Tag : News

2424 ผลลัพธ์
“มาสเตอร์ แปลน 101” ชูจุดแข็งทางการเงินที่มั่นคง ตั้งเป้าปี 69 โต 25%

“มาสเตอร์ แปลน 101” ชูจุดแข็งทางการเงินที่มั่นคง ตั้งเป้าปี 69 โต 25%

“มาสเตอร์ แปลน 101” ชูจุดแข็งทางการเงินที่มั่นคง ตั้งเป้าปี 69 โต 25% บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด ผู้นำธุรกิจรับสร้างบ้านหรูครบวงจร สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญสู่วงการรับสร้างบ้าน เปิดตัว “มิติใหม่ในการบริการ” ภายใต้คอนเซปต์ “THE MASTER HOME BUILDER” ชูจุดแข็งทางการเงินที่มั่นคงสูงสุดด้วยพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio)บ้านหรูขนาดใหญ่ ในมือมูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท พร้อมประกาศใช้สโลแกนใหม่ “ที่สุดแห่งการสร้างบ้านหรู” เตรียมส่งแบบบ้าน “Gold Series” ดีไซน์ระดับโลก เจาะตลาดเศรษฐี มั่นใจดันยอดขายปี 69 เติบโต 25%   นายอนันต์กร อมรวาที กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจว่า ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทายและปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในวงกว้าง บริษัทฯ ยังคงสามารถบริหารจัดการธุรกิจให้ดำเนินไปได้อย่างมั่นคง โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัทฯ สร้างยอดขายได้สูงถึง 900 ล้านบาท และแม้ในปี 2568 ภาพรวมของภาคอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง ส่งผลให้ยอดขายปรับตัวมาอยู่ที่ 675 ล้านบาท แต่ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงรากฐานที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นของลูกค้ากลุ่ม Real Demand ที่มีต่อแบรนด์อย่างเหนียวแน่น   สำหรับทิศทางในปี 2569 บริษัทฯ มั่นใจว่าจะกลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่นอีกครั้ง โดยวางเป้ายอดขายไว้ที่ 843 ล้านบาท หรือ เติบโตขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือสถานะทางการเงินที่มั่นคงสูงสุด ด้วยมูลค่าพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) บ้านหรูขนาดใหญ่ในมือสูงถึง 1,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินงานต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ปี ตัวเลขดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงความพร้อมในการการันตีส่งมอบบ้านสวยและมีคุณภาพให้กับลูกค้าทุกหลังอย่างแน่นอน ตัดความกังวลเรื่องความเสี่ยงให้เป็นศูนย์ (Zero Risk) เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าการได้สร้างบ้านหรูกับบริษัทฯ คือความคุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด     เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้เหนือกว่ามาตรฐานเดิม บริษัทฯ ได้ประกาศปรับสโลแกนใหม่เป็น “Master Plan 101 : ที่สุดแห่งการสร้างบ้านหรู” สะท้อนแนวคิดหลัก “THE MASTER HOME BUILDER” หรือเจตนารมณ์ในการเป็น “ผู้คืนเวลา” และ “ลดความยุ่งยาก” ในการสร้างบ้านให้กับลูกค้าอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมองว่าสำหรับลูกค้าระดับไฮเอนด์ “เวลา” คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด บริษัทฯ จึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบริหารจัดการแทนลูกค้าในทุกขั้นตอน เพื่อลดภาระการประสานงานกับหลายปาร์ตี้ที่ซ้ำซ้อน โดยพัฒนา 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้:   The Master Solution: ทีมเดียวจบ ครบทุกมิติ (Single-Team Integration) ปฏิวัติรูปแบบการทำงานสู่มาตรฐานใหม่ที่เปลี่ยนความยุ่งยากซับซ้อนของการสร้างบ้านให้กลายเป็นเรื่องง่าย ด้วยการบูรณาการทีมงานมืออาชีพเพียงทีมเดียว (One Team) ผ่าน 3 กลไกสำคัญที่ทำงานสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ ได้แก่: Complete Design Service (บริการออกแบบครบวงจรที่สมบูรณ์แบบ): บริการออกแบบที่เชื่อมโยงงานสถาปัตยกรรม งานตกแต่งภายใน (Interior) และงานภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape) ให้ร้อยเรียงเป็นเรื่องราวเดียวกัน (One Story) อย่างกลมกลืน ตั้งแต่ฟังก์ชันการใช้งานไปจนถึงการวางเฟอร์นิเจอร์ โดยทีมออกแบบระดับมาสเตอร์ที่เข้าใจ Insight ลูกค้า Ultra-Luxury อย่างลึกซึ้ง Fast Track Design: นำเสนอแบบบ้านพร้อมข้อมูลประกอบการตัดสินใจครบทุกมิติได้ภายใน 14 วัน และประเมินราคาเบื้องต้นได้ภายใน 2 ชั่วโมง Customization: ยืดหยุ่นสูงสุด โดยลูกค้าสามารถปรับฟังก์ชันจากรูปแบบมาตรฐาน หรือเลือกออกแบบใหม่ (Custom Made) ได้ตามความต้องการ เพื่อให้ได้บ้านที่ตรงใจที่สุด Master One 360 (ระบบบริหารจัดการโครงการก่อสร้างอัจฉริยะ): ยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างด้วยระบบปฏิบัติการ Master One 360 OS เอกสิทธิ์เฉพาะของมาสเตอร์ แปลน101 ที่เชื่อมโยงการทำงานของทุกฝ่าย (ทีมขาย, ออกแบบ, ก่อสร้าง, ตกแต่งภายใน, และแลนด์สเคป) ให้ทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อบนมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ Premium Standard Control: มั่นใจในคุณภาพงานก่อสร้างสูงสุดด้วยทีมวิศวกร, QCและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จ.ป.) ที่ร่วมกันตรวจสอบความสมบูรณ์ทุกขั้นตอนด้วยเช็คลิสต์ละเอียดกว่า 6,000 รายการ ภายใต้มาตรฐานสากล ISO 9001:2015 เพื่อให้ได้ผลงานที่ประณีตและสมบูรณ์แบบที่สุด PROMPT U Service (นวัตกรรมเร่งด่วนเพื่อคนรักเวลา): บริการพิเศษที่ช่วยลดความยุ่งยากในการทำงานหลายส่วน โดยการเชื่อมโยงงานออกแบบ งานก่อสร้าง งานตกแต่งภายใน และงานสวน ให้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ ส่งผลให้กระบวนการทั้งหมดมีความคล่องตัวสูงสุด Speed Design & Contract: ออกแบบได้รวดเร็วและสรุปสัญญาได้ภายใน 7 วัน Speed Start: เริ่มต้นงานก่อสร้างได้ทันทีภายใน 60 วัน Speed Completion: การันตีสร้างบ้านพร้อมตกแต่งภายในและสวนเสร็จสมบูรณ์พร้อมเข้าอยู่ภายใน 18 เดือน (สำหรับบ้านพื้นที่ไม่เกิน 1,000 ตร.ม.)   The Master Selection: เปิดตัว “Gold Series” ที่สุดแห่งดีไซน์ระดับโลก เผยโฉมแบบบ้านคอลเลกชันใหม่ 3 สไตล์ ที่ถ่ายทอดนิยามความสำเร็จระดับ Global Ultra Luxury Lifestyle ผ่านงานดีไซน์ที่เน้นความแตกต่างและฟังก์ชันที่เหนือระดับ: The Empire Gold: สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จสูงสุดกับคฤหาสน์หรูสไตล์ Timeless Classic ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมตะวันตกชั้นสูง ออกแบบฟังก์ชันพิเศษเพื่อรองรับครอบครัวใหญ่ได้ถึง 3 เจเนอเรชัน พร้อมโซนจอดรถ Super Car และสงวนสิทธิ์การสร้างเพียง “หลังเดียวในโลก” (One of a Kind) Milano Brown: ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริหารรุ่นใหม่ด้วยคฤหาสน์แนวตั้งสไตล์ Vertical Mansion ภายใต้แนวคิด Urban Sanctuary พื้นที่สีเขียวและความเป็นส่วนตัวกลางใจเมือง พร้อมสระว่ายน้ำระบบ Semi-indoor Gold Sand: ฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ด้วยบ้านดีไซน์ Modern Iconic ที่โดดเด่นด้วยเส้นสายโค้งมน (Organic Lines) พลิ้วไหวเสมือนงานประติมากรรมระดับมาสเตอร์พีซ สะท้อนรสนิยมของคนรุ่นใหม่ที่ไม่เหมือนใคร เสริมศักยภาพบ้านด้วยนวัตกรรม Master Intelligence: ยกระดับการอยู่อาศัยด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะครบวงจร บ้านไม่มีวันดับ: ระบบ Solar System ผสาน Energy Storage System ประสิทธิภาพสูง บ้านหายใจได้: ระบบหมุนเวียนอากาศ (Air Quality Control) เติมอากาศบริสุทธิ์และกรองฝุ่น PM5 AI Home Solution: ควบคุมสั่งการระบบต่าง ๆ ภายในบ้านด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อความสะดวกสบายสูงสุด Sentry Mode: ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะที่คอยปกป้องดูแลบ้านตลอด 24 ชั่วโมง   The Master Trust: ที่สุดแห่งความอุ่นใจ ส่งมอบความเชื่อมั่นที่เหนือกว่าด้วยบริการหลังการขาย MSI (Master Plan Service Inclusive) ที่รับประกันโครงสร้างยาวนานถึง 30 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดในความมั่นคงแข็งแรงของตัวบ้าน ให้บ้านยังคงความทรงคุณค่าและเป็นมรดกที่ส่งต่อสู่รุ่นหลานได้อย่างภาคภูมิ   “ด้วยความพร้อมทั้งด้านความมั่นคงทางการเงิน การบริการรูปแบบใหม่ที่แก้ปัญหาความวุ่นวายได้อย่างตรงจุด และสินค้า Gold Series ที่ตอบโจทย์รสนิยมระดับโลก บริษัทฯ มั่นใจว่าจะสามารถขับเคลื่อนยอดขายปี 2569 ให้เติบโตขึ้น 25% หรือคิดเป็นมูลค่า 843 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมก้าวสู่การเป็น ‘ที่สุดแห่งการสร้างบ้านหรู’ ในใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง” นายอนันต์กร กล่าวทิ้งท้าย   ข่าวอื่นที่น่าสนใจ ศุภาลัย “Driven for Tomorrow” เป้ายอดขาย 4.5 หมื่นล้าน ลุยเปิด 28 โครงการ เสนา เปิดแผนปี 2569 โฟกัสการเติบโตอย่างมีคุณภาพด้วย LivNex เช่าออมบ้าน แสนสิริ เปิดแผนปี 69 พร้อมรับมือเศรษฐกิจผันผวน เน้นรายได้-กำไรเติบโตมั่นคง “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ชี้ทิศทางปี 69 วางรากฐานสู่ National Property Company วิลล่า คุณาลัย เกาะกระแสเมกะเทรนด์ ‘Longevity’ เปิดบ้านเดี่ยวอายุวัฒน์   
“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ชี้ทิศทางปี 69 วางรากฐานสู่ National Property Company

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ชี้ทิศทางปี 69 วางรากฐานสู่ National Property Company

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ชี้ทิศทางปี 69 วางรากฐานสู่ National Property Company ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประเมินเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังคงขยายตัวได้ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยรอบด้าน โดยบริษัทฯ วางแผนดำเนินธุรกิจปี 2569 ด้วยกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นคุณภาพ ความคล่องตัว และนวัตกรรม เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้ายอดขาย4,200 ล้านบาท พร้อมแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 4 - 6 โครงการ มูลค่ารวม 3,500 – 4,500 ล้านบาทครอบคลุมทั้งทาวน์โฮม บ้านแนวคิดใหม่ และบ้านเดี่ยวในช่วงราคา 2-12 ล้านบาท เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทปรับตัวเพื่อผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ 1. ต้องรักษาสภาพคล่องให้ได้ 2. ควบคุมอัตราหนี้สินต่อทุน เพื่อลดความเสี่ยง 3. การเปิดโครงการใหม่ต้องแม่นยำ และมีข้อมูลที่ดี 4. บริหาร Quality ทั้งสินค้า ระบบบริหาร และทรัพยากรมนุษย์ ช่วงรอเศรษฐกิจฟื้นตัว และ 5. ยกระดับองค์กรตามแนวทาง ESG เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าในระยะยาว     นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ “LALIN” ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้แนวคิด “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า จากการประเมินล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในกรอบประมาณร้อยละ 2.6 - 3.3 อย่างไรก็ตามมองว่ายังคงมีความเสี่ยงในประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์  สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้า ที่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามในปี 2569 นี้   ในส่วนของประเทศไทยคาดการณ์ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 อาจขยายตัวได้ต่ำกว่าในปี 2568  โดยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ต่ำกว่าร้อยละ 2 จากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ตลอดจนความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่ชัดเจน จะส่งผลกระทบมายังภาคการส่งออกของไทยได้ ในขณะที่กำลังซื้อภาคครัวเรือนยังคงขยายตัวได้ค่อนข้างจำกัดจากระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดจะปรับตัวดีขึ้นจากปี 2568 การลงทุนภาคเอกชนที่จะเริ่มได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ จากการเร่งอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุน BOI ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงเม็ดเงินหมุนเวียนที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงของการเลือกตั้ง  และมาตรการกระตุ้นภาครัฐที่จะทยอยออกมา เมื่อได้รัฐบาลเสียงข้างมาก และมีเสถียรภาพ จะทำให้ภาคเศรษฐกิจได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยทีมงานมืออาชีพ   ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ภาพรวมในปี 2568 มีการหดตัวไปกว่าร้อยละ 17 จากความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคที่ปรับลดลง จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์  โดยภาพรวมสำหรับปี 2569 นี้  คาดว่ามีทิศทางที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทย ที่ขยายตัวได้เล็กน้อย  แม้ว่ากำลังซื้อจะยังคงอ่อนแอ และจะเป็นลักษณะการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ตัวที่ส่งผลดีต่อตลาดโดยรวมคือ ในส่วนของSupply ที่ปรับลดลง ผู้ประกอบการหลายรายชะลอการเปิดโครงการในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงแผนการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ของผู้ประกอบการหลายรายที่ลดลง  ซึ่งจะช่วยให้ตลาดเข้าสู่จุดดุลยภาพและไม่เกิดการ Oversupply โดยการแข่งขันจะเป็นการแข่งขันกันระหว่างผู้ประกอบการน้อยรายลง คงเหลือแต่ผู้ประกอบที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง ทั้งในแง่การพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนการบริหารในด้านต่างๆ ทั้งการบริหารจัดการต้นทุน การบริหารเสถียรภาพทางการเงิน  บริษัทที่มีระดับหนี้สินต่อทุนที่ต่ำจะมียืดหยุ่นได้ดีกว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน   “ทั้งนี้มองว่าปี 2569 นี้ยังเป็นอีกปีที่ท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจจะอยู่บนรากฐานของการเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว โดยการขยายธุรกิจต้องมีความแม่นยำในทำเลที่เหมาะสม และทำเลเดิมที่สินค้าหมดลง ตลอดจนการรักษา Market Share และขยาย Market Share ในบางทำเล บริษัทฯ เน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการอยู่อาศัยจริง การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับกำลังซื้อในแต่ละทำเลควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนและการบริหารความเสี่ยงทางด้านการเงินอย่างรัดกุม ทั้งการควบคุมระดับหนี้สินต่อทุน ซึ่งบริษัทมีระดับหนี้สินต่อทุนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมาก  ตลอดจนมีการตั้งวงเงินสำรองกับธนาคารพาณิชย์พันธมิตรหลายรายไว้อย่างเพียงพอ และไม่ได้พึ่งพิงแหล่งเงินจากแหล่งใดเพียงแหล่งเดียว จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของแหล่งเงินทุน ไม่ว่าจะเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ หรือชำระหนี้เดิม” นายไชยยันต์ กล่าวเสริม     นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความต้องการที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความเหมาะสมของราคา และความคุ้มค่าในระยะยาวมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการตัดสินใจที่เปลี่ยนไปของตลาด ทั้งนี้ภายใต้ภาพรวมดังกล่าว ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้วางกรอบการดำเนินธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Year of Competitive Survival with Quality, Lean and Innovation for Resilience & Sustainable Growth” โดยมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรผ่านการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การควบคุมต้นทุนอย่างเหมาะสม และการพัฒนานวัตกรรมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการทำงาน เพื่อรองรับการแข่งขันที่เข้มข้นและการเปลี่ยนแปลงของตลาด และกำหนดทิศทางการดำเนินงานสู่การเป็น National Property Company โดยให้ความสำคัญกับ 3 แกนหลัก ได้แก่ การบริหารงานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG และการวิจัยเพื่อเข้าถึง Insight Customer ตลอดจนการเปิดโครงการใหม่ต้องแม่นยำ  การพัฒนากลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มและทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัย และการขับเคลื่อนองค์กรให้มีความคล่องตัวผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในอนาคต”     ด้านแผนการพัฒนาโครงการใหม่ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง ครอบคลุมทั้งตลาดทาวน์โฮม บ้านแนวคิดใหม่ (บ้านแฝด) และบ้านเดี่ยว ในช่วงราคาประมาณ 2-12 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์หลักของบริษัท ได้แก่ ไลโอ, แลนซีโอ, บ้านลลิล และ ลลิล กรีนวิลล์ โดยออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการด้านฟังก์ชันการใช้งาน คุณภาพการก่อสร้าง และรูปแบบการอยู่อาศัยที่หลากหลาย ทั้งนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาแบบบ้านสไตล์ French Colonial ซึ่งได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยเอกลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรมที่ผสานความคลาสสิก ความหรูหรา และการใช้งานจริงอย่างลงตัว โดยบริษัทฯ ถือเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกๆ ที่นำแนวคิดแบบบ้านในสไตล์ดังกล่าวเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงบน ส่งผลให้แบบบ้าน French Colonial กลายเป็นหนึ่งในจุดเด่นที่ช่วยสร้างการจดจำแบรนด์ และสะท้อนภาพลักษณ์ด้านคุณภาพและการออกแบบของโครงการในสายตาผู้บริโภค สำหรับแผนการเปิดโครงการใหม่ในปี 2569บริษัทฯ ตั้งเป้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประมาณ 4 - 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวมราว 3,500 – 4,500 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายที่ 4,200 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการกระจายโครงการในทำเลที่มีศักยภาพ และสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่   นายชูรัชฏ์ กล่าวสรุปว่า “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มองว่าปี 2569 เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งจากภายในองค์กร ทั้งด้านคุณภาพสินค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความสามารถในการปรับตัวเชิงกลยุทธ์และรักษาสภาพคล่อง  บริษัทฯ จึงเดินหน้าพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” สอบถามและชมข้อมูล ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เพิ่มเติมได้ที่ www.lalinproperty.com   ข่าวอื่นที่น่าสนใจ แสนสิริ เปิดแผนปี 69 พร้อมรับมือเศรษฐกิจผันผวน เน้นรายได้-กำไรเติบโตมั่นคง เสนา เปิดแผนปี 2569 โฟกัสการเติบโตอย่างมีคุณภาพด้วย LivNex เช่าออมบ้าน วิลล่า คุณาลัย เกาะกระแสเมกะเทรนด์ ‘Longevity’ เปิดบ้านเดี่ยวอายุวัฒน์  ศุภาลัย “Driven for Tomorrow” เป้ายอดขาย 4.5 หมื่นล้าน ลุยเปิด 28 โครงการ “มาสเตอร์ แปลน 101” ชูจุดแข็งทางการเงินที่มั่นคง ตั้งเป้าปี 69 โต 25% CHEWA ปรับทัพรับปี 69 ชูกลยุทธ์ “Build Brand - Clear Stock” ซีคอนเปิดแผนธุรกิจปี 69 เดินหน้ากลยุทธ์ Customer-Centric รุกตลาดภูมิภาค    
วิลล่า คุณาลัย เกาะกระแสเมกะเทรนด์ ‘Longevity’ เปิดบ้านเดี่ยวอายุวัฒน์ NAVARA RAMA 2

วิลล่า คุณาลัย เกาะกระแสเมกะเทรนด์ ‘Longevity’ เปิดบ้านเดี่ยวอายุวัฒน์ NAVARA RAMA 2

วิลล่า คุณาลัย เกาะกระแสเมกะเทรนด์ 'Longevity' เปิดบ้านเดี่ยวอายุวัฒน์ บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ KUN เผยทิศทางการพัฒนาโครงการในปี 2569 ภายใต้แนวคิดการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยมุ่งเน้นการสร้างที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิตที่มีสุขภาวะดีในระยะยาว (Well-being & Longevity Living) สะท้อนความเชื่อว่า “สุขภาวะที่ดีคือความมั่งคั่งรูปแบบใหม่ (Health is the New Wealth)” ซึ่งสามารถเลือกและออกแบบได้ตั้งแต่การเลือกทำเลและสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย       ในปี 2569 ‘คุณาลัย’ ยังคงตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการบ้านแนวราบ บนทำเลศักยภาพรอบกรุงเทพฯ ที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตจริงของผู้คน โดยยึดความต้องการที่แท้จริงของผู้อยู่อาศัย (Real Demand) เป็นศูนย์กลาง ภายใต้แบรนด์ ‘คุณาลัย’ และ ‘นาวาร่า’ ครอบคลุม 3 ทำเลหลัก ได้แก่ บางใหญ่–บางบัวทอง พระรามสอง และรังสิตคลอง 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผสานความสะดวกในการเดินทางเข้ากับสภาพแวดล้อมที่สงบ สบายและเหมาะกับการอยู่อาศัยในระยะยาว     คุณประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “ทิศทางของคุณาลัยในปี 2569 คือการลงลึกในองค์ความรู้เพื่อพัฒนาโครงการด้วยความเข้าใจชีวิตของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง เราเชื่อว่าบ้านไม่ใช่เพียงที่พักอาศัย แต่คือพื้นที่ที่ส่งผลต่อสุขภาพกาย ใจ และคุณภาพชีวิตในทุกวัน การเลือกทำเลที่มีอากาศดี มีธรรมชาติ และมีความสมดุล จึงเป็นจุดตั้งต้นของการพัฒนาโครงการทั้งหมดของเรา ส่วนแผนการเติบโตในปี 2569 และในอนาคตจะมุ่งเน้นการก้าวไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ‘Longevity Economy and Preventive Care' ซึ่งโครงการนาวาร่าพระรามสอง มีทำเลโดดเด่นที่อยู่ใกล้กับ โรงพยาบาลผู้สูงอายุ บางขุนเทียนที่สร้างเสร็จแล้ว และยังใกล้กับโครงการโรงพยาบาลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ที่มีแผนกำลังจะเริ่มก่อสร้าง จึงเหมาะสมกับเป้าหมายการเริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างอย่างสมบูรณ์แบบ”     พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัว สโมสรโครงการ ‘นาวาร่า พระราม 2’ อย่างเป็นทางการ เพื่อสะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างสมดุล บนทำเลศักยภาพถนนบางขุนเทียน–ชายทะเล ที่สามารถเชื่อมต่อสู่ใจกลางเมืองได้อย่างสะดวก แต่ยังคงความสงบและเป็นส่วนตัว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่อากาศดีที่สุดของกรุงเทพฯ และเปรียบเสมือน “ปอดของคนกรุงเทพฯ” จากอิทธิพลของลมทะเลและพื้นที่สีเขียวโดยรอบ       สโมสร Keanu (คี-อา-นู) ซึ่งมีที่มาจากภาษาฮาวาย แปลว่า “สายลมเย็น” ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่ส่วนกลาง แต่เป็นพื้นที่แห่งการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ (Quality Time) ภายใต้บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ โปร่ง สบาย และเป็นส่วนตัว รองรับกิจกรรมที่หลากหลายของผู้อยู่อาศัยทุกช่วงวัย ตั้งแต่การพักผ่อน การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการพบปะสังสรรค์ในชุมชน พื้นที่บางขุนเทียน–ชายทะเล ถือเป็นทำเลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในกรุงเทพฯ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เปิดรับลมทะเล ทำให้มีอากาศถ่ายเทดีตลอดปี ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบโครงการของ ‘นาวาร่า พระราม 2’ ที่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งานจริงของบ้าน สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ และการอยู่อาศัยร่วมกันของครอบครัวในทุกช่วงวัย   วิลล่า คุณาลัย มองว่าผู้บริโภคยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับการเลือกที่อยู่อาศัยในมิติที่ลึกกว่าราคา โดยพิจารณาจาก “ทำเล สภาพแวดล้อม และคุณภาพชีวิตในระยะยาว” ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาโครงการของบริษัท ที่มุ่งสร้างพื้นที่อยู่อาศัยซึ่งสามารถเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต และยกระดับสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย ชุมชน และสังคมอย่างยั่งยืนอีกด้วย ข่าวอื่นที่น่าสนใจ ศุภาลัย “Driven for Tomorrow” เป้ายอดขาย 4.5 หมื่นล้าน ลุยเปิด 28 โครงการ เสนา เปิดแผนปี 2569 โฟกัสการเติบโตอย่างมีคุณภาพด้วย LivNex เช่าออมบ้าน แสนสิริ เปิดแผนปี 69 พร้อมรับมือเศรษฐกิจผันผวน เน้นรายได้-กำไรเติบโตมั่นคง “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ชี้ทิศทางปี 69 วางรากฐานสู่ National Property Company “มาสเตอร์ แปลน 101” ชูจุดแข็งทางการเงินที่มั่นคง ตั้งเป้าปี 69 โต 25% CHEWA ปรับทัพรับปี 69 ชูกลยุทธ์ “Build Brand - Clear Stock” ซีคอนเปิดแผนธุรกิจปี 69 เดินหน้ากลยุทธ์ Customer-Centric รุกตลาดภูมิภาค    
เสนา เปิดแผนปี 2569 โฟกัสการเติบโตอย่างมีคุณภาพด้วย LivNex เช่าออมบ้าน

เสนา เปิดแผนปี 2569 โฟกัสการเติบโตอย่างมีคุณภาพด้วย LivNex เช่าออมบ้าน

เสนา เปิดแผนปี 2569 โฟกัสการเติบโตอย่างมีคุณภาพด้วย LivNex เช่าออมบ้าน ชูกลยุทธ์ “FOCUS TO LEAD, EFFICIENT TO GROW” ตอกย้ำผู้นำ Affordable Market และ Sustainable Living   บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA เปิดแผนธุรกิจปี 2569 เดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีเป้าหมาย ภายใต้กลยุทธ์ “FOCUS TO LEAD, EFFICIENT TO GROW” โฟกัสจุดแข็งเพื่อก้าวนำ เพิ่มประสิทธิภาพสู่การเติบโตที่ยั่งยืน ในระยะยาว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ควบคู่การสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เสริมความมั่นคงทางธุรกิจ เดินหน้าสู่การเป็น Lifelong Trusted Partner ของลูกค้าในทุกช่วงชีวิต ที่เชื่อมโยงโซลูชันการอยู่อาศัยครบวงจร ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน (Sustainable Living Leader) พร้อมรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจและความท้าทายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ ผ่านนวัตกรรมทางการเงินและบริการ เพื่อยกระดับการเข้าถึงที่อยู่อาศัยให้เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น โดยมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งคอนโดมิเนียมและแนวราบรวม 8 โครงการ มูลค่ารวม 10,700 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 14,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 9,300 ล้านบาท     ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ (ดร.ยุ้ย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการเติบโตบนฐานความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค (Real Demand) ควบคู่กับการขยายรายได้ประจำ (Recurring Income) เพื่อเสริมความมั่นคง ลดความผันผวน และสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว โดยหนึ่งในกลไกสำคัญคือโซลูชัน “LivNex เช่าออมบ้าน” ที่ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ที่ยังไม่พร้อมกู้สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 976 ราย คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1,900 ล้านบาท ขณะเดียวกัน โครงการ “RentNex เช่าตรงกับเสนา” ยังคงสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ปัจจุบันมีโครงการคอนโดมิเนียมเข้าร่วมแล้ว 27 โครงการ มีผู้เช่ากว่า 605 ห้อง และสามารถต่อยอดการโอนทรัพย์สินให้แก่นักลงทุน (Transferred to Investor) แล้ว 2 ยูนิต สะท้อนจุดยืนของเสนาในฐานะแบรนด์ที่เป็น Lifelong Trusted Partner ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่พร้อมดูแลลูกค้าตลอดการอยู่อาศัย เติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างยั่งยืน   สำหรับปี 2569 บริษัทเตรียมเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ 8 โครงการ แบ่งเป็น คอนโดมิเนียม 7 โครงการ และโครงการแนวราบ 1 โครงการ มูลค่ารวม 10,700 ล้านบาท โดยยังคงมุ่งเน้นตลาด Affordable Segment ซึ่งเป็นกลุ่มที่เสนาครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึง 20% หรือมากกว่า 20,000 ยูนิต ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 14,000 ล้านบาท และยอดโอน 9,300 ล้านบาท ซึ่งได้รวมสัดส่วนรายได้จากโครงการ LivNex เช่าออมบ้าน     กลยุทธ์การเติบโตของเสนา ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจผันผวนและตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ “FOCUS TO LEAD, EFFICIENT TO GROW” มุ่งโฟกัสจุดแข็งเพื่อก้าวนำตลาด และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 แกนหลัก ดังนี้ Affordable Home Leader ผู้นำโครงการที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้จริง เสนายังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมระดับราคาที่เข้าถึงง่าย โดยครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในกลุ่มคอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทถึงระดับล้านต้น ๆ พร้อมเป็นบริษัทที่มีจำนวนโครงการคอนโดที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มากที่สุด ได้แก่ แบรนด์ “เสนา คิทท์ (SENA KITH)” คอนโดเพื่อคนเมือง ทำงานและครอบครัวเริ่มต้น ห้องแต่งครบ พร้อมอยู่ เน้นฟังก์ชันใช้งานจริง ทำเลเดินทางสะดวก และราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อให้การมีบ้านหลังแรกเป็นไปได้จริง มีทำเลให้เลือกหลากหลายกว่า 20 ทำเล ครอบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑล แบรนด์ “โคซี่ (COZI)” “EASY LIFE, COZI VIBES” คอนโดเพื่อคนเมืองยุคใหม่ ออกแบบให้คล่องตัว อยู่สบาย ใกล้ระบบขนส่งและแหล่งงาน พร้อมพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้งานได้จริง ในราคาที่เข้าถึงได้ ปัจจุบันพัฒนาแล้ว 8 โครงการ รวมกว่า 6,400 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 9,800 ล้านบาท ทั้งสองแบรนด์มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐาน Affordable Living และขยายโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพได้จริง     Green Living Leader ผู้นำการอยู่อาศัยประหยัดพลังงานและรักษ์โลกที่จับต้องได้ เสนาเดินหน้าแนวคิด Green Living ที่จับต้องได้จริง ประหยัดจริง ลดคาร์บอนจริง ไม่ใช่ Green แค่ภาพลักษณ์ แต่ประหยัดค่าไฟ-ลดคาร์บอนแบบวัดผลได้ การต่อยอดแนวคิด บ้านพลังงานเป็นศูนย์ (Zero Energy House) ด้วยบ้านโซลาร์พร้อมแบตเตอรี่ในโครงการ Grand Series ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของบ้านแนวราบในระดับราคาเริ่มต้นประมาณ 6 ล้านบาท การพัฒนา คอนโด Low Carbon ที่ออกแบบเพื่อประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ แนวคิด SENA HAPPY PETS ที่ออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยให้คนและสัตว์เลี้ยงอยู่ร่วมกันอย่างมีคุณภาพ ทั้งพื้นที่สีเขียว ระบบจัดการมูลสัตว์ วัสดุที่ปลอดภัย และการใช้พลังงานสะอาด การขับเคลื่อน Green Supply Side ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ ไปจนถึงการคัดเลือกคู่ค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำในกระบวนการผลิตและขนส่ง   Home Accessible Leader ผู้นำที่ทำให้การมีบ้านเป็นเรื่องง่ายและเป็นไปได้จริง ท่ามกลางภาระหนี้และข้อจำกัดทางการเงินที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากไม่สามารถซื้อบ้านได้ เสนาเลือกขยายโอกาสการเป็นเจ้าของบ้าน ด้วยโมเดลที่เข้8าใจสถานะทางการเงินของลูกค้าในแต่ละช่วงชีวิต จาก “ยังไม่พร้อม” สู่ “เช่า” และต่อยอดไปสู่ “การเป็นเจ้าของได้จริง” ผ่านโซลูชัน LivNex เช่าออมบ้าน สำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมกู้ และ RentNex เช่าตรง ที่เปิดโอกาสให้ผู้เช่าสะสมค่าเช่าเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดในการซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคต สามารถใช้สิทธิ์เองหรือโอนให้บุคคลในครอบครัว ญาติ หรือเพื่อนได้ แนวทางดังกล่าวไม่ใช่การเปิดตลาดใหม่ แต่เป็นการ “สร้างน่านน้ำใหม่ในตลาดเดิม” ด้วยการใช้ทรัพยากรและสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมขยายโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยให้กับคนไทยอย่างยั่งยืน ทั้ง 3 แกนกลยุทธ์ สะท้อนทิศทางการเติบโตของเสนาที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่าง ยอดขาย การสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) และเสถียรภาพทางการเงิน พร้อมยกระดับบทบาทจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สู่แบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับลูกค้าและสังคมในระยะยาว   ขณะเดียวกัน เสนายังคงให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตของผู้คน ผ่านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและชุมชนที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนด้วยนวัตกรรมและโซลูชันที่จับต้องได้ ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนไม่น้อยกว่า 12,765 ตัน หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 1.27 ล้านต้น ควบคู่การขยายโอกาสให้ผู้ที่มีข้อจำกัดทางการเงินสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพได้มากกว่า 1,300 ยูนิต ภายใต้โครงการLivNex เช่าออมบ้าน เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเสริมสร้างความมั่นคงในชีวิต ตอกย้ำจุดยืนของเสนาในฐานะผู้นำด้านการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน (Sustainable Living Leader)     ในปี 2569 นี้ เสนาเดินหน้าตอกย้ำแคมเปญ “SENA = ซื้อง่าย” ด้วยโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อทำให้การมีบ้านเป็นไปได้จริงในทุกช่วงชีวิต ไม่ว่าจะยังไม่พร้อมกู้ กำลังเช่า หรือเริ่มต้นเป็นเจ้าของ ผ่านนวัตกรรมทางการเงินอย่าง LivNex เช่าออมบ้าน และ RentNex เช่าตรง ที่เปลี่ยนค่าเช่าให้เป็นทุนในอนาคต ผสานกับระบบอนุมัติที่ยืดหยุ่น และการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่อยู่สบาย ประหยัดพลังงาน และคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของเสนาในการทำให้ “การซื้อบ้านง่าย และเป็นไปได้จริง” พร้อมตอกย้ำบทบาทของเสนาในฐานะ Lifelong Trusted Partner ที่ดูแลลูกค้าตลอดเส้นทางการอยู่อาศัยอย่างมั่นคงและยั่งยืน ติดตามข่าวสารของ บมจ. เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ได้ที่ www.sena.co.thหรือwww.facebook.com/senadevelopmentpcl , สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร 1775   ข่าวอื่นที่น่าสนใจ แสนสิริ เปิดแผนปี 69 พร้อมรับมือเศรษฐกิจผันผวน เน้นรายได้-กำไรเติบโตมั่นคง ศุภาลัย “Driven for Tomorrow” เป้ายอดขาย 4.5 หมื่นล้าน ลุยเปิด 28 โครงการ วิลล่า คุณาลัย เกาะกระแสเมกะเทรนด์ ‘Longevity’ เปิดบ้านเดี่ยวอายุวัฒน์  “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ชี้ทิศทางปี 69 วางรากฐานสู่ National Property Company “มาสเตอร์ แปลน 101” ชูจุดแข็งทางการเงินที่มั่นคง ตั้งเป้าปี 69 โต 25% CHEWA ปรับทัพรับปี 69 ชูกลยุทธ์ “Build Brand - Clear Stock” ซีคอนเปิดแผนธุรกิจปี 69 เดินหน้ากลยุทธ์ Customer-Centric รุกตลาดภูมิภาค    
ศุภาลัย “Driven for Tomorrow” ตั้งเป้ายอดขาย 4.5 หมื่นล้าน ลุยเปิด 28 โครงการ

ศุภาลัย “Driven for Tomorrow” ตั้งเป้ายอดขาย 4.5 หมื่นล้าน ลุยเปิด 28 โครงการ

ศุภาลัย “Driven for Tomorrow” ตั้งเป้ายอดขาย 4.5 หมื่นล้าน ลุยเปิด 28 โครงการ บมจ.ศุภาลัย ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด Driven for Tomorrow ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวในกรอบจำกัด พร้อมเดินหน้าธุรกิจอย่างมั่นคง ควบคู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาโครงการในทำเลและรูปแบบที่สอดคล้องกับกำลังซื้อของตลาด ตั้งเป้ายอดขายรวมทั้งในประเทศไทยและออสเตรเลียปี 2569 มูลค่า 45,000 ล้านบาท* พร้อมแผนเปิดโครงการใหม่ 28 โครงการ มูลค่า 35,000 ล้านบาท พร้อมลุยสุพรรณบุรีและเกาะสมุย เดินหน้าสร้างฐานรายได้ให้สมดุลมากขึ้นผ่านธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดอสังหาฯ ออสเตรเลียที่ปี 2568 เติบโตกว่า 370% พร้อมรุกธุรกิจคลังสินค้าให้เช่า ควบคู่ยกระดับองค์กรด้วย Data Driven และกรอบ Sustainability Driven มุ่งสู่ Carbon Neutrality ปี 2050     ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่มีทั้งสัญญาณบวกและความท้าทายพร้อมกัน ด้านหนึ่งเศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้ชะลอลง ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำลง และดอกเบี้ยนโยบายเริ่มมีทิศทางผ่อนคลาย แต่อีกด้านหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กำลังซื้อและความสามารถในการกู้ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง นี่คือบริบทที่ทำให้บริษัทฯ ‘ต้องแม่น’ กับการบริหารธุรกิจอย่างดีในทุกมิติ ทั้งด้านสินค้า ทำเล ราคา การดูแลหลังการขาย และฐานะทางการเงินของบริษัทฯ เพื่อเสริมความมั่นคงในระยะยาว ควบคู่กับการเสริมโครงสร้างธุรกิจผ่านการบริหารพอร์ตสินค้า การพัฒนาโครงการในจังหวัดที่มีศักยภาพ รวมถึงการยกระดับสินค้าและบุคลากรในองค์กร เพื่อสนับสนุนการเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืน   ศุภาลัยตั้งเป้ายอดขายรวมในปี 2569 ทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียที่ 45,000 ล้านบาท* แบ่งเป็นเป้ายอดขายในประเทศไทย 30,000 ล้านบาท และเป้ายอดขายจากประเทศออสเตรเลีย 15,000 ล้านบาท* ขณะเดียวกันบริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมทั้งสองประเทศที่ 37,500 ล้านบาท* โดยแบ่งเป็นตั้งเป้ารายได้ในประเทศไทย 27,000 ล้านบาท และเป้ารายได้จากประเทศออสเตรเลียประมาณ 10,500 ล้านบาท* โดยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างสมดุล ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการพร้อมขาย เปิดตัวโครงการและขยายจังหวัดใหม่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาธุรกิจหลากมิติ ควบคู่ฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยสินทรัพย์รวมกว่า 98,000 ล้านบาท เครดิตเรตติ้งระดับ A ต่อเนื่อง 12 ปีซ้อน พร้อมต้นทุนทางการเงินต่ำ สะท้อนความพร้อมในการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน   “สุดท้ายลูกค้าตัดสินใจจากความมั่นใจ” ดร.ประทีป กล่าวพร้อมย้ำว่าบริษัทฯ จะยืนบน 3 เสาหลัก ได้แก่ คุณภาพสินค้า มาตรฐานก่อสร้าง และบริการหลังการขายที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้ลูกค้ารู้สึก “สบายใจ” ตั้งแต่ตัดสินใจซื้อ “มั่นใจ” เมื่อเข้าอยู่ และบอกต่อได้จริง โดยภาพรวมสะท้อนทิศทางแบรนด์ปี 2569 Supalai Inspire Aesthetics of Life ที่มุ่งออกแบบคุณภาพชีวิตซึ่งมั่นใจได้ตั้งแต่วันแรกและยืนระยะอยู่ได้นาน     ด้านนายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีแห่งความท้าทายจากปัจจัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นและการดำเนินงาน แต่บริษัทฯ ได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งในศักยภาพขององค์กรและกระบวนการทำงาน รวมไปถึงความสามารถในการบริหารสถานการณ์ ทำให้ปี  2569  จะเป็น Year of Strength  ที่ศุภาลัยจะเดินหน้าอย่างมั่นคงบนฐานที่พร้อมกว่าเดิม   สำหรับปี 2569 ศุภาลัยกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานผ่าน 3 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ เป้าหมายยอดขายในประเทศไทย 30,000 ล้านบาท มูลค่าโครงการเปิดใหม่ 35,000 ล้านบาท และงบซื้อที่ดิน 8,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความต่อเนื่องของพอร์ตโครงการ พร้อมวางแผนเปิดโครงการใหม่รวม 28 โครงการ ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ–ปริมณฑลและภูมิภาค  โดยบริหารพอร์ตให้สมดุลระหว่างโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม  ด้านรายได้ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรับรู้รายได้ประมาณ 27,000 ล้านบาท โดยมีโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมโอนกรรมสิทธิ์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย–พัฒนาการ, ศุภาลัย เซนส์ ศรีนครินทร์ และ ศุภาลัย คราม เขาเต่า รวมมูลค่า 6,080 ล้านบาท   โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีโครงการปิดการขายแล้ว (Sold out) ภายในปี รวม 21 โครงการ มูลค่าโครงการ 35,470 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 13 โครงการ และโครงการคอนโดมิเนียม 8 โครงการ และในปี 2569 นี้ บริษัทฯ ยังเตรียมเปิดตัวโครงการสำคัญ อาทิ “ศุภาลัย ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์” และ “ศุภาลัย พรีมา วิลล่า รังสิต คลอง 3” พร้อมขยายการพัฒนาไปยังจังหวัดสุพรรณบุรีและเกาะ สมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครอบคลุม 30 จังหวัดทั่วประเทศ     ขณะเดียวกันบริษัทฯ ต่อยอดกรอบคิดเดียวกันสู่พาร์ท Global Driven โดยชูออสเตรเลียเป็นตลาดต่างประเทศที่เห็นศักยภาพชัดเจนจากตัวเลขผลงาน ปี 2568 ที่เติบโตกว่า 370% และปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายที่ 15,000 ล้านบาท* โดยเน้นบริหารพอร์ตให้ “สมดุล” และเลือกโครงการที่ตอบโจทย์ดีมานด์จริง เพื่อให้รายได้ต่างประเทศเป็นฐานที่มีคุณภาพและช่วยเสริมเสถียรภาพบริษัทฯ ในระยะยาว   ในเชิงพอร์ตการลงทุน ปัจจุบันศุภาลัยกระจายการลงทุนในออสเตรเลียหลายรัฐ และในปี 2569 เตรียมเปิดใหม่ 1 โครงการในเมืองเมลเบิร์น ทำให้พอร์ตโครงการรวมอยู่ที่ 25 โครงการ ครอบคลุม 4 รัฐ 6 เมือง รวมมูลค่า 176,500 ล้านบาท* (ตามสัดส่วนการถือหุ้นของศุภาลัย) ซึ่งสะท้อนความพร้อมในการขยายการลงทุนอย่างเหมาะสมตามสภาพตลาดในแต่ละพื้นที่     เมื่อพูดถึงความยั่งยืน ศุภาลัยมองว่าการเติบโตอย่างต่อเนื่องต้องอาศัยระบบการทำงานที่สามารถติดตาม วัดผล และปรับตัวได้จริง เพื่อรองรับสถานการณ์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในปี 2569 บริษัทฯ จึงเดินหน้าพัฒนาการทำงานในรูปแบบ Data Driven ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ “The Data Frontier” หรือศูนย์กลางข้อมูลขององค์กร (Central Brain) พร้อมวางกรอบ Data Governance ที่ชัดเจน เพื่อให้ข้อมูลจากทุกหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์  ขณะเดียวกันศุภาลัยยังนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านแอปพลิเคชัน “SABAI” โดยเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่กว่า 35 ฟีเจอร์ สะท้อนความมุ่งมั่นของศุภาลัยในการพัฒนานวัตกรรมและบริการดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกช่วงเวลา   ทิศทางการขับเคลื่อนของศุภาลัยในปี 2569 ไม่ได้สะท้อนเพียงผ่านตัวเลขและแผนธุรกิจ แต่ต่อยอดด้วยแนวคิด Sustainability Driven ซึ่งเป็นฐานสำคัญของ Driven for Tomorrow ภายใต้กรอบแนวคิดเติบโตโดยไม่สร้างต้นทุนให้อนาคต โดยคำนึงถึงผลกระทบระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อม ผู้อยู่อาศัย ผู้มีส่วนได้เสีย และความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ ก่อสร้าง ส่งมอบ ไปจนถึงการบริหารโครงการ     ในเชิงปฏิบัติ ศุภาลัยดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่าน 5 แนวทางหลัก ได้แก่ การออกแบบโครงการให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศตั้งแต่ต้นทาง (Comprehensive Design), Waste Management, Smart Energy, การเลือกใช้วัสดุอย่างรับผิดชอบ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ควบคู่แผนระยะยาวด้าน Green Operations และการใช้พลังงานสะอาด โดยวางโรดแมปสู่ปี 2030 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 (ขอบเขต 1 และ 2) เพื่อเสริมความแข็งแรงของธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว หมายเหตุ * ตัวเลขจากประเทศออสเตรเลียเป็นมูลค่าเทียบเงินบาท (THB-Equivalent) สามารถเปลี่ยนแปลงตามอัตราแลกเปลี่ยนและตัวเลขจากประเทศออสเตรเลียทั้งหมดคิดตามสัดส่วนการถือหุ้นของศุภาลัย ข่าวอื่นที่น่าสนใจ แสนสิริ เปิดแผนปี 69 พร้อมรับมือเศรษฐกิจผันผวน เน้นรายได้-กำไรเติบโตมั่นคง เสนา เปิดแผนปี 2569 โฟกัสการเติบโตอย่างมีคุณภาพด้วย LivNex เช่าออมบ้าน วิลล่า คุณาลัย เกาะกระแสเมกะเทรนด์ ‘Longevity’ เปิดบ้านเดี่ยวอายุวัฒน์  “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ชี้ทิศทางปี 69 วางรากฐานสู่ National Property Company “มาสเตอร์ แปลน 101” ชูจุดแข็งทางการเงินที่มั่นคง ตั้งเป้าปี 69 โต 25% CHEWA ปรับทัพรับปี 69 ชูกลยุทธ์ “Build Brand - Clear Stock” ซีคอนเปิดแผนธุรกิจปี 69 เดินหน้ากลยุทธ์ Customer-Centric รุกตลาดภูมิภาค “เมซง ดีเวลลอปเม้นท์” เปิดแผนปี’69 รุกทำเลพระราม 3 ปั้นแบรนด์ใหม่ “MONÉT”  
เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ในรอบ 3 ทศวรรษ

เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ในรอบ 3 ทศวรรษ

เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ในรอบ 3 ทศวรรษ ขึ้นแท่น Top Destination กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก รับกำลังซื้อคุณภาพสูง บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ทุ่มงบกว่า 1,700 ล้านบาท สร้างปรากฏการณ์การทรานส์ฟอร์ม ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ครั้งยิ่งใหญ่ ในรอบ 3 ทศวรรษ ยกระดับจาก Retail Landmark สู่ Top Destination ของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ในบทบาท “ผู้นำย่าน” รองรับการขยายตัวของเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และฐานกำลังซื้อคุณภาพสูง สะท้อนการปรับบทบาทเชิงกลยุทธ์ จากการเป็นศูนย์การค้า สู่การเป็น District Leadership ที่ขับเคลื่อนการเติบโตของย่านปิ่นเกล้า–บรมราชชนนี ที่สำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกในระยะยาว โดยเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เป็นหนึ่งในทรัพย์สินหลักของ CPNREIT  ที่สร้างรายได้มั่นคง สะท้อนความเชื่อมั่นจากแบรนด์คู่ค้าและศักยภาพของทำเล ดึง Magnet Brands ต่อเนื่อง     ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า - เซ็นทรัลพัฒนา เป็นผู้บุกเบิกและเห็นศักยภาพของย่านปิ่นเกล้ามานานกว่า 30 ปี และมีบทบาทร่วมในการสร้างและพัฒนาเมืองมาอย่างต่อเนื่อง โดย เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เป็นโครงการมิกซ์ยูสแห่งแรกของย่าน ประกอบด้วยศูนย์การค้าและอาคารสำนักงาน 2 อาคาร การทรานส์ฟอร์มครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโฉมศูนย์การค้า แต่คือการปรับบทบาทของพื้นที่จาก Retail Landmark สู่ District Redefined เพื่อรองรับชีวิตของผู้คนในอีก 10–30 ปีข้างหน้า สอดคล้องกับการเติบโตของโครงสร้างเมือง การเดินทาง ที่อยู่อาศัย กำลังซื้อ และไลฟ์สไตล์ที่พัฒนาไปอีกขั้น โดยการลงทุนครั้งนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของเซ็นทรัลพัฒนา ในการร่วมสร้างย่านและเมือง เพื่อผู้คนรุ่นต่อไปในอนาคต โดยสะท้อนผ่าน 3 เรื่องหลัก ได้แก่   DISTRICT LEADERSHIP จากศูนย์การค้าสู่ผู้นำย่าน ด้วยการออกแบบเมืองที่ขยายตัว ที่กำหนดทิศทางการใช้ชีวิตของทั้งย่าน ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ สามารถเดินทางสู่ย่าน CBD ใจกลางเมืองอย่าง สีลม–สาทร–เยาวราช ได้สะดวก พร้อมโครงข่ายคมนาคมหลัก รถไฟฟ้า 3 สาย ได้แก่ สายสีน้ำเงิน (บางซื่อ–ท่าพระ) สายสีแดงอ่อน (ตลิ่งชัน–บางซื่อ) และในอนาคตจะมีสายสีส้ม (บางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรม) รวมถึงถนนสายสำคัญอย่าง บรมราชชนนี จรัญสนิทวงศ์ ราชพฤกษ์ และ พระราม 8   และเป็นย่านที่มีโครงการที่อยู่อาศัยระดับ Luxury-Ultra Luxury มูลค่า 25-100 ล้านบาท กว่า 8 โครงการ และเป็นพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เชิงพานิชย์หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ รายล้อมด้วยสถานศึกษาชั้นนำ อาทิ ม.ธรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร รร.เซนต์คาเบรียล และเซนต์ฟรังฯ รวมถึงโรงพยาบาลชั้นนำกว่า 13 แห่ง เช่น รพ. ศิริราช เจ้าพระยา และยันฮี เป็นต้น  มีจำนวนประชากรในย่านกว่า 3 ล้านคน ครอบคลุมทั้งครอบครัวดั้งเดิม เจ้าของธุรกิจในย่าน ครอบครัวรุ่นใหม่ บุคลากรทางการแพทย์ ทำให้ย่านนี้เป็น Top Tier Family Destination ของกรุงเทพฯ ตะวันตก    EVOLUTION, NOT RENOVATION ไม่ใช่แค่รีโนเวท แต่คือการยกระดับทั้งระบบ คุณจุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การทรานส์ฟอร์มครั้งประวัติศาสตร์นี้ เริ่มต้นจากโจทย์สำคัญถึงบทบาทของเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในอนาคต เป็นการยกระดับทั้ง Ecosystem ตั้งแต่การคัดสรรแบรนด์ใหม่, การออกแบบพื้นที่, ยกระดับประสบการณ์ Brand mix เชื่อมโยงผู้คน ให้เติบโตไปพร้อมกับเมืองอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด The New Soul of Pinklao นำสถาปัตยกรรมคลาสสิกตะวันตก ทั้ง หลังคา, เสา, รูปปั้นซีซาร์ มาเป็นหัวใจสำคัญของงานออกแบบ เน้นดีไซน์ที่สมดุล โปร่งโล่ง พร้อมเก็บความ Nostalgic มาตีความใหม่ให้ร่วมสมัยและ Timeless ยิ่งขึ้น พร้อมเชื่อมต่อพื้นที่ให้เข้าถึงง่าย เพิ่มความหลากหลายของร้านค้า เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ผ่านจุดไฮไลต์สำคัญ อาทิ Façade ที่โดดเด่น ตระหง่านได้รับแรงบันดาลใจจาก “เสากรีก” เปิดประวัติศาสตร์ภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัย, Main Atrium สง่างามเปิดรับแสงธรรมชาติ, Urban Living Room ชั้น 5 เป็น Lifestyle Food Destination รวม Street Food ดัง ไปจนถึงร้านดังมิชลิน พร้อม Food Patio ที่ดีที่สุดในย่าน ในบรรยากาศสวน สูงโปร่ง เหมือนอยู่ Outdoor และคืนชีพรูปปั้นซีซาร์ ออกุสตุส กลับมาให้มีชีวิตอีกครั้ง, Gastronomy Hub ชั้น G พลิกโฉมพื้นที่ร้านอาหาร แรงบันดาลใจสถาปัตยกรรมคลาสสิก แบบร่วมสมัย ด้วยบรรยากาศ Terrace” เชื่อมต่อกับซูเปอร์มาร์เก็ต มีโซนอาหารเทคโฮม รองรับกลุ่มครอบครัว    COMMITMENT TO THE NEXT GENERATION เปลี่ยน เพื่อชีวิตผู้คนในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า รองรับไลฟ์สไตล์ที่ Sophisticated มากขึ้น สอดคล้อง Consumer trends ล่าสุด ที่มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ Alpha Parents กลุ่มครอบครัวที่พร้อมลงทุนเพื่อลูก มีกำลังซื้อสูงกว่าคนวัยเดียวกัน มองหา Quality product & services ไปจนถึง Luxumer กลุ่มที่มองหาประสบการณ์สะท้อนรสนิยมและตัวตน เราจึงพลิกโฉมให้เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า มีความเป็น Cross Generation Hub เพิ่ม Art & Cultural Space ที่ชั้น 5 ให้เป็น The New Creative Ground พื้นที่ที่เชื่อมโยงคนทุกวัย อีกทั้งมีพื้นที่รองรับการจัด Creative events ในอนาคต พลิกโฉมทุกชั้น Shift Image ใหม่ทั้งหมด ด้วย Brand Mix กว่า 500 แบรนด์ รองรับ Top Tier Family และ New Wealth ด้านการคัดสรรแบรนด์ใหม่เข้ามา ดร.ณัฐกิตติ์ เผยว่า “ครั้งนี้ เป็นการ Curate Ecosystem ใหม่ทั้งระบบ เราสร้าง International Culinary Hub แห่งใหม่ของย่าน ที่รวมกว่า 200 ร้านดังระดับโลก ร้านมิชลิน และร้านดังในไทย พร้อมร้าน First Time in Thailand และ New Concept ที่ยกระดับ Taste Level ของลูกค้าอย่างชัดเจน      ร้าน First time in Thailand  เช่น Hama Sushi สายพานจากญี่ปุ่น, Ootoya Oki ชาบูมันปู  ร้านดัง New Concept : BBQ Plaza เสิร์ฟเนื้อวากิว แบบ exclusive เฉพาะปิ่นเกล้า, Ootoya Tokuzen, On The Table, The Pizza Company Express, Mister Donut, คำพูน, บ้านบางกอก ร้านดังไวรัล คิวยาว: Gong Cha, CHICHA San Chen (ชิชา ซานเชน), One to Two, Solsot, Sushiro, Yolk, Uno Coffee, Shabu Baru, BHC, Canton Paradise, Hasul, Yakiniku Like, Songfa  ชั้น G: Gastronomy Hub และใหม่! ชั้น 5: Urban Living Room รวมร้านดังดีที่สุดของย่านใน Food Patio Fashion & Lifestyle: Bridge Line สปอร์ต–ลักชัวรี: Beyond the Vines, Gentlewoman, Adidas, Birkenstock, Carnival, JD Sports, Marrimekko, MUJI, MLAB, New Balance, Nike, Pandora, Rituals, Sephora, Skechers, SWAROVSKI, Wilson, Victoria’s secret, Uniqlo, Zara, Mango และ Matter Makers และโซน Showcase ออกแบบให้เหมือน Fashion Exhibition Family Destination มีแบรนด์ Edutainment & Playland ครบ-มากที่สุดในย่านถึง 37 แบรนด์ : Kidzooona คอนเซ็ปต์ Safari แห่งเดียวในไทย, First Class Preschool, รร.สอนว่ายน้ำแห่งแรกในศูนย์การค้า Aqua-Tots  Wellness มากสุดในย่าน: Beauty Clinic ชั้นนำกว่า 72 แบรนด์, Fitness First โฉมใหม่ และโรงภาพยนตร์ Major Cineplex IMAX with Laser ผนึกเซ็นทรัล กรุ๊ป ปรับโฉมใหม่ เป็น Next Gen Retail ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, B2S, Power Buy, Supersports โมเดล "3.0", Tops Food Hall ปรับเป็น Premium Food ยอดขายดีอันดับ 3 ของประเทศ ปิ่นเกล้า ย่านที่มี Spending Power สูงต่อเนื่อง  จากฐานข้อมูล The 1 พบเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า มีลูกค้ากลุ่ม Wealth ที่เป็นสมาชิก The 1 Exclusive ถึง 5% ติดอันดับ Top 5 ของประเทศ โดยมียอดใช้จ่ายสูงสุดต่อเดือนต่อคน ถึง 5 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 3 ของกรุงเทพฯ และอันดับ 5 ของประเทศ โดยหลังการทรานส์ฟอร์ม ได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยม มียอดทราฟฟิกแตะ New High ถึง 80,000 คนต่อวัน       ท็อปฟอร์ม เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า หนึ่งในทรัพย์สินหลักของ CPNREIT รายได้มั่นคงต่อเนื่อง  เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า แรงขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างรายได้มั่นคง และเสริมศักยภาพการเติบโตให้กับ CPNREIT ในระยะยาว เพื่อตอกย้ำความเป็นกอง REIT ชั้นนำในระดับภูมิภาค สะท้อนความเชื่อมั่นจากแบรนด์คู่ค้าและศักยภาพของทำเล ดึง Magnet Brands ต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง ซึ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญ ที่จะช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ CPNREIT ที่มุ่งเน้นการเพิ่มศูนย์การค้าศักยภาพสูงอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ 2 เท่าภายในปี 2032 เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนและมั่นคงให้กับผู้ถือหน่วยทรัสต์ในระยะยาว     ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า โฉมใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Brightest Star to The West – ช้อปฟีลใหม่ เล่นใหญ่กว่าเดิม” ยกระดับจากห้างสรรพสินค้าสู่การเป็นแลนด์มาร์กไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ที่พร้อมเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการใช้ชีวิตของนักช้อปทุกเจเนอเรชันในครอบครัว โดยคัดสรรแบรนด์ชั้นนำระดับโลกในทุกกลุ่มสินค้า ไม่ว่าจะเป็น แผนก Beautry Galerie ชั้น 1 อาทิ Dior, Chanel, La Mer, Shiseido, Estée Lauder, Lancôme และแบรนด์ใหม่เช่น Gucci Beauty, Dolce & Gabbana, Giorgio Armani, Charlotte Tilbury, Jung Saem Mool, SUQQU แผนก Watch ชั้น 1 ในบรรยากาศ Boutique ครอบคลุมตั้งแต่ Luxury Watch, Fashion Watch ไปจนถึง Smart Watch อาทิ Grand Seiko, Longines, Rado, Oris, Frédérique Constant, Garmin แผนก Fashion ชั้น 2 และ 3 อาทิ Aimer, Wacay, Merge, O&B, The Finery Menswear, Dandy Cosmo, Julietta ไปจนถึงแบรนด์เทรนด์เกาหลีอย่าง Samo Ondoh, OSOI และแบรนด์ร่วมสมัยระดับโลก อาทิ Marc Jacobs, Paul Smith, Coccinelle, Tommy Hilfiger, Calvin Klein และ Lacoste แผนก Baby & Kids ชั้น 4 อาทิ Mamas & Papas, Sanrio, Smiggle, LEGO และ Nintendo แผนก Home & Small Appliance โฉมใหม่ ชั้น 4 ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘New Central Home’ อาทิ Dyson, Pasaya, Zwilling และโซนอาหารโฉมใหม่อย่าง Eats & Treats ชั้น 2 อาทิ ร้าน MuuMuu MaMa, Kaew Boutique, Chum Chum, Tawang, 96 Cha, My Eureka, Pash, PRAOW Coconut Yogurt, Tong Tong Haan, รวมถึง Starbucks, ชาตรามือ, White Story และ Haagendazs รวมทั้งบริการครบวงจรเพื่อทุกไลฟ์สไตล์ ส่งผลให้หลังการปรับโฉมกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา มีทราฟฟิกเติบโตประมาณ 30%   ข่าวอื่นที่น่าสนใจ แสนสิริ เปิดแผนปี 69 พร้อมรับมือเศรษฐกิจผันผวน เน้นรายได้-กำไรเติบโตมั่นคง AWC เปิดตัว“Skyflyers: Wings of Garudapterus”เครื่องเล่นลอยฟ้าสูง 36 ชั้น รพ.วิมุต เปิด “ศูนย์กระดูกและข้อ” รับมือวิกฤต โรคกระดูกและข้อลุกลามสู่วัยทำงาน  
แสนสิริ เปิดแผนปี 69 พร้อมรับมือเศรษฐกิจผันผวน เน้นรายได้-กำไรเติบโตมั่นคง

แสนสิริ เปิดแผนปี 69 พร้อมรับมือเศรษฐกิจผันผวน เน้นรายได้-กำไรเติบโตมั่นคง

แสนสิริ เปิดแผนปี 69 พร้อมรับมือเศรษฐกิจผันผวน เน้นรายได้-กำไรเติบโตมั่นคง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวนและกำลังซื้อที่ชะลอตัว แสนสิริยังคงตอกย้ำความเชื่อมั่นในฐานะผู้นำอสังหาริมทรัพย์ที่แข็งแกร่งที่สุด ด้วยการเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสผ่านกลยุทธ์ที่แม่นยำและยืดหยุ่น มุ่งสร้างสมดุลแห่งความสำเร็จร่วมกับพันธมิตรทางการเงิน ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน และสังคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน   ความแข็งแกร่งนี้พิสูจน์ได้จากผลประกอบการปี 2568 ที่ผ่านมา ด้วยยอดขายทะลุ 51,000 ล้านบาท ยอดโอน 36,700 ล้านบาท Sold Out รวม 29 โครงการ มูลค่า 28,800 ล้านบาท และครองแชมป์กำไรสูงสุดเมื่อเทียบกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในอุตสาหกรรม อยู่ที่ 3,029 ล้านบาท (งวด 9 เดือน สิ้นสุด 30 กันยายน 68) รวมถึงการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และมี Dividend Yield ในระดับสูง (ราว 10%), มีสินทรัพย์สูงถึง 148,426 ล้านบาท ช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ เพิ่มความสามารถในการรับมือความผันผวน และรองรับการเติบโตในระยะยาวของบริษัท นอกจากนี้แสนสิริยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนในการออกหุ้นกู้ (ส่วนใหญ่จะ over subscribe)     พร้อมประกาศแผนธุรกิจปี 2569 มุ่งเน้นการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างมั่นคง ตั้งเป้ายอดขาย 48,000 ล้านบาท และยอดโอน 39,000 ล้านบาท ผ่านการเปิดตัว 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท โดยเน้นสัดส่วนกลุ่ม Premium และ Medium ถึง 80% เพื่อเจาะกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ (โครงการที่จะเปิดขายในปีนี้มีที่ดินครบหมดแล้ว)     หากเจาะลึกแผนการพัฒนาธุรกิจ เริ่มจากธุรกิจแนวราบ (บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม) เปิด 17 โครงการใหม่ มูลค่า 25,000 ล้านบาท ปรับกลยุทธ์ ส่งดีไซน์ใหม่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ (นาราสิริ เศรษฐสิริ บุราสิริ อณาสิริ) และบ้านที่ตอบโจทย์กลุ่ม DINK (Double Income, No Kids) และ Silver (ผู้สูงอายุหรือวางแผนเพื่อเกษียณ), พร้อมมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ด้วย Sansiri Community แห่งใหม่ ที่คำนึงถึง Health and Wellness บนทำเลกรุงเทพกรีฑา ด้วยพื้นที่กว่า 142 ไร่ และเปิดตัวโครงการใหม่ในภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง พร้อมไฮไลต์ ด้วยการเปิดพรีเซลนาราสิริ บรมราชชนนี และ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา ในเดือนมีนาคมนี้   แนวสูง (คอนโดมิเนียม) ฟื้นตัวต่อเนื่อง รุกหนัก 16 โครงการใหม่ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งโครงการพัฒนาใหม่และโครงการพร้อมอยู่ รวมถึงเปิดตัวแบรนด์ใหม่ LOVE by Sansiri ประเดิมทำเลแรกเจริญนครร่วมกับมิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) มูลค่าโครงการกว่า 6,300 ล้านบาท พร้อมเดินหน้า Strategic Location ในภูเก็ตด้วยโครงการใหม่บนทำเลศักยภาพหาดสุรินทร์ และการกลับมาของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง XT และ THE MONUMENT นอกจากนี้ยังตอกย้ำความแข็งแกร่งในเซกเมนต์ลักชัวรี ด้วยโครงการพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์ VIA ถึง 3 ทำเล และเดินหน้ายกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัยผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Pets-Welcome ที่จะเพิ่มพอร์ตเป็น 20 โครงการเพื่อตอบโจทย์คนรักสัตว์ และ Pet Parent, Well-being ที่เน้นสุขภาพกายและใจ และมุ่งสร้างวัฒนธรรมการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Affordable ไปจนถึง Premium ทั่วประเทศ   4 กลยุทธ์หลักแสนสิริ รับมือเศรษฐกิจผันผวนด้วยรากฐานมั่นคง อสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังอยู่ในโหมดประคับประคองต่อเนื่อง สำหรับกลยุทธ์รับมือเศรษฐกิจปี 2569 มุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยใช้ความเชี่ยวชาญและการวางแผนที่แม่นยำรองรับเศรษฐกิจผันผวน พร้อมเดินหน้า 4 กลยุทธ์หลัก    รุกตลาดระดับกลางถึงบน (Medium to Premium) ปีนี้ยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ในนี้ในสัดส่วนที่สูงถึง 80% โดยจะเลือกเปิดในทำเลที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของผู้บริโภค และบริหารจัดการสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรักษาสภาพคล่อง (ในช่วงต้นปี 2568-2569 บริษัทยังคงรักษาปริมาณสินค้าคงเหลือที่พร้อมโอนสำหรับแนวสูงในระดับที่เหมาะสมคือ 3,200 – 3,400 ยูนิต ในขณะที่บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม มีอัตราการระบายสต็อกได้ดี สะท้อนถึงความต้องการซื้อในกลุ่ม Real Demand ที่มีต่อแบรนด์แสนสิริ) ตอกย้ำความเป็นแบรนด์อันดับ 1 เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาด ด้วยจุดแข็งของแสนสิริในด้านการออกแบบ คุณภาพโครงการ บริการหลังการขาย ตลอดจนมุ่งเน้นทางด้านความยั่งยืน ผ่านการส่งมอบสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึก สร้างมูลค่าเพิ่มที่เหนือกว่าในระยะยาวและทุกโครงการของแสนสิริยังมั่นใจถึงคุณภาพในการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยด้วยทีมงานมืออาชีพ ตอบโจทย์ทุกการดูแลจากบริษัท  พลัส พร็อพเพอร์ตี้ และ LIV-24 ปั้น New S-Curve เร่งขยายฐานรายได้ใหม่ผ่านธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อเสริมเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว อาทิ ต้นแบบCrafted by Sansiri ธุรกิจรับสร้างบ้านที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้น 100% (แตะระดับ 500 ล้านบาท) พร้อมจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจศักยภาพสูงอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่จาก 15% เป็น 25% ภายใน 5 ปี ขยายการร่วมทุน (Joint Venture) เสริมความแกร่งโครงสร้างทางการเงิน เดินหน้ากลยุทธ์การร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet Management) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับทุกโอกาสการเติบโตในอนาคต     ปัจจุบันแสนสิริมี Backlog แข็งแกร่งกว่า 19,700 ล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้ในปีนี้ทันทีกว่า 10,000 ล้านบาท เสริมทัพด้วย 10 คอนโดสร้างเสร็จใหม่ (Ready to Move) มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท ซึ่งมีสต็อกพร้อมขายอีก 14,000 ล้านบาท รวมถึงการรุกโครงการใหม่รูปแบบ RTM ในปีนี้ จะเป็นตัวเร่งการรับรู้รายได้ทันทีหลังการโอน มั่นใจผลักดันผลประกอบการทะลุเป้าหมาย พร้อมรักษาการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง    ข่าวอื่นที่น่าสนใจ ศุภาลัย “Driven for Tomorrow” เป้ายอดขาย 4.5 หมื่นล้าน ลุยเปิด 28 โครงการ เสนา เปิดแผนปี 2569 โฟกัสการเติบโตอย่างมีคุณภาพด้วย LivNex เช่าออมบ้าน วิลล่า คุณาลัย เกาะกระแสเมกะเทรนด์ ‘Longevity’ เปิดบ้านเดี่ยวอายุวัฒน์  “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ชี้ทิศทางปี 69 วางรากฐานสู่ National Property Company “มาสเตอร์ แปลน 101” ชูจุดแข็งทางการเงินที่มั่นคง ตั้งเป้าปี 69 โต 25% CHEWA ปรับทัพรับปี 69 ชูกลยุทธ์ “Build Brand - Clear Stock” ซีคอนเปิดแผนธุรกิจปี 69 เดินหน้ากลยุทธ์ Customer-Centric รุกตลาดภูมิภาค “เมซง ดีเวลลอปเม้นท์” เปิดแผนปี’69 รุกทำเลพระราม 3 ปั้นแบรนด์ใหม่ “MONÉT”      
เปิดตัว Synthesis Ark Phuket มิกซ์ยูสระดับเมกะโปรเจกต์ 500 ไร่ ใจกลางภูเก็ต

เปิดตัว Synthesis Ark Phuket มิกซ์ยูสระดับเมกะโปรเจกต์ 500 ไร่ ใจกลางภูเก็ต

ปิดตัว Synthesis Ark Phuket มิกซ์ยูสระดับเมกะโปรเจกต์ 500 ไร่ ใจกลางภูเก็ต กลุ่มบริษัทซีวี (CV Group of Companies) นำโดย นายอภิรักษ์ และ นางจันทร์ทิพย์ วานิช  จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูสระดับเมกะโปรเจกต์แห่งใหม่ของภูเก็ต ภายใต้ชื่อ “Synthesis Ark Phuket” โครงการพัฒนาเมืองต้นแบบบนที่ดินเกือบ 500 ไร่ใจกลางจังหวัดภูเก็ต พลิกโฉมสวนปาล์มเดิมให้เป็นเมืองแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดเพื่อความยั่งยืน เผยไฮไลต์เฟสแรก “NEXUS”กลุ่มอาคารสำนักงาน ที่ผสานศูนย์สุขภาพ ไลฟ์สไตล์มอลล์ และโรงแรม เข้าไว้ด้วยกัน     นางจันทร์ทิพย์ วานิช กรรมการผู้จัดการและผู้บริหารกลุ่มบริษัทซีวี  เปิดเผยว่า “Synthesis Ark Phuketคือ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของภูเก็ต และเป็นการต่อยอดที่ดินของตระกูลวานิช จากธุรกิจเหมืองแร่ สู่สวนปาล์ม และก้าวต่อไปคือ การสร้างเมืองต้นแบบที่จะเป็น ‘เพชรเม็ดงาม’ แห่งภูเก็ต เราต้องการส่งต่อความภาคภูมิใจนี้สู่อนาคต ผ่านการพัฒนาโครงการที่สะท้อนแนวคิด การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนในรูปแบบ 15-Minute Neighborhood ที่ทุกสิ่งอยู่ในระยะเดินถึง ไม่ว่าบ้าน ที่ทำงาน โรงเรียน ศูนย์สุขภาพ และสวนขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้คนสามารถใช้ชีวิต ทำงาน เรียนรู้ และพักผ่อน ได้ครบจบในที่เดียว”   “โครงการนี้เป็น Integrated Mixed-use Development มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 491 ไร่ ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพในตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ติดถนนเทพกระษัตรี ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างสนามบินภูเก็ตและตัวเมือง ภายในโครงการประกอบด้วย คอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร และวิลล่าหรู อาคารสำนักงาน โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ สถานศึกษา ศูนย์สุขภาพและความงาม และศูนย์การค้าระดับโลก มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมีกำหนดเริ่มก่อสร้างในปี 2568  โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2575”       Synthesis Ark Phuket สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด Eco-Spectrum Living ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมระบบการจัดการพลังงานและน้ำที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่าง “คน–เมือง–ธรรมชาติ” บน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Sustainable การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนและเคารพธรรมชาติ ซึ่งโครงการจัดสรรให้มีพื้นที่สีเขียวและทะเลสาบกว่า 20% ของพื้นที่ทั้งหมด Walkable ทุกสิ่งอยู่ในระยะเดินถึงกันภายใน 15 นาที และ Self-Sufficient สร้างชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้อย่างครบทุกมิติของการใช้ชีวิต   สำหรับไฮไลต์เฟสแรกของโครงการคือ NEXUS กลุ่มอาคารสำนักงานและไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์ โดยกลุ่มบริษัทซีวี ประกอบด้วย 4 อาคาร คือ อาคารสำนักงาน พื้นที่กว่า 10,000 ตร.ม. โรงแรมระดับพรีเมียมขนาด 70 ห้อง อาคาร Retail & Lifestyle ประกอบไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และ อาคาร Wellness & Aesthetic ศูนย์รวมบริการสุขภาพและความงาม โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 2571      เ   ผู้บริหารโครงการเปิดเผยอีกว่า ล่าสุด Synthesis Ark Phuket ได้รับรางวัลด้านการออกแบบจากเวทีระดับโลก Asia Architecture and Design Awards 2025 ในสาขา Asia’s Best Master Planning ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างมากของเจ้าของโครงการและทีมผู้พัฒนาแบบ ทั้งยังเป็นเครื่องยืนยันถึงวิสัยทัศน์การออกแบบที่โดดเด่นระดับภูมิภาคเอเชียอีกด้วย  หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โครงการ Synthesis Ark Phuket โทรศัพท์: 02-9303871, 076-211523 ต่อ 214  อีเมล info@synthesis-ark.com  หรือทางเว็บไซต์ www.synthesis-ark.com   ข่าวอื่นที่น่าสนใจ AWC เปิดตัว“Skyflyers: Wings of Garudapterus”เครื่องเล่นลอยฟ้าสูง 36 ชั้น CG Capital ผนึก IHG เปิดตัว “InterContinental Residences Bangkok Asoke” มอนท์เอซัวร์ เปิดบทใหม่แห่งการลงทุน บนทำเลใจกลางหาดกมลา ภูเก็ต  
MEYER เปิดอาณาจักรฐานการผลิตเครื่องครัวระดับโลก พร้อมเจาะ Mass Market

MEYER เปิดอาณาจักรฐานการผลิตเครื่องครัวระดับโลก พร้อมเจาะ Mass Market

  ไมย์เออร์ กรุ๊ป เปิดอาณาจักรฐานการผลิตเครื่องครัวระดับโลกใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตอกย้ำผู้นำ Home Cooking มานานกว่า 35 ปี พร้อมเปิดตัวเครื่องครัวและอุปกรณ์ในครัว ภายใต้แบรนด์ Prestige เจาะ Mass Marketครั้งแรก! ตั้งเป้าโกยยอดขาย 25% ภายในปี 69   MEYER Group (ไมย์เออร์ กรุ๊ป), TOP 2 ผู้นำธุรกิจเครื่องครัวระดับโลก ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 35 ปี ภายใต้ บริษัท ไมเร็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด โชว์ความแข็งแกร่ง เปิดอาณาจักรฐานการผลิตและพัฒนานวัตกรรมเครื่องครัวของเครือ MEYER Group ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก บนเนื้อที่กว่า 103 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านบาท ณ นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จ.ชลบุรี พร้อมเปิดตัวเครื่องครัวและอุปกรณ์ในครัว ภายใต้แบรนด์ Prestige คอลเลกชัน Made to Last Stainless Steel เจาะกลุ่ม Mass Market ครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Everything for Your Kitchen : ครบทุกสิ่งเพื่อห้องครัวของคุณ” ตั้งเป้าโกยยอดขายเพิ่ม 25% ภายในปี 2569 สอดรับผลสำรวจ “เศรษฐกิจไม่แน่นอน” ดัน “คนไทยกลับเข้าครัว”     นายโจเซฟ โล ผู้จัดการทั่วไป และ ผู้อำนวยการ บริษัท ไมเร็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ไมย์เออร์ อินดัสตรีส์ จำกัด กล่าวว่า “ไมย์เออร์ กรุ๊ป เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรม Cookware and Bakeware ระดับท็อปของโลก มีศักยภาพความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตสินค้ามาตฐานระดับสากล ซึ่งภายใน บริษัท ไมย์เออร์ อินดัสตรีส์ จำกัด มีพื้นที่รวมกว่า 103 ไร่ มูลค่าการลงทุนในที่ดิน อาคาร เครื่องจักร และเทคโนโลยีการผลิตรวมกว่า 7,000 ล้านบาท สามารถผลิตสินค้าได้มากกว่า 120,000 ชิ้นต่อวัน โดย 97% ส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก โคลอมเบีย สหราชอาณาจักร ฮ่องกง ไต้หวัน จีน สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง สร้างรายได้รวมในปี 2567 กว่า 4,000 ล้านบาท และสำหรับประเทศไทย จัดจำหน่ายเครื่องครัวแบรนด์MEYER, CIRCULON, Essteele, ANOLON และ Prestige ภายใต้ บริษัท ไมเร็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งการเปิดให้สื่อมวลชนเข้าชมฐานการผลิตและพัฒนานวัตกรรมเครื่องครัวของเครือ ไมย์เออร์ กรุ๊ป ครั้งสำคัญนี้ จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ สร้างความเชื่อมั่น และความไว้วางใจให้กับกลุ่มลูกค้าทุกเจเนอเรชั่นได้อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “If you cook, you’re chef”       ด้าน นายคมกฤษณ์ วงษ์กวีวัฒนกูล ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิต บริษัท ไมย์เออร์ อินดัสตรีส์ จำกัด เผยว่า “บนเนื้อที่กว่า 103 ไร่ ภายใน บริษัท ไมย์เออร์ อินดัสตรีส์ จำกัด ได้นำเทคโนโลยีการผลิตที่ได้รับรองมาตฐานระดับสากล มาใช้ควบคู่กับทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญของพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบไปด้วย อาคารออกแบบและผลิตแพคเกจจิ้ง, อาคารผลิตเครื่องครัว ได้แก่ กลุ่มสแตนเลสสตีล, กลุ่มอะลูมิเนียมและอะลูมิเนียมชุบแข็ง, กลุ่มเคลือบผิวลื่น, ซึ่งทุกขั้นตอนถูกควบคุมรายละเอียดอย่างเข้มงวด เพื่อให้สินค้าทุกชิ้นปลอดภัยและได้คุณภาพตามมาตฐานสูงสุด ส่งผลให้ ไมย์เออร์ อินดัสตรีส์ ได้รับรางวัลและมาตรฐานระดับโลกมากมาย ล่าสุดได้รับรางวัล Excellence in Cookware จากUK Excellence in Housewares Awards 2025 ภายใต้ผลิตภัณฑ์ Circulon Scratch Defense Clad และรางวัล Sustainability Product Quality Award จากผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของประเทศไทย ยืนยันคุณภาพและความยั่งยืนของสินค้ากลุ่มเครื่องครัว รวมไปถึงมุ่งมั่นดำเนินการผลิตแบบ Net Zero อย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ตามแนวทาง Reduce GHG emission, Reduce waste to landfill และCorporate Social Responsibility(CSR)”       ขณะที่ นายธนวัฒน์ อติชาติ ผู้จัดการฝ่ายผลิตและพัฒนา บริษัท ไมย์เออร์ อินดัสตรีส์ จำกัด บอกว่า “เครื่องครัว Prestige Made to Last จะเข้ามาตอบโจทย์การเข้าครัวสำหรับทุกคน ซึ่งสินค้าผลิตจากสแตนเลสคุณภาพสูง ทนทานต่อรอยขีดข่วน พร้อมเสริมด้วยฐานเหนี่ยวนำ ช่วยกระจายความร้อนได้ทั่วถึง ป้องกันความร้อนสะสมเป็นจุด สามารถใช้งานได้ดีกับเตาทุกประเภท รวมถึงเตาแม่เหล็กไฟฟ้า (Induction) พื้นผิวสัมผัสอาหารด้านในไม่มีการเคลือบ มั่นใจได้ว่ามีความปลอดภัย ไม่มีสารเคมีอันตราย ด้ามจับฟีนอลิค แข็งแรง จับถนัด ไม่ร้อนมือ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เครื่องครัวครบทุกประเภท รวมไปถึงสายรักการทำขนม เบเกอรี่ ต่างๆ พร้อมสร้างโมเมนต์แห่งความสุข สำหรับคนรักการเข้าครัวรุ่นใหม่     ทั้งนี้ นายโจเซฟ โล ยังกล่าวต่อว่า “การเปิดตัวเครื่องครัวและอุปกรณ์ในครัวภายใต้แบรนด์ Prestige คอลเลคชั่น Made to Last โดย บริษัท ไมเร็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ามาเจาะกลุ่มแมส (Mass Market) ในประเทศไทยที่มีมูลค่าการตลาดไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ด้วยแบรนด์เครื่องครัวระดับโลกที่มีความน่าเชื่อถือ ในราคาเริ่มต้นหลักร้อย ครอบคลุมสินค้าทุกอย่างในครัว พร้อมชูเทคโนโลยีการผลิตและความโดดเด่นในเรื่องคุณภาพที่เหนือกว่าคู่แข่ง ผ่าน 4 กลยุทธ์การตลาด ได้แก่ 1.Branding & Communication : สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจผ่าน Mass Media และเลือกกลุ่มผู้มีอิทธิพลใน Social Media ผลักดันกระแสผู้นำ Home Cooking อย่างต่อเนื่อง 2.Product & Consumer Insight : ใช้ข้อมูลเชิงลึกพัฒนาสินค้าให้ตรงใจและทันต่อพฤติกรรมของลูกค้าเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 3.Channel & Accessibility : สร้างประสบการณ์แบบ Omnichannel เชื่อมต่อทุกช่องทาง ตอบโจทย์ความสะดวกสบายของไลฟ์สไตล์คนเมือง ทั้งในห้างฯ โซเชียลมีเดีย รวมถึงเว็บไซต์ potsandpans.in.th และ 4.Collaboration & Campaign : จัดแคมเปญร่วมกับห้างสรรพสินค้าและแพลตฟอร์มการขายออนไลน์ชั้นนำ โดยมั่นใจว่าจะสามารถสร้างยอดขายเพิ่ม 25% ภายในปี 69   อย่างไรก็ตาม นายโจเซฟ โล กล่าวทิ้งท้าย แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีความไม่แน่นอนสูง แต่บริษัทฯ ยังมองเห็นโอกาสสำคัญ จากผลสำรวจเชิงลึก(Consumer Insight)ของบริษัทฯ ที่พบว่า คนไทยยุคใหม่อายุระหว่าง 18 – 45 ปี อาศัยอยู่ในคอนโดและบ้านพัก มีแนวโน้มเข้าครัวทำอาหารรับประทานเองเพิ่มขึ้น 10-15% จากปัจจัยบวกด้านการดูแลสุขภาพและรูปร่าง, ภาวะความผลันผวนทางเศรษฐกิจ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตลอดจนยังสอดคล้องกับข้อมูล The1 Insight : Sep, 2025 ที่ออกมาเปิดข้อมูลก่อนหน้านี้ว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้คนไทยกลับเข้าครัวทำอาหารเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ในปี 2569 บริษัทฯ คาดว่าตลาดเครื่องครัวจะมีโอกาสเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 5 %   พบกับเครื่องครัว Prestige : Made to Last ครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Everything for Your Kitchen : ครบทุกสิ่งเพื่อห้องครัวของคุณ” ได้แล้ววันนี้ ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และ ทุกช่องทางออนไลน์  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : meyercookware, Instagram: meyerthai, Web site : potsandpans.in.th และ Line : @meyercookware   ข่าวอื่นที่น่าสนใจ กลุ่มคาราบาว “ส่งเบียร์สดเยอรมันตะวันแดง” บุกตลาดนอกโรงเบียร์ครั้งแรก Midea รุกตลาดระบบปรับอากาศสำหรับอาคารพาณิชย์ ตั้งโรงงานใหม่ในระยอง  
“คาทูน นาที” เปิดศูนย์กระจายสินค้าใหม่ เชื่อมั่นไทยก้าวสู่ผู้นำโลจิสติกส์อาเซียน – เอเชีย

“คาทูน นาที” เปิดศูนย์กระจายสินค้าใหม่ เชื่อมั่นไทยก้าวสู่ผู้นำโลจิสติกส์อาเซียน – เอเชีย

"คาทูน นาที" เปิดศูนย์กระจายสินค้าใหม่ เชื่อมั่นไทยก้าวสู่ผู้นำโลจิสติกส์อาเซียน - เอเชีย "คาทูน นาที" ผู้นำด้านโลจิสติกส์ที่มีบริการอย่างครบวงจรระดับโลก สัญชาติเบลเยียม เปิดตัวศูนย์กระจายสินค้าอมตะซิตี้ หรือ เอดีซี (ADC) บนพื้นที่ 140,000 ตารางเมตร ในอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของลูกค้าในพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก Eastern Economic Corridor (EEC) ตั้งเป้าอีก 3 ปีพัฒนาและก้าวไปสู่ความยั่งยืน นอกจากนั้นในอนาคตเตรียมลงทุนเพิ่มอีก 7,000 ล้านบาทและมั่นใจว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของของโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนและเอเชียได้อย่างแน่นอน     มร.อาร์โน๊ด แดร์บ๊อดเรนเฮียน กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาทูน นาที (ประเทศไทย) จำกัด  เปิดเผยว่า “คาทูน นาที ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 25 ปี และเติบโตควบคู่ไปกับลูกค้าระดับโลกของเรา เรารู้สึกซาบซึ้งในโอกาสที่ประเทศไทยมอบให้ และยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง บุคลากรที่มีคุณภาพ และการสนับสนุนจากภาครัฐที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน”   "ศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่นี้ถือเป็น ก้าวสำคัญของ "คาทูน นาที" ในประเทศไทย สะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาวและความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างคุณค่าให้กับห่วงโซ่อุปทานของประเทศ ผ่านระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ นวัตกรรม และมาตรฐานระดับโลก อาคารเอดีซี ( ADC) แห่งใหม่ ได้รับการออกแบบให้สามารถรองรับการขยายพื้นที่ได้สูงสุดถึง 140,000 ตารางเมตร ครอบคลุมการให้บริการโลจิสติกส์สำหรับหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์, ปิโตรเคมี, สินค้าอุปโภคบริโภค และอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยี ระบบบริหารจัดการคลังสินค้าทันสมัย และทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ใจกลางภูมิภาค EEC"   มร.อาร์โน๊ด กล่าวต่อว่า "นอกจากนี้ บริษัทมีแผนลงทุนกว่า 100 ล้านบาทภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ การปรับเปลี่ยนยานพาหนะและเครื่องจักรในสายการผลิตเป็นระบบไฟฟ้า (EV) การใช้ไฟ LED รวมถึงโครงการริเริ่มสีเขียวอื่น ๆ นอกจากการดำเนินธุรกิจ คาทูน นาที ยังมุ่งมั่นที่จะ ตอบแทนและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสในการจ้างงานและการพัฒนาทักษะแรงงานในภูมิภาคเติบโตไปพร้อมกับบริษัท ตลอดที่ผ่านมา คาทูน นาที ได้ลงทุนในไทยรวมไปกว่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งตามแผนในอีก 10 ปีข้างหน้าก็พร้อมลงทุ่มเพิ่มอีกในจำนวนเท่ากันคือ 7,000 ล้านบาท เพราะทางเรามองเป็นศักยภาพของ ไทย ที่จะก้าวหน้าไปสู่ศูนย์กลางของโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนและเอเชียในอนาคต"   “เราขอขอบคุณลูกค้าและพันธมิตรทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ คาทูน นาที บริษัทภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของท่าน และจะยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรม พัฒนา และส่งมอบความเป็นเลิศในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเติบโตไปด้วยกัน การเปิดตัวศูนย์กระจายสินค้าอมตะซิตี้ (ADC) ครั้งนี้ ตอกย้ำความเชื่อมั่นของ คาทูน นาที ต่อประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค และสะท้อนเจตนารมณ์ของบริษัทในการ “สร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน” มร.อาร์โน๊ด แดร์บ๊อดเรนเฮียน กล่าวปิดท้าย     สำหรับบริษัท คาทูน นาที (Katoen Natie) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2397 ที่เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม เริ่มจากธุรกิจจัดการและจัดเก็บสินค้าโภคภัณฑ์ ก่อนขยายสู่ การดำเนินงานท่าเรือ โลจิสติกส์ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และยานยนต์ พร้อมขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศในปี 2538 และปี 2543 ได้ก่อตั้ง คาทูน นาที ไทยแลนด์ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเติบโตในระดับโลก มีพนักงานกว่า 1,000 คน พื้นที่คลังสินค้ารวมกว่า 450,000 ตร.ม. ครอบคลุมทั้งเขตปลอดอากรและเขตทั่วไป ตั้งอยู่ในจังหวัด ชลบุรีและระยอง จุดเด่นของบริษัทคือ แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ที่ทันสมัยและครบวงจร ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค อย่างแท้จริง  
ธพส. เปิดศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ จัดมินิมาราธอน“วิ่งชมสวน”

ธพส. เปิดศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ จัดมินิมาราธอน“วิ่งชมสวน”

ธพส. เปิดศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ สู่เมืองสีเขียวกลางกรุง จัดมินิมาราธอน“วิ่งชมสวน” รายได้ทั้งหมดมอบมูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ   ธพส. โชว์ความสำเร็จพัฒนาพื้นที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ สู่เมืองสีเขียวกว่า 47 ไร่ ชวนประชาชนทดลองใช้พื้นที่ และสร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยกิจกรรมมินิมาราธอน “วิ่งชมสวน : GovComplex Green City Fun Run 2025” นัดหมาย 14 ธันวาคม 68 พร้อมเปลี่ยนทุกก้าวเป็นพลัง สมทบทุนมูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ เพื่อผู้ป่วยด้อยโอกาสทั่วประเทศ-จัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ รพ.จุฬาภรณ์ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม เป็นต้นไปที่ http://race.thai.run/govgreencityfunrun2025   ดร. ธีธัช สุขสะอาด รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) หรือ DAD Asset Development ผู้บริหารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ เปิดเผยว่า DAD มีความภูมิใจอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะสำหรับประชาชนกว่า 47 ไร่ ภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเมืองสีเขียว (Green City) ที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และยังเป็นเหมือน “โอเอซิส” ให้แก่คนทำงานและประชาชนทั่วไปได้ใช้พื้นที่สาธารณะแห่งนี้เป็นสถานที่นัดพบปะ ออกกำลังกาย หรือจัดกิจกรรมที่ทุกคนได้มีส่วนร่วม   “ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ไม่เพียงเป็นสถานที่ราชการ แต่เป็นเมืองสีเขียว และกำลังก้าวสู่การเป็นพื้นที่ชีวิตของคนเมืองให้แก่คนทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกาย ที่ครบครันทั้งการทำงาน พักผ่อน และดูแลสุขภาพ เพราะถูกออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และสุขภาวะ ของผู้ใช้งาน จึงมีความสะดวก ปลอดภัย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ”ดร. ธีธัช กล่าว     ดร. ธีธัช กล่าวว่า การจัดกิจกรรมมินิมาราธอน วิ่งชมสวน : GovComplex Green City Fun Run 2025” ในวันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2568 ถือเป็นการประกาศให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงพื้นที่สีเขียว และเมืองสีเขียว ที่อยู่ในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้ ที่พร้อมต้อนรับทุกคน เป็นมากกว่าสถานที่ทำงานของหน่วยงานรัฐ และประชาชนผู้มาติดต่อ แต่DAD เปิดพื้นที่เป็นสาธารณะ ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะใช้เพื่อออกกำลังกาย เป็นสถานที่พักผ่อน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งชมสวน จะได้สัมผัสกับเส้นทางสีเขียวที่มีทั้งสวนเกาะกลางถนน สวนลอยฟ้า และสวนขนาดใหญ่บนอุโมงค์ทางลอดแห่งใหม่และแห่งใหญ่ในย่าน ถนนแจ้งวัฒนะ ที่มีความร่มรื่น มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการพักผ่อน รวมทั้งกิจกรรมนี้ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชนทั่วไป เสริมสร้างความสามัคคีผ่านการออกกำลังกายร่วมกันแล้ว ที่สำคัญคือได้ทำการกุศลรวมกันในคราวเดียวกัน เพราะ DAD จะนำรายได้จากค่าสมัครและผู้สนับสนุนทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสทั่วประเทศ และจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์     DAD มุ่งหวังให้การจัดกิจกรรมมินิมาราธอน “วิ่งชมสวน” ครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน และเป็นต้นแบบของเมืองที่คนกับธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว โดยกิจกรรมมินิมาราธอน “วิ่งชมสวน : GovComplex Green City Fun Run 2025” กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แบ่งประเภทกิจกรรมเป็น 3 ระยะ ได้แก่ FUN RUN ระยะทาง 5 กม. อัตราค่าสมัคร 200 บาท ระยะทาง 5 กม. อัตราค่าสมัคร 300 บาท ระยะทาง 10 กม. อัตราค่าสมัคร 500 บาท   ทั้งนี้ ผู้สนใจร่วมกิจกรรมสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 23 พฤศจิกายน 2568 ที่ http://race.thai.run/govgreencityfunrun2025 กำหนดผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกระยะทั้งสิ้น 2,000 คน โดย ผู้ชนะเลิศทุกประเภท (Over all) ทั้งชายและหญิง ลำดับ 1-3 จะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ ส่วนประเภท ระยะทาง 2.5 กม. FUN RUN ไม่มีการแข่งขัน นอกจากนั้นผู้ร่วมกิจกรรมที่เข้าสู่เส้นชัยจะได้รับมอบเหรียญรางวัลเป็นที่ระลึกอีกด้วย  
ไอคอนสยาม เปิด “HEYDAY PLAYLAND” Pop-up Store ที่ใหญ่ที่สุดริมแม่น้ำ

ไอคอนสยาม เปิด “HEYDAY PLAYLAND” Pop-up Store ที่ใหญ่ที่สุดริมแม่น้ำ

ไอคอนสยาม จับมือ HEYONE และ MORE THAN ARTS & TOYS เนรมิตดินแดนแสนสนุก “HEYDAY PLAYLAND” ยกทัพคาแรกเตอร์สุดน่ารักเปิด Pop-up Store ที่ใหญ่ที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมจัดเต็มเซอร์ไพรส์สุดพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ - 9 ตุลาคม 2568   ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำการเป็น Global Experiential Destination จับมือ HEYONE สตูดิโออาร์ตทอยชื่อดังจากประเทศจีน เจ้าของลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ยอดนิยมอย่าง OZAI, MIMI, FAYA, FURFUR ฯลฯ และ MORE THAN ARTS & TOYS ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ของเล่น ของสะสม ยกทัพคาแรกเตอร์สุดน่ารักมาจัดงาน “HEYDAY PLAYLAND” เปิด Pop-up Store ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ให้แฟนๆ เลือกช้อปสินค้าพรีเมียมและของสะสมรุ่นล่าสุด พร้อมไฮไลต์เปิดตัวอาร์ตทอยรุ่นพิเศษครั้งแรกในโลก และจัดเต็มกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย ท่ามกลางบรรยากาศสนุกสดใสราวกับยกเอาสนามเด็กเล่นแห่งความสุขมาไว้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้คนรักอาร์ตทอยได้เพลิดเพลินกับประสบการณ์สุดพิเศษ ระหว่างวันที่ 12 กันยายน – 9 ตุลาคม 2568 ณ ริเวอร์ พาร์ค ชั้น G ไอคอนสยาม     สำหรับการจัดงาน HEYDAY PLAYLAND ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งงานใหญ่ที่ไอคอนสยามตั้งใจนำเสนอกระแสป๊อปคัลเจอร์ระดับโลกและมอบที่สุดของประสบการณ์ด้านศิลปะให้คนไทยได้สัมผัส ผ่านพื้นที่สุดสร้างสรรค์และผลงานอาร์ตทอยยอดนิยมซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจในระดับสากลของ HEYONE เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งความร่วมมือทางศิลปะและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติของไอคอนสยาม   ซีอีโอ HEYONE กล่าวว่า “การจับมือร่วมกับไอคอนสยามครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโจทย์ Collaboration to win ร่วมกัน โดยเนรมิตพื้นที่แห่งนี้ ให้เป็น Creative Playground สำหรับแฟน ๆ นักสะสม และผู้ที่อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่จาก HEYONE เพราะเป็นงานที่มีความพิเศษและทำสถิติครั้งแรกในหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Pop-up Store ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เราเคยจัดมา และการเปิดตัวอาร์ตทอยรุ่นพิเศษเป็นครั้งแรกในโลกหลากหลายรุ่น อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่จัดแสดงซีรีส์ใหม่ของ HEYONE แบบครบทั้งคอลเลกชันในที่เดียว และเรายังเตรียมของสะสมพิเศษมาเยอะที่สุด โดยเป็นซีรรีส์ใหม่ทั้งหมด รับรองว่าน่าตื่นเต้นทุกชิ้นแน่นอน”       ทั้งนี้ HEYONE เป็นสตูดิโออาร์ตทอยชื่อดังจากประเทศจีนที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2022 โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์กระแสวัฒนธรรมใหม่ ๆ และเฉลิมฉลองให้กับแก่นแท้ของการเล่น มุ่งปกป้องความเป็นต้นฉบับทางศิลปะและคุณค่าด้านความคิดสร้างสรรค์ของ IP พร้อมทั้งส่งเสริมสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ระหว่างผู้คน และสร้างการเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งระหว่างผลงาน IP ของแบรนด์และคอมมูนิตี้ทั่วโลก โดยมีคาแรกเตอร์ยอดฮิต อาทิ OZAI, MIMI, FAYA, FURFUR ฯลฯ   “HEYDAY PLAYLAND”  ถือเป็น Pop-up Store ที่ใหญ่ที่สุดในไทย และทำสถิติเป็น Pop-up Store ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดมาของ HEYONE โดยยกทัพคาแรกเตอร์ยอดนิยมมาให้แฟน ๆ ได้เลือกสะสมอย่างตระการตา รวมของเล่นของสะสมหลากหลายที่สุดที่เคยจัดมา พร้อมจัดเต็มกิจกรรมพิเศษและเซอร์ไพรส์ตลอดงานทั้งการเปิดตัว MIMI Blind Box รุ่นพิเศษสำหรับต่างประเทศ เป็นครั้งแรกในโลก รวมถึง Ozai-400%: The Silent Tragicomedy ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษเฉพาะ ICONSIAM เท่านั้น และยังเป็นงานแรกที่เปิดตัวซีรีส์ Oh Zai 400% ครบทั้งเซ็ตในงานเดียว นอกจากนี้อีกหนึ่งไฮไลต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ คือการเปิดตัวสินค้าลิมิเต็ดสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ ทั้ง MIMI-Overseas Limited-Jiuzhou Odyssey, MIMI-Neo-Chinese Style The Poetry of Time in Four Seasons, R3na-First generation product และ OZAI-First Generation Derivative Product Overseas Limited ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานนี้ บนพื้นที่จัดงานที่ออกแบบอย่างสวยงาม มีโซนอินเตอร์แอ็กทีฟให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วมกับประสบการณ์ความสุขและความสนุกอย่างเต็มอิ่ม โดยวันเปิดงานมีเหล่าคนดังผู้ชื่นชอบอาร์ตทอยมาร่วมเปิด Pop-up Store ต้อนรับคาแรกเตอร์สุดคิ้วท์จาก HEYONE อย่างคับคั่ง อาทิ ไอซ์–พาริส อินทรโกมาลย์สุต, ปอนด์–พลวิชญ์ เกตุประภากร, ก้าวหน้า–กิตติภัทร แก้วเจริญ และอีกมากมาย นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก HUHU ศิลปินผู้ออกแบบ MIMI และเจ้าของ MIHU Studio มาร่วมกิจกรรมเซ็นลายเซ็นให้แฟน ๆ ที่ซื้อ MIMI Blind Box ภายในงานด้วย     แฟน ๆ อาร์ตทอยพลาดไม่ได้ มาเลือกช้อปสินค้าพรีเมียมและของสะสมรุ่นล่าสุดใน Pop-up Store ที่ใหญ่ที่สุดของ HEYONE พร้อมเซอร์ไพรส์กับกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่สร้างสรรค์มาเพื่อคนรักอาร์ตทอยและชื่นชอบงานศิลปะโดยเฉพาะใน “HEYDAY PLAYLAND” สวนสนุกแห่งความสุขริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่วันนี้ – 9 ตุลาคม 2568 ณ ริเวอร์ พาร์ค ชั้น G ไอคอนสยาม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: ICONSIAM หรือโทร. 1338   บทความอื่นที่น่าสนใจ ICS ร่วมกับ SIRIRAJ H SOLUTIONS ฉลองครบรอบ 2 ปี เปิดเวทีสุขภาพ EnergyLIB เปิดตัว “LIB Solar Townhome” เปิดแอร์ชิล 8 ชั่วโมง SECOM เปิดสนง.ใหญ่แห่งใหม่ ยกระดับศูนย์ควบคุมการรักษาความปลอดภัย  
“โกลดีน่า สาทร” พรีเมียมทาวน์โฮม ดีไซน์ใหม่ เริ่มต้น 5.99 – 9 ลบ.*

“โกลดีน่า สาทร” พรีเมียมทาวน์โฮม ดีไซน์ใหม่ เริ่มต้น 5.99 – 9 ลบ.*

“โกลดีน่า สาทร” พรีเมียมทาวน์โฮม ดีไซน์ใหม่ เริ่มต้น 5.99 - 9 ลบ.* เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย เดินหน้าต่อยอดทาวน์โฮมแบรนด์ใหม่ล่าสุด ‘โกลดีน่า’ลุยเปิดโครงการใหม่ ‘โกลดีน่า สาทร’ พรีเมียมทาวน์โฮมใจกลางเมือง ดีไซน์ใหม่ ที่เชื่อมต่อทุกจุดหมายของชีวิต บนทำเลศักยภาพใกล้ CBD จากสะพานสาทรเพียง 6 กิโลเมตร และใกล้ BTS วุฒากาศ เพียง 2 กิโลเมตร มาพร้อมสวนธรรมชาติ ENERGETIC PARK ขนาดใหญ่ และพื้นที่ส่วนกลางที่ครบครันให้คุณใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบในทุกมิติที่คุณเลือก ในราคาเริ่มต้น 5.99 - 9 ล้านบาท*   นายภวรัญชน์ อุดมศิริ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทฯ ได้พลิกโฉม และต่อยอดทาวน์โฮมจากแบรนด์ GOLDEN TOWN (โกลเด้น ทาวน์) สู่แบรนด์ใหม่ล่าสุดอย่าง GOLDINA (โกลดีน่า) เพื่อสะท้อนความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าและไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันและอนาคตมากยิ่งขึ้น โดยนำร่องโครงการแรกคือ ‘โกลดีน่า สุขุมวิท – แบริ่ง’ เมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้า จนสามารถสร้างปรากฏการณ์ยอดขายสูงถึง 350 ล้านบาท ตั้งแต่ก่อนการเปิดพรีเซลล์อย่างเป็นทางการ     “เพื่อเป็นการสานต่อความสำเร็จดังกล่าว บริษัทฯ จึงเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุดกับ ‘โกลดีน่า สาทร’    ซึ่งเป็นโครงการทาวน์โฮมระดับพรีเมียม 3 ชั้น ดีไซน์ใหม่ มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท บนพื้นที่โครงการ 20-0-14.6 ไร่ จำนวน 168 ยูนิต โดยทำเลของโครงการตั้งอยู่บนถนนกัลปพฤกษ์ ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างพื้นที่ใจกลางเมืองมายังฝั่งธนบุรี ใกล้พื้นที่ CBD ย่านสาทร ซึ่งเป็นแหล่งใจกลางย่านธุรกิจที่สำคัญ เพียง 6 กิโลเมตรจากสะพานสาทร ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีวุฒากาศ เพียง 2 กิโลเมตร และห่างจากไอคอนสยาม เพียง 7 กิโลเมตร     ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับถนนสายสำคัญหลายสาย เช่น ถนนราชพฤกษ์, ถนนเพชรเกษม และถนนกาญจนาภิเษก รายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม ทั้งสถาบันการศึกษา อาคารสำนักงาน และแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น ไอคอนสยาม, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ, ซีคอน บางแค, โรงเรียนนานาชาติบริติชโคลัมเบีย, โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ สีลม, โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และโรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นต้น     โครงการ โกลดีน่า สาทร ได้รับแรงบันดาลใจจากโรงแรมในกลุ่ม Frasers Property (เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้) ที่ประเทศอังกฤษเข้ามาใช้ในการออกแบบ เพื่อผสานความคลาสสิกให้เข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว โดยตกแต่งด้วย NEW FACADE สไตล์โมเดิร์นอิงลิช และเพิ่มความโดดเด่นด้วยฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ ด้วยการออกแบบห้อง PENTHOUSE (เพนท์เฮ้าส์) ขนาดใหญ่ และเพิ่มพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง (PET ROOM) โดยประกอบด้วยแบบบ้าน 2 แบบ ซึ่งมีที่ดินเริ่มต้น 35.7 - 66 ตารางวา แบบบ้าน AURUM (ออรัม): ทาวน์โฮม 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 160 ตารางเมตร ประกอบด้วย 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ มาพร้อมพื้นที่เพนท์เฮ้าส์ และ PET ROOM บริเวณชั้น 2 แบบบ้าน CELESTE (เซเลสต์): ทาวน์โฮม 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 190 ตารางเมตร ประกอบด้วย 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ มาพร้อมห้องนอนใหญ่แบบ GRAND DUPLEX SUITE เล่นระดับ แยกส่วนห้องพักผ่อนและห้องนอน พร้อม WALK-IN CLOSET และห้องน้ำในตัว พร้อมอ่างล้างหน้าแบบ HIS AND HER     สำหรับพื้นที่ส่วนกลาง ทางโครงการฯ ได้ออกแบบเพื่อสร้างความกลมกลืนระหว่างธรรมชาติ และการใช้ชีวิตของคนเมือง เพื่อยกระดับการอยู่อาศัยให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงสวนธรรมชาติ ENERGETIC PARK ขนาดใหญ่ ที่ออกแบบเพื่อให้เด็กๆ และสัตว์เลี้ยง ออกมาปลดปล่อยพลังได้อย่างเต็มที่ มาพร้อมฟังก์ชันที่ตอบสนองต่อการใช้ชีวิตของสังคมคนเมือง อาทิ พื้นที่นั่งทำงาน CO-WORKING SPACE, สระว่ายน้ำระบบเกลือ, ฟิตเนส, สนามเด็กเล่น   (KID PARK), PET PARK พื้นที่สำหรับคนรักสัตว์ และ JOGGING TRACK สำหรับวิ่งออกกำลังกาย พร้อมจุดนั่งพักผ่อนกระจายทั่วทั้งสวน นอกจากนี้ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมทั้งโครงการ ตั้งแต่บริเวณทางเข้า – ออก ทั้งกล้องวงจรปิด CCTV และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง” นายภวรัญชน์ กล่าว   ผู้สนใจติดต่อเข้าชมโครงการ โกลดีน่า สาทร ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษได้ที่ http://m.frasersproperty.co.th/h4VW หรือดูข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่ https://home.frasersproperty.co.th หรือ โทร. 1520   บทความอื่นที่น่าสนใจ “เดอะ รอยัล เรสซิเดนซ์ เกษตร – นวมินทร์” คฤหาสน์สุดหรูสไตล์ Oriental Victorian “แกรนดิโอ โคราช–เทอมินอล” รับดีมานด์โตต่อเนื่องตลาดอสังหาฯ ภาคอีสาน  
SDLG ปักหมุดไทย ตั้งบริษัทร่วมทุนทำตลาดรถอุตสาหกรรมหนัก

SDLG ปักหมุดไทย ตั้งบริษัทร่วมทุนทำตลาดรถอุตสาหกรรมหนัก

SDLG ประเทศจีน ร่วมพันธมิตรไทย ที.ซี.ซี. ลิสซิ่งฯ จัดตั้งบริษัท SDLG ประเทศไทย ทำตลาดครบวงจรเช่าซื้อรถขุด-เจาะ-ตัก รับอนาคตเศรษฐกิจไทยขยายตัวผ่านดีมานด์งานก่อสร้าง-ภาคการเกษตร   บริษัท SDLG (Shandong Lingong Construction Machinery Co.) ประเทศจีน ผู้ผลิตเครื่องจักรหนักหลากหลายประเภท ขยายการลงทุนทางธุรกิจ โดยร่วมกับบริษัท ที.ซี.ซี. ลิสซิ่ง แอนด์บิสซิเนส จำกัด ผู้ให้บริการธุรกิจเช่าซื้อเครื่องจักรก่อสร้าง รายใหญ่ ในประเทศไทย ทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จัดตั้ง บริษัทเอสดีแอลจี ไทยแลนด์ จำกัด (SDLG Thailand) และ บริษัท เอสดีแอลจี ลิสซิ่งแอนด์เซอร์วิส จำกัด (SDLG Leasing and Service)  เพื่อดำเนินธุรกิจนำเข้าและทำตลาด รถขุด รถตัก รถยก ฯลฯ พร้อมงานบริการหลังการขาย และให้สินเชื่อเช่าซื้อแบบครบวงจร ในประเทศไทย อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา     คุณ ขรรค์ ประจวบเหมาะ ประธานกรรมการ บริษัท ที.ซี.ซี. ลิสซิ่ง แอนด์บิสซิเนส จำกัด (ที่ปรึกษาธนาคารแห่งประเทศจีน) กล่าวว่า "ในปี 2568 นี้ เป็น ‘ปีทองแห่งมิตรภาพ’ ด้านความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีนครบรอบ 50 ปี และเป็นโอกาสดีให้ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันเฉลิมฉลองและกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น ยิ่งขึ้น ซึ่งยังสะท้อนถึงการขยายความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างภาคเอกชนในทั้ง 2 ประเทศตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ถึงในปัจจุบัน   นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีความเชื่อมโยงกับจีนในภาคอุตสาหกรรมหนัก ที่ปัจจุบันจีนถือเป็นแหล่งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อันดับหนึ่งของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในอุตสาหกรรมเป้าหมายทำให้การลงทุนส่วนใหญ่มุ่งไปที่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และขยายไปยังธุรกิจห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิต/ผู้ประกอบการในประเทศไทยด้วย ขณะเดียวกัน ยังผลักดันให้อุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศไทยขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มงานก่อสร้างของภาครัฐ โดยในไตรมาสแรกปี 2568 มีมูลค่าราว 209,715 ล้านบาท ขยายตัว 34.5%* เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก และคาดว่าแนวโน้มการขยายตัวจะต่อเนื่อง จากการเร่งดำเนินการโครงการต่างๆ ของภาครัฐ"   คุณฉี เซิงหยง (Mr. Shi Shengyong) รองผู้จัดการทั่วไป (SDLG Vice General Manager) บริษัท SDLG (Shandong Lingong Construction Machinery Co.) กล่าวว่า "SDLG เริ่มต้นกิจการในปี 2515 ในเมืองหลินอี้ มณฑลซานตง ถึงในปัจจุบันกิจการมีฐานรากฐานที่มั่นคงในฐานะผู้ผลิตเครื่องจักรคุณภาพสูงและเชื่อถือได้ ภายใต้ผลิตภัณฑ์ SLDG ที่มีความแข็งแกร่ง ประสิทธิภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คุณณภัทร ภัทรอารยสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ที.ซี.ซี. ลิสซิ่ง แอนด์บิสซิเนส จำกัด (TCC Leasing and Business) กล่าวว่า "บริษัทฯ เป็นผู้ให้บริการด้านสินเชื่อเกี่ยวกับเครื่องจักรมาอย่างยาวนาน และได้ให้สินเชื่อและบริการแก่ลูกค้าไปแล้วกว่า 1,200 ราย รวมมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท สำหรับในวันนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ที่เราจะได้เติบโตขึ้นในฐานะ ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และ ผู้ให้บริการด้านสินเชื่อ ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความเชี่ยวชาญในธุรกิจธุรกิจให้เช่าซื้อเครื่องจักรก่อสร้าง มายาวนาน ทำให้เข้าใจทั้งในส่วนของโครงสร้างอุตสาหกรรมธุรกิจของไทยในแต่ละเซ็กเมนต์ รวมถึงความต้องการของผู้บริโภค ภาคงานก่อสร้างและการเกษตรที่มีความต้องการสินค้าที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะการทำตลาดสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักรแบบครบวงจร จะทำให้เราเติบโตไปได้อย่างมั่นคง"   คุณยศวัฒน์  เรืองรักษ์ลิขิต รรมการผู้จัดการบริษัท ที.ซี.ซี. ลิสซิ่ง แอนด์บิสซิเนส จำกัด กล่าวว่า "จากความชำนาญในการทำธุรกิจมาอย่างยาวนานได้นำไปสู่ความร่วมมือจัดตั้ง บริษัทเอสดีแอลจี ไทนแลนด์ (SDLG Thailand) จำกัดในครั้งนี้ โดยใช้งบลงทุนเบื้องต้น 50 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนการถือหุ้น 90% เป็นของบริษัทที.ที.ซีฯ และอีก 10% เป็นของบริษัท SLDG ประเทศจีน ทำหน้าที่นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องจักร SDLG อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งบริหารความพึงพอใจลูกค้าในภาพรวม นอกจากนี้ยังได้จัดตั้ง บริษัท เอสดีแอลจี ลีสซิ่ง แอนด์ เซอร์วิส (SLDG Leasing and services) ใช้ทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท พร้อมวงเงินสนับสนุนกว่า 4,000 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนการถือหุ้น 66% เป็นของบริษัทที.ที.ซีฯ และอีก 34% เป็นของบริษัท SLDG ประเทศจีน ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการด้านการเงินครบวงจร ทั้งสำหรับรถใหม่ และรถมือสอง เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเครื่องจักรที่มีคุณภาพได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น เราพร้อมนำจุดแข็งจากทั้งสองบริษัทมาปรับใช้เพื่อทำธุรกิจในประเทศไทย เชิงรุกนับจากนี้ไป”    ด้าน คุณฉี ตง (Mr. Shi Dong) ผู้จัดการทั่วไป SDLG Asia-Pacific Marketing Companyบริษัท SDLG (Shandong Lingong Construction Machinery Co.) กล่าวว่า "ความร่วมมือระหว่างบริษัท ที.ซี.ซี. ลิสซิ่ง แอนด์บิสซิเนส จำกัด ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน ด้วยมองเห็นศักยภาพและโอกาสทางการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศไทย จากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมทั้งงานก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ งานระบบสาธารณูปโภค ต่าง ๆ รวมทั้งอุตสาหกรรมทางการเกษตร ที่มีความต้องการสินค้าเครื่องจักรหนัก กลุ่มรถขุด รถตัก ฯลฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานก่อสร้างในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่รัฐบาลไทย ให้การส่งเสริมการลงทุนอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งประเทศไทย ถือเป็นแห่งที่สองต่อจากประเทศอินโดนีเซีย ในตลาดภูมิภาคเอเชีย ที่ SDLG ในฐานะผู้ผลิตเครื่องจักรรายใหญ่ระดับโลก ตัดสินใจเข้ามาลงทุนนอกประเทศจีน โดยบริษัทฯ จะนำจุดแข็งด้านทีมปฏิบัติการ ทั้งฝ่ายขายที่มีประสบการณ์ในตลาด และทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูง ซึ่งได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Know-How) จาก SLDGประเทศจีน เพื่อรับประกันความพึงพอใจสูงสุด จากทั้งผลิตภัณฑ์และบริการที่ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม     ด้าน คุณสมชาย ฉัตรธีระภัทร รรมการผู้บริหาร บริษัทเอสดีแอลจี ไทยแลนด์ จำกัด (SDLG Thailand) กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำเข้าและทำตลาดเครื่องจักรกลหนัก ภายใต้แบรนด์ SDLG ไม่ว่าจะเป็นรถขุด รถตัก รถเกรดเดอร์ และเครื่องจักรอีกหลากหลายประเภท บริษัทฯ ได้วางแนวทางการดำเนินธุรกิจและการทำตลาดแบบครบวงจร เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจจากการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน งานระบบสาธารณูปโภค รวมถึงภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ที่ยังคงมีความต้องการเครื่องจักรกลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศไทยและจีน ที่กำหนดอัตราภาษีนำเข้า 0% ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเข้าเครื่องจักรคุณภาพจาก SDLG ซึ่งช่วยให้เราสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำเสนอราคาที่สมเหตุสมผล เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้โดยตรง อีกทั้งบริษัทฯ ยังได้จัดเตรียม ศูนย์บริการและอะไหล่จำนวน 16 ศูนย์ ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจในด้านบริการหลังการขาย สำหรับแผนการทำตลาด บริษัทฯ มุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุม ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้รับเหมาก่อสร้าง อุตสาหกรรมเหมืองแร่ โรงสี ภาคการเกษตร และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เรามั่นใจว่าเครื่องจักรภายใต้แบรนด์ SDLG จะเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้พันธกิจ ‘SDLG Thailand -We want to be your partner, and a part of your success’ เอสดีแอลจี ประเทศไทย มุ่งมั่นสู่การสร้างความสำเร็จร่วมกับพันธมิตรของเรา   ด้าน คุณ คณิต ลิมปิพิชัย นายกสมาคมลีสซิ่งไทย กล่าวในฐานะ กรรมการผู้บริหาร บริษัทเอสดีแอลจี ลิสซิ่งแอนด์เซอร์วิส จำกัด  "จากประสบการณ์ที่อยู่ในวงการเครื่องจักรก่อสร้างและลีสซิ่งมาร่วม 30 ปี และในฐานะนายกสมาคมลีสซิ่งไทย มองเห็นโอกาสความสำเร็จทางธุรกิจอย่างสูงของบริษัท SDLG Thailand และ บริษัท SDLG Leasing & Services ด้วยจุดแข็งที่โดดเด่นทั้งคุณภาพสินค้า และราคา รวมถึงการให้บริการหลังการขายแบบครบวงจร จากผู้ให้บริการลีสซิ่ง โดยบริษัทฯ ได้วางแนวทางการให้บริการครอบคลุมคีย์เวิร์ดหลักในการทำตลาด คือ ‘เครื่องจักรที่ดี’ ด้วย เทคโนโลยีและมาตรฐานในการผลิตของ SDLG เป็นเลิศ ‘ราคาที่ใช่’ในราคาที่คุ้มค่า เป็นที่ยอมรับได้สำหรับลูกค้า ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเงินลงทุน ‘ขายแล้วไม่ทอดทิ้ง’ คือ บริการหลังการขายที่พร้อมช่วยดูแลลูกค้าตลอดเวลา ทั้งด้านการบริการ และ คลังอะไหล่ และ ‘ลีสซิ่งช่วยดูแล’ คือ ลีสซิ่งจะเป็นผู้คอยช่วยเหลือ ลูกค้าให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัว ให้เดินหน้าไปพร้อมกัน   “จากการสำรวจตลาดผลิตภัณฑ์สินเชื่อรถยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องจักรหนัก รถขุด รถยก รถตัก ฯลฯ ในประเทศไทย พบข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ คือ กลุ่มเป้าหมายในตลาดนี้ จะนิยมโมเดลเช่าซื้อสินค้าเป็นหลัก ด้วยเป็นสินค้าที่มีระดับราคาสูง และต้องการบริการหลังการขายควบคู่ตลอดระยะเวลาสัญญาเช่าซื้อ” คุณคณิต กล่าว  
“แกรนดิโอ โคราช–เทอมินอล” รับดีมานด์โตต่อเนื่องตลาดอสังหาฯ ภาคอีสาน

“แกรนดิโอ โคราช–เทอมินอล” รับดีมานด์โตต่อเนื่องตลาดอสังหาฯ ภาคอีสาน

เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย เผยศักยภาพตลาดอสังหาฯ ภาคอีสาน ชู “แกรนดิโอ โคราช–เทอมินอล” (GRANDIO Korat-Terminal) รับดีมานด์โตต่อเนื่อง   เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ลุยครึ่งปีหลัง บุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ภาคอีสาน เปิดตัวโครงการ “แกรนดิโอ โคราช–เทอร์มินอล” (GRANDIO Korat-Terminal) โครงการบ้านเดี่ยวสุดหรูสไตล์ยุโรป พร้อมสระว่ายน้ำ โดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งใจกลางโคราช ใกล้ห้างสรรพสินค้าถึง 3 แห่ง ไม่ว่าจะเป็น เทอร์มินอล 21 โคราช, เซ็นทรัล โคราช และเดอะมอลล์ โคราช ที่มาพร้อมสวนพักผ่อนขนาดประมาณ 3 ไร่ กลางโครงการ ส่วนกลาง และคลับเฮ้าส์สุดหรูระดับเวิลด์คลาส ในราคาเริ่มต้น 5 – 20 ล้านบาท*     นายภวรัญชน์ อุดมศิริ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย รองจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นประตูสู่ภาคอีสาน และจุดศูนย์กลางอุตสาหกรรม การเกษตร และเทคโนโลยีสำคัญที่เชื่อมต่อภาคตะวันออกกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงมีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวจากผู้ประกอบการทั้งระดับท้องถิ่น และระดับมหาชน จึงทำให้ทำเลนี้มีความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทฯ ในการเข้ามาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม และมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าและทุกคนในครอบครัว     “สำหรับโครงการ แกรนดิโอ โคราช–เทอร์มินอล เป็นโครงการบ้านเดี่ยวสุดหรูสไตล์ยุโรป พร้อมสระว่ายน้ำ มูลค่าโครงการ 1,860 ล้านบาท บนพื้นที่โครงการ 71.64 ไร่ จำนวน 320 ยูนิต โดยทำเลของโครงการตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางเมืองโคราช บนถนนสุระ 2 สะดวกสบายทุกการเดินทาง สามารถเชื่อมต่อถนนหลักได้ถึง 2 เส้นทาง ทั้งถนนมิตรภาพ และถนนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา (ถนนบายพาส) ทั้งยังใกล้ทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 สายบางปะอิน–นครราชสีมา (M6) ครบครันไปด้วยแหล่งรวมไลฟ์สไตล์มากมาย ทั้งห้างสรรพสินค้า, โรงเรียน, โรงพยาบาล และสถานที่สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เทอร์มินอล 21 โคราช, เซ็นทรัล โคราช, เดอะมอลล์ โคราช, โรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา, โรงเรียนปลูกปัญญา, โรงเรียนนานาชาติแองโกลสิงคโปร์โคราช, โรงพยาบาลเซนต์เมรี่, โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา, โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา, ลานย่าโม และสวนน้ำบุ่งตาหลั่วเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๙   โครงการ แกรนดิโอ โคราช–เทอร์มินอล (GRANDIO Korat-Terminal) ได้รับแรงบันดาลใจจากการนำเอกลักษณ์ของคฤหาสน์ยุโรปเข้ามาใช้ในการออกแบบ โดยเน้นโทนสีทอง สีขาว และสีธรรมชาติ เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อสื่อให้เห็นถึงความเรียบหรู คลาสสิคของตัวบ้านที่ดูทันสมัยและอบอุ่น โดยประกอบด้วยแบบบ้านทั้งหมด 5 แบบ ซึ่งมีที่ดินเริ่มต้น 35.7 – 77.3 ตารางวา ได้แก่ แบบบ้าน Luzern (ลูเซิร์น) บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 320 ตารางเมตร ประกอบด้วย 5 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว และห้องแม่บ้านพร้อมห้องน้ำในตัว แบบบ้าน Modica 2 (โมดิก้า 2) บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 263 ตารางเมตร ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ มาพร้อมห้องนอนใหญ่ และห้องน้ำในตัวทุกห้อง แบบบ้าน Calella (คาเลล่า) บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 206 ตารางเมตร ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ มาพร้อมห้องนอนชั้นล่าง และห้อง ซัก ตาก รีด แบบบ้าน Bronte (บรอนเต้) บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 155 ตารางเมตร ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ มาพร้อมห้องนอนชั้นล่าง และห้อง ซัก ตาก รีด แบบบ้าน Adrano (อาดราโน) บ้านแฝด 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 140 ตารางเมตร ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ มาพร้อมห้องนอนชั้นล่างที่สามารถปรับเป็นห้องทำงานได้     ในส่วนของพื้นที่ส่วนกลาง ยังมีคลับเฮ้าส์ขนาดใหญ่ โดยทางโครงการฯ ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก “ไฮด์พาร์ก” (HYDE PARK LONDON) ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดใจกลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยมีพื้นที่กิจกรรมที่หลากหลาย ภายใต้ความร่มรื่น และสามารถเข้าถึงได้ทุกโซน มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่นั่งทำงาน Co-Working Space, สระว่ายน้ำระบบเกลือ และฟิตเนส รวมถึงสวนสาธารณะที่มีฟังก์ชันรองรับทุกการใช้งานของลูกบ้าน เช่น สนามเด็กเล่น (Playground), Pet Society พื้นที่สำหรับคนรักสัตว์ และ Jogging Track สำหรับวิ่งออกกำลังกาย พร้อมจุดนั่งพักผ่อนกระจายทั่วทั้งสวน รวมถึงมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมทั้งโครงการ ตั้งแต่บริเวณทางเข้า – ออก พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด CCTV และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง” นายภวรัญชน์ กล่าว     ผู้สนใจสามารถติดต่อเข้าชมโครงการ แกรนดิโอ โคราช–เทอร์มินอล (GRANDIO Korat-Terminal) ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษก่อนใคร ได้ที่ m.frasersproperty.co.th/fmGw หรือดูข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ที่ https://home.frasersproperty.co.th หรือ โทร. 1520   บทความอื่นที่น่าสนใจ “เดอะ รอยัล เรสซิเดนซ์ เกษตร – นวมินทร์” คฤหาสน์สุดหรูสไตล์ Oriental Victorian AWC ลงเสาเอก “เวิ้งนครเกษม เยาวราช” โครงการมิกซ์ยูสใหญ่ที่สุดในไชน่าทาวน์  
PCL ดัน อินเตอร์เชน บริหาร รร.ภายใต้ชื่อเจ้าของ ตั้งเป้าเติบโตเท่าตัวต่อเนื่อง 5 ปี

PCL ดัน อินเตอร์เชน บริหาร รร.ภายใต้ชื่อเจ้าของ ตั้งเป้าเติบโตเท่าตัวต่อเนื่อง 5 ปี

PCL ประกาศฉลอง 10 ปีความสำเร็จ ขึ้นแท่นผู้นำธุรกิจพัฒนาและบริหารโรงแรมชั้นนำ ผลักดัน อินเตอร์เชน ปักธงบริหารโรงแรมภายใต้ชื่อเจ้าของ ตั้งเป้าเติบโตเท่าตัวต่อเนื่อง 5 ปีซ้อน   PCL ขึ้นแท่นยืนหนึ่งผู้นำธุรกิจพัฒนาและบริหารโรงแรม วางโรดแมป 5 ปี ก้าวสู่ผู้นำธุรกิจโรงแรมระดับภูมิภาคเอเชีย ตั้งเป้าเติบโตปีละ 100% หรือหนึ่งเท่าตัว ขยายพอร์ตโรงแรมภายใต้การบริหารเป็น 5,000 ห้อง ประกาศเตรียมวางแผนลงทุนเอง 5 แห่ง ในหัวเมืองหลัก ชี้ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก กุญแจสู่ความสำเร็จของธุรกิจโรงแรมยุคใหม่  ล่าสุดคว้าสิทธิ์บริหาร 2 โรงแรมใหม่ ได้แก่  Nivata Koh Samui, Tapestry Collection by Hilton และ  Hampton by Hilton Phuket Town โรงแรมแห่งแรกของแบรนด์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นการขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ในกลุ่มโรงแรมระดับ Upper-Midscale ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง     ปฐม ศิริวัฒนประยูร ประธานกรรมการบริหาร (CEO) บริษัท พีซีแอล ฮอสปิทาลิตี้ จำกัด (PCL  Hospitality) บริษัทผู้ให้บริการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โรงแรมแบบครบวงจร ได้ประกาศวิสัยทัศน์ในการยกระดับมาตรฐานธุรกิจโรงแรมของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล ผ่านโมเดลที่แตกต่าง ซึ่งหล่อหลอมจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมากว่า 3 ทศวรรษ     “หัวใจสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ โดดเด่นและรักษาความเป็นผู้นำมาโดยตลอด คือรูปแบบธุรกิจที่ให้บริการแบบครบวงจร โดยมุ่งเน้นการวางรากฐานที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การกำหนดรูปแบบและแนวทางของโรงแรมให้เหมาะสม การจัดทำงบประมาณ ตลอดจนการวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงทั้งด้านเงินทุนและเวลา และสร้างความมั่นใจว่าทุกการลงทุนจะนำไปสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคงและยั่งยืน สำหรับกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักลงทุน บริษัทฯ ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการโครงการช่วงก่อนก่อสร้าง (Pre-Construction Project Management) โดยทำหน้าที่ควบคุมงานออกแบบ ทบทวนแบบเพื่อให้สามารถใช้งานได้จริง และประสานงานระหว่างทีมต่างๆ เพื่อให้โครงการดำเนินไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถส่งมอบได้ตามแผนที่วางไว้   บริษัทฯ มีบริการหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ทั้งการบริหารภายใต้ชื่อเจ้าของ (White Label) ที่มอบความยืดหยุ่นและโอกาสในการสร้างแบรนด์ของตนเอง รวมทั้งบริหารภายใต้แบรนด์โรงแรมชั้นนำของเครือโรงแรมระดับโลก (International Chain) ซึ่งเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับโรงแรม ตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป เป็นกลยุทธ์ที่พิสูจน์ถึงความสำเร็จอย่างสูงในตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป บริษัทฯ พร้อมที่จะผลักดันให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกหลักในภูมิภาคนี้”     PCL ได้รับความไว้วางใจจาก International Chain ที่ให้ความเชื่อมั่นเป็น preferred partner ที่มีบทบาทตั้งแต่การวางแผนพัฒนาไปจนถึงการบริหารจัดการอย่างเต็มรูปแบบ ล่าสุด เราภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับ Hilton ในการเปิดตัว Nivata Koh Samui, Tapestry Collection by Hilton ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปีนี้ และ Hampton by Hilton Phuket Town ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของแบรนด์นี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  นอกจากนี้ยังเนรมิต Wyndham Jomtien Pattaya ให้กลายเป็นที่พักระดับพรีเมียมในพัทยา รวมทั้งโครงการยักษ์ใหญ่อย่าง Vega City Nha Trang เวียดนาม ที่รวบรวมโรงแรมในเครือ Melia, Grand Melia และ New World ไว้ด้วยกัน     ขณะเดียวกัน PCL ยังเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ภายใต้โมเดลแฟรนไชส์ของเครือโรงแรมระดับโลก อย่าง Renaissance Pattaya โดยพัฒนาตั้งแต่เริ่มต้นจากที่ดินเปล่า บริหารจนกลายเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวที่ได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นอกจากนี้ยังได้บริหารโรงแรม Best Western Matter ติวานนท์ ซึ่งเป็นการพลิกโฉมอาคารเดิมให้กลายเป็นโรงแรมคุณภาพระดับสากล สะท้อนถึงความหลากหลายในผลงานของบริษัทฯ และเป็นบทพิสูจน์ถึงความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ในส่วนการบริหารจัดการโรงแรมแบบ White Label ที่พัฒนาขึ้นโดยเจ้าของแบรนด์เอง อาทิ Riva Vibe Hotel Bangkok ที่เราช่วยสร้างสรรค์ตั้งแต่แนวคิดไปจนถึงการบริหาร เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเข้าพักที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ รวมถึง Rain Tree Khao Yai Hotel  ที่บริษัทฯ ได้นำความเชี่ยวชาญมาใช้เพื่อยกระดับการบริการและสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า     “ภาพรวมธุรกิจโรงแรมและที่พักในประเทศไทย มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยยังเป็น World-class Destination  ของนักท่องเที่ยว ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งภูมิประเทศ ผู้คน วัฒนธรรม การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว เป็นปัจจัยบวกสำคัญ โดยมีแรงหนุนจากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและฟรี วีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่สำคัญคือ การกลับมาของนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงจากยุโรป ตะวันออกกลาง อินเดีย และจีน ซึ่งส่งผลให้ราคาห้องพักในกรุงเทพฯ และจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญปรับตัวสูงขึ้น และมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ควรเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต”  ปฐม กล่าว     ศรินญา มหาดำรงค์กุล กรรมการบริหาร โรงแรมเรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา เปิดเผยว่า “เรามองเห็นศักยภาพการเติบโตของนาจอมเทียน พัทยา จึงตัดสินใจบุกเบิกพัฒนาโรงแรม เรเนซองส์ พัทยาฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ของเครือ Marriott โดยโครงการประสบความสำเร็จด้วยดีมาตลอด 8 ปี เราร่วมมือกับ PCL ในการพัฒนาโรงแรมตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยความเชี่ยวชาญของ PCL ที่เปรียบเสมือนทางลัดสู่ความสำเร็จ ช่วยลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความมั่นใจในการดำเนินงาน เพราะความสำคัญของธุรกิจโรงแรมคือการบริหารประสบการณ์ของแขกและพนักงานให้ดีที่สุด”     เจน จงสถิตย์วัฒนา กรรมการบริหาร โรงแรม เรนทรี เขาใหญ่ กล่าวว่า “โรงแรมส่งเสริมการเรียนรู้ในเครือของบริษัทนานมีบุ๊คส์  โดยออกแบบทุกพื้นที่ให้สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เข้าพัก การเข้ามาของ PCL ช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าได้อย่างชัดเจน คะแนนความพึงพอใจเพิ่มขึ้นต่อเนื่องภายในระยะเวลาอันสั้น ด้วยความเข้าใจในวัตถุประสงค์ และความสามารถในการบริหารต่อยอดเอกลักษณ์ของโรงแรม ทั้งบรรยากาศธรรมชาติและกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่น ซึ่งกลายเป็นเสน่ห์ที่แขกจดจำและประทับใจ”       มร.คริสเตียน พุชเชอร์ (Mr. Christian Pucher) Managing Director Development – Southeast Asia, Hilton เปิดเผยว่า “PCL และกลุ่มโรงแรมฮิลตัน (Hilton Group) ได้สานต่อความร่วมมืออันแน่นแฟ้นซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนาน ด้วยพื้นฐานแห่งความไว้วางใจและความเป็นมืออาชีพ PCL ได้แสดงถึงศักยภาพด้วยผลงานที่ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด PCLได้รับการแต่งตั้งให้บริหารโรงแรมใหม่สองแห่ง ได้แก่ Hampton by Hilton Phuket Town และ Nivata Koh Samui, Tapestry Collection by Hilton ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์การขยายแบรนด์ของ Hilton ในภูมิภาค และสะท้อนถึงศักยภาพของ PCL ในการดำเนินงานตามมาตรฐานระดับโลก พร้อมยกระดับประสบการณ์ผู้เข้าพัก และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย”     ด้วยวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมและแผนงานที่แข็งแกร่ง PCL Hospitality กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นในการสนับสนุนและทำงานอย่างเต็มที่ร่วมกับผู้ประกอบการทุกภาคส่วนเพื่อสร้างปรากฏการณ์แห่งความสำเร็จร่วมกันในธุรกิจโรงแรม ทั้งในไทยและต่างประเทศ   ข่าวอื่นที่น่าสนใจ ICS ร่วมกับ SIRIRAJ H SOLUTIONS ฉลองครบรอบ 2 ปี โคโค โกลบอล ฮอสพิทอลลิตี้ 10 ปีแห่งความสำเร็จในการบริหารโรงแรมครบวงจร AWC ร่วมกับ แมริออท เปิดตัว “รร. พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา”    
SECOM เปิดสนง.ใหญ่แห่งใหม่ ยกระดับศูนย์ควบคุมการรักษาความปลอดภัย

SECOM เปิดสนง.ใหญ่แห่งใหม่ ยกระดับศูนย์ควบคุมการรักษาความปลอดภัย

SECOM เปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในไทย ยกระดับศูนย์ควบคุมหัวใจของการให้บริการรักษาความปลอดภัย ภายใต้ธีม “Real Protection. Real People”   SECOM ผู้นำด้านระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรจากประเทศญี่ปุ่น เปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในประเทศไทย ในงาน SECOM Open House & Control center ภายใต้แนวคิด "Real Protection. Real People." โดยสำนักงานใหม่นี้ได้รวมศูนย์ควบคุม 24 ชั่วโมง (Control Center) โชว์รูมนวัตกรรม Demo House และ Demo Café ไว้ในพื้นที่เดียวกันอย่างครบครัน เพื่อแสดงศักยภาพการเป็น Smart Security Brand อันดับ 1 ทั้งในไทยและญี่ปุ่น   นายคิโยชิ โมริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รักษาความปลอดภัย ไทยซีคอม จำกัด กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของ SECOM ในภูมิภาคอาเซียน การเปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้เป็นมากกว่าการขยายพื้นที่ แต่เป็นการรวมศูนย์กลางสำคัญของบริษัทไว้ในที่เดียว เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือภายในองค์กร และยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่ลูกค้า   SECOM มีความมุ่งมั่นในการส่งมอบ 'Peace of Mind' อย่างแท้จริงให้แก่ทุกครอบครัวและทุกองค์กร ผ่านเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ บริการรักษาความปลอดภัยระดับมืออาชีพ และประสบการณ์อันยาวนานกว่า 37 ปี สำนักงานแห่งใหม่นี้ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับการปฏิบัติงาน มีดีไซน์ที่ทันสมัย และเปิดให้ลูกค้าเข้าชม เพื่อสัมผัสถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพบริการอย่างใกล้ชิด”   ไฮไลต์สำคัญของงานคือการพาชมโชว์รูม Demo House และ Demo Café รวมถึงศูนย์ควบคุม (Control Center) ที่อยู่ภายใต้พื้นที่เดียวกัน ในรูปแบบ “Interactive Security Experience” ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์การรักษาความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ครบวงจร  ภายใต้แนวคิด "Hybrid Security" โซลูชันใหม่แห่งการรักษาความปลอดภัยที่ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะกับความชำนาญของมนุษย์ โซลูชันนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในสายงานรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะค่าแรงเจ้าหน้าที่ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและระบบการจ่ายค่าล่วงเวลา โดย SECOM เสนอแนวทางการผสมผสานระหว่างบุคลากรรักษาความปลอดภัยในสถานที่จริง กับบริการเฝ้าระวังแบบมืออาชีพตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ด้วยระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพ ควบคุมต้นทุนและการป้องกันที่ดียิ่งขึ้น โดยระบบนี้ยังคงรักษามูลค่าของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เป็นมนุษย์ไว้ ในขณะเดียวกันก็ขยายขีดความสามารถของพวกเขาผ่านเทคโนโลยีจากศูนย์ควบคุมที่มีบทบาทสำคัญในบริการเฝ้าระวังของ SECOM สำหรับในประเทศไทยมีผู้ให้บริการเพียงไม่กี่ราย ที่สามารถนำเสนอบริการลักษณะนี้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ SECOM ได้รับความไว้วางใจจากภาคธุรกิจอย่างกว้างขวาง     นาย เอกรัฐ วิภาณุรัตน์ กรรมการบริษัท รักษาความปลอดภัย ไทยซีคอม จำกัด กล่าวว่า "Hybrid Security" คือคำตอบสำหรับความท้าทายด้านต้นทุนที่สูงในปัจจุบัน โลกสมัยใหม่ต้องการมากกว่าแค่เพียงมนุษย์หรือเครื่องจักร แต่ต้องการการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ SECOM ส่งมอบสิ่งนั้นด้วยการบูรณาการกล้อง AI และระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะ เข้ากับทีมเฝ้าระวังมืออาชีพตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันพร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจถึงระดับความปลอดภัยที่ดีขึ้น พร้อมลดต้นทุนการดำเนินงาน”     ภายในงานยังได้รับเกียรติจากองค์กรที่ให้ความไว้วางใจในระบบ Security ของ SECOM มาร่วมพูดคุยในหัวข้อ "Real Protection. Real People." โดยคุณวิทวัต เพชรกระจายแสง ผู้อำนวยการอาวุโส จากธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทางธนาคารเป็นลูกค้าของ SECOM มานานกว่า 6 ปี โดยมีการติดตั้งระบบครอบคลุมกว่า 140 สาขาทั่วประเทศ ในฐานะองค์กรที่มีหลายสาขา เราต้องการทั้งความน่าเชื่อถือและมีความยืดหยุ่นต่อการใช้งาน SECOM เป็นมากกว่าผู้ให้บริการ—พวกเขาคือพันธมิตรที่แท้จริงที่เข้าใจธุรกิจของเรา โดยให้ทั้งความปลอดภัยและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของธนาคาร”   SECOM เปิดให้กลุ่มธุรกิจและประชาชนที่สนใจเข้าชม “Interactive Security Experience” ณ โชว์รูมสำนักงานใหญ่ ได้แล้ววันนี้ เพื่อสัมผัสระบบ AI, แอปพลิเคชัน และบริการหลังการขายอย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำปรึกษาฟรีในทุกแง่มุมของ การออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์กร ร้านค้า และครัวเรือน ติดต่อเพื่อสัมผัสประสบการณ์การรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจร ได้ที่ 02-026-6593 รับชมรายละเอียดการทำงานของ Control center ได้ทาง https://youtu.be/kN5X_Tu-nNw  และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและนวัตกรรมใหม่ๆ ของ SECOM ได้ที่เว็บไซต์ www.secom.co.th และโซเชียลมีเดีย www.facebook.com/secomthailandofficial  
เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น คว้ารางวัล Mall of the Year – Thailand

เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น คว้ารางวัล Mall of the Year – Thailand

เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น คว้ารางวัล Mall of the Year - Thailand จากเวที Retail Asia Awards 2025 ด้วยวิสัยทัศน์ AWC ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก   แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ตอกย้ำความสำเร็จบนเวทีระดับภูมิภาคอีกครั้ง ด้วยการนำ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น (Asiatique The Riverfront Destination) คว้ารางวัล Mall of the Year - Thailand (รางวัลศูนย์การค้าแห่งปี – ประเทศไทย) จากงาน Retail Asia Awards 2025 สำหรับโครงการภายใต้ AWC’s Lifestyle Destination โมเดลที่โดดเด่นในฐานะรีเทล-เทนเม้นท์ (Retail-Tainment’) ริมแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดของไทย รวมที่สุดของทุกกิจกรรมการท่องเที่ยวเช้าจรดค่ำสำหรับทุกคนในครอบครัวภายใต้แนวคิด “All Day Everyday Happiness” นำเสนอประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งด้านการช้อปปิ้ง มรดกทางวัฒนธรรม และนวัตกรรมด้านอาหาร ผสานประสบการณ์ความบันเทิงระดับโลก เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ พร้อมเตรียมสร้างความตื่นเต้นต่อเนื่องกับการเปิดตัวโครงการ Jurassic World: The Experience อย่างเป็นทางการในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ควบคู่กับ Jurassic World: The Experience Hatch Dome ที่นำเสนอประสบการณ์เรียนรู้ด้านความยั่งยืน “Better World, Better Future” ผ่านเทคโนโลยี 4D เสมือนจริง โดยแหล่งท่องเที่ยวใหม่เหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกรุงเทพฯ ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านรีเทล-เทนเม้นท์ระดับโลก สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ AWC ในการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก     มร. ไมเคิล ฮาริท หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “AWC รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล ‘Mall of the Year – Thailand’ และขอขอบคุณท่านลูกค้า ผู้เช่าทุกท่าน รวมถึงพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ให้การสนับสนุนทางโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น มาโดยตลอดจนได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในวันนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาโครงการในรูปแบบ AWC’s Lifestyle Destination ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างจุดหมายปลายทางอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านรีเทล-เทนเม้นท์ชั้นนำของประเทศ โดย AWC มุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ระดับโลกแก่ผู้มาเยือนผ่านการสร้างสรรค์ 3 ประสบการณ์สำคัญ ได้แก่ การนำเสนอประสบการณ์ระดับโลกภายใต้แนวคิด Festival Village อาทิ Jurassic World: The Experience และประสบการณ์ 4D ด้านความยั่งยืน‘Better World, Better Future’ รวมถึงการสร้างความโดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุด โดยมีไฮไลต์ใหม่ล่าสุดอย่างห้องอาหารภายใต้ธีม Jurassic World แห่งแรกของโลกนอกสวนสนุก รวมถึงการสร้างสรรค์ Lifestyle Market ที่คัดสรรแบรนด์ชั้นนำและร้านค้าท้องถิ่นหลากหลาย ภายใต้พันธกิจของเราที่จะ ‘Building Better Future For All’ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคน”     รางวัล Retail Asia Awards จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยนิตยสาร Retail Asia ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องมากว่า 20 ปี เพื่อยกย่องความเป็นเลิศขององค์กรชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มีบทบาทโดดเด่นในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมค้าปลีก ทั้งในด้านนวัตกรรม ประสบการณ์ลูกค้า ความยั่งยืน และการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจ โดยการคว้ารางวัล Mall of the Year - Thailand สะท้อนถึงความสำเร็จของ AWC ในการพัฒนาโครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ให้เป็นแลนด์มาร์กสำคัญระดับโลก โดยโครงการนี้ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของ AWC River Journey Project ที่เชื่อมโยงแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวริมสายน้ำเจ้าพระยา โดยตั้งอยู่บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ซึ่งเดิมเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าแห่งแรกของประเทศไทยในยุครัชกาลที่ 5 ซึ่ง AWC ได้พลิกโฉมพื้นที่แห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พร้อมผสานประสบการณ์และการบริการทันสมัย ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกไลฟ์สไตล์ตามคอนเซปต์ “All Day Everyday Happiness” นำเสนอกิจกรรมหลากหลาย ตั้งแต่ร้านอาหารริมแม่น้ำ ประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม การช้อปปิ้ง ไปจนถึงความบันเทิงระดับโลก     นอกจากนี้ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ยังสร้างความตื่นเต้นอย่างต่อเนื่องในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ด้วยการเตรียมเปิดตัว “Jurassic World: The Experience” ประสบการณ์ความบันเทิงรูปแบบอิมเมอร์ซีฟครั้งยิ่งใหญ่ใหม่ที่สุดในโลกสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยวทุกวัย เคียงคู่กับ Jurassic World: The Experience Hatch Dome ที่นำเสนอ “Better World, Better Future” ประสบการณ์เรียนรู้ด้านความยั่งยืนของ AWC ผ่านเทคโนโลยี Liminal 4D Experience ผ่านเรื่องราวการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เข้ากับการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติในปัจจุบัน นอกจากนี้ AWC ยังได้ขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับหลากหลายพันธมิตร ทั้งหน่วยงานภาครัฐ พันธมิตรระดับโลก และเครือโรงแรมชั้นนำมากมาย เพื่อนำเสนอประสบการณ์ด้านอาหารและการบริการริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านการคัดสรรร้านอาหารคุณภาพเยี่ยมที่หลากหลาย อาทิ Jurassic World: The Experience Fossil & Flame Restaurant ห้องอาหารธีม Jurassic World แห่งแรกของโลกนอกสวนสนุก ที่ผสานเรื่องราวจากภาพยนตร์เข้ากับประสบการณ์การรับประทานอาหารในรูปแบบอิมเมอร์ซีฟ ห้องอาหาร “เอเชียทีค แอนเชี่ยนท์ ที เฮ้าส์”  ร้านติ่มซำที่บอกเล่าเรื่องราวเชื่อมโยงระหว่างราชอาณาจักรสยามและนานาชาติบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ ห้องอาหาร “เดอะ คริสตัลล์ กริลล์ เฮาส์” ร้านสเต็กเฮาส์และซีฟู้ดกริลล์สุดพิเศษ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากประวัติศาสตร์การค้าขายของสยามกับนานาประเทศในช่วงรัชกาลที่ 5 เชื่อมโยงกับ “เรือสิริมหรรณพ” ที่สร้างจากต้นแบบเรือใบสามเสาลำสุดท้ายในราชนาวีไทยที่นำพาความรุ่งเรืองจากโพ้นน้ำตะวันตกมาสู่ผืนดินสยาม รวมถึง “โอกุระ ครุซ” เรือไคเซกิและเทปันยากิสุดหรูลำแรกของโลกโดยโอกุระ ที่มอบประสบการณ์ระดับไฟน์ไดนิ่งหรูหราไม่ซ้ำใคร ผสานประเพณีการทำอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิมเข้ากับเรื่องราวแบบร่วมสมัย ซึ่งล้วนแต่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ     ด้วยวิสัยทัศน์ในการพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด AWC’s Lifestyle Destination เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ AWC มุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการแลนด์มาร์กที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก ด้วยพันธกิจ Building Better Future For All หรือ สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคน   ข่าวที่น่าสนใจ AWC ร่วมกับ แมริออท เปิดตัว “รร. พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา” บนหาดจอมเทียน AWC ลงเสาเอก “เวิ้งนครเกษม เยาวราช” โครงการมิกซ์ยูสใหญ่ที่สุดในไชน่าทาวน์ AWC เปิดตัว ‘Jurassic World: The Experience @ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น
Midea รุกตลาดระบบปรับอากาศสำหรับอาคารพาณิชย์ ตั้งโรงงานใหม่ในระยอง

Midea รุกตลาดระบบปรับอากาศสำหรับอาคารพาณิชย์ ตั้งโรงงานใหม่ในระยอง

Midea รุกตลาดระบบปรับอากาศสำหรับอาคารพาณิชย์ ตั้งโรงงานใหม่ในระยอง Midea (ไมเดีย) ผู้นำด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอัจฉริยะระดับโลก เดินหน้าขยายธุรกิจภายใต้ชื่อ Midea Building Technologies (MBT) ขยายทีมบริการครบวงจร เดินหน้าสร้างพันธมิตรคู่ค้าทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเตรียมความพร้อมรุกตลาดระบบปรับอากาศสำหรับอาคาร พร้อมเปิดโรงงานบนพื้นที่ 46 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมซีพีจีซี จังหวัดระยอง ด้วยงบลงทุน 2,260 ล้านบาท ชูนวัตกรรมระบบปรับอากาศสำหรับอาคารเชิงพาณิชย์ที่ประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนการติดตั้ง และมีอายุการใช้งานยาวนาน พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมระบบปรับอากาศไทย ขับเคลื่อนแรงงานศักยภาพและเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน   ปัจจุบันความต้องการระบบทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศ (HVAC) ในภาคครัวเรือน เชิงพาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นซึ่งแปรผันตามการขยายตัวของเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา โดยคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมระบบ HVAC ทั่วโลกจะเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ร้อยละ 6.4 ตั้งแต่ปี 2567 ถึงปี 2574 คิดเป็นมูลค่า 218,320 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 และเติบโตถึง 338,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2574 โดยตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับระบบ HVAC เนื่องจากปัจจัยขับเคลื่อนต่าง ๆ อาทิ การเติบโตของประชากร สภาพภูมิอากาศ การขยายตัวของเมืองที่เพิ่มขึ้น และภาคการก่อสร้างเชิงพาณิชย์ที่ขยายตัว[1]     ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องปรับอากาศที่สำคัญระดับโลก และส่งออกเครื่องปรับอากาศแบบติดผนังมากกว่า 21 ล้านเครื่องในปี 2567 คิดเป็นมูลค่าการส่งออกถึง 7,044 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับปี 2566 ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและเม็กซิโก [2]   นายแจ๊ปสัน ไจ๋ ผู้อำนวยการ Midea Building Technologies ประเทศไทย กล่าวว่า “การขยายธุรกิจของไมเดียสู่ตลาดระบบปรับอากาศสำหรับอาคารเชิงพาณิชย์ภายใต้ชื่อ Midea Building Technologiesนับเป็นก้าวสำคัญภายใต้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของไมเดียเพื่อตอกย้ำการเป็น World’s No. 1 Air Treatment Brand โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพทั้งในเชิงพื้นที่และตลาดเครื่องปรับอากาศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ไมเดียเชื่อมั่นว่าการเปิดโรงงานผลิตระบบปรับอากาศสำหรับอาคารแห่งนี้จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจระบบปรับอากาศในเมืองไทยให้เติบโตยิ่งขึ้น ผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดใกล้เคียง”     “ไมเดียได้เตรียมความพร้อมในการรองรับการขยายธุรกิจสำหรับระบบปรับอากาศสำหรับอาคารเชิงพาณิชย์ในด้านบุคลากรที่จะสนับสนุนการบริการครบวงจร ทั้งทีมขาย ทีมวิศวกรรม และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปรับอากาศสำหรับอาคารเชิงพาณิชย์ รวมถึงมีแผนในการตั้งศูนย์ Training Center ระดับ 5 ดาวอย่างเป็นทางการแห่งแรกในประเทศไทยภายในปลายปีนี้ เพื่อรองรับการพัฒนาศักยภาพแรงงานและส่งเสริมบุคลากรสำหรับตลาดระบบปรับอากาศสำหรับอาคาร  นอกจากนี้ยังมีการขยายและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจให้มีความหลากหลายเพื่อรองรับการเติบโตของตลาด HVAC ในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นตั้งแต่วิศวกรผู้ออกแบบระบบจนถึงเจ้าของโครงการทั้งภาครัฐและเอกชน” นายแจ๊ปสัน กล่าวเสริม     ล่าสุดไมเดียได้เปิดโรงงานแห่งใหม่สำหรับผลิตระบบปรับอากาศโดยเฉพาะบนพื้นที่ 46 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมซีพีจีซี อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ด้วยงบการลงทุน 2,260 ล้านบาท ซึ่งมีกำลังการผลิต 600,000 ยูนิตต่อปี โดยใช้เทคโนโลยีโลจิสติกส์อัจฉริยะ “1+3+3+N” ประกอบด้วย ศูนย์โลจิสติกส์ 1 แห่ง คลังสินค้าสามมิติ 3 แห่ง สายพานลำเลียงแบบพิเศษ 3 ชุด และรถขนส่งอัตโนมัติ (AGV) จำนวน N ชุด โดยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในโรงงานแห่งนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เลือกใช้วัสดุในการผลิตที่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ ทั้งพลาสติกรีไซเคิลและวัสดุทางเลือก รวมถึงการใช้สารทำความเย็นที่มีค่า GWP ต่ำ เช่น R454B และ R290 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทานสีเขียวและสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และนโยบายการดำเนินธุรกิจของไมเดียในการให้ความสำคัญด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง อันเป็นรากฐานในการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน   สำหรับผลิตภัณฑ์ระบบปรับอากาศสำหรับอาคารที่ผลิตในโรงงานแห่งนี้ ประกอบด้วย Variable Refrigerant Flow (VRF) ระบบปรับอากาศแบบปรับปริมาณน้ำยาอัตโนมัติที่ออกแบบโดยคำนึงถึงนวัตกรรมการประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสำคัญซึ่ง VRF ของ MBT มีนวัตกรรมที่โดดเด่น ดังนี้ เทคโนโลยี HyperLink ชิปบัสการสื่อสารที่ช่วยให้การติดตั้งง่ายขึ้น ลดต้นทุนการติดตั้ง และรองรับการเดินสายแบบยืดหยุ่น ช่วยให้ระบบสามารถใช้ไฟฟ้าได้สม่ำเสมอ เหมาะสำหรับอาคารขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน เทคโนโลยี Shieldbox ตู้ควบคุมไฟฟ้าแบบปิดมาตรฐาน IP55 ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รับความเสียหายจากปัจจัยภายนอก มาพร้อมกับการระบายความร้อนและพัดลมหมุนเวียนอากาศเพื่อรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสม เทคโนโลยี Midea Evaporating Temperature Alternation (META) 2.0 เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าได้มากกว่าร้อยละ 28 ด้วยเซนเซอร์ปรับระดับสารทำความเย็นและปรับอุณหภูมิการระเหยตามสภาพแวดล้อมในห้องเพื่อควบคุมอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำ Midea Magnetic Chiller เครื่องทำความเย็นแบบแรงเหวี่ยงแม่เหล็กประสิทธิภาพสูงซึ่งสามารถทำความเย็นได้รวดเร็วและทั่วถึง ช่วยประหยัดพลังงานและมีอายุการใช้งานยาวนาน นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับจากตลาดอย่างกว้างขวาง       ปัจจุบัน ประเทศไทยมีโรงงานภายใต้ไมเดียกรุ๊ป จำนวน 8 แห่ง ครอบคลุมการผลิตตั้งแต่เครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และระบบปรับอากาศสำหรับอาคารเชิงพาณิชย์ รวมกำลังการผลิตทั้งสิ้น 4 ล้านเครื่องต่อปี ซึ่งการตั้งโรงงานผลิตระบบเครื่องปรับอากาศสำหรับอาคารแห่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยผ่านการสร้างงานและพัฒนาทักษะวิชาชีพให้ผู้คนในพื้นที่จังหวัดระยองและบริเวณใกล้เคียง รวมไปถึงกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบขนส่งพิเศษและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ Midea Building Technologies ประเทศไทยยังมุ่งผลักดันและส่งเสริมอุตสาหกรรม HVAC ด้วยการสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สมาคมวิศวกรรมปรับอากาศแห่งประเทศไทย และสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาเครื่องกลและไฟฟ้าไทย การเข้าร่วมและสนับสนุนการจัดงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดังกล่าว รวมถึงการส่งเสริมความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์แก่นักเรียนนักศึกษา ด้วยความมุ่งหวังในการเป็นฟันเฟืองที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเติบโตอย่างยั่งยืน   “การขยายธุรกิจและการเปิดโรงงานแห่งใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไมเดียในการนำเสนอนวัตกรรมที่ครอบคลุมความต้องการและสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีแก่ผู้บริโภค และความตั้งใจในการเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันอุตสาหกรรมปรับอากาศไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสทางอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับแรงงานศักยภาพไทย” นายแจ๊ปสัน กล่าวสรุป   [1] https://www.benchmarkintl.com/insights/2024-construction-spotlight-global-hvac-industry-report/ [2] https://www.aseanbriefing.com/news/thailand-a-global-leader-in-air-conditioner-manufacturing-and-export/    
ICS ร่วมกับ SIRIRAJ H SOLUTIONS ฉลองครบรอบ 2 ปี เปิดเวทีสุขภาพฟรี!

ICS ร่วมกับ SIRIRAJ H SOLUTIONS ฉลองครบรอบ 2 ปี เปิดเวทีสุขภาพฟรี!

ICS ร่วมกับ SIRIRAJ H SOLUTIONS ฉลองครบรอบ 2 ปี เปิดเวทีสุขภาพฟรี! ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ตรงข้ามไอคอนสยาม จับมือ ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต SIRIRAJ H SOLUTIONS เฉลิมฉลองครบรอบ 2 ปีของการเปิดศูนย์ฯ จัดงาน “ปีที่ 2 แห่งแรงบันดาลใจของการใส่ใจสุขภาพในทุกวินาที : The 2nd Year of Health Inspirations in Every Second” นำเสนอกิจกรรมพิเศษ ทั้งเสวนาด้านสุขภาพในหลากหลายหัวข้อน่าสนใจ บูธนิทรรศการให้ความรู้ การแสดงดนตรีสด และร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัลมากมาย ณ Event Space ชั้น M ไอซีเอส ระหว่างวันที่ 7-11 กรกฎาคม 2568 พร้อมมอบโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ให้สมาชิก ONESIAM ลูกค้า SIRIRAJ H SOLUTIONS แลกรับของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท         ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต SIRIRAJ H SOLUTIONS ได้เปิดให้บริการ 19 คลินิก ที่ครอบคลุมทุกเพศ ทุกวัย และเข้าถึงง่ายในการดูแลสุขภาพครบวงจร พร้อมให้การดูแลด้านการฉีดวัคซีนตามช่วงอายุ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีน HPV วัคซีนไข้เลือดออก วัคซีนงูสวัด และหัตถการที่รองรับการคัดกรองความเสี่ยงทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น การตรวจ CT Low dose การคัดกรองภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง หรือการคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยการตรวจ Mammogram โดยศูนย์ถันยรักษ์ เป็นต้น ซึ่งนับตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2567 มีจำนวนผู้รับบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งรายบุคคล ตลอดจนในรูปแบบองค์กรภาครัฐและเอกชน รวม 2 ปี มีผู้รับบริการไปแล้วกว่า 48,000 ราย โดยคลินิกที่มีผู้รับบริการมากที่สุด 5 ลำดับ ได้แก่ คลินิกเลเซอร์ผิวหนังและความงาม, ศูนย์ตรวจสุขภาพ, คลินิกอายุรศาสตร์, ศูนย์ถันยรักษ์ และคลินิกสุขภาพหญิง ตามลำดับ นับได้ว่าเป็นความสำเร็จอีกขั้นของการให้บริการด้านการแพทย์โดยทีมแพทย์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในการให้บริการทางการแพทย์ภายนอกโรงพยาบาลศิริราช     “จากสถิติในปีที่ผ่านมา มีผู้มารับบริการที่ SIRIRAJ H SOLUTIONS ในวันจันทร์-วันศุกร์ เฉลี่ย 250-300 รายต่อวัน และในวันเสาร์-วันอาทิตย์ เฉลี่ย 400-500 รายต่อวัน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวไทย 90% ชาวต่างชาติ 10% และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 5-10% ต่อเดือน ตามกระแสความต้องการของผู้ใส่ใจสุขภาพที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น สำหรับปีที่ 3 ที่กำลังมาถึง เราตั้งเป้าที่จะเพิ่มการบริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาได้เปิดคลินิกใหม่ 2 คลินิกบริการ คือ คลินิกทันตกรรม ซึ่งมีผู้สนใจเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพฟัน การขูดหินปูน การถอนฟัน การผ่าฟันคุด รวมถึงการรักษาโรคเหงือก นับตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มียอดผู้รับบริการมากกว่า 500 รายแล้ว และคลินิก Sleep @SIRIRAJ H SOLUTIONS ที่เปิดให้ผู้มีปัญหาด้านการนอนกรนซึ่งส่งผลต่อภาวะสุขภาพ สามารถรับบริการขอคำปรึกษาโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนได้ อีกทั้งยังมีบริการ Sleep Test @Home รับเครื่องตรวจการนอนหลับไปทดสอบการนอนที่บ้าน โดยที่ผู้รับบริการไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้รับบริการรายใหม่มากขึ้น 20% โดยมีแผนรองรับผู้ใช้บริการประมาณ 500-1,000 รายต่อวัน นอกจากนี้ยังมีแผนการขยายฐานผู้รับบริการในปี 2569 ไปยังผู้รับบริการแบบองค์กรภาครัฐและเอกชนด้วยการเพิ่มบริการตรวจสุขภาพและบริการฉีดวัคซีนนอกสถานที่โดย Mobile Checkup เพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ละองค์กรและสถานประกอบการ” ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร กล่าว     ด้าน คุณไพรัช วิเศษศิริลักษณ์ ผู้บริหารสายงานบริการลูกค้า บริษัท ไอซีเอส จำกัดกล่าวว่า “ปัจจุบัน ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จนเทรนด์การดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตกลายเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของผู้คนยุคใหม่ ซึ่ง SIRIRAJ H SOLUTIONS ถือเป็นหนึ่งในโมเดลที่ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้อย่างรอบด้าน ด้วยการให้บริการด้านสุขภาพเชิงลึกโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมองค์ความรู้ที่น่าเชื่อถือของศิริราช โดยความสำเร็จตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า SIRIRAJ H SOLUTIONS ได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายที่คนรักสุขภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความไว้วางใจ เป็นศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการที่เข้าถึงได้สะดวก และมั่นใจได้ในคุณภาพมาตรฐาน ยิ่งไปกว่านั้น SIRIRAJ H SOLUTIONS ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเทรนด์ Wellness Tourism การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ตอบรับกับวิถีชีวิตยุคใหม่ ให้เดินหน้าเติบโตอย่างมีศักยภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ไอซีเอส ในการสร้างคอมมูนิตี้ที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างสมดุล มีคุณภาพ และมีความสุขในทุกวัน เราเชื่อว่านับจากนี้ ไอซีเอส และ SIRIRAJ H SOLUTIONS จะจับมือเป็นพันธมิตรที่ร่วมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมต่อไปอีกในปีที่ 3 และปีต่อ ๆ ไปอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต”   "SIRIRAJ H SOLUTIONS คือภาพของความร่วมมือระหว่างภาคการแพทย์ระดับแนวหน้ากับภาคธุรกิจและชุมชน ที่ร่วมกันคิด ร่วมกันสร้าง และผลักดันนวัตกรรมสุขภาพให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Co-creation ของ ICS ที่เชื่อว่าทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันขับเคลื่อนสังคมคุณภาพได้" คุณไพรัช กล่าวเพิ่มเติม     โดยในโอกาสครบรอบ 2 ปีของการเปิดให้บริการนี้ SIRIRAJ H SOLUTIONS และ ไอซีเอส ได้ร่วมกันจัดงาน “ปีที่ 2 แห่งแรงบันดาลใจของการใส่ใจสุขภาพในทุกวินาที : The 2nd Year of Health Inspirations in Every Second” ขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 กรกฎาคม 2568 นำเสนอกิจกรรมพิเศษหลากหลายให้ลูกค้าทุกท่านได้เก็บเกี่ยวสาระความรู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ ร่วมถึงกิจกรรมความบันเทิงมากมาย ณ Event Space ชั้น M ไอซีเอส ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น.   วันที่ 7 กรกฎาคม 2568 เปิดเวทีเสวนาในหัวข้อ การดูแลตนเองด้วยหลักธรรมานามัยตามศาสตราการแพทย์แผนไทย, กิจกรรม Health Talk เรื่อง “HPV” และคำแนะนำปฏิบัติตนภายหลังการรับวัคซีน และบรรยายพิเศษเรื่อง เท้าแบนในเด็ก และการบำบัดด้วยกายอุปกรณ์ วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 แนะนำรายการตรวจสุขภาพ และโปรแกรมวัคซีนตามช่วงวัย, เสวนาในหัวข้อ SMART USE, SAFER HEALTH : ใช้ยาอย่างฉลาด และปลอดภัย และให้ความรู้บริหารร่างกาย เพื่อลดการเกิด “Office Syndrome” วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 กิจกรรม Sport Performance Center และ ศิลปะเพื่อสุขภาวะ โดย อ. สุชาติ วงษ์ทอง วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 กิจกรรม HEALTH TALK เรื่อง “วัคซีนไข้หวัดใหญ่” ชมการแสดงจากทีมนักร้องประสานเสียง “The Melodies of Triam 38” และร่วมสนุกกับการตอบคำถามรับของรางวัล วันที่ 11 กรกฎาคม 2568 ประชาสัมพันธ์ โปรแกรมวัคซีนตามช่วงวัย และการให้บริการของ SIRIRAJ H SOLUTIONS ก่อนรับชมการแสดงดนตรี   นอกจากนี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จในปีที่ 2 ก้าวสู่ปีที่ 3 ของ SIRIRAJ H SOLUTIONS ไอซีเอส ยังมอบโปรโมชั่นพิเศษสุดเอ็กคลูซีฟ “The 2nd Anniversary Healthy Verse 2Gether” ให้สมาชิก ONESIAM ที่ซื้อโปรแกรมตรวจสุขภาพหรือหัตถการความงามกับ SIRIRAJ H SOLUTIONS ครบ 5,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 1,000  บาท ได้ทันที จำนวน 100 สิทธิ์ตลอดรายการ รวมมูลค่า 100,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 7 - 31 กรกฎาคม 2568 ติดตามเงื่อนไขการรับรางวัลได้ที่เฟสบุ๊ก ICS     ขอเชิญคนรักสุขภาพและผู้สนใจ มาร่วมเก็บเกี่ยวความรู้ในการดูแลตัวเอง สนุกกับกิจกรรมสุดพิเศษ เพื่อฉลองให้กับ “ปีที่ 2 แห่งแรงบันดาลใจของการใส่ใจสุขภาพในทุกวินาที : The 2nd Year of Health Inspirations in Every Second” ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 11 กรกฎาคม 2568 ณ Event Space ชั้น M ไอซีเอส และรับโปรโมชันสุดคุ้มจากไอซีเอส และ SIRIRAJ H SOLUTIONS ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2568   SIRIRAJ H SOLUTIONS เปิดให้บริการแก่ผู้ที่รักสุขภาพทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. บนชั้น 5 ไอซีเอส สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-414-1144 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Website : https://sirirajhsolutions.com/  หรือ Facebook : SIRIRAJ H SOLUTIONS   ข่าวอื่นที่น่าสนใจ “JUMBO Seafood” พร้อมเสิร์ฟ 7 เมนูใหม่ให้ลิ้มลองเฉพาะที่ไอคอนสยามเท่านั้น EnergyLIB เปิดตัว “LIB Solar Townhome” เปิดแอร์ชิล 8 ชั่วโมง  
AWC ร่วมกับ แมริออท เปิดตัว “รร. พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา” บนหาดจอมเทียน

AWC ร่วมกับ แมริออท เปิดตัว “รร. พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา” บนหาดจอมเทียน

AWC ร่วมกับ แมริออท เปิดตัว “รร. พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา” บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร และแมริออท อินเตอร์เนชันแนล (Marriott International) ผู้นำเครือโรงแรมชั้นนำระดับโลก เปิดตัว “โรงแรม พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา” (Pattaya Marriott Resort and Spa) โรงแรมภายใต้แบรนด์แมริออทแห่งแรกบนหาดจอมเทียน เมืองพัทยา ที่จะร่วมสร้างความแข็งแกร่งให้การท่องเที่ยวเมืองพัทยาสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกอย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คุณธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี คุณปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา คุณระพีพรรณ รัตนเหลี่ยม นายกเทศมนตรีตำบลนาจอมเทียน เป็นประธานร่วมในพิธีเปิด โดยมี คุณบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานกรรมการ และคุณวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) และ มร. แบรด เอ็ดแมน รองประธานกรรมการประจำประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมา แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ให้การต้อนรับ     โรงแรมระดับพรีเมียมแห่งนี้ประกอบไปด้วยอาคารสูง 14 ชั้น ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวและไลฟ์สไตล์ที่มองหาประสบการณ์การพักผ่อนสุดประทับใจ ประกอบด้วยห้องพักทั้งหมด 289 ห้อง รวมถึงห้องสวีทวิวทะเลพร้อมอ่างจากุซซี่ ห้อง Pool Sky Villas และยังเตรียมกิจกรรมและเครื่องเล่น Waterplay สุดพิเศษมากมาย ทั้งสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้พูลที่มองเห็นวิวพระอาทิตย์ตก สระว่ายน้ำสำหรับครอบครัว และสไลเดอร์ยักษ์ที่เห็นวิวทะเลที่สวยที่สุด เชื่อมต่อพื้นที่หลากหลายความสนุกของเมืองพัทยาตอบโจทย์ความสุขให้กับนักเดินทางทุกเจเนอเรชันและทุกคนในครอบครัว โดดเด่นด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์จากแรงบันดาลใจภายใต้แนวคิด “Sugar Palm Trees Paradise” ที่ผสานกลิ่นอายวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับสไตล์ทรอปิคอลร่วมสมัย สร้างสรรค์ประสบการณ์การเข้าพักที่เชื่อมโยงความยั่งยืน ความสะดวกสบาย และเสน่ห์เฉพาะตัวเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน พร้อมมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารอันหลากหลาย ตั้งแต่อาหาร  อิตาเลียนชั้นเลิศ อาหารญี่ปุ่นพร้อมวิวทะเลแบบพาโนรามา ไปจนถึงมื้อสบายๆ กับบรรยากาศชายทะเล โดยโรงแรม พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา จะร่วมเป็นพลังสนับสนุนเมืองพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพอย่างยั่งยืน     นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า  “AWC และแมริออท อินเตอร์เนชันแนล มีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาโครงการคุณภาพภายใต้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล พร้อมมุ่งสร้างคุณค่าองค์รวมให้กับชุมชนและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เราเชื่อมั่นว่าโรงแรม พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา จะเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางแห่งความสุขที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวสำหรับทุกคนในครอบครัว”   “โครงการนี้พัฒนาตามกลยุทธ์การเติบโตของ AWC ด้วยการเพิ่มสินทรัพย์ที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างกระแสรายได้ที่มั่นคง ด้วยโครงสร้างและวินัยทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยโครงการได้รับการพัฒนาให้เป็นจุดหมายปลายทางริมทะเลที่เติมเต็มความสุขสุดพิเศษสำหรับครอบครัว และมีแผนพัฒนาต่อเนื่องในเฟสที่สองพร้อมอาคารใหม่อีกหนึ่งอาคารที่จะเสริมจำนวนห้องพัก ห้องประชุม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อรองรับทั้งกลุ่มลูกค้าครอบครัว และกลุ่ม MICE โดยเน้นการสร้างคุณค่าระยะยาวทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสนับสนุนการเติบโตของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)”     นายแบรด เอ็ดแมน รองประธานกรรมการประจำประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมา แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สานต่อความร่วมมือกับ AWC ผ่านการเปิดตัวโรงแรมพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยายพอร์ตโฟลิโอของแมริออทในประเทศไทย การเปิดตัวในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมการบริการในประเทศไทย ด้วยการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูงในทำเลที่กำลังเติบโตอย่างมีศักยภาพ โรงแรมแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในระยะยาวของแมริออทที่มีต่อประเทศไทย พร้อมถ่ายทอดคำมั่นสัญญาของแบรนด์ในการมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างลงตัว และด้วยเครือข่ายสมาชิกของ Marriott Bonvoy ที่มีอยู่ทั่วโลก แขกผู้เข้าพักจะได้เพลิดเพลินกับสิทธิประโยชน์มากมาย พร้อมทั้งได้สัมผัสจิตวิญญาณของท้องถิ่นผ่านประสบการณ์ที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน” โรงแรม พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา เป็นโรงแรมระดับพรีเมียมจากเครือโรงแรมระดับโลกแห่งแรกบนหาดจอมเทียน ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักเดินทางหลากหลายรูปแบบ ทั้งครอบครัว คู่รักที่ต้องการช่วงเวลาสุดโรแมนติก กลุ่มเพื่อนที่ร่วมเดินทางด้วยกัน หรือผู้ที่ต้องการผสมผสานการทำงานและการพักผ่อนไว้ในทริปเดียว ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมสำหรับครอบครัวอย่างครบวงจร รวมถึงสไลเดอร์น้ำสุดพิเศษ ที่พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การเข้าพักด้วยบรรยากาศริมทะเลอันมีชีวิตชีวาและเสน่ห์เฉพาะตัวของเมืองพัทยา       นอกจากนี้ โรงแรมยังพร้อมตอบโจทย์ผู้เข้าพักในทุกไลฟ์สไตล์ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย ครอบคลุมการพักผ่อน การทำงาน และการดูแลสุขภาพ อาทิ สระว่ายน้ำอินฟินิตี้พูลที่มองเห็นวิวพระอาทิตย์ตก สระว่ายน้ำสำหรับครอบครัว Quan Spa และสวนเพื่อสุขภาพ รวมถึงสวนและบาร์บนชั้นดาดฟ้า พร้อมห้องประชุม 4 ห้อง เอ็กเซ็กคิวทีฟเลานจ์ และฟิตเนสเซ็นเตอร์ที่ทันสมัย เหมาะสำหรับการจัดสัมมนาองค์กรและกิจกรรมกลุ่ม   ด้านการรับประทานอาหาร ทางโรงแรมมีห้องอาหารและบาร์หลากหลายรูปแบบที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็น Goji Kitchen Grill & Bar นำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาตลอดทั้งวัน พร้อมด้วยครัวเปิดและบรรยากาศแสนอบอุ่น ห้องอาหาร La Familiare ที่ให้บริการอาหารอิตาเลียนรสเลิศ ห้องอาหารญี่ปุ่นพร้อมวิวหาดจอมเทียนแบบ 180 องศา ร้าน Siam Bakery ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากร้านเบเกอรีแบบคลาสสิก Siam Pool Bar & Lounge บาร์ริมสระว่ายน้ำพร้อมบริการเครื่องดื่มเติมความสดชื่นตลอดวัน และ Sunbird Bar ในบรรยากาศหรูหราพร้อมวิวทะเลแบบพาโนรามา นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารเพื่อสุขภาพและแผนโภชนาการเฉพาะบุคคลที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ เพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่สมดุลทั้งกายและใจ     “ด้วยพันธกิจ “Building Better Future For all” ของ AWC โรงแรม พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา ได้รับการออกแบบตามมาตรฐาน LEED ระดับ Gold สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ AWC ในการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้สิ่งแวดล้อม สังคมและชุมชนในเมืองพัทยา ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดย AWC ได้พัฒนาโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ อีกหลายโครงการในพื้นที่ รวมถึง The Aquatique Destinations Pattaya โครงการระดับแฟลกชิปภายใต้แนวคิด AWC’s Lifestyle Destination ที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการร่วมเสริมภูมิทัศน์การท่องเที่ยวของเมืองพัทยา และสนับสนุนประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ และการท่องเที่ยวยั่งยืนในระดับโลก” นางวัลลภากล่าวสรุป   ผู้สนใจสามารถสำรองห้องพักได้ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพักได้ที่อีเมล pattaya.reservations@marriott.com โทร +66 (0) 33 168 542 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ www.marriottpattaya.com   ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ AWC ลงเสาเอก “เวิ้งนครเกษม เยาวราช” โครงการมิกซ์ยูสใหญ่ที่สุดในไชน่าทาวน์ AWC เปิดตัว ‘Jurassic World: The Experience @ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น
โคโค โกลบอล ฮอสพิทอลลิตี้ 10 ปีแห่งความสำเร็จในการบริหารโรงแรมครบวงจร ตั้งเป้าไป 10 ประเทศใน 6 ทวีป

โคโค โกลบอล ฮอสพิทอลลิตี้ 10 ปีแห่งความสำเร็จในการบริหารโรงแรมครบวงจร ตั้งเป้าไป 10 ประเทศใน 6 ทวีป

โคโค โกลบอล ฮอสพิทอลลิตี้ 10 ปีแห่งความสำเร็จในการบริหารโรงแรมครบวงจร ตั้งเป้าไป 10 ประเทศใน 6 ทวีป บริษัท โคโค โกลบอล ฮอสพิทอลลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KGH บริษัทรับบริหารจัดการโรงแรมอย่างมืออาชีพที่ก่อตั้งในประเทศไทยโดยผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่น ที่มุ่งมั่นส่งมอบบริการที่เป็นมิตรและน่าประทับใจของคนไทย ผสานกับระบบการทำงานด้วยมาตรฐานญี่ปุ่นอย่างลงตัว ต่อยอดทศวรรษแห่งความสำเร็จจากการนำโมเดลการจัดการจากส่วนกลาง (Centralized Operation) มาเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายให้กับโรงแรมขนาดกลางภายใต้การบริหารจัดการโดย KGH ทั้ง 41 แห่ง ด้วยการเดินหน้าเปิด 3 บริการใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เจ้าของโรงแรม ช่วยสร้างผลตอบแทนและขยายฐานลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เล็งสยายปีกการให้บริการไปยังฟิลิปปินส์ พร้อมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายระดับโลก ตั้งเป้าร่วมมือพันธมิตรในการบริหารโรงแรม 1,000 แห่งใน 10 ประเทศ จาก 6 ทวีปทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาบุคลากรมืออาชีพที่มีเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจนและพัฒนาศักยภาพจนกลายเป็นมืออาชีพตัวจริง   ปรัชญาและกลยุทธ์เบื้องหลังทศวรรษแห่งความสำเร็จในธุรกิจรับบริหารโรงแรมครบวงจรของ KGH   นายเรย์ มัทสึดะ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท โคโค โกลบอล ฮอสพิทอลลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “กลยุทธ์ความสำเร็จตลอด 10 ปีของการดำเนินธุรกิจที่เข้ามาพลิกโฉมการบริหารงานโรงแรมในประเทศไทยของ KGH เป็นการนำแนวคิดการทำงานตามปรัชญาไคเซ็น (Kaizen) ของญี่ปุ่นเข้ามาใช้ โดยเน้นระบบการจัดการ ความเที่ยงตรง ความใส่ใจในรายละเอียด และการปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยตอบโจทย์ความท้าทายต่าง ๆ ที่เจ้าของโรงแรมขนาดกลางต้องเผชิญตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจเลยทีเดียว โดยโมเดลการบริหารจัดการจากส่วนกลาง (Centralized Operation) ของ KGH ช่วยให้การบริหารมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้บุคลากรหน้างานน้อยลงและต้นทุนลดลง พร้อมทีมสนับสนุนหลังบ้านที่มีประสิทธิภาพจากสำนักงานใหญ่ การสนับสนุนของทีมงานช่วยให้โรงแรมแต่ละแห่ง สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการขายและสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นได้ ขณะที่มีต้นทุนการบริหารลดลง ตัวอย่างเช่น โรงแรมขนาด 75 ห้อง ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีพนักงานให้บริการที่โรงแรมเพียง 17 คน สำหรับปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ เช่น ผู้จัดการโรงแรม ต้อนรับและบริการลูกค้า แม่บ้าน และวิศวกร สำหรับงานบางตำแหน่ง เช่น เชฟ ฝ่ายบัญชี ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายไอที ฝ่ายขายและการตลาด และฝ่ายทรัพยากรบุคคล อาจไม่จำเป็นต้องประจำที่โรงแรม แต่ดำเนินงานโดยทีมสนับสนุนจากส่วนกลางหรือสำนักงานใหญ่ สำหรับโรงแรมที่มีฝ่ายงานต่าง ๆ คล้ายกันนี้ และมีห้องอาหารด้วย ก็อาจต้องมีพนักงานประจำเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว”   นอกจากนี้ KGH ยังจัดตั้ง KokoHub ศูนย์กลางระบบจัดซื้อและกระจายสินค้าจากส่วนกลาง เพื่อให้บริการแบรนด์โรงแรมในเครือ KGH ทั้งหมด การมีทีมงานมืออาชีพจากส่วนกลางและอำนาจต่อรองจากการสั่งซื้อจำนวนมาก ทำให้พันธมิตรได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง ลดความถี่ในการจัดส่ง และลดความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดได้อีกด้วย KGH กับมาตรฐานการดำเนินงานเหนือระดับและอินไซต์เชิงลึก “บริษัทประสบความสำเร็จในระดับสูงกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม โดยมีอัตรากำไรจากการดำเนินการของอสังหาริมทรัพย์ (Profit Margin at Property Level) ที่ 57% ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานของโรงแรมระดับกลาง (Industry Average) ที่ 25% - 35% ส่วน ADR(Average Daily Rate) ก็ทำได้สูงขึ้นแบบมีนัยสำคัญกว่าก่อนหน้าที่ KGH จะเข้ามาร่วมบริหาร ตัวอย่างเช่น โคโคเทล แบงค็อก เทวา ทองหล่อ ที่มีอัตราค่าห้องเฉลี่ยต่อวัน (ADR) เพิ่มขึ้น 106% จาก 694 บาท ก่อนที่ KGH จะเริ่มดำเนินการในปี 2563 เป็น 1,434 บาท ในปี 2567 ความสำเร็จเหล่านี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการบริหารงานอย่างมืออาชีพของเรา ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทสามารถบรรลุข้อตกลงได้ทั้งในประเทศไทย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ซึ่งเรามั่นใจว่าจะสามารถปิดดีลได้ประมาณ 100 แห่งภายในปี 2569”   ทั้งนี้ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้ประเมินว่าธุรกิจโรงแรมและที่พักจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในปี 2568 จากการที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นจากทั้งจีน เอเชียใต้ ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก รวมทั้งการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยไปยังเมืองหลักและเมืองรอง นอกจากนี้ ยังมีการเดินทางท่องเที่ยวแบบหมู่คณะกับครอบครัวและเพื่อนกันมากขึ้น สอดคล้องกับผลการสำรวจผู้เข้าชมงานไทยเที่ยวไทยประจำปี 2567 ที่พบว่า 35% ของนักท่องเที่ยวแบบ Tribe Travel ให้ความสนใจซื้อแพ็คเกจที่พักและจองทัวร์แบบหมู่คณะ   “สำหรับประเทศไทย มีโรงแรมขนาดกลางประมาณ 5,400 แห่ง แต่ละแห่งมีห้องพัก 50-200ห้อง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ KGH ให้ความสำคัญ โดยหวังจะนำความรู้ความเชี่ยวชาญของบริษัท เข้าไปช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในการเพิ่มรายได้ ด้วยการลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานบริหาร พร้อมสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและทำให้เกิดความผูกพันกับโรงแรมมากขึ้น” นายเรย์ กล่าว เปิดตัว 3 บริการใหม่ ขับเคลื่อน “วิสัยทัศน์แห่งอนาคต” (Future Vision) เพื่อเติบโตไปด้วยกัน ด้านนายภวัติ เพียรเพ็ญศิริวงศ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ การสร้างสรรค์แบรนด์และการออกแบบโรงแรม บริษัท โคโค โกลบอล ฮอสพิทอลลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะบริษัทบริหารจัดการโรงแรมที่มีแบรนด์ไลฟ์สไตล์หลากหลาย บริการใหม่ที่จะนำเสนอ จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำการตลาดและการขายได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ช่วยให้การดำเนินงานของโรงแรมในเครือแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยทั้ง 3 บริการได้รับการออกแบบมาให้ตอบโจทย์ตรงใจ มั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิม ประกอบด้วย บริการสนับสนุนการขายออนไลน์ ( โดยรับผิดชอบด้านการขายออนไลน์และการจัดการรายได้ ซึ่งรวมถึงการบริหารแพลตฟอร์มการจองที่พักและเดินทาง (OTA) ปรับอัตราค่าห้องพักผ่านระบบให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้ รวมทั้งทำรายงานวิเคราะห์คู่แข่ง บริการสนับสนุนการตลาดออนไลน์ ที่ช่วยวางแผนแพ็คเกจห้องพักและโปรโมชั่นต่าง ๆ พร้อมจัดทำโฆษณาออนไลน์ บริหารเว็บไซต์ และบัญชีโซเชียลมีเดีย (Facebook และ Instagram) สามารถผนวกแพ็คเกจนี้เข้ากับบริการสนับสนุนการขายออนไลน์ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสการจดจำและรับรู้แบรนด์โรงแรม กระตุ้นให้มีการจองมาทางออนไลน์ และเพิ่มอันดับของโรงแรมบนแพลตฟอร์ม OTA ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก บริการด้านการบริหารและให้คำปรึกษา บริการใหม่ล่าสุดที่ KGH จะมอบหมายให้ผู้จัดการทั่วไปที่ผ่านการฝึกอบรมและมีประสบการณ์ เข้าไปทำงานที่โรงแรมนั้น ๆ และดูแลการบริหารงานประจำวันของโรงแรมโดยตรง   “KGH มุ่งมั่นปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ “ว้าว” ให้กับแขกผู้มาเยือน เจ้าของกิจการ รวมทั้งพนักงาน การเปิดตัว 3 บริการใหม่นี้ก็เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการในระดับโลก สะท้อนความมุ่งมั่นของเราที่พร้อมจะร่วมก้าวเดินกับเจ้าของโรงแรมสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จในการบริหารโรงแรมในเครือทั้งในประเทศไทยและระดับโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคงในฐานะบริษัทรับบริหารจัดการโรงแรมมืออาชีพ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายบริหารโรงแรม 100 แห่งภายในปี 2569 และขยายเครือข่ายโรงแรมในเครือให้ได้ถึง 1,000 แห่ง ใน 10 ประเทศภายในปี 2578”    
“Taiwan in Design” ยกขบวน 10 แบรนด์ชั้นนำ ร่วมงาน STYLE Bangkok 2025

“Taiwan in Design” ยกขบวน 10 แบรนด์ชั้นนำ ร่วมงาน STYLE Bangkok 2025

"Taiwan in Design" ยกขบวน 10 แบรนด์ชั้นนำ ร่วมงาน STYLE Bangkok 2025 "Taiwan in Design" งานจัดแสดงสินค้าการออกแบบครั้งใหญ่จากไต้หวัน เปิดตัวแล้ว ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ในงาน STYLE Bangkok 2025 ระหว่างวันที่ 2-6 เมษายน 2568 โดยงานจัดแสดงนี้จะนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่หลากหลายประเภทจากไต้หวันกว่า 10 แบรนด์ชั้นนำ ครอบคลุมสินค้าไลฟ์สไตล์ เครื่องเขียน โคมไฟ เครื่องประดับแฟชั่น และ IoT ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านการออกแบบที่การันตีรางวัลจากระดับโลกของไต้หวัน     งานจัดแสดงสินค้าการออกแบบจัดแสดงโดยหน่วยงานบริหารการค้าระหว่างประเทศ ของไต้หวัน (Taiwan International Trade Administration (TITA) และ สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน (TAITRA) ได้นักออกแบบและตัวแทนแบรนด์ของไต้หวันมาแนะนำนวัตกรรมล่าสุด พร้อมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับปรัชญาการสร้างสรรค์ ซึ่งงานนี้จะเป็นโอกาสพิเศษสำหรับผู้ซื้อและสื่อมวลชนนานาชาติในการสำรวจเทรนด์ล้ำสมัยด้านการออกแบบที่ยั่งยืน นวัตกรรมที่มีวิสัยทัศน์ และงานฝีมือที่ยอดเยี่ยม   สำหรับ 10 แบรนด์ไต้หวันที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ ได้แก่ Dian-Ya Design Studio เครื่องประดับอันประณีตที่ทำจากหยกและเงินโบราณ ผสมผสานความสง่างามเหนือกาลเวลาเข้ากับสุนทรียศาสตร์ร่วมสมัย Pai Pen Pro International Ltd. ผู้เชี่ยวชาญด้านปากกาหมึกซึมสุดหรูที่ประดับด้วยองค์ประกอบเครื่องประดับชั้นดี ผสานงานฝีมือเข้ากับความสวยงามที่เหนือจะบรรยาย     The One Inc. บริษัทที่พัฒนาโซลูชันบ้านอัจฉริยะที่เปิดใช้งาน AIoT ซึ่งผสานรวมเข้ากับ Google Home และ Apple HomeKit ได้อย่างราบรื่น เพิ่มความสะดวกสบายและการเชื่อมต่อ ในขณะเดียวกันมาพร้อมกับLumi Décor Co., Ltd. ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมไฟ LED ที่ล้ำสมัยพร้อมปรับแต่งตามไลฟ์สไตล์ของคุณ เสริมด้วย Microlite Industrial Co., Ltd. บริษัทผู้จัดจำหน่ายวัสดุสะท้อนแสงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความยั่งยืนในภาคส่วนต่าง ๆ   Rose O’Neill Kewpie International IP Ltd. ผสานความคิดถึงในอดีตกับคาแรกเตอร์ Kewpie ที่คุ้นเคย เข้ากับความสร้างสรรค์ ตีความภาพลักษณ์ Kewpie ขึ้นมาใหม่ให้สดใสขึ้น KenmouEnterprise บริษัทที่นำเสนอโซลูชันบรรจุภัณฑ์สั่งทำพิเศษ ที่หรูหราระดับไฮเอนด์ ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจและความพิเศษเฉพาะตัวของผลิตภัณฑ์และแบรนด์ได้อย่างลงตัว Camaleon Co. ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะกระดาษทิชชู่พิมพ์ลาย และ กระดาษอาร์ตคุณภาพสูง สำหรับงานเดคูพาจ สร้างสรรค์ชิ้นงานตกแต่งอันโดดเด่นที่เปี่ยมเสน่ห์และไม่เหมือนใคร ในโลกแห่งแฟชั่น ForyuDesign Co., Ltd. ผู้สร้างคอลเลกชันกระเป๋า SOAR ONE ที่ได้รับรางวัล Paperworld Middle East Award ประจำปี 2024 อันทรงเกียรติจากการออกแบบและการใช้งานที่หลายหลาย Emjour International Co., Ltd. แสดงงานฝีมือปักผ้าอันประณีตผ่านแบรนด์ EMJOUR อันเป็นเอกลักษณ์ ที่สะท้อนถึงความพิถีพิถันและความเคารพต่อขนบธรรมเนียมดั้งเดิม แม้ว่าภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่อุตสาหกรรมการออกแบบแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในบ้านยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดเอเชีย ส่งผลให้งานจัดแสดงสินค้าและการออกแบบนี้พร้อมที่จะนำเสนอมุมมองใหม่ ๆ และมอบประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นให้กับผู้ร่วมงานจากทั่วโลก "Taiwan in Design" งานจัดแสดงสินค้าและการออกแบบจากไต้หวัน ขอต้อนรับผู้ร่วมงานจากทั่วโลก ตัวแทนสื่อมวลชน และผู้ที่ชื่นชอบการออกแบบ เพื่อสัมผัสกับความคิดสร้างสรรค์และงานฝีมือที่ดีที่สุดจากไต้หวัน มาร่วมค้นพบอนาคตของการออกแบบไต้หวันไปพร้อมกัน       เกี่ยวกับหน่วยงานบริหารการค้าระหว่างประเทศ ของไต้หวัน (TITA) หน่วยงานบริหารการค้าระหว่างประเทศ ของไต้หวัน (Taiwan International Trade Administration : TITA) ก่อตั้งภายใต้กระทรวงเศรษฐกิจ มีหน้าที่รับผิดชอบในการส่งเสริมการค้าโลกและการพัฒนาเศรษฐกิจของไต้หวัน โดย TITA มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายการค้า เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และสนับสนุนธุรกิจไต้หวันในการขยายการเข้าถึงทั่วโลก โดยการส่งเสริมนวัตกรรม อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงตลาด และยกระดับไต้หวันในการค้าระหว่างประเทศ TITA ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันระดับโลก เว็บไซต์: www.trade.gov.tw   เกี่ยวกับสภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน (TAITRA) สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน (TAITRA) ก่อตั้งขึ้นในปี 1970 เป็นองค์กรส่งเสริมการค้าที่ไม่แสวงหาผลกำไรของไต้หวัน เพื่อช่วยเหลือบริษัทในไต้หวันในการขยายตลาดไปสู่ทั่วโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและสมาคมการค้าต่างๆ ทั้งนี้ TAITRA มีเครือข่ายสำนักงานกว่า 60 แห่งทั่วโลก พร้อมด้วยสาขาภายในประเทศ 5 แห่งในเถาหยวน ซินจู๋ ไถจง ไถหนาน และเกาสง เพื่อให้การสนับสนุนที่ครอบคลุมแก่ธุรกิจไต้หวันทั่วโลก อีกทั้ง TAITRA ยังทำงานร่วมกับ Taiwan Trade Center (TTC), Taipei World Trade Center (TWTC) และ Far East Trade Service (FETS) เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าและส่งเสริมความร่วมมือทางธุรกิจระดับโลก เว็บไซต์: https://www.taitra.org.tw/en/
เอพี ไทยแลนด์ ปี68 พร้อมต่อยอดครองความเป็นหนึ่ง สร้างที่สุด…ให้ชีวิตดีที่สุด

เอพี ไทยแลนด์ ปี68 พร้อมต่อยอดครองความเป็นหนึ่ง สร้างที่สุด…ให้ชีวิตดีที่สุด

เอพี ไทยแลนด์ ปี68 พร้อมต่อยอดครองความเป็นหนึ่ง สร้างที่สุด...ให้ชีวิตดีที่สุด เปิดโครงการใหม่มูลค่า 65,000 ล้านบาท ที่สุดทุกมิติในอุตสาหกรรม    บมจ. เอพี ไทยแลนด์ ตั้งเป้าปี 2568 ขยายพอร์ตสินค้าในเครือเอพีพร้อมขายกระจายทั่วประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 226 โครงการ โดยเป็นโครงการพัฒนาใหม่ จำนวน 42 โครงการ มูลค่าประมาณ 65,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 15 โครงการ มูลค่า 26,500 ล้านบาท ทาวน์โฮม และบ้านแฝด 18 โครงการ มูลค่า 15,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่า 20,200 ล้านบาท และโครงการในต่างจังหวัด 3 โครงการ มูลค่า 3,300 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขาย 55,000 ล้านบาท เป้ารายได้รวม 100% JV ที่ 52,900 ล้านบาท   ผลการดำเนินงานปีที่ผ่านมา (2567) บริษัทฯ มียอดขายสุทธิสูงสุดในอุตสาหกรรมถึง 46,752 ล้านบาท มีรายได้รวมจากสินค้ากลุ่มแนวราบ กลุ่มคอนโดมิเนียม (100% JV) และธุรกิจอื่นๆ ได้สูงถึง 47,125 ล้านบาท กำไรสุทธิเท่ากับ 5,020 ล้านบาท และมีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน 0.70 เท่า ซึ่งเป็นไปตามนโยบายในการบริหารจัดการสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนในระดับที่ไม่เกิน 1 เท่า ณ 23 กุมภาพันธ์ 2568 บริษัทฯ มีสินค้ารอรับรู้รายได้มูลค่า 41,621 ล้านบาท     เจาะกลยุทธ์ เอพี “สร้างที่สุด...ให้ชีวิตดีที่สุด”   นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บมจ. เอพี ไทยแลนด์ กล่าวว่า บริษัทฯ​ ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ใหญ่ “ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้” และในปี 2568 นี้ถือเป็นอีกหนึ่งปีของความท้าทายด้วยปัจจัยต่างๆ รอบด้าน แต่อย่างไรก็ตามเพื่อคงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในปีนี้ทุกกลุ่มธุรกิจในเครือเอพี ไทยแลนด์ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจไปด้วยกัน ภายใต้แผนกลยุทธ์ “สร้างที่สุด...ให้ชีวิตดีที่สุด” ด้วยการสร้างที่สุดในทุกๆ มิติ ทั้งผ่านสินค้าหลักอย่างบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม บ้านแฝด และคอนโดมิเนียม หรือผ่านประสบการณ์การอยู่อาศัยด้วยเซอร์วิสต่างๆ ที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้น เพื่อส่งมอบชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้ให้กับทุกคน   ทั้งนี้ปี 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายอสังหาริมทรัพย์ไว้ที่ 55,000 ล้านบาท เป้ารายได้รวม 100% JV ที่ 52,900 ล้านบาท กับที่สุดแรกด้วยแผนการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 42 โครงการ มูลค่า 65,000 ล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยว 15 โครงการ มูลค่า 26,500 ล้านบาท ทาวน์โฮมและบ้านแฝด จำนวน 18 โครงการ มูลค่า 15,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่า 20,200 ล้านบาท และโครงการในต่างจังหวัด 3 โครงการ มูลค่า 3,300 ล้านบาท และเมื่อรวมกับโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย (ongoing projects) จะทำให้ เอพี ไทยแลนด์เป็นที่สุดด้วยจำนวนโครงการมากที่สุดรวม 226 โครงการ ทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย   ด้วยเทรนด์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เอพีเราไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัย ตลอดจนเซอร์วิสต่างๆ ให้สอดรับกับวิถีชีวิตและความต้องการที่เปลี่ยนไป ซึ่งภายใต้กลยุทธ์ “สร้างที่สุด...ให้ชีวิตดีที่สุด” นั้น บริษัทฯ ได้ทำงานร่วมกับทุกกลุ่มธุรกิจในเครือ เพื่อนำพาเอพีครองความเป็นหนึ่ง ตลอดจนสร้างที่สุดให้เกิดขึ้นในทุกๆ Touch Point ของการอยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์เครือเอพี โดยมี 3 DNA สำคัญในการส่งมอบความเป็นที่สุดที่ลูกค้าจะสัมผัสได้จากโครงการใหม่ที่เตรียมเปิดตัวในปีนี้ ได้แก่     Diversity & Desires สร้างที่สุด...ให้ทุกพื้นที่สะท้อนตัวตน บนความเข้าใจในความแตกต่างและความชอบส่วนตัว เพื่อให้สิ่งที่เป็นที่สุดในชีวิต อยู่กับคุณตลอดไป ครอบคลุมทุกมิติของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่การให้ความสำคัญในการพัฒนาแบบบ้านโมเดลใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกพื้นที่รองรับกับไลฟ์สไตล์ที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น รวมถึงการเลือกทำเลศักยภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเอพี เพื่อให้บ้านที่คุณเลือก เป็นที่สุดในชีวิตที่อยู่กับคุณตลอดไป   Craft Space & Design สร้างที่สุด...ในทุกรายละเอียดของการออกแบบ ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด เพื่อการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบ ด้วยการออกแบบที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยแนวคิด Empathy Design ที่นอกเหนือจากการสร้างพื้นที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แล้ว แต่ยังเติมเต็มสุนทรียศาสตร์ในการอยู่อาศัย สร้างเสน่ห์ให้ทุกประสบการณ์พิเศษและแตกต่าง ด้วยดีไซน์ที่งดงามเหนือกาลเวลา   Elevation & Intuitive Living สร้างที่สุด...ให้ทุกสิ่งรอบตัวเป็นเรื่องง่าย เพื่อชีวิตดีๆ ที่ไม่ต้องคิด ด้วย Service ที่ทำให้ทุกเรื่องง่าย ตอบโจทย์ชีวิตอย่างลงตัว ด้วยความตั้งใจในการออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้การอยู่อาศัยเป็นเรื่องง่าย สบาย และสมบูรณ์แบบ โดยไม่ต้องคิดหรือจัดการให้ยุ่งยาก เพราะทุกอย่างถูกคิดและเตรียมไว้ให้แล้ว ด้วยบริการต่างๆ ในเครือเอพี ไทยแลนด์ ที่ครอบคลุมทุกเรื่องการอยู่อาศัย   เบอร์ 1 ผู้นำตลาดทาวน์โฮมและบ้านแฝดที่ไม่หยุดนิ่ง  นายเมธา รักธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าทาวน์โฮมและบ้านแฝด บมจ. เอพี ไทยแลนด์ กล่าวว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจทาวน์โฮมเอพีมีอัตราการเติบโตด้านยอดขายที่เพิ่มขึ้นกว่า 30% ในปีที่ผ่านมา จนทำให้วันนี้เรายังคงครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มสินค้าทาวน์โฮมและบ้านแฝดมากที่สุด สำหรับในปีนี้กลุ่มธุรกิจทาวน์โฮมและบ้านแฝดยังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดนิ่งในทุกมิติ โดยตั้งเป้าสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมสานต่อกลยุทธ์หลักขององค์กร ในการ “สร้างที่สุด...ให้เกิดขึ้นในทุกมิติ เพื่อให้ลูกค้าก้าวไปสู่ที่สุดของชีวิต” โดยในปีนี้เรามีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 18 โครงการ มูลค่า 15,000 ล้านบาท ครอบคลุมครบทั้ง 6 Sub-Brand ตั้งแต่ระดับราคา 1.49 - 25 ล้านบาท   ทั้งนี้ สร้างที่สุดแรกคือ การเป็นอันดับ 1 ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีโครงการทาวน์โฮมและบ้านแฝดครอบคลุมทุกโซนของกรุงเทพฯ มากที่สุด ภายใต้กลยุทธ์ Zoning Expansion Strategy ถือเป็น key สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ โดยให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงการที่ครอบคลุมทั้งในแง่ของจำนวน รูปแบบโครงการ และแพ็กเกจราคาที่หลากหลาย ที่สอดรับกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจมีจำนวนโครงการที่กระจายครอบคลุมพื้นที่มากถึง 11 โซน กับจำนวนโครงการพร้อมอยู่มากที่สุดกว่า 70 โครงการ ซึ่งมั่นใจว่าสินค้าทาวน์โฮมและบ้านแฝดเอพีมีสินค้าที่พร้อมขาย พร้อมโอนมากที่สุดในอุตสาหกรรม   ที่ผ่านมาการพัฒนาโครงการของเอพีประสบความสำเร็จอย่างมาก สร้าง AP Community ให้เกิดขึ้นในหลายทำเลใหญ่ ซึ่งถ้านับ AP Community ที่เอพีลงทุนพัฒนาไปแล้วรวมได้กว่า 1,000 ไร่ ซึ่งในปีนี้มีแผนขยายความสำเร็จในการสร้าง AP Community ไปยังทำเล เมืองเอก วิภาวดี-รังสิต ด้วยขนาดที่ดินรวมกว่า 120 ไร่ ด้วยศักยภาพของทำเลที่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดง ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต เชื่อมต่อทางด่วนบางพูน และ ติดถนน 345 เชื่อมไปยังโซนราชพฤกษ์ เพื่อเข้าสาทร หรือ ถนนกาญจนาภิเษก-วงแหวน ไปยังนนทบุรี พระราม 5 ได้หลากหลายเส้นทาง โดยเตรียมเปิดตัวทาวน์โฮมและบ้านแฝดใหม่ในทำเล เมืองเอก วิภาวดี-รังสิต จำนวน 3 โครงการ ซึ่งพร้อมจะเปิดขายโครงการแรก คือ Grande Pleno วิภาวดี-รังสิต บ้านแฝดไซส์ใหญ่ เริ่มต้น 5.49 ล้านบาท ในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้     สร้างที่สุดในมิติที่ 2 กับที่สุดของแบบบ้านที่มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ตอบทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในทุกเซกเมนต์  ซึ่ง ณ ปัจจุบันเรามีแบบบ้านกว่า 100 โมเดล และในปีนี้มีการพัฒนาแบบบ้านใหม่ เพิ่มขึ้นอีก 13 โมเดล ด้วยทาวน์โฮมและบ้านแฝดในคอนเซ็ปต์ใหม่ เช่น CoLive Model ทาวน์โฮมแรกที่ลูกค้าสามารถปล่อยเช่าแยกชั้นได้ ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม Solo Living ที่ชอบใช้ชีวิตคนเดียว Mirth Model ทาวน์โฮม 2 ชั้นที่มาพร้อมกับ Duplex Space พื้นที่พิเศษที่เพิ่มมากขึ้น Xavier Model ทาวน์โฮม 3 ชั้นที่มากับคอนเซ็ปต์บ้านเล่นระดับ หรือ Asher Model บ้านแฝดหน้ากว้างสุด 16.4 เมตร เป็นต้น     สร้างที่สุดที่ 3 กับการสร้างมาตรฐานใหม่ของพื้นที่ส่วนกลางที่ดีที่สุดในทาวน์โฮมและบ้านแฝด เพื่อให้พื้นที่ส่วนกลางไม่ได้เป็นเพียงจุดพักผ่อน แต่คือการออกแบบส่วนกลางที่ผสานแนวคิดความยั่งยืน โดยไม่ลดทอนความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน พร้อมยังทำให้สภาพแวดล้อมภายในโครงการร่มรื่นสวยงามน่าอยู่ ด้วยการให้ความสำคัญกับการใช้นวัตกรรมมาช่วยในการประหยัดพลังงาน เช่น 24Fitness ฟิตเนสที่พร้อมเปิด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันในแต่ละช่วงเวลา และมีการออกแบบระบบเปิด-ปิดไฟแยกตามโซนการใช้งานเพื่อประหยัดพลังงาน การออกแบบ Eco Waste Station สถานีจัดการขยะอย่างเป็นระบบเพื่อความสะอาดและความยั่งยืน โดยในทาวน์โฮมและบ้านแฝดทุกโครงการจะมีการออกแบบตัวอาคารที่เป็นจุดจัดการขยะไว้อย่างเป็นสัดส่วนตามมาตรฐานการแยกขยะที่ทางภาครัฐกำหนดขึ้น พร้อมรณรงค์ผ่านแคมเปญ แยก.เท.ได้ เพื่อเชิญชวนลูกบ้านร่วมกันแยกขยะก่อนทิ้ง โดยในปีนี้มีการตั้งเป้า recycle ขยะให้ได้ที่ 100 ตัน จากทุกโครงการทาวน์โฮมและบ้านแฝด เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 20,000 ต้น หรือการใช้ระบบ Solar Roof เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการพื้นที่ส่วนกลาง โดยจะติดตั้งเพิ่มเติมในส่วนของ Main Gate นอกเหนือจากติดตั้งไปแล้วในส่วนของพื้นที่ Club House     The Greatest Home ที่สุดของบ้านที่เข้าใจชีวิต นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยว บมจ. เอพี ไทยแลนด์ กล่าวว่า บ้านเดี่ยวเอพีเรายังคงพัฒนาสินค้าภายใต้จุดยืน FUNCTIONAL IS BEAUTIFUL บ้านที่สวยที่สุด คือบ้านที่เข้าใจชีวิต ที่ที่ทุกตารางนิ้วถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานได้จริง และเข้าใจทุกชีวิตในบ้านมากที่สุด โดยในปีนี้กลุ่มธุรกิจบ้านเดี่ยวมีแผนเปิดตัวบ้านเดี่ยวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 15 โครงการ มูลค่า 26,500 ล้านบาท โดยในปีนี้กลุ่มธุรกิจบ้านเดี่ยวพร้อมจะสร้างที่สุดภายใต้แนวคิด The Greatest Home เพื่อสร้างที่สุดของที่อยู่อาศัย ที่เติมเต็มทุกพื้นที่ชีวิตของทุกเจเนอเรชัน ซึ่งนอกเหนือจากการ Maintain ความสำเร็จในตลาดบ้านเดี่ยวระดับราคา 7-20 ล้านบาท ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่บ้านเดี่ยวเอพีมีการเปิดตัวแบบบ้านใหม่ครบทุกแบรนด์พร้อมกัน การเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ทั้งหมดนี้เพื่อให้เติมเต็มความต้องการพื้นที่ชีวิตที่แตกต่าง และครอบคลุมทุกเซกเมนต์ นอกจากนี้เพื่อสร้างการเติบโตที่มากยิ่งขึ้น เราจึงมาพร้อมที่สุดแรกกับการ เปิดตัว ‘Majestic Collection’ คอลเลกชันบ้านเดี่ยวระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรี แบรนด์ The Palazzo และบ้านกลางกรุง ในเซกเมนต์ราคาประมาณ 50-100 ล้านบาทขึ้นไป โดย ‘Majestic Collection’ สะท้อนนิยามของความสง่างามเหนือกาลเวลา ด้วยการออกแบบที่งดงามเหนือกาลเวลา ที่ไม่เพียงแต่เป็นบ้าน แต่คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ที่ผสานความประณีตในทุกรายละเอียดเข้ากับความหรูหราสง่างาม ตอบโจทย์ผู้ที่มองหาที่สุดของการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง     3 ที่สุดของโครงการกับ ‘Majestic Collection’ 1) The Palazzo กรุงเทพกรีฑา ราคา 75-120 ล้านบาท 2) The Palazzo ปิ่นเกล้า-บรมฯ ราคา 50-85 ล้านบาท 2 ที่สุดของบ้านเดี่ยวระดับ Flagship ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมระดับ World-Class ผสานงานดีไซน์ที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด สร้างสรรค์พื้นที่อยู่อาศัยให้เป็นเสมือน ‘Masterpiece’ ที่หลอมรวมทั้งความโอ่อ่าของพื้นที่ ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับสูง และงานออกแบบที่สะท้อนรสนิยมเหนือระดับ กับจุดเด่นคฤหาสน์หรูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขนาดพื้นที่ใช้สอยสูงสุดกว่า 1,000 ตร.ม. พิเศษด้วยการออกแบบพื้นที่พิเศษเฉพาะในแต่ละเจเนอเรชัน และส่วนกลางที่ไม่ได้เป็นเพียง Facilities แต่เป็นแลนด์มาร์กแห่งการใช้ชีวิตระดับ Majestic Living อย่างแท้จริง ซึ่งพร้อมเปิดให้เข้าชมแบบ Private Preview ในวันที่ 29-30 มีนาคมนี้ และ 3) บ้านกลางกรุง สาธุประดิษฐ์ 57 The Rarest of Rarity ที่สุดของดีไซน์และโลเคชันสุดยูนีคใจกลางเมือง กับบ้านแนวคิดใหม่สูง 4-5 ชั้น พร้อมชั้นดาดฟ้า เพียงแค่ 9 หลัง มูลค่าโครงการ 550 ล้านบาท ที่ให้ทั้งความเป็นส่วนตัว ความโอ่อ่า และความสะดวกสบาย ในพื้นที่แนวตั้ง ซึ่งพร้อมเปิดขายในช่วงไตรมาส 2     อีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าสนใจในปีนี้กลุ่มธุรกิจบ้านเดี่ยว มีแผนเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ภายใต้ชื่อ BEON [บีร์ออน] เพื่อยกระดับที่อยู่อาศัยให้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการใช้ชีวิต กับที่สุดของบ้านเดี่ยวสุดโมเดิร์นสูง 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 614- 814 ตารางเมตร ดีไซน์ใหม่สุด Exclusive พิเศษในเรื่องของการออกแบบสเปซให้มี Ultra Volume เชื่อมต่อพื้นที่ทุกชั้นภายในเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีไลฟ์สไตล์ Unique และมองหาบ้านเดี่ยวในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก โดยมีแผนเปิดตัวโครงการภายใต้แบรนด์ “BEON” ในทำเลแรกแถวนวลจันทร์ ซึ่งพร้อมเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง     LIFE Condo ให้ความสำเร็จได้ใช้ชีวิต  นางสาวกมลทิพย์ บำรุงชาติอุดม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียม บมจ. เอพี ไทยแลนด์ กล่าวว่า ในปีนี้กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม พร้อมสร้างที่สุด...เพื่อให้คุณเริ่มชีวิตที่อยากใช้ ไปกับคอนโดใหม่จากเอพี โดยในปีนี้มีแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 6 โครงการ มูลค่า 20,200 ล้านบาท ด้วยการสร้างเมจิกให้เกิดขึ้นผ่านวิธีคิดในการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางและสเปซภายในห้องชุด ทลายข้อจำกัดเดิมๆ ในการใช้ชีวิตแนวตั้ง เพื่อสร้างความรู้สึกใหม่ให้ทุกพื้นที่สะท้อนตัวตน โดยคีย์ไฮไลต์ของปีกับ LIFE CONDO ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ Version 2025: Success Like no Others - ให้ความสำเร็จได้ใช้ชีวิต ซึ่ง LIFE CONDO Version 2025 พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่เกิดขึ้นในทุก Moment ของชีวิต ด้วย 5 นวัตกรรมพื้นที่ขอบคุณชีวิต ได้แก่     Modular Flow Design แนวคิดในการออกแบบเพื่อสร้างพื้นที่ใช้สอยใหม่ ค้นหาพื้นที่ที่ซ่อนอยู่ ด้วยวิธีคิดใหม่ในการจัดสรรสเปซ ทั้งในมิติแนวตั้ง (Vertical) และแนวนอน (Horizontal) จนเกิดเป็นสเปซใหม่ที่ให้ความรู้สึกใหม่ ทั้งยังให้ทุกพื้นที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างกลมกลืนและลงตัว ตลอดจนการให้ความสำคัญกับแสงและการไหลเวียนของอากาศ Openness to Biodiversity เชื่อมต่อชีวิตเมืองเข้ากับธรรมชาติ ด้วยการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อสุขภาพกายและใจ ให้รู้สึกและเข้าถึงความเป็นธรรมชาติได้ในทุกสัมผัส ด้วยแนวคิด Stand-alone facilities พื้นที่ส่วนกลางที่ทำให้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของฟังก์ชันการใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น Botanical Gym ที่ทำให้การออกกำลังกาย แวดล้อมเหมือนอยู่ในสวน หรือ ‘Biodiverse Co-Working Forest’ ที่ช่วยสร้างพื้นที่ทำงานในบรรยากาศของป่าในเมือง New Feel-Safe Design แนวคิดในการออกแบบที่มุ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ที่เป็นมิตรกับทุกชีวิตที่อยู่อาศัยภายในโครงการ ครอบคลุมไปถึงการออกแบบที่อยู่อาศัยร่วมกันระหว่างมนุษย์และสัตว์เลี้ยง ด้วยความใส่ใจในการออกแบบอาคารอยู่อาศัยที่มี function พิเศษให้ความอุ่นใจเกิดขึ้นทั้งกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงและตัวสัตว์เลี้ยงเอง A Building That Gives Back สะท้อนถึงความรับผิดชอบที่เรามีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยไม่เพิ่มภาระหรือค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้า เช่น การเลือกใช้พรรณไม้ช่วยฟอกอากาศ เพื่อร่วมสร้างอากาศที่ดีให้กับลูกค้า และคืนอากาศที่ดีกลับให้ชุมชนข้างเคียง การติดตั้งระบบ EV Charger การติดตั้งหลอดไฟที่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว หรือการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ในพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน เป็นต้น Choose the Persona of Your City คอนเซ็ปต์ในการพัฒนา LIFE CONDO ที่มอบทางเลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมือง Micro-Village in Inner City Concept เป็น Low-Rise Rare Collection ถึงทำเลจะตั้งอยู่ในเมือง แต่ยังคงบรรยากาศที่สงบและส่วนตัว และ Metropolis-Within City Concept เป็น High-Rise Super Facilities โครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลใจกลางเมืองอย่างแท้จริง ที่ไม่เพียงแต่สะดวกในการเข้าถึงชีวิตเมืองที่เต็มไปด้วยกิจกรรม แต่ยังมาพร้อมกับ ‘Super Facilities’ ที่ครบและจัดเต็มในแบบเอพี     โดย LIFE สาทร-นราธิวาส 22 คือ LIFE CONDO ในคอนเซ็ปต์ใหม่ที่เตรียมเปิดตัวเป็นโครงการแรก ซึ่งมาในรูปแบบ Micro-Village in Inner City Concept สูง 8 ชั้น 2 อาคาร มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท จำนวน 416 ยูนิต ทำเลที่ตั้งอยู่ในซอยนราธิวาส 22 ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความเงียบสงบในบรรยากาศรีทรีต โดยเตรียมเปิดจองรอบ VVIP Day ในวันที่ 22 - 23 มีนาคมนี้ ด้วยราคาเริ่มต้น 3.6 ล้านบาท ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ https://apth.ly/oj6r   ข่าวอื่นที่น่าสนใจ ซีคอน เปิดตัวโครงการบ้าน Your Home: Your Family ซีรีส์ 2 เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทยเดินเครื่องธุรกิจฝ่าทุกความผันผวนปี 68 AWC ลงเสาเอก “เวิ้งนครเกษม เยาวราช” โครงการมิกซ์ยูสใหญ่ที่สุดในไชน่าทาวน์