Tag : DIY

19 ผลลัพธ์
แสนสิริ เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลเอาใจลูกบ้านรุ่นใหม่ “3D Living” แต่งบ้านง่ายแค่ปลายนิ้ว

แสนสิริ เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลเอาใจลูกบ้านรุ่นใหม่ “3D Living” แต่งบ้านง่ายแค่ปลายนิ้ว

แสนสิริ เดินหน้าการบริการลูกบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้ทำการรีแบรนด์ “Sansiri Family” แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ดูสดใส ทันสมัย อบอุ่น เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อการอยู่อาศัยครบวงจรที่ออกแบบมาตอบโจทย์ทุกความต้องการของครอบครัวแสนสิริ ภายใต้แนวคิด “ONE-OF-A-KIND Experiential Living Journey” เพราะเชื่อว่าการบริการหลังการขายคือปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ก่อนซื้อบ้านของคนรุ่นใหม่ โดยล่าสุดเปิดตัว “3D Living” บริการตกแต่งภายในแบบ 3 มิติและสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว เริ่มเพียง 34,000 บาท “Garden Design” บริการออกแบบสวน และ “Fresh Start” บริการอาหารและพริวิเลจเอาใจคนรักสุขภาพ ตั้งเป้าขยายฐานSansiri Family โตขึ้นถึงกว่า 120,000 รายหรือคิดเป็น 50% จากปีที่ผ่านมา   นางกมลวรรณ ประสิทธิ์วุฒิเวชช์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกลยุทธ์ด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ว่า ปัจจุบันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เพียงแค่แข่งขันกันด้านการสร้างยอดขายเพียงเท่านั้น แต่ การช่วงชิงสัดส่วนทางการตลาดด้วยการบริการ (Service) กลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เราจึงผลักดันกลยุทธ์ด้านบริการตามแนวคิด “บ้านที่ได้มากกว่าบ้าน” เพื่อการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ก้าวแรกตลอดจน ก่อนอยู่อาศัยและหลังอยู่อาศัย ซึ่งหัวใจสำคัญที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับกลยุทธ์ด้านการบริการของแสนสิรินี้ มี Sansiri Family แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เป็นศูนย์กลางในการดูแลลูกบ้านของแสนสิริอย่างครบวงจร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกบ้านของแสนสิริซึ่งมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบเอกสิทธ์เหนือระดับในรูปแบบของพริวิเล็จอีกมากมาย อาทิ บริการขนย้าย (Moving Service) บริการทำความสะอาด (Cleaning Service) และบริการด้านการออกแบบตกแต่ง (Design Service) โดยร่วมกับพันธมิตรชั้นนำและระดับโลกกว่า 250 ราย     เปิดตัวบริการล่าสุด “3D Living” ซึ่งเป็นการจับมือกับHomeprise (โฮมไพรส์) แพลตฟอร์มด้านการออกแบบตกแต่งภายใน ชื่อดังของไทย โดยลูกบ้านสามารถออกแบบตกแต่งที่อยู่อาศัยตามรูปแบบและขนาดจริงของโครงการแสนสิริ แล้วเลือกวางเฟอร์นิเจอร์ผ่านโปรแกรม 3D Living บนหน้าเว็บไซต์ https://family.sansiri.com/ เพื่อให้เห็นขนาดห้องจริงเมื่อวางเฟอร์นิเจอร์ลงไปแล้ว และยังสามารถกดสั่งซื้อได้เลย ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 34,000 บาท ตกแต่งไม่เกิน 30 วันนับจากวันที่ลูกค้าชำระเงิน และยังเป็นการรวบรวม “Designer Hub” ดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ที่มีคุณภาพมาร่วมให้บริการในการออกแบบตกแต่งที่อยู่อาศัย รวมถึงเลือกสรรสไตล์การตกแต่งห้องจากดีไซน์สำเร็จโดยนักออกแบบมืออาชีพที่มีกว่าหลายร้อยดีไซน์   นอกจากนี้ยังมีแคมเปญภายใต้ฟังก์ชั่น Easy Living อย่าง “Let’s go green” ที่นำเสนอบริการ Garden Design ที่จะช่วยออกแบบ ตกแต่ง และดูแลรักษาสวนแบบครบวงจรรวมถึงแคมเปญ “Fresh Start” บริการอาหารเอาใจคนรักสุขภาพ นอกจากนี้ สำหรับลูกบ้านที่ชื่นชอบการสังสรรค์แสนสิริ ยังได้นำเสนอบริการ “Party Celebration” รวบรวมพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยทำให้ทุกการจัดปาร์ตี้หรือเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้านในทุกโอกาสสำคัญเป็นเรื่องง่าย ตลอดจนไลฟ์สไตล์พริวิเล็จมากมาย     ในปี 2561 มีกลุ่มลูกค้า Sansiri Family เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน (มิ.ย.2562) Sansiri Priority ซึ่งเป็นกลุ่มฐานลูกค้าที่มีศักยภาพสูง ทั้งลูกค้าผู้อยู่อาศัยและ นักลงทุน เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยจำนวนสมาชิกกว่า 250 ราย รวมมูลค่าพอร์ตโฟลิโอกว่า 35,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 50% และคาดว่าจะเติบโตขึ้นถึง 120,000 รายภายในปี 2562    
วิธีปูกระเบื้องห้องน้ำแบบง่าย เปิดใช้งานเร็ว โดยไม่ต้องง้อช่าง

วิธีปูกระเบื้องห้องน้ำแบบง่าย เปิดใช้งานเร็ว โดยไม่ต้องง้อช่าง

วันนี้ Review Your Living มีวิธีปูกระเบื้องห้องน้ำแบบง่ายๆ มาช่วยทุ่นแรงคุณพ่อบ้านแม่บ้านที่กำลังปวดหัวอยู่ว่าจะซ่อมแซมห้องน้ำด้วยวิธีใดให้เปิดใช้งานได้ภายใน 24 ชั่วโมง แล้วขั้นตอนจะเป็นแบบไหนไปชมกันค่ะ  ใครที่คิดจะทำห้องน้ำใหม่หรือซ่อมแซมห้องน้ำนั้น อย่าลืมว่าการเริ่มต้นที่ดีและถูกต้องโดยทำไปทีละขั้นตอนอย่างเป็นสเต็ป นอกจากช่วยลดปัญหาจุกจิกจิกที่อาจจะตามมาภายหลัง ยังได้ห้องน้ำสวยตรงใจ ที่สำคัญการเลือกวัสดุที่จะใช้ในการทำห้องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้อง  สุขภัณฑ์ หรือ ก๊อกน้ำ จำเป็นที่จะต้องพิจารณาเรื่องคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าด้วย เพราะบางครั้งห้องน้ำออกแบบมาสวยงาม แต่เลือกสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพก็จะมีผลด้วย เช่น ถ้ากระเบื้องไม่ได้ฉากหรือมุมเมื่อปูออกมาแล้วร่องยาแนวอาจจะเบี้ยวได้ นอกจากนี้การเลือกกาวปูกระเบื้องและกาวยาแนวก็เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งเล็กๆ ที่หลายๆ คนอาจจะมองข้ามไป ปัจจุบันมีกาวปูกระเบื้องและกาวยาแนวสำหรับห้องน้ำโดยเฉพาะ ที่มีคุณสมบัติพิเศษพัฒนามาเพื่อใช้กับห้องน้ำเช่นเดียวกับในคลิปที่เรานำมาฝาก ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่ใช่น้อย..
ข้อควรรู้เมื่อบ้านเกิดรอยร้าว

ข้อควรรู้เมื่อบ้านเกิดรอยร้าว

อีกหนึ่งปัญหาสำหรับเจ้าของบ้านที่สร้างความกังวลใจอย่างมากก็คือ “รอยร้าว” ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับทุกๆ บ้านเมื่อมีอายุการใช้งานไปสักระยะหนึ่ง แต่เจ้าของบ้านส่วนใหญ่กลับละเลยและไม่ลงมือซ่อมแซมรอยร้าวเหล่านี้ทันที เพราะคิดว่าไม่เป็นอันตรายและเป็นการสิ้นเปลืองค่าซ่อมแซม โดยที่ไม่ทราบเลยว่ารอยร้าวบางลักษณะก็เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับบ้าน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอาคารโดยตรง หากปล่อยทิ้งไว้นานเข้าอาจเป็นอันตรายถึงขั้นทำให้บ้านถล่มได้เลยนะคะ วันนี้เราจึงรวบรวมรอยร้าวทุกอาการที่พบบ่อยซึ่งมีทั้งแบบไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง และรอยร้าวที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง พร้อมวิธีแก้ปัญหาดังกล่าว... รอยร้าวที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง รอยร้าวแนวดิ่งบนผนังและคาน รอยร้าวแนวดิ่งบนผนังและคานเป็นรอยร้าวที่เกิดจากการแอ่นตัวของพื้นและคานที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น เนื่องจากรองรับน้ำหนักมากเกินไป ทำให้คานแอ่นและดันผนังใต้คานให้เกิดรอยร้าวแนวดิ่งตามมาด้วย หากพบรอยร้าวแนวนี้ แนะนำให้รีบเคลื่อนย้ายข้าวของที่มีน้ำหนักมากๆ ออกทันที เพื่อลดน้ำหนักกดทับและใช้เหล็กค้ำยันเพื่อช่วยแบ่งเบาน้ำหนัก จากนั้นจึงให้วิศวกรเข้ามาตรวจสอบและจ้างผู้รับเหมาหรือช่างที่ชำนาญซ่อมแซมในขั้นตอนต่อไป รอยร้าวบริเวณกลางพื้นหรือบนเพดาน ถ้าเกิดรอยร้าวบริเวณนี้นับว่าเป็นรอยร้าวอันตรายที่สุดเลยค่ะ สาเหตุเกิดจากพื้นชั้นบนรับน้ำหนักมากเกินไป จนเกินขีดความสามารถ การที่เกิดรอยร้าวจึงเป็นสัญญาณเตือนภัยก่อนพื้นจะพังทลายลงมา วิธีรับมือที่ดีสุดคือควรรีบเคลื่อนย้ายข้าวของบริเวณใต้รอยร้าวและบนรอยร้าวให้เร็วที่สุด จากนั้นจึงติดต่อให้วิศวกรเข้ามาตรวจสอบและทำการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน รอยร้าวทแยงมุมบนผนัง รอยร้าวทแยงมุมบนผนังเกิดจากการทรุดตัวของฐานรากหรือเสาบ้านที่อยู่ใกล้ผนังบริเวณนั้น ซึ่งรอยร้าวลักษณะนี้บ่งบอกถึงความไม่แข็งแรงของโครงสร้างบ้าน แนะนำให้ปรึกษาช่างผู้ชำนาญหรือสถาปนิกมาตรวจสอบและแก้ไขโดยด่วน ซึ่งวิธีแก้ไขรอยร้าวชนิดนี้ อาจต้องเสริมเสาเข็มและฐานรากหรือใช้วิธียกบ้านขึ้นชั่วคราวเพื่อทำฐานรากใหม่ หากเจ้าของบ้านปล่อยให้เกิดรอยร้าวลักษณะนี้ต่อไปเรื่อยๆ อาจต้องทุบอาคารทิ้งทั้งหมดเลยนะคะ เพราะฉะนั้นรีบแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่าค่ะ รอยร้าวที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง รอยร้าวที่ขอบวงกบประตู- หน้าต่าง เชื่อว่ารอยร้าวนี้ทุกคนต่างพบเจอเยอะที่สุดตามที่อยู่อาศัยแล้วค่ะ สาเหตุหลักๆ มักเกิดจากวงกบประตูหรือหน้าต่างไม้ ซึ่งไม้เป็นวัสดุที่มีการยืดหดตัวง่าย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องอุณหภูมิและความชื้น ก็จะส่งผลให้ปูนฉาบบริเวณนี้เกิดรอยร้าวได้นั่นเอง วิธีแก้ไขแนะนำให้ติดต่อผู้รับเหมาหรือช่างที่มีความชำนาญ เข้ามาขัดแต่งรอยร้าวและฉาบปูนปิดทับลงไปให้เรียบเนียนเสมอกัน รอยร้าวแตกลายงาทั่วผนัง อีกหนึ่งรอยร้าวที่มีให้พบเห็นตามบ้านและอาคารทั่วไปบ่อยๆ คงหนีไม่พ้นรอยร้าวแตกลายงาทั่วผนังนี่แหละค่ะ สาเหตุนั้นมักเกิดจากงานฉาบที่ไม่ได้มาตรฐาน เมื่อผนังผ่านความชื้นและอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงขึ้น จึงเกิดการยืดหดขยายและกลายเป็นรอยร้าวในที่สุด ซึ่งสามารถเกิดรอยได้ทั้งพื้นและผนังเลยนะคะ วิธีแก้ไขก็คือฉาบปูนปิดลงไปให้เสมอกัน โดยกรีดบริเวณรอยร้าวให้เป็นปากฉลาม (กว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร) และใช้ปูนกาวโป๊เก็บบริเวณรอยต่อ จากนั้นก็ขัดให้เรียบร้อยแล้วจึงทาสีชนิดที่ปกปิดรอยร้าว เท่านี้ก็ผนังหรือพื้นที่มีรอยร้าวก็กลับมาสวยงามดังเดิมแล้วค่ะ รอยร้าวบริเวณรอยต่อระหว่างผนังกับโครงสร้างเสาและคาน รอยร้าวสุดท้ายที่มักเกิดขึ้นในบ้านมากที่สุดและไม่อันตรายต่อโครงสร้าง คือรอยร้าวบริเวณรอยต่อระหว่างผนังกับโครงสร้างเสาและคาน สาเหตุเกิดจากขั้นตอนการก่อสร้างผนังที่ผู้รับเหมาหรือช่างอาจไม่ได้เสียบเหล็กหนวดกุ้งเพื่อเกาะยึดกับโครงสร้างเสาด้านข้าง หรืออาจจะเสียบแต่ไม่แน่นพอ ทำให้ผนังเกิดรอยร้าวระหว่างรอยต่อของเสาได้ จึงมองดูแล้วไม่สวยงาม วิธีแก้ไขคือติดต่อให้ช่างที่มีความชำนาญอุดรอยต่อหรืออุดรอยร้าวโดยใช้โฟมหรือ PU และจึงทาสีทับให้กลับมาสวยงามดังเดิม รอยร้าวที่เรารวบรวมมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงรอยร้าวที่มักพบบ่อยตามอาคารที่อยู่อาศัยซึ่งมีทั้งแบบไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง และรอยร้าวที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง ทั้งนี้หากใครพบรอยร้าวตามที่กล่าวมา แนะนำให้ปรึกษาวิศวกรที่มีความชำนาญเข้ามาทำการตรวจสอบเพื่อแก้ไขในขั้นตอนต่อไป ทางที่ดีไม่ควรชะล่าใจปล่อยรอยร้าวทิ้งไว้นานนะคะ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสมาชิกในครอบครัวได้
วิธีใช้ของก้นครัวปราบ 7 แมลงร้าย ให้ตายยกรังยันตัวแม่ !

วิธีใช้ของก้นครัวปราบ 7 แมลงร้าย ให้ตายยกรังยันตัวแม่ !

  วิธีกำจัดแมลงที่แอบแฝงตัวอยู่ใต้ชายคาบ้านเรา ด้วยของใช้ในครัวที่ปราศจากสารเคมีแรง ๆ และไม่ทำอันตรายกับคนในบ้าน แต่สามารถจำกัดแมลงสุดยี้ได้ทั้งรัง    ทำไมต้องตื่นมาสบตากับแมลงที่น่าขยะแขยงเต็มบ้านด้วยก็ไม่รู้ ทั้งที่บ้านก็บ้านของเราไม่ได้ขอเช่าเจ้าแมลงอยู่ซะหน่อย ครั้นจะซื้อผลิตภัณฑ์เคมีมาปราบก็กลัวว่าตัวเองจะสำลักถึงขั้นช็อกหมดสติไปก่อนเหล่าแมลงร้าย ถ้าอย่างนั้นมาดูเทคนิคการกำจัดแมลงทั้ง 7 ชนิด ที่ชอบแอบซ่อนตัวอยู่ในบ้านเรา กันหน่อยดีกว่า เพราะนอกจากจะมาบอกแหล่งซ่องสุมของเจ้าแมลงร้ายแล้ว ยังมาพร้อมเทคนิคการกำจัดแบบปลอดสารพิษให้คุณได้พิชิตแมลงให้อยู่หมัดให้วอดวายสนิททั้งรังไปเลย !     1. ยุงร้าย สยบได้ด้วยสมุนไพรกลิ่นหอม แหล่งซ่องสุม : ศัตรูตัวฉกาจของทุกคนในบ้านคงหนีไม่พ้นยุงตัวอันตรายพาหะนำโรคร้ายมาสู่เรา แถมการเพาะพันธุ์ก็ช่างง่ายดายซะเหลือเกิ๊น แค่วางไข่ในที่ที่มีน้ำขังและอับชื้นก็ก่อเกิดเป็นลูกน้ำนับสิบตัว และเติบโตเป็นยุงร้ายที่สร้างแต่ความรำคาญใจ ทั้งดูดเลือด บินตอด และเสียงหวี่ ๆ ตอนบินข้างหูที่ใช้มือตบยังไงก็ไม่เคยโดนตัวแบบจัง ๆ ซะที   วิธีกำจัด : แต่เอาเข้าจริงวิธีกำจัดนั้นไม่ยากเลย แนะนำให้คุณทำสเปรย์กันยุงที่ผสมจากน้ำมันหอมละเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ 15 หยด วานิลลาสกัดเข้มข้น 3-4 ช้อนโต๊ะ และน้ำมะนาว ¼ ถ้วยตวง หรือจะใช้สเปรย์น้ำมันตะไคร้หอมแบบไทย ๆ ของเราเอง หรือปลูกไม้สมุนไพรไว้บริเวณประตู เช่น ตะไคร้ สะระแหน่ จากนั้นเปิดให้ลมพัดกลิ่นเข้ามาในบ้านบ้าง แล้วเจ้ายุงตัวร้ายก็จะไม่มากวนใจอีกเลย       2. กำจัดมดตัวแม่ ให้แย่ทั้งรัง แหล่งซ่องสุม :ไม่ว่าบ้านไหน ๆ ก็ต้องเคยเจอปัญหาเจ้ามดร้าย ที่แอบดอดมาตอดอาหารอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอาหารสำเร็จรูปสวยงามหรือแม้กระทั่งเศษอาหารที่เน่าเสียก็ตาม ที่สำคัญความชื้นก็เป็นปัจจัยหลักที่กวักมือเรียกมันเข้ามาทำรังให้กวนใจเรา ดังนั้นทางที่ดีก็ควรจะหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำ โดยเฉพาะจุดที่เก็บหรือกินอาหาร และเบือนหน้าหนีสารเคมีที่ทำได้แค่เพียงบอกให้มันย้ายรังหนีกลิ่นเคมีไปชั่วคราว แล้วรอวันกลับคืนมาใหม่   วิธีกำจัด : ถ้ามันกล้าแกร่งได้เช่นนั้น เราก็ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุขุดรากนางพญามดให้จบสิ้นกันไป ด้วยการผสมน้ำตาล ½ ถ้วยตวงกับน้ำอุ่น 1 ถ้วยตวง และผงบอแรกซ์อีก 1 ช้อนโต๊ะ แล้วคนส่วนผสมจนกระทั่งทั้งหมดละลายเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำสำลีแผ่นมาชุบให้ชุ่มแล้ววางทิ้งไว้ เจ้ามดก็จะหลงกลออกมาเก็บน้ำหวาน ๆ เพื่อเอาไปให้พญามดกิน เพียงแค่นี้ไม่ว่าจะเป็นมดตัวแม่หรือลูกก็ตายสิ้น       3. ปราบแมงมุมให้เสียท่าแบบไม่รู้ตัว  แหล่งซ่องสุม : แม้ว่าบนโลกนี้จะมีแมงมุมหลากหลายชนิดที่สามารถพบได้ตามที่อยู่อาศัยทั้งในบ้านและในสวน แต่โดยทั่วไปแล้วแมงมุมส่วนใหญ่จะชอบอาศัยอยู่ตามจุดที่มีความชื้นและอากาศเย็น ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจหากพบใยเส้นเล็ก ๆ แผ่หราอยู่ตามมุมเล็ก ๆ ของบ้านเป็นประจำ เช่น บนเพดาน ริมระเบียง หรือแม้แต่บนดอกไม้หรือใต้ใบไม้ในสวนสวย ๆ ของคุณ   วิธีกำจัด : แต่ต่อให้พรางตัวเก่งแค่ไหนก็ไม่มีทางรอดแน่นอน เพราะเราจะจำกัดแบบไม่ให้แมงมุมรู้ตัว โดยเทน้ำยาล้างจานใส่ขวดสเปรย์ที่ผสมกับน้ำสบู่ ¼ ถ้วยตวงกับน้ำเปล่าอีก 2 แกลลอน แล้วนำไปฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณพุ่มต้นไม้สวนหน้าบ้านและตามซอกหลืบมืด ๆ ทีนี้เจ้าแมงมุมก็จะรีบเก็บกระเป๋าย้ายสำมะโนครัวกันด่วน ๆ เลยล่ะค่ะ       4. สูตรผสมจากก้นครัว ให้ตัวริ้นดิ้นรนอยู่ไม่ได้ แหล่งซ่องสุม : พอพูดถึงริ้นทุกคนจะพุ่งเป้าไปที่อวัยวะในช่องปาก แต่ถ้าออกเสียงตามอักขระแล้วละก็มันก็คือ แมลงน้อยฤทธิ์เยอะที่หากใครโชคร้ายโดนมันดูดเลือดเข้าไป จะต้องทนทุกข์ใจกับรอยบวมแดง หรืออาจถึงขั้นเป็นแผลพุพองไปหลายวันเลย   วิธีกำจัด : มาตัดวงจรอันตรายเหล่านี้ด้วยการผสมน้ำยาล้างจาน 2 หยดกับน้ำส้มสายชูใส่ถ้วยไว้หลาย ๆ ถ้วย แล้วนำไปวางรอบบ้าน และอย่างน้อย 1 ถ้วย สำหรับห้องที่คิดว่ามีตัวริ้นซ่อนอยู่ แล้วรอเวลาให้ตัวริ้นมาติดกับดัก และหลังจากที่ตักตัวริ้นออกจากถ้วย ก็อย่าลืมหมั่นเติมส่วนผสมข้างต้นทุก ๆ 1-2 วันด้วยนะคะ       5. แมลงวันหมดทางหนี เพราะนิสัยตะกละ แหล่งซ่องสุม :แมลงวัน เป็นแมลงอีกหนึ่งชนิดที่สร้างความน่ารำคาญใจไม่น้อย เพราะต้องคอยปัดอยู่เรื่อยเวลาที่เอาขาสกปรก ๆ ของมันมาตอมอาหาร แก้วน้ำ หรือของอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ชวนเลยสักนิด จนบางทีต้องตัดใจทิ้งไปบ้าง เพราะมันมาตอมจนสกปรกไปหมด   วิธีกำจัด : อย่าปล่อยให้มันบินรกหูรกตาอีกต่อไป ด้วยการใช้กับดักล่อให้ชีวาวาย โดยผสมไวน์หรือแอปเปิลไซเดอร์กับน้ำยาล้างจานแล้ววางทิ้งไว้ คราวนี้พอแมลงวันบินมาตอมกับดัก และเผลอดูดน้ำเข้าไปก็จะค่อย ๆ หมดลมหายใจไปในที่สุด       6. หมั่นทำความสะอาดปราบแมลงหวี่ขน จอมสกปรก แหล่งซ่องสุม : แมลงที่น่ารำคาญพอ ๆ กับแมลงวัน ที่มักจะพบเห็นได้ทั่วไปในห้องน้ำ อ่างล้างจาน และท่อน้ำทิ้ง ที่อาศัยปัจจัยความชื้น สิ่งสกปรก และความเน่าเหม็นในการดำรงชีวิต ขนาดจะใช้มือบี้อยู่แล้วมันยังเกาะผนังจังก้าอยู่เลย ฉะนั้นต่อให้ใช้สารเคมีมันก็ไม่หนีไปไหนหรอก   วิธีกำจัด : ในเมื่อกำจัดมันไม่ได้เราก็ต้องมาเปลี่ยนสภาพบรรยากาศในบ้านให้สะอาดดีกว่า โดยเริ่มจากการขัดล้างห้องน้ำและโถส้วมทุกอาทิตย์ เรียกบริการสูบส้วมมาบ้าง หรือปิดฝาท่อน้ำทิ้งเมื่อไม่ใช้ ส่วนในครัวก็ต้องทำความสะอาดอ่างล้างจานก่อนนอน และอย่าตั้งจานชามเลอะ ๆ ทิ้งเอาไว้ เมื่อบรรยากาศสกปรกหายไปยังไงแมลงส้วมก็หมดหนทางอยู่แน่นอน       7. ปราบแมลงสาบด้วยส่วนผสมเพียง 2 อย่าง แหล่งซ่องสุม : สุดยอดแมลงลมกรดและหนังเหนียวประจำบ้าน ที่บางครั้งใช้ไม้กวาดตีซ้ำยังวิ่งต่อได้ และหายเข้ากลีบเมฆไปในที่สุด จะโผล่มาให้เห็นอีกทีก็แถว ๆ ถังขยะ ลิ้นชัก หรือตู้เก็บของ ที่ถึงแม้จะไม่มีของสกปรกอยู่เลย แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่ไม่ค่อยได้รับการเหลียวแลจากเจ้าของบ้าน แมลงสาบก็จะเข้ามายึดพื้นที่ และให้กำเนิดลูกหลานอีกนับร้อย   วิธีกำจัด : ผสมเบกกิ้งโซดาและน้ำตาลในปริมาณที่เท่ากัน จากนั้นน้ำไปโรยไว้บริเวณที่เห็นแมลงสาบโผล่ออกมาบ่อย ๆ ทีนี้พอแมลงสาบเห็นกับดักของเรา ก็จะเก็บเอาส่วนผสมเหล่านั้นไปแบ่งกันกินในรัง ที่เหลือเราก็แค่รอเวลาเก็บกวาดเหล่าแมลงสาบที่นอนตายออกจากบ้าน     รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าทนแบ่งพื้นที่บ้านร่วมกับแมลงที่ไม่ได้รับเชิญอีกเลย เพียงแค่นำเทคนิคกำจัดแมลงร้ายด้วยของก้นครัวที่เรานำมาฝากกันไปลองทำดูนะคะ นอกจากแมลงจะหายแล้ว คราวนี้บ้านก็จะทั้งสะอาดและน่าอยู่ แถมร่างกายคุณก็ยังปลอดภัยจากเหล่าแมลงร้ายอีกด้วย       ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://home.kapook.com/view120120.html      
7 จุดต้องตรวจเช็ค เตรียมบ้านต้อนรับหน้าฝน

7 จุดต้องตรวจเช็ค เตรียมบ้านต้อนรับหน้าฝน

นับเป็นความโชคดีที่ปีนี้อากาศไม่ร้อนมากนัก แต่ในขณะเดียวกันหลาย ๆ พื้นที่ ฝนตกชุกยิ่งกว่าฤดูฝน ฝนที่มาเร็วกว่าทุก ๆ ปีแถมยังตกกระหน่ำยาวนานหลายเดือน บ้านที่ต้องเจอกับความชื้นทุก ๆ วัน อาจก่อให้เกิดเชื้อรา เกิดรอยดำไม่สวยงาม ยิ่งบ้านไหนมีรอยร้าว หลังคารั่วซึม ท่อน้ำตัน ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหาย หากแก้ไขช้าไปย่อมส่งผลกระทบบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงรวบรวมสิ่งที่ควรตรวจเช็คและวิธีการเตรียมบ้านให้พร้อม เพื่อรับมือกับหน้าฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพมาฝากกัน หน้าฝนนี้จะได้นั่งชิล ๆ ริมหน้าต่าง ฟังเสียงฝนตกกระทบอย่างสบายใจ   1. ตรวจเช็ครอยรั่ว 3 จุดใหญ่ หลังคา ฝ้าเพดาน และผนัง เป็น 3 จุดสำคัญหลัก ๆ ที่เมื่อเกิดการร้าว รั่ว ซึม จะเกิดปัญหากับบ้านอย่างแน่นอน บางจุดใหญ่ ๆ ก็เห็นได้ชัดเจน แต่บางจุดเล็ก ๆ ที่ถูกละเลยอาจลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ได้ จึงต้องหมั่นสังเกตว่ามีสัญญาณอันตรายหรือไม่ เช่น ฝ้าเพดานมีคราบรอยน้ำหยดซึมเป็นดวงสีน้ำตาล, ผนังตรงไหนมีรอยแตกร้าว เกิดรูรั่วตามรอยต่อไหม เป็นต้น หากพบจุดที่เสียหายไม่มากก็อาจจะซ่อมแซมด้วยตัวเองด้วยวัสดุอุดรูรั่ว กันซึมประเภทอะคลิริค ซีเมนต์ หรือซิลิโคน แล้วแต่ชนิดของปัญหา หรือให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย ที่สำคัญ อย่าลืมตรวจดูน้ำรั่วซึมตามขอบวงกบประตูหน้าต่าง ผนังภายนอกอาคาร และพื้นดาดฟ้าด้วยนะครับ   2. ดูแลทำความสะอาดรางน้ำฝน รางระบายน้ำ ทางระบายน้ำไม่ว่าจะเป็นรางน้ำฝนหรือท่อระบายน้ำทิ้งออกจากตัวบ้าน ตรวจเช็คทำความสะอาดเพื่อไม่ให้มีสิ่งอุดตันมาขวางทางไหลของน้ำ เมื่อน้ำฝนไหลลงมาจากหลังคาสู่รางน้ำลงท่อระบายน้ำก็จะไหลออกจากตัวบ้านได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันปัญหาน้ำไหลย้อนเข้าไปรั่วซึมภายในบ้านหรือท่วมขังรอบตัวบ้าน ซึ่งจะทำให้โครงสร้างส่วนนอกเปียกชื้น โดยเฉพาะส่วนฐานรากของตัวบ้านที่จะดูดซับความชื้นจากใต้ดิน อาจทำให้ตัวบ้านเสียหายได้   3. ขัดพื้นบริเวณระเบียง ชาน ทางเดิน หลังฝนตกชุกติดต่อกันหลายวัน เรามักจะพบคราบตะไคร่สีเขียวเกาะติดอยู่บนพื้นภายนอก หรือดินโคลนลื่น ๆ บริเวณระเบียงกลางแจ้ง ทางเดินในสวน ทางเดินรอบตัวบ้าน หมั่นตรวจเช็คดูว่ามีตะไคร่น้ำหรือเชื้อราอยู่บริเวณพื้นหรือไม่ ถ้ามีให้ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อราและกำจัดตะไคร่น้ำสูตรน้ำ นำแปรงมาขัดล้างออก เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการลื่นล้ม   4. ตัดแต่งกิ่งต้นไม้ใหญ่ใกล้ ๆ บ้าน แม้ต้นไม้จะให้ร่มเงาที่เย็นสบายในช่วงฤดูร้อน แต่อาจส่งผลอันตรายได้ในฤดูฝน ด้วยพายุลมกรรโชกแรงมักส่งผลให้กิ่งไม้แตกหักล้มทับตัวบ้าน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ เมื่อเข้าสู่หน้าฝนควรตัดแต่งกิ่งไม้ให้ดูโปร่ง ไม่ให้มีพุ่มใหญ่หนาจนเกินไป นอกจากนี้ควรต้องดูแลสวนไม่ให้มีน้ำขัง หญ้าไม่รก เพราะอาจเป็นที่ซ่อนตัวของสัตว์มีพิษและที่อยู่ของยุงลายได้   5. เช็คปลั๊กไฟ โคมไฟ กลางแจ้ง จุดนี้สำคัญมาก บ้านบางหลังที่มีความจำเป็นต้องต่อสายไฟ ปลั๊กไฟนอกบ้าน จึงควรยกปลั๊กให้สูงจากพื้นบ้านและระดับที่น้ำท่วมถึง ตรวจเช็คระบบไฟฟ้าและบริเวณปลั๊กไฟที่อยู่ในจุดเสี่ยงว่ามีการรั่วของไฟหรือไม่  และทำฝาปิดครอบให้แน่นหนาเพื่อป้องกันละอองน้ำฝน หรือเปลี่ยนไปใช้ปลั๊กแบบที่มีฝาเปิด-ปิด   6. ซ่อมแซมอุปกรณ์ฟิตติ้งในบ้าน หน้าฝนประตูหน้าต่างที่ทำจากไม้จะขยายตัวทำให้ประตูฝืด ๆ และความชื้นจะทำให้อุปกรณ์ฟิตติ้งประเภทต่าง ๆ  เป็นสนิมจนทำให้ฝืดและเกิดเสียงดังจนน่ารำคาญได้ รูกุญแจ ลูกบิดก็ใช้งานได้ยากขึ้น วิธีแก้ไขคือใช้ผ้าแห้ง เช็ดอุปกรณ์และวัสดุที่จะซ่อมแซม จากนั้นใช้น้ำมันจักร น้ำมันหล่อลื่นสารพัดประโยชน์มาชโลม ฉีด พ่น ตามจุดรอยต่อ บานพับประตู หน้าต่าง แต่ทั้งนี้ต้องแน่ใจว่าจุดดังกล่าวแห้งแล้วจริง ๆ ค่อยใส่น้ำมัน และไม่ควรใช้จารบีอัดเข้าไปเพราะอาจจะทําให้นํ้าที่ยังขังอยู่ภายในไม่สามารถระเหยออกได้   7. เตรียมพร้อมสำหรับจุดอื่น ๆ ในบ้านและสวน เช่น ทาสีย้อมไม้กันน้ำเคลือบเนื้อไม้ที่อยู่กลางแจ้ง เพื่อป้องกันน้ำฝนซึมเข้าไปในเนื้อไม้ ไม้บริเวณนั้นอาจเสียหายจนอาจจะต้องเปลี่ยนใหม่ กำจัดรังมดและแมลงที่ชอบหนีน้ำเข้ามาอยู่ในบ้าน ยกต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำมากเข้ามาอยู่ในเขตที่ไม่โดนน้ำฝนมากเกินไป เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับขั้นตอนง่าย ๆ ในการเตรียมตัวรับมือกับหน้าฝนนี้ หวังว่าจะเป็นแนวทางในการจัดการบ้านให้ไร้ปัญหากวนใจกันนะครับ สำหรับผู้อ่านท่านไหนที่กำลังมองหาตัวช่วย อุปกรณ์ซ่อมแซมรอยร้าว รั่ว ซึม บริเวณเสา ผนัง ดาดฟ้า หลังคา และดูแลอุปกรณ์ฟิตติ้งให้ใช้งานได้ดี   ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.banidea.com/thai-watsadu/
วิธีทำความสะอาดกระจกห้องน้ำ

วิธีทำความสะอาดกระจกห้องน้ำ

หากกระจกห้องน้ำไม่ใสสะอาดพอ คุณจะเเน่ใจได้อย่างไรว่าคุณดูดีแล้ว? ไม่ว่าจะเป็นการเช็คลิปสติกที่ติดฟันหรือเช็คผมที่กระเซอะกระเซิงจากการตื่นนอน กระจกห้องน้ำสามารถช่วยให้คุณดูดีได้ ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับกระจกและทำความสะอาดให้ใสสะอาดอยู่ตลอดเวลา คุณรู้วิธีทำความสะอาดกระจกห้องน้ำหรือไม่? จริงๆ แล้วการทำความสะอาดกระจกห้องน้ำไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิดไว้ เพราะอาจมีอะไรต่อมิอะไรสาดใส่ทำให้ดูสกปรกอยู่ตลอดเวลา ลองคิดดูสิว่ากระจกห้องน้ำต้องเจอกับอะไรบ้าง? ไม่ว่าจะเป็นแชมพูที่กระเด็นใส่ คราบเครื่องสำอาง และคราบน้ำหลังจากการอาบน้ำ แต่การทำความสะอาดกระจกห้องน้ำไม่ใช่เรื่องยากเลย หากคุณทราบถึงเทคนิคการทำความสะอาดที่ถูกต้อง 5 ขั้นตอนการทำความสะอาดกระจกห้องน้ำ วิธีทางด้านล่างนี้เป็นวิธีการทำความสะอาดกระจกห้องน้ำให้ดูสะอาดเงางามเป็นประกาย เริ่มจากการใช้ฟองน้ำจุ่มลงในน้ำอุ่นและเช็ดบนกระจกเบาๆ การใช้น้ำเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถทำความสะอาดกระจกได้ดี เพราะน้ำจะทิ้งคราบเอาไว้เมื่อแห้งแล้ว ทำให้กระจกแลดูไม่สะอาด อย่างไรก็ตาม การเช็ดสิ่งสกปรกให้ออกก่อนการเช็ดกระจกจะช่วยให้การทำความสะอาดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งสกปรกประเภทฝุ่นละอองสามารถทำให้กระจกเกิดรอยขีดข่วนได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเช็ดฝุ่นละอองออกจากกระจกให้ได้มากที่สุด การใช้กรดเป็นการทำความสะอาดกระจกอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เช่น น้ำส้มสายชูที่มีส่วนประกอบเป็นกรด ผสมน้ำส้มสายชูหนึ่งส่วนกับน้ำสองส่วนเข้าด้วยกัน เทใส่ขวดสเปรย์และฉีดให้ทั่วกระจก จากนั้นให้เช็ดด้วยฟองน้ำตามอีกรอบ   หรือหากคุณไม่มีขวดสเปรย์ คุณสามารถจุ่มฟองน้ำลงในส่วนผสม บีบให้พอหมาดแล้วนำมาเช็ดกระจกได้เลย การใช้น้ำส้มสายชูยังเป็นอีกทางเลือกที่ปลอดภัย เพราะเป็นสะสารที่มีส่วนผสมของแอมโมเนียซึ่งปลอดภัยต่อเด็กและสัตว์เลี้ยงที่บ้าน อย่าลืมทดลองใช้ส่วนผสมของน้ำส้มสายชูเพียงเล็กน้อยบนกระจกก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ทำให้กระจกเสียหาย คุณทราบหรือไม่ว่า น้ำส้มสายชูยังเป็นวิธีขจดคราบน้ำบนกระจกได้? น้ำส้มสายชูนี่แหละสามารถทำหน้าที่เป็นน้ำยาขจัดคราบน้ำบนกระจกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ น้ำส้มสายชูยังสามารถใช้ทำความสะอาดกระเบื้อง อ่างล้างมือ และอ่างอาบน้ำได้อีกด้วย!   คราบน้ำที่แห้งมักเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดคราบบนกระจก วิธีการกำจัดคราบน้ำคือ ใช้น้ำส้มสายชูฉีดลงบนกระจก จากนั้นให้ใช้ไม้ปาดน้ำปาดคราบออกโดยเริ่มจากบนลงล่าง และจากด้านข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง การใช้ผ้านุ่มๆ เช็ด แต่ผ้าจะทิ้งขุยไว้บนกระจก การใช้ไม้ยางรีดน้ำอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า   ขั้นตอนสุดท้ายคือการขัดกระจกด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ที่จะช่วยให้กระจกเงาและใสขึ้น ผ้าไฟเบอร์จะไม่ทิ้งขุยผ้าไว้บนกระจก เพียงเท่านี้คุณก็จะได้กระจกที่ใสสะอาด ไร้คราบน้ำและคราบสกปรกอื่นๆ ตอนนี้คุณก็ทราบวิธีขจัดคราบต่างๆ บนกระจกและวิธีทำความสะอาดกระจกให้สะอาดเงางามเป็นประกายแล้ว ที่นี้ไม่ว่าคุณจะต้องการเช็คการแต่งหน้าแล้วทรงผมปัญหาในการมองเห็นอีกต่อไปก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เคล็ดลับ เมื่อทำความสะอาดกระจกห้องน้ำ คุณควรหลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาด ผ้าจะทิ้งขุยผ้าเล็กๆ ไว้บนกระจก เราขอแนะนำให้ใช้ฟองน้ำเช็ดกระจกหรือไม้ปาดน้ำแทน คุณสามารถใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ที่ไม่ทิ้งขุยเช็ดในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อขัดให้กระจกเงาใส ขั้นตอนสำคัญ อย่าลืมทำความสะอาดกระจกห้องน้ำเป็นประจำ การทำความสะอาดกระจกห้องน้ำเป็นประจำ จะช่วยป้องกันการเกิดคราบที่ฝังแน่น และช่วยให้การทำความสะอาดกระจกง่ายและรวดเร็วขึ้น   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  www.cleanipedia.com
พื้นที่บันได ทำอะไรเพิ่มเติมได้

พื้นที่บันได ทำอะไรเพิ่มเติมได้

ปัจจุบันบ้านในเมืองมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จากราคาที่ดินและค่าก่อสร้างที่สูงขึ้น การใช้พื้นที่ต่างๆ ภายในบ้านจึงต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด พื้นที่บริเวณบันไดทั้งใต้บันไดและเหนือบันไดชั้นบนสุดมักจะเป็นพื้นที่ที่ถูกมองข้าม และถูกทิ้งให้เปล่าประโยชน์อยู่เสมอ พื้นที่ดังกล่าวถ้าวัดขนาดจากแปลนจะมีพื้นที่ประมาณ 2-3 ตารางเมตร หากเป็นคอนโดแบบ Duplex ที่มีชั้นลอย ขนาดของพื้นที่ใต้บันไดดังกล่าวคิดเป็นเงินกว่า 2-3 แสนบาทเลยทีเดียว ดังนั้นด้วยการออกแบบที่ดีจะช่วยให้พื้นที่ว่างบริเวณบันไดถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ บันไดแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ บันไดทึบ และบันไดโปร่ง บันไดทั้งสองประเภทมีผลต่อการออกแบบพื้นที่ใช้สอยใต้บันได บันไดทึบคือบันไดที่มีทั้งลูกตั้งและลูกนอนบันได ไม่สามารถมองทะลุลงไปได้ ส่วนท้องของบันไดทึบมีทั้งแบบ ท้องเรียบ และท้องหยักตามลูกตั้งลูกนอน หรือที่เรียกว่าแบบพับผ้า และแบบมีคานแม่บันได บันไดทึบเหมาะแก่การใช้ประโยชน์พื้นที่ใต้บันได แต่ต้องระวังเรื่องท้องของบันได เช่น บันไดแบบพับผ้าจะมีหยักมุมแหลม อาจจะไม่เหมาะเป็นพื้นที่ให้คนเข้าไปใช้งาน ภาพ: ตัวอย่างบันไดทึบ ท้องบันไดเรียบ ส่วนบันไดโปร่งเป็นบันไดที่มีแต่ลูกนอนบันไดอย่างเดียว สามารถมองทะลุลงไปได้ ส่วนท้องของบันไดโปร่งแบ่งเป็นแบบแม่บันไดด้านข้าง และแบบแม่บันไดข้างใต้ที่รองรับลูกนอน บันไดโปร่งเหมาะแก่การเป็นบันไดโชว์ให้สวยงาม ไม่เหมาะแก่การกั้นห้อง หรือใช้งานข้างใต้ อาจทำได้เพียงชั้นวางของเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ภาพ: ตัวอย่างบันไดโปร่งที่มีแม่บันไดอยู่ด้านข้าง พื้นที่ใต้บันได สามารถออกแบบให้ใช้ประโยชน์ได้ 3 รูปแบบ คือ ใช้เก็บของ ใช้เป็นส่วนใช้งานต่างๆ และใช้เป็นส่วนเซอร์วิสของบ้าน การใช้พื้นที่ใต้บันไดไว้เก็บของ เป็นรูปแบบที่เห็นได้บ่อย เนื่องจากง่ายต่อการทำ และมีพื้นที่มากเพียงพอ รูปแบบของการเก็บของใต้บันไดมีทั้ง การทำเป็นห้องเก็บของที่มีผนังปิดทึบและประตู การทำเป็นชั้นวางของหรือเป็นตู้ Built-in ให้เข้ากับพื้นที่ใต้บันไดโดยจะมีบานเปิดปิดหรือไม่มีก็ได้ และยังมีรูปแบบที่เป็นตู้รางเลื่อนที่สามารถดึงชั้นวางของออกมาได้ซึ่งจะเพิ่มพื้นที่เก็บของให้มากขึ้น ของที่เก็บใต้บันไดมักจะเป็น รองเท้า เสื้อผ้า หนังสือ หรือของจิปาถะอื่นๆ ภาพ: ตัวอย่างการใช้พื้นที่ใต้บันไดโดย Built-in เป็นชั้นเก็บของ ภาพ: ตัวอย่างการใช้พื้นที่ใต้บันไดโดย Built-In เป็นชั้นเก็บของแบบตู้รางเลื่อน (สไลด์) การใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นส่วนใช้งานต่างๆ มักจะใช้กับบ้านที่มีพื้นที่น้อยมาก เช่น คอนโดแบบ Duplex บางครั้งพื้นที่ใต้บันไดสามารถใช้สำหรับวางโต๊ะและทีวีสำหรับส่วนนั่งเล่น หรือใช้สำหรับวางโต๊ะคอมพิวเตอร์เป็นส่วนทำงานได้ นอกจากนี้ ยังอาจจะออกแบบเป็นเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินที่เป็นหลุมเข้าไปสามารถใช้เป็นที่นั่งหรือที่นอนเล่นใต้บันได้ได้อีกด้วย ภาพ: ตัวอย่างการใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นที่ทำงาน ภาพ: ตัวอย่างการใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นที่นั่งเล่น การใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นส่วนเซอร์วิสของบ้าน พบได้บ่อยในบ้านที่เป็นตึกแถวหรือทาวน์เฮ้าส์ ส่วนมากมักจะใช้ทำเป็นห้องน้ำ โดยวางโถส้วมในบริเวณที่ท้องบันไดเอียงลงเนื่องจากเวลาใช้งานจะเป็นการนั่งจึงไม่ต้องใช้พื้นที่สูงมากนัก นอกจากห้องน้ำแล้วพื้นที่ใต้บันไดยังสามารถทำเป็นส่วนซักล้าง โดยตั้งเครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้า หรือจะทำเป็นเคาน์เตอร์ครัว หรือ Pantry เล็กๆ ก็ได้ ทั้งนี้การใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นส่วนเซอร์วิสจะต้องคำนึงถึงท่อน้ำประปาและท่อน้ำทิ้งด้วยว่าจะเดินท่ออย่างไร ภาพ: ตัวอย่างการใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นห้องน้ำ ภาพ: ตัวอย่างการใช้พื้นที่ใต้บันไดเป็นส่วนเตรียมอาหาร ในส่วนของพื้นที่เหนือบันไดชั้นบนสุด มักจะเป็นโถงสูงจากชานพักบันไดช่วงสุดท้ายจนถึงหลังคา ซึ่งเราสามารถต่อเติมเป็นชั้นลอยเล็กๆ ได้ โดยทำเป็นพื้นโครงสร้างเหล็ก และปูวัสดุแผ่นที่มีน้ำหนักไม่มาก เช่น ไม้ หรือไฟเบอร์ซีเมนต์ พื้นที่ดังกล่าวสามารถใช้ทำเป็นหิ้งพระ ที่เก็บของ ส่วนทำงาน หรือนั่งเล่นก็ได้ (ควรปรึกษาวิศวกรถึงรูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสม) บทความโดย SCG Experience คู่คิดก่อนสร้างบ้าน ช่วยให้คุณสร้างบ้านได้อย่างมั่นใจ พร้อมให้คำปรึกษาตลอดการสร้างบ้าน โดยผู้เชี่ยวชาญจาก SCG เพียงนำแบบบ้านมายื่นรับคำปรึกษา พร้อมรับสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ที่ SCGคู่คิดก่อนสร้างบ้าน​ 
เมื่อน้ำรั่วในชักโครกไม่หยุด ต้องแก้ไขอย่างไร?

เมื่อน้ำรั่วในชักโครกไม่หยุด ต้องแก้ไขอย่างไร?

เคยมั้ย…ที่แม้ไม่ได้ใช้น้ำหรือใช้งานโถสุขภัณฑ์ แต่มิเตอร์หรือปั๊มน้ำก็ทำงานไม่ยอมหยุด หรือบางครั้งได้ยินเสียงน้ำไหลในโถสุขภัณฑ์ตลอดเวลา  หากเจอกับปัญหานี้ มีวิธีเช็คและแก้ไขเบื้องต้นด้วยตนเองไม่ยาก ก่อนอื่น เริ่มจากสังเกตลูกลอยว่ามีปัญหาเหล่านี้หรือไม่ ระดับลูกลอย ว่าอยู่สูงหรือต่ำกว่าปกติหรือไม่ หากลูกลอยอยู่สูงกว่าปกติ คืออยู่สูงกว่าระดับน้ำล้นในโถกักเก็บน้ำ แสดงว่าน็อตบางตัวหลวมหรือคลายตัว ให้แก้โดยปรับลูกลอยให้ต่ำลงและทำการขันน็อตให้แน่น หากลูกลอยลดระดับลงต่ำผิดปกติหรือลูกลอยจมน้ำ ให้ถอดลูกลอยออกมาดูว่าเกิดรอยรั่วหรือการแตกร้าวหรือไม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้น้ำซึมเข้าไปในลูกลอย ทำให้น้ำไหลออกทางรูน้ำล้นลงโถสุขภัณฑ์ตลอดเวลา ซึ่งควรแก้ไขโดยขันสกรูเอาลูกลอยออกแล้วเปลี่ยนอันใหม่แทน ลูกลอยเสีย ให้ลองยกลูกลอยขึ้นสุด หากน้ำยังคงไหลอยู่ แสดงว่าลูกลอยเสีย ให้เปลี่ยนลูกลอยใหม่ ภาพ: ชื่อเรียกส่วนประกอบต่างๆ ในหม้อน้ำของโถสุขภัณฑ์ สังเกต ลูกกบ (ที่หน้าที่ปิดเปิดรูปล่อยน้ำให้ไหลลงสุขภัณฑ์) และ ยางลูกกบ (แผ่นยางปิดรูปล่อยน้ำ ทำหน้าที่ซีลหรืออุดร่องระหว่างลูกกบและช่องเปิดปิดน้ำให้แน่นแนบสนิทมากขึ้น) ลูกกบถูกเปิดง้างทิ้งไว้หรือไม่ โดยดูว่าอาจเพราะมีวัตถุบางอย่างติดค้างทำให้ปิดไม่สนิทจนน้ำไหลทิ้ง แก้โดยเอาวัตถุนั้นออกหรือเช็ดทำความสะอาด หากไม่มีวัตถุผิดสังเกตที่ว่า ให้ดูว่าโซ่หรือเชือกที่ดึงเพื่อเปิดปิดน้ำนั้นตึงเกินไปจนทำให้ลูกกบเปิดค้างไว้หรือไม่ แก้โดยปรับสายให้พอดี ไม่ให้ตึงหรือหย่อนเกินไป ลูกกบชำรุดหรือฉีกขาด ต้องทำการเปลี่ยนใหม่ทันที สำหรับลูกกบใหม่ลองนำมาวางปิดรูปล่อยน้ำก่อน ว่าสามารถปิดรูปล่อยน้ำได้สนิทดีหรือไม่ จึงค่อยยึดเข้ากับโซ่หรือเชือกดึง แผ่นยางลูกกบ หรือยางซีลลูกกบปิดไม่สนิท  มักเกิดจาก ข้อแรก มีตะไคร่หรือคราบสกปรกเกาะอยู่ แนะนำให้ถอดออกมาทำความสะอาดและติดตั้งกลับเข้าไปใหม่ ข้อสอง เสื่อมสภาพหรือชำรุด ไม่ว่าจะเป็นลักษณะภายนอกที่ผิดปกติ บิดเบี้ยว บวม เปื่อย หรือขาด ทำให้ยางปิดไม่สนิทดี แนะนำให้เปลี่ยนแผ่นยางใหม่ ภาพ: ลูกกบ และ ยางลูกกบ บทความโดย SCG Experience คู่คิดก่อนสร้างบ้าน ช่วยให้คุณสร้างบ้านได้อย่างมั่นใจ พร้อมให้คำปรึกษาตลอดการสร้างบ้าน โดยผู้เชี่ยวชาญจาก SCG เพียงนำแบบบ้านมายื่นรับคำปรึกษา พร้อมรับสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ที่ SCGคู่คิดก่อนสร้างบ้าน​ 
วิธีทำน้ำยาขจัดคราบ “กระเบื้องฝังลึก” ในห้องน้ำใช้เอง

วิธีทำน้ำยาขจัดคราบ “กระเบื้องฝังลึก” ในห้องน้ำใช้เอง

คราบฝังแน่นในห้องน้ำที่อาจจะมีทั้งเชื้อรา คราบสบู่ คราบไขมัน คราบโน่นนี่ จากร่องกระเบื้องขาวใส ผ่านไปไม่นานกลายเป็นคราบจับดำเป็นหย่อมๆ เห็นแล้วระคายสายตา เชื่อว่าหลายคนคงหาวิธีทำความสะอาดคราบสกปรกที่ว่านี้ให้สิ้นซากด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่หาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด แต่วันนี้เรามีวิธีทำน้ำยาขจัดคราบสกปรกเหล่านี้มาแนะนำครับ อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม น้ำเปล่าครึ่งขวด ผงสบู่ 1 ฝาขวดน้ำเปล่า น้ำส้มสายชู 2 ฝาขวดน้ำเปล่า แอลกอฮอลล์ 3 ฝาขวดน้ำเปล่า แป้งทำอาหารครึ่งฝา เศษผ้า หรือสก๊อตไบร์ท ถุงมือยาง ผ้าปิดปากและจมูก วิธีทำ เพียงแค่นำส่วนผสมทุกอย่างเทลงในขวดน้ำแล้วปิดฝาขวดน้ำให้แน่นจากนั้นก็เขย่าๆ ให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันเป็นอย่างดี เทน้ำที่ได้ลงบนสก๊อตไบร์ทหรือเศษผ้า แล้วขัดบริเวณที่เป็นคราบสกปรก จากนั้นใช้น้ำเปล่าราดล้างทำความสะอาดอีกรอบ เพียงเท่านี้คราบสกปรกฝังลึกก็จะค่อยๆ จางไป แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง กระเบื้องในห้องน้ำของคุณก็จะใสวิ้งทันตา คำแนะนำ ใครที่แพ้กลิ่นน้ำส้มสายชูหรือกลิ่นแอลกอฮอล์อาจเตรียมผ้าปิดจมูกไว้ด้วยนะครับ ควรใส่ถุงมือระหว่างขั้นตอนการทำความสะอาด เพื่อป้องกันเกิดการระคายเคืองผิว   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  home.sanook.com
3 ตัวการหลักที่ทำให้ส้วมตันหรือกดชักโครกไม่ลง พร้อมวิธีแก้ไขแบบตรงจุด

3 ตัวการหลักที่ทำให้ส้วมตันหรือกดชักโครกไม่ลง พร้อมวิธีแก้ไขแบบตรงจุด

บางครั้งแม้ว่าจะติดตั้งสุขภัณฑ์อย่างถูกวิธี แต่ยังคงมีปัญหาที่พบกันบ่อยๆ ว่าเมื่อกดชักโครกสุขภัณฑ์แล้วไม่มีแรงดูดชำระล้าง ซึ่งทำให้กดชักโครกไม่ลง ไม่สามารถชำระล้างได้อย่างสะอาดหมดจด หรือรู้สึกว่าส้วมตัน สาเหตุสำคัญของปัญหานี้มาจากหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น ส่วนของท่อระบายอากาศ การระบายน้ำออกจากถังบำบัดหรือบ่อเกรอะ-บ่อซึม และปัญหาสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง มีการติดตั้งท่อระบายอากาศ แต่ไม่สมบูรณ์ หรือเกิดการอุดตัน ปกติแล้วจะต้องมีการติดตั้งท่อระบายอากาศลักษณะตัวที (T) ต่อจากท่อน้ำทิ้งสุขภัณฑ์และถังบำบัดน้ำเสีย เพื่อป้องกันปัญหาอากาศไหลย้อนเวลากดชักโครกและยังช่วยให้สามารถกดชำระล้างสุขภัณฑ์ได้ดีอีกด้วย แต่หากระดับความสูงของปลายท่ออากาศอยู่ต่ำกว่าระดับที่น้ำท่วมถึง หรือการอุดตันบริเวณปลายปากท่อ จะทำให้ท่ออากาศไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ กรณีที่ระดับความสูงปลายท่ออากาศอยู่ต่ำเกินไปหรืออยู่ต่ำกว่าระดับที่น้ำสามารถท่วมถึง ควรเดินท่อใหม่ให้สูงกว่าระดับน้ำท่วม หรือติดตั้งเลยหลังคาขึ้นไปเพื่อป้องกันกลิ่นรบกวน ส่วนกรณีการอุดตันบริเวณปลายปากท่อ สามารถแก้ไขได้โดยเอาสิ่งอุดตันนั้นออก กรณีสิ่งอุดตันเข้าไปอยู่ภายในไม่สามารถเอาออกมาได้ง่ายๆ สามารถแก้ไขได้โดยการใช้งูเหล็กทะลวง หรือฉีดน้ำแรงๆ เข้าไป เพื่อล้างทำความสะอาดให้สิ่งสกปรกไหลกลับเข้าสู่ระบบระบายน้ำทิ้งต่อไป หลังจากนั้น ควรป้องกันโดยการติดตั้งตาข่ายกันสิ่งสกปรก แมลง และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กไม่ให้เข้าไปอยู่อาศัยที่อาจเป็นสาเหตุให้ท่ออากาศอุดตัน ภาพ: ตำแหน่งการติดตั้งท่ออากาศ แนะนำให้ติดตั้งท่ออากาศจากถังบำบัดน้ำเสีย (1) และในบริเวณที่ใกล้กับโถสุขภัณฑ์ (2) โดยติดตั้งให้ปลายท่ออยู่สูงกว่าระดับที่น้ำจะสามารถท่วมถึง การระบายน้ำออกจากถังบำบัดหรือบ่อเกรอะ-บ่อซึมติดขัด ไม่ว่าบ้านที่เลือกติดตั้งเป็นถังบำบัดสำเร็จรูป หรือใช้ระบบดั้งเดิมที่เป็นแบบบ่อเกรอะ-บ่อซึม น้ำจากการชำระล้างสุขภัณฑ์จะสามารถระบายออกไปได้ด้วยแรงดูดปกติ แต่อาจมีบางครั้งที่น้ำไม่สามารถระบายได้ทัน ไม่ว่ากรณีเป็นบ้านมีระดับท่อระบายน้ำจากถังบำบัดหรือบ่อเกรอะ-บ่อซึมที่ต่ำกว่าระดับท่อระบายน้ำสาธารณะ เมื่อระดับน้ำในท่อสาธารณะสูงขึ้นก็จะทำให้การระบายน้ำของบ้านเราเป็นไปได้ช้าลง นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ฝนตกหนักมากๆ จนน้ำเกิดท่วมขังที่เป็นสาเหตุทำให้มีน้ำค้างในท่อระบายของถังบำบัดหรือบ่อเกรอะ-บ่อซึมที่ต้องรอการระบายออกไป รวมถึงอาจมีแรงดันน้ำต้านกลับ (Back Pressure) ที่ส่งผลให้น้ำไหลย้อนเข้าสู่ถังบำบัดหรือบ่อเกรอะ-บ่อซึมได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลให้แรงดูดชักโครกลดต่ำลงจนทำให้การชำระล้างในโถสุขภัณฑ์ได้ไม่ดีเหมือนเดิม กรณีนี้เมื่อน้ำลดระดับที่ท่วมขังลงก็จะสามารถใช้งานสุขภัณฑ์ได้ตามปกติ ภาพ: แสดงการระบายน้ำออกจากถังบำบัดสำเร็จรูปไปยังท่อระบายน้ำสาธารณะ ภาพ: แสดงการระบายน้ำออกจากบ่อเกรอะ-บ่อซึม ปัญหาสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง ท่อน้ำทิ้งจะรับน้ำจากโถสุขภัณฑ์โดยตรงแล้วส่งต่อไปยังถังบำบัดหรือบ่อเกรอะ-บ่อซึมที่จะระบายสู่พื้นดินหรือแหล่งน้ำสาธารณะต่อไป แต่หากมีสิ่งอุดตัน โดยเฉพาะเศษขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติหรือย่อยสลายได้ยาก เช่น เศษกระดาษทิชชู่ ผ้าอนามัย หรือเศษขยะชิ้นใหญ่ติดค้างในท่อ ซึ่งจะทำให้เกิดการอุดตันในท่อและส่งผลให้น้ำจากสุขภัณฑ์ไม่สามารถระบายออกไปได้ และอาจเกิดการไหลย้อนกลับ จนชักโครกเกิดอาการกดแล้วไม่มีแรงดูดชำระล้างนั่นเอง ปัญหาสิ่งอุดตันค้างในท่อน้ำทิ้งสุขภัณฑ์สามารถแก้ไขได้โดยการใช้ไม้ยางปั๊ม กดให้เกิดแรงดันเพื่อดันน้ำและสิ่งอุดตันให้เคลื่อนผ่านลงไป ทั้งนี้ การทิ้งเศษขยะที่ย่อยสลายยากลงไปบ่อยๆ จะทำให้ถังบำบัดสำเร็จรูปหรือบ่อเกรอะ-บ่อซึมเต็ม ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาที่ยุ่งยากต่อการแก้ไขในอนาคต จึงควรระมัดระวังการทิ้งเศษขยะลงไป นอกจากนี้ การเลือกสุขภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานก็เป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้การใช้งานเป็นไปได้อย่างราบรื่น รวมถึงการเลือกปริมาณน้ำที่จะกดชำระให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละครั้ง เพื่อให้สามารถใช้งานสุขภัณฑ์ได้อย่างดีและใช้น้ำเท่าที่จำเป็นอีกด้วย บทความโดย SCG Experience คู่คิดก่อนสร้างบ้าน ช่วยให้คุณสร้างบ้านได้อย่างมั่นใจ พร้อมให้คำปรึกษาตลอดการสร้างบ้าน โดยผู้เชี่ยวชาญจาก SCG เพียงนำแบบบ้านมายื่นรับคำปรึกษา พร้อมรับสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ที่ SCGคู่คิดก่อนสร้างบ้าน​ 
ท่อน้ำทิ้งซิงค์ล้างจานอุดตัน ปัญหาแบบนี้แก้ไขอย่างไรดี

ท่อน้ำทิ้งซิงค์ล้างจานอุดตัน ปัญหาแบบนี้แก้ไขอย่างไรดี

อ่างล้างจาน (ซิ้งค์ล้างจาน) เป็นส่วนประกอบสำคัญในครัว ที่ช่วยให้เราสามารถล้างอาหาร ล้างผัก และอุปกรณ์ครัวต่างๆ ให้สะอาดพร้อมใช้งานอยู่เสมอ รวมถึงหลังรับประทานอาหารเสร็จยังเป็นที่ล้างจานชามและอุปกรณ์ใช้แล้วที่เปรอะเปื้อนอีกด้วย ซึ่งปกติแล้ว จำเป็นต้องติดตั้งถังดักไขมันต่อจากท่อน้ำทิ้งอ่างล้างจาน แล้วจึงปล่อยไปยังบ่อพักหรือท่อสาธารณะ แต่เมื่อมีคราบไขมัน เศษอาหาร และสิ่งสกปรกต่างๆ ตกค้างสะสมนานๆ เข้า ก็จะก่อตัวเป็นคราบแข็งอุดตัน ทำให้น้ำไม่สามารถระบายไปได้ ไหลผ่านไม่สะดวก หรือบางครั้งน้ำยังเอ่อไหลย้อนขึ้นมาอีกด้วย จนถึงกับไม่สามารถใช้งานอ่างล้างจานได้ หากเกิดอาการเหล่านี้ขึ้น ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องแก้ไขปัญหา ซึ่งมี 3 ส่วนด้วยกันคือ ตะแกรงดักเศษอาหาร กระปุกท่อน้ำทิ้งใต้อ่างล้างจาน และส่วนของบ่อดักไขมัน ส่วนของตะแกรงหรือตะกร้าดักเศษอาหาร ตัวกรองเศษอาหารขั้นแรก ที่ควรสังเกตดูว่ามีเศษอาหารเต็มตะแกรงดักเศษอาหารหรือไม่ หากมีต้องเอาออกมาทิ้งให้หมด ทำความสะอาดในส่วนนี้ให้เรียบร้อย ในส่วนนี้ต้องระวังอย่าทิ้งเศษอาหารลงไป เพราะแม้ว่าจะมีตะแกรงกรองเศษอาหารอยู่แล้ว แต่อาหารขนาดเล็กยังคงสามารถตกหล่นลงไปในท่อน้ำทิ้งได้อยู่ดี ดังนั้นหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ควรเขี่ยเศษอาหารออกจากจานและเช็ดซับคราบมันให้ออกได้มากที่สุดก่อนการล้างจาน เพื่อไม่ให้คราบฝังติดแน่นที่ทำให้ล้างออกยาก และคราบจะติดเป็นก้อนแข็งที่เมื่อล้างออกแล้วจะส่งผลให้ไปอุดตันในช่องท่อได้ ภาพ: สะดือซิงค์ล้างจานแบบที่มีตะกร้ากรองเศษอาหารและยางกรองเศษอาหาร ภาพ: ตะแกรง (ตะกร้า) ดักเศษอาหาร ที่ควรเคาะเศษอาหารทิ้งทุกวัน เพื่อไม่ให้เศษอาหารเกิดการบูดเน่า อันอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค สำหรับกระปุกท่อน้ำทิ้ง ที่มีหน้าที่ขังน้ำเพื่อช่วยป้องกันกลิ่นไหลย้อนขึ้นมา (มีให้เลือกทั้งแบบ Bottle Trap และ P-Trap) แต่หากมีการสะสมของตะกอนต่างๆ มากเข้า ก็จะทำให้ส่วนนี้เกิดการอุดตันได้ ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยหมุนเกลียวถอดออกมาเคาะเอาเศษสิ่งสกปรก เศษอาหาร และขจัดคราบไขมันที่ฝังแน่นอยู่ออก แล้วจึงฉีดน้ำล้างทำความสะอาดคราบที่หลงเหลืออยู่ออกให้หมด หากยังอุดตันอยู่ ให้ใช้น้ำยาขจัดท่อห้องครัวอุดตันสูตรธรรมชาติที่ไม่กัดกร่อนท่อ ทั้งนี้ หากวิธีดังกล่าวยังไม่ได้ผล แนะนำให้ทะลวงท่อที่ติดอยู่กับผนังโดยใช้ “งูเหล็ก” ซึ่งมีคุณสมบัติสามารถโค้งงอไปตามรูปทรงของท่อได้ เพื่อกระทุ้งให้สิ่งอุดตันหลุดออก * การใช้งูเหล็กต้องมีความระมัดระวัง และอาศัยความชำนาญ จึงควรเรียกช่างให้เข้ามาทำการแก้ไขตรงส่วนนี้ให้จะดีที่สุด ภาพ: ลักษณะการขังน้ำและการระบายน้ำของกระปุกท่อน้ำทิ้งแบบ Bottle Trap ภาพ: ลักษณะการขังน้ำและการระบายน้ำของท่อน้ำทิ้งแบบ P-Trap สุดท้ายคือส่วนของบ่อดักไขมัน (Grease Trap) ซึ่งมีหน้าที่ดักและแยกชั้นไขมันออกจากน้ำเสียจากซิงค์ครัว ไม่ให้ไหลลงไปอุดตันในท่อระบายน้ำ ซึ่งมี 2 ประเภทคือบ่อดักไขมันชนิดตั้งพื้น และบ่อดักไขมันชนิดฝังดิน ซึ่งควรเลือกประเภทและขนาดให้เหมาะกับปริมาณการใช้งานและความเหมาะสมของพื้นที่ การดูแลรักษาบ่อดักไขมันนี้จะต้องตักเศษไขมันออกเป็นประจำเพื่อให้น้ำระบายได้คล่องและไม่มีกลิ่นรบกวน หากส่วนนี้มีการสะสมของไขมันที่จับตัวกันเป็นก้อนซึ่งทำให้เกิดการอุดตันแล้ว จะต้องเปิดฝาถังออกเพื่อตักไขมันใส่ถุงขยะอย่างมิดชิด มัดอย่างแน่นหนา และนำไปทิ้งให้ถูกที่ โดยมีการแยกขยะอย่างเหมาะสม ภาพ: บ่อดักไขมัน ที่ทำหน้าที่ดักและแยกชั้นไขมันออกจากน้ำเสียจากซิงค์ครัว ภาพ: บ่อดักไขมันชนิดตั้งพื้น เหมาะสำหรับที่พักอาศัยที่มีพื้นที่จำกัด เช่น ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม ภาพ: บ่อดักไขมันชนิดฝังดิน เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่รอบบ้านเพียงพอสำหรับการฝังดิน เช่น บ้านเดี่ยว * ควรตักไขมันออกอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง (พิจารณาจากปริมาณไขมันของแต่ละบ้าน) โดยตักไขมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำออก ** ไม่แนะนำให้ตักไขมันแล้วทิ้งลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะโดยตรง เพราะจะทำให้น้ำเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นและนำไปสู่การสะสมของเชื้อโรคจนอาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ *** การแยกขยะเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งจากที่บ้านเองและจากแหล่งสาธารณะ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน รวมถึงการนำขยะแต่ละประเภทไปกำจัดอย่างเหมาะสม ซึ่งผู้มีหน้าที่ดูแลตรงส่วนนี้จะนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง  หลังจากทำการแก้ไขแต่ละส่วนและประกอบอุปกรณ์กลับเข้าที่เหมือนเดิมแล้ว ให้ทดลองใช้งานอ่างล้างจานดูว่าสามารถใช้งานได้ตามปกติหรือไม่ หากยังใช้งานได้ไม่ดีหรือติดขัดอยู่ แนะนำให้เรียกช่างที่มีความชำนาญเข้ามาซ่อมแซมแก้ไข สิ่งสำคัญของห้องครัว คือการติดตั้งอุปกรณ์แต่ละส่วนอย่างถูกวิธีมีมาตรฐาน มีการเดินระบบท่อที่ดี มีองศาความลาดเอียงที่เหมาะสม เพื่อให้น้ำสามารถระบายได้ดีด้วยเช่นกัน และที่ขาดไม่ได้เลยคือการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอทั้งสามส่วน ซึ่งทำได้บ่อยครั้งตามปริมาณการใช้งานของแต่ละบ้าน เพื่อให้ใช้งานได้อย่างดี ลดปัญหาการอุดตัน บทความโดย SCG Experience คู่คิดก่อนสร้างบ้าน ช่วยให้คุณสร้างบ้านได้อย่างมั่นใจ พร้อมให้คำปรึกษาตลอดการสร้างบ้าน โดยผู้เชี่ยวชาญจาก SCG เพียงนำแบบบ้านมายื่นรับคำปรึกษา พร้อมรับสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ที่ SCGคู่คิดก่อนสร้างบ้าน​ 
แก้กระเบื้องปูพื้นหลุดล่อน ทำอย่างไร

แก้กระเบื้องปูพื้นหลุดล่อน ทำอย่างไร

กระเบื้องปูพื้นหลุด ล่อนเป็นแผ่นๆ เป็นเรื่องที่มีหลายคน หลายกระทู้โพสต์ถามกันไว้ตามเว็บบอร์ดต่างๆ กระเบื้องล่อนแผ่นเดียวจะแก้ยังไง อยากปูกระเบื้องใหม่แต่ไม่อยากทุบ ปูทับได้มั้ย ฯลฯ วันนี้จะได้รู้คำตอบกัน สาเหตส่วนใหญ่ที่พื้นกระเบื้องของคุณล่อนออกมา มาจาก หนึ่ง กระเบื้องโดนแรงอัด แรงกระแทกอย่างแรงจนแตก ร้าว แล้วก็หลุดร่อนในภายหลัง  สอง ความชื้นจากพื้นคอนกรีตใต้แผ่นกระเบื้อง   ความชื้นจากใต้ดิน หรือปัญหารั่วซึมจากผนังซึมไปถึงพื้น หรือปัญหาจากคราบสกปรกต่างๆ ที่สะสมมาเป็นเวลานานจนทำให้ยาแนวกระเบื้องหลุดลอก จากนั้นคราบสกปรกก็ฝังตามขอบกระเบื้อง เกิดเป็นเชื้อราดำๆ จริงๆ แล้วถ้าเป็นปัญหาจากความชื้น สามารถป้องกันตั้งแต่ตอนสร้างหรือก่อนปูกระเบื้อง ทาน้ำยากันซึมพื้นคอนกรีตกันน้ำ กันความชื้นไม่ให้ขึ้นมาบนพื้นคอนกรีตที่อยู่ใต้แผ่นกระเบื้อง ก่อนที่จะปูกระเบื้องทับลงไป แต่ถ้าไม่ได้เตรียมกันป้องกันไว้ตั้งแต่ต้น ก็มีวิธีแก้ไขปัญหากระเบื้องหลุด กระเบื้องล่อนให้เลือกอยู่ 2 แบบ แก้ไขแบบแรก ปูทับกระเบื้องเดิมไปเลย ถ้าพื้นเดิมไม่มีปัญหาเรื่องรั่วซึม ความชื้น (อาจจะมีการทาน้ำยากันซึมตั้งแต่ตอนสร้างแล้ว แต่เพราะโดนของหนักกระแทกจนกระเบื้องร้าว แตก) ไม่อยากเสียเวลาทุบออก ก็สามารถปูกระเบื้องทับของเดิมได้เลย ก่อนจะปู ต้องมีการทำความสะอาด ขัดพื้นให้สะอาดเสียก่อน กวาดไล่น้ำไม่ให้ขังอยู่ รอจนพื้นไม่มีความชื้นแล้วเลาะกระเบื้องที่แตก ร้าว ล่อนออกแล้วเอากระเบื้องแผ่นใหม่ฉาบด้านหลังด้วยกาวซีเมนต์ชนิดที่ระบุว่าใช้ปูทับกระเบื้องเดิม(แต่ราคาก็จะแพงกว่ากาวซีเมนต์รุ่นทั่วไป 4-5เท่าตัว) ปูทับที่เดิมได้เลย ลงยาแนวให้ครบทั้งสีด้าน เป็นอันเสร็จเรียบร้อย วิธีนี้ ทำงานเร็ว ใช้เวลาน้อย ไม่ต้องขนเศษกระเบื้องไปทิ้ง ไม่เกิดเสียงดัง แต่สิ้นเปลืองหน่อย น่าจะเหมาะกับคนที่ไม่สามาถหากระเบื้องลายเดิมได้อีกแล้วเพราะโรงงานเลิกผลิตกระเบื้องรุ่นนั้นไปแล้ว หรือคนที่อยู่ตามคอนโดฯ ที่เสียงการทุบกระเบื้องอาจจะไปรบกวนห้องข้างเคียงได้   วิธีแก้ไขแบบที่สอง ปูเฉพาะบางแผ่นที่มีปัญหา ถ้ากระเบื้องลายนั้นยังพอหาสำรองได้ ก็อาจจะเลือกเปลี่ยนเฉพาะแผ่นที่แตก ร้าว มีปัญหาเท่านั้น สกัดเอาแต่แผ่นที่แตก ร้าวออกแล้วปูกระเบื้องแผ่นใหม่ลงไปแทนของเดิม วิธีนี้ จะใช้เวลาซ่อมนานกว่าวิธีแรก เพราะต้องค่อยๆ สกัดเอากระเบื้องที่มีปัญหาออกให้หมด ถึงจะปูกระเบื้อแผ่นใหมได้ ขั้นตอนเยอะกว่า และเหมาะกับกระเบื้องที่ยังพอหากระเบื้องสำรองได้อยู่ ที่สำคัญเกิดเศษกระเบื้องที่ต้องหาที่จัดการ มาดูขั้นตอนการซ่อมแซมกระเบื้องแบบบางแผ่นที่ช่างกระเบื้องทำกัน เริ่มจาก ช่างจะขูดปูนยาแนวรอบขอบกระเบื้องที่แตกร้าว ออกก่อน จากนั้นจะใช้เครื่องเจียร์(ใส่ใบตัดกระเบื้อง) ตัดกระเบื้องให้ขาดเป็นแนวรอบ ห่างจากขอบกระเบื้องประมาณ 1 นิ้ว เพื่อไม่ให้เครื่องมือสกัดไปกระแทกโดนแผ่นอื่น และให้การสกัดง่ายยิ่งขึ้น จากนั้นใช้ค้อน เหล็กสกัด ค่อยๆ สกัดแผ่นกระเบื้องออกจนหมด แล้วสกัดพื้นเดิมให้ลึกประมาณ 2 มม.  สำหรับให้กาวซีเมนต์ยึดเกาะได้ จากนั้น ทำความสะอาดพื้นผิวที่จะติดกระเบื้องให้สะอาด ทำความสะอาดเสร็จแล้ว ใช้กาวซีเมนต์สำหรับติดกระเบื้อง ทาไปบริเวณด้านหลังแผ่นกระเบื้องจนเต็ม แล้วปูกระเบื้องแผ่นใหม่กลับเข้าที่เดิม ออกแรงกดเล็กน้อย เพื่อให้กระเบื้องยึดเกาะแน่นๆ จากนั้นตรวจดู วัดระดับพื้น ให้แนวขอบกระเบื้องเท่ากับแผ่นอื่นๆ แต่ถ้ากระเบื้องแผ่นใหม่ปูไม่ได้ระดับ อาจจะสูงกว่าของเดิมก็ใหใช้ค้อนยางตอกเบาๆ  และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผิวหน้ากระเบื้องเป็นรอยระหว่างที่ตอกอยู่ อาจจหาผ้าหนาๆ มารองอีกชั้นหนึ่ง เพื่อช่วยป้องกันแผ่นกระเบื้องแตกร้าว หากมีกาวส่วนเกินไหลออกมาก็เช็ดออกด้วยผ้าสะอาด จากนั้นรอจนกาวซีเมนต์ที่อยู่หลังแผ่นกระเบื้องแห้งสนิทดีแล้วค่อยลงมือยาแนวกระเบื้องกัน เวลาลงยาแนวก็จะต้องแน่ใจว่ายาแนวลงไปตามร่องกระเบื้องจนครบทั้งสี่ด้าน และลงไปจนสุด เพื่อให้การยึดเกาะตัวกระเบื้องแข็งแรงดี แล้วทิ้งไว้อีก 10-15นาที แล้วค่อยใช้ฟองน้ำชุบน้ำหมาดๆ เช็ดคราบยาแนวที่เกินออกมาจากร่องกระเบื้องอีกครั้ง แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดซ้ำอีกครั้งเป็นการเก็บความสวยงาม ยาแนวลอก ล่อน สกปรก แก้ยังไงดี  ยาแนวกระเบื้องพอใช้ไปในนานๆ จะมีสิ่งสกปรก ฝุ่น คราบสกปรกลงไปอุด ฝังอยู่ที่ร่องยาแนว หรืออาจจะเกิดอาการยาแนวหลุด ล่อน  แต่ไม่ต้องตกใจไป มีวิธีแก้ไขง่ายๆ ไม่ยุ่งยากมาก คนทีชอบ DIY  ซ่อมแซมของเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านเอง น่าจะเอาไปจัดการยาแนวไม่รักดี ชอบหลุด ล่อนได้ด้วยตัวเอง เริ่มจากขูดยาแนวเดิมออกก่อน ตอนขูดเพื่อไม่ให้ขอบกระเบื้องเสียหายจากการขูดยาแนว ให้ใช้เครื่องขูดร่องยาแนวที่ทำออกมาเฉพาะงานขูดยาแนวที่มีปัญหา ราดำ แตกลายหรือหลุดล่อน พยายามขูดเนื้อยาแนวให้ออกให้หมด (เพราะถ้าขูดยาแนวเก่าไม่หมด ยาแนวใหม่ที่ยาลงไปยึดเกาะพื้นที่ได้ไม่ดี แล้วก็หลุดล่อนออกมาอีกอยู่ดี) หลังจากที่ขูดยาแนวเดิมออกจนหมดแล้ว ให้ทำความสะอาดร่องยาแนวให้สะอาดก่อนแล้วค่อยยาแนวใหม่ เดี๋ยวนี้ หลายคนไม่อยากต้องมายาแนวกันบ่อยๆ ก็จะเลือกผลิตภัณฑ์ยาแนวแบบถาวร ที่มีส่วนผสมของอีพอกซี่ เนื้อยาแนวสูตรถาวรนี้จะให้เนื้อยาแนวแกร่ง ทนกรดทนด่าง ทนสารเคมีได้ดี ยึดเกาะดี แต่ไม่ปล่อยให้สิ่งสกปรก คราบต่างๆ แทรกตัวลงไปฝังอยู่ในแนวยาแนว   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  community.akanek.com
6 วิธีเด็ดไล่ตุ๊กแก ให้รีบเผ่นหนีออกจากบ้าน

6 วิธีเด็ดไล่ตุ๊กแก ให้รีบเผ่นหนีออกจากบ้าน

หลายคนคงขยาดกับเจ้าสัตว์เลื้อยคลานอย่าง “ตุ๊กแก” อยู่ไม่น้อย ทั้งรูปร่าง  ลวดลาย เสียงร้อง และความเหนียวหนึบของมัน ยิ่งทำให้ความน่ากลัวของเจ้าตัวลายเพิ่มมากขึ้น เราจึงมีวิธีเด็ดๆ ในการไล่เจ้าตุ๊กแกออกจากบ้านมาฝากกันครับ ยาฉุน กลิ่นฉุนแรงๆ ถือเป็นสิ่งที่เจ้าตุ๊กแกเกลียดเข้าไส้ ยาฉุน หรือ ยาเส้นที่คนแก่สูบจึงช่วยเราได้ โดยอาจนำไปผสมกับน้ำแล้วนำมาเทหรือฉีดให้ทั่วบริเวณที่ตุ๊กแกอยู่ นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งยาฉุนเป็นก้อนๆ เท่าลูกปิงปอง มัดด้วยหนังยางแล้วนำไปวางบริเวณที่ตุ๊กแกอยู่ครับ ยี่โถ หากมีต้นยี่โถปลูกติดสวน ให้ตัดกิ่งยี่โถแล้วนำมาวางบริเวณที่ตุ๊กแกชอบอยู่ หรือนำใบมาขยำให้กลิ่นออกแล้วนำไปวาง เพียงเท่านี้เจ้าตุ๊กแกตัวลายก็หนีไปไกลแล้วครับ ผ้าห่อลูกเหม็น ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเหม็น เพราะฉะนั้นเรื่องกลิ่นนี่ถือว่ากำราบเจ้าตุ๊กแกได้แน่นอน เพียงนำผ้ามาห่อลูกเหม็นแล้วเอาไปวางตรงที่ตุ๊กแกชอบอยู่ แค่นี้เจ้าตุ๊กแกก็โบกมือบ๊ายบายลาจากบ้านแล้วล่ะ ปูนแดงผสมยาเส้น ผสมปูนแดงเข้ากับยาเส้นแล้วนำมาพันที่ปลายไม้ จากนั้นแหย่ไม้ไปที่ตุ๊กแก ซึ่งตามสัญชาติญาณตุ๊กแกจะงับปลายไม้ทันที พองับแล้วก็จะเมายา บางตัวตกลงมาที่พื้น บางตัวงับติดอยู่กับปลายไม้ แล้วก็รีบนำเอาไปทิ้งได้เลย ใบน้อยหน่ากับใบสาบเสือ นำใบน้อยหน่าและใบสาบเสือในจำนวนเท่ากันมาตำให้ละเอียดขนกลิ่นออก แล้วหาผ้าบางๆ มาห่อและนำไปวางที่ตุ๊กแกอยู่ รับรองว่ากลิ่นของมันจะไล่ตุ๊กแกให้วิ่งแจ้นไปไกลเลยล่ะ คล้องตุ๊กแก วิธีนี้ต้องลงแรงและอาศัยความกล้ากันสักหน่อย ด้วยการนำเชือกเส้นเล็กๆ มาทำเป็นบ่วงรูด นำไปผูกติดกับไม้ยาว แล้วก็คล้องเจ้าตุ๊กแกไปปล่อยกันได้เลย แอบกระซิบนิดหน่อย ว่าอย่าให้เจ้าตุ๊แกรู้ตัวนะ ไม่งั้นมันจะหนีเราไปไกลเลยหล่ะ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.homedeedee.com
ทำความสะอาดโซฟาผ้า ไม่ยากอย่างที่คิด

ทำความสะอาดโซฟาผ้า ไม่ยากอย่างที่คิด

โซฟาเป็นเฟอร์นิเจอร์ดาวเด่นในบ้าน ที่ทุกคนใช้เป็นที่นั่งคุย เป็นที่รับแขก หรือเป็นมุมดูหนังสุดโปรด ด้วยเหตุนี้โซฟาจึงเป็นเฟอร์นิเจอร์อีกชิ้นในบ้านที่เป็นแหล่งรวมความสกปรก ทั้งเศษขนม และคราบสกปรกต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็ถึงเวลาที่ต้องทำความสะอาดโซฟากันบ้างแล้วล่ะ โดยเฉพาะโซฟาผ้า ที่ดูจะทำความสะอาดยาก ซึ่งจะใช้วิธีไหนได้บ้าง มาดูกันเลยครับ  วิธีทำความสะอาดโซฟาผ้า 1. สำหรับโซฟาชนิดผ้าที่ถอดซักทำความสะอาดได้ ขั้นแรกก็ถอดปลอกหมอนและปลอกโซฟาไปซักทำความสะอาดก่อน โดยหลีกเลี่ยงการซักด้วยเครื่องเพราะอาจจะทำให้เนื้อผ้าเสียรูปทรงหรือเป็นขุยได้ เพราะฉะนั้นซักด้วยมือจะปลอดภัยที่สุด แต่ถ้าเป็นโซฟาที่ถอดทำความสะอาดไม่ได้ ก็ให้ใช้เครื่องดูดฝุ่น ทำความสะอาดฝุ่นและเศษขนมต่าง ๆ ที่ตกค้างอยู่บนโซฟา โดยเฉพาะบริเวณที่พักแขนและพนักพิงซึ่งเป็นบริเวณที่มักจะมีฝุ่นเยอะกว่าบริเวณอื่น ๆ 2. บริเวณที่ไม่มีผ้าคลุม เช่น บริเวณขาโต๊ะ หรือบริเวณโครงโซฟา ก็ทำความความสะอาดง่าย ๆ ด้วยผ้าชุบน้ำ บิดพอหมาด แล้วนำมาเช็ดทำความสะอาดให้ทั่ว หรือจะฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อผสมไปด้วยเพื่อฆ่าเชื้อโรคก็ไม่ว่ากัน 3. หมอนอิงก็ควรจะทำความสะอาดด้วยเช่นกัน โดยเริ่มจากการถอดปลอกหมอนออกไปซักก่อน เสร็จแล้วให้นำหมอนมาแช่ลงในน้ำอุ่นที่ผสมน้ำยาทำความสะอาดจนหมอนชุ่มน้ำยา ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นเทน้ำยาออก แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด พร้อม ๆ กับใช้มือกดหมอนเพื่อบีบน้ำยาออกจากหมอนให้หมด หากน้ำในถังเต็มไปด้วยฟองจากน้ำยา ก็ให้เปลี่ยนน้ำใหม่ ทำซ้ำอย่างนี้จนแน่ใจว่าไม่มีน้ำยาตกค้างในหมอนอีกแล้ว จากนั้นนำไปตากในที่ที่ลมโกรกดี และแสงแดดส่องถึง โดยหลีกเลี่ยงการตากในมุมอับชื้น เพื่อป้องกันเชื้อราไม่ให้มาเจริญเติบโตในหมอนได้ครับ 4. คราวนี้ก็ถึงตาทำความสะอาดโซฟาชิ้นใหญ่ โดยผสมน้ำเย็นและน้ำอุ่นอย่างละครึ่ง กับน้ำยาทำความสะอาดโซฟาโดยเฉพาะ หรืออาจจะใช้น้ำยาทำความสะอาดเบาะรถยนต์ก็ได้เช่นกัน ปริมาณที่ใช้ก็ตามฉลากที่บอกไว้ ค่อย ๆ ใช้ผ้าชุบน้ำยาพอหมาด อย่าให้ชุ่มมาก (แนะนำให้ใช้ผ้าสีขาว เพื่อจะเห็นคราบสกปรกได้ชัด) แล้วเช็ดทำความสะอาดโซฟาให้ทั่ว โดยกดเน้นในจุดที่มีคราบสกปรกติดอยู่เป็นพิเศษ เพื่อกำจัดคราบให้จางลง หากผ้าเริ่มดำก็เปลี่ยนผ้าผืนใหม่ทันที คราบสกปรกจากผ้าจะได้ไม่ตกค้างบนโซฟาอีก จากนั้นให้ใช้ผ้าแห้งซับความชื้นในโซฟาอีกครั้ง จนแน่ใจว่าโซฟาเริ่มแห้ง และถ้าเป็นไปได้ก็ควรนำโซฟาไปตากแดดจัด ๆ เพื่อกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์และฆ่าเชื้อโรคไปด้วยในตัว หรือถ้ารีบจะใช้ไดร์เป่าผมมาเป่าอีกแรงก็ได้ครับ คำแนะนำเพิ่มเติม สำหรับคราบสกปรกที่เปื้อนบนโซฟา อาจจะใช้น้ำยาทำความสะอาดเฉพาะจุดกำจัดคราบเหล่านั้นให้จางหายไปได้ แต่เพื่อความแน่ใจอย่าลืมทดลองน้ำยากับหลังโซฟาทุกครั้งก่อนใช้งานด้วยนะครับ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดกับโซฟาชิ้นโปรดของคุณ โดยเฉพาะผ้าขนแกะและผ้าคอตตอนที่มักจะเกิดรอยย่นได้ง่าย และไม่ควรใช้ผงซักฟอกทำความสะอาดเด็ดขาด เพราะกรดในผงซักฟอกอาจทำลายเนื้อผ้า ทำให้อายุการใช้งานโซฟาสั้นลงด้วย นอกจากนี้การใช้ผ้าคลุมโซฟาก่อนจะนั่งหรือนอน ก็จะช่วยป้องกันเหงื่อไคลและเชื้อโรคจากตัวเราไปฝังอยู่ในโซฟาได้ดีอีกวิธีหนึ่งเลยครับ ใช้ขั้นตอนที่เรานำมาฝากนี้ไปจัดการทำความสะอาดโซฟาตัวโปรดของคุณ ทีนี้ก็นั่งกันได้อย่างสบายใจไร้เชื้อโรคแล้วครับ
5 วิธีเด็ด ขจัดคราบมันในห้องครัว

5 วิธีเด็ด ขจัดคราบมันในห้องครัว

ปัญหาคราบน้ำมันที่เกิดจากการทำอาหาร ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของ คุณพ่อบ้าน คุณแม่บ้านเลยนะครับ  อีกทั้งยังทำความสะอาดยากอีกด้วย วันนี้เราเลยของเอาใจ คุณพ่อบ้าน คุณแม่บ้านเป็นพิเศษ กับวิธีการขจัดคราบน้ำมันจากการทำอาหาร ด้วยวิธีง่ายแสนง่ายมาฝากกันครับ   1. บริเวณผนังห้องครัว   เรียกได้ว่าในส่วนนี้เป็นปัญหายอดฮิตกันเลยก็ว่า เพราะเวลาที่ทำอาหารทีไร  ไม่ว่าจะเป็นคราบน้ำมัน หรือ เศษอาหาร ก็ลอยไปติดกับผนังห้องครัวทุกที  โดย เฉพาะเมนูผัดต่างๆ จริงมั้ยครับ เพื่อนๆ ซึ่งหลังจากที่เพื่อนๆ ทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลองสังเกตุบริเวณผนังห้องครัวกันด้วยนะครับ ว่ามีคราบน้ำมันเหนียว ๆ  สีน้ำตาลเกาะอยู่บนผนังหรือไม่…ถ้ามีก็ควรรีบทำความสะอาดโดยด่วน ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เพราะจะทำให้คราบน้ำมันสะสมและจะทำความสะอาดได้ยากขึ้นครับ วิธีทำความสะอาด : เพียงแค่เพื่อนๆ นำน้ำส้มสายชู  น้ำยาทำความสะอาดครัว และน้ำอุ่นมาผสมเข้าด้วยกัน  จากนั้นก็ใช้ฟองน้ำชุบส่วนผสม แล้วนำไปเช็ดบริเวณที่มีคราบน้ำมันครับ…แต่!! ขอย้ำว่าเป็นน้ำอุ่นนะครับ เพราะความร้อนและกรดที่ผสมกันนั้น จะช่วยไปละลายคราบที่เกิดขึ้น แถมยังทำความสะอาดได้ง่ายอีกด้วยนะครับ   2. อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในครัว   ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พบเจอกันบ่อยมาก  อาทิ บริเวณเตาแก๊ส หรือ เคาน์เตอร์ในห้องครัว  เรียกได้ว่าหลังทำอาหารเสร็จ ต้องคอยเช็ดกันอยู่ตลอด  แล้วพลานทำให้หงุดหงิดเนื่องจากคราบน้ำมันนั้น ยิ่งเช็ดก็ยิ่งเลอะเทอะ!!! วิธีทำความสะอาด : สิ่งที่ควรทำอย่างแรกเลยคือ ล้างด้วยน้ำร้อนก่อน 1 รอบ เพื่อล้างพวกไขมันออกก่อน  จากนั้นนำน้ำส้มสายชู ผสมกับ น้ำเปล่า ในอัตรา 1 : 2 ส่วน  แล้วนำผ้าชุบส่วนผสม บิดพอหมาด นำไปเช็ดบริเวณที่เลอะคราบน้ำมัน  จากนั้นก็ทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดอีกหนึ่งครั้งครับ   3. พื้นภายในห้องครัว   ในส่วนของพื้นห้องนี้ มักจะไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องของคราบน้ำมันเท่าไร  นอกจากพวกเศษอาหารเล็กๆ น้อย ที่สามารถทำความสะอาดได้โดยง่าย แต่ก็ไม่ควรมองข้ามนะครับ เพราะบ้างทีอาจจะมีคราบน้ำมันกระเด็นลงมาติดที่พื้นห้องก็ได้ครับ วิธีทำความสะอาด : การทำความสะอากนั้น สามารถทำวิธีเดียวกับการทำความสะอาดผนังห้องได้เลยครับ โดยนำน้ำส้มสายชู  น้ำยาทำความสะอาดครัว และน้ำอุ่นมาผสมเข้าด้วยกัน  จากนั้นก็ใช้ผ้าชุบส่วนผสม บิดพอหมาด แล้วนำไปเช็ดบริเวณที่มีคราบน้ำมันครับ   4. พัดลมดูดควัน   เพื่อนๆ หลายคนอาจจะมองข้ามสิ่งนี้ไป  แต่พัดลมดูดควันนี่แหละครับ ที่ได้รับพวกคราบน้ำมันไปแบบเต็มๆ  เพราะควันที่ดูดเข้าไปนั้น จะมีคราบน้ำมันปะปนอยู่ด้วยนั้นเองครับ  ถึงแม้จะเป็นส่วนที่ทำความสะอาดได้ยาก  แต่เราก็มีวิธีที่ง่ายแสนง่ายในการทำความสะอาดครับ วิธีทำความสะอาด : นำโซดาไฟประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ละลายเข้ากับน้ำสะอาดประมาณ 1 ลิตร คนจนผงละลาย จากนั้นใช้แปรงจุ่มลงไป แล้วนำไปขัดที่บริเวณใบพัด เมื่อสะอาดเรียบร้อยแล้ว ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกหนึ่งครั้ง พร้อมกับเช็ดให้แห้งครับ   5. ท่อน้ำทิ้ง   ถึงจะเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่รับรองครับ ว่าต้องมีพวกเศษอาหารหรือคราบน้ำมันเกาะอยู่ภายในอย่างแน่นอน อีกทั้งยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาท่ออุดตันอีกด้วย  ฉะนั้น  เพื่อนๆ อย่าละเลยในส่วนนี้นะครับ  เพราะถ้าเกิดปัญหาท่ออุดตันขึ้นมานั้น อาจจะยุ่งกว่าเดิมได้ครับ วิธีทำความสะอาด : นำเบกกิ้งโซดาใส่ลงไปในท่อประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ  ต่อด้วยเทน้ำส้มสายชูตามลงไปอีก 2 ช้อนโต๊ะ  จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วจึงราดน้ำร้อนตามลงไป เพียงเท่านี้พวกคราบน้ำมันหรือไขมัน ก็หายไปในพริบตาแล้วครับ   ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.infinitydesign.in.th/
10 วิธีดับกลิ่นฉี่ในห้องน้ำ ฉุนแค่ไหนก็จัดการได้

10 วิธีดับกลิ่นฉี่ในห้องน้ำ ฉุนแค่ไหนก็จัดการได้

วิธีดับกลิ่นฉี่ในห้องน้ำ จบปัญหากลิ่นฉุน ๆ จนทำให้ไม่อยากเข้าห้องน้ำ ด้วย 10 วิธีดับกลิ่นฉี่ในห้องน้ำ พร้อมวิธีทำความสะอาดที่ทำให้ห้องน้ำของคุณไม่มีคราบสกปรกหลงเหลืออีกต่อไป ห้องน้ำจะเสียบรรยากาศสุด ๆ เมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้วได้กลิ่นฉี่ตลบอบอวล โดยเฉพาะตอนที่มีแขกมาที่บ้าน แทบไม่อยากให้เขาเข้าห้องน้ำเลยใช่ไหมล่ะ วันนี้กระปุกดอทคอมเลยรวมวิธีดับกลิ่นฉี่ในห้องน้ำมาฝาก ใครถนัดวิธีไหนก็นำไปทำตามได้เลย เพราะอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ สามารถหาได้จากในบ้านทั้งนั้น ว่าแล้วก็ตามไปดูกันดีกว่าว่ามีวิธีไหนที่สามารถดับกลิ่นฉี่ในห้องน้ำได้ผลบ้าง 1. สเปรย์น้ำยาล้างจาน วิธีนี้สามารถใช้ทำความสะอาดและดับกลิ่นห้องน้ำได้ในคราวเดียวกัน ผสมน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำเปล่า 6 ออนซ์ แล้วเทใส่ขวดสเปรย์ นำไปฉีดให้ทั่วชักโครก รวมถึงในแท็งก์น้ำของชักโครก แล้วใช้แปรงขัดตาม จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด กลิ่นก็จะหายไป 2. น้ำมะนาวผสมเบกกิ้งโซดา เป็นสูตรผสมที่สามารถหาได้จากในห้องครัว เพียงแค่ผสมน้ำมะนาวกับเบกกิ้งโซดาให้เป็นเนื้อสครับเข้มข้น แล้วนำไปถูให้ทั่วชักโครก รวมทั้งแท็งก์นี้และขอบยาแนว ทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้นเปิดฝาแท็งก์น้ำด้านหลังโถออก จัดการเทน้ำส้มสายชู ½ ถ้วยตวงลงไป ทิ้งไว้ 15 นาที กดน้ำทิ้ง 2-3 ครั้ง เทน้ำส้มสายชูลงไปเพิ่มอีก ½ ถ้วยตวง ปล่อยทิ้งไว้สักพัก ระหว่างนั้นให้นำแปรงสีฟันที่ไม่ใช้แล้วมาขัดทำความสะอาดตามร่องเล็ก ๆ ที่ชักโครกให้สะอาด แล้วกดน้ำทิ้งซ้ำอีกครั้ง ให้น้ำและน้ำส้มสายชูชะล้างคราบและกลิ่นฉี่ออกไป 3. เทสารฟอกขาวลงในโถส้วม บ้านไหนที่เจอปัญหากลิ่นฉี่ฉุนรุนแรงจนน่าเวียนหัว ให้นำสารฟอกขาว 1 ถ้วยตวง เทลงในโถส้วม แล้วทิ้งไว้สักพัก จากนั้นนำฟองน้ำหรือแปรงขัดมาชุบสารฟอกขาวเพียงเล็กน้อย เพื่อขัดไปรอบ ๆ โถให้ทั่ว กดน้ำในโถส้วมทิ้งไปหลาย ๆ รอบ ล้างโถให้สะอาดก็เป็นอันเสร็จ 4. ซักทำความสะอาดพรมในห้องน้ำ หากในห้องน้ำมีพรมเช็ดเท้า ก็อย่าลืมนำมาซักด้วยนะครับ เพราะอาจจะมีฉี่สะสมไว้เป็นเวลานานจนทำให้ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว ฉะนั้นเมื่อไรที่ทำความสะอาดห้องน้ำก็อย่าลืมนำพรมไปซักด้วยเลยทีเดียว 5. ก้อนเบกกิ้งโซดาดับกลิ่น ส่วนวิธีนี้เริ่มจากนำเบกกิ้งโซดามาผสมกับกรดมะนาว น้ำส้มสายชู ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และน้ำมันหอมระเหย คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี จากนั้นตักใส่แม่พิมพ์ แล้วรอให้จับตัวเป็นก้อน ค่อยนำไปใส่ขวดโหลเพื่อใช้ในห้องน้ำ ได้กลิ่นเหม็นเมื่อไร ก็หยิบก้อนดับกลิ่นใส่โถส้วมไปเลยครับ 6. น้ำสบู่ผสมน้ำส้มสายชู เป็นอีกสูตรที่สามารถดับกลิ่นได้ดีเยี่ยม โดยการนำเบกกิ้งโซดา ¼ ถ้วยตวง มาผสมกับน้ำส้มสายชู ¼ ถ้วยตวง เติมน้ำเปล่าลงไปอีก 2 แกลลอน และที่ขาดไม่ได้เลย นั่นก็คือ สบู่เหลว 30 มิลลิลิตร สำหรับบ้านไหนที่มีปัญหากลิ่นฉี่หนักหน่วงจนยากเกินจะแก้ไข แนะนำให้ผสมผงบอแร็กซ์ลงไปอีก ½ ถ้วยตวง แล้วคนให้เข้ากัน นำไปทำความสะอาดพื้นห้องน้ำ โดยเฉพาะบริเวณที่มีกลิ่นฉี่ก็เรียบร้อย 7. สเปรย์ดับกลิ่นโถทุกครั้งหลังใช้งาน มาป้องกันและแก้ปัญหากลิ่นฉี่กันซะตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการ DIY สเปรย์ดับกลิ่นกันดีกว่า โดยผสมแอลกอฮอล์ 1 ช้อนชา น้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบประมาณ 30-40 หยด และน้ำเปล่าอีกเล็กน้อยพอให้ไม่ข้นจนเกินไป แล้วเทใส่ขวดสเปรย์ ใช้ฉีดที่ชักโครกทุกครั้งหลังถ่ายเสร็จ 8. เกลือผสมน้ำส้มสายชู นอกจากกลิ่นที่มาจากโถส้วมแล้ว ตามพื้นห้องน้ำก็มีคราบฉี่ที่คอยส่งกลิ่นฉุนอยู่เหมือนกัน ดังนั้นเราจึงต้องทำความสะอาดพื้นห้องน้ำด้วยส่วนผสมดังต่อไปนี้ เริ่มจากนำเกลือ 1 ถ้วยตวง มาผสมกับเบกกิ้งโซดา 1 ถ้วยตวง และตามด้วยน้ำส้มสายชูอีก 1 ถ้วยตวง คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี จากนั้นใช้แปรงเกลี่ยส่วนผสมให้ทั่วพื้นห้องน้ำและที่ชักโครก ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วเช็ดส่วนผสมออกให้หมดหรือล้างออกด้วยน้ำสะอาด กลิ่นก็จะหายไปเอง 9. สเปรย์แอมโมเนีย สเปรย์แอมโมเนียก็ช่วยดับกลิ่นฉี่ได้ เพียงแค่นำแอลกอฮอล์ขนาด 2 ถ้วยตวง มาผสมกับสบู่เหลว 1 ช้อนชา และแอมโมเนียธรรมดาหรือแอมโมเนียกลิ่นมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ ในระหว่างที่กำลังผสมอย่าคนจนเกิดฟองอากาศเด็ดขาด แล้วเทใส่ขวดสเปรย์เก็บไว้ หากเจอกลิ่นและคราบฉี่ตรงไหน ก็ฉีดสเปรย์ลงไปและราดน้ำให้เรียบร้อย 10. DIY เครื่องหอมช่วยกลบกลิ่น  สำหรับคนที่ชอบกลิ่นหอม ๆ น่าจะชอบวิธีนี้ เริ่มจากฝานเลมอนแล้วนำไปใส่ในขวดโหลที่มีฝาปิด ตามด้วยโรสแมรี่ 2 ก้าน วานิลลาสกัด 1 ช้อนชา เติมน้ำให้เกือบเต็มขวดโหล นำไปแช่ในตู้เย็นประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วค่อยนำเอาออกมาต้มด้วยไฟกลางให้พอเดือด เทใส่ขวดโหล จากนั้นก็นำไปวางในห้องน้ำได้เลย เห็นไหมครับว่า กลิ่นฉี่ฉุน ๆ ในห้องน้ำไม่ใช่เรื่องยากเกินแก้ไขอีกต่อไป เพราะแค่นำวิธีการและสูตรดับกลิ่นที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปลองทำและใช้ แล้วจะรู้ว่ามันง่ายและได้ผลดีจนต้องบอกต่อกันเลยทีเดียว   ขอขอบคุณข้อมูลจาก  home.kapook.com
ต่อรั้วบ้านเดิมเพิ่มความส่วนตัว

ต่อรั้วบ้านเดิมเพิ่มความส่วนตัว

เรื่อง :  อิษฎา แก้วประเสริฐ             SCG Experience Architect "เมื่อพื้นที่รอบบ้านมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นถนนสาธารณะ หรือตึกข้างเคียงที่สูงขึ้น รั้วบ้านเดิมจึงไม่สามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวได้เท่าที่ควร การปรับปรุงรั้วบ้านให้สูงขึ้นพร้อมหาวิธีตกแต่งให้สวยงาม นับเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเจ้าของบ้านซึ่งประสบปัญหาดังกล่าว" “รั้วบ้าน” เป็นปราการที่กั้นระหว่างตัวบ้านกับเพื่อนบ้านหรือพื้นที่สาธารณะภายนอก แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมทุกวันนี้  สิ่งไม่พึงประสงค์ต่างๆ ทั้ง เสียง มลพิษ และภัยจากผู้คุกคาม อาจเข้ามาถึงตัวบ้านได้ง่ายขึ้น รั้วบ้านเดิมที่สร้างไว้เริ่มสูงไม่พอ เมื่อเทียบกับระดับถนน พื้นดินแวดล้อม และความสูงของอาคารสร้างใหม่ใกล้เคียง ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งความกังวลใจจนเจ้าของบ้านจนต้องเริ่มนึกถึง “การปรับปรุงรั้วบ้านให้สูงขึ้น” ซึ่งมีเรื่องต่างๆ ต้องพิจารณา ได้แก่ ความสูง ความโปร่ง ความสวยงาม รวมถึงปัจจัยสำคัญคือ สภาพรั้วบ้านเดิม น้ำหนักวัสดุ และการติดตั้ง รั้วบ้านที่ทำการต่อเติมด้วยระแนงไม้เทียม รั้วบ้านที่เตี้ยเกินไปจนบุคคลภายนอกมองเข้ามาได้ ทำให้รู้สึกไม่เป็นส่วนตัว ต่อเติมรั้วบ้านสูงเท่าไหร่ดี ความสูงของรั้วบ้านจะต้องไม่ขัดกับกฎหมาย โดยจะสูงจากระดับถนนหรือทางเท้าได้ไม่เกิน 3.00 เมตร และควรคำนึงถึงความระดับความสูงของอาคารข้างเคียงรวมถึงช่องเปิดด้วย  ทั้งนี้ระดับรั้วบ้านยิ่งสูงจะยิ่งมีพื้นที่ปะทะแรงลมมากขึ้นจึงควรคำนึงเรื่องจุดยึดที่มั่นคงแข็งแรงเพียงพอ รั้วบ้านโปร่ง รั้วบ้านทึบ เจ้าของบ้านหลายคนอยากให้รั้วบ้านโปร่ง สามารถมองทะลุและระบายอากาศได้  เพื่อลดความอึดอัด โดยเฉพาะบ้านที่มีระยะร่นอาคารน้อย ระยะห่างระหว่างตัวบ้านกับรั้วค่อนข้างกระชั้น หรือกรณีที่มีความสูงของบ้านมากๆ หากทำรั้วบ้านทึบตันจะยิ่งอึดอัด ทั้งนี้การทำรั้วบ้านโปร่งอาจออกแบบเป็นจังหวะโปร่ง-ทึบ สลับกันไป ตามตำแหน่งระยะและมุมมองที่เหมาะสมในเรื่องความเป็นส่วนตัว อย่างไรก็ตาม การต่อเติมรั้วบ้านให้สูงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องความเป็นส่วนตัวด้านสายตาเท่านั้น ส่วนเรื่องการป้องกันเสียงรบกวนยังช่วยได้ไม่มาก ภาพเปรียบเทียบรั้วบ้านทึบ (ซ้าย) กับรั้วบ้านโปร่ง (ขวา) ซึ่งลมสามารถลอดผ่านซี่รั้วเข้ามาได้ ออกแบบส่วนต่อเติมรั้วบ้านให้สวยงาม รั้วบ้านเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลกับรูปลักษณ์ของบ้าน  การปรับปรุงรั้วบ้านควรเลือกใช้วัสดุ สีสัน และรูปแบบที่ไม่ขัดแย้งกับบ้าน โดยอาจลดทอนความแข็งกระด้างของวัสดุรั้วบ้านทรงสี่เหลี่ยมทื่อๆ ได้ด้วย พืชพรรณต้นไม้ สวนแขวน หรือสวนแนวตั้ง ซึ่งนอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขสบายตาแล้ว ยังช่วยลดแสงสะท้อนสำหรับรั้วบ้านสีอ่อน และลดทอนเสียงรวมถึงมลพิษจากภายนอกได้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างการตกแต่งรั้วบ้านด้วยวัสดุเบาต่างๆ สภาพรั้วบ้านเดิม นับเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่เจ้าของบ้านควรพิจารณา เนื่องจากโครงสร้างของรั้วบ้านทั่วไปมักจะรับน้ำหนักด้วยเสาเข็มแบบสั้น หากเป็นไปได้ควรนำแบบรั้วบ้านมาขอรับคำปรึกษาจากวิศวกรโครงสร้างจะดีที่สุด เพื่อช่วยประเมินว่าโครงสร้างรั้วบ้านยังอยู่ในสภาพดีหรือไม่ โดยรั้วบ้านจะที่ต่อเติมไม่ควรเกิดการทรุดตัวมาก คานทับหลังไม่แอ่นตกท้องช้าง ไม่มีการปริแตกของเสารั้วบ้าน วัสดุผนังที่ก่อไว้ไม่แตกทะลุหรือมีรอยแยกใหญ่ผิดปกติ รั้วบ้านที่มีลักษณะดังกล่าวนี้หากฝืนต่อเติมไปอาจยิ่งก่อให้เกิดปัญหามากขึ้น น้ำหนักของวัสดุที่ใช้ต่อเติมรั้วบ้าน หลีกเลี่ยงวัสดุประเภทผนังก่อ เพราะการต่อเติมจะสร้างน้ำหนักให้กับโครงสร้างรั้วบ้านเดิมเพิ่มขึ้น ควรเลือกใช้วัสดุเบา ยกตัวอย่างเช่น ไฟเบอร์ซีเมนต์ ซึ่งมีทั้งแบบแผ่นบอร์ด และแผ่นยาวที่ออกแบบหน้ากว้างมาสำหรับทำรั้วบ้านโดยเฉพาะ บางรุ่นมีสีและพื้นผิวเลียนแบบไม้ให้เลือกใช้ด้วย โดยติดตั้งกับโครงสร้างเบา เช่น โครงเหล็ก โครงไม้ ฯลฯ ตามระยะโครงคร่าวที่ผู้ผลิตกำหนด (ส่วนใหญ่มักมีระยะประมาณ 30-60 ซม.ขึ้นอยู่กับขนาดและความหนาของวัสดุ) โครงเหล็กสำหรับรั้วส่วนต่อเติม วิธีการติดตั้งเข้ากับรั้วบ้านเดิม รั้วบ้านส่วนต่อเติมควรติดตั้งโดยยึดเข้ากับโครงสร้างรั้วบ้านเดิมที่เป็นส่วนของคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) ได้แก่ คานคอดิน เสารั้วบ้าน หรือคานทับหลังรั้วบ้าน เพราะเป็นจุดที่เจาะยึด หรือฝังเหล็กเสียบเหล็กได้ดี โดยถ่ายน้ำหนักสู่ระบบฐานรากหรือโครงสร้างใต้ดินโดยตรง ส่วนวิธีการยึดนั้น จะยึดโครงรั้วบ้านใหม่เข้ากับด้านบนของคานทับหลังรั้วบ้านเดิม (ภาพซ้าย) หรือเลือกยึดด้านข้างโดยใช้สกรูยึดเพลทเหล็กเข้ากับโครงสร้าง แล้วเชื่อมโครงสร้างรั้วบ้านใหม่เข้ากับเพลทเหล็ก (ภาพขวา) อีกวิธีหนึ่งคือฝังเหล็กหนวดกุ้งเข้ากับเนื้อคอนกรีตด้วยกาวซีเมนต์หรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้เสียบเหล็ก จากนั้นนำมาเชื่อมกับโครงสร้างรั้วบ้านต่อเติม วิธีหลังนี้ต้องอาศัยความแม่นยำในการต่อเชื่อมสูง จึงมักไม่เป็นที่นิยมนัก การติดตั้งรั้วส่วนต่อเติมด้วยโครงเหล็กและไม้เทียม จะเห็นได้ว่าการต่อเติมรั้วบ้านให้สูงขึ้นนั้น นอกจากความสวยงาม ความโปร่ง และความเป็นส่วนตัวแล้ว ยังมีเรื่องของความแข็งแรงซึ่งเป็นข้อสำคัญที่ควรคำนึง ทั้งสภาพโครงสร้าง การยึดติดตั้ง รวมถึงแรงลมปะทะที่เพิ่มขึ้น ทางที่ดีควรให้วิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญช่วยพิจารณา โดยเฉพาะการประเมินสภาพโครงสร้างรั้วบ้านเดิม ขนาดเหล็ก ระยะยึดทาบของโครงสร้าง เพื่อให้การปรับปรุงต่อเติมรั้วบ้านมีความมั่นคงแข็งแรง สามารถตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของบ้านได้อย่างแท้จริง หรือหากมีข้อสงสัย สามารถปรึกษาสถาปนิกจาก SCG ได้ก่อนการแก้ไขปรับปรุงดังกล่าว ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก  www.scgbuildingmaterials.com
เลาะกระเบื้องที่แตกร้าวออกอย่างไร ไม่ให้กระเบื้องแผ่นอื่นรอบๆ ที่ติดกันแตกไปด้วย?

เลาะกระเบื้องที่แตกร้าวออกอย่างไร ไม่ให้กระเบื้องแผ่นอื่นรอบๆ ที่ติดกันแตกไปด้วย?

การเลาะกระเบื้องแผ่นที่แตกร้าวเพื่อเปลี่ยนใหม่โดยไม่ให้แผ่นรอบๆ เกิดการแตกร้าวเสียหายต้องทำอย่างระมัดระวัง โดยใช้หลักการเพิ่มพื้นที่ว่าง โดยการสกัดยาแนวรอบแผ่นกระเบื้องที่แตกออกเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ สกัดแผ่นกระเบื้องที่เกิดการชำรุดออกโดยการทุบ หรือใช้อุปกรณ์ “ลูกหมู” ค่อยๆ กรีดหรือตัดกระเบื้องแผ่นที่แตกร้าวออก ซึ่งทำให้กระเบื้องแผ่นรอบๆ มีความเสี่ยงต่อการแตกหักน้อยกว่า จากนั้นจึงติดตั้งกระเบื้องแผ่นใหม่ลงไป ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก  www.scgbuildingmaterials.com