Tag : Townhome

432 ผลลัพธ์
เอพี ไทยแลนด์ยอดขาย Q1 เกือบ 8,000 ล้าน เดินหน้าเปิด 5 โปรเจ็กต์ไตรมาส 2  

เอพี ไทยแลนด์ยอดขาย Q1 เกือบ 8,000 ล้าน เดินหน้าเปิด 5 โปรเจ็กต์ไตรมาส 2  

เอพี ไทยแลนด์ ฟอร์มดีตั้งแต่ต้นปี ไตรมาสแรกกวาดยอดขาย 7,966 ล้าน จากการปักหมุด 113 โครงการในกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดตลาดศักยภาพ เดินหน้าเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ต่อเนื่องอีก 5 โครงการ ในไตรมาส 3 ชูโครงการแนวราบ เป็นซูเปอร์สตาร์สร้างยอดขายและรายได้  มั่นใจปีนี้กวาดรายได้​ 43,100 ล้าน และยอดขาย 35,500 ล้าน ตามเป้าหมาย   นายวิทการ จันทวิมล  รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้มากถึง 7,966 ล้านบาท จากอสังหาริมทรัพย์เครือเอพีที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 113 โครงการ (Exiting Projects) เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับยอดขายไตรมาส 1 ของปี 2563 ที่ผ่านมามีจำนวน 6,045 ล้านบาท โดยในไตรมาสแรกที่ผ่านมา มียอดขายที่มาจากสินค้าแนวราบมากถึง 7,293  ล้านบาท  สะท้อนภาพความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อสินค้าบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮมเครือเอพี  ที่กระจายครอบคลุมในพื้นที่กรุงเทพฯ และตลาดใหม่ใน 5 จังหวัดที่บริษัทได้ขยายเข้าไปทำตลาด ได้แก่  จังหวัดขอนแก่น ระยอง นครศรีธรรมราช อยุธยา และเชียงราย จนสามารถสร้างการเติบโตด้านยอดขายได้อย่างโดดเด่นที่สุดท่ามกลางสภาวะตลาดผันผวนในปัจจุบัน   ส่วนภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ​​ ในไตรมาสที่ 2 เชื่อว่ายังคงอยู่ในสภาวะที่รอการฟื้นตัว ทั้งด้านความต้องการ (Demand) ​ที่ยังคงเป็นไปตามภาพรวมเศรษฐกิจ  และด้านการเปิดตัวสินค้าใหม่ (Supply) ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่กี่รายที่ยังคงเปิดตัวโครงการใหม่ช่วงที่ผ่านมา โดยคาดว่าความมั่นใจในกลุ่มสินค้า​คอนโดมิเนียมจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่คงต้องใช้เวลาอีกนาน  กว่าจะฟื้นตัวกลับไปเหมือนก่อนเกิดเหตุการณ์โควิด-19 ขณะที่สินค้าแนวราบยังคงเป็นซูเปอร์สตาร์ต่อเนื่องไปอีกปี ทั้งนี้ โอกาสรอดของธุรกิจอสังหาฯ ​ ท่ามกลางการเผชิญกับสภาวะ Ripple Effect หรือปรากฎการณ์ระลอกคลื่น จากความเสียหายที่เกิดจากโควิด-19 นั้น นอกจากแผนการบริหารจัดการภายในองค์กร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งแล้ว อีกหนึ่งในการสร้างโอกาสและความได้เปรียบในการแข่งขันที่มากขึ้น คือ การบริหารจัดการพอร์ตสินค้าให้มีสินค้าพร้อมขาย และกระจายไปในหลายทำเล  จะมีส่วนช่วยทที่นำมาซึ่งความสำเร็จในวันนี้ ควบคู่ไปกับการมี EMPOWER LIVING เป็นเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่ลูกค้าสามารถเลือกได้   สำหรับแผนการเปิดตัวโครงการในช่วงไตรมาส 2 บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวสินค้าแนวราบจำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 2,660 ล้านบาท โดยทั้งหมดมีแผนจะเปิดขายในช่วงเดือนมิถุนายน  แบ่งเป็น บ้านเดี่ยว 2 โครงการ มูลค่ารวม 1,650 ล้านบาท ได้แก่ 1.CENTRO พหล-วิภาวดี 2 จำนวน 249 ยูนิต มูลค่า 1,250 ล้านบาท 2.CENTRO ราชพฤกษ์-สวนผัก 3 จำนวน 43 ยูนิต มูลค่า 400 ล้านบาท   ทาวน์โฮม 3 โครงการ มูลค่ารวม 1,010 ล้านบาท ได้แก่ 1.Pleno บางนา-อ่อนนุช 2 จำนวน 233 ยูนิต มูลค่า 570 ล้านบาท 2.Pleno ปิ่นเกล้า-จรัญ 2 จำนวน 86 ยูนิต มูลค่า 330 ล้านบาท และโฮมออฟฟิศ 3.District รามอินทรา-จตุโชติ จำนวน 20 ยูนิต มูลค่า 110 ล้านบาท   ทั้งนี้ ในปี 2564 นี้ เอพี ไทยแลนด์ ตั้งเป้าจะมีโครงการอสังหาฯ ที่พัฒนาอยู่ทั่วประเทศ  145 โครงการ มูลค่าพร้อมขายกว่า 118,128 ล้านบาท โดยเป็นโครงการใหม่ที่เปิดตัวในปี 2564 (New Launch Projects) จำนวน 34 โครงการ มูลค่าประมาณ 43,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นโครงการแนวราบจำนวน 30 โครงการ มูลค่าประมาณ 28,800 ล้านบาท และคอนโด ที่คาดว่าจะพร้อมเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลังจำนวน 4 โครงการ มูลค่าประมาณ 14,200 ล้านบาท และโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย (Existing Projects) ที่กระจายไปในทุกทำเลทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมากถึง 113 โครงการ มูลค่าสินค้าพร้อมขายประมาณ 77,428 ล้านบาท (รวมโครงการเปิดใหม่ของปี 2564 ที่ได้เปิดตัวไปแล้ว 2 โครงการ) โดยไตรมาส 1 บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการไปแล้วจำนวน 2 โครงการ คือ อภิทาวน์ เชียงราย และอภิทาวน์ อยุธยา มูลค่าโครงการรวม 2,300 ล้านบาท เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดย ณ 31 มีนาคม 2564 สามารถขายได้แล้วกว่า 300 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของลูกค้าในตลาดหัวเมืองใหญ่ ที่มีต่อแบรนด์และอสังหาฯ ภายใต้การพัฒนาของเอพี  และในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ารับรู้รายได้ (รวม 100% JV) 43,100 ล้านบาท และเป้ายอดขายที่ 35,500 ล้านบาท (อ่านข่าวเพิ่มเติม.....เอพี วางเป้าขึ้นเบอร์ 1 อสังหาฯ ไทย ขน 147 โครงการสร้างรายได้กว่า 4 หมื่นล้าน)
เสนาผนึกกลุ่มฮันคิวฮันชิน  ปั้นทาวน์โฮมร่วมทุนโครงการแรกของวงการ

เสนาผนึกกลุ่มฮันคิวฮันชิน ปั้นทาวน์โฮมร่วมทุนโครงการแรกของวงการ

เสนา เดินหน้า จับมือกลุ่มฮันคิว ฮันชิน พันธมิตรจากญี่ปุ่น ปั้นโครงการต่อเนื่อง ประเดิมครั้งแรกบุกตลาดแนวราบ พัฒนาโครงการทาวน์โฮม กลุ่มตลาดราคา Affordable โครงการแรกของวงการอสังหาฯ เจาะทำเลเพทพารักษ์-บางบ่อ   บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นจับมือกับกลุ่มฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป พันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ด้วยแนวความคิดที่ต้องการ​นำเอาความแข็งแกร่ง และประสบการณ์ด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในประเทศญี่ปุ่น มาปรับใช้กับตลาดภายในประเทศไทย โดยโครงการแรกเป็นการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม “นิช โมโน สุขุมวิท – แบริ่ง”   การพัฒนาโครงการภายใต้ความร่วมมือของ 2 ดีเวลลอปเปอร์ ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน มีจำนวนรวม 14 โครงการ รวมมูลค่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นคอนโดแนวสูงเป็นหลัก แต่สำหรับปีนี้เป็นการก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ของการร่วมกับกลุ่มฮันคิว ฮันชิน ซึ่งความร่วมมือที่ดีระหว่างกัน ได้ขยายตลาดมาสู่การพัฒนาโครงการแนวราบ ด้วยการพัฒนาโครงการทาวน์โฮมโปรเจกต์แรก ภายใต้แบรนด์ เสนา เวล่า เทพารักษ์ – บางบ่อ มูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการร่วมมือกันครั้งแรกของของดีเวลลอปเปอร์ไทยและต่างชาติในการพัฒนาโครงการทาวน์โฮม และเป็นกลุ่มตลาดราคาจับต้องได้ (Affordable) ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นโยบายในการดำเนินธุรกิจในปี 2564 คือ SENA Strong ซึ่งประกอบด้วย 7 Strong ได้แก่ 1.Strong Step ​2.Strong Affordable Condo  3.Strong Partner  4.Strong Solar 5.Strong Digitalized Service App 6.Strong Agent และ ​7.Strong Management Team ซึ่งการพัฒนาโครงการร่วมทุนในรูปแบบทาวน์โฮม ได้นำเอา 3 Strong มาพัฒนาร่วมกัน ได้แก่ 1.Strong Affordable Condo  ​2.Strong Partner และ 3.Strong Solar   ระหว่างเสนา และ ฮันคิว ฮัน ชิน วันนี้เราเป็นมากกว่าพันธมิตรร่วมทุนทางธุรกิจ ซึ่งในปี 2564 เสนา วางแผนธุรกิจตามนโยบาย SENA Strong และยังคงแนวทางการทำงานกับทาง ฮันคิว ฮันชิน เหมือนเดิมคือการคิดถึงลูกค้าเป็นหลัก และสร้างที่อยู่อาศัยที่ดีให้กับผู้บริโภค   โดยจุดเด่นของการพัฒนาโครงการทาวน์โฮม ระหว่างเสนาและกลุ่มฮันคิว ฮันชิน คือ การนำแนวคิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยของญี่ปุ่นที่เรียกว่า  “Geo fit+”   มาปรับใช้ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทย เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยประกอบด้วย 4 เรื่อง คือ 1.Geo fit+ Day เน้นว่าจะพัฒนาโปรดักท์อย่างไรให้เข้ากับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน 2.Geo fit+ Eco การแสวงหาแนวทางประหยัดพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น พลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิง หรือน้ำ 3.Geo fit+ Stage การออกแบบบนแนวคิดเพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย 4.Geo fit+ Sonae ใส่ใจทุกดีเทลในการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความปลอดภัย ผศ.ดร.เกษรา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเบื้องต้นปีนี้เสนาและกลุ่มฮันคิว ฮันชิน จะพัฒนาโครงการทาวน์โฮมร่วมกันอย่างน้อย 3 โครงการ ซึ่งอาจจะพัฒนามากกว่านี้ โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจ จากปีนี้ที่บริษัทวางแผนเปิดโครงการทั้งหมด 17 โครงการ โดยแผนการเปิดโครงการอีก 15 โครงการยังเป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้ การมีพาร์ทเนอร์ที่ดี เป็นการทำให้เราเป็น strang company และอยากเป็น sustain company ที่ sustain ไปเรื่อย ๆสามารถพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้าที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งไม่มีคำว่าจุดจบ เพราะเราไม่คิดว่ามีคำว่าดีที่สุด มีแต่ดีขึ้นเรื่อยๆ มีแต่คำว่าพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านนายประสิทธิ์ วัฒนานุกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานสนับสนุนงานก่อสร้าง บริษัท เสนาดีเวล ลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงรายละเอียดโครงการ เสนา เวล่า เทพารักษ์ – บางบ่อ ว่าพัฒนาโครงการบนคอนเซ็ปต์แบรนด์ “ชีวิตที่ลงตัวกับความสุขที่เรียบง่าย” เป็นทาวน์โฮมแนวคิดใหม่ สูง 2 ชั้น บนเนื้อที่โครงการ 39 ไร่เศษ จำนวน 298 หลัง มีแบบบ้านให้เลือก 2 แบบ คือ แบบบ้าน THEE และแบบบ้าน THEE Plus ขนาดที่ดินเริ่ม 20 – 41 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านเริ่ม 127 – 140 ตารางเมตร ขนาด 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องเอนกประสงค์ พร้อมที่จอดรถ 2 คัน ราคาเริ่ม 2.99 ล้านบาท*  โดยกำหนดก่อสร้างตั้งแต่เดือนธันวาคม  2563 และ คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในปี 2567   เสนา เวล่า เทพารักษ์ – บางบ่อ ตั้งอยู่บนทำเลที่มีศักยภาพติดถนนใหญ่ ใกล้แหล่งงาน นิคมอุตสาหกรรมบางพลี นิคมบางปู และนิคมเวลโกร์ว แวดล้อมด้วยสถานที่สำคัญทั้งโรงพยาบาล สถานศึกษา แหล่งช้อปปิ้ง ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เมกาบางนา ,มาร์เก็ตวิลเลจ สุวรรณภูมิ เทสโก้ โลตัส ซิตี้พาร์ค และ บิ๊กซี บางพลี เป็นต้น ในอนาคตมีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายจากเคหะ สมุทรปราการ วิ่งไปถึงบางปู เพิ่มอีก 4 สถานี ประกอบด้วย สถานีบางปู สถานีศรีจันทร์ประดิษฐ์ สถานีเมืองโบราณ และสถานีสวางคนิวาส รวมระยะทาง 7 กิโลเมตร            
การเคหะฯเปิดตัวบ้านเคหะสุขประชาได้ทั้งบ้านแถมมีอาชีพ

การเคหะฯเปิดตัวบ้านเคหะสุขประชาได้ทั้งบ้านแถมมีอาชีพ

การเคหะแห่งชาติ เปิดโครงการบ้านเคหะสุขประชา (ฉลองกรุง/ร่มเกล้า)  บ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย หลังได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว  นำร่อง 2 โครงการ จำนวน 572 ยูนิต ปล่อยเช่าเริ่มต้น 1,500–3,000 บาท/เดือน   นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผย จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศถดถอย ทำให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งความมั่นคงในด้านที่อยู่อาศัย ด้วยความห่วงใยและต้องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานจัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในทุกมิติ โดยนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดจัดทำโครงการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวรวมไปถึงกลุ่มผู้เปราะบางให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภายใต้โครงการ “พม.เราไม่ทิ้งกัน” พร้อมมอบนโยบายให้การเคหะแห่งชาติจัดสร้างที่อยู่อาศัยประเภทเช่าเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างโอกาสให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้อย่างทั่วถึง   ทั้งนี้ การเคหะแห่งชาติแห่งชาติได้เสนอ “โครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย” ให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 โดยมีเป้าหมายจัดสร้าง 100,000 ยูนิต ภายในระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ.2564 - 2568) กำหนดส่งมอบปีละประมาณ 20,000 ยูนิต   โดยการเคหะแห่งชาติดำเนินโครงการดังกล่าวภายใต้ชื่อ “โครงการบ้านเคหะสุขประชา” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มเปราะบาง ข้าราชการชั้นผู้น้อย ข้าราชการเกษียณ รวมถึงผู้บุกรุกในพื้นที่สาธารณะ ทั้งยังเป็นการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19   อีกทั้งเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 - 2579) ที่ต้องการให้คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว (Housing for all) สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ประกอบด้วย ผู้ที่เรียนจบไม่มีงานทำ ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ ลูกกตัญญู คนตกงาน/ไม่มีที่ดินทำกิน  คนพิการและผู้สูงอายุที่ยังทำงานได้ และแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องการอาชีพ   ปัจจุบันโครงการบ้านเคหะสุขประชา อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการนำร่อง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 โครงการ จำนวน 572 ยูนิต ได้แก่ โครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้า จำนวน 270 ยูนิต และโครงการบ้านเคหะสุขประชาฉลองกรุง จำนวน 302 ยูนิต อัตราค่าเช่าเริ่มต้น 1,500–3,000 บาท/เดือน นอกเหนือ จากการเช่าอยู่อาศัยในโครงการบ้านเคหะสุขประชาแล้ว การเคหะแห่งชาติยังได้สร้างเศรษฐกิจชุมชนคู่ขนานกันไปในมิติ มีบ้าน - มีอาชีพ มีรายได้ - มีสุข ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยให้สามารถประกอบอาชีพตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง   ภายในโครงการยังจัดให้มีพื้นที่สีเขียว พื้นที่สันทนาการ พื้นที่จอดรถ และพื้นที่ “เศรษฐกิจ  สุขประชา” ซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการพัฒนาโครงการของแต่ละพื้นที่ มี 6 รูปแบบ ได้แก่ เกษตรอินทรีย์ ปศุสัตว์ อาชีพบริการชุมชนและชุมชนข้างเคียง ตลาด อุตสาหกรรมขนาดเล็ก และศูนย์การค้าปลีก - ส่ง โดยมุ่งส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยประกอบอาชีพอิสระในชุมชน รวมถึงสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนตามภูมิสังคมของพื้นที่นั้นๆ เริ่มตั้งแต่การผลิตไปจนถึงช่องทางการจัดจำหน่าย   ทั้งนี้ การเคหะแห่งชาติได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนจองสิทธิเช่าโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าและฉลองกรุง ระหว่างวันที่ 23 - 30 มีนาคม 2564 ปรากฏว่ามีประชาชนให้ความสนใจจองสิทธิจำนวน 6,660 รายและการเคหะแห่งชาติได้พิจารณาคัดกรองคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนในเบื้องต้น ซึ่งมีประชาชนที่ผ่านการพิจารณาจำนวน 6,627 ราย โดยโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้า มีผู้ลงทะเบียนที่ผ่านคุณสมบัติ จำนวน 4,285 ราย และโครงการบ้านเคหะสุขประชาฉลองกรุง มีผู้ลงทะเบียนที่ผ่านคุณสมบัติ จำนวน 2,342 ราย โดยการเคหะแห่งชาติได้ทำการจับสลากผู้ได้สิทธิไปแล้วเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา รวมทั้งมอบสิทธิบ้านเช่าในโครงการบ้านเคหะสุขประชาฉลองกรุงให้กับกลุ่มเปราะบางที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวน 14 ยูนิ   การเคหะแห่งชาติได้เชิญคณะทำงานพิจารณาคัดเลือกผู้เช่า เพื่อการอยู่อาศัยและดำเนินกิจการเศรษฐกิจชุมชนภายใต้โครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย (บ้านเคหะสุขประชา) ของการเคหะแห่งชาติ ผู้บริหาร ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พี่น้องประชาชนผู้จองสิทธิที่รับรู้ข่าวสารการจับสลากฯผ่านช่องทาง Facebook การเคหะแห่งชาติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิโครงการบ้านเคหะสุขประชา (ร่มเกล้า/ฉลองกรุง) ได้ทาง www.nha.co.th และ LINE OA : @NHA.THAILAND นอกจากนี้ การเคหะแห่งชาติจะส่ง SMS แจ้งผลให้กับผู้ได้สิทธิรับทราบอีกทางหนึ่งด้วย   นายทวีพงษ์  กล่าวเพิ่มเติมว่า การเคหะแห่งชาติมีความเชื่อมั่นว่า โครงการบ้านเคหะสุขประชาสามารถตอบสนองประชาชน  ผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะได้มีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงในราคาที่สามารถรับภาระได้แล้ว ภายในโครงการยังได้จัดเตรียมพื้นที่ “เศรษฐกิจสุขประชา” ซึ่งภายในโครงการบ้านเคหะสุขประชาฉลองกรุงจะถูกพัฒนาให้เป็นตลาด และโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าจะพัฒนาในรูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ เพื่อรองรับงานและสร้างอาชีพให้กับผู้อยู่อาศัยในชุมชน รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในชุมชนให้เกิดความยั่งยืนต่อไป  
อัพเดท อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน-คอนโด เดือนเมษายน 2564

อัพเดท อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน-คอนโด เดือนเมษายน 2564

ใครที่กำลังวางแผนซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม และจะต้องกู้เงินกับธนาคาร ปีนี้ถือเป็นอีกปีที่อัตราดอกเบี้ยยังถือว่าต่ำ เป็นช่วงเวลาที่ดีหากใครมีความพร้อมด้านการเงิน และมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง  ลองมาสำรวจดูกันว่าในเดือนเมษายน 2564 แต่ละธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับการกู้เงินซื้อบ้านเท่าไรกันบ้าง 1.ธนาคารกรุงเทพ สำหรับการธนาคารกรุงเทพ มีสินเชื่อบ้านบัวหลวง ที่ให้บริการลูกค้า 2 กลุ่ม คือ ลูกค้าพนักงานที่มีรายได้ประจำ และลูกค้าทั่วไป อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ  วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท  (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1   ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% หลังจากนั้น MRR-0.75% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.50% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.75% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.75% หลังจากนั้น MRR-0.75% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.45% อัตราดอกเบี้ยเฉพาะพนักงานที่มีรายได้ประจำ วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.50% หลังจากนั้น MRR-0.75% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.33% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.875% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.875% หลังจากนั้น MRR-0.75% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.38% อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.50% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% หลังจากนั้น MRR-0.50% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.72% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.50% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.50% หลังจากนั้น MRR-0.50% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.70% อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลกค้าทั่วไป วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป (คำนวณจากวงเงินสินเชื่อ 5 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี) ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.25% หลังจากนั้น MRR-0.75% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.41% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.875% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.875% หลังจากนั้น MRR-0.75% อัตราดอกเบี้ยแท้จริงต่อปีตลอดอายุสัญญา 4.38% -กรณีวงเงิน ตั้งแต่ 500,000 บาทแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย คงที่ปีแรก 4.75% หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีวงเงินต่ำกว่า ​500,00 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันสิทธิการเช่า ​คิดอัตราดอกเบี้ย​ MRR-0.75% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา -กรณีหลักประกันที่ดินเปล่าเพื่อการอยู่อาศัย คิดอัตราดอกเบี้ย ​MRR-0.25% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา หมายเหตุ -อัตราดอกเบี้ยนี้สําหรับผู้ที่ยื่นคําขอสินเชื่อพร้อมเอกสารครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 64 - 31 มี.ค. 64 โดยผู้กู้ต้องลงนามในสัญญากู้ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่อนุมัติสินเชื่อ​และจดทะเบียนจำนองพร้อมเบิกเงินกู้งวดแรกหรือทั้งหมดภายใน 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญา -พนักงานที่มีรายได้ประจำ หมายถึง พนักงานที่มีรายได้หลัก หรือ มีความสามารถในการชำระคืนหลัก จากรายได้ประจำ -รูปแบบการชำ​ระแบบคงที่ เลือกผ่อนได้ทุกทางเลือก/รูปแบบการผ่อนชำ​ระแบบขั้นบันได เลือกผ่อนได้เฉพาะทางเลือกที่ 1 -อัตราส่วนวงเงินกู้สูงสุดและมูลค่าหลักประกันให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย -อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันตามประกาศของธนาคาร ณ วนั ที่ 21 พ.ค.63 เท่ากับ 5.75% ต่อปี -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ​​ 2.ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงไทย มีสินเชื่อสำหรับบ้านใหม่ แคมเปญ สินเชื่อบ้านกรุงไทย...สุขใจถ้วนหน้า โดยไม่คิดค่า  ธรรมเนียมยื่นกู้ ดังนี้ การกู้เงินโดยทำประกัน  คิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 0.64% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.45% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.45% ปีที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย MRR-1.50% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.73% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.02% การกู้เงินแบบไม่ทำประกัน คิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 0.64% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.30% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.30% ปีที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย MRR-1.50% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.83% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.05% ธนาคารกรุงไทย ยังมีแคมเปญการกู้เงินซื้อบ้าน ที่ธนาคารออกค่าจดจำนองให้** และยังฟรี ค่าธรรมเนียมยื่นกู้ โดยคิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้​ การกู้เงินโดยทำประกันด้วย คิดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 0.64% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.95% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.95% ปีที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย MRR-1.50% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.06% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.13% การกู้เงินแบบไม่ทำประกัน คิดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 0.64% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.80% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.80% ปีที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย MRR-1.50% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.16% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.16% หมายเหตุ -การทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ* : ทำประกันทางเลือกใด ทางเลือกหนึ่ง ดังนี้ 1.ทำ MRTA/GLT SP เต็มวงเงินกู้ และระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 10 ปี 2.ทำ MRTA/GLT SP 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลากู้ หรือ ระยะเวลาทำประกันขั้นต่ำ 15 ปี ทั้งนี้ การทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อเป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้า และไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ **ธนาคารออกค่าจดจำนองให้ 1% สูงสุดไม่เกินรายละ 200,000 บาท หากลูกค้าปิดบัญชีก่อน 5 ปี ธนาคารจะเรียกเก็บค่าจดจำนองคืน ***อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) คำนวณจากวงเงินกู้ 1 ล้านบาท อายุสัญญา 20 ปี ผ่อนชำระ 6,500 บาท/เดือน 3.ธนาคารกรุงศรี ธนาคารกรุงศรี มีสินเชื่อบ้านกรุงศรี เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านใหม่/บ้านมือสอง) สำหรับลูกค้าทั่วไป โดยมีแคมเปญฟรี ค่าธรรมเนียมสำรวจ และค่าประเมิน สำหรับการกู้ในวงเงิน 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR-3.35% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.25% ปีที่ 3 เป็นต้นไป MRR-1.10% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.82% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.30% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.50% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย MRR-1.60% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.35% ปีที่ 3 เป็นต้นไป MRR-1.10% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.21% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.52% สำหรับการกู้เงินในวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ทางเลือกที่ 1 ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย MRR-3.50% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.75% ปีที่ 3 เป็นต้นไป MRR-1.35% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.52% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.02% ทางเลือกที่ 2 ปีที่ 1 เดือนที่ 1-6 อัตราดอกเบี้ย 1.25% เดือนที่ 7-12 ดอกเบี้ย MRR-1.95% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.75% ปีที่ 3 เป็นต้นไป MRR-1.35% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.89% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.23% หมายเหตุ * อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงการแสดงตัวอย่าง โดยคำนวณจากฐานวงเงินกู้ 2 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 5 ล้านบาท และฐานวงเงินกู้ 5 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ด้วยระยะเวลาการกู้ 10 ปี ในกรณีที่ลูกค้า ซื้อ MRTA/MLTA หากค่าเบี้ย MRTA/MLTA เปลี่ยนแปลง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ เงื่อนไขการรับสิทธิพิเศษสาหรับลูกค้าที่ซื้อประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA/MLTA) -รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เฉพาะในปีที่ 1 จากอัตราดอกเบี้ยทุกทางเลือก ลูกค้าต้องซื้อ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการตามเงื่อนไขดังนี้ 1.ผลิตภัณฑ์ MRTA/MLTA ที่ร่วมรายการได้แก่ MRTA : แผนกรุงศรี เซฟตี้โลน 1 พลัส หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 1 หรือ กรุงศรี เซฟตี้โลน 2 / MLTA : กรุงศรี รักบ้าน รักคุณ หรือกรุงศรี รักบ้าน รักคุณ พลัส เท่านั้น 2.กรณีผู้กู้หลักเป็นพนักงานเงินเดือนที่มีรายได้ ประจำ​ต้องซื้อ MRTA/MLTA 100% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี หรือซื้ออย่างน้อย 70% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความ คุ้มครองไม่ต่ำกว่า 20 ปี 3.กรณีผู้กู้หลักเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว ต้องซื้อ MRTA/MLTA อย่างน้อย 80% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 10 ปี หรือซื้อย่างน้อย 50% ของวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 15 ปี 4.กรณีมีผู้กู้ร่วม สามารถซื้อ MRTA/MLTA เฉพาะผู้กู้หลักเพียงคนเดียวได้ หรือหากผู้กู้ร่วมประสงค์ที่จะซื้อ MRTA/MLTA ด้วย ผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมทุกคนจะต้องมีทุนประกันขั้นต่ำในสัดส่วนที่เท่ากัน ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย เป็นอัตราดอกเบี้ยปกติตามที่ลูกค้าได้เลือกไว้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ในกรณีที่บริษัทประกันไม่ อนุมัติ MRTA/MLTA หรือในกรณีที่ลูกค้าขอยกเลิก MRTA/MLTA -ตามประกาศธนาคาร ณ วันที่ 21 พ.ค. 63 อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.05% ต่อปี -อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 64 – 31 พ.ค. 64 โดยจดจำานองและเบิกรับเงินกู้ภายในวันที่ 30 มิ.ย. 64 -ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร -การพิจารณา อนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด -วงเงินกู้อนุมัติสูงสุดเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด และไม่เกินกว่า วงเงินกู้สูงสุดต่อมูลค่าหลักประกัน (ราคาซื้อขาย) ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์เรียกเก็บค่าเบี้ยปรับกรณีปิด ภาระหนี้ก่อนกำหนด (กรณีที่ลูกค้ารีไฟแนนซ์ไปสถาบันการเงินอื่นภายใน 3 ปีแรกนับจากวันทำสัญญา) คิดเป็น 3% ของยอดหนี้คงเหลือ 4.ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย มีสินเชื่อกู้ซื้อบ้านสำหรับบ้านใหม่ให้กับลูกค้าทั่วไป โดยพิจารณาเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีรายได้ประจำ และกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ระจำ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.22% หลังจากนั้น MRR-1% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.89% สำหรับลูกค้าผู้ประกอบการ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-0.72% หลังจากนั้น MRR-0.50% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.25% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.39% หมายเหตุ : -อัตราดอกเบี้ย MRR = 5.97% (ประกาศ ณ วันที่ 22 พ.ค. 63) -อัตราดอกเบี้ยข้างต้นสำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้สินเชื่อบ้านตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 - 30 เมษายน 2564 จดจำนองภายใน วันที่ 28 พฤษภาคม 2564 -สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภทรวมอาคารพาณิชย์ยกเว้น Refinance และการปล่อยกู้เพื่อซื้อที่ดินเปล่า -วงเงินให้กู้สูงสุดไม่เกิน 90% ของราคาซื้อขายและไม่เกิน 90% ของราคาประเมินหลักประกัน -ทำประกันคุ้มครองสินเชื่อบ้าน โดยสมัครทำประกันคุ้มครองสินเชื่อบ้านได้รับอนุมัติและไม่ยกเลิกการทำประกันตามเงื่อนไขดังนี้ >ทุนประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อขั้นต่ำ 70% ขึ้นไปของวงเงินสินเชื่อบ้านและเลือกระยะเวลาคุ้มครอง 100% ของระยะเวลากู้ หรือ >ทุนประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ 100% ของวงเงินสินเชื่อบ้านและเลือกระยะเวลาคุ้มครองขั้นต่ำ 70% ของระยะเวลากู้ -การทำประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้านกสิกรไทยรับประกันโดย บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ลูกค้าต้องทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขในกรมธรรม์ก่อนตัดสินใจทำประกันทุกครั้ง ทั้งนี้ผู้ซื้อมีสิทธิ์เลือกที่จะทำประกันชีวิตหรือไม่ก็ได้ ไม่มีผลต่อการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ -การพิจารณารับประกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและกฎเกณฑ์การรับประกันของ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) รายละเอียดอื่น ๆ -กรณีกู้ซื้อบ้านใหม่หรือบ้านมือสอง วงเงินกู้ได้ไม่เกิน 90% ของราคาซื้อขาย และไม่เกิน 90 % ของราคาประเมินหลักประกัน -กรณีกู้ปลูกสร้างบ้าน กู้ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง >วงเงินให้กู้ไม่เกิน 100% ของราคาค่าก่อสร้างตามสัญญาว่าจ้าง แต่ไม่เกิน 90%ของราคาประเมิน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กู้ซื้อที่ดินพร้อมขอกู้ปลูกสร้างบ้าน >วงเงินให้กู้ไม่เกิน 90% ของราคาซื้อขายที่ดินรวมกับราคาค่าก่อสร้างตามสัญญาว่าจ้าง แต่ไม่เกิน 90% ของราคาประเมินที่ดินและราคาประเมินแบบสิ่งปลูกสร้าง -ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ดังนี้ ค่าสำรวจและประเมินราคาหลักประกันโดยบริษัท โพรเกรส แอพไพรซัล หรือบริษัทประเมินที่ธนาคารรับรอง คิดขั้นต่ำ 3,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 5.ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารเกียรตินาคิน มีสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านใหม่ : กรณีซื้อบ้านจากบริษัทพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ที่ธนาคารกําหนด) โดยคิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย  2.450%-2.750% ปีต่อไป MLR-1.75% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย2.650%-2.950% ปีต่อไป MLR-1.75% ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี แบบทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.60%-2.99% ปีต่อไป MLR-1.75% แบบไม่ทำประกัน ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.80%-3.19% ปีต่อไป MLR-1.75% หมายเหตุ 1.อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับปัจจัยอ้างอิง เช่น อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบีระยะเวลา (MLR) ซึ่งธนาคารจะแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว  โดยจะประกาศไว้ ณ สถานที่ทำการให้บริการและ​เว็บไซต์ของธนาคาร 2.MLR ณ วันที่​18 สิวหาคม 2563 เท่กับ​ 6.525% ต่อปี 3.เลือกทําประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ​(MRTA)ผ่านธนาคาร ทุนประกันภัยเท่ากับวงเงินกู้โดยมีระยะเวลาเอาประกันภัยขั้นต่ำ 10 ปี กรณีที่ระยะเวลาการกู้ไม่ถึง 10 ปี ให้ระยะเวลาเอา​​​​​​ประกันภัยเท่ากับระยะเวลาการกู้ 4.กรณี Refinance ไปสถาบันการเงินอื่นก่อนครบ 3 ปี แรก คิดค่า​ Prepayment Penalty 3% ของเงินต้นคงค้าง 5.​กรณีเลือกใช้เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยแบบฟรีค่าจดจำนอง ​​หากลูกค้า Re-Finance หรือชําระปิดบัญชีก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ ลูกค้าต้องชำระค่าจดจำนองที่ธนาคาร เคยสำรองจ่ายให้แก่ธนาคาร​ 6.ค่าประเมินหลักประกันเริ่มต้น 3,210 บาท ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ (สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท) 7.เบี้ยประกันอัคคี ​เป็นไปตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด ​โดยผู้กู้สามารถเลือกทําประกันกับบริษัทที่น่าเชื่อถือใดก็ได้ ​ a.อัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุด ต่อหลักประกัน 100% ของราคาซื้อขายจริง หรือราคาประเมินธนาคาร แล้วแต่ราคาใดต่ำกว่า ยกเว้นธนาคารมีกำหนดเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ สำหรับบางโครงการ อาจจะได้รับอัตราส่วนวงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อหลักประกัน​ 100% b.ระยะเวลากู้สูงสุด ​30 ปี (อายุผู้รวมระยะเวลากู้ไม่เกิน 65 ปี สําหรับพนักงานเงินเดือนประจํา และไม่เกิน 70 ปี สําหรับเจ้าของกิจการ/ธุรกิจส่วนตัว) 6.ธนาคารซีไอเอ็มบี ธนาคารซีไอเอ็มบี สินเชื่อบ้าน โฮมโลนฟอร์ยู ให้กับพนักงานประจำ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ประกอบการ และเจ้าของกิจการ  โดยคิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ สำหรับพนักงานประจำ รายได้ 15,000 บาท หรือเจ้าของกิจการรายได้ 30,000 บาท ประเภททำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-3.10% ระยะเวลาที่เหลือ MRR-2.00% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.25% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5.07% แบบไม่ทำประกันชีวิต ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.80% หลังจากนั้น MRR-2.00% อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.15% หมายเหตุ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินกู้ 2 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 15 ปี (MRR=7.35% ประกาศ ณ วันที่ 10 เมษายน 2563) 7.ธนาคารทีเอ็มบี ธนาคารทีเอ็มบี มีสินเชื่อบ้านใหม่ สำหรับการซื้อบ้านหรือคอนโดจากโครงการทั่วไป จะได้รับฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย และค่าประเมินหลักทรัพย์ มีการคิดดอกเบี้ย ดังนี้ สมัครพร้อมผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ทางเลือก 1 ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.75% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.63% หลังจากนั้น อัตราดอกเบี้ย MRR-1.63% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.05% ดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.45% ทางเลือก 2 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.23% หลังจากนั้น MRR-1.63% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.05% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.46% ทางเลือก 3 (ฟรีค่าจดจำนอง) ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 4.25% ปีที่ 3 MRR-1.63% หลังจากนั้น MRR-1.63% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.38% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.56% ทางเลือกที่ 4 (ฟรีค่าจดจำนอง) ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ย MRR-1.88% หลังจากนั้น MRR-1.63% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.40% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.57% สมัครไม่ครบผลิตภัณฑ์เสริมทั้ง 3 ประเภท ทางเลือกที่ 5 ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 4.90% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.38% หลังจากนั้น MRR-1.38% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.90% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.90% ทางเลือกที่ 6 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.48% หลังจากนั้น MRR-1.38% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 4.80% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.87% หมายเหตุ เมื่อคุณกู้ซื้อบ้านกับ TMB พร้อมสมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท ได้แก่ 1.สมัครประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ทีเอ็มบีคุ้มบ้าน (MRTA) 2.สมัครใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติผ่านบัญชีออมทรัพย์ ทีเอ็มบี เพื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน 3.สมัครบัตรเดบิต TMB (กรณีที่คุณมีบัตรเดบิต TMB แล้ว ไม่ต้องสมัครเพิ่ม) ข้อเสนอพิเศษเมื่อคุณกู้ซื้อบ้านกับ TMB พร้อมสมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท นอกจากดอกเบี้ยคงที่ต่ำสำหรับ 3 ปีแรกแล้ว ยังได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ดังนี้ -ฟรีประกันอัคคีภัย: TMB จ่ายให้ตามมูลค่าเบี้ยประกันภัย ประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท –ฟรีค่าจดทะเบียนจำนอง: TMB จ่ายให้ 1% ของเงินกู้สูงสุดถึง 200,000 บาท สำหรับกรณีซื้อบ้าน จากบริษัทพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ที่ธนาคารกำหนด -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง สำหรับกรณีที่กู้ซื้อบ้านกับ TMB โดยไม่สมัครผลิตภัณฑ์เสริม 3 ประเภท จะได้รับอัตราดอกเบี้ยปกติจาก TMB โดยยังได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมอีกดังนี้ -ฟรีประกันอัคคีภัย: TMB จ่ายให้ตามมูลค่าเบี้ยประกันภัย ประมาณ 1,000 บาทต่อปี ต่อราคาบ้าน 1 ล้านบาท -ฟรี ค่าธรรมเนียมธนาคารของสินเชื่อบ้านทุกประเภท: ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์, ค่าดำเนินการสินเชื่อ, ค่าทำนิติกรรม จำนอง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมรวมถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ เป็นไปตามประกาศของธนาคาร EIR (Effective Interest Rate : อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา) เป็นเพียงตัวอย่างที่ใช้ในการคำนวณเท่านั้น โดยคำนวณจาก เงินกู้ 3 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 20 ปี / MRR (Minimum Retail Rate : อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี) = 6.28% ต่อปี ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2563 8.ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีสินเชื่อบ้านสำหรับลูกค้าทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ แบบไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.995% ปีต่อไป MRR ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.995% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.995% แบบทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ มากกว่าหรือเท่ากับ 70% ของวงเงินกู้ ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 5.950% ปีต่อไป MRR ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5.950% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 5.983% หมายเหตุ -กรณีใช้ดอกเบี้ย​แบบทําประกัน​ Credit Life 70% กําหนดให้ทำทุนประกันไม่น้อยกว่า 70% ของวงเงินกู้และระยะเวลาเอาประกัน 70% ของระยะเวลากู้ตามสัญญา โดยกําหนดให้เอาระยะเวลาขั้นต่ำ 10  ปี (กรณีระยะเวลากู้ตามสัญญาต่ำ​10 ปี กําหนดให้ระยะเวลาเอาประกันเท่ากับระยะเวลากู้ตามสัญญา) ​-ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ รับประกันภัยโดย บมจ. ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต บริษัทนเครือกลุ่มเอฟดับบลิวดี หากต้องการสอบถามรายละเอียด เกี่ยวกับการประกันภัยเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ ศูนย์บริการลูกค้า โท​ร. 1315 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 - 20.00 น. -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข ​​ก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุก​ ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าผู้ชี้ช่อง หรือจัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันภัยเท่านั้น ​การพิจารณารับประกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับประกันภัย ของบริษัทประกันภัย -อัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารไทยพาณิชย์ เท่ากับ 5.995% ต่อปี ​(ประกาศ ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2563) ซึ่งอาจะเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศธนาคาร -อัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ระบุในตารางเป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในฉบับนี้เท่านั้น ​ซึ่งอาจะมีความแตกต่างกัน ตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีลูกค้าบอกเลือกประกันชีวิต หรือขอเวนคืนกรมธรรม์ หรือทำประกันไม่ครบกำหนดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ​ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยวงเงินกู้ เป็นอัตราดอกเบี้ยทั่วไป  ตามประกาศธนาคาร ระยะเวลากู้ตามสัญญา วงเงิน ระยเวลาผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย คุณสมบัติ เอกสารปรกอบการพิจารณา และการอนุมัติเป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด สอบถามเพิ่มเติม SCB Call Center โทร.02-777-7777 9.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์  หรือ ธอส. มีสินเชื่อสำหรับการซื้อบ้านหลากหลายประเภท โดยประเภทสินเชื่อบ้านลูกค้าทั่วไป  โครงการบ้าน ธอส.เพื่อคุณปี 2564 มีการคิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 2.86% ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.86% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.29% หลังจากนั้น MRR-0.75% หมายเหตุ ยกเว้นค่าธรรมยื่นกู้  0.1% ของวงเงินกู้และทุกบัญชีเงินกู้ภายใต้หลักประกันเดียกกัน อัตราดอกเบี้ย MRR = 6.15% ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 10.ธนาคารยูโอบี ธนาคารยูโอบี มีสินเชื่อบ้านสำหรับโคงการหมู่บ้านทั่วไป โดยวงเงินตั้งแต่ 500,000 บาทจนถึง 50 ล้านบาทขึ้นอยู่กับที่ตั้งของหลักประกัน โดยมีการคิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ ทางเลือก 1 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.55% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-3.80% หลังจากนั้น MRR-1.60% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.87% ทางเลือกที่ 2 ไม่ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.75% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-3.60% หลังจากนั้น MRR-1.60% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.95% ทางเลือกที่ 3 ทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.00% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.40% หลังจากนั้น MRR-1.60% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.65% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.88% ทางเลือกที่ 4 ไม่ทำประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 3.20% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.20% ปีที่ 4 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.60% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.85% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 4.96% หมายเหตุ -ขอสินเชื่อตั้งแต่ 1 เมษายน - 30 มิถุนายน 2564 และจดจำนองหลักประกันกับธนาคารภายใน 30 กรกฎาคม 2564 -อัตราดอกเบี้ยแบบทำประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ ผ่านธนาครยูโอบี >ทุนประกันเต็มวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันขั้นต่ำ 10 ปี หรือ >ทุนประกันขั้นต่ำ 80% ของวงเงินกู้ และมีระยะเวลาเอาประกันเต็มตามระยะเวลากู้ -อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 1 ล้านบาท อายุสัญญา 15 ปี MRR=7.35% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในสื่อโฆษณาเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยสำหรับการทำสัญญากู้ยืมของลูกค้าแต่ละรายอาจะมีความแตกต่างกันตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -กรณีไถ่ถอนจำนองเพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น ​(Re-finance) ในช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก นับจากวันที่กู้ จะมีค่าปรับ 3% ของยอดเงินต้นคงค้าง (เฉพาะวงเงินสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยเท่านั้น)​ -การอนุมัติสินเชื่อ​เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ของธนาคาร​ -เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น อัตราดอกเบี้ย MRR ปัจจุบันเท่ากับ  7.35% ต่อปี ​(ตามประกาศธนาคารณ วันที่ 13 เม.ย. 63) อนึ่ง ธนาคารสามารถประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย​ MRR ได้ตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอนุญาตไว้​ -อัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่าง ๆ​เป็นไปตามประกาศที่ธนาคารจัดทำไว้  และประกาศให้ทราบตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยธนาคารอาจเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยการปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการ หรือเว็บไซต์ของธนาคาร​ -ธนาคารยูโอบีในฐานะนายหน้าประกันภัย ​(ใบอนุญาตประกันชีวิต​เลขที่ ช.00026/2545 และใบอนุญาตประกันวินาสภัย​ เลขที่ ว.00020/2546) ทำหนี่เสนอผลิตภัณฑ์ด้านประกันภัยและเป็นผู้จัดการให้บุคคลเข้าทำสัญญาประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย และอำนวยความสะดวกในการรับชำระเบี้ยประกันเท่านั้น  รับประกันชีวิตโดยบริษัท พรูเด็นเชียลประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), รับประกันวินาศภัยโดย บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ​จะเป็นผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไข ความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย -ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง 11.ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย คือ โฮมโลน โดนใจ สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 2.00% โดยมีการคิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ แบบที่ 1 ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 2.00% (MRR-5.35%) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 3.80% (MRR-2.25%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป 5.10% (MRR-5.10% ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.60% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.57% แบบที่ 2 ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ยคงที่ 2.10%  (ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บาท 2 ปีแรก) ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 4.20% (MRR-3.15%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.80% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.69% แบบที่ 3 ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.55% (MRR-4.80%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.55% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.63% แบบที่ 4 ปีที่ 1-3 ดอกเบี้ยคงที่ 2.75% (ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บาท 3 ปีแรก) ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย 5.10% (MRR-2.25%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.75% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3.76% เงื่อนไข กรณีลูกค้าเลือกทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร : กรณีที่ลูกค้าทำประกัน MRTA/MLTA ผ่านธนาคาร ธนาคารทดรองจ่ายค่าจดจำนองให้ 1%  ของวงเงินกู้อนุมัติ หรือ สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท (ทั้งนี้ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินทดรองจ่ายค่าจดจำนองดังกล่าวคืนจากลูกค้า กรณีลูกค้าปิดบัญชีสินเชื่อ หรือ เปลี่ยนแปลงสัญญาใดๆ ภายใน 5 ปีแรก ทุกกรณี นับจากวันทำนิติกรรมจดจำนอง) กรณีสมัครทำประกันชีวิต ต้องสมัครทำ MRTA/MLTA ทุนประกัน 100% ของวงเงินสินเชื่อ ระยะความคุ้มครองขั้นต่ำ 10 ปี หมายเหตุ -โครงการจัดสรรในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เท่านั้น* -ราคาซื้อขายของหลักประกันต้องมีราคา (แนวราบ) ไม่น้อยกว่า 2.00 ล้านบาท , (แนวสูง) ไม่น้อยกว่า 2.50 ล้านบาท -ลูกค้าสามารถเลือกใช้อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ล้านละ 3,500 บาท  กรณีเลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่** -ยกเว้น ค่าประเมินราคาหลักประกัน (โครงการจัดสรรทุกโครงการที่มีราคาซื้อขาย 2 ล้านบาทขึ้นไป)*** -ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี รวมอายุผู้กู้ไม่เกิน 70 ปี**** -วงเงินกู้เพิ่มสูงสุด 10% จากสัญญาซื้อขาย เพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งบ้าน อัตราดอกเบี้ย 1) ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.75% = 4.60% หรือ 2) ไม่ทำประกัน MRTA/MLTA : ปีที่ 1-3 : MRR – 2.25% = 5.10% , หลังจากนั้นปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR = 7.35% ***** -อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยวงเงิน 3 ล้านบาท อายุสัญญา 10 ปี MRR = 7.35% (ณ 1 เม.ย. 64) ที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในโฆษณาฉบับนี้เท่านั้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย -การพิจารณาคุณสมบัติของลูกค้าแต่ละรายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่ธนาคารกำหนด -ธนาคารขอสงวนสิทธิ์การพิจารณาสินเชื่อ โดยอยู่ในดุลยพินิจของธนาคาร ทั้งนี้เงื่อนไขต่างๆเป็นไปตามประกาศธนาคาร โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า -อัตราดอกเบี้ย และโปรโมชั่น (มีวงเงินสินเชื่อจำกัด) สำหรับลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อ โดยเบิกรับเงินกู้ ตั้งแต่ วันนี้ - 30 มิถุนายน 2564 12.ธนาคารออมสิน ธนาคารออมสิน มีสินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนสบาย ปีแรก 0.50% ผ่อนสบาย ล้านละ 1,500 บาทต่อเดือน นาน 1 ปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ กรณีทำประกัน ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 0.50% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 3.770% (MRR-2.475%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย 4.745% (MRR-1.50%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 2.680% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 3.975% กรณีไม่ทำประกัน ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 1.00% ปีที่ 2-3 อัตราดอกเบี้ย 4.270% (MRR-1.975%) ปีที่ 4 เป็นต้นไป 5.245% (MRR-1.00%) ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.180% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 4.458% เงื่อนไขการใช้อัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่น 1.สมัครผลิตภัณฑ์/บริการของธนาคาร ได้แก่ บัตรอิเล็กทรอนิกส์/ บัตรเครดิต หรือ สินเชื่อบัตรเงินสด / บริการ MyMo/ ชำระสินเชื่อหักผ่านบัญชี / ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA) อย่างน้อย 3 ประเภท ทั้งนี้ หากลูกค้าใช้ผลิตภัณฑ์/ บริการ ตามที่กหนดอยู่แล้วสามารถใช้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวได้ 2.กรณีไถ่ถอนจำนองก่อนครบกำหนด 3 ปี ทุกกรณี คิดค่าธรรมเนียม 3% ของยอดเงินต้นคงเหลือ 3.สามารถเลือกชำระแบบผ่อนต่ำ โดยเงินงวดผ่อนชำระต่อจำนวนเงินกู้สินเชื่อเคหะ 1 ล้านบาท ปีที่ 1 เท่ากับ 1,500 บาท /เดือน ปีที่ 2-3 เท่ากับ 6,000 บาท/เดือน ยกเว้น กรณีกู้ปลูกสร้าง/ต่อเติมซ่อมแซม ไม่สามารถเลือกชำระแบบผ่อนต่ำได้ หมายเหตุ 1.ประกัน หมายถึง ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ 2.อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ MRR=6.245% (ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2563) 3.อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา คำนวณจากวงเงินกู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 20 ปี
“ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้”  กวาดยอดขาย Q1 กว่า 7,500 ล้าน  พร้อมเปิด 4 แบรนด์ใหม่

“ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” กวาดยอดขาย Q1 กว่า 7,500 ล้าน พร้อมเปิด 4 แบรนด์ใหม่

“ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” กวาดยอดขายไตรมาสแรก 7,500 ล้าน เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ในไตรมาส 2 อีก 3 โครงการ พร้อมเปิด 4 แบรนด์คอนโดใหม่ เจาะตลาดเซ็กเมนท์ใหม่ต่อเนื่อง มั่นใจหนุนยอดขายทั้งปี All Time High ทะลุ 29,000 ล้านบาทตามเป้า   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทสามารถสร้างยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยในไตรมาส 1/2564 (ม.ค.-มี.ค.2564) ได้ที่ 7,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น  26% ของเป้าหมายยอดขายปีนี้ 29,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากกลุ่มคอนโดมิเนียมประมาณ 73% และยอดขายจากกลุ่มบ้านจัดสรร ประมาณ 27%  ถือเป็นผลการดำเนินงานที่น่าพึงพอใจ ในสภาวะที่ตลาดช่วงต้นไตรมาสได้รับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจาก การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ช่วงปลายเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา   จากยอดขายดังกล่าว แบ่งเป็นยอดขายจากกลุ่มโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move) ราว 69% และยอดขายจากกลุ่มโครงการที่เพิ่งเปิดขายหรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง (Ongoing) ราว 31% โดยไฟท์ติ้งแบรนด์ที่ช่วยให้ยอดขายในไตรมาส 1/2564 ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม คือแบรนด์ไนท์บริดจ์ (KnightsBridge) ที่เจาะตลาดระดับไฮเอนด์ และแบรนด์ดิ ออริจิ้น (The Origin) ที่เจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยทั้ง 2 แบรนด์มีจุดแข็งคือการกระจายตัวอยู่ใกล้รถไฟฟ้าหลากหลายทำเล มีฟังก์ชั่นภายในห้องพักและพื้นที่ส่วนกลางที่ตอบโจทย์การ Work From Home และการใช้ชีวิตแบบ Next Normal ในอนาคต มีระดับราคาที่ผู้บริโภคยังสามารถเข้าถึงได้ในสภาวะปัจจุบัน ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมเปิดตัวโครการใหม่ เพิ่มเติม​ในไตรมาส 2/2564 อีก 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 4,200 ล้านบาท ได้แก่ แกรนด์ บริทาเนีย บางนา กม.12 แกรนด์ บริทาเนีย ราชพฤกษ์-พระราม 5 รวมถึงแบรนด์ใหม่อย่าง “แฮมป์ตัน” (Hampton) แบรนด์อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property) โครงการแรกของบริษัท ที่ร่วมทุนกับกลุ่มดุสิตธานี นำร่องในทำเลศรีราชาภายใต้ชื่อ แฮมป์ตัน ศรีราชา เราศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค และให้ความสำคัญกับเรื่อง Customer Insight มาตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด-19 ทำให้ โครงการที่อยู่อาศัยแบรนด์ต่าง ๆ ของเรา เป็น Smart Products และ Excellent Services ที่สามารถตอบโจทย์ได้ในทุกจังหวะเวลา   โดยตามแผน ORIGIN NEXT LEVEL ในปีนี้ บริษัทมีแบรนด์คอนโดมิเนียมใหม่ที่จะใช้บุกตลาดศักยภาพเพิ่มเติมถึง 4 แบรนด์  จากที่ผ่านมาในช่วงกลางปี 2562 ได้เปิดตัวแบรนด์ดิ ออริจิ้น เจาะตลาดกลุ่ม Gen Z ที่ปัจจุบันปิดการขายไปแล้วหลายโครงการ ช่วงปลายปี 2563 เปิดตัวแบรนด์โซโห แบงค็อก โครงการแรก ขยายฐานลูกค้าใหม่ในตลาดไฮเอนด์ ปัจจุบันก็มียอดขายสะสมแล้วกว่า 75%   ที่ผ่านมา ออริจิ้นมี Key Success คือ การปรับตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง มองหาตลาดใหม่ ๆ ที่มีความต้องการและมีโอกาสเติบโตอยู่เสมอ   นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงหลังจากนี้ มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากมีปัจจัยบวกหลายด้านที่ทยอยเกิดขึ้นต่อภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค อาทิ โอกาสการกลับมาเปิดประเทศจากเรื่องวัคซีนวีซ่า การทยอยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้แก่บุคคลกลุ่มต่าง ๆ การต่ออายุมาตรการลดภาษีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนอง โดยบริษัทมีโครงการที่อยู่อาศัยพร้อมอยู่ และโครงการที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จในปีนี้ในระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการดังกล่าว คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 11,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มคอนโดมิเนียม ประมาณ 8,500 ล้านบาท และกลุ่มบ้านจัดสรรแบรนด์ไบรตัน (Brighton) อีกประมาณ 2,500 ล้านบาท   นายพีระพงศ์ กล่าวตอนท้ายว่า  จากปัจจัยบวกเชิงมหภาค และปัจจัยบวกจากการปรับตัวขององค์กร ประกอบกับยอดขายจาก New S Curve ของเครืออย่างธุรกิจบ้านจัดสรร สถานการณ์เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ดีขึ้นเป็นลำดับ เราเชื่อมั่นว่าปีนี้จะสามารถสร้างยอดขายเป็น All Time High ที่ 29,000 ล้านบาทตามเป้า ​  
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค วาง 3 กลยุทธ์ล้างขาดทุน ​ ตั้งเป้าโตแบบเทิร์นอะราวด์

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค วาง 3 กลยุทธ์ล้างขาดทุน ​ ตั้งเป้าโตแบบเทิร์นอะราวด์

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ตั้งเป้าธุรกิจ ปี 64 เติบโตแบบเทิร์นอะราวด์ ด้วย 3 กลยุทธ์​ สร้างธุรกิจหลักโต ขายที่ดินและลดหนี้สินลง พร้อมเดินหน้าธุรกิจใหม่ “ผลิตและจำหน่ายถุงมือยาง” สร้างรายได้ปีแรกกว่า 3,000 ล้าน   รอบปีที่ผ่านมาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับความยากลำบาก กับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งผลกระทบยังมีต่อเนื่องมาถึงปี 2564 และกระทบหนักมากขึ้น เมื่อเกิดการแพร่ระบาดระรอกใหม่ สำหรับกลุ่มบริษัทพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายอื่น  แต่อาจจะหนักกว่าผู้ประกอบการบางราย เพราะมีธุรกิจโรงแรมอยู่ในพอร์ต ซึ่งผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อธุรกิจโรงแรม รุนแรงกว่าธุรกิจที่อยู่อาศัย   ผลประกอบการในรอบปี 2563 ที่ผ่านมาของกลุ่มบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 10,596.3 ล้านบาท ลดลง 35.3% จากปีก่อนหน้าที่มี 16,367.1 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรขั้นต้น 3,026 ล้านบาท ลดลง 46.9% ส่วนธุรกิจโรงแรม มีรายได้ 1,469.8 ล้านบาท ขาดทุนขั้นต้น 191.6 ล้านบาท นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้  เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง ทิศทางการดำเนินงานปี 2564 ว่า วางแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเข้มข้น ด้วยการดำเนินการใน 2 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มบริษัทวางแผนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อพลิกกลับมาสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และ 2.สร้างความมั่นคงทางการเงิน เพื่อเข้าสู่การโหมดของการเทิร์นอะราวด์   บริษัทจะดำเนินการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและ เพื่อให้เข้าสู่โหมดเทิร์นอะราวด์ ด้วย 3 กลยุทธ์ ได้แก่ 1.ขับเคลื่อนธุรกิจหลักให้มีรายได้เติบโต โดยปีนี้วางแผนเปิดโครงการใหม่เพิ่ม 6 โครงการ มูลค่า 9,930  ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบทั้งหมด ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมไม่มีแผนเปิด ซึ่งบริษัทหยุดการเปิดโครงการคอนโดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3  ปีนี้บริษัทยังมีสินค้าใหม่เซกเมนต์ใหม่บ้านเดี่ยว 3 ชั้นและโฮมออฟฟิศ 5 ชั้น ใจกลางเมืองทำเลพหลโยธินเพิ่มเติม   สำหรับแนวคิดการพัฒนาโครงการ นอกจากการพัฒนารูปแบบบ้านให้รองรับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่แล้ว ปีนี้ยังเพิ่มบริการด้านต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์ใหม่ของผู้บริโภค อาทิ การให้ลูกบ้านสามารถใช้บริการพื้นที่ทำงาน (Work from Hotel) ได้ทุกโรงแรมในเครือแกรนด์ แอสเสทฯ รองรับการติดตั้ง EV Charger ด้วยการเดินระบบไฟ และติดตั้ง VDO Doorbell ในโครงการเปิดใหม่ ร่วมกับ AIS ให้บริการสัญญาณ AIS 5G ที่โรงแรมและโครงการต่างๆ เป็นต้น ด้านนายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ  กล่าวว่า สำหรับโครงการร่วมทุนที่จะเปิดตัวใหม่ในปีนี้ เป็นการร่วมทุนกับ ฮ่องกงแลนด์ ตั้งอยู่บนทำเลบางนา-สุวรรณภูมิ ในคอนเซ็ปท์บ้านริมทะเลสาบขนาด 100 ไร่ มูลค่าโครงการ 5,100 ล้านบาท  ปีนี้บริษัทยังมีสินค้าใหม่เซกเมนต์ใหม่บ้านเดี่ยว 3 ชั้นและโฮมออฟฟิศ 5 ชั้น ทำเลพหลโยธินเพิ่มเติม 2.ขายที่ดินและการลงทุนเพื่อลดหนี้และทำกำไร ปีนี้วางเป้าขาย 17,300 ล้านบาท จากโครงการแนวราบ 12,000 ล้านบาท โครงการร่วมทุน 2,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียมในประเทศ 2,500 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมประเทศญี่ปุ่น 800 ล้านบาท  และมีแผนทั้งการขายที่ดินที่ไม่มีแผนพัฒนาโครงการและสิทธิการเช่า รวมถึงขายการลงทุนในโรงแรมและจัดตั้งกองทรัสต์ รวม 20,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นแนวทางที่จะเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้ดีขึ้น ลดต้นทุนทางการเงิน  และลดภาระหนี้ โดยตั้งเป้าหนี้สินสุทธิต่อทุนที่ระดับ 1.2 จากปัจจุบันมีอัตรา 2.1 แผนการขายที่ดินและสิทธิการเช่า และการลงทุน แบ่งเป็น 1.ขายที่ดินและการลงทุน อาทิ ที่ดินบริเวณแจ้งวัฒนะ รามอินทรา และรามคำแหง รวมมูลค่า 10,200 ล้านบาท 2.การลงทุนในโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน และไฮแอท รีเจนซี่ สุขุมวิท มูลค่า 8,500 ล้าน 3.ที่ดินถนนรัชดาภิเษก มูลค่า 1,500 ล้านบาท   ในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้รวมปีนี้จะอยู่ที่ 21,370 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้ของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค 13,070 ล้านบาท  แกรนด์ แอสเสทฯ 2,100 ล้านบาท และรายได้จากการขายที่ดินและการลงทุน 6,200 ล้านบาท ขณะที่ยังจะมีรายได้จากโครงการร่วมทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 4,000 ล้านบาท และธุรกิจถุงมือยาง 3,000 ล้านบาท ด้านนายวิทวัส วิภากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้ แกรนด์ แอสเสทฯ วางเป้าขายจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 1,100 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียม 500 ล้านบาท และ วิลล่าในจังหวัดระยอง 600 ล้านบาท ส่วนธุรกิจโรงแรม สถานการณ์โควิด-19 มีผลกระทบอย่างมากกับธุรกิจท่องเที่ยว ส่งผลให้รายได้ของโรงแรมปีที่ผ่านมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก   สำหรับปีนี้ คาดว่าจะฟื้นตัวและเติบโตอย่างรวดเร็วในครึ่งปีหลัง โดยประมาณการรายได้ไว้ที่ 1,500 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มาก แผนการดำเนินงานในปี 2564 จึงยังมุ่งเน้นไปที่ตลาดชาวไทยท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก ตั้งเป้าให้มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีที่ 50% 3.ลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงมือยาง ขณะเดียวกัน ​ในปีนี้ กลุ่มบริษัทยังขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ซึ่งมีดีมานด์สูงและกำไรสูงได้แก่ ธุรกิจผลิตและส่งออกถุงมือยาง ที่จะช่วยเสริมสร้างรายได้ในระยะยาว โดยการร่วมมือกับ​ บริษัท วัฒนชัย รับเบอร์เมท จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกถุงมือยางจัดตั้ง บริษัท แกรนด์ โกลบอล โกลฟส์ จำกัด (GGG) เพื่อผลิตและจำหน่ายถุงมือยางสังเคราะห์ (Nitrile) ภายใต้แบรนด์ GGG สู่ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีอัตราการใช้ถุงมือยางสูง เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น โดยได้ลงทุน 1,100 ล้านบาท สร้างโรงงานบนเนื้อที่ 21 ไร่  ในนิคมอุตสาหกรรม ทีเอฟดี 2 จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 2 อาคาร ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารหลังแรก ที่มี 8 สายการผลิต มีกำลังการผลิต 21 ล้านกล่องต่อปี หรือ 2,100 ล้านชิ้นต่อปี คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนเมษายนนี้ และเริ่มดำเนินการผลิตได้ในเดือนพฤษภาคมนี้   ส่วนอาคารหลังที่ 2 มีกำหนดแล้วเสร็จปลายปีนี้  มีจำนวนเครื่องจักร 8 เครื่อง กำลังการผลิตรวม 21 ล้านกล่องต่อปี นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายกำลังการผลิตถุงมือยางธรรมชาติควบคู่ไปกับถุงมือยางไนไตรล์ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดโลก โดยรายได้จากธุรกิจถุงมือยางในปีนี้ประมาณการไว้ที่ 3,000 ล้านบาท
เอพี ชู 2 กลยุทธ์ ปั้นแบรนด์ “อภิทาวน์” กวาดยอด​ 900 ล้านบาท

เอพี ชู 2 กลยุทธ์ ปั้นแบรนด์ “อภิทาวน์” กวาดยอด​ 900 ล้านบาท

เอพี เผยความสำเร็จ 2 กลยุทธ์ เจาะตลาดต่างจังหวัดหัวเมืองสำคัญ และการสร้างความแตกต่างในสินค้า ปั้นแบรนด์ “อภิทาวน์” โปรเจ็กต์มิกซ์โปรดักส์ สร้างยอดขายได้กว่า 900 ล้าน   เปิด 5 โปรเจ็กต์ มูลค่ากว่า 4,730 ล้าน   นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากแผนดำเนินธุรกิจขยายสินค้าแนวราบของเครือเอพี สู่ตลาดจังหวัดหัวเมืองใหญ่ ภายใต้แบรนด์ “อภิทาวน์” ที่เน้นเจาะลูกค้าเรียลดีมานด์ครอบครัวรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 30-45 ปี  ซึ่งมองหาบ้านหลังใหม่​ ซึ่งได้พัฒนาโครงการในจังหวัดขอนแก่น ระยอง และนครศรีธรรมราช   ล่าสุด ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เปิดโครงการต่อเนื่อง ในอีก 2 จังหวัดใหม่ ได้แก่ โครงการอภิทาวน์ อยุธยา ตั้งอยู่บนถนนใหญ่ (ถนนอโยธยา) เพียง 900 เมตร ถึงเซ็นทรัล อยุธยา ใกล้ศูนย์ราชการและนิคมโรจนะ และโครงการอภิทาวน์ เชียงราย ตั้งอยู่บนถนนใหญ่ (ถนนเชียงราย-เชียงของ) ติดโฮมโปรแม่กรณ์ เพียง 15 นาทีถึงสนามบินแม่ฟ้าหลวง ซึ่งยอดขายล่าสุดของโครงการอภิทาวน์ สามารถทำยอดขายรวมได้กว่า 900 ล้านบาท สำหรับโครงการอภิทาวน์ อยุธยา  มีจำนวน 441 ยูนิต บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ราคาเริ่ม 1.99 - 4.39 ล้านบาท  ส่วนโครการอภิทาวน์ เชียงราย  มีจำนวน 155 ยูนิต บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ 4 ห้องนอน  4 ห้องน้ำ ราคาเริ่ม 4.49 - 10 ล้านบาท โดยสามารถปิดการขายไปได้กว่า300 ล้านบาท ในช่วงพรีเซล​ ชู 2 กลยุทธ์ “อภิทาวน์” สร้างยอดขายเกินคาด โดยความสำเร็จดังกล่าว เกิดจาก 2 กลยุทธ์สำคัญที่ เอพี นำมาใช้กับโครงการภายใต้แบรนด์อภิทาวน์ ได้แก่ กลยุทธ์ที่ 1 การเจาะหัวเมืองใหญ่ที่มีศักยภาพน่าสนใจ โดยเมืองต่างจังหวัดที่มีศักยภาพของ เอพี จะครอบคลุม 4 มิติหลักสำคัญ ได้แก่ 1.ความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเมกะโปรเจคจากภาครัฐ 2.แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบหลายมิติ 3.ความเป็นเมืองที่ส่งเสริมการเติบโตของดีมานด์ตลาดสินค้าที่อยู่อาศัย แ 4.เมืองเซนเตอร์ทางการศึกษาหรือการแพทย์ของภูมิภาค กลยุทธ์ที่​ 2 การพัฒนาสินค้าเพื่อเป็นสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่มากขึ้น โดยโครงการภายใต้ แบรนด์อภิทาวน์ มีจุดแตกต่างสำคัญจากสินค้าเดิมในตลาด ทั้งการดีไซน์บ้านพร้อมผสานเทคโนโลยีการใช้ชีวิตที่ทันสมัย การจัดสรรพื้นที่ใช้สอยรูปแบบใหม่ที่มากกว่าใช้งานได้จริง พื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกตอบไลฟ์สไตล์เมือง ภายใต้การบริหารจัดการทั้งก่อนและหลังโดยทีมงานคุณภาพมาตรฐานเอพี ตลอดจนการเลือกทำเลที่ตั้งและแพ็คเกจการขายที่สอดรับกับสิ่งที่ลูกค้ามองหาในแต่ละจังหวัด ในรูปแบบโครงการมิกซ์ โปรดักซ์ ทั้งบ้านเดี่ยว 1 ชั้น บ้านเดี่ยว 2 ชั้น บ้านแฝด 2 ชั้น ทาวน์โฮม 1 ชั้น และทาวน์โฮม 2 ชั้น ที่จะเข้ามาสร้างความแตกต่างส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เหนือกว่าโครงการทั่วไป และที่สำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีตอบเป้าหมายที่ลูกค้ามองหา เชื่อว่าทั้ง 2 กลยุทธ์ที่เราจะนำมาใช้ จะสะท้อนไปยังสินค้าและบริการที่พร้อมเอ็มพาวเวอร์ทุกมิติของชีวิต และทำให้ ‘อภิทาวน์’ พอร์ตสินค้าใหม่เครือเอพี สามารถรักษาการเติบโตและเป็นตัวเลือกแรกที่ดีที่สุดในทุกตลาดหัวเมืองใหญ่ที่เราทำการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง เปิดรวม 5 โปรเจ็กต์ กว่า 4,730 ล้าน สรุปการเปิดตัวโครงการ “อภิทาวน์” รวมทั้งสิ้น 5 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 4,730 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.“อภิทาวน์ ขอนแก่น” มูลค่าโครงการ 980 ล้านบาท ที่ดินขนาด 45 ไร่ จำนวน 279 หลัง เฟสใหม่ติดสวนขนาดใหญ่ – เปิดจองบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาดที่ดินตั้งแต่ 50 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 154 – 225 ตารางเมตร 4 ห้องนอน  4 ห้องน้ำ 2 ส่วนพักผ่อน ครัว และ 2 ที่จอดรถ ใกล้สนามบินนานาชาติขอนแก่นและศูนย์กลางเมือง ราคาเริ่มต้น 4.29 - 8 ล้านบาท 2.“อภิทาวน์ ระยอง” มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท ที่ดินขนาด 45 ไร่ จำนวน 286 หลัง ในรูปแบบมิกซ์ โปรดักส์ (บ้านเดี่ยว 2 ชั้น บ้านเดี่ยว 1 ชั้น และทาวน์โฮม 1-2 ชั้น) ตั้งอยู่บนถนนสุชาดา 4 เชื่อมต่อถนนสุขุมวิทเพียง 15 นาทีถึงนิคมมาบตาพุด เฟสใหม่เปิดจอง บ้านเดี่ยว 6 สไตล์โมเดิร์นดีไซน์แห่งอนาคต ฟังก์ชั่น 4 ห้องนอน บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาดที่ดินเริ่ม 50 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 154 – 190 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ส่วนพักผ่อน ครัว และ 2 ที่จอดรถ ราคาเริ่มต้น 2.99 – 6 ล้านบาท 3.“อภิทาวน์ นครศรีธรรมราช” มูลค่าโครงการ 650 ล้านบาท ที่ดินขนาด 34 ไร่ จำนวน 215 หลัง ในรูปแบบมิกซ์ โปรดักส์ (บ้านเดี่ยว 2 ชั้น บ้านแฝด 2 ชั้น และ ทาวน์โฮม 2 ชั้น) ติดถนนใหญ่  ถนนอ้อมค่ายวชิราวุธ ใกล้สนามบินฯ โดยในเฟสสองพร้อมเปิดจองบ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่ ขนาดที่ดินเริ่ม 50 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 225 ตารางเมตร บ้านเดี่ยว 2 ชั้น 4 ห้องนอนใหญ่ 4 ห้องน้ำ 2 ส่วนพักผ่อน ครัว  และ 2 ที่จอดรถ ราคาเริ่ม 4.2-6 ล้านบาท 4.“อภิทาวน์ อยุธยา” มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท ที่ดินขนาด 66 ไร่ จำนวน 441 หลัง ตั้งอยู่บนถนนใหญ่ (ถนนอโยธยา) เพียง 900 เมตรถึงเซ็นทรัล อยุธยา ใกล้ศูนย์ราชการและนิคมโรจนะ เพียง 10 นาที เฟสสองเปิดจองบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม โซนใกล้สวนขนาด 2 ไร่ ราคาเริ่ม 1.99 – 4.39 ล้านบาท 5.“อภิทาวน์ เชียงราย” มูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท ที่ดินขนาด 43 ไร่ จำนวน 155 หลัง ตั้งอยู่บนถนนใหญ่ (ถนนเชียงราย-เชียงของ) ติดโฮมโปรแม่กรณ์ เพียง 15 นาทีถึงสนามบินแม่ฟ้าหลวง เปิดจองโซนใกล้สวนและคลับเอ้าส์ บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ราคาเริ่ม 4.49 – 10 ล้านบาท  
ORIGIN NEXT LEVEL การเดินหน้าสู่ Top5 ผู้นำในทุกธุรกิจ

ORIGIN NEXT LEVEL การเดินหน้าสู่ Top5 ผู้นำในทุกธุรกิจ

เพียงระยะเวลา 10 กว่าปี บริษัทเล็ก ๆ อย่างบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 10 ล้านบาท ในปี 2552 ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ ติดอันดับ Top 10 ด้วยขนาดสินทรัพย์เมื่อสิ้นปี 2563 ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 33,693 ล้านบาท   มีมูลค่าโครงการที่พัฒนาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 125,278 ล้านบาท ถือเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการเติบโตเร็วมาก เมื่อเทียบกับบรรดารุ่นพี่ในวงการ ซึ่งหลายแห่ง มีอายุการดำเนินธุรกิจที่มากกว่า 10 ปี แต่ยังไม่สามารถสร้างขนาดองค์กร และพัฒนาโครงการได้มากเท่ากับออริจิ้นแห่งนี้   ความสำเร็จของ ออริจิ้น เกิดขึ้นจากฝีมือการบริหารงานของ “พีระพงศ์ จรูญเอก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่สามารถนำกลยุทธ์การบริหารธุรกิจต่าง ๆ มาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ ให้สามารถก้ามข้ามภาวะการแข่งขัน ปัจจัยลบ และความเสี่ยงทางธุรกิจต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างดี เห็นได้จากตัวเลขของปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่ภาวะตลาดอสังหาฯ ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่หลายคนมองว่าเป็นผลกระทบที่รุนแรงมากที่สุด นับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมาตลอดหลายปี แต่ออริจิ้นยังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัท ที่สามารถสร้างผลงาน ทั้งด้านรายได้และกำไรเติบโต โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา ออริจิ้น สามารถทำรายได้รวม 11,114 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากกลุ่มโครงการคอนโดมิเนียม 7,100 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 6,200 ล้านบาท  มียอดโอนรวม 15,086 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นยอดโอนจากโครงการร่วมทุน 5,216 ล้านบาท ขณะที่ปีที่ผ่านมามียอดขาย 25,774 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 120% โดยผลประกอบการปี 2563 มีกำไรสุทธิ 2,662 ล้านบาท วางเป้าทุกธุรกิจติด Top5 จากความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ทำให้ ออริจิ้น ยังคงเดินหน้าลงทุนและพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อการก้าวสู่ความเป็นผู้นำตลาดอสังหาฯ ที่ไม่ใช่แค่ติดอันดับ Top10 แต่เป้าหมายคือการก้าวสู่ผู้นำ Top5 ในแต่ละกลุ่มธุรกิจของบริษัท ที่ปัจจุบันมีหลากหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโด โรงแรม และธุรกิจบริการ ซึ่งปีนี้และในอนาคต ยังได้วางแผนขยายไปยังธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ต่อยอดและเชื่อมโยงเกื้อหนุนกัน เพื่อสร้างรายได้และทำกำไรกลับคืนมาในอนาคตอีกด้วย   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า บริษัทใช้เวลาประมาณ 10 ปีก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดคอนโด ติดอันดับ Top 3 ขณะที่บ้านเดี่ยวได้ใช้เวลา 3 ปีในการเป็นผู้นำตลาด ซึ่งปีนี้เปิดโครงการมูลค่าประมาณ​ 10,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการก้าวสู่ผู้นำตลาด Top5 ในด้านการเปิดโครงการ และคาดว่าในระยะเวลา 2-3 ปีนับจากนี้ ออริจิ้นน่าจะเป็น Top5 ในด้านยอดขายและยอดโอนในกลุ่มธุรกิจบ้านจัดสรร เราทำ Business Expansion มันเกินกว่าคำว่า Diversify เราจะโฟกัสแต่ละธุรกิจ สร้างให้แต่ละผลิตภัณฑ์ติดอันดับ Top5 หรือ Top10  2 กลยุทธ์ “ORIGIN NEXT LEVEL” หลังจากปีที่ผ่านมา ออริจิ้น สามารถสร้างรายได้และกำไรเติบโตจนเป็นที่น่าพอใจ ในปี 2564 จึงได้วางนโยบายการดำเนินธุรกิจให้มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง  ซึ่งในปีนี้​ ออริจิ้น ได้ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “ORIGIN NEXT LEVEL” ด้วยการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าแบบครบวงจรในทุกช่วงเวลาของชีวิต โดยการนำความรู้ที่ได้รับตลอดปี 2563 มาใช้ภายใต้ 2 แกนหลัก ได้แก่ 1.Next Level of Business Expansion ขยายธุรกิจทั้งเชิงกว้างและเชิงลึกด้วยทำเลใหม่ (New Location) แบรนด์ใหม่ (New Brand) กลุ่มธุรกิจใหม่ (New Business) ความร่วมมือใหม่ (New Collaboration) เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายใหม่ (New Target Segmentation) 2.Next Level of Living Solutions การสร้างสรรค์ทั้งฟังก์ชั่นใหม่ (New Function) และบริการใหม่ (New Services) ในบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนยุค Now Normal ไปจนถึง Next Normal วันนี้เราไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ผู้พัฒนาที่อยู่อาศัย เรามองตัวเองสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีสินค้าและบริการต่อยอดไปได้อย่างต่อเนื่อง หรือ Beyond Property เพื่อตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชั่นตลอดช่วงชีวิตของเขา เพิ่ม 3 ธุรกิจใหม่จับทุกโอกาสทางการตลาด ปัจจุบัน ออริจิ้น มี 4 ธุรกิจหลักที่บริหารอยู่ ประกอบด้วย ธุรกิจคอนโด บ้านจัดสรร โรงแรม และธุรกิจบริการ ในปีนี้ เพื่อต่อยอดและสร้างระบบนิเวศ เชื่อมโยงกันทั้งหมด และสร้างรายได้เพิ่ม จึงได้ขยายไปยังธุรกิจใหม่อีก 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มธุรกิจบริการสุขภาพ (Healthcare) โดยในปีนี้ได้จัดตั้งบริษัท ออริจิ้น เฮลท์แคร์ จำกัด ซึ่ง ออริจิ้น ถือหุ้น 76% และพันธมิตรที่เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพถือหุ้น 24% เพื่อดำเนินธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม โดยมีแผนเปิดคลินิคเสริมความงาม ภายใต้แบรนด์ “Cheva Plus” สาขาเมอคิวรี่ พื้นที่ 200 ตารางเมตร โดยตั้งเป้าจะขยายครบ 10 สาขาภายในปี 2566 อีกทั้งยังมีแผนเปิดให้บริการศูนย์สุขภาพ 2 แห่ง ในทำเลรามอินทรา ขนาด 240 เตียง มูลค่าการลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งคาดจะเปิดให้บริการได้ในปี 2566 และทำเลบางนา คาดจะเปิดให้บริการปี 2565 รวมถึงยังขยายตลาดไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ กลุ่มธุรกิจเสริมความงาม กลุ่มศูนย์บริการสุขภาพ กลุ่มแพลทฟอร์มให้บริการสุขภาพออนไลน์และเทคโนโลยีด้านสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีการร่วมมือกับพันธมิตรด้านเฮลท์แคร์ต่าง ๆ เพื่อเสริมบริการ  อาทิ โรงพยาบาลสมิติเวช ที่เข้ามาเป็นพันธมิตรด้านโรงพยาบาลเสมือนจริง (Virtual Hospital) และมอบบัตร Origin Samitivej Club เข้ามาบริการตรวจสุขภาพ ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการบำบัด วิทยาศาสตร์การกีฬา ในโครงการที่อยู่อาศัย หรือเป็น Hospital at Home อำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคไม่ต้องเดินทางไปถึงโรงพยาบาล ขณะเดียวกัน ยังคงจับมือกับโรงพยาบาลใกล้เคียงแต่ละโครงการ (Local Hospital) เช่น โรงพยาบาลสินแพทย์ อำนวยความสะดวกอีกทางหนึ่งให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงมี Let’s Relax เข้ามาให้บริการสปาผ่อนคลายสุขภาพ   บริษัทยังได้จับมือกับศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางการออกแบบ สภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน และสวางคนิเวศ เพื่อดำเนินการ Senior Living Lab ศึกษาวิจัยสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุไทยในปัจจุบัน และยกระดับการออกแบบโครงการที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับคนกลุ่มดังกล่าว 2.กลุ่มธุรกิจศูนย์โลจิสติกส์ (Logistic Center) ดำเนินกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโลจิสติกส์ ภายใต้การร่วมทุนกับบริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD คาดว่าจะเปิดเผยแผนธุรกิจร่วมกันได้ในวันที่ 21 เมษายน 2564 ซึ่งเบื้องต้นจะเริ่มก่อสร้างคลังสินค้าในอีก 1-2 เดือนจากนี้ บนทำเลบางนา กม. 22 ขนาด 62,000 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุน 1,000 ล้านบาท คาดจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงกลางปี 2565 เป็นต้นไป 3.กลุ่มธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company หรือ AMC) นำรากฐานองค์ความรู้และความพร้อมในเครือบริษัท มาต่อยอดสู่การดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์อย่างเข้มแข็งและครบวงจร ร่วมกันบริหารทรัพย์สินรอการขาย (NPA) และสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ โควิด-19 โดยอาศัยความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้บริโภค การคัดกรองทรัพย์ การพัฒนาโครงการ การรีโนเวท การขาย การตลาด มาเพิ่มมิติในการดูแลผู้บริโภคและมิติการเติบโตสู่อีกระดับของเครือ คาดว่าจะเปิดเผยแผนธุรกิจและพันธมิตรได้เร็วๆ นี้ เปิดตัว 4 คอนโดแบรนด์ใหม่ ครบทุกเซ็กเมนต์ ในจำนวนโครงการคอนโดที่ได้วางแผนเปิดตัวในปีนี้ ออริจิ้น มีแผนเปิดโครงการแบรนด์ 4 แบรนด์ เพื่อขยายตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ ให้ครอบคลุมทุกเจเนอเรชั่น  ได้แก่ 1.ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ (Origin Plug & Play) เจาะตลาดกลุ่ม Gen Y และ Gen Z โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำสตาร์ทอัพของตัวเอง โดยจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะกับคนกลุ่มดังกล่าว 2.บริกซ์ตัน (Brixton) แบรนด์ราคาเข้าถึงง่าย สำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Affordable Niche) คอนเซ็ปต์แต่ละโครงการ อาจเจาะลูกค้าแตกต่างกันไป เช่น เจาะกลุ่มนักศึกษา-คนทำงานใกล้มหาวิทยาลัย (Campus) เจาะกลุ่มคนรักสัตว์ (Pet Lover) 3.แฮมป์ตัน (Hampton) แบรนด์คอนโดเจาะตลาดนักลงทุนโดยเฉพาะ โดยมีสิทธิพิเศษและการันตีผลตอบแทนแก่ผู้ซื้อ นำร่องในศรีราชาและระยอง 4.ออริจินอล (Original) คอนโดสำหรับเจาะตลาดผู้สูงอายุ (Silver Age) ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินหน้าในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ โดยในปีนี้จะพัฒนาโครงการวัน ออริจิ้น สนามเป้า (One Origin Sanampao) เป็นโครงการอาคารสำนักงาน ขนาดพื้นที่กว่า 56,100 ตารางเมตร ติด BTS สนามเป้า ซึ่งพร้อมตอบโจทย์ความต้องการอาคารสำนักงานในฝั่งกรุงเทพฯ ตอนเหนือที่ยังคงขยายตัวได้ดี เชื่อมั่นว่าสินค้าและบริการของเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จะตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชั่นในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต สรุปไฮไลท์ทางการเงิน ออริจิ้น ปี 2564 -เปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ 20 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ มูลค่า 10,400 ล้านบาท และคอนโด 9,600 ล้านบาท -วางเป้าหมายสร้างยอดโอน 12,800 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 4,000 ล้านบาท และคอนโด 8,800 ล้านบาท -เป้าพรีเซล 29,000 ล้านบาท -เป้าหมายรายได้ 14,000 ล้านบาท เติบโต 26% จากปี 2563 -ยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่า 35,834 ล้านบาท รับรู้ต่อเนื่องถึงปี 2567 รับรู้ในปีนี้ 14,410 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงร่วมทุนมูลค่า 5,000 ล้านบาท และเฉพาะของออริจิ้น 9,410 ล้านบาท ​ -วางงบลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท สำหรับการขยายธุรกิจอสังหาฯ เพื่อขาย 8,000 ล้านบาท และขยายธุรกิจใหม่ ๆ อีก 2,000 ล้านบาท  
แอสเซทไวส์  ดึงมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ปั้นแบรนด์คอนโด

แอสเซทไวส์ ดึงมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ปั้นแบรนด์คอนโด

“แอสเซทไวส์” ชู 4 กลยุทธ์ลุยตลาดอสังหาฯ ปั้น 6 โปรเจ็กต์ใหม่ 10,850 ล้าน พร้อมบุกทำเลใหม่ทั้งบางนาและพื้นที่ EEC ขณะที่ตุนแบ็กล็อกรอโอนปีนี้กว่า กว่า 5,000 ล้าน ล่าสุดดึงมิสไทยแลนด์ยูนิเวอร์ส  2020  “อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม” พรีเซ็นเตอร์โฆษณาชุดใหม่   นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท   แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2564 ว่า ได้วางแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งหมด 6 โครงการ รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้น 10,850 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น โครงการคอนโดมิเนียม​ 5 โครงการ ได้แก่ โครงการ เคฟ ศาลายา (Kave Salaya), โมดิซ ไรห์ม คลาวด์ (Modiz Rhyme Cloud), แอทโมซ บางนา (Atmoz Bangna) ซึ่งถือเป็นการขยายทำเลใหม่ในการพัฒนาโครงการ , เคฟ เอวา (Kave Ava), โมดิซ ศรีราชา (Modiz Sriracha) นับเป็นครั้งแรกในการพัฒนาโครงการในต่างจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ EEC และโครงการแนวราบ 1 โครงการคือ บ้านภูริปุรี โฮมออฟฟิศ ลาดพร้าว 41 (Baan Puripuri Homeoffice Ladprao 41 ) สำหรับในปี 2564 บริษัทจะมีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 5 โครงการ มูลค่ารวม 6,694 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการ เคฟทาวน์ ชิฟท์ (Kave Town Shift), บ้านภูริปุรี คอร์ทยาร์ด พัฒนาการ (Baan Puripuri Courtyard – Pattanakarn), เคฟทียู (Kave TU), บ้านภูริปุรี โฮมออฟฟิศ ลาดพร้าว 41 (Baan Puripuri Homeoffice Ladprao 41) และโมดิซ สุขุมวิท 50 (Modiz Sukhumvit 50) โดยปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ 7,848 ล้านบาท รับรู้รายได้ในปีนี้ 5,302  ล้านบาท ส่วนที่เหลือรับรู้รายได้ถึงปี 2556   ทั้งนี้ ในปี 2564 บริษัทยังคงมุ่งพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์และรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการดำเนินการตามกลยุทธ์สำคัญ ภายใต้แนวคิด “The NEXT Paradigm” ที่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยแนวคิดสำคัญของแอสเซทไวส์ ในการดำเนินธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนใน Next Paradigm ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลักสำคัญ ได้แก่ 1.Facilities for New Lifestyle การให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อรองรับกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนนยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ​ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลาง ในรูปแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละโครงการ และมีจำนวนมากกว่าโครงการอื่น ​ 2.Health Concern ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของแอสเซทไวส์ ที่ให้ความสําคัญกับสุขภาพลูกบ้าน จึงได้พัฒนา “Health Station” ภายใต้แนวคิด “Health Solution”  เพื่อดูแลสุขภาพของลูกบ้าน ซึ่ง Health Station มีอุปกรณ์ในการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ได้แก่ Tytocare ซึ่งเป็นอุปกรณ์ออนไลน์ที่แพทย์ใช้ตรวจทราบอาการของผู้ป่วยผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างเรียลไทม์ รวมถึง เครื่อง BMI (เครื่องตรวจวัดค่าดัชนีมวลกาย)​เครื่อง AED (เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ) และเครื่องวัดความดันชนิดสอดแขน  ปัจจุบัน Health Station  เริ่มนําร่องในโครงการแอทโมซ แจ้งวัฒนะ, แอทโมซ รัชดา - ห้วยขวาง, เคฟทาวน์ สเปซ  และเคฟทาวน์ ชิฟท์ 3.Innovation for Living แอสเซทไวส์ ได้นำเอานวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยมาไว้ในโครงการ ไม่ว่าจะเป็น Bluetooth Sound System เพื่อการฟังเพลงในห้องพัก, พื้นที่สำหรับกิจกรรม e-sports ไปจนถึงการใช้ออนไลน์แอพพลิเคชั่นต่าง ๆ 4.Strengthen Sustainability   แอสเซทไวส์ได้จัดทำโครงการหลายอย่างเพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม  โดยจัดอบรมการคัดแยกขยะ และการจัดการขยะอันตรายให้แก่นิติบุคคล พนักงาน ลูกบ้าน จัดทำพื้นที่วางถังขยะ และทำเครื่องหมายการคัดแยกทิ้งขยะไว้อย่างชัดเจน ล่าสุด แอสเซทไวส์ยังได้จัดทำภาพยนตร์โฆษณาคอนโด 3 เรื่อง ภายใต้ 3 แบรนด์ ได้แก่  โมดิซ, แอทโมซ และ​เคฟ เพื่อ​สื่อให้เห็นถึงเอกลักษณ์และแนวคิดของแต่ละแบรนด์ ที่จับกลุ่มตลาดแตกต่างกัน ซึ่งได้ดึงมิสยูนิเวอร์ส ไทยแลนด์ 2020  “อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม” พรีเซ็นเตอร์โฆษณาชุดใหม่ของโครงการคอนโดแบรนด์แอทโมซ เป็นแบรนด์คอนโด​สไตล์ รีสอร์ท ภายใต้แนวคิด “Urban Refresh”  มีการออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง สวนและสระขนาดใหญ่ สิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย เพื่อรองรับกลุ่มคนทำงาน ส่วน​แบรนด์เคฟ​ แบรนด์คอนโดใกล้สถานศึกษา (Campus Condo) นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์โฆษณาอีก 2 ชุด   นายกรมเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนผลการดำเนินงานใน​ปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้  4,205 ล้านบาท เติบโตจากปี 2562 ถึง 60% และด้วยการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้น 44.2%  ทำผลกำไรสุทธิได้ถึง 871 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ 20.6%  ขณะที่สิ้นปี 2563 บริษัทได้พัฒนาโครงการไปแล้วถึง 33 โครงการ มีมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้นกว่า 30,400 ล้านบาท โดยในปี 2563 แอสเซทไวส์เปิดตัวโครงการ 3 โครงการ คือ โมดิซ ไรห์ม รามคำแหง  (Modiz Rhyme Ramkhamhaeng), โมดิซ ลอนช์ (Modiz Launch) และบ้านภูริปุรี คอร์ทยาร์ด พัฒนาการ (Baan Puripuri Courtyard – Pattanakarn) รวมมูลค่าโครงการ 3,637 ล้านบาท และสามารถทำยอดขายจากโครงการใหม่ที่เปิดในปีนี้ได้ถึง 2,407 ล้านบาท ปี 2563 ถือเป็นปีที่อสังหาริมทรัพย์เผชิญความท้าทายอย่างมาก แต่สำหรับแอสเซทไวส์นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการพัฒนาและเติบโต   ในปี 2563 บริษัทมีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 4 โครงการ​ คือ บ้านภูริปุรี ทาวน์โฮม ลาดพร้าว 41 (Baan Puripuri Townhome Ladprao 41), แอทโมซ แจ้งวัฒนะ (Atmoz Chaengwattana), แอทโมซ รัชดา - ห้วยขวาง (Atmoz Ratchada - Huaikwang) และเคฟทาวน์ สเปซ (Kave Town Space)      
ชีวาทัย เดินหน้าระบาสสต็อก ตุนเงินสดสร้างรายได้​ 2,500 ล้าน

ชีวาทัย เดินหน้าระบาสสต็อก ตุนเงินสดสร้างรายได้​ 2,500 ล้าน

ชีวาทัย มั่นใจตลาดอสังหาฯ 64 ฟื้นตัว จากความมั่นใจในวัคซีนโควิด-19 เดินหน้าลงทุนซื้อที่ดิน เตรียมพัฒนาโปรเจ็กต์ใหม่ พร้อมเร่งระบายสต็อกในมือ สร้างกระแสเงินสด เพื่อทำรายได้ 2,500 ล้าน           นายบุญ ชุน เกียรติ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) หรือ CHEWA เปิดเผยถึงแผนธุรกิจในปี 2564 ว่า จะมุ่งเน้นการระบายสินค้าในสต็อก เพื่อสร้างสภาพคล่องทางด้านการเงิน โดยปัจจุบันบริษัทมีสินค้าพร้อมขาย (Inventory)  มูลค่า 3,500 ล้านบาท จาก 15 โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา และมียอดขายรอรับรู้รายได้ สิ้นปีที่ผ่านมา 2,178 ล้านบาท เป็นยอดขายจากโครงการคอนโดมิเนียม 95% ซึ่งในปีนี้บริษัทวางเป้าหมายรายได้ 2,500 ล้านบาท เติบโต 52% จากปีที่ผ่านมา    สำหรับปีนี้บริษัทยังไม่มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่แต่มีแผนซื้อที่ดิน 3 แปลง มูลค่าประมาณ 2,830 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการในอนาคต ซึ่งเตรียมงบประมาณการก่อสร้างไว้ 1,350 ล้านบาท โดยจะพัฒนาเป็นโครงการคอนโด​ 2 โครงการ และบ้านแนวราบ 1 โครงการ ภายใต้แบรนด์ชีวาโฮม บ้านเดี่ยวระดับราค 8-15 ล้านบาท ขณะเดียวกันเพื่อสร้างยอดขายต่อเนื่อง ในปีนี้ได้วางแผนเปิดการขายโครงการฮอลมาร์ค ลาดพร้าว โชคชัย 4 เฟส 2 มูลค่าโครงการราว 900 ล้านบาท นอกจากการพัฒนาภายใต้การบริหารงานของบริษัทแล้วปัจจุบันบริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตร 2-3 ราย เพื่อพัฒนาโครงการในรูปแบบต่างๆ อาทิ  โครงการคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว หรือมิกซ์ยูส ซึ่งรูปแบบการร่วมทุนมีทั้ง การร่วมทุนกันพัฒนาโครงการใหม่ หรือการที่บริษัทเข้าไปร่วมลงทุนกับพันธมิตรที่มีโครงการพัฒนาอยู่แล้ว ​   นายบุญ กล่าวอีกว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2564 นี้ มีแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยเรื่องความมั่นใจในวัคซีนป้องกันโรคไวรัสโควิด-19 ที่ได้เริ่มมีการฉีดป้องกัน แต่คาดว่าตลาดจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป ขณะเดียวกันกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ คาดว่าจะเริ่มกลับมาได้ในช่วงปลายปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปีหน้า และตลาดจะกลับมาเติบโตอย่างชัดเจนอีกครั้งในปี 2565 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความมั่นใจว่าตลาดอสังหาฯ ในปีนี้จะฟื้นตัวดีขึ้น เห็นได้จากยอดขายของบริษัทในช่วงไตรมาสแรกนี้ ที่มีเข้ามาจำนวนมาก    กลยุทธ์ของบริษัทในปีนี้จะเน้นระบายสต็อกขาย Inventory เพื่อเก็บกระแสเงินสดกลับมา ทำให้ ตัวเบา ​และเดินหน้าสร้างมาตรฐานการก่อสร้างให้มี zero defect เพื่อเป้าหมายการเป็นที่ 1 ด้านคุณภาพและบริการ​ สำหรับ ปี 2564 เป็นปีที่บริษัทก่อตั้งครบ 13 ปี บริษัทจึงได้จัดแคมเปญ ฉลองครบรอบ 13 ปี ตลอดทั้งปี โดยลูกค้าที่ทำการจองและโอนกรรมสิทธิ์โครงการจะมีสิทธิ์ลุ้นรับเงินฝากรวมกว่า 13 ล้านบาท จับรางวัลทุกวันที่ 9 ของ ทุกเดือน ประกาศผลทุกวันที่ 13 ของเดือน ทั้งนี้ บริษัทจะจับรางวัลทุกเดือน ต่อเนื่อง 10 เดือน ลุ้นเงินสด 1 ล้านบาท          
SENA ปิดงบ 63 สร้างกำไรนิวไฮ 1,119 ล้าน​เดินหน้ากลยุทธ์ “7 Strong” ปั้นรายได้

SENA ปิดงบ 63 สร้างกำไรนิวไฮ 1,119 ล้าน​เดินหน้ากลยุทธ์ “7 Strong” ปั้นรายได้

SENA ผ่านวิกฤตโควิด-19 จบปี 63 ทุบสถิตินิวไฮทั้งรายได้และกำไร สูงสุดตั้งแต่ดำเนินรกิจเกือบ 30 ปี  พร้อมเดินหน้าธุรกิจปี 64 วางกลยุทธ์ “7 Strong” สร้างรายได้ 10,000 ล้าน ​พร้อมเปิด 17 โครงการ รวมมูลค่า 15,700 ล้านบาท เน้นตลาดคอนโดต่ำล้าน   รอบปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 แต่สำหรับเสนาฯ ถือเป็นปีที่สามารถสร้างผลงานได้อย่างสวยงาม กับการทำรายได้และกำไรสูงสุดนับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจเกือบ 30 ปี โดยปีที่ผ่านมาสามารถทำยอดขาย 8,600 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,119 ล้านบาท   ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA  เปิดเผยถึงปีที่ผ่านมา ว่า การแพร่ระบาดของโควิด – 19 ถือเป็นสถานการณ์วิกฤตที่ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักไปหลายเดือน บริษัทหลายแห่งปิดตัวลง หลายแห่งเลิกจ้างพนักงาน เพราะไม่สามารถสร้างยอดขายให้บริษัทไปต่อได้ แต่เป็นความโชคดีที่เสนาสามารถฟื้นตัวได้ภายในระยะเวลาไม่นาน ซึ่งเสนาฯ สามารถทำผลงานได้ดี จนมียอดขายและกำไรสูงสุดนับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา   โดยมียอดขาย 8,600 ล้านบาท เติบโตจากปี 2562 ที่มียอดขาย 7,421 ล้านบาท มียอดโอน 7,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% จากปีก่อนหน้าที่มียอดโอน 5,203 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,119 ล้านบาท เติบโต 25% จากปีก่อนหน้าที่มีกำไร 890 ล้านบาท  ส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารต้นทุนที่ดี และความระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการ ประกอบกับที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัย 4 ถึงแม้จะเกิดวิกฤติก็ยังมี Demand อยู่เสมอ บริษัทได้พัฒนาโปรดักส์ใหม่ที่เข้ากับสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นทาวน์โฮมติดโซลาร์เพื่อรับกระแส Work From Home และคอนโดต่ำล้านเพื่อคนรายได้จำกัดที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศแต่ต้องการความมั่นคงในด้านการอยู่อาศัย ทำให้สร้างยอดขายเป็นที่น่าพอใจ 7 Strong ขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้า หลังจากทำผลการดำเนินนิวไฮด์ ทั้งด้านรายได้และกำไร ปี 2564 เสนาฯ ยังคงเดินหน้าลงทุนและพัฒนาธุรกิจต่อเนื่องโดยได้วาง Business Direction 2021 ผ่านกรอบวิธีคิด “7 Strong”  เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายและการเติบโตอย่างแข็งแกร่งทุกด้านของบริษัท ดังนี้ 1.Strong Step เปิด 17 โปรเจ็กต์ 15,700 ล้าน โครงการใหม่ในปีนี้ เตรียมเปิด​17 โครงการ รวมมูลค่า 15,700  ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียมในย่าน Prime Area 3 โครงการ มูลค่า 7,100 ล้านบาท แบรนด์เสนา คิทท์ ซึ่งเป็นกลุ่มคอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท จำนวน  6 โครงการ มูลค่า 2,100 ล้านบาท เสนา อีโค ทาวน์ 2 โครงการ มูลค่า 1,100 ล้านบาท และโครงการแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม 6 โครงการ มูลค่า 5,400 ล้านบาท 2.Strong Affordable Condo รอบปีที่ผ่านมาหนึ่งในสินค้าขายดีสำหรับเสนาฯ​ คือ กลุ่มคอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท หรือคอนโดต่ำล้าน ภายใต้แบรนด์เสนา คิทท์ เนื่องจากเป็นกลุ่มระดับราคาที่คนส่วนใหญ่ สามารถซื้อได้ และเป็นกลุ่มลูกค้าที่ปัจจุบันพักอาศัยในห้องเช่า หรืออพาร์ทเม้นท์ ซึ่งมีเสียค่าเช่า 3,000-5,000 บาท ที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง การซื้อคอนโดต่ำล้าน ก็ผ่อนชำระสินเชื่อในระดับเดียวกันกับค่าเช่าห้อง  คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะซื้อคอนโดคอนโดต่ำล้าน ซึ่งเสนาฯ มีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มคอนโดต่ำล้านมากถึง 38% หรือจำนวน 3,301 ยูนิต จากปริมาณคอนโดต่ำล้าน ที่เปิดขายตั้งแต่ปี 2558 ถึงช่วงครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวน 8,739 ยูนิต   นอกจากทางเสนาจะเน้นโครงการแนบราบแล้ว ในปีนี้ยังหันมาโฟกัสคอนโดต่ำล้าน ภายใต้แบรนด์คอนโดน้องใหม่ “เสนา คิทท์”  เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์ที่แท้จริง มองว่ายังมีกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง ทำเลโซนบางแค ลาดกระบัง เวสต์เกต-บางบัวทอง บางปู รังสิต-คลอง 4 และเทพารักษ์ ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี เพราะในความเป็นจริงแล้วกลุ่มคนรายได้จำกัดเหล่านี้เป็นคนกลุ่มใหญ่ และต้องการมีที่อยู่อาศัย  3.Strong Partner ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป นอกจาก เสนาฯ​ จะพัฒนาโครงการด้วยตัวเองแล้ว ยังได้จับมือกับพันธมิตรญี่ปุ่น อย่างกลุ่มฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป พัฒนาโครงการมาอย่างต่อเนื่อง​กว่า 5 ปีแล้ว ปัจจุบันร่วมมือกันพัฒนาโครงการ ทั้งสิ้น 14 โครงการ รวมมูลค่าโครงการ 40,000 ล้านบาท  และในปีนี้ยังมีแผนพัฒนาโครงการแนวราบ และ Affordable Condo ซึ่งข้อดีของการจับมือกัน นอกจากเรื่องของการมีแหล่งเงินทุนในการพัฒนาแล้ว  ยังมีเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีการอยู่อาศัยของญี่ปุ่น ที่ถูกนำมาใช้ในโครงการด้วย ซึ่งปีนี้จะมีการนำนวัตกรรม Geo fit+ และเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ในโครงการกลุ่ม Affordable Condo ด้วย 4.Strong Solar เสนาฯ ได้เริ่มทำธุรกิจโซลาร์มากว่า 5 ปี มีโครงการที่ติดตั้งโซลาร์แล้ว 27 โครงการแล้วทั้งโครงการบ้านและคอนโด  ซึ่งถือได้ว่าเป็นดีเวลลอปเปอร์รายแรกที่จริงจังเรื่องการนำพลังงานโซลาร์มาใช้ในบ้านและคอนโด เพื่อช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า และปัจจุบันขยาย segment ตอบโจทย์ Work From Home ติดตั้งโซลาร์ในโครงการทาวน์โฮมและในปีนี้ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง วางแผนติดตั้งเพิ่ม 15 โครงการ จำนวน 538 ยูนิต  5. Strong Digitalized Service App SENA 360 ที่ทางบริษัทพัฒนา New Function อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าให้ครบในทุกมิติ ตั้งแต่เริ่มจอง บริการหลังการขาย จนกระทั่งการขายต่อ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านคนพิเศษ 6. Strong Agent บริการพิเศษจากบริษัท แอคคิวท์ เรียลตี้ จำกัด ที่มีความชำนาญเรื่องการฝากขายเช่า เพิ่มบริการใหม่ให้ตอบโจทย์ตลาดต่างประเทศ และตลาดนักลงทุนไทยที่ขยายตัวด้วยบริการ Tenancy Management ดูแลลูกค้าเปรียบเสมือนเลขาส่วนตัว 7. Strong Management Team ธุรกิจจะเติบโตและไปได้ไกล หัวใจสำคัญ คือ “Team Work” ที่ดี เสนามีการปรับโครงการสร้างการทำงานใหม่ให้คล่องตัวยิ่งขึ้น  รวมทั้งมีผู้บริหารทัพหน้าเข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง พร้อมลุยในปีนี้ วางเป้ารายได้ 10,000 ล้านบาท หลังจากปีที่ผ่านมาสามารถสร้างความสำเร็จด้านยอดขายและกำไร ในปีนี้บริษัทยังคงเดินหน้าเพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง โดยวางเป้ายอดขายไว้ 11,100 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายกลุ่มคอนโด 6,800 ล้านบาท แบรนด์เสนา คิทท์ 1,700 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 2,600 ล้านบาท ส่วนรายได้วางเป้าหมายไว้ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากคอนโด 6,200 ล้านบาท แบรนด์เสนา คิทท์ 1,300 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 2,500 ล้านบาท ภายใต้ 7 กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจดังกล่าว ที่จะสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในภาวะวิกฤตให้กับบริษัท   โดยปัจจุบันมีโครงการอยู่ระหว่างการขาย 38 โครงการ รวมมูลค่า 44,263 ล้านบาท และมียอดขายรอรับรู้รายได้เกือบ 9,000 ล้านบาท จะรับรู้ภายในปีนี้ 6,000 ล้านบาท ซึ่งหากเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทอาจจะเปิดตัวโครงการเพิ่มมากขึ้นกว่า 17 โครงการ โดยได้เตรียมงบประมาณซื้อที่ดินไว้ 2,000 ล้านบาท ส่วนโครงการที่จะเปิดในปีนี้มีที่ดินรองรับไว้ทั้งหมดแล้ว   อย่างไรก็ตาม ทางเสนาเตรียมความพร้อมรับมือต่อทุกสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคต ตามแนวคิด Made From Her “คิดละเอียดกว่า ก็อยู่สบายกว่า” ไม่ว่าจะเป็นการใส่ใจในทุกรายละเอียดทุกเรื่องทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน พร้อมศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ดึงเข้ามาปรับใช้สอดรับกับธุรกิจ เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้มีคุณภาพออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมีพันธมิตรชั้นนำที่เข้ามามีส่วนช่วยผลักดันให้บริษัทเติบโต จึงทำให้มั่นใจว่าจะสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2564 ได้อย่างแน่นอน
ออริจิ้น ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ทำกำไรกว่า 2,662 ล. ได้แรงหนุน 4 โปรเจ็กต์ร่วมทุนสร้างเสร็จพร้อมโอน

ออริจิ้น ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ทำกำไรกว่า 2,662 ล. ได้แรงหนุน 4 โปรเจ็กต์ร่วมทุนสร้างเสร็จพร้อมโอน

“ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ปี 63 ได้แรงหนุนจากโครงการร่วมทุน 4 โปรเจ็กต์สร้างเสร็จเริ่มโอนปีแรก ทำกำไรกว่า 2,662 ล้านบาท แต่ลดลง 12% จากปีก่อนหน้า แต่สร้างยอดโอนทำนิวไฮด์ ​ขณะที่ไตรมาสแรกของปี 64 กวาดยอดขายแล้ว 4,000 ล้าน มั่นใจสามารถสร้างรายได้และกำไรโตต่อเนื่อง   นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปี 2563 ถือเป็นความท้าทายที่สุดของทุกธุรกิจและอุตสาหกรรมในรอบหลาย 10 ปี สำหรับบริษัทเองได้เดินหน้าปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,662 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ที่ 24% ซึ่งยังคงสูงเป็นอันดับท็อปของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์   สำหรับผลการดำเนินงานสำหรับปี 2563 บริษัทสร้างนิวไฮด์ใหม่กับการโอนกรรมสิทธิ์ รวมทั้งโครงการร่วมทุนด้วย​ ซึ่งทำได้กว่า 15,086 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 23%  แบ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โครงการของบริษัทจำนวน 9,870 ล้านบาทและการโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการร่วมทุน​จำนวน 5,216 ล้านบาท   อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากงบการเงินเฉพาะของบริษัท จะพบว่ารายได้จากการขายอสังหาฯ ที่ไม่รวมโครงการร่วมทุนในปี 2563 ที่ผ่านมา ถือว่ามีรายได้ลดลง 19.6% จากปีก่อนหน้าที่มีรายได้จากการขายอสังหาฯ 12,278 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรสุทธิ 2,662 ล้านบาท ลดลง 12% จากปีก่อนหน้าที่มีกำไร 3,027 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับตัวหลายด้านพร้อมกัน ทั้งควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่าย ส่วนที่ไม่จำเป็นและพัฒนาช่องทางและวิธีการใหม่ ๆ ให้ผู้บริโภคเข้าถึงและตัดสินใจโอนกรรมสิทธิ์โครงการได้ง่ายขึ้น  มีการจัดทำโครงการ Everyone Can Sell ให้พนักงานกว่า 1,000 คน  เป็น Micro-Influencer และปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่โครงการร่วมทุนของบริษัท​ก่อสร้างแล้วเสร็จ 4 โครงการ ได้แก่ ไนท์บริดจ์ ไพร์ม รัชโยธิน ไนท์บริดจ์ คอลลาจ รามคำแหง ไนท์บริดจ์ ไพร์ม อ่อนนุช ไนท์บริดจ์ สเปซ รัชโยธิน และเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ได้เป็นปีแรก ทำให้มียอดโอนกรรมสิทธิ์และกำไรเข้ามาอย่างต่อเนื่อง   นายพีระพงศ์ กล่าวว่า ​​ ในปี 2563 บริษัทเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 10 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 13,300 ล้านบาท โดยมีอัตรายอดขายเปิดตัวสูงถึง 65% มียอดขายรวมทั้งสิ้น 25,774 ล้านบาท คิดเป็น 120% ของเป้าหมายที่วางไว้ และมีรายได้รวมอยู่ที่ 11,114 ล้านบาท โดยปิดการขายโครงการไปได้ถึง 6 โครงการ   จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติเห็นชอบให้เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญจ่ายปันผลสำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทงวด 3 เดือนที่เหลือของปี 2563 ในอัตรา 0.39 บาทต่อหุ้น หรือ คิดเป็น Dividend Yield กว่า 7% จากราคาปิดเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2564 ที่ 6.85 บาท เป็นเงินปันผลจ่ายเป็นเงินสดทั้งสิ้นไม่เกิน 957 ล้านบาท โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 10 พ.ค. 2564 ขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 7 พ.ค.2564 และกำหนดจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นภายในวันที่ 18 พ.ค. 2564   นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากมีปัจจัยบวกหลายด้านที่ทยอยเกิดขึ้นต่อเนื่อง อาทิ การต่ออายุมาตรการลดภาษีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองที่มีผลตั้งแต่เมื่อ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา การเริ่มทยอยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้แก่บุคคลกลุ่มต่าง ๆ ต่อเนื่องตลอดทั้งปี อย่างไรก็ดี สภาพเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังคงมีปัจจัยกดดันหลายด้าน กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่จะช่วยให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังเติบโตได้ในปีนี้ คือเรื่องขีดความสามารถในการปรับตัว และความเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภค ปี 2564 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่เราก้าวสู่การปรับตัวใหม่ ๆ ในอีกระดับ เพื่อการตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น และเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดที่สามารถเติบโตได้ในปีนี้และในระยะยาว   สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2564 นั้น มีแนวโน้มที่ดี สังเกตได้จากยอดขายล่าสุดถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่มียอดขายแล้วถึงกว่า 4,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นยอดขายในกลุ่มโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move) และมีโครงการสร้างเสร็จ พร้อมโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มเติมในไตรมาสนี้อีก 10 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 13,150 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ ไนท์บริดจ์ สเปซ รัชโยธิน , ไนท์บริดจ์ สเปซ พระราม 9 ,ไนท์บริดจ์ เกษตร โซไซตี้, ดิ ออริจิ้น รามอินทรา 83 สเตชั่น ,เคนซิงตัน ระยอง 1 และ 2, เบลกราเวีย เอ็กซ์คลูซีฟ พูลวิลล่า บางนา-พระราม 9, ไบรตัน อมตะ สุขประยูร, ไบรตัน บางนา กม. 26 และไบรตัน คูคต สเตชั่น จึงมั่นใจว่าในช่วงไตรมาส 1/2564 บริษัทจะมีรายได้เติบโตทั้งเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY)  
แสนสิริ ทำนิวไฮด์รายได้สูงสุด​ 34,707 ล. แต่กำไรสุทธิลดลงกว่า 52%

แสนสิริ ทำนิวไฮด์รายได้สูงสุด​ 34,707 ล. แต่กำไรสุทธิลดลงกว่า 52%

แสนสิริ แจ้งผลประกอบการปี 2563 ทำรายได้สูงสุดในตลาดอสังหาริมทรัพย์ 34,707 ล้านบาท โต 34% ขณะที่มียอดขาย โตขึ้น 67% แต่กำไรลดลงทั้งในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ ลดลงกว่า 30% เหลือ 1,673 ล้าน ส่วนกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จลดลงกว่า  52% เหลือแค่ 923 ล้าน มั่นใจปีนี้ยังทำยอดขายต่อเนื่อง หลังตุนยอดขายไว้แล้ว 28,300 ล้าน รับรู้ได้ถึง 3 ปี กลางปีเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่​บูก้าน จับตลาดไฮเอนด์   นางสาววรางคณา อัครสถาพร ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI​ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในรอบปี 2563 ว่า  สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมาย 35,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 67% จากปี 2562 มียอดโอนโครงการที่อยู่อาศัยทุกประเภท ที่สร้างเสร็จและส่งมอบให้กับลูกค้าไปถึง 45,000 ล้านบาท เติบโต 45% จากปีก่อนหน้า สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ และเป็นการโอนที่สูงสุดในรอบ 36 ปีของแสนสิริ โดยปีที่ผ่านมาสามารถปิดการขายโครงการที่อยู่อาศัย 35  โครงการ มูลค่ารวมกว่า 64,600 ล้านบาท ปี 2563 ที่ผ่านมา เป็นปีที่แสนสิริต้องเผชิญกับอีกหนึ่งความท้าทายในการทำธุรกิจ ภายใต้สถานการณ์โควิด – 19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่เราสามารถผ่านมาได้อย่างแข็งแกร่งในรอบ 36 ปีเช่นเดียวกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540   ในปี 2563  แสนสิริมีรายได้รวมสูงสุดในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ด้วยรายได้ 34,707 ล้านบาท เติบโตขึ้น 34% จากปีก่อนหน้า ที่มีรายได้ 25,859 ล้านบาท เป็นผลจากรายได้จากการขายโครงการที่เพิ่มขึ้น 60% จาก 19,126 ล้านบาทในปี 2562 มาอยู่ที่ 30,559 ล้านบาทในปี 2563   จากผลงานการโอนที่โดดเด่นในปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะไตรมาสที่ 2 ที่บันทึกการโอนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All Time High)     ขณะที่บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ 1,673 ล้านบาท ลดลง 30% จากปี 2562 ที่มีจำนวน 2,392 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวมสำหรับปี 2563 จำนวน 923 ล้านบาท ลดลง 52% จากปีก่อนหน้าที่มีจำนวน 1,953 ล้านบาท โดยปีที่ผ่านมาแสนสิริ มีการทำการตลาดและแคมเปญต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง  อาทิ “แสนสิริผ่อนให้ 24 เดือน” ที่ช่วยให้ลูกค้าซื้อที่อยู่อาศัยและมีที่อยู่อาศัยได้ง่ายที่สุด   นอกจากนี้ ผลจาก Cash Flow Strategy ยังส่งผลให้แสนสิริเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งในด้านการเงิน จากการบริหารจัดการสต็อคที่อยู่อาศัยที่ดี สามารถบริหารจัดการให้มี Inventory หรือสินค้าพร้อมขาย ลดลงมาต่ำสุดอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท จากการขายสินค้าสร้างเสร็จได้มาก ทำให้มีเงินสดกลับมาในมือ (Cash is King) ลดอัตราหนี้สินและมีสภาพคล่องในมือ ณ ปัจจุบันกว่า 17,000 ล้านบาท Gearing Ratio ลดลงจาก 1.82 เท่า อยู่ที่ 1.42 เท่า   แสนสิริยังมียอดขายรอโอน (รวมโครงการร่วมทุน) รองรับการเติบโตระยะยาวในอีก 3 ปี อีกถึง 28,300 ล้านบาท ขณะที่มี Secured Revenue ไปแล้วถึง 62% ของเป้ารายได้ที่ 24,400 ล้านบาท เสริมความแข็งแกร่งในทุกสภาวการณ์   สำหรับแผนธุรกิจในการเดินหน้า ปีแห่งความหวัง (The Year of Hope) แสนสิริจะเปิดตัว “BuGaan” (บูก้าน) เอ็กคลูซีฟ เรสซิเดนท์ 3 ชั้น แบรนด์ใหม่ใน Sansiri Luxury Collection กับแนวคิด “My Home Speaks for Myself” บ้านที่บ่งบอกความเป็นตัวตน ความชอบและสไตล์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร กับดีไซน์การออกแบบในสไตล์ Modern Luxury Living  พร้อมส่วนกลางแบบส่วนตัว สระว่ายน้ำ Freshwater Swimming Pool และลิฟท์ส่วนตัวภายในบ้าน เน้นออกแบบบ้านให้มีความเป็น Private Residence สูงสุด กับทำเลใจกลางเมือง บนโยธินพัฒนา  เพียง 14 ครอบครัว ราคา 30-80 ล้านบาท เตรียมเปิดการขายในเดือนพฤษภาคมนี้
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ส่งแบรนด์ใหม่ขยายฐานลูกค้า 5-8 ล้าน พร้อมปั้น 12 โปรเจ็กต์ลุยแนวราบ    

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ส่งแบรนด์ใหม่ขยายฐานลูกค้า 5-8 ล้าน พร้อมปั้น 12 โปรเจ็กต์ลุยแนวราบ    

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ลุยตลาดอสังหาฯ ปี 64 ขยายธุรกิจต่อเนื่อง เตรียมเปิดโครงการใหม่ 10 – 12 โครงการ มูลค่า 6,000 – 7,000 ล้าน เดินหน้าขยายฐานลูกค้า 5-8 ล้านเพิ่ม พร้อมตั้งเป้า ยอดขาย 7,000 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ 6,000 ล้านบาท   นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN เปิดเผยว่า ในปี 2564 นี้ บริษัทได้ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 7,000 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 6,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 7% จากในปี 2563 แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจ​โดยรวมของไทย คาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 3% แต่ทั้งนี้ขึ้นกับการกระจายวัคซีนให้ประชาชนในวงกว้างทำได้รวดเร็วเพียงใดด้วย   ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2564 ยังต้องเผชิญปัจจัยลบหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนตัวตามภาวะเศรษฐกิจ  ระดับหนี้ครัวเรือนที่ปรับสูงขึ้น  ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ที่ได้มีการต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกไปจนถึงสิ้นปี 2564 รวมถึงสินค้าแนวราบยังได้รับปัจจัยหนุนจาก New Normal ที่ผู้บริโภคบางส่วนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่เคยต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแนวสูง มาซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้จริงกว่า ทั้งนี้แม้สภาวะตลาดจะไม่เอื้อมากนัก แต่บริษัทยังมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจให้เติบโตได้ต่อเนื่องตามเป้าหมายที่วางไว้​   โดยในปีนี้บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบ ที่เป็น Real Demand โดยมีแผนขยายโครงการใหม่ทั้งในทำเลใหม่ที่มีศักยภาพ และการเปิดโครงการใหม่เพื่อทดแทนโครงการเดิมของบริษัทที่กำลังจะปิดโครงการลง  ซึ่งมีแผนเปิดโครงการใหม่ 10 – 12 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 6,000 – 7,000 ล้านบาท  โดยตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 7,000 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 6,000 ล้านบาท   ทั้งนี้ บริษัทเตรียมเปิดโครงการบ้านเดี่ยวหรู รูปแบบใหม่ ภายใต้แบรนด์ บ้านลลิล The Prestige ซึ่งเป็นออกแบบในสไตล์ French Colonial  ระดับราคาจะอยู่ในช่วง 5 - 8 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขยายตลาดให้กว้างขึ้น จากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ภายใต้แบรนด์ Lanceo ซึ่งจะเน้นกลุ่มลูกค้าในช่วง 3 – 6 ล้านบาท   ด้านนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิลฯ กล่าวว่า ในปีนี้ จะเป็นการต่อยอดการใช้กลยุทธ์ Lifestyle Marketing  โดยมุ่งเน้นการใช้สื่อ Digital Marketing เพิ่มมากขึ้น จากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปีที่ผ่านมา  โดยบริษัทมีการยกระดับการจัดการข้อมูลสารสนเทศสู่ Digital Company อย่างเต็มรูปแบบ  มีการนำ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์หา Customer Insights เพื่อเข้าถึง และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ ซึ่งได้ตั้งงบด้านการตลาดในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 3% – 4% ของยอดขาย ทางด้านการเงิน บริษัทมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก โดยบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ที่ลดลงจาก 0.75 เท่า ณ สิ้นปี 2562 มาอยู่ที่ระดับเพียง 0.67 เท่า ณ สิ้นปี 2563  ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ราว 1.4 – 1.5 เท่า และมีเงินสดสำรองเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจอีกราว 1,000 ล้านบาท  ตลอดจนมีวงเงินสนับสนุนทางการเงิน (Committed Line) ที่ยังไม่ได้เบิกใช้ จากธนาคารพาณิชย์พันธมิตรมากกว่า 2,000 ล้านบาท   โดยในปี 2564 นี้บริษัทวางงบซื้อที่ดินไว้ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 ล้านบาท  โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และกำไรสะสมของบริษัท ตลอดจนมีการใช้หุ้นกู้ และแหล่งเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน  โดยมีการพิจารณาออกในจำนวนและช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้สอดรับกับการขยายธุรกิจ และการเติบโตในระยะยาวของบริษัท   สำหรับผลประกอบการปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ แม้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกและไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากการระบาดของโควิด-19  ซึ่งมียอดรับรู้ทั้งปีที่ 5,765 ล้านบาท เติบโตขึ้น 24.2%  ในขณะที่มีกำไรสุทธิที่ 1,333.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.5%  
ริสแลนด์ ไม่หวั่นสงครามราคาคอนโด อัพราคา 10%  “เดอะลิฟวิ่น รามคำแหง”

ริสแลนด์ ไม่หวั่นสงครามราคาคอนโด อัพราคา 10%  “เดอะลิฟวิ่น รามคำแหง”

ริสแลนด์ ไม่หวั่นสงครามราคาตลาดคอนโด เดินหน้าเปิดขายโครงการเดอะลิฟวิ่น รามคำแหง เฟส 3 พร้อมอัพราคาขายขึ้นอีก 10% มั่นใจราคาต่ำกว่าคู่แข่ง แม้มีอีก 4 โปรเจ็กต์ รวมกว่า 1,824 ยูนิต เล็งเปิดตัวโปรเจ็กต์ใหม่อีก 2-3 โครงการ มูลค่า 6,000-7,000 ล้าน หลังสถานการณ์โควิด-19 ฟื้นตัวดีขึ้น ​   นับตั้งแต่ประเทศไทยมีการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้า นับตั้งแต่เมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ชีวิตของคนเมืองกรุงเทพฯ นับว่าได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น ยิ่งแผนการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าของไทย ที่จะมีกระจายและครอบคลุมไปในทุกพื้นที่ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยิ่งทำให้การเดินทางของคนกรุงเทพฯ ยิ่งได้รับความสะดวกสบาย สามารถเดินทางไปได้ในทุกจุด แม้ว่าต้นทุนค่าเดินทางอาจจะปรับสูงขึ้นก็ตาม   นอกเหนือจากความสะดวกสบายในด้านการเดินทางแล้ว สิ่งหนึ่งที่ตามมาพร้อม ๆ กับการเกิดขึ้นของเส้นทางรถไฟฟ้า คือ การเติบโตของเมือง ที่ขยายตัวออกไปตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ของผู้ประกอบการได้เกิดขึ้นตลอดเส้นทางรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเกาะติดตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า หรือตามซอยต่าง ๆ ล้วนเกิดขึ้นมาก เพราะมองว่าเส้นทางรถไฟฟ้า คือ ปัจจัยบวกที่จะช่วยทำให้ยอดขายโครงการอสังหาฯ ประสบความสำเร็จ และได้รับความสนใจจากผู้บริโภค 4 โปรเจ็กต์คอนโดจ่อเปิดเพิ่ม​ 1,824 ยูนิต  โครงการอสังหาฯ ที่ใช้เส้นทางรถไฟฟ้าเป็นจุดขายหลัก ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการประเภทคอนโดมิเนียม และทำเลที่มักจะมีโครงการเกิดขึ้นหนาแน่น คือ ทำเลบริเวณจุเชื่อมต่อของเส้นทางรถไฟฟ้าหลาย ๆ สาย เพราะทำให้การเดินทางของคนอยู่อาศัย สามารถมีทางเลือกได้มากขึ้น  และหนึ่งในบริเวณจุดเชื่อมต่อ ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมมาก คือ ย่านรามคำแหง บริเวณแยกลำสาลี เนื่องจากอยู่ใกล้กับเส้นทางรถไฟฟ้า 3 สาย ได้แก่ สายสีส้ม สายสีเหลือง และสายสีน้ำตาล ทำเลบริเวณรามคำแหง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทำเลที่มีดีเวลลอปเปอร์ เข้ามาพัฒนาโครงการคอนโดจำนวนมาก หากดูตัวเลขล่าสุดในปี 2564 มีจำวนยูนิตที่พัฒนาออกมาขายมากถึง 25,900 ยูนิต โดยมี 2 โครงการใหม่ที่เปิดตัว ได้แก่ โครงการ “โมดิซ ไรห์ม รามคำแหง” (Modiz Rhyme Ramkhamhaeng)  ของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน)  มูลค่า 5,000 ล้านบาท และโครงการเดอะ ลิฟวิ่น รามคำแหง ของบริษัท ริสแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด มูลค่า 4,900 ล้านบาท ซึ่งในย่านรามคำแหงมีอัตราดูดซับออกไปแล้วถึง 40% ขณะที่ปี 2564 มีดีเวลลอปเปอร์ประกาศแผนเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่อีก 4 โครงการ รวม 1,824 ยูนิต   ดร.วอลเต้อร์ หลง ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ลิฟวิ่น รามคำแหง บริษัท ริสแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ​ปัจจุบันบริษัทสามารถทำยอดขายโครงการเดอะ ลิฟวิ่น รามคำแหง ได้แล้วกว่า 1,300 ล้านบาท  หรือประมาณ 563 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 30% ของโครงการ หลังจากเปิดขายอย่างเป็นทางการเพียง 5 เดือน​ นับจากเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา​ ซึ่งเป็นโครงการที่ทำยอดขายได้มากที่สุดในย่านรามคำแหง   โดยในปีนี้บริษัทวางแผนเปิดการขายต่อเนื่องในเฟสที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะทำยอดขายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท พร้อมกับวางแผนปรับราคาขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% หรือมีราคาเฉลี่ย 80,000 บาทต่อตารางเมตร จากปีที่ผ่านมามีราคาขายเฉลี่ย 70,000 บาทต่อตารางเมตร โดยมีราคาเริ่มต้นยูนิตละ 1.6 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ 22 ตารางเมตร และสูงสุดราคา 5 ล้านบาท ขนาด 2 ห้องนอน พื้นที่ 60 ตารางเมตร โดยราคาขายดังกล่าว ยังถือว่าถูกกว่าคู่แข่งในพื้นที่ เนื่องจากราคาขายปัจจุบันเป็นราคาใกล้เคียงกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา   โครงการเดอะ ลิฟวิ่น รามคำแหง เป็นคอนโดมิเนียมไฮไรส์สูง 42 ชั้น บนเนื้อที่กว่า 8 ไร่ บริเวณแยกลำสาลี  มีห้องพัก 5 ประเภท ได้แก่ ห้องสตูดิโอขนาด 22 ตารางเมตร, 1 ห้องนอนขนาด 27 ตารางเมตร, 1 ห้องนอนพลัสขนาด 32 ตารางเมตร, 2 ห้องนอนขนาด 38 ตารางเมตร และ 2 ห้องนอนขนาด 55 ตารางเมตร รวม 1,938 ยูนิต  คาดว่าจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 พร้อมกับการก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งโครงการจะเริ่มก่อสร้างในวันที่ 10 มีนาคมนี้ รอจังหวะโควิด-19 จบเปิดโปรเจ็กต์ 7,000 ล้าน ด้านนายเนีย ชงเชียน ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด ประจำภูมิภาคไทย กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 2-3 โครงการ รวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 6,000-7,000 ล้านบาท แต่ทั้งนี้จะพิจารณาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และการจัดซื้อที่ดินว่ามีความเหมาะสมในการพัฒนาโครงการอย่างไรบ้าง แต่โครงการในรูปแบบรีสอร์ทซึ่งจะพัฒนาโครงการที่จังหวัดภูเก็ต บริษัทชะลอแผนเปิดตัวโครงการออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจ รวมถึงภาวการณ์ท่องเที่ยวจะฟื้นตัวดีขึ้น ​ อย่างไรก็ตาม หากปีนี้บริษัทไม่เปิดตัวโครงการใหม่ บริษัทยังมีโครงการเดิมที่เปิดตัวก่อนหน้า จะเปิดการขายในเฟสต่อเนื่อง เช่น โครงการเดอะ ลิฟวิ่น รามคำแหง เฟส 3 เพื่อสร้างการรับรู้ด้านยอดขายเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากปีที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายได้กว่า 7,400 ล้านบาท จากโครงการคอนโด 4 โครงการ โครงการมิกซ์ยูส 2 โครงการ และโครงการบ้านเดี่ยว 1 โครงการ ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัททำยอดขายเติบโต 15% จากปี 2562 เราต้องเพลย์เซฟ และต้องวิเคราะห์ตลาดให้ดี เน้นตลาดที่มีดีมานด์ และเลือกที่ดินมาพัฒนาให้เหมาะสม
LPN วาง 4 กลยุทธ์เทิร์นอะราวด์  กลับขึ้นท็อป 5 ในปี 67 

LPN วาง 4 กลยุทธ์เทิร์นอะราวด์ กลับขึ้นท็อป 5 ในปี 67 

LPN วางยุทธศาสตร์ระยะ 3 ปี กลับมาขึ้นแท่นท็อป 5 อีกครั้ง เดินหน้าปรับองค์กร เพื่อปูทางสร้างรายได้ใกล้ 20,000 ล้าน ภายในปี 2567 ด้วย 4 กลยุทธ์สำคัญ หลังปี 63 สามารถฝ่าวิกฤตโควิด-19 ทำผลงานดีกว่าที่คาดการณ์   นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ​LPN เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในระยะ 3 ปี  (ปี  2564-2567) ว่า ได้วางยุทธศาสตร์แผน 3 ปี ให้เป็นปีของการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรที่มีอัตราการเติบโตในด้านของรายได้ และความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน ผ่านการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ การใช้ข้อมูล (Big Data) มาวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า (Customer Insight) เพื่อการพัฒนาทั้งบ้านพักอาศัย และอาคารชุดพักอาศัย ให้มีฟังก์ชั่นการใช้งาน ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าในทุกมิติในระดับราคาที่เหมาะสม (Affordable Price) สำหรับผู้ซื้อในทุกกลุ่มภายใต้แนวคิด “ความพอดีที่ดีกว่า : The Better Balance”       โดยในปีนี้ บริษัทได้มีการปรับโครงสร้างองค์กร (Reorganization) จากโครงสร้างการทำงานตามหน้าที่ (Functional Organization) สู่การบริหารงานในรูปแบบของหน่วยธุรกิจ (Business Unit) รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน (Digital Transform)  เพื่อให้การทำงานมีความคล่องตัวในการตัดสินใจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการดำเนินงาน  ซึ่งมีเป้าหมายในปี 2567 ต้องกลับมาเติบโตสร้างรายได้ให้ใกล้ 20,000 ล้านบาท หรือสูงกว่า 16,000 ล้านบาท ที่เป็นสถิติที่บริษัทเคยทำได้สูงสุดในปี 2558 และติดอันดับท็อป 5 ตลาดอสังหาริมทรัพย์   ในปีที่ผ่านมาบริษัทตั้งเป้าไว้ว่าจะทำรายได้รวม 10,000 ล้านบาท แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดรุนแรงทำให้ต้องปรับแผน และคิดว่าน่าจะมีรายได้จากการพัฒนาโครงการเพื่อขายเพียงเดือนละประมาณ 100 ล้านบาท หรือทั้งปีประมาณ​ 1,000 ล้านบาท  แต่เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลาย ในสุดท้ายบริษัทสามารถสร้างรายได้ 7,300 ล้านบาท เป็นรายได้จากโครงการอสังหาฯ 6,000 ล้านบาท ถือว่าบริษัทสามารถก้าวข้ามผ่านความเสี่ยงทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในปี 2563 มาได้ และยังสามารถรักษาความสามารถในการสร้างรายได้และกำไรไว้ได้ในอัตราที่เหมาะสม บริษัทวางแผนให้กลับมาเทิร์นอะราว โดย 3 ปีข้างหน้า เราจะกลับไปในจุดที่ควรจะเป็น จะกลับมาเทิร์นอะราวด์  เพราะที่ผ่านมามาเราผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านมาทุกวิกฤต   4 กลยุทธ์กลับมาเทิร์นอะราวด์ สำหรับปี 2564 นอกจากปรับโครงสร้างขององค์กรแล้ว บริษัทได้กำหนดแผนในการทำธุรกิจโดยมุ่งให้ทุกหน่วยธุรกิจ “เพิ่มรายได้และบริหารต้นทุน” เพื่อให้บริษัทมีรายได้ตามเป้าหมาย โดยกำหนด 4 ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย 1.การรุกตลาดบ้านพักอาศัยตอบโจทย์ผู้ซื้อในปัจจุบัน ปี 2564 บริษัทเน้นการเปิดตัวโครงการบ้านพักอาศัยเพิ่มขึ้นเพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ซื้อในตลาดที่ให้ความสนใจซื้อบ้านพักอาศัยทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮ้าส์ เพิ่มขึ้น หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยมีแผนเปิดตัวบ้านพักอาศัย 6 โครงการ มูลค่า 5,500 ล้านบาท เป็นโครงการบ้านเดี่ยว สำหรับตลาดพรีเมี่ยมในระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ภายใต้แบรนด์ “บ้าน 365” 1-2 โครงการ มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท  โดยเน้นการเปิดตัวโครงการในย่านใจกลางเมืองในพื้นที่ขนาดเล็ก แต่มีความเป็นส่วนตัวสูงภายใต้แนวคิด “Private Resident” เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ซื้อในกลุ่มนี้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองและมีความเป็นส่วนตัว และโครงการบ้านพักอาศัยภายใต้แบรนด์  “บ้านลุมพินี ทาวน์เพลส” และ “บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์” ที่ระดับราคาไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อหน่วย ประมาณ 3-5 โครงการ มูลค่าประมาณ  2,500 ล้านบาท  โดยออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานทาวน์เฮ้าส์หน้ากว้างที่สามารถจอดรถได้ 3 คัน เพื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัว   ส่วนโครงการคอนโดมิเนียม บริษัทวางแผนเปิดตัว  3 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท  ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้บ้านพักอาศัยจาก 20% ในปี 2563 เป็น 30% ในปี 2564 และมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ของบ้านพักอาศัยขึ้นมาอยู่ที่ 50% ภายในปี 2567  ในขณะเดียวกันบริษัทยังคง รักษารายได้จากโครงการคอนโดในปี 2564 ให้มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่าปี 2563 ทำให้ในปีนี้ บริษัทเปิดตัวโครงการทั้งหมด 9 โครงการ มูลค่า 8,500 ล้านาท 2.ขยายฐานรายได้จากภาคธุรกิจบริการ บริษัทรุกขยายฐานรายได้จากงานบริการเพิ่มขึ้นจากฐานธุรกิจเดิมที่มีอยู่ไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่นอกเหนือจากของ LPN โดยมีการนำแพลตฟอร์มธุรกิจ (Business Platform) สร้างเครือข่ายกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับกลุ่มธุรกิจบริการภายใต้การบริหารของบริษัทในเครือทั้ง บริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) บริษัท แอล พี ซี วิสาหกิจ เพื่อสังคม จำกัด (LPC) บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom) และบริษัท รักษาความปลอดภัย แอลเอสเอส โซลูชั่นส์ จำกัด (LSS) โดยตั้งเป้ารายได้ในส่วนของงานบริการเติบโตไม่น้อยกว่า 20%  ในปี 2564  เทียบกับปี 2563 ที่มีรายได้จากงานบริการและธุรกิจให้เช่าที่ 1,361 ล้านบาท 3.บริหารสภาพคล่องรองรับความเสี่ยงทางธุรกิจ ปี 2564 บริษัทมีนโยบายบริหารสภาพคล่องทางการเงิน โดยชะลอแผนการซื้อที่ดินใหม่เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาคอนโด  เนื่องจากบริษัทมีที่ดินที่ซื้อเก็บไว้ในปี 2563 ทั้งสิ้น 6-8 แปลง  สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยในปี 2564 ได้ตามแผนที่วางไว้ ประกอบกับปัจจุบันบริษัทมีโครงการคอนโดที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและที่สร้างเสร็จพร้อมขายรองรับกับการเติบโตของธุรกิจได้ต่อเนื่องในปี 2564-2567 บริษัทจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อที่ดินใหม่เพื่อการพัฒนาอาคารชุดพักอาศัย ทำให้บริษัทสามารถรักษากระแสเงินสดของบริษัทให้สามารถที่จะรองรับกับแผนการลงทุนในด้านอื่นๆ หรือสามารถที่จะรองรับกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากความไม่แน่นอนของการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19      ในขณะเดียวกันบริษัทมีแผนที่จะออกหุ้นกู้ประมาณ  3,000 ล้านบาท  เพื่อนำมาใช้ในการชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระคืนในปี 2564 จำนวน 2,000 ล้านบาท และเพื่อลงทุนซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการบ้านพักอาศัยที่บริษัทมีแผนใช้งบลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาทในปี 2564 โดยที่บริษัทยังคงสามารถรักษาสัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio) ในสัดส่วนไม่เกิน 1:1 เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับบริษัท 4.การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินที่มีอยู่  โดยการสร้างรายได้และ Backlog จากทรัพย์สินที่มีอยู่  ซึ่งในปี 2564 บริษัทมีแผนที่จะนำเอาทรัพย์สินที่มีอยู่ เช่น อาคารชุดพักอาศัยที่สร้างเสร็จรอขายแล้วนั้นมาปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้และรวมถึงการสร้าง Backlog เพื่อขายในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทมีแผนนำที่ดินที่รอการพัฒนาบางส่วนมาพัฒนาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินที่บริษัทถือครองอยู่ เพิ่มเติมจากที่ดำเนินการไปแล้วในปี 2563 ที่สามารถทำรายได้เติบโตในส่วนนี้ได้ถึง 30% วางเป้าหมื่นล.ปูทางสู่ 20,000 ล. จาก 4 ยุทธศาสตร์ในการทำธุรกิจในปี 2564  บริษัทตั้งเป้ารักษาการเติบโตของรายได้ไม่น้อยกว่าปี 2563 โดยแบ่งสัดส่วนรายได้จากบ้านพักอาศัยประมาณ 30% ของรายได้รวม และรายได้จากอาคารชุดพักอาศัยประมาณ 70% ของรายได้รวม และรายได้ที่มาจากธุรกิจบริการและการเช่าเติบโตประมาณ 20% โดยมีเป้าหมายที่จะมีรายได้จากการขาย (Presale) ประมาณ 10,000 ล้านบาท ในปี 2564 ใกล้เคียงกับปี 2563 ที่มีรายได้จากการขายและบริการ 7,362 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 734 ล้านบาท   ทั้งนี้  ณ สิ้นปี 2563 บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ประมาณ 2,200 ล้านบาท ที่จะรับรู้รายได้ในปี 2564 และมีสินค้าคงเหลือที่พร้อมขายประมาณ 11,000 ล้านบาท   เรามั่นใจว่าหลังจากที่ผ่านวิกฤติ COVID-19 ในปี 2563 มาแล้ว เราได้เรียนรู้จากทุกวิกฤติที่ผ่านมาตลอดเวลา 32 ปี ทำให้เรามีความแข็งแกร่งและความพร้อมที่เราจะเติบโตอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายที่เราได้วางไว้  
เอพี วางเป้าขึ้นเบอร์ 1 อสังหาฯ ไทย ขน 147 โครงการสร้างรายได้กว่า 4 หมื่นล.

เอพี วางเป้าขึ้นเบอร์ 1 อสังหาฯ ไทย ขน 147 โครงการสร้างรายได้กว่า 4 หมื่นล.

เอพี วาง 3 กลยุทธ์ ขึ้นเบอร์ 1 อสังหาฯ ไทย หลังดำเนินธุรกิจมา 3 ทศวรรษ พร้อมขน 147 โครงการ สร้างรายได้และยอดขายปี 64 กว่า 43,100 ล้าน จากปีที่ผ่านมาทำนิวไฮด์สูงสุดในประวัติศาสตร์กว่า 46,130 ล้านบาท เติบโตกว่า 42% เดินหน้าขยายตลาดบ้านต่ำกว่า 3 ล้านและมากกว่า 10 ล้าน หลังซัพพลายเริ่มลดลง   นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ​เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP เปิดเผยถึงทิศทางสร้างการเติบโตของบริษัทนับจากนี้ หลังจากดำเนินธุรกิจมา 3 ทศวรรษว่า จะใช้ 3 ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนองค์กร ได้แก่ 1.การสร้างผู้นำอิสระ เพิ่มโอกาสในการแข่งขันที่มากกว่า (Create Independent Responsible Leaders)  2.การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม (INNOVATIVE CULTURE) และ 3.พลิกเกมส์ธุรกิจเดินหน้าเต็มลูป ทรานฟอร์มทุกมิติด้วยดิจิทัล (eVERYTHING DIGITAL)  เพื่อเป้าหมายสู่การเป็นเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทย วันนี้ เอพี ไทยแลนด์ ก้าวสู่การดำเนินธุรกิจปีที่ 30 โดยมี EMPOWER LIVING เป็นเจตจำนงสำคัญในการดำรงอยู่ของเอพี ไทยแลนด์จากอดีต ปัจจุบัน และก้าวต่อ ๆ ไปในอนาคต ภายใต้บทบาทหน้าที่สำคัญยิ่งในการเป็นผู้สร้างและจัดหาสินค้าหรือบริการที่เกื้อหนุนให้ลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเอพี สามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตที่ดี ในแบบที่ต้องการด้วยตนเอง ส่วนแผนธุรกิจในปี 2564  นายอนุพงษ์  กล่าวว่า ได้วางแผนการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 34 โครงการ มูลค่าประมาณ 43,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบจำนวน 30 โครงการ มูลค่าประมาณ 28,800 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมที่คาดว่าจะพร้อมเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลังจำนวน 4 โครงการ มูลค่าประมาณ 14,200 ล้านบาท และปัจจุบันโครงการที่อยู่ระหว่างการขายมี 113 โครงการ มูลค่าสินค้าพร้อมขายประมาณ 78,890 ล้านบาท  ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ทำให้ปีนี้มีโครงการพัฒนาและพร้อมขายมากถึง 147 โครงการ มูลค่ากว่า 121,890 ล้านบาท โดยในปี 2564 นี้ บริษัทตั้งเป้ารับรู้รายได้ (รวม 100% JV) มูลค่า 43,100 ล้านบาท และเป้ายอดขายที่ 35,500 ล้านบาท ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้เปิดการขายไป 2 โครงการในโครงการอภิทาวน์ เชียงราย มูลค่า 900 ล้านบาท และอภิทาวน์ อยุธยา มูลค่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการสามารถทำยอดขายได้กว่า 10% ขณะที่ยอดขายตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 บริษัททำยอดขายได้แล้ว 4,500 ล้านบาท เติบโต 37% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นยอดขายโครงการแนวราบ 4,100 ล้านบาท เติบโต 50% และคอนโด มียอดขาย 400 ล้านบาท   ด้านนายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์และการสร้างสรรค์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ หรือแบ็คล็อก มูลค่า 37,938 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 12,456 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ได้ภายในปีนี้ และเป็นโครงการคอนโด 25,482 ล้านบาท จะรับรู้ภายใน 3 ปีนับจากนี้ และมีสินค้าพร้อมขายมูลค่า 3,100 ล้านบาท เป็นโครงการร่วมทุน มูลค่า 2,000 ล้านบาท และของเอพี มูลค่า 1,000 ล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทจะขยายการพัฒนาที่อยู่อาศัยในกลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท และมากกว่า 10 ล้านบาท เนื่องจากตลาดมีความต้องการ และที่อยู่อาศัยในระดับราคาดังกล่าวถูกขายออกไปจากตลาดจำนวนมาก มีเหลือขายไม่มากนัก ถือเป็นการขยายตลาดให้กว้างขึ้นจากปัจจุบันที่บริษัทพัฒนาโครงการระดับราคา 3-10 ล้านบาทเป็นหลัก   ในส่วนงบประมาณการจัดซื้อที่ดินในปีนี้ บริษัทวางงบประมาณไว้ 12,000 ล้านบาท แต่ทั้งนี้บริษัทจะพิจารณากระแสเงินสดในการจัดซื้อที่ดินในแต่ละไตรมาส ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทใช้งบซื้อที่ดิน 4,000 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสด 14,000 ล้านบาท และวงเงินเบิกเงินกู้จากสถาบันการเงินมูลค่า 11,000 ล้านบาท สำหรับใช้ในการพัฒนาโครงการ สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2563 ที่ผ่านมา  เอพีมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดสูงสุดเกินจากคาดการณ์ ทั้งในรายได้รวมจากสินค้าแนวราบ กลุ่มคอนโดมิเนียม (100% JV) และธุรกิจอื่น ๆ ได้สูงถึง 46,130 ล้านบาท เติบโตกว่า 42% จากปีก่อนหน้า มีกำไรสุทธิ สิ้นปี 2563 อยู่ที่ 4,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 38% ด้านสัดส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับต่ำมากเพียง 0.71 เท่า ซึ่งทั้งหมดล้วนสะท้อนถึงความสามารถใน   การบริหารจัดการภายในองค์กร ควบคู่ไปกับการบริหารพอร์ตสินค้า และการบริหารกระแสเงินสดที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพท่ามกลางสภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้น  
ซื้อบ้าน-คอนโด ในปี 64 อย่างไรเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

ซื้อบ้าน-คอนโด ในปี 64 อย่างไรเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ทั้งการลดจำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียม และหันมาเร่งระบายสต็อก รวมถึงการใช้กลยุทธ์โปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม มาช่วยกระตุ้นตลาดและยอดขาย โดยเฉพาะกลยุทธ์ด้านการลดราคา รวมถึงการอยู่ฟรี เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ไม่มั่นใจต่อสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต ทำให้ต่างชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ ออกไป   นอกจากบรรดาดีเวลลอปเปอร์จะพยายามกระตุ้นตลาดด้วยตัวเองแล้ว ภาครัฐเองก็มองเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องมีมาตรการออกมาช่วยธุรกิจ ให้สามารถดำเนินต่อไปได้ จึงออกมาตรการในส่วนของการลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนอง ให้เหลือในอัตรา 0.01% ซึ่งเดิมกำหนดสิ้นสุดในช่วงปลายปี 2563 แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระรอกใหม่ ทำให้ภาครัฐจึงต้องนำเอามาตรการดังกล่าวกลับมาใช้อีกครั้ง และมีการขยายกรอบเวลาไปจนถึงสิ้นปี 2564 นี้ มาตรการรัฐปี 64 ตัวช่วยทำให้เรามีบ้าน เป็นของตนเองง่ายขึ้น ในการจะเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดนั้น นอกจาก “ราคาขาย” ที่ต้องจ่ายแล้วก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อยู่อีกหลายส่วนที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่ง​ 2 ค่าใช้จ่ายที่ถือว่าไม่น้อยเลยก็คือ “ค่าโอนกรรมสิทธิ์” และ “ค่าจดจำนอง” ​ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อราคาบ้านหรือคอนโดสูงขึ้นเท่าไร ก็จะเป็นต้องจ่ายค่าโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองมากยิ่งขึ้นเท่านั้น และด้วยเหตุ นี้เองจึงทำให้ มาตรการรัฐมีส่วนสำคัญในการช่วยให้เราเป็นเจ้าของ บ้านหรือคอนโดได้ง่ายมากขึ้น เพราะจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายใน 2 ส่วนนี้ลงไปได้มาก โดยมีรายละเอียดในการลดหย่อน ดังนี้ 1.ลดค่าโอนกรรมสิทธิ์ เหลือเพียง 0.01% โดยปกติแล้วในการซื้อบ้านหรือคอนโด เราจะต้องเสียค่า “โอนกรรมสิทธิ์” เป็นจำนวน 2% ของราคาประเมินหรือราคาขาย ซึ่งต้องชำระให้กับกรมที่ดิน แต่ด้วยมาตรการรัฐเพื่อที่อยู่อาศัยปี 2564  จึงทำให้เราชำระค่าโอนกรรมสิทธิ์เหลือเพียง 0.01% เท่านั้น ซึ่งถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก ทำให้เราเหลือเงินเพิ่มมากขึ้น สำหรับนำไปใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต ​เพราะหากบ้านหรือคอนโดราคา หลังละ 3,00,000 บาท จากเดิมที่ต้องชำระค่าโอนกรรมสิทธิ์สูงถึง 60,000 บาท แต่ผลจากมาตรการรัฐจะทำให้เหลือต้องชำระเพียงแค่ 300 บาทเท่านั้น 2.ลดค่าจดจำนอง​เหลือเพียง 0.01% ค่าจดจำนอง คือ อีกหนึ่งค่าธรรมเนียมที่จำเป็นจะต้องชำระให้กับกรมที่ดิน ​ในการซื้อบ้านหรือคอนโดเช่นเดียวกับค่าโอนกรรมสิทธิ์ โดยมีการขอสินเชื่อหรือใช้บริการเงินกู้กับธนาคาร ซึ่งปกติจะคิดอยู่ที่ 1% ของวงเงินจำนอง หรือยอดเงินกู้ในกรณีที่ขอสินเชื่อกับธนาคารมาซื้อ  มาตรการรัฐเพื่อที่อยู่อาศัยปี 2564 จะทำให้เราจ่ายค่าจดจำนอง น้อยลงกว่าเดิม เหลือเพียง 0.01% โดยหากบ้านหรือคอนโดหลังละ 3,000,000 บาท จากที่ต้องชำระค่าจดจำนอง 30,000 บาท ก็จะเหลือชำระเพียงแค่ 300 บาทเท่านั้น   ทั้งนี้ ในการกระบวนการซื้อขายบ้านหรือคอนโด เราจะต้อง ชำระค่าโอนกรรมสิทธิ์ และค่าจดจำนอง พร้อมกันซึ่ง​พอรวมกันแล้ว จะทำให้กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก อย่างในกรณีบ้านหรือคอนโดราคา 3,000,000 บาท ก็ต้องชำระค่าใช้จ่ายสูงถึง 90,000 บาทเลยทีเดียว แต่ผลจากมาตรการรัฐปี 2564 ทำให้เราเหลือชำระเพียงแค่ 600 บาท เท่านั้น หลักเกณฑ์และเงื่อนไข การใช้มาตรการรัฐ เพื่อที่อยู่อาศัยปี 64 มาตรการรัฐเพื่อที่อยู่อาศัยปี 2564 สามารถช่วยให้ความฝัน ของคนที่อยากมีบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเอง สำเร็จเป็นจริงได้ง่าย มากขึ้น เสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ น้อยลง แต่ทั้งนี้ การจะได้สิทธิ์และ เข้าเกณฑ์ตามเงื่อนไขที่ได้รับการลดหย่อนค่าโอนและค่าจดจำนองนั้น ก็มีรายละเอียดที่ต้องปฏิบัติให้ได้ตามเงื่อนไขเช่นกัน ดังต่อไปนี้ Check List ที่ต้องใส่ใจ ซื้อบ้าน-คอนโด แบบไหน ถึงใช้มาตรการรัฐได้ -ผู้ซื้อจะต้องเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นคนไทยเท่านั้น -ต้องเป็นการซื้อบ้านหรือคอนโดที่เป็นที่อยู่อาศัยใหม่ บ้านหรือคอนโดมือสอง รวมถึงบ้านสร้างเอง จะไม่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนตามเงื่อนไข -ต้องเป็นการซื้อบ้านพร้อมที่ดิน หรือคอนโดจากโครงการที่ได้รับอนุญาตให้จัดสร้างถูกต้องตามกฎหมาย -ต้องเป็นบ้านหรือคอนโดที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาทเท่านั้น -ต้องเป็นการโอนจากการซื้อ-ขายเท่านั้น และเป็นการโอนจากการซื้อ-ขายพร้อมจดจำนองในคราวเดียวกัน -ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์–31ธันวาคม2564 หากเป็นการโอนและจดจำนองหลังจากนี้ อาจไม่ได้สิทธิ์ลดหย่อน ดังกล่าว ขึ้นอยู่กับการต่อระยะเวลาของ มาตรการในอนาคต ตารางแสดง การลดค่าใช้จ่าย จากการใช้มาตรการรัฐ ตามเงื่อนไขของการลดหย่อนค่าโอนและจดจำนอง ของมาตรการรัฐเพื่อที่อยู่อาศัยปี 2564 ที่กำหนดราคาบ้านและคอนโดไว้ ไม่เกิน 3,000,000 บาท เพื่อให้มองเห็นภาพของการแบ่งเบาภาระ ค่าใช้จ่ายได้ชัดเจนมากขึ้น สามารถพิจารณาจำนวนเงินที่ประหยัด ไปได้ดังนี้ สรุปเพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น คือ ทุก ๆ 1 ล้านบาทของราคาบ้านหรือคอนโดที่เราซื้อ ​จะเสียค่าโอนและจดจำนองเพียงแค่ 200 บาทเท่านั้น จากเดิมที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงถึง ล้านละ 30,000 บาท เตรียมตัวอย่างไรดี ให้ปีนี้ มีบ้าน เป็นของตนเอง ได้สำเร็จ จากมาตรการรัฐ ปี 2564 นี้ ถือว่ามีส่วนช่วยให้การ ซื้อบ้านหรือคอนโดที่อยู่อาศัยแห่งแรกได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้  เพื่อความมั่นคงและให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุด ก็ควรต้องมีการเตรียมตัวและให้รอบครอบ โดยสิ่งที่จำเป็นต้องใส่ใจในการซื้อที่อยู่อาศัย โดยใช้มาตรการรัฐสำหรับปีนี้ ได้แก่ ​ 1.ตรวจสอบความต้องการ ที่อยู่อาศัยให้เป็นไปตาม เงื่อนไขมาตรการรัฐ เงื่อนไขสำคัญที่ต้องใส่ใจเป็นอันดับแรกสุดเลย คือ เราต้องถามตัวเองให้แน่ใจว่า เราต้องการบ้านหรือว่าคอนโดกันแน่ ซึ่งควรพิจารณาแบบวางแผนระยะยาว เช่น เลือกทำเลให้เหมาะกับสถานที่ทำงาน หรือ เลือกจากขนาดของครอบครัว โดยหากอยู่คนเดียว ก็อาจเลือกซื้อเป็นคอนโด  แต่หากวางแผนจะแต่งงาน หรือเป็นครอบครัวที่มีสมาชิกมากกว่า 3 คนขึ้นไป การเลือกซื้อบ้านก็จะตอบโจทย์มากกว่า ซึ่งเมื่อตั้งเป้าหมายได้แล้ว ลำดับต่อมาก็ต้องไม่ลืมว่า การจะได้สิทธิ์ลดหย่อนตามมาตรการรัฐนั้น จะต้องเป็นบ้านหรือคอนโดใหม่ ที่มี​มูลค่า ไม่เกิน 3 ล้านบาท 2.เลือกซื้อบ้านหรือคอนโด ที่พร้อมโอนและเข้าอยู่ได้ทันที สิทธิ์ลดหย่อนค่าโอนและค่าจดจำนองตามมาตรการรัฐ จะใช้ได้ถึงภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ดังนั้น ในการเลือกซื้อบ้าน หรือคอนโดเพื่ออยู่อาศัย จึงควรเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดที่สร้างเสร็จแล้ว พร้อมโอนและเข้าอยู่ได้เลยทันทีภายในสิ้นปีนี้ หรือหากเป็น คอนโดหรือบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ ก็จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า จะดำเนินการก่อสร้างและโอนได้ภายในปีนี้ เพราะหากยืดระยะเวลาการโอนออกไป ก็จะไม่ได้สิทธิ์ลดหย่อนตามมาตรการ และทำให้เราต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ​​ 3.ตรวจสอบสถานะการเงิน และเอกสารในการขอสินเชื่อ ให้พร้อม แม้จะได้สิทธิ์ลดหย่อนค่าโอนและค่าจดจำนองก็จริง แต่เราจะสามารถซื้อบ้านหรือคอนโดได้จริงหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า สถานะการเงินของเราผ่านพิจารณาตามเงื่อนไขของธนาคารหรือไม่ด้วย​ ซึ่งหากต้องการยื่นขอสินเชื่อให้อนุมัติ เราควรมีภาระผ่อนหนี้รวมกัน ต่อเดือนไม่เกิน 40% เช่นถ้ามีรายได้เดือนละ 40,000 บาท ก็ควรมี หนี้ผ่อนบ้านและอื่น ๆ รวมกันไม่เกิน​ 16,000 บาท ถ้ามากกว่านั้น ธนาคารก็อาจไม่พิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้ เพราะเมื่อต้องรับภาระ ผ่อนบ้านอาจไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายได้   นอกจากนั้นแล้ว เราก็ควรมีเงินเก็บสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้ด้วยก้อนหนึ่ง เพราะต้องไม่ลืมว่าเราจะเป็นต้องมีเงินก้อนประมาณ 20-30% ของค่าบ้านเตรียมไว้ด้วยก้อนหนึ่ง เนื่องจากธนาคารอาจไม่อนุมัติสินเชื่อให้ 100% เต็ม ทั้งนี้ เอกสาร สำคัญในการอนุมัติขอสินเชื่อจากธนาคารที่ต้องเตรียมให้พร้อม เพื่อ ไม่ให้เป็นการเสียเวลา และอาจทำให้สูญเสียโอกาสในการใช้สิทธิ์ ตามมาตรการรัฐ ได้แก่ -หลักฐานเอกสารประจำตัว ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนสมรส สำเนาเอกสารการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี) -หลักฐานเอกสารเกี่ยวกับการแสดงรายได้ ในกรณีของผู้มีรายได้ประจำสิ่งที่ต้องเตรียม ได้แก่ ใบรับรองเงินเดือน หรือหลักฐานการรับ/จ่ายเงินเดือนจากนายจ้าง สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร กรณีผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ ต้องเตรียมสำเนาทะเบียน การค้า หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และบัญชีเงินฝาก พร้อมหลักฐานแสดงการเดินบัญชีย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งนอกจากนี้แล้วหากมีเอกสารรายได้หรือทรัพย์สินอื่น ๆ อีก ก็จะยิ่ง ทำให้การรับพิจารณาอนุมัติสำเร็จได้ง่ายมากขึ้น -หลักฐานเกี่ยวกับหลักทรัพย์และการซื้อขาย ได้แก่​ สำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด แผนที่แสดงทำเลที่ตั้งของที่ดินหลักประกัน สำเนาสัญญา จะซื้อจะขายหรือสัญญามัดจำเป็น ถ้าเป็นกรณีการซื้อห้องชุด ต้องมีสำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุด รวมถึงรายละเอียดทรัพย์ส่วนบุคคล และทรัพย์ส่วนกลาง ​ -กรณีมีผู้กู้ร่วม จะต้องมีหลักฐานส่วนตัว และเอกสารหลักฐานแสดงรายได้ของผู้กู้ร่วมยื่นประกอบการพิจารณาคำร้องของสินเชื่อด้วย 4.ซื้อบ้านหรือคอนโดกับใคร ต้องแน่ใจว่าน่าเชื่อถือ การจะได้สิทธิ์ลดหย่อนค่าโอนและค่าจดจำนองจาก มาตรการรัฐปี 2564 นั้น จะต้องเป็นบ้านหรือคอนโดที่ขายโดยผู้ประกอบการที่ได้สิทธิ์ดำเนินการโครงการตามกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น ​เราจึงจำเป็นจะต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของโครงการบ้านหรือ คอนโดก่อนซื้อให้ดี ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้เราได้สิทธิ์ตามมาตรการรัฐ แล้ว ก็ยังทำให้เราได้บ้านหรือคอนโดที่มีคุณภาพคุ้มค่ากับราคาที่จ่าย ไปด้วย   แม้ปี 2564 นี้ สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงไม่หายไป แต่ท่ามกลางวิกฤตก็ยังมีโอกาสสำหรับคนไทยที่ฝันอยากมีบ้านหลังแรกเป็นของตัวเองอยู่จากมาตรการรัฐเพื่อที่อยู่อาศัย​  ซึ่งหากเราวางแผนเตรียมความพร้อม และเตรียมตัวเป็นอย่างดี ตามเงื่อนไขแล้วล่ะก็ จะสามารถซื้อบ้านหรือ คอนโดได้อย่างคุ้มค่าและลดค่าใช้จ่ายลงได้เป็นจำนวนมาก อันจะส่งผลให้เรามีเงินเหลือเก็บไว้ ใช้เพิ่มมากขึ้น มีบ้านเป็นของตัวเอง และดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมี ความสุขและราบรื่นแม้จะอยู่ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน   ที่มา-ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส.
พฤกษา เปิดโปรเจ็กต์ 2.6 หมื่นล้าน สร้างยอดขายโต 45%

พฤกษา เปิดโปรเจ็กต์ 2.6 หมื่นล้าน สร้างยอดขายโต 45%

พฤกษาเชื่อมั่นตลาดอสังหาฯ ยังเติบโต เดินหน้าสร้างธุรกิจปีแห่งคุณภาพ “A Year of Value” พร้อม 3 กลยุทธ์ ลุยธุรกิจ หวังเพิ่มรายได้และยอดขาย เตรียม​เปิด 29 โครงการใหม่ มูลค่า 26,630 ล้านบาท พร้อมเปิดให้บริการโรงพยาบาลวิมุต สร้างรายได้ปีแรก 400 ล้าน ปูทางสร้างสัดส่วนรายได้ประจำในอนาคต 10-20%   นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภาคการส่งออกและท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการจัดหาวัคซีนให้ทั่วถึงที่จะเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ยังเชื่อมั่นว่าภาพรวมตลาดในปีนี้จะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 9 % ที่มีมูลค่าตลาดกว่า 268,811 ล้านบาท   ส่วนแผนธุรกิจของกลุ่มพฤกษาในปี 2564  ได้วางกลยุทธ์ให้เป็นปีแห่งคุณค่า หรือ “A Year of Value” ในการสร้างสินค้าที่มีคุณภาพตอบโจทย์ความต้องการของกลูกค้า ซึ่งไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยแต่รวมถึงไลฟ์สไตล์ด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านสุขภาพจากแผนการเปิดให้บริการโรงพยาบาลวมุตในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้  โดยมี​ 3 กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ 1.การบริหารจัดการสินทรัพย์ 2.การสร้างคุณค่าในโครงการ และ 3.การผนวกธุรกิจด้านสุขภาพ เดินหน้าอัดโปร กระตุ้นยอดขาย สำหรับกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์  บริษัทยังคงใช้กลยุทธ์ด้านราคาและโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำตลาดและสร้างยอดขาย ซึ่งถือว่าในช่วงปีที่ผ่านมาและปีนี้ เป็นโอกาสของผู้ซื้อเพราะราคาที่อยู่อาศัยลดต่ำลงมาอย่างมาก จากความสำเร็จจากไตรมาสที่ผ่านมา ส่งผลให้ในต้นปีนี้ พฤกษายังคงใช้กลยุทธ์ทางด้านราคาและโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง  ปล่อยแคมเปญในไตรมาสแรก “มหกรรมแจกฟรี PRUKSA FREE FEST”  มอบสิทธิ อยู่ฟรี นานสูงสุดถึง 36 เดือน  หรือ ดอกเบี้ยฟรี 0% สูงสุด 36 เดือน หรือ ฟรี ค่าส่วนกลาง สูงสุดนานถึง 36 เดือน (เงื่อนไขตามที่แต่ละโครงการกำหนด) สำหรับลูกค้าที่จองและโอนที่อยู่อาศัยภายใน  31 มี.ค. นี้   โดยพฤกษาเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้ลูกค้าทั้งหมด ซึ่งมีโครงการทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมที่เข้าร่วมแคมเปญทั่วประเทศมากกว่า 1,000 ยูนิต มูลค่ารวมอยู่ที่ 3,377 ล้านบาท และเชื่อว่าแคมเปญนี้กระตุ้นการตัดสินใจ และช่วยบรรเทาความกังวลสำหรับคนที่อยากมีบ้านได้ดี  ประกอบกับมาตรการรัฐที่ขยายระยะเวลาลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ซึ่งถือเป็นกำไรเพิ่มอีกขั้นสำหรับลูกค้า  อย่างไรก็ตามเห็นว่าหากภาครัฐมีการขยายเพดานไปยังบ้านราคา 3-5 ล้านบาทด้วย มาตรการดังกล่าวน่าจะช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ และช่วยเหลือคนไทยที่อยากมีบ้านได้มากขึ้นไปอีก ปั้น 29 โปรเจ็กต์สร้างยอดโต 45% ส่วนการสร้างคุณค่าในโครงการ ปีนี้บริษัทวางแผนเปิดตัว 29 โครงการใหม่ มูลค่า 26,630 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการทาวน์เฮ้าส์ 17 โครงการ มูลค่า 14,680 ล้านบาท โครงการบ้านเดี่ยว 8 โครงการ มูลค่า 7,560 ล้านบาท และเปิดคอนโดมิเนียม 4 โครงการมูลค่า 4,390 ล้านบาท  ทั้งนี้ การเปิดตัวโครงการใหม่บริษัทจะมุ่งเน้นตลาดระดับราคา 2-3 ล้านบาท เนื่องจากกลุ่มลูกค้าที่สามารถซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคาดังกล่าวได้ เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพจะมีฐานรายได้เฉลี่ย 30,000-50,000 บาทต่อเดือน และเป็นกลุ่มราคาที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งปีนี้จะมีการพัฒนาสินค้ากลุ่มราคา 2-3 ล้านบาทออกมาทำตลาดกว่า 33% นายปิยะ กล่าวอีกว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ 32,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 45% สามารถทำยอดขายได้ 21,968 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้ 32,000 ล้านบาท เติบโต 9% จากปีที่ผ่านมา ​รายได้ 29,244 ล้านบาท ด้านผลการดำเนินงานในปี 2563 บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,771 ล้านบาท เปิดตัวโครงการทั้งสิ้น 13 โครงการ มูลค่า 15,756 ล้าน มียอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่าสูงถึง 21,940  ล้านบาท  โดยสามารถลดสินค้าคงค้างไปได้ถึง (Inventory) 41% จากปลายปี 2562 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาส 4 ที่ใช้กลยุทธ์ทางด้านราคาผนวกกับโครงการฮีโร่โปรเจค (Hero Projects) โดยทุ่มงบการตลาดไปยังโครงการที่มีศักยภาพสูง ทำให้รายได้ในไตรมาส 4 มีมูลค่า 9,584 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาส 3 ถึง 51% พร้อมทั้งทำยอดขาย 5,807 ล้านบาท เติบโต 409% เมื่อเทียบกับยอดขายไตรมาสเดียวกันในปี  2562 เตรียมเปิดรพ.วิมุตสร้างรายได้ 400 ล. สำหรับกลยุทธ์การผนวกธุรกิจด้านสุขภาพ ในปีนี้ได้เตรียมเปิดให้บริการโรงพยาบาลวิมุต ซึ่งได้ลงทุนกว่า 4,900 ล้านบาท ตั้งแต่ช่วงปี 2560 เป็นโรงพยาบาลทั่วไป ระดับตะติยภูมิ ขนาด 236 เตียง เน้นการดูแลรักษาโรคด้านกระดูก หัวใจ และสมอง​ตั้งอยู่บนพื้นที่ 4 ไร่ ริมถนนพหลโยธิน ติดสี่แยกสะพานควาย ซึ่งนอกจากการเปิดให้บริการโรงพยาบาลวิมุตแล้ว บริษัทยังวางแผนสร้างเครือข่ายการให้บริการด้านสุขภาพ ในพื้นที่โครงการของบริษัทและตามแหล่งชุมชนต่าง ๆ  โดยจะเปิดศูนย์ดูแลสุขภาพ  ประกอบด้วยคลีนิค ศูนย์กายภาพ ศูนย์ดูแลและบริบาลผู้สูงอายุ รวมทั้งการให้บริการดูแลสุขภาพถึงบ้าน (Home Health Care)   ด้านนายแพทย์กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิมุต โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ​โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ (Tertiary Care) ที่สามารถรักษาโรครุนแรง และซับซ้อนได้ มีการออกแบบตามมาตรฐานสากล JCI มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รักษาได้ตรงจุดด้วยเทคโนโลยี และเครื่องมือที่ทันสมัย โดยมีค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้  มีศูนย์เฉพาะทางที่โดดเด่นคือ ศูนย์กระดูก หัวใจ สมอง  ศูนย์เบาหวานครบวงจร และจัดตั้ง ศูนย์ผู้สูงอายุ (Geriatric center) เพื่อตอบโจทย์การเป็นสังคมผู้สูงอายุ รวมทั้งให้ความสำคัญกับกลุ่มโรค NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) ซึ่งมีสถิติการเจ็บป่วยสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว มีแพทย์ประจำครอบครัว (Family Medicine Doctor) ดูแลสมาชิกในครอบครัวแบบองค์รวม มี Transitional care ฟื้นฟูหลังการเจ็บป่วย เพื่อเตรียมผู้ป่วยก่อนกลับบ้าน รวมทั้งเปิด Nursing Home ในโรงพยาบาล เพื่อการเติบโตและก้าวหน้าของธุรกิจโรงพยาบาล ล่าสุดโรงพยาบาลวิมุตได้เข้าลงทุนในโรงพยาบาล  เทพธารินทร์ ถนนพระราม 4  ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงเชี่ยวชาญในด้านโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อมานานกว่า 36 ปี เพื่อรวมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และองค์ความรู้มา พัฒนาศูนย์เบาหวานครบวงจรให้มีความเป็นเลิศ รวมทั้งขยายผล การป้องกัน ดูแลรักษา สู่สังคมให้กว้างขวางยิ่งขึ้นต่อไป   ทั้งนี้ พฤกษาได้วางเป้าหมายจะสร้างโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการควบรวมกิจการกับโรงพยาบาลที่มีแนวทางการดำเนินงานในทิศทางเดียวกัน ในอนาคตวางเป้าหมายมีเครือข่ายโรงพยาบาบภายใน 8 ปี อีก 2-3 แห่ง เพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มพฤกษาสัดส่วน 10-20% แต่ระยะ 3-5 ปีคาดว่าจะทำรายได้ประมาณ 5% ของรายได้รวม ส่วนในปีแรกน่าจะทำรายได้ 400 ล้านบาท  
อนันดา ขน 26 โปรเจ็กต์ ผ่อนให้ 36 เดือน ดึง “น้าค่อม” กระตุ้นยอดขาย

อนันดา ขน 26 โปรเจ็กต์ ผ่อนให้ 36 เดือน ดึง “น้าค่อม” กระตุ้นยอดขาย

อนันดา ขน 26 โปรเจ็กต์ ผ่อนให้ 36 เดือน ดึง “น้าค่อม” กระตุ้นยอดขายไตรมาสแรก หวังสร้างยอดขาย 18,570 ล้าน เล็งเปิดตัว 5 โครงการ 24,422 ล้าน พร้อมปัดฝุ่นโปรเจ็กต์ทำเลสะพานควาย รอจังหวะเปิดตัวใหม่ ​   นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 ยังเป็นปีที่มีความท้าทาย และความไม่แน่นอน  จากผลกระทบของไวรัสโควิด-19  โดย​บริษัทได้มีการวางแผนเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยง และความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น  พร้อมรองรับ ปรับเปลี่ยน ยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1 ของปี 2564 เตรียมเปิดตัวแคมเปญพิเศษ #อนันดาทุบไม่ยั้ง” เป็น “อนันดา” x “น้าค่อม” ดาราตลกอารมณ์ดี คาแรกเตอร์โดดเด่น ขวัญใจมหาชน ทุกเพศ ทุกวัย มาสร้างสีสันให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ ให้กับแคมเปญ #อนันดาทุบไม่ยั้ง” ผ่อนให้ฟรี นานถึง 36 เดือน ในราคาที่ดีที่สุด ที่ไม่เคยมีมาก่อน กับ 26 โครงการ ทั้งคอนโดติดรถไฟฟ้า บ้าน และทาวน์โฮม พร้อมเข้าอยู่ทุกทำเล   สำหรับในปี 2564  บริษัทได้วางเป้าหมายการสร้างยอดขาย 18,570 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากโครงการคอนโดมิเนียม 16,762 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 1,808 ล้านบาท วางเป้าหมายยอดโอน 16,008 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโด 14,311 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 1,697 ล้านบาท โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขาย 17,495 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากโครงการคอนโด 15,074 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 2,421 ล้านบาท มียอดโอน 18,340 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดโอนจากโครงการคอนโด 16,913 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 1,427 ล้านบาท   ด้านนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดขายของตลาดคอนโดทั้งหมดในปี 2563 ดูลดลงอย่างมากจากปีก่อนหน้า เนื่องมาจากการลดลงของการเปิดโครงการ และการขายโครงการใหม่ที่มีอัตราการลดลงถึง 63% แต่ทั้งนี้เมื่อมองดูตัวเลขภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ของคอนโด พบว่าลดลงจากปีก่อนหน้าเพียง 10% เท่านั้น ดังนั้น จากข้อมูลนี้ แสดงให้เห็นว่า คอนโดพร้อมเข้าอยู่ยังคงเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และยังคงมีการโอนอยู่ เพราะยอดการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงเพียงเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะผ่านสถานการณ์ Lock down ประเทศ และกำลังซื้อของชาวต่างชาติที่ลดลงก็ตาม สำหรับปี 2564 บริษัทเชื่อมั่นทิศทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะดีขึ้น แม้ว่าจะยังมีความไม่แน่นอนอยู่บ้างก็ตาม โดยได้วางแผนเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 5 โครงการ  มูลค่ารวม 24,422 ล้านบาท บน 5 ทำเล ได้แก่ ทองหล่อ สุรวงศ์ สะพานควาย สุขุมวิท 38 และลำสาลี ที่มาพร้อมแนวคิดใหม่ ดีไซน์การออกแบบใหม่ เพื่อตอบโจทย์วิถีการใช้ชีวิตแบบใหม่ตามสถานการณ์ปัจจุบันและในอนาคต           
REIC มองตลาดอสังหาฯ 64 เปิดตัวใหม่เพิ่มแต่การโอนยังลด

REIC มองตลาดอสังหาฯ 64 เปิดตัวใหม่เพิ่มแต่การโอนยังลด

จากภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP มีการปรับลดลง 6.1% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ต่ำสุดในรอบ 22 ปี   ภาพรวมดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  โดยจากการจัดเก็บข้อมูลตลอดปี 2563 ที่ผ่านมาของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC พบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ รวมถึงแนวโน้มของตลาดอสังหาฯ ที่จะเกิดขึ้นในรอบปี 2564 ปี 64 หลายปัจจัยบวกและลบ แม้ว่าความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ของไทย จะทำได้ดีกว่าในหลายประเทศทั่วโลก แต่ยังถือว่ามีความล่าช้า โดยเฉพาะยังมีความไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของวัคซีน และยังมีการล็อกดาวน์ในธุรกิจบางประเภทด้วย จึงถือว่าเป็นปัจจัยลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่ยังเพิ่มขึ้น ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ต่างชาติยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศได้  ส่งผลต่อตลาดคอนโดมิเนียมอย่างชัดเจน   แต่อย่างไรก็ตาม ในหลากหลายปัจจัยลบต่าง ๆ ยังคงพอมีมุมมองในเชิงบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดอสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ การต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียม จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมอีก 1 ปี การลดภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสิ่งสร้างเหลือ 10% การเลื่อนประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินใหม่ไปในปี 2565 การเริ่มทยอยฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในหลาย ๆ ประเทศ ราคาอสังหาฯ มีแนวโน้มปรับตัวลดลง เพราะผู้ประกอบการยังคงจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง เปิดตัวใหม่เริ่มฟื้นตัวแต่การโอนยังลด ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 ว่า พบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการปรับตัวของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาฯ ​โดยมีการลดจำนวนโครงการใหม่เข้าสู่ตลาด  เพื่อให้ที่อยู่อาศัยที่เปิดการขายก่อนหน้านี้ ได้ถูกดูดซับออกไปจากระบบ คาดว่าปี 2564 จะมีการเปิดตัวใหม่ในกรุงเทพฯ​ และปริมณฑล จำนวน 82,594 ยูนิต เพิ่มขึ้น 32.7% จากปี 2563 ที่เปิดตัว 62,227 ยูนิต โดยการเปิดตัวใหม่จะเห็นชัดเจนได้ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี 2564 และคาดว่าผู้ประกอบการยังจะลงทุนในบ้านจัดสรรมากกว่าคอนโด  ซึ่งคาดว่าบ้านจัดสรรจะเปิดตัวใหม่ในปี 2564 เพิ่มขึ้น 22.5% จากปี 2563 หรือมีจำนวนยูนิตประมาณ 43,732 ยูนิต ส่วนโครงการคอนโดเปิดตัวใหม่ ปี 2564 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 46.5% จากปี 2563  สัดส่วนอาจจะดูเพิ่มขึ้นมากแต่เป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำมากจากปี 2563 หรือมีจำนวนยูนิตประมาณ 38,862 ยูนิต   สถานการณ์ที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ ปี 2563 ถือว่าผู้ประกอบการเปิดตัวอยู่อาศัยใหม่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี โดยสัดส่วนการเปิดตัวใหม่เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมที่คอนโดจะมากกว่าบ้านจัดสรร แต่ในปี 2563 สัดส่วนเปิดตัวใหม่บ้านจัดรรมากกว่าคอนโด เท่ากับ 57.4 ต่อ 42.6 ด้านการเปิดตัวโครงการใหม่จากการสำรวจพบว่า จำนวนยูนิตที่เปิดขายใหม่ (ไม่นับรวมบ้านมือสอง) เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปี 2563 ลดลง 36.7% จากปี 2562  โดยมีการเปิดตัวใหม่ จำนวน 62,227 ยูนิต ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรรเปิดตัวใหม่ 35,702 ยูนิต ลดลง 17.9% จากปี 2562  และโครงการคอนโดเปิดตัวใหม่ 26,525 ยูนิต ลดลง 51.6% จากปี 2562 โอนบ้าน-คอนโด ยังลดลงต่อเนื่อง REIC ประเมินสถานการณ์โดยรวมว่าปี 2564 จากการเกิดขึ้นของโควิด-19 ระรอกใหม่ ทำให้มียูนิตโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 353,236 ยูนิต จะลดลง 1.5% จากปี 2563  ซึ่งการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบจะลดลงเพียงเล็กน้อยหรือประมาณ 0.1% ในขณะที่คอนโดจะลดลง 4.2% ปี 2563 ที่ผ่านมาการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมีจำนวน 358,496 ยูนิตลดลง 8.5% จากปี 2562  เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่ยู่อาศัยแนวราบจำนวน 236,158 ยูนิต ลดลง 10.0% จากปี 2562 และเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโด 122,338 ยูนิต ลดลง 5.5% จากปี 2562   ด้านมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คาดว่าปี 2564 จะมีมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 876,121 ล้านบาท ลดลง 5.6% จากปี 2563  โดยมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบจะลดลง 7.7% ขณะที่คาดว่ามูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดจะลดลง 1.4%   ส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2563 มีมูลค่า 928,376 ล้านบาท ลดลง 0.3% จากปี 2562  โดยเป็นการลดลงของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโด 4.7% ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยแนวราบมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2.2% หวังเศรษฐกิจฟื้นดันยอดสินเชื่อโต 7% ขณะที่สถานการณ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยยังคงมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2564 คาดว่าจะมีมูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยประมาณ 595,141 ล้านบาท ลดลงต่อเนื่อง 2.8% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่หากสถานการเศรษฐกิจในปีนี้กลับมาฟื้นตัวได้ในภายหลัง อาจจะทำให้สินเชื่อปล่อยใหม่กลับมาเติบโตเพิ่มขึ้น 7.0% หรือมียอดสินเชื่อ 654,655 ล้านบาท โดยในปี 2563 มูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศ มีมูลค่า  612,084 ล้านบาท ลดลง 4.4% จากปี 2562 ซึ่งเป็นผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ระรอกแรก ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2563 และต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 2 แม้ว่าช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 สถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้น และมีมาตรการออกมากระตุ้น แต่ผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ส่งผลในวงกว้างทำให้ในภาพรวมของปี 2563 การปล่อยสินเชื่อยังลดลง ใช้มาตการรัฐกระตุ้นตลาดบ้าน3-7ล. จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ ยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทางศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ จึงเห็นว่าภาครัฐควรกระตุ้นตลาด ด้วยการขยายเพดานาราคาของที่อยู่อาศัย ให้ได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการภาครัฐที่ออกมาก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มตลาดบ้านระดับราคา 3-7 ล้านบาท เพราะเป็นตลาดหลักและครอบคลุมตลาดอสังหาฯ ได้มากถึง 80% เมื่อรวมกับกลุ่มบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่ภาครัฐได้ออกมาตรการมาช่วยเหลือก่อนหน้านี้แล้ว   นอกจากนี้ เห็นว่ามาตรการที่จะให้สิทธิประโยชน์กับกลุ่มบ้านมือ 2 ด้วย เพราะปัจจุบันมาตรการด้านภาษีและค่าธรรมเนียมที่ออกมา บ้านใหม่เท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ การให้สิทธิประโยชน์กับกลุ่มบ้านมือ 2 จะส่งผลดีที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งระบบ เพราะเจ้าของบ้านที่ขายบ้านเก่าไปแล้ว ก็จะต้องหาซื้อบ้านใหม่ที่ใหญ่ขึ้น หรือในทำเลใหม่ ทำให้เกิดสภาพคล่องของตลาดอสังหาฯ
เอ็น.ซี.ฯ ลุยอ 7 โปรเจ็กต์แนวราบ สร้างรายได้ 2,000 ล้าน

เอ็น.ซี.ฯ ลุยอ 7 โปรเจ็กต์แนวราบ สร้างรายได้ 2,000 ล้าน

เอ็น.ซี. เฮ้าส์ซิ่ง ลุยตลาดบ้านแนวราบ เปิด 7 โปรเจ็กต์ใหม่ 5,000 ล้าน พร้อม 3 กลยุทธ์สู่เป้าหมายรายได้ 2,000 ล้าน แตกธุรกิจใหม่ด้านสุขภาพ สร้างรายได้ประจำ ​​   นายสมนึก  ตันฑเทอดธรรม กรรมการผู้จัดการ  บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2564 ว่า ได้วางแผนเปิดตัวโครงการใหม่  7 โครงการใน  4  ทำเลกลักของพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเป็นโครงการแนวราบทั้งหมด รวมมูลค่า  5,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 3,500 ล้านบาท และรับรู้รายได้ปี 2564  ที่ 2,000 ล้านบาท เติบโต 30% จากเป้าหมายรายได้ในปี 2563 ที่คาดว่าจะทำได้ 1,600 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ประมาณ​  500-600 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ภายในปี 2564 ทั้งหมด และมีโครงการอยู่ระหว่างการขายรวมมูลค่า 8,000 ล้านบาท   สำหรับราคาบ้านที่บริษัทจะมุ่งเน้นการทำตลาดหลักในปีนี้ คือ กลุ่มบ้านแนวราบระดับราคา 3-5 ล้านบาท เนื่องจากสอดคล้องกับกำลังซื้อและความต้องการของลูกค้าปัจจุบัน เป็นกลุ่มราคาที่ลูกค้าสามารถจับต้องได้  และเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางการทำตลาดบริษัทจะเน้น 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1.เปิดตลาดเชิงรุกใน 4 ทำเล ด้วยการพัฒนาโครงการแนวราบ  ทั้งโครงการทาวน์เฮ้าส์​  บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว ในระดับราคาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดบ้านแนวราบ โดยขยายทำเลเพิ่มครอบคลุมพื้นที่ 4 ทำเลศักยภาพ (โซนเหนือ , โซนตะวันตก,โซนใต้ และตะวันออก ของกรุงเทพฯและปริมณฑล) เพิ่มกำลังการผลิตบ้านด้วยระบบเทคโนโลยีการก่อสร้างทันสมัย การทำตลาดผ่านช่องทางการสื่อสารออนไลน์ แพลตฟอร์มดิจิทัลการชมบ้าน 360องศา และ Facebook Live 2.พัฒนาโปรดักส์ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย การพัฒนานวัตกรรมบ้านตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย ในทุกไลฟ์สไตล์และกลุ่มลูกค้าทุกช่วงวัย (a///gen)  ควบคู่การพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมผ่าน  Smart Eco, Smart Care เพิ่มความแตกต่าง Function ที่ตอบรับครอบครัววิถีใหม่ เพิ่มทางเลือกรูปแบบการใช้ชีวิต Life Style หลากหลาย การอยู่บ้านอย่างมีความสุข ผสานเทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตในบ้านสะดวกสบายมากขึ้น การดูแลสุขภาพของสมาชิกในครอบครัวยุค New Normal 3.ผนึกพันธมิตรลุยธุรกิจสุขภาพ การร่วมมือกับห้างหุ้นส่วนจำกัด เดอะแคร์แอนด์เฮลธ์ กรุ๊ป เพื่อดำเนินธุรกิจด้านศูนย์บริการด้านการฟื้นฟูสุขภาพ และดูแลผู้สูงอายุ (Wellness & Healthcare Business) เพื่อเป็นฐานรายได้ประจำในอนาคต ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 3 ศูนย์ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด Vacation Time   นายสมนึก กล่าวอีกว่า ​ทิศทางอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ยังคงเป็นโอกาสทองของผู้ซื้อบ้านแนวราบ และยังเป็นตลาดของผู้ซื้อที่มีความพร้อมเรื่องบ้าน ด้วยปัจจัยบวกทั้งอัตราดอกเบี้ยซื้อบ้านที่ลดลงและ จากมาตรการรัฐ ที่มอบให้กับกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรก ที่ผ่านมา เอ็น.ซี ได้มีการเรียนรู้จากวิกฤตโควิด-19 มีมาตรการป้องกันรองรับอย่างฉับไวทุกส่วนงาน สร้างความเชื่อมั่นทุกโครงการ ในฐานะผู้ประกอบการอสังหาฯ คาดการณ์ว่าตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบยังเติบโตเนื่อง โดยเฉพาะตลาดบ้านระดับ 3-5 ล้านบาท
เปิดข้อมูลตลาดบ้านหรู 5 ปีพัฒนา 40,000 ล้าน

เปิดข้อมูลตลาดบ้านหรู 5 ปีพัฒนา 40,000 ล้าน

เน็กซัสฯ เปิดข้อมูลตลาดบ้านหรู 5 ปีพัฒนา 40,000 ล้าน โดย 5 ทำเลหลัก อยู่ย่านใจกลางเมืองและพื้นที่เชื่อมต่อสู่ใจกลางเมืองได้สะดวก ราคาที่พัฒนามากสุดคือ บ้านหรู 30-50 ล้าน   นางนลินรัตน์  เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาภาพรวมตลาดบ้านหรูใจกลางเมืองยังคงเติบโต มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง​ โดยมีโครงการใหม่เกิดขึ้น 56 โครงการ มีจำนวนอยู่ในตลาด 796 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าตลาดมากกว่า 40,000 ล้านบาท  เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สัดส่วน 39% และบริษัทรายย่อยในสัดส่วน 61% สำหรับทำเลที่ตั้งหลักของโครงการบ้านหรู​ จะอยู่ใจกลางเมืองที่มีความสะดวกสบาย  โดย 90% ของจำนวนทั้งหมด อยู่ในโซนที่เชื่อมต่อกับใจกลางเมือง มีการเดินทางสะดวกและคล่องตัว ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าหรือขนส่งสาธารณะ โดยทำเลที่มีบ้านมากที่สุดคือ 1.ทำเลเอกมัย-รามอินทรา สัดส่วน 26% 2.ทำเลสาทร-พระราม 3 สัดส่วน 21% 3.ทำเลสุขุมวิท สัดส่วน 20% 4.ทำเลรัชดา-ลาดพร้าวตอนต้น สัดส่วน 17% 5.ทำเลพหลโยธิน สัดส่วน 6%   ทั้งนี้ ส่วนใหญ่โครงการจะอยู่ในซอยย่อย ที่สามารถเดินทางเข้าออกสะดวก โดยที่ดินนั้นอาจมีข้อจำกัดในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ส่งผลทำให้ราคาที่ดินต่ำกว่าบริเวณใกล้เคียง ซึ่งก็ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบทางการตลาดจากศักยภาพที่ดินที่ต่างกัน โดยสินค้าในตลาดนี้ ระดับราคาต่อยูนิตมีความแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ประกอบไปด้วย ทำเลที่ตั้ง ขนาดของที่ดิน ขนาดบ้าน และวัสดุที่ใช้ในโครงการ โดยนิยามบ้านหรูในระดับนี้ จะเริ่มต้นที่ระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป จนถึงมากกว่า 100 ล้านบาท   สัดส่วนราคาในการพัฒนาโครงการบ้านหรู 1.บ้านหรูระดับราคา​ 30 - 50 ล้านบาท สัดส่วน 42% 2.บ้านหรูระดับราคา​ 20 - 30 ล้านบาท สัดส่วน 27% 3.บ้านหรูระดับราคา​ 50 - 75 ล้านบาท สัดส่วน 21% 4.บ้านหรูระดับราคา​ 75 ล้านบาทขึ้นไป สัดส่วน 9% การจะเปรียบเทียบราคาบ้านในกลุ่มนี้ได้ดีที่สุด คือ เปรียบเทียบกับราคาคอนโดมิเนียม โดยที่บ้านระดับนี้ ราคาต่อตารางเมตรในแต่ละทำเล จะมีราคาถูกกว่าคอนโดอย่างน้อย 3 เท่า เช่น บริเวณสาทร คอนโดซูเปอร์ลักซูรี่ เฉลี่ย 293,000 บาทต่อตารางเมตร ในขณะที่บ้าน ราคาคิดเป็นตารางเมตรอยู่ที่ 78,000 บาท จะเห็นได้ว่าในงบประมาณ 50 ล้านบาท อาจจะได้คอนโดเพนท์เฮาส์ 200 ตารางเมตร เปรียบเทียบกับบ้าน ที่ได้บ้านพร้อมที่ดินที่ใหญ่กว่า 700 ตารางเมตร เป็นต้น   นางนลินรัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับความต้องการบ้านประเภทนี้ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ​ส่วนหนึ่งจะมาจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยระดับบน จากคอนโดมาเป็นบ้านใจกลางเมือง แต่ยังคงความสะดวกสบายและหรูหรา เหมือนใช้ชีวิตในตึกสูง ขณะเดียวกัน ยังได้เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านด้วย เป็นกลุ่มผู้อยู่อาศัยจริง (Real demand)  โดยปกติแล้ว การขายบ้านประเภทนี้อาจไม่ได้รวดเร็วมากนัก ซึ่งระยะเวลาการขายเฉลี่ยแต่ละโครงการอยู่ที่ 2 - 3 ปี ยอดขายเฉลี่ยในตลาดอยู่ที่ 53% ปัจจัยที่ทำให้ยอดขายแตกต่างกันขึ้นอยู่กับราคา เมื่อเปรียบเทียบกับทำเลที่เหมาะสม ความสะดวกสบายของทำเลเมื่อเทียบกับราคา และคุณภาพของสินค้าโดยรวม 9 บทสรุปความน่าสนใจตลาดบ้านหรู จากข้อมูลทางการตลาดและผลวิจัยเบื้องต้น เน็กซัส สรุปความน่าสนใจและข้อดีของตลาดบ้านหรูกลางเมืองสำหรับผู้บริโภค โดยแบ่งเป็น 9 ข้อดีของการมีบ้านในเมือง ได้แก่ 1.ตลาดยังคงเติบโตและมีอุปทานคุณภาพดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 2.ทำเลกลางเมืองเดินทางสะดวกสบาย 3.ราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับทำเลและพื้นที่ใช้สอยที่ได้ 4.ได้ทรัพย์สินเป็นที่ดิน และความรู้สึกความเป็นเจ้าของที่แท้จริง 5.มีความเป็นส่วนตัวสูง 6.ได้บ้านที่แตกต่างสะท้อนตัวตนของผู้อยู่อาศัย 7.คุณภาพและวัสดุที่ใช้ 8.ไลฟ์สไตล์คนเมือง 9.สำคัญที่สุดเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าทั้งในปัจจุบันและอนาคต   จากความน่าสนใจของตลาดบ้านหรูใจกลางเมือง เราจึงมองเห็นโอกาส ที่จะทำให้ “ผู้ซื้อ” สามารถเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ ได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการที่แท้จริง ทั้งในแง่ของงบประมาณและไลฟ์สไตล์ ในขณะที่ “ผู้ขาย” ก็มีโอกาสขายสินค้าได้ ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการจัดแคมเปญ “Luxury House Grand Sale” เพื่อรวบรวมบ้านหรู Rare Item โครงการคุณภาพใจกลางเมืองกว่า 20 โครงการ มาให้เลือกช้อปแบบครบ จบที่เดียว!  ในราคาเริ่มต้น 22.9 - 70 ล้านบาท พร้อมส่วนลดสูงสุดถึง 11 ล้านบาท* และ Voucher เฟอร์นิเจอร์โดย Euro Creations จากอิตาลี รวมทั้งโปรโมชั่นพิเศษอีกมากมาย พิเศษเฉพาะลูกค้าเน็กซัส! ตั้งแต่วันนี้ – 31 มี.ค. 2564      
โควิดระรอกใหม่ ฟาดตลาดอสังหาฯ ซึมต่อเนื่อง

โควิดระรอกใหม่ ฟาดตลาดอสังหาฯ ซึมต่อเนื่อง

โควิดระรอกใหม่ ฟาดตลาดอสังหาฯ ซึมต่อเนื่อง สงครามราคาคาดเอาไม่อยู่ ดัชนีลดลงต่อเนื่อง ขณะที่คอนโด ยังเหลือมากสุดในตลาด หวัง “วัคซีนต้านไวรัส - มาตรการภาครัฐ” ปลุกตลาดฟื้นตัวเร็วขึ้น   ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดจากรายงาน DDproperty Thailand Property Market Index  พบว่า ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 197 จุด จาก 201 จุด หรือลดลง 2% จากไตรมาสก่อน ถือเป็นดัชนีราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 14 ไตรมาส (นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2560) หลังจากเคยมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงคลายล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดรอบแรก คาดแนวโน้มราคาอสังหาริมทรัพย์​ และจำนวนจะลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว และยังไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก แต่ยังคงมีความหวังว่าวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 และมาตรการเยียวยาเพิ่มเติมจากภาครัฐจะช่วยกระตุ้นให้ตลาดอสังหาฯ กลับมาฟื้นตัวเร็วขึ้น สงครามราคาไม่ช่วยกระตุ้นตลาดอสัหาฯ นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทยของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า  คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง สาเหตุหลักมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่น่าจะน้อยกว่าที่คาด และความไม่แน่นอนจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของสภาพเศรษฐกิจโดยตรงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการเติบโตในตลาดอสังหาฯ พอสมควร โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะฟื้นตัว 3.2%   เมื่อผนวกกับความท้าทายจากกำลังซื้อของชาวต่างชาติที่หายไปเป็นระยะเวลานาน และความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ตลาดอสังหาฯ ไทยกลับมาฟื้นตัวช้าขึ้น จากเดิมที่เคยคาดไว้ว่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เห็นได้จากรายงานล่าสุด พบว่า การแพร่ระบาดระลอกใหม่ ได้ส่งผลให้แนวโน้มราคาอสังหาฯ ลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว และคาดการณ์ว่าจะไม่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564   ส่วนดัชนีอุปทานก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน เนื่องจากผู้ประกอบการหันมาเร่งระบายสต็อกคงค้างและชะลอการเปิดโครงการใหม่ออกไปก่อนในช่วงนี้ ในขณะที่ความต้องการซื้อของผู้บริโภคก็ถูกดูดซับไปแล้วจำนวนมาก จากสงครามราคาที่รุนแรงในช่วงที่ผ่านมา จึงส่งผลให้การเติบโตในตลาดช่วงต้นปีนี้ไม่คึกคักเท่าที่ควร   ปีนี้สงครามราคาอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่มาช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวในตลาดได้เหมือนเดิม โดยมองว่าความชัดเจนของการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในไทย และมาตรการเยียวยาจากภาครัฐอย่างตรงจุดจะเป็นตัวแปรสำคัญที่เร่งการฟื้นตัวในตลาดอสังหาฯ ได้ดีขึ้น   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาครัฐจะมีการออกมาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และลดค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาฯ เพื่อบรรเทาผลกระทบในรอบนี้แล้ว แต่คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อของผู้บริโภคได้ไม่มากนัก เนื่องจากเพดานของมาตรการยังคงจำกัดอยู่แค่การซื้อบ้านและคอนโด ใหม่จากผู้ประกอบการอสังหาฯ ในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทเท่านั้น คนไทย ต้องการซื้อบ้านไม่เกิน 5 ล้าน จากข้อมูลผู้เข้าเยี่ยมชมในเว็บไซต์ DDproperty.com ทั่วประเทศในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า เกือบ 3 ใน 4 ของผู้บริโภค (74%) ให้ความสนใจเข้าชมประกาศซื้อ-ขาย-เช่าที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ในขณะที่การเข้าชมอสังหาฯ ระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มี 55%   สะท้อนให้เห็นเทรนด์ความต้องการซื้อของผู้บริโภค (Demand) ที่มองหาที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท แม้อาจมีความจำเป็นต้องชะลอการใช้จ่ายออกไปก่อน แต่ถือเป็นอีกโอกาสในตลาดที่ไม่ควรมองข้าม หากภาครัฐต้องการกระตุ้นภาคอสังหาฯ จึงควรที่จะขยายเพดานของมาตรการลดค่าโอน-ค่าจดจำนองให้สูงกว่าเดิม เพื่อช่วยดึงกำลังซื้อใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดมากขึ้น รวมทั้งช่วยดูดซับโครงการคงค้างที่มีราคามากกว่า 3 ล้านบาทของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในช่วงที่ผ่านมาให้ลดลงได้ โควิด-19 ระรอกใหม่ ทำตลาดอสังหาฯ สั่นคลอน   รายงาน DDproperty Thailand Property Market Index ฉบับล่าสุด เผยข้อมูลเชิงลึกและทิศทางตลาดอสังหาฯ ไทยหลังต้องเผชิญการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่แบบไม่ทันตั้งตัว ส่งผลกระทบให้การเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคปรับทิศทางชะลอตัวลง ราคาอสังหาฯ ลด ที่อยู่อาศัยแนวราบยังทรงตัว เมื่อผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ จำเป็นต้องใช้สงครามราคา ออกมาเป็นตัวช่วยในการเร่งระบายสต็อกคงค้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อในเวลานี้ ข้อมูลจากรายงานยังพบว่า ดัชนีราคาอสังหาฯ ไตรมาสที่ผ่านมาทุกรูปแบบที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มลดลง  โดยเฉพาะประเภทคอนโด ที่ดัชนีราคาลดลง 2% จากไตรมาสก่อน และลดลงถึง 5% ในรอบปี (YoY)   ในขณะที่อสังหาฯ แนวราบได้อานิสงส์ จากการที่ผู้บริโภคหันมา Work from Home ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดฯทำให้สนใจโครงการแนวราบมากขึ้น ส่งผลให้ดัชนีราคาทาวน์เฮ้าส์ยังคงทรงตัว ในขณะที่บ้านเดี่ยวแม้ดัชนีราคาจะลดลง 2% จากไตรมาสก่อน แต่ถือว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 10% ในรอบ 2 ปี สะท้อนให้เห็นโอกาสจากกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงที่ยังคงมีอยู่ในตลาด (Real Demand) คอนโด ยังครองแชมป์สต็อกเหลือมากสุด นอกจากการระบาดฯ ระลอกใหม่ จะส่งผลกระทบต่อการวางแผนใช้จ่ายของผู้ซื้อโดยตรงแล้ว ยังส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ นักลงทุน และผู้บริโภคที่ต้องการขายอสังหาฯ ที่มีอยู่ตอนนี้ เลือกที่จะชะลอการขายออกไปก่อนอีกด้วย   จากรายงานพบว่า ดัชนีอุปทานลดลงมาอยู่ที่ 363 จุด จาก 385 จุด หรือลดลงถึง 6% จากไตรมาสก่อน และคาดการณ์ว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อยหนึ่งไตรมาส ในช่วงที่ผ่านมาตลาดคอนโด ถือว่าได้รับผลกระทบมากที่สุดจนมีสินค้าคงค้างในตลาดเป็นจำนวนมาก แม้ไตรมาสนี้จำนวนคอนโด จะลดลงจากไตรมาสก่อน 7% แต่เมื่อมองภาพรวมแล้วคอนโด ยังคงมีสัดส่วนมากที่สุดถึง 88% ของจำนวนอสังหาฯ ทั้งหมดในกรุงเทพฯ ในขณะที่ดัชนีอุปทานบ้านเดี่ยวมีสัดส่วน 7% และทาวน์เฮ้าส์มีเพียง 5% เท่านั้น เขตคลองเตย ตลาดเช่ามาแรง   สำหรับทำเลในกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนลดลงมากที่สุดในรอบไตรมาส ส่วนใหญ่อยู่ในทำเลใจกลางเมือง ได้แก่ เขตวัฒนา เขตคลองเตย และเขตสาทร แม้ภาพรวมการซื้อขายในตลาดอสังหาฯ จะยังมีแนวโน้มชะลอตัว แต่หากมองในมุมอสังหาฯ ให้เช่ากลับพบว่ายังมีโอกาสเติบโตไม่น้อย โดยผู้บริโภคยังมีความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตคลองเตยที่มีการเติบโตในหลายทำเล ได้แก่ แขวงคลองเตย เพิ่มขึ้นถึง 17% ตามมาด้วยแขวงพระโขนง เพิ่มขึ้น 12% และแขวงคลองตัน เพิ่มขึ้น 11%   ส่วนในเขตวัฒนาก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน โดยผู้บริโภคสนใจเช่าที่อยู่อาศัย ในแขวงคลองเตยเหนือ เพิ่มขึ้น 15% ตามมาด้วยแขวงคลองตันเหนือ เพิ่มขึ้น 10% และแขวงพระโขนงเหนือ เพิ่มขึ้น 9% สะท้อนให้เห็นทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยแบบให้เช่าที่ยังมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต สวนทางกับจำนวนอุปทานที่ลดลงในบางทำเล ถือเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มีอสังหาฯ ในทำเลดังกล่าว ที่อาจจะเลือกชะลอการขายออกไปก่อนเพื่อรอจังหวะในการสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า และเปลี่ยนมาปล่อยเช่าแทนในเวลานี้ เพื่อจับความต้องการผู้บริโภคที่มีในตลาด