Uncategorized

 

Uncategorizedแนะนำ

Uncategorizedล่าสุด

1
IMPACT Speed Park สนุกจนอะดรีนาลีนพุ่งพล่าน

IMPACT Speed Park สนุกจนอะดรีนาลีนพุ่งพล่าน

ในวันหยุดสุดแสนน่าเบื่อ เราจะออกไปหา Activity สนุกๆ อะไรทำกันบ้างคะ? นอกจากเดินห้าง ดูหนัง กินข้าวแบบเดิมๆ ถ้ายังนึกไม่ออกล่ะก็ลองตามเรา Reviewyourliving ไปเจอความท้าทายใหม่สุดมันส์สำหรับคนรักความเร็วโดยเฉพาะ รับรองว่าจะเร่งอะดรีนาลีนให้พลุ่งพล่านแน่นอนค่ะ     IMPACT Speed Park โกคาร์ท “Sodi RTX” ระบบไฟฟ้าจากแบรนด์ยักษ์ระดับโลกประเทศฝรั่งเศส ที่มีความปลอดภัยสูงสุดด้วยมาตรฐานระดับโลก น้องๆ ที่มีความสูงตั้งแต่ 120 ซม. หรือประมาณ 7 ขวบก็เล่นได้แล้วค่ะ   สถานที่ตั้ง : ริมทะเลสาบ เมืองทองธานี ถ.ป๊อปปูล่า 3 เวลาเปิด-ปิด : จ.-ศ. 16.00-00.00 น. ส.-อา. 10.00-00.00 น. ค่าบริการ : บัตรผู้ใหญ่/คน/รอบ 600 บาท บัตรเด็กอายุ 7-14 ปี /คน/รอบ 480 บาท บัตรสมาชิกที่มีอายุครบ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ออกบัตร 100 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม : mpactspeedpark.com   https://youtu.be/S0JrlJjDxxM              
5 Co-Working Space ทั่วกรุงฯ ทำงานยังไงก็ไม่เบื่อ!!

5 Co-Working Space ทั่วกรุงฯ ทำงานยังไงก็ไม่เบื่อ!!

เดี๋ยวนี้เทรนด์การทำงานแบบอิสระกำลังมาแรง คนรุ่นใหม่ส่วนมากเลือกที่จะออกมาเป็นเจ้าของกิจการ ทำธุรกิจส่วนตัว หรือแม้แต่รับงานอิสระ เป็นฟรีแลนซ์ สิ่งที่ตามมาคือ เทรนด์ของการเปลี่ยนสถานที่ทำงานใหม่ๆ เพราะการนั่งทำงานในออฟฟิศ หรือแม้แต่การทำงานอยู่ที่บ้านก็กลายเป็นเรื่องจำเจไปโดยปริยาย หลายคนเลือกนั่งทำงานตามร้านกาแฟ คาเฟ่ต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมายตั้งแต่แบรนด์ดังตามห้าง ไปจนถึงร้านเล็กๆ บรรยากาศดีที่ดึงดูดบรรดา Café Hopper ได้เป็นอย่างดี แต่บ่อยๆ ครั้ง ร้านกาแฟก็อาจจะไม่เอื้อต่อการนั่งทำงานเท่าที่ควร ดังนั้นอีกตัวเลือกอย่าง Co-Working Space จึงกลายมาเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนทำงานรุ่นใหม่       ข้อดีของ Co-Working Space ที่ต่างจากร้านกาแฟทั่วไปคือ Facility ต่างๆ ที่ถูกออกแบบมาให้เหมือนเป็นออฟฟิศขนาดย่อม มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงาน เช่น สัญญาณ wifi แรงๆ, เครื่อง Printer และ Stationary สำนักงานบางส่วน ซึ่งมีไว้ให้บริการสำหรับสมาชิก หรือผู้ที่เข้ามาใช้บริการโดยเฉพาะ (โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมบางส่วน) ในขณะที่บรรยากาศของ Co-Working Space ส่วนใหญ่จะมีคอนเซปต์ที่น่าสนใจแตกต่างกันออกไป ที่อาจช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน   ด้วยความที่การทำงานใน Co-Working Space ทำให้เรามีโอกาสได้พบเจอกับผู้คนมากหน้าหลายตา หลากหลายอาชีพ นอกจากการได้เปลี่ยนบรรยากาศ และสถานที่นั่งทำงานไปเรื่อยๆ แบบไม่ต้องนั่งโต๊ะประจำเหมือนในออฟฟิศแล้ว บางครั้งการได้ทักทายพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ก็อาจทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ หรืออาจจะกลายเป็น Connection ดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจในอนาคตก็ได้ หลายคนจึงเลือกที่จะนั่งทำงานใน Co-Working Space มากกว่าในร้านกาแฟ..... เราไปดูกันดีกว่าค่ะว่า Co-Working Space ผุดขึ้นมากมายทั่วกรุงเทพ มีที่ไหนน่าไปนั่งทำงานกันบ้าง เราลองยกตัวอย่างจากที่เคยได้ไปนั่งทำงานมาบ้างแล้ว ใครใกล้โซนไหน สะดวกตรงไหนก็แวะไปกันได้เลย   Ease Café   จริงๆ ในซอยอารีย์มีคาเฟ่ให้เลือกเยอะเลยค่ะ แต่ Ease Café เป็น Co-Working Space หนึ่งที่มีบรรยากาศเหมาะกับการนั่งทำงานมากๆ ทั้งบรรยากาศที่เรียบง่าย เงียบสงบมากพอเหมาะกับการทำงาน แถมยังมีพื้นที่สีเขียวเล็กๆ ที่ด้านข้างร้าน สามารถมานั่งทำงานข้างนอกได้สำหรับใครที่เบื่อนั่งในห้องแอร์แล้ว พื้นที่ชั้นล่างเป็นโซน café มีบริการกาแฟรสละมุน เครื่องดื่มอื่นๆ มากมายในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป รวมถึงอาหารคาวก็มีให้เลือกหลากหลายพอสมควร ส่วนบริเวณชั้นบนเป็นพื้นที่ของ Co-Working Space สำหรับใครที่อยากนั่งทำงานแบบจริงจัง มีห้องประชุมเล็กๆ ด้วยเผื่อใครต้องการนัดคุยงานกับทีมแบบส่วนตัว ในขณะเดียวกันก็ยังได้บรรยากาศสบายๆ คล้ายกับได้ไปนั่งทำงานบ้านเพื่อนเลยค่ะ   ที่ตั้ง : ซอยอารีย์ (ห่างจาก BTS อารีย์ 300 เมตร) เวลา เปิด-ปิด : 10:00 – 22:00 น. ค่าบริการ : เริ่มต้น 120 บาท/2 ชั่วโมง, 250 บาท/วัน เบอร์ติดต่อ : 092 828 5424     Nap Lab   Nap Lab เป็นหนึ่งใน Co-Working Space ที่เรียกตัวเองว่า Co-Napping Workspace เพราะมีบรรยากาศน่านอนมากกว่านั่งทำงานค่ะ (ใครๆ ก็บอกแบบนี้) ที่นี่เปิดให้บริการกันแบบ 24 ชั่วโมง นั่งทำงานกันไปเรื่อยๆ ถ้าง่วงก็งีบหลับได้เลยค่ะ ชั้นล่างมีชื่อเรียกว่า Chill Lab เน้นนั่งเล่นนั่งทำงานกันชิลๆ จะเอนหลังก็ได้เหมือนกันค่ะ ส่วนพื้นที่ชั้นบนเป็น Active Lab บรรยากาศจะค่อนข้างเป็นทางการกว่า ใครที่ต้องการนั่งทำงานแบบจริงจังหน่อยโซนนี้จะเหมาะมาก   เรื่อง Facilities ต่างๆ ของ Nap Lab เรียกว่าเอาใจวัยรุ่นกันสุดๆ เพราะมีทั้ง Escape Area พร้อมโต๊ะเกมให้เปลี่ยนบรรยากาศให้ผ่อนคลายระหว่างทำงาน มีคาเฟ่ขายอาหารและเครื่องดื่ม หรือถ้าช่วงไหนงานหนักต้องอยู่ยาวแบบข้ามคืน ทีนี่ก็มีห้องอาบน้ำไว้ให้บริการด้วย!!! (แต่เครื่องใช้ต่างๆ ต้องเตรียมมาเองนะจ๊ะ) Nap Lab ตั้งอยู่ใกล้ๆ จุฬาฯ เดินทางสะดวกทีเดียวค่ะ แต่ช่วงสอบน้องๆ นักศึกษาอาจจะมานั่งอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบกันมากหน่อย   ที่ตั้ง : ชั้นที่ 24 อาคารจามจุรีสแควร์ เวลา เปิด-ปิด : 24 ชั่วโมง ค่าบริการ : เริ่มต้น 150 บาท/ชั่วโมง เบอร์ติดต่อ : 02 026 0635     JustCo   JustCo เป็น Co-Working Space แบรนด์จากสิงคโปร์ ซึ่งสาขาที่เราเลือกอยู่ที่ ตึก Capital All Season Place ที่อยู่ใจกลางย่านธุรกิจ ด้วยความที่ JustCo ให้ความสำคัญกับการสร้าง community ของคนทำงาน โดยสมาชิกจะได้พบประสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น จิบกาแฟกันได้ตั้งแต่บริเวณ Common Area ด้านหน้าเลย สำหรับใครที่ต้องการเติมคาเฟอีนซักหน่อย Coffeeology Bangkok ก็พร้อมเสิร์ฟกาแฟดีๆ ในราคาพิเศษสำหรับสมาชิกด้วยนะคะ ถัดเข้าไปอีกหน่อยทาง JustCo แบ่งพื้นที่ทำงานเป็นโซน Hot-Desk สำหรับการนั่งทำงานแบบไม่ประจำ เพื่อที่สมาชิกจะได้เพิ่มโอกาสในการสร้างเพื่อนใหม่ๆ หรือแลกเปลี่ยนไอเดียกับคนข้างๆ มากขึ้น   ในขณะที่โซน Office จะเป็นห้องทำงานประจำให้เช่า พร้อมห้องประชุมขนาดต่างๆ และ Facility แบบจัดเต็มเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนทำงานโดยเฉพาะ บรรยากาศภายในของที่นี่ตกแต่งด้วย Pop Art สีสันสดใส ประกอบกับ City View สวยๆ ของถนนวิทยุช่วยพักสายตา และสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว   ที่ตั้ง : ชั้นที่ 10 อาคารแคปปิตอลทาวเวอร์ ออลซีซั่นส์เพลส (Capital Tower All Season Place) เวลา เปิด-ปิด : จันทร์-ศุกร์ 8:30 – 18:00 น. (ผู้เช่าออฟฟิศสามารถเข้าได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง) เบอร์ติดต่อ : 02 055 8606     Spaces   Spaces เป็นอีกแบรนด์จากต่างชาติ เครือเดียวกับ Regus ซึ่งให้บริการ Co-Working Space ในหลายประเทศทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยเองก็มีหลายสาขาเช่นกัน สาขาที่เรามาเป็นสาขาใหม่ล่าสุดของ Spaces อยู่บนชั้นที่ 24 อาคารจามจุรีสแควร์ เดินทางสะดวกมากๆ เพราะมีสถานีรถไฟฟ้า MRT อยู่ใต้ตึกกันไปเลย พื้นที่ทำงานของ Spaces แบ่งไว้เป็นสัดส่วนคล้ายกับหลายๆ ที่ค่ะ แต่ที่นี่มีห้องออฟฟิศแบบเช่าประจำเยอะมากกกก ในขณะที่โซนส่วนกลางสำหรับที่นั่งไม่ประจำก็กว้างขวาง มีที่นั่งให้เลือกหลายมุมเลยค่ะ อยากจะปลีกตัวนั่งทำงานเงียบๆ ก็มี หรือจะนั่งโล่งๆ มองวิวกว้างของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ช่วยพักสายตาได้ดีเหมือนกันค่ะ   บรรยากาศของที่นี่น่านั่งทำงานมากๆ ค่ะ จนแอบอยากมีออฟฟิศประจำเล็กๆ กับเค้าบ้างเลย คาเฟ่ที่เปิดให้บริการก็คัดสรรมาแล้ว เราจะได้กินกาแฟดีๆ พร้อมขนมอร่อยๆ จากร้าน Casa Lapan’ ที่ช่วยเติมความกระปรี้กระเปร่าได้เป็นอย่างดี หรือจะพักอ่านหนังสือเพื่อหาไอเดียเพิ่มที่นี่ก็มีหนังสือเจ๋งๆ วางไว้เยอะเลยค่ะ   ที่ตั้ง : ชั้น 24 อาคารจามจุรีสแควร์ เวลา เปิด-ปิด : 8:30 - 18:00 น. (สำหรับสมาชิกทั่วไป) เบอร์ติดต่อ : 02 007 2100     Axis & Spin Lounge (The Continent Hotel)   ที่นี่จัดว่าเป็น Hidden Place เลยก็ได้ เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่า บนชั้น 38-39 ของโรงแรม The Continent ใจกลางอโศก จะมี Co-Working Space ที่หรูหราระดับโรงแรม 5 ดาวเปิดให้บริการอยู่ด้วย ทางโรงแรมจัดสรรพื้นที่ของ Axis & Spin Lounge เปิดให้คนทั่วไปได้มานั่งทำงานในช่วง 8:00-17:00 น. พร้อม wifi ความเร็วสูง และวิวสวยๆ ของสี่แยกอโศก   บรรยากาศที่นี่หรูหรา แอร์เย็นฉ่ำมาก มาพร้อมบริการแบบ Full Service ให้เรานั่งทำงานกันสวยๆ ไปเลยจ้า สำหรับใครที่ซื้อแพคเกจครึ่งวัน หรือเต็มวัน ทางโรงแรมมี Complimentary เครื่องดื่มชา กาแฟ และ Snack ให้ด้วย ส่วนใครที่กำลังคิดว่าราคาค่าบริการจะเกินเอื้อม ต้องบอกเลยว่าคิดผิด!!! เพราะเริ่มต้นแค่ 150 บาท/ชั่วโมงเท่านั้น ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายแบบนี้ ระวังจะติดใจจนไม่อยากกลับนะคะ เพราะหลัง 5 โมงเย็นไปแล้ว พื้นที่นี้จะกลับไปเป็น Lounge เตรียมบริการเครื่องดื่มเย็นๆ ให้ได้ Hangout ต่อได้เลย   ที่ตั้ง : ชั้น 38-39 โรงแรม The Continent (BTS อโศก) เวลา เปิด-ปิด : 8:00-17:00 น. ทุกวัน ค่าบริการ : เริ่มต้น 150 บาท/ชั่วโมง เบอร์ติดต่อ : 02 686 7000  
จัดฮวงจุ้ยบ้านยังไง?

จัดฮวงจุ้ยบ้านยังไง? "เพิ่มเสน่ห์-เสริมความรัก"

สุขภาพก็ดี การงานก็เริ่ด และอีกสิ่งที่อยากให้ดีตามไปด้วยก็เรื่องความรักไงล่ะ แถมช่วงนี้ทำไมกันน้าความรักเจ้าขาไม่มาหาเลย จะเฉียดมายังไม่มี โอ๊ยยย เซงเลย ส่วนคนมีคู่ช่วงนี้ใครคิดว่าอยู่ในช่วงห่างกันสักพักบ้าง แล้วทำไงเราจะกลับมาหวานชื่นกันเหมือนเดิม...อะๆ อย่าเพิ่งน้อยใจกันไป บางทีเรื่องนี้อาจจะต้องมาเสริมด้วยเรื่องฮวงจุ้ยกันหน่อย เพื่ออะไรๆ จะมาปิ๊งปั๊งกระเเทกใจ มาดูเเนวทางหลักๆในการจัดฮวงจุ้ยเสริมความรักกัน!   สร้างบรรยากาศในห้องนอน ตามหลักฮวงจุ้ยเเล้ว สภาพห้องนอนที่เหมาะสมกับความรักคือสภาพที่เป็นหยิน นั่นคือมีความสงบ อากาศถ่ายเท และไม่สว่างจนเกินไป เเสงสลัวหน่อยๆ ช่วยสร้างบรรยากาศแบบโรแมนติกไง เเละ “สีชมพูอ่อน” จะช่วยเสริมสร้างพลังแห่งความรักให้หวานชื่นกันไปเลย แอบกระซิบเคล็ดลับเล็กๆ ถ้าเเต่งห้องนอนด้วยโทนสีฟ้าหรือสีเทา จะช่วยให้รักกันดูดดื่มกว่าสีอื่นๆ   ปรับฮวงจุ้ยเสริมพลังธาตุ นี่ไม่ใช่ให้ไปฝึกฝนกำลังภายในกันนะ ที่ให้ทำคือเสริมพลังธาตุที่ทิศต่างๆ ทิศเหนือ/ทิศตะวันออกเฉียงใต้ มุมนี้ของบ้านเเละห้องนอนถือเป็นตัวเเทนเเห่งเสน่ห์เเละความรัก โดย ทิศเหนือเป็นตัวเเเทนของธาตุน้ำ อันเป็นพลังซึ่งเป็นเเรงขับทางเพศ ส่งเสริมให้ชายหญิงมีความปรารถนามากขึ้น ดังนั้นทิศเหนือของบ้านไม่ควรมีหินหรือวางก้อนหินมีคมเกะกะ เพราะจะบั่นทอนพลังของทิศนี้ เเต่ถ้าจัดเป็นบ่อปลา สวนน้ำ อ่างบัว ก็จะช่วยให้เกิดผลดีทางฮวงจุ้ย อะๆ แต่น้ำนั้นต้องดูเเลให้สะอาดนะ ไม่เน่า ไม่เหม็น ไม่ขัง ไม่งั้นจะกลายเป็นเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นเเทน เเละห้องนอนมุมทิศเหนือนั้นสามารถใช้สีฟ้า สีเทา มาตกแต่งเสริมพลัง หาแก้วคริสตัลใสๆมาตั้งไว้ก็ช่วยเรื่องของความรักได้นะ ส่วนทิศตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนนอกบ้าน แนะนำให้ปลูกดอกไม้สีสันสวยงาม ยิ่งใครโสดๆล่ะก็รีบทำเลย แล้วก็เลือกดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม เช่น จำปี จำปา มะลิ ฯลฯ ก็ช่วยส่งเสริมพลังเป็นอย่างดี สำหรับห้องนอนทิศนี้ ก็จัดเเต่งสิ่งของน่ารักสวยงาม เช่น เเจกันดอกไม้ ตุ๊กตาคู่ หรือถ้าใครมีคู่แล้วจะวางรูปคู่ของเราสองก็กุ๊กกิ๊กไปอีกแบบก็ได้   เสริมพลังเเห่งดาวประจำปีที่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับปี 2560 นี้ พลังแห่งรักของธาตุไม้จะโคจรอยู่บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของห้อง สรุปแบบง่ายๆเลยคือเราสามารถเสริมฮวงจุ้ยเรื่องพลังแห่งความรักได้ทุกห้องในบ้านเลย จะห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือห้องทำงาน ได้หมดเลย วิธีการง่ายๆคือวางเเจกันดอกไม้ที่มำจากเซรามิคหรือแก้ว แล้วใส่ดอกไม้กลิ่นหอมบวกสีสันสวยงาม (ช่วยเสริมพลัง) ไว้จุดกึ่งกลางของห้องทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เเล้วอย่าลืมเปลี่ยนน้ำกันบ่อยๆ นะ จะได้ช่วยรักษาความสดชื่นให้กับดอกไม้ จะได้มีเสน่ห์กันไปตลอดปีเเต่ดาวไม่ได้โคจรมาเเต่ดวงความรักนะ ยังมีดาวประจำปีที่ควรแก้ไขคือดาวเเห่งความเป็นม่าย ซึ่งปีนี้ก็โคจรมาทางทิศนี้ด้วย โดยเฉพาะทิศนี้ของห้องนอน! ว้ายตายเเล้ว! เเถมพลังของทิศนี้เป็นธาตุดิน เป็นจุดสะสมพลังความเจ็บป่วยส่งผลร้ายต่อสาวๆ ยิ่งถ้าบ้านไหนมุมนี้สกปรก รก อับ คนที่อยู่ก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย หงุดหงิด ดังนั้นเราควรแก้ไขด้วยการเสริมฮวงจุ้ยเพื่อเสริมพลังดีและลดพลังร้าย โดยวางโลหะสีเงิน ทอง หรือของเเวววาวที่อยู่นิ่งๆ ไปวางไว้ทิศนี้ ก็ช่วยผูกพลังร้ายไว้นั่นเอง แล้วอย่าลืมทำความสะอาดด้วยนะ นอกจากจะช่วยเสริมพลังฮวงจุ้ยเพิ่มความรักเรื่องคู่ครองกันไปแล้ว ยังช่วยเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีของคนในครอบครัวด้วยนะ เเต่ถึงเราจะเสริมฮวงจุ้ยกันเต็มที่เเล้ว ก็ยังมีสิ่งที่ลืมไม่ได้และสำคัญที่สุดคือทั้งสามีเเละภรรยานั้นต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน รู้จักให้อภัย ก็จะช่วยให้ชีวิตคู่ของเราราบรื่น ส่วนคนโสดก็พยายามต่อไปน้า Note ทบทวนก่อนจากกัน ห้องนอนโทนสีชมพูอ่อนจะช่วยเพิ่มเสน่ห์ความรักให้สดชื่น ห้องนอนโทนสีฟ้าหรือสีเทาช่วยปลุกพลังให้รักดูดดื่ม ทิศเหนือของบ้านหรือห้องนอน จัดสวนน้ำ, บ่อเลี้ยงปลา, อ่างบัว หรือแต่งด้วยสีฟ้า-สีเทา ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านหรือห้องนอน ปลูกดอกไม้กลิ่นหอม หรือวางแจกันดอกไม้สด หรือตุ๊กตาคู่ หรือรูปถ่ายคู่กั ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ วางแจกันดอกไม้สดที่ตัวเองชื่นชอบ เอาแบบเเจกกันเเก้วหรือเซรามิค เเละดอกไม้หอมๆ สีสวยนะ อย่าลืมทำความสะอาด ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของห้องไม่ให้สกปรก มีมุมอับ ไม่งั้นพลังความเจ็บป่วยจะมาหานะ ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.home.co.th/hometips/decoration/detail/54939-จัดฮวงจุ้ยบ้านยังไง?-"เพิ่มเสน่ห์-เสริมความรัก"

1