Tag : living

312 ผลลัพธ์
3 Mega Trends การอยู่อาศัยหลังผ่านวิกฤตโควิด-19

3 Mega Trends การอยู่อาศัยหลังผ่านวิกฤตโควิด-19

LPN Wisdom เผย  3 Mega Trends พลิกโฉมการออกแบบและพัฒนา โครงการอสังหาริมทรัพย์ไทย หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก  Wellness, Work-Life Balance และ  Virtual Livable Connect แต่มากกว่านั้น ต้องสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม   การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตคนในยุคปัจจุบัน ให้มุ่งเน้นในการคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มมากขึ้น ทุก ๆ ส่วนของสังคม ต้องมุ่งเน้นความปลอดภัย และการอยู่ภายใต้มาตรฐานด้านการสาธารณสุข ทำให้ไม่ว่าชีวิตส่วนตัวหรือชีวิตการทำงาน ต้องปรับเปลี่ยนกันใหม่  ไปสู่วิถีชีวิตแบบ New Normal หรือ วิถีชีวิตปกติใหม่   สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัยของคน อย่างธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นับว่าเป็นธุรกิจที่ต้องปรับตัวอย่างมาก ไม่เพียงแค่ผลกระทบโดยตรงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้การดำเนินธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนเท่านั้น แต่กลุ่มลูกค้าหลัก คือ ประชาชนทั่วไป ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบวิถีชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ของการอยู่อาศัยไปด้วย เช่น การทำงานจากที่บ้าน หรือ Work From Home เพราะต้องเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) หรือ การหันมาซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น เพราะลดความเสี่ยงจากการได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นต้น   การเปลี่ยนแปลงรูปแบบวิชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน จึงส่งผลให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  ต้องกลับมาตีโจทย์ธุรกิจใหม่ กับการออกแบบและพัฒนาโครงการ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่ง LPN Wisdom หรือ บริษัท ลุมพีนี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด ได้มองว่า การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะถูกให้ความสำคัญใน 3 ประเด็นหลัก หรือ 3 Mega Trends ดังนี้ คือ 1.เรื่องสุขภาพ (Wellness) 2.การออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างสมดุล (Work-Life Balance) และ 3.การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการใช้ชีวิต (Virtual Livable Connect) นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ LPN Wisdom  บริษัทด้านการวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการอยู่อาศัยที่ให้ความสำคัญในเรื่องของสุขอนามัย (Wellness) และรูปแบบการทำงาน ที่ต้องการความสมดุลในการใช้ชีวิต (Work-Life Balance) ปรับเปลี่ยนจากการทำงานที่สำนักงาน ไปสู่การทำงานที่บ้าน (Work From Home)  หรือการทำงานในที่อื่น ๆ ในแบบ Anytime Anywhere   ในขณะที่รูปแบบการทำงาน และการใช้ชีวิตในปัจจุบัน  ผู้บริโภคสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Virtual Livable Connect) มาตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้มากขึ้นผ่านแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ  ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตให้กับผู้บริโภค จนกลายเป็นวิถีปกติใหม่ (New Normal) ในการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน 3 Mega Trends ในการพัฒนาที่อยู่อาศัย สำหรับรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปด้วย  โดยคำนึงถึง 3 ปัจจัยสำคัญที่เราเรียกว่า 3 Mega Trends ในการพัฒนาที่อยู่อาศัย  ซึ่งประกอบด้วย 1.Wellness หรือ การให้ความสำคัญในเรื่องสุขอนามัย การให้ความสำคัญในเรื่องของสุขอนามัย  ซึ่งเป็นเรื่องที่มาพร้อม ๆ กับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การออกแบบที่อยู่อาศัยและการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ ต้องคำนึงถึงเรื่องของสภาพแวดล้อมและสุขอนามัยที่ดีต่อผู้อยู่อาศัย ลดการสัมผัส (Touchless) ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทั้งในพื้นที่โครงการที่พักอาศัยและเชิงพาณิชย์ เป็นโจทย์ใหม่ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันและในอนาคต 2.Work-Life Balance หรือ การสร้างสมดุลให้กับการใช้ชีวิต นอกจากเรื่องของสุขอนามัยที่เป็นโจทย์หลักของผู้บริโภคในปัจจุบันแล้ว การออกแบบที่คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยที่สร้างสมดุลให้กับการใช้ชีวิต ในรูปของการทำงานและการใช้ชีวิตที่ต้องดำเนินไปอย่างสมดุล ทำให้การออกแบบที่อยู่อาศัยต้องคำนึงถึงการจัดสรรพื้นที่ที่ลงตัว  ตอบทุกโจทย์ของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยในแนวราบ หรืออาคารชุดที่มีขนาดเล็ก ต้องมีการจัดฟังก์ชั่นการใช้งานที่มีความหลากหลาย และสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งาน (Multi-Function) เพื่อรองรับกับรูปแบบการใช้ชีวิตและการทำงานที่บ้านได้   การเว้นระยะห่างในพื้นที่ส่วนกลาง การปรับเปลี่ยนแนวคิดจากสังคมแบ่งปันในรูปแบบของ Co-Working Space มาสู่แนวคิดการใช้พื้นที่ส่วนกลางในรูปแบบของ Co-Separate Space เป็นการใช้พื้นที่ร่วมกันแบบมีระยะห่าง ทำให้การออกแบบการใช้พื้นที่ส่วนกลาง ในโครงการทั้งแนวราบและอาคารชุด ต้องเปลี่ยนแนวคิดในการออกแบบเช่นเดียวกัน 3.Virtual Livable Connect หรือ การนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบโครงการ การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการออกแบบโครงการ มีเป้าหมายสำคัญเพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต ของผู้อยู่อาศัยในโครงการ  และตอบโจทย์กับแนวคิดการใช้ชีวิตวิถีปกติใหม่ ภายหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะเทคโนโลยีต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกเท่านั้น แต่ยังมีความปลอดภัยจากการต้องติดต่อหรือสัมผัสกันระหว่างมนุษย์ด้วย มากกว่า Mega Trend ต้องสร้างความยั่งยืน นอกเหนือนจากการออกแบบภายใต้วิถีชีวิตปกติใหม่ ภายหลังไวรัสโควิด-19 ที่อาจจะหยุดการแพร่ระบาด หรือเราสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ แต่ไวรัสโควิด-19 ยังคงอยู่กับมนุษย์โดยไม่ได้หายไปไหน แนวทางการออกแบบและพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์  นอกจากจะมีแนวทางที่ต้องตอบโจทย์ Mega Trend ดังกล่าวแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องคิดถึงและจำเป็นต้องนำมาใช้ด้วย คือ แนวคิดในการออกแบบที่เรียกว่า การออกแบบเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Development  Design) แนวคิดดังกล่าว เป็นแนวคิดของการออกแบบ โดยคำนึงถึงการใช้งานอาคารอย่างยั่งยืน ด้วยการออกแบบโดยคำนึงถึงการเลือกใช้วัสดุ การใช้พลังงานและทรัพยากรของอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสร้างสุขอนามัยที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ในอากาศ   รวมถึงเรื่องของการประหยัดพลังงาน การใช้ทรัพยากรน้ำและทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ อย่างประหยัด เพื่อตอบโจทย์กับการสร้างสุขอนามัยที่ดีในการอยู่อาศัยทั้งในรูปแบบของ LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) เกณฑ์อาคารเขียวของ US Green Building Council และ TREES (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability ) ของสถาบันอาคารเขียวไทย   ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 ประเทศไทยมีอาคารที่ได้รับ LEED Certification จาก US Green Building Council ทั้งสิ้น 171 อาคาร และอยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 85 อาคาร ในขณะเดียวกันมีอาคารที่ได้รับ TREES Certification จาก สถาบันอาคารเขียวไทย ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 ทั้งสิ้น 63 อาคาร และอยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 55 อาคาร
10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน!! ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน

10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน!! ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน

เข้าหน้าฝนแล้วเรามี 10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน มาเป็นตัวช่วยให้เช็คลิสต์ จะได้ไม่ต้องปวดใจ ปวดหัว รวมถึงปวดเงินในกระเป๋าด้วย   ปัญหาใหญ่ที่กวนใจคนอยู่อาศัยในช่วงหน้าฝนเสมอๆ คงเป็นเรื่องผลกระทบจากฝนตก โดยเฉพาะปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้าน ซึ่งไม่ใช่ปัญหาแค่การอยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาที่ทำให้เราต้องเสียเงิน ในการดูแลซ่อมแซมด้วย ซึ่งหากไม่ป้องกันก่อนจะเกิดปัญหา ปล่อยให้เกิดความเสียหายมาก เงินในกระเป๋าเราก็จะหายไปมากเช่นกัน   เพื่อไม่ให้น้ำฝนมาสร้างปัญหาและความเสียหายกับบ้านเราได้ เราจึงต้องเช็คก่อนว่าบ้านเราอยู่ในสภาพสมบูรณ์ หรือมีปัญหาตรงจุดไหนที่จะต้องแก้ไขโดยด่วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและความเสียหายกับบ้านและเฟอร์นิเจอร์ในบ้านรวมถึงผู้อยู่อาศัยเองด้วย 10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน ได้แก่ 1. ระบบหลังคาและฝ้าเพดาน จุดใหญ่ที่มักเกิดปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้าน มักจะเกิดบริเวณหลังคา ต่อเนื่องมายังฝ้าเพดาน เพราะระบบหลังคารับน้ำฝนเต็มๆ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตรวจเช็ค ไม่ให้เกิดรอยรั่ว หรือรอยร้าว โดยเฉพาะบริเวณจุดเชื่อมต่อของหลังคา ตามหน้าจั่ว และเช็คฝ้าเพดานว่ามีน้ำหยด รั่วซึมมาหรือไม่ หากตรวจพบต้องรีบดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว 2. กันสาดและระแนงกันฝน บริเวณกันสาด และระแนงกันฝน ก็เป็นจุดใหญ่ที่ปะทะกับน้ำฝนที่ตกลงมา ดังนั้นจึงควรตรวจสอบสภาพการใช้งาน ทั้งในเรื่องของความแข็งแรง ไม่พุกร่อนของวัสดุ หรืออุปกรณ์ยึดติดกับตัวบ้าน รวมถึงต้องตรวจสอบว่าไม่มีรอยรั่ว หรือการแตกร้าวของวัสดุ เพราะไม่อย่างนั้น กันสาดและระแนงกันฝน ก็ไม่สามารถป้องกันน้ำฝนเข้าสู่ตัวบ้านได้ 3. ประตู-หน้าต่าง บริเวณประตูและหน้าต่าง เราต้องตรวจสอบบริเวณวงกบ และจุดเชื่อมต่อระหว่างหน้าต่างกับผนังบ้าน ต้องไม่มีรอยแตกร้าว หรือรูโหว่ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะมีน้ำรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้านได้เช่นกัน หากพบต้องทำการอุดซ่อมแซมโดยเร็ว นอกจากนี้ อุปกรณ์ที่เป็นโลหะ เช่น บานพับ ก็ต้องตรวจสอบดูว่าไม่เกิดสนิม เพราะอาจจะทำให้เราปิดประตูและหน้าต่างได้ไม่สนิท และบางครั้งยังเกิดเสียงดัง สร้างความรำคาญได้ด้วย โดยเฉพาะประตูและหน้าต่างรุ่นเก่าๆ วิธีการแก้ไขเบื้องต้นหากเกิดเสียงดัง สามารถใช้น้ำมันหล่อลื่นหยดบริเวณบานพับได้ 4. ผนังบ้านและบริเวณรอยต่อผนัง ผนังบ้านและบริเวณรอยต่อของผนัง อีกจุดหนึ่งที่มักก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ ในเรื่องน้ำรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้าน ผู้อยู่อาศัยจึงต้องคอยหมั่นสั่งเกต และตรวจสอบว่ามีน้ำฝนไหลซึม หรือเกิดรอยแตกร้าวหรือไม่ หากตรวจพบกต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว 5. รางน้ำฝน และระบบท่อระบายน้ำ สำหรับบ้านเรือนที่มีรางน้ำฝน และท่อระบายน้ำ สิ่งที่ต้องทำคือการดูแลเรื่องของความสะอาด ไม่มีขยะ หรือสิ่งสกปรก ใบไม้ หรือเศษวัสดุอะไร มาขวางกั้นการระบายน้ำ เพราะหากมีจะทำให้เกิดปัญหาน้ำเอ่อล้นเข้าสู่ตัวบ้าน หรือน้ำท่วมขังได้เช่นกัน รวมถึงต้องมีฝาท่อปิดท่อระบายน้ำ หรือรางระบายน้ำ ซึ่งต้องตรวจเช็คว่าสามารถปิดได้แนบสนิทหรือไม่ 6. พื้นบ้านด้านนอก-ระเบียง พื้นบ้านด้านนอก และบริเวณระเบียงของบ้าน ช่วงหน้าฝนอาจจะไม่ได้สร้างปัญหาต่อตัวบ้าน หรือโครงสร้าง แต่อาจจะสร้างปัญหากับผู้อยู่อาศัย ที่อาจจะส่งผลในเรื่องของการบาดเจ็บ จากพื้นที่ลื่นเพราะฝนตก การมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่ หรือมีเชื้อรา เชื้อโรคตามพื้น เพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย ในหน้าฝนจึงต้องหมั่นตรวจสอบความสะอาดของพื้นระเบียง และบริเวณพื้นบ้านด้านนอก ไม่ให้ก่อเกิดอันตราย หรือมีเชื้อโรค 7. ระบบไฟฟ้ารอบบ้าน-สนามหญ้า อันตรายมากที่สุดของช่วงหน้าฝน คือ ปัญหาไฟรั่ว หรือไฟฟ้าช็อต จากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด หรือไฟฟ้ารั่วซึม โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่อยู่ภายนอกบ้าน บริเวณสนามหญ้า ทั้งปลั๊กไฟ หลอดไฟ โคมไฟต่างๆ ที่มีระบบไฟฟ้าเข้าไปเกี่ยวข้อง ก่อนฝนจะตกต้องตรวจสอบอุปกรณ์เหล่านั้น ไม่ให้ชำรุดเสียหาย หรือเสื่อมสภาพ เพราะอาจจะทำอันตรายผู้อยู่อาศัยได้ถึงชีวิตเลยทีเดียว 8. ต้นไม้ใหญ่-กระถางต้นไม้ อีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความเสียหายต่อตัวบ้าน รวมถึงผู้อยู่อาศัยได้ แบบที่ไม่ควรละเลยหรือมองข้าม คือ การโค่นล้มของต้นไม้ใหญ่ หากบริเวณบ้านมีต้นไม้ใหญ่ จึงจำเป็นต้องตัดแต่งกิ่งแห้ง หรือกิ่งที่อาจจะหักโค่นล้มทับตัวบ้าน นอกจากนี้ ควรตัดแต่งให้ต้นไม้มีความโปร่ง เพื่อป้องกันการอยู่อาศัยของสัตว์มีพิษ รวมถึงการตรวจเช็คกระถางต้นไม้ ต้องตั้งอยู่ในจุด ที่จะไม่ล้มเสียหาย หรือเป็นแหล่งซ่อนตัวของสัตว์พิษ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่เราไม่ควรละเลย หรือมองข้าม 9. เฟอร์นิเจอร์นอกบ้าน นอกจาก การดูแลต้นไม้ และกระถางต้นไม้นอกบ้านแล้ว เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่อยู่นอกบ้าน หรือบริเวณที่อาจจะถูกน้ำฝนสาด ควรจะจัดเก็บไว้ในที่ปลอดภัย  ไม่โดนน้ำฝน หรืออาจจะหาวัสดุมาคลุมป้องกัน ไม่ให้เกิดความเสียหายจากน้ำฝนก็ได้ 10. ภาชนะ หรือสิ่งของ และความสะอาดของบ้าน วิธีสุดท้ายของ 10 จุดเสี่ยงของบ้าน ที่ต้องเช็กด่วน ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน คงเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทำได้ไม่ยาก คือ การดูแลความสะอาดของบ้าน การจัดบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และการจัดเก็บวัสดุ สิ่งของไม่ให้เป็นแหล่งน้ำขัง เพราะอาจจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง รวมถึงอาจจะเป็นที่ซ่อนตัวของสัตว์มีพิษได้เช่นกัน   ทั้ง 10 จุดเสี่ยงของบ้าน ต้องเช็กด่วน ก่อนสร้างปัญหาในหน้าฝน จะเห็นว่า ผู้อยู่อาศัยสามารถตรวจสอบด้วยตนเองเบื้องต้น และบางอย่างเราก็สามารถทำได้เอง แต่หากปัญหาไหนใหญ่เกินไป คงต้องเรียกช่างผู้ชำนาญมาเป็นผู้ช่วย ซึ่งเราควรตรวจเช็คและป้องกันปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้ปัญหาเล็กกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งจะทำให้หน้าฝนนี้ เราไม่ต้องปวดหัว ปวดใจ และเสียเงินในกระเป๋าจำนวนมากๆ   infographic อื่นที่เกี่ยวข้อง วิธีแก้ปัญหาน้ำฝนรั่วซึมเข้าบ้าน คู่มือเตรียมบ้านให้พร้อมรับมือกับหน้าฝน รีโนเวทบ้านหลังหน้าฝน    
5 โซลูชั่น “S-E-N-S-E” การออกแบบการพัฒนาเมือง กับวิถีชีวิต The Next Normal

5 โซลูชั่น “S-E-N-S-E” การออกแบบการพัฒนาเมือง กับวิถีชีวิต The Next Normal

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ถือเป็นปรากฎการณ์ ของการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโลก เพราะมีการแพร่กระจายออกไปทั่วทุกมุมโลก ซึ่งส่งผลทำให้วิถีชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน ต้องปรับเปลี่ยน และเปลี่ยนแปลงไปในหลายเรื่อง เพื่อที่จะป้องกันตนเองไม่ให้ได้รับเชื้อโรค ซึ่งภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยุติลง  เชื่อว่า วิถีชีวิตของคนนับจากนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นวิถีชีวิตปกติในรูปแบบใหม่ หรือ New Normal หรืออีกคำที่มักมีการพูดถึง คือ The Next Normal ซึ่งมีความหมายไม่แตกต่างกันมากนัก   ไม่เพียงแต่วิถีชีวิตประจำวันที่จะเป็นรูปแบบใหม่ และกลายเป็นวิถีชีวิตปกติของคนเราเท่านั้น  แต่วิถีชีวิตของคนในสายงานและสายอาชีพต่างๆ รวมถึงแวดวงธุรกิจ ก็มีทิศทางเปลี่ยนไปแบบใหม่เช่นกัน อย่างในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่เริ่มเห็นความชัดเจน จากการที่ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนวิธีการขาย ด้วยการใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย เข้ามาเป็นเครื่องมือสื่อสารถึงผู้บริโภค โดยลดการสัมผัสหรือมีการเว้นระยะห่างกันให้มากที่สุด เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าหลังจากนี้ คงจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่องแน่นอน   ด้านการออกแบบและการพัฒนาเมืองในอนาคต ก็คงจะไม่แตกต่างกันเท่าไร เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือ ปัจจัย 4 ที่มนุษย์ทุกคนต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง และอยู่ร่วมกันแบบสัตว์สังคม ซึ่งตามมุมมองของ นายรติวัฒน์ สุวรรณไตรย์ สถาปนิก ผู้ก่อตั้ง OPENBOX GROUP บริษัทสถาปนิกที่มีผลงานการออกแบบตึกสูง โรงงานไฟฟ้าพลังงานทดแทน รวมถึงที่อยู่อาศัยประเภท Complex Residence ชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ ได้อธิบาย The Next Normal ที่อาจจะเกิดขึ้นกับเมืองและชีวิตผู้คน ที่จะมุ่งสู่โซลูชั่นของการพัฒนาเมืองแห่งอนาคต (City of Future) ไว้อย่างน่าสนใจ The Next Normal ของการพัฒนาเมือง โดย โซลูชั่น City of Future นี่เอง จะเป็นเหมือนสูตรสำเร็จ ของการออกแบบการพัฒนาเมืองที่สอดรับกับ The Next Normal ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคโควิด-19  ที่จะอยู่กับโลกใบนี้ไปอีกนานเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์วิถีการดำเนินชีวิตใหม่ ซึ่งถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) และสอดคล้องกับแนวคิดในกระแสโลกยุคใหม่ คือการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน   “เมืองที่มีความคิดสร้างสรรค์การออกแบบในด้านต่าง ๆ รวมเข้ามาประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ, การออกแบบอาคาร สถานที่ หรือเมืองให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ในสถานการณ์ที่หลากหลาย, การให้ความสำคัญกับธรรมชาติและพื้นที่สีเขียว และการใช้พลังงานร่วมกันอย่างประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 ปัจจัยที่จะเข้ามาเติมเต็มทำให้เมืองมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ก็คือ การขนส่ง และนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย” “S-E-N-S-E”  สำหรับเมืองแห่งอนาคตที่ยั่งยืน  นายรติวัฒน์  ได้เสนอแนวคิดการออกแบบการพัฒนาเมือง  ภายใต้แนวคิด “S-E-N-S-E” ที่รวม 5 โซลูชั่น สำหรับ City of the Future เมืองแห่งอนาคตที่ยั่งยืน ที่ประกอบไปด้วย S - Space Efficiency การจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (Space Efficiency) เป็นแนวคิดการจัดการพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยรูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมให้แก่ผู้อยู่อาศัย โดยหนึ่งในโซลูชั่นที่จะเข้ามาตอบโจทย์แนวคิดนี้ก็คือ อาคารสูง เช่น คอนโดมิเนียม ซึ่งเชื่อว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาการใช้พื้นที่และทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพ กล่าวคือหากเปลี่ยนการใช้พื้นที่ในแนวราบแบบกระจายตัวมารวบเป็นอาคารสูง จะทำให้มีพื้นที่เหลือในการใช้ประโยชน์อื่น ๆ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะการมีพื้นที่สีเขียว หรือพื้นที่ในเชิงเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน อาคารสูงยังตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคโควิดที่ผู้อยู่อาศัยจะแยกกันอยู่คนละชั้น ได้รับแสงแดดที่เพียงพอ และไม่มีปัญหาเรื่องการใช้อากาศร่วมกัน ให้ความรู้สึกปลอดภัยห่างไกลโควิดได้มากกว่าบ้านที่เป็นแนวราบ E-Energy Sharing การออกแบบเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Sharing)  โดยปัจจุบันจะพบว่า คอนโดมิเนียม จะมีการใช้พลังงานสูงสุดในช่วงเวลากลางคืน แต่ช่วงกลางวันการใช้พลังงานจะลดลงไป ขณะที่อาคารสำนักงาน จะใช้พลังงานสูงสุดในช่วงเวลากลางวันเท่านั้น แต่จะลดการใช้ลงในช่วงกลางคืน ซึ่งแต่ละอาคารเหล่านั้นจะติดตั้งอุปกรณ์การจัดการพลังงานของตนเอง อุปกรณ์เหล่านั้นจึงทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ มีพลังงานเหลือเกินความต้องการ ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Energy Blockchain หรือ Digital Energy กรณีมีพลังงานเหลือก็จะนำไปขายให้แก่ตึกที่อยู่ใกล้เคียงและใช้ในแบบเหลื่อมเวลากัน หรืออีกแนวคิดที่เรียกว่า District Cooling ระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์ โดยสามารถส่งความเย็นไปยังสถานที่อื่น ๆ ใกล้เคียงไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคารสำนักงาน  ห้าง และ คอนโดมิเนียม ถือเป็นแนวคิดการลดใช้พลังงาน ลดการใช้อุปกรณ์ที่เกินความจำเป็น N - Nature & Green การให้ความสำคัญกับธรรมชาติและพื้นที่สีเขียว (Nature & Green) เช่น แนวคิดการขยายพื้นที่สวนสาธารณะขนาดย่อม (pocket park) ให้กระจายตัวมากขึ้นในเขตเมือง และให้เพียงพอกับระยะคนเดิน ซึ่งประเทศญี่ปุ่นถือเป็นเจ้าแห่ง pocket park แห่งหนึ่งของโลก หรือในประเทศสิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ที่นอกจากจะมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่แล้วยังมี pocket park อีกหลายแห่ง ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ park network สวนสาธารณะหลาย ๆ แห่งที่ผู้คนสามารถเดิน วิ่ง หรือขี่จักรยาน เชื่อมถึงกันได้โดยไม่ต้องผ่านหรือใช้ถนน ซึ่งแนวคิดเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการออกแบบทั้งสิ้น S – Synchronization of Multi-Functions การออกแบบอาคาร สถานที่ หรือเมือง ให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ในสถานการณ์ที่หลากหลาย (Synchronization of Multi-Functions)  สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของเมืองในซีกโลกตะวันออกที่เป็นแบบผสมสาน (Mixed-use) โดยออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยนโหมดของอาคาร สถานที่ หรือเมืองได้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ๆอย่างเช่น คอนโดมิเนียมในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อโควิด จะเห็นได้ว่าหลายแห่งจะกำหนดการใช้ลิฟท์แบบจำกัด หรือจำกัดจำนวนของคนใช้ลิฟท์ ซึ่งในอนาคตการออกแบบจะสามารถเข้ามาเพิ่มเติมฟังก์ชั่นต่าง ๆ ให้ทุกชีวิตในยุคโควิดมีความสบายใจมากขึ้น อาทิ ล็อกเกอร์รับ-ส่งอาหาร หรือสิ่งของต่าง ๆ โดยผู้รับและผู้ส่งไม่ต้องเจอหน้ากัน และการออกแบบพื้นที่แบบ space in space ภายในบริเวณพื้นที่ส่วนกลางโดยใช้อุปกรณ์เพื่อแยกความเป็นส่วนตัวให้แก่ผู้อยู่อาศัยมากขึ้น เพื่อไม่เกิดความระแวงในการใช้พื้นที่ส่วนรวม ส่วนในระดับเมือง อาจจะนึกถึงประเทศโมนาโค หรือสิงคโปร์ ที่จะมีการจัดโหมดเมืองสำหรับการแข่งรถ สร้างรายได้ให้กับประเทศได้อีกมาก ขณะที่ประเทศไทยเอง มีโหมดเรื่องการป้องกันน้ำท่วม แต่ยังสามารถออกแบบเมืองให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามโหมดอื่น ๆ เช่น โหมดการเฝ้าระวังเชื้อโควิด หรือโหมดการจัดบิ๊กอีเว้นท์ เช่นวันสงกรานต์ เป็นต้น E - Explorations of Innovations การคิดค้น พัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมการอยู่อาศัยที่จะเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน (Explorations of Innovations) โดยการออกแบบบ้าน คอนโดมิเนียม และอาคารสำนักงาน สามารถดึงนวัตกรรมเหล่านี้เข้ามาเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยตอบโจทย์กับชีวิต New Normal อย่างเช่น ลิฟท์ ปัจจุบันคอนโดมิเนียมหลายแห่งใช้โถงลิฟท์ (private lift) ส่วนตัวเข้ามาใช้มากขึ้น นอกจากจะเป็นโซลูชั่นด้านความปลอดภัยในยุคโควิดแล้ว ยังตอบโจทย์การซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อการลงทุนได้ เพราะลิฟท์ที่แยกออกมาต่างหากนั้น จะไม่เป็นการรบกวนกับเจ้าของห้องจริงที่เป็นผู้อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมนั้น ๆ เลย ปัจจุบันยังพบด้วยว่ามีการคิดค้นลิฟท์ในรูปแบบต่าง ๆ ไว้มากมาย เพื่อรูปแบบการอยู่อาศัยที่หลากหลาย เช่น ลิฟท์ที่เคลื่อนตัวในแนวราบ (double deck lift) เป็นต้น   นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ในยุคโควิดได้เป็นอย่างดี อาทิ ประตูสองชั้น ที่ติดตั้งอุปกรณ์ช่วยในการคัดกรองคนเข้าออก และอุปกรณ์ฆ่าเชื้อ, การออกแบบพื้นที่ในสำนักงาน หรือ โค-เวิร์คกิ้ง สเปซ ที่ช่วยลดความเสี่ยงการแพร่กระจายของเชื้อโรค และ Smog-eating surface สีหรือพื้นผิวที่สามารถดูดซับเชื้อโรค ฝุ่นละลองพิษต่าง ๆ เป็นต้นรวมถึงนวัตกรรมด้าน Transportation หรือการขนส่ง โดยเมืองแห่งอนาคตจะสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นหากมีการจัดการด้านการขนส่งอย่างเหมาะสม ซึ่งการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนั้น ผู้คนยังต้องเดินทาง ต้องติดต่อสื่อสาร และรับ-ส่งสิ่งของระหว่างกัน การออกแบบเมืองจึงสามารถออกแบบให้รองรับกับแนวคิดการขนส่งในรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น Hyperloop, drone transportเป็นต้น ทั้งหมดนี้ คือโซลูชั่นใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์สถานการณ์ในปัจจุบัน และเป็นการเตรียมความพร้อมไปสู่อนาคตนั่นเอง   แนวคิดเหล่านี้เป็นแนวคิดการออกแบบโดยมีคนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นโซลูชั่นที่ต้องการเข้าไปช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คน เป็นคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งด้านสุขภาพและจิตใจ และสำคัญที่สุดคือ เมืองแห่งอนาคตนั้นจะต้องสามารถตอบโจทย์ได้ครบถ้วนทั้งด้านสังคม และเศรษฐกิจ เพื่อให้เป็นเมืองที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
MQDC เตรียมเปิด “เดอะ ฟอเรสเทียร์” เมกะโปรเจกต์ 2.5 แสนล้าน ต้นปี 2564

MQDC เตรียมเปิด “เดอะ ฟอเรสเทียร์” เมกะโปรเจกต์ 2.5 แสนล้าน ต้นปี 2564

MQDC เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย ประกาศเดินหน้าต่อทุกโครงการ  เตรียมเปิดตัว “THE FORESTIAS” เมกะโปรเจกต์ 125,000 ล้านบาท ในต้นปี 2564 ภายใต้ แนวคิด ‘For All Well - Being’  เชื่อหลังวิกฤตโควิด-19 ต่างชาติจะเข้ามาลงทุน เพราะเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัย และมาตรฐานสาธารณสุขไทย   นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้เกิดวิกฤตโควิด – 19  แต่ MQDC ยังคงเดินหน้าธุรกิจต่อไป ด้วยความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว  และเชื่อว่ารัฐบาลยังคงผลักดันในเกิดเมกะโปรเจกต์ เช่น โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เป็นต้น  โดยบริษัทยังคงเปิดขายโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบันต่อไป  แต่มีการปรับแผนงานส่วนใหญ่ จะเป็นการปรับแผนระยะสั้นมากกว่าแผนระยะยาว เช่น การเปิดตัวโครงการใหญ่ก็จะชะลอไปเปิดต้นปีหน้า อย่างเช่น โครงการเดอะฟอเรสเทียร์ (THE FORESTIAS) เมกะโปรเจกต์ มูลค่า 125,000 ล้านบาท ที่เตรียมพร้อมเปิดในช่วงต้นปี 2564   สำหรับการเปิดตัวโครงการเดอะ ฟอเรสเทียร์  โดยเฉพาะหลังจากวิกฤตโควิด – 19 ต้องคิดไปถึงคุณภาพชีวิตจนถึงสุขภาพ และความสุขของผู้อยู่อาศัย เพราะผู้คนจะพิถีพิถันในการดำเนินชีวิตมากขึ้น แนวคิดของ THE FORESTIAS คือ “เมืองคู่ป่า” ที่แรกในโลก  ซึ่งโครงการเดอะ ฟอเรสเทียร์  เป็นการดำเนินโครงการตามปรัชญาของ MQDC ที่มุ่งเน้นเรื่องสร้างสรรค์โครงการที่ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม และให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ตามแนวคิด  "For All Well - Being" โดยโครงการเดอะ ฟอเรสเทียร์ ถูกพัฒนา แบบ Mixed-Use Lifestyle ทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่ค้าปลีก อาคารสำนักงาน ศูนย์สุขภาพ สถานศึกษา อาคารนวัตกรรม พื้นที่สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้และสร้างสรรค์ของครอบครัว ที่สามารถครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้ทุกกลุ่ม  ได้แก่ คอนโดมิเนียมแบรนด์ Whizdom กลุ่มคอนโดมิเนียมแบรนด์ Mulberry Grove ที่อยู่อาศัยแบรนด์ Mulberry Grove Villas กลุ่มที่อยู่อาศัยแบรนด์ The Aspen Tree และยังมีที่อยู่อาศัยและโรงแรมจากแบรนด์ระดับโลก คือ กลุ่มที่อยู่อาศัยแบรนด์  Six Senses โรงแรมแบรนด์ Six Senses และอื่นๆ   จากผลงานของรัฐบาลและสาธารณสุขไทย ที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก และความร่วมมือร่วมใจ ความมีวินัยของคนไทย ที่ได้แสดงให้ชาวโลกประจักษ์ รวมถึงความมีน้ำใจ ความแบ่งปันของคนไทย เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยให้ประเทศไทยจะเป็นที่น่าที่ลงทุนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะปัจจัยสำคัญตัวนึงที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์โควิด-19 สำหรับในการเลือกลงทุนในประเทศใดของนักลงทุนต่างชาติ คือความปลอดภัย และระบบสาธารณสุข นายวิสิษฐ์  กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด  เนื่องมาจากยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการที่ชัดเจน โดยเฉพาะการเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาโครงการประเภท Mixed-Use ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ มีมูลค่าโครงการสูง ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้ตรงความต้องการของลูกค้า ทำให้เกิดการตอบรับเป็นอย่างดี และด้วยกลยุทธ์ในการพัฒนาโครงการร่วมกับ Global Partner ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในระดับโลก ทำให้โครงการที่พัฒนามีความโดดเด่น สามารถพัฒนาโครงการให้มีมาตรฐานในระดับโลก เป็นที่สนใจจากลูกค้าจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ   นอกจากบริษัทมีพาทเนอร์ระดับโลก ที่ศึกษาและวิจัยด้านการอยู่อาศัยที่มีความสุขแล้ว บริษัทยังได้จัดตั้งศูนย์วิจัย 2 ศูนย์ ได้แก่  ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา FutureTales Lab ที่มีการหาข้อมูลจากทั่วโลกเพื่อมาประมวลแนวโน้มการอยู่อาศัยในอนาคต โดยมองไปถึงอีก 40 ปีข้างหน้า และแม้แต่จากวิกฤตโควิดในครั้งนี้ ทาง FutureTales Lab ก็ได้มีการออกงานวิเคราะห์ออกมาในเรื่อง ชีวิตหลังโควิด-19 ที่จะมีการเปลี่ยนไปจากเดิม โดยประเด็นหนึ่งคือ ความคิดด้านการซื้อที่อยู่อาศัยจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่อยู่แต่ในเมือง โดยยึดการเดินทางแนวทางใกล้รถไฟฟ้าเป็นปัจจัย แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการทำงานในอนาคต สามารถทำงานที่บ้านได้ จึงจะปรับแนวคิดเป็นบ้านนอกเมือง แต่มีพื้นที่มากขึ้น มีสวน มีธรรมชาติ มีการปรับเปลี่ยนบ้านพักตากอากาศมาใช้อาศัยประจำแทน   อีกศูนย์วิจัยในกลุ่มของ MQDC คือ ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) ซึ่งเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของ MQDC ที่ต้องการเป็นผู้นำทางด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน โดยมีการวิจัยและพัฒนาเป็นพื้นฐานของแนวคิดในมิติต่างๆเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่อยู่อาศัยของ MQDC ผลงานวิจัยที่ได้ศึกษาและค้นคว้าขึ้น ไม่เพียงเพื่อนำมาใช้เฉพาะกับโครงการต่างๆ ขององค์กรเท่านั้น แต่ยังพร้อมเปิดพื้นที่วิจัยนี้ให้กับทุกคน ทุกองค์กร ที่สนใจด้านการพัฒนาและก่อสร้างอย่างยั่งยืน เสมือนห้องค้นคว้าของประชาชน บุคคลภายนอกได้เข้ามาเรียนรู้ นำไปประยุกต์ใช้จริง เพื่อยกมาตรฐานความเป็นอยู่ให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ   MQDC เคยผ่านปัญหาในสมัยวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งมาแล้ว ทำให้เราบริหารงานด้วยความระมัดระวังมาตลอดเวลา ดังนั้นปัญหาจากวิกฤตในโควิด-19 ในครั้งนี้ จึงไม่ได้ทำให้เราหยุดที่จะเดินหน้าต่อ  
อินเด็กซ์ฯ  ปรับตัวสู้โควิด ลุยออนไลน์ สร้างยอดโต 150% เดินหน้าปรับโฉมสาขาจับลูกค้าไฮเอนด์

อินเด็กซ์ฯ ปรับตัวสู้โควิด ลุยออนไลน์ สร้างยอดโต 150% เดินหน้าปรับโฉมสาขาจับลูกค้าไฮเอนด์

อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ไตรมาสแรก ยังกวาดรายได้และทำกำไร แม้ต้องปิดสาขาชั่วคราว จากพิษโควิด-19  ลูกค้าหันไปช้อปปิ้งออนไลน์ ทำยอดขายเติบโต 150%  เดินหน้าทำตลาด หาสินค้าเพิ่มขายผ่านออนไลน์  ล่าสุด ปรับโฉม สาขาราชพฤกษ์ ปักหมุดโซนกรุงเทพฯ ตะวันตก รับกำลังซื้อผู้บริโภคไฮเอนด์   นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM  เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 2,211 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 118 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสาขาส่วนใหญ่ของอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์  ปิดดำเนินการเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ตามคำสั่งของกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของ COVID-19 อินเด็กซ์ฯ กวาดยอดออนไลน์โต 150% อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่หลายบริษัทดำเนินมาตรการ Work From Home เพื่อเพิ่มระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า โดยพบว่าผู้บริโภคเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าหมวดหมวดโต๊ะเก้าอี้สำนักงาน (Home Office) และหมวดของใช้ของตกแต่งบ้าน (Home decoration) โดยบริษัทฯ ได้ขยายความร่วมมือกับ Market Place เช่น Lazada, Shopee, และ JD Central    รวมถึงจัดโปรโมชั่นพิเศษ พร้อมส่งสินค้าฟรีทั่วประเทศ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค ส่งผลให้ยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ไตรมาสแรกที่ผ่านมามีอัตราเติบโตสูงถึง 150% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และบริษัทฯ เชื่อมั่นว่ายอดขายผ่านช่องทางออนไลน์จะสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 45.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 43.8% เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงส่วนผสมของสินค้า (Product Mix) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนในเครื่องจักรที่ยังไม่เริ่มใช้อีกประมาณ 70 ล้านบาท   ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.46 บาท บาท เตรียมเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 17 กรกฏาคม 2563 อินเด็กซ์ฯ เดินหน้าหาสินค้าใหม่ทำตลาดออนไลน์ สำหรับทิศทางไตรมาส 2 สถานการณ์เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ คาดว่าจะสามารถทยอยเปิดสาขาต่างๆ ได้เพิ่มขึ้น  หลังหน่วยงานภาครัฐเริ่มมีมาตรการผ่อนปรนตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะเดียวกันได้มุ่งเน้นการเพิ่มประเภทสินค้าใหม่ๆ (Product Range) สำหรับช่องทางออนไลน์ รวมถึงงานโปรเจกต์ที่อยู่อาศัยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เร่งดำเนินงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จเพื่อส่งมอบโครงการให้ลูกค้าได้ทันตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้   พร้อมกันนี้ บริษัทฯ มีแผนปรับปรุงสาขาเพื่อเพิ่มพื้นที่ขายสินค้า  ผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายและอัตรากำไรที่สูงขึ้น ทดแทนการขยายสาขาที่จะชะลอออกไปก่อนในปีนี้ โดยการปรับปรุงสาขาใช้กระแสเงินสดจำนวนไม่มากแต่จะสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างคุ้มค่า โดยก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ได้ปรับปรุงอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ไปแล้ว 3 สาขา ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี  นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงมีแผนขยายสาขาแฟรนไชส์ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องในปีนี้ อาทิ เวียดนาม และเมียนมาร์ เป็นต้น อินเด็กซ์ฯ​ ปรับโฉมสาขาราชพฤกษ์ รับดีมานด์ไฮเอนด์ ล่าสุด ได้ปรับโฉม อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาราชพฤกษ์  ครั้งใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค โดยต้องการให้เป็น “FLAGSHIP FURNITURE & DÉCOR STORE” ภายใต้แนวคิด  “Modern Luxury Lifestyle” ในพื้นที่กรุงเทพฯโซนตะวันตก  เนื่องจากพื้นที่โซนกรุงเทพฯ ตะวันตก เป็นทำเลที่มีศักยภาพ  จากการขยายตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์  บ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์ที่ขยายตัวขึ้น ถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง และมีความต้องการเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์โดดเด่นเฉพาะตัว   สำหรับโฉมใหม่ของ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาราชพฤกษ์ ได้คัดสรรทุกกลุ่มสินค้ามาให้เลือกช้อปครบครันมากขึ้น โดยจัดเลย์เอาท์ใหม่  แบ่งประเภทสินค้า และฟังก์ชันการใช้งานอย่างเป็นระเบียบ  เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกช้อปได้ง่ายขึ้น พร้อมเปิดโซนสินค้าใหม่ๆ เช่น กลุ่มสินค้าลักซ์ชัวรี่ การจัดพื้นที่ส่วนกลางไว้อำนวยความสะดวกมากขึ้น ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองโปร่งโล่ง สบาย พร้อมมุมดิสเพลย์ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการแต่งบ้าน เป็นต้น   ความพิเศษของสาขาใหม่นี้ คือ จะมีแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ให้เลือกหลากหลาย ได้แก่  เทรนด์ดีไซน์ (Trend Design) แบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านระดับพรีเมียม สไตล์ Modern Elegance มาตรฐานยุโรป แบรนด์เดอะ ลักชูรี่ อิดิชั่น (The Luxury Edition)  แบรนด์ เดอะ คอนโด คอลเล็คชั่น (The Condo Collection) เฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตบนพื้นที่จำกัด สำหรับคอนโดมิเนียม, ทาวน์โฮม   นอกจากนี้ ยังมีโซน เพอร์เฟกต์ สลีป (Perfect Sleep)  โซนที่รวบรวมศาสตร์แห่งการนอน  เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ด้านการนอนหลับอย่างครบวงจร ในรูปแบบของ One Stop Service ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาด้านการนอน  มีมุม Co-Working Space พื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนมานั่งทำงานได้ ที่เน้นดีไซน์บรรยากาศพื้นที่ให้สบาย ผ่อนคลาย พร้อมพื้นที่สีเขียว   ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ไว้อย่างรอบด้าน เช่น การลดค่าใช้จ่าย การชะลอการใช้จ่ายเงินและการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน แผนการรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุดสำหรับทั้งลูกค้าและพนักงาน หลังภาครัฐเริ่มมีมาตรการผ่อนปรนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ สามารถเริ่มทยอยเปิดสาขาต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้เหมือนที่เคยผ่านมาได้ในทุกครั้ง และสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแรงอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป
ก้าวต่อไปของ อิเกีย บุกตลาดออนไลน์ หลังโควิด-19 ทุบยอดขายหาย 40%

ก้าวต่อไปของ อิเกีย บุกตลาดออนไลน์ หลังโควิด-19 ทุบยอดขายหาย 40%

นับเป็นข่าวดีในรอบหลายเดือน เมื่อรัฐบาลประกาศคลาดล็อกดาวน์  ให้บรรดาห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่างๆ เริ่มกลับมาเปิดบริการให้กับประชาชนได้ แต่ต้องมีมาตรการรักษาความสะอาด การป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม  รวมถึงการขยายระยะเวลาเคอร์ฟิว  ออกไปเพิ่มมากขึ้น เป็นช่วงเวลา 23.00 – 04.00 น. ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา   ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป  ออกการแฮปปี้กับการผ่อนปรนมาตรการดังกล่าว เพราะทำให้ประชาชนทั่วไป สามารถกลับมาใช้ชีวิตเหมือนที่ผ่านๆ มาได้มากขึ้น แม้จะมีข้อจำกัดหลายอย่าง ที่ต้องปฎิบัติตามวิถีชีวิตใหม่ หรือ New Normal และยังต้องเคร่งครัดกับการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ตาม ขณะที่ผู้ประกอบการ ก็จะได้มีเงินกลับเข้ามาหล่อเลี้ยงธุรกิจ หลังหยุดกิจการชั่วคราว หรือต้องปรับรูปแบบธุรกิจไปสู่การตลาดออนไลน์  เป็นเวลานานกว่า 2 เดือนก็ตาม   นอกจาก ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหารต่างๆ ที่เห็นภาพประชาชนจำนวนมาก  ต่อแถวเข้าไปใช้บริการในวันแรกที่รัฐบาลคลายล็อกดาวน์แล้ว หนึ่งในสถานที่มีคนไปใช้บริการจำนวนมากไม่น้อยหน้า คือ ร้านจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ สัญชาติ “สวีเดน” อย่าง “อิเกีย” ที่มีประชาชนแห่ไปใช้บริการจนแน่น ที่สาขาบางนา ทำให้ในวันแรกของการกลับมาเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2563 ต้องมีการหยุดรับคนเข้าใช้บริการภายในสโตร์ชั่วคราว เพราะปริมาณลูกค้ามีจำนวนมากเกินไป วางมาตรฐานความปลอดภัยสู้โควิด-19 อย่างไรก็ตาม อิเกีย ได้วางแนวทาง และเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดให้บริการกับประชาชนทั่วไป  โดยได้วางมาตการด้านรักษาความปลอดภัย ได้แก่ -รักษาระยะห่างทางสังคม ช้อปได้อย่างอุ่นใจ เมื่อมีการเว้นระยะห่างกันอย่างน้อยหนึ่งเมตรทุกพื้นที่ในสโตร์   -ตรวจอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าสโตร์ ทั้งพนักงานและลูกค้าที่เข้ามาในสโตร์ต้องมีอุณหภูมิร่างกายไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส   -บริการเจลล้างมือในจุดต่าง ๆ ทั่วทั้งสโตร์อิเกีย   -สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในสโตร์ ลูกค้าต้องสวมใส่หน้ากากขณะที่อยู่ในสโตร์ของเรา ขณะที่พนักงานอิเกียจะสวมหน้ากากอนามัยคู่กับหน้ากากป้องกันใบหน้าหรือ Face Shield ตลอดเวลา   -จำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการ เพื่อเป็นการป้องกันและดูแลรักษาระยะห่างอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉลี่ยผู้ใช้บริการหนึ่งท่านต่อพื้นที่ประมาณ 8 ตารางเมตร   -ปิดให้บริการสมอลล์แลนด์ เพื่อรักษาความปลอดภัยและสุขภาพของลูกค้าตัวน้อยของเรา   จะเห็นได้ว่า การหยุดรับลูกค้าของ “อิเกีย” สาขาบางนา เป็นหนึ่งในมาตรการรักษาความปลอดภัย ที่กำหนดจำนวนลูกค้า 1 คน ต่อพื้นที่ 8 ตารางเมตร เช่นเดียวกับสาขาบางใหญ่ โดยสาขาบางใหญ่ในภาวะปกติ สามารถรองรับลูกค้าได้มากสุดถึง 5,000 คน แต่ภายใต้มาตรการดังกล่าว ทำให้ต้องบริการลูกค้าได้สูงสุดไม่เกิน 3,600 คน ขณะที่พื้นที่บริหารร้านอาหาร ได้ลดจำนวนลง 50% เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการเว้นระยะทางสังคมเช่นกัน อีก 6 เดือน อิเกียจะมียอดขายออนไลน์ 25% ในด้านธุรกิจ อิเกีย ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะต้องปิดการให้บริการที่สาขาไปนานกว่า 2 เดือน และหันไปเน้นการให้บริการผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซแทน ซึ่งถือว่ายอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ เติบโตได้มากกว่า 320% ขณะที่ยอดขายช่องทางปกติ ยอดขายหายไปมากถึง 40% ทำให้ทิศทางต่อไปนับจากนี้ อิเกีย คงจะหันกลับมาให้น้ำหนักและเพิ่มการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ให้มากขึ้น เพราะวางเป้าหมายไว้ว่าภายในระยะ 6 เดือนนับจากนี้  สัดส่วนยอดขายทางช่องทางออนไลน์จะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 25% จากปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 10-12% เพราะเชื่อว่าหลังจากนี้ไป วิถีชีวิตใหม่ของคนไทย จะหันมาเน้นการช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น   ในช่วงที่ผ่านมา อิเกียได้เพิ่มบริการใหม่ๆ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์การช้อปปิ้งให้ลูกค้า ได้แก่ บริการออกแบบออนไลน์ ให้ลูกค้ารับคำแนะนำการออกแบบเฟอร์นิเจอร์จัดเก็บ ตู้เสื้อผ้า PAX/พักซ์ และชุดครัวอิเกีย  ได้โดยไม่ต้องมาที่สโตร์ ยังมีบริการ Click & Collect สั่งซื้อออนไลน์และมารับสินค้าด้วยตนเองที่สโตร์ บริการจัดส่ง และบริการประกอบสินค้า ซึ่งได้รับการปรับให้เป็นบริการแบบไร้สัมผัส เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจได้ยิ่งขึ้น นายทอม ซูเทอร์ ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางใหญ่ เปิดเผยว่า แนวโน้มยอดขายของอิเกีย น่าจะมียอดขายลดลง 8.4% จากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมของอิเกีย ที่เดิมคาดว่าจะมีรายได้เติบโต 3.5% ลดลงเหลือยอดขายติดลบ 5% และปีต่อไปยังคงติดลบต่อเนื่องอีก 3%  แนวโน้มยอดขายของอิเกีย น่าจะกลับมาเป็นบวกได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และการมีวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวด้วย   อย่างไรก็ตาม นับจากนี้ อิเกีย จะเน้นการทำตลาดออนไลน์ให้เพิ่มมากขึ้น และการทำตลาดอื่นๆ เช่น การออกสินค้าใหม่ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ การมีสิค้าคอลเลคชั่นร่วมกับแบรนด์เกรฮาวน์ การจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าลง 3% และการยกเว้นค่าหยิบสินค้า 200 บาท วันนี้ - 31 สิงหาคม 2563 ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สโตร์อิเกียออนไลน์มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรามากกว่า 4 ล้านคน ยอดสั่งซื้อออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 320% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้  มาตรการดูแลความปลอดภัยของอิเกีย  https://youtu.be/F2lOj9XrpWY                      
ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ชี้พิษโควิด-19 ทุบอสังหาฯ รายเล็ก เสี่ยงปิดตัว-ถูกเทคโอเวอร์

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ชี้พิษโควิด-19 ทุบอสังหาฯ รายเล็ก เสี่ยงปิดตัว-ถูกเทคโอเวอร์

ดีดี พร็อพเพอร์ตี้ ประเมินตลาดอสังหาฯ  โดนผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ทุบราคาดิ่ง  ดีเวลลอปเปอร์เร่งระบายสต็อกของเก่า ลดเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ ราย เล็ก น่าห่วงอาจปิดตัวหรือโดนเทคโอเวอร์ ชี้หลังผ่านพ้นวิกฤต บ้าน-คอนโดฯ ต้องปรับรูปแบบสอดคล้องกับ New Normal ผู้บริโภค   นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ ประจำประเทศไทย ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2563 จะเป็นปีของการระบายสินค้าคงค้าง ซึ่งการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากจะส่งผลให้ราคาและจำนวนของอสังหาฯ ลดลงแล้ว ยังจะสร้างจุดเปลี่ยนของทั้งพฤติกรรมการขายของผู้ประกอบการ และพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค รวมไปถึงความต้องการที่อยู่อาศัยและสินค้าของตลาดอสังหาฯ ด้วย​ เนื่องจากผลกระทบทั้งโควิด-19 ผนวกกับสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ผู้บริโภคหันไปมองตัวเลือกที่ตรงกับความต้องการ  และความเป็นจริงมากที่สุด โดยเมื่อประเมินสถานการณ์อสังหาฯ หากวิกฤติโควิด-19 ยังดำเนินต่อไป จะเป็นงานหนักสำหรับดีเวลลอปเปอร์ โดยเฉพาะรายเล็ก และเมื่อภาคธุรกิจขาดสภาพคล่อง จะเริ่มเห็นแนวโน้มการปิดตัวลงของ ดีเวลลอปเปอร์รายเล็ก รวมถึงการเทคโอเวอร์จากดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ด้วย ในส่วนของผู้บริโภค  จากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้เม็ดเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคลดลง ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ  และจะกระทบต่อตลาด อสังหาฯ มากขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม หากสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อได้ และจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงจนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ประเมินว่าจะเห็นแนวโน้มที่แต่ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นตั้งแต่ในไตรมาส 2 เป็นต้นไป แม้ว่าสภาพตลาดโดยรวมจะไม่สดใสมากนัก   เนื่องจากผู้บริโภคปรับตัวให้รับกับสถานการณ์ แต่จะเห็นว่าทุกอย่างจะกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจนในไตรมาส 3 โดยผู้ประกอบการหลายรายจะดำเนินกิจกรรมทางการตลาด เพื่อกระตุ้นตลาดและธุรกิจ และคาดว่าจะดีที่สุดในไตรมาส 4 เพราะภาครัฐน่าจะหันกลับมาพิจารณาให้ความสำคัญกับภาคอสังหาฯ โดยมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมและผ่อนปรนต่าง ๆ ออกมาเพื่อสนับสนุนให้อสังหาฯ ยังคงเดินต่อไปได้ โควิด-19 ต้นเหตุซัพพลายใหม่-ราคาลด จากการระบายสต๊อกคงค้างที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ผนวกกับสถานการณ์โควิด-19 ช็อคทำให้ซัพพลายใหม่ที่จะออกสู่ตลาดลดลงจากเฉลี่ยปีละกว่า 50,000 ยูนิต เหลือเพียงไม่เกิน 30,000 ยูนิต ส่งผลให้ยอดสะสมของคอนโดมิเนียมลดลง ถือเป็นการปรับฐานใหม่อีกครั้งสำหรับอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังทำให้ราคาอสังหาฯ ปรับตัวลดลงอย่างมากด้วย   สอดคล้องกับรายงาน DDproperty Thailand Property Market Index ฉบับล่าสุด ที่พบว่า ในไตรมาสแรกของปี 2563 ตลาดอสังหาฯ ของไทยชะลอตัวลงทั้งด้านราคาและปริมาณ โดยดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ปรับตัวลดลง 9% ในขณะที่ดัชนีปริมาณลดลง 3% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน   คาดว่าในไตรมาส 2 ผู้ประกอบการอสังหาฯ จะยังคงชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยเฉพาะรายกลางและรายเล็ก เพื่อเร่งระบายสินค้าที่มีอยู่ในตลาดก่อน โดยเฉพาะสินค้าระดับราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งมีอยู่ในตลาดถึง 75% ของปริมาณสินค้าทั้งหมด สินค้าใหม่เน้นความเป็นส่วนตัวและตอบโจทย์ WFH นอกจากจำนวนซัพพลายที่ลดลงแล้ว ยังจะทำให้เกิด New Normal หรือสภาวะปกติรูปแบบใหม่ ในภาคอสังหาฯ ด้วย คือการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น มีการทำงานที่บ้านหรือ Work From Home ทำให้เห็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานของที่อยู่อาศัย ไปจนถึงการออกแบบที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ใหม่ไปด้วย   ภาพที่จะเห็นในอนาคตคือ การพัฒนาและปรับเปลี่ยนเรื่องฟังก์ชันภายในที่พักอาศัย เช่น ให้ความสำคัญกับห้องทำงานมากพอกับห้องนอน หรือพื้นที่ส่วนกลางของคอนโดฯ ที่ก่อนหน้านี้ให้ความสำคัญกับ Co-working space หรือ Co-kitchen แต่โควิด-19 ทำให้ผู้บริโภครักษาระยะห่างมากขึ้นและใส่ใจเรื่องความสะอาดมากกว่าเดิม   สินค้าใหม่ของดีเวลลอปเปอร์ที่จะผลิตออกมา จะชูจุดขายเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว เช่น ห้องครัว หรือห้องทำงาน แบบรองรับคนเพียงคนเดียว จะเป็นรูปแบบที่ถูกได้รับความสำคัญมากอย่างยิ่ง รวมถึงการให้น้ำหนักไปกับ Living Room หรือห้องทำงานมากกว่าห้องนอน เพราะเมื่อคนทำงานอยู่ที่บ้าน มักใช้เวลาในห้องเหล่านี้มากกว่าห้องนอน    
“ออริจิ้น” จับมือ “สมิติเวช”  ให้ลูกบ้านพบแพทย์ออนไลน์ได้ 24 ชั่วโมงผ่านแอป “Origin Connect”

“ออริจิ้น” จับมือ “สมิติเวช” ให้ลูกบ้านพบแพทย์ออนไลน์ได้ 24 ชั่วโมงผ่านแอป “Origin Connect”

“ออริจิ้น” ผนึกกำลัง “สมิติเวช” หนุน Health Tech ในที่อยู่อาศัย เชื่อมโยงบริการ “Samitivej Virtual Hospital” เข้ากับแอป “Origin Connect” ให้ลูกบ้านเข้าถึงบริการปรึกษาแพทย์ 24 ชั่วโมง บริการเจาะเลือด และบริการขนส่งยาถึงบ้าน ได้ง่ายๆ ผ่านแอป     นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) กับโรงพยาบาลสมิติเวช ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ในการเชื่อมโยงบริการ “Samitivej Virtual Hospital” บริการโรงพยาบาลเสมือนจริงบนโลกออนไลน์ เข้ากับแอปพลิเคชั่น “Origin Connect” เพื่อให้ลูกบ้านของออริจิ้นทุกโครงการกว่า 20,000 ครอบครัว สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   “เราตระหนักดีว่าสุขภาพของทุกคนคือเรื่องสำคัญ และสมิติเวช คือผู้นำในบริการด้านสุขภาพที่มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ในภาวะที่ทุกคนกังวลเรื่องการเดินทางออกจากบ้านจากสถานการณ์ COVID-19 เทคโนโลยีด้านสุขภาพ หรือ Health Tech ในที่อยู่อาศัยคือสิ่งจำเป็น เราจึงตัดสินใจสร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงบริการ Samitivej Virtual Hospital กับแอป Origin Connect”     สำหรับบริการ Samitivej Virtual Hospital ที่จะมาให้บริการผ่านแอป Origin Connect ประกอบด้วยบริการ 4 ส่วน ได้แก่ 1.บริการปรึกษาแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมง (24-hour Teleconsultation) โดยแพทย์จะให้คำปรึกษาผ่านช่องทางวิดีโอคอล 2.บริการตรวจเลือดถึงโครงการ (Test@Home) กรณีได้รับการวินิจฉัยว่าต้องทำการตรวจเลือด 3.บริการฉีดวัคซีนถึงโครงการ (Vaccine @Home) กรณีได้รับการวินิจฉัยว่า ต้องทำการฉีดวัคซีน และ 4.บริการขนส่งยาถึงโครงการ (Medicine Delivery) จัดส่งยาให้ถึงโครงการหลังจากได้รับคำวินิจฉัยของแพทย์   นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกบ้านภายใต้สถานการณ์ที่ทุกคนกังกวลกับการเดินทาง ทางออริจิ้นและสมิติเวช จึงจะมอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกบ้านออริจิ้นในการใช้บริการ Teleconsultation ระยะเวลาไม่เกิน 15นาที โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงกรอกโค้ดพิเศษสำหรับลูกบ้านของออริจิ้น โดยสามารถใช้สิทธิ์ได้ถึง 31 พฤษภาคมนี้   หลังจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการพูดคุยถึงความร่วมมือด้านบริการสุขภาพ เพื่อลูกบ้านกับทางสมิติเวชเพิ่มเติม อาทิ การจัดทำโปรแกรมด้านบริการสุขภาพให้แก่ลูกบ้าน การจัดฝึกอบรมการปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานให้แก่นิติบุคคลของโครงการ การพิจารณานำอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพต่างๆ มาให้บริการภายในพื้นที่ส่วนกลาง    
รวมคอนเทนต์  เคล็ดลับคลีนบ้าน เวลาว่าง ช่วง Work Form Home

รวมคอนเทนต์ เคล็ดลับคลีนบ้าน เวลาว่าง ช่วง Work Form Home

เชื่อว่าหลายตอนนี้หลายคนที่ทำงานจากที่บ้าน หรือ Work From Home คงได้ใช้พื้นที่ต่างๆ ของบ้านหรือห้องพักครบทุกมุมกันแล้ว เพราะสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด ส่งผลให้ทุกคนต้อง “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ซึ่งระยะเวลาการทำงานจากบ้านก็กินเวลายาวนานมาพอสมควร   นอกจากการทำงานที่บ้านแล้ว เรื่องของการทำความสะอาด ปัด กวาด เช็ด ถู บ้านให้สะอาด ก็นับเป็นเรื่องจำเป็น และควรทำ หลังจากที่ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะจะช่วยทำให้ห้องหรือบ้านของเรา สะอาด ถูกสุขลักษณะ ดีต่อสุขภาพของเราเอง ที่สำคัญยังช่วยทำให้บรรยากาศการทำงานที่บ้านดีขึ้นด้วย ไม่ใช่นั่งทำงานไปได้กลิ่นอับ กลิ่นเห็น หรือมีฝุ่นผง ทำให้เสียบรรยากาศการทำงาน และจะทำให้เสียสุขภาพ อาจจะเป็นโรคภูมิแพ้ หรือระบบทางเดินหายใจเป็นของแถมได้ง่าย   ที่ผ่านมา www.reviewyourliving.com ได้นำเสนอ คอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ต่างๆ มากมายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคอนเทนต์เกี่ยวกับการทำความสะอาด การดูแลบ้าน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในจังหวะที่หลายคน Work From Home เชื่อว่าน่าจะนำเอาข้อมูลมานำเสนออีกครั้ง เพื่อเป็นประโยชน์และนำเอาไปประยุกต์ใช้กัน   ดูแลแอร์ ให้ปล่อยอากาศสดชื่น เมื่อ Work From Home เครื่องใช้ไฟฟ้าที่น่าจะต้องรับบทหนัก คงเป็นเครื่องปรับอากาศหรือแอร์ เพราะเราต้องเปิดใช้งานทั้งในช่วงเวลากลางวัน ขณะที่นั่งทำงาน และเวลากลางคืนช่วงเวลานอนหลับ ซึ่งคงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลทำความสะอาดแอร์เป็นอันดับต้นๆ เพราะหากแอร์ปล่อยอากาศไม่บริสุทธิ์ หรือมีฝุ่น เราอาจจะมีสิทธิ์เป็นโรคภูมิแพ้เอาได้ง่ายๆ   หากแอร์ถึงกำหนดระยะเวลาจำเป็นต้องทำการล้าง อาจจะต้องเรียกช่างที่ชำนาญการมาช่วย แต่ช่วงนี้อาจจะลำบากสักหน่อย เพราะเราต้องเว้นระยะห่างทางสังคม อาจจะทำความสะอาดเบื้องต้น เช่นเอาแผ่นกรองมาทำความสะอาด ตามคู่มือการใช้งาน แต่หากช่วงนี้แอร์เกิดปัญหาเรื่องของ “กลิ่นไม่พึงประสงค์” เรามีเทคนิคและวิธีการทำความสะอาดมานำเสนอ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ต้องอ่าน 2 คอนเทนต์นี้ คือ -ต้องรีบกำจัด ! วิธีแก้ปัญหาแอร์มีกลิ่นเหม็นสุดจะดม ก่อนคนในบ้านจะทนอยู่ไม่ไหว -แอร์ส่งกลิ่นเหม็นอับ ทำไงดี ดับทุกกลิ่นอับ กลิ่นไม่พึงประสงค์ในบ้าน   นอกเหนือจากแอร์จะสามารถส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ ทำลายสุขภาพกาย และสุขภาพจิตของคนอยู่อาศัยแล้ว พื้นที่อื่นๆ ของบ้านก็ยังมีแหล่งที่ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็น “ห้องน้ำ” ซึ่งมักประสบปัญหาเรื่องของกลิ่นอับ กลิ่นเหม็น เพราะความชื้นภายในห้อง และเราต้องเข้าไปปล่อยของเสีย จึงทำให้เกิดกลิ่นเหม็นได้มากมาย เรามีคอนเทนต์นำเสนอให้นำเอาไปปรับใช้ ได้แก่   -วิธีดับกลิ่นเหม็นจากท่อน้ำ ด้วยสิ่งของใกล้ตัว -10 วิธีดับกลิ่นฉี่ในห้องน้ำ ฉุนแค่ไหนก็จัดการได้   นอกจากนี้ บริเวณห้องครัว แม้อาจจะไม่ใช่กลิ่นเหม็นเพราะของเสียเป็นหลัก แต่ห้องครัวเป็นพื้นที่รวมสารพัดกลิ่นของอาหารที่เราทำกิน ซึ่งบางครั้งก็เป็นกลิ่นไม่พึงประสงค์ และกลิ่นเหล่านี้มักจะติดอยู่เป็นระยะเวลานาน ทำให้เราต้องใส่ใจและดูแลเป็นพิเศษไม่แพ้พื้นที่อื่น ต้องเอาเทคนิคจากบทความนี้ “เทคนิคดีๆ 5 เคล็ดลับ จัดการกลิ่นในห้องครัว”   และไม่เพียงแต่เรื่องกลิ่นเท่านั้น ห้องครัวเราต้องดูแลเรื่องความสะอาดต่างๆ โดยรวมด้วย เพราะเป็นพื้นที่ของการประกอบการ ที่เราจะต้องทำให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อสุขภาพของตัวเราเอง คอนเทนต์ที่น่าสนใจ ต้องลองอ่านเรื่องนี้ “ห้องครัว เรื่องหลังบ้านที่ต้องดูแล”   ถ้าต้องการเคล็ดลับการกำจัดกลิ่นต่างๆ ที่ไม่ได้เกิดในบริเวณห้องน้ำ หรือห้องครัว แต่เป็นพื้นที่อื่นๆ ภายในบ้าน ต้องลองอ่าน “เคล็ดลับกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในบ้าน” ก็จะช่วยทำให้การ Work From Home ปราศจากกลิ่นเหม็นได้     นอกจากนี้ www.reviewyourliving.com ยังมีคอนเทนต์อื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำความสะอาดบ้าน ซึ่งสามารถนำเอาไปปรับใช้ได้จริง อีกหลายคอนเทนต์ สนใจเรื่องไหน คลิ๊กอ่านกันได้ตามสะดวก อาทิ -4 วิธีกำจัดสิ่งสกปรกในเครื่องซักผ้า -ทำความสะอาดโซฟาผ้า ไม่ยากอย่างที่คิด -เทคนิคทำความสะอาดบ้านแบบง๊ายง่าย ห่างไกล “ภูมิแพ้” -9 ความสกปรกสุดยี้ในห้องนอน รู้แล้วรีบทำความสะอาดด่วน! -เคล็ดลับทำความสะอาดห้องน้ำ สะอาดวิ้ง ไร้คราบแบบง่ายๆ -วิธีทำความสะอาดกระจกห้องน้ำ  
ลดค่าไฟฟ้าสูงสุด 50% ช่วยคนไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19

ลดค่าไฟฟ้าสูงสุด 50% ช่วยคนไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19

ครม.รับทราบแนวทาง ช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้า ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม เตรียมลดค่าไฟฟ้าสูงสุด 50% ขณะที่บ้านใช้ไฟไม่เกิน 150 หน่วยได้ใช้ไฟฟรี     ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 21 เมษายน 2563 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบแนวทางการดำเนินการมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้า ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพิ่มเติม ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ โดยให้ กระทรวงพลังงานดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายต่าง ๆ ให้ถูกต้อง และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแหล่งเงินให้รอบคอบ สาระสำคัญของมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้า ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม มีดังนี้   1.สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน (ประเภทที่ 1.1 หรือ 1.1.1) ให้ใช้ไฟฟ้าฟรี เป็นเวลา 3 เดือน ในรอบการใช้ไฟฟ้าเดือน มีนาคม ถึง พฤษภาคม 2563 หากใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยภายใน 3 เดือนดังกล่าวจะไม่ถูกจัดอยู่ในประเภทที่ 1.2 หรือ 1.1.2   2.สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน (ประเภทที่ 1.2 – 1.3 หรือประเภทที่ 1.1.2-1.1.3) ให้จ่ายค่าไฟฟ้ารายเดือนสำหรับรอบการใช้ไฟฟ้าเดือน มีนาคม ถึงพฤษภาคม 2563 โดยใช้หน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็นฐานในการอ้างอิง ดังนี้   2.1 หากการใช้ไฟฟ้ารายเดือนน้อยกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ให้จ่ายค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้ไฟฟ้าจริงในเดือนนั้น ๆ   2.2 หากการใช้ไฟฟ้ารายเดือนมากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 แต่ไม่ถึง 800 หน่วย ให้จ่ายค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563   2.3 หากการใช้ไฟฟ้ารายเดือนมากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และมากกว่า 800 หน่วย แต่ไม่ถึง 3,000 หน่วย ให้จ่ายค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 บวกด้วยค่าไฟฟ้าสำหรับหน่วยที่มากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าไฟฟ้าจริง 2.4 หากการใช้ไฟฟ้ารายเดือนมากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และมากกว่า 3,000 หน่วย ให้จ่ายค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 บวกด้วยค่าไฟฟ้าสำหรับหน่วยที่มากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ในอัตราร้อยละ 70 ของค่าไฟฟ้าจริง   ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้า ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  เพิ่มเติม ของ พน. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของภาคครัวเรือน เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจในหลายส่วน โดยคาดว่าจะมีประชาชนจำนวนมากย้ายถิ่นฐานกลับไปยังภูมิลำเนา รวมถึงการทำงานภายในที่พักอาศัย (Work From Home) ทำให้การใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น  โดยการดำเนินมาตรการดังกล่าวจะเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย จำนวนประมาณ 22 ล้านราย เป็นวงเงินประมาณ 23,668 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
อนันดาฯ ดิ้นสู่โควิด-19 ชูกลยุทธ์ใหม่ THE GAME CHANGER 

อนันดาฯ ดิ้นสู่โควิด-19 ชูกลยุทธ์ใหม่ THE GAME CHANGER 

“อนันดาฯ” ปรับกลยุทธ์สู้โควิด-19  ชู THE GAME CHANGER  บุกทุกแพลตฟอร์ม  พร้อมอัดโปรโมชั่นพิเศษกระตุ้นยอดขายผ่านแคมเปญ MOVE NOW  กับ 32 โครงการพร้อมอยู่ติดรถไฟฟ้า     นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  จากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว ส่งผลกระทบรุนแรง โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้าที่เปลี่ยนไป  ซึ่งไม่มีความแน่นอน ไม่สามารถคาดการณ์ได้ วันนี้วิกฤตไวรัสโควิด-19 คือสิ่งที่ดึงทุกอย่างจากอนาคตให้เข้ามาหาเราเร็วมากขึ้น เพราะทุกอย่างจากนี้จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป ทั้งรูปแบบของการดำเนินธุรกิจ และการใช้ชีวิตของผู้คนในยุคหลังจากวิกฤตไวรัสโควิด-19 หมดไป บริษัทได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา  ด้วยการปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจใหม่ THE GAME CHANGER คือ แผนกลยุทธ์หลักทางธุรกิจที่พัฒนามาเพื่อให้สอดคล้องและตอบรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป มีความต้องการด้านบริการที่สะดวกสบาย เข้าถึงง่าย  สามารถตอบโจทย์ครบในทุกช่องทางและทุกรูปแบบ (CONVENIENCE) และที่สำคัญในเรื่องของความคุ้มค่า ตรงใจกับการใช้งานและความต้องการ (BEST DEAL) โดยหลักการของกลยุทธ์ THE GAME CHANGER ประกอบด้วยแกนสำคัญ 3 แกนคือ 1.ANANDA iSTORE   รูปแบบการขายออนไลน์ทั้ง 3 ช่องทาง ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยผ่านออนไลน์ทั้งโครงการบ้าน-คอนโดใกล้รถไฟฟ้า ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกลยุทธ์การสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าผ่าน ONLINE CHANNEL ที่ง่ายต่อการใช้งานและตอบสนองความต้องการอย่างแท้จริง โดยเน้นการให้ข้อมูลของโครงการ ข้อเสนอสุดพิเศษ และช่องทางการชำระเงินที่ง่ายและมีความปลอดภัยรวมถึงการให้บริการอย่างใกล้ชิดแบบ 24 ชั่วโมง โดยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่  1. ANANDA ONLINE BOOKING  2. FACEBOOK ANANDA DEVELOPMENT และ 3. LINE OA “CHAT & SHOP  2.CEO GO LIVE เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและการให้ความไว้วางใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ แสดงจุดยืนความจริงใจให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าตั้งแต่วันแรกที่จองซื้อ จนกระทั้งถึงวันส่งมอบและย้ายเข้าอยู่ในโครงการ และเน้นย้ำว่าจะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าจริงและไม่ทิ้งกัน ลูกค้าจะได้รับการดูแลด้วยความจริงใจจากบริษัทอย่างต่อเนื่อง  โดย CEO GO LIVE คือ การนำเสนอในรูปแบบใหม่โดยให้ CEO ได้ใกล้ชิดกับลูกบ้าน ลูกค้าและกลุ่มแฟนคลับอนันดาฯ มากยิ่งขึ้นโดย CEO จะมาช่วย Youtuber (ภาคจำเป็น) บนโลกออนไลน์ ทำกิจกรรมต่างๆ กับ CEO   3.REAL – TERTAINMENT (REAL ESTATE + ENTERTAINMENT) การขายแบบเดิมไม่สามารถตอบสนองลูกค้าได้อีกต่อไป บริษัทจึงสร้างและพัฒนาศักยภาพของทุกคนในองค์กรให้ “ขายได้ ขายเป็น” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้ทันที ปูพื้นฐานความเป็น DIGITAL SALES ให้กับทุกคนในองค์กรให้กลายเป็นนักขายสินค้าออนไลน์มืออาชีพ ขยายรูปแบบจากออนกราวด์สู่ออนไลน์ผ่านทุก Social  & Digital platform บนโลกออนไลน์ เช่น  Application ZOOM, LINE , TIK TOK  เป็นต้น   ล่าสุด อนันดาฯ เปิดตัวแคมเปญ “Ananda MOVE NOW!” กับ 32 โครงการพร้อมอยู่ ทั้งคอนโดใกล้รถไฟฟ้า บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์พร้อมอยู่ทุกยูนิตกับดีลพิเศษ* ภายใต้แบรนด์ คอนโดมีเนียม “แอชตัน” “ไอดีโอ คิว” “ไอดีโอ โมบิ” “ไอดีโอ” “เอลลิโอ” “ยูนิโอ” บ้านเดี่ยว และทาวน์เฮ้าส์ “อาร์เทล” “แอริ” “เอโทล” “ยูนิโอ ทาวน์” และ “เออร์บานิโอ” ในราคาเริ่มต้น 1.29 – 39.9* พร้อมโปรโมชั่นจากแต่ละโครงการ อาทิ อยู่ฟรียาวๆ สูงสุด 2 ปี รับส่วนลดสูงสุด 3 ล้านบาท ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนฯ ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 2 ปี (เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด)  ตั้งแต่วันนี้ – 15 พฤษภาคม  2563 นอกจากนี้ เพิ่มความมั่นใจในคุณภาพห้อง ด้วยการเพิ่มประกันห้องชุดเพิ่ม 1 ปี สำหรับโครงการ IDEO  และ IDEO MOBI ที่ร่วมรายการ      
How to #save ประหยัดค่าไฟช่วงหน้าร้อน

How to #save ประหยัดค่าไฟช่วงหน้าร้อน

ฤดูร้อนปีนี้แวะมาทักทายกันตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และดูท่าจะอยู่กับเราไปอีกหลายเดือน เชื่อว่าหลายคนต้องรู้สึกแบบเดียวกันแน่เลย ว่าฤดูร้อนปีนี้อากาศร้อนกว่าปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน แค่ก้าวพ้นหลังคาก็เหงื่อแตกแสบผิวไปหมด แถมด้วยสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ทำให้แทบไม่อยากออกจากบ้านไปไหน ยิ่งอยู่บ้านนานๆ ช่วงอากาศร้อนแบบนี้ ค่าไฟก็ยิ่งทวีคูณ เรียกได้ว่าโลกร้อนขึ้นไม่พอ ยังต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก! แต่เรามี วิธีประหยัดค่าไฟฟ้าในบ้าน และประหยัดเงินในกระเป๋าคุณด้วย   8 เครื่องใช้ไฟฟ้า กับ วิธีประหยัดค่าไฟในบ้าน หลอดไฟ หลอดไฟที่ให้แสงสว่างในบ้านเรา มักมีอายุการใช้งานยาวนานจนลืมใส่ใจดูแล แต่หารู้ไม่ว่า! ควรเป็นสิ่งแรกที่ต้องหันกลับมาสำรวจ เพราะเราต้องกดสวิตซ์เปิดไฟทุกวัน และเป็นส่วนหนึ่งในการประหยัดค่าไฟได้ โดยเริ่มจาก   เลือกหลอดไฟที่ได้รับการรับรองมาตรฐานว่าประหยัดไฟ และกำลังวัตต์เหมาะสมกับการใช้งาน อาทิ หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบผอม หลอดคอมแพ็กฟลูออเรสเซนต์ (หลอดตะเกียบ) โคมไฟแบบสะท้อนแสง เป็นต้น หลอดไฟ LED จะใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำให้แสงสว่างเท่าหลอดไฟแบบฟลูออเรสเซนต์-หลอดไส้ ให้ความร้อนน้อยกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ และอายุการใช้งานยาวนาน ทำความสะอาดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพราะฝุ่นอาจเกาะจนทำให้ประสิทธิภาพการส่องสว่างลดลง สังเกตบริเวณขาหลอดไฟ หากเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล สีดำ ให้รีบเปลี่ยนหลอดไฟ เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร ตู้เย็น ทุกบ้านต้องมีตู้เย็นแน่นอน เพียงแค่ขนาดจะแตกต่างกันออกไปตามความต้องการใช้งานของแต่ละครอบครัว นอกจากจะเลือกใช้ตู้เย็นแบบประหยัดไฟแล้ว เมื่ออายุการใช้งานนานขึ้นก็ต้องคอยตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานด้วย   วางตู้เย็นให้ห่างจากผนังอย่างน้อย 15 เซนติเมตร เพื่อช่วยระบายความร้อนได้ดีกว่า และทำให้ประหยัดไฟได้มากกว่า ตรวจสอบการทำงานของตู้เย็น เช่น ขอบยางประตูตู้ปิดสนิท ข้างตู้เย็นถ้ามีมีไอน้ำเกาะ หรือมีหยดน้ำเกาะแสดงว่าฉนวนเสื่อม ตั้งอุณภูมิช่องธรรมดาประมาณ 3-6 องศาเซลเซียส และช่องฟรีซไม่ต่ำกว่า -15 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตู้เย็นทำงานหนักขึ้น อาทิ ปล่อยให้น้ำแข็งเกาะช่องฟรีซหนาเกินไป นำของร้อนแช่ในตู้เย็น เปิด-ปิดตู้เย็นบ่อย และเก็บอาหารในตู้เย็นจนแน่นตู้มากเกินไป เครื่องซักผ้า หากเป็นเครื่องซักผ้าส่วนตัวที่บ้านเราเอง ก็จะดูเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกใช้งานไม่บ่อยมากนักเมื่อเทียบกับเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่นๆ ที่เปิดใช้กันทุกวัน แต่ถ้าใช้แบบไม่ถูกวิธีก็กินไฟเหมือนกันครับ เรามาดูวิธีประหยัดค่าไฟสำหรับเครื่องซักผ้ากัน   ปริมาณผ้าที่ซักพอเหมาะกับขนาดถังของเครื่อง ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป เครื่องซักผ้าบางรุ่นจะสามารถเลือกซักระบบน้ำอุ่นได้ เพื่อใช้สำหรับผ้าที่เปื้อนไขมันมากๆ แต่ถ้าเป็นการซักผ้าธรรมดาแนะนำให้ใช้น้ำอุณภูมิปกติจะประหยัดไฟมากกว่าการซักด้วยน้ำอุ่น หลีกเลี่ยงอบผ้า เพราะกินไฟมาก ให้เลี่ยงไปใช้การตากผ้าปกติแทน โทรทัศน์ บ้านไหนต้องเปิดโทรทัศน์รับชมข่าวสารและความบันเทิงต่างๆ ทุกวันบ้างครับ? ไม่ว่าจะมีจอเล็กหรือจอใหญ่ก็มีวิธีประหยัดค่าไฟเหมือนกัน ดังนี้   ไม่ปรับจอสว่างจนเกินไป เปิดระดับเสียงที่พอดี ถ้าไม่มีคนดูก็ปิด ไม่เปิดควรเปิดทิ้งไว้ เตารีด เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนถือเป็นเครื่องที่กินไฟมากในการใช้งานแต่ละครั้ง ดังนั้นควรจะรู้จักวิธีการใช้งานอย่างถูกต้อง เพื่อให้เราประหยัดค่าไฟได้มากที่สุด   เสียบปลั๊กเตารีดในเตารับที่แน่นหนา ฉนวนยางที่หุ้มสายไฟต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เพราะเตารีดต้องใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมาก ควรรีดผ้าครั้งเดียวหลายชิ้นจนเสร็จครั้งเดียว จะช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าการรีดผ้าครั้งละไม่กี่ชิ้น โดยขณะที่เตารีดยังไม่ร้อนมากให้เริ่มรีดจากผ้าเนื้อบางก่อน ไม่ควรพรมน้ำบนผ้ามากเกินไปจนแฉะ เพราะจะทำให้เตารีดต้องใช้ความร้อนหนักขึ้น ก่อนรีดผ้าเสร็จประมาณ 2-3 นาที ให้ดึงปลั๊กออกก่อน เพราะกว่าเตารีดจะเย็นลงต้องใช้เวลาสักระยะ ไมโครเวฟ เตาอบ หนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน หากใช้งานไม่ถูกวิธีก็จะเสียความร้อนโดยเปล่าประโยชน์ อาหารสุกช้าลง และยังต้องใช้ไฟเพิ่มขึ้นด้วย โดยวิธีใช้ให้ประหยัด คือ   ควรใช้ภาชนะ ก้นแบน เนื้อโลหะ เพราะจะรับความร้อนได้ดี ทำให้อาหารสุกง่ายขึ้น ขณะอบอาหารอย่าเปิดตู้อบบ่อย ๆ ถอดปลั๊กออกทันทีเมื่อใช้งานเสร็จ เตาไฟฟ้า กระทะไฟฟ้า นิยมใช้กันมากในคอนโดฯ หรืออพาร์ทเม้นท์ เพราะใช้งานสะดวก ประหยัดพื้นที่ แต่ก็ได้ขึ้นชื่อว่ากินไฟมากพอตัวเลยครับ แต่พอจะมีวิธีใช้ให้กินไฟไม่มากเกินไปอยู่บ้าง ได้แก่   เลือกใช้รุ่นที่มีระบบตัดไฟอัตโนมัติ สายไฟ เต้าเสียบ ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ก่อนใช้งาน เนื่องจากจะมีการนำความร้อนมาก ปิดเตาก่อนอาหารสุก 5 นาที ถอดปลั๊กออกทันทีเมื่อใช้งานเสร็จ เครื่องปรับอากาศ สุดท้ายจะไม่เอ่ยถึงเลยไม่ได้เด็ดขาด สำหรับเครื่องปรับอากาศที่ทุกบ้านต้องใช้งานกันอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน แม้จะแลกมากับค่าไฟที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวก็ตาม แม้จะเลี่ยงการใช้งานไม่ได้ก็มาดูวิธีใช้อย่างประหยัดกันครับ   เลือกเครื่องปรับอากาศขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ห้อง และเป็นเครื่องที่ได้รับการรับรองมาตรฐานประหยัดไฟ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศเว้นระยะห่างจากเพดานให้พอดี เพื่อระบายความร้อนจากตัวเครื่องได้ดีขึ้น ทำความสะอาดฟิลเตอร์แอร์ และบำรุงรักษาเครื่องอยู่เสมอ จะช่วยลดการทำงานหนักของเครื่องปรับอากาศได้ ตั้งอุณหภูมิไม่ควรต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส ปิดประตู หน้าต่างให้มิดชิด เพื่อไม่ให้ความเย็นรั่วไหลออกนอกห้อง และยังช่วยไม่ให้ความร้อนจากภายนอกเข้ามา ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับการ   วีธีการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องของการประหยัดค่าไฟบ้านเท่านั้น แต่ยังช่วย #Save ความปลอดภัยให้บ้านเราได้อีกทางหนึ่งด้วยนะครับ เพราะหากเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลายในบ้านเราได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย ก็จะป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร สาเหตุหลักของกาเกิดอัคคีภัยได้อีกด้วย และอย่าลืม! หลังการใช้งานปิดสวิตซ์ ถอดปลั๊กทุกครั้งด้วยนะครับ   ลองไปดูวิธีการอื่นๆ เพื่อการประหยัดไฟในบ้านกัน จัดห้องนอนให้เย็นสบายโดยไม่เปิดแอร์ สาเหตุหลักที่ทำให้แอร์ไม่เย็นฉ่ำ คำนวน BTU แอร์ ให้เหมาะกับขนาดห้อง    
อสังหาฯ ไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร?  หลังวิกฤตโควิด-19

อสังหาฯ ไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร? หลังวิกฤตโควิด-19

เน็กซัส ชี้โควิด-19 สร้าง Covid Shock จุดเปลี่ยนอสังหาฯ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแบบพลิกฝ่ามือ ทุกคนถูก Fast Forward เข้าสู่โลกอนาคตเพียงพริบตา ปีนี้ซัพพลายเก่าจะถูกเร่งขาย ในขณะที่ซัพพลายใหม่  จะเข้าสู่ตลาดไม่เกิน 30,000 ยูนิต   ถือเป็นโอกาสทองของคนเงินเย็นที่พร้อมช้อนซื้อสินค้าดีราคาประหยัด  ส่งสัญญาณไปยังภาครัฐช่วยพิจารณามาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ทั้งมาตรการการโอน ผ่อนปรนภาษีธุรกิจเฉพาะ และ LTV พร้อมเสนอผ่อนปรนกฎการถือครองกรรมสิทธิ์ ชาวต่างชาติเพื่อช่วยดีเวลลอปเปอร์ไทย   นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด  ประเมินสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์หลังวิกฤตโควิด-19  ว่า ในช่วงปีนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการระบายสต๊อกเก่า ข้อมูลจากเน็กซัสพบว่าซัพพลายของคอนโดมิเนียมคงค้างในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปลายปี 2562 มีประมาณ 60,000 ยูนิต คาดว่าในปีนี้ตลาดจะสามารถดูดซับไปได้ประมาณ 80% โดยเราจะเริ่มเห็นการลดราคาจากดีเวลลอปเปอร์ ซึ่งราคาที่ลดลงจะอยู่ในเรทเหมาะสมและค่อนข้างดี เป็นระดับราคาที่ดีเวลลอปเปอร์ยอมรับได้และคุ้มค่าที่จะซื้อในฝั่งผู้บริโภค   คาดการณ์ว่ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่จะกลับมาได้รับความสนใจเร็วที่สุดหลังวิกฤติโควิด-19 คือ คอนโดฯ​ ราคาไม่เกิน 4 ล้านบาท เพราะเป็นระดับราคาที่คนกรุงเทพฯ​ ส่วนใหญ่รับได้ และเป็นเรียลดีมานด์ที่ต้องการอยู่อาศัยเลย ส่วนอีกตลาดที่จะฟื้นตัวเร็ว คือ สินค้าในระดับลักซ์ชัวรี ที่ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะมีเงินลดลง แต่ยังมีกำลังซื้อมากพอที่จะจ่ายได้ โดยตัวผู้บริโภคเองจะเลือกซื้อสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ของตัวเอง และมีฟังก์ชั่นที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ เช่น การปรับให้มีห้องทำงานที่เหมาะกับการทำงานที่บ้านได้ เป็นต้น อสังหาฯ ไทยหลังวิกฤตโควิด-19     หากประเมินภาพเชิงลบที่สุด คือ หากวิกฤติโควิด-19 ยังดำเนินต่อไปและไม่สามารถลดปริมาณผู้ติดเชื้อได้ ผู้ประกอบการภาคเอกชนจะอยู่ได้ยาวที่สุดอีกเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น และจะเป็นงานหนักสำหรับดีเวลลอปเปอร์ เพราะเมื่อภาคธุรกิจขาดสภาพคล่อง จะเริ่มเห็นแนวโน้มการปิดตัวลงของผู้ประกอบการจำนวนมาก ทำให้เม็ดเงิน ในกระเป๋าของผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจชะลอการซื้อ จะกระทบต่อตลาด อสังหาริมทรัพย์มากขึ้นตามไปด้วย   หากประเมินในภาพบวกเพิ่มขึ้น คือ หากเราสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อได้  และจำนวนผู้ติดเชื้อค่อยๆ ลดลงจนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ประเมินว่าในช่วงไตรมาส 2 นี้ ตลาดก็อาจจะ ยังไม่สดใสนัก แต่จะเห็นแนวโน้มที่จะค่อยๆ ดีขึ้นตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มปรับตัว กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้บ้าง แต่จะเห็นว่าทุกอย่างจะกลับมาดีขึ้นอย่างจริงจังในไตรมาส 3 โดยผู้ประกอบการ หลายรายจะเริ่มกลับมามีกิจกรรมทางการตลาด เพราะอย่างไรก็ตามธุรกิจต้องดำเนินไป   ไตรมาสที่4 จะดีที่สุด และคาดว่าจะเป็นไตรมาสที่รัฐบาลหันกลับมาพิจารณาให้ความสำคัญกับภาคอสังหาฯ โดยมีมาตรการช่วยเหลือ และผ่อนปรนต่างๆ ออกมาเพื่อสนับสนุนให้อสังหาฯ ยังคงเดินต่อไปได้ ในไตรมาส 4 หากภาครัฐออกมาตรการเพื่อสนับสนุนภาคอสังหาฯ  จะเห็นตลาดรีบาวด์กลับมาอย่างชัดเจน  ไม่ว่าจะเป็น มาตรการลดค่าโอน ที่ขยายให้ครอบคลุมทั้งตลาดอสังหาฯ การยืดหยุ่นภาษีธุรกิจเฉพาะ การผ่อนปรนมาตรการ LTV รวมถึงการผ่อนคลายกฎเกณฑ์การถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินของชาวต่างชาติ โดยอาจปรับให้สามารถซื้อที่ดินหรือบ้านในโครงการจัดสรรที่พัฒนาเพื่อที่อยู่อาศัยได้ ซึ่งกำลังซื้อจากต่างชาติจะช่วยให้ตลาดอสังหาฯ ไทยกลับมาได้เร็วมากยิ่งขึ้น เทรนด์การอยู่อาศัยในปี 2564   เนื่องจากปีนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งระบายสต๊อกเก่า ดังนั้นจะส่งผลให้ซัพพลายใหม่ที่จะออกมา น่าจะไม่เกิน 30,000 ยูนิต จากปกติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดคอนโดฯ ในกรุงเทพฯ จะมีซัพพลายใหม่ออกมาเฉลี่ยปีละ 52,000 ยูนิต และเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11%ทุกปี ซึ่งผลจาก Covid Shock ในครั้งนี้ส่งผลให้ยอดสะสมของคอนโดฯ จะลดลง ถือเป็นการปรับฐานใหม่อีกครั้งสำหรับอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ   การปรับฐานในครั้งนี้  ไม่เพียงแค่เรื่องจำนวนคอนโดฯ เท่านั้น แต่ยังปรับไปถึงเรื่องการเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานในคอนโดฯ หรือบ้านด้วย เพราะการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไป ทำให้การออกแบบที่อยู่อาศัยต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ อาทิ การเริ่มคุ้นชินกับการทำงานที่บ้าน ดังนั้นดีเวลลอปเปอร์จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเรื่องฟังก์ชั่นภายในบ้านหรือคอนโดฯ เช่น ให้ความสำคัญกับห้องทำงานมากพอกับห้องนอน เป็นต้น   ในส่วนกลางที่เคยให้ความสำคัญกับการมี Co-working space หรือ Co-kitchen แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนเรามีระยะห่างมากขึ้น มีความนิ่ง อยู่กับตัวเอง และรักความสะอาดมากกว่าเดิม ดังนั้นสินค้าใหม่ของดีเวลลอปเปอร์ที่จะผลิตออกมา จะชูจุดขายเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว เช่น ห้องครัว หรือห้องทำงาน แบบรองรับคนเพียงคนเดียวจะเป็นรูปแบบที่ถูกได้รับความสำคัญมากอย่างยิ่ง เพราะคนใช้ชีวิตกับตัวเองมากขึ้น รวมถึงการให้น้ำหนักไปกับ Living Room หรือห้องทำงานมากกว่าห้องนอน เพราะเมื่อคนทำงานอยู่ที่บ้าน มักใช้เวลาในห้องเหล่านี้มากกว่าห้องนอน โดยคาดว่าจะเห็นสินค้าใหม่ๆ รูปแบบนี้ออกมาจากดีเวลลอปเปอร์ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ตลาดรีเทล-อาคารสำนักงานกระทบหนัก กลุ่มรีเทลเป็นอีกกลุ่มสำคัญที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ผู้เช่าที่เคยเช่าพื้นที่ขายของในห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน หรือแม้แต่คอมมูนิตี้มอลล์ต่างๆ จะเริ่มคุ้นชินกับการขายของผ่านออนไลน์ ดังนั้น ต่อจากนี้ไปหน้าร้านจะถูกลดบทบาทความสำคัญลง ผู้เช่าคุ้นชินกับการขายของผ่านโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น มีทักษะด้านออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การมีหน้าร้านหรือการเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่จะถูกลดทอนขนาดการเช่าลง แต่เน้นเรื่องการให้บริการออนไลน์ และการส่งเดลิเวอรี่หรือให้ลูกค้าไปรับสินค้าที่หน้าร้านแทนมากยิ่งขึ้น   ทำให้กลุ่มธุรกิจส่วนนี้ ต้องวางแผนการปรับตัวอย่างมากเพื่อให้พื้นที่เช่ายังคงเป็นที่ต้องการอยู่ ร้านค้าจะเป็นดิสเพลย์ที่ให้ประสบการณ์หลังจากศึกษาข้อมูลออนไลน์ หรือเข้ามาเพื่อรับบริการหลังการขายต่างๆ มากกว่า การตกแต่งภายในของพื้นที่อาจมีความจำเป็นน้อยลง นอกจากนี้พื้นที่ค้าปลีกอาจมี Stand alone เพื่อบริการเดลิเวอรี่มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้างสรรพสินค้าใหญ่อีกต่อไป   สำหรับตลาดอาคารสำนักงานนั้น เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากปีที่ผ่านมาและอีก 2 ปีข้างหน้า ตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ จะมีซัพพลายใหม่ออกมาอีกนับเป็นล้านตารางเมตร จากอาคารที่กำลังก่อสร้าง กว่า 40 อาคาร พื้นที่ประมาณ 1.61 ล้านตารางเมตร และจะแล้วเสร็จพร้อมกันในปี 2564 - 2566 แต่พฤติกรรมของคนได้ถูกปรับเปลี่ยนไปแล้ว เพราะการทำงานที่บ้านเริ่มได้รับการยอมรับ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดเทรนด์ต่อไป แม้ว่าเหตุการณ์โควิดจะผ่านไปแล้วก็ตาม ส่งผลให้บริษัทต้องการพื้นที่ออฟฟิศลดลง ทั้งจำนวนที่นั่ง โต๊ะทำงาน และห้องประชุม และจะส่งผลกระทบต่อเจ้าของอาคารอย่างชัดเจน เทรนด์ที่เปลี่ยนไปเหล่านี้ล้วนเป็นไลฟ์สไตล์ใหม่  เทรนด์ใหม่ที่ออกมาท้าทายโลกของเราอย่าง Fast Forward แบบที่เราเองก็ไม่นึกมาก่อน ผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับมือและต้องปรับตัว อาทิเช่น 1.Facilities ปรับปรุงระบบ Facilities ของอาคารให้สามารถสนับสนุนการทำงาน  ข้ามไปข้ามมาระหว่างที่อาคารสำนักงาน (Head Office) กับการทำงานนอกสถานที่ (Home) โดย Facilities ที่สำคัญ ได้แก่ ระบบทางด้าน IT ที่จะต้องมีความพร้อมในขั้นสูงสุด และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนระบบให้ได้อย่างรวดเร็วตามกระแสการใช้งาน 2.Flexibility เนื่องจากเทรนด์สมัยใหม่ ผู้เช่าหลายๆ รายต้องการความยืดหยุ่นในการใช้พื้นที่ ปรับลด-เพิ่ม ได้ตามความต้องการ ผู้ประกอบการที่เข้าใจในรูปแบบของผู้เช่า อาจจะต้องปรับรูปแบบของสัญญาเช่าและพื้นที่เช่าให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น 3.Fair Price จากการที่ Supply & Demand กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ ในขณะที่ Supply กำลังจะมีคู่แข่งเข้ามาในตลาดที่มากขึ้น ทางด้าน Demand ก็กำลังจะเปลี่ยนรูปแบบของความต้องการ แน่นอนเลยคือตลาด จะพบกับการแข่งขันที่ดุเดือด สิ่งที่จะเห็นได้คือ สงครามราคา ดังนั้นผู้ประกอบการที่ปรับตัวและพร้อมที่จะแข่งขัน ในเรื่องราคาและบริการได้ก่อนผู้ประกอบการรายอื่น ก็จะสามารถผ่านช่วงเวลาท้าทายช่วงนี้ไปได้อย่างไม่ลำบาก  
5 ไอเดียจัดพื้นที่ทำงาน Work From Home สไตล์ “อิเกีย”

5 ไอเดียจัดพื้นที่ทำงาน Work From Home สไตล์ “อิเกีย”

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายๆ คน ปรับเข้าสู่โหมด Work From Home รวมถึงการรณรงค์ให้ Stay At Home และ Social Distancing เพื่อความปลอดภัย และลดความเสี่ยงจากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ยิ่งตอนนี้  มีประกาศเคอร์ฟิวด้วย อาจจะทำให้หลายบริษัทและออฟฟิศหลายแห่ง คงให้พนักงานอยู่บ้าน เพื่อทำงานจากที่บ้านกันมากขึ้น   แต่การทำงานที่บ้าน หลายคนอาจจะขาดแรงจูงใจ หรือไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงาน เพราะอยู่บ้านจะมีสิ่งยั่วใจให้ต้องเสียสมาธิ ไม่ว่าจะเป็นที่นอนนุ่มๆ อาหารอร่อยๆ ที่สั่งมาตุนไว้ หรืออาจจะเป็นซีรีย์เรื่องโปรด ที่เฝ้ารอดู   เพื่อให้การทำงานที่บ้าน หรือ Work Form Home มีประสิทธิภาพเหมือนกับทำงงานที่ออฟฟิศ  ทาง “อิเกีย”  ได้นำเสนอไอเดียการจัดพื้นที่ในบ้าน ให้เป็นมุมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ตามสไตล์และพื้นที่ในบ้าน เพื่อจะได้ Work From Home กันอย่างมีความสุข และมีประสิทธิภาพ   สิ่งที่สำคัญในการทำงานที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพและดีต่อสุขภาพของเราในระยะยาวนั้น เริ่มจาก 1.การจัดตำแหน่งและลักษณะท่านั่งในการทำงานที่เหมาะสม เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงการเกิด office syndrome ซึ่งคำแนะนำในการจัดวางโต๊ะทำงานที่ถูกต้องมีดังนี้ -ตำแหน่งการวางแขนและพนักพิงหลังมีส่วนสำคัญในการรองรับสรีระขณะนั่งทำงาน จึงควรปรับพนักเก้าอี้ทำงานให้ตรง เลือกเก้าอี้ที่นั่งแล้วสบายและรองรับกระดูกสันหลัง โดยให้ที่วางแขนอยู่ในระนาบเดียวกับขอบโต๊ะ หรือใกล้เคียงมากที่สุด เพื่อให้สามารถวางมือและข้อมือลงไปตรงๆ โดยไม่รู้สึกเมื่อยช่วงไหล่ -เมื่อนั่งลงแล้วต้นขาควรจะขนานกับพื้นและวางเท้าบนพื้นได้พอดี หากความสูงของเก้าอี้ไม่ได้ระดับและเท้าลอย ควรใช้ที่วางเท้ามาช่วยรองรับ -หน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ห่างจากตัวหนึ่งช่วงแขน ขอบบนของหน้าจอควรอยู่ระดับสายตาพอดีหรือต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย และวางคีย์บอร์ดให้ตรงกับหน้าจอ   เมื่อรู้หลักการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และคอมพิวเตอร์แล้ว มาพบกับไอเดียเนรมิตมุมทำงานในฝันให้มีความสุขกับการทำงานยิ่งขึ้นกว่าเดิม   2.เลือกโทนสี Monochrome เรื่องของสีใครว่าไม่มีผลต่ออารมณ์และความรู้สึก สีมีส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะสีแต่ละสีต่างให้ผู้ที่พบเห็น มีอารมณ์และความรู้สึกแตกต่างกันไป  หากนำเอาสีมาใช้เป็นกับมุมทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ หรือสิ่งต่างๆ รอบตัว หากเลือกได้ถูกต้อง ก็จะช่วยเสริมทำให้การทำงานได้อย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย   ตัวอย่างเช่น สีขาวและดำ ยังคงเป็นโทนสีคลาสสิก ที่ทำให้มุมทำงานมีความเป็นมืออาชีพ และให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับที่สำนักงาน และยังเป็นระเบียบสะอาดตาอีกด้วย หรือหากตกแต่งห้องในโทนสีเย็นๆ สีหม่นที่ให้ความรู้สึกสบายตา จะช่วยให้มีสมาธิในการทำงานยิ่งขึ้นได้เช่นกัน  3.จัดระเบียบมุมทำงาน การมีโต๊ะทำงาน ที่เป็นระเบียบ ช่วยทำให้การทำงานมีสมาธิ และยังสามารถหาสิ่งของ อุปกรณ์สำนักงานต่างๆ ที่ต้องใช้ได้ง่าย การทำให้โต๊ะทำงานมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยจึงเป็นสิ่งจำเป็น  หากมีอุปกรณ์สำนักงานเยอะ หรือกองเอกสารจำนวนมาก  ลองจัดหาอุปกรณ์จัดเก็บ เข้ามาช่วยจัดการให้ทุกอย่างเป็นระเบียบ ประเภทกล่องเก็บของ หรือชั้นจัดเก็บสิ่งของแบบติดผนัง ช่วยให้มุมทำงานมีความเรียบร้อย เติมความคิดสร้างสรรค์ในการตกแต่งมุมทำงาน   การตกแต่งหรือเลือกใช้อุปกรณ์ช่วยจัดระเบียบ  ยังสามารถบ่งบอกความเป็นตัวตน หรือบอกสไตล์ของคนทำงานได้ด้วย เพราะเดี๋ยวนี้อุปกรณ์ต่างๆ มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งวัสดุที่นำมาใช้ รวมถึงสีสันต่างๆ ก็มีให้เลือกมากมาย   ตัวอย่าง ห้องทำงานพนักงานสายไอที สำหรับคนทำงานในสายงานที่ต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่าง เช่น งานสายช่างภาพ นักออกแบบ ควรมีพื้นที่ให้กับอุปกรณ์ต่างๆ และไม่วางของตกแต่งอื่นๆ มาปะปนกัน ลองหาโต๊ะหน้ากว้างเพื่อจัดวางอุปกรณ์หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้เพิ่มเติม และควรจัดมุมเสียบปลั๊กอุปกรณ์ต่างๆ ให้เป็นระเบียบ    4.มุมสร้างแรงบันดาลใจ สำหรับสายงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เป็นพิเศษ  ลองนำสิ่งต่างๆ รอบตัวที่เป็นแรงบันดาลใจ หรือสิ่งที่เห็นแล้วมีความสุขมาใส่กรอบแล้วตกแต่งผนัง อาจเติมโคมไฟเพื่อกระตุ้นความคิด รวมถึงอาจเลือกใช้โต๊ะไม้เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย ก็เป็นไอเดียที่ทำได้ไม่ยาก   หรือแม้พนักงานสายอาชีพทั่วไป ก็สามารถหาของที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นของสะสม หรือของที่เห็นแล้วมีความสุขนำมาตกแต่ง ประดับโต๊ะทำงาน เพื่อให้หลังจากเคร่งเครียดอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์  หรือกองเอกสารต่างๆ จำนวนมากแล้ว หันไปมองหรือเห็นสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ นอกจากจะเป็นการพักสายตาแล้ว ยังช่วยให้เกิดความสุขกับสิ่งของที่รักได้อีกด้วย  5.เลือกวิวที่เหมาะ เวลาทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ หรือการต้องอ่านเอกสารกองโต เราจำเป็นต้องพักสายตา เพื่อดูแลสุขภาพดวงตา และยังทำให้ไม่เหนื่อยล้าจากการทำงานด้วย  ดังนั้น การเลือกมุมทำงาน หากเป็นไปได้ควรเลือกอยู่ในมุมที่ใกล้กับวิวนอกห้องบ้าง เพื่อให้เห็นบรรยากาศของภายนอก อาจจะมองเห็นต้นไม้สีเขียว หรือวิวเมืองทั่วไป   การจัดโต๊ะทำงานใกล้หน้าต่างที่เห็นทิวทัศน์ภายนอก จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยหรือมองข้าม แต่ก็ต้องมั่นใจว่าแสงแดดช่วงเที่ยงและบ่ายจะไม่กระทบสายตาของคุณโดยตรง ควรเลือกมุมที่หันหลังหรือหันข้างให้แสง หรือหากอยู่ในคอนโดฯ ลองเลือกจัดมุมทำงานที่ข้างหน้าต่างหรือใกล้ระเบียงห้อง ให้ความรู้สึกที่ปลอดโปร่งความคิดแล่นเร็วสามารถทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างได้ เพราะจะดีทั้งสุขภาพดวงตา และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากขึ้น   อีกสิ่งที่ไม่ควรละเลย คือ การใกล้ชิดธรรมชาติด้วยสีเขียว การตกแต่งมุมทำงานด้วยไม้ประดับที่ดูแลง่าย และเป็นเครื่องกรองอากาศแบบธรรมชาติไปในตัว อาทิ ลิ้นมังกร พลูด่าง ว่านหางจระเข้ เดหลี สับปะรดสี กล้วยไม้ จั๋ง และเฟิร์น เป็นต้น ทั้งยังเอาไว้พักสายตามามองสีเขียว เมื่อเริ่มรู้สึกตึงเครียดจากการทำงาน นี่คงเป็น 5 Tips ง่ายๆ ทำได้ไม่ยาก แถมยังสร้างบรรยากาศ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับพนักงานออฟฟิศ และผู้ที่ต้อง Work From Home ในช่วงบรรยากาศเคอร์ฟิว และโลกภายนอกยังเต็มไปด้วยไวรัสโควิด-19 เป็นกำลังใจให้กับทุกคนผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” เราจะรอดไปด้วยกัน    
8 วิธีจัดบ้านช่วง Work From Home ทำงานสบาย-ไม่เครียด

8 วิธีจัดบ้านช่วง Work From Home ทำงานสบาย-ไม่เครียด

ตอนนี้คนส่วนใหญ่ คง Work From Home เพราะต้อง “อยู่บ้าน เพื่อชาติ” ลดเสี่ยงการติด-การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะสถานการณ์ตอนนี้ ยังไม่รู้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะจบลงเมื่อไร   เมื่อจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน แล้วจะมีวิธีทำอย่างไรให้ประสิทธิภาพการทำงาน ไม่ลดลงหรือแตกต่างจากการทำงานที่ออฟฟิศ   วันนี้เรามีเทคนิคในการจัดบ้าน จากบริษัท คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ. จำกัด (มหาชน) เพื่อมาเป็นไอเดีย นำไปใช้ช่วยสร้างบรรยากาศให้น่าทำงาน ไม่น่าเบื่อ แถมยังจะช่วยให้ทำงานได้มีอย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งทางความคิด อีกทั้งยังช่วยลดความตรึงเครียดเพิ่มความผ่อนคลายได้อีกด้วย มาดู 8 วิธีเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นออฟฟิศที่น่าทำงาน 1.หาต้นไม้ขนาดเล็กมาตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน ต้นไม้เล็กๆ อย่างแค็กตัสหรือตะบองเพชร นี่แหละเหมาะที่สุด เพราะขนาดกะทัดรัด ไม่เกะกะ  นอกจากนี้ยังมีสีสันสวยงาม ดูแลง่าย ไม่ต้องรดน้ำบ่อย หรือจะเป็นต้นไม้ชนิดอื่นๆ ดูขนาดให้เหมาะกับโต๊ะ หรือมุมบ้าน เพราะสีเขียวจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายจากการทำงานได้ ยิ่งหากใส่ในกระถางสวยๆ เก๋ๆ ตามสไตล์ที่เราชื่นชอบ ก็จะทำให้เป็นโต๊ะที่น่าทำงาน แถมสร้างบรรยากาศสดชื่นอีกต่างหาก 2.เลือกห้องที่เงียบๆ หรือมุมโปรดเป็นที่ทำงาน ถ้าคิดไม่ออกว่าห้องไหนดี แนะนำว่าให้เลือกนั่งเล่นจะเหมาะที่สุด เพราะไม่อุดอู้ บรรยากาศสบายๆ นั่งทำงานทั้งวันก็ไม่เบื่อ แต่สำหรับใครที่ชอบความเงียบ ความเป็นส่วนตัว แนะนำให้เลือกห้องนอน เพราะความเงียบจะช่วยให้คุณมีสมาธิกับการทำงาน แล้วหากอยู่คอนโดมิเนียม หรือห้องเช่า ที่เป็นห้องสตูดิโอ ไม่ได้มีการแบ่งห้องอื่นๆ ไว้ แนะนำให้เลือกหามุมใดมุมหนึ่ง ที่คิดว่าเป็นมุมสงบของห้อง และเป็นมุมที่ตัวเองชื่นชอบ อาจจะเป็นมุมริมหน้าต่าง ที่สามารถพักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ออกไปมองวิวรอบนอกได้ หรือมุมที่ห่างไกลจากทีวี เพราะจะได้ไม่ต้องเสียสมาธิจากการอยากเปิดทีวีดู ที่สำคัญอยากเลือกมุมทำงานใกล้เตียงนอน เพราะที่นอนจะดึงดูดให้เราหันไปเอนตัวลงนอนได้ทุกเมื่อ ควรเว้นระยะห่างจากที่นอนเป็นดีที่สุด 3.มีของกินบนโต๊ะทำงาน (แต่พอประมาณ) ลองหาขนม กาแฟ หรือผลไม้เตรียมไว้ที่โต๊ะทำงานสักหน่อยก็จะช่วยให้คลายเครียดได้ แต่อย่ามากเกินไปจนเกินไป เพราะจะทำให้เราเสียสมาธิ เอาเวลาแต่ไปกินอาหาร ที่สำคัญอาหารที่อยู่บนโต๊ะควรเป็นอาหารหยิบกินง่าย ไม่ใช่อาหารมื้อหลัก เพราะแทนที่จะเป็นโต๊ะทำงานก็อาจจะกลายเป็นโต๊ะกินข้าวไปแทน 4.ควรแยกมุมทำงานออกจากสัตว์เลี้ยง ถ้าบ้านใครเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไว้  ควรจะหามุมทำงานที่ห่างไกลจากสัตว์เลี้ยงแสนรัก เพราะอย่างน้อยก็ถ้าหมาแมวของคุณมีนิสัยซุกซน ชอบเล่นเสียงดัง ชอบมากวนคุณเวลาคุณทำงาน ก็ขอแนะนำให้ใช้มุมอื่นทำงานจะดีกว่า เพราะไม่งั้นคุณอาจจะรำคาญและเสียสมาธิได้ แต่ถ้าคุณเคยชินกับการที่มีสัตว์เลี้ยงอยู่ล้อมรอบเวลาทำงานอยู่แล้ว ก็ไม่มีปัญหา เพราะแบบนั้นอาจทำให้คุณผ่อนคลายมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ 5.ควรเลือกเก้าอี้ขนาดใหญ่ นั่งสบาย ดีที่สุดคือควรเป็นเก้าอี้แบบที่ใช้ในสำนักงาน เพราะเบาะและพนักพิงจะนุ่มมาก นั่งสบาย แต่ถ้าหากพื้นห้องเป็นพื้นปาร์เก้ ไม่สามารถใช้เก้าอี้แบบล้อเลื่อนได้ ก็ให้ใช้เก้าอี้ขนาดใหญ่แล้วเอาเบาะรองนั่งนิ่มๆ มาวางไว้แทนก็ได้ การนั่งทำงานบนเก้าอี้ที่นั่งสบาย ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีสมาธิ ทำงานได้ต่อเนื่อง ไม่ปวดเมื่อยเมื่อต้องนั่งนาน ลดเสี่ยงจากปัญหาโรคออฟฟิศซินโดรมให้น้อยลงด้วย 6.หลีกเลี่ยงการใช้โต๊ะเตี้ยนั่งทำงานกับพื้น การใช้โต๊ะเตี้ยนั่งทำงานกับพื้น คุณจะต้องนั่งท่าขัดสมาธิเสียส่วนใหญ่ ทำให้เจ็บเข่าได้ ปวดเมื่อยได้ง่าย ทำให้หงุดหงิดง่าย เบื่อง่ายไปด้วย ไม่สามารถทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ได้ เมื่อปวดเมื่อยก็จะมีโอกาสเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม แถมประสิทธิภาพงานอาจจะไม่ได้เต็มที่ ทางที่ดีควรนั่งโต๊ะและเก้าอี้แบบปกติจะดีกว่า 7.กลิ่นหอมช่วยผ่อนคลาย การสร้างบรรยากาศของห้องให้สดชื่น จะส่งผลให้อารมณ์ความรู้สึกของเราผ่อนคลาย หนึ่งในการสร้างบรรยากาศที่ดี คือ การสร้างกลิ่นหอม อาจจะเป็นการใช้น้ำหอมปรับอากาศ หรือจะฉีดน้ำหอมในห้องก็ตามสะดวก เพราะกลิ่นหอมๆ จะช่วยให้คุณผ่อนคลายสบายใจขึ้นได้ 8.อากาศถ่ายเทสะดวก การทำงานในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง เกิดความคิดสร้างสรรค์  หากเป็นไปได้ควรเลือกห้องทำงาน  ที่สามารถเปิดหน้าต่าง ให้มีลมพัดหรือมีอากาศถ่ายเทสะดวก เป็นสิ่งที่ดีที่สุด  โดยไม่ต้องเปิดแอร์ หรืออาจจะใช้วิธีเปิดพัดลมช่วยแทน  นอกจากช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าแล้ว ยังทำให้ไม่รู้สึกอุดอู้ กับการนั่งทำงานในห้องสี่เหลี่ยม  แต่สำหรับหลายคนที่ทำงานในห้อง ซึ่งจำเป็นต้องเปิดแอร์ แนะนำให้เปิดแอร์ในอุณหภูมิที่ไม่เย็นจนเกินไป และอย่าให้ทิศทางของแอร์พัดลงมาโดนร่างกายโดยตรง  เพราะอาจจะทำให้ไม่สบายได้   เทคนิคเหล่านี้ เป็นเทคนิคที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ ให้เหมาะสมกับสภาพของห้อง และไลฟ์สไตล์การทำงานของแต่ละคนได้ตามสะดวก ในยามที่จะต้อง Work From Home เพื่อให้การทำงานจากที่บ้านไม่ดูน่าเบื่อ และเกิดประสิทธิภาพการทำงานมากที่สุดด้วย
เมื่อ Work From Home อาจไม่เวิร์คกับบางคน :  วิเคราะห์ผลกระทบจากการเว้นระยะห่างทางสังคม

เมื่อ Work From Home อาจไม่เวิร์คกับบางคน :  วิเคราะห์ผลกระทบจากการเว้นระยะห่างทางสังคม

  ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างพยายามใช้มาตรการหลายๆ อย่างในการระงับ การแพร่ระบาดของผู้ติดเชื้อ กลยุทธ์หลักอย่างหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ คือ การเว้น ระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)   (เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2020 ทาง WHO ได้แนะนำให้ใช้คำว่า Physical Distancing แทนคำว่า Social Distancing เพราะมีคามหมายตรงตัวมากกว่า แต่เนื่องจากเราอาจคุ้นเคยกับคำว่า Social Distancing ในช่ววงที่ผ่านมามากกว่า ในบทคามนี้จึงขอใช้คำว่า Social Distancing  และการเว้นระยะห่างทางสังคมก่อน) สถานบริการ สถานศึกษาหลายๆ แห่ง ปิดตัวชั่วคราว เอกชนหลายแห่งก็เริ่มให้มีการทำงานที่บ้าน (Work From Home)   การลดการพบปะและทำงานที่บ้าน ดูจะไม่ได้เป็นเรื่องแย่สำหรับใครหลาย คน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนและธุรกิจจำนวนมาก ที่ไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ ในบทความนี้เราได้ทำการวิเคราะห์ว่า ผู้ได้รับผลกระทบเป็นใครบ้าง โดยในส่วน แรกของบทความจะอธิบายเกี่ยวกับการเว้นระยะห่างทางสังคมโดยสังเขป และแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยใช้เหตุการณ์ SARS ที่ฮ่องกงและ 9/11 ที่สหรัฐฯ เป็นกรณีศึกษา Social Distancing คืออะไร และทำไมถึงจำเป็นในเวลานี้? Social Distancing หรือ การเว้นระยะห่างทางสังคม คือ มาตรการสาธารณสุข เพื่อยับยั้งการแพร่โรคระบาดไปยังผู้คนจำนวนมาก เช่น การปิดโรงเรียน ยกเลิก กิจกรรมการรวมตัว ยกเลิกขนส่งสาธารณะ หรือการให้ทำงานที่บ้าน เป็นต้น และถือว่าเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่หลายๆประเทศนำมาใช้ในการยับยั้งการแพร่ระบาด ของโควิด-19 ในปัจจุบัน   บทความจาก Washington Post (จากบทความ Why outbreaks like coronavirus spread exponentially, and how to “flatten the curve”) ได้แสดงให้เห็นว่า หากทุกคนมีการเว้น ระยะห่างทางสังคม ลดการพบปะกัน ก็จะทำให้การแพร่ระบาดช้าลง จนอยู่ในระดับที่ ทรัพยากรทางการแพทย์สามารถรักษาผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ได้ทันการ (Curve สีฟ้าในรูปที่ 1) ในขณะที่หากไม่มีการเว้นระยะห่างทางสังคม ผู้ติดเชื้อจะเพิ่มเร็วจนทรัพยากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ (Curve สีแดงในรูปที่ 1) ซึ่งเป็นวิกฤติที่ กำลังเกิดขึ้นในอิตาลีขณะนี้ บทเรียนจาก SARS และ 9/11 : เมื่อคนกลัว และเว้นระยะห่างทางสังคม จะมีผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจ? แม้ว่าการเว้นระยะห่างทางสังคมมีความสำคัญมากในขณะนี้ แต่ก็มีต้นทุนทาง เศรษฐกิจที่สูงเช่นกัน ซึ่งเราเคยเห็นผลกระทบดังกล่าวจากเหตุการณ์ SARS และ 9/11 มาแล้ว   ในกรณีของ SARS ในฮ่องกงเมื่อปี 2003 อาจไม่แปลกใจนักที่ธุรกิจสายการ บิน และการท่องเที่ยว ซึ่งพึ่งพิงกำลังซื้อจากต่างชาติเป็นหลักจะได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดี เราพบว่าธุรกิจที่ได้รับผลกระทบรองลงมา คือ ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจ ค้าปลีก ซึ่งนอกจากจะได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงแล้ว ยังได้รับ ผลกระทบจากการการจับจ่ายใช้สอยของคนในพื้นที่ที่ลดลงอีกด้วย   ในเรื่องนี้ มีงานวิจัย (งานวิจัยเรื่อง Economic Impact of SARS : The Case of Homg Kong)  ชี้ว่าการระบาดของ SARS ส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความ กลัวที่จะติดโรค จนคนส่วนใหญ่เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้าน ส่งผลต่อเนื่องให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง และความกลัวดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจได้มากกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการระบาดของ SARS เสียอีก   Olga Jonas นักวิชาการอาวุโสจาก Harvard Global Health Institute ได้ กล่าวว่า “80% ของผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการระบาดของ SARS มีสาเหตุ มาจากความกลัวที่ส่งผลให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่พยายามป้องกันไม่ให้ตนเองติดโรค เช่น การพยายามอยู่แต่ในบ้าน จนทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักลง” (กล่าวในรายการ The Indicator From Planet Money ตอน Economic Fear Factor)   อีกหนึ่งตัวอย่างที่ดี เมื่อคนมีความกลัวจนไม่อยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมทาง เศรษฐกิจ คือเหตุการณ์ 9/11 ที่สหรัฐฯ ซึ่งการโจมตีตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ใน มหานครนิวยอร์ก ไม่เพียงส่งผลต่อธุรกิจที่ตั้งอยู่บริเวณดังกล่าว แต่ยังส่งผลกระทบ ทางจิตใจต่อผู้บริโภคให้เกิดความกลัวจนไม่กล้าที่จะออกไปจับจ่ายใช้สอยนอกบ้าน สะท้อนได้จาก Consumer Confidence Index ของผู้บริโภคในสหรัฐฯ ที่ปรับตัว ลงอย่างเห็นได้ชัดในเวลานั้น   ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่หดตัว นำไปสู่การบริโภคที่ลดลง ทำให้หลายๆ ธุรกิจ ประสบปัญหา มีงานวิจัย (เรื่อง 9/11 and the New York City economy : A borough-by-borough analysis) ระบุว่า ธุรกิจในนิวยอร์กมีการเลิกจ้างกว่า 430,000 ตำแหน่ง หลังเกิดเหตุการณ์ 9/11 ทั้งนี้ หากไม่นับธุรกิจสายการบินที่ได้รับผล โดยตรงจากเหตุก่อการร้าย กลุ่มอาชีพที่ถูกเลิกจ้างมากที่สุด คือ บริกร พนักงานททำความสะอาด พนักงานขายตามร้านค้าปลีก พนักงานจัดเตรียมอาหาร และแคชเชียร์ ซึ่งล้วนแต่เป็นกลุ่มคนมีรายได้น้อย และเกี่ยวพันโดยตรงกับธุรกิจโรงแรมและ ร้านอาหาร และธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ที่ได้รับผลกระทบจากความกลัวที่จะออกมาทำ กิจกรรมนอกบ้านของผู้บริโภค เหตุการณ์ SARS และ 9/11 ที่ยกตัวอย่างขึ้นมาต่างแสดงว่าเมื่อผู้บริโภคเกิด ความ “กลัว” จนไม่อยากออกจากบ้าน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมไม่น้อย ในกรุงเทพฯ เมื่อการเว้นระยะห่างทางสังคมเข้มข้นขึ้น ใครจะได้รับผลกระทบมากที่สุด? ในขณะนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ เราคาดว่า หากการระบาดเข้าสู่ระยะที่ 3 กรุงเทพฯ จะเป็นพื้นที่แรกๆ ที่การเว้นระยะห่างทาง สังคมจะถูกใช้อย่างเข้มข้นขึ้น ซึ่งในส่วนนี้เราจะวิเคราะห์ว่าใครจะได้รับผลกระทบจาก เรื่องนี้บ้าง Work From Home กระทบรายได้ของลูกจ้างหรือไม่? กลุ่มลูกจ้างในระบบ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือลูกจ้างรายวัน ซึ่งมี ประมาณ 3.3 ล้านคน จากแรงงานกว่า 5.3 ล้านคนในกรุงเทพฯ  ดูจะเป็น กลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เนื่องจาก ตามกฎหมาย นายจ้างยังต้องจ่ายค่าจ้าง ให้อยู่ อย่างไรก็ดี ลูกจ้างก็มีโอกาสถูกขอให้ลดค่าแรงชั่วคราวบ้าง หรือลูกจ้างบาง กลุ่มที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาจ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการถูกเลิกจ้าง หากสถานประกอบการหยุดดำเนินกิจการ แล้วคนกลุ่มใดจะได้รับผลกระทบโดยตรง? เราคาดว่าจะมีกลุ่มคนทำงานกว่า 2 ล้านคนที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากการ เว้นระยะห่างทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกจ้างนอกระบบ กว่า 3 แสนคน ซึ่งมักไม่มี การทำสัญญาจ้างที่แน่ชัด และเสี่ยงต่อการถูกพักงานแบบไม่ได้ค่าจ้างในช่วงนี้ ยกตัวอย่างเช่น กรรมกรก่อสร้าง พนักงานเสิร์ฟ คนโบกรถ สาวเชียร์เบียร์ เป็นต้น นอกจากกลุ่มแรงงานนอกระบบแล้ว คนกลุ่มใหญ่ที่จะได้รับผลกระทบ คือ ผู้ประกอบ ธุรกิจแบบไม่มีลูกจ้างและฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบธุรกิจที่มีลูกจ้าง และผู้ช่วยธุรกิจ ครอบครัวแบบไม่ได้ค่าจ้าง ซึ่งมีจำนวนสูงถึง 1.7 ล้าน คิดเป็น 29% ของคนท างาน ทั้งหมดในกรุงเทพฯ   เหตุที่ผู้ประกอบธุรกิจมีโอกาสสูงที่จะได้รับผลกระทบ เพราะลักษณะของ การทำธุรกิจต้องมีการพบปะในการให้บริการ เช่น ขายสินค้า ขายอาหาร รับจ้างขับรถ เสริมสวย ฯลฯ ซึ่งเมื่อผู้คนไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน ไม่ว่าจะมาจากการทำงานที่บ้าน หรือไม่กล้าออกจากบ้านก็ตาม ย่อมกระทบต่อรายได้ของคนกลุ่มนี้ ซึ่งเราเห็นได้จาก การที่ธุรกิจค้าปลีกจำนวนมากในฮ่องกงประสบปัญหาในช่วง SARS และในนิวยอร์ก ประสบปัญหาในช่วง 9/11 เมื่อประชากรเลือกที่จะไม่ออกจากบ้าน เป็นต้น   สำหรับกลุ่มนายจ้าง ที่มีกว่า 2 แสนคน ถือว่าเป็นกลุ่มที่อาจประสบปัญหาหนี้สิน ที่สูงขึ้นมากในระยะนี้ เนื่องจากมีรายได้ที่ลดลง แต่ยังคงมีค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าเช่า สถานที่ เงินเดือนลูกจ้าง เป็นต้น อย่างไรก็ดี ยังถือว่าเป็นกลุ่มที่สามารถเข้าถึง บริการทางการเงิน และความช่วยเหลือจากภาครัฐได้อยู่บ้าง   ในขณะที่ ผู้ประกอบธุรกิจแบบไม่มีลูกจ้าง และฟรีแลนซ์ คือกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดที่มี โอกาสได้รับผลกระทบ โดยคนกลุ่มนี้มีจำนวนกว่า 1 ล้านคน โดยส่วนใหญ่ ประมาณ 76% ท าอาชีพขายสินค้า ขายอาหาร ขับรถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ตลอดจน ประกอบอาชีพช่างทำผม ช่างเสริมสวย ผู้ประกอบการธุรกิจแบบไม่มีลูกจ้างและฟรีแลน์ ยังเป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่สูง โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อครัวเรือนที่ 9,500 บาท ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มลูกจ้างประจำซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อครัวเรือนที่ 12,500 บาท นอกจากนี้ ยังเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางทางการเงินสูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยมีค่าใช้จ่ายในการจ่ายหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio : DSR) ที่ระดับ 33% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่มีระดับเพียง 26%   โดยเราพบว่าผู้ประกอบการธุรกิจแบบไม่มีลูกจ้างกว่า 60% มีหนี้สินเพื่อการบริโภค และมีปริมาณ 40% ที่มีหนี้สินที่กู้มาเพื่อการประกอบธุรกิจ และหากการที่คนกลุ่มนี้ เสียรายได้จากการเว้นระยะห่างทางสังคมที่เข้มข้นขึ้น ก็ยิ่งจะทำให้มีปัญหาด้านการเงินและหนี้สินมากยิ่งขึ้น มาตรการอะไร ที่พอจะช่วยให้เราผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกันได้? ในขณะนี้รัฐบาลหลายๆ ประเทศรวมถึงไทย พยายามใช้มาตรการต่างๆ ในการพยุงเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น การลดดอกเบี้ยของเฟด (Fed) หรือความพยายาม ของทรัมป์ในการให้สภาคองเกรสอนุมัติเงินให้เปล่าแก่ครัวเรือน และให้เงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำแก่ธุรกิจ เป็นต้น   ในการสัมภาษณ์ผ่าน NationalPublicRatio (NPR) นักเศรษฐศาสตร์ ช์ั้นนำหลายท่าน (กล่าวในรายการ The Indicator From Planet Money ตอน Medicine For The Economy) มีความเห็นต่อแนวทางของทรัมป์ ว่าการแจกเช็คให้แก่ครัวเรือนใน เวลานี้ อาจไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากหากคนยังกังวลต่อการติดเชื้ออยู่ ก็จะไม่ออกไปทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ดี สิ่งที่สำคัญในช่วงนี้ดูจะเป็น มาตรการที่ช่วยประคองให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถอยู่รอดในวิกฤตินี้ไปได้ อย่างเช่น การอัดฉีดเงินกู้ ดอกเบี้ยต่าให้ธุรกิจขนาดเล็ก เป็นต้น   Pierre Gourinchas  (กล่าวในรายการ The Indicator From Planet Money ตอน The Sudden Stop) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย UC Berkeley กล่าวว่า หากเราต้องการให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ผู้เล่นต่างๆ ใน ระบบจะต้องถูกพยุงให้อยู่รอดได้เพราะหากผู้เล่นสำคัญในระบบตายไปเสียแล้วอาจไม่ เร็วนักที่จะสร้างขึ้นใหม่ และแม้เมื่อการแพร่ระบาดของไวรัสผ่านไปแล้ว เศรษฐกิจก็ อาจกลับมาฟื้น ตัวได้ไม่เร็วนัก   สำหรับในกรณีของประเทศไทย แม้ว่าในขณะนี้ทั้งภาครัฐ  และเอกชนต่างๆ จะมี มาตรการช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กกันบ้างแล้ว แต่สิ่งที่ท้าทายพิ่มเติม คือ การ ช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการแบบไม่มีลูกจ้าง ตลอดจนฟรีแลนซ์ซึ่งมีจำนวนมาก  มักอยู่นอกระบบและมีความหลากหลายทางอาชีพสูง การใช้มาตรการแบบ One-Size- Fit-All อาจจะไม่ได้ผลมากนัก การช่วยเหลือที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มอาชีพ จึงมีความจำเป็นมากขึ้น เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถผ่านพ้น และเป็นกาลังในการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจเมื่อการระบาดของโรคผ่านพ้นไปแล้วได้   CR : Thaipublica , KrungthaiCOMPASS  
กทม.ปิดชั่วคราว 26 สถานที่เสี่ยงไวรัสโควิด-19 นาน 22วัน

กทม.ปิดชั่วคราว 26 สถานที่เสี่ยงไวรัสโควิด-19 นาน 22วัน

ผลการประชุมคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 หารือมาตรการเพิ่มเติมเพื่อหยุดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 เนื่องจากสถานการณ์การระบาดมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง   เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 มีนาคม 2563 ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องประชุม ชั้น 8 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เขตดินแดง  โดยมีพล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการฯ มีมติสั่งปิดสถานประกอบการเป็นการชั่วคราว   โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 (1) แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ให้ยกเลิกประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว ลงวันที่ 17 มีนาคม 2563 และให้ปิดสถานที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม ถึง 12 เมษายน 2563   สถานที่ปิดมีดังต่อไปนี้   1.ร้านอาหาร (ให้เปิดเฉพาะการจำหน่ายอาหารเพื่อนำกลับไปบริโภคที่อื่น และร้านอาหารในโรงแรมที่ให้บริการเฉพาะผู้ที่พักอาศัยในโรงแรม) 2.ห้างสรรพสินค้า เว้นแต่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา หรือสินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ร้านอาหาร (ให้เปิดเฉพาะการจำหน่ายอาหารเพื่อนำกลับไปบริโภคที่อื่น) 3.พื้นที่นั่งหรือยืนรับประทานอาหารในร้านสะดวกซื้อ 4.ตลาดและตลาดนัด (เปิดเฉพาะการจำหน่ายอาหารสด อาหารแห้ง อาหารปรุงสำเร็จ เพื่อนำกลับไปบริโภคที่อื่น อาหารสัตว์ ร้านขายยา และสินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต) 5.ร้านเสริมสวย แต่งผมหรือตัดผม 6.สถานที่บริการสักผิวหนัง หรือเจาะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย 7.สถานที่เล่นสเกต หรือโรเลอร์เบลด หรือการเล่นอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน 8.สวนสนุก สถานที่เล่นโบว์ลิ่ง หรือตู้เกม 9.ร้านเกม และร้านอินเทอร์เน็ต 10.สนามกอล์ฟ หรือสนามฝึกซ้อมกอล์ฟ 11.สระว่ายน้ำ หรือกิจการอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน 12.สนามชนไก่ ละสนามซ้อมชนไก่ 13.ศูนย์พระเครื่อง พระบูชา และสนามพระเครื่อง พระบูชา 14.ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม และสถานที่จัดนิทรรศการ 15.สถานศึกษาทุกระดับ และสถาบันกวดวิชา 16.สถานที่ให้บริการควบคุมน้ำหนัก คลินิกความงาม และสถานเสริมความงาม 17.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (ร้านสปา ร้านนวดเพื่อสุขภาพ ร้านนวดเพื่อเสริมความงาม) 18.สถานที่ให้บริการสปา อาบน้ำ ตัดขน รับเลี้ยงหรือรับฝากสัตว์ 19.สถานประกอบกิจการอาบ อบ นวด 20.สถานประกอบกิจการอาบน้ำ อบไอน้ำ อบสมุนไพร 21.โรงมหรสพ (โรงภาพยนตร์ โรงละคร โรงมหรสพ) 22.สถานที่ออกกำลังกาย 23.สถานบริการและสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ 24.สนามมวย โรงเรียนสอนมวย 25.สนามกีฬา 26.สนามม้า    
หนีไปไกลๆ!! ไวรัส COVID-19

หนีไปไกลๆ!! ไวรัส COVID-19

สถานการณ์ไวรัส COVID-19 แพร่ระบาดลุกลามไปทุกทวีปทั่วโลกแล้วนะครับ (เว้นเพียงทวีปแอนตาร์กติกา) โดยความน่ากลัวของไวรัสนี้คือ บางคนที่ติดเชื้อ แต่ไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ เลย แม้จะถูกกักตัวมากกว่า 14 วัน และตรวจเช็คร่างกายจากแพทย์ก่อนจะถูกปล่อยตัวแล้วก็ตาม นั่นหมายความว่าเมื่อไรก็ตามที่เราก้าวออกจากบ้านก็ย่อมมีความเสี่ยงอยู่เสมอ ซึ่งหลายคนก็เลี่ยงไม่ได้ที่มีความจำเป็นจะต้องออกจากบ้าน ฉะนั้นควรป้องกันตัวเองไว้ก่อนดีกว่าครับ ด้วยวิธีดังนี้ ล้างมือบ่อยๆ ป้องกัน COVID-19 ได้ดีที่สุด  เป็นวิธีที่ทาง องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำครับ เพราะเราใช้มือในการจับทุกอย่างมากที่สุด หากเผลอไปสัมผัสใบหน้าต่อก็มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายมาก ซึ่งควรจะล้างด้วยสบู่หรือเจลล้างมือทุกครั้งหลังจากสัมผัสอะไรมาก็ตาม หลีกเลี่ยงการสัมผัส ก็ลดความเสี่ยง COVID-19 ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสต่างๆ ในที่สาธารณะ อาทิ ราวบันไดเลื่อน ราวจับต่างๆ โดยเฉพาะในห้องน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่มีทางเลี่ยงได้อยู่แล้ว ฉะนั้นก็ควรสัมผัสให้ได้น้อยที่สุด รวมถึงไม่ควรสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่เสี่ยงติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นทาง ตา จมูก ปาก รวมถึงไม่ควรสัมผัสสัตว์โดยไม่ได้มีการป้องกันด้วยเช่นกัน ใส่หน้ากากอนามัย หน้ากากอนามัยเป็นสิ่งที่ควรใส่ทุกครั้งเมื่อต้องออกจากบ้าน เพราะนอกจากจะป้องกันตัวเองจากเชื้อโรค ฝุ่นต่างๆ ยังช่วยป้องกันการแพร่เชื้อจากตัวเราเองด้วย ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น งดการใช้สิ่งของร่วมกัน เพราะเสี่ยงต่อการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยไม่รู้ตัว เช่น ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ ช้อนส้อม ฯลฯ แล้วอย่าลืม! ใช้ช้อนกลางเวลารับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นด้วยนะครับ อยู่ในที่อากาศถ่ายเท แม้จะหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในที่คนเยอะไม่ได้ แต่ก็พยายามเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อากาศสามารถถ่ายเทได้ดี เพราะถ้าเป็นพื้นที่ปิด ก็มีความเสี่ยงสูงที่เชื้อโรคจะหมุนเวียนอยู่ในสถานที่นั้น ไม่กินอาหารดิบ ไม่ควรรับประทานเนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ แต่ควรจะปรุงให้สุกไปเลย เพื่อให้มั่นใจว่าความร้อนจะช่วยฆ่าเชื้อโรคออกไป ท่องไว้  #กินร้อน #ช้อนกลาง #ล้างมือบ่อยๆ ป้องกัน COVID-19 แม้ว่าไวรัส COVID-19 จะมีความรุนแรงอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่อยากให้ทุกคนถึงกับตื่นตระหนกกัน สิ่งสำคัญคือการป้องกันตัวเองด้วยวิธีเหล่านี้ ซึ่งไม่ยากเลยใช่ไหมครับ เพิ่มความใส่ใจกันอีกสักนิด ไม่ใช่แค่ปลอดภัยกับตัวเอง แต่เพื่อสังคมและคนรอบข้างของเราด้วยนะครับ Infographic เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ วิธีเลือกหน้ากากกันฝุ่น PM 2.5 Update รถไฟฟ้า ปี 2563 ลดหย่อนภาษี สำหรับมนุษย์เงินเดือน
กู้สินเชื่อบ้านผ่านง่าย หากมีรายได้เสริม

กู้สินเชื่อบ้านผ่านง่าย หากมีรายได้เสริม

เศรษฐกิจขาลงเช่นนี้ เชื่อว่าหลายคนคงจะคิดเหมือนกันว่ามีอาชีพเดียว รายได้ทางเดียวคงใช้จ่ายไม่พอกันแล้ว โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานมากเท่าไรก็ยังมีรายได้คงที่ตลอดทั้งปี สวนทางกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกวัน ทางออกคือการหารายได้เสริมไม่ว่าจะเป็นขายของออนไลน์ ฟรีแลนซ์ตามสายงานต่างๆ ซึ่งรายได้เสริมจากอาชีพเหล่านี้ บางครั้งกลับมีรายได้มากกว่างานประจำเสียอีก   ถ้าเราสามารถรวมรายได้เสริมเข้ากับรายได้ประจำ แล้วยื่นกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยได้แล้วล่ะก็ นั่นหมายความว่าเราจะได้วงเงินกู้ที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ทุกรายได้เสริมไม่ใช่ว่าจะนำมายื่นกู้ได้ทั้งหมด ซึ่งจะมีข้อกำหนดอะไรบ้าง เรามีคำตอบครับ รายได้เสริม ต้องมีเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ จึงจะกู้สินเชื่อได้ รายได้เสริมที่เราจะนำไปยื่นกู้สินเชื่อบ้านด้วยนั้น ต้องเป็นรายได้ที่เข้ามาอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ เพราะธนาคารจะดูที่ความสามารถในการชำระหนี้เป็นหลัก ซึ่งรายได้ที่เข้ามาเป็นประจำ และสม่ำเสมอ แสดงถึงความสามารถในการชำระหนี้ได้ตรงทุกงวด ฉะนั้นหากรายได้เสริมนี้เป็นรายได้แบบไม่ต่อเนื่อง หรือแต่ละเดือนไม่แน่นอน ทางธนาคารก็อาจจะพิจารณาไม่อนุมัติส่วนของรายได้ที่เรายื่นรวมเข้าไป การกู้สินเชื่อ ต้องมีเอกสารรายได้เสริมถูกต้องชัดเจน  เมื่อมีรายได้เสริมประจำสม่ำเสมอแล้ว ก็ต้องมีหลักฐานที่แสดงถึงที่มาของเงินจำนวนนั้นอย่างชัดเจน เพื่อทางธนาคารจะนำไปประเมินรายได้ จึงจะใช้ยื่นกู้สินเชื่อบ้านได้ โดยต้องมีเอกสารแบ่งตามประเภทของรายได้เสริม เช่น  เอกสารกู้สินเชื่อที่สำคัญ "หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ" รายได้เสริมที่มาจากอาชีพอิสระต่างๆ ซึ่งบริษัทที่จ้างงานจะต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ โดยจะแสดงประเภทรายได้ และจำนวนเงินที่เราได้รับจากการจ้างทำงาน ประกอบกับรายการเดินบัญชี (Statement) ที่บริษัทโอนเงินเข้าบัญชีเป็นค่าจ้างให้กับเรา หรือหากรับเป็นเงินสดก็ควรนำเงินเข้าบัญชีก่อนเอามาใช้จ่าย จะกู้สินเชื่อต้องมี "ทะเบียนการค้า พร้อมรายการเดินบัญชี (Statement)"  ในกรณีที่มีกิจการส่วนตัวเป็นรายได้เสริม เช่น ค้าขายออนไลน์ เปิดร้านเล็กๆ ของตัวเอง แนะนำให้ จดทะเบียนการค้า หรือทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญว่าเรากำลังดำเนินกิจการอะไรซึ่งมีรายได้จริง แต่ถ้ารายได้เข้ามาเป็นเงินสดไม่ผ่านบัญชี ก็ควรจะนำเงินไปเข้าบัญชีเป็นประจำตามการรับเงิน เพื่อยืนยันว่ามีรายได้เข้าจริง   ดังนั้น ใบทะเบียนการค้า หรือ ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และ รายการเดินบัญชี จึงเป็นเอกสารสำคัญที่ทางธนาคารจะใช้เพื่อการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ เอกสารจำเป็นในการกู้สินเชื่อ "หนังสือสัญญาเช่า และ รายการเดินบัญชี (Statement)" ในกรณีที่มีรายได้เสริมจากการปล่อยเช่า ไม่ว่าจะเป็นการให้เช่าคอนโด เช่าอาคารพาณิชย์ หรือให้เช่าที่ดินเปล่า ฯลฯ สามารถนำหนังสือสัญญาเช่า และรายการเดินบัญชี (Statement) ที่ใช้รับโอนค่าเช่าทุกเดือนมาใช้ยื่นของสินเชื่อร่วมด้วยได้   ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า การมีรายได้เสริมอย่างสม่ำเสมอ พร้อมเอกสารแสดงที่มาของรายได้อย่างชัดเจน ก็สามารถนำมาใช้ยื่นกู้สินเชื่อได้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือว่าคุณมีความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ได้ตามกำหนด ซึ่งอาจจะเป็นส่วนที่ทำให้ทางธนาคารพิจารณาปล่อยสินเชื่อได้ง่ายมากขึ้นครับ เกี่ยวกับการกู้สินเชื่ออื่นๆ ที่น่าสนใจ วิธีเตรียมกู้ซื้อบ้าน สำหรับอาชีพอิสระ กู้ไม่ผ่าน เกิดจากอะไร เคล็ด (ไม่) ลับ เลือกธนาคารกู้ซื้อบ้าน    
รวมอีเว้นท์สัปดาห์ที่ 4 เดือนมกราคม 2563

รวมอีเว้นท์สัปดาห์ที่ 4 เดือนมกราคม 2563

สัปดาห์นี้เราอยู่ในบรรยากาศของเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะปีนี้ในวันเที่ยวที่ตรงกับวันเสาร์พอดิบพอดี ถ้าใครไม่ได้ออกไปต่างจังหวัดก็ลองมาดูกันว่าจะมีงานอีเว้นท์ไหนที่น่าสนใจให้ได้ออกไปเดินเที่ยวรับปีใหม่จีนกันบ้าง    The Great China Bazaar @CentralwOrld ฉลองเทศกาลตรุษจีนสุดอลังการ กับความยิ่งใหญ่ในโอกาสครบรอบ 45 ปี ความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย-จีน และ ต้อนรับปีหนูทอง โดยเนรมิตบรรยากาศเมืองปักกิ่งมาไว้ใจกลางกรุงเทพฯ พบกับ 4 ไฮไลท์สุดอัศจรรย์ยิ่งใหญ่รับตรุษจีน 4 โซน ทั้งโชว์สุดพิเศษ"wOrld class chinses perfOrmance shOw" โชว์สุดอลังการที่หาชมได้ยากจากประเทศจีน ด้วยกองทัพนักแสดงจีนกว่า 40 ชีวิต ที่ชั้น1 Central Court, ไหว้เสริมความสิริมงคล กับองค์กวนอูหยก ขนาดเท่าคนจริง พร้อมแวะช้อปตลาดหยกแท้ ที่โซน Beacon 2, บันไดสวรรค์ความยาวกว่า 30 เมตร ใจกลางศูนย์การค้า เพื่อสัมผัสมังกรบอลลูนยักษ์ ที่โซน Beacon 3, ตลาดของไหว้ตรุษจีนและอาหารขึ้นชื่อ กับอาหารจีนกว่า 20 ร้าน ในโซน Eden1   วัน เวลา : 21-26 มกราคม 2563 สถานที่ : ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ Siam Paragon Chinese New Year 2020 : The Infinite Prosperity ศูนย์การค้าพารากอนร่วมกับธนาคารกสิกรไทยสร้างปรากฏการณ์ความมหัศจรรย์ กับการแสดงสุดอลังการกับอิมพอร์ตโชว์ชุดพิเศษโดยคณะกายกรรมต้าเหลียนและกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน การเชิดสิงโตมหามงคลจำนวนมากที่สุดถึง 99 ตัว พร้อมพญามังกรหน้าทองคำ ความยาว 99 เมตร รวมถึงโชว์อื่นๆ อาทิ "สาวน้อยระบำลูกข่าง" โดยคณะกายกรรมต้าเหลียน คณะกายกรรมเก่าแก่ที่ก่อตั้งในปี 1952, กายกรรมแบบ Hand-to-Hand จากคณะกายกรรมกวางโจว เป็นต้น และกิจกรรมอื่นๆ อาทิ เซียมซีดิจิทัล, เขียนคำอธิษฐานขอพรแห่งความโชคดี และมั่งคั่ง พร้อมรับเครื่องรางที่ผ่านการประกอบพิธีในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล, การเนรมิตบรรยากาศการตกแต่งต้อนรับเทศกาลตรุษจีนเต็มพื้นที่ ช้อปสนุกพร้อมรับอั่งเปา และดูดวงกับหมอดู ซินแสชื่อดังมากมาย โดนจองคิวกันได้ตั้งแต่ วันที่ 22-26 มกราคม เวลา 10.30-19.30 น.บัตรราคา 400 บาท ณ บริเวณ คริสตัล คอร์ท ชั้น M   วัน เวลา : 23-26 มกราคม 2563 การแสดงเวลา 18.00 น. เป็นต้นไป สถานที่ : พาร์ค พารากอน สยามพารากอน   สุขสยาม สุขขี ปีเฮง สมหวัง ตลอดปี มั่งมีตลอดไป ร่วมสัมผัสบรรยากาศและซื้อสินค้าของไหว้ ของมงคล อาหารมงคล ร้านตำนานจาก “เยาวราช” ย่านชุมชนเชื้อสายจีนที่รักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรมจีนดั้งเดิมมาอย่างยาวนาน โดยปีนี้เมืองสุขสยามจัดพื้นที่ 2 ลานเมืองอย่างเต็มพื้นที่   ลานเมือง 1 จำลองบรรยากาศ ร้านค้า และร้านอาหาร ร้านขนม ที่มีตำนานไม่น้อยกว่า 20 ปี เช่น สยามโคโค่ ข้าวเหนียวมะม่วง แปะก๊วย มะพร้าวอ่อน จุ๋ยก้วย ตลาดน้อย 100 ปี กระเพาะปลาเจริญนคร สูตรอากง 40 ปี เป็นต้น รวมถึงของไหว้ ของมงคล ผลไม้มงคล วัตถุมงคลเสริมดวง ของแก้ชง ร้านดัง   ลานเมือง 2 คัดสรรสุดยอดอาหารมงคล 4 ภาค อาทิ ภัตตาคารกอกใจ เมนูซิ่วท้อ และขนมมงคลที่ขึ้นชื่อเปิดขายมายาวนานกว่า 70 ปี, ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น ปลากรายแม่ศจี ประสบการณ์การทำลูกชิ้นปลากรายมากว่า 30 ปี, ร้านแม่อวยพร สืบทอดยาวนานกว่า 70 ปี, ร้านหมูกรอบอากง เมนูหมูกรอบสูตรดั้งเดิมสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมากกว่า 20 ปี ฯลฯ   นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์การแสดงเชิดสิงโตมังกร การแสดงชุดรำโคมจีน พร้อมกิจกรรมเสริมสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมจีน เป็นต้น   วัน เวลา : 21-26 มกราคม 2563 เวลา 11.00-21.00 น. สถานที่ : ชั้น G ไอคอนสยาม   KING POWER CHINESE NEW YEAR THE BLESSING COMES HOME คิง เพาเวอร์ ต้อนรับศักราชใหม่ฉลองตรุษจีน เชิญชมผลงานภาพวาดลายเส้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ THE BLESSING COMES HOME ผ่านคาแรกเตอร์ ‘ครอบครัวหนู’ สื่อสารถึงความเป็นมงคล 6 ประการ ได้แก่ มีอายุยืนยาวผ่าน คุณปู่หนูคังคัง, สุขภาพแข็งแรง ผ่าน คุณย่าหนูเจี้ยนเจี้ยน, ร่ำรวยมั่งคั่ง ผ่าน คุณพ่อหนูฝูฝู, มีความสุขและเสียงหัวเราะ ผ่าน พี่ชายหนูเล่อเล่อ และสุดท้ายกับการมีโชคลาภผ่านน้องสาวหนูเจียเจีย โดย ยูน- ปัณพัท เตชเมธากุล Illustrator ชื่อดังระดับโลก พร้อมกิจกรรมมงคล มุมถ่ายภาพสวยๆ ด้วยเทคโนโลยี AR (Augmented Reality)   วัน เวลา : 23 มกราคม-1 กุมภาพันธ์ 2563 สถานที่ : คิงพาวเวอร์ Wongnai Food Festival 2020 งานของคนชอบของอร่อย เทศกาลอาหารกรุงเทพฯ “Wongnai Food Festival 2020” โดยยก 100 ร้านเด็ดจากทั่วไทย พร้อมกิจกรรมพิเศษภายในงาน เช่น สะสมแสตมป์ที่ได้จากการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มในงาน พร้อมดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Wongnai รับทันที Wongnai Tote Bag  ใบเสร็จจากการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มในงานนำมาลุ้นรับรางวัลสุดพรีเมียมทุกวัน ฯลฯ และชมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินได้ทุกวัน อาทิ แก้ม วิชญาณี Nap A Lean Safeplanet Scrubb Chilling Sunday   วัน เวลา : 22-26 มกราคม 2563 เวลา 11.00-22.00 น. สถานที่ : ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ Bauhaus Imaginista Exhibition นิทรรศการสัญจร Bauhaus Imaginista ของนักศึกษารวมทั้งคณาจารย์ จากยุโรป อเมริกาและเอเชียเริ่มเข้ามาศึกษาที่โรงเรียน Bauhaus สถาบันศิลปะและการออกแบบทุกแขนง ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1919 ณ เมืองไวมาร์ ประเทศเยอรมนี ซึ่งมีแนวคิดทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งจากรูปแบบเรียบง่าย และการดึงศิลปะให้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน สามารถจับต้องได้จริง คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยมาก่อนความสวยงามจากรูปแบบเดิมๆ เกิดเป็นนวัตกรรมจวบจนทุกวันนี้ เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของความมินิมอลในปัจจุบัน โดยได้เดินทางจัดแสดงมาแล้วทั่วโลก   วัน เวลา : 22 มกราคม-9 กุมภาพันธ์ 2563 สถานที่ : ห้องสตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  
MQDC จับตลาดคนทุกเจเนเรชั่น เปิดโปรเจ็กต์ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท” 6,000 ล้าน

MQDC จับตลาดคนทุกเจเนเรชั่น เปิดโปรเจ็กต์ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท” 6,000 ล้าน

MQDC เปิดตัว “มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท” มูลค่า 6,000 ล้านบาท โครงการเพื่อคนทุกเจเนอเรชั่น ตอบโจทย์งานวิจัย คนกว่า 70% ต้องการอยู่แบบครอบครัวใหญ่ ขณะที่ ซีบีอาร์อี ชี้เทรนด์คอนโดฯ เข้าสู่ยุคการตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัย   นายรุ่งโรจน์ จงศุจิพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส แบรนด์ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ” (MULBERRY GROVE) บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) เปิดเผยว่า ได้เปิดตัวโครงการ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท" by MQDC มูลค่าโครงการกว่า 6,000 ล้านบาท  เป็นคอนโดมิเนียมไฮไรซ์ สูง 37 ชั้น 1 อาคาร ตั้งอยู่บนพื้นที่ 2 ไร่ครึ่ง จำนวนห้องพักอาศัย 287 ยูนิต พร้อมพื้นที่จอดรถกว่า 100 % MQDC ใช้งานวิจัย ปั้น "มัลเบอร์รี่ โกรฟ" การพัฒนาโครงการดังกล่าว ถูกพัฒนาภายใต้การศึกษาวิจัยของบริษัท ที่ได้ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ระบุว่าคนยุคปัจจุบันกว่า 70% มีความต้องการอยู่ร่วมกับคนทุกเจเนอเรชั่น ต้องการอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่ บริษัทจึงนำเอาข้อมูลดังกล่าว มาพัฒนาโครงการและการออกแบบโครงการ โดยให้มีจุดร่วมกันของคนถึง 4 เจเนอเรชั่น ภายใต้แนวคิด INTERGENERATION เพื่อการใช้ชีวิตในแบบ Intergeneration Living อย่างแท้จริง   งานวิจัยของฮาร์วาร์ด ซึ่งศึกษามากว่า 80 ปี พบว่า คนที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน จะมีความสุขและอายุยืนยาว สำหรับโครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท  ประกอบด้วยห้องพักแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 47 - 56.50 ตารางเมตร แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 87 - 114 ตารางเมตร  และ Penthouse 2 - 5 ห้องนอน ราคาขายเริ่มต้น 8.9 ล้านบาท หรือตารางเมตรละ 175,000 บาท โดยมีกำหนดเปิดพรีเซลล์ในวันที่ 1 - 2 กุมภาพันธ์นี้   นายรุ่งโรจน์  กล่าวอีกว่า โครงการได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเกินกว่าที่คาดไว้  โดยมียอดขายแล้ว 20%  ซึ่งเกิดจากเป็นโครงการที่ยังไม่มีผู้ประกอบการพัฒนาออกมาภายใต้แนวคิดดักล่าว  ซึ่งบริษัทยังวางแผนนำเอาแนวคิดการพักอาศัยร่วมกันของคนหลายเจเนอเรชั่น ไปพัฒนาโครงการอื่นๆ ต่อเนื่อง ภายใต้แบรนด์มัลเบอรี่ ซึ่งในปีนี้น่าจะพัฒนาโครงการรวม 2-3 โครงการ ตลาดคอนโดฯ ส่งสัญญาณฟื้นตัว ด้าน นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดคอนโดฯ​ ในปีที่ผ่านมา ถือว่าซบเซา เนื่องจากมีปัจจัยมากระทบ ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ของภาครัฐ ภาวะเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภค  โดยมุมมองของซีบีอาร์อี มั่นใจว่าตลาดคอนโดฯ ในปี 2563 จะปรับตัวดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจาก 4 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนปรนเกณฑ์ LTV 2.ผู้ถือครองที่ดิน หมดความกังวลใจต่อกฎหมายภาษีที่ดินใหม่ เนื่องจากมีความเข้าใจมากขึ้น จากเดิมที่เข้าใจว่าจะถูกจัดเก็บในอัตราที่สูง 3.ซัพพลายของคอนโดฯ ในบางทำเลเริ่มชะตัวลง การแข่งขันจึงไม่รุนแรง เช่น ในทำเลสุขุมวิท การเปิดใหม่จำนวนน้อยลง และ 4.การเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการ จะเป็นโครงการที่มั่นใจว่าตอบสนองความต้องการลูกค้า   เทรนด์การพัฒนาของดีเวลลอปเปอร์ปีนี้ คนที่กล้าเปิดตัวโครงการใหม่ ต้องมั่นใจว่าต้องตอบโจทย์ของลูกค้า เพราะกลุ่มลูกค้าจะเป็นกลุ่มผู้อยู่อาศัยจริง และนักลงทุนระยะยาว กลุ่มนักลงทุนน่าจะลดลงเหลือ 10% จากปกติมีเกือบ 50%   5 การเปลี่ยนแปลงตลาดคอนโดฯ ไทย สำหรับทิศทางการพัฒนาของโครงการคอนโดฯ  ในช่วงที่ผ่านมานั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ 1.ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา หรือปี 2533 คอนโดฯ​ จะพัฒนาตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานคนทั่วไป สิ่งอำนวยความสะดวก จะอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีแค่สระว่ายน้ำ และพื้นที่ออกกำลังกาย 2.ช่วงปี 2543 การพัฒนาพื้นที่ส่วนกลาง จะเพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง ในส่วนของพื้นที่ออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้น เช่น สนามไดร์ฟกอล์ฟ แต่ลูกบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปใช้จริง เพราะขาดการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชน 3.ช่วงปี 2551-2552 พื้นที่ส่วนกลางของคอนโดฯ​ เริ่มให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย และการใช้พื้นที่ส่วนกลางมากขึ้น มีการใส่สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ หรือออกกำลังกาย และอุปกรณ์เพิ่มมากขึ้น 4.ช่วงปี 2559-2560 การพัฒนาคอนโดฯ เริ่มมีขนาดห้องเล็กลง ทำให้ดีเวลลอปเปอร์ พัฒนาพื้นที่ส่วนกลางให้คนในโครงการเข้ามามีส่วนร่วมกันมากขึ้น ตามไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน ทำให้มีการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางประเภท co-working space เพื่อให้คนได้เข้ามาใช้ 5.ยุคปัจจุบัน เป็นการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์คนสูงวัยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่ก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย การพัฒนาโครงการจะเน้น Universal Design รวมถึง การอยู่ร่วมกันของคนหลายเจเนอเรชั่น   นางสาวอลิวัสสา  กล่าวเพิ่มเติมว่า เทรนด์การเลือกที่อยู่อาศัยของคนในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมาก หนึ่งในนั้นคือคอนโดฯ  ที่ตอบโจทย์สังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งจำเป็นต้องมีที่อยู่อาศัยที่สามารถรองรับกับความต้องการดังกล่าวได้   ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มการพัฒนาโครงการอสังหาฯเทรนด์ใหม่เริ่มเด่นชัดเช่นกัน อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -MQDC เปิดแบรนด์ใหม่ “มัลเบอร์รี่” เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การอยู่อาศัยแห่งอนาคต?
พาชม “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” Branded Residence แห่งแรก

พาชม “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” Branded Residence แห่งแรก

ถ้านึกถึงเมืองท่องเที่ยวริมทะเล  ที่ชาวไทยและชาวต่างชาติชื่นชอบมาอย่างยาวนาน  ชื่อของ “หัวหิน” จะติดอันดับต้นๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่นึกถึง เพราะมีทั้งความสวยงามของชายหาด มีวัฒนธรรมหลากหลาย มีมุมสงบที่ให้ได้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ยังหาความสะดวกสบายจากสาธารณูปโภคได้ครบครัน เมืองหัวหินจึงเป็นที่ชื่นชอบของคนส่วนใหญ่ ที่ต้องการมาพักผ่อน ชาร์ตพลังชีวิตได้อย่างเต็มที่ในช่วงวันหยุด     เมื่อเป็นเมืองพักตากอากาศยอดนิยม บรรดาดีเวลลอปเปอร์จึงพากันเข้ามาพัฒนาโครงการสารพัดรูปแบบรองรับ ความต้องการของผู้ที่ต้องการที่พักผ่อนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์  หรือเป็นที่หมายสุดท้ายยามเกษียณอายุ ไม่ใช่ภาคเอกชนเท่านั้น ที่ให้ความสำคัญกับเมืองหัวหิน ภาครัฐเองก็มองเห็นความสำคัญของเมืองหัวหิน ซึ่งเป็นหนึ่งเมืองด้านการท่องเที่ยวหลัก สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศด้วย พราวฯ เปิดโปรเจ็กต์ “อินเตอร์คอนฯ​ หัวหิน” 3,500 ล้าน บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในดีเวลลอปเปอร์หลายราย ที่ให้ความสำคัญกับเมืองหัวหิน โดยเข้ามาพัฒนาโครงการล่าสุด คือ “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน (InterContinental Residences Hua Hin)” มูลค่า 3,500 ล้านบาท  ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่พักอาศัยแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย ภายใต้แบรนด์ “อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท” นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) เล่าว่า โครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน ถือเป็นโครงการที่พักอาศัยระดับลักซ์ชัวรี่ ภายใต้แบรนด์ อินเตอร์คอนติเนนตัลแห่งแรก และแห่งเดียวในประเทศไทย ตั้งอยู่บนทำเลที่ดีที่สุดของเมืองหัวหิน บนที่ดินริมหาดผืนสุดท้ายใจกลางเมืองหัวหิน บนถนนเพชรเกษม ติดซอยหัวหิน 71  เนื้อที่กว่า 7 ไร่ บนถนนเพชรเกษม  ซึ่งซื้อมาด้วยราคาไร่ละ 150 ล้านบาท ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Colonial with a Modern Twist”   “เมืองหัวหินเป็นเมืองตากอากาศริมทะเลที่มีชื่อเสียง และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีศักยภาพด้านการอยู่อาศัย และการท่องเที่ยว ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยว ในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก หรือ ไทยแลนด์ ริเวียร่า ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทำให้โครงการฯ ของเราเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวางจากทั้งกลุ่มลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติมากขึ้น”   สำหรับภายในโครงการฯ ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเมืองหัวหิน โดยผสมผสานเข้ากับความร่วมสมัย และเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียล การออกแบบอาคารให้สามารถมองเห็นวิวทะเลได้ ตลอดจนมียูนิตที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัว อินเตอร์คอนฯ หัวหิน ให้พื้นที่ส่วนกลางกว่า 4 ไร่ ภายในโครงการ ยังมีพื้นที่สีเขียวและส่วนกลางโครงการฯ กว่า 4 ไร่ โดดเด่นด้วยพื้นที่ส่วนกลางที่มีสัดส่วนมากกว่าโครงการทั่วไป โดยจัดสรรพื้นที่กว่า 70% หรือกว่า 7,000 ตารางเมตร เป็นสวนขนาดใหญ่ ชายหาดส่วนตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางกว่า 20 รายการ ได้แก่ สระว่ายน้ำ 7 สระสำหรับเด็ก ครอบครัว ผู้สูงอายุ และผู้ต้องการออกกำลังกาย รวมถึงสระขอบใสริมหาด ห้องออกกำลังกายที่ซ่อนอยู่ใต้สระว่ายน้ำ (Hidden Gym) ที่มาพร้อมกับห้องสปา ตลอดจนพื้นที่จัดเลี้ยงริมหาด (Beach Pavilion) และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อีกมากมาย พื้นที่รอบโครงการฯ ล้อมรอบด้วยสวนขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยพรรณไม้นานาชนิด น้ำพุ และพื้นที่สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง บริเวณอาคารชั้นล่างเน้นดีไซน์ที่ร่วมสมัย เปิดโล่ง และการใช้สีขาวในการตกแต่งเป็นหลัก ขณะที่ชั้นบนของสิ่งปลูกสร้างทั่วทั้งโครงการฯ จะเน้นประดับด้วยบานเกล็ดไม้สไตล์โคโลเนียล เพื่อช่วยบังแดด เพิ่มความเป็นส่วนตัว และขยายพื้นที่พักผ่อนบริเวณระเบียงให้กว้างขวางยิ่งขึ้น อินเตอร์คอนฯ หัวหิน กับ 22 แบบห้องให้เลือก การออกแบบโครงการฯ มุ่งเน้นการเชื่อมโยงสมาชิกครอบครัว 3 เจเนอเรชั่นให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ และออกแบบให้ระเบียงของห้องให้มีความลึก และกว้างพอที่ทำให้ผู้อาศัยดื่มด่ำกับบรรยากาศริมทะเลได้อย่างเต็มที่  การออกแบบให้ห้องเปิดรับแสงในเวลากลางวัน ตลอดจนการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สไตล์โคโลเนียลที่มีกลิ่นอายของความโมเดิร์น โดยเฉพาะการใช้หวายและมุมโค้งที่ออกแบบด้วยความประณีต โครงการถูกออกแบบเป็นอาคารโลว์ไรซ์ จำนวน 9 อาคาร จัดสรรเป็น 7 กลุ่ม เพื่อเหมาะกับความต้องการที่หลากหลาย ประกอบด้วยอาคารสูง 7 ชั้น 1 อาคารและอาคารสูง 4 ชั้น 8 อาคาร รวม 238 ยูนิต  แต่ละอาคารมีจำนวนยูนิตต่อ corridor มากที่สุด 8 ยูนิต เพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด  โดยทุกกลุ่มอาคารมีจุดเด่นของตัวเอง เช่น ระยะใกล้หาด, สระน้ำที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่า, สระน้ำที่มีกิจกรรม หรือระยะใกล้สวนและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ทุกยูนิตให้เฟอร์นิเจอร์ครบ (Fully Furnished) ตามมาตรฐานของอินเตอร์คอนติเนนตัล   จำนวนยูนิตทั้งหมดแบ่งออกเป็นรูปแบบต่างๆ มากถึง 22 ประเภท นับตั้งแต่ประเภท 1 ห้องนอน ไปจนถึง 5 ห้องนอน พื้นที่ตั้งแต่ 45-325 ตารางเมตร  โดยมีจุดเด่นต่างๆ อาทิ ตั้งอยู่ติดสระว่ายน้ำ (Pool Access)  มีสระว่ายน้ำส่วนตัว (Private Pool) มีห้องพักแม่บ้าน ระเบียงกว้างเกือบ 10 ตารางเมตร  พร้อม Day Bed ทุกยูนิตหน้ากว้างกว่า 6 เมตร ให้เต็มอิ่มกับวิวทะเลผ่านประตูกระจกแบบ Full Height โดยกว่า 80% ของโครงการเป็นห้องวิวทะเล (Seaview)   มีห้องประเภท Duplex และ Penthouse   สำหรับห้องเพนท์เฮาส์ มีให้จับจองเพียง 2 ยูนิต พื้นที่ 325 ตารางเมตร  มีห้องมากถึง 5 ห้องนอน แต่ละยูนิตมีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งห้องเพนท์เฮาส์จะมีหน้าติดทะเลกว่า 9 เมตร สามารถมองเห็นวิวทะเลได้ 270 องศา อินเตอร์คอนฯ หัวหิน พร้อมให้บริการระดับลักชัวรี่ จากการใช้แบรนด์อินเตอร์คอนติเนนตัล ของกลุ่มอินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป หรือ IHG มาใช้เป็นแบรนด์บริหารโครงการ ทำให้ผูอยู่อาศัยได้รับการบริการตามมาตรฐานโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล  7 วันต่อสัปดาห์ 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์ Concierge บริเวณล็อบบี้ ห้องเก็บสัมภาระพร้อมกับพนักงานยกสัมภาระ และรถกอล์ฟรับส่งในบริเวณโครงการฯ รวมไปถึงการให้บริการอื่นๆ เช่น ห้องสปาส่วนตัวพร้อม Therapist และ Beach Pavilion ห้องอเนกประสงค์ริมทะเลที่สามารถใช้เป็นสถานที่จัดเลี้ยงพร้อมกับบริการจัดเลี้ยงจากโรงแรมได้   นอกจากนี้ ผู้อยู่อาศัยในโครงการ ยังได้รับสิทธิพิเศษในการใช้บริการจาก 5,800 โรงแรมในเครืออินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป ทั่วโลก ผ่านการเป็นสมาชิก “ไอเอชจี รีวอร์ด แพลตทินัม อีลีท เมมเบอร์ชิป” (IHG Rewards Platinum Elite Membership) และ เอกสิทธิ์ในด้านไลฟ์สไตล์จากการเป็นสมาชิก “พราวด์ พริวิเลจ (Proud Privileges)” จากธุรกิจในเครือพราวกรุ๊ปและพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วยศูนย์การค้า โรงแรม และแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำมากมาย ตลอดจนสิทธิพิเศษในการเข้าใช้บริการ 111 Social Club คาเฟ่สไตล์โคโลเนียลสุดชิค ริมชายหาดที่ตั้งอยู่ติดกับโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน อินเตอร์คอนฯ​ หัวหิน พร้อมโอนปลายปี 64  ความคืบหน้าของโครงการ ปัจจุบันอยู่อยู่ในขั้นตอนการขอรับรองการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยมีแผนจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 4 ในปี 2564  และเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นภาพรวมของความเป็น อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน ชัดเจนยิ่งขึ้น  บริษัทจึงได้สร้างห้องตัวอย่าง แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 50 ตารางเมตร และแบบ 2 ห้องนอน ขนาด 82 ตารางเมตร ซึ่งได้จำลองทุกบรรยากาศที่เหมือนกับโครงการจริง  ภายใน เซลส์ แกลเลอรี ของโครงการ   โครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน จะจัดงานรอบ วีไอพี ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคมนี้ ที่ Gaysorn Urban Resort โดยมีโปรโมชั่นพิเศษ ให้กับลูกค้าที่จองภายในงานจะได้รับสิทธิพิเศษสูงสุด 1,000,000 บาท และยังได้รับ IHG Rewards Club Platinum Elite Membership พร้อมแต้มสะสมสูงสุดถึง 500,000 แต้ม โดยสามารถนำแต้มในบัตรไปแลกรับเอกสิทธิ์ระดับโลก อย่างสิทธิในการเข้าพักที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ตามมหานครชั้นนำ อย่างปารีส ลอนดอน และโตเกียวฯลฯ ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษ และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการฯ ได้ที่ www.intercontinentalresidenceshuahin.com   ข่าวที่เกี่ยวข้อง -เพราะ 3 เหตุผลหลักที่ “พราว กรุ๊ป” ยอมทุ่ม 7,000 ล้าน ปักหมุด 2 โปรเจ็กต์ในจังหวัดภูเก็ต -AWC ผนึก IHG ดึงแบรนด์ในเครือ บริหารโรงแรม 1,200 ห้อง  
“ฮาวทูเคลียร์..ตู้เย็น” ไม่ให้เหลือทิ้ง ลดปริมาณขยะตามแบบฉบับของเบโค

“ฮาวทูเคลียร์..ตู้เย็น” ไม่ให้เหลือทิ้ง ลดปริมาณขยะตามแบบฉบับของเบโค

ข้อมูลจาก ThaiHealth Watch สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ระบุถึงปัญหา 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทยที่ต้องจับตาในปี 2563 ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ เรื่องขยะอาหาร อาหารส่วนเกิน เนื่องจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนเมืองที่ต้องแข่งกับเวลาที่เร่งด่วน และการซื้ออาหารที่อาจมากเกินความจำเป็น ทำให้เก็บรักษาอาหารในตู้เย็นที่ผู้บริโภคอาจละเลยความใส่ใจหรือเก็บชนิดของอาหารในช่องเก็บของตู้เย็นที่ไม่เหมาะสมทำให้คุณภาพหรืออายุของอาหารสั้นลงเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้มีปริมาณอาหารที่ถูกลืมหรือถูกทิ้งขว้างในบ้านเป็นจำนวนมาก   ปีใหม่นี้ บริษัท เบโค ไทย จำกัด จึงอยากชวนทุกคนมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ และอาหารการกินด้วย 5 เคล็ดลับง่าย ๆ กับ ’ฮาวทูเคลียร์..ตู้เย็น’ ไม่ให้เหลือทิ้งสไตล์คนยุคใหม่ ตามแบบฉบับของเบโค เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกคนสามารถปรับพฤติกรรมการซื้ออาหารและการจัดระเบียบตู้เย็นให้เรียบร้อยสะอาดใหม่อยู่เสมอ และที่สำคัญสามารถช่วยประเทศรวมถึงช่วยโลกในการลดปริมาณขยะอาหารที่เหลือทิ้งหรือ Food Waste ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันได้อีกด้วย โดยเคล็ดลับที่ทุกคนสามารถทำตามหรือนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันนั้น ประกอบไปด้วย เช็คตู้เย็นทุกครั้ง ก่อนออกไปช็อป เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเปิดตู้เย็นเช็คว่ามีของอะไรที่ยังเหลือบ้าง แล้วมีอาหารหมดอายุหรือไม่ มีอะไรขาดถึงต้องซื้อใหม่ เพราะถ้าไม่เช็คดูให้ดีก็จะทำให้ตู้เย็นมีแต่อาหารที่มากเกินความจำเป็น นอกจากจะเป็นการเพิ่มปริมาณขยะอาหารแล้ว ยังเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายอีกด้วย และถ้าเราได้รับประทานแต่ของสดใหม่ก็จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดี และช่วยลดปริมาณขยะอาหารในโลกอีกด้วย แยกประเภท เก็บใส่ตู้เย็นให้เป็นหมวดหมู่ เมื่อซื้อของเข้าบ้านแล้ว การจัดวางของให้เป็นระเบียบในตู้เย็น นอกจากจะทำให้ตู้เย็นเรียบร้อยแล้ว ยังสามารถหยิบของได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแยกเก็บของให้เป็นหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นของสด อาทิ ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งครีม เครื่องสำอางค์ต่างๆ  เป็นต้น ก็จะทำให้ไม่เกิดกลิ่นปะปนในตู้เย็น รวมถึงลดปัญหาการเก็บลืมจนอาหารหมดอายุและกลายเป็นขยะอาหารที่ถูกทิ้งในที่สุด เลี่ยงคำว่า เสียดาย หลายคนไม่กล้าทิ้งของเพียงเพราะคำว่า "เสียดาย" ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภท ขนมปัง นม โยเกิร์ต ผัก ผลไม้ หรือแม้กระทั่งเครื่องสำอางและน้ำหอม ที่มีราคาสูงหรืออาจเพิ่งหมดอายุไปเพียงไม่กี่วันก็ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียดาย จนทำให้เก็บลืมและทำให้เกิดขยะอาหารนั่นเอง เพราะฉะนั้นการที่เรายอมทิ้งของหมดอายุในตู้เย็นไปบ้างนั้น จะช่วยให้ตู้เย็นเป็นระเบียบ สะอาดน่าเปิดใช้งาน เปิดตู้เย็น โชว์สกิลฝีมือตัวเอง  ลองหัดทำอาหารไม่ว่าจะทำเพื่อทานที่บ้านหรือเอาไปทานที่ออฟฟิศก็ตาม นอกจากจะช่วยประหยัดค่ามื้ออาหารของเราได้แล้ว ยังทำให้รับประทานได้อย่างสบายใจหายห่วง เพราะเราใช้วัตถุดิบที่สะอาดปลอดภัยจากตู้เย็นของเราเอง อีกทั้งช่วยลดปริมาณขยะอาหารในบ้าน รวมถึงขยะพลาสติกหรือกล่องโฟมได้อีกด้วย เพราะการซื้ออาหารกล่องหรือถุงข้าวแกงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเพิ่มปริมาณขยะพลาสติกหรือกล่องโฟมและเป็นการทำร้ายโลกของเราด้วย เลือกตู้เย็นที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ เราทุกคนต่างต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและคนที่เรารักเสมอ หนึ่งในของใช้ในบ้านที่ขาดไม่ได้เลยก็คือตู้เย็น ซึ่งเราก็ต้องเลือกรุ่นที่ดีที่สุดและสามารถเก็บรักษาอาหารให้คงความสดและคงคุณค่าได้ยาวนานที่สุด ซึ่งเบโคได้คิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีระบบทำความเย็นอัจฉริยะแยกส่วนอิสระ 3 โซนอย่าง Triple Cooling ที่ช่วยลดปัญหากลิ่นปะปนภายในตู้เย็น และเทคโนโลยีในช่องแช่ผักและผลไม้แบบพิเศษอย่าง EverFresh+ ที่ช่วยคงคุณค่าวิตามิน รักษาความสดและยืดอายุของผักและผลไม้ได้ยาวนานขึ้นกว่าเดิม 3 เท่า หรือนานกว่า 30 วัน ทำให้สามารถลดปริมาณขยะอาหารได้อย่างมากเลยทีเดียว ทั้งนี้เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ชอบความหรูหรามีสไตล์ โดยเฉพาะนักสะสมไวน์หรือสายปาร์ตี้ที่รักการทำอาหารในบ้าน พลาดไม่ได้กับ Beko Multi-Door Wine Cooler ตู้เย็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากยุโรปที่ถูกออกแบบให้มีความหรูหรา พร้อมช่องแช่ไวน์ที่สามารถแช่ไวน์ได้สูงสุดถึง 28 ขวด อีกทั้งประตูกระจกป้องกันแสงยูวีที่ช่วยรักษารสชาติของไวน์ และสามารถปรับอุณหภูมิสำหรับแช่ทั้งไวน์ขาวหรือไวน์แดงได้ตั้งแต่ 5-20 องศา ถือเป็นอุณหภูมิที่ดีที่สุดในการแช่ไวน์ เพื่อคงคุณภาพไวน์ขวดโปรดของคุณได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งรับประกันว่าสามารถแบ่งแยกประโยชน์ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นช่องจัดเก็บที่เป็นหมวดหมู่ ดีไซน์ที่หรูหรา เทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงช่วยประหยัดไฟเบอร์ 5 อีกด้วย   เพียงนำแนวทางของเคล็ดลับทั้ง 5 กับ "ฮาวทูเคลียร์..ตู้เย็น" ไม่ให้เหลือทิ้งสไตล์คนยุคใหม่ ตามแบบฉบับของเบโค มาปรับพฤติกรรมการซื้ออาหารและการจัดระเบียบตู้เย็นในบ้าน ก็สามารถช่วยลดปริมาณขยะอาหารและพลาสติกลงไปได้อย่างมาก สำหรับคนยุคใหม่ที่กำลังมองหาตู้เย็นเทคโนโลยีที่ครบวงจรใหม่ล่าสุดจากยุโรป มาพร้อมการออกแบบที่หรูหราพร้อมช่องแช่ไวน์อย่างรุ่น Beko Multi-Door Wine Cooler สามารถติดต่อได้ที่จุดจำหน่ายต่าง ๆ อาทิ ศูนย์การค้าสยาม พารากอน, เซ็นทรัล ชิดลม, เซ็นทรัล อีสวิลล์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เมกา บางนา, โฮมโปร ราชพฤกษ์, โฮมโปร พระราม2, โฮมโปร รามอินทรา และโฮมโปร รังสิต ติดตามรายละเอียดตู้เย็นเทคโนโลยีจาก Beko ได้ทางเว็บไซต์  Beko บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง วิธีเก็บผักผลไม้ในตู้เย็น ให้สดอร่อยและอยู่นานมากขึ้น ฮวงจุ้ยตู้เย็น วางตรงไหนเสริมดวง สีอะไรถูกโฉลก ตำแหน่งการวางเตาครัว เตาอบ ไมโครเวฟ และตู้เย็น ถอดรหัสกระแสบ้านอัจฉริยะ    
Update รถไฟฟ้า ปี 2563

Update รถไฟฟ้า ปี 2563

ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเดินทางไปย่านไหนของกรุงเทพฯ ก็มักจะพบเจอกับการก่อสร้างรถไฟฟ้าอยู่หลายสาย ซึ่งตั้งแต่ปีที่แล้วก็เริ่มมีการเปิดให้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้การเดินทางเป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งภายในปี 2563 นี้ ก็จะมีการเปิดให้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอีก เราจึงชวนมาอัพเดทกันครับว่า จะมีเส้นทางไหนที่ทั้งเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบไปแล้ว และกำลังจะเปิดให้ใช้บริการในอนาคตอันใกล้นี้ เผื่อเป็นตัวเลือกในการเดินทางเพิ่มเติม สำหรับกรุงเทพฯ เมืองที่ประสบปัญหารถติดอยู่เกือบทุกเมื่อเชื่อวันเช่นนี้ รถไฟฟ้า สายสีเขียวเข้ม สุขุมวิท BTS สายสีเขียวทั้งเขียวสุขุมวิท และเขียว สีลม เป็นรถไฟฟ้าสายแรกในประเทศไทยที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2542 ซึ่งยังคงเป็นเส้นทางหลักในบ้านเรามาจนปัจจุบัน เพราะผ่านใจกลางเมืองแหล่งทำงานอยู่หลายโซน ไม่ว่าจะเป็นช่วงห้าแยกลาดพร้าว อารีย์ อโศก พร้อมพงษ์ ทองหล่อ สีลม สาทร ฯลฯ เมื่อดูจากเส้นทางทั้งหมดแล้วจะเป็นรถไฟฟ้าสายหนึ่งที่ชัดเจนมากในแง่ของการขนส่งคนจากนอกเมืองเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างรวดเร็วที่สุดในบรรดาการคมนาคมในเมืองหลวงเช่นนี้ และเนื่องจากสายนี้มีเส้นทางทั้งหมดยาวมากทีเดียวครับ เราจึงแบ่งออกเป็น 2 เส้นทาง คือสายสีเขียวเหนือ กับสายสีเขียวใต้ ดังนี้   รถไฟฟ้า สายสีเขียวเหนือ ภาพของผู้คนแน่นขนัดที่ยืนรอรถเมล์อยู่ใต้สถานีหมอชิต ฝั่งขาออกทุกเย็นวันทำงาน หลังจากนี้อาจจะเบาบางลงบ้างนะครับ เพราะสายสีเขียวเหนือ ซึ่งเปิดให้บริการไปจนถึงสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเตรียมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตลอดสายไปจนถึงสถานีคูคต ในช่วงปลายปี 2563 นี้ จะทำให้การเดินทางสะดวกสบายขึ้นอีกเยอะ เพียงแต่ก็ยังต้องพิจารณากันดีๆ ในแง่ของค่าใช้จ่ายที่จะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน สำหรับใครที่ตัดสินใจนั่งรถไฟฟ้าต่อออกไป รถไฟฟ้า สายสีเขียวใต้ ปัจจุบันเปิดให้บริการตลอดสายแล้วครับ โดยที่สถานีสำโรง จะเป็นจุด Interchange ต้องลงเพื่อเปลี่ยนขบวน เพื่อต่อออกไปยังสถานีปู่เจ้า-เคหะฯ ซึ่งค่าใช้จ่ายตลอดสาย หากเริ่มจากสถานีสยามไปจนถึงเคหะฯ ก็มีราคาปกติอยู่ที่ 59 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 42 นาที รถไฟฟ้า สายสีเขียวอ่อน สีลม รถไฟฟ้าสายแรกที่สร้างข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาจากใจกลางเมืองข้ามไปฝั่งธนฯ โดยราคาจากสถานีสนามกีฬาไปจนถึงบางหว้าอยู่ที่ 59 บาท ใช้เวลาประมาณ 23 นาที รถไฟฟ้า สายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายแรกในบ้านเราครับ ซึ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2547 จากเดิมเริ่มจากสถานีบางซื่อ-หัวลำโพง แต่ในปัจจุบันได้เปิดเพิ่มขึ้น โดยแบ่งเป็น 2 สาย คือ ช่วงหัวลำโพง-หลักสอง เปิดให้ใช้บริการตั้งแต่ปีที่แล้ว และช่วงเตาปูน-ท่าพระ จะให้บริการอย่างเป็นทางการ วันที่ 30 มีนาคม 2563 นี้แล้ว เมื่อสายสีน้ำเงินเดินรถอย่างเต็มรูปแบบก็จะกลายเป็นวงแหวนล้อมรอบกรุงเทพ ผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นย่านที่อยู่อาศัย แหล่งออฟฟิศ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ จนกลายเป็นอีกหนึ่งสายหลักที่น่าจับตามองทีเดียวครับ   ช่วงเตาปูน-หลักสอง จากเดิมเปิดให้บริการเตาปูน-หัวลำโพง แต่ปัจจุบันสามารถเดินทางกันยาวๆ ไปจนถึงสถานีหลักสอง โดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวนครับ โดยที่เตาปูนจะเป็นสถานีแบบยกระดับ ส่วนช่วงสถานีบางซื่อจะเป็นการเดินรถใต้ดินก่อนจะมายกระดับที่สถานีท่าพระ-หลักสอง ซึ่งอัตราค่าโดยสารสูงสุด 42 บาท ใช้เวลาเดินทางตั้งแต่สถานีเตาปูน-หลักสอง ประมาณ 57 นาที ช่วงเตาปูน-ท่าพระ เป็นช่วงที่ใช้รถไฟฟ้าแบบยกระดับตลอดสาย โดยตอนนี้ยังเป็นช่วงทดลองวิ่ง ซึ่งเปิดให้บริการ 10.00-16.00 น. และจะให้บริการอย่างเป็นทางการ วันที่ 30 มีนาคม 2563 มีอัตราค่าโดยสารสูงสุด 42 บาท ใช้เวลาเดินทางตั้งแต่สถานีเตาปูน-ท่าพระ ประมาณ 44 นาที รถไฟฟ้า สายสีม่วง MRT สายสีม่วง ถือว่าได้รับกระแสตอบรับดีทีเดียวสำหรับชาวนนทบุรี ซึ่งมักจะใช้เดินทางเข้าไปทำงานในเมืองโดยเปลี่ยนขบวนเป็นสายสีน้ำเงินที่สถานีเตาปูน เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการครั้งแรกวันที่ 6 สิงหาคม 2559 เป็นช่วงเตาปูน-บางใหญ่ โดยมีราคาสูงสุดที่ 42 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 28 นาที ส่วนสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ มีกำหนดเปิดให้บริการภายในปี 2569 รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ รถไฟฟ้าที่เป็นหัวใจหลักของผู้ที่ต้องการเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงผู้ที่พักอาศัยอยู่ในโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ เข้าเมืองที่สถานีพญาไท ในราคาสูงสุด 45 บาท ใช้เวลาเดินทางทั้งสายประมาณ 26 นาที ที่สำคัญเลยคือ ในอนาคตสายนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งหากเปิดให้บริการอย่างสมบูรณ์เมื่อไร เราจะสามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ-มาบตาพุด ได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมงเท่านั้น   Infographic เรื่องอื่นๆ ลดหย่อนภาษี สำหรับมนุษย์เงินเดือน บ้านกับรถ ซื้ออะไรก่อนดี ? เคล็ดลับผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ดอกเบี้ยลด หมดหนี้ไว