บทความเชิงวิเคราะห์

 

บทความเชิงวิเคราะห์ล่าสุด

1 2

"ราคาที่ดิน" ตัวแปรสำคัญในตลาดคอนโดมิเนียม

หลังจากทางภาครัฐได้ประกาศเรื่องการออกกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะกำหนดใช้ประมาณปี 2562 ก็ทำให้ผู้ที่ถือครองที่ดินที่มีมูลค่าสูงเริ่มตื่นตัวมากขึ้นในการหาทางออกให้กับตัวเอง เพราะในข้อกำหนดฉบับใหม่ของพรบ. ฉบับนี้ มีการกำหนดอัตราภาษีใหม่ โดยเฉพาะที่ดินรกร้างว่างเปล่าจะมีอัตราเก็บภาษีสูงสุดเมื่อเทียบกับที่ดินประเภทอื่น จุดนี้เองทำให้หลายคนเชื่อว่าจะเริ่มมีการนำที่ดินออกมาใช้ประโยชน์กันมากขึ้น โดยเฉพาะที่ดินที่มีราคาสูงตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งมีแนวโน้มในการนำมาปล่อยเช่าค่อนข้างสูง เพราะนอกจากจะได้ค่าเช่าแล้ว ยังสามารถผลักภาระการจ่ายภาษีให้กับผู้เช่าจ่ายได้ แต่หากอยู่ในทำเลที่ดีก็ย่อมเป็นที่จับตามองของเหล่าผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินทำเลสวยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และตามหัวเมืองใหญ่ในหลายจังหวัด มักจะถูกทางผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กว้านซื้อไปในราคาที่สูงขึ้นตามราคากลาง จึงต้องพัฒนาเป็นโครงการระดับหรูเสียส่วนใหญ่ แต่ดีมานด์ในระดับนี้ยังมีจำนวนจำกัด หลายค่ายจึงหันไปหาลูกค้าชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น และหันไปพัฒนาโครงการแบบมิกซ์ยูส เพื่อกระจายความเสี่ยง เพิ่มรายได้ในลักษณะอื่นๆ ขณะเดียวกันกลุ่มดีมานด์ในระดับกลาง-ล่าง ยังคงมีปัญหาเรื่องหนีครัวเรือนอยู่ตั้งแต่ปีที่แล้วมาจนถึงปีนี้ ซึ่งราคาที่ดินที่สูงที่สุดเป็นสถิติใหม่ของประเทศไทย คือ ที่ดินย่านหลังสวน ซึ่งย่านนี้ถือเป็นที่ดินหายากมากแล้ว โดยแปลงนี้เข้าไปประมาณ 100 เมตร อยู่หลังอาคารเมอร์คิวรี่ ใกล้กับรถไฟฟ้าสถานีชิดลม พื้นที่ประมาณ 2 ไร่กว่า จบราคาประมูลไปที่ 3.1 ล้านบาท/ตร.ว. รวมแล้วที่ดินแปลงนี้อยู่ที่ประมาณ 2,728 ล้านบาท ผู้ที่ชนะการประมูลไปคือบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าร่วมแข่งขันการประมูลนี้กว่าสิบราย แม้จะยังไม่มีการแถลงข่าวนี้ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญออกมาวิเคราะห์ว่าหากที่ดินแปลงนี้สร้างเป็นคอนโดมิเนียม คาดว่าจะมีราคาขายอยู่ที่ประมาณ 500,000 บาท/ตร.ม. พูดกันง่ายๆ คือเมื่อต้นทุนสูง ราคาสินค้าก็ย่อมสูงตามไปด้วย ปัญหาที่หลายคนกังวลหลังจากมีการซื้อ-ขายที่ดินในราคาที่ดูจะเกินจริงไปอยู่ไม่น้อยครั้งนี้ คือผลกระทบต่อภาพรวมของราคาที่ดินย่านใจกลางเมืองที่อาจพุ่งตัวสูงขึ้นตามไปอย่างรวดเร็วจนทำให้ไม่สามารถนำมาพัฒนาเป็นโครงการได้ เพราะจะส่งผลไปถึงราคาขายต่อยูนิตจะสูงมากจนเกินเอื้อมถึง ซึ่งในปัจจุบันการซื้อที่ดินหากได้มาในราคาประมาณ 1 ล้านบาท/ตร.ว. เมื่อพัฒนาเป็นโครงการคอนโดมิเนียมแล้วจะถูกขายอยู่ที่ราคาเฉลี่ย 200,000 บาท/ตร.ม. เป็นราคาที่ยังอยู่ในระดับลูกค้ากลุ่มตลาดบนยังสามารถจับต้องได้ แต่ก็ต้องอยู่ในทำเลที่ดี สเปคสมราคาด้วยเช่นกัน ส่วนในอีกมุมหนึ่งก็มองว่าการพัฒนาคอนโดมิเนียมในระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่บนทำเลใจกลางเมืองเช่นนี้ยังมีอยู่ไม่มาก เพราะมีสัดส่วนอยู่ที่ 3% จากจำนวณ    ยูนิตในตลาดคอนโดมิเนียมทั้งหมดประมาณแสนยูนิต และยังถือว่าราคาถูกเมื่อเทียบกับที่อยู่อาศัยในต่างประเทศซึ่งก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักของคอนโดในระดับนี้ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ส่วนแนวโน้มราคาที่ดินในปี 2561 นี้ หากมองเฉพาะที่ดินโซนใกล้รถไฟฟ้าติดถนนใหญ่ เรียงจากราคาแพงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ โซนหมอชิต-สยาม-อ่อนนุช ราคาต่ำสุด 580,000 บาท/ตร.ว. ราคาสูงสุด 2,100,000 บาท/ตร.ว. โซนสนามกีฬา-สะพานตากสิน ราคาต่ำสุด 1,150,000 บาท/ตร.ว. ราคาสูงสุด 1,800,000 บาท/ตร.ว. โซนหัวลำโพง-บางซื่อ ราคาต่ำสุด 480,000 บาท/ตร.ว. ราคาสูงสุด 1,700,000 บาท/ตร.ว. โซนพระราม9-ทองหล่อ ราคาต่ำสุด 125,000 บาท/ตร.ว. ราคาสูงสุด 1,650,000 บาท/ตร.ว. โซนแอร์พอร์ตลิงค์ ราคาต่ำสุด 65,000 บาท/ตร.ว. ราคาสูงสุด 1,150,000 บาท/ตร.ว. ปัจจัยที่ทำให้ที่ดินมีราคาสูงหรือต่ำนั้นมีวิธีพิจารณาอยู่หลายอย่าง เช่น ทำเลที่ตั้ง ลักษณะ-รูปร่างของแปลงที่ดิน ทางเข้า-ออกที่ดิน ขนาดที่ดิน ศักยภาพในการพัฒนาต่อไป ซึ่งจะนำมาเปรียบเทียบกับราคาที่ดินบริเวณใกล้เคียงที่มีลักษณะที่ดินคล้ายกัน รวมถึงข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น กฎหมายผังเมือง ซึ่งหากพรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ที่กำลังร่างพิจารณากันอยู่นี้ถูกบังคับใช้เมื่อไร กรมธนารักษ์จะเป็นผู้กำหนดราคากลางทั้งราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน ราคาประเมินทุนทรัพย์โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด และอัตราค่าเสื่อมราคา โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยดุลยพินิจของของเจ้าหน้าที่เหมือนทุกวันนี้อีกต่อไป แต่ผู้ที่จัดเก็บภาษีคือเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ซึ่งรายได้จากการจัดเก็บภาษีนี้จะไปอยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หากราคาที่ดินยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ก็มีแนวโน้มว่าทำเลที่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าในย่านใจกลางเมืองหรือห่างออกมาไม่กี่สถานี เราจะเห็นโครงการระดับพรีเมียมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะยังคงเกิดโครงการใหม่ขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง เพราะได้กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ ทั้งการซื้อเพื่อปล่อยเช่า เพื่อเก็งกำไร และกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่แบบระยะยาว หรือซื้อเก็บไว้เป็นบ้านหลังที่ 2 ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่โครงการระดับกลาง-ล่าง จะเริ่มเข้าไปอยู่ในซอยที่ลึกเข้าไปจากถนนใหญ่ที่ติดรถไฟฟ้า หรือออกไปอยู่แถบชานเมือง อาจมีการเปิดตัวโครงการใหม่น้อยลง แต่อาจมีจำนวนยูนิตที่มากขึ้น  ซึ่งคอนโดมิเนียมในระดับราคาที่ไม่เกิน 3 ล้านบาทตามแถบชานเมืองจะถูกผู้บริโภคนำไปเปรียบเทียบกับทาวน์โฮมที่มีราคาใกล้เคียงกัน ทำเลไม่ต่างกันมาก เพราะได้พื้นที่เยอะกว่า สามารถอยู่อาศัยกันเป็นครอบครัวได้ ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าราคาที่ดินถือเป็นตัวแปรต้นที่สำคัญสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้
ความนิยมของอสังหาฯ ไทยในชาวต่างชาติ

ความนิยมของอสังหาฯ ไทยในชาวต่างชาติ

ประเทศไทยขึ้นชื้อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวติดอันดับท็อปของโลกต่อเนื่องมาหลายปี โดยในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยมากถึง 65 ล้านคน และคาดว่าในปี 2561 นี้จะเพิ่มขึ้นอีก 10% การเข้ามาของนักท่องเที่ยวนั้นส่งผลดีต่อเศรษฐกิจหลายด้าน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น แต่ส่งผลไปถึงการเข้ามาลงทุนในบ้านเราเพิ่มมากขึ้นด้วย   หลายประเทศโดยเฉพาะในแทบเอเชียมีแนวโน้มเข้ามาลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยมากขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก(อีอีซี) ประกอบกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายนำโครงการคอนโดมิเนียมไปออกโรดโชว์ต่างประเทศจึงทำให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มชาวต่างชาติมากขึ้น เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และมากที่สุดคือประเทศจีน ซึ่งมีทั้งการเข้ามาลงทุนด้วยตัวเอง การซื้อกิจการอาคาร ที่ดิน โครงการต่างๆ และการร่วมทุนที่มีการเข้ามาช่วยบริหารจัดการด้วยตัวเอง เนื่องจากที่ผ่านมามีการลงทุนจากชาวจีนเป็นเม็ดเงินเฉลี่ยปีละ 4-5 หมื่นล้านบาท โดยลักษณะการลงทุนมีหลากหลายรูปแบบ เช่น   คอนโดมิเนียม เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะสามารถปล่อยขายกรรมสิทธิ์แก่ชาวต่างชาติได้ถึง 49%/โครงการ สามารถซื้อเป็นชื่อของชาวต่างชาติเองได้ โดยนิยมเลือกทำเลทั้งในกรุงเทพฯ และตามเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ สามารถเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะได้ง่ายเน้นแนวรถไฟฟ้าหรือใกล้สถานที่สำคัญ มีสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการรวมถึงราคาที่เหมาะสมเป็นหลัก กำลังซื้อจะอยู่ที่ประมาณ 5-10 ล้านบาทขึ้นไป โดยบางโครงการก็มีการกว้านซื้อแบบเหมายกชั้นมาแล้ว อีกส่วนหนึ่งในภาคธุรกิจจะให้ความสนใจในการร่วมทุนสร้างคอนโดมิเนียม เช่น โครงการ Hyde Heritage ทองหล่อ จากบริษัท แกรนด์ สตาร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่าง Property Perfect กับ Grand Asset จากประเทศไทย และ Sumimoto Forestry จากประเทศญี่ปุ่น, โครงการ Life อโศก คอนโดมิเนียมที่มีการร่วมทุนระหว่าง AP (Thailand) กับ Mitsubishi Estate Group-MEC จากประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น   อาคารสำนักงาน ในบ้านเรานั้นติดอันดับที่ 2 ของอาคารสำนักงานระดับพรีเมียมที่มีค่าเช่าถูกที่สุดในโลก โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 1,020 บาท/ตร.ม./เดือน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอาคารสำนักงานที่แพงที่สุดในโลกอย่างฮ่องกงจะมีราคาเฉลี่ยที่ 9412 บาท/ตร.ม./เดือน รองลงมาเป็นนิวยอร์กมีราคาเฉลี่ย 5,653 บาท/ตร.ม./เดือน และลอนดอน 5,624 บาท/ตร.ม./เดือน แม้ว่าในประเทศไทยจะมีค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าถูกกว่าฮ่องกงอยู่ถึง 9 เท่า เพราะมีซัพลายที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะอาคารสำนักงานเกรดเอย่านใจกลางเมืองที่มีเหลือให้เช่าเพียง 7.8% ซึ่งการลงทุนพัฒนาอาคารสำนักงานมักจะเป็นการร่วมทุนกันระหว่างบริษัทในประเทศไทยกับต่างชาติ   โครงการมิกซ์ยูส เป็นลักษณะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ผ่านมาจึงเป็นการร่วมทุนกัน เช่น โครงการมิกซ์ยูสในพัทยา โดยจงเทียน คอนสตรัคชั่น กรุ๊ป ร่วมทุนกับเจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้, โครงการมิกซ์ยูสในพังงากับหัวหิน โดยจุนฟา เรียลเอสเตท ร่วมทุนกับชาญอิสระ ดีเวล็อปเมนท์ และล่าสุดกับการทุ่มทุนซื้อที่ดินเปล่าประมาณ 2,000 ไร่ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยครบวงจรแบบมิกซ์ยูสภายใน 5 ปี เป็นต้น   โรงแรม เดิมมีการลงทุนจากชาวจีนด้วยการซื้ออพาร์ตเมนต์ แต่ปัจจุบันลงทุนขนาดใหญ่ขึ้นโดยหันมาพัฒนาเป็นโรงแรมเอง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากประเทศเดียวกันที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยปีละเกือบ 10 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ เน้นตามเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม มีการเดินทางสะดวก เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้น   โรงงานอุตสาหกรรม ส่วนมากจะเป็นการซื้อที่ดินแล้วพัฒนาเป็นโรงงานอุตสาหกรรม หรือซื้อต่อจากที่มีอยู่แล้วในเขตพื้นที่รอยต่อกับกรุงเทพฯ กับจังหวัดที่เป็นแหล่งโรงงานอุตสาหกรรมอยู่แล้ว เช่น บริษัท ไฮดู เบสท์ กรุ๊ป จํากัด มีการ Take over โรงงานร้างในจังหวัดระยอง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัย อีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้กลุ่มนักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมืองไทยเพิ่มมากขึ้นคือ พ.ร.บ.ทรัพย์อ้างสิทธิ ที่เพิ่งผ่านการอนุมัติจากครม. เมื่อไม่นานมานี้ โดยเป็นการกำหนดให้มีทรัพย์อิงสิทธิ ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่เกิดจากการทำสัญญาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินมีโฉนด และห้องชุด ระหว่างเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ เรียกว่า “ผู้ให้ทรัพย์อิงสิทธิ์” สามารถทำสัญญาให้อีกคนหนึ่งที่เรียกกันว่า “ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิ์” ใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นได้ในระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี ไม่ว่าจะเป็นการขายสิทธิ์ โอน จำนอง เช่า สามารถดัดแปลง ต่อเติม สร้างสิ่งปลุกสร้างได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ให้ทรัพย์อิงสิทธิ์(ขึ้นอยู่กับสัญญา) และหาก “ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิ์” เสียชีวิตก็สามารถตกทอดแก่ทายาทได้   ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ในอนาคตจะมีชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน-ญี่ปุ่น เข้ามาทำงาน อาศัยอยู่ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศไทยยังสามารถเติบโตไปได้ดี แต่ทั้งนี้ก็ต้องมองดูที่ปัจจัยอื่นควบคู่กันไปด้วย เช่น เศรษฐกิจ การเมือง กฏหมายเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติ และข้อกำหนดในการนำเงินออกนอกประเทศสำหรับประเทศจีนด้วย    
ทาวน์โฮม ทางเลือกที่น่าสนใจของคนอยากมีบ้าน

ทาวน์โฮม ทางเลือกที่น่าสนใจของคนอยากมีบ้าน

หลายบทความของเราที่ผ่านมาจะเน้นพูดถึงเรื่องคอนโดมิเนียม เพราะถือเป็นเจ้าตลาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา และด้วยเป็นที่อยู่อาศัยที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองกรุงในแง่ของการเดินทางที่แข่งกันติดสถานีรถไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด แต่อย่างที่ทราบกันดีว่ายิ่งติดรถไฟฟ้ามากเท่าไหร่ ราคาก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวมากเท่านั้น ขณะเดียวกันหากมองกลับมาที่ทาวน์โฮมบ้าง เราจะพบว่ามีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านบาทเท่านั้น เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ ทาวน์โฮมหรือทาวน์เฮาส์ คือที่อยู่อาศัยที่มีส่วนของกำแพง, หลังคาติดกันเป็นแถวหลายหลังติดกัน มีพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ย ตั้งแต่ 70 ตร.ม. สูงไม่เกิน 3 ชั้น ซึ่งพื้นที่ใช้สอยรวมแล้วมากกว่าคอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ยเพียง 30 ตร.ม. แต่ยังเล็กกว่าบ้านเดี่ยว ที่สำคัญคือราคาถูกกว่าที่อยู่อาศัยแบบอื่นๆ โดยราคาเฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่ล้านต้นๆ เท่านั้น ทาวน์โฮมจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการมีพื้นที่อยู่อาศัยที่กว้างขวางมากกกว่าคอนโดมิเนียม เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยกับครอบครัวขนาดเล็ก เพียงแต่ทำเลในปัจจุบันอาจจะยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีรถยนต์ส่วนตัวมากกว่า แต่ในอนาคตหากรถไฟฟ้าในหลายๆ สายเปิดให้บริการเมื่อไหร่ ทาวน์โฮมที่  อยู่ห่างจากรถไฟฟ้าไม่เกิน 2-3 กิโลเมตร ก็เป็นอีกตลาดที่น่าจับตามองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา หลังจากราคาคอนโดมิเนียมเริ่มพุ่งสูงจนน่าตกใจ ส่วนบ้านเดี่ยวก็อยู่ในทำเลที่ห่างไกลรถไฟฟ้าอยู่มาก รวมถึงโครงการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนเป็นโครงการในกลุ่มระดับลักชัวรี่ ตลาดทาวน์โฮมก็เริ่มกลับมาขยับกันอีกครั้ง เพราะราคาที่ถูกกว่ากันมาก และยังไม่มีการขยับขึ้นเท่าไรนัก ทำเลยังอยู่ในระยะที่เดินทางสะดวกสำหรับผู้มีรถยนต์ส่วนตัว อยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต โรงพยาบาล และทางด่วนที่สามารถเชื่อมต่อเข้าเมืองเป็นหลัก ในอนาคตก็อยู่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้ามากนัก ทำให้หลายคนหันมามองที่อยู่อาศัยประเภททาวน์โฮมกันมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวใหม่ ซึ่งแนวโน้มสำหรับตลาดทาวน์โฮมในปีนี้จะเติบโตขึ้น 10-15% มีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ประมาณ 25% เพิ่มมากขึ้นจากปีที่แล้วที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 15-20% น้อยที่สุดในบรรดาตลาดที่อยู่อาศัย ทำเลยอดฮิตของทาวน์โฮมในปัจจุบันส่วนมากจะอยู่แถบชานเมืองกับปริมณฑลที่มีพื้นที่รวมหลายไร่ ราคาที่ดินยังไม่สูงมากนัก ส่งผลให้ราคาขายต่อหลังยังมีราคาที่หลายคนสามารถเอื้อมถึงประมาณตั้งแต่ 1-4 ล้านบาท โดยทำเลที่มีโครงการเกิดขึ้นสูงสุดที่ผ่านมา ได้แก่ กระทุ่มแบน-สามพราน สามารถเชื่อมต่อกับถนนพระราม 2 ถนนเพชรเกษม ที่เป็นอีกหนึ่งเส้นทางหลักระหว่างปริมณฑลฝั่งตะวันตกและเข้าตัวเมืองกรุงเทพฯ ทุ่งครุ-พระประแดง ย่านที่ในอนาคตจะมีรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ผ่าน และมีจุด Interchange กับรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ คือ สายสีแดงเข้มกับสายสีเขียว สถานีวงเวียนใหญ่, สายสีน้ำเงิน สถานีวังบูรพากับสถานีเตาปูน, สายสีส้ม สถานีผ่านฟ้า, สายสีแดงอ่อน สถานีสามเสนกับบางซ่อน และสายสีน้ำตาล สายสีชมพู สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี ธนบุรี-ราษฎร์บูรณะ ย่านที่ใกล้กับรถไฟฟ้าสายสีม่วงเช่นกัน ลาดหลุมแก้ว ใกล้กับทางด่วนอุดรรัถยาที่ไปเชื่อมต่อเข้าสู่ตัวเมืองกับทางพิเศษศรีรัช รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีแดงชานเมือง บางซื่อ-รังสิต ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ ดอนเมือง-สายไหม ย่านดอนเมืองใกล้กับทางยกระดับอุตราภิมุข และรถไฟฟ้าสายสีแดงชานเมือง บางซื่อ-รังสิต ส่วนย่านสายไหมจะอยู่ใกล้กับทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ และถนนกาญจนาภิเษก วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก อ่อนนุช-บางนา ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายสำโรง-สมุทรปราการ ที่กำลังจะเปิดให้ใช้บริการปลายปีนี้ รวมถึงใกล้กับทางพิเศษบูรพาวิถี และทางพิเศษเฉลิมมหานคร สุวรรณภูมิ-บางเสาธง ใกล้กับแอร์พอร์ตลิงค์ในปัจจุบัน ถนนกาญจนาภิเษก วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก มอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-ชลบุรี และทางพิเศษบูรพาวิถี เชื่อว่าทาวน์โฮมจะเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับใครหลายคน ด้วยความพอเหมาะพอดีที่มีอยู่ในตัว ทั้งราคา พื้นที่ใช้สอย ทำเล เป็นที่อยู่อาศัยที่ลงตัวสำหรับผู้มองหาเพื่ออยู่อาศัยเอง  

"Co-Working Space" ธุรกิจเลือดใหม่ขวัญใจ GEN Y/Z

ธุรกิจในยุคนี้ไม่ว่าจะอยู่ในภาคส่วนไหนต่างก็ตระหนักกันดีว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยเฉพาะช่วงวัยหนุ่มสาวที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ซึ่งไม่ได้อาศัยเพียงแค่กำลังความสามารถเท่านั้น แต่หากมีเครื่องมือที่ดีก็จะนำมาซึ่งประสิทธิภาพของผลงานตามไปด้วย ช่วงวัยที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจในยุคปัจจุบันคงหนีไม่พ้นกลุ่มคน GEN Y/Z ที่มีการผู้ถึงกันอย่างแพร่หลายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยคน GEN Y คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 2523-2540 เป็นยุคที่เริ่มมีอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเดินชีวิต ไม่ว่าจะในการทำงาน การเรียน หรือเพื่อความบันเทิงทั่วไป เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้เกิดการเรียนรู้ก้าวตามให้ทันยุคสมัย ส่วนคน GEN Z คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 2540 ขึ้นไป เป็นกลุ่มที่เติบโตมาท่ามกลางเทคโนโลยีรอบตัว มีการเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ยังเด็ก กล้าแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองคิด ชอบสร้างสรรค์ผลงาน ไม่ยึดติด ไม่ชอบหยุดนิ่งอยู่กับที่ และเรามักจะเห็นการพัฒนานวัตกรรมขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและการดำเนินชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่กลุ่มนี้มักจะหันมาประกอบอาชีพประเภทฟรีแลนซ์หรือทำธุรกิจขนาดเล็กเป็นของตัวเอง แม้ว่าจะมีอิสระในเรื่องของเวลากับสถานที่ทำงานที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ในการทำงานก็ยังคงต้องการพื้นที่สำหรับนั่งทำงานเงียบๆ มีกาแฟดื่ม มี Wifi แรงๆ มีเครื่องมือสำหรับสร้างสรรค์งานได้ครบครัน รวมถึงบรรยากาศที่ดีส่งผลถึงการสร้างแรงบันดาลใจใส่ลงไปในผลงานได้ สถานที่แบบนี้ก็มีในร้านคาเฟ่เป็นส่วนใหญ่ ปัญหาที่ตามมาคือต้องนั่งแช่อยู่ในร้านที่มีคนพลุกพล่านตลอดทั้งวัน เกิดการแย่งที่นั่งในร้านกับลูกค้าของร้านคนอื่นๆ บางร้านก็ไม่เอื้อต่อการนั่งเป็นระยะเวลานาน เพราะไม่มีปลั๊กไฟ ไม่มีอุปกรณ์สำนักงานที่จำเป็น ฯลฯ ในบ้านเราจึงได้เกิด "Co-Working Space" ขึ้นเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากทั้งฟรีแลนซ์ กลุ่มคนทำธุรกิจขนาดเล็ก หรือแม้แต่นักเรียน นักศึกษาที่หาสถานที่สำหรับอ่านหนังสือ โดนใจคนหลายกลุ่ม Co-Working Space คือธุรกิจที่เปิดให้บริการเช่าพื้นที่สำหรับนั่งทำงาน อ่านหนังสือ พบปะพูดคุย ประชุมงาน ไปจนถึงทำเป็นสำนักงานขนาดเล็กที่ให้อารมณ์คล้ายสมาร์ทออฟฟิศ มีทั้งแบบนั่งโต๊ะแบบในร้านคาเฟ่ และแบบห้องส่วนตัวหลายขนาด บางแห่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมง คิดค่าบริการรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน มีพื้นที่ขนาดเล็กถึงปานกลาง โดยมีบริการฟรี Wifi และขนมเครื่องดื่มมาเสริม พร้อมกับอุปกรณ์สำนักงาน เครื่องสำหรับสร้างสรรค์ผลงาน เช่น ห้องสำหรับทำครัว, เครื่องปริ๊น 3D, ห้องล้างฟิล์ม, อุปกรณ์ทำเซรามิค, สตูดิโอถ่ายภาพ ฯลฯ ซึ่งอุปกรณ์บางอย่างมีต้นทุนค่อนข้างสูง จึงไม่เหมาะสำหรับสตาร์ทอัพหรือฟรีแลนซ์ที่ต้องมาลงทุนเองทั้งหมด Co-Working Space จึงสามารถเข้ามาตีตลาดในกลุ่มคน GEN Y/Z ได้อย่างตอบโจทย์ที่สุดในยุคนี้ หลายแห่งเปิดให้บริการตามอาคารพาณิชย์ ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ หรือบนอาคารสำนักงานทั้งเกรดเอ และเกรดรองลงมาอย่างเต็มรูปแบบ ในทำเลที่ยังคงยึดแหล่งเดินทางสะดวก จุดนี้เองที่ทำให้ตลาดของอาคารสำนักงานกลับมาขยับกันอีกครั้งหลังจากปล่อยให้คอนโดมิเนียมครองตลาดอสังหาริมทรัพย์มายาวนาน หรือแม้กระทั่งคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ๆ เองที่ต่างก็จัดให้มีพื้นที่ Co-Working Space อยู่ใน facilities ด้วย เพื่อตอบสนองคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่าเดิม ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการ Co-Working Space ในบ้านเราที่เริ่มเปิดให้บริการมากขึ้นทั้งเจ้าเล็กเจ้าใหญ่ ในกรุงเทพฯ และตามหัวเมืองใหญ่ แต่ยังมีผู้ประกอบการต่างชาติที่สนใจเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอยู่ไม่น้อย เพราะมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก ด้วยปีที่ผ่านมาประเทศไทยถูกจัดอันดับจาก US News ให้เป็นประเทศที่เหมาะสำหรับเริ่มต้นธุรกิจมากที่สุด และติดอันดับที่ 7 ในประเทศที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการประกอบธุรกิจ และมีสถานะเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เราจึงเนื้อหอมทีเดียวสำหรับการเข้ามาลงทุนทำธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ โดนใจกลุ่มเป้าหมาย GEN Y/Z เช่นนี้    
คำต่อคำ วัดสถานการณ์อสังหาไทย ผ่านบริษัทนายหน้าอินเตอร์!!!

คำต่อคำ วัดสถานการณ์อสังหาไทย ผ่านบริษัทนายหน้าอินเตอร์!!!

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน อสังหาฯ เป็นจิ๊กซอล์ตัวแรกที่หลายฝ่ายมองไว้เป็นดัชนี เพื่อคาดการณ์สภาวะการณ์ในตลาดอื่นๆ ทว่า “มนต์ขลัง” ของที่ดิน ที่มีแต่หด ไม่มีงอก ต่างกับจำนวนประชากร ที่ทวีมากขึ้นทุกวัน เป็นปัจจัยส่งเสริมร้อยเปอร์เซ็นต์ให้ที่ดินและตลาดอสังหาฯ มีมูลค่าเพิ่มทุกวัน ต่อให้เศรษฐกิจโลกเกิดชะงักงัน แต่ก็ยังมีการซื้อขายเพื่อเก็งกำไร รอการกลับมาอยู่ดี ในภาวะเช่นนี้เป็นโอกาสดีที่จะหาข้อมูลลู่ทางอสังหาไทย โดยภายในงานแถลงข่าว   “ฮาริสัน เตรียมลุยตลาดต่างประเทศ (อังกฤษ, จีน ฯลฯ ) ดึงนักลงทุนเข้าไทย พร้อมตั้งเป้าโกยรายได้  รักษาฐานผู้นำ”  มีโอกาสได้คุยกับ  มร.หลิน กว่าง จุงอลัน ประธานกรรมการบริหาร (Mr. Kwang Jung Alan Lin, CEO of Harrison Public Company Limited) ให้สัมภาษณ์ว่า “แม้ภาพรวมจะชะงักแต่อสังหาฯ ไทยยังดี  เนื่องจากราคาที่ดิน เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน  ยังห่างไกล ต่ำกว่าจีน 20% และต่ำกว่าฮ่องกง, สิงคโปร์ถึง  60%  แม้ราคาที่ดินจะปรับขึ้นต่อเนื่องทุกปี ล่าสุดปรับขึ้นอีก 10-30% (ขึ้นอยู่กับทำเล) แต่ก็ถือว่ายังไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับศักยภาพ   จึงเป็นทางเลือกที่ดีมากสำหรับ นักลงทุน ต่างชาติ ด้วยเหตุนี้ ฮาริสัน จึงเตรียมบุกตลาดต่างประเทศ โฟกัสที่  London, Chaina, Thailand เพื่อดึงนักลงทุน คาดหวังสร้างรายได้ 30,000 ล้านบาท”   สรุปภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2015 ที่ผ่านมา  พร้อมช่วยวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโต  รวมถึงปัจจัยบวก และ ปัจจัยลบ? “แนวราบมีการเปิดตัวโครงการ จำนวน 4.7 หมื่นหน่วย  เพิ่มขึ้นกว่า 4% จากปีก่อน 2557  ซึ่งทาวน์เฮาส์มีสัดส่วนในตลาดเพิ่มในกลุ่มราคาที่ 3-5 ล้านบาท จะเป็นทำเลย่านนนทบุรีและสมุทรปราการ   จะสังเกตได้ว่าตลาดอสังหาฯ ปี 2015 โครงการแนวราบ 55% ยังคงเป็นสินค้าทาวน์เฮาส์ ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มทุกปี  เพราะราคาถูกกว่าบ้านเดี่ยว  ส่วนอันดับรองลงมา คือ บ้านเดี่ยว 31%, บ้านแฝด 10% และอื่นๆ 4% ในด้านกลุ่มราคาที่เปิดตัวมากที่สุดในแง่จำนวนยูนิตเป็นกลุ่มราคา 2-3 ล้านบาท  หากดูในแง่มูลค่าจะเป็นกลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท ในด้านทำเลที่เปิดตัวโครงการใหม่ โครงการแนวราบมากที่สุด 5 อันดับแรก โดยสรุป   1) แนวราบ มีการเปิดตัวโครงการ จำนวน 4.7 หมื่นหน่วย  เพิ่มขึ้นกว่า 4% จากปีก่อน 2014  โครงการแนวราบมากที่สุด 5 อันดับแรก (บางกรวย-บางไทร 6,300 หน่วย, สมุทรปราการ 5,300 หน่วย, พระโขนง-บางนา 4,900 หน่วย, ลำลูกกา-คลองหลวง 4,800 หน่วย, มีนบุรี-หนองจอก 4,400 หน่วย) จะเห็นได้ว่า โซนที่มีการเปิดตัวมากคือกรุงเทพฯตะวันออกและทางเหนือ เนื่องจากโซนกรุงเทพฯตะวันตกมีรถไฟฟ้าเข้าถึงแล้ว จึงมีโครงการบ้านจัดสรรน้อย ยกเว้นย่าน ถ.พระราม 2 แนวสูงมีการเปิดตัวโครงการ จำนวน 6.5-6.7 หมื่นหน่วย ลดลงจากปี 2557 กว่า 10% ส่วนโครงการแนวสูงสำหรับกลุ่มราคาที่เปิดตัวยูนิตมากที่สุดคือ กลุ่มราคา 1-2 ล้านบาท  แต่ถ้าวัดในแง่มูลค่าเป็นกลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท และ 2-3 ล้านบาท ส่วนทำเลโครงการแนวสูงเปิดมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 2) แนวสูง มีการเปิดตัวโครงการ จำนวน 6.5-6.7 หมื่นหน่วย ลดลงจากปี 2014 กว่า 10% จำนวนยูนิตที่เปิดตัวมากที่สุดคือ ราคา 2 ล้านบาท  รองลงมาคือ กลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท และ 5 ล้านบาทขึ้นไปมีจำนวนไม่มาก ได้แก่ (นนทบุรี 10,000 หน่วย, สมุทรปราการ 8,000 หน่วย, ห้วยขวาง-จตุจักร 7,000 หน่วย, กรุงเทพ-ฝั่งธน 6,500 หน่วย, สุขุมวิทตอนต้อน 4,000 หน่วย)   โดยทำเลนนทบุรี 80% อยู่ใน อ.เมืองตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง อีก 20% อยู่ใน อ.ปากเกร็ด และโซนสุขุมวิทตอนต้นเปิดมากเนื่องจากเป็นโครงการระดับไฮเอนด์ การเปิดตัวโครงการจะเห็นได้ว่าช่วงครึ่งปีแรกมีการเปิดตัวคอนโดฯจำนวนมากโดยเฉพาะในไตรมาส 2/58 แต่เมื่อถึงช่วงไตรมาส 3/58 เทรนด์การเปิดตัวได้เปลี่ยนจากคอนโดฯเป็นบ้านแนวราบ ซึ่งคาดว่าจะยังคงมีต่อเนื่องไปจนถึงปี 2559 เพราะซัพพลายคอนโดฯยังมีมาก ณ สิ้น Q2/58 มีหน่วยห้องชุดเหลือขายกทม.และปริมณฑล 56,720 ยูนิต จากหน่วยในผังอยู่ระหว่างขาย 2.05 แสนหน่วย คิดเป็น 28% ดังนั้นคาดการณ์การเปิดตัวหน่วยขายใหม่ทั้งปี 2559 น่าจะใกล้เคียงปี 2558 แบ่งเป็นแนวราบประมาณ 4.7 หมื่นหน่วย และคอนโดฯประมาณ 6.5 หมื่นหน่วย ในปี 2016 ในฐานะของ Sole Agent มีความคิดเห็น คาดว่า การตลาดของอสังหาริมทรัพย์ จะเป็นอย่างไร มีแนวการเติบโตในจุดใดบ้าง? คาดว่าตลาดจะทรงตัง และมีการเติบโตในบางบริเวณที่อยู่แนวรถไฟฟ้าสายที่เปิดเดินรถ คือ สายสีม่วง และทำเลที่เป็นย่านธุรกิจ เช่น สุขุมวิท สาทร สีลม  การทำการตลาดจะมีการแข่งขันกันอย่างมาก  และมีการนำแนวคิด และกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ๆ เข้ามาใช้สื่อสารกับผู้บริโภค  การใช้ช่องทางการตลาด online เริ่มมีบทบาทมากขึ้น  ส่วนปัจจัยที่นักลงทุนจะตัดสินใจซื้อ และลงทุนคือ อสังหาริมทรัพย์ บริเวณรถไฟฟ้าเปิดเดินรถ  และสายที่มีความคืบหน้าในการก่อสร้าง และมีกำหนดเปิดแน่นอน คือ สายสีน้ำเงิน กลยุทธ์ , จุดเด่นของบริษัท ที่ทำให้เป็นที่ไว้วางใจกับกลุ่มนักลงทุน? ใน20 ปีที่ผ่านมาบริษัท ฮาริสัน จำกัด (มหาชน) ประสบผลสำเร็จกว่า 100 โครงการ ภายใต้การบริหารงานของทางบมจ.ฮาริสัน  ทั้งด้านการลงทุน (Investment), บริหารงานขายและการตลาด (Project Sale & Retail) โดยเฉพาะที่พักอาศัยทั้งแนวราบ และแนวสูง ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว ทาวน์โอม, ห้างสรรพสินค้า และนิคมอุตสาหกรรม, การเช่าซื้อ (Leasing) Office Apartment , การประมูลอสังหาริมทรัพย์ (Auction)  รวมถึงตลาดต่างประเทศ (International Sale)  ซึ่งก็เรียกได้ว่า บจม.ฮาริสัน มีทุกอย่าง  เพื่อสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างครบวงจร และสามารถให้บริการได้ครอบคลุม อีกทั้งยังเป็นที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในประเทศ รวมถึงลูกค้าจากต่างประเทศด้วย สำหรับลูกค้าต่างประเทศที่มั่นใจในการบริการครบวงจร  เนื่องจากเป็นที่ก่อตั้งในไทยมานาน ในขณะเดียวกันเรามีเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจภายเอเชียหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน จนเราได้ partner ที่ London ทำให้ Developer มาลงทุนในประเทศไทยทำให้อำนวยความสะดวก ซึ่งทางฮาริสันมีข้อได้เปรียบที่สามารถให้บริการที่จะลงทุนต่างประเทศ และเลือกศักยภาพเพื่อการลงทุน การเติบโตของบริษัทฮาริสันในปีนี้ ที่เริ่มรุกตลาดในเมืองไทย และ ตลาดต่างประเทศ อาทิ อังกฤษ และ จีน การเติบโตของ ฮาริสัน ในปีนี้ ในเรื่องของการขยายบริการของตลาดในไทยไปต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศ อังกฤษและจีน เราจะเน้นการบริการให้กับนักลงทุนในต่างประเทศให้มาลงทุนกับไทย โดยเฉพาะ นักลงทุนของประเทศอังกฤษและจีน เพราะ 2 ประเทศนี้มีสภาพเศรษฐกิจที่มั่นคงและมีนักลงทุนที่สนใจจะมาลงทุนในประเทศไทยมากที่สุด ณ ปัจจุบัน และทางฮาริสัน ยังมีให้กับลูกค้าคนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ สรุปง่ายๆ ว่า ฮาริสัน เรามีธุรกิจเติบโตจากปีที่แล้วไม่ต่ำกว่า 30% คิดอย่างไรที่ออกตลาดสู่ต่างประเทศ เพื่อดึงนักลงทุนมาลงทุนที่ประเทศไทย  กับคำถามว่าตลาดอสังหาไทยไม่ดีแล้วหรือ?? เศรษฐกิจที่ชะลอตัวไปทั่วโลก โดยเฉพาะ ยุโรป อเมริกา จีน  และการแข่งขันทางการตลาดในเมืองไทยก็ถือว่าสูงเช่นกัน  ซึ่งทางฮาริสันถือว่าเป็นโอกาสของตลาดทุนที่จะสามารถมาลงทุนที่ประเทศไทยในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของจีน ชะลอตัวอย่างมาก การที่จะพัฒนาที่ดินของจีน จะหาแหล่งที่ดินใหม่ๆได้ยากขึ้น สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งก็ยากที่จะแข่งขันในช่องทางการตลาดของต่างประเทศ เมืองไทยก็มีลูกค้าจากต่างประเทศ Potential มาก เนื่องจากราคาที่ดินของไทยยังถูกกว่า 20% เมื่อเทียบกับจีน และไทยยังถูกกว่า 60% เมื่อเทียบกับฮ่องกงและสิงคโปร์ การขยายตลาดไปในต่างประเทศ ไม่ได้หมายความว่าตลาดของไทยไม่ดี แต่เป็นแผนการขยายตามแผนนโยบายของบริษัท สู่ International ทำให้ตลาดในประเทศไทยมี Demand มาก และมีการลงทุนกับลูกค้าในประเทศไทยและลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งได้ว่าเป็นการลงุทนที่มีวิธีหลากหลายมากขึ้น โดยที่บริษัทเราตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ถือได้ว่าเป็นประโยชน์สำหรับตลาดอสังหาฯในประเทศไทย เจาะลึกถึงโครงการแรกที่ลงทุน มูลค่าเท่าไร และมีโครงการอื่นๆ อีกกี่โครงการ? โครงการที่ฮาริสันได้พาบริษัท Polaris Capital Public Company Limited ไปลงทุนที่ใจกลางประเทศอังกฤษ ซึ่งโครงการมีมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท เป็นโครงการที่อยู่ใจกลาง London และยังมีอีกโครงการหนึ่งในอนาคต อยู่เมือง Kent โดยโครงการนี้มีที่ดินประมาณ 70 ไร่ จะทำเป็นหมู่บ้านเดี่ยวพักอาศัย โรงแรม และรีสอร์ท จำนวน 200 หลัง มูลค่าโครงการประมาณ 6,000 ล้านบาท ความคาดหวังที่จะทำกำไร กี่เปอร์เซ็นต์ มูลค่าเท่าไร ? ทางฮาริสัน คาดว่ากำไรจากโครงการแรกประมาณ 1,000 ล้านบาท และโครงการที่ 2 คาดว่ากำไรประมาณ 1,500 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทฯ ยังมั่นใจว่าโครงการฯ อสังหาฯ ในไทย จะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนต่างชาติ เนื่องด้วยเป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนชัดเจน มั่นใจได้ อันเนื่องมาจากกลไกราคา โดยราคาที่ดินตามหลักของตลาดจะเพิ่มขึ้นทุกปี และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะราคาประเมินทางราชการจะปรับขึ้นประมาณ 20% โดยเฉพาะใจกลางกรุงเทพมหานคร  ถือได้ว่าที่ดินจะหายากขึ้น สำหรับที่ดินย่านที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าผ่าน เช่น สายสีแดง สีม่วง เป็นต้น จึงทำให้ต้นทุนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ มีราคาที่เพิ่มขึ้น  และอีก 1-2 ปีข้างหน้าราคาที่ดินก็จะยังคงไม่ลดลง  ดังนั้นตลาดอสังหาฯในไทย ถึงเสนอโอกาสในการลงทุนในตลาดต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับนักลงทุน

1 2