Tag : Townhome

216 ผลลัพธ์
แสนสิริ รุกแนวราบทุกเซ็กเมนต์ ตั้งเป้า No.1 บ้านเดี่ยว และ Top 3 ทาวน์เฮาส์ใน 3 ปี

แสนสิริ รุกแนวราบทุกเซ็กเมนต์ ตั้งเป้า No.1 บ้านเดี่ยว และ Top 3 ทาวน์เฮาส์ใน 3 ปี

เป็นอีกหนึ่ง Developer ที่ออกมาประกาศเปิดเกมส์รุกตลาดแนวราบอย่างเป็นทางการ โดยการสร้างทีมบริหาร พัฒนาสินค้าควบคู่ไปกับการบริการ เพื่อการขึ้นเป็นอันดับ 1 ของตลาดบ้านเดี่ยว และเป็น Top 3 ของตลาดทาวน์เฮาส์ ตั้งเป้าภายในระยะเวลา 3 ปี   นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังนี้ว่า ครึ่งปีแรกที่ผ่านในของปีนี้ เราทำยอดขายโครงการแนวราบได้ค่อนข้างดี จึงเชื่อว่าครึ่งปีหลังตลาดแนวราบจะเติบโตไปได้ดี โดย 6 เดือนแรกทำยอดขายได้ 10,924 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับยอดของปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน มีกำไรอยู่ที่ 689 ล้านบาท มียอด Backlog อยู่ที่ 55,000 ล้านบาท และมีโครงการที่เตรียมโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงครึ่งปีหลังอยู่ 10 โครงการ คาดว่าจะมียอดรับรู้รายได้กว่าหมื่นล้านบาท   "เทรนด์อสังหาฯ ในครึ่งปีหลัง เชื่อว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยลดลงอีกจากหลายปัจจัย และเชื่อว่าจะมีมาตรการต่างๆ จากภาครัฐออกมา เพื่อดันให้มีตัวเลขที่โตขึ้นได้" แสนสิริเตรียมเปิดอีกทั้งหมด 16 โครงการ โดยแบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 4 โครงการ ทาวน์เฮ้าส์ 6 โครงการ และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ รวมมูลค่า 24,000 ล้านบาท ซึ่งเฉพาะแนวราบ 10 โครงการ จะมีมูลค่ารวม 13,000 ล้านบาท ซึ่งกุญแจสำคัญที่จะทำให้ก้าวไปสู่เป้าหมายในการเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดบ้านเดี่ยว และ Top 3 ในตลาดทาวน์เฮาส์ภายใน 3 ปี คือการวางกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจแนวราบมาจากการพัฒนาโครงการที่ครอบคลุมแบรนด์แนวราบ ตอบโจทย์ลูกค้าทุกเซ็กเมนต์ สร้างจุดเด่นในแต่ละแบรนด์ที่ชัดเจน และโดดเด่นด้าน Service แตกต่างเหนือคู่แข่ง ส่วนคอนโดมิเนียมนั้นมีการปรับแผนหันมาเปิดโครงการที่จับกลุ่มระดับกลาง พร้อมปรับไปตามความต้องการของกลุ่มลูกค้า โดยมีแบรนด์หลักที่จะนำมาเปิดตัวช่วงปีหลังนี้ อาทิ   บุราสิริ “บ้านบรรยากาศรีสอร์ท บ้านเพื่อการพักผ่อนที่แท้จริง” บ้านเดี่ยวบรรยากาศรีสอร์ท ตั้งแต่ทางเข้าโครงการ คลับเฮาส์ ตัวบ้านที่ออกแบบมาให้มีโอกาสได้สัมผัส กับธรรมชาติได้มากกว่า สวนส่วนกลางที่เน้นการปลูกด้วยต้นไม้ใหญ่ เพิ่มพื้นที่ Strip Park เชื่อมต่อระหว่างบ้าน ตัวซอย เพิ่มพื้นที่สีเขียว ให้ความเขียวชอุ่ม ทำให้ร่มรื่น สบายตาและเลือกใช้วัสดุที่คำนึงถึงรูปแบบ สีสันที่ให้ความกลมกลืนกับธรรมชาติ ในระดับราคา 8-20   “สราญสิริ” เตรียมเปิดตัว Double Volume ลักซ์ชัวรี่สเปซในบ้านเดี่ยว บ้านเดี่ยวภายใต้แนวคิด Built for Love พร้อมเพิ่มพื้นที่ความสุขด้วย Double Volume เพื่อให้สมาชิกครอบครัวทุกรุ่นทุกวัยได้ใช้ชีวิต และเวลาดีๆ ร่วมกัน โดยจะเปิดตัวครั้งแรกที่บ้านเดี่ยวสราญสิริโครงการใหม่ ในชื่อ “สราญสิริ ศรีวารี” ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ระดับราคา 5–7 ล้านบาท   Garden Connect ฟังก์ชั่นบ้านแนวคิดใหม่ ในแบรนด์เศรษฐสิริและบุราสิริ  ครั้งแรกกับแนวคิดใหม่ในการใช้พื้นที่ภายในบ้าน บนแปลนบ้านแบบใหม่ สร้างพื้นที่พิเศษ ให้ความเป็นส่วนตัว เชื่อมต่อพื้นที่ใช้สอยภายนอกบ้านสู่ภายในบ้าน สามารถจัดสรรพื้นที่เป็นสระว่ายน้ำ หรือสวนขนาดใหญ่ได้ โดยจะเริ่มพัฒนาในรูปแบบของเอ็กซ์คลูซีฟยูนิตใน 5 โครงการ ภายใต้แบรนด์เศรษฐสิริ และบุราสิริ นำร่องด้วยโครงการบุราสิริ วงแหวนอ่อนนุชในช่วงปลายปีนี้และเศรษฐสิริ ทวีวัฒนาในช่วงต้นปีหน้า   สิริเพลส ทาวน์เฮาส์สไตล์ Modern Loft ครองใจกลุ่ม Young Gen ทาวน์เฮาส์คุณภาพในระดับ Best in Class ในปีนี้แสนสิริจะนำเสนอทาวน์เฮาส์รูปแบบล่าสุดในสีสันและดีไซน์ที่สนุกสนาน โดยยังคงคอนเซ็ปต์ "Modern Loft" ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ พร้อมนำเสนอฟังก์ชั่นการอยู่อาศัยที่มีห้องน้ำในตัว รวมถึงเพดานสูงใน Master Bedroom และห้องเอนกประสงค์ชั้นล่างที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามไลฟ์สไตล์และความชื่นชอบ ซึ่งจะเปิดตัว 4 โครงการใน 4 ทำเลใหม่ในเดือพฤศจิกายนนี้   สำหรับแผนการเปิดตัว 10 โครงการแนวราบที่จะเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ได้แก่ โครงการไทเกอร์ เลน (Tiger Lane) มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท โครงการคณาสิริ ราชพฤกษ์ 346 มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท โครงการสราญสิริ ศรีวารี มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท โครงการอณาสิริ บางใหญ่ มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท โครงการเศรษฐสิริ จรัญฯ ปิ่นเกล้า 2 มูลค่าโครงการ 3,300 ล้านบาท โครงการบุราสิริ พระราม 2 มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท สิริเพลส 4 โครงการใน 4 ทำเลใหม่ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 3,500 ล้านบาท ในทำเล เพชรเกษม ราชพฤกษ์ตัดใหม่ และบางใหญ่อีก 2 โครงการ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ Sansiri Service ที่แสนสิริเป็นผู้นำด้านการบริการลูกบ้านของวงการอสังหาริมทรัพย์ ที่จะช่วยสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าเรียลดีมานด์ในด้านบริการและความปลอดภัย เพื่อมอบประสบการณ์ด้านบริการทั้งก่อนและหลังการอยู่อาศัยที่ดีที่สุดในทุกด้านให้กับลูกบ้าน ตั้งแต่การซื้อที่อยู่อาศัย การย้ายเข้าอยู่อาศัย และตลอดระยะเวลาในการอยู่อาศัย พร้อมตั้งเป้าหมายเป็น Top of Mind ด้านความปลอดภัยในโครงการอสังหาริมทรัพย์ในไทย ด้วยความโดดเด่นของระบบรักษาความปลอดภัย Sansiri Security System และศูนย์ควบคุมสังเกตการณ์จากส่วนกลาง พร้อมนำเสนอครั้งแรกของการเปิดตัว Sansiri Home Care Card แพ็กเกจต่อประกันบ้านหลังหมดระยะประกันแบบรายปีที่ลูกบ้านสามารถเลือกดูแลบ้านได้เองตามความต้องการ ซึ่งในขณะนี้เรากำลังพัฒนาแพ็กเกจที่พัฒนาให้เหมาะกับโครงการทาวน์เฮาส์แบรนด์สิริเพลสโดยเฉพาะ        
โฮมออฟฟิศติดรถไฟฟ้า ใกล้ทางด่วน Nirvana @WORK-เนอวานา แอทเวิร์ค

โฮมออฟฟิศติดรถไฟฟ้า ใกล้ทางด่วน Nirvana @WORK-เนอวานา แอทเวิร์ค

ในยุคของเหล่าเมล็ดพันธุ์ Start Up กำลังเติบโตงอกงาม สิ่งสำคัญคือรากฐานที่มั่นคงแข็งแรง เพราะจุดเริ่มต้นที่ดีจะส่งให้เราไปคว้าเอาความสำเร็จมาครอบครองได้ ซึ่งเรากำลังกล่าวถึงออฟฟิศดีๆ สักแห่ง ที่จะกลายเป็นบ้านหลังที่สองของเรา โดยปัจจัยของการเลือกที่ตั้งของออฟฟิศ ก็ถือเป็นด่านแรกของจุดเริ่มต้นที่ไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปหากเราเจอสิ่งที่ใช่สำหรับองค์กรของเราอย่างโฮมออฟฟิศที่เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของเหล่า Start Up ด้วยความโดดเด่นทั้งทำเล และภายในสามารถดีไซน์ต่อได้ เพื่อบ่งบอกถึงอัตลักษณ์องค์กรของเรา และยังได้บรรยากาศการทำงานที่ไม่ชวนให้อึดอัด หรือเคร่งเครียดจนเกินไป            สำหรับ Nirvana @WORK โฮมออฟฟิศของคนรุ่นใหม่นั้นมีให้เลือก 2 โครงการ ที่มีความโดดเด่นไม่แพ้กันในแง่ของทำเลที่ตั้ง ซึ่งจะยึดเอาความสะดวกในการเดินทางของพนักงาน และลูกค้าที่จะต้องมาติดต่อธุระก็สามารถเดินทางมาได้ง่ายเช่นเดียวกัน เพราะใกล้ทั้งรถไฟฟ้าและทางด่วน      ทำเลสไตล์ @WORK  เริ่มกันที่โครงการแรก Nirvana @WORK รามอินทรา ทำเลติดถนนเส้นหลักสายสำคัญสายหนึ่งในละแวกนี้ นั่นคือ ถ.รามอินทรา ช่วงกม.2  ซึ่งถือเป็นช่วงที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดช่วงหนึ่งของถนน เพราะอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกหลายแห่ง รอบๆ มีอาหารการกินเพียบ ที่สำคัญคือการเดินทางอยู่ใกล้ทั้งรถไฟฟ้าและทางด่วน เป็นออฟฟิศที่อยู่ในทำเลเดินทางได้สะดวกทั้งพนักงานเองและผู้ที่มาติดต่อกับบริษัท     รถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในปัจจุบันจะผ่านหน้าโครงการเลยค่ะ โดยโครงการจะอยู่ใกล้กับสถานีรามอินทรา กม.3 บริเวณศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก โดยห่างไปอีกเพียง 1 สถานีก็จะเป็น Interchange กับรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือส่วนต่อขยาย สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ ทำให้สามารถต่อเข้าเมืองได้สะดวก และห่างออกไปอีก 3 สถานี ก็เป็น Interchange กับรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต สถานีหลักสี่ ที่กำลังสร้างอยู่เช่นกัน ขณะเดียวกันก็ยังอยู่ห่างจากทางด่วนฉลองรัช ประมาณ 4 กิโลเมตร ไม่ว่าจะเลือกเดินทางด้วยวิธีไหนก็ง่ายดายไปหมดค่ะ    ใครที่อยู่ย่านนี้จะทราบกันดีว่าอาหารการกินไม่น้อยเลยค่ะ ทั้งช่วงกลางวันไปจนถึงช่วงค่ำ ตั้งแต่ภายในศูนย์การค้าอย่างเซ็นทรัลรามอินทรา ที่อยู่ห่างจากโครงการเพียง 700 เมตร และยังมี Ease Park, Lotus หลักสี่, MaxValu หลักสี่ ที่อยู่ไม่ไกลจากโครงการ ยิ่งถ้าเข้าถ.ลาดปลาเค้า ก็ยิ่งมีของอร่อยตลอดทั้งเส้นทางยาวไปจนถึงโชคชัยสี่ นอกจากนี้ยังอยู่ไม่ไกลจากสถานที่สำคัญหลายแห่งทั้งทางด้านถ.พหลโยธิน และถ.แจ้งวัฒนะ ที่เชื่อมต่อกับถ.รามอินทราช่วง กม. 2 นิดเดียวเท่านั้น อาทิ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม Major รัชโยธิน ฯลฯ โรงพยาบาลวิภาวดี และยังอยู่ไม่ไกลจากสนามบินดอนเมืองอีกด้วย     Nirvana @WORK ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์ อีกหนึ่งโครงการที่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันกับโครงการแรกสักเท่าไรนัก แต่มีความโดดเด่นด้านทำเลไม่น้อย เพราะอยู่ริมถ.ประเสริฐมนูกิจ ขาเข้า ใกล้กับทางด่วนฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) 1.3 กม. ซึ่งสามารถเดินทางเข้า-ออกใจกลางเมืองได้ง่ายดาย และถ.กาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก) ประมาณ 5 กม. อยู่ท่ามกลางแหล่งร้านอาหารบรรยากาศดี ร้านแฮงค์เอาท์มันส์ๆ แบบที่พอเลิกงานแล้วก็ไปปาร์ตี้กันต่อได้เลย หรือจะนัดลูกค้าทานข้าวย่านนี้ก็เหมาะไม่น้อย ใครที่มีไลฟ์สไตล์แบบ Work Hard, Play Hard นี่แหละค่ะ ตอบโจทย์กับทำเลนี้มาก  ในอนาคตหน้าโครงการจะมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล แคราย-บึงกุ่ม ผ่านหน้าโครงการโดยจะห่างจากสถานีคลองลำเจียกประมาณ 200 เมตร เป็นรถไฟฟ้าสายที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการมีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่นมากถึง 7 สาย รวม 5 จุด Interchange ตั้งแต่เริ่มต้นสายที่สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี ซึ่งจะเป็น Interchange ของสีม่วง สายสีชมพู และสายสีน้ำตาล ต่อมาที่สถานีบางเขน สายสีแดง สถานีแยกเกษตรฯ สายสีเขียว สถานีฉลองรัช สายสีเทา และสิ้นสุดที่สถานีลำสาลี Interchange กับสายสีเหลืองและสีส้ม รวมแล้ว 22 กิโลเมตร จำนวน 20 สถานี และยังเป็นสายที่จะมีทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 คร่อมไปเกือบตลอดแนว เริ่มจากถ.กาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก) ไปตามถ.ประเสริฐมนูกิจ แล้วเข้าสู่ถ.วิภาวดีรังสิต ไปจนถึงทางแยกต่างระดับรัชวิภา ทั้งรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลกับทางด่วนนี้มีแผนก่อสร้างไปพร้อมๆ กันในปี 63-64    จุดเริ่มต้นที่ดีของธุรกิจ อาจหมายถึงโฮมออฟฟิศทำเลดี พื้นที่เหมาะสักหลัง  ภาพรวมโครงการ  ทั้งสองโครงการจะมีความเหมือนกันตรงที่โฮมออฟฟิศของทั้ง 2 Type ใช้แบบเดียวกันค่ะ คือ    Type A 4.5 ชั้น หน้ากว้าง 8 เมตร ที่ดิน 35.5 ตร.วาขึ้นไป พื้นที่ใช้สอย 452 ตร.ม. / 2 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ Type B 4.5 ชั้น หน้ากว้าง 6 เมตร ที่ดิน 25.5 ตร.วา ขึ้นไป พื้นที่ใช้สอย 363 ตร.ม. / 1 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ   จะมีเพียง Type Single Unit ที่จะมีเฉพาะที่โครงการ Nirvana @WORK ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์ มีเพียง 8 ยูนิต (ปัจจุบันเหลือ 6 ยูนิต) โดยมีภาพรวมของแต่ละโครงการ ดังนี้   Nirvana @WORK รามอินทรา ที่ดินโครงการทั้งหมด 9-0-39.1 ไร่ 61 ยูนิต ขนาดที่ดิน 25.5-53.5 ตารางวา รั้วโครงการสูงกว่า 6 เมตร ถนนภายในโครงการกว้าง 12-16 เมตร มีที่จอดรถส่วนกลางรองรับได้ 197 คัน ใช้ระบบ Key Card ตรงทางเข้า-ออก ติดตั้ง CCTV รอบโครงการ 10 ตัว และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชม. ราคา 14.5–25 ล้านบาท   Nirvana @WORK ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์ ที่ดินโครงการทั้งหมด 7-1-76 ไร่ ไม่รวมพื้นที่นอกจัดสรร 48 ยูนิต รั้วโครงการสูงกว่า 6 เมตร ถนนภายในโครงการกว้าง 12-16 เมตร มีที่จอดรถส่วนกลางรองรับได้ 154 คัน ใช้ระบบ Key Card ตรงทางเข้า-ออก ติดตั้ง CCTV รอบโครงการ 10 ตัว และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชม. ราคา 15–35 ล้านบาท      ชมโครงการ ครั้งนี้เราเข้ามาชมโฮมออฟฟิศตัวอย่างกันที่ Nirvana @WORK ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์ เพราะจะมีให้ชมครบทั้ง 3 Type ซึ่งทั้ง 2 โครงการปัจจุบันมีหลายออฟฟิศที่เริ่มเข้ามาอยู่กันแล้วนะคะ บรรยากาศภายในโครงการไม่วุ่นวาย ที่จอดรถจะล็อคหน้าออฟฟิศไว้ให้แยกกันแต่ละหลัง แต่ก็มีที่จอดส่วนกลางให้มาด้วยเยอะพอสมควรค่ะ โดยโฮมออฟฟิศแต่ละหลังจะขายแบบบ้านเปล่า มีการติดตั้งปั๊มน้ำ แทงค์น้ำ และ VDO Door Phone ติดให้ชั้นที่ 2 สามารถมองเห็นหน้าพร้อมคุยกันกับผู้มาติดต่อได้เลยจากกล้องที่ติดอยู่หน้าประตูออฟฟิศ      Type B 4.5 ชั้น หน้ากว้าง 6 เมตร พื้นที่ใช้สอย 363 ตร.ม. 1 Bedroom 4 Bathroom 2 Parking lots  เริ่มกันที่ Type B ขนาดเริ่มต้น แต่ขนาดไม่ใช่น้อยเลยค่ะ เพราะหากตกแต่งตามแบบหลังตัวอย่างออกมากแล้ว ก็จะสามารถรองรับพนักงานได้ประมาณ 20-25 คน เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตกแต่งของแต่ละบริษัท นั่นหมายความว่าอาจสามารถรองรับพนักงานได้มากกว่า 25 คน ค่ะ โดยจะเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการพื้นที่โล่งๆ ไม่เน้นการกั้นห้องแยก เช่น งานสถาปนิก งานออกแบบต่างๆ       หน้าโฮมออฟฟิศทุกยูนิตจะติดตั้งกล้องพร้อม Speaker เอาไว้ด้านหน้าสำหรับผู้มาติดต่อสื่อสารไปยังด้านในออฟฟิศที่สามารถมองเห็นหน้าและเสียงได้โดยไม่ต้องเดินลงมา เพื่อความปลอดภัยอีกขั้นหนึ่ง   ชั้นแรก เพดานสูงถึง 5.8 เมตร พื้นปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ ตรงกลางชั้นตามบ้านตัวอย่างจะกั้นเป็นห้องประชุม รองรับได้ประมาณ 10 ที่นั่ง    ชั้นลอยเพดานจะดรอปลงมาเล็กน้อยที่ 2.4 เมตร มีพื้นที่ว่างสำหรับกั้นเป็นห้องทำงานตามแบบบ้านตัวอย่างนี้ หรือจะใช้เป็นพื้นที่อื่นๆ ได้ค่ะ เช่น ห้องเก็บของ ห้องประชุม ส่วนบันไดใช้แบบโครงเหล็ก ใช้ไม้ประสานวางเป็นลูกนอน แต่จะไม่มีลูกตั้ง ข้อดีคือทำให้ดูโปร่ง บวกกับกระจกด้านหน้า-หลังออฟฟิศ จะทำให้แสงสว่างส่องเข้ามาอย่างทั่วถึง ไม่มีจุดอับทึบ   ชั้น 2-3 จะได้ความสูงของเพดานประมาณ 2.6-2.8 เมตร  วัสดุพื้นใช้ไวนิลลายไม้ ห้องน้ำวางไว้ด้านในสุดใกล้กับบันได ซึ่งจะมีการติดตั้งสุขภัณฑ์ภายในมาให้พร้อมใช้งาน      ชั้นบนสุดกั้นห้องนอนให้ แล้วตกแต่งให้เหมือนกับเป็นที่อยู่อาศัย แต่ถ้าเจ้าของโฮมออฟฟิศไม่ได้ใช้พักอาศัยก็สามารถเพิ่มพื้นที่ออฟฟิศได้อีก 1 ชั้น  หรือจะจัดเป็น Canteen ของออฟฟิศ เพื่อให้ช่วงกลางวันได้มีโอกาสมานั่งพักผ่อนทานข้าว พูดคุยแบบสบายๆ กัน ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีนะคะ   พื้นที่ใช้สอยกว้างๆ ออกแบบได้ทุกความต้องการ Type A 4.5 ชั้น หน้ากว้าง 8 เมตร พื้นที่ใช้สอย 452 ตร.ม. 2 Bedroom 5 Bathroom 3 Parking lots  ขยับไซส์ขึ้นมาที่ Type A ค่ะ ซึ่งจะได้หน้ากว้างขึ้น ที่จอดรถหน้าออฟฟิศเพิ่มขึ้น และติดตั้งลิฟท์ Mitsubishi มาให้ด้วย โดยเฉพาะราคาลิฟท์ก็อยู่ที่ 1 ล้านบาท พร้อมประกันการดูแลรักษาให้ 1 ปี หลังจากนั้นก็จะมีค่าซ่อมบำรุงลิฟท์ประมาณ 10,000 บาท/ปี โดยถ้าตกแต่งตามหลังตัวอย่างก็สามารถรองรับพนังงานได้ตั้งแต่ 25-30 คน หรือมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับการตกแต่ง       สำหรับ Type นี้จะถูกตกแต่งเหมือนยกคาเฟ่มาไว้ในโฮมออฟฟิศ ด้วยการวาง Coffee Bar ยาว พร้อมโต๊ะสำหรับนั่งทำงานไป ดื่มกาแฟไปบนชั้นลอย การจัดพื้นที่ลักษณะนี้เหมาะกับธุรกิจที่อยากจะมีการเปิด Workshop รองรับลูกค้าเข้ามาร่วมกิจกรรม หรือเป็นพื้นที่ให้พนักงานได้มา joy มา share กันได้ ส่วนหลังสุดภายในตัวบ้านเหมาะสำหรับการวางเคาน์เตอร์ครัว เพื่อให้พร้อมต่อการเตรียมอาหาร และล้างได้สะดวก   บันไดชั้นล่างถูก Built in เพิ่มเติมให้เป็นขั้นบันไดเต็มผนังสองข้าง ให้ Feeling ของห้องประชุมสไตล์ Start Up แบบเปิดกว้างให้ทุกคนสามารถมองเห็นและรับฟังกันได้ทั้งทีม แต่สำหรับตัวบ้านจริงที่จะได้ มีบันไดส่วนซ้ายมือพร้อมติดราวบันไดเหล็กโปร่งเท่านั้นนะคะ   ชั้นลอยบริเวณห้องประชุมนี้เป็นการต่อเติมเพิ่มพื้นที่ขึ้นมา โดยมีการทำคานเอาไว้รองรับสำหรับการทำห้องเพิ่มแบบนี้ไว้อยู่แล้ว แต่หากเป็นหลังจริงตรงนี้จะเป็นพื้นที่โล่ง Double volume สูงขึ้นมาจากชั้นล่าง     ชั้น 2 บ้านจริงจะเป็นพื้นที่โล่ง แต่มีเสาคานอยู่ 2 ต้น หากอยากจะกั้นเป็นห้องตามแบบบ้านตัวอย่างก็สามารถทำได้ง่าย และยังมีพื้นที่ตรงกลางเป็น Double volume มองเห็นชั้น 3 ส่วนห้องน้ำจะถูกวางเอาไว้ด้านหลังลิฟท์ใกล้กับบันได   ชั้น 3 ถูกแบ่งเป็น 2 ห้อง กระจกผนังด้านข้างของทั้ง 2 ห้องที่เห็นนี้ บ้านจริงจะกั้นด้วยเหล็กโปร่งแทนค่ะ   ชั้นบนสุดถูกตกแต่งออกมาให้เป็นเหมือ้นที่พักผ่อนส่วนตัวที่มีช่องแสงธรรมชาติช่วยประหยัดพลังงาน โดยชั้นบนสุดของบ้านตัวอย่างหลังนี้จะถูกจัดให้เหมือนกับอยู่ในคอนโดมิเนียมระดับ Hi-End แบบ 2 Bedroom กว้างๆ หนึ่งยูนิต มีทั้ง Living Room, Dining Room และสามารถ Built in ครัวเปิด ได้ด้วย และยังคล้ายกับการได้ Private lift ถึงชั้นบนห้องส่วนตัวนี้ด้วยค่ะ   เปิดมุมมองใหม่ เปิดไอเดีย สร้างสรรค์ผลงานใหม่ ไม่รู้จบType Single Unit 4 ชั้น หน้ากว้าง 11 เมตร พื้นที่ใช้สอย 517 ตร.ม. 1 Bedroom 7 Bathroom 6 Parking lots  ยูนิตพิเศษที่มีเฉพาะในโครงการ Nirvana @WORK ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์ อยู่พื้นที่ด้านหน้าของโครงการโฮมออฟฟิศพื้นที่ใกล้เคียงบ้านเดี่ยวในแบบ Independent Unit ความเป็นส่วนตัวสูง เพราะไม่ต้องแชร์ผนังกับใคร มีรั้วไฟฟ้าหน้าออฟฟิศ ติดตั้งลิฟท์ Mitsubishi มาให้ พร้อมกับ VDO Door Phone เพื่อการมาติดต่อกับออฟฟิศเป็นไปได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด โดย Single Unit จะเน้นงานดีไซน์ทางสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนใครในความเป็น Modern ด้วยการซ่อนบันไดไว้ด้านข้างแยกออกจากพื้นที่ใช้สอยภายใน ตั้งแต่ลานจอดรถไปจนถึงชั้นบนสุด เหมาะสำหรับออฟฟิศที่เน้นดีไซน์สวย ต้อนรับลูกค้าได้บ่อยๆ ปัจจุบันมียูนิตที่ทำการปล่อยเช่าได้ราคาประมาณ 120,000 บาท/เดือน ได้พื้นที่รอบบ้านทั้งด้านข้างและหลังบ้านที่กว้างเป็นพิเศษ จนสามารถจัดเป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมกันภายในออฟฟิศหรือต่อเติมเพิ่มพื้นที่ใช้สอยออกไปได้   เปิดประตูด่านแรกของออฟฟิศเข้าไปก็จะพบลิฟท์ด้านข้าง ตรงกลางพื้นที่สามารถจัดเป็นเคาน์เตอร์ Reception และลึกเข้าไปจากข้างลิฟท์วางห้องน้ำเอาไว้ตำแหน่งเดียวกันทุกชั้น ซึ่งภายในห้องน้ำนั้นจะแบ่งห้อง shower กับห้องที่เป็นโถสุขภัณฑ์   ชั้นที่ 2-3 พื้นที่ใช้สอยภายในแนวลึก ซึ่งข้อดีของพื้นที่แนวลึกนั่นคือสามารถจัดวางโต๊ะทำงานได้ง่าย ลงตัวเป็นสัดส่วนมากกว่า โดยหากเลือกขึ้นบันไดจากด้านข้างลานจอดรถขึ้นมาก็จะพบกับระเบียงหน้าบ้าน ผนังด้านข้างเป็นหน้าต่างกระจกสไลด์บานใหญ่ และมีตัว VDO Door Phone ที่ฉายให้เห็นผู้ที่มาติดต่อทางหน้าบ้านติดตั้งมาไว้ให้ด้วย         ชั้นบนสุดยังคงถูกตกแต่งออกมาให้เป็นพื้นที่พักอาศัยส่วนตัวค่ะ มีการกั้นห้องนอนเอาไว้ 1 ห้อง ห้องน้ำอีก 1 และพื้นที่กลางสำหรับจัดเป็น Living Room สำหรับเจ้าของออฟฟิศ ที่สามารถเป็นเจ้าของออฟฟิศทำเลดีสักแห่งไปพร้อมๆ กับมีที่อยู่อาศัยของตัวเองไปด้วย ไม่ต้องผ่อนบ้าน 2 ต่อทำให้มีภาระเพิ่ม เพราะยิ่งเริ่มต้นเร็วเท่าไร ความสำเร็จก็จะยิ่งมาถึงเร็วเท่านั้น   แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นออฟฟิศ แต่ในเรื่องของงานดีไซน์ และพื้นที่ใช้สอยกว้างๆ ก็ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นเนอวานา ไดอิ เอาไว้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องของทำเลที่มีความสำคัญมาก ไม่แพ้เรื่องอื่น เพราะการติดต่อกันทางธุรกิจ และความสะดวกในการเดินทางของพนักงานก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามไป ซึ่งทั้ง 2 โครงการก็สามารถวางทำเลได้เหมาะสม ประกอบกับดีไซน์ในทุกแง่มุมของชีวิตวัยทำงานที่ต้องพร้อมลุยทุกสถาณการณ์เพื่อเติบโตจากเมล็ดพันธุ์กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ต่อไปที่ Nirvana @WORK #createyourownculture @work      โครงการ Nirvana @wok รามอินทรา http://nirvana.bz/ATWORK-RM-RYL โครงการ Nirvana @wok ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์  nirvana.bz/ATWORK-LP-RYL            
Pleno บางใหญ่ 2 เติมเต็มทุกฟังก์ชั่นใช้งานทั่วทุกพื้นที่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Pleno บางใหญ่ 2 เติมเต็มทุกฟังก์ชั่นใช้งานทั่วทุกพื้นที่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

พรีเมี่ยมทาวน์โฮมหรู ภายใต้คอนเซ็ปต์ RECONNECT WITH NATURE ที่รังสรรค์ทุกการออกแบบด้วยเอกลักษณ์เฉพาะ ผสานธรรมชาติกับพื้นที่สีเขียไว้ในที่เดียว ทั้งบ้าน คลับเฮ้าส์ และซุ้มประตูทางเข้าพร้อมพื้นที่ส่วนกลางระดับไฮเอนด์ ทั้งฟิตเนสเทควิวสวนแบบ Panorama, สระว่ายน้ำ และ Co-Living Space 2 จุด ตอบโจทย์ทุกความต้องการของทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ   ชื่อโครงการ Pleno Bangyai 2 (พลีโน่ บางใหญ่ 2) เจ้าของโครงการ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งโครงการ ตำบลบางแม่นาง อำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี 11140 พื้นที่โครงการ 24-1-33.6 ไร่ ลักษณะโครงการ ทาวน์โฮม 2 ชั้น 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องอเนกประสงค์ ที่จอดรถ 1 คัน จำนวนหลัง 270 ยูนิต ขนาดที่ดิน เริ่มต้น 16.4 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 91.16 ตร.ม. สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง ฟิตเนส, คลับเฮ้าส์, สนามเด็กเล่น, สวนสาธารณะภายในโครงการ, พื้นที่ตั้งนิติบุคคล,สระว่ายน้ำ, กล้องวงจรปิด cctv, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย, ระบบ KATSAN ราคาเริ่มต้น 2.89 ล้านบาท จุดเด่นโครงการ ตอบโจทย์ชีวิตของคนเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยฟังก์ชั่นคุณภาพ พร้อมพื้นที่ส่วนกลางระดับไฮเอนด์ ทั้งฟิตเนสเทควิวสวนแบบ Panorama สระว่ายน้ำ ขนาดใหญ่ และ Co-Living Space 2 จุด บนทำเลศักยภาพ ใกล้ Central Westgate และรถไฟฟ้าสายสีม่วง 5 นาที* จุดขึ้น-ลงทางด่วน ถนนกาญจนาภิเษก, ทางพิเศษศรีรัช สถานที่ใกล้เคียง เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต, โรงพยาบาลเกษมราษฎร์รัตนาธิเบศร์, โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ อินเตอร์  
Pleno สาทร-สุขสวัสดิ์ พรีเมียมทาวน์โฮมในฝัน ใกล้ทางด่วน และรถไฟฟ้าเพียงแค่ 10นาที*

Pleno สาทร-สุขสวัสดิ์ พรีเมียมทาวน์โฮมในฝัน ใกล้ทางด่วน และรถไฟฟ้าเพียงแค่ 10นาที*

Pleno สาทร-สุขสวัสดิ์ ทาวน์โฮมฟังก์ชั่นบ้านเดี่ยว พร้อมความเป็นส่วนตัวเพียง 117 ยูนิต บนสังคมคุณภาพ พร้อมพื้นที่ Exclusive Clubhouse ฟิตเนส, สระว่ายน้ำ PANORAMIC View และสนามเด็กเล่นที่มาช่วยเติมเต็มช่วงเวลาของคนในครอบครัวให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข บนทำเลศักยภาพ ใกล้ทางด่วน และรถไฟฟ้า เพียงแค่ 10 นาที ถึงสาธร   ชื่อโครงการ Pleno sathorn-suksawat (พลีโน่ สาทร-สุขสวัสดิ์) เจ้าของโครงการ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งโครงการ 55/7 ซอยสุขสวัสดิ์ 26 แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ จ.กรุงเทพฯ 10140 พื้นที่โครงการ 11-1-27.7 ไร่ ลักษณะโครงการ ทาวน์โฮม 2 ชั้น 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 17.5 ตร.วา หน้ากว้าง 5.5 เมตร ที่จอดรถ 2 คัน จำนวนหลัง 117 ยูนิต ขนาดที่ดิน เริ่มต้น 17.5 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 105.42 ตร.ม.  สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง ฟิตเนส, คลับเฮ้าส์, สนามเด็กเล่น, สวนสาธารณะภายในโครงการ, พื้นที่ตั้งนิติบุคคล,สระว่ายน้ำ, กล้องวงจรปิด cctv, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย, ระบบ KATSAN ราคาเริ่มต้น 2.89 ล้านบาท จุดเด่นโครงการ สามารถเดินทางเข้า-ออกได้หลากหลายเส้นทาง ทั้งถนนสุขสวัสดิ์, ถนนพุทธบูชา, ถนนประชาอุทิศ และ ถนนพระราม 2 และในอนาคตยังมีรถฟ้าสายสีม่วง (ช่วงบางซื่อ-ราษฎร์บูรณะ) ที่พร้อมเพิ่มทางเลือกให้กับการเดินทาง จุดขึ้น-ลงทางด่วน ทางพิเศษเฉลิมมหานคร และถนนวงแหวนอุตสาหกรรม สถานที่ใกล้เคียง Central Plaza พระราม 3,Big C บางปะกอก, Tesco Lotus บางปะกอก, Forest พระราม 2, Big C ราษฎร์บูรณะ, Makro Food Service ประชาอุทิศ, Big C ดาวคะนอง, Big C สุขสวัสดิ์, Max Valu ประชาอุทิศ, The Mall ท่าพระ,รร.สารสาสน์สุขสวัสดิ์, ม.พระจอมเกล้าฯ บางมด (KMUTT), รร.บางปะกอกวิทยาคม, รร.ดรุณสิกขาลัย, รร.จินดามณี, รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี, รพ.บางปะกอก 1, รพ.ราษฎร์บูรณะ, รพ.บางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล, รพ.บางมด  
สรุปข่าวอสังหาฯ​ รอบสัปดาห์ วันที่ 12-18 สิงหาคม  2562

สรุปข่าวอสังหาฯ​ รอบสัปดาห์ วันที่ 12-18 สิงหาคม 2562

เริ่มต้นสัปดาห์หลังจากพักผ่อนยาว เนื่องจากเทศกาลวันแม่ 12 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ข่าวความเคลื่อนไหวในแวดวงอสังหาริทรัพย์ก็คึกคัก กับการออกมาประกาศผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 ที่เป็นไปตามคาดการณ์ของหลายๆ ฝ่าย คือ ตลาดอสังหาฯ​ จะชะลอตัวลง จากมาตารการควบคุมวงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าหลักทรัพย์  หรือ LTV ที่แบงก์ชาติ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา แต่หลายบริษัทผลประกอบการก็ยังปิดลงได้สวย ไม่ถึงกับแย่งมากนัก สามารถประคับประครองให้ธุรกิจยังไปต่อได้   ++พฤกษา รายได้+กำไรQ2ติดลบ   นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการในไตรมาส 2 เป็นไปตามที่คาดการณ์ว่าจะชะลอตัวลง โดยมียอดขาย 12,277 ล้านบาท เติบโต 5.1% มีรายได้ 7,781 ล้านบาท ลดลง 28.1% และมีกำไรสุทธิ 933 ล้านบาท ลดลง 44.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  แต่จากผลประกอบการในไตรมาสแรกที่ทำไว้ดี  จึงส่งผลให้ภาพรวมของผลประกอบการในครึ่งปีแรกยังคงเติบโตได้ดี  โดยมีรายได้รวม 19,662 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3% ทำกำไรได้อยู่ที่ 2,618 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมียอดขายอยู่ที่ 23,368 ล้านบาท  บริษัท ยังมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) รวมทั้งสิ้น 36,938 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้อยู่ที่ 17,435 ล้านบาท และจากผลการดำเนินงานที่ยังเติบโตในช่วงครึ่งปีแรก พฤกษาจึงได้มีการพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลประจำปี 2562 ให้กับผู้ถือหุ้นได้ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท   ++เปิดชมห้องตัวอย่าง เดอะเรสซิเดนซ์ฯ      นายคีรินทร์ ชูธรรมสถิตย์ ประธานผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจงานอสังหาริมทรัพย์และบริการ  บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) เปิดเผยว่า  บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และแมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกันเพื่อพัฒนาโครงการเดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ   ห้องชุดพักอาศัยสุดหรูริมแม่น้ำที่ตกแต่งอย่างหรูหราเหนือระดับจำนวน 146 ยูนิต โดยมีทั้งแบบ 2 และ 3 ห้องนอน ขนาดตั้งแต่ 130 – 230 ตารางเมตร รวมถึงห้องเพนท์เฮาส์และดูเพล็กซ์เพนท์เฮาส์ขนาด 380 – 710 ตารางเมตร พร้อมลิฟต์ส่วนตัว เพดานห้องโปร่งสบายด้วยความสุงถึง 3.2 เมตร และมอบพื้นที่พักผ่อนสำหรับผู้พักอาศัยที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการห้องชุดชั้นนำแห่งอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ โดยล่าสุดได้เปิดให้ชมห้องตัวอย่างอย่างเป็นทางการ ซึ่งโครงการสามารถขายได้แล้วกว่า 85%   ++ศุภาลัย ลุยเปิดโปรเจ็กต์ครึ่งปีหลัง 2 หมื่นล้าน     นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง แผนงานในครึ่งปีหลังว่า บริษัทฯ เร่งรุกตลาดอสังหาฯ โดยเดินหน้าแผนงานเปิดตัวโครงการใหม่ต่อเนื่อง ทั้งโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม รวม 21 โครงการ มูลค่ากว่า 20,240 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาค   โดยเชื่อว่าบริษัทฯ จะสามารถสร้างยอดขายที่เติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อยู่ที่ 35,000 ล้านบาท เนื่องจากปัจจัยสำคัญในเชิงบวก อย่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งล่าสุดก็มีการประกาศแผนนโยบายที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และขยายเส้นทางระบบการคมนาคมในปัจจุบัน  อาทิ รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน บางซื่อ – หลักสอง ที่จะเปิดใช้อย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนนี้  รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ที่จะเปิดให้บริการ สถานีห้าแยกลาดพร้าว อย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคมเช่นเดียวกัน รวมไปถึงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่อยู่ระหว่างก่อสร้างในกรุงเทพฯ และปริมณฑลหลายเส้นทาง ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัยเติบโตขึ้นในอนาคต เชื่อว่าปัจจัยเหล่านี้   จะสามารถกระตุ้นกำลังซื้อภาคประชาชนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง   ++‘เซ็นทรัล ลาดพร้าว’ เปิดทางเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีเขียว      ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด ซีพีเอ็น เปิดเผยว่า   รฟม. ได้อนุมัติการก่อสร้างทางเดินเชื่อมยกระดับ (Skywalk) เพื่อเชื่อมการเดินทางระหว่างรถไฟฟ้าสายสีเขียวสถานีห้าแยกลาดพร้าว และรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินสถานีพหลโยธิน รวมประมาณ 200 เมตร เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างเต็มที่นั้น นับเป็นการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะทุกระนาบ ทั้งใต้ดิน บนดิน และลอยฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งบริษัทได้รับอนุญาตให้สร้างทางเดินเชื่อมจากสถานีห้าแยกลาดพร้าว (N9) เข้าสู่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าวถึง 2 จุด   ++อิมแพ็ค จัดงาน INTERMAT ASEAN และ CONCRETE ASIA 2019     นางสาววาทินี สายทอง ผู้จัดการโครงการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า อิมแพ็ค ร่วมมือกับหน่วยงานด้านอุตสาหกรรมก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน อาทิ สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ ทีเส็บ เป็นต้น จัดงาน INTERMAT ASEAN และงาน CONCRETE ASIA งานแสดงสินค้าและการประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ ด้านอุตสาหกรรมก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีคอนกรีตระดับภูมิภาค เพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาตร์ชาติในด้านการก่อสร้าง โดยรวบรวมสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำกว่า 300 แบรนด์มาจัดแสดงระหว่างวันที่ 5 -7 กันยายน 2562 อาคาร 9 – 10 อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมทั้งกิจกรรมเจรจาธุรกิจกว่า 450 นัดหมาย อัดแน่นด้วยสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของประเทศไทย และการสาธิตเทคโนโลยีใหม่ คาดดึงบุคคลากรที่อยู่ในอุตสาหกรรมกว่า 5,000 ราย   ++SCG EXPRESS เปิดตัวมาสคอตใหม่ล่าสุด       นายไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด และบริษัทเอสซีจี ยามาโตะ เอ็กซ์เพรส จำกัด เปิดเผยว่า ได้เปิดตัวมาสคอตใหม่ล่าสุด “น้องเปียกปูน” และ “น้องใบตอง” ที่ออกแบบโดย คุณตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร ศิลปินวาดภาพประกอบแถวหน้าของประเทศไทย และเป็นเจ้าของคาแร็กเตอร์การ์ตูน "น้องมะม่วง" ที่โด่งดังทั้งใประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น สะท้อนภาพลักษณ์ของเอสซีจี เอ็กซ์เพรส สู่คาแร็กเตอร์มาสคอตตัวใหม่ นำเสนอการส่งมอบความสุขพร้อมคุณภาพในการให้บริการการจัดส่งพัสดุตรงตามเวลาและการดูแลพัสดุอย่างดีรวมถึงการบริการที่เป็นมิตรและเอาใจใส่ของพนักงานตอกย้ำสโลแกน “Deliver Your Happiness”   ++Q-CON ลุยตลาดอิฐมวลเบา    นายกิตติ สุนทรมโนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่น โปรดัคส์ จำกัด (มหาชน)  ผู้ผลิตคอนกรีตมวลเบา ภายใต้แบรนด์สินค้า Q-CON ซึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในเครือเอสซีจี เปิดเผยว่า กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจภายหลังจากครบรอบ 25 ปี บริษัทจะเดินหน้าชูกลยุทธ์ “Q Solution” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงความต้องการลูกค้า เน้นเรื่อง Customer Centric จึงผลักดัน Q Solution ตอบโจทย์ลูกค้ายุคแรงงานขาดแคลน และต้องการความเร็วในการก่อสร้าง อาทิ   Q Panel ระบบผนังกันความร้อนครบวงจร ระบบ Q Network และ Q Kitchen ครัวปูนทันสมัย พร้อมการบริการติดตั้งครบวงจร เป็นต้น (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)   ก่อนหมดสัปดาห์.... ก่อนหมดสัปดาห์  ดูเหมือนว่าตลาดอสังหาฯ​ จะมีตัวช่วยที่เป็นข่าวดีเข้ามากระตุ้นให้ตลาดคึกคักขึ้นบ้าง เมื่อแบงก์ชาติผ่อนปรนเกณฑ์ LTV กับผู้กู้ร่วม  และบรรดาแบงก์ต่างๆ ออกมาประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้กันแทบทุกราย เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับคนจะกู้เงิน เพราะแบกรับภาะดอกเบี้ยที่ลดลง ไม่รู้ว่าสองเรื่องนี้จะพอเยียวยาอาการซึมๆ ของตลาดอสังหาฯ​ ได้แค่ไหน เราคงต้องจับตาทิศทางของรัฐบาลกันต่อไปว่าจะเอายังไงกันต่อในช่วงครึ่งปีหลังนี้  
เปิดโปรเจ็กต์ Tiger Lane ลักช์ชัวรี่โฮมออฟฟิศ บนทำเลท้องมังกร ใจกลางย่านธุรกิจ “เยาวราช”

เปิดโปรเจ็กต์ Tiger Lane ลักช์ชัวรี่โฮมออฟฟิศ บนทำเลท้องมังกร ใจกลางย่านธุรกิจ “เยาวราช”

ถ้าจะนับเอาเฉพาะจำนวนยูนิตต่อโครงการ  “Tiger Lane” (ไทเกอร์ เลน) ลักช์ชัวรี่โฮมออฟฟิศ  คงเป็นโปรเจ็กต์ที่เล็กสุดของแสนสิริ เพราะมียูนิตขายเพียงแค่ 5 ยูนิตเท่านั้น จากจำนวนทั้งโครงการมีด้วยกัน 10 ยูนิต  ส่วนที่ไม่ได้เอาออกขาย (ทั้งๆ ที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว) ก็เพราะกำลังคิดอยู่ว่าจะเอายังไงดี ทำเช่าดีใหม หรือปรับรูปแบบยังไงให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น  และว่าแม้จะเป็นโปรเจ็กต์ขนาดเล็ก แต่ถ้าคิดราคาต่อยูนิตก็ไม่ถือว่าเล็กเลย  เพราะเริ่มต้นราคาก็ปาเข้าไป 38 ล้านบาทแล้ว  (สูงสุดราคา 79.9 ล้านบาท) ก็เพราะเป็นโครงการที่ตั้งอยู่บนที่ดินผืนงาม ใจกลางย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ​ อย่าง “ย่านเยาวราช” ซึ่งราคาที่ดินก็ไม่ได้หนีย่านใจกลางธุรกิจอื่นเลย     ทำเลทองท้องมังกร แห่ง “เยาวราช”   ที่ตั้งของโครงการ อยู่บนถนนสายเจ้าคำรบ ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นทำเลของท้องมังกร  เป็นย่านแห่งความเจริญรุ่งเรืองของการทำมาค้าขาย และมีความมั่งคั่ง  ที่ตั้งโครงการยังอยู่บนที่ดินฟรีโฮลด์  ซึ่งเหลืออยู่น้อยจนแทบเรียกได้ว่าที่ดินแปลงนี้จะกลายเป็นผืนสุดท้ายแล้ว ส่วนใหญ่ที่ดินในย่านเยาวราชจะเป็นที่ดินราชพัสดุ ทำให้บริเวณย่านเยาวราช ราคาที่ดินติดอันดับ Top 5 ราคาสูงสุดของกรุงเทพฯ​     บริเวณที่ตั้งโครงการอยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญต่างๆ ของเยาวราช โดยเฉพาะใกล้ MRT สถานีวัดมังกร เพียง 5 นาที  ซึ่งรอบๆ โครงการมีสถาที่สำคัญอย่างเช่น ศูนย์การค้าคลองถมเซ็นเตอร์ คลองถมพลาซ่า และ Mega Plaza วังบูรพา  โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลหัวเฉียว และโรงพยาบาลสมิติเวช โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนสายปัญญา และโรงเรียนสวนกุหลาบ  วัดเล่งเน่ยยี่หรือวัดมังกร วัดคณิกาผล และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง   สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักของ  โครงการ Tiger Lane คือ กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน นักธุรกิจ เจ้าของกิจการ และผู้อาศัยอยู่ในย่านเยาวราช โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่ ซึ่งมีคนหลายเจเนอเรชั่นที่ยังต้องการพักอาศัย หรือทำธุรกิจอยู่ในย่านนี้     โครงการ Tiger Lane ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 158.5 ตารางวา โดยพัฒนาโครงการให้มีรูปแบบบ้านในสไตล์ “ชิโน-โปรตุกีส"  มีการออกแบบให้ปรับแต่งบ้านได้ตามความต้องการ  ไม่ว่าจะทำเป็นที่อยู่อาศัยหรือการทำธุรกิจ  โดยทุกยูนิตมีขนาดความสูง 4 ชั้น ที่จอดรถส่วนตัว 2 คัน พร้อมด้วยลิฟท์ส่วนตัวจากแบรนด์ KONE ประเทศฟินแลนด์  ตัวบ้านมีพื้นที่ใช้สอย 254-400 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน 24-50 ตารางวา หน้าบ้านกว้าง 5.5 – 12.3 เมตร  เพดานชั้นล่างสูงถึง 3 เมตร   แบ่งประเภทบ้านออกเป็น 2 แบบ THE IMPERIAL (ดิ อิมพีเรียล) ขนาดที่ดิน 24 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 254 ตารางเมตร สำหรับแบบบ้าน Residence ประกอบด้วย 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ   THE EMPEROR (ดิ เอ็มเพอร์เรอร์) ขนาดที่ดิน 50 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 403 ตารางเมตร​ สำหรับแบบบ้าน Residence ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ   นอกจากการออกแบบให้พื้นที่ของบ้าน สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้าแล้ว ยังได้เติมด้วยเทคโนโลยีให้กับการอยู่อาศัยที่มั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นกล้อง CCTV และ Smart Security ในทุกหลัง รวมถึง Smoke Sensor และ Door Detector ซึ่งสามารถส่งสัญญาณเข้าไปยังแอพพลิเคชั่นของแสนสิริได้โดยตรง   ปัจจุบันโครงการ Tiger Lane เริ่มเปิดพรีเซลล์แล้ว โดยขายได้แล้ว 1 ยูนิต โดยเป็นเจ้าของกิจการรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งซื้อด้วยเงินสด จึงทำให้โครงการเหลือยูนิตขายเพียง 4 ยูนิตเท่านั้น  ซึ่งแสนสิริจะเปิดขายอย่างเป็นทางการ พร้อมพบกับสิทธิพิเศษในวันที่ 31 สิงหาคม และ 1 กันยายนนี้อีกครั้ง    
“ทีฆา เรียลเอสเตท” ลงสนามอสังหาฯ รุกตลาดแนวราบ กางแผน5 ปี 3 โครงการ

“ทีฆา เรียลเอสเตท” ลงสนามอสังหาฯ รุกตลาดแนวราบ กางแผน5 ปี 3 โครงการ

ในวงการรับเหมาก่อสร้างคงจะรู้จักถึงชื่อเสียงอันยาวนานกว่า 35 ปี ของ บริษัท ฑีฆา ก่อสร้าง จำกัด ที่เป็นเบื้องหลังการก่อสร้างอาคารสูงชื่อดังไว้ไม่น้อย ตอนนี้ก็ได้เวลาลงสู้ศึกสนามอสังหาริมทรัพย์เองบ้าง โดยได้ผุดบริษัท ทีฆา เรียลเอสเตท จำกัด เป็นผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ กางแผน 5 ปี 3 โครงการ ยึดแนววงแหวนรอบนอก ชูจุดเด่นด้านการควบคุมราคาต้นทุนได้ แต่ได้วัสดุที่ดีมีคุณภาพ ในราคาเป็นมิตร ประเดิมพัฒนาโครงการแรก The Essence Chaiyaphruek-Wongwaen (ดิ เอสเซนส์ ชัยพฤกษ์-วงแหวน)      นายพีระวัฒน์ วานิชวัฒน์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีฆา เรียลเอสเตท จำกัด เปิดเผยว่า แม้ภาวะตลาดอสังหาฯ จะยังเติบโตไม่มาก แต่ยังเชื่อว่าตลาดแนวราบยังคงไปต่อได้ เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพที่มีอยู่ โดยเฉพาะการนำเอาองค์ความรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจาก นายวีระศักดิ์ วานิชวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฑีฆา ก่อสร้าง จำกัด ที่มีความเข้าใจในขั้นตอนการผลิตและก่อสร้างเป็นที่ยอมรับในวงการมาอย่างยาวนานกว่า 35 ปี ทำให้รู้ขั้นตอนการผลิตและก่อสร้างได้เป็นอย่างดี จึงทำให้สามารถควบคุมต้นทุนการก่อสร้างได้ดีกว่าผู้ประกอบการรายอื่นถึง 5-10% โดยประเดิมพัฒนาโครงการแรก The Essence Chaiyaphruek-Wongwaen (ดิ เอสเซนส์ ชัยพฤกษ์-วงแหวน) ตั้งอยู่บนพื้นที่ 43 ไร่ ทำเลบ้านกล้วย-ไทรน้อย พัฒนาในรูปแบบของทาวน์เฮาส์ ขนาดตั้งแต่ 16.5-22 ตารางวา ราคาขายตั้งแต่ 1.55-2.2 ล้านบาทต่อยูนิต และบ้านแฝด ขนาดตั้งแต่ 35-50 ตารางวา ราคาขายตั้งแต่ 2.89 ล้านบาท - 3.3 ล้านบาท รวมจำนวน 421 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 950 ล้านบาท     จุดเด่นของโครงการ THE ESSENCE ชัยพฤกษ์-วงแหวน คือหากเทียบกับคู่แข่งจะได้ขนาดพื้นที่ใช้สอยที่มาก กว่า ได้วัสดุที่ดี แต่ขายในราคาถูกกว่า บริษัทตั้งใจจะพัฒนาโครงการแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และบ้านแฝด ที่ระดับราคาขายกลาง-กลางล่าง เพื่อให้ราคาสามารถจับต้องได้ง่าย อยู่ที่ 3-7 ล้านบาท โดยภายใน 5 ปีนี้ วางแผนเปิด 3 โครงการ ในทำเลที่จะยึดเอาวงแหวนรอบนอกเป็นหลัก ได้แก่ ย่านนนทบุรี ย่านรามอินทรา ไม่เกินห้างสรรพสินค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ และทำเล บางนา จะไม่เกินย่านถนนกิ่งแก้ว ซึ่งจะมีมูลค่าโครงการรวมประมาณ 2,100-3,000 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วมูลค่าโครงการละ 700-1,000 ล้านบาท แต่ในระยะแรกจะจะทำการตลาดเพื่อสร้างชื่อเสียง การจดจำ และเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคในลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการบริการทั้งก่อนและหลังการขาย การช่วยเหลือลูกค้าเรื่องสินเชื่อ ด้วยการช่วยตรวจสอบ กลั่นกรองให้ในเบื้องต้นก่อนที่จะยื่นให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งจะทำให้ลดการถูกปฏิเสธสินเชื่อได้น้อยลง      
Krungthai Compass มองตลาดอสังหาฯ 62 “บ้านแฝด” ตลาดที่เติบโตสวนกระแสปัจจัยลบ กับ 4 เหตุผลที่คนเลือกซื้อ

Krungthai Compass มองตลาดอสังหาฯ 62 “บ้านแฝด” ตลาดที่เติบโตสวนกระแสปัจจัยลบ กับ 4 เหตุผลที่คนเลือกซื้อ

ปีนี้ดูเหมือนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์เจอมรสุมหลายเรื่อง ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ส่งผลทำให้คนส่วนใหญ่ชะลอการซื้อที่อยู่อาศัย เพราะต้องใช้เงินเยอะ ยังมีเรื่องของการออกมาตรการสกัดนักเก็งกำไร หรือนักลงทุน อย่างมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2562 ที่ผ่านมา ก็น่าจะเป็นผลทำให้ตลาดอสังหาฯ ปีนี้ชะลอตัวลง แต่จะมากน้อยแค่ไหนคงต้องรอให้สิ้นสุดปีนี้ไปก่อน   แต่หากมาดูสถานการณ์ปัจจุบันภายหลังจากใช้มาตรการ LTV ไปแล้ว ว่ามีผลเป็นอย่างไรบ้างนั้น ก็น่าจะประเมินภาพรวมตลอดทั้งปีของตลาดอสังหาฯ 2562 ได้ไม่ยากนัก  ซึ่งเรื่องนี้ ทางสำนักวิจัย Krungthai Compass ธนาคารกรุงไทย ได้รายงานผลการวิจัยตลาดอสังหาฯ​ หลังใช้มาตรการ LTV  เอาไว้ เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงทิศทางของธุรกิจในปีนี้   โดยดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สำนักวิจัย Krungthai Compass ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า หลังเกณฑ์การใช้มาตรการ  LTV พบว่ามูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม มีมูลค่า 67,300 ล้านบาท ติดลบ 16% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แบ่งเป็น คอนโดฯ มูลค่า 29,800 ล้านบาท ติดลบ 27% และที่อยู่อาศัยแนวราบมูลค่า  37,500 ล้านบาท ติดลบ 4%   ขณะที่ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มูลค่าการโอนอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ​ และปริมณฑล ยังเติบโตในอัตรา 5% มีมูลค่า 200,200 ล้านบาท ตลาดคอนโดฯ ติดลบ 2% มีมูลค่า  87,500 ล้านบาท แต่แนวราบเติบโต 11%  มีมูลค่า 112,700 ล้านบาท ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ก็เป็นไปตามที่หลายฝ่ายประเมินเอาไว้ และสอดคล้องกับตัวเลขของธปท. ที่ออกมาระบุถึงการขอวงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในสัญญาที่ 2 สำหรับคอนโดฯ ลดลง 25% แต่ถ้าเป็นตลาดแนวราบยังโต 3%  เป็นเพราะตลาดบ้านแนวราบเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงมากกว่า    “มาตรการที่ออกมาก็ได้ดั่งใจแบงก์ชาติ เพราะกู้ซื้อบ้านสัญญา 1 โต แต่กดดีมานด์สัญญา 2 เพราะความกลัวว่าสัญญา 2 จะทำให้ราคาเติบโตเร็วเกินไป ก่อหนี้ครัวเรือนสูงเกินไป”   ส่วนยอดขายหรือพรีเซลล์ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มียูนิตเปิดขายใหม่ราว 51,500 ยูนิต แบ่งเป็นคอนโดฯ33,000 ยูนิต และแนวราบ 18,500 ยูนิต  โดยคอนโดฯ สามารถขายได้ 11,850 ยูนิต คิดเป็น 36% ของยูนิตเปิดใหม่ ขณะที่แนวราบสามารถขายได้ราว 3,300 ยูนิต คิดเป็น 18% ของยูนิตเปิดใหม่   โดยในภาพรวมปีนี้สำนักวิจัย Krungthai Compass  ประเมินว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล จะมีมูลค่า 510,000 ล้านบาท หดตัว 10% ซึ่งที่อยู่อาศัยแนวราบหดตัว 4% ขณะที่คอนโดมิเนียมมีโอกาสติดลบ 20%   บ้านแฝด โตสวนตลาดติดลบ   ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาฯ ที่ชะลอตัว ยอดขายหรือ พรีเซลล์ลดต่ำ ซึ่งตลาดคอนโดฯ พรีเซลล์ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมามียอดลดลง 30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมียอดพรีเซลล์ 68% ขณะที่แนวราบพรีเซลล์ก็ลดลง ด้วยเช่นกันจาก 35% มาเป็น 17% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา แต่ตลาดที่ถือว่าเป็น “พระเอก” ทำผลงานออกมาโดดเด่นในปีนี้ คือ กลุ่มบ้านแฝด เพราะมีตัวเลขเติบโตสวนตลาดที่อยู่อาศัยอื่นๆ   ช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมา มีการโอนกรรมสิทธิ์บ้านแฝดเติบโต  9% สูงกว่าตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวม 2 เท่า บ้านแฝด จึงมีส่วนช่วยพยุงตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบไว้ไม่ให้ลดลงมาก โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้รับความนิยมมากขึ้น มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านแฝดเติบโต 30%  ขณะที่ทาวเฮ้าส์ขยายตัว 7% บ้านเดี่ยวและตึกแถวอยู่ในภาวะหดตัว     ปัจจุบันบ้านแฝดมีมูลค่าการโอนสัดส่วน 8% จากภาพรวมของตลาดบ้านแนวราบ ที่คาดว่าปีนี้น่าจะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 9% ส่วนบ้านเดี่ยวมีสัดส่วน 45% และทาวน์เฮ้าส์มีสัดส่วน 37% ซึ่งทั้งสองประเภทอยู่ในอัตราใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่กลุ่มอาคารพาณิชย์หรือตึกแถว สัดส่วนโอนกรรมสิทธิ์ลดลงเหลือ 10% จากปีที่แล้วมี 11% 4 เหตุผลคนเลือกซื้อ “บ้านแฝด”   สิ่งที่ทำให้บ้านแฝดได้รับความนิยมจากลูกค้า น่าจะมาจากการตอบโจทย์ความต้องการของการอยู่อาศัยได้มากขึ้น ท่ามกลางภาวะตลาดที่นับวันมีแต่ราคาปรับตัวสูงขึ้น   สำหรับเหตุผลที่คนเลือกซื้อบ้านแฝดเพื่ออยู่อาศัยมากขึ้นนั้น มาจาก 4 เหตุผลสำคัญ คือ   1.ถูกกว่าบ้านเดี่ยวแต่ฟังก์ชั่นแทบไม่ต่าง   เมื่อพิจารณาจากฟังก์ชั่นและราคา บ้านแฝดคุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้ง่ายกว่าบ้านเดี่ยว  ราคาบ้านแฝดเริ่มต้นเฉลี่ย 2.5 ล้านบาท ส่วนบ้านเดี่ยวและคอนโดฯ​ เริ่มต้น 4.2 ล้านบาท ขณะที่ฟังก์ชั่นของบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดแทบไม่ต่างกัน เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีการออกแบบและก่อสร้างทำให้ฟังก์ชั่นบ้านไม่แตกต่างกันแล้ว แถมบ้านแฝดมีหน้าตาคล้ายบ้านเดี่ยวมากขึ้น จากเดิมก่อสร้างบ้านให้มีผนังติดกัน ตามข้อกฎหมายก็เปลี่ยนมาใช้เป็นโครงสร้างใต้ดินติดกันแทน     2.ใช้เงินดาวน์น้อยกว่าคอนโดฯ เมื่อราคาบ้านถูกกว่า ทำให้การดาวน์บ้านก็ต่ำลงด้วย ระยะเวลาการเก็บเงินเพื่อดาวน์บ้านก็น้อยลง เมื่อเทียบกับบ้านเดี่ยวและคอนโดฯ  บ้านแฝดใช้ระยะเวลาน้อยกว่าถึง 3 เท่า     3.อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากรถไฟฟ้า ในราคาที่คุ้มค่า ด้วยการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าออกไปมากขึ้น ทำให้การพัฒนาโครงการตามแนวรถไฟฟ้ามีมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในรูปแบบของการพัฒนาก็ต้องมี “บ้านแฝด”     4.ตัวเลือกที่มีมากและคุณภาพที่ดีขึ้น   ปัจจุบันบ้านแฝดมีตัวเลือกที่มากขึ้นและคุณภาพที่ดีขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หันมาพัฒนาบ้านแฝดมากขึ้น เพราะในต้นทุนที่ดินเท่ากัน การพัฒนาบ้านแฝดเมื่อเทียบกับบ้านเดี่ยวแล้ว จะได้ความคุ้มค่าของโครงการมากกว่า ที่ผ่านมาดีเวลลอปเปอร์มีการพัฒนาบ้านแฝดปีละ 3,500-4,000 ยูนิตต่อปี ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6,500-7,500 ยูนิต หรือขยายตัวเฉลี่ยปีละ 18%   10 ทำเลทอง บ้านแฝด   ด้านนายกณิศ อ่ำสกุล นักวิเคราะห์ ผู้ร่วมทำงานวิจัย เปิดเผยว่า บ้านแฝดราคา 3-5 ล้านบาท มียูนิตพร้อมขายมากที่สุด โดยมีจำนวนพร้อมขายมากถึง  12,000 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 60% ขณะที่ราคา 2-3 ล้านบาท มีสัดส่วน 20% และราคา 5-10 ล้านบาท มีสัดส่วน 14% ตามลำดับ ซึ่งการเลือกซื้อบ้านแฝดควรเลือกที่อยู่ในพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะเป็นพื้นที่ศักยภาพ ที่ราคาขายต่อของบ้านในอนาคตจะไม่ถูกกดดัน จากการให้ส่วนลดหรือการจัด Marketing Campaign เพื่อระบายสต๊อก ซึ่งสะท้อนจากการมียูนิตเหลือขายต่ำและใช้ระยะเวลาค่อนข้างสั้นในการขายหมด   สำหรับพื้นที่ศักยภาพสำหรับการซื้อบ้านแฝด ประเมินว่ามี 10 ทำเลที่มีความโดดเด่นเหนือพื้นที่อื่นๆ โดยแบ่งตามระดับราคา     กลุ่มราคา 2-3 ล้านบาท มี 2 ทำเล ได้แก่ พื้นที่พระราม 2-เพชรเกษม ย่านเอกชัย-บางบอน และพื้นที่มีนบุรี-สุวินทวงศ์ ย่านนิมิตรใหม่ กลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท มี 4 ทำเลได้แก่ พื้นที่ติวานนท์ ย่านติวานนท์-นวลฉวี พื้นที่มีนบุรี-สุวินทวงศ์ ย่านหทัยราษฎร์ และหนองจอก พื้นที่พระราม 2-เพชรเกษม ย่านวงแหวน-เพชรเกษม และพระราม 2 กม.1-10 และพื้นที่กรุงเทพฯตะวันออก ย่านลาดกระบัง กลุ่มราคา 5-10 ล้านบาท มี 4 ทำเลได้แก่  พื้นที่รังสิต-ปทุมธานี ย่านคลอง 1-7 พื้นที่รัชดา-ลาดพร้าว ย่านโชคชัย 4  พื้นที่พระราม 2-เพชรเกษม ย่านวงแหวน-เพชรเกษม และพื้นที่ติวานนท์ ย่านสรงประภา  
เจ.เอส.พี. ล้างภาพ “สำเพ็ง” สู่ Top5 ผู้นำพัฒนาตลาดบ้านแนวราบ

เจ.เอส.พี. ล้างภาพ “สำเพ็ง” สู่ Top5 ผู้นำพัฒนาตลาดบ้านแนวราบ

ช่วงเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)  ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หลากหลายรูปแบบ โครงการสร้างชื่อและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง น่าจะเป็นโครงการสำเพ็ง 2 เพราะมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ จากนายทะนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ได้ขายหุ้นทั้งหมดให้แก่ นายลิขิต ลือสกุลกิจไพศาล หลังจากนั้นได้มีการปรับการบริหารงาน โดยนายลิขิต เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทน  และล่าสุดในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทเสริมทีมบริหารงานภายใน ด้วยการเสริมทีมบริหารการตลาดมาจากบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน) หรือ PS และทีมการเงินจากบริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CI เพื่อสร้างให้ธุรกิจมีการเติบโตอีกครั้ง จากก่อนหน้าที่บริษัทชะลอการพัฒนาโครงการ และการทำตลาดในช่วง 1-2 ปีก่อนหน้านี้   นายสงกรานต์ แสงอร่ามรุ่งโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาดและการขาย บริษัท เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)  หนึ่งในทีมผู้บริหารชุดใหม่ ที่เข้ามาบริหารงานเพื่อสร้างการเติบโต เปิดเผยว่า  โจทย์สำคัญที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้มอบหมายให้กับทีมบริหารชุดใหม่ ในช่วงปีแรกมี 2 เรื่องสำคัญ คือ การระบายสต็อกสินค้าเดิม และการปรับภาพลักษณ์ สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก เพื่อผลักดันให้บริษัทเติบโตต่อไปในอนาคต   “ซีอีโอเป็นนักลงทุนที่มองหาโอกาสจากธุรกิจ ที่สามารถสร้างการเติบโตและมีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ก่อนจะเข้ามาลงทุนได้ทำการศึกษาบริษัทมาเป็นอย่างดี เห็นว่ามีรายได้ 3,000-4,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2559-2560 หากสามารถพัฒนาโครงการต่อเนื่อง รายได้ก็น่าจะเติบโตต่อเนื่อง และบริษัทยังมีจุดแข็งจาการมีที่ดินสะสมไว้จำนวนมาก ซึ่งมีต้นทุนราคาที่ดินต่ำ หลายแปลงราคาที่ซื้อมาถูกกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับราคาซื้อขายในปัจจุบัน”   เดินหน้าละบายสต็อกเสริมเงินทุนหมุนเวียน   แม้ว่าก่อนหน้านี้บริษัทจะไม่ได้พัฒนาโครงการใหม่ออกมา แต่โครงการเดิมที่พัฒนาไว้แล้ว ยังมีสินค้ารอการขายอยู่จำนวนหนึ่ง ที่ผู้บริหารชุดปัจจุบันจะต้องเร่งระบายสต็อก เพื่อสร้างรายได้มาเป็นเงินทุนในการพัฒนาโครงการต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท จำนวน 900 ยูนิต ในโครงการไมอามี่ บางปู และโครงการ J Condo สาทร-กัลปพฤกษ์ ที่ยังเหลือขายอีก 600 ยูนิต ซึ่งคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายในปี 2563     สำหรับกลยุทธ์การขาย จะเน้นการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ เนื่องจากมองว่าสินค้ามีทั้งคุณภาพและราคาที่คุ้มค่า  เพราะเป็นต้นทุนเดิมตั้งแต่เริ่มการพัฒนาเมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และบริษัทไม่ได้ทำการปรับราคาเพิ่มขึ้น จึงทำให้มีความสามารถในการแข่งขัน ปัจจุบันยดขายจึงเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนหน้า โดยมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 300  ล้านบาท จากก่อนหน้ามียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 100 ล้านบาท  โดยบริษัทวางแผนใช้งบประมาณในการตลาดประมาณ​10-20 ล้านบาท   ปั้นโปรเจ็ตก์สร้างยอดปีละ 6,000 ล้าน ขึ้นท็อป5   เป้าหมายสำคัญในระยะ 2-3 ปีนับจากนี้ เจ.เอส.พี.ฯ ต้องการก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 5 ของผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการแนวราบระดับราคา 2-3 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดที่มีความต้องการอย่างแท้จริง มีขนาดตลาดใหญ่ และเป็นตลาดของคนส่วนใหญ่ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัย จุดแข็งของการจะผลักดันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว คือ การมีที่ดินเปล่าสะสมไว้ถึง 10 แปลง อยู่ในโลเกชั่นติดถนน ที่สำคัญต้นทุนที่ดินต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่ง คิดเป็นมูลค่าทางบัญชีกว่า 2,500 ล้านบาท จึงมีความเป็นไปได้ในการพัฒนาสินค้าออกมาขายในราคาดังกล่าว ซึ่งคาดว่าแต่ละปีจะมีการพัฒนาโครงการออกมาขาย คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 6,000-10,000 ล้านบาท เพื่อสร้างยอดขายได้มากกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันผู้นำอันดับ 5 ในโครงการแนวราบมียอดขายอยู่ระดับ 6,000 ล้านบาท หากบริษัทสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า ก็จะเข้าอยู่ใน Top 5 ดังกล่าวได้   สำหรับการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 นี้ ได้วางแผนพัฒนาโครงการแนวราบ ประเภทบ้านแฝด 1 โครงการ ทำเลย่านบางบัวทอง มูลค่าโครงการกว่า 800 ล้านบาท  ส่วนในปี 2563 เตรียมเปิดแนวราบเพิ่มอีก 7 โครงการ ได้แก่ ทำเลโครงการบางพระ, โครงการแพรกษา, โครงการบางใหญ่จำนวน 2 โครงการ, โครงการบางใหญ่ (2), โครงการติวานนท์, และโครงการบางบัวทอง ซึ่งมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท  ซึ่งปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ 4,068 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ์ 3,215 ล้นบาท ปัจจุบันมียอดขายรอรับรู้รายได้ 600 ล้านบาท  ส่วนปี 2563 วางเป้ารายได้รวมกว่า 4,500 ล้านบาท โดยหวังว่าในอนาคตแต่ละปีบริษัทจะเติบโตประมาณ 15%   รีแบรนด์ล้างภาพ “สำเพ็ง2” สู่ความเป็นโมเดิร์น   นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างการบริหารภายใน ด้วยการเสิรมทีมบริหารการตลาดมาจากบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน) หรือPS และทีมการเงินจากบริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือCI เข้ามาแล้ว  ภารกิจสำคัญของบริษัท คือ การปรับภาพลักษณ์ให้บริษัทมีความทันสมัย เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในการจับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ วัยทำงาน อายุระหว่าง 30-40 ปี เนื่องจากการรับรู้ของคนส่วนใหญ่จะรู้จักโครงการสำเพ็ง 2 มากกว่าจะรู้จัก บริษัท เจ.เอส.พี.ฯ  ประมาณเดือนกันยายนที่จะถึงจึงได้เตรียมวางแผนปรับภาพลักษณ์องค์กรใหม่หมด ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ สินค้าที่จะมีแบบบ้านใหม่ การบริการ และทัชพอยท์ต่างๆ   “คนยังไม่ค่อยรู้จักบริษัท จะรู้จักแต่โครงการสำเพ็ง 2 บริษัทจึงต้องปรับภาพลักษณ์ใหม่ ใส่ความโมเดิร์น การเสริมการบริการ ปรับแบรนด์วิชั่นใหม่ เราไม่ได้ขายบ้านแต่เราขายความสุข จึงต้องมีการเสริมทั้งบริการและคุณภาพสินค้า รวมถึงองค์ประกอบต่างๆ โดยรวม และจะขยับการพัฒนาโครงการในตลาดพรีเมียมเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ในตลาดแมสเป็นหลัก คือ การพัฒนาโครงการบ้านแฝดในระดับ 7-8 ล้านบาท ในย่านบางใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทพัฒนาบ้านออกขายแพงสุดราคาหลังละ 6 ล้านบาทเท่านั้น”   สิ่งต่างๆ ที่ทีมผู้บริหารใหม่ต้องทำนับจากนี้ คงถือว่าเป็นความท้าทายในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยเฉพาะการทำให้ทีมงานบริษัทคิดและเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในอนาคตยังมีเป้าหมายสำคัญต้องบรรลุ ไม่ว่าจะเป็นการทำยอดขายรวม 19,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งต้องรอดูผลงานของทีมผู้บริหารชุดนี้ว่าจะทำได้ตามที่หวังไว้หรือไม่  
Dream Priva Rachapruek-Pinklao-Kanchanapisek ดรีม พรีว่า ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า-กาญจนาภิเษก : รีวิวทาวน์โฮม

Dream Priva Rachapruek-Pinklao-Kanchanapisek ดรีม พรีว่า ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า-กาญจนาภิเษก : รีวิวทาวน์โฮม

  โครงการ Dream Priva Rachapruek-Pinklao-Kanchanapisek (ดรีม พรีว่า ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า-กาญจนาภิเษก) ทาวน์โฮม 2 ชั้น 3 ห้องนอน เดินทางสะดวก เพราะเข้า-ออกได้ 5 เส้นทางทั้ง ถ.ราชพฤกษ์, ถ.พระราม5-นครอินทร์, ถ.กาญจนาภิเษก, ถ.บรมราชชนนี, ถ.พุทธมณฑลสาย 1,  ทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอก(ด่านฉิมพลี/ด่านตลิ่งชัน)   ชื่อโครงการ Dream Priva Rachapruek-Pinklao-Kanchanapisek (ดรีม พรีว่า ราชพฤกษ์-ปิ่นเกล้า-กาญจนาภิเษก)   เจ้าของโครงการ บริษัท ดรีมแลนด์ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด   ที่ตั้งโครงการ ราชพฤกษ์ ซอยสวนผัก32 ตรงข้ามโรงเรียนวรรัตน์ศึกษา นนทบุรี   พื้นที่โครงการ 45-0-19 ไร่   ลักษณะโครงการ ทาวน์โฮม 2 ชั้น 3 ห้องนอน    ที่จอดรถ 2 คัน    จำนวนหลัง  426 ยูนิต   ขนาดที่ดิน เริ่มต้น 20.7 ตร.วา   พื้นที่ใช้สอย 124 ตร.ม.    แบบทาวน์โฮม Priva I 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ Priva II 3 ห้องนอน 1 ห้องอเนกประสงค์ 3 ห้องน้ำ   สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง Double Gate Security, ระบบอินเตอร์เน็ตในบ้าน (LAN),สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ, ห้องเด็กเล่น, ฟิตเนส,สวนส่วนกลาง , กล้องวงจรปิด cctv, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย   ปีที่สร้างเสร็จ  มี.ค. 2565   ราคาเริ่มต้น 3.39 ล้านบาท   เงินจอง 10,000 บาท   เงินทำสัญญา 30,000 บาท   ค่าส่วนกลางและกองทุน 600 บาท/ตร.วา   จุดเด่นโครงการ รายละเอียดการก่อสร้างที่ดี เพื่ออยู่อาศัยได้สะดวกสบาย เช่น ทุกหลังเป็นประตูรั้วรีโมทไฟฟ้า ผนังหนาพิเศษ 12 ซม. ป้องกันเสียง หลังคาทรงปันหยาระบายความร้อน Water Leakage Prevention ป้องกันปัญหาน้ํารั่วซึมเข้าตามรอยต่อ ด้วยนวัตกรรมเชื่อมต่อระหว่างแผ่น Precast และวงกบหน้าต่างแบบพิเศษ โดยไม่ใช้ Silicone ฯลฯ   ขนส่งสาธารณะใกล้เคียง BTS สายสีลม สถานีบางหว้า, ใกล้ทางด่วนศรีรัชฯ (ด่านฉิมพลี, ด่านตลื่งชัน) , รถสองแถวสายศิริราชผ่านหน้าโครงการ   จุดขึ้น-ลงทางด่วน ถ.กาญจนาภิเษก (วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก) ทางพิเศษศรีรัช   สถานที่ใกล้เคียง The Crystal SB, Home Pro & Villa Market, The Walk, Food Villa, Central Pinklao, รพ. เจ้าพระยา, รพ. ตา หู คอ จมูก, รพ. ศิริราช, สถานีขนส่งสายใต้ใหม่, อนุบาล เด่นหล้า, ร.ร. เทพศิรินทร์ นนทบุรี    
ได้เวลา MK เปิด 4 โปรเจ็กต์ใหม่ครึ่งปีหลัง พร้อมแผนเติมพอร์ตรายได้ประจำ 50%

ได้เวลา MK เปิด 4 โปรเจ็กต์ใหม่ครึ่งปีหลัง พร้อมแผนเติมพอร์ตรายได้ประจำ 50%

หลังจากช่วงครึ่งปีแรก ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายราย ต้องกังวลต่อมาตรการควบคุมสินเชื่อ หรือ มาตรการ LTV ทำให้ไม่กล้าเปิดตัวโครงการใหม่กันมากนัก เพราะยังไม่รู้อารมณ์ของลูกค้าว่าจะเป็นอย่างไร แต่จากการดูสถานการณ์โดยรวมของปัจจุบันและแนวโน้มครึ่งปีหลังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก หลายๆ รายจึงเริ่มประกาศความชัดเจนของแผนธุรกิจในครึ่งปีหลังจะพัฒนาโครงการอะไรออกมาบ้าง ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ MK หรือ มั่นคงเคหะการ ที่เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 4 โครงการ มูลค่า 4,560 ล้านบาท แถมยังเตรียมเปิดโปรเจ็กต์ใหม่แนวเวลเนสอีกหนึ่งโปรเจ็กต์ด้วย   นางสาวดุษฎี ตันเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK  เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทวางแผนเปิดโครงการใหม่รวม 4 โครงการ มูลค่ารวม 4,560 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการทาวน์โฮม ระดับราคา 2-3 ล้านบาท จำนวน 3 โครงการ ในทำเลบางนา บางบัวทอง และชัยพฤกษ์ และโครงการบ้านแฝด 1 โครงการ ระดับราคา 3-4 ล้านบาท ในทำเลบางนา ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีที่ดินรอการพัฒนาในโซนบางนาประมาณ​ 200 ไร่สามารถพัฒนาโครงการได้ 3-4 โครงการ และที่ดินในย่านปทุมธานีอีก 200-300 ไร่   นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมงบลงทุนอีก 1,600 ล้านบาท สำหรับการจัดซื้อที่ดิน เพื่อนำมาใช้พัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องด้วย  และบริษัทเตรียมขยายธุรกิจให้เช่าและการบริการ โดยมีแผนพัฒนาโครงการบางกอกฟรีเทรดโซนโรงงานและคลังสินค้าเพื่อเช่า เพิ่มขึ้นเป็น 173,500 ตารางเมตร  และโครงการ พาร์ค คอร์ท สุขุมวิท 77 ซึ่งเป็นรูปแบบคอนโดมิเนียมและอพาร์ตเมนต์ให้เช่า  วางแผนให้เช่า 100% ได้ภายในปีนี้   นางสาวดุษฎี กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันบริษัทยังวางแผนสร้างรายได้ประจำให้เพิ่มมากขึ้น โดยวางเป้าหมายจะมีรายได้ประจำในสัดส่วน 50% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 25% ภายในระยะ 2 ปีข้างหน้า หรือปี 2564 ซึ่งรายได้ประจำจะมาจากธุรกิจสนามกอล์ฟ คลังสินค้า และธุรกิจให้เช่า  นอกจากนี้ ยังจะขยายธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งธุรกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจเวลเนสหรือเวลบีอิ้ง เนื่องจากเป็นเทรนด์ของโลกและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรอีก 2 รายโปรเจ็กต์ดังกล่าวคาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าในช่วงปลายปีนี้จะเปิดตัวโครงการได้ สำหรับภาพรวมธุรกิจของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรก ยังสามารถสร้างการเติบโตได้ตามเป้าหมาย ซึ่งผลประกอบการในไตรมาสแรก ธุรกิจอสังหาฯ พัฒนาเพื่อขายบริษัทเติบโตถึง 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คาดว่าเป็นผลจากการทำตลาดของผู้ประกอบการต่างๆ ในธุรกิจ ทำให้ผลประกอบการเติบโตได้ดี ส่วนผลประกอบการในภาพรวมบริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้ดีถึง 40% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงธุรกิจสนามกอล์ฟ ทำให้มีรายได้เติบโตเพิ่มมากขึ้น ขณะที่แนวโน้มธุรกิจอสังหาฯ​ ในช่วงครึ่งปีหลัง อาจจะมีความกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ จึงต้องติดภาวะเศรษฐกิจว่าจะเป็นอย่างไร   ปัจจุบัน บริษัท มีโครงการแนวราบทั้งหมด 12 โครงการ แบ่งเป็น ทาวน์โฮม 4 โครงการ ได้แก่ ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง 1, ชวนชื่น ทาวน์ ราชพฤกษ์-345, ชวนชื่น ทาวน์ กาญจนา-บางใหญ่, ชวนชื่นทาวน์ แก้วอินทร์-บางใหญ่, บ้านแฝด 3 โครงการ ได้แก่ ชวนชื่น โมดัส วิภาวดี, ชวนชื่น พาร์ค กาญจนา-บางใหญ่, ชวนชื่น พาร์ค อ่อนนุช-วงแหวน และ บ้านเดี่ยว 5 โครงการ ได้แก่ ชวนชื่น ไพร์ม วิลล่า กรุงเทพ-ปทุมธานี,  ชวนชื่น ซิตี้ ไพร์มพาร์ค วัชรพล, ชวนชื่น ซิตี้ เบลล์พาร์ค วัชรพล, ชวนชื่น ซิตี้ นอร์ทวิลล์-วัชรพล และ ชวนชื่น ซิตี้ วัชรพล-รามอินทรา  
สำรวจตลาดอสังหาฯ​ “พิษณุโลก-ตาก” ดีเวลลอปเปอร์ผุดโครงการที่อยู่อาศัยกว่า 1.9 หมื่นล้าน

สำรวจตลาดอสังหาฯ​ “พิษณุโลก-ตาก” ดีเวลลอปเปอร์ผุดโครงการที่อยู่อาศัยกว่า 1.9 หมื่นล้าน

จังหวัดพิษณุโลกและตาก ถือเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของภาคเหนือ ไม่แพ้จังหวัดใหญ่ๆ หลายจังหวัด เห็นได้จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและความเจริญของเมือง ซึ่งส่งผลให้เกิดความต้องการในที่อยู่อาศัยตามมา แม้ว่าอาจจะไม่คึกคักมากนักแต่ก็เติบโตด้วยดี แต่จะขยายตัวได้แค่ไหน คงต้องดูจากปริมาณโครงการและการซื้อขาย  ซึ่งที่ผ่านมาศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้จัดทำรายงานการสำรวจสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา พบว่า  มีโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายจำนวน 92 โครงการ มียูนิตในผังโครงการรวมทั้งสิ้น 6,857 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 19,125 ล้าน   ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า  ที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ของพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก  และจังหวัดตาก โดยนับเฉพาะโครงการที่มียูนิตเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 ยูนิตนั้น มีจำนวน 92 โครงการ มียูนิตในผังโครงการรวมทั้งสิ้น 6,857 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 19,125 ล้านบาท  แบ่งเป็น โครงการบ้านจัดสรร 79 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 4,674 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 15,579 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม 13 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 2,183 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 3,546 ล้านบาท     โดยจากการสำรวจในช่วงครึ่งหลังปี 2561 พบว่า มียูนิตเหลือขายจำนวน 2,459 ยูนิต หรือคิดเป็น 35.9% ของยูนิตในผังโครงการทั้งหมด โดยโครงการบ้านจัดสรรมียูนิตเหลือขายจำนวน 1,886 ยูนิต หรือ 40.4% ของยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมมียูนิตเหลือขายจำนวน 573 ยูนิต หรือ 26.2% ของยูนิตในผังโครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมด สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดพิษณุโลกนั้น  พบว่า มีโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายจำนวน 70  โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 5,504 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 15,798 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 2,049 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 5,936 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 63 โครงการ มีจำนวนยูนิต 4,109 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 13,598 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 1,624 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 5,306 ล้านบาท โครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 7 โครงการ มีจำนวนยูนิต 1,395 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 2,200 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 425 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 631 ล้านบาท   ทั้งนี้ ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม จำนวน 5,504 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุด 52.0% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5  ล้านบาท รองลงมาเป็นคอนโดมิเนียม 25.3% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1.5 - 2 ล้านบาท อาคารพาณิชย์ 9.6% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5  ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์  8.4% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 – 5 ล้านบาท ที่เหลือบ้านแฝดและเป็นที่ดินเปล่า ตามลำดับ   สำหรับทำเลบ้านจัดสรรขายดีในจังหวัดพิษณุโลก 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก (มิตรภาพ) ขายได้  76.6% มูลค่าขายได้ 1,916 ล้านบาท  2.ทำเลบึงพระ ขายได้  66.0%  มูลค่าที่ขายได้ 68 ล้านบาท 3.ทำเลวัดจันทร์ ขายได้  64.7 มูลค่าที่ขายได้ 960 ล้านบาท 4.ทำเลแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตก (ทะเลแก้ว) ขายได้  62.4% มูลค่าที่ขายได้ 1,442 ล้านบาท  และ 5.ทำเลในเมือง ขายได้ 61.3% มูลค่าที่ขายได้ 501 ล้านบาท   ส่วนทำเลคอนโดมิเนียมขายดีในจังหวัดพิษณุโลก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1. ทำเล ม.นเรศวร ขายได้ 76.5% มูลค่าที่ขายได้ 267 ล้านบาท  2.ทำเลในเมือง ขายได้ 73.7% มูลค่าที่ขายได้ 1,262 ล้านบาท และ 3.ทำเลแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตก (ทะเลแก้ว) ขายได้  32.5% มูลค่าที่ขายได้ 40 ล้านบาท  ล้านบาท สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในจังหวัดตาก พบว่า มีโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขาย จำนวน 22 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 1,353 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 3,328 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 410 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 1,183 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 16 โครงการ มีจำนวนยูนิต 565 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,981 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 262 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 932 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 6 โครงการ มีจำนวนยูนิต  788 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,347 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายในตลาด 148 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 250  ล้านบาท   โดย ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมจำนวน 1,353 ยูนิต เป็นคอนโดมิเนียมมากที่สุด 58.2% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1.5 – 2   ล้านบาท รองลงมาเป็นบ้านเดี่ยว 31.4% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา  2 – 3  ล้านบาท  เป็นอาคารพาณิชย์ 6.9%  ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 5 – 7.5 ล้านบาท เป็นทาวน์เฮ้าส์  3.5% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 – 5  ล้านบาท ตามลำดับ   สำหรับทำเลบ้านจัดสรรขายดีในจังหวัดตาก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ และเรียงลำดับจากสัดส่วนที่ขายได้มากที่สุด ได้แก่ ทำเลแม่สอด ขายได้  54.0% มูลค่าขายได้ 908 ล้านบาท  ทำเลในเมือง ขายได้ 51.9% มูลค่าที่ขายได้ 141 ล้านบาท  ตามลำดับ ส่วนทำเลคอนโดมิเนียมขายดีในจังหวัดตาก  คือ ทำเลแม่สอด ขายได้ 81.2%  มูลค่าที่ขายได้ 1,096 ล้านบาท    
5 เหตุผล “โกลเด้นแลนด์” ปักหมุดเชียงรายปั้น โกลเด้น เอ็มไพร์ 2,600 ล้าน

5 เหตุผล “โกลเด้นแลนด์” ปักหมุดเชียงรายปั้น โกลเด้น เอ็มไพร์ 2,600 ล้าน

แนวคิดในการพัฒนาโครงการรูปแบบอาณาจักร หรือ GOLDEN EMPIRE (โกลเด้น เอ็มไพร์) ของโกลเด้นแลนด์  คือ การนำเอาโครงการบ้านหลากหลาย ทั้งทาวน์โฮม นีโอโฮม และบ้านเดี่ยว มาอยู่ในทำเลเดียวกัน เป็นโมเดลสร้างความผลสำเร็จได้อย่างดีให้กับบริษัท ไม่ว่าจะเป็นโครงการในย่านเกษตรนวมินทร์ สาทร และบางแค ทำให้โมเดลนี้ถูกนำเอาไปพัฒนาต่อในพื้นที่ต่างจังหวัด อย่างเช่นเชียงราย โดยพัฒนาโครงการ โกลเด้น เอ็มไพร์ เชียงราย มูลค่า 2,600 ล้านและเพียงแค่นำร่องเปิดโครงการแรกเมื่อวันที่ 22-23 มิถุนายนที่ผ่านมา กับโครงการ โกลเด้น ทาวน์ เชียงราย-บิ๊กซีแยกสนามบิน ทาวน์โฮม 2 ชั้น สไตล์อังกฤษ รูปแบบเดียวกับที่ได้รับความนิยมจากกรุงเทพฯ  ทำให้ โกลเด้น ทาวน์ สามารถสร้างยอดขายได้รวม 500 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่คาดไว้   นายอภิชาติ เฮงวาณิชย์ กรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาโครงการต่างจังหวัดและโครงการพิเศษ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์  เปิดเผยว่า ความสำเร็จของคอนเซ็ปต์ “โกลเด้น เอ็มไพร์” คงมาจากความแตกต่างจากการพัฒนาโครงการอื่น เช่น​ การพัฒนาภายใต้แนวคิด English Elegance รูปแบบสไตล์อังกฤษ ที่มีความหรูหรา แต่ยังมีความเป็นธรรมชาติ มีคลับเฮาส์ขนาดใหญ่  พร้อมด้วยทะเลสาบขนาดใหญ่แห่งแรกในเชียงราย สระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สวนพักผ่อนกว่า 20 ไร่ และเป็นโครงการแรกในเชียงรายที่ติดถนนใหญ่และติด บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ พร้อมทางเข้าออกจากในโครงการ ได้ถึง 2 ทาง คือถนนพหลโยธินและ ถนนสนามบิน ถือว่าตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่สะดวกสบายได้อย่างตรงจุด     5 เหตุผล ปักหมุดเชียงรายปั้นโปรเจ็กต์ 2,600 ล้าน   จังหวัดเชียงราย แม้ว่าจะเป็นหนึ่งจังหวัดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคเหนือ แต่หากเทียบกับจังหวัดเชียงใหม่แล้วอาจจะยังเป็นรอง ดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่มุ่งเข้าไปพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดเชียงใหม่มากกว่า (อ่านเพิ่มเติม...ดีเวลลอปเปอร์ปั้นโปรเจ็กต์อสังหาฯ​ในเชียงใหม่-เชียงราย) เพราะถือว่าจังหวัดเชียงใหม่มีเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่คักคักกว่า แต่เหตุผลอะไรที่ทำให้ “โกลเด้นแลนด์” เข้าไปปักหมุดพัฒนาโครงการในจังหวัดเชียงราย และนี่คงคือ 5 เหตุผลสำคัญ   1.จังหวัดเชียงรายถือเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจการค้า กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา และสปป. ลาว 2.ทำรายได้จากการท่องเที่ยวปีที่ผ่านมาได้กว่า 28,550 ล้านบาท เพิ่มขึ้น10% จากปีก่อน แม้จังหวัดเชียงรายจะเป็นเมืองรอง ด้านการท่องเที่ยว แต่ก็ถือว่าเป็นเมืองรองที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุดในประเทศไทย 3.เป็นเมืองการศึกษานานาชาติ เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 4.มีความพร้อมในด้านของระบบการคมนาคมขนส่ง และโครงการพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 5.ตลาดอสังหาฯ แม้จะเติบโตไม่หวือหวา แต่โครงการแนวราบเป็นกลุ่มที่ขายดีที่สุด มีความต้องการอยู่สูง แต่ยังขาดสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด   นายอภิชาติ  กล่าวอีกว่า จากการสำรวจ เชียงรายเป็นเมืองที่ไม่ได้หวือหวา โครงการแนวราบมีอัตราขายเฉลี่ยเพียงประมาณ 25 ยูนิตต่อเดือน โดยมีบ้านกลุ่มระดับราคา 2 ล้านบาท เป็นกลุ่มที่ขายดีที่สุด ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในจังหวัดเชียงรายปี 2561 มีเพียง 4,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 12.6% สะท้อนถึงความต้องการที่อยู่อาศัยในเชียงรายที่เพิ่มขึ้นในทุกปี บริษัท มองว่าความต้องการของตลาดยังมีอยู่ แต่ขาดสินค้าที่ดี ที่ตอบโจทย์ของลูกค้า   “ลูกค้าของโกลเด้นแลนด์ ส่วนใหญ่จะเป็นคนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีประชากรแฝงน้อย จึงเป็นลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง การที่บริษัทเปิดโครงการ โกลเด้น ทาวน์ ซึ่งเป็น ทาวน์โฮม 2 ชั้น ในระดับราคา ประมาณ 1.7-2.5 ล้านบาท ในอาณาจักรบ้านล้อมทะเลสาบที่หรูหรา จึงเป็นจุดที่สร้างความสนใจให้กับลูกค้า และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี”   สำหรับโครงการ โกลเด้น ทาวน์ เชียงราย-บิ๊กซีแยกสนามบิน  ตั้งอยู่ในทำเลติดถนนพหลโยธิน (ซุปเปอร์ไฮเวย์) เชื่อมต่อสนามบินเชียงราย  แม่ฟ้าหลวง เพียง 2.5 กิโลเมตร มุ่งสู่ใจกลางเมืองเพียง 10 นาที พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ บิ๊กซี เชียงราย 2, แม็คโคร เซ็นทรัล เชียงราย โรงเรียนอนุบาลเชียงราย โรงเรียนเชียงราย อินเตอร์เนชั่นแนล  โรงเรียนเทศบาล 6 ศูนย์ราชการ และ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ศรีบุรินทร์ เป็นต้น   โครงการมีขนาดพื้นที่รวมประมาณ 33 ไร่ จำนวน 353 หลัง ราคาประมาณ 1.7-2.5 ล้านบาท  มีแบบบ้านให้เลือก 3 แบบ ที่มาพร้อม ห้องรับแขก ห้องรับประทานอาหาร และนวัตกรรมครัวไทย 1.Preston (เพรสตัน) 117 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ พร้อมฟังก์ชั่นพิเศษ ห้องพระ 2.Chester (เชสเตอร์) 103 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ที่จอดรถ และ 3.Saint James (เซ็นต์เจมส์) 96 ตารางเมตร 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ที่จอดรถ    
ดีเวลลอปเปอร์ ปั้นโปรเจ็กต์อสังหาฯ ในเชียงใหม่-เชียงราย มูลค่ากว่า 1.17 แสนล้าน

ดีเวลลอปเปอร์ ปั้นโปรเจ็กต์อสังหาฯ ในเชียงใหม่-เชียงราย มูลค่ากว่า 1.17 แสนล้าน

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้จัดทำรายงานสรุปผลการสำรวจ โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย โดยนับเฉพาะโครงการที่มียูนิตเหลือขายไม่ต่ำกว่า 6 ยูนิต จากการสำรวจพบว่า มีโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายจำนวน 257 โครงการ มียูนิตในผังโครงการรวมทั้งสิ้น 32,075 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 117,859 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรร 203 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 23,470 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 87,143 ล้านบาท โครงการอาคารชุด 50 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 8,539 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 28,840 ล้านบาท และโครงการวิลล่า 4 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 66 ยูนิต มีมูลค่าโครงการรวม 1,875 ล้านบาท ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากการสำรวจในช่วงครึ่งหลังปี 2561 ในพื้นที่สำรวจจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย มียูนิตเหลือขายจำนวน 10,762 ยูนิต หรือ 33.6% ของยูนิตในผังโครงการทั้งหมด โดยโครงการบ้านจัดสรรมียูนิตเหลือขายจำนวน 8,221 ยูนิต หรือ 35.0% ของยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด โครงการอาคารชุดมียูนิตเหลือขายจำนวน 2,524 ยูนิต หรือ 29.6% ของยูนิตในผังโครงการอาคารชุดทั้งหมด และโครงการวิลล่ามียูนิตเหลือขายจำนวน 17 ยูนิต หรือ 25.8% ของยูนิตในผังโครงการวิลล่าทั้งหมด โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในจังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 222 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 28,552 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 106,882 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 9,459 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 36,528 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 169 โครงการ มีจำนวนยูนิต 20,295 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 76,776 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 6,981 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 27,406 ล้านบาท โครงการอาคารชุด จำนวน 49 โครงการ มีจำนวนยูนิต 8,191 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 28,231 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 2,461 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 8,665 ล้านบาท และมีโครงการวิลล่า จำนวน 4 โครงการ มียูนิตในผังจำนวน 66 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,875 ล้านบาท ยูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 17 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 458 ล้านบาท ทั้งนี้ ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุด จำนวน 28,486 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุด 43.9% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท รองลงมาเป็นอาคารชุด2 8.8% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท ทาวน์เฮ้าส์ 14.1 ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท บ้านแฝด 6.4% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท ที่เหลือเป็นที่ดินเปล่าและอาคารพาณิชย์ ตามลำดับ ทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดเชียงใหม่ที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1. ทำเลหางดงตอนบน ขายได้ 82.1% มูลค่าขายได้ 4,489 ล้านบาท 2.ทำเลท่ารั้ว-ดอยสะเก็ด ขายได้ร้ 81.6% มูลค่าที่ขายได้ 2,697 ล้านบาท 3.ทำเลในเมือง ขายได้ 78.3% มูลค่าที่ขายได้ 2,338 ล้านบาท 4.ทำเลแม่ริม ขายได้ 74.4% มูลค่าที่ขายได้ 2,793 ล้านบาท และ 5.ทำเลสารภี ขายได้ 72.% มูลค่าที่ขายได้ 6,226 ล้านบาท ส่วนทำเลอาคารชุดในจังหวัดเชียงใหม่ที่ขายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ ได้แก่ 1.ทำเลในเมือง ขายได้ 85.8% มูลค่าที่ขายได้ 8,429 ล้านบาท 2.ทำเล ม.พายัพ ขายได้ร้ 81.7% มูลค่าที่ขายได้ 4,351 ล้านบาท 3.ทำเลสันทราย ขายได้ 71.1% มูลค่าที่ขายได้ 2,100 ล้านบาท 4.ทำเลแม่ริม ขายได้ 61.3% มูลค่าที่ขายได้ 334 ล้านบาท และ 5.ทำเลหางดงตอนบน ขายได้ 57.4% มูลค่าที่ขายได้ 4,239 ล้านบาท   โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในจังหวัดเชียงราย มีจำนวน 35 โครงการ มียูนิตในผังของทุกโครงการรวมกัน 3,523 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 10,976 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 1,303 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 4,596 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร จำนวน 34 โครงการ มีจำนวนยูนิต 3,175 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 10,367 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 1,240 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 4,476 ล้านบาท และโครงการอาคารชุด จำนวน 1 โครงการ มีจำนวนยูนิต 348 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 609 ล้านบาท มียูนิตเหลือขายหรือเป็นอุปทานในตลาด 63 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ายูนิตเหลือขาย 120 ล้านบาท ทั้งนี้ ยูนิตในผังโครงการบ้านจัดสรรและอาคารชุดจำนวน 3,523 ยูนิต เป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุด 41.5% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 – 5 ล้านบาท รองลงมาเป็นทาวน์เฮ้าส์ 17.1% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1 – 1.5 ล้านบาท เป็นอาคารพาณิชย์ 16.3% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 3 - 5 ล้านบาท เป็นที่ดินเปล่า 11.0% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 2 - 3 ล้านบาท เป็นอาคารชุด 9.9% ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคา 1.5 – 2 ล้านบาท ที่เหลือเป็นบ้านแฝด ตามลำดับ สำหรับทำเลบ้านจัดสรรในจังหวัดเชียงรายที่ขายดี โดยดูจากสัดส่วนที่ขายได้ต่อยูนิตทั้งหมดในโครงการ และเรียงลำดับจากสัดส่วนที่ขายได้มากที่สุด ได้แก่ 1.ทำเลแม่สาย ขายได้ 86.4% มูลค่าขายได้ 221 ล้านบาท 2.ทำเลเชียงแสน ขายได้ 74.1% มูลค่าที่ขายได้ 240 ล้านบาท 3.ทำเลสนามบิน-ม.แม่ฟ้าหลวง ขายได้ 72.3% มูลค่าที่ขายได้ 2,174 ล้านบาท และ 4.ทำเลในเมืองเชียงราย ขายได้ 51.5% มูลค่าที่ขายได้ 3,255 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนทำเลอาคารชุดทำเลสนามบิน-ม.แม่ฟ้าหลวง ขายได้ 81.9% มูลค่าที่ขายได้ 489 ล้านบาท
“เสี่ยเจริญ” จัดพอร์ตธุรกิจอสังหาฯ ส่ง AWC เข้าตลาด ลบภาพธุรกิจครอบครัวสู่มาตรฐานมืออาชีพ

“เสี่ยเจริญ” จัดพอร์ตธุรกิจอสังหาฯ ส่ง AWC เข้าตลาด ลบภาพธุรกิจครอบครัวสู่มาตรฐานมืออาชีพ

“เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี” มีธุรกิจในมือมากมายที่สร้างความร่ำรวย และมีมูลค่ามหาศาล  หนึ่งในนั้น คือ กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม  ซึ่งมีทั้งกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และนอนแอลกอฮอล์  แต่อีกหนึ่งจิ๊กซอร์สำคัญขนาดใหญ่  ที่มาต่อเติมความมั่งคั่งของตระกูล  คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่เรียกได้ว่ามีอยู่ในมือครบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม สำนักงานให้เช่า ศูนย์การค้า นิคมอุตสาหกรรม ศูนย์ประชุม สนามกอล์ฟ และโครงการที่อยู่อาศัยทุกรูปแบบ  ซึ่งกระจายอยู่ทุกมุมเมืองทั่วประเทศ นี่ยังไม่นับที่ดินเปล่าในพอร์ตอีกมหาศาลไม่รู้กี่แสนไร่   ทั้งขนาดความใหญ่และจำนวนธุรกิจที่มีมากมายมหาศาลของตระกูลสิริวัฒนภักดี  การสร้างการเติบโตและความยั่งยืน โจทย์สำคัญที่ “เสี่ยเจริญ” มอบหมายให้ทายาทที่ดูแลธุรกิจอสังหาฯ  คือ การสร้างมาตรฐานการบริหารงานแบบมืออาชีพ และไม่ยึดติดกับความเป็นธุรกิจครอบครัว นอกจากนี้ ยังต้องการให้ทายาทแต่ละคนดูแลรับผิดชอบธุรกิจอสังหาฯ ในแต่ละประเภทอย่างชัดเจน โดยไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกัน  แนวทางหนึ่งที่ถูกหยิบมาใช้ คือ การนำเอาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  และการจัดกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ แต่ละประเภท ให้อยู่ภายใต้การบริหารงานของแต่ละบริษัทอย่างชัดเจน   นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ  AWC บุตรสาวคนที่ 2 ของเสี่ยเจริญ  เปิดเผยว่า ได้นำบริษัทยื่นแบบไฟลิ่งแก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา เพื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เนื่องจากต้องการระดมทุน นำเงินมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจ สร้างการเติบโตให้กับบริษัท  ชำระหนี้ การสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและชุมชน   “การเข้าตลาดฯ เป็นการสร้างมาตรฐานและความยั่งยืน  ผู้บริหารและพนักงานจะอยู่ในระบบธรรมาภิบาล  ซึ่งดีกว่าอยู่ในระบบครอบครัว เป็นการสร้างมาตรฐานความเป็นมืออาชีพ”   สำหรับ AWC จะมุ่งเน้นการพัฒนาและลงทุนในอสังหาฯ ในประเทศไทย เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรแบ่งเป็น 2 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ซึ่งบริหารงานโดยผู้บริหารโรงแรมที่มีชื่อเสียงภายใต้แบรนด์ชั้นนำที่มีคุณภาพและเป็นที่รู้จักระดับสากล อาทิ แมริออท, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล, โอกุระ, บันยันทรี, ฮิลตัน และเชอราตัน และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial Building)   “คุณเจริญ อยากทำให้ธุรกิจครอบครัวสู่ระบบมาตรฐาน ไม่อยากให้ลูกหลานไปยึดติดกับธุรกิจครอบครัว”   นางวัลลภา ยังกล่าวย้ำอีกว่า การยื่นไฟลิ่งของบริษัทครั้งนี้  ถือเป็นการจัดพอร์ตและภาพธุรกิจอสังหาฯ ของ AWC ให้มีความชัดเจน โดยจะเน้นเฉพาะธุรกิจโรงแรมและบริการ  กับธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์​  โดยไม่มีธุรกิจอสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย (Residential) ส่วนบริษัทอสังหาฯ ในกลุ่มทีซีซี ใครมีความรับผิดชอบในส่วนไหนก็ดูแลธุรกิจนั้นไป ถือเป็นการสร้างความชัดเจนในพอร์ตธุรกิจอสังหาฯ   ขนอสังหาฯ ทำเงินเข้าพอร์ต โครงการอสังหาฯ ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของ AWC ถูกคัดสรรและพิจารณาว่าเป็นโครงการคุณภาพ สามารถสร้างรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งปัจจุบันและในอนาคต โดยกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ มีแบรนด์ที่บริหารอยู่ 15 แบรนด์  อาทิ แมริออท,อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล, โอกุระ, บันยันทรี, ฮิลตัน และเชอราตัน ซึ่งมีโรงแรมดำเนินการอยู่ปัจจุบัน 10 แห่ง จำนวน 3,432 ห้อง อยู่ระหว่างการปรับปรุงและพัฒนาอีก 5 แห่ง จำนวน 1,528 ห้อง นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการทำสัญญาซื้อกิจการโรงแรมใหม่อีก 12 แห่ง เป็นโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 4 แห่ง และอยู่ระหว่างการพัฒนาหรือมีแผนพัฒนาอีก 8 แห่ง ซึ่งจะทำให้ภายในระยะ 5 ปี AWC จะมีโรงแรมบริหารรวม 8,000 ห้อง จากปัจจุบันมีอยู่ 4,960 ห้อง   ส่วนโรงแรมทั้ง 12 แห่งที่คาดว่าจะเข้ามาอยู่ในพอร์ตธุรกิจ ได้แก่ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรส กรุงเทพ สาทร, โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์, โรงแรม ภูเก็ต แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา, ในยางบีช, แกรนด์โซเล่, โครงการหัวหิน บีชฟรอนท์, อิมพีเรียลแม่ปิง, โรงแรมบันยันทรี จอมเทียน พัทยา, พัทยา มิกซ์ยูส รีเทล แอนด์ โฮเทล ดีเวลล็อปเมนต์, โรงแรมเจริญกรุง 93, โรงแรม อีสต์ เอเชีย และ พรพิงค์ ทาวเวอร์   สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจโรงแรมที่ AWC จะมีด้วยกัน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มตลาด MICE กลุ่มพักผ่อน กลุ่มครอบครัว และกลุ่มนักธุรกิจ โดยมีกลยุทธ์สำคัญ คือ การใช้เครือข่ายพันธมิตรโรงแรมภายใต้แบรนด์โรงแรมชั้นนำ ที่ช่วยทำให้ AWC   ออกแบบและพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ และการมีเครือข่ายสมาชิกกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก   ส่วนกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์ มี 2 กลุ่มบริหารงานอยู่ ได้แก่ 1.อสังหาฯ เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail and Wholesale) ได้แก่ สถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้ชอปปิงมอลล์ คอมมูนิตี้ มาร์เก็ต และอสังหาฯ เพื่อประกอบกิจการการค้าส่ง โดยอสังหาฯ เพื่อประกอบกิจการการค้ามีโครงการที่มีชื่อเสียงคือ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โครงการเกทเวย์ แอท บางซื่อ โครงการพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ และโครงการตะวันนา บางกะปิ   ปัจจุบันบริษัทมีโครงการเปิดำเนินการแล้ว 8 แห่ง และอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 2 แห่ง ได้แก่ โครงการคอมมูนิตี้มาร์เก็ตบางกะปิ และโครงการเออีซี เทรด เซ็นเตอร์ ซึ่งโครงการทั้งหมดมีพื้นที่เช่ารวมกว่า 3.4 แสนตารางเมตร 2.อาคารสำนักงาน (Office) ที่บริษัทเป็นเจ้าของอยู่อีก 4 แห่ง ได้แก่ อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ อาคารแอทธินี ทาวเวอร์ อาคาร 208 วายเลสโร้ด  และอาคารอินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์  โดยมีพื้นที่เช่ารวมกว่า 2.7 แสนตารางเมตร   3ปี รายได้โตเฉลี่ย 15% สำหรับผลประกอบการของ  AWC มีรายได้รวมในปี 2561 มูลค่า 12,415.64 ล้านบาท (เฉพาะธุรกิจหลักมีรายได้กว่า 10,998.64 ล้านบาท)  โดยสัดส่วน 60% รายได้จากธุรกิจโรงแรมและบริการ ส่วนอีก 40% เป็นรายได้จากกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์ มีกำไรสุทธิเท่ากับ 489.04 ล้านบาท   ส่วนปี 2560 มีรายได้รวม 11,207.55 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 1,372.07 ล้านบาท และปี 2559 มีรายได้รวม 9,411.25 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,890.73 ล้านบาท ซึ่งหากมองย้อนหลังกลับไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รายได้ของ AWC มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 15%   ขณะที่แนวทางสร้างการเติบโตของ AWC จะใช้กลยุทธ์หลัก ได้แก่ -การขยายความเป็นผู้นำในโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่ ด้วยการจับตลาดกลุ่มกลางถึงบนเป็นทั้งในและต่างประเทศ -การสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ด้วยโครงการไพร์มโลเกชั่น และโครงการในลักษณะฟรีโฮล์ -โครงการที่พัฒนาต้องสามารถแข่งขันได้ระดับโลกได้ -การสร้างทีมงานและบุคลากรให้แข็งแกร่ง   ส่วนแผนการลงทุนภายหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น  บริษัทยังไม่มีแผนที่ชัดเจน แต่ยังคงวางนโยบายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่เหมือนกับที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังเตรียมคัดโครงการอสังหาฯ ในตระกูลสิริวัฒนภักดี ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มทีซีซี โดยจะเลือกโครงการมีคุณภาพและสามารถสร้างการเติบโตได้เข้ามาในพอร์ตเพิ่มมากขึ้น และเป็นโครงการประเภทโรงแรมหรืออสังหาฯ เพื่อการพาณิชย์   “เราลงทุนขนาดใหญ่และจะลงทุนขนาดใหญ่ต่อเนื่อง  เพราะประเทศไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ภาคการท่องเที่ยวยังคงเติบโต  ในอนาคตจะคัดอสังหาฯ ที่อยู่ในไพร์มโลเกชั่นเข้ามา หรือโครงการในกลุ่มทีซีซีที่พร้อมให้ผลตอบแทนเข้ามาในพอร์ต”  
ถอดกลยุทธ์ “4+3” สูตร ความสำเร็จ “พฤกษา” ผู้นำตลาดทาวน์เฮาส์ พร้อมลุยต่อพื้นที่ EEC 

ถอดกลยุทธ์ “4+3” สูตร ความสำเร็จ “พฤกษา” ผู้นำตลาดทาวน์เฮาส์ พร้อมลุยต่อพื้นที่ EEC 

ตัวเลขยอดพรีเซลล์ 400 ล้านบาท จากการเปิดขายเพียง 2 วัน สำหรับโครงการในต่างจังหวัด ถือเป็นตัวเลขไม่ธรรมดาเลยสำหรับแบรนด์พฤกษา ที่ได้เปิดขายโครงการ “พฤกษา อเวนิว หนองมน-ชลบุรี” ท่ามกลางมาตรการควกบคุมวงเงินสินเชื่อต่อหลักประกัน หรือ LTV ที่ถูกนำมาใช้สกัดกลุ่มนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรเป็นหลัก แต่ต้องยอมรับว่าเรียลดีมานด์บางกลุ่มก็ได้รับผลกระทบด้วย เพราะทำให้การเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น   นายธีรเดช เกิดสำอางค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจทาวน์เฮาส์ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า พฤกษาเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มทาวนเฮ้าส์หรือทาวน์โฮม นับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจ โดยเป็นผลจากการวาง 4 กลยุทธ์หลักในการพัฒนาโครงการ ได้แก่   1.Defend Cor Business การรักษาฐานกลุ่มตลาดหลัก กลุ่มบ้านราคากลางลงล่าง ในระดับราคา 1.5-2 ล้านบาทและราคา 2-3 ล้านบาท ด้วยการพัฒนาโครงการออกมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจบันมี 70โครงการที่ดำเนินการขาย และเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ 12 โครงการ  ภายใต้แบรนด์บ้านบพฤกษา และพฤกษาวิลล์   2.Expand to Market Middle-Hight การขยายตลาดไปยังกลุ่มบ้านระดับกลางขึ้นบน ในกลุ่มบ้านระดับราคา 3-5 ล้านบาท ราคา 5-7 ล้านบาท และราคา 7-10 ล้านบาท ซึ่งมีโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ 30 โครงการ และเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ 9 โครงการ ภายใต้แบรนด์เดอะ คอนเนค และ พาทิโอ   3.Expand to New Potential Market การขยายตลาดสู่จังหวัดที่มีศักยภาพ เช่น จังหวัดชลบุรี ภูเก็ต และเชียงใหม่ ปัจจุบันพฤกษามีโครงการในต่างจังหวัดที่เปิดการขายอยู่ 15 โครงการ และเปิดใหม่ในปีนี้อีก 7 โครงการ   4.New Marketing Approach การทำตลาดด้วยวิธีการใหม่ๆ เช่น การตลาดดิจิทัล การใช้ออนไลน์ การใช้ดาต้าเบสมาวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า   “เรามีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและมองทำเลที่ถูกต้อง ด้วยการใช้ข้อมูลและการวิจัย มีฐานข้อมูลจากการทำธุรกิจมากว่า 25 ปี สามารถนำเอาโปรดักส์ไปแมทกับทำเล ราคา และกลุ่มเป้าหมาย”   3 กลยุทธ์ปักหมุดพื้นที่ EEC  ปัจจุบันพฤกษาออกไปทำตลาดในพื้นที่ต่างจังหวัดหลายแห่ง ซึ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการขยายตลาดในต่างจังหวัด จะใช้ 2 หลักเกณฑ์ในการคัดเลือก คือ ต้องเป็นเมืองท่องเที่ยว และต้องเป็นเมืองที่มีอุตสาหกรรม เพราะ 2 หลักเกณฑ์ดังกล่าวจะบ่งบอกได้ถึง ปริมาณกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีมากเพียงพอต่อการพัฒนาโครงการออกมาขาย ซึ่งพื้นที่ 3 จังหวัดหลักๆ ที่พฤกษาพัฒนาโครงการมากที่สุด ได้แก่ 1.พื้นที่ 3 จังหวัดเขต EEC หรือ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ พิเศษภาคตะวันออก  ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา   มีจำนวน8 โครงการ มูลค่า 6,400 ล้านบาท แต่หากนับรวมโครงการที่ปิดการขายไปแล้วอีก 5 โครงการ พื้นที่ EEC จะมีโครงการที่พัฒนาโดยรวมแล้ว 12,000 ล้านบาทเลยทีเดียว  2.จังหวัดภูเก็ต มีจำนวนโครงการ 6-7 โครงการมูลค่า 22,000 ล้านบาท 3.จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 3-4โครงการ มูลค่า 17,000 ล้านบาท   นายธีรเดช กล่าวว่า สาเหตุที่พฤกษาให้ความสนใจกับตลาดพื้นที่ EEC เพราะ ปัจจุบันมีขนาดของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ ด้วยมูลค่าถึง 72,000 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าตลาดขั้นต่ำที่พฤกษาใช้เป็นเกณฑ์ในการออกไปทำตลาด คือ มูลค่า 5,000 ล้านบาท สำคัญสุด คือ นโยบายส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่แห่งนี้ ที่รัฐบาลหนุนอย่างเต็มที่  นั่นหมายความว่า 3 จังหวัดดังกล่าวจะกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ ที่จะมีทั้งจำนวนประชากรที่เข้ามาพักอาศัย และสภาพเศรษฐกิจที่หมุนเวียน แม้ว่าปัจจุบันการพัฒนาต่างๆ จะยังไม่สมบูรณ์ แต่พฤกษาก็เลือกเข้ามาปักหมุดโครงการก่อน เพื่อสร้างแบรนด์และช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดก่อนเป็นเจ้าแรกๆ   การเปิดตัวโครงการล่าสุด โครงการ “พฤกษา อเวนิว หนองมน-ชลบุรี” ที่ทำยอดขายพรีเซลล์ 400 ล้านบาทในระยะเวลา 2 วัน จึงเป็นดัชนีสำคัญที่พฤกษามองว่าจะประสบความสำเร็จ กับการทำตลาดในพื้นที่ EEC แห่งนี้ ในต้นปีหน้าจึงเตรียมเปิดโครงการขายต่อเนื่อง ทั้งจังหวัดระยองอีก 2โครงการ และในพัทยา จังหวัดชลบุรี อีก 1 โครงการ รวมมูลค่าโครงการทั้งหมด 1,960 ล้านบาท โดยยังคงคอนเซ็ปต์เป็นโครงการ “อเวนิว” ที่มี 2 โครงการบ้านเดี่ยว และโครงการทาวน์โฮมรวมอยู่ด้วยกัน ถือเป็นการ “กินรวบ” ครบทุกเซ็กเมนต์ในพื้นที่เดียวกัน      
Baan Pruksa Wongwaen-Pinklao-บ้านพฤกษา วงแหวน-ปิ่นเกล้า : รีวิวทาวน์โฮม

Baan Pruksa Wongwaen-Pinklao-บ้านพฤกษา วงแหวน-ปิ่นเกล้า : รีวิวทาวน์โฮม

รายละเอียดโครงการ ชื่อโครงการ : Baan Pruksa Wongwaen-Pinklao (บ้านพฤกษา วงแหวน-ปิ่นเกล้า) เจ้าของโครงการ : บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ที่ตั้งโครงการ : ซอยกันตนา ถนนบางใหญ่-บางคูลัด ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ลักษณะโครงการ : อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น   ขนาดบ้าน : - อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น หน้ากว้าง ที่ดิน เริ่มต้น 22 ตร.วา ขนาด 3 ห้องอเนกประสงค์ / 3 ห้องน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง : - สวนสาธารณะ - ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. ราคา : เริ่มต้น 3,990,000 บาท จุดเด่นโครงการ : อาคารพาณิชย์ ซอยกันตนา เพียง 500 ม. สู่ถนน กาญจนาภิเษก พร้อมชุมชนในโ๕รงการ 1,000 ครัวเรือน ทำเลทอง คุ้มค่า น่าลงทุน เริ่มเพียง 3.99 ล้าน ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง : ถนนกาญจนาภิเษก, ถนนนครอินทร์, ถนนรัตนาธิเบศร์, ถนนรมราชชนนี, ทางพิเศษศรีรัช, สายสีม่วง สถานีตลาดบางใหญ่ สถานที่ใกล้เคียง : เทสโก้ โลตัส, เซ็นทรัลเวสต์เกต, อิเกีย บางใหญ่, บิ๊กซี, รพ.บางใหญ่, รพ.เกษมราษฎร์, รร.อนุบาลเด่นหล้า, ตลาดพระราม 5 , Index Living Mall          
“QUARTER 31” ใจกลางสุขุมวิท 100,000 บาท/ตร.ม. [Mini Review] : รีวิวทาวน์โฮม

“QUARTER 31” ใจกลางสุขุมวิท 100,000 บาท/ตร.ม. [Mini Review] : รีวิวทาวน์โฮม

ถ้าพูดถึงที่อยู่อาศัยแถวพร้อมพงษ์ ทุกคนก็จะนึกถึงคอนโดมิเนียม High Rise สุดหรูระดับ Super Luxury ราคาตารางเมตรละ 300,000 ขึ้นไปใช่ไหมคะ แต่ใครจะไปคิดว่าทำเลใจกลางสุขุมวิทแบบนี้จะยังคงมีบ้านที่ได้พื้นที่ใช้สอยมากกว่า 400 ตารางเมตร ในราคาตารางเมตรละ 100,000 บาทอยู่ ถ้าฟังดูน่าสนใจล่ะก็ ลองไปทำความรู้จักกับโครงการ “QUARTER 31” จาก NYE ESTATE ไปด้วยกันใน Mini Review ฉบับนี้ค่ะ        สำหรับ QUARTER 31 โครงการที่ให้คำนิยามกับตัวเองว่าเป็น Cluster Home โดยได้ทีมดีไซน์ชื่อดัง 3 ทีมมาช่วยกันสร้างสรรค์โครงการ คือ Makeascene ออกแบบสถาปัตยกรรม, SHMA ดูแลด้าน Landscape และ PIA ดีไซน์ Interior ทำให้ได้ส่วนกลางที่เหมือนรีสอร์ทระดับ 5 ดาว และตัวบ้านออกมาในสไตล์ Modern Classic ให้ความรู้สึกอบอุ่นเรียบง่ายแบบครอบครัว ท่ามกลางไลฟ์สไตล์ชั้นนำของย่านพร้อมพงษ์ ทว่ายังคงได้เงียบสงบเป็นส่วนตัว แม้จะตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 31 ซึ่งสามารถทะลุเข้า-ออกได้หลากหลายเส้นทาง ทั้งถนนสุขุมวิท ถนนเพชรบุรี และถนนอโศกมนตรี           QUARTER 31 มีพื้นที่ทั้งหมด 2-2-23.6 ไร่ 20 ยูนิต ส่วนกลางมีลักษณะเป็น Courtyard ขนาด 1 ไร่อยู่กลางโครงการ เป็นสระว่ายน้ำระบบเกลือพร้อม Sun Deck มีระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะขายแบบ Fully Fitted โดยจะมีให้เลือกอยู่ 2 Type ได้แก่     Type A ขนาดที่ดิน 30-42 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 425 ตารางเมตร หน้ากว้าง 6.1 เมตร 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 4 ที่จอดรถชั้นใต้ดิน จำนวน 10 ยูนิต ได้ห้องครัวแบบ Private อยู่ทางด้านหลังบ้าน   Type B ขนาดที่ดิน 33-42 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 431 ตารางเมตร หน้ากว้าง 6.6 เมตร 5 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 4 ที่จอดรถชั้นใต้ดิน จำนวน 10 ยูนิต ได้ห้องครัวเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่น แบบ Party Area   ครั้งนี้เราจะพาไปชมบ้านตัวอย่างของ Type B กันค่ะ บรรยากาศภายในโครงการอาจจะดูแปลกตาไปบ้างสำหรับโครงการแนวราบในบ้านเรา เพราะแต่ละยูนิตจะไม่มีรั้วบ้านกั้นระหว่างกันเลยค่ะ แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ใน Villa หรูของประเทศทางตะวันตก ที่มีทั้งความเป็นส่วนตัวเมื่ออยู่ในบ้านของตัวเอง ขณะเดียวกันก็เกิดเป็น Community ระดับคุณภาพขนาดย่อม ซึ่งเวลาอยู่ในโครงการก็เกือบจะลืมไปเลยล่ะค่ะ ว่าเรายืนอยู่ในใจกลางสุขุมวิท ด้วยความที่มันเงียบสงบมากจริงๆ ส่วนภายในบ้านก็ให้ความโปร่งโล่งด้วยความสูง Double Space ขนาดพื้นที่ใช้สอย และแสงสว่างที่เข้ามาได้ทั่วถึงภายในบ้าน Space วัสดุที่ใช้ก็ให้มาดีทีเดียวค่ะ           เปิดประตูหน้าบ้านบานสูงใหญ่ ต้อนรับเราด้วยความโอ่โถงจากเพดาน Double Space ที่สามารถมองเห็นถึง Mezzanine      Kitchen Room สไตล์ครัวเปิดแบบตะวันตกเชื่อมต่อกับพื้นที่ภายในบ้านให้กลายเป็น Party Area สำหรับทุกคนในครอบครัว หรือจะจัดงานสังสรรค์เล็กๆ อย่างเป็นกันเองได้ ไม่ต้องไปไหนไกล     มีการวางลิฟท์เอาไว้กลางบ้าน และด้านในสุดของชั้นแรกก็ยังมีห้องที่เป็น Multi Function ปรับเปลี่ยนได้ตามใจ   ลงไปที่ Basement ซึ่งเชื่อมต่อกับ Parking จะเป็นชั้นที่เปรียบเสมือนโซน Maid's Room โดยเฉพาะ เพราะมีทั้ง Thai Kitchen, Laundry Room, Storage Room, Backyard, Maid's Room และห้องน้ำ   กลับขึ้นมาที่ Mezzanine ที่มีทั้งส่วนเปิดโล่ง และห้อง Multi Function ด้านในเหมือนกับชั้นแรก   ชั้น 2 มี 2 ห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัวทุกห้อง     ชั้น 3 Master Bedroom      ทั้งการออกแบบ ทำเลที่ตั้ง และราคา เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้แล้วก็ไม่แปลกใจเลยค่ะว่า ตั้งแต่เปิดตัวไปไม่ถึงเดือนยอดขายไปแล้วถึง 60% ลองเข้าไปชมบ้านตัวอย่างในโครงการจริงได้แล้วที่ “QUARTER 31” ซอยสุขุมวิท 31    
Signature Residence Ratchapruek-Suanpak 32-ซิกเนเจอร์ เรสซิเดนซ์ ราชพฤกษ์-สวนผัก 32 : รีวิวทาวน์โฮม

Signature Residence Ratchapruek-Suanpak 32-ซิกเนเจอร์ เรสซิเดนซ์ ราชพฤกษ์-สวนผัก 32 : รีวิวทาวน์โฮม

รายละเอียดโครงการ ชื่อโครงการ : Signature Residence Ratchapruek-Suanpak 32 (ซิกเนเจอร์ เรสซิเดนซ์ ราชพฤกษ์-สวนผัก 32) เจ้าของโครงการ :  บริษัท กรุงนนท์ ดีเวลลลอปเม้นท์ จำกัด ที่ตั้งโครงการ : ซอยสวนผัก 32 ถ.ราชพฤกษ์ ต.มหาสวัสดิ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี พื้นที่โครงการ : 1-3-61.5 ไร่ ลักษณะโครงการ :  ทาวน์โฮม 3 ชั้น จำนวนยูนิต :  17 ยูนิต ขนาดบ้าน : - ทาวน์โฮม 3 ชั้น เนื้อที่บ้าน เริ่มต้น 25.20 ตร.วา. พื้นที่ใช้สอยประมาณ 205 ตร.ม. ขนาด 3 ห้องนอน, 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง : - Smart Gate - Smart Access Control - VDO Door Phone - Real Time CCTV - Automatic Lighting - ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. ราคา : เริ่มต้น 4,590,000 บาท ค่าส่วนกลาง : 35 บาท/ตร.วา ปีที่สร้างเสร็จ : ปี 2561 จุดเด่นโครงการ : ทาวน์โฮม ทำเลที่ดีที่สุดสำหรับที่พักอาศัย ใส่ใจและพิถีพิถันทุกรายละเอียดทั้งภายนอกและภายใน กับโครงการขนาดพิเศษที่มีเพียง 17 ยูนิตเท่านั้น จาก กรุงนนท์ ดีเวลลลอปเม้นท์ ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง :  ถนนราชพฤกษ์, ถนนกาญจนาภิเษก, ทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอก, ทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี สถานที่ใกล้เคียง : Home Work, The Crystal, The Circle, Food Villa, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เมเจอร์ ปิ่นเกล้า, รร.อนุบาลเด่นกล้า, ม.ราชพฤกษ์, รพ.ตา หู คอ จมูก  
บ้านกลางเมือง The Edition พระราม9-พัฒนาการ แบรนด์คุณภาพ ในทำเลศักยภาพ : รีวิวทาวน์โฮม

บ้านกลางเมือง The Edition พระราม9-พัฒนาการ แบรนด์คุณภาพ ในทำเลศักยภาพ : รีวิวทาวน์โฮม

ระยะหลังมานี้โครงการแนวราบในโซนกรุงเทพฯ ตะวันออกค่อนข้างคึกคักไม่แพ้โซนอื่นทีเดียวค่ะ เพราะการเดินทางที่สะดวกสบายขึ้นกว่าแต่ก่อน และยังอยู่ไม่ไกลจาก New CBD รวมถึงรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็อยู่ในโซนตะวันออกอยู่หลายสายเลยค่ะ ตรงนี้ทำให้ในอนาคตของคนที่อาศัยอยู่ในทำเลนี้จะยิ่งเดินทางเข้าเมืองได้ง่ายขึ้นมาก ซึ่งในรีวิวฉบับนี้เราจะพาไปชมโครงการที่มีให้เลือกทั้งทาวน์โฮมและบ้าน ในแบรนด์ระดับตำนานอย่าง “บ้านกลางเมือง” กันค่ะ ทำเลศักยภาพที่แท้จริง อย่างที่เกริ่นกันไปค่ะว่า กรุงเทพฯ โซนตะวันออกเป็นทำเลที่น่าสนใจมากทีเดียว แถมยังถือว่ามีอนาคตสดใสทั้งเรื่องการเดินทาง และสิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลาย ใกล้ใจกลาง New CBD และสำหรับโครงการ บ้านกลางเมือง The Edition พระราม9-พัฒนาการ เองก็ตั้งอยู่บนถนนคู่ขนานมอเตอร์เวย์ฝั่งขาเข้าใกล้กับแยกประเวศ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเรื่องของการเดินทางที่แสนจะสะดวก เพราะอยู่ใกล้ทางด่วน อีกทั้งยังใกล้กับรถไฟฟ้าทั้งในปัจจุบันและที่กำลังเร่งก่อสร้างกันอยู่ด้วยค่ะ      ด้วยตัวโครงการที่ตั้งอยู่บนทางคู่ขนานมอเตอร์เวย์ แน่นอนค่ะว่าถ้าใครที่ใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ไปยังสนามบินสุวรรณภูมิบ่อยๆ ก็จะยิ่งใกล้เข้าไปอีกเพียงแค่ 10 นาที ซึ่งมอเตอร์เวย์เองก็เชื่อมต่อกับทางพิเศษศรีรัชบริเวณถนนพระราม 9 ตัดกับถนนศรีนครินทร์เพื่อเข้าสู่ New CBD ได้สะดวกมาก นั่นหมายความว่าถ้าจะเลือกไปช้อปปิ้งที่เดอะไนน์หรือเซ็นทรัลพระราม 9 ก็ง่ายดายไปด้วยเช่นกัน หรือจะเปลี่ยนบรรยากาศมาเดินห้างยักษ์ใหญ่อย่างเมกา บางนา ดูของแต่งบ้านที่อิเกีย ก็สามารถใช้ถนนกาญจนาภิเษกขับรถสบายๆ ประมาณ 20 นาทีก็ถึงแล้วค่ะ และโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก็คือโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ไม่เกิน 10 นาทีค่ะ                ความน่าสนใจของย่านนี้อีกสิ่งหนึ่งจะอยู่ที่รถไฟฟ้าค่ะ ทั้ง Airport Rail Link สถานีบ้านทับช้าง ที่อยู่ใกล้กับโครงการมากที่สุด ซึ่งเป็นสายที่เชื่อมระหว่างสนามบินหลักอย่างสุววรณภูมิเข้าสู่ตัวเมืองในปัจจุบัน และยังมีโครงการในอนาคตต่อขยายจากสายนี้ไปถึงสนามบินดอนเมือง ส่วนฝั่งสนามบินสุวรรณภูมิก็จะต่อออกไปทางภาคตะวันออกผ่านจังหวัดฉะเทริงเทรา-ชลบุรี ไปจนสิ้นสุดที่สนามบินอู่ตะเภา รวมระยะทาง 220 กิโลเมตร โดยจะใช้เวลาจากกรุงเทพฯ-สนามบินอู่ตะเภา เพียง 45 นาทีเท่านั้น ถือเป็น Mega Project สำหรับระบบขนส่งสาธารณะในบ้านเราเลยล่ะค่ะ สายถัดมาคือสายสีเหลืองค่ะ อยู่ใกล้โครงการที่สุดตรงสถานีพัฒนาการ บริเวณสี่แยกพัฒนาการ โดยสายสีเหลือง(ลาดพร้าว-สำโรง) คาดว่าจะเปิดให้บริการปี 2564 นี้สามารถต่อเข้าสู่ตัวเมืองได้ทั้งสถานีลาดพร้าวที่เป็น Interchange กับสายสีน้ำเงิน และสถานีสำโรง Interchange กับสายสีเขียวในปัจจุบัน และจากสถานีพัฒนาการ ห่างออกไปเพียง 2 สถานี ก็จะเป็น Interchange  กับสายสีส้มตะวันออก ที่ในอนาคตหากเสร็จสมบูรณ์ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกก็จะกลายเป็นสายที่มีความสำคัญอย่างมากค่ะ เพราะเป็นสายที่มาจากชานเมืองทั้งสองฝั่งแล้วผ่านเข้าใจกลางเมืองอย่างช่วงถนนรัชดาภิเษก-ราชปรารภ-ประตูน้ำ-หลานหลวง-สนามหลวง ซึ่งสายสีส้มตะวันออกนี้คาดว่าจะเปิดให้บริการปี 2566     ภาพรวมโครงการ บ้านกลางเมือง The Edition พระราม9-พัฒนาการ เป็นโครงการที่มีให้เลือกทั้งทาวน์โฮมกับบ้านแนวคิดใหม่อยู่ในโครงการเดียวกันค่ะ โดยทาวน์โฮมมีชื่อแบบเรียกว่า TERRARIA 3 ชั้น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน เน้นความใกล้ชิดธรรมชาติ ยกพื้นที่สีเขียวมาไว้บนบ้านได้มากขึ้น ส่วนบ้านแนวคิดใหม่ คือ NEW X-TREND 3 ชั้น 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 3 คัน เน้นพื้นที่กว้างๆ สำหรับอยู่กับครอบครัว วางแนวคิดในรูปแบบ “ELEGANCE DESIGN BY SPACE I STYLE I SMART ที่ผสานเส้นสายแห่งสายลม สู่บริบทแห่งความหรูหราเหนือระดับ”   ชมโครงการ เริ่มกันตั้งแต่หน้าโครงการเลยค่ะ ลักษณะที่ดินจะหน้าแคบลึกเข้าไปกว้างด้านใน โดยลักษณะเช่นนี้จะทำให้บรรยากาศภายในโครงการเกิดความเงียบสงบมากกว่าที่ดินหน้ากว้างแล้วมีบ้านอยู่ติดริมถนนใหญ่ค่ะ ซึ่งเราจะพาไปชม Facility กันก่อนจะเข้าไปชมบ้านตัวอย่างกันนะคะ Main Gate ใช้โทนสีขาวสลับอลูมิเนียมสีทองเพิ่มความโดดเด่น ซึ่งใช้ระบบ Access Card เข้า-ออกโครงการค่ะ          Facility ของโครงการจะมีสวนสาธารณะที่เน้นดีไซน์เป็นเส้นโค้งตามสายลมธรรมชาติ และแบ่งโซน PLAYGROUND กับ PET PARK เอาไว้ด้วยค่ะ ส่วนสระว่ายน้ำระบบเกลือก็มีการแยกสระด็กเอาไว้ด้วย       ชั้น 2 ของ Facility จะเป็นห้องฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์ค่ะ   ได้เวลาไปชมบ้านตัวอย่างทั้งสอง 2 แบบกันแล้วค่ะ ซึ่งโครงการนี้ลูกบ้านจะได้บ้านเปล่านะคะ สามารถแต่งบ้านของเราเองได้อย่างอิสระ   บ้านตัวอย่าง NEW X-TREND เรามาเริ่มกันที่บ้านแนวคิดใหม่ก่อนเลยค่ะ ซึ่งหน้าตาของบ้านแนวคิดใหม่ที่นี่เกือบจะเหมือนบ้านเดี่ยวเลยนะคะ ทุกหลังจะให้อารมณ์เหมือนได้อยู่บ้านแปลงมุม เพราะมีพื้นที่สวนสีเขียวส่วนตัวข้างบ้านเชื่อมต่อไปหลังบ้านทุกหลัง ทำให้รู้สึกได้พื้นที่เต็มๆ จัดสวนสวยๆ ได้อย่างใจ ส่วนพื้นที่ใช้สอยทั้ง 3 ชั้นรวมกันก็มีมากถึง 222 ตร.ม. หน้ากว้าง 11 เมตร ทำให้จอดรถได้ 3 คัน ซึ่งภายในบ้านชั้งล่างนอกจากจะมีห้องนั่งนั่งเล่น ห้องครัวแล้วยังมีห้องนอน 1 ห้อง สำหรับผู้สูงอายุไม่ต้องเดินขึ้นบันไดด้วยนะคะ ชั้น 2 จะเป็น PENTHOUSE MASTER BEDROOM ห้องเดียวกว้างๆ ทั้งชั้น มีห้องน้ำในตัว และชั้น 3 จะแบ่งเป็น 2 ห้องนอน มีห้องน้ำในตัวทั้ง 2 ห้องค่ะ เป็นบ้านที่เหมาะสำหรับการอยู่เป็นครอบครัวใหญ่จริงๆ ค่ะ   หน้าบ้านจะมีหน้าต่างทรงสูง ช่วยเพิ่มแสงสว่างภายในบ้าน และเฉลียงก่อนถึงประตูบ้าน   Digital Door Lock จากแบรนด์ Samsung สามารถปลดล็อได้ทั้งแบบสแกนลายนิ้วมือ คีย์การ์ด และรหัสผ่านค่ะ    เข้ามาชมภายในบ้านที่ฝั่งซ้ายมือของประตูบ้านกันก่อนค่ะ ซึ่งไล่จากหน้าบ้านก็จะเป็นห้องนอน ห้องน้ำ บันไดตรงกลาง และห้องครัวด้านในสุดค่ะ โดยพื้นของชั้นแรกจะปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ ผนังฉาบเรียบสีขาวทั้งหลัง และใช้ไฟ Downlight ทั้งหลัง    ห้องนอนชั้น 1 นี้ ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้หลายรูปแบบ รวมถึงใช้เป็นห้องนอนชั้นล่างที่ลงเตียงขนาดใหญ่ได้ และยังมีห้องน้ำอยู่ใกล้กัน สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกค่ะ       ภายในห้องนอนชั้น 1 มีพื้นที่สำหรับวางเตียงได้ 5  ฟุต พร้อมตู้เสื้อผ้า มีหน้าต่างกระจกบานเลื่อนออกไปทางหน้าบ้าน ซึ่งหน้าต่างและประตูกระจกทุกบานจะใช้ระบบ Double Lock ทั้งการล็อคตรงมือจับ และล็อคแบบก้นหอยอีกชั้นเพื่อความแน่นหนา      ห้องน้ำทุกห้องของบ้านจะได้มาตรฐานเดียวกันค่ะ คือพื้นกับผนังปูด้วยกระเบื้องเซรามิค ได้สุขภัณฑ์มาตามที่เห็นครบชุดค่ะ ทั้งอ่างล้างหน้าแบบแขวนผนัง กระจกเงา โถสุขภัณฑ์ สายชำระ แกนใส่ทิชชู่ ราวแขวนผ้า และฝักบัว   ถ้าบ้านไหนชอบทำครัวบ่อยๆ หรือครัวที่มีกลิ่นแบบอาหารไทยก็สามารถกั้นประตูให้เป็นครัวปิดในส่วนนี้ได้นะคะ   ประตูออกไปทางหลังบ้าน       ห้องครัวเราสามารถ Built in เคาน์เตอร์ครัวลักษณะ L shape แบบบ้านตัวอย่างนี้ได้เลยค่ะ โดยจะมีหน้าต่างบานเลื่อนเอาไว้ให้สำหรับเป็นจุดวางซิงค์ล้างจาน เพื่อการระบายความชื้นได้ดีกว่าค่ะ    ห้องเก็บของใต้บันไดค่ะ       จากประตูบ้าน เรามาชมทางฝั่งขวามือกันบ้างค่ะ ซึ่งบ้านจริงจะเป็นพื้นที่กว้างๆ สามารถจัดให้เป็น Living Room และโต๊ะทานข้าวสำหรับทั้งครอบครัวตามแบบบ้านตัวอย่างนี้ได้ค่ะ โดยจะมีทั้งหน้าต่างบานเลื่อน และประตูกระจกล้อมรอบพื้นที่ ได้แสงสว่างเข้ามาเต็มๆ โดยที่ไม่ต้องเปิดไฟเลยก็ได้นะคะ   ด้านข้างมีประตูกระจกบานเลื่อนเปิดออกไปข้างบ้าน มีชานบ้านยื่นออกไปเล็กน้อยก่อนจะเป็นสนามหญ้า         พื้นที่สีเขียวรอบบ้านจะเชื่อมต่อกันตั้งแต่หน้าบ้านไปจนถึงหลังบ้านค่ะ ซึ่งมีขนาดพอเหมาะสำหรับคนเมืองที่ต้องการความผ่อนคลายด้วยพื้นที่สีเขียว แต่ไม่มีเวลาดูแลสวนที่มากจนเกินไป     กลับเข้ามาภายในบ้านแล้วขึ้นไปที่ชั้น 2 กันต่อค่ะ บันไดใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก เวลาเดินไม่เกิดเสียงดังดูแข็งแรงดีค่ะ โดย Top บันไดใช้ไม้แข็งสีน้ำตาลเข้ม ราวบันไดใช้เหล็กโปร่งสีขาว ระหว่างชานพักบันไดแต่ละชั้นก็จะมีหน้าต่างช่วยเพิ่มแสงสว่างอยู่ด้วยค่ะ   ชั้น 2 จะเป็น PENTHOUSE MASTER BEDROOM ค่ะ โดยวัสดุพื้นของชั้น 2-3 จะเป็นลามิเนตค่ะ    แอบมีพื้นที่อเนกประสงค์ตรงนี้เอาไว้ จะจัดให้เป็นมุมอ่านหนังสือ มุมของเล่นสำหรับเด็กๆ หรืออื่นๆ ก็ดีไซน์ได้ตามใจเลยค่ะ               สำหรับ PENTHOUSE MASTER BEDROOM จะเป็นห้องกว้างๆ ที่มีห้องน้ำในตัวและระเบียง ซึ่งห้องตัวอย่างที่เราเห็นนี้จะมีการทำพื้นที่ให้เป็น Walk In Closet อยู่หน้าห้องน้ำพอดี ใครที่มีเสื้อผ้าเครื่องประดับเยอะๆ ก็สามารถ Built in แบบนี้ได้เลยนะคะ ดูเป็นสัดส่วนแยกกัน แต่ยังคงเหลือพื้นที่กว้างๆ ตรงเตียงนอนอยู่ค่ะ        ระเบียงหน้าบ้านกั้นด้วยประตูกระจกเขียวตัดแสง เป็นบานเลื่อนขอบอลูมิเนยีม ปูพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิค ราวกันตกเหล็กโปร่งสีดำ       ภายในห้องน้ำจะแบ่งส่วนแห้งเอาไว้ทางขวามือค่ะ อ่างล้างหน้าใช้แบบแขวนผนังมีตู้เก็บของข้างใต้ ส่วนเปียกจะอยู่ทางซ้ายมือเป็น Bath Tub ที่ติดตั้งฝักบัวมาให้ด้วยค่ะ ผนังด้านข้าง Bath Tub จะมีหน้างต่างบานกระทุ้งอยู่ด้านบน ทำให้สามารถระบายอากาศและความชื้นได้ดียิ่งขึ้น ไม่ต้องอาศัยพัดลมดูดอากาศเพียงอย่างเดียวค่ะ     สุดท้ายของบ้านแนวคิดใหม่ที่ชั้น 3 ค่ะ จะมี 2 ห้องนอน แบ่งเป็นห้องทางฝั่งหน้าบ้านขวามือ และห้องฝั่งหลังบ้านซ้ายมือ ซึ่งมีห้องน้ำในตัวทั้ง 2 ห้องนอนค่ะ           เข้ามาดูในห้องนอนฝั่งหลังบ้านกันก่อนค่ะ ห้องนี้จะมีหน้าต่างบานเลื่อนมาให้ 2  จุด กลางห้องเราสามารถวางเตียงเดี่ยวได้ 2 เตียงแยกกันตามแบบห้องตัวอย่าง หรือจะวางเตียงขนาด 6 ฟุตก็ได้นะคะ แล้วยังมีมุมสำหรับ Built in ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง  ไปจนถึงโต๊ะทำงานได้อีกต่างหาก     ห้องน้ำจะจัดส่วนเปียกเอาไว้ที่มุมห้องด้านในสุดค่ะ โดยจะเป็นพื้นต่างระดับลงเป็นเล็กน้อย ถ้ากลัวน้ำกระเด็นเลอะเทอะก็สามารถติดตั้งฉากกั้นอาบน้ำตรงมุมนี้ได้พอดีเลยค่ะ       ห้องนอนสุดท้ายทางฝั่งหน้าบ้านค่ะ พื้นที่กว้างพอที่จะวางเตียงขนาดคิงไซต์ได้เลย ส่วนห้องน้ำจะอยู่ด้านขวามือของประตูห้องค่ะ       ห้องน้ำจะแยกส่วนเปียกไว้ทางด้านซ้ายค่ะ สำหรับแบรนด์ของโถสุขภัณฑ์จะใช้ COTTO อ่างล้างหน้า ก๊อกน้ำ และฝักบัวใช้ Prema   บ้านตัวอย่าง TERRARIA มาต่อกันที่ทาวน์โฮม 3 ชั้นค่ะ หน้ากว้าง 5 เมตร จอดรถได้ 2 คัน พื้นที่ใช้สอย 150 ตร.ม. ชั้นล่างจะเป็นพื้นที่ของห้องนั่งเล่น ห้องครัว ที่สามารถรองรับทุกคนในบ้านได้สบายๆ ชั้น 2 จะมี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ แต่ในบ้านตัวอย่างนี้แต่งเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ไว้เพื่อเป็นตัวอย่าง เนื่องจากจุดเด่นของบ้านแบบนี้คือ Flexible Wall สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตได้ลงตัวมากขึ้น และชั้น 3 เป็น MASTER BEDROOM ทั้งชั้น มีห้องน้ำในตัว ถือเป็นทาวน์โฮมที่ได้พื้นที่กว้างขวาง ไม่รู้สึกอึดอัดเลยค่ะ       เราไปดูกันที่ทาวน์โฮมตัวอย่างค่ะ ซึ่งหากเป็นแปลงมุมแบบนี้ก็จะได้พื้นที่ข้างบ้านยาวไปจนเชื่อมต่อกับหลังบ้านค่ะ ข้อดีของแปลงมุมแบบนี้ นอกจากจะได้พื้นที่มากกว่าแล้ว ยังได้มุมประตูกระจกด้านข้างเพิ่มขึ้น แสงสว่างก็มากตามไปด้วยค่ะ   หน้าบ้านมีเฉลียงออกมาเล็กน้อยสำหรับเป็นที่วางรองเท้า มีห้องเก็บห้องอยู่ด้านขวามือใกล้กับประตูบ้านที่เป็นประตูกระจกเขียวตัดแสงแบบบานเลื่อนค่ะ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นประตูหรือหน้าต่างที่เป็นบานเลื่อนจะเป็น Double Lock ค่ะ อย่างที่ประตูหน้าบ้านนี้จะล็อคด้วยกุญแจ และมีตัวล็อคแบบก้นหอยอยู่ภายในอีกที      บริเวณแรกจะเหมาะสำหรับเป็น Living Room แบบบ้านตัวอย่างนี้ค่ะ พื้นที่มากพอที่จะวาง L shape sofa ไว้นั่งเล่น นอนเล่นได้เลย ส่วนบันไดบ้านอยู่ทางขวามือถัดจากประตูบ้านค่ะ โดยชั้น 1 จะปูพื้นด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ค่ะ    ลึกเข้ามาด้านในเป็นพื้นที่สำหรับวางโต๊ะทานข้าวขนาด 4-6 ที่นั่งค่ะ และยังมีห้องน้ำ ห้องครัวอยู่ทางขวามือด้วย       ห้องครัวเราสามารถ Built in เคาน์เตอร์ครัวลักษณะ L shape ซึ่งหากครอบครัวไหนที่ใช้ครัวบ่อยๆ ก็แนะนำให้ติดประตูกระจกบานเลื่อนได้เลยค่ะ จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นรบกวน เพราะส่วนครัวเองก็แบ่งมาให้เป็นสัดส่วนอยู่แล้ว และยังมีหน้าต่างบานกระทุ้งด้านในช่วยระบายกลิ่นได้อีก    ห้องน้ำชั้น 1  จะมีเฉพาะส่วนแห้ง เหมาะสำหรับไว้รับแขกค่ะ แต่จะมีสุขภัณฑ์ต่างๆ มาให้ครบตามการใช้งาน ทั้งโถสุขภัณฑ์ สายชำระ แกนใส่ทิชชู่ อ่างล้างหน้าแบบแขวนผนัง และกระจกเงาค่ะ   แสงเข้าได้มากขึ้นแบบนี้ ทำให้สว่างได้ทั่วบริเวณชั้น 1 ทีเดียวค่ะ     บันไดโครงการคอนกรีตเสริมเหล็ก ราวบันไดเหล็กโปร่งสีดำ ใช้ Top เป็นไม้เนื้อแข็งค่ะ ระหว่างที่พักบันไดมีพื้นที่เหลือมากพอให้ได้ใช้ประโยนช์ค่ะ เช่น Built in ชั้นวางหนังสือ ชั้นโชว์ของสะสม  ตู้เก็บของ ฯลฯ แล้วแต่ไลฟ์สไตล์ได้เลยค่ะ   สำหรับชั้น 2  จะประกอบไปด้วยห้องนอนทางซ้ายมือของภาพฝั่งหน้าบ้านค่ะ ห้องน้ำตรงกลางชั้น และพื้นที่อเนกประสงค์ทางขวามือ ส่วนวัสดุปูพื้นด้วยลามิเนตค่ะ       พื้นที่อเนกประสงค์ตรงนี้เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ห้องนั่งเล่นอีกหนึ่งห้องเผื่อมีแขกของคุณพ่อกับคุณลูกมาพร้อมกันก็สามารถมีพื้นที่แยกกันได้เป็นส่วนตัวมากขึ้น หรือแม้แต่จะกั้นห้องเพิ่มเติมในอนาคตก็เหมาะเช่นกันค่ะ       ห้องน้ำจะปูพื้นและผนังด้วยกระเบื้องเซรามิค มีลูกเล่นตรงผนังส่วนเปียกจะใช้กระเบื้องโมเสกที่มีความมันเงา ซึ่งจะแยกส่วนแห้งเอาไว้ทางขวามือและส่วนเปียกทางซ้ายมือ โดยมีหน้าต่างกระจกทรงสูงบานเลื่อน สามารถมองออกไปเห็น Pocket Garden ส่วนตัวด้วยนะคะ       ภายในห้องนอนจะสามารถวางเตียงได้ถึง 6 ฟุต พร้อมตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้งได้ค่ะ       Pocket Garden จะเชื่อมต่อกับห้องนอนของชั้น 2 ค่ะ สามารถสร้างพื้นที่สีเขียวส่วนตัวได้ใกล้แค่เอื้อมมือ ไม่ว่าจะมองจากห้องนอนหรือห้องน้ำก็ให้ความร่มรื่นได้       MASTER BEDROOM ชั้นบนสุดของบ้านค่ะ ห้องกว้างขวางมากพอที่จะวางเตียงขนาดคิงไซต์กลางห้องได้ค่ะ พื้นที่ก็ยังเหลือ Built in ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้งได้ตามมุมต่างๆ ของห้อง      ระเบียงพักผ่อนของห้องทางด้านหน้าบ้านนี้จะปูพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิค ราวกันตกเหล็กโปร่งสีดำ มีพื้นที่พอจะวางเก้าอี้เอาไว้นั่งรับลมค่ะ   อีกด้านเป็นห้องน้ำในตัวค่ะ         ความพิเศษของห้องน้ำใน MASTER BEDROOM คือมีอีกหนึ่ง Pocket Garden ส่วนตัวค่ะ จะกั้นด้วยกระจกบานสวิงทรงสูง 2 ด้าน      บ้านกลางเมือง The Edition พระราม9-พัฒนาการ เป็นโครงการแนวราบที่ดูหรูหราในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Facility ที่วางเส้นโค้งมนได้อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติรอบๆ ตัวทาวน์โฮมและบ้านแนวคิดใหม่เองก็ได้พื้นที่ใช้สอบกว้างขวางทั้ง Common area และ Private zone เหมาะสำหรับครอบครัวที่ชอบความเงียบสงบ แต่ยังคงเดินทางได้สะดวกง่ายดายด้วยทางด่วนถึง 3 สายค่ะ   พิเศษรอบ VIP Day 18-20 พ.ค.นี้ THE STAR MILLION รับข้อเสนอรวมกว่า 10 ล้าน* จอง 8,888 บ.* ไม่ต้องดาวน์ ไม่ต้องผ่อน นาน 2 ปี พร้อมเปิดตัว The Wisdom Home บ้านอัจฉริยะ ราคาเริ่มต้นที่ 4.99-7.69 ล้าน* ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ คลิก https://bit.ly/2WbywwJ          
Chuanchuen Town Rangsit-Klong 1-ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง 1 : รีวิวทาวน์โฮม

Chuanchuen Town Rangsit-Klong 1-ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง 1 : รีวิวทาวน์โฮม

รายละเอียดโครงการ ชื่อโครงการ : Chuanchuen Town Rangsit-Klong 1 (ชวนชื่น ทาวน์ รังสิต-คลอง 1) เจ้าของโครงการ : บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งโครงการ : ถ.เลียบคลอง รังสิต-นครนายก ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พื้นที่โครงการ : 40-2-50 ไร่ ลักษณะโครงการ : ทาวน์โฮม 2 ชั้น จำนวนยูนิต : 324 ยูนิต   ขนาดบ้าน : - ทาวน์โฮม 2 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 22.8 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 140 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง : - สระว่ายน้ำ - ฟิตเนส - คลับเฮ้าส์ - สนามเด็กเล่น - ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. ราคา : เริ่มต้น 3,090,000 บาท ค่าส่วนกลาง : 29 บาท/ตร.ม. ค่ากองทุน : 29 บาท/ตร.ม. จุดเด่นโครงการ : ทาวน์โฮม ฟังก์ชั่นใหม่ เติมเต็มความสมบูรณ์แบบบนทำเลศักยภาพ ติดถนนรังสิต-นครนายก คลอง1 การเดินทางสะดวกใกล้ทางด่วน และ รถไฟฟ้า พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รองรับทุกไลฟสไตล์ ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง : ทางยกระดับอุตราภิมุข, ทางพิเศษกาญจนาภิเษก, รถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีรังสิต, รถไฟฟ้าสายสีเขียว (ส่วนต่อขยาย) สถานที่ใกล้เคียง : ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, รพ.เปาโล รังสิต, Major รังสิต, โลตัสรังสิต, ตลาดรังสิต 200 ปี, รพ.เอกปทุม
Chewa Home Wongwaen-Lamlukka-ชีวาโฮม วงแหวน-ลำลูกกา : รีวิวทาวน์โฮม

Chewa Home Wongwaen-Lamlukka-ชีวาโฮม วงแหวน-ลำลูกกา : รีวิวทาวน์โฮม

รายละเอียดโครงการ ชื่อโครงการ : Chewa Home Wongwaen-Lamlukka (ชีวาโฮม วงแหวน-ลำลูกกา) เจ้าของโครงการ : บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งโครงการ : ถนนพระองค์เจ้าสาย คลอง4 ตำบลลาดสวาย อำเภอ ลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พื้นที่โครงการ : 32-0-67 ไร่ ลักษณะโครงการ : ทาวน์โฮม 2 ชั้น, อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น จำนวนยูนิต : 274 ยูนิต   ขนาดบ้าน : - ทาวน์โฮม 2 ชั้น ที่ดิน เริ่มต้น 21 ตร.วา. พื้นที่ใช้สอย เริ่มต้น 140 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน, 3 ห้องน้ำ, ที่จอดรถ 2 คัน สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง : - คลับเฮ้าส์ - ฟิตเนส - สระว่ายน้ำ - สวนสาธารณะ - สนามเด็กเล่น - ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. ราคา : เริ่มต้น 2,000,000 บาท จุดเด่นโครงการ : ทาวน์โฮม Loft ที่สร้างแรงบันดาลใจ ให้ผู้อยู่อาศัย แสดงออกถึงการชีวิตและรสนิยมของตนเองผสมผสานกับบ้านที่ใช้สอยได้อย่างลงตัว ทั้งความรู้สึกโล่งสบายและมีสไตล์ที่ไร้กาลเวลา ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง : ถนนลำลูกกาคลอง 4, ดอนเมืองโทลล์เวย์, ถนนกาญจนาภิเษก สถานที่ใกล้เคียง : ตลาดกลางลาดสวาย, บิ๊กซี, ตลาดเอ.ซี. คลองสี่, รร.บีคอนเฮ้าส์ แย้มสอาด, รร.โชคชัย รังสิต, รร.ผ่องสุวรรณวิทยา, ม.นอร์ธกรุงเทพ, ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, ม.อีสเทิร์นเอเชีย, รพ.สายไหม, รพ.บางปะกอก 2
9th Canale Rangsit-Klong 8-ไนน์ คาแนล รังสิต-คลอง 8 : รีวิวทาวน์โฮม

9th Canale Rangsit-Klong 8-ไนน์ คาแนล รังสิต-คลอง 8 : รีวิวทาวน์โฮม

รายละเอียดโครงการ ชื่อโครงการ : 9th Canale Rangsit-Klong 8 (ไนน์ คาแนล รังสิต-คลอง 8) เจ้าของโครงการ : บริษัท เค ออนเนอร์กรุ๊ป จำกัด ที่ตั้งโครงการ : ถ.รังสิต-นครนายก ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พื้นที่โครงการ : 36-1-89.5 ไร่ ลักษณะโครงการ : ทาวน์โฮม 2 ชั้น จำนวนยูนิต : 440 ยูนิต   ขนาดบ้าน : - แบบบ้าน AQUA ทาวน์โฮม 2 ชั้น ที่ดิน เริ่มต้น 16 ตร.วา. พื้นที่ใช้สอย 110 ตร.ม. ขนาด 3 ห้องนอน, 2 ห้องน้ำ, 1 ที่จอดรถ - แบบบ้าน TERRA ทาวน์โฮม 2 ชั้น ที่ดิน เริ่มต้น 18 ตร.วา. พื้นที่ใช้สอย 124 ตร.ม. ขนาด 3 ห้องนอน, 2 ห้องน้ำ, 2 ที่จอดรถ สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง : - สวนสาธารณะ - สนามเด็กเล่น - ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. ราคา : เริ่มต้น 1,590,000 บาท ปีที่สร้างเสร็จ : ปี 2564 จุดเด่นโครงการ : ทาวน์โฮมสมัยใหม่ สไตล์ Modern Loft ผสานการออกแบบตามแนวคิด Japanese Function ให้คุณรังสรรค์พื้นที่การใช้สอยให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด พร้อมพื้นที่สวนขนาดเล็กให้คุณได้พักผ่อนไปกับความร่มรื่นในบ้านหลังนี้ ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง : ถนนรังสิต-นครนายก สถานที่ใกล้เคียง : เทสโก้ โลตัส รังสิต-คลอง 7, รร.สารสาสน์วิเทศรังสิต, บิ๊กซี รังสิตคลองหก, ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, ม.อีสเทิร์นเอเชีย ปทุมธานี  
Grande Pleno Suksawat-Rama 3-แกรนด์ พลีโน่ สุขสวัสดิ์-พระราม 3 : รีวิวทาวน์โฮม

Grande Pleno Suksawat-Rama 3-แกรนด์ พลีโน่ สุขสวัสดิ์-พระราม 3 : รีวิวทาวน์โฮม

รายละเอียดโครงการ ชื่อโครงการ : Grande Pleno Suksawat-Rama 3 (แกรนด์ พลีโน่ สุขสวัสดิ์-พระราม 3) เจ้าของโครงการ : บมจ.เอพี ไทยแลนด์ ที่ตั้งโครงการ : ถนนประชาอุทิศ แขวงทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กทม. พื้นที่โครงการ : 37-3-75 ไร่ ลักษณะโครงการ : ทาวน์โฮม 2 ชั้น, บ้านแฝด 2 ชั้น จำนวนยูนิต : 303 ยูนิต   ขนาดบ้าน : - ทาวน์โฮม 2 ชั้น 18 ตร.วาที่ดินเริ่มต้น  18 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย  100.71 ตร.ม.  ขนาด  2 ห้องนอน 1 ห้องอเนกประสงค์ 2 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 1 คัน - บ้านแฝด 2 ชั้น 36.0 ตร.วาที่ดินเริ่มต้น 36.00 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 125.35 ตร.ม. ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง : - ฟิตเนส - สระว่ายน้ำ - คลับเฮ้าส์ - สวนสาธารณะภายในโครงการ - พื้นที่ตั้งนิติบุคคล - ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. ราคา : เริ่มต้น 2,590,000 บาท จุดเด่นโครงการ : พรีเมียมทาวน์โฮมใหม่ สังคมคุณภาพ พร้อมคลับเฮ้าส์หรู จาก เอพี ไทยแลนด์ ติดถนนใหญ่ ใกล้ทางด่วนเพียง 10 นาที ระบบขนส่งสาธารณะใกล้เคียง : ถ.พระราม 2, ถ.พระราม 3, ถ.สุขสวัสดิ์, ถ.กาญจนาภิเษก, ถ.พุทธบูชา, ทางพิเศษเฉลิมมหานคร, ถ.วงแหวนอุตสาหกรรม สถานที่ใกล้เคียง : รร.นาหลวง, รร.อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2, Max Value, บิ๊กซี, เทสโก้ โลตัส และโฮมโปรรพ.บางปะกอก, รพ.บางปะกอก 3, รพ.บางปะกอก 9, รพ.นครธน