Tag : LivingProducts

168 ผลลัพธ์
จระเข้  เดินหน้าโตอย่างยั่งยืน สู่ทศวรรษที่ 4 วางเป้าหมายรายได้ 5,000 ล้าน

จระเข้ เดินหน้าโตอย่างยั่งยืน สู่ทศวรรษที่ 4 วางเป้าหมายรายได้ 5,000 ล้าน

จระเข้  เดินหน้าสู่ทศวรรษที่ 4 วางวิสัยทัศน์-ทิศทางธุรกิจ มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าก่อสร้าง เพื่อความสุขที่ยั่งยืน พร้อมเป้าหมายรายได้ 5,000 ล้าน เตรียมรุกหนักตลาดประเทศเพื่อนบ้าน หวังเพิ่มสัดส่วนรายได้ขึ้นเป็น 20%   นายศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าตรา “จระเข้” เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2535 จนถึงปัจจุบัน  ได้ดำเนินธุรกิจมากว่า 30 ปีแล้ว  ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่ก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 ในการดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กลุ่มกาวยาแนว กาวซีเมนต์ สี และผลิตภัณฑ์เคมีก่อสร้าง ซึ่งยังคงมุ่นเน้นการ​สร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าก่อสร้าง เพื่อคุณภาพชีวิตและสร้างความสุขที่ยั่งยืน บนพื้นฐานของการให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม   สำหรับก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 บริษัทได้วางทิศทางการดำเนินธุรกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า ยังคงเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดกาวซีเมนต์  กาวยาแนวปูกระเบื้อง และไม่หยุดยั้งในการพัฒนานวัตกรรมเคมีก่อสร้าง  ที่ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น นวัตกรรมซ่อมแซม และตกแต่งแบบครบวงจร เพื่อบ้าน อาคาร  ไปจนถึงงานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)  สีจระเข้ (SEE JORAKAY) สีธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากสีทั่วไป โจทย์เทรนด์สุขภาพและการดูแลสิ่งแวดล้อม  ผลิตภัณฑ์น้ำยาเคลือบและปกป้องพื้นผิว (Coating) และ JORAKAY GREEN PRODUCTS  ตอบโจทย์อาคารเขียว โดยวางเป้าหมายทำรายได้ 4,000-5,000 ล้านบาท ทั้งนี้ แผนการลงทุนใน 3-5 ปี จะมีการพัฒนานวัตกรรม ทั้งในด้านของการขยายสินค้ากลุ่มเคมีก่อสร้างให้ครอบคลุมมากขึ้น ใช้ Enterprise Resource Planning หรือ ERP พัฒนาระบบการจัดการตั้งแต่การผลิต จัดส่ง และเชื่อมต่อการชำระเงิน รองรับการขยายช่องทางการจัดจำหน่าย สอดคล้องกับธุรกิจยุคใหม่ ผนวกกับ Customer Data / Digital Transformation เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำมากขึ้น รวดเร็วขึ้น ในรูปแบบของ B2B2C  เสริมด้วย Non Products เช่น บริการติดตั้ง โดยช่างฝีมือที่ได้รับการรับรองจากศูนย์ฝึกอบรม จระเข้ อะคาเดมี่ (JORAKAY ACADEMY TRAINING CENTER) เป็นการต่อยอดบริการให้คำปรึกษาและบริการเกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัยอย่างครบวงจร   นายศุภพงษ์ กล่าวอีกว่า เพื่อการเติบโตตามเป้าหมายดังกล่าว ส่วนหนึ่งบริษัทจะมุ่งเน้นขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV และมาเลเซีย ที่สำคัญจะมุ่งทำตลาดในประเทศเวียดนาม เนื่องจากเป็น​ตลาดที่มีโอกาสการเติบโตสูง และยังมีอัตราการใช้งานผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงไม่มากนัก ซึ่งจะมีรูปแบบการทำตลาดใหม่ หลังจากที่ได้เข้าไปทำตลาดเมื่อ 4-5 ปีก่อนหน้านี้ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าชาวเวียดนาม โดยบริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 20% จากปัจจุบันมีไม่ถึง 10% ส่วนในปีนี้บริษัทคาดว่าจะทำรายได้มากกว่า 3,000 ล้านบาท  มีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งมีรายได้ 2,800 ล้านบาท  ปัจจุบันสินค้าที่มียอดขายสูงสุดกว่า 80% ของยอดขายทั้งหมด ได้แก่ กลุ่มกาวซีเมนต์ เขียว แดง เงิน ทอง โดยเฉพาะกาวเขียวที่มียอดขายอันดับ 1 กลุ่มกาวยาแนวพรีเมียม พลัส ป้องกันราดำ ที่มียอดขายอันดับ 1 ซึ่งจระเข้เป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมนี้รายแรกในตลาดกาวยาแนว และกลุ่มผลิตภัณฑ์กันซึม รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมซีเมนต์กันซึมส่วนผสมเดียวรายแรก ส่วนช่องทางในการจัดจำหน่ายปัจจุบัน แบ่งเป็นออฟไลน์ 95% ผ่านช่องทางดีลเลอร์กว่า 3,000 ราย ร้านโมเดิร์นเทรด 300 แห่ง และช่องทางออนไลน์อยู่ที่ 5%   ด้านของการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนด 5 กลยุทธ์สำคัญด้านความยั่งยืนครอบคลุมทุกห่วงโซ่ ได้แก่ 1. ลดการปล่อย CO2 ในกระบวนการต่างๆ  2. ลดปริมาณขยะและของเสียเน้นใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3. ลดองค์ประกอบหรือกระบวนการที่ก่อให้เกิดสารพิษ 4. เพิ่มสัดส่วนยอดขายสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 5. สนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ด้านการศึกษา สุขอนามัย และสิ่งแวดล้อม   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -สีจระเข้ รีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบเกือบ 20 ปี ปูทางสร้างยอดขาย 300 ล้าน -สีจระเข้ เปิดแฟลกชิพ สโตร์ โชว์ผลิตภัณฑ์ พร้อมสร้างประสบการณ์ใช้จริงให้ลูกค้า​
[PR News]ไทวัสดุ ส่งแคมเปญ “ใช่เลย ถูกจริง”

[PR News]ไทวัสดุ ส่งแคมเปญ “ใช่เลย ถูกจริง”

ใช่เลย ถูกจริง บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำผู้นำตลาดค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง และของตกแต่งบ้าน  ชูกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจเคียงข้างคนไทย ผ่านแคมเปญ “ไทวัสดุ ใช่เลย ถูกจริง”  ตรึงราคาสินค้ากว่า 2,000 รายการ ให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในการเลือกซื้อสินค้าได้ถูกทุกวันราคาเดียวกันทุกสาขาทั่วประเทศ  พร้อมปลุกกำลังซื้อสอดรับตลาดอสังหาในประเทศส่งสัญญาณฟื้นตัว มั่นใจคนไทยได้สินค้าคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ตอบโจทย์ทุกความต้องการ  ใช่เลย ถูกจริง ฃ . นางสาวชุติพร คงเจริญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำตลาดค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง ที่มุ่งเป้าการเติบโตของธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง พร้อมสร้างคุณค่าร่วมเคียงข้างคนไทยในการคัดสรรสินค้าวัสดุก่อสร้างและสินค้าเพื่อบ้านที่ดีมีคุณภาพราคาถูก ผ่านช่องทางการเลือกซื้อสินค้าที่หลากหลายตอบโจทย์ทุกความต้องการ ล่าสุดจัดแคมเปญ “ไทวัสดุใช่เลย ถูกจริง” เน้นตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และรักษามาตรฐานด้านราคาของไทวัสดุให้คงที่เพื่อผู้บริโภคทุกคนกว่า 2,000 รายการ อาทิ กลุ่มสินค้าโครงสร้าง วัสดุก่อสร้าง เครื่องมือช่าง กระเบื้อง หลังคา ปั๊มน้ำ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสีทาอาคาร เป็นต้น . ใช่เลย ถูกจริง นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง และสินค้าเพื่อบ้านให้กลับมาคึกคักอีกครั้งรับทิศทางการฟื้นตัวของตลาดอสังหาที่มีแนวโน้มกลับมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดรับกับการเปิดสาขาใหม่ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งล่าสุดได้เปิดสาขาบางแสน ลำดับที่ 62 และในเดือนกันยายนนี้ เตรียมเปิดสาขาน่านแห่งล่าสุดสาขาที่ 63 อีกด้วย ไทวัสดุ มุ่งมั่นคัดสรรสินค้าวัสดุก่อสร้างให้ครบครัน หลากหลาย ในราคาถูกทุกวัน ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมบริการที่ดีที่สุดของเรา” . สำหรับแคมเปญ “ไทวัสดุใช่เลย ถูกจริง”  เน้นจำหน่ายสินค้าราคาถูก ผ่าน 3 กลยุทธ์หลักที่ครองใจผู้บริโภคคือ การตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค และการรักษามาตรฐานด้านราคาของไทวัสดุให้คงที่ ถูกจริง มั่นใจ  ตอบโจทย์ทุกความต้องการ โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบราคาสินค้ากลุ่มยอดนิยมและสินค้าขายดีกว่า 200 รายการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะได้สินค้าในราคาถูกมีคุณภาพ ถูกกว่าหรือเทียบเท่าท้องตลาด ถูกจริง ทุกวัน  ตรึงราคาเพื่อคนไทยผ่านสินค้าที่ใช้งานในชีวิตประจำวันกว่า 2,000 รายการ พร้อมกำหนดมาตรฐานด้านราคาให้คงที่ทุกวัน ไม่ว่าจะซื้อสินค้าช่วงไหนเมื่อไหร่ก็จะได้ราคาเดียวกันไม่มีปรับขึ้น คืนส่วนต่าง 120%  เพื่อรับประกันราคาที่ดีที่สุด หากพบสินค้าราคาที่ลงสื่อถูกกว่าร้านค้าอื่น ยินดีคืนส่วนต่าง 120% (เฉพาะสินค้าที่ชนิด ขนาด และตราสินค้าเดียวกัน)   ช้อปสินค้าคุณภาพ แบรนด์ชั้นนำ “ครบเรื่องบ้าน ถูกและดี” ได้แล้ววันนี้ ที่ไทวัสดุทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ช้อปออนไลน์ได้ที่ www.thaiwatsadu.com ติดตามข้อมูลข่าวสาร พร้อมรายละเอียดโปรโมชั่น ได้ที่เฟสบุ๊ก แฟนเพจ Thai Watsadu และ ไลน์ไอดี @Thaiwatsadu หรือ โทร 1308   บทความน่าสนใจ ซีอาร์ซี ไทวัสดุ ตั้งเป้าแท่นเบอร์ 1 วงการค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง อัดฉีดงบ 7,000 ลบ. ปี 65 กลุ่มเซ็นทรัล เปิดไทวัสดุโมเดลใหม่ ใช้เทคโนโลยีเสริมไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค-ลดต้นทุน ไทวัสดุ บุกธุรกิจ ฟาสต์ฟิต (FAST FIT) เตรียมเปิดตัว ออโต้วัน (AUTO 1)  
สีจระเข้  เปิดแฟลกชิพ สโตร์  โชว์ผลิตภัณฑ์ พร้อมสร้างประสบการณ์ใช้จริงให้ลูกค้า​

สีจระเข้ เปิดแฟลกชิพ สโตร์ โชว์ผลิตภัณฑ์ พร้อมสร้างประสบการณ์ใช้จริงให้ลูกค้า​

สีจระเข้ เปิดแฟลกชิพ สร้างประสบการณ์สัมผัสสินค้าจริง ตอบสนองความต้องการลูกค้ากลุ่มนิชมาร์เก็ต อยากเห็นของจริง พร้อมบริการช่างทาสี มั่นใจสิ้นปีสร้างยอดขายตามเป้า 50 ล้าน ปี 66 เตรียมต่อยอดแฟลกชิพ ขยายจุดโชว์ในร้านดีลเลอร์ที่มีกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ ประเดิมโซนภาคตะวันออก ก่อนขยายสาขาตามหัวเมืองใหญ่   นายพงษ์พันธุ์ ประทีปมโนวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ได้เปิดตัวแฟลกชิพ สโตร์ แห่งใหม่ที่สำนักงานใหญ่ ย่านถนนกรุงเทพกรีฑา เพื่อใช้เป็นจุดแสดงผลิตภัณฑ์สีจระเข้ (SEE JORAKAY) และการใช้งาน สำหรับกลุ่มลูกค้าที่สนใจสินค้า  ต้องการเห็นการใช้งานจริง รวมถึงการรับบริการให้คำปรึกษา ด้านการใช้งานสีแบบครบวงจร   สำหรับสีจระเข้ ถือเป็นผลิตภัณฑ์สีพรีเมียม จับตลาดเฉพาะกลุ่ม โดยผลิตจากวัตถุดิบที่มาจากหินปูนธรรมชาติ 100% จากประเทศสเปน จึงเป็นสีแบรนด์เดียวที่เป็นสีธรรมชาติ และรายแรกของไทย โดยที่ผ่านมาจะเน้นการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งหลังจากเปิดตัวสีจระเข้ในงานสถาปนิกครั้งที่ผ่านมา ลูกค้าให้การตอบรับและสนใจในสีจระเข้ มีการสอบถามผ่านช่องทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติถึง 10 เท่า ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่มีความต้องการเห็นผลิตภัณฑ์ และการใช้งานจริง นอกเหนือจากข้อมูลทางช่องทางออนไลน์เท่านั้น บริษัทจำเป็นต้องมีแฟลกชิพ สโตร์ เพราะสีไม่มีหน้าร้าน เป็นสีเฉพาะกลุ่ม ลูกค้าต้องการเห็นการใช้งานจริงและต้องการได้รับคำปรึกษา รวมถึงต้องการได้รับบริการทาสี บริษัทจึงต้องต่อยอดความต้องการลูกค้าให้ได้สัมผัสสีจริง และการบริการแบบครบวงจร   โดยแฟลกชิพ สโตร์ นอกจากจะแสดงการใช้งานผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่าง ๆ และเทรนด์สี ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ยังจะมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนขยายจุดแสดงสินค้าและการใช้งานสีจระเข้ ในลักษณะช้อปอินช้อป ในร้านค้าตัวแทนจำหน่ายของบริษัท ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 3,000 แห่ง เบื้องต้นจะขยายสาขาในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และภาคตะวันออก ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนารูปแบบ รวมถึงคัดเลือกร้านค้าตัวแทนจำหน่าย คาดว่าจะเริ่มขยายสาขาแฟลกชิพ สโตร์ได้ในปีหน้า   นายพงษ์พันธุ์ กล่าวอีกว่า การขยายร้านแฟลกชิพ สโตร์ในครั้งนี้ บริษัทยังไม่ได้หวังผลตอบรับในด้านยอดขาย แต่คาดว่าจะมีส่วนช่วยผลักดันให้ยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งภายใน 3-5 ปีข้างหน้า คาดว่ากลุ่มสีจระเข้จะมียอดขายคิดเป็นสัดส่วน 10% ของยอดขายรวมของบริษัท ซึ่งบริษัทยังมีการทำตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์สีจระเข้ในด้านอื่น ๆ อีกต่อเนื่องด้วย   อย่างไรก็ตาม ในด้านยอดขายของปีนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายไว้ 50 ล้านบาท แม้ว่าในช่วงต้นปีนี้จะมีความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมถึงปัจจัยลบต่าง ๆ หลายอย่าง อาทิ ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น แต่ยอดขายตั้งแต่ปีจนถึงปัจจุบัน ยังถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ จะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ครึ่งปีหลังการทำตลาดยังเหนื่อย เพราะปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในภาพรวม​ เราพยายามบริหารจัดการทั้งระบบ ไม่ได้จัดการเฉพาะด้านสินค้า และกลุ่มลูกค้าของสีจระเข้ไม่ได้คอนเซิร์นเรื่องราคาเป็นหลัก แต่เน้นคุณภาพของสินค้าและความคุ้มค่า ด้านนายชินธร อรรถสารประสิทธิ์ ผู้จัดการส่วนผลิตภัณฑ์ กล่าวว่า นโยบายของบริษัท ต้องการนำเสนอสินค้านวัตกรรม และมีจุดเด่นที่ชัดเจนสู่ผู้บริโภค จึงพัฒนากลุ่มสี Color Cement ซึ่งเป็นสี Cement Based หลังจากนั้น ได้ต่อยอดมาสู่ผลิตภัณฑ์สีจากวัตถุดิบหลักธรรมชาติอื่น ๆ โดยจับมือกับผู้นำสีด้านนี้ในประเทศสเปน ร่วมกันเปิดตลาดสีธรรมชาติจาก Limebase เป็นรายแรกในประเทศไทย ด้วยความโดดเด่นของ Graphenstone ที่มีกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสูง   เมื่อ 2 ปีที่แล้ว บริษัทได้ตัดสินใจสร้างแบรนด์สีจระเข้ ที่มีคาแรคเตอร์ชัดเจน  มีความโดดเด่นในเรื่องความเป็นธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าของโครงการหรือแม้แต่ช่างผู้ใช้งาน     โดยภายในแฟลกชิปสโตร์ยังมีโซนให้ทดสอบสินค้าจริง โซนสำหรับนั่งทำงาน บริการกาแฟ พร้อมบริการแนะนำสินค้า เลือกสี และออกแบบลายโดยผู้เชี่ยวชาญ จบครบทุกขั้นตอนภายในที่เดียว   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -สีจระเข้ รีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบเกือบ 20 ปี ปูทางสร้างยอดขาย 300 ล้าน -7 ฟังก์ชั่น “จระเข้ เทอร์โบ พลัส” ประโยชน์มากกว่า ในราคาสุดคุ้ม
มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.  เร่งสปีดขยายร้าน 2 วันต่อ 1 สาขา  วางเป้าสิ้นปีครบ 550 แห่งทั่วไทย

มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. เร่งสปีดขยายร้าน 2 วันต่อ 1 สาขา วางเป้าสิ้นปีครบ 550 แห่งทั่วไทย

มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. เดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง เร่งสปีดขยายร้าน 2 วันต่อ 1 สาขา วางเป้าสิ้นปีครบ 550 แห่งทั่วไทย ล่าสุดฉลองสาขา 500 ที่โลตัส บางกะปิ   มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. (Mr.D.I.Y.) ร้านค้าปลีกสินค้าตกแต่งและซ่อมแซมบ้าน สัญชาติมาเลเซีย ได้เข้ามาปักหมุดในตลาดไทยสาขาแรกที่ศูนย์การค้าซีคอน บางแค​ ในปี 2559 หลังจากนั้นก็ใช้ระยะเวลาประมาณ 6 ปี ก็สามารถขยายสาขาได้ครบ 500 สาขา ซึ่งได้ฉลองการเปิดสาขาที่ 500 ในโลตัส บางกะปิ ไปเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา   โดยมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.ไม่ได้จะหยุดการขยายสาขาไว้เพียงเท่านี้ แต่ยังคงวางเป้าหมายการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เฉพาะสิ้นปี 2565 วางแผนไว้ว่าจะขยายสาขาให้ครบ 550 สาขา ขณะที่แผน 3-5 ปีข้างหน้ายังคงขยายสาขาในเชิงรุก ด้วยอัตราการขยายเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง นายแอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดประเทศไทยถือว่ามีการขยายสาขามากที่สุดในกลุ่มประเทศที่บริษัทแม่ได้เข้าไปลงทุนขยาย ซึ่งปัจจุบันมีทำตลาดอยู่ 10 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ไทย บรูไน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา อินเดีย ตุรเคีย และสเปน โดยประเทศไทยมีสาขาคิดเป็นสัดส่วน 25% จากจำนวนทั้งหมด 2,000 สาขาทั่วโลก ​ ประเทศไทย ถือเป็นตลาดสำคัญ เพราะลูกค้าไทยมากกว่าในมาเลเซียถึง 2 เท่าตัว และตลาดรีเทลมีการเติบโต ซึ่งการขยายสาขาในไทยมีอัตราการเติบโตถึง 40% เฉลี่ย 1 สาขาใช้ระยะเวลาประมาณ 2 วัน ซึ่งบริษัทมีทีมงานในการซัพพอทจึงขยายร้านได้เร็ว 2 ปัจจัยขยายร้านได้เร็ว สำหรับเหตุผลสำคัญที่ทำให้มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.ได้อย่างรวดเร็วมาจาก 2 เหตุผลสำคัญ 1.การมีเงินทุนที่มีมั่นคง มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.ประเทศไทย มีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ที่นำเสนอขายหุ้น IPO ใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ปี(จดทะเบียนปี 2563) ซึ่งการขยายสาขาทั้งหมดในไทยเป็นการลงทุนโดยมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.เองทั้งหมด ไม่มีการขายแฟรนไชส์ จึงถือว่ามิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมลงทุนขยายสาขาได้อย่างต่อเนื่อง   นอกจากนี้ จากการที่มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.ขายสินค้าราคาถูก เริ่มต้นราคาหลักบาท ไปจนถึงหลักพันบาท จึงทำให้ราคาเข้าถึงกลุ่มคนส่วนใหญ่ของไทย ทำให้มีเงินหมุนเวียนอยู่ในบริษัท  สามารถนำเงินมาลงทุนขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว 2.มีทีมงานในการขยายธุรกิจ-จับมือโลตัส แม้ว่ามิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. จะไม่เปิดเผยตัวเลขของทีมงานในการขยายสาขา แต่จากจำนวนสาขาที่สามารถขยายได้อย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ก็ยืนยันได้ว่าทีมงานของมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.คือ หัวใจสำคัญที่ทำให้เปิดสาขาได้อย่ารวดเร็ว   นอกจากนี้ การมีพันธมิตรทางธุรกิจสำคัญ อย่างโลตัส ก็ช่วยส่งเสริมให้สามารถขยายสาขาไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะโลตัสพร้อมจะนำเสนอพื้นที่ให้กับมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. ปัจจุบันมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.มีสาขาในโลตัสแล้ว 86 สาขา และภายในสิ้นปีนี้จะขยายสาขาเพิ่มเป็น 90 สาขา 3 คีย์ซัคเซสสู่ 500 สาขา การที่ มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. สามารถขยายสาขาจนได้ครบ 500 สาขาได้ ถือเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จได้ระดับหนึ่ง แม้ว่าผู้บริหารจะไม่เปิดตัวเลขผลประกอบการด้านรายได้หรือกำไรก็ตาม ซึ่งปัจจัยความสำเร็จ หรือ Key Success สำคัญของมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. คงมาจาก 3 เรื่องหลักเหล่านี้ คือ 1.ราคาเข้าถึงได้ง่าย สินค้าของมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.เป็นระดับราคาที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ง่าย เริ่มต้นหลักบาทไปจนถึงหลักพันบาท เพราะใช้หลักการ Economy of Scale ด้วยปริมาณการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก ทำให้มีอำนาจการต่อรองและบริหารจัดการต้นทุนสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หรือมีปัจจัยลบต่าง ๆ ก็ไม่ได้ส่งผลต่อยอดขายของมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.เพราะคนที่จำเป็นต้องใช้สินค้า จะหันมาเลือกซื้อสินค้าของมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.ที่มีราคาถูกกว่าที่อื่น ซึ่งลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าจะมีอัตราการซื้อเฉลี่ย 220-250 บาทต่อใบเสร็จ หรือประมาณ 4-5 รายการ 2.สินค้ามีความหลากหลาย 18,000 รายการ มีสินค้าหลากหลายกว่า 18,000 รายการ ครอบคลุม 10 กลุ่มสินค้า ได้แก่ ฮาร์ดแวร์ เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ประดับยนต์ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เครื่องเขียน อุปกรณ์กีฬา ของเล่น ของขวัญ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ เครื่อ่งประดับ เครื่องสำอาง 3.ทำเลหลากหลายและจำนวนมาก เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ง่ายมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย.จึงเน้นที่จะขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากที่สุด ปัจจุบันครอบคลุม 70 จังหวัด ใน 3 รูปแบบ คือ รูปแบบสแตนด์อโลน รูปแบบในศูนย์การค้า และรูปแบบเอ็กซ์เพรส ที่จะเน้นเปิดในแหล่งชุมชนสำคัญขนาดเล็ก ด้วยการนำสินค้าขายดีไปขาย ทั้ง 3 ปัจจัยดังกล่าว จึงถือเป็นคีย์ความสำเร็จของมิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. ในการทำตลาดประเทศไทย ที่เชื่อว่าในอนาคตจะขยายสาขาไปถึง 1,000 สาขาได้ไม่ยากนัก
3 เหตุผล ชิค รีพับบลิค  ระดมทุนในตลาด เอ็ม เอ ไอ  ขาย 360 ล้านหุ้น

3 เหตุผล ชิค รีพับบลิค ระดมทุนในตลาด เอ็ม เอ ไอ ขาย 360 ล้านหุ้น

ชิค รีพับบลิค เดินหน้าตามแผนระดมทุนขายหุ้น 360 ล้านหุ้น ในตลาด เอ็ม เอ ไอ ดีเดย์เตรียมเคาะราคาภายในเดือนกรกฎาคมนี้ หลังต้องเลื่อนกำหนดมา 2 ครั้ง ยันมีความพร้อมและมองเห็นโอกาสการเติบโตในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ เล็งนำเงินไปต่อยอดธุรกิจ เพิ่มสาขาใหม่จ.อุดรธานี และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ   ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ เป็นหนึ่งในธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่สำคัญ เพราะเป็นสินค้าที่จำเป็นเพื่อการอยู่อาศัยภายในบ้าน หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งแน่นอนว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์  ไม่ต่างจากภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ เช่นกัน โดยหนึ่งในผู้ดำเนินธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คือ บริษัท ชิค รีพับบลิค จำกัด (มหาชน)  หรือ “CHIC” ผู้จัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ สินค้าตกแต่งบ้าน ของใช้ในบ้าน ที่นอนและเครื่องนอนครบวงจร ในรูปแบบร้านค้าเดี่ยวขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบหลัก ๆ ใน 3 เรื่อง คือ 1.เลื่อนแผนการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ จากกำหนดที่จะเข้าจดทะเบียนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากก่อนหน้านี้ได้เลื่อนแผนมาแล้วครั้งหนึ่ง เพราะภาวะตลาดหุ้นไม่ดีนัก   2.การล็อกดาวน์ประเทศ ส่งผลให้ต้องปิดร้านจำหน่ายสินค้าเฟอร์นิเจอร์   3.การปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง ซึ่งส่งผลต่อการส่งมอบงานเฟอร์นิเจอร์และการติดตั้ง กับลูกค้าโครงการอสังหาฯ   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการปรับตัว  ปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งในภาพรวมส่วนใหญ่ก็สามารถผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 มาได้ด้วยดี รวมถึง ชิค รีพับบลิค ที่ผ่านพ้นวิกฤตมาได้ และเดินหน้าตามแผนธุรกิจ ในการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ อีกครั้ง   นายกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิค รีพับบลิคฯ เปิดเผยว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาบริษัทเคยยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) เพื่อเสนอขายหุ้น IPO ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ แต่สภาวะตลาดในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ดีนัก เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อนักลงทุน บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน จึงปรึกษากับคณะกรรมการบริษัท ประกอบกับ​บริษัทยังไม่จำเป็นต้องรีบเข้าจดทะเบียน จึงเลื่อนการเสนอขายหุ้นออกไปก่อน   หลังจากนั้นในช่วง 2 ปีก่อน เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัทจึงเลื่อนไฟลิ่งเป็นครั้งที่ 2  และกลับมาปรับปรุงโครงสร้างภายในเพื่อความแข็งแกร่งของธุรกิจ จนกระทั้งปลายปีที่ผ่านมา  บริษัทได้ดำเนินการยื่นไฟลิ่งอีกครั้ง และได้รับการอนุมัติจากก.ล.ต.เป็นที่เรียบร้อย  บริษัทจึงดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าบริษัทจะเสนอขายหุ้น และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ 3 เหตุผลทำไม ชิค รีพับบลิค ต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ นายกิจจา กล่าวว่า การจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ  ต้องใช้เวลา และต้องทุ่มเท เพราะมีการจัดการระบภายในค่อนข้างเยอะ  ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ตัดสินใจนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีด้วยกัน 3 ประเด็นหลัก  คือ 1.มีศักยภาพในการเติบในอนาคต ​การนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทจะต้องมีศักยภาพในการเติบโตได้ในอนาคต ซึ่งบริษัทได้พิจารณาศักยภาพของบริษัทแล้ว เห็นว่ามีความพร้อม มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ และเห็นว่าธุรกิจจะมีการเติบโตต่อไปในอนาคตได้อย่างไร  จากการที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์มากว่า 30 ปี และได้จัดตั้งบริษัทขึ้นเมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา มองเห็นว่าธุรกิจนี้ยังสามารถสร้างการเติบโตในอนาคตได้อีกมาก  หากสามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยน 2.เพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน บริษัทมีความสามารถในการแข่งขัน เพราะจับกลุ่มลูกค้าระดับ B+ ขึ้นไป โดยมีจุดแข็ง จากการนำเสนอสินค้าที่มีรูปแบบดีไซน์ ซึ่งเป็นตลาด Blue Ocean ที่มีช่องว่างและโอกาสทางการตลาด ไม่ใช่เช่น Red Ocean ที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะการแข่งขันด้วยการตัดราคา บริษัทไม่เข้าไปในตลาดดังกล่าวเพื่อของแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาด ​แต่บริษัทจะไปตลาดใหม่ที่เรียกว่า Home Fashion แห่งแรกของเมืองไทย ที่รองรับกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อ ต้องการสินค้าที่มีดีไซน์ มีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และมีความแตกต่างจากที่อื่น เราคือคำตอบ เมื่อบริษัทมีความสามารถทางการแข่งขัน เมื่อไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้บริษัทมีการเติบโต จากการมีแหล่งเงินทุนและความน่าเชื่อถือ สามารถดึงทีมบริหารและบุคลากรมืออาชีพเข้ามาช่วยงานได้ 3.สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อธุรกิจเกิดแล้วจะต้องเติบโต ที่สำคัญเติบโตแบบยั่งยืน การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งสำคัญ คือ การทำตามระเบียบของก.ล.ต. จะต้องมีคณะกรรมการอิสระ มากำกับดูแลบริษัท ดูด้านความโปร่งใส รักษาผลประโยชน์ให้ทั้งกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่และรายย่อย   นอกจากนี้ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาบริษัทมีการปรับโครงสร้างขององค์กรให้มีประสิทธิภาพ ให้มีความสามารถด้านการแข่งขัน จากการปรับองค์กรทำให้รู้ว่าอะไรคือปัญหา หรืออะไรเป็นสิ่งที่จะต้องแก้ไข ที่สำคัญการอยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะต้องมี ผู้ตรวจสอบ (Auditor) เพื่อความโปร่งใส ซึ่งการจะให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน จะต้องมีกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ ​เพื่อทำให้บริษัทมีมาตรฐาน และทำให้คนรุ่นใหม่อยากเข้ามาร่วมงาน ถือเป็นความยั่งยืนของธุรกิจ 4 แนวทางบริหารเงินจากการระดมทุน โดยบริษัทวางแผนการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ จำนวน 360 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ซึ่งมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 500 ล้านบาท และภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ CHIC จะมีทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็น 680 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้มีการกำหนดราคาที่จะขาย แต่ได้มีการวางแผนเอาไว้แล้วว่า เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ จะถูกนำไปขยายธุรกิจต่อไป ซึ่งวางแผนใช้เงินไว้ดังนี้ 1.ขยายสาขาใหม่ที่ จ.อุดรธานี บริษัทวางแผนขยายสาขาเพิ่มที่จ.อุดร เป็นสาขาที่ 6 ในประเทศไทย และยังเป็นศูนย์กระจายสินค้าสำหรับพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังจากที่เห็นศักยภาพของจังหวัดอุดรธานี เป็นจังหวัดมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่  มีการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และจังหวัดใกล้เคียงก็มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี รวมถึงยังมีกลุ่มชาวสปป.ลาว ที่มีกำลังซื้อสูง เข้ามาซื้อสินค้าในจังหวัดอุดรธรธานีด้วย   บริษัทคาดว่าในช่วงต้นปี 2566 จะเริ่มทำการออกแบบและขอใบอนุญาตก่อสร้าง หลังจากนั้นจะมีการเปิดประมูลการก่อสร้าง โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาการก่อสร้าง 1 ปี และน่าจะเปิดให้บริการได้ในช่วงปี 2567 2.ชำระคืนเงินกู้ เงินที่ได้จากการระดมทุน บริษัทจะนำมาชำระคืนเงินกู้ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายทางด้านการเงิน 3.การปรับปรุงสาขา บริษัทวางแผนนำเงินส่วนหนึ่งมาปรับปรุงสาขา 2 แห่ง เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับร้านค้า ซูปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้จากการให้เช่า เป็นการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้หลัก และยังเพิ่มปริมาณลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น 4.การสำรองเงินทุนหมุนเวียน เพื่อให้ธุรกิจมีความมั่นคง บริษัทจึงจะนำเงินส่วนหนึ่งจากการระดมทุน มาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโต   ปัจจุบันชิค รีพับบลิค มีร้านค้าเดี่ยวขนาดใหญ่  ที่รวบรวมเฟอร์นิเจอร์ สินค้าตกแต่งบ้าน ของใช้ในบ้าน ที่นอนและเครื่องนอน ที่มีดีไซน์และสไตล์ที่หลากหลาย มีรูปแบบทันสมัย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Uniqueness)  ภายใต้แบรนด์หลัก “ชิค รีพับบลิค” (CHIC) และ“ริน่า เฮย์” (RINA HEY) และสินค้านำเข้าจากต่างประเทศภายใต้ แบรนด์ “แอชลีย์ (Ashley)”   มีช่องทางจำหน่ายหลัก ได้แก่ 1.ร้านสาขา 5 แห่งในประเทศไทย และ 1 แห่งที่กัมพูชา 2.ช่องทางออนไลน์และมาร์เก็ตเพลส 3.งานโครงการที่จำหน่ายให้กับดีเวลลอปเปอร์อสังหาฯ รายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ต่าง ๆ โดยในปีนี้มีแผนขยายเข้าสู่ช่องทางโรงแรมและโรงพยาบาล รวมถึงการขยายธุรกิจการให้เช่าเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านกับกลุ่มลูกค้าต่าง ๆ ด้วย ​   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -[PR News]CHIC ชูกลยุทธ์สร้าง New S Curves ใหม่ ลุยเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)
เรื่องสไตล์ไม่มีถูกผิด NocNoc แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ

เรื่องสไตล์ไม่มีถูกผิด NocNoc แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ

เรื่องสไตล์ไม่มีถูกผิด NocNoc แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ ด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายคนต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานมาเป็นรูปแบบ Work From Home ทำให้เวลาเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปในมุมต่างๆ ภายในบ้าน แน่นอนว่าพอต้องอยู่บ้านนานๆ ก็ต้องนึกอยากเปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน อยากจะตกแต่งซ่อมแซมบ้าน หรือจัดมุมทำงานใหม่ ในขณะที่หลายคนเริ่มขยับขยาย หาบ้านใหม่ คอนโดใหม่ เพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป    ถ้าเป็นคนรักบ้านและชื่นชอบการตกแต่งบ้านด้วยแล้ว คงไม่มีใครไม่รู้จัก NocNoc.com แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ที่รวบรวมสินค้า เฟอร์นิเจอร์ วัสดุตกแต่งบ้านพร้อมบริการที่ครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่ง ตรงกับสโลแกนที่ว่า “NocNoc เคาะจบทุกเรื่องบ้าน” เพราะแค่เข้าไปที่เว็บไซต์ก็สามารถเลือกหาวัสดุและสินค้าตกแต่งบ้านได้ตามหมวดหมู่ต่างๆ ที่ต้องการ ตั้งแต่หมวด “Home Improvement” ที่รวบรวมสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง วัสดุปูพื้น งานต่อเติมหนักๆ ทั้งหลาย หรือจะเป็นหมวด “Home and Living” ที่เป็นกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งหลากหลายรูปแบบ และหมวด “Home Appliance” ซึ่งรวบรวมสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านไว้เพียบ ซึ่งปัจจุบัน NocNoc.com เป็น marketplace ที่มีสินค้ามากกว่า 200,000 รายการ จากผู้ขายกว่า 2,000 รายเลยทีเดียว แถมยังสามารถเปรียบเทียบราคาพร้อมรับดีลพิเศษจากร้านค้าอีกด้วย      จากแพลตฟอร์มบนเว็บไซต์ที่หลายคนคุ้นชินและเรียกชื่อ NocNoc.com กันจนติดปากมาแล้วกว่า 3 ปี ล่าสุดทางเว็บไซต์ได้มีการ Rebranding ชื่อเรียกมาเป็น “NocNoc” เพื่อให้กระชับมากขึ้น พร้อมเปิดตัว Application บนมือถือในชื่อเดียวกัน ด้วยประสบการณ์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NocNoc เล็งเห็นความต้องการและปัญหาที่ผู้บริโภคพบเจอเวลาที่อยากหาสไตล์การตกแต่งบ้านที่ตรงใจ แต่อาจจะจับต้นชนปลายไม่ถูก หรือนึกไม่ออกว่าจะหาเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการได้จากที่ไหน และถ้าต้องหาช่างมาซ่อมแซมบ้านด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะหาช่างที่ถูกใจ    NocNoc จึงมุ่งมันที่จะเป็น Complete Journey ด้านการตกแต่งบ้าน โดยมีการพัฒนาและปรับปรุงแพลตฟอร์มให้ใช้งานได้ง่าย ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าตกแต่งบ้าน วัสดุก่อสร้าง รวมถึงหาช่างผู้มีความเชี่ยวชาญในสายงานได้ครบจบทุกขั้นตอนในที่เดียว และยังมุ่งเน้นให้ NocNoc เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างแรงบันดาลใจ ให้ทุกคนได้สนุกสนานกับการตกแต่งบ้านได้อย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้น และค้นหาทุกสไตล์ที่เป็นตัวเองได้ง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัส ทั้งบนเว็บไซต์ NocNoc และ NocNoc Application ซึ่งเราจะพาไปดูกันว่าทำไม NocNoc Application ถึงสะดวกกว่า สบายกว่าเดิม และจะช่วยแก้ปัญหาการตกแต่งบ้านได้ดีขึ้นกว่าเดิมจริงมั้ย? เพราะสไตล์เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่มีถูกผิด ทุกคนมีความต้องการอยากให้บ้านน่าอยู่และตกแต่งในสไตล์ที่ตรงใจ แสดงความเป็นตัวเองได้มากที่สุด แต่บางครั้งการเลือกหาของตกแต่งบ้านก็ทำให้เราจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะหาสิ่งที่ต้องการได้จากที่ไหน หรืออาจจะอธิบายไม่ถูกด้วยซ้ำว่าสไตล์ที่ชอบที่เรากำลังค้นหาเรียกว่าสไตล์อะไรกันแน่ พอเราไปเลือกดูภาพสวยๆ ตามอินเตอร์เน็ต บางทีไอเดียในหัวก็พรั่งพรูมาเรื่อยๆ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นก็ดี ผนังสีนี้ก็สวย แล้วโซฟาในห้องนั่งเล่นต้องสไตล์ไหนดี? เชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะต้องเคยเกิดขึ้นกับทุกคนแน่นอน และถึงแม้ว่าสิ่งที่เราชอบจะไม่ตรงกับสไตล์มาตรฐาน ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทุกคนมีความชอบที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นสไตล์การตกแต่งบ้านของเราก็ไม่จำเป็นต้องซ้ำแบบกับใคร..ใช่มั้ยล่ะ?   ถ้าเราลองสมัครเข้ามาที่ NocNoc Application แค่ขั้นตอนแรกก็ช่วยให้เรา “ค้นพบแรงบันดาลใจที่จะสร้างสไตล์แบบเวรี่คุณ” ได้แล้ว แค่ลองไปเลือกภาพสไตล์ที่โดนใจบน NocNoc Application จากนั้น AI ก็จะคำนวณให้เรียบร้อยแล้วว่า ความชอบของเรามีส่วนผสมของสไตล์อะไรบ้าง แต่ละสไตล์คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรารู้สึกว้าวมากกับฟังก์ชั่นนี้ เพราะจากที่เราคิดว่าเราเป็นคนที่ชอบสไตล์ Minimal, Japandi หรือ Industrial แต่สไตล์ในชีวิตจริงเกิดจากการผสมผสานสไตล์ต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความชื่นชอบส่วนตัว เมื่อเรารู้จักสไตล์ของตัวเองแล้ว การตกแต่งบ้านของเราก็สามารถทำได้อย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้น แถมยังทำให้ “แรงบันดาลใจ” ที่เราเห็นมีความชัดเจนและกลายเป็น “แรงบันดาลจริง” ได้ที่บ้านของเรา   พอเราค้นพบตัวตนและสไตล์ที่แท้จริงของเราแล้ว ไม่ว่าเราอยากจะเลือกตกแต่งห้องไหนในบ้าน ก็แสนจะง่ายดาย เพราะใน NocNoc Application มีตั้งแต่ภาพตัวอย่างบ้านมากมายให้ดูเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ช่วยทำให้เราเห็นภาพห้องที่อยากได้มากขึ้น ว่าอยากจะตกแต่งแบบไหน  และด้วยความที่ NocNoc เป็นศูนย์รวมสินค้า วัสดุ เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้านไว้มากมาย แต่การจะหาสินค้าสไตล์ที่ใช่ในราคาโดนใจ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะ NocNoc จัดแบ่งประเภทสินค้าไว้เป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน รวมถึงการเลือกช้อปปิ้งตามประเภทห้องที่ต้องการได้เลย ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น, ห้องกินข้าว, ห้องทำงาน, ห้องนอน, ห้องครัว, ห้องน้ำ ฯลฯ หรือ เลือกจากสไตล์ภาพตัวอย่างที่ชอบก็ได้เช่นกัน แค่คลิกเข้าไปในภาพ ก็จะมี tag แจ้งชื่อรุ่น และขนาดไว้เรียบร้อย อีกทั้งยังสามารถคลิกต่อไปที่หน้าสั่งซื้อ พร้อมรับคูปองส่วนลดเพิ่มจาก NocNoc ได้เลยทันที      ส่วนถ้าใครยัง No Idea และกำลังต้องการหา “Your Home Inspirealtion แรงบันดาลจริงให้บ้านคุณ” จาก NocNoc เราอยากแนะนำให้ Download NocNoc Application ใส่มือถือเอาไว้เลย ซึ่งสามารถติดตั้งได้ทั้งระบบ Android และ iOS จากนั้นค่อยๆ หาแรงบันดาลใจของคุณผ่านทางภาพตัวอย่างหลากหลายสไตล์ที่คุณสามารถเซฟแบบที่ใช่ สไตล์ที่ชอบไว้เป็นคอลเล็คชั่นส่วนตัวได้ตลอดเวลา พร้อมเมื่อไหร่ก็แค่กดสั่งซื้อ แล้วรอรับสินค้าที่บ้านได้เลย สะดวกสบาย ไม่ต้องเดินเข้าห้างให้เสี่ยงโควิด-19 แถมยังได้สินค้าราคาคุ้มค่าสุดๆ อีกด้วย   Download NocNoc Application ได้แล้ววันนี้ App Store / Google Play : https://bit.ly/3ahhAxb      
4 เทคนิค ทำความสะอาดตู้เย็น ช่วยลดค่าไฟสร้างสุขอนามัยในหน้าร้อน

4 เทคนิค ทำความสะอาดตู้เย็น ช่วยลดค่าไฟสร้างสุขอนามัยในหน้าร้อน

ทำความสะอาดตู้เย็น หลายคนคงได้ยินข่าว กกพ. (เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน)  ที่เตรียมปรับค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ ค่าเอฟที ในรอบเดือนเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2565 นี้  โดยให้เรียกเก็บที่ 24.77 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 23.38 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 4 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 5.82% จากงวดปัจจุบัน ค่าไฟที่เพิ่มขึ้นสูงอย่างนี้ สิ่งที่เราทำได้ ก็คงเป็นการประหยัดการใช้ไฟ้ หรือหากประหยัดไฟไม่ได้ ก็คงต้องใช้ไฟให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่เราได้จ่ายออกไป แต่สิ่งสำคัญเราคงดูกันว่า ทุกวันนี้เครื่องใช้ไฟฟ้าอะไร ที่กินไฟ้มาก หรือเป็นต้นเหตุที่ทำให้เราเสียค่าไฟแพง ๆ โดยไม่เกิดประโยชน์   ตอนนี้อากาศบ้านเราก็ยังถือว่าร้อนเอาเรื่องอยู่ และหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกใช้กันมาก ก็คือ ตู้เย็น โดยเฉพาะในช่วงที่หลายคนต้องทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เพราะคงต้องเปิดเข้าเปิดออกหาของกินตลอดวัน ซึ่งใครหลายคนอาจจะมองข้ามและละเลยการทำความสะอาดตู้เย็น เพราะสาเหตุสำคัญของการสิ้นเปลืองไฟฟ้าของตู้เย็น ก็คือปริมาณของที่ถูกแช่ไว้จำนวนมาก รวมถึงการไม่ได้ทำความสะอาด ให้ตู้เย็นได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง   วันนี้เราจะมาบอกเทคนิค การทำความสะอาดตู้เย็นในทุกซอกทุกมุม ซึ่งจะช่วยในเรื่องการทำงาของตู้เย็นให้มีประสิทธิภาพ และลดต้นเหตุของการสิ้นเปลืองพลังงาน ที่สำคัญจะทำให้อาหารที่แช่อยู่ในตู้เย็น คงความสด สะอาด ซึ่งดีต่อร่างกายและสุขภาพของคนกินด้วย กับ 4 เทคนิคทำความสะอาดตู้เย็น ช่วยลดค่าไฟสร้างสุขอนามัยในหน้าร้อน 1.ทำความสะอาดพื้นที่ภายในทุกซอกมุม การทำความสะอาดตู้เย็น ก่อนอื่นเลยควรถอดสายไฟออกก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ จากนั้นให้นำอาหารที่แช่ไว้ทั้งหมดออกมา ถอดชั้นวาง ลิ้นชัก ตู้แช่ผัก และส่วนอื่นๆ ที่สามารถถอดออกได้ เพื่อนำมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจาน ตามด้วยการล้างน้ำเปล่า และนำไปตากหรือเช็ดให้แห้งก่อนนำกลับมาใส่ในตู้เย็นอีกครั้ง   สำหรับพื้นผิวภายในตู้เย็น สามารถใช้ฟองน้ำชุบเบกกิ้งโซดาที่นำไปละลายกับน้ำเปล่าเช็ดทำความสะอาดให้ทั่ว รวมถึงบริเวณขอบยางตู้เย็น หากพบจุดที่มีคราบสกปรกหรือเชื้อราฝังแน่น สามารถนำสำลีชุบน้ำส้มสายชู แล้วมาทาบริเวณดังกล่าวเพื่อขจัดคราบเชื้อราให้หมดไป   นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดที่หลายคนอาจมองข้ามไปในขั้นตอนการทำความสะอาดตู้เย็นคือท่อจ่ายน้ำ (water dispenser) ในที่กดน้ำของตู้เย็น ซึ่งอาจเกิดการอุดตันของสิ่งสกปรกเมื่อไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ 2.ขจัดกลิ่นอับภายในตู้เย็น การทำความสะอาดตู้เย็น อีกเรื่องที่ต้องทำตาม คือ หลังจากขจัดคราบและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ภายในตู้เย็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ควรจัดการกับกลิ่นไม่พึงประสงค์เป็นลำดับต่อไป ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นที่มาจากอาหารที่แช่ค้างไว้เป็นเวลานานจนบูด กลิ่นคาวของอาหารสดหรืออาหารที่มีกลิ่นแรง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลิ่นอับภายในตู้เย็นที่เกิดจากการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย   โดยนอกจากการขจัดกลิ่นด้วยเบกกิ้งโซดาหรือน้ำส้มสายชูแล้ว ยังมีวิธีธรรมชาติอื่นๆ เช่น การใช้ถ่าน กากใบชา เมล็ดกาแฟ หรือหนังสือพิมพ์ ไปแช่ไว้ในตู้เย็น เนื่องจากสิ่งเหล่านี้มีคุณสมบัติในการดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้ การเลือกใช้ตู้เย็นที่มีเทคโนโลยีที่ช่วยจัดการกับกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในตู้เย็น ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกได้ในระยะยาว ​ 3.ทำความสะอาดตู้เย็น ด้านนอก เมื่อทำความสะอาดพื้นที่ภายในตู้เย็นอย่างหมดจดแล้ว การทำความสะอาดตู้เย็น ก็ไม่ควรมองข้ามการทำความสะอาดพื้นที่ภายนอกของตู้เย็น โดยเฉพาะที่จับประตูตู้เย็นซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่ถูกสัมผัสบ่อยที่สุด และยังถูกใช้งานบ่อยขึ้นในยุคที่คนนิยมทำอาหารทานเองหรือสั่งอาหารมาทานที่บ้านมากขึ้น สำหรับใครที่ใช้ผ้าหุ้มที่จับตู้เย็น ควรถอดและนำไปซักทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง   สำหรับการทำความสะอาดภายนอกตู้เย็น รวมถึงที่จับประตู สามารถทำได้อย่างง่ายดายด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาละลายน้ำหรือน้ำส้มสายชู เช่นเดียวกับการทำความสะอาดภายในตู้เย็น หรือใช้สเปรย์แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรคอย่างเป็นประจำ 4.จัดระเบียบ-ตรวจเช็คอาหารที่แช่ในตู้เย็น การทำความสะอาดตู้เย็น อีกอย่างที่ไม่ควรละเลย คือ การรักษาความสะอาดและจัดตู้เย็นให้เป็นระเบียบอยู่เสมอจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการทำความสะอาดครั้งต่อไป เทคนิคง่ายๆ คือการหมั่นเช็ดชั้นวางภายในตู้เย็น เพื่อลดโอกาสในการก่อตัวของคราบสกปรกและเชื้อแบคทีเรียฝังแน่น รวมถึงการตรวจเช็ควันหมดอายุของอาหารที่แช่อยู่ในตู้เย็นบ่อยๆ เพื่อป้องกันอาหารบูดเสียค้างอยู่ในตู้เย็น   เทคนิคต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นวิธีการทำความสะอาดตู้เย็น ที่ไม่ได้ยุ่งยาก หรือซับซ้อนอะไร ทำได้ง่าย ๆ ซึ่งจะช่วยทำให้ตู้เย็นทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และไม่สิ้นเปลืองไฟฟ้า เชื่อว่าหากใครเอาไปใช้ ก็น่าจะช่วยทำให้ตู้เย็นไม่กินไฟโดยไม่จำเป็น และที่สำคัญจะได้ตู้เย็นที่สะอาด อาหารที่แช่ก็จะมีความสดสะอาด ให้เราไว้ได้กินอย่างมีสุขภาพดีด้วย     CR:แอลจี อีเลคทรอนิคส์ ในประเทศไทย   บทความที่เกี่ยวข้อง -รวมวิธีประหยัดไฟ รับมือค่าไฟฟ้าขึ้นราคา 4 บาท กับสารพัดวิธีเซฟเงินในกระเป๋า  
รวมวิธีประหยัดไฟ รับมือค่าไฟฟ้าขึ้นราคา 4 บาท กับสารพัดวิธีเซฟเงินในกระเป๋า

รวมวิธีประหยัดไฟ รับมือค่าไฟฟ้าขึ้นราคา 4 บาท กับสารพัดวิธีเซฟเงินในกระเป๋า

วิธีประหยัดไฟ หลายคนคงได้ยินข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ออกมาแล้วว่า จะมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า โดยจะเรียกเก็บค่าไฟฟ้ารอบเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ในอัตรา 24.77 สตางค์ต่อหน่วย เป็นผลมาจากการคำนวณเอฟทีงวดนี้เพิ่มขึ้น 23.38 สตางค์ต่อหน่วย รวมกับการเก็บค่าเอฟทีรอบก่อนหน้าในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2564  อัตรา 1.39 สตางค์ต่อหน่วย และเมื่อรวมกับค่าไฟฐาน 3.76 บาทต่อหน่วย ทำให้ประชาชนต้องจ่ายจริง 4.00 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 5.82% ถือเป็นตัวเลขสูงสุดจากอดีตมา     วิธี​ประหยัดไฟ น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด สำหรับประชาชนที่จะรับมือกับค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะเราสามารถทำได้เอง และเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว คำว่าการประหยัดไฟ ไม่ได้หมายถึงการเลิกใช้ไฟฟ้า แต่เป็นวิธีการใช้ไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีประสิทธิภาพสูงสุด เรียกว่าต้องใช้ไฟฟ้าให้คุ้มค่า อะไรลดได้ต้องลด อะไรประหยัดได้ต้องประหยัดนั่นเอง   วิธีประหยัดไฟ มีหลากหลายวิธีด้วยกัน ไม่ใช่มีแค่วิธีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 เท่านั้น แต่ยังมีอีกมากมายสารพัดวิธี รวมถึงเรื่องบางเรื่องที่เราอาจจะมองข้ามไป ไม่คิดว่าจะส่งผลต่อการประหยัดค่าไฟฟ้าได้ อย่างเช่น การปลูกต้นไม้ให้ร่มเงากับตัวบ้าน หรือการเลือกใช้สีทาบ้านสะท้อนความร้อน ซึ่งวิธีการเหล่านี้อาจจะไม่ได้ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้โดยตรง แต่เป็นการช่วยทำให้บ้านเย็นขึ้น ทำให้เราไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ อาจจะเปิดแค่พัดลมซึ่งกินไฟน้อยกว่าก็ได้ หรืออาจจะเปิดเครื่องปรับอากาศ แต่เมื่อบ้านเย็นแอร์ก็ไม่ต้องทำงานหนัก ใช้ไฟฟ้าก็น้อยลง เป็นต้น   สำหรับวิธีประหยัดไฟ Reviewyourliving นำเสนอบทความ สาระ ความรู้ต่าง ๆ มาโดยตลอดและมีมาต่อเนื่อง วันนี้จึงจะรวบรวมเอาบทความทั้งหมด มาไว้ในที่เดียว เพื่อให้ผู้อ่านได้ใช้เทคนิค และวิธีประหยัดไฟ เอาไปปรับใช้กันในหน้าร้อนนี้ จะได้รับมือกับค่าไฟฟ้าขึ้นราคา 4 บาทต่อหน่วย ให้ไม่ต้องควักเงินในกระเป๋ามากนัก เช็คอุปกรณ์ไฟฟ้า อะไรกินไฟสูงสุด เริ่มต้นเราคงต้องมาดูก่อนว่า อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดไหน ที่ใช้ไฟฟ้าเยอะ เปลืองค่าไฟมากกว่าเพื่อน กับบทความต่าง ๆ ดังนี้ -บทความ “Top 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดูดเงินในกระเป๋าคุณ แบบร้องไห้หนักมาก” 1.เครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟ อันดับ 1 “เครื่องปรับอากาศ” 2.เครื่องใช้ไฟฟ้าตัวเล็กกินไฟ “เครื่องทำน้ำอุ่น” 3.ตู้เย็น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีกันทุกบ้าน 4.เครื่องซักผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องใช้ให้ดี 5.เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เลี่ยงไม่ได้ “เตารีด”   อ่านรายละเอียดของบทความเพิ่มเติมได้ที่ Top 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดูดเงินในกระเป๋าคุณ แบบร้องไห้หนักมาก -บทความ “เปิดทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เสียค่าไฟเท่าไหร่” แล้วเครื่องไฟฟ้าแต่ละชนิดกินไฟฟ้ามากแค่ไหน โดยเราคำนวณให้ดูแล้วหากเปิดใช้ 1 ชั่วโมง เรามาตรวจสอบกัน เปิดทิ้งไว้ 1 ชม. เสียค่าไฟเท่าไหร่ พัดลมตั้งพื้น 12-18 นิ้วค่าไฟ 0.15-0.25 บาท พัดลมตั้งพื้น  70-104 วัตต์ ค่าไฟ 0.50-0.75 บาท ตู้เย็น 2 ประตู 5.5 -12.2 คิว ค่าไฟ 0.30-0.40 บาท โทรทัศน์ LED 43-65 นิ้ว ค่าไฟ 0.40- 1 บาท เตารีดไฟฟ้าขนาด 1000-2800 วัตต์ค่าไฟ 3.5-10 บาท เครื่องปิ้งขนมปัง 760-900 วัตต์ค่าไฟ 3-3.5 บาท เตาปิ้ง 1-2 หัว ขนาดเตา 2000-3500 วัตต์ ค่าไฟ 8-14 บาท เครื่องซักผ้า 10 KG ค่าไฟ 2-8 บาท เครื่องอบผ้า 650-2,500 วัตต์ ค่าไฟ 3-10 บาท หม้อหุงข้าว 1.0-1.8 ลิตร ค่าไฟ 3-6 บาท ไมโครเวฟ 20-30 ลิตร ค่าไฟ 3-4 บาท เครื่องปรับอากาศ 9,000-22,000 BTU ค่าไฟ 2.5-6 บาท ไดร์เป่าผม  1,600-2,300 วัตต์ค่าไฟ 6-9 บาท เครื่องทำน้ำอุ่น 3,500-6,000 วัตต์ค่าไฟ 13.5-23.5 บาท เครื่องดูดฝุ่น 1,400-2,000 วัตต์ค่าไฟ 6-8 บาท   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เปิดทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เสียค่าไฟเท่าไหร่ รวมวิธีประหยัดค่าไฟ แบบสบายกระเป๋า พอเราเช็คแล้วว่า ต้นเหตุค่าไฟพุ่งสูง คือ เหล่าบรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟเราแต่ละเดือนจำนวนมาก เราต้องเสียค่าไฟไปไม่น้อย คราวนี้ก็มาดูกันว่า จะมีวิธีประหยัดค่าไฟฟ้าได้อย่างไร กับบทความต่าง ๆ ดังนี้ -บทความ “How to #save ประหยัดค่าไฟช่วงหน้าร้อน” ในบทความนี้ เรามี วิธีประหยัดค่าไฟฟ้าในบ้าน และประหยัดเงินในกระเป๋าคุณด้วย 8 เครื่องใช้ไฟฟ้า กับ วิธีประหยัดค่าไฟในบ้านมาให้ได้ลองทำตามกันดู ​ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม How to #save ประหยัดค่าไฟช่วงหน้าร้อน -บทความ “6 วิธีประหยัดค่าไฟในช่วงหน้าร้อน” บทความนี้มี 6 วิธีประหยัดค่าไฟ ในช่วงหน้าร้อน มานำเสนอ ​ได้แก่ 1.ปรับอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสเสมอ 2.เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า เลิกใช้ซะ 3.ทำความสะอาดตู้เย็นให้หมดจด 4.ถอดปลั๊กทุกครั้งเมื่อไม่ใช้งาน 5.มาใช้หลอดไฟ LED กันเถอะ 6.ใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่ปริมาณการใช้ไฟน้อย   ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติม อ่านต่อได้ที่ 6 วิธีประหยัดค่าไฟในช่วงหน้าร้อน   -บทความ “9 วิธีแต่งบ้านคลายร้อน ช่วยให้บ้านเย็นน่าอยู่ อากาศสบายไม่อบอ้าว” การแต่งบ้าน ก็เป็นวิธีที่ช่วยทำให้บ้านเย็น และมีประโยชน์ทำให้ประหยัดค่าไฟได้ทางอ้อมด้วยนะ 1.ติดกันสาดกันแดด 2.ใช้หลังคาป้องกันความร้อน 3.ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา 4.เปิดหน้าต่างระบายอากาศ 5.ติดพัดลมเพดาน 6.เลี่ยงการปูพรม 7.เลือกใช้หลอด LED 8.ทาผนังด้วยสีโทนเย็น 9.ติดพัดลมอากาศในห้องน้ำ   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 9 วิธีแต่งบ้านคลายร้อน ช่วยให้บ้านเย็นน่าอยู่ อากาศสบายไม่อบอ้าว -บทความ “ทางลัดลดค่าไฟ 15 วิธีจัดห้องนอนให้เย็นสบายโดยไม่เปิดแอร์” บางครั้ง วิธีประหยัดไฟ อาจจะทำเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยตรงก็ได้ ก็เป็นการประหยัดค่าไฟฟ้าได้เหมือนกัน ซึ่งบทความนี้มี 15 วิธีมาบอกเล่าเช่นกัน ดังนี้ 1.เปลี่ยนชุดเครื่องนอนให้เป็นผ้าคอตตอน 2.ดื่มน้ำก่อนเข้านอน 3.เปลี่ยนหมอนใหม่ 4.จัดทิศพัดลมให้ถูก เพื่อดูดความร้อนออกนอกบ้าน 5.แขวนผ้าเปียกที่หน้าต่างช่วยปรับอากาศให้เย็นลง 6.วางก้อนน้ำแข็งไว้หน้าพัดลม 7.นอนคนเดียวบ้าง ก็ทำให้อุณหภูมิลดลง 8.เปลี่ยนเตียงนอนบ้างเพื่อให้อากาศหมุนรอบตัวเรา 9.เลือกซื้อชุดนอนแบบผ้าคอตตอนมาสวมใส่ 10.อาบน้ำก่อนนอนช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย 11.ปิดไฟก่อนนอนช่วยลดปริมาณความร้อนได้ 12.วางถังน้ำไว้แช่เท้าไว้ที่ปลายเตียง 13.นอนชั้นล่างอากาศจะเย็นที่สุด 14.ดึงปลั๊กไฟที่ไม่ใช้งานออกให้หมด 15.ทำแอร์ใช้เอง   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ทางลัดลดค่าไฟ 15 วิธีจัดห้องนอนให้เย็นสบายโดยไม่เปิดแอร์ -บทความ “5 วิธีลดร้อนให้บ้าน” นอกจากนี้ เรายังมีการนำเสนอเทคนิคและวิธีการอีก 5 วิธีที่ไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยลดความร้อนให้บ้านได้ แถมยังมีผลกับการช่วยลดค่าไฟฟ้าได้อีกด้วย ดังนี้ 1.Façade ช่วยได้ 2.ติดฟิลม์กรองแสงลดความร้อนสิ! 3.เปลี่ยนผ้าม่าน ชีวิตก็เปลี่ยน… 4.ต้นไม้ก็ช่วยได้นะ 5.ติดฉนวนกันความร้อน   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 5 วิธีลดร้อนให้บ้าน -บทความ “ลดความร้อนที่ผนังก่ออิฐฉาบปูนได้อย่างไรบ้าง” ส่วนบทความนี้ เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลจริง แต่อาจจะต้องลงทุนเพิ่ม และต้องพึ่งพาช่างผู้ชำนาญการเข้ามาช่วย เป็นงานที่เราอาจจะทำเองไม่ได้ แต่ก็ช่วยทำให้บ้านเย็น และประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ด้วย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้​ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ลดความร้อนที่ผนังก่ออิฐฉาบปูนได้อย่างไรบ้าง ทั้งหมดนี้ ก็เป็นบทความ สาระ ความรู้ ที่เราเคยนำเสนอไว้แล้ว แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน ก็ยังมีประโยชน์ และช่วยให้ประหยัดค่าไฟได้จริง ไม่เชื่อต้องลองทำตามและพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง
ไขข้อสงสัย? บ้านแบบไหนเหมาะกับ การติดโซลาร์เซลล์ และ 7 เรื่องควรรู้

ไขข้อสงสัย? บ้านแบบไหนเหมาะกับ การติดโซลาร์เซลล์ และ 7 เรื่องควรรู้

การติดโซลาร์เซลล์ การติดโซลาร์เซลล์ บนหลังคาอาคาร หรือที่พักอาศัย เป็นแนวทางหนึ่งที่เข้ามาช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้อย่างมาก โดยเฉพาะหากคิดถึงความคุ้มค่าในระยะยาว เพราะเป็นการลงทุนครั้งเดียว และเป็นการใช้พลังงานธรรมชาติที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติม ยกเว้นแต่การดูแลรักษา และการซ่อมบำรุงตามอายุการใช้งาน โดยเฉพาะตอนนี้อากาศเมืองไทยร้อนกันสุด ๆ แดดแรงแทบจะเผาผิวเราให้ไหม้ได้เลย ถ้าขืนไปยืนอยู่กลางแดดนาน ๆ โดยไม่ได้มีการป้องกัน ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกจะอยู่แต่ภายในอาคาร เปิดเครื่องปรับอากาศเย็น ๆ เพื่อความสบายตัว ลดความเสี่ยงออกไปสัมผัสอากาศร้อนภายนอก   เมื่อต้องอยู่แต่ภายในอาคาร หรือบ้านเรือน ที่พักอาศัย แถมต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ หรือ พัดลมเป็นเวลานาน ๆ แน่นอน ค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน แม้ว่าจะใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าแบบประหยัดไฟเบอร์ 5 ก็ตาม แต่ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นสูงสุดของปี การติดโซลาร์เซลล์ จึงน่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีในการประหยัดค่าไฟฟ้า บ้านแบบไหนเหมาะกับ การติดโซลาร์เซลล์ ระบบโซลาร์เซลล์ หรือระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ถือเป็นพลังงานทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้น​ เพราะนอกจากจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ปัจจุบันราคายังถูกลงกว่าในอดีตค่อนข้างมาก และยิ่งในระยะยาวก็มีความคุ้มค่า เพราะเป็นการลงทุนครั้งเดียว ไม่นับรวมกับการซ่อมบำรุง และในอนาคตโซลาร์จะเป็นหนึ่งในพลังงานที่สามารถทดแทนพลังงานหลักได้หากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้น   ปัจจุบันดีเวลลอปเปอร์ที่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ก็ใชระบบโซลาร์เซลล์ ที่มีการติดตั้งตามอาคารหรือบ้านมาเป็นหนึ่งจุดขายสำคัญ เพราะช่วยทำให้คนที่อยู่บ้านลดค่าใช้จ่ายจากค่าไฟฟ้าลงได้มาก ทำให้ระบบโซลาร์เซลล์ ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนบ้านไหนที่ยังไม่ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ แล้วมีความสนใจที่จะนำมาติดตั้งบ้าง คงต้องศึกษาข้อมูลและวัดความคุ้มค่าดูก่อน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ปรกอบการตัดสินใจ เพราะแม้ว่าปัจจุบันราคาโซลาร์เซลล์จะถูกลง แต่ก็ต้องใช้งบประมาณมากพอสมควร ​   สำหรับบ้านที่จะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ควรมีพื้นที่บนหลังคาหรือดาดฟ้าที่รับแสงได้ดี โดยทิศใต้จะรับแสงได้ดีที่สุด ส่วนทิศเหนือจะรับแสงได้น้อยที่สุด การติดตั้งจะใช้พื้นที่ประมาณ 14 – 18 ตารางเมตรขึ้นไป และพื้นที่ติดตั้งต้องรับน้ำหนักได้ประมาณ 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไปด้วย ซึ่งบ้านที่เหมาะกับการติดตั้งระบบโซลาร์จะเป็นบ้านแบบไหนบ้าง มาดูกัน -บ้านที่มีการใช้ไฟระหว่างวันมาก เช่น บ้านที่มีผู้อยู่อาศัยช่วงเวลากลางวัน อาคารโฮมออฟฟิศ ร้านอาหารที่มีการเปิดแอร์ตลอดวัน ส่วนใครที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า การชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ช่วงกลางวันถือว่าเหมาะมาก เพราะเป็นช่วงที่สามารถใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ได้เต็มที่ ช่วยลดการใช้ไฟจากการไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี -เจ้าของบ้านที่อยากมีส่วนร่วมในการใช้พลังงานสะอาด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการติดตั้งระบบโซลาร์จะช่วยลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกได้ นอกจากนี้ การติดโซลาร์เซลล์ยังช่วยให้บ้านเย็นขึ้นด้วย เพราะเหมือนมีหลังคาอีกชั้นช่วยบังแดดไว้ -บ้านที่ต้องการประหยัดค่าไฟในระยะยาว การติดโซลาร์ เป็นการตอบรับการมาของโลกยุคดิจิทัล ที่ค่าไฟมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยบ้านที่มีค่าไฟเกิน 3,000 บาทต่อเดือน มีความเหมาะสมที่จะติดโซลาร์เซลล์ 7 ข้อต้องรู้ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ สำหรับบ้านไหน หรืออาคารไหน ที่ต้องการจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ หรือโซลาร์รูฟท็อป คงต้องทำการศึกษาหาข้อดีข้อเสีย วางแผนด้านการติดตั้ง เพราะว่าจะต้องมีขั้นตอนการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการวางแผนงบประมาณ  ข้อมูลด้านการใช้งาน การดูแล และบำรุงรักษา เพื่อจะได้เข้าใจระบบการทำงาน ลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลังด้วย โดยแนวทางการติดโซลาร์เซลล์  มี 7 เรื่องสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจ และต้องปฏิบัติ ดังนี้ 1.เช็คพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในบ้านด้วย บิลค่าไฟฟ้าย้อนหลัง 3 เดือน – 1 ปี ก่อนจะหาสเปคแผงโซลาร์เซลล์ หรือคิดว่าบ้านเราจะต้องติดตั้งกี่แผงดี? หยุดความคิดนั้นก่อน เพราะสิ่งที่ต้องทำอันดับหนึ่งคือต้องคำนวนว่าบ้านเราใช้ไฟฟ้ามากน้อยแค่ไหน ด้วยการดูบิลค่าไฟฟ้าย้อนหลัง 3 เดือน – 1 ปี เพราะพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของเราจะเป็นเหมือนแนวทางให้เราสามารถตัดสินใจได้ว่าเราจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่มีกำลังผลิตเท่าไร 2.สำรวจปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งกลางวันและกลางคืน ลองดูว่าปริมาณที่เราใช้ไฟฟ้าในตอนกลางวันมากน้อยแค่ไหน เอามาเปรียบเทียบกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าในตอนกลางคืน เราจะได้เห็นว่าถ้าเราจะสามารถลดค่าไฟฟ้าช่วงกลางวันไปได้เท่าไรหากติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 3.เช็คค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง สำหรับค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ขอเปรียบเทียบกับข้อมูล ดังนี้ หากเราต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่มีกำลังติดตั้ง 1,000 วัตต์ จะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 25,000 บาท ถึง 35,000 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่รวมทุกๆอย่างแล้วทั้ง ค่าบริการติดตั้ง ค่าใช้จ่ายในการขออนุญาตติดตั้ง ทั้งนี้ การติดตั้ง 1,000 วัตต์หรือ 1 กิโลวัตต์ สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 500-800 บาทต่อเดือน 4.สำรวจพื้นที่สำหรับติดตั้งและการยื่นเรื่องขออนุญาตติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เมื่อเราสำรวจการใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และเลือกปริมาณในการผลิตแล้ว ให้เราแจ้งขออนุญาตติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่เขตโยธาท้องถิ่นที่เราอาศัยอยู่ ทางเขตโยธาจะส่งวิศวกรมาสำรวจหลังคาบ้านของเราว่ามีความพร้อมติดตั้งหรือไม่ หรือจะต้องซ่อมแซมหลังคา หรือต้องเพิ่มเติมอะไรเพื่อให้ติดตั้งแผงได้โดยปลอดภัย หลังจากเช็คความพร้อมของหลังคาบ้านแล้ว เราจะต้องทำเรื่องขออนุญาตการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) หรือการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)ในเขตพื้นที่ ที่บ้านเราตั้งอยู่โดยส่งแบบแปลน 2 แบบไปให้การไฟฟ้าฯ พิจารณา แบบที่1 เรียกว่า “ส่งแบบ Single Line Diagram” เป็นแปลนระบบไฟฟ้า และ 2 เป็นแปลนอินเวอร์เตอร์ 5.ยื่นเรื่องกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เมื่อเราได้รับการพิจารณาจากเขตโยธาท้องถิ่น และการไฟฟ้าฯเรียบร้อยแล้ว ให้เรานำเอกสารที่ได้รับมายื่นเรื่องต่อไปที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพราะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ รับเรื่องและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการขอใบอนุญาตการประกอบกิจการ พลังงานตามประเภท ขนาดและลักษณะของกิจการพลังงาน ตลอดจน ตรวจสอบการและสนับสนุนการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการออกใบอนุญาตทั้งก่อนและหลังในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ กกพ.จะพิจารณาว่าเราสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้หรือไม่ 6.เริ่มติดตั้งโซลาร์เซลล์  ขั้นตอนที่ 6 นี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญเพราะเราจะต้องเริ่มขึ้นหลังคาแล้ว โดยเราจะต้องเตรียมตัวดังนี้ -เลือกทีมช่างที่มีความชำนาญการ เลือกใช้บริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ มีประวัติการติดตั้ง และเคยรับงานมากน้อยแค่ไหน ลักษณะงานขนาดเล็กใหญ่แค่ไหน -เลือกใช้อินเวอร์เตอร์ที่มีคุณภาพ -เลือกแผงโซลาร์เซลล์และรุ่นของแผงที่เหมาะสม เมื่อช่างมาติดตั้ง เราจะต้องเช็คว่าสิ่งที่ช่างแนะนำก่อนหน้านี้ กับอุปกรณ์ที่นำมาติดจริงตรงกันหรือไม่  อย่างไรก็ดียังไม่ต้องกังวลไป เพราะจะมีวิศวกรจากโยธาเขตท้องถิ่นมาตรวจเช็คอีกครั้ง ว่าอุปกรณ์ได้มาตรฐานหรือไม่ 7.การใช้งาน การดูแลรักษา และการรีไซเคิล เมื่อติดตั้งแล้วเสร็จ ก็เป็นหน้าที่ของเราเจ้าของบ้านที่จะเป็นคนดูแลรักษา เบื้องต้นคือการล้างแผงโซลาร์เซลล์ไม่ให้มีฝุ่นหรือสิ่งสกปรกมาเกาะเพราะจะลดประสิทธิภาพการผลิตพลังงานไฟฟ้าของแผงโซลาร์เซลล์เพียงแค่ใช้น้ำสะอาดฉีดล้างและใช้ผ้าเช็ดให้แห้ง แผงโซลาร์เซลล์จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับบ้านเรานานประมาณ 25 ปีโดยมาตรฐาน  (หากดูแลรักษาดีสามารถใช้งานนานถึง 30 ปี) เมื่อแผงโซลาร์หมดอายุการใช้งานแล้วก็จะต้องนำแผงเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลแผงโซลาร์ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีนำร่องที่สามารถรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ได้แล้ว   ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลสำหรับการใช้พิจาณา และประกอบการตัดสินใจ รวมถึงขั้นตอนการดำเนินการติดตั้ง  ซึ่งบ้านไหนจะติดตั้งโซลาร์เซลล์ ก็ควรหาข้อมูลให้รอบด้าน ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และดำเนินการต่าง ๆ ให้ถูกต้อง เพื่อที่จะได้มีพลังงานได้ใช้ในต้นทุนที่ประหยัดลง   CR : SCB, Greenpace Thailand อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง SENA ส่ง “ทาวน์โฮมติดโซลาร์” 1 กิโลวัตต์ รับกระแส Work Form Home
7 วิธีปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ด้วยตัวเอง

7 วิธีปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ด้วยตัวเอง

ด้วยพัฒนาการทางด้านการแพทย์ที่ล้ำหน้าไปมาก ประกอบกับการดูแลใส่ใจตัวเองของคนยุคปัจจุบัน ส่งผลให้คนส่วนใหญ่มีอายุที่ยืนยาวขึ้น อายุขัยเฉลี่ยของการเสียชีวิตก็เพิ่มขึ้น   โครงสร้างอายุของประชากรในแต่ละประเทศก็ปรับเปลี่ยนไป มีคนสูงอายุเพิ่มมากขึ้น รวมถึงประเทศไทยด้วย เรียกว่าเป็นการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งอัตราการเกิดใหม่ที่ลดน้อยลงด้วย สัดส่วนผู้สูงอายุก็ยิ่งเพิ่มตัวเลขมากขึ้น นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom หรือ LWS)  บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) ระบุว่า ​ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานตัวเลขประชากรไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป  ในปี 2573 จะมีมากกว่า 21% เป็นการเข้าสู่ Super Aged Society ในช่วงเวลาดังกล่าว   โดยผู้สูงอายุแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่สามารถดูแลตัวเองได้ (Independent Living/Active Aging) กับกลุ่มที่ต้องมีผู้ดูแล (Assisted Living) สำหรับกลุ่มที่ดูแลตัวเองได้ การปรับปรุงสภาพแวดล้อม และที่อยู่อาศัย ให้เหมาะกับการใช้งานจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถที่จะใช้ชีวิตได้อย่างปกติ   ในขณะที่กลุ่มที่ต้องมีผู้ดูแลที่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในสถานบริบาลหรือ Nursing Home Care สถานบริบาล จำเป็นต้องออกแบบพื้นที่ให้เหมาะสมสำหรับการดูแลผู้สูงอายุเช่นกัน   ดังนั้น ทาง LPN Wisdom จึงแนะนำ 7 วิธีปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีการปรับปรุงอย่างง่าย  ตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุในครอบครัว ประกอบด้วย 1.ปรับปรุงห้องน้ำป้องกันลื่นล้ม การปรับปรุงห้องน้ำ เป็นวิธี ปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ที่จำเป็นและต้องทำเป็นอันดับแรก ๆ เพราะเป็นสถานที่สำหรับกิจวัตรประจำวัน ซึ่งใช้วันละหลาย ๆ ครั้ง และเป็นสถานที่เสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายด้วย จาก​สถิติการเกิดอุบัติเหตุของผู้สูงอายุพบว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ จะเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำ ดังนั้น ห้องน้ำจึงเป็นพื้นที่แรกในบ้านที่ควรปรับปรุง โดยติดตั้งราวจับช่วยพยุงตัว ใช้กระเบื้องพื้นที่มีผิวหยาบโดยค่ากันลื่นที่ R10 ขึ้นไป เลือกสุขภัณฑ์ที่แข็งแรงไม่แตกหักง่าย โดยเฉพาะโถสุขภัณฑ์ระดับนั่งไม่ควรต่ำเกินไปทำให้ลุกยาก และห้องน้ำควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ 2.เลือกเก้าอี้-โซฟาไม่ล้มง่าย   การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบรับการใช้งานของผู้สูงอายุ ควรเลือกเก้าอี้และโซฟาที่มั่นคงไม่ล้มง่าย เพราะผู้สูงอายุมักจะทิ้งน้ำหนักเพื่อพยุงตัวในขณะลุกหรือนั่ง ที่นั่งตื้นเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาหัวเข่า มากกว่าที่นั่งที่ลึก ที่นั่งที่สามารถปรับเอนได้เหมาะกับการพักผ่อนในตอนกลางวัน ที่รองขาจำเป็น ในการยกขาให้สูงขึ้นเพื่อลดอาการเหน็บชาเบาะสามารถถอดซักทำความสะอาดได้ง่าย โต๊ะหรือชั้นวางของควรมีขอบมุมที่มนป้องกันการกระแทก ติดตั้งชั้นวางของที่อยู่ในระยะเอื้อมถึง ไม่สูงเกินไป หลีกเลี่ยงการใช้บันไดปีน และฟูกที่นอนควรสูงจากพื้น 45-50 เซนติเมตร 3.เลือกวัสดุปูพื้นลดแรงกระแทก   พื้นบ้านหรือพื้นห้องนอน เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้งานของผู้สูงอายุ ซึ่งต้อง​เลือกวัสดุพื้นอุณหภูมิคงที่และลดแรงกระแทก ห้องผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุที่ถ่ายเทความร้อน-เย็น กับสภาพแวดล้อมเร็วเกินไป เช่น พื้นกระเบื้อง พื้นหิน เพราะเมื่อสัมผัสแล้วรู้สึกไม่สบายตัว ร่างกายต้องปรับอุณหภูมิบ่อยอาจเกิดความเจ็บป่วยได้ง่าย ดังนั้น พื้นไม้ซึ่งอุณหภูมิคงที่จึงเหมาะกว่า ช่วยลดแรงกระแทกหากลื่นล้ม และลายไม้ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังมีวัสดุพื้นลดแรงกระแทก ลายไม้ ทำจาก PVC  ก็สามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน หากบ้านไหนยังไม่ได้ปรับปรุงพื้นให้เหมาะสม ควรต้องรีบดำเนินการ เพราะเป็น วิธีปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ที่ไม่อาจจะละเลยได้ 4.ติดตั้งราวจับบันได บันไดจำเป็นจะต้องมีราวจับยึดเกาะ ส่วนมือจับประตูเปลี่ยนจากลูกบิดเป็นแบบก้านโยก บันไดเป็นจุดสำคัญที่อาจเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้น ควรติดตั้งราวจับตลอดแนวบันไดทั้งสองด้าน โดยเป็นราวจับที่มั่นคง สูงจากพื้น 80 ซม. ในขณะที่มือจับประตูควรปรับเปลี่ยนจากลูกบิดมาเป็นที่เปิดปิดประตูแบบก้านโยก เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานสำหรับผู้สูงอายุ 5.เพิ่มพื้นที่สีเขียวในบ้าน นอกจากเรื่องการดูแลร่างกายของผู้สูงอายุแล้ว การดูแลเรื่องของจิตใจก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในบ้านจะช่วยฟื้นฟูจิตใจของผู้สูงอายุได้ดี ​ ช่วยบรรเทาความตึงเครียด ลดระดับภาวะซึมเศร้า การได้สัมผัสธรรมชาติทำให้เกิดอารมณ์เชิงบวก อาจจัดให้มีพื้นที่ปลูกไม้กระถาง ผักสวนครัว กระตุ้นให้ผู้สูงอายุขยับร่างกายเล็ก ๆ น้อย ๆในชีวิตประจำวันมากขึ้น หากไม่มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ วิธีง่ายก็คงจะเป็นพวกต้นไม้เล็ก ๆ ใส่กระถางไว้ในบ้าน หรือไม่แจกันดอกไม้สดมาไว้ในบ้านบ้างก็ช่วยได้ 6.เติมความสะดวกด้วย Smart Home   แม้เรื่องเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่าง ผู้สูงอายุอาจจะไม่ถนัดมากนัก แต่หากแนะนำการใช้งานก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยาก เดี๋ยวนี้ผู้สูงอายุหลายคน สามารถเล่นโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์​ หรือแอปพลิเคชั่นหลายอย่างได้ไม่แพ้เด็ก ๆ ดังนั้น วิธีการปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ก็ควรทำให้บ้านฉลาดขึ้น ด้วยระบบ Smart Home อย่างเช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด การเปิดปิดประตูอัตโนมัติ หรือการติดตั้งสัญญาณกันขโมย ปุ่มฉุกเฉินที่ห้องน้ำและหัวเตียง เพื่อส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยัง ครอบครัว ผู้ดูแลอาคาร หรือโรงพยาบาลได้เป็นต้น เพราะบางครั้งผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่อยู่คนเดียว หรืออยู่กันเองเป็นคู่ Smart Home จึงตอบโจทย์ความสะดวกสบาย สามารถควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ 7.อัพสปีดออนไลน์ด้วย WiFi วิธีการปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ข้อนี้ อาจจะใกล้เคียงกับ ข้อที่ผ่านมา แต่อย่าลืมว่า ต้องเพิ่มสปีดของสัญญาณ WiFi ให้แรง ๆ เพื่อการใช้งานของระบบเหล่านั้นจะได้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการเล่นโซเชียลมีเดียของบรรดาผู้สูงอายุด้วย   นอกจากนี้ จากการสำรวจของ NRF พบว่าคนรุ่น Baby Boomer กว่า 47% ใช้ Social Network เพิ่มมากขึ้น โดย 75% มีบัญชี Facebook ของตนเอง ชื่นชอบการส่งต่อข้อมูลให้กับเพื่อน ๆ รวมถึงใช้ติดต่อ กับครอบครัวเพื่อคลายเหงา นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังชื่นชอบการสั่งสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้น การติดตั้ง WiFi ที่ทั่วถึงทั้งบริเวณพักอาศัย จึงเป็นสิ่งจำเป็น   ทั้งหมด เป็นคำแนะนำสำหรับ วิธีการปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงความปลอดภัย และเรื่องของสุขภาพด้วย หากบ้านไหนยังมีจุดเสี่ยง คงต้องรีบดำเนินการโดยด่วน เพราะหากเกิดอุบัติเหตุกับผู้สูงอายุแล้ว เรื่องเล็กอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้            
แต่งห้องนอน 12 ราศี ให้ถูกโฉลก  เฮง ๆ ปัง ๆ กับ  “หมอช้าง”

แต่งห้องนอน 12 ราศี ให้ถูกโฉลก  เฮง ๆ ปัง ๆ กับ  “หมอช้าง”

แต่งห้องนอน เรื่องการนอน ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคน เพราะในแต่ละวันหลังจากที่เราออกไปใช้ชีวิต หรือไปทำงาน จนเหนื่อยเมื่อยล้าแล้ว ร่างกายก็ต้องการพักผ่อน เพื่อเติมพลังให้ในวันต่อไปเราได้ลุกขึ้นมาใช้ชีวิตและทำงานกันต่อไป การนอนมีความสำคัญแค่ไหน คงดูได้จากในหนึ่งวันที่มี 24 ชั่วโมง เรามักจะใช้เวลา 1 ใน 3 ไปเพื่อการนอนหลับและพักผ่อนแล้ว การนอน นอกจากเป็นการเติมพลังให้กับร่างกายแล้ว การนอนยังมีผลสำคัญต่อภาวะจิตใจ และอารมณ์ของคนเราด้วย เพราะถ้านอนไม่พอ นอนไม่เต็มอิ่ม หรือนอนไม่สบาย ตื่นมาอารณ์ก็อาจจะไม่แจ่มใส จิตใจขุ่นมัวได้ด้วย แต่บางคนก็ให้ความสำคัญกับการนอนไปมากกว่านั้น เพราะบางคนมีความเชื่อว่า ถ้านอนให้ดีให้ถูกต้อง หรือถูกโฉลกตามหลักโหราศาสตร์ หรือตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ก็อาจจะส่งผลดีในเรื่องของโชคลาภ หรือเสริมดวงชะตาได้อีกด้วย หลายคนจึงต้องมีการจัดห้องนอนและวิธีการนอน ให้ถูกหลักตามศาสตร์ของฮวงจุ้ย   แต่นอกเหนือจากนั้น เรื่องของอุปกรณ์การนอน หรือเรื่องของสี สำหรับเป็นอุปกรณ์ใช้ในการนอน อย่างพวก ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หลายคนก็มีความเชื่อว่า หากใช้ให้ถูกกับราศีหรือดวงชะตาของตนเองแล้ว จะช่วยเสริมความเฮง สร้างความโชคดีให้เกิดขึ้นได้ด้วย ศาสตร์การนอนตามหลักโหราศาสตร์ หรือฮวงจุ้ยจึงมีออกมาแนะนำกันในหลายวิธี   วันนี้ Reviewyourliving มีวิธีการเลือกใช้ผ้าปูที่นอนที่ส่งเสริมชะตาราศี จากคำแนะนำของหมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา นักพยากรณ์ชื่อดังมาฝาก เพื่อใช้เลือกอุปกรณ์การนอนที่เหมาะสมในแต่ละราศี เอามาฝากกัน   หมอช้าง เล่าถึงความสำคัญของการเลือกผ้าปูที่นอนที่ส่งเสริมชะตาราศีว่า ห้องนอนเป็นห้องที่เราใช้งานบ่อยที่สุด เพราะมนุษย์เราใช้เวลาถึง 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอน ดังนั้นผ้าปูที่นอนจึงมีอิทธิพลกับชีวิต ตั้งแต่ยามหลับไปจนถึงตอนตื่นนอน ซึ่งหากเราเลือกผ้าปูที่นอนที่ถูกโฉลก ก็จะช่วยให้เราสัมผัสได้ถึงพลังงานดี ๆ ในยามเช้าและส่งผลดีกับการใช้ชีวิตในตลอดวันอีกด้วย แต่งห้องนอนให้ถูกโฉลกในแต่ละราศี ราศีเมษ (15 มี.ค. - 13 เม.ย.)  สีที่เป็นมงคล คือ คู่สี ฟ้า-เทา ด้วยลายวงกลมคล้องกันเปรียบเสมือนการเติบโตของเมล็ดพันธุ์ ส่งเสริมชีวิตให้เจริญรุ่งเรืองและก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน ทั้งการเงิน การงาน การค้า โดยลายวงกลมที่หมายถึงความต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อถูกวางคล้องเข้าด้วยกันจะส่งเสริมบารมีและความรักสามัคคีกับคนในครอบครัวอีกด้วย ราศีพฤษภ (14 เม.ย. - 14 พ.ค) สีที่เป็นมงคล คือ คู่สี เขียว – ฟ้า ด้วยลายเกลียวคลื่นสื่อถึง ‘น้ำ’ หรือชีวิตอันอุดมสมบูรณ์ มีความคล่องตัวในอาชีพการงาน การเงินและการค้า ผ่านพ้นอุปสรรคได้อย่างราบรื่น ลายเกลียวคลื่นที่มาเป็นคู่ยังส่งเสริมให้ครอบครัว คนรอบข้างและบริวารพลอยฟ้าพลอยฝนโชคดีไปกับคุณ ราศีเมถุน (15 มิ.ย. - 16 ก.ค.) สีที่เป็นมงคล คือ คู่คู่สี แดง-ครีม  ด้วยลายสัญลักษณ์ของเครื่องหมาย Zen ช่วยส่งเสริมด้านสติปัญญาทั้งแก่ตัวเองและครอบครัว เติมความสมดุลให้กับชีวิตความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง ตลอดจนการเงินให้มีความคล่องตัวและมั่นคง ราศีกรกฎ (17 ก.ค. - 16 ส.ค.) สีที่เป็นมงคล คือ คู่สี น้ำเงิน-ส้ม ด้วยลายสัญลักษณ์ของเครื่องหมาย Zen ช่วยส่งเสริมด้านสติปัญญาทั้งแก่ตัวเองและครอบครัว เติมความสมดุลให้กับชีวิตความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง ตลอดจนการเงินให้มีความคล่องตัวและมั่นคง ราศีสิงห์ (17 ส.ค. – 16 ก.ย.)   สีที่เป็นมงคล คือ คู่สี เทา-เขียว ด้วยลายวงกลมคล้องกันเปรียบเสมือนการเติบโตของเมล็ดพันธุ์ ส่งเสริมชีวิตให้เจริญรุ่งเรืองและก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน ทั้งการเงิน การงาน การค้า โดยลายวงกลมที่หมายถึงความต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อถูกวางคล้องเข้าด้วยกันจะส่งเสริมบารมีและความรักสามัคคีกับคนในครอบครัวอีกด้วย ราศีกันย์ (17 ก.ย.- 17 ต.ค ) สีที่เป็นมงคล คือ คู่สี ฟ้า – น้ำเงิน​​ ด้วยลายเกลียวคลื่นสื่อถึง ‘น้ำ’ หรือชีวิตอันอุดมสมบูรณ์ มีความคล่องตัวในอาชีพการงาน การเงินและการค้า ผ่านพ้นอุปสรรคได้อย่างราบรื่น ลายเกลียวคลื่นที่มาเป็นคู่ยังส่งเสริมให้ครอบครัว คนรอบข้างและบริวารพลอยฟ้าพลอยฝนโชคดีไปกับคุณ ราศีตุลย์ (18 ต.ค. – 16 พ.ย.) สีที่เป็นมงคล คือ คู่สี เทา-แดง ด้วย​ลายวงกลมคล้องกันเปรียบเสมือนการเติบโตของเมล็ดพันธุ์ ส่งเสริมชีวิตให้เจริญรุ่งเรืองและก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน ทั้งการเงิน การงาน การค้า โดยลายวงกลมที่หมายถึงความต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อถูกวางคล้องเข้าด้วยกันจะส่งเสริมบารมีและความรักสามัคคีกับคนในครอบครัวอีกด้วย ราศีพิจิก (17 พ.ย. – 15 ธ.ค.) สีที่เป็นมงคล คือ คู่สี เขียวเข้ม-น้ำตาล ด้วยลายสัญลักษณ์ของเครื่องหมาย Zen ช่วยส่งเสริมด้านสติปัญญาทั้งแก่ตัวเองและครอบครัว เติมความสมดุลให้กับชีวิตความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง ตลอดจนการเงินให้มีความคล่องตัวและมั่นคง ราศีธนู (16 ธ.ค.-14 ม.ค. )      สีที่เป็นมงคล คือ คู่สี ม่วง-ฟ้า ด้วยลายเกลียวคลื่นสื่อถึง ‘น้ำ’ หรือชีวิตอันอุดมสมบูรณ์ มีความคล่องตัวในอาชีพการงาน การเงินและการค้า ผ่านพ้นอุปสรรคได้อย่างราบรื่น ลายเกลียวคลื่นที่มาเป็นคู่ยังส่งเสริมให้ครอบครัว คนรอบข้างและบริวารพลอยฟ้าพลอยฝนโชคดีไปกับคุณ ราศีมังกร (15 ม.ค.-12 ก.พ. )   สีที่เป็นมงคล คือ คู่สี แดง-ม่วง ด้วยลายเกลียวคลื่นสื่อถึง ‘น้ำ’ หรือชีวิตอันอุดมสมบูรณ์ มีความคล่องตัวในอาชีพการงาน การเงินและการค้า ผ่านพ้นอุปสรรคได้อย่างราบรื่น ลายเกลียวคลื่นที่มาเป็นคู่ยังส่งเสริมให้ครอบครัว คนรอบข้างและบริวารพลอยฟ้าพลอยฝนโชคดีไปกับคุณ ราศีกุมภ์ (13 ก.พ.-14 มี.ค.)    สีที่เป็นมงคล คือ คู่สี ครีม – เขียวอ่อน ด้วย​ลายวงกลมคล้องกันเปรียบเสมือนการเติบโตของเมล็ดพันธุ์ ส่งเสริมชีวิตให้เจริญรุ่งเรืองและก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน ทั้งการเงิน การงาน การค้า โดยลายวงกลมที่หมายถึงความต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อถูกวางคล้องเข้าด้วยกันจะส่งเสริมบารมีและความรักสามัคคีกับคนในครอบครัวอีกด้วย ราศีมีน (15 มี.ค. – 13 เม.ย.)   สีที่เป็นมงคล คือ คู่สี สีม่วง-ครีม  ด้วยลายสัญลักษณ์ของเครื่องหมาย Zen ช่วยส่งเสริมด้านสติปัญญาทั้งแก่ตัวเองและครอบครัว เติมความสมดุลให้กับชีวิตความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง ตลอดจนการเงินให้มีความคล่องตัวและมั่นคง สำหรับใครที่อยากจะปรับโฉมห้องนอน แต่งห้องนอนใหม่ ด้วยชุดเครื่องนอนในคู่สี และลวดลายที่ถูกโฉลก เพื่อเสริมราศี สร้างความเฮง ความปัง ก็ลองเลือกตามคำแนะนำของ "หมอช้าง" ดู หวังว่าทุกคนจะเฮง ๆ ปัง ๆ กันทุกคน   ขอบคุณข้อมูลจาก ชุดเครื่องนอน Satin (Satin Plus Lucky Me Lucky You Special Collection 2022)   บทความที่เกี่ยวข้อง 6 สิ่งต้องมี ในห้องนอน เพื่อการหลับอย่างมีคุณภาพ 9 วิธีจัดห้องนอนเสริมดวง
เปิดความหมาย 9 ของขวัญวันตรุษจีนมงคล ที่ต้องมอบให้กันในวันตรุษจีน

เปิดความหมาย 9 ของขวัญวันตรุษจีนมงคล ที่ต้องมอบให้กันในวันตรุษจีน

ของขวัญวันตรุษจีน เทศกาลสำคัญของชาวจีน และคนไทยเชื้อสายจีน ที่ทุกคนให้ความสำคัญและต้องเข้าร่วม เพื่อความเป็นสิริมงคล และการเริ่มต้นชีวิตที่ดีของทุกปี คือ เทศกาลตรุษจีน เพราะถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน เทศกาลนี้คนเชื้อสายจีน จะมีการไหว้เจ้า ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภ หรือเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย และทำการเฉลิมฉลอง​ เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคล ร่ำรวย และเจริญรุ่งเรือง นอกจากการไหว้เจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำกัน คือ การไหว้และขอพรผู้ใหญ่ที่เคารพ และจะมีการมอบของขวัญที่เป็นมงคลให้แก่กัน ผู้ใหญ่เองก็จะเตรียมของขวัญวันตรุษจีนที่เป็นมงคลไว้ให้ลูกหลาน หรือคนที่เข้ามาอวยพรด้วย ​   การให้ของขวัญวันตรุษจีนนั้นถือได้ว่า เป็นธรรมเนียมที่สำคัญ และต้องปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล รวมถึงเป็นการขอพร และให้พร ระหว่างผู้ให้กับผู้รับอีกด้วย ทำให้ชาวจีนส่วนใหญ่ รวมทั้งครอบครัวของคนไทยที่มีเชื้อสายจีน มักจะหาของขวัญวันตรุษจีนมามอบให้กันในช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่ของจีนของทุก ๆ ปีนั่นเอง แต่ของขวัญตรุษจีนแต่ละชนิดมีความหมาย และสื่อความหมายถึงความเป็นสิริมงคลอย่างไรบ้างนั้น วันนี้เรามาดูกัน ของขวัญวันตรุษจีน 9 อย่างที่เป็นมงคล 1.อั่งเปา หรือ แต๊ะเอีย อั่งเปา มีความหมายว่า “กระเป๋าสีแดง”  ซึ่งเป็นของขวัญวันตรุษจีนอย่างแรกที่คนส่วนใหญ่มอบให้กัน โดยซองแดงจะมีอักษรจีนที่มีความหมายดี ๆ เป็นมงคล อยู่บนหน้าซอง เช่น ขอให้มีสุขภาพยืนยาว ขอให้ร่ำรวย การงานเจริญก้าวหน้า เป็นต้น 2.ส้ม ส้ม ถือ เป็นผลไม้ที่นิยมนำมาใช้ในเทศกาลตรุษจีนมากที่สุด ทั้งการนำมาใช้พิธีไหว้ และการนำไปมอบให้กับญาติผู้ใหญ่ สำหรับเด็กหรือผู้ที่อายุน้อยกว่า เมื่อต้องไปไหว้ขอพร และรับคำอวยพรจากญาติผู้ใหญ่ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งของเทศกาลตรุษจีน   โดยสิ่งที่จะต้องนำติดตัวไปเพื่อเป็นการขอพรด้วยนั้นก็คือ “ส้ม” จำนวน 4 ผล เนื่องจากคำว่าส้มอ่านออกเสียงว่า “ไต้กิก” ในภาษาจีนแต้จิ๋ว หรือ “เฉิงจึ” ในภาษาจีนกลาง ซึ่งมีความหมายว่าความสุข หรือโชคลาภ ให้เฮง ๆ รวย ๆ โดยญาติผู้ใหญ่ที่รับส้มไปแล้ว ก็จะเก็บเอาไว้ 2 ผล และคืนให้กับคนที่มามอบ 2 ผล เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความโชคดีให้แก่กัน  ส้มจึงเป็นของขวัญวันตรุษจีนที่สำคัญอย่างหนึ่ง 3.ตุ้ยเหลียน “ตุ้ยเหลียน” หรือป้ายอวยพร มีลักษณะเป็นแผ่นกระดาษสีแดงยาว ๆ มีอักษรภาษาจีนที่เป็นมงคลเขียนอยู่บนป้าย นิยมเขียนเป็นกลอน และหาคำจีนที่คล้องจองกัน ซึ่งต้องออกมาเป็นความหมายที่ดี ตัวอักษรจีนในตุ้ยเหลียน มักเป็นคำอวยพรให้สุขภาพแข็งแรง มีความร่ำรวย มีความสุข และมีชีวิตที่ดี โดยนิยมใช้กระดาษสีแดง และตัวอักษรสีทองในการเขียนอวยพร จึงถือเป็นของขวัญวันตรุษจีนที่ดี 4.ทองคำ ชาวจีนมีความเชื่อกันว่า ทองคำ เป็นตัวแทนของพลัง อำนาจ และโชคลาภ นอกจากจะมีความหมายที่ดีแล้ว ยังเป็นสิ่งที่มีมูลค่า คนส่วนใหญ่จึงนิยมให้ทองคำกัน เพราะทองคำเป็นสิ่งที่ยิ่งเก็บไว้ก็จะยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้น  สำหรับทองคำที่คนส่วนใหญ่มักจะมอบให้กัน เป็นของขวัญวันตรุษจีน คือ ทองรูปพรรณ และทองคำแท่ง บางคนก็เลือกทองคำที่มีลวดลายสวยงาม บางคนอาจจะเน้นน้ำหนักทองคำขึ้นอยู่กับความต้องการ และความเหมาะสม 5.หยก นอกจาก ทองคำ ที่ถูกนำมาเป็นของขวัญวันตรุษจีนแล้ว อัญมณีที่ชาวจีนนิยมมอบให้แก่กัน คือ “หยก” เพราะมีความเชื่อว่า “หยก” เป็นทั้งอัญมณีและเป็นหินนำโชคที่อยู่คู่กับชาวจีนมาอย่างยาวนาน เป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดความเป็นสิริมงคล นำพามาซึ่งโชคลาภ และให้ชีวิตมีความเจริญรุ่งเรือง   โดยสมัยก่อนชาวจีนมักจะชอบนำหยกไปแกะสลัก เพื่อนำมาทำเป็นหยกประจำตระกูล หยกจึงได้รับความนิยมจากชาวจีนมาตั้งแต่สมัยอดีต จนถึงปัจจุบัน การเลือกให้หยกสวย ๆ สักชิ้น เป็นของขวัญวันตรุษจีนก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี และเป็นที่นิยม 6.พัด “พัด” เป็นสิ่งของที่นิยมให้เป็นของขวัญในวันตรุษจีน เพราะคำว่าพัดอ่านออกเสียงในภาษาจีนว่า “ซ่าน” แปลว่าเมตตากรุณา ถือว่าเป็นความหมายที่ดี และยังเชื่อกันว่า เมื่อนำไปประดับตกแต่งบ้าน จะช่วยพัดเงินทองให้ไหลมาเทมา จึงทำให้พัดเป็นสิ่งมงคลอีกหนึ่งอย่าง ที่มีความสำคัญสำหรับเทศกาลตรุษจีน และเหมาะที่จะให้เป็นของขวัญวันตรุษจีนอีกด้วย 7.ชุดน้ำชา เนื่องจากชาวจีนนิยมดื่มน้ำชากันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเวลามีเทศกาล หรือมีแขกมาเยี่ยมบ้าน สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “ชุดน้ำชา” การมอบชุดน้ำชาจึงเป็นสิ่งที่นิยมมอบให้เป็นของขวัญวันตรุษจีน เพราะชุดน้ำชาที่ครบเซ็ตส่วนใหญ่ รวมถึงใบชาเกรดดี ๆจะมีมูลค่าราคาที่แพง คนส่วนใหญ่จึงนิยมมอบชุดน้ำชาให้กัน ไม่เฉพาะแต่เทศกาลตรุษจีนเท่านั้น ยังรวมถึงในโอกาสพิเศษอื่น ๆ ด้วย 8.ขนมมงคลจีน ขนมมงคล ที่มีความหมายที่ดีในวันตรุษจีน เช่น ขนมเข่ง นิยมให้กันเพราะมีรสชาติหวาน ซึ่งเชื่อกันว่าจะทำให้ชีวิตมีความหวาน สมหวังราบรื่น ขนมเทียน เชื่อกันว่าเปรียบเสมือนแสงไฟ หรือแสงเทียน จะช่วยให้ชีวิตมีแต่แสงสว่าง และขนมปุยฝ้าย หรือขนมถ้วยฟู จะช่วยให้ชีวิตเฟื่องฟู และรุ่งเรือง เหมือนกับรูปลักษณ์ของขนม ในช่วงเทศกาลตรุษจีน แนะนำให้ถือขนมมงคลติดไม้ติดมือไปฝากญาติผู้ใหญ่ด้วย เพื่อเป็นการอวยพรอีกอย่างหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นของขวัญวันตรุษจีนที่มีความหมายดีและอร่อยด้วย 9.ของใช้ ที่มีสีแดง ชาวจีนเชื่อว่า “สีแดง” เป็นสีแห่งความโชคดี สีแห่งความมงคล จึงนิยมใช้สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ด้วยสีแดง โดยเฉพาะในเทศกาลวันตรุษจีน ที่เป็นเสมือนวันเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ ของชาวจีน สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ จึงเป็นสีแดงไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หรือข้าวของเครื่องใช้ เพื่อความเป็นสิริมงคล และต้อนรับวันปีใหม่ เพื่อโชคลาภ ความเจริญรุ่ง   ของทั้ง 9 อย่างดังกล่าว ถือเป็นของมงคล ของที่มีความหมายดี นำมาใช้ในการทำพิธี การประดับตกแต่งบ้าน หรือแม้แต่การมอบให้เป็นของขวัญวันตรุษจีน กับคนที่รักและเคารพ หรือญาติผู้ใหญ่ ยังไงก็หวังว่าในวาระปีใหม่ตามประเพณีจีนนี้ ทุกคนคงประสบความสุข ความสำเร็จ และเฮง ๆ กันตลอดไป   ที่มา - เชียงใหม่นิวส์ ,shopback, medium   บทความที่เกี่ยวข้อง ตรุษจีนนี้ ทำความสะอาดบ้านต้อนรับความเฮง ผลไม้ต้องห้าม ไม่ควรไหว้ตรุษจีน
[PR News]  ทอสเท็มเปิดตัว “ATIS” นวัตกรรมประตูหน้าต่างรวม 2 ฟังก์ชั่นในหนึ่งบาน

[PR News] ทอสเท็มเปิดตัว “ATIS” นวัตกรรมประตูหน้าต่างรวม 2 ฟังก์ชั่นในหนึ่งบาน

ทอสเท็ม รับเทรนด์คน Work from Home และอยู่บ้านนานขึ้น เปิดตัว “ATIS” นวัตกรรมประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมรวม 2 ฟังก์ชั่นในบานเดียว ทั้งบานเลื่อนและกระทุ้ง ตอบโจทย์ชีวิต New Normal เจาะตลาดกลุ่ม B2C หลังเติบโตต่อเนื่องกว่า 20-30%   นายวิชา วรสายัณห์ ลีดเดอร์ กลุ่มธุรกิจ เฮาส์ซิ่งเทคโนโลยี บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเเพร่ระบาดของโควิด-19 ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนต้องปรับตัว ใช้เวลาอาศัยอยู่ในบ้านเพื่อทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) หรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวต่อวันยาวนานขึ้น ขณะเดียวกันเทรนด์การตกเเต่งบ้านก็เริ่มเปลี่ยนไป โดยผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับความสะดวกและความสบายของพื้นที่อยู่อาศัย มีการปรับปรุง ต่อเติม ซ่อมแซมบ้าน รวมถึงสนใจการออกแบบตกแต่งบ้าน และเลือกซื้อวัสดุมาปรับปรุงบ้านด้วยตัวเองกันมากขึ้น   จากปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าว ทำให้บริษัทต้องปรับทิศทางการตลาด เพื่อหาเเนวทางที่ตอบโจทย์สถานการณ์ตลาดและพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปให้ได้มากขึ้น จึงได้ทำการศึกษาวิจัย พัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ เพื่อเป็นผู้นำตลาดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี   ล่าสุด แบรนด์ทอสเท็ม (TOSTEM) ได้เปิดตัว​ผลิตภัณฑ์ “ATIS FRAMING THE BEAUTY OF LIVING” กรอบหน้าต่างและประตู ที่ต้องการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับการอยู่อาศัยภายในบ้าน ซึ่งผลิตภัณฑ์ประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมใหม่ล่าสุด เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างรูปแบบดีไซน์ทรงเพรียวบาง ที่ซ่อนฟังก์ชันสำคัญไว้ภายในเพื่อความสะดวกทุกการใช้งาน อาทิ หน้าต่างบานยก (Tile & Slide) ที่รวมฟังก์ชันการทำงานที่สำคัญ 2 อย่างเข้าไว้ในกรอบหน้าต่างเดียวกัน ถือเป็นรายแรกในตลาด โดยจุดเด่นสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ ATIS ในหน้าต่างบานยก (Tile & Slide) นี้คือ ลักษณะการเปิดแบบเอียงบานเข้าด้านในห้องเพื่อรับลมธรรมชาติได้ตลอดวันแม้ในขณะที่ฝนตก  มี PSS BALANCER ที่ช่วยให้การเปิด-ปิดหน้าต่างเป็นไปอย่างนุ่มนวล เบาแรง เพราะบาลานเซอร์จะรองรับน้ำหนักบานหน้าต่างทั้งหมดไว้พร้อมด้วยนวัตกรรมผืนมุ้งกันแมลง Invisible Shield โดยใช้เส้นใยที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็กกว่าทั่วไปถึง 40% ทำให้โปร่งแสงขึ้น สามารถให้ลมผ่านได้มากขึ้นถึง 20%   สำหรับภาพรวมธุรกิจของทอสเท็ม ในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตขึ้นเท่าตัวในระยะเวลา 10 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ ทอสเท็มเป็นที่รู้จักในเเวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เเละสถาปนิก เนื่องจากเน้นทำตลาดเเบบ B2B กับกลุ่มลูกค้าโครงการ แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสัดส่วนรายได้จากกลุ่มลูกค้าแบบ B2C หรือกลุ่มเจ้าของบ้านมีอัตราการเติบโตขึ้นถึง 20-30% จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ ATIS ที่จะเน้นทำการตลาดกับลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น เราจึงเดินหน้าพัฒนารูปแบบและช่องทางการสื่อสาร ให้ลูกค้าเห็นความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ด้วยฟังก์ชันที่หลากหลาย ที่ช่วยให้ลูกค้าใช้งานระบบได้สะดวก รวดเร็ว ง่ายขึ้นกว่าเดิม และตอบโจทย์พฤติกรรมของคนในยุค New Normal ทั้งโชว์รูมเสมือนจริงในช่องทางเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย   นอกจากนี้ ATIS ยังได้เตรียมเปิดตัวโปรเจกต์พิเศษ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันครั้งแรกกับสถาปนิก ผู้ออกแบบ และดีไซน์เนอร์ชื่อดัง มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิด ในหัวข้อ "Design/Survive/Beauty“ นำโดย คุณวสุ วิรัชศิลป์ สถาปนิกผู้ก่อตั้ง VaSLab ห้องทดลองทางสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ คุณปอม–ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง ศิลปินนักวาดภาพ,  คุณผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ นักจัดการงานสร้างสรรค์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Ground Control และคุณพลอย-หฤษฎี ลีละยุวพันธ์ นักออกแบบและตกแต่งภายใน โดยทั้ง 4 ท่าน จะเป็นตัวแทนของความสวยงามแห่งสุนทรียภาพการใช้ชีวิตในแต่ละด้าน มาร่วม บอกเล่าเรื่องราว แรงบันดาลใจ ตลอดจนมุมมองและความคิดการทำสิ่งต่างๆ ในคอนเซปต์ “FRAMING THE BEAUTY OF LIVING” ผ่านวิดิโอชุดพิเศษ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกท่าน โดยจะเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นปีหน้า   สำหรับ ทอสเท็ม เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ประตูหน้าต่างอะลูมิเนียมจากประเทศญี่ปุ่น และได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคมายาวนานกว่า 50 ปี เริ่มขยายธุรกิจมาสร้างโรงงานผลิตในประเทศไทยเมื่อ 35 ปีที่แล้ว และปัจจุบันเป็นฐานการผลิตสินค้าอะลูมิเนียมที่ใหญ่ที่สุดของลิกซิลคอร์เปอเรชั่น (LIXIL) เริ่มทำการตลาดในประเทศไทยเมื่อ 17 ปีที่แล้ว และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในเมืองไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา   ปัจจุบันนอกเหนือจากประเทศไทยและญี่ปุ่น ทอสเท็มยังดำเนินธุรกิจในประเทศอินโดนีเซีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม  ด้วยไลน์ผลิตภัณฑ์ครบวงจรตั้งแต่ หน้าต่าง-ประตูสำหรับใช้งานทั้งภายนอกและภายใน ประตูหน้าบ้าน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำหรับสถาปัตยกรรมภายนอกอย่างประตูรั้ว ซึ่งทั้งหมดผ่านการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน JIS ประเทศญี่ปุ่น และ ASTM ประเทศสหรัฐอเมริกา
คลิปรีวิว Dyson V12 Detect Slim แกะกล่องเทคโนโลยีตรวจจับฝุ่นด้วยเลเซอร์รุ่นแรก!!

คลิปรีวิว Dyson V12 Detect Slim แกะกล่องเทคโนโลยีตรวจจับฝุ่นด้วยเลเซอร์รุ่นแรก!!

Dyson V12 Detect Slim Dyson V12 Detect Slim เครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่นแรก ที่ใช้เทคโนโลยีการตรวจจับด้วยเลเซอร์ เผยให้เห็นฝุ่นที่ซ่อนอยู่ตามบ้านของคุณ!! เครื่องดูดฝุ่นไร้สายขนาดกะทัดรัดที่ทรงพลังที่สุดของ Dyson สามารถตรวจจับ ดูดฝุ่น ปรับโหมดได้อัตโนมัติ และยังสามารถนับจำนวนฝุ่นด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก   การตรวจจับฝุ่นด้วยเลเซอร์ เผยให้เห็นอนุภาคฝุ่นที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เลเซอร์สีเขียวจะติดตั้งอยู่ในหัวดูดทำความสะอาด Fluffy ช่วยตรวจจับฝุ่นได้อย่างแม่นยำ เทคโนโลยี Acoustic Dust Sensing จะช่วยให้คุณมั่นใจว่าคุณได้ทำความสะอาดอย่างล้ำลึก หน้าจอ LCD จะแสดงขนาดและจำนวนของอนุภาคให้ผู้ใช้ได้เห็น ซึ่งเป็นการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ของการทำความสะอาดแบบเรียลไทม์โดยการนับและวัดอนุภาคของฝุ่นด้วยกล้องจุลทรรศน์ นอกจากนี้ piezo เซ็นเซอร์จะช่วยปรับพลังดูดและเปลี่ยนโหมดตามประเภทของพื้นต่าง ๆ และปริมาณฝุ่นได้โดยอัตโนมัติ หัวแปรงทำความสะอาด anti-tangle hair screw แบบใหม่ สามารถดูดเส้นผมที่หลุดร่วงตามพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แถบแปรงทรงกรวยป้องกันการพันกันของเส้นผมจะดูดเส้นผมเข้าไปในถังฝุ่นได้ง่ายดายและน่าทึ่ง เป็นการทำความสะอาดด้วยมอเตอร์สำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก     การสร้างบ้านที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีและถูกสุขลักษณะสามารถทำได้ง่ายขึ้น วันนี้ Dyson ได้เปิดตัวเครื่องดูดฝุ่นไร้สายรุ่นใหม่ Dyson V12 Detect Slim ออกแบบมาเพื่อตรวจจับฝุ่นที่ซ่อนอยู่ตามบ้านและมีขนาดเล็กเท่า 10 ไมครอน ด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์ Piezo จึงทำให้เครื่องสามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ถูกดูดเข้าไป   เครื่องดูดฝุ่นรุ่นล่าสุดนี้พัฒนาโดยทีมนักวิศวกรกว่า 370 คนทั่วโลก โดยขับเคลื่อนด้วยพลังของมอเตอร์ Dyson Hyperdymium ที่สามารถสร้างกำลังดูดอากาศได้สูงถึง 150 วัตต์ นอกจากนี้ ระบบการกรอง 5 ขั้นตอนจะช่วยดักจับอนุภาคฝุ่นที่มีขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอนได้ถึง 99.99% เพื่อการทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึก Dyson V12 Detect Slim จึงเป็นตัวช่วยในการสร้างบ้านที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีและถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาปัจจุบันนี้ ผู้คนกว่า 60% หันมาทำความสะอาดบ้านบ่อยมากกว่าที่เคย     “ในฐานะนักวิศวกร งานของเราคือการหาทางแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่เราพบเจอ และตลอด 12 เดือนที่ผ่านมานี้ เราได้พบกับปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายเนื่องจากเราได้ใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น” James Dyson หัวหน้าวิศวกรและผู้ก่อตั้งกล่าว “เราหลายคนได้หันมาใส่ใจในการทำความสะอาดมากขึ้น พยายามกำจัดฝุ่นและทำให้บ้านสะอาด แต่เราก็ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าบ้านของเราสะอาดอย่างแท้จริง   เทคโนโลยีเลเซอร์ที่ถูกพัฒนามาใช้กับเครื่องดูดฝุ่นรุ่นล่าสุดของเราจะช่วยเผยให้เห็นถึงฝุ่นที่ซ่อนอยู่ตามบ้านโดยการติดตั้ง diode เลเซอร์เข้ากับหัวทำความสะอาดในตำแหน่งที่แม่นยำในมุม 1.5 องศา ห่างจากพื้น 7.3 มม. เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกระหว่างฝุ่นตามพื้นและพื้นบ้าน นอกจากนี้ เครื่องยังสามารถคัดแยกขนาดและนับจำนวนอนุภาคอย่างพิถีพิถันถึง 15,000 ครั้งต่อวินาทีโดยใช้ acoustic piezo เซ็นเซอร์ซึ่งแปลงการสั่นให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า และแสดงขนาดและจำนวนของอนุภาคที่ถูกดูดเข้าไปบนหน้าจอ LCD ได้อย่างแม่นยำ   Dyson V12 Detect จึงเป็นเครื่องดูดฝุ่นที่ทรงพลังและชาญฉลาดด้วยการแสดงให้เห็นถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากการทำความสะอาดบ้านของคุณ”   การตรวจจับฝุ่นด้วยเลเซอร์ Dyson ได้ออกแบบเทคโนโลยีเลเซอร์ตรวจจับฝุ่นเพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าบ้านของคุณได้รับการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก เลเซอร์ Dust Detection เผยให้เห็นอนุภาคขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เลเซอร์ที่ทำมุมได้อย่างแม่นยำถูกติดตั้งอยู่ในส่วนหัวแปรงทำความสะอาด     แนวคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อนักวิศวกรของ Dyson ได้สังเกตเห็นอนุภาคฝุ่นในอากาศภายในบ้านเมื่อมีแสงแดดเปล่งประกาย พวกเขาเริ่มคิดค้นว่าจะนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับฝุ่นผงที่เรามองไม่เห็นในบ้านได้อย่างไร ทีมงานจึงได้ทดลองกับแสงเลเซอร์ในห้องปฏิบัติการเพื่อทดสอบว่าวิธีนี้จะสามารถทำได้หรือไม่ จึงทำให้เกิดโซลูชันใหม่ขึ้น   นักวิศวกรของ Dyson ได้พัฒนา diode เลเซอร์สีเขียวซึ่งมีความสามารถในการแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างได้ที่ดีที่สุด และติดตั้งเข้ากับหัวแปรงทำความสะอาด Slim Fluffy โดยจัดตำแหน่งได้อย่างแม่นยำที่มุม 1.5 องศา ห่างจากพื้น 7.3 มม. ทำให้สามารถดักจับฝุ่นที่ซ่อนอยู่บนพื้นผิวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าและดูดฝุ่นให้หมดออกได้   เซ็นเซอร์ Piezo นักวิศวกรของ Dyson เข้าใจดีว่าในปัจจุบันนี้ผู้คนต้องการมีบ้านที่ถูกสุขลักษณะมากขึ้น Dyson จึงพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ผู้ใช้ตรวจวัดฝุ่นที่ตรวจพบเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความสะอาดเชิงลึกทางวิทยาศาสตร์แบบเรียลไทม์   Acoustic Piezo เซ็นเซอร์ถูกติดตั้งในหัวแปรงทำความสะอาด ตัวเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ในหัวแปรงจะดูดอนุภาคขนาดเล็กเข้าไป และคำนวณจำนวนอนุภาคได้สูงถึง 15,000 ครั้งต่อวินาที นอกจากนี้ เมื่อฝุ่นถูกดูดเข้าไปและผ่านตัว Piezo เซ็นเซอร์สู่ถังฝุ่น ตัวเครื่องจะสามารถแสดงขนาดและปริมาณฝุ่นบนจอ LCD ดังนั้น ผู้ใช้จึงสามารถเห็นได้ว่าเครื่องดูดฝุ่นได้ดูดฝุ่นไปแล้วมากน้อยเพียงใด ตลอดจนขนาดของอนุภาคต่าง ๆ ที่ดูดได้     นอกจากนี้ เครื่องดูดฝุ่นยังได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับเปลี่ยนโหมดพลังดูดได้โดยอัตโนมัติเมื่อเครื่องตรวจพบฝุ่นจำนวนมากขึ้นในขณะที่กำลังใช้งานในโหมดอัตโนมัติ และจะปรับสู่โหมดพลังดูดแบบปกติเมื่อตรวจพบฝุ่นที่มีปริมาณน้อยลง   เทคโนโลยี Anti-Tangle หัวแปรงทำความสะอาด anti-tangle Hair screw ใหม่ได้ถูกพัฒนาแถบแปรงเป็นทรงกรวย ป้องกันการพันกันของเส้นผมกับตามแถบหัวแปรงที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งหัวแปรงนี้จะดูดเส้นผมของมนุษย์และขนสัตว์เลี้ยงเข้าไปได้อย่างง่ายดายและน่าทึ่ง ลดปัญหาเส้นผมพันติดแกนหัวดูด และลดปัญหาการทำความสะอาดหัวแปรงได้อีกด้วย   ระบบการกรอง เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dyson V12 Detect Slim มาพร้อมกับเทคโนโลยีการกรองขั้นสูงของ Dyson 5 ขั้นตอน ซึ่งดักจับอนุภาคที่มีขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอนได้ 99.99% และปล่อยอากาศที่ผ่านการกรองให้สะอาดขึ้นออกมาเท่านั้น เทคโนโลยีไซโคลนของ Dyson มีประสิทธิภาพในการแยกฝุ่นและสิ่งสกปรกออกจากพื้น และปิดผนึกไม่ให้ฝุ่นรั่วไหลกลับออกมาในบ้านของคุณ   การวางจำหน่าย เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย Dyson V12 Detect Slim จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2564 ในราคา 21,900 บาท สำหรับรุ่น Fluffy และราคา 25,900 บาท สำหรับรุ่น Total Clean หากสนใจซื้อสามารถเข้าไปได้ที่ Dyson.co.th หรือร้าน Dyson Demo สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว สยามพารากอน และไอคอนสยาม     บทความที่เกี่ยวข้อง รีวิว Dyson V11 Absolute จากเรื่องจริงที่ใช้แล้วฟินเลยต้องบอกต่อ ไรฝุ่น ผู้ร้ายบนที่นอน (Dyson V8 Carbon Fibre)    
ASM  แตกธุรกิจ “Always Clean”  บริการทำความสะอาด-ฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรค  

ASM แตกธุรกิจ “Always Clean” บริการทำความสะอาด-ฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรค  

ASM ผู้ให้บริการงานรักษาความปลอดภัย ในเครือล็อกซเล่ย์ แตกไลน์ธุรกิจ Always Clean by ASM บริการทำความสะอาดและฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรคครบวงจร รับวิถีชีวิตปกติใหม่ สู้ภัยวิกฤติโควิด-19     นางสาวพัทธ์ธีรา ลภัสเศรษฐศิริ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มงานปฏิบัติการ รักษาความปลอดภัยและบริการ บริษัท รักษาความปลอดภัย เอเอสเอ็ม แมเนจเมนท์ จำกัด หรือ  ASM  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การทำความสะอาดและฉีดพ่นน้ำยากำจัดเชื้อโรคจึงเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งประชาชนส่วนใหญ่ ผู้ประกอบการร้านค้า และองค์กรต่าง ๆ เริ่มตระหนักถึงการทำความสะอาดและการฉีดพ่นน้ำยากำจัดเชื้อโรคมากขึ้น จึงเป็นโอกาสที่บริษัทฯ จะเดินหน้าสู่ธุรกิจบริการทำความสะอาดครบวงจร ภายใต้ชื่อ ออลเว็ส คลีน บาย เอเอสเอ็ม (Always Clean by ASM) เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการในยุคความปกติใหม่ (New Normal) การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังพบผู้ติดเชื้อจากคลัสเตอร์กลุ่มก้อนเดิม และคลัสเตอร์ใหม่ในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการร้านค้า และองค์กรต่าง ๆ เริ่มยกระดับมาตรการทำความสะอาดและการฉีดพ่นน้ำยากำจัดเชื้อโรคถี่มากขึ้น หลังพบผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริการของ ออลเว็ส คลีน เติบโตสูงขึ้นตามลำดับ โดยบริษัทได้เริ่มให้บริการดังกล่าวมาตั้งแต่ปลายปี 2561 และได้รับการตอบรับที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะช่วงต้นปีจนถึงปัจจุบัน  การให้บริการเติบโตขึ้นกว่า 33% มีลูกค้าจองคิวใช้บริการเฉลี่ย 25 รายต่อวัน แบ่งเป็นกลุ่มลูกค้าประเภทบ้านและคอนโดฯ 80% องค์กรธุรกิจ 10% ร้านค้า ร้านอาหาร 8% และอื่นๆ 2%   สำหรับจุดแข็งของการให้บริการออลเว็ส คลีน คือ มาตรฐานการรับรองด้านความปลอดภัย ที่สร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจให้กับลูกค้า การเลือกใช้น้ำยากำจัดเชื้อโรคคุณภาพสูง ซึ่งเป็นน้ำยาพิเศษนำเข้าจากต่างประเทศ สามารถกำจัดเชื้อโรคได้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ไวรัสโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ ไวรัส H1N1 ไวรัสเมอร์ส เชื้อรา เชื้อไมโคแบคทีเรีย เชื้อสปอร์ และไวรัสต่างๆ   นอกจากนี้ พนักงานทุกคนยังผ่านการตรวจคัดกรอง และได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นที่เรียบร้อย โดยจะมีเข็มกลัดติดที่อกเป็นสัญลักษณ์ว่าฉีดวัคซีนครบโดสแล้วเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า ที่สำคัญพนักงานทุกคนผ่านการตรวจประวัติอาชญากรรม ได้รับการฝึกอบรมด้านการทำความสะอาดอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อบริษัท โดยบริการหลักของ “ออลเว็ส คลีน บาย เอเอสเอ็ม” ประกอบไปด้วย 1.บริการฉีดพ่นกำจัดเชื้อโรคที่ใช้น้ำยาพิเศษเฉพาะที่นำเข้าจากต่างประเทศ สามารถกำจัดเชื้อโรคได้ทุกชนิด 2.บริการทำความสะอาด Big Cleaning โดยให้บริการทำความสะอาดสำนักงาน อาคาร โรงงาน โกดังเก็บสินค้าฯลฯ 3.บริการทำความสะอาดบ้านรายชั่วโมงในราคาจับต้องได้ 4.บริการทำความสะอาดบ้าน ออฟฟิศ โรงงาน รายเดือน 5.บริการดูดไรฝุ่นที่นอน โซฟา และผ้าม่าน 6.บริการอบโอโซน และ7.บริการล้างแอร์ ปัจจุบันบริษัทฯ ได้จัดโปรโมชั่นลดราคาพิเศษเมื่อใช้บริการทำความสะอาดบ้าน 4 ชั่วโมง และฉีดพ่นกำจัดเชื้อโรค จะได้รับสิทธิสะสมแต้มแลกรับบริการฉีดพ่นกำจัดเชื้อโรคและกำจัดไรฝุ่นฟรีอีกด้วย  
Zara Home เปิดตัวช้อปปิ้งออนไลน์ครั้งแรกในไทย  เอาใจคนชอบการแต่งบ้านช่วง WORK FROM HOME

Zara Home เปิดตัวช้อปปิ้งออนไลน์ครั้งแรกในไทย เอาใจคนชอบการแต่งบ้านช่วง WORK FROM HOME

ถ้าใครที่ชื่นชอบแฟชั่น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มฟาสต์แฟชั่น  ต้องรู้จักแบนด์ซาร่า (Zara) จากประเทศสเปน ที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งแบรนด์ซาร่า ถือเป็นในสินค้าแฟชั่นของ Inditex Group ที่ยังมีแบรนด์สินค้าแฟชั่นอื่น ๆ อีกหลายแบรนด์ อาทิ PULL&BEAR, Massimo Dutti และ Bershka เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด เป็นสินค้าแฟชั่นประเภทเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย แต่ภายใต้ Inditex Group ไม่ได้มีเฉพาะแบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายเท่านั้น ยังมีสินค้าประเภทของแต่งบ้านต่าง ๆ​ อุปกรณ์บนโต๊ะ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กและขนาดกลาง และอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ใช้ในบ้านหรือสำนักงาน ภายใต้แบรนด์ ซาร่า โฮม (Zara Home) ซึ่งเริ่มก่อตั้งแบรนด์ในปี 2003 ปัจจุบัน Zara Home ดำเนินธุรกิจครอบคลุมทั้ง 4 ทวีป ใน 71 ประเทศ มีร้านค้ามากกว่า 533 สาขาทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งได้เข้ามาเปิดสาขาแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2556   ด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเทคโนโลยีและดิจิทัล ซึ่งมีผลการใช้ชีวิตของผู้คนยุคปัจจุบัน และยิ่งปัจจุบันโลกมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้คนอยู่บ้านมากขึ้น จึงทำให้การซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหนึ่งในวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบันไปแล้ว แบรนด์ซาร่า โฮม จึงวางแผนเปิดตัวร้านค้าออนไลน์ zarahome.com/th อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตั้งแต่ 11 พฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป ซึ่งในต่างประเทศแบรนด์ซาร่า โฮมได้เริ่มให้บริการแบบออนไลน์ บนเว็บไซต์มาแล้วตั้งแต่ปี  2562 โดย zarahome.com/th จะให้บริการสินค้าหลากหลายที่ครอบคลุมทุกความต้องการภายในบ้าน ทั้งสิ่งทอสำหรับใช้ในห้องนอน ห้องน้ำ เฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ชุดอุปกรณ์ช้อนส้อมมีด และแอคเซสซอรีสำหรับตกแต่งบ้านอื่น ๆ รวมถึงชุดอยู่บ้านและชุดนอน และไอเทมส์สำหรับมอบเป็นของขวัญให้คนพิเศษ  เพื่อให้ผู้ชื่นชอบการตกแต่งบ้านได้สนุกไปกับการช้อปปิ้งอย่างปลอดภัยไร้กังวลในช่วง Work From Home และเพื่อรักษาระยะห่างทางสังคม  นอกจากการช้อปปิ้งผ่านเว็บไซต์แล้ว แบรนด์ซาร่า โฮม ยังสามารถช้อปผ่านแอปพลิเคชันได้ ทั้งบนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android อีกด้วย   ​  
ธุรกิจค้าปลีกมีความเชื่อมั่นแค่ไหน ? ในภาวะวิกฤตโควิด-19 ระรอก ใหม่

ธุรกิจค้าปลีกมีความเชื่อมั่นแค่ไหน ? ในภาวะวิกฤตโควิด-19 ระรอก ใหม่

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เผยความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกเดือนเมษายน  ลดลงกว่า 43% ยอดขายหดตัว 15-40 %  วอนรัฐเร่งช่วยเหลือ เยียวยา เสนอ 4  มาตรการกระตุ้นการจับจ่ายอย่างต่อเนื่องโดยเร็ว   สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ล่าสุด นับว่ารุนแรงสุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อแต่ละวันพุ่งสูงหลักพันคน แถมอัตราการเสียชีวิตก็มีมากกว่าทุกครั้ง หลายฝ่ายต่างมีความกังวลและเป็นห่วงว่าเหตุการณ์จะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น หากแผนการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนเป็นไปอย่างล่าช้า และวัคซีนมีไม่เพียงพอ รวมถึงอาจจะมีประสิทธิภาพไม่มากพอ   หนึ่งในธุรกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างหนัก คือ ธุรกิจค้าปลีก​  เพราะต้องปรับเวลาเปิด-ปิดให้บริการเหลือจำนวนชั่วโมงน้อยลง ขณะที่ร้านอาหารต่าง ๆ ก็ต้องงดการให้บริการรูปแบบนั่งรับประทานในร้าน และให้ซื้อกลับไปบริโภคที่บ้านแทน เพื่อลดอัตราเสี่ยงของการแพร่เชื้อโรค ซึ่งแน่นอนย่อมส่งผลต่อยอดขายและรายได้ของผู้ประกอบการ ไม่เพียงแต่ผลการดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีกที่ลดลง แต่เรื่องของความเชื่อมั่นต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจของธุรกิจค้าปลีกก็ลดลงด้วยเช่นกัน เห็นได้จากผลการสำรวจความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกไทย ในทุกภาคส่วนของ ทั้งค้าปลีกสินค้าและค้าปลีกบริการ ของสมาคมผู้ค้าปลีกไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ได้ทำการสำรวจความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกไทย ซึ่งได้ดำเนินเป็นประจำทุกเดือน ความเชื่อมั่นธุรกิจค้าปลีกลดหนัก โดยในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ดำเนินการสำรวจทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 16-24 เมษายน 2564 มีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามประกอบด้วย ร้านค้าปลีกสินค้าทั่วประเทศ ซึ่งมีช่องทางจำหน่ายรวมกันกว่า 23,000 แห่ง และร้านค้าปลีกบริการภัตตาคารร้านอาหาร ที่มีช่องทางบริการกว่า 6,000 แห่ง โดยมี 8 ข้อสรุปสำคัญ  ดังนี้ 1.ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก ลดลงกว่า 43% ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก  (Retail Sentiment Index) เดือนเมษายน ปรับลดลงกว่า 43% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมโดยดัชนีปรับลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางที่ 50 อย่างชัดเจน ใกล้เคียงกับดัชนีความเชื่อมั่นเดือนเมษายน 2563 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลดลง หลังจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก 3ในเดือนเมษายน กระจายเป็นวงกว้างกว่าที่ผ่านมา ประกอบกับกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้าเป็นปัจจัยที่เพิ่มความกังวลให้แก่ผู้ประกอบการ 2.อีก 3 เดือนข้างหน้าความเชื่อมั่น ยังลดต่ำ ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า เปรียบเทียบระหว่างดัชนีในเดือนมกราคม 2564 และดัชนีในเดือนเมษายน 2564 จะพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า ในเดือนเมษายน 2564 ลดต่ำกว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า ในเดือนมกราคม 2564 สะท้อนถึงความไม่มั่นใจถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ด้วยข้อกังวลถึงความรุนแรงของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ค่อนข้างสูง และความวิตกกังวลถึงความไม่ชัดเจนของแนวทางการฉีดวัคซีนที่ภาครัฐนำเสนอ 3.ยอดขายสาขาเดิมลด 40% ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อการเติบโตยอดขายสาขาเดิมเดือนเมษายน same store sale growth (SSSG) เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม (Month on Month) มีทิศทางที่ลดลงกว่า 40% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม สะท้อนให้เห็นว่ายอดขายสาขาเดิมเดือนเมษายนลดลงจากเดือนมีนาคมเกือบครึ่ง ซึ่งเป็นการลดลงทั้งยอดซื้อต่อบิล (Spending per Bill or Basket Size)) และความถี่ในการจับจ่าย (Frequency of Shopping) 4.ยอดขายในภูมิภาคยังต่ำ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อยอดขายเดิมรายภูมิภาคปรับลดลงจากเดือนเมษายนในทุกภาค สะท้อนถึงสภาวะความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่กระจายทุกภูมิภาค โดยเฉพาะดัชนีที่ลดลงชัดเจน กรุงเทพปริมณฑล และภาคใต้ ที่เป็น Super Spread หลัก 5.ร้านค้าปลีกความเชื่อมั่นลดต่ำ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ เมื่อจำแนกตามประเภทความร้านค้าปลีก เปรียบเทียบระหว่างเดือนเมษายนและเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่า ลดลงอย่างชัดเจนและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางที่ระดับ 50 ในทุกประเภทร้านค้าปลีก ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนทรงตัวเท่าเดิม สะท้อนถึงผู้ประกอบการร้านค้าปลีกไม่มีความหวังและความมั่นใจในมาตรการภาครัฐที่จะฟื้นกำลังซื้อกลับมาได้เร็ว 6.คนไทยยังช้อปปิ้งวัสดุก่อสร้าง ยกเว้นร้านค้าปลีกประเภทวัสดุก่อสร้าง ตกแต่งและซ่อมบำรุง ที่ปรับลดต่ำกว่าเดือนมีนาคมเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่เหนือค่าเฉลี่ยกลางที่ระดับ 50 ทั้งนี้จากราคาเหล็กที่เป็นปัจจัยพื้นที่ในการก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้นและช่วยให้ราคาวัสดุก่อสร้างอื่นปรับตัวขึ้นตาม ประกอบกับ ร้านค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง ตกแต่ง ซ่อมบำรุง ยังคงได้รับแรงหนุนจากวิถี New Normal ทำงานที่บ้าน WFH ทำให้มีความนิยมในการปรับภูมิทัศน์ภายในที่อยู่อาศัย 7.ยอดขายเม.ย.หาย15-40% จากประเด็นคำถามพิเศษประจำเดือน ให้ผู้ประกอบการประเมินผลกระทบ ต่อยอดขายและกำลังซื้อ และผลกระทบต่อการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ผลการสำรวจผู้ประกอบการที่บริหารร้านค้าปลีกกว่า 29,000 แห่ง พบว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคมีสัญญาณปรับตัวแย่กว่าเดือนมีนาคมมากกว่า 25% ผลจากผลการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่เดือนเมษายน และประเมินว่ายอดขายจะได้ผลกระทบมากกว่า 15-40% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 8.วอนรัฐเร่งมาตรการเยียวยาช่วยจ่ายค่าแรง 50% ผู้ประกอบการยังมีความกังวล ถึงการจ้างงานที่จะลดลง จากยอดขายที่หดหายไป  ผู้ประกอบมีข้อเสนอให้ภาครัฐ ควรมีมาตรการเยียวยาช่วยจ่ายค่าแรงพนักงาน 50% รวมถึงควรหาแหล่ง Soft Loan ที่เข้าถึงง่ายให้กับผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการ   นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า โควิดระลอกใหม่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างหนัก โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคการค้าปลีก ค้าส่ง ศูนย์การค้า ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว โควิดระลอกใหม่ เพียงแค่เขตการควบคุมพิเศษและเข้มงวดสีแดงเข้ม 6 จังหวัด จะกระทบถึง 22% ต่อ GPP รวมของประเทศ ซึ่งมีการจ้างงานภาคการค้าปลีก ค้าส่ง ศูนย์การค้า ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว กว่า 3.12 ล้านคน สมาคมฯ วิตกถึงผลกระทบของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่จะทำให้เกิดความเสียหายใกล้เคียงกับการ Lockdown เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา ร้านค้าแม้ไม่ถูกปิดแต่ก็ไม่มีลูกค้า ภัตตาคาร ร้านอาหารไม่อนุญาตให้นั่งรับประทานอาหารในร้าน ธุรกิจที่ผ่านมาก็ได้ปิดกิจการเป็นจำนวนมาก การเลิกจ้าง การว่างงานมีมาอย่างต่อเนื่อง สต็อกสินค้าล้นเนื่องจากไม่มีการขาย ธุรกิจขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ยื่น 4 ข้อเสนอให้รัฐช่วยผู้ประกอบการ สมาคมฯใคร่ขอตอกย้ำและกระตุ้นภาครัฐ ให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการค้าปลีก ศูนย์การค้า และร้านอาหาร ดังนี้ 1.สนับสนุนค่าจ้างพนักงาน ลดภาระค่าใช้จ่ายด้วยมาตรการภาษี เพื่อไม่ให้มีการลดพนักงานหรือเลิกจ้าง 2.สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) แก่ผู้ประกอบการอย่างจริงจังและรวดเร็ว เพราะด้วยสภาพคล่องที่เหลืออยู่ของผู้ประกอบการค้าปลีกจะสามารถดำเนินธุรกิจได้เพียง 3-6 เดือน 3.ประกาศการจ้างงานแบบรายชั่วโมง เพื่อให้สอดคล้องกับการบริการต่อผู้บริโภคที่มาเป็นช่วงเวลา โดยให้ใช้กับธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหารเป็นการเฉพาะก่อน 4.เร่งรัดการฉีดวัคซีนให้รวดเร็ว ครอบคลุม และทั่วถึง  
เจ.ดี.พูลส์  ชู 3 กลยุทธ์สู้โควิด-19  ปั้นรายได้ 1,000 ล้าน

เจ.ดี.พูลส์ ชู 3 กลยุทธ์สู้โควิด-19 ปั้นรายได้ 1,000 ล้าน

เจ.ดี.พูลส์ ชู 3 กลยุทธ์สร้างการเติบโตธุรกิจสระว่ายน้ำ ออกสินค้าราคาจับต้องได้ การขยายตลาดงานราชการ และเพิ่มสาขาแฟรนไชส์  หวังสถานการณ์โควิด-19 ฟื้นตัวดีขึ้น สร้างรายได้ทะลุ 1,000 ล้าน   นายธนูศักดิ์ พึ่งเดช ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.ดี.พูลส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสระว่ายน้ำแบรนด์ เจ.ดี.พูลส์ (J.D.Pools) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2564 ว่า ได้ตั้งเป้าหมายการสร้างรายได้ 1,000 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมามีรายได้ 950 ล้านบาท  แม้ว่าในปีนี้ยังมีสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังกระทบกับภาวการณ์ท่องเที่ยว เพราะธุรกิจสระน้ำมีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันยังไม่ฟื้นตัวมากนัก แต่จากแนวทางการทำตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้​   สำหรับกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตปีนี้ บริษัทวางแนวทางการทำตลาดไว้ใน 3 เรื่อง คือ 1.การขยายตลาดสระว่ายน้ำในบ้านทั่วไป เป็นสระว่ายน้ำราคาจับต้องได้ 2.การขยายตลาดไปยังกลุ่มงานราชการ และ 3.การขยายสาขาแฟรนไชน์ โดยปีนี้เปิดตัวสินค้าใหม่เพื่อขยายตลาด ซึ่งเป็นสินค้าราคาที่จับต้องได้ ซึ่งเน้นการทำตลาดกับกลุ่มบ้านที่อยู่อาศัยทั่วไป และกลุ่มผู้สนใจรักสุขภาพ ในการใช้สระน้ำเพื่อช่วยออกกำลังกายและการบำบัดโรค โดยได้เปิดตัวสระว่ายน้ำระดับราคาประมาณ 300,000 บาท ขนาดความยาว 5 เมตร ที่สามารถติดตั้งได้ในบ้านเดี่ยว บ้านแฝด หรือทาวน์โฮม บริษัทพยายามทำราคาสระว่ายน้ำให้จับต้องได้ ซึ่งตลาดที่กำลังมาแรง คือ ตลาดสุขภาพ ที่สระว่ายน้ำช่วยด้านการรักษาโรคและช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เช่น การเดินในสระน้ำเพื่อรักษาข้อเข่า เป็นต้น   ส่วนแนวทางการขยายตลาดกลุ่มงานราชการ บริษัทได้นำเสนองานผ่านองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการกีฬา เช่น กรมพลศึกษา เพื่อนำเสนอสินค้าที่ตรงความต้องการของหน่วยงานดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานราชการมีนโยบายด้านการส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายมากขึ้น โดยเฉพาะตามแหล่งชุมชนที่ต้องการให้มีสระวายน้ำเพื่อการออกกำลังกายมากขึ้น ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากงานราชการเพียง 50 ล้านบาท เนื่องจากเพิ่งเริ่มต้นเข้าทำตลาด แต่คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง นายธนูศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการขยายสาขาแฟรนไชน บริษัทต้องการขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ  แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อม และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งเมื่อมีโอกาสจะขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่เบื้องต้นวางเป้าหมายเพิ่มบริษัทมีแผนเพิ่มศูนย์บริการและจัดจำหน่ายเพิ่มอย่างน้อย 10 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่ 22 แห่งใน 20 จังหวัด ภายในระยะเวลา 3 ปีนี้ ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง 8 แห่ง   นอกจาก การทำตลาดในประเทศ ปัจจุบันบริษัทมีตัวแทนจำหน่ายและพันธมิตรในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา โดยในเมียนมาสามารถทำยอดขายได้มากที่สุดกว่า 20 ล้านบาท จากยอดขายโดยรวมของกลุ่มตลาดต่างประเทศกว่า 100 ล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมายอดขายตลาดต่างประเทศได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ทำให้มียอดขายลดลงไปประมาณ 20%  
ตราเพชร เปิดตัวบ้านน็อกดาวน์ 1.2 ล้าน ตอบโจทย์มีสินค้าครบทั้งหลัง

ตราเพชร เปิดตัวบ้านน็อกดาวน์ 1.2 ล้าน ตอบโจทย์มีสินค้าครบทั้งหลัง

ตราเพชร เดินเครื่องผลิตสินค้ากลุ่มไม้สังเคราะห์ 55,000  ตัน ดันเป้ารายได้โต 5% พร้อมเปิดตัวบ้านน็อกดาวน์ 1.2 ล้าน ตอบโจทย์ความต้องการ สินค้าบ้านมีครบทั้งหลัง    นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจในปี 2564 ว่า ตั้งเป้าหมายการเติบโตด้านรายได้ไว้ 5% จากปีที่ผ่านมาสามารถทำรายได้ 4,409 ล้านบาท  โดยการเติบโตจะมาจากปัจจัยหลัก คือ การเพิ่มกำลังการผลิตสินค้ากลุ่มไม้สังเคราะห์ ซึ่งมีการเดินเครื่องจักร NT-11 ทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5% หรือประมาณ 55,000 ตันต่อปี    นอกจากนี้ บริษัทยังได้เพิ่มความหลากหลายของสินค้า อาทิ นำเข้าวัสดุมุงหลังคาเมทัลชีท การผลิตผนังที่สามารถสั่งพิมพ์ลวดลายได้โดยเฉพาะ และการจัดทำบ้านสำเร็จรูป หรือบ้านน็อกดาวน์ โดยได้เปิดตัว Diamond Studio แบบบ้านน็อกดาวน์ พื้นที่ใช้สอย 75 ตารางเมตร ในราคา 1.2 ล้านบาท หรือ 16,000 บาทต่ารางเมตร  ซึ่งวัสดุเกือบทั้งหมดจะเป็นของตราเพชร ซึ่งนอกจากการก่อสร้างบ้านแล้ว ยังสามารถปรับเป็นรูปแบบร้านกาแฟ หรือคาเฟ่ต่าง ๆ ได้อีกด้วย  ซึ่งใช้เวลาการก่อสร้างเพียง 3 สัปดาห์ วัสดุโดยเฉพาะผนัง สามารถออกแบบลวดลายและขนาดตามความต้องการของลูกค้าได้โดยเฉพาะ บ้านน็อกดาวน์บริษัทมองช่องทางบริษัทรับสร้างบ้าน หรือดีเวลลอปเปอร์ในการนำไปทำตลาด  ซึ่งเป็นการตอกย้ำคอนเซ็ปต์ของบริษัท ในเรื่องการมีสินค้าครบของบ้านทั้งหลัง ปัจจุบันบริษัทมี 4 ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า  ได้แก่ 1.ตัวแทนจำหน่าย ซึ่งถือเป็นช่องทางหลักในการสร้างยอดขายและรายได้ โดยมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของรายได้รวม  2.ช่องทางโมเดิร์นเทรด 3.กลุ่มลูกค้าโครงการ ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ 4.ตลาดต่างประเทศ ทั้งกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน และเอเชียแปซิฟิค   ปัจจุบันกลุ่มลูกค้ายังนำวัสดุไปใช้ในการก่อสร้างหรือซ่อมแซมบ้านแนวราบ ซึ่งบริษัทมองว่าจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเพิ่มความหลากหลายของสินค้า เช่น ผนังดิจิตอลพริ้นติ้ง และอิฐมวลเบา จะสามารถขยายตลาดไปยังกลุ่มคอนโดมิเนียมได้ในอนาคต รวมถึงการขยายตลาดไปยังกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้าน ในการนำเอาวัสดุก่อสร้างของบริษัทไปประกอบเป็นบ้านน็อกดาวน์ ซึ่งบริษัทจะหาพันธมิตรมาร่วมทำตลาด หรืออนาคตอาจจะขยายตลาดด้วยตนเองเพื่อสร้างการเติบโตเพิ่มมากขึ้น   โดยในปีนี้บริษัทประเมินว่าตลาดวัสดุก่อสร้างจะฟื้นตัว โดยมีการเติบโตประมาณ 5-10% เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ราคาพืชผลการเกษตรเริ่มดีขึ้น สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ เปิดขายได้ตามปกติ และผู้ประกอบการเริ่มมีการก่อสร้างบ้านมากขึ้น รวมถึงตลาดซ่อมแซมยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง​ ความท้าทายในการทำธุรกิจปีนี้ คือ สถานการณ์โควิด-19 กำลังซื้อของผู้บริโภค และการขยายตลาดใหม่ ๆ 
โฮมโปร เจอพิษกระทบโควิด-19 ทำรายได้-กำไรลดตามคาด

โฮมโปร เจอพิษกระทบโควิด-19 ทำรายได้-กำไรลดตามคาด

โฮมโปร เผยผลงานปี 63 รายได้และกำไรลด หลังโดนผล​กระทบของ​โควิด​-19​ ทำให้ต้องปิดสาขาชั่วคราว กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง แม้ยอดขายช่องทางออนไลน์เติบโต​ แต่ยังคงเดินหน้าขยายตลาดกลุ่ม CLMV ล่าสุด เข้าลงทุนในบริษัท Home Product Center Vietnam Company Limited ลุยธุรกิจค้าปลีกในเวียดนาม     นายคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อย ประจำปี 2563 ว่า  มีรายได้จำนวน 61,748.99 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 8.35% และมีกำไรสุทธิ จำนวน  5,154.70 ล้านบาท ลดลง 16.54% จากปีก่อนหน้า  ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลการดำเนินงานที่ลดลง เป็นเพราะ​การปิดสาขาในช่วงไตรมาสที่ 2  และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง แม้ยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้น แต่ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบด้านผลประกอบการของสาขาที่ปิดไปได้ โดยรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า ซึ่งเป็นรายได้ที่ประกอบไปด้วยรายได้จากการขายสินค้า และรายได้จากการให้บริการลูกค้า (Home Service) รวมจำนวน 58,346.77 ล้านบาท ลดลง 4,699.46 ล้านบาท หรือ 7.45% ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายสาขาเดิมที่ลดลงของธุรกิจโฮมโปร เมกา โฮม และ โฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย และมีสาเหตุหลักมาจากการปิดสาขาชั่วคราวในประเทศไทยและมาเลเซีย   ด้านรายได้ค่าเช่า จำนวน 1,527.16 ล้านบาท ลดลง 679.92 ล้านบาท หรือ 30.81% เป็นผลมาจากการปิดร้านค้าเช่าที่อยู่ในพื้นที่สาขาของโฮมโปรและศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ และการลดค่าเช่าในพื้นที่สาขาของโฮมโปรและศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ รวมถึงการยกเลิกการจัดกิจกรรม HomePro Expo ในไตรมาสที่ 1 ปี 2563   บริษัทยังมีรายได้อื่น จำนวน 1,875.06 ล้านบาท ลดลง 245.35 ล้านบาท หรือ 11.57% โดยเป็นผลมาจากการลดลงของการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับคู่ค้าในสาขา การยกเลิกการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในงาน HomePro Expo ในไตรมาสที่ 1 ปี 2563  บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการขายสินค้าและการให้บริการลูกค้า  รวมจำนวน 14,748.51 ล้านบาท ลดลง 1,472.80 ล้านบาท หรือ 9.08% เมื่อเทียบกับปีก่อน สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายลดลงจาก 25.73% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 25.28% ทั้งนี้ โฮมโปร มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร จำนวน 10,964.70 ล้านบาท ลดลง 980.16 ล้านบาท หรือ 8.21% เมื่อเทียบกับปีก่อน สำหรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อยอดขายมีการปรับลดลงเล็กน้อยจาก 18.95% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 18.79% สาเหตุหลักมาจากการยกเลิกการจัดกิจกรรม HomePro Expo รวมถึงการลดลงของค่าใช้จ่ายผันแปรและค่าใช้จ่ายคงที่   ในปี 2563 บริษัทฯ ได้เปิดสาขาใหม่ 2 สาขาที่ รังสิตคลอง 4 และสุขสวัสดิ์ ซึ่งทั้ง 2 สาขาอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ และยังมีกำลังซื้อ โดย ณ สิ้นปี 2563 บริษัทฯ จำนวนสาขาคือ โฮมโปร 86 สาขา โฮมโปรเอส 9 สาขา เมกาโฮม 14 สาขา และโฮมโปรในประเทศมาเลเซียอีก 6 สาขา   นอกจากนี้บริษัทยังได้มีการแสวงหาโอกาสต่าง ๆ ในธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติการเข้าลงทุนในบริษัท Home Product Center Vietnam Company Limited เพื่อดำเนินธุรกิจค้าปลีกในประเทศเวียดนาม อีกด้วย   นายคุณวุฒิ กล่าวต่อไปอีกว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ซึ่งเกิดจากสถานการณ์ ไวรัสโคโรนา 2019  โฮมโปร ได้ให้ความร่วมมือและดำเนินการสอดคล้องกับมาตรการและคำสั่งของหน่วยงานรัฐอย่างเต็มที่ โดยมีการปิดบางสาขาชั่วคราวในส่วนของโฮมโปรและเมกาโฮม ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2563 ถึง 16 พฤษภาคม 2563 และกลับมาเปิดครบทุกสาขาในวันที่ 17 พฤษภาคม 2563 ตามมาตรการผ่อนคลายการล็อกดาวน์ของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) แต่ยังคงจำกัดเวลาทำการ โดยภาพรวมในปีนี้บริษัทสามารถรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงจากการเกิดชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ที่ยังมีความต้องการจับจ่ายใช้สอย และรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างทันท่วงที ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งได้มีการเตรียมพร้อมและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงระบบขนส่งสินค้าและบริการภายในวันที่มีการสั่งซื้อ (Same Day Delivery) ยกระดับความรวดเร็วในการจัดส่ง โดยลูกค้าสามารถเลือกรับสินค้าที่สาขา (Click and collect) ได้เช่นกัน   ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความสะดวกยิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้าท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ทางบริษัทได้เปิดให้บริการ Shop4U ที่เสมือนมีผู้ช่วยในการเลือกซื้อสินค้าและบริการในช่วงที่ลูกค้าไม่สามารถออกมาซื้อที่สาขาได้ โดยนอกเหนือจากเว็บไซต์ของบริษัท ทางบริษัทได้มีช่องทางในการเลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านแอพพลิเคชั่น HomePro Application และ Home Service Application เพื่อตอบโจทย์ความต้องการบริการที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมบ้านและที่อยู่อาศัย  
สีนิปปอนเพนต์ วางเป้าโต 20% ลุยตลาดสีท่ามกลางโควิด-19

สีนิปปอนเพนต์ วางเป้าโต 20% ลุยตลาดสีท่ามกลางโควิด-19

นิปปอนเพนต์ เปิดเกมรุกปี 64 หวังเติบโต 20% ท่ามกลางตลาดสีทาบ้าน 25,000 ล้าน แนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง ลุยหน้าแคมเปญการตลาดครบวงจร พร้อมสร้างการรับรู้สู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ​    นายวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีนิปปอนเพนต์ในประเทศไทย  เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจสีทาบ้านและอาคารใน ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา เพราะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่หากสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้น คาดว่าตลาดจะฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564 นี้ ซึ่งในปี 2563 ที่ผ่านมา ตลาดสีทาบ้านและอาคารลดลงประมาณ 5-10% จากมูลค่าตลาดประมาณ 25,000 ล้านบาท ส่วนความต้องการใช้งานคาดว่าจะลดลง 15%   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในภาพรวมตลาดจะมีการหดตัวลง แต่ยังพบว่ากลุ่มสีเพื่อสุขภาพและสุขภาวะที่ดี  ยังคงมีอัตราการเติบโตขยายตัวที่ดี คาดว่าจะมีมูลค่าตลาด 1,000-1,500 ล้านบาท เห็นได้จากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สี air care ของบริษัทที่ได้รับการตอบรับที่ดี สำหรับการเติบโตในปี 2564 คาดว่าบริษัทจะสร้างการเติบโตได้ประมาณ 20% จากปีที่ผ่านมา ภายใต้การประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน และแนวโน้มการนำเอาวัคซีนเข้ามาใช้ แต่หากสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นกว่าปัจจุบัน บริษัทคาดหวังว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้มากกว่า 20% โดยบริษัทวางแผนธุรกิจในปีนี้ด้วยการจัดกิจกรรมการตลาดแบบครบวงจร รวมถึงกลยุทธ์การทำตลาดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ การขยายตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่   "ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสีทาบ้านหรือสีทาอาคาร มีทั้งการเกิดรอยด่าง สีซีด สีลอกล่อน ซึ่ง มาจากหลายสาเหตุ ขณะที่บางคนมองแต่ความสวยงาม แต่เมื่อใช้งานผ่านไปเพียง 3-4 ปี เริ่มเกิดปัญหา นิปปอนเพนต์ จะนำนวัตกรรมต่างๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันกับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ปลอดภัยในยุคโควิดที่กำลังระบาดระลอกใหม่นี้"   ขณะที่กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการโครงการต่างต้องการเดินหน้าโครงการต่อเนื่อง พร้อมมองหา "เทคโนโลยีใหม่" มาเป็นตัวช่วยเสริมให้การทำงานเร็วขึ้น  ลดการใช้แรงงานคน ลดต้นทุน แต่คงประสิทธิภาพของงานได้ดี ทำให้ส่งมอบงานได้เร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญของนิปปอนเพนต์ที่โฟกัสกลุ่มลูกค้า B2B ต่อเนื่อง รวมถึงมุ่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความสำคัญของการเลือกใช้สีและ วัสดุเคลือบผิวที่มีคุณภาพ และขั้นตอน การทำงานที่ถูกต้อง ล่าสุด บริษัทเปิดตัแคมเปญ  “เครื่องสำอางเพื่อบ้านคุณ” ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ​เพื่อตอกย้ำความเป็น The Coatings Expert ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และบริษัทฯ ยังมีเป้าประสงค์ที่ต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างแท้จริงให้ผู้บริโภค ว่าสีและวัสดุเคลือบผิวแต่ละชนิด แต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน การเลือกสี การใช้สี การเตรียมสี ก็แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพพื้นผิวของผนังหรือวัสดุนั้น ๆ เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีและมีคุณภาพ ผ่านแคมเปญโฆษณา “เครื่องสำอางเพื่อบ้านคุณ” ที่จะมาบอกเล่าเรื่องราว ของการแต่งเติมบ้านให้ยังคงความสวยสด งดงาม แม้เวลาจะผ่านไป โดยประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์เป็นหลัก   ​
อิเกีย ขายเสื้อผ้า  ครั้งแรก!! จากเฟอร์นิเจอร์สู่สตรีทแฟชั่น…

อิเกีย ขายเสื้อผ้า ครั้งแรก!! จากเฟอร์นิเจอร์สู่สตรีทแฟชั่น…

อิเกีย ประเทศไทย เตรียมเปิดตัวสินค้าแฟชั่นครั้งแรก คอลเล็คชั่น เอฟเตอร์แทรดา  (EFTERTRÄDA)  นำโลโก้และบาร์โค้ดอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ผสานความเรียบง่ายสไตล์มินิมัลซึ่งเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ของอิเกียมาใช้กับการสร้างสรรค์เสื้อผ้าและแอคเซสซอรี่ต่างๆ    คอลเล็คชั่น “EFTERTRÄDA/เอฟเตอร์แทรดา” เปิดตัวครั้งแรกที่อิเกีย ฮาราจูกุ เมื่อกลางปี 2563 และได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนอิเกียในญี่ปุ่น ตามด้วยในสิงคโปร์ และพร้อมเปิดตัวในประเทศไทย วันที่ 14 มกราคม 2564 ที่อิเกีย บางนา อิเกีย  บางใหญ่ และอิเกีย ภูเก็ต   คอลเล็คชั่น “EFTERTRÄDA/เอฟเตอร์แทรดา” นับเป็นการปฏิวัติของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และ   ของแต่งบ้านชั้นนำระดับโลกจากสวีเดน ทั้งนี้ EFTERTRÄDA เป็นภาษาสวีเดนแปลว่า “ผู้สืบทอด” คอลเล็คชั่นนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของอิเกีย ญี่ปุ่น และ อิเกีย สวีเดน โดยได้รับแรงบันดาลใจ และผลิตขึ้นเพื่อแฟนอิเกียในโตเกียว และทั่วโลก โดยมีโลโก้อิเกียและบาร์โค้ดของตู้ รุ่น BILLY/ บิลลี่ ซึ่งเป็นสินค้าขายดีเป็นองค์ประกอบหลักของงานดีไซน์ ลีโอนี่ ฮอสกิ้น ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่า   อิเกีย ประเทศไทย  เตรียมจัดกิจกรรมพิเศษต้อนรับคอลเล็คชั่นแฟชั่นครั้งแรกของอิเกีย ผ่านแนวคิด “Bangkok City Scape” เพื่อถ่ายทอดกลิ่นอายความงดงามของกรุงเทพฯ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่มีเอกลักษณ์ สอดคล้องกับสไตล์ของคอลเล็คชั่น “EFTERTRÄDA/เอฟเตอร์แทรดา” ที่ออกแบบสำหรับผู้คนทุกเพศ ทุกวัย และทุกไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะคนที่มีความ young at heart รูปแบบที่เหนือกาลเวลา ซึ่งเป็นแนวคิดในการออกแบบของอิเกีย หรือที่เราเรียกว่า democratic design   เพราะอิเกียเชื่อเสมอว่าทุกคนควรเข้าถึงและเป็นเจ้าของงานดีไซน์ที่มีคุณภาพได้ ในราคาย่อมเยา คอลเล็คชั่น  EFTERTRÄDA/เอฟเตอร์แทรดา​ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดี   นอกจากนี้ อิเกีย ยังได้จัดมุมพิเศษ สำหรับคอลเล็คชั่น “EFTERTRÄDA/เอฟเตอร์แทรดา” รวมถึงแอคเซสซอรี่ที่เป็นไอคอนของอิเกียให้ลูกค้า ได้เลือกซื้อ​ พร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับสมาชิก IKEA Family  รับหน้ากากผ้าฟรี  จำนวนจำกัด เมื่อซื้อสินค้าใดก็ได้ในคอลเล็คชั่น “EFTERTRÄDA/เอฟเตอร์แทรดา”   รวมถึงจัดกิจกรรมออนไลน์ ชวนทุกคนร่วมสนุกลุ้นรับรางวัลกิฟต์การ์ดอิเกีย มูลค่า 3,000 บาท เพียงถ่ายภาพกับไอเท็มใดก็ได้จากคอลเล็คชั่น “EFTERTRÄDA/เอฟเตอร์แทรดา” โพสต์ลงในเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรมของคุณ พร้อมติด แฮชแท็ก #EFTERTRADA และ #IKEAThailand พร้อมตั้งค่าโพสต์เป็นสาธารณะ ระหว่างวันที่ 14 - 28 มกราคม 2564   สำหรับสินค้า EFTERTRÄDA/เอฟเตอร์แทรดา   ประกอบด้วย เสื้อฮู้ดแจ็คเก็ต ราคา 699 บาท มีขนาด  S/M: ยาว 65 ซม. กว้าง 52 ซม. L/M: ยาว 75 ซม. กว้าง 62 ซม. ​ ผ้าเช็ดตัว ราคา 299 บาท มี 2 สี เหลือง และ ขาว ขนาด: ยาว 140 ซม. กว้าง 70 ซม. กระเป๋าผ้า ราคา 199 บาท ขนาด: กว้าง 40 ซม. สูง 40 ซม. กระติกน้ำ ราคา 99 บาท มี 2 สี เหลือง และ ขาว  สูง: 24 ซม. ความจุ: 0.5 ลิตร คอลเลคชั่น ​EFTERTRÄDA/เอฟเตอร์แทรดา เติมเต็มลุคทั้งแต่งบ้านและแต่งตัว ประกอบด้วย เสื้อยืด  ฮู้ดแจ็คเก็ต ผ้าเช็ดตัว กระติกน้ำ กระเป๋าผ้า พวงกุญแจ ฯลฯ  พร้อมวางจำหน่ายที่อิเกีย บางนา  อิเกีย บางใหญ่ และอิเกีย ภูเก็ต ในวันที่ 14 มกราคม 2564 (สินค้ามีจำนวนจำกัด)    
แคตตาล็อกอิเกีย 2021  เปิดตัวแล้ว  พร้อมหั่นราคาถูกลง 20%

แคตตาล็อกอิเกีย 2021 เปิดตัวแล้ว พร้อมหั่นราคาถูกลง 20%

แคตตาล็อกอิเกีย 2021 เปิดตัวแล้ว พร้อมกับการหั่นราคาสินค้าขายดีถูกลง 20% กว่า 376 รายการ รับกำลังซื้อลดลง พร้อมเปิดตัว E-catalogue รับยอดขายออนไลน์เติบโต คาดสัดส่วนเพิ่มเป็น 20%  ในอีก 1-2 ปี   ในช่วงไตรมาส 3 ของทุกปี แม้ว่าจะยังไม่ใช่ช่วงเวลาการเข้าสู่ปีใหม่ แต่สำหรับ อิเกีย (IKEA) แล้ว ถือว่าเป็นช่วงเวลาของการเปิดตัวแคตตาล็อกเล่มใหม่ของค.ศ.หน้า ที่กำลังจะก้าวมาถึง โดยในปีนี้ก็เช่นกันช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา “อิเกีย” ได้เปิดตัวแคตตาล็อก 2021 ออกมาอวดโฉมให้บรรดาลูกค้าและแฟนคลับที่ชื่นชอบสินค้าของอิเกียให้ได้เลือกซื้อกัน โดยแคตตาล็อกอิเกีย 2021 มีไฮไลท์ที่น่าสนใจ คือ 1.สินค้ายอดฮิตหั่นราคา 20% แคตตาล็อกอิเกีย 2021 มีสินค้า 376 รายการที่ได้ปรับลดราคาถูกลงกว่า ปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 20% จากปกติที่ผ่านมาลดราคาเพียง 10-12% เท่านั้น  และถือว่าเป็นการลดราคาสินค้าที่มากที่สุดในรอบ 10 ปี โดยต้องการให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าได้มากขึ้น และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ซึ่งลดลงต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้ เป็นการวางแผนไว้ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19    สินค้าในแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ที่ปรับราคาลดลง เป็นสินค้าที่ขายดีและลูกค้าชื่นชอบอยู่แล้ว มีครบทุกกลุ่มสินค้า และทุกหมวดหมู่ อาทิ สินค้าห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน 2.สินค้าใหม่กว่า 2,000 รายการ แคตตาล็อกอิเกีย 2021 ได้มีสินค้าใหม่ออกมาจำหน่ายกว่า 2,000 รายการ โดยจะทยอยวางจำหน่ายอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี   สินค้าใหม่ภายในแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ได้พัฒนาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน ที่ยังคงอาศัยอยู่ในเมืองเป็นหลักมากถึง 70% และอยู่อาศัยในพื้นที่จำกัด เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านจึงต้องมีฟังก์ชั่นหลากหลายในการใช้งาน และมีขนาดเหมาะสม 3.ออก E-catalogue รับออนไลน์โต   นอกจากแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ซึ่งมาในรูปแบบหนังสือ ยังมีการจัดทำแคตตาล็อกอิเกีย 2021 ในรูปแบบ E-catalogue เพื่ออำนวยความสะดวกกับลูกค้า และไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจัยที่ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์​ เพราะสินค้าในแคตตาล็อกอิเกีย 2021 รูปแบบ E-catalogue สินค้าจะลิงค์ไปที่เว็บไซต์ของอิเกีย เพื่อสั่งซื้อสินค้าได้เลย นายรอย เดวาร์ ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางนา เปิดเผยว่า ปัจจุบันยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ สามารถช่วยผลประกอบการของอิเกียได้จำนวนมาก มากกว่าที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งช่วงล็อกดาวน์ อิเกียสามารถขายสินค้าผ่านออนไลน์ได้มากถึง 18% ของยอดขายรวม จากปกติมียอดขายเพียงเลขตัวเดียว แม้ว่าปัจจุบันจะลดลงเฉลี่ย 12-14.5% เพราะลูกค้าหันมาซื้อสินค้าที่สโตร์มากขึ้นก็ตาม แต่เชื่อว่าแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอิเกียคาดว่าภายใน 1-2 ปีนับจากนี้ ยดขายผ่านช่องทางออนไลน์น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% (อ่านข่าวเพิ่มเติม ... ก้าวต่อไปของ อิเกีย บุกตลาดออนไลน์ หลังโควิด-19 ทุบยอดขายหาย 40%) 4.ยอดพิมพ์กว่า 38 ล้านเล่ม 32 ภาษา แคตตาล็อกอิเกีย 2021 หน้าปกจะเป็นไอเดียการตกแต่งห้องนั่งเล่น จากปี 2020 เปิดตัวแคตตาล็อกเป็นหน้าปกห้องนอน (อ่านข่าว...เปิด 5 เรื่อง (ไม่) ลับ ของแคตตาล็อกอิเกีย 2020 เพื่อแรงบันดาลใจในการอยู่อาศัย) โดยมีจำนวนตีพิมพ์ทั้งหมดทั่วโลกกว่า 38 ล้านเล่ม ด้วยจำนวนภาษามากถึง 32 ภาษา มีทั้งหมดด้วยกัน 69 เวอร์ชั่น เพื่อใช้ใน 53 ประเทศที่อิเกียเปิดให้บริการ ซึ่งแคตตาล็อกอิเกีย 2021 มีจำนวน 280 หน้าและมากับปก 4 หน้า
5 กลยุทธ์ “โฮมโปร” ลุยตลาดครึ่งปีหลัง สู่เป้าหมายรายได้ 69,000 ล้าน

5 กลยุทธ์ “โฮมโปร” ลุยตลาดครึ่งปีหลัง สู่เป้าหมายรายได้ 69,000 ล้าน

ผลกระทบจากมาตรการล็อคดาวน์ประเทศ เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายธุรกิจต่างต้องหยุดการดำเนินธุรกิจชั่วคราว คนส่วนใหญ่จำเป็นต้อง “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” การใช้ชีวิตและการทำงานต้องเปลี่ยนเป็น Work From Home หลาย ๆ ธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และวิธีการทำตลาดใหม่ หันมามุ่งเน้นช่องทางตลาดออนไลน์ แทนการเปิดร้านขายแบบปกติ   การปิดสาขา หรือร้านขายสินค้าปกติ แน่นอนกระทบต่อยอดขายที่ต้องหายไป  แม้การเปิดขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์จะสามารถสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าอาจจะไม่ทดแทนกับยอดขายที่หายไปได้อย่างแน่นอน เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ไม่มีใครคาดคิดและเตรียมแผนรับมือเอาไว้ล่วงหน้า   “โฮมโปร”  ศูนย์จำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง และวัสดุก่อสร้าง ก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกคดาวน์  ซึ่งทำให้ผลการดำเนินงานในรอบครึ่งปีแรกของปี 2563 นี้ ชะลอตัวลงในอัตรา 12% แม้ว่ายอดขายผ่านช่องทางออนไลน์จะเพิ่มสูงขึ้น 350% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาก็ตาม นางสาวศิริวรรณ เปี่ยมเศรษฐสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยอดขายออนไลน์ของโฮมโปรเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก เฉพาะช่วงเดือนเมษายน มียอดขายเติบโตถึง 500%  โดยปกติยอดขายออนไลน์เฉลี่ยต่อวันจะมีประมาณ 2-3 ล้านบาท แต่ช่วงโควิด-19 สามารถขายได้สูงถึง 20 ล้านบาทต่อวัน และหากวันไหนมีการจัด Live Facebook ขายสินค้าได้สูงถึงวันละ 30 ล้านบาท   อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายอดขายออนไลน์จะเติบโตเพิ่มสูงขึ้น แต่ผลการดำเนินงานโดยรวมของช่วงครึ่งปีแรก ยังลดต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วงครึ่งปีหลังโฮมโปรเตรียมแผนการตลาด เพื่อกระตุ้นยอดขายให้กลับมาเติบโต และคาดหวังว่าจะสามารถทำผลประกอบการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ว่าจะมีรายได้ 69,000 ล้านบาทในปีนี้ สำหรับแผนการตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งโฮมโปรได้วางแผนไว้ ประกอบด้วย 1.การขยายสาขาใหม่เพิ่มอีก 2 แห่ง ในช่วงครึ่งปีหลังโฮมโปรวางแผนขยายสาขาขนาดใหญ่ 2 แห่ง ที่ย่านรังสิต และย่านสุขสวัสดิ์ ซึ่งตามแผนเดิมโฮมโปรจะขยายสาขาในรูปแบบโฮมโปร เอส ซึ่งเป็นาขาขนาดเล็ก อยู่ในพื้นที่ศูนย์การค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ แต่จากสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ ศูนย์การค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ที่จะเข้าไปขยายสาขา ยังไม่เปิดให้บริการ ทางโฮมโปรจึงต้องเลื่อนกำหนดการขยายสาขาออกไปเป็นปีหน้าแทน 2.จัดอีเวนต์ 5 งานใหญ่ ในช่วงครึ่งปีหลังโฮมโปรวางแผนจัดงานอีเวนต์ 5 งานหลัก ได้แก่ งานโฮมโปร แฟร์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดไปแล้วในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา งานโฮมโปรเอ็กซ์โป เมืองทองธานี ช่วงจัดขึ้นใน วันที่ 24 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2563 นี้ และอีก 3 งานที่กำลังจะจัดขึ้นต่อไป ได้แก่  งานโฮมโปร เอ็กซ์โป จ.เชียงใหม่  งานโฮมโปร เอ็กซ์โป จ.ขอนแก่น และงานโฮมโปร เอ็กซ์โป เมืองทองธานี ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งนอกเหนือจากงานอีเวนต์หลักดังกล่าวแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมภายในสาขา เช่น งานวันครบรอบ การจัดโปรโมชั่นประจำปี และการไปร่วมกับพันธมิตรในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ด้วย   3.เปิดตัว Homepro Mobile  Application สำหรับช่องทางตลาดออนไลน์ ปัจจุบันโฮมโปรมีการจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์ www.homepro.co.th  และ  Application Line “SHOP4YOU” และการสั่งซื้อสินค้าผ่านโทร 1284 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ที่ไม่สามารถเดินทางมาซื้อสินค้าที่สาขาได้ และเป็นการเสริมช่องทาง Omni Channel ของโฮมโปรให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น  จึงเตรียมเปิดตัว Homepro Mobile Application ในวันที่ 1 กันยายน 2563 นี้ โดยโฮมโปรตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากช่องทางออนไลน์ จากปัจจุบันประมาณ​ 3% ให้ได้ประมาณ 5% ตามเป้าหมายในปีนี้   4.พัฒนาระบบโลจิสติกส์ ระบบโลจิสติกส์  ถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการทำตลาดออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันโฮมโปรมีการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าในพื้นที่สาขาตั้งอยู่รัศมี 30 กิโลเมตร เมื่อสั่งซื้อสินค้าครบ 3,000 บาท แต่ในช่วงเกิดภาวะโควิด-19 ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเพียง 500 บาท ก็สามารถได้รับบริการจัดส่งสินค้าได้เช่นกัน โดยบริษัทมีแผนที่จะพัฒนาระบบการจัดส่งสินค้า ให้มีความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ด้วยบริการ “SAMEDAY Delivery” หรือการบริการจัดส่งสินค้าภายในวันเดียวกับที่สั่งซื้อสินค้า ซึ่งเริ่มต้นทดลองระบบดังกล่าวในงานโฮมโปร เอ็กซ์โป ครั้งที่ 31 ก่อน หากประสบความสำเร็จจะนำมาใช้จริง   นอกจากนี้ ทางโฮมโปร ยังได้ขยายระยะเวลาการให้บริการจัดส่งสินค้า  จากเดิมจัดส่งภายในเวลา 18.00 น. เป็นการจัดส่งภายในเวลา 21.00 น. ซึ่งแผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ โฮมโปรยังทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การส่งสินค้ามีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ในอนาคตจะขยายศูนย์กระจายสินค้าให้เพิ่มมากขึ้นด้วย 5.เพิ่มความหลากหลายสินค้า รับ New Normal สินค้า คือ ความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งต้องมีทั้งความหลากหลาย และตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะการเข้าสู่ความปกติวิถีใหม่ หรือ New Normal ของลูกค้าในยุคโควิด-19 โดยโฮมโปรมองว่าสินค้าที่จะนำมาจำหน่าย ต้องมีความหลากหลาย  จึงได้ปรับสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ภายใต้แนวคิด Happy Home Healthy Living ยิ่งอยู่บ้าน ยิ่งรู้ว่าบ้านต้องการอะไร  ซึ่งเป็นการจัดกลุ่มสินค้าเพื่อตอบโจทย์ความเป็น Total Home Solution  ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม   -ลูกค้าที่ต้องทำงานที่บ้าน (Work from Home) เช่น เฟอร์นิเจอร์, โต๊ะ, เก้าอี้ -ลูกค้าที่ต้องการความบันเทิงภายในบ้าน (Entertainment Home) เช่น Smart TV. -กลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่ต้องเรียนออนไลน์ (Learning at Home)  -กลุ่มที่ทำอาหารเอง (Cooking at Home) เช่น หม้อทอด, เครื่องครัว, เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก -กลุ่มสินค้าสุขอนามัย (Hygienic) เช่น เครื่องอบจาน, เครื่องซักผ้า, เครื่องอบผ้า, เครื่องฟอกอากาศ, เครื่องกรองน้ำ -สินค้าจำเป็นในการดูแลบ้าน ซ่อมแซม ปรับปรุง และบริการด้าน Home Service การันตีด้วยทีมช่างมืออาชีพ   บทสรุปสุดท้าย ภายใต้สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โฮมโปร จะยังสามารถกอบกู้ยอดขายที่หดหายไปในช่วงครึ่งปีแรก ให้กลับมาได้ตามเป้าหมายรายได้ปีนี้ 69,000 ล้านบาท หรือไม่ ต้องรอดูว่ากลยุทธ์ต่าง ๆ ที่วางแผนออกมานั้น มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน