เพราะแนวทางการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง บวกกับนำคอนเทนต์โดนใจคนไทยมาให้ดูกันมากมาย โดยเฉพาะซีรีส์เกาหลีหลายเรื่อง หาที่เป็นคอนเทนต์เฉพาะของ Netflix (Netflix originals) ​​​ซึ่งมีทั้งคอนเทนต์ฝั่งฮอลลีวูด เกาหลี จีน และไทย ทำให้เป็นแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งถูกใจคนไทย จุดเด่นอีกอย่างของ Netflix คือ การมีอัตราค่าบริการหลากหลายราคา และยังสามารถแชร์กันระหว่างเพื่อนหรือคนในครอบครัวได้ด้วย ทำให้ Netflix ได้รับความนิยมสูงจากนักดูคอนเทนต์ชาวไทย   สำหรับค่าบริการ Netflix มีค่าบริการด้วยกัน 4 แพ็คเกจ ได้แก่ 1. สำหรับมือถือ คิดค่าบริการ 99 บาทต่อเดือน สามารถดูได้ 2 อุปกรณ์ คือ โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต  2.พื้นฐาน คิดค่าบริการ 279 บาทต่อเดือน 3.มาตรฐาน คิดค่าบริการ 349 บาทต่อเดือน และ 4.พรีเมียม คิดค่าบริการ 419 บาทต่อเดือน ซึ่งทั้ง 3 แพ็คเกจหลังสามารถดูได้ 4 อุปกรณ์ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และทีวี แต่จะต่างกันตรงความละเอียดในการรับชมภาพ ซึ่งดีที่สุดจะเป็นแพ็คเกจพรีเมียม ที่มีความละเดียดของภาพระดับ 4K และ HDR Viu   หากนึกถึง แอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งที่นำเสนอคอนเทนต์จากประเทศเกาหลี โดยเฉพาะซีรีส์ดัง ๆ หนึ่งในชื่อที่คนไทยนึกถึง ต้องมี Viu (วิว) อยู่ในชื่อแรก ๆ เพราะถือว่าเป็นเป็นแอปที่นำเสนอคอนเทนต์จากเกาหลีได้อย่างโดดเด่น มีหลากหลายประเภท แถมยังให้ดูได้ฟรีในหลายคอนเทนต์มากมาย โดยเฉพาะคอนเทนต์เฉพาะที่ผลิตขึ้นเอง (Viu originals) แม้ว่าจะมีบางคอนเทนต์ที่หากจะดูต้องสมัครสมาชิกในรูปแบบ VIU Premium ก็ตาม ที่ผ่านมามีคอนเทนต์ที่ออกอากาศผ่าน Viu และถูกพูดถึงอย่างมาก เช่น  ซีรีส์ A World of Married Couple   สำหรับผู้ที่ต้องการรับชมคอนเทนต์ได้แบบครบถ้วน ต้องอัพเกรดเป็นสมาชิกแบบพรีเมียม ด้วย​ค่าบริหารเริ่มต้น 119 บาท (สามารถทดลองฟรีได้ 7 วันก่อนสมัครใช้บริการ) และมีแพ็คเกจ 3 เดือนคิดค่าบริการ 315 บาท  แบบรายปี 1,199 บาท ซึ่ง 1 บัญชี สามารถดูผ่าน แอปพลิเคชั่นได้ 3 อุปกรณ์ และผ่านคอมพิวเตอร์ได้ 1 บราวเซอร์ WeTV สำหรับผู้ที่ชื่นชอบคอนเทนต์จากประเทศจีน รับรองว่าจะต้องมีแอปพลิเคชั่น WeTV เป็นหนึ่งแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งที่ดาวน์โหลดติดโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตเอาไว้อย่างแน่นอน  เพราะถือว่า WeTV รวมรวมเอาคอนเทนต์จากประเทศจีนไว้น่าจะมากที่สุดแล้ว ซึ่งมีทั้งหนัง ละคร ซีรีส์ และรายการบันเทิงต่าง ๆ ให้ได้ดูอย่างจุใจ แต่ไม่ได้มีเฉพาะคอนเทนต์จากจีนเท่านั้น ยังมีอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะของเอเชียด้วยกัน ที่สำคัญคอนเทนต์ส่วนใหญ่ดูฟรีด้วย แต่บางคอนเทนต์อาจจะดูได้เฉพาะสมาชิกแบบวีไอพี ซึ่งหากต้องการก็ต้องเสียเงินสมัครเพิ่ม​   ด้วยอัตราค่าบริการเริ่มต้นเดือนละ 59 บาท ซึ่งต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยสมัครสมาชิกมาก่อน และต่ออายุเดือนต่อไป 89 บาท ส่วนแพ็คเกจแบบ 3 เดือนคิดค่าบริการ 249 บาท ต่ออายุครั้งต่อไป 159บาท ส่วนแพ็คเกจรายปี คิดค่าบริการ 899  บาท ต่ออายุรายปีต่อไป 599 บาท WeTV iflix อีกหนึ่งแอปพลิเคชั่น ภายใต้ชายคาบ้านเดียวกันของ WeTV ซึ่งก่อนหน้านี้  iflix ไม่ได้อยู่ภายใต้การบริหารงานของ WeTV แต่เป็นเพราะช่วงกลางปีที่ผ่านมา Tencent ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน เจ้าของแอปพลิเคชั่น WeTV เพิ่งจะเข้าซื้อกิจการของ iflix ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งจากมาเลเซีย เพราะต้องการขยายกิจการ WeTV ออกไปทำตลาดนอกประเทศจีน ​ปัจจุบันอัตราค่าสมัครของ WeTV และ WeTV iflix จึงเหมือนกัน ส่วนรูปแบบคอนเทนต์อาจมีแตกต่างกันไป แต่ยังคงเน้นคอนเทนต์ทั้งหนัง ละคร ซีรีส์ และความบันเทิงที่มีรูปแบบคล้ายกัน  และให้บริการฟรีในการสมัครสมาชิกเพื่อดูคอนเทนต์ปกติ​​   แต่สำหรับสมาชิกที่ต้องการดูคอนเทนต์พิเศษ  จะต้องเสียเงินเพิ่มเติม ด้วยการสมัครสมาชิกในรูปแบบ WeTV iflix VIP ซึ่งเรทราคาเดียวกับ WeTV โดยเริ่มต้นเดือนละ 59 บาท ซึ่งต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยสมัครสมาชิกมาก่อน และต่ออายุเดือนต่อไป 89 บาท ส่วนแพ็คเกจแบบ 3 เดือนคิดค่าบริการ 249 บาท ต่ออายุครั้งต่อไป 159 บาท ส่วนแพ็คเกจรายปี คิดค่าบริการ 899  บาท ต่ออายุรายปีต่อไป 599 บาท
เปิดอินไซต์ 3 ปัจจัยเลือกซื้อบ้าน ตอบโจทย์วิถีชีวิต New Normal

เปิดอินไซต์ 3 ปัจจัยเลือกซื้อบ้าน ตอบโจทย์วิถีชีวิต New Normal

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลทำให้วิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากมาย ที่เห็นชัดเจนคือ การดูแลตนเอง ภายใต้มาตรฐานด้านการสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็น การสวมใส่หน้ากากอนามัย  การล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ ด้วยเจลแอลกอฮอล์หรือสบู่ การเว้นระยะห่างทางสังคม และการลดไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือแออัด รวมถึง การหันมาทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) มากขึ้น   สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดจะยังไม่ยุติลง  แต่เชื่อว่าวิถีชีวิตของคนในอนาคตข้างหน้า คงไม่ได้แตกต่างจากปัจจุบันมากนัก เพราะเราต้องปรับตัวเพื่ออยู่กับโควิด-19 ให้ได้  เมื่อวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป เรื่องของการอยู่อาศัยก็ต้องปรับตัวตาม เพื่อรองรับกับวิถีชีวิตปกติใหม่ดังกล่าว ซึ่งบรรดาดีเวลลอปเปอร์ คงต้องหันมาพัฒนาที่อยู่อาศัย ให้ตอบโจทย์กับความต้องการและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงของคนส่วนใหญ่ด้วย   โดยผลวิจัยจาก บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทด้านวิจัยและพัฒนาในเครือบริษัท แอล. พี. เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) พบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยโดยคำนึงถึง 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1.พื้นที่ใช้สอยและวัสดุ (Function & Material) 2.การออกแบบโดยให้ความสำคัญกับสุขอนามัย (Health) และ 3.เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย (Smart Living Technology) 3 ปัจจัยผู้บริโภคเลือกซื้อบ้านรับวิถี New Normal 1.พื้นที่ใช้สอยและวัสดุในแบบ Multifunctional Space   หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปจากบ้านเป็นที่อยู่อาศัยเพื่อการพักผ่อนและทำกิจกรรมส่วนตัว ไปสู่การใช้บ้านเป็นทั้งที่ทำงานและสถานที่พักผ่อนไปพร้อมกัน เมื่อผู้คนต้องทำงานที่บ้านมากขึ้น ทำให้การออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย ต้องมีพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่น  สามารถปรับเปลี่ยนการใช้สอยในพื้นที่ได้ในแบบ Multifunctional Space อาทิ การแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านด้วยผนังทึบอาจต้องปรับเปลี่ยนเป็นผนังที่สามารถเปิดเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ภายในที่อยู่อาศัย โดยการใช้บานเลื่อนหรือบานเฟี้ยม นอกจากจะมีประโยชน์ในด้านความยืดหยุ่นของพื้นที่ใช้สอยแล้ว ยังทำให้ที่อยู่อาศัยดูโปร่ง และมีการไหลเวียนอากาศที่ดี เพื่อตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตในปัจจุบันและอนาคต ในขณะเดียวกันการเลือกใช้วัสดุต่างๆ จำเป็นที่จะต้องเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม การระบายอากาศที่ดี มีปริมาณแสงธรรมชาติทเข้ามาภายในพื้นที่ใช้สอยได้อย่างเหมาะสม ​เช่น พื้นที่ครัวโดยเฉพาะครัวไทย ที่ต้องใช้วัสดุที่เช็ดทำความสะอาดได้ง่าย กันน้ำได้ดี และระบายอากาศได้ง่าย หรือพื้นที่อ่านหนังสือ-พื้นที่นั่งเล่นที่ต้องการปริมาณแสงธรรมชาติมากกว่าห้องนอน เป็นต้น 2.การออกแบบโดยให้ความสำคัญกับสุขอนามัย (Health) จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 ทำให้ประชาชนตระหนักและหันมาดูแลสุขภาพตัวเองกันมากขึ้น การออกแบบที่อยู่อาศัยจำเป็นต้องคำนึงถึงสุขอนามัยที่ดี โดยใช้นวัตกรรมการออกแบบที่ส่งเสริมคุณภาพทางด้านสุขอนามัยภายในที่อยู่อาศัย เช่น ระบบช่วยลดไวรัสและแบคทีเรียภายในอากาศ โดยใช้ประจุบวกและลบ ซึ่งมีประสิทธิภาพการกำจัดได้ถึง 99% ระบบควบคุมการไหลเวียนอากาศภายในบ้าน ที่ช่วยทำให้อากาศถ่ายเทแม้จะปิดประตูหน้าต่างอยู่ก็ตาม รวมถึงนวัตกรรมทางด้านวัสดุที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ เช่น สีทาบ้าน Low VOCs ซึ่งได้รับการรับรองว่ามีการปล่อยสาร VOCs หรือสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระดับต่ำ หรือลามิเนตที่ป้องกันแบคทีเรียและไวรัส เป็นต้น นอกจากนวัตกรรมที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในเรื่องสุขอนามัยแล้ว พื้นที่สีเขียวภายในบ้านเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งเสริมสุขภาพทางด้านจิตใจให้แก่ผู้อยู่อาศัย ดังนั้นการออกแบบที่อยู่อาศัยจึงควรมีพื้นที่สวนเล็กๆ ภายในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่ปลูกต้นไม้ที่ระเบียงที่สามารถมองเห็นได้จากภายในห้อง 3.เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย (Smart Living Technology) เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย (Smart Living Technology) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ กับการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย เพราะช่วยสร้างความสะดวกสบายและ ความปลอดภัยในการอยู่อาศัย   เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย ได้เข้ามาช่วยในเรื่องของความสะดวกสบาย เช่น การพัฒนา Smart Residence มีการนำเทคโนโลยี Home Automation เชื่อมต่อเข้ากับระบบสั่งการต่าง ๆ ทั้งทางเสียง หรือ  แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ เพื่อควบคุมการทำงานของระบบเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในที่พักอาศัย เช่น  การเปิด-ปิดไฟ และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน อาทิ โทรทัศน์ เครื่องเสียง ปลั๊กไฟ การปรับอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ และ การควบคุมแสงสว่างและอุณหภูมิภายในบ้าน เป็นต้น รวมถึงการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตกับอุปกรณ์สั่งการด้วยเสียง ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่การตรวจสอบสภาพการจราจรก่อนออกจากบ้านได้เพียงแค่การถามอุปกรณ์นั้น   นอกจากนี้ การพัฒนา Smart Residence ต้องคำนึงถึงการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ประหยัดพลังงาน ทำให้การออกแบบที่อยู่อาศัยในรูปแบบของ Smart Residence ต้องนำนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาความร้อนภายในที่อยู่อาศัย เช่น ระบบ Fresh Air Intake ที่จะการถ่ายเทอากาศและระบายความร้อนออกจากตัวบ้านด้วยการนำอากาศใหม่เข้ามาในบ้านผ่านช่องระบายอากาศ และดึงความร้อนจากภายในตัวบ้านขึ้นไปยังช่องใต้หลังคาด้วยระบบระบายอากาศฝ้าเพดาน และระบายออกสู่นอกตัวบ้านผ่านระบบระบายความร้อนในช่องใต้หลังคา นอกจากระบบ Fresh Air Intake แล้ว การใช้วัสดุ เช่น กระจก อิฐก่อผนัง หลังคา หรือฉนวนกันร้อนที่ได้คุณภาพก็ยังช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานภายในบ้านได้อีกด้วย   เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัย   ที่เข้ามาช่วยด้านความปลอดภัย อาทิ​​ กล้องวงจรปิด ระบบเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เซนเซอร์ที่ประตู-หน้าต่าง Digital Door Lock เป็นต้น โดยที่อุปกรณ์ต่างๆจะสามารถควบคุมได้ผ่านแอปพลิเคชั่น หรือ Home Automation ภายในบ้าน และเมื่อเกิดเหตุก็จะส่งสัญญาณเตือนมาที่โทรศัพท์ของผู้ใช้งาน นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการบริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวถึงแนวโน้มการพัฒนาที่อยู่อาศัยในปัจจุบันว่า หลังการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสสายพันธ์ใหม่ 2019   ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ได้มีการพัฒนาการออกแบบที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตของประชาชนภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ ซึ่งกลายเป็นวิถีชีวิตในปัจจุบัน (Now Normal) โดยคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย การออกแบบพื้นที่ใช้สอยและวัสดุ (Function & Material) ที่ตอบโจทย์กับการอยู่อาศัยและเป็นมิตรกับชีวิตและสิ่งแวดล้อม, การออกแบบโดยให้ความสำคัญกับสุขอนามัย (Health) และ การนำนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยโดยใช้เทคโนโลยี Internet of Thinks (IoTs) และอุปกรณ์อัจฉริยะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญเพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่สะดวกสบายและปลอดภัย มากยิ่งขึ้น สินค้า Smart Home มูลค่ากว่า 2,500 ล้าน โดยจากการประเมินของ IDC สถาบันวิจัยด้านการตลาดของสหรัฐฯ ระบุว่า จำนวนอุปกรณ์ Smart Residence ของโลก มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย  31% ต่อปี จากจำนวน 644 ล้านเครื่องในปี 2561 จะเพิ่มเป็น 1,300 ล้านเครื่องในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า เท่าตัวภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี ขณะที่ A.T. Kearney ระบุว่า มูลค่าตลาดของ Smart Residence ทั่วโลกจะอยู่ที่  263,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราวๆ 8.4 ล้านล้านบาทในปี 2568 โดยผลการศึกษายระบุว่า Smart Residence  ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับ 2 หมวดหลักๆ คืออุปกรณ์ที่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต และอุปกรณ์ที่ตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัย   ขณะที่ บริษัท เมสเซ่ แฟรงก์เฟิร์ตนิว เอร่า บิซิเนส มีเดีย จำกัด ศึกษาการเติบโตของตลาด Smart Residence ในประเทศไทยระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ Smart Home ของประเทศไทยในปี 2559 มีมูลค่า 645 ล้านบาท และเพิ่มมากกว่าเท่าตัวในปี 2563 โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ย 40% ต่อปี โดยแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ Smart Residence เพื่อการดูแลผู้สูงอายุ เติบโตสูงสุด 60% และผลิตภัณฑ์ Smart Home เพื่อการรักษาความปลอดภัยจะเติบโตเป็นอันดับสองคือ 45% ต่อปี   จากผลการสำรวจดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยทั่วโลกให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยเข้ามาใช้ในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในรูปแบบของบ้านอัจฉริยะหรือ Smart Residence มากขึ้นรวมทั้งพฤติกรรมของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ที่เริ่มให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่มีเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้การอยู่อาศัยมีความสะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  
ASM  แตกธุรกิจ “Always Clean”  บริการทำความสะอาด-ฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรค  

ASM แตกธุรกิจ “Always Clean” บริการทำความสะอาด-ฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรค  

ASM ผู้ให้บริการงานรักษาความปลอดภัย ในเครือล็อกซเล่ย์ แตกไลน์ธุรกิจ Always Clean by ASM บริการทำความสะอาดและฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรคครบวงจร รับวิถีชีวิตปกติใหม่ สู้ภัยวิกฤติโควิด-19     นางสาวพัทธ์ธีรา ลภัสเศรษฐศิริ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มงานปฏิบัติการ รักษาความปลอดภัยและบริการ บริษัท รักษาความปลอดภัย เอเอสเอ็ม แมเนจเมนท์ จำกัด หรือ  ASM  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การทำความสะอาดและฉีดพ่นน้ำยากำจัดเชื้อโรคจึงเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งประชาชนส่วนใหญ่ ผู้ประกอบการร้านค้า และองค์กรต่าง ๆ เริ่มตระหนักถึงการทำความสะอาดและการฉีดพ่นน้ำยากำจัดเชื้อโรคมากขึ้น จึงเป็นโอกาสที่บริษัทฯ จะเดินหน้าสู่ธุรกิจบริการทำความสะอาดครบวงจร ภายใต้ชื่อ ออลเว็ส คลีน บาย เอเอสเอ็ม (Always Clean by ASM) เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการในยุคความปกติใหม่ (New Normal) การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังพบผู้ติดเชื้อจากคลัสเตอร์กลุ่มก้อนเดิม และคลัสเตอร์ใหม่ในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการร้านค้า และองค์กรต่าง ๆ เริ่มยกระดับมาตรการทำความสะอาดและการฉีดพ่นน้ำยากำจัดเชื้อโรคถี่มากขึ้น หลังพบผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริการของ ออลเว็ส คลีน เติบโตสูงขึ้นตามลำดับ โดยบริษัทได้เริ่มให้บริการดังกล่าวมาตั้งแต่ปลายปี 2561 และได้รับการตอบรับที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะช่วงต้นปีจนถึงปัจจุบัน  การให้บริการเติบโตขึ้นกว่า 33% มีลูกค้าจองคิวใช้บริการเฉลี่ย 25 รายต่อวัน แบ่งเป็นกลุ่มลูกค้าประเภทบ้านและคอนโดฯ 80% องค์กรธุรกิจ 10% ร้านค้า ร้านอาหาร 8% และอื่นๆ 2%   สำหรับจุดแข็งของการให้บริการออลเว็ส คลีน คือ มาตรฐานการรับรองด้านความปลอดภัย ที่สร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจให้กับลูกค้า การเลือกใช้น้ำยากำจัดเชื้อโรคคุณภาพสูง ซึ่งเป็นน้ำยาพิเศษนำเข้าจากต่างประเทศ สามารถกำจัดเชื้อโรคได้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ไวรัสโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ ไวรัส H1N1 ไวรัสเมอร์ส เชื้อรา เชื้อไมโคแบคทีเรีย เชื้อสปอร์ และไวรัสต่างๆ   นอกจากนี้ พนักงานทุกคนยังผ่านการตรวจคัดกรอง และได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นที่เรียบร้อย โดยจะมีเข็มกลัดติดที่อกเป็นสัญลักษณ์ว่าฉีดวัคซีนครบโดสแล้วเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า ที่สำคัญพนักงานทุกคนผ่านการตรวจประวัติอาชญากรรม ได้รับการฝึกอบรมด้านการทำความสะอาดอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อบริษัท โดยบริการหลักของ “ออลเว็ส คลีน บาย เอเอสเอ็ม” ประกอบไปด้วย 1.บริการฉีดพ่นกำจัดเชื้อโรคที่ใช้น้ำยาพิเศษเฉพาะที่นำเข้าจากต่างประเทศ สามารถกำจัดเชื้อโรคได้ทุกชนิด 2.บริการทำความสะอาด Big Cleaning โดยให้บริการทำความสะอาดสำนักงาน อาคาร โรงงาน โกดังเก็บสินค้าฯลฯ 3.บริการทำความสะอาดบ้านรายชั่วโมงในราคาจับต้องได้ 4.บริการทำความสะอาดบ้าน ออฟฟิศ โรงงาน รายเดือน 5.บริการดูดไรฝุ่นที่นอน โซฟา และผ้าม่าน 6.บริการอบโอโซน และ7.บริการล้างแอร์ ปัจจุบันบริษัทฯ ได้จัดโปรโมชั่นลดราคาพิเศษเมื่อใช้บริการทำความสะอาดบ้าน 4 ชั่วโมง และฉีดพ่นกำจัดเชื้อโรค จะได้รับสิทธิสะสมแต้มแลกรับบริการฉีดพ่นกำจัดเชื้อโรคและกำจัดไรฝุ่นฟรีอีกด้วย  
8 วิธีเอาตัวรอด เมื่อเกิดไฟไหม้

8 วิธีเอาตัวรอด เมื่อเกิดไฟไหม้

ต้องยอมรับว่า ภัยพิบัติ อย่างอัคคีภัย หรือไฟไหม้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก  แม้ว่าจะเป็นภัยที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่เราก็สามารถจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ได้ หรือหากเกิดไฟไหม้ขึ้นต้องรีบระงับหรือดับไฟไม่ให้ลุกลาม ซึ่งแนวทางเบื้องต้น เมื่อเกิดไฟไหม้หรือต้องตกอยู่ในสถาการณ์ดังกล่าว   สิ่งแรกที่เราต้องทำ คือ การตั้งสติ ต้องไม่ตื่นตระหนกไปกับเหตุการณ์  เพราะการมีสติจะทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี  นอกจากนี้ เราลองมาดูวิธีการเอาตัวรอด หากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ หรือหากยังไม่เกิดเหตุการณ์ขึ้น เราก็ควรจะเรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้ ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น   1.เตรียมเบอร์โทร.สายด่วน เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ คงต้องประเมินก่อนว่าไฟไหม้ดังกล่าว ต้นเพลิงเกิดจากอะไร  หากเป็นเพลิงไหม้จากกระดาษ ไม้ หรือวัสดุติดไฟธรรมดา เราสามารถใช้น้ำดับไฟได้ปกติ แต่หากเป็นไฟไหม้ที่เกิดจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า สายไฟ น้ำมัน หรือก๊าซหุงต้ม ต้องใช้นำยาเคมีดับเพลิงเท่านั้น   แต่หากไม่สามารถดับไฟได้ สิ่งที่ต้องรีบทำ คือ การโทรศัพท์หาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือช่วยดับไฟได้  เช่น  โทร. 191 แจ้งเหตุด่วน-เหตุร้ายทุกชนิด โทร. 199 แจ้งอัคคีภัย   โทร. 1669  สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โทร. 192 ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เป็นต้น โดยเบอร์โทรศัพท์เหล่านี้ ควรเก็บไว้ในโทรศัพท์ หรือจดไว้ในสมุด หรือติดไว้บริเวณที่สามารถเห็นได้ชัดเจน เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะได้ใช้งานได้รวดเร็ว 2.เรียนรู้วิธีรับมือภัยพิบัติ เราควรจะทำการศึกษาและเรียนรู้ วิธีการรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือไฟไหม้ ซึ่งสามารถหาข้อมูลได้ง่าย ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่การเข้ารับการฝึกอบรม ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากมีความรู้ความเข้าใจในวิธีการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้อย่างถูกต้อง เมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติก็จะทำให้เราสามารถเอาตัวรอดได้ และยังอาจจะช่วยเหลือคนที่เรารักได้อีกด้วย 3.เตรียมถังดับเพลิงให้พร้อมใช้งาน แม้ว่าเราไม่คาดหวังว่าจะเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ แต่การเตรียมความพร้อมไว้ ถือเป็นวิธีการที่ดีและถูกต้อง ดังนั้น ถังดับเพลิงจึงควรมีไว้ใช้งานประจำบ้านหรืออาคาร และต้องติดตั้งอยู่ในจุดที่สามารถหยิบมาใช้งานได้สะดวก อุปกรณ์ถังดับเพลิงต้องอยู่ในสภาพที่ดี มีคุณภาพ และต้องใช้งานได้จริงด้วย จึงควรเลือกซื้ออุปกรณ์ที่ได้รับรองมาตรฐาน และจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ 4.เตรียมอุปกรณ์ป้องกันขณะหนีออกจากอาคาร   นอกเหนือจากถังดับเพลิงที่ต้องมีแล้ว บางครั้งเราอาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้ถังดับเพลิงได้ เราจึงควรมีอุปกรณ์ป้องกันไฟอื่น ๆ ขณะที่หนีออกจากอาคารด้วย  เช่น ผ้าหนาๆ ไฟฉาย นกหวีด หน้ากากป้องกันควัน เป็นต้น  และต้องหมั่นตรวจสอบอุปกรณ์ดังกล่าวว่าพร้อมสำหรับใช้งานอยู่เสมอ 5.เตรียมสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการอพยพ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ในสถานที่พักอาศัยของเรา หรือแม้แต่บ้านใกล้เคียง ซึ่งอาจจะส่งผลให้เราไม่สามารถกลับเข้าไปใช้พื้นที่บ้านของเราได้ จึงควรจัดเตรียมอุปกรณ์ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น ใส่กระเป๋าเอาไว้ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะได้หยิบออกจากบ้านได้ทันท่วงที  สิ่งของที่ควรจัดไว้ในกระเป๋า  ได้แก่ อาหารที่สามารถรับประทานได้เลย น้ำดื่ม วิทยุพกพาพร้อมถ่านสำรอง ไฟฉายหรือเทียนไขพร้อมไม้ขีด ยา อุปกรณ์ปฐมพยาบาล อุปกรณ์สำหรับชีวิตประจำวัน เช่น ผ้าขนหนู สบู่ แปรงสีฟัน ผ้าห่ม เชือก เสื้อผ้า เสื้อกันฝน ร่ม ถุงมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าห่อของ หมวกกันน็อก มีด ที่เปิดกระป๋อง ที่เปิดขวดถุงพลาสติก ผ้ายาง สมุด ปากกา และที่สำคัญคือเงินสด สมุดบัญชีธนาคาร บัตรประกันสุขภาพ ใบขับขี่ สำเนาทะเบียนบ้าน 6.ตรวจสอบอุปกรณ์-เครื่องไฟฟ้า ให้พร้อมใช้งาน อุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้าน โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า ควรจะตรวจสอบให้พร้อมใช้งาน และอยู่ในสภาพที่ดี เพราะอุปกรณ์เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นแหล่งกำหนดไฟได้ หากอุปกรณ์ชำรุด หรือลัดวงจรขึ้นมา ที่สำคัญควรถอดปลั๊กไฟทุกครั้งหลังการใช้งาน หรือพวกเตาแก๊ซ ต้องตรวจสอบให้ดีทั้งก่อนใช้งานและหลังใช้งาน ส่วนวัสดุอุปกรณ์ ที่มีความไวไฟ ก็ควรเก็บไว้ในสถานที่ห่างไกลความร้อน หรือแสงอาทิตย์ เพราะอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นมาได้ 7.ศึกษาพื้นที่-สภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ้าน บริเวณที่เราอยู่อาศัย หรือแม้แต่สถานที่ทำงาน เราควรสำรวจและทำความรู้จักเส้นทางให้ดีว่า มีเส้นทางใดบ้าง เพื่อหากเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิด เราจะได้ใช้เป็นเส้นทางหนีออกจากพื้นที่ นอกจากนี้ คงต้องสำรวจบริเวณโดยรอบด้วยว่าเราอยู่ใกล้กับสถานที่เสี่ยงภัยอะไรบ้าง เช่น โรงงานเคมี หรือโรงงานที่ใช้วัตถุไวไฟ ปั๊มแก๊ซ เป็นต้น เพราะการสำรวจพื้นที่โดยรอบ จะทำให้เราไม่อยู่ในความประมาท และทำให้เราตื่นตัวอยู่เสมอ 8.วิธีหนีออกจากอาคารที่เพลิงไหม้ วิธีหนีออกจากอาคารที่เพลิงไหม้  ก่อนอื่นต้องตั้งสติ ไม่ตื่นตระหนก  ในกรณีที่ไฟไหม้นอกห้อง ให้ค่อยๆ ใช้มือสัมผัสบริเวณผนังหรือลูกบิดประตู ถ้ามีความร้อนสูงแสดงว่าเกิดเพลิงไหม้บริเวณใกล้ๆ ห้ามเปิดประตูออกไป ควรปิดประตูให้สนิท ใช้ผ้าหนาๆ ชุบน้ำอุดตามช่องที่ควันสามารถเข้าไปได้ เช่น ขอบประตู ช่องลม ขอบหน้าต่าง จะทำให้เพลิงลุกลามช้าลง ถ้าลูกบิดไม่ร้อนให้เปิดประตู ค่อยๆ เดินออกไปอย่างช้า ๆ สังเกตรายละเอียดรอบตัวให้ดี และรีบเดินไปยังเส้นทางหนีไฟที่ปลอดภัยในทันที   การออกจากอาคารให้ใช้บันไดหนีไฟภายนอกอาคาร ห้ามใช้ลิฟต์อย่างเด็ดขาด เพราะเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ไฟฟ้าจะดับ คุณอาจติดค้างอยู่ในลิฟต์ และทำให้เสียชีวิตได้ในเวลาต่อมาจากการสูดดมควันไฟเข้าไป หากยังหาทางออกไม่ได้ ไม่แนะนำให้เข้าไปอยู่ในบริเวณที่เป็นจุดอับภายในอาคารซึ่งยากต่อการช่วยเหลือ เช่น ห้องน้ำ ห้องใต้ดิน ดาดฟ้า เป็นต้น เพราะแม้อาจจะปลอดภัยในช่วงแรก แต่น้ำในห้องน้ำหรือน้ำจากท่อประปาอาจไม่เพียงพอต่อการดับไฟ และเมื่อหนีออกมาจากอาคารที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ได้แล้ว ห้ามกลับไปยังอาคารที่เกิดเหตุอีกเด็ดขาด     แหล่งข้อมูล : มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, adayBULLETIN ,คู่มือประชาชนในการเตรียมตัวให้รอดปลอดภัยพิบัติ การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย
4 วิธีอย่างง่าย ปรับบ้านให้มีสุขภาวะที่ดีรับ WFH 

4 วิธีอย่างง่าย ปรับบ้านให้มีสุขภาวะที่ดีรับ WFH 

ชั่วโมงนี้ เรื่องของสุขภาพดี ใคร ๆ ก็ต้องการ อยากให้ร่างกายของตนเองแข็งแรง และห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงระบาดอยู่ในขณะนี้ ทำให้มาตรการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ยังเป็นสิ่งจำเป็น และทุกคนควรร่วมมือกันปฏิบัติ จนกว่าสถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้น การฉีดวัคซีนให้กับประชาชนครอบคลุมมากกว่านี้   แม้ว่าเราจะอยู่บ้าน แต่ก็ยังคงทำงานกันเป็นปกติ ตามวิถีชีวิตปกติใหม่ (New Normal) แต่การทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ในแต่ละวันเป็นระยะเวลานาน ๆ โดยเฉพาะการนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ สิ่งที่อาจจะตามมาได้ ก็คงเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม เพราะหากอยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม หรือนั่งทำงานกับอุปกรณ์ที่ไม่ถูกต้องตามสรีระศาสตร์ ก็อาจจะเกิดภาวะปวด เมื่อย ได้เช่นกัน หรือแม้แต่การทำงานที่เราแทบจะไม่ได้พบปะกับเพื่อนร่วมงาน หรือผู้คนทั่วไป เจอกันแต่ทางออนไลน์ ภาวะครามเครียดก็อาจจะเข้ามาถามหาได้เหมือนกัน   ดังนั้น วันนี้ เราจะมีคำแนะนำ ​ 4 วิธีอย่างง่ายในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้มีสุขภาวะที่ดีตามเกณฑ์ของ WELL Building Standard หรือมาตรฐานการออกแบบอาคารที่คำนึงถึงสุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัย ที่ออกแบบมาตรฐานโดย สถาบันอินเตอร์เนชั่นแนล เวลล์ บิลดิ้ง (International WELL Building Institute: IWBI) ในช่วงเวลาที่หลายคนต้องทำงานที่บ้าน  ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มาฝากกัน เป็นบทความจากบริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom : LWS) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) 4 แนวทางการปรับปรุงที่พักอาศัยให้มีสุขภาวะที่ดี เหมาะกับการทำงานที่บ้าน ประกอบด้วย 1.การเลือกมุมทำงานแสงธรรมชาติส่องถึง การเลือกมุมทำงานในพื้นที่ที่แสงธรรมชาติสามารถส่องเข้าถึงได้ เพื่อลดการใช้แสงจากหลอดไฟ ถ้าในที่พักอาศัยมีแสงธรรมชาติไม่เพียงพอจำเป็นต้องใช้แสงไฟจากดองโคม  ควรเลือกหลอดไฟที่มีความคล้ายคลึงกับแสงอาทิตย์ เพื่อให้เกิดความสบายตาในการทำงาน และมีคุณภาพของสีที่ตรงกับความเป็นจริง และต้องทำการจัดตำแหน่งโคมไฟให้เหมาะสม ไม่ทำให้เกิดเงาและแสงสะท้อนบนหน้าจอเนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการปวดตา และส่งผลเสียต่อดวงตาในระยะยาวได้ คุณภาพแสงที่ดีจะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพการนอนหลับให้ดีขึ้นได้อีกด้วย 2.พื้นที่ทำงานอากาศต้องถ่ายเทสะดวก​ พื้นที่ทำงานควรมีอากาศที่ถ่ายเทได้อย่างสะดวก มีคุณภาพอากาศที่ดี ในห้องหรือในพื้นที่ทำงานภายในที่อยู่อาศัย ควรมีอากาศถ่ายเทไม่ควรเป็นพื้นที่ปิดที่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา เนื่องจากการทำงานในพื้นที่ที่อากาศไม่ถ่ายเทหรือต้องเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา อาจจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อรา ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจได้ 3.ใช้อุปกรณ์สำนักงานถูกหลักสรีระศาสตร์    เลือกใช้อุปกรณ์สำนักงานที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ (Ergonomic Design) การทำงานที่บ้านควรเลือกใช้โต๊ะและเก้าอี้ทำงานที่เป็นไปตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อลดความเสี่ยงของการเป็น Office Syndrome จากการนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง ในขณะเดียวกันควรปรับตำแหน่งอุปกรณ์สำนักงานให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงาน อาทิ  ตำแหน่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าจอคอมพิวเตอร์ควรสามารถปรับระดับได้ตามความต้องการของผู้ใช้งานให้ขอบบนของหน้าจอควรอยู่ระดับสายตาพอดีหรือต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย หากใช้คอมพิวเตอร์แบบ Labtop ก็ควรต่อจอมอนิเตอร์แยก และจัดให้มีชุดคีย์บอร์ด, เม้าส์ต่างหาก ผู้ใช้งานจะได้ไม่ต้องก้มลง หรือเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อใช้ Trackpad ที่ติดมากับตัวเครื่อง, ความสูงของโต๊ะทำงาน โต๊ะทำงานควรจะปรับระดับได้ตามสรีระของผู้ใช้งาน ทั้งการนั่ง หรือการยืนทำงาน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ทำงานขยับร่างกายมากขึ้น ไม่ต้องนั่งอยู่ในท่าเดียวกันเป็นเวลานาน, เก้าอี้ทำงาน เก้าอี้ที่ใช้ทำงานควรมีที่พิงหลัง ที่วางแขน สามารถปรับระดับความสูงได้ตามความเหมาะสม โดยให้ที่วางแขนอยู่ในระนาบเดียวกับขอบโต๊ะ เพื่อให้สามารถรองรับแขนและข้อมือได้ โดยไม่รู้สึกเมื่อยช่วงไหล่ 4.ดูแลสุขภาพใจควบคู่สุขภาพกาย ดูสุขภาพกายแล้ว อย่าลืมดูแลสุขภาพใจด้วย ปัญหาที่หลายๆ คนพบในระหว่างการทำงานแบบ Work from Home คือ การที่ทำงานเพลินจนลืมเวลา และรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานน้อยลง เนื่องจากสถานที่ที่ปกติแล้วใช้พักผ่อนหย่อนใจกลับโดนบุกรุกด้วยงานจากที่ทำงานจนเหมือนไม่มีพื้นที่ในการใช้ชีวิตส่วนตัวแบบที่เคย ดังนั้น การทำงานที่บ้านนอกจากการดูแลเรื่องสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีที่ที่พักแล้ว ต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง “จิตใจ” เป็นอย่างมาก โดย WELL กำหนดเป็น 1 ใน 10 หัวข้อหลักที่ต้องปฏิบัติเมื่อยื่นขอรับรองอาคาร เน้นย้ำว่าชีวิตการทำงานที่ดีต้องมี Work Life Balance ไม่ก่อให้เกิดความเครียดโดยไม่จำเป็น มีพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับผู้ที่ทำงานในสำนักงานแยกออกจากบริเวณที่ทำงานอย่างเป็นสัดส่วน ซึ่งเราสามารถนำมาปรับใช้กับการทำงานที่บ้านได้อย่างง่ายๆ โดยเลือกพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในบ้านเป็นพื้นที่ทำงานโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้เรื่องงานและเรื่องส่วนตัวใช้พื้นที่ทับซ้อนกัน และควรมีเวลาพักผ่อนเป็นเวลา 30 นาที ในช่วงกลางวัน เพื่อเป็นการรีเฟรชสมองให้ปลอดโปร่ง ไม่จมอยู่กับความเครียดของการทำงานจนมากเกินไป   นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ ลุมพินี วิสดอม  เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาที่หลายคนต้องทำงานที่บ้าน การปรับปรุงที่พักอาศัยให้เหมาะสมกับการทำงานและสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อน เป็นสิ่งจำเป็น การนำมาตรฐาน WELL เข้ามาใช้ในการปรับปรุงไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากแต่เน้นการปรับพื้นที่โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมเป็นหลัก เมื่อปรับปรุงพื้นที่ได้เหมาะสมจะเป็นประโยชน์ในการทำงาน พักผ่อน ให้การอยู่อาศัยมีสุขภาวะที่ดีในภาวะที่โควิด-19 แพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน   การปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เป็นไปตามเกณฑ์ของ WELL คำนึงถึงสภาพแวดล้อมเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากยึดการออกแบบจากทิศทางของแสงและลมเป็นหลัก        
Zara Home เปิดตัวช้อปปิ้งออนไลน์ครั้งแรกในไทย  เอาใจคนชอบการแต่งบ้านช่วง WORK FROM HOME

Zara Home เปิดตัวช้อปปิ้งออนไลน์ครั้งแรกในไทย เอาใจคนชอบการแต่งบ้านช่วง WORK FROM HOME

ถ้าใครที่ชื่นชอบแฟชั่น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มฟาสต์แฟชั่น  ต้องรู้จักแบนด์ซาร่า (Zara) จากประเทศสเปน ที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งแบรนด์ซาร่า ถือเป็นในสินค้าแฟชั่นของ Inditex Group ที่ยังมีแบรนด์สินค้าแฟชั่นอื่น ๆ อีกหลายแบรนด์ อาทิ PULL&BEAR, Massimo Dutti และ Bershka เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด เป็นสินค้าแฟชั่นประเภทเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย แต่ภายใต้ Inditex Group ไม่ได้มีเฉพาะแบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายเท่านั้น ยังมีสินค้าประเภทของแต่งบ้านต่าง ๆ​ อุปกรณ์บนโต๊ะ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กและขนาดกลาง และอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ใช้ในบ้านหรือสำนักงาน ภายใต้แบรนด์ ซาร่า โฮม (Zara Home) ซึ่งเริ่มก่อตั้งแบรนด์ในปี 2003 ปัจจุบัน Zara Home ดำเนินธุรกิจครอบคลุมทั้ง 4 ทวีป ใน 71 ประเทศ มีร้านค้ามากกว่า 533 สาขาทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งได้เข้ามาเปิดสาขาแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2556   ด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเทคโนโลยีและดิจิทัล ซึ่งมีผลการใช้ชีวิตของผู้คนยุคปัจจุบัน และยิ่งปัจจุบันโลกมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้คนอยู่บ้านมากขึ้น จึงทำให้การซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหนึ่งในวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบันไปแล้ว แบรนด์ซาร่า โฮม จึงวางแผนเปิดตัวร้านค้าออนไลน์ zarahome.com/th อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตั้งแต่ 11 พฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป ซึ่งในต่างประเทศแบรนด์ซาร่า โฮมได้เริ่มให้บริการแบบออนไลน์ บนเว็บไซต์มาแล้วตั้งแต่ปี  2562 โดย zarahome.com/th จะให้บริการสินค้าหลากหลายที่ครอบคลุมทุกความต้องการภายในบ้าน ทั้งสิ่งทอสำหรับใช้ในห้องนอน ห้องน้ำ เฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ชุดอุปกรณ์ช้อนส้อมมีด และแอคเซสซอรีสำหรับตกแต่งบ้านอื่น ๆ รวมถึงชุดอยู่บ้านและชุดนอน และไอเทมส์สำหรับมอบเป็นของขวัญให้คนพิเศษ  เพื่อให้ผู้ชื่นชอบการตกแต่งบ้านได้สนุกไปกับการช้อปปิ้งอย่างปลอดภัยไร้กังวลในช่วง Work From Home และเพื่อรักษาระยะห่างทางสังคม  นอกจากการช้อปปิ้งผ่านเว็บไซต์แล้ว แบรนด์ซาร่า โฮม ยังสามารถช้อปผ่านแอปพลิเคชันได้ ทั้งบนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android อีกด้วย   ​  
4 เทรนด์ที่อยู่อาศัยมาแรง ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้สูงวัย

4 เทรนด์ที่อยู่อาศัยมาแรง ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้สูงวัย

ในปี 2564 นี้ ถือว่าประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) แล้ว เพราะข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ  ระบุว่า​ ประเทศไทยมีจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ถึง 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ขององค์การสหประชาชาติ ​(United Nations:UN) ที่ได้แบ่งระดับ​การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็น 3 ระดับ ได้แก่   1.ระดับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) หมายถึง สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า  10% ของประชากรทั้งประเทศหรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปีมากกว่า 7% ของประชากรทั้งประเทศ   2.ระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) หมายถึง สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศหรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี มากกว่า 14% ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์   3.ระดับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-aged society) หมายถึงสังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า  20% ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่  โดยประเทศไทยคาดว่าจะเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ ในปี ​2574   ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สังคมผู้สูงอายุ ในไทยมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ คงเป็นเพราะปัจจุบันรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในยุคนี้อยู่ภายใต้บริบทและปัจจัยทางสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้คนไทยครองตัวเป็นโสดมากขึ้น หรือมีบุตรลดลง เปลี่ยนรูปแบบจากครอบครัวขยายในอดีตเป็นครอบครัวเดี่ยวอย่างชัดเจน   การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของสังคมผู้สูงอายุได้ทำให้เกิดโอกาสทางการตลาด  สำหรับการเจาะกลุ่มผู้บริโภคสูงวัย (Silver Age) เหล่านี้  ด้วยกำลังซื้อที่มีสูง  เพราะเป็นผลมาจากการบริหารจัดการรายได้ ตลอดชีวิตการทำงานผ่านการออมทรัพย์และลงทุนต่าง ๆ ประกอบกับแนวคิดการใช้ชีวิตที่มีความทันสมัย และรู้จักใช้เทคโนโลยีเป็นประจำ ไม่ลังเลที่จะใช้เงินเก็บมาซื้อความสุขและดูแลสุขภาพตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามเทรนด์ต่าง ๆ ไม่แพ้วัยรุ่นเช่นกัน จนทำให้หลายธุรกิจหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์เพื่อดึงดูดกำลังซื้อของคนสูงวัยมากขึ้น เทรนด์ที่อยู่อาศัยมาแรง ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้สูงวัย ไม่เพียงแต่สินค้าและบริการ ที่เป็นของใช้ในการดำรงชีวิต หรือสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปเท่านั้น สินค้าที่มีขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูง ซึ่งตลอดทั้งชีวิตอาจจะซื้อได้เพียง 1 ครั้ง หรืออย่างมากแค่ 2 ครั้งเท่านั้น สำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศ อย่างที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือแม้แต่ห้องชุดคอนโดมิเนียม ต่างก็มองว่า กลุ่มผู้สูงอายุเหล่านี้ คือ กลุ่มเป้าหมายทางการตลาดสำคัญที่คือโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้และเม็ดเงินมหาศาล จึงหันมาจับตลาดกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ ด้วยการพัฒนารูปแบบของบ้าน หรือห้อง รวมถึงโครงการ ที่ให้การใช้ชีวิตและการอยู่อาศัยภายในบ้านของผู้สูงอายุ พักอาศัยได้อย่างมีความสุข สุขภาพดี และปลอดภัย โดยข้อมูลจากดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์ ได้รายงานถึงเทรนด์ที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจ และเป็นที่น่าจับตามองสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการคนวัยนี้ ที่ไม่ได้มองหาบ้านเพื่ออยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรองรับการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างครบครัน ว่ามี 4 เทรนด์สำคัญ 1.เทรนด์สุขภาพมาแรง สุขภาพกายที่ดีต้องมาพร้อมความสบายใจ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เห็นคุณค่าของการมีสุขภาพดีมาเป็นอันดับต้น ๆ แน่นอนว่านอกจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการออกกำลังกายจะเป็นปัจจัยสำคัญแล้ว ที่อยู่อาศัยก็ถือเป็นอีกปัจจัยที่มีบทบาทในการสร้างสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีให้ผู้สูงอายุเช่นกัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ผู้สูงอายุได้ใช้เวลาอยู่ด้วยในแต่ละวันมากที่สุด   ดังนั้นการเลือกโครงการฯ ที่มีการออกแบบภายใต้แนวคิด สร้างสรรค์สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีให้ผู้อยู่อาศัย (Health & wellness residence) คำนึงถึงการใช้งานจริง ทั้งการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในให้รองรับผู้สูงอายุที่ต้องการเดินออกกำลังกายภายในบริเวณบ้านของตน มีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับออกกำลังกายและพื้นที่สีเขียวที่มอบความร่มรื่นพร้อมรองรับการทำกิจกรรมด้านสุขภาพอื่น ๆ ในชุมชน   นอกจากนี้ปัจจุบันผู้พัฒนาอสังหาฯ ได้หันมาร่วมมือกับโรงพยาบาลหรือศูนย์บริการสุขภาพเพื่อเพิ่มบริการดูแลสุขภาพหรือบริการทางการแพทย์ไว้ในโครงการฯ ด้วย เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์การสร้างสรรค์สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีได้อย่างน่าสนใจ และเป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณาสำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ 2.Home Solutions เพื่อการอยู่อาศัยที่สะดวก-ปลอดภัย แนวโน้มจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการฯ หันมาให้ความสนใจและพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับผู้บริโภคกลุ่มนี้มากขึ้น มีโครงการฯ ที่ออกแบบให้เป็นบ้านสำหรับผู้สูงอายุด้วยความเข้าใจที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบห้องนอนผู้สูงอายุให้มีความเป็นส่วนตัวและอากาศถ่ายเทสะดวก หรือนำนวัตกรรม Home Solutions ต่าง ๆ มาช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในบ้านได้ราบรื่น และช่วยป้องกันอันตรายจากการเกิดอุบัติเหตุภายในบ้าน เช่น ปูพื้นด้วยวัสดุลดแรงกระแทก (Shock Absorption Floor) เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอาการบาดเจ็บหากเกิดอุบัติเหตุหกล้ม   การออกแบบราวจับในห้องน้ำ ราวบันไดทั้งสองข้าง หรือพื้นต่างระดับในบ้านเพื่อทรงตัวและเดินได้มั่นคงขึ้น ทำทางลาดสำหรับรถเข็นในการเข้าสู่ตัวบ้าน หรือออกแบบให้ประตูห้องน้ำเปิดออกมาด้านนอก ในกรณีที่มีคนล้มขวางประตูด้านใน ซึ่งรายละเอียดในการออกแบบที่มีพื้นฐานเพื่อตอบโจทย์ผู้อาศัยอย่างแท้จริงนี้ นอกจากจะช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตในบ้านได้อย่างมั่นใจและสบายใจมากขึ้นแล้ว แน่นอนว่าสมาชิกทุกคนในครอบครัวก็จะสามารถใช้ชีวิตในบ้านนี้อย่างปลอดภัยเช่นกัน 3.ระบบบ้านอัจฉริยะ ปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี นอกจากเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของคนยุคนี้ในหลากหลายด้านแล้ว ยังเข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยอีกด้วย เห็นได้จากการเติบโตของเทรนด์บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุนให้ผู้อยู่อาศัยสามารถควบคุมการทำงานระบบต่าง ๆ ของบ้านผ่านการสั่งงานด้วยเสียงหรือจากแอปพลิเคชั่น ซึ่งยกระดับความปลอดภัยให้ที่อยู่อาศัย เช่น กลอนประตูดิจิทัล (Digital Door Lock) หรือการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่รองรับการรับชมภาพออนไลน์และดูย้อนหลังได้ผ่านสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้สูงอายุที่ห่วงใยในทรัพย์สินและติดบ้านคลายความกังวลเมื่อต้องห่างจากบ้านได้   นอกจากนี้ระบบบ้านอัจฉริยะยังช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มักมีอาการหลงลืมก็สามารถเลือกควบคุมการเปิด-ปิดไฟหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน/คอนโดฯ ผ่านสมาร์ทโฟนได้ตลอดเวลา แม้ทำธุระอยู่ข้างนอกก็สามารถกดเช็กดูระบบไฟเพื่อความชัวร์ได้ทันที 4.เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย ต่อยอดการลงทุนได้ในอนาคต ความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุไม่ได้เน้นไปที่การอยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว เนื่องจากไม่ใช่การมีบ้านหลังแรก แต่มีการวางแผนระยะยาวด้วยการมองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของครอบครัว พร้อมทั้งมีศักยภาพที่ต่อยอดไปสู่การลงทุนได้ในอนาคต เนื่องจากที่อยู่อาศัยถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีความต้องการในตลาดไม่น้อย ข้อมูลจากผลสำรวจ DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study เผยว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผู้สูงอายุในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยจากบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้นจะสนใจที่ชื่อเสียงของบริษัทมาเป็นอันดับแรก 58% ตามมาด้วยผลงานของผู้พัฒนาฯ ในโครงการที่ผ่านมา 56% และคุณภาพของงานตกแต่งภายในที่ผู้พัฒนาฯ มอบให้ 55% ซึ่งชื่อเสียงที่ดีของผู้พัฒนาฯ ย่อมส่งผลด้านบวกที่ช่วยให้การประกาศขาย/เช่าในอนาคตง่ายขึ้น ต่างจากกรณีของผู้บริโภคที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเป็นหลักจึงพิจารณาจากคุณภาพของงานตกแต่งภายในที่ได้จากผู้พัฒนาฯ มาเป็นอันดับแรก (68%) อย่างไรก็ดี แม้ไม่ใช่เพื่อการขาย ผู้สูงอายุก็ยังมีทางเลือกในการปล่อยเช่าบ้าน/คอนโดฯ เพื่อสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องแทน   ปัจจุบันเทรนด์การพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุแพร่หลายมากขึ้น ทั้งการเปิดตัวโครงการอสังหาฯ ที่เจาะกลุ่มนี้โดยเฉพาะ หรือการพัฒนาโซลูชั่นใหม่ให้เลือกนำไปปรับใช้กับบ้านเดิมที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ธนาคารได้มีการนำเสนอ “Reverse mortgage หรือสินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุ” เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สูงอายุที่มีบ้านเป็นของตนเองแต่ไม่ต้องการขายบ้านทันที เพราะยังต้องใช้อยู่อาศัยและต้องการมีรายได้รายเดือนเพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน   หลักการทำงานจะมีรูปแบบเหมือนการทยอยขายบ้านให้กับธนาคาร ซึ่งธนาคารจะตีมูลค่าบ้านพร้อมกับประเมินอายุเฉลี่ยของผู้กู้แล้วจะทยอยจ่ายเงินค่าบ้านให้เป็นรายเดือน โดยผู้กู้ก็ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านหลังนั้นและยังสามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้จนกระทั่งผู้กู้นั้นเสียชีวิตหรือตัดสินใจขายบ้านไปก่อน ซึ่งหลังครบกำหนดตามสัญญา บ้านก็จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ตอบโจทย์ความต้องการมีบ้านของผู้สูงอายุพร้อมทั้งช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี 5 เหตุผลผู้สูงอายุ ซื้อบ้านใหม่ ผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อจำนวนมาก ต้องการมีชีวิตในช่วงเวลาที่เหลืออย่างมีคุณภาพ จึงเลือกที่หาสิ่งที่ดีและทำให้ชีวิตตนเองมีความสุข ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีภาระจากบุตรหลาน หรือเพื่อต้องการให้รางวัลกับชีวิตของตนเอง หลังจากใช้เวลาทำงานและสะสมรายได้จนมีกำลังจับจ่ายใช้สอย ประกอบกับความเจริญของเมืองที่มีมากขึ้น ระบบการคมนาคมขนส่ง ซึ่งถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การเกิดขึ้นของระบบรถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ ล้วนเป็นปัจจัยทำให้การใช้ชีวิตของผู้สูงอายุง่ายมากขึ้น และสะดวกสบายมากกว่าในอดีต การเลือกซื้อบ้านหลังที่ 2 หรือการเปลี่ยนบ้านหลังใหม่ในช่วงวัยผู้สูงอายุ จึงอาจจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ยิ่งปัจจุบันสถาบันการเงินบางแห่งมีแคมเปญการปล่อยกู้สำหรับผู้สูงอายุ ยิ่งทำให้การซื้อบ้านในวัยหลังเกษียณเป็นเรื่องง่าย   อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อบ้านหลังใหม่ ของผู้บริโภคชาวไทยอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป คงเกิดจากหลายเหตุผลและหลายปัจจัย  ซึ่งข้อมูลจากผลสำรวจพบว่ามี 5 เหตุผลที่ผู้สูงอายุให้ความสำคัญและใช้เป็นเกณฑ์ในการติดสินใจเลือกซื้อที่อยู่ใหม่ ได้แก่   1.ความต้องการพื้นที่ส่วนตัว สัดส่วนมากถึง 44% 2.ความต้องการไปอยู่อาศัยในทำเล หรือบรรยากาศใหม่ 31% 3.ต้องการความสะดวกที่มากขึ้น เช่น อยู่ใกล้โรงพยาบาล ที่ทำงาน โรงเรียน ฯลฯ  26% 4.ซื้อเพื่อลงทุน 26% เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีประสบการณ์และวางแผนการเงินและการใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ จึงให้ความสำคัญในเรื่องการลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนระยะยาวมากกว่าช่วงวัยอื่น ๆ 5.เป็นการซื้อบ้านเพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับสมาชิกในครอบครัว 15% นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในการใช้พิจารณาตัดสินใจเลือกซื้อ/เช่าที่อยู่อาศัย คือ การเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ และความปลอดภัยของทำเล โดยมีสัดส่วนที่เท่ากันอยู่ที่ 53% ตามมาด้วยทำเลที่ตั้ง 49% และโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกรอบทำเลที่ 49% เท่ากัน   เห็นได้ชัดว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเน้นมองหาที่อยู่อาศัยที่เพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น โดยไม่ละเลยความปลอดภัย เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวันตามไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างและการอยู่อาศัยได้อย่างสบายใจด้วยตนเอง ไม่เป็นภาระผู้อื่น   หลายคนอาจมีภาพจำว่าคนสูงวัยไม่คุ้นเคยกับการท่องโลกออนไลน์เท่าวัยอื่นในยุคดิจิทัล แต่ที่จริงแล้วผู้สูงอายุเรียนรู้ในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เห็นได้ชัดเจนจากพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจเรื่องซื้อที่อยู่อาศัย โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางยอดนิยมในการค้นหาข้อมูลในประชากรกลุุ่มนี้ถึง 62% ตามมาด้วยเว็บไซต์ของโครงการ 56% และเว็บพอร์ทัลด้านอสังหาฯ 47% เนื่องจากเป็นช่องทางที่สะดวก ช่วยให้ค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้รวดเร็วและหลากหลายมากพอที่จะนำมาใช้ประกอบการพิจารณาภายใต้การใช้วิจารณญาณและกรอบประสบการณ์ที่มี โดยมีเพียง 16% เท่านั้นที่จะเลือกปรึกษาและหาข้อมูลเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมงาน เพื่อนฝูง และครอบครัว
The Forestias – เมืองต้นแบบกลางป่าใหญ่ในกรุงเทพฯ

The Forestias – เมืองต้นแบบกลางป่าใหญ่ในกรุงเทพฯ

The Forestias - เมืองต้นแบบกลางป่าใหญ่ในกรุงเทพฯ เมื่อ trend การเลือกที่อยู่อาศัยของคนปัจจุบันมีความโหยหาธรรมชาติมากขึ้น บางคนเลือกที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในบ้าน ในขณะที่บางคนกลับเลือกที่ย้ายตัวเองเข้าไปอาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ จะได้สัมผัสวิถีอันเรียบง่ายอย่างใกล้ชิด จะดีแค่ไหน ถ้ามีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน และสร้างระบบนิเวศอย่างเข้าใจ ที่ไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้      “The Forestias” เมืองต้นแบบโครงการแรกของโลก ที่จะนำมนุษย์กลับมาอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน บนผืนป่าขนาด 30 ไร่ โอเอซิสแห่งเดียวในกรุงเทพ ผ่านการศึกษาและออกแบบจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก นับจากการปรับปรุงดิน สร้าง Landscape ไปจนถึงการจัดสรรแหล่งน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อให้เมล็ดทุกเมล็ดเติบโต พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างแท้จริง ดึงดูดสัตว์น้อยใหญ่ให้กลับเข้ามาอาศัยในป่า จนเกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ให้ทุกชีวิตอาศัยร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ “The Forestias” ยังต้องการให้ที่ดินขนาด 398 ไร่แห่งนี้ เป็นโครงการเมืองแห่งแรกของโลก ที่ออกแบบทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิต ที่จะมอบความสุขและสุขภาพที่ดีได้อย่างรอบด้าน     โดยการจัดวางที่อยู่อาศัยในรูปแบบต่างๆ บนพื้นที่ที่เหมาะสมและกลมกลืนไปกับผืนป่า เพื่อสร้างสังคมเมืองที่มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้อาศัยอย่างแท้จริง ผ่านแบบบ้านหลากหลายแบรนด์ อาทิ “Whizdom” คอนโดมิเนียมเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในทุก passion ทั้งวันนี้และอนาคต “Mulberry Grove” Low-Rise Condo ที่ออกแบบเพื่อไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับ ใกล้ชิดธรรมชาติ “Mulberry Grove Villa” บ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury ที่มุ่งตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่หลากหลายgenerations “Six Senses” อีกรูปแบบของที่อยู่อาศัยบริหารโดยซิกส์เซนส์ แบรนด์เซอร์วิสระดับโลก และ “The Aspen Tree”  Wellness Condominium สังคมแห่งการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพสำหรับผู้สูงอายุ ที่ครบวงจรที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพื้นที่ทั้งหมดในโครงการ จะถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่าน “ทางเดินยกระดับความยาวกว่า 1.6 กิโลเมตร” ซึ่งทอดตัวเหนือผืนป่า ท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์   “Forest Pavilion” อาคารศูนย์การเรียนรู้สุดอลังการ มิติใหม่ของการจัดแสดงห้องตัวอย่างของโครงการต่างๆ ใน The Forestias  ที่คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์ในทุกมิติเสมือนการอยู่อาศัยจริง ผ่านการผสมผสานเทคโนโลยีสุดล้ำ ซึ่งคุณจะได้เห็นถึงวิสัยทัศน์ และแนวคิดสำคัญในการพัฒนาโครงการอย่างครบถ้วน  เตรียมเปิดให้เข้าชม และพร้อมเปิดการขายอย่างเป็นทางการ 8 พฤษภาคมนี้  ลงทะเบียนได้ที่ Call Center 1265 หรือ www.MQDC.com   บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง MQDC เตรียมเปิด “เดอะ ฟอเรสเทียร์” เมกะโปรเจกต์ 2.5 แสนล้าน ต้นปี 2564 MQDC x THE FORESTIAS ช่วยชีวิตต้นไม้กว่า 500 ต้น สร้างกำแพงธรรมชาติดักฝุ่น PM 2.5 ครั้งแรกของโลกที่ป่าธรรมชาติและสังคมอยู่รวมกันในเมือง THE FORESTIA  
เลี้ยงสัตว์อย่างไรไม่ต้องทะเลาะกับเพื่อนบ้าน

เลี้ยงสัตว์อย่างไรไม่ต้องทะเลาะกับเพื่อนบ้าน

เลี้ยงสัตว์อย่างไรไม่ต้องทะเลาะกับเพื่อนบ้าน ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหลายคนหันมาเลี้ยงสัตว์กันมากขึ้น และหลายคอนโดก็อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้บ้างแล้ว หลายคนเลือกจะมีสัตว์เลี้ยงไว้ช่วยสอดส่องดูแลบ้าน บางคนก็เลี้ยงไว้เป็นเพื่อนคลายเหงา สำหรับสัตว์เลี้ยงของเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นน้องหมา น้องแมว หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ ก็ล้วนแต่น่ารัก น่าเอ็นดูทั้งสิ้น ถึงแม้สัตว์เลี้ยงของเราจะทำอะไรผิดไปบ้าง เช่น อึ-ฉี่ไม่เป็นที่ ส่งเสียงดังรบกวนเมื่อเจอคนแปลกหน้า เรื่องเหล่านี้จะดูเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เจ้าของสัตว์มักจะคิดว่าสามารถตักเตือนและให้อภัยกันได้ แต่อย่าลืมว่า สิ่งที่สัตว์เลี้ยงแสดงออกมานั้น อาจรบกวน “เพื่อนบ้าน” ที่แสนน่ารักของเราด้วย ซึ่งคงจะดีหากเราหาวิธีดูแลสัตว์เลี้ยงไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เรามีวิธีดีๆ มาฝากกันค่ะ เลี้ยงสัตว์อย่างไรไม่ต้องทะเลาะกับเพื่อนบ้าน 1. ศึกษาวิธีการดูแลสัตว์ก่อนนำมาเลี้ยง เนื่องจากสัตว์แต่ละชนิดต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน บางชนิดสามารถเลี้ยงในระบบปิดได้ ในขณะที่สัตว์บางชนิดหรือบางสายพันธุ์เหมาะที่จะเลี้ยงแบบปล่อยหรือมีพื้นที่ให้พวกมันวิ่งเล่นได้มากกว่า ทั้งนี้หากไม่อยากให้สัตว์ไปรบกวนเพื่อนบ้านมากนัก ควรพิจารณาเลือกสัตว์ที่สามารถเลี้ยงแบบระบบปิด หรือเลี้ยงในบ้านได้ เช่น แมวหรือสุนัขพันธุ์เล็กถึงขนาดกลางที่ไม่ค่อยส่งเสียงเห่าบ่อย ๆ เช่น สุนัขพันธ์    คาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล, สุนัขพันธุ์บาเซนจิ, สุนัขพันธุ์เฟรนช์ บูลด็อก, สุนัขพันธุ์ชิบะ เป็นต้น 2. แจ้งให้เพื่อนบ้านทราบ ไม่ว่าเราจะอาศัยในละแวกนั้นมานาน หรือเพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ใหม่ ๆ แต่ถ้ามีการเลี้ยงสัตว์ ก็ควรบอกกล่าวกับให้เพื่อนบ้านทราบ และขออภัยไว้ล่วงหน้าหากสัตว์เลี้ยงของเราไปรบกวน ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโอกาสให้เพื่อนบ้านเข้ามาพูดคุยหรือให้คำแนะนำกับเราหากสัตว์เลี้ยงของเราไปสร้างความเดือดร้อนให้กับพวกเขาในอนาคต 3. หมั่นทำความสะอาดของใช้สัตว์เลี้ยง เพื่อลดและป้องกันไม่ให้เกิดกลิ่นเหม็นรบกวน โดยเฉพาะกระบะทรายหรือจุดที่สัตว์เลี้ยงมักไปอึหรือฉี่เป็นประจำ ด้วยการเก็บกวาดทุกครั้งที่มีการขับถ่าย หมั่นล้างทำความสะอาดและเปลี่ยนทรายในกระบะทุก ๆ 2 สัปดาห์ ที่สำคัญคือวางกระบะทรายไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี และฉีดสเปรย์ดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ช่วยอีกทางหนึ่งก็ได้ 4. ใส่สายจูงทุกครั้งที่พาไปเดินเล่น สำหรับเจ้าของที่กลัวว่าสัตว์เลี้ยงจะเบื่อ อยากพาไปเดินเล่นออกกำลังกายบ้าง ก็ควรใส่สายจูงทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้สุนัข-แมวของเราไปรบกวนหรือทำอันตรายคนอื่นขณะวิ่งเล่น พร้อมกับพกอุปกรณ์สำหรับเก็บและทำความสะอาดบริเวณที่สัตว์เลี้ยงอุจจาระไปทิ้งในถังขยะทุกครั้งด้วย  5. ให้เวลาและใส่ใจสัตว์เลี้ยงให้มากขึ้น บางครั้งการที่สัตว์เลี้ยงส่งเสียงดังรบกวน เช่น สุนัขเห่าบ่อย ๆ ไม่ได้เป็นเพราะว่ากำลังเจอสิ่งผิดปกติเสมอไป เพราะบางครั้งอาจเป็นการเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของ ทั้งนี้หากเกิดขึ้นนาน ๆ ครั้งก็คงไม่ส่งผลกระทบมากนัก แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะสร้างความรำคาญให้เพื่อนบ้านได้ ดังนั้นให้เจ้าของลองสังเกตดูว่ามีสาเหตุมาจากอะไร แล้วรีบแก้ไข เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม    6. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้เรียบร้อย ไม่ใช่แค่เป็นการป้องกันโรคให้กับสัตว์เลี้ยงของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเพื่อนบ้านของเราด้วย โดยการปรึกษากับสัตวแพทย์ว่าสัตว์เลี้ยงของเราควรฉีดวัคซีนใดบ้าง และพาไปรับวัคซีนต่อเนื่องเมื่อถึงกำหนดหรือเกิดโรคระบาดบ่อย ๆ เช่น วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า โรคอันตรายที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงทั้งหลายพึงระวัง 7. ศึกษากฎระเบียบของที่พักอาศัย เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีข้อกฎหมายหรือข้อตกลงที่ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านจัดสรร คอนโด หรือหอพัก ซึ่งอาจจะมีการจำกัดชนิดของสัตว์เลี้ยง รวมถึงขนาดของสัตว์ตัวน้อย ดังนั้นเราควรศึกษากฎระเบียบ ข้อบังคับ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ และทำให้รบกวนเพื่อนบ้าน   ที่สำคัญอย่าลืมศึกษาข้อมูลให้ครบทุกด้านก่อนการเลี้ยงสัตว์นะคะ ไม่ว่าจะเป็นอุปนิสัยของสัตว์เลี้ยงที่เราอยากจะรับมาอยู่ด้วย รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ ของที่พักอาศัย พร้อมกับพูดคุยกับเพื่อนบ้านให้เข้าใจไว้ก่อน จะได้สบายใจกันทุกฝ่าย แฮปปี้กันทุกคนจ้า   CR : ข้อมูลจาก PetExpoClub   บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คิดอยากจะเลี้ยงสัตว์เล็กๆ สักตัว ในคอนโดฯ เลี้ยงอะไรดีล่ะ? ทำความสะอาดบ้านไกล “ภูมิแพ้”  
6 สิ่งต้องมี ในห้องนอน เพื่อการหลับอย่างมีคุณภาพ

6 สิ่งต้องมี ในห้องนอน เพื่อการหลับอย่างมีคุณภาพ

ทุกคนต่างรู้ดีว่าการนอนหลับพักผ่อน เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ แต่ในภาวะและสถาการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้หลายคนวิตกกังวล ว่าตนเองจะติดหรือได้รับเชื้อหรือยัง  จนทำให้อาจจะเกิดภาวะกังวลใจ ส่งผลทำให้ “นอนไม่หลับ” ก็ได้ หรือแม้แต่ปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง เช่น การทำงานหนัก ความเครียด ล้วนแต่เป็นสาเหตุทำให้นอนไม่หลับได้เช่นกัน     อิเกีย ศูนย์จำหน่ายสินค้า เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน ได้นำเสนอเทคนิคและแนวทางในการจัดห้องนอน ให้มีบรรยากาศเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างให้เกิดการนอนและการผักผ่อนที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง  นอกจากนี้ จากรายงาน Life at Home ของอิเกีย พบว่า คนไทยทำกิจกรรมเกือบทุกอย่างในห้องนอน ไม่ว่าจะเป็น นอนหลับ อ่านหนังสือ ทำงาน เล่นเกม ออกกำลังกาย และกินข้าว แต่จะพบว่ายังมีปัญหาในการตกแต่งห้องนอน คือ มีงบประมาณและพื้นที่ที่จำกัด ทำให้ไม่สามารถเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสมได้ ขณะเดียวกันหลายๆ ครอบครัวก็ใช้ห้องนอนร่วมกัน รวมถึงไม่มีไอเดียในการปรับเปลี่ยนบรรยากาศในห้องนอนให้เอื้อต่อพฤติกรรมการนอนที่มีคุณภาพอีกด้วย   อิเกียจึงได้ให้คำแนะนำในการแต่งห้องนอน เพื่อการนอนที่มีคุณภาพว่า การลดปัญหานอนไม่หลับ การนอนแล้วไม่สบายตัว ปวดหลัง หรือหลับไม่สนิทนั้น สามารถทำได้หลายวิธี โดยไม่ต้องใช้งบประมาณมากมาย ด้วยการเริ่มต้นจาก 6 องค์ประกอบหลักที่จำเป็นต้องมีในห้องนอน ได้แก่ 1.ความสบาย 2.แสงสว่าง​ 3.เสียง 4.​อุณหภูมิ  5.คุณภาพอากาศ  และ 6.การตกแต่ง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยให้เรานอนหลับได้อย่างเต็มที่ และตื่นขึ้นมาในวันใหม่อย่างสดชื่น เทคนิคการจัด 6 องค์ประกอบหลักในห้องนอนเพื่อการนอนอย่างมีคุณภาพ 1.สบาย อุปกรณ์การนอน ไม่ว่าจะเป็น​เตียง ฟูก หมอน และเครื่องนอนทั้งหมด ควรเลือกที่สามารถรองรับร่างกายและกระดูกสันหลังตามหลักสรีรศาสตร์ จะช่วยให้นอนหลับสบายไม่ปวดหลัง นอกจากนี้ การเลือกเครื่องนอนยังควรคำนึงถึงการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอีกด้วย 2.แสง โดยทั่วไป ยิ่งห้องนอนมืดมากเท่าไร ก็จะช่วยให้หลับได้ดียิ่งขึ้น การใช้ไฟที่สามารถหรี่ได้ และผ้าม่านช่วยบังแสงไฟจากข้างนอก (แล้วยังเพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วย) เป็นตัวช่วยที่ดี ซึ่งอิเกีย มีระบบบ้านอัจฉริยะที่สามารถควบคุม การทำงานของไฟ และผ้าม่านได้ผ่านแอปพลิเคชั่นและรีโมทคอนโทรล ช่วยให้ไม่ต้องลุกขึ้นไปปิดไฟ หรือผ้าม่านในตอนที่คุณรู้สึกง่วงนอนแล้ว 3.เสียง จากการวิจัยพบว่า แม้เราจะหลับ แต่หูของเราก็ยังคงฟังเสียงอยู่ และเมื่อได้ยินเสียงก็จะกระตุ้นการทำงานของสมอง ดังนั้นห้องที่เงียบจะส่งผลต่อคุณภาพการนอนของเรา วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ ที่ช่วยลดเสียงรบกวนในห้องนอน คือการเลือกใช้ผ้าม่าน พรม หรือสิ่งทอพวกกำมะหยี่จะช่วยดูดซับเสียงได้เป็นอย่างดี 4.อุณหภูมิ โดยปกติแล้วตอนนอน ความร้อนในร่างกายประมาณ 80% จะระบายผ่านผ้าห่มออกมา ดังนั้นหากยังรู้สึกหนาวตอนนอน ควรเลือกผ้านวมที่หนา อัดไส้แน่น หรือเตรียมผ้าห่มที่นุ่มสบายไว้ใกล้ตัว เพิ่มเพิ่มความอบอุ่น โดยทั่วไปเราจะหลับในห้องเย็นๆ ได้ดีกว่าห้องที่มีอุณหภูมิสูง 5.คุณภาพอากาศ อากาศที่ไม่สะอาดหรือระดับความชื้นที่ไม่สมดุล อาจรบกวนการนอนหลับและส่งผลต่อสุขภาพได้ ห้องนอนควรมีการระบายอากาศที่ดี ไม่ชื้น-ไม่แห้งเกินไป การใช้เครื่องฟอกอากาศก็เป็นตัวช่วยที่ดี หรือเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท และรับอากาศบริสุทธิ์ รวมถึงการใช้ต้นไม้เล็ก ๆ ก็ช่วยฟอกอากาศได้ดี เหมาะกับห้องนอนขนาด 10 ตร.ม. 6.การตกแต่งและการจัดเก็บ สภาพแวดล้อมที่สงบและสบายเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้นอนหลับสนิท หลับสบายตลอดคืน การเลือกของตกแต่งภายในห้องที่มีสไตล์แบบเดียวกัน จะทำให้ห้องนอนมีบรรยากาศสงบยิ่งขึ้น การเก็บข้าวของและเสื้อผ้าให้เข้าที่เรียบร้อยพ้นสายตา ก็จะทำให้ตอนกลางคืนนอนหลับสนิทไร้ความกังวลใจ   ด้วย 6 องค์ประกอบหลักดังกล่าว หากนำมาปรับใช้ และจัดห้องนอนให้ได้ตามทั้งหมด เชื่อว่าจะทำให้เราสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น แต่สิ่งสำคัญคงต้องหมั่นดูแลร่างกาย และจิตใจ ต้องไม่เครียดหรือกังวลใจมากเกินไป การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้การนอนหลับได้ดีขึ้นเช่นกัน
เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง  เดินหน้าธุรกิจสุขภาพ  เปิด​ “ศิริอรุณ เวลเนส” สาขา 3  

เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง เดินหน้าธุรกิจสุขภาพ เปิด​ “ศิริอรุณ เวลเนส” สาขา 3  

เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง เดินหน้าลุยธุรกิจสุขภาพ ขยายสาขา “ศิริอรุณ เวลเนส” แห่งที่ 3 รองรับสังคมไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ   นายแพทย์ สมเชาว์ ตันฑเทอดธรรม  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ จากการมีสัดส่วนของประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 20% และแนวโน้มจำนวนผู้สูงอายุมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ธุรกิจการดูแลสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุมีโอกาสเติบโตเพิ่มมากขึ้น บริษัทจึงได้ขยายธุรกิจเวลเนส ด้วยการเปิดศูนย์ดูแลสุขภาพครบวงจรภายใต้ชื่อ ศิริอรุณ เวลเนส ภายใต้การบริหารงานของ​บริษัท เอ็น.ซี.พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จํากัด ซึ่งเป็น บริษัทในเครือ ปัจจุบันได้ขยายสาขาแห่งที่ 3 ตั้งอยู่ในทำเลศูนย์กลาง บนถนนอรุณอัมรินทร์ เป็นอาคารสูง 6 ชั้น ขนาดพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร  เปิดบริการห้องได้ถึง 27 ห้อง 39 เตียง เทรนด์ดูแลสุขภาพและสังคมผู้สูงอายุจะมีความกังวลเรื่องสุขภาพเมื่อมีอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่มีความเปราะบางทางด้านสุขภาพ ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวจำเป็นต้องได้รับการดูแลมากเป็นพิเศษ โดยศิริอรุณ เวลเนส มีการรองรับให้บริการแบ่งเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน 1.ผู้ที่อยู่ในระยะพักฟื้น 2.ผู้ที่รอพบแพทย์ตามนัด 3.ผู้ที่สุขภาพดีแต่อยู่ในช่วงของการตรวจพิเศษ หรือรักษาเฉพาะทาง 4.บริการดูแลผู้สูงอายุ  ที่ต้องการใช้บริการอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ   ศิริอรุณ เวลเนส ให้บริการด้านการทำกายภาพบำบัด และทำกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย ดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ อาทิ แพทย์, พยาบาล นักกายภาพบำบัดการออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมสำหรับทุกคน  เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง  การดูแลโภชนาการด้านอาหารเฉพาะกลุ่ม นายแพทย์สมเชาว์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ต้องรับภาระหนักในการดูแลรักษาผู้ป่วย และปริมาณเตียงดูแลคนไข้มีจำกัด ​​เมื่อผู้สูงอายุที่เข้ามารักษาและมีอาการดีขึ้นจึงจำเป็นต้องให้กลับไปฟื้นฟูต่อที่บ้าน เพื่อสงวนเตียงไว้รองรับผู้ป่วยที่มีอาการหนักกว่า แต่ปัจจุบันครอบครัวส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยว ซึ่งอาจจะมีข้อจำกัดในการดูแลผู้สูงอายุ ไม่สามารถดูแลได้เต็มที่ และอาจไม่มีความมั่นใจในการดูแล และฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุด้วย การมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุจึงเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้  
ORIGIN NEXT LEVEL การเดินหน้าสู่ Top5 ผู้นำในทุกธุรกิจ

ORIGIN NEXT LEVEL การเดินหน้าสู่ Top5 ผู้นำในทุกธุรกิจ

เพียงระยะเวลา 10 กว่าปี บริษัทเล็ก ๆ อย่างบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 10 ล้านบาท ในปี 2552 ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ ติดอันดับ Top 10 ด้วยขนาดสินทรัพย์เมื่อสิ้นปี 2563 ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 33,693 ล้านบาท   มีมูลค่าโครงการที่พัฒนาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 125,278 ล้านบาท ถือเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการเติบโตเร็วมาก เมื่อเทียบกับบรรดารุ่นพี่ในวงการ ซึ่งหลายแห่ง มีอายุการดำเนินธุรกิจที่มากกว่า 10 ปี แต่ยังไม่สามารถสร้างขนาดองค์กร และพัฒนาโครงการได้มากเท่ากับออริจิ้นแห่งนี้   ความสำเร็จของ ออริจิ้น เกิดขึ้นจากฝีมือการบริหารงานของ “พีระพงศ์ จรูญเอก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่สามารถนำกลยุทธ์การบริหารธุรกิจต่าง ๆ มาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ ให้สามารถก้ามข้ามภาวะการแข่งขัน ปัจจัยลบ และความเสี่ยงทางธุรกิจต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างดี เห็นได้จากตัวเลขของปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่ภาวะตลาดอสังหาฯ ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่หลายคนมองว่าเป็นผลกระทบที่รุนแรงมากที่สุด นับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมาตลอดหลายปี แต่ออริจิ้นยังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัท ที่สามารถสร้างผลงาน ทั้งด้านรายได้และกำไรเติบโต โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา ออริจิ้น สามารถทำรายได้รวม 11,114 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากกลุ่มโครงการคอนโดมิเนียม 7,100 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 6,200 ล้านบาท  มียอดโอนรวม 15,086 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นยอดโอนจากโครงการร่วมทุน 5,216 ล้านบาท ขณะที่ปีที่ผ่านมามียอดขาย 25,774 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 120% โดยผลประกอบการปี 2563 มีกำไรสุทธิ 2,662 ล้านบาท วางเป้าทุกธุรกิจติด Top5 จากความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ทำให้ ออริจิ้น ยังคงเดินหน้าลงทุนและพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อการก้าวสู่ความเป็นผู้นำตลาดอสังหาฯ ที่ไม่ใช่แค่ติดอันดับ Top10 แต่เป้าหมายคือการก้าวสู่ผู้นำ Top5 ในแต่ละกลุ่มธุรกิจของบริษัท ที่ปัจจุบันมีหลากหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโด โรงแรม และธุรกิจบริการ ซึ่งปีนี้และในอนาคต ยังได้วางแผนขยายไปยังธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ต่อยอดและเชื่อมโยงเกื้อหนุนกัน เพื่อสร้างรายได้และทำกำไรกลับคืนมาในอนาคตอีกด้วย   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า บริษัทใช้เวลาประมาณ 10 ปีก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดคอนโด ติดอันดับ Top 3 ขณะที่บ้านเดี่ยวได้ใช้เวลา 3 ปีในการเป็นผู้นำตลาด ซึ่งปีนี้เปิดโครงการมูลค่าประมาณ​ 10,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการก้าวสู่ผู้นำตลาด Top5 ในด้านการเปิดโครงการ และคาดว่าในระยะเวลา 2-3 ปีนับจากนี้ ออริจิ้นน่าจะเป็น Top5 ในด้านยอดขายและยอดโอนในกลุ่มธุรกิจบ้านจัดสรร เราทำ Business Expansion มันเกินกว่าคำว่า Diversify เราจะโฟกัสแต่ละธุรกิจ สร้างให้แต่ละผลิตภัณฑ์ติดอันดับ Top5 หรือ Top10  2 กลยุทธ์ “ORIGIN NEXT LEVEL” หลังจากปีที่ผ่านมา ออริจิ้น สามารถสร้างรายได้และกำไรเติบโตจนเป็นที่น่าพอใจ ในปี 2564 จึงได้วางนโยบายการดำเนินธุรกิจให้มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง  ซึ่งในปีนี้​ ออริจิ้น ได้ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “ORIGIN NEXT LEVEL” ด้วยการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าแบบครบวงจรในทุกช่วงเวลาของชีวิต โดยการนำความรู้ที่ได้รับตลอดปี 2563 มาใช้ภายใต้ 2 แกนหลัก ได้แก่ 1.Next Level of Business Expansion ขยายธุรกิจทั้งเชิงกว้างและเชิงลึกด้วยทำเลใหม่ (New Location) แบรนด์ใหม่ (New Brand) กลุ่มธุรกิจใหม่ (New Business) ความร่วมมือใหม่ (New Collaboration) เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายใหม่ (New Target Segmentation) 2.Next Level of Living Solutions การสร้างสรรค์ทั้งฟังก์ชั่นใหม่ (New Function) และบริการใหม่ (New Services) ในบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนยุค Now Normal ไปจนถึง Next Normal วันนี้เราไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ผู้พัฒนาที่อยู่อาศัย เรามองตัวเองสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีสินค้าและบริการต่อยอดไปได้อย่างต่อเนื่อง หรือ Beyond Property เพื่อตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชั่นตลอดช่วงชีวิตของเขา เพิ่ม 3 ธุรกิจใหม่จับทุกโอกาสทางการตลาด ปัจจุบัน ออริจิ้น มี 4 ธุรกิจหลักที่บริหารอยู่ ประกอบด้วย ธุรกิจคอนโด บ้านจัดสรร โรงแรม และธุรกิจบริการ ในปีนี้ เพื่อต่อยอดและสร้างระบบนิเวศ เชื่อมโยงกันทั้งหมด และสร้างรายได้เพิ่ม จึงได้ขยายไปยังธุรกิจใหม่อีก 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มธุรกิจบริการสุขภาพ (Healthcare) โดยในปีนี้ได้จัดตั้งบริษัท ออริจิ้น เฮลท์แคร์ จำกัด ซึ่ง ออริจิ้น ถือหุ้น 76% และพันธมิตรที่เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพถือหุ้น 24% เพื่อดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม โดยมีแผนเปิดคลินิคเสริมความงาม ภายใต้แบรนด์ “Cheva Plus” สาขาเมอคิวรี่ พื้นที่ 200 ตารางเมตร โดยตั้งเป้าจะขยายครบ 10 สาขาภายในปี 2566 อีกทั้งยังมีแผนเปิดให้บริการศูนย์สุขภาพ 2 แห่ง ในทำเลรามอินทรา ขนาด 240 เตียง มูลค่าการลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งคาดจะเปิดให้บริการได้ในปี 2566 และทำเลบางนา คาดจะเปิดให้บริการปี 2565 รวมถึงยังขยายตลาดไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ กลุ่มธุรกิจเสริมความงาม กลุ่มศูนย์บริการสุขภาพ กลุ่มแพลทฟอร์มให้บริการสุขภาพออนไลน์และเทคโนโลยีด้านสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีการร่วมมือกับพันธมิตรด้านเฮลท์แคร์ต่าง ๆ เพื่อเสริมบริการ  อาทิ โรงพยาบาลสมิติเวช ที่เข้ามาเป็นพันธมิตรด้านโรงพยาบาลเสมือนจริง (Virtual Hospital) และมอบบัตร Origin Samitivej Club เข้ามาบริการตรวจสุขภาพ ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการบำบัด วิทยาศาสตร์การกีฬา ในโครงการที่อยู่อาศัย หรือเป็น Hospital at Home อำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคไม่ต้องเดินทางไปถึงโรงพยาบาล ขณะเดียวกัน ยังคงจับมือกับโรงพยาบาลใกล้เคียงแต่ละโครงการ (Local Hospital) เช่น โรงพยาบาลสินแพทย์ อำนวยความสะดวกอีกทางหนึ่งให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงมี Let’s Relax เข้ามาให้บริการสปาผ่อนคลายสุขภาพ   บริษัทยังได้จับมือกับศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางการออกแบบ สภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน และสวางคนิเวศ เพื่อดำเนินการ Senior Living Lab ศึกษาวิจัยสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุไทยในปัจจุบัน และยกระดับการออกแบบโครงการที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับคนกลุ่มดังกล่าว 2.กลุ่มธุรกิจศูนย์โลจิสติกส์ (Logistic Center) ดำเนินกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโลจิสติกส์ ภายใต้การร่วมทุนกับบริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD คาดว่าจะเปิดเผยแผนธุรกิจร่วมกันได้ในวันที่ 21 เมษายน 2564 ซึ่งเบื้องต้นจะเริ่มก่อสร้างคลังสินค้าในอีก 1-2 เดือนจากนี้ บนทำเลบางนา กม. 22 ขนาด 62,000 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุน 1,000 ล้านบาท คาดจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงกลางปี 2565 เป็นต้นไป 3.กลุ่มธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company หรือ AMC) นำรากฐานองค์ความรู้และความพร้อมในเครือบริษัท มาต่อยอดสู่การดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์อย่างเข้มแข็งและครบวงจร ร่วมกันบริหารทรัพย์สินรอการขาย (NPA) และสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ โควิด-19 โดยอาศัยความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้บริโภค การคัดกรองทรัพย์ การพัฒนาโครงการ การรีโนเวท การขาย การตลาด มาเพิ่มมิติในการดูแลผู้บริโภคและมิติการเติบโตสู่อีกระดับของเครือ คาดว่าจะเปิดเผยแผนธุรกิจและพันธมิตรได้เร็วๆ นี้ เปิดตัว 4 คอนโดแบรนด์ใหม่ ครบทุกเซ็กเมนต์ ในจำนวนโครงการคอนโดที่ได้วางแผนเปิดตัวในปีนี้ ออริจิ้น มีแผนเปิดโครงการแบรนด์ 4 แบรนด์ เพื่อขยายตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ ให้ครอบคลุมทุกเจเนอเรชั่น  ได้แก่ 1.ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ (Origin Plug & Play) เจาะตลาดกลุ่ม Gen Y และ Gen Z โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำสตาร์ทอัพของตัวเอง โดยจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะกับคนกลุ่มดังกล่าว 2.บริกซ์ตัน (Brixton) แบรนด์ราคาเข้าถึงง่าย สำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Affordable Niche) คอนเซ็ปต์แต่ละโครงการ อาจเจาะลูกค้าแตกต่างกันไป เช่น เจาะกลุ่มนักศึกษา-คนทำงานใกล้มหาวิทยาลัย (Campus) เจาะกลุ่มคนรักสัตว์ (Pet Lover) 3.แฮมป์ตัน (Hampton) แบรนด์คอนโดเจาะตลาดนักลงทุนโดยเฉพาะ โดยมีสิทธิพิเศษและการันตีผลตอบแทนแก่ผู้ซื้อ นำร่องในศรีราชาและระยอง 4.ออริจินอล (Original) คอนโดสำหรับเจาะตลาดผู้สูงอายุ (Silver Age) ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินหน้าในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ โดยในปีนี้จะพัฒนาโครงการวัน ออริจิ้น สนามเป้า (One Origin Sanampao) เป็นโครงการอาคารสำนักงาน ขนาดพื้นที่กว่า 56,100 ตารางเมตร ติด BTS สนามเป้า ซึ่งพร้อมตอบโจทย์ความต้องการอาคารสำนักงานในฝั่งกรุงเทพฯ ตอนเหนือที่ยังคงขยายตัวได้ดี เชื่อมั่นว่าสินค้าและบริการของเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จะตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชั่นในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต สรุปไฮไลท์ทางการเงิน ออริจิ้น ปี 2564 -เปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ 20 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ มูลค่า 10,400 ล้านบาท และคอนโด 9,600 ล้านบาท -วางเป้าหมายสร้างยอดโอน 12,800 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 4,000 ล้านบาท และคอนโด 8,800 ล้านบาท -เป้าพรีเซล 29,000 ล้านบาท -เป้าหมายรายได้ 14,000 ล้านบาท เติบโต 26% จากปี 2563 -ยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่า 35,834 ล้านบาท รับรู้ต่อเนื่องถึงปี 2567 รับรู้ในปีนี้ 14,410 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงร่วมทุนมูลค่า 5,000 ล้านบาท และเฉพาะของออริจิ้น 9,410 ล้านบาท ​ -วางงบลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท สำหรับการขยายธุรกิจอสังหาฯ เพื่อขาย 8,000 ล้านบาท และขยายธุรกิจใหม่ ๆ อีก 2,000 ล้านบาท  
[PR News] เพอร์เฟค จับมือ 2 บริษัทประกันภัย มอบประกันให้ลูกค้า-ลูกบ้าน

[PR News] เพอร์เฟค จับมือ 2 บริษัทประกันภัย มอบประกันให้ลูกค้า-ลูกบ้าน

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ใส่ใจสุขภาพผู้อยู่อาศัยต่อเนื่อง ล่าสุดร่วมกับ วิริยะประกันภัย มอบประกันสุขภาพ  และอุบัติเหตุความคุ้มครองสูงสุด 700,000 บาทแก่ผู้ซื้อบ้าน พร้อมร่วมกับ ทิพยประกันภัย   มอบประกันภัยไวรัสโคโรนาคุ้มครองสูงสุด100,000 บาท ให้แก่ลูกบ้าน เริ่ม ก.พ. นี้      นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เทรนด์สุขภาพเป็นเรื่องที่คนให้ความสนใจอย่างจริงจังในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบัน  ทั้งมลภาวะฝุ่นละออง PM 2.5 รวมถึงโควิด -19 ทำให้คนหันมาสนใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้นกว่าเดิม ที่ผ่านมา พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ตระหนักดีถึงการพัฒนาสินค้าและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ อาทิ การพัฒนาบ้านนวัตกรรมอากาศบริสุทธิ์ที่สามารถป้องกันปัญหาเรื่องฝุ่น  PM 2.5 ด้วยเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น การติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในบ้านที่สามารถกรองฝุ่น  PM 2.5 เป็นต้น ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี   ล่าสุด บริษัทยังมีสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพมอบให้ทั้งลูกค้าและลูกบ้าน โดยร่วมกับ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) คุณวินน์  วโรตมะกุล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Non Motor ด้านประกันภัยสุขภาพและอุบัติเหตุ มอบประกันภัยสุขภาพและประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล Viriyah Healthcare by BDMS ให้แก่ลูกค้าที่จองซื้อบ้านหรือคอนโดของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ทุกโครงการ (ยกเว้น เลค เลเจ้นด์ และ อยู่รวยคอนโด) ตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ.นี้ เป็นต้นไป ด้วยผลประโยชน์ความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายต่อปีสูงสุด 700,000 บาท ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล อาทิ กรณีนอนพักรักษาในโรงพยาบาล กรณีบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ โดยเข้ารับการรักษาได้จากกลุ่มโรงพยาบาลในเครือข่าย BDMS ที่มีอยู่ทั่วประเทศ และคุ้มครองรวมถึงกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ รวมจำนวน 2,000 กรมธรรม์ คิดเป็นวงเงินคุ้มครองสูงถึง 1,400 ล้านบาท   พร้อมกันนี้ยังร่วมกับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดย คุณณฐินี ธนะรัชต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจประกันภัยสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนบุคคล และ คุณณาศิส ประเสริฐสกุล     ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารการลงทุน มอบความคุ้มครองตามแผนประกันภัยไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 วงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี ให้แก่ลูกบ้านที่ได้ชำระ     ค่าสาธารณูปโภคให้กับบริษัทตลอดปี 63 ที่ผ่านมา รวมถึงลูกบ้านที่ได้แนะนำเพื่อนเพื่อการจองซื้อบ้าน ในโครงการของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค รวมจำนวน 7,000 กรมธรรม์ คิดเป็นวงเงินคุ้มครองทั้งสิ้น  700 ล้านบาท ทั้งนี้ จากความร่วมมือระหว่าง พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค วิริยะประกันภัย และ ทิพยประกันภัย เพื่อสร้างความอุ่นใจแทนความห่วงใยและใส่ใจในเรื่องสุขภาพ พร้อมกับเพิ่มความมั่นใจในการดำเนินชีวิตประจำวันให้กับทั้งลูกค้าและลูกบ้านได้มากยิ่งขึ้น
“Dr.PRINC คุณหมอใจดี” บริการปรึกษาแพทย์ฟรี !! ช่วงโควิด-19

“Dr.PRINC คุณหมอใจดี” บริการปรึกษาแพทย์ฟรี !! ช่วงโควิด-19

เครือ รพ.พริ้นซ์ เปิดตัว “Dr.PRINC คุณหมอใจดี” ชู 3 บริการทางการแพทย์  “ปรึกษาแพทย์ฟรี ผ่านLine - คัดกรองโควิด Drive Thru – ฉีดวัคซีนทำแผลถึงบ้าน”  ลดการเดินทาง ลดเสี่ยงแพร่ระบาด ตอบรับวิถี New Normal   ภาวะเศรษฐกิจยุคโควิด-19 อะไรฟรี ก็ต้องเอาไว้ก่อน  ยิ่งตอนนี้เรื่องสุขภาพ อนามัย และความปลอดภัยจากโควิด-19 เป็นสิ่งสำคัญ ที่เราทุกคนต้องร่วมมือ ร่วมใจกันป้องกัน และอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุข   แต่สำหรับใคร ที่จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำ หรือ ต้องการตรวจสุขภาพของตนเองเบื้องต้น โดยไม่ต้องไปโรงพยาบาล ตอนนี้ เครือโรงพยาบาลพริ้นซ์ อาสาดูแลสุขภาพของทุกคนในยามวิกฤติ ด้วยการเปิดตัว Dr.PRINC คุณหมอใจดี ที่มาพร้อมกับ New Normal Services ในแคมเปญ "ไม่ต้องห่วง ให้เราช่วยดูแล"   โดยเครือโรงพยาบาลพริ้นซ์ แต่ละแห่งปรับเปลี่ยนการให้บริการทางการแพทย์ในยุค New Normal ที่มุ่งลดการเดินทางมายังโรงพยาบาล ให้บริการผู้ป่วยและผู้ที่ต้องการรับวัคซีน รวมทั้งตรวจสุขภาพได้ที่บ้าน   นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงให้กับบุคลากรการแพทย์และคนไทยในพื้นที่ต่าง ๆ ไปจนกว่าสถานการณ์การระบาดจะคลี่คลาย เพื่อร่วมดูแลสุขภาพของทุกคนผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน   โดย Dr.PRINC คุณหมอใจดี ประกอบด้วย 3 บริการทางการแพทย์ ได้แก่ 1.Dr.PRINC TeleHealth ไกลแค่ไหน ก็ปรึกษาได้ บริการให้คำปรึกษาจากแพทย์จากเครือรพ.พริ้นซ์ อยู่ที่ไหนก็พบแพทย์ได้ผ่าน Line@: @Dr.PRINC หรือ https://lin.ee/VqW2sGd เป็นทางเลือกที่จะให้คำแนะนำผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย และใช้สำหรับคัดกรองโควิด-19เบื้องต้นพร้อมให้คำแนะนำโดยบุคลากรทางการแพทย์ ลดความเสี่ยงการเดินทางออกนอกบ้าน หรือรับคำแนะนำก่อนเดินทางเข้ารับบริการตรวจที่โรงพยาบาลต่อไป พร้อมให้คำปรึกษา 24 ชั่วโมงในวันจันทร์ถึงวันศุกร์  ส่วนวันเสาร์และวันอาทิตย์ให้บริการเวลา 09:00-17:00น. โดยบริการดังกล่าวไม่มีค่าใช้จ่าย และจะให้บริการไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น   สำหรับขั้นตอนการใช้งานเพียงแค่เข้าไปที่ช่องค้นหา เพิ่มเพื่อนใน Line พิมพ์คำว่า @Dr.PRINC หรือ https://lin.ee/VqW2sGd เมื่อกดยอมรับการเข้าถึง พร้อมทำการกรอกข้อมูลส่วนบุคคล และยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนใช้บริการจะเข้าสู่ขั้นตอนปรึกษาบุคลากรการแพทย์ ให้กดปุ่ม Dr.PRINC TeleHealth หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่จะทำการนัดหมายแพทย์ และแจ้งช่วงเวลาทำการโทรผ่าน Video Call  เมื่อถึงเวลานัดหมายแพทย์จะดำเนินการให้คำปรึกษาผู้เข้ารับบริการ โดยเจ้าหน้าที่ส่งคำสั่งการโทรกลับ ผู้ใช้บริการกดรับสาย ก็สามารถพบแพทย์ผ่านออนไลน์ ซึ่งผู้สนใจสามารถตรวจสอบวิธีใช้งานตามขั้นตอนต่างๆได้ที่ https://www.princhealth.com/dr-princ 2.Dr.PRINC@Home ดูแลถึงบ้าน บริการถึงที่ ทางโรงพยาบาลได้จัดบุคลากรทางการแพทย์อำนวยความสะดวกถึงบ้าน ให้กับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาโรงพยาบาลและจำเป็นต้องรับบริการทางการแพทย์ ในการเจาะเลือด ทำแผล ล้างแผล ฉีดวัคซีน อาทิ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี และวัคซีนอื่น ๆ ตามที่แพทย์แนะนำ รวมทั้งให้บริการส่งยาและเวชภัณฑ์ ให้กับผู้ป่วยถึงบ้าน ทั้งในรูปแบบของไปรษณีย์ หรือทีมบุคลากรทางการแพทย์เคลื่อนที่เข้าบริการถึงบ้าน โดยสามารถตรวจสอบเงื่อนไข ค่าใช้จ่าย รวมทั้งพื้นที่ให้บริการ ได้ที่ https://www.princhealth.com/dr-princ 3.Dr.PRINC Drive Thru สะดวกสบาย ไม่ต้องลงจากรถ เปิดจุดบริการภายนอกตัวอาคาร สำหรับกรณีผู้ต้องการตรวจคัดกรองโควิด-19 เข้าช่องตรวจคัดกรองฯ ด้วยวิธี RT-PCR สามารถโทรนัดหมายล่วงหน้า (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ให้บริการ) เช่นที่ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-อาทิตย์ เวลา 08:00-17:00 น. หลังเข้ารับบริการเสร็จสามารถรอรับฟังผลที่บ้านได้เลย แจ้งผลผ่าน Line SMS หรืออีเมล มีค่าใช้จ่าย 3,800 บาท เป็นต้น   สำหรับผู้ต้องการรับบริการฉีดวัคซีนแบบ Drive Thru โดยผู้ที่อายุ 15 ปีขึ้นไป สามารถเข้าช่อง “จุดบริการภายนอก” โดยไม่ต้องจอดรถหรือเข้ามาในอาคารโรงพยาบาล สามารถติดต่อนัดหมายพร้อมชำระเงินล่วงหน้า และแจ้งยืนยันกับเจ้าหน้าที่เครือโรงพยาบาลพริ้นซ์ในพื้นที่ที่สะดวก ติดต่อได้โดยตรงที่ช่องทางของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ส่วนการรับวัคซีนเด็กทางโรงพยาบาลฯแต่ละแห่งได้ปรับพื้นที่ให้บริการเป็น Vaccine Safe Zone ที่ให้บริการครบวงจรในพื้นที่เดียวเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองและผู้เข้ารับบริการ ซึ่งทางเครือโรงพยาบาลพริ้นซ์พร้อมปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับมาตรการควบคุมโรคของแต่ละพื้นที่   นอกจากนี้  เครือโรงพยาบาลพริ้นซ์มีการปรับคลินิกโรคระบบทางเดินหายใจ (ARI Clinic) ให้บริการบริเวณภายนอก ไม่ปะปนกับผู้ใช้บริการโรงพยาบาลปกติ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้เดินทางเข้ารับบริการในสถานพยาบาล   ปัจจุบัน โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด  เปิดให้บริการ 10 แห่งใน 10 จังหวัด ได้แก่ โรงพยาบาล พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ  จังหวัดสมุทรปราการ  โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 1 และ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี  โรงพยาบาลพิษณุเวช จังหวัดพิษณุโลก โรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร จังหวัดพิจิตร โรงพยาบาล ศิริเวชลำพูน จังหวัดลำพูน  โรงพยาบาลวิรัชศิลป์ จังหวัดชุมพร  โรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ และ โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี  
ทำความรู้จัก 4 เทรนด์ที่อยู่อาศัยปี 2021

ทำความรู้จัก 4 เทรนด์ที่อยู่อาศัยปี 2021

นับตั้งแต่เกิดโรคระบาด “ไวรัสโควิด-19” วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ รวมถึงการทำงาน การดำเนินธุรกิจของคนยุคปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงไป ต่างต้องอยู่ภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ หรือ New Normal ซึ่งต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม และอยู่ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุข ที่เน้นความสะอาดปลอดภัย จากการได้รับเชื้อโรค ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย การลดการสัมผัส และการล้างมือให้สะอาดหลังการสัมผัสกับสิ่งของ   ไม่เพียงแต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งสร้างผลกระทบในปัจจุบัน ก่อนหน้านี้วิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงมาก่อนหน้าแล้ว จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพและอนามัยของคน แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หรือ Digital Disruption   จากการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ส่งผลทำให้หลายธุรกิจต้องปรับตัวให้ทัน และต้องสนองตอบความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ในวงการอสังหาริมทรัพย์ ก็ไม่ได้แตกต่างจากธุรกิจอื่น ๆ ต้องมีการปรับตัวเช่นเดียวกัน  ​เพราะไลฟ์สไตล์ ความต้องการ และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม 4 เทรนด์ที่อยู่อาศัยปี 2021  การจะพัฒนาสินค้าและบริการ ออกมารองรับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป นักการตลาดหรือดีเวลลอปเปอร์ คงต้องวิเคราะห์และคาดการณ์แนวโน้มกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น  เทรนด์การอยู่อาศัย รวมถึงการก่อสร้างในปี 2021 คงจะแตกต่างจากอดีต ซึ่ง SCG ได้วิเคราะห์เทรนด์การก่อสร้างและที่อยู่อาศัย 2021 ซึ่งพบว่ามี 4 เรื่องที่จะเข้ามามีอิทธิพล และเกิดการเปลี่ยนแปลง 1.Digital Transformation คือการนำเอาดิจิทัล เทคโนโลยี มาปรับใช้กับทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นหนึ่งตัวแปรการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว โดยจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากคนส่วนใหญ่ได้ให้เวลาและเรียนรู้การใช้งานเครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ (New Normal) ที่ทุกคนต้องทำไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันโปรแกรมการประชุมออนไลน์ เข้ามาอำนวยความสะดวกแทนการเดินทางมาประชุมในรูปแบบเก่า หรือ การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ  เป็นต้น ที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบาย และง่าย แบบ Anywhere Anytime ของคนทุกเพศ ทุกวัย 2.การใส่ใจกับพื้นที่อยู่อาศัยมากขึ้น ผู้คนหันมาให้ความสำคัญ ใส่ใจกับพื้นที่อยู่อาศัยมากขึ้น  เทรนด์นี้เกิดขึ้นจากช่วงล็อคดาวน์ เมื่อคนอยู่บ้านกันมากกว่าที่เคย จะเห็นได้ว่า มีการปรับปรุงตกแต่งบ้านให้น่าอยู่และรองรับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปมากยิ่งขึ้น ดังนั้นไม่ว่าโลกจะมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด “ที่อยู่อาศัย” ก็ยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานสําคัญ และเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด 3.Well-Being เทรนด์สุขอนามัยที่ขาดไม่ได้ เทรนด์การอยู่อาศัยซึ่งเป็นตัวแปรที่สาม คือ  Well-Being โลกกำลังตื่นตัวในเรื่องของสุขอนามัยกันมากขึ้น เทรนด์ที่กําลังอยู่ในความสนใจของผู้คนทุกเพศทุกวัย และเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง จากวิถีการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ทำให้มองเห็นการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นเรื่องที่สำคัญและให้ความสนใจกับสิ่งรอบตัว ไปพร้อม ๆ กับการที่มีบ้านที่ดี มีความปลอดภัย   ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังต้องปรับตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) สอดคล้องกับพฤติกรรมการเลือกและใส่ใจกับความปลอดภัยเป็นเรื่องแรก ทั้งการอาศัยอยู่ภายในบ้าน รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมตัวเอง และสมาชิกในบ้าน สู่การเป็นผู้สูงวัยในอนาคต 4.Circular Economy และการใส่ใจสิ่งแวดล้อม จากสถานการณ์ที่ทั่วโลกต่างรับมือกับการสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงของโลกเรา ผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงานกันมากขึ้น หรือแม้แต่เรื่องระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การหมุนเวียนเอาทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เป็นสิ่งที่มนุษย์เราเริ่มหันมามองสิ่งรอบตัว จนเกิดคำถามที่ว่า เมื่อโลกเปลี่ยน ถึงเวลาที่ต้องหันกลับมามองที่ตัวเราเอง ว่าที่ผ่านมาดูแลโลกนี้ดีเพียงพอหรือยัง? นายวชิระชัย คูนำวัฒนา Head of Living Solution Business ธุรกิจ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง แสดงความเห็นว่า  เมื่อเกิดไวรัสโควิด-19 แล้ว เกิดคำถามขึ้นมากมายตามมาว่า ที่ผ่านมาเราดูแลโลกนี้ดีเพียงพอไหม เพราะต้องยอมรับหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้น ก็เกิดจากผลกระทบของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป คนจะกลับมาตระหนักเหมือนกันว่าเราดูแลตัวเราเองแล้ว เราดูแลโลกไปด้วยไหม ซึ่งจริง ๆ แล้ว เรื่องเทรนด์ กระแสนิยม รวมถึงแนวโน้มที่เกิดขึ้น อาทิ การดูแลสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน การใส่ใจด้านสุขอนามัย คงต้องมองย้อนกลับมามองถึงการใช้ชีวิต และ รอบ ๆ ตัว ว่าเราจะดูแลต่อจากนี้อย่างไร สำหรับผมมองว่าทั้ง 4 ข้อข้างต้นก็เป็นเทรนด์ที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วในก่อนหน้านี้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันช่วยให้มันชัดเจนขึ้น และช่วยเร่งความเร็วมากขึ้น Smart Living ตอบโจทย์ การอยู่อาศัยปี 2021 นอกจากนี้  ด้วยบริบทของสังคมที่เปลี่ยนผ่าน ได้ยกระดับความต้องการพื้นฐานทางกายภาพของมนุษย์สู่ความเป็นดิจิทัล โดยการผนวกเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกสบายในทุกมิติ ส่งผลให้ภาพของ Smart City หรือ เมืองอัจฉริยะ ชัดเจนมากขึ้น นำไปสู่การใช้ชีวิตในรูปแบบ Smart Living ที่เชื่อมต่อทุกประสบการณ์ด้วยเทคโนโลยี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ในฐานะองค์กรต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มที่เกิดขึ้น ทั้งด้านพฤติกรรม ความเป็นอยู่ การใช้ชีวิต สุขอนามัย   ขณะที่นายชูโชค ศิวะคุณากร Managing Director บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนอีกอย่าง คือการขาดแคลนแรงงาน รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในสายงานก่อสร้าง และขาดแคลนในเชิงของคุณภาพและทักษะของงานก่อสร้างที่มีความหลากหลาย ซึ่งต้องเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาต้าควบคู่ อย่างเช่นการพัฒนาแรงงานฝีมือช่าง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาอีกด้านหนึ่ง โดยเมื่อก่อนนี้นึกถึงแค่งานโครงสร้าง อาคาร แต่ปัจจุบันมันต้องมองทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโลกร้อน ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ปัญหาเรื่องฝุ่นละออง เรื่องการจัดการน้ำ ซึ่งมันจะเชื่อมโยงในภาคการอุปโภค บริโภค ทั้งในเชิงของการเกษตร และอุตสาหกรรม   “ตัวกำหนดทิศทางสำคัญในการขับเคลื่อนแวดวงการก่อสร้าง คือความเบ็ดเสร็จ ครบวงจรและรวดเร็ว ทั้งรูปแบบของการใช้งานตัวอาคาร และโครงสร้าง ทั้งการเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานบนโครงสร้างเดิมให้มีความหลากหลาย หรือเป็นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของการใช้งานโครงสร้างเดิมให้ต่างออกไป รวมถึงการรีโนเวทปรับปรุงอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ไปสู่การพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันเพื่อตอบโจทย์สูงสุด” จากความต้องการความเบ็ดเสร็จและรวดเร็ว ทำให้เกิดแนวทางการก่อสร้างแนวใหม่ คือ Smart Construction ซึ่งจะช่วยจัดการกับการออกแบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีที่ล้าสมัย และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังปรับให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ให้มีความเป็น Smart Building มากยิ่งขึ้น   นายชูโชค ศิวะคุณากร ทิ้งท้ายว่า ความน่าสนใจอีกข้อที่ก่อตัวขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง คือ Networking การสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ทำให้เกิดการแชร์ข้อมูลร่วมกัน แชร์ Resource หรือแม้แต่ Knowledge แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ทั้งกลุ่มเจ้าของโครงการและกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องในแวดวงการก่อสร้าง ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจและภาพรวม เพิ่มทักษะงานก่อสร้าง ภายใต้ Ecosystem เดียวกัน ซึ่งจะทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น  
“ปรับบ้านรับทรัพย์ ตามหลักฮวงจุ้ย” รับปีใหม่ 2564 กับหมอช้าง

“ปรับบ้านรับทรัพย์ ตามหลักฮวงจุ้ย” รับปีใหม่ 2564 กับหมอช้าง

ช่วงวันหยุดเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2564 หลายคนอาจจะใช้เวลาในการเฉลิมฉลองอยู่กับครอบครัว หรือเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ภายใต้รูปแบบของการใช้ชีวิตแบบ New Normal แต่เชื่อว่าก็มีหลายคนที่ใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับบ้าน  และใช้ช่วงเวลานี้ทำความสะอาดบ้าน จัดเก็บบ้าน หรือจัดบ้านใหม่รับปีใหม่ เพื่อให้การอยู่อาศัยตลอดปี 2564 มีแต่ความโชคดี และมีความสุขสบาย   นอกเหนือจากเรื่องของความสะอาดแล้ว การจัดบ้านให้ถูกหลักฮวงจุ้ย ก็เป็นเคล็ดลับของการอยู่อาศัยที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยสบายใจ และเป็นไปตามหลักการของฮวงจุ้ย ที่หลายคนมีความเชื่อว่าจะทำให้ได้โชคลาภ เงินทอง สุขภาพดี และมีความสุขกับการอยู่อาศัยในบ้านที่ถูกจัดไว้อย่างถูกต้อง ตามหลักของ “ฮวงจุ้ย” เพราะ “บ้าน” คือ ศูนย์รวมความสุขของสมาชิกทุกคนในบ้าน และหากว่าบ้านมีการจัดฮวงจุ้ยที่ดี จะยิ่งเสริมให้ผู้อยู่ร่ำรวยมั่งมีได้อีกด้วย วันนี้เรามีเคล็ดลับและไอเดียปรับฮวงจุ้ยบ้านให้รับทรัพย์ ของหมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา จากงาน “SCG HOME & Living Fair” ซึ่งจัดขึ้นที่ เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ โครงการ CDC เลียบด่วนรามอินทรา ในช่วงที่ผ่านมา มาแนะนำให้ทุกคนทำตาม เพื่อรับโชคเฮง ๆ ตลอดปี 2564 นี้ ฮวงจุ้ย เรื่องของ “ลม” และ “น้ำ” “ฮวงจุ้ย” หรือในภาษาจีนกลางคือ Feng Shui (เฟิงสุ่ย) มาจากคำสองคำคือ “เฟิง” แปลว่า “ลม” และ “สุ่ย” แปลว่า “น้ำ” ดังนั้น ทฤษฎีของฮวงจุ้ยที่ดี จึงว่ากันด้วยทิศทางการหมุนเวียนของลมและการไหลเวียนของน้ำนั่นเอง   “ลม” ของฮวงจุ้ยจะพัดพาพลังชี่ (Shi) เข้ามาภายในบ้าน ฉะนั้น การจัดฮวงจุ้ยก็คือ การจัดพลังชี่ในบ้านให้ลมเกิดการหมุนเวียนในทิศทางที่ดีตามองศาของประตูและหน้าต่าง ถ้าจัดฮวงจุ้ยได้ถูกต้อง ตามตำราบอกว่า อยู่ 1 ปีก็รวย 10 เท่า ในทางกลับกันถ้าพลังชี่ไม่ดี อยู่ 1 ปีก็อาจจะจน 10 เท่าก็เป็นได้ สิ่งต้องห้ามของ “ฮวงจุ้ย” สิ่งที่ต้องระวังเวลาจัดฮวงจุ้ยบ้านคือ “มุมของทางสามแพร่ง” หรือ “เหลี่ยมของเสาหน้าบ้าน” ห้ามมีมุมแหลมๆ พุ่งเข้ามาในบ้านเด็ดขาด และต้องระวังประตูที่เปิดเข้าตัวบ้าน (ไม่ใช่ประตูรั้ว เพราะประตูรั้วมีผลกับฮวงจุ้ยน้อยมาก) แนะนำว่าในวันที่อากาศดี ควรเปิดประตูตัวบ้านทิ้งไว้ให้ลมหมุนเวียนเข้ามา หรือเปิดหน้าต่างให้แสงแดดเข้ามาก็จะได้รับพลังชี่ที่ดี บ้านไหนที่มีประตูเข้าบ้าน 2 ประตู ควรใช้ประตูหลักที่ใหญ่กว่าให้บ่อย ๆ เพราะตามหลักฮวงจุ้ยแล้วถือว่าประตูใหญ่เป็นทางเข้าของมังกร   หากทางสามแพร่งหรือเสาไฟฟ้าเกิดอยู่ตรงกับประตูหลักที่เข้าตัวบ้าน อันนี้ ถือว่าเป็นเรื่องไม่ดี เพราะทำให้พลังชี่เข้ามาได้น้อย สามารถแก้ไขได้โดยนำต้นไม้ขนาดเล็กที่กำลังนิยมมาตั้งไว้ หรืออาจแขวนโมบายที่มีเสียงกรุ๊งกริ๊ง ก็จะช่วยลดพลังที่ไม่ดีลงได้ ส่วน “เลขที่บ้าน” นั้น ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว เลขที่บ้านมีผลต่อฮวงจุ้ยน้อยมาก การจัดฮวงจุ้ยนั้นเป็นศาสตร์ที่ต้องควบคุมพลังชี่ที่อยู่รอบตัวเราเป็นหลัก ฉะนั้นสิ่งที่ทุกคนต้องทำก็คือ จัดการกับพลังชี่ในบ้านของเราให้ได้ก่อน ห้ามประตูหน้าบ้านตรงกับประตูหลังบ้าน อันนี้ไม่ดี เพราะเมื่อพลังชี่เข้ามาในบ้านมันก็จะพุ่งออกไปเลย จึงเป็นบ้านที่เก็บเงินไม่ได้ แม้หาเงินได้เยอะ นั่นคือ พลังชี่อาจจะเข้ามาเยอะ แต่มันพุ่งออกไปเร็วมาก เปรียบดั่งหาเงินได้ แต่รายจ่ายก็เยอะ วิธีแก้คือ หาตู้โชว์ พาร์ทิชั่น หรือเฟอร์นิเจอร์ มาตั้งตรงกลางระหว่างประตูหน้าและประตูหลัง เมื่อพลังชี่เข้ามาก็จะถูกกักให้หมุน เวียนอยู่ในบ้าน ประตูเข้าตัวบ้านต้องเปิด-ปิดง่าย ปิดแล้วเสียงต้องไม่ดัง จะทำให้มีโชคลาภเงินทองไหลเข้ามา ห้องนั่งเล่น (Living Room) ห้องนั่งเล่นถ้าใช้งานบ่อยพลังงานที่ดีก็จะเข้ามาในบ้าน พูดง่ายๆ ว่าบ้านเปรียบเสมือนอวัยวะในร่างกาย ฉะนั้น ถ้ามีห้องไหนที่ทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานนาน ๆ ก็เหมือนเราไม่ได้ขยับอวัยะส่วนต่าง ๆ ในร่างกายเลย พลังชี่จะไม่เข้ามา สิ่งที่อยากให้มีในห้องนั่งเล่น ถ้าชอบของมงคลแนวจีน แนะนำให้ตั้งรูปปั้นฮกลกซิ่ว จะช่วยให้พบกับความสำเร็จ 3 ประการคือ ครอบครัวดี หน้าที่การงานดี และสุขภาพดี แต่หากชอบของแต่งบ้านสมัยใหม่ ให้เลือกโคมไฟคริสตัล หรือคริสตัลสวย ๆ ตั้งในตู้โชว์ เพราะจะช่วยกระจายพลังชี่ได้ อีกอย่างที่ห้องนั่งเล่นไม่ควรมีคือ โต๊ะสำหรับทานข้าว ห้องครัวคือหัวใจของบ้าน ครัวคือโชคชะตาของผู้หญิงในบ้าน ถ้าครัวทรุดผู้หญิงที่อยู่ในบ้านจะมีปัญหาสุขภาพ ถ้าหลังคาครัวรั่วหมายถึงทรัพย์รั่ว ถ้าพื้นครัวมีโพรง ผู้หญิงบ้านนี้จะเจ็บป่วยได้ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ตำแหน่งของเตาไฟ คนจีนเชื่อว่าเตาไฟเป็นตัวแทนของหญิงผู้ให้กำเนิด จึงห้ามตั้งเตาไฟในทิศตรงข้ามกับอ่างล้างจาน หรือไม่ควรตั้งเตาไฟติดกับอ่างล้านจาน และ ห้ามตั้งเตาไฟโดยใช้ผนังร่วมกับห้องน้ำ เพราะจะทำให้ผู้หญิงในบ้านป่วย แถมโชคลาภก็จะไม่เข้ามาในบ้านด้วย หากมีเตาไฟในบ้านควรใช้บ่อย ๆ เพื่อหมุนเวียนพลังหยาง (ความร้อน) ซึ่งจะต้องบาลานซ์กับพลังหยิน (ความเย็น) ของน้ำในบ้านที่มีการเคลื่อน ไหวด้วย ห้องนอนก็สำคัญเช่นกัน ห้องนอนที่เก็บของเยอะเกินไปจนดูรก ก็เหมือนเป็นการสะสมพลังลบไว้ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น ควรมีของให้น้อยที่สุด ข้อควรระวังอีกอย่าง อย่าให้ประตูห้องน้ำเปิดมาแล้วเจอเตียงเลย เพราะจะทำให้ป่วย สำหรับหัวเตียงไม่จำเป็นต้องหันไปทางทิศตะวันออกเสมอไป ถ้าในห้องนอนมีกระจก ไม่ควรให้กระจกหันหรือสะท้อนมาที่เตียงนอน เพราะจะสะท้อนพลังดี ๆ ออกไปหมด และถ้าห้องอยู่ชั้นล่างของบ้าน ห้ามนอนหันปลายเท้าไปทางประตูเข้าตัวบ้าน เพราะจะเหมือนการหามคนเจ็บคนตาย 5 องค์ประกอบ “ฮวงจุ้ย” ที่ดี ฮวงจุ้ยของบ้านที่ดีควรมีองค์ประกอบครบทั้ง 5 ธาตุ ดังนี้ ธาตุน้ำ ในบ้านควรมีสีฟ้า สีน้ำเงิน ซึ่งเป็นตัวแทนของธาตุน้ำ หรือตั้งน้ำพุเล็ก ๆ ที่มีความเคลื่อนไหว ก็จะช่วยเสริมฮวงจุ้ยที่ดี ธาตุไม้ ควรหาต้นไม้ประดับเล็ก ๆ ที่มีใบสีเขียวมาไว้ในบ้าน หรือ หากบ้านไหนมีพื้นบ้านที่เป็นพื้นไม้ก็ถือว่าใช้ได้ ธาตุไฟ สีส้ม สีแดง และสีชมพู คือตัวแทนของธาตุไฟ อาจจะใช้หมอนอิง โคมไฟ หรือสิ่งของอื่น ๆ ที่มีสีเหล่านี้มาประดับไว้ ธาตุดิน อาจเลือกใช้พรมเช็ดเท้าที่มีสีน้ำตาล หรือสิ่งของที่อยู่ในหมวดสีเอิร์ธโทนนำมาตกแต่งในบ้านก็ช่วยเสริมธาตุดินได้ ธาตุโลหะ อาจเป็นสิ่งของที่ทำจากโลหะทั้งหลาย เช่น โต๊ะที่มีขาสเตนเลส หรือแจกันสีทองแววาวก็ได้ ถ้าบ้านไหนมีสิ่งของหรือการตกแต่งครบทั้ง 5 ธาตุแล้ว ก็ถือว่าบ้านนั้นมีฮวงจุ้ยที่ดีแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเสริมฮวงจุ้ยด้านอื่น ๆ ก็ได้ ลองนำเอาเคล็ดลับต่าง ๆ เหล่านี้ไปปรับใช้ ให้เหมาะสมกันแต่ละบ้าน หรือหากใครสะดวกแบบไหน ก็เลือกเอาตามใจชอบได้เลย  
10 เทรนด์สังคมไทยที่จะเปลี่ยนไป หลังพ้นวิกฤติ COVID-19

10 เทรนด์สังคมไทยที่จะเปลี่ยนไป หลังพ้นวิกฤติ COVID-19

การกลับระบาดอีกครั้งของไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้  ทำเอาหลายคนกังวลใจ ว่าจะต้องกลับไปล็อกดาวน์อยู่กับบ้าน หรือ ต้อง Work From Home เหมือนครั้งเกิดการระบาดช่วงต้นปีหรือไม่ และหลายคนก็คงจะบ่นไปตาม ๆ กันว่า เศรษฐกิจและการทำมาหากินกำลังจะฟื้นตัวดีอยู่แล้ว ไม่น่าเกิดเหตุการณ์ระบาดซ้ำอีกครั้งเลย ยิ่งช่วงปลายปีที่ต้องมีงานเฉลิมฉลอง เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หลายกิจกรรมก็ต้องพับแผนการจัดงานกันไป เพื่อปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุข ไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่   เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 ทุกคนจึงควรปฏิบัติตาม มาตรการด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า การล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ การไม่ไปในสถานที่ชุมชนที่มีคนแออัดหรือหนาแน่น และต้องเว้นระยะห่างทางสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่เชื่อว่าทุกคนทำได้ไม่ยาก และแนวทางการใช้ชีวิตแบบนี้ คงกลายเป็นวิถีปกติใหม่ หรือ New Normal ของคนยุคหลังหมดโควิด-19   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ก่อให้เกิดผลกระทบในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมไปถึงวิถีการดำรงชีวิตของคนในสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างมาก  แต่ทุกคนก็มีความหวังและเชื่อว่า ในอนาคตจะสามารถจัดการกับปัญหานี้ได้ เพราะกำลังจะมีการใช้วัคซีนเข้ามาป้องกันโรคนี้แล้ว   ก่อนหน้านี้ “ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ” (FutureTales Lab by MQDC)  หรือ ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา ภายใต้บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบและรวบรวมข้อมูลของสังคมในอนาคต เพื่อมาตอบคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมา  คือ การดำเนินชีวิตของคนในสังคม หลังพ้นวิกฤติครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ซึ่งได้สรุปออกมาเป็น 10 เทรนด์ที่น่าสนใจ เพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือในทุกการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่มุมพฤติกรรมการใช้ชีวิต การอยู่อาศัย การใช้เทคโนโลยี การเดินทาง และการดูแลสุขภาพ ตลอดจนแนวโน้มของนโยบายภาพใหญ่ของรัฐบาล ได้แก่ 1.Social Structure โครงการสร้างของสังคมใหม่ ๆ ที่จะมีการออกกฎหมายที่ใช้ร่วมกันทั่วโลก เป็นกฎหมายเดียวกันที่ช่วยในเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัย รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี IOT Infrastructure และระบบต่างๆ ทำให้คนเข้ามาสนใจมากยิ่งขึ้น อีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการสร้างของสังคมใหม่ก็คือ ผู้คนจะให้ความสำคัญต่อสุขภาพ และความเป็นอยู่มากยิ่งขึ้น โดยจะยอมให้ข้อมูลส่วนตัว (privacy) เพื่อที่จะปกป้องสุขภาพ และทรัพย์สินของตัวเองและครอบครัวมากยิ่งขึ้น 2.Resilience & Agile by Force แม้ว่าในอนาคตหลังวิกฤติโควิด-19 ความเชื่อมั่นและความเชื่อใจในระดับบุคคลจะลดน้อยลง แต่ความร่วมมือระหว่างองค์กรและอุตสาหกรรมจะมีมากขึ้น ซึ่งภาครัฐจะใช้เวลาปรับตัวมากที่สุดและจะถูกปรับเปลี่ยนมากขึ้น เช่น กฎหมายพื้นฐาน การประชุมอย่างถูกกฎหมายผ่านทางออนไลน์ เป็นต้น วิกฤติครั้งนี้อาจเป็นการล้างไพ่ทางเศรษฐกิจในทางบวก คือรัฐและองค์กรธุรกิจสามารถใช้โอกาสนี้ในการจัดการเรียนผ่านออนไลน์ฟรี ให้กับแรงงาน หรือการกำหนดระเบียบการทำงานที่ลดการใช้ทรัพยากรได้มากขึ้น 3.Global Emotional Crisis & Touchless Society คือ วิกฤติทางอารมณ์ของคนเมื่อต้องเผชิญกับความยากลำบากในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้แบบเดิมๆ นำไปสู่การสูญเสียสมดุลทางความคิดและอารมณ์ อาทิ เด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมา จากเดิมมีวิธีการทักทายแบบจับมือหรือกอด แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ทำให้ไม่สามารถทำได้ ทำให้การปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพมีระยะห่างกันออกไปเรื่อยๆ ส่งผลในเรื่องของอารมณ์ในแง่ของความใส่ใจ และความห่วงใยในอนาคต อย่างวัยทำงานที่นิยม Co – Working Space ก็อาจจะมีปรับพื้นที่ในรูปแบบ Sharing Space With Boundary หรือ มีการแบ่งแยกพื้นที่ของตัวเองมากขึ้น และการออกแบบพื้นที่บริการแบบไม่ต้องสัมผัส แต่ใช้ voice recognition หรือ AR แทน 4.Public Space / Indoor Technology with Health Factor จากความไม่เชื่อมั่นและความวิตกกังวลในเรื่องความไม่ปลอดภัยในเวลาที่ต้องออกไปยังพื้นที่สาธารณะต่างๆ ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในด้านนี้ อาทิ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ต้องมีการวางแผนรับมือ และสร้างเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น การวางระบบฆ่าเชื้อสำคัญเหมือนการวางระบบแอร์ น้ำ ไฟ มีการกำหนดมาตรฐานระบบ clean air quality ในอาคาร 5.Prioritizing Space Over Convenience คือ วิถีความคิดของผู้บริโภคในแง่การซื้อที่อยู่อาศัยจะเปลี่ยนไป เพราะที่ผ่านมาทุกอย่างจะรวมตัวกันอยู่ในกลางเมือง โดยยึดเอาแนวเส้นการเดินทางที่ใกล้รถไฟฟ้าเป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อ แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการทำงานในอนาคต สามารถทำงานที่บ้านได้ อาจจะไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่ทำงานทุกวัน จึงอาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัย ไม่จำเป็นต่ออยู่ในเมือง หรือ อาศัยในคอนโดมิเนียมขาดเล็กกลางใจเมืองต่อไป แต่อาจปรับเปลี่ยนเป็นบ้านนอกเมือง แต่มีพื้นที่มากขึ้น มีสวน  การปรับเปลี่ยนบ้านพักตากอากาศ (vacation home) มาใช้อาศัยประจำแทน 6.Everything At Home หรือที่เรียกว่า เศรษฐกิจติดบ้าน อันเนื่องมาจากสถานการณ์โรคระบาด ทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป เริ่มเคยชินกับการอาศัยอยู่ในบ้าน ทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ ภายในที่พักอาศัยของตนเอง ส่งผลต่อความต้องการที่พักอาศัยที่อาจจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่สามารถอาศัยในพื้นที่ที่มีขนาดเล็กได้ แต่ขณะนี้อาจจะไม่เพียงพอ และต้องการมีพื้นที่ที่สามารถทำอะไรได้หลายหลากมากยิ่งขึ้น อย่าง คอนโดมิเนียม ก็ต้องมีพื้นที่สำหรับการทำอาหาร พื้นที่ทำงานและออกกำลังกายได้ในขณะเดียวกัน 7.Proactive Healthcare Platform จากเหตุการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทำให้แพลตฟอร์มการดูแลสุขภาพและการป้องกันความเจ็บป่วยนั้นมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น โครงสร้างพื้นฐานของเมือง อาคาร บ้านจะต้องมีบริการและแพลตฟอร์มสุขภาพและสุขภาพจิตเป็นบริการพื้นฐาน 8.Last mile & next hour logistic ด้วยพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลง จะทำให้ระบบการขนส่งระยะสั้นแบบ 1 กิโลเมตร และการจัดส่งแบบรวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมง จะเป็นที่ต้องการ และความสำคัญมากยิ่งขึ้น 9.Wearable Device – Prioritizing Health & Safety Over Privacy คือ การเติบโตของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบสวมใส่ ซึ่งผู้บริโภคจะยอมให้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อแลกกับความปลอดภัยที่มีมากยิ่งขึ้น เช่น การพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่เจาะลึกถึงข้อมูลมากยิ่งขึ้น สามารถดูได้ว่า ณ วันนี้ สถานที่ที่เราอยู่ ณ ตรงนี้ มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะเป็นประเด็นในเรื่องของความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว 10.Super Food & Food Supply Chain Transparency To Personal Food Supply โดยส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะรับประทานอาหารเพื่อความอร่อย และเป็นการเข้าสังคมรูปแบบหนึ่ง แต่หลังจากนี้ ผู้บริโภคจะเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น ต้องการความมั่นใจมากขึ้นว่าสินค้าที่จะนำมาปรุงอาหารต้องมีมาตรฐาน ปลอดภัย และมีความสะอาด รวมถึงผู้บริโภคบางส่วนเองเริ่มมีการทำฟาร์มขนาดเล็กในเมืองมากยิ่งขึ้น   ทั้งหมดนี้ก็คือ 10 เทรนด์สังคมในอนาคตที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปหลังพ้นภาวะวิกฤติโควิด -19 ซึ่ง  “ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ” เชื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อสังคมทุกภาคส่วน ในการเตรียมรับมือและพร้อมที่จะปรับตัวกับ The Next Normal หรือ ความปกติในรูปแบบใหม่ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังพ้นวิกฤติครั้งนี้ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ หัวหน้าคณะที่ปรึกษาฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
4 กลยุทธ์ทางรอดออฟฟิศบิวดิ้ง  รับมือโควิด-19 ยุค Next Normal

4 กลยุทธ์ทางรอดออฟฟิศบิวดิ้ง รับมือโควิด-19 ยุค Next Normal

สถานการณ์โควิด-19 ที่กลับมาพบผู้ติดเชื้อในประเทศไทยอีกครั้ง ทำเอาหลายคนวิตกกังวล กลัวว่าจะสถานการณ์จะรุนแรงกว่าเดิม เพราะผู้ติดเชื้อได้เดินทางไปในสถานที่ และพบปะผู้คนมากมาย ซึ่งทำให้นับจากนี้ ประชาชนคงต้องระมัดระวังตัวเองมากขึ้น ต้องป้องกันการได้รับเชื้อโควิด-19 ด้วยมาตรการที่เคยปฎิบัติมา ไม่ว่าจะเป็นการสวมใส่หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า และการใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ หรือการทำความสะอาดมือทุกครั้งหลังการสัมผัสสิ่งของที่อาจจะเป็นแหล่งที่อยู่ของเชื้อโรค   ในขณะที่อาคารและสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร สำนักงาน หรือแหล่งชุมชน ต่างก็ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการป้องกันการแพร่เชื้อโรคไวรัสโควิด-19 มาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการวัดอุณหภูมิของผู้เข้ามาใช้บริการ หรือการมีเจลแอลกอฮอล์ตามจุดต่าง ๆ ไว้ให้ทำความสะอาดมือ และการติดตั้งอุปกรณ์การใช้งานของสิ่งต่าง ๆ เพื่อที่จะลดการสัมผัส การกันพื้นที่บางส่วนให้มีการเว้นระยะห่างทางสังคม ซึ่งเป็นมาตรการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา   แม้ในอนาคตหากมีการนำเอาวัคซีนมาใช้จริงกับมนุษย์ หรือเราสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าทุกคนคงจะยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสาธารณสุข เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างแน่นอน รวมถึงบรรดาอาคารและสถานที่ต่าง ๆ ก็คงยังต้องมีมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นไปตามวิถีชีวิตปกติใหม่ หรือ New Normal อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   นอกจาก อาคารสำนักงาน หรือ ออฟฟิศ บิลดิ้ง จะต้องปรับตัว กับการอยู่ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุข เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้ว  สถานการณ์ภาพรวมของตลาดธุรกิจสำนักงานให้เช่า และธุรกิจโรงแรมในปี 2563 ที่ผ่านมา ต่างต้องประสบกับวิกฤตจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดภาวะชะงักงันของภาคธุรกิจโดยรวม และปัจจุบันเกือบทุกบริษัทหันมาใช้การทำงานรูปแบบ Work from home กันมากขึ้น ทำให้อาคารสำนักงานให้เช่าเริ่มเข้าสู่จุดเสี่ยง สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ประกอบการเจ้าของอาคารหลายแห่งเริ่มมองหาตัวช่วยในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับอาคารของตนเพื่อดึงดูดผู้เช่าและผู้ใช้อาคารให้กลับมาเหมือนเดิม รวมไปถึงสร้างความเชื่อมั่นเพื่อเชิญชวนผู้เช่ารายใหม่ ๆ ให้เข้ามามากกว่าเดิมด้วย ขณะที่ทิศทางในอนาคตการจะรับมือกับรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ หรือ Next Normal นั้น SCG Building and Living Care Consulting มีคำแนะนำให้ใช้ 4 กลยุทธ์เพื่อรับมือแบบ Next Normal ของอาคารและสิ่งปลูกสร้าง หลังยุคโควิด ดังนี้ 1.Intelligent Building ปรับอาคาร และ ฟังก์ชันการใช้งานภายในอาคารให้มีความอัจฉริยะ โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อมัดใจคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็น Gen Me หรือ Millennials ซึ่งมีผลวิจัยว่าคนรุ่นใหม่ 69-78% ให้ความสำคัญกับ workplace มากกว่า benefit บางอย่างที่พวกเขาอาจไม่ได้ใช้ 2.Healthy Building ทำอาคารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานอาคารมีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพแข็งแรง และปลอดภัย รวมถึงการออกแบบพื้นที่ทำงานจะต้องก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ ให้ความสะดวกสบาย และสร้างประสิทธิภาพและการเข้าถึงให้แก่ผู้ทำงานทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และรวมถึงผู้ทุพลภาพในด้านต่าง ๆ ด้วย 3.Homey Environment ออกแบบพื้นที่ภายในและนอกอาคารให้รู้สึกสะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน โดยเชื่อมโยงชีวิตกับสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน อาจใช้องค์ประกอบที่มีในธรรมชาติ มีพื้นที่ให้ผ่อนคลายจากการทำงาน มีพื้นที่หลากหลายตามแต่ความต้องการของการใช้พื้นที่ในแต่ละช่วงเวลา และคำนึงถึงระดับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานด้วยเช่นกัน 4.Building Certification ปรับพัฒนาอาคารตามมาตรฐานอาคารระดับโลก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้อาคาร จากการรับรองโดยสถาบันที่มีชื่อเสียง ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร/อาคารนั้นได้มากขึ้น และยังส่งผลต่อค่าเช่าพื้นที่ที่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มได้มากกว่าอาคารทั่วไป   สำหรับ SCG Building and Living Care Consulting ได้ดำเนินธุรกิจบริการให้คำปรึกษาด้านสิ่งปลูกสร้าง ตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้างอาคาร รวมไปถึงการรับรองอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ด้วยบริการให้คำปรึกษาเพื่อขอรับรองมาตรฐาน ซึ่งมาตรฐานในการรับรองอาคารแบ่งออกเป็น 2 หมวด ได้แก่  มาตรฐานอาคารเขียว (Green Building Certification) และ มาตรฐานอาคารเพื่อการมีสุขภาวะที่ดี (Well-Being Building)  
รีวิวพาทัวร์เลาะรั้วรอบบ้าน “ถนนจันทน์”

รีวิวพาทัวร์เลาะรั้วรอบบ้าน “ถนนจันทน์”

รีวิวพาทัวร์เลาะรั้วรอบบ้าน "ถนนจันทน์" ช่วงนี้อากาศกำลังดีค่ะ วันนี้เลยจะพาทุกคนไปเดินเล่นแถวๆ "ถนนจันทน์" กันซักหน่อย ด้วยความที่เป็นพื้นที่คุ้นเคยเพราะเกิดและโตในย่านนี้จนคุ้นชินกับบรรยากาศของชุมชนในระแวก และเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ก็ตั้งแต่ยังไม่ตัดถนนนราธิวาสฯ นั่นแหละ คงไม่ต้องสืบแล้วนะว่าเกิดมานานขนาดไหน อิอิ   ย่านถนนจันทน์เป็นย่านของชุมชนเก่าค่ะ บรรยากาศคึกคักพลุกพล่านตลอดทั้งวัน ที่สำคัญ.. เป็นแหล่งที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกินอยู่พอตัว เรียกว่ามีร้านเก่าแก่ ร้านอร่อย ร้านดัง พ่วงด้วยร้านใหม่ๆ ตามสมัยนิยมมาเปิดกันมากมายเลยทีเดียว รอบนี้เราเลือกปักหมุดในโซนหัวถนนที่เชื่อมต่อกับถนนนางลิ้นจี่ ลัดเลาะไปตามถนนจันทน์เก่า แล้วก็วนมาที่ถนนจันทน์ตัดใหม่ (ซื่งไม่ใหม่แล้ว) เพราะเราเห็นว่าโซนนี้มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก มีความร่วมสมัยมากขึ้น มีชาวต่างชาติเข้ามาอยู่เยอะ คอนโดใหม่ก็แยะ พอๆ กับที่มีร้านชิคๆ คูลๆ อีกหลายร้านจนเราอยากจะขออวดซะหน่อย   เลาะรั้วรอบ "ถนนจันทน์" เริ่มต้นด้วยไลฟ์สไตล์แบบสายเฮลท์ตี้ ต้องไม่พลาดร้าน “Snooze Atlas” ร้านสีเขียวขนาดกะทัดรัดริมถนนนางลิ้นจี่ ที่มี Smoothies Blows คุณภาพไม่กะทัดรัดเลยนะจ๊ะ แต่ละถ้วยอัดแน่นไปด้วยผักผลไม้สดแช่แข็ง อุดมไปด้วยวิตามินธรรมชาติ เราแนะนำให้บูสเช้าวันใหม่กันด้วย “Acai Sunset” เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระจาก Super Fruit ให้เต็มคำกันก่อน แถมยังอิ่มท้องด้วย Topping ที่คัดแล้วว่าดีต่อสุขภาพอีกเพียบ ทั้งเมล็ดเจีย งาขี้ม่อน เกสรผึ้ง โกจิเบอร์รี่ มะพร้าวคั่ว กราโนล่า และผลไม้สด Smoothies ถ้วยนี้ได้รสเปรี้ยวๆ หวานๆ แถมยังเย็นฟรีซสุดๆ กันไปเลย กินแล้วรับรองว่าสดชื่นตลอดทั้งวันแน่นอน   นอกจาก Acai Sunset ที่เราเลือกแล้ว ที่ร้านก็ยังมี Smoothies Blows ให้เลือกอีกหลายแบบ ซึ่งอ่านชื่อเมนูและส่วนผสมแล้วก็อยากลองไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Afternoon Delight, Green Twelve หรือแม้แต่เมนูง่ายๆ อย่าง Strawberry Milkshake ก็เหมาะกับการ take away ในวันที่เร่งรีบ แต่ต้องไม่ลืมดูแลสุขภาพนะจ๊ะ     บรรยากาศในร้านเล็กๆ แห่งนี้ อัดแน่นไปด้วยต้นไม้สวยๆ แบบทุกซอกทุกมุมคือพื้นที่สีเขียว เหมาะกับสายเช็คอินขยันโพส รับรองว่าคุณจะได้รูปสวยไปลง IG เพียบแน่ๆ  ต้นไม้ที่เห็นในร้านไม่ได้ตั้งโชว์เฉยๆ นะคะ ใครอยากได้เค้าก็ขายจ้า เพราะใกล้ๆ กันมีร้านชื่อ “Garden Atlas” ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกัน ในร้าน Garden Atlas จะเต็มไปด้วยต้นไม้ยอดฮิตหลายหลายชนิด พร้อมอุปกรณ์เพาะปลูกกะจุ๊กกะจิ๊กอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หัดปลูก หรือเป็นสายสะสมไม้แปลก เชิญไปเลือกดูที่ร้านนี้ได้เลยค่ะ ร้านน่ารักจนเราขอยกตำแหน่งให้เป็นร้านรวมต้นไม้ที่ชิคที่สุดของย่านนี้ไปเลย     ถ้าไม่ค่อยถูกจริตกับสายเฮลท์ตี้ แต่เป็นสาวกสายแป้งที่อินกับกลิ่นเนย เราแนะนำให้ไปโดน “Amantee The Bakery” ร้านอบขนมปังสัญชาติฝรั่งเศสเจ้าดังที่ฮิตติดท็อปชาร์ตในเวลานี้  ยิ่งถ้าเป็นคนรัก “ครัวซอง” ตัวยงยิ่งห้ามพลาด!!  หลายคนอาจจะเคยกินขนมปังฝรั่งเศสนานาชนิดของร้านนี้มาบ้างแล้วจากสาขาใน Emquartier ซึ่งจุดกำเนิดของขนมปังหอมๆ ในแต่ละวันซ่อนตัวอยู่ในร้านขนาด 2 คูหาบนถนนจันทน์เก่าแห่งนี้นี่แหละ ที่บอกว่าซ่อนตัวนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยนะ เพราะหลายคนคิดไม่ถึงว่า บนถนนจันทน์เก่าที่เป็นถนนเล็กๆ ที่เกือบจะถูกลืมไปแล้วจะมีร้านขนมอบดีๆ มาเปิดกับเค้าด้วย!!     ถ้าใครอยากกินขนมปังอุ่นๆ จากเตา เราแนะนำให้ไปกันแต่เช้า ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะเมนูเด็ดๆ หลายตัวหมดเกลี้ยงตั้งแต่ยังไม่ทันเที่ยงเลยจ้า กลิ่นหอมๆ ของขนมปังอบใหม่มักจะทำให้เราขาดสติ แล้ววัตถุดิบหลักในร้านรวมถึงตัวเชฟก็นำเข้ามาจากฝรั่งเศสทั้งหมด ไม่อร่อยแบบต้นตำรับก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว   สำหรับ Croissant Lover ที่ชื่นชอบเนื้อสัมผัสแบบผิวนอกกรอบนิด เนื้อในนุ่มหนึบ ชุ่มเนยหน่อย ให้รีบไปเก็บแต้มบุญสะสมความอร่อยไว้ได้เลย (แต่สำหรับเราแล้วยังมีร้านอื่นที่มีครัวซองโดนใจกว่านี้ค่ะ) ส่วนขนมปังตัวอื่นๆ ก็อร่อยไม่น้อยหน้ากันนะคะ ระหว่างที่กำลังเลือกขนมอยู่ในร้านเราก็เห็นลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติมาซื้อกลับไปรัวๆ เลยทีเดียวจ้า แล้วจะไม่ให้แนะนำว่าเป็นร้านอร่อยประจำย่านได้อย่างไร     อย่างที่บอกว่าในย่านถนนจันทน์นี้มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ที่ชัดเจนเลยก็คือบริเวณปากซอยเย็นอากาศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “Market Place นางลิ้นจี่” คอมมิวนิตี้มอลล์ ที่มี Tops Market เป็นตัวชูโรง มีผัก ผลไม้ วัตถุดิบทำอาหาร แล้วก็สินค้านำเข้าให้เลือกเยอะเลยค่ะ คงเพราะมีชาวต่างชาติเข้ามาอยู่ในย่านนี้มากขึ้นด้วยแหละ เลยได้อัพเกรดจากที่เคยเป็นแค่ Tops Supermarket อย่างเดียวก็ขยายพื้นที่มาเป็นคอมมิวนิตี้มอลล์แทน นอกจากนี้ก็ยังมี ร้านกาแฟ ร้านอาหารชื่อเพิ่มขึ้นมาอีกหลายร้าน รวมถึง Home Pro S ก็มาเปิดที่ชั้นใต้ดินด้วย     สำรวจแหล่งช้อปปิ้งกันเบาๆ แล้ว เรายังมีร้านอาหารมาแนะนำอีก 2 ร้าน 2 สไตล์ เป็นร้านเก่าแก่พอๆ กันทั้งคู่ เริ่มจากมื้อกลางวันแบบง่ายๆ ที่ “ร้านมานี หมูสเต๊ะ” แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าต้องกิน “หมูสเต๊ะ” ซึ่งเป็นเจ้าเก่าจากท่าดินแดง จึงรับประกันเรื่องรสชาติที่ได้มาตรฐาน ทางร้านเลือกใช้หมูอนามัยจากเบทาโกร นำมาหมักเครื่องเทศอย่างดีกินคู่กับน้ำจิ้มหมูสเต๊ะ และเพิ่มรสชาติด้วยอาจาดอีกคำถึงจะครบเครื่อง แต่ถ้าอยากได้อาหารที่หนักท้องมากขึ้น อยากให้ลองสั่งข้าวราดแกง หรือแยกเป็นกับข้าวก็ได้นะคะ พวกเมนูแกงต่างๆ จัดว่าดี เลยอยากแนะนำให้ได้ลองชิมดูค่ะ กับข้าวในร้านก็จะหมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน แวะไปกินได้บ่อยๆ เลย     ไปต่อกันที่ร้าน “ครัวสาธร” ร้านเก่าแก่ที่ย้ายมาจากย่านสาทร อาหารในร้านเน้นอาหารไทยสไตล์ครอบครัวค่ะ เพราะมีเมนูให้เลือกมากมาย รสชาติเหมาะกับทุกวัย เมนูที่อยากแนะนำให้ลองคือ 2 เมนูในสไตล์กุ๊กช็อป อาหารฝรั่งสไตล์จีนที่หากินได้ยากอย่าง “สลัดเนื้อสัน” สลัดผักน้ำใส เสิร์ฟมาพร้อมกับเนื้อสันในชิ้นหนาที่กริลมาอย่างพอดิบพอดี และ “ซี่โครงหมูอบ” ที่ใช้เนื้อหมูส่วนพอร์คช้อปคลุกเกล็ดขนมปังทอด แล้วราดด้วยน้ำสตูข้นๆ อันเป็นเอกลักษณ์ ถือว่าเป็นเมนูเก่าแก่ตัวชูโรงกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็ยังมี ปลาช่อนแป๊ะซะ, ถุงทอง, ห่อหมกขนมครก และเมนูตามฤดูกาลอีกหลายจานเลยค่ะที่เห็นชื่อเมนูก็ชวนให้หิวแล้ว     มาถึงร้านสุดท้ายที่ขอเอาใจคนชอบงานคราฟ เราขอจับมือพาไปเที่ยวร้าน “YARNNAKARN x AGO” บริเวณปากซอยนางลิ้นจี่ 4  ร้านขายสินค้าเซรามิกทำมือที่ชิคสุดๆ งานทุกชิ้นเกิดจากแรงบันดาลใจที่ได้จากธรรมชาติรอบตัว รวมถึงวัตถุดิบที่นำมาใช้ก็ล้วนแต่หาได้ในประเทศไทยทั้งหมดเลยนะคะ พอมาผสมผสานกันแล้วชิ้นงานแต่ละชิ้นก็จะมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน มีความเป็น Master Piece ในตัวเอง ถ้าอยากได้ของแต่งบ้านเก๋ๆ ไม่ซ้ำใครเราแนะนำว่าห้ามพลาดร้านนี้ค่ะ พื้นที่ชั้น 2 ของร้านเปิดโชว์ผลงานเป็นแกลลอลี่เล็กที่มักจะมีงานดีๆ มาจัดแสดงอยู่เรื่อยๆ เช่นกันค่ะ ส่วนพื้นที่ชั้น 3 เป็นร้าน AGO คาเฟ่สุดชิคที่แอบซ่อนตัวอยู่บนดาดฟ้านี่เอง ชั้นบนนี้มีเสื้อผ้าและข้าวของสไตล์วินเทจให้เลือกช้อปกันด้วยนะคะ     เดินดูของกันพอหอมปากหอมคอแล้ว แนะนำให้ลองเลือกเครื่องดื่มซักแก้วจาก AGO Cafe มาดับกระหายสักหน่อยค่ะ นอกจากกาแฟเมนูต่างๆ แล้ว ห้ามพลาด “AGO Special Craft Drink” เครื่องดื่มสุดเก๋ที่รังสรรค์ด้วยแรงบันดาลใจจากชื่อถนนนางลิ้นจี่อันเป็นที่ตั้งของร้าน โดยเมนูต่างๆ ของ Craft Drink นี้จะมีส่วนผสมหลักคือ “น้ำลิ้นจี่” แล้วนำมาผสมกับไซรัปที่ทางร้านปรุงขึ้นเอง ซึ่งมีให้เลือกมากถึง 8 ชนิด แล้วไซรัปแต่ละตัวก็จะให้กลิ่นและรสชาติที่พิเศษแตกต่างกันออกไปนะคะ กลายเป็นเรื่องสนุกเล็กๆ ที่เราได้ลองดมกลิ่นไซรัป แถมยังสนุกกับการชิมเครื่องดื่มในแก้วสวย พร้อมบรรยากาศสบายๆ ของสวนบนดาดฟ้า ที่คล้ายว่าเราได้ปลีกตัวมานั่งพักระหว่างวัน ให้หยุดนิ่งเงียบๆ ซักหน่อยแล้วค่อยไปต่อค่ะ     เสน่ห์ของถนนจันทน์ไม่ได้หมดแต่เพียงแค่นี้นะคะ ถนนสายนี้ยังมีทั้งเรื่องราวที่น่าสนใจและของอร่อยๆ รออยู่อีกมากมาย ไว้เราจะหาโอกาสพาทุกคนมาเที่ยวเล่นแถวบ้านเราอีก แต่ถ้าใครอยากย้ายมาเป็นชาวถนนจันทน์ มาเป็นเพื่อนบ้านในระแวกเดียวกับเรา ลองแวะไปเยี่ยม Sale Gallery โครงการ The ISSARA Sathorn กันได้นะคะ     ตอนนี้เค้ามีโปรโมชันพิเศษ “ISSARA DAY Yes ทุกดีล” 14 - 15 พ.ย.นี้ พบกันได้ที่สำนักงานขายทุกโครงการ เพื่อเลือกข้อเสนอที่ "YES" ตามใจคุณ กับ 9 ทำเลคุณภาพจากชาญอิสสระ รายละเอียดเพิ่มเติม คลิ๊ก : https://bit.ly/38pMb8Q วันนี้ - 15 พ.ย. นี้เท่านั้น #IssaraDayYesทุกดีล #Charnissara คลิกเข้าไปดูข้อมูลโครงการกันก่อนที่ The ISSARA Sathorn  
2 กลยุทธ์ “โฮมโปร” รับไลฟ์สไตล์ลูกค้ายุค New Normal

2 กลยุทธ์ “โฮมโปร” รับไลฟ์สไตล์ลูกค้ายุค New Normal

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป เข้าสู่ความปกติใหม่ หรือ New Normal ไม่ใช่แค่การใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น ที่ต้องปรับเปลี่ยนไป แต่การทำงานหรือแม้แต่การดำเนินธุรกิจก็ต้องปรับเปลี่ยนเช่นกัน พนักงานจำนวนมากต้องทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) เจ้าของธุรกิจก็ต้องปรับโมเดลการทำธุรกิจใหม่ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าเช่นกัน   พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน นับตั้งแต่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 คือ การช้อปปิ้งออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น เพราะนับตั้งแต่มีการล็อกดาวน์เมือง ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าปิดให้บริการ แต่หันมาจำหน่ายสินค้าผ่านระบบเดลิเวอรี่และออนไลน์แทน แม้ว่าภายหลังจากสถานการณ์ทุกอย่างจะเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น แต่พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์และระบบเดลิเวอรี่ก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นพฤติกรรมปกติใหม่ของคนในยุคปัจจุบันไปแล้ว   สินค้าที่ที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ปัจจุบัน ลูกค้าไม่ได้สั่งซื้อเฉพาะกินของใช้จิปาถะ หรืออาหารการกิน หรือสินค้าแฟชั่นเท่านั้น แต่สินค้าชิ้นใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ อาทิ แอร์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า หรือเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งและซ่อมแซมบ้าน ก็ได้รับความนิยมในการสั่งซื้อผ่านช่องทางด้วยเช่นกัน เพราะปัจจุบันระบบการสั่งซื้อและการจัดส่ง สะดวก รวดเร็ว และได้รับสินค้าเหมือนกับการไปซื้อด้วยตนเองที่ห้างสรรพสินค้า ล็อกดาวน์ดันยอดขายออนไลน์โต “โฮมโปร” ศูนย์จำหน่ายสินค้าวัสดุ ของตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ปรับตัวเองกับการเปิดจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดการล็อกดาวน์เมือง ไม่ได้เปิดให้บริการจำหน่ายสินค้าในร้าน แต่ปรับตัวด้วยการเปิดจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ ไลน์ เฟสบุ๊ค และล่าสุด เปิดตัวแอปพลิเคชั่น โฮมโปร นางสาวเสาวณีย์  สิราริยกุล  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร”  เปิดเผยว่า ช่วงก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โฮมโปรมีสัดส่วนยอดขายผ่านช่องออนไลน์ 3-4% แต่หลังจากที่โฮมโปรหันมาเพิ่มช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้มียอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ขึ้นเป็น 8%   นอกจากนี้  โฮมโปรยังมองเห็นปัญหาสำคัญของการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ที่ลูกค้ามักจะไม่ได้รับสินค้าตรงกับที่สั่ง ด้วยการเปิดบริการ Click & Collect  เป็นการแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า ที่เมื่อสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์แล้วสามารถมารับสินค้าได้ที่สาขาใกล้บ้าน 2 กลยุทธ์รับไลฟ์สไตล์ลูกค้ายุค New Normal โฮมโปร ไม่ได้ปรับตัวเฉพาะในเรื่องการตลาดออนไลน์เท่านั้น แต่ในช่องทางออฟไลน์ โฮมโปรก็ได้ปรับตัวรับกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย โดย 2 สิ่งที่โฮมโปรปรับกลยุทธ์การทำตลาด รับกับวิถีชีวิต New Normal ของผู้บริโภคยุคหลังโควิด-19 คือ 1.เพิ่มสินค้าใหม่รับไลฟ์สไตล์ New Normal ปัจจุบันสินค้าที่วางจำหน่ายในโฮมโปร เป็นแบรนด์สินค้าทั่วไปของซัพพลายเออร์ทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็มีสินค้าที่โฮมโปรสั่งผลิตภายใต้แบรนด์ของตนเอง หรือจัดหามาจำหน่ายเอง (Sourcing) เพราะต้องการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าของโฮมโปร ปัจจุบันมีสัดส่วนสินค้าของโฮมโปรอยู่ 22% โดยจะพัฒนาและคัดเลือกสินค้ามาจำหน่ายให้ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการในสัดส่วน 25%   ล่าสุด การเปิดให้บริการโฮมโปรในสาขา ศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ รังสิต โฮมโปรเพิ่มสินค้าแบรนด์ใหม่ของตนเองมากถึง 10-15% กระจายไปในหลายกลุ่มสินค้า ที่สำคัญสินค้าได้ถูกพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ New Normal อาทิ เครื่องบรรจุอาหารสุญญากาศ จากพฤติกรรมของลูกค้าที่มักจะประกอบอาหารกินเองที่บ้าน หรือทำขนมขายและต้องการจัดเก็บอาหารไว้ให้ได้นาน หรือการแพ็คอาหารขาย การจำหน่ายอุปกรณ์ปลูกผักที่เป็นระบบอัตโนมัติ รองรับกับพฤติกรรมการปลูกพักของคนที่ใช้เวลาอยู่บ้าน เป็นต้น 2.การจัดดิสเพลย์สินค้า ตอบโจทย์ Home Solution โฮมโปร สาขาศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ รังสิต ถือเป็นสาขาใหม่ล่าสุดของปีนี้ สาขาที่ 85 ที่มีรูปแบบการจัดเลย์เอาท์ของจำหน่ายสินค้าด้วยรูปแบบใหม่ ที่รองรับกับวิถีชีวิต New Normal  ด้วยการจัดกลุ่มสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกันมาไว้ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน พร้อมกับการจัดดิสเพลย์สินค้าให้เห็นถึงการใช้งานที่ร่วมกัน อาทิ การจัดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ไว้ใกล้กับจาน ชาม อุปกรณ์ครัว อุปกรณ์ประกอบอาหาร เพราะโฮมโปรพบว่า ในช่วงล็อกดาวน์  ลูกค้าซื้อเตาอบขนมไปทำขนมขาย ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นมากถึง 3-4 เท่าตัว ทำให้สาขาใหม่จึงจัดสินค้าที่ต้องใช้ในการทำขนมมาไว้ในพื้นที่ใกล้กัน   แนวคิดของการปรับเลย์เอาท์แสดงสินค้า จะถูกนำไปใช้กับสาขาเดิมของโฮมโปรด้วย เพื่อทำให้ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าภายในโฮมโปร สามารถได้สินค้าครบตามความต้องการ ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของ Total Home Solution ของโฮมโปรที่ต้องการขายสินค้าให้กับลูกค้าแบบครบจบในที่เดียว ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดยอดขายต่อบิลที่สูงขึ้น โดยโฮมโปรสาขาศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ รังสิต คาดว่าจะสามารถทำยอดขายได้เดือนละ 100 ล้านบาท ใกล้เคียงกับสาขาขนาดใหญ่อื่น ๆ ของโฮมโปร   สำหรับศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ รังสิต บริษัทได้ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 5 สาขา โดยมีคอนเซ็ปต์การพัฒนาให้เป็น  Life Style Mall  ซึ่งสาขาดังกล่าวตั้งอยู่บนถนนรังสิต-ธัญญบุรี พื้นที่กว่า 25 ไร่ รวมพื้นที่ใช้สอยกว่า 35,000 ตร.ม.  ภายในโครงการของศูนย์การค้าประกอบไปด้วย ร้านอาหารแบรนด์ชั้นนำ  Homepro และTop Super Market และร้านค้าปลีกชื่อดังกว่า 100 ร้านค้า ศูนย์อาหาร Street Food Market ศูนย์รวมความบันเทิง และพักผ่อน The Fitness Society และ Play Tory (PlayLand) ส่วนโฮมโปร สาขาศูนย์การค้ามาร์เก็ต วิลเลจ  ถือเป็นสาขาแห่งที่ 85  มีพื้นที่กว่า 9,000 ตรม. ตั้งอยู่ชั้น 2 ของศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ ซึ่งในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ จะเปิดสาขาที่ 86 ที่ย่านสุขสวัสดิ์ เพื่อผลักดันยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในปีนี้    
ตากผ้าในบ้านอย่างไรให้แห้งเร็วสุดๆ ด้วยเทคนิคแบบแม่บ้านญี่ปุ่น

ตากผ้าในบ้านอย่างไรให้แห้งเร็วสุดๆ ด้วยเทคนิคแบบแม่บ้านญี่ปุ่น

ตากผ้าในบ้านอย่างไรให้แห้งเร็วสุดๆ ด้วยเทคนิคแบบแม่บ้านญี่ปุ่น ช่วงนี้ฝนตกติดต่อกันหลายวันจนแทบจะมองไม่เห็นแดดยิ่งเจอช่วงพายุเข้าติดต่อกันนานๆปัญหาเรื่องการตากผ้าก็ตามมาพอไม่มีแดดกว่าผ้าจะแห้งก็ใช้เวลานานหรือบางทีก็แห้งไม่สนิทเกิดกลิ่นอับชื้นเพิ่มไปอีกจะให้ใส่เสื้อผ้ามีกลิ่นอับก็คงไม่ดีแน่เราเลยอยากจะชวนให้มาลองดูเทคนิคการตากผ้าในบ้านแบบแม่บ้านญี่ปุ่นกันดูบ้างว่าเค้าใช้วิธีไหนช่วยให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นและไม่เหม็นอับถึงแม้จะต้องตากผ้ากันกลางห้องก็ตาม   6 เทคนิคแบบแม่บ้านญี่ปุ่น ทำให้ผ้าแห้งเร็ว 1. ผ้าขนหนูแห้งช่วยได้ ลองใส่ผ้าขนหนูแห้งลงไปในเครื่องซักผ้า หลังจากที่เครื่องปล่อยน้ำทิ้งแล้ว เครื่องบางรุ่นต้องกดหยุดการทำงานชั่วคราวก่อนนะคะ  ผ้าขนหนูแห้งจะทำหน้าที่ช่วยซับน้ำส่วนเกินออกไป ทำให้ผ้าแห้งได้มากกว่าปกติ ** ควรระวังผ้าขนหนูบางประเภทที่มีฝุ่นผ้ามาก อาจทำให้ฝุ่นผ้าไปติดตามเสื้อผ้าจนเกิดปัญหาตามมา   2. ตากผ้ากลับด้าน ส่วนใหญ่ตามตะเข็บผ้า และส่วนที่เป็นกระเป๋า มักจะเป็นส่วนที่แห้งยาก แม่บ้านญี่ปุ่นเลยมักจะตากผ้าโดยการกลับด้านเสื้อก่อน นอกจากจะช่วยให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นแล้ว ยังจะช่วยรักษาผ้าไม่ให้เก่าง่ายด้วย   3. ตากผ้าแบบแนวโค้ง เรื่องแนวคิดแปลกๆ ต้องยกให้ญี่ปุ่นเค้าล่ะ “การตากผ้าแบบแนวโค้ง” คือการจัดตำแหน่งการหนีบผ้าเป็นรูปโค้ง โดยให้ผ้าที่มีความยาวมากกว่าอยู่ส่วนริม แล้วค่อยๆ ไล่ลำดับให้ผ้าที่สั้นที่สุดอยู่ตรงกลาง วิธีนี้จะช่วยให้อากาศถ่ายเทไปยังบริเวณตรงกลางได้มากขึ้น เลยมีส่วนช่วยให้ผ้าแห้งไวขึ้น   4. ตากให้ห่างจากกำแพง คนญี่ปุ่นนับเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตากผ้าในห้อง เพราะช่วงฤดูมรสุมเค้ามักจะยาวนานแถมพื้นที่ตากผ้าก็มีจำกัด ดังนั้นตำแหน่งในการตากผ้าที่เหมาะสมคือ “กลางห้อง” หรือ ตำแหน่งที่อยู่ห่างจากกำแพง เพราะบริเวณกำแหง หรือพื้นห้องจะมีความชื้นสะสมมาก ดังนั้นถ้าอยากให้ผ้าแห้งไวจึงควรตากผ้าให้สูงจากพื้น และห่างจากกำแพงเข้าไว้ค่ะ   5. แขวนผ้าห่าง 5 เซนติเมตร การแขวนผ้า ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 5 เซนติเมตร เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี ถ้าหากมีผ้าจำนวนมากแต่มีพื้นที่ตากจำกัด แนะนำให้แบ่งซักหลายรอบหน่อยจะดีกว่า เพราะยิ่งตากผ้าชิดกันมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ผ้าแห้งช้า และอาจเกิดกลิ่นอับได้   6. ปูกระดาษหนังสือพิมพ์ใต้ราวตากผ้า วิธีนี้เป็นวิธีที่ชาวญี่ปุ่นนิยมทำกันมาก เพราะเชื่อว่ากระดาษหนังสือพิมพ์จะช่วยดูดความชื้นได้เพิ่มขึ้น ผ้าเลยแห้งเร็ว นอกจากการวางกระดาษหนังสือพิมพ์เฉยๆ แล้ว ชาวญี่ปุ่นแนะนำให้ลองขยำหนังสือพิมพ์ก่อน เพื่อเพิ่มพื้นที่ของช่องว่างระหว่างพื้นกับกระดาษ ซึ่งจะช่วยดูดซับความชื้นได้เร็วขึ้นไปอีก!!!   เทคนิคง่ายๆ ตามแบบฉบับแม่บ้านญี่ปุ่นที่เราเอามาฝาก เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเลยใช่มั้ยคะ แล้วช่วงหน้าฝนแบบนี้ก็ยิ่งน่าลองทำกันดู ใครที่ลองแล้วได้ผลอย่างไรบ้าง อย่าลิมเอามาแชร์ให้ฟังกันบ้างนะคะ   CR: ข้อมูลจาก https://th.anngle.org/j-lifestyle/house-wife/drysclothes_inroom_tips.html   บทความที่เกี่ยวข้อง 4 วิธีกำจัดสิ่งสกปรกในเครื่องซักผ้า เทคนิคใช้ไฟฟ้าอย่างไรให้ปลอดภัยในหน้าฝน    
เอสซีจี ลุย 2 ธุรกิจ “ให้คำปรึกษา-งานระบบอาคารแบบครบวงจร” รับเทรนด์ Well-being

เอสซีจี ลุย 2 ธุรกิจ “ให้คำปรึกษา-งานระบบอาคารแบบครบวงจร” รับเทรนด์ Well-being

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน  ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในปัจจุบัน ให้เข้ามาอยู่ภายใต้ความปกติใหม่ หรือ New Normal ที่ให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพและอนามัยของตนเองในด้านต่าง ๆ  ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในปัจจุบันเท่านั้น แต่เชื่อว่าผู้คนในยุคปัจจุบันยังจะให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและอนามัยของตนเองต่อไปในอนาคตด้วย   การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ไม่ได้ส่งผลเฉพาะพฤติกรรมและความเป็นอยู่ของคนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังส่งผลทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์อีกมากมาย ที่เห็นชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา คือ การซื้อขายออนไลน์ที่เติบโตอย่างมากมาย เพราะคนไม่ออกจากบ้านไปซื้อสินค้า แต่เลือกจะช้อปปิ้งผ่านออนไลน์เป็นหลัก คนยุคปัจจุบันจึงเรียนรู้และยอมรับกับการซื้อออนไลน์มากขึ้น และคงเป็นเรื่องปกติต่อไปในนาคตแน่นอน   แม้แต่การใช้งานในพื้นที่ต่าง ๆ ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า สถานที่ราชการ  อาคาร สำนักงานต่าง ๆ ฯลฯ ต่างก็มีการสร้างมาตรฐานใหม่ของการใช้พื้นที่ออกมารองรับ   ที่ต้องมีระบบมาตรฐานความปลอดภัยทางสาธารณสุข  ไม่ว่าการเช็คอินผ่านแอพพลิเคชั่น การวัดอุณหภูมิ การล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ เป็นต้น แม้ว่าในอนาคตจะมีการคิดค้นวัคซีนได้ และถูกนำมาใช้กับมนุษย์อย่างได้ผลจริง ก็เชื่อว่าหลายมาตรการจะยังคงอยู่ และกลายเป็นวิถีชีวิตปกติใหม่ของคนในยุคหลังโควิด-19   นายวชิระชัย คูนำวัฒนา Head of Living Solution Business ในธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เปิดเผยว่า  หลังจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ที่ผ่านมา พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนไป พบว่าเกิดการเร่งในหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่ก้าวเข้าสู่ Digital Transformation เร็วมากขึ้น และที่เห็นได้ชัด คือการตื่นตัวกับกระแส Health and Wellness โดยคนส่วนใหญ่ได้หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพและสุขอนามัยมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สินค้าและบริการด้านสุขภาพ และความปลอดภัยเติบโตขึ้นหลายเท่าตัว   การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ยังส่งผลต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย จากเดิมที่ให้ความสำคัญต่อการออกแบบอาคารแล้ว ยังคำนึงถึงอาคารที่ให้สุขอนามัยที่ดี ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการดูแล "คน” ในพื้นที่ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน พื้นที่พาณิชย์ หรือที่อยู่อาศัย จะถูกให้ความสำคัญมากขึ้นควบคู่กับเรื่องความยั่งยืนซึ่งมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จุดเปลี่ยนสำคัญของรูปแบบการออกแบบและพัฒนาโครงการทั่วโลก จะคำนึงถึงสุขภาวะ (Well-being) เพื่อให้คนใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ได้อย่างแข็งแรงและมีความสุข   สำหรับกลุ่มเอสซีจี ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับวัสดุก่อสร้าง และงานระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาคาร และการอยู่อาศัยของคน ได้มองเห็นการเปลี่ยนแปลง และต่อยอดธุรกิจที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง  โดยได้เริ่มดำเนิน 2 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาด้านสิ่งปลูกสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ (SCG Building & Living Care Consulting) และ 2. ธุรกิจผู้ให้บริการโซลูชั่นงานระบบวิศวกรรมอาคารแบบครบวงจร (Smart Building Solution) มาตั้งแต่ช่วง 9 ปีที่ผ่านมา และในปีนี้ได้รุกตลาดเพิ่มมากขึ้น จากเทรนด์ของการอายู่อาศัยที่มุ่งเน้นในเรื่องของสุขภาวะทีดี่มากขึ้น  เพื่อตอบรับกับการความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเทรนด์การพัฒนาเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ซึ่งเข้ามาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน และดีต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว   SCG Living Solution Business มีแนวคิดในด้านการบริหารและพัฒนาธุรกิจใหม่ เพื่อยกระดับการให้บริการ และส่งมอบโซลูชั่น เกี่ยวกับ "Living" หรือการใช้ชีวิตทั้งผู้อยู่อาศัย อาคารสิ่งปลูกสร้าง ตลอดจนชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบอย่างเป็น Eco-system โดยมีแนวทางการทำงานในรูปแบบสตาร์ทอัพ โฟกัสธุรกิจเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า โดยมุ่งมั่นในการริเริ่มพัฒนาแนวคิดและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการให้คำปรึกษาด้านการออกแบบและรับรองมาตรฐานอาคารอย่างเชี่ยวชาญด้วยประสบการณ์ทำงานอย่างมืออาชีพ เพื่อการอยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในสังคม 4 บริการ SCG Building & Living Care Consulting SCG Building & Living Care Consulting เป็นธุรกิจบริการให้คำปรึกษาด้านสิ่งปลูกสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง ไปสู่อาคารที่ลดการใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติในขั้นตอนการก่อสร้างและการใช้งาน รวมไปถึงอาคารที่มีการคำนึงถึงการมีสุขภาวะที่ดี แข็งแรง ส่งผลถึงคนที่อยู่อาศัยในอาคารและชุมชนโดยรอบ และเหมาะสมกับการอยู่อาศัยเพื่อคนทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่จะเป็นกลุ่มประชากรหลักของประเทศ ด้วยบริการให้คำปรึกษาสำหรับการพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการก่อสร้างอาคารตามมาตรฐาน ต่าง ๆ โดยมี 4 บริการหลัก ได้แก่ 1.บริการให้คำปรึกษาเพื่อขอรับรองมาตรฐานอาคารเขียว (Green Building) ตามมาตรฐาน LEED / DGNB / TREES และ BEC  โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในด้านต่าง ๆ อาทิ มีพื้นที่สีเขียวมากกว่าอาคารทั่วไป วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า 2.บริการให้คำปรึกษาเพื่อขอรับรองมาตรฐานอาคารเพื่อการมีสุขภาวะที่ดี (Well-Being Building) ตามมาตรฐาน fitwel และ WELL ให้ความสำคัญกับการออกแบบอาคารเพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้ใช้อาคาร เพิ่ม Productivity ในการทำงานและลดค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของคนในอาคาร 3.บริการให้คำปรึกษาเพื่อทำอาคารประหยัดพลังงาน ที่มีการวิเคราะห์และปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงาน (Energy Management Service) เพื่อประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพให้กับอาคาร ด้วยการมีระบบการควบคุมการใช้พลังงานและทรัพยากรต่างๆ ที่เพิ่มความคุ้มค่าและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน รวมถึงรักษาและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์และระบบต่าง ๆ 4.บริการออกแบบและปรึกษาอาคารเพื่อผู้สูงอายุและคนทุกวัย (Universal Design) โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีองค์ความรู้เฉพาะทาง และมีหลักการของงานวิจัยมารองรับ ทำให้ได้โครงการที่สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้ใช้อาคารโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ตอบโจทย์งานอาคารด้วยเทคโนโลยี ด้านธุรกิจ Smart Building Solution เป็นธุรกิจผู้ให้บริการโซลูชั่นงานระบบวิศวกรรมอาคารแบบครบวงจร รูปแบบ System Integrator ส่งมอบโซลูชั่นด้วยเทคโนโลยีตามที่เจ้าของอาคารต้องการ และเชื่อมต่อการทำงานต่าง ๆ ตั้งแต่การให้บริการออกแบบติดตั้งเทคโนโลยีในหมวดพลังงานในอาคาร ปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality) รวมทั้งเทคโนโลยีเพื่ออาคารอัจฉริยะ (Smart Building) ด้วยอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) โดยเฉพาะเทคโนโลยีในส่วนของระบบปรับอากาศและระบายอากาศ (HVAC: Heating, Ventilation, and Air Conditioning) โดย ธุรกิจ Smart Building Solution มีโซลูชั่นที่ให้บริการ ดังนี้ 1.Energy WELL Series  ระบบที่ช่วยลดพลังงานในการปรับอากาศและปรับปรุงสภาพอากาศในเวลาเดียวกัน ด้วยวิธีการดักจับก๊าซ CO2 และ indoor pollutant มากกว่า 30 ชนิด หมุนเวียนให้อากาศสะอาดเทียบเท่าหรือดีกว่าอากาศภายนอก ซึ่งถือเป็น Game Changer ของวงการ HVAC ที่ได้รางวัล ASHRAE Innovation award product of the year ในปี 2019 2.Energy CARE Series การใช้เทคโนโลยี Digital และ IoT แบบไร้สาย มาช่วยควบคุมเครื่องปรับอากาศภายในอาคาร 3.INTELL Series การใช้เทคโนโลยี Sensor และ IoT แบบไร้สายกำลังส่งสูง รับส่งสัญญาณ Wireless sensors ในรูปแบบ Real-time เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ บริหารอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.HYGIENE Series การปรับปรุงและยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคารให้สะอาดจากเชื้อโรค โดยการใช้เทคโนโลยี Bi-polar Ionization System เข้ามาจัดการคุณภาพอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพ ลดเชื้อโรคในอากาศ ทั้งไวรัส แบคทีเรีย หรือฝุ่น PM 2.5 เพื่อคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของผู้ใช้งานภายในอาคาร ผลงาน 130 อาคารใช้บริการ สำหรับกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการของเอสซีจี มีอาคารต่าง ๆ มากกว่า 130 อาคาร และทุกประเภทอาคาร ขณะที่ผลงานที่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจลูกค้าได้อย่างดี ล่าสุด คือการให้คำปรึกษาด้านอาคารเพื่อยื่นขอการรับรองมาตรฐาน fitwel อาคารเพื่อสุขภาวะที่ดี กับทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเอสซีจีได้นำมาบุกเบิกในประเทศไทยและยังทำหน้าที่ในฐานะ Asia’s Advisory Council เป็นรายแรกในไทย โดยได้ผลักดันตลาดหลักทรัพย์ฯ จนสามารถได้รับรองมาตรฐาน fitwel V2.1 ระดับ 3 ดาว หมวด Single-Tenant Building และรางวัล Best in Building Health 2020 จาก Center for Active Design (CfAD) ซึ่งเป็นผู้ออกมาตรฐาน fitwel อีกด้วย   นอกจากนี้ ด้านธุรกิจ Smart Building Solution ได้ให้บริการติดตั้งระบบ Energy CARE series ให้กับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นการอัพเกรดอาคารเพื่อบริหารห้องเรียน และพลังงานสำหรับระบบปรับอากาศอย่างยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับอากาศในห้องเรียนและลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ด้วยการควบคุมผ่านระบบออนไลน์  
10 พฤติกรรมบนวิถีชีวิต New Normal หลังโควิด-19

10 พฤติกรรมบนวิถีชีวิต New Normal หลังโควิด-19

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในภาคภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมและภาคแรงงาน ต่างมีการปรับตัวเพื่อรับมือและสอดรับกับวิถีชีวิตแบบปกติใหม่ (New Normal)     ล่าสุด “แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย” ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างร่วมตอบแบบสอบถามจำนวน 1,124 คน  ในหัวข้อ “วิถีชีวิตแบบใหม่หลังโควิดส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของคุณอย่างไร”  พร้อมเผย 10 อันดับปรากฎการณ์วิถีชีวิตแบบใหม่หลังโควิดที่ถึงแม้ว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะเริ่มเข้าสู่ระยะปลดล็อคมาระยะหนึ่งแล้ว  แต่พฤติกรรมหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปจนกลายเป็นวิถีชีวิตแบบปกติใหม่ของผู้คนในปัจจุบัน แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย ได้จัดอันดับ 10 พฤติกรรมที่ส่งผลต่อวิถีการดำเนินชีวิตและการทำงานไว้ดังนี้ อันดับ 1 การช้อปปิ้งออนไลน์  90.91% เห็นได้ชัดในสถานการณ์ครั้งนี้ที่เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดอี-คอมเมิร์ซ เติบโตพุ่งขึ้นไปอีก  ข้อมูลจากบริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด มีคาดการณ์ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ หรือช้อปออนไลน์ในกลุ่ม C2C หรือ Customer to Customer ไม่รวมบริการจองที่พักโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน ดิจิทัลคอนเทนต์ และบริการอื่น ๆ ระบุว่าในปี 2563 ธุรกิจช้อปออนไลน์มีมูลค่าที่ 220,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 4-5% ของค้าปลีกทั้งประเทศ  เติบโต 35% จากปี 2562 ที่มีมูลค่า 163,300 ล้านบาท สัดส่วน 3% ของค้าปลีกทั้งประเทศ นับว่าโควิดเป็นแรงกระตุ้นให้อัตราการช้อปออนไลน์เติบโตสูงขึ้นมากทีเดียว อันดับ 2 การทำงานผ่านออนไลน์ 81.82%  การทำงานในรูปแบบ Work from Home เข้ามาปรับพฤติกรรมแรงงานเข้าสู่โหมดออนไลน์  โดยมีแพลตฟอร์มการประชุมมากมาย  อาทิ  Zoom Meeting   และ Microsoft Meeting เป็นต้น อันดับ 3 เสพความบันเทิงออนไลน์  72.73%  ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป การเดินทางออกมาท่องเที่ยว หรือชมภาพยนตร์ในแบบปกติมีข้อจำกัด ดังนั้น รูปแบบความบันเทิงของผู้คนทั่วไปจึงอยู่ในระบบออนไลน์มากขึ้น มีแอปพลิเคชันบันเทิงในการดูภาพยนตร์  ฟังเพลงให้เลือกใช้บริการมากมายทั้งในแบบฟรีและคิดค่าบริการ  ซึ่งเสริมให้ธุรกิจนี้มีการเติบโตเพิ่มขึ้น  และกลุ่มผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ กับอินเทอร์เน็ตมีอัตราการใช้งานที่เพิ่มขึ้นนับเป็นอานิสงค์ให้กับผู้ให้บริการ อันดับ 4 ใช้บริการ E-Payment 63.64% มีการใช้บริการบริการ E-Payment หรือการชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น  ปัจจุบันหลายๆ ธุรกิจเพิ่มช่องทางการชำระเงิน  รวมถึงภาครัฐและภาคธนาคารผลักดันให้เกิดสังคมไร้เงินสด  ซึ่งโควิด-19 นับว่าเป็นแรงกระตุ้นให้เราก้าวสู่สังคมไร้เงินได้เร็วยิ่งขึ้นครอบคลุมในการจ่ายเงินในการซื้อสินค้าและบริการ โดยจะเห็นได้จากทุกวันนี้เราใช้บริการเรียกแท็กซี่ผ่านสมาร์ทโฟน และจ่ายเงินโดยไม่ต้องมีเงินสดแล้ว อันดับ 5  E-learning 54.55%  พ่อแม่ผู้ปกครองคงปฏิเสธไม่ได้  เมื่อลูกหลานไม่สามารถไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนแบบปกติไม่ได้  โรงเรียนและครูอาจารย์นำเครื่องมือที่เรียกว่า  E-learning  มาใช้ในการเรียนทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 54.55%  ดังนั้น เด็กและเยาวชน  รวมทั้งผู้ปกครองมีการปรับตัวเพื่อใช้ E-learning  นอกจากนี้คนในวัยทำงานก็ใช้เครื่องมือนี้ในฝึกอบรมและสัมมนาอีกด้วย อันดับ 6 ต้องการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 45.45% ด้านระบบเครือข่ายการสื่อสารหรืออินเทอร์เน็ต ต้องมีความเร็วสูง แรง และเสถียรเพื่อรองรับการใช้งานในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นจากกิจกรรมดังกล่าวในอันดับต้นๆ  นับว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ 45.45% อันดับ 7 ดูแลสุขภาพผ่านเทคโนโลยี 36.36% ด้านการดูแลสุขภาพด้วยเทคโนโลยี จึงทำให้มีสมาร์ทดีไวซ์ที่เข้ามารองรับการใช้งานด้านนี้เพื่อเพิ่มความสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Smart Watch และการรับคำปรึกษาปัญหาสุขภาพออนไลน์ คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 36.36% อันดับ 8 ส่งสินค้าด้วยแอพพลิเคชั่น 27.27% ด้านซัพพลายเชน 4.0 การบริหารการจัดส่งสินค้าด้วยเทคโนโลยีแอปพลิเคชันที่รองรับการให้บริการมากมาย  ทำให้อุตสาหกรรมด้านการให้บริการโลจิสติกส์มีการแข่งขันอย่างมาก ซึ่งหัวใจการให้บริการคือ ความเร็ว  ดังนั้น เทคโนโลยีจึงเข้ามาช่วยให้การให้บริการนี้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น  นับว่ามีสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงในอัตราส่วนไม่น้อยอยู่ที่ 27.27% อันดับ 9 ใช้เทคโนโลยี 3D Printing 18.18% ระบบการผลิตจาก 3D Printing เช่น การผลิตหน้ากากอนามัยให้เข้ากับรูปหน้าของผู้สวมใส่นั้นๆ 18.18% อันดับ 10 การนำโดรนและหุ่นยนต์ช่วยงาน 9.09% มีการนำเอาโดรนและหุ่นยุนต์เข้ามามีบทบาทในการช่วยทำงาน  ซึ่งในงานบางอย่างอาจจะไม่ต้องใช้แรงงานคนอยู่ที่ 9.09%   จากผลการการสำรวจดังกล่าว  สะท้อนให้เห็นถึงวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต  ซึ่งเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและตอบโจทย์  จนถึงเป็นแรงขับให้ทุกชีวิตทุกช่วงวัยต้องรับมือโดยการปรับตัวให้รองรับวิถีความปกติแบบใหม่ที่เกิดในช่วงโควิด-19   ดังนั้น หากทุกคนมีการเตรียมตัวและตั้งรับที่ดีโดยเฉพาะภาคแรงงาน แมนพาวเวอร์กรุ๊ปเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนา เป็นสังคมที่มีความก้าวหน้าในระดับนานาประเทศต่อไป  
เตาปูน ของเราน่าอยู่ [VDO Review Around]

เตาปูน ของเราน่าอยู่ [VDO Review Around]

เตาปูน ของเราน่าอยู่ สวัสดีค่ะ วันนี้เราอยู่กันที่สถานีรถไฟฟ้าเตาปูน จุดที่เป็นสถานีเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง วันนี้เราจะพาไปสำรวจทำเลรอบๆ นี้นะคะว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง รวมไปจนถึงถนนประชาราษฎร์สาย 2 ถนนสายหลักว่ามีอะไรอัพเดทและน่าสนใจบ้าง ตามไปดูกันเลยค่ะ   สาเหตุที่เราเลือกทำเลเตาปูนมาพาชมกันในครั้งนี้นะคะ ก็เพราะว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีโครงการต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย มาพร้อมๆ กับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วงนะคะ ทำให้บริเวณรอบๆ นี้มีปัจจัยสนับสนุนหลายข้อเลยค่ะ ที่ทำให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัย   ข้อแรกเลยค่ะ การเป็นศูนย์กลางของการเดินทาง บริเวณเตาปูนนอกจากจะเป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้ามากถึง 3 สายแล้ว ยังมี “สถานีกลางบางซื่อ” ศูนย์กลางการคมนาคมระบบรางที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้!!  ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลเองค่ะ ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางที่จะเชื่อมโยงรถไฟทางไกล รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และรถไฟฟ้าไปทางสุวรรณภูมิ รวมไปถึงรถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อมไปสู่สนามบินทั้ง 3 แห่งอีกด้วย ไม่เพียงแต่การเดินทางด้วยระบบรางเท่านั้น การเดินทางต่อด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถสาธารณะ หรือแม้แต่การต่อเรือด่วนเจ้าพระยา ก็มีการเดินทางเชื่อมโยงถึงกันครบถ้วนเลยทีเดียวค่ะ   แล้วถ้าใครที่คุ้นเคยกับทำเลในเตาปูนอยู่พอสมควรแล้วนะคะ คงจะทราบกันดีว่า บริเวณนี้เป็นย่านการค้าเก่าแก่ ที่ดำเนินธุรกิจกันมายาวนาน อีกทั้งยังเป็นแหล่งชุมชนที่มีคนอยู่อาศัยกันมานานแล้ว ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทำเลเตาปูนมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นไปอีก และด้วยความที่เป็นแหล่งชุมชน ดังนั้นในย่านนี้จึงมีความอุดมสมบูรณ์พอสมควรเลยทีเดียวค่ะ มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านดังๆ เก่าแก่อยู่เยอะแยะเต็มไปหมดเลย แค่ลงจากสถานีเตาปูนก็จะเจอกับตลาดเตาปูนเลย พื้นที่บริเวณนี้ก็จะมีร้านค้าเยอะ ก็สามารถจับจ่ายซื้ออะไรก็มีครบแทบทุกอย่างเลยค่ะ ถัดไปอีกหน่อยก็มี gateway @บางซื่อ ห้างใหญ่ประจำย่าน ที่ใครๆ ก็รู้กันดีว่า เป็นทั้งแหล่งช้อปปิ้ง ที่แฮงค์เอ้าท์ มีร้านอาหารเยอะ แล้วก็มีความบันเทิงรวมอยู่อีกมากมาย ทำให้บริเวณในรอบๆ นี้ คึกคักขึ้นมาทันตา   สำหรับข้อสุดท้ายที่อาจจะไม่ท้ายสุด ที่ทำให้เตาปูนมีแรงดึงดูดมากก็คือ "ศักยภาพในด้านธุรกิจ" อย่างที่บอกไปแล้วว่าเป็นย่านการค้าที่เก่าแก่ อย่างถนนสายไม้ที่หลายคนรู้จักกันดีใน "ซอยประชานฤมิตร" ก็จัดเป็นศูนย์กลางของสินค้าประเภทไม้ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพเลยแหละ ในขณะเดียวกันบริเวณรอบๆ ก็ยังมีแหล่งงานขนาดใหญ่ทั้งของรัฐและเอกชน มีโรงพยาบาล สถานศึกษา และในอนาคตอันใกล้ยังจะมีพื้นที่ช็อปปิ้งขนาดใหญ่เพิ่มเติมในบริเวณสถานีกลางบางซื่ออีกด้วย!!   เตาปูน ของเราน่าอยู่ ด้วยปัจจัยที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เลยไม่น่าแปลกใจว่าทำไมบริเวณเตาปูน และ ถนนประชาราษฎร์สาย 2 มีโครงการคอนโดมิเนียมต่างๆ ผุดขึ้นมากมายเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละโครงการก็มีจุดเด่น จุดขายที่งัดออกมาเอาใจ target ของตลาดแบบไม่ยอมน้อยหน้ากันเลย....  ครั้งนี้เราจะพาไปเดินสำรวจในบริเวณรอบๆ นี้ว่า แต่ละโครงการบนทำเลนี้มีอะไรน่าสนใจ และอัพเดทไปถึงไหนกันบ้างแล้ว Niche pride เตาปูน interchange เริ่มกันที่โครงการแรกกันเลยค่ะ  Niche pride เตาปูน interchange โครงการจากเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่จัดว่าใกล้สถานีรถไฟฟ้ามากที่สุด เพราะแค่ลงบันไดจากสถานีที่ทางออกที่ 4 บันไดสถานีก็แทบจะจ่ออยู่ที่หน้าโครงการแล้ว  ปัจจุบันตัวโครงการใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้วนะคะ  จุดเด่นของเสนาก็คงเป็นเรื่องการใช้ solar cells ในส่วนกลาง ที่จะช่วยลดภาระค่าส่วนกลางได้ในระยะยาว และมี facility ส่วนกลางครบสุดๆ ไปเลยจ้า ตอนนี้มียูนิตเหลืออีกไม่มาก แถมยังมีโปรโมชั่นล่าสุดในราคาเริ่มต้น 3.59 ล้านบาทอีกด้วย Chewathai interchange ถ้า Niche Pride ติดทางออกที่ 4 นะคะ Chewathai Interchange ก็เป็นอีกโครงการที่บันไดทางออกที่ 1 ติดหน้าโครงการเลยเช่นกันค่ะ คอนโดนี้จะนับเป็นโครงการแรกๆ ของเตาปูนก็ได้นะ เพราะสร้างเสร็จตั้งแต่ปี 58 แล้ว แน่นอนว่า sold out กันไปเรียบร้อย ถ้าใครสนใจอาจจะต้องไปดูว่ามีเจ้าของห้องคนไหนประกาศขายอยู่รึเปล่า ถึงจะมาก่อนใคร แต่แว่วว่า การปล่อยเช่าก็ทำราคาได้ดีไม่แพ้โครงการอื่นๆ เลยนะคะ Ideo mobi บางซื่อ grand interchange ยังอยู่กันที่รอบๆ สถานีเตาปูนนะคะ แค่ข้ามมาอีกฝั่งนึงเท่านั้นเอง ขยับมาทางถนนประชาชื่น ก็จะเจอกับ Ideo mobi บางซื่อ grand interchange  อีกโครงการที่สร้างเสร็จไปตั้งแต่ปี 60 แต่ยังคงมียูนิตเหลือขายอยู่ค่ะ โครงการนี้ชูจุดเด่นในเรื่องความใกล้รถไฟฟ้าถึง 3 สาย แต่ว่าจริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ติดสถานีนะจ๊ะ แค่อยู่ในระยะ 300 เมตร ที่เดินได้กำลังดี มี facility ชุดใหญ่บนชั้นสูงๆ ที่วิวสวยใช้ได้เลยแหละ ถ้าสนใจตอนนี้มีโปร เฟอร์ครบ ลดแรง เริ่มที่ 3.35 ล้านบาท ถ้าใครสนใจก็เข้ามาดูกันได้ค่ะ Lumpini place เตาปูน interchange ที่นี้ขยับมาดูอีกฝั่งหนึ่ง มาที่ทางออกที่ 2 ของสถานีเตาปูนบ้างค่ะ ห่างออกไปประมาณ 120 เมตร จะเจอกับโครงการใหม่ล่าสุดของย่านนี้ Lumpini place เตาปูน interchange โครงการนี้อยู่ริมถนนกรุงเทพ-นนทบุรี  ใกล้กับตลาดสดเตาปูนมากๆ ขึ้นขึ้นชื่อว่าลุมพินี แค่เปิดขายอย่างเป็นทางการ ยอดขายก็พุ่งไปที่ 50% แล้วค่ะ ก็ราคาขายเปิดเริ่มต้นมาที่ 1.99 ล้านบาทเท่านั้น แต่ facility ส่วนกลางไม่ได้เยอะมากตามสไตล์เค้าล่ะ กับขนาดห้องเริ่มต้นที่ 22.5 ตร.ม. เท่านั้นนะคะ ตอนนี้มีโปรน่าสนใจอยู่เข้าไปดูกันได้ และตัวโครงการคาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 65 ค่ะ Rich park 2 @เตาปูน interchange กลับมาที่ถนนประชาราษฏร์สาย 2 กันค่ะ ถนนเส้นหลักที่เราพามาดูในครั้งนี้กันค่ะ อีกหนึ่งโครงการที่จัดอยู่ในกลุ่มผู้เปิดตลาดย่านเตาปูนก็คือ Rich park 2 @เตาปูน interchange โครงการนี้สร้างเสร็จตั้งแต่ปี 57 แล้ว แต่ยังคงมียูนิตเหลืออยู่อีกนิดหน่อย ความน่าสนใจคือ ขนาดห้องค่ะ เป็นแบบ 1 Bedroom ทั้งหมดเลยนะคะ โดยมีขนาดเริ่มต้นที่ 28 ตร.ม. และโปรโมชั่นตอนนี้เปิดมาที่ราคา 1.99 ล้านบาทเท่านั้น  เป็นราคาโปรนี้เลยเร้าใจมากๆ เลยทีเดียวค่ะ The stage @เตาปูน ขยับกันมาที่โครงการต่อไปคือ The stage @เตาปูน อีกหนึ่งโครงการที่ยังมียูนิตเหลือขาย ที่ทางโครงการกำลังเร่งทำโปรเพื่อปิดการขายให้ได้ สำหรับห้องขนาดเริ่มต้นที่ 33.2 ตร.ม. นะคะ ด้วยราคาเริ่มต้น 2.99 ล้านบาทเท่านั้น ภายในโครงการก็มี facility ครบเลยนะ แถมส่วนกลางก็ได้วิวดีด้วยแหละ The Tree Interchange ในบรรดาโครงการทั้งหมดบนถนนประชาราษฎร์สาย 2 ต้องยกให้กับโครงการ The Tree Interchange เป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุด เพราะมียูนิตรวมมากกว่า 1,700 ยูนิตเลยทีเดียว เหตุผลนึงที่ทำให้โครงการนี้เป็นที่น่าสนใจและขายหมดเร็วกว่าโครงการอื่นๆ ในบริเวณเดียวกันก็อาจจะเป็นเพราะว่า เป็นโครงการที่ตั้งอยู่ใกล้กับ Gateway @บางซื่อ มากๆ เลยค่ะ ชนิดที่ว่าใช้รั้วติดกันเลยทีเดียว Chewathai Residence บางโพ อีกหนึ่งโครงการที่ตั้งอยู่ใกล้กับ Gateway @บางซื่อ ก็คือ โครงการ ชีวาทัย เรสซิเดนซ์ บางโพ โครงการนี้ขยับไปทางสถานีบางโพนะคะ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวสถานีเพียง 80 เมตรเท่านั้นค่ะ อาจจะเป็นโครงการที่ไม่ใกล้สถานีเตาปูนนะคะ แต่ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าไม่ต่างกันเลยค่ะ   เป็นอย่างไรบ้างคะ สำหรับบรรยากาศในย่านเตาปูน ที่เราไล่เรียงกันมาตั้งแต่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าเตาปูน ถึงสถานีบางโพ รวมถึงบริเวณท่าน้ำบางโพแห่งนี้ คงได้เห็นกันแล้วว่าทำเลในย่านเตาปูนนี้มีความพร้อมและเหมาะสำหรับการอยู่อาศัยมาก และในอนาคตอันใกล้นี้ โครงการต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชนจะพัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์ ทั้งรัฐสภาแห่งใหม่ที่เห็นทางด้านหลังนี้ รวมถึงสถานีกลางบางซื่อด้วยค่ะ พอทุกอย่างเสร็จสมบูรณแล้ว บริเวณในย่านเตาปูนและทำเลใกล้เคียง ก็น่าจะเป็นแหล่งงาน แหล่งธุรกิจ ไปจนถึงที่อยู่อาศัยที่น่าจับตามองเลยทีเดียวค่ะ   บทความอื่นๆ เกี่ยวกับเตาปูน 5 ปัจจัยหนุนทำเลเตาปูน สู่ย่านใจกลางธุรกิจแห่งใหม่ รีวิวคอนโด ส่องทำเลเตาปูน-บางโพ ฉบับอัปเดต 2563