Tag : LivingProducts

120 ผลลัพธ์
เปิด Fresh Taiwan สินค้าไลฟ์สไตล์ สุดล้ำจากไต้หวัน

เปิด Fresh Taiwan สินค้าไลฟ์สไตล์ สุดล้ำจากไต้หวัน

ช่วงปลายปีแบบนี้เชื่อว่าหลายคนจะต้องหาซื้อของขวัญกันเอาไว้บ้างแล้วใช่ไหมคะ แต่ถ้าใครอยากจะหาของขวัญหรือสินค้าที่เป็นนวัตกรรม ดีไซน์สวย ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อไปซ้ำกับใครแล้วล่ะก็ ต้องไม่พลาดที่จะไปเดินงาน Style Bangkok Fair 2019 ซึ่งหนึ่งในไฮไลท์ของงานนั่นคือการนำเอาสินค้าจากต่างประเทศมาไว้ในงานด้วย โดยครั้งนี้เราจะพาไปทำความรู้จักสินค้า Fresh Taiwan จากไต้หวัน ที่เห็นแล้วจะต้องรู้สึกอยากจะได้เป็นเจ้าของสักชิ้นแน่นอนค่ะ   Fresh Taiwan คือโครงการที่กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวัน จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์และการสร้างแบรนด์ของ Designer ชาวไต้หวัน แล้วผลักดันไปไกลระดับโลก ซึ่งการมาร่วมจัดพาวิลเลี่ยนภายในงาน Style Bangkok Fair 2019 ถือเป็นครั้งที่ 6 แล้ว โดยในแต่ละปีก็มีหลากหลายแบรนด์ใหม่ๆ มาโชว์ผลงานที่สามารถซื้อกลับไปเป็นของขวัญแบบไม่ซ้ำใคร หรือจะเจรจาธุรกิจก็น่าสนใจไม่น้อยเลยนะคะ   สำหรับปีนี้ไต้หวันพาวิลเลี่ยนจะมาในธีม “ไฮไลท์” (HIGHTLIGHT) เน้นสินค้าที่เป็นนวัตกรรมคุณภาพ ความสร้างสรรค์ และฟังก์ชันที่ล้ำสมัย สะท้อนไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้งหมด 10 แบรนด์ ซึ่ง 8 ใน 10 แบรนด์จะเป็นครั้งแรกที่มาร่วมงานนี้ ได้แก่ 49101 Electronics, Vinaera, Eye Candle, Singular Concept, Conquer Casa, Hands, Dilio, และ CLARECHEN รวมถึงแบรนด์ที่กลับมาอีกครั้งอย่าง bi.du.haev และ Fyber Forma จะมีสินค้าตัวไหนน่าสนใจบ้าง เรานำมาฝากกันค่ะ   Dilio สินค้าตกแต่งบ้านที่ไม่ใช่แค่วางประดับไว้เท่านั้น แต่ยังเป็นที่รองน้ำมันหอมระเหย ด้วยส่วนผสมเฉพาะจากวัสดุหลักที่เป็นซีเมนต์พิเศษ จะช่วยให้กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยฟุ้งกระจายและคงทนอยู่ได้นานขึ้นด้วย   bi.du.haev (Biduhaev cold brew system) ใครที่ชื่นชอบกาแฟสกัดเย็น หรือที่เรียกกันว่า cold brew จะต้องอยากมีเครื่องนี้ไว้ครองครองค่ะ ด้วยวัสดุของทั้งตัวเครื่องทำมาจากแก้ว ทำให้การแฟ cold brew แก้วโปรดได้รสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้น   Vinaera เครื่องเติมอากาศในไวน์ สำหรับคอไวน์โดยเฉพาะจะต้องสะดุดตากับเจ้าเครื่องเติมอากาศในไวน์ครั้งแรกของโลก สินค้าตัวนี้จะมีอยู่ 2 รุ่นด้วยกันค่ะ Vinaera Classic กังหันน้ำไวน์ไฟฟ้า และ Vinaera Pro เครื่องเติมอากาศไฟฟ้าแบบปรับได้   49101 Electronics หูฟังบลูทูธ คนรักเสียงเพลงก็ย่อมจะต้องหาหูฟังดีๆ ไว้สักอันใช่ไหมคะ โดยหูฟังแบรนด์ 49101 มีความโดดเด่นตรงที่เป็นหูฟังบลูทูธสามารถเปลี่ยนเป็นสายชาร์จความเร็วสูงได้ และยังสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ในตัวได้ด้วย   Fyber Forma กระเป๋ากันน้ำ กระเป๋าหลากหลายดีไซน์ มีคุณสมบัติพิเศษด้านนอกกันน้ำ ผิวสัมผัสนุ่มละเอียดคล้ายหนัง น้ำหนักเบา ด้านในกรุด้วยผ้าอ่อนนุ่ม เพิ่มความทนทาน     หากใครอยากจะสัมผัสของจริง แล้วซื้อเก็บไว้เป็นของขวัญในช่วงสิ้นปีก็แนะนำให้รีบมาในงาน Style Bangkok Fair 2019 ในวันที่ 17-21 ตุลาคม 2562 นี้เท่านั้นนะคะ รับรองว่าไม่เหมือนใครแน่นอน    
รู้ทัน! ภัยร้ายใกล้ตัวจากวัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน และเทคนิคเลือกซื้อ

รู้ทัน! ภัยร้ายใกล้ตัวจากวัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน และเทคนิคเลือกซื้อ

การอยู่อาศัยในปัจจุบัน เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม  และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนยุค 4.0  จนกลายเป็นเทรนด์ที่อยู่อาศัยยุคใหม่ เช่น บ้านเพื่อผู้สูงอายุ บ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผู้อยู่อาศัย บ้านนวัตกรรม หรือบ้านอัจฉริยะ เป็นต้น   ทุกเทรนด์ล้วนเป็นที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งสิ้น แต่รู้หรือไม่ว่า...สิ่งหนึ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษไม่ว่าคุณจะเลือกเทรนด์ที่อยู่อาศัยแบบใดก็ตาม คือ วัสดุก่อสร้างที่ใช้ในการก่อสร้างและตกแต่งบ้านต้องปราศจากสารพิษ หรือสารเคมี เพราะวัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานอาจมาพร้อมกับสารพิษร้ายแรง เช่น แร่ใยหิน (Asbestos) ตะกั่ว (Lead) เป็นต้น   สารพิษเหล่านี้จะแพร่กระจายอยู่ภายในบ้าน เมื่อสูดดม หรือสัมผัสเป็นเวลานานๆ จะส่งต่อสุขภาพผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและผู้สูงอายุ อาจทำให้เกิดภูมิแพ้ ปวดศรีษะ ไอจาม ไม่สบายโดยไม่ทราบสาเหตุ หรืออาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายเรื้องรังอย่าง มะเร็ง   “เอสซีจี” ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุก่อสร้าง จึงอยากให้เจ้าของบ้าน ประชาชนทั่วไป และผู้รับเหมาก่อสร้าง รู้ทันภัยร้ายใกล้ตัว หันมาใส่ใจกับการเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง และวัสดุตกแต่งกันมากขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างแท้จริงของสมาชิกทุกคนในบ้าน   นายเจือ คุปติทัฬหิ Consult and Design Solution Business Lead  จาก “เอสซีจี” เล่าว่า ในชีวิตประจำวันเราใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำกิจกรรมและพักผ่อนภายในบ้าน จึงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการสัมผัส และสูดดมสารพิษจากวัสดุก่อสร้างภายในบ้าน ดังนั้น เจ้าของบ้าน สมาชิกภายในบ้าน และผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างควรรู้เท่าทันภัยร้ายใกล้ตัวเหล่านี้ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยง และหาแนวทางปกป้องสมาชิกภายในบ้านให้ปลอดภัยจากสารพิษต่างๆ     ทำความรู้จักกับ 2 สารพิษตัวร้าย ที่มักเจือปนอยู่ในวัสดุก่อสร้าง    1. แร่ใยหิน หรือแอสเบสตอส (Asbestos) เป็นแร่ธรรมชาติมีลักษณะเป็นเส้นใยที่ปนอยู่ในเนื้อหิน ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของวัสดุก่อสร้างหลายชนิด เช่น กระเบื้องหลังคา ฝ้าเพดาน ท่อน้ำซีเมนต์ ฉนวนกันความร้อน และแผ่นไม้สังเคราะห์ โดยหากสูดดมเข้าไปบ่อยๆ เป็นเวลานาน จะก่อให้เกิดโรคร้ายเรื้อรัง อาทิ โรคปอดอักเสบ มะเร็งปอด มะเร็งเยื่อหุ้มปอด รวมถึงยังเป็นอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์อีกด้วย   2. ตะกั่ว (Lead) เป็นโลหะหนักที่มีลักษณะอ่อนทำให้หลอมเหลวได้ง่าย และสามารถพิมพ์แบบออกมาเป็นรูปร่างต่างๆ ได้ดี จึงนิยมนำไปใช้ผลิตก๊อกน้ำ และฝักบัว ซึ่งหากการผลิตไม่ได้มาตรฐานจะทำให้มีสารตะกั่วปนเปื้อนมากับน้ำ เมื่อดื่ม หรือสัมผัส อาจส่งผลให้เกิดอาการตะกั่วเป็นพิษ เช่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หงุดหงิดง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน มึนชาอวัยวะแขนขา หรืออาจมีอาการความจำถดถอย ไม่มีสมาธิ หากรุนแรงอาจส่งผลให้ชัก ซึม หมดสติ และเสียชีวิต   ทั้งนี้ เอสซีจี ในฐานะองค์กรที่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และส่งมอบโซลูชั่นที่ครบวงจร มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงขอแนะนำเทคนิคเบื้องต้นในการเลือกซื้อวัสดุก่อสร้างอย่างปลอดภัย คือ เลือกแบรนด์ที่เชื่อถือได้ และต้องมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือมาตรฐานรับรองจากสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันผู้ใช้ควรหาข้อมูล หรือตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการผลิต และวัสดุที่ใช้ในการผลิตของแต่ละแบรนด์ด้วย     3 เทคนิคดีๆ ในการเลือกวัสดุก่อสร้าง   กระเบื้องหลังคา ฝ้าเพดาน และไม้สังเคราะห์ แนะนำให้เลือกผู้ผลิตที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตโดยไม่มีส่วนผสมของใยหิน ซึ่งจะใช้เส้นใยธรรมชาติ หรือเส้นใยสังเคราะห์พิเศษ เช่น ไฟเบอร์ซีเมนต์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตที่ปลอดภัยทดแทน แร่ใยหิน และใช้กระบวนการผลิตและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ด้วยวัตถุดิบและกระบวนการผลิตข้างต้นจะทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่ดีกว่าวัสดุที่มีส่วนผสมของใยหิน คือ แข็งแรง ทนทาน ไร้สารพิษ และเนื้อเหนียวมากขึ้น  ทั้งยังทนทานต่อจุลินทรีย์ เชื้อรา แบคทีเรีย และสารเคมี ซึ่งเอสซีจี ถือเป็นผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างรายแรกของไทยที่ใช้นวัตกรรมการผลิตแบบไม่มีใยหิน   ฉนวนกันความร้อน เป็นวัสดุที่มักเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นวัสดุอันตรายเช่นเดียวกับใยหิน แต่ความจริงแล้ว ฉนวนใย แก้วจะมีลักษณะโครงสร้างเป็นท่อนทรงกระบอกที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะเข้าปอดได้ สำหรับเทคนิคในการเลือกฉนวนใยแก้วให้สังเกตมาตรฐานรับรองเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ อย่างฉนวนกันความร้อน เอสซีจี รุ่น STAY COOL ซึ่งได้รับการรับรองจากสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ขององค์การอนามัยโลก นอกจากนี้ฉนวนใยแก้วยังมีข้อดีด้านความปลอดภัยอีกเรื่อง คือ เป็นวัสดุที่ไม่ลามไฟจึงมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้อย่างแท้จริง   ก๊อกน้ำ และฝักบัว ควรผลิตจากโลหะคุณภาพสูงที่ไม่ทำให้น้ำที่ไหลผ่านปนเปื้อนอนุภาคโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ  อาทิ ทองเหลือง ทองแดงเจือ ทองบร๊อนซ์ หรือเหล็กกล้าไร้สนิม และหากมีตะกั่วผสมจะต้องมีส่วนผสมไม่เกินค่ามาตรฐานตามที่ มอก. กำหนดไว้ โดยเมื่อทดสอบกับน้ำจะต้องมีปริมาณตะกั่วไม่เกิน 0.007 มิลลิกรัมต่อลิตร นอกจากนี้ควรพิจารณาผิวภายนอก โดยเลือกที่ผิวเคลือบสี ไม่บุ๋ม ไม่พอง ไม่เป็นคลื่น ไม่แตก ไม่นูน ไม่ร้าว ไม่มีสิ่งสกปรกที่เป็นตำหนิ หรือรูเข็ม  
รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งบ้าน เดือนตุลาคม 2562  

รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งบ้าน เดือนตุลาคม 2562  

เริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการลดราคากันกระหน่ำ จากเดือนตุลาคมยาวไปจนถึงสิ้นปี สำหรับสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน รวมไปถึงวัสดุอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ก็เริ่มออกโปรโมชั่นมาให้ได้เลือกชม เลือกช้อปกันแล้วนะคะ และอย่าลืมติดตาม Reviewyourliving ไว้ รับรองว่าจะนำโปรโมชั่นดีๆ มาฝากกันทุกสัปดาห์ค่ะ     Index Living Mall จัดโปรฯ “BUY 1 GET 1” ว้าว!! ของฟรี มีอยู่จริง ที่คนรักบ้านต้องไม่พลาด อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall) ชวนคุณว้าว!! กับของฟรี มีอยู่จริงด้วยโปรโมชั่น “BUY 1 GET 1” สินค้า ซื้อ 1 แถม 1 พบกับทัพเฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้าน และของใช้ภายในบ้าน ยกขบวนมาลดราคานับร้อยรายการ อาทิ   สินค้าซื้อ 1 ฟรี 1 ช้อปชุดห้องนอน (ตู้เสื้อผ้า 4 บาน+เตียง) รุ่น ออแกโน่ 16,990 บาท รับฟรี ตู้วางทีวี มูลค่า 5,990 บาท สินค้า ซื้อ 1 แถม 1 อาทิ เก้าอี้ทานอาหาร, เก้าอี้สำนักงาน, หมอนหนุน, ชุดเครื่องนอน, ผ้าม่าน, ชุดจาน, แก้วมัค, ชุดเครื่องครัว, กล่องอเนกประสงค์ ฯลฯ สินค้าสุดคุ้ม เลือกซื้อคู่กันสินค้าในราคาพิเศษ 25,990 บาท อาทิ เลือกที่นอน 6 ฟุต โซฟา, ชั้นวางของ 5 ชั้น, อาร์มแชร์,   ลุ้นรับรถยนต์ สมาชิก Joy Card รับสิทธิ์ลุ้นรถยนต์ The All-New NISSAN NOTE มูลค่า 640,000.- เพียง ช้อปที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ และเดอะ วอล์ค สาขาเกษตร-นวมินทร์ และสาขาราชพฤกษ์ ครบทุก 1,000 บาท ตั้งแต่วันนี้-8 ม.ค. 2563 พร้อมรับ สิทธิ์ผ่อนสบายๆ 0% นานสูงสุด 6 เดือน   สนุกช้อปได้แล้วตั้งแต่วันนี้ - 13 พ.ย. 62 ที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ทุกสาขา (สินค้าหมดแล้วหมดเลย)   หนาวนี้ไม่มีสะท้าน กับเสื้อยืด 5 สี โปรดีๆ “หนาวนี้มีฟิน” หนาวนี้ “ยิปซัมตราช้าง” ให้คุณเตรียมความพร้อมเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกายไปกับโปรโมชั่น “หนาวนี้มีฟิน” ด้วยเสื้อยืดแขนยาวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด เมื่อซื้อแผ่นยิปซัมตราช้าง ขนาด 1200X2400 มม. ครบ 30 แผ่น หรือแผ่นฝ้าพิมพ์ลายทีบาร์ เปเปอร์ทัช ตราช้าง ขนาด 600x600 มม. ครบ 24 กล่อง รับไปเลยทันทีเสื้อยืดคอกลมแขนยาวใส่คูลๆ 1 ตัว มี 5 สีให้สะสมใส่เพิ่มความฟิน  ดำ เหลือง ชมพู เขียว และฟ้า  ทั้งนี้ลูกค้ามั่นใจได้เมื่อเลือกใช้แผ่นยิปซัมตราช้าง ด้วยคุณสมบัติเด่น แกร่งทน ไม่แอ่นตัว โมเลกุลหนาแน่น สม่ำเสมอ  เรียบเนียนสวย และทนทานใช้งานได้นาน   โปรโมชั่นเริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 15 พฤศจิกายน 2562 หรือจนกว่าของแถมจะหมด ณ ร้านยิปซัมเอ็กซ์เพรส ผู้แทนจำหน่ายเอสซีจี และร้านขายวัสดุก่อสร้างชั้นนำทั่วประเทศ   All About Bedroom Sale ชุดห้องนอนครบเซ็ต ราคาเริ่มต้นที่ 9,900 บาท แต่งห้องนอนให้สวยจัดเต็ม ไปกับชุดห้องนอนและที่นอนราคาพิเศษสุด ช้อปง่ายผ่อนสบาย 0 % ทั้งร้าน   เซ็ตสุดคุ้ม ชุดห้องนอน ราคาเริ่มต้น 9,900 บาท ชุดห้องนอนเลือกมิกซ์แอนด์แมตช์ ให้คุณเลือกจับคู่เตียงนอนและตู้เสื้อผ้า ได้ในราคา 25,900 บาท ซื้อชุดห้องนอนครบเซ็ตวันนี้ ลดเพิ่ม 15% ชุดห้องนอน New Arrival ลดสูงสุด 40% สินค้ากลุ่ม Bedroom Best Time ชุดห้องนอนพร้อมส่งใน 4 วัน ช้อปครบตามเงื่อนไข รับทันทีบัตรกำนัลเงินคืน สูงสุด 10% รับสิทธิ์ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ พิเศษสุดๆ สำหรับลูกค้าบัตรเครดิต SCB รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 80,000 บาท และสำหรับคนรักการแต่งบ้าน ที่ยอดช้อปสูงสุด 10 ท่านแรก รับบัตรกำนัลที่พักสุดหรู 5 ดาว ที่หัวหินมูลค่ารวม 85,000 บาท   ที่ SB Design Square ทุกสาขา 1 ต.ค. 62 - 31 ต.ค. 62 เท่านั้น   ฉลองเปิดสาขา!! โฮมโปรเอส สามย่าน มิตรทาวน์ เติมเต็มความสุข สะดวกสบาย ใกล้คุณ รวบรวมสินค้าเรื่องบ้านอัพเดทใหม่ รวมถึงสินค้าเก๋ๆ พร้อมฟังก์ชั่นใช้งานที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานมากกว่าเดิมในราคาที่เอื้อมถึง ภายใต้ 3 คอนเซ็ปต์   SMART : สะดวกทุกการจับจ่าย ด้วยหลากหลายช่องทางการช้อปทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น SELECT : เลือกสรรสินค้า ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมือง SERVICE : บริการ ติดตั้ง ซ่อมแซม ปรับปรุงบ้านด้วยทีมช่างมืออาชีพ   ฉลองสาขาใหม่ โปรโมชั่นคุ้มเกินคุ้ม เครื่องใช้ไฟฟ้าผ่อนสบาย 0%* นานสูงสุด 24 เดือน และ  สินค้าจัดรายการพิเศษ 1 แถม 1 หมดแล้วหมดเลย ที่โฮมโปรเอส สามย่าน มิตรทาวน์ (ชั้น 2 Zone B) 20 ก.ย. 2562-30 ต.ค. 62   Power Mall Clearance Sale! ลดสูงสุด 70% POWER MALL CLEARANCE SALE!! จัดให้! ลดล้างสต็อคถล่มเมือง!  โปรโมชั่นลดสูงสุดถึง 70%* ผ่อน 0%* นาน 10 เดือน* M Card ลดเพิ่มสูงสุดถึง 12.5%* กับสินค้าคุณภาพ ในราคาเร้าใจสุดๆ ไม่ว่าจะเป็น ทีวี ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศnเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว หรืออุปกรณ์ไอทีต่างๆ สมาร์ทโฟน โน๊ตบุ๊ค ก็มีครบ! ที่ MCC HALL ชั้น 4 เดอะมอลล์ สาขางามวงศ์วาน วันนี้-13 ต.ค. 62              
รวมอีเว้นท์ประจำเดือนกันยายน-ตุลาคม 2562 

รวมอีเว้นท์ประจำเดือนกันยายน-ตุลาคม 2562 

สัปดาห์นี้มีหลากหลายอีเว้นท์ที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ โดยเฉพาะสายกิน สายช้อป ห้ามพลาดเลยทีเดียว เพราะในบางงานก็จัดขึ้นเพียงปีละครั้งเท่านั้น มาวางแผนออกไปเที่ยวกันค่ะ   เทศกาลประเพณีกินเจเยาวราช ประจำปี 2562 เทศกาลงานประจำปี 10 วัน 10 คืน สุดยิ่งใหญ่บนถนนเยาวราช มีการออกร้านจำหน่ายอาหารเจจากร้านอาหารชื่อดังทั่วทั้งกรุงเทพฯ รวมมากกว่า 100 ร้านค้า และร่วมพิธีสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาลทั้ง 7 พระองค์ และพระโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ พร้อมอัญเชิญกระถางธูปผงจาก 22 ศาลเจ้า 7 โรงเจในเยาวราชทั้งหมด ซึ่งทุก ๆ วันจะมีการสวดมนต์ถวายกิ้วอ๊วงฮุกโจ้ว และขอพรจากเทพเจ้า   วัน เวลา : 29 ก.ย.-7 ต.ค. 62 สถานที่ : ถนนเยาวราช ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 ไปจนถึงแยกเฉลิมบุรี   Fair of the Year @Bitec งานสำหรับคนรักบ้านโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้านมากมาย อาทิ โซฟา เตียง เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้า ม่าน กันสาด ฯลฯ คุณภาพระดับส่งออก ส่งตรงจากโรงงาน ครบทุกสิ่งในบ้าน ยกกันมาลดราคาพิเศษ ร่วมกับโปรโมชั่นเด็ด ของแถมอีกเพียบ นอกจากนี้ยังมี Electronics Fair of the Year รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า มาให้ผ่อนยาว 0% กันอีกด้วย   วัน เวลา : 25-29 ก.ย. 62 11.00-21.00 น. สถานที่ : ไบเทค บางนา EH106   ร้านเด็ดแฟร์ครั้งที่ 3 รวมร้านเด็ด ร้านดังจากทั่วประเทศ ยกมาไว้ที่อิมแพค สำหรับที่คิดว่ากินเก่ง กินไว ก็ลองสมัครแข่งขันกิน เช่น แข่งกินก๋วยเตี๋ยวเรือ By โกฮับ, แข่งกินบิงซู By Malee, แข่งกินเกี๊ยวซ่า By KINZA GYOZA ฯลฯ และไม่ได้มีแค่ของอร่อยเท่านั้น แต่ยังรวมสินค้าแฟชั่น ของตกแต่งบ้านมาให้เลือกช้อปกันเต็มฮอลล์ พร้อมพบปะศิลปินดังมากมายภายในงานได้ทุกวัน รับรองมางานเดียวครบ!   วัน เวลา : 26-29 ก.ย. 62 10.00-21.00 น. สถานที่ : IMPACT เมืองทองธานี Hall 11-12 TFIC Furniture 2019 (Outlet) งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ส่งออก 2019 โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยได้นำบริษัทผู้ส่งออกและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์มาจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์คุณภาพส่งออก ในราคาสุดพิเศษ ลดราคาสูงสุด 80% จัดขึ้นปีละครั้งเท่านั้น   วัน เวลา : 25-29 ก.ย. 62 10.30-21.00 น. สถานที่ : IMPACT เมืองทองธานี Hall 6-8   The Sound of Silence นิทรรศการภาพถ่ายสัตว์เลี้ยงแสนรัก จาก ดารา ศิลปิน และ เหล่าผู้รักสัตว์ทั้งหลาย ณ มุมสามเหลี่ยม ชั้น 1 โดยมีช่างภาพชั้นแนวหน้าของเมืองไทย อาทิ ธนากร เตลาน ช่างภาพผู้สร้างสรรค์ศิลปะด้านไฟน์อาร์ต, สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ นักสร้างสรรค์โฆษณาชาวไทย มือหนึ่งแห่งเอเชีย ฯลฯ   วัน เวลา : 26-29 ก.ย. 62 10.00-21.00 น. สถานที่ : หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) มุมสามเหลี่ยม ชั้น 1   ZAAP ON SALE ครั้งที่ 18 Ready, Sale, Go! ZAAP On Sale สินค้าแฟชั่นสุดชิค กว่า 500 แบรนด์ ที่ลดสูงสุด 50% ทั้งงาน ยกมาไว้ที่นี่ที่เดียว   วัน เวลา : 28-29 ก.ย. 62  11.00 - 22.00 น. สถานที่ : รอยัล พารากอน ฮอลล์ 1-3   IMMORTALS DAY การรวมตัวของเหล่าไบค์เกอร์รุ่นใหญ่ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน (HARLEY-DAVIDSON) และไทรอัมพ์ (TRIUMPH) พบกับ Harley Davidson Show Case จากสำนักแต่งรถชื่อดัง, คอนเสิร์ตสุดมันส์จากศิลปินชาวร๊อค Silly Fools, Dak Rock Raider, DJ Ka-Toy, Harley Band และสินค้าแบรนด์ชั้นนำมากมาย   วัน เวลา : 27-29 ก.ย. 62  18.00 น. เป็นต้นไป สถานที่ : Crystal Arena และ Oval Plaza ซีดีซี คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์      
รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้าน เดือนกันยายน-ตุลาคม

รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้าน เดือนกันยายน-ตุลาคม

รวมโปรโมชั่นเฟอร์นิเจอร์-ของแต่งบ้าน เดือนกันยายน-ตุลาคม มาแล้วค่ะ ช่วงโค้งสุดท้ายของเดือนกันยายนนี้ก็มีโปรโมชั่นดีๆ ไม่น้อยเลย ทั้งที่โชว์รูมเองและช้อปออนไลน์ด้วย โปรไหนจะโดนใจบ้างลองมาดูกันค่ะ   โฮมโปรทุบราคาช่วยน้ำท่วม มอบส่วนลดสูงสุดกว่า 50% โฮมโปร ขนทัพสินค้าเรื่องบ้าน เพื่อรองรับความต้องการการฟื้นฟู และซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยมีสินค้ากลุ่ม Home Improvement กลุ่มเครื่องฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ สีและเคมีภัณฑ์ อุปกรณ์กันน้ำ ผ้าใบ ผ้าพลาสติก ลดสูงสุด 50%, สินค้าอุปกรณ์เครื่องมือช่าง ลดสูงสุด 45%, สินค้าปั๊มจุ่ม สายส่งน้ำ สายยาง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และถังน้ำมัน ลดสูงสุด 30% และสินค้าอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมาย   รวมถึงสินค้าประเภท Cleaning คุณภาพสูง อาทิ ไม้ถูพื้น, ไม้ม็อบ, ถังปั่น, ฟองน้ำ, ใยขัดพื้น, น้ำยาทำความสะอาดพื้น, น้ำยาอเนกประสงค์, น้ำยาขจัดคราบไขมัน, น้ำยาขจัดกลิ่น ฯลฯ  และเมื่อซื้อสินค้าชุดครัว หน้าบาน ตู้ตั้ง ตู้แขวน เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวชนิด Built-In อ่างล้างจาน เตาแก๊ส (เฉพาะรุ่นและแบรนด์ที่ร่วมรายการ) รับส่วนลดเพิ่มสูงสุดถึง 7% เมื่อชำระด้วยบัตรเครดิต โฮมโปรวีซ่าแพลทินัม ช้อปสินค้าได้แล้ววันนี้ที่ โฮมโปรและเมกาโฮม ทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2562    SB DESIGN SQUARE ลดราคาหลากหลายแบรนด์คุณภาพ สูงสุด 80% SB DESIGN SQUARE ทุกสาขา ขนเฟอร์นิเจอร์จากหลากหลายแบรนด์คุณภาพที่ร่วมรายการมาลดราคาจนถึงวันที่ 30 กันยายน นี้ อาทิ ที่นอนเพื่อสุขภาพ ราคาเริ่มต้น 6,990 บาท ลดสูงสุด 80% สมาชิก SB Family ลดเพิ่มให้อีก 10% รับ Cash Reward สูงสุด 10,000 และผ่อน 0% กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ Habitat Dining & Tableware save up to 30% โต๊ะอาหารและเก้าอี้ พร้อมของใช้และของตกแต่งบนโต๊ะอาหารจากแบรนด์ฮาบิแทท ลดสูงสุด 30%   ตู้เสื้อผ้า WARDROBE PRIME ลดเพิ่ม 10%   Pay Day Party ลดทันทีไม่มีขั้นต่ำ สูงสุด 12% koncept furniture จัดโปรเฉพาะช้อปออนไลน์ 25-30 กันยายน นี้ 20 ท่านแรกเท่านั้น รับส่วนลดทันทีไม่มีราคาขั้นต่ำ สูงสุด 12% เพียงแค่ใส่ CODE : PD912 พร้อมบริการส่งและติดตั้งให้ฟรีทั่วไทย (เมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 6,000 บาท)   ชุดเครื่องนอน Lotus ลดสูงสุด 73% ชุดเครื่องนอน Lotus ชุดผ้าปูที่นอน 6 ฟุต 5 ชิ้น พร้อมผ้านวม ลด 73% พิเศษ 1,790 บาท ปกติ 6,300 บาท ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. 62 - 30 ก.ย. 62 เฉพาะการสั่งซื้อออนไลน์ที่ CentralOnline   SYS จัดโปรสุดคุ้ม “SYS Reward 2019” รับแต้มคูณ 2 บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด หรือ SYS ผู้ผลิตเหล็กเอชบีม ไวด์แฟลงก์ จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม “SYS Reward 2019” ใช้เหล็ก ได้แต้ม แลกทอง รับคะแนนสะสมคูณ 2 เพื่อตอบแทนลูกค้าที่ซื้อเหล็ก SYS ที่ร่วมรายการ และเหล็กแปรรูปจาก Steel Solution by SYS โดยลูกค้าสามารถรับคะแนนสะสมคูณ 2 ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2562 และสามารถนำคะแนนสะสมไปแลกของกำนัลได้ทาง www.syssteel.com ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2562            
“เอสเทลล่า” จับมือ “แอสโฟร์” บุกตลาดโคมไฟคริสตัล

“เอสเทลล่า” จับมือ “แอสโฟร์” บุกตลาดโคมไฟคริสตัล

เอสเทลล่าฯ  จับมือ แอสโฟร์ จากอียิปต์ นำเข้าโคมไฟคริสตัล บุกตลาดไทย ช่วยกระตุ้นยอดขายให้เติบโต 20-30% ปีหน้าเตรียมงบ 10 ล้าน เปิดร้านสาขาแรก   นายมานพ เหลืองกังวานกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเทลล่า เพรสทิจ จำกัด เปิดเผยว่า  ตลาดโคมไฟ คริสตัล ในประเทศไทย เป็นตลาดค่อนข้างเล็ก แต่มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มมากขึ้นเพราะกลุ่มลูกค้าหลัก  เป็นกลุ่มที่มีบ้านใหม่ระดับราคา 30-50 ล้านบาท สัดส่วนมากถึง 80%  และอีก 20% เป็นกลุ่มลูกค้าโครงการอสังหาริมทรัพย์  ซึ่งมียอดขายปีละ 100 ล้านบาท  ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะเติบโตขึ้นอีก 20-30% แม้จะได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจบ้างก็ตาม แต่กลุ่มลูกค้าระดับบนยังมีกำลังซื้อ   สำหรับสินค้าแบรนด์เอสเทล่า มีสินค้าราคาตั้งแต่ 10,000 บาทไปจนถึง 800,000 บาท  ซึ่งสินค้าขายดีที่สุดจะเป็น รุ่นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตรถึง 1.2 เมตร ในราคาไม่เกิน 120,000 บาท   โดยในช่วงปลายปีหน้า บริษัทได้เตรียมงบประมาณ​ 10 ล้านบาท  เพื่อขยายร้านที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอีสวิลล์ ภายใต้ชื่อแบรนด์แอสโฟร์   สำหรับแบรนด์แอสโฟร์  เป็นกลุ่มสินค้คริสตัลของแอสโฟร์ มีจุดเด่นตรงที่ผลิตจากทรายคุณภาพดีจากประเทศอียิปต์ มีส่วนผสมของเหล็กน้อย  ใช้ตะกั่วออกไซด์เป็นส่วนผสมมากกว่า 30% จากคริสตัลทั่วไปที่ใช้เพียง 24% ตามมาตรฐานกำหนดให้เป็นคริสตัลแท้ จึงทำให้ส่องประกายแวววาวมากกว่า และมีเอกลักษณ์ตรงที่มีสัญลักษณ์รูปนกอินทรีย์ที่ตัวเม็ดเกือบทุกชิ้น ซึ่งแอสโฟร์ถือเป็นคริสตัลที่อุตสาหกรรม Chandelier แบรนด์ยุโรปเลือกใช้เป็นอันดับ 1   นายอับเดลรามัน วาริด แอสโฟร์ กรรมการบริหาร บริษัท แอสโฟร์ คริสตัล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า  บริษัทเป็นผู้ผลิตผู้ผลิตคริสตัลแท้รายใหญ่ของโลก ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศอียิปต์ มีกำลังการผลิตวันละ 120 ตัน และส่งออกไปยัง 80 ประเทศทั่วโลก โดยแอสโฟร์ตั้งเป้าจะทำการขยายตลาด มายังภูมิภาคเซาท์อีสเอเชีย โดยเริ่มต้นในประเทศเวียดนามเป็นประเทศแรก ซึ่งเปิดตัวในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา  แต่ได้ตั้งเป้าหมายที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของธุรกิจในภูมิภาคนี้ภายใน 2 ปีข้างหน้า  เนื่องจากเชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง  เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ในปีหน้าบริษัทจะขยายตลาดต่อเนื่อง  ไปในประเทศฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย    
19 ร้านคอนเซ็ปต์ “ใหม่”  ในสามย่านมิตรทาวน์

19 ร้านคอนเซ็ปต์ “ใหม่” ในสามย่านมิตรทาวน์

เพราะคอนเซ็ปต์การพัฒนาโครงการ “สามย่านมิตรทาวน์” คือ “Urban Life Library – คลังแห่งอาหารและการเรียนรู้” เป็นวิธีการสร้างความแตกต่าง และการจดจำ โดยไม่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการให้สวยงามที่สุดเป็นหลัก แต่เน้นสร้างการจดจำ ไม่ได้มุ่งเน้นในเรื่องความหรูหรา แต่เน้นไปสู่ในเรื่องของ Smart & Friendly คีย์เวิร์ดสำคัญที่ถูกนำมาใช้เป็นแนวคิดในการพัฒนา จึงประกอบด้วย 2 คำ คือ “ความรู้” (Knowledge)  และ “อาหาร” (Food) เนื่องจากสร้างโครงการบนพื้นที่ของสำนักทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ดินเดิม คือ ตลาดสามย่าน แหล่งรวมร้านอาหารที่ขึ้นชื่อและอร่อย การพัฒนาจึงมุ่งเน้นการตอบสนองใน 2 เรื่องดังกล่าว โครงการ  “สามย่านมิตรทาวน์” ภายใต้การดำเนินงานของ โกลเด้นแลนด์ หรือ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)  จึงเต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารต่างๆ มากมาย ทั้งที่เคยอยู่ในย่านตลาดสามย่าน และร้านค้าทั่วไป  แต่ที่สำคัญมีหลายร้านที่เพิ่งมาเปิดภายในโครงการเป็นสาขาแรก หรือไม่ก็เป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ ซึ่งไม่เคยเปิดที่ไหนมาก่อน รวมถึงยังมีร้านที่เปิดให้บริการแบบ 24 ชั่วโมงด้วย     นี่คือ 19 ร้านค้าร้านอาหาร กับคอนเซ็ปต์ใหม่ที่มีมาเปิดบริการ ใน “สามย่านมิตรทาวน์” เป็นที่แรก ได้แก่                         1.เซ็น บ็อกซ์ (Zen box) อาหารญี่ปุ่นสไตล์ Grab & Go ที่มีรูปแบบร้านขนาดกะทัดรัด และเมนูตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ   2.อากะ (AKA) เป็นร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นในรูปแบบบุฟเฟ่ต์แบบพรีเมียม และปรับปรุงเมนูบุฟเฟ่ต์ซาซิมิมาเป็นครั้งแรกที่สาขานี้   3.มูจิ ไลฟ์สไตส์ แอนด์ คาเฟ่ (Muji Lifestyle and Café) สาขาแรกในประเทศไทย ที่เพิ่มความพิเศษด้วยของว่าง ขนมหวาน และเครื่องดื่ม รวมถึงเมนูอาหารที่ทำจากผักหลากหลายชนิด และวัตถุดิบธรรมชาติ พร้อมจำหน่ายเครื่องเขียน เสื้อผ้า อาหาร และอุปกรณ์เครื่องครัวครบครัน   4.เม่ย เว้ย หว่าน นู้ดเดิ้ล (Mei wei wan noodle) ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ สูตรจากไต้หวัน และเนื้อวัวนำเข้าจากออสเตรเลีย   5.ร้านไก่ทอด โต คิว โจ  (To Kio Jo) จากเกาหลี ที่มาเปิดเป็นสาขาแรก   6.ร้านอาหารสไตล์จีน ดินส์ (Din's) ที่มีการสร้างสรรค์ลูกเล่นหรือกิมมิคใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากร้านอาหารในเครือเซ็นกรุ๊ป เป็นแบรนด์ใหม่ที่ถูกขึ้นมาและปักหมุดเป็นสาขาแรก   7.ร้านกาแฟและอาหารบริการด่วน ทิม ฮอร์ตันส์ (Tim Hortons) ซึ่งเป็นร้านชื่อดังจากประเทศแคนาดา     8.ศูนย์อาหารสตรีท ฟู้ด สามย่าน ฟู้ด เลเจ้นด์ส บาย เอ็มบีเค (SAMYAN FOOD Legends by MBK) ที่รวมร้านอาหารระดับตำนานในสามย่าน สะพานเหลือง และเยาวราช  แห่งแรกของเมืองไทยมาเสิร์ฟลูกค้ากว่า 10 ร้าน เช่น เพ้งคั่วไก่ ทูเดย์สเต็ก ไฮเช็งลูกชิ้นปลา   9.เอพรอน วอร์ค (Apron Walk) ชั้น B1 เป็นศูนย์รวมอุปกรณ์เครื่องครัวทันสมัยและครบครันที่สุดในสามย่าน โดยลูกค้าจะมีสินค้าเครื่องครัวให้เลือกหลากหลายแบรนด์ ทั้งยังมีการจำหน่ายวัตถุดิบในการทำอาหารทั้งในส่วนของวัตถุดิบในประเทศและต่างประเทศ รวมไปถึงการมีคุ้กกิ้ง คลาส เพื่อเอาใจคนรักการทำอาหาร     10.ร้านมีเดียม แอนด์ มอร์ (Medium & More) ชั้น 3 ศูนย์รวม อาร์ต แอนด์ คราฟต์ ซัพพลาย (Art and Craft Supply) ความโดดเด่นของร้านนี้ คือ ความครบเครื่องในด้านของอุปกรณ์ศิลปะงานประดิษฐ์ รวมถึงสินค้าแปลกใหม่จากทุกมุมโลก นอกจากนี้ยังมีบริการในส่วนของการสลักชื่อ และปั๊มตัวอักษรหรือลวดลายเงิน ทองลงบนวัสดุหนัง โดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็น “เจ้าของ” และ “จับจอง” ได้ ซึ่ง “โกลเด้นแลนด์” พัฒนาร้านนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ   11.เซเลบริตี้ฟิตเนส (Celebrity Fitness) สตูดิโอออกกำลังกาย เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายอายุ 21 - 35 ปี แบรนด์ใหม่ของค่ายฟิตเนส เฟิร์สท   12.แองกริซ (Angkriz) โรงเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษ ที่จะเพิ่มคอร์สอินเตอร์เป็นสาขาแรก เจาะกลุ่มนักเรียนที่ต้องการไปเรียนต่อในต่างประเทศ ปี 2563 จะเพิ่มหลักสูตรในส่วนของคอร์ส PRIVATE CHAMBER หรือ PC (พีซี) คือ คอร์สเรียนส่วนตัวของโรงเรียนกวดวิชาอาจารย์ปิง (ดาว้องก์) เป็นต้น   13.รำปุรี (rumPUREE) โรงเรียนสอนเต้นด้วยคลาสระดับโลก ที่รวบรวมคลาสเต้นมากมาย   14.บิ๊กซี ฟู้ด เพลส (Big C Food Place) แพลตฟอร์มใหม่ของซูเปอร์มาร์เก็ตพร้อมนำอินโนเวชั่นมาบริการลูกค้า อาทิ ป้ายราคาดิจิทัล และมุ่งลดการใช้ถุงพลาสติกอย่างจริงจัง   15.ก๋วยเตี๋ยวเรือพระนคร ก๋วยเตี๋ยวเรือชื่อดังย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงสาขาแรก   16.ชาบูชิ บุพเฟ่ต์ (Shabushi buffet) ร้านอาหารญี่ปุ่นประเภทหม้อไฟยอดนิยมที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง สาขาแรก   17.เคเอฟซี (KFC) เปิดประสบการณ์ใหม่ พร้อมเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘1 OF A KIND' สั่งออเดอร์อาหารด้วยระบบ Self-ordering Kiosk ได้เห็นกระบวนการประกอบอาหารผ่าน Open Kitchen รวมไปถึงการจ่ายเงินในรูปแบบ Cashless และสามารถสั่งผ่านมือถือได้ด้วยบริการ Click & Collect ที่สำคัญยังใช้ชื่อร้าน ภายใต้ชื่อต้นตำรับดั้งเดิมของ KFC คือ Kentucky Fried Chicken เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นตลาดย่านเก่าของ “สามย่าน”      18.สเวนเซ่นส์ (Swensens) สาขาแรกที่จะเปิดให้บริการภายในโซน 24 ชั่วโมง   19.ไวท์สตอรี่ เดลี่ (White Story Daily) ร้านเบเกอรี่ และอาหารเครื่องดื่ม ของทานเล่น ในรูปแบบเทคอะเวย์ ที่มีให้เลือกมากมายหลายอย่างและสดใหม่วันต่อวัน เพื่อให้ลูกค้าได้ทานขนม อาหารที่ดีมีคุณภาพในราคาเป็นกันเอง        
SB สาขา CDC ปรับลุคเป็น Flagship Store ส่ง Zelection Built-in ปฏิวัติวงการบิลท์อิน

SB สาขา CDC ปรับลุคเป็น Flagship Store ส่ง Zelection Built-in ปฏิวัติวงการบิลท์อิน

SB Design Square ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท ปรับลุคสาขา CDC ใหม่ เป็น Flagship Store สุดครบวงจร บนพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The New Era of Luxe Design Home Decorations” ประกาศปฏิวัติวงการบิลท์อินด้วยนวัตกรรมดีไซน์ล่าสุดและเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งแรกในเมืองไทยกับ “Zelection Built-in” ที่ทลายทุกกฎการตกแต่งบ้าน เสริมทัพด้วยเฟอร์นิเจอร์ 2 แบรนด์ดังจากฝั่งยุโรปและอเมริกา Laura Ashley (ลอร่า แอชลี่)และ Universal (ยูนิเวอร์แซล) พร้อมเปิด “Designer Club”   นางธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ เผยว่าแม้ภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์ปี 2562 อาจจะไม่สวยหรูนัก เนื่องจากผลกระทบ ทางเศรษฐกิจและตลาดอสังหาฯ แต่กลุ่มลูกค้าตลาดระดับบนของที่อยู่อาศัยแนวราบนับว่ายังพอไปได้ ดังนั้น การเปิดตัว “Zelection Built-in” ครั้งนี้ เราจึงเน้นเจาะลูกค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก และเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าของเรามากยิ่งขึ้น ครั้งนี้เราได้รับเกียรติจาก 2 แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำจากฝั่งยุโรปและอเมริการ ได้แก่ Laura Ashley และ Universal มาเปิดที่สาขา CDC แห่งนี้    เราพยายามเสาะแสวงหา global brand ที่ดีมาเพิ่มสีสันความหลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มากที่สุด  นายฌอห์ณ แองลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ฝ่ายปฏิบัติการแบรนด์ Laura Ashley (ลอร่า แอชลี่) สัญชาติอังกฤษที่มีความโดดเด่นเรื่องลวดลายและสีสันของงานผ้าที่เป็นเอกลักษณ์สะท้อนความมีระดับในแบบฉบับอังกฤษ ทั้งเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ห้องน้ำ รวมถึงของตกแต่งต่างๆ  มากมาย เผยถึงความร่วมมือกับ SB ครั้งนี้ว่า "เรามองว่า SB เป็นแบรนด์ที่มีความเข้มแข็งมากในตลาดเฟอร์นิเจอร์เมืองไทย มีทีมงานที่เป็นมืออาชีพ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ขยายแบรนด์ลอร่าร่วมกับเอสบีไปอีกหลายสาขา"  นายแมททิว คิม รองประธานฝ่ายขายต่างประเทศ แบรนด์ Universal (ยูนิเวอร์แซล) เผยว่า ทั้ง SB และเราต่างเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ อันยาวนานกว่า 50 ปี ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เรามักจะแชร์กระบวนการคิดความเข้าใจต่อความต้องการของลูกค้า และทำงานร่วมกันในการที่จะตอบสนองความต้องการนั้นๆ ในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเรื่องสไตล์ ราคา คุณภาพ และความสบายในการใช้งาน โดย Universal มีความหรูหราสง่างามและทันสมัยสไตล์ Modern American เป็นจุดเด่นของแบรนด์ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนเป็นงาน Handcraft เน้นการใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยม เพื่อสร้างสัมผัสที่โดดเด่นแบบ American Signature เชื่อว่าคนรักการแต่งบ้านที่มาเยี่ยมชมภายในร้านต้องได้Inspire ดีๆ ในการตกแต่งบ้านแน่นอน       นอกจากนี้ยังได้เปิดตัว Zelection Built-in แบรนด์ของกลุ่มสินค้าบิลท์อินที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฟอร์นิเจอร์ แต่สามารถรองรับการตกตแ่งภายในได้อย่างครบวงจร โดยใช้กระบวนการ “PREFAB” เริ่มตั้งแต่ Design Automation ซอฟต์แวร์สุดล้ำจากเยอรมัน เป็นตัวเชื่อมระหว่างการออกแบบและกระบวนการผลิต ให้ทุกออเดอร์ดีไซน์จากหน้าโชว์รูมพุ่งตรงสู่โรงงานผลิต ลด Human Error ช่วยให้ลูกค้าได้ชิ้นงานที่ถูกต้องแม่นยำได้มาตรฐานในเวลาอันรวดเร็ว แล้วยกชิ้นงานที่ได้จากโรงงานนำมาติดตั้ง ซึ่งสามารถลดเวลาการติดตั้งลงได้กว่าเวลาปกติกว่า 50% ซึ่งในการติดตั้งนี้มีจุดเด่นตรงที่สามารถเดินงานสายไฟภายในโครงสร้างผนังได้     SB Design Square สาขา CDC ไม่ได้มีแค่เฟอร์นิเจอร์และงานตกแต่งภายในเท่านั้น แต่ยังมี โซน Custom Shop เป็นศูนย์รวมสินค้าสั่งทำ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้า “ออกแบบได้ตรงใจ เลือกดีไซน์ในแบบที่เป็นตัวเอง” สำหรับสินค้ากลุ่มเตียงนอน, โซฟา, สตูล, เก้าอี้, หมอนอิง และผ้าม่าน     อย่างเตียงนอน ก็เลือกได้ตั้งแต่ขนาดเตียง ความสูงของหัวเตียง ดีไซน์ขาเตียง กระทั่งสีสันของหมุดตอกและลวดลวย การตอกหมุดก็เลือกได้เพื่อเพิ่มดีไซน์ความเก๋ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นบอดี้เตียงเสริมหรือเตียงลิ้นชัก เพื่อตอบโจทย์ ที่เพิ่มเติมด้วย เพื่อให้สามารถออกแบบได้ตามที่ต้องการและตรงใจมากที่สุด โซน Power Buy ศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำที่จะเติมเต็มความสมบูรณ์ให้ประสบการณ์ช้อป และ Pacamara ร้านกาแฟที่ขึ้นชื่อเรื่องเมล็ดกาแฟที่คั่วเอง    
เปิด 5 เรื่อง (ไม่) ลับ ของแคตตาล็อกอิเกีย 2020 เพื่อแรงบันดาลใจในการอยู่อาศัย

เปิด 5 เรื่อง (ไม่) ลับ ของแคตตาล็อกอิเกีย 2020 เพื่อแรงบันดาลใจในการอยู่อาศัย

แม้ว่าปัจจุบันจะเป็นยุคดิจิทัล ที่ข้อมูลข่าวสารถูกจัดเก็บไว้บนโลกออนไลน์ สามารถเรียกดูข้อมูลได้บน “สมาร์ทโฟน” หรืออุปกรณ์ไอทีต่างๆ แต่ดูเหมือนว่า “แคตตาล็อก” ในรูปแบบหนังสือเล่ม ซึ่งรวบรวมข้อมูลสินค้า ยังเป็นหัวใจสำคัญและเป็นสิ่งที่ “อิเกีย” ศูนย์จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์สัญชาติ สวีเดน ยังคงให้ความสำคัญ และผลิตออกมาใช้เป็นเครื่องทางการตลาด สร้างแรงบันดาลใจในการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านอยู่ทุกปี   แคตตาล็อกอิเกีย สำหรับปี 2020  ได้เปิดตัวออกมาแล้ว เพื่อให้ลูกค้าได้หยิบไปใช้ สำหรับเป็นคู่มือและสร้างแรงบันดาลใจในการเลือกซื้อสินค้าของ “อิเกีย” ซึ่งในปีนี้มาในธีม “Easy Renewal For Better Sleep” กับการมุ่งเน้นนำเสนอสินค้าด้วยการเน้นสินค้าห้องนอน เนื่องจากมองว่ากลุ่มสินค้าห้องนอน เป็นสินค้าที่ลูกค้าให้ความสำคัญและเลือกซื้อเป็นอันดับแรกๆ  ปัจจุบันกลุ่มสินค้าห้องนอนมีสัดส่วน 12-13% ของยอดขายทั้งหมด   นายทอม ซูเทอร์ ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางใหญ่ เปิดเผยว่า การนอนมีผลต่อทุกอย่างกับชีวิต อิเกีย จึงโฟกัสสินค้ากลุ่มห้องนอน เป็นแนวทางการทำตลาดทั่วโลก แต่รูปแบบและสไตล์การนำเสนอของห้องนอน  จะแตกต่างกันในแต่ละประเทศ  ซึ่งสินค้ากลุ่มห้องนอนได้รับความนิยมซื้อ จากกลุ่มลูกค้าคนไทยเป็นลำดับต้นๆ แตคตาล็อกปีนี้จึงเน้นสินค้ากลุ่มดังกล่าว  แตกต่างจากปีที่ผ่านมาที่เน้นกลุ่มสินค้าห้องนั่งเล่น (Living room)     แคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ จึงได้รวบรวมเทคนิค การปรับแต่งบ้านเพื่อให้ทุกคนในบ้านพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ โดยทุกไอเดียที่คัดสรรมาล้วนทำตามได้ง่าย เพียงแค่เปลี่ยนปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน เติมผ้าม่าน มู่ลี่ โคมไฟ ต้นไม้ หรือแม้กระทั่งแก้วน้ำสักใบเข้ามา เป็นตัวช่วยเปลี่ยนบรรยากาศภายในห้องให้มีความสงบ ผ่อนคลาย ช่วยให้นอนหลับฝันดีได้ตลอดทั้งคืน   เปิด 5 ความต้องการที่คนเรียกว่า “บ้าน”     ทุกๆ ปี ดีไซน์เนอร์อิเกียจากทั่วโลก จะทำงานร่วมกัน  เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกต่างๆ ของผู้บริโภคซึ่งเก็บรวบรวมจากการพูดคุย ทำวิจัย และออกไปเยี่ยมบ้านลูกค้า เพื่อทำความเข้าใจและหาแนวทางพัฒนาแรงบันดาลใจ  รวมถึงพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ  และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปของผู้คนทั่วโลก พร้อมจัดทำเป็นรายงาน Life at Home ข้อมูลที่ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการจัดทำเนื้อหา แคตตาล็อกอิเกียในแต่ละปี   ปีนี้เป็นครั้งแรกที่อิเกีย  ได้ศึกษา ข้อมูลเชิงลึกของคนยุคปัจจุบัน ต่อการตัดสินใจเรียกที่ใดที่หนึ่งว่าเป็น “บ้าน”  ซึ่งได้ถอดรหัสความต้องการด้านอารมณ์ 5 ด้าน ได้แก่ การเป็นส่วนหนึ่ง (Belonging) ความเป็นเจ้าของ (Ownership) ความปลอดภัยมั่งคง (Security)  ความสบาย (Comfort) และ ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ซึ่งปัจจัยด้านอารมณ์ทั้ง 5 นี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกถึงความเป็น “บ้าน” นิยามคำว่าบ้านจากรายงานฉบับนี้จึงไม่ได้หมายถึงแค่ “ที่พักอาศัย” แต่ยังรวมไปถึงสถานที่อื่นๆ ที่ทำให้เกิดความรู้สึกทั้ง 5 ด้านนี้ได้     ความต้องการด้านอารมณ์ทั้ง 5 ด้านที่ทำให้บ้านเป็น “บ้าน” มีดังนี้   1.การเป็นส่วนหนึ่ง (Belonging) ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ยอมรับตัวตนที่แท้จริงของเรา รวมถึงสถานที่ที่สะท้อนตัวตนของเรา อิเกียนำเสนอเฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้านหรือห้องที่ใช้งานร่วมกันที่ทำให้ทุกคนมีพื้นที่แห่งความสุข และเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่   2.ความเป็นเจ้าของ (Ownership) ไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของเท่านั้น แต่หมายถึงความรู้สึกว่าเรามีอำนาจในการควบคุมพื้นที่หรือสถานที่นั้นๆ เรามีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ ความรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของบ้านนั้น (ถึงแม้ว่าจะเป็นบ้านเช่าก็ตาม) เช่น โซลูชันอุปกรณ์จัดเก็บของอิเกีย ที่ช่วยให้คุณสามารถจัดสรรพื้นที่ในบ้านในอย่างลงตัว   3.ความปลอดภัยมั่นคง (Security) ความปลอดภัยในที่นี้ไม่ได้หมายถึงบ้านที่มี การป้องกันอย่างแน่นหนา แต่เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น มั่นคง วิธีง่ายๆ ในการเติมความอบอุ่นให้กับบ้าน คือการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ เหล็ก และกระจก   4.ความสบาย (COMFORT) หมายถึงความรู้สึกสบายใจและมีความสุขกับบรรยากาศรอบข้าง นั่นคือการถ่ายทอดตัวตน หรือใส่ความเป็นเราลงไปในที่ที่เราอาศัยอยู่   5.ความเป็นส่วนตัว (PRIVACY) ความเป็นส่วนตัวไม่ใช่ว่าเราจะต้องอยู่คนเดียวในห้องเท่านั้น แต่หมายถึงการสร้างความสมดุลในบ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่น หรือบ้านที่มีพื้นที่จำกัด แต่ก็ยังมีพื้นที่ที่เราสามารถพักผ่อน นอนหลับ หรือตัดขาดจากความวุ่นวายต่างๆ ได้ ด้วยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีฟังก์ชั่นช่วยแบ่งพื้นที่ในบ้านได้อย่าง ชาญฉลาด   ทำความรู้จัก แคตตาล็อก “อิเกีย” 2020     1.เปลี่ยนฟอนต์ใหม่ทั้งหมด แคตตาล็อกเล่มใหม่นี้จะเป็นเล่มแรกที่เปลี่ยนฟอนต์ใหม่ทั้งหมด จากฟอนต์ Verdana ที่ใช้มาต่อเนื่องถึง 11 ปี เป็นฟอนต์ Noto ที่ได้รับการพัฒนาโดย Google อิเกียเลือกใช้ฟอนต์นี้เพราะสะท้อนตัวตนของแบรนด์ที่มองผ่านสายตาของคนยุคปัจจุบันได้ดี มีความชัดเจน อ่านง่ายและครบสมบูรณ์ เหมาะกับการอ่านบนจอดิจิทัลเล็กๆ ทั้งยังมีตัวอักษรเกือบครบทุกภาษาในโลก โดยแคตตาล็อกเล่มนี้จะแปลเป็นภาษาต่างๆ ถึง 38 ภาษา ซึ่งฉบับภาษาฟินแลนด์จะมีความยาวมากที่สุด   2.หน้าปก 50 ปี นับจากวันที่จอห์น เลนนอน และโยโกะ โอโนะ ภรรยาของเขา พากันนอนประท้วงเพื่อเรียกร้องสันติภาพในช่วงต้นสงครามเวียดนามที่โรงแรมอัมสเตอร์ดัม ฮิลตัน เมื่อเดือนมีนาคม ปี 1969 วันนี้ Bed-In for Peace อันโด่งดังของทั้งคู่จะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง บนภาพปกแคตตาล็อกอิเกียเล่มล่าสุด   3.เรื่องราวภายในแคตตาล็อก ธีมของแคตตาล็อกอิเกียในปีนี้คือ “การพักผ่อนนอนหลับ” เน้นการเปลี่ยนโฉมห้องนอนให้ ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสวยงามและความสบาย รวมไปถึงแนะวิธีต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพ การพักผ่อนของคุณ เช่น การจัดท่านอนและเลือกหมอนที่เหมาะกับอิริยาบถการนอน การทำสมาธิ กิจวัตรตอนนอน และเคล็ดลับหลับสบายด้วยน้ำมันลาเวนเดอร์ เป็นต้น   ระหว่างจัดทำเนื้อหาในแคตตาล็อก มีการเปลี่ยนเตียงทั้งหมดถึง 7 แบบเพื่อให้ครอบคลุมการจัดเตียงทุกแบบในตลาด และถ่ายภาพไปทั้งหมด 1,651 ภาพ มากกว่าปีที่แล้วถึง 400 ภาพเลยทีเดียว   4.กระบวนการผลิตแคตตาล็อก แคตตาล็อกเล่มนี้ใช้ใช้เวลาสร้างสรรค์นานถึง 12 เดือน ตั้งแต่การระดมความคิด ไปจนถึงการพิมพ์ และจัดส่งไปยังสโตร์อิเกียทั่วโลก นับจากจุดเริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการผลิตต้องอาศัย ความร่วมมือของทีมงานจากหลากหลายประเทศ ทั้งอเมริกา อิตาลี ออสเตรเลีย เวลส์ เยอรมัน สวีเดน รัสเซีย สเปน อังกฤษ เปอร์โตริโก แอฟริกาใต้ เดนมาร์ก โปแลนด์ ฟินแลนด์ และ จีน   5.ข้อมูลของแคตตาล็อกเล่มใหม่   มีจำนวนหน้าทั้งหมด 280 หน้า + หน้าปก 4 หน้า โดยมียอดตีพิมพ์รวม 124,000,000 เล่ม ใน 54 ประเทศที่อิเกียเปิดให้บริการ กับภาษาที่ตีพิมพ์ถึง 38 ภาษา รวม 80 เวอร์ชัน ที่มีการจัดพิมพ์ในครั้งนี้        
สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 2-8 กันยายน 2562

สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 2-8 กันยายน 2562

เริ่มต้นสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน 2562 เดือนสุดท้ายของไตรมาส 3 ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ช่วงไฮท์ซีซั่นของหลายธุรกิจแล้ว ตอนนี้บรรยากาศตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยังถือว่าไม่เงียบเหงามากนัก แต่ก็ไม่ได้คึกคักจนน่าดีใจ  หลายดีเวลลอปเปอร์ตอนนี้ก็พยายามกระตุ้นยอดขาย  จัดแคมเปญกันสารพัด หวังเรียกให้ลูกค้าหันมาซื้อหาอสังหาฯ เพื่อทำให้ปีนี้ปิดผลประกอบการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้...   ยังไงก็ยังคงพอมีเวลาให้เร่งสปีดทำยอดขายกัน แต่จะทำผลงานได้ดีแตะเป้าหมายที่วางกันไว้หรือไม่นั้น  ต้องลุ้นกันอีกที..   เอสซี เดินหน้าขาย 28 Chidlom     หลังจากเปิดตัวขายโดยโครงการทเวนตี้เอท ชิดลม (28 Chidlom) ไปก่อนหน้านี้ และสามารถทำยอดขายได้ 60% และได้หยุดการขายไประยะหนึ่ง เนื่องจากไม่มีพื้นที่สำหรับสำนักงานขาย ต้องเอาพื้นที่ไปก่อสร้างโครงการ จนปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ บริษัทก็เดินหน้าขายโครงการต่อ พร้อมกับเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้า ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายนเป็นต้นไป นายประยงค์ยุทธ อิทธิรัตน์ชัย รองหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านพัฒนาทรัพย์สินแนวสูง บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า ได้เริ่มโอนกรรมสิทธิ์ โครงการทเวนตี้เอท ชิดลมแล้ว ซึ่งโครงการมีมูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท  เป็นคอนโดซุปเปอร์ลักชัวรี่ ฟรีโฮลด์ บนถนนชิดลม พื้นที่กว่า 3 ไร่  มีจำนวน 2 อาคาร แบ่งเป็น  The Tower ขนาด 47 ชั้น จำนวน 243 ยูนิต รูปแบบห้องมีให้เลือกทั้งแบบ ห้องขนาด 1-3 ห้องนอน และแบบเพนท์เฮ้าส์ ขนาดพื้นที่เริ่มต้นที่ 40-200 ตารางเมตร  กับอาคาร The Villa ขนาด 20 ชั้น จำนวน 182 ยูนิต รูปแบบห้องมีให้เลือกขนาด 1-3 ห้องนอน ขนาดพื้นที่เริ่มต้นที่ 37-132 ตารางเมตร   โดยช่วงครึ่งปีหลังบริษัทยังมีแผนเปิดตัวโครงการคอนโดฯ อีก 2 โครงการ มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ THE CREST PARK RESIDENCES  คอนโดฯ ใกล้ BTS สถานีห้าแยกลาดพร้าว มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท พัฒนาโดยบริษัท เอสซี เอ็นเอ็นอาร์ วัน จำกัด (SC NNR1 Co.,Ltd.) บริษัทร่วมทุนกับ Nishitetsu Group ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาฯและคมนาคมจากภูมิภาคคิวชู ประเทศญี่ปุ่น (อ่านข่าวเพิ่มเติม) กลุ่มออเนอร์ ทุ่ม 2,000 ล้าน ปั้นโปรเจ็กต์ "วันส์ พัทยา"   ตลาดอคอนโดฯ ไม่ใช่เป็นตลาดเฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น ที่มีต้องการที่อยู่อาศัยในรูปแบบนี้  เมืองท่องเที่ยวหรือเมืองเศรษฐกิจในต่างจังหวัด ก็มีดีมานด์เช่นกัน อย่างเมืองพัทยา ดีเวลลอปเปอร์ทั้งต่างชาติและไทย พร้อมใจกันเข้าไปพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นดีเวลลอปเปอร์จากส่วนกลางหรือในท้องถิ่นเอง ระดับราคาก็ไม่ใช่แบบภูธร แต่น้องๆ กรุงเทพฯ ดีดีนี่เอง   ล่าสุด กลุ่มออเนอร์ ซึ่งเดิมทำธุรกิจร้านทองและโรงแรม ก็หันมาบุกตลาดที่อยู่อาศัยทุ่มงบ 2,000 ล้าน ปั้นโปรเจ็กต์ “วันส์ พัทยา” คอนโดฯ ระดับไฮเอนด์ตารางเมตรละ 130,000 บาท เป็นโครงการในรูปแบบมิกซ์ยูส ทั้งคอนโดฯ โรงแรมและพื้นที่รีเทล   นางสาวธิดา เชิดสุริยา ประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท ออเนอร์ เอสเตท จำกัด เปิดเผยว่า ได้พัฒนาโครงการวันส์ พัทยา  เป็นคอนโดมิเนียม ขนาดความสูง 32 ชั้น  จำนวน 427 ยูนิต มีห้อง 4 แบบ ได้แก่ แบบ Studio  แบบ 1 ห้องนอน  1 ห้องน้ำ ห้องแบบ 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ  และห้องแบบ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 28.00-59.80 ตารางเมาตร ราคาขายตั้งแต่ 2.85-22 ล้านบาท หรือราคาขายเฉลี่ย 130,000 บาทต่อตารางเมตร  ปัจจุบันโครงการมียอดขายแล้ว 43%  ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะเริ่มการก่อสร้างโครงการ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 (อ่านข่าวเพิ่มเติม)    ปิดโครงการ "วี ธารา สุขุมวิท 36" ยอดขาย 100% ในภาวะตลาดคอนโดฯ ที่ถูกแรงบีบคั้นจากมาตรการ LTV ปีนี้ยอดเปิดตัวโครงการใหม่จึงน้อยลง ดีเวลลอปเปอร์เร่งขายของเก่าออก ไม่งั้นสต็อกจะบานเกินไป แม้จะมีหลายโปรเจ็กต์ที่ขายได้ช้า แต่หลายโปรเจ็กต์ก็ปิดการขายได้หมดแล้ว อย่างโครงการ วีธารา สุขุมวิท 36 ตอนนี้ ปิดการขายได้ครบ 100% แล้ว  นายธีร ชุติวราภรณ์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ วีธารา สุขุมวิท 36 สามารถทำยอดขายโครงการได้ครบ 100% ทุกยูนิต สร้างรายได้สู 2020งถึง 2,700 ล้านบาท   อิเกีย เปิดแคตตาล็อกใหม่ FC อิเกีย ที่เฝ้ารอแคตตาล็อก สำหรับปี 2020 ตอนนี้ คงนั่งเปิดหาแรงบันดาลใจกันสนุกแล้ว เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เปิดตัวแคตตาล็อกใหม่เป็นที่เรียบร้อย ปีนี้มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ภายในห้องนอน เพราะมีความเชื่อว่า คุณภาพชีวิตที่ดีต้องเริ่มจากคุณภาพการนอน เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วจะได้เริ่มต้นวันดีดีได้ต่อไป     นายทอม ซูเทอร์ ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางใหญ่ กล่าวว่า แคตตาล็อกอิเกียปีนี้จัดทำภายใต้ธีม “Easy Renewal For Better Sleep”  เป็นการชวนทุกคนมาปรับเปลี่ยนแนวคิด และลุกขึ้นมาเปลี่ยนบรรยากาศในห้องนอน เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้ง่ายๆ โดยมีแคตตาล็อกเป็นตัวสร้างไอเดีย เพื่อจุดประกายความคิด เพิ่มพลังบวก สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับบ้านและชีวิต พร้อมเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดชื่น   ล็อกแอนด์ล็อก เปิดร้านคอนเซ็ปต์สโตร์ "PlaceLL"     ส่วนผู้ที่ชื่นชอบการทำอาหาร ผลิตภัณฑ์ “ล็อกแอนด์ล็อก” ได้เปิดสโตร์ของตัวเองภายใต้ชื่อ PlaceLL ซึ่งเป็นโมเดลจากเกาหลี กับคอนเซ็ปต์ร้านที่รวบรวมสินค้าของบริษัทไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ในครัว สำหรับการประกอบการอาหาร นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์อื่นๆ ให้ได้ซื้อกันด้วย  ถือเป็นการรองรับกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบันที่ชอบการทำอาหาร   นายจุง วุง มูน กรรมการผู้จัดการบริษัท ล็อก แอนด์ ล็อก (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปีนี้เราต้องการสร้างแบรนด์ให้ลูกค้าคนไทยรู้จัก บริษัท ล็อก แอนด์ ล็อก (ประเทศไทย) จำกัด มากขึ้น และทราบว่าเรามีสินค้าอื่นๆ ด้วย จึงได้เปิดคอนเซ็ปต์สโตร์ในชื่อ PlaceLL ซึ่งที่เกาหลีเปิดไปแล้ว 3 สาขา ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เราเลือกมาเปิด   ภายในร้านมีผลิตภัณฑ์คุณภาพดีหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นกล่องถนอมอาหาร ขวดน้ำ กระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิ เครื่องใช้ในครัวเรือน อุปกรณ์ทำอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก อีกทั้งเอาใจคนรักการท่องเที่ยวโดยมีของใช้สำหรับการเดินทางให้เลือกมากมาย  ซึ่งภายในปีนี้เราจะทยอยปรับปรุงร้านค้าที่มีอยู่เดิมทั้ง 2 สาขาให้เป็นไปตามคอนเซ็ปต์ใหม่ รวมถึงตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มเติมอีก 5 สาขาภายในปี 2563 ด้วย        
เปิด 10 ร้าน ไฮไลท์ ที่ “มิกซ์ จตุจักร” แหล่งช้อปปิ้งที่ไม่มีวันหยุด

เปิด 10 ร้าน ไฮไลท์ ที่ “มิกซ์ จตุจักร” แหล่งช้อปปิ้งที่ไม่มีวันหยุด

โครงการ มิกซ์ จตุจักร (Mixt Chatuchak) ศูนย์การค้าแห่งใหม่ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ ติดกับตลาดนัดสวนจตุจักร กับมูลค่าการลงทุน 900 ล้านบาท ภายใต้การบริหารงานโดยบริษัท สยาม พิริยา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ตอนนี้ได้เปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว....   ต่อไปนี้ขาช้อปทั้งหลายจะสามารถหาซื้อสินค้าได้ โดยไม่ต้องรอวันหยุดเสาร์และอาทิตย์อีกต่อไปแล้ว วันไหนๆ ก็มาช้อปปิ้งได้ เพราะนี่คือตลาดนัดสวนจตุจักร ติดแอร์ ขนาดอาคารสูง 5 ชั้น  มีความยาวถึง 350 เมตร  พื้นที่ขายรวมกว่า 60,000 ตารางเมตร   ภายในโครงการมีร้านค้าที่เข้ามาเปิดบริการกว่า 700 ร้าน มีทั้งที่ย้ายมาจากตลาดสวนจตุจักร  และบางร้านก็ขยายสาขาเพิ่ม   โดยมีสัดส่วน 60% เป็นร้านค้าที่ธุรกิจเติบโตมาจากสวนจตุจักร อีก 20% กลุ่มธุรกิจธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่เริ่มต้นสร้างแบรนด์ มีสินค้าสร้างสรรค์ แตกต่าง มีการสะท้อนสไตล์ความเป็นไทย แต่ยังไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะเข้าไปอยู่ในห้าง ก็เข้ามาเปิดในที่แห่งนี้เพื่อแจ้งเกิดแบรนด์ และเติบโตไปด้วยกัน ส่วนที่เหลืออีก 20% คือ ร้านออนไลน์ที่มีแบรนด์ แต่ยังไม่เคยมีหน้าร้านก็เข้ามาเปิดพัฒนาหน้าร้านและสร้างแบรนด์ในช่องทางออนไลน์ไปพร้อมกันด้วย   ภายในโครงการแบ่งออกเป็น  5 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นก็จะมีร้านค้าหลากหลายให้เลือกช้อปกันได้อย่างเต็มที่   ชั้น 1 เป็นพื้นที่ร้านค้ากว่า 140 ยูนิต ในโซนแฟชั่น มีทั้งสินค้าแฟชั่นผู้หญิง ผู้ชาย และเด็ก   โดยเฉพาะสินค้าสไตล์วินเทจ  ยังมีโซนร้านอาหาร และคาเฟ่ชื่อดัง รวมถึงโซนบริการต่าง ๆ อาทิ บริการด้านการจัดส่งสินค้า และบริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ  มีลานกิจกรรมหมุนเวียน บนพื้นที่กว่า 800 ตารางเมตร ที่จะมีกิจกรรมพิเศษในแต่ละเดือน   ชั้น 2​ เป็นพื้นที่ต่อเนื่องของโซนแฟชั่นในสไตล์ฟิวชั่น  บนพื้นที่ร้านค้ากว่า 240 ยูนิต รวมแฟชั่นสุดแนวไปจนถึงสตรีทแวร์ เครื่องสำอาง  เครื่องหนังดีไซน์สวยทั้งรองเท้า กระเป๋า และโซนรวมเครื่องประดับ จิวเวลรี่ รวมทั้งสินค้างานคราฟต์ และสินค้าไอที   ชั้น 3  เป็นพื้นที่รวมร้านค้ากว่า 120 ยูนิต พบกับโซนสินค้าตกแต่งบ้าน งานศิลปะ หัตถกรรมกับงานแฮนด์เมด ของที่ระลึกต่าง ๆ   โซนสปาและความงาม  ศูนย์อาหารสไตล์สตรีทฟู้ด บนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร  มีร้านอาหารไห้เลือกกว่า 45 ร้าน ราคาเริ่มต้นเพียง 30 บาทเท่านั้น   ชั้นที่ 4 – 5 และชั้นดาดฟ้า  เป็นพื้นที่ลานจอดรถที่รองรับได้กว่า 700 คัน   โครงการมิกซ์ จตุจักร จะมีความพิเศษและน่าสนใจ มีสินค้าและบริการตรงใจลูกค้าหรือไม่  คงต้องลองไปสัมผัสของจริงกัน  แต่เป็นการเรียกน้ำย่อยและให้เห็นภาพคร่าวๆ ของโครงการ เรามีตัวอย่าง 10 ร้านไฮไลท์ มานำเสนอ ว่าภายในโครงการมิกซ์ จตุจักร น่าไปเดินช้อปปิ้งกันอย่างไรบ้าง   1.ไก่เขี่ย (KAI KIA) Shop No: 3032 ชั้น 3 โซน Souvenir&Thai Handicraft   ร้านนี้ จำหน่ายเครื่องหนัง Handmade ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ในแบบฉบับของตัวเอง  จะซื้อสินค้าภายในร้าน หรือจะสั่งทำช่างก็สามารถเนรมิตให้ได้ ไม่ว่ากระเป๋นจะเป็นแบบไหน  ส่วนงานที่ทำออกมาขายก็เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานหลากหลาย กระเป๋าหนึ่งใบสามารถปรับเปลี่ยนได้หลายรูปทรงตามการใช้งาน และตามที่ลูกค้าต้องการ มีทั้งกระเป๋าสะพาย กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าถือ และอื่น ๆ ราคาตั้งแต่ 200 - 5,000 บาท   2.Amaree Aroma Shop No: 3041 ชั้น 3 โซน Souvenir&Thai Handicraft   ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมที่ช่วยผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด สร้างความสุขให้แก่บ้าน มีทั้งแบบ Diffuser ก้านไม้กระจายหอม ใช้งานง่ายเพียงแค่ใส่ก้านไม้ในขวดที่มีน้ำหอม น้ำหอมใส่รถ สบู่อโรม่าราคาเริ่มต้น 120 - 400 บาท   3.Inter Fish Thailand Shop No: 3060 ชั้น 3 โซน Art   ปลากัดไทยสวยงามระดับพรีเมียม ชื่อเสียงของร้านดังไกลไปทั่วโลก เพราะไม่เพียงแต่เจ้าของร้านเคยชนะปลากัดระดับโลก รุ่นที่ 2 ของ Inter fish Thailand Shopแล้ว ร้านนี้ยังจำหน่ายปลากัดไปทั่วโลก ทั้งอเมริกา ยุโรป และเอเชียหลายประเทศ สำหรับร้านนี้ มีที่มาเริ่มต้นจากห้องเช่าหลังสวนจตุจักร สู่ความมุ่งมั่นสร้างร้านปลากัดติดแอร์ และศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงปลากัดในห้องแอร์แห่งแรกที่ ศูนย์การค้า มิกซ์ จตุจักร ราคาตั้งแต่ 200 – 10,000 บาทขึ้นไป   4.ไทยเท่ คาเฟ่ (ThaiThae Café) Shop No: 3003 ชั้น 3 โซน Food&Beverage กาแฟสไตล์ไทยร้านไทยเท่ (Thaithae) เจ้าของร้านมีความฝันอยากเปิดร้านคาเฟ่สไตล์ไทยประยุกต์เป็นของตัวเอง จึงเกิดเป็นร้านไทยเท่ จำหน่ายทั้งเครื่องดื่มและขนมหลากหลายเมนู อาทิ อัญชัญนมสด อัญชัญมะนาว หรือจับคู่ความอร่อย ชาเย็นกับทาโกยากิ อร่อยลงตัว ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 39 – 69 บาท   5.อานนท์ (ARNON) Shop No: 2114 ชั้น 2 โซน Men’s Fashion ร้านอานนท์ สาขาแรกตั้งอยู่ในสวนจตุจักร จำหน่ายเสื้อยืดผู้ชาย เสื้อแขนยาวสไตล์เกาหลี เนื้อผ้าคอตตอนอย่างดี คัดติ้งได้มาตรฐาน พร้อมด้วยสัญลักษณ์เป็นรูปหมีที่เป็นเอกลักษณ์ของร้าน และที่สำคัญราคาไม่แพง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ กางเกง และกระเป๋า ราคาตั้งแต่ 100 – 400 บาท   6.Papilo Shop No: 2163 ชั้น 2 โซน Shoe & Handbag & Leather   งานสาน Handmade จากธรรมชาติ สไตล์ Eco-product สามารถสั่งทำรูปแบบการตกแต่งสินค้าตามสไตล์ ที่ต้องการในแบบที่ไม่ซ้ำใคร ทั้งกระเป๋าสะพาย กระเป๋าถือ กระเป๋าไซส์ใหญ่ หมวก และรองเท้า รับรองว่าเก๋ไก๋ไม่มีเชยแน่นอน ราคาตั้งแต่ 100 - 1,000 บาท   7.Sea Shop No: 1122 ชั้น 1 โซน Vintage สินค้าตกแต่งบ้านสไตล์บาหลี มีดีไซน์เก๋ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร ด้วยวัสดุสีทองและเงินที่ช่วยเพิ่มความคลาสสิกให้บ้านหรือออฟฟิศของคุณดูมีสไตล์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแอ็คเซสซอรี่ให้เลือกอีกหลากหลายแบบ เปลี่ยนบรรยากาศในบ้านด้วยรูปภาพติดผนังสไตล์บาหลี (เครื่องประดับยังไม่เข้ามา) ราคาเริ่มต้น 80 - 1,600 บาท   8. Hyena Shop No: 1107-1108 ชั้น 1 โซน Woman Fashion Children & Mom   แฟชั่นผ้ามัดย้อมที่ใส่ได้ทุกฤดูกาล เพิ่มความเก๋ดูมีสไตล์ให้โททัลลุคดูเรียบแต่เก๋ ด้วยสไตล์ผ้ามัดย้อมโทนสีฟ้าขาว จะใส่ไปเที่ยวทะเล หรือให้ไปเดินช้อปปิ้งก็ดูดีไม่เบา มีทั้งเสื้อผ้าและกระเป๋าให้เลือกช้อปในแบบที่ใช่ ราคาตั้งแต่  80 - 2,500 บาท   9.SEVEN HEAVEN Shop No: 1027 ชั้น 1 โซน Women Fashion, Children & Mom   เสื้อยืดแฟชั่นสีสันสดใส Seven Heaven เสื้อผ้า​แฟชั่น​ดีไซน์สุดจี๊ด ลุคสตรีท มาหมดทั้ง นีออน โฮโลแกรม รีเฟลก คลาสสิคชิคชิค Swag แหวกทุกเทรนด์ ทั้งเสื้อสีสะท้อนแสง​ ลุคสตรีท​ แขนกุด​ แมตช์กับกางเกง ​ Hologram ​กางเกงสะท้อนแสง ให้ลุคเปรี้ยวไม่ซ้ำใคร ราคาตั้งแต่ 250 – 890 บาท   10. เด็กโข่ง ปิ่นโตสีหวาน Shop No: 1138 ชั้น 1 โซน Vintage   จากปิ่นโต จาน ชามสังกะสี ดัดแปลกไอเดียเติมเต็มสีหวานสดใสกลายเป็นร้านเด็กโข่ง ปิ่นโตสีหวานถึง 42 เฉดสีด้วยกัน มีสีสดชัดระดับแม่สีไปจนถึงสีพาสเทลโทนต่างๆ จะซื้อมาใช้เองหรือซื้อเป็นของที่ระลึกฝากเพื่อนก็น่ารักไปอีกแบบ ราคาตั้งแต่ 25 - 400 บาท   นี่เป็นเพียงร้านค้าส่วนหนึ่งในจำนวนกว่า 700 ร้านค้า ที่ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อกันได้อย่างจุใจ  แต่จะถูกใจหรือไม่ ต้องลองไปสัมผัสด้วยตัวเอง เพื่อค้นหาคำตอบว่า โครงการ มิกซ์​ จตุจักร จะประสบความสำเร็จ ท่ามกลางศูนย์การค้าที่อยู่รายรอบจตุจักร ซึ่งวันนี้เงียบเหงา และดูเหมือนจะทำผลงานได้ไม่เป็นไปตามเป้า เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ สุดท้ายแล้วใครจะสามารถครองใจลูกค้าได้มากกว่ากัน......
สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 24 สิงหาคม- 1 กันยายน 2562

สรุปข่าวอสังหาฯ รอบสัปดาห์ วันที่ 24 สิงหาคม- 1 กันยายน 2562

หมดไปแล้วอีก 1 เดือน และก้าวเข้าสู่เดือนใหม่ ที่เรียกได้ว่ากำลังจะเข้าสู่โค้งท้ายของปีนี้แล้ว วันเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน เผลอแพร๊บเดียวเราคงได้ฉลองปีใหม่กันอีกรอบแล้ว...   เมื่อเวลาของปีเหลือน้อยลงน้อยลง บรรยากาศของธุรกิจก็พอจะเริ่มมีความคึกคักขึ้นมาบ้าง เพราะดีเวลลอปเปอร์แต่ละรายต้องเร่งทำตลาด และสร้างยอดขายเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่จะไปได้ดีแค่ไหนต้องลุ้นกันอีกครั้ง   ++ออลล์ อินสไปร์ ลุยโปรเจ็กต์ครึ่งปีหลัง     สำหรับ “ออลล์ อินสไปร์” คงไม่ต้องลุ้นจนเหนื่อย เพราะนายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ออกมาแถลงข่าวผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรก  โดยเปิดเผยว่าสามารทำผลประกอบการเติบโตตามที่ได้คาดการณ์ไว้ โดยกลุ่มบริษัทมีรายได้รวม 1,692 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49%  และมีกำไรสุทธิ 213 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2562 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม 840 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% และมีกำไรสุทธิ 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% จากช่วงเดียวกันปีก่อน นายธนากร กล่าวอีกว่า จากความสำเร็จในช่วงครึ่งปีแรก  ส่งผลให้ทางบริษัทเตรียมวางยุทธศาสตร์ แผนขยายการลงทุนในครึ่งปีหลังอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมเปิดโครงการใหม่มูลค่ากว่า 12,500 ล้านบาท ทั้งโครงการคอนโดมิเนียม โลว์ไรส์ ไฮไรส์ และทาวน์โฮม  จากแผนการเปิดโครงการใหม่ ทำให้บริษัทมีความมั่นใจว่าในปีนี้จะทำรายได้ 4,500 ล้านบาทตามที่วางเป้าหมายไว้ด้วย   ++“เสนา ฮันคิว ฮันชิน” ผนึกพันธมิตรเสริมบริการระดับโรงแรม   ด้าน “เสนาฯ” ก็วางแผนขยายตลาดไปยังกลุ่มพรีเมี่ยมเพิ่มขึ้น ทั้งในปีนี้และต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ด้วยการจับมือกับพันธมิตรอย่าง ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) เพื่อเสริมจุดแข็งด้านบริการระดับโรงแรม 5 ดาว ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บริษัท เสนา ฮันคิว ฮันชิน จำกัด  เปิดเผยว่า เสนา ฮันคิว ฮันชิน มีแผนขยายตลาดเซกเมนต์พรีเมี่ยมเพิ่มขึ้นทั้งในปีนี้และปีหน้า  ล่าสุดจับมือกับ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป หนึ่งในบริษัทผู้นำด้านบริหารจัดการโรงแรมจากหลากหลายประเทศ อาทิ โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ มาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ช่วยบริหารโครงการ “ปีติ” ให้มีมาตรฐานการบริการระดับโรงแรม 5 ดาว ซึ่งโดยปกติจะพบที่คอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ลักชูรี่เท่านั้น นับเป็นพรีเมี่ยมคอนโดเจ้าแรกที่ให้บริการระดับลักชัวรี่ เซอร์วิส (Luxury Service)   ++โนเบิลฯ ตั้ง CFO คนใหม่ การขับเคลื่อนองค์กร หัวใจสำคัญอยู่ที่ “คน”  บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (NOBLE) จึงเสริมทีมงานเพิ่มเข้ามา เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัท โดยได้แต่งตั้ง นายอรรถวิทย์  เฉลิมทรัพยากร ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  สายงานการเงิน  โดยบริษัทฯได้แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ต่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  มีผลตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม  2562  เป็นต้นไป   ++ ส.สินเชื่อจัดงานเซลล์ ช่วงระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน 2562  สมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้จัดงาน NPA Grand Sale & Home Loan 2019 ใน ที่ ฮอลล์ 6 อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งภายในงานมีทรัพย์เด่น ราคาลดสูงสุดถึง 50% พร้อมสินเชื่อ 0%  ซึ่งภายในงานมีธนาคารและบริษัทบริหารสินทรัพย์มาร่วมงานหลายราย อาทิ  บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน  ซึ่งมีทรัพย์สินรอการขายมาเสนอขายแสดงในงานเกือบ 10,000 รายการ มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท งานนี้ตั้งเป้ามียอดขายภายในงานประมาณ 3,000 ล้านบาท และยอดขายที่ตามมาหลังงานอีกประมาณ 10,000 ล้านบาทเลยทีเดียว   ++3 สมาคมเตรียมจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด นอกจากงาน NPA Grand Sale & Home Loan 2019 ที่ผ่านพ้นไปแล้ว ในแวดวงอสังหาฯ  ก็จะมีงานใหญ่มาให้คนที่ต้องการบ้านและคอนโดฯ  ได้เลือกช้อปกันอีกงานหนึ่ง คือ  งาน “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41” ระหว่าง 12-15 ก.ย.นี้ ชั้น 5 สยามพารากอน ซึ่งงานนี้ “3 สมาคมอสังหา” ประกอบด้วย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร, สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยร่วมกันจัดขึ้นโดยในปีนี้ได้ใช้งบการจัดงานกว่า 20 ล้านบาท จัดขึ้นมาภายใต้คอนเซ็ปต์ “Amazing Deals” สุดยอดข้อเสนอสำหรับคนอยากมีบ้านและคอนโดฯ ภายในงานจะเป็นการรวบรวมโครงการที่อยู่อาศัย “ ครบทุกที – ทุกทำเล - ทุกราคา” รวมกว่า 1,000 โครงการ พร้อมด้วย “BEST PROMOTION”   นอกจากนั้น คณะผู้จัดงานยังได้จัดโปรโมชั่น และแคมเปญ Amazing Deals ลุ้นรับบัตรกำนัลส่วนลดเงินสด และ เครื่องใช้ไฟฟ้าจากพานาโซนิค รวมมูลค่ากว่า 1.1 ล้านบาท และเฉพาะในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41 เท่านั้น ที่ผู้เข้าชมงานจะได้อัพเดทโปรโมชั่น ราคาและข้อเสนอพิเศษของแต่ละโครงการจากทุกบริษัทที่มาร่วมแสดงงาน ในรูปแบบ Real Time ณ บริเวณเวทีกลางภายในงานอีกด้วย   ++เปิดโครงการ "เดอะ ลอฟท์ ราชเทวี" ส่วนโครงการเปิดตัวใหม่รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีโครงการ “เดอะ ลอฟท์ ราชเทวี”  ของบริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RML ซึ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม  มูลค่ากว่า 3,600 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด “Experience the Extraordinary Space” พร้อมชูนวัตกรรม Dual Keys   ในราคาเริ่มต้น 6.2 ล้านบาท จำนวนห้องพักเพียง 273 ยูนิต สูง 33 ชั้น  พร้อมชั้นใต้ดิน 1 ชั้น 1 อาคาร ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1-2-31.5  ไร่  ซึ่งเตรียมเปิดพรีเซลล์รอบแรก 7-8 กันยายน 2562 ณ โรงแรม VIE HOTEL BANGKOK กรุงเทพ   สำหรับห้องชุดภายในโครงการมีให้เลือกถึง 3 แบบ คือ แบบ “ซิมเพล็ก” (Simplex: ห้องชุด แบบชั้นเดียว) เพดานสูงประมาณ 3 เมตร ขนาด 25.5 – 109.5 ตารางเมตร แบบ “ลอฟท์” (Lofts) เพดานสูงประมาณ 4.7 เมตร แบบ 2 ชั้น ขนาด 29 – 64.5 ตารางเมตร และแบบ “ดูอัล คีย์” (Dual Keys) สำหรับห้องชุดประเภท Simplex เพดานสูงประมาณ 3 เมตร ที่มีจำนวนจำกัดเพียง 20 ห้องเท่านั้น และยังออกแบบ Juliet Balcony เพิ่มทางเลือกให้ผู้อยู่อาศัยได้ขยายห้องรับแขก  รวมกับระเบียงเพื่อให้ได้ห้องชุดที่กว้างและทุกห้องถูกออกแบบให้มีบานกระจกหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานแบบเต็มบานช่วยให้เห็นวิวเมืองแบบมุมกว้าง   ++เดอะ เมโทรโพลิส สำโรง อินเตอร์เชนจ์ พร้อมโอนแล้ว   นอกจากการเปิดตัวโครงการใหม่แล้ว โครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมส่งมอบให้ลูกค้าก็มีโครงการ เดอะ เมโทรโพลิส สำโรง อินเตอร์เชนจ์ (The Metropolis Samrong Interchange ) บริหารงานโดยบริษัท เมโทรโพลิส พรอพเพอร์ตี้ส์ จำกัด บริษัทในเครือว่องไววิทย์ฯ   โดยโครงการดังกล่าว ตั้งอยู่บนพื้นที่โครงการทั้งหมดกว่า 8 ไร่ พัฒนาเป็น High Rise Condominium จำนวน 2 อาคาร  และเป็น Low Rise Condominium  จำนวน 1 อาคาร   และอาคารจอดรถ   มีแบบห้องให้เลือก 3 แบบขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ขนาด 29 – 67 ตร.ม. คือห้องแบบ Studio ขนาด 28 ตร.ม./ห้องแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 35 ตร.ม. และห้องแบบ 2 ห้องนอน ขนาด 52 และ 67 ตร.ม. ราคาเริ่ม 2.6 ล้านบาทต่อยูนิต มูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 5,700 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายไปแล้ว 70% ++จัดโครงการ “GIVE GREEN CBD : SYNERGY POWER 2019”   ดีเวลลอปเปอร์นอกจากจะสร้างที่อยู่อาศัยแล้ว ต้องมีส่วนสร้างชุมชมรอบข้างให้น่าอยู่ และมีส่วนช่วยเหลือชุมชนในด้านต่างๆ ด้วย ล่าสุด มูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่นจับมือกรุงเทพมหานครและผู้ประกอบการย่านสาทรจัดโครงการ “GIVE GREEN CBD : SYNERGY POWER 2019” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เพื่อผลักดันไปให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครน่าอยู่และสังคมที่ยั่งยืน  “The Charity Society: สังคมแห่งการแบ่งปัน”   โครงการนี้ถือเป็นการมอบ สิ่งดีๆ สู่สังคมและสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตชาว กทม. และเยาวชนผู้ด้อยโอกาส ผ่าน 4 กิจกรรมหลัก เริ่มสิงหาคม 2562 ถึงมกราคม 2563 ประเดิมด้วยกิจกรรมตลาดนัดการกุศล AWC Charity Market Around, กิจกรรมวิ่งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพร้อมลดขยะ Empire Tower We Run 2019 with Virgin Active, กิจกรรมต้นคริสต์มาสยักษ์ที่ประดับตกแต่งด้วยอุปกรณ์การเรียนและอุปกรณ์กีฬา ภายใต้แนวคิด A Sathorn District Charity Christmas Tree  The Green Happiness Society   ปิดท้ายด้วยกิจกรรมปันฝัน เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีและส่งต่อโอกาสทางการศึกษา ผ่านอุปกรณ์การเรียนและอุปกรณ์กีฬาให้กับน้องๆในวันเด็กแห่งชาติในปี 2563 และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการรักษาเด็กแรกเกิด เด็กเล็ก ที่ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือโรงพยาบาลเด็ก ถือเป็นกิจกรรมดีดีที่ต้องบอกต่อ....   แล้วกลับพบกันใหม่สัปดาห์หน้า      
[PR News] “โฮมโปร” ทุ่มกว่า 400 ล้าน เปิด “HOMEPRO Max มุกดาหาร” สาขาที่ 84  ขยายกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง

[PR News] “โฮมโปร” ทุ่มกว่า 400 ล้าน เปิด “HOMEPRO Max มุกดาหาร” สาขาที่ 84 ขยายกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง

“โฮมโปร” ทุ่มกว่า 400 ล้านบาท ตะลุยภาคอีสานผุดสาขา “HOMEPRO Max มุกดาหาร” สาขาที่ 84 ซึ่งเป็นสาขาต่างจังหวัดแห่งแรก และแห่งเดียวที่เปิดในปี 62  ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าทุก Segment  โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง     นางสาวศิริวรรณ เปี่ยมเศรษฐสิน  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)  หรือ“โฮมโปร” เผยว่า ได้ลงทุน 400 ล้านบาท เปิดสาขาในรูปแบสแตนด์อโลน “HOMEPRO Max มุกดาหาร”  ซึ่งถือเป็นสโตร์ใหญ่สแตนด์อโลนสาขาที่ 2 ที่เปิดในปี 2562 นี้ บนพื้นที่กว่า 18,000 ตารางเมตร      ความพิเศษของสโตร์แห่งนี้ คือ มีการนำแบรนด์สินค้าชั้นนำด้านวัสดุก่อสร้างมาจำหน่ายเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้ทุกรูปแบบ ทั้งกลุ่มผู้ใช้สินค้าเรื่องบ้านทั่วไป และกลุ่มที่เน้นไปในด้านวัสดุก่อสร้าง หรือกลุ่มงานช่าง ซึ่งสาขาแห่งนี้จะแสดงถึงศักยภาพ และความพร้อมของโฮมโปร ในการใช้จุดแข็งที่มีมาต่อยอดเพื่อเดินหน้าสู่ตลาดวัสดุก่อสร้างอย่างเต็มตัว ทั้งยังเป็นการลงทุนเพื่อตอบสนองความต้องการกำลังซื้อลูกค้าแถบภาคอีสาน และลูกค้าจากฝั่ง สปป.ลาว ให้ช้อปเรื่องบ้านแบบครบ จบในที่เดียว   HOMEPRO Max มุกดาหาร เป็นโฮมโปรสาขาที่ 84 ตั้งอยู่ที่ถนนชยางกูร อำเภอเมืองมุกดาหาร ซึ่งนอกเหนือจากมีสินค้าเรื่องบ้าน อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องครัว สุขภัณฑ์ ที่นอน แล้ว ยังเพิ่มโซนสินค้าวัสดุก่อสร้าง ทั้งวัสดุก่อสร้างอิฐ, หิน, ปูน, ทราย, เหล็กเส้น, โครงสร้างหลังคา, กลุ่มสินค้าระบบ งานประปา, แท้งค์น้ำ     พร้อมเพิ่มพื้นที่ช้อป Open Air เป็นการสั่งซื้อสินค้าได้ที่ห้อง Board Material จ่ายเงินแยกต่างหาก, เปิดระบบ Cashier Multi-Function มีบริการครอบคลุมทั้งการออกใบกำกับภาษี, การสั่งซื้อ, แสดงคิวจัดส่ง อย่างครบวงจร คาดว่าHOMEPRO Max มุกดาหาร จะกลายเป็นแลนมาร์คใหม่ของจังหวัดมุกดาหารได้อย่างลงตัว   นางสาวศิริวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า “HOMEPRO Max มุกดาหาร” จะเป็นทางเลือกใหม่ของลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมา ที่สามารถเลือกซื้อสินค้าสำหรับบ้าน ตั้งแต่เริ่มลงเสาเข็มไปจนถึงการตกแต่งภายในได้เลย อีกทั้งโฮมโปรยังได้จัดงาน Grand Opening ฉลองเปิด “HOMEPRO Max มุกดาหาร” เสิร์ฟโปรโมชั่น และสินค้าราคาพิเศษมากมาย เพื่อเป็นการรองรับแนวโน้มความต้องการซื้อสินค้าเรื่องบ้าน ที่เป็นไปในทิศทางบวก ซึ่งคาดหวังว่าโฮมโปร สาขาที่ 84 แห่งนี้ จะทำยอดขายได้ 35 ล้านบาทต่อเดือน  
[PR] ลงทุน+บริหารเอง นักเลงพอ อินเด็กซ์  ปั้นร้านเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ “วินเนอร์” โมเดลใหม่

[PR] ลงทุน+บริหารเอง นักเลงพอ อินเด็กซ์ ปั้นร้านเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ “วินเนอร์” โมเดลใหม่

“อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์”  เปิดร้านโมเดลใหม่   “วินเนอร์ เฟอร์นิเจอร์ เซ็นเตอร์” ลงทุนและบริหารเอง ประเดิมสาขาแรกที่จังหวัดราชบุรี 1 ใน 12 เมืองต้องห้ามพลาด  ก่อนเดินหน้าขยายเพิ่มปีหน้าทุกรูปแบบ   นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้มีแผนขยายร้านค้าเฟอร์นิเจอร์วินเนอร์ (Winner Furniture) ด้วยรูปแบบโมเดลใหม่ ที่บริษัทเป็นผู้ลงทุนและบริหารร้านเอง (Company Owned Company Operated)  หรือ COCOในรูปแบบสแตนด์อโลน ( Standalone) ภายใต้ชื่อ “วินเนอร์ เฟอร์นิเจอร์ เซ็นเตอร์” (Winner Furniture Center)   โดยร้านดังกล่าวจะจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ “วินเนอร์ เฟอร์นิเจอร์”  ซึ่งเป็นสินค้าเน้นกลุ่มลูกค้าระดับ Mass เป็นหลัก  มีรูปแบบร้านค้าทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.รูปแบบคอมแพ็ก (Compact) พื้นที่ประมาณ 1,050 ตารางเมตร 2.รูปแบบสแตนดาร์ด (Standard) พื้นที่ประมาณ 1,411 ตารางเมตร และ 3.รูปแบบเอ็กซ์ตร้า (Extra) พื้นที่ประมาณ 1,700 ตารางเมตร     ล่าสุด ได้เปิดสาขาแรกที่จังหวัดราชบุรี ในรูปแบบสแตนดาร์ด (Standard) ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 1,500 ตารางเมตร เพื่อขยายตลาดให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น จากเดิมที่แบรนด์วินเนอร์  มีจำหน่ายที่ “อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” (Index Living Mall) และ “อินเด็กซ์ เฟอร์นิเจอร์ เซ็นเตอร์”  (Index Furniture center) รวมทั้งหมด 37 สาขา  ครอบคลุมกว่า 22 จังหวัดทั่วประเทศไทย   สาเหตุที่เลือกเปิดสาขาในจังหวัดราชบุรีนั้น เป็นเพราะบริษัทเล็งเห็นถึงศักยภาพและการเติบโตทุกภาคส่วนของจังหวัดราชบุรี ซึ่งถือเป็น 1 ใน 12 เมืองต้องห้ามพลาด ที่ได้รับการคัดเลือกจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  และมีแผนพัฒนาเมืองรอบด้านอย่างต่อเนื่อง     รวมถึงมีการแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้นของภาคเกษตรกรรม  การขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งภาคบริการ ธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีก การท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรม ส่งผลต่อภาพรวมการขยายตัวของเศรษฐกิจในจังหวัด  และในอนาคตหากมีรถไฟไฮสปีดเทรนเข้ามา จะทำให้ราชบุรีเป็นอีกหนึ่งจังหวัดทางเลือกที่จะพัฒนาสู่การเป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัย   โดยภายในปีหน้า บริษัทมีแผนเปิดร้านค้า  “วินเนอร์ เฟอร์นิเจอร์ เซ็นเตอร์” ครบทั้ง 3 รูปแบบ  
COTTO LIFE โลกของกระเบื้องที่ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นๆ

COTTO LIFE โลกของกระเบื้องที่ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นๆ

สร้างบ้านสักหลังว่ายากแล้ว การตกแต่งภายในนั้นยากและเสียเวลายิ่งกว่า ว่ากันแค่เรื่องของกระเบื้อง ก็คิดกันหนักแล้วว่าควรจะเลือกชนิดไหนให้เข้ากับห้อง ใช้ลวดลายอะไร มีคุณสมบัติอะไรบ้าง แค่นี้ก็ปวดหัวแล้ว นี่ยังไม่นับ การติดต่อช่างผู้รับเหมาฝีมือดี ไม่ทิ้งงานอีก สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาเลยคะ ถ้าได้รู้จักกับโลกของกระเบื้องอย่าง COTTO LIFE  ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของอาคาร SCG Experience ที่ Crystal Design Center เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา   ทีมงาน Reviewyourliving ได้มีโอกาสไปเดินชม COTTO LIFE บนพื้นที่ 1,300 ตารางเมตร ที่เพิ่งจะปรับปรุง กันไปเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาคะ ที่นี่มีหลากหลายเรื่องราวของกระเบื้องที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อนักออกแบบ สถาปนิก ไปจนถึงกลุ่มคนรักบ้านจะต้องเดินชมกันเพลินแน่นอนคะ โดยที่ชั้น 2 ของ SCG Experience แห่งนี้จะเป็น COTTO LIFE ทั้งชั้น ซึ่งจะมีทั้ง กระเบื้องทั้งนำเข้า และผลิตในประเทศ รวมถึงสุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำหลากหลายชนิด แต่ครั้งนี้เราจะโฟกัสกันที่เรื่องของ กระเบื้องคะ เริ่มกันที่ฝั่งของกระเบื้องนำเข้า Italia Collection ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็น Exclusive Products ของ COTTO ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง COTTO กับ บริษัท ฟลอริม เซรามิเช่ เอส.พี.เอ. จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องชั้นนำ จากประเทศอิตาลี ร่วมกันออกแบบ วิจัยและพัฒนาสินค้าพร้อมอาศัยเทคโนโลยีและฐาน การผลิต เพื่อออกมาเป็น กระเบื้องพอร์ซเลน (Porcelain) อิตาลีแท้ 100% โดยมุ่งจับกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์ ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก นักออกแบบ ซึ่งเรามักจะเห็น เข้าไปอยู่ในโปรเจคใหญ่ๆ อย่างห้างสรรพสินค้า โรงแรม สปา ร้านอาหาร หรือแม้แต่ ในบ้านของคุณเองในจุดที่อยากให้เป็นไฮไลท์พิเศษของบ้าน     ด้วยความที่ Italia Collection ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของธรรมชาติจริง เน้นลวดลายตามแบบธรรมชาติไม้ จากต่างประเทศ รวมถึงลายหิน หินอ่อน ลายไม้ อย่างกระเบื้องลายไม้โอ๊ค ก็จะมีมีความเป็นโอ๊คที่แตกต่างกัน ในแต่ละลักษณะของป่า ช่วงฤดูการเติบโต และไม่ใช่แค่เรื่องของลวดลาย แต่จะได้ผิวสัมผัสที่เลียนแบบลายไม้จริงด้วยเช่นกัน เพื่อให้ได้อารมณ์เหมือนอยู่กับธรรมชาติมากที่สุด   กระเบื้องลายหินอ่อน Grande Collection เป็นผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างมีความเป็น Exclusive ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็น Limited Collection ลายหินอ่อน เพราะการออกแบบได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติจริง ซึ่งหาได้ยากแล้ว โดยลวดลายที่เห็นจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ตายตัว โดยพัฒนาจากอิตาลี ด้วยเทคโนโลยี Continue af plus ที่ทำให้ลายหินร้อยเรียงต่อกันอย่าง Smooth ที่สุด เหมาะสำหรับใครที่อยากได้ผนังสักด้านที่เป็นไฮไลท์ ดูโดดเด่นขึ้นมา หรือจะทำเป็น Top เคาน์เตอร์ แม้กระทั่งกรุฟาซาดภายนอก   คุณสมบัติ น้ำหนักเบา แผ่นใหญ่พิเศษ โดยมีไซส์ใหญ่ที่สุด 1.6*3.2 สามารถปูได้อย่างไร้รอยต่อ ดูดซึมน้ำค่อนข้างต่ำมาก ทำให้ไม่สะสมคราบ ไม่เกิดเชื้อรา ทำความสะอาดง่าย ทนต่อการกัดกร่อน ทนความร้อนได้ดีเยี่ยม ที่สำคัญคือ มีความทนทานมากกว่าหินจากธรรมชาติ     Texture ไม่เหมือนใครด้วย Espanya Collection ดีไซน์และผลิตจากสเปน จะได้เบจแบบ Earth Tone แต่จะมีความแตกต่างด้วยการเน้น Texture มีให้เลือก 6-8 ลาย เน้นการใช้งาน Outdoor   GEOLUXE เมื่อหินจากธรรมชาติเริ่มหาได้ยากเต็มที ประกอบกับการหันมาใส่ใจดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงเกิดเป็นหิน Pyrolytic Stone ที่พัฒนามาจากการวิจัยใน Lab ซึ่ง Built มาทั้งชิ้น เนื้อเดียวกันทั้งหมด ทำให้ได้หินแผ่นใหญ่ มีความหนา 10-12 มม. น้ำหนักมาก ทนการถูกกระแทกหนักๆได้ดี และทนความร้อนสูง จึงนิยมนำมาเป็น Top ครัว แต่ต้องวางอยู่บนเคาน์เตอร์ที่มีฐานแข็งแรง แน่นหนาตามไปด้วย และทั้งแผ่นจะโชว์ให้เห็นลวดลายเส้นสาย ของแร่หินที่สั่งสมกว่าพันปี จนกลายเป็นหินแผ่นใหญ่ แต่สามารถสั่งตามขนาดที่ต้องการได้   โซน Italia Collection นี้ เหมาะกับงานสไตล์โมเดิร์น เรียบง่าย แต่โดดเด่น ล้ำสมัย ซึ่งก็ตรงตามความต้องการของ COTTO เอง ที่ตั้งใจเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น   COTTO Collection มาถึงโซนของ COTTO ที่ผลิตเองในประเทศ ราคาก็จับต้องได้ง่ายขึ้น แต่คุณภาพยังคงไม่ลดน้อยลงไปกว่ากันเท่าไรนัก เพราะยังคงเน้นคุณสมบัติดูดซึมน้ำต่ำ แข็งแรง รองรับน้ำหนักได้ดี ทนทานต่อการเสียดสีและขูดขีด เนื้อสีขาว เนื้อเดียวกันตลอดทั้งแผ่น รองรับการทุกใช้งานพื้น ผนัง ทั้งนอกบ้านและในบ้าน มีให้เลือกมากกว่า 80 ซีรี่ย์ ในเรื่องของลวดลายกระเบื้อง พยายามตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่โหยหายความเป็นธรรมชาติย่งขึ้น ซึ่งเทรนด์ ลายตามธรรมชาติได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ โดยจะเลียนแบบลายไม้ ลายหินพื้นถิ่นในบ้านเรา ให้สัมผัสต่างกันออกไป   กระเบื้องโมเสก  ระยะหลังมานี้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งคะ ส่วนใหญ่เราจะเห็นการใช้ตกแต่ง ในร้านคาเฟ่กันเยอะขึ้น ด้วยความที่เป็นกระเบื้องชิ้นเล็กจึงสามารถเข้าไปอยู่ได้ในทุกพื้นที่ เน้นไปที่การตกแต่งเพิ่มสีสัน แต่เนื้อกระเบื้องจะเหมือนกับกระเบื้องแผ่นใหญ่ รวมถึงคุณสมบัติในการใช้งานได้ทั้งภายนอกและภายในเช่นกัน   นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์สวยงาม ดูทันสมัยแล้ว เรื่องการบริการก็สำคัญไม่แพ้กันคะ เพราะ COTTO LIFE มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำทั้งเรื่องการออกแบบด้วยโปรแกรม 3D ของทีม Creative Designer ให้เห็นภาพจริงก่อนตัดสินใจ บริการติดตั้ง Tile Installation Service ไปจนถึงการรับประกันยาวนาน ด้วยตัวผลิตภัณฑ์เอง ที่มีความโดนเด่นเฉพาะตัว แตกต่างจากท้องตลาดทั่วไป จึงจำเป็นต้องใช้ช่าง ที่มีความชำนาญเฉพาะ รวมถึงอุปกรณ์พิเศษในการติดตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดกับบ้านของคุณ   แม้ว่าที่ COTTO LIFE แห่งนี้จะเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาสัมผัสสินค้าจริง แต่ถ้าไม่สะดวกเดินทางมาล่ะก็ เขามีบริการ ซื้อผ่านออนไลน์ได้ และยังบริการส่งฟรีถึงบ้านอีกด้วยคะ    
เปิดกลยุทธ์ จาร์ตัน รุกตลาด “บ้านอัจฉริยะ” สู่การเป็น Digital Company

เปิดกลยุทธ์ จาร์ตัน รุกตลาด “บ้านอัจฉริยะ” สู่การเป็น Digital Company

ตั้งแต่เทคโนโลยีเข้ามา Disrupt วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในยุคปัจจุบัน ก็ทำให้การอยู่อาศัยในแต่ละวันสะดวกสบายมากขึ้น จากอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์คนเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก และนับวันความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกมาเติมเต็มชีวิตก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  นี่ก็เป็นแรงผลักดันทำให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าและบริการต่างต้องปรับตัว หันมาพัฒนาสินค้าและบริการใส่เทคโนโลยีเข้าไป เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิตอลนี้ด้วย   “จาร์ตัน กรุ๊ป” หนึ่งในผู้ผลิตและติดตั้งระบบ สำหรับใช้ภายในบ้านและอาคาร ก็ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน หลังดำเนินธุรกิจมานานกว่า 40 ปี ด้วยการพัฒนาและนำเอาระบบ SMART HOME SOLUTION หรือระบบบ้านอัจฉริยะ เข้ามาทำตลาด เจาะกลุ่มผู้อยู่อาศัยตามบ้านเรือนทั่วไป เพราะเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตและมีความต้องการใช้งานของคนยุคปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น   นายธีธัช จึงกานต์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท จาร์ตัน กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้เริ่มวางแผนและพัฒนาสินค้าซึ่งเป็นดิจิทัล ซึ่งปีที่ผ่านมาเริ่มเปิดตัวระบบ SMART HOME SOLUTION เข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง ตามเทรนด์ของตลาด จากอดีตเมื่อ 10 ปีที่แล้วเริ่มต้นจากการผลิตดิจิทัลดอร์ล็อก เป็นสินค้าชิ้นแรกออกจำหน่าย ปัจจุบันมีสินค้ากลุ่ม SMART HOME SOLUTION กว่า 40 รายการ     “บริษัทได้ศึกษาตลาดมากว่า 5 ปี ซึ่งปีนี้รุกตลาดอย่างจริงจัง เพราะคนเริ่มให้การยอมรับกับสินค้า เพราะให้ประโยชน์กับเขาได้มากกว่าการแค่ควบคุมอุปกรณ์ในบ้านเท่านั้น ที่สำคัญคนให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย และคำนึงถึงเรื่องการประหยัดพลังงาน”    ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการติดต่อกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ 8-9 รายในการนำเอาระบบ SMART HOME SOLUTION เข้าไปติดตั้งในโครงการ  ซึ่งแต่ละโปรเจ็กต์จะมีจำนวนที่อยู่อาศัยตั้งแต่ 100-300 ยูนิต นอกจากนี้ ยังเจรจากับมหาวิทยาลัยอีก 3-4 แห่งสำหรับนำเอาระบบ SMART HOME SOLUTION เข้าไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถาบันการศึกษาด้วย รวมถึงยังสามารถปรับใช้ได้กับกลุ่มธุรกิจโรงแรมด้วย  เช่น ระบบการบริหารห้องพัก โดยการเช็คอินห้องพัก และกุญแจดิจิทัล  เป็นต้น   นายธีธัช กล่าวอีกว่า  บริษัทถือเป็นแบรนด์สินค้าไทยที่ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ 30 ปีแรกเป็นยุค 3.0 ต่อมาพัฒนาเป็นยุค 4.0 ในช่วง 10 ปีหลัง โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การมุ่งไปสู่การเป็น “Digital Company” ซึ่งภายในปี 2022 ต้องการให้แบรนด์จาร์ตันเป็น Top of mind ของผู้บริโภค และวางแผนนำบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง   “ในอีก 3-5 ปีบริษัทน่าจะมียอดขายใกล้ 1,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่า 25% ทุกปี จากก่อนหน้านี้เติบโต 5-7%”   ปัจจุบันแบรนด์จาร์ตัน ทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยส่งออกไปทำตลาดใน 17 ประเทศทั่วโลก ด้วยสัดส่วนยอดขายประมาณ 30-40% ส่วนตลาดในประเทศกลุ่มลูกค้ามีทั้งภาคราชการและหน่วยงานสำคัญๆ สัดส่วนประมาณ 60% ที่เหลือเป็นภาคเอกชน   สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดของบริษัทในปีนี้เพื่อสร้างการเติบโตให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ 1.การเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าสำหรับผู้บริโภคทั่วไปซื้อไปใช้งานได้ ซึ่งสินค้าจะมีราคาจำหน่ายถูกกว่าแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศประมาณ​ 30% 2.การจัดทำโชว์รูม Experience Center เพื่อใช้แสดงและสาธิตการใช้งานสินค้า บริเวณถนนพระราม 3 บนเนื้อที่ 200 ตารางเมตร 3.การเพิ่มช่องทางตลาดออนไลน์ในเว็บไซต์ ลาซาด้า ช้อปปี้ และเจดีดอทคอม โดยเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป   สำหรับ ผลิตภัณฑ์ ของ ระบบบ้านและอาคารอัจฉริยะ 5 หมวด ประกอบด้วย 1.ระบบบริหารลานจอดรถ (JARTON Carpark) 2.ระบบควบคุมการเข้าออก (JARTON Access และ JARTON Lock) 3.ระบบกล้องวงจรปิดสำหรับอาคารขนาดใหญ่ (JARTON CCTV) 4.ระบบกุญแจโรงแรม (JARTON Hotel)  และ 5.ระบบ Wi-Fi Smart Home (JARTON Home) ที่แบ่งสินค้าออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มรักษาความปลอดภัย อาทิ  กุญแจดิจิตอล กล้องวงจรปิด สัญญาณกันขโมย ฯลฯ กลุ่มอำนวยความสะดวก  อาทิ  สวิตทช์ไฟอัจฉริยะ กล่องควบคุมรีโมท ฯลฯ กลุ่มสุขภาพ  อาทิ  เครื่องฟอกอากาศ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ฯลฯ กลุ่มไลฟ์สไตล์  อาทิ  เครื่องอโรมาพร้อมลำโพง กระจกอัจฉริยะ ฯลฯ  
“โฮมโปร” โกยกำไรและรายได้ครึ่งปีแรก โตสวนกระแสเศรษฐกิจซบ [PR News]

“โฮมโปร” โกยกำไรและรายได้ครึ่งปีแรก โตสวนกระแสเศรษฐกิจซบ [PR News]

“โฮมโปร” อวดผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2562 มีผลกำไรสุทธิเท่ากับ 2,946.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 385.43 ล้านบาท หรือ 15.05% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้รวม 34,118.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,753.37 ล้านบาท หรือ 5.42% แม้แนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัวลดลง     นายคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร”  เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย สำหรับ 6 เดือนแรกของปีนี้ ว่า  บริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิ 2,946.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 385.43 ล้านบาท หรือ 15.05% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม  34,118.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,753.37 ล้านบาท หรือ 5.42% ซึ่งประกอบไปด้วย รายได้จากการขาย 31,826.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,506.91 ล้านบาท หรือ 4.97% ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมของธุรกิจโฮมโปร และเมกา โฮม รวมถึงการเติบโตของยอดขายจากสาขาใหม่จากธุรกิจโฮมโปร   บริษัทฯ มีรายได้ค่าเช่าและบริการ 1,285.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 135.15 ล้านบาท หรือ 11.75% เป็นผลมาจากรายได้ค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นจากพื้นที่เช่าภายในศูนย์การค้ามาร์เกต วิลเลจ และพื้นที่ให้เช่าของสาขาโฮมโปร และรายได้จากค่าบริการ “Home Service” และรายได้อื่นอีก 1,006.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111.31 ล้านบาท หรือ 12.43% โดยเป็นผลมาจากการเติบโตของรายได้ส่งเสริมการขายร่วมกับคู่ค้า ดอกเบี้ยรับ และรายได้เบ็ดเตล็ด   บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้น จำนวน 8,371.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 496.51 ล้านบาท หรือ 6.31% เมื่อเทียบกับปีก่อน  สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 25.97% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 26.30% โดยเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนของส่วนผสมสินค้ามีไว้เพื่อขายทั้งกลุ่มสินค้าทั่วไป และการเพิ่มอัตรากำไรของกลุ่มสินค้า Direct Sourcing รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพวางแผนการจัดซื้อสินค้าของธุรกิจโฮมโปร เมกา โฮม และโฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย   “เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2562 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากการที่ภาคการส่งออกที่ลดลงโดยได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ที่ลดลงทั่วโลก ส่งผลให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวลงใน ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ โดยภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่น้อยลง รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ลดลง แม้การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องแต่ยังได้รับแรงกัดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงรวมถึงราคาสินค้าการเกษตรที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ”นายคุณวุฒิ กล่าวและว่า   ด้านผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในไตรมาสนี้ยังคงเป็นไปตามแผนงานที่ได้วางไว้ แม้บางสาขาในกรุงเทพฯ ยังได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างระบบขนส่งสาธารณะก็ตาม อย่างไรก็ตามจากสภาพอากาศที่ร้อนต่อเนื่องในช่วงเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม โดยในหลายพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มียอดขายจากสินค้ากลุ่มเครื่องทำความเย็นที่สูงกว่าปกติ เช่น เครื่องปรับอากาศ พัดลม ทั้งนี้บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการจัดกิจกรรมโฮมโปร แฟร์ (HomePro Fair) ในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่นและสงขลา (หาดใหญ่)   นายคุณวุฒิ กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า สำหรับการเติบโตของบริษัทย่อย ธุรกิจ “เมกา โฮม” มีแนวโน้มการปรับตัวของยอดขายที่ดีขึ้น ส่วนธุรกิจโฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย ยอดขายยังคงไม่เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้โดยมีปัจจัยหลักเป็นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค อย่างไรก็ตามบริษัทย่อยมีประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่างๆ ผ่านการปรับปรุงด้านอัตราการทำกำไรขั้นต้น และการบริหารค่าใช้จ่าย โดยการขยายสาขาในไตรมาสที่ 2 บริษัทฯ ได้มีการขยายสาขาใหม่ 1 แห่ง ที่ โฮมโปร สาขาจรัญสนิทวงศ์ ซึ่งเปิดในเดือน พฤษภาคม ส่งผลให้บริษัทฯ มีสาขา ณ ไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 บริษัทฯ มีสาขาโฮมโปร 83 สาขา และโฮมโปรเอส 8 สาขา เมกา โฮม 12 สาขา และ โฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย 6 สาขา  
เปิดเส้นทาง “ดูโฮม” ธุรกิจวัสดุก่อสร้างภูธรสู่ “มหานคร” กรุงเทพฯ

เปิดเส้นทาง “ดูโฮม” ธุรกิจวัสดุก่อสร้างภูธรสู่ “มหานคร” กรุงเทพฯ

นับวันความเจริญเติบโตของเมือง ก็ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ การเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สารพัดโครงการ ไม่เฉพาะแต่ที่อยู่อาศัยเท่านั้น การขยายตัวของเมืองเช่นนี้ เป็นผลบวกต่อธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ตกแต่งและซ่อมแซม ให้เติบโตขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ประเมินว่าในปีที่ผ่านมาจะมีมูลค่าสูงถึง 500,000 ล้านบาท เติบโตกว่า 5% ส่วนในปีนี้ประเมินว่าน่าจะเติบโตได้ถึง 10% สาเหตุสำคัญเกิดจากการขยายธุรกิจ การขยายสาขา การเพิ่มจำนวนสินค้าของบรรดาผู้ประกอบการในตลาด โดยเฉพาะกลุ่มโมเดิร์นเทรด ที่มีผู้เล่นหลักอยู่ 5 รายใหญ่ ได้แก่ โฮมโปร โกลบอลเฮ้าส์ ไทวัสดุ ดูโฮม และเมกาโฮม ซึ่งมีรายได้รวมกันมากกว่า 120,000 ล้านบาท   โดยความเคลื่อนไหวในวงการค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ตกแต่งและซ่อมแซมล่าสุด คือ “ดูโฮม” ประกาศแผนธุรกิจ 3 ปี เพื่อรุกตลาดด้วยการขยายสาขาไซส์เล็กจำนวนมาก พร้อมกับเตรียมตัวระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์   “ดูโฮม” ธุรกิจภูธรสู่ “มหานคร” กรุงเทพฯ   กว่าจะเป็นบริษัทมหาชนในวันนี้ จุดเริ่มต้นของ “ดูโฮม” เกิดขึ้นในปี 2526 ภายใต้การบริหารงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ.อุบลวัสดุ เพื่อจำหน่ายสินค้ากลุ่มเหล็ก วัสดุมงหลังคา ไม้อัด และสินค้าวัสดุก่อสร้าง ก่อนจะจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเป็นบริษัท อุบลวัสดุ จำกัด ในปี 2536 เพื่อประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านครบวงจร ภายใต้ชื่อ “อุบลวัสดุ”   ธุรกิจของอุบลวัสดุ เริ่มเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงขยายสาขาออกนอกพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ในปี 2550 กับสาขาที่ 2 ในจังหวัดนครราชสีมา พร้อมกับใช้ชื่อทางการค้าใหม่ว่า “ดูโฮม ในเครือบริษัท อุบลวัสดุ จำกัด" เมื่อมีสาขาที่ 2 บริษัทก็ขยายสาขาต่อไปตามอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นทุกปี จนถึงปัจจุบันมีสาขาเปิดให้บริการ 9 สาขา ในภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ กรุงเทพฯ​ และปริมณฑล พร้อมกับลงทุนจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าอีก 1 แห่ง ในช่วงปี 2558 ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ดูโฮม จำกัด ก่อนจะแปรสภาพจากบริษัทจำกัด เป็นบริษัทมหาชนในวันที่ 24 พฤษภาคม 2561   แผนธุรกิจ 3 ปีเปิดเพิ่ม90 + 7  สาขา     ตามแผนธุรกิจในระยะ 3 ปีนับจากนี้ หรือภายในปี 2564 จะขยายสาขาเพิ่มอีก 97 แห่ง จากปัจจุบันมีสาขาแล้ว 9 แห่ง ซึ่งเป็นรูปแบบสาขาขนาดใหญ่ หรือ ไซส์แอล (L) โดยมีพื้นที่ขายและคลังสินค้า 35,000-65,000 ตารางเมตร  เป็นสาขาภายใต้แนวคิด “ครบ ถูก ดี..ที่ดูโฮม” มีจำนวนสินค้ากว่า 135,000 รายการ ใช้งบลงทุนประมาณ​ 250-300 ล้านบาทต่อสาขา ภายในสิ้นปีนี้จะมีสาขาเพิ่มอีก 1 แห่งในย่านเพชรเกษม  และบริษัทวางเป้าหมายรายได้เมื่อเปิดดำเนินการครบ 3 ปี สาขาละ 1,000-1,200 ล้านบาท   นอกจากนี้ ยังวางแผนขยายสาขาในรูปแบบไซส์เล็ก ภายใต้ชื่อ ดูโฮม ทู โก (Dohome To Go) พื้นที่ประมาณ 300-1,000 ตารางเมตร  โดยจะเปิดให้บริการในพื้นที่ชุมชนหนาแน่น  ใช้งบลงทุนประมาณ 6,000 บาทต่อตารางเมตร หรือไม่เกินสาขาละ 2 ล้านบาท มีสินค้าจำหน่ายประมาณ 10,000 รายการ โดยจะเน้นสินค้าในกลุ่มซ่อมแซมและตกแต่งบ้านเป็นส่วนใหญ่  โดยวางแผนเปิดในปีนี้ 10 สาขา ปีหน้า 30 สาขา และปีต่อไปอีก 30 สาขารวม 90 สาขา   นายภูธดา ธีรเวชชการ รองผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME เปิดเผยว่า การขยายสาขาดูโฮม ทู โก เป็นเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป มีการซ่อมแซมบ้านด้วยตนเอง หรือกลุ่ม DIY เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากช่างซ่อมแซมต่างๆ หาได้ยาก จึงถือเป็นตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทต้องการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น จึงได้ขยายสาขาในไซส์ขนาดเล็ก  โดยจะขยายไปในทำเลของไฮเปอร์มาร์เก็ต ทั้ง แม็คโคร บิ๊กซี และโลตัส ที่มีสาขารวมกันกว่า 400-500 แห่งในกรุงเทพฯ​ และปริมณฑล เพื่อให้ลูกค้าสะดวกต่อการมาซื้อสินค้า นอกจากการจัดจำหน่ายสินค้าผ่านร้านค้าสาขาต่างๆ ของบริษัท ดูโฮม ยังเปิดช่องทางการจำหน่ายแบบออนไลน์  ภายใต้ชื่อ Dohome Shop Online ผ่านทางเว็บไซต์ของดูโฮม นอกจากนี้ยังสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่าน Line@ และระบบคอลเซ็นเตอร์   สำหรับผลประกอบการของบริษัทย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมา  บริษัทมีรายได้รวม 18,692.07 ล้านบาท ในปี 2559 มีรายได้รวม 18,664.21 ล้านบาท ในปี 2560 และมีรายได้รวม 18,535.17 ล้านบาท ในปี 2561 โดยคาดว่าปีนี้จะสามารถสร้างการเติบโตได้มากกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทมีรายได้รวมกว่า 4,980.24 ล้านบาท   ส่วนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนครั้งแรก (IPO)  บริษัทจะเสนอขายจำนวน 465,040,000 หุ้น กำหนดราคาเสนอขายที่ 7.80 บาทต่อหุ้น พร้อมกับกำหนดระยะเวลาจองซื้อระหว่างวันที่ 25-26 และ 30-31 กรกฎาคม 2562 โดยคาดว่าจะเข้าซื้อขายวันแรกไนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 6 สิงหาคม 2562  ซึ่งจะนำเงินที่ได้จากการขาย IPO ไปใช้ลงทุนขยายสาขา ไปใช้เพื่อรองรับการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของบริษัท ชำระเงินกู้สถาบันการเงินและภาระหนี้อื่นๆ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน      
สรุปข่าวรอบสัปดาห์ 15-21 กรกฎาคม 2562

สรุปข่าวรอบสัปดาห์ 15-21 กรกฎาคม 2562

เอช เอสเตท เปิดโปรเจ็กต์ Arti Sukhumvit 71 นายณัฐพล จินตนา กรรมการบริหาร บริษัท เอซ เอสเตท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ได้เปิดขายโครงการ ‘Arti Sukhumvit 71’ เป็นคอนโดมิเนียมแบบ High rise ติดถนนสุขุมวิท 71 ความสูง 21 ชั้น จำนวนเพียง 115 ยูนิต   มีขนาดห้อง Studio, ห้อง 1 bedroom และ Loft ที่ให้พื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น รวมถึงแบบ 2 ห้องนอน และ Penthouse ขนาดกว่า 100 ตร.ม. รองรับลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ เป็นคอนโดที่เหมาะกับคนอายุ 28-40 ปี หรือกลุ่ม Young Adult ราคาเริ่ม 2.69  ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการ 525 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างในไตรมาสที่ 4 ปี 2562 และมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี ไตรมาสที่ 4 ปี 2564 โดยมีบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดและการขาย   ออริจิ้น จับมือวิทยาลัยดุสิต เพิ่มทักษะแม่บ้าน นายธนา ต่อสหะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า  ได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยดุสิตธานี จัดการอบรมหลักสูตร “ทักษะการทำความสะอาด และการบริการมาตรฐานโรงแรม 5 ดาว” เพื่อพัฒนาทักษะ ความรู้และเพิ่มศักยภาพให้กับทีมพนักงานทำความสะอาดหรือทีมแม่บ้าน ให้สามารถปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐานโรงแรมระดับ 5 ดาว  ซึ่งบริษัทยังมีแผนงานฝึกอบรมในหลักสูตรด้านการสื่อสารและการสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า ให้กับพนักงานในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับงานดูแลและบริการลูกค้าตลอดปี 2562  เพื่อนำร่องเพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศในด้านงานบริการอย่างครบวงจร  (Service Excellence) ของบริษัทต่อไป   เคาะราคา IPO อินเด็กซ์ฯ 22 บาท นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM เปิดเผยว่า หลังจากสำรวจความต้องการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO)  จากนักลงทุนสถาบัน (Bookbuilding) เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมาพบว่า ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยนักลงทุนสถาบันแสดงความต้องการจองซื้อหุ้น IPO ของ ILM มากกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรไว้ให้แก่นักลงทุนสถาบันถึง 8 เท่า ที่ราคาสูงสุดหุ้นละ 22 บาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในพื้นฐานธุรกิจและโอกาสการเติบโตที่ดีในอนาคต ดังนั้นจึงกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ราคาหุ้นละ 22 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขาย เตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น IPO ในวันที่ 17 – 19 กรกฎาคมนี้ และคาดว่าจะนำหุ้น ILM เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้   รีจัส เปิดขายแฟรนไชส์ co-working space นาย แมทธิว เจมส์ เคนลีย์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจสัมพันธ์ของ IWG เปิดเผยว่า รีจัส (Regus) ผู้ให้บริการพื้นที่สำนักงาน หรือ เวิร์คสเปซ ระดับโลก ประกาศเปิดธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย ในงาน Thailand Franchise & Business Opportunities 2019 (TFBO) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคที่ผ่านมา โดยงานนี้เป็นครั้งแรกที่ รีจัส เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถเข้าถึงโมเดลการทำธุรกิจการให้บริการเวิร์คสเปซ ที่กำลังเติบโตอยู่ในปัจจุบันได้เป็นครั้งแรก และธุรกิจนี้จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการขยายเครือข่ายรีจัสในระดับโลกอีกด้วย   โฮมโปรจัดงานแฟร์ พร้อมโปรสูงสุด 70% นางสาวสิริวรรณ เสริมชีพ ผู้จัดการทั่วไปสายสื่อสารการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เปิดเผยว่า ได้จัดงานโฮมโปรแฟร์ ขึ้เป็นครั้งที่ 4 ภายใต้คอนเซปต์ ช้อป ชิม ชิลล์ ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 -29 กรกฎาคม 2562 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีโปรโมชั่นสุดโดน ลดราคาสูงสุด 70% และมีการจัดพื้นที่ไลฟ์สไตล์โซน ‘ช้อป กิน ถิ่นสยาม’ ที่ขนขบวนสุดยอดอาหารร้านดังมามากกว่า 150 ร้านค้าทั่วไทย โดยตั้งเป้ายอดขายกว่า 550 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 11 วันของการจัดงาน   สเปซเซส จับมือ ฟิตเนส 24 เซเว่น ให้สิทธิพิเศษสมาชิก นายธารนที อัญญโพธิ์, ผู้ประสานงานฝ่ายขาย สเปซเซส เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับ “ฟิตเนส 24 เซเว่น” (Fitness24Seven)  เพื่อมอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิก สเปซเซส  โดยสามารถเข้าคลาสเรียนออกกำลังกายฟรี พร้อมได้รับส่วนลดพิเศษสำหรับสมาชิกเข้าใช้บริการที่ ฟิตเนส 24 เซเว่นได้ทุกสาขา 7 วันต่อสัปดาห์ ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับฟิตเนส 24 เซเว่น หนึ่งในผู้นำด้านฟิตเนสจากประเทศสวีเดน  ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2546 ที่ประเทศสวีเดนเป็นที่แรก ปัจจุบันมีสาขากว่า 230 แห่งทั่วโลกที่เปิดให้บริการ ไม่วาจะเป็นประเทศฟินแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โคลอมเบีย และไทย และมีแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ อีกในอนาคต  
SIRI ผนึก 3 พันธมิตร สานต่อ Green Mission ผลิตชุดเฟอร์นิเจอร์จากขวดพลากสติก

SIRI ผนึก 3 พันธมิตร สานต่อ Green Mission ผลิตชุดเฟอร์นิเจอร์จากขวดพลากสติก

หนึ่งในภารกิจสำคัญของ SIRI หรือบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เรื่อง Green Mission คือ การลดปริมาณขยะ หรือ  Waste Management ทั้งในพื้นที่โครงการก่อสร้าง และภายในโครงการที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นการคัดแยกขยะ หรือการลดปริมาณวัสดุที่จะก่อให้เกิดขยะ   ไม่เพียงแต่เรื่องของการลดปริมาณขยะเท่านั้น แต่แสนสิริพยายามต่อยอดแนวความคิดของ Green Mission ไปสู่เรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะการนำเอาขยะมารีไซเคิล และสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น ด้วยการพัฒนาเป็นสินค้าใหม่ ตามแนวคิด Upcycling  ซึ่งล่าสุดได้จับมือกับ 3 พันธมิตร ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC แบรนด์พาซาญ่า (PASAYA) และเอสบี เฟอร์นิเจอร์ ร่วมกันผลิตเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน เพื่อนำมาใช้ภายในโครงการของแสนสิริ   ความร่วมมือกันดังกล่าว เบื้องต้นจะมีการผลิตชุดเฟอร์นิเจอร์  ได้แก่ โซฟา ปลอกหมอนอิง และผ้าม่าน จากวัสดุรีไซเคิล ซึ่งเป็นเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงเส้นใยธรรมชาติ ซึ่งนำเอาขวดพลาสติกใส (PET) ที่ไม่ใช้งานแล้วมาเป็นวัตถุดิบผลิตเส้นด้าย ทำให้มีคุณสมบัติกันน้ำ น้ำมันซึม ป้องกันฝุ่นฝังในตัวผ้า ซึ่งชุดเฟอร์นิเจอร์ดังกล่าวจะถูกนำเอามาใช้ในห้องตัวอย่างของโครงการแสนสิริกว่า 30 โครงการ นายอุทัย อุทัยแสนสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฎิบัติการ แสนสิริ เปิดเผยว่า  นอกจากการนำเอาชุดเฟอร์นิเจอร์ดังกล่าวมาใช้ภายห้องตัวอย่างภายในโครงการของบริษัทแล้ว ยังวางแผนจะผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายให้กับลูกบ้านของแสนสิริที่สนใจนำเอาเฟอร์นิเจอร์ไปใช้  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา  แต่เบื้องต้นราคาสินค้าจะสูงกว่าปกติทั่วไป  เนื่องจากต้นทุนวัสดุสำหรับการผลิตสินค้าสูงกว่าวัสดุทั่วไป 10-20%   สำหรับรายละเอียดสินค้าที่ผลิตร่วมกัน ประกอบด้วย โซฟารุ่น Sofa Maoro Limited จากขวดพลาสติกเหลือใช้กว่า 500 ขวด ถูกนำมาแปรรูปเป็นเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล เพื่อนำมาใช้เป็นเส้นยืนในการผลิตผ้าบุโซฟา โดย PASAYA เป็นสีเทา BELUGA เพิ่มความเรียบหรู คลาสสิก สามารถเข้ากับการตกแต่งได้เกือบทุกรูปแบบ และนำมาตกแต่งโซฟารักษ์โลก SB Furniture เพิ่มความโดดเด่นของรูปทรงที่มีเส้นสายสไตล์โมเดิร์นที่เฉียบขาด   ผ้าม่าน PASAYA รุ่น JUPITER ผ้าม่านรักษ์โลกที่ออกแบบและผลิตขึ้นด้วยเทคนิคเฉพาะตัวของ PASAYA โดยนำเส้นด้ายพอลิเอสเตอร์รีไซเคิลจากขวดพลาสติก PET มาถักทอเป็นเส้นยืนในการผลิตผ้าม่านด้วยลวดลายพิเศษรุ่น JUPITER ในโทนสีเทา-น้ำตาล แบบ Shadow ที่สร้างความรู้สึกถึงผิวสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ สร้างบรรยากาศให้กับห้องได้อย่างลงตัว ช่วยลดปริมาณขวดพลาสติกบนโลกได้มากกว่า 500 ขวด   ปลอกหมอนอิงรุ่น TETRA ขนาด 18 นิ้ว จาก PASAYA  ปลอกหมอนอิงสีขาว-ดำ BLACK WHITE ขนาด 18 นิ้ว แปรรูปจากขวดพลาสติกเหลือใช้ 12 ขวดต่อปลอกหมอน 1 ใบ กลายเป็นเส้นด้ายพอลิเอสเตอร์รีไซเคิล ที่นำมาใช้เป็นเส้นยืนในการถักทอผ้าตกแต่งบ้าน ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ลายผ้าและตัดเย็บอย่างประณีตโดย PASAYA เมื่อจับคู่กับโซฟา MAORO ยิ่งช่วยเพิ่มดีเทลให้ชุดโซฟาที่เรียบหรูดูไม่ธรรมดาอีกต่อไป     ปลอกหมอนอิงรุ่น REPP ขนาด 15 นิ้ว จาก PASAYA   ที่มาพร้อมสีสันสดใสอย่างสีเหลือง LEMON CHROME และสีแดง MANDARIN RED ที่จะช่วยสร้างคอนทราสต์ให้การตกแต่งบ้านดูสนุกสนานมากยิ่งขึ้น โดยเส้นยืนของผ้าผลิตขึ้นจากเส้นด้ายพอลิเอสเตอร์รีไซเคิลที่สามารถช่วยลดปริมาณพลาสติกบนโลกได้ถึง 8 ขวดต่อปลอกหมอน 1 ใบ
เปิดแผน “บีไอดับบลิว” รุกตลาดผ้าม่านม้วน 2,000 ล้าน

เปิดแผน “บีไอดับบลิว” รุกตลาดผ้าม่านม้วน 2,000 ล้าน

แม้ว่าประเทศไทยจะมีฤดูหนาว ฤดูฝน และฤดูร้อน แต่ด้วยสภาพอากาศเมืองไทยส่วนใหญ่จะเผชิญกับอุณหภูมิที่ร้อนเสียเป็นส่วนใหญ่  แนวทางในการอยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นที่พักหรือสำนักงาน จึงมุ่งเน้นที่จะรักษาอุณหภูมิภายในห้องไม่ให้ร้อน การเปิดเครื่องปรับอากาศถือเป็นทางเลือกอันดับแรกๆ แต่ขณะเดียวกันการป้องกันไม่ให้อุณภูมิหรือแสงแดดส่งความร้อนเข้ามาในตัวห้อง ก็เป็นวิธีที่ถูกนำมาใช้ควบคู่กันด้วย วัสดุที่ถูกนึกถึงอันดับแรกๆ จึงเป็นผ้าม่าน เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดและอุณหภูมิเข้ามาภายในห้อง ธุรกิจผ้าม่านจึงเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของที่อยู่อาศัยหรือสำนักงานก็ตาม   โอกาสทางการตลาดดังกล่าวทำให้ “บีไอดับบลิว” ผู้ผลิตและนำเข้าผ้าม่านและอุปกรณ์  วางแผนธุรกิจเพื่อรองรับกับการเติบโตดังกล่าว โดยได้ลงทุน 40 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานผลิตผ้าม่านม้วนและมู่ลี่ไม้ เป็นโรงงานแห่งที่ 2  บนเนื้อที่ 15 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปีนี้  โดยสินค้าจะผลิตภายใต้แบรนด์ BIW ซึ่งจะใช้วัสดุทั้งไม้และหนังมาผลิตเป็นสินค้า เพื่อสร้างความแตกต่างจากท้องตลาด     นายสิริชัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บีไอดับบลิว เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดผ้าม่านโดยรวมมีผู้ประกอบการกว่า 8,000 ร้านค้า แต่หากเป็นสินค้าที่มีแบรนด์จะมีกว่า 20 แบรนด์ซึ่งทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ถือเป็นผู้เล่นหลักจะมีประมาณ ​6 ราย ซึ่งครองส่วนแบ่งกว่า 80% จากมูลค่าตลาดรวมกว่า  20,000 ล้านบาท  โดยที่ผ่านมาตลาดอยู่ในภาวะทรงตัว  แต่ตลาดที่เติบโตได้ดี คือ กลุ่มผ้าม่านม่วนซึ่งมีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งปีที่ผ่านมาเติบโตกว่า 140% เป็นเพราะผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสนใจติดตั้งผ้าม่านม้วนมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาสินค้าที่มีคุณสมบัติและดีไซน์ที่ดีขึ้น   โดยปัจจุบันบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายและทำตลาดสินค้ากลุ่มผ้าม่านม้วน  ภายใต้แบรนด์คูลิส (Coulisse) จากประเทศเนเธอร์แลนด์มาต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี  ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี  เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีจุดเด่น 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ดีไซน์ที่เชื่อมโยงกับเทรนด์แฟชั่น อาทิ การนำเอาแรงบันดาลใจจากการแสดงแฟชั่นของแบรนด์คริสเตียนดิออร์ และแอร์เมสมาดีไซน์ผ้าม่าน ทั้งสีและลวดลาย  2.ใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การนำเอาขวด PET มาช้เป็นส่วนผสมในวัสดุ  และ 3.ใช้เทคโนโลยีเข้ามาร่วมในการใช้งาน อาทิ การใช้ระบบแอพพลิเคชั่นควบคุมการเปิด-ปิดผ้าม่าน  เป็นต้น   “ผ้าม่านม้วนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้ผลิตพัฒนาวัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น วัสดุทนไฟ ป้องกันเชื้อรา ไม่มีสารพิษ  และลดอุณหภูมิได้ดี เป็นต้น และพัฒนาดีไซน์ที่ทันสมัยมากขึ้น”   โดยแนวทางการทำตลาดบริษัทจะมุ่งเน้นการสื่อสารและสร้างการรับรู้ในแบรนด์สินค้าและข้อมูลผลิตภัณฑ์ ผ่านตัวแทนร้านค้ากว่า 1,000 รายทั่วประเทศ คาดว่าปีนี้จะทำยอดขายได้ 140 ล้านบาท ส่วนทั้งกลุ่มบริษัทที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าม่านและอุปกรณ์ภายใต้แบรนด์อื่นด้วยนั้น คาดว่าในปีนี้จะทำยอดขายได้ 240-300 ล้านบาท          
เปิดแผน จุสก์ เฟอร์นิเจอร์จากเดนมาร์ก จิ๊กซอว์เสริมรายได้บุญถาวร 3 ปีหวังยอดขาย 1,000 ล้าน

เปิดแผน จุสก์ เฟอร์นิเจอร์จากเดนมาร์ก จิ๊กซอว์เสริมรายได้บุญถาวร 3 ปีหวังยอดขาย 1,000 ล้าน

ตลาดค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน  ตอนนี้แข่งขันกันรุนแรงเหลือเกิน เพราะแบรนด์ต่างชาติก็รุกทำตลาดอย่างหนัก แบรนด์ไทยเจ้าถิ่นก็ต้องตั้งรับ เตรียมกลยุทธ์ออกมาสู้ ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงหน้าฝนที่ถือเป็น “โลว์ซีซั่น” ของหลายๆ ธุรกิจด้วย ทำให้เราเห็นการแข่งขันทั้งด้านราคาและโปรโมชั่นกันมากมาย   แม้ว่าตลาดค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน การแข่งขันจะรุนแรง แต่ก็มีผู้เล่นหน้าใหม่ที่กระโดดเข้ามาทำตลาดเมื่อมีโอกาส อย่างล่าสุด แบรนด์จุสก์ (JYSK) จากประเทศเดนมาร์ก ซึ่งกลุ่มบุญถาวร เป็นผู้ซื้อแฟรนไชส์เข้ามาเปิดธุรกิจในบ้านเรา โดยเหตุผลสำคัญของการนำเอาแบรนด์จุสก์เข้ามาทำตลาดนั้น คือ การเติมเต็มธุรกิจ จำหน่ายวัสดุก่อสร้างและซ่อมแซม ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบุญถาวร เพราะแต่เดิมยังขาดสินค้าในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ทำให้ลูกค้าของกลุ่มบุญถาวร ต้องไปซื้อสินค้ากับเจ้าอื่น ถือว่าเป็นการสูญเสียโอกาสในการสร้างรายเพิ่ม ส่วนสาเหตุที่เลือกแบรนด์จุสก์เข้ามาทำตลาดนั้น เป็นเพราะชื่อเสียงของแบรนด์ที่ถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งรายใหญ่ มีสาขาทั่วโลกกว่า 2,700 สาขา ครอบคลุมถึง 50 ประเทศ โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่ 51 ที่มีแบรนด์จุสก์เข้ามาทำตลาด ขณะเดียวกันสไตล์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านมีรูปแบบสไตล์สแกนดิเนเวีย ซึ่งถือว่าเป็นสไตล์สากลได้รับความนิยมทั่วโลก เฟอร์นิเจอร์ใส่ความมินิมัลลิสต์ โทนสีธรรมชาติทำให้สามารถใช้งานได้กับบ้านทุกแบบ ที่สำคัญราคาสินค้าผู้บริโภคสามารถเอื้อมถึงได้ แม้ว่าสินค้าจะนำเข้ามาประเทศเดนมาร์กทั้งหมด   นายคมสัน บพิตรพิทักษ์​ ผู้จัดการทั่วไป จุสก์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้ตั้งเป้าหมายการดำเนินธุรกิจภายในระยะ 3 ปีจะสร้างยอดขายให้ได้ 1,000 ล้านบาท โดยมีกลยุทธ์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขายอย่างต่อเนื่อง เฉพาะในปีนี้จะเปิดสาขาให้ครบ 10 สาขาจากปัจจุบันมี 6 สาขา และภายในระยะ 3 ปีจะมีสาขาครอบคลุม ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 30-40 สาขา ใช้งบการลงทุน 10 ล้านบาทสำหรับสาขาขนาดเล็ก ซึ่งมีพื้นที่ 400-500 ตารางเมตร และการขยายร้านขนาดใหญ่ พื้นที่มากกว่า 1,300 ตารางเมตร ด้วยงบลงทุน 20 ล้านบาทต่อสาขา   “ร้านจุสก์จะขยายไปพร้อมร้านบุญถาวรด้วยหากมีพื้นที่ เป็นการเสริมตลาดซึ่งกันและกัน ปัจจุบันบุญถาวรมี 16  สาขา”   นอกจากการขยายสาขาเพิ่มแล้ว กลยุทธ์สำคัญที่ถือเป็นจุดแข็งของแบรนด์จุสก์ คือ สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ 100% โดยมีราคาที่ผู้บริโภคสามารถซื้อได้ มีกลุ่มสินค้าให้เลือกกว่า 3,000 รายการ การจัดโปรโมชั่น และการบริการหลังการขาย  ซึ่งในช่วงปีแรกบริษัทจะเน้นการสร้างแบรนด์และสร้างการรับรู้ผ่านสื่อออนไลน์ โดยเตรียมงบประมาณการทำตลาดไว้ 3-5% ของยอดขาย นายคมสัน กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า แม้ว่าปัจจุบันภาวะตลาดจะแข่งขันสูง แต่ตลาดมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งแบรนด์จุสก์ถือเป็นหนึ่งทางเลือกในการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค และถือเป็นการตอบโจทย์ความต้องการสินค้าของลูกค้าบุญถาวร  ทำให้บริการลูกค้าได้ครบวงจร  เพราะที่ผ่านมาลูกค้าบุญถาวร จะซื้อเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านจากผู้ประกอบการรายอื่น   “ความท้าทายในการทำตลาด คือ ต้องทำให้คนรู้จักแบรนด์ ถ้าคนรู้จักจะตัดสินใจซื้อได้ง่าย เพราะเป็นของดีมีคุณภาพและราคาเข้าถึงได้ง่าย”
ล็อกซเล่ย์ ส่ง “LET care” บุกตลาดรักษาความปลอดภัย บ้าน-ออฟฟิศ-ร้านทอง

ล็อกซเล่ย์ ส่ง “LET care” บุกตลาดรักษาความปลอดภัย บ้าน-ออฟฟิศ-ร้านทอง

การพักอาศัยอยู่ในบ้าน นอกจากบ้านจะตอบโจทย์เรื่องของความสะดวกสบายแล้ว เดี๋ยวนี้ผู้ประกอบการยังได้ใส่ฟังก์ชั่นพิเศษ เพื่อคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีอีกหลายอย่างภายในบ้าน อาทิ ระบบระบายอากาศ เพื่อให้บ้านปลอดโปร่ง เย็นสบาย ระบบแสงจากธรรมชาติเข้าสู่ตัวบ้าน ระบบการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การนำระบบ IoT เข้ามาพัฒนาให้บ้านเป็น Smart Home เป็นต้น แต่ไม่ว่าบ้านจะมีฟังก์ชั่นพิเศษอะไรก็ตาม หากผู้อยู่อาศัยไม่มีความปลอดภัยจากการโจรกรรม หรือบรรดามิจฉาชีพ ฟังก์ชั่นของบ้านที่ดีแค่ไหนก็คงไม่มีประโยชน์   “ระบบรักษาความปลอดภัย” จึงเป็นอีกหัวใจสำคัญของการอยู่อาศัย ที่ให้ทั้งความ “อุ่นใจ” และ “สบายใจ” ทั้งในขณะที่พักอาศัยอยู่ในบ้านหรือออกไปทำงานนอกบ้าน ซึ่งระบบความปลอดภัยพื้นฐานที่ผู้ประกอบการมักจะนำเอามาใส่ไว้ในโครงการ  คือ ระบบรปภ. ระบบกล้องวงจรปิด และสมาร์ทคีย์การ์ด แต่ในยุคปัจจุบันคงไม่เพียงพอ  เพราะเจ้าของบ้านต้องการความสบายใจมากกว่านั้น  ทางเลือกของเจ้าของบ้านจึงต้องหาอุปกรณ์  และระบบรักษาความปลอดภัยมาติดตั้งไว้ในบ้านของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นระบบกล้องวงจรปิด  เพื่อเพิ่มความมั่นใจมากขึ้นแม้ว่าจะไม่ได้พักอาศัยอยู่ภายในบ้านก็ตาม ​ ธุรกิจกล้องวงจรปิดและระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน จึงเป็นหนึ่งทางเลือกที่เจ้าของบ้านหลายราย เลือกจะนำเอามาใช้สร้างความอุ่นใจ  และปกป้องบ้านของตัวเอง รวมถึงใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การเฝ้าดูผู้สูงอายุภายในบ้าน เพราะเดี๋ยวนี้ระบบกล้องวงจรปิด สามารถจะมอนิเตอร์ดูภาพของกล้องได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว ไม่ว่าเจ้าของบ้านจะอยู่ที่ใดบนโลกนี้ ก็สามารถตรวจดูบ้านของตนเองได้ ขอเพียงแต่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตกับโทรศัพท์มือถือเท่านั้นก็พอ  ส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์กล้องวงจรปิดเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีผู้ประกอบการเข้ามาจับตลาดนี้เพิ่มมากขึ้น   ว่าที่ร้อยตรีนำพล ใคร้วานิช  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  บริษัท ล็อกซเล่ย์ อีโวลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด ในกลุ่มล็อกซเล่ย์  เปิดเผยว่า แต่ละปีตลาดระบบและอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยน่าจะเติบโตประมาณ 5% เพราะปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น ประกอบกับอุปกรณ์มีความทันสมัย เป็นระบบ IoT ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกันทำให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้งาน ขณะเดียวกันดีเวลลอปเปอร์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้นำระบบรักษาความปลอดภัยเข้ามาติดตั้งภายในโครงการ และใช้เป็นจุดขายของโครงการด้วย   “ปัจจุบันบ้านระดับ 3-5 ล้านบาท หันมาให้ความสนใจในการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยสำเร็จรูปมากขึ้น เพราะต้องการความสะดวกสบายในการควบคุมและดูแล”   สำหรับแผนธุรกิจของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังนี้  ได้เตรียมขยายตลาดระบบรักษาความปลอดภัย LET care จับตลาดกลุ่มลูกค้าทั่วไป หรือ B2C จากที่ผ่านมามุ่งจับตลาดลูกค้า B2B เป็นหลัก เช่น ร้านวัตสัน และธนาคารฮ่องกง รวมถึงกลุ่มลูกค้าโครงการขนาดใหญ่และหน่วยงานภาครัฐ โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่บริษัทจะขยายตลาด คือ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์  ร้านทอง สำนักงาน และลูกค้าทั่วไปที่ต้องการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย โดยแนวทางการทำตลาดจะใช้สื่อออนไลน์เพื่อสร้างการรับรู้ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการใช้ตัวแทนจำหน่ายและทีมขายของบริษัทในการทำตลาด โดยคาดว่าในปีแรกจะมียอดขาย LET care ประมาณ​ 200 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนประมาณ​ 20% จากยอดขายรวมของทั้งบริษัท 1,000 ล้านบาท ​   โดยชุดระบบรักษาความปลอดภัย LET care  วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 29,900 บาท ​โดยยังได้ร่วมมือกับบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) มอบกรมธรรม์ให้สูงสุด 1 ล้านบาท ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปีด้วย ภายในชุดรักษาความปลอดภัยจะประกอบด้วย กล้องวงจรปิด IP CCTV กล่องควบคุมสัญญาณ เซ็นเซอร์ประตู หน้าต่าง เซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหว ระบบควบคุมไฟฟ้า สัญญาณเตือนภัย และรีโมทคอนโทรล ซึ่งจะมี Application LET care ในการแจ้งเตือนผู้บุกรุกหรือดูไลฟ์วิดีโอผ่านสมาร์ทโฟน การตรวจจับความผิดปกติทั้งความร้อน อุณหภูมิ กลุ่มควันภายในบ้าน รวมถึงสามารถควบคุมแสงสว่าง เปิด/ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในพื้นที่อยู่อาศัย พร้อมส่งสัญญาณแจ้งเตือนหน่วยงานฉุกเฉินที่เกี่ยวข้อง อาทิ แจ้งสถานีตำรวจหากมีผู้บุกรุก แจ้งทีมแพทย์ฉุกเฉินหากเกิดอุบัติเหตุกับผู้พักอาศัย ผสานกับการให้บริการของทีมตรวจสอบความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน CCC (Command Control Communication)   นอกจากนี้ บริษัทยังมีแพลทฟอร์มเป็นของตนเอง มีชื่อว่า บียอน แพลทฟอร์ม (Beyond Platform) ซึ่งร่วมมือกับ บริษัทบราเซ็นท์ ประเทศสิงคโปร์ ในการพัฒนาแพลทฟอร์มอัจฉริยะด้านรักษาความปลอดภัย ผ่านบิ๊กดาต้าและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาผสานเข้ากับ กล้องโทรทัศน์วงจรปิด โดรน-อากาศยานไร้คนขับ ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับต่างๆ ในระดับเมือง จังหวัด และภูมิภาค บริหารจัดการแบบศูนย์รวมผ่านห้องปฏิบัติการ Single Command Control Center ภายใต้คอนเซ็ปต์ 3P : Predict, Prepare, Prevent และ 1M : Manage โดยบริการบริษัทประกอบด้วย 4 กลุ่มงานเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ซึ่งสามารถออกแบบและให้บริการได้ตามความต้องการของลูกค้า ทั้งในด้านอุปกรณ์ เทคโนโลยี ระบบงานและงบประมาณ  ได้แก่ 1.กลุ่มงานระบบเทคโนโลยีความมั่นคงเพื่อความปลอดภัยระดับเมืองและเขตชุมชนขนาดใหญ่ (Public Safety) 2.กลุ่มงานเทคโนโลยีไร้มนุษย์ควบคุมและระบบบริหารจัดการล้ำอนาคต (Beyond Platform & Unmanned Security)  3.กลุ่มงานเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อระบบท่าอากาศยาน (Airport Technology) และ 4.กลุ่มงานเทคโนโลยีขั้นสูง (Special Technology)   สำหรับผลงานที่บริษัทดำเนินการติดตั้งและส่งมอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ ระบบบูรณาการรักษาความปลอดภัยของตำรวจภูธรภาค 5 เฟสหนึ่ง ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ 4 จังหวัด จากทั้งหมด 8 จังหวัด เป็นต้น ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามอาชญากรรมต่างๆ ได้ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที นอกจากนี้ยังมีที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (สถานีขนส่งหมอชิต) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานหาดใหญ่  
3 เหตุผลสำคัญที่ “อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น

3 เหตุผลสำคัญที่ “อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น

สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ดูแล้วไม่ได้คึกคักเหมือนหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีมาตรการ LTV มาลดระดับความร้อนแรงของกลุ่มนักเก็งกำไรและกลุ่มนักลงทุน แถมสภาพเศรษฐกิจก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวดีขึ้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อย่างกลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน  ก็เลยออกอาการชะลอตัวตามไปด้วย  ทำให้ช่วงนี้ได้เห็นการทำตลาดสารพัดรูปแบบ และการจัดโปรโมชั่น “ลด แลก แจก แถม” ออกมากันทุกค่าย  เพราะต้องกระตุ้นยอดขายกันหน่อย ไม่เช่นนั้นยอดขายจะไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางกันไว้   นอกจากความเคลื่อนไหวในเรื่องสงครามโปรโมชั่นแล้ว  เห็นกันถี่ยิบแทบทุกเดือนแล้ว ความเคลื่อนไหวสำคัญของตลาดเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่สำคัญ คือ กลุ่มอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อนำเงินมาขยายธุรกิจและเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ให้สามารถแข่งขันได้กับเพื่อนๆ ในสงครามการค้า ที่มีทั้งแบรนด์ไทยและต่างชาติแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน   หลังจาก บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ  ILM ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ล่าสุด ก.ล.ต.ได้อนุมัติให้สเนอขายหุ้นกับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ซึ่งคาดว่าจะสามารถเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ภายในไตรมาส 3 ของปี 2562 นี้ 3 เหตุผลระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันบริษัท มีทุนจดทะเบียน 2,525 ล้านบาท เป็นหุ้นสามัญจำนวน 505 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (PAR) หุ้นละ 5 บาท เป็นทุนชำระแล้วจำนวน 2,000 ล้านบาท เป็นหุ้นสามัญจำนวน 400 ล้านหุ้น ซึ่งเตรียมเสนอขายหุ้นไอพีโอ จำนวน 105 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 20.79% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัท โดยวัตถุประสงค์ของการระดมทุนครั้งนี้ จะนำไปใช้ใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.ขยายธุรกิจของบริษัท ผ่านการลงทุนในรูปแบบต่างๆ  2.ชำระคืนเงินกู้ยืมแก่สถาบันการเงิน เช่น เงินกู้ยืมระยะสั้น สำหรับการจ่ายเงินปันผล 1,200 ล้นาบาท ให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  และ 3.ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน   นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ ILM เปิดเผยว่า การเข้าระดมทุนครั้งนี้ เพื่อเสริมศักยภาพและขีดความสามารถการแข่งขันธุรกิจร้านค้าปลีกของแต่งบ้าน ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่  ผ่านร้านค้าปลีกทั้ง 4 แบรนด์หลัก ได้แก่ 1.Index Living Mall 2. Trend Design 3. Winner และ 4. Younique ที่มีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่ เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ของใช้ภายในบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำหลากหลายแบรนด์ ทำให้สามารถตอบสนองกลุ่มลูกค้าได้ทุกไลฟ์สไตล์   เปิด 3 สาขา Index Living Mall      บริษัทมีแผนขยายสาขาเพิ่ม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้ได้มากขึ้น รองรับกับการขยายตัวของเมืองต่างๆ โดยจะเลือกทำเลที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ มีศักยภาพในการเติบโต และยังไม่มีร้านค้าของบริษัทตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง พื้นที่ดังกล่าวจะต้องมีประชากรหนาแน่นและมีศักยภาพในการซื้อสินค้า รวมถึงมีความสะดวกสบายในการเดินทางและสามารถเข้าถึงร้านค้าของบริษัทได้ง่าย   ปัจจุบันบริษัทมี Index Living Mall และ Index Furniture Center จำนวน 36 แห่ง  มีแผนขยายสาขาของร้านค้า Index Living Mall เพิ่ม 2-3 สาขาต่อปี ภายในปี 2562 – 2563  มีแผนเปิดร้าน Index Living Mall จำนวน 3 สาขา ได้แก่   1.สาขาจันทบุรี มีพื้นที่ขายประมาณ 3,500 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุนประมาณ 160 ล้านบาท และคาดว่าจะเปิดบริการได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2562 2.สาขาสุขาภิบาล 3 ปัจจุบันโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างดำเนินการออกแบบรูปแบบโครงการ โดยโครงการดังกล่าวจะมีพื้นที่ขายประมาณ 3,500 ตารางเมตร และคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 160 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถเปิดบริการได้ภายในเดือนธันวาคม 2563 3.สาขารามอินทรา โครงการดังกล่าวจะมีพื้นที่ขายและพื้นที่ให้เช่าประมาณ 9,200 ตารางเมตร คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท และเปิดบริการได้ภายในเดือนตุลาคม 2563 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบรูปแบบโครงการ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดสาขาเพิ่มในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยจะคำนึงถึงศักยภาพและการเติบโตของพื้นที่ดังกล่าวเป็นหลัก เดินหน้าขยาย Younique+Winner เพิ่ม   ในปี 2560 บริษัทได้เปิดตัวบริการ “Younique Customized Furniture 4.0” ซึ่งเป็นบริการเฟอร์นิเจอร์สั่งตัดรูปแบบใหม่ที่ลูกค้าสามารถปรับแต่งขนาดและดีไซน์ได้เองตามความต้องการ และลูกค้าสามารถปรับขนาดของเฟอร์นิเจอร์สั่งตัดดังกล่าวได้อย่างอิสระ โดยในปี 2562 มีแผนขยาย Younique เพิ่มเติมในสาขาร้าน Index Living Mall โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 60 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2562   นอกจากนี้ ยังแผนขยายร้าน “Winner Furniture Center”  ที่จะจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ WINNER ซึ่งบริษัทดำเนินการและบริการเอง เป็นแบรนด์จับตลาดแมสเป็นหลัก ใน 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.รูปแบบ Compact ที่มีพื้นที่ประมาณ 1,050 ตารางเมตร และใช้เงินลงทุนประมาณ 25 ล้านบาทต่อสาขา   2.รูปแบบ Standard ที่มีพื้นที่ประมาณ 1,411 ตารางเมตร และใช้เงินลงทุนประมาณ 33 ล้านบาทต่อสาขา และ  3.รูปแบบ Extra ที่มีพื้นที่ประมาณ 1,700 ตารางเมตร และใช้เงินลงทุนประมาณ 35 ล้านบาทต่อสาขา   ในปีนี้บริษัทจะเปิดทั้งหมด 2 สาขา และคาดว่าจะใช้เงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 60 ล้านบาท โดยจะเปิดร้านค้าเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กสาขาแรกที่จังหวัดราชบุรี ในรูปแบบ Standard ซึ่งคาดว่าจะมีพื้นที่ขายประมาณ 1,500 ตารางเมตร ปัจจุบันได้จัดหาและลงนามสัญญาเช่าที่ดินสำหรับร้านดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างออกแบบรูปแบบโครงการ โดยจะสามารถเปิดบริการได้ภายในเดือนสิงหาคม 2562   ลุยโปรเจ็กต์ “โซลาร์รูฟท็อป” ลดค่าไฟฟ้า   ในปี 2561  กลุ่มบริษัท ได้ทดลองติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งได้เริ่มติดตั้งที่โรงงานและร้านค้า Index Living Mall จำนวน 4 สาขา ผลปรากฎว่าทั้งโรงงานและร้านค้าทั้ง 4 สาขา มีค่าไฟฟ้าลดลง ในปีนี้บริษัทจึงมีแผนขยายการลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อป ที่ร้าน Index Living Mall อีกจำนวน 6 สาขา  คาดว่าใช้เงินลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท   ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต ด้วยการนำเครื่องจักรที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมาใช้มากขึ้น และเน้นการผลิตแบบอัตโนมัติ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมาตรฐาน และความแม่นยำในการผลิตสินค้า ลดความผิดพลาดจากพนักงานในกระบวนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งรับรองการผลิตสินค้า Younique ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 223 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทได้ซื้อเครื่องจักรและเริ่มติดตั้งแล้วบางส่วน ซึ่งคาดว่าทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2562 ในปีนี้บริษัทยังมีแผนการลงทุนในโครงการย่อย ๆ อื่น โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 213 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการปรับปรุงอาคารของร้านค้า Index Living Mall และอาคารสำนักงานใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 98 ล้านบาท 2. โครงการลงทุนทางด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับการซื้อโปรแกรมและอัพเกรดโปรแกรม ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 80 ล้านบาท 3. โครงการปรับปรุงพื้นอาคารและซื้อชั้นวางสินค้าของศูนย์กระจายสินค้าเอกชัย และซื้อสินทรัพย์อื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 18 ล้านบาท และ 4. โครงการซื้อรถยนต์และรถบรรทุกส่งสินค้าใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 17 ล้านบาท   3 ปีรายได้โตเฉลี่ย 1.2%    สำหรับผลประกอบการของบริษัทในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา  มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 2,299 ล้านบาท ลดลง 1.15% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้จากการขาย 2,326 ล้านบาท ส่วนปี 2561 บริษัทมีรายได้ รวมที่ 9,767 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 431 ล้านล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น ที่ 44% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิที่ 4.4%  ส่วนผลประกอบการในช่วงปี 2559-2561 ที่ผ่านมา บริษัทเติบโตเฉลี่ย 1.20% ต่อปี โดยในปี 2559 มีรายได้รวม 8,954.90 ล้านบาท  ปี 2560 มีรายได้รวม 8,908.30 ล้านบาท และปี 2561 มีรายได้รวม 9,174.20 ล้านบาท