Tag : Decoration

72 ผลลัพธ์
6 สิ่งต้องมี ในห้องนอน เพื่อการหลับอย่างมีคุณภาพ

6 สิ่งต้องมี ในห้องนอน เพื่อการหลับอย่างมีคุณภาพ

ทุกคนต่างรู้ดีว่าการนอนหลับพักผ่อน เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ แต่ในภาวะและสถาการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้หลายคนวิตกกังวล ว่าตนเองจะติดหรือได้รับเชื้อหรือยัง  จนทำให้อาจจะเกิดภาวะกังวลใจ ส่งผลทำให้ “นอนไม่หลับ” ก็ได้ หรือแม้แต่ปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง เช่น การทำงานหนัก ความเครียด ล้วนแต่เป็นสาเหตุทำให้นอนไม่หลับได้เช่นกัน     อิเกีย ศูนย์จำหน่ายสินค้า เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน ได้นำเสนอเทคนิคและแนวทางในการจัดห้องนอน ให้มีบรรยากาศเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างให้เกิดการนอนและการผักผ่อนที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง  นอกจากนี้ จากรายงาน Life at Home ของอิเกีย พบว่า คนไทยทำกิจกรรมเกือบทุกอย่างในห้องนอน ไม่ว่าจะเป็น นอนหลับ อ่านหนังสือ ทำงาน เล่นเกม ออกกำลังกาย และกินข้าว แต่จะพบว่ายังมีปัญหาในการตกแต่งห้องนอน คือ มีงบประมาณและพื้นที่ที่จำกัด ทำให้ไม่สามารถเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสมได้ ขณะเดียวกันหลายๆ ครอบครัวก็ใช้ห้องนอนร่วมกัน รวมถึงไม่มีไอเดียในการปรับเปลี่ยนบรรยากาศในห้องนอนให้เอื้อต่อพฤติกรรมการนอนที่มีคุณภาพอีกด้วย   อิเกียจึงได้ให้คำแนะนำในการแต่งห้องนอน เพื่อการนอนที่มีคุณภาพว่า การลดปัญหานอนไม่หลับ การนอนแล้วไม่สบายตัว ปวดหลัง หรือหลับไม่สนิทนั้น สามารถทำได้หลายวิธี โดยไม่ต้องใช้งบประมาณมากมาย ด้วยการเริ่มต้นจาก 6 องค์ประกอบหลักที่จำเป็นต้องมีในห้องนอน ได้แก่ 1.ความสบาย 2.แสงสว่าง​ 3.เสียง 4.​อุณหภูมิ  5.คุณภาพอากาศ  และ 6.การตกแต่ง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยให้เรานอนหลับได้อย่างเต็มที่ และตื่นขึ้นมาในวันใหม่อย่างสดชื่น เทคนิคการจัด 6 องค์ประกอบหลักในห้องนอนเพื่อการนอนอย่างมีคุณภาพ 1.สบาย อุปกรณ์การนอน ไม่ว่าจะเป็น​เตียง ฟูก หมอน และเครื่องนอนทั้งหมด ควรเลือกที่สามารถรองรับร่างกายและกระดูกสันหลังตามหลักสรีรศาสตร์ จะช่วยให้นอนหลับสบายไม่ปวดหลัง นอกจากนี้ การเลือกเครื่องนอนยังควรคำนึงถึงการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอีกด้วย 2.แสง โดยทั่วไป ยิ่งห้องนอนมืดมากเท่าไร ก็จะช่วยให้หลับได้ดียิ่งขึ้น การใช้ไฟที่สามารถหรี่ได้ และผ้าม่านช่วยบังแสงไฟจากข้างนอก (แล้วยังเพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วย) เป็นตัวช่วยที่ดี ซึ่งอิเกีย มีระบบบ้านอัจฉริยะที่สามารถควบคุม การทำงานของไฟ และผ้าม่านได้ผ่านแอปพลิเคชั่นและรีโมทคอนโทรล ช่วยให้ไม่ต้องลุกขึ้นไปปิดไฟ หรือผ้าม่านในตอนที่คุณรู้สึกง่วงนอนแล้ว 3.เสียง จากการวิจัยพบว่า แม้เราจะหลับ แต่หูของเราก็ยังคงฟังเสียงอยู่ และเมื่อได้ยินเสียงก็จะกระตุ้นการทำงานของสมอง ดังนั้นห้องที่เงียบจะส่งผลต่อคุณภาพการนอนของเรา วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ ที่ช่วยลดเสียงรบกวนในห้องนอน คือการเลือกใช้ผ้าม่าน พรม หรือสิ่งทอพวกกำมะหยี่จะช่วยดูดซับเสียงได้เป็นอย่างดี 4.อุณหภูมิ โดยปกติแล้วตอนนอน ความร้อนในร่างกายประมาณ 80% จะระบายผ่านผ้าห่มออกมา ดังนั้นหากยังรู้สึกหนาวตอนนอน ควรเลือกผ้านวมที่หนา อัดไส้แน่น หรือเตรียมผ้าห่มที่นุ่มสบายไว้ใกล้ตัว เพิ่มเพิ่มความอบอุ่น โดยทั่วไปเราจะหลับในห้องเย็นๆ ได้ดีกว่าห้องที่มีอุณหภูมิสูง 5.คุณภาพอากาศ อากาศที่ไม่สะอาดหรือระดับความชื้นที่ไม่สมดุล อาจรบกวนการนอนหลับและส่งผลต่อสุขภาพได้ ห้องนอนควรมีการระบายอากาศที่ดี ไม่ชื้น-ไม่แห้งเกินไป การใช้เครื่องฟอกอากาศก็เป็นตัวช่วยที่ดี หรือเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท และรับอากาศบริสุทธิ์ รวมถึงการใช้ต้นไม้เล็ก ๆ ก็ช่วยฟอกอากาศได้ดี เหมาะกับห้องนอนขนาด 10 ตร.ม. 6.การตกแต่งและการจัดเก็บ สภาพแวดล้อมที่สงบและสบายเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้นอนหลับสนิท หลับสบายตลอดคืน การเลือกของตกแต่งภายในห้องที่มีสไตล์แบบเดียวกัน จะทำให้ห้องนอนมีบรรยากาศสงบยิ่งขึ้น การเก็บข้าวของและเสื้อผ้าให้เข้าที่เรียบร้อยพ้นสายตา ก็จะทำให้ตอนกลางคืนนอนหลับสนิทไร้ความกังวลใจ   ด้วย 6 องค์ประกอบหลักดังกล่าว หากนำมาปรับใช้ และจัดห้องนอนให้ได้ตามทั้งหมด เชื่อว่าจะทำให้เราสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น แต่สิ่งสำคัญคงต้องหมั่นดูแลร่างกาย และจิตใจ ต้องไม่เครียดหรือกังวลใจมากเกินไป การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้การนอนหลับได้ดีขึ้นเช่นกัน
รีวิวพาทัวร์เลาะรั้วรอบบ้าน “ถนนจันทน์”

รีวิวพาทัวร์เลาะรั้วรอบบ้าน “ถนนจันทน์”

รีวิวพาทัวร์เลาะรั้วรอบบ้าน "ถนนจันทน์" ช่วงนี้อากาศกำลังดีค่ะ วันนี้เลยจะพาทุกคนไปเดินเล่นแถวๆ "ถนนจันทน์" กันซักหน่อย ด้วยความที่เป็นพื้นที่คุ้นเคยเพราะเกิดและโตในย่านนี้จนคุ้นชินกับบรรยากาศของชุมชนในระแวก และเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ก็ตั้งแต่ยังไม่ตัดถนนนราธิวาสฯ นั่นแหละ คงไม่ต้องสืบแล้วนะว่าเกิดมานานขนาดไหน อิอิ   ย่านถนนจันทน์เป็นย่านของชุมชนเก่าค่ะ บรรยากาศคึกคักพลุกพล่านตลอดทั้งวัน ที่สำคัญ.. เป็นแหล่งที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกินอยู่พอตัว เรียกว่ามีร้านเก่าแก่ ร้านอร่อย ร้านดัง พ่วงด้วยร้านใหม่ๆ ตามสมัยนิยมมาเปิดกันมากมายเลยทีเดียว รอบนี้เราเลือกปักหมุดในโซนหัวถนนที่เชื่อมต่อกับถนนนางลิ้นจี่ ลัดเลาะไปตามถนนจันทน์เก่า แล้วก็วนมาที่ถนนจันทน์ตัดใหม่ (ซื่งไม่ใหม่แล้ว) เพราะเราเห็นว่าโซนนี้มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก มีความร่วมสมัยมากขึ้น มีชาวต่างชาติเข้ามาอยู่เยอะ คอนโดใหม่ก็แยะ พอๆ กับที่มีร้านชิคๆ คูลๆ อีกหลายร้านจนเราอยากจะขออวดซะหน่อย   เลาะรั้วรอบ "ถนนจันทน์" เริ่มต้นด้วยไลฟ์สไตล์แบบสายเฮลท์ตี้ ต้องไม่พลาดร้าน “Snooze Atlas” ร้านสีเขียวขนาดกะทัดรัดริมถนนนางลิ้นจี่ ที่มี Smoothies Blows คุณภาพไม่กะทัดรัดเลยนะจ๊ะ แต่ละถ้วยอัดแน่นไปด้วยผักผลไม้สดแช่แข็ง อุดมไปด้วยวิตามินธรรมชาติ เราแนะนำให้บูสเช้าวันใหม่กันด้วย “Acai Sunset” เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระจาก Super Fruit ให้เต็มคำกันก่อน แถมยังอิ่มท้องด้วย Topping ที่คัดแล้วว่าดีต่อสุขภาพอีกเพียบ ทั้งเมล็ดเจีย งาขี้ม่อน เกสรผึ้ง โกจิเบอร์รี่ มะพร้าวคั่ว กราโนล่า และผลไม้สด Smoothies ถ้วยนี้ได้รสเปรี้ยวๆ หวานๆ แถมยังเย็นฟรีซสุดๆ กันไปเลย กินแล้วรับรองว่าสดชื่นตลอดทั้งวันแน่นอน   นอกจาก Acai Sunset ที่เราเลือกแล้ว ที่ร้านก็ยังมี Smoothies Blows ให้เลือกอีกหลายแบบ ซึ่งอ่านชื่อเมนูและส่วนผสมแล้วก็อยากลองไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Afternoon Delight, Green Twelve หรือแม้แต่เมนูง่ายๆ อย่าง Strawberry Milkshake ก็เหมาะกับการ take away ในวันที่เร่งรีบ แต่ต้องไม่ลืมดูแลสุขภาพนะจ๊ะ     บรรยากาศในร้านเล็กๆ แห่งนี้ อัดแน่นไปด้วยต้นไม้สวยๆ แบบทุกซอกทุกมุมคือพื้นที่สีเขียว เหมาะกับสายเช็คอินขยันโพส รับรองว่าคุณจะได้รูปสวยไปลง IG เพียบแน่ๆ  ต้นไม้ที่เห็นในร้านไม่ได้ตั้งโชว์เฉยๆ นะคะ ใครอยากได้เค้าก็ขายจ้า เพราะใกล้ๆ กันมีร้านชื่อ “Garden Atlas” ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกัน ในร้าน Garden Atlas จะเต็มไปด้วยต้นไม้ยอดฮิตหลายหลายชนิด พร้อมอุปกรณ์เพาะปลูกกะจุ๊กกะจิ๊กอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หัดปลูก หรือเป็นสายสะสมไม้แปลก เชิญไปเลือกดูที่ร้านนี้ได้เลยค่ะ ร้านน่ารักจนเราขอยกตำแหน่งให้เป็นร้านรวมต้นไม้ที่ชิคที่สุดของย่านนี้ไปเลย     ถ้าไม่ค่อยถูกจริตกับสายเฮลท์ตี้ แต่เป็นสาวกสายแป้งที่อินกับกลิ่นเนย เราแนะนำให้ไปโดน “Amantee The Bakery” ร้านอบขนมปังสัญชาติฝรั่งเศสเจ้าดังที่ฮิตติดท็อปชาร์ตในเวลานี้  ยิ่งถ้าเป็นคนรัก “ครัวซอง” ตัวยงยิ่งห้ามพลาด!!  หลายคนอาจจะเคยกินขนมปังฝรั่งเศสนานาชนิดของร้านนี้มาบ้างแล้วจากสาขาใน Emquartier ซึ่งจุดกำเนิดของขนมปังหอมๆ ในแต่ละวันซ่อนตัวอยู่ในร้านขนาด 2 คูหาบนถนนจันทน์เก่าแห่งนี้นี่แหละ ที่บอกว่าซ่อนตัวนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยนะ เพราะหลายคนคิดไม่ถึงว่า บนถนนจันทน์เก่าที่เป็นถนนเล็กๆ ที่เกือบจะถูกลืมไปแล้วจะมีร้านขนมอบดีๆ มาเปิดกับเค้าด้วย!!     ถ้าใครอยากกินขนมปังอุ่นๆ จากเตา เราแนะนำให้ไปกันแต่เช้า ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะเมนูเด็ดๆ หลายตัวหมดเกลี้ยงตั้งแต่ยังไม่ทันเที่ยงเลยจ้า กลิ่นหอมๆ ของขนมปังอบใหม่มักจะทำให้เราขาดสติ แล้ววัตถุดิบหลักในร้านรวมถึงตัวเชฟก็นำเข้ามาจากฝรั่งเศสทั้งหมด ไม่อร่อยแบบต้นตำรับก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว   สำหรับ Croissant Lover ที่ชื่นชอบเนื้อสัมผัสแบบผิวนอกกรอบนิด เนื้อในนุ่มหนึบ ชุ่มเนยหน่อย ให้รีบไปเก็บแต้มบุญสะสมความอร่อยไว้ได้เลย (แต่สำหรับเราแล้วยังมีร้านอื่นที่มีครัวซองโดนใจกว่านี้ค่ะ) ส่วนขนมปังตัวอื่นๆ ก็อร่อยไม่น้อยหน้ากันนะคะ ระหว่างที่กำลังเลือกขนมอยู่ในร้านเราก็เห็นลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติมาซื้อกลับไปรัวๆ เลยทีเดียวจ้า แล้วจะไม่ให้แนะนำว่าเป็นร้านอร่อยประจำย่านได้อย่างไร     อย่างที่บอกว่าในย่านถนนจันทน์นี้มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ที่ชัดเจนเลยก็คือบริเวณปากซอยเย็นอากาศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “Market Place นางลิ้นจี่” คอมมิวนิตี้มอลล์ ที่มี Tops Market เป็นตัวชูโรง มีผัก ผลไม้ วัตถุดิบทำอาหาร แล้วก็สินค้านำเข้าให้เลือกเยอะเลยค่ะ คงเพราะมีชาวต่างชาติเข้ามาอยู่ในย่านนี้มากขึ้นด้วยแหละ เลยได้อัพเกรดจากที่เคยเป็นแค่ Tops Supermarket อย่างเดียวก็ขยายพื้นที่มาเป็นคอมมิวนิตี้มอลล์แทน นอกจากนี้ก็ยังมี ร้านกาแฟ ร้านอาหารชื่อเพิ่มขึ้นมาอีกหลายร้าน รวมถึง Home Pro S ก็มาเปิดที่ชั้นใต้ดินด้วย     สำรวจแหล่งช้อปปิ้งกันเบาๆ แล้ว เรายังมีร้านอาหารมาแนะนำอีก 2 ร้าน 2 สไตล์ เป็นร้านเก่าแก่พอๆ กันทั้งคู่ เริ่มจากมื้อกลางวันแบบง่ายๆ ที่ “ร้านมานี หมูสเต๊ะ” แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าต้องกิน “หมูสเต๊ะ” ซึ่งเป็นเจ้าเก่าจากท่าดินแดง จึงรับประกันเรื่องรสชาติที่ได้มาตรฐาน ทางร้านเลือกใช้หมูอนามัยจากเบทาโกร นำมาหมักเครื่องเทศอย่างดีกินคู่กับน้ำจิ้มหมูสเต๊ะ และเพิ่มรสชาติด้วยอาจาดอีกคำถึงจะครบเครื่อง แต่ถ้าอยากได้อาหารที่หนักท้องมากขึ้น อยากให้ลองสั่งข้าวราดแกง หรือแยกเป็นกับข้าวก็ได้นะคะ พวกเมนูแกงต่างๆ จัดว่าดี เลยอยากแนะนำให้ได้ลองชิมดูค่ะ กับข้าวในร้านก็จะหมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน แวะไปกินได้บ่อยๆ เลย     ไปต่อกันที่ร้าน “ครัวสาธร” ร้านเก่าแก่ที่ย้ายมาจากย่านสาทร อาหารในร้านเน้นอาหารไทยสไตล์ครอบครัวค่ะ เพราะมีเมนูให้เลือกมากมาย รสชาติเหมาะกับทุกวัย เมนูที่อยากแนะนำให้ลองคือ 2 เมนูในสไตล์กุ๊กช็อป อาหารฝรั่งสไตล์จีนที่หากินได้ยากอย่าง “สลัดเนื้อสัน” สลัดผักน้ำใส เสิร์ฟมาพร้อมกับเนื้อสันในชิ้นหนาที่กริลมาอย่างพอดิบพอดี และ “ซี่โครงหมูอบ” ที่ใช้เนื้อหมูส่วนพอร์คช้อปคลุกเกล็ดขนมปังทอด แล้วราดด้วยน้ำสตูข้นๆ อันเป็นเอกลักษณ์ ถือว่าเป็นเมนูเก่าแก่ตัวชูโรงกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็ยังมี ปลาช่อนแป๊ะซะ, ถุงทอง, ห่อหมกขนมครก และเมนูตามฤดูกาลอีกหลายจานเลยค่ะที่เห็นชื่อเมนูก็ชวนให้หิวแล้ว     มาถึงร้านสุดท้ายที่ขอเอาใจคนชอบงานคราฟ เราขอจับมือพาไปเที่ยวร้าน “YARNNAKARN x AGO” บริเวณปากซอยนางลิ้นจี่ 4  ร้านขายสินค้าเซรามิกทำมือที่ชิคสุดๆ งานทุกชิ้นเกิดจากแรงบันดาลใจที่ได้จากธรรมชาติรอบตัว รวมถึงวัตถุดิบที่นำมาใช้ก็ล้วนแต่หาได้ในประเทศไทยทั้งหมดเลยนะคะ พอมาผสมผสานกันแล้วชิ้นงานแต่ละชิ้นก็จะมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน มีความเป็น Master Piece ในตัวเอง ถ้าอยากได้ของแต่งบ้านเก๋ๆ ไม่ซ้ำใครเราแนะนำว่าห้ามพลาดร้านนี้ค่ะ พื้นที่ชั้น 2 ของร้านเปิดโชว์ผลงานเป็นแกลลอลี่เล็กที่มักจะมีงานดีๆ มาจัดแสดงอยู่เรื่อยๆ เช่นกันค่ะ ส่วนพื้นที่ชั้น 3 เป็นร้าน AGO คาเฟ่สุดชิคที่แอบซ่อนตัวอยู่บนดาดฟ้านี่เอง ชั้นบนนี้มีเสื้อผ้าและข้าวของสไตล์วินเทจให้เลือกช้อปกันด้วยนะคะ     เดินดูของกันพอหอมปากหอมคอแล้ว แนะนำให้ลองเลือกเครื่องดื่มซักแก้วจาก AGO Cafe มาดับกระหายสักหน่อยค่ะ นอกจากกาแฟเมนูต่างๆ แล้ว ห้ามพลาด “AGO Special Craft Drink” เครื่องดื่มสุดเก๋ที่รังสรรค์ด้วยแรงบันดาลใจจากชื่อถนนนางลิ้นจี่อันเป็นที่ตั้งของร้าน โดยเมนูต่างๆ ของ Craft Drink นี้จะมีส่วนผสมหลักคือ “น้ำลิ้นจี่” แล้วนำมาผสมกับไซรัปที่ทางร้านปรุงขึ้นเอง ซึ่งมีให้เลือกมากถึง 8 ชนิด แล้วไซรัปแต่ละตัวก็จะให้กลิ่นและรสชาติที่พิเศษแตกต่างกันออกไปนะคะ กลายเป็นเรื่องสนุกเล็กๆ ที่เราได้ลองดมกลิ่นไซรัป แถมยังสนุกกับการชิมเครื่องดื่มในแก้วสวย พร้อมบรรยากาศสบายๆ ของสวนบนดาดฟ้า ที่คล้ายว่าเราได้ปลีกตัวมานั่งพักระหว่างวัน ให้หยุดนิ่งเงียบๆ ซักหน่อยแล้วค่อยไปต่อค่ะ     เสน่ห์ของถนนจันทน์ไม่ได้หมดแต่เพียงแค่นี้นะคะ ถนนสายนี้ยังมีทั้งเรื่องราวที่น่าสนใจและของอร่อยๆ รออยู่อีกมากมาย ไว้เราจะหาโอกาสพาทุกคนมาเที่ยวเล่นแถวบ้านเราอีก แต่ถ้าใครอยากย้ายมาเป็นชาวถนนจันทน์ มาเป็นเพื่อนบ้านในระแวกเดียวกับเรา ลองแวะไปเยี่ยม Sale Gallery โครงการ The ISSARA Sathorn กันได้นะคะ     ตอนนี้เค้ามีโปรโมชันพิเศษ “ISSARA DAY Yes ทุกดีล” 14 - 15 พ.ย.นี้ พบกันได้ที่สำนักงานขายทุกโครงการ เพื่อเลือกข้อเสนอที่ "YES" ตามใจคุณ กับ 9 ทำเลคุณภาพจากชาญอิสสระ รายละเอียดเพิ่มเติม คลิ๊ก : https://bit.ly/38pMb8Q วันนี้ - 15 พ.ย. นี้เท่านั้น #IssaraDayYesทุกดีล #Charnissara คลิกเข้าไปดูข้อมูลโครงการกันก่อนที่ The ISSARA Sathorn  
แคตตาล็อกอิเกีย 2021  เปิดตัวแล้ว  พร้อมหั่นราคาถูกลง 20%

แคตตาล็อกอิเกีย 2021 เปิดตัวแล้ว พร้อมหั่นราคาถูกลง 20%

แคตตาล็อกอิเกีย 2021 เปิดตัวแล้ว พร้อมกับการหั่นราคาสินค้าขายดีถูกลง 20% กว่า 376 รายการ รับกำลังซื้อลดลง พร้อมเปิดตัว E-catalogue รับยอดขายออนไลน์เติบโต คาดสัดส่วนเพิ่มเป็น 20%  ในอีก 1-2 ปี   ในช่วงไตรมาส 3 ของทุกปี แม้ว่าจะยังไม่ใช่ช่วงเวลาการเข้าสู่ปีใหม่ แต่สำหรับ อิเกีย (IKEA) แล้ว ถือว่าเป็นช่วงเวลาของการเปิดตัวแคตตาล็อกเล่มใหม่ของค.ศ.หน้า ที่กำลังจะก้าวมาถึง โดยในปีนี้ก็เช่นกันช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา “อิเกีย” ได้เปิดตัวแคตตาล็อก 2021 ออกมาอวดโฉมให้บรรดาลูกค้าและแฟนคลับที่ชื่นชอบสินค้าของอิเกียให้ได้เลือกซื้อกัน โดยแคตตาล็อกอิเกีย 2021 มีไฮไลท์ที่น่าสนใจ คือ 1.สินค้ายอดฮิตหั่นราคา 20% แคตตาล็อกอิเกีย 2021 มีสินค้า 376 รายการที่ได้ปรับลดราคาถูกลงกว่า ปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 20% จากปกติที่ผ่านมาลดราคาเพียง 10-12% เท่านั้น  และถือว่าเป็นการลดราคาสินค้าที่มากที่สุดในรอบ 10 ปี โดยต้องการให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าได้มากขึ้น และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ซึ่งลดลงต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้ เป็นการวางแผนไว้ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19    สินค้าในแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ที่ปรับราคาลดลง เป็นสินค้าที่ขายดีและลูกค้าชื่นชอบอยู่แล้ว มีครบทุกกลุ่มสินค้า และทุกหมวดหมู่ อาทิ สินค้าห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน 2.สินค้าใหม่กว่า 2,000 รายการ แคตตาล็อกอิเกีย 2021 ได้มีสินค้าใหม่ออกมาจำหน่ายกว่า 2,000 รายการ โดยจะทยอยวางจำหน่ายอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี   สินค้าใหม่ภายในแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ได้พัฒนาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน ที่ยังคงอาศัยอยู่ในเมืองเป็นหลักมากถึง 70% และอยู่อาศัยในพื้นที่จำกัด เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านจึงต้องมีฟังก์ชั่นหลากหลายในการใช้งาน และมีขนาดเหมาะสม 3.ออก E-catalogue รับออนไลน์โต   นอกจากแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ซึ่งมาในรูปแบบหนังสือ ยังมีการจัดทำแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ในรูปแบบ E-catalogue เพื่ออำนวยความสะดวกกับลูกค้า และไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจัยที่ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์​ เพราะสินค้าในแคตตาล็อกอิเกีย 2021 รูปแบบ E-catalogue สินค้าจะลิงค์ไปที่เว็บไซต์ของอิเกีย เพื่อสั่งซื้อสินค้าได้เลย นายรอย เดวาร์ ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางนา เปิดเผยว่า ปัจจุบันยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ สามารถช่วยผลประกอบการของอิเกียได้จำนวนมาก มากกว่าที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งช่วงล็อกดาวน์ อิเกียสามารถขายสินค้าผ่านออนไลน์ได้มากถึง 18% ของยอดขายรวม จากปกติมียอดขายเพียงเลขตัวเดียว แม้ว่าปัจจุบันจะลดลงเฉลี่ย 12-14.5% เพราะลูกค้าหันมาซื้อสินค้าที่สโตร์มากขึ้นก็ตาม แต่เชื่อว่าแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอิเกียคาดว่าภายใน 1-2 ปีนับจากนี้ ยดขายผ่านช่องทางออนไลน์น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% (อ่านข่าวเพิ่มเติม ... ก้าวต่อไปของ อิเกีย บุกตลาดออนไลน์ หลังโควิด-19 ทุบยอดขายหาย 40%) 4.ยอดพิมพ์กว่า 38 ล้านเล่ม 32 ภาษา แคตตาล็อกอิเกีย 2021 หน้าปกจะเป็นไอเดียการตกแต่งห้องนั่งเล่น จากปี 2020 เปิดตัวแคตตาล็อกเป็นหน้าปกห้องนอน (อ่านข่าว...เปิด 5 เรื่อง (ไม่) ลับ ของแคตตาล็อกอิเกีย 2020 เพื่อแรงบันดาลใจในการอยู่อาศัย) โดยมีจำนวนตีพิมพ์ทั้งหมดทั่วโลกกว่า 38 ล้านเล่ม ด้วยจำนวนภาษามากถึง 32 ภาษา มีทั้งหมดด้วยกัน 69 เวอร์ชั่น เพื่อใช้ใน 53 ประเทศที่อิเกียเปิดให้บริการ ซึ่งแคตตาล็อกอิเกีย 2021 มีจำนวน 280 หน้าและมากับปก 4 หน้า
ดูไอเดีย การดีไซน์ ร้านนวด-สปา ยุค New Normal ให้ปลอดภัยห่างไกล โควิด-19

ดูไอเดีย การดีไซน์ ร้านนวด-สปา ยุค New Normal ให้ปลอดภัยห่างไกล โควิด-19

แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยจะมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนไม่พบการผู้ติดเชื่อรายใหม่ภายในประเทศ  ติดต่อกันหลายสิบวันแล้วก็ตาม  แต่เรื่องของความปลอดภัย ยังคงเป็นหัวใจสำคัญสูงสุด ไม่อย่างนั้น การแพร่ระบาดระรอก 2 จะเกิดขึ้น และอาจรุนแรงจนเกินจะรับมือได้เหมือนกัน   การใช้ชีวิตภายหลังจากนี้ พูดกันว่าต้องอยู่ภายใต้ความปกติวิถีใหม่ หรือ New Normal ซึ่งก็คือการใช้ชีวิตปกติเหมือนที่เคยเป็นมา แต่อยู่ภายใต้มาตรฐานการควบคุม และเข้มงวดเรื่องของความปลอดภัย ไม่เป็นผู้แพร่เชื้อโรคไวรัสโควิด-19 หรือเป็นผู้ป่วยที่ไปได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้ามา   ไม่เพียงแต่เราทุกคนจะต้องปฏิบัติตัวเองให้อยู่ภายใต้วิถีชีวิตแบบ New Normal เท่านั้น  ธุรกิจและสถานประกอบการต่าง ๆ ก็ต้องปรับตัวเอง จัดการธุรกิจให้อยู่ในมาตรฐานความปลอดภัยด้วยเช่นกัน  อย่างเช่น ธุรกิจร้านนวดแผนไทย-สปา ที่นับว่าเป็นธุรกิจเสี่ยงต่อการติดต่อของไวรัสโควิด-19 เป็นลำดับต้น ๆ เพราะผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ต้องสัมผัสร่างกายและอยู่ใกล้ชิดกัน แถมยังเป็นสถานที่มีผู้เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก กลุ่มสถานประกอบการประเภทนี้จึงต้องเข้มงวดอย่างมากในการดูแลสภาพแวดล้อม   โดยภาครัฐได้กำหนดมาตรฐานข้อปฏิบัติสำหรับผู้ให้บริการ ซึ่งผู้ให้บริการต้องผ่านการประเมินความพร้อมก่อนจึงจะสามารถกลับมาให้บริการได้ หลังจากช่วงก่อนหน้าได้มีการล็อกดาวน์ ปิดการให้บริการเป็นการชั่วคราว เพื่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยต่อสุขอนามัยของผู้ใช้บริการ และจากข้อปฏิบัติด้านการจัดการสถานที่โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้มุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัย ลดการสัมผัส การคัดกรอง เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล   วันนี้ เรามีไอเดียในการออกแบบร้านนวดแผนไทยและสปา จากอาจารย์ธนิต จึงดำรงกิจ และ ดร.ศรีดารา ติเพียร อาจารย์ประจำหลักสูตรออกแบบภายในคณะศิลปกรรมศาสตร์ และ RDI มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต มาฝาก เพื่อให้ร้านนวดไทยและสปา ภายใต้ยุค New Normal มีความปลอดภัย อยู่ภายใต้มาตรฐานของภาครัฐ   โดยอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน  ได้ให้ความเห็นว่า ในด้านของการออกแบบร้านนวดแผนไทยและสปา  มีทั้งแนวทางการออกแบบและจัดการร้านได้ 2 แนวทาง คือ แบบระยะสั้น (Short Term) และแบบระยะยาว (Long Term) การออกแบบร้านในระยะสั้น (Short  Term) การปรับปรุงร้านในระยะสั้น  (Short Term) ได้แก่ การจัดการกับพื้นที่ ที่มีผลกับความปลอดภัยของผู้ใช้บริการโดยตรง ซึ่งมีพื้นที่ 3 ส่วนหลัก ๆ ที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญ ดังนี้ 1.พื้นที่ต้อนรับและรอรับบริการ เป็นพื้นที่บริเวณส่วนหน้าร้าน ประกอบด้วยส่วนต้อนรับ จุดนั่งพักรอรับบริการ ให้คำปรึกษาคอร์สบริการ แสดงตัวอย่างผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ รับชำระเงิน สามารถปรับปรุงได้โดยแยกสัดส่วนพื้นที่ -สำหรับจุดคัดกรอง พื้นที่รอรับบริการ หากไม่มีพื้นที่ด้านนอกอาคาร ให้กันพื้นที่ต้อนรับส่วนหนึ่งไว้เป็นจุดคัดกรอง และมีฉากกั้นก่อนเข้าสู่พื้นที่นั่ง   -พื้นที่รอรับบริการ ควรมีไม่เกิน 2 ที่นั่ง และจะต้องเว้นระยะห่างต่อที่นั่ง 1.50 เมตร และควรเป็นที่นั่งเดี่ยว   -พื้นที่ให้คำปรึกษา เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ แคชเชียร์ ให้วางตำแหน่งของผู้ใช้บริการด้านหน้าเคาท์เตอร์ มีระยะห่าง 1.50 เมตร พร้อมติดตั้งฉากกั้นระหว่างผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการ 2.พื้นที่ให้บริการนวด -พื้นที่บริการนวด หากเป็นพื้นที่รวม ให้เว้นระยะห่างระหว่างเตียงนวด อย่างน้อย 1.50 เมตร และติดตั้งฉากกั้นซึ่งเป็นวัสดุที่ทำความสะอาดง่าย แต่ควรใช้ผ้าเนื่องจากเป็นวัสดุที่จับติดกับสิ่งสกปรกและสะสมเชื้อโรคได้ง่าย   -ห้องนวดสปา ควรจัดเป็นห้องเตียงเดี่ยว และมีพื้นที่บริเวณรอบเตียงกว้างพอเหมาะ เหมาะสมกับการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน 3.พื้นที่เก็บอุปกรณ์   -พื้นที่จัดเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด 1-2 จุด เพื่อความสะดวกในการหยิบใช้งาน เนื่องจากเป็นข้อกำหนดที่สถานบริการต้องทำความสะอาดทุกครั้ง หลังให้บริการ   -พื้นที่เก็บอุปกรณ์ ควรแยกพื้นที่เก็บอุปกรณ์และผ้าที่ยังไม่ได้ใช้และที่ใช้แล้วห่างจากกัน และมิดชิด 3 องค์ประกอบ จัดการร้านนวด-สปา แบบระยะยาว (Long Term ) จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อการออกแบบพื้นที่ในอนาคต ดังนั้นสถานประกอบการจึงควรมีแผนการปรับตัวและการจัดเตรียมสถานที่รับรองผู้ใช้บริการในระยะยาว (Long Term) ทั้งนี้ วงการวิชาชีพสถาปนิกต้องสามารถคิดค้นการออกแบบที่สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการให้รู้สึกปลอดภัยต่อสุขอนามัย โดยผสมผสานศิลปะการออกแบบเข้ากับจิตวิทยาสภาพแวดล้อม ซึ่งควรออกแบบบนพื้นฐานที่ตอบสนองทางสรีระวิทยา และจิตวิทยา ปลอดภัยต่อสุขอนามัยของผู้ใช้งาน ดังนั้นในมุมมองของนักออกแบบเอง จะมีอยู่ 3 องค์ประกอบที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญ ได้แก่   องค์ประกอบที่ 1. การจัดการเชิงพื้นที่ในสถานบริการ ควรคำนึงถึงหลักการจัดวางพื้นที่ ทางเดินสัญจรภายใน ขนาด ระยะห่างของพื้นที่ที่เหมาะสม พื้นที่ใช้สอยภายใน ควรแยกกลุ่มการใช้งานอย่างชัดเจน จำกัดพื้นที่ของผู้ใช้บริการแต่ละคน รวมทั้งการสัญจรภายในร้าน ต้องแยกชัดเจนระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ แบ่งเส้นทางในการเก็บสิ่งของที่ใช้งานแล้ว เช่น ผ้าปูที่นอน เสื้อผ้า เพิ่มขนาดทางเดิน ขนาดเฟอร์นิเจอร์ ที่แยกการใช้งานเฉพาะบุคคล เน้นความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ ซึ่งการจัดการเชิงพื้นที่มี  3 ส่วนที่ควรให้ความสำคัญ คือ 1.พื้นที่ต้อนรับและจุดรอรับบริการ -จุดคัดกรองด้านนอก เพิ่มจุดล้างมือในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยก่อนผู้ใช้บริการจะเข้าสู่พื้นที่ต้อนรับหรือจุดรอรรับบริการ   -จุดรอรับบริการ ควรใช้เก้าอี้แบบเดียว และมีการเว้นระยะห่าง หรือขั้นด้วยโต๊ะข้าง   -จุดให้คำปรึกษา ควรจัดเป็นพื้นที่แยกต่างหาก เป็นชุดละ 2 ที่นั่ง และแบ่งขอบเขตพื้นที่ชัดเจน -เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์และแคชเชียร์ ควรเพิ่มระยะห่างระหว่างพื้นที่ของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ พร้อมจัดระยะห่างระหว่างที่นั่งอย่างน้อย 1.50 เมตร 2.พื้นที่ให้บริการนวด -พื้นที่นวดเท้าและนวดไทย หากเป็นพื้นที่นวดรวม ให้เว้นระยะของเตียงนวด 1.50 เมตรและติดตั้งฉากกั้นระหว่างเตียง สามารถปิดเปิดได้ แต่ต้องมีส่วนของผนังยื่นออกมา 1.00 เมตร และควรใช้เป็นประตูบานเลื่อนที่เชื่อมพื้นที่ได้แทนผ้าม่าน -พื้นที่นวดสปา ควรเป็นพื้นที่เตียงเดี่ยว หากจะออกแบบให้เป็นห้องเตียงคู่ ควรจัดวางตำแหน่งให้หันด้านปลายเท้าเข้าหากัน 3.พื้นที่สุขอนามัยในสถานบริการ -จัดวางพื้นที่ส่วนเก็บของที่ยังไม่ได้ใช้งานไว้ส่วนกลางของสถานบริการ และแยกพื้นที่ส่วนเก็บอุปกรณ์ที่ใช้แล้วไว้ส่วนด้านหลังสถานบริการ จัดการให้เป็นพื้นที่ปิดมิดชิด   องค์ประกอบที่ 2. การตกแต่งด้วยวัสดุปิดผิว การเลือกใช้วัสดุภาย ควรเลือกใช้วัสดุลักษณะผิวเรียบ ไม่กักเก็บสิ่งสกปรกและเชื้อโรค เช่นวัสดุที่มีพื้นผิวเป็นรูพรุนเพื่อง่ายต่อการทำความสะอาด เช่น การใช้กระเบื้องเซรามิคผิวเรียบที่ผ่านการอบด้วยความร้อนสูง หรือใช้วัสดุปูพื้นด้วยไวนิล หรือกระเบื้องยางแบบม้วน อาจนำมาใช้สำหรับเป็นพื้นห้องนวด เนื่องจากเป็นวัสดุที่มีรอยต่อน้อย ลดการกักเก็บความชื้น ลดเสียงสะท้อน หลีกเลี้ยงการใช้วัสดุจากผ้าเนื่องจากจับกับสิ่งสกปรกได้ง่าย และกักเก็บเชื้อไวรัสได้นานถึง 8-12 ชั่วโมง (ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค) ยกเว้นกรณีผ้าปูเตียง ส่วนเฟอร์นิเจอร์ที่บุด้วยผ้า ควรเปลี่ยนวัสดุเป็นเบาะ PVC หรือหนังแทน   องค์ประกอบที่ 3. การระบายอากาศภายใน หากสถานประกอบเอื้ออำนวย ควรจัดระบบระบายอากาศให้ไหลเวียนได้ดี ด้วยการมีช่องระบายอากาศให้ไหลเวียนได้ดีด้วยช่องเปิดรับอากาศจากภายนอกสู่ภายใน ยกเว้นกรณีที่สภาพภูมิอากาศรอบอาคารไม่เอื้ออำนวย อาจจำเป็นต้องใช้ระบบปรับอากาศช่วยเพื่อให้เกิดการไหลเวียน และต้องกำหนดจุดติดตั้งที่เหมาะสม เช่น ยึดติดฝาพนัง แขวนฝ้าเพดาน หรือวางกับพื้น เพื่อให้อากาศที่สะอาดไหวเวียนไปยังพื้นที่ที่มีการใช้งาน  และต้องมีระบบดูดอากาศเพื่อการไหลเวียนที่ดี   อย่างไรก็ดี การปรับปรุงสภาพแวดล้อมของสถานบริการร้านนวดแผนไทย - สปา ต้องอาศัยความเข้าใจต่อการรับรู้สภาพแวดล้อมของตัวผู้ประกอบการเอง ซึ่งสภาพแวดล้อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้ใช้บริการ ในด้านการออกแบบสถานบริการจึงต้องสื่อสารบางอย่างให้ผู้ใช้บริการรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในสุขลักษณะของสถานประกอบการนั้น ๆ ด้วย    
8 วิธีจัดบ้านช่วง Work From Home ทำงานสบาย-ไม่เครียด

8 วิธีจัดบ้านช่วง Work From Home ทำงานสบาย-ไม่เครียด

ตอนนี้คนส่วนใหญ่ คง Work From Home เพราะต้อง “อยู่บ้าน เพื่อชาติ” ลดเสี่ยงการติด-การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะสถานการณ์ตอนนี้ ยังไม่รู้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะจบลงเมื่อไร   เมื่อจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน แล้วจะมีวิธีทำอย่างไรให้ประสิทธิภาพการทำงาน ไม่ลดลงหรือแตกต่างจากการทำงานที่ออฟฟิศ   วันนี้เรามีเทคนิคในการจัดบ้าน จากบริษัท คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ. จำกัด (มหาชน) เพื่อมาเป็นไอเดีย นำไปใช้ช่วยสร้างบรรยากาศให้น่าทำงาน ไม่น่าเบื่อ แถมยังจะช่วยให้ทำงานได้มีอย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งทางความคิด อีกทั้งยังช่วยลดความตรึงเครียดเพิ่มความผ่อนคลายได้อีกด้วย มาดู 8 วิธีเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นออฟฟิศที่น่าทำงาน 1.หาต้นไม้ขนาดเล็กมาตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน ต้นไม้เล็กๆ อย่างแค็กตัสหรือตะบองเพชร นี่แหละเหมาะที่สุด เพราะขนาดกะทัดรัด ไม่เกะกะ  นอกจากนี้ยังมีสีสันสวยงาม ดูแลง่าย ไม่ต้องรดน้ำบ่อย หรือจะเป็นต้นไม้ชนิดอื่นๆ ดูขนาดให้เหมาะกับโต๊ะ หรือมุมบ้าน เพราะสีเขียวจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายจากการทำงานได้ ยิ่งหากใส่ในกระถางสวยๆ เก๋ๆ ตามสไตล์ที่เราชื่นชอบ ก็จะทำให้เป็นโต๊ะที่น่าทำงาน แถมสร้างบรรยากาศสดชื่นอีกต่างหาก 2.เลือกห้องที่เงียบๆ หรือมุมโปรดเป็นที่ทำงาน ถ้าคิดไม่ออกว่าห้องไหนดี แนะนำว่าให้เลือกนั่งเล่นจะเหมาะที่สุด เพราะไม่อุดอู้ บรรยากาศสบายๆ นั่งทำงานทั้งวันก็ไม่เบื่อ แต่สำหรับใครที่ชอบความเงียบ ความเป็นส่วนตัว แนะนำให้เลือกห้องนอน เพราะความเงียบจะช่วยให้คุณมีสมาธิกับการทำงาน แล้วหากอยู่คอนโดมิเนียม หรือห้องเช่า ที่เป็นห้องสตูดิโอ ไม่ได้มีการแบ่งห้องอื่นๆ ไว้ แนะนำให้เลือกหามุมใดมุมหนึ่ง ที่คิดว่าเป็นมุมสงบของห้อง และเป็นมุมที่ตัวเองชื่นชอบ อาจจะเป็นมุมริมหน้าต่าง ที่สามารถพักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ออกไปมองวิวรอบนอกได้ หรือมุมที่ห่างไกลจากทีวี เพราะจะได้ไม่ต้องเสียสมาธิจากการอยากเปิดทีวีดู ที่สำคัญอยากเลือกมุมทำงานใกล้เตียงนอน เพราะที่นอนจะดึงดูดให้เราหันไปเอนตัวลงนอนได้ทุกเมื่อ ควรเว้นระยะห่างจากที่นอนเป็นดีที่สุด 3.มีของกินบนโต๊ะทำงาน (แต่พอประมาณ) ลองหาขนม กาแฟ หรือผลไม้เตรียมไว้ที่โต๊ะทำงานสักหน่อยก็จะช่วยให้คลายเครียดได้ แต่อย่ามากเกินไปจนเกินไป เพราะจะทำให้เราเสียสมาธิ เอาเวลาแต่ไปกินอาหาร ที่สำคัญอาหารที่อยู่บนโต๊ะควรเป็นอาหารหยิบกินง่าย ไม่ใช่อาหารมื้อหลัก เพราะแทนที่จะเป็นโต๊ะทำงานก็อาจจะกลายเป็นโต๊ะกินข้าวไปแทน 4.ควรแยกมุมทำงานออกจากสัตว์เลี้ยง ถ้าบ้านใครเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไว้  ควรจะหามุมทำงานที่ห่างไกลจากสัตว์เลี้ยงแสนรัก เพราะอย่างน้อยก็ถ้าหมาแมวของคุณมีนิสัยซุกซน ชอบเล่นเสียงดัง ชอบมากวนคุณเวลาคุณทำงาน ก็ขอแนะนำให้ใช้มุมอื่นทำงานจะดีกว่า เพราะไม่งั้นคุณอาจจะรำคาญและเสียสมาธิได้ แต่ถ้าคุณเคยชินกับการที่มีสัตว์เลี้ยงอยู่ล้อมรอบเวลาทำงานอยู่แล้ว ก็ไม่มีปัญหา เพราะแบบนั้นอาจทำให้คุณผ่อนคลายมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ 5.ควรเลือกเก้าอี้ขนาดใหญ่ นั่งสบาย ดีที่สุดคือควรเป็นเก้าอี้แบบที่ใช้ในสำนักงาน เพราะเบาะและพนักพิงจะนุ่มมาก นั่งสบาย แต่ถ้าหากพื้นห้องเป็นพื้นปาร์เก้ ไม่สามารถใช้เก้าอี้แบบล้อเลื่อนได้ ก็ให้ใช้เก้าอี้ขนาดใหญ่แล้วเอาเบาะรองนั่งนิ่มๆ มาวางไว้แทนก็ได้ การนั่งทำงานบนเก้าอี้ที่นั่งสบาย ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีสมาธิ ทำงานได้ต่อเนื่อง ไม่ปวดเมื่อยเมื่อต้องนั่งนาน ลดเสี่ยงจากปัญหาโรคออฟฟิศซินโดรมให้น้อยลงด้วย 6.หลีกเลี่ยงการใช้โต๊ะเตี้ยนั่งทำงานกับพื้น การใช้โต๊ะเตี้ยนั่งทำงานกับพื้น คุณจะต้องนั่งท่าขัดสมาธิเสียส่วนใหญ่ ทำให้เจ็บเข่าได้ ปวดเมื่อยได้ง่าย ทำให้หงุดหงิดง่าย เบื่อง่ายไปด้วย ไม่สามารถทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ได้ เมื่อปวดเมื่อยก็จะมีโอกาสเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม แถมประสิทธิภาพงานอาจจะไม่ได้เต็มที่ ทางที่ดีควรนั่งโต๊ะและเก้าอี้แบบปกติจะดีกว่า 7.กลิ่นหอมช่วยผ่อนคลาย การสร้างบรรยากาศของห้องให้สดชื่น จะส่งผลให้อารมณ์ความรู้สึกของเราผ่อนคลาย หนึ่งในการสร้างบรรยากาศที่ดี คือ การสร้างกลิ่นหอม อาจจะเป็นการใช้น้ำหอมปรับอากาศ หรือจะฉีดน้ำหอมในห้องก็ตามสะดวก เพราะกลิ่นหอมๆ จะช่วยให้คุณผ่อนคลายสบายใจขึ้นได้ 8.อากาศถ่ายเทสะดวก การทำงานในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง เกิดความคิดสร้างสรรค์  หากเป็นไปได้ควรเลือกห้องทำงาน  ที่สามารถเปิดหน้าต่าง ให้มีลมพัดหรือมีอากาศถ่ายเทสะดวก เป็นสิ่งที่ดีที่สุด  โดยไม่ต้องเปิดแอร์ หรืออาจจะใช้วิธีเปิดพัดลมช่วยแทน  นอกจากช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าแล้ว ยังทำให้ไม่รู้สึกอุดอู้ กับการนั่งทำงานในห้องสี่เหลี่ยม  แต่สำหรับหลายคนที่ทำงานในห้อง ซึ่งจำเป็นต้องเปิดแอร์ แนะนำให้เปิดแอร์ในอุณหภูมิที่ไม่เย็นจนเกินไป และอย่าให้ทิศทางของแอร์พัดลงมาโดนร่างกายโดยตรง  เพราะอาจจะทำให้ไม่สบายได้   เทคนิคเหล่านี้ เป็นเทคนิคที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ ให้เหมาะสมกับสภาพของห้อง และไลฟ์สไตล์การทำงานของแต่ละคนได้ตามสะดวก ในยามที่จะต้อง Work From Home เพื่อให้การทำงานจากที่บ้านไม่ดูน่าเบื่อ และเกิดประสิทธิภาพการทำงานมากที่สุดด้วย
งานสถาปนิก’63 โดนพิษโควิด-19 เลื่อนจัดงานเป็นวันที่ 7-12 กรกฎาคมนี้

งานสถาปนิก’63 โดนพิษโควิด-19 เลื่อนจัดงานเป็นวันที่ 7-12 กรกฎาคมนี้

งานสถาปนิก’63 เจอวิกฤตไวรัสโควิด-19 เลื่อนจัดงานไปวันที่ 7-12 กรกฎาคมนี้ พร้อมเตรียม 8 มาตรการเสริมสร้างความปลอดภัยในการเข้าจัดแสดงและเข้าชมงาน ยังมั่นใจผู้ประกอบการในวงการเข้าร่วมงาน 700 บริษัท   นายอัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก และยังส่งผลต่อการจัดงานสถาปนิกในปี 2363 ด้วย ซึ่งปกติจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้คณะผู้จัดงานได้ตระหนักถึงความปลอดภัยและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ร่วมแสดงสินค้า ผู้ชมงาน ผู้เกี่ยวข้อง จึงมีมติให้เลื่อนการจัดงานออกไปเป็นวันที่ 7-12 กรกฎาคมนี้ จากกำหนดเดิมจะจัดวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2563   สำหรับงานสถาปนิก’63 ซึ่ถือเป็นงานจัดแสดงสินค้านวัตกรรมด้านสถาปัตยกรรม และวัสดุก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ในปี 2563 เตรียมจัดในธีม “มองเก่า ให้ใหม่ : Refocus Heritage” ซึ่งเป็นการปรับมุมมองในการมองและการอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมใหม่ เป็นการปรับจูนความคิดให้มองสิ่งเดิมๆ แตกต่างออกไป   ดร. วสุ โปษยะนันทน์ ประธานการจัดงานสถาปนิก’63 กล่าวว่า ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์ไวรัสในครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันว่าการปรับตัว ปรับทัศนคติเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเสมอ และเราหวังว่าการเลื่อนกำหนดการจัดงานสถาปนิก’63 ในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ ทั้งในส่วนของผู้มาจัดแสดงสินค้า รวมถึงผู้เข้าชมงานเอง สามารถมางานสถาปนิกและเดินชมนวัตกรรมและนิทรรศการต่างๆ ได้อย่างอุ่นใจเช่นเคย สำหรับการจัดงานสถาปนิกเป็นเวทีสำคัญของวงการสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง ที่จัดขึ้นเพียงปีละหนึ่งครั้ง เพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการมาร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เพื่อแสดงศักยภาพ โดยคาดว่าการจัดงานในครั้งนี้จะมีผู้ประกอบการพร้อมร่วมจัดแสดงงานและสนับสนุนอุตสาหกรรมกว่า 700 บริษัท จากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ   ในส่วนของกลุ่มผู้ซื้อได้รับการตอบรับที่ดี จากบริษัทชั้นนำที่เกี่ยวข้องกับวงการสถาปนิก ผู้ประกอบการด้านอาคารและการก่อสร้าง การออกแบบตกแต่งภายใน บริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมต่างๆ จากกลุ่มประเทศ CLMV ที่กำลังมีการพัฒนาโครงการก่อสร้างมากมายภายในกลุ่มประเทศนั้น นายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด หรือ นีโอ ผู้บริหารงานสถาปนิก’63 กล่าวว่า การจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ (Exhibition) เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการพบปะเพื่อให้เกิดแลกเปลี่ยนความร่วมมือภายในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจและผลักดันให้อุตสาหกรรมเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน   ทั้งนี้ ทางสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ มีนโยบายในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าของประเทศไทย และมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการจัดงานแสดงสินค้าของไทยสู่ระดับสากล โดยการออกแคมเปญ Exhibiz in Market และ ASEAN+6 Privilege Campaign สนับสนุนค่าใช่จ่ายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจร่วมชมงานจากต่างประเทศ เตรียม 8 มาตรการป้องกัน “ไวรัสโควิด-19” เพื่อเป็นการดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของผู้เข้าร่วมงานอย่างสูงสุด ทางคณะผู้จัดงานได้ร่วมกับศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในการวางมาตรการเฝ้าระวังเเละป้องกันโรคระบาดภายใต้การควบคุมของระบบการจัดการด้านการรักษาความปลอดภัยสำหรับการจัดประชุมสัมมนา เเละนิทรรศการ มอก.22300 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน ดังนี้   1.เตรียมแอลกอฮอล์บริการลูกค้า ณ ทางเข้าอาคารหลัก ห้องประชุมย่อยรวมถึงห้องน้ำ เพื่อใช้ทำความสะอาด   2.ติดตั้งเครื่องเทอร์มัลสแกน (Thermo scan) บริเวณทางเข้าอาคารหลักและหน้างาน สำหรับคัดกรองอุณหภูมิร่างกาย และผู้ป่วยที่เข้าข่ายต้องคัดแยกเพื่อเฝ้าระวังติดตามอาการ   3.จัดเตรียมอุปกรณ์เทอร์มัลสแกน (Thermo Gun) สำหรับตรวจวัดอุณหภูมิ คัดกรองผู้ป่วย โดยมีการติดสติกเกอร์ต่างสีในแต่ละวัน เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลที่เข้าร่วมงานได้รับการตรวจคัดกรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   4.เตรียมห้องปฐมพยาบาลเพื่อคัดกรองผู้ป่วยโดยมีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ประจำการ   5.ประสานทีมแพทย์และพยาบาล จากสถาบันบำราศนราดูรให้การช่วยเหลือสนับสนุนทางการแพทย์   6.จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้สร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 พร้อมขอความร่วมมือผู้เข้ามาใช้บริการปฏิบัติตามข้อแนะนำในการป้องกันการแพร่ระบาด   7.เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดอาคาร สถานที่ บริเวณห้องจัดงาน จุดบริการอาหารเครื่องดื่ม ห้องน้ำ และอื่นๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกวัน ตลอดจนฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในพื้นที่จัดแสดงงานทั้งการก่อสร้างและหลังจากการรื้นถอน   8.จัดเตรียมถังขยะสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยโดยเฉพาะ เพื่อการนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี   งานสถาปนิก’63 “มองเก่า ให้ใหม่: Refocus Heritage” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-12 กรกฎาคม 2563 ระหว่างเวลา 10.00 – 20.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.architectexpoasia.com  
ของแต่งบ้านเสริมฮวงจุ้ย ความรัก หาคู่แท้

ของแต่งบ้านเสริมฮวงจุ้ย ความรัก หาคู่แท้

พอเริ่มพลิกปฏิทินเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์เมื่อไร จะไม่เอ่ยถึงวันวาเลนไทน์คงไม่ได้เลยใช่มั้ยล่ะครับ เมื่อใกล้ถึงวันแห่งความรักทีไร ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็จะเต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีแดงและเหล่าของขวัญให้ความรู้สึกหวานๆ ที่มอบให้กัน แต่กลับกันคนโสดก็แทบจะอยากหลับตานอนแล้วตื่นข้ามวันกันไปเลย เพราะไม่ว่าจะใคร เพศใด อายุเท่าไร ก็อยากจะมีความรักด้วยกันทั้งนั้น จริงมั้ยล่ะครับ? และเชื่อว่าหลายคนจะต้องหันไปเพิ่งสายมูเตลูกันมาบ้างแน่ๆ เลย ไม่ว่าจะไปไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็แล้ว บูชาเครื่องรางของขลังก็แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ลองมาดูศาสตร์ทางฮวงจุ้ยกันดูบ้างครับ ว่าเราจะสามารถปรับเปลี่ยน หรือหาของตกแต่งบ้านของเราให้ช่วยเสริมฮวงจุ้ย หาคู่แท้ ได้อย่างไรกันบ้าง วางของเป็นคู่ คือฮวงจุ้ย ความรักแท้ คนยังอยากมีคู่ แล้วข้าวของเครื่องใช้ของเราจะไม่อยากมีคู่บ้างเหรอครับ? เรามาเริ่มต้นเสริมฮวงจุ้ย หาคู่แท้ ซึ่งวิธีนี้เหมาะมากสำหรับคนโสดที่อยากเริ่มต้นมีความสัมพันธ์ที่ดี ด้วยการใช้ของตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ให้มีเป็นคู่กันเอาไว้ อาทิ เก้าอี้ โต๊ะหัวเตียง โคมไฟ แจกัน เป็นต้น ให้ซื้อมาเป็นคู่ หรือถ้ามีอันเดียวอยู่แล้วก็ซื้อมาเพิ่มแล้ววางเป็นคู่กันได้ ปลูกต้นไม้มงคล เสริมฮวงจุ้ย ความรักโดยเฉพาะ มาปลูกต้นไม้กันเถอะครับ ไม่ว่าคุณจะอยู่บ้านหรืออยู่คอนโดก็ปลูกได้เหมือนกัน แถมให้ความร่มรื่น สร้างบรรยากาศรอบตัวเราให้ดูสดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นอีกต่างหาก เพียงแค่ต้องเลือกขนาดของต้นให้เหมาะสมกับพื้นที่ของเราด้วยเท่านั้น ซึ่งก็มีหลากหลายพันธุ์ไม้ที่จะมาช่วยดึงดูดความรัก นำคนดีๆ เข้ามาในชีวิต อาทิ   ว่านเสน่ห์จันทร์ขาว เพิ่มเสน่ห์ ช่วยดึงดูดความรักสำหรับคนโสด และเพิ่มความสดชื่นหวานแหววให้แก่คนมีคู่ ว่านเสน่ห์กาหลง อีกหนึ่งว่านที่ว่ากันว่าจะช่วยเพิ่มเมตตามหานิยม คนชมชอบ ต้นส้ม ในที่นี้จะเป็นส้มชนิดไหนก็ได้นะครับ ถ้าใครอาศัยอยู่คอนโดก็ปลูกพันธุ์เล็กๆ ในกระถางก็ได้ นอกจากจะมีความหมายที่ดีด้านเงินทองแล้ว ยังช่วยเรื่องความรัก ให้มีคนดีๆ เข้ามาด้วย กล้วยไม้ นอกจากจะมีดอกสวยงามแล้ว ยังมีความหมายในการช่วยเพิ่มเสน่ห์ มีคนรักใคร่เอ็นดู คอยช่วยเหลือ   และที่สำคัญจะต้องหมั่นดูแลและรักษาให้เจริญเติบโต อย่าปล่อยให้เหี่ยวเฉา เสริมฮวงจุ้ย ความรัก ด้วยคริสตัลสีชมพู คริสตัล เครื่องประดับและของตกแต่งบ้านที่ส่องประกายสวยงามเมื่อแสงตกกระทบ และยังช่วยให้บ้านดูหรูหรามีระดับขึ้นด้วยนะครับ ในแง่ของการเสริมฮวงจุ้ยความรักก็มักจะใช้คริสตัลสีชมพู มาวางไว้ในห้องนอนของเรา ช่วยให้พ้นจากความเจ็บปวด ความผิดหวัง และกระตุ้นหาเนื้อคู่ให้เข้ามาด้วยนะครับ ภาพแขวนผนังก็เสริมฮวงจุ้ย ความรัก ภายในบ้านหรือห้องนอนของคนมีคู่ก็มักจะมีรูปคู่กับคนรักอยู่มุมใดมุมหนึ่งของห้อง แต่สำหรับคนโสดที่อยากจะมีคู่ ให้ลองมองหาภาพดอกโบตั๋น เหมาะสำหรับผู้หญิงโสด นำไปติดไว้ภายในห้องนอนบริเวณบานประตูหรือทิศตะวันตกเฉียงใต้ และควรเป็นภาพที่มีดอกเป็นช่อ ใบไม้ กิ่งก้านที่สวยงาม เพราะดอกโบตั๋นถือเป็นดอกไม้แห่งความรัก แต่สำหรับผู้ชายโสดจะเหมาะกับการนำภาพไปแขวนไว้ที่ห้องนั่งเล่น สีผ้าปูที่นอนก็สำคัญสำหรับเสริมฮวงจุ้ย ความรักแท้ เตียงนอนถือเป็นสิ่งสำคัญมากในทางฮวงจุ้ย ทุกห้องนอนจะต้องมีเตียงกันอยู่แล้วใช่ไหมครับ ซึ่งก็จะตามมาด้วยเรื่องของผ้าปูเตียงที่ก็สำคัญมากเช่นกัน หากอยากให้มีความรักที่สมหวังดังใจ ไม่ว่าจะเป็นคนมีคู่หรือคนโสด โดยแต่ละปีเกิดก็จะมีสีที่ถูกโฉลกแตกต่างกันออกไป ดังนี้ ปีชวด : ขาว เทา ฟ้า ปีฉลู : เหลือง ส้ม น้ำตาล ม่วง ปีขาล : ฟ้า เขียว ปีเถาะ : ฟ้า เขียว เหลือง ปีมะโรง : เหลือง ส้ม ม่วง ปีมะเส็ง : ส้ม ม่วง เหลืองอมเขียว ปีมะเมีย : เหลือง เขียว ม่วง ปีมะแม : ส้ม น้ำตาล ม่วง ปีวอก : ครีม ทอง น้ำตาล ปีระกา : ครีม เหลือง ทอง ปีจอ : เหลือง ส้ม น้ำตาล ม่วง ปีกุน : เทา ทอง เงิน ฟ้า นอกจากนี้จะต้องดูแลทำความสะอาดอย่าสม่ำเสมอ ผ้าปูที่นอนไม่ควรยับ และสำหรับคนโสดไม่ว่าจะเกิดในปีนักษัตรใดก็ไม่ควรใช้ผ้าปูที่นอนสีแดงและสีขาว   สุดท้ายเราจะแอบบอกกันอีกเคล็ดลับเสริมฮวงจุ้ย หาคู่แท้ นั่นคือ ในห้องนอนของเรา แม้ว่าจะเป็นโสดอยู่ตัวคนเดียว เราก็มักจะจัดของวางจนเต็มพื้นที่ แต่ถ้าอยากมีใครสักคนข้างกายก็ลองขยับอีกนิด เว้นให้มีพื้นที่ว่างเอาไว้บ้าง สำหรับเผื่อมีใครสักคนเข้ามาครับ   ทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อทางฮวงจุ้ย ที่จะมาช่วยเสริมดวงด้านความรักให้ประสบพบเจอเนื้อคู่ และช่วยเสริมขาเตียงของคู่รักให้มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังจะช่วยด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น เรื่องงาน เรื่องเงิน สุขภาพ ฯลฯ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้อยู่ตลอดเลยครับ  Infographic เสริมฮวงจุ้ย อื่นๆ  ฮวงจุ้ยตำแหน่งเตียงนอน เสริมรักรุ่ง เงินพุ่ง ฮวงจุ้ยตู้เย็น วางตรงไหนเสริมดวง สีอะไรถูกโฉลก 9 วิธีจัดห้องนอนเสริมดวง  
9 ทริค จัดบ้านให้ร่ำรวยตลอดปี เรียกทรัพย์ รับโชค

9 ทริค จัดบ้านให้ร่ำรวยตลอดปี เรียกทรัพย์ รับโชค

ต้อนรับปี 2020 กันด้วย Infographic ที่จะช่วยให้บ้านของคุณเรียกทรัพย์ รับโชค กันตลอดทั้งปี แล้วอย่างนี้ใครล่ะจะไม่อยากมีเงินมีทองเข้าบ้าน เกิดความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งเรามีวิธีจัดแบบไม่ยาก แค่ขยับนิดตกแต่งอีกหน่อยก็เป็นอันถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ถ้าไม่เริ่มจัดบ้านตอนนี้ รอจะไปทำตอนปลายปีก็เสียดายแย่เลยนะครับ      หน้าบ้านเปิดโล่งรับทรัพย์ หลายบ้านมักจะวางรองเท้าเอาไว้ตรงลานหน้าบ้าน เพื่อความสะดวกเวลาจะหยิบใส่ แต่ทว่าในทางฮวงจุ้ย หน้าบ้านเปรียบเสมือนโต๊ะที่วางกับข้าว ส่วนประตูก็เป็นเหมือนกับปากที่รอรับอาหาร หากวางรองเท้าหรือสิ่งของเอาไว้ก็เท่ากับมีสิ่งกีดขวางโชคลาภ ทำให้เข้าบ้านได้ไม่เต็มที่ ทางที่ดีควรจะมีตู้เก็บให้มิดชิด ไม่ให้กีดขวางด้านหน้า และที่สำคัญไม่ควรอยู่เหนือลม เพราะลมจะพากลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เข้ามาในบ้าน ซึ่งถือเป็นฮวงจุ้ยที่ไม่ดี เปิดประตู-หน้าต่าง เรียกเงินทอง ยามเช้าคือช่วงเวลาอันเหมาะสมในการเปิดรับอากาศบริสุทธิ์ ถือเป็นการสะสมพลังงานดีๆ เรียกเงินทองเข้าบ้าน แต่ถ้าบ้านไหนที่ไม่มีเวลา ต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้า ก็แนะนำให้ก่อนเปิดแอร์ตอนกลางคืนให้เปิดประตู-หน้าต่าง ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที เพื่อระบายความชื้นในห้องออกไปก่อน แล้วรับออกซิเจนใหม่เข้ามาเพิ่มความสดชื่น ปลอดโปร่งให้ห้องของเรา เพิ่มแสงสว่าง เสริมโชค แสงสว่าง คือ พลังหยาง เป็นพลังมงคล เสริมความโชคดีเรื่องการค้าและสุขภาพ ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับพลังหยิน จึงต้องมีความสมดุลกันอย่างพอดีๆ ในแง่ของแสงสว่างภายในบ้านก็ต้องมีปริมาณที่เพียงพอด้วยเช่นกัน  ยกตัวอย่าง มุมอ่านหนังสือหรือแต่งหน้าควรใช้ไฟขาวจะได้ไม่หลอกตา และไม่เสียสายตา มุมพักผ่อนหย่อนใจ ควรใช้ไฟวอร์มไลท์ เพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เคร่งเครียดมากเกินไป ห้องครัวต้องมีไฟสว่างมากพอ รวมถึงตามทางเดินจะต้องมีแสงสว่างเพียงพอด้วย จัดบ้าน เปลี่ยนมุมเฟอร์นิเจอร์ เฟอร์นิเจอร์ที่ทุกคนบ้านใช้ร่วมกัน เช่น โซฟา โต๊ะทานอาหาร ควรจะล้อมวงหันเข้าหากัน ให้เหลือพื้นที่โดยรอบเอาไว้ ไม่ควรวางด้านใดด้านหนึ่งชิดผนัง เพราะจะเป็นการเพิ่มระยะห่างและทำให้สมาชิกแต่ละคนอยู่ในมุมของตัวเอง และควรปูพรมก่อนวางเฟอร์นิเจอร์ หากพื้นที่ไม่พอ อาจจะให้แค่บางส่วนอยู่บนพรม ไม่ต้องอยู่บนพรมทั้งหมดก็ได้ ใช้สีจัดบ้าน ส่งเสริมดวง เรื่องของการใช้สีได้รับความนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ง่าย ไม่ว่าจะกับเสื้อผ้า กระเป๋าสตางค์ หรือแม้แต่การตกแต่งบ้านก็ยังสามารถนำเอาสีที่ช่วยส่งเสริมด้านต่างๆ อย่างของประดับตกแต่ง สีผนัง สีเฟอร์นิเจอร์เช่น ใช้สีเหลือง สีทอง สีเบจ เสริมด้านการเรียน การศึกษา สีน้ำตาลอมเทา สีหม่น เสริมด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว สีแดงและสีชมพู เสริมความรัก มีคนสนับสนุน สีเขียวและสีม่วง เสริมด้านการงาน การเงิน สุขภาพแข็งแรง สีฟ้าและสีม่วง เสริมร่ำรวย เป็นต้น ทั้งนี้ก็ต้องดูเรื่องของทิศ เรื่องวันเกิดของแต่ละคนเพิ่มเติมด้วย เลือกของตกแต่งบ้านตามธาตุ ในวิชาโหราศาสตร์จีนและฮวงจุ้ยเชิงวิชาการจะมองทุกสิ่งรอบตัว ทิศทางเป็นธาตุ รวมถึงตัวบุคคลเองด้วย  จึงควรทำระบบธาตุในบ้านให้เกิดความสอดคล้องกัน เพื่อความสมดุลของพลังงานทุกๆ ส่วนในบ้าน เพราะจะช่วยส่งเสริมทุกด้านดีๆ ในชีวิตเราได้ โดยมีวิธีการดูอย่างง่าย ดังนี้   ทิศเหนือ : เป็นทิศธาตุน้ำ ควรตกแต่งด้วยน้ำพุหรือวัตถุทรงโค้ง ทรงกลม วาว รูปคลื่น หรือใช้สีฟ้า น้ำเงิน เทา ดำ ขาว เงิน ทอง และห้ามใช้สี เหลือง ส้ม ครีม น้ำตาล โอรส ตกแต่งบ้านเด็ดขาด ทิศใต้ : เป็นทิศธาตุไฟ ควรประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ ต้นไม้ หรือวัตถุทรงสูง ทรงกระบอก ทรงปิระมิด หรือใช้สีแดง ชมพู เขียว และห้ามใช้สี ฟ้า น้ำเงิน เทา ดำ ตกแต่งบ้านเด็ดขาด ทิศตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ : เป็นทิศธาตุไม้ ควรตกแต่งด้วยต้นไม้ น้ำพุ หรือวัตถุทรงสูง รูปทรงคลื่น หรือใช้สีเขียว ฟ้า น้ำเงิน เทา ดำ และห้ามใช้สีเงิน ทอง โลหะ ต่างๆ ตกแต่งบ้านในทิศนี้เด็ดขาด ทิศตะวันตก และตะวันตกเฉียงเหนือ : เป็นทิศธาตุทอง ควรตกแต่งด้วยโลหะ ทรงกลม แวววาว เซรามิก เครื่องปั้นดินเผา หรือสีเงิน ทอง น้ำตาล ครีม เหลือง ส้ม โอรส ห้ามใช้สีแดง ชมพู ตกแต่งบ้านในทิศทางนี้โดยเด็ดขาด ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้ : เป็นทิศธาตุดิน ควรตกแต่งด้วย เซรามิก เครื่องปั้นดินเผา หรือสีเหลือง ส้ม ครีม น้ำตาล โอรส แดง ชมพู ห้ามใช้สีเขียว ตกแต่งบ้านในทิศทางนี้โดยเด็ดขาด เครื่องรางทางฮวงจุ้ย เรียกโชคลาภ เครื่องรางหลายชนิดในทางฮวงจุ้ย ไม่ใช่แค่ช่วยเสริมพลังบวกเท่านั้น แต่ยังมีความสวยงามสามารถนำมาประดับตกแต่งบ้านได้ด้วย ซึ่งก็มีอยู่หลากหลายชนิดที่ให้ความหมายแตกต่างกันไป เช่น เรือสำเภาจีน, เหรียญจีนโบราณมหาจักรพรรดิ, รูปปั้นสิงโต, รูปปั้นเต่า, รูปม้า, ลูกแก้วคริสตัล, โคมไฟแดง, ปลาทอง, ปลามังกร, ปลาคาร์พ เป็นต้น น้ำพุ เพื่อความรุ่งเรือง น้ำพุถือเป็นตัวแทนของความมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์พูนสุข ในหลักของฮวงจุ้ย ซึ่งควรจะดูลักษณะของน้ำพุหรือน้ำตก รวมถึงตำแหน่งการวางให้ดีครับ โดยมีหลักการดูง่ายๆ ดังนี้   ลักษณะของน้ำพุหรือน้ำตก เป็นรูปทรงกลมจะเหมาะสมที่สุด ไม่ตื้นจนเกินไป ขนาดโดยรวมเอาให้สัมพันธ์กับตัวบ้าน ไม่จำเป็นต้องใหญ่ไว้ก่อน   การไหลของน้ำ ก่อนน้ำจะไหลลงสู่บ่อควรมีความคดเคี้ยว ดีกว่าไหลลงมาตรงๆ ส่วนกระแสน้ำก็ควรจะให้พัดเข้ามาในตัวบ้าน ซึ่งควรจะไหลแรงอยู่เป็นประจำ ไม่ควรไหลเอื่อย และน้ำต้องสะอาดอยู่เสมอ   ทิศที่เหมาะสมต่อการวางน้ำพุ ได้แก่ ทิศเหนือ การงานที่มั่นคง ก้าวหน้า, ทิศตะวันออก เสริมสร้างรากฐานครอบครัวให้มั่นคง มีสุขภาพแข็งแรง, ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ความอุดมสมบูรณ์และมีเงินทองไหลมาเทมา   แต่ก็มีข้อควรระวังอย่างยิ่งเลยครับ เพราะหากวางน้ำพุเอาไว้ผิดที่ผิดทางแล้วล่ะก็ จะกลายเป็นว่าคนในครอบครัวของเราอาจพบเจอกับปัญหาอุปสรรค เกิดความแตกแยก ไม่เจริญก้าวหน้าไปเลยก็ได้หากวางในที่ดังต่อไปนี้ อาทิ ทิศใต้ของบ้าน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน ใต้บันได้ ด้านขวามือของบ้าน (เมื่อหันหน้าออกหน้าบ้าน) เก็บกวาด จัดบ้าน เปิดรับโชค สุดท้ายไม่ใช่แค่เรื่องของการตกแต่งบ้านเท่านั้นนะครับ แต่เรื่องของความสะอาดก็สำคัญมากเช่นกันในทางฮวงจุ้ย เพราะเชื่อว่าจะช่วยปัดสิ่งอัปมงคลทิ้งไป โชคดีไหลเข้ามาได้อย่างเต็มที่ เว้นก็เพียงช่วงตรุษจีนที่ห้ามจับไม้กวาด เพราะจะกวดเงินทองออกจากบ้านไป ในช่วงตรุษจีนจึงควรทำความสะอาดบ้านล่วงหน้าสัก 4-5 วัน   เคล็ดลับจัดบ้านอีกหลากหลายรูปแบบให้ยิ่งเฮงๆ  ฮวงจุ้ยตำแหน่งเตียงนอน เสริมรักรุ่ง เงินพุ่ง ฮวงจุ้ยตู้เย็น วางตรงไหนเสริมดวง สีอะไรถูกโฉลก จัดหิ้งพระในบ้าน ให้เป็นสิริมงคลกับเจ้าของ 9 วิธีจัดห้องนอนเสริมดวง
10 ของแต่งบ้าน เสริมโชค รับปีหนู

10 ของแต่งบ้าน เสริมโชค รับปีหนู

ใกล้เข้าสู่ปีใหม่ 2563 ทุกที บางสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นก็อยากจะทิ้งไปกับปีเก่า แล้วต้อนรับสิ่งดีๆ เข้ามาพร้อมกับปีใหม่นี้ เริ่มต้นง่ายๆ จากการหาของตกแต่งบ้านเสียใหม่ เพื่อเสริมสิริมงคลตามความเชื่อฮวงจุ้ย เพื่อความร่ำรวย เสริมโชค เพิ่มพูนความสุขให้กับสมาชิกในครอบครัวไปพร้อมๆ กับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง โมบายกระดิ่ง โมบายกระดิ่งมักเกิดเสียงไพเราะยามต้องลม ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งตามหลักฮวงจุ้ยจะช่วยขจัดพลังงานด้านลบให้ออกไป แถมยังช่วยเรียกเงินทองเข้าบ้าน เพียงแค่นำไปแขวนไว้หน้าบ้าน โดยมีเคล็ดลับในการเลือกโมบายกระดิ่งให้มีจำนวน 6 หรือ 8 แท่ง จะยิ่งช่วยเสริมด้านเงินทองได้ดียิ่งขึ้น เทียนหอม นอกจากจะช่วยสร้างกลิ่นหอม ไล่กลิ่นอับไม่พึงประสงค์แล้ว ตามหลักฮวงจุ้ยยังถือเป็นพลังชีวิตจากพืช เพิ่มพลังบวกมีแต่สิ่งดีเกิดขึ้นกับบ้านเรา พัด หลายครั้งที่เราเห็น “พัด” เข้ามามีบทบาทในภาพยนตร์จีนหลายต่อหลายเรื่อง เพราะมีความสำคัญมาตั้งแต่ในอดีตกาล โดยเราสามารถนำมาประดับตกแต่งห้องรับแขก จะช่วยพัดข่าวดีเข้าบ้านเสมอ นำพามิตรสหายที่ดีเข้ามาสู่ชีวิต และยังช่วยให้คู่รักร่มเย็นเป็นสุข กระจกเงา ตามความเชื่อแล้ว กระจกเงาจะช่วยสะท้อนพลังงานให้ไหลเวียนในบ้านได้ดีขึ้น เสริมโชคลาภและความร่ำรวย ไม่ว่าจะเป็นกระจกทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือทรงกลม โดยจะต้องหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ ไม่บิ่น หรือแตกร้าว และติดตั้งให้ถูกทิศทาง เช่น ติดกระจกตรงข้ามบริเวณที่มีทิวทัศน์สวยงาม, ติดในห้องรับประทานอาหาร เป็นต้น เรือสำเภา ในอดีตเรือสำเภามีความสำคัญอย่างมากสำหรับการขนส่งสินค้ารวมถึงการทูตกับเมืองต่างๆ เรือสำเภาจึงกลายเป็นตัวแทนของความเชื่อทางฮวงจุ้ยว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ความสำเร็จ และการสมความปรารถนา รูปปั้นช้าง “ช้าง” ถือเป็นหนึ่งในสัตว์มงคลมาช้านาน แม้จะมีรูปร่างใหญ่โต แต่กลับอ่อนโยนและเป็นมิตร ตามหลักฮวงจุ้ยจะเปรียบเหมือนกับภูเขาสูง จึงเชื่อกันว่าจะช่วยปัดเป่าภัยอันตรายทั้งปวงไม่ให้เข้าบ้าน และยังช่วยให้เกิดความมั่นคง จึงแนะนำให้นำรูปปั้นช้างวางไว้บนโต๊ะทำงาน ด้านหลังเป็นผนังทึบ นกยูง สัญลักษณ์แห่งความมีชื่อเสียงเกียรติยศ อำนาจ ความสำเร็จ รวมถึงช่วยเสริมด้านความรัก และการเงิน ฉะนั้นหากมีภาพนกยูงตกแต่งห้องเอาไว้ก็จะดีไม่น้อย โดยเฉพาะภาพนกยูงรำแพนหางที่จะมีลายเสมือนดวงตาพันดวง จะช่วยปกป้องจากโชคร้ายและอันตรายรอบตัวได้อีกด้วย ต้นไม้มงคล นอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศให้สดชื่น “ต้นไม้” ยังสามารถมอบเป็นของขวัญปีใหม่ที่ให้ความหมายอันเป็นมงคล โดยเฉพาะด้านโชคลาภได้ด้วยนะครับ ซึ่งก็มีอยู่มากมายหลายหลากพันธุ์ อาทิ พลูด่าง ไผ่กวนอิม ต้นวาสนา ต้นนางกวัก ต้นกวนอิม มะยม กล้วยไม้ จำปา โป๊ยเซียน เป็นต้น โดยแนะนำว่าให้ปลูกต้นไม้มงคลเหล่านี้เอาไว้ทางทิศเหนือของบ้าน เลี้ยงปลามงคล คำว่าปลาในภาษาจีนอ่านว่า “หยู” ซึ่งพ้องเสียงกับคำที่แปลว่าอุดมสมบูรณ์ ทำให้เชื่อกันว่าการเลี้ยงปลาจะช่วยเสริมด้านการเงินให้ร่ำรวย มีความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะการเลี้ยง “ปลาคาร์ฟ” โดยภาษาจีนออกเสียงว่า “หยูหลี่” พ้องเสียงกับคำที่แปลว่ามั่งคั่ง น้ำตกหรือน้ำพุ “น้ำ” คือตัวแทนของเงินทองในทางฮวงจุ้ย การที่มีน้ำไหลเวียนอยู่เสมอจึงหมายถึงการดึงดูดโชคลาภ และเสริมสิริมงคล ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะแนะนำให้วางหน้าประตูบ้าน   เสริมดวงตามฮวงจุ้ยด้านอื่นๆ ฮวงจุ้ยตำแหน่งเตียงนอน เสริมรักรุ่ง เงินพุ่ง 9 วิธีจัดห้องนอนเสริมดวง ฮวงจุ้ยตู้เย็น วางตรงไหนเสริมดวง สีอะไรถูกโฉลก
รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งบ้าน เดือนพฤศจิกายน 2562

รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งบ้าน เดือนพฤศจิกายน 2562

รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งบ้าน ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี จะมีที่ไหนเสนอโปรโดนๆ กันบ้าง ตามมาดูกันเลย   THE AUTUMN LIVING SALE  อุปกรณ์ตกแต่งบ้านและเครื่องครัว ลดสูงสุด 70%* จากแบรนด์ดังๆมากมาย อาทิ ANOLON, AKEMI, BOHEMIA, BUGBEAT, BERGHOFF, BOX BOX, CHEF N, CALPHALON, CUISIPRO, CUISINART, CIRCULON, CPK KITCHENKLASS ฯลฯ   สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก M Card ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ รับเพิ่มสูงสุด 8,000 M Point เมื่อช้อปครบ 1,500 บาทขึ้นไป* จากแบรนด์ที่ร่วมรายการ   สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก SCB M VISA รับบัตรกำนัลห้างฯ 200 บาท เมื่อช้อป 7,000 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ รับบัตรกำนัลห้างฯ 700 บาท เมื่อช้อป 20,000 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ   สิทธิพิเศษสำหรับบัตรเครดิตชั้นนำ ลดเพิ่ม / เครดิตเงินคืน สูงสุด 25%* กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ แบ่งชำระ 0%* ทุกชิ้น นานสูงสุด 6 เดือน กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ   ที่แผนก The Living เดอะมอลล์ทุกสาขา ยกเว้นสาขารามคำแหง, งามวงศ์วาน วันที่ 17 ต.ค.-7 พ.ย. 62      SB Designsquare ของแต่งบ้าน เริ่มต้น 99.- โคมไฟ และของแต่งบ้าน หลากสไตล์ ราคาเริ่มต้นเพียง 99 บาท อาทิ  Clearance Sale ตู้เสื้อผ้าราคาพิเศษ ลดสูงสุด 45%, ชุดห้องนอนครบเซ็ต เริ่มต้น 9,900 บาท, Habitat Grand Sale up to 70% ฯลฯ ช้อปออนไลน์ ผ่อนสบาย 0% รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 50,000 บาท กับบัตรเครดิต ธนชาต และช้อปออนไลน์สุดฟิน กับบัตรเครดิตกรุงศรีฯ เฉพาะที่  SB Design Square ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. 62 - 30 พ.ย. 62   ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษผ่าน Line Häfele Thailand “ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษผ่าน Line Häfele Thailand” ลุ้นตู้เย็นมินิเรทโท, ไมโครเวฟ, ฝักบัว X-Jet และบัตรสตาร์บัคมูลค่า 100 บาท จำนวน 100 รางวัล พร้อมรับสิทธิประโยชน์สุดพิเศษ ตั้งแต่วันนี้-30 พฤศจิกายน 2562 จับรางวัล วันที่ 4 ธันวาคม 2562 และประกาศผลรายชื่อผู้โชคดีทางเว็บไซต์ www.hafelethailand.com   Index Living Mall จัดโปรฯ “BUY 1 GET 1” ว้าว!! ของฟรี มีอยู่จริง ที่คนรักบ้านต้องไม่พลาด อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall) ชวนคุณว้าว!! กับของฟรี มีอยู่จริงด้วยโปรโมชั่น “BUY 1 GET 1” สินค้า ซื้อ 1 แถม 1 พบกับทัพเฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้าน และของใช้ภายในบ้าน ยกขบวนมาลดราคานับร้อยรายการ อาทิ   สินค้าซื้อ 1 ฟรี 1 ช้อปชุดห้องนอน (ตู้เสื้อผ้า 4 บาน+เตียง) รุ่น ออแกโน่ 16,990 บาท รับฟรี ตู้วางทีวี มูลค่า 5,990 บาท   สินค้า ซื้อ 1 แถม 1 อาทิ เก้าอี้ทานอาหาร, เก้าอี้สำนักงาน, หมอนหนุน, ชุดเครื่องนอน, ผ้าม่าน, ชุดจาน, แก้วมัค, ชุดเครื่องครัว, กล่องอเนกประสงค์ ฯลฯ   สินค้าสุดคุ้ม เลือกซื้อคู่กันสินค้าในราคาพิเศษ 25,990 บาท อาทิ เลือกที่นอน 6 ฟุต โซฟา, ชั้นวางของ 5 ชั้น, อาร์มแชร์,   ลุ้นรับรถยนต์ สมาชิก Joy Card รับสิทธิ์ลุ้นรถยนต์ The All-New NISSAN NOTE มูลค่า 640,000.- เพียง ช้อปที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ และเดอะ วอล์ค สาขาเกษตร-นวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ ครบทุก 1,000 บาท ตั้งแต่วันนี้-8 ม.ค. 2563 พร้อมรับ สิทธิ์ผ่อนสบายๆ 0% นานสูงสุด 6 เดือน   สนุกช้อปได้แล้วตั้งแต่วันนี้ - 13 พ.ย. 62 ที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ทุกสาขา (สินค้าหมดแล้วหมดเลย)   Homepro SALE SALE โปรโมชั่นสำหรับช้อปปิ้งออนไลน์ เพียงกรอกโค้ด SALE10 ลดเพิ่ม 10% ตั้งแต่บาทแรก ไม่จำกัดส่วนลดสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2562-6 พฤศจิกายน 2562   เทศกาลชวนช้อป 11.11 เทศกาลชวนช้อป 11.11 IKEA ช้อปโปรโมชั่นพิเศษได้ทั้งที่สโตร์อิเกียและออนไลน์ 11 วัน 11 โปรโมชั่น ไม่ซ้ำกันสักวัน! ตั้งแต่ 1–11 พ.ย. 62 สินค้ามีจำนวนจำกัด   Power Buy After Shock Sale ช้อปออนไลน์ กับ Power Buy รับไปเลยคูปองส่วนลดเฉาะสินค้าที่ร่วมรายการ วันที่ 25 ต.ค.–6 พ.ย. 62      
รวมอีเว้นท์ประจำเดือนกันยายน-ตุลาคม 2562 

รวมอีเว้นท์ประจำเดือนกันยายน-ตุลาคม 2562 

สัปดาห์นี้มีหลากหลายอีเว้นท์ที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ โดยเฉพาะสายกิน สายช้อป ห้ามพลาดเลยทีเดียว เพราะในบางงานก็จัดขึ้นเพียงปีละครั้งเท่านั้น มาวางแผนออกไปเที่ยวกันค่ะ   เทศกาลประเพณีกินเจเยาวราช ประจำปี 2562 เทศกาลงานประจำปี 10 วัน 10 คืน สุดยิ่งใหญ่บนถนนเยาวราช มีการออกร้านจำหน่ายอาหารเจจากร้านอาหารชื่อดังทั่วทั้งกรุงเทพฯ รวมมากกว่า 100 ร้านค้า และร่วมพิธีสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาลทั้ง 7 พระองค์ และพระโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ พร้อมอัญเชิญกระถางธูปผงจาก 22 ศาลเจ้า 7 โรงเจในเยาวราชทั้งหมด ซึ่งทุก ๆ วันจะมีการสวดมนต์ถวายกิ้วอ๊วงฮุกโจ้ว และขอพรจากเทพเจ้า   วัน เวลา : 29 ก.ย.-7 ต.ค. 62 สถานที่ : ถนนเยาวราช ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 ไปจนถึงแยกเฉลิมบุรี   Fair of the Year @Bitec งานสำหรับคนรักบ้านโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้านมากมาย อาทิ โซฟา เตียง เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้า ม่าน กันสาด ฯลฯ คุณภาพระดับส่งออก ส่งตรงจากโรงงาน ครบทุกสิ่งในบ้าน ยกกันมาลดราคาพิเศษ ร่วมกับโปรโมชั่นเด็ด ของแถมอีกเพียบ นอกจากนี้ยังมี Electronics Fair of the Year รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า มาให้ผ่อนยาว 0% กันอีกด้วย   วัน เวลา : 25-29 ก.ย. 62 11.00-21.00 น. สถานที่ : ไบเทค บางนา EH106   ร้านเด็ดแฟร์ครั้งที่ 3 รวมร้านเด็ด ร้านดังจากทั่วประเทศ ยกมาไว้ที่อิมแพค สำหรับที่คิดว่ากินเก่ง กินไว ก็ลองสมัครแข่งขันกิน เช่น แข่งกินก๋วยเตี๋ยวเรือ By โกฮับ, แข่งกินบิงซู By Malee, แข่งกินเกี๊ยวซ่า By KINZA GYOZA ฯลฯ และไม่ได้มีแค่ของอร่อยเท่านั้น แต่ยังรวมสินค้าแฟชั่น ของตกแต่งบ้านมาให้เลือกช้อปกันเต็มฮอลล์ พร้อมพบปะศิลปินดังมากมายภายในงานได้ทุกวัน รับรองมางานเดียวครบ!   วัน เวลา : 26-29 ก.ย. 62 10.00-21.00 น. สถานที่ : IMPACT เมืองทองธานี Hall 11-12 TFIC Furniture 2019 (Outlet) งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ส่งออก 2019 โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยได้นำบริษัทผู้ส่งออกและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์มาจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์คุณภาพส่งออก ในราคาสุดพิเศษ ลดราคาสูงสุด 80% จัดขึ้นปีละครั้งเท่านั้น   วัน เวลา : 25-29 ก.ย. 62 10.30-21.00 น. สถานที่ : IMPACT เมืองทองธานี Hall 6-8   The Sound of Silence นิทรรศการภาพถ่ายสัตว์เลี้ยงแสนรัก จาก ดารา ศิลปิน และ เหล่าผู้รักสัตว์ทั้งหลาย ณ มุมสามเหลี่ยม ชั้น 1 โดยมีช่างภาพชั้นแนวหน้าของเมืองไทย อาทิ ธนากร เตลาน ช่างภาพผู้สร้างสรรค์ศิลปะด้านไฟน์อาร์ต, สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ นักสร้างสรรค์โฆษณาชาวไทย มือหนึ่งแห่งเอเชีย ฯลฯ   วัน เวลา : 26-29 ก.ย. 62 10.00-21.00 น. สถานที่ : หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) มุมสามเหลี่ยม ชั้น 1   ZAAP ON SALE ครั้งที่ 18 Ready, Sale, Go! ZAAP On Sale สินค้าแฟชั่นสุดชิค กว่า 500 แบรนด์ ที่ลดสูงสุด 50% ทั้งงาน ยกมาไว้ที่นี่ที่เดียว   วัน เวลา : 28-29 ก.ย. 62  11.00 - 22.00 น. สถานที่ : รอยัล พารากอน ฮอลล์ 1-3   IMMORTALS DAY การรวมตัวของเหล่าไบค์เกอร์รุ่นใหญ่ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน (HARLEY-DAVIDSON) และไทรอัมพ์ (TRIUMPH) พบกับ Harley Davidson Show Case จากสำนักแต่งรถชื่อดัง, คอนเสิร์ตสุดมันส์จากศิลปินชาวร๊อค Silly Fools, Dak Rock Raider, DJ Ka-Toy, Harley Band และสินค้าแบรนด์ชั้นนำมากมาย   วัน เวลา : 27-29 ก.ย. 62  18.00 น. เป็นต้นไป สถานที่ : Crystal Arena และ Oval Plaza ซีดีซี คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์      
เปิด 5 เรื่อง (ไม่) ลับ ของแคตตาล็อกอิเกีย 2020 เพื่อแรงบันดาลใจในการอยู่อาศัย

เปิด 5 เรื่อง (ไม่) ลับ ของแคตตาล็อกอิเกีย 2020 เพื่อแรงบันดาลใจในการอยู่อาศัย

แม้ว่าปัจจุบันจะเป็นยุคดิจิทัล ที่ข้อมูลข่าวสารถูกจัดเก็บไว้บนโลกออนไลน์ สามารถเรียกดูข้อมูลได้บน “สมาร์ทโฟน” หรืออุปกรณ์ไอทีต่างๆ แต่ดูเหมือนว่า “แคตตาล็อก” ในรูปแบบหนังสือเล่ม ซึ่งรวบรวมข้อมูลสินค้า ยังเป็นหัวใจสำคัญและเป็นสิ่งที่ “อิเกีย” ศูนย์จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์สัญชาติ สวีเดน ยังคงให้ความสำคัญ และผลิตออกมาใช้เป็นเครื่องทางการตลาด สร้างแรงบันดาลใจในการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านอยู่ทุกปี   แคตตาล็อกอิเกีย สำหรับปี 2020  ได้เปิดตัวออกมาแล้ว เพื่อให้ลูกค้าได้หยิบไปใช้ สำหรับเป็นคู่มือและสร้างแรงบันดาลใจในการเลือกซื้อสินค้าของ “อิเกีย” ซึ่งในปีนี้มาในธีม “Easy Renewal For Better Sleep” กับการมุ่งเน้นนำเสนอสินค้าด้วยการเน้นสินค้าห้องนอน เนื่องจากมองว่ากลุ่มสินค้าห้องนอน เป็นสินค้าที่ลูกค้าให้ความสำคัญและเลือกซื้อเป็นอันดับแรกๆ  ปัจจุบันกลุ่มสินค้าห้องนอนมีสัดส่วน 12-13% ของยอดขายทั้งหมด   นายทอม ซูเทอร์ ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางใหญ่ เปิดเผยว่า การนอนมีผลต่อทุกอย่างกับชีวิต อิเกีย จึงโฟกัสสินค้ากลุ่มห้องนอน เป็นแนวทางการทำตลาดทั่วโลก แต่รูปแบบและสไตล์การนำเสนอของห้องนอน  จะแตกต่างกันในแต่ละประเทศ  ซึ่งสินค้ากลุ่มห้องนอนได้รับความนิยมซื้อ จากกลุ่มลูกค้าคนไทยเป็นลำดับต้นๆ แตคตาล็อกปีนี้จึงเน้นสินค้ากลุ่มดังกล่าว  แตกต่างจากปีที่ผ่านมาที่เน้นกลุ่มสินค้าห้องนั่งเล่น (Living room)     แคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ จึงได้รวบรวมเทคนิค การปรับแต่งบ้านเพื่อให้ทุกคนในบ้านพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ โดยทุกไอเดียที่คัดสรรมาล้วนทำตามได้ง่าย เพียงแค่เปลี่ยนปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน เติมผ้าม่าน มู่ลี่ โคมไฟ ต้นไม้ หรือแม้กระทั่งแก้วน้ำสักใบเข้ามา เป็นตัวช่วยเปลี่ยนบรรยากาศภายในห้องให้มีความสงบ ผ่อนคลาย ช่วยให้นอนหลับฝันดีได้ตลอดทั้งคืน   เปิด 5 ความต้องการที่คนเรียกว่า “บ้าน”     ทุกๆ ปี ดีไซน์เนอร์อิเกียจากทั่วโลก จะทำงานร่วมกัน  เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกต่างๆ ของผู้บริโภคซึ่งเก็บรวบรวมจากการพูดคุย ทำวิจัย และออกไปเยี่ยมบ้านลูกค้า เพื่อทำความเข้าใจและหาแนวทางพัฒนาแรงบันดาลใจ  รวมถึงพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ  และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปของผู้คนทั่วโลก พร้อมจัดทำเป็นรายงาน Life at Home ข้อมูลที่ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการจัดทำเนื้อหา แคตตาล็อกอิเกียในแต่ละปี   ปีนี้เป็นครั้งแรกที่อิเกีย  ได้ศึกษา ข้อมูลเชิงลึกของคนยุคปัจจุบัน ต่อการตัดสินใจเรียกที่ใดที่หนึ่งว่าเป็น “บ้าน”  ซึ่งได้ถอดรหัสความต้องการด้านอารมณ์ 5 ด้าน ได้แก่ การเป็นส่วนหนึ่ง (Belonging) ความเป็นเจ้าของ (Ownership) ความปลอดภัยมั่งคง (Security)  ความสบาย (Comfort) และ ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ซึ่งปัจจัยด้านอารมณ์ทั้ง 5 นี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกถึงความเป็น “บ้าน” นิยามคำว่าบ้านจากรายงานฉบับนี้จึงไม่ได้หมายถึงแค่ “ที่พักอาศัย” แต่ยังรวมไปถึงสถานที่อื่นๆ ที่ทำให้เกิดความรู้สึกทั้ง 5 ด้านนี้ได้     ความต้องการด้านอารมณ์ทั้ง 5 ด้านที่ทำให้บ้านเป็น “บ้าน” มีดังนี้   1.การเป็นส่วนหนึ่ง (Belonging) ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ยอมรับตัวตนที่แท้จริงของเรา รวมถึงสถานที่ที่สะท้อนตัวตนของเรา อิเกียนำเสนอเฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้านหรือห้องที่ใช้งานร่วมกันที่ทำให้ทุกคนมีพื้นที่แห่งความสุข และเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่   2.ความเป็นเจ้าของ (Ownership) ไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของเท่านั้น แต่หมายถึงความรู้สึกว่าเรามีอำนาจในการควบคุมพื้นที่หรือสถานที่นั้นๆ เรามีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ ความรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของบ้านนั้น (ถึงแม้ว่าจะเป็นบ้านเช่าก็ตาม) เช่น โซลูชันอุปกรณ์จัดเก็บของอิเกีย ที่ช่วยให้คุณสามารถจัดสรรพื้นที่ในบ้านในอย่างลงตัว   3.ความปลอดภัยมั่นคง (Security) ความปลอดภัยในที่นี้ไม่ได้หมายถึงบ้านที่มี การป้องกันอย่างแน่นหนา แต่เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น มั่นคง วิธีง่ายๆ ในการเติมความอบอุ่นให้กับบ้าน คือการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ เหล็ก และกระจก   4.ความสบาย (COMFORT) หมายถึงความรู้สึกสบายใจและมีความสุขกับบรรยากาศรอบข้าง นั่นคือการถ่ายทอดตัวตน หรือใส่ความเป็นเราลงไปในที่ที่เราอาศัยอยู่   5.ความเป็นส่วนตัว (PRIVACY) ความเป็นส่วนตัวไม่ใช่ว่าเราจะต้องอยู่คนเดียวในห้องเท่านั้น แต่หมายถึงการสร้างความสมดุลในบ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่น หรือบ้านที่มีพื้นที่จำกัด แต่ก็ยังมีพื้นที่ที่เราสามารถพักผ่อน นอนหลับ หรือตัดขาดจากความวุ่นวายต่างๆ ได้ ด้วยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีฟังก์ชั่นช่วยแบ่งพื้นที่ในบ้านได้อย่าง ชาญฉลาด   ทำความรู้จัก แคตตาล็อก “อิเกีย” 2020     1.เปลี่ยนฟอนต์ใหม่ทั้งหมด แคตตาล็อกเล่มใหม่นี้จะเป็นเล่มแรกที่เปลี่ยนฟอนต์ใหม่ทั้งหมด จากฟอนต์ Verdana ที่ใช้มาต่อเนื่องถึง 11 ปี เป็นฟอนต์ Noto ที่ได้รับการพัฒนาโดย Google อิเกียเลือกใช้ฟอนต์นี้เพราะสะท้อนตัวตนของแบรนด์ที่มองผ่านสายตาของคนยุคปัจจุบันได้ดี มีความชัดเจน อ่านง่ายและครบสมบูรณ์ เหมาะกับการอ่านบนจอดิจิทัลเล็กๆ ทั้งยังมีตัวอักษรเกือบครบทุกภาษาในโลก โดยแคตตาล็อกเล่มนี้จะแปลเป็นภาษาต่างๆ ถึง 38 ภาษา ซึ่งฉบับภาษาฟินแลนด์จะมีความยาวมากที่สุด   2.หน้าปก 50 ปี นับจากวันที่จอห์น เลนนอน และโยโกะ โอโนะ ภรรยาของเขา พากันนอนประท้วงเพื่อเรียกร้องสันติภาพในช่วงต้นสงครามเวียดนามที่โรงแรมอัมสเตอร์ดัม ฮิลตัน เมื่อเดือนมีนาคม ปี 1969 วันนี้ Bed-In for Peace อันโด่งดังของทั้งคู่จะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง บนภาพปกแคตตาล็อกอิเกียเล่มล่าสุด   3.เรื่องราวภายในแคตตาล็อก ธีมของแคตตาล็อกอิเกียในปีนี้คือ “การพักผ่อนนอนหลับ” เน้นการเปลี่ยนโฉมห้องนอนให้ ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสวยงามและความสบาย รวมไปถึงแนะวิธีต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพ การพักผ่อนของคุณ เช่น การจัดท่านอนและเลือกหมอนที่เหมาะกับอิริยาบถการนอน การทำสมาธิ กิจวัตรตอนนอน และเคล็ดลับหลับสบายด้วยน้ำมันลาเวนเดอร์ เป็นต้น   ระหว่างจัดทำเนื้อหาในแคตตาล็อก มีการเปลี่ยนเตียงทั้งหมดถึง 7 แบบเพื่อให้ครอบคลุมการจัดเตียงทุกแบบในตลาด และถ่ายภาพไปทั้งหมด 1,651 ภาพ มากกว่าปีที่แล้วถึง 400 ภาพเลยทีเดียว   4.กระบวนการผลิตแคตตาล็อก แคตตาล็อกเล่มนี้ใช้ใช้เวลาสร้างสรรค์นานถึง 12 เดือน ตั้งแต่การระดมความคิด ไปจนถึงการพิมพ์ และจัดส่งไปยังสโตร์อิเกียทั่วโลก นับจากจุดเริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการผลิตต้องอาศัย ความร่วมมือของทีมงานจากหลากหลายประเทศ ทั้งอเมริกา อิตาลี ออสเตรเลีย เวลส์ เยอรมัน สวีเดน รัสเซีย สเปน อังกฤษ เปอร์โตริโก แอฟริกาใต้ เดนมาร์ก โปแลนด์ ฟินแลนด์ และ จีน   5.ข้อมูลของแคตตาล็อกเล่มใหม่   มีจำนวนหน้าทั้งหมด 280 หน้า + หน้าปก 4 หน้า โดยมียอดตีพิมพ์รวม 124,000,000 เล่ม ใน 54 ประเทศที่อิเกียเปิดให้บริการ กับภาษาที่ตีพิมพ์ถึง 38 ภาษา รวม 80 เวอร์ชัน ที่มีการจัดพิมพ์ในครั้งนี้        
[PR] ลงทุน+บริหารเอง นักเลงพอ อินเด็กซ์  ปั้นร้านเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ “วินเนอร์” โมเดลใหม่

[PR] ลงทุน+บริหารเอง นักเลงพอ อินเด็กซ์ ปั้นร้านเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ “วินเนอร์” โมเดลใหม่

“อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์”  เปิดร้านโมเดลใหม่   “วินเนอร์ เฟอร์นิเจอร์ เซ็นเตอร์” ลงทุนและบริหารเอง ประเดิมสาขาแรกที่จังหวัดราชบุรี 1 ใน 12 เมืองต้องห้ามพลาด  ก่อนเดินหน้าขยายเพิ่มปีหน้าทุกรูปแบบ   นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้มีแผนขยายร้านค้าเฟอร์นิเจอร์วินเนอร์ (Winner Furniture) ด้วยรูปแบบโมเดลใหม่ ที่บริษัทเป็นผู้ลงทุนและบริหารร้านเอง (Company Owned Company Operated)  หรือ COCOในรูปแบบสแตนด์อโลน ( Standalone) ภายใต้ชื่อ “วินเนอร์ เฟอร์นิเจอร์ เซ็นเตอร์” (Winner Furniture Center)   โดยร้านดังกล่าวจะจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ “วินเนอร์ เฟอร์นิเจอร์”  ซึ่งเป็นสินค้าเน้นกลุ่มลูกค้าระดับ Mass เป็นหลัก  มีรูปแบบร้านค้าทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.รูปแบบคอมแพ็ก (Compact) พื้นที่ประมาณ 1,050 ตารางเมตร 2.รูปแบบสแตนดาร์ด (Standard) พื้นที่ประมาณ 1,411 ตารางเมตร และ 3.รูปแบบเอ็กซ์ตร้า (Extra) พื้นที่ประมาณ 1,700 ตารางเมตร     ล่าสุด ได้เปิดสาขาแรกที่จังหวัดราชบุรี ในรูปแบบสแตนดาร์ด (Standard) ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 1,500 ตารางเมตร เพื่อขยายตลาดให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น จากเดิมที่แบรนด์วินเนอร์  มีจำหน่ายที่ “อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” (Index Living Mall) และ “อินเด็กซ์ เฟอร์นิเจอร์ เซ็นเตอร์”  (Index Furniture center) รวมทั้งหมด 37 สาขา  ครอบคลุมกว่า 22 จังหวัดทั่วประเทศไทย   สาเหตุที่เลือกเปิดสาขาในจังหวัดราชบุรีนั้น เป็นเพราะบริษัทเล็งเห็นถึงศักยภาพและการเติบโตทุกภาคส่วนของจังหวัดราชบุรี ซึ่งถือเป็น 1 ใน 12 เมืองต้องห้ามพลาด ที่ได้รับการคัดเลือกจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  และมีแผนพัฒนาเมืองรอบด้านอย่างต่อเนื่อง     รวมถึงมีการแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้นของภาคเกษตรกรรม  การขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งภาคบริการ ธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีก การท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรม ส่งผลต่อภาพรวมการขยายตัวของเศรษฐกิจในจังหวัด  และในอนาคตหากมีรถไฟไฮสปีดเทรนเข้ามา จะทำให้ราชบุรีเป็นอีกหนึ่งจังหวัดทางเลือกที่จะพัฒนาสู่การเป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัย   โดยภายในปีหน้า บริษัทมีแผนเปิดร้านค้า  “วินเนอร์ เฟอร์นิเจอร์ เซ็นเตอร์” ครบทั้ง 3 รูปแบบ  
เปิดออฟฟิส “GET” เยี่ยมชมดีไซน์ดีไซน์แนว Street Smart จุดเด่นบนท้องถนนกทม.

เปิดออฟฟิส “GET” เยี่ยมชมดีไซน์ดีไซน์แนว Street Smart จุดเด่นบนท้องถนนกทม.

รู้จัก GET (เก็ท) กันไหม? หรือเคยใช้บริการของเขากันบ้างหรือเปล่า   ถ้ายังไม่รู้จัก เราขอแนะนำ GET ให้รู้จักกันคร่าวๆ ก่อน....   GET แอพพลิเคชั่นไลฟสไตล์ออนดีมานด์ ที่ให้บริการเรียกมอเตอร์ไซค์วิน สั่งอาหาร ส่งของ และอีวอลเลต เป็นออนดีมานด์  ซึ่งถือว่ามีความหลากหลายงานด้านการบริการ  ก่อตั้งขึ้นโดยทีมงานคนไทย พร้อมด้วยเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญชั้นนำระดับโลก  นอกจากนี้ ยังมีเงินลงทุนจาก “โกเจ็ก” (GO-JEK) เข้ามาร่วมด้วย     สำหรับรายละเอียดการใช้บริการเป็นอย่างไร ผู้ที่สนใจก็คงต้องไปศึกษาและสอบถามกันกับทาง GET ส่วนเรื่องราวที่ Reviewyourlivng อยากจะมา “รีวิว” คือ การพาไปเยี่ยมชมบ้านหลังใหญ่ของเหล่ามนุษย์ GET ซึ่งก็คือที่ทำงานของพนักงานและผู้บริหาร GET นั่นเอง โดยสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ชั้น 19-21 ของอาคารชาร์เตอร์สแควร์  ย่านสาทร  ชั้น 19  ใช้เป็นสำนักงานมีพื้นที่กว่า 1,400 ตารางเมตร  ส่วนชั้น 20-21 เป็นพื้นที่สำหรับการฝึกอบรมคนขับ   ชูดีไซน์แนว Street Smart  ออฟฟิศของ GET ถูกออกแบบในดีไซน์แนว Street Smart โดยนำจุดเด่นของท้องถนนในกรุงเทพฯ ที่เป็นหัวใจหลักของธุรกิจ เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจำลองลวดลายบนพื้นที่ถนน อย่างทางม้าลาย เส้นห้ามหยุดรถ เส้นแบ่งช่องทางเดินรถ หมวกกันน็อค เสื้อวิน และมอเตอร์ไซค์ เข้ามาเป็นจุดเด่นในการตกแต่ง เพราะเป็นธุรกิจบริการซึ่งมีมอเตอร์ไซต์ เป็นเครื่องมือหลัก   โดยโทนสีหลักที่ใช้คือหลักของแบรนด์ ได้แก่ สีเหลือง Safety Yellow และสีเทา Street Grey ที่ทั้งสองสีได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเดินทาง โดยสีเหลืองเป็นสีที่สามารถสะท้อนได้ดีเวลากลางคืนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ให้คนขับของ GET และสีเทามาจากสีของพื้นถนนคอนกรีต ซึ่ง GET จับจุดเด่นนี้มาวางไว้ในออฟฟิศได้อย่างลงตัว ช่วยให้บรรยากาศการทำงานดูสดใส     ออฟฟิศของ GET ถือเป็น Flexible Workspace ที่เป็นมิตรกับคนทำงานในทุกเจนเนอเรชั่น ไม่ว่าจะเป็น Gen X, Millennial และ Gen Z เพื่อให้พนักงานทุกคนสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่มีกฎตายตัวว่าการทำงานจะต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเองเท่านั้น เอื้อให้พนักงานสามารถใช้ประโยชน์จากทุกมุมของออฟฟิศได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเพื่อการทำงานหรือการผ่อนคลาย “เราได้แรงบันดาลใจในการออกแบบ ตกแต่งออฟฟิศมาจากงานที่เราทำ และเราให้ความสำคัญกับทั้ง Flexibility และ Work-Life Balance เพราะที่ GET เราทำงานกันหนัก แต่พอเราว่าง เราก็พักผ่อนกันเต็มที่" คุณก่อลาภ สุวัชรังกูร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด หรือซีเอ็มโอ ของ GET เล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบออฟฟิศ     ออฟฟิศของ GET จึงถูกออกแบบออฟฟิศให้ยกคอมไปนั่งทำงานตรงไหนก็ได้ จะอยู่ที่โต๊ะตัวเอง จะไปนั่งดูวิวแม่น้ำ หรือจะไปนั่งในห้องเงียบๆ หรือถ้าคุณทำงานเสร็จ คุณจะตีปิงปองตอนบ่าย 3 ก็ได้ เพราะ GET เชื่อว่าพื้นที่ออฟฟิศและบรรยากาศที่ผ่อนคลายทำให้พนักงานทำงานอย่างแฮปปี้ และโฟกัสกับงานได้ดีขึ้น Flexible Workspace เสริมการทำงาน 4 ด้าน สำหรับ Flexible Workspace ของ GET ถูกดีไซน์ออกมา เพื่อช่วยส่งเสริมการทำงานสำหรับพนักงานและผู้บริหารใน 4 ด้านหลัก ได้แก่     Collaboration: การทำงานในรูปแบบสตาร์ทอัพ การทำงานร่วมกันหรือ Collaboration ระหว่างทีมต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยในออฟฟิศมีห้องประชุมจัดไว้ 8 ห้อง แต่ถ้าใครที่ต้องการคุยกันในบรรยากาศที่เป็นกันเองมากขึ้น ก็สามารถใช้พื้นที่ส่วนกลาง และมุมโซฟาต่างๆ ที่จัดไว้หลากหลายมุมเพื่อการประชุม พูดคุย หรือ Brainstorm กันได้ เพื่อให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น    Concentration: แน่นอนว่าพนักงานจำนวนมากยังเคยชินและต้องการมีโต๊ะทำงานของตัวอยู่ ดังนั้น GET จึงมีพื้นที่ทำงานส่วนตัวให้กับพนักงานทุกคน และเพิ่มพื้นที่เงียบ หรือ Quiet Corner สำหรับคนที่ต้องการทำงานที่ใช้สมาธิมาก และจัดห้องสำหรับคุยโทรศัพท์แยกต่างหาก ไว้เพื่อให้คนที่ต้องประชุมทางโทรศัพท์และไม่อยากรบกวนคนอื่นๆ    Community: เพื่อให้พนักงานได้สามารถผ่อนคลายในระหว่างการทำงานหรือหลังเลิกงาน ที่ GET จึงมีทั้งโต๊ะปิงปอง ห้องเกม และห้องนอน โดยทุกคนสามารถเข้ามาใช้เมื่อไรก็ได้ที่ต้องการ เพราะบริษัทฯ เข้าใจดีว่าการ Work & Play โดยไม่เครียดมากเกินไป จะช่วยผลักดันความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจในการทำงานได้ดีกว่า      Mobility & Freedom: ที่ GET พนักงานทุกคนสามารถนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นมุมโซฟา นั่งดูวิวเมือง หรือนั่งทำงานที่ canteen โดยสามารถยกคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คของตัวเองไปอยู่ในที่ที่ต้องการได้ นอกจากนี้ ห้องประชุมยังเป็นการต่อจอแบบไร้สาย ด้วยระบบ Zoom ที่คอมพิวเตอร์ของพนักงานสามารถ cast content ขึ้นจอได้ทันที     ไม่ใช่แค่ออฟฟิสสวย แต่ต้องสร้างความสุข  “ผมกับ Co-founder ทุกคนลงความเห็นตรงกันตั้งแต่วันแรก ว่าเราต้องทำให้คนที่ทำงานกับเรามีความสุขมากที่สุด" คุณภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ GET บอกเล่าถึงแนวคิดในการบริหารองค์กร   สำหรับความสุขที่ทางฝ่ายบริหาร ให้คำจำกัดความไว้นั้น นอกจากเรื่องสถานที่สะดวกสบาย น่าทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพงานแล้ว องค์กรยังจะต้องมีสวัสดิการที่ดี  รวมถึงต้องเป็น Culture First Company หรือการให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กรมากกว่าตัวเลข ดังนั้นเวลาเลือกคนเข้ามาร่วมทีม GET จะใช้เวลานานมากในการพิจารณาคัดเลือก   พนักงานนอกจากจะต้องเป็นคนเก่งแล้ว ยังต้องอยากทำสิ่งดีๆ ให้กับสังคมด้วย พนักงานของ GET  มีความหลากหลายมาก  มีทุกเพศทุกวัยด้วย และโครงสร้างการทำงานของ GET ถูกวางให้มีลักษณะ Flat คือ  ทุกคนสามารถเดินเข้ามาคุยกับฝ่ายบริหารได้ แถมยังใช้ห้องผู้บริหารเป็นห้องประชุมได้   “สวัสดิการที่นี่ต้องดี ไม่ใช่แค่ออฟฟิศสวยแต่เพียงอย่างเดียว เราอยากให้พนักงานของเราทุกคนมีความมั่นคง เพราะผมรู้ดีว่าทุกคนทำงานนหนักและทุ่มเท”     สำหรับหลักการทำงานของ GET ยึดหลัก Core Values 3 ข้อ 1.It’s not About You งานที่เราทำอยู่เป็นสิ่งที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับชีวิตของคนหลายๆ คนได้ ดังนั้นเราจึงอยากให้พนักงานของเรามองในมุมกว้าง และคิดถึงคนอื่นๆ ที่เขาทำงานด้วย 2.Collaborate with Compassion คือการเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่ารักของกันและกัน 3.Shoot for Greatness หรือการมุ่งพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ทำให้เราทำงานด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพในบรรยากาศที่ไดนามิค   ปัจจุบัน GET เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีพนักงานเพิ่มจากปีที่แล้วเพียง 40 กว่าคน ในปีนี้ GET มีพนักงานประจำและคอนแทรคเตอร์กว่า 200 คน ที่มุ่งสร้าง Ecosystem ที่ช่วยยกระดับชีวิตของทั้งผู้ใช้ คนขับ และร้านค้าด้วยเทคโนโลยีแบบออนดีมานด์หลากหลาย รวมถึงบริการทางการเงินที่สะดวกและครบวงจรยิ่งขึ้น    
COTTO LIFE โลกของกระเบื้องที่ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นๆ

COTTO LIFE โลกของกระเบื้องที่ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นๆ

สร้างบ้านสักหลังว่ายากแล้ว การตกแต่งภายในนั้นยากและเสียเวลายิ่งกว่า ว่ากันแค่เรื่องของกระเบื้อง ก็คิดกันหนักแล้วว่าควรจะเลือกชนิดไหนให้เข้ากับห้อง ใช้ลวดลายอะไร มีคุณสมบัติอะไรบ้าง แค่นี้ก็ปวดหัวแล้ว นี่ยังไม่นับ การติดต่อช่างผู้รับเหมาฝีมือดี ไม่ทิ้งงานอีก สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาเลยคะ ถ้าได้รู้จักกับโลกของกระเบื้องอย่าง COTTO LIFE  ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของอาคาร SCG Experience ที่ Crystal Design Center เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา   ทีมงาน Reviewyourliving ได้มีโอกาสไปเดินชม COTTO LIFE บนพื้นที่ 1,300 ตารางเมตร ที่เพิ่งจะปรับปรุง กันไปเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาคะ ที่นี่มีหลากหลายเรื่องราวของกระเบื้องที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อนักออกแบบ สถาปนิก ไปจนถึงกลุ่มคนรักบ้านจะต้องเดินชมกันเพลินแน่นอนคะ โดยที่ชั้น 2 ของ SCG Experience แห่งนี้จะเป็น COTTO LIFE ทั้งชั้น ซึ่งจะมีทั้ง กระเบื้องทั้งนำเข้า และผลิตในประเทศ รวมถึงสุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำหลากหลายชนิด แต่ครั้งนี้เราจะโฟกัสกันที่เรื่องของ กระเบื้องคะ เริ่มกันที่ฝั่งของกระเบื้องนำเข้า Italia Collection ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็น Exclusive Products ของ COTTO ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง COTTO กับ บริษัท ฟลอริม เซรามิเช่ เอส.พี.เอ. จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องชั้นนำ จากประเทศอิตาลี ร่วมกันออกแบบ วิจัยและพัฒนาสินค้าพร้อมอาศัยเทคโนโลยีและฐาน การผลิต เพื่อออกมาเป็น กระเบื้องพอร์ซเลน (Porcelain) อิตาลีแท้ 100% โดยมุ่งจับกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์ ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก นักออกแบบ ซึ่งเรามักจะเห็น เข้าไปอยู่ในโปรเจคใหญ่ๆ อย่างห้างสรรพสินค้า โรงแรม สปา ร้านอาหาร หรือแม้แต่ ในบ้านของคุณเองในจุดที่อยากให้เป็นไฮไลท์พิเศษของบ้าน     ด้วยความที่ Italia Collection ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของธรรมชาติจริง เน้นลวดลายตามแบบธรรมชาติไม้ จากต่างประเทศ รวมถึงลายหิน หินอ่อน ลายไม้ อย่างกระเบื้องลายไม้โอ๊ค ก็จะมีมีความเป็นโอ๊คที่แตกต่างกัน ในแต่ละลักษณะของป่า ช่วงฤดูการเติบโต และไม่ใช่แค่เรื่องของลวดลาย แต่จะได้ผิวสัมผัสที่เลียนแบบลายไม้จริงด้วยเช่นกัน เพื่อให้ได้อารมณ์เหมือนอยู่กับธรรมชาติมากที่สุด   กระเบื้องลายหินอ่อน Grande Collection เป็นผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างมีความเป็น Exclusive ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็น Limited Collection ลายหินอ่อน เพราะการออกแบบได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติจริง ซึ่งหาได้ยากแล้ว โดยลวดลายที่เห็นจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ตายตัว โดยพัฒนาจากอิตาลี ด้วยเทคโนโลยี Continue af plus ที่ทำให้ลายหินร้อยเรียงต่อกันอย่าง Smooth ที่สุด เหมาะสำหรับใครที่อยากได้ผนังสักด้านที่เป็นไฮไลท์ ดูโดดเด่นขึ้นมา หรือจะทำเป็น Top เคาน์เตอร์ แม้กระทั่งกรุฟาซาดภายนอก   คุณสมบัติ น้ำหนักเบา แผ่นใหญ่พิเศษ โดยมีไซส์ใหญ่ที่สุด 1.6*3.2 สามารถปูได้อย่างไร้รอยต่อ ดูดซึมน้ำค่อนข้างต่ำมาก ทำให้ไม่สะสมคราบ ไม่เกิดเชื้อรา ทำความสะอาดง่าย ทนต่อการกัดกร่อน ทนความร้อนได้ดีเยี่ยม ที่สำคัญคือ มีความทนทานมากกว่าหินจากธรรมชาติ     Texture ไม่เหมือนใครด้วย Espanya Collection ดีไซน์และผลิตจากสเปน จะได้เบจแบบ Earth Tone แต่จะมีความแตกต่างด้วยการเน้น Texture มีให้เลือก 6-8 ลาย เน้นการใช้งาน Outdoor   GEOLUXE เมื่อหินจากธรรมชาติเริ่มหาได้ยากเต็มที ประกอบกับการหันมาใส่ใจดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงเกิดเป็นหิน Pyrolytic Stone ที่พัฒนามาจากการวิจัยใน Lab ซึ่ง Built มาทั้งชิ้น เนื้อเดียวกันทั้งหมด ทำให้ได้หินแผ่นใหญ่ มีความหนา 10-12 มม. น้ำหนักมาก ทนการถูกกระแทกหนักๆได้ดี และทนความร้อนสูง จึงนิยมนำมาเป็น Top ครัว แต่ต้องวางอยู่บนเคาน์เตอร์ที่มีฐานแข็งแรง แน่นหนาตามไปด้วย และทั้งแผ่นจะโชว์ให้เห็นลวดลายเส้นสาย ของแร่หินที่สั่งสมกว่าพันปี จนกลายเป็นหินแผ่นใหญ่ แต่สามารถสั่งตามขนาดที่ต้องการได้   โซน Italia Collection นี้ เหมาะกับงานสไตล์โมเดิร์น เรียบง่าย แต่โดดเด่น ล้ำสมัย ซึ่งก็ตรงตามความต้องการของ COTTO เอง ที่ตั้งใจเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น   COTTO Collection มาถึงโซนของ COTTO ที่ผลิตเองในประเทศ ราคาก็จับต้องได้ง่ายขึ้น แต่คุณภาพยังคงไม่ลดน้อยลงไปกว่ากันเท่าไรนัก เพราะยังคงเน้นคุณสมบัติดูดซึมน้ำต่ำ แข็งแรง รองรับน้ำหนักได้ดี ทนทานต่อการเสียดสีและขูดขีด เนื้อสีขาว เนื้อเดียวกันตลอดทั้งแผ่น รองรับการทุกใช้งานพื้น ผนัง ทั้งนอกบ้านและในบ้าน มีให้เลือกมากกว่า 80 ซีรี่ย์ ในเรื่องของลวดลายกระเบื้อง พยายามตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่โหยหายความเป็นธรรมชาติย่งขึ้น ซึ่งเทรนด์ ลายตามธรรมชาติได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ โดยจะเลียนแบบลายไม้ ลายหินพื้นถิ่นในบ้านเรา ให้สัมผัสต่างกันออกไป   กระเบื้องโมเสก  ระยะหลังมานี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งคะ ส่วนใหญ่เราจะเห็นการใช้ตกแต่ง ในร้านคาเฟ่กันเยอะขึ้น ด้วยความที่เป็นกระเบื้องชิ้นเล็กจึงสามารถเข้าไปอยู่ได้ในทุกพื้นที่ เน้นไปที่การตกแต่งเพิ่มสีสัน แต่เนื้อกระเบื้องจะเหมือนกับกระเบื้องแผ่นใหญ่ รวมถึงคุณสมบัติในการใช้งานได้ทั้งภายนอกและภายในเช่นกัน   นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์สวยงาม ดูทันสมัยแล้ว เรื่องการบริการก็สำคัญไม่แพ้กันคะ เพราะ COTTO LIFE มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำทั้งเรื่องการออกแบบด้วยโปรแกรม 3D ของทีม Creative Designer ให้เห็นภาพจริงก่อนตัดสินใจ บริการติดตั้ง Tile Installation Service ไปจนถึงการรับประกันยาวนาน ด้วยตัวผลิตภัณฑ์เอง ที่มีความโดนเด่นเฉพาะตัว แตกต่างจากท้องตลาดทั่วไป จึงจำเป็นต้องใช้ช่าง ที่มีความชำนาญเฉพาะ รวมถึงอุปกรณ์พิเศษในการติดตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดกับบ้านของคุณ   แม้ว่าที่ COTTO LIFE แห่งนี้จะเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาสัมผัสสินค้าจริง แต่ถ้าไม่สะดวกเดินทางมาล่ะก็ เขามีบริการ ซื้อผ่านออนไลน์ได้ และยังบริการส่งฟรีถึงบ้านอีกด้วยคะ    
สรุปข่าวรอบสัปดาห์ 15-21 กรกฎาคม 2562

สรุปข่าวรอบสัปดาห์ 15-21 กรกฎาคม 2562

เอช เอสเตท เปิดโปรเจ็กต์ Arti Sukhumvit 71 นายณัฐพล จินตนา กรรมการบริหาร บริษัท เอซ เอสเตท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ได้เปิดขายโครงการ ‘Arti Sukhumvit 71’ เป็นคอนโดมิเนียมแบบ High rise ติดถนนสุขุมวิท 71 ความสูง 21 ชั้น จำนวนเพียง 115 ยูนิต   มีขนาดห้อง Studio, ห้อง 1 bedroom และ Loft ที่ให้พื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น รวมถึงแบบ 2 ห้องนอน และ Penthouse ขนาดกว่า 100 ตร.ม. รองรับลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ เป็นคอนโดที่เหมาะกับคนอายุ 28-40 ปี หรือกลุ่ม Young Adult ราคาเริ่ม 2.69  ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการ 525 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างในไตรมาสที่ 4 ปี 2562 และมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี ไตรมาสที่ 4 ปี 2564 โดยมีบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดและการขาย   ออริจิ้น จับมือวิทยาลัยดุสิต เพิ่มทักษะแม่บ้าน นายธนา ต่อสหะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า  ได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยดุสิตธานี จัดการอบรมหลักสูตร “ทักษะการทำความสะอาด และการบริการมาตรฐานโรงแรม 5 ดาว” เพื่อพัฒนาทักษะ ความรู้และเพิ่มศักยภาพให้กับทีมพนักงานทำความสะอาดหรือทีมแม่บ้าน ให้สามารถปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐานโรงแรมระดับ 5 ดาว  ซึ่งบริษัทยังมีแผนงานฝึกอบรมในหลักสูตรด้านการสื่อสารและการสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า ให้กับพนักงานในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับงานดูแลและบริการลูกค้าตลอดปี 2562  เพื่อนำร่องเพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศในด้านงานบริการอย่างครบวงจร  (Service Excellence) ของบริษัทต่อไป   เคาะราคา IPO อินเด็กซ์ฯ 22 บาท นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM เปิดเผยว่า หลังจากสำรวจความต้องการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO)  จากนักลงทุนสถาบัน (Bookbuilding) เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมาพบว่า ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยนักลงทุนสถาบันแสดงความต้องการจองซื้อหุ้น IPO ของ ILM มากกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรไว้ให้แก่นักลงทุนสถาบันถึง 8 เท่า ที่ราคาสูงสุดหุ้นละ 22 บาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในพื้นฐานธุรกิจและโอกาสการเติบโตที่ดีในอนาคต ดังนั้นจึงกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ราคาหุ้นละ 22 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขาย เตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น IPO ในวันที่ 17 – 19 กรกฎาคมนี้ และคาดว่าจะนำหุ้น ILM เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้   รีจัส เปิดขายแฟรนไชส์ co-working space นาย แมทธิว เจมส์ เคนลีย์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจสัมพันธ์ของ IWG เปิดเผยว่า รีจัส (Regus) ผู้ให้บริการพื้นที่สำนักงาน หรือ เวิร์คสเปซ ระดับโลก ประกาศเปิดธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย ในงาน Thailand Franchise & Business Opportunities 2019 (TFBO) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคที่ผ่านมา โดยงานนี้เป็นครั้งแรกที่ รีจัส เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถเข้าถึงโมเดลการทำธุรกิจการให้บริการเวิร์คสเปซ ที่กำลังเติบโตอยู่ในปัจจุบันได้เป็นครั้งแรก และธุรกิจนี้จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการขยายเครือข่ายรีจัสในระดับโลกอีกด้วย   โฮมโปรจัดงานแฟร์ พร้อมโปรสูงสุด 70% นางสาวสิริวรรณ เสริมชีพ ผู้จัดการทั่วไปสายสื่อสารการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เปิดเผยว่า ได้จัดงานโฮมโปรแฟร์ ขึ้เป็นครั้งที่ 4 ภายใต้คอนเซปต์ ช้อป ชิม ชิลล์ ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 -29 กรกฎาคม 2562 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีโปรโมชั่นสุดโดน ลดราคาสูงสุด 70% และมีการจัดพื้นที่ไลฟ์สไตล์โซน ‘ช้อป กิน ถิ่นสยาม’ ที่ขนขบวนสุดยอดอาหารร้านดังมามากกว่า 150 ร้านค้าทั่วไทย โดยตั้งเป้ายอดขายกว่า 550 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 11 วันของการจัดงาน   สเปซเซส จับมือ ฟิตเนส 24 เซเว่น ให้สิทธิพิเศษสมาชิก นายธารนที อัญญโพธิ์, ผู้ประสานงานฝ่ายขาย สเปซเซส เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับ “ฟิตเนส 24 เซเว่น” (Fitness24Seven)  เพื่อมอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิก สเปซเซส  โดยสามารถเข้าคลาสเรียนออกกำลังกายฟรี พร้อมได้รับส่วนลดพิเศษสำหรับสมาชิกเข้าใช้บริการที่ ฟิตเนส 24 เซเว่นได้ทุกสาขา 7 วันต่อสัปดาห์ ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับฟิตเนส 24 เซเว่น หนึ่งในผู้นำด้านฟิตเนสจากประเทศสวีเดน  ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2546 ที่ประเทศสวีเดนเป็นที่แรก ปัจจุบันมีสาขากว่า 230 แห่งทั่วโลกที่เปิดให้บริการ ไม่วาจะเป็นประเทศฟินแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โคลอมเบีย และไทย และมีแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ อีกในอนาคต  
เปิดแผน “บีไอดับบลิว” รุกตลาดผ้าม่านม้วน 2,000 ล้าน

เปิดแผน “บีไอดับบลิว” รุกตลาดผ้าม่านม้วน 2,000 ล้าน

แม้ว่าประเทศไทยจะมีฤดูหนาว ฤดูฝน และฤดูร้อน แต่ด้วยสภาพอากาศเมืองไทยส่วนใหญ่จะเผชิญกับอุณหภูมิที่ร้อนเสียเป็นส่วนใหญ่  แนวทางในการอยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นที่พักหรือสำนักงาน จึงมุ่งเน้นที่จะรักษาอุณหภูมิภายในห้องไม่ให้ร้อน การเปิดเครื่องปรับอากาศถือเป็นทางเลือกอันดับแรกๆ แต่ขณะเดียวกันการป้องกันไม่ให้อุณภูมิหรือแสงแดดส่งความร้อนเข้ามาในตัวห้อง ก็เป็นวิธีที่ถูกนำมาใช้ควบคู่กันด้วย วัสดุที่ถูกนึกถึงอันดับแรกๆ จึงเป็นผ้าม่าน เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดและอุณหภูมิเข้ามาภายในห้อง ธุรกิจผ้าม่านจึงเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของที่อยู่อาศัยหรือสำนักงานก็ตาม   โอกาสทางการตลาดดังกล่าวทำให้ “บีไอดับบลิว” ผู้ผลิตและนำเข้าผ้าม่านและอุปกรณ์  วางแผนธุรกิจเพื่อรองรับกับการเติบโตดังกล่าว โดยได้ลงทุน 40 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานผลิตผ้าม่านม้วนและมู่ลี่ไม้ เป็นโรงงานแห่งที่ 2  บนเนื้อที่ 15 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปีนี้  โดยสินค้าจะผลิตภายใต้แบรนด์ BIW ซึ่งจะใช้วัสดุทั้งไม้และหนังมาผลิตเป็นสินค้า เพื่อสร้างความแตกต่างจากท้องตลาด     นายสิริชัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บีไอดับบลิว เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดผ้าม่านโดยรวมมีผู้ประกอบการกว่า 8,000 ร้านค้า แต่หากเป็นสินค้าที่มีแบรนด์จะมีกว่า 20 แบรนด์ซึ่งทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ถือเป็นผู้เล่นหลักจะมีประมาณ ​6 ราย ซึ่งครองส่วนแบ่งกว่า 80% จากมูลค่าตลาดรวมกว่า  20,000 ล้านบาท  โดยที่ผ่านมาตลาดอยู่ในภาวะทรงตัว  แต่ตลาดที่เติบโตได้ดี คือ กลุ่มผ้าม่านม่วนซึ่งมีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งปีที่ผ่านมาเติบโตกว่า 140% เป็นเพราะผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสนใจติดตั้งผ้าม่านม้วนมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาสินค้าที่มีคุณสมบัติและดีไซน์ที่ดีขึ้น   โดยปัจจุบันบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายและทำตลาดสินค้ากลุ่มผ้าม่านม้วน  ภายใต้แบรนด์คูลิส (Coulisse) จากประเทศเนเธอร์แลนด์มาต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี  ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี  เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีจุดเด่น 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ดีไซน์ที่เชื่อมโยงกับเทรนด์แฟชั่น อาทิ การนำเอาแรงบันดาลใจจากการแสดงแฟชั่นของแบรนด์คริสเตียนดิออร์ และแอร์เมสมาดีไซน์ผ้าม่าน ทั้งสีและลวดลาย  2.ใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การนำเอาขวด PET มาช้เป็นส่วนผสมในวัสดุ  และ 3.ใช้เทคโนโลยีเข้ามาร่วมในการใช้งาน อาทิ การใช้ระบบแอพพลิเคชั่นควบคุมการเปิด-ปิดผ้าม่าน  เป็นต้น   “ผ้าม่านม้วนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้ผลิตพัฒนาวัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น วัสดุทนไฟ ป้องกันเชื้อรา ไม่มีสารพิษ  และลดอุณหภูมิได้ดี เป็นต้น และพัฒนาดีไซน์ที่ทันสมัยมากขึ้น”   โดยแนวทางการทำตลาดบริษัทจะมุ่งเน้นการสื่อสารและสร้างการรับรู้ในแบรนด์สินค้าและข้อมูลผลิตภัณฑ์ ผ่านตัวแทนร้านค้ากว่า 1,000 รายทั่วประเทศ คาดว่าปีนี้จะทำยอดขายได้ 140 ล้านบาท ส่วนทั้งกลุ่มบริษัทที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าม่านและอุปกรณ์ภายใต้แบรนด์อื่นด้วยนั้น คาดว่าในปีนี้จะทำยอดขายได้ 240-300 ล้านบาท          
แสนสิริ เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลเอาใจลูกบ้านรุ่นใหม่ “3D Living” แต่งบ้านง่ายแค่ปลายนิ้ว

แสนสิริ เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลเอาใจลูกบ้านรุ่นใหม่ “3D Living” แต่งบ้านง่ายแค่ปลายนิ้ว

แสนสิริ เดินหน้าการบริการลูกบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้ทำการรีแบรนด์ “Sansiri Family” แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ดูสดใส ทันสมัย อบอุ่น เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อการอยู่อาศัยครบวงจรที่ออกแบบมาตอบโจทย์ทุกความต้องการของครอบครัวแสนสิริ ภายใต้แนวคิด “ONE-OF-A-KIND Experiential Living Journey” เพราะเชื่อว่าการบริการหลังการขายคือปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ก่อนซื้อบ้านของคนรุ่นใหม่ โดยล่าสุดเปิดตัว “3D Living” บริการตกแต่งภายในแบบ 3 มิติและสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว เริ่มเพียง 34,000 บาท “Garden Design” บริการออกแบบสวน และ “Fresh Start” บริการอาหารและพริวิเลจเอาใจคนรักสุขภาพ ตั้งเป้าขยายฐานSansiri Family โตขึ้นถึงกว่า 120,000 รายหรือคิดเป็น 50% จากปีที่ผ่านมา   นางกมลวรรณ ประสิทธิ์วุฒิเวชช์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกลยุทธ์ด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ว่า ปัจจุบันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เพียงแค่แข่งขันกันด้านการสร้างยอดขายเพียงเท่านั้น แต่ การช่วงชิงสัดส่วนทางการตลาดด้วยการบริการ (Service) กลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เราจึงผลักดันกลยุทธ์ด้านบริการตามแนวคิด “บ้านที่ได้มากกว่าบ้าน” เพื่อการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ก้าวแรกตลอดจน ก่อนอยู่อาศัยและหลังอยู่อาศัย ซึ่งหัวใจสำคัญที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับกลยุทธ์ด้านการบริการของแสนสิรินี้ มี Sansiri Family แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เป็นศูนย์กลางในการดูแลลูกบ้านของแสนสิริอย่างครบวงจร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกบ้านของแสนสิริซึ่งมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบเอกสิทธ์เหนือระดับในรูปแบบของพริวิเล็จอีกมากมาย อาทิ บริการขนย้าย (Moving Service) บริการทำความสะอาด (Cleaning Service) และบริการด้านการออกแบบตกแต่ง (Design Service) โดยร่วมกับพันธมิตรชั้นนำและระดับโลกกว่า 250 ราย     เปิดตัวบริการล่าสุด “3D Living” ซึ่งเป็นการจับมือกับHomeprise (โฮมไพรส์) แพลตฟอร์มด้านการออกแบบตกแต่งภายใน ชื่อดังของไทย โดยลูกบ้านสามารถออกแบบตกแต่งที่อยู่อาศัยตามรูปแบบและขนาดจริงของโครงการแสนสิริ แล้วเลือกวางเฟอร์นิเจอร์ผ่านโปรแกรม 3D Living บนหน้าเว็บไซต์ https://family.sansiri.com/ เพื่อให้เห็นขนาดห้องจริงเมื่อวางเฟอร์นิเจอร์ลงไปแล้ว และยังสามารถกดสั่งซื้อได้เลย ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 34,000 บาท ตกแต่งไม่เกิน 30 วันนับจากวันที่ลูกค้าชำระเงิน และยังเป็นการรวบรวม “Designer Hub” ดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ที่มีคุณภาพมาร่วมให้บริการในการออกแบบตกแต่งที่อยู่อาศัย รวมถึงเลือกสรรสไตล์การตกแต่งห้องจากดีไซน์สำเร็จโดยนักออกแบบมืออาชีพที่มีกว่าหลายร้อยดีไซน์   นอกจากนี้ยังมีแคมเปญภายใต้ฟังก์ชั่น Easy Living อย่าง “Let’s go green” ที่นำเสนอบริการ Garden Design ที่จะช่วยออกแบบ ตกแต่ง และดูแลรักษาสวนแบบครบวงจรรวมถึงแคมเปญ “Fresh Start” บริการอาหารเอาใจคนรักสุขภาพ นอกจากนี้ สำหรับลูกบ้านที่ชื่นชอบการสังสรรค์แสนสิริ ยังได้นำเสนอบริการ “Party Celebration” รวบรวมพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยทำให้ทุกการจัดปาร์ตี้หรือเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้านในทุกโอกาสสำคัญเป็นเรื่องง่าย ตลอดจนไลฟ์สไตล์พริวิเล็จมากมาย     ในปี 2561 มีกลุ่มลูกค้า Sansiri Family เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน (มิ.ย.2562) Sansiri Priority ซึ่งเป็นกลุ่มฐานลูกค้าที่มีศักยภาพสูง ทั้งลูกค้าผู้อยู่อาศัยและ นักลงทุน เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยจำนวนสมาชิกกว่า 250 ราย รวมมูลค่าพอร์ตโฟลิโอกว่า 35,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 50% และคาดว่าจะเติบโตขึ้นถึง 120,000 รายภายในปี 2562    
เรื่อง(ไม่)ลับ 5 เหตุผลที่ทำให้บ้านเย็น ด้วยสีเข้ม เบเยอร์คูล

เรื่อง(ไม่)ลับ 5 เหตุผลที่ทำให้บ้านเย็น ด้วยสีเข้ม เบเยอร์คูล

แม้ประเทศไทยจะมี 3 ฤดู คือ ฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน แต่ฤดูที่คนไทยพบเจอยาวนานที่สุดและแทรกตัวอยู่ทุกฤดูก็คงหนีไม่พ้นฤดูร้อน ไม่ว่าจะฤดูไหน อากาศร้อนๆ ก็อยู่กับเราแทบทุกวัน ทางเลือกของคนส่วนใหญ่จึงต้องเข้าไปอยู่ในอาคารหรือบ้านพักอาศัยเพื่อสัมผัสอากาศเย็นของเครื่องปรับอากาศให้ชื่นฉ่ำแทน แต่การเปิดเครื่องปรับอากาศเป็นทางออกที่ไม่ได้แก้จากต้นเหตุหลักของปัญหาเพราะ การที่บ้านรับแสงแดดไปเต็มๆมาตลอดทั้งวัน จนทำให้ความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศรับรองต้องจ่ายค่าไฟกันชนิดกระเป๋าเงินแทบฉีกก็ได้ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศดีที่สุดโดยไม่ต้องกินไฟมาก และลดอุณภูมิร้อนจากแสงแดดภายนอกเข้าสู่ตัวบ้าน จึงเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันปัญหาที่สำคัญ ซึ่งเราไม่ควรมองข้ามหรือละเลยแม้แต่น้อย     วิธีการทำให้บ้านเย็น หรือการลดอุณภูมิความร้อนที่เข้าสู่ตัวบ้าน เพื่อไม่ให้บ้านร้อนนั้น มีหลายวิธีด้วยกัน นับตั้งแต่เรื่องเบสิก อย่างเช่นการปลูกต้นไม้รอบๆ บ้าน เพื่อไม่ให้แสงแดดสัมผัสกับตัวบ้านโดยตรง หรือไปถึงขั้นตอนวิธีการในเชิงวิศวกรรมการก่อสร้าง อย่างเช่น การก่อสร้างด้วยวัสดุซึ่งมีฉนวนกันความร้อน หรือการก่อสร้างบ้านให้มีระบบอากาศให้ถ่ายเท และระบายความร้อนได้ดี เป็นต้น   แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าของบ้านหลายคนอาจจะมองข้าม และนึกไม่ถึงว่าจะมีส่วนช่วยทำให้บ้านเย็นได้ไม่แพ้เทคนิคหรือวิธีการอื่นนั่นก็ คือ การเลือกใช้สีทาบ้านที่มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถป้องกันความร้อนและลดอุณหภูมิเข้าสู่ตัวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ภาพจำและการรับรู้ของคนส่วนใหญ่ จะมองว่าสีทาบ้านมีจุดเด่นในเรื่องของความสวยงาม หรืออาจจะมีคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ เช่น ไม่มีสารเคมี ทำความสะอาดง่าย เป็นต้น ซึ่งไม่ได้เป็นประเด็นในเรื่องของป้องกันความร้อนเท่าใดนัก   และแม้ว่าหลายคนจะมีความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของสีรุ่นใหม่ๆ ที่วางขายกันตอนนี้ ว่ามีคุณสมบัติในเรื่องของการป้องกันความร้อน และช่วยให้บ้านเย็น แต่ส่วนใหญ่ก็ยังมีการรับรู้และความเชื่อที่ว่า จะต้องเลือกใช้เฉพาะสีโทนอ่อนๆ เท่านั้น ที่ไม่ดูดซับความร้อน แต่ถ้าเป็นสีโทนเข้มจะอมความร้อนทำให้บ้านร้อนมากกว่า เหมือนกับเวลาเราใส่เสื้อสีเข้มยืนอยู่กลางแดด จะรู้สึกว่าได้รับความร้อนมากกว่าการใส่เสื้อสีอ่อนๆ แต่ความจริงสีในยุคปัจจุบัน มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีของสีซึ่งช่วยทำให้บ้านเย็นได้ไม่ว่าจะเป็นสีอ่อนหรือสีเข้มก็ตาม     ตัวอย่างสีเข้มที่ช่วยทำให้บ้านเย็น สะท้อนความร้อนได้ดี และลดอุณหภูมิร้อนๆ ที่จะเข้าสู่ตัวบ้าน แต่ก็ยังคงความสวยงามของเฉดสีเอาไว้ คือ Beger Cool Diamond Shield 15 และ Beger Cool Diamond Shield Plus ซึ่งแม้จะเป็นสีเข้ม แต่สีเบเยอร์ก็ช่วยให้บ้านคูลที่สุดในขณะนี้เมื่อเทียบกับสีแบรนด์อื่นๆ และนี่คงเป็น 5 เหตุผลสำคัญ ที่ช่วยทำให้สีเข้มของเบเยอร์คูล คูลที่สุด   1.การผลิตสีได้นำเอาเทคโนโลยี ไมโครสเฟียร์เซรามิก ที่ใช้ในองค์การนาซ่า มาใช้ในสีทาบ้าน ทำให้มีคุณสมบัติพิเศษ คือ “ลดและสะท้อนความร้อน” จึงทำให้บ้านเย็น ส่งผลให้ไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศในอุณหภูมิต่ำๆ เป็นระยะเวลานาน เพียงเปิดในอุณหภูมิที่เหมาะสมก็พอ ทำให้ส่งผลดีในเรื่องของการประหยัดค่าไฟ   2.เซรามิก อีกส่วนผสมหลักในการผลิตสี หรือ Advanced Ceramic ที่มีคุณสมบัติสามารถกันความร้อนสูงสุด 97% จึงช่วยประหยัดค่าไฟสูงถึงกว่า 30% เพราะเป็นเซรามิกที่ต้องการความบริสุทธิ์สูง มีการควบคุมองค์ประกอบทางเคมีอย่างรัดกุม ทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลันเพื่อเป็นฉนวนกันความร้อน ถือเป็นเซรามิกชนิดพิเศษ จึงช่วยเรื่องการกันความร้อน และทำให้บ้านเย็น สีเข้มของเบเยอร์คูล จึงคูลที่สุดอย่างปฏิเสธไม่ได้     3.การที่สีเข้มของเบเยอร์คูล คูลที่สุด เป็นเพราะมีการเพิ่มสารสำคัญ Titanium ซึ่งมีผลช่วยเรื่องเม็ดสีมีความกลม เกลี้ยงของผิว จึงช่วยสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์ และเม็ดสียังมีลักษณะกลวง จึงเหมือนกับสารกันร้อน ที่มีลักษณะคล้ายกับฟองกาแฟ ทำให้ช่วยกันความร้อนก่อนจะสัมผัสกับตัวบ้านได้ ทำให้อุณหภูมิภายในอาคารเย็นกว่า สบายกว่า ไม่ว่าทาด้วยสีเข้มแค่ไหนก็ตาม   4.ผ่านการทดสอบจากการวัดด้วยเครื่อง Thermoscan เปรียบเทียบระหว่างเบเยอร์คูล และสีทั่วไป พบว่าสามารถสะท้อนความร้อนได้มากกว่า อาทิ สีเทา สะท้อนความร้อนได้ 51.4% ช่วยลดอุณหภูมิลง 11.8 องศาเซลเซียส ส่วนสีทั่วไป สะท้อนความร้อนได้ 13.8% สีเขียว สะท้อนความร้อนได้ 30.7% ช่วยลดอุณหภูมิลง 8.7 องศาเซลเซียส ส่วนสีทั่วไป สะท้อนความร้อนได้ 5.2% สีน้ำตาลเข้ม สะท้อนความร้อนได้ 59.3% ช่วยลดอุณหภูมิลง 12.0 องศาเซลเซียส ส่วนสีทั่วไป สะท้อนความร้อนได้ 10.7% นี่จึงเป็นบทพิสูจน์ สีเข้มเบเยอร์คูล จึงคูลที่สุดเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ   5. อีกเรื่องที่สำคัญ คือสีเบเยอร์คูลเป็นสีรายแรกที่ได้รับมาตรฐาน มอก.ลดความร้อน จากกระทรวงพลังงาน ประเภทสีทาผนังอาคาร ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงในรุ่น Beger Cool Diamond Shield 15 ค่าการสะท้อนรังสีแสงอาทิตย์ 95.1% ไม่นับรวมกับมาตรฐานการผลิตอื่นๆ ที่ได้รับ อาทิ ฉลากลดคาร์บอน ประเภทพิจารณากระบวนการผลิต, ฉลากเขียว ไม่ผสมสารปรอท สารตะกั่ว (No Added Mercury No Added Lead) มอก.2321-2549 สีอิมัลซันทนสภาวะอากาศ (Solar Heat Reductive Standard) มอก. 2514-2553 สีอิมัลชันลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ (Weather Resistant Standard) และมอก. 1123-2555 สีรองพื้นสำหรับงานปูน     คุณสมบัติด้านอื่นๆ ของสีเบเยอร์คูลยังมีอีกมากมาย ซึ่งช่วยเพิ่มความสมบูรณ์แบบของการใช้งานสีทาบ้านของเบเยอร์ อาทิ ป้องกันบ้านเป็นฝุ่นผงจากรังสียูวี (Triple UV Protection Technology) เทคโนโลยีสีกันคราบด้วย (Nano Silicone Advance Nano Silicone Technology) ป้องกันคราบน้ำและคราบสกปรก (Water and Stain Protection) และป้องกันคราบด่าง คราบเกลือ (Block Efflorescence and Alkaline Resistance) เป็นต้น ในครั้งต่อสำหรับผู้ชื่นชอบสีเข้ม และเลือกจะมาทาบ้าน ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ บุคลิก และความชื่นชอบของตนเอง ก็ไม่ต้องกลัวแล้วว่า บ้านที่เราอยู่อาศัยจะร้อน เพราะอุณหภูมิของเมืองไทย แค่เลือกใช้สีเข้มของเบเยอร์ บ้านแสนรักของเราก็คูลที่สุดแล้ว        
6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย

6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย

6 ตึกสูงระฟ้าใจกลางมหานครทั่วโลก กับ สถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” ความเรียบที่ไม่ง่าย...แรงบันดาลใจสู่ดีไซน์ระดับเวิลด์คลาสแห่งแรกของไทย “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ สูงที่สุดบนทองหล่อ   ในโลกของการออกแบบอาคารสำนักงานระฟ้า โรงแรม และที่อยู่อาศัยยุคปัจจุบันทั่วโลก มีการแข่งขันกันในเรื่องของการสร้างอาคารที่มีความมั่นคงแข็งแรง ทว่ามาพร้อมดีไซน์ที่สวยงามและแปลกใหม่ เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้พบเห็น ซึ่งความแปลกใหม่เหล่านั้นได้เลือนหายไปตามยุคสมัยเช่นกัน แต่ทราบหรือไม่ว่า ยังมีสถาปัตยกรรมอยู่รูปแบบหนึ่ง ที่ยังคงท้าทายเหนือกาลเวลามาหลายพันปีโดยไม่คลายเสน่ห์แห่งความงดงามมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ นั่นคือ สถาปัตยกรรมแบบ “โมโนลิธ” (Monolith) ซึ่งแปลว่าหินหรือเสาหินขนาดใหญ่เพียงก้อนเดียว   และในยุคปัจจุบัน สถาปัตยกรรมแบบโมโนลิธ นั้นได้หมายถึง ตัวอาคารที่มีจุดเด่นในเรื่องรูปทรง ที่มีลักษณะเป็นแท่งสมมาตร อัตราส่วนความกว้างของฐานอาคารต่อความสูงอยู่ที่ 1:10 จากพื้นดินไปจนถึงยอดอาคาร เน้นลักษณะภายนอกอาคารแบบมินิมัล โดยลดทอนรายละเอียดต่างๆ จนเกิดเป็นความเรียบ...แต่ไม่ง่าย... ให้ความรู้สึกมั่นคง สง่างาม โดดเด่น เป็นแลนด์มาร์กคงความโดดเด่น ในทุกยุคทุกสมัย การออกแบบงานสถาปัตยกรรม “โมโนลิธ” นิยมนำมาใช้ในการสร้างตึกระฟ้าระดับโลกมากมายที่มีความโดดเด่นและมักตั้งอยู่ในใจกลางเมือง กลางย่านธุรกิจสำคัญ รวมถึงมักจะกลายเป็นแลนมาร์กของเมืองนั้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ กลางเกาะแมนฮัตตัน นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นเขตที่นิยมสร้างอาคารด้วยสถาปัตยกรรมรูปทรงโมโนลิธมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก    One World Trade Center แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Aecom.com) One World Trade Center เป็นอาคารหลังใหม่ที่สร้างขึ้นในพื้นที่ พื้นที่ 65,000 ตารางเมตรของพื้นที่ทั้งหมด ปัจจุบัน อาคารแห่งนี้ถือว่าสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเป็นอาคารที่สูงเป็นลำดับที่ 6 ของโลก ด้วยความสูง 1,776 ฟุต หรือ 541 เมตร โดยผู้สร้างตั้งใจให้เป็นอาคารที่โดดเด่นทั้งในแง่ของการดีไซน์และประโยชน์ใช้สอย นี่จึงเป็นที่มาของการสร้างให้อาคารหลังนี้มีความสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเลือกสร้างในสไตล์โมโนลิธที่มีความสมมาตร มากด้วยรายละเอียดในการออกแบบที่   สวยโดดเด่น และตอบทุกโจทย์เรื่องฟังก์ชั่น   432 Park Avenue แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Businessinsider.com) 432 Park Avenue เป็นอาคารที่พักอาศัยที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนิวยอร์ก ไม่ไกลจากสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค จึงทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามของเกาะแมนฮัตตันและเมืองนิวยอร์กได้อย่างเต็มที่ ด้วยความสูง 1,396 ฟุตที่ถือว่าเป็นอาคารที่พักอาศัยที่สูงที่สุดในซีกโลกตะวันตก และเป็นอาคารที่สูงเป็นอันดับสองในนิวยอร์ก ทำให้ 432 Park Avenue เป็นอาคารสไตล์โมโนลิธที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน   Millenium Hilton Hotel แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: Pinterest: Bruce Cairns) อีกหนึ่งอาคารที่อยู่ไม่ไกลจาก One World Trade Center คือ อาคารซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมมิลเลเนียม ฮิลตัน ซึ่งตั้งอยู่มุมถนนฟูลตันสตรีทตัดกับถนน เชิร์ชสตรีท โรงแรมแห่งนี้ ซึ่งเลือกสะกดชื่อ “Millenium” แบบผิดไวยากรณ์เพื่อเพิ่มความสะดุดตาให้กับชื่อ มีห้องพักทั้งหมด 471 ห้อง ตั้งอยู่ภายในอาคารสูง 55 ชั้นที่ออกแบบให้มีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสูงขึ้นไปตรงๆ เป็นดีไซน์โมโนลิธที่มินิมอลอย่างที่สุด ทว่าก็โดดเด่นในทันทีที่ได้พบเห็น   Seagram Tower แมนฮัตตัน, นิวยอร์ก (เครดิตภาพ: archspeech.com) อีกหนึ่งอาคารสำคัญทางสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1958 และยังคงโดดเด่นมาจนถึงปัจจุบัน คือ Seagram Tower (ซีแกรม ทาวเวอร์) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนพาร์คอเวนิว มิดทาวน์ นิวยอร์ก อาคารโมโนลิธแห่งนี้ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอเมริกัน-เยอรมัน ลุดวิก มีส์ ฟาน เดอ โรฮ์ ด้วยความตั้งใจในการเผยให้เห็นโครงสร้างของตัวอาคารเมื่อมองจากด้านนอก ซึ่งถือว่าล้ำหน้ากว่ายุคสมัยและได้กลายเป็นอาคารหลังสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่องานออกแบบทางสถาปัตยกรรมในสหรัฐอเมริกามาจนถึงปัจจุบัน   Al Sharq Tower ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เครดิตภาพ: arabexperts.ae) อาคารสไตล์โมโนลิธส่วนใหญ่มักจะออกแบบมาในลักษณะแท่งสี่เหลี่ยม ทรงสูงตรง แต่ Al Sharq Tower (อัล ชาร์ก ทาวเวอร์) อาคารที่ พักอาศัยระดับไอคอนที่เมืองดูไบนั้นออกแบบให้เป็นเหมือนแท่งทรงกระบอก 9 แท่งมัดรวมอยู่ด้วยกัน กลายเป็นอาคารหลังใหม่ในดีไซน์ที่ดูหรูหราและอยู่เหนือกาลเวลาอย่างไม่เคยมีมาก่อน ยิ่งเมื่อเปิดไฟประดับในเวลากลางคืนยิ่งเผยให้เห็นความโดดเด่นของตัวอาคารที่มีความสูง 360 เมตร ทว่ายังคงสัดส่วนการออกแบบอาคารโมโนลิธให้มีความกว้างฐานและความสูงในอัตราส่วน 1:10 เช่นเดิม   Montparnasse Tower ปารีส, ฝรั่งเศส (เครดิตภาพ: inexhibit.com) โดยทั่วไปแล้ว เมืองปารีสไม่อนุญาตให้มีการสร้างอาคารสูงในตัวเมือง สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในตัวเมืองปารีสจึงมีแต่หอไอเฟลเท่านั้น จนกระทั่ง Tour Montparnasse หรือ Montparnasse Tower ถูกก่อสร้างขึ้นด้วยความสูงถึง 210 เมตร ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาคารแห่งนี้เปิดโอกาสให้ผู้คนทั้งในปารีสและนักท่องเที่ยวได้ชมวิวเมืองปารีสอย่างเต็มตา และมองเห็นหอไอเฟลในอีกหนึ่งมุมที่สวยที่สุด ส่วนในเชิงของการออกแบบ อาคารแห่งนี้ยังคำนวณองศาของการจัดวางกระจกทุกบานอย่างตั้งใจเพื่อให้ทั้งอาคารกลายเป็นกระจกสะท้อนวิวเมืองขนาดใหญ่ เกิดเป็นภาพลวงตาที่ทำให้ตัวอาคารกลมกลืนไปกับเมืองปารีสได้อย่างน่าสนใจ     สถาปัตยกรรมโมโนลิธในเมืองไทย สำหรับในประเทศไทยหลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับสถาปัตยกรรมสไตล์โมโนลิธมากนัก เพราะเบื้องหลังของ ความเรียบเท่ของอาคารระฟ้ารูปทรงโมโนลิธในมหานครใหญ่ทั่วโลก แฝงไว้ซึ่งรายละเอียดมากมายตั้งแต่กระบวนการออกแบบที่เน้นเทคนิคในการออกแบบและการก่อสร้างที่มีรายละเอียดมากกว่าอาคารปกติ เช่น การคำนวณเรื่องแรงลม หรือ สัดส่วนของอาคารที่เหมาะสม รวมถึงการเลือกใช้วัสดุพิเศษ เช่น กระจกชนิดพิเศษรอบอาคาร และการออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้แตกต่างไปจากการก่อสร้างอาคารทั่วไป จึงทำให้อาคารรูปทรงโมโนลิธโดดเด่นกับทุก ๆ สายตาของผู้พบเห็น   The Monument Thong Lo (เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ) สถาปัตยกรรมรูปทรงโมโนลิธแห่งแรก ของเมืองไทย ล่าสุด แสนสิริ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรชั้นนำของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยด้วยดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยรสนิยม ควบคู่การออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลงตัว และบริการพิเศษเพื่อการใช้ชีวิตที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ในการอยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการสถาปัตยกรรมของประเทศไทย ด้วยการนำสถาปัตยกรรมแบบโมโนลิธมาใช้ในการออกแบบโครงการเดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่สูงที่สุดบนถนนทองหล่อด้วยความสูงถึง 45 ชั้นหรือ 177 เมตร โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์รูปทรงอาคารที่สูงตรงตั้งตระหง่าน โดยนำที่จอดรถลงไปไว้ในชั้นใต้ดินเพื่อความสวยงามเช่นเดียวกับอาคารสูงระฟ้าในมหานครใหญ่ทั่วโลก   พร้อมเพิ่มความงดงามด้านหน้าอาคารด้วยงานประติมากรรมขนาดใหญ่สระว่ายน้ำดีไซน์ระดับไอคอนิก สูงถึง 10 เมตร ยาว 28 เมตร กว้าง 9.5เมตร แรงบันดาลใจจากต้นไม้ใหญ่ ประกอบด้วยสระเด็กและสระน้ำวนในบริเวณเดียวกัน พื้นของสระเป็นหินไวท์ คลาวด์ (White Cloud) สีขาวดุจก้อนเมฆตัดกับสีฟ้าของน้ำ รายล้อมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดเหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจของครอบครัวยุคใหม่ในพื้นที่ที่เป็นโอเอซิสใจกลางเมือง (Urban Oasis) อย่างแท้จริง   เตรียมพบกับนิยามใหม่ของการอยู่อาศัยของโครงการ เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ กับพื้นที่กว้างขวางเสมือนบ้านเดี่ยว Luxury is Spaceบนทำเลทองหล่อ ได้เร็วๆ นี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1685      
เติมพลังความสดใสให้กับชีวิตด้วยคอลเล็คชั่นใหม่จากอิเกีย

เติมพลังความสดใสให้กับชีวิตด้วยคอลเล็คชั่นใหม่จากอิเกีย

อิเกีย แนะนำคอลเล็คชั่นใหม่จากหลากหลายดีไซเนอร์ชื่อดัง ที่จะมาช่วยเติมพลังงานให้กับชีวิตประจำวัน พร้อมเริ่มต้นปีใหม่ เปิดรับสิ่งดีๆ ด้วยลวดลายกราฟิกและสีสันที่สดใส ตั้งแต่ปลอกผ้านวม ตู้ โคมไฟ และอุปกรณ์จัดเก็บของใช้ต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการจัดเก็บ แวะมาเพิ่มความสุข เติมไอเดียใหม่ๆ ในการแต่งบ้านด้วยคอลเล็คชั่นใหม่ๆ มากมายจากอิเกีย ที่มีครบทั้งดีไซน์ คุณภาพ ประโยชน์ใช้สอย และราคาที่ย่อมเยา   คอลเล็คชั่น SOMMARASTER/ซอมมารัสเตอร์ อบอุ่นกับลวดลายดอกไม้สดใสสไตล์เรโทร ออกแบบโดย Emma Hagman จาก Studio Kelkka ได้รับแรงบันดาลใจจากงานดีไซน์แบบสวีเดนยุค 1960 นำกลิ่นอายฤดูใบไม้ผลิมาสู่ห้องนอนด้วยชุดปลอกผ้านวมที่ทอจากผ้าฝ้าย 100% จากฝ้ายในแหล่งปลูกอย่างยั่งยืน ผ่านการปลูกอย่างพิถีพิถันและใส่ใจ ปลอกผ้านวม กว้าง 150 x ยาว 200 ซม. + ปลอกหมอน 2 ใบ ราคา 790 บาท   คอลเล็คชั่น NORDMELA/นูร์ดเมียลา ผู้ช่วยที่จะทำให้การจัดเก็บไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป ตู้ลิ้นชัก NORDMELA/นูร์ดเมียลา ตอบโจทย์การจัดเก็บได้ทุกห้องในบ้าน สะดวกแก่การเคลื่อนย้าย สามารถปรับใช้ได้ตามต้องการ หรือเพิ่มที่จัดเก็บเสริมจากโซลูชั่นที่มีอยู่แล้วก็ได้ ตู้ลิ้นชักพร้อมตู้แขวนเสื้อผ้า ราคา 8,990 บาท ตู้ 4 ลิ้นชัก แบบแนวนอน สามารถปรับใช้เป็นเก้าอี้นั่งได้ ราคา 7,990 บาท   คอลเล็คชั่น TISKEN/ทิสเก็น เนรมิตห้องน้ำให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุดโดยไม่ต้องเจาะกระเบื้องด้วยอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในห้องน้ำที่สามารถดูดติดผนังได้ ตั้งแต่จานรองสบู่และที่ใส่แปรงสีฟัน ที่แขวนม้วนกระดาษ รวมไปถึงที่เสียบฝักบัวและตะกร้า รับน้ำหนักได้มากถึง 3 กิโลกรัม ครบครันทุกฟังก์ชั่นการจัดเก็บในห้องน้ำ ชั้นเข้ามุมแบบดูดติดผนัง ราคา 299 บาท ตะขอแขวนแบบดูดติดผนัง ราคา 139 บาท (2 ชิ้น) ที่วางหัวฝักบัวแบบดูดติดผนัง ราคา 129 บาท   คอลเล็คชั่น YTTERBYN/อึตเตร์บึน เติมความสดใสให้ห้องครัวด้วยบานตู้ลายกราฟิกสไตล์ยุค 1970 ผลงานการออกแบบของ 10-Gruppen กลุ่มนักออกแบบที่ทรงอิทธิพลในสวีเดน เป็นที่รู้จักแพร่หลายด้วยแพทเทิร์นอันสะดุดตา เสริมแต่งห้องครัวให้ไม่จำเจกับชุดบานตู้ที่แต่ละบานมีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ แต่สามารถผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน บานตู้ กว้าง 40 x สูง 60 ซม. ราคา 1,250 บาท บานตู้ กว้าง 60 x สูง 60 ซม. ราคา 1,550 บาท   โคมแขวนเพดาน รุ่น GRIMSÅS/กริมสวส เปลี่ยนผนังห้องเรียบๆ ให้เป็นงานศิลปะ ด้วยการเล่นแสงและเงา มีให้เลือกสองแบบ ได้แก่ ลายฉลุดอกไม้สีขาวและลายฉลุปลาดาวสีเหลือง ออกแบบโดย Marcus Arvonen, Lisa Hilland และ Bea Szenfeld โคมแขวนเพดาน ขนาด 55 ซม. ราคา 1,390 บาท   คอลเล็คชั่น RABBLA/รับบลา เนรมิตให้การจัดเก็บเป็นเรื่องง่ายๆ ครบทั้งเรื่องความสวยงามและความยั่งยืน ปรับใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น ใช้เป็นอุปกรณ์จัดเก็บเสริมในตู้เสื้อผ้าได้อย่างลงตัว หรือจะใช้จัดเก็บในพื้นที่เปิดก็ได้ สามารถใช้เก็บของในห้องน้ำได้ เพราะทนความชื้นได้เป็นอย่างดี มีให้เลือกหลายขนาด มาพร้อมช่องเล็กๆ ที่ใช้เก็บของชิ้นเล็กอย่างถุงเท้า เครื่องประดับ ฯลฯ ทำจากไม้ไผ่และผ้าโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล แข็งแรงทนทาน และแน่นอนว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กล่องแบ่งช่อง ยาว 25 x กว้าง 35 x สูง 10 ซม. ราคา 499 บาท กล่องผ้าพร้อมฝาปิด กว้าง 25 x ลึก 35 x สูง 20 ซม. ราคา 590 บาท กล่องผ้าพร้อมฝาปิด กว้าง 35 x ลึก 50 x สูง 30 ซม. ราคา 790 บาท   คอลเล็คชั่น KNALLGUL/คนัลล์กุล แปลงโฉมโต๊ะทำงานให้สดใสไฉไลกว่าเดิมด้วยสีสันจากชุดเครื่องเขียน ซีรีส์ KNALLGUL/คนัลล์กุล ประกอบด้วย แผ่นรองเขียน สมุดโน้ต แพลนเนอร์ กล่องใส่เครื่องเขียน ฯลฯ แถมยังช่วยให้โต๊ะทำงานเป็นระเบียบ เปิดรับความคิดสร้างสรรค์ได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญ เหมาะกับคนรักษ์โลก เพราะกระดาษทั้งหมดได้มาจากแหล่งผลิตอย่างยั่งยืนหรือไม้ในพื้นที่ป่าที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล รีไซเคิลได้ 100% และใยกระดาษผ่านกระบวนการรีไซเคิลซ้ำได้ถึง 7 ครั้ง   พบคอลเล็คชั่นใหม่ๆ อีกมากมาย ได้ที่อิเกีย เมกาบางนา อิเกีย บางใหญ่ ที่เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต และศูนย์บริการสั่งซื้อและรับสินค้าอิเกีย จังหวัดภูเก็ต หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ IKEA.co.th        
แต่งคอนโดให้สวยโดนใจในแบบ Minimal ด้วย Koncept Furniture

แต่งคอนโดให้สวยโดนใจในแบบ Minimal ด้วย Koncept Furniture

ถ้าพูดถึงการตกแต่งบ้านแบบ “Minimal Style” เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินจนคุ้นหูกันมาแล้ว ปัจจุบันเทรนด์แบบ Minimalist ก็เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เริ่มตั้งแต่เทรนด์แฟชั่นการแต่งตัวจนเข้ามาถึงวิถีการใช้ชีวิตในแต่ละวัน พอเราเริ่มมีบ้านใหม่ของตัวเองหรือซื้อคอนโดใหม่ซักห้องก็อยากจะมีห้องสวยๆ ให้สอดคล้องกับ Lifestyle ส่วนตัวในรูปแบบ Minimal จริงมั้ยคะ   แล้ว “Minimalist” คืออะไร ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกับคำว่า “Minimal Style” กันซักหน่อยว่าคอนเซปต์ของสไตล์แบบนี้คือ ความเรียบง่าย การใช้ข้าวของน้อยชิ้นแต่เน้นที่ประโยชน์ใช้สอย หรือเลือกตามความจำเป็น ลวดลายหรือ Pattern ที่ใช้จะเน้นลายเส้นที่เรียบตรงหรือสีพื้น ซึ่งส่วนใหญ่คนมักจะเข้าใจว่า การแต่งตัว หรือตกแต่งบ้านในแบบ Minimal จะต้องเน้นเป็นโทนสีขาว-ดำ หรือ โมโนโทน เท่านั้น แต่การที่จะเลือกเติมสีสันอื่นๆ เข้าไปบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรนะคะ บางทีอาจจะทำให้น่าสนใจมากขึ้นก็ได้ลองเลือกสีโทนชมพูอมส้ม (Live Coral) ที่เป็นสี pantone ของปี 2019 นี้เพิ่มเข้าไปบ้าง เชื่อว่าห้องหรือคอนโดของเราต้องน่าสนใจอินเทรนด์ขึ้นอีกไม่น้อยเลยทีเดียว       มาจัดบ้านในแบบ Minimal ด้วยเฟอร์นิเจอร์ Koncept กันเถอะ อย่างแรกเลยการแต่งบ้านในสไตล์ Minimal จะเน้นเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็น ดังนั้นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนที่สามารใช้สอยประโยชน์ได้มากกว่า 1 อย่าง หรือที่เรียกว่า multi-function ควรเล็งไว้ก่อนเลยค่ะ โดยเฉพาะชั้นเก็บของ (Shelf) หรือเตียงนอนที่มีที่เก็บของได้อย่างมิดชิดก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย สิ่งต่อไปคือ “สไตล์” และ “ดีไซน์” ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ เพราะเราจะเน้นเครื่องใช้ที่มีดีไซน์ที่เรียบๆ แต่ถ้างานโลหะให้ความรู้สึกแข็งทื่อเกินไป เราแนะนำให้ลองเลือกเฟอร์นิเจอร์ไม้ หรือลายไม้แบบเรียบๆ ดู ซึ่งจะช่วยให้บรรยากาศภายในห้องรู้สึกอุ่นขึ้นได้ค่ะ ที่ Koncept เค้ามีเซ็ตเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะกับสไตล์ Minimal ให้เลือกเยอะเลยค่ะ เรามีไอเดียคร่าวๆ มาฝากเผื่อใครที่สนใจจะได้ลองเล็งเอาไว้ก่อน   เฟอร์นิเจอร์ชุด Melona ดีไซน์เรียบง่ายในโทนสีขาวนอกจากฟังก์ชั่นจะโดนแล้ว ลองเพิ่มมิติให้กับส่วนต่างๆ เพิ่มเติม ด้วยของตกแต่งเล็กๆ น้อยๆ ที่มีสีโดดเด่นเข้าไปบ้างห้องก็น่าสนใจขึ้นเยอะเลย   ห้องครัวก็ Minimal ได้นะคะ ไม่ได้ทำครัวก็ไม่ต้องมีของเยอะ แค่มีเคาน์เตอร์ลายไม้เล็กๆ ก็เพียงพอแล้ว เพิ่มโต๊ะกินข้าวอีกหน่อยก็ลงตัวเหมาะกับคอนโดในปัจจุบันมากๆ   Patinal Lepino เป็นอีกชุดที่เหมาะมากด้วยลายไม้สีอ่อนทำให้บรรยากาศในห้องอุ่นขึ้น แล้วดีไซน์ก็เรียบเท่แบบแมนๆ หน่อย ลองเลือกโคมไฟสวยๆ หรือเพิ่มปลอกหมอนสีตัดกันอีกนิด ห้องก็สวยได้ง่ายๆ แล้ว   อีกสิ่งสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กัน สำหรับการคงความเป็น Minimalist ไว้ก็คือ การจัดการกับข้าวของเครื่องใช้ให้เป็นระเบียบ เพื่อให้บรรยากาศภายในคอนโดดูเรียบร้อย สะอาด และเป็นระเบียบอยู่ตลอดเวลา เราควรเลือกจัดเก็บของอย่างเป็นระบบ สิ่งของที่เหลือใช้และไม่จำเป็น ควรจะทิ้งหรือนำไปบริจาค ส่วนข้าวของที่มีอยู่ก็ควรจัดเก็บให้เป็นระเบียบ โดยการซ่อนไว้ในตู้ที่มิดชิดบ้าง หรือจัดมุมเก็บของให้เป็นสัดส่วน อย่าลืมว่าวิถีแบบ Minimal มักจะมีของใช้น้อย และใช้ชีวิตให้เรียบง่ายเข้าไว้ค่ะ   ชั้นเก็บของและชั้นวางทีวีไม้สไตล์โมเดิร์นนิดๆ ดีเทลไม่เยอะ ตรงตามคอนเซปต์ minimal เลย ทีนี้ก็จะได้พื้นที่เก็บของที่เป็นระเบียบแล้ว   เฟอร์นิเจอร์ชุด Urbani Peco ก็เป็นอีกชุดที่ตอบโจทย์สไตล์ Minimal ได้ดีเลย แถมชุดเดียวครบทั้งห้องนั่งเล่น ลงตัวและเข้ากันได้กับทุกสีห้อง   แต่ไม่ว่าจะเป็นคอนโดใหม่ที่มีห้องโล่งๆ รอการแต่งเติม หรือแม้แต่คอนโดที่เราตกแต่งเสร็จเข้าอยู่แล้วการจะเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่ยกเซ็ตจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ และใช้งบประมาณบานปลายเกินไปมั้ย บอกเลยว่าไม่ต้องกังวลจนเกินไปค่ะ เพราะตอนนี้ Koncept ฉลองครบรอบ 20 ปี อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการจัดโปรโมชั่นเด็ด “20 ปี 20 เซ็ต ราคาเดียว 20,000 บาท” ไม่ว่าจะห้องนั่งเล่น ห้องนอน มุมทำงาน มุมกินข้าว เค้าก็มีเซ็ตเฟอร์นิเจอร์สวยโดนใจให้เลือกหลากหลายสไตล์ เฟอร์นิเจอร์ลายไม้ที่จะมาทำให้คอนโดเรามีสไตล์ Minimal ก็มีที่น่าสนใจหลายชิ้นเลย เสร็จแล้วแอบเพิ่มหมอนอิงสี Live Coral หรือเปลี่ยนสีผ้าม่านซักนิด รับรองว่าจะเหมือนได้ห้องใหม่เลยแหละ แถมอยู่ในงบสบายกระเป๋าอีกด้วย จ่ายแค่ 20,000 ก็ได้เฟอร์นิเจอร์ยกเซ็ตกันไปเลย ง่ายกว่านี้ไม่มีอีกแล้วววว หาเวลาว่างเข้าไปดูโปรโมชั่นดีๆ ได้ที่ Koncept Furniture ทุกสาขา   https://youtu.be/uW1EtiNjaMY  
เปลี่ยนห้องนอนกระตุ้นความหวาน กระชับรัก

เปลี่ยนห้องนอนกระตุ้นความหวาน กระชับรัก

ใกล้วันวาเลนไทน์เข้ามาทุกที เทศกาลของคนมีคู่ที่จะยิ่งทวีความสวีทหวานให้คนโสดอิจฉาตาร้อนกันเล่นๆ  ส่วนคู่รักที่ใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ก็อย่าปล่อยให้จืดจางนะคะ ลองหมั่นเติมความหวานให้ชีวิตคู่โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวเราอย่างการจัดตกแต่งห้องนอนเสียใหม่ เพื่อกระตุ้นความหวาน กระชับรักให้แนบแน่นด้วยวิธีการง่ายๆ ดังนี้ค่ะ   เปลี่ยนให้เป็นห้องนอนสุดหวาน สี เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย ลองเปลี่ยนสีผนังห้องสักด้าน หรือติดวอลเปเปอร์ให้มีสีสันตามที่อยากให้เป็นค่ะ เช่น สีแดง จะช่วยกระตุ้นความสนุกสดใส เร่าร้อน, สีชมพู เพิ่มความหวานน่ารัก น่าทะนุถนอม หรือจะเป็นสีม่วง ที่มีงานวิจัยออกมาบอกว่าจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ดี เท่านี้ห้องนอนของเราก็จะดูสวย น่ารักกว่าผนังสีขาวรอบด้านแบบเดิมๆ     ทำให้เตียงน่าล้มตัวลงนอน หากเตียงของเรานั้นเก่าเสื่อมสภาพไปแล้ว ก็ควรจะเปลี่ยนเถอะค่ะ เลือกแบบที่เหมาะกับสรีระของเรากับคุณแฟน นุ่มสบาย ขณะเดียวกันก็ต้องแข็งแรงทนทานด้วย ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ อย่าให้เตียงรก เพราะเวลากลับมาเหนื่อยๆ จะได้พร้อมล้มตัวลงนอน แล้วอย่าลืมเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนให้ดูสดใส เข้ากับบรรยากาศของห้อง ซึ่งก็ควรคำนึงถึงเนื้อผ้าที่มีความนุ่มลื่นให้สัมผัสที่ดีด้วยนะคะ   ตกแต่งไฟให้โรแมนติก แสงไฟโทน Warm White จะช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูนุ่มนวลชวนฝัน ยิ่งถ้าได้ไฟแบบ Dim Light ปรับความสว่างได้ตามต้องการก็จะยิ่งช่วยให้ห้องนอนของคุณโรแมนติกขึ้น แต่ถ้าห้องไหนไม่มีไฟแบบ Dim Light ก็ลองไปหาซื้อไฟ LED แบบเส้น สำหรับตกแต่งมาเปิดแทนไฟห้องปกติ ก็จะยิ่งทำให้ห้องดูน่าสนใจขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ     ภาพถ่ายเตือนความทรงจำ รูปถ่ายก็มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ไม่แพ้ข้ออื่นเลยนะคะ ลองหารูปที่ถ่ายคู่กันในหลายช่วงเวลา เช่น ตอนคบกันใหม่ๆ วันที่ไปเที่ยวด้วยกัน รูปในวันสำคัญ ฯลฯ  มาตกแต่งห้อง ไม่ว่าจะแปะผนัง ใส่กรอบแบบเก๋ๆ ตั้งไว้ ช่วยย้ำเตือนความทรงจำในวันหวานๆ   กลิ่นกระตุ้นอารมณ์ กลิ่นหอมจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของคนเราได้ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายหลับสบาย หรือรู้สึกเซ็กซี่เย้ายวนก็ตาม ฉะนั้นก็ลองหาน้ำหอมปรับอากาศ สเปรย์น้ำหอม หรือเทียนหอม มาไว้ในห้องล่ะก็จะดีมากเลยค่ะ และสุดท้ายอาจจะมีดอกไม้ใส่แจกันประดับเอาไว้ช่วยเพิ่มบรรยากาศความสดชื่น และกลิ่นหอมจากดอกไม้สดให้ยิ่งโรแมนติกเข้าไปอีก   ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กันดูนะคะ ว่าจะช่วยเสริมให้คู่ของคุณยิ่งมีความสัมพันธ์แนบแน่นขึ้นไปอีกขนาดไหน สิ่งสำคัญคืออย่าลืมเอาใส่ใจ ดูแลซึ่งกันและกันนะคะ        
ดูลักซ์ ประกาศ “สไปซ์ ฮันนี่” เป็นสีแห่งปี 2019 เติมความหวานให้กับชีวิต

ดูลักซ์ ประกาศ “สไปซ์ ฮันนี่” เป็นสีแห่งปี 2019 เติมความหวานให้กับชีวิต

บริษัท อั๊คโซ่ โนเบล (AkzoNobel) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีทาอาคารชั้นนำระดับโลกภายใต้แบรนด์สี “ดูลักซ์” ประกาศให้ “สไปซ์ ฮันนี่” (Spiced Honey) เป็นสีแห่งปี 2019 หรือที่รู้จักกันในรหัสสี (Creme Brulee 00YY 26/220)  จากการวิจัยเทรนด์ และพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกทำให้ได้ธีมหลักในปีนี้คือ “การปล่อยให้แสงสว่างเข้า"(let the light in) “สไปซ์ ฮันนี่” คือสีกลางโทนอบอุ่นในเฉดสีน้ำตาลที่ได้แรงบันดาลใจมาจากประกายสีทองของน้ำผึ้ง เป็นเฉดสีที่มีความอเนกประสงค์และทันสมัย เข้ากับไลฟไสตล์และการการตกแต่งภายในได้หลากหลาย สะท้อนถึงความรู้สึกใหม่ของการมองโลกในแง่ดีที่พบได้จากการศึกษาเทรนด์ต่าง ๆ ทั่วโลกของเรา คุณ ฮีเลน เวน เจ็นท์ ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์สีระดับโลกของอั๊คโซ่โนเบล (Akzo Nobel’s Global Aesthetic Center) กล่าวว่า “สีสันของเราเกิดจากการทำงานที่ศูนย์สร้างสรรค์สีระดับโลกของอั๊คโซ่โนเบล ซึ่งมีบทบาทในการวิเคราะห์เทรนด์ ศึกษาเรื่องสีสัน และทิศทางของศิลปะมากว่า 25 ปี การประกาศให้ “สไปซ์ ฮันนี่” (Spiced Honey) เป็นสีแห่งปี 2019  ในวันนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าสามารถเลือกผลิตภัณฑ์สีทาอาคารด้วยความมั่นใจมากยิ่งขึ้น” ในแต่ละปี นักออกแบบมืออาชีพชั้นนำจากทั่วโลกได้รับเชิญให้เข้าร่วมศึกษาเทรนด์และโมเมนต์สำคัญต่างๆ คุณฮีเลน กล่าวเสริมว่า “ในปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้พวกเราหลายคนรู้สึกสับสน ฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องกลับมาให้ความสำคัญกับตัวเองเพิ่มมากขึ้น และตอนนี้เราพร้อมแล้วที่จะเปิดต้อนรับแสงสว่างให้เข้ามาสู่ภายใน ผลการศึกษาเทรนด์บอกว่าผู้คนทั่วโลกต่างรับรู้ถึงพลังใหม่ ๆ ความมุ่งหวัง และการมองโลกในแง่ดีเพิ่มมากขึ้น เราต้องการเข้าถึงและมีปฎิสัมพันธ์กับผู้คนเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดียิ่งขึ้น “สไปซ์ ฮันนี่” สะท้อนถึงสิ่งเหล่านี้ได้ดี และเป็นเฉดสีที่ให้ความรู้สึกสงบ ความทะนุถนอม การกระตุ้น หรือให้พลังงาน ขึ้นอยู่กับแสงและคู่สีที่เลือกใช้ ปีนี้เป็นปีที่ 16 แล้ว ที่ทางสีดูลักซ์ โดยบริษัทอั๊คโซ่โนเบล ได้มีการประกาศสีแห่งปี เพื่อช่วยสร้างสีสันและเพิ่มทางเลือกในการเลือกสีให้กับลูกค้า พร้อมความช่วยเหลือในทุกขั้นตอนตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจไปจนถึงการออกแบบสี การแนะนำผลิตภัณฑ์และระบบการทาสี รวมถึงเครื่องมือที่หลากหลายและดิจิตอลโซโลชั่นใหม่ๆ เช่น แอปพลิเคชั่น  Dulux Visualizer เป็นต้น นอกจากการประกาศให้ “สไปซ์ ฮันนี่” เป็นสีแห่งปี 2019 แล้ว เรายังได้แนะนำพาเลทท์สีสำหรับการตกแต่งภายในทั้งหมด 4 ธีม ประกอบด้วย สีกลางโทนอบอุ่น สีพาสเทลอ่อน สีสดเข้ม และสีสว่างสดใส แต่ละธีมได้แรงบันดาลใจมาจากโทนสีต่างๆ รวมถึงความโดดเด่นของสีน้ำตาลประกายน้ำผึ้งที่มีความเป็นธรรมชาติ เหนือกาลเวลา ทนทาน สื่อถึงการปกป้อง ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า โดยคาดว่าพาเลทท์สีนี้จะได้รับความนิยมในวงการแฟชั่น สถาปัตยกรรม และดีไซน์ 1.สถานที่ผ่อนคลายแห่งความคิด (A soothing place to THINK) พาเลทท์สีนี้มีสีโทนอบอุ่นอย่างสีแห่งปี 2019 - สไปซ์ ฮันนี่ เป็นหัวใจหลัก พร้อมกับผสมผสานระหว่างโทนสีกลางอันน่าดึงดูดและมีสัมผัสของโทนสีชมพูอ่อนเบอร์กันดี และความพิถีพิถันของสีน้ำเงินเข้มเข้าไว้ด้วยกัน พาเลทท์สีนี้เข้ากันได้ดีกับการตกแต่งด้วยงานไม้ขัดเงา เฟอร์นิเจอร์สไตล์ยุคกลางศตวรรษ (mid-century furniture) พรมปูพื้นลายกราฟิก และงานผ้าทอที่เน้นรูปลักษณ์ที่เก๋แต่คงไว้ซึ่งความสบายตา 2.สถานที่สงบเงียบแห่งความฝัน (A calming place to DREAM) พาเลทท์สีแห่งความฝันนี้ให้ความรู้สึกเงียบสงบและเป็นผู้ใหญ่แต่คงไว้ซึ่งความนุ่มนวลและอบอุ่น เป็นการผสมผสานกันอย่างอ่อนโยนของสีชมพูและสีฟ้าทีมีความโรแมนติก เสริมด้วย “สไปซ์ ฮันนี่” สีแห่งปี 2019 ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสงบและลุคที่มีความพิถีพิถันได้อย่างลงตัว พาเลทท์สีนี้เหมาะกับการตกแต่งด้วยงานไม้สีอ่อน ของประดับจำพวกงานเซรามิกทำมือ และผ้าท้อที่สวยงาม ลุคนี้จะช่วยเสริมความรู้สึกนึกคิดให้เป็นศูนย์กลางของบ้านหลังนี้ 3.สถานที่อบอุ่นแห่งความรัก (A cosy place to LOVE) พาเลทท์สีนี้คือกลุ่มสีโทนอบอุ่นที่สุดของเราในปี 2019 เต็มไปด้วยเฉดสีโทนเข้ม รวมถึงสีเขียวธรรมชาติของป่าลึก สีเขียวเข้มนกเป็ดน้ำ และสีแดงเข้มของดินเผา ซึ่งเข้ากันได้ดีกับสีน้ำตาลโทนอบอุ่นอย่าง “สไปซ์ ฮันนี่” สีแห่งปี 2019 และสีกลางโทนอ่อน พาเลทท์สีแห่งความรักนี้สามารถตกแต่งร่วมกับเฟอร์นิเจอร์ไม้และภาพวาดลายพฤกษศาสตร์ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศบ้านที่ผ่อนคลายแต่อบอุ่นสบาย เหมาะสำหรับการแบ่งปันกับคนที่คุณรัก 4.สถานที่สดใสแห่งการลงมือทำ (A vibrant place to ACT) พาเลทท์สีที่มีความขี้เล่นและสดใสนี้ผสมผสานไปด้วยสีแดงและสีเขียวสดใสเข้ากับสีชมพูอ่อนและสีน้ำเงินโดยเน้นสีเทาและสีขาว โดยมีโทนสีน้ำตาลทองอย่าง “สไปซ์ ฮันนี่” สีแห่งปี 2019 ยิ่งช่วยเสริมให้พาเลทท์สีนี้มีความอบอุ่นและให้บรรยากาศแห่งการต้อนรับ สามารถตกแต่งร่วมกับด้วยเฟอร์นิเจอร์หลากสไตล์ที่นำมาตกแต่งทาสีใหม่เพื่อเสริมความมีเอกลักษณ์ของเจ้าของห้อง เล่นกับรูปทรงกราฟิก ตกแต่งด้วยงานไม้ก๊อกและไม้อัดสีอ่อน และพรมสไตล์วินเทจช่วยให้บ้านหลังนี้กลับมามีชีวิตชีวา เป็นพื้นที่ที่เกิดแรงบันดาลใจและสร้างไอเดียเพื่อการลงมือทำ คุณ ออสการ์ วีเซนบีค กรรมการผู้จัดการ บริษัท อั๊คโซ่โนเบล เดโคเรทีฟ เพ้นท์ส ภูมิภาค เอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ กล่าวว่า “พวกเรา อั๊คโซ่โนเบล มีความภูมิใจในการช่วยเหลือให้ลูกค้าสามารถเลือกสีสันได้อย่างมั่นใจด้วยการให้ข้อมูลเทรนด์สีและธีมการตกแต่งภายในล่าสุด ทีมงานของเราทำงานตลอดทั้งปีเพื่อถ่ายทอดไอเดียเหล่านี้ให้กลายเป็นพาเลทท์สีต่าง ๆ ที่มีสีสันสวยงาม เราส่งมอบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยเครื่องมือดิจิตอลที่มีความทันสมัย ลูกค้าจะสามารถสัมผัสประสบการณ์การออกแบบสีห้องผ่านหน้าจอมือถือ ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถตัดสินใจเลือกเฉดสีได้ตรงกับความต้องการมากที่สุด ”   ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสีแห่งปี 2019 ได้ที่ www.dulux.co.th/cf2019 หรือ www.facebook.com/dulux นอกจากนี้ สามารถสั่งซื้อสีขนาดทดลอง Dulux Colour Play™ Tester ในเฉดสี “สไปซ์ ฮันนี่” เพื่อนำมาทดลองดูเฉดสีได้ก่อนใครได้ทาง www.lazada.co.th