Tag : Townhome

600 ผลลัพธ์
แสนสิริ  5 เดือนแรกกวาดยอดแนวราบหมื่นล้าน  พร้อมเปิด 6 โครการใหม่ดันเป้า 24,000 ล้าน

แสนสิริ 5 เดือนแรกกวาดยอดแนวราบหมื่นล้าน พร้อมเปิด 6 โครการใหม่ดันเป้า 24,000 ล้าน

แสนสิริ โกยยอดขายโครงการแนวราบ 5 เดือน ทะลุ 10,000 ลบ. โตเกือบ 30% พร้อม ปิดการขาย 4 โครงการ พร้อมรุกเปิดรวด 6 โครงการใหม่ 6,000 ล้านบาท ในเดือนเดียว เดินหน้าสู่เป้าหมาย 24,000 ล้าน      นายอาณัติ กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนแรกแสนสิริ สามารถทำยอดขายรวมโครงการแนวราบได้ 10,000 ล้านบาท เติบโตจากช่วยเดียวกันของปีก่อนเกือบ 30% และคิดเป็นสัดส่วน 40% ของเป้าหมายยอดขายในปีนี้ ที่คาดว่าจะทำได้ 24,000 ล้านบาท โดยยอดขายดังกล่าว แบ่งเป็น ยอดขายจากโครงการบ้านเดี่ยว 6,600 ล้านบาท ยอดขายจากโครงการมิกซ์โปรดักส์แบรนด์อณาสิริ 1,500 ล้านบาท และยอดขายจากทาวน์โฮมแบรนด์สิริ เพลส อีก 1,900 ล้านบาท และช่วง​ 5 เดือนแรกที่ผ่านมา มีการปิดการขายใน 4 โครงการแนวราบ ได้แก่ สราญสิริ ติวานนท์ - แจ้งวัฒนะ 2, บุราสิริ บึงหนองโคตร ขอนแก่น, เศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา2 และทาวน์โฮม สิริ เพลส รังสิต นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 โครงการที่คาดว่าจะปิดโครงการได้เร็ว ๆ นี้ คือ คณาสิริ ราชพฤกษ์ - 346 , ฮาบิเทีย ออร์บิต หทัยราษฎร์ และฮาบิเทีย ไพรม์ ราชพฤกษ์   แสนสิริ ยังวางแผนพัฒนาโครงการแนวราบอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมิถุนายนนี้  แสนสิริเตรียมเปิดตัว 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์สิริ เพลส, อณาสิริ และสราญสิริ ได้แก่ โครงการสิริ เพลส พระราม 2 – วงแหวน จำนวน 252 ยูนิต ทาวน์โฮมฟังก์ชันบ้านเดี่ยว ติดถนนพระราม2 ราคาเริ่มต้น 2.89 ล้านบาท* โครงการสิริ เพลส ดอนเมือง – สรงประภา จำนวน 138 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.79 ล้านบาท*   โครงการอณาสิริ รามคำแหง ประกอบด้วย บ้านแฝดและทาวน์โฮมดีไซน์ใหม่ จำนวน 272 ยูนิต กับ 4 แบบบ้าน 4 ฟังก์ชัน ระดับราคา 3.69 – 8 ล้านบาท* โครงการ อณาสิริ ราชพฤกษ์ – 346 บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม จำนวน 164 ยูนิต กับ 5 แบบบ้าน พื้นที่ใช้สอย 99 – 161 ตารางเมตร ราคา 4.59 - 6 ล้านบาท* หลังได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้า ปิดการขายเฟสแรกทันทีในวันพรีเซลล์ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา บ้านเดี่ยวแบรนด์ สราญสิริ  กับโครงการสราญสิริ บางนา บ้านเดี่ยวสไตล์ Urban Farmhouse มีแบบบ้านที่ทั้งหมดถึง 5 แบบบ้าน พื้นที่ใช้สอย 153 – 333 ตารางเมตร จำนวนทั้งสิ้น  246 ยูนิต ระดับราคา 6 – 12 ล้านบาท* โครงการ สราญสิริ พระราม 2 สไตล์ Modern Farmhouse มีแบบบ้านให้เลือกถึง 4 แบบบ้าน พื้นที่ใช้สอย 162 – 203 ตารางเมตร  จำนวนเพียง 135 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 8 – 12 ล้านบาท*   นายอาณัติ กล่าวอีกว่า  ตลาดอสังหาฯ ครึ่งหลังปี  2565 มีแนวโน้มฟื้นตัว ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบยังคงได้รับการตอบรับที่ดี และมีความต้องการมากขึ้น หลังจากที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลให้โครงการแนวราบเติบโตดีในทุกกลุ่มและระดับราคา   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดลักซ์ชัวรี บ้านเดี่ยวระดับบน จะเห็นการขยายตัวที่ชัดเจน จากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลที่ดี แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นปัจจัยอันดับแรกที่กลุ่มลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยระดับบนจะมองหาเมื่อตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย แสนสิริเดินหน้าเปิดโครงการแนวราบตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งมั่นใจว่า จะสร้างผลงานยอดขายโครงการแนวราบได้ 24,000 ล้านบาทตามเป้าหมายที่วางไว้   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -แสนสิริ เดินหน้าโปรเจ็กต์ “กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้” เปิดอีก 3 โครงการ 9,300 ล้าน -แสนสิริ ปั้นทาวน์โฮม เมืองท่องเที่ยวในฝัน เปิดสิริ เพลส 6 โครงการ 4,200 ล้าน​    
เอสซี แอสเสท  ตุนยอดขาย 6 เดือนกว่า 11,500 ล้าน  เตรียมเปิด 15 โปรเจ็กต์ใหม่ดันเป้ารายได้

เอสซี แอสเสท ตุนยอดขาย 6 เดือนกว่า 11,500 ล้าน เตรียมเปิด 15 โปรเจ็กต์ใหม่ดันเป้ารายได้

เอสซี แอสเสท 2 เดือนแรกในไตรมาส 2 ตุนยอดขาย 8 โปรเจ็กต์เปิดใหม่กว่า 2,700 ล้าน  สวนกระแสเศรษฐกิจ ดันยอขายรวม  6 เดือน มากกว่า 11,500 ล้าน พร้อมเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง มั่นใจทำยอดขายและรายได้ทะลุเป้า​  22,000 ล้าน   นายอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านสนับสนุนองค์กร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า ช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 2 บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่ 8 โครงการ แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 7 โครงการ มูลค่า โครงการรวม 9,800 ล้านบาท ใน 7 ทำเล  ได้แก่ 1.บางนา-ศรีนครินทร์ 2.รามคำแหง-วงแหวน 3.ประชาชื่น 4.แจ้งวัฒนะ 5.ติวานนท์-รังสิต 6.รามอินทรา- วัชรพล และ 7.ปิ่นเกล้า-ศาลายา  ซึ่งทั้งหมดเป็นบ้านนิวซีรี่ส์สไตล์โมเดิร์น  ราคา 5-30 ล้านบาท   นอกจากนี้ ยังเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์ล่าสุด ที่มีดีไซน์แนวคิดใหม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการอยู่อาศัยของ Gen Y  คือ  โครงการเรฟเฟอเรนซ์ สาทร – วงเวียนใหญ่ มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 8 โครงการที่ได้เปิดตัวไปได้รับการตอบรับที่ดี สามารถทำยอดขายได้แล้ว 2,700 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันบริษัท​​มียอดขายรวมประมาณ 11,500 ล้านบาท  แบ่งเป็นยอดขายแนวราบ 9,620 ล้านบาท ซึ่งมาจากบ้านราคามากกว่า 10 ล้านบาท ในสัดส่วน  68%  และบ้านราคาน้อยกว่า 10 ล้านบาท สัดส่วน 32% และมียอดขายกลุ่มคอนโด 1,880 ล้านบาท   สำหรับครึ่งปีหลัง บริษัทจะเปิดตัวโครงการแนวราบทุกระดับราคาอีก 15 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 22,500 ล้านบาท  โดยทุกโครงการมีดีไซน์แนวคิดใหม่ และเตรียมเปิดตัวบ้านเกมเมอร์ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมกับคอนโดระดับลักชัวรี่​บนถนนสุขุมวิท ทำเลรถไฟฟ้า BTS สถานีทองหล่อ มูลค่า 2,500 ล้านบาท   กว่า 2 เดือนที่ผ่านมาของไตรมาส 2 บ้านทุกระดับราคาและคอนโดใหม่ของ เอสซีฯ  ขายดีมาก สวนกระแสเศรษฐกิจ  ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีโครงการเพื่อขาย 55 โครงการ มูลค่า 34,000 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าปีนี้จะทำยอดขายและรายได้ตามเป้า ที่วางไว้จำนวน 22,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เอสซี แอสเสท ชู 3 ยุทธศาสตร์  ปั้นรายได้แสนล้าน ประเดิมปี 65 ลุยเปิด 27 โปรเจ็กต์ใหม่
ออริจิ้น​ เปิดคอนโดฯ 19 โปรเจ็กต์ 28,600 ล้าน  ชู 2 กลยุทธ์ เจาะพื้นที่รถไฟฟ้า 8 สาย-EEC

ออริจิ้น​ เปิดคอนโดฯ 19 โปรเจ็กต์ 28,600 ล้าน ชู 2 กลยุทธ์ เจาะพื้นที่รถไฟฟ้า 8 สาย-EEC

ORI เดินแผนธุรกิจ ภายใต้แนวคิด Origin Multiverse พร้อมปั้น 19 โปรเจ็กต์คอนโด 28,600 ล้าน ด้วย 2 กลุยทธ์ การบุกตลาดทุกเซ็กเมนต์ ทุกราคา ทุกไลฟ์สไตล์ กับ 8 เส้นทางรถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ และพื้นที่ EEC   แม้ว่าทิศทางการดำเนินธุรกิจของ “ออริจิ้น” ในปี 2565 ได้วางแผนภายใต้แนวคิด Origin Multiverse หรือแผนการเติบโตแบบพหุจักรวาล ด้วยการปูทางให้ธุรกิจใหม่ ๆ เช่น ธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์  ธุรกิจโรงแรม มีเส้นทางการเติบโตคู่ขนานของตัวเอง   แต่สำหรับธุรกิจคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นธุรกิจเริ่มต้นของบริษัท  ในปีนี้ก็ยังคงให้ความสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ปีนี้ถึง 19 โครงการ รวมมูลค่า 28,600 ล้านบาท โดยผ่านการพัฒนาภายใต้ ​3 บริษัทหลัก ได้แก่ บริษัท พาร์ค ลักชัวรี่ จำกัด กลุ่มคอนโดระดับลักชัวรี่ บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม จำกัด กลุ่มธุรกิจสมาร์ทคอนโด​ และบริษัท ออริจิ้น อีอีซี จำกัด  กลุ่มคอนโดในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)​ 2 กลยุทธ์ ออริจิ้น บุกตลาดคอนโด นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร  เปิดเผยว่า ได้วาง 2 กลยุทธ์หลักในการทำตลาดคอนโด  ได้แก่ 1.บุกทุกเซ็กเมนต์-ราคา-ไลฟ์สไตล์ ช่วงที่ผ่านมา บริษัทแตกแบรนด์คอนโดใหม่ ๆ จนครอบคลุมทุกระดับราคา ซึ่งวันนี้ยังคงพัฒนาแบรนด์ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยปรับสินค้าตามทำเลที่ตั้งในซอยย่อย ตามเซ็กเมนต์ และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เนื่องจาก​ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันไม่ได้ถูกแบ่งด้วยระดับของสินค้าหรือกำลังซื้อ   นายพีระพงศ์ กล่าวว่า ปีที่แล้ว ได้ทดลองบุกตลาดกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ อาทิ ​กลุ่มสตาร์ทอัพ กลุ่ม Pet Lover กลุ่มนักศึกษาและคนทำงานมหาวิทยาลัย หรือ Campus Condo กลุ่มนักลงทุน  ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก ปีนี้จึงบุกตลาดเหล่านี้ต่อเนื่อง พร้อมกับมีแบรนด์ใหม่ที่มีบุคลิกของแบรนด์แตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น So Origin และ Origin Play เพื่อมาช่วยกันบุกตลาดทุกไลฟ์สไตล์ ทุกเจเนอเรชั่น 2.บุกทำเลรถไฟฟ้าทั้งปัจจุบันและอนาคต ในอดีตบริษัทเติบโตมาจากการใช้กลยุทธ์เจาะตลาด Blue Ocean หรือตลาดศักยภาพที่ยังไม่ค่อยมีการแข่งขันมากนัก ในทำเลรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวและแถบ EEC วันนี้ ORI ยังคงเกาะแนวทางเดิมสำหรับแบรนด์ระดับ Entry ไปจนถึง Mid-High End ส่งผลให้ 19 โครงการของบริษัทในปีนี้ กระจายตัวไปยังทำเลรถไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้ว รถไฟฟ้าสายที่อยู่ระหว่างก่อสร้างรวม 8 สายครอบคลุมทั่วพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ได้แก่ สายสีเขียวอ่อน สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีแดง สายสีชมพู สายสีเหลือง สายสีน้ำตาล และสายสีเทา ควบคู่กับการบุก EEC อย่างหนักหน่วงทั้งในชลบุรีและระยอง ปีนี้น่าจะเป็นปีที่บุกทำเลรถไฟฟ้าหลายสายที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา และเป็นครั้งแรกที่บุกไปสร้างคอนโดในฝั่งธน เรายังเชื่อมั่นว่า กลยุทธ์ Blue Ocean ยังคงใช้ได้สำหรับหลาย ๆ เซ็กเมนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่คน โดยบริษัทไม่ได้พัฒนาโครงการเฉพาะทำเล Blue Ocean เหมือนในอดีตเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับทำเลศักยภาพที่มีดีมานด์เพียงพอด้วย เช่น ทำเลอินเตอร์เชนจ์ หรือจุดเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟฟ้าหลายสาย ทำเล CBD ใจกลางเมือง ขึ้นกับความเหมาะสมของดีมานด์ในพื้นที่เหล่านั้น สำหรับแบรนด์หลักที่จะใช้บุกตลาดตลาดคอนโดในปีนี้  ได้แก่ So Origin  คอนโดมระดับไฮเอนด์ที่มาพร้อมบริการระดับ Excellent Services Origin Plug & Play เจาะกลุ่มสตาร์ทอัพ ให้พื้นที่กว้างกว่า พร้อมห้องพักแบบ Duo Space เพดานสูง 4.2 เมตรในบางทำเล Hampton และ Origin Place  เจาะกลุ่มนักลงทุน Origin Play เจาะกลุ่ม Gen Z Brixton เจาะกลุ่มนิชมาร์เก็ต เช่น Campus Condo, Pet Lover Condo ในราคาเข้าถึงได้   นายพีระพงศ์ กล่าวว่า สำหรับ Key Success ที่ทำให้เครือบริษัทมียอดขาย All Time High ในปี 2564 ที่ผ่านมาได้ ได้  คือ การทำงานหนักของทีมงาน เพื่อให้เข้าใจอินไซต์​ของผู้บริโภค การพยายามมองทุก Journey ของผู้บริโภค ตั้งแต่ตอนก่อนซื้อ ตอนเข้าอยู่แล้ว ว่าแต่ละจังหวะผู้บริโภคอยู่ตรงไหน ทำอะไร และต้องการอะไรบ้าง ฟังก์ชันที่ให้ผู้บริโภค จึงอาจไม่ได้เป็นฟังก์ชันที่เยอะที่สุด แต่เป็นฟังก์ชันที่ตรงกับความต้องการ และตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตจริง ๆ ของผู้บริโภค และโลกยุคใหม่ที่สุด   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เปิดโรดแมพธุรกิจ ORI ใน 3 ปี ปูทางสู่มาร์เก็ตแคปกลุ่มธุรกิจ 1 แสนล้าน -ORI ชู 2 คีย์ซัคเซส กวดยอดขาย 64  สร้าง New High กว่า 3 หมื่นล้าน
เอพี ไทยแลนด์  ชู 3 กลยุทธ์ลุย ตลาดทาวน์โฮม  พร้อมเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ดันเป้า 38,000 ล้าน

เอพี ไทยแลนด์ ชู 3 กลยุทธ์ลุย ตลาดทาวน์โฮม พร้อมเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ดันเป้า 38,000 ล้าน

ตลาดทาวน์โฮม เอพี ไทยแลนด์ บุกตลาดทาวน์โฮม เดินหน้าเปิดตัว 29 โครงการใหม่ รวม 25,200 ล้านบาท มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า  ชู 3 กลยุทธ์สร้างความเป็นผู้นำตลาด กับทาวน์โฮม 6 แบรนด์​​​ หลัง​ 5 เดือนแรก กวาดยอดขายแนวราบไปแล้วกว่า 16,810 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเป้ายอดขายแนวราบทั้งปี   หลังจากที่ เอพี (ไทยแลนด์) ประกาศแผนธุรกิจในปี 2565 กับเป้าหมายการเปิดตัวโครงการ จำนวนทั้งสิ้น 65 โครงการ มูลค่ากว่า 78,000 ล้านบาท ถือเป็นจำนวนโครงการใหม่ที่มากที่สุดตั้งแต่เคยดำเนินธุรกิจมา และเรียกได้ว่ามากที่สุดวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้เลยก็ว่าได้   โครงการที่วางแผนเปิดในปีนี้  แบ่งเป็นทาวน์โฮม 29 โครงการ มูลค่า 25,200 ล้านบาท บ้านเดี่ยวจำนวน  26 โครงการ มูลค่า 35,600 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่า 13,000 ล้านบาท และโครงการในต่างจังหวัด 5 โครงการ มูลค่า 4,200 ล้านบาท   โดยเป้าหมายสำคัญคือสร้างการรับรู้รายได้ 47,000 ล้านบาท และสร้างยอดขาย 50,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เอพี ก็เดินหน้าทำตลาดและเปิดตัวโครงการใหม่ตามแผน สามารถสร้างยอดขายและรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าตลาดแนวราบเป็นพระเอกของปีนี้ ที่จะมาขับเคลื่อนธุรกิจ และสร้างรายได้ให้กับเอพีตามเป้าหมายที่ได้วางเอาไว้   ข้อมูลล่าสุด  ณ วันที่ 31 พ.ค. 65 เอพี สามารถทำยอดขายบ้านแนวราบ ทั้งทาวน์โฮม บ้านแฝด และบ้านเดี่ยวรวมได้ทั้งสิ้น 16,810 ล้านบาท เติบโต 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 45% จากเป้ายอดขายแนวราบทั้งปีที่ 38,000 ล้านบาท ในตลาดบ้านแนวราบของเอพี  กลุ่มที่เติบโตได้ดีกลุ่มหนึ่ง คือ บ้านทาวน์โฮม ที่ปีนี้ถือว่าเปิดตัวโครงการใหม่มากที่สุดถึง 29 โครงการ มูลค่ารวม 25,200 ล้านบาท โดยช่วงครึ่งปีแรกได้เปิดตัวไปแล้ว​จำนวน 13 โครงการ มูลค่า 10,160 ล้านบาท และครึ่งปีหลังวางแผนเปิดตัวอีก​ 16 โครงการ มูลค่า 15,040 ล้านบาท โดยทาวน์โฮมที่จะเปิดตัวครอบคลุมทุกเซกเมนต์  6 แบรนด์สำคัญ ได้แก่ บ้านกลางเมือง คลาสเซ่ ลักชัวรี่เรสซิเดนท์ ขนาด 3.5 ชั้น และ 3 ชั้น  ทำเลใจกลางเมือง บ้านกลางเมือง ทาวน์โฮม 3 ชั้น ดีไซน์ใหม่แบบบ้านที่ลูกค้าออกแบบเองได้ บ้านกลางเมือง ดิ อิดิชั่น บ้านแฝดดีไซน์ใหม่เซกเมนต์ไฮเอนด์ หน้ากว้าง แกรนด์ พลีโน่ บ้านแฝดหรู 2 ชั้นซีรีส์ใหม่ พื้นที่กว้างกว่าเดิม ฟังก์ชันรองรับทุกช่วงวัย พลีโน่ พรีเมียม ทาวน์โฮม 2 ชั้น แบรนด์ใหม่ล่าสุด พลีโน่ ทาวน์ ทาวน์โฮม 2 ชั้น ฟังก์ชันครบ ทำเลปริมณฑล ราคาเข้าถึงง่าย   นายเมธา รักธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าทาวน์โฮม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้เอพี เปิดตัวโครงการทาวน์โฮมใหม่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 6 เท่าตัว ซึ่งเป็นการเปิดโครงการใหม่ เพื่อทดแทนกับโครงการเก่าที่ปิดการขาย โดย​ธุรกิจทาวน์โฮมจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เป้าหมายของเอพีประสบความสำเร็จ และยังเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำ ตลาดทาวน์โฮม ในเมืองอย่างต่อเนื่องด้วย เอพีวางโรดแมปการพัฒนาทาวน์โฮม ภายใต้แกน ‘UNLOCK VERTICAL LIFE เพราะกลุ่มทาวน์โฮมเอพีมองเทรนด์การใช้ชีวิตวิถีใหม่ในบ้านทุกรูปแบบจากนี้ จะต้องรองรับชีวิตครบทุกมิติ ครอบคลุมความสุขทุกรูปแบบ ทั้งวันนี้และอนาคตมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าคุณจะมีวิถีชีวิตแบบไหน ทาวน์โฮมเอพีพร้อมตอบความสุขในแบบคุณ 3 กลยุทธ์สู่ผู้นำ ตลาดทาวน์โฮม ด้านการทำตลาดทาวน์โฮม เอพีได้วาง 3 กลยุทธ์หลัก สำคัญ คือ 1.เปิดตัว 20 แบบบ้านใหม่ จำนวนโครงการทั้งหมดจาก 6 แบรนด์ทาวน์โฮม เอพีได้วางแผนเปิดตัวแบบบ้านใหม่ถึง 20 แบบ ที่มีดีไซน์และฟังก์ชั่นตอบโจทย์​การอยู่อาศัยชีวิตวิถีใหม่  โดยมีไฮไลต์ต่อยอดความสำเร็จจากแบรนด์ “บ้านกลางเมือง” ซึ่ง ทาวน์โฮมบ้านกลางเมือง ดีไซน์ใหม่ 3 ชั้น หน้ากว้าง 5.5 เมตร พื้นที่ใช้สอย 167 ตารางเมตร จะนำร่องแฟล็กชิพแรกที่บ้านกลางเมือง พหลโยธิน - วิภาวดี ราคาเริ่มต้น 4.99 - 9 ล้านบาท และบ้านกลางเมือง ลาดพร้าว 101 สเตชั่น ราคาเริ่ม 5.99 ล้านบาท ในปีนี้ เอพีเตรียมเผยโฉมใหม่การกลับมาของแบรนด์ บ้านกลางเมือง คลาสเซ่ ในรอบ 7 ปี ที่จะเข้ามารุกตลาดบ้านลักชัวรี่ใจกลางเมือง เป็นทาวน์โฮมดีไซน์เล่นระดับ 3.5 ชั้น และ 3 ชั้น หน้ากว้าง  8 เมตร พื้นที่ใช้สอย 259 ตารางเมตร  เพดานสูงกว่า 6 เมตร นำร่องแรกในทำเลสุขุมวิท 77 จำนวน 120 หลัง ราคาเริ่ม 14.9 ล้านบาท ส่วนกลุ่มตลาดทาวน์โฮม 2 ชั้น ภายใต้แบรนด์ พลีโน่  ชูจุดขายบ้านหลังแรกที่ดีที่สุด โดยในไตรมาสแรกได้เปิดตัวแบบบ้านใหม่ไปแล้ว 2 โครงการ ได้แก่ พลีโน่ วิภาวดี – ดอนเมือง และพลีโน่ ราชพฤกษ์ – สาทร นำเสนอทาวน์โฮมดีไซน์ใหม่ หน้ากว้าง 7 เมตร พื้นที่ใช้สอย 132 ตารางเมตร  โดยเอพีเล็งปูพรมเพิ่ม 8 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 6,730 ล้านบาท 2.ขยายตลาดทาวน์โฮม 2 ชั้นกระจายเพิ่มโซนปริมณฑล เอพีมองเห็นช่องว่างตลาดทาวน์โฮม C Segment ทำเลปริมณฑล จากการสำรวจตลาดพบว่าแบบบ้านทาวน์โฮมที่เสนอขายไม่สอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ที่ลูกค้าคนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตในบ้าน จึงนำมาสู่การพัฒนาเปิดแบรนด์ใหม่ล่าสุด “พลีโน่ ทาวน์” ภายใต้จุดขาย “พื้นที่ความสุขทั้งชีวิต” นำเสนอทาวน์โฮม 2 ชั้นดีไซน์ใหม่ หน้ากว้าง 5 เมตร พื้นที่ใช้สอย 107 ตารางเมตร  เน้นฟังก์ชันครบ พร้อมการออกแบบพื้นที่ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย พื้นที่ส่วนกลางครบครัน พร้อมฟิตเนสเปิด 24 ชั่วโมง แพ็กเกจราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายตอบอินไซต์ลูกค้าที่มองหาทาวน์โฮมใหม่สำหรับเริ่มต้นชีวิต   โดยในปีนี้เตรียมบุกใหญ่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 5,530 ล้านบาท เจาะครอบคลุม ทุกทำเลศักยภาพใกล้เมือง อาทิ โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก – บางนา เทพารักษ์ โซนกรุงเทพฯ ตะวันตก – ปิ่นเกล้า  พุทธมณฑล สาย 5 นนทบุรี และโซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ – ลำลูกกา และรังสิตคลอง 5 เป็นต้น 3.เพิ่มแชร์ตลาดบ้านแฝด 3 ชั้นและ 2 ชั้นเพิ่ม เอพีประสบความสำเร็จในการบุกเบิกตลาดบ้านแฝด 3 ชั้นในเมือง ผ่านแบรนด์ “บ้านกลางเมือง ดิ อิดิชั่น” ครองแชมป์เบอร์หนึ่งผู้นำตลาดด้วยการตอบรับจากลูกค้าและสามารถสร้างยอดขายสูงสุดต่อเนื่อง โดยจากการสำรวจตลาดล่าสุด พบแนวโน้มสินค้าบ้านแฝดในเมืองยังคงเป็นสินค้าที่เคลื่อนไหวดีตลอด 2 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2563 – 2564) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 29% จากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการบ้านที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอยใหญ่ขึ้น ทำเลเมือง ในราคาที่คุ้มค่า เตรียมเปิดพรีเซลทุกเดือน สำหรับการบุกตลาดในครั้งนี้ เอพีพร้อมนำประสบการณ์การพัฒนาสู่การต่อยอดแนวคิดในการออกแบบพื้นที่ชีวิตแนวตั้งที่เลือกเองได้ นำเสนอสินค้าบ้านแฝดซีรีส์ใหม่ ผ่านแบรนด์ “บ้านกลางเมือง ดิ อิดิชั่น” บ้านแฝดดีไซน์ใหม่ 3 ชั้น หน้ากว้าง 9.8 เมตร พื้นที่ใช้สอย 218 ตารางเมตร และ “แกรนด์ พลีโน่” บ้านแฝดดีไซน์ใหม่ 2 ชั้น หน้ากว้าง 11.4 เมตร พื้นที่ใช้สอย 145 ตารางเมตร โดยจะขยายจำนวนโครงการและบุกเพิ่มเข้าไปในทำเลใหม่ๆ นำร่อง 4 ทำเลแรก ปิ่นเกล้า – บรมราชชนนี - ศาลายา - บางนา และพหลโยธิน - วิภาวดี นายเมธา กล่าวอีกว่า สำหรับตลาดอสังหาฯ แนวราบครึ่งปีหลัง เอพีมองว่ายังคงเป็นตลาดที่ได้รับความสนใจและมีแนวโน้มการเติบโตไปได้อีก สะท้อนจากยอดขายที่แข็งแกร่งจากสินค้าแนวราบเครือเอพี 5 เดือน ที่ผ่านมา มูลค่า 16,810 ล้านบาท เติบโต 23% จากปีก่อนหน้า และคิดเป็น 45% ของเป้ายอดขายแนวราบทั้งปี 38,000 ล้านบาท   นอกจากนี้ เอพียังเตรียมแคมเปญ “Your Destinations” พื้นที่ชีวิตแนวตั้งที่เลือกเองได้กับทาวน์โฮมใหม่จากเอพี ไม่ว่าคุณจะมีวิถีชีวิตแบบไหน ทาวน์โฮมเอพีพร้อมตอบความสุขในแบบคุณ พลาดไม่ได้ราคาพรีเซลพิเศษ พร้อมข้อเสนอสุดคุ้มค่า รับ iPhone ทุกหลัง ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% นาน 2 ปี ผ่อนเริ่ม 3,000 บาท/เดือน พร้อมลุ้นรับ Your Destinations Trip มูลค่ารวมกว่า 5,000,000 บาท เปิดพรีเซลโครงการใหม่ต่อเนื่องทุกเดือน   โดยในเดือนมิถุนายนเตรียมพบ 6 โครงการใหม่ ได้แก่ บ้านกลางเมือง ดิ อิดิชั่น ปิ่นเกล้า – บรมฯ พรีเซล 6.99 - 9 ล้านบาท บ้านกลางเมือง วิภาวดี – แจ้งวัฒนะ พรีเซล 3.79 - 7 ล้านบาท พลีโน่ พหลโยธิน – สายไหม 2 พรีเซล 2.79 ล้านบาท พลีโน่ สุขุมวิท – บางนา 2 พรีเซล 2.99 ล้านบาท พลีโน่ สุขสวัสดิ์ -ประชาอุทิศ 76 พรีเซล 2.99 ล้านบาท และพลีโน่ ทาวน์ ปิ่นเกล้า – สาย 5 พรีเซล 2.29 ล้านบาท   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เอพี ไทยแลนด์ เดินแผนธุรกิจปี 65 ที่สุดตลาด เปิดตัว 65 โครงการ มูลค่า 78,000 ล้าน
พอยส์ คอร์ปอเรชั่น  เปิดโปรเจ็กต์ เดอะโฮท 400 ล้าน  รับไลฟ์สไตล์ทำงาน-อยู่อาศัยในที่เดียว

พอยส์ คอร์ปอเรชั่น เปิดโปรเจ็กต์ เดอะโฮท 400 ล้าน รับไลฟ์สไตล์ทำงาน-อยู่อาศัยในที่เดียว

เดอะ โฮท พอยส์ คอร์ปอเรชั่น บุกตลาดอสังหาฯ ปั้นโปรเจ็กต์เดอะ โฮท 400 ล้าน รองรับไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของคนหลายเจเนอเรชั่น ปั้นโฮมออฟฟิศ ที่เปลี่ยนใช้งานได้ทั้งการอยู่อาศัยและทำงาน  วางเป้าสิ้นปีทำยอดขาย 150 ล้าน เล็งที่ดินอีก 2 แปลงต่อยอดพัฒนาโครงการต่อเนื่อง   นายพรชัย เตชะไกรศรี ผู้ก่อตั้งบริษัท พอยส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด  ผู้ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริการ เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้พฤติกรรมการอยู่อาศัยของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยต้องการที่อยู่อาศัยซึ่งมีพื้นที่มากขึ้น ทำให้ตลาดบ้านแนวราบมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปัจจุบันคนต้องการความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย ที่สามารถปรับพื้นที่การใช้งานภายในบ้านได้ตามความต้องการ ที่สำคัญปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะอยู่อาศัยกับคนหลายเจเนอเรชั่น   บริษัทจึงมองเห็นช่องว่างการตลาดดังกล่าว  พัฒนาโครงการเดอะ โฮท (The Haute) กาญจนา-สาทร ในรูปอาคารขนาด 5 ชั้น  พื้นที่ใช้สอย 556 ตร.ม.​ขนาดที่ดิน 60 ตร.ว. มีจำนวน 10 ยูนิต ราคายูนิตละ 38 ล้านบาท  รวมมูลค่าโครงการ 400 ล้านบาท อาคารออกแบบโดยบริษัท AAD design ภายใต้แนวความคิด Vertical Biz Villa : New Series for Nex Normal Living ซึ่งสามารถปรับพื้นที่ได้ตามความต้องการ และไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัย  ทั้งการอยู่อาศัยหรือใช้เป็นสำนักงาน สตูดิโอ พื้นที่ทำงาน หรือประกอบธุรกิจต่าง ๆ ได้   นายพรชัย กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะทำยอดขายได้ 150 ล้านบาท และคาดว่าจะปิดโครงการได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2566 ซึ่งจะเปิดจองครั้งแรกในวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2565 นี้ โดยลูกค้าที่จองภายในวันงานจะได้รับส่วนลดสูงสุด 1 ล้านบาท และสำหรับบ้านที่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ จองเพียง 500,000 บาท และได้รับการยกเว้นเงินทำสัญญาสูงสุด 400,000 บาท นอกจากโครงการเดอะ โฮท กาญจนา-สาทร บริษัทยังมองหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อที่ดินอีก 2 แปลง ในโซนเพชรเกษม และศึกษาความเป็นไปได้ในการนำมาพัฒนาโครงการต่อเนื่อง ในรูปแบบอาคารที่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานได้เช่นเดียวกับโครงการเดอะ โฮท ซึ่งเป็นที่ดินขนาด 10 ไร่ เพื่อพัฒนาอาคารจำนวน 60 ยูนิต และที่ดินขนาด 6 ไร่ เพื่อพัฒนาอาคาร จำนวน 20-26 อาคาร   นายพรชัย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจหลัก 2 ประเภท คือ  ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนอกจากการพัฒนาโครงการเดอะ โฮท ยังดำเนินธุรกิจบ้านสำเร็จรูป หรือ ​ Modular House ภายใต้ Brand Modspace ซึ่งเป็นบ้านกึ่งสำเร็จรูป ที่ผลิตชิ้นส่วนจากโรงงานและนำมาประกอบ โดยจะเปิดตัวบ้านในเดือนกรกฎาคมนี้ ด้วยแบบบ้านชั้นเดียว 3 ขนาด ได้แก่ บ้านไซส์ S ขนาด 20 ตร.ม บ้านไซส์ M ขนาด 30 ตร.ม. และบ้านไซส์ L ขนาด 35 ตร.ม. นอกจากนี้ ยังดำเนินธุรกิจบริการ  ได้แก่ โรงแรม Chann Bangkok Noi : Hidden hotel In Bangkok Boutique Hotel 22 ห้อง ที่ตั้งใจให้เป็น A Must Destination ของคนทั่วโลก , โรงแรม E11 At BTS ปุณณวิถี กับคอนเซ็ปต์ Tempo of Life City Hotel 26 ห้อง สื่อถึง Lifestyle ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องง่ายและสะดวกในทุกๆจังหวะของการท่องเที่ยว ,   IMM Restaurant  ด้วยคอนเซ็ปต์ Next Original Thai Food เป็น Hidden Private Course Menu การันตีด้วยรางวัล มิชลิน ตั้งแต่ ปี 2020 , ARCH คาเฟ่ที่เป็นมากกว่าร้านกาแฟ เพราะคือ Landmark ที่สะท้อนความงามของ งานออกแบบ ทั้งภายนอก และ ภายใน มีทั้งหมด 2 สาขา สาขาสุขุมวิท และ สาขาบางกอกน้อย    
เพอร์เฟค  จับมือ ฮ่องกงแลนด์ เปิด “เลค เลเจนด์” แห่งที่ 2  โซนบางนา-สุวรรณภูมิ ชูจุดขายขายวิวทะเลสาบ 100 ไร่

เพอร์เฟค จับมือ ฮ่องกงแลนด์ เปิด “เลค เลเจนด์” แห่งที่ 2 โซนบางนา-สุวรรณภูมิ ชูจุดขายขายวิวทะเลสาบ 100 ไร่

เพอร์เฟค จับมือ ฮ่องกงแลนด์ เปิดโปรเจ็กต์ “เลค เลเจนด์” แห่งที่ 2 มูลค่า 6,300 ล้านบาทโซนบางนา-สุวรรณภูมิ ขายจุดเด่นวิวทะเลสาบ 100 ไร่  กวาดยอดขายแล้ว 1,000 ล้าน   บริษัท ฮ่องกง แลนด์ โฮลดิ้ง จำกัด เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2432หรือกว่า 130 ปีมาแล้ว ดำเนินธุรกิจสำคัญ ๆ ด้าน​การลงทุน บริหารจัดการ และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  โดยมีตลาดสำคัญอยู่ทั้งในจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง อินโดนีเซีย และหลายประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงไทยด้วย โดยฮ่องกง แลนด์ ได้ขยายการลงทุนเข้ามาในไทย ด้วยการจับมือพันธมิตรทางธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาฯ ทั้งรูปแบบของที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งหนึ่งในพันธมิตรสำคัญนั้น คือ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ที่ได้ร่วมทุนกันจัดตั้งบริษัท เอชเคแอล เพอร์เฟค จำกัด ในสัดส่วนพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ถือหุ้น 51% และอีก 49% ถือหุ้นโดย ฮ่องกง แลนด์ เพื่อพัฒนา​โครงการอสังหาฯ เพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่ง​มีโครงการใหญ่ด้านที่อยู่อาศัยแห่งแรก คือ โครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ มูลค่าโครงการกว่า 6,000 ล้านบาท ขายบ้านริมทะเลสาบระดับราคาตั้งแต่ 25-120 ล้านบาท   ล่าสุด ทั้ง 2 บริษัทได้ร่วมกันพัฒนาโครงการต่อเนื่อง ภายใต้แบรนด์ “เลค เลเจนด์” ซึ่งครั้งนี้ได้ขยายโซนมายังบางนา-สุวรรณภูมิ บนเนื้อที่รวม 183 ไร่ มูลค่ากว่า 6,300 ล้านบาท โดยยังคงมีจุดขายสำคัญคือ บ้านติดทะเลสาบขนาดใหญ่ 100 ไร่ ราคาบ้านเริ่มต้น 99 ล้านบาท และสูงสุด 120 ล้านบาท จำนวน 127 ยูนิต ซึ่งบ้านส่วนใหญ่ถึง 80% จะติดทะเลสาบ ส่วนที่เหลือจะเป็นวิวสวน   เลค เลเจนด์ บางนา-สุวรรณภูมิ จึงมีแบบบ้านให้เลือก 2 แบบ คือ 1.แบบเลคไซด์วิลล่า เป็นบ้าน​ 3 ชั้นเล่นระดับริมทะเลสาบ พื้นที่ใช้สอย 563-656 ตร.ม. ราคาเริ่ม 99 ล้านบาท ขนาดสูงสุด 5 ห้องนอน ที่จอดรถ 8  คัน  พร้อม Lake Terrace ที่เชื่อมต่อสระว่ายน้ำและสระสปาส่วนตัวริมทะเลสาบ 2.แบบการ์เด้นวิลล่า เป็นบ้าน 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 391-489. ตร.ม. ราคาเริ่ม 42 ล้านบาท ขนาด 4 ห้องนอน ที่จอดรถ 4 คัน จุดเด่นอยู่ที่ดีไซน์ในแบบ L-Shape   โดยบ้านทั้งสองแบบ มีการออกแบบให้มีฟังก์ชั่นที่ครอบคลุมทุกความต้องการของสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น ห้องนอนชั้นล่างและ Entrance Ramp สำหรับผู้สูงอายุ ห้องพักผ่อนส่วนตัวของครอบครัว ห้องเอนกประสงค์ รวมถึงเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวก ทั้งระบบ Smart Home Automation ติดตั้ง EV Charger รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยจาก SECOM   นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ปัจจุบันโครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ  โครงการแรกบนทำเลแจ้งวัฒนะ สามารถทำยอดขายได้แล้วกว่า 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะปิดการขายได้ในอีก 4 ปี ส่วนโครงการเลค เลเจนด์ บางนา-สุวรรณภูมิ ปัจจุบันสามารถทำยอดขายได้แล้ว 1,000 ล้านบาท หรือจำนวน 12 ยูนิต โดยกลุ่มลูกค้าที่ซื้อมีทั้งกลุ่มคนไทย และนิติบุคคลสัญชาติไทย ที่มีต่างชาติร่วมถือหุ้นอยู่ด้วย โดยเป็นกลุ่มชาวจีน เนื่องจากชาวจีนมีความต้องการซื้ออสังหาฯ เมืองไทย ซึ่งที่ผ่านมาจะเป็นซื้อคอนโดมิเนียม แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คนส่วนใหญ่ต้องการมีพื้นที่การอยู่อาศัยที่มากขึ้น จึงเลือกที่จะมาซื้อบ้านแนวราบ แต่ไม่สามารถซื้อได้โดยตรง จะต้องซื้อด้วยนิติบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้น บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายปีแรก 1,800 ล้านบาท ปีต่อไปปีละ 1,000 ล้านบาท คาดว่า 4-5 ปีน่าจะปิดโครงการได้ สำหรับยอดขายช่วงพรีเซลดังกล่าว ถือเป็นยอดขายที่รวดเร็วมากสำหรับบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ สะท้อนถึงความสามารถในการเจาะลึกความต้องการของกลุ่มลูกค้าบ้านระดับบน ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตขึ้นในช่วง 2-3 ปีผ่านมา และยังคงเติบโตต่อเนื่องในปีนี้   โดยบริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายเฉพาะสินค้าในกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปไว้ที่ 5,320 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11% ของมูลค่าตลาดบ้านเดี่ยวระดับบนทั้งหมด เติบโตจากปีที่ผ่านมา มีส่วนแบ่งตลาด 6% จากมูลค่าตลาด 121,574 ล้านบาท :ซึ่งคาดว่าในปี 2565 ตลาดบ้านระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป จะมีมูลค่ากว่า 47,017 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 37% จากตลาดรวมที่คาดว่าจะมีมูลค่า 127,888 ล้านบาท ด้าน นายวิลเลียม เจมส์ พาร์ค ไบร์ท, Director เอชเคแอล (ไทย ดีเวลลอปเม้นท์) จำกัด กล่าวว่า ฮ่องกงแลนด์ ยังคงทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ในการพัฒนาโครงการ เลค เลเจนด์ บางนา-สุวรรณภูมิ ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแนวคิดโครงการ การออกแบบ การก่อสร้างและควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงวางแผนการตลาด  และยังได้นำประสบการณ์จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับหรูในเมืองต่าง ๆ ทั่วเอเชีย มาพัฒนารูปแบบบ้านในโครงการ ให้เป็นคฤหาสน์หรูที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ในสไตล์ Modern Italian Lakeside Villa
อัปเดต ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เดือนมิถุนายน 2565

อัปเดต ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เดือนมิถุนายน 2565

ตอนนี้เราเดินทางสู่ช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งถือเป็นช่วงกลางปี 2565 กันแล้ว สถานการณ์ทุกอย่างเริ่มปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ที่อัตราการติดต่อไม่น่าเป็นห่วงเหมือนช่วงระยะแรก ๆ แม้ว่าจะยังมีคนได้รับเชื้อไวรัสและป่วยด้วยโรคโควิด-19 แต่อาการก็ไม่รุนแรงมากนัก จึงคาดว่าอีกไม่นาน คงมีการประกาศให้เป็นโรคประจำถิ่น  สำหรับแวดวงธุรกิจ ตอนนี้หลายองค์กรก็เริ่มให้พนักกงาน กลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศกันมากขึ้น บรรยากาศร้านค้า ร้านอาหารก็เริ่มคึกคัก มีการอนุญาตให้หลายธุรกิจ กลับมาเปิดให้บริการกันเป็นปกติ แต่ยังอยู่ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุข จึงทำให้มองกันว่าสภาพเศรษฐกิจคงจะเริ่มค่อย ๆ ฟื้นตัว แม้ว่าจะยังมีปัจจัยลบในเรื่องของราคาพลังาน และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น แต่โดยภาพรวมก็น่าจะดีกว่าช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรง   แม้ว่าตอนนี้ราคาสินค้าจะเริ่มปรับเพิ่มขึ้น เพราะผลกระทบจากราคาพลังงาน และเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น แต่หากมาดูภาพรวมอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโดมิเนียม ของธนาคารต่าง ๆ ที่มีออกมาในเดือนมิถุนายนนี้ ยังถือว่าภาพรวมไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า มีเพียง 2 ธนาคารที่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจน คือ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และธนาคารออมสิน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง จึงถึงว่าเป็นโอกาสที่ดี สำหรับคนที่มีความพร้อม และต้องการกู้เงินเพื่อซื้อบ้านและคอนโดในช่วงปีนี้ ส่วนธนาคารไหนให้อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโดเท่าไรกันบ้าง มาดูกัน อัปเดต ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด 1.ธนาคารกรุงเทพ สำหรับธนาคารกรุงเทพ มีสินเชื่อบ้านบัวหลวง ที่ให้บริการลูกค้า 2 กลุ่ม คือ ลูกค้าพนักงานที่มีรายได้ประจำ และลูกค้าทั่วไป  โดยอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ประจำเดือนมิถุนายน 2565 ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา มีการคิดอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท  (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.2% (MRR-1.75%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65%   อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45% (MRR-1.50%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.48% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.48% อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป   วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.50% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.87% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45%(MRR-1.50%) หลังจากนั้น 5.45%  (MRR-0.50%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.9%   อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.7%(MRR-1.25%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.075%(MRR-1.875%) ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.58%   -กรณีวงเงิน ตั้งแต่ 500,000 บาทแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย คงที่ปีแรก MRR-1.20% หลังจากนั้น​คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีวงเงินต่ำกว่า ​500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันสิทธิการเช่า ​คิดอัตราดอกเบี้ย​ MRR-0.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันที่ดินเปล่าเพื่อการอยู่อาศัย คิดอัตราดอกเบี้ย ​MRR-0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา   หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับผู้ที่ยื่นคำขอสินเชื่อพร้อมเอกสารครบถ้วน ตั้งแต่วันที่  10 พ.ค. - 30 มิ.ย. 65 โดยผู้กู้ต้องลงนามในสัญญากู้ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่อนุมัติสินเชื่อ​และจดทะเบียนจำนองพร้อมเบิกเงินกู้งวดแรกหรือทั้งหมดภายใน 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญา ​ -พนักงานที่มีรายได้ประจำ หมายถึง พนักงานที่มีรายได้หลัก หรือ มีความสามารถในการชำระคืนหลัก จากรายได้ประจำ -รูปแบบการชำ​ระแบบคงที่ เลือกผ่อนได้ทุกทางเลือก/รูปแบบการผ่อนชำ​ระแบบขั้นบันได เลือกผ่อนได้เฉพาะทางเลือกที่ 1 -อัตราส่วนวงเงินกู้สูงสุดและมูลค่าหลักประกันให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย -อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันตามประกาศของธนาคาร ณ วันที่ 7 ธ.ค. 64 เท่ากับ 5.95% ต่อปี -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไข 2.ธนาคารกรุงไทย อัพเดทดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด สำหรับธนาคารกรุงไทย ในเดือนนี้มีสินเชื่อในโอกาสครบรอบ 56 ปีธนาคารกรุงไทย ​ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด  ไม่เปลี่ยนเปลี่ยนแปลงจากช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ​​ดังนี้ แบบทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 0.56% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 4.22% (MRR-2.0%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 3.0% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.27% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ยเฉลี่ย 0.81% (เดือนที่ 1-9 คิด 0.56% เดือนที่ 10-12 คิดดอกเบี้ย 1.56%) ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3.0% ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3.08% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 4.30% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.24%   หมายเหตุ : 1.การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ *ทำประกันทางเลือกใด ทางเลือกหนึ่ง ดังนี้ -ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA / GLTSP) เต็มวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 10 ปี -ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA / GLTSP) 70% ของวงเงินกู้ และระยะเวลากู้ -ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA / GLTSP) 70% ของวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 15 ปี (การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ เป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้า และไม่มีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อ) 2.อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR)**คำนวณจากวงเงินกู้ 1.00 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี ผ่อนชำระ 6,600 บาท/เดือน MRR = 6.22% ต่อปี (ณ 1 เม.ย. 2564) 3.สามารถขอสินเชื่อ Home For Cash แบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan) เพิ่มเติม สำหรับวัตถุประสงค์ : เพื่ออุปโภคบริโภค / ปรับปรุง ต่อเติม ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย /ชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย MRR ต่อปี ตลอดอายุสัญญา 4.เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด การพิจารณาสินเชื่ออยู่ภายใต้ดุลยพินิจของธนาคาร ยื่นสมัครสินเชื่อ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2565 และทำนิติกรรมจำนองภายใน 30 วัน 5.การผ่อนชำระ : สามารถเลือกผ่อนชำระในอัตราล้านละ 3,000 บาท ต่อเดือน ในช่วงปีที่ 1 ได้ ทั้งนี้ ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขรายการส่งเสริมการขาย โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า 3.ธนาคารกรุงศรี ธนาคารกรุงศรี มีสินเชื่อบ้านกรุงศรี เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านใหม่/บ้านมือสอง) สำหรับลูกค้าทั่วไป โดยมีแคมเปญฟรี ค่าธรรมเนียมสำรวจ และค่าประเมินอัตราดอกเบี้ยยังคงเท่าเดิมจากเดือนที่ผ่านมา โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สำหรับการกู้ในวงเงิน 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.9% ( MRR-3.15%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.00%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.97% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.39% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.50% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย MRR-1.60% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.21% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.52% สำหรับการกู้เงินในวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.55%  (MRR-3.50%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.3%  (MRR-2.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.52% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.02% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.25% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 4.1% (MRR-1.95%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.3% (MRR-1.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.7%  (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.89% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.23%   หมายเหตุ * อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงการแสดงตัวอย่าง โดยคำนวณจากฐานวงเงินกู้ 2 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท และฐานวงเงินกู้ 5 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ด้วยระยะเวลาการกู้ 10 ปี ในกรณีที่ลูกค้า ซื้อ MRTA/MLTA หากค่าเบี้ย MRTA/MLTA เปลี่ยนแปลง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ เงื่อนไขการรับสิทธิพิเศษสาหรับลูกค้าที่ซื้อประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA/MLTA) -รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เฉพาะในปีที่ 1 จากอัตราดอกเบี้ยทุกทางเลือก ลูกค้าต้องซื้อ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการตามเงื่อนไขดังนี้ 1.ผลิตภัณฑ์ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการได้แก่ MRTA : แผนกรุงศรี เซฟตี้โลน 1 พลัส หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 1 หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 2 / MLTA : กรุงศรี รักบ้าน รักคุณ หรือกรุงศรี รักบ้าน รักคุณ พลัส เท่านั้น 2.กรณีผู้กู้หลักเป็นพนักงานเงินเดือนที่มีรายได้ ประจำ​ต้องซื้อ MRTA/MLTA 100% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี หรือซื้ออย่างน้อย 70% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความ คุ้มครองไม่ต่ำกว่า 20 ปี 3.กรณีผู้กู้หลักเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว ต้องซื้อ MRTA/MLTA อย่างน้อย 80% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 10 ปี หรือซื้อย่างน้อย 50% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี 4.กรณีมีผู้กู้ร่วม สามารถซื้อ MRTA/MLTA เฉพาะผู้กู้หลักเพียงคนเดียวได้ หรือหากผู้กู้ร่วมประสงค์ที่จะซื้อ MRTA/MLTA ด้วย ผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมทุกคนจะต้องมีทุนประกันขั้นต่ำในสัดส่วนที่เท่ากัน ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย เป็นอัตราดอกเบี้ยปกติตามที่ลูกค้าได้เลือกไว้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในกรณีที่บริษัทประกันไม่ อนุมัติ MRTA/MLTA หรือในกรณีที่ลูกค้าขอยกเลิก MRTA/MLTA -ตามประกาศธนาคาร ณ วันที่ 21 พ.ค. 63 อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.05% ต่อปี -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 30 เม.ย. 65 โดยจดจำนองและเบิกรับเงินกู้ภายในวันที่ 31 พ.ค. 65 -ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร -การพิจารณา อนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด -วงเงินกู้อนุมัติสูงสุดเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด และไม่เกินกว่า วงเงินกู้สูงสุดต่อมูลค่าหลักประกัน (ราคาซื้อขาย) ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บค่าเบี้ยปรับกรณีปิด ภาระหนี้ก่อนกำหนด (กรณีที่ลูกค้ารีไฟแนนซ์ไปสถาบันการเงินอื่นภายใน 3 ปีแรกนับจากวันทำสัญญา) คิดเป็น 3% ของยอดหนี้คงเหลือ 4.ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย มีสินเชื่อกู้ซื้อบ้านสำหรับบ้านใหม่ให้กับลูกค้าทั่วไป โดยพิจารณาเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ และกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ ซึ่งเดือนนี้อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ระจำ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 7.72% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 7.72% สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 8.22% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 8.22% หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ย MRR = 5.97% (ประกาศ ณ วันที่ 22 พ.ค. 2563) ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ย MRR ให้อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคาร ณ วันที่ลูกค้ายื่นใบสมัครสินเชื่อ -อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวสำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2565 โดยสามารถยื่นกู้ได้สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภท ยกเว้นการกู้เพื่อซื้อที่ดินเปล่า -รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม 0.25% ในปีแรก หากทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองสินเชื่อบ้านตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด -กรณียื่นกู้บ้านในโครงการจัดสรรที่ธนาคารสนับสนุน ธนาคารฯมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ สอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ K-Contact Center 02-8888888 ต่อ 887 5.ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารเกียรตินาคิน มีสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (KKP Home Loan เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย) กรณี บ้านใหม่ : ซื้อบ้านจากบริษัทพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ที่ธนาคารกำหนด ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราเดิมเท่ากับเดือนที่ผ่านมา โดยธนาคารเกียรตินาคินมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  2.45%-2.75% ปีต่อไป ดอกเบี้ย  4.775% (MLR-1.75%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.65%-2.95% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%)   ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.60%-2.99% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.80%-3.19% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%)   หมายเหตุ 1.อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับปัจจัยอ้างอิง เช่น อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ซึ่งธนาคารจะแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว  โดยจะประกาศไว้ ณ สถานที่ทำการให้บริการและ​เว็บไซต์ของธนาคาร 2.MLR ณ วันที่​ 18 สิงหาคม 2563 เท่กับ​ 6.525% ต่อปี 3.เลือกทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ​(MRTA)ผ่านธนาคาร ทุนประกันภัยเท่ากับวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาเอาประกันภัยขั้นต่ำ 10 ปี กรณีที่ระยะเวลาการกู้ไม่ถึง 10 ปี ให้ระยะเวลาเอา​​​​​​ประกันภัยเท่ากับระยะเวลาการกู้ 4.กรณี Refinance ไปสถาบันการเงินอื่นก่อนครบ 3 ปี แรก คิดค่า​ Prepayment Penalty 3% ของเงินต้นคงค้าง 5.​กรณีเลือกใช้เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยแบบฟรีค่าจดจำนอง ​​หากลูกค้า Re-Finance หรือชำระปิดบัญชีก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ ลูกค้าต้องชำระค่าจดจำนองที่ธนาคาร เคยสำรองจ่ายให้แก่ธนาคาร​ 6.ค่าประเมินหลักประกันเริ่มต้น 3,210 บาท  ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท) 7.เบี้ยประกันอัคคี ​เป็นไปตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด ​โดยผู้กู้สามารถเลือกทำประกันกับบริษัทที่น่าเชื่อถือใดก็ได้ ​ a.อัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุด ต่อหลักประกัน 100% ของราคาซื้อขายจริง หรือราคาประเมินธนาคาร แล้วแต่ราคาใดต่ำกว่า ยกเว้นธนาคารมีกำหนดเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ สำหรับบางโครงการ อาจจะได้รับอัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อหลักประกัน​ 100% b.ระยะเวลากู้สูงสุด ​30 ปี (อายุผู้รวมระยะเวลากู้ไม่เกิน 65 ปี สำหรับพนักงานเงินเดือนประจำ และไม่เกิน 70 ปี สำหรับเจ้าของกิจการ/ธุรกิจส่วนตัว) 6.ธนาคารซีไอเอ็มบี ธนาคารซีไอเอ็มบี สินเชื่อบ้าน โฮมโลนฟอร์ยู อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 4.05% ให้กับพนักงานประจำ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ประกอบการ และเจ้าของกิจการ  โดยคิดอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เท่ากับเดือนที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารซีไอเอ็มบี มีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สำหรับพนักงานประจำ รายได้ 15,000 บาท หรือเจ้าของกิจการรายได้ 30,000 บาท ประเภททำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.25% (MRR-3.1%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.25% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.07% แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.55% (MRR-2.8%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.15% หมายเหตุ -สำหรับซื้อบ้านและคอนโดจากโครงการทั่วไป -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินกู้ 2 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 15 ปี (MRR=7.35% ประกาศ ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2564) -ธนาคารยังมีอัตราดอกเบี้ยสำหรับพนักงานประจำรายได้ 30,000-50,000 หรือเจ้าของกิจการรายได้ 50,000 บาทขึ้นไปไว้พิจารณาด้วย รวมถึงสินเชื่อสำหรับโครงการที่ธนาคารเป็นผู้สนับสนุน 7.ธนาคารทีทีบี ธนาคารทีทีบี มีสินเชื่อบ้านใหม่ สำหรับการซื้อบ้านหรือคอนโดจากโครงการทั่วไป ภายใต้แคมเปญดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นเฉลี่ย 3 ปีแรก 4.05% ต่อปี จะได้รับฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย ค่าจดทะเบียนจำนอง และค่าประเมินหลักทรัพย์ ซึ่งอัพเดทอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ของเดือนมีนาคม ยังคงใช้ในอัตราเท่ากับเดือนที่ผ่านมา  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ทางเลือก 1 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.23%) หลังจากนั้น อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.05% ดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.46% ทางเลือก 2 (ฟรีค่าจดจำนอง) ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.4% (MRR-1.88%) หลังจากนั้น 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.4% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือก 3 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 4.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา ดอกเบี้ย 4.65% รายละเอียดเงื่อนไข สมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ได้แก่ 1.สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ สไมล์โฮม หรือ สไมล์โฮม พลัส ​ 2.สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีทีบี เพื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3.สมัครบัตรเดบิต ttb (กรณีที่คุณมีบัตรเดบิต ttb แล้ว ไม่ต้องสมัครเพิ่ม) กู้ซื้อบ้าน คอนโดใหม่ กับทีทีบี รับข้อเสนอพิเศษ ด้วยอัตราดอกเบี้ย ให้เลือก 2 แบบ ดังนี้ แบบที่ 1 สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท -รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี -ฟรีประกันอัคคีภัยมูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของเงินกู้สูงสุดถึง 200,000 บาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง แบบที่ 2 สมัครผลิตภัณฑ์เสริมไม่ครบทั้ง 3 ประเภท​ -ฟรีประกันอัคคีภัย มูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมรวมถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้าน (MRTA) ไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อทำเพื่อประโยชน์หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นกับผู้กู้ในขณะที่ยังชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผู้กู้และธนาคาร และไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 3 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาอนุมัติวงเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของธนาคาร -ธนาคารขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่แจ้งไว้ในเอกสารฉบับนี้ โดยไม่ ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนจำนองหลักประกันแทนผู้กู้หากผู้กู้มีความประสงค์จะไถ่ถอนหลักประกันและชำระหนี้คืนทั้งหมดภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันเบิกใช้เงินกู้ ครั้งแรก ผู้กู้ตกลงคืนเงินค่าธรรมเนียมจดจำนองหลักประกันตามจำนวนเงินที่ธนาคารได้ช าระไปให้แก่ธนาคาร ในวันที่ผู้กู้ได้ชำระหนี้ทั้งหมดเสร็จสิ้น (ค่าธรรมเนียมจดจำนอง 1% สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท) -กค้าต้องสำรอง จ่ายค่าจดจำนองแก่กรมที่ดินก่อน โดยธนาคารจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ลูกค้าใช้หักชำระค่างวดกับธนาคารภายใน 30 วันทำการนับจากวันที่ลูกค้าจดจำนอง -MRR = 6.28% ตามประกาศธนาคาร https://www.ttbbank.com/th/rates/loan-interest-rates -สำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึง 30 มิถุนายน 2565 และจดจำนอง ภายใน 31 กรกฎาคม 2565 8.ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีสินเชื่อบ้านสำหรับลูกค้าทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา  คิดอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ แบบไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.995% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.995% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.995% แบบทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ มากกว่าหรือเท่ากับ 70% ของวงเงินกู้ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.95% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.95% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.983% หมายเหตุ -กรณีใช้ดอกเบี้ย​แบบทำประกัน​ Credit Life 70% กำหนดให้ทำทุนประกันไม่น้อยกว่า 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลาเอาประกัน 70% ของระยะเวลากู้ตามสัญญา โดยกำหนดให้เอาระยะเวลาขั้นต่ำ 10  ปี (กรณีระยะเวลากู้ตามสัญญาต่ำ​10 ปี กำหนดให้ระยะเวลาเอาประกันเท่ากับระยะเวลากู้ตามสัญญา) ​-ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ รับประกันภัยโดย บมจ. ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต บริษัทนเครือกลุ่มเอฟดับบลิวดี หากต้องการสอบถามรายละเอียด เกี่ยวกับการประกันภัยเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ ศูนย์บริการลูกค้า โท​ร. 1315 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 – 20.00 น. -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข ​​ก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุก​ ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าผู้ชี้ช่อง หรือจัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันภัยเท่านั้น ​การพิจารณารับประกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับประกันภัย ของบริษัทประกันภัย -อัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารไทยพาณิชย์ เท่ากับ 5.995% ต่อปี ​(ประกาศ ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2564) ซึ่งอาจะเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศธนาคาร -อัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ระบุในตารางเป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในฉบับนี้เท่านั้น ​ซึ่งอาจะมีความแตกต่างกัน ตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีลูกค้าบอกเลือกประกันชีวิต หรือขอเวนคืนกรมธรรม์ หรือทำประกันไม่ครบกำหนดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ​ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยวงเงินกู้ เป็นอัตราดอกเบี้ยทั่วไป  ตามประกาศธนาคาร ระยะเวลากู้ตามสัญญา วงเงิน ระยะเวลาผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย คุณสมบัติ เอกสารปรกอบการพิจารณา และการอนุมัติเป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด   9.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์  หรือ ธอส. มีสินเชื่อสำหรับการซื้อบ้านหลากหลายประเภท โดยประเภทสินเชื่อโครงการบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2565 ​มีการคิดอัตราดอกเบี้ย ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากแคมเปญสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2565  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.15% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.9% (MRR-2.25%) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.75% (MRR-1.4%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา  5.4% หมายเหตุ -ยื่นคำขอกู้และอนุมัติตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค.-30 ธ.ค.65   (ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการก่อนกำหนด หากธนาคารให้สินเชื่อเติมวงเงินของโครงการแล้ว) -อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.15% ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 -ยกเว้น ค่าธรรมเนียมยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินกู้และทุกบัญชีเงินกู้ภายใต้หลักประกันเดียวกัน 10.ธนาคารยูโอบี ธนาคารยูโอบี มีสินเชื่อบ้านสำหรับโครงการหมู่บ้านทั่วไป  โดยอัปเดตดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเล็กน้อย  ดังนี้ ทางเลือก 1 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 3.55% (MRR-3.8%) ปรับเพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนที่ผ่านมาคิดอัตราดอกเบี้ย 3.35% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.87% ปรับเพิ่มขึ้น 0.08% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย  4.79% ทางเลือกที่ 2 ไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 3.75% เพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.55% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย  3.75% เพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.95% เพิ่มขึ้น 0.08% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.87% ทางเลือกที่ 3 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.0% เพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย  2.8% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย  4.95% เพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิด เบี้ย 4.75% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.65% เพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.45% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.88% เพิ่มขึ้น 0.08% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.8% ทางเลือกที่ 4 ไม่ทำประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.2% เพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.0% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 5.15% เพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.95% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.85% เพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.96% หมายเหตุ -ขอสินเชื่อตั้งแต่ 1 เม.ย.- 30 มิ.ย. 65 และจดจำนองหลักประกันกับธนาคารภายใน 27 ก.ค.​ 65 -อัตราดอกเบี้ยแบบทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ผ่านธนาคารยูโอบี >ทุนประกันเต็มวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันขั้นต่ำ 10 ปี หรือ >ทุนประกันขั้นต่ำ 80% ของวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันเต็มตามระยะเวลากู้ -อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 1 ล้านบาท อายุสัญญา 15 ปี MRR=7.35% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในสื่อโฆษณาเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยสำหรับการทำสัญญากู้ยืมของลูกค้าแต่ละรายอาจะมีความแตกต่างกันตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีไถ่ถอนจำนองเพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น ​(Re-finance) ในช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก นับจากวันที่กู้ จะมีค่าปรับ 3% ของยอดเงินต้นคงค้าง (เฉพาะวงเงินสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยเท่านั้น)​ -การอนุมัติสินเชื่อ​เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร​ -เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันเท่ากับ  7.35% ต่อปี ​(ตามประกาศธนาคารณ วันที่  9 ก.ค. 64) อนึ่ง ธนาคารสามารถประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย​ MRR ได้ตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอนุญาตไว้​ -อัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่าง ๆ​เป็นไปตามประกาศที่ธนาคารจัดทำไว้  และประกาศให้ทราบตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยธนาคารอาจเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยการปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการ หรือเว็บไซต์ของธนาคาร​ -ธนาคารยูโอบีในฐานะนายหน้าประกันภัย ​(ใบอนุญาตประกันชีวิต​เลขที่ ช.00026/2545 และใบอนุญาตประกันวินาศภัย​ เลขที่ ว.00020/2546) ทำหน้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านประกันภัยและเป็นผู้จัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย และอำนวยความสะดวกในการรับชำระเบี้ยประกันเท่านั้น  รับประกันชีวิตโดยบริษัท พรูเด็นเชียลประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), รับประกันวินาศภัยโดย บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ​จะเป็นผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไข ความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง 11.ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย คือ โฮมโลน โดนใจ สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.9% หรือผ่อนล้านละ 3,500 บาท โดยเดือนนี้ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีการคิดอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงจากช่วงเดือนที่ผ่านมา ดังนี้​ แบบที่ 1 ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย  1.9% ลดลง 0.1% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย 2.00% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.85% เพิ่มขึ้น 0.05% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย 3.80% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี  2.55% ลดลง 0.05% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย 2.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.54% ลดลง 0.03% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 3.57% แบบที่ 2 ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ยคงที่ 2.0% ลดลง 0.1% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย  2.10%  (ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บาท 2 ปีแรก) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.25% เพิ่มขึ้น 0.05% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย  4.20% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.75% ลดลง 0.05% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 2.80% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.65% ลดลง 0.04% จากเดือนที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย  3.69% แบบที่ 3 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.50% ลดลง 0.05% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย  2.55% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.50% ลดลง 0.05% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 2.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.57% ลดลง 0.08% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดอัตราดอกเบี้ย 3.63% แบบที่ 4 ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยคงที่ 2.70% ลดลง 0.05% จากเดือนก่อนหน้าที่คิด 2.75% (ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บาท 3 ปีแรก) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.7% ลดลง 0.05% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย  2.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.69% ลดลง 0.07% จากเดือนก่อนหน้าที่คอกเบี้ย  3.76% เงื่อนไข กรณีลูกค้าเลือกทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร : 1.กรณีที่ลูกค้าทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร ธนาคารทดรองจ่ายค่าจดจำนองให้ 1% ของวงเงินกู้อนุมัติ หรือ สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท (ทั้งนี้ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินทดรองจ่ายค่าจดจำนองดังกล่าวคืนจากลูกค้า กรณีลูกค้าปิดบัญชีสินเชื่อ หรือ เปลี่ยนแปลงสัญญาใด ๆ ภายใน 5 ปีแรก ทุกกรณี นับจากวันทำนิติกรรมจดจำนอง) 2.กรณีสมัครทำประกันชีวิต ต้องสมัครทำ MRTA/MLTA ทุนประกัน 100% ของวงเงินสินเชื่อ ระยะความคุ้มครองขั้นต่ำ 10 ปี หมายเหตุ -โครงการจัดสรรในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เท่านั้น* -ราคาซื้อขายของหลักประกันต้องมีราคา (แนวราบ) ไม่น้อยกว่า 2.00 ล้านบาท , (แนวสูง) ไม่น้อยกว่า 2.50 ล้านบาท -ลูกค้าสามารถเลือกใช้อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ล้านละ 3,500 บาท  กรณีเลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่** -ยกเว้น ค่าประเมินราคาหลักประกัน (โครงการจัดสรรทุกโครงการที่มีราคาซื้อขาย 2 ล้านบาทขึ้นไป)*** -ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี รวมอายุผู้กู้ไม่เกิน 70 ปี**** -วงเงินกู้เพิ่มสูงสุด 10% จากสัญญาซื้อขาย เพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งบ้าน อัตราดอกเบี้ย 1) ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.75% = 4.60% หรือ 2) ไม่ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.25% = 5.10% , หลังจากนั้นปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR = 7.35% ***** -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี MRR = 7.35% (ณ 1 เม.ย. 64) ที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในโฆษณาฉบับนี้เท่านั้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -การพิจารณาคุณสมบัติของลูกค้าแต่ละรายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่ธนาคารกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์การพิจารณาสินเชื่อ โดยอยู่ในดุลยพินิจของธนาคาร ทั้งนี้เงื่อนไขต่าง ๆเป็นไปตามประกาศธนาคาร โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -อัตราดอกเบี้ย และโปรโมชั่น (มีวงเงินสินเชื่อจำกัด) สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อ โดยเบิกรับเงินกู้ ตั้งแต่วันนี้- 31 เม.ย. 65 -สำหรับอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.9% สำหรับผู้กู้ที่มีรายได้ 75,000 บาทขึ้นไป ผ่อนต่ำเดือนละ 3,500 บาท ฟรีค่าจดจำนองสินเชื่อเมื่อซื้อประกันผ่านธนาคาร ฟรีค่าประเมินหลักประกัน 12.ธนาคารออมสิน ธนาคารออมสิน มีสินเชื่อเคหะ สำหรับให้บริการผู้ที่ต้องการกู้เงินเพื่อไปซื้อบ้านหรือคอนโด  โดยฟรีค่าบริการสินเชื่อ ค่านิติกรรมสัญญา สำหรับยื่นกู้ภายในวันที่ 31 สิงหาคม อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาภายใน 30 กันยายน 2565 โดยมีรายละเอียด ​ดังนี้​ กรณีทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 1.95% ลดลง 0.05% จากเดือนก่อนหน้าที่คิด 2.0% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 2.875% ลดลง 0.025% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 2.9% ​ ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.5% ลดลง 0.1% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 2.6% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.085% ลดลง 0.041% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.126% กรณีไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 2.20% ลดลง 0.05% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 2.25% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3.625% เพิ่มขึ้น 0.1% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 3.525% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.15% ลดลง 1.845% จากเดือนก่อนหน้าคิดดอกเบี้ย 4.995% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.327% เพิ่มขึ้น 0.017% จากเดือนก่อนหน้าที่คิดดอกเบี้ย 4.31%   เงื่อนไขการผ่อนชำระ -ปีที่ 1 ผ่อนชำระ 2,500 บาทต่อเดือน ปีที่ 2 ผ่อนชำระ 4,500 บาทต่อเดือน ปีที่ 3 ผ่อนชำระ 5,500 บาทต่อเดือน หมายเหตุ -การทำประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อ เป็นการทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ โดยหลักเกณฑ์ เงื่อนไข เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด -เงื่อนไขการใช้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อตามโปรโมชั่น สมัครบริการ MyMo และผลิตภัณฑ์/บริการอื่น อย่างน้อย 2 ประเภท ได้แก่ บัตรอิเล็กทรอนิกส์/ บัตรเครดิตหรือสินเชื่อบัตรเงินสด/ ชำระสินเชื่อหักผ่านบัญชี/ หน่วยงานหักเงินนำส่งชำระหนี้ / จ่ายตรงเงินเดือน / ประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อ ทั้งนี้ หากลูกค้าใช้ผลิตภัณฑ์ / บริการอื่นตามที่กำหนดอยู่แล้ว สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวได้ และกรณีไม่มี Smartphone ให้สมัครผลิตภัณฑ์ / บริการอื่นของธนาคารตามที่กำหนดทดแทนได้ -*กรณี ฟรีค่าธรรมเนียมจดจำนอง ให้ตามที่จ่ายจริง (รวมทุกสัญญาที่กู้ในคราวเดียวกัน) โดยลูกค้าต้องสำรองจ่ายค่าธรรมเนียมจดจำนองแก่กรมที่ดิน ไปก่อน ทั้งนี้ กรณีจำนวนเงินที่จ่ายตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 1.00 ของเงินค่าจดจำนอง โดยธนาคารจะโอนเงินหลังหักภาษี ณ ที่จ่าย คืนเข้าบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกของลูกค้าภายใน 30 วันทำการ นับจากวันที่จดจำนองแล้วเสร็จ -กรณีผู้กู้ชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด เฉพาะกรณีไถ่ถอนจำนองก่อนครบกำหนด (Prepayment) เพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น ภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงิน ผู้กู้ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่ธนาคารกำหนด (ปัจจุบันร้อยละ 3.00 ของยอดเงินต้นคงเหลือ) ทั้งนี้ กรณีฟรีค่าธรรมเนียมจดจำนอง หากผู้กู้ชำระหนี้ปิดบัญชีในทุกกรณี ภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงิน ผู้กู้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมจดจำนองคืนแก่ธนาคารเต็มจำนวน -หลักเกณฑ์เงื่อนไขอื่นๆ ให้เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด โดยธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า   หมายเหตุ Reviewyourliving รวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ธนาคาร ณ​ วันที่ 6 พฤษภาคม 2565   อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม อัพเดทดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เดือนพฤษภาคม 2565อกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน -อัพเดทดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ บ้านและคอนโด เมษายน 65 -อัพเดทดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เดือนเมษายน 2565    
ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แนะตลาดบ้าน-คอนโด ต้องต้องเฝ้าระวัง  5 เรื่องนี้

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แนะตลาดบ้าน-คอนโด ต้องต้องเฝ้าระวัง  5 เรื่องนี้

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ วิเคราะห์ตลาด 65 มีทั้งปัจจัยบวก-ปัจจัยลบ แนะ 5 เรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง เหตุธุรกิจยังต้องเผชิญผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพ  เงินเฟ้อพุ่ง ส่งผลความสามารถในการซื้อ การลงทุนในอสังหาฯ ​   แม้ว่าตอนนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะมีทิศทางที่ดีขึ้น จนจะมีการนำร่องให้ประชาชนใน 31 จังหวัด ไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่ในสถานที่โล่งแจ้ง ยกเว้นบุคคลใน 3 กลุ่มที่จะยังต้องสวมหน้ากากอนามัย คือ กลุ่มผู้ป่วยหรือกลุ่มเสี่ยง ผู้ที่อยู่ในสถานที่ปิดอากาศไม่ถ่ายเท และเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมคนจำนวนมาก   แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในภาพรวม โดยเฉพาะด้านภาวะเศรษฐกิจ ก็ยังไม่ได้กลับมาฟื้นตัวเป็นปกติ เหมือนก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาด ปัจจุบันกำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ยังคงชะลอตัว  ทำให้หลายธุรกิจจะต้องทำการตลาด ด้วยแคมเปญการส่งเสริมการขาย และโปรโมชั่น เพื่อกระตุ้นยอดขายให้กลับ​มามากขึ้น   ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ก็ไม่ต่างจากหลายธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ แต่ปี 2565 นี้มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น เห็นได้จากความมั่นใจของผู้ประกอบการ ที่ประกาศแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการคอนโดมิเนียม ที่เคยหยุดหรือชะลอแผนการเปิดตัวไว้ ก็กลับมาเปิดตัวกันมากขึ้นกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา   การเติบโตของธุรกิจอสังหาฯ ในปีนี้ คงมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ที่เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความสำเร็จให้กกับผู้ประกอบการ ​ซึ่งมีอะไรบ้างนั้น ล่าสุด ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือ ​REIC ได้ทำรายงาน  ดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ (หมวดที่อยู่อาศัย) ที่ใช้ข้อมูลในด้านอุปสงค์และอุปทานในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เพื่อประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ พร้อมกับฉายภาพ สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ​ - ปริมณฑล ในไตรมาส 1/2565 และแนวโน้มของภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในช่วงปี 2565 นี้ ว่าจะเป็นไปในทิศทางใดบ้าง ดร.วัยชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ​เปิดเผยว่า เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 1 ปี 2565 ภาคธุรกิจอสังหาฯ ยังต้องเผชิญกับปัจจัยลบที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อค่าครองชีพ และเพิ่มอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อหรือลงทุนในอสังหาฯ  ขณะเดียวกัน ยังพบความเคลื่อนไหวของภาวะตลาด ทั้งด้านซัพพลายและดีมานด์ ที่น่าสนใจในหลายประเด็น โดยสรุปได้ดังนี้ สรุปภาพรวมสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย กรุงเทพฯและปริมณฑล ไตรมาส 1 ปี 2565 ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนย่อตัว 27.1% จำนวนยูนิตที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน ระหว่าง ม.ค. - มี.ค. 2565 แต่ละเดือนยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาพรวมไตรมาส 1/2565 ที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนมีการย่อตัวลง 27.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) มียูนิตสร้างเสร็จจดทะเบียน ลดลง 33.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งอาจจะภาพสะท้อนถึงจำนวนยูนิตที่เปิดใหม่น้อยลงอย่างมากในปีที่ผ่านมา   คาดการณ์ว่า จำนวนยูนิตที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน จะทยอยเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2-4 ซึ่งจะมีอัตราการขยายตัวสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และภาพรวมทั้งปี 2565 จำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน จะขยายตัวประมาณ 22.1 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า   จากตัวเลขจำนวนยูนิตที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรร และที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียน ที่ลดลงในไตรมาส 1/2565 แต่มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในไตรมาส 2- 4 สะท้อนให้เห็นว่า การเกิดขึ้นของซัพพลายใหม่จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของกำลังซื้อที่จะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง และรองรับความต้องการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงปลายปีนี้​ เพื่อได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ และค่าจดจำนอง ซึ่งจะหมดเวลาในปลายปี 2565 นี้ Q1/65 เปิดตัวใหม่สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนโควิด-19 -ระหว่างเดือน ม.ค.- มี.ค. 2565 ในแต่ละเดือนมีการเปิดตัวใหม่ ประมาณ 9,000 - 12,500 ยูนิตต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งมีการเปิดตัวเฉลี่ย 8,300 ยูนิต​ต่อเดือน   -ภาพรวมในไตรมาส 1/2565 มีการเปิดตัวใหม่ 31,477 ยูนิต มูลค่า 117,384 ล้านบาท​ มีการขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 227.5% และ 161.7% ตามลำดับ   -จำนวนยูนิตที่เปิดตัวใหม่ในไตรมาส 12565 ส่วนมากเป็นอาคารชุดถึง 20,536 ยูนิต ขยายตัว 421.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน   -คาดว่ายูนิตเปิดตัวใหม่จะย่อตัวลงในไตรมาส 2/2565 อย่างชัดเจน เนื่องจากมีการเปิดตัวมากในไตรมาส ​1/2565 แต่จะมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในไตรมาสที่ 3 และ 4 เพื่อรองรับการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง   -คาดว่าภาพรวมทั้งปี 2565 จะมีการขยายตัวของยูนิตเปิดตัวใหม่เป็น 79,501 ยูนิต เพิ่มขึ้น 54.3% และมีมูลค่า 413.022 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88.6% โดยคอนโดจำนวนขยายตัวเพิ่มขึ้น 96.8% มากกว่าบ้านแนวราบที่เพิ่มขึ้น 51.0%   -ที่อยู่อาศัยที่เปิดตัวใหม่ แบ่งเป็น คอนโด​ 65.2% ทาวเฮ้าส์ ​19.7%  บ้านเดี่ยว ​ 8.8% บ้านแฝด  5.4% และ อาคารพาณิชย์ ​0.8%   -ทำเลของยูนิตบ้านแนวราบที่เปิดตัวใหม่มาก 5 พื้นที่ ตามลำดับ คือ บางพลี คลองหลวง บางบัวทอง บางบ่อ และบางเสาธง   -ทำเลของยูนิตคอนโดที่เปิดตัวใหม่มาก 5 พื้นที่ ตามลำดับ คือ บางนา ห้วยขวาง บางซื่อ จตุจักร และ เมืองปทุมธานี   -โดยภาพรวมที่อยู่อาศัย สัดส่วนการเปิดตัวตามระดับราคา มีดังนี้  ระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท สัดส่วน 26.0%, 2 - 3 ล้านบาท สัดส่วน 22.4% ระดับราคา 1 - 1.5 ล้านบาท สัดส่วน19.6% -บ้านแนวราบ มีการเปิดตัวตามระดับราคา ดังนี้ ระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท สัดส่วน 36.0% ระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท สัดส่วน 20.9% ระดับราคา​ 5 -7.5 ล้านบาท สัดส่วน 15.7%   -คอนโด มีการเปิดตัวตามระดับราคา ดังนี้ ระดับราคา 1 - 1.5 ล้านบาท สัดส่วน 29.5% ระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท สัดส่วน 23.2% ระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท สัดส่วน 20.6% โอนกรรมสิทธิ์ไตรมาสแรก ลดลง 4.8% -จำนวนยูนิตโอนกรรมสิทธิ์ ระหว่าง ม.ค. - มี.ค. 2565 แต่ละเดือนต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยภาพรวมไตรมาส 1/2565 มีจำนวนยูนิตโอนกรรมสิทธิ์ 31,477 ยูนิต ลดลง​ 4.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของไวรัส และสงครามรัสเซียและยูเครน ซึ่งทำให้เกิดภาวะน้ำมันแพงขึ้นและค่าครองชีพสูงขึ้น ส่วนมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ ระหว่าง ม.ค. - มี.ค. 2565 มีลักษณะเช่นเดียวกับยูนิตโอนกรรมสิทธิ์   -แต่คาดภาพรวมทั้งปีจะมีการขยายตัวของยูนิตโอนกรรมสิทธิ์ 2.0% โดยยูนิตการโอนกรรมสิทธิ์จะมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 2 - 4 โดยเฉพาะไตรมาส 4 จะมีการเร่งตัวของการโอนกรรมสิทธิ์เนื่องจากจะสิ้นสุดมาตการกระตุ้นฯ   -จำนวนยูนิตที่มีการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด สัดส่วน 23.4% คือ คอนโดในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท รองลงมาคือ ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท สัดส่วน 19.4% และราคา 3 - 5 ล้านบาท สัดส่วน 18.1%   -แต่ในภาพรวมแล้ว ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีการโอนกรรมสิทธิ์มากสุดถึง 66.7% ซึ่งเป็นระดับราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อส่วนใหญ่ และเป็นระดับราคาที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ   -ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์กระจุกตัวอยู่ที่บ้านระดับราคา เกินกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ถึง 68.7% ซึ่งพบว่า ระดับราคา มากกว่า 10 ล้านบาท มีสัดส่วนมากที่สุดถึง 27.0%  รองลงมา คือ 3- 5 ล้านบาท สัดส่วน 20.7% และราคา 2 - 3 ล้านบาท สัดส่วน​ 17.3%   -สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ของที่อยู่อาศัยมือสองมีการเพิ่มขึ้นเป็น 49.5% จาก 39.2% ในไตรมาส 4/2564 และมีสัดส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นเป็น 33.4% จาก 27.3% โดยเพิ่มขึ้นในทุกระดับราคา แต่มีสัดส่วนที่สูงกว่า 50%ในระดับราคาไม่เกิน 2.0 ล้านบาท ขณะที่ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท มีสัดส่วนมากกว่า 80% ภาพของตลาดเช่นนี้สะท้อนว่า ตลาดที่อยู่อาศัยมือสอง เป็นตลาดที่มีการขยายตัวจากผลของมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เช่นกัน ปรากฏการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2565 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดอสังหาฯ จะกลับมาคึกคัก จากการเปิดตัวใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการหันมาทำการตลาด และการส่งเสริมการขายกันมากขึ้น สร้างบรรยากาศการซื้อขายอสังหาฯ ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิดแพร่ระบาด แต่ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ มองว่ายังคงต้องมีหลายเรื่องที่เราจะต้องเฝ้าระวัง จับตามอง รวมถึง ต้องมาดูสภาพความเป็นจริงกันว่า จะมีปัจจัยบวก ปัจจัยลบอะไรบ้าง ที่จะมาส่งผลต่อตลาดอสังหาฯ ในปีนี้   สำหรับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2565 ศูนย์ข้อมูลฯ มองว่ามี 5 เรื่องสำคัญ ดังนี้ 1.การเปิดตัวโครงการใหม่ ๆ ทั้งบ้านแนวราบและคอนโด​จะเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2564 โดยคอนโดมีสัดส่วนที่สูง เนื่องจากมี Stock ที่ลดลง และราคาที่ดินแพงขึ้น   2.บ้านแนวราบยังคงได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อบ้านมาก แต่ประเภททาวเฮ้าส์จะยังคงมีซัพพลายคงเหลือในตลาดมาก   3.คอนโดเริ่มฟื้นตัว จากผู้ที่ต้องการซื้อเพื่อการอยู่อาศัยและการซื้อเพื่อการลงทุนมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนใน 2 กลุ่มเป็นหลัก คือ กลุ่มไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และ กลุ่มลักชัวรี่   4.โครงการที่อยู่อาศัยที่เกิดขึ้นใหม่อาจปรับลดโปรโมชั่นส่วนลดและของแถมลงบ้างเพื่อรักษาราคาประกาศขายให้อยู่ใกล้เคียงกับโครงการในปัจจุบัน   5.บ้านมือสองที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากค่าธรรมเนียม และมีราคาและทำเลที่สอดคล้องกับความสามารถของกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มรายได้น้อย/ปานกลาง คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสองจะมีการขยายตัวต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยเฉพาะบ้านราคาต่ำ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจบ้านมือสอง 6 ปัจจัยบวกในปี 2565 สำหรับปัจจัยบวกที่จะเข้ามาหนุนให้ตลาดอสังหาฯ เติบโต หรือฟื้นตัวมาจากช่วงก่อนหน้านั้น ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ มองว่ามี 6 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้ 1.มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ (ลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองเหลือประเภทละ 0.01 % รวมถึง ขยายไปสู่บ้านมือสองด้วย) ยังคงมีผลถึงสิ้นปี 2565   2.มาตรการผ่อนปรน LTV ของ ธปท. จะช่วยให้มีการซื้อบ้านสัญญาที่ 2 และ 3 เพื่อการอยู่อาศัยและเพื่อการลงทุนมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น   3.สภาพคล่องของธนาคารมีมากพอสำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ และเริ่มมีการแข่งขันการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้น   4.ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่ค่อย ๆ พื้นตัวจากมาตรการต่าง ๆ ของรัฐ และการเปิดประเทศ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากภาคธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว   5.กลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก ฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2564 ทำให้ เกิดกำลังซื้อใหม่ๆ   6.ผู้ประกอบการยังคงมีการออกโปรโมชั่น การลดราคาขาย การให้ของแถมต่าง ๆ ต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุน 7 ปัจจัยเสี่ยงฉุดตลาดอสังหาฯ ปี 65 ถึงแม้ว่าปีนี้จะมีหลายปัจจัยบวก  แต่ด้านปัจจัยลบก็ยังคงมีอยู่เช่นกัน โดย ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ มองว่าจะมี 7 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังในการทำธุรกิจอสังหาฯ ปีนี้ คือ   1.อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง   2.การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงมีผลในการฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ แม้ว่าความรุนแรงจะลดลง   3.สภาวะการจ้างงาน และการมีรายได้ของประชาชน ในภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการ ยังคงอยู่ในภาวะการฟื้นตัวช้า   4.ภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่สูงถึงประมาณ 90% ของ GDP ทำให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางในกลุ่มอาชีพอิสระ จะเข้าถึงสินเชื่อได้ยากเช่นเดียวช่วงปีที่ผ่านมา   5.ภาวะการเพิ่มขึ้นของ NPL ของสถาบันการเงิน อาจจะส่งผลให้สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อต่อไป   6.ต้นทุนค่าก่อสร้างแพงขึ้น ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยโครงการใหม่ อาจมีการปรับราคาขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง   7.กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เป็นกำลังซื้ออาคารชุด ยังคงเข้ามาในประเทศน้อย จากผลกระทบของโควิด-19 และสงครามยูเครนและรัสเซีย ทำให้ความต้องการซื้ออาคารชุดภาพรวมฟื้นตัวช้า 5 สิ่งที่ต้องระมัดระวังในปี 65 นอกจากปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องนำมาใช้เป็นปัจจัยพิจารณาในการทำธุรกิจแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องเฝ้าระมัดระวังอีก 5 เรื่องด้วย ที่ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ แนะนำไว้มีดังนี้ 1.ภาวะสงครามรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และภาวะค่าครองชีพของประชาชน   2.การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น และส่งผลต่อความต้องการซื้ออสังหาฯ ได้   3.บ้านมือสองอาจจะเป็นสินค้าทดแทนบ้านใหม่ ผู้ประกอบการบ้านใหม่ต้องให้ความสนใจศึกษาก่อนการพัฒนา   4.ราคาวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงาน อาจส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้า และอาจทำให้แผนการส่งมอบล่าช้า ซึ่งอาจจะส่งผลต่อปริมาณการโอนกรรมสิทธิ์ และการระบาย backlog ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์   5.จากภาวะค่าคองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวรายได้ช้า หากมีการเกิด NPL เพิ่มขึ้น สถาบันการเงินอาจจะมีนโยบายสินเชื่อที่เข้มงวดต่ออีกในปี 2565 จะส่งผลต่อกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีความไม่แข็งแรงไม่สามารถขอสินเชื่อได้ แต่สถาบันการเงินอาจจะขยายสินเชื่อ Refinance เพิ่มขึ้นแทน​   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ตลาดอสังหาฯ 6 เดือนแรกยังชะลอตัว โค้งท้าย 64 ยังลดต่อรออีก 4 ปีฟื้นตัวปกติ​ -REIC คาดตลาดอสังหาฯ ปี 64 แย่สุดทั่วประเทศติดลบ 20%
แสนสิริ  เดินหน้าโปรเจ็กต์ “กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้”  เปิดอีก 3 โครงการ 9,300 ล้าน

แสนสิริ เดินหน้าโปรเจ็กต์ “กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้” เปิดอีก 3 โครงการ 9,300 ล้าน

กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้ 4 เหตุผล แสนสิริ เดินหน้าพัฒนาโปรเจ็กต์คอนเซ็ปต์ “คอมมูนิตี้” ยึดโซนตะวันออก ปั้น “กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้” มูลค่า 30,000 ล้าน ปีนี้เปิดอีก 3 โปรเจ็กต์ 9,300 ล้าน ต่อยอดควาสำเร็จจาก T77 หนุนเป้าหมายรายได้ 24,000 ล้าน   ดูเหมือนว่าการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ในรูปแบบของ “คอมมูนิตี้” ด้วยคอนเซ็ปต์การสร้างชุมชนที่พักอาศัย ซึ่งมีหลายโครงการ หลายระดับราคา พัฒนาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จะเป็นรูปแบบที่น่าสนใจสำหรับดีเวลลอปเปอร์ เพราะสามารถสร้างความได้เปรียบในการดำเนินธุรกิจ และยังทำผลกำไรได้สูงกว่าการพัฒนาในลักษณะโครงการเดี่ยว ๆ   แต่การจะพัฒนาโครงการในลักษณะดังกล่าวได้ ผู้ประกอบการจะต้องมีความสามารถในการจัดหาที่ดิน ซึ่งไม่ใช่แค่ปริมาณที่ดินซึ่งมีจำนวนมากเท่านั้น แต่ต้องอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ สำหรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยด้วย  คงต้องมีแบรนด์โครงการหลายระดับราคา และหลายกลุ่มเป้าหมาย  ที่สำคัญต้องสามารถพัฒนาคอนเซ็ปต์ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า รวมถึงสร้างโครงการให้มีความน่าสนใจด้วย   ปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายรายที่พัฒนาโครงการในคอนเซ็ปต์ “คอมมูนิตี้”  หรือการมีหลายโครงการย่อยในโครงการใหญ่ ในลักษณะของการมิกซ์โครงการหลากหลายรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) โดยล่าสุด พัฒนาโครงการ กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้ บนเนื้อที่ 500 ไร่   นายอุทัย  อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฎิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรุงเทพฯ กำลังเติบโตสู่เมืองขยาย เกิดเป็น “คอมมูนิตี้ ในเมืองใหญ่” คล้ายการเติบโตเมืองใหญ่ทั่วโลก เช่น ย่านการเติบโตต่าง ๆ ของประเทศญี่ปุ่น อาทิ ย่านอาซาคูซะ ย่านชิบูย่า ย่านกินซ่า ย่านชินจูกุ การจับกลุ่มของเมืองย่อยหรือ Cluster จะเกาะกลุ่มด้วยโลเคชั่นใกล้สถานีรถไฟฟ้าต่อขยายออกไปเรื่อย ๆ สิ่งอำนวยความสะดวกจะไม่รวมอยู่ในศูนย์กลางกรุงเทพชั้นใน แต่จะกระจายออกไปยังพื้นที่อยู่อาศัยโดยรอบกรุงเทพฯประกอบกับโครงข่ายการคมนาคมที่ทำให้การเดินทางเข้าสู่เมืองง่ายมากขึ้น   โดยโครงการในคอนเซ็ปต์คอมมูนิตี้ ที่ประสบความสำเร็จและพัฒนามาก่อนหน้านี้ คือ ​โครงการ T77 คอมมูนิตี้ บนเนื้อที่กว่า 50 ไร่ ในซอยสุขุมวิท 77 ซึ่งภายในโครงการประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 6 โครงการ ได้แก่ Blocs Sukhumvit 77, THE BASE Sukhumvit 77, THE BASE Park West, THE BASE Park East, hasu HAUS และ mori HAUS มีอีก 1 โครงการทาวน์เฮ้าส์ ได้แก่ Garden Square โดยคาดว่ามีจำนวนผู้พักอาศัยรวมกว่า 10,000 ครอบครัว   นอกจากที่พักอาศัยที่ “แสนสิริ” พัฒนาขึ้นแล้ว ในโครงการ T77 ยังมี Park Court Grand Apartment  ​อพาร์ทเมนท์ระดับพรีเมียมจากมั่นคงเคหะการ  และศูนย์การค้า Habito (ฮาบิโตะ) ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรกจากแสนสิริ โรงเรียนนานาชาติอย่าง Bangkok International Preparatory and Secondary School (บางกอกเพรพ) 4 เหตุผลปั้นโปรเจ็กต์ “คอมมูนิตี้” สำหรับข้อดีของการพัฒนาโครงการในรูปแบบคอมมูนิตี้ ที่แตกต่างจากการพัฒนาโครงการเดี่ยว ๆ ว่า สิ่งสำคัญคงจะเป็น 4 เหตุผลนี้ คือ 1.ต้นทุนที่ดินคุ้มค่า-มีมูลค่าเพิ่มในอนาคต การพัฒนาโครงการในลักษณะนี้ แสนสิริ วางคอนเซ็ปต์ของการจัดซื้อที่ดินต้องมีขนาดเริ่มต้น 300 ไร่ แล้วจะทยอยซื้อเพิ่มในพื้นที่รอบข้าง เพื่อให้ได้มีแปลงที่ดินขนาดใหญ่ เพื่อการพัฒนาโครงการหลายโครงการได้ ซึ่งเมื่อการซื้อที่ดินขนาดใหญ่ จะมีโอกาสได้ราคาที่ถูกกว่าซื้อแปลงเล็ก ขณะเดียวกันที่ดินเมื่อซื้อมาแล้วยังไม่ได้พัฒนา จะได้มูลค่าเพิ่มขึ้นตามราคาของที่ดินที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของที่ดินในการพัฒนาโครงการถูกกว่าโครงการเดี่ยว ๆ   นายอาณัติ  กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ราคาที่ดินของโครงการกรุงเทพกีฑา คอมมูนิตี้ ซึ่งซื้อมาเมื่อ 5-6 ปีก่อน ปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นแล้วกว่าเท่าตัว ขณะที่ราคาที่ดินในโซนกรุงเทพกรีฑาพุ่งขึ้นถึง 150% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และราคาที่ดินช่วงต้นถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ (ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า) ล่าสุดอยู่ที่ตารางวาละ 140,000 บาท  ​ 2.การวางผัง-ออกแบบโครงการได้สวยงาม จุดขายสำคัญของโครงการบ้านแนวราบ นอกจากตัวบ้านที่จะต้องสวยงามและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแล้ว สิ่งหนึ่งที่ถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อบ้าน คือ พื้นที่ส่วนกลางของโครงการ และระบบสาธารณูปโภคภายในโครงการ การที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ทำให้สามารถวางผังโครงการได้สวยงาม และมีการวางระบบสาธารณูปโภคภายในได้ดีกว่า เพราะเป็นการแชร์ต้นทุนการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางของแต่ละโครงการย่อย 3.ต้นทุนต่ำกว่ากำไรมากกว่า จากการที่แต่ละโครงการได้มีการแชร์ระบบสาธารณูปโภค เช่น ถนน ที่ใช้ร่วมกัน ทำให้ต้นทุนการพัฒนาถูกกว่าโครงการที่พัฒนาเดี่ยว ๆ ตามหลักการของ Economy of scale นั่นเอง เพราะแค่อำนาจการต่อรองเรื่องการซื้อที่ดิน หรือการจัดซื้อวัสดุต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้ในโครงการขนาดใหญ่แบบนี้ ก็ย่อมจะได้ราคาสิ่งของต่าง ๆ คุ้มค่ากว่า หรือแม้แต่ประโยชน์จากราคาที่ดินที่ซื้อมาในอดีต แล้วพัฒนาขายในปัจจุบัน จากราคาตลาดที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้โครงการได้เปรียบ  แน่นอนย่อมส่งผลทำให้กำไรของโครงกาขนาดใหญ่สูงกว่า อย่างน้อย ๆ อัตรากำไรขั้นต้นจะมากกว่า ไม่ต่ำกว่า 2% 4.อัตราการขายดีกว่า การมีหลายโครงการรวมอยู่ในโครงการเดียวกัน แม้ว่าจะใช้ทีมเซลล์ขายคนละทีม แต่การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยส่งเสริมให้การขายดีขึ้น เพราะหากลูกค้าเข้ามาดูโครงการแล้วมีความต้องการที่ไม่ตรงโจทย์กับโครงการนั้น เซลล์สามารถส่งต่อลูกค้าไปให้โครงการอื่น ๆ ในเครือได้ รวมถึง โครงการสามารถนำเสนอบ้านในระดับราคาตามศักยภาพในการซื้อของลูกค้าได้  เพราะมีสินค้าหลายระดับราคา ซึ่งโครงการกรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้ มีบ้านขายตั้งแต่ราคา 12-95 ล้านบาท ​ โครงการกรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้ มีอัตราการขายเฉลี่ยเดือนละ 8 ยูนิต ซึ่งถือว่าสูงมาก มีราคาขายเฉลี่ย 14-35 ล้านบาท แต่ละโปรเจ็กต์น่าจะรับรู้รายได้ปีละ 1,000 ล้านบาท ​  กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้ มีบ้านอะไรบ้าง  สำหรับ โครงการ “กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้” (Krungthep Kreetha Community) บนเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ โดยเปิดโครงการไปแล้ว 2โครงการ ได้แก่ ​ โครงการบ้านเดี่ยว เศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา และเศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา 2 บนพื้นที่รวม 155 ไร่ มูลค่าโครงการรวม 7,500 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการปิดการขายเรียบร้อยแล้ว   ส่วนในปีนี้จะเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวระดับบนในปีนี้อีก 3 โครงการ มูลค่ารวม 9,300 ล้านบาท  ได้แก่ -นาราสิริ กรุงเทพกรีฑา พื้นที่โครงการ 57 ไร่ มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท จำนวน 86 ยูนิต วางแผนเปิดตัวในเดือนตุลาคมนี้   -บุราสิริ กรุงเทพกรีฑา พื้นที่ 85 ไร่ มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท จำวน 276 ยูนิต ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ที่ให้ความสนใจพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยร่วมกันในทำเลนี้ ซึ่งจะเปิดตัวในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้   -โครง​การ “บูก้าน กรุงเทพกรีฑา” พื้นที่ 19 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท โครงการบ้านเดี่ยวขนาด 3 ชั้น พร้อมลิฟท์และสระน้ำส่วนตัว จำนวน 48 ยูนิต เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการแรก ที่ได้รับการตอบรับดี กับโครงการบูก้าน โยธินพัฒนา   ภายในโครงการยังมีพื้นที่สำหรับการพัฒนาโครงการในอนาคตอีก ประมาณ  180 ไร่ สำกรับการพัฒนาโครงการใหม่ได้อีก 3-4 โปรเจ็กต์ ซึ่ง “แสนสิริ” วางแผนพัฒนาระหว่างปี 2566-2568 ซึ่งภายในโครงการทั้งหมด คาดว่าจะมีโครงการบ้านรวม 8-9  โครงการ  มูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท สำหรับปีนี้ แสนสิริ วางเป้าหมายรับรู้รายได้และยอดขาย จากโครงการแนวราบ 24,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาทำรายได้ 22,400 ล้านบาท  ซึ่งในช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมา ​ แสนสิริ มียอดขายจากโครงการแนวราบแล้วไปแล้ว 8,600 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 40% จากเป้ายอดขายในปีนี้  ส่วน 3 โครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในโครงการกรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้ คาดว่าจะรับรู้รายได้ 500 ล้านบาท   ในปีหน้า แสนสิริ ยังวางแผนพัฒนาโครงการในคอนเซ็ปต์ คอมมูนิตี้ ต่อ โดยจะอยู่ในย่านบางบัวทอง ใกล้ห้างเซ็นทรัลเวสต์เกต ซึ่งมีที่ดินรองรับแล้วประมาณ 200 ไร่ และยังจะมีการซื้อที่ดินเพิ่มเติมมาพัฒนาด้วย ซึ่งต้องดูว่าจะมีรูปแบบอย่างไร และมีแบรนด์โครงการอะไรบ้าง   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -แสนสิริ ปั้นทาวน์โฮม เมืองท่องเที่ยวในฝัน เปิดสิริ เพลส 6 โครงการ 4,200 ล้าน​ -[PR News] แสนสิริจับมือ​ขายหัวเราะ ส่ง​แคมเปญ “บ้านนี้ ฮะ ฮะ ฮ่า” กวาดยอดขาย 8,200 ล้าน
สิงห์ เอสเตท  ขอท้าทายตัวเอง กับกลยุทธ์ RISE ABOVE  พร้อมแผน 5 ปีปั้นโปรเจ็กต์บ้านหรู 52,000 ล้าน

สิงห์ เอสเตท ขอท้าทายตัวเอง กับกลยุทธ์ RISE ABOVE พร้อมแผน 5 ปีปั้นโปรเจ็กต์บ้านหรู 52,000 ล้าน

สิงห์ เอสเตท กางแผน 5 ปี ปั้นโปรเจ็กต์บ้านหรูมูลค่ารวม 52,000 ล้าน ด้วยกลยุทธ์ RISE ABOVE การเติบโตเหนือความคาดหวัง เดินสู่เป้าหมายรายได้ 10,000 ล้าน พร้อมลุยตลาดลักชัวรี่ เปิด 3 เซ็กเมนต์ใหม่ จับตลาดบ้านหรู 10-100 ล้าน ประเดิมโปรเจ็กต์แรก  “ศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส” 2,900 ล้าน เติมรายได้ปี 65 สู่เป้า 4,400 ล้าน   ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบัน สิ่งที่เห็นชัดเจนนอกเหนือจากเรื่องความสะอาด สุขอนามัยที่ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษแล้ว ก็คือ การลดความเสี่ยงจากการออกไปเจอผู้คนมากมาย หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม ซึ่งนำมาถึง วิถีชีวิตการทำงานในรูปแบบ Work from Home หรือการทำงานจากที่บ้าน   แม้ปัจจุบันการทำงานจากที่บ้าน จะลดน้อยลง หลายองค์กรเริ่มให้พนักงานกลับเข้าทำงานที่ออฟฟิศกันมากขึ้น แต่ก็มีผู้คนไม่น้อยที่ยังทำงานจากที่บ้าน หรือจากที่ไหนก็ได้ ที่สำคัญ ผู้คนเริ่มคุ้นชินกับการไม่ต้องนั่งทำงานประจำที่ออฟฟิศทุกวันแล้ว เพราะบทพิสูจน์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของงานไม่ได้ลดน้อยลง แม้พนักงานจะทำงานจากที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้  ​   การที่ไวรัสโควิด-19 ได้มาเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเช่นนี้ ยังได้ส่งผลต่อเนื่องมาถึง พฤติกรรมการเลือกอยู่อาศัยของคนยุคปัจจุบัน ในการเลือกที่พักอาศัยซึ่งมีพื้นที่มากขึ้น เพราะต้องมีสถานที่สำหรับการทำกิจกรรมต่าง ๆ เวลาอยู่บ้าน ทำให้ตลาดบ้านแนวราบในช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา เติบโตได้อย่างดี ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมก็ชะลอตัวลง เพราะโครงการใหม่แทบจะไม่มีเปิดตัวออกมา แม้ว่ายังมียอดซื้อยอดขายคอนโดอยู่บ้าง แต่นั่นก็คือ สต็อกเก่าที่ผู้ประกอบการมีอยู่แล้วในมือ   เมื่อเทรนด์การอยู่อาศัย และการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบัน ใช้เวลาภายในบ้านมากขึ้น บรรดาดีเวลลอปเปอร์จึงต้องปรับตัวตามความต้องการของลูกค้า ผู้ประกอบการจำนวนมาก จึงหันมาพัฒนาโครงการบ้านแนวราบ ออกมารองรับกับความต้องการของตลาดที่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง  ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ล่าสุด กลุ่มธุรกิจพักอาศัย ของสิงห์ เอสเตท ก็ประกาศแผนธุรกิจระยะ 5 ปี (ปี 2565-2569) กับตัวเลขที่จะพัฒนาโครงการออกมาขายมีมูลค่ารวมมากถึง 52,000 ล้านบาท พร้อมกับรายได้รวม 34,000 ล้านบาท ซึ่งในปีที่ 5 จะมีรายได้ระดับ 10,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีรายได้ 2,221 ล้านบาท ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าจะทำรายได้ 4,400 ล้านบาท   นายณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจพักอาศัย บริษัท​ สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ​เปิดเผยว่า ด้วยเทรนด์ในปัจจุบันที่คนอยู่บ้านนานขึ้น มองหาบ้านที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ บ้านจึงต้องให้ความสุขได้ตลอด 24 ชม. ที่สำคัญต้องตอบโจทย์ฟังก์ชั่นที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ยังต้องเป็นที่สังสรรค์ และที่ทำงานแบบ Work from home ได้ด้วย สิงห์ เอสเตทจึงได้นำแนวคิดนี้มาออกแบบโครงการที่พักอาศัยแนวราบ และเพื่อต่อยอดจากความสำเร็จที่สามารถปิดการขายโครงการบ้านสันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภคของตลาดระดับบน โดยสิงห์ เอสเตท ตอกย้ำจุดยืนในการสร้างคุณค่าและความยั่งยืนให้ทุกชีวิต หรือ Enriching Life ด้วยความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ใส่ใจ และมุ่งมั่นพัฒนาโครงการให้เป็น Best In Class เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ด้วยคุณภาพในระดับสากล  ควบคู่ไปกับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม RISE ABOVE กลยุทธ์ สิงห์​ เอสเตท สู่รายได้​ 3.4 หมื่นล. สำหรับกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโต และการเดินหน้าตามแผนเพื่อไปสู่เป้าหมาย พัฒนาโครงการรวมมูลค่า 52,000 ล้านบาท และสร้างรายได้รวม 34,000 ล้านบาทนั้น คือ “RISE ABOVE” ที่สิงห์ เอสเตท จะพัฒนาสินค้าให้เหนือกว่ามาตรฐาน เพื่อส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุก ๆ กลุ่มเป้าหมาย​ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก เราจะเติบโตกว่าที่เราคาดหวัง รวมถึงความคาดหวังของลูกค้า 7-8 ปีก่อนหน้านี้ เราพัฒนาโครงการ เราบอกว่าไม่ได้เป็นแค่ดีเวลลอปเปอร์ที่ขายแค่สินค้า แต่เราขายประสบการณ์ที่ดีด้วย โดยกลยุทธ์ “RISE ABOVE” มีรายละเอียดของแนวคิด 3 ส่วน ดังนี้ 1.ABOVE THE NUMBER ที่นอกเหนือจากแผนการลงทุน และการพัฒนาโครงการเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันแล้ว ยังโฟกัสการตั้งเป้าตัวเลขที่ท้าทายขึ้นอีกด้วย สืบเนื่องจากเทรนด์ของโครงการอสังหาฯ แนวราบได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนจากตัวเลขที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องของโครงการบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์   สิงห์ เอสเตท จึงได้วางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการบ้านแนวราบที่เพิ่มสูงขึ้น โดยในช่วง 5 ปีต่อจากนี้บริษัทวางสัดส่วนพัฒนาโครงการบ้านแนวราบ 75%  และ​คอนโด​ 25% เน้นทำเลศักยภาพ ใน 3 เซ็กเมนท์  เป็นโครงการบ้านระดับราคาตั้งแต่​ 10 – 100 ล้านบาท  แบ่งเป็น -Super Luxury บ้านเดี่ยวราคา 50-100 ล้านบาท พัฒนาภายใต้แบรนด์ศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส (Siraninn Residences) -Luxury บ้านเดี่ยวระดับราคา 20-50 ล้านบาท -Affordable Luxury บ้านเดี่ยวระดับราคา 10-20 ล้านบาท 2.ABOVE THE DESIGN & SERVICE การออกแบบที่สอดรับกับ New Trend of Living การใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน พื้นที่ใช้สอยสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งาน เพื่อให้บ้านเป็นพื้นที่สำหรับทุกๆคนในครอบครัว ด้วยแนวคิด 1.Smart Living Smart Layout ออกแบบ space และ function ต่างๆ ภายในบ้านให้ตอบโจทย์การใช้งานและความต้องการของคนทุก generation Security for Families  ระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม อาทิ ระบบติดตั้งสายไฟใต้ดิน (underground cable) Easy for Maintenance ด้วยระบบ Maintenance Alert ที่บ้านสามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อถึงเวลาบำรุงรักษา  ผ่านแอพลิเคชั่น S life ในโทรศัพท์มือถือ เพื่อความสะดวก รวดเร็ว 2.Healthy Living Clean Air มีระบบกรองอากาศภายในบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ Clean Water มีระบบกรองน้ำเพื่อให้น้ำที่นำมาใช้ และบริโภคในโครงการบริสุทธิ์และสะอาดมากยิ่งขึ้น Cool & Quiet นวัตกรรม “บ้านเย็น” ที่ช่วยให้อากาศในบ้านเย็น ถ่ายเทอากาศได้ดี ด้วยผนังกันความร้อน 3.Sustainable Living Existing Tree Conservation มีการเก็บรักษาต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่เดิม Clean Energy การใช้พลังงานธรรมชาติ อาทิ การใช้พลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์ Water Reuse ระบบการบำบัดน้ำเสีย เพื่อนำกลับมาใช้รดน้ำต้นไม้รอบโครงการ Material Selection & Long Lasting ออกแบบบ้านให้สวยงามอยู่คู่กาลเวลา โดยคำนึงถึงการใช้งานที่ดีทั้งในวันนี้และในอนาคต 4.Exclusive Services Warranty Extension ขยายเวลารับประกันเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มความสบายใจในการเข้าอยู่อาศัย Homecare Service  บริการ homecare ดูแลบ้าน แจ้งเหตุฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน Concierge Service  บริการผู้ช่วยส่วนตัวที่พร้อมให้บริการลูกบ้านอย่างเหนือระดับ 3.ABOVE THE LIVING EXPERIENCE กับ Privileges ต่างๆ ภายใต้ ‘S life’ ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์จากบริษัทในเครือและ Partners ที่ตอบรับกับ Lifestyle ของลูกบ้านทุกคน ทั้งในส่วนของ S Hotels & Resorts กลุ่มโรงแรมและรีสอร์ท ในเครือ สิงห์ เอสเตท ทั้งในประเทศและต่างประเทศ Activities กิจกรรมสันทนาการ อาทิ กอลฟ์ กิจกรรมนั่งบอลลูนเพื่อชมทิวทัศน์ แคมปิ้ง Food & Beverage สิทธิพิเศษที่ร้านอาหารชั้นนำ รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในเครือ Entertainment คอนเสิร์ต และกิจกรรมบันเทิงต่าง ๆ ที่น่าสนใจที่จัดขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี ประเดิมโปรเจ็กต์ Super Luxury 2,900 ล้าน สำหรับแผนในปี  2565 สิงห์ เอสเตท พร้อมเปิดตัว 1 โครงการมูลค่า 2,900 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์  ศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส ซึ่งจะเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้ โครงการตั้งอยู่ในซอยพัฒนาการ 32 โครงการจะเป็น Horizontal Luxury House ในรูปแบบบ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวนเพียง 32 หลังเท่านั้น   ส่วนอีก 2 เซ็กเมนท์ใหม่ จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมชื่อแบรนด์ในปีหน้า ซึ่งวามแผนเบื้องต้นจะเปิดตัว 4 โครงการ ในทำเลฝั่งตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งมีมูลค่าโครงการประมาณ 2,000-4,000 ล้านบาท  และเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายรายได้ บริษัทจะ​ทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 3,000 – 14,000 ล้านบาท โดยคาดว่าธุรกิจที่พักอาศัยจะสร้างรายได้รวมต่อปีสูงกว่า 10,000 ล้านบาท ในปี 2569 และทำให้เพิ่มสัดส่วนรายได้เป็น 35% ของรายได้รวม จากปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 25% ตลาดบ้านแนวราบจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้โตแบบก้าวกระโดด  หลายบริษัทพิสูจน์แล้วว่าการ Work from Home ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ต่อไปการอยู่อาศัยที่คำนึงถึง mass transit จะลดความสำคัญลง ปัจจุบันสิงห์ เอสเตท ยังมียอดขายรอรับรู้รายได้มูลค่า 1,500 ล้านบาท และรายได้จากไตรมาสแรกแล้ว 1,000 ล้านบาท ทำให้สะสมรายได้ปีนี้ในกระเป๋า 2,500 ล้านบาท ขณะที่โครงการใหม่ซึ่งจะเปิดตัวในปีนี้ คาดว่าจะทำรายได้อีก 600 ล้านบาท และยังมียอดโอนกรรมสิทธิ์จากโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ในมืออีกจำนวนหนึ่ง จึงเชื่อมั่นว่าปีนี้จะทำรายได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ 4,400 ล้านบาทอย่างแน่นอน   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -‘สิงห์ เอสเตท’ รายได้รวมลด 40% หลังขาย NVD แต่ใช้เงินยังทำกำไร 70 ล้าน
ธนาสิริ  วางเป้า 3 ปี สร้างรายได้ 5,000 ล้าน  พร้อมเปิด 3 โปรเจ็กต์ใหม่

ธนาสิริ วางเป้า 3 ปี สร้างรายได้ 5,000 ล้าน พร้อมเปิด 3 โปรเจ็กต์ใหม่

ธนาสิริ กรุ๊ป วางเป้าหมาย 3 ปี สร้างรายได้รวม 5,000 ล้าน ปั้นโปรเจ็กต์ปีละ 2,000-3,000 ล้าน หลังปรับโครงสร้างธุรกิจ ดึงทีมบริหารเสริมทัพ จับมือกลุ่ม “อนาบูกิ  โคซัน” จากญี่ปุ่น พร้อมไปต่อกับวิสัยทัศน์สร้างความยั่งยืนควบคู่รายได้     แม้ว่าจะดำเนินธุรกิจมานานกว่า 35 ปี แต่ชื่อของ “ธนาสิริ” อาจจะไม่ได้รู้จักกันในวงกว้างมากนัก เพราะโฟกัสและทำตลาดหลักในจังหวัดนนทบุรีเป็นส่วนใหญ่ ที่สำคัญตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ พัฒนาโครงการออกมาไม่มากนัก มีแค่ 28 โครงการ รวมมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาทเท่านั้น  หากเทียบกับเพื่อนร่วมธุรกิจ บางบริษัทมีการพัฒนาโครงการมากกว่าถึง 2 เท่าตัวภายในระยะเวลาแค่ปีเดียว     แต่ขนาดความใหญ่ ไม่ใช่โจทย์สำคัญของ “ธนาสิริ” ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องมีการพัฒนาโครงการปีละหมื่นล้านบาท หรือการสร้างรายได้ระดับหมื่นล้านบาท  แต่โจทย์สำคัญคือการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ พร้อมกับการสร้างความพึงพอใจและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกบ้าน ควบคู่ไปกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป     อย่างไรก็ตาม ในเชิงธุรกิจบริษัทจำเป็นต้องมีการเติบโต เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น จึงวางแผนภายในระยะ 3 ปี (ปี 2565-2567) ในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีด้านรายได้รวม 5,000 ล้านบาท และมียอดขาย 6,000 ล้านบาท ​     นายสุทธิรักษ์ เสถียรภาพอยุทธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนาสิริ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THANA เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในรอบปี 2564 ของบริษัท สามารถกลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดด (Turn Around) ในเชิงตัวเลขทั้งด้านยอดขาย ยอดรับรู้รายได้ และกำไรสุทธิ เนื่องจากบริษัทกลับมาเปิดโครงการใหม่     นอกจากนี้ ยังมีการปรับโครงสร้างการบริหารงาน ด้วยการเพิ่มทีมงานระดับบริหารที่มีประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาฯ เข้ามาเพิ่ม  อาทิ นายจรัญ เกสร มาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ เพื่อดูแลบริหารจัดการชุมชน ทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่  เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เป็นไปตามเป้าหมาย และวิสัยทัศน์ขององค์กร​​ ภายใต้พันธกิจ THANASIRI "LifetimeTotal Living Solution"     โดยแผนการพัฒนาโครงการในปี 2565 นี้ บริษัทยังคงเปิดตัวโครงการใหม่ในทุกไตรมาส โดยไม่เน้นในด้านปริมาณหรือจำนวนหน่วยเปิดตัวใหม่ แต่ให้ความสำคัญกับการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกค้า รวมถึงการพัฒนาบริการในด้านต่าง ๆ โดยมี "อนาบูกิ โคซัน" ซึ่งเป็นพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือ Health & Well - Being มาพัฒนาโครงการด้วยกัน ​หลังจากที่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดฯ เอ็ม เอ ไอ ไม่กี่ปีก็ประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ  ซึ่งโครงการของบริษัทอยู่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ส่งผลให้ 8 โครงการที่พัฒนาจาก 10 โครงการน้ำท่วมแม้จะไม่สูง แต่ส่งผลให้ทุกอย่างหยุดชะงัก ลูกค้าที่จองไว้ก็ไม่อยากโอน ต่อมาก็ยังมีปัญหาการเมือง  และล่าสุดปัญหาโควิด-19   แม้ว่าบริษัทจะต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ที่สำคัญ แต่บริษัทสามารถแก้ปัญหาและผ่านพ้นมาได้ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีนายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ที่มีประสบการณ์บริหารองค์กรขนาดใหญ่ และบริหารธุรกิจการเงินมานาน เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ   นอกจากนี้ ยังได้กลุ่มอณาบูกิ โคซัน (Anabuki Group) พันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่มีขนาดธุรกิจใหญ่ เป็นอันดับที่ 7 ของญี่ปุ่นเข้ามาร่วมทุนเป็นพันธมิตรพัฒนาโครงการแห่งแรก ได้แก่ โครงการอนาบูกิ ธนาฮาบิแทต สะพานเจษฎาบดินทร์-ราชพฤกษ์ เป็นบ้านแฝดและทาวน์โฮมขนาด 2 ชั้น จำนวน 88 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ย 6.2 ล้านบาท บนพื้นที่โครงการกว่า 13 ไร่ รวมมูลค่า 545 ล้านบาท   ด้านนายจรัญ เกษร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการ ได้กล่าวถึงแผนการพัฒนาโครงการใหม่ในปีนี้ จะดำเนินการในแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในความสำคัญของทุกกระบวนการ ภายใต้ Model Total Green ดังนี้​   แนวคิดการพัฒนารูปแบบ “Green” ที่เริ่มคิด ดำเนินการ และกำกับดูแล ผลักดัน ให้บรรลุผล การจัดหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ ที่โปร่งใสและลดผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชุมชนดั้งเดิม            การออกแบบ ตามหลัก Green & Universal Design และการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การทำการตลาดและงานขาย ที่เป็นธรรม ทั้งต่อลูกค้าและคู่แข่งขัน การก่อสร้าง ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเพื่อนบ้านข้างเคียง และการใช้วัสดุให้ไม่เหลือเศษ ตามหลัก “Circular Economy” การส่งมอบให้แก่ลูกค้าตามพันธะสัญญาที่ได้ให้ไว้ และ                   การบริหารจัดการชุมชน ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญที่สุด ในแนวทาง “ธนาสิริ...เราดูแล” เพื่อสร้างสังคมน่าอยู่ คุณภาพชีวิตและการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างมีความสุข อบอุ่น ปลอดภัย ไว้ใจได้ เชื่อมโยงแนวคิดความยั่งยืนในการอยู่อาศัย Green Clean Lean   ต่อไปนี้ ธนาสิริ​ จะมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า เพื่อบรรลุเป้าหมาย “THANASIRI WELL - BEING” คือ การสร้างคุณภาพชีวิตครอบครัวที่ดี การใส่ใจสิ่งแวดล้อม และการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน ให้เกิดขึ้นในประชาคมธนาสิริ และขยายวงกว้างไปยังสังคมรอบๆ บ้านเราต่อไป   9 บทสรุป 35 ปี ธนาสิริ กับ 3 วิกฤตและเป้าหมาย 5,000 ล้าน 1.ธนาสิริ กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ประเภทบ้านจัดสรรพร้อมที่ดิน ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์เพื่อขายโดยจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ภายใต้ซื่อ THANA เมื่อปลายปี 2552     2.ตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินธุรกิจมาถึงปัจจุบัน มีระยะเวลามากกว่า 35 ปี พัฒนาโครงการมาแล้ว 28 โครงการ มากกว่า 2,800 ครอบครัว รวมมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ภูเก็ต อุดรธานี และสกลนคร ภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ อาทิ ธนาฮาบิแทต ธนาวิลเลจ ธนาคลัสเตอร์ ธนาซิโอ สิริวิลเลจ ธนาสิริ คลัสเตอร์วิลล์ และ ไพร์มเพลส เป็นต้น   3.นายสุทธิรักษ์ พร้อมพี่น้องได้เข้ามารับช่วงต่อการบริหารงานจากนายประสิทธิ์ เสถียรภาพอยุทธ์  บิดาซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ซึ่งตลอดรยะเวลาที่เข้ามารับช่วงต่อ ก็บริษัทต้องเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ถึง 3 เหตุการณ์ ที่สำคัญ คือ ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ปัญหาการเมืองปี 2557 และปัญหาโควิด-19 ปี 2563   ปัจจุบันมีโครงการอยู่ระหว่างการขาย 6 โครงการ มูลค่ารวม 1,200 ล้านบาท จำนวน 255 ยูนิตโดยมียอดขายไป ทำให้บริษัทประสบปัญหาต้องชะลอแผนการพัฒนาโครงการใหม่     แต่แม้ว่าจะมีวิกฤตครั้งสำคัญ บริษัทก็สามารถผ่านพ้นมาได้ โดยดูว่าปัญหานั้นกระทบกับเรื่องใด เช่น หากกระทบกับภาวะการเงิน ก็จะใช้กลยุทธ์การบริหารการเงิน โดยเฉพาะการรักษากระแสเงินสดให้ยังมีสภาพคล่องเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไปได้   4.ผลประกอบการ ปี 2564 กลุ่มบริษัทมียอดขายรวมทั้งสิ้น 843 ล้านบาท เติบโต 148% ยอดรับรู้รายได้ 581 ล้านบาทเติบโต​57% ​ มีกำไรขั้นต้น 29.5% โดยมีกำไรสุทธิ 23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 44.5 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ​   5.ส่วนไตรมาสแรกของปีนี้ ​มียอดขาย 150.3 ล้านบาท และทำกำไรเติบโดเกือบ 30% มียอดรับรู้รายได้ 581 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 6.ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการขายทั้งหมด  6 โครงการ มูลค่า 1,200 ล้านบาท หรือ 255 ยูนิต โดยมียอดขายไปแล้วเฉลี่ย 60% และมียอด Backlog 350 ล้านบาท โดยรอโอนในไตรมาส 1 ของปีนี้ ประมาณ 50% เป็นโครงการอยู่ใน จังหวัดนนทบุรี 5 โครงการ และ จังหวัดอุดรธานี 1 โครงการ ได้แก่   1. ธนาฮาบิแแทต กรู๊ฟ ปิ่นเกล้า-สิรินธร โครงการบ้านเดี่ยว-บ้านแฝด จำนวน 125 ยูนิต บนพื้นที่ 23 ไร่เศษ มูลค่าโครงการ 720 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 5.8 ล้านบาท   2.อนาบูกิ ธนาฮาบิแทต สะพานมหาเจษฎาบดินทร์ฯ-ราชพฤกษ์ บ้านแฝดและทาวน์โฮม สไตล์ L-Home ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนกับกลุ่มอนาบูกิ   3. ธนาฮาบิแทต ปิ่นเกล้า-สิรินธร บ้านเดี่ยวหรู 4 นอน   4. ธนาคลัสเตอร์ ราชพฤกษ์ ทาวน์โฮม 3 ชั้น ราคาเริ่ม 3.49 ล้านบาท   5. ธนาคลัสเตอร์ เวสต์เกต บ้านแฝดและทาวน์โฮม 3 ชั้น ราคาเริ่มต้น 3.39 ล้านบาท   6. สิริวิลเลจ อุดรธานี-แอร์พอร์ต บ้านเดี่ยว ชั้นเดียว และ 2 ชั้น ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท     7.ในปี 2565 นี้บริษัทมีแผนการพัฒนาโครงการใหม่ อย่างน้อย 3 โครงการ  ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ รวมมูลค่ากว่า 2,300 ล้านบาทได้แก่   1. "อนาบูกิ ธนาฮาบิแทต ราชพฤกษ์" โครงการร่วมทุนกับ อนาบูกิ โคซัน พันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด จำนวน 167 ยูนิต บนพื้นที่ 30 ไร่เศษ มูลค่า1,070 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 6.4 ล้าน เปิดขายในไตรมาส 2     2. "ธนาเรสซิเดนท์ บรมราชชนนี-ปิ่นเกล้า" บ้านเตี่ยวหรู 47 ยูนิต บนพื้นที่ 21 ไร่เศษ มูลค่า 800 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 17 ล้านบาท เปิดขายในไตรมาส ​3   3. "ธนาวิลเลจ" บ้านแฝด จำนวน 115 ยูนิต บนพื้นที่ 19 ไร่ มูลค่า 500 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ย 4.3 ล้าน เปิดขายในไตรมาสที่ 4     8.ในปีนี้ได้เพิ่มบริการ Home Smile สำหรับการดูแลตรวจบ้านโครงการเก่าอายุ 5-10 ปีขึ้นไป รวมกว่า 30 โครงการ 3,000 ยูนิต และพัฒนาพื้นที่ส่วนกลาง และสร้างความสัมพันธ์ให้กับชุมชนได้มีกิจกรรมร่วมกัน สร้างคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดี ในบางโครงการมีการปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางให้เข้ากับการอยู่อาศัยในยุคปัจจุบันทั้งวัยเด็ก วัยทำงาน และผู้สูงวัย ซึ่งการแก้ไขในแต่ละจุดอาจจะเกิดจากความผิดพลาดในการก่อสร้างในอดีต หรือจากการเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน   9.แผนในระยะ 3 ปี ภายในปี 2567 จะทำยอดรับรู้รายได้รวม 3 ปี มูลค่า 5,000 ล้านบาท และมียอดขาย 6,000 ล้านบาท เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน บริษัทวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดยอดขายในอัตราดังกล่าว ซึ่งขนาดโครงการจะมีประมาณ ​500 ยูนิต มูลค่าโครงการ 500-1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมกับศักยภาพและความสามารถ โดยนอกจากพัฒนาโครงการในพื้นที่หลักจังหวัดนนทบุรีแล้ว อนาคตจะมองหาทำเลอื่น ๆ ในโซนอื่นเพื่อการพัฒนาโครงการด้วย เช่น โซนบางนา   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -ธนาฮาบิแทต ปิ่นเกล้า-สิรินธร ปลื้ม กระแสตอบรับดี  
[PR News] พฤกษา ปล่อยกิจกรรม PRUKSA Tomorrow Verse ตอกย้ำจุดยืน “ลีฟวิ่ง โซลูชั่น”

[PR News] พฤกษา ปล่อยกิจกรรม PRUKSA Tomorrow Verse ตอกย้ำจุดยืน “ลีฟวิ่ง โซลูชั่น”

ลีฟวิ่ง โซลูชั่น “พฤกษา” ตอกย้ำ “ลีฟวิ่ง โซลูชั่น” พร้อมปล่อยกิจกรรม PRUKSA Tomorrow Verse ในแบบ Virtual Gamification สะสมไอเทมแลกรางวัล สร้างประสบการณ์ใหม่ในการเยี่ยมชมโครงการ   นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า แผนการสื่อสารของบริษัทในปีนี้  ผ่านคอร์ปอเรทแคมเปญชุดใหญ่ “ PRUKSA Living Solution” ด้วยการใช้กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล ​เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นในแบรนด์ว่า พฤกษาให้ความใส่ใจลูกค้าทั้งในระดับกว้างและลึก จากแนวคิดของการดีไซน์บ้านแนวใหม่ของพฤกษา ที่ตอบรับ 3 เทรนด์สำคัญ คือ 1. เทรนด์ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Disruption)  2. เทรนด์สุขภาพ (Health & Wellness)  และ 3. เทรนด์เพื่อความยั่งยืน (Sustainable Development)   สำหรับ “พฤกษา ลีฟวิ่ง โซลูชั่น” เป็นการออกแบบบ้านเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนในครอบครัว บ้านที่ตอบโจทย์ความต้องการการใช้ชีวิตในวันนี้ที่แต่ละคนก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน พร้อมกับรองรับการใช้ชีวิตและความต้องการในอนาคตที่อาจเปลี่ยนแปลงไป และสุดท้ายคือ การเลือกบ้านที่ช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงาน และการดูแลรักษาต่าง ๆ ซึ่งมาจากการใส่ใจเรื่องการประหยัดพลังงาน ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ใส่ใจในคุณภาพ การมีบ้านสักหลังคือความตั้งใจที่จะอยู่อาศัยไปตลอดชีวิต เรามองเห็นบริบทสังคมและไลฟ์สไตล์ในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ลีฟวิ่งโซลูชั่น สามารถปรับเปลี่ยนบ้านให้รองรับการอยู่อาศัยในทุกมิติทุกช่วงเวลาของชีวิตที่เปลี่ยนไปได้ตลอด การดีไซน์บ้านแนวใหม่ของพฤกษาจะตอบรับ 3 เทรนด์สำคัญ คือ 1.เทรนด์ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Disruption) เพราะผู้คนเปลี่ยนมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านมากขึ้น การออกแบบพื้นที่ใช้สอยต้องยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระ ผนวกด้วยเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมเพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัย พื้นที่ส่วนกลางยังออกแบบให้มีความหลากหลายตอบรับการใช้งานทุกไลฟ์สไตล์ 2.เทรนด์สุขภาพ (Health & Wellness) ตอบโจทย์สุขภาพดีเริ่มต้นได้ที่บ้าน โดยร่วมกับทีมโรงพยาบาลวิมุตทำให้ดีไซน์บ้านมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ทุกช่วงวัย ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด เช่น การใช้ประตูหน้าต่างป้องกันฝุ่นมลพิษด้วยระบบ Air Tightness System ใช้สีทาภายในปลอดสารพิษ พื้นภายในบ้านเป็นทางเรียบ ใช้วัสดุพื้นลดแรงกระแทก เป็นต้น พร้อมบริการ Health to Home ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยอุ่นใจเสมือนมีโรงพยาบาลอยู่ใกล้แค่เอื้อม ทั้งนี้ยังมีแผนการจัด Virtual Run เป็นกิจกรรมพิเศษช่วยส่งเสริมสุขภาพสำหรับลูกค้า ผู้ที่สนใจ รวมถึงพนักงานพฤกษาทุกคน 3.เทรนด์เพื่อความยั่งยืน (Sustainable Development) พฤกษาใช้นวัตกรรมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน อาทิ หลอดไฟประหยัดพลังงาน นวัตกรรมพื้นแบบ SPC (Stone Plastic Composite Flooring) การติดตั้งเครื่องกำจัดย่อยสลายเศษอาหารเหลือทิ้ง การใช้โซล่าเซลล์ในพื้นที่ส่วนกลางและคลับเฮ้าส์ รวมไปถึงการติดตั้ง EV Charger ในพื้นที่คอนโดและดีไซน์พื้นที่เพื่อรองรับการติดตั้ง EV Charger ภายในบ้าน เป็นต้น นางสาวอังคณา ลิขิตจรรยากุล  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดองค์กรกลุ่ม  ให้ข้อมูลแคมเปญการตลาด พฤกษา ลิฟวิ่ง โซลูชั่น (PRUKSA Living Solution) บ้านที่ใส่ใจทุกรายละเอียดการใช้ชีวิต” ว่า เป็นการต่อยอด Brand Purpose พฤกษา..ใส่ใจเพื่อทั้งชีวิต ภายใต้แนวความคิด Tomorrow. Reimagined.   ที่คิดมาจากความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า (Customer Centric) เพื่อประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดี ไม่เฉพาะแต่ในวันนี้ แต่ยังคิดเผื่อไปถึงความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตด้วย   โดยใช้กลยุทธ์สื่อสารแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ 100% มุ่งเน้นสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่พฤกษามุ่งมั่นทำมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ซึ่งในการออกแบบ  Campaign Journey ได้นำข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึกมาวิเคราะห์ ทำให้เราเห็นภาพ เข้าใจถึงความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย  มาใช้ในการออกแบบการสื่อสารการตลาด ( Customer Data Driven Marketing)  ทำให้แคมเปญนี้มีทั้งการสื่อสารในภาพรวม และมีการสื่อสารที่เจาะเน้นความต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน (Adaptive Insight) โดยสื่อถึงสิ่งที่พฤกษาออกแบบมารองรับการใช้ชีวิตที่แตกต่างมากขึ้น  เช่น  การออกแบบบ้านที่คำนึงถึงการใช้งานของผู้สูงอายุ  สนามเด็กเล่นที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาการของเด็ก การออกแบบบ้านรวมถึงบริการต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์สุขภาพของแต่ละคนในครอบครัว   นอกจากนี้  พฤกษายังใช้การตลาดแบบ  Holistic Marketing Campaign ตั้งแต่สร้างการรับรู้ไปจนถึงเปิดให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ Virtual Experience ที่จำลองบรรยากาศการใช้ชีวิตในโครงการของพฤกษา 3 โครงการ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม พร้อมกับ Pruksa Living Solution ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตทั้งวันนี้และอนาคต ผ่าน Virtual 360 ในกิจกรรม “PRUKSA Tomorrow Verse” โดยนำเสนอผ่านทาง Virtual gamification และมีการจำลอง Avatar ของผู้เล่นแต่ละคน เป็นตัวตนเสมือนจริง ซึ่งนอกจากจะได้ในเรื่องของความสนุกในเกมส์ ยังช่วยให้ผู้สนใจเลือกซื้อบ้านได้ลองสัมผัสและเยี่ยมชมโครงการผ่านประสบการณ์ในโลกเสมือนจริง สนุกไปกับการเล่นเกมทำภารกิจที่จัดเตรียมไว้ในแต่ละโครงการให้สำเร็จลุล่วง   งานนี้มีรางวัลให้ผู้ชนะสะสมไอเทมเพื่อนำมาแลกรับของรางวัลได้จริง อาทิ วอยเชอร์ส่วนลดเงินสดสำหรับซื้อบ้านมูลค่า 1 ล้านบาท โครงการตามเงื่อนไขของบริษัทฯ และของรางวัลพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย  ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่  www.pruksa.com/tomorrowverse  ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (ของรางวัลมีจำนวนจำกัด)   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -พฤกษา เตรียมงบลงทุน 10,000 ล้านปี 65 พร้อมขยายธุรกิจ “พร็อพเทค-เฮลท์เทค” ​ -9 บทสรุป ผลประกอบการพฤกษา Q1/65 และทิศทางไปต่อ
พรีโม เตรียม IPO ในปลายปีนี้  วางเป้าขึ้น Top3 ด้านบริการอสังหาฯ ​ครบวงจร

พรีโม เตรียม IPO ในปลายปีนี้ วางเป้าขึ้น Top3 ด้านบริการอสังหาฯ ​ครบวงจร

“พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น” ในเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กางแผนธุรกิจปี 2565 เตรียม IPO ช่วงปลายปีนี้ หวังเติบโตตามบริษัทแม่ ตั้งเป้ารายได้โต 2-3 เท่าภายใน 3 ปี พร้อมขึ้นผู้นำ Top3 ในด้านธุรกิจบริการอสังหาฯ ครบวงจร ​   นางสาวจตุพร วิไลแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า ได้วางแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (IPO) ในช่วงปลายไตรมาส 4/2565  โดยจะเริ่มยื่นไฟลิ่งในช่วงไตรมาส 3 นี้   ในปีนี้ตั้งเป้าหมายสร้างรายได้เติบโต 25-30% จากปีที่ผ่านมามีรายได้กว่า 489 ล้านบาท  ซึ่งจะเป็นรายได้ในกลุ่มบริษัทออริจิ้น สัดส่วน 30% และนอกกลุ่มบริษัทออริจิ้น สัดส่วน 70% โดยบริษัทวางแผนลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งจะนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการพัฒนาการบริการให้ดีขึ้น เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชั่นช่วยการฝึกอบรมบุคลากร และการบริการ พร้อมตั้งเป้าภายในปี 2566 จะขึ้นเป็นผู้นำตลาดติดอันดับ Top 3 ด้านการให้บริการในธุรกิจอสังหาฯ ครบวงจรในประเทศไทย   นางสาวจตุพร กล่าวอีกว่า  ภายใน 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2568 คาดว่ารายได้จะเติบโต 2-3 เท่า ด้วยจุดแข็งของบริษัทที่ให้บริการธุรกิจต่าง ๆ แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่ง​บริษัทวางแผนขยายงานบริการต่าง ๆ แบบครบวงจร ทั้งฝั่ง B2B และ B2C ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนสร้างบ้าน ไปจนถึงการลงทุนบ้านหลังที่ 2  ขณะเดียวกันบริษัทคาดว่าจะสามารถเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ตามแผนงานที่วางเอาไว้   ในปี 2565 นี้ บริษัทเร่งขับเคลื่อนองค์กรตามแผนการเติบโตแบบพหุจักรวาล หรือ Origin Multiverse ให้บริษัทสามารถแยกและเติบโตแบบคู่ขนานกับบริษัทแม่ เดินหน้าธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ อย่างเต็มกำลัง ภายใต้แนวคิด “At Your Service Every Moment”  ด้วยการจัดทัพงานบริการของ 8 บริษัทย่อย ขยายสู่การบริการแบบครบวงจรใน 3 กลุ่มหลัก เป็น One-Stop Service ที่พร้อมให้บริการในทุกช่วงจังหวะของการใช้ชีวิต ให้บริการแก่ทั้งผู้บริโภค ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ 3 กลุ่มธุรกิจบริการด้านอสังหาฯ 1.กลุ่ม Pre-Living Services ให้บริการตั้งแต่ก่อนเริ่มอยู่อาศัย ประกอบด้วย -ธุรกิจที่ปรึกษาและตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ ดำเนินการโดย บริษัท แพสชั่น เรียลเตอร์ จำกัด (Passion Realtor) การให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาโครงการ บริการทำการตลาด บริการซื้อ-ขายที่ดิน เป็นตัวแทนขายโครงการที่อยู่อาศัย ให้แก่ผู้พัฒนาอสังหาฯ พร้อมทั้งเป็นผู้ช่วยดูแลให้ผู้บริโภคได้มีบ้านและคอนโดที่ดีตั้งแต่ตอนซื้อ   -ธุรกิจออกแบบอาคาร โดย บริษัท ยูพีเอ็ม ดีไซน์ สตูดิโอ จำกัด (UPM Design Studio) ให้บริการออกแบบสถาปัตยกรรมทั้งภายนอกและภายในอาคารแก่ผู้พัฒนาอสังหา   -ธุรกิจบริหารงานโครงการและบริหารงานก่อสร้าง โดย บริษัท ยูไนเต็ด โปรเจคต์ แมเนจเมนท์ จำกัด (United Project Management หรือ UPM) ให้บริการบริหารงานโครงการและบริหารงานก่อสร้าง ให้บริการแก่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และโครงการก่อสร้างภาครัฐ   -ธุรกิจที่ปรึกษางานออกแบบ ตกแต่งและขนย้าย โดย บริษัท วายด์ อินทีเรีย จำกัด (Wyde Interior) ให้บริการตกแต่งภายในพร้อมทั้งมีบริการขนย้ายแก่ผู้บริโภคที่ต้องการย้ายจากบ้านเดิมไปยังบ้านใหม่ 2.กลุ่ม Living Services ให้บริการเมื่อผู้บริโภคเข้าพักอาศัยแล้ว ประกอบด้วย -ธุรกิจบริหารจัดการอาคาร ดำเนินการโดย บริษัท พรีโม แมเนจเม้นท์ จำกัด (Primo Management) และบริษัท คราวน์ เรสซิเดนซ์ จำกัด (Crown Residence) รับบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุด บ้านจัดสรร อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ดูแลคุณภาพชีวิตของลูกบ้านระหว่างการพักอาศัยทั้งในระดับโครงการทั่วไปจนถึงระดับลักชัวรี   -ธุรกิจบริการความสะอาดครบวงจร โดย บริษัท อูโน่ เซอร์วิส จำกัด บริการทำความสะอาดครบวงจร ให้บริการแก่ทั้งลูกค้าองค์กรและผู้บริโภคทั่วไป 3.กลุ่ม Living & Earning Services ให้บริการแก่ผู้อยู่อาศัยที่ต้องการได้รับประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม เช่น ผลตอบแทนจากการลงทุนคอนโดมิเนียม เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ความรู้ด้านการตลาดอสังหาฯ ​ประกอบด้วย   -ธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมและที่อยู่อาศัย โดย บริษัท แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ แมเนจเมนท์ จำกัด ดำเนินงานบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) ช่วยบริหารจัดการผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก สร้างรายได้หรือผลตอบแทนให้เป็นไปตามเป้าหมายของเจ้าของโรงแรมหรือที่พักอาศัย ร่วมวางแผนตกแต่ง จัดหาบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ผู้เข้าพัก   -ธุรกิจอบรมด้านอสังหาริมทรัพย์ โดย บริษัท ยูไนเต็ด โปรเจคต์ แมเนจเมนท์ จำกัด จัดคอร์สอบรมให้ความรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์แก่ผู้สนใจ ที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ตัวเองในการพัฒนาโครงการ การทำการตลาดอสังหาริมทรัพย์   นางสาวจตุพร กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์ธุรกิจบริการอสังหาฯ​​มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามทิศทางของธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ โดยในช่วงปีนี้ กลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มจะมีโอกาสเติบโตสูงคือกลุ่ม Pre-Living หรือกลุ่มก่อนการอยู่อาศัย เนื่องจากผู้พัฒนาอสังหาฯ​​ หลายราย มีแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยกันในระดับ New-High ในรอบหลายปี ทำให้มีความต้องการที่ปรึกษาด้านการขาย ผู้บริหารงานโครงการก่อสร้าง ทีม Interior Design เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทจะใช้จุดแข็งใน 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.ความเข้าใจพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ 2.ความพร้อมการบริการครบวงจรแบบ One-Stop Service และ 3.ความเชี่ยวชาญของพนักงานบริการในแต่ละประเภทธุรกิจ เข้าแข่งขันกับตลาดทั้งฝั่ง B2B และ B2C ในช่วงนับจากนี้   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เปิดโรดแมพธุรกิจ “ออริจิ้น” ใน 3 ปี ปูทางสู่มาร์เก็ตแคปกลุ่มธุรกิจ 1 แสนล้าน
เปิดเหตุผล ออลล์อินสไปร์ เบรกอสังหาฯ เดินหน้าสู่ “โฮลดิ้ง คอมพานี”

เปิดเหตุผล ออลล์อินสไปร์ เบรกอสังหาฯ เดินหน้าสู่ “โฮลดิ้ง คอมพานี”

ออลล์อินสไปร์  ออลล์อินสไปร์ เบรกธุรกิจอสังหาฯ หลังเจอการแข่งขันรุนแรง  ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ สู่ โฮลดิ้งคอมพานี เดินหน้า 3 ธุรกิจใหม่ บริหารหนี้ AMC และคาร์บอนเครดิต หวังเทิร์นอะราวด์ สร้างมาร์เก็ตแคป 30,000 ล้านใน 3 ปี   ตั้งแต่บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ในวันที่ 29 มีนาคม 2556 เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่อยู่อาศัย ก่อนแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 และได้พัฒนาคอนโดมิเนียมโครงการแรก ภายใต้แบรนด์ The Excel  คือ คอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์ The Excel Bearing ที่ซอยลาซาล 11 นับเป็นระยะเวลาการดำเนินธุรกิจไม่ถึง 10 ปี   แต่วันนี้ดูเหมือนว่า “ออลล์ อินสไปร์” จะไม่ไปต่อกับธุรกิจอสังหาฯ แล้ว เพราะออกมาแถลงข่าว ชะลอแผนการรุกตลาดอสังหาฯ แม้จะไม่ถึงขั้นว่าจะหยุดพัฒนาเลย แต่คงให้ความสำคัญน้อยลง เหลือแค่จังหวะและโอกาสที่เหมาะสมในการเข้าไปพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ เท่านั้น แต่นับจากนี้ จะหันไปลุยธุรกิจอื่น ๆ ที่สามารถสร้างโอกาสและผลตอบแทนให้กับบริษัทได้มากขึ้น โดยวางนโยบายให้นับจากนี้ ออลล์อินสไปร์ จะมุ่งสู่ความเป็น “โฮลดิ้ง คอมพานี” แทน   เหตุผลสำคัญ คืออะไรบ้าง ที่ออลล์อินสไปร์ จะไม่ไปต่อในธุรกิจอสังหาฯ​ และการก้าวเข้าไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ นั้นมีเหตุผลอะไรบ้างนั้น  นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า ในปัจจุบันองค์กรธุรกิจต่างๆ ต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้าน การปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อประคองธุรกิจให้สามารถดำเนินงานต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงรายได้จากธุรกิจหลักเพียงอย่างเดียว อสังหาฯ แข่งเดือด-ไม่ใช่รอบธุรกิจ ​ต้องยอมรับว่า ออลล์อินสไปร์ เป็นดีเวลลอปเปอร์ที่มีขนาดเล็ก มีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ​ ไตรมาส 1 ปี  2565 มูลค่ากว่า 7,870 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่มีอยู่ในตลาดหลายสิบบริษัท  ทำให้การแข่งขันมีความรุนแรงมาก นอกจากนี้ สถานการณ์ในปัจจุบัน ถือว่าไม่ใช่รอบของธุรกิจอสังหาฯ ที่จะเติบโต แถมยังมีปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างที่มากดดันธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กำล้งซื้อที่ชะลอตัวลง โครงสร้างประชากรที่มีอัตราการเกิดลดลง กลุ่มลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนที่ยังไม่กลับเข้ามา เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดอสังหาฯ ยังไม่กลับมาฟื้นตัวเป็นปกติ ​ ธุรกิจมีรอบของมัน โครงสร้างประชากรก็เปลี่ยน คนมีลูกน้อยลง ตลาดมี Big Player ที่ใหญ่กว่าเรา ธุรกิจสอังหาฯ ไม่ธุรกิจ Take off ธุรกิจอสังหาฯ มีเสน่ห์แต่ไม่ใช่รอบนี้ เงินเฟ้อ ความสามารถในการกู้ของลูกค้า มันอยู่ได้ แต่ไม่ใช่ Growth Trendปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้กว่า 1,000 ล้านบาท มีโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้างซึ่งจะแล้วเสร็จภายในอีก 1-2 ปีนี้ มูลค่า 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งนับจากนี้จะพยายามเครียสินค้าที่มีอยู่ออกให้หมด  และในระยะ 3 ปีนับจากนี้จะยังไม่มีการพัฒนาโครงการใหม่ออกมา  ซึ่งบริษัทยังมีที่ดินอีก 5-6 แปลงที่ยังไม่ได้พัฒนา   ต่อไปธุรกิจอสังหาฯ จะมีสัดส่วนประมาณ​ 10% โดยดูความเหมาะสมและความพร้อม ในการพัฒนาโครงการ เราไม่ได้จะเลิก แค่ไม่ขยาย   นอกจากนี้ ธุรกิจอสังหาฯ มีกำไรขั้นต้นประมาณ 30-40% ซึ่งบริษัททำกำไรขั้นต้นได้ประมาณ 32% และมีรายได้ไม่ต่อเนื่อง บริษัทอยากทำธุรกิจที่รับรู้รายได้เร็ว ถ้าวันนี้บริษัทเปิดโครงการอีก 5-10 โครงการ จะต้องใช้เวลาการพัฒนาและรับรู้รายได้อีก 2 ปี  แต่ยังไม่รู้ว่าลูกค้าจะกู้เพื่อซื้อโครงการผ่านหรือไม่ เกาะกระแสธุรกิจที่เป็นเมกะเทรนด์ เพื่อมุ่งสู่การเป็น "โฮลดิ้ง คอมพานี" ออลล์อินสไปร์ จึงปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ ภายใต้แนวคิด “All New Era” ออลล์ อินสไปร์ ยุคใหม่ ที่ไม่ได้ทำแค่ธุรกิจอสังหาฯ แต่ยังเตรียมขยายไปในธุรกิจที่เป็นกระแสการเติบโตของโลกยุคปัจจุบัน ​หรือเมกะเทรนด์  เพื่อที่จะทำให้บริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดด หรือเทิร์นอะราวด์ ด้วยตัวเลขมาร์เก็ตแคป 30,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี สำหรับธุรกิจใหม่ที่ ออลล์อินสไปร์ จะขยายเข้าไปทำนั้น คือ ​ 1.ธุรกิจบริหารสินทรัพย์  หรือ AMC (Assets Management) โดยรูปแบบการดำเนินงาน จะมีทั้งการจัดตั้งบริษัทใหม่ พร้อมจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงการควบรวมกิจการ และพร้อมเข้าประมูลกับสถาบันการเงิน 2.ธุรกิจบริหารหนี้สิน หรือ Debt Management ธุรกิจบริหารหนี้ เป็นการเข้าซื้อหนี้เสียมาบริหาร ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ อาทิ สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต หรือหนี้อื่นๆ และมีแผนร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ 3.ธุรกิจคาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) ธุรกิจคาร์บอนเครดิต จะมีการร่วมทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลก โดยรูปแบบการดำเนินธุรกิจ One Stop Service ซื้อ ขาย พัฒนา คาร์บอนเครดิต ผ่านบล็อกเชน รายแรกของประเทศไทย ทำไมต้องเป็น AMC-บริหารหนี้ 1.ใช้ทุนต่ำ-กำไรสูง ธุรกิจบริหารหนี้ เป็นการซื้อหรือประมูลทรัพย์มาเป็นล็อตใหญ่ แต่ใช้เงินทุนไม่สูง  การทำ AMC คือ การซื้อถูกขายแพง เพราะมาร์จิ้น 80-90% การซื้อหนี้เฉลี่ยใช้เงินไม่เกิน 10-15% ของมูลหนี้ แต่ถ้า AMC อย่างเดียวจะไม่ครบวงจร ต้องมีบริษัทบริหารหนี้ด้วย การติดตามหนี้ มีทั้งการซื้อ การติดตามหนี้ การซื้อมาแล้วขายต่อ การรับจ้างติดตามหนี้ พอซื้อหนี้มาก็มีการปรับโครงสร้างหนี้ จะทำกำไรเยอะมาก เหมือนซื้อ 10 บาท ขาย 1,000 บาท อันนี้มันจะครบลูป และอยู่ในสกิลของดีเวลลอปเปอร์ ธุรกิจนี้หอมหวาน เจ้าใหญ่ทำรายไปนานแล้ว 2.เข้าใจทใช้ความชำนาญประเมินทรัพย์ จากการที่ออลล์อินสไปร์เป็นดีเวลลอปเปอร์  มีความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาโครงการ และสามารถประเมินได้ว่าที่ดินแปลงไหนมีศักยภาพ เข้าใจเรื่องผังเมือง ทำให้วิเคราะห์ได้ว่า​ AMC ที่ซื้อมาสามารถพัฒนาต่อได้   ถ้าเลือกไม่ดี ก็อาจจะมีของไม่ดีติดมาด้วย แต่การที่เราเป็นดีเวลลอปเปอร์ เวลาเลือกเราจะรู้ว่าที่ดินไหน พัฒนาต่อได้ ขายได้ เราเลือกของได้เก่งกว่าคนอื่น เรารู้เรื่องผังเมือง เราได้แอสเสทเพิ่ม เราขายชิ้นเดียวก็คืนทุนแล้ว บางอันเราเห็นโอกาส ที่ดินขนาดเล็ก ๆ ผังเมืองไม่สามารถพัฒนาบ้าน 100 ตารางวาได้ เราก็ทำนิชมาร์เก็ต ที่สำคัญวันนี้เรายังมีพันธมิตรที่มาร่วมทุน (JV) ที่ดินแปลงไหนมีศักยภาพ เราก็หาผู้ร่วมทุนได้ เราไม่ไช่แค่การซื้อมา แต่เราพัฒนาต่อได้ ทำให้รับรู้รายได้ได้รวดเร็ว 3.มูลค่าตลาด 500,000 ล้าน​ ปัจจุบันมูลค่า NPL มีกว่า 500,000 ล้านบาท ถือเป็นโอกาสทางการตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก บริษัทรับบริหารหนี้ขณะนี้ก็มีการตั้งงบประมาณสำหรับการซื้อหนี้ไว้มูลค่าถึง 100,000 ล้านบาท จึงอยากจะเข้าไปทำธุรกิจนี้  และการซื้อมันมีโอกาสสูงมาก ซึ่งบริษัทยังมีโอกาสเข้าไปแชร์ส่วนแบ่งของตลาดได้อีก 10-20% ซึ่งถือว่าเยอะมาก เพราะไม่ว่าอย่างไร เจ้าใหญ่ ๆ ก็ไม่สามารถจะซื้อหนี้ได้ทั้งหมด เพราะหนี้เสียมันเยอะมาก เป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปในธุรกิจนี้ได้   ที่ผ่านมาธุรกิจติดตามหนี้บริหารหนี้ เติบโต 200% โตมากและโตได้อีก ภายใน 3 ปียังโตต่อเนื่อง แม้ว่าเราจะมองเป็นวิกฤตหนี้ แต่ คือ โอกาส เราจะใช้วิกฤตตรงนี้ให้เป็นโอกาส  และ AMC เป็นเทรนด์ที่กำลังมา หลาย ๆ เจ้ามาร์เก็ตแคป ไปหลายแสนล้านแล้ว เพราะธุรกิจนี้เป็นเทรนด์ขาขึ้น ออลล์อินสไปร์ก็ไม่อยากอยู่กับอะไรเดิม ๆ อยากจะ Turn around การทำ AMC เรามี 3 ทางเลือก คือ จับมือกับพันธมิตร เทคโอเวอร์ธุรกิจ และการขอใบอนุญาตทำเอง   ส่วนธุรกิจคาร์บอนเครดิต ออลล์อินสไปร์ ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นผู้นำของเซาท์อีสเอเชีย โดยบริษัทจะเป็นเจ้าแรกในเมืองไทยที่ทำ  โดยสัดส่วนธุรกิจในปี 2565 ของบริษัท  คือ  ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ มีสัดส่วน 30% ธุรกิจบริหารหนี้สิน มีสัดส่วน 30%  ธุรกิจคาร์บอนเครดิต มีสัดส่วน 30% และธุรกิจอสังหาฯ ​มีสัดส่วน 10%เป้าหมายเทิร์นอะราวด์ก็คือ มาร์เก็ตแคป 30,000 ล้านบาท เราเป็น ทริปเปิ้ลบอททอมไลน์ การทำอสังหาฯ อย่างเดียว ทริปเปิลไลน์ น่าจะยากสำหรับเรา อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -[PR News] ALL บุกตลาดจีน ปักหมุดตั้งสำนักงานใน “เซี่ยงไฮ้ – ไทเป”  ดึงผู้บริหาร 4 สัญชาติ เสริมทัพ    
เปิดงบลงทุน 120,000 ล้าน เซ็นทรัลพัฒนา ใช้ไปกับธุรกิจอะไรบ้าง

เปิดงบลงทุน 120,000 ล้าน เซ็นทรัลพัฒนา ใช้ไปกับธุรกิจอะไรบ้าง

เซ็นทรัลพัฒนา เซ็นทรัลพัฒนา วางแผน 5  ปี ทุ่มงบ 120,0000  ล้าน  ลุยขยาย 4 ธุรกิจ  รีเทล-โรงแรม-ที่อยุ่อาศัย-อาคารสำนักงาน ขึ้นโปรเจ็กต์​180 โครงการใน 30 เมืองทั่วไทย    บ้านเรามีตระกูลที่เป็นเจ้าของศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ อยู่ไม่กี่ราย หนึ่งในนั้นคงเป็นตระกูล “จิราธิวัฒน์” ซึ่งเป็นเจ้าของอาณาจักร “เซ็นทรัล” ที่ไม่ได้มีแค่ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า “เซ็นทรัล” เท่านั้น แต่ยังมี โรงแรม และสำนักงานให้เช่าอีกจำนวนมาก   โดยการพัฒนาโครงการต่าง ๆ เหล่านั้น อยู่ภายใต้กลุ่มบริษัท “เซ็นทรัลพัฒนา” หรือ CPN ซึ่งมีจุดเริ่มต้นโครงการแรก คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว ที่มีทั้งศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และสำนักงานให้เช่า ถือโครงการมิ๊กซ์ยูสขนาดใหญ่ ที่ดำเนินธุรกิจมาถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 40 ปีแล้ว​   เซ็นทรัลพัฒนา ยังคงเดินหน้าต่อ กับการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ประกาศแผนธุรกิจในระยะ 5 ปี (2565-2569) นับจากนี้ กับเม็ดเงินลงทุนถึง 120,000 ล้านบาท ครอบคลุมกว่า 30 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาทุกธุรกิจในมือด้วยจำนวนมากถึง 180 โครงการ ภายใต้ 4 กลุ่มธุรกิจหลัก เซ็นทรัลพัฒนา เทงบ 1.2 แสนล้านปั้น 4 ธุรกิจ โดยสิ่งที่เราจะได้เห็นจากงบประมาณการลงทุน 120,000 ล้านบาท ในแต่ละธุรกิจนั้น มีดังนี้ 1.ธุรกิจ “ศูนย์การค้า” -วางแผนพัฒนาโครงการใหญ่ 50 โครงการทั้งในและต่างประเทศ -คอมมูนิตี้ มอลล์ 16 แห่ง บุกทำเลศักยภาพสูง CBD Bangkok อาทิ โครงการใหม่ที่จะเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปีนี้ คือ โครงการ Marche Thonglor 2.ธุรกิจ “โครงการที่อยู่อาศัย” วางแผนพัฒนาโครงการทั้งแนวราบและแนวสูงรวม 68 โครงการทั่วประเทศ ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจที่อยู่อาศัย ​มีโครงการทั้งหมด 22 โครงการรวมมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งมียอดโอนแล้ว 10,000 ล้านบาท และยอดรอรับรู้รายได้ 3,700 ล้านบาท มีลูกบ้านเซ็นทรัลแล้วกว่า 10,000 ราย ในปีนี้จะเพิ่มการพัฒนาที่อยู่อาศัยขึ้นเป็น 46 โครงการ มูลค่าอีก 60,000 ล้านบาท 3.ธุรกิจ “โรงแรม” วางแผนพัฒนาโรงแรมใหม่รวม 37 โครงการ 4,000 ห้อง จากปัจจุบันมีโรงแรมทั้งหมด 560 ห้อง ภายใต้ 3 แบรนด์ ได้แก่ -แบรนด์ระดับ Upscale ได้แก่ แบรนด์ Centara ที่มาพร้อมส่วนสัมมนาและการจัดเลี้ยง, -แบรนด์ Lifestyle Midscale ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกแบบทั้งทำงานและพักผ่อน  ซึ่งจะเน้นการขยายไปยังหัวเมืองรองเป็นหลัก -แบรนด์ Premium budget  ที่สามารถขยายไปได้ทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ระดับราคาห้อง 700-1,000 บาทต่อคืน ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง 4.ธุรกิจ “อาคารสำนักงาน” ปัจจุบันเซ็นทรัลพัฒนา มีสำนักงานบริหารอยู่ 330,000 ตารางเมตร ภายในระยะ 5 ปีจะพัฒนาเพิ่มเป็น 500,000 ตารางเมตร ใน 13 โครงการ เพื่อก้าวสู่การเป็น The Most Preferred Workplace ของทั้งบริษัทผู้เช่าและคนทำงาน   ส่วนในปีนี้จะมีการปรับโฉม The Offices at centralwOrld และวางแผนขยายโปรเจ็กต์ในอนาคต ได้แก่ Central Park Office ภายในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค  และโครงการภายใต้บริษัท GLAND ในย่านพระราม 9 นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท​ เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ทุกธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับเซ็นทรัลพัฒนา หรือเติบโตไปพร้อมกับกลุ่มเซ็นทรัลก็ได้ หรือจะไปสร้างการเติบโตของตนเองก็ได้เช่นกัน เพราะจุดแข็งของกลุ่มเซ็นทรัล คือ การมีฐานข้อมูลจากสมาชิก  The 1 โดยสัดส่วนการลงทุนมูลค่า 120,000 ล้านบาท จะเป็นกลุ่มรีเทล 70% กลุ่มที่อยู่อาศัย 20% กลุ่มธุรกิจโรงแรมและสำนักงานอีก 10% ขณะเดียวกันยังเตรียมงบอีกส่วนหนึ่ง เพื่อใช้ในการซื้อกิจการหรือการลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ ด้วย เพื่อตอบรับเทรนด์แห่งอนาคต นอกจาก 4 ธุรกิจหลักภายใต้ Retail-Led Mixed-Use Development เซ็นทรัลพัฒนายังมีกลุ่มธุรกิจ Alternative Assets เพื่อมองหาโอกาสในการขยายและลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเติมเต็ม Ecosystem และเชื่อมโยงกับธุรกิจหลัก อาทิ การร่วมทุน Grab ที่เป็น Delivery Platform และ Common Ground ที่เป็น Co-Working Space และเตรียมศึกษาการลงทุนใน Venture Capital ที่เตรียมเปิดเผยรายละเอียดเร็วๆ นี้   เพื่อตอบรับเทรนด์แห่งอนาคต นอกจาก 4 ธุรกิจหลักภายใต้ Retail-Led Mixed-Use Development เซ็นทรัลพัฒนายังมีกลุ่มธุรกิจ Alternative Assets เพื่อมองหาโอกาสในการขยายและลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเติมเต็ม Ecosystem และเชื่อมโยงกับธุรกิจหลัก อาทิ การร่วมทุน Grab ที่เป็น Delivery Platform และ Common Ground ที่เป็น Co-Working Space และเตรียมศึกษาการลงทุนใน Venture Capital ที่เตรียมเปิดเผยรายละเอียดเร็วๆ นี้   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่มงบ 120,000 ล้านบาทใน 5 ปี ตั้งเป้า องค์กร Mixed-use Developer รายแรกสู่ Net Zero ปี 2050 -เซ็นทรัลพรัฒนา ปั้นแบรนด์ นิรติ จับตลาดเรียลดีมานด์ เปิดโปรเจ็ตก์ใหม่ 1,850 ล้าน  
อนันดา  เตรียม take off รับเปิดเมือง  กับ 6 เรื่องสร้างความมั่นใจโตก้าวกระโดด

อนันดา เตรียม take off รับเปิดเมือง กับ 6 เรื่องสร้างความมั่นใจโตก้าวกระโดด

อนันดา อนันดา พร้อม take off รับเปิดเมือง โชว์ 6 ศักยภาพหนุนสร้างการเติบโต  เดินหน้าเปิด 7 โครงการใหม่ ปรับพอร์ตเพิ่มแนวราบเปิด Pool Villa หรูกลางเมือง เตรียมส่งมอบใน 2 ปีกว่า 58,725 ล้านมั่นใจเติบโตแกร่ง 3 ปีจากนี้ เตรียมรับรู้รายได้จาก 2 โครงการกว่า 6,000 ล้าน   ดูเหมือนการเปิดประเทศ ต้อนรับชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวเมืองไทย เป็นสัญญาณบวกที่สร้างความมั่นใจให้ใครต่อใครได้มากมาย แม้กระทั่งดีเวลลอปเปอร์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ขายบ้านขายคอนโด อย่าง บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ที่เห็นสัญญาบวกที่ว่า ก็ออกมาเปิดแถลงข่าวในธีม อนันดาฯ พร้อม take off รับเปิดเมือง (ANANDA READY FOR TAKEOFF)   แน่นอน การเปิดประเทศแล้วมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาได้สะดวก คงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศ ได้กำลังซื้อจากชาวต่างชาติเข้ามาเป็นตัวช่วยกระตุ้นสำคัญ และไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ  รวมถึงนักลงทุนที่เดินทางเข้ามา เพื่อเลือกซื้ออสังหาฯ ของไทยด้วย จากก่อนหน้าที่เดินทางมาได้ไม่สะดวก คนที่ซื้อไว้แล้วยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ จังหวะนี้ก็น่าจะได้เวลาเหมาะสมที่จะได้โอนกันเสียที   นอกจากปัจจัยเรื่องการเปิดประเทศ  ที่จะเป็นตัวเพิ่มดีมานด์ของอสังหาฯ แล้ว อนันดา มีความพร้อมอะไรบ้าง ที่จะรองรับกำลังซื้อเหล่านั้น รวมไปถึงมีแผนอะไร ที่จะได้แสวงหาโอกาสจากทิศทางการตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าปัจจัยลบจะยังมีให้เห็นบ้าง อย่างราคาน้ำมัน ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างที่ปรับเพิ่มขึ้น ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงไป และยังไม่ได้กลับมาเติบโตเป็นปกติ ยังมีกำลังซื้ออีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ   นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ภาพรวมประเทศเริ่มมีแนวโน้มในทิศทางดีขึ้นจากการเปิดเมืองมากขึ้น  เห็นได้จากนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมามากขึ้น การจองห้องพักโรงแรมเพิ่มขึ้น รถติดมากขึ้น รวมถึงการปลดล็อกระบบ "Test & Go" ส่งผลให้ประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตคล้ายปกติมากขึ้น และที่สำคัญการกลับมาของวิถีชีวิตของคนเมือง แต่ก็ยังมีปัจจัยในเรื่องการปรับขึ้นของราคาที่ดิน ราคาน้ำมัน และการก่อสร้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ ต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับการปรับราคาในครั้งนี้ สำหรับอนันดา นั้นถือว่าการเปิดเมืองเป็นโอกาสที่ดี เพราะ ยังมีสินค้าพร้อมอยู่ พร้อมส่งมอบในราคาต้นทุนเดิมให้กับลูกค้าได้เลือกสรรมากมาย และยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพคอนโดติดรถไฟฟ้า ที่ยังเป็นสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในการใช้ชีวิตคนเมืองได้เป็นอย่างดี 6 ปัจจัยหนุนอนันดา โตก้าวกระโดด 1.สต็อกพร้อมขาย 58,725 ล้านบาท อนันดา มีสต็อกพร้อมขายที่สามารถรับรู้รายได้ระหว่างปี 2565-2567  แบ่งตามพอร์ตดังนี้ คือ -โครงการที่เป็น RTM (READY TO MOVE) มูลค่า 29,324 ล้านบาท  เป็นกลุ่มคอนโด 18 โปรเจ็กต์ มูลค่า 22,637 ล้านบาท และบ้านแนวราบอีก 13 โปรเจ็กต์ มูลค่า 6,687 ล้านบาท -โครงการที่จะสร้างเสร็จ ในปี 2565-2567  มูลค่า 19,397 ล้านบาท แบ่งเป็น ในปี 2565 จำนวน 2 โครงการมูลค่า 10,509 ล้านบาท ปี 2566 จำนวน 1 โครงการ มูลค่า 4,955 ล้านบาท และปี 2567 จำนวน 1 โครงการ มูลค่า 3,933 ล้านบาท -โครงการใหม่ 3 โครงการ จาก 7 โครงการ ที่จะสามารถรับรู้รายได้ปี 2565-2567 มูลค่า 10,004 ล้านบาท ซึ่งสามารถรองรับการเติบโตในอีก 3 ปีข้างหน้า แบ่งเป็นโครงการคอนโด 1 โครงการและบ้านแนวราบอีก 2 โครงการ 2.การเพิ่มพอร์ตบ้าน 11,778 ล้านบาท ในตลาดบ้านแนวราบ อนันดา มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมีมียอดขายบ้านแนวราบ 2,053 ล้านบาทจากจำนวน 13 โครงการ ซึ่งเติบโตจากปี 2563 37% และมียอดโอนกรรมสิทธิ์ในปีที่ผ่านมา 1,916 ล้านบาท เติบโต 27% จากปี 2563 ในขณะที่ภาพรวมตลาดเติบโตเพียง 10% เท่านั้น   ปัจจุบันอนันดา ยังมีโครงการบ้านแนวราบขายอยู่ 13 โครงการ มูลค่า 6,687 ล้านบาท ในปีนี่จะเปิดเพิ่ม 2 โครงการ รวมมูลค่า 5,091 ล้านบาท ได้แก่ แบรนด์ใหม่อีก 1 แบรนด์มูลค่า 1,041 ล้านบาท และโครงการ ARTALE ASOKE-RAMA9 โครงการ Pool Villa หรูกลางใจเมือง มูลค่า 4,050 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มียอดพรีบุ๊คกิ้งแล้วกว่า 20% และอยู่ในลิสต์ที่เตรียมซื้ออีก 20% คิดเป็นสัดส่วนยอดขายแล้วประมาณ​1,600 ล้านบาท 3.ผนึก 107 เอเย่นต์ขายลูกค้าต่างชาติ สำหรับตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันมีการทำงานร่วมกับเอเย่นต์ 107 ราย ที่ช่วยในการทำตลาดและการขาย โดยพบว่าปัจจุบันยอดขายในกลุ่มต่างชาติ ไม่มีคนจีนเข้ามาซื้อ เนื่องจากชาวจีนยังไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ แต่มีกลุ่มลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาซื้อ ล่าสุด ทำยอดขายได้ 100 ล้านบาทจากยอดขายของชาวเมียนมาและสปป.ลาว 4.เปิดตัว 7 โครงการใหม่ ส่วนแผนการเปิดโครงการใหม่ทั้ง 7 โครงการ มูลค่ากว่า 29,098 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 5 โครงการ และโครงการแนวราบ 2 โครงการ โดยจะมีแบรนด์ใหม่ 3 แบรนด์ออกมาทำตลาด ได้แก่ แบรนด์บ้านแนวราบ ที่ยังไม่เปิดตัว 1 โครงการ ในย่านติวานนท์-แจ้งวัฒนะ แบรนด์ COCO PARC คอนโดที่จะสร้างเสร็จก่อนขาย ซึ่งมีการให้บริการแบบโรงแรมในเครือดุสิตธานี และคอนโดแบรนด์ CULTURE 5.เตรียมปิดการขาย 6 โครงการ ในปีนี้ อนันดา ยังมีอีก 6 โครงการ ที่เตรียมจะปิดการขายภายในปีนี้ มูลค่ากว่า 9,812 ล้านบาท ได้แก่ โครงการอาร์เทล เอกมัย – รามอินทรา มูลค่า 1,531 ล้านบาท  โครงการไอดีโอ สาทร-วงเวียนใหญ่ มูลค่า 2,352 ล้านบาท โครงการไอดีโอ รัชดา- สุทธิสาร มูลค่า 1,527 ล้านบาท โครงการไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท 66 มูลค่า 2,155 ล้านบาท โครงการยูนิโอ สุขุมวิท 72 เฟส 2 มูลค่า 1,866 ล้านบาท และโครงการยูนิโอ ทาวน์ เพชรเกษม 110 มูลค่า 383 ล้านบาท 6.เพิ่มพอร์ตรายได้ประจำ 20% นอกจากการพัฒนาบ้านและคอนโดเพื่อขายแล้ว อนันดา ยังมีการรับรู้รายได้ประจำ จากธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ด้วย โ่ดยปัจจุบันโครงการเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ คาดว่าสามารถรับกระแสเงินสดที่เป็นรายได้ประจำสม่ำเสมอ (Recurring Income) จาก 5 โครงการเซอร์วิสอพารท์เม้นท์อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้เริ่มเปิดดำเนินการโครงการซัมเมอร์เซ็ต พระราม 9 ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และจะมีการเปิดโครงการอย่างต่อเนื่องอีก 4 โครงการ คือโครงการแอสคอทท์  ทองหล่อ บางกอก  โครงการแอสคอทท์ เอ็มบาสซี สาทร โครงการไลฟ์ สุขุมวิท 8 บางกอก และโครงการซัมเมอร์เซ็ต พัทยา ในเดือน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม ในปีนี้ เดือนละ 1 โครงการตามลำดับ ซึ่งสัดส่วนของรายได้ประจำคาดว่าจะมีประมาณ 20% จากโครงการทั้งหมด ในส่วนของการเติบโตคาดว่าในไตรมาส 2 จะเริ่มทำยอดขายและรับรู้รายได้อย่างก้าวกระโดด จากการเตรียมรับรู้รายได้จาก 2 โครงการสร้างเสร็จใหม่ล่าสุด มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -อนันดาฯ เผยผลงาน Q1/64 ทำยอดขายกว่า 3,979 ล้านบาท แต่กำไรธุรกิจหลักเหลือ 38.8 ล้าน
9 บทสรุป ผลประกอบการพฤกษา Q1/65 และทิศทางไปต่อ

9 บทสรุป ผลประกอบการพฤกษา Q1/65 และทิศทางไปต่อ

ผลประกอบการพฤกษา ผลประกอบการพฤกษา ไตรมาสแรก รายได้-ยอดขายลด เหตุเจอปัญหาแรงงาน และผลกระทบด้านซัพพลายเชน ส่งผลต้องเลื่อนเปิดโปรเจ็กต์ใหม่  แต่ยังรักษากำไรได้กว่า 639 ล้านบาท เติบโต 10% จาก Q1/64 พร้อมเดินหน้าตามแผนเปิดโปรเจ็กต์ทั้งปี 30 โครงการ เพื่อสร้างรายได้ 16,000 ล้าน   ตอนนี้หลายบริษัทในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ได้เริ่มรายงานผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2565 ออกมากันบ้างแล้ว  หลายบริษัทก็สามารถสร้างผลประกอบการเติบโตได้ตามเป้าหมาย แต่ก็มีหลายบริษัทที่ยังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ไม่สามารถสร้างผลงานให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้   ล่าสุด นายอุเทน โลหชิตพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม  บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ได้แถลงผลประกอบการในรอบไตรมาสแรกของปีนี้ พร้อมกับทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งมี 9 บทสรุป ผลประกอบการพฤกษา ที่น่าสนใจดังนี้ 9 บทสรุป ผลประกอบการพฤกษา Q1/65 และทิศทางไปต่อ 1.รายได้-ยอดขายลด แต่กำไรโต ในไตรมาสแรกพฤกษามียอดขายอสังหาฯ  รวม 5,344 ล้านบาท ลดลง 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สามารถทำยอดขายได้ 6,940 ล้านบาท โดยยอดขายลดลงเหตุผลหลักมาจากการเลื่อนเปิดตัวโครงการใหม่   โดยในไตรมาสแรกยอดขายดังกล่าว แบ่งออกเป็น กลุ่มทาวน์เฮ้าส 2,801 ล้านบาท ลดลง 26% กลุ่มบ้านเดี่ยว 1,705 ล้านบาท ลดลง 4.2% และกลุ่มคอนโดมิเนียม 838 ล้านบาท ลดลง 39.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   ส่วนรายได้จากการขายอสังหาฯ ในไตรมาสแรกมีจำนวน 5,679  ล้านบาท ลดลง 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีมูลค่า 7,051 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการก่อสร้างและส่งมอบบ้านล่าช้า เพราะปัญหาด้านการขาดแคลนแรงงาน   รายได้ทั้งหมดในไตรมาสแรก แบ่งเป็น รายได้จากกลุ่มทาวน์เฮ้าส 2,461 ล้านบาท ลดลง 28.9% กลุ่มบ้านเดี่ยว 1,143 ล้านบาท ลดลง 28.6% กลุ่มคอนโด 1,432 ล้านบาท ลดลง 21.6% และมีรายได้จากการขายที่ดินเปล่า 643 ล้านบาท   ส่วนอัตรากำไร ของ ผลประกอบการพฤกษา ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิในธุรกิจอสังหาฯ 639 ล้านบาท เติบโต 10%  จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ที่มีกำไร 582 แต่ยังถือว่าลดลงจากช่วงไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,137 ล้านบาท หรือลดลง 43.8% ในขณะที่กำไรสุทธิของพฤกษา โฮลดิ้ง (รวมธุรกิจอสังหาฯ และธุรกิจเฮลแคร์)  อยู่ที่ 552 ล้านบาท ลดลง 8.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีกำไร 606 ล้านบาท ไตรมาสแรกรายได้ต่ำกว่าที่คาด เป็นเพราะ ดีเลย์การเปิดโครงการและซัพพลายเชนถูกดิสรับ ทำให้การก่อสร้างล่าช้ากว่าที่คาดไว้  และเรามาโฟกัสที่กำไรมากขึ้น ไม่เน้นด้านยอดขายและรายได้ 2.ตุน Backlog​ กว่า 20,200 ล้าน ปัจจุบัน พฤกษา มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog)  ที่ 20,200 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ระหว่างปี 2565-2568  แบ่งเป็นยอดรับรู้รายได้ในปี 2565 ที่ 18,700 ล้านบาท และจะมีโครงการแนวสูงที่สร้างเสร็จพร้อมทยอยโอนในปีนี้อีก  7 โครงการรวมมูลค่า 15,200 ล้านบาท ได้แก่ แซปเตอร์ เจริญนคร-ริเวอร์ไซด์,​ เดอะ รีเซิร์ฟ สุขุมวิท 61, พลัม คอนโด สุขุมวิท 61, พลัม คอนโด พระราม 2, เดอะ ไพรเวซี่ จตุจักร และเซปเตอร์ จุฬา-สามย่าน   สำหรับยอดขายรอรับรู้รายได้ทั้งหมด แบ่งเป็นกลุ่มทาวน์เฮ้าส์ 23,000 ล้านบาท รับรู้รายได้ในปีนี้ทั้งหมด กลุ่มบ้านเดี่ยวมียอดขายรอรับรู้รายได้ 16,000 ล้านบาท รับรู้ในปีนี้ทั้งหมด  และกลุ่มคอนโดมียอดรอรับรู้รายได้ 16,300 ล้านบาท รับรู้ในปีนี้ 14,800 ล้านบาท 3.กวาดยอดขายออนไลน์กว่า 5,344 ล้าน กลยุทธ์ Digital Marketing ที่มีการใช้ Consumer Insight และเทรนด์ตลาดเข้ามาช่วยในการจัดทำแคมเปญทางการตลาด ส่งผลให้พฤกษา มียอดขายผ่านช่องทางออนไลน์จำนวน 1,803 ยูนิต มูลค่ากว่า 5,344 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนยอดขายจากออนไลน์ 86.7% 4.ปั้นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส อสังหาฯ -สุขภาพ พฤกษา มีการใช้กลยุทธ์การผสมผสานกันระหว่างธุรกิจอสังหาฯ และธุรกิจสุขภาพเข้าด้วยกัน โดยผ่านการออกแบบบ้านตามหลักการ Universal Design เพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุ อาทิ ห้องผู้สูงอายุ พื้นไม่มีสเต็ป  เป็นต้น   นอกจากนี้ ​ยังมีแผนพัฒนาอสังหาฯ แบบ Mixed Use ที่จะผสานบริการด้านสุขภาพไว้ในโครงการเดียวกัน ซึ่งเป็นการร่วมมือกับโรงพยาบาลวิมุต  ซึ่งกำลังจะเปิดให้บริการศูนย์สุขภาพแห่งแรกในชุมชนพฤกษา ขนาด 50 เตียง ตั้งอยู่ด้านหน้าโครงการพฤกษา อเวนิว บางนา-วงแหวน  ในเดือนสิงหาคมนี้   ขณะเดียวกันได้มีการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ โดยโรงพยาบาลวิมุตร่วมกับ JAS ASSET ก่อตั้งบริษัท Senera Vimut Health Service ทำโครงการ SENERA Senior Wellness บริเวณถนนคู้บอน เป็นศูนย์เมดิคอล ขนาด 5,713 ตร.ม. 4 ชั้น ขนาด 78 เตียง มีแผนเปิดให้บริการในเดือนธันวาคมนี้ด้วย  นอกจากนี้ พฤกษายังมองหาพันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาบริการเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการดูแลด้านสุขภาพ 5.เดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ Corporate Ventures พฤกษา ยังมีกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ Corporate Ventures ที่มุ่งเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง  ๆ เพื่อมาเสริมการบริหารธุรกิจ สร้างการเติบโต และผลตอบแทนทางการเงินให้กับพฤกษา โดยร่วมทุนกับบริษัทที่มีเทคโนโลยีด้านพร็อพเทค เฮลท์เทค  และ อีคอมเมิร์ซ  ทั้งในไทย มาเลเซีย ออสเตรเลีย และสิงคโปร์  โดยเป็นกลุ่มธุรกิจประเภทนวัตกรรมด้านการพัฒนาความยั่งยืน (ESG Innovation) ระบบความปลอดภัยในโลกดิจิตอล (Digital Securities) และ เฮลท์เทค พร๊อพเทค  ที่รองรับกระแสเทรนด์ที่อยู่อาศัยและการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้นในอนาคต 6.ยึดเป้าเดิมเปิด 30 โปรเจ็กต์​ แม้ว่าไตรมาสแรกของพฤกษา จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ไปเพียง 2 โครงการ มูลค่า รวม 1,119 ล้านบาท เป็นโครงการทาวน์โฮม 1 โครงการ และคอนโด 1 โครงรการ รวมประมาณ 500 ยูนิต ซึ่งน้อยกว่าที่วางเป้าหมายไว้ แต่ พฤกษามั่นใจว่าในช่วงเวลาที่เหลือจะเปิดได้ตามแผนที่วางไว้  โดยแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปีนี้ พฤกษา ยังคงวางแผนเปิดตัว 30 โครงการ รวมมูลค่า 16,000 ล้านบาท เพื่อสร้างรายได้ 33,000 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดตัวมากในช่วงครึ่งปีหลัง   ส่วนไตรมาส 2  พฤกษา มีแผนเปิดโครงการใหม่อีก 9 โครงการ รวมมูลค่า 5,900 ล้านบาท  แบ่งเป็นทาวน์เฮาส์ 8 โครงการ จำนวน 2,300 ยูนิต มูลค่า 5,200 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์บ้านพฤกษา เดอะ คอนเนค และพฤกษาวิลล์ ในโซจ บางนา สุวรรณภูมิ ศรีนรินทร์ พระราม 2 รังสิต และเทพารักษ์  และบ้านเดี่ยว 1 โครงการ  จำนวน 100 ยูนิต มูลค่า 700 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ภัสสร โดยจะเปิดในโซนรามอินทรา 7.ตุนที่ดิน 15,000 ล้าน นอกจากแผนการเปิดตัวโครงการในปีนี้ ที่พฤกษา มั่นใจว่าจะเป็นไปตามแผนแล้ว ปัจจุบัน พฤกษา ยังมีโครงการที่เปิดการขายอยู่ถึง 140 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาท ที่จะช่วยทำให้ยอดขายและรายได้ในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายด้วย   นอกจากนี้ พฤกษา ยังมีที่ดินสะสมอยู่อีกจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าถึง 15,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาโครงการได้มูลค่า 80,000 ล้านบาท ที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้กับพฤกษาได้อย่างต่อเนื่องนับจากนี้ด้วย 8.ยืนราคาบ้าน-คอนโด ถึงสิ้นปี ต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน ต้นทุนด้านราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น  รวมถึงต้นทุนอื่น ๆ อาทิ เงินเฟ้อ ส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างมีการปรับตัวขึ้นสูง และส่งผลต่อกำลังซื้อของลูกค้าที่ลดลง โดยเฉพาะต้นทุนเหล็กและปูนซีเมนต์ ซึ่งส่งผลต่อค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นแล้ว 2-3% แต่พฤกษายังคงขายบ้านในราคาต้นทุนเดิม เนื่องจากมีการซื้อล่วงหน้าในวัสดุก่อสร้างหลายรายการจนถึงสิ้นปีนี้  โดยเฉพาะในการก่อสร้างคอนโด ทำให้ยังไม่มีการปรับราคาบ้านและคอนโดในปีนี้   ในขณะเดียวกันพฤกษาเองก็มีการปรับปรุงกระบวนการทำงานในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็วและช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น การนำ Value Engineering หรือ วิศวกรรมคุณค่ามาใช้ ด้วยการนำวัสดุทดแทนที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับวัสดุเดิมมาใช้ เป็นการช่วยลดการใช้ซีเมนต์ที่ไม่จำเป็นไปได้มากกว่า 15,000 ตัน   นอกจากนั้นยังมีการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ระบบจัดซื้อจัดจ้างทางอิเล็กทรอนิกส์ และการพัฒนาระบบ Streamline ช่วยลดชั่วโมงการทำงานไปได้ มากกว่า 10,400 ชั่วโมง และสุดท้ายใช้การบริหารจัดการต้นทุน (Cost Management) เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถประหยัดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้มากกว่า 460 ล้านบาท หรือ 1.4% ของรายได้ 9.รพ.วิมุตรายได้โต 59% โรงพยาบาลวิมุต ซึ่งเป็นการลงทุนของพฤกษา โฮลดิ้ง ในไตรมาสแรกมีรายได้ 244 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% จากไตรมาส 4 ปี 2564 และจากการปรับโครงสร้างการบริหารองค์กรและการบริหารจัดการใหม่ของโรงพยาบาลเทพธารินทร์ ทำให้ธุรกิจด้านสุขภาพได้ส่วนแบ่งกำไร จากผลประกอบการโรงพยาบาลเทพธารินทร์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องด้วย   สำหรับแผนธุรกิจในไตรมาส 2 คาดว่ารายได้หลักจะมาจากการดำเนินงานเต็มรูปแบบของบริการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลและบริการศูนย์ฟื้นฟูดูแลสุขภาพครอบครัวและผู้สูงอายุ (ViMut Wellness Services) ซึ่งจะพัฒนาไปพร้อมกับโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ของพฤกษาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย  ความต้องการที่อยู่อาศัยจริงยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มเรียลดีมานด์ที่เติบโตจากผลกระทบโควิดที่ทำให้คนอยากอยู่บ้านมากขึ้น แม้สภาพเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะซบเซาและมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนก็ตาม อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -พฤกษา เตรียมงบลงทุน 10,000 ล้านปี 65 พร้อมขยายธุรกิจ “พร็อพเทค-เฮลท์เทค” ​
ไรมอนแลนด์  ปั้น แบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์ ขายวิลล่าหลังละ 1,000 ล้าน  พร้อมสู่ธุรกิจ New Economy สร้างรายได้ประจำ

ไรมอนแลนด์ ปั้น แบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์ ขายวิลล่าหลังละ 1,000 ล้าน พร้อมสู่ธุรกิจ New Economy สร้างรายได้ประจำ

ไรมอนแลนด์ ไรมอนดแลนด์ เดินหน้ารักษาผู้นำตลาดลักชัวรี่ ปั้นโปรเจ็กต์ แบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์ ประเดิม Rosewood Hotels & Resorts ที่ภูเก็ต ขายวิลล่า 14 หลัง ยูนิตละ 100-1,000 ล้านบาท มูลค่ารวม 7,800 ล้าน พร้อมปูทางสร้างรายได้จากออฟฟิศให้เช่า-ธุรกิจ New Economy “Data Center” เพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ 20-30%   บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RML ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 33 ปี  โดยตลอดระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นกับไรมอนแลนด์ เมื่อช่วงปี 2563  ที่กลุ่มบริษัท เคพีเอ็น แลนด์ จำกัด โดยนายกฤษณ์ ณรงค์เดช ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ และนายกรณ์ ณรงค์เดช ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้ที่บริหาร เข้ามาถือหุ้นกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของไรมอนแลนด์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างภายในองค์กรนี้   ไรมอนแลนด์ เป็นผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่เน้นทำตลาดหลักในกลุ่มลักชัวรี่ ​เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อย ซึ่งไรมอนแลนด์เป็นบริษัทแรก ๆ ที่พัฒนาคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป และระดับอัลตราลักชัวรี่ราคา 40 ล้านบาทขึ้นไป มีการพัฒนาโครงการทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และพัทยา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีการพัฒนาโครงการคอนโดไปแล้วกว่า 72,000 ล้านบาท จำนวนกว่า 5,000 ยูนิต หลังจากที่กลุ่มเคพีเอ็น แลนด์ เข้ามาบริหารไรมอนแลนด์ ทีมผู้บริหารได้มีการปรับภาพลักษณ์องค์กรใหม่ให้มีความทันสมัย มีความลักชัวรี่ แต่สามารถเข้าถึงได้ ภายใต้สโลแกน "Raimon Land-Luxury Reimagined" พร้อมกับการขยายฐานกลุ่มลูกค้า ไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จเมื่ออายุน้อย อายุ 26-45 ปี และมีกำลังซื้อสูง จากเดิมที่ฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 46 ปีขึ้นไป   เพื่อเดินหน้าตามแผนการรีแบรนด์ ยกระดับภาพลักของแบรนด์ให้เข้าถึงง่ายทันสมัย และกลยุทธ์ใหม่ของไรมอนแลนด์ จึงวางแผนธุรกิจในปี 2565 และในอนาคตในระยะ 5-10 ปี ด้วยโจทย์สำคัญ คือ การสร้างการรับรู้ในด้านรายได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนการพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ เพื่อขาย ธุรกิจอสังหาฯ เพื่อสร้างรายได้ประจำ และธุรกิจ New Economy ​ โฟกัสตลาดแบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์ การพัฒนาโครงการอสังหาฯ ของไรมอนแลนด์ ยังคงเน้นทำตลาดกลุ่มลักชัวรี่และอัลตร้าลักชัวรี่ ที่จับตลาดหลักทั้งคนไทยและต่างชาติ  แต่ทิศทางนับจากนี้ จะมุ่งเน้นการนำเอาแบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์เข้ามาร่วมพัฒนา คาดว่าจะมีสัดส่วนมากถึง 70-80% (ขณะที่แบรนด์ของไรมอนแลนด์จะมีสัดส่วนประมาณ 20-30%) โดยเหตุผลสำคัญเป็นเพราะ 1.เพิ่มมูลค่าให้โครงการ การพัฒนาภายใต้รูปแบบแบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์ จะช่วยทำให้โครงการมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นกว่าโครงการปกติ 10-15% ผู้ซื้อสามารถส่งต่อเป็นมรดกให้กับทายาทได้ เพราะโครงการจะมีมูลค่าเพิ่มสูงตามระยะเวลา 2.สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง โครงการอสังหาฯ ที่เป็นรูปแบบแบรนด์เด็ดเรสซิเด็นซ์ จะสร้างความแตกต่างจากโครงการทั่วไปที่มีอยู่ในตลาด เพราะเป็นการนำเอา Hotel Brand เข้ามาบริการตามมาตรฐานโรงแรมระดับโลกนั้น ๆ  ซึ่งจะช่วยให้การใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยสะดวกสบายยิ่งขึ้น ตามมาตรฐานของแบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์นั้น เหมือนการพักอาศัยในโรงแรมภายใต้แบรนด์นั้น 3.มีฐานลูกค้ารองรับ เจ้าของแบรนด์ที่จะถูกนำมาใช้ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย จะมีฐานลูกค้าและฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบรูปแบบโครงการและการให้บริการของแบรนด์นั้น  ๆ เมื่อมีการขยายตลาดหรือการขยายการพัฒนาโครงการไปยังทำเลอื่น หรือในเมืองท่องเที่ยวอื่น ฐานลูกค้าหรือแฟนคลับนั้นก็มักจะตามมาเลือกซื้อด้วย แบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์จึงมักมีฐานลูกค้าของแบรนด์นั้นติดตามมาด้วย เพิ่มแนวราบสร้างรายได้ต่อเนื่อง ที่ผ่านมาไรมอนแลนด์เน้นการพัฒนาโครงการคอนโด ที่เป็นรูปแบบไฮไลท์เป็นหลัก ซึ่งใช้ระยะเวลาการรับรู้ค่อนข้างนาน  เพราะต้องใช้ระยะเวลาการพัฒนา จนถึงส่งมอบโครงการให้กับลูกค้านาน ทำให้การพัฒนามีการรับรู้รายได้ไม่ต่อเนื่อง อย่างกรณีโครงการคอนโดในรูปแบบแบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์ จะใช้เวลาในการพัฒนาประมาณ 3-4 ปี ขณะที่โครงการแนวราบใช้ระยะเวลาการพัฒนาประมาณ 1 ปี   เพื่อให้ไรมอนแลนด์สามารถรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง  ต่อจากนี้ไปจะเพิ่มการพัฒนาโครงการแนวราบมากขึ้น และมีรูปแบบการพัฒนาที่หลากหลาย​ แต่ยังมีความตั้งใจพัฒนาโครงการในระดับลักชัวรี ด้วยบ้านในราคา 50-60 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งโครงการ เพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ20-30% นอกจาก การเพิ่มโครงการแนวราบเพื่อรับรู้รายได้เร็วและต่อเนื่องแล้ว ไรมอนแลนด์ยังวางแผนเพิ่มรายได้ประจำให้มากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับบริษัท โดยวางเป้าหมายภายใน 2-3 ปีจะสร้างรายได้ประจำสัดส่วน 20-30% จากปัจจุบันมีอยู่ 5% ซึ่งโครงการที่จะสร้างรายได้เข้ามาอย่างชัดเจน คือ โครงการวัน ซิตี้ เซ็นเตอร์ (One City Centre) สำนักงานให้เช่ามูลค่า 8,800 ล้านบาท บนถนนเพลินจิต ที่ร่วมทุนกับ Mitsubishi Estate จากประเทศญี่ปุ่น โดยจะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2566 ขยายธุรกิจ New Economy เติมรายได้ประจำ ขณะเดียวกัน บริษัทยังมองหาโอกาสในการขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ ที่ช่วยเข้ามาเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท โดยเฉพาะรายได้ประจำ จึงวางแผนร่วมมือกับ Nautilus Data  Technologies ผู้นำด้าน Green Data Center Technology ระดับโลก ที่มีนักลงทุนในกลุ่มบริษัทชั้นนำเข้าถือหุ้นอยู่ อาทิ Emerson Collective บริษัทครอบครัวของสตีฟ จ็อบส์ เพื่อพัฒนาโครงการศูนย์กลางคลังข้อมูล หรือ Data Center ซึ่งใช้เทคโนโลยีระบบ Water Cooling (การใช้ระบบน้ำช่วยลดความร้อนของคอมพิวเตอร์) โดยไรมอนแลนด์จะได้กรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย และในเซาท์อีสเอเชีย   สำหรับโครงการ Data Center จะเริ่มพัฒนาในปีหน้า โดยมูลค่าการลงทุนจะขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการ ซึ่งทำเลที่ตั้งโครงการอาจจะต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำจืดหรือน้ำเค็ม และอาจจะพัฒนาในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรม  ซึ่งการที่บริษัทเข้ามาสนใจธุรกิจ Data Center เนื่องจากช่วงหลายปีที่ผ่าน เป็นธุรกิจดาวรุ่งมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด ปี 65 วางเป้ารายได้ 2,200 ล้าน สำหรับแผนพัฒนาโครงการใหม่ในปี 2565 เบื้องต้นบริษัทวางแผนพัฒนา 1.โครงการคอนโด  Branded Residence ที่ร่วมทุนกับญี่ปุ่น ที่สุขุมวิทมูลค่า 5,500 ล้านบาท 2.โครงการแบรนด์เด็ดเรสซิเดนซ์  Rosewood Hotels & Resorts® ที่จังหวัดภูเก็ต ในรูปแบบ วิลล่า บริเวณกมลา ภูเก็ต จำนวน 14 หลัง ราคาขายยูนิตละ 100-1,000 ล้านบาท มูลค่าโครงการรวม 7,800 ล้านบาท และ 3.โครงการแนวราบที่อยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าปลายปีนี้เสร็จ   โดยปัจจุบันมียอดขายรอรับรู้รายได้ 5,000 ล้านบาท มีสินค้าพร้อมขายมูลค่า 71 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากช่วง 2 ปีก่อนหน้าที่มีมูลค่า 1,892 ล้านบาท ในปีนี้วาง​แผนสร้างรายได้ 2,200 ล้านบาท โดยรายได้มาจากการโอนกรรมสิทธิ์ และปัจจุบัน และวางเป้ายอดขาย 7,200 ล้านบาท   ในปีนี้วางงบลงทุนเบื้องต้น 2,000 ล้านบาท สำหรับใช้ในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ซึ่งงบประมาณหลักใช้ในด้านการก่อสร้าง โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากการขอสินเชื่อจากธนาคาร การออกหุ้นกู้ และการระดมทุนจากนักลงทุน ​   สำหรับเป้าหมายการรับรู้รายได้ คาดว่าจะมีรายได้ 2,200 ล้านบาท จากโครงการเอสเทลล์ สุขุมวิท 26 ที่จะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 3  และคาดว่าจะมียอดขาย 7,200 ล้านบาท  ซึ่งเป็นยอดขายจากโครงการ เทตต์สาทร ทเวลฟ์  โครงการโรสวูด ที่ กมลา ภูเก็ต   ข่าวที่เกี่ยวข้อง -ไรมอนแลนด์ กับ 5 เหตุผลหนุนสร้างรายได้ปีนี้ 2,700 ล้าน
เอพี ไทยแลนด์  กวาดรายได้ Q1 กว่า 13,084 ล้าน  พร้อมเปิดอีก 11 โครงการใหม่ รับสัญญาณบวก

เอพี ไทยแลนด์ กวาดรายได้ Q1 กว่า 13,084 ล้าน พร้อมเปิดอีก 11 โครงการใหม่ รับสัญญาณบวก

เอพี ไทยแลนด์ เดินหน้ากวาดรายได้ไตรมาสแรก เติบโตกว่า 21.5% ตุนรายได้กว่า 13,084 ล้าน พร้อมทำกำไรเพิ่มกว่า 23.3% ไตรมาส 2 ลุยเปิดโปรเจ็กต์ใหม่อีก 11 โครงการ มูลค่า 16,240 ล้าน หลังเห็นสัญญาณบวกของตลาดอสังหาฯ มั่นใจปิดปีได้รายได้ตามเป้า 47,000 ล้านบาท   นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาเอพีสามารถสร้างรายได้รวมจากสินค้าแนวราบ กลุ่มคอนโดมิเนียม (100%JV) และธุรกิจอื่นๆ ได้สูงถึง 13,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.5% หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวมเท่ากับ 10,773  ล้านบาท  และมีกำไรสุทธิ 1,730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.3% จากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิรวมเท่ากับ 1,403 ล้านบาท  ขณะที่มีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน 0.49 เท่า แนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัย ทั้งสินค้าแนวราบและแนวสูง มีการเติบโตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายได้ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 1 สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงดีมานด์ ที่เกิดขึ้นจริงในตลาดวันนี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดคอนโดก็เริ่มส่งสัญญาณบวกให้เห็นเช่นกัน สำหรับคอนโดพร้อมอยู่ เป็นกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่จริง โดยคอนโดที่เป็นคีย์สำคัญในการสร้างรายได้ และยังคงมีการขาย เพื่อโอนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของเอพี ไทยแลนด์มี 4 คอนโดพร้อมอยู่ ได้แก่ 1.LIFE อโศก-ไฮป์ 2.LIFE ลาดพร้าว แวลลีย์ 3.LIFE อโศก-พระราม 9 และ 4.Aspire เอราวัณ ไพร์ม ซึ่งในครึ่งปีหลังบริษัทยังเตรียมรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ 2 คอนโดใหม่ ได้แก่ LIFE สาทร เซียร์รา และ RHYTHM เอกมัย เอสเตท มูลค่ารวม 9,600 ล้านบาทด้วย นาววิทการ  กล่าวอีกว่า  ในไตรมาส 2 เอพีเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 11 โครงการ มูลค่า 16,240 ล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยว 1 โครงการ มูลค่า 3,400 ล้านบาท ทาวน์โฮม 8 โครงการ มูลค่า 7,240 ล้านบาท และคอนโด 2 โครงการ  มูลค่า 5,600 ล้านบาท   ขณะที่ยอดขาย​ ณ วันที่ 30 เมษายน 2565 เอพีสามารถสร้างยอดขายรวมได้ทั้งสิ้น 16,150 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากสินค้าแนวราบมูลค่า 13,522 ล้านบาท และคอนโดมูลค่า 2,628 ล้านบาท และมีสินค้ารอรับรู้รายได้ (Backlog) 31,939 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถสร้างรายได้รวม (รวม 100% JV) ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้มูลค่า 47,000 ล้านบาท นายวิทการ  กล่าวเพิ่มเติมว่า  ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 2 เชื่อว่าจะมีทิศทางการเติบโตที่ดีขึ้น ด้วยปัจจัยบวกทั้งในเรื่องของความกังวลของลูกค้า ต่อสถานการณ์โรคระบาดที่ลดลง ความสามารถในการรับมือที่ดีขึ้น ตลอดจนการประกาศเปิดประเทศที่มีผลต่อการขับเคลื่อนในหลายภาคอุตสาหกรรม เอพีเรายังคงเดินหน้าตามแผนที่สุดแห่งปี กับการเปิดตัวโครงการใหม่ที่มากที่สุด แบบบ้านใหม่ที่เยอะที่สุด และการขยายไปเซกเมนต์ใหม่ ๆ แบบไม่สิ้นสุด ซึ่งจะได้เห็นโครงการที่เป็นไฮไลต์สำคัญ ๆ ในช่วงครึ่งปีหลังอย่างแน่นอน   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -เอพี ไทยแลนด์ เดินแผนพัฒนาสูงสุดในตลาด ประเดิม Q1 เปิดแนวราบ 11 โครงการ มูลค่า 9,590 ล้าน -เอพี ไทยแลนด์ เดินแผนธุรกิจปี 65 ที่สุดตลาด เปิดตัว 65 โครงการ มูลค่า 78,000 ล้าน  
แสนสิริ  ปั้นทาวน์โฮม เมืองท่องเที่ยวในฝัน  เปิดสิริ เพลส 6 โครงการ 4,200 ล้าน​

แสนสิริ ปั้นทาวน์โฮม เมืองท่องเที่ยวในฝัน เปิดสิริ เพลส 6 โครงการ 4,200 ล้าน​

สิริ เพลส แสนสิริ เดินหน้าต่อยอด สิริ เพลส Dream Destination ทาวน์โฮมคอนเซ็ปต์เมืองท่องเที่ยวในฝัน ประเดิมครึ่งปีแรก 6 โปรเจ็กต์ 4,200 ล้าน มั่นใจทั้งปีปิดเป้า 5,000 ล้าน   ตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมในกลุ่มราคา 2-5 ล้านบาท เป็นตลาดที่มีความต้องการสูง เพราะเป็นตลาดระดับกลาง ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศ มีความสามารถเลือกซื้อได้ ตามฐานรายได้ของมนุษย์เงินเดือน ตั้งแต่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงหันมาพัฒนาบ้านและคอนดโดในกลุ่มนี้กันจำนวนมาก   แต่จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของคนยุคปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การพัฒนาโครงการประเภทคอนโดลดน้อยลง หันมาพัฒนาโครงการแนวราบมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มบ้านแฝดและทาวน์โฮม เพราะเป็นสินค้าที่พัฒนาออกมาได้ในระดับราคา 2-5 ล้านบาท และอยู่ในทำเลที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับโครงข่ายระบบคมนาคมต่าง ๆ ได้ง่าย   นายอาณัติ กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ปีนี้ตลาดทาวน์โฮมคาดว่าจะมีการพัฒนาและเปิดตัวใหม่เพิ่มขึ้น 40-50% จากปีที่ผ่านมา หรือมีจำนวนเปิดตัวใหม่ 50,000-60,000 ยูนิต ในจำนวนทาวน์โฮมที่คาดว่าจะเปิดตัวจำนวนมากในปีนี้นั้น แสนสิริ เองก็วางแผนเปิดตัวทาวน์โฮมมาทำตลาดจำนวน 10 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 7,700 ล้านบาท โดยมีแบรนด์เรือธงอย่าง “สิริเพลส” ที่ช่วงครึ่งปีแรกนี้วางแผนเปิดตัวซีรีย์ใหม่  สิริ เพลส Dream Destination จำนวน 6 โครงการ มูลค่า 4,200 ล้านบาท ​   สิริเพลส เปิดตัวครั้งแรกในปี 2561 โดยปีที่ผ่านมา เปิดตัวซีรีย์ Dream Destination เป็นเมืองท่องเที่ยวในฝันของคนรุ่นใหม่ เกียวโต และนิวยอร์ก จำนวน 3 โครงการรวมมูลค่า 2,100 ล้านบาท ได้แก่ สิริเพลส วงแหวน-ลำลูกกา และสิริ เพลส รังสิต-คลอง 2 ในธีมเมืองเกียวโต ส่วนสิริ เพลส บางนา-เทพารักษ์ พัฒนาในธีมเมืองนิวยอร์ก   เหตุผลที่แสนสิริ พัฒนาทาวน์โฮมในธีมเมืองท่องเที่ยว เป็นเพราะฐานลูกค้าหลักในสินค้านี้ คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน และกลุ่มคนที่กำลังขยายครอบครัว มีไลฟ์สไตล์รักการเดินทางและการท่องเที่ยว เป็นเมืองในฝันที่หลายคนชื่อชอบและต้องการเดินทางไปเที่ยว แสนสิริ จึงนำเอามาใช้เป็นธีมของบ้าน ในการดีไซน์ทั้งตัวบ้านและพื้นที่ส่วนกลางให้สอดคล้องกับ 4 เมืองหลักดังกล่าว โดยในปีนี้ แสนสิริ มั่นใจว่า แบรนด์สิริ เพลส จะสามารถสร้างยอดขายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้แสนสิริมียอดขายทาวน์โฮมในปีนี้ 5,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาเกือบ 70%  ที่ทำยอดขายได้ 3,000 ล้านบาท ซึ่งสิ่งที่แสนสิริมั่นใจ เนื่องจากได้รับการตอบรับดี จากโครงการที่เปิดตัวแล้ว เช่น สิริ เพลส พัฒนาการ และสิริ เพลส เมกาบางนา สามารถทำยอดขาย 60 ยูนิต มูลค่า 200 ล้านบาทในวันเปิดตัว หรือโครงการสิริ เพลส บางนา-สุวรรณภูมิ สามารถทำยอดขายได้ 120 ล้านบาทในสัปดาห์แรกของการเปิดตัว   ปัจจัยที่ทำให้ตลาดแนวราบมีดีมานด์สูงมาจาก ความต้องการใช้พื้นที่มากขึ้นในการอยู่อาศัย การทำงานจากที่บ้าน และบางส่วนก็ขายของออนไลน์​​อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง  -แสนสิริ เปิด 18 คอนโด มูลค่า 11,000 ล้าน จับตลาดเรียลดีมานด์กลุ่ม Affordable
อัพเดทดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เดือนพฤษภาคม 2565อกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน

อัพเดทดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เดือนพฤษภาคม 2565อกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน

อัพเดทดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน  สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เดือนพฤษภาคมนี้ ถือว่าดีขึ้นมาก ระดับความรุนแรงของโรคลดลง คนส่วนใหญ่กลับมาใช้ชีวิตเกือบจะเป็นปกติ เชื่อว่าช่วงครึ่งปีหลังภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อน่าจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเก่า สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ ช่วงนี้ก็เริ่มกลับมาจัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการกันมากขึ้น แสดงให้เห็นทิศทางการฟื้นตัวของตลาด และกำลังซื้อที่เริ่มจะกลับมา เป็นจังหวะและโอกาสที่ดี สำหรับคนที่มีความพร้อม และต้องการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย เพราะตอนนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคง​มีโปรโมชั่น และแคมเปญการตลาดที่น่าสนใจออกมากระตุ้นตลาด   ด้านสถาบันการเงินต่าง ๆ ส่วนใหญ่ยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำ และยังไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น สวนทางกับต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้าง และต้นทุนแรงงานที่ส่วนใหญ่จะเพิ่มมากขึ้นแล้ว เชื่อว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ราคาที่อยู่อาศัยคงต้องขยับเพิ่มขึ้นเช่นกัน ใครจะซื้อบ้านและคอนโด คงต้องรีบกันหน่อย เพราะอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เดือนพฤษภาคมตอนนี้ก็ยังคงเท่ากับเดือนก่อนหน้า   อัพเดทดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด 1.ธนาคารกรุงเทพ สำหรับธนาคารกรุงเทพ มีสินเชื่อบ้านบัวหลวง ที่ให้บริการลูกค้า 2 กลุ่ม คือ ลูกค้าพนักงานที่มีรายได้ประจำ และลูกค้าทั่วไป  โดยอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านและคอนโด ประจำเดือนพฤษภาคม 2565 ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท  (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น 5.2%  (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.2% (MRR-1.75%) หลังจากนั้น 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.65% อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45% (MRR-1.50%) หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.48% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1-3  อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.48% อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.50% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.00%) หลังจากนั้น  5.45% (MRR-0.50%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.87% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 4.45%(MRR-1.50%) ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.45%(MRR-1.50%) หลังจากนั้น 5.45%  (MRR-0.50%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.9% อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.7%(MRR-1.25%) หลังจากนั้น 5.2% (MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 4.075%(MRR-1.875%) ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.075% (MRR-1.875%) หลังจากนั้น 5.2%(MRR-0.75%) อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.58%   -กรณีวงเงิน ตั้งแต่ 500,000 บาทแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย คงที่ปีแรก 4.75% หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีวงเงินต่ำกว่า ​500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันสิทธิการเช่า ​คิดอัตราดอกเบี้ย​ MRR-0.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันที่ดินเปล่าเพื่อการอยู่อาศัย คิดอัตราดอกเบี้ย ​MRR-0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา   หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับผู้ที่ยื่นคำขอสินเชื่อพร้อมเอกสารครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.- 31 มี.ค. 65 โดยผู้กู้ต้องลงนามในสัญญากู้ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่อนุมัติสินเชื่อ​และจดทะเบียนจำนองพร้อมเบิกเงินกู้งวดแรกหรือทั้งหมดภายใน 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญา ​ -พนักงานที่มีรายได้ประจำ หมายถึง พนักงานที่มีรายได้หลัก หรือ มีความสามารถในการชำระคืนหลัก จากรายได้ประจำ -รูปแบบการชำ​ระแบบคงที่ เลือกผ่อนได้ทุกทางเลือก/รูปแบบการผ่อนชำ​ระแบบขั้นบันได เลือกผ่อนได้เฉพาะทางเลือกที่ 1 -อัตราส่วนวงเงินกู้สูงสุดและมูลค่าหลักประกันให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย -อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันตามประกาศของธนาคาร ณ วันที่ 17 มิถุนายน 64 เท่ากับ 5.95% ต่อปี -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ​​-ข้อมูลในเว็บไซต์ ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2565 ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง 2.ธนาคารกรุงไทย อัพเดทดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด สำหรับธนาคารกรุงไทย ในเดือนนี้มีสินเชื่อในโอกาสครบรอบ 56 ปีธนาคารกรุงไทย ​ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด  ไม่เปลี่ยนเปลี่ยนแปลงจากช่วงเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ​​ดังนี้ แบบทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 0.56% ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 4.22% (MRR-2.0%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 3.0% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.27% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ยเฉลี่ย 0.81% (เดือนที่ 1-9 คิด 0.56% เดือนที่ 10-12 คิดดอกเบี้ย 1.56%) ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3.0% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 3.08% ดอกเบี้ยจริงตลอดอายุสัญญา 4.30%   หมายเหตุ : 1.การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ *ทำประกันทางเลือกใด ทางเลือกหนึ่ง ดังนี้ -ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA / GLTSP) เต็มวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 10 ปี -ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA / GLTSP) 70% ของวงเงินกู้ และระยะเวลากู้ -ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA / GLTSP) 70% ของวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 15 ปี (การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ เป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้า และไม่มีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อ) 2.อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR)**คำนวณจากวงเงินกู้ 1.00 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี ผ่อนชำระ 6,600 บาท/เดือน MRR = 6.22% ต่อปี (ณ 1 เม.ย. 2564) 3.สามารถขอสินเชื่อ Home For Cash แบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan) เพิ่มเติม สำหรับวัตถุประสงค์ : เพื่ออุปโภคบริโภค / ปรับปรุง ต่อเติม ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย /ชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย MRR ต่อปี ตลอดอายุสัญญา 4.เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด การพิจารณาสินเชื่ออยู่ภายใต้ดุลยพินิจของธนาคาร ยื่นสมัครสินเชื่อ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2565 และทำนิติกรรมจำนองภายใน 30 วัน 5.การผ่อนชำระ : สามารถเลือกผ่อนชำระในอัตราล้านละ 3,000 บาท ต่อเดือน ในช่วงปีที่ 1 ได้ ทั้งนี้ ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขรายการส่งเสริมการขาย โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า 3.ธนาคารกรุงศรี ธนาคารกรุงศรี มีสินเชื่อบ้านกรุงศรี เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านใหม่/บ้านมือสอง) สำหรับลูกค้าทั่วไป โดยมีแคมเปญฟรี ค่าธรรมเนียมสำรวจ และค่าประเมินอัตราดอกเบี้ยยังคงเท่าเดิมจากเดือนที่ผ่านมา โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สำหรับการกู้ในวงเงิน 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.9% ( MRR-3.15%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.00%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.97% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.39% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.50% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย MRR-1.60% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.95% (MRR-1.10%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.21% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.52% สำหรับการกู้เงินในวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.55%  (MRR-3.50%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.3%  (MRR-2.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 4.7% (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.52% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.02% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.25% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 4.1% (MRR-1.95%) ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.3% (MRR-1.75%) ปีที่ 3 เป็นต้นไป 4.7%  (MRR-1.35%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.89% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.23%   หมายเหตุ * อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงการแสดงตัวอย่าง โดยคำนวณจากฐานวงเงินกู้ 2 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท และฐานวงเงินกู้ 5 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ด้วยระยะเวลาการกู้ 10 ปี ในกรณีที่ลูกค้า ซื้อ MRTA/MLTA หากค่าเบี้ย MRTA/MLTA เปลี่ยนแปลง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ เงื่อนไขการรับสิทธิพิเศษสาหรับลูกค้าที่ซื้อประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA/MLTA) -รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เฉพาะในปีที่ 1 จากอัตราดอกเบี้ยทุกทางเลือก ลูกค้าต้องซื้อ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการตามเงื่อนไขดังนี้ 1.ผลิตภัณฑ์ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการได้แก่ MRTA : แผนกรุงศรี เซฟตี้โลน 1 พลัส หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 1 หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 2 / MLTA : กรุงศรี รักบ้าน รักคุณ หรือกรุงศรี รักบ้าน รักคุณ พลัส เท่านั้น 2.กรณีผู้กู้หลักเป็นพนักงานเงินเดือนที่มีรายได้ ประจำ​ต้องซื้อ MRTA/MLTA 100% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี หรือซื้ออย่างน้อย 70% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความ คุ้มครองไม่ต่ำกว่า 20 ปี 3.กรณีผู้กู้หลักเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว ต้องซื้อ MRTA/MLTA อย่างน้อย 80% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 10 ปี หรือซื้อย่างน้อย 50% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี 4.กรณีมีผู้กู้ร่วม สามารถซื้อ MRTA/MLTA เฉพาะผู้กู้หลักเพียงคนเดียวได้ หรือหากผู้กู้ร่วมประสงค์ที่จะซื้อ MRTA/MLTA ด้วย ผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมทุกคนจะต้องมีทุนประกันขั้นต่ำในสัดส่วนที่เท่ากัน ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย เป็นอัตราดอกเบี้ยปกติตามที่ลูกค้าได้เลือกไว้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในกรณีที่บริษัทประกันไม่ อนุมัติ MRTA/MLTA หรือในกรณีที่ลูกค้าขอยกเลิก MRTA/MLTA -ตามประกาศธนาคาร ณ วันที่ 21 พ.ค. 63 อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.05% ต่อปี -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 30 เม.ย. 65 โดยจดจำนองและเบิกรับเงินกู้ภายในวันที่ 31 พ.ค. 65 -ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร -การพิจารณา อนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด -วงเงินกู้อนุมัติสูงสุดเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด และไม่เกินกว่า วงเงินกู้สูงสุดต่อมูลค่าหลักประกัน (ราคาซื้อขาย) ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บค่าเบี้ยปรับกรณีปิด ภาระหนี้ก่อนกำหนด (กรณีที่ลูกค้ารีไฟแนนซ์ไปสถาบันการเงินอื่นภายใน 3 ปีแรกนับจากวันทำสัญญา) คิดเป็น 3% ของยอดหนี้คงเหลือ 4.ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย มีสินเชื่อกู้ซื้อบ้านสำหรับบ้านใหม่ให้กับลูกค้าทั่วไป โดยพิจารณาเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ และกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ ซึ่งเดือนนี้อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ระจำ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 7.72% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 7.72% สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย = n.a. อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 8.22% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 8.22% หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ย MRR = 5.97% (ประกาศ ณ วันที่ 22 พ.ค. 2563) ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ย MRR ให้อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคาร ณ วันที่ลูกค้ายื่นใบสมัครสินเชื่อ -อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวสำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2565 โดยสามารถยื่นกู้ได้สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภท ยกเว้นการกู้เพื่อซื้อที่ดินเปล่า -รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม 0.25% ในปีแรก หากทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองสินเชื่อบ้านตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด -กรณียื่นกู้บ้านในโครงการจัดสรรที่ธนาคารสนับสนุน ธนาคารฯมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ สอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ K-Contact Center 02-8888888 ต่อ 887   5.ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารเกียรตินาคิน มีสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (KKP Home Loan เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย) กรณี บ้านใหม่ : ซื้อบ้านจากบริษัทพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ที่ธนาคารกำหนด ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราเดิมเท่ากับเดือนที่ผ่านมา โดยธนาคารเกียรตินาคินมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  2.45%-2.75% ปีต่อไป ดอกเบี้ย  4.775% (MLR-1.75%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.65%-2.95% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%) ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.60%-2.99% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%) แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.80%-3.19% ปีต่อไป ดอกเบี้ย 4.775% (MLR-1.75%)   หมายเหตุ 1.อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับปัจจัยอ้างอิง เช่น อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ซึ่งธนาคารจะแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว  โดยจะประกาศไว้ ณ สถานที่ทำการให้บริการและ​เว็บไซต์ของธนาคาร 2.MLR ณ วันที่​ 18 สิงหาคม 2563 เท่กับ​ 6.525% ต่อปี 3.เลือกทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ​(MRTA)ผ่านธนาคาร ทุนประกันภัยเท่ากับวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาเอาประกันภัยขั้นต่ำ 10 ปี กรณีที่ระยะเวลาการกู้ไม่ถึง 10 ปี ให้ระยะเวลาเอา​​​​​​ประกันภัยเท่ากับระยะเวลาการกู้ 4.กรณี Refinance ไปสถาบันการเงินอื่นก่อนครบ 3 ปี แรก คิดค่า​ Prepayment Penalty 3% ของเงินต้นคงค้าง 5.​กรณีเลือกใช้เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยแบบฟรีค่าจดจำนอง ​​หากลูกค้า Re-Finance หรือชำระปิดบัญชีก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ ลูกค้าต้องชำระค่าจดจำนองที่ธนาคาร เคยสำรองจ่ายให้แก่ธนาคาร​ 6.ค่าประเมินหลักประกันเริ่มต้น 3,210 บาท  ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท) 7.เบี้ยประกันอัคคี ​เป็นไปตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด ​โดยผู้กู้สามารถเลือกทำประกันกับบริษัทที่น่าเชื่อถือใดก็ได้ ​ a.อัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุด ต่อหลักประกัน 100% ของราคาซื้อขายจริง หรือราคาประเมินธนาคาร แล้วแต่ราคาใดต่ำกว่า ยกเว้นธนาคารมีกำหนดเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ สำหรับบางโครงการ อาจจะได้รับอัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อหลักประกัน​ 100% b.ระยะเวลากู้สูงสุด ​30 ปี (อายุผู้รวมระยะเวลากู้ไม่เกิน 65 ปี สำหรับพนักงานเงินเดือนประจำ และไม่เกิน 70 ปี สำหรับเจ้าของกิจการ/ธุรกิจส่วนตัว) 6.ธนาคารซีไอเอ็มบี ธนาคารซีไอเอ็มบี สินเชื่อบ้าน โฮมโลนฟอร์ยู อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 4.05% ให้กับพนักงานประจำ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ประกอบการ และเจ้าของกิจการ  โดยคิดอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เท่ากับเดือนที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารซีไอเอ็มบี มีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สำหรับพนักงานประจำ รายได้ 15,000 บาท หรือเจ้าของกิจการรายได้ 30,000 บาท ประเภททำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.25% (MRR-3.1%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.25% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.07% แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.55% (MRR-2.8%) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.15% หมายเหตุ -สำหรับซื้อบ้านและคอนโดจากโครงการทั่วไป -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินกู้ 2 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 15 ปี (MRR=7.35% ประกาศ ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2564) -ธนาคารยังมีอัตราดอกเบี้ยสำหรับพนักงานประจำรายได้ 30,000-50,000 หรือเจ้าของกิจการรายได้ 50,000 บาทขึ้นไปไว้พิจารณาด้วย รวมถึงสินเชื่อสำหรับโครงการที่ธนาคารเป็นผู้สนับสนุน 7.ธนาคารทีทีบี ธนาคารทีทีบี มีสินเชื่อบ้านใหม่ สำหรับการซื้อบ้านหรือคอนโดจากโครงการทั่วไป ภายใต้แคมเปญดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นเฉลี่ย 3 ปีแรก 4.05% ต่อปี จะได้รับฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย ค่าจดทะเบียนจำนอง และค่าประเมินหลักทรัพย์ ซึ่งอัพเดทอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ของเดือนมีนาคม ยังคงใช้ในอัตราเท่ากับเดือนที่ผ่านมา  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ทางเลือก 1 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.05% (MRR-2.23%) หลังจากนั้น อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.05% ดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.46% ทางเลือก 2 (ฟรีค่าจดจำนอง) ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.4% (MRR-1.88%) หลังจากนั้น 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.4% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.57% ทางเลือก 3 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ย 4.65% (MRR-1.63%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 4.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา ดอกเบี้ย 4.65% รายละเอียดเงื่อนไข สมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ได้แก่ 1.สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ สไมล์โฮม หรือ สไมล์โฮม พลัส ​ 2.สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีทีบี เพื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3.สมัครบัตรเดบิต ttb (กรณีที่คุณมีบัตรเดบิต ttb แล้ว ไม่ต้องสมัครเพิ่ม) กู้ซื้อบ้าน คอนโดใหม่ กับทีทีบี รับข้อเสนอพิเศษ ด้วยอัตราดอกเบี้ย ให้เลือก 2 แบบ ดังนี้ แบบที่ 1 สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท -รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี -ฟรีประกันอัคคีภัยมูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของเงินกู้สูงสุดถึง 200,000 บาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง แบบที่ 2 สมัครผลิตภัณฑ์เสริมไม่ครบทั้ง 3 ประเภท​ -ฟรีประกันอัคคีภัย มูลค่าประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมรวมถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้าน (MRTA) ไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อทำเพื่อประโยชน์หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นกับผู้กู้ในขณะที่ยังชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผู้กู้และธนาคาร และไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 3 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาอนุมัติวงเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของธนาคาร -ธนาคารขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่แจ้งไว้ในเอกสารฉบับนี้ โดยไม่ ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -ในกรณีที่ธนาคารเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนจำนองหลักประกันแทนผู้กู้หากผู้กู้มีความประสงค์จะไถ่ถอนหลักประกันและชำระหนี้คืนทั้งหมดภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันเบิกใช้เงินกู้ ครั้งแรก ผู้กู้ตกลงคืนเงินค่าธรรมเนียมจดจำนองหลักประกันตามจำนวนเงินที่ธนาคารได้ช าระไปให้แก่ธนาคาร ในวันที่ผู้กู้ได้ชำระหนี้ทั้งหมดเสร็จสิ้น (ค่าธรรมเนียมจดจำนอง 1% สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท) -กค้าต้องสำรอง จ่ายค่าจดจำนองแก่กรมที่ดินก่อน โดยธนาคารจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ลูกค้าใช้หักชำระค่างวดกับธนาคารภายใน 30 วันทำการนับจากวันที่ลูกค้าจดจำนอง -MRR = 6.28% ตามประกาศธนาคาร https://www.ttbbank.com/th/rates/loan-interest-rates -สำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึง 30 มิถุนายน 2565 และจดจำนอง ภายใน 31 กรกฎาคม 2565 8.ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีสินเชื่อบ้านสำหรับลูกค้าทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา  คิดอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ แบบไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.995% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.995% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.995% แบบทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ มากกว่าหรือเท่ากับ 70% ของวงเงินกู้ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.95% ปีต่อไป MRR = 5.995% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.95% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.983% หมายเหตุ -กรณีใช้ดอกเบี้ย​แบบทำประกัน​ Credit Life 70% กำหนดให้ทำทุนประกันไม่น้อยกว่า 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลาเอาประกัน 70% ของระยะเวลากู้ตามสัญญา โดยกำหนดให้เอาระยะเวลาขั้นต่ำ 10  ปี (กรณีระยะเวลากู้ตามสัญญาต่ำ​10 ปี กำหนดให้ระยะเวลาเอาประกันเท่ากับระยะเวลากู้ตามสัญญา) ​-ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ รับประกันภัยโดย บมจ. ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต บริษัทนเครือกลุ่มเอฟดับบลิวดี หากต้องการสอบถามรายละเอียด เกี่ยวกับการประกันภัยเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ ศูนย์บริการลูกค้า โท​ร. 1315 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 – 20.00 น. -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข ​​ก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุก​ ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าผู้ชี้ช่อง หรือจัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันภัยเท่านั้น ​การพิจารณารับประกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับประกันภัย ของบริษัทประกันภัย -อัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารไทยพาณิชย์ เท่ากับ 5.995% ต่อปี ​(ประกาศ ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2564) ซึ่งอาจะเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศธนาคาร -อัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ระบุในตารางเป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในฉบับนี้เท่านั้น ​ซึ่งอาจะมีความแตกต่างกัน ตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีลูกค้าบอกเลือกประกันชีวิต หรือขอเวนคืนกรมธรรม์ หรือทำประกันไม่ครบกำหนดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ​ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยวงเงินกู้ เป็นอัตราดอกเบี้ยทั่วไป  ตามประกาศธนาคาร ระยะเวลากู้ตามสัญญา วงเงิน ระยะเวลาผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย คุณสมบัติ เอกสารปรกอบการพิจารณา และการอนุมัติเป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด ​​-ข้อมูลในเว็บไซต์ ณ วันที่ 6 เมษายน 2565 ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง   9.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์  หรือ ธอส. มีสินเชื่อสำหรับการซื้อบ้านหลากหลายประเภท โดยประเภทสินเชื่อโครงการบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2565 ​มีการคิดอัตราดอกเบี้ย ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากแคมเปญสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2565  โดยมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.15% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.9% (MRR-2.25%) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.75% (MRR-1.4%) หลังจากนั้น ดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญา  5.4% หมายเหตุ -ยื่นคำขอกู้และอนุมัติตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค.-30 ธ.ค.65   (ธนาคารสงวนสิทธิ์ในการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการก่อนกำหนด หากธนาคารให้สินเชื่อเติมวงเงินของโครงการแล้ว) -อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.15% ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 -ยกเว้น ค่าธรรมเนียมยื่นกู้ 0.1% ของวงเงินกู้และทุกบัญชีเงินกู้ภายใต้หลักประกันเดียวกัน 10.ธนาคารยูโอบี ธนาคารยูโอบี มีสินเชื่อบ้านสำหรับโครงการหมู่บ้านทั่วไป  โดยอัพเดทดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ด้วยการคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับเดือนที่ผ่าน  ซึ่งธนาคารยูโอบีมีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด  ดังนี้ ทางเลือก 1 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.35% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.35% (MRR-4.0%) อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.79% ทางเลือกที่ 2 ไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.55% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.55% (MRR-3.80%) หลังจากนั้น 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.87% ทางเลือกที่ 3 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 2.8% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.75%  (MRR-2.60%) หลังจากนั้น 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ดอกเบี้ย 3.45% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.8% ทางเลือกที่ 4 ไม่ทำประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.0% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.95%  (MRR-2.24%) ปีที่ 4 อัตราดอกเบี้ย 5.75% (MRR-1.60%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.96% หมายเหตุ -ขอสินเชื่อตั้งแต่ 1 เม.ย.- 30 มิ.ย. 65 และจดจำนองหลักประกันกับธนาคารภายใน 27 ก.ค.​ 65 -อัตราดอกเบี้ยแบบทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ผ่านธนาคารยูโอบี >ทุนประกันเต็มวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันขั้นต่ำ 10 ปี หรือ >ทุนประกันขั้นต่ำ 80% ของวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันเต็มตามระยะเวลากู้ -อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 1 ล้านบาท อายุสัญญา 15 ปี MRR=7.35% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในสื่อโฆษณาเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยสำหรับการทำสัญญากู้ยืมของลูกค้าแต่ละรายอาจะมีความแตกต่างกันตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีไถ่ถอนจำนองเพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น ​(Re-finance) ในช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก นับจากวันที่กู้ จะมีค่าปรับ 3% ของยอดเงินต้นคงค้าง (เฉพาะวงเงินสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยเท่านั้น)​ -การอนุมัติสินเชื่อ​เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร​ -เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันเท่ากับ  7.35% ต่อปี ​(ตามประกาศธนาคารณ วันที่ 1 เม.ย. 64) อนึ่ง ธนาคารสามารถประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย​ MRR ได้ตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอนุญาตไว้​ -อัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่าง ๆ​เป็นไปตามประกาศที่ธนาคารจัดทำไว้  และประกาศให้ทราบตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยธนาคารอาจเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยการปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการ หรือเว็บไซต์ของธนาคาร​ -ธนาคารยูโอบีในฐานะนายหน้าประกันภัย ​(ใบอนุญาตประกันชีวิต​เลขที่ ช.00026/2545 และใบอนุญาตประกันวินาศภัย​ เลขที่ ว.00020/2546) ทำหน้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านประกันภัยและเป็นผู้จัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย และอำนวยความสะดวกในการรับชำระเบี้ยประกันเท่านั้น  รับประกันชีวิตโดยบริษัท พรูเด็นเชียลประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), รับประกันวินาศภัยโดย บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ​จะเป็นผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไข ความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง 11.ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย คือ โฮมโลน โดนใจ สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 1.9% (สำหรับผู้มีรายได้ 75,000 บาทขึ้นไป) โดยมีการคิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้กู้มีรายได้ตั้งแต่ 20,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.0% ต่อปี แบบที่ 1 ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 2.00% (MRR-5.35%) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.80% (MRR-3.55%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป 5.10% (MRR-2.25% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.57% แบบที่ 2 ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ยคงที่ 2.10%  (ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บาท 2 ปีแรก) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.20% (MRR-3.15%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.80% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.69% แบบที่ 3 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.55% (MRR-4.80%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.63% แบบที่ 4 ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยคงที่ 2.75% (ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บาท 3 ปีแรก) ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.76% เงื่อนไข กรณีลูกค้าเลือกทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร : 1.กรณีที่ลูกค้าทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร ธนาคารทดรองจ่ายค่าจดจำนองให้ 1% ของวงเงินกู้อนุมัติ หรือ สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท (ทั้งนี้ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินทดรองจ่ายค่าจดจำนองดังกล่าวคืนจากลูกค้า กรณีลูกค้าปิดบัญชีสินเชื่อ หรือ เปลี่ยนแปลงสัญญาใด ๆ ภายใน 5 ปีแรก ทุกกรณี นับจากวันทำนิติกรรมจดจำนอง) 2.กรณีสมัครทำประกันชีวิต ต้องสมัครทำ MRTA/MLTA ทุนประกัน 100% ของวงเงินสินเชื่อ ระยะความคุ้มครองขั้นต่ำ 10 ปี หมายเหตุ -โครงการจัดสรรในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เท่านั้น* -ราคาซื้อขายของหลักประกันต้องมีราคา (แนวราบ) ไม่น้อยกว่า 2.00 ล้านบาท , (แนวสูง) ไม่น้อยกว่า 2.50 ล้านบาท -ลูกค้าสามารถเลือกใช้อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ล้านละ 3,500 บาท  กรณีเลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่** -ยกเว้น ค่าประเมินราคาหลักประกัน (โครงการจัดสรรทุกโครงการที่มีราคาซื้อขาย 2 ล้านบาทขึ้นไป)*** -ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี รวมอายุผู้กู้ไม่เกิน 70 ปี**** -วงเงินกู้เพิ่มสูงสุด 10% จากสัญญาซื้อขาย เพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งบ้าน อัตราดอกเบี้ย 1) ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.75% = 4.60% หรือ 2) ไม่ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.25% = 5.10% , หลังจากนั้นปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR = 7.35% ***** -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี MRR = 7.35% (ณ 1 เม.ย. 64) ที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในโฆษณาฉบับนี้เท่านั้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -การพิจารณาคุณสมบัติของลูกค้าแต่ละรายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่ธนาคารกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์การพิจารณาสินเชื่อ โดยอยู่ในดุลยพินิจของธนาคาร ทั้งนี้เงื่อนไขต่าง ๆเป็นไปตามประกาศธนาคาร โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -อัตราดอกเบี้ย และโปรโมชั่น (มีวงเงินสินเชื่อจำกัด) สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อ โดยเบิกรับเงินกู้ ตั้งแต่วันนี้- 31 เม.ย. 65 -สำหรับอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.9% สำหรับผู้กู้ที่มีรายได้ 75,000 บาทขึ้นไป ผ่อนต่ำเดือนละ 3,500 บาท ฟรีค่าจดจำนองสินเชื่อเมื่อซื้อประกันผ่านธนาคาร ฟรีค่าประเมินหลักประกัน 12.ธนาคารออมสิน ธนาคารออมสิน มีสินเชื่อเคหะ สำหรับให้บริการผู้ที่ต้องการกู้เงินเพื่อไปซื้อบ้านหรือคอนโด ภายใต้แคมเปญ ผ่อนต่ำปีแรก ล้านละ 2,500 บาทต่อเดือน สำหรับลูกค้าทั่วไป โดยยื่นกู้ภายในวันที่ 30 เมษายน 2565 อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน 31 พฤษภาคม 2565 โดยมีรายละเอียด ​ดังนี้​ กรณีทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 2.0% เพิ่มขึ้น 1.25% จากเดือนที่ผ่านมา เพราะมีแคมเปญดอกเบี้ย 0% ใน 6 เดือนแรก ทำให้เดือนที่ผ่านมามีดอกเบี้ยเฉลี่ยปีแรก 0.75% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 2.9% (MRR-3.345%) ลดลง 0.425% จากเดือนที่ผ่านมามีอัตราดอกเบี้ย 3.525% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.6% ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.126% เพิ่มขึ้น 0.025% จากเดือนที่ผ่านมามีอัตราดอกเบี้ย 4.101% กรณีไม่ทำประกัน ปีที่ 1 ดอกเบี้ย 2.25% เพิ่มขึ้น 1.25% จากเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ย​ 1.0% จากแคมเปญเดือนที่ 1-6 ดอกเบี้ย 0% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย 2.0% ​ ปีที่ 2-3 ดอกเบี้ย 3.525% (MRR-2.72%) ลดลง 0.625% จากเดือนที่ผ่านมา คิดอัตราดอกเบี้ย  4.15% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.995% (MRR-1.25%) เพิ่มขึ้น 1.895% จากเดือนที่ผ่านมามีอัตราดอกเบี้ย 3.1% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.31% เพิ่มขึ้น 0.024% จากเดือนที่ผ่านมามีอัตราดอกเบี้ย 4.286%   เงื่อนไขการผ่อนชำระ -ปีที่ 1 ผ่อนชำระ 2,500 บาทต่อเดือน ปีที่ 2 ผ่อนชำระ 4,500 บาทต่อเดือน ปีที่ 3 ผ่อนชำระ 5,500 บาทต่อเดือน หมายเหตุ -ยื่นกู้ภายในวันที่ 30 เมษายน 2565 อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 -อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ MRR=6.245% (ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2563) -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (EIR) คำนวณจากวงเงินกู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 20 ปี ผ่อนเท่ากันทุกงวด -ทำประกัน หมายถึง การทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ โดยหลักเกณฑ์ เงื่อนไข เป็นไปตามธนาคารกำหนด -เงื่อนไขการใช้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเคหะตามโปรโมชั่น สมัครบริการ MyMo และผลิตภัณฑ์ / บริการอื่น ของธนาคารอย่างน้อย 2 ประเภท ได้แก่ บัตรอิเล็กทรอนิกส์ / บัตรเครดิต หรือสินเชื่อบัตรเงินสด / ชำระสินเชื่อหักผ่านบัญชี / ประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อ ทั้งนี้ หากลูกค้าใช้ผลิตภัณฑ์ / บริการอื่นตามที่กำหนดอยู่แล้ว สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวได้ และกรณีไม่มี Smartphone ให้สมัครผลิตภัณฑ์ / บริการอื่นของธนาคารตามที่กำหนดทดแทนได้ -*กรณี ฟรี ค่าธรรมเนียมจดจำนอง ให้ตามที่จ่ายจริง (รวมทุกสัญญาที่กู้ในคราวเดียวกัน) และลูกค้าต้องสำรองจ่ายค่าจดจำนองแก่กรมที่ดินไปก่อน โดยธนาคารจะโอนเงินหลังหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ของเงินค่าธรรมเนียมจดจำนองคืนภายใน 30 วัน -กรณีผู้กู้ชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้น หรือไถ่ถอนจำนองก่อนครบกำหนด (Prepayment) ภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญากู้เงิน ผู้กู้ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่ธนาคารกำหนด (ปัจจุบันร้อยละ 3.00 ของยอดเงินต้นคงเหลือ) ทั้งนี้ กรณีเลือกอัตราดอกเบี้ยกรณีไถ่ถอนจำนองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินอื่น (Re-Finance) และฟรีค่าธรรมเนียมจดจำนอง ผู้กู้จะต้องชำระค่าจดจำนองคืนแก่ธนาคารเต็มจำนวน -หลักเกณฑ์เงื่อนไขอื่น ๆ ให้เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด โดยธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า   หมายเหตุ Reviewyourliving รวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ธนาคาร ณ​ วันที่ 6 พฤษภาคม 2565   อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม -อัพเดทดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ บ้านและคอนโด เมษายน 65 -อัพเดทดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน และคอนโด เดือนเมษายน 2565
สถาพร เอสเตท  รีเฟรชแบรนด์ใหม่สู่ “SE”  ปูทางเข้าจดทะเบียนใน SET

สถาพร เอสเตท รีเฟรชแบรนด์ใหม่สู่ “SE” ปูทางเข้าจดทะเบียนใน SET

สถาพร เอสเตท สถาพร เอสเตท บุกทำเลใจกลาง CBD จับตลาด Mid to High  พร้อมรีเฟรชแบรนด์ใหม่ “SE” หวังสร้างการจดจำ เข้าถึงง่าย​ ปูทางเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในปี 68 เดินหน้าปั้นโปรเจ็กต์ปีละ 3,000 ล้าน   “สถาพร เอสเตท” บริษัทผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม ที่เริ่มต้นการพัฒนาโครงการมานานกว่า 28 ปี เริ่มแรกพัฒนาโครงการในโซนจังหวัดสมุทรปราการ พื้นที่ตอนเหนือและตะวันออกของกรุงเทพฯ เป็นหลัก ภายใต้การบริหารงานของ นายสุนทร สถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด หรือ SE   แต่สำหรับปี 2565 สถาพร เอสเตท ได้ขยับทำเลการพัฒนาโครงการเข้ามาในเมืองมากขึ้น เพราะมองเห็นโอกาส และช่องว่างทางการตลาด รวมถึงการพัฒนาโครงการในระดับราคาที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่ม Mid to High เพราะกำลังซื้อสูง หลังจากปีที่ผ่านมาได้ศึกษาตลาด และศึกษากลุ่มลูกค้า และได้รับการตอบรับที่ดี อย่างเช่น โครงการเดอะ เชดด์ สาทร 1 ที่สามารถทำยอดขายไปได้แล้วเกือบ 50% ถือเป็นโครงการคอนโดแห่งแรกที่บุกตลาดในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ในปีนี้จึงพร้อมที่จะบุกตลาดอย่างต่อเนื่อง สถาพร เอสเตท ปั้นคอนโดใจกลาง CBD กลยุทธ์สำคัญของปี 2565  คือ การพัฒนาโครงการคอนโดในย่านศูนย์กลางธุรกิจ หรือ CBD ซึ่งวางแผนเปิดตัวโครงการเดอะ คราวน์ เรสซิเดนท์เซส (THE CROWN Residences) คอนโดไฮไรซ์ระดับลักซ์ชัวรี่ บนถนนพระราม 4  ซึ่งแม้ว่าตลาดเส้นทางของถนนเส้นนี้ จะมีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่มากมาย แต่สถาพร เอสเตท กลับมองว่าตลาดยังมีโอกาสและศักยภาพในการที่พัฒนาโครงการขึ้น จากมองเห็นใน 3 ปัจจัยสำคัญ 1.ที่ดินใจกลาง CBD มีจำกัด พื้นที่ใจกลางเมืองที่เป็นย่านใจกลางธุรกิจ ปัจจุบันที่ดินนอกจากจะมีราคาแพงแล้ว ยังหาซื้อมาพัฒนาได้ยาก เนื่องจากถูกจับจองไว้หมดแล้ว และเจ้าของที่ดินบางรายก็ไม่อยากขาย ทำให้คอนโดหลายโครงการ ถูกพัฒนาในรูปแบบสิทธิการเช่าถือครองกรรมสิทธิ์ หรือ Leasehold เพราะเจ้าของที่ดินยังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินผืนนั้น   การที่สถาพร เอสเตท สามารถซื้อที่ดินมาพัฒนาโครงการได้ จึงถือว่าเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันสำคัญ เพราะ​ผู้ซื้อสามารถมีสิทธิ์ในการถือกรรมสิทธิ์คอนโดนั้นตลอดไป ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงการในรูปแบบซื้อขาดหรือ Freehold 2.ทำเลยังมีช่องว่างให้แข่งขัน หัวใจความสำเร็จสำคัญของธุรกิจอสังหาฯ คือ เรื่องทำเลที่ตั้ง ซึ่งโครงการเดอะ คราวน์ เรสซิเดนท์เซส ตั้งอยู่บนถนนพระราม 4 อยู่ระหว่างสถานทีรถไฟฟ้า MRT สถานีคลองเตยและสวนลุมพินี ในระยะการเดินประมาณ​ 400 เมตร ที่ถือว่ายังไม่มีคู่แข่งในพื้นที่รัศมีดังกล่าว แม้ว่าโดยรอบสถานีของรถไฟฟ้า ทั้งสถานีคลองเตยและสวนลุมพินีจะมีโครงการที่เปิดตัวก่อนหน้า และกำลังจะเปิดตัวขายก็ตาม แต่ถือว่าไม่ได้อยู่ในรัศมี 400 เมตร 3.ดีมานด์สูงจากแหล่งงานโดยรอบ แม้ว่าช่วงที่ผ่านมา ตลาดคอนโดจะเปิดตัวน้อย อย่างในปีที่ผ่านมาเปิดตัวใหม่ประมาณ 70,000-80,000 ยูนิต  แต่ทิศทางตลาดคอนโดเริ่มปรับตัวดีขึ้น ภายหลังจากการแพร่ระบาดโควิด-19 เริ่มลดระดับความรุนแรงลง ส่งผลให้คนเริ่มหันกลับมาซื้อคอนโดเพื่อใช้อยู่อาศัย และการซื้อเพื่อลงทุน เห็นได้จากไตรมาสแรกที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดคอนโดมียอดขายประมาณ 29,000-30,000 ยูนิต   ไม่ใช่แค่สัญญาณการฟื้นตัวของตลาดคอนโดในปี 2565 ที่ปรับตัวดีขึ้นเท่านั้น แต่หากวัดจากทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ท่ามกลางแหล่งงานขนาดใหญ่ทั้งปัจจุบันและอนาคต การพัฒนาโครงการในทำเลนี้ ก็สามารถรองรับกับความต้องการของพนักงานต่าง ๆ เหล่านั้นได้ด้วย โดยเฉพาะการตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับโครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) อภิมหาโปรเจ็กต์มูลค่ากว่า 120,000 ล้านบาท ของตระกูลสิริวัฒนะภักดี  ที่จะมีทั้งศูนย์การค้า โรงแรม สำนักงานให้เช่า และคอนโด แม้ว่าจะมีพื้นที่พักอาศัย แต่คาดว่าจะไม่สามารถรองรับ ความต้องการที่อยู่อาศัยของคนในพื้นที่นี้ได้เพียงพอ   ขณะที่พื้นที่ใกล้เคียงยังมีอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า และสถานศึกษาอีกมากมาย ที่จะเข้ามาเป็นดีมานด์สำหรับโครงการได้อย่างเพียงพอ ที่สำคัญโครงการนี้มีจำนวนห้องชุดเพียง 183 ยูนิต ซึ่งถือว่ามีจำนวนไม่มาก รีเฟรชแบรนด์เตรียมจดทะเบียนใน SET สถาพร เอสเตท ในปีนี้ได้รีเฟรชแบรนด์ ด้วยการปรับสีและรูปแบบโลโก้ให้มีความทันสมัย เห็นแล้วสามารถจดจำได้ง่าย และรู้ว่าเป็นบริษัทอะไร ซึ่งได้ใช้ตัวอักษรย่อ  SE มาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของโลโก้  โดยตัวอักษรย่อ SE ได้ถูกใช้ครั้งแรกเมื่อ 4 ปีที่ผ่าน แต่ครั้งนี้ปรับโลโกใหม่ให้ดูทันสมัยมากขึ้น   นอกเหนือจากการรีเฟรชแบรนด์ เพื่อให้ผู้ที่พบเห็นสามารถจดจำได้ง่ายแล้ว เป้าหมายในอนาคต อักษรย่อ SE จะเป็นตัวย่อของบริษัทใน SET Index หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย ซึ่งถือเป็นแผนงานในอนาคตที่บริษัทต้องการก้าวไปถึง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการขั้นตอนต่าง ๆ แต่คาดว่าน่าจะสามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ประมาณปี 2568   สำหรับรูปแบบโลโก้ใหม่ ถูกดีไซน์เพื่อชูแนวคิดหลักในการดำเนินธุรกิจ นั่นคือ “PASSION FOR LIVING WELL” โดยสื่อถึงความมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี โดยใส่ใจและให้ความสำคัญในทุกรายละเอียดของการออกแบบ ตั้งแต่รูปแบบดีไซน์ที่มองเห็น ไปจนถึงทุกสัมผัสที่อาจมองไม่เห็น แต่รับรู้ได้ด้วยความรู้สึก ผสมผสานกับการพัฒนาเทคโนโลยี และการนำนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมเข้ามาใช้ เพื่อตอบสนองชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า เปิด 3 โปรเจ็กต์จับกลุ่ม Mid to High แผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2565  บริษัทได้เตรียมเปิดตัว 3 โครงการใหม่ รวมมูลค่ากว่า 3,306 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการเดอะ คราวน์ เรสซิเดนท์เซส (THE CROWN Residences) คอนโดไฮไรซ์ลักซ์ชัวรี่ สูง 32 ชั้น จำนวนห้องชุด 183 ยูนิต มูลค่ากว่า 2,016 ล้านบาท โครงการอยู่ติดถนนพระราม 4 ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ทั้งสถานีลุมพินี และคลองเตย รวมถึงจุดขึ้น - ลง ทางด่วนพิเศษเฉลิมมหานคร เพียง 5 นาที ในราคา 6 - 20 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 250,000 บาทต่อตารางเมตร   2.โครงการดิ อิเธอร์นิตี้ โกร์ฟ สายไหม – พหลฯ (THE ETERNITY GROVE SAIMAI – PHAHOL​) โครงการบ้านเดี่ยว ภายใต้แนวคิด “Make it yours” จำนวน 92 ยูนิต มูลค่าโครงการ 560 ล้านบาท โครงการตั้งอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้ง สถานีคูคต และสถานี กม.25 ประมาณ 3 กิโลเมตร ในราคาเริ่มต้น 5.9 ล้านบาท มีกำหนดเปิดพรีเซลล์ในเดือนกรกฎาคมนี้   3.โครงการ ดิ อิเธอร์นิตี้ พระราม 9 - วงแหวน (THE ETERNITY RAMA 9 - WONGWAEN) โครงการบ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ ใจกลางย่านพระราม 9 - วงแหวน เพียง 70 ยูนิต มูลค่าโครงการ 730 ล้านบาท ในราคาเริ่มต้น 9 ล้านบาท โดยกำหนดเปิดพรีเซลล์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ 3 กลยุทธ์ปั้นโปรเจ็กต์ปีละ 3,000 ล้าน โดยปี 2565 นี้ สถาพร เอสเตท ตั้งเป้ายอดขายไว้กว่า 2,400 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนสำหรับโครงการแนวสูงอยู่ที่ 1,386 ล้านบาท หรือคิดเป็น 58% และโครงการแนวราบอยู่ที่ 1,014 ล้านบาท หรือคิดเป็น 42% พร้อมตั้งเป้ายอดโอนกรรมสิทธิ์ไว้กว่า 1,280 ล้านบาท   การพัฒนาโครงการในอนาคต ยังวางกรอบการลงทุนให้มีมูลค่าโครงการปีละประมาณ 3,000 ล้านบาท อย่างน้อยปีละ 3 โครงการ พร้อมกับได้บริหารธุรกิจระหว่างบ้านแนวราบและคอนโด (Balance Portfolio) ให้มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน โดยใช้ 3 กลยุทธ์สำคัญในการรุกตลาดที่ตอบโจทย์ความต้องการในทุกด้านของการอยู่อาศัย  ได้แก่ 1.ไม่ปั๊มโครงการ สถาพร เอสเตท จะออกแบบ (DESIGN) โครงการแต่ละแห่งไม่ซ้ำกัน โดยยึดการออกแบบให้เหมาะสมกับทำเล และความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะมุ่งเน้นการอยู่อาศัยให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมต่าง เช่น วางผังบ้านหันหน้าไปทางทิศเหนือ-ทิศใต้ และวางผังโครงการอาคารคลับเฮาส์ รวมกับซุ้มด้านหน้าโครงการ เพื่อช่วยลดเสียง มลภาวะที่จะเข้ามาภายในโครงการ และสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับผู้อยู่อาศัย  การเลือกใช้วัสดุสมัยใหม่ ที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่าง และหรูหรา เพื่อให้บ้านมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือบ้านในรูปแบบ LIVE GREEN, BE WELL เพื่อตอบไลฟ์สไตล์ลูกค้ากลุ่ม “GREEN EXPERIENCER” 2.ปรับเปลี่ยนพื้นที่ตามไลฟสไตล์ เรื่องของการใช้งาน หรือ FUNCTIONAL สถาพร เอสเตท จะเน้นการพัฒนาพื้นที่ให้ครอบคลุมทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมเข้ามาใช้ในโครงการต่าง ๆ เพื่อความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็น การปรับเปลี่ยนพื้นที่ชั้น 2 ของบ้านให้เป็นห้องนอนเพิ่ม หรือปรับเปลี่ยนห้องอเนกประสงค์ให้เป็นห้องพักผ่อน หรือมุมสำหรับ Work From Home และยังพัฒนาพื้นที่สำหรับลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างกัน เช่น ที่จอดรถ และสระว่ายน้ำสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อตอบ  ไลฟ์สไตล์ในแบบ “HUMAN TOUCH LIVABLE” 3.ส่วนกลางตอบโจทย์การอยู่อาศัย พื้นที่ส่วนกลางของโครงการ เป็นอีกจุดสำคัญที่ สถาพร เอสเตท เน้นการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางให้มีความครบครัน (PRODUCT FACILIITY)เพื่อให้สามารถตอบรับกับทุกไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย ได้แก่ สระว่ายน้ำทรงอิสระ (Free Form) ที่มีความต่อเนื่องกับสวนส่วนกลาง, พื้นที่สำหรับส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก, ทางเดินสำหรับออกกำลังกายของผู้อยู่อาศัยภายในโครงการ  เพื่อตอบวิถีชีวิตแบบ “WELL BEING LIFESTYLE” ทั้งหมด คือแผนงานและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปี 2565 ที่ยังมองว่าตลาดยังมีโอกาส และสามารถสร้างการเติบโตให้กับบริษัทได้ แม้ว่าปีนี้จะยังมีปัจจัยลบอยู่บ้าง เช่น ค่าวัสดุก่อสร้างและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่จากช่วงก่อนหน้านี้ ได้มีการวางแผนและเตรียมตัวไว้แล้ว ก็น่าจะผ่านพ้นไปได้ และตลาดคงจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องด้วย ​ซึ่งคงทำให้ทำยอดขายและรายได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ ​​​   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง -“วัน แบงค็อก” ดึง 6 ผู้รับเหมาพัฒนาเฟสแรก พื้นที่ 1.3 ล้านตร.ม.เสร็จใช้ปี 66
[PR News] แสนสิริจับมือ​ขายหัวเราะ ส่ง​แคมเปญ “บ้านนี้ ฮะ ฮะ ฮ่า”  กวาดยอดขาย 8,200 ล้าน

[PR News] แสนสิริจับมือ​ขายหัวเราะ ส่ง​แคมเปญ “บ้านนี้ ฮะ ฮะ ฮ่า” กวาดยอดขาย 8,200 ล้าน

แสนสิริจับมือ​ขายหัวเราะ แสนสิริจับมือ​ขายหัวเราะ ขนทัพแก๊งการ์ตูนทั้ง “หนูหิ่น ปังปอนด์ บ.ก.วิติ๊ด” จัดแคมเปญ  “โปรอารมณ์ดี” โกยยอดขายกว่า 8,200 ล้าน​ ดันยอดขายรวมปีนี้ 35,000 ​ล้าน   นางสาวชลีรัตน์ ต่อจรัส ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริ สานต่อกลยุทธ์ Partnership Game หลังจากประสบความสำเร็จในปีที่ผ่านมากับการจับมือกับบาร์บีคิว พลาซ่า  ที่สร้างกระแส talk of the town กวาดยอดขายทะลุเป้ากว่า 7,000 ล้านบาท   ในปีนี้ แสนสิริจับมือขายหัวเราะ ​ แบรนด์คาแรคเตอร์การ์ตูนดังของไทย ส่งแคมเปญ “บ้านนี้ ฮะ ฮะ ฮ่า” เพื่อรุกตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์ ในกลุ่มเซ็กเมนท์ affordable ซึ่งสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์การเปิดตัวโครงการใหม่ของแสนสิริในปีนี้ ที่มีสัดส่วนมากกว่า 50% อาทิ สิริ เพลส, คอนโดมี เดอะ มูฟ เป็นต้น ผ่านคาแรกเตอร์การ์ตูนขายหัวเราะที่ทำให้คนเข้าถึงแบรนด์และเข้าใจจุดเด่นของแสนสิริได้ง่ายขึ้น เป็นครั้งแรกที่มีการครีเอทภาพคาแรคเตอร์การ์ตูนของคุณเศรษฐา  ทวีสิน ซีอีโอ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารผ่านแคมเปญนี้ด้วย  สำหรับทิศทางกลยุทธ์การรุกตลาดอสังหาฯในไตรมาส 2 นี้ แคมเปญ “บ้านนี้ ฮะ ฮะ ฮ่า” จะสร้างประสบการณ์ความสุขและเสียงหัวเราะให้กับคนไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผ่านแก๊งคาแรคเตอร์ตัวการ์ตูนของ ขายหัวเราะที่คนไทยรู้จักกันดีอย่าง หนูหิ่น, ปังปอนด์, บ.ก.วิติ๊ด มาเล่าความต้องการที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ ในฐานะ End-User ตัวแทนของคนอยากมีบ้านอย่างเข้าถึงอินไซต์ของลูกค้า ตั้งแต่ดีไซน์-ฟังก์ชัน-บริการ ที่เป็นจุดเด่นเหนือคู่แข่งของแสนสิริ ตลอดจนกิจกรรม CSR ที่แสนสิริช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับโปรโมชั่น “โปรอารมณ์ดี” กับข้อเสนอพิเศษ โดยตั้งเป้าสร้างยอดขายจากแคมเปญนี้กว่า 8,200 ล้านบาท นางสาวชลีรัตน์  กล่าวอีกว่า แสนสิริ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับขายหัวเราะ จะช่วยผลักดันให้ยอดขายรวมแสนสิริเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 35,000 ล้านบาทในปีนี้ ตลอดจนสามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างครอบคลุมทุกกลุ่มทุกเจเนอเรชั่นมากขึ้น ผ่านกลุ่มลูกค้าของขายหัวเราะ   ด้านนางสาวพิมพ์พิชา อุตสาหจิต กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทเครือบันลือกรุ๊ป กล่าวว่า แสนสิริ เป็นแบรนด์อสังหาฯ ที่กล้าทำการตลาดรูปแบบใหม่ ๆ สามารถสร้างกระแสความสนใจจากคนไทยได้อยู่เสมอ  ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกขายหัวเราะที่ได้มาร่วมมือกับแบรนด์อสังหาฯ   แสนสิริจับมือขายหัวเราะ ครั้งนี้จะเป็นการร่วมกันสร้างความสุข ผ่านคาแรคเตอร์ตัวการ์ตูนในเครือขายหัวเราะ ในฐานะ End-User มากกว่าจะเป็นแค่พรีเซ็นเตอร์ อย่างหนูหิ่น บ.ก.วิติ๊ด ปังปอนด์ รวมไปถึงคาแรคเตอร์การ์ตูนอื่น ๆ ที่คนไทยคุ้นเคยตั้งแต่นางยักษ์, เทพารักษ์, โจรมุมตึก ฯลฯ ไปจนถึงแก๊กความขำอื่น ๆ  มาเล่าเรื่องราวของแบรนด์แสนสิริ โดยสร้างสรรค์คอนเทนต์ออกมาหลากรูปแบบและหลายแพลตฟอร์ม เผยแพร่ไปยังช่องทางแสนสิริและขายหัวเราะ”   สำหรับแคมเปญ “บ้านนี้ ฮะ ฮะ ฮ่า” สร้างสรรค์ในรูปแบบสื่อที่มีความหลากหลายและในหลากหลายแพลตฟอร์ม ทั้งคลิปวิดีโอสั้น, นสพ.แทบลอยด์ การจัดกิจกรรมร่วมกับลูกบ้าน รวมถึงการนำการ์ตูนและแก๊กมุกตลกต่าง ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของขายหัวเราะ มาผสมผสานกับภาพโครงการแสนสิริ เพื่อบอกเล่าความเป็นแบรนด์แสนสิริ   นอกจากนี้ ยังมีการสร้างกระแสไวรัลโซเชียล ผ่าน Story telling กับตัวการ์ตูนต่าง ๆ ให้ออกมาโลดแล่นบน โลกจริง อาทิ Troop แก๊งการ์ตูนบุกเมืองแจกแท็บลอยด์กลางสี่แยก, Installation Arts ตามโครงการต่างๆ  ของแสนสิริทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮม, กิจกรรม DIY ทำเสื้อใหม่กับขายหัวเราะ ให้ลูกบ้านรณรงค์รักษ์โลกลดโลกร้อน โดยนำเสื้อเก่ามาสร้างสีสันใหม่ด้วยสติ๊กเกอร์แก๊งค์ขายหัวเราะ เป็นต้น     อ่านข่าวเพิ่มเติม -แสนสิริ เปิด 18 คอนโด มูลค่า 11,000 ล้าน จับตลาดเรียลดีมานด์กลุ่ม Affordable
DEMI Sathu 49 บ้านที่พัฒนา มาเพื่อคุณ

DEMI Sathu 49 บ้านที่พัฒนา มาเพื่อคุณ

DEMI Sathu 49   เดมี สาธุ 49 DEMI Sathu 49 Deluxe Townhome ลักซ์ชัวรี เรสซิเดนซ์ แบรนด์ใหม่จาก แสนสิริ ใกล้ CBD ทาวน์โฮม 3.5 ชั้น โครงการใหม่จาก แสนสิริ ที่ผู้บริหารของแสนสิริย้ำแล้วย้ำอีกว่าเป็นโครงการที่ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางเมือง เชื่อมต่อสู่ CBD สาทร-สุขุมวิท ได้เพียงไม่กี่นาที ใกล้ทางด่วน ใกล้รถไฟฟ้า MONORAIL สายสีเทา (คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2568) DEMI สาธุ 49 ตั้งอยู่ในซอยสาธุประดิษฐ์ 49 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกรอบโครงการ ห้างสรรพสินค้า Tops Market, Vanilla Moon, Makro Food Service, Central พระราม 3, Lotus’s พระราม 3 โรงเรียน King’s Collage International School, รร.สารสาสน์เอกตรา, รร.สารสาสน์พิทยา, รร.พระแม่มารีย์ สาทร, โรงพยาบาลชั้นนำ  รพ.เซนต์หลุยส์ รพ.BNH  รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ เดมี สาธุ 49 เป็นโครงการทาวน์โฮม 3.5 ชั้น ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด ประมาณ 10 ไร่ เป็นส่วนตัวด้วยจำนวนบ้านเพียง 72 หลัง บนที่ดินเริ่มต้นที่ 22-49 ตร.ว. ขึ้นไป พื้นที่ใช้สอย เริ่มต้น 211-299 ตร.ม.หน้าบ้านกว้าง 6-8 เมตร ขนาด 3 ห้องนอน, 4-5 ห้องน้ำ, ที่จอดรถ 2-3 คัน   แบบบ้าน DEMI 6 หน้ากว้าง 6 เมตร ที่ดิน  23-48 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 211-214 ตร.ม. มีไฮไลต์ที่ห้องนอน DUPLEX MASTER BEDROOM ที่มีเพดานสูงกว่า 5.65 เมตร โปรงโล่งสบาย  พร้อมชั้นลอยเป็นส่วนอเนกประสงค์ ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ     DEMI 8 ทาวน์โฮม 3 ชั้นครึ่ง พร้อม Rooftop หน้ากว้าง 8 เมตร 3 ห้องนอน 5 ห้องนา ที่จอดรถ 3 คัน พื้นที่ใช้สอย 300 ตร.ม. สร้างบนที่ดินขนาด 31 – 49 ตร.วา  DOUBLE VOLUME LIVING ในห้องรับแขก เพดานสูงกว่า 5 เมตร     สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ  สระว่ายน้ำระบบเกลือ, ห้องฟิตเนส , ห้องโยคะ, สวนขนาดใหญ่ พร้อมพื้นที่พักผ่อน,แปลงผักสวนครัว   การรักษาความปลอดภัย  Double Gate Security Digital Fence, บันทึกการเข้าออกด้วยระบบ VMS System, ระบบ CCTV ที่ Main Gate  เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ในราคาเริ่มต้นที่ 18.9-35 ล้านบาท     บทความน่าสนใจ แสนสิริ เปิด 18 คอนโด มูลค่า 11,000 ล้าน จับตลาดเรียลดีมานด์กลุ่ม Affordable แสนสิริ โชว์ยอดครึ่งปีแรก 17,600 ล้าน เตรียมเปิดอีก 20 โปรเจ็กต์ใหม่ แสนสิริ ผนึก XSpring รุกเปิดตัว 2 ธุรกิจใหม่ ซื้อ NPL-รับฝากขายที่ดิน