บทความให้ความรู้

 

บทความให้ความรู้ล่าสุด

1 2 3 ... 6
ภาษีลาภลอย กฎหมายใหม่เตรียมบังคับใช้

ภาษีลาภลอย กฎหมายใหม่เตรียมบังคับใช้

แวดวงอสังหาริมทรัพย์เป็นเรื่องของที่ดินโดยตรงจึงไม่แปลกที่หลายครั้งเราจะต้องพูดถึงเรื่องของราคาที่ดินซึ่งถือเป็นปัจจัยใจหลัก รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ ที่ก็ส่งผลกระทบด้วยเช่นกันอย่างปัจจัยทางด้านกฎหมายที่ระยะหลังมีทั้งการร่างกันขึ้นมาใหม่และแก้ไขกันอยู่ไม่น้อย ซึ่งเมื่อมีการร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ก็ย่อมมีผลกระทบในหลายด้านตามมาตั้งแต่ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ ก่อนหน้านี้เรามีบทความที่กล่าวถึงพรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกันมาแล้ว คราวนี้เราจะมาพูดถึง “ภาษีลาภลอย” (Windfall Gain Tax) หรือพ.ร.บ. ภาษีการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐ โดยภาษีนี้จะจัดเก็บกับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ตามพื้นที่แนวรถไฟฟ้า ใกล้ทางด่วน ท่าเรือ และสนามบิน ตามที่กำหนด ดังนี้ พื้นที่เสียภาษี -พื้นที่ใกล้กับรถไฟฟ้า ทั้งรถไฟฟ้ารางคู่ รถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนต่างๆ ในระยะไม่เกิน 2.5 กิโลเมตรจากตัวสถานี -พื้นที่ใกล้ทางด่วน ระยะไม่เกิน 2.5 กิโลเมตร ตามจุดขึ้น-ลง -พื้นที่ใกล้สนามบิน ระยะไม่เกิน 5 กิโลเมตรจากแนวเขตห้ามก่อสร้างของสนามบิน -พื้นที่ใกล้ท่าเรือ ระยะไม่เกิน 5 กิโลเมตรจากแนวเขตของท่าเรือ วิธีการจัดเก็บภาษี แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ 1.การก่อสร้างโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยังไม่เสร็จ (เก็บภาษีทุกครั้งที่มีการขายหรือเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือคอนโด) ทำสัญญาก่อน พรบ. บังคับใช้ -ที่ดิน มูลค่าวันโอน-มูลค่าในวันที่ พรบ. บังคับใช้ × 5% -คอนโด ยูนิตใหม่ (20%ของมูลค่าขาย)× 5% ยูนิตเก่า มูลค่าขาย-มูลค่าในวันที่ พรบ. บังคับใช้ × 5% ทำสัญญาหลัง พรบ. บังคับใช้ -ที่ดิน มูลค่าวันโอน-มูลค่า ณ วันที่เริ่มโครงการ× 5% -คอนโด ยูนิตใหม่ 20% ของราคาประเมินวันขาย× 5% ยูนิตเก่า มูลค่าวันโอน-มูลค่า ณ วันที่เริ่มโครงการ× 5% 2.การก่อสร้างโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเสร็จแล้ว (เก็บภาษีจากเจ้าของคอนโดมิเนียมที่รอการจำหน่ายเพียงครั้งเดียว) ทำสัญญาก่อน พรบ. บังคับใช้ -ที่ดินเชิงพาณิชย์มูลค่าเกิน 50 ล้านบาท มูลค่าวันที่ก่อสร้างเสร็จ-มูลค่าในวันที่ พรบ. บังคับใช้ × 5% -คอนโดที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท หรือเป็นโครงการที่ยังไม่ขาย ยูนิตใหม่ 20% ของมูลค่าในวันที่สร้างเสร็จ × 5% ยูนิตเก่า มูลค่าในวันที่สร้างเสร็จ-มูลค่าในวันที่ พรบ. บังคับใช้ × 5% ทำสัญญาหลัง พรบ. บังคับใช้ -ที่ดินเชิงพาณิชย์มูลค่าเกิน 50 ล้านบาท มูลค่าวันที่ก่อสร้างเสร็จ-มูลค่า ณ วันที่เริ่มโครงการ × 5% -คอนโดที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท หรือเป็นโครงการที่ยังไม่ขาย ยูนิตใหม่ 20% ของมูลค่าในวันที่สร้างเสร็จ × 5% ยูนิตเก่า มูลค่าในวันที่สร้างเสร็จ-มูลค่า ณ วันที่เริ่มโครงการ × 5% *การเก็บภาษีนี้จะคิดจากราคากลางที่กรมธนารักษ์ประเมิน ใครได้ประโยชน์ เงินจากการจัดเก็บภาษีนี้จะถูกส่งเข้าไปยังกองทุนพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งจะมีการบริการจัดการโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) นำไปช่วยเหลืองบประมาณด้านการพัฒนาสาธารณูปโภคด้านการคมนาคมต่อไป ที่ผ่านมาเจ้าของที่ดินเหล่านี้นั้นได้ประโยชน์จากราคาที่พุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ยิ่งเป็นที่ดินที่อยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้าในปัจจุบันช่วงต้นถนนสุขุมวิทไปจนถึงโซนอ่อนนุชมีราคาเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 30% ต่อปี หรือกำลังก่อสร้างอยู่ก็ยิ่งได้ราคาดีอย่างก้าวกระโดด ซึ่งทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่าเริ่มมีการประกาศขายที่ดินเปล่าเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติประมาณ 10-20% โดยผู้ที่มีที่ดินลักษณะนี้ไว้ในครอบครองส่วนมากจะเป็นที่ดินมรดกโดยเฉพาะย่านใจกลางเมืองที่เป็นของตระกูลดังมาตั้งแต่อดีตนำออกมาขายหรือประมูลกันมากขึ้น เพราะอยู่ในข่ายของการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แม้จะได้รับการยกเว้นในภาษีลาภลอยนี้ เพราะไม่ได้นำที่ดินมาใช้เพื่อผลตอบแทนเพิ่มก็ตาม ยกตัวอย่างที่ดินเหล่านี้ เช่น ที่ดินรวมถึงบ้านของตระกูลพิชัยรณรงค์สงคราม ย่านถนนหลังสวนใกล้กับ BTS ชิดลม ขนาด 2 ไร่เศษ ได้ราคาประมูลจากเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น สูงถึง 3.2 ล้านบาท/ตร.ว. ที่ดินของตระกูลพานิชภักดี บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านพระราม 3 พื้นที่ประมาณ 24 ไร่ ขายให้กับเอชเคอาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล(HKRI) บริษัทอสังหาริมทรัพย์เจ้าใหญ่จากฮ่องกง เพื่อพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมี่ยม เป็นต้น บางครั้งกลุ่มนายทุนก็กว้านซื้อที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าในอนาคตดักเอาไว้เพื่อเก็งกำไรขายให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าเหล่าผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะได้รับผลกระทบที่ต้องซื้อที่ดินราคาแพงขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงภาษีที่เป็นส่วนต่างนี้และค่าธรรมเนียมการโอนที่ก็มีการปรับราคาขึ้นจากการประเมินเช่นกัน(ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างผู้ซื้อ-ขาย) แต่ผลกระทบที่แท้จริงจะตกลงมาอยู่ที่ผู้บริโภค เพราะต้องซื้อคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้า หรือที่อยู่อาศัยประเภทอื่นๆ ในทำเลดีที่มีราคาแพงมากขึ้นด้วยต้นทุนที่กำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้ อย่างไรก็ตามภาษีลาภลอยนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนมากนัก เพราะในปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) สรุปความคิดเห็นส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) แล้ว ซึ่งทางภาครัฐพยายามให้มีผลบังคับใช้ภายในปลายปีนี้  
จัดระเบียบคอนโดพื้นที่จำกัด ด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาโดนใจ ตอบทุกไลฟ์สไตล์

จัดระเบียบคอนโดพื้นที่จำกัด ด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาโดนใจ ตอบทุกไลฟ์สไตล์

ต้องยอมรับจริงๆ ค่ะว่าวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมยุค 4.0 นั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก การเลือกซื้อที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดฯ จึงเป็นตัวเลือกที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ทำเลที่ตั้งที่อยู่ใจกลางเมือง การเดินทางที่สะดวกใกล้ทางด่วนหรือรถไฟฟ้า รวมไปถึงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้แหล่งความเจริญอย่าง ห้างสรรพสินค้า, สถานที่ทำงาน, โรงเรียน หรือโรงพยาบาล ก็ล้วนแต่อยู่ในพิกัดที่ง่ายต่อการไปถึง แต่ความสะดวกสบายนั้นก็ต้องแลกกับพื้นที่จำกัดของคอนโดฯ ที่ทำให้การใช้ชีวิตของมนุษย์ต้องอาศัยอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เท่านั้น ดังนั้นการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์หรือของแต่งห้องเอง จึงต้องให้ความสำคัญเป็นอับดับต้นๆ เพราะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับขนาดว่าจะนำมาจัดวางอย่างไรให้ลงตัว รวมไปจนถึงการใช้งานภายในห้องเล็กๆ เหล่านี้ด้วยว่าตอบโจทย์หรือไม่ นอกจากนี้การออกแบบของรูปลักษณ์ และราคาก็ถูกนำมาพิจารณาในการตัดสินใจอีกด้วย อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (Index Living Mall) ผู้นำด้านเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้านและของใช้ภายในบ้าน จึงได้ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถสร้างพื้นที่และแต่งห้องไปพร้อมๆ กัน เพื่อเป็นการตอบโจทย์ให้กับผู้อยู่อาศัยที่มีปัจจัยจำกัดด้านพื้นที่ในสมัยนี้ ชุดห้องนอน CLICK คือเฟอร์นิเจอร์ที่ช่วยแก้ไขปัญหาพื้นที่อันจำกัดภายในคอนโดฯ อย่างห้อง Studio หรือห้องขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี โดยสามารถเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยในห้องนอนขนาดเล็กให้กว้างขวางมากขึ้นได้ ตัวเฟอร์นิเจอร์เป็นได้ทั้งเตียงนอนสำหรับการพักผ่อน และพื้นที่จัดเก็บในชิ้นเดียวกัน เน้นรูปแบบที่เรียบง่ายสไตล์โมเดิร์นกับโทนสีขาวสบายตา พร้อมโดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานอันหลากหลาย โดยนำคุณสมบัติของโต๊ะ ตู้ และเตียง มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังมอบความสะดวกสบาย โดยไม่จำเป็นต้องสรรหาเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นให้มาเปลืองพื้นที่เลยค่ะ จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากเลยทีเดียว แถมยังมีความคุ้มค่า เพราะดีไซน์ครบทุกฟังก์ชั่นการใช้ชีวิตภายใต้พื้นที่อันน้อยนิดในคอนโดฯ เหมาะกับทุกสไตล์ห้อง เนื่องจาก ชุดห้องนอน CLICK มีรูปลักษณ์ที่ดูโมเดิร์น สบายตา ภายใต้ดีไซน์ที่เรียบง่าย จึงทำให้เข้ากับการแต่งคอนโดฯ ได้หลากหลายรูปแบบ หลากหลายสไตล์ เช่น การตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นของผู้คนสมัยใหม่ การตกแต่งในแบบ Cozy Living ที่ดูอบอุ่น หรือแม้กระทั่งการตกแต่งในสไตล์มินิมอล น้อยชิ้นแต่มีฟังก์ชั่น เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้ก็สามารถรองรับได้ทุกรูปแบบ ราคาสบายกระเป๋า เมื่อราคามีผลต่อการตัดสินใจ หากคุณผู้อ่านมีงบประมาณในการจับจ่ายอย่างจำกัด การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์เพียงชิ้นเดียวแต่สามารถใช้สอยประโยชน์ได้อย่างมากมายภายใต้ราคาอันย่อมเยา ซึ่งมีให้เลือกสรรถึง 2 รุ่นด้วยกัน คือ ชุดห้องนอน CLICK  รุ่นหัวเตียงเตี้ย ในราคา 19,900 บาท และ รุ่นหัวเตียงสูง ในราคา 29,900 บาท ทำให้มั่นใจได้ว่านอกจากจะได้เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานได้หลากหลายแล้ว ยังมีพื้นที่ในการจัดเก็บสิ่งของได้อย่างจุใจ ไม่ว่าจะไซส์เล็กหรือใหญ่ก็สามารถจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและครบถ้วนได้อย่างง่ายดายเลยค่ะ ช่องสำหรับเก็บสัมภาระขนาดใหญ่บริเวณท้ายเตียง หรือสามารถเอาไว้เลี้ยงสัตว์ได้ คืนพื้นที่ให้คอนโดฯ หลายครั้งที่พื้นที่เล็กๆ ของคอนโดฯ เต็มไปด้วยข้าวของที่กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ ชุดห้องนอน CLICK นั้นสามารถเก็บข้าวของเครื่องใช้ได้หลากหลาย ด้วยช่องใส่ของที่มีมากมายไม่ว่าจะเป็นลิ้นชักหรือบานตู้ที่ช่วยซ่อนความรกของข้าวของได้เป็นอย่างดี โดยมาพร้อมขนาดและรูปทรงอันหลากหลายรายล้อมรอบเตียงไว้ เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นด้านบน ด้านข้าง หรือแม้กระทั่งด้านล่าง ก็ล้วนตอบโจทย์ความต้องการได้ทุกรูปแบบ ซึ่งทำให้มีพื้นที่ในการจัดเก็บเพิ่มมากขึ้น รวมไปจนถึงการหยิบใช้ก็แสนสะดวกสบาย ทำให้ประหยัดเวลาในการหาของใช้ แถมยังประหยัดเงินด้วยราคาที่คุ้มค่ากับฟังก์ชั่นการใช้งานภายในงบประมาณที่จับต้องได้ เพื่อให้คอนโดฯ ของคุณได้มีพื้นที่เหลือมากขึ้น ตู้วางทีวี มีช่องสำหรับเก็บของเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ภายในตู้ถูกออกแบบมาให้สามารถปรับเป็นตู้รองเท้าและวางของได้ สวยครบเครื่องในเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดียว หลายคนที่อาศัยอยู่ในคอนโดฯ ห้องขนาดเล็ก คงเข้าใจดีว่าพื้นที่แต่งตัวนั้นยากต่อการจัดสรรให้เป็นอย่างใจ ยิ่งถ้าขนาดห้องเล็กมาก บางคนอาจต้องใช้โต๊ะเครื่องแป้งในห้องน้ำ หากมุมแต่งตัวเพื่อเตรียมความพร้อมในแต่ละวันของคุณยังจัดได้ไม่ลงตัว ทำให้เกิดความลำบากและยุ่งยากในการใช้ชีวิตมากขึ้น การเลือกชุดห้องนอนครบฟังก์ชั่น CLICK แบบรุ่นหัวเตียงสูง ที่รวมตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเครื่องแป้งในหนึ่งเดียว พร้อมช่องเก็บของเอนกประสงค์ที่สามารถจัดเก็บหนังสือ ของใช้ส่วนตัวและอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งการเสริมเฟอร์นิเจอร์ อย่างตู้เสื้อผ้าบานสไลด์ และตู้วางทีวี มาช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บให้มากยิ่งขึ้น เพียงเท่านี้ก็สามารถดำเนินชีวิตในแต่ละวันได้อย่างสะดวกสบาย และมีสไตล์ไปพร้อมๆ กันแล้ว ชุดห้องนอน รุ่น CLICK ที่รวมเตียงนอน ตู้เสื้อผ้า และโต๊ะเครื่องแป้งในหนึ่งเดียว พร้อมช่องเก็บของอเนกประสงค์ การตกแต่งคอนโดในปัจจุบันแค่ความสวยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอนะคะ การตกแต่งห้องนอนที่ดีจึงต้องคำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยไปพร้อมกับการใช้งานด้วย หากคุณอยากจัดระเบียบคอนโดพื้นที่จำกัดให้คุ้มค่าทุกตารางนิ้ว การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ทันสมัยในฟังก์ชั่นที่เป็นมากกว่าหนึ่งที่เรานำมาแนะนำกันในวันนี้ ก็สามารถจัดระเบียบห้องให้สวยมีสไตล์ และพร้อมสำหรับทุกการใช้สอยในงบประมาณจำกัดก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่ใช่น้อย สำหรับผู้ที่สนใจลองไปสัมผัสของจริงได้ที่โชว์รูม อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ทั่วประเทศ หรือคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.indexlivingmall.com ขอบคุณรูปภาพจาก : indexlivingmall
ทำความรู้จักกับบ้านสำเร็จรูป ตัวเลือกของคนงบน้อย ใช้เวลาไม่มาก

ทำความรู้จักกับบ้านสำเร็จรูป ตัวเลือกของคนงบน้อย ใช้เวลาไม่มาก

เมื่อเทคโนโลยียุค 4.0 เดินหน้าต่อเนื่องอย่างไม่เคยหยุดยั้ง หากมองย้อนกลับไปในระยะเวลาเพียงไม่ถึง 20 ปีที่โลกได้รู้จักคอมพิวเตอร์ จะเห็นภาพชัดเลยว่าเทคโนโลยีได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ให้ต่างไปจากเดิมมากมาย ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นด้านของการติดต่อสื่อสาร การเดินทาง การเรียนรู้ และที่อยู่อาศัย ซึ่งประเด็นสุดท้ายนั้นมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของเราทุกคนโดยตรง เพราะวันนี้ 'บ้าน' ได้เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม เล่าย้อนไปสัก 30 ปีที่แล้ว ระบบการสร้างบ้านที่คุ้นเคยกันดีคือระบบก่อสร้างในพื้นที่ โดยฝีมือแรงงานมนุษย์ที่ลงมือทำทีละส่วนตามแบบแปลน ค่อยๆ บรรจงในทีละขั้นตอน ตั้งแต่เทคาน ก่ออิฐ ฉาบปูน เฉพาะงานโครงสร้างนั้นกินเวลาหลายเดือน และด้วยระยะเวลาในก่อสร้างที่ยาวนานนี้ทำให้เกิดนวัตกรรมก่อสร้างที่อยู่อาศัยหลายรูปแบบเพื่อร่นระยะเวลา ลดปัจจัยเสี่ยงจากการขนส่ง และลดค่าใช้จ่ายไม่ให้บานปลาย รวมทั้งหมดก็เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการสร้างที่อยู่อาศัยนั่นเอง สำหรับคนที่สนใจในเรื่องของบ้านสำเร็จรูป แต่ไม่รู้ว่างานก่อสร้างแบบไหนที่เหมาะกับการใช้งานที่แท้จริง วันนี้เราจะพาไปรู้จักระบบของบ้านสมัยใหม่ที่จะช่วยให้เข้าใจและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น   KNOCK DOWN     บ้านสมัยใหม่ที่หลายคนคงคุ้นหูคุ้นตาคนไทยมานานสำหรับระบบก่อสร้างแบบ Knock down หรือเรียกว่าบ้านสำเร็จรูป ซึ่งส่วนใหญ่มักจะติดภาพ บ้านไม้ชั้นเดียว ที่มีขนาดเล็ก กะทัดรัด สร้างอยู่ทำเลที่เข้าถึงยาก และมักจะสร้างเป็นรีสอร์ต เป็นที่พักอาศัยชั่วคราว แต่ในปัจจุบัน รูปทรงของบ้านน็อคดาวน์ได้ต่างไปจากเดิมแล้วนะคะ เพราะผ่านการพัฒนารูปแบบให้ทันสมัย มีความแข็งแรงคงทน และสามารถปรับเปลี่ยนวัสดุเป็นวัสดุสมัยใหม่ที่สามารถยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น โดยใช้ผนังรับแรง ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีเสาคานรับน้ำหนัก ง่ายต่อการขนย้าย บ้านน๊อคดาวน์จะเป็นบ้านที่ออกแบบทุกส่วนไว้เสร็จสรรพ ไม่สามารถปรับแบบเพิ่มเติมได้แต่ก็ง่ายในการก่อสร้าง ส่วนเรื่องของความแข็งแรงนั้นมั่นใจได้เป็นอย่างดีว่ามีความคงทนแน่นอน ระยะเวลา : 2-4 เดือน/ยูนิต จุดเด่น : ติดตั้งประกอบได้อย่างรวดเร็ว รื้อประกอบใหม่ได้ หมายเหตุ : ไม่เหมาะในการปรับแบบจากอาคารเดิม   MODULAR HOUSE     บ้านสมัยใหม่ อันดับต่อมาที่ถือว่าได้รับความสนใจในเมืองไทยเลยทีเดียวกับระบบก่อสร้างที่ชื่อ Modular หรือบ้านกึ่งสำเร็จรูปอีกรูปแบบ ที่มีความแตกต่างจากบ้านน็อคดาวน์ในหลายจุด ถ้าจะให้อธิบายแบบง่ายๆ ให้เห็นภาพชัดๆ คือระบบนี้ก็เปรียบเสมือนตัวต่อเลโก้ที่นำชิ้นส่วนต่างๆ มาประกอบกัน สามารถขยายขนาดได้เรื่อยๆ โดยที่สามารถปรับรูปแบบฟังก์ชั่นภายในได้ตามที่ต้องการ ตัวอาคารจะถูกออกแบบในสเกลที่พอเหมาะเป็นขนาดมาตรฐานของวัสดุซึ่งช่วยลดขยะจากวัสดุก่อสร้างได้ ใช้ระยะเวลาน้อย ระบบโมดูล่าจำเป็นจะต้องมีการลงเสาเข็มเพื่อรากฐานที่มั่นคงในขณะที่ส่วนอื่นๆ สามารถถอดประกอบได้ใหม่ตามความต้องการ โดยชื่อที่คุ้นหูกันดีคือบ้าน SCG-Heim ซึ่งใช้ระบบภายในจากประเทศญี่ปุ่น และก่อสร้างด้วยระบบโมดูล่า ระยะเวลา : 3 เดือน/ยูนิต จุดเด่น : ถูกออกแบบให้ใช้ประโยชน์ในทุกส่วนอย่างครบครัน หมายเหตุ : ราคาค่อนข้างสูงกว่าระบบอื่นๆ   CONTAINER     อีกหนึ่งบ้านสมัยใหม่ที่นับว่าเป็นเทรนด์ใหม่ของคนไทยเลยก็คือ บ้านคอนเทนเนอร์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนฟังก์ชั่นของตู้คอนเทนเนอร์เก่านำมาใช้ประโยชน์อย่างอื่น ส่วนมากนิยมสร้างเป็นพื้นที่สำหรับทำธุรกิจ อย่างคาเฟ่ร้านกาแฟ โรงแรมรีสอร์ต ซึ่งการนำตู้คอนเทนเนอร์กลับมาใช้ใหม่จะต้องมีการปรับปรุงหลายขั้นตอน ตั้งแต่การจัดการเรื่องสนิม ติดตั้งฉนวนกันร้อนกันเสียง การเพิ่มช่องประตูหน้าต่าง และติดตั้งระบบปรับอากาศภายในรวมถึงระบบไฟฟ้าด้วย ขนาดมาตรฐานจะมี 2 ไซส์ด้วยกันคือ 20 ฟุต และ 40 ฟุต ระยะเวลา : 7-14 วัน/ยูนิต จุดเด่น : ติดตั้งได้รวดเร็วขนย้ายได้คล่องตัวไม่ต้องมีงานโครงสร้างเสาเข็ม หมายเหตุ : ปัญญาเรื่องเสียง ความร้อน และขนาดที่เป็นไซส์มาตรฐาน   PREFAB     ถ้าไม่พูดถึงบ้านสมัยใหม่ระบบ Prefab หรือ Prefabrication เลยก็คงไม่ได้แล้วค่ะ เพราะการก่อสร้างระบบนี้มีมาตั้งแต่อดีต ถ้าจะให้ยกตัวอย่างชัดๆ ก็คงหนีไม่พ้นพีรามิดที่เมืองกีซ่า ประเทศอิยิปต์ที่ใช้ระบบนี้ก่อสร้าง ซึ่งระบบ Prefab คือการนำชิ้นส่วนที่ถูกออกแบบไว้แล้วไปประกอบกันที่หน้างาน โดยสิ่งก่อสร้างดังกล่าวมักจะมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะขนย้าย อย่างสะพานขนาดใหญ่ หรืออาคารสูงหลายสิบชั้น ซึ่งความสะดวกสบายดังกล่าวถูกนำมาใช้กับการก่อสร้างที่อยู่อาศัย อย่างบ้านจัดสรร โดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ๆ ในเมืองไทยอย่าง พร๊อพเพอร์ตี้เพอร์เฟค, แลนด์แอนด์เฮ้าส์, แสนสิริ และพฤกษา ต่างเปลี่ยนมาใช้ระบบก่อสร้างแบบ Prefabrication ทำให้การสร้างบ้านหนึ่งหลังสมบูรณ์อย่างรวดเร็วนั่นเอง ระยะเวลา : 2-3 เดือน/ยูนิต จุดเด่น : ได้สเปซการใช้งานในบ้านที่กว้างไม่มีเสาหรือคานมาบดบัง หมายเหตุ : การต่อเติม ทุบรื้อ ต้องอยู่ในการดูแลของวิศวกร     รูปภาพจาพ : Pinterest
สูตรคำนวณผลตอบแทน ก่อนปล่อยเช่าคอนโด

สูตรคำนวณผลตอบแทน ก่อนปล่อยเช่าคอนโด

ทุกวันนี้มีหลายคนที่หันมาเป็นนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ระยะยาวเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขายเพื่อเก็งกำไร โดยเฉพาะการปล่อยเช่าคอนโดมิเนียมที่ให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า ซึ่งมีให้เห็นกันอยู่เกือบทุกโครงการ แต่การปล่อยห้องให้เช่าในคอนโดมิเนียมนั้นจะต้องคำนึงถึงหลายสิ่งให้รอบด้าน ตั้งแต่การเลือกซื้อตัวโครงการที่มีศักยภาพสูง ทำเลที่ตั้งดี การเลือกทิศทางของห้อง การตกแต่งห้อง ไปจนถึงการคำนวณอัตราค่าเช่าให้เหมาะสมกับราคาตลาด เพื่อไม่ให้ผู้ปล่อยเช่าเจ็บตัวเสียเอง ผลตอบแทนจากการลงทุนปล่อยเช่า หรือที่เรียกกันในนักลงทุนคอนโดมิเนียมว่า “Yield” (Rental Yield) เป็นเครื่องมือในการคำนวณปล่อยเช่าที่ไม่ใช่เฉพาะกับคอนโดมิเนียมเท่านั้น คำนวณกับบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หอพัก โรงแรมก็ยังได้ ซึ่งมีหลายสูตรด้วยกัน คือ   1. Gross Rental Yield การคำนวณอัตราผลตอบแทนจากการให้เช่าเบื้องต้น วิธีนี้ง่าย สะดวก แต่จะไม่มีการคิดต้นทุน กับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย               เช่น ราคาคอนโดที่เราซื้อมาอยู่ที่ 3,000,000 บาท แล้วจะปล่อยเช่า 15,000 บาท/เดือน โดยคาดว่าผู้เช่าจะเช่าอยู่ตามสัญญาเป็นระยะเวลา 1 ปี(12 เดือน) ฉะนั้นค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดทั้งปี = 180,000 บาท แล้วเอามาคำนวณตามสูตรด้านบน คือ (180,000÷3,000,000) x100 = 6% ต่อปี วิธีนี้อาจมีความคาดเคลื่อนค่อนข้างสูง เพราะผู้เช่าอาจอยู่ไม่ครบตามสัญญา 1 ปี และอาจมีช่วงที่ไม่มีผู้เช่า 2-3 เดือน ฉะนั้นเราอาจจะเปลี่ยนตัวเลขการคำนวณจาก 12 เดือน เป็นเพียง 10 เดือน ก็ได้   2. Net Rental Yield การคำนวณอัตราผลตอบแทนจากการให้เช่าสุทธิ วิธีนี้คล้ายกับวิธีแรก เพียงแต่จะนำค่าใช้จ่ายอื่นมาคำนวณด้วย เช่น ค่าส่วนกลาง ที่ต้องจ่ายกันเป็นประจำอยู่แล้ว เช่น ราคาคอนโดที่เราซื้อมาอยู่ที่ 5,000,000 บาท แล้วจะปล่อยเช่า 30,000 บาท/เดือน โดยคาดว่าผู้เช่าจะเช่าอยู่ตามสัญญาเป็นระยะเวลา 1 ปี(12 เดือน) ฉะนั้นค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดทั้งปี = 360,000 บาท เสร็จแล้วคำนวณค่าส่วนกลาง เช่น ค่าส่วนกลาง 45 บาท/ตร.ม. ยูนิตที่จะปล่อยเช่ามีขนาด 50 ตร.ม. ก็จะเท่ากับ 2,250 บาท/เดือน รวม 12 เดือน = 27,000 และเมื่อคำนวณตามสูตร (333,000÷5,000,000) x100 = 6.66% วิธีนี้เราจะมองเห็นผลตอบแทนได้เห็นภาพจริงมากกว่าแบบแรก แต่หากจะคำนวณเผื่อช่วงที่ไม่มีคนเช่าก็เปลี่ยนจาก 12 เดือน เป็น 10 เดือนแทนดูก็ได้   3. Cash on Cash Rental Yield เป็นวิธีคำนวณที่เหมาะกับผู้ที่กู้สินเชื่อธนาคารเพื่อซื้อคอนโดมิเนียม เพราะไม่ได้จ่ายเงินทั้งก้อนตามราคาจริงของคอนโด และยังมีการนำค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนที่เราจ่ายออกไปจริงๆ มาคำนวณด้วย เช่น ค่าเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งห้อง ค่าเครื่องใช้ไฟฟ้า ค่าดาวน์ เป็นต้น เช่น ปล่อยเช่าเดือนละ 15,000 บาท/เดือน ทั้งหมด 12 เดือน จะได้ค่าเช่า 180,000 บาท/ปี ค่าส่วนกลาง 2,000 บาท/เดือน เท่ากับมีค่าใช้จ่าย 24,000 บาท/ปี สรุปค่าเช่าที่จะได้รับจริงเป็น 156,000 บาท/ปี เจ้าของห้องต้องผ่อนจ่ายสินเชื่อทุกเดือน งวดละ 10,000 บาท/เดือน ภายใน 1 ปี จะต้องจ่ายเป็นเงิน 120,000 บาท/ปี เงินจอง 50,000 บาท เงินดาวน์ 200,000 บาท ค่าเฟอร์นิเจอร์ และค่าเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งหมด 100,000 บาท เมื่อคำนวณตามสูตร (180,000-24,000)÷(10,000+200,000+100,000)×100 = 10.3%   วิธีทั้งหมดนี้เมื่อคำนวณออกมาแล้วไม่ควรต่ำกว่า 5% และผลตอบแทนที่ได้ควรสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ 2% ขึ้นไป ทั้งนี้เราก็ต้องดูองค์ประกอบของห้องที่เราจะปล่อยเช่า เช่น ห้องอยู่ในมุมที่ได้วิวโล่ง ไม่ถูกบล็อควิว ไม่โดนแดดบ่าย เฟอร์นิเจอร์พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมเข้าอยู่ เลขชั้นที่อยู่ เลขห้องที่เป็นมงคล สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางของโครงการ ทำเลที่ตั้งของโครงการ รวมถึงดูราคาตลาดปล่อยเช่าในโครงการเดียวกัน และโครงการใกล้เคียงด้วย การที่เราให้ราคาที่สมเหตุสมผลจะทำให้ปล่อยเช่าได้ง่ายมากกว่า และแม้ว่าสูตรทั้งหมดนี้จะสามารถนำไปใช้คำนวณเบื้องต้นได้จริง แต่ก็ให้ระวังความคาดเคลื่อนไว้ด้วย เพราะอสังหาริมทรัพย์นั้นมีปัจจัยจากทั้งภายนอก และภายในเข้ามาทำให้มีผลกระทบอยู่หลายอย่าง  
คู่มือการทำบุญบ้าน ต้อนรับปีใหม่ ฉบับเข้าใจง่าย!

คู่มือการทำบุญบ้าน ต้อนรับปีใหม่ ฉบับเข้าใจง่าย!

ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ทั้งที ใครมีแผนการ ทำบุญบ้านใหม่ คงต้องกดเซฟบทความนี้ไว้เลยค่ะ เพราะการทำบุญคือการแสดงเคารพต่อพระรัตนตรัยอันเป็นที่เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด เพื่อให้การเริ่มต้นเข้าอยู่อาศัยหรือการเริ่มกิจการประสบแต่ความสุขความสำเร็จ นอกจากนี้การทำบุญยังเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีอันดีกับเหล่าเทวดา สัมภเวสี ที่อาศัยอยู่ ณ สถานที่นั้นๆ ก่อนที่เราจะเข้าไปอยู่ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็น ต่างฝ่ายต่างให้คุณกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน แต่ถ้าใครอยู่บ้านมาหลายปีแล้ว แต่อยากทำบุญเสริมสิริมงคลให้กับตัวเองและบ้านในปีหน้า Review Your Living ขอรวบรวมหลักการน่าสนใจของพิธีการนี้มาให้ก่อนใคร ไปดูว่ามีเรื่องอะไรที่ต้องพิจารณากันบ้างค่ะ ทำบุญบ้านใหม่ ไปทำไม? นอกจากเหตุผลเพื่อการเสริมสิริมงคลให้กับบ้านแล้ว หลายคนเชื่อว่าการทำบุญบ้านใหม่ คือการแสดงเคารพต่อพระรัตนตรัย และยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีให้เกียรติกับเหล่าเทวดา เจ้าที่เจ้าทางที่อาศัยอยู่ ณ สถานที่นั้นๆ เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของผู้อยู่อาศัยนั่นเองค่ะ ทำบุญบ้านใหม่ ต้องนิมนต์พระกี่รูป? จำนวนพระตามประเพณีนิยมในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ คือเลขคี่ ซึ่งตามปกตินิยมนิมนต์ตั้งแต่ 5, 7 หรือ 9 รูป โดยถือกันว่าเลข 9 เป็นเลขมงคลขลังดี จะได้มีแต่ความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป แต่ทั้งหมดนี้ก็แล้วแต่กำลังศรัทธานะคะ ถ้าหากสถานที่จัดงานทำบุญมีพื้นที่มากพอ แนะนำให้นิมนต์พระจำนวน 9 รูป จะดีที่สุดค่ะ ทำบุญบ้านใหม่ วันไหนดี? ถึงแม้ว่าฤกษ์ที่ดีที่สุดของการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ คือฤกษ์ที่เจ้าของบ้านสะดวก อาจจะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เจ้าของบ้านและหมู่ญาติสามารถมารวมตัวกันได้ แต่ว่าบางตำราโบราณยังมีความเชื่อว่าไม่ควรทำในวันเสาร์ เพราะเชื่อกันว่าเป็นวันแห่งโทษทุกข์ รวมถึงดาวเสาร์ยังจัดเป็นดาวแห่งบาปเคราะห์ บางบ้านอาจจะดูปฏิทินจีนประกอบให้เลือกวันที่ตรงกับวันธงไชย ว่าเป็นวันดีหรือวันที่มีฤกษ์ดีที่เหมาะสมกับสิ่งที่ดี ช่วยส่งเสริมให้มีความสุข ความสำเร็จ เช่นการขึ้นบ้านใหม่ พิธีแต่งงาน ฤกษ์เข้าหอ ส่งตัว การออกรถใหม่ การเปิดบริษัท โรงงาน เป็นต้น ที่สำคัญควรนิมนต์พระล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือน ทำบุญบ้านใหม่  ต้องเริ่มพิธีกี่โมง? ช่วงเวลาการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ สามารถเลือกว่าจะถวายภัตตาหารเช้าหรือเพล โดยถ้าเป็นการถวายภัตตาหารเช้าให้เริ่มเวลาประมาณ 7.30 น. หรือหากเลือกถวายภัตตาหารเพลก็ควรเริ่มพิธีเวลาประมาณ 10.30 น. อย่างไรก็ตามเวลาก็อาจยืดหยุ่นตามศาสนกิจของพระวัดที่เราได้ทำการนิมนต์ด้วย ควรเตรียมบทสวดอะไรไว้บ้าง? บทสวดสำหรับการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ที่เจ้าของบ้านต้องเตรียมนำไว้สวดต่อหน้าพระก็มีตั้งแต่บทบูชาพระรัตนตรัย และ บทกราบนมัสการพระรัตนตรัย บทอาราธนาศีล 5, บทสมาทานศีล และบทอาราธนาพระปริตร ต้องเตรียมสถานที่อย่างไร? การจัดสถานที่ก่อนวันทำบุญขึ้นบ้านใหม่ นั้นควรทำความสะอาดบ้านให้สะอาด เก็บสิ่งของต่างๆ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย กำหนดมุมที่จะจัดวางโต๊ะหมู่บูชา พื้นที่สำหรับสงฆ์ ซึ่งเป็นมุมที่ไม่ควรแขวนหรือประดับภาพใดๆ เหนือศีรษะของพระภิกษุสงฆ์ ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง? อุปกรณ์สำคัญในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ได้แก่โต๊ะหมู่บูชา, อาสนะพระ, ตาลปัตร, ขันน้ำมนต์, แป้งเจิม, แผ่นทอง, สายสิญจน์, เทียนน้ำมนต์, ดอกไม้, ธูปเทียน, พานพุ่ม เป็นต้น โดยจัดวางให้เป็นระเบียบถูกที่ถูกตำแหน่งดังต่อไปนี้ 1. โต๊ะหมู่บูชาพระ ที่จัดเพื่อการแสดงความเคารพในพระรัตนตรัย จำต้องมีพระพุทธรูปที่เป็นพระประธาน ทิศการตั้งโต๊ะหมู่ไม่ได้ถูกกำหนดมาแบบตายตัว ควรพิจารณาจากความเหมาะสมของสถานที่โดยวางไว้ด้านขวามือของพระสงฆ์องค์ที่ 1 และไม่ควรตั้งอยู่ใต้บันได หน้าห้องน้ำ หรือหันไปในมุมอับเป็นต้น 2. อาสนะ สามารถหยิบยืมจากวัดมาใช้ได้ โดยอาสนะให้จัดวางให้มีระยะห่างพอดี ไม่ชิดติดกันจนเกินไป คำนึงถึงการวางข้าวของเครื่องใช้ของพระสงฆ์ด้วย (ตาลปัตร พร้อมน้ำดื่ม กระดาษชำระ และกระโถน) 3. อาหาร แบ่งออกเป็น 3 ชุดได้แก่ชุดบูชาข้าวพระพุทธ สำหรับพระสงฆ์ตามจำนวน และสำหรับเจ้าที่เจ้าทาง (หรือศาลพระภูมิที่ได้ทำการตั้งวางไว้แล้วของแต่ละบ้าน) ประกอบด้วยข้าว อาหารคาว ผลไม้ ของหวาน และน้ำดื่ม ชุดสำหรับพระพุทธวางไว้ด้านหน้าโต๊ะหมู่ สำหรับภัตตาหารของสงฆ์สามารถแบ่งออกเป็น 2 วง (ในกรณีนิมนต์พระ 9 รูป) สำหรับเจ้าที่เจ้าทางจัดเป็นสำรับเช่นกันแล้วนำไปวางไว้นอกชายคาบ้าน อาหารที่เป็นมงคลนิยมถวายได้แก่ ขนมมงคลไทย 5 อย่าง เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน และขนมถ้วยฟู ผลไม้มงคลอย่างกล้วย มะพร้าว สาลี่ ทับทิม และส้ม 4. ของถวายสังฆทาน สามารถถวายได้ทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภค ปัจจัย หรือผ้าไตรที่หลายบ้านนิยมถวายร่วมด้วยเพื่อความเป็นสิริมงคล 5. อุปกรณ์เพื่อการการเจิมและการปะพรมน้ำพระพุทธมนต์ ที่จะทำเป็นขั้นตอนท้ายสุดของพิธี โดยเจ้าของบ้าน (ฝ่ายชาย) ต้องเดินถือขันน้ำมนต์นำพระสงฆ์ไปตามห้องต่างๆเพื่อการปะพรม และปิดท้ายที่การเจิมประตู (ส่วนมากนิยมที่ประตูด้านหน้า) โดยอุปกรณ์ประกอบไปด้วยขี้ผึ้งสำหรับติดแผ่นทอง แผ่นทอง หรืออาจใช้เพียงแป้งเจิมหรือดินสอพองก็ได้ค่ะ งบประมาณเท่าไหร่? โดยเฉลี่ยแล้ว หากเป็นพิธีเล็กๆ มีแค่คนในครอบครัว ค่าใช้จ่ายอาจอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท แต่หากเป็นพิธีใหญ่ขึ้น ก็อาจจะอยู่ที่ 10,000 บาท ซึ่งเจ้าของบ้านเองควรเป็นผู้พิจารณาถึงความเหมาะสม เพราะจุดประสงค์ของพิธีขึ้นบ้านใหม่โดยแท้จริง คือการสร้างความร่มเย็นเป็นสุขให้ผู้อยู่อาศัย ส่วนเรื่องพิธีการจะยิ่งใหญ่แค่ไหนนั้น ถือเป็นเรื่องรองค่ะ การเชิญแขกร่วมงานทำบุญ การเชิญแขกมาร่วมงานบุญบ้านนั้น ในกรณีที่เป็นการทำบุญบ้าน หากเจ้าภาพจัดงานได้แยกครอบครัวออกมาแล้ว บุคคลสำคัญที่ควรระลึกถึงและเชิญร่วมงานเป็นอันดับแรกคือ "พ่อและแม่" หากท่านมีชีวิตอยู่ ควรเชิญท่านได้ร่วมทำบุญ หากท่านไม่อยู่ ก็ควรทำบุญอุทิศกุศลแก่ท่าน เพราะความกตัญญูต่อพ่อแม่คือความเป็นสิริมงคลอันสูงสุด และยังความปลาบปลื้มให้ท่านได้เห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของเรา นอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นญาติมิตร และพ้องเพื่อนที่สนิท การปฏิบัติตัวของผู้มาร่วมงาน สำหรับการปฏิบัติตัวของผู้มาร่วมงาน ผู้ไปงานทำบุญที่ถูกต้องควรปฏิบัติ 3 ประการ คือ ทำทาน, รักษาศีล และฟังการเจริญพระพุทธมนต์ จึงจะเรียกได้ว่าไปงานทำบุญอย่างเต็มปาก ไม่ใช่ไปคุย กินข้าว และกินเหล้า เพราะทั้งสามข้อหลังไม่ได้บุญแม้แต่น้อย และควรงดสุราและอบายมุข เพราะการทำบุญคือการนำความมงคลเข้าสู่บ้าน บุคคล และบริษัท ดังนั้นจึงควรงดการเลี้ยงสุรา เล่นการพนัน ในการทำบุญ อันเป็นอบายมุขสู่ความเสื่อม เพราะความเป็นมงคลมิได้เกิดจากการที่นิมนต์พระเจริญพระพุทธมนต์เท่านั้น แต่หากเกิดจากการที่เจ้าภาพกระทำในสิ่งที่เป็นมงคลคือ ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ประกอบด้วยเป็นสำคัญ ขั้นตอนปฏิบัติของพิธีทำบุญบ้านใหม่.. 1. นิมนต์พระสงฆ์เข้ายังสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ ถวายน้ำดื่ม สนทนาธรรม และพร้อมเริ่มพิธีการเมื่อถึงเวลาฤกษ์ 2. จุดเทียนธูปที่โต๊ะหมู่บูชา ประธานฝ่ายเจ้าบ้านจุดเทียนโดยเริ่มจากด้านขวาของพระพุทธก่อนแล้วจึงตามด้วยเทียนด้านซ้าย และธูป ตามลำดับ 3. กราบพระพุทธ แบบเบญจางค์ประดิษฐ์ ประธานฝ่ายเจ้าบ้านกล่าวบูชาพระรัตนตรัย ตามด้วยอาราธนาศีล 5 ฝ่ายเจ้าบ้านกล่าวตามพระสงฆ์ด้วยบทสมาทานศีล ฝ่ายเจ้าบ้านกล่าวบทอาราธนาพระปริตร 4. ประธานฝ่ายเจ้าบ้านจุดเทียนสำหรับทำน้ำพระพุทธมนต์ เมื่อพระสงฆ์สวดถึง “อเสวนา จ พาลานัง” ถวายข้าวพระพุทธ ประธานถวายพระพุทธโดยวางภัตตาหารบนโต๊ะหรือผ้าขาวด้านหน้าโต๊ะหมู่ฯ วางให้สูงกว่าอาสนะพระสงฆ์ 5. ประเคนภัตตาหารแด่พระสงฆ์ เจ้าบ้านและแขกเหรื่อช่วยกันประเคน 6. เมื่อพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้วให้นำจตุปัจจัย ดอกไม้ ธูป เทียน และหรือสังฆทานมาวางรอไว้ที่หน้าพระสงฆ์ทุกรูป ดอกไม้วางขนานปลายดอกไม้ชี้ไปทางด้านขวามือของพระสงฆ์ และเจ้าภาพเข้ามาที่ต่อหน้าพระเพื่อยกถวาย หลังจากที่กล่าวคำถวายสังฆทานแล้ว 7. ลาข้าวพระพุทธ ต่อเนื่องด้วยการถวายสังฆทานด้วยบทถวายสังฆทาน 8. พระสงฆ์สวดอนุโมทนา เจ้าบ้านและผู้ร่วมงานกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญกุศล 9. พระสงฆ์ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ พร้อมทั้งสวดชยันโตฯ พนมมือ รับน้ำพระพุทธมนต์ 10. การเจิมและการปะพรมน้ำพระพุทธมนต์ เจ้าภาพกราบนิมนต์ประธานสงฆ์ไปยังที่ๆ ต้องการเจิม เช่น ประตูทางเข้าออกหลัก ควรทำความสะอาดพื้นผิวให้เรียบร้อยก่อนเจิม เมื่อท่านเจิมแล้วไม่ควรลบออก การปะพรมน้ำเจ้าภาพอาจนำท่านไปพรมตามห้องต่างๆได้ ในขณะพระสงฆ์พรมน้ำพุทธมนต์ ควรประนมมือรับน้ำพุทธมนต์ด้วยความเคารพอ่อนน้อม 11. การส่งพระกลับวัด เมื่อเสร็จพิธีแล้ว เจ้าภาพกราบขอบพระคุณในความเมตตาที่ท่านได้มาเป็นเนื้อนาบุญ และนำส่งคณะพระภิกษุสงฆ์ไปยังรถ ควรช่วยท่านยกไทยธรรมที่ถวายสังฆทานแล้วไปยังรถ ให้ประนมมือส่งท่านขึ้นรถด้วยความอ่อนน้อมและรอจนกว่ารถจะเคลื่อนตัวออกไปแล้วจึงค่อยเข้าบ้าน 12. เสร็จพิธี พิเศษ! สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าควรทำบุญบ้านวันไหนดี สามารถดูปฏิทินวันธงชัยปี 2561 ได้ที่นี่ https://goo.gl/vPgsTM เลยค่ะ ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก : www.dechaboon.com , www.myhora.com 
DI Wireless Switch ตัวช่วยประหยัดพลังงานภายในบ้าน

DI Wireless Switch ตัวช่วยประหยัดพลังงานภายในบ้าน

ปลดล็อกการใช้งานสวิตซ์ไฟรูปแบบเดิมๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาเจาะผนังและเดินสายไฟให้ยุ่งยาก กับ DI Wireless Switch ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ DI (ดีไอ) Concept Store ภายใต้การบริหารงานของกลุ่มบริษัท จาร์เค็น ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่คิดค้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า ลดโลกร้อน จากการนำพลังงานในการเคลื่อนไหวของร่างกาย มาแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังงานไฟฟ้าโดยสามารถนำกลับมาใช้ไหม่แบบไม่มีวันหมด สำหรับการออกแบบสินค้าชิ้นนี้เกิดจากความตั้งใจที่ว่า.. 'การออกแบบที่ดีต้องมาพร้อมกับความยั่งยืนในการใช้งานทุกๆ มิติ รวมถึงมิติของพลังงานด้วย' ดังนั้นสวิตซ์ควบคุมไฟในบ้านจึงเป็นผลงานที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยเหตุผล คุณค่า ผ่านหลักการ energy-harvesting ซึ่งเป็นแนวโน้มการพัฒนาวัสดุพลังงานที่กำลังได้รับความสนใจในยุคนี้ จากการเก็บเกี่ยวพลังงานสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ทั้งการเคลื่อนไหวของร่างกายจากแรงสั่นสะเทือน แปรให้เป็นพลังงานไฟฟ้าแล้วนำกลับมาใช้ใหม่แบบที่ไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในต่างประเทศ ทุกวันนี้สังคมเราเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เป็นสังคมแบบพลวัตที่ต้องคำนึงถึงคนรุ่นหลัง ทาง DI (ดีไอ) เลยตั้งใจออกแบบโดยทิ้งอะไรให้คนรุ่นหลังคิดได้ว่าโลกยังมีอะไรให้เรารักษา โดยที่ลงมือทำผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จากความคิดสร้างสรรค์ คำนึงถึงผลกระทบต่ออนาคต โดยเน้นการเก็บเกี่ยวพลังงานจากสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการเก็บพลังงานขนาดเล็กทุกที่ทุกเวลา แตกต่างจากแหล่งเก็บเกี่ยวอย่างพลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่คนส่วนใหญ่มักนึกถึง ซึ่งเจ้า DI Wireless Switch เป็นการเก็บพลังงานตรงจากแรงสั่นสะเทือนของการกดนิ้วมือลงบนสวิตซ์โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ไม่เพียงเท่านี้ DI Wireless Switch ยังถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบาและใช้งานง่าย ดีไซน์สไตล์มินิมอล ทรงกลม มีให้เลือกหลากหลายสีสันตามสไตล์ของผู้ใช้งาน อาทิ สีขาว สีเขียว สีแดง และสีทอง เป็นต้น ซึ่งคลอบคลุมทุกจุดทั้งภายในและภายนอกอาคาร รวมไปจนถึงสำนักงาน เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ไร้สายที่มีระยะควบคุมได้ไกลถึง 170 เมตร (ภายนอก) และระยะ 30 เมตร (ภายในอาคาร) โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การติดตั้งอย่างไม่ยุ่งยากเพียงนำ receiver อุปกรณ์ที่มาพร้อมในกล่องไปติดที่สวิตซ์ไฟในบ้าน เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานได้แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสิ่งแวดล้อมง่ายๆ เริ่มต้นได้จากการ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ไม่ต้องมีค่าบำรุงรักษาอย่าง DI Wireless Switch ที่ออกแบบมาได้น่ารัก พกพาง่าย เหมาะสมแก่การให้เป็นของขวัญแด่คนสนิท และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งงานดีไซน์รักษ์โลกที่เราสามารถช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้อีกทาง
9 ต้นไม้มงคล ช่วยเสริมโชคลาภ มอบเป็นของขวัญปีใหม่

9 ต้นไม้มงคล ช่วยเสริมโชคลาภ มอบเป็นของขวัญปีใหม่

เข้าสู่เดือนธันวาคม เดือนสุดท้ายของปีกันแล้ว ซึ่งอีกไม่นานก็จะถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ใครหลายคนต่างเฉลิมฉลอง มอบของขวัญให้แก่กัน บางคนอาจจะมีของขวัญไว้ในใจแล้ว แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยเลยใช่ไหมคะที่รู้สึกเบื่อกับของขวัญเดิมๆ เช่น กระเช้าปีใหม่, เค้ก หรือแม้แต่ของใช้ส่วนตัว เป็นต้น หากใครยังคิดไม่ออกว่าจะหาของขวัญแบบไหนไปมอบให้คนพิเศษ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพรัก Review Your Living ขอแนะนำของขวัญปีใหม่ที่ทั้งมีประโยชน์และเป็นมงคล ความหมายดีกับ 9 ต้นไม้มงคล ที่คุณหาซื้อได้ง่ายๆ ตามตลาดต้นไม้ทั่วไปมาฝากค่ะ 1. วาสนา “เชื่อว่าถ้าผู้ใดปลูกแล้วเจริญงอกงามจนออกดอก ถือเป็นผู้ที่มีบุญวาสนาดี” พรรณไม้ที่คนไทยรู้จักกันมานาน มีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นหลายแบบและ มีชื่อแตกต่างกันไป เช่น สายสะพายจอมพล วาสนาเรือนนอก และวาสนาอธิษฐาน ซึ่งนับว่าเป็นชนิดเดียวกันทั้งสิ้น เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 2–7 เมตร ลำต้นแก่สีน้ำตาลอ่อนเห็นข้อปล้องชัดเจน ดอกออกเป็นช่อกระจุก ออกดอกในฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเย็น สามารถเติบโตได้ในดินทุกประเภท ชอบแสงแดดจัดตลอดวันหรือครึ่งวัน 2. เศรษฐีเรือนแก้ว “เชื่อว่าหากปลูกแล้วเจริญงอกงามดี ผู้เลี้ยงก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองเช่นกัน” ต้นเศรษฐีเรือนแก้ว หรืออีกชื่อเรียกว่าเศรษฐีเรือนเขียว เป็นไม้ชอบน้ำและความชื้นสูง แสงรำไร ควรปลูกในดินร่วนซุยหรือดินปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี หากปลูกในร่มก็ควรให้ถูกแสงแดดบ้าง นิยมนำมาปลูกในกระถางแขวน หรือกระถางเตี้ย เชื่อกันว่ามีประโยชน์ในด้านป้องกันสรรพภัย 3. โป๊ยเซียน “เชื่อกันว่าถ้าปลูกโป๊ยเซียนไว้ที่บ้านจะอยู่เย็นเป็นสุข และมีโชคลาภ” อีกหนึ่งต้นไม้ยอดฮิตประจำบ้านคือ 'โป๊ยเซียน' ไม้พุ่มอายุหลายปี ต้นสูงได้ถึง 1 เมตร ทุกส่วนอวบน้ำและมีน้ำยางสีขาว มีหนามขึ้นอยู่รอบลำต้น ดอกออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด ทั้งขาว ชมพู แดง ส้ม เขียว เหลือง ฯลฯ เติบโตได้ดีในดินร่วนระบายน้ำดี หรือดินร่วนปนทราย ชอบแสงแดดตลอดวัน ปลูกเลี้ยงง่าย หากปลูกแล้วให้ดอก 8 หรือ 16 ดอก เชื่อว่าจะมีโชคลาภเกิดขึ้นนั่นเอง 4. บานไม่รู้โรย “เชื่อว่าหากปลูกไว้รอบบ้านจะช่วยให้เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน” ต้นบานไม้รู้โพรยเป็นไม้ล้มลุกอายุ 1-2 ปี ต้นเป็นพุ่มสูง 20-60 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรงหรือทอด มีขนนุ่มสีขาวหนาแน่น ดอกมีหลายสีทั้งสีขาว ชมพู แดง และม่วง สามารถปลูกในดินทั่วไปที่ระบายน้ำได้ดี ชอบแสงแดดเต็มวัน นิยมปลูกเป็นแปลงไม้ดอกแบบธรรมชาติ ประดับสวน ปลูกริมทางเดิน นอกจากความหมายดีแล้วยังเพิ่มความสวยงามให้แก่บ้านอีกด้วย 5. นางกวัก “เชื่อว่าถ้าปลูกไว้ที่บ้านจะช่วยให้บ้านร่มเย็น เป็นสิริมงคล หากกินหัวและใบ จะคงกระพันชาตรี” นางกวัก เป็นพรรณไม้ในประเทศแถบอินโดจีน เป็นไม้ล้มลุก สูงถึง 30 – 60 เซนติเมตร ลำต้นใต้ดินเป็นหัวคล้ายเผือก ใบลักษณะรูปหัวใจ ปลูกในดินได้ทุกประเภท ควรปลูกในที่แสงแดดรำไรและที่มีความชื้นสูง นับว่าเป็นว่านที่ได้รับความนิยมมาแต่ครั้งโบราณ เพราะความเชื่อที่ว่าควรปลูกไว้ที่บ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ก็มีข้อควรระวังนะคะ เพราะทุกส่วนของต้นนั้นมีสารแคลเซียมออกซาเลตที่ทำให้คันได้ 6. คล้าถุงเงิน "เชื่อว่าถ้าปลูกไว้ที่บ้านจะทำมาค้าขึ้น เก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำ" คล้าถุงเงิน เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ความสูงประมาณ 30 – 50 เซนติเมตร ลำต้นมีเหง้าสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงนั้นก็ดูแลง่าย เพราะคล้าถุงเงินชอบดินร่วนระบายน้ำดีหรือดินร่วนปนทราย แสงแดดรำไร ขยายพันธุ์โดยการแยกกอ ซึ่งสามารถตัดใบมาจัดดอกไม้หรือปักแจกันได้อีกด้วย แถมยังทนทานอยู่ได้หลายวันด้วยค่ะ 7. ไผ่น้ำเต้า "เชื่อว่า ใครปลูกน้ำเต้าหน้าบ้านจะเก็บเงินได้มากมาย" ไผ่น้ำเต้า เป็นไผ่ขนาดเล็ก อายุหลายปี ความสูงไม่เกิน 5 เมตร ทรงพุ่มแตกกอแน่น ลำต้นเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 5–6 เซนติเมตร ปล้องสั้น ยาว 5-20 เมตร ปล้องด้านล่างโป่งพองออกคล้ายน้ำเต้า เนื้อลำหนา สามารถเจริญเติบโตได้ในดินทุกประเภท แสงแดดตลอดวัน ทนแล้ง ทนน้ำท่วม โตช้า ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง นิยมปลูกเพื่อให้ความร่มเงา 8. ทับทิมเศรษฐี "เชื่อว่าถ้าปลูกไว้ที่บ้านแล้วจะร่ำรวย มีเงินทองเหลือใช้" ต้นทับทิมเศรษฐี เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงได้ถึง 1.20 เมตร ลำต้นมีเหง้าทอดเลื้อยใต้ดิน เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายความชื้นสูง แสงแดดรำไร ขยายพันธุ์ด้วยการแยกกอ หากได้รับความชื้นไม่พอหรือแสงแดดมากเกินไป ใบจะไหม้ง่าย เป็นไม้ที่ด่างเกิดจากการกลายพันธุ์ของชนิดปกติ เดิมมีราคาสูง ต่อมามีการขายพันธุ์เพิ่มมากขึ้นจึงมีราคาถูกลงมาตามลำดับ 9. เศรษฐีกอดทรัพย์ "เชื่อว่าปลูกเศรษฐีกอดทรัพย์แล้วใบม้วนเป็นหลอดจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและร่ำรวย" เศรษฐีกอดทรัพย์ เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ความสูง 50 เซนติเมตร ลำต้นใต้ดินมีรากสะสมอาหารเป็นกระจุก ก้านใบแผ่ออกเป็นกาบโอบหุ้มลำต้น ไม้ต้นนี้เป็นชนิดเดียวกับซุ้มกระต่ายด่างหรือเศรษฐีไซ่ง่อน ต่างกันที่ใบไม่ม้วนงอ ขอบใบด่างสีขาว ซึ่งมีความเชื่อว่าปลูกไปแล้วใบม้วนเป็นหลอดจะประสบความสำเร็จนั่นเอง ความเชื่อในเรื่องสิ่งมงคล เหมือนเป็นสิ่งที่ฝั่งรากลึกลงในความนึกคิดของคนไทยมาช้านาน ให้ยึดถือ เชื่อมั่น และปฏิบัติตาม ในเรื่องของการปลูกต้นไม้ ที่ว่าต้นไหนปลูกแล้ว ดี หรือไม่ดี อย่างไร ก็เป็นความเชื่อที่คนส่วนใหญ่ยึดปฏิบัติตามกันมานาน ดังนั้นเราจึงเลือกแนะนำ 9 ต้นไม้มงคล ที่ปลูกแล้วส่งเสริมบารมี เหมาะแก่การมอบเป็นของขวัญปีใหม่ มาฝากผู้อ่าน เพื่อให้สวนของสวย แถมยังเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้ที่อยู่อาศัยอีกด้วย  รูปภาพจาก : www.google.com
ด่วน! อัพเดทล่าสุด เรื่องภาษีที่ดิน ลดลงถึง 40%

ด่วน! อัพเดทล่าสุด เรื่องภาษีที่ดิน ลดลงถึง 40%

จากบทความที่แล้ว "มีอะไรใหม่ใน พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" เราได้พาไปทำความรู้จักกับ พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ที่กำลังร่างกันอยู่ ล่าสุดมีการอัพเดทหลังมีการเสนอให้ปรับปรุงอัตราภาษีใหม่จากร่างมติที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบก่อนหน้านี้  โดยมีประเด็นสำคัญมีดังนี้ - ที่ดินรกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ เก็บภาษีไม่เกิน 1.2% และจะขยับเพิ่มขึ้น 0.3% ทุก 3 ปี แต่ถ้าภายใน 3 ปีติดต่อกันยังไม่มีการพัฒนาที่ดินก็จะเสียภาษีที่ 2.5% ไปจนถึงอัตราสูงสุดที่ 3% - ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อประกอบเกษตรกรรม อัตราภาษีไม่เกิน 0.15% ของฐานภาษี จากเดิม 0.2% - ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทบ้านพักอาศัย อัตราภาษีไม่เกิน 0.3% ของฐานภาษี จากเดิม 0.5% - ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ อัตราภาษีไม่เกิน 2.0% ของฐานภาษี   ทั้งนี้มีการเสนอเก็บอัตราภาษีใหม่ คือ - พื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของ หากมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาทจะไม่เสียภาษี โดยมูลค่า 50-75 ล้านบาท จะเก็บภาษี 0.01% มูลค่า 75-100 ล้านบาท เก็บ 0.05% มูลค่า 500-1,000 ล้านบาท เก็บ 0.07% และหากมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท เก็บ 0.1% - พื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งนิติบุคคลเป็นเจ้าของ หากมีมูลค่า 0-75 ล้านบาท จะเก็บภาษี 0.01% มูลค่า 75-100 ล้านบาท เก็บ 0.03% มูลค่า 100-500 ล้านบาท เก็บ 0.05% มูลค่า 500-1,000 ล้านบาท เก็บ 0.07% และหากมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท เก็บ 0.1% - ที่อยู่อาศัยหลักของบุคคลธรรมดา และเป็นเจ้าของที่ดินที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเองด้วย หากมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาท จะไม่เสียภาษี มูลค่า 20-50 ล้านบาท เก็บ 0.02% มูลค่า 50-75 ล้านบาท เก็บ 0.03% มูลค่า 75-100 ล้านบาท เก็บ 0.05% มูลค่าเกิน 100 ล้านบาท เก็บ 0.1% - ที่อยู่อาศัยหลังอื่นๆ มูลค่า 0-50 ล้านบาท เก็บ 0.02% มูลค่า 50-75 ล้านบาท เก็บ 0.03% มูลค่า 75-100 ล้านบาท เก็บ 0.05% มูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท เก็บ 0.10% - ที่รกร้างว่างเปล่า หากมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท เก็บ 0.3% มูลค่า 50-200 ล้านบาท เก็บ 0.4% มูลค่า 200-1,000 ล้านบาท เก็บ 0.5% มูลค่า 1,000-5,000 ล้านบาท เก็บ 0.6%  มูลค่าเกิน 5,000 ล้านบาท เก็บ 0.7%   กรณียกเว้น หรือลดหย่อน - หากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใช้เพื่ออยู่อาศัย และมีชื่อเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฏหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฏร์ในวันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น จะได้รับการยกเว้นมูลค่าฐานภาษีในการคำนวณไม่เกิน 20 ล้านบาท แต่ในกรณีที่มีชื่อเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัย แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน จะได้รับการยกเว้นภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกิน 10 ล้านบาท - กรณีบ้านพักที่อยู่อาศัยมาเป็นระยะเวลานาน แล้วราคาที่ดินมีการปรับเพิ่มสูงขึ้น แต่เจ้าของบ้านมีรายได้ไม่มากจะสามารถลดหย่อนภาษีได้ 90% จากอัตราฐานภาษี - ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อเกษตรกรรม หากเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดา และมีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาทจะไม่เสียภาษี - ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของรัฐที่ไม่ได้หาผลประโยชน์ หรือใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ รวมถึงสหประชาชาติ สถานทูต ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด หมู่บ้านจัดสรร และนิคมอุตสาหกรรม เหล่านี้ได้รับการยกเว้นภาษี   ในช่วง 3 ปีแรกตั้งแต่บังคับใช้เป็นกฎหมายจะได้รับการบรรเทาภาระภาษีนี้ด้วยการชำระภาษีตามจำนวนที่ต้องเสีย หรือพึงชำระในปีก่อน รวมกับภาษีที่เหลือ คือ ปีแรก จ่ายภาษีเก่า+ร้อยละ 25 ของจำนวนภาษีที่เหลือ ปีที่ 2 จ่ายภาษีเก่า+ร้อยละ 50 ของจำนวนภาษีที่เหลือ และปีที่ 3 จ่ายภาษีเก่า+ร้อยละ 75 ของจำนวนภาษีที่เหลือ หลังจากนั้นก็ให้เป็นไปตามร่างกฏหมายปกติ ซึ่งเมื่อดูอัตราเพดานภาษีในร่างใหม่นี้โดยรวมแล้ว มีการปรับลดลงถึง 40% หลังจากนี้จะมีการเสนอร่างนี้ไปที่ประชุมสนช. ภายในวันที่ 24 มกราคม 2561 และคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 60 วัน และพิจารณาต่อในวาระ 2 วาระ 3 หากผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 โดยหลังจากนี้หากมีความเคลื่อนไหวอะไรเกี่ยวกับ พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่นี้ เราจะไม่พลาดที่จะเอามานำเสนอให้ทุกท่านได้ติดตามแน่นอนค่ะ  
ซื้อบ้าน-คอนโดช่วงปลายปี ดีอย่างไร

ซื้อบ้าน-คอนโดช่วงปลายปี ดีอย่างไร

โค้งสุดท้ายปลายปี ใครที่หมายหมั่นปั้นมือเอาไว้ว่าจะควักกระเป๋าซื้อที่อยู่อาศัยสักแห่ง ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดฯ ก็ตาม ตอนนี้คงต้องรีบหน่อย ก่อนดอกเบี้ยจะขึ้นในปีหน้ากันแล้วล่ะค่ะ อีกอย่างที่สำคัญเลยคือ แต่ละ Developer ช่วงปลายปีมีทีเด็ดปล่อยออกมากันรัวๆ เรามาดูกันค่ะว่าค่ายไหนจะปล่อยโปรแรงๆ  อะไรมาบ้าง   Ananda เจ้าแห่งคอนโดติดรถไฟฟ้าค่ายนี้เอา “โปรเสียศูนย์” มานำเสนอสำหรับคอนโดค่ะ ทั้งฟรีค่าทำสัญญา ฟรีค่าโอน  อยู่ฟรี 2 ปี เอาแค่ค่าทำสัญญา ค่าโอน รวมกันก็หลายหมื่นจนไปถึงหลักแสนเลยก็มีค่ะ แต่ถ้าฟรีแบบนี้ล่ะก็จะช่วยให้สบายกระเป๋าตังค์เราได้เยอะเลย ซึ่งโครงการที่่อยู่ในโปรโมชั่นนี้ ได้แก่ คิว ชิดลม เพชรบุรี, ไอดีโอ คิว สยาม-ราชเทวี, ไอดีโอ โมบิ วงศ์สว่าง-อินเตอร์เชนจ์, ไอดีโอ โมบิ บางซื่อ-แกรนด์ อินเตอร์เชนจ์, ไอดีโอ โมบิ อโศก, ไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท 66, ไอดีโอ สุขุมวิท 93, ไอดีโอ พหลโยธิน-จตุจักร, ไอดีโอ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์, ไอดีโอ โอทู   ส่วนโปรแนวราบพร้อมอยู่ 8 โครงการคือ แอริ พระราม 5-ราชพฤกษ์, แอริ พระราม 2, แอริ แจ้งวัฒนะ, เอโทล บาหลี บีช (อ่อนนุช–ลาดกระบัง), เอโทล วงแหวนฯ-ลำลูกกา, อาร์เทล พัฒนาการ-ทองหล่อ, อาร์เทล เกษตรนวมินทร์ และอาร์เด้น พัฒนาการ จะฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน และมีโปรอื่นๆ เพิ่มให้อีกแล้วแต่โครงการค่ะ   Helix ตามมาติดๆ กับบริษัทในเครืออนันดาอย่าง Helix ที่ออกโปรแรงจั่วหัวมาได้น่าสนใจมากทีเดียวค่ะ กับ “ผ่อน 18 บาท นาน 18 เดือน” แถมยังฟรีเฟอร์นิเจอร์, เครื่องใช้ไฟฟ้า ใน 2 โครงการ คือ ยูนิโอ รามคำแหง เสรีไทย และ ยูนิโอ พระราม2-ท่าข้าม   SANSIRI อีกหนึ่งค่ายแห่งนวัตกรรมที่อยู่อาศัยก็จัดโปรเช่นกันค่ะ แต่ละโครงการก็จะมีโปรโมชั่นแตกต่างกันออกไปทั้งคอนโดมิเนียม 11 โครงการ และแนวราบกว่า 30 โครงการ หลักๆ ก็จะได้ดอกเบี้ยต่ำ ฟรีค่าใช้จ่ายบางอย่าง โดยเฉพาะฟรีค่าส่วนกลางยาวนานสูงสุดถึง 8 ปี ให้อยู่กันจนลืมว่ามีค่าส่วนกลางไปเลยค่ะ ตัวอย่างโครงการที่อยู่ในโปรโมชั่น เช่น   เดอะโมนูเมนต์ สนามเป้า ส่วนลดสูงสุด 2 ล้านบาท ฟรีค่าส่วนกลาง 3 ปี ค่าจดจำนอง และค่าใช้จ่ายวันโอน ดอกเบี้ย 0.88% นาน 2 ปี   เดอะไลน์ อโศก-รัชดา ฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอน ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 2 ปี อยู่ฟรี 2 ปี ดอกเบี้ย 0.88%     เศรษฐสิริ พัฒนาการ ฟรีค่าส่วนกลางนานสูงสุด 8 ปี ดอกเบี้ย 0.88% นาน 2 ปี   สราญสิริ ติวานนท์-แจ้งวัฒนะ ลดสูงสุด 600,000 บาท ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 8 ปี จ่ายค่าจอง นอกนั้นฟรีทุกค่าใช้จ่าย   Pruksa ครบรอบ 25 ปีของเจ้าตลาดทาวน์โฮมทั้งที ก็มีทั้งลด แจก แถม มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท ทั้งทองคำ-Galaxy Note9-คอนโด ทุกคนมีสิทธิ์ได้แบบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อยกว่า 161 โครงการ เช่น   พฤกษาวิลล์ ลาดกระบัง-ประชาพัฒนา ทองคำ-Galaxy Note9-คอนโด และฟรี โอน แอร์* ฟรีรวมกว่า 1,000,000 บ.*   เดอะแพลนท์ วงแหวนลำลูกกา-คลอง 5  ข้อเสนอพิเศษกว่า 5 แสน* + ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน 0 บาท*   ภัสสร เพรสทีจ ปิ่นเกล้า-เพชรเกษม ลดลสูงสุด 500,000 ลงทะเบียนลดเพิ่มอีก 20,000   เดอะทรี อ่อนนุช สเตชั่น ส่วนลดสูงสุด 700,000 บาท ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน ฟรีเฟอร์นิเจอร์   Major Development ใครเป็นคนรักสัตว์จะต้องนึกถึงความเป็น Pet Friendly ในคอนโดของค่ายนี้แน่นอนค่ะ ซึ่งปลายปีนี้ได้ดึงเอาคอนโดฯ 7 โครงการมาลดกระหน่ำสูงสุดถึง 800,000 บาท และยังฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอนในชื่อโปรโมชั่น "FINAL DEAL" โดยทั้ง 7 โครงการที่ว่านี้คือ เอ็ม จตุจักร, เอ็ม สีลม, เอ็ม ลาดพร้าว, มาเอสโตร 01 สาทร - เย็นอากาศ, มาเอสโตร 02 ร่วมฤดี, มาเอสโตร 03 รัชดา - พระราม 9 และมาเอสโตร 14 สยาม - ราชเทวี   LPN สุดท้ายกันที่ค่าย LPN จัดแคมเปญฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ด้วย “ลุมพินี บิ๊ก ช็อค ผ่อนหนักเป็นเบา” โดยช่วยลูกบ้านผ่อนคอนโดฯ เดือนละ 4,000 บาท ส่วนบ้านจะช่วยผ่อนเดือนละ 9,000 บาท แถมเฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน และบางโครงการยังลดเงินดาวน์ให้ด้วยนะคะ ซึ่งจะแบ่งเป็นคอนโดฯ 12 โครงการ ได้แก่ ลุมพินี พาร์ค เพชรเกษม 98 เฟส 2, ลุมพินี วิลล์ นครอินทร์-ริเวอร์วิว, ลุมพินี วิลล์ ราชพฤกษ์-บางแวก, ลุมพินี วิลล์ ราษฎร์บูรณะ-ริเวอร์วิว 2, ลุมพินี วิลล์ พระนั่งเกล้า-ริเวอร์วิว, ลุมพินี สวีท ดินแดง-ราชปรารภ,  ลุมพินี สวีท เพชรบุรี-มักกะสัน, ลุมพินี วิลล์ สุขุมวิท76-แบริ่ง สเตชั่น 2, ลุมพินี เพลส พระราม 3 - ริเวอร์ไรน์, ลุมพินี พาร์ค พหล 32, ลุมพินี เพลส รัชดา - สาธุ, ลุมพินี ซีเล็คเต็ด สุทธิสาร - สะพานควาย และบ้านอีก 4 โครงการ คือ บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ เพิ่มสิน - วัชรพล , บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ รังสิต คลอง 2, บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ลาดปลาดุก - บางไผ่สเตชั่น และบ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ราชพฤกษ์ - ปิ่นเกล้า   นี่เป็นแค่ตัวอย่างจากบางค่ายเท่านั้น เห็นโปรแรงช่วงปลายปีแบบนี้ ใครช้าก็อดหมดสิทธิ์นะคะ      
คิดจะเปลี่ยนห้องน้ำใหม่ให้สวยและปลอดภัย เริ่มต้นง่ายๆ ที่ HomePro

คิดจะเปลี่ยนห้องน้ำใหม่ให้สวยและปลอดภัย เริ่มต้นง่ายๆ ที่ HomePro

ส่วนประกอบในการสร้างบ้านสักหลังหนึ่งให้ออกมาสวยงามและสมบูรณ์แบบ นอกจากการออกแบบลักษณะการใช้งานให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้สอยพื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าแล้ว การเลือกใช้วัสดุที่ดีก็ย่อมทำให้บ้านดูแข็งแรงทนทานมากขึ้น โดยเฉพาะกับ ‘ห้องน้ำ’ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของทุกคนตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน นับว่าเป็นห้องที่มีความสำคัญอีกห้องหนึ่ง ดังนั้นการออกแบบตกแต่งให้สวยงามน่าใช้งานจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น สำหรับคนที่กำลังอยากปรับปรุงห้องน้ำใหม่ หรือสร้างบ้านใกล้จะสำเร็จเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว งานโครงสร้างหลักของบ้านเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเกือบเสร็จสมบูรณ์ เหลือเพียงขั้นตอนส่วนตกแต่งจิปาถะต่างๆ ในห้องน้ำที่แม้จะเป็นงานที่ดูยิบย่อย หากใครคิดจะเปลี่ยนห้องน้ำใหม่แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ไม่ควรพลาดขั้นตอนเหล่านี้.. หา Reference แบบห้องน้ำตัวอย่าง ขั้นตอนแรกเริ่มด้วยการค้นหาแบบห้องน้ำตัวอย่าง รูปภาพ reference ห้องน้ำสไตล์ที่ชื่นชอบให้ตรงใจมากที่สุด ซึ่งแหล่งค้นหาภาพห้องน้ำสวยๆ มีหลากหลายช่องทางจาก Google, Pinterest, instagram และภาพจากนิตยสารเกี่ยวกับบ้าน รวมทั้ง ภาพถ่ายจากห้องน้ำ, โรงแรม หรือรีสอร์ท ที่ชื่นชอบ เป็นต้น เมื่อได้แนวทางแบบห้องน้ำที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อไปแนะนำให้ลองไปเดินเลือกดูผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้อง, สุขภัณฑ์ หรือวัสดุ โดยเฉพาะกระเบื้องที่มีให้เลือกหลากหลาย ลองเลือกมาจับคู่กันและจินตนาการถึงภาพตอนจัดวางเสร็จแล้ว ปูทั้งห้องจะเป็นอย่างไร โทนสีเป็นแบบไหน หรืออยากใช้ลวดลายไหนบ้าง ซึ่งการที่คุณได้เห็นวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานภายในห้องน้ำของจริง ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าและติดตั้ง ย่อมดีกว่าอยู่แล้วค่ะ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบก่อน กระเบื้องและสุขภัณฑ์เป็นหนึ่งในวัสดุสำคัญภายในห้องน้ำ ทั้งด้านการใช้งานและเพิ่มความสวยงามอย่างมีสไตล์และมีสีสันที่ไม่จำเจ การจะเลือกวัสดุสักชิ้นจึงต้องใส่ใจและ “รู้” ถึงความชอบและความต้องการของเราก่อน ซึ่งการออกแบบที่ดีคือจุดเริ่มต้นให้งานทั้งหมดประกอบเสร็จเป็นรูปร่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งทาง HomePro ก็ได้ให้ความสำคัญกับลูกค้า จึงมีทีม Home Service นักออกแบบผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาและออกแบบห้องน้ำสวยให้ลูกค้าประจำแต่ละสาขา โดยมีประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่อง ใครที่สนใจอยากให้ทางผู้เชี่ยวชาญออกแบบห้องน้ำให้ ก็เพียงนำแปลนห้องน้ำ หรือบอกความต้องการของตัวเองไปโดยเจ้าหน้าที่จะทำแบบห้องน้ำขึ้นมาให้ดู พร้อมทั้งตำแหน่งการวาง สุขภัณฑ์ เคาน์เตอร์ ต่างๆ ลายกระเบื้องที่สวยงามเข้ากับห้องน้ำโดยคำนึงถึงความปลอดภัยมาให้แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาหรือปวดหัวกับการค้นหาแบบและเลือกกระเบื้องกันลื่นเองเลยค่ะ เลือกวัสดุอย่างพิถีพิถัน เมื่อได้แบบห้องน้ำสวยๆ แล้ว การเลือกวัสดุที่จะใช้ในการทำห้องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องหรือสุขภัณฑ์ จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าด้วย เพราะบางครั้งห้องน้ำถูกออกแบบมาสวยงาม แต่เลือกสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพก็จะมีผลต่อการใช้งาน เช่น ถ้ากระเบื้องไม่ได้ฉากหรือมุมเมื่อปูออกมาแล้วร่องยาแนวอาจจะเบี้ยวได้ เป็นต้น เลือกผู้รับเหมา โดยดูที่ผลงานมากกว่าค่าจ้างถูก สิ่งสำคัญในการทำห้องน้ำใหม่คือการเลือกช่างติดตั้ง เพราะงานปรับปรุงห้องน้ำเป็นส่วนงานที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการปูพื้นหรือผนัง, งานระบบประปา, งานเดินสายไฟ ซึ่งถ้าเราไม่จ้างผู้รับเหมาที่มีคุณภาพเพราะคิดว่าแพง แต่กลับไปจ้างช่างราคาถูกที่ไม่ได้เก่งด้านนี้ ก็จะส่งผลทำให้เกิดปัญหาทำห้องน้ำผิดแบบจนต้องทุบทิ้งหรือรื้อทำใหม่ หรือมีปัญหาเพิ่มเติมในภายหลังได้ ก่อเกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณจนบานปลาย รวมทั้งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาจุกจิกไม่จบไม่สิ้น เพราะฉะนั้นการเลือกช่างฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆ มีความสำคัญมากกว่าการเลือกช่างที่เห็นว่าราคาถูกค่ะ ซึ่งควรดูผลงานที่ผ่านมาของช่างด้วยนะคะ ใครที่คิดจะทำห้องน้ำใหม่ การเริ่มต้นที่ดีและถูกต้องโดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงทำไปทีละขั้นตอนอย่างเป็นสเต็ป นอกจากช่วยลดปัญหาจุกจิกจิกที่อาจจะตามมาภายหลัง ยังได้ห้องน้ำสวยตรงใจปลอดภัยไร้กังวล หากไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง แนะนำให้ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญการออกแบบห้องน้ำที่ HomePro ได้ทุกวันค่ะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 0-2831-6000 หรือ www.homepro.co.th/
มีอะไรใหม่ใน พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

มีอะไรใหม่ใน พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

เรื่องการเก็บภาษีเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ผ่านมาประเทศไทยใช้ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 และพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ซึ่งในปัจจุบันพบปัญหาขึ้นมากมาย ทั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับอัตราภาษี ฐานภาษี รวมถึงการลดหย่อนภาษีไม่สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงเกิดขึ้น และจะมีผลบังคับใช้ปี 2562 ใครได้-ใครเสีย ? หน่วยงานที่จัดเก็บภาษี คือ เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ซึ่งรายได้จากการจัดเก็บภาษีนี้จะไปอยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินหรือรายได้ของรัฐบาล ส่วนผู้ที่จะต้องเสียภาษี คือ ผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน สิ่งปลูกสร้างและห้องชุด หรือผู้ทำประโยชน์ในที่ดิน สิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ   อัตราภาษีฉบับใหม่ จะมีการเปลี่ยนการคิดจากค่าเช่า มาเป็นราคาประเมินที่ดิน และจากสิ่งปลูกสร้าง มาเป็นฐานภาษีแทน ซึ่งกรมธนารักษ์จะเป็นผู้กำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน ราคาประเมินทุนทรัพย์โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด และอัตราค่าเสื่อมราคา ไม่จำเป็นต้องอาศัยดุลยพินิจของของเจ้าหน้าที่อีกต่อไป ตรงนี้ถือเป็นการลดขั้นตอน และป้องกันการเกิดคอรัปชั่น โดยมีการกำหนดอัตราภาษีเป็นเพดานแบ่งเป็นประเภททรัพย์สิน ดังนี้ ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อการเกษตร เพดานภาษีไม่เกิน 0.2% ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัย เพดานภาษีไม่เกิน 0.5% ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ เพดานภาษีไม่เกิน 2.0% ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ภาษีเริ่มต้นไม่เกิน 2% เพดานภาษีไม่เกิน 5.0% หากยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็จะเก็บเพิ่ม 0.5% ทุกๆ 3 ปี มากที่สุดไม่เกิน 5% *อัตราการเสียภาษีนี้เป็นข่าวที่ออกมาล่าสุด อาจยังไม่ใช่ข้อสรุปที่แท้จริง   วิธีการคำนวณภาษีที่ 1.กรณีที่ดินที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ภาระภาษี = มูลค่าที่ดิน x อัตราภาษี ทั้งนี้ กำหนดให้ มูลค่าที่ดิน = ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน (ต่อ ตร.ว.) x ขนาดพื้นที่ดิน 2.กรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาระภาษี = (มูลค่าที่ดิน + มูลค่าสิ่งปลูกสร้าง) x อัตราภาษี ทั้งนี้ กำหนดให้มูลค่าที่ดิน = ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน (ต่อ ตร.ว.) x ขนาดพื้นที่ดิน โดยมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง = (ราคาประเมินทุนทรัพย์โรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง (ต่อ ตร.ม.) x ขนาดพื้นที่สิ่งปลูกสร้าง) – ค่าเสื่อมราคา 3.กรณีห้องชุด ภาระภาษี = มูลค่าห้องชุด x อัตราภาษี ทั้งนี้ กำหนดให้ มูลค่าห้องชุด = ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด (ต่อ ตร.ม.) x ขนาดพื้นที่ห้องชุด (ตร.ม.)   ข้อยกเว้น ตามเพดานการเสียภาษีแบบใหม่นี้ แม้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าจะได้รับผลกระทบในการเสียภาษีมากที่สุด แต่จะถูกยกเว้นเมื่อที่ดินนั้นถูกมอบให้เป็นสาธารณะประโยชน์ โดยให้มีหน่วยราชการเข้าไปดูแลว่ามีการทำประโยชน์ดังกล่าวจริง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ราชการแต่อย่างใด และที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย วาตภัย ภัยพิบัติต่างๆ ก็ยังได้รับการยกเว้นหรือบรรเทาภาระภาษีด้วยเช่นกัน ล่าสุดกำลังพิจารณาปรับการยกเว้น เช่น บ้านพักอาศัยที่มีราคาไม่เกิน 20 ล้านบาท บ้านหลังที่ 2 เถียงนา กระต๊อบ เพื่อการเกษตรที่มีราคาประเมินต่ำกว่า 50 ล้านบาท หากตั้งอยู่ในตำบลเดียวกันกับบ้านหลังแรกมูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท รวมถึงธุรกิจเอสเอ็มอี หรืออุตสาหกรรมขนาดเล็กที่จดทะเบียนแต่งตั้งบริษัท จะให้อยู่ในข่ายยกเว้น หลายคนเชื่อว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะมีส่วนช่วยให้ลดความเลื่อมล้ำทางสังคมได้ เพราะผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูงจะต้องเสียภาษีมากกว่าผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าต่ำ การกักตุนที่ดินเพื่อเก็งกำไรก็จะลดน้อยลงด้วย และยังสามารถสร้างรายได้ในระดับท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้นถึง 200,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องรองบประมาณจากภาครัฐ แต่ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายยังเห็นช่องว่างที่อาจทำให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีประเภทกิจการท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว ซึ่ง ณ วันนี้ก็ยังหาข้อสรุปกันไม่ได้ สุดท้ายแล้ว พรบ. ที่จะออกมาบังคับใช้จริงจะมีบทสรุปอย่างไร จะได้ผลจริงตามที่คาดหวังหรือไม่ก็คงต้องรอดูกันต่อไปหลังจากบังคับใช้ไปแล้วสัก 2-3 ปี
Tips เลือกซื้อบ้านโครงการจัดสรรอย่างไรให้ใช่ และดีที่สุด

Tips เลือกซื้อบ้านโครงการจัดสรรอย่างไรให้ใช่ และดีที่สุด

สำหรับคนที่ใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของบ้านสักหลังแต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกซื้อจากโครงการไหนดี? เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าที่อยู่อาศัยในปัจจุบันถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูง ส่วนปัจจัยหลักในการเลือกซื้อบ้านนอกจากเรื่องทำเล, แนวคิดการพัฒนาโครงการ, พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านแล้ว ยังต้องคำนึงถึงชื่อของผู้ประกอบการว่ามีประวัติการสร้างและดูแลลูกค้าในโครงการดีแค่ไหน ดังนั้นก่อนที่จะซื้อบ้านไม่ว่าโครงการใดๆ ผู้ซื้อจึงควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียด และทำความเข้าใจกับกฎหมายทางด้านอสังหาริมทรัพย์ให้เข้าใจ เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การเสียเงินและเสียเวลาในภายหลัง ทั้งนี้เพื่อเป็นตัวช่วยในการพิจารณาโครงการบ้านต่างๆ เราจะมาแบ่งปัน Tips เลือกซื้อบ้านอย่างไรให้โดนใจและดีที่สุด พร้อมกับรายละเอียดดังต่อไปนี้...   ทำเลที่ตั้งของโครงการ ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ค่ะ ว่าเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของโครงการเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจ โครงการบ้านที่ดีต้องแวดล้อมไปด้วยสาธารณูปโภคครบครัน ซึ่งแนะนำให้ยึดทำเลที่ตั้งที่สมาชิกในครอบครัวสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกมาเป็นข้อพิจารณาอันดับแรก เช่น การเดินทางไปสถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษาของสมาชิกในครอบครัว ระบบโครงข่ายคมนาคมที่มีระบบขนส่งรองรับ ทำให้การเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจประจำวันสะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งการเลือกทำเลที่ตั้งของบ้านควรพิจารณาจากความเหมาะสมกับความต้องการและวิถีชีวิตของคนในครอบครัวเป็นหลัก   เส้นทางการคมนาคมเข้าสู่ตัวเมือง ประเด็นรองต่อจากเรื่องทำเลที่ตั้งคงหนีไม่พ้นเรื่องของเส้นทางคมนาคมจัดเป็นเรื่องที่สำคัญอันดับต้นๆ ในการที่เราจะตัดสินใจซื้อบ้านสักโครงการหนึ่ง เพราะโครงการที่ดีนั้นควรจะตั้งอยู่ไม่ไกลจากทางด่วนมากนัก หรือมีเส้นทางลัดที่สามารถเชื่อมกับทางด่วนหรือเส้นทางหลักที่ใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ และควรใช้เวลาบนถนนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเลือกได้ แนะนำว่าถ้ามีเวลาสนใจโครงการไหนก็ลองวนรถดูนะคะ วนเข้า-วนออก, ยูเทิร์น ซึ่งควรลองขับรถไปทั้งวันธรรมดาและวันเสาร์-อาทิตย์ หลาย ๆ ช่วงเวลาดูนะคะว่าจะ "สะดวก" อย่างที่ทางโครงการโฆษณาไหม แล้วจึงค่อยตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง   เลือกโครงการและราคาที่เหมาะสม เมื่อได้ทำเลที่ต้องการแล้ว ควรเลือกโครงการและราคาที่เหมาะสม สำหรับโครงการที่ดีนั้นควรจะมีสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่ครบถ้วน เช่น ถนน ท่อระบายน้ำ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายการจัดสรรที่ดินกำหนดหรือไม่ สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ เช่น สระว่ายน้ำ สวนสาธารณะ หรือฟิตเนส มีตรงตามความต้องการของผู้ซื้อไหม? ในบริเวณใกล้เคียงโครงการมีโรงเรียน โรงพยาบาล หรือห้างสรรพสินค้าหรือไม่ รวมถึงสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกโครงการ เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของสมาชิกในครอบครัวขนาดไหน   เลือกบริษัทหรือเจ้าของโครงการที่มีประสบการณ์ไว้ก่อน นอกจากเรื่องทำเลที่ตั้งและการเดินทางแล้ว การจะซื้อบ้านโครงการสักหลังยังต้องคำนึงถึงบริษัทหรือเจ้าของโครงการว่ามีความน่าเชื่อถือมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมากน้อยเพียงใด โดยพิจารณาจากประวัติชื่อเสียงและผลงานในอดีต เพื่อเป็นเครื่องรับประกันในขั้นต้นว่า ผู้ซื้อจะได้บ้านที่มีมาตรฐานทั้งด้านความมั่นคงแข็งแรง และก่อสร้างบ้านให้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกันอย่างตรงเวลา ในกรณีนี้ผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์และมีความเป็นมืออาชีพ จะได้เปรียบกว่าผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยมีผลงานในการก่อสร้างเลย   ขนาดพื้นที่บ้าน นอกจากเรื่องแบรนด์ของตัวบ้านแล้วสิ่งที่ทำให้ราคาพุ่งสูงก็คือขนาดพื้นที่ดินที่บ้านหลังนั้นตั้งอยู่นั่นเองค่ะ ยิ่งโครงการตั้งอยู่ในที่เจริญแล้วก็จะยิ่งมีราคาสูงขึ้นไปอีกเนื่องจากราคาที่ดินต่อตารางวา ดังนั้นการที่เราสนใจจะซื้อบ้านสักหลังควรต้องรู้ขนาดที่ดินที่ตั้งของบ้านด้วยนะคะว่ามีขนาดเท่าไหร่ โดยมีหน่วยวัดเป็นตารางวา ซึ่งอาจสอบถามพนักงานขายก็ได้ค่ะ ว่าที่ราคาที่ดินตรงนี้ราคาตารางวาละเท่าไร แล้วจึงลองคูณจำนวนพื้นที่ดู ที่สำคัญคือส่วนที่เหลือจากค่าที่ดินก็คิดเป็นราคาบ้านค่ะ ลองคิดวิเคราะห์ดูครับว่าเงินส่วนที่เหลือประมาณระดับนี้แล้วต้องจ่ายเงินในส่วนที่เหลือก็คือราคาบ้านลองดูว่าวัสดุและเงินส่วนที่เหลือว่าคุ้มค่าแค่ไหน   แบบแปลนบ้าน แบบบ้านก็เป็นอีกหนึ่งความจำเป็นที่ต้องใช้ในการประกอบการตัดสินใจนะคะ เพราะขนาดหน้ากว้างและความลึกของตัวบ้าน ตลอดจนจำนวนที่จอดรถ, จำนวนห้องน้ำ, ห้องนอน, ห้องครัว รวมถึงพื้นที่ใช้สอยรอบบ้านว่าเพียงพอต่อความต้องการไหม นอกจากนี้ยังควรคำนึงถึงอนาคต กรณีที่ครอบครัวไหนจะมีสมาชิกเพิ่มด้วยนะคะ ว่ามีห้องสำหรับลูกสาวลูกชายตัวน้อยหรือเปล่า แนะนำให้ศึกษาดูแปลนบ้านชั้นล่างและชั้นบนโดยละเอียดนะคะ   คุณภาพวัสดุที่ใช้ สำหรับเรื่องของตัวบ้านควรคำนึงถึงเรื่องของคุณภาพของวัสดุที่ใช้เทียบกับราคาของบ้านว่าสมเหตุสมผลมากน้อยแค่ไหน ลองพิจารณาดูนะคะว่าวัสดุและเทคโนโลยีที่ทางโครงการใส่ให้กับบ้านของเราคุ้มค่าไหม ปัจจุบันที่เห็นก็จะเป็นระบบระบายอากาศในบ้าน, ระบบป้องกันความร้อนจากภายนอก เป็นต้น บางคนอาจจะมองหาบ้านที่ใช้อิฐมวลเบาและอิฐมอญ หรือเป็นบ้านแบบ Precast บ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องคำนึงอย่างละเอียด เพราะทุกชิ้นทุกมุมในบ้านคือสิ่งที่เราต้องจ่ายเงินซื้อรวมไว้ในราคาบ้านแล้วค่ะ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบสักนิดหนึ่งเพื่อบ้านที่ใช่และดีที่สุด   สำหรับใครที่กำลังมองหาบ้านโครงการจัดสรรอยู่ ลองนำ Tips เลือกซื้อบ้านอย่างไรให้โดนใจและดีที่สุดที่เรามาฝากกันในวันนี้ไปพิจารณาดูนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อเอง ยังไงผู้เขียนก็ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนได้เลือกบ้านที่ใช่ในราคาที่สมเหตุสมผล คุ้มค่าทุกพื้นที่อยู่อาศัยเลยนะคะ          
ซื้อคอนโดอย่างไรให้ได้กำไร

ซื้อคอนโดอย่างไรให้ได้กำไร

ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่ามีนักธุรกิจทั้งรายใหม่และรายเก่า ลาออกจากงานประมาจำมาเพื่อธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์กันมากขึ้น หลายๆคนก็ออกหนังสือแนะนำ “รวยด้วยคอนโด” บ้าง “รวยด้วยอสังหาฯ” บ้าง ดังนั้น จึงทำให้นักลงทุนหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย บางคนก็รุ่ง บางคนก็ล้มเหลว ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าครับว่า หลักการซื้อคอนโดให้ได้กำไร มีอะไรยังไงบ้าง เพื่อที่ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่ได้มีโอกาสประสบความเสร็จเป็นนักลงทุนชั้นแนวหน้า 1.ความจำกัดของที่ดิน ความจำกัดของที่ดินในที่นี้ไม่ได้หมายถึงที่ดินของโครงการที่มีจำกัด แต่หมายถึงที่ดิน ทำเลใกล้เคียงของโครงการ โดยการสำรวจที่ดินรอบๆ ว่ายังมีที่ว่างอยู่เยอะไหม เพราะถ้าหากมีที่ดินเปล่าว่างอยู่เยอะนั้น เป็นไปได้ว่ามีโอกาสสูงที่จะมีคอนโดใหม่ๆ ขึ้นอยู่ใกล้กับตัวโครงการของเรา เพราะในความเป็นจริงแล้ว หากมีคอนโดที่ขึ้นใหม่กว่า ซึ่งก็จะทำให้ราคาคอนโดของเราที่จะปล่อย ซื้อ ปล่อยเช่าปล่อยได้ยากขึ้น 2.ใหม่ย่อมดีกว่าเก่า หากต้องมีการเทียบทำเลและคุณสมบัติของคอนโดที่เท่ากันแล้วล่ะก็ ต้องมาดูกันที่อายุของคอนโดครับ ซึ่งก็แน่นอนว่าคอนโดเก่านั้นย่อมจะมีราคาถูกกว่าคอนโดใหม่ เพราะว่าคนทั่วไปมักจะคิดกันเสมอว่า ของใหม่ย่อมจะได้อะไรใหม่ๆกว่า และดีกว่าของเก่าแน่นอน เพราะอย่างนั้นการที่จะซื้อคอนโดเก่าเพื่อขายเก็งกำไรแล้วล่ะก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยากและเสียเวลาพอสมควร ทางที่ดีควรจะนำไปปล่อยเช่าดูจะคุ้มค่ากว่าขายต่อแน่นอน 3.ทำเลที่อยู่อาศัย ปัจจัยหลักๆ ในการที่คนจะมองหาคอนโดดีๆสักแห่งก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง “ทำเล” แน่นอน ยิ่งถ้าหากทำเลดีๆ ที่มีรถไฟฟ้าผ่าน ใกล้สถานที่ทำงาน หรือใกล้แหล่งช้อปปิ้ง เช่น สุขุมวิท พระราม9 ฯลฯ แล้วล่ะก็มักจะเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่คนมองไว้ก่อนแน่นอน แต่ถ้าห่างออกมาจากตัวเมือง หรือแถวๆชานเมืองแล้วล่ะก็มักจะไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร เพราะผู้คนมักจะมองว่าราคาไม่ต่างจากบ้านจัดสรรมากนัก ดังนั้นหากเป็นไปได้ก็จะไปให้ความสนใจกับบ้านจัดสรรมากกว่า เพราะได้เปรียบในเรื่องพื้นที่ใช้สอยและความเป็นส่วนตัวกว่าคอนโด 4.เอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากทำเลแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทำให้คอนโดนั้นได้ราคาดีก็คือจุดเด่น หรือเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น วิวที่มองออกจากตัวห้อง การออกแบบสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ฟิตเนส สระว่ายน้ำ รวมไปถึงนิติบุคคลของคอนโดนั้นๆ ด้วย ซึ่งเรื่องของวิวนี้ถือได้ว่าเป็นตัวกำหนดราคาของคอนโดได้ดีมากๆ เช่นห้องมุมที่มีวิวแม่น้ำ หรือวิวสวน ย่อมจะดีกว่าห้องที่มีวิวมองไปเห็นตึกตรงข้าม เป็นต้น 5.แปลงช่วงเศรษฐกิจตกต่ำให้เป็นโอกาส คำว่า “ในวิกฤติมักมีโอกาสเสมอ” คำๆ นี้มักใช้ได้ดีในทุกธุรกิจไม่เว้นแม้แต่ด้านอสังหาริมทรัพย์ เพราะในช่วงเวลาปกตินั้น ราคาของอสังหาฯ มักจะปรับตัวขึ้นอยู่เสมอ แต่ราคาจะชะลอตัวและปรับตัวลงในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ดังนั้นการซื้อคอนโดไว้เก็งกำไรช่วงนี้ก็มักจะได้ราคาในช่วงราคาปกติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนักลงทุนจะต้องศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์ให้แม่นยำ เพราะบางทีในช่วงที่ราคาตกต่ำนั้น อาจจะยังตกต่ำลงได้อีก นั่นหมายความว่าราคาจะสามรถลงได้อีก 6. ห้องว่างไม่เกิน 10% “ยิ่งน้อย ยิ่งมีค่า” คำๆนี้ก็สามารถใช้ได้ดีกับคอนโดเช่นกัน สำหรับราคาของคอนโดนั้นสามารถดูได้จากจำนวนการอยู่อาศัยในปัจจุบัน เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกได้ชัดเจนว่า คอนโดดังกล่าวยังน่าสนใจหรือไม่ หากมีผู้อาศัยเต็ม หรือมีห้องว่างเหลือเพียงน้อย ก็เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าทำเลดังกล่าวนัั้นมีความต้องการที่พักอาศัยสูง แต่ในทางกลับกันหากมีห้องว่างเยอะ มีการประกาศขายกันเยอะ มันสามารถบ่งบอกได้ชัดเจนว่าทำเลนี้ไม่น่าสนใจ หรือมีการเก็งกำไรสูง จนไม่น่าสนใจ หากซื้อคอนโดในลักษณะนี้แล้วมีโอกาสที่่ราคาจะถูกปรับลดลงได้อีกมาก ดังนั้นต้องทำการบ้านให้มากๆ 7. กระแสเงินสดเป็นบวก กฏข้อนี้ไม่เพียงแค่คอนโดเท่านั้น นิยมใช้ร่วมกับอสังหาฯประเภทอื่นๆ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ อาคารพาณิชย์ โดยจะเน้นหาเงินทุนจากการปล่อยเช่า หลักการก็คือ ให้คำนวณดูว่า คอนโดห้องที่เราต้องการจะซื้อนั้น เมื่อเทียบรายได้จากค่าเช่าแล้ว สูงกว่าที่เราผ่อนให้กับธนาคารหรือไม่ หากสูงกว่าจะเท่ากับว่า ผู้ซื้อไม่ได้ใช้เงินตนเองซื้อ แต่ใช้เงินของผู้เช่าซื้อนั่นเองครับ กฏข้อนี้อาจทำยากกันสักนิด ต้องอาศัยความขยันในการค้นหาคอนโดราคาถูก ยิ่งขยันมาก ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นครับ สำหรับกฏทั้ง 7 ข้อนี้ ผู้อ่านอาจเลือกทำในข้อใดข้อหนึ่ง หรือหลายๆข้อผสมรวมกันก็ได้ครับ ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การลงทุนช่วงดังกล่าวนั้นมีความเสี่ยงสูง แต่หากผู้ลงทุน มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ศึกษา วิเคราะห์อย่างรอบความ ในความเสี่ยงสูงนั้นอาจช่วยให้เกิดกำไรที่สูงขึ้นเช่นกัน ขอบคุณแหล่งที่มา : www.bkkcitismart.com/บทความ/การซื้อ-และลงทุนอสังหาริมทรัพย์/ซื้อคอนโดอย่างไรให้ได้กำไร
ผ่อนบ้านไม่ไหว ควรทำอย่างไรดี

ผ่อนบ้านไม่ไหว ควรทำอย่างไรดี

เมื่อ มีปัญหาผ่อนชำระบ้านไม่ไหว หรือ หมุนเงินไม่ทัน ก่อนอื่นต้องสำรวจก่อนว่าเราสามารถลดรายจ่ายอื่นๆ อีกได้ไหม พยายามตัดรายจ่ายก้อนใหญ่ออกก่อน (ที่ไม่เกี่ยวกับการดำรงชีวิต) จากนั้น ดูว่าเดือนนี้ (หรือเดือนถัดไป) จะเหลือเงินส่งผ่อนน้อยกว่าที่กำหนดได้เท่าไหร่ เช่น ผ่อนต่องวด 10,000 บาท แต่เหลือเงินแค่ 5,000 บาท เป็นต้น เมื่อเราได้สำรวจตัวเองและพยายามที่จะลดรายจ่ายอื่นๆแล้ว สิ่งที่ควรกระทำ เกี่ยวกับการผ่อนชำระบ้าน ควรทำดังต่อไปนี้ 1. โทร.ไปบอกเจ้าหน้าที่ธนาคาร (สาขาที่ทำเรื่องกู้เงิน) แจ้งทางธนาคารว่า เราสามารถผ่อนชำระงวดนี้ได้น้อยกว่าค่างวดปกติ ธนาคารจะมีเบี้ยปรับอย่างไรบ้าง (ส่วนใหญ่จะมีเบี้ยปรับกรณีผ่อนชำระล่าช้า) ซึ่งจะคิดในอัตราที่สูงกว่าปกติ (ราวๆ 18%) และควรถามค่าธรรมเนียมอื่นๆ อีก เช่น ค่าธรรมเนียมในการทวงหนี้ที่ค้างชำระ หรือ ค่าธรรมเนียมธนาคารอื่นๆ เป็นต้น 2. จ่ายค่างวดที่สามารถจ่ายได้ ในเดือนนี้ก่อน ห้ามไม่จ่ายค่างวดเลย หรือ เงียบหายไปเฉยๆ ควรจ่ายของเดือนนี้ไปก่อน เช่น เหลือแค่ 5,000 บาท เพราะธนาคารอาจจะคิดไว้ก่อนว่าเราจะเบี้ยวหนี้ในครั้งต่อไปด้วยครับ ทำให้ธนาคารอาจจะเตรียมเรื่องส่งฟ้องเพื่อยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด และอาจจะฟ้องเราเป็นบุคคลล้มลายได้ ทำให้เราหรือผู้กู้ร่วมไม่สามารถทำธุรกรรมใดๆ (การเซ็นฯเอกสารการเงิน) ได้อีกเลย เพราะหากมีธุรกรรมใดๆ เกิดขึ้น ธนาคารจะตามไปอายัดไว้ แล้วดึงเงินในธุรกรรมนั้นไปหักค่าคงค้างพร้อมดอกเบี้ย นับตั้งแต่วันหยุดชำระ (ดอกเบี้ยบ้านเป็นแบบหักต้นหักดอก ในกรณีจ่ายค่าผ่อนปกติ แต่เมื่อหยุดจ่าย ดอกเบี้ยบ้านก็จะกลายเป็น “ต้นทบดอก” ไป) ทำให้เมื่อไปเจรจากับธนาคารในภายหลังจากที่ให้ฟ้องล้มละลายไปแล้ว จะทำให้เห็นว่ายังมีเงินคงค้างที่เป็นดอกเบี้ยที่ทบต้นทบดอก ตามมาหลอกหลอนอีก ทำให้ธุรกรรมใดๆ เมื่อมีการโอนเงินก็จะถูกดึงไปหักอยู่ตลอด แบบนี้ก็ไม่มีวันที่จะไปทำมาหากินใดๆ ได้อีกเลย 3. การชำระเงินเดือนถัดไป เดือนถัดไปควรจะชำระ เงินค่างวดที่คงค้างไว้ครั้งก่อน + ดอกเบี้ยที่ปรับชำระล่าช้า + ค่างวดปกติในเดือนนั้น เพื่อที่ธนาคารจะได้หยุดดอกเบี้ยปรับล่าช้า (18%) กลับมาที่ดอกเบี้ยปกติ ที่ควรจะเป็นครับ เมื่อชำระทั้ง 3 ยอดแล้ว นำสลิปส่ง FAX ไปหาเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่เดือนก่อนได้ติดต่อไว้เรื่องขอชำระล่าช้า เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่รีบทำเรื่องยืนยันการชำระที่ค้างชำระไปในเดือนก่อน เพื่อเป็นลายลักษณ์อักษรไปที่สำนักงานใหญ่ด้วย พร้อมทั้งสอบถามว่าแบบนี้จะทำให้กลับมาคิดในดอกเบี้ยปกติเมื่อใด 4. ตรวจสอบยอดชำระเดือนถัดๆไป ตรวจสอบว่าเดือนถัดไป (เดือนที่ 3) มีการคำนวณดอกเบี้ย และหักเงินต้นกลับมาเป็นระบบปกติหรือไม่ หากไม่ปกติ ให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่ได้ติดต่อไว้ทันที ว่ามีเหตุผิดพลาดในขั้นตอนไหน หรือ เข้าไปพบเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวให้พิมพ์ Statement การผ่อนชำระมาพูดคุยกัน หากเจ้าหน้าที่อธิบายแล้วไม่เข้าใจ แนะนำให้ติดต่อสำนักงานใหญ่ (อาจผ่านระบบโทรศัพท์ก่อน) หากยังไม่ได้รับการอธิบายที่ชัดเจน หรือยังไม่เข้าใจ ก็ขอชื่อเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานใหญ่ที่จะสามารถเข้าพบได้ เพื่อเข้าไปปรึกษา ทั้งนี้ ควรรีบเข้าไปดำเนินการเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นระบบยังจะคำนวณเป็นการชำระล่าช้าอยู่ ซึ่งก็จะเป็นลักษณะทบต้นทบดอกอยู่ หากปล่อยให้เนิ่นนานก็จะกลายเป็นยอดที่สูงมากจนเราไม่สามารถชำระไหว หมายเหตุ เหตุที่ผ่อนชำระไม่ไหว ควรรีบติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารทันที เมื่อเราทราบว่าผ่อนไม่ไหวแน่ๆ ในเดือนนี้ หรือ ในเดือนถัดไป (อาจจะมีเหตุจำเป็นต้องหมุนเงินขึ้นมา) อย่าคิดเอาเองว่าธนาคารน่าจะช่วยเราอย่างนั้นอย่างนี้ โดยที่เราไม่ติดต่อเข้าไปก่อน (เรื่องหนี้ไม่มีใครมาช่วยเราได้ หากเราไม่ช่วยตัวเอง) ขอให้ทุกท่านสามารถฟันฟ่าอุปสรรคในการผ่อนบ้านไปได้ครับ ขอบคุณแหล่งที่มา : www.baan-d.com/เมื่อผ่อนบ้านไม่ไหว/
ดูให้ดี!! คอนโดแบบไหนที่ซื้อแล้วราคาตก

ดูให้ดี!! คอนโดแบบไหนที่ซื้อแล้วราคาตก

หลายคนเคยได้ยินว่าอสังหาซื้อแล้วราคาไม่มีตก ซึ่งไม่เป็นความจริงทั้งหมดนะครับ อสังหาบางประเภทสามารถราคาตกได้ เช่นคอนโดมิเนียม คุณต้องเข้าใจก่อนว่าการที่อสังหาจะขึ้นหรือจะลงนั้นมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับทำเลหรืออะไรก็ตาม แต่มันขึ้นอยู่กับความต้องการในอสังหานั้นๆ ดังนั้นต่อให้อสังหาคุณอยู่ในทำเลที่ดีมาก แต่ถ้าไม่มีคนต้องการ อสังหาอันนั้นก็จะราคาตกอยู่ดี โดยส่วนใหญ่อสังหาจะมีความต้องการในตัวของมันเอง เช่น ที่ดิน หรือ บ้าน แต่ยกเว้น คอนโดมิเนียม สามารถไม่เป็นที่ต้องการได้ สาเหตุหลักหลักก็เพราะว่าคอนโดมิเนียม ไม่สามารถปรับปรุงภายนอกแล้วดูใหม่ ได้เหมือนบ้าน ตึกแถว หรือที่ดิน ทำให้ผู้คนไม่อยากได้คอนโดมิเนียมหรือที่อยู่อาศัยที่หน้าตาเก่า แลดูโทรม และด้วยความมีเจ้าของร่วมหลายคน จึงทำให้การตัดสินใจจะปรับปรุง รีโนเวท หรือ ทาสีตัวอาคารเป็นเรื่องที่ยาก ประกอบกับ การอยู่อาศัย ต้องการที่อยู่ที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีคอนโดมิเนียม เป็นที่พักอาศัยที่อยู่รวมกันหลายคน ดังนั้นมีโอกาสที่สภาพแวดล้อมหรือผู้คน เพื่อนบ้าน อาจจะเป็นกลุ่มที่ไม่พึงประสงค์ทำให้ผู้คนไม่อยากอยู่ แล้วเราจะดูยังไงว่าคอนโดมิเนียม โครงการไหน จะทรุดโทรมและไม่เป็นที่ต้องการในวันหน้า 1. เรื่องแบรนด์มีส่วนสำคัญ คอนโดที่โทรมและราคาตก ส่วนใหญ่จะเป็นคอนโดที่ มีผู้สร้างโนเนม ผู้สร้างเหล่านี้ อาจจะไม่จำเป็นต้อง ดูแลรักษาอะไรมาก ขายเสร็จก็ไป ต่างจาก developer ที่มีแบรนด์ หรืออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ พวกนี้จะค่อนข้าง ดูแล และคิดถึง หลังการขายเยอะกว่า เพราะว่าการที่ตึก หรือโครงการ ของเขา ทรุดโทรม จะทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เขา ตกต่ำลงด้วย ซึ่งมันจะมีผลต่อราคาหุ้น ของเขา ดังนั้น developer เจ้าใหญ่ จะทุ่ม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ ในโครงการของเขา และ จะสรรหา นิติ ที่มีความเป็นมืออาชีพ เพื่อดูแล ตึกของเขา เช่น ลุมพินี มีการดูแลรักษา ตึกอย่างดีเยี่ยม โดย ทำการจัดตั้งนิติของตัวเอง ขึ้นมาดูแลโครงการ ถ้าโครงการไหนที่ขายไม่ได้ และเก็บเงินค่าส่วนกลางได้น้อย ทางบริษัทจะเข้ามาอุ้มเพื่อรักษาไม่ให้ตึกนั้นทรุดโทรม 2. ดูผลประกอบการของนิติ ในกรณีที่เราซื้อคอนโดมือสอง ให้เราไปดูผลประกอบการของนิติที่บอร์ดประชาสัมพันธ์ ของโครงการ ซึ่งจะสามารถรู้ได้ว่านิติบริหารเงินของโครงการได้กำไรหรือขาดทุน ถ้านิตินั้นบริหารขาดทุน เราก็จะพิจารณาได้ว่า โครงการนี้มีโอกาสตกสูง เพราะว่าถ้านิติขาดทุนนิติจะไม่มีเงิน ไปปรับปรุงตึก จึงทำให้เกิดความเสื่อมโทรม ซึ่งจุดนี้ต้องดูให้ดี เพราะ โดยทั่วไปตึกที่มีอายุ 0-5 ปี จะยังดูใหม่ และไม่โทรม แต่เมื่อเลยปีที่ 5 ไปแล้ว อุปกรณ์หรือวัสดุต่างๆจะเริ่มถึงเวลาเปลี่ยน การที่นิติขาดทุน ผลประกอบการแย่จะทำให้ตึกเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วในปีที่ 6 เป็นต้นไป 3. ถ้าเป็นไปได้ให้เลือกตึกสูง ตึกต่ำกับตึกสูง มีความข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่ถ้าวัดกันในเรื่องโอกาสในการที่จะทรุดโทรม ตึกสูงมีโอกาสทรุดโทรมน้อยกว่าตึกต่ำมาก เนื่องจาก ตึกสูงมีจำนวนห้องเยอะกว่า ทำให้การเก็บค่าส่วนกลาง ได้ดีกว่า ตึกต่ำ เพราะว่า ตึกสูงถึงมีบางห้องที่ไม่จ่ายค่าส่วนกลาง ทางโครงการก็ยังอยู่ได้เพราะมีห้องจำนวนมากแต่ถ้าเป็นตึกต่ำ ถ้ามีคนไม่จ่ายเยอะๆ จะทำให้ขาดสภาพคล่องอย่างหนัก เพราะมีห้องน้อย อีกทั้ง เหตุผลสำคัญ คือ การที่จะมาเป็นนิติในโครงการ จำเป็นต้องประมูล ตึกสูง จะต้องแข่งกันเยอะกว่า และ ส่วนใหญ่จะได้นิติที่เข้มแข็ง มีความเป็นมืออาชีพ แต่ตึกต่ำ มีโอกาสได้นิติ ที่ ไม่เข้มแข็งเท่าตึกสูง ทำให้การบริหารบางอย่างอาจจะทำได้ไม่ดีเท่า และเป็นสาเหตุจะให้ตึกทรุดโทรม 4. ซื้อคอนโดที่เกรดดีหน่อย อย่าซื้อคอนโดที่ราคาถูกเกินไป (หลักแสน) คอนโดที่โทรมส่วนใหญ่จะเป็นคอนโดราคาถูก แทบทั้งนั้น ยิ่งคอนโดเกรดดีขึ้นมาเท่าไหร่ โอกาสที่จะโทรมก็มีน้อยขึ้นเท่านั้น คอนโด ระดับสูง นอกจากจะออกแบบเรียบหรู ให้ไม่มีวันดูเก่าเเล้ว วัสดุต่างๆก็ใช้ที่เก่ายากอีกด้วย อย่างเช่น ตึกมหานครเลือกให้กระจกทั้งอาคารเพื่อให้ดูใหม่เสมอและ อีกเหตุผลนึงที่คอนโดหรู ราคาจะไม่ตก ก็คือ “คนรวย”อยู่ นอกจากจะเป็นสภาพเเวดเเวดล้อมที่ดี เพื่อนบ้านคุณภาพ ดึงดูดผู้คนมาอยู่แล้ว การเก็บเงินค่าส่วนกลางทำได้ง่าย เเละ ไม่มีปัญหา อยากจะบอกว่าคอนโดระดับบน เก็บค่าส่วนกลางสูงมาก จึงไปเเปลกที่ โครงการจะดูดีอยู่เสมอ นอกจากราคาไม่ตกเเล้ว ยังจะถีบตัวสูงขึ้นอีกด้วย แนะนำว่าใครที่ชอบเล่น ส่วนต่างกำไร ให้เลือกเล่นคอนโดระดับสูงดีกว่า เพราะ ราคาพุ่งไวจริงๆหวังว่า หลักการดูง่ายๆนี้จะทำให้เพื่อนๆ สามารถเลือกคอนโดดีๆของตัวเองได้นะครับ ปล. ทั้งหมดเป็นเเค่ คำแนะนำคร่าวๆ ไม่ได้เหมารวมว่าทุกโครงการที่เข้าหลักข้างบนจะเเย่เสมอไปนะครับ ของเเบบนี้ต้องดูหลายปัจจัย ปล. ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมครับ Kim Property Live ขอบคุณแหล่งที่มา : www.properth.com/คอนโดราคาตก/
การเลือกโปรโมชั่นบ้านและคอนโด

การเลือกโปรโมชั่นบ้านและคอนโด

เข้าสู่ช่วงภาวะเศรษฐกิจขาลงแบบนี้ ทำให้คนจับจ่ายใช้สอยน้อยลง และส่งผลถึงการซื้อบ้านและคอนโดน้อยลงตามไปด้วย เหตุนี้จึงทำให้บ้านและคอนโดต่างๆงัดโปรโมชั่นเด็ดออกมามัดใจลูกค้ากันมากมาย แต่เราก็ควรที่จะศึกษาแต่ละโปรโมชั่นให้ดีก่อนตัดสินใจเลือกซื้อด้วยนะคะ 1. ผ่อน 0% มีหลายคนที่เข้าใจผิดคิดว่าการผ่อน 0% นั้นคือการไม่ต้องผ่อนเลยสักบาท ทั้งที่จริงแล้วผู้ซื้อยังคงต้องผ่อนเงินงวดอยู่ เพียงแต่เงินที่ผ่อนแต่ละเดือนนั้นไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ที่จ่ายไปคือเงินต้นทั้งหมด ก็เหมือนกับว่าเจ้าของโครงการเป็นคนจ่ายดอกเบี้ยแทนผู้ซื้อนั่นเอง ก็เท่ากับว่าเป็นการลดราคาบ้านหรือคอนโดนั้นๆ 2. อยู่ฟรี โปรโมชั่นนี้ส่วนใหญ่ใช้กระตุ้นการขายโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมโอน ซึ่งผู้ซื้อจะต้องวางเงินจอง เงินทำสัญญา แต่เงินดาวน์อาจต้องเทก้อนใหญ่ หรือบางครั้งแค่เพียงใช้เงินจองและเงินทำสัญญา แล้วก็กู้ธนาคารเลย แต่เมื่อทำสัญญากู้และรับโอนแล้ว ยังไม่ต้องผ่อนชำระธนาคารใน 1 ปี หรือ 2 ปี หรือตามเวลาที่ในสัญญาระบุไว้ 3. อยู่ก่อน โปรโมชั่นนี้เป็นการทดลองอยู่ก่อนนี้ผู้ซื้อจะต้องจ่ายค่าเช่าก่อนเข้าอยู่ให้กับโครงการก่อน โดยในสัญญาอาจระบุไว้ว่าเมื่อมีการซื้อจริงๆในอนาคต ก็อาจจะนำมาเป็นส่วนลดหรือเงินดาวน์ได้ 4. การันตีผลตอบแทน โปรโมชั่นนี้เราต้องดูให้ละเอียดว่า มีการการันตีผลตอบแทนในอัตราเท่าไร ระยะเวลากี่ปี จ่ายยังไง และเงื่อนไขอื่นๆด้วย เพื่อประเมินว่าคุ้มหรือไม่ และที่สำคัญเพื่อประเมินโอกาสและความเป็นไปได้เมื่อนำมาปล่อยเช่าเองหลังจากผ่านพ้นช่วงการันตีแล้ว การเลือกโปรโมชั่นที่ดีนั้น คือการเลือกโปรโมชั่นที่เหมาะสมที่สุดกับแต่ละคน และเราสามารถที่จะต่อรองเจรจาได้หากต้องการปรับเปลี่ยนในส่วนต่างๆของโปรโมชั่นนั้น เพื่อเลือกโปรโมชั่นที่ดีและเหมาะสมกับเราที่สุดค่ะ ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.lalinproperty.com/news/choose-promotion-home-condo.html
ซื้อบ้านมือสอง มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

ซื้อบ้านมือสอง มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

เป็นเรื่องปกติที่เวลาเราซื้อบ้านมือสองจะมี “ความเสี่ยง” มากกว่าบ้านใหม่ เพราะถ้าเราซื้อบ้านใหม่ ก็สามารถเลือกได้เลยว่าจะเอาโครงการไหน รู้ประวัติที่มาของโครงการ ความน่าเชื่อถือ เเต่บ้านมือสองนั้นเเตกต่างกัน เพราะอย่างๆน้อยบ้านต้องมีเจ้าของมาก่อนแล้วเเน่นอน แล้วถ้าเราจะเลือกซื้อบ้านมือสองสักหลัง เราเตรียมตัวรับมือกับความเสี่ยงเรื่องอะไรบ้าง?    1.เเน่ใจได้ยังไงว่าคนที่อยู่บ้านหลังนั้นเป็นเจ้าของบ้าน? อย่างเเรกสุดที่เราต้องเจอเลย เพราะเราไม่อาจเเน่ใจได้เลยว่าเขาใช่เจ้าของบ้านตัวจริงหรือเปล่า? หรือเพียงเเค่ผู้อยู่อาศัย ผู้เช่าบ้าน ก่อนจะตกลงซื้อขายเบื้องต้นต้องตรวจสอบให้ดีก่อน วิธีตรวจสอบคือการเอาโฉนดไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินว่าเจ้าของชื่ออะไร พอถึงวันนัดวางเงินก็เอาเอกสารมาเทียบกัน ถ้าตรงกันก็ถือว่าถูกต้อง เเต่ถ้าซื้อบ้านเอง เเนะนำให้สำนักกฎหมายเข้ามาดูเเล จะปลอดภัยกว่า     2.บ้านมีทางออกมั้ย? ความเสี่ยงต่อมาคือเรื่องทางออก ถ้าเป็นบ้านที่อยู่นอกโครงการหมู่บ้านจัดสรร และมีถนนตัดผ่านหน้าบ้าน ต้องตรวจสอบก่อนว่าถนนเส้นนั้นเป็นถนนส่วนบุคคลหรือเป็นถนนภาระจำยอมที่ให้บ้านอื่นสามารถใช้ได้ร่วมกัน เเต่ถ้าใครเลือกขอสินเชื่อธนาคารก็ไม่ต้องกังวล เพราะเจ้าหน้าที่ธนาคารจะส่งฝ่ายประเมินเอกสารไปตรวจสอบให้เรา สบายใจไร้กังวล   3.เรื่องราคาจะเป็นกลางมั้ย? เรื่องสำคัญที่หลายคนกังวลคือเรื่องราคา หลายคนอาจไม่มีประสบการณ์ซื้อขายบ้านมาก่อน ดังนั้นต้องตรวจสอบราคาให้ดีก่อนว่าเป็นราคาตลาดหรือมั้ย? ถ้าเก็บข้อมูลได้เยอะเเล้วเจอหลังที่ใช่ ก็ซื้อได้เลย เเต่ถ้าเพิ่งดูครั้งเเรกแล้วชอบ ก็อย่าพึ่งรีบตัดสินใจ เราอาจจะลองค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต เเล้วเปรียบเทียบราคาบ้านในละเเวกเดียวกัน เเต่ก็ต้องเช็คข้อมูลให้ถูกต้องด้วย อย่าเชื่อหมดทุกอย่าง ได้ข้อมูลที่พอใจเเล้วเราก็ลงพื้นที่จริงได้เลย อย่าลืมอีกเรื่องคือ เมื่อตกลงราคากันได้เรียบร้อย ต้องคุยกันให้เด็ดขาดว่าฝ่ายไหนจะจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนใดบ้าง?   4.บ้านถูกอายัดอยู่หรือเปล่า? การอายัดเกิดจากการเอาบ้านไปติดจำนองเเล้วไม่ผ่อนเจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงไปขออำนาจศาลอายัดบ้านไว้ก่อน เหตุการณ์แบบนี้มักเกิดกับการซื้อขายบ้านในเมือง หลายคนเลยที่ดูบ้านเรียบร้อย ตกลงจะซื้อพร้อมวางเงิน เเต่บ้านกลับถูกอายัด วิธีแก้ไขคือเราสามารถไปขอดูโฉนดที่กรมที่ดินก่อนได้ เเจ้งว่าอยากจะตรวจสอบเพราะต้องการจะซื้อบ้านหลังนี้ ส่วนเรื่องการติดจำนอง ไม่ต้องเป็นกังวล เพราะว่าคนที่ติดจำนองต้องมาไถ่ถอนไปก่อนถึงจะซื้อขายได้   5.ถ้าเอกสารสิทธิที่ครอบครองไม่ใช่โฉนดที่ดินล่ะ? กรณีเป็นพื้นที่ต่างจังหวัด เอกสารสิทธิเป็น น.ส.3 และ น.ส.3ก สามารถซื้อได้ทั้งหมด เเต่ถ้าเป็น ภบท. หรือซื้อใบรับรองจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ยืนยันว่าใช้เป็นที่ทำมาหากิน พวกนี้ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง   6.ถ้าซื้อไปแล้วถูกเวนคืน? ก่อนจะเลือกซื้อบ้าน ควรตรวจสอบว่าเเถวนั้นมีโครงการทำทางด่วน รถไฟฟ้า ถนนตัดผ่านใหม่หรือเปล่า? ถ้าอยู้ในช่วงสำรวจก็ถือเป็นความเสี่ยงส่วนหนึ่ง เเต่ถ้าการเวนคืนที่ดินเเถวนั้นออกเป็นกฤษฎีกาแล้วก็สบายใจได้ เพราะถือว่าที่ดินเเถวนั้นห้ามทำการซื้อขายเด็ดขาด     7.แล้วถ้าโฉนดบ้านมีชื่อมากกว่า 1 คน ทำไงดี? เรื่องนี้เวลาวางเงินซื้อขายทุกคนต้องเซ็นยินยอม ถ้าเกิดเหตุการณ์มีคนใดคนหนึ่งไม่ยินยอมในวันโอน เราอาจโดนยึดมัดจำไปฟรีๆ เเล้วต้องมาเสียเวลามาฟ้องร้องเรียกมัดจำคืน     8.ถ้าเกิดสิ่งปลูกสร้างที่ดินไม่มาพร้อมกัน ถ้าที่ดินเป็นชื่อคนละคนกับบ้าน จะซื้อขายต้องมีประกาศจากสำนักงานที่ดินว่าทั้งสองฝ่ายยินยอมก่อน จะต้องเสียเวลาอีก 1 เดือน และถ้าหากไม่ประกาศก็โอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้   9.ถ้ามีปัญหา มีผู้จัดการมรดกจัดการหรือเปล่า? ถ้าคนถือครองเสียชีวิต ก็ต้องดูว่ามีใครเป็นผู้จัดการมรดก ทำเรื่องเรียบร้อยเเล้วหรือยัง? เเต่ถ้าเกิดวางเงินไปแล้ว เเต่กลัวว่าจะโอนไม่ได้ ซึ่งจริงๆแล้วสามารถโอนได้ โดยขออำนาจศาลเเต่งตั้งผู้จัดการมรดกก็สามารถทำเรื่องซื้อขายกันต่อได้เเล้ว ตอนนี้เรารู้เเล้วว่าความเสี่ยงที่จะเจอเวลาเราจะซื้อบ้านมือสองนั้นมีอะไรบ้าง ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจซื้อบ้านมือสองสักหลังต้องคิดให้ดีๆ เก็บข้อมูลให้มากๆก่อนซื้อ   ขอบคุณแหล่งที่มา  :  https://www.home2nd.com/blog/87690  
เรื่องควรรู้ก่อนตัดสินใจ รีไฟแนนซ์บ้าน

เรื่องควรรู้ก่อนตัดสินใจ รีไฟแนนซ์บ้าน

เรื่องของสินเชื่ออาจจะเป็นเรื่องที่เข้าใจยากซักหน่อย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่เราต้องรู้ไว้ ไม่ว่าคุณจะกำลังผ่อนบ้านอยู่ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อบ้านซักหลังเป็นของตัวเอง เรื่องสินเชื่อบ้าน ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยค่ะ     รีไฟแนนซ์บ้านคืออะไร? การรีไฟแนนซ์บ้าน คือ การขอกู้ยืมสินเชื่อก้อนใหม่จากธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เรามีสัญญาการผ่อนชำระอยู่เดิม หรือ จะทำเรื่องกู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งใหม่ มาโปะหนี้จากธนาคารเดิมก็สามารถทำได้ การรีไฟแนนซ์บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการขอกู้เงินจากธนาคารเดิม หรือธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งใหม่ ต่างมีจุดประสงค์เพื่อขยายระยะเวลาการผ่อนที่เหลือให้นานขึ้น และมีค่างวดน้อยลง หรือ เพื่อให้ผ่อนหมดเร็วขึ้น     คนส่วนใหญ่มักจะนิยมรีไฟแนนซ์บ้าน หรือ คอนโดมิเนียม กันทุกๆ 3  ปี หรือ เมื่อเริ่มที่จะรู้สึกว่าผ่อนไม่ไหว แต่ในความเป็นจริงแล้ว การรีไฟแนนซ์บ้าน ไม่จำเป็นต้องรอให้เรารู้สึกว่าผ่อนบ้านหรือคอนโดไม่ไหวถึงจะยื่นเรื่องขอรีไฟแนนซ์ เพราะ ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ มีกำหนดให้สามารถรีไฟแนนซ์ได้เรื่อยๆ (ทุกรอบ 3ปี) ทั้งนี้เพราะธนาคารและสถาบันการเงินแต่ละแห่งล้วนมีแรงจูงใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงนั่นเอง เพราะอัตราดอกเบี้ยในการกู้เงินซื้อบ้านหรือคอนโดของทุกธนาคารจะถูกแค่ในช่วง 3 ปีแรกเท่านั้น และหลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น หมายความว่าคุณจะต้องจ่ายค่างวดและดอกเบี้ยการผ่อนบ้านในอัตราปกติ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกค้าหลายๆคนจึงเลือกทำการรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งใหม่นั่นเอง       1.เงื่อนไขการรีไฟแนนซ์ของธนาคารและสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ปัจจัยหลักๆของการกู้สินเชื่อบ้านคือดอกเบี้ย ดังนั้นหากคุณต้องการจะรีไฟแนนซ์ ดอกเบี้ยคือสิ่งที่จะต้องพิจารณาเป็นอย่างแรก อัตราดอกเบี้ยสำหรับการรีไฟแนนซ์ที่เหมาะสม คือ อัตราดอกเบี้ยจะต้องต่ำกว่าดอกเบี้ยตลอดสินเชื่อที่ใช้ในปัจจุบัน รวมทั้งเงื่อนไขเรื่องจำนวนเงินผ่อนต่องวดที่ต้องลดลงและ ระยะการผ่อนที่นานขึ้นเพราะธนาคารและสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ย่อมมีเงื่อนไขการรีไฟแนนซ์ที่ต่างกัน หากคุณรู้เงื่อนไขของธนาคารแต่ละแห่ง จะทำให้เราสามารถคำนวนได้ว่าการรีไฟแนนซ์บ้านแต่ละครั้งมีส่วนช่วยในการลดดอกเบี้ยได้มากน้อยแค่ไหน     2.ค่าใช้จ่ายโดยรวมทั้งหมด อัตราดอกเบี้ย ค่าประเมินราคาทรัพย์สิน ค่าธรรมเนียมการปล่อยกู้ ค่าอากรแสตมป์ ค่าจำนองที่ดิน ค่าทำประกัน หรือค่าบริการอื่นๆ (ค่าประกันอัคคีภัย) ส่วนมากค่าใช้จ่ายโดยรวมนี้คุณสามารถคำนวนได้จากเว็บไซต์ของธนาคารและสถาบันการเงินแต่ละแห่ง เพราะในปัจจุบันธนาคารและสถาบันการเงินที่มีการให้บริการรีไฟแนนซ์ จะมีบริการคำนวนค่าใช้จ่ายให้แก่ลูกค้าที่ต้องการใช้บริการรีไฟแนนซ์อยู่แล้ว     3.ต้องรู้ว่าใช้เอกสารอะไรในการยื่นขอรีไฟแนนซ์บ้าง สำเนาบัตรประชาชน/สำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมฉบับจริง ใบรับรองเงินเดือน (ย้อนหลัง 3เดือน) หรือ หนังสือผ่านสิทธิสวัสดิการข้อตกลง ฉบับจริง ใบเสร็จการผ่อนชำระย้อนหลัง 24 เดือน (ในกรณีรีไฟแนนซ์บ้านแบบไถ่ถอน) สำเนาบัญชีเงินฝากแสดงรายการย้อนหลัง 6 เดือน และหลักฐานแสดงฐานะการเงินอื่น ๆ พร้อมฉบับจริง หรือ Statement พร้อมเซ็นต์รับรอง หากผู้ยื่นเรื่องขอรีไฟแนนซ์ ประกอบอาชีพส่วนตัว ให้นำสำเนาใบประกอบวิชาชีพ หรือ ใบอนุญาตประกอบการ มาแสดงด้วย แต่หากประกอบธุรกิจให้นำสำเนาทะเบียนการค้า ทะเบียนบริษัท หรือทะเบียนห้างหุ้นส่วนฯ พร้อมยื่นหลักฐานการเสียภาษีเงินได้ แนบใบเสร็จตัวจริงจากกรมสรรพากร ย้อนหลัง 6 เดือน มาด้วย (รูปถ่ายกิจการ จำนวน 3-4 รูป) สำเนาโฉนดที่ดิน/นส.3ก/หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด/อช.2(2ชุด) พร้อมรับรองจาก สนง.ที่ดิน     4.ศึกษาขั้นตอนการรีไฟแนนซ์เบื้องต้น การศึกษาขั้นตอนการรีไฟแนนซ์บ้านจะทำให้คุณประหยัดเวลาในการดำเนินการได้มากขึ้น รวมถึงคุณสามารถเตรียมเอกสารและดำเนินการยื่นเอกสารได้ทันเวลาอีกด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การติดต่อขอสำเนาสรุปยอดหนี้เงินกู้กับธนาคารเก่า ยื่นเอกสารสรุปยอดหนี้ที่ได้จากธนาคารแห่งเก่าไปขอรีไฟแนนซ์กับธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งใหม่ เจ้าหน้าที่ธนาคารมาประเมินทรัพย์สิน การนัดวันไถ่ถอนที่สำนักงานที่ดินธนาคารเดิม การนัดวันทำสัญญากับธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งใหม่ ดำเนินการเรื่องโอนที่ที่ดินในเขตที่ของเราตั้งอยู่   แม้ว่าข้อมูลต่างๆจะสำคัญต่อการรีไฟแนนซ์บ้าน แต่การศึกษาข้อมูลอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่ทางออกทั้งหมด คุณควรดูปัจจัยจากตัวคุณเพิ่มเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นรายได้ประจำ เงินเก็บ กำลังทรัพย์ แนวมโน้มทางการเงิน แนวโน้มหน้าที่การงาน รวมถึงการคำนวนความสามารถในการผ่อนค่างวด ดอกเบี้ย รวมถึงระยะเวลาในการผ่อนด้วย  ขอบคุณข้อมูลจาก : https://finance.rabbit.co.th/blog/re-finance-101        
7 เทคนิคดีๆ ของการเลือกตึกแถว

7 เทคนิคดีๆ ของการเลือกตึกแถว

มนุษย์ต้องใช้ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต ซึ่งทุกคนย่อมรู้จักกันดีอยู่แล้ว อย่างอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ถ้าไม่มีอาหารแน่นอนว่าขาดสารอาหาร ถ้าไม่มีเครื่องนุ่งห่มจะใช้อะไรปกปิดร่างกาย ขาดยารักษาโรคไปก็ไม่มีอะไรบรรเทาความเจ็บปวด และที่อยู่อาศัยก็จำเป็นต่อคนยุคก่อน เพราะเป็นการแสดงอาณาเขตของใครของมัน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลส่งผลตรงมายังยุคปัจจุบัน สรุปว่าทุกปัจจัยสำคัญเท่าๆ กัน แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงที่อยู่อาศัยกันนะคะ บางคนอาจจะเลือกซื้อ บ้าน เป็นที่พักพิง หรือ คอนโด เพราะว่าสะดวกสบาย เดินทางง่าย มีทุกอย่างภายในห้องเดียว แต่บางคนเลือกซื้อตึกแถวเป็นที่อยู่อาศัยเพื่อประกอบสัมมาอาชีพไปในตัว หรือซื้อไว้ลงทุนอะไรสักอย่าง เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะตึกแถวมีรูปร่างตามชื่อเป็นตึกที่เป็นแถว จะมีกี่ชั้นก็ว่ากันไปตามสะดวกของการสร้างในเริ่มแรกสำหรับคนที่อยากมีตึกแถวก็คงนั่งคิดนอนคิดว่าจะใช้อะไรเป็นตัวตัดสินใจดีหนอ ไม่ต้องกังวลใจเดี๋ยวเราจะช่วยคุณเอง วันนี้เรารวบรวมข้อมูลดีๆ ของการเลือกตึกแถวมาให้แล้วจ้า   คนพลุกพล่าน บางคนอาจจะชอบความเงียบสงบไม่วุ่นวาย แต่สำหรับตึกแถวแล้วยิ่งอยู่ในย่านที่คนพลุกพล่านยิ่งดีค่ะ เพราะว่าเป็นทำเลชั้นยอด เป็นโอกาสในการลงทุน ถ้าเลือกตึกแถวในเส้นทางที่มีคนสัญจรไปมา เพราะผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา ณ ตอนนั้น ในอนาคตอาจจะมาเป็นลูกค้าหากเราเปิดกิจการอะไรสักอย่างตรงตึกแถวนั้นก็เป็นได้   สะดุดตา สมมติว่าเลือกตึกแถวที่ทำเลในซอยอันคับแคบ คงสร้างความลำบากให้ลูกค้าที่จะมาอุดหนุนอยู่ไม่น้อย ดังนั้น ตึกแถวต้องเด่นชัด มองเห็นได้จากถนนยิ่งดี เพราะว่าคนที่มาติดต่อซื้อขายจะได้ไม่เสียเวลาหาสถานที่ตั้งของกิจการให้ยุ่งยาก ถ้าโชคเข้าข้าง ป้ายโฆษณาต่างๆ อาจจะติดต่อขอเช่าพื้นที่ในส่วนของตึกที่ว่างๆ เพื่อติดป้ายโฆษณาอีกด้วย   ที่จอดรถ ทุกกิจการย่อมไม่อยากย่ำอยู่กับที่ อยากก้าวไปข้างหน้า ที่จอดรถก็ไม่ควรมองข้าม หากลูกค้าที่มาอุดหนุนมองหาที่จอดรถไม่เจอก็คงจะผ่านเลยไป กิจการนั้นไม่อาจสร้างความประทับใจในแรกพบได้ ถ้ามีที่จอดรถไว้รองรับ ก็จะลดทอนความยากลำบาก เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าอีกด้วยนะ   ห้องริม ตึกแถวจะติดกันเป็นแถวยาว ลองเลือกตึกแถวที่อยู่ห้องริมหรือห้องหัวมุมสุด เพราะมันน่าลงทุนที่สุด! น่าลงทุนมากกว่าตึกแถวที่อยู่ห้องอยู่ตรงกลาง สำหรับกิจการสามารถมีทางเข้าออกได้ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง พื้นที่อื่นๆ ที่เหลือก็ใช้สอยได้มากกว่าตึกแถวห้องกลาง แถมยังดูสบายตา ไม่อึดอัด ไม่คับแคบ หรือถ้าเลือกตึกแถวไว้ปล่อยเช่าก็มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม   ห้องคู่ ถ้าเป็นไปได้นอกจากจะห้องริมหรือห้องหัวมุมสุดแล้ว เป็นห้องคู่ก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก จริงอยู่ที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นอีกเท่าตัว แต่รับรองว่าได้คุ้มกว่าเสีย เพราะห้องคู่ดูกว้างขวางกว่าเดิม มีพื้นที่ใช้สอยประโยชน์มากกว่าเดิม เรียกได้ว่ามีความยืดหยุ่นในการใช้งาน ยิ่งถ้าเป็นห้องหัวมุมสุดและเป็นห้องคู่ จะเจ๋งยิ่งกว่าเดิม หรือจะปล่อยเช่ามูลค่าก็จะได้เพิ่มมากกว่าเดิมอีกด้วย   โครงสร้าง ไม่ว่าจะเลือกซื้อตึกแถวตอนสร้างเสร็จใหม่ๆ หรือสร้างเสร็จมานานแล้ว โครงสร้างที่มั่นคงและแข็งแรงจึงเป็นอีกข้อที่มองข้ามไม่ได้ เพราะเราไม่อาจมั่นใจได้เลยว่าความแข็งแรงของตึกแถวจะคงทน 100% หรือเปล่า เพราะปูนที่ฉาบ อิฐที่ก่อ ทรายที่ผสมก็ดูคล้ายคลึงกันไปซะหมด ถ้าสร้างเสร็จใหม่ๆ ก็ควรดูตั้งแต่เริ่มสร้างเลยจะดีมาก แต่ถ้าสร้างเสร็จมานานแล้วก็ควรตรวจเช็กให้ดีก่อนนะจ๊ะ เพื่อคุณภาพตึกแถวที่ดี   ต้องดูราคาให้ดีด้วย เพราะเงินคือปัจจัยหลักในการได้ตึกแถวมาครอบครอง การคำนวณราคาของตึกแถวก็จะละทิ้งไม่ได้เลย จะถูกหรือแพงอยู่ที่ว่าพื้นที่ตรงนั้นทำอะไรได้บ้าง ในย่านธุรกิจอาจมีราคาที่สูงอยู่พอสมควร ในบางทำเลก็มีราคาไม่เพียงกี่ล้าน การเช็กราคาหรือคำนวณ นอกจากจะดูรายได้ที่เราสามารถสร้างเงินได้แล้ว ควรดูจากสถาบันการเงินด้วยว่าสามารถปล่อยเงินกู้ให้ได้หรือเปล่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถึงจะไม่ได้อยู่ในย่านธุรกิจเท่าที่ควร แต่ถ้าคิดอยากทำกิจการสักอย่าง ถ้ามีการประชาสัมพันธ์ดีๆ เพราะเดี๋ยวนี้มีโลกโซเชียลเป็นสื่อกลางแล้วนะ ก็จะทำให้กิจการรุ่งเรืองก็เป็นได้ อย่าลืมว่าอสังหาริมทรัยพ์ไม่ใช่ราคาถูกๆ จับจองเป็นเจ้าของก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จะซื้อทั้งทีควรเลือกตึกแถวให้ดี บางคนใช้เวลานานมากกว่าจะได้ครอบครอง และกิจการที่ฝันไว้จะรุ่งเรืองได้ ความเข้าใจในการลงทุนก็เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กัน ใช้ศาสตร์แล้วก็อย่าลืมใช้ศิลป์ด้วยนะจ๊ะ เพื่อที่ว่าจะได้ประสบความสำเร็จตามที่วางแผนไว้   เป็นยังไงกันบ้างค่ะกับบทความดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีบทความน่ารู้อีกมากมายให้ได้ติดตามกันได้ที่นะคะ https://goo.gl/dwpzgr ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://finance.rabbit.co.th/blog/7-tips-for-tenement-house

"เซ้ง" อีกหนึ่งทางเลือกในตลาดอสังหาฯ

เคยสงสัยไหมคะว่า ‘การเซ้ง’ คืออะไร? ถ้าให้อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ การเช่าระยะยาว หรือเรียกแบบทางการว่า การรับช่วงสิทธิที่ต้องทำสัญญาโอนให้เช่านั่นเอง ซึ่งการเซ้งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมทำกันในแวดวงธุรกิจค่ะ เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะเซ้งอาคารพาณิชย์หรือพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าเพื่อทำการค้า เหตุผลที่ต้องเซ้งและไม่ซื้อขาดก็เนื่องจาก เจ้าของอาจไม่ต้องการขายที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์นั้นๆ เพราะเป็นสมบัติของตระกูล, พื้นที่บริเวณนั้นเป็นของราชพัศดุ, เป็นพื้นที่ในส่วนของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือ ที่ดินส่วนนั้นอาจเป็นของสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้วทำเลที่มีการปล่อยเซ้ง มักจะมีศักยภาพในด้านต่างๆ สูง เช่น มีทำเลอยู่กลางใจเมือง เดินทางสะดวกสบาย และสามารถใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้ในอนาคต สำหรับการเซ้งที่ทีมงาน Review Your Living หยิบยกมาพูดถึงในวันนี้ก็คือ การเซ้งที่ดินเปล่าค่ะ เรียกง่ายๆ ก็คือ "สิทธิการเช่าที่ดินในระยะยาว" ซึ่งอาจจะมีระยะเวลาในการเซ้ง 20 ปี, 25 ปี, 30 ปี หรือแล้วแต่การประเมิน โดยเจ้าของที่ดินไม่สามารถขอเรียกคืนก่อนหมดสัญญาเช่าได้ค่ะ หลายคนอาจจะคิดว่าการเซ้งที่ดินเปล่ามาก่อสร้างอาคารนั้นเป็นการเสี่ยงหรือเปล่า และมีข้อดี - ข้อเสียอย่างไร? วันนี้ทีมงานรวบรวมคำตอบมาให้คุณแล้วค่ะ ข้อดี 1. ราคาถูกกว่าการซื้อขาดบ้านโครงการอื่น เนื่องจากที่ดินปล่อยเซ้งนั้นทำเลมักจะดีกว่า เพราะมักอยู่ในจุดศูนย์กลางธุรกิจ แวดล้อมไปด้วยความสะดวกสบายใจกลางเมือง   2. ได้สิทธิ์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์การเซ้งต่อ ในกรณีที่ย้ายออกหรือเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ก่อนหมดอายุสัญญา   3. สามารถขายกรรมสิทธิ์ต่อได้ ยิ่งถ้าราคาประเมินที่ดินสูงขึ้นเท่าไหร่ราคาเซ้งก็สูงขึ้นด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจนะคะ เพราะมีโอกาสได้กำไรด้วยค่ะ   ข้อเสีย 1. ไม่ได้ครอบครองโดยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นโดยตรง เพราะเป็นการเช่าระยะยาวนั่นเอง   2. ต้องคอยต่อสัญญาใหม่เมื่อครบอายุสัญญาเซ้ง ซึ่งเจ้าของที่ดินมีสิทธิ์ในการพิจารณจะให้เราต่อสัญญาหรือไม่ก็ได้ ** ในกรณีที่ผู้เซ้งเล็งเห็นว่าศักยภาพของทำเลดี มีการวางแผนจะลงทุนสิ่งปลูกสร้างด้วยเงินลงทุนจำนวนมาก และต้องการป้องกันปัญหาการต่อสัญญาไม่ได้ในภายหลัง ผู้เซ้งอาจจะเจรจาขอเพิ่มข้อตกลงในสัญญา ให้เจ้าของที่ดินยินยอมให้ทำการต่อสัญญาเซ้งในภายหลัง โดยอาจจะเพิ่มข้อเสนอเรื่องราคา หรือผลตอบแทนอื่นๆ ไว้ล่วงหน้า ซึ่งเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเจรจาหาข้อตกลงระหว่างทั้งสองฝ่ายนะคะ อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงจะได้ข้อมูลเรื่อง “การเซ้งอสังหาริมทรัพย์” ไปไม่มากก็น้อยนะคะ หากใครกำลังสนใจจะลงทุนกับการเซ้งบ้านซักแห่ง เรามีโครงการที่น่าสนใจมาแนะนำกันค่ะ โครงการ “เดอะไพร์ม พระราม 9 - รามคำแหง 21” เป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจไม่น้อยเลยค่ะ เนื่องจากเป็นที่ดินบนทำเลศักยภาพ (ซอยรามคำแหง 21) สามารถเดินทางได้สะดวกสบายทั้งการเดินทางด้วยรถส่วนตัว และระบบขนส่งมวลชน ทั้งรถไฟฟ้า เรือด่วนแสนแสบ และรถประจำทาง อีกทั้งถนนหนทางในย่านนี้ก็เชื่อมต่อเข้าสู่ใจกลางเมืองได้หลายเส้นทางเลยค่ะ ในส่วนของการอยู่อาศัยทำเลในแถบนี้ยังแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ ห้างสรรพสินค้า สถานพยาบาล สถานศึกษา ศูนย์ราชการ และสถานที่สำคัญๆ อีกหลายแห่งเลยทีเดียว ทั้งนี้โครงการ เดอะไพร์ม พระราม 9 - รามคำแหง 21 มีบริษัท เดอะไพร์ม พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เซ้งที่ดินจากสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้จัดสรรและพัฒนาที่ดินเป็น โฮมออฟฟิศ และอาคารพาณิชย์ สูง 3 ชั้นครึ่ง และเปิดให้เราสามารถเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์การเซ้งที่ดินพร้อมตัวอาคารที่สร้างขึ้นเป็นระยะเวลานานถึง 30 ปี ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 3.45 ล้านบาท ซึ่งโฮมออฟฟิศและอาคารพาณิชย์ในทำเลนี้เหมาะสำหรับการทำธุรกิจ รวมถึงการอยู่อาศัย ด้วยการออกแบบในสไตล์โมเดิร์น เพื่อการดำเนินชีวิตคุณภาพไปพร้อมกับการทำธุรกิจ.... มาร่วมสัมผัสความคุ้มค่าที่ลงตัวทั้งด้านธุรกิจและชีวิตส่วนตัวได้แล้ววันนี้ที่ เดอะไพร์ม พระราม 9 - รามคำแหง 21 สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.theprimeliving.com  
จองคอนโดง่ายแค่ปลายนิ้ว

จองคอนโดง่ายแค่ปลายนิ้ว

ปัจจุบันเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ชีวิตผูกติดกับโลกดิจิตอลจนบางครั้ง Smart Phone และ Tablet แทบจะกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ไปแล้วสำหรับใครบางคน และอีกหลายๆ คนก็เริ่มคุ้นชินกับการช็อปปิ้งออนไลน์ ผ่าน Application ต่างๆ มากขึ้น เนื่องจากสะดวกสบาย ไม่ต้องเสียเวลาฝ่าการจราจรออกไปเจอรถติดๆ ให้หงุดหงิดใจ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเดิมๆ ที่ต้องไปเดินห้างจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภค กลายมาเป็นการจิ้มสั่งซื้อของบนหน้าจอมือถือจนเป็นเรื่องปกติไปแล้วค่ะ ยิ่งเดี๋ยวนี้ระบบ e-Banking, Online Payment ต่างๆ ก็มีความปลอดภัยมากขึ้น พวกเราเลยสะดวกใจในการทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านทางโลกดิจิตอลได้บ่อยกว่าที่เคย….​จริงมั้ยคะ และด้วยความที่พฤติกรรมของคนปัจจุบันเริ่มทำธุรกรรมผ่าน Smart Phone และ Tablet มากขึ้น ผู้ประกอบการหลายๆ รายก็ต้องปรับตัวค่ะ ไม่เว้นแม้แต่ Developer หรือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายๆ ราย ที่ต้องใช้สื่อออนไลน์เพื่อทำการตลาด และสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายให้รวดเร็วทันเหตุการณ์มากขึ้น จากที่เราเคยคิดว่าการเลือกซื้อคอนโดซักห้องเป็นเรื่องไกลตัว ยุ่งยากเสียเวลา ต้องไปต่อคิวแย่งชิงกันคนมากมาย อากาศก็ร้อน รถก็ติด บ้านก็อยู่ไกล บางคนอยู่ต่างจังหวัดแต่อยากได้คอนโดในกรุงเทพ ก็ต้องเสียเวลาเดินทางมาไกลอีก บลา บลา บลา.......(ร้อยแปดปัญหาที่คนร้อยคนก็มีข้อจำกัดต่างกันไปค่ะ) Developer ปัจจุบันเลยเพิ่มช่องทางให้มีการ “จองคอนโดออนไลน์” กันได้แล้ววววววว “การจองคอนโดออนไลน์” เป็นช่องทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ทุกๆ คนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเป็นเจ้าของห้องที่ถูกใจ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นง่ายแค่ปลายนิ้วเท่านั้นค่ะ ด้วยวิธีการเปิดจองแบบออนไลน์นี่เอง ไม่ว่าเราจะอยู่ส่วนใดของประเทศ หรือแม้แต่อยู่อีกมุมโลก ขอแค่มีสัญญานอินเตอร์เน็ตเท่านั้น เราก็สามารถกดจองห้องได้ด้วยระยะเวลาไม่เกิน 2 นาที แถมยังไม่ต้องเสียเวลาเดินทางแม้แต่นิดเดียวค่ะ ซึ่งหลายคนคงอยากจะรู้แล้วว่า การจองคอนโดออนไลน์มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง เราเลยจะพาไปเรียนรู้ระบบการจองคอนโดออนไลน์ของ All Inspire ที่เร็วๆ นี้ กำลังจะเปิดให้จองคอนโดสวยบนทำเลศักยภาพใจกลางเมืองพร้อมกันถึง 2 โครงการด้วยกันค่ะ เอาล่ะค่ะ ก่อนที่จะไปถึงการคลิกจองห้องที่หมายตาไว้ ในวันที่ 16 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ เราจะต้องทำการลงทะเบียนล่วงหน้ากันก่อนค่ะ โดยการเข้าไปที่ https://allbooking.allinspire.co.th เพื่อกรอกข้อมูลสำคัญด้วย 3 ขั้นตอนง๊ายง่ายค่ะ...... ไปดูกันเลย   พอลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็แค่นับวัน-เวลา รอเข้าระบบไปเลือกห้องที่โดนใจกันค่ะ ระหว่างนี้ก็ลองทำการศึกษาข้อมูลโครงการที่ทาง All Inspire เปิดจองออนไลน์ในครั้งนี้ไปพลางๆ ก่อน ซึ่งทั้ง 2 โครงการที่ว่าก็คือ “The Excel HIDEAWAY Sukhumvit 71” และ “The Excel HIDEAWAY Sukhumvit 50” ลองคลิกเข้าไปอ่านดูข้อมูลเบื้องต้นที่เรารวบรวมมาให้ก่อนได้นะคะ ภาพโครงการ The Excel HIDEAWAY Sukhumvit 71 ภาพโครงการ The Excel HIDEAWAY Sukhumvit 50 พอเลือกได้โครงการและห้องที่หมายตาไว้แล้ว ก็เตรียมตัวให้พร้อมค่ะ สิ่งแรกคือ “เตรียมวงเงินในการจอง”  -  เคลียร์วงเงินในบัตรเครดิต หรือ บัตรเดบิต ไว้ให้เพียงพอต่อยอดที่จะจองค่ะ จะได้ไม่ติดขัดในขั้นตอนการจ่ายเงิน   “ตั้ง Alert ในมือถือ”  -  เพื่อไม่ให้พลาด หรือทำเรื่องอื่นๆ เพลินจนลืมเวลา เราแนะนำให้ตั้งปลุกไว้ล่วงหน้าซัก 5 นาที ก่อนจะถึงเวลาเปิดจองค่ะ และควรอยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญานอินเตอร์เน็ตพร้อมด้วยค่ะ สิ่งที่เราจะต้องทำในวันจองออนไลน์จะมีขั้นตอนดังนี้ค่ะ เข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ของ All Inspire เพื่อ “เข้าสู่ระบบจอง” ตามลิงค์นี้ค่ะ https://allbooking.allinspire.co.th   เมื่อเข้าระบบมาแล้ว ก็ให้กดเลือกโครงการที่ต้องการ และเลือกห้องที่อยากได้เลยค่ะ   ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง ซึ่งหน้านี้ ทางระบบจะ Fill ข้อมูลมาให้เลยตามที่เราได้ลงทะเบียนไว้ล่วงหน้าค่ะ จึงไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ใหม่อีกครั้ง   สำหรับขั้นตอนในการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตนั้น จะต้องใช้บัตรที่สามารถซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้ด้วยนะคะ ถ้าใครยังไม่เคยใช้บัตรซื้อของออนไลน์มาก่อน จะต้องติดต่อธนาคารเจ้าของบัตรเพื่อเปิดใช้งานกันก่อนนะคะ และจะต้องเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตเพื่อให้ธนาคารดำเนินการให้ด้วยนะคะ เมื่อถึงเวลาชำระเงินจะได้สะดวกรวดเร็ว ได้ห้องที่เราต้องการสมใจค่ะ พอคลิกจ่ายเงิน และผ่านขั้นตอนระบบ Payment ของแบงค์เรียบร้อยแล้ว เราก็จะได้รับ E-mail ยืนยันการจอง เพื่อรอเจ้าหน้าที่นัดหมายเข้ามาทำหนังสือสัญญาในลำดับต่อไปค่ะ   ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ผ่านการคลิกด้วยปลายนิ้วของเราไม่เกิน 2 นาที คอนโดห้องสวยโดนใจก็จะอยู่ในมือเราแล้วววววว ^^ ทิ้งทายไว้อีกนิดกับเงื่อนไขที่ควรรู้ เพื่อสิทธิประโยชน์ของคุณเองค่ะ   แล้วพบกันในวันที่ 16 สิงหาคม เวลา 16:00 น. นะคะ หวังว่าทุกคนจะได้เป็นเจ้าของคอนโด The Excel บนทำเลศักยภาพใจกลางเมืองกันทุกคนนะคะ
การเลือกห้องคอนโด แบบไหน...ถึงเรียกว่าห้องสวย??

การเลือกห้องคอนโด แบบไหน...ถึงเรียกว่าห้องสวย??

เชื่อว่าแทบจะทุกคนต้องมีคำถามนี้อยู่ในใจแน่ๆ เมื่อคิดจะเลือกซื้อคอนโดมิเนียมซักห้อง ไม่ว่าจะซื้อไว้อยู่เองก็ดี หรือกำลังคิดจะผันตัวเองมาเป็นนักลงทุนอสังหาฯมือใหม่ ก็ต้องเคยวนเวียนอยู่กับการหาคำตอบว่า ห้องแบบไหนถึงจะดี หรือคอนโดไหนที่เรียกว่า “สวย” เรียบเรียงโดย Review Your Living แน่นอนคำว่า “สวย” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่รูปร่างหน้าตาตึก หรือการตกแต่งที่สวยงามที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าเท่านั้นนะคะ แต่เรากำลังหมายถึง ความสวยที่มาพร้อมกับองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อการอยู่อาศัย ความคุ้มค่าคุ้มราคาที่ต้องจ่าย รวมถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่จะทำให้ทุกคนลงความเห็นตรงกันว่า “สวย” อย่างเช่นเรื่อง “ทำเลที่ตั้ง” เป็นต้น ยิ่งในภาวะที่ตลาดปัจจุบันมีคอนโดมิเนียมให้เลือกเป็นจำนวนมาก ชนิดที่ถ้าเอาข้อมูลมาวางเรียง เปรียบเทียบจุดเด่นจุดด้อยกันเป็นข้อๆ ก็คงมีคนตาลาย เมาข้อมูลกันไปบ้างไม่มากก็น้อยแหละ หรือถ้าลองไปถามเพื่อนฝูง คนใกล้ชิด หรือแม้แต่ผู้มีประสบการณ์ที่เราไว้วางใจ บางทีก็อาจจะได้คำตอบไม่ตรงกับใจ แย่กว่านั้นคอนโดที่เค้าช่วยเลือกให้อาจจะไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเราเลยก็เป็นได้ เจอแบบนี้ก็ยิ่งปวดหัวไปกันใหญ่...จริงมั้ยคะ วันนี้เราจึงอยากจะแชร์ข้อมูลให้ทุกคนได้ลองเก็บไว้ใช้ประกอบการตัดสินใจ เพื่อเลือกคอนโดมิเนียมให้ตอบโจทย์ตรงใจ แถมยังได้ห้องสวยคุ้มราคาด้วยกันด้วยค่ะ คำถามแรกๆ ที่เราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนก็คือ “งบประมาณที่จ่ายไหว” ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะได้ยินตัวเลข “ประมาณ 2 ล้านบาท” ที่เป็นคำตอบในใจหลายคน อาจจะบวกลบได้นิดหน่อย อันนี้ไม่ว่ากันค่ะ อันดับต่อมาคำว่า “คอนโดติดรถไฟฟ้า” ก็จะเป็นคำที่ผุดขึ้นมาในหัวและเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ของทุกคน เพราะใครๆ ก็เชื่อว่า ถ้าได้คอนโดติดรถไฟฟ้า ยังไงซะราคาขายต่อก็ต้องดีมีกำไร ถ้าจะปล่อยเช่าก็คงทำได้ไม่ยาก และอาจจะเรียกราคาค่าเช่าได้มากขึ้นด้วย ถ้าต้องเลือก “คอนโดติดรถไฟฟ้า” ปัจจุบันก็มีทำเลแนวรถไฟฟ้าหลายสายเลยค่ะ ทั้งที่เปิดใช้กันแล้ว หรือสายที่อยู่ในแผนอนาคต ซึ่งถ้าเลือกได้ คนส่วนใหญ่ก็จะขอเลือก “แนวรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว” กันแทบทั้งนั้น โดยเฉพาะแถบเส้นทางสายสุขุมวิทที่ใครๆ ก็รู้ว่าความเจริญขยายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็กำไรเห็นๆ!!! “ทำเลที่ตั้ง” ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญในอันดับต้นๆ เหมือนกันนะคะ นอกจากจะต้องอยู่ติดรถไฟฟ้าแล้ว ถ้าได้ทำเลในแหล่งชุมชนเก่า ใกล้แหล่งช็อปปิ้ง ใกล้แหล่งงาน รวมถึงแวดล้อมด้วยสาธารณูปโภคต่างๆ ได้พร้อมมากเท่าไหร่ ก็เชื่อได้ว่าความเป็นอยู่ของเราจะสะดวกสบายมากขึ้นเท่านั้นค่ะ ยิ่งถ้าได้โครงการติดถนนใหญ่ซัก 4 เลน ก็จะยิ่งเป็นข้อได้เปรียบ เพราะโครงการคอนโดติดถนนใหญ่แบบนี้ ก็จะเป็นคอนโด High Rise อย่างแน่นอน โอกาสในการซื้อขายและปล่อยเช่าก็ย่อมดีกว่าโครงการ Low Rise ในซอยชัวร์ๆ ค่ะ และอีกหนึ่งข้อสำคัญที่เราต้องนำมาพิจารณาด้วยก็คือ “ความน่าเชื่อถือของ Developer” ถึงแม้คอนโดมิเนียมจากแบรนด์ดังๆ มักจะมีราคาขายค่อนข้างสูงกว่าแบรนด์ใหม่ๆ แต่บางครั้งเราก็ต้องยอมรับว่า ราคาที่ต้องจ่ายก็แลกมาด้วยความมั่นใจ ทั้งในเรื่องของคุณภาพ การจัดการ รวมถึงเชื่อได้ว่าเจ้าของโครงการจะส่งมอบห้องให้เราได้ตามสัญญา แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้พัฒนาอสังหาฯ รายเล็กจะไม่น่าเชื่อถือนะคะ อันนี้เราแนะนำให้ลองพิจารณาจากโครงการที่ผ่านๆ มาของเค้าก่อนค่ะ บางรายเป็นเจ้าถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่เป็นอย่างดี สามารถทำคอนโดตอบโจทย์กลุ่มคนในย่านนั้นได้อย่างเหมาะสม อันนี้เราก็ควรจะเก็บไว้พิจารณานะคะ บางทีอาจจะเจ๋งกว่าแบรนด์ดังๆ ที่เพิ่งเข้ามาในพื้นที่ก็ได้ค่ะ เป็นยังไงกันบ้างค่ะกับบทความดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีบทความน่ารู้อีกมากมายให้ได้ติดตามกันได้ที่นะคะ https://goo.gl/dwpzgr
แบบไหน...ถึงเรียกว่าห้องสวย??

แบบไหน...ถึงเรียกว่าห้องสวย??

เชื่อว่าแทบจะทุกคนต้องมีคำถามนี้อยู่ในใจแน่ๆ เมื่อคิดจะเลือกซื้อคอนโดมิเนียมซักห้อง ไม่ว่าจะซื้อไว้อยู่เองก็ดี หรือกำลังคิดจะผันตัวเองมาเป็นนักลงทุนอสังหาฯมือใหม่ ก็ต้องเคยวนเวียนอยู่กับการหาคำตอบว่า ห้องแบบไหนถึงจะดี หรือคอนโดไหนที่เรียกว่า “สวย” แน่นอนคำว่า “สวย” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่รูปร่างหน้าตาตึก หรือการตกแต่งที่สวยงามที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าเท่านั้นนะคะ แต่เรากำลังหมายถึง ความสวยที่มาพร้อมกับองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อการอยู่อาศัย ความคุ้มค่าคุ้มราคาที่ต้องจ่าย รวมถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่จะทำให้ทุกคนลงความเห็นตรงกันว่า “สวย” อย่างเช่นเรื่อง “ทำเลที่ตั้ง” เป็นต้น ยิ่งในภาวะที่ตลาดปัจจุบันมีคอนโดมิเนียมให้เลือกเป็นจำนวนมาก ชนิดที่ถ้าเอาข้อมูลมาวางเรียง เปรียบเทียบจุดเด่นจุดด้อยกันเป็นข้อๆ ก็คงมีคนตาลาย เมาข้อมูลกันไปบ้างไม่มากก็น้อยแหละ หรือถ้าลองไปถามเพื่อนฝูง คนใกล้ชิด หรือแม้แต่ผู้มีประสบการณ์ที่เราไว้วางใจ บางทีก็อาจจะได้คำตอบไม่ตรงกับใจ แย่กว่านั้นคอนโดที่เค้าช่วยเลือกให้อาจจะไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเราเลยก็เป็นได้ เจอแบบนี้ก็ยิ่งปวดหัวไปกันใหญ่...จริงมั้ยคะ วันนี้เราจึงอยากจะแชร์ข้อมูลให้ทุกคนได้ลองเก็บไว้ใช้ประกอบการตัดสินใจ เพื่อเลือกคอนโดมิเนียมให้ตอบโจทย์ตรงใจ แถมยังได้ห้องสวยคุ้มราคาด้วยกันด้วยค่ะ คำถามแรกๆ ที่เราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนก็คือ “งบประมาณที่จ่ายไหว” ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะได้ยินตัวเลข “ประมาณ 2 ล้านบาท” ที่เป็นคำตอบในใจหลายคน อาจจะบวกลบได้นิดหน่อย อันนี้ไม่ว่ากันค่ะ อันดับต่อมาคำว่า “คอนโดติดรถไฟฟ้า” ก็จะเป็นคำที่ผุดขึ้นมาในหัวและเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ของทุกคน เพราะใครๆ ก็เชื่อว่า ถ้าได้คอนโดติดรถไฟฟ้า ยังไงซะราคาขายต่อก็ต้องดีมีกำไร ถ้าจะปล่อยเช่าก็คงทำได้ไม่ยาก และอาจจะเรียกราคาค่าเช่าได้มากขึ้นด้วย ถ้าต้องเลือก “คอนโดติดรถไฟฟ้า” ปัจจุบันก็มีทำเลแนวรถไฟฟ้าหลายสายเลยค่ะ ทั้งที่เปิดใช้กันแล้ว หรือสายที่อยู่ในแผนอนาคต ซึ่งถ้าเลือกได้ คนส่วนใหญ่ก็จะขอเลือก “แนวรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว” กันแทบทั้งนั้น โดยเฉพาะแถบเส้นทางสายสุขุมวิทที่ใครๆ ก็รู้ว่าความเจริญขยายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็กำไรเห็นๆ!!! “ทำเลที่ตั้ง” ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญในอันดับต้นๆ เหมือนกันนะคะ นอกจากจะต้องอยู่ติดรถไฟฟ้าแล้ว ถ้าได้ทำเลในแหล่งชุมชนเก่า ใกล้แหล่งช็อปปิ้ง ใกล้แหล่งงาน รวมถึงแวดล้อมด้วยสาธารณูปโภคต่างๆ ได้พร้อมมากเท่าไหร่ ก็เชื่อได้ว่าความเป็นอยู่ของเราจะสะดวกสบายมากขึ้นเท่านั้นค่ะ ยิ่งถ้าได้โครงการติดถนนใหญ่ซัก 4 เลน ก็จะยิ่งเป็นข้อได้เปรียบ เพราะโครงการคอนโดติดถนนใหญ่แบบนี้ ก็จะเป็นคอนโด High Rise อย่างแน่นอน โอกาสในการซื้อขายและปล่อยเช่าก็ย่อมดีกว่าโครงการ Low Rise ในซอยชัวร์ๆ ค่ะ และอีกหนึ่งข้อสำคัญที่เราต้องนำมาพิจารณาด้วยก็คือ “ความน่าเชื่อถือของ Developer” ถึงแม้คอนโดมิเนียมจากแบรนด์ดังๆ มักจะมีราคาขายค่อนข้างสูงกว่าแบรนด์ใหม่ๆ แต่บางครั้งเราก็ต้องยอมรับว่า ราคาที่ต้องจ่ายก็แลกมาด้วยความมั่นใจ ทั้งในเรื่องของคุณภาพ การจัดการ รวมถึงเชื่อได้ว่าเจ้าของโครงการจะส่งมอบห้องให้เราได้ตามสัญญา แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้พัฒนาอสังหาฯ รายเล็กจะไม่น่าเชื่อถือนะคะ อันนี้เราแนะนำให้ลองพิจารณาจากโครงการที่ผ่านๆ มาของเค้าก่อนค่ะ บางรายเป็นเจ้าถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่เป็นอย่างดี สามารถทำคอนโดตอบโจทย์กลุ่มคนในย่านนั้นได้อย่างเหมาะสม อันนี้เราก็ควรจะเก็บไว้พิจารณานะคะ บางทีอาจจะเจ๋งกว่าแบรนด์ดังๆ ที่เพิ่งเข้ามาในพื้นที่ก็ได้ค่ะ จากหัวข้อหลักๆ 4 ข้อที่เราแนะนำไปนี้ พอจะมีชื่อคอนโดมิเนียมโครงการไหนอยู่ในใจกันบ้างมั้ยคะ... แต่ถ้ายังนึกไม่ออก วันนี้เรามีคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์ได้ครบทั้ง 4 ข้อที่ว่านี้มาแนะนำกันค่ะ “Kensington สุขุมวิท-เทพารักษ์” เป็นหนึ่งในคอนโดมิเนียมที่มีคุณสมบัติตรงใจ และสามารถตอบโจทย์ได้ครบทุกข้อเชียวค่ะ แน่นอนว่าอยู่ใน “งบประมาณที่จ่ายไหว” เพราะ “Kensignton สุขุมวิท-เทพารักษ์” มีห้องในราคาเริ่มต้นที่ 1.49 ล้านบาทเท่านั้น!! ในขณะที่ห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 30.5-31.5 ตร.ม. ก็ยังอยู่ในงบประมาณ 2 ล้านนิดๆ ค่ะ Kensington สุขุมวิท-เทพารักษ์ เป็น “คอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า” อย่างแท้จริง เพราะหน้าโครงการอยู่ติดรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (สถานีทิพวัล) ชนิดที่เรียกว่าบันไดสถานีจ่ออยู่ปากทางกันไปเลย แถมยังอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าสายสีเขียว (สถานีสำโรง) ซึ่งเป็นสายสำคัญที่ตรงเข้าใจกลางเมืองได้อย่างรวดเร็วสุดๆ..... [คอนโดติดรถไฟฟ้า 2 สายในราคาเริ่มต้นที่ล้านเศษๆ... บ้าไปแล้ว!!!] ในส่วนของ “ทำเลที่ตั้ง” คอนโด Kensington สุขุมวิท-เทพารักษ์ อยู่ติดถนนใหญ่เลยจ้าาาาา แถมเป็นถนนสายหลักขนาด 4 เลน ที่เชื่อมต่อถนนสายสำคัญอย่างถนนสุขุมวิท และถนนศรีนครินทร์ไว้ด้วยกันอีก การเดินทางเลยสะดวกสุดๆ ทำเลที่ตั้งโครงการก็แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งแหล่งช็อปปิ้ง ห้างสรรพสินค้าชื่อดัง แหล่งงาน สถานศึกษา สถานพยาบาลก็มีพร้อม ตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้อย่างครบถ้วนค่ะ เรื่อง “ความน่าเชื่อถือของ Developer” ก็ไม่น่าเป็นห่วง เพราะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าตลาดที่มีความเชี่ยวชาญในทำเลย่านสุขุมวิท-สมุทรปราการเป็นอย่างดี หลายโครงการของออริจิ้นในย่านนี้ก็ประสบความสำเร็จปิดงานขายได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงโครงการในทำเลอื่นๆ ก็ได้รับการตอบรับที่ดีไม่แพ้กันเลยค่ะ ด้วยคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ครบถ้วนขนาดนี้ เชื่อว่าหลายคนคงจะเริ่มสนใจโครงการ “Kensington สุขุมวิท-เทพารักษ์” กันแล้วใช่มั้ยคะ ก่อนจะไปดูว่า “ห้องสวย” ของโครงการต้องเลือกกันยังไง เราขอพูดถึง Facility และจุดเด่นอื่นๆ ในโครงการกันซักหน่อยค่ะ เผื่อจะเห็นภาพความน่าอยู่ได้ชัดเจนมากขึ้น ถ้าใครเคยอ่านข้อมูลโครงการมาบ้างแล้ว ต้องยอมรับว่าโครงการ "Kensington สุขุมวิท-เทพารักษ์" ตั้งใจออกแบบส่วนกลางมาให้ลูกบ้านแบบเกินราคามากๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Double Volume Lobby Lounge สไตล์ Industrial British Loft, Another Home & Co-Working Space ส่วนกลางพร้อมวิวสวน 180 องศา, สวนสวย 4 แบบ 4 สไตล์, Playground Garden, Backyard Garden, Double Skyline Roof Garden, สระว่ายน้ำขนาดใหญ่พร้อม Deep Relaxing Pool & Garden, The Gym Club ห้องฟิตเนสขนาดใหญ่พร้อมอุปกรณ์ครบครัน, สนาม Mini Golf, Sky Deck ลานนั่งเล่นเอกเขนก ฯลฯ แค่ที่ยกตัวอย่างมานี้ก็เยอะจนบรรยายแทบไม่หมดเลยค่ะ (สามารถอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่ https://goo.gl/VgW67a) ด้วยความได้เปรียบที่เป็นคอนโด High Rise ภายในโครงการเลยมีพื้นที่สำหรับจัด Facility ส่วนกลางได้อย่างเต็มที่ ยิ่งชั้นสูงๆ ก็จะยิ่งได้เปรียบเรื่องวิวสวย โปร่งโล่งแบบ 360 องศา แถมในทำเลนี้ยังได้เห็นวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยนะคะ ดังนั้นตำแหน่งห้องที่เราควรจะเลือกสำหรับคอนโดตึกสูง ก็ควรจะเป็นห้องที่สามารถเปิดรับวิวได้เต็มที่กันหน่อยค่ะ สำหรับที่โครงการ Kensington สุขุมวิท-เทพารักษ์ นี้ เราอยากแนะนำห้องที่อยู่ในตำแหน่งประมาณชั้น 18-27 นะคะ เพราะเป็นห้องที่อยู่ในช่วงกลางๆ ของตึก ความสูงระดับนี้เพียงพอสำหรับการเปิดรับวิวรอบๆ ที่เปิดโล่งโดยไม่มีอะไรบดบังสายตา ในขณะที่ราคาห้องในชั้นเหล่านี้ยังอยู่ในงบประมาณ อัตราการผ่อนก็ไม่หนักจนเกินไป ถ้าคิดจะลงทุนไว้ปล่อยเช่า ก็ถือว่าเป็นห้องในตำแหน่งที่ผู้เช่าให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ เช่นกันค่ะ ส่วนเรื่องตำแหน่งทิศของห้องอันนี้ต้องบอกกันก่อนว่า ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวนะคะ ถ้าว่ากันตามหลักการที่ใครๆ ก็ยึดถือกันมา ก็มักจะพยายามเลี่ยงทิศตะวันตก เนื่องจากกลัวว่าแดดจะร้อน และมักจะพยายามเลือกห้องในตำแหน่งทิศใต้ และทิศเหนือก่อน เพราะคาดหวังจะได้รับลมที่เย็นสบายกว่า ในขณะที่ไม่โดนแดดจัดเท่ากับทิศตะวันออกและทิศตะวันตก.... โชคดีค่ะ ที่โครงการ Kensington สุขุมวิท-เทพารักษ์ ทำการบ้านมาอย่างดี การจัดวางตัวอาคารอยู่ในทิศทางที่ห้องส่วนใหญ่เลี่ยงแดดช่วงบ่ายได้ ไม่ต้องรับแดดตรงๆ ห้องในตำแหน่งที่เปิดรับวิวโค้งแม่น้ำได้ดี จะเป็นห้องทางปีกด้านขวาของแปลนโซน A นะคะ (ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ) ห้องในโซนนี้ถ้าชั้นสูงๆ หน่อยน่าจะเห็นวิวแม่น้ำได้ชัดขึ้น บวกกับได้วิวเมืองที่สวยไม่แพ้ที่ไหนเลยค่ะ หรือถ้าชอบวิวเห็นสวนสีเขียวของโครงการ ตำแหน่งห้องในโซน A และ B ที่หันเข้าหาส่วนกลาง ก็จะสามารถมองลงมาเห็นสระว่ายน้ำ และพื้นที่สีเขียวที่บริเวณชั้น 6 ได้ค่ะ ในขณะที่ห้องทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโซน A บนชั้นที่ 37-38 ก็จะเห็นวิว Roof Top Garden เพิ่มด้วย ตำแหน่งห้องในโซน A และ B ที่หันเข้าหาส่วนกลาง พื้นที่ส่วนกลางบริเวณชั้น 6 ของโครงการ ชั้น 37-38 ของโซน A จะมองเห็น Roof Top Garden ของโซน B Roof Top Garden ของทั้ง 2 โซน ตำแหน่งห้องที่ดีที่สุด อาจจะเป็นเรื่องที่ตอบแบบเจาะจงได้ยากซักหน่อยนะคะ เพราะความชอบ ความสนใจวิวที่เห็นในแต่ละทิศมักจะแตกต่างกันออกไป โชคดีที่รอบๆ โครงการ Kensingtion สุขุมวิท-เทพารักษ์ ไม่ได้มีอาคารสูงอื่นๆ มาบังสายตา เลยมีมุมสวยๆ ให้เลือกมากหน่อย ยังไงก็ลองดูภาพถ่ายจากทิศต่างๆ ที่เราเอามาให้ดูเป็นตัวอย่างกันก่อนได้นะคะ แต่เชื่อเถอะว่าของจริงยังไงก็สวยกว่าในภาพแน่ๆ วิวด้านทิศเหนือ วิวด้านทิศตะวันออก วิวด้านทิศตะวันตก วิวด้านทิศใต้ มาถึงในส่วนของแปลนห้องกันบ้างค่ะ ที่โครงการ Kensington สุขุมวิท-เทพารักษ์ จะมีให้เลือกด้วยกัน 3 แบบนะคะ ซึ่งห้องแต่ละแบบก็จะตอบโจทย์ความต้องการที่ต่างกันออกไปค่ะ โดยส่วนตัวแล้วถ้าหากจะซื้อไว้อยู่อาศัยเอง และมีกำลังมากพอ เราอยากแนะนำห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 30.50-31.50 ตร.ม. ค่ะ เพราะเป็นแบบห้องที่เป็นเอกลักษณ์ของออริจิ้นเลยก็ว่าได้ ด้วยเนื้อที่ใช้สอยที่กว้างขวาง เหมาะกับการอยู่อาศัย ภายในห้องมีพื้นที่ห้องเล็กที่เพิ่มขึ้นมา เป็นเหมือนห้องอเนกประสงค์ ที่เราสามารถตกแต่งให้เป็นห้องทำงาน ห้องเก็บของ ห้องแต่งตัว หรือจะใช้เป็นห้องนอนเล็กก็ยังได้ จึงน่าจะให้ความรู้สึกเหมือนได้อยู่บ้านมากขึ้นด้วยค่ะ แปลนห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 30.5-31.5 ตารางเมตร ส่วนห้อง Studio 1 Bedroom ขนาด 21 ตร.ม. น่าจะตอบโจทย์สำหรับคนที่มองหาคอนโดไว้สำหรับลงทุนปล่อยเช่าหรือขายต่อในอนาคต เพราะต้นทุนในการผ่อนแบงค์ไม่สูงมาก มีโอกาสทำกำไรได้พอสมควร สัดส่วนของห้องเองก็จัดออกมาได้เหมาะสมค่ะ ประตูกระจกบานเลื่อนทำให้ห้องโปร่งไม่อึดอัดถึงแม้จะมีเนื้อที่ไม่มากนัก แต่ก็น่าอยู่ไม่แพ้ห้องอื่นเลยค่ะ แปลนห้อง 1 Bedroom ขนาด 21 ตารางเมตร ก่อนหน้านี้ทาง ออริจิ้น เคยจัดงาน VIP Pre-Sale Day กันไปแล้วเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งโครงการ Kensington สุขุมวิท-เทพารักษ์ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีคนให้ความสนใจเข้าคิวจับจองห้องกันอย่างล้นหลาม เกินความคาดหมายกันเลยทีเดียวค่ะ สำหรับใครที่พลาดโอกาสแรกไปก็อย่าเพิ่งเสียใจนะคะ เพราะทางออริจิ้นกำลังเตรียมจัดงาน Grand Opening อีกครั้งในวันที่ 19-20 สิงหาคมที่จะถึงนี้ เพียง 2 วันเท่านั้น ที่สำนักงานขาย กับราคาและโปรโมชั่นพิเศษ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 1,990 บาท และส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท เตรียมติดตามข่าวกันได้เลยนะคะ.. ส่วนใครที่สนใจหรืออยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ และลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษได้ที่ http://kensington.origin.co.th/thepharak/ หรือโทรสอบถามได้ที่ 02 030 0000 และสามารถอ่านรีวิวโครงการ Kensington สุขุมวิท-เทพารักษ์ ฉบับเต็มของเราได้ที่ https://goo.gl/VgW67a
บ้านสั่งสร้าง VS บ้านโครงการ อันไหนดีกว่ากัน?

บ้านสั่งสร้าง VS บ้านโครงการ อันไหนดีกว่ากัน?

ความสุขสำหรับใครหลายๆ คนคือการได้เจอและอยู่ในสถานที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นที่ของเราใช่ไหมคะ เช่นเดียวกับการเลือกบ้านสักหลังหนึ่งที่ใครต่างให้คำนิยามว่าเป็น ‘พื้นที่ส่วนตัว’ หากคุณผู้อ่านกำลังมีแพลนจะซื้อบ้านใหม่ แต่ยังคงลังเลใจว่าควรซื้อบ้านโครงการที่สร้างไว้แล้วพร้อมเข้าอยู่ หรือบ้านสั่งสร้างโดยมองหาบริษัทออกแบบรับเหมาก่อสร้างดีนะ? วันนี้ทีมงาน Review Your Living เลยได้รวบรวมระหว่างข้อดีกับข้อเสียของบ้านสั่งสร้างและบ้านโครงการมาฝากค่ะ ซึ่งเรียกว่าเป็นตัวช่วยสำคัญ แก่การตัดสินใจเลือกบ้านแสนรักของคุณนั่นเอง เรียบเรียงโดย Review Your Living ข้อดีของบ้านสั่งสร้าง 1. เลือกบริษัทออกแบบบ้านได้ตามต้องการและสามารถควบคุมงบประมาณได้ ข้อนี้ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของบ้านสั่งสร้างเลยล่ะคะ เพราะคุณจะสามารถกำหนดงบประมาณเองได้ โดยเอาแบบแปลนบ้านที่ใช่ให้บริษัทออกแบบรับเหมาก่อสร้างประเมิน ซึ่งถ้าหากผู้รับเหมาตีราคาสูงเกินงบไป ก็สามารถต่อรองหรือปรับเปลี่ยนแก้แบบ หรือเลือกใช้วัสดุในงบประมาณที่พอดีได้ค่ะ 2. เลือกแบบบ้านและปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานได้ตามใจ ขึ้นชื่อว่า ‘บ้าน’ ทุกคนก็คงอยากเลือกทุกสิ่งทุกอย่างเองใช่ไหมคะ? การสั่งสร้างก็เป็นทางเลือกหนึ่งของการเนรมิตทุกสิ่งให้ออกมาอย่างใจ เพราะเราสามารถเลือกแบบบ้านในสไตล์ที่ใช่ ทั้งยังสามารถเลือกวัสดุและสีที่ชอบ รวมไปจนถึงการปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นทุกอย่างในบ้านให้ออกมาตามดั่งความต้องการ 3. มีระยะเวลาผ่อนนาน การสั่งสร้างนั้นมีระยะเวลาผ่อนนานกว่าบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว ซึ่งสามารถผ่อนชำระเป็นงวดๆ ทำให้ทุกคนมีโอกาสเป็นเจ้าของบ้านกันง่ายขึ้น   ข้อเสียของบ้านสั่งสร้าง 1. ไม่สามารถเข้าอยู่ได้ทันที อย่างที่ทราบกันดีว่าบ้านสั่งสร้างต้องใช้เวลาในการดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งก็จะดำเนินไปตามขั้นตอนและระยะเวลาในการจ้างที่ตกลงกับผู้รับเหมา ดังนั้นใครที่คิดเลือกบ้านสั่งสร้างก็ต้องใจเย็นๆ นะจ๊ะ 2. ปัญหาการทิ้งงานหรือล่าช้า คงปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะว่าปัญหาทิ้งงานหรืองานล่าช้านั้นเกิดขึ้นเยอะมากในวงการสร้างบ้าน ดังนั้นถ้าคุณเลือกบ้านสั่งสร้างก็ควรทำการบ้านหาข้อมูลดีๆ อาทิ ผลงานที่ผ่านมา ชื่อเสียงและการตอบรับจากลูกค้า รายละเอียดสัญญา รวมไปจนถึงข้อตกลงของบริษัทนั้นๆ เป็นต้น 3. สภาพแวดล้อมไม่เหมือนบ้านโครงการ แน่นอนค่ะว่าการสั่งสร้างบ้านนั้น สภาพแวดล้อมก็คงไม่ได้สวยงามและแวดล้อมไปด้วยสาธารณูปโภคเหมือนดั่งบ้านตามโครงการทั่วไป ดังนั้นหากคุณจะกำลังมองหาที่ดินสักแปลงหนึ่งไว้สำหรับปลูกบ้าน ก็ควรเลือกทำเลที่ใช่เพื่อง่ายต่อการเดินทางสักหน่อยแล้วกันค่ะ   ข้อดีบ้านโครงการ 1. เลือกทำเลที่สะดวกต่อการเดินทาง ข้อดีข้อนี้ให้คะแนน 10/10 ไปเลยค่ะ เพราะเนื่องจากทุกวันนี้ไม่ว่าจะจังหวัดไหนรถก็ติดเหลือเกิน การเผื่อเวลาในการเดินทางเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก แต่จะดีแค่ไหนถ้าบ้านเราอยู่ในทำเลที่ง่ายต่อการเดินทางเหมือนดั่งบ้านโครงการทั่วไปที่มักอยู่ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วน รวมไปจนถึง BTS,MRT แค่นี้ก็เดินทางสบายแล้วค่ะ 2. ความสะดวกสบายระบบน้ำ/ไฟ รวมถึงสาธารณูปโภคและความปลอดภัย แน่นอนล่ะคะว่าบ้านโครงการส่วนใหญ่จะเดินสายไฟ ต่อท่อน้ำทุกอย่างให้เสร็จสรรพโดยที่คุณไม่ต้องเสียเงินจ้างช่างเฉพาะเพิ่ม ทั้งยังมีพื้นที่ส่วนกลางอย่าง สระว่ายน้ำ สวนสวย ฟิตเนต รองรับลูกบ้านอีกต่างหาก ที่สำคัญคือปลอดภัยไม่ต้องกลัวขโมยค่ะเพราะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง 3. ขอสินเชื่อง่าย บ้านโครงการส่วนใหญ่มักได้รับความร่วมมือและเชื่อถือจากหลายสถาบันการเงิน ดังนั้นการเลือกซื้อบ้านโครงการจึงมีแนวโน้มที่จะยื่นกู้และอนุมัติได้ง่ายค่ะ   ข้อเสียบ้านโครงการ 1. ไม่สามารถควบคุมเรื่องคุณภาพวัสดุ แน่นอนค่ะว่าบ้านโครงการส่วนใหญ่มักดำเนินการสร้างไว้พร้อมอยู่แล้วและรอเพียงการตัดสินใจซื้อของคุณเท่านั้น ดังนั้นคุณภาพของวัสดุจึงต้องเป็นไปตามการเลือกใช้ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ซึ่งบางทีอาจไม่ตรงตามความต้องการของคุณ ข้อแนะนำคือศึกษาข้อมูลให้ดีและพิจารณาจากการสำรวจบ้านตัวอย่างที่สร้างเสร็จแล้วค่ะ 2. ไม่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานได้รวมถึงแบบบ้านมีให้เลือกน้อย เพราะแบบบ้านแต่ละโครงการมักถูกออกแบบและคิดฟังก์ชั่นการใช้งานมาแล้ว การปรับเปลี่ยนจึงเป็นเรื่องยาก ข้อแนะนำก็คือควรเลือกแบบบ้านและขนาดที่ลงตัวที่สุดเพื่อความสุขในทุกๆ วันนะคะ 3. มีข้อจำกัดในเรื่องของการต่อเติม การต่อเติมบ้านโครงการมักมีข้อจำกัดเยอะ เนื่องจากต้องคำนึงถึงสภาพพื้นที่ เพื่อนบ้าน การขนย้ายวัสดุก่อสร้าง ตลอดจนการแก้ปัญหาน้ำรั่วและรอยต่อของอาคาร และการขออนุญาตก่อสร้างด้วย ดังนั้นควรต้องศึกษาข้อมูลให้ดีรวมไปจนถึงขอคำปรึกษาจากวิศวกรก่อนก็จะช่วยทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นค่ะ เป็นยังไงกันบ้างค่ะกับบทความดีๆ ที่เราเอามาฝาก ยังมีบทความน่ารู้อีกมากมายให้ได้ติดตามกันได้ที่นะคะ https://goo.gl/dwpzgr

1 2 3 ... 6